unknown · · 471 lines

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ ประธานจะอนุญาตให้สมาชิก ได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับได้ ในวันนี้มีท่านผู้ขออนุญาตหารือ ๓๐ ท่าน ดังต่อไปนี้นะครับ นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ นายสมัคร ป้องวงษ์ นายณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี นายวิรัช พันธุมะผล นายองอาจ วงษ์ประยูร นายรังสิมันต์ โรม นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ นายบัลลังก์ อรรณนพพร นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ นายสุชาติ ภิญโญ นายรังสรรค์ มณีรัตน์ นางอนุรักษ์ บุญศล นายนริศ ขำนุรักษ์ นายชัยชนะ เดชเดโช นางนันทนา สงฆ์ประชา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ นางสาวกุลวลี นพอมรบดี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายพยม พรหมเพชร นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี นายภราดร ปริศนานันทกุล พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา นางสาวศรีนวล บุญลือ นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ นายอิสสระ สมชัย ขอเชิญนางสาวทัศนีย์ครับ🔗

นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตหารือท่านประธานเรื่องการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) สายพันธุ์ใหม่ ๒๐๑๙ ซึ่งองค์กรอนามัยโลกประกาศให้ปัญหาการแพร่ระบาด ของโรคนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขทั่วโลก โดยสถานการณ์เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ มีการระบาดไปถึง ๒๗ ประเทศทั่วโลก มียอดผู้เสียชีวิตกว่า ๔๐๐ คน มียอดผู้ป่วยสะสม ทั่วโลกเกิน ๒๐,๐๐๐ คน ซึ่งประเทศไทยก็เป็นลำดับต้น ๆ ที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ ดังนั้น การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน และประเทศในทวีปเอเชียและอาจจะเป็นเศรษฐกิจโลกด้วย จะทำให้อัตราการบริโภค ภายในประเทศช่วงไตรมาสแรกของปี ๒๕๖๓ มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ความเชื่อมั่นในธุรกิจ ของประเทศเหล่านี้ลดลง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยโดยตรง เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในกลุ่มจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน ดิฉันในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่รับทราบเป็นอย่างดีเกี่ยวกับผลกระทบต่อการ ท่องเที่ยว เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ก็เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน เช่นกัน มีการประเมินว่าหากการระบาดของโรคนี้ยืดเยื้อกว่า ๒ เดือน จะฉุดอัตราการเจริญ เติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณร้อยละ ๐.๓ ในปีนี้ เนื่องจากการท่องเที่ยว มีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณร้อยละ ๑๗ จึงขออนุญาตฝาก ท่านประธานสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลว่าท่านจะทำอย่างไร มีมาตรการอะไรบ้าง มีแผนในการดูแลผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทยควบคู่ไปกับ การป้องกันควบคุมสถานการณ์ของโรคระบาดนี้อย่างไร ในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง ระยะยาว อย่างไร เพื่อให้ธุรกิจท่องเที่ยวไทยสามารถอยู่รอดได้ในภาวะที่ยากลำบากเช่นนี้ ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ขอบคุณ ที่รักษาเวลาครับ ต่อไปนายนริศ ขำนุรักษ์ ครับ🔗

นายนริศ ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือท่านประธานขอให้ ทางกระทรวงมหาดไทยได้ปรับปรุงโดยการขึ้นเงินเดือนให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย แพทย์ สารวัตรกำนันเพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นมากมายอยู่ในขณะนี้ เพราะว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวแทนของทุกกระทรวงในพื้นที่ และหากมีการปรับปรุงเงินเดือนแล้ว ผมคิดว่าควรที่จะปรับปรุงหน้าที่และความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ ขอให้ทางกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่ ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย เช่น ที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งในจังหวัดพัทลุง ก็มีอยู่มากมายแล้วก็มีปัญหา เช่น ป่าควนโนราห์ ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด แล้วก็ทุ่งสงวน เลี้ยงสัตว์ ยกตัวอย่างทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ คลองนายหมุย ตำบลคลองเฉลิม จังหวัดพัทลุง เป็นปัญหาเรื้อรังที่พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการครอบครองที่ดินโดยไม่มี เสถียรภาพเช่นนี้นะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำโครงการป้องกันบรรเทา อุทกภัยคลองสะพานหยี (พญาโฮ้ง) พื้นที่อำเภอกงหรา และอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง เพื่อป้องกันทั้งน้ำท่วมและใช้น้ำเพื่อการเกษตรและเพื่อการปศุสัตว์ในพื้นที่ดังกล่าว🔗

เรื่องสุดท้ายขอให้ทางกระทรวงคมนาคมได้ก่อสร้างถนนลาดยางจากบ้านป่าแก่ ตำบลคลองเฉลิม อำเภอกงหรา ไปยังบ้านหน้าวัง ตำบลคลองทรายขาว อำเภอกงหรา เพราะถนนเส้นทางดังกล่าวเป็นถนนที่พี่น้องประชาชนใช้สัญจรไปมาขนส่งสินค้า และยังไม่มี การปรับปรุงลาดยางแต่อย่างใด ซึ่งเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพราะบ้านหน้าวัง เป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอกงหรา ซึ่งถ้ามีเส้นทางดังกล่าวพี่น้องประชาชนก็จะได้รับ ความสะดวกในการประสานกับอำเภอครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสมัคร ป้องวงษ์ ครับ🔗

นายสมัคร ป้องวงษ์ สมุทรสาคร

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายสมัคร ป้องวงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๒ อำเภอกระทุ่มแบน พรรคอนาคตใหม่ ขออนุญาตนำเรียนหารือท่านประธาน ๑ เรื่อง🔗

เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องที่กระผมเคยนำเรียนท่านประธานสภามาแล้ว ๒ ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๑ ผมเคยนำเรียนท่านประธาน เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๒ ไปยังส่วนงานที่รับผิดชอบและได้รับหนังสือตอบรับ จากส่วนงานที่รับผิดชอบแจ้งว่าได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แต่ความเป็นจริงสภาพน้ำเน่าเสีย ในเขตอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ยังคงมีมลพิษน้ำเน่าเสียอยู่เหมือนเดิม และบางที่ หนักขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ จากการลงพื้นที่ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนชาวอำเภอ กระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม และสถานประกอบการที่ปล่อยน้ำเน่าเสียลงสู่คูคลองสาธารณะเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อ ความเดือดร้อน ความทุกข์ยากให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคลองภาษีเจริญ คลองอ้อมน้อย คลองท่าเสา คลองกระทุ่มแบน คลองมะเดื่อ คลองสวนหลวง คลองแคราย คลองสี่วา คลองรางปลาซิว เป็นต้น ดังนั้นกระผมจึงได้ขอนำเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ส่วนงานที่รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน โดยเฉพาะกรมชลประทานให้เร่งดำเนินการขุดลอกคูคลอง เพราะขณะนี้คูคลองในเขตอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครตื้นเขินและไม่เคยได้รับการ ดูแลมาเป็นระยะเวลา ๑๐-๒๐ ปีแล้ว ซึ่งเป็นอุปสรรคในการไหลเวียนของน้ำ การระบายน้ำ เน่าเสียลงสู่คูคลอง สู่แม่น้ำแล้วก็ทะเล การนำเรียนครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ และหวังว่าการนำเรียน ผ่านไปยังท่านประธาน ซึ่งเป็น ส.ส. ฝ่ายค้านและประชาชนชาวอำเภอกระทุ่มแบนที่อยู่ ในเขตของฝ่ายค้านคงจะได้รับการเหลียวแลและกระผมก็จะขออนุญาตนำเรียนท่านประธาน ไปเรื่อย ๆ จนกว่าน้ำในคูคลองสาธารณะในเขตอำเภอกระทุ่มแบนจะใสสะอาด สิ่งมีชีวิต กุ้ง หอย ปู ปลาอยู่ได้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ยินดีนะครับ แต่อย่าให้ เกินเวลาครับ ต่อไปคุณชัยชนะ เดชเดโช รักษาเวลานะครับ🔗

นายชัยชนะ เดชเดโช นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมมีเรื่องที่จะหารือท่านประธาน🔗

เรื่องที่ ๑ ผมอยากให้ท่านประธานได้ประสานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน เรื่องติดตามความคืบหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ งบประมาณ ๙,๘๕๐ ล้านบาท ซึ่งรวมเป็นงบประมาณค่าที่ดินด้วย ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่บรรเทาอุทกภัยของพี่น้องชาวนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะพี่น้อง ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง ไม่ว่าจะเป็นตำบลท่าเรือ ตำบลท่าซัก ตำบลไชยมนตรี เป็นต้น ซึ่งผมอยากให้ท่านประธานได้ติดตามความคืบหน้าว่าโครงการนี้ เริ่มต้นในปี ๒๕๖๑ ล่วงเลยมาปี ๒๕๖๓ แล้ว มีความคืบหน้าไปเท่าไรและเป็นอย่างไร การเวนคืนได้จ่ายค่าเวนคืนได้ครบถ้วนแล้วหรือยังนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ผมอยากจะพูดแทนพี่น้องชาว อปพร. ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นคนที่ช่วย ดูแลการสัญจรเวลามีงานชุมชนหรืองานกุศลต่าง ๆ ก็ดี ซึ่งพี่น้อง อปพร. พวกนี้ไม่เคยได้รับ ค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐ ผมอยากจะนำเรียนท่านประธานเพื่อประสานไปยัง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่าเป็นไปได้ไหมว่าในอนาคตเราอาจจะตั้งค่าตอบแทนให้กับ พี่น้องชาว อปพร. ทั้งประเทศโดยผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผ่านองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อยากนำเรื่องนี้หารือผ่านมายังท่านประธานเพื่อจะได้นำไปถึงกระทรวงมหาดไทย ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านรักษาเวลาครับ ต่อไปนายณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี🔗

นายณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี หนองบัวลำภู

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชาวบ้านเลือกมา จังหวัดหนองบัวลำภู เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ขอหารือถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ดังต่อไปนี้ครับ🔗

เรื่องที่ ๑ เรื่องภัยแล้งของพี่น้องประชาชนจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้น้ำในห้วยหนองคลองบึงแห้งขอดเกือบหมดแล้ว รวมทั้งน้ำประปามีไม่เพียงพอ ที่จะใช้ในชุมชนแล้วครับ กระผมจึงขอฝากไปยังรัฐบาลได้โปรดช่วยส่งเสริมสนับสนุนถ่ายโอน งบประมาณ หรือจัดทำแหล่งกักเก็บน้ำให้กับพี่น้องประชาชน รวมทั้งแก้ไขระบบประปา ประจำหมู่บ้าน ประจำชุมชน หรือดำเนินการอื่น ๆ เพื่อให้พี่น้องชาวจังหวัดหนองบัวลำภู ผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งไปได้ด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องอุบัติเหตุบริเวณแยกบ้านโนนม่วง ตำบลโนนเมือง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ขอภาพขึ้นเลยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี หนองบัวลำภู

ซึ่งอยู่ระหว่างทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๔๒๐ ตัดกับทางหลวงชนบท นภ. ๔๐๐๑ โดยบริเวณแยกดังกล่าวนั้นตั้งแต่เปิด ใช้งานมาเกิดอุบัติเหตุขึ้นหลายครั้งหลายคราวมีผู้เสียชีวิตได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพหลายราย เนื่องจากแยกดังกล่าวไม่ได้มีการออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยมากเท่าไรนัก จึงทำให้ พี่น้องประชาชนผู้สัญจรไปมาไม่อยู่ในวิสัยที่จะใช้ความระมัดระวังได้ตามพฤติการณ์ปกติ กระผมจึงขอฝากไปยังกระทรวงคมนาคมได้โปรดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ เนื่องจากวันพรุ่งนี้จะเป็นวันงานประเพณีบุญข้าวจี่ใหญ่เพื่อสักการะ สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชของพี่น้องชาวอำเภอสุวรรณคูหา ซึ่งชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจ จัดงานประเพณีนี้ขึ้นทุกปี แต่ก็ยังขาดงบประมาณ ขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานของทาง ภาครัฐอยู่มาก กระผมจึงขอฝากไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม ได้โปรดช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนงานบุญประเพณีดังกล่าวของพี่น้องประชาชนด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปครับ นางนันทนา สงฆ์ประชา ครับ🔗

นางนันทนา สงฆ์ประชา แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาภิวัฒน์ ขอหารือ ท่านประธาน ดังนี้🔗

ก็เป็นที่ทราบดีหลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัส ซึ่งเราเรียกกันเป็น ภาษาพวกเราที่เข้าใจก็คือไวรัสอู่ฮั่นกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้ภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในประเทศไทยเดือดร้อนกันมากมาย เฉพาะโรงแรมประมาณ ๘,๐๐๐ แห่ง คนงานที่จะเกิดผลกระทบเฉพาะโรงแรมที่พักการท่องเที่ยวเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คน เมื่อมีการ ปิดเมือง ปิดโรงงาน ปิดการเดินทางเข้าออก ทางประเทศจีนก็ทำการปิดสำนักงานบริษัทต่าง ๆ ในประเทศจีน โดยเฉพาะบรรษัทข้ามชาติที่อยู่ในประเทศจีน ก็ส่งผลกระทบทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ทั้งที่ส่งออกไปประเทศจีนแล้วก็ต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศจีน มาประกอบในด้านอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนภาคการเกษตรที่ส่งออกไปประเทศจีนก็จะเสียหาย ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นผลไม้สด ผลไม้แห้ง มันสำปะหลัง ข้าว ไก่สด แม้แต่ดอกไม้นะคะ ปัจจุบันดอกกล้วยไม้ที่ส่งออกไปประเทศจีนเป็นจำนวนมาก ต้องหยุดชะงักทันที ดอกไม้ต้องตัดทุกวัน ดิฉันอยากกราบเรียนว่าการเกิดการปิดเมืองครั้งนี้ เป็นการปิดแบบฉับพลันกะทันหัน บอกเลยนะคะว่าตอบโจทย์ได้เลยว่าเดือดร้อนมากจริง ๆ รัฐบาลควรจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจรับแจ้งผลกระทบความเสียหายของทุกภาคส่วน และนำข้อมูล ที่ได้รับมาแยกประเภทเพื่อหามาตรการให้สอดคล้องในการแก้ไข และทราบว่าคณะกรรมการ นโยบายการเงินจะมีแผนประชุมเพื่อช่วยเหลือลดอัตราดอกเบี้ยต้องช่วยเหลือทันทีนะคะ ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่เป็นห่วงเป็นใยตั้งคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ หวังว่าคณะกรรมการชุดนี้นอกจาก ดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่เชื้อ การเฝ้าระวัง การรักษาแล้ว ฝากช่วยพิจารณา เรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ด้วย กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เกินเวลาไป แต่ว่าส่งเอกสารมาถึงผมได้นะครับ ผมส่งต่อให้ ต่อไปคุณวิรัช พันธุมะผล ครับ🔗

นายวิรัช พันธุมะผล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ วันนี้ผมจะถือโอกาสปรึกษาท่านประธานว่าเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราชชาติไทยจากประเทศพม่า บัดนี้ กองทัพเรือได้สร้างกองบัญชาการกองทัพเรือเสร็จเรียบร้อยแล้วที่ถนนอิสรภาพใหญ่โตมาก แต่พระราชวังของพระเจ้าตากสินมหาราชกองทัพเรือยังใช้ควบคุมอยู่แล้วก็มีหน่วยราชการ เล็ก ๆ อยู่ข้างในนั้น เพราะฉะนั้นประชาชนจะเข้าไปสักการะท่านพระเจ้าตากสินมหาราช ก็เข้าลำบาก นอกจากนี้แล้วเพื่อเป็นการธำรงไว้ซึ่งประวัติศาสตร์อันทรงเกียรติของสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช จึงขอให้กองทัพเรือคืนพระราชวังให้กับกรมศิลปากรเพื่อจะได้ บูรณะให้ประชาชนเข้าไปสักการะได้ และสามารถที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดี🔗

เรื่องที่ ๒ สภาส่งเอกสารต่าง ๆ นัดประชุมให้ ส.ส. และ ส.ว. คนหนึ่งประมาณ ๓ ซองต่อสัปดาห์ ค่าส่งประมาณคนละ ๑๐๐ บาท เพราะฉะนั้นค่าส่งตกสัปดาห์ละ ๗๕,๐๐๐ บาท แต่สภาก็ได้ส่งรายงานการประชุมต่าง ๆ ทางอีเมล์ ทางข้อความ ทางไลน์ เพราะฉะนั้น เพื่อประหยัดงบของแผ่นดินและประหยัดขยะ ประหยัดกระดาษ เพราะฉะนั้นขอให้ยกเลิก การส่งหนังสือ โดยให้ส่งทางอีเมล์ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จะรับไปพิจารณาครับ ต่อไป คุณมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เชิญครับ🔗

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ขอกราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่อง การแก้ไขปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ณ ปัจจุบันฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เกิดมาจาก ๓ สาเหตุใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ ๑. การเผาอ้อย เผาฟางข้าว และเผาป่า ๒. ก็คือเขม่าควันดำ ที่ประเทศไทยมีรถอยู่ประมาณ ๓๗ ล้านคัน ๓. คืองานก่อสร้าง ซึ่ง ณ ปัจจุบันภาครัฐ ได้ดำเนินการไปบางส่วนแล้ว แต่ ณ ปัจจุบันการดำเนินการในส่วนของภาคประชาชนยังมี การดำเนินการค่อนข้างน้อย ผมจึงเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ในแต่ละบ้านดังนี้ ต้องเข้าใจว่าฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นฝุ่นที่มีขนาดเล็ก ในเวลากลางวัน จะฟุ้งกระจาย ในเวลากลางคืนจะมีระดับความสูงประมาณ ๕-๑๐ เมตร เราสามารถกำจัด ฝุ่นนี้ได้ในช่วงเวลากลางคืนตั้งแต่เที่ยงคืนถึง ๖ โมงเช้า โดยการดักฝุ่นโดยใช้วิธีดูดลมผ่านน้ำ น้ำจะทำหน้าที่ดักฝุ่นแล้วก็จับฝุ่น เมื่อดักฝุ่นจับฝุ่นแล้วให้นำฝุ่นดังกล่าวไปฝังดิน ห้ามไปปล่อย เอาไว้เฉย ๆ มิฉะนั้นจะฟุ้งกระจายเหมือนเดิม ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถทำได้ง่ายมาก เพราะทุกบ้านมีพัดลม ทุกบ้านมีถังน้ำ แล้วก็ทุกบ้านสามารถทำปล่องลมในการเป่าพัดลม เข้าไป แล้วก็เอาถังน้ำที่ใส่ในกระบะรองดักลมเอาไว้ ในช่วงเช้าฝุ่นจะกรองอยู่ที่ผิวน้ำ ก็จะเป็นฝุ่นจำนวนมากด้วยกันซึ่งเป็นฝุ่นขนาดเล็ก เราสามารถที่จะดำเนินการฝุ่นดังกล่าว เอาไปเก็บฝังกลบได้ ซึ่งประชาชนชาวไทยมีประมาณสัก ๑๐ ล้านหลังคาเรือน ก็สามารถช่วยกัน ก็จะช่วยนายกรัฐมนตรีได้อีกส่วนหนึ่ง เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งคืออยากให้ทางรัฐบาลตรวจสอบ การวัดปริมาณฝุ่น ๒ ส่วนด้วยกัน ของแอร์ ๔ ไทย (Air4Thai) มีประมาณ ๕๒ ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร แต่ของแอร์วิชวล (Air Visual) มี ๑๗๒ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อะไร ของจริง อะไรของปลอม ฝากไปตรวจสอบด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป ท่านองอาจ วงษ์ประยูร🔗

นายองอาจ วงษ์ประยูร สระบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายองอาจ วงษ์ประยูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตหารือท่านประธานในความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดสระบุรี ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก เผือกหอมชั้นดี รสชาติดีที่สุดของประเทศอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ที่อำเภอบ้านหมอ อำเภอหนองโดน อำเภอดอนพุด โดยเฉพาะที่ตำบลโคกใหญ่หรเทพ ตลาดน้อย เผือกสร้างรายได้เป็นอย่างดีให้กับพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดสระบุรี แต่ปีนี้ เกิดภาวะภัยแล้งอย่างรุนแรง ภายใน ๓-๔ วันนี้ ถ้าเกิดกรมชลประทานโดยเฉพาะสำนักงาน ชลประทานที่ ๑๐ ยังไม่ปล่อยน้ำให้พี่น้องเกษตรกรผู้ทำนาเผือก เผือก ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ไร่ ต้องตายอย่างแน่นอนนะครับ สูญเสียรายได้เป็นร้อย ๆ ล้านบาท ฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำนักงานชลประทานให้ช่วยปล่อยน้ำดูแลเผือกให้กับ พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดสระบุรีของผมด้วยครับ ในเรื่องที่ ๑🔗

เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเกษตรกรเหมือนกัน เผือกตอนนี้อยู่ในภาวะวิกฤติอย่างหนัก ข้าวโพดวิกฤติไปเรียบร้อยแล้ว ทางจังหวัดได้ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติในหลายเดือนแล้ว ขณะนี้ชาวไร่ข้าวโพดยังไม่ได้รับเงินค่าชดเชย และที่สำคัญที่สุดลูกหนี้ ธ.ก.ส. ขณะนี้ ในการเพาะปลูกทาง ธ.ก.ส. ให้ทำประกันความเสี่ยง และวันนี้หลายเดือนแล้วเงินค่าประกัน ความเสี่ยงก็ยังไม่ได้รับ ฝากท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลพี่น้องชาวนาเผือก และชาวไร่ข้าวโพดในจังหวัดสระบุรีของผมด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ครับ🔗

นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน กุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันมีเรื่องขอหารือกับท่านประธาน ๓ เรื่อง🔗

เรื่องแรก สืบเนื่องจากว่าดิฉันได้รับการร้องเรียนจากผู้ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน เอื้ออาทร หมู่บ้านร่มฟ้า พิกัดอยู่ในท้องที่ของหมู่ที่ ๙ หมู่ที่ ๑๐ หมู่ที่ ๑๒ ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ขอให้มีการปรับปรุงผิวจราจร ท่อระบายน้ำ ทางเท้าบนถนน ทางหลวงหมายเลข ๓๒๐๘ ตอนบ้านเขาวัง-บ้านน้ำพุ ประมาณช่วงกิโลเมตรที่ ๐+๘๐๐ ถึง ๒+๐๐๐ ก็ไม่ได้มีแต่พี่น้องที่หมู่บ้านดังกล่าวใช้สัญจรไปมานะคะ ยังมีผู้ประกอบการ รถขนส่ง แล้วก็ผู้ที่ต้องเข้าเขตอำเภอเมือง เข้าเขตอำเภอสวนผึ้ง ใช้ถนนเส้นนี้🔗

เรื่องที่ ๒ ขอให้แขวงทางหลวงสมุทรสงครามทำการขยายถนนจาก ๒ ช่อง จราจร เป็น ๔ ช่องจราจร บนถนนทางหลวงหมายเลข ๓๐๘๘ ตอนราชบุรี-ปากท่อ บริเวณ สามแยกวัดเพลง ตำบลบ้านไร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี พิกัดอยู่ที่ประมาณช่วงกิโลเมตร ที่ ๒+๑๐๐ เส้นนี้สามารถที่จะวิ่งไปอำเภอวัดเพลง อำเภอปากท่อ และสามารถที่จะวิ่งไป บรรจบเส้นพระราม ๒ ได้ เนื่องจากว่าการจราจรค่อนข้างคับคั่ง🔗

เรื่องที่ ๓ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากท่านกำนันทศจรัส มิ่งคำเลิศ กำนัน ตำบลบางป่า อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ถึงไฟฟ้าแสงสว่างที่ตอนนี้ใช้ไฟของ อบต. อยู่ ซึ่งเป็นหลอดเล็ก ๆ ทำให้เกิดอันตรายได้ ถนนเส้นนี้อยู่ในความดูแลของทางหลวงชนบท ราชบุรี เส้น รบ. ๓๐๐๓ เส้นพิกุลทอง-บางป่า ก็จะเริ่มพิกัดตั้งแต่แยกวัดพิกุลทอง ผ่านวัดอัมพวัน ผ่านวัดพเนินพลู วัดลาดเมธังกร วัดไผ่ล้อม ตำบลบางป่า อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังทางหลวงชนบทราชบุรีให้เข้ามาทำการ สำรวจและจัดสรรงบประมาณมาด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นายรังสิมันต์ โรม ครับ🔗

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ วันนี้มีเรื่องที่จะมาหารือ กับท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกัน🔗

เรื่องแรกเป็นปัญหาเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคของพี่น้องชาวจังหวัดภูเก็ต ซึ่งวันนี้ จังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกกลับประสบปัญหาภัยแล้งไม่มีน้ำใช้ ต้องซื้อน้ำ จากรถขายน้ำของเอกชน ซื้อครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ บาท ๕๐๐ บาทนี้จะได้ปริมาณน้ำอยู่ที่ ๒,๐๐๐ ลิตร ซึ่งโดยมาตรฐานเฉลี่ยของการใช้น้ำต่อ ๑ คนต่อวัน จะอยู่ที่ ๕๐ ลิตร ดังนั้น การที่ภาครัฐบอกว่าวันนี้เราไม่มีน้ำใช้ แต่เอกชนสามารถที่จะเอาน้ำมาขายให้กับชาวบ้านได้ เลยอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องชาวภูเก็ต เพราะวันนี้พี่น้องชาวภูเก็ตเขารู้สึกว่า เขาเหมือนเป็นเมียน้อย เขารู้สึกว่าทำไมพี่น้องชาวกรุงเทพฯ อยู่ที่กรุงเทพฯ เราพูดคุยกันว่า จะทำอย่างไรให้น้ำประปาดื่มได้ แต่พี่น้องจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก กลับต้องมาพูดกันว่าจะทำอย่างไรให้มีน้ำใช้ ฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวบ้านตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ว่ามีผู้รับเหมาขยายทางหลวงหมายเลข ๔๐๒๗ ท่าเรือป่าคลอก โดยการขุดคูระบายน้ำหน้าบ้านชาวบ้าน ผลปรากฏว่าการขยายนี้มีการเรียกเก็บเงินกับ พี่น้องประชาชนอยู่ที่ค่าท่อ ๑,๔๐๐ บาทต่อ ๑ ท่อ มีค่าวางท่อ ๒๐๐ บาท ขอให้ทาง ท่านประธานช่วยประสานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพื่อช่วยเหลือ ค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้กับพี่น้องประชาชน แล้วนอกจากนั้นเนื่องจากว่ามีการขยายตรงนี้ทำให้ เส้นทางของพี่น้องประชาชนในการเดินทางใช้ถนนไม่มีไฟแสงสว่าง ขอให้มีการประสานงาน ไปยังท่านรัฐมนตรีเพื่อให้แก้ไขปัญหาด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ครับ🔗

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนมาหารือท่านประธาน ทั้งสิ้น ๓ เรื่องด้วยกันครับ🔗

เรื่องที่ ๑ คือด้วยชาวบ้านบ้านหนองเข้ากรรม หมู่ที่ ๙ บ้านหนองหว้า หมู่ที่ ๑ และบ้านบก หมู่ที่ ๖ ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับความเดือดร้อน ที่ดินคูสระที่สาธารณประโยชน์ทุ่งทับสไลด์ (Slide) มาทับที่นาและถนนหนทางขอให้ หน่วยงานได้เข้าไปแก้ไข🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้งที่ได้รับการร้องเรียนจากกำนันสนิท น้ำทอง เรื่องห้องล่องเรือตำบลทุ่งสว่าง อำเภอวังหิน น้ำแห้งขอดมาเป็นระยะเวลาหลายปี ปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขปัญหานี้ด้วย🔗

เรื่องที่ ๓ ในจังหวัดศรีสะเกษในขณะนี้มีการขยายผิวจราจรจำนวนมาก ไม่ว่า จะเป็นทางหลวงหมายเลข ๒๒๑ เส้นทางศรีสะเกษ-ภูเงิน กม. ที่ ๕+๕๐๐ ถึง ๖๐๐+๓๐๐ และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๐ อำเภอเมืองไปอำเภอวังหินกำลังก่อสร้างอยู่ ได้รับ การร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก นำโดยนายเชิดชูพงษ์ ธนภัทรรุ่งโรจน์ ขอให้หน่วยงาน ที่กำกับดูแลได้โปรดกรุณากำชับผู้รับเหมาในเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะ ในยามค่ำคืน เพราะว่าบริเวณนั้นมีความมืดมากและมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ขอฝากถึง หน่วยงานด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ครับ🔗

นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ขอนแก่น

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน สรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๘ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมี ๓ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจังหวัดขอนแก่นและทั่วประเทศ ฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลนะคะ🔗

เรื่องแรก คือเรื่องภัยแล้งที่ชาวอีสานและจังหวัดขอนแก่นกำลังประสบอยู่ ตอนนี้ถึงขั้นวิกฤติสูงสุดส่งผลกระทบถึงการดำรงชีวิตประจำวันโดยวงกว้าง ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ในขณะเดียวกันรัฐบาลมีเพียงมาตรการการขุดน้ำบาดาลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่ว่า ในหลาย ๆ พื้นที่ถึงเจาะน้ำก็ไม่มีน้ำแต่อย่างใด จึงอยากให้ท่านประธานฝากความเดือดร้อน เรื่องนี้ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีให้หามาตรการใหม่ที่มีประสิทธิภาพช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้อง อย่างทันท่วงทีค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับการร้องทุกข์จากในทุก ๆ พื้นที่ที่ไป เป็นเรื่องยาเสพติด ที่ถูกละเลยมาตลอดเวลา ๕-๖ ปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด เรื่องยาเสพติดส่งผลกระทบต่อ สภาพกายและสภาพจิตใจของกลุ่มประชาชนในทุก ๆ กลุ่ม ทวีความรุนแรงด้านสังคม ด้านอาชญากรรม ด้านปัญหาครอบครัว แล้วก็ยังเป็นบ่อนทำลายอนาคตของเยาวชน ประเทศเรา ดิฉันจึงอยากนำเรียนท่านประธานถึงรัฐบาลนะคะ นำโดยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เลือกมาจากประชาชนให้ความสำคัญกับประชาชนเริ่มจากเรื่องนี้ค่ะ🔗

เรื่องที่ ๓ ผู้สูงอายุฝากดิฉันมาทวงสัญญาอีกแล้วค่ะ เกี่ยวกับนโยบายที่เคย สัญญาเอาไว้ในช่วงหาเสียง เกี่ยวกับเบี้ยผู้สูงอายุ ๑,๐๐๐ บาทขึ้นไป เมื่ออาทิตย์ก่อน ทางคณะรัฐมนตรีให้การอนุมัติเบี้ยคนพิการ ๑,๐๐๐ บาท จึงอยากจะให้เร่งดำเนินการต่อ ในส่วนของเบี้ยผู้สูงอายุด้วย ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณพยม พรหมเพชร ครับ คุณพยมไม่อยู่ใช่ไหมครับ ต่อไปท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ครับ เชิญคุณหมอครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอหารือปัญหาพี่น้องชาวสวนผลไม้ถึงท่านประธาน เพื่อส่งเรื่องให้รัฐบาลดำเนินการดังนี้ครับ สืบเนื่องจากชาวสวนผลไม้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคตะวันออกประสบปัญหาการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศจีน สืบเนื่องจาก ประเทศจีนมีความเข้มงวดตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ในการที่จะรับซื้อผลไม้จากแปลง ปลูกผลไม้ที่มีใบรับรองแปลงมาตรฐานการผลิตพืชที่มีหลักการปฏิบัติเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือเรียกว่าจีเอพี (GAP) หรือกูด อะกริคัลเจอรัล แพร็กทิสซ์ (Good Agricultural Practice) และจากล้งหรือโรงคัดบรรจุผลไม้ทั้งเปลือกหรือที่เรียกว่าจีเอ็มพี (GMP) กูด แมนูแฟกเชอริง แพร็กทิสซ์ (Good Manufacturing Practice) โดยเฉพาะภาคตะวันออก จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด มีแปลงผลไม้ที่กรมวิชาการเกษตรได้ขึ้นทะเบียนไว้แต่ยังไม่มี งบประมาณในการจัดทำการขึ้นทะเบียนจำนวนกว่า ๒๕,๐๐๐ แปลง สืบเนื่องจาก กรมวิชาการเกษตรถูกตัดงบประมาณจำนวนมาก จึงขอให้รัฐบาลส่งเรื่องให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ให้จัดงบประมาณให้เพียงพอในการขึ้นทะเบียนจีเอพี (GAP) และจีเอ็มพี (GMP) ให้เกษตรกรและล้งผู้คัดแยกผลไม้ แล้วก็จัดทำให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคมนี้ด้วยก่อนที่ผลไม้ จะส่งออก🔗

อีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องเดียวกัน ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เร่ง เจรจาการส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีน แล้วก็หาตลาดใหม่ทดแทนประเทศจีน และเร่ง การบริโภคภายในประเทศเนื่องจากประสบปัญหาโรคไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ระบาด หาไม่แล้วจะเกิดความเสียหายนับแสนล้านบาท ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปครับ นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ครับ🔗

นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคอนาคตใหม่ วันนี้ผมขอใช้เวลาของสภาในการปรึกษาหารือในประเด็นที่พี่น้อง ประชาชนฝากมา ตลอด ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาครับ ผมได้ลงพื้นที่ทั้งตัวออฟไลน์ (Offline) และตัวออนไลน์ (Online) เองได้รับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเรื่องของการแพร่ ระบาดของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) สายพันธุ์ใหม่นะครับ โดยที่ภาคประชาชนเอง มีการตระหนักรู้ถึงภัยที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง โดยมีการเข้าไปหาหน้ากากอนามัยและตัวเจล (Gel) ล้างมือตามคำแนะนำของนักวิชาการจากหลายแหล่งนะครับ แต่ปรากฏว่าความเป็นจริง คืออะไรท่านประธาน หาซื้อไม่ได้ครับ เมื่อวานนี้ทางรัฐบาลได้มีการแถลงข่าวว่าตัวหน้ากาก อนามัยและเจล (Gel) ล้างมือไม่ใช่สินค้าที่หายากหรือมีการกักตุน แต่ในความเป็นจริง ประชาชนหาซื้อไม่ได้ ท่านลองไปดูในเว็บไซต์ (Website) ต่าง ๆ หรือช่องทางโซเชียลมีเดีย (Social media) ตัวผมเองไม่เชื่อ ผมเชื่อว่าไม่มีทางที่จะขาดได้ ผมเดินไปหาเองเมื่อวานนี้ ๔ ห้างสรรพสินค้าใหญ่และร้านสะดวกซื้ออีก ๖ ร้าน ผมไม่สามารถจะซื้อหน้ากากได้แม้แต่ ชิ้นเดียวครับท่านประธาน เจล (Gel) ล้างมือด้วยครับ แล้วอย่างนี้พี่น้องประชาชนจะป้องกัน ตนเองจากการติดเชื้อตรงนี้ได้อย่างไร ผมอ้อนวอนฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ถ้าท่านมีข้อมูลว่าพี่น้องประชาชนสามารถซื้อหน้ากากหรือเจล (Gel) ล้างมือได้ที่แหล่งไหน ให้บอกมาเลยครับว่าซื้อได้ที่ไหน อย่าบอกว่ามีขายแน่นอน ไม่ขาด แต่เขาหาซื้อกันไม่ได้ครับ เรื่องนี้อย่างไรผมฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย เมื่อวันเสาร์ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี่นะครับ ท่านอดีตกำนันเทียบ สุภาวหา กำนันตำบลหมื่นศรี ปัจจุบันเป็นนายกเพราะว่าทำงานเก่งพี่น้องเขาชื่นชมอยู่อำเภอสำโรงทาบ ได้มายื่นเรื่องราว ให้กับผมปึกใหญ่เลยครับ ทั้งชาวบ้าน ทั้งครู ติดตามเรื่องของสนามกีฬาประจำอำเภอ เนื่องจากว่ากรมพลศึกษาและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปประชาคมกับชาวบ้าน รวมทั้งนายอำเภอด้วยว่าจะสร้างสนามกีฬาให้ อำเภอสำโรงทาบยังไม่มีสนามกีฬาประจำ อำเภอ แล้วที่นี่มีที่ดินอยู่ประมาณ ๖๐ ไร่ แล้วเป็นที่รวมในการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียน แถมบริเวณตรงนี้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนกีฬา จังหวัดสุรินทร์มีโรงเรียนกีฬาอยู่โรงเดียว แต่ไม่มีสนามกีฬา ทางกรมพลศึกษาก็ให้ความมั่นใจ วันนี้ ๓-๔ ปีแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะไปสร้างให้ เขาก็เลยเอาเอกสารมาให้ผมทั้งปึกเลยครับ ทั้งประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ท่านนายอำเภอ ท่านผู้นำชุมชน แล้วก็ตัวแทนจากกรมพลศึกษาและตัวแทนจากการท่องเที่ยวและกีฬา วันนี้ ผมเลยมาติดตามทวงถามให้ เพราะว่าจะให้ผมมาร้องของบนั้นผมรู้ว่าไม่สามารถกระทำได้ ก็ได้แต่เพียงมาติดตามเพื่อให้เร่งด่วน นักเรียนกีฬาโรงเรียนบ้านหมื่นศรีเป็นแชมป์ (Champ) ระดับประเทศแล้วก็ไปต่างประเทศ แต่วันนี้ไม่มีสนามกีฬาที่สมบูรณ์นะครับ ก็เลยฝากไปยัง กรมพลศึกษาซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็ได้ไปประกาศว่าจะจัดให้ วันนี้ ๓ ปีแล้วนะครับ เขาก็เลยให้ผมมาติดตาม ก็เรียนผ่านท่านประธานไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการรับผิดชอบ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี ครับ🔗

ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี สงขลา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดสงขลา ขอหารือ ท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แขวงการทาง กรมทางหลวง และ อบจ. จังหวัดสงขลา สืบเนื่องจากกระผมได้ลงพื้นที่กับท่าน ส.ส.วันชัย ปริญญาศิริ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเรื่องการใช้บริการโรงพยาบาลจังหวัดสงขลา จึงลงพื้นที่ พบกับนายแพทย์ พยาบาล และประธานมูลนิธิพระราชทานสงเคราะห์ผู้ป่วยอนาถา ท่านธำรงค์ เจริญกุล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดได้ทราบปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไข🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี สงขลา

ข้อ ๑ ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลต้องเข็นเตียง ล้นออกมานอกอาคารอยู่ตามทางเดินเต็มไปหมดเลย เนื่องจากห้องผู้ป่วยและห้องผู้ปฏิบัติการ เครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ไม่เพียงพอ จึงอยากให้ทางกระทรวงสาธารณสุขแก้ปัญหา โดยเร่งด่วน🔗

ข้อที่ ๒ ที่จอดรถไม่เพียงพอต้องไปจอดตามที่ต่าง ๆ ที่ห่างไกล รถถูกลัก ถูกขโมย ถูกงัด แต่ที่ข้าง ๆ โรงพยาบาลมีที่ว่างเป็นคูน้ำอยู่รอบ ๆ โรงพยาบาล เป็นการดูแล ของแขวงการทาง กรมทางหลวง ทางโรงพยาบาลและประชาชนอยากให้แขวงการทาง กรมทางหลวง ใช้ท่อระบายน้ำระบบปิดโดยฝั่งท่อหรือถังบล็อกสี่เหลี่ยมแล้วก็ถมดินทำเป็นที่ จอดรถ ตรงนี้คำนวณได้แล้วว่าประมาณ ๕๐๐-๑,๐๐๐ คัน เพื่อแก้ปัญหา🔗

ข้อที่ ๓ ขอให้สร้างสะพานข้ามถนนแบบบันไดเลื่อนแทนทางม้าลายข้ามถนน หน้าโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วย คนชรา และเด็กสามารถที่จะข้ามถนนได้ด้วยความปลอดภัย จึงขอหารือกับท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบไปแก้ปัญหาโดยเร่งด่วนครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ครับ🔗

นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ปัตตานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ จังหวัดปัตตานี ผมมีเรื่องหารือท่านประธานในเรื่อง หลักสูตรอิสลามศึกษาในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามกับการเทียบวุฒิในต่างประเทศ วันนี้ผมได้รับคำร้องเรียนจาก ร้อยตรี ดอกเตอร์อับดุลฮาฟิซ ฮิเล ประธานเครือข่ายโรงเรียน เอกชนสอนศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานครับ นักเรียนส่วนใหญ่ที่จบระดับ อิสลามศึกษาตอนปลายหรือที่เรียกว่าซานาวีย์ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน อินเดีย และประเทศ ในตะวันออกกลาง เช่น อียิปต์ ตูนิเซีย โมร็อกโก วันนี้มีปัญหาอุปสรรค โดยเฉพาะ ในมหาวิทยาลัยในประเทศอียิปต์จะรับการศึกษาจากโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนหลักสูตร ที่สอดคล้องกับโรงเรียนสอนศาสนาในประเทศของตน และโรงเรียนในประเทศไทยจะต้อง ได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัย สิ่งที่ทางคณะครูได้ยื่นมาก็คือข้อเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการสอบไอเน็ต (I-NET) โดยให้นักเรียนที่เรียนหลักสูตรอิสลามศึกษาทั้ง ๓ ระดับทุกคนมีสอบระดับชาติ🔗

๒. ออกประกาศนียบัตรรับรองการจบการศึกษาอีกฉบับหนึ่ง🔗

๓. มอบหมายให้ศูนย์พัฒนาอิสลามศึกษา สำนักงานศึกษาธิการ ภาค ๗ เป็นผู้ดำเนินการเทียบวุฒิกับประเทศอียิปต์และประเทศอื่น ๆ ที่กล่าวมาตอนต้น เพื่อให้ นักเรียนที่จะไปเรียนต่างประเทศสามารถใช้ใบรับรองการจบหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ สมัครเรียนได้ทุกคนที่จบจากโรงเรียนแห่งนี้ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป คุณภราดร ปริศนานันทกุล ครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล อ่างทอง

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาตหารือกับท่านประธาน ๒-๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก ถนนทางหลวงหมายเลข ๓๐๖๔ จากอำเภอโพธิ์ทองไปอำเภอแสวงหา ที่จริงผมได้หารือไปครั้งหนึ่งแล้วครับ ได้รับเงินงบประมาณมาส่วนหนึ่งจากกรมทางหลวง ในปี ๒๕๖๓ ประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท แล้วก็ได้รับจัดสรรจากทางองค์การบริหารส่วนจังหวัด อีกส่วนหนึ่ง ๙๐ ล้านบาท ทีนี้ยังเหลือระยะทางอีก ๑ ช่วง คือประมาณ ๔-๕ กิโลเมตร ก็อยากจะขอไปทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยสนับสนุนทำถนนสายนี้ให้เป็น ๔ เลน ทั้งเส้นทางนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องไฟฟ้าส่องสว่าง ผมมี ๒ ทางหลวงด้วยกัน ทางหลวงแรก คือทางหลวงหมายเลข ๓๐๙ ๒ ช่วง ช่วงแรกจากบริเวณวัดไชโยถึงอำเภอเมือง จังหวัด อ่างทอง ระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตร เส้นนี้มีไฟฟ้าส่องสว่างแล้วเป็นช่วง ๆ แต่ว่าก็ยังมี บางช่วงที่เป็นฟันหลออยู่อยากจะให้ดำเนินการให้เต็มช่วง แล้วก็อีกช่วงหนึ่งจะเป็นช่วงจาก แยกที่ดินอำเภอเมืองถึงแยกอำเภอป่าโมก ทล ๓๐๙ เช่นเดียวกันครับ เส้นนี้ก็ปัญหาเดียวกัน คือได้รับบางส่วนครับ แต่ว่ายังมีบางส่วนที่เป็นฟันหลอก็อยากจะให้ทางกรมทางหลวง ช่วยพิจารณาด้วย🔗

เรื่องที่ ๓ เรื่องเดียวกันคือเรื่องไฟฟ้าส่องสว่าง อันนี้เป็นทางหลวงหมายเลข ๓๑๙๕ จากแยกอำเภอวิเศษชัยชาญถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทาง ๑๐ กว่ากิโลเมตร เช่นเดียวกันครับ ปัญหาเช่นเดียวกันคือยังเป็นฟันหลออยากให้เติมเต็มให้ครบถ้วน🔗

เรื่องสุดท้าย ทางหลวงหมาย ๓๔๕๔ จากอำเภอโพธิ์ทองผ่านอำเภอวิเศษชัยชาญ ไปจนถึงอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผิวถนนจราจรค่อนข้างมีปัญหามากครับ อยากให้กรมทางหลวงช่วยพิจารณาดูแลซ่อมแซมให้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป คุณบัลลังก์ อรรณนพพร ครับ🔗

นายบัลลังก์ อรรณนพพร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายบัลลังก์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เขต ๑๐ ประกอบไปด้วยอำเภอบ้านไผ่ อำเภอบ้านแฮด และอำเภอพระยืน วันนี้ขอหารือ ท่านประธานได้รับการร้องเรียนจากนายจิระวัฒน์ ขุมด้วง สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล หมู่ ๘ ตำบลหินตั้ง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ได้ทำหนังสือร้องทุกข์เรื่องถนนทางเชื่อม ระหว่างหมู่บ้านถนนลูกรังมีแต่ดินขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ ถนนสายบ้านสว่าง หมู่ ๘ ถึงบ้านหินลาด-นาโน หมู่ ๗ ตำบลหินตั้ง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ระยะทาง ๗ กิโลเมตร ถนนสายบ้านสว่าง หมู่ ๘ ถึงบ้านกุดเชือก หมู่ ๑๐ หมู่ ๑๑ ตำบลบ้านลาน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ระยะทาง ๒ กิโลเมตร ให้ปรับปรุง เป็นถนนลาดยาง อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น งบประมาณ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นแต่ละปีได้จัดสรรให้สมาชิกสภาจังหวัด หรือ สจ. แต่ละเขตพื้นที่ปีหนึ่งประมาณ ๘-๑๐ ล้านบาท ถ้าสมมุติว่าเป็น สจ. สัก ๑๐ ปี งบประมาณ แต่ละคนในเขตนี้ก็ประมาณ ๘๐-๑๐๐ ล้านบาท แต่โครงการที่ทำลงไปนั้นไม่ตอบโจทย์ กับพี่น้องประชาชน อยากให้ท่านประธานเรียนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่ตรวจสอบที่เกี่ยวข้องให้เข้าไปตรวจสอบการใช้งบประมาณขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดขอนแก่น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนผู้เสียภาษี🔗

เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน เรื่องขุดเจาะบาดาลบ้านหัวหนอง หมู่ ๙ ตำบลบ้านไผ่ อำเภอไผ่ จังหวัดขอนแก่น ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านเดือนร้อนมาก กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา ครับ🔗

พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ กระผมขอหารือในเรื่องที่ประชาชนชาวจันทบุรีต้องการนะครับ ก็คือในเรื่องของต้องการสะพานข้ามแม่น้ำจันทบุรี บริเวณบ้านท่าแฉลบ อำเภอเมือง จังหวัด จันทบุรี ไปถึงบ้านบางกะไชย อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เป็นระยะทางประมาณ ๔๐๐ กว่าเมตร ซึ่งประโยชน์ของการสร้างสะพานนี้ก็จะทำให้การย่นระยะเวลาในการเดินทาง จาก ๑ ชั่วโมงเศษ ๆ เหลือระยะเวลาจากอำเภอเมืองไปอำเภอแหลมสิงห์ หรืออำเภอเมือง ไปอำเภอท่าใหม่ใช้ระยะเวลาไม่เกิน ๑๕ นาที แล้วก็ประโยชน์ในการขนส่งสินค้า นอกจาก จะเป็นการขนส่งสินค้าด้านการประมง การเกษตรแล้ว ด้านการท่องเที่ยวซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ สำคัญที่จะนำเงินเข้ามายังจังหวัดจันทบุรี พี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นประชาชนในประเทศ หรือต่างประเทศที่เข้ามาในจังหวัดจันทบุรีเมื่อข้ามสะพานแม่น้ำจันทบุรีแล้วก็จะทำให้เข้ามา จับจ่ายใช้สอยในอำเภอเมืองซึ่งเป็นตลาดอัญมณีการค้าที่สำคัญของโลก จึงขอนำเรียนมายัง ประธานผ่านไปยังกรมทางหลวงชนบทตั้งงบประมาณในการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือว่าอีไอเอ (EIA) แล้วก็ตั้งงบในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำจันทบุรีบริเวณท่าแฉลบไปยัง บางกะไชยด้วย จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดจันทบุรีอย่างมากนะครับ ขอกราบขอบพระคุณทางท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวงชนบทและกระทรวงคมนาคม ในการที่จะทำให้เกิดสะพานข้ามแม่น้ำจันทบุรีเกิดขึ้นในอนาคตโดยเร็ว กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ครับ🔗

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ จากชาวบางขุนเทียนนะครับ วันนี้ขอปรึกษาหารือท่านประธานด้วยกัน ๒ เรื่องนะครับ ขอทางฝ่ายโสตนำภาพสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

เนื่องจากถนนพระราม ๒ บริเวณหน้าปากซอยพระราม ๒ ซอย ๖๓ ฝั่งขาออกไปยังสมุทรสาคร ผิวจราจรเป็นหลุม เป็นบ่อแล้วก็มีเนินสูงในบางช่วงบางตอนนะครับ ทำให้เกิดอุบัติเหตุกับประชาชนผู้ที่สัญจร ไปมาบ่อยครั้งนะครับ และตัวอย่างอีกฝั่งหนึ่งก็คือฝั่งขาเข้าบริเวณก่อนถึงถนนพระราม ๒ ซอย ๖๐ สไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ ก่อนถึงถนนพระราม ๒ ซอย ๖๐ ก่อนถึงปั๊ม ปตท. ผิวจราจรเป็นเนินสูงขึ้นประมาณ ๓๐ เซนติเมตร หากสัญจรไปมาโดยไม่ระมัดระวังก็จะเกิด อุบัติเหตุบ่อยครั้ง🔗

เรื่องที่ ๒ ขอความร่วมมือไปยังกรุงเทพมหานครในโครงการการก่อสร้างต่าง ๆ ในระหว่างการก่อสร้างขอให้กันพื้นที่ให้ประชาชนได้สามารถใช้สอยได้อย่างปกติด้วยนะครับ เพราะปัจจุบันนี้ไม่ว่าท่านจะดำเนินการก่อสร้างอะไร สิ่งของวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็จะมาตั้ง ทำให้ประชาชนไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้นะครับ และการขยายเส้นทางที่มีการรื้อ สายสัญญาณ รื้อสายไฟ สายต่าง ๆ ระโยงระยางไม่สามารถเข้าไปยังร้านสะดวกซื้อ ไม่สามารถ เข้าไปยังบ้านได้ ต้องยกสายไฟต้องแหวกสายไฟเดินกัน ตามภาพที่ผ่านมา และทั้ง ๒ เรื่อง ที่ผมได้หารือกับท่านประธานนะครับ เป็นเรื่องการก่อสร้างเล็ก ๆ น้อย ๆ บนถนนพระราม ๒ และผิวจราจรบนถนนพระราม ๒ แต่หลักใหญ่ใจความชาวบ้านกำลังถามหาการแล้วเสร็จ ของถนนพระราม ๒ มีเสียงสะท้อนจากประชาชนฝากถึงผมมาสู่สภาผู้แทนราษฎรของเรา บอกว่าโรงพยาบาลประเทศจีนสร้าง ๑๐ วัน ถนนพระราม ๒ ของเรา ๑๐ ปีแล้วยังไม่มี แนวโน้มจะแล้วเสร็จ ฝากถึงท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางสาวศรีนวล บุญลือ ครับ🔗

นางสาวศรีนวล บุญลือ เชียงใหม่

ดินแดนหอมหัวใหญ่ พฤกษาลือไกล ท่องไพรแม่วิน งามถิ่นแม่วาง เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ๒-๓ วันที่ผ่านมา ข้าเจ้าได้ลงพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่นะเจ้า ประกอบด้วยอำเภอแม่วาง อำเภอสันป่าตอง อำเภอดอยหล่อ อำเภอจอมทอง อำเภอพร้าว อำเภอฝาง อำเภอไชยปราการ ผู้ประกอบการปลูกหอมหัวใหญ่ ปัจจุบันนี้หอมหัวใหญ่ที่อำเภอแม่วางหรือว่าอำเภอต่าง ๆ ที่ข้าเจ้าได้พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ ผลิตหอมหัวใหญ่ได้อยู่แค่ ๓๕,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ตัน และผู้บริโภค หอมหัวใหญ่ในประเทศไทย ๑๒๐,๐๐๐ ตัน แต่ทุกวันนี้หรือปัจจุบันนี้หอมหัวใหญ่มีราคา ถูกมาก สัปดาห์ที่ผ่านมานี้หอมหัวใหญ่ราคาอยู่ที่ประมาณ ๑๗-๑๘ บาท ณ เมื่อวาน และวันนี้ได้เช็ก (Check) ราคาแล้วราคาอยู่ที่ ๙ บาท ๘ บาท ๕ บาท ดังนั้นอยากจะขอเรียน ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลช่วยผู้ประกอบการ ถ้าระยะสั้นขอประสานงานกรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ กรมศุลกากร ช่วยดูแลลดการนำเข้าหอมหัวใหญ่มาในประเทศไทย และขอรัฐบาลช่วยในระยะยาว ขอช่วยสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหา สนับสนุนงบประมาณ ก่อสร้างห้องเย็นให้กับกลุ่มสหกรณ์หอมหัวใหญ่ เพื่อเวลาถ้าหอมหัวใหญ่ราคาถูก ผู้ผลิต หอมหัวใหญ่จะได้นำผลผลิตหอมหัวใหญ่เข้าไปเก็บในห้องเย็น เพื่อจำหน่ายในการขายต่อไป ขอขอบพระคุณเจ้า🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสุชาติ ภิญโญ ครับ🔗

นายสุชาติ ภิญโญ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เขต ๑๔ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย แพทย์ สารวัตร ซึ่งเขาทำงานไม่มีวันหยุด แต่สิ่งที่เขาได้รับ ค่าตอบแทนก็ถือว่ายังน้อยสำหรับครอบครัวของเขา ดังนั้นขอให้รัฐบาลช่วยเพิ่มค่าตอบแทน ให้กับเขาตำแหน่งละ ๕,๐๐๐ บาท เป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ๑๓,๐๐๐ บาท และ ๑๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ เพื่อให้เขาได้มีความสุขกับการใช้ชีวิตและทำงานช่วยรัฐบาลต่อไป🔗

เรื่องที่ ๒ ค่าตอบแทนของ อสม. ผู้สูงอายุ และคนพิการ ซึ่งถือว่า อสม. เป็นผู้ที่เสียสละดูแลแทนกระทรวงสาธารณสุขเป็นอย่างดี ทำให้กระทรวงสาธารณสุขได้ลด งบประมาณในเรื่องของการรักษาเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นอยากให้รัฐบาลได้ช่วย ค่าตอบแทนของ อสม. เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ส่วนผู้สูงอายุและคนพิการซึ่งถือว่าเป็นบุคคล ที่มีความสำคัญแล้วก็ช่วยสร้างบ้านสร้างเมืองจนมีพวกเราในวันนี้ บางท่านเป็นคนพิการ ก็ขอให้รัฐบาลได้ช่วยเพิ่มค่าเบี้ยยังชีพให้กับพวกเขาสักเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท🔗

เรื่องที่ ๓ เนื่องจากความเดือดร้อนในเรื่องของภัยแล้งที่เกิดขึ้น เกษตรกร หลายท่านมีหนี้สินกับสถาบันการเงินทั้งของรัฐ สหกรณ์ หรือกองทุนหมู่บ้าน อยากให้รัฐบาล ได้ช่วยพักหนี้เกษตรกรให้กับพี่น้องประชาชนซึ่งประกอบอาชีพด้านการเกษตรด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๔ รถไฟสายจิระ-นครราชสีมา สร้างด้วยงบ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ชาวบ้านดีใจครับ แต่ว่าหลังสร้างเสร็จเกิดปัญหามากมายอยากให้รัฐบาลได้ช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องขบวนรถไฟซึ่งยังเป็นขบวนเก่า ไม่ได้เปลี่ยนใหม่ตามงบประมาณ ที่สร้างทางรถไฟใหม่ ก็ขอฝากท่านประธานช่วยดูแลด้วยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการขึ้น รถไฟค่อนข้างลำบากครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ครับ🔗

นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ สมุทรสาคร

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือท่านประธานเรื่องท่อประปากีดขวางคลองระบายน้ำ โพหัก-บัวงาม เนื่องด้วยในปี ๒๕๕๙ เกิดปัญหาภัยแล้งขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในอำเภอ บ้านแพ้ว โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครชุมจะต้องส่งน้ำผ่านคลองโพหัก-บัวงาม เข้าไป ในพื้นที่เกษตรกรตำบลโพหัก ตำบลบัวงาม ตำบลประสาทสิทธิ์ อำเภอดำเนินสะดวก ตำบลบ้านแพ้ว ตำบลหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว เพื่อผลักดันน้ำเค็มในคลองดำเนินสะดวก ไม่ให้รุกพื้นที่การเกษตร เมื่อการประปาส่วนภูมิภาคสาขาสมุทรสาครวางท่อประปาขวางทางน้ำ โพหัก-บัวงาม กิโลเมตรที่ ๙+๙๖๐ บริเวณสะพานยายฝ้าย เกษตรกรในพื้นที่จึงไปร้องทุกข์กับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครชุมว่ามีท่อส่งน้ำเฮชดีพีอี (HDPE) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ เมตรพาดขวางลำคลองอยู่ ทางโครงการนครชุมจึงประสาน ไปยังการประปาส่วนภูมิภาคสาขาสมุทรสาคร เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ เพื่อขอให้ แก้ปัญหาเบื้องต้นยกตัวถ่วงน้ำหนักท่อประปาออกเป็นบางส่วนจะทำให้การระบายน้ำ สะดวกขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ทางโครงการนครชุม ก็ได้แจ้งไปอีกครั้งหนึ่งเพื่อขอทราบความคืบหน้า และเมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๒ ก็ได้แจ้ง ไปอีกครั้งหนึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่าท่อประปาดังกล่าวยังไม่มีการแก้ไขรื้อย้ายแนวท่อให้พ้น การกีดขวางทางน้ำแต่อย่างใด ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๕ จึงขอให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขา สมุทรสาครเร่งดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วนต่อไป เพราะว่าเกษตรกรรอมานานเกือบ ๔ ปีแล้วค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณรังสรรค์ มณีรัตน์ ครับ🔗

นายรังสรรค์ มณีรัตน์ ลำพูน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย ผมได้รับ เรื่องร้องเรียนจากพี่น้องตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เพราะว่าขณะนี้ภัยแล้ง เริ่มมาเยือนแล้วนะครับ พี่น้องตำบลศรีวิชัยได้ดำเนินการขอโครงการอ่างเก็บน้ำ ห้วยทรายขาว บ้านใหม่สวรรค์ ซึ่งโครงการนี้ได้ขอเสนอทำโครงการไปตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ต่อมา ปี ๒๕๖๐ กรมชลประทานได้มาดูสถานที่ก็บอกว่าเหมาะสมที่จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ห้วยทรายขาวแห่งนี้ แต่บัดนี้เข้าปี ๒๕๖๓ แล้วยังไม่มีความคืบหน้าแต่ประการใด ซึ่งโครงการนี้ถ้าหากก่อสร้างเสร็จจะทำให้พี่น้องหมู่ ๓ หมู่ ๔ หมู่ ๕ หมู่ ๖ หมู่ ๑๐ หมู่ ๑๑ หมู่ ๑๒ ตำบลศรีวิชัย รวม ๗ หมู่บ้านได้รับประโยชน์ในการทำสวนทำไร่และความยั่งยืนของ ชีวิต ดังนั้นฝากท่านประธานถึงกรมชลประทานให้เร่งดำเนินการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำ แห่งนี้ด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องบ้านปากล้อง บ้านห้วยอ้อ ตำบล น้ำดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ว่าได้ขอเอกสารสิทธิไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เพราะว่าที่ดิน ที่เขาทำมาหากินอยู่เขาอยู่มาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายตอนนี้ยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิ ต่อมา ทาง ส.ป.ก. และกรมที่ดินก็ได้ออกสำรวจปักหมุดเรียบร้อย แต่พอถึงขั้นตอนการออก เอกสารสิทธิไปหา ส.ป.ก. ส.ป.ก. ก็บอกว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่กรมที่ดิน ไปหากรมที่ดิน กรมที่ดินก็บอกว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ ส.ป.ก. พี่น้องผมงงครับ ไม่รู้จะไปไหนต่อ ก็เลยมาขอ ท่านประธานผ่านไปยัง ส.ป.ก. และกรมที่ดินช่วยดำเนินการออกเอกสารสิทธิด้วย ผมขอส่ง เอกสารประกอบด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ครับ🔗

นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ดอกเตอร์สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๘ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ท่านประธานครับ เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อวานเขตพื้นที่ของผมอำเภอสัตหีบ เป็นพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนคนไทยได้กลับมาสู่มาตุภูมิหรือเมืองไทยของเรา ซึ่งมาดำเนินการ คัดกรองควบคุมและเฝ้าระวังอยู่พื้นที่อำเภอสัตหีบ ก็ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ตามมาตรฐานสากลขององค์การ อนามัยโลก และพี่น้องอำเภอสัตหีบของผมก็รู้สึกยินดีที่จะเป็นเจ้าบ้านต้อนรับพี่น้องไทย กลับจากอู่ฮั่นสาธารณรัฐประชาชนจีนสู่มาตุภูมิบ้านเกิด ท่านประธานครับ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผม ขออนุญาตกังวลแทนพี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบ คือในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสารให้กับพี่น้องประชาชนให้ทราบทั่วเท่ากันอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในเรื่องของ ข้อมูลการดูแลสุขภาพ ข้อมูลการดูแลมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่ หรือแม้กระทั่งข้อมูล เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ๑๔ วันแล้วจะเป็นอย่างไร ผมอยากให้ข้อมูลต่าง ๆ ให้พี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบรู้เท่าทัน รู้เท่ากันทุกคน แล้วสิ่งสำคัญ อีกอย่างหนึ่ง ท่านประธานครับ ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นความจริงหรือที่เราเรียกว่าเฟกนิวส์ (Fake news) เฟกนิวส์ (Fake news) นั้นจะทำให้เศรษฐกิจและสุขภาพจิตของพี่น้องประชาชน อำเภอสัตหีบของผมมีความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันไม่เป็นปกติได้ อีกเรื่องหนึ่งครับ ในเรื่อง ของการควบคุมราคาสินค้าครับ เมื่อวานผมซื้อหน้ากากอนามัย ๑ กล่อง ราคา ๖๐-๗๐ บาท ไม่เกิน ๑๐๐ บาท แต่วันนี้ผมซื้อ ๑ กล่องเกือบ ๕๐๐ บาท เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในภาวะ ที่เราจะต้องรับมือ ผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีทั้ง ๓ กระทรวง เพื่อนำไป แก้ปัญหาเร่งด่วนให้กับพี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นางอนุรักษ์ บุญศล ครับ🔗

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตกราบเรียนหารือ ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องขอให้ก่อสร้างถนนคอนกรีตภายในโรงเรียน โรงเรียนที่ ๑ โรงเรียนหนองแสง หมู่ที่ ๕ ตำบลทุ่งแก อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร โรงเรียนแห่งนี้เคยทำผ้าป่าถนนคอนกรีตค่ะ ท่านประธานคะ แต่ยังขาดระยะทางอยู่สัก ๑๑๐ เมตร เป็นเงินแค่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาทเอง โดยคณะกรรมการสถานศึกษาบอกในหนังสือร้องเรียนว่าเพื่อพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คำนี้สะเทือนใจอย่างยิ่งค่ะ เพราะความเท่าเทียมหายาก เหลือเกินโดยเฉพาะโรงเรียนไกลปืนเที่ยง โรงเรียนที่ ๒ ท่านประธานคะ ขอถนนคอนกรีต ในโรงเรียนเช่นเดียวกัน โรงเรียนบ้านโพนสูง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โรงเรียน แห่งนี้ดิฉันมีภาพประกอบ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

เห็นภาพแล้วก็แสนจะหดหู่ค่ะ วงเงินแค่ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ท่าน ผอ.สมสมัย หารธงชัย ได้บันทึกในโครงการว่าเพื่อจะได้ส่งเสริม คุณภาพชีวิตและการศึกษาของนักเรียนให้ดีขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต จึงร้องขอท่านประธาน ผ่านกระทรวงศึกษาธิการอย่างตั้งใจว่า แสงเทียนยังเลือน ๆ ส่องกระจ่างโรงเรียนต้องไม่ร้าง ขอการก่อสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสถานศึกษา เพื่อพลังจรัสจ้าแห่งวิญญาณครูอยู่คู่ เมืองไทยตลอดไป ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย แทนท่านพยม พรหมเพชร เชิญเลยครับ🔗

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันมีเรื่องเดียวที่จะกราบเรียนท่านประธานไปถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จริง ๆ เรื่องนี้ได้มีท่านสมาชิกได้เคยหารือไปแล้วรอบหนึ่ง เนื่องจากว่า มีชาวบ้านในอำเภอพิบูลมังสาหารแล้วก็อำเภอสิรินธรของจังหวัดอุบลราชธานี ช่วงที่ข้าว เก็บเกี่ยวได้นำผลผลิตออกไปขายให้กับร้านรับซื้อข้าวแห่งหนึ่ง จนถึงบัดนี้ระยะเวลา ๓-๔ เดือนแล้วที่ยังไม่ได้มีการจ่ายเงินให้กับชาวบ้าน แล้วก็ชาวบ้านต้องบอกว่ามีกลุ่มหนึ่ง เท่านั้นที่ได้ไปร้องเรียนกับทางอำเภอพิบูลมังสาหาร ทางจังหวัด แล้วก็ศูนย์ดำรงธรรม ได้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยไปแล้ว ๑ ครั้ง เพียงแต่ว่าการเจรจาหลังจากนั้นมาทุกสิ่งทุกอย่าง เงียบหายไป มีชาวบ้านหลายกลุ่มเดือดร้อนมาก เพราะว่าเนื่องจากขณะนี้ก็เป็นช่วงที่ ธ.ก.ส. ก็เริ่มเร่งรัดในการให้ชำระหนี้แล้ว ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเป็นหน่วยงานตัวกลาง ในการเรียกทั้งสองฝ่ายมาเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องบอกว่านอกจากชาวบ้านที่ไปร้องเรียน แล้วยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่กล้าไปร้องเรียนเนื่องจากมีการข่มขู่ค่ะท่านประธาน ข่มขู่ว่าถ้ามี กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปลงชื่อร้องเรียนอีกไม่ว่าที่ใดก็ตาม ไม่ว่าจะที่อำเภอหรือศูนย์ดำรงธรรมนั้น ทางเจ้าหนี้หรือทางกลุ่มที่เป็นผู้ไปข่มขู่บอกว่าจะไม่จ่ายเงินที่ค้างชำระไว้ทั้งหมด ก็ขอฝาก ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเป็นตัวกลางประสานไกล่เกลี่ยให้กับชาวบ้านเรื่องนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ อันดับสุดท้าย ท่านอิสสระ สมชัย ขออนุญาตผ่านไปนะครับ จบการปรึกษา ก็ขอขอบพระคุณท่านสมาชิก ที่พยายามรักษาเวลา ใครที่เกินเวลาไปก็ต้องพยายามปรับนะครับ ผมเรียนด้วยความเคารพ เพราะว่าอย่างที่ผมเคยเรียนไม่ใช่เรื่องเล่นนะครับ เรื่องจริงชาวบ้านเขาพูดกับผมเอง เขาติดตาม ส.ส. ของเขาเหมือนกันใครเกินเวลาชาวบ้านจะมีการวิจารณ์ในทำนองที่เป็นในทางลบมากกว่า เพราะฉะนั้นผมถึงได้เตือนไว้ด้วยความเคารพทุกคนครับ🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๘๙ คน
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ความจริงแล้วในวาระกระทู้ ต่อไปองค์ประชุมเพียง ๑ ใน ๕ แต่ปรากฏว่าสมาชิกมาประชุมแล้ว ๓๔๒ ท่าน เพราะฉะนั้น ก็ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตเปิดการประชุมครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗

๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗

วันนี้มีกระทู้ถามสด ในระหว่างที่จะเริ่มกระทู้ถามต่อไปนี้ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ก็จะต้องดำเนินการต่อไปในอีกห้องหนึ่ง ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎรจะทำหน้าที่ ในห้องกระทู้แยก🔗

๑.๑.๑ กระทู้ถาม ที่ ๐๔๙ ส. (นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา🔗

ท่านรัฐมนตรีมาแล้วครับ เพราะฉะนั้นเจ้าของกระทู้เชิญเตรียมตัวได้นะครับ แต่ผมเรียนเพื่อเราจะได้ไม่สับสน ท่านรัฐมนตรีเรามีประสบการณ์กันพอสมควรแล้ว แต่ว่าก็ย้ำเตือนไว้ว่ากระทู้ถามสดนี้ถามได้ ๓ ครั้ง ไม่เกินครึ่งชั่วโมง เพราะฉะนั้นทั้งผู้ถามและผู้ตอบเผื่อเวลาไว้ด้วยว่า ๓ ครั้งนะครับ ไม่อย่างนั้นใช้เวลาหมดครั้งแรก ครั้งที่สองก็จะมีปัญหาครับ แล้วก็ยึดหลักทั่วไปของกระทู้ ก็คือต้องไม่วนเวียน ซ้ำซาก และต้องไม่มีลักษณะเป็นการอภิปราย ตรงนี้ที่ต้องเรียนย้ำ เพราะว่าถ้าเราไปอภิปรายโดยไม่อ่านกระทู้แล้วเวลาถามก็น้อย เพราะฉะนั้นต้องไม่มีลักษณะ เป็นการอภิปราย คือตั้งคำถามแล้วอธิบายประกอบ อันนี้คือแนวปฏิบัติของกระทู้ ต่อไปขอเชิญเจ้าของกระทู้เริ่มได้เลยครับ ท่านวรศิษฎ์ครับ🔗

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สตูล

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านประธานที่ได้อนุญาตให้ผมตั้งกระทู้ถามสดกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาในวันนี้ ซึ่งผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมกำลังจะถามต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าวันนี้เรื่องที่เป็นประเด็นร้อนและได้รับความสนใจ จากสังคมมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการระบาดของโรคปอดอักเสบสายพันธุ์ใหม่ หรือว่าไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ที่เราทุกคนรู้จักกันในชื่อนี้ ซึ่งตอนนี้ก็ค่อนข้างเป็นที่ แน่ชัดแล้วว่ามีต้นกำเนิดการระบาดมาจากเมืองอู่ฮั่นประเทศจีน และระบาดไปยังประเทศต่าง ๆ กว่า ๒๐ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ประเทศสิงคโปร์ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเยอรมนี ประเทศฝรั่งเศส ประเทศแคนาดา สหราชอาณาจักร รวมไปถึงประเทศไทย ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในหลายประเทศทั่วโลก สถานการณ์ ณ ปัจจุบันวันนี้มีผู้ป่วยติดเชื้อในประเทศไทยทั้งหมด ๒๕ ราย รักษาหายแล้ว ๘ ราย และอีก ๑๗ รายกำลังรักษาอยู่ในโรงพยาบาล เป็นข้อมูลอัปเดต (Update) ในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ก็คือเมื่อวาน เรื่องนี้ผมไม่โทษใครและไม่คิดว่าเป็นความผิดของใครด้วย แต่ในเมื่อ ปัญหามันเกิดขึ้นแล้ววันนี้สิ่งที่พวกเราจะต้องร่วมกันทำก็คือหาวิธีการแก้ปัญหาออกมาให้ดีที่สุด ท่านประธานครับ ต้องขอบคุณหน่วยงานทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยที่ได้ทำงาน กันอย่างหนัก บางหน่วยงานต้องบอกว่าทุ่มเทมากหามรุ่งหามค่ำกันเลยทีเดียว เพื่อที่จะควบคุม สถานการณ์การระบาดนี้ให้อยู่ในวงที่เราจำกัดไว้ รวมไปถึงกำลังใจทุกกำลังใจที่ส่งไปถึง พี่น้องชาวจีน ซึ่งผมเชื่อว่าพี่น้องชาวจีนทุกท่านสามารถที่จะรับรู้ถึงความปรารถนาดีที่เรามอบ ให้ได้ เมื่อวานผมมีโอกาสได้ดูสื่อจีนบางที่บางฉบับก็ได้มีการกล่าวขอบคุณพี่น้องคนไทยด้วย ที่เป็นมิตรที่ดีคอยช่วยเหลือในยามยากและอยู่เคียงข้างกันตลอดระยะเวลาที่เกิดวิกฤติ นี่คือ สิ่งที่พี่น้องชาวจีนรู้สึก อย่างน้อยก็เป็นเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องวิกฤติที่เรากำลังประสบพบเจอ สถานการณ์ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ในตอนนี้นอกจากจะส่งผลกระทบในเรื่องของ สุขภาพกายและสุขภาพจิตของพี่น้องประชาชน แล้วยังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยิ่งไปกว่านั้นวิกฤติไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ส่งผลให้ผู้คนทั้งไทยและต่างประเทศ เกิดความวิตกกังวลในเรื่องของการระบาดของเชื้อไม่กล้าเดินทางออกนอกประเทศ ไม่กล้าไปเที่ยว ประกอบกับทางการจีนก็ได้มีการจำกัดบริษัทนำเที่ยวไม่ให้มีการจัดการท่องเที่ยวในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยนั้นมีจำนวนลดลงอย่างน่าใจหาย ก่อนหน้านี้ผมเคยได้หยิบยกเรื่องของการท่องเที่ยวขึ้นมาอภิปรายในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้แล้ว ครั้งหนึ่งว่าภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักในการสร้างรายได้ ให้กับประเทศ สร้างเม็ดเงินกว่า ๓ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติประมาณ ๒ ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประมาณ ๓๘ ล้านคน และจากนักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ ๑ ล้านคน ในจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ ๓๘ ล้านคน ที่เป็นชาวต่างชาตินั้นเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนประมาณ ๑๐ ล้านคน เป็นตัวเลขที่สูงมาก ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบรรดาทุกประเทศที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย หรือว่ามีจำนวน มากกว่า ๑ ใน ๔ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้ามา เมื่อเราเห็นตัวเลขแบบนี้แล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะกำลังเห็นถึงความเสียหายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ของประเทศไทย และผลที่เกิดขึ้นไม่ต้องรอนาน ท่านประธานครับ วันนี้ก็เห็นผลแล้วครับ เมื่อวานผมเดินทางมาจากพื้นที่ขึ้นมากรุงเทพฯ มาทางสนามบินก็เห็นได้ชัดว่านักท่องเที่ยว ลดลง ลดลงอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะในหัวเมืองหลัก ๆ ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมไปเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดภูเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดกระบี่ เกาะสมุย กรุงเทพมหานคร หรือแม้กระทั่งจังหวัดสตูลจังหวัดเล็ก ๆ บ้านผมเองนักท่องเที่ยวก็ยังลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในธุรกิจโรงแรมห้องว่างมีการยกเลิกห้องพัก เรือนำเที่ยวจำนวนมากก็ต้องจอดครับ เพราะว่า ไม่มีผู้ใช้บริการ รวมไปถึงรถนำเที่ยวก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ร้านอาหารยอดขายก็ตก ร้านขายของที่ระลึกคนซื้อก็ลดลง เมื่อของขายไม่ได้วัตถุดิบก็ขายไม่ได้เช่นกัน ของที่ระลึก ที่เคยเป็นรายได้จากการผลิตของพี่น้องในชุมชนวันนี้ก็ขาดหายไป ธุรกิจเหล่านี้ได้รับ ผลกระทบเป็นวงกว้างครับ ซึ่งเราก็เห็นได้ตามข่าวในหน้าสื่อต่าง ๆ เห็นได้ว่าผลกระทบ ที่เกิดขึ้นไม่ได้เสียหายแค่ในเรื่องของการท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ถึงธุรกิจอื่น ๆ เช่นกัน จากการรายงานก่อนหน้านี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยนั้น สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอกับวิกฤติไวรัสโคโรนา (Virus Corona) จากตัวเลขในช่วงแรก หลังการระบาดของเชื้อไวรัสนักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ และได้มี การลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดข้อมูลวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓ ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนลดลง ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะลดลงต่อไป เรื่อย ๆ ถ้าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เพราะนักท่องเที่ยวที่จองตั๋วเครื่องบินไว้แล้ว จองที่พัก ไว้แล้ว จองสถานที่ท่องเที่ยวไว้แล้วก็มีการทยอยกันยกเลิก วิกฤตินี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะ ในประเทศไทย แต่ได้ส่งผลกระทบไปถึงประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมไป จากข้อมูลที่ผมรับทราบขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้มีการบูรณาการร่วมกับ กระทรวงต่าง ๆ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และได้มีการตั้งวอร์รูม (War room) เพื่อติดตามสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการระบาดของเชื้อไวรัสนี้อย่างใกล้ชิด รวมถึงได้มีการประเมินตัวเลขความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ของไทย เดี๋ยวผมขออนุญาตถาม ๓ ข้อทีเดียวเลย เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบทีเดียวเลย🔗

คำถามแรกก็คือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คือหลังจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ได้สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรม การท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นวงกว้างนี่นะครับ ในระยะสั้นท่านมีนโยบายที่จะช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างไรบ้าง นั่นคือคำถามข้อที่ ๑ และต้องยอมรับว่าวันนี้ความกลัวคือปัญหาใหญ่ที่สุดสำหรับเศรษฐกิจ เพราะว่าเป็นตัวกำหนดความเชื่อมั่นของคนต่างชาตินะครับ🔗

คำถามที่ ๒ ผมอยากถามว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ในระยะยาวภาครัฐมีวิธีการอย่างไรบ้างที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว ต่างชาติที่จะเข้ามาเที่ยวประเทศไทย รวมไปถึงมีมาตรการอะไรบ้างที่จะเป็นการกระตุ้นให้ นักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้นในอนาคต ซึ่งวิกฤติที่เราเจอ ในวันนี้ก็คือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยลดลง จากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ซึ่งเราก็ต้องบอกว่าคาดเดาได้ยากครับว่า สถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อไร ในเวลานี้เราควรที่จะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือว่าไทยเที่ยวไทยให้มากขึ้นนะครับ🔗

คำถามที่ ๓ ที่ผมอยากจะถามท่านรัฐมนตรีก็คือท่านมีการวางแผนยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวในประเทศไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการทดแทนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่หดตัวลง ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญท่านรัฐมนตรีนะครับ🔗

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ซึ่งถามด้วยกัน ๓ ข้อ แต่ก่อนที่ผมจะตอบคำถามก็ขอรายงานสถานการณ์ความเป็นไป และสิ่งสำคัญที่สุดคือรายได้เหล่านี้สูญหายไป ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม จนถึงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ เรามีรายได้ที่สูญเสียไปแล้ว ๑๒,๒๔๙ ล้านบาท นี่คือภาพรวมของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยว ในประเทศไทยทั้งหมด แล้วต่อจากนี้ผมก็จะขอตอบคำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ🔗

ข้อ ๑ หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ได้สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นวงกว้าง ในระยะสั้น ท่านมีนโยบายจะช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ในประเทศไทยอย่างไรบ้าง ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เล็งเห็นถึงผลกระทบ ในช่วงที่นักท่องเที่ยวชะลอตัวและอาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในการยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านการท่องเที่ยว โดยรัฐบาล ได้เตรียมการดำเนินการ ดังต่อไปนี้🔗

ข้อ ๑ การพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่มัคคุเทศก์ให้มีจำนวนเพียงพอ และมีความสามารถในการให้บริการมากขึ้น รวมถึงการให้แรงงานด้านการท่องเที่ยวมีส่วนร่วม ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาคอนเทนต์ (Content) ด้านการท่องเที่ยว การทำ ความสะอาดแหล่งท่องเที่ยวให้พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวโดยรัฐบาลให้การสนับสนุนงบประมาณ ในการดำเนินการ🔗

ข้อ ๒ ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยขอให้กระทรวงการคลัง พิจารณาความเป็นไปได้ในการออกมาตรการการลดภาษีน้ำมันของสายการบิน จัดหาแหล่ง เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและยืดระยะเวลาการชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยออกไปอีก ๖ เดือน สำหรับ ผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม บริษัททัวร์ และบริษัทขนส่ง โดยสาร ร้านอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) รวมถึงลดค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน ให้กับนักท่องเที่ยวจากตลาดใหม่ที่จะมาแทนตลาดจีน🔗

ข้อ ๓ การพัฒนาปรับปรุงสถานประกอบการโดยกระทรวงการคลังได้จัดเตรียม งบประมาณสนับสนุนทุนดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการ🔗

ข้อ ๔ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเครือข่ายผู้ประกอบการชาวจีนโดยให้ กำลังใจในการแก้วิกฤติไวรัสโคโรนา (Virus Corona) และเตรียมการสำหรับตลาดที่จะกลับมา อีกครั้งหลังสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ผู้ประกอบการยินดีให้สิทธิกับนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่วางแผนจองตั๋วเดินทางที่พักและแพ็กเกจ ทัวร์ (Package tour) มาเที่ยวประเทศไทย แต่ไม่สามารถเดินทางในช่วงนี้ให้สามารถเลื่อนการเดินทางโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และหากสถานการณ์สงบนักท่องเที่ยวจะสามารถเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยได้เหมือนเดิม นอกจากนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีแผนดำเนินการระยะเร่งด่วน ๑ เดือน ด้านการสื่อสาร ดังนี้ ติดตามข้อมูลสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว โดยติดตามข้อมูลโซเชียล ลิสเทนนิง (Social listening) กระแสเชิงบวกเชิงลบที่มีผลต่อ ภาพลักษณ์และการเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งได้รับรายงานจากสำนักงานการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทยในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งข้อมูลทางการจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เวิลด์ เฮลท์ ออร์แกไนเซชัน (World Health Organization) เป็นต้น จัดทำแนวทางการสื่อสารระบบซิงเกิล แมสเซจ (Single message) สำหรับผู้บริหารเพื่อการสื่อสารไปในทางเดียวกัน กล่าวคือเน้นถึงห่วงใยในสุขภาพของคนไทย และสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวต่างประเทศ และประเทศไทยไม่ใช่แหล่งแพร่ระบาด ของโรค มีมาตรการการดูแลความปลอดภัยและคัดกรองให้ได้มาตรฐานสากล รวมทั้งเน้นถึง การสื่อสารข้อเท็จจริงของเหตุการณ์โดยอ้างอิงตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อสร้าง ความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในกลุ่มชาวจีนและชาติอื่น ๆ และระหว่างที่นักท่องเที่ยว ชาติอื่น ๆ และนักท่องเที่ยวจีนควบคู่กับการชี้ให้เห็นถึงบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ยังคง ดำเนินไปโดยปกติ และกิจกรรมสำคัญที่ยังมีการจัดอย่างต่อเนื่อง เช่นการแข่งขันไอวาส เวิลด์ เกมส์ ๒๐๒๐ (IWAS World Games 2020) ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา จังหวัดนครราชสีมา จัดข้อมูลสื่อสารสำหรับ นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในรูปแบบจดหมายข่าว ประกาศ รูปภาพ อินโฟกราฟิก (Infographic) เผยแพร่ทางเว็บไซต์ www.tatnewsthai.org สามารถเข้าถึงคนจำนวนมาก และสะดวกสำหรับการนำไปขยายต่อ ซึ่งมีการนำไปจัดทำเป็นภาษาต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับ นักท่องเที่ยวเป้าหมาย รวมทั้งทำงานร่วมกับอินฟลูเอินซ์ (Influence) ให้ช่วยสื่อสารไปยัง ผู้ติดตาม จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขและรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ตรงนี้กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา เราได้ตั้งวอร์รูม (War room) ขึ้นมาเพื่อติดตามสถานการณ์และมีการเรียกประชุม ทุก ๆ ๒ วัน ในวันที่ ๑๓ ที่จะถึงนี้ก็ได้เชิญนายกสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ทั้งหมดมาเพื่อทำเวิร์กชอป (Workshop) ว่าวิธีการที่เราจะ แก้ปัญหาในคราวต่อไปหลังจากที่เหตุการณ์โคโรนาไวรัส (Coronavirus) สงบลง เราควรจะมี การทำอย่างไรบ้าง ทั้งนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันมาตรการเพื่อเยียวยาผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง และลดผลกระทบให้มากที่สุด🔗

ตอบข้อซักถามข้อ ๒ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ในระยะยาว ภาครัฐเองมีวิธีการอย่างไรบ้างในการที่จะสร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาเที่ยวเมืองไทย รวมไปถึงมีมาตรการอะไรบ้างที่จะ กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มประเทศใหม่ ๆ เข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้นในอนาคต กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีแผนดำเนินงานต่อสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) สายพันธุ์ใหม่ ระยะ ๓ เดือนและระยะกลางถึงสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยจะชูจุดแข็งประเทศไทยและคนไทยให้มีน้ำใจเต็มใจบริการและพร้อมดูแลนักท่องเที่ยว จากทุกประเทศ โดยดำเนินการส่งเสริมการตลาดซึ่งผ่านการอนุมัติโดยคณะกรรมการ รัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจแล้ว ดังนี้🔗

๑. ตลาดประเทศจีนเน้นการสื่อสารเพื่อแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจ ให้ผ่านพ้นวิกฤติ รวมถึงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเครือข่ายผู้ประกอบการจีนเพื่อเตรียมการ สำหรับตลาดที่จะกลับมาอีกครั้งหลังสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ🔗

๒. ตลาดต่างประเทศอื่น ๆ เน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและวันพักในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมโดยเจาะกลุ่ม ตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพพร้อมกระตุ้นตลาดร่วมกับพันธมิตรทั้งสายการบินและบริษัท นำเที่ยว นอกจากนี้ยังได้บูรณาการความร่วมมือกันในทุกกระทรวงเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และความเข้าใจทั้งในส่วนของประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยการสื่อสาร เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในการทำ ความเข้าใจกับประชาชนให้รู้เท่าทันโรค พร้อมแสดงความรับผิดชอบป้องกันและดูแลสุขภาพ ทั้งของตนเองและของคนรอบข้าง รวมทั้งเป็นเจ้าบ้านที่ดี ขณะเดียวกันเป็นการส่งต่อ ความห่วงใย และคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเพื่อดูแลสุขภาพแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ตลอดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย รวมทั้งการแจกหน้ากากอนามัยตามแหล่งท่องเที่ยว ต่าง ๆ และแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขทั้งในด้านการป้องกัน ดูแล ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว โดยการเผยแพร่และถือปฏิบัติด้วยความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนที่ได้ติดต่อกับนักท่องเที่ยว ในทุกทัช พอยต์ (Touch point) ตั้งแต่เครื่องบิน สนามบิน ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร เป็นต้น ตลอดจนเฝ้าระวังและแจ้งเหตุเมื่อพบนักท่องเที่ยวที่มีอาการเข้าข่ายสงสัยว่ามีการ ติดเชื้อดังกล่าว สำหรับระยะยาวเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการคัดกรองนักท่องเที่ยว สุ่มเสี่ยงที่เข้มข้นและเป็นมาตรการสากลที่สร้างความมั่นใจต่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย ให้แก่คนในชาติ รวมถึงชาวต่างชาติต่าง ๆ ที่ต้องการมาเยือนประเทศไทยทั้งในปัจจุบันรวมถึง ในอนาคต เช่นนักท่องเที่ยวยุโรปที่กำลังวางแผนมาประเทศไทยในอีก ๓-๖ เดือนข้างหน้า และเมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลาย และนักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นในการเดินทางโดยเครื่องบิน ช่วงนี้ จึงเหมาะสมสำหรับการลอนช์ (Launch) มาตรการต่าง ๆ ทั้งด้านการตลาดและ ขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อกระตุ้นตลาดท่องเที่ยว เช่นการผลักดันเปิดสนามบินนานาชาติ ในพื้นที่เมืองรอง เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจลงตราโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ยกระดับ คุณภาพและบริการด้านท่องเที่ยว เพิ่มความพึงพอใจให้กับนักท่องเที่ยวโดยขยายเวลาธุรกิจ ภาคกลางคืนเฉพาะพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สนับสนุนเที่ยวบินเหมาลำจากตลาด ที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว เช่น ประเทศเกาหลี ประเทศรัสเซีย และรวมถึงประเทศจีน หากมีการบริหารจัดการที่ดีเชื่อว่าสามารถดึงนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์ (Group tour) ที่มีคุณภาพให้เดินทางมาได้ เช่น กลุ่มนักกอล์ฟ กลุ่มที่ชื่นชมกิจกรรมทางทะเล เป็นต้น การให้การส่งเสริมนักท่องเที่ยวกลุ่มประชุมสัมมนา รวมถึงกลุ่มเวดดิง (Wedding) และกลุ่มเยาวชนให้เข้ามาจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง การกระตุ้นการเดินทาง สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีวันพำนัก🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านรัฐมนตรีไม่เก็บเวลาไว้ตอบคำถามที่ ๒ ที่ ๓ หน่อย เหลืออยู่แค่ ๒ นาทีครับ ท่านจะเก็บ เวลาไว้ตอบคำถาม เว้นแต่ผู้ถามไม่มีคำถามแล้วนะครับ ไม่มีแล้วนะครับ เชิญต่อครับ🔗

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

การส่งเสริมการท่องเที่ยวทางบก นักท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงต่ำแล้วไม่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์โดยตรง เช่น ประเทศมาเลเซีย ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศ เวียดนาม รวมทั้งประเทศที่อยู่ในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ทุก ๆ ประเทศ แล้วที่สำคัญที่สุด เราก็ต้องทำการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนประเทศอินเดีย ซึ่งปัจจุบันนี้ได้มีนักท่องเที่ยว เข้ามาในประเทศไทยแล้วท่องเที่ยวในประเทศไทยในปี ๒๕๖๒ ประมาณ ๑,๙๐๐,๐๐๐ กว่าคน อย่างไรก็ตามการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามมาตรการดังกล่าวจึงครอบคลุมทั้งการดึงดูด นักท่องเที่ยวและการส่งเสริมการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย ให้กระจายตัวไปสู่ภาคการผลิตที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สนับสนุนการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ ภาคการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับชุมชนโดยตรง🔗

ขอตอบข้อ ๓ ในเวลานี้เราควรมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ หรือว่า ไทยเที่ยวไทยมากขึ้น ท่านมีการวางแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการทดแทนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่หดตัวลง กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬามีแผนดำเนินงานในประเทศโดยเน้นโครงสร้างความเชื่อมั่นให้มีการเดินทาง ท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเดินทางประชุมสัมมนาและดูงาน มีแนวโน้มทางการปฏิบัติการเป็นมาตรฐาน ในการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในระหว่างการเดินทางของการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ได้กำหนดแผนการดำเนินการแบบเจาะพื้นที่มุ่งจูงใจคนไทยที่นิยมเดินทางท่องเที่ยว ในต่างประเทศให้กลับมาท่องเที่ยวในประเทศ เน้นส่งเสริมการเดินทางระยะใกล้ไม่เกิน ๓๐๐ กิโลเมตร ให้ท่องเที่ยวภายในภูมิภาคและขณะเดียวกันร่วมมือกับออนไลน์ ทราเวล เอเจนต์ (Online Travel Agents) กระตุ้นให้เกิดการเที่ยวข้ามภาค และส่งเสริมการเดินทาง ของกลุ่มประชุมและสัมมนาที่มีการเดินทางข้ามจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยในช่วงแรกที่ พ.ร.บ. งบประมาณยังไม่เสร็จสิ้นจะเน้นไปที่ กลุ่มบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ โดยกระทรวงอยู่ระหว่างการดำเนินการผลักดันให้สามารถ นำงบประมาณดังกล่าวมาหักภาษีได้ ๒ เท่าในช่วงเวลานี้ ขอบคุณมากท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านผู้ถามไม่มีคำถาม ต่อแล้วนะครับ เวลาของท่านรัฐมนตรีหมดไปแล้วครับ เกินแล้วครับ เชิญเลยครับ🔗

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สตูล

กราบเรียนท่านประธาน ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย ไม่ถามต่อครับ แต่ก่อนที่ ผมจะจบการตั้งกระทู้ถามนะครับ ผมมีเรื่องที่อยากจะฝากสักนิดหนึ่งครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญเลยครับ🔗

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สตูล

ก็อยากจะแสดงความยินดีกับคนไทย ทั้ง ๑๓๘ คนที่วันนี้ได้เดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และต้องขอบคุณคณะทำงานที่ได้ประสานงานกับทางการจีนจนสามารถ บรรลุภารกิจนี้ได้สำเร็จ นอกจากนั้นอยากจะฝากพี่น้องประชาชนทุกท่านว่าการรับข่าวสาร ควรที่จะรับด้วยความระมัดระวัง ให้ชัดเจนว่าชัวร์ (Sure) ก่อนที่จะแชร์ (Share) เพราะในยุค ๕ จี (5G) ที่ข่าวสารสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็ว อาจจะทำให้ข้อมูลบางเรื่องและบางแหล่ง ที่มายังขาดการกลั่นกรองที่เหมาะสมนะครับ และอยากจะฝากให้ทุกท่านได้ดูแลสุขภาพตัวเอง โดยใช้หลักการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และสุดท้ายผมเองในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องชาวจีนและทุก ๆ ประเทศได้ฟันฝ่าวิกฤตินี้ให้ผ่านพ้นไปได้โดยเร็ว ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เวลาก็ไม่เกิน ครึ่งชั่วโมงเมื่อรวมแล้วนะครับ🔗

กระทู้ถามต่อไปขออนุญาตสลับนิดหน่อยนะครับ เนื่องจากว่ากระทู้ถาม ที่ ๑.๑.๒ ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมอบให้ท่านสาธิต ปิตุเตชะ เป็นผู้ตอบ ท่านก็เพิ่งทราบแล้วก็กำลังเดินทางมา เพราะฉะนั้นขออนุญาตที่จะสลับ ขอกระทู้ถามของ คุณหมอชลน่าน กระทู้ถามที่ ๑.๑.๓ ขึ้นมาก่อนนะครับ🔗

๑.๑.๓ กระทู้ถาม ที่ ๐๕๑ ส. (นายชลน่าน ศรีแก้ว เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ตอบ🔗

คุณหมอชลน่าน เชิญครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้กรุณาบรรจุกระทู้ถามสดด้วยวาจาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ถามนายกรัฐมนตรีในเรื่อง ผลกระทบจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ และมีการจัดเก็บในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องด่วนเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของ พี่น้องประชาชน ทุกคนสนใจมาก ตื่นตระหนกมากครับ และที่สำคัญเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบ ต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม จำเป็นที่ผมจะต้องมากราบเรียน ท่านประธานถามเป็นกระทู้ถามสดด้วยวาจา ท่านประธานครับ เหตุที่ผมถามท่านนายกรัฐมนตรี เพราะพระราชบัญญัติฉบับนี้มีรัฐมนตรีรักษาการตามกฎหมาย ๒ กระทรวง กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย ก็ขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การคลัง ที่ให้เกียรติกับสภาเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจา ของผมในวันนี้นะครับ สิ่งที่ผมต้องถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีในนามของ ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมขออนุญาตพูดถึงสภาพปัญหา นิดเดียวครับ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมาตรา ๒ บอกว่าให้มีผลเริ่มการจัดเก็บภาษีตั้งแต่ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๓ เป็นต้นมา โดยหลักแล้วกฎหมายฉบับนี้หลักการดีมาก เหตุผลดีมาก แต่สิ่งที่เราพบเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาจากการศึกษาของคณะกรรมาธิการสามัญของ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนได้ศึกษา ผลกระทบที่เกิดขึ้นนำมารายงานต่อสภา สภาเราให้ความเห็นไปหลากหลายมาก สภาได้ส่ง ข้อสังเกตไปยังรัฐบาล ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมจะต้องถามต่อ เรื่องสำคัญครับ กฎหมายฉบับนี้ ไปยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ทั้งที่เป็นประกาศ คณะปฏิวัติ พระราชกำหนดทั้งหมด ๑๒ ฉบับ บังคับใช้ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นกฎหมายเก่า ใช้ไม่ได้ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายใหม่อย่างเดียว🔗

คำถามแรก ผมอยากเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังครับว่า ในฐานะที่ท่านเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายนำกฎหมายสู่การปฏิบัติ ท่านทราบหรือไม่ว่าพี่น้องประชาชนผู้ต้องเสียภาษี ๔ กลุ่ม ๑. กลุ่มที่มีที่ดินด้านเกษตรกรรม ๒. กลุ่มที่เป็นที่อยู่อาศัย ๓. กลุ่มอื่น ๆ เช่น การพาณิชย์ ๔. กลุ่มที่มีที่ดินรกร้างว่างเปล่า ท่านทราบหรือไม่ว่ากลุ่มไหนที่ได้รับผลกระทบมีปัญหามากที่สุดใน ๔ กลุ่มนี้ และแต่ละกลุ่ม สภาพปัญหาเป็นอย่างไร พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ ภาษี หมายถึงกรุงเทพฯ เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล จนถึงระดับ อบต. เป็นผู้จัดเก็บภาษี ท่านทราบหรือไม่ว่าผู้จัดเก็บภาษีเขามีปัญหาเขาได้รับผลกระทบอะไรบ้าง เป็นคำถามแรก ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

รัฐมนตรีเชิญครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรตินะครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า ผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง ให้มาตอบกระทู้แทนท่าน แล้วก็ขอกราบเรียนไปยังท่านชลน่าน ศรีแก้ว นะครับว่า ผม สันติ พร้อมพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ ไม่ใช่คมนาคมนะครับ ก็คงกราบเรียนเท่านั้นก่อนนะครับ🔗

ส่วนคำถามของท่านที่ถามว่าการยกเลิกพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและภาษี บำรุงท้องที่ โดยเปลี่ยนมาใช้พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นมีผลกระทบ อย่างไรกับผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ๔ ประเภทตามที่ท่านได้กล่าวไว้ ก็คือ ประเภทเกษตรกรรม ประเภทที่พักอาศัย ประเภทเพื่อการพาณิชย์ และที่ดินรกร้างว่างเปล่า ผมต้องขอกราบเรียนว่า การปรับปรุง พ.ร.บ. ที่ยกเลิก และ พ.ร.บ. ใหม่นั้น พ.ร.บ. ที่ยกเลิกไปนั้นได้ประกาศใช้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ และ พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่นั้นได้ประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งการจัดเก็บภาษีนั้นไม่ว่าเป็นภาษีโรงเรือนหรือภาษีที่ดิน โดยเฉพาะภาษีโรงเรือนนั้น ก็เก็บจากราคาที่ผู้เป็นเจ้าของไปแจ้งการประเมินตามสถานะต่าง ๆ เพื่อให้ทางเทศบาล ใช้เป็นตัวประเมินในการเก็บภาษี และใช้ฐานของค่าเช่าที่มีเป็นตัวฐานของการเก็บภาษี ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ก็ใช้ดุลพินิจ ส่วนในเรื่องของราคาที่ดินก็ยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ แล้วการพัฒนาในด้านของความเจริญต่าง ๆ กับอีกด้านหนึ่งก็คือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ดุลพินิจ ในการคำนวณมูลค่าต่าง ๆ ตามข้อกำหนดนั้น ก็จะมีการร้องเรียนในความไม่เป็นธรรมมากมาย ดังนั้นก็จึงได้กำหนดการจัดเก็บภาษีใหม่ การจัดเก็บภาษีใหม่นั้นไม่มีความยุ่งยากแล้วก็ไม่มี ผลกระทบรวมถึงรายได้ต่าง ๆ เนื่องจากว่าเป็นการคำนวณภาษีเป็นรายแปลง ราคาประเมิน เบื้องต้นซึ่งกรมธนารักษ์เองเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและมีข้อมูลที่ดินทั้ง ๓๒ ล้านแปลง ทั่วประเทศ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างหลากหลายซึ่งมีถึง ๓๐ กว่าประเภทอยู่ในมือของกรมธนารักษ์ ซึ่งกรมธนารักษ์ก็จะประเมินเป็นมาตรฐานของกรมธนารักษ์ว่าที่ดินที่อยู่ที่สีลมหรืออยู่ที่ จังหวัดกาฬสินธุ์ หรืออยู่ที่ต่างจังหวัดประเมินราคาตารางวาละเท่าไร รวมแล้วโฉนดนั้นโฉนดนี้ ซึ่งตั้งอยู่ที่นั่นที่นี่ราคาเท่าไร แตกต่างกันไปตามราคาประเมิน หลังจากนั้นเจ้าพนักงานท้องถิ่น จึงจะนำราคาประเมินซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วประเทศสูงต่ำแตกต่างกันไป ไปคำนวณตามวิธีการ ในการเสียภาษี เช่น ที่ดินเพื่อการเกษตร ที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ และที่ดิน รกร้างว่างเปล่า ก็จะทำให้ที่ดินซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไปจัดเก็บนั้นก็จะ สามารถเก็บได้ครอบคลุมทั้ง ๓๒ ล้านแปลงทั่วประเทศ ต่างจากภาษีโรงเรือนอันเดิม ซึ่งจะจัดเก็บตามดุลพินิจก็คือระหว่างเจ้าของและเจ้าพนักงานก็ร่วมกันซึ่งก็จะสร้างปัญหา ให้มากมายนะครับ ก็ขอกราบเรียนว่าไม่มีผลกระทบใด ๆ มีแต่ผลดีและมีความเป็นธรรม มีความเสมอภาค มีความมาตรฐาน และลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่มีการร้องเรียนอย่างมากมาย ในอดีต ก็ขอตอบคำถามแรกของท่านชลน่าน ศรีแก้ว ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านชลน่านครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องกราบขอบพระคุณผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงการคลัง ผมอยากให้ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านสันติ พร้อมพัฒน์ ที่เคารพครับ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ก็เลยเผลอพูดไปว่าเป็นกระทรวง คมนาคม แสดงว่าท่านได้ใส่ใจในคำถามของผมมาก กราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จากคำตอบของท่านรัฐมนตรีท่านบอกว่าไม่มีผลกระทบใด ๆ เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บทั้ง ๔ ประเภท ผู้จัดเก็บก็ไม่มีปัญหา แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผลการศึกษาของกรรมาธิการ ข้อร้องเรียนของผู้ปฏิบัติงาน การออกระเบียบของกระทรวงมหาดไทยเลื่อนการจัดเก็บออกไป ล้วนแต่เป็นประเด็นที่เป็น ปัญหาและผลกระทบ ผมไม่ได้ย้อนแย้งกับท่านรัฐมนตรีนะครับ สิ่งที่ท่านพูดนั้นอยู่ใน อุดมคติครับ ถ้าทุกอย่างพร้อมเป็นอุดมคติเป็นไปอย่างนั้นจริง ๆ แต่ขณะนี้สิ่งนั้นยังไม่เกิด ผมกราบเรียนท่านประธานไปว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น เอาฝ่ายผู้จัดเก็บนะครับ ขณะนี้ท้องถิ่น ที่เป็นผู้จัดเก็บตั้งแต่กรุงเทพมหานครลงไปจนถึง อบต. มี ๒,๐๐๐ กว่าท้องถิ่นที่ยังไม่ได้เริ่ม ในขั้นตอนการสำรวจเลยครับ คนที่เกี่ยวข้องเข้ามาเก็บภาษี พนักงานสำรวจ พนักงานประเมิน พนักงานจัดเก็บ ยังไม่มีการเตรียมเลยครับ แม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร ผมได้ข้อมูลเชิงลึก จากคนทำหน้าที่ตรงนะครับ ในกรุงเทพมหานครเขาบอกเขาลำบากมาก จะไปอย่างไร จะเอาอย่างไร เดือนมกราคมไม่มีเงินเข้าแม้แต่บาทเดียวนะครับ เพราะกฎหมายฉบับนี้ เพราะในการจัดเก็บ เดือนกุมภาพันธ์เป็นการส่งแบบประเมินครับ ให้เจ้าของ ๔ ประเภท เป็นผู้ประเมิน ย้อนกลับมาสำรวจแล้วประเมินภาษี สำรวจก่อนครับ แล้วประเมินภาษี ในเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนเมษายนเก็บ เลื่อนไปครับ ไปสำรวจและประเมินในเดือนมิถุนายน ไปจัดเก็บในเดือนสิงหาคม เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นนี่คือผลกระทบของผู้จัดเก็บ แล้วรายได้ ท่านประธานครับ รายได้ของท้องถิ่น ยกตัวอย่างที่กรุงเทพฯ ในปี ๒๕๖๒ รายได้การจัดเก็บ ภาษีอยู่ที่ ๒,๓๐๙ ล้านบาท เอาตัวเลขกลม ๆ ปี ๒๕๖๓ ถ้าใช้กฎหมายใหม่จะมีรายได้แค่ ๙๖๗ ล้านบาท ลดไปร้อยละ ๕๘ ครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าท้องถิ่นเงินส่วนใหญ่ที่ได้ จากการอุดหนุนจากรัฐเป็นงบประมาณ ปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ได้แค่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท้องถิ่นทั้งหมด ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กรุงเทพฯ ได้ ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท รายได้หลักมาจาก การจัดเก็บภาษี ในการที่จะบริหารงาน ในการจะพัฒนาท้องถิ่น วัตถุประสงค์ของกฎหมาย นี่ชัดเจน บอกว่าอยากให้ท้องถิ่นได้พัฒนาพื้นที่โดยใช้ภาษีทางตรงเลย เขาจัดเก็บตรงได้เอง ท่านประธานครับ นี่คือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ผมเลยมีคำถามไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ท่านมีแนวทางจะแก้ไขอย่างไร🔗

เรื่องที่ ๑ ให้ท้องถิ่นเขามีรายได้พอที่จะบริหารงานของเขาในปี ๒๕๖๓ ได้ประมาณการของงบประมาณ ตามนี้ลดไปประมาณ จาก ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เขาจะมี เงินทั้งหมด ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเงินจัดเก็บ เขาจะจัดเก็บได้แค่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านรัฐมนตรีจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เรื่องของการจัดเก็บ🔗

เรื่องที่ ๒ จะแก้ปัญหาเรื่องการบริหารงาน เรื่องคน เรื่องความพร้อมของ ท้องถิ่นอย่างไร เป็นคำถามที่ ๒ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ก็คงต้อง กราบเรียนท่านชลน่าน ศรีแก้ว อีกครั้งหนึ่งว่า ภาษีตามที่ท่านได้พูดถึงว่าเมื่อประกาศการเก็บ ภาษีใหม่ในปี ๒๕๖๓ นั้นจะลดลง ผมยืนยันว่าถึงอย่างไรก็ไม่ลดลงนะครับ แต่จะกราบเรียน ท่านว่าภาษีที่ดินและภาษีโรงเรือน ซึ่งใช้มาตามที่ผมได้กราบเรียนท่านว่าใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ และ พ.ศ. ๒๕๐๘ บัดนี้เป็นเวลา ๕๐ กว่าปี ๖๐ ปีเข้าไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นบ้านเมืองได้พัฒนาไปมากมาย การใช้ดุลพินิจตามที่ผมได้กราบเรียนท่านก็เป็นปัญหามาโดยตลอด ถูกร้องเรียนมาโดยตลอด มีปัญหาตลอดมา และถูกร้องเรียนถึงความไม่เป็นธรรม ปัญหาดุลพินิจต่าง ๆ มากมายนะครับ ผมจึงขอกราบเรียนว่า พ.ร.บ. ภาษีใหม่นี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานของการใช้ ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน อย่างเช่นยกตัวอย่าง🔗

ข้อ ๑ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อประกอบการ ทางการเกษตรจะเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๐.๐๑-๐.๑ หรือเริ่มต้นที่เป็นตัวเงินล้านละ ๑๐๐ บาท🔗

ข้อ ๒ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อที่อยู่อาศัยจะเสียภาษีในอัตรา ร้อยละ ๐.๐๒-๐.๑ หรือเริ่มต้นที่ล้านละ ๒๐๐ บาท🔗

ข้อ ๓ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์นอกเหนือจากเกษตรกรรม และที่อยู่อาศัยจะเก็บภาษีในอัตราร้อยละ ๐.๓-๐.๗ นั่นหมายความว่าจะไปใช้เพื่อการพาณิชย์ เพื่อการอื่น ๆ ต่าง ๆ ก็จะเริ่มต้นที่ล้านละ ๓,๐๐๐ บาท🔗

ข้อ ๔ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ก็คือที่รกร้างว่างเปล่า ประเภทที่ ๔ นั่นเอง จะเก็บเริ่มต้นที่ล้านละ ๓,๐๐๐ บาท และที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งสร้าง ปัญหาให้กับสังคมมากมายนั้น แล้วก็ทำให้เสียประโยชน์มากมายนั้น ก็ยังมีมาตรการต่อไปว่า หากทิ้งไว้ไม่ทำประโยชน์ก็จะต้องเสียอีกร้อยละ ๐.๓ ทุก ๆ ๓ ปี โดยอัตราภาษีรวมสูงสุด ทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินร้อยละ ๓ คำว่า ไม่เกินร้อยละ ๓ ก็หมายความว่าก็ไม่อยากให้เจ้าของ ที่ดินมีภาระมากจนเกินไป แต่ที่จะเพิ่มร้อยละ ๐.๓ ในทุก ๆ ๓ ปี ก็คือจะให้ผู้ที่มีที่ดิน เจ้าของที่ดินที่มีที่ดินทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่าให้เขาเร่งรีบในการที่จะไปพัฒนา ไปสร้างประโยชน์ สร้างผลผลิตต่าง ๆ เกิดขึ้น🔗

เพราะฉะนั้นดังที่ผมได้กราบเรียนข้อ ๑-๔ นั้นนะครับ ก็เป็นตัวเลขประเมิน หรือตัวเลขการจัดเก็บภาษีที่ชัดเจน ส่วนราคาประเมินที่เป็นฐานเพื่อนำมาคำนวณตามข้อ ๑-๔ นี้ ก็กำหนดโดยกรมธนารักษ์ ซึ่งกรมธนารักษ์ได้แจ้งว่าได้จัดการดำเนินการได้เรียบร้อย ทั้ง ๓๒ ล้านแปลง และสิ่งปลูกสร้างทั่วประเทศแล้ว แต่ตามที่ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ได้บอกว่า อบต. ท้องถิ่น ยังไม่สามารถหรือสามารถเก็บได้ยังไม่ทั่วถึง หรือบางแห่งก็ยังไม่ได้เก็บเลย ก็ต้องกราบเรียนว่าเดิมทางท้องถิ่นได้รอหรือบางครั้งก็มีหนังสือไปถึงเจ้าของที่ดินให้มาจ่ายภาษี โดยประเมินแล้วก็เอามาจ่าย รออยู่ที่สำนักงานที่ดิน แต่ พ.ร.บ. นี้กำหนดมาตรฐานในการคำนวณ ภาษีให้กับท้องถิ่น แล้วให้ท้องถิ่นนั้นออกไปสำรวจว่าในท้องถิ่นของเรา ใน อบต. ของเรา มีลูกบ้านอยู่ สมมุติว่า ๒,๐๐๐ ลูกบ้าน มีที่ดินที่จะต้องประเมิน ต้องไปตรวจสอบว่าที่ดิน ใน อบต. ของตนเองนั้นมีกี่แปลงที่ไปใช้เพื่อการเกษตร มีกี่แปลงที่ไปใช้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย และมีกี่แปลงที่ไปใช้เพื่อประกอบการพาณิชย์ และมีการทิ้งรกร้างว่างเปล่าอย่างไร ผมยอมรับว่าอันนี้เป็นของใหม่ เดิมเขาก็ทำงานอย่างที่เขาทำอยู่ แต่เมื่ออันนี้เป็นของใหม่ ทางกระทรวงการคลังเองก็ทราบดีนะครับ ก็เลยเปิดโอกาสว่าเขาก็ยังไม่ชำนาญไม่ชินกับการที่ จะออกไปสำรวจมาตรฐานแล้วมาคำนวณเพื่อแจ้งเจ้าของที่ดิน เจ้าของที่อยู่อาศัยว่าแปลงนี้ ของท่านมีสิ่งปลูกสร้างอยู่เท่านี้ มีเพื่อการพาณิชย์เท่านี้ และที่เหลือเป็นเกษตร รวมแล้ว แปลงที่ดินของท่าน สมมุติว่า ๓๐ ไร่ ๕๐ ไร่ ท่านต้องเสียภาษีเท่าไร เนื่องจากท่านถูก ประเมินราคา ราคาประเมินเป็นเท่านี้คูณด้วยวิธีการที่ผมได้พูดถึงว่าเท่าไร แล้วก็นำเงินมาเสีย ภาษีทุกแปลง ๓๒ ล้านแปลง แน่นอนในบาง อบต. ในบางพื้นที่อาจจะต่ำลง แต่ในหลาย ๆ แห่ง ก็จะสูงขึ้น โดยมองเฉลี่ยทั่วประเทศแล้วก็จะสร้างความเป็นธรรมเป็นอันดับที่ ๑ แล้วก็มวลรวม จะต้องเก็บได้มากขึ้น แต่ในช่วงรอยต่อนี้ถ้าหากว่า อบต. ใดที่ยังปรับตัวไม่ทันกระทรวงการคลัง รัฐบาลก็ได้เตรียมในการอุดหนุน ในการให้ความช่วยเหลือในโอกาสต่อไป แต่ถึงอย่างไร ท้องถิ่นก็ต้องปรับตัวในการเก็บภาษีให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกลับมาให้ได้เพื่อมาพัฒนาท้องถิ่น ของตนเอง ก็กราบเรียนท่านชลน่านเป็นคำถามที่ ๒ ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถามได้อีกครั้งนะครับ เชิญเลยครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรี สันติ พร้อมพัฒน์ เป็นอย่างสูง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านรัฐมนตรีพยายาม ที่จะตอบคำถามผม ผมชี้ให้เห็นปัญหาว่าท้องถิ่นไม่สามารถจัดเก็บได้ตามระเบียบและ ประกาศของกระทรวงมหาดไทย ประเมินภาษีเดือนมิถุนายนจัดเก็บเดือนสิงหาคม ใกล้สิ้นปี งบประมาณเลย พ.ร.บ. งบประมาณก็ยังไม่ออกอีก ต้องใช้ พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๒ ไปพลางก่อน ท่านไม่ตอบคำถามว่าท่านจะดูแลเขาอย่างไร เงินจัดเก็บไม่ได้เลย จะไปใช้ กฎหมายเก่าก็ไม่ได้ ทุกอย่างถูกแช่แข็งหมดครับ อันนั้นสิ่งที่ท่านไม่ได้ตอบผมที่จะช่วยเหลือ ท้องถิ่น แล้วประเด็นสำคัญครับ ท่านรัฐมนตรียืนยันเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องความเป็นธรรม ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ถ้าในอุดมคติใช่เลยครับ เอาที่รกร้างว่างเปล่า มาให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่สิ่งหนึ่งผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ กลุ่มที่ ๓ ได้รับผลกระทบโดยไม่รู้ตัวคือกลุ่มอื่น ๆ ที่เอาที่ดินสิ่งปลูกสร้างไปใช้ในการพาณิชย์อัตราภาษี แพงมาก จริงอยู่ท่านพูดถึงกรมธนารักษ์ในฐานะเป็นผู้ประเมินราคาของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยกรมธนารักษ์ต้องใช้ตัวเลขนี้เท่านั้น ไม่ใช้ตัวเลขตลาด ไปคูณกับอัตราภาษีของแต่ละ ประเภทเป็นภาษีออกมา อัตราภาษีก็แล้วแต่ อย่างท่านบอก ๐.๐๑ ๐.๐๒ อะไรก็แล้วแต่ แต่ว่า ประเภทที่ ๓ นี่ ๑.๒ นะครับ ล้านละ ๑๒,๐๐๐ บาท ประเภทที่ ๓ อันนี้หนักนะครับ ขณะนี้ กลุ่มนี้จะเป็นคนชนชั้นกลาง ผู้ประกอบกิจการประเภทขนาดกลาง ขนาดย่อม กลุ่มนี้ร้องโอ้ก ท่านประธาน จะตาย พร้อมจะขายที่ได้ทันที บอกว่าอยากขายใครจะมาซื้อมาซื้อ แต่สิ่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบครับ ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่าง ผมจะไม่พูด ชื่อบริษัทเขาครับ ปี ๒๕๖๒ เสียภาษี ๗๐๒ ล้านบาท ประเมินตามปี ๒๕๖๓ ตามกฎหมายใหม่ เสีย ๓๙ ล้านบาท แล้วใครได้ประโยชน์ ลดความเหลื่อมล้ำตรงไหน บริษัท ข ๑๙๑ ล้านบาท ปี ๒๕๖๓ เสีย ๕๕ ล้านบาท ตัวอย่างเป็นรายบุคคลมีครับ ปี ๒๕๖๒ เสียภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๖๓ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพิ่มขึ้น ๑๐ เท่า คนกลุ่มนี้ บอกว่าฉันอยู่ไม่ได้สุดท้ายฉันก็ต้องขาย ใครได้ประโยชน์ครับ คือนายทุนใหญ่ที่มีทุนจะไปเสีย ภาษีเอาไปลงทุนได้ แก้ความเหลื่อมล้ำตรงไหน ท่านประธานครับ มันยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้นคำถามของผมเป็นคำถามที่ ๓ ผมจะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เราเป็นห่วงพี่น้องประชาชนทั้ง ๔ กลุ่มครับ โดยเฉพาะท้องถิ่นที่จะไม่มีรายได้เลย มีข้อเสนอ ของสภาแห่งนี้จากกรรมาธิการสามัญเรื่องด้านกฎหมาย การยุติธรรมเสนอมา แล้วมีข้อสังเกต ไปบอกว่า เพื่อระงับความเดือดร้อนขอส่งข้อเสนอข้อสังเกตของสภาแห่งนี้ไปเมื่อ ๒ สัปดาห์ ที่ผ่านมาครับ รัฐบาลไม่หือไม่อือ ไม่กระตือรือร้น ไม่สนใจว่าจะทำอย่างไร แม้กระทั่งเสนอให้ ไปออกพระราชกำหนดเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ออกไปก่อน และเอากฎหมายเดิม มาใช้ไปพลางก่อน ไม่ทำครับ ผมถามว่ามาตรการที่สภาส่งไปท่านรัฐมนตรีเองจะดำเนินการ ตามความเห็นของสภาหรือไม่ จะดำเนินการเมื่อไร ถ้าไม่ดำเนินการท่านจะมีมาตรการอะไร มารองรับ เป็นคำถามสุดท้ายครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรี ท่านมีเวลา อยู่ประมาณ ๒ นาทีเศษ ๆ เชิญบริหารเวลาครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ก็ด้วย ความเคารพท่านประธานครับ แล้วก็ด้วยความเคารพท่านชลน่าน ศรีแก้ว ตามที่ท่านได้บอกว่า รายการที่ ๒ ล้านละ ๑๒,๐๐๐ บาท ก็ต้องเรียนว่ารายการที่ ๒ ภาษีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ล้านละ ๒๐๐ บาท ที่ท่านบอกว่ามีที่ดินของนายทุนที่เสียภาษีถึงปีละเป็นพันเป็นหมื่นล้าน ซึ่งมันเพิ่มขึ้นมาก หรือมีที่ดินหรือมีสิ่งปลูกสร้างบางแห่งที่เดิมเสีย ๗๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ท้ายที่สุดใช้กฎหมายใหม่ก็ลดลงเหลือประมาณ ๓๐ ล้านบาทตามที่ท่านพูดนั้นนะครับ ผมต้องขอเรียนว่าไม่ได้เกิดจากอัตราภาษีทั้ง ๔ ประเภทตัวนี้นะครับ น่าจะเกิดจากอัตราของ สิ่งปลูกสร้างหรือที่ดินนั้น ๆ มีราคาสูง ไม่ใช่แพงนะครับ มีราคาสูงอาจจะเป็นหมื่น ๆ ล้าน หรือเป็นแสนล้าน ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็มีศักยภาพที่จะชำระภาษีเป็นหมื่นล้าน เป็นร้อยล้าน หรือเป็นสิบล้านแน่นอน จากคำถามที่ว่าท้องถิ่นอาจจะพัฒนาหรือปรับปรุง หรือดำเนินการ ไม่ทัน ทางกระทรวงการคลังได้ผ่อนปรนหรือได้แก้ไขปัญหานี้อย่างไร ก็ตอบว่าทางกระทรวง การคลังได้มีประกาศ น่าจะเป็นกฤษฎีกาว่าขยายเวลาออกไปอีกในเรื่องของการจัดเก็บ ๔ เดือน หมายความว่าประเภทใดที่จะจัดเก็บในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ก็จะเลื่อนไปประมาณ ๔ เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน ก็ประมาณเดือนมิถุนายน ต้องกราบเรียน และขอบคุณมายังท่านชลน่าน ศรีแก้ว และผมขอกราบเรียนไปยังท้องถิ่นทั่วประเทศว่า เราต้องช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ช่วยกันทำงานในเรื่องของการเก็บภาษี ส่วนที่ท่าน เก็บภาษีไม่ได้หรือเก็บภาษีได้ลดลง ทางกระทรวงการคลังก็ได้มีมาตรการในการที่จะให้การ อุดหนุนให้การสนับสนุนในเรื่องของส่วนที่มันต่างไปหายไปเพื่อหวังว่าท่านจะได้ช่วยกันเร่งรัด ออกไปสำรวจแปลงที่ดิน สำรวจสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เพื่อนำมาคำนวณกับภาษีมาตรฐานกลาง แล้วเราก็จะเดินไปด้วยกัน เร่งตั้งแต่วันนี้นะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากนะครับ ท่านรัฐมนตรีใช้เวลาเกินไป ๕๕ วินาทีนะครับ ของท่านคุณหมอมีเวลาเหลืออยู่อีก ๑ นาที แต่ว่า ๓ คำถามแล้วครับ คุณหมอครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ไม่ได้ถามครับ เป็นประเด็นต่อเนื่องนิดเดียว ท่านประธานที่เคารพ ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ประเด็นที่ ๑ ต่อเนื่อง ท่านรัฐมนตรีตอบผม ผมไม่ได้หมายถึงที่อยู่อาศัยครับ ตอนนั้น ๐.๒ ใช่ แต่ผมหมายถึงที่ดิน ประเภทที่ ๓ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่ ๓ ที่เอาไปใช้ในการพาณิชย์ การเช่าอะไรต่าง ๆ กลุ่มนี้เดือดร้อนเยอะที่สุด ท่านต้องไปดูในรายละเอียดนี่นะครับ ดึงออกมาเป็นรายบุคคล เขาจะตายอยู่แล้ว🔗

เรื่องที่ ๒ ท่านไม่ตอบผม เรื่องของข้อเสนอของสภาเรา เราทำงานกับท่าน ด้วยความหวังดีนะครับ มีข้อเสนอดี ๆ ท่านควรรับไป น่าจะนำเข้าสู่ ครม. พิจารณาเรื่องนี้ว่า จะพิจารณาตามข้อเสนอของสภาหรือไม่ ในการที่จะขยายหรือเลื่อนการบังคับใช้กฎหมาย ฉบับนี้ออกไปให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วก็นำกฎหมายฉบับเดิมมาใช้ เรายอมแม้กระทั่ง เสนอให้ออกเป็นพระราชกำหนดเลยครับ ซึ่งปกติเราจะไม่เห็นด้วย แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องภาษี เราเลยบอกว่าดีที่สุดคือไปออกพระราชกำหนด โปรดนำไปพิจารณาในชั้น ครม. ด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ หมอใช้เวลา ไม่เกินนะครับ แต่รัฐมนตรีใช้เวลาเกิน🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธาน ผมขอนิดเดียวครับ จะนำข้อแนะนำของสภาหรือของกรรมาธิการของท่านไปหารือว่าจะมี ทางใดที่จะดำเนินการเพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์ของท่าน และอีกประเด็นหนึ่งที่บอกว่า เจ้าของที่ดินหรือเจ้าของอาคารนั้นมีความเดือดร้อนแสนสาหัสอย่างที่ท่านพูดถึงนะครับ สามารถอุทธรณ์มาได้ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีระเบียบอันหนึ่งว่าสามารถอุทธรณ์ได้ ไม่ใช่ว่า ตราเท่าไร กำหนดเท่าไร หรือเจ้าหน้าที่ไปคำนวณแล้วอาจจะผิดพลาดหรือไม่ผิดพลาด แล้วเป็นไปตามนั้น ไม่ใช่ครับ สามารถที่จะอุทธรณ์ได้ แล้วกระทรวงการคลังก็ยินดีน้อมรับ หากเกิดปัญหาใด ๆ มีอยู่ ๒ กระทรวงที่ดูแลเรื่องการเก็บภาษีอันนี้ก็คือกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง เดี๋ยวทั้ง ๒ กระทรวงก็จะไปร่วมปรึกษาหารือในการที่จะแก้ไขปัญหา ให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุดสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรีใช้เวลา เกินไป ต่อไปครับ🔗

๑.๑.๒ กระทู้ถาม ที่ ๐๕๐ ส. (นายเรวัต วิศรุตเวช เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ตอบ🔗

กระทรวงสาธารณสุขได้มี หนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามนี้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ในการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ เป็นผู้ตอบแทน รัฐมนตรีมาแล้วนะครับ เชิญท่านเรวัต วิศรุตเวช ขออนุญาตนิดเดียวครับว่า อย่าลืมข้อบังคับ ข้อ ๑๕๒ กระทู้ถามต้องชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือมีลักษณะเป็นการอภิปราย กระทู้ถามสดด้วยวาจาใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง ถามได้ ๓ ครั้ง ขอเชิญครับ🔗

นายเรวัต วิศรุตเวช แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทย ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณา อนุญาตให้ผมได้ตั้งกระทู้ถามอีกครั้ง แล้วก็ขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีสาธิตเป็นอย่างยิ่ง ความจริงผมก็ดีใจที่ได้เห็นท่านได้มาตอบอีกครั้งนะครับ อย่างนี้ครับแม้ว่าผมจะมีฐานะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าในวิชาชีพแล้วผมคือแพทย์ ในทุกอาชีพตำแหน่งการงาน ผมลาออกได้ แต่ความเป็นแพทย์ผมลาออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่มีภัยพิบัติที่เกี่ยวกับ โรคระบาด กับพี่น้องประชาชน ผมจะไม่นำเอาการเมืองมาอยู่เหนือเรื่องความปลอดภัยของ พี่น้องประชาชน ก็กราบเรียนให้ท่านทราบ และเหตุที่ต้องถามกันในวันนี้อีก เนื่องจากว่า เพียงอาทิตย์เดียวจากอาทิตย์ที่แล้วสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคนั้นรวดเร็วรุนแรง และยังมีข้อมูลใหม่ ๆ เพิ่มเติมมาอีกมากมาย ซึ่งผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ทางรัฐบาลจะได้ตอบ ข้อซักถาม จะได้ประชาสัมพันธ์ จะได้บอกว่าโอเค (OK) ประชาชนควรจะมีวิธีปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อความปลอดภัย รวมทั้งเป็นการอัปเดต (Update) สถานการณ์ด้วยนะครับท่านประธาน สถานการณ์ในเวลานี้ของโคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) ก็คือว่าทั้งโลกมีผู้ป่วย ติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ ๒๔,๔๗๘ ราย เสียชีวิตแล้ว ๔๙๒ ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกวันครับ สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยทั้งสิ้น ๒๕ ราย จำนวนไม่มากก็จริงครับท่านประธาน แล้วก็ยัง ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ผู้ที่ติดเชื้อภายในประเทศนั้นมีแล้วคือ ๓ ราย อันนี้เป็นสัญญาณที่ไม่ดีครับ ๑ รายคือแท็กซี่ อีก ๒ รายคือพนักงานขับรถบัสซึ่งรับผู้โดยสารซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ก็เท่ากับว่าทั้ง ๓ รายที่ติดเชื้อนี้ไม่ได้เป็นเชื้อที่ติดจากต่างประเทศ ก็คือไม่ใช่อิมพอร์ต เคส (Import case) ไม่ใช่เคส (Case) ที่นำเข้า แต่ว่าติดภายในประเทศ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะ เข้าสู่การถามคำถามนี่นะครับ ผมมีเรื่องที่เกี่ยวกับการรักษาที่อยากจะสร้างความชัดเจน เนื่องจากว่าเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ท่านรองนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านนะครับ ได้แถลงข่าวว่าโรงพยาบาลราชวิถีนั้นค้นพบสูตรยารักษาผู้ป่วยโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ที่มีอาการรุนแรงแล้วก็ดีขึ้นภายใน ๑๒ ชั่วโมง ภายใน ๔๘ ชั่วโมงก็ตรวจ ไม่พบเชื้อ คนไข้อาการหนักรีเฟอร์ (Refer) มาจากโรงพยาบาลหัวหินแล้วก็มีปอดอักเสบ รุนแรงนะครับ แพทย์ผู้ให้การรักษาได้ให้ยาตั้งแต่วันที่ ๒๙ มกราคม ด้วยยาต้านไวรัส ๒ ตัว คือโลพินาเวียร์ (Lopinavir) กับริโทนาเวียร์ (Ritonavir) แล้วก็เพิ่มอีกตัวหนึ่งคือโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งเป็นยาที่รักษาไข้หวัดใหญ่ ปรากฏว่าคนไข้อาการดีขึ้นภายใน ๔๘ ชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยนั้นปลอดภัย แล้วทำให้เรามีความหวังว่าแม้จะมีผู้ป่วย อาการหนักก็สามารถที่จะรักษาให้รอดชีวิตได้ แต่ต่อมาปรากฏอย่างนี้ครับ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า สูตรยาที่ทางโรงพยาบาลราชวิถีแถลงข่าวนั้นในประเทศจีนมีการใช้มาก่อนแล้ว นัยของมัน คืออย่างนี้ คล้าย ๆ กับว่าโรงพยาบาลราชวิถีเป็นการกล่าวอ้างหรือเปล่าว่าเป็นผู้ค้นพบสูตรยา เป็นครั้งแรกอะไรประมาณนี้นะครับ แล้วผู้ตั้งข้อสังเกตได้ไปอ้างถึงวารสารทางการแพทย์ ฉบับหนึ่งชื่อเดอะแลนเซต (The Lancet) ที่อยู่ในมือผมนี่นะครับ ซึ่งออนไลน์ (Online) วันที่ ๒๙ มกราคม ว่าทางประเทศจีนได้ให้การรักษาแบบเดียวกันก็คือให้ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) เหมือนกันนะครับ และในประเทศจีนได้ทำการให้ยาประเภทเดียวกันในผู้ป่วย ทั้งหมด ๙๙ ราย เป็นระยะเวลาประมาณ ๓-๑๔ วัน สรุปผลการรักษาจนถึงวันที่ ๒๕ มกราคม ปรากฏว่า ๓๑ รายกลับบ้านได้ ๓๑ รายก็คิดเป็น ๓๑ เปอร์เซ็นต์ ๑๑ รายเสียชีวิต ส่วนที่เหลือ ทั้งหมดนั้นยังอยู่ในโรงพยาบาลนะครับ ท่านประธานครับ โรคปอดอักเสบโคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) เป็นโรคอุบัติใหม่ ไม่มียารักษาโดยตรง ไม่มีการตีพิมพ์ถึงยาที่จะใช้รักษา ไม่ว่าในวารสารทางการแพทย์หรือในตำราแพทย์ก็ตาม เพราะฉะนั้นแพทย์อาจจะต้องใช้ยา บนสมมุติฐานที่เหมาะสม แล้วก็มีเหตุมีผลเพื่อจะช่วยชีวิต เพราะฉะนั้นเมื่อผลลัพธ์ออกมา ผู้ป่วยรอด ก็ควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี ส่วนท่านใดจะเป็นผู้ใช้คนแรก ใช้ก่อน ใช้หลัง ควรจะเป็น เครดิตของใคร ผมไม่เห็นเป็นประเด็นครับ แล้วไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องสำคัญอะไร เพราะไม่ว่า จะเป็นแพทย์ไทยหรือแพทย์จีนเป็นผู้ใช้สูตรนี้ก่อนหรือหลัง ทั้งคู่ก็ไม่ใช่เป็นผู้ทำการวิจัย แล้วก็ไม่ใช่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรยา ๓ ตัวนี้ ผมขออ้างอิงว่าวารสารทางการแพทย์ ผมขอเข้าสู่ คำถามเลยครับ ท่านประธานครับ🔗

คำถามแรก ผมขออ้างอิงจากวารสารทางการแพทย์ นิว อิงแลนด์ เจอร์เนิล ออฟ เมดดิซิน (New England Journal of Medicine) วันที่ ๓๐ มกราคม ยืนยันอย่างนี้ครับ ยืนยันว่าโคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) สามารถแพร่เชื้อได้ในระยะที่กำลังฟักตัว ซึ่งไม่เหมือนซาร์ส (SARS) โดยอะไรรู้ไหมครับ มีรายงานจากเมืองมิวนิกประเทศเยอรมนีว่า มีหญิงชาวจีนจากเซี่ยงไฮ้ไปประชุมที่เมืองมิวนิก แค่นั่งประชุมด้วยกันพูดคุยกันกับ ชาวเยอรมัน ๒ คน ปรากฏว่า ๓ วันต่อมาชาวเยอรมัน ๒ คนป่วยและมีคอนเฟิร์ม เทสต์ (Confirm test) ว่าเป็นโคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) ส่วนหญิงชาวจีนนั้น หลังประชุม ๒ วันก็เดินทางกลับไปเซี่ยงไฮ้แล้วก็ไปป่วยอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ผมกำลังจะบอกอะไร ผมกำลังจะบอกว่าหญิงชาวจีนซึ่งนำเชื้อไปติดให้กับคนเยอรมันที่เมืองมิวนิกนั้นสามารถผ่าน เข้าออก การตรวจคัดกรองทั้งเข้าและออกอย่างสบาย คือไม่สามารถที่จะตรวจพบได้เลยว่า เป็นผู้ที่แพร่เชื้อได้ นั่นก็คือประเด็นสำคัญที่จะเป็นคำถามว่า ถ้ามีข้อมูลที่อัปเดต (Update) แบบนี้ ในกรณีเช่นนี้ทางรัฐบาลจะมีมาตรการในการคัดกรองอย่างไร ในเมื่อเทอร์โมสแกน (Thermoscan) ในเมื่อการตรวจคัดกรองด้วยการวัดอุณหภูมิก็ดี หรือการตรวจอื่น ๆ ก็ดี มันไม่สามารถจะคัดกรองได้ นั่นคือคำถามแรกครับ เดี๋ยวผมขอถามทีละคำถามแล้วกันครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ได้ครับ เชิญท่านรัฐมนตรี🔗

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขนะครับ วันนี้ได้รับ มอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้มาตอบคำถามของท่านเรวัต วิศรุตเวช ซึ่งท่านได้ถามกระทู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ก็ต้องเรียนตอบท่านเรวัต สั้น ๆ ว่าสิ่งที่ท่านอภิปรายมาทั้งหมดทั้งสิ้นก็เป็นข้อมูลที่ตรงกับที่กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการ แต่สิ่งที่ท่านเป็นห่วงก็คือว่าเกณฑ์หรือการคัดกรองผู้ติดเชื้อในระยะฟักตัว ที่ท่านเป็นห่วง ท่านยกเคส (Case) ที่ประเทศเยอรมนีที่หญิงชาวจีนเดินทางไปประเทศเยอรมนี แล้วก็พูดคุยโดยที่ขณะนั้นยังไม่ได้มีไข้ ก็เรียนกับท่านอย่างนี้ว่าเกณฑ์การคัดกรองของเรานั้น เราเริ่มเข้มข้นไม่ใช่เฉพาะแต่การคัดกรองจากผู้เป็นไข้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ก็คือเริ่มต้นในช่วงแรกที่อู่ฮั่นแล้วก็เป็นคนจีนในทุกเมือง แต่ว่าในกรณีที่เราเป็นห่วงช่วงระยะ ฟักตัวเราใช้เกณฑ์แบบนั้นเช่นกัน นั่นหมายความว่านอกจากเป็นการคัดกรองคนมีไข้แล้ว ในช่วงระยะฟักตัวเราใช้เป็นลักษณะใบคำแนะนำวอร์นนิง (Warning) เพื่อให้เขาเดินทาง เข้ามาในระบบ ซึ่งต้องเรียนว่าจากตัวเลขที่เราดำเนินการไปนะครับ ผมขออนุญาตเรียน ตัวเลขอย่างนี้ว่าขณะนี้กลุ่มเสี่ยงที่ผ่านการคัดกรองทั้งหมดรวมสะสม ๕๔๙ ราย เป็นผู้ป่วย คัดกรองจากสนามบินแค่ ๔๘ ราย ๔๘ รายนี้หมายความว่าเขามีไข้ แล้วเราก็เอาตัวมา และมากักตรวจโรคเพื่อยืนยัน เราพบ ๒๕ รายตามที่ท่านว่านะครับ ส่วนอีก ๕๐๑ ราย เขาได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นคนจีนแล้วก็คนไทย นั่นหมายถึง อะไร นั่นหมายถึงการเตือนหรือระบบที่เราวางไว้เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงหรือพียูไอ (PUI) ที่เขา ได้รับใบวอร์นนิง (Warning) จากเราได้ปฏิบัติตัวแล้วเดินเข้ามาในระบบ และส่วนใหญ่ ผมเรียนกับท่านว่าเขามาในระบบของโรงพยาบาลเอกชน และโรงพยาบาลเอกชนส่งต่อ มาที่เรา เราก็มีการคัดกรองแล้วก็ตรวจยืนยัน การตรวจยืนยันตอนนี้เรียนกับท่านว่าอาจจะมี ปัญหาช้านิดหนึ่ง เนื่องจากว่ามันต้องใช้แล็บ (Lab) ในการยืนยัน ๒ แล็บ (Lab) ตรงกัน ก็โชคดีที่เดิมเราใช้แล็บ (Lab) ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แล้วก็ใช้ของโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ขณะนี้เรามีโรงพยาบาลในโซน (Zone) มหาวิทยาลัย มีแล็บ (Lab) มาช่วยก็คือ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราช เพื่อที่จะให้การตรวจยืนยันการติดเชื้อได้รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นด้วยความเป็นห่วงของท่านผมเรียนว่าเราใช้เกณฑ์นี้ เพียงแต่ว่า การคัดกรองคนจีนที่เดินทางมาจากประเทศจีนทั้งหมด ซึ่งผมเรียนตัวเลขกับท่านว่าเรา คัดกรองในส่วนของเราจากเที่ยวบินทั้งหมด ๔๑๓ เที่ยวบิน ผู้เดินทางมาคัดกรองสะสม ในขณะนี้ ๓๔,๙๙๓ คน อันนี้ไม่นับคนที่ไม่ได้มีไข้ในขณะนั้น เพราะฉะนั้นนี่คือมาตรการที่ทำได้ ภายใต้สิ่งที่เราดำเนินการ และนอกจากนั้นเราไม่ได้ทำแค่นี้นะครับ เรามีแผนไปถึงเฟส ๒ (Phase 2) เฟส ๓ (Phase 3) ขณะนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอยู่ในการรณรงค์ ในอีกจุดหนึ่ง ที่ผมเดินทางมาช้าก็ต้องเรียนกับท่านเรวัตว่าผมเพิ่งทราบว่ามีกระทู้ถาม ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการมอบ ผมเดินทางมาจากอำเภอสัตหีบซึ่งได้ไปในจุดที่นำคนไทย กลับบ้านไปสถานพักฟื้นซึ่งได้มีการแบ่งพื้นที่ชัดเจนเป็นสีเขียว สีเหลือง สีแดง ซึ่งคนกลุ่มนั้น ต้องเรียนทำความเข้าใจผ่านสภาแห่งนี้ไปยังพี่น้องประชาชนว่าเขายังไมใช่ผู้ป่วย เป็นเพียง กลุ่มเสี่ยง จากเดิมที่มีตัวเลข ๖ ท่านที่มีไข้ ก็ลดเหลือ ๔ ท่าน เนื่องจากว่ามีการนับซ้ำ จากบนเครื่องกับภาคพื้นดิน ๔ คนนี้ ๓ คนเอกซเรย์ปอดในเบื้องต้นแล้วมีผิดปกติเล็กน้อย อีกคนหนึ่งไม่มีอะไร แล้วก็ไม่มีอาการไข้สูงตามเกณฑ์นะครับ เพราะฉะนั้น ๔ คนนี้ก็อยู่ที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้านางเจ้าสิริกิติ์ ซึ่งกำลังให้การรักษาแล้วก็จะส่งตรวจยืนยัน ส่วนอีก ๑๓๔ คนนั้นอยู่ในสถานพักฟื้นที่จะทำการปฐมนิเทศการปฏิบัติตัว เรามีจิตแพทย์ เข้าไปซักซ้อมว่าเขาควรจะทำอย่างไรที่ไม่เครียด เพราะการกลับมาเมื่อวานนี้เขาดีใจมาก แต่เรารู้ว่าภายใน ๒-๓ วันนี้พอเขาไปไหนไม่ได้เขาก็ต้องมีความเครียด เพราะฉะนั้นเราก็ต้อง ประเมินและทำความเข้าใจกับเขา ซึ่ง ๑๓๔ คนนั้นขณะนี้อยู่ในอาการที่มีความสุขดีอยู่ แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ🔗

ส่วนการรณรงค์ กระทรวงสาธารณสุขได้มีการให้แต่ละกรมลงพื้นที่ในการ รณรงค์กับพี่น้องประชาชน หลักของเราก็คือว่าพี่น้องประชาชนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ท่านเรวัตก็พยายามพูดสิ่งนี้ ซึ่งพวกเราก็ช่วยกันพูด เพราะว่าถ้าเรารณรงค์ให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าเขาปฏิบัติเช่นนี้ การนำเชื้อไวรัสเข้าร่างกาย ไม่ได้ง่าย ลอยอยู่ในอากาศ แต่การนำเชื้อนี่เขาป้องกันได้โดยการล้างมือบ่อย ๆ ใส่หน้ากากอนามัย อันนี้จะเป็นการป้องกันได้ แล้วก็ใส่หน้ากากอนามัยเวลาไปอยู่ในที่ชุมชน นอกจากนั้นเรายังให้ อสม. เมื่อสักครู่ผมก็ไปรณรงค์ที่เซ็นทรัลเวิลด์มาด้วย เพื่อให้ อสม. ไปทำงานร่วมกับห้าง เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับคนที่จะมาจับจ่ายใช้สอยว่าควรที่จะมีเจ้าหน้าที่ไปทำความสะอาด ในมือจับ บันไดเลื่อน ปุ่มจับในลิฟต์ ทั้งหมดกระบวนการทำเต็มที่แล้วก็รณรงค์ให้คนได้เข้าใจ และถ้าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจมันจะป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อได้ดีที่สุดภายใต้มาตรการ ต่าง ๆ ที่เราดำเนินการ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณหมอถามได้อีก ๒ ครั้ง ท่านมีเวลาเหลืออยู่ ๖ นาที ๓๒ วินาที ท่านบริหารเวลาเองนะครับ เชิญครับ🔗

นายเรวัต วิศรุตเวช แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีครับ ก็เป็นคำตอบที่น่ายินดีที่ทางท่านรัฐมนตรีกับข้าราชการของ กระทรวงสาธารณสุขได้พยายามที่จะแก้ปัญหา ซึ่งถ้าดูจากตัวเลขการคัดกรองที่สนามบิน ๔๘ รายเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลนั้นจริง ก็คือว่าเราไม่สามารถจะสแกน (Scan) ได้สักเท่าไรนะครับ แต่ว่าท่านได้แก้ปัญหาโดยการทำวอร์นนิง (Warning) ไป ซึ่งก็จะมี ปัญหา ผมฝากไปเฉย ๆ นะครับ อันนี้ยังไม่ใช่คำถามนะครับ ฝากไปว่าเวลานี้อาจจะมีผู้ที่กังวลและสงสัยเป็นจำนวนมาก ก็ต้องการทำคอนเฟิร์ม เทสต์ (Confirm test) ซึ่งได้ทราบว่าแพทย์ผู้ให้การรักษาบางที ก็แนะนำให้ไปทำที่แล็บ (Lab) เอกชน ซึ่งคิดว่าบางทีมันจะเป็นภาระค่าใช้จ่ายมากเพราะว่า ค่าตรวจน่าจะแพง อันนี้ฝากไปนะครับ🔗

คำถามที่ ๒ วันนี้เรายังไม่มีการแบน (Ban) นักเดินทาง ผมไม่ใช้คำว่า นักท่องเที่ยว เพราะว่าอาจจะเข้ามาด้วยธุรกิจการค้าหรืออะไรก็แล้วแต่ ทั้งจากประเทศจีน แล้วก็จากประเทศต่าง ๆ ที่ขณะนี้มีการแพร่ระบาดไปหลายประเทศแล้วครับ นักท่องเที่ยวจีน ที่ต้องเรียกนักท่องเที่ยวเพราะว่าในอดีตที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อกับแท็กซี่ ๑ คน แล้วก็ พนักงานขับรถบัส (Bus) ๒ คนในประเทศไทย โดยที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ผ่านการสแกน (Scan) ที่สนามบินได้อย่างสบายเลยไม่มีปัญหาอะไร ในเมื่อมีการแพร่ระบาดในประเทศแล้ว จะปรับปรุงตัวมาตรการการเฝ้าระวัง แล้วมีการควบคุมติดตามคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร เพราะว่า เราไม่ได้มีการแบน (Ban) นักท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นยังจะมีผู้ที่เดินทางเข้าประเทศเรื่อย ๆ ซึ่งอาจจะเป็นผู้แพร่เชื้อให้กับคนไทยในประเทศครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรีมีเวลาอยู่อีก ๗ นาทีเศษ เชิญเลยครับ🔗

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยการกระทรวงสาธารณสุข ขอตอบคำถามของท่านเรวัตในเรื่องของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมานะครับ เราก็ใช้หลัก ที่ผมเรียนท่านว่าหลักในการที่จะวอร์นนิง (Warning) เขา ส่วนมาตรการในการที่จะแบน (Ban) นักท่องเที่ยวเลยนี่ ผมเรียนว่าก็มีความละเอียดอ่อนในแง่ของเศรษฐกิจ หรือในเรื่อง ของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมา🔗

อีกประการหนึ่งก็คือว่า ต้องเรียนว่าขณะนี้นักเดินทางประเทศจีนที่เดินทาง มาประเทศไทยก็ลดจำนวนลงอย่างมาก เพราะว่าประเทศจีนเองเขาก็ไม่อนุญาตให้บริษัททัวร์ (Tour) ได้นำคณะทัวร์ (Tour) ออกนอกประเทศ เพราะฉะนั้นจำนวนที่เดินทางมาโดยปกติ ที่เป็นโดยอิสระนี่เขาก็เดินทางมาแต่ว่าจำนวนก็ไม่มากเท่าไร เราก็มีการคัดกรองโดยระบบ มีการติดตาม ผมเรียนว่าการติดตามของเรานั้นในส่วนของผู้ที่ไม่ได้ผ่านเทอร์โมสแกน (Thermoscan) แล้วอยู่ในระยะฟักตัว อันนี้เราจะมีข้อมูลของเขาทั้งหมดที่พร้อมจะติดตาม สอบถาม เพียงแต่ว่ามันมีจำนวนมาก เราก็เลยให้ระบบเพื่อวอร์นนิง (Warning) ให้เขาเข้ามา ในระบบเขาเอง ถ้าหากว่าเขาเกิดอาการเป็นไข้ ซึ่งระบบก็รัน (Run) ของมันได้ โดยตัวชี้วัด ที่สำคัญก็คือตัวเลขที่เขาเดินทางมาที่โรงพยาบาลเอกชนแล้วก็เข้ามาที่เรา เพราะฉะนั้น ในเรื่องมาตรการทั้งหมดนี้เราทำด้วยความเข้มข้น ถ้าท่านทราบตัวเลขในส่วนนี้จำนวน ผู้ติดเชื้อ ๒๕ ราย ผมยังมีความมั่นใจว่ามีจำนวนที่อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้ แต่หากว่า ในอนาคตอาจจะมีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นก็ต้องไปดูเกณฑ์ในต่างประเทศที่เขาคำนวณว่า ในโรคระบาดของผู้ป่วยที่แพร่ไปยังผู้ติดเชื้ออยู่ในเกณฑ์ ๑ : ๒ ถ้าเรามีเกณฑ์ สำหรับเกณฑ์ ขณะนี้ ถ้าเราทราบจำนวนที่แน่ชัดของนักท่องเที่ยวที่อยู่ในระยะฟักตัวเราจะสามารถ ทราบเกณฑ์อันนี้ แล้วก็จะทราบว่าประสิทธิภาพของการควบคุมโรคระบาดเป็นอย่างไร ผมเชื่อมั่นว่าเกณฑ์ขณะนี้ของเรายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอย่างมากนะครับ🔗

เมื่อสักครู่ลืมตอบท่านไปก็คือเรื่องความโชคดีของประเทศไทย ของหมอ ๒ ท่านที่โรงพยาบาลราชวิถี ก็เรียนว่านั่นก็เป็นคุณหมอที่เขาสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ที่มีสำนักข่าวต่างประเทศตีข่าวไปทั่วโลกนะครับ ถึงแม้ว่าจะมีข้อมูลยืนยันว่าประเทศจีนก็ใช้ แต่ว่านั่นเป็นการรายงานเคส (Case) ในกรณีรักษาผู้ป่วยที่อาการรุนแรง อายุมาก ซึ่งตอน รีเฟอร์ (Refer) มาที่โรงพยาบาลราชวิถีต้องยอมรับว่าอาการน่าเป็นห่วงมาก แล้วบางท่าน ก็ตัดสินใจว่าจะใส่เครื่องช่วยหายใจ แต่สุดท้ายก็เลือกวิธีที่จะให้ยา ๒ ตัว คือยาต้านไวรัสเอดส์ (Virus AIDS) ที่ประเทศจีนใช้อยู่ผสมกับยาต้านไวรัสหวัดฟูล (Flu) ซึ่งก็สำเร็จภายใน ๔๘ ชั่วโมง นี่ก็คือความโชคดีทั้งผู้ป่วยที่รอดจากวิกฤติ แล้วก็เป็นชื่อเสียงของหมอไทย ๒ ท่าน ที่ทำการรักษาสำเร็จ อันนี้ผมคิดว่าเราควรที่จะช่วยกันพูดให้มากขึ้นนะครับ ก็ขอตอบคำถาม ที่ ๒ แค่นี้ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณหมอถามได้อีกครั้งครับ เชิญเลยครับ🔗

นายเรวัต วิศรุตเวช แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่แพทย์ไทยมีความสามารถรักษา ให้หายได้ แม้ว่าจะมีการตั้งข้อสังเกตและมีการท้วงติงคล้าย ๆ กับว่าจำนวนเคส (Case) เป็นเคส (Case) เดียวไม่สามารถจะเป็นมาตรฐานใด ๆ ได้ แต่สำหรับผมแล้วผมคิดว่า การช่วยชีวิต ๑ ชีวิตนั้นถ้าเขารอดเราก็ควรจะยินดีนะครับ ไม่ควรจะไปตั้งข้อสังเกตอะไร ที่เป็นในเชิงลบนะครับ🔗

ก่อนที่จะถึงคำถามที่ ๓ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับ ก่อนคำถามอยากจะ เป็นข้อแนะนำว่าจริง ๆ แล้วถ้าพี่น้องประชาชนเข้าใจกลไกของการติดโรคมันจะง่ายมากเลย ไม่ต้องท่องจำ ผมขอพูดง่าย ๆ สั้น ๆ เลยว่าแค่แมสก์ (Mask) กับมือครับ แมสก์ (Mask) กับมือแค่นั้นครับ ถ้าท่านปิดแมสก์ (Mask) เพราะเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้เพียงทางจมูก ปาก และตาผ่านเนื้อเยื่อครับ ถ้าท่านปิดแมสก์ (Mask) ก็คือปิดเส้นทางการเข้าของเชื้อโรคครับ ส่วนมือนั้นมีความหมายอย่างไรครับ เพราะมือจะไปสัมผัสสิ่งซึ่งเป็นละออง น้ำมูก น้ำลาย ที่อาจจะอยู่บนจุดสัมผัสร่วม ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เป็นปุ่มลิฟต์ ไม่ว่าจะเป็นราวบันไดเลื่อน หรือเก้าอี้อะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นมือก็คือต้องล้างบ่อย ๆ เพื่อให้ดรอปเล็ต (Droplet) ดรอปเล็ต (Droplet) ก็คือตัวละอองหลุดไป แล้วที่สำคัญมือต้องไม่มาสัมผัสจมูก ปาก ตา มิฉะนั้นแล้วมือที่สัมผัสเชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ แค่นี้เองครับ นอกนั้นก็ใช้คอมมอนเซนส์ (Common sense) ทั้งหมดเลย ผมเหลือเวลาอยู่ ๒ นาที🔗

สำหรับคำถามที่ ๓ ท่านประธานครับ ในสถานการณ์ใหม่ที่มีการแพร่ระบาด ในประเทศ คำถามอาจจะคล้ายแต่ว่าไม่เหมือนเสียทีเดียวนะครับว่า จะทำการคัดกรอง อย่างไร ความหมายตรงนี้ผมหมายถึงว่าอย่างนี้ครับ ที่จุดผ่านแดนซึ่งเราสามารถจะคัดกรอง ที่ด่านได้นะครับ เช่น ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หรือที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ตรงไหนก็ได้ นั่นก็คือเรามีด่าน แต่ในเมืองมันไม่มีด่านครับ ถามว่าด่านในเมืองอยู่ตรงไหน มันไม่มีครับ เราไม่รู้จะไปตรวจตรงไหนในเมือง นั่นคือเหตุผลว่าถ้าจะสร้างด่านกันในเมืองจริง ๆ มันจะเกิด อะไรขึ้น ท่านเห็นภาพไหมครับ นั่นคือภาพของเมืองอู่ฮั่นครับ เพราะเขาต้องการสร้างด่าน แต่ในเมื่อสร้างด่านในเมืองไม่ได้ก็คือเขาต้องปิดเมืองทั้งเมืองเพื่อให้สามารถตรวจคัดกรอง แล้วก็คัดกรองการเข้าการออกเมืองได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือภาพที่มันอาจจะเกิดเหตุการณ์ ที่รุนแรง ร้ายแรงขนาดนั้นได้นะครับ คำถามก็คือว่ามาตรการเช่นนี้ได้เตรียมการไว้อย่างไร หรือรองรับอย่างไร หรือได้มีการเตรียมแผนสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินประมาณนั้นอย่างไร ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข คือต้องยอมรับครับ ในขณะนี้อยู่ในเฟส (Phase) แรกสำหรับผู้ติดเชื้อ ๒๕ ราย และส่วนใหญ่ อยู่ในเมืองทั้งหมดนะครับ ยังไม่มีตัวเลขที่แพร่กระจายไปยังต่างจังหวัด อันนั้นถ้าเป็นเฟส ๒ (Phase 2) ซึ่งก็เป็นชุมชนเมืองนะครับ มาตรการที่เราดำเนินการขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข และรัฐบาลภายใต้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรามีความมั่นใจว่ามาตรการเราขณะนี้ เต็มประสิทธิภาพนะครับ แล้วต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าความจริงในส่วนของกรมควบคุมโรค เองก็ดี หรือว่าในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเองก็ดี เรามีคนที่จำกัดนะครับ การทำงาน ขณะนี้ท่านเรวัตทราบดีนะครับว่างานประจำเขามีอยู่ แต่เราใช้ระดมคนจากในทุกส่วนมาทำ เรื่องนี้โดยเฉพาะนะครับ และเกณฑ์ตัวเลขต่าง ๆ ผมมีความมั่นใจว่าขณะนี้เราสามารถที่จะควบคุมการแพร่ระบาด ของเชื้อ เพียงแต่รอดูว่าใน ๕๐๐ กว่าคนนั้นจะเป็นอย่างไร แล้วก็จะมีเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยง พียูไอ (PUI) มากขึ้นอีกเท่าไร ผมเรียนว่าการสืบย้อนหลังเราทำทุกกรณี แท็กซี่ที่ท่านทราบ วันนี้เรียนว่าแท็กซี่ที่ติดเชื้อเดินทางกลับบ้านได้แล้ว แต่กรณีแท็กซี่เราสอบย้อนหลังไปพบว่า หลังที่เขาติดเชื้อตอนเป็นไข้เขาไปสัมผัสกับคน ๑๓ คน กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมควบคุมโรค ก็ตรวจสอบย้อนหลัง และ ๑๓ คนนี้เราเอามากักตรวจโรคและขณะนี้ตรวจเช็ก (Check) กลับไปแล้วเป็นเนกาทีฟ (Negative) ทั้งหมด รวมทั้งเคส (Case) อื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้น ในมาตรการขณะนี้เราทำมาตรการทั้งหมดแทบจะพูดว่าทั้งหมดขณะนี้ส่วนใหญ่ทำในเมือง ขณะนี้มีเพียงกลุ่มคนไทยกลับบ้านเท่านั้นที่จะไปหนักอยู่ที่ชลบุรีกับระยอง ซึ่งขณะนี้เรามี การเตรียมความพร้อมครบ เราได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลทหารเรือ สถานที่ที่มี ความพร้อมมีศักยภาพทีมงานทั้งหมด เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเรียนกับท่านว่าเรื่องไข้หวัดโคโรนา (Corona) ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาล รัฐบาลทำงานตามหน้าที่เต็มที่ แต่เป็นเรื่องของพวกเรา ทุกคน และผมเรียนกับท่านเลยนะครับว่าวันนี้ถ้าเราฝ่าวิกฤติอันนี้ไปได้และมีตัวเลขผู้ติดเชื้อ ซึ่งขณะนี้ตัวเลขของเราก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เราควบคุมได้ดี ถ้าเราสามารถทำสำเร็จมีผู้ติดเชื้อ จากไข้หวัดโคโรนา (Corona) ได้น้อย มันจะฟีดแบก (Feedback) กลับมาในแง่ของ ความเชื่อมั่นของคนทั้งโลก ทั้งประเทศจีนเองว่าต่อไปนี้ถ้ามีโรคระบาดเขามาเที่ยวประเทศไทย เขาไม่กลัวแล้ว เพราะว่าเรามีประสบการณ์ เรามีบุคลากรที่มีความสามารถ แล้วก็ได้รับ การยอมรับของนานาชาติเหมือนที่ผมเรียนกับท่านว่าเราได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่า การป้องกันโรคระบาดอยู่ในอันดับ ๖ ของโลก แม้แต่สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลงาน ของคุณหมออย่างท่านด้วยที่ได้ทำงานในกระทรวงสาธารณสุขมา เพราะฉะนั้นผมก็เรียนว่า เราก็จะทำงานเต็มที่โดยการตรวจสอบจากท่าน ผมพร้อมครับ กระทรวงสาธารณสุขพร้อม รัฐบาลพร้อม แล้วจะหยิบยกข้อมูลของท่านไปเสริมเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็ขอให้ ผลของพวกเราสำเร็จไปตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้พร้อมกัน เพื่อจะให้ทุกคนได้เชื่อมั่น ในประเทศไทยเรา ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต้องขอบคุณเจ้าของกระทู้ ท่านรัฐมนตรีที่ได้ใช้เวลาไม่เกินเวลาที่กำหนดไว้ เวลาก็เป็นของมีค่าครับ จบกระทู้ถามสด ด้วยวาจานะครับ วาระต่อไปครับ🔗

๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗

๑.๒.๑ กระทู้ถาม ที่ ๐๙๒ เรื่อง การปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน ในสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ (นายพิสิฐ ลี้อาธรรม เป็นผู้ตั้ง กระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม🔗

ซึ่งเรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีได้แจ้งมาว่า เนื่องจากวันนี้ติดภารกิจที่นัดหมายไว้ ล่วงหน้าไม่สามารถตอบกระทู้ได้ ขอเลื่อนตอบกระทู้ดังกล่าวไปวันพุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ จึงขออนุญาตมาที่กระทู้ที่ ๑.๒.๒🔗

๑.๒.๒ กระทู้ถาม ที่ ๐๙๔ เรื่อง ปัญหาการใช้เส้นทางการสัญจรเดินทาง ของประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษ (นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗

ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยมาแล้วครับ ขอเรียนเจ้าของกระทู้และท่านรัฐมนตรีนะครับว่ากระทู้ ที่ตอบในที่ประชุมนี้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๖๗ ผู้ตั้งกระทู้ถามมีสิทธิซักถามได้อีก ๑ ครั้ง หลังจากตอบแล้ว เว้นแต่ขอซักถามต่อไปเพราะมีคำตอบยังไม่หมดประเด็นนะครับ แล้วก็อยู่ ภายใต้ข้อ ๑๕๒ การตั้งกระทู้ถามชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือมีลักษณะ เป็นการอภิปราย ผมขอเชิญท่านสมาชิกถามกระทู้ได้ครับ เชิญท่านวิวัฒน์ชัยครับ🔗

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ผมได้ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งท่านเป็น ท่านแรกที่อยู่กระทรวงมหาดไทยนานถึง ๖ ปี ซึ่งมั่นใจเหลือเกินว่าท่านคงจะแก้ปัญหา เรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน กระทู้ที่ผมได้ถามกระทรวงมหาดไทยนั้นเป็นกระทู้ปัญหาการใช้เส้นทางสัญจรเดินทางของ ประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษ ก่อนอื่นใคร่ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้มาตอบกระทู้ คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า จังหวัดศรีสะเกษนั้นเป็นจังหวัดที่ใหญ่ เป็นอันดับที่ ๒๑ ของประเทศไทย มีทั้งหมด ๒๒ อำเภอ ประชากร ๑,๔๗๐,๐๐๐ คน ประกอบ ไปด้วยประชาชนเผ่าเยอ เผ่าส่วย เผ่าเขมร และเผ่าลาว ซึ่งมีขนบธรรมเนียมแตกต่างกัน เหตุผล ที่ได้ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาเนื่องจากเหตุผล ๒ ประการ🔗

ประการที่ ๑ เป็นเพราะพี่น้องประชาชนในชุมชนชนบทได้รับความเดือดร้อน อย่างแสนสาหัส🔗

ประการที่ ๒ เนื่องจากว่าเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒ รัฐบาลชุดนี้นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบาย ซึ่งมีนโยบายหลัก ๑๒ ด้าน และนโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง ในนโยบายหลักนั้นขออนุญาต ท่านประธานอ่านสั้น ๆ ข้อ ๕.๖ พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ๕.๖.๑ ได้เขียนไว้ว่า พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้ครอบคลุมพื้นที่ และข้อ ๕.๖.๒ แก้ไขปัญหาการจราจร ติดขัดในพื้นที่เขตเมือง กระทู้ที่ผมได้สอบถามนั้นเป็นกระทู้ที่เกิดขึ้นจากความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนทั้งชุมชนในเมืองและชุมชนในชนบท ปัญหาของชุมชนในเมืองนั้นก็คือรถติด การจราจรติดขัดทำให้เสียเวลาในการเดินทาง แต่ก็ยังดีชุมชนในเมืองนั้นได้ใช้ถนนลาดยาง ได้ใช้ถนนคอนกรีต ถนนดี ไฟฟ้าพร้อม น้ำประปาพร้อม ต่างกับชุมชนในชนบท ชุมชน ในชนบทนั้นได้รับความเดือดร้อนในเส้นทางการเดินทาง หากจำได้เมื่อปี ๒๕๔๕ ได้มี การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของกรมต่าง ๆ แต่ก่อนถนนหนทางนั้นอยู่ในหมู่บ้าน อยู่ในชนบท ได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่ชื่อว่าหน่วยเร่งรัดพัฒนาชนบท หรือที่เราเรียกว่า รพช. เมื่อปี ๒๕๔๕ นั้น รพช. ได้ยุบหน่วยงานไป ได้ถ่ายโอนภารกิจให้กับทางหลวงชนบท และหลังจากนั้นทางหลวงชนบทก็ถ่ายโอนภารกิจต่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่า จะเป็น อบต. ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด แต่ละหน่วยงาน ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็น อบต. นั้นไม่มีความสามารถที่จะดูแลรักษาฟื้นฟูได้ และในขณะเดียวกันท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยว่า ถนนดังกล่าวที่ถ่ายโอนมายังท้องถิ่นนั้น ผมจะขอยกตัวอย่างและฉายภาพให้ดู ๓ สายแรก ขอภาพด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ศรีสะเกษ

โดยเส้นทางที่ ๑ ถนนสายแรก เป็นถนนเชื่อมต่อจากถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๒๑ เริ่มต้นที่บ้านสันติสุข หมู่ ๑๕ ตำบลภูเงิน อำเภอกันทรลักษ์ ไปยังบ้านตายู ตำบลสระเยาว์ อำเภอศรีรัตนะ เส้นทางเส้นนี้ มีระยะทาง ๓ กิโลเมตรเศษ ผู้ที่รับผิดชอบเริ่มแรกเป็นของกรมโยธาธิการและผังเมือง อยากให้ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ดูว่าสภาพเป็นอย่างไร ซึ่งเส้นทางเส้นนี้ ผมได้สอบถามไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษแล้วผลปรากฏว่าเป็นการถ่ายโอน ให้กับ อบต. หรือองค์การบริหารส่วนตำบล ก็คือตำบลภูเงิน ผลปรากฏว่าองค์การบริหาร ส่วนตำบลภูเงินนั้นไม่มีบุคลากร ไม่มีงบประมาณที่จะดูแลรักษา ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ขอภาพครับ เส้นทางที่ ๒ ขออนุญาตท่านประธานต่อเลยนะครับ เส้นทาง ที่ ๒ เป็นเส้นทางจากบ้านจานบัวไปถึงบ้านกระหวัน ระยะทาง ๗ กิโลเมตร เส้นทางเส้นนี้ เดิมทีนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของ รพช. หรือสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท ซึ่งเส้นทางเส้นนี้ ผมได้หารือในสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย แต่ผลปรากฏว่าผู้ที่มาตอบกระทู้ ผู้ที่มารับฟังก็ได้ แต่รับไป แต่ถนนยังเป็นเช่นเดิม และยิ่งร้ายกว่าเดิม เพราะฉะนั้นก็ขอถือโอกาสนี้ ถึงภาพ ยังไม่มา ผมก็ยังมีรูปภาพที่จะส่งให้ทางกระทรวงมหาดไทยโดยท่านรัฐมนตรีนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านถามได้เลยครับ🔗

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ศรีสะเกษ

เส้นทางที่ ๓ เป็นเส้นทางระหว่าง บ้านไผ่หนองแคนไปถึงถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๐๗๘ ซึ่งรายละเอียดนั้นผมจะ ส่งมอบ ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการตั้งคำถามทางรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทยมีแผนงาน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่องการซ่อมแซมถนนที่มีความชำรุดทรุดโทรมอย่างไร ขอทราบรายละเอียด คำถามแรกครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

รัฐมนตรีเชิญนะครับ🔗

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพและสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผมขอเรียนตอบคำถามของ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นผมขอเรียนเรื่องของสถานะของถนนที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่จะต้องดูแลอยู่นะครับ ถนนที่มาตามกฎหมายถ่ายโอนทั้ง ๒ ฉบับ มีทั้งสิ้น ๒๘,๐๐๐ สายทางเศษ ระยะทางประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กิโลเมตรเศษ นอกจากนั้นก็จะเป็น ถนนอย่างที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้กรุณากล่าวถึง เคยเป็นถนนเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่จากหน่วยงาน ต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดขณะนี้ถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสิ้นแล้วทั้ง ๒ ส่วน ๗๘๐,๐๐๐ สายทางเศษ เป็นระยะทาง ๕๐๐,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ถนนนี้ไม่อยู่ในความ รับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗,๐๐๐ กว่าแห่งทั่วประเทศ มิใช่เป็นของกระทรวง มหาดไทย โดยกฎหมายผู้ที่จะต้องดูแลถนนต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะต้องดำเนินการ ทั้งดูแล ซ่อมแซมโดยตัวเอง โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมขออธิบายง่าย ๆ เป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือถนนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้เองนะครับ ในส่วนนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถที่จะออกข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติดำเนินการได้เลย ตามสภาพฐานะทางงบประมาณหรือการคลังของตัวเอง การพิจารณาจะเป็นเรื่องขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะต้องพิจารณา ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการชำรุดทรุดโทรมของถนน แล้วก็ความไม่สะดวกหรือถึงขั้นที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ทุกคนในประเทศไทยรู้ดีว่าภาระ อันหนักขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๕๐๐,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรนี้ล่ะเมื่อเอาไปทำตาม อำนาจหน้าที่โดยงบประมาณและความสามารถทางการคลังของตัวเอง นั่นคือปัญหาที่มัน เกิดขึ้นในขณะนี้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถจะดูแลได้ และกฎหมายก็ไม่อนุญาต ให้ถ่ายโอนกลับมาโดยกฎหมาย เพราะฉะนั้นจะต้องตกเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่จะต้องดำเนินการพิจารณาออกข้อบัญญัติ ออกเทศบัญญัติ ใช้งบประมาณ ผ่านสภาตัวเอง จะพิจารณาอย่างไรก็ดำเนินการภายใต้อำนาจหน้าที่ได้ไปอีกระดับหนึ่งนะครับ ถ้ามันเกินเลยจากความสามารถของตัวเอง หรือมันไปเชื่อมโยงกับท้องถิ่นอื่นก็ยังมีช่องทาง ทำได้นะครับ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นก็จะต้องมีแผน อันแรกที่ผมพูดก็ต้องมีแผนที่จะทำ จะต้องมีแผนพัฒนาถนนของตัวเอง ซึ่งอยู่ในแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในขั้นที่จะเสนอขึ้นมาระดับหน่วยเหนือ ก็มีคณะกรรมการระดับจังหวัดที่จะพิจารณานะครับ แต่ต้องอยู่ในแผนดังกล่าว เมื่อขึ้นมาที่ระดับจังหวัดทางระดับจังหวัดก็จะพิจารณาในหัวข้อ พิจารณาทางระดับจังหวัด ส่วนใหญ่จะเป็นความพร้อมของถนน เช่น แผนงานโครงการ ไม่ว่าจะซ่อม ก่อสร้างถนน สะพาน ต้องอยู่ในแผนพัฒนาถนน แล้วก็อยู่ในแผนพัฒนาของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๕ ปี จะต้องมีความพร้อม รูปแบบรายการ สถานที่ก่อสร้าง นอกจากนั้นก็จะต้องมีพิจารณาเรื่องลำดับความเร่งด่วน ก็กลับไปเรื่องความสำคัญของ งบประมาณที่มีความเสียหายที่เกิดขึ้น ความไม่สะดวกของพี่น้องประชาชนไปพิจารณาด้วย ระดับจังหวัดเมื่อพิจารณาเสร็จก็จะส่งขึ้นมาถึงระดับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งก็มีคณะกรรมการพิจารณา ตรงนี้ก็จะมีเกณฑ์การพิจารณา แต่จะพิจารณาในเรื่องของ งบประมาณด้วย เรื่องของความเหมาะสมงบประมาณ เรื่องของนโยบาย เรื่องของสถานะ ทางการเงินการคลัง และการดำเนินการในอดีตที่ผ่านมาของถนนดังกล่าว เมื่อขึ้นไปถึงระดับนี้ ก็จะเป็นขั้นตอนเข้าไปของบประมาณ เป็นงบอุดหนุนที่จะเอาไปดำเนินการ นี่คือโครงสร้าง หรือหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ ขอเน้นย้ำว่าไม่ใช่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ เป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้สำหรับการพิจารณาตามลำดับที่ผมได้เรียนแล้ว เมื่อขึ้นมาก็อยู่ที่ว่าปัญหา ก็กลับไปเรื่องที่ผมได้เรียนท่านแล้ว ท่านก็ทราบดีอยู่ทั่วประเทศ คืองบประมาณเรามีน้อย แต่ถนนเรามีมาก เพราะท้องถิ่นจะมีถนนสายทางต่าง ๆ มากมาย ในอดีตที่ผ่านมาผมลองเก็บ ตัวเลขทั้งประเทศมา ในปี ๒๕๖๐ เรามีประมาณหมื่นกว่าล้านเอง ปี ๒๕๖๒ ประมาณ ๑๗,๐๐๐ ล้านขึ้นมามากหน่อย ในปี ๒๕๖๓ ทั้งประเทศเรามี ๓๐,๐๐๐ กว่าล้าน อันนี้ จะมากกว่าเป็นเท่าตัว สำหรับจังหวัดศรีสะเกษลองดู ในปี ๒๕๖๑ เรามีเพียง ๒๐๐ กว่าล้าน ในปี ๒๕๖๒ มี ๓๐๐ กว่าล้าน แต่ในปี ๒๕๖๓ มี ๗๗๗ ล้าน ก็หมายความว่าผมอาจจะเรียน ท่านผู้ทรงเกียรติได้ว่าโอกาสที่จะไปทำถนนที่ชำรุดมาก ๆ และมีความเร่งด่วนสูงก็อาจจะมีสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ภาพแล้วผมก็จะรับไปพิจารณา ให้ท้องถิ่นได้ให้ความสำคัญกับถนน ตามลำดับความเดือดร้อน แล้วก็สภาพถนน ที่อาจจะเรียกว่าไม่เป็นถนนอย่างรูปที่ท่านอยากจะ ให้ผมได้ดู ผมก็จะไปดำเนินการให้ สำหรับการดำเนินการดังกล่าวนี้มีอยู่ประเด็นหนึ่ง ที่ผมอยากเรียนในอนาคตว่าในปี ๒๕๖๓ นี้ กฎหมาย พ.ร.บ. งบประมาณ การพิจารณาการขอ งบประมาณของ อบจ. ไม่อยู่ในการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทย ทาง อบจ. ของบประมาณ ตรงเลย เพราะฉะนั้นการพิจารณาในส่วนนี้กระทรวงมหาดไทยไม่มีกลไกไปพิจารณา อย่างไร ก็ตามสามารถให้ความเห็นได้ ก็เรียนเพิ่มเติมถึงกลไกและหลักเกณฑ์ที่จะใช้ดำเนินการ แล้วก็เรียนให้ทราบถึงงบประมาณที่มีอยู่จำกัด แล้วก็รับไปว่าถ้าผมได้ไปตรวจสอบดูแล้ว และงบประมาณปีนี้มาก ก็จะให้ทางท้องถิ่นได้พิจารณาให้ความสำคัญกับถนนดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นระดับตัวท้องถิ่นนั้น ๆ หรือว่า อบจ.🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวิวัฒน์ชัยถามได้ อีกครั้งครับ เชิญเลยครับ🔗

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ศรีสะเกษ

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย จากคำถามที่ผมได้ถามไปนั้นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ตอบนั้น ผมรู้สึก ผิดหวังเป็นอย่างมาก และที่สำคัญที่สุดท่านประธานครับ ภาพที่ผมได้ประสานกับทางเจ้าหน้าที่ของสภานั้น ผมอยากให้ทุกคนได้มองเห็นว่าถนนที่ผมได้ตั้งกระทู้ถามนั้นถนนเดิมเป็นถนนลาดยาง ขณะนี้ ลาดยางมันหายไปหมดแล้ว ท่านลองนึกสภาพดู จากคำตอบนั้นผมขออนุญาตท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวิวัฒน์ชัยครับ ผมสอบถามเจ้าหน้าที่แล้วครับ ปรากฏว่าภาพท่านไม่ได้เสนอขออนุมัติตามระเบียบ🔗

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ศรีสะเกษ

ผมส่งไปเมื่อเช้าก็คอนเฟิร์ม (Confirm) แล้วครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

แต่ว่าผมจะรับภาพ ของท่านมา แล้วผมจะส่งกระทู้ท่านเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมกับภาพไปยังรัฐมนตรีครับ🔗

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ศรีสะเกษ

ถ้าอย่างนั้นผมจะขออนุญาต ท่านประธานอ่านรายละเอียดนิดหนึ่งสั้น ๆ ให้กับท่านรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจ หน้าที่เกี่ยวกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุข การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน การอำนวย ความเป็นธรรมของสังคม การส่งเสริมและพัฒนาการเมือง การปกครองการพัฒนาบริหาร ส่วนภูมิภาค การปกครองท้องที่ การส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและพัฒนาชุมชน แล้วก็ เรื่องงบประมาณที่ท่านรัฐมนตรีว่านั้น ในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ นั้นกระทรวงมหาดไทยได้รับ งบประมาณขอมา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรับลดลงไปนิดหน่อย ถ้าท่านบอกว่างบประมาณ ไม่เพียงพอนั้นแล้วเมื่อไรจะพอ ท่านจะขอเท่ากับกระทรวงกลาโหมหรือมันถึงจะพอ พี่น้องประชาชนในชนบทขณะนี้เดือดร้อนมากครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านตอบแบบนี้ผมก็คง ไม่มีคำถามที่จะถามต่อในคำถามที่ ๒ นอกจากว่าจะรอดูนะครับ ของกระทรวงมหาดไทยนั้น ผมฝากข้อคิดนิดหนึ่งว่าในการปรับเกรดถนนขอเถอะ หยุดเถอะครับ เรื่องลงหินลูกรัง หินคลุก หินลูกรัง หินคลุกผมเสียดายงบประมาณของแผ่นดินนะครับ ก็ขอถือโอกาส ฝากเพียงแค่นี้ แล้วอย่างไรรายละเอียดต่าง ๆ ผมจะส่งให้กับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย ซึ่งผมเคยชื่นชมนะครับ และผมจะเฝ้าดูการทำงานของท่านต่อไป ขอบคุณมาก ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมจะช่วยท่านวิวัฒน์ชัย จะเอากระทู้พร้อมด้วยภาพส่งไปครับ ท่านรัฐมนตรีมีอะไรเชิญเลยครับ ท่านมีอะไรไหมครับ🔗

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ให้ผมตอบ หรือเปล่าครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านไม่ได้ถามอะไรนะครับ ท่านฝากครับ🔗

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียน ท่านประธานสภาผ่านไปยัง ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ ขออนุญาตว่าผมไม่ได้ปัดความรับผิดชอบครับ ก็รับไปว่าจะไปดูแล แต่ว่ากระทรวงมหาดไทยนั้นผมขออนุญาตเรียน อาจจะพูดศัพท์ไม่ถูกไป กระทรวงมหาดไทยกำกับท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นนั้นเขามีอำนาจหน้าที่ของตัวเอง ผมจะกำกับเขา แต่ผมมีโอกาสที่จะให้นโยบายได้นะครับ ผมคงอนุมานเอาเองว่าถนนคงจะไม่ดีมากแน่ ๆ ผมคาดว่า ผมก็รับไปว่าภายใต้การกำกับของผมก็จะไปดูนะครับ ส่วนว่าถ้ามันเดือดร้อนมาก แล้วก็คงจะดูไม่ได้ ผมคาดว่า ก็คงจะต้องหาทางทำให้กับพี่น้องชาวศรีสะเกษ อย่างไรก็ตาม ขอพูดอีกเรื่องหนึ่งว่าเรื่องงบประมาณท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทย ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นของท้องถิ่น ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นของกระทรวงประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ของทุกกรมในกระทรวงนะครับ แล้วรัฐวิสาหกิจด้วยครับ เช่น การประปา กรุงเทพมหานคร พัทยา ไปหนักอยู่ที่ท้องถิ่นทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามท้องถิ่นเองก็จะเป็นงบที่เอาไปใช้ได้ ไม่ใช่ภารกิจถ่ายโอน เป็นภารกิจที่สามารถที่จะไปใช้ดุลพินิจทำหรือจะไปทำแผนงาน เพื่อพัฒนามันก็จะน้อย เหมือนกับประเทศไทย เหมือนงบลงทุนที่จะไปทำมันก็จะน้อย อย่างไรก็ตามผมก็รับว่าจะไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวจังหวัดศรีสะเกษให้ ผมมีเรื่องเรียนเพิ่มเติมแค่นี้ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านวิวัฒน์ชัย และท่านรัฐมนตรีนะครับ กระทู้ต่อไปครับ🔗

๑.๒.๓ กระทู้ถาม ที่ ๐๙๘ เรื่อง สถานการณ์ภัยแล้งในภาคตะวันออก เฉียงเหนือ (นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ🔗

ท่านยุทธพงศ์สมาชิกอาวุโส แต่ผมขอย้ำเพื่อเหมือนกับกระทู้ท่านอื่น ก็คือหลังจากรัฐมนตรีตอบแล้วผู้ซักถามมีสิทธิ ถามได้อีก ๑ ครั้งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๖๗ และข้อ ๑๕๒ กระทู้ถามชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือมีลักษณะเป็นการอภิปราย เชิญท่านยุทธพงศ์ครับ🔗

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้ตั้งกระทู้ถึงท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์ภัยแล้ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือทางภาคอีสานที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ซึ่งขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นปีใหม่เพิ่งเข้าต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่สถานการณ์ภัยแล้งได้หนักหนา สาหัสกว่าทุกปี แหล่งน้ำไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ คูคลอง หรือบ่อน้ำต่าง ๆ แห้งแล้งจนไม่มีน้ำ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตได้ใช้ภาพประกอบได้ขออนุญาตทางสภาไปแล้วนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มหาสารคาม

อันนี้คือภาพที่ผมจะขอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ดู ขอภาพต่อไปครับ ท่านประธานจะเห็นว่าวันนี้แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง วัวควายของชาวบ้านก็ไม่มีน้ำที่จะใช้สำหรับอุปโภคนะครับ ขอภาพต่อไปครับ นี่คือทุ่งนา ก็แห้งแล้ง ขอภาพต่อไปครับ อันนี้จะเห็นนะครับว่านี่คือสภาพความแห้งแล้งในพื้นที่ต่าง ๆ ในภาคอีสาน ท่านประธานครับ ปัจจุบันประชาชนในภาคอีสานก็ต้องอาศัยน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค ตอนนี้ก็ต้องไปอาศัยน้ำบาดาล น้ำใต้ดิน ทีนี้ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่ตามมา คือทางภาคอีสานช่วงนี้ไม่ใช่เก็บเกี่ยวข้าวแล้วนะครับ เพราะว่าข้าวหมดไปแล้ว ปีนี้ก็มีทั้งแล้ง มีทั้งน้ำท่วม ข้าวก็ได้น้อย คนก็เดือดร้อน แต่ขณะเดียวกันทางภาคอีสานก็ยังมีอ้อย ก็ปรากฏว่า ในช่วงนี้อ้อยก็ตายหมด โรงงานน้ำตาลที่รับซื้ออ้อยก็ทยอยปิด ซึ่งคาดว่าถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ก็คงจะปิดหมดแล้วเพราะว่าไม่มีอ้อยที่จะเข้าสู่โรงงาน และขณะนี้ชาวไร่อ้อยก็เดือดร้อนอีก เพราะว่าไม่ได้มีมาตรการในการที่จะช่วยเหลือชาวไร่อ้อยนะครับ เหมือนสมัยที่ท่านสมัครเป็น นายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่มีนโยบายในการนำเงินล่วงหน้ามาช่วยเหลือ เกษตรกรชาวไร่อ้อย ซึ่งปัจจุบันในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ก็ได้ตัดทิ้งหมดแล้ว จะเห็นได้ว่าในภาคอีสานนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชิมชอปใช้ต่าง ๆ ที่ออกไป มันไม่กระเตื้อง เพราะว่าคนไม่มีกำลังซื้อ คนอีสานประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนักมาเป็นเวลา ๒ ปีต่อเนื่องกันแล้ว คำถามผมนะครับ ผมจะเข้าสู่คำถามที่ ๑ เลย เพื่อจะได้กระชับอย่างที่ ท่านประธานได้เน้นไว้นะครับ🔗

คำถามที่ ๑ ทางท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้ปัญหาเรื่องน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ในระยะเร่งด่วนและระยะยาวอย่างไร และรัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ก็ได้จัดตั้ง หน่วยงานหนึ่งขึ้นมาก็คือสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติว่ามีบทบาทในการที่จะเข้ามาแก้ไข ปัญหาเรื่องน้ำแล้งในภาคอีสานในขณะนี้อย่างไรครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมขอมาตอบกระทู้ถามแทน ท่านนายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นก็ต้องขอเรียนว่าปัญหาเรื่องน้ำขณะนี้เป็นปัญหาของประเทศเรา ที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็ทราบถึงปัญหานี้ ท่านได้เรียกผมไปให้มา กราบเรียนชี้แจง อยากจะเรียนว่าท่านให้ความสำคัญแต่บังเอิญวันนี้มีเรื่องเร่งด่วนที่จะต้อง ตัดสินใจ จึงให้ผมได้มาเรียนชี้แจงทางสภานะครับ โดยเน้นย้ำนะครับว่าท่านให้ความสำคัญ ที่สำคัญก็เป็นตามที่ท่านว่าก็คือประชาชนเดือนร้อนมาก ผมขอเรียนถึงคำถามเรื่องของ การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค ผมขอใช้องค์กรที่ดูแลน้ำอุปโภคบริโภคในประเทศ เป็นตัวชี้แจง🔗

อันดับแรกคือการประปานครหลวงซึ่งรับผิดชอบกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ การดูแลเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคของการประปานครหลวงในขณะนี้นะครับ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมชลประทาน เราได้ประเมินสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว ก็ยืนยันได้ว่า การประปานครหลวงสามารถให้บริการพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้ตลอดเวลาจนถึงเดือนมิถุนายน โดยที่ว่าสถานการณ์ของการระบายน้ำกรมชลประทานจะต้องมีผล เช่นในบางช่วงที่ระบายน้ำมา ถ้ามีเกษตรกรไปสูบน้ำไปใช้น้ำก็จะส่งผลกระทบ เพราะว่าปริมาณน้ำที่โดนสูบไปจะทำให้น้ำ ที่ไปดันน้ำทะเลไม่สามารถจะดันน้ำทะเลได้ก็จะเกิดภาวะน้ำทะเลลามไปถึงตำบลสำแลที่จะต้อง สูบไปทำน้ำประปา อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้มีการประสานงานกันที่จะมีการปล่อยน้ำให้สอดคล้อง กับปริมาณที่จะดันน้ำทะเลในช่วงเวลาน้ำทะเลหนุนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำกร่อย สรุปว่า การบริการของการประปานครหลวงสามารถดำเนินการได้ตลอดจนถึงเดือนมิถุนายน🔗

หน่วยงานต่อไปคือการประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวงรับผิดชอบ พื้นที่ของประเทศไทยประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ ส่วนการประปาส่วนภูมิภาครับผิดชอบประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศไทย การประปาส่วนภูมิภาคนี้ได้ประเมินสถานการณ์ตั้งแต่ ปลายฝนที่แล้วว่าสถานการณ์ในพื้นที่ที่เขาให้บริการที่ใดบ้างจะมีปัญหาเรื่องน้ำต้นทุน ที่ไม่สามารถจะอยู่ได้ แล้วได้ทำแผนงานแก้ไขโดยใช้งบประมาณของตนเอง ๒ ครั้งด้วยกัน ครั้งละประมาณ ๓๐๐ ล้านบาทที่จะแก้ไขปัญหา แก้อย่างไร แก้ที่จะไปนำน้ำจากพื้นที่ใกล้เคียง เตรียมสูบน้ำ มาวางท่อ ทำความสะอาดลอกเส้นทางส่งน้ำ เพื่อจะให้แหล่งน้ำนั้นสามารถ ที่จะทำน้ำประปาให้ในพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตามอยากจะเรียนท่านสมาชิกให้ทราบว่านั่นเป็น การประมาณการตอนปลายฤดูฝน แต่สถานการณ์พอไปถึงปลายปีสถานการณ์หนักหน่วง กว่าเดิม ประเมินว่าพื้นที่ที่ไปเตรียมการอาจจะแผ่กว้างออกไปอีกไม่มีน้ำพอขึ้นไปอีก ทางรัฐบาลโดย สทนช. ที่ท่านได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้เป็นผู้บริหารจัดการน้ำโดยรวมทั้งหมด ก็ได้มีการประชุมแล้วก็ขอเงินรัฐบาลอีกจำนวนหนึ่ง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในส่วนของ การประปาส่วนภูมิภาคได้อีกประมาณ ๑,๐๙๗ ล้านบาทเอาไปเตรียมแก้ไขปัญหา ทั้ง ๒ ส่วน เป็นการประเมินว่าตรงไหนมีฝนน้อยจะไปแก้ตรงนั้น แต่โชคดีอยู่อย่างหนึ่งการประปาเขารู้ดีว่า ตรงไหนเขาเสี่ยง ตรงไหนเขาจะไปเอาน้ำมาได้ ซึ่งจะไม่เหมือนกับองค์กรที่ ๓ เขาก็เตรียมการ แก้ไขทั้งหมด สรุปมาถึงขณะนี้การประปาส่วนภูมิภาคยืนยันว่าการประปาทุกสาขาของ การประปาส่วนภูมิภาคสามารถส่งน้ำให้พี่น้องประชาชนได้ตลอดจนถึงเดือนมิถุนายน แม้ว่า ในบางสาขาอาจจำเป็นต้องลดความแรงดันน้ำเพื่อประหยัดน้ำ พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ พี่น้องประชาชนให้ประหยัดน้ำ ๒ องค์กรสามารถให้การสนับสนุนน้ำประปาอุปโภคบริโภค ให้พี่น้องประชาชนได้ หรือองค์กรที่สำคัญสุดท้ายก็คือ ถ้าเราเรียกว่าประปาขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๗๓ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศไทยนั่นคือประปาของท้องถิ่น เทศบาล หลายรูปแบบ รวมทั้งประปาหมู่บ้าน ในส่วนนี้ในช่วงปลายปีที่ว่านี้ทาง สทนช. ก็ได้มีการ ให้งบประมาณกับท้องถิ่นไปเตรียมการแก้ไขปัญหา แต่ในช่วงนั้นก็เป็นเช่นเดียวกันเป็นการ คาดการณ์ว่าที่ไหนน้ำจะไม่พอบ้าง รวมทั้งมีการให้ขุดบ่อบาดาลให้หน่วยทหารมารับผิดชอบ ให้กรมน้ำบาดาลมาไปเตรียมขุดตามที่ท้องถิ่นประเมินว่าจะขาด นั่นคือการแก้ไขปัญหาที่เตรียมรับสถานการณ์ แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ของน้ำในปีนี้ หนักมาก หนักมากในประวัติศาสตร์ ๖๐ ปีประเทศไทยเป็นลำดับที่ ๒ รองจากปี ๒๕๒๒ ต่างกันนิดเดียว จากปริมาณน้ำฝนต่างกันนิดเดียว น้อยมาก เกือบจะเรียกว่าเท่า ๆ กันกับ ปี ๒๕๒๒ ทีนี้มาดูว่าในขณะนี้เป็นอย่างไร ในขณะนี้กระทรวงมหาดไทยได้สำรวจพื้นที่ ทั้งประเทศถึงระดับหมู่บ้านทั้งหมดว่าที่ใดบ้างจะมีผลกระทบจากน้ำอุปโภคบริโภคทั้งประเทศ รวมทั้งน้ำด้านการเกษตรด้วยเป็นรายหมู่บ้าน ขณะนี้ได้สำรวจเสร็จแล้วแต่ว่าการทำข้อมูลนั้น ต้องใช้แบบฟอร์ม (Form) เดียวกันก็ปรับข้อมูลอยู่ ที่ผมเรียนหมายความว่าตอนนี้เข้าสู่ ไม่ใช่การพยากรณ์ เป็นการเข้าสู่ภาวะปฏิบัติการคือเกิดการแล้งขึ้นแล้ว ในขณะนี้ในแผนงาน โครงการที่รัฐบาลให้ก็ยังมีเรื่องเกี่ยวกับการที่จะไปหาแหล่งน้ำอื่น ๆ การขุดบ่อบาดาล หรืออื่น ๆ ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมก็พยายามสรุปว่าท้องถิ่นใด หมู่บ้านใด ที่เราเรียกประปาหมู่บ้านขาด แล้วมีแหล่งน้ำเราก็จะไปแก้ให้ในทุก ๆ พื้นที่ จนสุดท้ายถ้าท้องถิ่นใดไม่มีน้ำต้นทุนก็จะมี มาตรการในการส่งน้ำให้ มีการสร้างที่เก็บน้ำให้ ส่งน้ำให้ เพื่อประกันให้ได้ว่าพี่น้องประชาชน ที่รับบริการ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศไทยโดยประปาท้องถิ่นจะต้องมีน้ำอุปโภค บริโภค นั่นคือเรื่องของการเตรียมการในเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคในรูปของพื้นที่ทั้งหมด แล้วก็ หน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งหมดครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านยุทธพงศ์ครับ🔗

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ คำถามผมนี่ผมยังถามได้อีก ๑ คำถาม คือคำถามที่ต่อเนื่องว่าที่ท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบเรื่องเกี่ยวกับ น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านก็ได้ตอบเรื่องว่า ได้มีการประปาส่วนภูมิภาคที่เข้าไปช่วยเหลือดูแล แต่ว่าอีกส่วนหนึ่งก็คือคนที่อยู่ในชนบท ที่ประปาเข้าไปไม่ถึง ตรงนี้ท่านจะช่วยเหลืออย่างไร แล้วคำถามต่อเนื่องว่าปัญหาเศรษฐกิจ ที่คนอีสานประสบภัยแล้งอย่างหนักมา ๒ ปีต่อเนื่องกัน ทางรัฐบาลจะช่วยแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อน ปัญหาปากท้องเฉพาะหน้า และจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน อย่างไร เพราะว่าผมไม่อยากให้ประชาชนอดอยากแล้วก็เดือดร้อนและรัฐบาลค่อยเข้าไปช่วย เพราะว่าตอนนี้เห็นปัญหาแล้วก็อยากจะถามท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านจะเข้าไปช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาล่วงหน้าอย่างไร มีมาตรการอย่างไรในการที่จะช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรีเชิญครับ🔗

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียน ท่านประธานสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ เนื่องจากเกิดปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้น แน่นอนว่า จะต้องส่งผลกระทบต่อกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็คือกลุ่มประชาชนที่ทำด้านการเกษตร หรือเราเรียกเศรษฐกิจฐานราก ประมาณ ๓๐ ล้านคนที่ทำด้านการเกษตรอยู่ในทุก ๆ สาขา ไม่ว่าจะเป็นไร่ เป็นนา เป็นสวน เป็นปศุสัตว์หรือประมง ในส่วนนี้ผมขอเรียนว่ามาตรการ ที่ช่วยเหลือพื้นฐานในขณะนี้ขั้นต้นเลยแต่เป็นจำนวนน้อยมาก และผมเข้าใจว่าท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติก็คงไม่ค่อยจะเห็นด้วย เพราะมันแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนไม่ได้ แต่กฎหมาย เป็นเช่นนั้น เรามีพระราชบัญญัติถ้าเราประกาศพื้นที่ภัยแล้ง แล้วประกาศพื้นที่ช่วยเหลือ ตามระเบียบกระทรวงการคลังเราก็จะมีเงินช่วยเหลือแต่จำนวนน้อยมาก ผมขอยกตัวอย่าง นา ๑,๑๑๓ บาท การลงทุนของนาเฉพาะที่เราพอจะว่าถูกก็ประมาณเกือบ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาทต่อไร่แล้ว เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนจะมีความเดือดร้อนแน่ แต่อย่างไรก็ตามนั่นเป็นพื้นฐานที่กฎหมายให้ทำได้ ต่อจากนั้นมาดูว่ารัฐบาลมีแนวทาง ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอะไรบ้างในการประกอบอาชีพทำมาหากิน ก็จะมีเรื่องของ ธ.ก.ส. ลดดอกเบี้ยเงินกู้บ้าง ขยายเวลาชำระหนี้บ้าง โครงการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โครงการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต อย่างไรก็ตามเมื่อผมพิจารณาดูแล้วประชาชน ก็ยังไม่น่าจะมีชีวิตที่ดีได้ เช่น ไม่สามารถจะประกอบอาชีพในฤดูการผลิตต่อไป เพราะฤดูนี้ ไม่ได้อะไรเลย ไม่ว่าช่วงหนึ่งโดนน้ำท่วม อีกช่วงหนึ่งมาโดนแล้ง ในเรื่องนี้ทางรัฐบาลกำลัง พิจารณาหาทางที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยเป้าหมายแรกต้องให้เขาปลูกพืชได้ ในครอป (Crop) ต่อไปหรือในฤดูการผลิตต่อไป โดยใช้แนวทางที่พยายามจะใช้กันที่เราเรียกว่า ต้องใช้ทับศัพท์ว่าโซนนิง (Zoning) โดยให้เหมาะกับพื้นที่ว่าควรจะปลูกอะไร แล้วก็เหมาะสม กับด้านการตลาดเพื่อเป็นการที่จะดึงพี่น้องประชาชนให้ไปทำด้านการเกษตรที่เหมาะสม ต้องมีแน่นอนแล้วจะต้องทำให้เขายืนให้ได้ โดยมาตรการนี้กำลังพิจารณาว่าจะต้องทำ อย่างไรในการเพาะปลูกครอป (Crop) ต่อไป อย่างไรก็ตามในส่วนนี้ระยะเวลาตั้งแต่บัดนี้ จนถึงการเริ่มต้นในครอป (Crop) หน้า ก็ยังมีปัญหาว่าเขาจะอยู่อย่างไร ในช่วงนี้ทางรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีแผนงานที่จะลงไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เช่น การปลูกพืชน้ำน้อยท่านก็ยังสามารถปลูกได้ เปลี่ยนไปเลี้ยงโคขุน เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น มีวิสาหกิจชุมชน มีหลายโครงการด้วยกันเพื่อจะให้เขาอยู่ได้ในส่วนนี้ เรียนว่าคงจะต้องมี มาตรการไปช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชนที่เขาเจอภัยแล้งอย่างที่ว่านี้🔗

กระผมขอเรียนเรื่องของอ้อยสักเล็กน้อย ในปีนี้สถานการณ์เนื่องจากฝนหายไป ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑,๐๐๐ กว่ามิลลิเมตร เหลือประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ มิลลิเมตร เพราะฉะนั้นชาวไร่อ้อยเขาบอกว่าผลผลิตเขาหายไป คือใครได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ก็เก่งในขณะนี้ ของอ้อยนะครับ ท่านได้พูดถึงว่ารัฐบาลไม่มีโครงการช่วยเหลือและเมื่อก่อนมี เมื่อก่อนนี้ ท่านคงหมายถึงไตรภาคีซึ่งมีการช่วยเหลือกันอยู่ ไตรภาคีต้องเลือก ไม่ใช่โดยรัฐบาล แต่โดย กลไกของการค้าโลก แล้วมีประเทศที่เขาเคยทำแล้วเขาฟ้องร้องเรา เราทำไม่ได้ เราก็มี การช่วยเหลือโดยใช้กองทุน ผมเรียนว่าอย่างนั้นง่าย ๆ ก็เป็นคล้าย ๆ แบบเดิมมีการกำหนด ๓๐ มาดูว่าปีนี้เกิดอะไรขึ้น ประเทศบราซิล ประเทศอินเดีย การผลิตน้ำตาลก็เช่นเดียวกับเรา มีผลกระทบจากภัยแล้งและผลผลิตต่ำมากเหมือนกับเราทำให้ราคาขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ราคาขั้นสุดท้ายที่ขึ้นไปในขณะนี้ยังขึ้นไม่พอที่จะคุ้มทุน นั่นประการที่ ๑🔗

ประการที่ ๒ เป็นผลผลิตเหลือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถึงจะขึ้นไป ก็ไม่ได้สตางค์ เคยทำได้ ๑๐๐ กว่าล้านตันก็เหลือประมาณ ๙๐ ล้านตัน ขณะนี้ชาวไร่อ้อย กับโรงน้ำตาลบอกว่าอาจจะต่ำกว่านั้นอีกพอเริ่มทำน้ำตาล กว่าจะปิดโรง กว่าจะประเมิน ออกมาเป็นราคา แต่ราคานี่ขึ้นไประดับหนึ่ง รัฐบาลได้ให้เงินไป ๒ ครั้ง รวม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะไปช่วยยก ก็ยกมาได้แค่คุ้มทุนคือประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่คุ้มของการลงทุน คงพอได้ แต่ผลผลิตที่ลดลงมาจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เขาเคยขายได้ ๑๐๐ กว่าล้านตัน เหลือ ๙๐ ล้านตัน อันนี้ก็เฉลี่ยกันจน อันนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไป พิจารณาว่าจะทำอย่างไร แล้วก็ไม่ใช่การช่วยอ้อยเพียงอย่างเดียว เกือบทุกพืช ตอนที่เรา มีน้ำที่จังหวัดอุบลราชธานี ตอนนั้นบางส่วนจมน้ำ ในขณะที่บางส่วนขณะนี้ท่านไปถ่ายรูปมา นั่นถูกแล้ว คือยืนต้นตาย ประชาชนทำนาก็ไม่มีข้าวไม่ได้เกี่ยวข้าว ฟางแถวภาคอีสานตอนนี้ แทบไม่มีเลยนะครับ เพราะฉะนั้นมาตรการรัฐบาลที่จะต้องดูแล ๒ ส่วนให้เขาประกอบอาชีพ ในครอป (Crop) หน้า ในฤดูการผลิตหน้าได้ กับช่วงนี้ก็จะอยู่ที่รัฐบาลต้องพิจารณาไม่ว่าจะ จ้างงาน หาแผนงานลงไป แล้วจะช่วยเหลืออย่างไรให้เขาสามารถอยู่ได้ อันนี้รัฐบาลก็คงจะต้อง รับไปพิจารณาดำเนินการโดยกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะ ช่วยกัน ผมก็มีเรื่องเรียนเท่านี้ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านยุทธพงศ์ก็สร้าง มาตรฐานการถามกระทู้นะครับ ได้ใช้เวลาไปเพียง ๕ นาที ๑๗ วินาที ท่านรัฐมนตรีก็ตอบไป ๑๕ นาที ๖ วินาที ขอขอบพระคุณท่านยุทธพงศ์และท่านรัฐมนตรี เราจบระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ทั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาและกระทู้ถามทั่วไป ส่วนกระทู้ถามแยกเฉพาะนั้น ท่านรองประธานท่านดูแลอยู่ครับ🔗

(นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ ประธานในห้องประชุมกระทู้ถามแยกเฉพาะ)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

รัฐมนตรี ท่านสมาชิกแล้วก็เจ้าหน้าที่ทุกคนนะครับ ต่อไปก็จะเป็นการถามตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗

๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗

๑.๓.๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๓๑ เรื่อง การพัฒนาข้าราชการในการ ทำหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีระดับสูง ที่เรียกว่า Chief Technology Officer-CTO หรือ Chief Information Officer-CIO (นายไกลก้อง ไวทยการ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้ตอบ🔗

ด้วยสำนักงาน รัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมเป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนนะครับ🔗

ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามเฉพาะผมได้อนุญาตให้ผู้ซึ่ง มีหน้าที่เกี่ยวข้องร่วมชี้แจง และสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้นะครับ ๑. นางชุติมา หาญเผชิญ รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ๒. นางสาวศิริญญา ปกาสิทธิ์ นักทรัพยากรบุคคล ชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ๓. นางไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การ มหาชน) ๔. นางสาวทิพย์ศริน ภัคธนกุล เจ้าหน้าที่พัฒนาทักษะความรู้ด้านดิจิทัลอาวุโส สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ๕. นายทรงวุฒิ โชติกาญจนวิทย์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีก็เข้ามายังห้องตอบกระทู้แล้วนะครับ เชิญท่านไกลก้อง ไวทยการ ถามได้ครับ เชิญครับ แต่ว่าท่านพอจะเข้าใจว่าตามกติกาก็คือ เรามีเวลาทั้งหมดแต่ละกระทู้แยกเฉพาะแค่ ๒๐ นาที โดยท่านผู้ถามใช้เวลา ๑๐ นาที ส่วนรัฐมนตรีผู้ตอบก็ใช้เวลา ๑๐ นาที ก็ขอให้ท่านจัดสัดส่วนของห้วงเวลากับการถาม ให้มันเหมาะสมกัน เชิญครับ🔗

นายไกลก้อง ไวทยการ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายไกลก้อง ไวทยการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานได้จัดเรื่องของกระทู้ถามแยกเฉพาะเข้าในวาระ แล้วก็ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่มาตอบกระทู้ถาม กระทู้ถามของผมจะเป็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีสารสนเทศ ระดับสูง หรือที่เรียกว่า ชิฟ อินฟอร์เมชัน ออฟฟิซเซอร์ ซีไอโอ (Chief Information Officer-CIO) หรือ ชิฟ เทคโนโลจี ออฟฟิซเซอร์ ซีทีโอ (Chief Technology Officer-CTO) เนื่องจากว่าการพัฒนาเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือว่าดิจิทัล ในหน่วยงานราชการแล้วก็ในการสร้างรัฐบาลดิจิทัล รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและ ภาคเอกชนมีตำแหน่งนี้ก็คือเจ้าหน้าที่บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง แล้วก็รัฐบาลนี้ เห็นชัดว่ามีแผนบูรณาการด้านรัฐบาลดิจิทัลแล้วก็มีเป้าหมายในการที่จะทำเรื่องของโอเพน แอนด์ คอนเนกเต็ด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) หรือว่ารัฐบาล เปิดเผยแล้วก็เชื่อมต่อกับประชาชน แล้วก็โดยเฉพาะหน่วยงานที่สำคัญก็คือสำนักงาน คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้วก็สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ก็เป็นหน่วยงานหลัก แต่ว่าแผนในเรื่องของการพัฒนาเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีระดับสูงมีการ พูดถึงในแผนพัฒนาต่าง ๆ ไม่ว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติหรือว่าแผนอื่น ๆ ค่อนข้างน้อย ทั้ง ๆ ที่ ข้าราชการในตำแหน่งดังกล่าวเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในเรื่องของโอเพน แอนด์ คอนเนกเต็ด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) ดังนั้นเรื่องของการพัฒนา ผมมีคำถามที่อยากจะถามท่านรัฐมนตรี ๓ ข้อด้วยกัน🔗

๑. ปัจจุบันข้าราชการใดทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีระดับสูง หรือว่าเรียกว่า ซีไอโอ (CIO) ซีทีโอ (CTO) ทั้งระดับกระทรวงและระดับกรม เรียนท่านประธาน ก็อยากให้ท่านรัฐมนตรีตอบไปทีเดียวเลยนะครับ🔗

๒. เรื่องของแผนงานของรัฐบาลที่จะพัฒนาเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทั้งระดับ กระทรวง และกรม ให้เจ้าหน้าที่เทคโนโลยีระดับสูงสามารถทำงานร่วมกันในหน่วยงานเอง แล้วก็ระหว่างหน่วยงานด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการแบ่งปันข้อมูลแล้วก็การแก้ปัญหา ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกัน เช่น เรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลในระดับกรมหรือว่า ระดับกระทรวง ทั้งนี้ท่านมีนโยบายเรื่องของการบูรณาการด้านข้อมูลหรือว่าบิ๊ก ดาต้า (Big Data) อยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ที่เป็น ซีไอโอ (CIO) หรือว่า ซีทีโอ (CTO) จะมีบทบาทสำคัญ อย่างไร🔗

๓. รัฐบาลมีกลไกอย่างไรที่จะทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี ระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีบทบาทสำคัญที่จะขับเคลื่อนเรื่องของโอเพน แอนด์ คอนเนกเต็ด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) หรือว่ารัฐบาลที่เปิดเผยแล้วก็ เชื่อมต่อกับประชาชนได้ แล้วก็จะขับเคลื่อนอย่างไรในเรื่องของดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital transformation) หรือว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลดิจิทัล เป็น ๓ ข้อหลัก ๆ ที่เป็น กระทู้ถามในวันนี้ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคม

กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ท่านไกลก้อง ไวทยการ จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากแล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณจริง ๆ ที่ได้มีโอกาสได้ถาม เรื่องนี้เพื่อที่จะได้ชี้แจงให้กับท่านสมาชิกท่านอื่น ๆ ได้ติดตามด้วยนะครับ🔗

ในคำถามที่ ๑ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่รัฐบาลจะขับเคลื่อนเข้าไปสู่รัฐบาล ดิจิทัล สิ่งที่สำคัญที่สุดอันแรกก็คือเรื่องบุคลากร หน่วยงานของภาครัฐทุก ๆ กระทรวงในทุกระดับ จะขับเคลื่อนไปสู่รัฐบาลดิจิทัลได้ สาระสำคัญจริง ๆ ต้องอยู่ที่ผู้บริหารกระทรวงก่อน แล้วก็ผู้บริหารประเทศ ทางรัฐบาลชุดนี้ได้เห็นความสำคัญตรงนี้และได้แบ่งการทำงาน ในเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศหรือว่ากระบวนการขับเคลื่อนดิจิทัลของภาครัฐ โดยรวมออกเป็น ๔ ลำดับ ซึ่งในอดีตอาจจะไม่ได้มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบได้ชัดเจนขนาดนี้🔗

ระดับที่ ๑ ก็คือเป็นระดับชาติ ซึ่งระดับชาติหมายถึงว่าจะมีในรูปแบบที่เป็น คณะกรรมการ ซึ่งในปัจจุบันจะมีท่านรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ บุคลากรที่เกี่ยวข้อง มีรัฐมนตรี อย่างเช่นกระทรวงของผมเองก็เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการ แล้วก็มีหน่วยงานอย่างเช่น ก.พ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องบุคลากรในแต่ละกรมแต่ละหน่วย เป็นกรรมการ อันนี้คือระดับชาติซึ่งก็จะเป็นระดับนโยบายตามที่เราได้ทราบกัน🔗

ระดับที่ ๒ ที่เกิดขึ้นมาใหม่เป็นระดับกระทรวง ซึ่งจะมีบุคลากรที่เข้ามา รับผิดชอบก็คือเบอร์ ๑ ของกระทรวงก็คือระดับปลัดกระทรวง ฉะนั้นซีไอโอ (CIO) ในอดีต มักจะมีปัญหาโดยการที่แต่ละกระทรวงจะตั้งซีไอโอ (CIO) ของกระทรวงของตัวเอง ซึ่งตำแหน่งนั้น ๆ มักจะเป็นตำแหน่งที่ตั้งไว้เฉย ๆ หาคนรับผิดชอบบางทีก็เอารองปลัดเป็น ตำแหน่งที่หมุนเวียนกันมา ท่านรองปลัดท่านไหนได้ขึ้นมาเป็นท่านรองปลัดท่านใหม่ก็เป็น ซีไอโอ (CIO) กระทรวงดูแลเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้ง ๆ ที่บางทีความเข้าใจและ ความรับรู้ในกระทรวงนั้น ๆ อาจจะไม่มากพอ ซึ่งอันนี้เราเข้าใจ เพราะฉะนั้นในระดับที่ ๒ คือระดับกระทรวงตัวปลัดกระทรวงต้องรับผิดชอบคนเดียว อันนี้คือระดับที่ ๒🔗

ระดับที่ ๓ ก็ลงไปถึงระดับกรมแล้วก็หน่วยงานซึ่งจะมีอธิบดีหรือเทียบเท่า ลงไปกำกับหน่วยงานกรมต่าง ๆ ซึ่งก็จะมีอยู่มากในระบบราชการ🔗

ระดับที่ ๔ ก็เป็นระบบลงไปถึงระดับจังหวัด ซึ่งก็จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ที่ถามตามคำถามที่ท่านสมาชิก ได้ถามว่าข้าราชการระดับไหนบ้าง แต่ก่อนเรามีระดับเดียวก็คือซีไอโอ (CIO) ของหน่วยงาน นั้น ๆ ซึ่งจะมีความเข้าใจหรือว่าจะเป็นบุคคลากรคนไหนก็แล้วแต่จะตั้งขึ้นมา และที่ผ่านมา เราประสบปัญหาจริง ๆ ว่าเป็นตำแหน่งที่หมุนเวียนกันไปโดยที่ไม่ได้ทำงานต่อเนื่องและ เข้าใจระบบนี้จริง ๆ🔗

ทีนี้พอ ๔ ระดับที่เราได้มีการแบ่งลงไปจากนโยบายลงไปถึงการปฏิบัติ แม้กระทั่งในท้องถิ่น ในต่างจังหวัดเรามีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนขับเคลื่อน เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าแนวคิดนโยบายที่เราอยากจะปรับเปลี่ยนให้ระบบข้าราชการต่าง ๆ เข้ามาสู่ดิจิทัล ก็จะทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือมีความรับผิดชอบในทุกขั้นตอนแล้วก็ หน่วยงาน อันนี้ก็เป็นเบื้องต้นในคำถามที่ ๑ นะครับ🔗

ในคำถามที่ ๒ ในเรื่องของแผนงานการพัฒนาบุคลากรต่าง ๆ อันนี้ก็เป็น แนวทางที่สำคัญมาก เมื่อเรามีการรับผิดชอบแล้วการเข้าสู่กระบวนการดิจิทัลที่สำคัญ อีกอันหนึ่งคือผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ ดิจิทัลไม่ได้หมายความว่าอยู่ดี ๆ แล้วมีอุปกรณ์ มีคอมพิวเตอร์ใหม่ มีเครื่องซีพียู (CPU) หรือมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เทคโนโลยีใหม่ ๆ แล้วจะทำให้องค์กรนั้น หรือว่าหน่วยงานนั้นได้รับการปฏิรูป ไม่ใช่ ทุกอย่างต้องเริ่มมาจากบุคลากรในองค์กรนั้น ๆ เพราะฉะนั้นการพัฒนาบุคลากรในทุก ๆ ระดับมีความสำคัญมาก ซึ่งในเรื่องนี้ทางรัฐบาลก็ได้ มอบหมายให้ ๒ หน่วยงานทำงานร่วมกัน หน่วยงานที่ ๑ ก็คือ สพร. ซึ่งอันนี้เรารู้จักอยู่แล้ว ว่า สพร. เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาได้ไม่นานนักแต่มีหน้าที่รับผิดชอบในการเข้าไปให้ ความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่จะนำรัฐบาลไปสู่รัฐบาลดิจิทัลต้องให้หน่วยงานนี้ เข้าไป เหมือนเข้าไปสอน เข้าไปฝึก เข้าไปอบรม เพราะฉะนั้นเขาก็จะมีหลักสูตรต่าง ๆ กับอีกหน่วยงานที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดก็คือ ก.พ. เพราะ ก.พ. คือบุคลากรของ ภาครัฐที่จะจัดวางต่าง ๆ ว่าบุคลากรไหนควรอยู่ที่ไหน ต้องการอะไร ระดับไหน ยังขาดเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นพอ ๒ หน่วยงานนี้มาทำงานร่วมกันก็จะตรงจุด ตรงเป้าและสามารถเข้าไปแก้ไข ปัญหาในเรื่องของบุคลากรในการพัฒนาได้นะครับ เนื่องจากเวลาอาจจะมีไม่ได้มากนัก ผมเรียนว่าจริง ๆ หลักสูตรที่เขาเตรียมมามีเป็นหลักสิบหลักร้อยที่เข้าไปพัฒนา เพียงแต่ว่า ผมจะพยายามยกตัวอย่างบางอันเท่านั้นเอง เช่น มีหลักสูตรในการพัฒนาอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับผู้บริหารระดับสูง หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่ระบบดิจิทัล สิ่งแรก ที่ต้องทำก็คือการเปลี่ยนหรือเข้าใจ หรือการเปลี่ยนมายด์เซต (Mindset) ของผู้บริหาร เพราะฉะนั้นผู้บริหารตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง ท่านผู้ตรวจ ที่ปรึกษา และแม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเข้าผ่านการอบรมในหลักสูตรรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งอันนี้เป็นเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อผู้บริหารระดับสูงเข้าใจไม่ว่า ท่านไหนจะขยับขึ้นมาในตำแหน่งผู้บริหารในอนาคต ความต่อเนื่องและความเข้าใจในเรื่อง ของการปฏิรูปเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะมีขึ้นและทำได้อย่างต่อเนื่องแล้วก็เข้าใจในระบบ ทั้งหมด ในระดับรองลงมาอย่างเช่นระดับการบริหารของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์หรือที่เรา เรียกว่าอี-กัฟเวิร์นเมนต์ เอ็กเซ็กคูทีฟ โปรแกรม (e-Government Executive Program) อันนี้ก็เป็นระดับหัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ ก็ต้องเข้ามาทำความเข้าใจว่าจะไปบอกทีมงาน จะประชุม จะใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ อะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับการนำไปสู่อี-อิเล็กทรอนิกส์ (e-Electronic) และเดี๋ยวสุดท้ายผมจะพูดถึงเรื่องการเปิดเผยข้อมูลอีกทีนะครับ อันนี้ก็เป็น ตัวอย่างที่เราพยายามที่จะผลักดันให้กับหน่วยงานทุกหน่วยงานได้มีหลักสูตรแล้วก็เข้าไป แก้ไขระบบนี้ อีกอันหนึ่งที่เป็นหลักสูตรที่สำคัญและผมเชื่อว่าทางท่านสมาชิกคงให้ ความสำคัญในเรื่องนี้ก็คือว่าเป็นหลักสูตรการสร้างกระบวนการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่รัฐบาล ดิจิทัล หลักสูตรกระบวนการการเปลี่ยนผ่านหมายถึงว่าทุกหน่วยงานมีความพร้อม ที่แตกต่างกันไป บางหน่วยงานมีความพร้อมมาก บางหน่วยงานมีความพร้อมน้อย บางหน่วยงานไม่พร้อมด้วยอุปกรณ์ ไม่พร้อมด้วยบุคลากร หรือแม้กระทั่งไม่เข้าใจว่าจะทำ อย่างไรว่าตัวเองอยู่ในขั้นตอนไหน ไม่มีใครที่จะวิ่งไปถึงเส้นชัยได้โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องผ่าน บันไดกี่ขั้น กี่ขั้นตอน นี่คือสิ่งที่ทาง สพร. ทางหน่วยงานแล้วก็รัฐบาลพยายามเข้าไปเป็น เหมือนพี่เลี้ยง ค่อย ๆ พัฒนาทั้งคน พัฒนาทั้งระบบความคิดแล้วก็พัฒนาทั้งขั้นตอน กระบวนการที่จะนำไปสู่ขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายเดี๋ยวผมจะมาตอบให้ในคำถาม ข้อ ๓ ว่าการนำไปสู่การใช้ประโยชน์จากรัฐบาลดิจิทัลคืออะไรบ้าง ในแนวทางการพัฒนาคน ทั้งหมดทุกอย่างก็ถูกบรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติด้วย แต่รัฐบาลเข้าใจว่าในยุทธศาสตร์ชาติ เวลาพูดถึงมันจะดูกว้าง ๆ แต่ว่าขั้นตอนการนำไปสู่การปฏิบัติเมื่อเรามีผู้บริหารดังที่ ผมเรียนไปว่า ๔ ขั้นตอน ทั้ง ๔ ขั้นตอนตั้งแต่ระดับชาติ ระดับกระทรวง ระดับกรม ลงไปถึง ระดับจังหวัด ถ้าทำงานไปในทิศทางเดียวกันผมเชื่อว่าเรามีเป้าหมายและเราสามารถที่จะ แก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ อันนี้คือแนวทางในการพัฒนาเบื้องต้นนะครับ🔗

ในคำถามที่ ๓ อันนี้อาจจะต้องใช้เวลาสักเล็กน้อย คือว่าแล้วเมื่อเรา เตรียมพร้อมทั้งหมดทั้งคนและแผนพัฒนาบุคลากร กลไกและบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน ไปสู่รัฐบาลดิจิทัลมีอะไรบ้าง ผมเรียนสุดท้ายเลยเวลาเรามองภาพคือทำอย่างไรก็ได้ที่ให้ พี่น้องประชาชนได้ใช้ประโยชน์และมีความสะดวกสบายกับการใช้ระบบดิจิทัลเข้ามา ลดระยะเวลา ลดจำนวนเอกสารที่ต้องใช้ การใช้กรอกแบบฟอร์มที่เคยกรอก ๑๐ ใบ ทำอย่างไรให้มีการได้ลดลงมาให้น้อย ค่าทะเบียน ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้เข้าไปอยู่ในระบบ อิเล็กทรอนิกส์ไม่จำเป็นต้องมีค่าธรรมเนียมแล้วถ้าเกิดเรากรอกทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่สาระสำคัญที่รัฐบาลหรือว่าอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) ต้องเกิดขึ้นให้ได้คือ การเชื่อมต่อข้อมูล สิ่งที่ผมเรียนไปทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าฐานข้อมูลทั้งหมดมันไม่เชื่อม หากัน กระทรวงแต่ละกระทรวงสามารถจะลดข้อมูล ลดเอกสาร ลดเวลาให้กับพี่น้อง ประชาชนได้ จะลดไม่ได้ถ้าเขาไม่สามารถพูดคุยกันได้ ถ้าพูดง่าย ๆ คือหลังบ้านถ้ายัง ไม่เชื่อมต่อกันไม่มีทางที่จะทำให้เป็น ซิงเกิล วินโดว์ (Single Window) หรือว่าเป็นหน้าต่าง หน้าต่างเดียวที่สามารถให้ประชาชนยื่นจุดเดียวแล้วหลังบ้านไปพูดคุยกันเองแล้วก็บริการ ประชาชนให้ได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าตัวโอเพน ดาต้า (Open Data) หรือว่า คอนเนกเต็ด ดาต้า (Connected Data) มันต้องเกิดขึ้นได้ เพียงแต่ว่าการเกิดขึ้นได้นั้น ซีไอโอ (CIO) ทุกคนต้องกลับไปประเมินตัวเองแล้วดูตัวเองว่าหน่วยงานที่ตัวเองรับผิดชอบ อยู่นั้นมีอะไรบ้างที่ตัวเองต้องแก้แล้วทำไป สพร. พร้อมที่จะเข้าไป และวันนี้ผมขออนุญาต ยกตัวอย่าง ผมเชื่อว่าท่านประธานและท่านสมาชิกอาจจะอยากฟังว่าตัวอย่างที่เราทำไปแล้ว และเห็นเป็นรูปธรรมคืออะไร สั้น ๆ ก็คืออย่างเช่น ในเรื่องของกรมบังคับคดี วันนี้กรมบังคับคดี เคยมีการเรียกว่าขอเงินคืนหรือว่าเป็นเรื่องของเงินในการที่จะใช้ในการประกันหรือในการขอเงินคืน แต่ก่อนต้องใช้ขั้นตอนประมาณ ๒๒ ขั้นตอน แต่เมื่อทางท่านอธิบดีได้นำระบบดิจิทัลเข้ามา สามารถลดขั้นตอนตรงนี้ได้เหลือแค่ ๒ ขั้นตอน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าประหยัดทั้งเวลา ประหยัดทั้งโอกาสของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นผมเรียนว่านี่เป็นตัวอย่างที่เราพยายาม ทำให้การเปิดเผยข้อมูลและการนำเข้าไปใช้ข้อมูลได้มีประโยชน์มากที่สุดครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ความจริงท่านรัฐมนตรีใช้เวลาเกินไป ๒๓ วินาที ผมเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนก็เลยอนุญาตให้เลยเกินไป ท่านไกลก้องยังมีคำถามอะไรที่ข้องใจ อยากจะถามหรือไม่ครับ ถ้ามีท่านไกลก้องถาม แต่ว่าต้องเผื่อเวลาเหลือไว้ให้ท่านรัฐมนตรี ตอบด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นท่านรัฐมนตรีตอบไม่ได้นะครับ เชิญคุณไกลก้องครับ🔗

นายไกลก้อง ไวทยการ แบบบัญชีรายชื่อ

ครับ จะใช้ในกรอบเวลาครับ ก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีสำหรับเรื่องของคำตอบ เรื่องที่สำคัญคือเรื่องของการเชื่อมโยงข้อมูล การมีซีไอโอ (CIO) หรือว่าซีทีโอ (CTO) หรือว่าต่างประเทศเดี๋ยวนี้ไปจนถึงตำแหน่ง ที่เรียกว่าชีฟ ดาต้า ออฟฟิซเซอร์ (Chief Data Officer) เฉพาะในองค์กรตัวเองหรือ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในองค์กรตัวเองอาจจะไม่พอสำหรับเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน สำหรับรัฐบาลนะครับ ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นกันมาตลอดคือว่าทำแบบไซโล (Silo) หรือว่า องค์กรใครองค์กรมัน ข้อมูลใครข้อมูลมัน ก็คือไม่มีลักษณะเป็นเจ้าของข้อมูล แล้วไม่ยอมแบ่งปันข้อมูล เรื่องนี้ก็อยากจะให้กลไกที่เป็นเจ้าหน้าที่บริหารเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งท่านรัฐมนตรีตอบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับ ก็คือระดับเบอร์ ๑ ของทุกกระทรวง ทั้งปลัดกระทรวง ทั้งอธิบดี แล้วก็ผู้ว่าราชการจังหวัดมาร่วมมือกันในหลาย ๆ กระทรวง แต่ว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น ไม่ได้เลยถ้าผู้บริหารระดับรัฐมนตรีหรือว่าระดับคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น โดยเฉพาะผมไม่แน่ใจว่า ตอนนี้ซีไอโอ (CIO) หรือว่าซีทีโอ (CTO) ของรัฐบาลคือตำแหน่งไหน อาจจะเป็นท่าน หรืออาจจะเป็นท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ต้องนำซีทีโอ (CTO) ทุกกระทรวงมานั่งด้วยกัน แล้วก็ขับเคลื่อนเรื่องนี้นะครับ ผมมีตัวอย่างจากไต้หวัน ไต้ไหวันตั้งคณะกรรมการที่เรียกว่า พาร์ทิซิเพทอรี ออฟฟิซเซอร์ (Participatory Officer) ประกอบด้วยหน่วยงานในระดับ กระทรวงมี ๓ ตำแหน่งด้วยกัน ๑. ก็คือซีทีโอ (CTO) ของกระทรวง เจ้าหน้าที่บริหาร สารสนเทศระดับสูง ๒. เป็นหน่วยเรื่องของแผนงาน ส่วน ๓. เป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์ เรื่องนี้ ๑. ก็คือรับฟังปัญหาจากประชาชนเมื่อรัฐบาลมีเรื่องของนโยบายเสร็จแล้วกระทรวง จะขับเคลื่อนต้องรับฟังปัญหาจากประชาชน แล้วดูว่าปัญหาต่าง ๆ มันแก้ไขได้ด้วยเรื่องของ ข้อมูลและข่าวสารอย่างไร รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ จากนั้นตัวคณะทำงาน เรื่องของกลุ่มคณะกรรมการการมีส่วนร่วม หรือพีโอ (PO) ที่มี ๓ เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ๓ ฝ่ายข้ามกระทรวงก็จะมีการคุยกันเป็นระยะ ๆ ว่าปัญหานี้จะแก้อย่างไร แล้วก็เสนอให้ ผู้รับผิดชอบได้ตัดสินใจ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างจากทางไต้หวัน ก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่เห็นว่าเราจะ บูรณาการหรือว่าจะสลายความเป็นไซโล (Silo) ของแต่ละหน่วยงานได้อย่างไรนะครับ แนวทางเหล่านี้ไม่แน่ใจว่าทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือว่าคณะกรรมการ ดิจิทัลแห่งชาติได้ดูทิศทางหรือว่าแนวทางอย่างนี้บ้างหรือไม่ หรือว่าจะมีการสลายวัฒนธรรม ด้านไซโล (Silo) ของข้อมูลนี้อย่างไร ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคม

ขออนุญาตท่านประธานและท่านสมาชิกนะครับ คือในส่วนของการแก้ปัญหา เรื่องข้อมูลใครข้อมูลมัน ต่างคนต่างอยู่ อันนี้เราคำนึงอยู่แล้ว ผมเรียนเพื่อเป็นประโยชน์ ภายในปี ๒๕๖๔ ก็คืออีกปีกว่า ๆ ที่จะมาถึงรัฐบาลจะมีกัฟเวิร์นเมนต์ คลาวด์ (Government Cloud) เป็นครั้งแรก หมายถึงว่าการจัดเก็บข้อมูลของแต่ละหน่วยงานที่เคยต่างคนต่างเก็บ แล้วก็มีงบประมาณเป็นการต่างคนต่างจ้าง รัฐบาลเห็นความสำคัญอย่างที่ท่านสมาชิกบอก คือตอนนี้สำนักงบประมาณก็กำหนดไว้แล้ว ภายในปี ๒๕๖๔ หน่วยงานของภาครัฐทั้งหมด จะไม่สามารถได้งบประมาณในการที่ไปจ้างคลาวด์ (Cloud) เป็นของตัวเอง ทุกคนให้มาใช้ คลาวด์ (Cloud) ของรัฐบาล ซึ่งตอนนี้เราให้แคท (CAT) หรือ กสท. เป็นหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจของรัฐกำลังพัฒนาระบบคลาวด์ (Cloud) เพราะฉะนั้นถ้าทุกหน่วยงานสามารถ เอาข้อมูลมาใช้อยู่ในที่ที่เดียวกัน นอกเหนือจากการรวมข้อมูลจากที่เป็นไซโล (Silo) อย่างที่บอก มันก็จะน้อยลง อย่างที่ ๒ ก็คือเมื่อเอาข้อมูลมารวมกันอยู่ของภาครัฐทั้งหมด สิ่งที่กำลัง จะเป็นประโยชน์และเกิดกับประชาชนคือข้อมูลที่รวมกันจะสามารถมาบูรณาการแล้วไป ตอบโจทย์ประชาชนได้ อย่างที่ได้ถามคือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะน้อยลง การบูรณาการ นำไปสู่การอะนาไลติกส์ (Analytics) หรือการคิดวิเคราะห์เพื่อจะใช้ระบบดิจิทัลแก้ไขปัญหา ก็จะน้อยลงเพราะว่าทุกอย่างก็จะมารวมอยู่ที่เดียวกัน ปัญหาต่าง ๆ เอามาคุยกัน แต่ก่อน มันแก้ไม่ได้เพราะต่างคนต่างอยู่ เมื่อเอามารวมกันอันนี้คือสิ่งที่จะเกิดเป็นรูปธรรมอันแรก ของรัฐบาล ก็คือเราจะมีคลาวด์ (Cloud) เป็นของเราเอง แล้วข้อมูลที่รวมกันก็จะไป ตอบโจทย์ก็คือไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแบ่งปันข้อมูลอย่างที่บอก ทุกอย่างมันจะเกิดขึ้นง่าย เพราะแต่ก่อนทุกคนมีกำแพงของตัวเองหมด วันนี้ทุกคนเอามาไว้ ในที่ที่เดียวกันสามารถเอามาใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันได้ เพราะฉะนั้นโอกาสที่รัฐ จะบูรณาการให้เกิดการใช้ข้อมูลอย่างมีประโยชน์และนำไปสู่ดิจิทัลจริง ๆ เกิดขึ้นภายใน ปี ๒๕๖๔ แน่นอน วันนี้รัฐบาลได้พัฒนาการรองรับตรงนี้ไปเรื่อย ๆ มีทุกหน่วยงานเริ่มมา พูดคุยแล้วก็พัฒนาไป เพราะว่าปี ๒๕๖๔ นี้ทุกหน่วยงานจะไม่มีงบประมาณในการที่ไปจ้าง คลาวด์ (Cloud) เป็นของตัวเอง อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่คิดว่าจะทำให้เห็นเป็นรูปธรรมนะครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็ถือว่า เป็นการถามกระทู้แยกเฉพาะนะครับ ของท่านไกลก้อง ไวทยการ ถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ต้องขอขอบคุณคุณไกลก้องและขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอบคุณครับ ถือว่าจบครับ ต่อไป🔗

๑.๓.๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๓๓ เรื่อง การวางแผนช่วยเหลือ ชาวนาที่ขาดแคลนน้ำปลูกข้าวในอีก ๒ เดือนข้างหน้า สำหรับพื้นที่ทุ่งเจ้าเจ็ด บางยี่หน จังหวัดสุพรรณบุรี (นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ตอบ🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีหนังสือแจ้งว่าตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนนั้น แต่เนื่องจากในวันนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ติดภารกิจเร่งด่วนไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามได้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามดังกล่าวออกไปเป็นวันพุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ กระทู้ถามนี้ เลื่อนเป็นครั้งที่ ๒ แล้ว ก็ต้องขออภัยท่านณัฐวุฒิด้วยนะครับ เพราะว่าทางรัฐมนตรี ติดภารกิจล่วงหน้า ต่อไปจะได้ย้ำไปว่าอย่างไรก็ขอให้มาตอบ ท่านรัฐมนตรีว่าการไม่ว่าง ก็รัฐมนตรีช่วยว่าการก็มีหลายคนอยู่นะครับ เดี๋ยวจะย้ำให้นะครับ ต่อไป🔗

๑.๓.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๓๖ เรื่อง การจัดทำแผนการก่อสร้าง ถนนทั่วประเทศ (นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมมอบหมายให้ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบ🔗

ด้วยสำนักงาน รัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม ได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชา มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบแทน ในการนี้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงคมนาคม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน🔗

ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะผมได้อนุญาตให้ผู้ซึ่งมี หน้าที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงและสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้นะครับ ๑. นายสิทธิชัย บุญสะอาด วิศวกรใหญ่ด้านวางแผนและวางโครงการก่อสร้าง กรมทางหลวง ๒. นายชวลิต ลุผลแท้ วิศวกรเชี่ยวชาญ กรมทางหลวง ๓. นายประศักดิ์ บัณฑุนาค รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท ๔. นายถิรวัสส์ ธนโรจน์ศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิศวกรรม อำนวยการ กรมทางหลวงชนบท ๕. นางสาวกฤติกา บูรณะดิษ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ชำนาญการพิเศษ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เชิญท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ได้ถามเลยนะครับ ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีก็มานั่งในห้องประชุมแล้ว เชิญครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา🔗

คำถามแรก อยากจะเรียนถามวิธีการจัดสรรงบประมาณของกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ของกรมทางหลวงชนบท ของกรมทางหลวงว่าได้ดำเนินการอย่างไร ในการจัดสรรไปในแต่ละหมู่บ้าน แต่ละตำบล แต่ละอำเภอ แต่ละพื้นที่ รวมของแต่ละ จังหวัด ทั้งของทางกรมทางหลวงชนบทและกรมทางหลวง เป็นคำถามแรกครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับ ผม อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ก็ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้มาตอบกระทู้ถาม ของท่านณัฐวุฒินะครับ จากคำถามที่ท่านถาม ปัจจุบันนี้ก็คือเรามีหน่วยงานหลัก ๆ ที่รับผิดชอบถนนอยู่ ๓ หน่วยงาน ก็คือกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ซึ่งอยู่ในกำกับ ของกระทรวงคมนาคม แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งอยู่ในกำกับของกระทรวงมหาดไทย อย่างที่ท่านได้ตั้งกระทู้ถามไปนะครับ หลัก ๆ ๓ หน่วยงานก็จะมีภารกิจที่สอดคล้องกัน รับผิดชอบกันในลักษณะฟังก์ชัน (Function) อยู่แล้ว หลัก ๆ กรมทางหลวงก็จะรับผิดชอบถนน สายหลัก ๆ เชื่อมระหว่างจังหวัด ภาคหรืออำเภอ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

ท่านประธานครับ ผมถามแผน ไม่ได้ถามฟังก์ชัน (Function) ว่าหน้าที่แต่ละหน่วยงานทำอะไรตรงไหน อย่างไร แผนกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นเขามีวิธีการทำแผนอย่างไรในการจัดสรรงบประมาณลงไป ตามแต่ละ หมู่บ้าน แต่ละตำบล ของกรมทางหลวงชนบททำอย่างไร ของกรมทางหลวงทำอย่างไร เราทราบอยู่แล้วฟังก์ชัน (Function) ว่าใครดูแลตรงไหน ๆ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมว่า ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็คงไม่เกี่ยวกับกระทรวงคมนาคมนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านรัฐมนตรีก็คงตอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

ท่านประธานครับ กระทู้ถาม ผมถามนายกรัฐมนตรีนะครับ ถามว่าทำไมผมถึงถามนายกรัฐมนตรีเพราะมันเกี่ยวข้อง หลายกระทรวง ของผมถามกรมทางหลวงชนบทด้วย ของกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แล้วก็ยังมีงบบูรณาการจังหวัดอีก กลุ่มจังหวัดอีก นี่ของ กระทรวงมหาดไทย แล้วก็อีกหน่วยงานหนึ่งคือของกระทรวงคมนาคม มีทางหลวงชนบท และกรมทางหลวง ผมทราบดีครับทำไมผมถึงถามนายกรัฐมนตรี แล้วทำไมให้ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการมาตอบ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านณัฐวุฒิครับ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมมอบหมายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อท่านถาม แล้วก็ปล่อยให้ท่านรัฐมนตรีท่านตอบ ถ้าคำถามไหนไม่เคลียร์ (Clear) ท่านก็ถามเพิ่มเติมอีก ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรในเมื่อท่านมอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยมาแล้วนะครับ รัฐมนตรีช่วย ก็ต้องตอบ แต่ถ้ามีอะไรที่มันไม่เคลียร์ (Clear) ท่านก็ค่อยถามอีกที ท่านฟังการตอบของ รัฐมนตรีก่อนแล้วกัน เชิญรัฐมนตรีตอบครับ🔗

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับ และขออนุญาตกราบเรียนท่านณัฐวุฒิ หลัก ๆ เดี๋ยวผมก็จะเข้า วิธีการที่ท่านอยากทราบก็คือการจัดลำดับการทำแผนของทางหลวง ทางหลวงชนบท เบื้องต้นคือเราก็มีเกณฑ์ไว้ในการจัดทำแผนทั้งทั่วประเทศ โดยแผนการเรียงลำดับก็มีเกณฑ์ ที่เราจะแบ่งไม่ว่าจะเป็น ๑. ด้านวิศวกรรม ซึ่งตรงนี้เราก็ใช้เกณฑ์ข้อมูลปริมาณการจราจร บนถนนแต่ละสาย หรือจะเป็นเกณฑ์ด้านเศรษฐกิจที่ใช้ดูแหล่งท่องเที่ยว พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่อุตสาหกรรมอะไรเป็นเกณฑ์ในการเรียงลำดับ หรือเกณฑ์ด้านสังคมที่ใช้ในการจัดลำดับ ความสำคัญโครงการ พิจารณาจาก ๒ ปัจจัยก็คือความหนาแน่นของชุมชน หรือติดสถานที่ ราชการ โรงพยาบาล สถานศึกษา วัด เป็นต้นนะครับ อันนี้ก็เบื้องต้นในเกณฑ์ของการจัดทำแผน ส่วนในแผนงานงบประมาณก็อย่างที่ท่านทราบนะครับ ทั้งทางหลวง ทางหลวงชนบท หรือจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองเราก็ได้มีแผนงานที่จะบูรณาการงานร่วมกัน ที่ไม่ให้ทับซ้อนกัน เบื้องต้นก็ขอตอบเท่านี้ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านณัฐวุฒิ ถามคำถามที่ ๒ ครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

ขอบคุณท่านประธานและขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ถามว่าทำไมผมหยิบยกกระทู้ถามนี้ขึ้นมาถาม เพราะอะไรครับ🔗

ประการแรกท่านประธานทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ เรามีเวลาให้ ส.ส. คนละ ๒ นาที ในการปรึกษาหารือ นำปัญหาต่าง ๆ ของแต่ละพื้นที่ของ แต่ละจังหวัดมาปรึกษาท่านประธานและทำหนังสือไปหน่วยงานต่าง ๆ ท่านประธานครับ คำปรึกษาหารือของ ส.ส. เกือบร้อยละ ๕๐ ครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องถนนหนทางครับ แสดงให้เห็นว่า มีการทิ้งบางตำบล บางหมู่บ้าน บางอำเภอไว้ข้างหลังในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ในเรื่องการก่อสร้างถนน🔗

ประการที่ ๒ มีคำกล่าวหามามากเหลือเกินครับ โดยเฉพาะกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น นำโครงการไปขายครับ ขายล่วงหน้าเลย ตำบลนี้เอาหรือไม่ อบต. นี้ เอาหรือไม่ เทศบาลนี้เอาหรือไม่ เอามา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เอามา ๒๕ เปอร์เซ็นต์ก่อน คุณได้โครงการแน่นอน🔗

ประการที่ ๓ มันเป็นการกระจุก จัดสรรงบประมาณเสร็จแล้วกระจุกตัวอยู่ ตำบลใดตำบลหนึ่ง ตำบลที่ไม่เคยได้ก็ไม่ได้ตลอดไป ตำบลที่ได้ ได้แล้วได้อีกมือใครยาว สาวได้สาวเอา🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขออนุญาต ท่านณัฐวุฒินิดหนึ่งนะครับไม่ได้ขัดจังหวะ แต่ว่าการที่เราบอกว่ามีการขายงบประมาณของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

มีคำพูดมานะครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

อบต. เทศบาลอะไรต่าง ๆ เท่านั้นเปอร์เซ็นต์ เท่านี้เปอร์เซ็นต์ ท่านต้องเข้าใจว่าการประชุมวันนี้ มีการนำเทปนี้ไปถ่ายทอดหลังจากประชุมสภาเรานะครับ ฉะนั้นคำพูดทุกคำที่ออกไป ท่านก็ต้องรับผิดชอบนะครับ ถ้าพูดชัดเจนยืนยันอย่างนั้นบางทีผมกลัวมันจะเป็นประเด็น🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

มีคำกล่าวหาไว้นะครับ มีคำพูดหลายพื้นที่🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เขากล่าวหา กันข้างนอกแต่ว่าเมื่อท่านเอามาพูดในที่ประชุมก็ทำให้ท่านต้องรับผิดชอบนะครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

ผมเกรงว่าจะเกิดความเสื่อมเสีย ต่อหน่วยงานนั้น ๆ ด้วยนะครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็นั่นนะสิครับ กลัวจะเกิดความเสื่อมเสีย🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

ผมจึงนำเรื่องนี้มายื่นเป็นกระทู้ถาม เพราะฉะนั้นเราจะลบปัญหา แก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ได้อย่างไร ผมจึงขอ อนุญาตเรียนถามต่อไปนะครับว่าทำไมเราไม่ทำแผนละ แผนบูรณาการระดับจังหวัดก่อน จังหวัดรวบรวมโครงการต่าง ๆ ของแต่ละตำบล ของแต่ละหมู่บ้านนำเข้าชาร์ต (Chart) เลยนะครับ เข้าแผนเลย มีกี่เส้นหมู่บ้านนี้ ตำบลนี้ มี ๕ เส้นตำบลนี้จะต้องก่อสร้างถนนแล้ว เรียงลำดับครับ ระดับตำบลมี ๕ เส้น พอเป็นระดับอำเภอ ใน ๑๐ ตำบลนี้เรียงลำดับมา แล้วเข้าจังหวัด จังหวัดก็รวบรวมแล้วก็ขึ้นชาร์ต (Chart) เลยว่ามี ๑๐ อำเภอ มี ๑๐๐ ตำบล ๑. ปีไหน ตำบลนี้ได้ถนนเส้นไหน ๆ ไล่ไปเรื่อย นี่คือความโปร่งใสที่จะเกิดขึ้นสามารถ ตรวจสอบได้ว่าฉันอยู่หมู่นี้นะ งบประมาณขึ้นแล้วนะได้ปีไหน แล้วจัดเรียงลำดับไปครับ มันก็จะเห็นความโปร่งใสของการจัดสรรงบประมาณ มีความโปร่งใสที่ประชาชนสามารถ ทราบได้ล่วงหน้าว่าไม่ต้องมาทวงถามแล้วนะมันขึ้นแล้ว ขึ้นอยู่ในแผนแล้ว ปี ๒๕๖๕ ฉันจะได้ถนนของฉัน มันไม่ยากเลยครับท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราสามารถทำอย่างนี้ แล้วมันจะลด ส.ส. ไม่ต้องมาปรึกษาท่านประธานครับว่าฉันจะได้เมื่อไรถนนเส้นนี้ ถนนเส้นนั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่น วิธีการอย่างนี้มันน่าจะเกิดกับรัฐบาล ๔.๐ สมัยใหม่แล้ว รวมทั้ง กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทด้วย สิ่งเหล่านี้ผมไม่ทราบว่าทางรัฐบาล ทางนายกรัฐมนตรี ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบในการก่อสร้างถนนทั้งหมดมีแผนที่จะทำแผนระยะ ๕ ปี ของแต่ละ จังหวัด ถนนใน อบต. ถนนในเทศบาล อันไหนมาก่อนมาหลัง งบประมาณเท่าไร ถ้าทำอย่างนี้ได้ ท่านรัฐมนตรีจะฝากชื่อเสียงไว้ในรัฐบาลชุดนี้นะครับ อยากจะเรียนถามว่ามีแผนจะทำอย่างนี้ หรือไม่ครับ กรมทางหลวงชนบทมีหรือไม่ กรมทางหลวงมีหรือไม่นะครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก่อนที่ รัฐมนตรีจะตอบผมขออนุญาตทำความเข้าใจนิดหนึ่งนะครับว่า ท่านณัฐวุฒิถาม ท่านนายกรัฐมนตรี แต่บังเอิญท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบหมายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม ฉะนั้นเราก็ต้องเข้าใจนะครับว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมมาตอบก็คง จะตอบได้ในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ผมเชื่อว่าอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะไปตอบแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมันคงเป็นไปไม่ได้ และโอกาสที่จะมีรัฐมนตรีมาตอบ พร้อมกัน ๒ คน ค่อนข้างจะลำบาก นายกรัฐมนตรีมอบหมายแค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็คงจะได้มาตอบในส่วนของกระทรวงมหาดไทย แต่ถ้ามันยังไม่เคลียร์ (Clear) ท่านณัฐวุฒิ ทำกระทู้ถามแยกถามเฉพาะถนนเครือข่ายของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นถ้าจะมาบีบว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมต้องตอบของกระทรวงมหาดไทยด้วย ก็คงไม่ได้ ผมเข้าใจท่าน🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

ข้อบังคับนี้เปิดโอกาสให้เรา ถามได้นะครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านถาม ท่านนายกรัฐมนตรีได้ แต่ว่าผู้มาตอบสะดวกมาตอบหรือไม่🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้จะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการยื่นกระทู้ถามแยกเฉพาะถ้ามีการถามหรือการถามในสภา การมอบหมายให้ผู้มาตอบเขาต้องพิจารณาด้วย นายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาด้วยครับ เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาด้วยว่าผู้มาตอบสามารถที่จะตอบได้ครอบคลุมประเด็นที่เขาถาม หรือไม่🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมเข้าใจ ท่านณัฐวุฒิครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

เราให้ตั้ง ๕ ท่านเข้ามาช่วย ให้ข้อมูล ทำไมไม่เอากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเข้ามา กระทู้ถามก็ระบุอยู่แล้ว🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมเข้าใจ ท่านณัฐวุฒินะครับ ประเด็นนี้เข้าใจท่าน แต่ว่าวันนี้ท่านมอบหมายให้ทางกระทรวงคมนาคม มาตอบ เราก็เอาความชัดเจนในส่วนของกระทรวงคมนาคมแล้วกันนะครับ ส่วนถ้าหาก ยังไม่เคลียร์ (Clear) ในส่วนของถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านณัฐวุฒิเขียนกระทู้ถาม อีกครั้งหนึ่งก็ยินดีที่จะบรรจุให้ไม่ต้องห่วง เชิญรัฐมนตรีตอบครับ🔗

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตเรียนท่านณัฐวุฒิ ในส่วนของกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น เดี๋ยวผมจะขออนุญาตอาจจะตอบได้แต่อาจจะไม่ครบถ้วนท่านนะครับ ถ้าท่านต้องการทราบ แผนใหญ่ของรัฐบาลผมกราบเรียนว่า ๑. รัฐบาลเรามีแผนเหมือนอย่างที่ท่านพูดเลย มันไม่ใช่แค่ ๕ ปี เราวางไว้ ๑๐ ปี แผนกระทรวงคมนาคมชัดเจนเราว่าทำตรงไหน ๆ บ้าง อย่างที่ผมบอกไปเมื่อสักครู่ที่ผมเรียงลำดับว่าการจัดลำดับแผนแล้วก็มีทั้งมุมวิศวกรรม มุมเศรษฐกิจ มุมสังคม กระทรวงทำไว้หมดแล้วครับไม่ว่าจะเป็นทางหลวงหรือทางหลวงชนบท ซึ่งในแผนพัฒนาประเทศ แผนยุทธศาสตร์ก็มีชัดเจนไม่ว่าจะเป็นแผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นที่ ระดับภาค แผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ แผนงานบูรณาการพัฒนา ด้านคมนาคม และระบบโลจิสติกส์ (Logistics) หรือแผนบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก โดยเจ้าภาพหลักที่จะมากลั่นกรองบูรณาการโครงการนี้ก็มีทั้งสภาพัฒน์ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและการจราจรนะครับ อย่างที่ท่านพูดไปก็คือเรามี แผนชัดเจนแล้วก็มีกำหนดระยะเวลา ส่วนโครงการเร่งด่วนที่อาจจะต้องขึ้นมาเนื่องจาก ผมยกตัวอย่าง ถ้าจังหวัดนี้ได้รับอุทกภัยก็อาจจะต้องมีขึ้นมาแทรกด่วนอันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่จริงๆ ทางกระทรวงเรามีหมดแล้วครับ อันนี้ก็ขออนุญาตตอบเบื้องต้นครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านณัฐวุฒิ ยังมีอะไรอีกไหมครับเวลายังเหลืออยู่นิดหนึ่งครับ เชิญครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

มีครับ ก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านรัฐมนตรีบอกว่าเราเรียงลำดับตามจำนวนจราจร คำนึงถึงเศรษฐกิจของการก่อสร้างถนน เส้นต่าง ๆ นี่นะครับ ผมเรียนถามของจังหวัดสุพรรณบุรีมีอยู่เส้นหนึ่ง สาย ๓๒๖๐ จากตลาดบางลี่ อำเภอสองพี่น้องไปแยกมะขามล้ม ไปอำเภอบางปลาม้าไปถึงวัดป่าเลไลยก์ อำเภอเมือง เส้นนี้ ๓๐ กิโลเมตร เส้นนี้เป็นเส้นทางเศรษฐกิจสร้างมา ๓๐ กว่าปีแล้ว เป็นเส้นทางลัด เชื่อมระหว่างถนนลงภาคใต้กับไปภาคเหนือย่นระยะทางได้เยอะเลย แล้วก็มีจำนวนการจราจร สูงมาก โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนรถบรรทุกวิ่งมากแต่มีเพียง ๒ เส้นทางจราจรเท่านั้นเอง เกิดอุบัติเหตุบ่อยแล้วเป็นเส้นเขตเศรษฐกิจระหว่างเชื่อม ๒ ภาคด้วยกันเป็นถนนของ กรมทางหลวง ๓๐ ปีแล้วยังไม่ได้ดำเนินการขยายให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน เส้นนี้จำเป็นมากอย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่า เราคำนึงถึงวิศวกรรม เศรษฐกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจ อะไรต่าง ๆ เส้นนี้เป็นเส้นที่น่าจะได้อยู่ส่วนต้น ๆของแผนถ้ามีการจัดทำนะครับ ควรจะ ขยายเป็น ๔ ช่องทางจราจรได้แล้วเส้นนี้นะครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านณัฐวุฒิ มันเป็นทางหลวงชนบท ทางหลวงแผ่นดินหรือว่าทางท้องถิ่นครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

ของกรมทางหลวงครับ กรมทางหลวง เขาทำแผนไว้แล้ว ๒ ช่วงมี ๒ เขต ๒ แขวงด้วยกัน แขวง ๑ กับแขวง ๒ แล้วก็ทำ งบประมาณมาแล้ว ถ้าอย่างไรแล้วผมเรียนท่านรัฐมนตรีว่าเส้นนี้จะเป็นเส้นหัวใจสำคัญ ที่ลดอุบัติเหตุ ที่เสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างการเชื่อมเส้นทางระหว่างขึ้น ภาคเหนือกับลงภาคใต้มาที่กำแพงแสน กำแพงแสนเข้าตลาดบางลี่ เข้าวัดป่าเลไลยก์ไปถึง จังหวัดชัยนาทออกไปภาคเหนือได้เลย จากภาคใต้สู่ภาคเหนือเส้นนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และแขวงการทางเขาออกแบบเรียบร้อยแล้วนะครับ ใช้งบประมาณเขาแบ่งเป็น ๒ ช่วง ช่วงแรกใช้งบประมาณประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท ผมเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่ามีแผนนี้ อยู่ในการก่อสร้างหรือขยายเป็น ๔ ช่องการจราจรของกรมทางหลวงหรือไม่ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมฟัง ท่านณัฐวุฒิถามถนนในเมืองสุพรรณบุรีผมงงนะนี่ เพราะมันมีคำเล่าลือกันมาผมก็ไม่เชื่อหรอกว่า ยังไม่ลาดยางคอนกรีตเฉพาะคันนาเท่านั้นจังหวัดสุพรรณบุรี นี่เอามาถามผมเลยงง เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธาน จริง ๆ ผมก็อยากจะพูดเหมือนท่านประธานนะครับ ผมว่าถนนที่ จังหวัดสุพรรณบุรีดีกว่าโคราชบ้านผมอีกนะครับ คือผมเข้าใจท่านผมก็มาจาก ส.ส.เขต ถนนบ้านผมเองเป็นเส้นหลักวิ่งจังหวัดยโสธรอะไรผ่านเส้นผมเข้าโคราชก็ยังเป็น ๒ เลนอยู่เลย แล้วทุกวันนี้เรื่องหารือหลาย ๆ คนจากพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนใหญ่ขอ ๔ เลน ๔ เลน ๔ เลน ทุกคนขอหมด ผมก็เห็นไปทางส่วนราชการ ทุกเส้นถามว่ามีความสำคัญไหม มีความสำคัญหมดครับ เราก็พยายามจัดลำดับตามความสำคัญตามที่ผมบอกไปซึ่งมันอาจจะช้า ส่วนโครงการที่ท่านว่าอันนี้มีในงบปี ๒๕๖๔ ครับ ช่วง กม.ที่ ๓๑-๓๙ อันนี้ก็เป็นของ กรมทางหลวงนะครับ ก็คือแผนของรัฐบาลหลัก ๆ โดย ๓ หน่วยงานที่ดูถนน ถ้าตรงไหน ที่มันตกหล่นเหมือนที่ท่านบอกเรายังมี ก.บ.จ. ก็คือคณะกรรมการบริหารงานจังหวัด แบบบูรณาการ ซึ่งมีทั้งประธาน มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีแขวงทางหลวง ทางหลวงชนบท มีท่านท้องถิ่นจังหวัดที่รวมอยู่ในคณะนั้น ที่ทำเรื่องเสนอของกลุ่มจังหวัดนั้น เสนอขึ้นมาว่ายังขาดตกบกพร่องเส้นไหนจากที่ ๓ หน่วยงานหลักที่เขาเสนอไป ตรงนี้ก็เป็น อีกหนึ่งช่องทางที่จะมาช่วยอุดรูรั่วได้นะครับ ที่ว่าจะตอบสนองพื้นที่ ตอบสนองความต้องการ ของพี่น้องประชาชนให้มากที่สุดครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เป็นการถามตอบ กระทู้ถามแยกเฉพาะของท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ก็คงได้คำตอบเป็นที่พอใจนะครับ ถึงแม้ บางส่วน ถนนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะไม่ชัดเจนก็ต้องถามมาใหม่นะครับ ต้องขออภัยด้วยไม่ได้ตั้งใจเสียดสีท่านณัฐวุฒินะครับ แต่พอท่านณัฐวุฒิถามเรื่องถนน ในจังหวัดสุพรรณบุรีผมก็ตะหงิด ๆ อยู่ ถ้าไม่พูดตรงนี้มามันค้างคาอยู่ในใจเพราะเมื่อก่อน มีคำร่ำลืออย่างนั้นนะครับ ขอบคุณท่านณัฐวุฒินะครับ และขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคมครับ ขอบคุณทุกท่านครับ ต่อไป🔗

๑.๓.๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๓๙ เรื่อง มาตรฐานอาหารฮาลาล (นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมอบหมายให้ นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ตอบ🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถาม เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง สาธารณสุขคือท่านสาธิต ปิตุเตชะ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน แต่เนื่องจากในวันนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุขติดภารกิจไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามได้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถาม ดังกล่าวออกไปเป็นวันพุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ นะครับ ฉะนั้นต่อไป🔗

๑.๓.๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๔๐ เรื่อง โครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา ช่วงระหว่างบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ🔗

ด้วยสำนักงาน รัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือแจ้งว่า เนื่องด้วยในวันนี้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยติดภารกิจที่นัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงมหาดไทย คือท่านรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นผู้มาตอบกระทู้ถามแทน🔗

ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้ซึ่ง มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงและสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้นะครับ ๑. นายประพาส เหลืองศิรินภา รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร ๒. นายอภิชาต ศุภจิตรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการส่วนระบบขนส่งทางราง กรุงเทพมหานคร ตอนนี้ ท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ มาอยู่ในห้องประชุมแล้ว ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านทรงศักดิ์ ทองศรี ก็พร้อมที่จะตอบกระทู้แล้ว เชิญท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ กติกาก็คือ เรามีเวลา ๒๐ นาที ฝ่ายละ ๑๐ นาทีนะครับ ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ ก็ขออย่าได้เกินเวลานี้ เชิญครับ🔗

นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการครับ ผม สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร จากเขตบางนาและเขตพระโขนง พรรคอนาคตใหม่ครับ จากกระทู้ถาม ที่ผมถามไปเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมขอเริ่มเลย โครงการรถไฟฟ้ารางเบาช่วงระหว่าง บางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนอื่นผมต้องขออภัยถ้าผมแจ้งเรื่องสายสีผิด เพราะว่า บางทีข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมันคลาดเคลื่อนและชอบรวมกับหลาย ๆ สาย ไม่แน่ใจว่าสีเทา หรือสีฟ้ากันแน่ โครงการนี้มีข้อมูลออกมาเป็นระยะ ๆ เป็นช่วงแล้วก็ไม่ค่อยมีความคืบหน้า สักเท่าไร ในฐานะที่ผมเองก็เป็นคนบางนาและตอนนี้ผมเป็นผู้แทนของคนบางนารวมถึง พระโขนงด้วย เห็นว่าโครงการนี้มีประโยชน์มากกับทั้งคนกรุงเทพฯ คนสมุทรปราการ นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนต่างชาติ เพราะรถไฟฟ้าเส้นนี้ไปสิ้นสุดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นท่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยครับ เท่าที่ทราบโครงการนี้แบ่งออกเป็น ๒ เฟส (Phase) ๑๔ สถานี ในเฟส (Phase) แรก ๑๒ สถานีเริ่มตั้งแต่สี่แยกบางนา ถึงสถานีธนาซิตี้ ในเฟส (Phase) แรก และในเฟส ๒ (Phase 2) เพิ่มอีก ๒ สถานีเข้าสู่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่บอกว่าโครงการนี้ข้อมูลออกมาเป็นระยะ ๆ ล่าสุดทางผู้บริหาร กทม. ก็ออกมาให้ข่าวเกี่ยวกับโครงการนี้ซึ่งตรงกับช่วงเวลาเดียวกับที่โรงเรียนนานาชาติ แห่งหนึ่งก็ออกมาให้ข่าวว่ามีการเปิดการเรียนการสอนและเปิดภาคเรียนและมีการพูดว่า เป็นโรงเรียนนานาชาติที่ทันสมัยที่สุดในกรุงเทพฯ ย่านกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ย่านบางนา ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วโรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ อันนั้นก็เป็นการตลาดของเขาผมเข้าใจได้ จริง ๆ แล้วโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้อยู่จังหวัดสมุทรปราการแล้วก็อยู่ติดกับสถานีธนาซิตี้เลย🔗

ผมขอเข้าคำถามแรกเลยแล้วกันนะครับ ผมอยากเรียนถามว่าโครงการ รถไฟฟ้าบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสถานะตอนนี้เป็นอย่างไร เป้าหมายเป็นอย่างไร รวมถึงกรุงเทพมหานครเองมีแผนที่จะทำประชาพิจารณ์ให้ทางประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็นหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียดครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมาย จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้มาตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๔๐ ซึ่งท่านสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่าน ส.ส.สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ กรุงเทพมหานครในนามพรรคอนาคตใหม่ ได้ถามในเรื่องโครงการรถไฟฟ้ารางคู่ขนาดเบา แอลอาร์ที (LRT) ซึ่งครั้งแรกผมก็ได้มีโอกาสได้ตรวจสอบติดตามดูสายสีเทาก็ปรากฏว่ามันเป็น สายอื่นไม่ใช่สายบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สายสีเทาน่าจะเป็นสายวัชรพลมานะครับ สายนี้ไม่มีสีเป็นสายบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเลย เป็นโครงการซึ่งทางกรุงเทพมหานคร ได้มีความสนใจในการแก้ปัญหาจราจร แล้วก็เป็นโครงการซึ่งเชื่อมโยงไปกับสายสีเขียว ซึ่งเป็นสายรถไฟฟ้าที่ กทม. ทำอยู่แล้วเป็นการเชื่อมโยงกันในการที่จะบริการประชาชน ในเรื่องการเดินทางให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ในเบื้องต้นก่อน กรุงเทพมหานครได้มีการจ้าง กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา เพราะโครงการเหล่านี้เวลาทำมันมีผลกระทบกับพี่น้องประชาชน เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ต้องมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาหาแนวทางในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน อันนี้ถือว่าขนาดรองนะครับ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในเขตพื้นที่เฉพาะ มีลักษณะเป็นระบบขนส่งมวลชนที่ส่งเสริมการเดินทางให้เข้าถึงระบบขนส่งมวลชนหลัก หรือฟีดเดอร์ (Feeder) โดยมีเส้นทางสายที่ว่าบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะทาง ประมาณ ๑๘.๓๐ กิโลเมตร คิดเป็นโครงการแบ่งเป็น ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ กับส่วนที่ ๒ ส่วนที่ ๑ ก็ประมาณ ๑๕.๓๐ กิโลเมตร ระหว่างบางนาไปถึงช่วงสถานีธนาซิตี้ อีกส่วนหนึ่ง ก็จะเข้าสู่สุวรรณภูมิประมาณ ๓ กิโลเมตรกว่า ๆ ก็มีการศึกษาโครงการแล้วก็เห็นว่า เป็นโครงการที่มีความเหมาะสมในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาจราจรได้ แต่ว่าโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่อยู่ในพื้นที่ของท้องถิ่นหลายท้องถิ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นส่วนของจังหวัดสมุทรปราการ องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว องค์การบริหาร ส่วนตำบลบางโฉลง องค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ แล้วก็ของบางพลีใหญ่ ซึ่งจำเป็น ต้องให้ท้องถิ่นให้ความเห็นชอบ ซึ่งท้องถิ่นทั้งหลายก็ให้ความเห็นชอบหมด แม้แต่ กรุงเทพมหานครเอง สภากรุงเทพมหานครให้ความเห็นชอบในหลักการให้กรุงเทพมหานคร ดำเนินการโครงการระบบขนส่งมวลชนดังกล่าว มีการประชุมกันตั้งแต่วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ ประชุมกันเห็นชอบร่วมกันว่าจะมีโครงการรถไฟฟ้าดังกล่าว แต่ว่าโครงการอย่างที่เรียน ท่านประธานว่าเป็นโครงการซึ่งอาจจะมีผลกระทบกับประชาชนแล้วก็มีผลกระทบกับ สิ่งแวดล้อม ขั้นตอนแรกก็มีการศึกษาอีไอเอ (EIA) ไป ส่งไปศึกษาอันนี้น่าจะเป็นครั้งที่ ๓ แล้ว แต่ว่ายังไม่เรียบร้อยดี แต่ว่าอีกขั้นตอนหนึ่งคือการรับฟังเสียงพี่น้องประชาชน สำหรับ แนวทางการดำเนินการการมีส่วนร่วมของประชาชน มันเป็นการสื่อสารข้อมูล ๒ ทาง โดยการดำเนินการเปิดเผยข้อมูลโครงการทั้งหมดที่ปรึกษาได้ออกแบบไว้เบื้องต้นว่า มีเส้นทางกี่กิโลเมตร มีสถานีอะไรกันบ้างและมีผลกระทบกับประชาชนอย่างไร เป็นข้อมูล ที่ชัดเจนโปร่งใส ในขณะเดียวกันก็มีการรับฟังความเห็นประชาชน รับฟังข้อเสนอแนะ ตลอดจนความต้องการของกลุ่มเป้าหมายซึ่งมีส่วนร่วมได้เสียต่อการพัฒนาโครงการควบคู่กันไป ทั้งระยะการศึกษาทั้งโครงการ ทั้งหมดเป็นการปฏิบัติตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘ และแนวทางการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนของนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วย ๓ ขั้นตอนด้วยกัน🔗

ขั้นตอนที่ ๑ มีการเตรียมการประกอบด้วยการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด มีการสำรวจ พื้นที่เบื้องต้น มีการศึกษาวิเคราะห์ชุมชน กำหนดกลุ่มเป้าหมายแล้วก็จัดเตรียมแผนงาน การดำเนินงานประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน อันนี้ก็ลงไปทำเป็นขั้นตอน🔗

ขั้นตอนที่ ๒. เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารและรับฟังความคิดเห็น ประกอบด้วย การติดประกาศเรื่องของโครงการทั้งก่อนและหลังการประชุม ๑๕ วัน มีการเผยแพร่ข้อมูล โครงการต่าง ๆ แล้วก็มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน อันนี้ขั้นตอนที่ ๒ นะครับ🔗

ขั้นตอนที่ ๓ มีการประเมินผล หลังจากมีการประชุมมีการรับฟังความคิดเห็น มีการประเมินผลการจัดทำรายงานข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะแนวทางที่ได้รับจาก การประชุมสัมมนามาประกอบการออกแบบรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมและจัดทำ รายละเอียดสรุปผลการดำเนินงานจากการประชุมสัมมนาด้วยนะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า กรุงเทพมหานครเองมีการจัดกิจกรรมในการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการจัดประชุมสัมมนา ๓ ครั้งด้วยกันและมีการประชุมย่อยด้วย รวมประมาณอีก ๓ ครั้งด้วยกัน ตั้งแต่ช่วงเวลา วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ผมเรียนเพิ่มเติมว่า การประชุมสัมมนา ครั้งที่ ๑ ก็ประชุมกันที่ห้องราชเทวี โรงแรมเอเชีย แล้วก็มีแบบประชุมย่อยด้วย ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้วในพื้นที่ที่ผ่าน ในห้องประชุมองค์การบริหาร ส่วนตำบลบางแก้ว องค์การบริหารส่วนตำบลบางโฉลงก็มีการประชุมสัมมนาเหมือนกัน มีการประชุมที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ แล้วก็มีของตำบลราชาเทวะก็เป็นการ รับฟังเสียงประชาชนเป็นกลุ่มย่อย แล้วก็มีการประชุมสัมมนาครั้งที่ ๒ อีก ประชุมที่โรงแรม เมเปิลศรีนครินทร์ ทำ ๓ ครั้ง ฟังเสียงประชาชน มีข้อมูล มีข้อเสนอแนะอะไรทั้งหลาย ก็เอามาเป็นข้อในการนำเสนอโครงการต่อไป ในเบื้องต้นก็ขอเรียนว่าโครงการที่มีผลกระทบ ต่อประชาชนเราก็พยายามเอาประชาชนมีส่วนแนวความคิดต่าง ๆ ก็มีประชาชนหลายท่าน มีข้อห่วงใย ข้อกังวลบ้าง แต่ว่าทางบริษัทที่ปรึกษาเองก็รับมาเป็นแนวทางในการกำหนด ทิศทางในการที่จะทำโครงการดังกล่าว แต่เรียนท่านประธานว่าโครงการนี้เป็นเพียง การเริ่มต้นเท่านั้นเองยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาอีไอเอ (EIA) ที่ยังไม่เรียบร้อยรอทาง เจ้าหน้าที่ของ กทม. ไปชี้แจงเรื่องผลกระทบอีกรอบหนึ่ง ในเบื้องต้นขอตอบเท่านี้ก่อนครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมเกียรติ มีอะไรจะสอบถามเพิ่มหรือไม่ครับ คำถามที่ ๒ เชิญครับ🔗

นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ แบบบัญชีรายชื่อ

คือจะบอกว่าโครงการนี้ ชาวบางนาเองก็ให้ความสนใจและให้ความสำคัญมากว่าเมื่อไรจะสร้างเสียที เพราะว่าจากที่บอก ก็คืออนุมัติหลักการไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เกือบ ๑๐ ปีแล้วครับ นี่ ๙ ปีแล้ว คือผมก็ติดตาม โครงการนี้อยู่หลังจากที่ทราบว่ากระทู้ถามผมเข้าสู่วาระการประชุม ผมก็ใช้เทคโนโลยี ในการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นผ่านการโหวตออนไลน์ (Online) ผ่านทางเพจ (Page) ของผม การโหวตก็ตั้งไว้ว่าชาวบ้านเห็นด้วยหรือไม่กับการที่ จะเพิ่มสถานีรถไฟฟ้ารางเบาตรงนี้มาที่หน้าสำนักงานเขตบางนาอีก ๑ สถานี ไม่ได้เป็นการแทรก เพิ่มต่อขยายไปจากสี่แยกบางนาไปที่ถนนสรรพาวุธซึ่งมีส่วนราชการตรงนั้นหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานเขตบางนา ศาลพระโขนง ไม่ว่าจะเป็นศาลอาญา ศาลแพ่ง การไฟฟ้า นครหลวงสาขาบางนา แล้วก็ติดกับท่าเรือวัดบางนานอกที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วยครับ ผลการโหวต ๙๑ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยว่าควรจะเพิ่มสถานีนี้ กับอีก ๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย ถ้านับเป็นจำนวนคนโหวตมีคนเข้ามาโหวตทั้งสิ้น ๑,๐๔๕ คน แบ่งเป็นเห็นด้วย ๙๔๙ คน และไม่เห็นด้วย ๙๖ คน ถือว่าเป็นผู้ที่เข้ามาโหวตตั้งแต่วันเสาร์ถึงวันอังคารเมื่อวาน ๖ โมงเย็น ที่ผ่านมาเพียงแค่ ๓ วันก็มี ๑,๐๐๐ กว่าคนเข้ามาโหวตผลตามนี้นะครับ นอกจากการใช้ เทคโนโลยีในการโหวตออนไลน์ (Online) แล้ว ผมก็ไปลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากประชาชนอยู่บริเวณ นั้นด้วย ผมรวบรวมสรุปเป็นคลิป (Clip) ประมาณแค่ ๓ นาที รบกวนเปิดคลิป (Clip) ครับ🔗

(เจ้าหน้าดำเนินการเปิดคลิปวีดิโอ)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมขออนุญาต ท่านสมเกียรติว่าคลิป (Clip) เอาพอประมาณไหมครับ เพราะว่าท่านรัฐมนตรีเหลือเวลาอีก ๒ นาที ถ้าท่านใช้เวลาทั้งหมดท่านรัฐมนตรีก็จะไม่มีเวลาตอบท่านมากนะครับ แต่ว่าถ้าท่าน ยังมีเด็ด ๆ ท้าย ๆ ก็เปิดไล่ไปก็ได้ แต่ต้องเข้าใจว่าเวลาเหลือแค่นี้นะครับ🔗

นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ แบบบัญชีรายชื่อ

จบแล้วครับ เดี๋ยวปิดคลิป (Clip) เลยครับ คือผมเข้าใจแล้วครับที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการแจ้งว่าโครงการนี้อนุมัติ หลักการไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ว่าทำไมสถานีถึงเป็นเช่นนี้ ข้อมูลที่สำคัญก็คือก่อนหน้านี้สำนักงาน เขตบางนาอยู่สถานีวัดศรีเอี่ยม แต่ปัจจุบันสำนักงานเขตได้ย้ายไปที่ตรงถนนสรรพาวุธประมาณ ๓ ปีแล้ว การพิจารณาตอนนั้นมันไม่อัปเดต (Update) เท่าตอนนี้ และในส่วนตรงนี้ก็มีสถานที่ ราชการเยอะไม่มีรถเมล์วิ่งเลยประชาชนเข้าไปติดต่อราชการลำบากมากครับ จากในคลิป (Clip) ก็เห็นว่าตรงนั้นประชาชนสัญจรลำบาก มีข้อดีก็คือใกล้กับตลาด ใกล้กับท่าเรือวัดบางนานอก ซึ่งข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมครับ ผมเลยอยากจะ สอบถามว่าเป็นไปได้ไหมว่าเราจะเพิ่มสถานีขึ้นมาตรงบริเวณนี้ จะเรียกว่าสถานีสำนักงาน เขตบางนาหรือศูนย์ราชการบางนา หรือว่าสถานีสรรพาวุธก็ได้เพิ่มเข้ามาเพราะว่าที่ผ่านมา มันไม่ได้ทำมาเป็น ๑๐ ปีแล้ว การเปลี่ยนแปลงผมคิดว่ามันน่าจะมีความเป็นไปได้ ขอให้ทาง กรุงเทพมหานครทบทวนและเพิ่มสถานีนี้เข้ามาในเฟส (Phase) แรกได้ไหมครับ ขอทราบ คำตอบครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในเบื้องต้นก็ต้องขอบคุณท่านผู้แทนที่ห่วงใยเรื่องของการขนส่งการเดินทางของ ประชาชน ความจริงโครงการนี้ประชาชนเห็นด้วยหมดจากการประชุมสัมมนาทั้ง ๓ ครั้ง แล้วก็ประชุมย่อยอีก ๓ ครั้ง แต่ว่าเนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ต้องศึกษา ความเป็นไปได้เรื่องของอีไอเอ (EIA) ไปด้วย แล้วก็เป็นโครงการที่มีผลกระทบต่อประชาชน สำหรับเรื่องของการเพิ่มสถานีผมเรียนอย่างนี้ครับว่าความจริงโครงการเดิมเหตุผลที่เรา ต้องการทำแค่ตรงนั้นเพราะว่าต้องการทำให้มันเร็ว ให้บริการประชาชนเร็ว แต่ว่าที่เรา ไม่สามารถเพิ่มสถานีไปได้อีกเพราะว่ามันเป็นจุดช่วงรอยตัดพอดีของเส้นสีเขียว ซึ่งตรงนั้น มันจะมีโครงสร้างของถนนจุดตัด ไม่ว่าจะเป็นถนนของระบบการทางพิเศษมันซับซ้อนกันมาก ถ้าเราจะเอารถไฟลอดผ่านไปมันต้องศึกษาความเหมาะสมค่อนข้างยุ่งยากมากและต้อง เวนคืนที่ดินข้างเคียงมหาศาลมาก ในเบื้องต้นเราก็เห็นว่าถ้าเราจะทำให้โครงการนี้มันเกิด ความรวดเร็วขึ้น เอาส่วนที่ ๑ เฟส ๑ (Phase 1) ไปก่อน ส่วนเรื่องของส่วนต่อขยายตามที่ ท่านผู้แทนท่านมีความต้องการ ในเบื้องต้นเราอาจจะมีโครงการเป็นแบบศึกษารูปแบบร่วมกัน ในการที่จะเอาประชาชนที่อยู่ในเขตช่วงต่อ ใช้ระบบอาจจะเป็นชัทเทิลบัส (Shuttle bus) ส่งต่อมาขึ้นรถไฟไปก่อนแล้วก็ศึกษาความเป็นไปได้ในอนาคตต่อไป ผมเชื่อมั่นว่าเรื่องการ พัฒนาเส้นทางคมนาคมหรือว่าโครงข่ายทั้งหลายมันคงไม่ได้อยู่ที่เดิมมันต้องมีต่อขยาย ไปเรื่อยตามงบประมาณ แล้วก็ตามโอกาสความเหมาะสมต่อไป ก็จะรับในส่วนที่ท่านผู้แทน ห่วงใยแล้วก็อยากจะเสนอให้ กทม. รับทราบต่อไปนะครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็ถือว่าเป็นการ จบกระทู้ถาม🔗

นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ แบบบัญชีรายชื่อ

คือเดี๋ยวทางคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ อาจจะไม่เข้าใจ คือส่วนต่อขยายของผมมันคล้าย ๆ กับบีทีเอส (BTS) สยามไปสนามศุภชลาศัย มันเพิ่มเข้ามาประมาณนี้ แล้วการที่บอกว่ามันมีความยากทางด้านเทคนิคหรืออะไรประมาณนี้ ผมอยากให้ทบทวนใหม่เพราะว่าโครงการนี้สำรวจมาเกือบ ๑๐ ปีแล้วครับ เทคโนโลยี ปัจจุบันผมเชื่อว่ามันไม่มีอะไรยากเกินที่จะทำ เพราะว่าถ้าจะรอไปเฟส ๒ (Phase 2) เฟส (Phase) แรกก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มเมื่อไร ซึ่งปัญหาในพื้นที่ตรงนั้นนอกจากที่บอกมีปัญหา รถบรรทุกที่ผมเคยตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไปแล้วเขาก็พยายามแก้ไขอยู่ แต่อยากให้เห็นถึงประโยชน์ตรงนี้ ถ้ามันสร้างขึ้นมามันไม่ใช่แค่ตรงนั้นด้วย เนื่องจากมันเชื่อมถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมินักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติก็อาจจะเข้าไปตรงท่าเรือ แม่น้ำเจ้าพระยาตรงจุดนั้นได้เลยครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรัฐมนตรี รับปากที่จะนำข้อมูลตรงนี้เสนอต่อกรุงเทพมหานครไปแล้วนะครับ ผมคิดว่าคงจะได้รับ การพิจารณาต่อไป ก็ถือว่าจบกระทู้ถามเรื่องโครงการรถไฟฟ้าสายสีเทาช่วงระหว่าง บางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขอบคุณท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กรุณาให้เกียรติห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะของพวกเรา ขอบคุณมากครับ🔗

๑.๓.๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๔๑ เรื่อง การแก้ปัญหาความเดือดร้อน ของชาวประมง ๒๒ จังหวัด (นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ตอบ🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีหนังสือแจ้งว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนนั้น ในการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน แต่เนื่องจากในวันนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ติดภารกิจเร่งด่วนไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามได้จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถาม ดังกล่าวออกไปเป็นวันพุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ นะครับ แจ้งให้ท่านสมาชิกและที่ประชุม ได้รับทราบ สำหรับวันนี้ก็ถือว่าจบการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมขอปิดการประชุมครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมขออนุญาตไประเบียบ วาระที่ ๒ นะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗

รับทราบเรื่อง วุฒิสภาได้พิจารณาและรับทราบรายงานความคืบหน้าในการ ดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (เดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒)🔗

โดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่า ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันอังคารที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้ พิจารณาและรับทราบรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (เดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน ๒๕๖๒) แล้ว ซึ่งเรื่องนี้สภาของเราก็ได้พิจารณาแล้วนะครับ🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก่อนที่จะไปวาระต่อไป ผมขออนุญาตหารือที่ประชุมครับ เนื่องจากว่าได้มี เรื่องที่มีกรรมาธิการได้ลาออกและกรรมาธิการว่างลงในบางคณะ เพราะฉะนั้นอยากขอหารือ ที่ประชุมว่าขออนุญาตนำระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ เพื่อตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่ง ที่ว่างลงขึ้นมาพิจารณาก่อน แล้วก็ตามด้วยการขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาของ คณะกรรมาธิการบางคณะ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสภาซึ่งคงจะใช้เวลาไม่มาก ก็ขออนุญาตถามที่ประชุมว่าจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าสมาชิกไม่มีความเห็น เป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบในการให้นำระเบียบวาระที่ ๗ ขึ้นมาพิจารณาก่อน🔗

ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ🔗

๗.๑ ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะสมาชิกภาพสิ้นสุดลง (นายกรณ์ จาติกวณิช)🔗

โดยประธานคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ ได้มีหนังสือแจ้งว่า ขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจากนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ขอลาออกจาก พรรคการเมืองที่ตนสังกัดเป็นสมาชิก ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มกรคม ๒๕๖๓ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๐๑ (๘) ตำแหน่งที่ว่างนี้เป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จึงขอเชิญพรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อกรรมาธิการพร้อมผู้รับรองนะครับ เชิญครับ🔗

นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอชื่อคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายชัยชนะ เดชเดโช ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ที่ประชุมเห็นชอบตั้งกรรมาธิการแทนคุณกรณ์นะครับ🔗

๗.๓ ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตาม การบริหารงบประมาณ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะสมาชิกภาพสิ้นสุดลง (พันตำรวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์)🔗

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก พันตำรวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ๔ ปี โดยไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓ อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๑๓) ตำแหน่งที่ว่างเป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ขอเชิญ พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อกรรมาธิการท่านใหม่พร้อมขอผู้รับรองครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตเสนอชื่อ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา แทนในตำแหน่งที่ว่างครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ท่านใหม่คือ ท่านมณเฑียร สงฆ์ประชา ต่อไปครับ🔗

๗.๔ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟู และพัฒนาเกษตรกร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่งเพราะลาออก (พลโท พงศกร รอดชมภู)🔗

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุน ฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการ แทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก พลโท พงศกร รอดชมภู ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) ตำแหน่งนี้เป็นกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคอนาคตใหม่ ขอเชิญพรรคอนาคตใหม่เสนอชื่อพร้อมผู้รับรองครับ🔗

พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขออนุญาตเสนอชื่อ นายคำพอง เทพาคำ แทนตำแหน่งที่ว่างของกรรมาธิการ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ก็ถือว่าที่ประชุมนี้ได้ให้ความเห็นชอบครับ ต่อไปครับ🔗

๗.๒ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำ ทั้งระบบ ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓🔗

เรื่องนี้ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหาร จัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาออกไปอีก ๙๐ วัน ตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เนื่องจากมีข้อมูลที่จะต้องพิจารณาศึกษาและต้อง รับฟังข้อเท็จจริงอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประชาชนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงขอขยายระยะเวลาไปอีก ๙๐ วัน ดังที่ได้เรียน ไว้แล้วครับ ท่านสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าท่านสมาชิกไม่คัดค้าน และไม่เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ก็ถือว่าที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบในการขยายเวลาของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบออกไปอีก ๙๐ วัน ที่ขออนุญาตเลื่อนมาก็เป็นไปตามที่ได้เรียนมาทั้งหมดนะครับ ต่อไปครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม🔗

รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง)🔗

ครั้งที่ ๒๐ วันพฤหัสบดีที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๒🔗

ครั้งที่ ๒๑ วันพุธที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๒🔗

ครั้งที่ ๒๒ วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๒🔗

ซึ่งได้วางให้สมาชิกได้ตรวจสอบไปก่อนแล้วตามระเบียบนะครับ ถ้าสมาชิก ไม่มีข้อคัดค้านหรือแก้ไข ก็ถือว่าสมาชิกรับรองรายงานการประชุมทั้ง ๓ ฉบับนี้นะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา🔗

ผมเรียนที่ประชุมว่าเราดูในระเบียบวาระจะเห็นว่ามีเรื่องที่ค้างพิจารณาอยู่ ทั้งหมด ๑๐๔ เรื่อง แล้วก็เสนอใหม่ ๑๒ เรื่อง ก็รวมเรื่องที่ค้างพิจารณา ๑๑๖ เรื่อง ซึ่งการที่เราได้ประชุมนัดพิเศษในแต่ละเดือนก็ทำให้เราสะสางไปได้พอสมควรนะครับ เดือนที่แล้วเราก็ผ่านไปได้ ๑๔ ญัตติ แต่เดือนนี้ก็ยังไม่แน่ใจเพราะว่าขณะนี้กำลังหารือเรื่อง วันเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าจะกินเวลาที่เราตั้งใจไว้หรือไม่ คือเดิมตั้งใจว่าวันสุดท้ายเราจะ ร่วมกันสะสางงานของเราอีกสักวันหนึ่ง แต่ว่าตอนนี้ยังไม่แน่ใจครับ เพราะว่าช่วงเวลาที่จะ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นก็อาจจะต้องกินเวลาไปถึงวันนั้น ซึ่งจะเรียนให้สมาชิกทราบ อีกทีหนึ่งหลังจากได้ข้อยุติแน่นอนแล้วครับ วาระที่ค้างพิจารณาสำหรับวันนี้ ก็คือ🔗

๕.๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาในเรื่องผลกระทบจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) พ.ศ. ๒๕๖๒ ประเด็นการทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นผู้เสนอ)🔗

(ค้างมาจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒)🔗

ขอเชิญเจ้าของญัตติครับ🔗

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ผมได้ขอยื่นญัตติครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ขออนุญาตครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกมีอะไร เชิญเลยครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ขออนุญาตหารือครับ คือผมได้เสนอญัตติ ที่ ๕.๔๓ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการประกอบธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทย ผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ ผมคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกันครับ ขออนุญาตพิจารณาร่วมกัน รวมญัตติครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านอยากให้รวมพิจารณา ใช่ไหมครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ลำดับที่เท่าไรนะครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

๕.๔๓ ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๕.๔๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการประกอบธุรกิจ ออนไลน์ในประเทศไทยผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ คุณภาสกรเป็นผู้เสนอ ท่านบัญญัติ เดี๋ยวครับ เห็นว่ามีเรื่องทำนองเดียวกันเดี๋ยวผมจะสอบถามเจ้าหน้าที่ให้อีกทีครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ ผมมีญัตติเรื่องที่เสนอใหม่ คือ ๖.๕ ญัตติ เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบการค้าตรง และการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (e-Commerce) ต่อเศรษฐกิจชุมชน ท่านประธาน ขออนุญาตรวมพิจารณาด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็มีเรื่องใหม่อีกเรื่องหนึ่ง ๖.๕ เรื่องที่ท่านภาสกรเสนอคือ ๕.๔๓ ก็ขออนุญาตที่ประชุมนำทั้ง ๓ ญัตตินี้มาพิจารณาพร้อม กันไปนะครับ มีของท่านผู้ใดที่ทำนองเดียวกัน ข้างหลังเชิญเลยครับ🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ด้วยความเคารพครับ ผมขอเห็นแย้งในญัตติ ๕.๔๓ แล้วก็อีกญัตติหนึ่งด้วยนะครับ เพราะว่า ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่อาจจะเป็นเรื่องภาษีหรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เหมือนกัน แต่ว่าประเด็นหลักมันไม่เกี่ยวข้องกันเท่าที่ควรนะครับ แล้วก็กรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ผู้เชี่ยวชาญที่แต่ละพรรคเตรียมไว้ ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องเฉพาะทางแล้วก็อาจจะไม่ได้ เกี่ยวข้องกับญัตติที่จะขอแนบเข้ามารวมกันสักเท่าไร ผมเกรงว่าการศึกษามันจะเพิ่มภาระให้ กรรมาธิการวิสามัญ แล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันโดยตรงด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เรื่องไปด้วยกันได้ไหมครับ ถ้าสภาเห็นว่าเรื่องที่ไปด้วยกันได้เราจะได้พิจารณา และตอนนั้นก็ต้องอาศัยกรรมาธิการ ที่จะต้องดู โดยอาจจะแยกประเด็นออกไปก็สามารถทำได้ เชิญสมาชิกครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ได้ฟังญัตติที่เพื่อนสมาชิกทั้ง ๓ พรรคได้เสนอ ให้รวมกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้าออนไลน์ (Online ) ในระบบการค้าเสรี ซึ่งปัจจุบันนี้ ญัตติต่าง ๆ ที่ค้างในการพิจารณาเยอะอยู่แล้ว ซึ่งค้างอยู่เป็น ๑๐๐ กว่าญัตติอย่างที่ ท่านประธานได้แจ้งในที่ประชุม แล้วเรื่องที่เสนอมาถึงชื่อมันจะแตกต่างในรายละเอียด กันบ้าง แต่ว่าโดยสโคป (Scope) ของการศึกษาอยู่ในเรื่องของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับ เรื่องของอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เรื่องของการค้าออนไลน์ (Online) ในปัจจุบัน ผมอยากให้นำมารวมกันทั้ง ๓ ญัตติ เพื่อให้สภาแห่งนี้ได้ประหยัดเวลาในการพิจารณาญัตติ ที่ค้างอยู่ของเพื่อนสมาชิก ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกยังยืนยันไม่เห็นด้วย ไหมครับ ผมคิดว่าถ้าไปกันได้เราพิจารณารวมกันไปก็จะประหยัดเวลาไปได้เยอะทีเดียว แต่ว่าถ้าไม่เห็นด้วยก็ต้องขอมติ ก็เรียนถามว่าสมาชิกยังยืนยัน เชิญเลยครับ🔗

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ญัตติที่ถูกเสนอที่เกี่ยวกับอีเพย์เมนต์ (e-Payment) อันนี้ เป็นเรื่องของภาษี เรื่องการจ่ายภาษีทางออนไลน์ (Online) แต่ว่าอีก ๒ ญัตติที่สมาชิก ได้กรุณาที่จะยื่นแนบประกบเป็นเรื่องของรูปแบบการประกอบธุรกิจ ก็อยากจะให้เพื่อนสมาชิก ในสภาได้พิจารณา เพราะจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกัน ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประเด็นแรกของญัตติที่ ๑ หัวข้อก็คือขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาในเรื่อง ผลกระทบจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) พ.ศ. ๒๕๖๒ ประเด็นการทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ไปด้วยกันได้ไหมครับ ท่านสิริพงศ์เชิญเลยครับ🔗

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมเป็นผู้ที่เสนอญัตตินี้ครับ ถ้าเราดูในหลักการและเหตุผล คือสิ่งที่ผมยื่นไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับ การเก็บภาษี แต่เป็นหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรประกาศใช้และมีผลกระทบต่อการทำธุรกิจ และการค้า ไม่ใช่เฉพาะออนไลน์ (Online) ด้วยนะครับ ออนไลน์ (Online) กระทบแน่นอน แต่กระทบกับการค้าทั้งหมด ผมจึงเห็นว่าเป็นญัตติที่สามารถพิจารณาร่วมกันได้ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าสมาชิกไม่เห็นด้วยก็ต้อง ขอมตินะครับ แต่ถ้าสมาชิกเห็นว่าไปด้วยกันได้เราก็ประหยัดเวลา ขอเรียนถามท่านสมาชิก อีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านยังยืนยันต้องขอมติ หรือเห็นว่าไปด้วยกันได้ก็ให้พิจารณารวมกันไป เชิญเลยครับ🔗

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เพื่อจะให้การประชุมดำเนินการไปได้ ผมก็ยินดีให้ญัตติรวมกันได้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เพราะฉะนั้น ญัตติที่เสนอมาก็จะเป็น ๓ ญัตติ🔗

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

ผมไม่ได้กำหนด🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกครับ ท่านสิริพงศ์ ไม่กำหนดเวลาอภิปราย แต่ท่านต้องประมวลเวลาด้วยตัวเองนะครับ บริหารเวลาด้วยตัวเอง เชิญครับ🔗

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตเริ่มใหม่เลยนะครับ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ผมและสมาชิกพรรคภูมิใจไทยได้ขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจาณาศึกษาในเรื่องของผลกระทบ จากการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) พ.ศ. ๒๕๖๒ ประเด็นการทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment)🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ หลังจากที่ญัตตินี้ได้ถูกบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม แล้วนั้นได้มีข้อซักถามจากท่านสมาชิกจำนวนมาก อีกทั้งได้รับข้อซักถามจากประชาชน จำนวนมากเช่นเดียวกันว่าเรื่องอีเพย์เมนต์ (e-Payment) เป็นอย่างไร หรือมีเนื้อหา สาระสำคัญอย่างไร ฉะนั้นผมจะขออนุญาตใช้เวลาสักครู่หนึ่งพูดถึงที่มาที่ไปของปัญหานี้ก่อน หากสมาชิกทุกท่านมองย้อนกลับไปตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้น เราจะเห็นได้ว่า โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากครับ เรียกได้ว่าตลอดระยะเวลาเพียง ๑๐ ปี โลกเปลี่ยน เร็วมากกว่าระยะเวลา ๓๐ ปีก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำไป บางคนเขาบอกว่าวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไป อย่างก้าวกระโดด ถ้าจะพูดภาษาให้ดูเป็นวิชาการหรือจะพูดภาษาคณิตศาสตร์เขาก็บอกว่า เทคโนโลยีในโลกนี้เติบโตขึ้นแบบสมการเอกซ์โพเนนเชียล (Exponential) ก็คือเรียบ ๆ มาแล้วก็กระโดดขึ้นทันที คนทั่วโลกมีความตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เคยมี นักวิชาการในประเทศหลายท่านนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ดอกเตอร์สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก็ได้กล่าวเอาไว้บ่อย ๆ ว่าวันนี้ โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก วันนี้การแข่งขันทางธุรกิจมีการแข่งขันที่เราไม่รู้เลยว่าคู่แข่งขันเรา คือใคร ในอดีตที่ผ่านมาเราค้าขาย เราทำธุรกิจ เราทราบว่าเรากำลังแข่งกับใคร ยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือในอดีตที่เราเคยเห็นโนเกีย (Nokia) แข่งกับโมโตโรลา (Motorola) แข่งกับ อีริคสัน (Ericsson) แต่โลกปัจจุบันมันเปลี่ยนไป คู่ต่อสู้ทางธุรกิจบางทีไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรู บางทีไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน ไม่มีความเกี่ยวพันกันใด ๆ ทั้งสิ้น แต่วันหนึ่งเมื่อเขาพร้อมเขาเปิดตัว ออกมาเขาสามารถทำให้คู่แข่งแม้แต่จะเป็นรายใหญ่กว่าล้มหายตายจากไปได้เลย ที่นักการตลาด หรือว่าคนรุ่นใหม่มักจะเรียกว่าดิสรัปชัน (Disruption) โนเกีย (Nokia) เป็นตัวอย่างที่พวกเรา ได้เห็นกัน บริษัทโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกผ่านไปข้ามคืนเดียวครับ ไม่ใช่เฉพาะ บริษัทโทรศัพท์ที่เจ๊งครับ บริษัทแป้นพิมพ์ก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ บริษัทผลิต แบตเตอรี่ก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ และสิ่งนี้มันเกิดขึ้นทั่วโลก ถามว่าปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลตระหนักไหม ผมมั่นใจว่ารัฐบาลให้การตระหนักเป็นอย่างมาก รัฐบาลพยายามออก มาตรการหลายต่อหลายอย่างครับ เพื่อรองรับ เพื่อเตรียมความพร้อม และสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมเชื่อว่ารัฐบาลอยากจะได้มากที่สุดก็คือข้อมูลในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รัฐบาล ได้ลองออกพร้อมเพย์ (PromptPay) ได้ลองออกโปรโมชัน (Promotion) ต่าง ๆ ออกมาให้ ประชาชนได้มาใช้ สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่สถานการณ์ในเมืองไทยก็ต้องเรียนว่าถ้าในแง่ ของการทำธุรกิจก็ถือว่าเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากนะครับ มีคนประเมินว่าในแต่ละปีมียอด การทำธุรกรรมทางออนไลน์ (Online) มีมูลค่าประมาณ ๓.๒ ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดที่สูง และมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้น ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ทุก ๆ ปี ปัญหาที่เราประสบอยู่คือวันนี้ ประชาชนที่สามารถปรับตัวได้เข้าไปค้าออนไลน์ (Online) แล้วครับ แต่ประชาชนที่ค้าขาย แบบดั้งเดิมไม่สามารถปรับตัวได้ เขามีคำถามมากมายครับ คำถามอย่างเช่นวันนี้เขาเปิดร้าน ขายสินค้า แต่เขาต้องไปเจอคู่แข่งที่ไม่เสียแม้กระทั่งแวต (VAT) ไม่เสียแม้กระทั่งภาษี นั่นทำให้ ความสามารถในการแข่งขันเขาลดลง วันนี้คนเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือที่จะจ่ายเงินแทนการพก เงินสด ธนาคารออกเครื่องมือต่าง ๆ มาให้บริการประชาชน อย่างเช่น การสแกน (Scan) ผ่าน คิวอาร์ โค้ด (QR code) ธนาคารทุกธนาคารลดจำนวนพนักงานลงเพราะคนเดินทางเข้าธนาคารลดลง คนไปใช้บริการ หน้าเคาน์เตอร์ลดลง เขาหันมาใช้บริการทางโทรศัพท์มือถือกันหมด นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น ในประเทศไทย แต่บังเอิญครับ บังเอิญว่าวันนี้พอเราเห็นว่าประชาชนมีแนวโน้มไปทำธุรกรรม ทางออนไลน์ (Online) มากขึ้น รัฐบาลก็มีมาตรการที่อยากจะได้ข้อมูล อยากจะสร้าง ความเท่าเทียมในการเสียภาษี อยากจะสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีเหล่านี้ได้ สิ่งนี้ ผมเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิดนะครับ เป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกรัฐบาลและทุกประเทศพึงกระทำ แต่สิ่งที่ผมยื่นญัตตินั้นคือผมยื่นญัตติถึงวิธีการ วันนี้จึงเป็นที่มาของการแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร ฉบับที่ ๔๘ โดยหลักเกณฑ์ของประกาศนี้ระบุเอาไว้เช่นนี้ครับ สำหรับให้ ธนาคารทุกธนาคารส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรในกรณีที่🔗

๑. เงินฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ ๓,๐๐๐ ครั้งขึ้นไป รับเงินฝาก หรือรับเงินโอนเข้าบัญชีรวมกันเกิน ๓,๐๐๐ ครั้งขึ้นไปครับ หมายความว่าใน ๑ ธนาคาร คือหลักเกณฑ์นี้เขาผูกเอาไว้กับ ๑ ธนาคารต่อ ๑ เลขที่บัตรประชาชนครับ หมายความว่า ถ้าเราไปเปิดบัญชีอยู่ในธนาคาร ก จะมีกี่บัญชีก็ช่างเอามารวมกันต่อ ๑ คน ถ้าเกิน ๓,๐๐๐ ครั้ง ต้องส่งสรรพากร ลองเฉลี่ย ๓,๐๐๐ ครั้งต่อปี ก็เท่ากับวันละ ๘ ครั้งครับ🔗

หลักเกณฑ์ที่ ๒ ฝากหรือรับเงินโอนทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ ๔๐๐ ครั้ง และมี ยอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ ๒ ล้านบาทขึ้นไป ก็คือมีเงินฝาก ๔๐๐ ครั้ง และยอดรวมเกิน ๒ ล้านบาท ต้องส่งบัญชีให้กับสรรพากร ต้องส่งข้อมูลให้กับ สรรพากร โดยการส่งข้อมูลนี้ท่านชี้ชัดครับว่าจะเข้าข่ายธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ทันที ที่ท่านประกาศกฎหมายข้อนี้ขึ้นมา ที่ท่านประกาศข้อบังคับข้อนี้ขึ้นมามีการพูดถึงกันอย่าง กว้างขวาง สำหรับผมได้ยื่นญัตตินี้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมครับ เพราะหวังว่าจะสามารถแก้ไข ได้ทันท่วงเวลา ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๒ และกำหนดว่า ทุกธนาคารจะต้องส่งข้อมูลให้กับสรรพากรภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓ เหลือเวลาอีกแค่ เดือนเศษ ๆ ก็ไม่ทราบว่าจะทันหรือเปล่า แต่ก็จะพยายามอย่างเต็มที่ ปัญหาที่มันเกิดขึ้น คืออย่างไรครับ วันนี้เราจะเห็นได้ว่าเจตนาของรัฐบาลต้องการที่จะเอาผู้ค้าออนไลน์ (Online) มาเข้าระบบ ต้องการที่จะเก็บภาษีให้เป็นธรรม แต่เกณฑ์ที่ท่านกำหนดมาวันนี้ผมจะชี้ให้ท่าน เห็นว่ามันทำให้การค้าออนไลน์ (Online) เป็นธรรมหรือไม่ วันนี้ผู้ค้าออนไลน์ (Online) รายย่อยเขาไปเปิดบัญชีกับธนาคารทุกธนาคารเรียบร้อยแล้วครับ ในเมืองไทยมีอยู่ประมาณ ๑๕ ธนาคาร ๑ ธนาคารได้ ๓,๐๐๐ ครั้ง เขาไปเปิดบัญชี ๑๕ ธนาคารเรียบร้อยแล้ว แล้วถามว่า เราได้ข้อมูลนี้ไหม คำตอบคือไม่ได้ครับ วันนี้มีอาชีพใหม่ที่น่าสนใจมาก คือรับจ้างเปิดบัญชี เพื่อหลบเลี่ยงภาษี วันนี้เราได้ข้อมูลนั้นไหมครับ ไม่ได้ครับ ผู้ประกอบการรายใหญ่ขึ้นมาหน่อย เขาไม่จำเป็นครับ เขาไม่จำเป็นที่จะต้องมาใช้วิธีนี้แล้ว เขาเอาบัตรเครดิตไปผูกบัญชีเอาไว้ แล้วถ้าจะจ่ายเงินก็จ่ายเข้าบัตรเครดิต จะซื้อของก็ใช้บัตรเครดิตซื้อ ถามว่าเราได้ข้อมูลนี้ไหม ไม่ได้เช่นเดียวกันครับ ใหญ่ขึ้นมาอีกไปเปิดบริษัทอยู่ต่างประเทศ แล้วก็ไปขายของผ่านแอปพลิเคชัน (Application) ต่างประเทศที่เรายังเก็บภาษีเขาไม่ได้ และเราถามว่าเราได้ข้อมูลเหล่านี้ไหม ก็ไม่ได้อีกเช่นเดียวกันครับ ฉะนั้นตัวอย่าง ๓ ๔ ๕ ตัวอย่างนี้ มันแสดงให้เห็นแล้วว่าหากท่านต้องการจะจัดการกับระบบฐานข้อมูลหรือระบบ ภาษีของผู้ค้าออนไลน์ (Online) เกณฑ์นี้ไม่เวิร์ก (Work) และผลกระทบกับผู้ค้าทั่วไปหรือผู้ที่ ไม่มีความสามารถในการปรับตัวล่ะครับเป็นอย่างไร ยกตัวอย่าง เราลองไปดูที่ตลาดไท ตลาดค้าส่งผลไม้ ในอดีตที่ผ่านมาคนจะซื้อผลไม้เพื่อไปทำอุตสาหกรรม เพื่อไปทำผลไม้ กระป๋อง เขาขับรถไปขนผลไม้ขึ้นรถถ่ายรูปส่งให้คนซื้อดู คนซื้อโอนเงิน วันนี้เขาไม่รับเงินโอน แล้วครับ เขารับเงินสดอย่างเดียว หมายความว่าคนที่จะซื้อของ คนขับรถต้องถือเงินมาด้วย ขนของขึ้นรถแล้วก็เอาเงินจ่ายยื่นหมูยื่นแมว ไม่ใช่เฉพาะวงการขายของสดอย่างเดียว วงการ ขายส่งทั่ว ๆ ไป ร้านค้าบอกว่าวันนี้ดิสทริบิวเตอร์ (Distributor) เอาของมาส่งให้ จะโอนเงิน ไปให้เขาบอกว่าไม่ต้องโอนเงินแล้วนะเจ๊ เดี๋ยวผมจะขับรถกลับไปเอาเงินสดกับเจ๊เอง นี่คือสิ่งที่ เกิดขึ้นครับท่านประธาน ร้านค้า ร้านรวงต่าง ๆ ที่ธนาคารเขาพยายามเอาคิวอาร์ โค้ด (QR code) ไปวางเอาไว้ แล้วก็บอกว่าต่อไปนี้เราจะไปสู่แคชเลส โซไซตี (Cashless society) เราจะเป็นสังคม ไร้เงินสด วันนี้ร้านค้าก็ไม่อยากรับสแกน คิวอาร์ โค้ด (Scan QR code) แล้วครับ ถามว่าทำไม กลัวเสียภาษีหรือ คำตอบก็คือทุกคนกลัวเสียภาษีหมดครับ แต่ทุกคนยินดีจะเสียภาษี ในสัดส่วนที่เขาสมควรจะเสีย สิ่งที่เขากลัววันนี้เขาไม่ได้อยากจะหลบเลี่ยงภาษี แต่เขากลัวว่า เขาจะถูกประเมินภาษีเพิ่ม เพราะอยู่ดี ๆ การทำธุรกรรมทางการเงินของเขากำลังจะถูกส่ง บัญชีไปที่สรรพากรแล้วบอกว่าเป็นธุรกรรมลักษณะเฉพาะ เขาเคยเสียอยู่แล้วเขาก็หวั่นเกรงว่า เขาจะเสียเพิ่ม รัฐบาลเรามีนโยบายออกมาว่า ๑ บัญชี วัน แอคเคานต์ (One Account) ให้ผู้ประกอบการทั้งหมดทำบัญชีแค่บัญชีเดียวเพื่อสิทธิประโยชน์ทางดอกเบี้ยจากธนาคาร ง่ายต่อการตรวจสอบ แต่พอกฎเกณฑ์นี้ออกมาเท่านั้นครับ เปลี่ยนจากแต่ก่อนเขาอาจจะมี ๒ บัญชี ๓ บัญชี เป็น ๕ บัญชีทันที ๕ บัญชีคืออะไรบ้างครับ ๑. บัญชีส่งสรรพากร ๒. บัญชี เงินสดมีแวต (VAT) ๓. บัญชีเงินสดไม่มีแวต (VAT) ๔. ออนไลน์ (Online) มีแวต (VAT) ๕. ออนไลน์ (Online) ไม่มีแวต (VAT) นี่คือสิ่งที่ผมชี้ให้เห็นครับว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น มันกำลังเป็นปัญหาและกำลังเป็นอุปสรรคต่อการที่เราจะก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด หรือแคชเลส โซไซตี (Cashless society) วันนี้หากเรามองว่ายอดค้าขายในออนไลน์ (Online) มีมูลค่าสูง และเราต้องการจะเอาเข้าระบบนั้น เราต้องหาวิธีที่มีความซับซ้อนกว่านี้ครับ วิธีแก้ปัญหา เช่นนี้มันเหมือนกับว่าวันนี้กุ้งฝอยราคาดี เราเห็นกุ้งฝอยอยู่ในบ่อน้ำจำนวนมาก เราก็เอาไฟฟ้า ไปช็อต เพราะเราอยากจะเอากุ้งฝอยมาขาย คำตอบก็คือกุ้งฝอยบางตัวตาย กุ้งฝอยบางตัวรอด แต่แน่นอนครับปลาตายจำนวนมากเช่นเดียวกัน นี่เท่ากับว่าการแก้ปัญหามันแก้ปัญหา ไม่ตรงจุด ผมและคณะจึงได้ขอเสนอให้สภาแห่งนี้ช่วยกันตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อศึกษาถึงผลกระทบของประมวลรัษฎากรนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสังคม ผลกระทบต่อวิถีชีวิต และผมก็ต้องฝากท่านกรรมาธิการที่จะตั้งด้วยว่าหากเราตั้งแล้วเราต้องมาลองทบทวนดูครับ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องเฉพาะสรรพากรหรือกระทรวงการคลังเท่านั้น เรื่องนี้ กระทรวงพาณิชย์ก็เกี่ยว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็เกี่ยว กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ก็เกี่ยว และที่เกี่ยวที่สุดคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะทุกกระทรวงวันนี้เราออกไปผลักดันให้ประชาชนบอกเธอค้าออนไลน์ (Online) สิ แต่สุดท้ายเรามาโดนดักตีด้วยสรรพากร ฉะนั้นวันนี้ทุกหน่วยงานจะต้องมาพูดคุยกันครับว่า ประกาศนี้ ประมวลรัษฎากรนี้มีปัญหาและอุปสรรคต่อกระทรวงต่าง ๆ ในการที่เขาจะผลักดัน นโยบายของเขาหรือไม่ ผมขอเสนอท่านกรรมาธิการคณะนี้ ในการพิจารณาท่านต้องหาวิธีที่จะ เอาข้อมูล หรือวิธีที่จะเรียกเก็บภาษีของประชาชนในลักษณะของการค้าออนไลน์ (Online) เช่นนี้ ไม่ใช่ด้วยวิธีการบังคับ แต่เป็นวิธีการสมัครใจ ถ้าภาษาอังกฤษเขาก็บอกว่าก็ควรจะไปให้ แทกซ์ คอมเพนเซต (Tax Compensate) หรือแทกซ์ แอดแวนเทจ (Tax Advantage) กับเขา หรือให้สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจเขาเข้ามาสู่ระบบของเรา ถ้าวันนี้ท่านยังคิดตัวอย่างไม่ออก ท่านเคยทำมาแล้วครับ ๑ ตัวอย่าง นั่นก็คือชิมช้อปใช้ วันนี้ท่านจะเห็นเลยครับ ทันที ที่รัฐบาลประกาศชิมช้อปใช้ ร้านค้าต่าง ๆ ทันทีที่เขารู้ว่าเขาต้องลงทะเบียนเขาถึงจะ สามารถรับเงินชิมช้อปใช้ได้ นั่นเขายินดีเข้าระบบด้วยความสมัครใจ ท่านต้องไปใช้มาตรการ ลักษณะนี้กับเขาครับ และท่านจะต้องเคลียร์ให้ชัดกับประชาชนของเราว่าในการประกาศ ในการแก้ประมวลรัษฎากรนั้นจุดประสงค์ของเราคืออะไร วันแรกท่านประกาศใช้ท่านบอกว่า ประกาศเพื่อจะเก็บภาษีให้เท่าเทียม สักพักหนึ่งพอมีกระแสสังคมมากขึ้นท่านบอกว่าวันนี้ ท่านประกาศ เพราะท่านต้องการอยากจะได้แค่บิ๊ก ดาต้า (Big Data) ซึ่งมันคนละเรื่องกัน วันนี้มันก็ต้องไปให้ชัดก่อน เพราะเราบังคับใช้กฎหมาย ๑ ครั้ง คนเดือดร้อนคือประชาชน ทั้งประเทศ เราต้องตกผลึกความคิดของเราก่อนว่าเราจะประกาศกฎหมายตัวนี้เพื่ออะไร ผมยังจะเสนอให้ท่านกรรมาธิการพิจารณาต่อไปอีกครับว่าแทนที่เราจะมาออกมาตรการ เช่นนี้ เราไปออกมาตรการที่มันใหญ่กว่านี้ไม่ดีหรือ อย่างเช่น การออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษี ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ซึ่งเรายังทำไม่ได้ ภาษีที่เราควรจะเก็บ ไม่ใช่มาเก็บกับ คนไทยที่เขาเริ่มหาช่องทางในการค้าขาย แต่เราควรจะไปเก็บกับคนต่างประเทศที่เขามาอาศัย ประโยชน์จากพวกเรา อย่างเช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) วันนี้เสียเงินโฆษณาไปภาษีไม่เสียสักบาท ยูทูบ (YouTube) อะเมซอน (Amazon) ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นนะครับ ถ้าเราไม่แก้ตัวนี้เราก็จะเห็น ประชาชนของเราได้รับการเอาเปรียบ วันนี้ท่านจะเห็นตัวอย่างหลายตัวอย่าง ซื้อของจาก เว็บไซต์ (Website) ต่างประเทศ ราคาเห็นในเว็บไซต์ (Website) พอใจแล้ว ส่งมาถึงบ้าน ปรากฏว่าไปรษณีย์แกะกล่องขึ้นมาบอกว่าสินค้าเธอยังไม่เสียภาษี โดนภาษีสรรพสามิตเข้าไป โดนแวต (VAT) เข้าไป นี่เท่ากับว่าประชาชนของเราถูกเอาเปรียบจากผู้ค้าต่างประเทศทันที ฉะนั้นกฎหมายที่ท่านควรจะพิจารณาคือการออกกฎหมายเพื่อจะเก็บภาษีจากธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ให้ได้🔗

ประเด็นต่อไปที่จะต้องฝากท่านกรรมาธิการไปพิจารณา นั่นก็คือกลไกของรัฐ ในการที่จะเอื้อให้ผู้ประกอบการในไทยมีความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ วันนี้ เราพูดถึงอีวอลเลต (e-Wallet) วันนี้ในประมวลรัษฎากรนี้ก็พูดถึงอีวอลเลต (e-Wallet) ที่จะต้องส่งรายงานให้กรมสรรพากรเช่นกัน แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าการที่ใครจะเป็นเจ้าของธุรกิจอีวอลเลต (e-Wallet) ในประเทศไทยนั้นดูเหมือนมันเป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน กฎกติกามีเยอะแยะมากมาย เข้าใจได้ครับ หากท่านจะบอกว่ามันเป็นเหตุผลทางความเชื่อมั่น มันเป็นเหตุผลในการที่จะ คุ้มครองผู้บริโภค วันนี้ท่านมีเกณฑ์ครับว่าคนจะทำธุรกิจอีวอลเลต (e-Wallet) ต้องมีเงิน ฝากประจำเป็นหลักประกันเอาไว้ ๒๐๐ ล้านบาท คำว่า ๒๐๐ ล้านบาท ถามว่าเยอะไหม เยอะครับ ถามว่าน้อยไหม น้อยมากสำหรับรายใหญ่ แต่ถามว่า ๒๐๐ ล้านบาทเป็นสาระ สำคัญไหม ไม่ใช่ครับ เพราะผมเชื่อว่าคนที่ทำธุรกิจอีวอลเลต (e-Wallet) หรือทำธุรกิจอื่นใด ก็ตามเขาทำได้วงเงินเท่าไรอยู่ที่วงเงินเขาค้ำประกัน แต่วันนี้ถ้าท่านตั้งกำแพง ๒๐๐ ล้านบาท หมายความว่าคนชั้นกลางชั้นล่างไม่มีสิทธิเข้าสู่ธุรกิจนี้ครับ ต้องมีแต่คนรวยเท่านั้น ส่วนเส้นทางการเงินมันแน่นอนครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยท่านต้องส่งให้ ปปง. เพื่อไป ตรวจสอบเส้นทางทางการเงินเพื่อป้องกันเงินผิดกฎหมายเข้ามา อันนี้เห็นด้วยครับ แต่ขั้นตอน ของท่านนานไป บางรายยื่นไป ๒ ปี บางรายยื่นไป ๒ ปียังไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งผมเห็นว่า มันไม่ควรจะเป็นมาตรฐานของประเทศไทยในยุคปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุทั้งปวงนี้ผมจึงเห็นว่า พวกเราควรจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะ ระบบยุคใหม่มันขับเคลื่อนได้และเราไหวตัวก่อน เพราะวันนี้ถ้าท่านติดตามข่าวท่านก็จะเห็นว่า ในโลกของเรากำลังจะมีเงินสกุลอื่น ๆ ที่เป็นเงินสกุลดิจิทัลเกิดขึ้นมาเยอะมาก หากเราไม่หาทาง เตรียมรับมือไว้ก่อนและเรามาแก้ปัญหาเมื่อสายเกินไป วันนั้นเงินของไทยจะหลั่งไหลไปที่ใด เราก็ไม่อาจทราบได้ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าประชาชนมีความยินดีที่จะเสียภาษี ที่เท่าเทียมกันบนพื้นฐานที่เขาไม่คลางแคลงใจว่าวันนี้ทำไมฉันเป็นรายย่อยแล้วฉันถูกรีดภาษี แต่รายใหญ่กลับได้รับการยกเว้นภาษีโดยตลอด ดังนั้นความหวังครั้งนี้ผมจึงขอฝากไว้กับ ท่านกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสิริพงศ์ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมีญัตติทำนองเดียวกันอีก ๒ ฉบับที่จะต้องนำเสนอ🔗

๕.๔๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาผลกระทบจากการประกอบธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทยโดยผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ (นายภาสกร เงินเจริญกุล เป็นผู้เสนอ)🔗

คุณภาสกรครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสรวมญัตติพิจารณาเรื่องที่อยู่ในทำนองเดียวกันนะครับ ผมได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ผลกระทบจากการประกอบธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทยผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ คือผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะช่วยพี่น้องชาวไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อย่างนี้ ท่านประธานครับ ณ วันนี้เราอยู่ในช่วงของเทคโนโลยีหรือการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีหรือที่ เราเรียกดิสรัปชัน (Disruption) อันนี้มันเป็นอย่างไร มันส่งผลกระทบต่อระบบธุรกิจของ บ้านเรา รวมถึงการใช้ชีวิตของคนเราในปัจจุบันด้วยนะครับ และการใช้ชีวิตของเรา ณ วันนี้กำลังเข้าสู่ภาวะผู้สูงวัย แล้วคนรุ่นใหม่ก็เติบโตขึ้นมา ทั้ง ๒ เจน (Gen) การใช้ชีวิตแตกต่างกันค่อนข้างมากนะครับ และเทคโนโลยีหรือการค้า ณ ปัจจุบันก็เปลี่ยนไป แนวโน้มการค้าขาย ณ ปัจจุบันก็จะย้าย ขึ้นไป หรือเรียกว่าทรานส์ฟอร์ม (Transform) ขึ้นไปอยู่บนโลกออนไลน์ (Online) กันหมด เยอะแยะมากมาย อย่างที่เราเห็นกันว่า ณ วันนี้การชอปปิง (Shopping) ผ่านแอปพลิเคชัน (Application) ผ่านออนไลน์ (Online) แนวโน้มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ มูลค่าเท่าไร เดี๋ยวรบกวน เปิดสไลด์ (Slide) นิดหนึ่งครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

จะได้เห็นมูลค่าว่าทำไม ต้องมาพูดกันเรื่องอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ข้อมูลผมได้จากสำนักงานพัฒนาธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ จะเห็นว่ากราฟด้านซ้ายเราจะมีปี ๒๕๕๘-๒๕๖๑ ปี ๒๕๕๘ มูลค่าทางธุรกิจ ในประเทศไทยทั้งหมดที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ประมาณ ๒.๒ ล้านล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ๓.๑ ล้านล้านบาท ๓.๑ ล้านล้านบาท ตัวเลขผมเชื่อว่าในสภานี้ก็น่าจะคุ้นเคยตัวเลขนี้นะครับ ใกล้ ๆ งบประมาณที่เราพิจารณาในปี ๒๕๖๓ จะเห็นว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๘-๒๕๖๑ ในระยะเวลา ๓-๔ ปี มันเพิ่มขึ้นถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีแนวโน้มที่ไม่ได้ลดลงเลยก็คือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าผมจำไม่ผิดตัวเลขปี ๒๕๖๒ น่าจะโดดไปถึง ๓.๖ แล้ว แต่พอดีตัวเลขอันนี้ผมยังไม่เห็น อยู่ราว ๆ ประมาณนี้ ก็เห็นว่าตัวเลขนี่มันเติบโตไปเรื่อย ๆ ฉะนั้นถ้าเราไม่คุยกันเรื่องนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะคุยกันเรื่องไหนแล้วครับ มาดูด้านขวามือนิดหนึ่งว่าเป็นมูลค่าของอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ในรายงานเขาแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทธุรกิจ จริง ๆ เราอาจจะแบ่งมาก กว่านั้นก็ได้ อาจจะเป็น ๔-๕ ประเภท ผมเอาตามเขาแล้วกันจะได้เห็นกันง่าย ๆ อันดับที่ ๑ เป็นสีชมพูก็เป็นฺบีทูบี (B2B) ก็คือบิสซิเนส ทู บิสซิเนส (Business to Business) ก็หมายถึง บริษัทขายให้บริษัท อันที่ ๒ ที่เป็นสีเขียวก็คือบีทูซี (B2C) บริษัทขายให้ผู้บริโภคก็คือเหมือนที่ ตามบ้านตอนนี้ก็ไปซื้อของบนออนไลน์ (Online) ชอปปิง (Shopping) กันในแอปพลิเคชัน (Application) ในเว็บไซต์ (Website) ต่าง ๆ ก็แล้วแต่ อันสุดท้ายเป็นสีน้ำเงินเป็นบีทูจี (B2G) ก็คือบริษัทอาจจะทำการค้ากับทางภาครัฐ มาดูวิเคราะห์ของปี ๒๕๕๘ ครับ จะเป็นกราฟ ทางขวามือสุดจะเห็นว่าสีชมพูกินไปถึงราว ๆ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผู้บริโภคที่ซื้อขายกันในเว็บไซต์ (Website) ในแอปพลิเคชัน (Application) ซื้อตามบ้านก็มีอยู่ราว ๆ สัก ๒๕-๓๐เปอร์เซ็นต์ จากกราฟ ถ้าเราวิเคราะห์แล้วดูผ่านไปเรื่อย ๆ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ แล้วจบปี ๒๕๖๑ จะเห็นว่าบีทูซี (B2C) หรือผู้บริโภคที่ซื้อของผ่านแอปพลิเคชัน (Application) ไม่ว่าจะเป็น นักศึกษา แม่บ้านที่อยู่ตามบ้านก็แล้วแต่ มันกินพาย (Pie) เนื้อเค้ก (Cake) ตัวนี้มาเรื่อย ๆ หมายถึงว่าผู้บริโภคที่ซื้อขายผ่านทางออนไลน์ (Online) มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ การทำการค้าระหว่างบริษัทกับบริษัทถูกกินมาร์เกต แชร์ (Market share) ไป แต่ไม่ได้หมายถึงว่า ลดลง เขาลดลงแต่ว่าถ้าตามอัตราส่วนแล้วคนที่ซื้อของจากทางบ้านเพิ่มขึ้น หมายความว่า คนเริ่มเชื่อใจในการซื้อของออนไลน์ (Online) มากขึ้นเรื่อย ๆ คนรุ่นใหม่ที่ซื้อของผ่านออนไลน์ (Online) ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน ขณะที่ธุรกิจออนไลน์ (Online) เติบโต ๆ แล้วเราปล่อย โดยไม่มีการคอนโทรล (Control) บางอย่าง ผมก็คิดว่าอนาคตเราจะจัดการมันค่อนข้างยาก ในขณะวอลลูม (Volume) ธุรกิจทั้งประเทศค่อนข้างที่จะใหญ่และแนวโน้มไม่ได้ลดลงเลย อันนี้มองให้เห็นว่าเป็นโอกาสของผู้ประกอบการเหมือนกันที่จะเข้ามาทำตลาดอันนี้ ลองสังเกต รายใหญ่ตอนนี้เข้ามากันหมดแล้วนะครับ ทำมาร์เกตเพลส (Marketplace) ออมนิ แชนเนิล (Omni-Channel) กันหมด ออมนิ แชนเนิล (Omni-Channel) คือหมายความว่าเขาสามารถ ที่จะติดต่อกับผู้ซื้อได้ในหลายช่องทาง ผมไม่จำเป็นต้องไปซื้อของในห้างแล้ว ไปรับของในห้าง หรือผมไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อและรับของที่ร้านสะดวกซื้อ เดี๋ยวอนาคตเราจะเจอแบบนี้ เยอะแยะ สั่งของที่นี่ไปรับที่โน่น สั่งของที่โน่นมารับที่นี่เต็มไปหมดหลายวิธีหลายช่องทาง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ช่วยธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) หรือผู้ประกอบการหน้าใหม่ เด็กรุ่นใหม่ ที่อยากเป็นเจ้าของลืมไปเลยครับ ไม่มีทางเกิดได้ในตลาดมูลค่าขนาดนี้ ข้อมูลที่ผมได้มาก็คือ จากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะสังเกตเห็นในลักษณะนี้ ขอสไลด์ (Slide) หน้าต่อไปนิดหนึ่งครับ ทั้งผู้ประกอบการแล้วก็ทั้งผู้ขาย ณ วันนี้เขาเชื่อมั่น แล้วว่าธุรกิจออนไลน์ (Online) เกิดแน่ ๆ และมาแน่นอน ทั้งคู่ก็มองหาวิธีว่าจะทำอย่างไร ให้เกิดกันในนี้ได้ รายเล็กก็ยากหน่อย แต่ข้อดีของธุรกิจอันนี้คือว่าเราไม่สามารถรู้หรอกว่า ใครมีเงินมากกว่าใคร บริษัทใครใหญ่กว่าใคร ถ้าเกิด ณ วันนี้เราเดินไปห้างเราก็จะรู้ว่าห้างนี้ ของคนโน้น ห้างนี้ของคนนี้ ห้างนี้ของคนนั้น บริษัทนี้น่าจะเล็ก น่าจะใหญ่ แต่ในธุรกิจ ออนไลน์ (Online) ท่านไม่สามารถเห็นว่าบริษัทหรือคุณกำลังซื้อของกับคนนี้เขามีความ น่าเชื่อถือแค่ไหน เขาใหญ่แค่ไหน เขาเล็กแค่ไหน หรือสั่งของแล้วได้หรือไม่ได้ แต่วันนี้มีคน เชื่อแล้วว่าสั่งของแล้วได้ ความเชื่อมั่นเริ่มเกิดธุรกิจเลยขยาย ทีนี้ผมเลยทำชาร์ต (Chart) อันหนึ่งให้เห็นว่าวงจรหรือการค้าออนไลน์ (Online) ให้เห็นกันคร่าว ๆ ง่าย ๆ ว่ามีอะไรบ้าง ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง อันที่ ๑ ก็คือผู้ผลิตโรงงานส่วนใหญ่ก็ต้องมาจากประเทศจีน ส่วนใหญ่เลยในแพลตฟอร์ม (Platform) อันที่ ๒ ก็คือแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซ (Platform e-Commerce) ถ้าเปรียบก็เหมือนห้างหรือตลาดที่เราไปซื้อของกัน ณ วันนี้ แต่วันนี้มันย้าย ขึ้นไปอยู่บนตลาดออนไลน์ (Online) ที่เรามองไม่เห็นว่ามันอยู่ที่ไหน แต่คนคิดว่าอันนี้ มันขายได้ ก็จะมีเจ้าตลาดเต็มไปหมดเท่าที่เราเห็น เราก็จะเห็นกันอยู่ แต่ของไทยบอกเลยว่า น้อยมาก แทบไม่เกิดเลย อันที่ ๓ เจ้าของธุรกิจ เจ้าของธุรกิจมันถูกแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คร่าว ๆ ใหญ่ ๆ อันที่ ๑ คือผู้ประกอบการที่เป็นคนไทย อันที่ ๒ ผู้ประกอบการต่างชาติ ๒ อันนี้ ณ วันนี้ดูเหมือนจะคล้าย แต่จริง ๆ มีความแตกต่างกันค่อนข้างเยอะมาก เจ้าของ ธุรกิจนี้เขาก็ไปหาของมา บางคนก็มีของเอง บางคนก็ไม่มีของก็เอาไปขายบนแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ นี้ เท่าที่ดูผมว่ามัน ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นของจากประเทศจีนทั้งนั้นเลย อันที่ ๔ ก็คือลูกค้า ลูกค้านี่สำคัญเพราะเป็นคนที่จะต้องซื้อของจับจ่าย ลูกค้าก็เข้าไปดู ในแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เขาชอบ ที่เขาประทับใจ ก็ไปดูสินค้ากัน อันนี้ทำไมมันเกิด เนื่องจากว่าการซื้อขายบนออนไลน์ (Online) ลูกค้ามีความรู้สึกว่าเขามีอิทธิพล เนื่องจากว่า เขาไม่ต้องไปนั่งดูสีหน้าใคร หรือมานั่งต่อได้ราคาพิเศษเลย สามารถเลือกได้ว่าอันนี้ อันนี้ อันนี้ เปรียบเทียบได้ว่าสินค้าชนิดเดียวกันใครขายถูกสุดแล้วก็ใช้วิจารณญาณว่าจะซื้อใคร ถูกนี่ อาจจะไม่ได้ดีก็ได้ สั่งแล้วอาจจะถูกโกงก็ได้ของไม่ได้ หรือแพงก็อาจจะถูกโกงได้ ก็แล้วแต่ว่า เขาไปเปรียบเทียบ เขาอาจจะดูจากเรตติง (Rating) ดูจากรีวิว (Review) ก็แล้วแต่วิธีการ ของลูกค้าแต่ละคนว่าจะเชื่อถือใครแล้วก็สั่งสินค้า พอสั่งสินค้าเสร็จ ณ วันนี้ก็ต้องชำระเงิน ก็จะเป็นตัวที่ ๕ ชำระเงินมีช่องทางในการชำระ ณ วันนี้ก็ยังหลายช่องทางให้เลือก เนื่องจาก ของเราอาจจะยังไม่เข้าสังคมไร้เงินสดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็จะต้องมีออปชัน (Option) ให้คนเลือก เรามีความเหลื่อมล้ำกันค่อนข้างเยอะ ฉะนั้นเราก็เลยไม่สามารถที่จะใช้วิธีการ ในการชำระเงินแบบเดียวกันหรือใช้แบบอิเล็กทรอนิกส์หมด ก็ไปชำระที่ธนาคารก็ได้ ไปชำระที่ช่องทางเซลฟ์ เซอร์วิส (Self-service) ในร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ก็ได้ หรือเป็น อีเพย์เมนต์ (e-Payment) ที่มีก็ได้ ณ วันนี้การชำระเงินค่อนข้างที่จะมีความหลากหลาย แต่ตัวนี้สำคัญมากเนื่องจากว่าถ้าเราไม่เริ่ม รัฐบาลมีโปรเจกต์ (Project) แล้วไม่ต่อ ตัวนี้มันจะ เป็นการทำให้เงินเรารั่วออกจากประเทศเราได้ อันที่ ๖ อันสุดท้ายนี่สำคัญก็คือช่องทางการ ส่งสินค้า ก็คือระบบโลจิสติกส์ (Logistics) นี่ล่ะครับ ระบบโลจิสติกส์ (Logistics) มีส่วนช่วย ทำให้อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) การค้าธุรกิจออนไลน์ (Online) ขยายตัวเร็ว เพราะอะไร สมัยก่อนถ้าเกิดว่าจะสั่งของหรือผมเป็นผู้ขายสินค้า พอผมสั่งของเสร็จปุ๊บผมจะสั่งให้ลูกค้า แล้วจะส่งให้เขานี่ยากนะครับ ยากมาก ผมต้องเอาคนมา โกดังผมก็ต้องเก็บ ผมเอาคนมา แพ็ก (Pack) ขนไปทีหนึ่งถ้าขายดีมาก ๆ แพ็ก (Pack) กันทั้งวันทั้งคืนขนไปไปรษณีย์ ขนไปโน่น ขนไปที่นี่ ณ วันนี้โลจิสติกส์ (Logistics) เปิดกว้างมาก คุณเป็นคนขายเขารู้ว่าคุณเป็นคนขาย เขามารับของถึงหน้าบ้านเลย จะให้เขาแพ็ก (Pack) ยังได้เลย จะให้เขาเก็บสต็อก (Stock) ก็ได้ คนซื้อก็สะดวกเพราะคนซื้อก็แค่สั่งของมาถึงบ้านเลย ก่อนมาเช็ก (Check) ด้วยว่าท่านอยู่ บ้านไหม ถ้าไม่อยู่ก็ไม่มาหรือจะให้มาวันไหนเวลาไหนสั่งได้หมด มันเลยทำให้ธุรกิจนี้เติบโต และใหญ่มาก สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือเลข ๒ แพลตฟอร์ม (Platform) แพลตฟอร์ม (Platform) ณ วันนี้ ขอโทษ วันนี้ผมไม่ได้เอายี่ห้อต่าง ๆ มา ผมก็ไม่ได้อยากจะเอามา ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านรู้ครับว่า แพลตฟอร์ม (Platform) ณ วันนี้ที่เราซื้อ ๆ ขาย ๆ กัน ของประเทศไทยผมเคยได้ยินไทยเทรด ดอทคอม (Thaitrade.com) ผมก็ไม่แน่ใจในสภานี้มีใครเคยใช้ไหม ผมเคยลองเข้าไปใช้มันเป็น บีทูบี (B2B) ซึ่งใช้ค่อนข้างยากมากและเป็นสินค้าเกี่ยวกับเกษตร ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกษตร ผมคิดว่ามันน่าจะมีอย่างอื่นให้ทำอีกเยอะ อันนี้น่าสนใจที่ผมบอกว่าอย่างนี้ครับ ณ วันนี้ เจ้าของธุรกิจที่ผมเรียนไปตอนต้นว่ามีทั้งเป็นคนไทยและต่างชาติ มันต่างกันตรงนี้ครับ ต่างกันตรงที่ว่าถ้าผมเป็นลูกค้าแล้วผมสั่งของถ้าเป็นเจ้าของคนไทยก็จะสังเกตเห็นว่ามีลูกศร สีเทา ๆ ฟ้าอ่อน ๆ พอผมสั่งของไปเสร็จ ถ้าเป็นของที่ผลิตที่ประเทศจีนโรงงานก็จะส่งของ มาให้เจ้าของธุรกิจที่เลข ๓ เจ้าของธุรกิจก็รับภาษีเป็น ๑ เด้ง ก็จ่ายภาษีไป จากนั้นเจ้าของ ธุรกิจก็ส่งของที่ลูกค้าสั่งให้ลูกค้าไป ปลายปีก็ไปเสียภาษีรายได้อีกสักรอบหนึ่ง เท่ากับต้นทุน ของเขาเจอภาษีไป ๒-๓ รอบแล้วครับ แต่ถ้าเป็นเจ้าของกิจการที่เป็นคนต่างชาติ ถ้าเป็นของ ประเทศจีนและเป็นคนจีนยิ่งคุยกันง่ายเลย ภาษาก็ภาษาเดียวกัน ราคาอาจจะได้ถูกกว่าด้วย ก็จากโรงงานฝั่งประเทศจีนเบอร์ ๑ ก็ส่งตรงถึงลูกค้าเลย ภาษีก็ไม่ต้องเสีย ถ้าเป็นประเทศ สหรัฐอเมริกาเหมือนกันครับ ผู้ผลิตส่งให้ถึงลูกค้า ลูกค้าก็จ่ายภาษีไปแล้วของก็จะมาถึง ถ้าเกิดว่าสั่งไปเป็นของต่างชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกาพอไปถึงของมาถึงประเทศไทย ของไม่ได้มาก่อนครับ แต่มีจดหมายมาฉบับหนึ่งก่อนบอกว่าให้ไปจ่ายภาษีด้วยเป็นจำนวนเงิน เท่านี้ ท่านก็ต้องไปจ่ายไม่อย่างนั้นของท่านก็ไม่มา เท่ากับ ณ วันนี้ผู้ประกอบการต่างชาติ เราเก็บภาษีเขาแทบไม่ได้เลยครับ ได้ก็ได้น้อยมาก ซึ่งอันนี้ก็ต้องเป็นทางรัฐบาลต้องพิจารณา เพราะว่าต้นทุนของผู้ประกอบการที่เป็นคนไทยแล้วขายของในประเทศไทยกลายเป็นว่า ต้นทุนเราสูงกว่า แล้วอนาคตอีก ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้าลูกหลานเราจะเป็นเจ้าของธุรกิจได้ ในตลาดออนไลน์ (Online) ที่กำลังจะขยายตัว เรายังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ฉะนั้นผมเป็นห่วง ลูกหลานเราจึงพยายามพูดถึงเรื่องนี้ว่าเราจะทำกันอย่างไรในการที่จะมีมาตรการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการที่กำลังจะทรานส์ฟอร์ม (Transform) ขึ้นไปบนธุรกิจออนไลน์ (Online) ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ลูกหลานเราที่ ณ วันนี้วิธีคิดก็เปลี่ยนไปทุกคนอยากเป็นเจ้าของ กิจการกันหมดเพราะมันเป็นกันง่ายมาก สมัยก่อนคุณต้องไปเปิดบริษัท ต้องใช้เงินลงทุน จดทะเบียนเต็มไปหมด ณ วันนี้ไม่ต้องแล้ว คุณอยากเป็นคุณมีความรู้ความสามารถคุณก็ขายของ ได้เลย ถ้าไม่ช่วยเขาคนกลุ่มนี้อีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราก็จะไม่เห็น แล้วขายของกันในประเทศไทย สุดท้ายกลายเป็นคนต่างชาติได้หมด อันนี้ผมว่ามันไม่ถูกต้อง เราก็คงต้องดูกันครับ ก็เข้าใจว่า มีมาตรการที่จะช่วยเหลือเยียวยาก็คงต้องทำกันไป🔗

อันนี้ขออนุญาตสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ผมก็จะพยายามใช้เวลาให้สั้น ๆ จะเห็นว่าอันนี้เป็น ๑๐ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ของผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย ไม่ได้หมายความว่าเขาจะขายของได้สูงสุดนะครับ อันนี้คือคนเริ่มรู้จักแล้ว ก็จะเห็นว่าของเรา เริ่มมีเข้ามาแล้วแต่เป็นรายใหญ่ทั้งนั้นเลยนะครับ รายเล็กไม่เห็น แต่ที่เป็นอินฟอร์เมชัน (Information) ที่อยากให้เห็นผมก็เอามาจากกรุงเทพธุรกิจ ผมพยายามจะไปหาอินฟอร์เมชัน (Information) ที่รายงานข่าวมา แล้วก็พยายามไม่ไปตัดอะไรของเขาแล้วเอามาดื้อ ๆ ให้เห็น เลยว่ามาจากไหน กรอบข้างขวามือด้านล่างจะเห็นว่าความคืบหน้าด้านการเก็บภาษีดิจิทัล ของประเทศต่าง ๆ ประเทศเราไม่ใช่ประเทศเดียวที่เจอลักษณะนี้ เพราะว่าคนที่เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ขายของต่างประเทศเราไม่ได้ขายในประเทศเราประเทศเดียวนะครับ เขาก็ขาย ให้ประเทศอื่นด้วยเหมือนกัน ประเทศอื่นก็เหมือนกันเขาขายของออนไลน์ (Online) ได้ เขามีความรู้ในการที่จะหลบว่า ทำอย่างไรให้เขาได้กำไรเยอะสุด ภาษีมีวิธีไหนที่จะหลบได้ ไม่ใช่ประเทศเราประเทศเดียว ที่โดน สหภาพยุโรปก็โดนเหมือนกัน เขาก็มองเหมือนกันว่าจะเก็บภาษีพวกบริษัทเทคโนโลยี ชั้นนำของโลกอย่างไร อันนี้เขาก็ยังตกลงกันไม่ได้ ประเทศฝรั่งเศสใช้วิธีการเดียวกัน เขาจะเก็บ ๓ เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เขามีผลย้อนตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ประเทศอังกฤษเหมือนกัน ประเทศอังกฤษนี่เริ่มแล้วเขาขอเก็บแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ เหมือนกัน แต่เริ่มเดือนเมษายน ปี ๒๕๖๓ นี้ ประเทศอินโดนีเซียเข้าใจว่าน่าจะพิจารณา แต่ยังไม่ระบุว่าเกิดอะไรขึ้น เราก็ควรจะทำเหมือนกันนะครับ ไม่อย่างนั้นมันก็เกิดอย่างนี้ ขอเอ่ยชื่อเฟซบุ๊ก เฟซบุ๊กบอกเลยครับเราไม่เคยเก็บอะไรเขาได้ อีอีซี (EEC) เหมือนกันครับ อีอีซี (EEC) เราก็มีสิทธิพิเศษมากมายให้เขา ผมก็ไม่แน่ใจครับว่าทำไมมันต้องเยอะขนาดนั้น ก็ลดลงมาบางอย่างใช้วิธีการจูงใจในบางเรื่อง แล้วอีอีซี (EEC) เราก็ไม่ใช่มีแค่จังหวัดชลบุรี เรามีทั้งภาคเหนือ ทั้งภาคใต้ ก็ควรจะต้องแบ่งว่าอันไหนเด่นตรงไหน โลจิสติกส์ (Logistics) จะใครไป มันมีวิธีการในการจัดการหลายเรื่อง ทางด้านภาษีถ้าเกิดมาทำกินในประเทศไทย ก็ควรจะจ่ายควรจะต้องเก็บ แล้วก็ต้องดูผลประโยชน์ของลูกหลานเราด้วยเหมือนกันว่า เขาจะอยู่กันอย่างไร แล้วประกอบธุรกิจกันอย่างไร ในอนาคตอันใกล้นี้อีกไม่นานผมก็เห็น รุ่นใหม่เขาขยับขยายขึ้นไปบนนี้ ก็พยายามที่จะไม่ใช้เวลาของทางสภามากมาย จะเห็นว่า ข้อมูลที่ผมให้ก็จะเห็นว่ามูลค่าตลาดนี้ไม่น้อย ๓.๒ ล้านล้านบาท ปี ๒๕๖๑ แล้วก็จะเพิ่ม ขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้เราก็ยังไม่ได้เปรียบอะไรกับผู้ค้าที่เป็นต่างชาตินะครับ ก็เลยขออนุญาต ทางกรรมาธิการช่วยพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ถ้ามีโอกาสได้ตั้งคณะกรรมาธิการ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปก็จะเป็นการพิจารณาญัตติเรื่องที่เสนอใหม่🔗

๖.๕ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาผลกระทบการค้าตรงและการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (e-Commerce) ต่อเศรษฐกิจชุมชน (นายบัญญัติ เจตนจันทร์ เป็นผู้เสนอ)🔗

ท่านบัญญัติ เชิญครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอเสนอญัตติในหัวข้อ ๖.๕ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบการค้าตรงและการซื้อขายสินค้า ผ่านช่องทางออนไลน์ (e-Commerce) ต่อเศรษฐกิจชุมชน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ขอปฏิบัติตามแนวทางของสภาก็คือขออ่านญัตติแล้วก็จะขออภิปรายประกอบข้อสังเกต เพื่อเสนอให้ท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภาผู้แทนราษฎรคงจะเห็นชอบตั้งขึ้นเพื่อนำไป กำหนดมาตรการในการแก้ไขต่อไป🔗

ขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบการค้าตรงและการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (e-Commerce) ต่อเศรษฐกิจชุมชน ปัจจุบันการค้าตรงและการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทาง ออนไลน์ (Online) อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งส่งผลให้ ผู้ประกอบการจำนวนมากเร่งปรับตัวด้วยการหันมาใช้อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เป็นเครื่องมือ ในการค้าขาย ไม่ว่าจะใช้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักเพื่อเพิ่มโอกาสในการ จำหน่ายสินค้าหรือนำช่องทางชำระเงินออนไลน์ (Online) มาใช้อำนวยความสะดวกในการ ชำระเงินให้แก่ผู้ซื้อสินค้าเพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภค อย่างไรก็ตามพบว่ามีผู้ประกอบการอีกไม่น้อยที่ไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่กระแสอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ได้ทัน จนต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปในที่สุด และความเสียหายนั้นไม่ได้ กระทบแต่เพียงตัวผู้ประกอบการ แต่ยังกระทบมาถึงผู้ส่งออกที่เป็นผู้ผลิตหรือซัปพลายเออร์ (Supplier) ของผู้ประกอบการอีกด้วย รวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชน ธุรกิจการค้าปลีก ในชุมชน ย่านธุรกิจการค้า และอาคารพาณิชย์ในเขตชุมชนเมืองเกิดปัญหาภาวะถดถอย หลังจากพฤติกรรมการซื้อขายของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามแม้ธุรกิจค้าปลีก ในชุมชนจะพยายามปรับตัว แต่ธุรกิจชุมชนยังได้สะท้อนปัญหาและอุปสรรคที่ต้องได้รับ การปรับปรุง ได้แก่ การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจเงินทุน ขยายกิจการ การยกเว้นภาษีเงินทุน การผลิต การสร้างเสริมโอกาสและความสามารถในการแข่งขัน ปริมาณวัตถุดิบ คุณภาพ วัตถุดิบ ระบบขนส่งสินค้า คู่แข่งขนาดใหญ่ในประเทศ และสภาพคล่องทางการเงิน จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาหามาตรการเพื่อป้องกันแก้ไข ฟื้นฟูธุรกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง และปรับตัวเข้ากับสภาวการณ์ในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ รัฐจำเป็นต้องมีมาตรการ มีระเบียบ กฎหมาย เพื่อส่งเสริมและควบคุมการซื้อขายสินค้า ผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ตลอดจนศึกษาระบบการจัดเก็บ ภาษี การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ที่ไม่ส่งผล กระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยเกินความจำเป็น ดังนั้นกระผมจึงขอเสนอญัตติด่วน ดังกล่าวมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหาผลกระทบการค้าตรงและการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (e-Commerce) ต่อเศรษฐกิจชุมชน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และ ข้อ ๕๐ ส่วนเหตุผลและรายละเอียดจะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ผมเสนอ ญัตตินี้ในนามของพรรคประชาธิปัตย์นะครับ สืบเนื่องจากว่าผมเองไม่ได้มีความชำนาญ เรื่องของการค้าขายทางเศรษฐกิจ แต่เห็นภาวะเศรษฐกิจในชุมชนมีภาวะถดถอย คนตกงาน แล้วก็สถานประกอบการต่าง ๆ นั้นได้ทยอยปิดตัวลง แล้วผู้สูงอายุที่เป็นการค้าขายในชุมชน ก็ตามเทคโนโลยีไม่ทัน เหมือนที่ท่านสมาชิกทั้ง ๒ ญัตติที่ท่านได้อธิบายให้ที่ประชุมสภาฟัง เรียกว่ามีภาวะดิสรัปชัน (Disruption) ของระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ท่านประธานที่เคารพ ด้วยบริบทของพฤติกรรมการค้าขายของผู้บริโภค การซื้อการขายของผู้บริโภคและผู้ค้าขายนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไป สืบเนื่องจากความเจริญของโลกดิจิทัล ความเจริญของสื่อสังคมออนไลน์ (Online) แล้วก็มีการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ (Logistics) การขนส่งสินค้า แล้วก็มีระบบ อิเล็กทรอนิกส์ แบงกิง (Electronics Banking) การโอนเงินต่าง ๆ ผ่านช่องทางมือถือ ก็ทำให้เกิดธุรกิจค้าตรงจำนวนมากแล้วก็โตอย่างก้าวกระโดด ถามว่าดีไหม ก็เป็นเรื่องที่ดี มีความสะดวกในเชิงบวก ปัจจุบันในหมู่บ้านที่ไกลมาก ๆ ห่างจากตัวอำเภอหลายสิบกิโลเมตร ปัจจุบันรถรับส่งสินค้าสีสันต่าง ๆ วิ่งกันว่อนในทางลูกรังต่าง ๆ ย่อมแสดงว่าแม้กระทั่งที่ใดมี สัญญาณทางโทรศัพท์ ทางอินเทอร์เน็ต ที่นั่นก็จะมีธุรกิจนี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นยากนักที่ธุรกิจ ที่มีการค้าขายในชุมชนที่มีหน้าร้านแล้วก็มีพนักงานขายจะตามธุรกิจออนไลน์ (Online) นี้ได้ทัน ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในชุมชนอย่างแน่นอน เมื่อมีธุรกิจถดถอยเขาก็ ย่อมที่จะไม่สามารถดำรงชีพให้มีคุณภาพชีวิตในชุมชนได้ ส่วนหนึ่งถ้าเป็นคนหนุ่มสาวเขาก็ต้องเข้าเมือง ก็ไปแออัดยัดเยียดกันอยู่ในเมือง ส่วนหนึ่งที่เป็น ผู้สูงอายุก็ขาดแคลนบุตรหลานที่จะคอยดูแลในชุมชน ในครอบครัว อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็น ที่ประจักษ์ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านก็คงจะเข้าใจในบริบทนี้เป็นอย่างดี แต่ในเรื่องของ แนวทางการแก้ไขจะทำอย่างไร ในเรื่องของการที่รัฐจะได้ประโยชน์และผู้ประกอบการจะได้ ประโยชน์จากอิเล็กทรอนิกส์ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) นี้ เพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอญัตติ ทั้ง ๒ ญัตตินั้นท่านได้อธิบายอย่างละเอียด ผมเฝ้าติดตามรับฟังแล้วก็ได้ความรู้มากนะครับ แต่ในเรื่องของความเหลื่อมล้ำการค้าที่มีหน้าร้านในชุมชน ในชนบท ในท้องถิ่น กับเทคโนโลยี ที่คนรุ่นใหม่เขาจะตามทัน ในส่วนนี้รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้ามาดูแลให้มีการแข่งขัน ที่มีความเป็นธรรม ที่ผมเรียกว่าแข่งขันที่มีความเป็นธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำนั้น มีอะไรบ้าง เท่าที่จะวิเคราะห์ได้ด้วยความรู้เท่าที่มี ก็เรื่องของต้นทุนในการประกอบธุรกิจ ถ้าการประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ต้นทุนหน้าร้านไม่มีนะครับ ไม่ต้องเช่าร้าน ไม่ต้องเช่าอาคารพาณิชย์ ไม่ต้องมีภาษีป้าย ไม่ต้องมีภาษีแวต (VAT) หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่มีภาษีการค้า ไม่มีภาษีนิติบุคคล แล้วก็พอสิ้นปีก็อาจจะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา ถ้าสามารถที่จะค้าขายแบบที่ไร้ร่องรอยได้ แม้ว่าปัจจุบันกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรจะมีมาตรการเรื่องของการเคลื่อนไหวทางบัญชีว่าปีหนึ่งเคลื่อนไหวกี่ครั้ง เป็นวงเงินเท่าไร ก็จะโดนเรียกภาษี แต่อย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายก็มีวิธีหลบเลี่ยงไปเปิด บัญชีหลาย ๆ บัญชี หรือใช้ชื่อหลาย ๆ ชื่อ ซึ่งในส่วนนี้รัฐก็ไม่ได้ประโยชน์ ผู้ประกอบกิจการนั้น ก็ถือว่าได้กำไร หรือไม่ได้กำไร กรณีได้กำไรก็จะต้องมีภาระที่จะต้องเสียภาษีให้รัฐบาล การที่ผู้ค้าขายระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นถ้ามีภาระภาษีให้มีความสมดุลพอสมควรกับ ผู้ประกอบการในชุมชนนะครับ นี่ละครับถึงจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ผมเองก็ไม่อยาก ที่จะเสนอถึงรูปแบบว่าจะต้องเก็บภาษีเท่าไร แต่ว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะดูแลความเป็นธรรม ในความเหลื่อมล้ำของการค้าขายในทั้ง ๒ ระบบ ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงของสังคม ในบริบทที่คนใช้สื่อดิจิทัลจำนวนมากก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการเติบโตและมีการซื้อขายกัน ในระบบดิจิทัล แต่ว่าคนที่ตามไม่ทันรัฐบาลจะแก้อย่างไร รัฐบาลคงจะต้องมีมาตรการในการ ส่งเสริมให้ร้านค้าชุมชนซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเกษตรกรผู้มีอาชีพรับจ้างให้เขามีเงินทุนในการ ปรับเปลี่ยนอาชีพ ให้เขามีการฝึกอบรมและมีทักษะในการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในการใช้ เทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็จะต้องมีการขยายเครือข่ายโทรคมนาคมเข้าไปในชุมชน หมู่บ้านให้มีสัญญาณที่เพียงพอ ที่ใดถ้าสัญญาณโทรคมนาคมไม่เพียงพอเขาจะมีปัญหา ในการสื่อสารและมีปัญหาในการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหานั้นจึงเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงมาก ทั้งเรื่องของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรจะต้องไปคิดรูปแบบที่มีความเป็นธรรม ป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีเพื่อให้ รัฐบาลได้ประโยชน์นะครับ กระทรวงที่เกี่ยวข้องก็ยังเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ ก็ต้องดูแลควบคุมคุณภาพของสินค้า เดี๋ยวนี้ซื้อขายกันด้วยรูปภาพ ซื้อขายได้ด้วยการทำ คลิป (Clip) ทำอะไรต่าง ๆ บางครั้งคุณภาพสินค้าก็ไม่ได้นะครับ แล้วการซื้อขายอย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกว่ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนจำนวนมาก สินค้าเหล่านี้เมื่อผ่านแดนมาภาษีศุลกากรก็จะเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่เพราะปริมาณ สินค้ามันมากเหลือเกิน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็ต้องเกี่ยวข้อง กระทรวง คมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในสิ่งนี้ เพื่อให้เกิด มีความเท่าเทียมกัน มีการแข่งขันที่มีความเป็นธรรมทางการค้า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งผลิตสินค้าเกษตรทำอย่างไรที่จะให้สินค้าเหล่านี้มีรูปแบบหีบห่อ มีวิสาหกิจชุมชนที่ทำ แพ็กเกจจิง (Packaging) ที่สามารถที่จะเข้าไปสู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้ได้ จะเข้าไปเป็น สินค้าที่ยกระดับเข้ามาอยู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ตรงนี้ได้อย่างไร ระบบของการคมนาคม ขนส่งถนนหนทาง ระบบรถยนต์ โลจิสติกส์ (Logistics) ของรัฐวิสาหกิจก็คือระบบไปรษณีย์ แล้วก็เรื่องของท้องถิ่น โอทอป (OTOP) หัตถกรรมพื้นบ้านจะยกระดับมาตรฐานให้มีเสน่ห์ แล้วก็เป็นสินค้าที่ชวนให้ผู้ซื้อสามารถที่จะซื้อขายทางนี้ได้หรือไม่ การท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรม แม้กระทั่งเรื่องของอาหารต่าง ๆ ก็จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องอย่างยิ่งต่อหลายกระทรวงด้วยกัน แล้วก็รัฐบาลนั้นจะต้องให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ด้วย อย่างที่เราทราบจะมีสินค้าจำนวนมาก เมื่อซื้อมาแล้วไม่ตรงกับสเปก (Spec) ซื้อมาแล้วเป็นสินค้าที่ด้อยคุณภาพ อย่างเครื่อง อิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะเป็นมือถือ นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ใช้ได้ครั้งสองครั้งก็พังแล้ว แล้วจะไป ประกันสินค้าได้อย่างไร ตรงนี้รัฐบาลจะต้องดูความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคด้วย แล้วก็ท้องถิ่น ต้องได้ประโยชน์ด้วย ผู้ค้าออนไลน์ (Online) นั้นทั้งไทยทั้งเทศต้องได้ประโยชน์ แล้วก็เรื่อง ของการที่จะทำให้การพัฒนาต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการค้าขายบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณธรรม เพื่อลดภาระทางศาลทางกระบวนการยุติธรรม ทางตำรวจที่จะต้องไปแจ้งความฟ้องร้อง ดำเนินคดีกันทำให้เกิดสังคมที่ไม่น่าอยู่ โดยรวมแล้วประเด็นต่าง ๆ ที่ผมตั้งข้อสังเกตเพื่อฝาก ให้กรรมาธิการวิสามัญได้รวบรวมนำไปพิจารณาเพื่อหามาตรการรองรับในการแก้ไขปัญหา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและให้เกิดความเป็นธรรมในการค้าขายทั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ ค้าขาย ทางออนไลน์ (Online) อิเล็กทรอนิกส์ และการค้าขายในสินค้าชุมชน ให้การค้าขาย ทั้ง ๒ ระบบนั้นอยู่ได้แล้วก็เป็นการค้าขายที่มีความเป็นธรรมด้วยครับ ท่านประธานที่เคารพ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ จากนี้ไปก็จะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกที่มีความสนใจ มีท่านสมาชิกแสดงความจำนงไว้ หลายท่าน ฉะนั้นผมขอปรึกษาที่ประชุมนะครับ ขอมาคนละ ๑๐ นาทีบ้าง ๑๕ นาทีบ้าง เพื่อที่จะเป็นการประหยัดเวลาผมขอท่านสมาชิกอภิปรายท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที เพื่อจะได้ รวดเร็วขึ้น ต่อไปเชิญท่านไกลก้อง ไวทยการ ตามด้วยท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เชิญครับ🔗

นายไกลก้อง ไวทยการ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ไกลก้อง ไวทยการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมอยากจะ อภิปรายในญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเรื่องผลกระทบ จากประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) พ.ศ. ๒๕๖๒ ประเด็นเรื่องของอีเพย์เมนต์ (e-Payment) เรื่องของอีเพย์เมนต์ (e-Payment) มีทั้งข้อดี ที่รัฐบาลจะได้ประโยชน์ และมีข้อที่ประชาชนเป็นกังวลครับ🔗

ข้อดีที่รัฐบาลจะได้ประโยชน์ก็คือการรวบรวมข้อมูลแบบบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจำนวนการทำธุรกรรม ปริมาณการทำธุรกรรม สถานที่ว่าจ่ายเงิน ทำธุรกรรมกันมากในจังหวัดไหน หรือว่าจะเป็นเรื่องของจำนวนผู้ใช้งาน เพื่อวางแผนในการ จัดการเรื่องของการจัดเก็บภาษี แล้วก็เรื่องของการวางแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตรงเป้า ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นโดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัวในปัจจุบัน🔗

ส่วนข้อกังวลนะครับ ประชาชนย่อมเป็นกังวลแน่ ๆ เพราะว่ายังไม่ทันที่คน จะวางใจในเรื่องของระบบอีเพย์เมนต์ (e-Payment) ยังไม่ทันที่คนจะมานิยมใช้ในจำนวนมาก กรมสรรพากรก็ออก พ.ร.บ. แก้ไขประมวลรัษฎากรฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อจัดเก็บข้อมูลเพื่อเก็บภาษี เหมือนเป็นการตีปลาหน้าไซนะครับ ความนิยมกำลังจะเพิ่มขึ้นแต่กรมสรรพากรก็มาทำให้ ประชาชนตกใจเสียก่อนว่าจะมีการเก็บภาษี ผมขอภาพสไลด์ (Slide) ด้วยครับฝ่ายโสต🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายไกลก้อง ไวทยการ แบบบัญชีรายชื่อ

อันนี้เป็นสถิติที่แสดงถึงสถิติ การทำธุรกรรมผ่านโมบาย แบงกิง (Mobile Banking) ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย จะเห็นว่า พ.ร.บ. แก้ไขประมวลรัษฎากรมีการประกาศใช้ช่วงเดือนมีนาคม ก็จะเห็นว่าในช่วง เดือนมีนาคม เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม กราฟในเรื่องของการทำธุรกรรมผ่านโมบาย แบงกิง (Mobile Banking) ลดลงมานิดหนึ่ง ก็เข้าใจว่าน่าจะเกิดผลกระทบบ้างทางจิตวิทยา ในความกังวล แต่ว่าด้วยความสะดวกของโมบาย แบงกิง (Mobile Banking) จะเห็นว่า ช่วงปลายปีการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้นมาก ดังนั้นข้อดีที่ยังเป็นจุดเด่นแล้วคนกลับมานิยมใช้ก็คือ ความสะดวกของการใช้เครื่องมือโมบาย แบงกิง (Mobile Banking) ในการทำธุรกรรมระหว่างกัน🔗

สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ อันนี้เป็นมูลค่าการทำธุรกรรมผ่านโมบาย แบงกิง (Mobile Banking) ก็จะเห็นว่าในช่วงเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายนมีปริมาณการทำ ธุรกรรมเพิ่มขึ้นทะลุเป้า ๒ ล้านล้านบาท ในช่วงเดือนสิงหาคม เดือนกันยายน ปี ๒๕๖๒ ก็แสดงว่าความนิยมทั้งการใช้เครื่องมือและปริมาณการทำธุรกรรมก็ยังเพิ่มขึ้น ทีนี้ก็ต้องมาดูว่า ในการคิดภาษีในปี ๒๕๖๒ จะมีผลกระทบอย่างไร ก็ยังต้องดูติดตามสถิติของปีนี้อีกนะครับ ทั้งนี้ผมเห็นว่าเรื่องของมาตรการทางภาษี โดยเฉพาะการจัดเก็บโดยการดูสถิติจากการทำ อีเพย์เมนต์ (e-Payment) แล้วก็การจัดเก็บภาษีเรื่องของอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) แล้วก็ ออนไลน์ (Online) มันมีประเด็นเรื่องความเป็นธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป ก็จะเห็นว่าโครงสร้างทางภาษีบริษัทต่างชาติที่เขาเข้ามามีแพลตฟอร์ม (Platform) บริการ ในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษีเยอะ มีรายใหญ่อันนี้เป็นข้อมูลจากสมาคมโฆษณาดิจิทัล ในช่วงปี ๒๕๕๙ ซึ่งแม้ข้อมูลจะหลายปีแต่เรายังไม่มีมาตรการที่จะทำให้รูปแบบนี้เปลี่ยนแปลง บริษัทแพลตฟอร์ม (Platform) ยักษ์ใหญ่ ทั้งเฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูบ (YouTube) ยูทูบ (YouTube) ก็หมายถึงกูเกิล (Google) มีบริษัทในประเทศไทย ปี ๒๕๕๙ มูลค่าของ ตลาดโฆษณาดิจิทัลอยู่ที่ ๙,๔๔๗ ล้านบาท ในนั้นมีส่วนแบ่งของเฟซบุ๊ก (Facebook) อยู่ที่ ๒,๗๑๑ ล้านบาท แต่บริษัท เฟซบุ๊ก (Facebook) เสียภาษีให้กับประเทศไทยในมูลค่า ๑๓๐,๐๐๐ บาท ประมาณนั้นเท่านั้นเองครับ ส่วนยูทูบ (YouTube) หรือว่ากูเกิล (Google) มีส่วนแบ่งตลาด ๑,๕๒๖ ล้านบาท แต่กูเกิล (Google) เสียภาษีอยู่ที่ ๒๐.๒๕ ล้านบาท อันนี้ เป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่ายังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ระหว่างแพลตฟอร์ม (Platform) ต่างประเทศกับผู้ค้าขายอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ผู้ค้าขายออนไลน์ (Online) รายย่อย🔗

อีกประเด็นหนึ่งก็คืออย่างที่เราทราบกันนะครับ บริษัทยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ของจีนอย่างอาลีบาบาก็ได้สิทธิพิเศษอย่างมากมายในพื้นที่อีอีซี (EEC) ท่านประธานครับ เรื่องของการเก็บภาษีในเรื่องความเป็นธรรมอย่างที่ ๒ ก็คือกรมสรรพากร ต้องการแต่ข้อมูลของเราครับ เก็บภาษีรายย่อย คิดภาษีจากสถิติ เก็บข้อมูลเก็บสถิติทุกอย่าง ค้าขายสแกน คิวอาร์ โค้ด (Scan QR code) เก็บข้อมูลไว้ แต่เวลาเรายื่นภาษีเรายื่นไปพร้อมกับ เอกสารเป็นปึก ๆ เอกสารมากมายที่เราได้ยื่นภาษีไป สิ่งที่ควรจะทำก็คือทางการบริการ การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรเอง เวลายื่นภาษีก็ทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบด้วยนะครับ ผมไม่เถียงว่าวันนี้เสียภาษีผ่านเว็บไซต์ (Website) ได้สะดวกรวดเร็ว แต่ว่าเอกสารประกอบ ท่านยังขอเป็นกระดาษอยู่นะครับ ควรส่งเสริมเรื่องอีรีซีต (e-Receipt) อีแทกซ์ อินวอยซ์ (e-Tax Invoice) ไม่ต้องใช้กระดาษแล้วข้อมูลเชื่อมโยงไปทีเดียว เสียภาษีกรอกข้อมูล ผ่านระบบออนไลน์ (Online) แล้วก็ไม่ต้องมีข้อมูล ไม่ต้องมีการส่งกระดาษอีกครับ ข้อมูล เป็นชุดเดียวกัน🔗

อันที่ ๓ เรื่องข้อมูล ความเป็นธรรมในเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลต่าง ๆ ที่ส่งให้กรมสรรพากรจากการเก็บภาษี จากการให้ข้อมูลด้านอีเพย์เมนต์ (e-Payment) นั้น เป็นข้อมูลส่วนบุคคลนะครับ ธนาคารจัดส่งให้กรมสรรพากร ดังนั้นเรามี พ.ร.บ. คุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ต่างประเทศสหภาพยุโรปมีกฎหมายที่ชื่อว่าจีดีพีอาร์ (GDPR) เจเนอรัล ดาต้า โพรเทกชัน เรกกูเลชัน (General Data Protection Regulation) ข้อมูลส่วนบุคคล ที่จัดส่งจากธนาคารไปให้กรมสรรพากร ประชาชนเจ้าของข้อมูลก็ควรจะเข้าถึงข้อมูลนั้นด้วย ท่านประธานครับ เรื่องของการเก็บภาษีอีเพย์เมนต์ (e-Payment) นั้นรัฐควรสร้างแรงจูงใจ โดยเฉพาะผู้ทำธุรกิจค้าขายออนไลน์ (Online) อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เรื่องของ มาตรการทางภาษีจะทำอย่างไรให้ลดภาษีได้ จะทำอย่างไรให้มีสิทธิพิเศษได้บ้าง อย่างเช่น การจัดส่งทางไปรษณีย์ การจัดส่งทางบริษัทขนส่งในอัตราพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มที่ลงทะเบียน อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) กับกระทรวงพาณิชย์ควรจะได้สิทธิพิเศษเหล่านี้ครับ ดังนั้น ส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าเรื่องของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ถ้าเฉพาะเรื่องอีเพย์เมนต์ (e-Payment) จริง ๆ แล้วผมเห็นว่าอยู่ในวิสัยของกรรมาธิการสามัญปัจจุบันที่สามารถศึกษา ผลกระทบเหล่านี้ได้นะครับ แต่ในเมื่อควบรวมญัตติที่เกี่ยวข้องกันเป็นเรื่องของการศึกษา อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ในวงกว้างขึ้นมา มีผลกระทบในหลาย ๆ มิตินะครับ รวมถึง เรื่องของการส่งเสริมอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) รายย่อยของคนไทยแล้ว ผมก็สนับสนุน ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเป็น ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เชิญครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมเอง ขออภิปรายสนับสนุนญัตติของเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือท่าน ส.ส. บัญญัติ เจตนจันทร์ ในการเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบการค้าตรงและการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (e-Commerce) ต่อเศรษฐกิจชุมชน🔗

ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าวันนี้อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) หรือการ ซื้อขายผ่านออนไลน์ (Online) นั้นส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนที่ประกอบธุรกิจการค้า ขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี (SMEs) นอกจากทำให้ตลาดนั้นเงียบเหงาลงไปพอสมควรแล้ว ยังทำให้ตลาดหรือร้านค้าในชุมชนนั้นได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของตลาดนัด หรือเปิดท้ายขายของก็ได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง เพราะว่าเรื่องของอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) นั้นวันนี้มันเป็นโลกที่เปลี่ยนไปในโลกดิจิทัล ซึ่งวันนี้ผู้ประกอบการการค้า หลายรายก็ได้ปรับตัวกันไปพอสมควรนะครับ หลายรายก็ปรับตัวได้บ้าง ปรับตัวไม่ได้บ้าง ก็เป็นหน้าที่ของทางหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องไปส่งเสริมด้วย อันนี้ เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายกันไปแล้ว โดยเฉพาะเจ้าของญัตติที่ได้อภิปรายถึงผลกระทบ ส่วนผมเองวันนี้อยากจะอภิปรายเรื่องของการควบคุมคุณภาพแล้วก็ปัญหาของสินค้า ที่หลังจากมีการซื้อขายผ่านออนไลน์ (Online) หรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) กันอย่าง แพร่หลาย ท่านประธานครับ การที่มีการซื้อขายผ่านออนไลน์ (Online) ปัจจุบันนี้ผู้ขายของ มี ๒ ประเภท ก็คือผู้ที่ผลิตสินค้าเอง กับ ๒. ก็คือเทรดเดอร์ (Trader) หรือผู้ที่เราเรียกว่า ซื้อมาขายไป ผู้ที่ผลิตสินค้าเองหรือประเภทแรกไม่ค่อยมีปัญหา เวลาพี่น้องประชาชนมาซื้อ สินค้าผ่านระบบออนไลน์ (Online) หรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เวลาสั่งซื้อสินค้าก็จะได้ สินค้าตรงตามสเปก (Spec) ที่ต้องการ ตามคุณภาพที่ต้องการที่ได้มีการคุยกันระหว่างผู้ซื้อ กับผู้ขาย หรือถ้ามีปัญหาการเคลม (Claim) สินค้าหรือการรับประกันสินค้านั้นก็จะไม่ค่อย มีปัญหา เพราะว่าผู้ผลิตสินค้านั้นก็จะมีตัวตน มีหลักแหล่งที่ชัดเจน ตรงนี้ก็ทำให้ปัญหา ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายที่ผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) นั้นไม่ค่อยมีปัญหา เพราะว่า อย่างที่ได้กราบเรียนครับว่าผู้ผลิตสินค้านั้นมีหลักแหล่ง มีตัวตนที่ชัดเจน แต่ประเภทที่ ๒ ก็คือเทรดเดอร์ (Trader) หรือผู้ที่ซื้อมาขายไป อันนี้ต้องใช้คำว่าส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถามว่าส่วนน้อยแต่มีปริมาณมาก ที่บอกว่าส่วนน้อยมีปริมาณมากเพราะว่าเราจะเห็นว่า วันนี้ในสื่อโซเชียล (Social) เวลาผู้บริโภคนั้นซื้อสินค้าแล้วไม่ได้ตามคุณภาพที่กำหนด ตามสเปก (Spec) ที่กำหนดก็จะโพสต์ (Post) ว่ากันในสื่อโซเชียล (Social) ในโลกออนไลน์ (Online) ก็มีปัญหาฟ้องกันบ้าง แจ้งความกันบ้าง ตรงนี้เป็นปัญหาของระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ก็อยากจะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นได้รับเรื่องนี้ไปพิจารณา ศึกษาหามาตรการในการป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบแล้วก็ได้รับการเอาเปรียบ จากการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ (Online) ซึ่งเทรดเดอร์ (Trader) ซื้อมาขายไป บางทีผู้ที่ ซื้อมาแล้วก็ขายไป หรือคนขายก็ไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ ฉะนั้นบางทีได้สินค้ามาแล้ว ก็ต้องขายต่อไป โดยตัวเองนั้นมีทุนรอนที่จำกัด แล้วก็ไม่มีหลักแหล่งทำให้เวลาขายสินค้า ไปที่ผู้บริโภคนั้นก็จะได้รับผลกระทบจากสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่ได้ตามสเปก (Spec) ที่กำหนด ตรงนี้ผมเองจึงขอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้น ซึ่งผมเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ในการศึกษาผลกระทบในเรื่องของอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ที่มี ผลกระทบต่อเรื่องของออนไลน์ (Online)🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คือปัจจุบันนี้อย่างที่ได้กราบเรียนท่านประธานว่าผลกระทบ ในเรื่องของโลกดิจิทัลที่มีต่อร้านค้าชุมชนมีอย่างกว้างขวาง แล้วก็มีผลกระทบที่ชัดเจน วันนี้ เป็นนัยสำคัญว่าร้านค้ามีการซื้อขายที่น้อยลงไป ส่วนหนึ่งนอกจากสภาพเศรษฐกิจแล้ว ส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือโลกดิจิทัลที่เข้ามาส่งผลกระทบทางพี่น้องประชาชนที่เปิดร้านขายของ ในร้านค้าชุมชนได้ฝากผมมาเป็นปากเป็นเสียงกับท่านประธานว่า วันนี้เรามีบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐที่วันนี้ช่วยผู้มีรายได้น้อยหรือที่เราเรียกว่าบัตรคนจน วันนี้ผมเองก็ได้ใช้เวทีของ สภาผู้แทนราษฎรพูดเรื่องนี้มาหลายครั้ง ก็อยากให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ตั้งขึ้นได้ศึกษา เรื่องนี้ด้วยครับว่าบัตรคนจนหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่วันนี้ได้มีการบังคับให้ไปรูดซื้อสินค้า ในห้าง พี่น้องที่ถือบัตรฝากผมมาบอกว่าตรงนี้เพื่อให้ร้านค้าชุมชนที่มีอยู่ที่ได้รับผลกระทบ จากอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) สามารถที่จะมีการซื้อขายกลับมาที่ดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็เป็น การเยียวยา เป็นไปได้ไหมที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะให้เงินสดเขาไปทั้งหมด อย่างน้อยผู้ที่ ถือบัตรจะได้ไปกดเงินสดมาซื้อสินค้าในชุมชนร้านค้าที่ใกล้บ้านตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้น เงินตรงนี้ก็จะไปถึงผู้ประกอบการรายใหญ่แล้วก็เข้าไปที่ผู้ผลิต ก็ไม่เกิดการหมุนเวียนของเงิน หรือเม็ดเงินในตลาดรากหญ้าหรือร้านค้าชุมชน ท่านประธานครับ ถ้าผู้ถือบัตรกดเงินสด ออกมา ๕๐๐ บาท ไปซื้อไข่เป็ด ไข่ไก่ ไปซื้อผักในชุมชนของตนเอง คนที่ได้เงินตรงนั้นมา ก็เอาเงินตรงนั้นไปซื้อในร้านค้าที่เป็นซาปั๊ว ซาปั๊วก็ไปซื้อร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่าย หรือที่ เราเรียกว่ายี่ปั๊ว ยี่ปั๊วก็ไปซื้อที่โรงงานอีกทีหนึ่ง เงินก็เกิดการหมุนเวียนในระบบ ๓-๔ รอบ ก็จะทำให้เศรษฐกิจนั้นฟื้นตัวขึ้นมา ร้านค้าชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากระบบออนไลน์ (Online) หรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ก็ได้เงินตรงนี้ที่รัฐบาลได้ใช้ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถ ที่จะเป็นเม็ดเงินที่จะไปเยียวยาร้านค้าชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากระบบออนไลน์ (Online) ตรงนี้ได้ จึงขอเสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นได้นำเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไปศึกษาเพื่อลดผลกระทบให้กับพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากระบบการค้าออนไลน์ (Online) ซึ่งผมเองวันนี้ก็ขอเสนอท่านประธาน ๒ ประเด็น โดยจะไม่พูดซ้ำกับประเด็นอื่นกับเพื่อนสมาชิก แล้วก็เจ้าของญัตติ จึงขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาแห่งนี้ เพื่อศึกษาผลกระทบการค้าตรงและการซื้อขายผ่านออนไลน์ (Online) ที่มีผลกระทบต่อ เศรษฐกิจชุมชน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่าน พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธุ์ เชิญครับ🔗

พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธุ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมจะขออภิปรายในญัตติผลกระทบจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) พ.ศ. ๒๕๖๒ ประเด็นการทำธุรกรรมผ่านทางช่องทาง อิเล็กทรอนิกส์หรืออีเพย์เมนต์ (e-Payment) ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้วนะครับ ประเด็นที่เป็น ปัญหาจริง ๆ คือมาตรา ๓ สัตตรส ในประมวลรัษฎากรที่เราเกรงกันว่าจะมีผลกระทบในทางลบ เยอะมากจากมาตรานี้ โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าขายของออนไลน์ (Online) เนื้อหาของมาตรานี้ สรุปก็คือสั่งให้สถาบันการเงินต้องส่งข้อมูลบัญชีธุรกรรมของบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ให้กับสรรพากร โดยนิยามของคำว่า บุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ที่สถาบันการเงินต้องส่ง ข้อมูลให้ ก็คือประชาชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี่ละครับ คือถ้าเป็นคนที่มีเงินเข้าบัญชีรวมกัน ทุกบัญชีในบุคคลเดียวเกิน ๓,๐๐๐ รายการขึ้นไป ไม่สนว่าจะมีจำนวนเงินเท่าไร ก็ต้องเป็นคนที่ โดนสถาบันการเงินส่งข้อมูลให้สรรพากร หรืออีกแบบก็คือดูจำนวนเงินที่เกิน ๒ ล้านบาท และดูจำนวนรายการเงินเข้าบัญชีที่เกิน ๔,๐๐๐ รายการขึ้นไปประกอบกัน ก็เป็นคนที่ถูก สถาบันการเงินส่งข้อมูลให้สรรพากรด้วยเหมือนกัน มาตรา ๓ สัตตรสนี้นะครับ คือเป็นเรื่อง ของสรรพากรกับสถาบันการเงิน เป็นหน้าที่ของสถาบันการเงินที่ต้องส่งข้อมูลนี้ ไม่ใช่หน้าที่ ของประชาชนผู้เสียภาษีนะครับ คือมาตรานี้ไม่ได้สั่งให้ประชาชนส่งข้อมูลให้สรรพากรนะครับ อันที่จริงถึงแม้ไม่มีมาตรานี้ประชาชนผู้มีรายได้จากการขายสินค้าก็มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษี อยู่แล้ว คนขายของออนไลน์ (Online) กับคนขายของแบบออฟไลน์ (Offline) ที่มีหน้าร้าน เขาก็ควรที่จะเสียภาษีด้วยกฎเกณฑ์เดียวกันครับ ทั้งภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มนะครับ ข้อกฎหมายนี้ก็เป็นเครื่องไม้เครื่องมือช่วยให้เจ้าหน้าที่สรรพากรทำงานให้ดีขึ้น ทำงานให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้นก็แค่นั้นนะครับ คือใครที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอยู่แล้วแต่หลบเลี่ยงไม่ยื่น ไม่จ่าย แล้วที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สรรพากรไม่มีความสามารถที่จะตามได้ พอมี พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะมีเครื่องไม้เครื่องมือให้ตามคนที่หลบเลี่ยงได้ดีขึ้นนะครับ ผมคิดว่ามีอยู่ ๒ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเราไม่อยากที่จะจ่ายภาษีกัน🔗

ปัจจัยที่ ๑. ดูการใช้จ่ายของรัฐบาลสิครับ ดูงบกองทัพ ดูการซื้อจีที ๒๐๐ (GT200) ดูซื้อเรือเหาะ ดูซื้อเรือดำน้ำ ดูบริการสาธารณะ ดูสาธารณูปโภคที่มันขาดแคลน ไม่มีคุณภาพ ในฐานะประชาชนคนหนึ่งเห็นแล้วใครจะอยากจ่ายภาษีให้รัฐครับ🔗

ปัจจัยที่ ๒ คือการบังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียมทั่วถึงกันทุกคน คือคนที่มี หน้าที่ที่ต้องเสียภาษีก็ต้องโดนกันทุกคนนะครับ ลองนึกถึงแม้ค้าคนหนึ่งที่ต้องเสียภาษี แต่หันมองเพื่อนร่วมอาชีพคือเขาก็หลบภาษีกันได้เต็มไปหมด คือเขามีต้นทุนถูกกว่า เขาขาย ตัดราคาเราได้นะครับ เขาได้เปรียบทางการแข่งขัน คือแม่ค้าคนนั้นเขาก็จะเกิดความรู้สึก ที่ไม่อยากจะจ่ายภาษี เพราะว่าความรู้สึกนี้มันห้ามกันไม่ได้หรอกนะครับ ท่านประธานครับ แต่ถ้าหากพ่อค้าแม่ค้าทุกคนรับรู้ว่าคนอื่น ๆ ก็เสียภาษีกันหมดไม่มีใครหลบเลี่ยงได้ เขาก็จะ สบายใจได้ว่าไม่มีใครมาขายตัดราคาด้วยเหตุผลเพราะเลี่ยงภาษีนะครับ แรงจูงใจที่ตัวเอง จะหลบเลี่ยงภาษีมันก็จะน้อยลง ผมขอเปรียบเปรยกับตำรวจสักหน่อยเพื่อความเข้าใจในฐานะที่ผมเคยเป็นตำรวจมาก่อน ลองนึกถึงคนใช้รถใช้ถนนที่ทำผิดกฎจราจรดูสิครับ ถ้ามีคนทำผิดกันมากตำรวจไม่มีกำลัง ความสามารถพอที่จะบังคับใช้กฎหมายให้คนปฏิบัติตามได้ ที่ตรวจจับได้ก็มีเพียงส่วนน้อย แบบนี้แรงจูงใจที่จะทำให้คนอยากเคารพกฎจราจรมันก็จะน้อยลง แต่สมมุติว่าพอมาวันหนึ่ง ตำรวจมีเครื่องมือใหม่ มีกล้องวงจรปิดอัจฉริยะที่ใช้ระบบเอไอ (AI) คือรู้หมดเลยว่าคันไหน ทำผิดกฎจราจรบ้าง มันก็เป็นเครื่องมือช่วยให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้ดุลพินิจให้น้อยลง การทุจริตก็จะน้อยลง คนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายมากขึ้น แรงจูงใจ ที่จะทำให้คนทำตามกฎจราจรก็จะมีมากขึ้น ถ้าจะเปรียบสรรพากรกับตำรวจ ข้อมูลที่ สถาบันการเงินส่งให้สรรพากรมันก็คือพยานหลักฐานที่ช่วยให้ตำรวจตามหาคนร้ายคนต้องสงสัย ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง แต่หลักฐานมันก็ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่ช่วยให้ตำรวจตามหาคนต้องสงสัย ได้แค่นั้นนะครับ ประโยชน์ของมันยังมีอีกเยอะเลย คือมันยังเป็นตัวช่วยพิสูจน์ความจริง ให้กระจ่างชัดได้อีก ลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ซึ่งอาจจะผิดพลาดหรือว่าทุจริตได้ แต่กฎหมาย ภาษีอีเพย์เมนต์ (e-Payment) มาตราที่เรากำลังจะพิจารณากันอยู่นี้คือมันช่วยบอกได้เพียง แค่ว่าใครน่าสงสัยว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าก็แค่นั้นเอง คือผมถือว่าการออกกฎหมายมาได้แบบ ไม่ดีเลย คือต้องทำได้มากกว่านี้ คือไหน ๆ จะเรียกข้อมูลจากสถาบันการเงินแล้ว ประโยชน์ ควรต้องมากกว่านี้ สิ่งที่ผมคาดหวังก็คือเพิ่มประสิทธิภาพให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานทำได้ปริมาณ เคส (Case) มาก ๆ โดยใช้เวลาน้อย ๆ โดยมีหลักฐานที่แม่นยำแน่ชัดได้ว่ารายได้ที่ต้องเสีย ภาษี เสียแวต (VAT) จริง ๆ เป็นเท่าไร ไม่ใช่ไปปะปนกับรายการอื่น ๆ จนแยกไม่ออกนะครับ เหมือนกับกฎหมายที่ออกมานี้ ข้อมูลที่สถาบันการเงินส่งให้สรรพากรเราจะไปเหมารวม ทั้งหมดว่าเป็นรายได้ทั้งหมดไม่ได้นะครับ ลองคิดว่าเราจะแยกออกได้อย่างไรว่าเงินสดที่เรา เดินมาที่ตู้เอทีเอ็ม (ATM) แล้วฝากเข้าบัญชีเราเองกับเงินสดที่ลูกค้าไปที่ตู้เอทีเอ็ม (ATM) เพื่อที่จะซื้อของออนไลน์ (Online) เข้าบัญชีเรา ๒ แบบนี้มันต่างกันอย่างไร ผมก็เสนอให้ สรรพากรกับสถาบันการเงินต้องร่วมกันออกแบบฐานข้อมูลเพื่อให้ง่ายต่อการแยกประเภท รายการให้ชัด ให้แบบคลิก (Click) เดียวแล้วรู้ได้ว่ารายการนี้เป็นเงินฝากของตัวเอง รายการนี้ เป็นรายได้จากการขายของ รายการนี้เป็นรายได้จากการขายของแบบที่ต้องจดแวต (VAT) สินค้านี้ไม่ต้องจดแวต (VAT) คือต้องออกแบบฐานข้อมูลให้ถึงจุดนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะส่งข้อมูล ให้สรรพากรทำไมล่ะครับ คือถ้าส่งไปแล้วแยกไม่ออกว่ารายการอะไรเป็นอะไร ถูกไหมครับ คือถ้าแยกไม่ออกเราจะไปเหมารวมว่าทั้งหมดเป็นรายได้ที่เสียแวต (VAT) ทั้งหมดก็ไม่ได้ ถูกไหมครับ จะไปปรักปรำแบบนั้นก็ไม่ได้ แล้วเจ้าหน้าที่สรรพากรเขาก็ต้องเรียกพ่อค้าแม่ค้า มาคุยมาชี้แจงรายได้อีกที คือจำนวนเคส (Case) ก็เยอะ เจ้าหน้าที่เขาก็ทำงานไม่ไหว ผลคือ อะไรครับ การใช้ดุลพินิจในแต่ละเคส (Case) พอเยอะมันก็ต้องเลือกปฏิบัติใช่ไหมครับ สมมุติว่าจะไม่มีการทุจริตเลยเป็นการสุ่มเลือกว่าใครจะโดน เพราะว่าเจ้าหน้าที่ทำงานไม่ไหว เคส (Case) มันเยอะมาก คือคนที่โดนเขาจะรู้สึกว่าซวย คนอื่นก็รอดกันหมด แบบนี้ก็ไม่มี แรงจูงใจ ไม่มีสำนึกหน้าที่ของการยื่นภาษี ผมก็อยากให้คล้ายกับหลักการของการหักภาษี ณ ที่จ่าย คือต้องสร้างระบบให้ไม่ต้องใช้ดุลพินิจกันเลย คือเป็นหลักฐานโต้ง ๆ ชัดเจนอยู่แล้ว นี่คือเป้าหมายของการออกแบบกฎหมายที่เราต้องไปให้ถึง แทนที่จะกำหนดให้สถาบันการเงิน แบ่งข้อมูลประเภทรายการให้ดีว่ารายการไหนใช่หรือไม่ใช่ แต่กลับไปแบ่งประเภทโดยกำหนด เกณฑ์ตามจำนวนรายการว่าเกินกี่ครั้งถึงจะโดนส่งข้อมูลหรือไม่โดนส่งข้อมูล นี่เป็นจุดสำคัญ ที่ทำให้คนเกิดพฤติกรรมแปลก ๆ ใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องถึงเกณฑ์นี้ คือเขากังวลกับ เส้นเกณฑ์นี้กันเยอะมากเลยว่าจะถึงหรือไม่ถึงจนเกิดผลกระทบเชิงลบตามมา เดี๋ยวผมจะ ขยายความต่อไป อันที่จริงผมสนับสนุนในหลักการใหญ่ของกฎหมายนี้ที่จะให้ธนาคาร สถาบันการเงินส่งข้อมูลบัญชีให้กับเจ้าหน้าที่สรรพากร ถึงแม้จะมีผลกระทบเชิงลบตามมา ก็ต้องถือว่าเป็นปลีกย่อย คือเราก็ต้องตามไปแก้ผลกระทบปลีกย่อยนั้น แต่ไม่ใช่ถอยกลับหลัง ไปยกเลิกหลักการใหญ่เสียอย่างนั้น อย่างไรหลักการใหญ่ที่ให้สถาบันการเงินส่งข้อมูล ให้สรรพากรก็ต้องคงไว้นะครับ แต่ข้อมูลอะไรข้อมูลแบบไหนที่ต้องส่งให้สรรพากร ผมคิดว่า นี่คือปัญหาของกฎหมายมาตรานี้ที่ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบตามมา จุดที่เป็นปัญหาจริง ๆ คือนิยามของคำว่า บุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ที่เป็นตัวกำหนดเกณฑ์ว่าใครจะต้องโดน ส่งข้อมูลหรือไม่โดน โดยใช้จำนวนธุรกรรมเป็นเกณฑ์นั่นเอง คือการทำให้คนเสียภาษีกังวลว่า มันมีเส้นหนึ่งที่เป็นเกณฑ์แบ่งระหว่างตัวเองจะโดนธนาคารส่งข้อมูลหรือไม่โดน คนเรา ก็ไม่อยากจะอยู่เหนือเส้นกันใช่ไหมครับ ให้เขาส่งข้อมูลให้ มันก็จะมีพฤติกรรมเลี่ยงเพื่อให้ ตัวเองมีจำนวนรายการในบัญชีน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ทุกคนที่มีรายได้ตามประมวลรัษฎากรเขาก็ต้องเสียภาษีกันทุกคนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่เหนือเส้นหรือใต้เส้นของเกณฑ์นี้ มีมาตราอื่นที่กำหนดไว้อยู่แล้วว่ารายได้ไม่เกิน เท่าไรต้องจดแวต (VAT) ขายสินค้าแบบไหนที่ไม่ต้องจดแวต (VAT) แต่จำนวนการทำธุรกรรม ไม่เกี่ยวกัน จะทำธุรกรรมน้อยหรือมาก ถ้าเป็นสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นแวต (VAT) หรือมี รายได้เกิน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท ทุกคนก็ต้องเสียภาษีตามเงื่อนไขนี้ ไม่เกี่ยวกับจำนวนครั้ง การออกแบบกฎหมายต้องคำนึงถึงผู้ใช้ ต้องออกแบบกฎหมายให้ทุกคนที่มีหน้าที่จ่ายภาษี ตระหนักว่าเจ้าหน้าที่สรรพากรรู้ว่ามีรายได้จากการขายของเท่าไร แค่ไหน เพื่อให้เกิด ความตระหนักว่าจะต้องโดนกันทุกคน คือควรจะเขียนเป็นภาพกว้าง ไม่ใช่ไปกำหนดเกณฑ์ว่า ใครจะโดนส่งข้อมูลหรือไม่โดน ขอเวลาอีกนิดหน่อยท่านประธาน ถ้าจะเปรียบกับงานตำรวจ ตำรวจเขาไม่บอกว่าเขาจะสืบหาหลักฐานกันอย่างไร ถ้าเกิดบอกให้คนร้ายรู้ว่าตำรวจมีข้อจำกัด ที่จะไม่มีหลักฐานเอาผิดแน่ ๆ คนร้ายเขาก็กล้าทำผิดกฎหมายต่อไป ถูกไหมครับ ถ้าเกิด มีความรู้สึกว่าอย่าทำผิดกฎหมายนี้เลยเดี๋ยวตำรวจจะหาหลักฐานตามจับได้โดยที่ไม่รู้ว่า ตำรวจเขามีข้อจำกัดอะไรบ้าง หรือมีวิธีสืบอะไรบ้าง คนก็จะมีพฤติกรรมทำตามกฎหมาย มากกว่า ถูกไหมครับ รายละเอียดที่ว่าสรรพากรจะหาข้อมูลมาได้อย่างไรบ้าง ผมคิดว่า ควรจะเป็นกฎหมายที่อยู่ในระดับการปฏิบัติการ เป็นข้อปฏิบัติการภายในกรมมากกว่าที่จะ อยู่ในระดับ พ.ร.บ. ซึ่งแก้ได้ยากกว่า🔗

ประเด็นสุดท้ายของการออกแบบกฎหมายนี้ ที่ผมเห็นว่าต้องส่ายหัวมากที่สุด ก็คือการกำหนดเกณฑ์ว่าคนคนหนึ่งจะถูกสถาบันการเงินส่งข้อมูลหรือไม่ เขาให้เอาทุกบัญชี ของทุกสถาบันการเงินมารวมกันก่อนถึงค่อยตัดสินใจได้ว่าจะต้องส่งข้อมูลของคนนี้ไปให้ไหม คือในทางปฏิบัติมันไม่เมกเซนส์ (Make sense) มันยากมาก ๆ คือสิ่งที่ควรจะเป็นเลยก็คือ สรรพากรประสานงานกับสถาบันการเงินพยายามออกแบบฐานข้อมูลให้จำแนกรายการ แต่ละประเภทให้ได้ ให้เหลือแต่รายการที่เป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีจริง ๆ ดีกว่า แล้วค่อยส่ง ข้อมูลให้สรรพากรไปเลยทุกคน ส่งทุกคนที่มีรายได้ที่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องมาจำแนกคน ด้วยเกณฑ์ของการกำหนดจำนวนรายการแล้ว ผมเห็นว่ากฎหมายนี้จำเป็นต้องมีการแก้ไข จึงเห็นด้วยที่สภาเราจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบจาก พ.ร.บ. แก้ไข ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) นี้ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปรายในญัตติของท่านสิริพงศ์ ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ญัตติที่ผมจะอภิปรายวันนี้จะเกี่ยวเนื่องกับ ๑ ใน ๔ โครงการหลักภายใต้ระบบ ที่เราเรียกว่าเนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) ในส่วนที่เรียกว่าโครงการระบบ ภาษีและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าวัตถุประสงค์ของการแก้ประมวลรัษฎากรฉบับนี้จะพูด ไว้ว่าอย่างไร แต่ถ้าเราพูดกันแบบตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมนี่นะครับ จุดประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ ก็คือการเก็บรายได้เข้ารัฐให้มากขึ้น แล้วก็แน่นอนกลุ่มเป้าหมายหลักของกฎหมายฉบับนี้ ก็คือผู้ประกอบธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา ซึ่งปัจจุบันยังมีหลายรายที่ไม่ได้เสียภาษี อย่างถูกต้อง ซึ่งอันที่จริงผมก็ไม่ได้เห็นแย้ง ก็เห็นด้วย เพราะว่าการเสียภาษีเป็นหน้าที่ของ ประชาชนทุกคนอยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหาเป็นสาเหตุง่าย ๆ เลยคือความไม่พร้อม อันดับแรกตอนพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้มีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบ จากการออกกฎหมายหรือที่เราเรียกว่าเรกกูลาทอรี อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Regulatory Impact Assessment) หรือถ้ามีก็ไม่ได้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพราะว่าผมค้นไม่เจอ ทั้ง ๆ ที่ประเด็นของกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่ผู้ประกอบธุรกิจในรูปแบบบุคคล ธรรมดาเท่านั้นครับ แต่มันยังกระทบไปถึงสถาบันการเงินต่าง ๆ แล้วก็หน่วยงานภาครัฐเอง โดยเฉพาะกรมสรรพากร ผมมีสไลด์ (Slide) ประกอบการอภิปราย ผมขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

แต่อย่างไรก็ตามครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญ ใน สนช. ซึ่งกรรมาธิการได้ให้ความเห็นไว้เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ข้อมูลที่สรรพากรจะมานำมาใช้ที่เราเรียกว่าธุรกรรมลักษณะเฉพาะนั้น จะต้องพัฒนาระบบ การทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการคัดเลือกรายที่จะตรวจสอบ ซึ่งต่อมาในเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ กระทรวงการคลังก็ยื่นชี้แจงว่ากรมสรรพากรอยู่ระหว่าง การพัฒนาระบบนำเข้าและคัดแยกข้อมูลเพื่อบริหารการจัดเก็บภาษี ซึ่งระบบที่กระทรวง การคลังพูดถึงนี้ก็คือเนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) ทีนี้เนื้อหาของ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลใช้บังคับไปแล้ว ทำให้สถาบันการเงินจะต้องส่งข้อมูลให้สรรพากรภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓ ในสไลด์ (Slide) พิมพ์ผิดขออภัยด้วยครับ แต่เราลองมาดูไทม์ไลน์ (Timeline) ของโครงการเนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) กันนะครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป ตามภาพคือเป็นเอกสารประกาศผู้ชนะการเสนอราคาพัฒนาระบบ นำเข้าและคัดแยกข้อมูลการชำระเงิน หรือเนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) ประกาศไปเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๑ ซึ่งในสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เงื่อนไขการส่งมอบ ตามสัญญาคือ ๕๔๐ วันหลังจากเซ็นสัญญา นับเอาคร่าว ๆ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปด้วยครับ คือจะครบกำหนดการส่งมอบครั้งสุดท้ายในช่วงกลางเดือนมีนาคมครับ นี่เรายังไม่ได้นับ กระบวนการการตรวจรับ คือเหลือเวลาแกป (Gap) อยู่น้อยมากที่จะถึงเดดไลน์ (Deadline) ที่สถาบันการเงินส่งข้อมูลให้สรรพากร แต่แน่นอนครับ คือจริง ๆ โครงการนี้น่าจะใกล้เสร็จสิ้น เต็มทีแล้ว การส่งมอบรอบสุดท้ายจะเป็นแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ของงานเท่านั้น แต่เราลองมาดู ในสไลด์ (Slide) ถัดไปว่า ๕ เปอร์เซ็นต์สุดท้ายของการส่งมอบมีอะไรบ้าง เป็นระบบตามใน สไลด์ (Slide) นี่นะครับ ถ้าลองอ่านดูจะรู้เลยว่ามันเป็นระบบที่สำคัญทั้งสิ้นในการบังคับใช้ กฎหมายฉบับนี้ ผมจึงตั้งคำถามกับความพร้อมของระบบนี้อย่างมากว่า เราพร้อมใช้แล้ว จริงหรือเปล่า ก็จบสไลด์ (Slide) แล้วนะครับ พอพูดถึงความไม่พร้อม ผมขออนุญาต เทียบเคียงอีกกรณีหนึ่งครับ คือพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่าภาษีคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) เป็นกฎหมาย ที่ระบุว่าให้มีการเก็บแคพิทอล เกนส์ แทกซ์ (Capital Gains Tax) หรือภาษีจากกำไรในการ ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือบิตคอยน์ (Bitcoin) หรือเหรียญต่าง ๆ บิตคอยน์ (Bitcoin) พุ่งขึ้นมาตอนปลายปี ๒๕๖๐ รัฐตกใจกลัวเก็บภาษีไม่ได้ เลยรีบออก กฎหมายมีผลไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๑ ทำงานกันเร็วกว่าแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อีกนะครับ เรื่องการเก็บภาษีนี่เร็วกันมาก ผลที่ได้คืออะไร ผลที่ได้ก็คือกฎหมาย ฉบับนี้กำหนดให้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่เกิดจากกำไรจากการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) นำส่งให้สรรพากร ๑๕ เปอร์เซ็นต์ โดยผู้ที่นำส่งคือเว็บ (Web) ที่ทำการเทรด (Trade) สกุลเงินดิจิทัล ประเด็นคือผมไม่มั่นใจว่าคนที่ออกกฎหมายนี้มามีคนที่รู้จักสกุลเงิน ดิจิทัลสักกี่คน มันไม่ใช่การซื้อขายหุ้นที่เป็นระบบปิดที่เราจะรู้ต้นทุน กำไรของทุกคนที่เทรด (Trade) การได้มาของสกุลเงินดิจิทัลเราซื้อขายที่ไหนในโลกก็ได้ แล้วมันไม่ใช่การซื้อขาย เท่านั้นด้วย มันยังมีระบบที่ท่านประธานอาจจะเคยได้ยินว่าการขุดบิตคอยน์ (Bitcoin) ประเด็นก็คือระบบแบบนี้เว็บ เทรด (Web trade) ไม่มีทางรู้ต้นทุนของลูกค้า เมื่อไม่รู้ต้นทุน ก็ไม่รู้กำไร เมื่อไม่รู้กำไรก็ไม่สามารถนำส่งภาษี ณ ที่จ่ายได้ เป็นผลให้ถึงทุกวันนี้กฎหมาย ฉบับนี้มีผลบังคับใช้มาเกือบ ๒ ปี แต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้เลย นี่เรายังไม่นับนะครับว่า สามารถไปขายบิตคอยน์ (Bitcoin) ต่างประเทศโดยที่ไม่เสียภาษีสักบาทก็ทำได้ นี่คือผลของ การออกกฎหมายโดยไม่พร้อม เรากลับมาที่เนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) ตามที่กรมสรรพากรชี้แจงว่าระบบเนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) จะทำให้ การเลือกบุคคลที่จะถูกตรวจสอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ระบบคอมพิวเตอร์ จะเลือกให้ ซึ่งผมเองก็ยังตั้งคำถามนะครับ เพราะตามข้อมูลจากเว็บ (Web) กรมสรรพากร รูปแบบข้อมูลของธุรกรรมลักษณะเฉพาะที่สถาบันการเงินต้องส่งให้กรมสรรพากรมีรูปแบบ ดังนี้ จะมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน เลขบัญชี จำนวนทรานแซกชัน (Transaction) แล้วก็ มูลค่ารวมตลอดทั้งปี ผมก็ยังสงสัยว่าข้อมูลแค่นี้ละเอียดพอขนาดเอาไปต่อยอดเพื่อวิเคราะห์ ในลักษณะของบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ได้จริงหรือ กรมสรรพากรบอกว่ามีการเข้ารหัสข้อมูล อยู่แล้ว เพราะมันเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ถ้ามีการเข้ารหัสอยู่แล้วทำไมเราถึงไม่ใช้ข้อมูลที่มี รายละเอียดมากกว่านี้ บวกกับการที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ ท่าน ส.ส.ไกลก้องได้อภิปรายไปแล้ว จะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งในส่วนของภาครัฐเอง ที่วิเคราะห์ข้อมูลได้ดีขึ้น แล้วในส่วนของประชาชนที่สามารถตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล ของตนเองได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามในการแก้ประมวลรัษฎากร ๒ ฉบับที่ผมพูดถึงไป มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือเมื่อประชาชนถูกเรียกไปตรวจสอบ ในกระบวนการตรวจสอบ ของที่มาที่ไปของเงิน รายรับรายจ่ายของการทำธุรกิจ กำไรต้นทุนของการเทรด (Trade) ทั้งหมดนี้จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อยู่ดีครับ อย่างที่ ส.ส.ชวลิตก็ได้กล่าวไปแล้วว่า จะเป็นโทษอย่างไร การออกแบบฐานข้อมูลที่ดีกว่านี้มันจะเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีกว่านี้ แล้วลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ได้มากกว่านี้ เพราะอะไร เพราะผมคิดว่าท่านประธานแล้วก็ เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็น่าจะเห็นตรงกันว่า คำว่า ดุลพินิจ ของเจ้าหน้าที่มันคือต้นตอ ของการคอร์รัปชัน ผมขอไม่เหมารวมแล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตด้วย แต่เรื่องนี้ ก็คงเป็นเรื่องที่เราปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ และมันก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจว่า เขาจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันจริงหรือไม่ เวลาออกกฎหมายรัฐคิดอย่างเดียว รัฐคิดถึง โกล (Goal) หรือเป้าหมายคือต้องเก็บภาษีให้ได้ แต่รัฐไม่ได้เคยนึกถึงสิ่งที่เรียกว่ายูสเซอร์ เจอร์นี (User Journey) ว่าระหว่างทางประชาชนเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้างในกระบวนการ นั้น ๆ ปัญหานี้มันไม่ได้เกิดแค่เรื่องนี้ ระบบราชการไทยเราละเลยเรื่องนี้มากที่สุด เราไม่เคย สนใจว่าประชาชนจะต้องไปเผชิญกับอะไรบ้างในกระบวนการที่จะต้องไปติดต่อหรือดิว (Due) กับภาครัฐทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานไหน สุดท้ายจริง ๆ คือผมยืนยันว่าการจ่าย ภาษีคือหน้าที่ของประชาชนทุกคน ผู้มีรายได้จำเป็นจะต้องจ่ายภาษี แต่หน้าที่ของรัฐ คือการสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เพราะจริง ๆ แล้ว ความเจ็บปวดของประชาชนมันไม่ใช่การควักเงินจ่ายภาษีให้รัฐ มันคือการที่เขาต้องควักเงิน จ่ายภาษีให้รัฐ แต่คนรวยสามารถเลี่ยงภาษีได้ มันคือการที่เขาต้องควักเงินจ่ายภาษีให้รัฐ แต่คนรวยบินไปขายบิตคอยน์ (Bitcoin) ที่ต่างประเทศโดยที่ไม่เสียภาษีสักบาท การที่เขา ต้องควักเงินจ่ายภาษีให้รัฐแต่เขากลับเห็นเศรษฐีปลูกต้นมะนาวกลางกรุงเทพฯ เพื่อเลี่ยงภาษี นี่ล่ะครับคือความเจ็บปวดของประชาชน ดังนั้นผมจึงหวังว่าหากมีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้เราจะต้องทำการศึกษาเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนผู้เสียภาษีได้รับความมั่นใจว่า จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมจากภาครัฐครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ผู้เสนอมีสิทธิอภิปรายสรุปได้อีกครั้งหนึ่งก่อนที่ที่ประชุมจะลงมติครับ ผู้เสนอจะใช้สิทธิอภิปรายสรุปหรือไม่ เชิญครับ🔗

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาตใช้สิทธิอภิปรายสรุปในฐานะที่เป็นผู้ยื่นญัตติ เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาในเรื่องผลกระทบจากการประกาศ ใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) พ.ศ. ๒๕๖๒ ประเด็นการทำ ธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ตลอดระยะเวลา ๑ ชั่วโมงเศษ ๆ ที่ท่าน สมาชิกทุกท่านได้รับฟัง เราคงจะได้เห็นแล้วว่าในปัจจุบันนี้ประมวลรัษฎากรฉบับนี้ที่ประกาศ ออกมาใช้นั้นสร้างความกังวลใจให้กับพวกเราในฐานะตัวแทนของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเรามักจะได้รับคำถามจากประชาชนคล้าย ๆ กันเลยว่าจะทำอย่างไร จะใช้ชีวิต อย่างไรและจะต้องปรับตัวอย่างไร ข้อมูลที่น่าสนใจที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในเรื่องของภาษีที่บริษัทใหญ่มาทำธุรกรรมในประเทศไทยมีมูลค่า ทางการตลาดหลักล้านล้านบาท แต่กลับเสียภาษีในหลักแสนบาทอย่างนี้เป็นต้น นี่คือสิ่งที่ ผมคิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการ และเหตุที่ต้องตั้งคณะกรรมาธิการ ก็สืบเนื่องมาจากเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลังเพียงกระทรวงเดียว วันนี้เจ้าหน้าที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปหาเกษตรกรแล้วก็บอกเกษตรกรว่าพวกเราจะต้องมาสร้าง มูลค่าเพิ่มให้กับพืชผลทางการเกษตรของพวกเราเอง ทำเอง ขายเอง ก็ส่งเสริมเขาให้เขาไป ค้าออนไลน์ (Online) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ไปบอกชาวบ้าน บอกว่าปู่ย่าตายายมีฝีมือในการทำงานศิลปหัตถกรรมก็ไปสร้างสรรค์มา แต่ถ้าไม่มีช่องทางขาย ก็ให้ลูกให้หลานมาโพสต์ (Post) ลงในเฟซบุ๊ก (Facebook) ในอินสตาแกรม (instagram) มาขายในช่องทางออนไลน์ (Online) เพื่อจะสร้างรายได้ให้ กระทรวงพาณิชย์ทุกกรมครับ ล้วนแล้วแต่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการก้าวเข้าสู่การค้าออนไลน์ (Online) ทั้งสิ้น แต่สุดท้าย คนเหล่านั้นก็มาติดกับดักที่กรมสรรพากร อาจจะมีคำถามใน ๒ มิติ ถ้าเรามองในมิติของรัฐ ใช่ครับว่าการที่จะเอาภาษี การที่จะหารายได้เข้ารัฐนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐ การที่จะให้ประชาชน เสียภาษีอย่างเสมอภาคก็เป็นหน้าที่ของรัฐ แต่ถ้าเรามามองจากมุมมองของประชาชน เรากลับมีความรู้สึกว่าหน้าที่ที่เราจะต้องปฏิบัติกับกฎเกณฑ์ที่รัฐออกมาบังคับให้เราปฏิบัตินั้น มันเป็นธรรมอย่างนั้นหรือ วันนี้ประชาชนเพียรถามว่ารายใหญ่อย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย ยกตัวอย่างไปไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ หนำซ้ำยังมีรายใหม่ ๆ ซึ่งเป็นรายใหญ่ซึ่งจะได้รับ การลดหย่อนตามนโยบายของรัฐบาล เอาแค่ได้ลดหย่อนตามนโยบายของรัฐบาลผมเชื่อว่า ประชาชนก็มีความกังวลแล้วว่าความสามารถในการแข่งขันของเขา เขาจะมีความสามารถ ที่จะไปแข่งกับผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างนั้นได้หรือไม่ ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่เรา จะต้องทำให้ประชาชนของเราเห็นว่าประชาชนจะได้เสียภาษีบนหลักของความเป็นธรรม ความเท่าเทียม ความโปร่งใสและไม่มีผู้ใดถูกเอาเปรียบ ดังนั้นผมจึงต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าในการเสนอญัตติครั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะขอให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านได้กรุณาให้ความเห็นชอบแล้วก็ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ขึ้นมาเพื่อศึกษา ถึงผลกระทบ และหวังไปไกลกว่านั้นว่าเราอาจจะคิดไปไกลถึงขนาดที่ว่าหาแนวทางที่จะรับมือ กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต เพราะวันนี้ผมเชื่อครับถ้าเรามาพูดเฉพาะเรื่องนี้ อย่างเดียวคนฟังที่บ้านเขาก็จะพูดกันแล้วว่าถ้าพูดแค่เรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องที่ล้าสมัยไปแล้ว วันนี้โลกก้าวไปไกลกว่าที่พวกเรารู้กว่าที่พวกเราคิดเยอะมากครับ ฉะนั้นหน้าที่ของพวกเรา ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือต้องเตรียมหาเครื่องไม้เครื่องมือเอาไว้เพื่อประชาชนของเรา ท่านประธาน ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากญัตติทั้ง ๓ ฉบับผู้เสนอได้เสนอมาเพื่อขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาญัตติ ทั้ง ๓ ฉบับนี้หรือไม่ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗

(นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอรรถกร มีอะไรหรือครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพอย่างสูง กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ญัตตินี้ได้พูดคุยกันทุกฝ่าย แล้วทุกฝ่ายก็มีความเห็นเหมือนกัน ก็เลยอยากจะขออนุญาต สภาแห่งนี้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิก เท่าที่ผมฟังมาทั้งผู้เสนอญัตติทั้ง ๓ ญัตติ และท่านผู้อภิปรายสนับสนุนก็ล้วนแล้วแต่เห็นด้วย กับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เมื่อท่านอรรถกรเสนอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ไม่ทราบว่า ท่านสมาชิกท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่มีนะครับ ถ้าไม่มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมก็ถือว่าที่ประชุมให้ความเห็นชอบในการตั้งคณะกรรมาธิการ เมื่อที่ประชุมให้ความเห็นชอบในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขอเชิญท่านสมาชิกกำหนด จำนวนกรรมาธิการครับ🔗

นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ทัศนาพร เกษเมธีการุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาในเรื่องผลกระทบจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) พ.ศ. ๒๕๖๒ ประเด็นการทำ ธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) จำนวน ๒๕ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ คณะรัฐมนตรีจะตั้งคณะกรรมาธิการในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีหรือไม่ครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขออนุญาต ท่านประธานเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรัฐมนตรี เสนอว่าต้องการตั้งสัดส่วนกรรมาธิการของคณะรัฐมนตรีก่อนนะครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ใช่ครับ สัดส่วน ๕ ท่านครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ที่ประชุมกำหนด ให้มีกรรมาธิการวิสามัญจำนวน ๒๕ ท่าน สัดส่วนกรรมาธิการของคณะรัฐมนตรีจำนวน ๕ ท่าน ดังนั้นสัดส่วนกรรมาธิการของแต่ละพรรคการเมืองเป็นดังนี้ พรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๕ ท่าน พรรคอนาคตใหม่ จำนวน ๓ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๒ ท่าน พรรคภูมิใจไทย จำนวน ๒ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑ ท่าน พรรคเสรีรวมไทย จำนวน ๑ ท่าน ขอเชิญคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วน ของคณะรัฐมนตรี เชิญครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอเสนอ รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาในเรื่องผลกระทบจากการประกอบธุรกิจ ออนไลน์และการทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๕ ท่าน ดังนี้ ๑. นางสาวขนิษฐา สหเมธาพัฒน์ ๒. นายรัฐชยุตม์ รุ่งจารุพันธ์ ๓. นางสาวทิพานัน ศิริชนะ ๔. นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ๕. นายธีรศานต์ สหัสสพาศน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คณะรัฐมนตรีเสนอ ไม่ต้องมีผู้รับรองครับ ขอเชิญแต่ละพรรคการเมืองเสนอรายชื่อกรรมาธิการตามสัดส่วนครับ และขอผู้รับรองตามข้อบังคับด้วย ขอเชิญแต่ละพรรคการเมืองเสนอครับ พรรคเพื่อไทย เชิญครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี นครพนม

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ อีเพย์เมนต์ (e-Payment) ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ ท่าน ๑. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ๒. นายณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี ๓. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ ๔. นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ ๕. นายธนวัฒน์ ศรีสุข ๖. นางสาวนพสรัญ วรรณศิริกุล ขอผู้รับรองค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ ต่อไปเชิญพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๕ ท่านครับ🔗

นางเจริญ เรี่ยวแรง นนทบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเจริญ เรี่ยวแรง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอ รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการประกอบธุรกิจออนไลน์ และการทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๕ ท่าน ดังนี้ ๑. นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี ๒. นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ๓. นายดิสทัต คำประกอบ ๔. นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ๕. นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ ต่อไปเชิญพรรคอนาคตใหม่ จำนวน ๓ ท่านครับ เชิญครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคอนาคตใหม่ จำนวน ๓ คนครับ ๑. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ๒. นายสมชัย อภิวัฒนพร ๓. นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ ต่อไปเชิญพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๒ ท่านครับ เชิญครับ🔗

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๒ ท่านครับ นายอัศวิน วิภูศิริ นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ ต่อไปเชิญพรรคภูมิใจไทย จำนวน ๒ ท่านครับ🔗

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอ รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาในเรื่องผลกระทบจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) พ.ศ. ๒๕๖๒ สัดส่วนของ พรรคภูมิใจไทย ๒ ท่านครับ ประกอบไปด้วย ๑. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ๒. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ ต่อไปเชิญพรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑ ท่านครับ🔗

นายนิกร จำนง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอ รายชื่อในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา คือ นายพิสิษฐ์ คงสมพรต ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ ต่อไปพรรคเสรีรวมไทย จำนวน ๑ ท่านครับ เชิญครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญในส่วนของ พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน ขอเสนอ พลเอก วิชิต สาทรานนท์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ เชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗

นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบ จากการประกอบธุรกิจออนไลน์ และการทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน ๒๕ ท่าน ๑. นางสาวขนิษฐา สหเมธาพัฒน์ ๒. นายรัฐชยุตม์ รุ่งจารุพันธ์ ๓. นางสาวทิพานัน ศิริชนะ ๔. นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ๕. นายธีรศานต์ สหัสสพาศน์ ๖. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ๗. นายณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี ๘. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ ๙. นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ ๑๐. นายธนวัฒน์ ศรีสุข ๑๑. นางสาวนพสรัญ วรรณศิริกุล ๑๒. นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี ๑๓. นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ๑๔. นายดิสทัต คำประกอบ ๑๕. นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ๑๖. นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น ๑๗. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ๑๘. นายสมชัย อภิวัฒนพร ๑๙. นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ๒๐. นายอัศวิน วิภูศิริ ๒๑. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ๒๒. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ๒๓. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ๒๔. นายพิสิษฐ์ คงสมพรต และ ๒๕. พลเอก วิชิต สาทรานนท์🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอเชิญ ท่านสมาชิกกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาของกรรมาธิการครับ เชิญครับ🔗

นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ทัศนาพร เกษเมธีการุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอระยะเวลาศึกษาพิจารณา ๙๐ วันค่ะ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ มีท่านสมาชิกท่านใดเสนอเป็นอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้าไม่มีก็ถือว่า กำหนดระยะเวลาในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ๙๐ วันนะครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปเป็นญัตติที่ ๕.๒ นะครับ🔗

๕.๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต (นายปิยบุตร แสงกนกกุล กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗

แต่เนื่องจากว่า ผมได้รับการประสานงานจากวิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่าย คือวิป (Whip) ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เสนอมาว่าวันนี้เราได้ประชุมกันมาเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควรแล้วเพื่อให้ท่านสมาชิก ได้มีการเตรียมตัวในการที่จะพิจารณาญัตติเรื่องนี้ในวันพรุ่งนี้ต่อไป ฉะนั้นวันนี้ผมจึงขอปิด การประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๘.๓๖ นาฬิกา