unknown · · 379 lines

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๓๕ นาฬิกา)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมผมอนุญาตให้สมาชิกปรึกษาหารือตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๒๔ ตามลำดับชื่อดังต่อไปนี้ นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ นางสาวเบญจา แสงจันทร์ นางบุญรื่น ศรีธเรศ นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล นายอภิชาติ ศิริสุนทร นายไตรรงค์ ติธรรม นายกูเฮง ยาวอหะซัน นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน นายภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ นางมุกดา พงษ์สมบัติ นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ นายกฤษณ์ แก้วอยู่ นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ นายสรชัด สุจิตต์ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข นายสุรชาติ ศรีบุศกร นายพรชัย อำนวยทรัพย์ นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นายสมชาติ ประดิษฐพร นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช นายวุฒิพงษ์ นามบุตร ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์ ขอเชิญท่านสมาชิกเตรียมตัวครับ ขอเรียนย้ำเรื่องเวลาขอได้ตรงเวลา ถ้าสมาชิก อ่านข้อความไม่จบกรุณาส่งข้อความมาให้ผม ผมจะส่งต่อไปยังรัฐบาลนะครับ ท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เชิญครับ🔗

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ชัยภูมิ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ ขอหารือ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน คือปัจจุบันเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้อง ชาวไทยเดือดร้อนลำบากมาก ตามตลาดร้านค้ามีคนขายแต่ไม่มีคนซื้อ โรงงานก็ปิดกิจการ เป็นข่าวคราวให้พวกเราเห็นแล้วก็หนักใจ ลำบากใจ ยังไม่ทราบว่าจะเป็นอีกนานเท่าใด จึงขอให้กระทรวงแรงงานได้ติดตาม มีโรงงานใดบ้างที่อยู่ในสถานการณ์ไม่ดีต้องรีบเข้าไปแก้ไข โรงงานที่ปิดกิจการก็ขอให้ไปช่วยในเรื่องของคนงานผู้ใช้แรงงานว่าจะหางานใหม่ได้อย่างไรครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่พวกเรากำลังประสบกันทั่วประเทศเหมือนกันคือเรื่องภัยแล้ง ปัจจุบันแล้งจัดแล้งมาก น้ำอุปโภคบริโภคก็จะขาดแคลนกันไปมาก จึงขอให้ทางรัฐบาล ผู้เกี่ยวข้อง เรื่องแรกก็คือเรื่องจัดส่งน้ำ ต้องหารถส่งน้ำในพื้นที่ที่ไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้เป็นการบริการ โดยท้องถิ่นก็ดี หรือจากส่วนกลางไปสนับสนุนก็ดี แล้วนอกจากนี้บางแห่งยังขาดบ่อบาดาล บางแห่งมีบ่อบาดาลแล้วแต่ไม่เพียงพอก็ขอฝากให้ช่วยดำเนินการ🔗

เรื่องที่ ๓ เรื่องขอก่อสร้างถนน ๔ เลน (Lane) ๔ ช่องจราจร ในพื้นที่สำคัญ ๒ แห่งของจังหวัดชัยภูมิ คือถนนสายอำเภอเมืองชัยภูมิไปอำเภอบัวใหญ่ นครราชสีมา ถนนสายจากบ้านลาดใหญ่ไปช่องสามหมอผ่านอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ๒ เส้นนี้ ปัจจุบันมีการจราจรแออัดยัดเยียด ขอให้กรมทางหลวงได้เข้าไปดำเนินการปรับปรุงก่อสร้าง เป็นถนน ๔ ช่องจราจร ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ครับ🔗

นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนมาจากกลุ่มสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย หรือ สปข. ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการเดินรถนี้ ก็จะให้บริการกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาเที่ยวในเมืองไทย แต่ขณะนี้ ได้รับผลกระทบจากการเลื่อนและยกเลิกของนักท่องเที่ยว ทางกลุ่มผู้ประกอบการจึงรวมตัวกัน และอยากให้ภาครัฐช่วยเหลือในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายและลดภาระหนี้สิน โดยจะขอให้ เป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมภาษีรถยนต์ประจำปีในงวดของเดือนมีนาคมและเดือนมิถุนายน นอกจากนั้นแล้วอยากจะให้ภาครัฐลองหันมาส่งเสริมให้แรงงานต่างด้าวในประเทศ อย่างเช่น ตามนิคมต่าง ๆ ได้มีโอกาสเดินทางในจังหวัดใกล้เคียง อยากจะขอให้ภาครัฐช่วยสนับสนุน งบประมาณโดยใช้รถสาธารณะ นอกจากเป็นการช่วยกลุ่มสมาคมผู้ประกอบการแล้ว ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยด้วย เพราะกลุ่มแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยนี้ มีเป็นล้านคน รายได้ของเขาส่วนใหญ่จะถูกส่งกลับประเทศ แต่เราจะทำอย่างไรให้เกิด เงินหมุนเวียนในประเทศขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังเป็นเรื่องการผ่อนชำระ ปัจจุบันมีการช่วยเหลือ การพักชำระเงินต้น แต่ในส่วนของดอกเบี้ยยังต้องจ่ายอยู่ แต่จริง ๆ แล้วดอกเบี้ยนี่สาหัส กว่าเงินต้นอีก ในสถานการณ์ปัจจุบันผู้ประกอบการรับไม่ไหวทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ดิฉัน อยากฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการเดินรถขนส่ง สาธารณะด้วยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนางบุญรื่น ศรีธเรศ ลำดับ ๒ นางสาวเบญจาขอเลื่อนไปครับ เชิญคุณบุญรื่นครับ🔗

นางบุญรื่น ศรีธเรศ กาฬสินธุ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางบุญรื่น ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานไปยังกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัญหา มีอยู่ว่าพี่น้องกำนันตำบลขมิ้นพร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านทั้ง ๑๑ หมู่บ้าน ได้มาขอร้องด้วยวาจา ขอให้ไปติดตั้งไฟส่องสว่างให้กับพี่น้องบนถนนสายบ้านค่ายลูกเสือถึงบ้านถิ่นพัฒนา บ้านโนนทองถึงบ้านโนนชัย ซึ่งเกิดอุบัติเหตุให้กับลูกหลานเสียชีวิตมาหลายรายแล้วค่ะ กำนันผู้ใหญ่บ้านก็เลยเป็นห่วงขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ติดตั้งไฟแสงสว่างให้ด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับคำร้องจากพี่น้องชาวบ้านหนองบัว หมู่ ๙ หมู่ ๑๔ ซึ่งขุดลอกหนองให้เป็นแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในการเกษตรของพี่น้องบ้านหนองบัว หมู่ ๙ หมู่ ๑๔ อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ปรากฏว่าผู้นำท้องถิ่นส่งไป ๔-๕ ปีแล้ว ไม่ได้รับการเข้าแผนก็เลยอยากให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดูแลส่วนนี้จัดเข้าแผน ให้ด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๓ ดิฉันต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ชลประทานเขื่อนลำปาวในส่วน คลองส่งน้ำตอน ๘ เจ้าหน้าที่ได้ไปแก้ไขปัญหาให้แล้ว ในส่วนที่ดิฉันเคยหารือไว้ก็ต้อง ขอบคุณเจ้าหน้าที่ชลประทานเขื่อนลำปาวด้วย ซึ่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้มากกว่าทุกเขื่อนเลย ในภาคอีสานได้ใช้บริการถึงจังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด ก็เป็นความสามารถของ เจ้าหน้าที่ ต้องขอขอบคุณด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนายกฤษณ์ แก้วอยู่🔗

นายกฤษณ์ แก้วอยู่ เพชรบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพและ สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ทนายกฤษณ์ แก้วอยู่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตนำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดเพชรบุรี หารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก ขอให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการซ่อมแซมคลองส่งน้ำ ๔ ขวา ๑ ซ้าย สายใหญ่ ๓ ซึ่งมีระยะทาง ๘ กิโลเมตร ผ่านตำบลนาวุ้ง ตำบลสำมะโรง ตำบลโพธิ์พระ คลองดังกล่าวนั้นพี่น้องประชาชนทั้ง ๓ ตำบลใช้ทำนาแล้วก็เป็นการระบายน้ำลงสู่ทะเล ปัจจุบันมีขนาดเล็กและตื้นเขิน ทราบว่าทางกรมชลประทานได้มีการสำรวจและออกแบบ ไว้นานแล้ว แต่ยังไม่มีการจัดสร้างแต่อย่างใดนะครับ ขอให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการ จัดสร้างโดยเร็วด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอให้กรมเจ้าท่าขุดลอกคลองเจ็กสีซึ่งเป็นคลองธรรมชาติ มีความยาวกว่า ๒๐ กิโลเมตร ผ่านตำบลนาวุ้ง ตำบลช่องสะแก ตำบลโพธิ์พระ และลงสู่ทะเล ที่ตำบลบางแก้วนะครับ เป็นคลองที่ใช้ประโยชน์โดยการทำนาและระบายน้ำลงสู่ทะเล ปัจจุบันมีลักษณะตื้นเขิน ใช้ประโยชน์ไม่ได้เนื่องจากมีวัชพืชมาปกคลุมอยู่เป็นจำนวนมาก จึงขอให้กรมเจ้าท่าเร่งดำเนินการขุดลอกคลองเจ๊กสีเพื่อเป็นประโยชน์พี่น้องประชาชนด้วย และเนื่องด้วยในวันที่ ๖-๑๕ มีนาคม ๒๕๖๓ นี้ พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดเพชรบุรีได้ร่วมกัน จัดงานประจำปีคืองานพระนครคีรีเมืองเพชร ครั้งที่ ๓๔ ขอเรียนเชิญพี่น้องประชาชนชาวไทย ที่เคารพรักทุกท่านไปเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี ไปชมงานพระนครคีรีเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นการเผยแพร่ประเพณีวัฒนธรรมของชาวเพชรบุรีด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนะครับ คุณจิรวัฒน์ ขอเลื่อนไปตอนท้ายครับ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในเคหะร่มเกล้า ลาดกระบังนะคะ ในเรื่องของระบบการบำบัดน้ำเสียในเคหะร่มเกล้า ดิฉันเคยหารือไปแล้วค่ะ แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นความดูแลของการเคหะแห่งชาติ แล้วก็กรุงเทพมหานครที่จะหาผู้รับผิดชอบในเรื่องของการบำบัดน้ำเสียในคลองลำไส้ไก่ ดิฉันขอประสานทั้ง ๒ หน่วยงานได้โปรดทำงานร่วมกันเพื่อที่จะป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในอนาคตด้วยนะคะ🔗

เรื่องที่ ๒ ดิฉันขอหารือเรื่องเกี่ยวกับที่จอดรถไม่เพียงพอในบ้านเอื้ออาทร ร่มเกล้า ลาดกระบัง ดิฉันขอแนะนำให้ไปปรับปรุงพื้นที่รกร้างบริเวณด้านติดกับตลาดเจ้เป้า ตรงนั้นจะสามารถรองรับปริมาณรถได้อีกมากมาย ขอให้การเคหะได้ปรับปรุงอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะตอบสนองในความต้องการของพี่น้องประชาชนด้วยนะคะ🔗

เรื่องที่ ๓ เรื่องสัญญาณไฟจราจรทางม้าลายหน้าบ้านเอื้ออาทรเพื่อป้องกัน อุบัติเหตุ ดิฉันขอให้การจราจรกรุงเทพมหานครได้โปรดติดตั้งสัญญาณจราจรที่เหมาะสมให้กับ ประชาชนด้วย🔗

เรื่องสุดท้ายนะคะ เรื่องของสถานีดับเพลิงชั่วคราวค่ะ ขอให้ฝ่ายโสตได้นำคลิป (Clip) ขึ้นด้วยนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กรุงเทพมหานคร

ในร่มเกล้าค่ะ ตามภาพ ที่เสนอนี้ พนักงานดับเพลิงได้เข้าไปอาศัยพื้นที่บริเวณหลังอาคารสาธารณสุข ๔๕ เป็นที่ ปฏิบัติงานแต่ยังขาดการดูแลอย่างเหมาะสม ดิฉันได้รับการติดต่อจากประชาชนที่สงสาร เจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานหนักในช่วงที่มีอัคคีภัยบ่อยครั้งแต่สวัสดิการในการทำงานกลับต่ำมาก วันเสาร์นี้ดิฉันและประชาชนจะนำเต็นท์ไปมอบให้กับเจ้าพนักงานค่ะ🔗

แล้วสุดท้ายนี้ดิฉันต้องขอขอบคุณการไฟฟ้านครหลวงที่ได้ดำเนินการซ่อมไฟ ตามที่ดิฉันได้ประสานงานไป แต่ขอให้เร่งซ่อมไฟบริเวณทางแยกบริเวณถนนเจ้าคุณทหารตัดกับ ถนนร่มเกล้าดับมานานแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนะครับ นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี ครับ🔗

นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผมจะขออนุญาตหารือกับท่านประธานอยู่ ๑ เรื่องครับ🔗

เนื่องจากกระผมได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านผู้ที่ประกอบอาชีพประมง พื้นบ้านชายฝั่งบริเวณอ่าวบ้านดอน ซึ่งปกคลุม ๕ อำเภอของจังหวัดสุราษฎร์ธานี อันได้แก่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี อำเภอพุนพิน อำเภอท่าฉาง และอำเภอไชยา ผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านชายฝั่งกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ไม่สามารถประกอบอาชีพ ของตัวเองได้และเดือดร้อนอย่างหนักครับ ความสมบูรณ์ของอ่าวบ้านดอนถูกออกแบบ เพื่อการทำประมงอย่างยั่งยืน ประกอบไปด้วยป่าชายเลนอันสมบูรณ์ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำสำคัญ จากแม่น้ำหลายสายเพื่อให้ชาวบ้านที่มีการทำการประมงพื้นบ้านชายฝั่งได้มีอาชีพ มีรายได้ มีความกินดีอยู่ดีจากสิ่งที่ธรรมชาติให้มา ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวบ้านดอนนี้ได้นำไปสู่ การบุกรุกของกลุ่มผู้มีอิทธิพลและคนมีสีเข้ามาครอบครองพื้นที่บริเวณอ่าวบ้านดอนกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ โดยมีการกั้นแนวเขตปักหลักปักเสาไม้ไผ่และสร้างบ้านพักอาศัยอยู่เพื่อจะ ทำการเพาะเลี้ยงหอยแครงและคราดลูกหอยแครงที่เกิดจากธรรมชาติอย่างผิดกฎหมาย และไม่ได้รับ การอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐ ท่านประธานครับ เวลาชาวบ้านจะออกไปทำการประมง จับปู จับปลา จับกุ้ง ก็ไม่มีร่องน้ำให้ได้วิ่งเพราะเนื่องจากถูกบุกรุกหมดแล้ว หากชาวประมง จะใช้เรือวิ่งผ่านแนวเขตของผู้มีอิทธิพลก็จะโดนอาวุธปืนยิงข่มขู่ต่าง ๆ นานาอยู่เป็นประจำ ทำให้ไม่สามารถนำเรือออกไปประกอบอาชีพดังกล่าวได้ ท่านประธานครับ กระผมจึงขอฝาก นำเรียนเรื่องนี้ไปยังนายกรัฐมนตรีให้รีบเข้ามาดำเนินการสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปรื้อถอนและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่บุกรุกและกระทำความผิดอย่างถึงที่สุด ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ คนจังหวัดอ่างทอง ผมขออนุญาตหารือท่านประธานเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในนามพรรคอนาคตใหม่ แต่เป็นครั้งสุดท้ายในสมัยประชุมนี้ผ่านไปยังกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรมอยู่ ๒ ประการ ท่านประธานคงทราบดีว่างานราชทัณฑ์เป็นงานที่ยาก เพราะต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องขัง ต้องคำนึงสิทธิของเหยื่อหรือผู้เสียหาย ต้องคุ้มครองสิทธิของเจ้าหน้าที่พนักงานราชทัณฑ์ต่าง ๆ และต้องคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของประชาชนไปพร้อมกันครับ ๒ ประการที่ผมอยากจะ หารือท่านประธานครับ🔗

ประการที่ ๑ หลัง พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ ปี ๒๕๖๐ มีผลบังคับใช้มีการกำหนด ในมาตรา ๑๙ ให้มีเงินเพิ่มให้กับเจ้าพนักงานเรือนจำ วันนี้ก็มีพนักงานเรือนจำอยู่ใน กรมราชทัณฑ์ทั้งหมดหมื่นกว่าคนครับ พวกเขาก็รอคอยว่าจะได้รับเงินเพิ่มตั้งแต่เมื่อไร มีระเบียบออกมาเมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๖๒ เป็นระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยเงินเพิ่ม สำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของเจ้าพนักงานเรือนจำ วันนี้ผ่านมา ๑๐ เดือนแล้วครับ ยังไม่มีเจ้าพนักงานเรือนจำท่านใดที่ได้รับเงินเพิ่มดังกล่าวแต่ประการใด งบประมาณก็ผ่านไป ผมจึงฝากท่านประธานไปยังกรมราชทัณฑ์ให้พิจารณาเรื่องเงินเพิ่มดังกล่าวด้วยครับ🔗

ประการที่ ๒ กรมราชทัณฑ์ได้มีนโยบายเรื่องการจำแนกผู้ต้องขัง มีหนังสือ ไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหนังสือที่ ยธ ๐๗๐๓.๑/๔๔๑๒ ลงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ แล้วก็มีหนังสือฉบับคล้าย ๆ กันไปยังหน่วยงานต่าง ๆ มีการแบ่งผู้ต้องขังออกเป็น ๓ ประเภท เป็นผู้ต้องขังปกติทั่วไป มีชื่อเล่นด้วยนะครับ เขาเรียก กลุ่มหนุมาน มีผู้ต้องขัง ที่เป็นผู้ต้องขังที่มีพฤติกรรมดีเขาเรียกว่า เทวดาตกสวรรค์ แต่ที่ผมตกใจก็คือกลุ่มผู้ต้องขัง ที่มีพฤติกรรมแย่ ผมไม่สามารถเอ่ยคำนั้นในที่ประชุมแห่งนี้ได้ครับ เดี๋ยวจะส่งหนังสือให้ ท่านประธาน แต่ผมเห็นว่าเป็นคำที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฝากท่านประธานไปยัง กรมราชทัณฑ์ให้พิจารณาปรับแก้ข้อความดังกล่าวด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ คุณสรชัด สุจิตต์ ครับ🔗

นายสรชัด สุจิตต์ สุพรรณบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา วันนี้ผมมีเรื่องที่จะกราบหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมชลประทาน ๒ เรื่องนะครับ🔗

เรื่องแรกก็คือที่ผ่านมาทางกรมชลประทานเองได้ระบายน้ำผ่านแม่น้ำท่าจีน ลดจำนวนปริมาณลง ทำให้ผลกระทบปริมาณน้ำเหนือประตูน้ำโพธิ์พระยาต่ำกว่า ๓.๖ เมตร ที่ผมมาเรียนตรงนี้ก็เพราะว่าปริมาณน้ำที่ต่ำกว่า ๓.๖ เมตรนี้จะกระทบต่อการผลิตน้ำดิบ การได้น้ำดิบมาผลิตน้ำประปาของการประปาจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งการประปาแห่งนี้เป็น แหล่งผลิตแห่งใหญ่ที่สำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรีที่ส่งน้ำไปยังผู้ใช้น้ำของอำเภอเมือง อำเภอศรีประจันต์ อำเภอบางปลาม้า มีผู้ใช้น้ำกว่าเกือบ ๒๐,๐๐๐ คือ ๑๙,๙๗๐ ครัวเรือน ซึ่ง ณ ขณะนี้ก็เกรงว่าจะได้รับผลกระทบในการลดระดับน้ำลง🔗

เรื่องที่ ๒ ก็คือพี่น้องชาวสวนมะม่วงที่ผมนั้นได้เคยหารือผ่านท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือโครงการส่งน้ำบำรุงรักษาดอนเจดีย์ ซึ่งขณะนี้ชาวสวนมะม่วง ก็ได้สูบน้ำกัน ๖-๗ ต่อ มีต้นทุนในการสูบน้ำประมาณ ๑,๐๐๐ บาท กว่าจะได้น้ำสัก ๑ หน่วย และตอนนี้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลก็ได้ใช้งบประมาณมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาทแล้วครับ ก็อยากให้ทางกรมชลประทานนั้นได้ช่วยสนับสนุนทั้งรถน้ำบางส่วนช่วยสนับสนุนสวนมะม่วง ที่อยู่ท้ายคลองเพื่อให้สวนมะม่วงนั้นได้รอดผ่านวิกฤติภัยแล้งที่กระทบอยู่ ณ ตอนนี้ครับ ปริมาณน้ำ ณ วันนี้ที่ได้ใช้อยู่นี่นะครับ เครื่องจักรหลาย ๆ ตัวก็ได้เสียหายไป ก็อยากได้ การสนับสนุนเครื่องจักรจากกรมชลประทานด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ คุณเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ครับ🔗

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เลย

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ผมขอหารือ ท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรก ความเดือดร้อนของพี่น้องชาวบ้านเลิง ตำบลห้วยบ่อซืน อำเภอปากชม จังหวัดเลย บ้านเลิงก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ มีประชากร ๗๐๐ กว่าคน ๒๒๐ หลังคาเรือน ทั้งหมู่บ้านพี่น้องประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิที่ดินเป็นของตนเองเลย มีเพียงโรงเรียนบ้านเลิง ที่มีเอกสารสิทธิที่ดินเป็นของกรมธนารักษ์ครับ กระผมดีใจมากครับเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ทางสภาแห่งนี้ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อมาศึกษาแก้ไขปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ ที่ดินก็ขอฝากเรื่องของบ้านเลิง แล้วก็อีกหลายพื้นที่ในจังหวัดเลยครับ ให้คณะกรรมาธิการ ได้ศึกษาแล้วแก้ไขปัญหาให้ด้วย เรื่องที่ผมจะขอหารือท่านประธานก็คือบ้านเลิงทั้งหมู่บ้าน ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือเลย ถ้าจะโทรศัพท์ต้องไปใช้อินเทอร์เน็ตของหมู่บ้านแล้วก็ โทรผ่านไลน์ (Line) เท่านั้น จึงขอความกรุณาท่านประธานได้ประสานไปยังกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ค่ายโทรศัพท์มือถือได้ไปเปิดให้ใช้สัญญาณโทรศัพท์มือถือ ที่บ้านเลิงด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวอำเภอนาด้วง จังหวัดเลย ซึ่งอำเภอนาด้วงเป็นอำเภอใหญ่อำเภอหนึ่งของจังหวัดเลย ปัญหาเรื่องของกระแสไฟฟ้า ติด ๆ ดับ ๆ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน มีปัญหาส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน แล้วก็ส่งผลกระทบต่อการทำงาน ดังนั้นจึงขอความกรุณาท่านประธานได้ประสานไปยัง กระทรวงมหาดไทยโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้จัดสรรงบประมาณให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดเลยได้พิจารณาแก้ไขปัญหาเรื่องระบบสายส่งกระแสไฟฟ้าไปยังอำเภอนาด้วงด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์🔗

นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ วังทองหลาง พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันมีเรื่องนำเรียนหารือท่านประธาน เกี่ยวกับผลกระทบจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม สายสีเหลืองในพื้นที่เขตบางกะปิ สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลและกรุงเทพมหานครได้ขอให้ผู้รับผิดชอบในการก่อสร้าง รถไฟฟ้าทั้งสายสีส้มและสายสีเหลืองดำเนินการดูแลปฏิบัติการตามมาตรการป้องกัน ฝุ่นขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) โดยขอให้ผู้รับผิดชอบงานก่อสร้างได้ทำการติดตั้งสเปรย์ (Spray) ฉีดน้ำแรงดันสูงใต้สะพานหรือทางวิ่ง การทำความสะอาดล้อรถก่อนออกจากพื้นที่ ก่อสร้างและการติดตั้งผ้าใบคลุมบริเวณที่มีฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง รวมถึงการใช้ละอองน้ำ เพื่อลดฝุ่นละอองในชั่วโมงเร่งด่วนตลอดทั้งแนวถนนลาดพร้าว ศรีนครินทร์ และรามคำแหง จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของดิฉันได้พบว่าทางผู้รับผิดชอบงานก่อสร้างทั้งรถไฟฟ้าสายสีส้ม สายสีเหลืองยังไม่ได้ดำเนินการติดตั้งสเปรย์ (Spray) ละอองน้ำตลอดทั้งเส้นทางการก่อสร้าง รวมถึงรถที่ออกจากพื้นที่การก่อสร้างยังไม่มีการทำความสะอาดล้อรถก่อนออกจากพื้นที่ ก่อสร้าง และในบางพื้นที่ที่มีการก่อสร้างเสาตอม่อเสร็จเรียบร้อยแล้วยังไม่ได้มีการเก็บ เศษวัสดุ ไม่ว่าจะเป็นเศษอิฐ หิน ปูน ทราย ออกจากพื้นที่ตลอดทั้งถนนเส้นลาดพร้าว รามคำแหง และศรีนครินทร์ รวมถึงในพื้นที่ถนนศรีนครินทร์ทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก ตั้งแต่ ช่วงถนนกรุงเทพกรีฑาไปจนถึงแยกพัฒนาการพื้นถนนทรุดจนทำให้ฝาท่อระบายน้ำสูงกว่า พื้นผิวถนน ดิฉันจึงได้นำเรียนหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำชับให้กับผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างรถไฟฟ้า สายสีส้ม สายสีเหลืองได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันฝุ่นพิษให้กับพี่น้องประชาชน และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ซ่อมแซมพื้นผิวจราจรถนนศรีนครินทร์ทั้งขาเข้าขาออก แยกกรุงเทพกรีฑาจนถึงแยกพัฒนาการด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ ท่านอภิชาติ ศิริสุนทร ครับ🔗

นายอภิชาติ ศิริสุนทร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ วันนี้มีข้อหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก ผลกระทบจากกลิ่นเหม็นของโรงงานยางพาราในเขตตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ผมขอเรียนผ่านไปยังท่านประธานผ่านไปยังกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เนื่องจากผมได้รับเรื่องร้องเรียนว่า ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เมื่อปี ๒๕๕๖ ได้มีการก่อสร้างโรงงานยางพาราในเขตตำบลหนองนาคำ จำนวน ๒ แห่ง การประกอบกิจการ ยางพาราดังกล่าวอยู่ใกล้ชุมชน ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นทั้งกลางวันและกลางคืน กระทบต่อพี่น้อง ประชาชนจำนวน ๑๑ หมู่บ้าน ใน ๒ ตำบล นานกว่า ๗ ปี การดำเนินการดังกล่าวทำให้ชาวบ้าน มีอาการแสบจมูก เจ็บคอ คอแห้ง ปวดศีรษะ แสบตา มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง ดังนั้นจึงขอหารือ ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว🔗

เรื่องที่ ๒ ผลกระทบจากโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ชุมชนถนนจิระ-ขอนแก่น ในเขตพื้นที่อำเภอพล ผมเองได้รับเรื่องร้องเรียนจากร้อยตำรวจโท ประเสริฐ เชิญกลาง ประธานสภาองค์กรชุมชนเทศบาลเมืองพล เครือข่ายประชาชนอำเภอพล อำเภอแวงน้อย และอำเภอแวงใหญ่ว่าได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างการออกแบบที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกกับบริบทของพื้นที่ก่อให้เกิดผลกระทบ เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และสำคัญก็คือนักเรียนเยาวชนประมาณ ๕,๐๐๐ คน เดินทางสัญจรไปเรียนหนังสือมีความ ไม่ปลอดภัยในชีวิต ดังนั้นจึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไข ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ คุณณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ🔗

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สงขลา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตอำเภอนาทวี สะบ้าย้อย สำนักแต้ว สำนักขาม ของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ เยาวชนเป็นเหมือนดั่งความหวังของสังคม เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต นี่คือคำนิยามของคำว่า เยาวชน ผมได้สัญญากับเด็กโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนของพี่น้องมุสลิมไว้ ว่าถ้ามีโอกาสผมจะมาอภิปรายเรื่องโรงเรียนตาดีกา แล้วก็ได้สัญญากับโรงเรียนค่ายพุทธบุตร ที่อำเภอนาทวี ท่านประธานครับ โรงเรียนตาดีกาคือโรงเรียนอนุบาลของเด็กมุสลิมสอน ในเรื่องของอิหม่ามหรือความศรัทธาในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม สอนภาษายาวี ภาษารูมี ภาษาอาหรับ สอนในเรื่องของการปฏิบัติศาสนกิจ ปัญหาที่เกิดขึ้นครับ ก็คือเรื่องสถานที่เรียน เรื่องอาหารกลางวัน มีการเรียกร้องบอกว่าอยากได้อาหารกลางวันของเด็กคนละ ๓๐ บาท แล้วก็ค่าตอบแทนของเจ๊ะกูหรือว่าครูสอนโรงเรียนตาดีกา แล้วก็หลักสูตรซึ่งเป็นหลักสูตร มาตรฐานเหมือนกันทั้งประเทศ วันนี้เองโรงเรียนตาดีกาได้เงินจากการระดมทุนเลี้ยงข้าวยำ เลี้ยงน้ำชา ลำดับต่อไปครับ ก็คือโรงเรียนพุทธศาสตร์ ค่ายพุทธบุตร ผมเองกับท่านประธาน ก็เป็นเด็กวัดเก่า เราเลยเข้าใจว่าวันนี้ศูนย์ ๙๐ ของสมเด็จย่าที่อำเภอนาทวี ก็เป็นศูนย์ ที่กำลังพัฒนาเยาวชน วันนี้เด็กเยาวชนเราไหว้ไม่เป็นครับ เยาวชนเราท่องศีล ๕ ไม่ได้ และเยาวชนเรามารยาททางสังคมลดน้อยลง ดังนั้นค่ายพุทธบุตรผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่ขาดอยู่ก็คือเรื่องสถานที่ เรื่องงบสนับสนุนการดูแลในการเดินทางของพระสงฆ์ที่จะไปสอน ที่โรงเรียน วันนี้เงินได้จากการทอดผ้าป่า ดังนั้นขอให้รัฐบาล ศอ.บต.กระทรวงศึกษาธิการ สำนักพุทธศาสนา จุฬาราชมนตรี เข้ามาดูแล ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ ท่านไตรรงค์ ติธรรม ครับ🔗

นายไตรรงค์ ติธรรม บึงกาฬ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ไตรรงค์ ติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขต ๒ จังหวัดบึงกาฬ กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการได้เปิดเผยว่าจะเล็งทำจีทูจี (G2G) และได้เชิญเอกอัครราชทูตกว่า ๑๐ ประเทศและหน่วยงานต่างประเทศที่มีการใช้ภาษาอังกฤษมาหารือ เพื่อทำจีทูจี (G2G) หมายความว่าต้องการหาคนต่างประเทศมาสอนเด็กนักเรียนไทยในประเทศไทย ปี ๒๕๖๓ จะใช้คนเป็นหมื่นคน ปี ๒๕๖๔ จะใช้คน ๒๘,๐๐๐ คน ผมเรียนว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก ที่ประเทศไทยจะได้มีคนที่สอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กไทยทุกคน แต่ว่ามีคณะครูและเด็ก ที่จบเอกภาษาอังกฤษได้โทรศัพท์มาหาผมเป็นหลายสิบราย เขาบอกว่าทำไมไม่ใช้คนไทย ที่อยู่ประเทศไทย ที่ขณะนี้มีศักยภาพที่จะสอนภาษาอังกฤษได้มีหลายหมื่นคน ผมก็เลย เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่จะให้ ชาวต่างประเทศมาสอนคนไทย อยากจะกราบเรียนว่าถ้ากระทรวงศึกษาธิการอยากดูผลงาน ที่โรงเรียนรัฐบาลเขาทำไว้ คือจ้างเอกชนมาสอนตั้งแต่อนุบาล ๑ จนถึง ป. ๖ โรงเรียนละ ๒ คน เป็นคนไทย พูดภาษาไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ในห้องเรียน ก็คือโรงเรียนอนุบาลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล โรงเรียนอนุบาลเซกา อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ท่านสามารถไปดูได้เลยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณภาคภูมิ บูลย์ประมุข ไม่อยู่นะครับ ต่อไปคุณสุรชาติ ศรีบุศกร🔗

นายสุรชาติ ศรีบุศกร พิจิตร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุรชาติ ศรีบุศกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือท่านประธานสภาผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม ๓ โครงการ🔗

โครงการที่ ๑ เรื่องถนนทางหลวง หมายเลข ๑๑๘ สายบางมูลนาก ชุมแสง ผิวจราจรชนิดแอสฟัลติก คอนกรีต (Asphaltic Concrete) ปัจจุบันผิวจราจรชำรุดเสียหาย เป็นหลุมเป็นบ่อ เนื่องจากมีการใช้งานมานาน เริ่มตั้งแต่คอสะพานข้ามคลองบุษบงติดต่อ เทศบาลเมืองบางมูลนากถึงบริเวณหน้าวัดท่าช้าง เป็นถนน ๔ ช่องทางจราจรความยาว เสียหายประมาณ ๑,๗๐๐ เมตร ถนนสายนี้เชื่อมระหว่างอำเภอบางมูลนากจังหวัดพิจิตร กับอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเขตชุมชนหนาแน่น มีประชาชน นักเรียน นักศึกษา ชาวไร่ชาวนาใช้สัญจรเป็นจำนวนมากและมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเป็นประจำ จึงใคร่ขอความ เมตตาให้จัดสรรงบประมาณมาซ่อมแซมปรับปรุงผิวจราจรให้ใหม่🔗

โครงการที่ ๒ เรื่องขอความอนุเคราะห์ขอทางม้าลาย เส้นชะลอความเร็ว แล้วขอให้ซ่อมแซมป้ายบอกระวังเด็ก เพราะป้ายลบเลือนมองไม่ชัดเจน บริเวณโรงเรียน ชุมชนวัดโพธิ์ทองปกาศิตวิทยา หมู่ที่ ๕ ตำบลเนินมะกอก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นโรงเรียนแล้วอาจเป็นอันตรายแก่พี่น้องประชาชนและเด็กนักเรียน เวลาข้ามถนน🔗

โครงการที่ ๓ เรื่องขอความอนุเคราะห์งบประมาณติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างรายทาง สายหมายเลข ๑๐๖๗ โพทะเล บรรพตพิสัย อยู่ระหว่าง กม. ที่ ๒๘ ถึงกม. ที่ ๒๙ หมู่ที่ ๑ แล้ว กม. ที่ ๒๖ ถึง กม. ที่ ๒๗ หมู่ที่ ๒ ตำบลโพธิ์ไทรงาม ระยะทาง ๒,๐๐๐ เมตร เพื่อให้ ประชาชนได้มีไฟฟ้าแสงสว่างรายทางในการสัญจรไปมา และช่วยลดปัญหาจากอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ทั้ง ๓ โครงการดังกล่าวอยู่ใน ความรับผิดชอบของหน่วยงานแขวงทางหลวงพิจิตร ขอให้ท่านได้โปรดพิจารณาจัดสรร งบประมาณเพื่อความมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืนต่อไปครับ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณกูเฮง ยาวอหะซัน🔗

นายกูเฮง ยาวอหะซัน นราธิวาส

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกูเฮง ยาวอหะซัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เขต ๓ วันนี้ขอหารือ ท่านประธาน ๒ ข้อ🔗

เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการออกวีซ่า (VISA) สำหรับนักศึกษาที่จะไปเรียน ที่ประเทศอียิปต์ เนื่องจากวันนี้น้อง ๆ ประมาณ ๓๐๐ คนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถออกวีซ่า (Visa) ให้ได้ ก็ไม่ทราบสาเหตุแล้วก็อยากจะให้ทางรัฐช่วยประสาน ไปทางสถานทูตอียิปต์ เพราะน้อง ๆ เหล่านี้กว่าจะได้เรียนที่อียิปต์นี้ก็ต้องลงทุนไปเยอะ พ่อแม่ต้องกู้หนี้ยืมสินหรือว่าจัดงานเรี่ยไรหาทุนเพื่อให้ลูกหลานได้ไปเรียนที่อียิปต์ เพราะว่า ประเทศอียิปต์นี้การศึกษาใช้ทุนไม่มากครับ เขาก็เลยเลือกประเทศอียิปต์เป็นประเทศแรก ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนดารุสสาลาม ดารุสสาลามประมาณ ๒๐ คน แล้วโรงเรียนปีนี้ เป็นโรงเรียนที่ดีมาก มาตรฐานการเรียนเขาดีมาก สอบรอบแรกไม่กี่วันที่ผ่านมาสามารถ ติดแพทย์ถึง ๔ คน ติดสำรองอีก ๑ คน ก็อยากจะให้โอกาสน้อง ๆ เหล่านี้ที่จะไปศึกษาต่อ ที่ประเทศอียิปต์🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของประมงพื้นบ้านในเขตจังหวัดนราธิวาส วันนี้ประสบปัญหา เพราะว่าในเขตบางนาคอย่างเดียวมีเรือประมาณ ๘๐๐ ลำ แล้วก็อยากจะได้ประกันราคา เหมือนยางให้ชาวบ้านที่ทำเกษตรกรเรื่องประมงพื้นบ้าน เวลาเจอมรสุมเดือนธันวาคม เดือนมกราคม อยากให้รัฐได้ช่วยแค่ ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาทต่อคนก็ถือว่าเยอะแล้วครับ🔗

เรื่องที่ ๓ อยากให้มีการเยียวยาในกรณีอุบัติเหตุเรื่องไปกู้เรือเวลาเรือล่มอย่างนี้ เหมือนปีที่แล้วล่มไป ๔ ลำ แต่รัฐไม่ได้เยียวยาอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่มีกฎระเบียบว่าด้วยการประมง การช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์และชาวประมงที่ประสบภัยธรรมชาติ🔗

อีกประการหนึ่ง ผมขอขอบคุณทางรัฐบาล เนื่องจากว่าจะมีข่าวดีที่ว่าน้อง ๆ ตาดีกาจะได้รับอาหารกลางวันตามที่พรรคประชาชาติได้ผลักดันตั้งแต่แรก แล้วก็ขอขอบคุณ ท่าน ส.ส. ทุกท่านที่ให้การสนับสนุนเรื่องนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปท่านพรชัย อำนวยทรัพย์🔗

นายพรชัย อำนวยทรัพย์ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายพรชัย อำนวยทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังสำนักงบประมาณ เรื่องของการ จ่ายเงินชดเชยเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคไวรัส ใบด่างในมันสำปะหลัง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อครั้งที่แล้วผมได้อภิปรายไปในเรื่องของ การระบาดของโรคไวรัสใบด่างในมันสำปะหลัง ในขณะนั้นระบาดไป ๗ จังหวัด พื้นที่เสียหาย ประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ไร่ แต่ในปัจจุบันถึง ณ วันนี้ได้ระบาดไปถึง ๒๐ จังหวัด เสียหาย ๘๙,๐๐๐ ไร่ ซึ่งในขณะนี้การระบาดของโรคไวรัสใบด่างนั้นยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งเป็นโรคไวรัสใบด่าง ที่รักษาไม่หาย ตอนนี้กำลังระบาดหนักเนื่องจากสำนักงบประมาณเองนั้นในการจ่ายเงิน ชดเชยมีข้อยุ่งยากมากทำให้เกษตรกรนั้นไม่ได้รับเงินทันท่วงที จากเหตุการณ์ เมื่อเริ่มระบาด เข้าสู่เมืองไทยแล้วได้รับผลกระทบเมื่อต้นปี ๒๕๖๒ จนกระทั่งมาถึงปี ๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เองทางรัฐบาลเพิ่งได้คิกออฟ (Kickoff) จ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกร ผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบ ทำให้เกษตรกรที่เหลือส่วนใหญ่ไม่เกิดความมั่นใจว่า จะได้รับเงินชดเชยหรือไม่ จึงไม่มีการทำลายก็ทำให้การระบาดของไวรัสใบด่างในมันสำปะหลัง ยังระบาดอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมาก ในขณะนี้ได้จ่ายชดเชยไปเพียง ๑๑ จังหวัด ที่เหลืออีก ๙ จังหวัดยังไม่ได้จ่ายชดเชยก็อยาก กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสำนักงบประมาณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ ท่านวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ครับ🔗

นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย เรื่องหารือ วันนี้ก็เกี่ยวกับเรื่องหมอกควันของภาคเหนือตอนบนโดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย ต้องถือว่า ปีนี้หมอกควันนั้นดูท่าจะรุนแรง ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจังหวัดเชียงรายค่าฝุ่นละออง เกินมาตรฐานมาเกือบ ๒ อาทิตย์แล้ว ปกติจะเกิดเหตุประมาณเดือนมีนาคม เดือนเมษายน แต่ปีนี้มาเร็วและรุนแรงครับ ส่วนภาคเอกชนนั้นพร้อมที่จะดูแลตัวเอง แต่ท่านประธานครับ ปีนี้ทราบว่าในส่วนของงบประมาณก็ดีจากส่วนกลางที่จะสนับสนุนเกี่ยวกับเรื่องการป้องกัน หมอกควันนั้นแทบจะไม่มี ทำให้จังหวัดเชียงรายโดยภาคเอกชนนั้นต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์นี้ภาคเอกชนของจังหวัดเชียงรายได้จัด คอนเสิร์ต ดูชื่อนะครับว่าคอนเสิร์ตคนสู้ไฟ เพื่อลมหายใจของชาวเชียงราย พี่น้องประชาชน ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อต้องการลมหายใจที่บริสุทธิ์เพื่อให้พี่น้องชาวเชียงราย ผมคิดว่าวันนี้ ภาครัฐ ภาคเอกชน หรือว่าส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสนใจ ปีที่ผ่านมา อปพร. ชรบ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครเสียชีวิตไปทุกปี บาดเจ็บหลายสิบราย รัฐบาลนิ่งนอนใจ ไหนบอกว่าเรื่องพีเอ็ม (PM) เรื่องฝุ่นละอองนั้นเป็นวาระแห่งชาติ ท่านจะปล่อย ให้พี่น้องประชาชนดิ้นรนด้วยตัวเองหรือครับ พี่น้องชาวเชียงรายไม่ได้ย่อท้อ แต่ถ้ามาตรการ อย่างนี้เราน้อยใจครับ พี่น้องประชาชนฝากถามว่ารัฐบาลจะปล่อยให้พี่น้องชาวเชียงรายนั้น ต้องหาลมหายใจที่สะอาดให้ลูกหลานคนเชียงรายด้วยตัวเองหรือครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ คุณวัชรพล โตมรศักดิ์🔗

นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วัชรพล โตมรศักดิ์ โคราช พรรคชาติพัฒนา ผมเองต้องขอขอบคุณนะครับ ในส่วนของพรรคพลังท้องถิ่นไทยและรวมพลังประชาชาติไทยที่กรุณาได้ให้ผมได้ขึ้นมาหารือ ท่านประธาน สืบเนื่องจากเรื่องเร่งด่วนเมื่อวานที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานครับ หลังจาก ที่ผมได้หารือท่านประธานเรื่องความเดือดร้อนภัยแล้งที่จังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่อำเภอเมือง หลังจากนั้นเมื่อวานนี้ข่าวของมติชนออนไลน์ (Online) ได้ลงว่าลำตะคอง โคราช ทหารหย่าศึกแย่งชิงน้ำดิบและไร้ข้อยุติ ส่วนประเด็นตอนเช้าวันนี้ทางมติชนออนไลน์ (Online) ก็ลงข่าวว่าลำตะคองตอนล่างแห้งขอด ชาวบ้านกว่า ๔๐,๐๐๐ คนขาดน้ำกิน น้ำใช้ คนท้ายน้ำสุดทนไล่ทุบสิ่งกีดขวาง และสิ่งที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมดเหล่านี้ ทางจังหวัดก็ดี กองทัพก็ดี ในส่วนจังหวัดนครราชสีมาได้พยายามเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ท้ายที่สุด วันนี้ปัญหาที่เกิดก็คือน้ำที่ส่งมาจากลำตะคองยังมาไม่ถึงในตัวอำเภอเมืองนครราชสีมา เนื่องจากมีการทำไร่นาสวนผสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลูกข้าวนาปรัง ผมกราบเรียนท่านประธาน ขอให้ท่านได้ทำหนังสือเร่งด่วนเถอะครับถึงกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะให้หารถน้ำบริการให้กับพี่น้องประชาชนใน ๘ ตำบล ไม่ว่าจะเป็นตำบลโคกกรวด บ้านใหม่ ปรุใหญ่ หนองจะบก หนองกระทุ่ม หมื่นไว จอหอ และตำบลตลาด ซึ่งขนาดนี้ ขาดน้ำจำนวนถึง ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ คนที่ไม่มีน้ำไม่สามารถจะหารถน้ำได้ หรือแม้กระทั่ง รถน้ำที่มาบริการก็ยังไม่เพียงพอ อยากจะขอความกรุณาความเมตตาจากท่านประธานได้กรุณา เร่งด่วนก่อนที่น้ำจะทำให้เกิดปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านคงจะกรุณา ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ🔗

นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ สืบเนื่องจากวันอังคาร ที่ผ่านมา ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ดิฉันได้ลงพื้นที่บ้านควนหยี หมู่ที่ ๓ ตำบลปะโด อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ที่นั่นมีชาวบ้าน ๗๗ หลังคาเรือน มีชาวบ้านประมาณ ๓๐๐ คน แต่ส่วนใหญ่ เป็นเด็ก สตรี และคนชรา ปัญหาของพื้นที่นี้ก็คือในรอบ ๑๒ เดือนที่ผ่านมามีเหตุความรุนแรง เกิดขึ้น ๒ ครั้งด้วยกัน เหตุครั้งแรกวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ นายโฉม เพชรอรุณ อายุ ๗๗ ปี ถูกยิงที่ถนนภายในหมู่บ้าน ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา นางปรียาภรณ์ นวลแก้ว อายุ ๕๗ ปี ถูกจ่อยิงในร้านขายของชำของตนเองพร้อมกับมีหลานอายุ ๑ ขวบ นอนอยู่ในร้านขายของชำ ทั้ง ๒ เหตุนี้ห่างกัน ๖ เดือนทว่าคดียังไม่คืบหน้าแต่ชาวบ้านยังต้อง ดำเนินชีวิตต่อไป จากเหตุการณ์ทั้ง ๒ มีผลกระทบอย่างยิ่งกับชาวบ้านในพื้นที่ จึงขอเรียน ผ่านท่านประธานให้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานในเรื่อง ๒ ประเด็น🔗

ประเด็นแรก ชาวบ้านไม่กล้าออกจากบ้านหลังพระอาทิตย์ตกดินอีกแล้ว เนื่องจากมีความกลัวว่าจะโดนทำร้าย จึงขอเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอไฟฟ้าส่องสว่างรอบหมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านได้อุ่นใจขึ้นในขณะที่ คดียังไม่คืบหน้า ชาวบ้านยังต้องไปกรีดยางทำงานในเวลากลางคืน ไฟฟ้าส่องสว่างจะช่วยให้ ชาวบ้านสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น🔗

ประเด็นที่ ๒ ในเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้มีผู้ได้รับผลกระทบมากมาย ทั้งเด็กและคนชรา ขอให้ทางกระทรวงสาธารณสุข กรมสุขภาพจิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปดูแลเยียวยาจิตใจของชาวบ้านทั้งที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ คุณภาคภูมิ บูลย์ประมุข ครับ🔗

นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข ตาก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมมีเรื่องหารือผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงสาธารณสุขอยู่ ๑ เรื่อง ซึ่งจากเมื่ออาทิตย์ที่แล้วกระผมได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนา (Virus Corona) โควิด-๑๙ (COVID-19) ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ สถานการณ์ชายแดนของอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ในปัจจุบันเนื่องจากมีกระแสข่าวหนาหูมากว่า ทางแม่สอดมีผู้ติดเชื้อเนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยง ในการจะติดเชื้อ เนื่องจากมีคนจีนจำนวนมากอยู่บริเวณนั้น แต่เท่าที่ไปสำรวจแล้วก็ได้รับ การรายงานจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขปรากฏว่าไม่มีผู้ติดเชื้อ แต่อย่างใด แล้วคิดว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่นั่นก็ตามในอนาคตชายแดนไทย-พม่า จะมีคนจีนมาอยู่ สิ้นปีนี้น่าจะอยู่ประมาณที่ ๒๐๐,๐๐๐ คน แล้วในอนาคตอาจจะประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ถึง ๑ ล้านคน กระทรวงสาธารณสุขน่าจะให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องสาธารณสุข ในเรื่องโรคที่จะอุบัติใหม่ในอนาคตข้างหน้า ยกตัวอย่างเรื่องโรงพยาบาลอำเภอ ๕ ชายแดน ของจังหวัดตาก ไม่ว่าจะเป็นแม่สอด แม่ระมาด พบพระ อุ้งผาง ท่าสองยาง โรงพยาบาล เหล่านี้เสียงบประมาณให้กับการรักษาคนต่างชาติปีละประมาณ ๑๒๐ ล้านบาท โดยเฉพาะ โรงพยาบาลแม่สอด ปัจจุบันโรงพยาบาลแม่สอดเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีอัตรารักษา คนป่วยอยู่ที่ ๔๒๐ เตียง แต่งบประมาณที่ได้รับไม่ว่าจะเป็นบุคลากรอะไรต่าง ๆ แค่ ๓๑๐ เตียง เพราะฉะนั้นอยากจะให้กระทรวงสาธารณสุขดูแลเป็นพิเศษ เพิ่มบุคลากร เพิ่มงบประมาณ แล้วก็ดูแลเป็นเรื่องเศรษฐกิจพิเศษในอนาคตครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทย คือ ภูชี้ฟ้า ผาตั้ง ภูชี้ดาว ภูชี้เดือน ที่บ้านปางหัด ตำบลปอ ขอสะพานข้ามแม่น้ำงาว ที่หมู่ ๔ ตำบลหล่ายงาว ขอเครื่องสูบน้ำพลังงานไฟฟ้าพร้อมสถานีสูบน้ำเพื่อเอาไปใส่ให้ต้นส้มโอ หมู่ ๔ หมู่ ๕ ตำบลหล่ายงาวขอฝายกั้นน้ำ ๒ จุด หมู่ ๔ ตำบลหล่ายงาวขอขุดลอกอ่างห้วยเกี๋ยง หมู่ ๑ หมู่ ๓ หมู่ ๔ ตำบลหล่ายงาวขอติดตามการขอสร้างเขื่อนเก็บน้ำห้วยบง อันนี้รอมา ๑๐ ปีแล้ว แล้วก็ที่อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ก็ขอให้ติดตามเรื่องอ่างห้วยป่าแดงซึ่งอยู่ในเขตลุ่มน้ำ โซนเอ (Zone A) ตอนนี้ทางป่าไม้ก็บอกว่ามันอยู่ในลุ่มน้ำสำคัญให้ไม่ได้ แต่ว่าประชาชน กำลังจะอดตายอยู่แล้ว ฝากช่วยพิจารณาว่าถึงแม้เป็นลุ่มน้ำเอ (A) อย่างไรก็ต้องขอการสนับสนุน แล้วก็ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ตอนนี้อ่างเก็บน้ำทุกอ่างแห้งแล้งหมด โอกาสที่จะ ขุดลอกอย่างน้อยก็ทุกอ่าง อ่างละ ๕๐๐,๐๐๐ ๕๐๐,๐๐๐ ก็ยังดีจะได้มีที่เก็บปริมาณน้ำ มากขึ้น ที่ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย อ่างทุกอ่าง ๕ อ่าง ไม่มีน้ำเลย วันนี้แม่น้ำโขงไหลผ่านตำบลแม่เงินแต่ไม่สามารถที่จะเอาน้ำมาใช้ได้ ได้แต่นั่งมองแม่น้ำโขง ไหลผ่าน อย่างไรขอให้กรมชลประทานช่วยสูบน้ำโขงขึ้นมาปล่อยในอ่างเก็บน้ำทั้ง ๕ อ่าง เพื่อพี่น้องประชาชนตำบลแม่เงินจะได้อยู่ดีกินดีขึ้นครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณสมชาติ ประดิษฐพร🔗

นายสมชาติ ประดิษฐพร สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม สมชาติ ประดิษฐพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี🔗

เรื่องแรก กรณีทางหลวงหมายเลข ๔๑๓๓ บริเวณสี่แยกอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ช่วงกิโลเมตรที่ ๐+๑๕๐ ถึงกิโลเมตรที่ ๒+๑๕๐ ระยะทาง ๒ กิโลเมตร ซึ่งประชาชนใช้เป็นเส้นทางหลักในการสัญจร แต่ปรากฏว่าถนนมีไหล่ทางชำรุดและคับแคบ โดยมีความกว้างเพียงข้างละ ๕๐ เซนติเมตร เมื่อฝนตกทำให้เกิดน้ำท่วมขังและเกิดอุบัติเหตุ บ่อยครั้ง จึงขอให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เข้ามาสำรวจตรวจสอบและเร่งรัด ดำเนินการขยายไหล่ทางบริเวณดังกล่าวให้มีความกว้างข้างละ ๒.๕๐ เมตร เพื่อความสะดวก และความปลอดภัยต่อพี่น้องประชาชนด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ จากปัญหาภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีทำให้ลำคลองลำพูน ซึ่งไหลผ่านอำเภอบ้านนาเดิมแห้งขอดติดต่อกันเป็นเวลานานนับเดือน ซึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนโดยการขุดลอกคูคลองเพื่อให้ประชาชนโดยรอบ มีน้ำอุปโภคบริโภค แต่จากการที่ผมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าการขุดลอกคูคลองดังกล่าว ทำให้ตลิ่งทั้ง ๒ ด้านสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะบริเวณวัดบ้านนาที่ติดกับลำคลองดังกล่าวมีการ ขุดลอกที่ติดกับเมรุของวัดเป็นอันมาก ซึ่งหากถึงฤดูน้ำหลากจะส่งผลให้ตลิ่งเมรุพังลงได้ ผมจึงขอให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาออกแบบและแก้ไขด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไป นางสาวเบญจา แสงจันทร์🔗

นางสาวเบญจา แสงจันทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ดิฉัน นางสาวเบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ดิฉันมีเรื่องที่จะขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ ประเด็นด้วยกัน🔗

ประเด็นที่ ๑ ประเด็นเรื่องของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคลองลาวน จังหวัดระยอง ได้มีการขอให้พิจารณาคำสั่งที่มีการอนุมัติไปแล้วในเรื่องของคำสั่งในการใช้พื้นที่ป่าชายเลน ตามมติคณะรัฐมนตรีในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้ลงนามเห็นชอบแล้ววันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๒ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่สามารถ กลับเข้าไปประกอบอาชีพตามวิถีชีวิตดั้งเดิมได้ ทำให้ขาดรายได้ ดิฉันจึงเรียนประธาน เพื่อประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้มีการอนุญาตใช้พื้นที่เพื่อใช้พื้นที่ในเขตอนุรักษ์ ป่าชายเลนในการให้ชาวบ้านได้ประกอบอาชีพตามวิถีชีวิตดั้งเดิม ขอให้พิจารณาแนวทาง ในการพักชำระหนี้ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลาวนจนกว่าจะมีการประกอบอาชีพกลับมา แบบเดิมได้อีกครั้งค่ะ🔗

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของกลุ่มเยาวชนยัง ลีดเดอร์ (Young leader) ในมาบตาพุด จังหวัดระยอง ได้ที่เฝ้าติดตามปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของมาบตาพุด จังหวัดระยองมาอย่างต่อเนื่อง แล้วเห็นว่าพื้นที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ทำการปล่อยสารเคมี และมีการปล่อยก๊าซที่หอเผาทิ้ง ซึ่งไม่ได้มีการแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบมาก่อน เนื่องจากชาวบ้าน ๓๘ ชุมชนก็ได้รับผลกระทบ มีผลกระทบด้านสุขภาพอนามัย ส่งกลิ่นเหม็น ส่งผลกระทบอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และมีผลต่อสุขภาพและระบบทางเดินหายใจทำให้ เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ดิฉันจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วย ประสานและเข้าไปดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช🔗

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน🔗

เรื่องที่ ๑ ขอให้ติดไฟสาธารณะบริเวณตั้งแต่วัดสิงห์ทองถึงสหกรณ์การเกษตร บางขันหมาก ซึ่งเป็นถนนจากอำเภอเมืองไปยังอำเภอท่าวุ้ง🔗

เรื่องที่ ๒ สืบเนื่องจากสะพานที่หมู่ ๑๐ ตำบลบางขันหมาก อำเภอเมือง ได้หักลง ทางสำนักงานชลประทานได้นำสะพานแบริง (Baring) มาให้ใช้ชั่วคราว แต่พอตอนนี้ น้ำแห้งคอสะพานนั้นดูน่ากลัวแล้วก็ไม่ปลอดภัย จากเดิมรถขนาดเล็ก รถปิกอัป (Pickup) รถไถวิ่งได้ แต่ตอนนี้จะวิ่งได้เฉพาะรถมอเตอร์ไซค์ เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานนำเรียน ถึงกรมชลประทานช่วยเร่งนำนโยบายเพื่อที่จะสร้างสะพานขึ้นใหม่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องเกษตรกร🔗

เรื่องที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิก อบต. หมู่ ๖ นายไพโรจน์ อธิลาภ ตำบลบางพึ่งว่าขณะนี้น้ำแห้งเพราะว่าเราเกิดภาวะแล้งมาก ทีนี้คลองส่งน้ำอาร์ ๑๖ (R16) ซึ่งเป็นคลองส่งน้ำมีระยะทางหลายกิโลเมตรมาก แล้วก็ประกอบกับคลองนั้นมีการแยกออกไปหลาย ๆ ทาง โดยเฉพาะคลองอาร์ ๑๖ (R16) ๒ ขวาซึ่งเป็นที่ดอน ตอนนี้เหมาะสำหรับในการที่จะปรับปรุงและซ่อมแซมฝากท่านประธาน นำเรียนถึงกรมชลประทานได้ช่วยปรับระดับเพื่อที่ต่อไปในอนาคตนั้นระดับน้ำจะได้ไปได้ ทั่วถึงนะคะ🔗

เรื่องสุดท้ายท่านประธาน ฝากเรื่องภัยแล้งเพราะว่าตอนนี้ประปาที่ต้องการใช้น้ำ จากคลองชัยนาท-ป่าสักประสบปัญหามากทั้งหมู่ที่ ๑๒ งิ้วลาย ตำบลบางขันหมากทั้งตำบล ที่จะต้องใช้น้ำดิบจากคลองชัยนาท-ป่าสัก วันนี้ไม่ใช่แค่ทำนาค่ะ น้ำประปาจะใช้ไม่มีแล้ว ฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ คุณภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ ครับ🔗

นายภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ นนทบุรี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ขออนุญาตหารือ กับท่านประธาน ๒ เรื่อง เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน🔗

เรื่องแรก ในเรื่องของการขาดโอกาสในการเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ อย่างทันท่วงที ผมได้รับร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอไทรน้อย และอำเภอ บางบัวทอง ในเรื่องของการที่จะรีเฟอร์ (Refer) ผู้ป่วยจากโรงพยาบาลประจำอำเภอไปยัง โรงพยาบาลประจำจังหวัด แต่คำตอบที่ได้รับก็คือการติดขัดในเรื่องของการรับผู้ป่วยนอก เนื่องจากคำตอบที่ได้มาคือโรงพยาบาลไม่มีเตียงเพียงพอ ในส่วนนี้อยากจะฝากท่านประธาน ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงสาธารณสุข โอกาสข้างหน้าถ้ามีการจัดทำแผนงบประมาณ ก็น่าจะบูรณาการในส่วนของการจัดทำแผนในเรื่องศักยภาพของโรงพยาบาลประจำอำเภอ ถ้ามีศักยภาพเพียงพอกระทรวงน่าจะส่งไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์โดยเฉพาะหมอ หรือบุคลากรที่สำคัญไปประจำยังโรงพยาบาลประจำอำเภอเพื่อที่จะให้ผู้ป่วยได้รับการรักษา อย่างทันท่วงทีและเป็นการแบ่งเบาภาระจากโรงพยาบาลประจำจังหวัด🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ นนทบุรี

ในเรื่องที่ ๒ ในเรื่องของคุณภาพ น้ำประปาที่ใช้อุปโภคและบริโภคเป็นที่ทราบทั่วกันว่าปีนี้ประเทศไทยประสบภัยแล้งตั้งแต่ เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผมได้มีโอกาส ไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในส่วนของการจัดสรรน้ำโดยคุณวิรัช สาทรานุวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำ และบำรุงน้ำพระพิมลได้รับทราบถึงแนวทางการผันน้ำจากแม่น้ำท่าจีนลงมายังแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านคลองพระยาบรรลือ คลองพระพิมลเพื่อลดปัญหาน้ำเค็มที่หนุนเติมมายังสำแลทำให้ น้ำดิบไปทำน้ำประปาดีขึ้น ตรงนี้เองเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยากจะให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องโดยกระทรวงมหาดไทยบูรณาการกับกรมชลประทานในการบริหารจัดการน้ำ ครั้งต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณวุฒิพงษ์ นามบุตร🔗

นายวุฒิพงษ์ นามบุตร อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วุฒิพงษ์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับวันนี้ขอหารือปัญหาของพี่น้องประชาชนเรื่องเดียวแต่เป็น ๒ จุดด้วยกัน เนื่องจากสภาพภัยพิบัติเมื่อปีที่แล้วในเขตพื้นที่ผมยังมีสิ่งก่อสร้างที่ชำรุดทรุดโทรมเสียหาย มากมาย ทั้งถนน คลองชลประทาน สะพานและเขื่อนป้องกันตลิ่ง ตอนนี้ก็เป็นซากปรักหักพัง หลาย ๆ ที่ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ๒ ท่าน ท่านแรกนี่คือ จุดนายกตำบลชีทวน นายกสุวิทย์ ธานี ร้องเรียนครับ เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชี วัดอัมพวัน วนาราม บ้านท่าศาลา อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ได้พังลงมาตรงจุดบริเวณนี้จะมีทั้ง กุฏิพระคุณเจ้า ศาลาเอนกประสงค์และใช้เป็นที่แข่งเรือชิงถ้วยพระราชทานต่อเนื่องกันมา หลาย ๆ ปี ซึ่งเป็นจุดที่พี่น้องประชาชนให้ความสำคัญกับจุดตรงนี้ เพราะฉะนั้นจึงอยากฝาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาช่วยซ่อมแซมและสำรวจออกแบบในการที่จะสร้างเขื่อนป้องกัน ตลิ่งบริเวณตรงนี้ด้วยนะครับ🔗

และจุดที่ ๒ บริเวณท่าน้ำวัดบ้านท่าวารี ตรงนี้ถ้าขับรถผ่านถนนแจ้งสนิท ก็จะมองเห็นชัดเจนมาก เส้นระหว่างอุบล-เขื่องในชำรุดทรุดโทรมเสียหายลงมาเช่นกัน เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ หน่วยงาน ทั้ง ๒ จุดนี้ผมอยากฝากท่านประธานนำเรียนไปยังกรมโยธาธิการ และผังเมืองให้ช่างวิศวกรใหญ่ได้มาสำรวจออกแบบเพื่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งหลังใหม่ ถ้าไม่สร้างจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยรูปแบบใหม่ให้เป็นแบบขั้นบันไดที่มีอัฒจันทร์คนนั่งได้ จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนต่อเนื่องกันไปนะครับ ขอกราบนำเรียนท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์🔗

นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ เขตตลิ่งชัน ทวีวัฒนา หนองแขม แขวงหนองค้างพลู ผมเองเป็น ส.ส. ในเขตกรุงเทพมหานครอยู่ในตลิ่งชันก็มีพี่น้องประชาชนได้มาร้องทุกข์กับผม ประเด็นก็คือ ที่วัดชัยพฤกษ์มาลาในแขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชันครับท่านประธานก็ได้มีการฟ้องขับไล่ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในชุมชน แล้วก็มีตัวแทนทนายความของวัดได้มีการส่งหนังสือเพื่อให้ ชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนออกไป ผมจะเรียนข้อเท็จจริงว่าคือเรื่องจริงที่ผ่านมาวัดได้มีการ เปลี่ยนเจ้าอาวาสในช่วงปี ๒๕๔๙ หลังจากนั้นก็ได้มีเจ้าอาวาสคนใหม่ เมื่อได้เจ้าอาวาส คนใหม่แล้วก็ได้มีการเรียกชาวบ้านมาทำการเปลี่ยนสัญญาเช่า จากเดิมที่เช่ากันมา ๔๐-๕๐ ปี ก็ต้องมาเป็นสัญญาเช่าปีต่อปี ดังนั้นเมื่อชาวบ้านร้องทุกข์มาหาผม ผมก็ต้องร้องทุกข์มายัง สภาผู้แทนราษฎร อยากจะฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เพราะว่าประเพณีวัฒนธรรมของบ้านเมืองเรา ชุมชนเราอยู่กับวัด และวัดเราอยู่กับชุมชน ผมไม่อยากที่จะเห็นการเอาทรัพย์สินของวัดไปประกอบกิจการอาคารพาณิชย์หรือปล่อยเช่า โดยหากำไรอย่างนี้ แต่นี่คือเรื่องที่ชาวบ้านเล่าให้ผมฟังมา ผมก็มาเล่าต่อในสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรผมยังไม่ยืนยันแต่อยากที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กรมศาสนา พระมหาเถรสมาคม หรือสำนักพุทธเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่หน่อย ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไป ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง🔗

ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมมีข้อหารือกับท่านประธานใน ๓ ประเด็น🔗

ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาก่อสร้างโครงการ สะพานต่างระดับทางเลี่ยงเมืองจังหวัดชลบุรีข้ามทางหลวงหมายเลข ๓๖๑ เป็นเส้นสัญจร ไปมาของชาวบ้านระหว่างเทศบาลเมืองบ้านสวนและเทศบาลหนองข้างคอก โครงการนี้ มีความล่าช้าเป็นอย่างมากทำให้ประชาชนในพื้นที่สัญจรไปมาได้รับอุบัติเหตุ อยากนำเรียน ท่านประธานฝากไปยังกระทรวงคมนาคมให้ได้ช่วยเร่งรัดเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี🔗

เรื่องที่ ๒ ปัญหาความเดือดร้อนของผู้สูงอายุและผู้พิการ เนื่องจากประเทศไทย วันนี้มีจำนวนผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากแล้วก็มีจำนวนผู้พิการไม่น้อย แต่การออกแบบสิ่งปลูกสร้าง สาธารณะในปัจจุบันนั้นยังไม่เอื้ออำนวยความสะดวกให้กับเขาเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงต่อเนื่องกันอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ไม่ว่าจะเป็นทางลาด ทางเดิน ทางเท้า หรือถนนหนทางต่าง ๆ ผมจึงอยากนำเรียนท่านประธานฝากไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องให้เน้นย้ำเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบในเรื่องของยูนิเวอร์ซัล ดีไซน์ (Universal design) หรืออารยะสถาปัตย์ให้มีความเป็นมิตรกับทุกคน ให้เน้นย้ำ สิ่งเหล่านี้ให้มีการจัดอบรมกับในท้องถิ่นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกพื้นที่ในประเทศไทย แล้วก็มีการเข้มงวดกวดขันในการตรวจสอบว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นสามารถใช้งานได้จริงเหมาะสม กับผู้พิการหรือผู้ชราทุกท่านเหมือนบุคคลปกติหรือเปล่านะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ อาจจะไม่ใช่กระผมเพียงคนเดียวในที่นี้ที่มีความคิดเห็นตรงกัน เกี่ยวกับเรื่องเอกสารจดหมายทางไปรษณีย์จากสภาที่ส่งไปที่บ้านแต่ละสัปดาห์มีจำนวนมาก จึงอยากนำเรียนไปยังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่าจะมีวิธีการอื่นไหมในการที่จะใช้ วิธีการแบบเพเพอร์เลส (Paperless) เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายจำนวนมากแล้วก็เป็นการลดภาระ ในการแพ็กเกจจิง (Packaging) จดหมาย รวมไปถึงลดการใช้กระดาษลง ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณมุกดา พงษ์สมบัติ🔗

นางมุกดา พงษ์สมบัติ ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เขต ๔ วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือผ่านท่านประธานถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบถึงความเดือดร้อนของพี่น้อง ๓ เรื่อง🔗

เรื่องแรก ถนนทางหลวงชนบทหมายเลข กม.ที่ ๕+๒๖๒ ถึง กม.ที่ ๑๒+๓๙๒ ซึ่งเป็นทางเชื่อมระหว่าง ๒ อำเภอ ๒ จังหวัด ระยะทางแค่ ๗ กิโลเมตรกว่าเท่านั้น จะเป็น เส้นทางลัดระหว่างอำเภอเขาสวนกวางไปอำเภอหนองวัวซอของจังหวัดอุดรธานี ซึ่งฝั่งโน้น ทางหลวงชนบทได้ทำมาแล้วเหลือแต่ฝั่งทางหลวงชนบทจังหวัดขอนแก่นที่จะทำเชื่อมเพื่อให้ พี่น้องประชาชนทั้ง ๒ อำเภอ ๒ จังหวัดค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอความอนุเคราะห์ติดไฟแสงสว่างของถนนทางหลวงชนบท ขก. ๕๐๑๒ ผ่านหมู่บ้านโนนสมบูรณ์ หมู่ ๒ บ้านวังน้ำทิพย์ หมู่ ๑๐ บ้านโนนเจริญ หมู่ ๔ บ้านสี่แยก บ้านโนนหัวช้างถึงวัดป่าอรัญญานุสรณ์ ถือว่าเป็นจุดที่เสี่ยงภัย พี่น้องประชาชน ได้รับความเดือดร้อน เพื่อความปลอดภัยจึงฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ🔗

เรื่องที่ ๓ ขอความอนุเคราะห์ผ่อนผันให้แก่พี่น้องเกษตรกรอำเภอบ้านฝาง ซึ่งปลูกข้าวโพด ซึ่งพี่น้องเขาทำมาตั้งแต่วิถีชีวิตดังภาพที่เห็น🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางมุกดา พงษ์สมบัติ ขอนแก่น

ทางหลวงให้ร่นเข้ามา เพราะฉะนั้น เวลาขายจะขายไม่ได้เพราะว่ามองไม่เห็น ซึ่งถนน ๔ เลน (Lane) ดิฉันว่าไม่กระทบถึง ความปลอดภัยพี่น้องประชาชน อยากขอผ่อนผันให้ขยับมาสักนิดได้ไหม เขาจะได้มองเห็น เพื่อความอยู่รอดของพี่น้องเกษตรกรและลูกหลานของเขา ซึ่งพี่น้องถ้าไปจังหวัดขอนแก่น ต้องข้าวโพดบ้านฝาง เป็นข้าวโพดซึ่งเขาเรียกว่าม่วงแต้มค่ะ เพราะฉะนั้นฝากหน่วยงาน ที่รับผิดชอบคือทางหลวงหมายเลข ๑๒ สายขอนแก่น-ชุมแพ ช่วงระหว่างอำเภอบ้านฝาง ฝากถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่าน พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนง ครับ🔗

พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชานิยม กระผมมีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง คือเรื่องที่ประชาชนเดือดร้อนแล้วก็เรื่องตำรวจ เดือดร้อน🔗

เรื่องที่ ๑ ประชาชนเดือดร้อนเนื่องจากว่าเมื่อประชาชนไปติดต่อตำรวจ จะเป็นสายตรวจ เป็นร้อยเวร เป็นประจำวัน ตำรวจขาดมนุษยสัมพันธ์ ไม่ใส่ใจอธิบายความ และเหตุผลข้อกฎหมายให้กับประชาชนได้รับทราบ เหตุผลก็คือตำรวจอาจจะไม่รู้จริง ในข้อกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ข้อ ๒ อาจจะขี้เกียจ และข้อ ๓ อาจจะคิดว่าเป็นเรื่อง ที่ประชาชนรู้อยู่แล้ว ฉะนั้นจึงทำให้ภาพพจน์ของตำรวจฝังใจประชาชน ไม่ได้แก้ภาพพจน์ ตำรวจ ผมก็อยากฝากท่านประธานถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้แก้ไข เรื่องอย่างนี้พูดกัน ไม่รู้จักจบ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแก้ไขในเรื่องภาพพจน์ตำรวจนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ตำรวจเดือดร้อนในเรื่องสวัสดิการ เรื่องนี้ก็เช่นกันผมเคย หารือกับท่านประธานมาแล้วแต่ก็ยังเกิดขึ้น แล้วไม่ต้องถามหรอกครับว่าเรื่องที่ผมมากล่าว ในสภานี้เรื่องจริงหรือเรื่องไม่จริง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ต้องไปตรวจสอบนะครับ เพราะรักดอกจึงบอกให้แก้ไข คือเรื่องเงินทอน เรื่องเบี้ยเลี้ยงตำรวจ เงินทอนเรื่องน้ำมัน สวัสดิการตำรวจ ในระดับกองบังคับการ กองบัญชาการยังมีอยู่ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแก้ไข ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็จบการหารือนะครับ ผมขอบคุณท่านสมาชิกที่ช่วยรักษาเวลา ความจริงที่ผมเรียนเรื่องนี้ประชาชนเป็นคนแจ้งมา ก็วิจารณ์ ส.ส. ของเขาในเรื่องรักษาเวลา ผมก็เรียนว่าเราอยู่ในสายตาชาวบ้านพอสมควร ระมัดระวัง เราทำอะไรที่ผิดระเบียบหรือมีอะไรที่แปลกตาเขาก็จะมีปัญหากับท่านเองครับ🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๘๔ คน
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

วันนี้มีสมาชิกมาประชุม ลงชื่อ ๓๔๗ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขออนุญาตเปิดการประชุมนะครับ แต่ก่อนเข้าสู่ ระเบียบวาระขออนุญาตเรียนท่านที่มาประชุมเพื่อจะได้รับทราบเรื่องที่ไม่อยู่ในระเบียบวาระ คือ เรื่องโครงการรัฐสภาพร้อมใจบริจาคโลหิตประจำปี ๒๕๖๓ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้จัดโครงการรัฐสภาร่วมใจบริจาคโลหิตประจำปี ๒๕๖๓ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม การทำความดี เพิ่มพูนการมีจิตสำนึกสาธารณะ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ร่วมบริจาค โลหิตและรณรงค์ให้มีผู้บริจาคโลหิตเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้โครงการบริจาคโลหิตเกิดการ มีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง จึงขอเชิญชวนท่านสมาชิกที่สนใจเข้าร่วม โครงการในวันนี้ ระหว่างเวลา ๐๙.๐๐-๑๕.๐๐ นาฬิกา ที่ห้องประชุมหมายเลข ๔๐๒ ชั้น ๔ อาคารรัฐสภา เรียนที่ประชุมเพื่อรับทราบเรื่องนี้นะครับ🔗

มีอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องที่ประธานกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ได้ทำเรื่องมา เพื่อขอใช้ช่วงเวลาที่ปิดสมัยประชุมให้กรรมาธิการได้ทำงานอย่างเต็มที่ จึงได้ส่งเรื่องมา บรรจุไม่ทันนะครับ เพราะส่งมาเมื่อวานนี้เอง โดยกรรมาธิการขอตั้งกรรมาธิการทดแทน ตำแหน่งที่ว่างลงครับ🔗

คณะแรก คือคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการขุดคลองไทยและ การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ มีตำแหน่งกรรมาธิการว่างลง ๑ ตำแหน่ง โดยเรื่องนี้ รองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาการขุดคลองไทยและพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างเนื่องจาก นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง กรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) ตำแหน่งที่ว่างนี้ เป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ขอเชิญตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เสนอครับ🔗

นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ จะขอเสนอชื่อ สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์แทนคือท่าน ส.ส.สาคร เกี่ยวข้อง ค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

นายสาคร เกี่ยวข้อง ขอผู้รับรองนะครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ที่ประชุมก็ให้นายสาคร เกี่ยวข้อง แทนดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม🔗

คณะที่ ๒ ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการตำรวจ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการแทน ตำแหน่งที่ว่างเนื่องจาก นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) นะครับ ตำแหน่งที่ว่างนี้ เป็นสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ขอเชิญผู้แทนพรรคพลังประชารัฐเสนอ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ผมขออนุญาตเสนอรายนาม กรรมาธิการที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการการตำรวจ คุณจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ คุณจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร แทนตำแหน่งที่ว่าง มีเรื่องที่ขอตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เพียงเท่านี้นะครับ มีอีกชุดหนึ่งขออภัยครับ🔗

มีชุดกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ครับ โดยประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ แจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างเนื่องจาก นายสมชาติ ธรรมศิริ ได้ขอลาออก จากตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) ตำแหน่งที่ว่างนี้เป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเศรษฐกิจใหม่ ขอเชิญเสนอนะครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ต้องขอบคุณท่านประธานที่กรุณาบรรจุวาระนี้เข้าที่ประชุม แล้วก็ขอบคุณเพื่อน ๆ สมาชิก ที่เมื่อวานนี้ช่วยออกความคิดเห็นให้นะครับ ผมขออนุญาตเสนอ นายสุภดิช อากาศฤกษ์ แทนกรรมาธิการตำแหน่งที่ว่างลง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ เราก็ได้กรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างทั้งหมดนะครับ ผมขออนุญาตเข้าสู่ระเบียบวาระ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ขออภัยที่ประชุมนะครับว่าโดยที่เราได้ตกลงกันเมื่อวานนี้ในการเปลี่ยน ระเบียบวาระ เพราะฉะนั้นวันนี้เราก็จะดำเนินการไปตามข้อตกลงเมื่อวาน เนื่องจากเมื่อวาน ก่อนปิดประชุมได้มีการพิจารณาญัตติด่วน ซึ่งได้มีการอภิปรายจบไปแล้ว แล้วก็มติที่ประชุม เราตกลงว่าก่อนจะลงมติในวันนี้โดยญัตติดังกล่าวยังไม่ได้มีการสรุปจากผู้เสนอ เพราะฉะนั้น วันนี้ก็ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงในการลงมติเมื่อวาน คือก่อนลงมติเจ้าของญัตติด่วนก็จะ เป็นผู้สรุป ฉะนั้นในลำดับต่อไปผมขอเรียนเชิญท่านเจ้าของญัตติอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ได้สรุปก่อนลงมติครับ เชิญครับ🔗

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่ ผมขอใช้เวลา ในสภาแห่งนี้เพื่อสรุปญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา แนวทางการป้องกันมิให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกในอนาคตครับ การประชุมสภาในวันนี้ วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ผมมีคิวลุกขึ้นอภิปรายหลายครั้งครับหลังจากสรุปญัตติแล้ว ช่วงบ่ายแก่ ๆ จะมีรายงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน อีก ๒ ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ต้องขอความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิกว่า อย่าเพิ่งเบื่อหน้าผมไปเสียก่อนถ้าวันนี้ผมจะมีคิวลุกอภิปรายขึ้นบ่อยครั้ง สาเหตุเนื่องจากว่า แม้ผมเองและคนอีกจำนวนมากนั้นจะมั่นใจว่าพรรคอนาคตใหม่จะไม่ถูกยุบในวันพรุ่งนี้ แต่ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมาการยุบพรรคเกิดขึ้นบ่อยครั้งคงทำให้คนจำนวนมากคาดการณ์ ไปต่าง ๆ นานาครับ ผมจึงตั้งสติอยู่ในความไม่ประมาทและคิดเสมอว่าจะทำทุกวันให้เสมือน วันสุดท้ายเพื่อที่เราจะใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่าในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ท่านประธานครับ ผมขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมกันอภิปรายในญัตตินี้ รวมทั้งสิ้น ๔๗ ท่าน เป็น ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ ๒๑ ท่าน พวกเราใช้เวลาอภิปรายกัน เกือบ ๕๐๐ นาที นี่แสดงให้เห็นถึงว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรของเรา ให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกันรัฐประหาร ผมจะขอสรุปโดยกล่าวถึงรัฐประหารใน ๒ ครั้ง ล่าสุดซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญในการที่ยังเกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน แม้จะเริ่มคลี่คลายลงไปได้บ้าง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเราอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่สร้างฉันทามติให้กับสังคมการเมืองไทยครั้งสุดท้าย เพราะพลังทางการเมืองไทย พลังทางสังคม ทุกกลุ่มต่าง ๆ ต่างพร้อมใจกันยอมรับว่ารัฐธรรมนูญแห่งนี้ จะต้องเดินหน้าใช้และจะสร้างประชาธิปไตยให้มั่นคง สร้างการเมืองให้มีเสถียรภาพได้ พร้อมกับมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจต่าง ๆ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใช้ไปสักระยะหนึ่งครับ พลังทางการเมืองกลุ่มหนึ่งก็ตั้งข้อกล่าวหาพลังทางการเมือง อีกกลุ่มหนึ่ง ว่าได้บิดผันรัฐธรรมนูญจนเกิดการครอบครองเสียงข้างมากและปราศจากซึ่งการตรวจสอบ การใช้อำนาจนำมาซึ่งความขัดแย้งครับ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าประเทศไทยไม่เลือกใช้วิถีทาง แบบประชาธิปไตยในการคลี่คลายปัญหา เรากลับเกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ขึ้นมา แล้วตั้งแต่นั้นก็มีการออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะกำจัดพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง อย่างสม่ำเสมอครับ เมื่อยังทำไม่สำเร็จก็จะเกิดรัฐประหารในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นรัฐประหารซ่อมอีกครั้งหนึ่ง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเมืองแบบแตกขั้วอย่างถึงที่สุด หรือที่เราเรียกกันในภาษาวิชาการในภาษาฝรั่งว่าโพลาไรเซชัน (Polarization) ฝ่ายหนึ่งอ้าง ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง อีกฝ่ายหนึ่งอ้างความชอบธรรมในเรื่องของการตรวจสอบ การใช้อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งนี่คือเรื่องปกติ เป็นคู่ขัดแย้งในระบบเสรีประชาธิปไตย หรือลิเบอรัล เดมอคเครซี (Liberal democracy) ฝ่ายที่อ้างความชอบธรรมคนละด้านนั้น ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรมคนละด้าน แต่ระบบการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย จำเป็นต้องมีความชอบธรรมทั้ง ๒ ด้าน ต้องมีอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งเป็นความชอบธรรม ทางประชาธิปไตย เช่นเดียวกันต้องมีเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจ จำกัดการใช้อำนาจ นี่คือความชอบธรรมแบบเสรีนิยม นี่คือรูปแบบของเสรีประชาธิปไตยครับ แต่รัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ เราได้ทำลายความชอบธรรมทั้ง ๒ สิ่งนี้ลงไปอย่างสิ้นเชิงครับ ความชอบธรรม จากการเลือกตั้งถูกทำลาย คนจำนวนมากเริ่มไม่มีใครเชื่อมั่นอีกแล้วว่าระบบการเลือกตั้ง ระบบรัฐสภาจะพาบ้านเมืองไปต่อได้ คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับความชอบธรรมของ ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจว่าในท้ายที่สุดเลือกปฏิบัติ ๒ มาตรฐานเป็นเครื่องมือ ในการกำจัดศัตรูทางการเมืองหรือไม่ครับ แล้วในท้ายที่สุดก็จะมีทหารออกมายึดอำนาจ และรัฐประหารอีกครั้งในปี ๒๕๕๗ รัฐประหารทั้งปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๕๗ รัฐประหาร ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๙ และซ่อมแซมรัฐประหารซ่อมอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๕๗ นี้ ไม่ใช่ ทางออกที่ถูกต้องครับ เราไม่สามารถขจัดปัญหาความขัดแย้งได้เลย เราไม่สามารถริเริ่ม สร้างความปรองดองได้อย่างแท้จริง เราไม่สามารถฟื้นฟูความชอบธรรมของระบบการเลือกตั้ง ระบบรัฐสภากลับมาได้ เราไม่สามารถฟื้นฟูความชอบธรรมของระบบตรวจสอบการใช้อำนาจ กลับมาได้ เราไม่สามารถสร้างหลักการแบบเสรีประชาธิปไตยลงไปได้ ที่เราได้กลับมาคือ เราได้นายพลคณะหนึ่งเข้ามาครองอำนาจอย่างยาวนานและสืบทอดอำนาจจนถึงทุกวันนี้ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมและเพื่อนได้ตัดสินใจก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมาก็เพื่อจะหวังว่า อย่างน้อยเราจะได้เป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ อันหนึ่งในการร่วมกันแสวงหาฉันทามติใหม่ให้กับ สังคมไทย ท่านประธานครับ รัฐประหารจะเกิดขึ้นและสำเร็จได้นั้นเมื่อมีการยอมรับนับถือ รัฐประหารนั้นและไม่มีใครไปต่อต้าน ถ้าหากข้าราชการทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของนายพล ที่ก่อการรัฐประหารนั้นดื้อแพ่งไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายพลผู้ยึดอำนาจรัฐประหารย่อมไม่มี วันสำเร็จครับ ถ้าหากข้าราชการทั้งหมดไม่ฟังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายพลผู้ยึดอำนาจก็จะ ไม่มีกลไกรัฐ ไม่มีมือไม้ในการทำงานให้กับคณะรัฐประหารรัฐประหารย่อมไม่สำเร็จครับ ถ้าหากนักกฎหมายเนติบริกรไม่เข้าไปรับใช้คณะรัฐประหาร คณะรัฐประหารพวกนายพล ทั้งหลายไม่มีทางรู้หรอกว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญป้องกันตนเองอย่างไร จะเขียนรัฐธรรมนูญ เพื่อการสืบทอดอำนาจได้อย่างไร ถ้าหากผู้พิพากษาตุลาการไม่ตัดสินยอมรับรัฐประหาร และกล้าหาญที่จะตัดสินยืนยันว่ารัฐประหารนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและผู้ก่อการเป็นกบฏ รัฐประหารย่อมไม่มีทางสำเร็จครับ ถ้าหากผู้แทนราษฎรของเราตระหนักถึงอำนาจสูงสุดว่า เป็นของราษฎรและผู้แทนราษฎรคือผู้แทนของราษฎรอย่างแท้จริง เรามาร่วมมือกันทำงาน การเมืองให้ดี ให้มีคุณภาพ ถกเถียงอภิปรายกันอย่างสร้างสรรค์ ขัดแย้งเห็นต่างกันภายใต้ กติกาและพร้อมใจจะจับมือร่วมกันทันทีเพื่อต่อต้านรัฐประหาร รัฐประหารย่อมไม่มีวันสำเร็จ ถ้าหากนักธุรกิจใหญ่นายทุนผูกขาดแห่งประเทศไทยไม่ลงขันสนับสนุนการก่อการยึดอำนาจ ไม่ไปเป็นทุน ไม่ไปเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับคณะรัฐประหาร รัฐประหารย่อมไม่มีวันสำเร็จครับ ถ้าหากสื่อมวลชนพร้อมใจกันนำเสนอข่าวในลักษณะ ต่อต้านรัฐประหาร ไม่ยอมรับรัฐประหาร ไม่เรียกบิ๊กนั่น บิ๊กนี่ ไม่เรียกลุงคนนั้น อาคนนี้ รัฐประหารไม่มีวันสำเร็จครับ ถ้าพี่น้องประชาชนคนไทยยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย และมีจิตสำนึกร่วมกันว่ารัฐประหารเป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วร่วมกัน ต่อต้านรัฐประหาร การรัฐประหารย่อมไม่มีวันสำเร็จ ท่านประธานครับ สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ของเรา ได้มีมติในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญสำคัญ ๆ ขึ้นมาหลายคณะ โดยส่วนใหญ่แล้วก็สามารถตั้งได้ เราสามารถสร้างมติ เราสามารถสร้างฉันทามติร่วมกัน ระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้หลายคณะ ญัตติหนึ่ง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนั่นก็คือการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งซีกรัฐบาลและซีกฝ่ายค้านให้การสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่ก็มีอีกญัตติหนึ่ง ที่ในท้ายที่สุดไม่สำเร็จ นั่นก็คือญัตติเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาประกาศคำสั่ง คสช. และการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ เรียนท่านประธานฝากไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่า ญัตติที่ผมกำลังอภิปรายสรุปอยู่นี้ก็ทำนองเดียวกัน มันควรจะต้องเป็นญัตติที่จะหาฉันทามติ ร่วมกันในสภาแห่งนี้ได้ ญัตตินี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายค้าน ญัตตินี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ญัตตินี้ไม่ใช่การเอาชนะคะคานกันระหว่างฝ่ายค้าน กับฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นการประกาศศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎรว่าพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนของราษฎรที่จะไม่ยอมจำนนต่อรัฐประหาร เรามิใช่ผู้แทน ของคณะรัฐประหาร ผมขอความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิกให้ร่วมกันมองข้ามเรื่องของมติ วิป (Whip) รัฐบาล แต่มองให้เห็นว่าญัตตินี้ไม่ได้กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐบาล มีคณะกรรมาธิการชุดนี้เกิดขึ้น รัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ไม่ได้ล้มหายตายจาก ไปไหนครับ ท่านต้องไปลุ้นสัปดาห์หน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ ญัตตินี้ไม่ได้กระทบกระเทือน ต่อการทำงานของรัฐบาล รัฐบาลยังเดินหน้าทำงานบริหารราชการแผ่นดินได้ต่อไป ญัตตินี้ หากจะกระทบกับใครคนใดคนหนึ่งก็คงกระทบต่อความรู้สึกของนายกรัฐมนตรีที่ยึดอำนาจ เขามา ญัตตินี้หากจะกระทบกับความรู้สึกของใครคนใดคนหนึ่งก็คงกระทบกับรัฐมนตรีที่เป็น นายพลจำนวนมากที่ได้ดำรงตำแหน่งก็เพราะยึดอำนาจเขามา แต่ถ้าเราเอาเรื่องนี้มาเป็นเหตุ ให้เราต้องกังวลใจว่าอย่างนี้ไม่กล้าลงมติให้ความเห็นชอบการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็จะกลับกลายเป็นว่าในท้ายที่สุดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราตกลงแล้วเราเป็นผู้แทน ของราษฎรหรือเรากลายเป็นนายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาที่จะต้องรับฟังคำสั่งของนายพล ผู้ยึดอำนาจมา หากมติของสภาผู้แทนราษฎรยืนยันว่าไม่ตั้งมันจะแสดงให้เห็นเลยครับว่า คราบไคลของรัฐประหารยังคงอยู่กับเรา มันแสดงให้เห็นว่าเงาทะมึนของคณะรัฐประหาร ยังวนเวียนอยู่รอบ ๆ สภาผู้แทนราษฎร แต่ตรงกันข้ามครับ ถ้ามติของสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันให้ตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราพร้อม จะจับมือร่วมมือกันในการเดินหน้าป้องกันมิให้รัฐประหารเกิดขึ้นอีก และสร้างความหวังให้กับ พี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ประเทศไทยเราเกิดรัฐประหารขึ้นมาแล้ว อย่างน้อย ๑๓ ครั้ง เพื่อนสมาชิกในห้องนี้ต่างประสบพบเจอกับรัฐประหารมาด้วยกันทั้งสิ้น ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๔๘๑ ท่านเจอรัฐประหาร ในชีวิตของท่านมาแล้ว ๑๑ ครั้ง ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ท่านสุชาติ ตันเจริญ ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ ท่านเจอรัฐประหารมาแล้ว ๗ ครั้ง ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ท่านศุภชัย โพธิ์สุ ท่านเกิดวันปีใหม่ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๑ ท่านเจอรัฐประหารมาแล้วทั้งหมด ๗ ครั้ง ผมเกิดปี ๒๕๒๒ ครับ ผมเจอ มาแล้ว ๓ ครั้ง พูดกันง่าย ๆ ก็คือคนไทยทั้งแผ่นดินนี้ใครที่เกิดก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ต้องมีประสบการณ์ร่วมกันครับ คือเคยเจอรัฐประหารมาแล้วด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในหนังสือวิชาการเล่มหนึ่งที่ปรัชญาเมธี ชาวเยอรมัน ชื่อว่าคาร์ล ไฮน์ริซ มาคส์ (Karl Heinrich Marx) เขียนขึ้นมานั่นก็คือหนังสือที่ชื่อว่าเอธทีน บรูแมร ออฟ หลุยส์ นโปเลียน (Eighteenth Brumaire of Louis Napoleon) เรื่องนี้พูดถึงเรื่องอะไร เขาพูดถึงการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ๒ ครั้ง โดยคนหนึ่งคือ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ทำไปเมื่อปี ๑๗๙๙ แต่ต่อมาเมื่อปี ๑๘๕๑ หลุยส์ นโปเลียน (Louis Napoleon) ซึ่งเป็นหลานก็ทำรัฐประหารซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เขาต้องการ พูดให้เห็นว่าทำไมรัฐประหารถึงเกิดขึ้นได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนหนังม้วนเก่าฉายขึ้นมาได้ เรื่อย ๆ คาร์ล ไฮน์ริซ มาคส์ (Karl Heinrich Marx) เริ่มต้นเปิดประโยคในหนังสือเล่มนี้ครับว่า จอร์จ วิลเฮม เฟรดริก เฮเกล (George Wilhelm Fiddich Hegel) ซึ่งเป็นปรัชญาเมธี ชาวเยอรมันเช่นเดียวกัน ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้วของบุคคล ที่ยิ่งใหญ่ของโลกมักปรากฏขึ้นซ้ำ ๒ ครั้งอยู่เสมอ แต่เฮเกล (Hegel) คงลืมไปว่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นครั้งแรกนั้นคือโศกนาฏกรรม แต่เมื่อเกิดซ้ำครั้งที่ ๒ มันคือเรื่องตลกชวนหัว ผมคิดว่า ประเทศไทยเรามีรัฐประหารเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มาแล้วหลายครั้ง ผมอยากเชิญชวนให้ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาร่วมกัน รัฐประหารที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากโศกนาฏกรรม เริ่มกลายเป็นเรื่องตลก จากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ เรามาร่วมกันทำให้รัฐประหารหายไปจากประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพ การอภิปราย สรุปญัตติในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ชุดที่ ๒๕ ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นการอภิปรายสรุปญัตติ ครั้งสุดท้ายในชีวิตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผมหรือไม่ เพราะชะตากรรมของผมตอนนี้ อยู่ในกำมือของศาลรัฐธรรมนูญ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสรุปญัตติครั้งนี้จะช่วยโน้มน้าว ให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราได้ลงมติให้ความเห็นชอบตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาแนวทางการป้องกันมิให้รัฐประหารเกิดขึ้นอีกในอนาคต นี่ไม่ใช่วาระของผม นี่ไม่ใช่วาระของพรรคอนาคตใหม่ นี่ไม่ใช่วาระของพรรคฝ่ายค้าน นี่ไม่ใช่วาระของฝ่ายรัฐบาล แต่นี่เป็นวาระแห่งชาติที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องร่วมมือกันครับ มนุษย์เป็นผู้ขีดเขียน ประวัติศาสตร์ ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ร่วมกันยกมือเห็นชอบเพื่อสร้าง ประวัติศาสตร์ร่วมกันครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จบสรุปญัตตินะครับ ต่อไปนี้ก็จะเป็นการขอมติที่ประชุมว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาญัตตินี้ หรือไม่ ก่อนลงมติก็ขอตรวจสอบองค์ประชุม ขอเชิญสมาชิกเข้ามานะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกกรุณาเข้ามาครับ ข้างบนมีที่กด สมาชิกแสดงตนได้ครับ อนุญาตให้แสดงตนได้ครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ขออนุญาตหารือท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ผม นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ขออนุญาตหารือท่านประธาน ผมเชิญชวนท่านลงมาช่วยโหวตด้วยครับ เพื่อให้ ท่านรองประธานทำหน้าที่ประธาน ให้ท่านยืนยันความที่ท่านพูดเสมอครับว่าท่านเชื่อมั่น ระบบรัฐสภาครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อยู่ในช่วงแสดงตนนะครับ สมาชิกก็รับสภาพอย่างนี้ไปสักไม่กี่ครั้ง อย่างไรเดือนพฤษภาคมหน้าเราคงจะได้เตรียมตัว ให้พร้อมในช่วงปิดสมัยประชุม เพื่อเปิดใช้สภาที่เราจะต้องไปใช้อยู่ต่อไปนะครับ🔗

นายเกษม ศุภรานนท์ นครราชสีมา

ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดหนึ่ง ขอกราบเรียนท่านประธาน บัตรผมไม่พร้อมครับ หมายเลข ๐๒๘ ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เดี๋ยวครับ อยู่ในขั้นแสดงตน🔗

นายเกษม ศุภรานนท์ นครราชสีมา

ยังไม่ได้แสดงตนครับ เพิ่งจะเรียนท่าน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ได้ครับ🔗

นายเกษม ศุภรานนท์ นครราชสีมา

๐๒๘ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกที่ไม่ค่อยเรียบร้อย เสียบบัตรมีปัญหาอะไร เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ไปดูให้ครับ🔗

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

ท่านประธานขออนุญาตครับ ผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ฝั่งด้านซ้ายมือของท่านประธานบนที่นั่งของ ครม. ผมว่าน่าจะ ใช้ประโยชน์ได้ด้วยทั้งซ้ายทั้งขวาครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อนุญาตครับ อยู่ในช่วง แสดงตน สมาชิกไม่ต้องกังวล ให้เวลาแสดงตนครับ สมาชิกพร้อมไหมครับ อันนี้เป็นการ นับองค์ประชุม การแสดงตนก็คือการนับองค์ประชุมครับ พร้อมนะครับ ถ้าพร้อมผมขอปิด การแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๕๑ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไปจะถามมติที่ประชุมครับ ผู้ใดเห็นด้วยว่าควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง กรุณาลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อยู่ในช่วงลงคะแนนครับ ให้เวลาครับ🔗

นายอนันต์ ศรีพันธุ์ อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม อนันต์ ศรีพันธุ์ พรรคเพื่อไทย เขต ๒ อุดรธานี บัตรผมไฟไม่ขึ้นครับ ท่านบอกเจ้าหน้าที่ช่วยดูให้หน่อยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เจ้าหน้าที่ช่วยไปดู ให้หน่อยครับ🔗

นายอนันต์ ศรีพันธุ์ อุดรธานี

ผมเห็นด้วยกับการตั้งกรรมาธิการครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ด้วยครับ อยู่ในระหว่างลงคะแนน สมาชิกที่ไม่พร้อมกรุณาแจ้งให้ทราบนะครับ ยังอยู่ในช่วงลงคะแนน สมาชิกทุกท่านพร้อมนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนนครับ ผู้เข้าประชุม ๔๕๙ ท่าน เห็นด้วย ๒๑๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๔๒ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุม ไม่เห็นด้วยในการตั้งกรรมาธิการครับ🔗

ตามมติข้อตกลงนะครับว่า หลังจากเสร็จวาระนี้แล้วเราก็จะขอไปวาระด่วน เรื่องต่อไปคือวาระตามข้อตกลงการเลื่อนมติ ก็คือ🔗

เรื่องด่วน🔗

เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

(ค้างมาจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๒๗ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่สอง) วันพุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓)🔗

ขอเชิญสมาชิกประจำที่นะครับ ขอเชิญคณะรัฐมนตรีครับ🔗

ต่อไปเป็นการเสนอร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านรองนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ขอเชิญเสนอเลยครับ สมาชิกกรุณาอยู่ในความสงบ เรียบร้อยนะครับ ถ้าจะคุยกันเสียงดังก็ไปข้างนอกครับ ท่านรองนายกเชิญเลยครับ🔗

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติมายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อกรุณารับไว้ พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้คือร่างพระราชบัญญัติองค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เรียกโดยย่อก็คือกฎหมายที่แก้ไขกฎหมายเดิมเกี่ยวกับ กสทช. ขออนุญาตท่านประธาน ที่จะใช้คำย่อว่า กสทช. แทนคำที่ยืดยาวนี้ต่อไปครับ หลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ในประเด็นรวม ๖ ประเด็นด้วยกัน🔗

ประเด็นที่ ๑ คือการแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๖🔗

ประเด็นที่ ๒ คือการแก้ไขเพิ่มเติมลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. กรณีที่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมความ ในมาตรา ๗ ข (๗)🔗

ประเด็นที่ ๓ เป็นการปรับปรุงอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการกำหนด รายละเอียดเกี่ยวกับความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับ การสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๔/๑🔗

ประเด็นที่ ๔ เป็นการปรับปรุงลักษณะของผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการสรรหา เพื่อเป็นกรรมการ กสทช. แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๔/๒🔗

ประเด็นที่ ๕ เป็นการปรับปรุงกระบวนการสรรหาคัดเลือกและแต่งตั้งกรรมการ กสทช. เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๘ รวมทั้ง ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๗ ที่มีอยู่เดิม🔗

ประเด็นที่ ๖ เป็นประเด็นสุดท้ายเป็นการเพิ่มการกำหนดให้คณะกรรมการ สรรหามีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะ ต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ กสทช. เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมโดยเพิ่มมาตรา ๑๕/๑ ส่วนเหตุผลของการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มาในคราวนี้ก็คือเนื่องจากว่าได้มีการตราพระราชบัญญัติฉบับเดิมซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๒๕๖๐ แต่เห็นว่าได้มีข้อบกพร่องมีจุดอ่อนและได้มีประสบการณ์มาแล้ว จึงเห็นสมควรที่จะปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ตลอดจนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม รวมทั้งวิธีการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าเป็นกรรมการ กสทช. ทั้งนี้เพราะปรากฏว่าจากกฎเกณฑ์ในการสรรหาที่มีอยู่เดิมได้เกิดข้อขัดข้องหรือข้อบกพร่อง ในการปฏิบัติบางประการทำให้การสรรหาและการคัดเลือกกรรมการ กสทช. ไม่เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบกับมีข้อร้องเรียนเป็นจำนวนมาก เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเดิมที่มีอยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาและคัดเลือก บุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. อันจะเป็นการแก้ไขข้อขัดข้องในการสรรหา คัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวที่เคยประสบพบมา จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพได้เสนอชื่อผู้ที่เป็นตัวแทนของ กสทช. เพื่อที่จะร่วมในการชี้แจง ขอประทานอนุญาตด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมขออนุญาตให้บุคคล ที่ทางรัฐมนตรีเสนอมาขอมาร่วมให้ข้อมูลชี้แจง ท่านแรกคือนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ท่านที่ ๒ นางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ท่านที่ ๓ นายยอดฉัตร ตสาริกา ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เชิญทั้ง ๓ ท่านครับ🔗

(ผู้ชี้แจงเข้าประจำที่)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกที่อภิปรายเชิญครับ เชิญท่านขจิตรครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ตามที่รัฐบาลได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยหลักการส่วนใหญ่แรก ๆ ท่านก็เสนอเปลี่ยนคุณสมบัติให้สอดคล้องกับองค์กรอื่นที่ทำมา อันนี้ผมไม่มีความเห็นมาก ท่านประธานครับ แต่ในมาตรา ๑๖ ได้มีการแก้ไขเขียนว่าเมื่อคณะกรรมการสรรหาดำเนินการ คัดเลือกได้บุคคลใดแล้วให้เสนอรายชื่อไปยังวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยผู้ได้รับ การเลือกต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภานี้🔗

ในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบ ผู้ได้รับการคัดเลือกรายใดให้ดำเนินการ สรรหาบุคคลใหม่แทนผู้นั้นแล้วเสนอต่อทางวุฒิสภาเพื่อให้เห็นชอบต่อไป โดยผู้ซึ่งไม่ได้รับ ความเห็นชอบจากวุฒิสภาจะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้ แล้วก็มีวรรคต่อไป เราทราบดี ว่าวุฒิสภาในยุคนี้ ๒๕๐ ท่าน สุดท้ายก็ได้มาจากคนคนเดียวในกระบวนการทั้งหมด เมื่อยุติ ๒๕๐ ท่านเป็นที่ทราบดีอยู่แล้ว เวลานี้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมนี้เป็นบุคคล ที่กำหนดคุณสมบัติของชาติในเรื่องคลื่นความถี่ซึ่งมีในชั้นอวกาศทั้งหมด ตามแนวตรงขึ้นไป ถึงชั้นอวกาศถึงคลื่นความถี่ทั้งหมด เป็นสมบัติที่มีค่ามหาศาลของประเทศชาติ ผมเคยเป็น กรรมาธิการชุดนี้ในสมัยแรกในพระราชบัญญัติชุดแรก แล้วก็มีการสรรหากรรมการเข้ามา โดยคุณสมบัติต่าง ๆ สุดท้ายเจตนารมณ์กฎหมายฉบับนี้ จากการปฏิบัติของคณะกรรมการ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการ กสทช. ได้ทำให้วิทยุของประชาชนมีปัญหาหมด คลื่นความถี่ทางพุทธศาสนามีปัญหาหมด และไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ของการใช้ คลื่นความถี่เพื่อสาธารณะ เพื่อการศึกษา และเพื่อประชาชน เพื่อความมั่นคงของชาติ สิ่งที่ดำรงอยู่ก็คือคนที่ได้รับสัมปทานจากเรื่องนี้ก็ยังอยู่ และทำมาหากินเสวยผลประโยชน์ คณะกรรมการนี้ในมาตรา ๑๖ เมื่อบริบทของประเทศชาติเปลี่ยนไป เมื่อวุฒิสมาชิกมาจาก ผู้มีอำนาจแต่งตั้ง และสนองตอบผู้มีอำนาจทุกอย่าง ผมจึงมีความเห็นว่าถ้าจะแก้ไขให้ สอดคล้องกับปัจจุบัน การพิจารณาคณะกรรมการสรรหานี้เพื่อที่จะยึดโยงกับประชาชน เพราะคลื่นความถี่ทั้งหมด ทั้งวิทยุกระจายเสียง ทั้งวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เป็นสมบัติมหาศาลของชาติในยุคนี้ ท่านประธานจะเห็นว่าเวลาประมูลคลื่น ๔ จี (4G) ๕ จี (5G) ซึ่งจะมีในอนาคตเขาประมูลกันเป็นแสน ๆ ล้านบาท แล้วมีการใช้เทคนิควิธีการมากมาย ซึ่งเป็นตำนานพูดกันไม่จบ ๓ วัน ๓ คืน ก็ยังจะพูดได้ในสภานี้ถ้าผู้รู้ทั้งหมดได้มาอภิปรายกัน แต่สุดท้ายผลประโยชน์ของประชาชนที่ควรจะได้หายไป แม้แต่เรื่องที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้บอกว่าให้ กสทช. จัดเงินส่วนหนึ่งไปเป็นทุนเพื่อเป็น กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษาของชาติก็ยังไม่ได้จัดเป็นเรื่องเป็นราวแทนที่จะได้ ไปจำนวนมหาศาลการศึกษาของชาติจะได้รับการพัฒนาจากคลื่นความถี่ทั้ง ๓ เรื่องนี้ครับ ผมมีความเห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนี้เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนไป เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง สมบัติอันมีมูลค่ามหาศาลนี้ควรจะได้รับจัดการ และได้รับความเห็นชอบ คณะกรรมการนี้ควรจะเป็นสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอในการที่จะ ให้ความเห็นชอบในการคัดเลือกเพื่อประโยชน์ของประชาชน พิสูจน์มาแล้วกฎหมายนี้แก้มา ๒-๓ ครั้งนี้ ถ้าจำไม่ผิดครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ แล้ว แต่ว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติในเรื่องนี้ ยังวนเวียนอยู่กับผู้มีอำนาจ ยังวนเวียนอยู่กับทุนนิยมใหญ่ ยังไม่เป็นของประชาชน ไม่เป็น ตามเจตนาของกฎหมายฉบับนี้อย่างแน่นอน ผมจึงมีความเห็นซึ่งแตกต่างจากที่เสนอมานี้ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปท่านวิรัช พันธุมะผล🔗

นายวิรัช พันธุมะผล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม วิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอเรียนท่านประธานว่าพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง ท่าน ส.ส. ฟังนะครับ กำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จึงเห็นได้ว่าการที่ กสทช. ได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาแล้ว เป็นอย่างไร และเดี๋ยวเราค่อยคุยกันนะครับ ทีนี้เรามาดูกฎหมายครับ กฎหมาย มาตรา ๒๗ ได้เขียนไว้ให้อำนาจกรรมการ กสทช. อย่างมากมาย รวม ๒๙ รายการ เช่น (๒) บอกว่า กำหนดคลื่นความถี่ (๓) กำหนดลักษณะและประเภทกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (๔) นี้สำคัญมาก พิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่ และเครื่องวิทยุคมนาคมในการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคม (๕) กำหนดหลักเกณฑ์การใช้คลื่นความถี่ (๖) อันนี้สำคัญครับ พิจารณาอนุญาต และกำกับ ใช้คำว่า กำกับ นะครับ ดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (๗) พิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการใช้เลขหมายโทรคมนาคม อันนี้เยอะแยะครับ ทั้งหมด ๒๙ ผมคงไม่อ่านเดี๋ยวท่านประธานบอกหมดเวลา ผมขอผ่านครับ จากมาตรา ๒๗ จึงเห็นได้ว่า อำนาจ กสทช. นี้เป็นอำนาจบริหาร เป็นอำนาจบริหารแผ่นดิน ที่แท้จริง เพราะฉะนั้นผมพาท่าน ส.ส. และท่านประธานสภาที่เคารพของผมกลับไปดู พระราชบัญญัติตัวนี้ซึ่งร่างขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้กำหนดไว้ว่าบุคคลที่จะได้รับการสรรหา ให้เป็นกรรมการ กสทช. ต้องมีการรับการพิจารณาจากองค์กรเอกชนต่าง ๆ รวมถึงสถาบัน อุดมศึกษาของชาติอย่างละ ๒ คน ทั้งหมด ๘ คูณ ๒ ๑๖ ๑๖ คนและยังมีคณะกรรมการ เสนอเข้ามาอีกชุดหนึ่งแล้วจึงมีการเลือกกันเองจนในที่สุดขออนุมัติและได้รับความเห็นชอบ และแต่งตั้งจากวุฒิสมาชิก พี่น้องครับ พี่น้องประชาชน ท่านประธานสภาที่เคารพของผม และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านตามไปนะครับ ใน พ.ศ. ๒๕๖๓ นี้ที่กฎหมายออกมา กฎหมายฉบับนี้ออกเมื่อมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งอาจจะนับได้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย เรามีวุฒิสมาชิก ๑๕๐ คน มาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงให้อำนาจในการแต่งตั้งกรรมการ กสทช. จากวุฒิสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน แต่ปัจจุบันนี้วุฒิสมาชิก อย่างที่ท่านขจิตร ขออนุญาตเอ่ยชื่อครับว่าวุฒิสมาชิกนี้จริง ๆ แล้วถ้าท่านไปดูรัฐธรรมนูญ อ่านไปอ่านมาคือคนเดียวตั้ง เพราะฉะนั้นวุฒิสมาชิกจึงไม่สมควรที่จะมาควบคุมการบริหาร ประเทศชาติ โดยเฉพาะผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วถ้าท่านจะ ไปศึกษาอีกนิดหนึ่งกรรมการ กสทช. มีวาระการดำรงตำแหน่ง ๖ ปี และต้องพ้นจากตำแหน่ง เมื่ออายุ ๗๐ ปี ในกฎหมายบัญญัติไว้ผมไม่อ้างมาตรา เดี๋ยวเปิดไปเปิดมาท่านบอกว่าเยอะไป ทีนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓ ตั้ง กสทช. ขึ้นมาถ้านับ ๖ ปีมันจะครบเมื่อปี ๒๕๕๙ และมีกรรมการ กสทช. บางท่านก็เกษียณอายุเพราะครบ ๗๐ ปี เอาล่ะสิทีนี้อยู่ในระหว่างปฏิวัติ ผมเรียกผิด อยู่ในระหว่างรักษาความสงบแห่งชาติ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติได้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๗๕/๒๕๕๙ ขยายระยะเวลาของ การเลือกกรรมการ กสทช. ชุดเดิมไว้จนกว่าจะมีกรรมการเหลืออยู่ไม่เกิน ๖ คน หรือจนกว่า พระราชบัญญัติ กสทช. นี้อยู่ระหว่างพิจารณาของสภานิติบัญญัติ ต่อมาท่านรู้ไหมครับช่วงนี้ สนช. ท่านได้แก้ไข พ.ร.บ. ตัวนี้แล้ว ปรากฏว่ามีคำสั่งบอกให้หยุดก่อน คุณหยุดไว้ก่อน อย่าเพิ่งครับ เพื่อต่อมาเอาอีกแล้วใกล้เคียงกันเพราะไม่ทราบว่าท่านหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติทำไมรักมากกับกรรมการ กสทช. ออกคำสั่งที่ ๗/๒๕๖๑ อีก ไม่รู้ว่า ท่านโดยคำแนะนำของท่านวิษณุที่เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอย่างยิ่งของประเทศไทยสามารถ หยั่งรู้ดินฟ้าได้ สามารถที่จะกำหนดชะตาบ้านเมืองตามที่หัวหน้า คสช. ที่จะรัก ไม่รู้ท่านจบ ดอกเตอร์กฎหมายจากประเทศไหนผมไม่รู้ชักสงสัย ขออนุญาตผมไม่ได้ว่าอะไรท่านนะครับ ท่านเก่งมากเป็นดอกเตอร์กฎหมายครับ ท่านร่างคำสั่งให้อีกแล้ว คำสั่งหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติที่ ๗/๒๕๖๑ ชะลอการแต่งตั้งคณะกรรมการ กสทช. ออกมาอีกให้ชุดเดิม ทำต่อไปอีก ตอนนั้นมีการประมูลเลขหมายโทรศัพท์สนุกกันใหญ่นะครับมีการประมูล เกี่ยวกับโทรศัพท์กันใหญ่ ไม่รู้ทำไมถึงต้องเลื่อนอีกไม่ยอมให้มีการแต่งตั้งโดยวุฒิสมาชิก ทั้ง ๆ ที่ท่านอาจจะสั่งได้ ต่อไปมีการเลือกตั้งแล้วครับกฎหมายก็ออกแล้ว เอาอีกแล้วคำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๗/๒๕๖๒ ท่านจำได้ไหมครับวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๒ เอาอีกแล้วบอกว่าให้เลื่อนไปก่อนไม่ให้มีการเลือกตั้งกรรมการ กสทช. จนกว่าจะ มีการแก้ไข พ.ร.บ. จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และ กิจการโทรคมนาคมซึ่งเพิ่งมาเสนอวันนี้ละครับ และในสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้ อย่างที่ท่านขจิตรพูดแล้ว ได้ลดคุณสมบัติและวิธีการสรรหากรรมการ กสทช. ให้อยู่ในอำนาจ จริง ๆ แล้วคืออยู่ในอำนาจของส่วนราชการคือมีประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีกรรมการที่จริง ๆ แล้วเกือบจะเป็นข้าราชการร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นกรรมการสรรหาอีกแล้ว สรรหาเสร็จเสนอใครครับ เสนอวุฒิสมาชิกซึ่งไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งของประชาชนมาจากคำสั่งคนเดียวแท้ ๆ เสียค่าเลือกตั้งไป ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาท ท่านวิษณุเก่งมากนะครับ ผมชมท่านจริง ๆ ท่านเป็นผู้ชาญฉลาดที่เยี่ยมมากในประเทศไทย อาจจะเป็นในโลกนี้ยอมรับท่านวิษณุเป็นผู้เชี่ยวชาญ เวลาจะหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้น เป็นโอกาสที่ดีครับที่รัฐบาลเสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และ กำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เข้าสู่สภานี้เพื่อให้มีการสรรหา ในหลักการเขียนว่าปรับปรุงกระบวนการสรรหา คัดเลือกและแต่งตั้งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ ก็ดีครับ ผมเห็นด้วยที่จะต้องมีกฎหมายนี้ แต่ผมฝากท่านที่จะเป็นกรรมาธิการ ในการตรวจแก้ไขนี้ และฝากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ช่วยกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นพระราชบัญญัติที่เลือกคนของประชาชน ที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชน และขอให้ เปลี่ยนอำนาจการอนุมัติในการแต่งตั้ง กสทช. ที่มาจากการสรรหาให้กับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ที่ผมเคารพเป็นประธานในการแต่งตั้งคนที่จะมาดูแลผลประโยชน์ ของประชาชน เพราะไม่อย่างนั้นเอาแพง ๆ ประชาชนเดือดร้อน เราต้องจ่ายค่าโทรศัพท์แพง ๆ โทรทัศน์เดี๋ยวท่านก็ปิดช่องนี้ เดี๋ยวก็ปิดช่องโน้น ไม่รู้ใครสั่งท่านมา ท่านเลขาธิการนี่จริง ๆ ผมนับถือท่านมาก แต่รู้สึกท่านใช้ตำแหน่งน่ากลัวมาก ขอบพระคุณที่ท่านประธานให้โอกาส ผมอภิปรายร่างพระราชบัญญัตินี้ ขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากนะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีจะตอบตอนไหนก็กรุณาแจ้งนะครับ ต่อไปท่านสงวน พงษ์มณี ครับ🔗

นายสงวน พงษ์มณี ลำพูน

ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ต้องขอบคุณทางท่านประธานที่ให้โอกาสและขอบคุณรัฐบาล ที่ได้เสนอกฎหมายเข้ามาแก้ไขในสิ่งที่ท่านเห็นว่ามันควรจะทำให้ดีขึ้น ผมมีโอกาสยืนขึ้นพูด ในเวทีนี้ต่อหน้าท่านวิษณุในฐานะผู้รับผิดชอบกฎหมายเป็นครั้งแรก ผมจึงอยากจะพูด เรื่องยุทธศาสตร์ของกฎหมายกับการทำกฎหมายฉบับนี้ต่อองค์ประชุมนี้เพื่อจะเป็นแนวทาง ในการจัดทำกฎหมายนี้ต่อไป ผมอยากเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีว่า ในหมวดทั่วไปของรัฐธรรมนูญ ผมอยากให้รัฐธรรมนูญมีสภาพบังคับที่เป็นจริง สิ่งหนึ่งที่ผม พบกับ กสทช. นี้มาตลอด หน่วยงานนี้มาตลอด ท่านเชื่อไหมครับ ครั้งหนึ่งนี่คลื่นความถี่ เป็นของรัฐ ต่อมาเราก็มีกฎหมายรองรับที่คลื่นความถี่เป็นของรัฐ ต่อมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บอกว่าคลื่นความถี่เป็นของสาธารณะ ท่านเชื่อไหมครับในการตรวจจับผู้กระทำความผิด ได้ใช้กฎหมายเดิมภายใต้รัฐธรรมนูญเดิมมาลงโทษ มาปรับ สิ่งนี้ผมพูดทำไม ผมคิดว่า ถ้ารัฐธรรมนูญของเราไม่มีสภาพบังคับมันก็จะเป็นเช่นนี้ตลอดไป กฎหมายที่ออกมารองรับ รัฐธรรมนูญทุกฉบับต้องมีสภาพบังคับกับหน่วยงานตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ด้วย ท่านประธาน ในหลักการและเหตุผลผมเห็นด้วยเพราะว่าแก้เฉพาะเรื่องนี้ อ่านเสร็จก็เข้าใจว่าเพื่อสะดวกขึ้น เพื่อขยายให้คนมีโอกาสเข้ามาในองค์กรนี้มากขึ้น ท่านครับ แต่ท่านไม่ได้แตะอำนาจหน้าที่ ขององค์กรเลย องค์กรนี้หรือองค์กรไหน ๆ ขณะนี้ครับท่านประธาน ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ มีกองทุน ของตัวเองหมดเลยนะครับ และมีกฎหมายให้ใช้เงินได้เลยครับ ผมเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรี มันจะเป็นไปได้อย่างไรท่านประธาน ในเมื่อเราออกกฎหมายว่า ด้วยวินัยการเงินการคลังแล้ว เราออกกฎหมายวิธีการงบประมาณที่เปลี่ยนไปแล้ว กองทุน เหล่านี้มาตอบคำถามแล้วเขาไม่ยอมรับกระบวนการของรัฐสภาเลย ใช้เงินอย่างไรก็บอกใช้ ตามกฎหมาย กฎหมายมันต้องพลวัตรไปตามรัฐธรรมนูญ ไปตามกฎหมายการเงินการคลังด้วย มีช่องไหนครับ ที่องค์กรนี้จะบริหารเงินกองทุนของตัวเองอย่างอิสระ ในการประมูลส่งเข้าคลัง ถูกต้อง แต่เงินที่เป็นรายได้ที่ไปจัดสรรในกองทุนไม่แตะต้อง ไม่แก้ไขเลยหรือครับ ความเสียหาย เงินนอกงบประมาณหลายล้าน ๆ บาทมากที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการใดเลยผมจึงอยากจะพูด ประเด็นนี้ไว้🔗

อีกเรื่องหนึ่งท่านประธาน ผมคิดถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หลายคนก็คิดถึง ผมจะไม่มองที่มาของ ส.ว. เพราะมาอย่างไรเราก็รู้กันอยู่ ผมอยากให้ ส.ว. เมื่อเป็นคนคัดสรร ก็อยากให้มีอำนาจในการคัดเลือกจริง ๆ ต้องการ ๕ คน ต้องเลือกไป ๑๐ คน แล้วให้ ส.ว. เอาให้เหลือ ๕ คน ใครจะสั่งการอย่างไรก็ให้เขาได้เลือกบ้าง อันนี้มันหนักไปหน่อยครับ ส่ง ๕ คน ไม่เอาก็มาทำใหม่ ไปเป็นรับเบอร์ แสตมป์ (Rubber stamp) ได้อย่างไร ไปเป็น ตรายางได้อย่างไร ส.ว. อำนาจทั้งหมดของรัฐธรรมนูญนี้มันจึงเป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมา เพื่อสร้างรัฐของเสนาบดี มีองค์กรไหนบ้างที่เสนาบดีที่มีอำนาจในรัฐนี้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผมสะเทือนใจครับ สภาก็ใหญ่ ๆ การเลือกตั้งเข้ามาก็ต่อสู้กันมาอย่างถูกต้อง อย่างเป็นธรรม แข่งขันกันจนมาเป็นนักการเมืองของประชาชน แล้วนักการเมืองเหล่านี้กลับไม่มีอำนาจใด ๆ เลย ทุกอย่างถูกกำกับโดยองค์กรนอกรัฐสภาทั้งสิ้น ถ้าเราจะแก้มันต้องแก้เรื่องอำนาจหน้าที่ด้วย ท่านครับ องค์กรขณะนี้องค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย แม้แต่ท้องถิ่นทั้งหลาย วันนี้เรา ไม่มีท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญนี้นะครับ เราไม่มีเพราะเราไม่ได้เลือก ข้าราชการท้องถิ่นมี นักการเมืองท้องถิ่นกลายเป็นข้าราชการการเมืองของ คสช. องค์กรนี้ก็เหมือนกัน ท่านเป็น องค์กรของ คสช. เพราะว่าอยู่ตามคำสั่ง อายุหมดแล้วก็ต่อ ๆ นี่เพิ่งจะสร้างกฎหมายว่าด้วย การสรรหาใหม่ กระบวนการใหม่ ผมพูดเรื่องนี้เพราะอะไร ไม่ใช่มาบ่น แต่จะย้ำคิดย้ำทำว่า เรามีคณะกรรมการปฏิรูปและมีหมวดว่าด้วยการปฏิรูป เรามีนายกรัฐมนตรีที่มีอายุต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างรัฐธรรมนูญ เรามีนักกฎหมาย เรามีรองนายกรัฐมนตรีที่ต่อเนื่องกำกับดูแล องคาพยพของนิติรัฐของเรามาแต่ต้น เอาสักครั้งได้ไหมครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสงวนพยายามอยู่ใน ประเด็นของร่างพระราชบัญญัตินะครับ🔗

นายสงวน พงษ์มณี ลำพูน

ถูกต้องท่านประธานครับ ผมพูดทางยุทธศาสตร์ ของกฎหมายครับ ผมกระทบกับฝ่ายกฎหมายไหม กระทบครับ ผมจงใจเช่นนั้นจริง ๆ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อย่าไกลไปมากครับ🔗

นายสงวน พงษ์มณี ลำพูน

แล้วท่านครับ หลักการและเหตุผลผมบอกว่า มันแคบครับท่านประธาน มันไม่ได้ก้าวล่วงถึงปัญหาจริง ๆ ปัญหาขององค์กรนี้ไม่ใช่อยู่ที่ หลักการและเหตุผลนี้เท่านั้น ปัญหาอยู่ที่อำนาจหน้าที่ ผมพูดแค่นี้ล่ะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีผู้ขออภิปรายจำนวน ทั้งหมด ๙ ท่าน ขณะนี้ ๓ ท่านไปแล้ว ท่านที่ ๔ ท่าน นายวรภพ วิริยะโรจน์ และท่านนิคม บุญวิเศษ ท่านไกลก้อง ไวทยการ ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ท่านภาสกร เงินเจริญกุล แล้วก็ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ต่อไปท่านวรภพครับ🔗

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายวรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ร่างกฎหมาย กสทช. ฉบับนี้สาระสำคัญอยู่ที่การแก้ไขกระบวนการสรรหา กรรมการที่จะมากำกับและดูแล กสทช. ที่ผมอยากจะอภิปรายวันนี้เพื่อชี้ให้เห็นนะครับว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเจตนาที่ซ่อนเร้นแฝงด้วยอันตราย ผมอยากจะขอเท้าความสักนิดหนึ่ง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า กสทช. มีบทบาทที่สำคัญต่อประเทศไทย เพราะตามมาตรา ๒๗ ของ พ.ร.บ. กสทช. ปี ๒๕๕๓ ให้อำนาจหน้าที่ของ กสทช. ไว้สำคัญอยู่ ๒ ประเด็นครับ คือ ๑. กสทช. เป็นองค์กรที่จะมากำกับธุรกิจกิจการโทรคมนาคม ที่ว่ากันด้วยผลประโยชน์ มหาศาล มูลค่าตลาดของยักษ์ใหญ่มือถือ ๓ ราย มีมูลค่าบริษัทรวมกันถึง ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นองค์กรที่จะกำกับการประมูลคลื่นความถี่ที่เปรียบเสมือนเป็นทรัพยากรธรรมชาติ และประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ การประมูล ๕ จี (5G) ล่าสุดที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า มีมูลค่ารวมกันกว่าแสนล้านบาท และหน้าที่ที่ ๒ ก็คือ กสทช. เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ กำกับควบคุมสื่อทั้งหมด ซึ่งในประเด็นที่ ๑ คือเรื่องของผลประโยชน์มหาศาลที่จับต้องได้ และประเด็นที่ ๒ หมายถึงอำนาจในการชี้นำสังคมครับ อำนาจในการควบคุมสื่อสารมวลชน ทั้งประเทศ ซึ่งอำนาจในการควบคุมสื่อสำคัญมากครับในด้านการเมืองการปกครอง เพราะว่า ถ้าเรามองย้อนกลับไปพลิกตำราการปกครอง พลิกตำราของเผด็จการทุกเล่ม ทุกตำราเขียน ตรงกันครับว่ากฎของเผด็จการคือการควบคุมสื่อครับ เพื่อชี้นำสังคมให้นึกคิดไปในทิศทาง ที่รัฐบาลต้องการปิดปากสื่อที่ต่อต้านรัฐบาลหรือคุกคามสื่อที่ตีแผ่ความจริงให้ประชาชนได้รับ ทราบ หรือการเลือกที่จะไม่กำกับสื่อที่เลือกข้างทางการเมือง ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ เกิดความขัดแย้งความเกลียดชังในหมู่ประชาชน และปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าสื่อเลือกข้าง ทางการเมืองเหล่านี้นี่ละครับที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยเกิดความแตกแยกจนมาถึง ทุกวันนี้ ซึ่งก็ล้วนเป็นไปตามกฎขั้นพื้นฐานของการปกครองครับ นั่นคือยุยงให้แตกแยกแบ่งแยก และปกครอง ก็ล้วนเป็นผลงานของ กสทช. ผลประโยชน์มูลค่าแสนล้านบาทและอำนาจ ในการควบคุมสื่อคือสิ่งจำเป็นที่คณะกรรมการ กสทช. จะต้องเป็นคณะบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและมีความเป็นกลางทางการเมือง หรือเรียกได้ว่า กสทช. นับเป็นอีกหนึ่ง องค์กรอิสระที่สำคัญของประเทศไทยครับ และนั่นคือสิ่งที่รัฐบาลต้องการเข้ามาครอบงำ และสะท้อนออกมาในร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะการแก้ไขกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. ตามมาตรา ๑๕ ที่เปลี่ยนให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้คัดเลือก กรรมการ แต่คณะกรรมการสรรหาทั้ง ๗ คน นอกเหนือตัวแทนจากศาลฎีกาและศาลปกครอง สูงสุดแล้ว กรรมการสรรหาอีก ๕ คนที่เหลือล้วนมีที่มาที่ยึดโยงกับ กสทช. ทั้งสิ้น ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง ถึงแม้รัฐบาลจะอ้างว่าเป็นตัวแทนจากองค์กรอิสระ แต่องค์กรอิสระปัจจุบันเหล่านี้ ก็ล้วนยึดโยงกับ คสช. ผ่านมาตรา ๔๔ ของ คสช. ผ่าน สนช. ที่แต่งตั้งโดย คสช. หรือที่กำลัง จะผ่าน ส.ว.ที่ คสช. ก็แต่งตั้ง และที่ยิ่งชัดเจนไปกว่านั้นคือบุคคลใดที่ผ่านด่านแรกการสรรหา ในมาตรา ๑๕ แก้ไขให้คณะกรรมการสรรหา ๕ ใน ๗ มีที่มาที่ยึดโยงกับ คสช. ก็จะเจอด่านที่ ๒ ในมาตรา ๑๖ ที่แก้ไขให้มีการลงมติเห็นชอบโดย ส.ว. พูดง่าย ๆ ก็คือบุคคลใดที่ไม่ใช่พวก ที่หลุดออกมาจากการสรรหาในด่านแรกแล้วก็จะสามารถถูกลงมติไม่เห็นชอบโดย ส.ว. ได้อยู่ดี มีตัวอย่างล่าสุดในต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาในการลงมติเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ของวุฒิสภาที่ ส.ว.ที่แต่งตั้งโดย คสช. มีมติไม่เห็นชอบบุคคลที่ถูกเสนอชื่อโดยที่ประชุมใหญ่ ศาลปกครองสูงสุดที่ไม่ได้ยึดโยงกับ คสช. ดังนั้นร่างกฎหมาย กสทช. ฉบับนี้มีเจตนามองเป็น อย่างอื่นไม่ได้ครับว่ามีเจตนารมณ์ที่แฝงในการสืบทอดอำนาจต่อของ คสช. อย่างชัดเจน ในการเข้ามาแทรกแซงครอบงำองค์กรอิสระที่ควบคุมผลประโยชน์แสนล้านบาทและอำนาจ ในการควบคุมสื่อได้อย่าง กสทช. อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ถ้ารัฐบาลจะอ้างว่ากระบวนการสรรหา ในร่างกฎหมายนี้ เป็นกระบวนการสรรหาเดียวกับองค์กรอิสระอื่น ๆ ทั้งหมดตามรัฐธรรมนูญ ยิ่งเป็นคำตอบ ที่ชัดเจนครับว่าทำไมองค์กรอิสระปัจจุบันถึงไม่เป็นอิสระและไม่เป็นกลางทางการเมือง เพราะล้วนมีที่มาที่จะโยงกับ คสช. ทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจครับที่องค์กรอิสระปัจจุบัน จะไม่มีความเป็นอิสระ ไม่มีความเป็นกลาง ไม่ยึดโยงกับประชาชน และไม่มีความชอบธรรม ใด ๆ ทั้งสิ้น และองค์กรอิสระก็กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเป็นกลไกในการเข้ามาแทรกแซง ครอบงำการสรรหาองค์กรอิสระอื่น ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมา เพื่อ คสช. ผมอยากจะขอให้ท่านประธานลองกลับมาทบทวนปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่ง ของปัญหาความขัดแย้งของประเทศไทยครับในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ปัญหาหนึ่งก็คือ กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระที่เป็นกลางนี่ละครับ ที่เป็นชนวนความขัดแย้งที่สำคัญที่สุด ของประเทศไทย เพราะสังคมใดที่ขาดความยุติธรรมสังคมนั้นย่อมขาดความปรองดองครับ ผมอยากขอเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะทำการทบทวนกระบวนการสรรหาที่มาของ องค์กรอิสระที่เป็นกลางใหม่และพวกเราสามารถเริ่มได้เลยครับที่ร่างกฎหมาย กสทช. ฉบับนี้ ผมอยากขอเสนอให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าการสรรหาบุคคลที่จะมาเป็นองค์กรอิสระที่เป็นกลางที่สุด คือกระบวนการสรรหาบุคคลที่ทุกฝ่ายร่วมกันและเห็นตรงกันว่ามีคุณสมบัติที่เหมาะสม ต่อการเป็นองค์กรอิสระนั้น ๆ มากที่สุดครับ ถ้าให้ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการสรรหา ๘ คน ที่เป็นตัวแทนจากพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ฟากละ ๔ พรรคการเมือง ที่มีจำนวนเสียงผู้แทนราษฎรสูงที่สุดตามลำดับ และตัวแทนพรรคการเมืองพรรคละ ๑ คน นั่นหมายถึงตัวแทนจากพรรค ๘ พรรคการเมืองที่ทั้ง ๘ พรรคก็นับเป็นคู่แข่งขันทางการเมือง อยู่แล้ว และเป็นคู่แข่งสำคัญจากฟากพรรคร่วมรัฐบาลและฟากพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างละ เท่ากัน บุคคลที่ถูกเลือกมากที่สุดในแต่ละรอบจากตัวแทนพรรคการเมือง ๘ พรรคนี้ละครับ ก็ย่อมเป็นที่แน่ชัดครับว่ามีคุณสมบัติที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่ามีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับ ตำแหน่งนั้น ๆ และมีความเป็นกลางที่จะใช้อำนาจได้ยุติธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุดครับ และนอกเหนือจากกลไกในการสรรหาองค์กรอิสระที่เป็นกลางที่ผมยกตัวอย่างไปแล้วครับ อีกหนึ่งกลไกที่สำคัญที่จะสามารถถ่วงดุลการใช้อำนาจขององค์กรอิสระได้ คือกระบวนการ ถอดถอนองค์กรอิสระ และการรักษาความเป็นอิสระขององค์กรอิสระในกระบวนการถอดถอน คือการเข้าชื่อถอดถอนโดยประชาชน เพราะถ้าประชาชนมาเข้าร่วมชื่อถอดถอนองค์กรอิสระ คนไหนเป็นแสนรายชื่อ ผมคิดว่าองค์กรอิสระคนนั้นก็ย่อมหมดความชอบธรรมในการใช้ อำนาจอีกต่อไปครับ เพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจขององค์กรอิสระให้มีการรับผิด และรับชอบต่อประชาชนมากขึ้นมากกว่าที่ผ่านมาครับ ดังนั้นนี่เป็นเพียงตัวอย่างข้อเสนอ ที่ผมอยากจะขอให้มีการทบทวนแล้วก็ปรับปรุงต่อร่างกฎหมาย กสทช. ฉบับนี้คือการทบทวน กระบวนการสรรหาคณะกรรมการ กสทช. ให้มีกระบวนการสรรหาที่เป็นกลาง ยึดโยงกับ ประชาชน และเพิ่มกระบวนการถอดถอนโดยการเข้าชื่อของประชาชนในร่างกฎหมายฉบับนี้ ด้วยครับ เพื่อเป็นกฎหมายสำคัญในการสร้างองค์กรอิสระที่เป็นกลางได้จริงใช้อำนาจได้ อย่างยุติธรรม และเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนะครับ คุณภาสกร เงินเจริญกุล ไม่อยู่นะครับ ไม่อยู่ก็ขอไปที่คุณนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราได้มีการอภิปรายเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และ โทรคมนาคม ปี ๒๕๓๕ เท่าที่ผมได้นั่งอ่านผมก็เห็นข้อบกพร่องหลายประการที่ควรจะมี การอภิปรายเพื่อให้เพื่อนสมาชิกที่อยู่ในสภาแห่งนี้ได้พิจารณาร่วมกัน เราได้มีการสรรหา คณะกรรมการ กสทช. ขึ้นมา โดยที่รัฐธรรมนูญได้มีเจตนารมณ์ดังนี้ รัฐธรรมนูญเขาบอกว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นองค์กรอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ องค์กร ของรัฐองค์กรหนึ่งก็คือ กสทช. ที่เราเรียกว่า องค์กรอิสระ หลายท่านอาจจะเข้าใจผิดว่า เป็นองค์กรอิสระเหมือน ป.ป.ช. เหมือน กกต. จริง ๆ ไม่ใช่ กสทช. เป็นองค์กรของรัฐที่ไม่ขึ้นตรง กับกระทรวง ทบวง กรมใด ไม่ขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหม ไม่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย ไม่ขึ้นตรงกับกระทรวงใดเลยครับ เพราะเขามีเจตนาให้องค์กรนี้เป็นองค์กรอิสระ ไม่ให้รัฐบาล มาเป็นผู้กำกับองค์กรนี้เพื่อให้มันมีความเป็นกลาง ถ้าเกิดองค์กรนี้ไปอยู่ในกระทรวงต่าง ๆ รัฐบาลในขณะนั้นก็สามารถบังคับ สามารถชี้นำ กสทช. ได้ เขาต้องการให้องค์กรนี้เป็นกลาง จริง ๆ ถ้ารัฐบาลมาครอบงำได้มันก็จะเกิดความเสียหาย เกิดข้อได้เปรียบ เนื่องจากว่า กสทช. มีหน้าที่ในการกำกับดูแลเรื่องคลื่นความถี่ เรื่องการประมูลคลื่น เรื่องสื่อต่าง ๆ นั้น เขาไม่ต้องการให้รัฐบาลมาครอบงำสื่อก็เลยตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา เขาเรียกว่า องค์กรของรัฐ ที่เป็นองค์กรอิสระองค์กรหนึ่ง ทำหน้าที่อะไรครับ ทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ องค์กรนี้เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อปี ๒๕๓๕ มีการร่าง พ.ร.บ. นี้ขึ้นมาในครั้งแรก จนสุดท้าย ก็เกิดองค์กรนี้ขึ้นมาจริง ๆ ก็ได้มีการทำงานกันมาอย่างยาวนาน จนในปัจจุบันนี้องค์กรนี้ คณะกรรมการได้หมดอายุแล้ว แต่มีคำสั่ง คสช. ให้ต่ออายุมาจนถึงปัจจุบันนี้ และวันนี้เราจะ มาช่วยกันแก้พระราชบัญญัติองค์กรนี้ให้มันดียิ่งขึ้น ตามที่ผมได้นั่งอ่านในส่วนที่ควรจะแก้ ท่านไม่แก้มา ผมขอยกตัวอย่างครับ พระราชบัญญัตินี้บอกว่าให้มีการประมูลคลื่นความถี่ ซึ่งผมได้พูดหลายรอบที่ผ่านมาว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์ สาธารณะ การที่เอาคลื่นความถี่มาประมูล ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง และคลื่นความถี่ไม่ใช่ของ กสทช. การที่ กสทช. เอาคลื่นความถี่มาประมูลได้เงินเป็นหมื่นล้านบาท เป็นแสนล้านบาท โดยเฉพาะ ที่ผ่านมาประมูล ๕ จี (5G) ได้แสนกว่าล้านบาท บอกว่าจะเอาเงินเข้ารัฐเป็นแสนกว่าล้านบาท จริงอยู่ครับกฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น แต่ท่านไปดูกฎหมายของต่างชาติสิครับ คลื่นความถี่ เขาไม่มีการประมูลหรอกครับ เขาต้องการเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อประชาชนทั้งหมด เพราะถ้ามีการประมูลแพงเท่าไร ก็จะผลักภาระให้ประชาชนมากเท่านั้น อีกข้อหนึ่งที่ควรจะ แก้ไขก็คือควรจะมีการโอนถ่ายคลื่นความถี่นั้นโอนสิทธิได้ ซึ่งปัจจุบันนี้คลื่นความถี่ไม่สามารถ โอนสิทธิได้เกิดปัญหาจนปัจจุบันนี้ ผมยกตัวอย่างครับ สถานีวิทยุสถานีหนึ่งมีการจดทะเบียน เป็นนิติบุคคลได้ใบอนุญาตจาก กสทช. ถึงแม้จะเป็นใบอนุญาตชั่วคราวก็ตาม แต่ไม่สามารถ โอนกิจการเหล่านี้ให้กับทายาทได้ ไม่สามารถโอนกิจการนี้ให้กับบุคคลอื่นได้ถึงแม้ว่าเรา อยากจะเลิก แต่ก็ไม่สามารถเลิกได้ นี่คือสิ่งที่ควรจะแก้ไข แต่ตรงนี้กลับไม่แก้ ท่านก็มาแก้ตรงนี้ ท่านประธานครับเท่าที่ผมดูในข้อ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ในมาตรา ๖ นั้นท่านได้แก้ แต่ท่านได้ตัดสาระสำคัญออกเท่าที่ผมนั่งดู ท่านได้ตัดผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ด้านวิศวกรรม ด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านความคุ้มครองผู้บริโภค หรือส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน นั่นหมายถึงว่าส่วนที่ยึดโยงกับประชาชนท่านตัดออก ถูกไหมครับ เห็นไหมครับ กรรมการ ที่ควรจะตั้งทั่วไปคือสิทธิเสรีภาพของประชาชน ท่านตัดตรงนี้ออก ท่านไปใส่คำว่าด้านอื่น ๆ นั่นหมายถึงว่ากรรมการชุดนี้ท่านสามารถแต่งตั้งคนอื่นที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนออก ซึ่งตรงนี้ ผมไม่เห็นด้วย จริง ๆ แล้วควรจะเพิ่มด้านเกี่ยวกับประชาชนให้มากขึ้นกว่านี้ เพราะที่ผ่านมา คณะกรรมการ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมี มีแค่คนเดียวเท่านั้นเอง ผมจึงคิดว่าควรจะมีการเพิ่มด้านนี้เข้าไปอีก โดยเฉพาะด้านการศึกษา ด้านศาสนา ด้านสังคม ควรจะเพิ่มเข้าไปให้มาก ๆ ครับท่านประธาน เราไม่ต้องการให้คณะกรรมการ กสทช. นั้น มีแต่กลุ่มบุคคลเดิม โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นทหาร กลุ่มที่เป็นนายตำรวจใหญ่ ๆ หรือกลุ่ม ที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถไม่สามารถเข้าไปเป็น คณะกรรมการได้เลย เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น🔗

อีกข้อหนึ่งครับท่านประธานที่แก้ไขก็คือใน (๔) ปรับปรุงลักษณะของผู้มีสิทธิ สมัครเข้ารับการสรรหาเพื่อเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ มีการล็อกสเปก (Lock spec) ท่านประธานครับ ท่านไปดูในหน้าที่ ๑๔ ใน (๓) เขาแก้เป็นว่าผู้ที่จะมีคุณสมบัติจะต้องเป็นหรือเคยเป็นนายทหาร หรือนายตำรวจ ที่มียศตั้งแต่พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี พลตำรวจตรีขึ้นไป ซึ่งเดิมนั้นเขาจะเริ่มตั้งแต่ พันเอก นาวาเอก พลตำรวจเอก นั่นหมายถึงถ้าเราเริ่มตั้งแต่พลตรีเป็นการล็อกสเปก (Lock spec) เฉพาะคนที่มียศสูง ท่านอาจจะมองไว้แล้วท่านจะเอาใคร ซึ่งคนที่มียศระดับพันตรี พันเอกอะไรพวกนี้ ผมเชื่อว่ามีความรู้ความสามารถและคนรุ่นใหม่ที่เขาจะมียศเป็นพลตรี ผมเชื่อว่ายาก คนรุ่นใหม่นี้ยศจะน้อย แต่เขาจะมีความรู้ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น ผมจึงเห็นว่าตรงนี้ไม่ควรจะแก้ ควรจะเอาเหมือนเดิม🔗

อีกประการหนึ่งที่ล็อกจริง ๆ ก็คือว่าใน (๖) มีประสบการณ์ด้านการบริหาร กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง มาแล้วไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี ท่านประธานดูสิครับว่ามีใครบ้างที่จะมีประสบการณ์ทางด้านนี้ อย่างสม่ำเสมอติดต่อกัน ๒๐ ปี นอกจากคนเก่าเท่านั้น ท่านเขียนกฎหมายแก้ตรงนี้เพื่อที่จะ เอาคนเก่าใช่ไหม เอาพวกท่านใช่ไหม เดิมเขาเขียนไว้ว่าทำงานอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี ผมเห็นด้วยกับอันเดิม ผมไม่อยากให้แก้ เพราะคำว่า ๑๐ ปีเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว นั่นหมายถึงว่าคนที่เขาทำงานมา ๕ ปี เขาทำงานมาอีก ๕ ปี รวมเป็น ๑๐ ปี เขามีสิทธิที่จะได้ แต่ท่านไปเขียนกฎหมายเพิ่มขึ้นไปเรื่อย สุดท้ายคนมาใหม่ไม่มีสิทธิที่จะเป็นกรรมการชุดนี้เลย เห็นไหมครับ คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยี ทางด้านดิจิทัลต่าง ๆ ไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการชุดนี้ได้เลย เพราะเขียนล็อกสเปก (Lock spec) ไว้ว่า จะต้องมีประสบการณ์ ๒๐ ปี ข้อนี้ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และขอให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในที่ประชุมช่วยกันดูในหน้า ๑๔ (๖) ผมอยากจะให้แก้ตรงนี้ว่าควรจะเป็น ๑๐ ปีเช่นเดิม ต่อมาในมาตรา ๑๕ ในหน้า ๑๔ เช่นกัน ท่านให้อำนาจเลขาธิการวุฒิสภาเป็นคนสรรหา เดิมกฎหมายเขาเขียนเช่นนี้ ผมจึงอยากจะแก้ ถ้าที่ประชุมเห็นด้วย อยากจะแก้ว่าให้เลขาธิการ วุฒิสภา และเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้สรรหา ไม่เช่นนั้นราษฎรที่เลือก ส.ส. มา อย่างน้อย กรรมการชุดนี้จะต้องมีการยึดโยงกับประชาชนไม่มากก็น้อย ปรากฏว่าท่านให้สิทธิของ วุฒิสภาซึ่งไม่ได้เลือกมาจากประชาชนเป็นคนสรรหา ซึ่งผมคิดว่าข้อนี้ก็ควรจะมีการแก้ไข ฝากผู้ทรงเกียรติทุกท่านได้พิจารณาด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ ท่านภาสกร เงินเจริญกุล ครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ คณะรัฐมนตรี ผู้ชี้แจง และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ขออนุญาตท่านประธาน ใช้เวลาไม่มากในการที่จะเสนอมุมมองอีกมุมมองหนึ่งที่เพื่อน ๆ สมาชิกพูดเรื่องเกี่ยวกับ กฎหมายไปมากแล้ว ทีนี้ผมก็มาดูในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากกฎหมาย ทีนี้มีข้อหนึ่งโดยเฉพาะข้อ ๘ ข้อ ๘ นี่เขาบอกว่าผลกระทบโดยรวมที่อาจเกิดจากกฎหมาย ก็ประกอบไปด้วย ๔ ข้อ🔗

ข้อ ๑ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ไม่มี🔗

ข้อ ๒ ผลกระทบต่อสังคมมีผลกระทบในเชิงบวก โดยจะได้กรรมการ กสทช. ผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.🔗

ข้อ ๓ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาวะ ไม่มี🔗

ข้อ ๔ ผลกระทบอื่นที่สำคัญ ไม่มี🔗

ทีนี้ผมอยากเสนอมุมมองแบบนี้ครับ ผมก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไรว่าจริง ๆ กระทบ กับเศรษฐกิจแล้วมันไม่มีเลย ก็เลยอยากจะบอกมุมมองแบบนี้ครับว่าเราเพิ่งประมูล ๕ จี (5G) ผ่านไป ก็ดีใจที่เราจะได้ ๕ จี (5G) ใช้กันในปีนี้แล้ว เป็นกลุ่มประเทศแรกที่ได้ใช้ ๕ จี (5G) ในโลก ในขณะที่ ๓ จี (3G) ๔ จี (4G) เราเป็นประเทศที่ได้ใช้ล้าหลังกว่าเขาประมาณ ๔ ปี อัป (Up) ขึ้นไปแล้วแต่ครับ ทีนี้ ๕ จี (5G) มันเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศจริง ๆ โดยเฉพาะ เทคโนโลยีหรือผลประโยชน์มันไปลงเกี่ยวกับทางอุตสาหกรรมในภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็จะเห็นวิวัฒนาการที่เราจะไปกันอยู่แล้วสมาร์ต ซิตี (Smart city) เมืองอัจฉริยะ สมาร์ต (Smart) เทคโนโลยีต่าง ๆ เราจะได้เห็นกัน ด้วยเทคโนโลยี ๕ จี (5G) ทีนี้ผมอยากให้มุมมอง จากประชาชนคนหนึ่งที่เราเป็นตัวแทนว่า ๕ จี (5G) มันเป็นอย่างไร มันกระทบต่อเศรษฐกิจ กระทบต่อชีวิต กระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนคนไทยและประโยชน์ของประเทศชาติอย่างไร ๕ จี (5G) เราจะเห็นอย่างนี้ครับ ถ้าเกิดอนาคตเราก็จะเห็นแล้วว่าวันหลังเอาโรบอต (Robot) มาแทนคน การคมนาคมหรือรถยนต์ก็ไร้คนขับเราเห็นแน่ ๆ แล้วก็สื่อสารผ่านคลาวด์ (Cloud) คอนโทรล (Control) กันผ่านอย่างนี้โลจิสติกส์ (Logistics) อาจจะใช้โดรน (Drone) ยิงกันเลย การศึกษาหรือการแพทย์เราก็จะเห็นวิวัฒนาการที่มันต่างจากสมัยนี้แน่นอน ผมเชื่อแบบนั้น แต่อยากจะมองแบบนี้ครับ การที่เกิดการประมูล ๕ จี (5G) ด้วยคลื่นความถี่ ที่ กสทช. เพิ่งประมูลกัน มีคลื่น ๗๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ตัว ๑๘๐๐ ๒๖๐๐ เมกะเฮิรตซ์ แล้วก็ ๒๖ กิกะเฮิรตซ์ คลื่นที่ประมูลกันได้ก็คือตัว ๗๐๐ เมกะเฮิรตซ์แล้วก็ ๒๖๐๐ เมกะเฮิรตซ์ แล้วก็ ๒๖ กิกะเฮิรตซ์ ทางเทคนิคคงไม่พูดถึงว่าแต่ละตัวต่างกันแล้วไปใช้อย่างไรได้บ้าง แต่อย่างนี้ครับ ที่ประมูลได้ไปประมาณ ๑๐๐,๐๗๐ ล้านบาท ถ้าตัวเลขผมจำไม่ผิดประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ผมอยากให้มุมมองแบบนี้ครับ คลื่นวิทยุ ณ วันที่เราใช้ ๓ จี (3G) ๔ จี (4G) มันก็คงยังไม่กระทบกับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมหรือที่เราจะกันกันไปสักเท่าไรนัก แต่ ๕ จี (5G) เยอะมาก ฉะนั้นการประมูลในส่วนตัวไม่ค่อยเห็นด้วยกับการประมูลคลื่นเท่าไร ถ้าประมูลแล้วมันมีอะไรที่ชัดเจนแล้วประเทศชาติ ประชาชนได้ประโยชน์ อันนี้ยินดีครับ กฎหมายจะแก้ ถ้ามันไม่ดีก็แก้ แล้วถ้าแก้แล้วเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน ก็แก้เลย ทีนี้มุมมองกลับมาอีกนิดหนึ่งว่าทำไมผมถึงบอกว่ามันประมูลแล้วไม่ดีอย่างนี้ครับ คือการประมูลคราวนี้ผมไม่เห็น ที่ผ่าน ๆ มาผมยังเห็นว่ามันมีการบอกว่าประมูลแล้ว ค่าบริการจะอยู่สักเท่าไร จะไม่เกินอย่างนี้อย่างนั้น คราวนี้ไม่เห็น เห็นข้อมูลจากสื่อเท่าที่เห็น ก็จะเห็นแค่ว่าการประชุมจะมีห้องอันมิดชิด มีจำนวนคนประมาณเท่านี้ ใครเข้าไปแล้ว ออกไม่ได้ต้องมีตัวแทนเท่านั้น มันก็เลยเกิดการประมูลแล้ว กสทช. ก็ได้รายได้ไป มีรายได้ เข้ามาประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้นในมุมมองของผมก็คือว่าพอเราประมูล เข้าไปแบบนี้ปัญหาคือว่าผู้ให้บริการหรือค่ายผู้ให้บริการเซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Service provider) ทั้งหลายมันก็คือต้นทุน พอเป็นต้นทุนเขาก็ต้องคำนวณลงไปในสินค้าหรือบริการ ที่จะให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมหรือผู้ใช้ทั่วไปก็ได้รับหมด ณ วันนี้ลองสังเกตเราไม่เห็นแล้วว่าค่ายไหน ตัวไหนมันจะอัดราคาแข่งกัน เพราะมันไม่เกิด การแข่งขันสมบูรณ์แล้ว ราคาทุกค่ายลองไปดู ผมว่าแทบจะไม่ต่างกันเลย เราก็คงต้องเลือก ตามสิ่งที่เราคิดว่าเหมาะสมกับเรา บางคนอาจจะมองในมุมของแถวบ้านเราก็ครอบคลุมดี ก็ใช้เถอะ ถึงมีปัญหาก็ไม่เป็นไรก็ทนกันไปนิดหนึ่ง หรือถ้าไม่ดีเราก็ย้ายค่าย ฉะนั้นเซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Service provider) ทำอย่างเดียวครับ รักษาลูกค้าตัวเองให้ได้เท่านั้น ผมกลัวเหตุการณ์ แบบนี้เกิดขึ้นนะครับ🔗

เรื่องที่ ๑ คือเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าค่าบริการมันจะเป็นอย่างไร เพราะมันก็ต้อง เป็นต้นทุนสำหรับค่าบริการที่เราจะเจอในอนาคตแน่ ๆ🔗

เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าพอ ๕ จี (5G) ประโยชน์ที่แท้จริงมันตกกับเทคโนโลยี ตกกับอุตสาหกรรม ตกกับภาคเอกชนที่จะต้องเอาไปใช้พัฒนาเพื่อจะมาขายบริการ ขายสินค้า ขายเซอร์วิส (Service) ให้กับเรา ๆ ท่าน ๆ และทุกคนที่ได้ใช้กัน นั่นหมายความว่าต้นทุน ในการผลิตสินค้าเขาก็สูงขึ้นเช่นกันนะครับ แสดงว่าเราก็มีต้นทุนแฝงแบบนี้🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านภาสกรพยายามอยู่ใน ประเด็นพระราชบัญญัตินะครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

จะพยายามอยู่ในประเด็นครับ เพราะว่าอันนี้มันอยู่ในประเด็นนิดหนึ่งว่าเกี่ยวกับกระทบเศรษฐกิจอย่างไร อันนี้มันก็จะเป็น ผลกระทบเกี่ยวกับทางเศรษฐกิจว่าต้นทุนในภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมก็เพิ่มขึ้น อีกอันหนึ่ง ก็คือพอ กสทช. ในข้อสุดท้าย กสทช. ได้เงินประมูลไปอยากให้ทาง กสทช. ดูนิดหนึ่งว่าเงิน ที่ได้ไปมันจะเอามาใช้จ่ายอย่างไรให้กลับมาในส่วนของที่เป็นผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ แล้วก็ประชาชน ผมขอฝากไว้เท่านี้ครับ สั้น ๆ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปท่านไกลก้อง ไวทยการ🔗

นายไกลก้อง ไวทยการ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ไกลก้อง ไวทยการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ ผมอยากจะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และ กำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เรื่องของอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ผมคงไม่กล่าวนะครับ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไปแล้ว แต่ผมอยากจะอภิปรายเจาะไปในประเด็นของมาตรา ๑๔/๒ ในกรณีที่ กรรมการที่ร่างฉบับนี้ตัดคุณสมบัติของผู้มีประสบการณ์การทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภค หรือส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนออกไป ผมยังเห็นว่ากรรมการผู้มีประสบการณ์ ด้านสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองผู้บริโภคยังมีความจำเป็น และประเด็นของผู้บริโภคยังเป็น ปัญหาใหญ่ของการกำกับดูแลของ กสทช. อยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องเอสเอ็มเอส (SMS) กินเงินที่เป็นปัญหาแรก ๆ เลยตั้งแต่การก่อตั้งองค์กร หรือว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการย้ายค่าย ที่ยังมีความไม่สะดวกอยู่ ปัญหาเรื่องของเสาสัญญาณในชุมชนที่ยังมีปัญหาในหลายชุมชน ฝ่ายโสตขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายไกลก้อง ไวทยการ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ค่าบริการ เรื่องของดาต้า แพลน (Data plan) หรือว่าที่เราเรียกว่าเน็ต (Net) มือถือในย่านอาเซียน (ASEAN) ประเทศไทยก็ยังแพงเป็นอันดับต้น ๆ นะครับ จะเห็นได้ว่าถ้าเราดูหนัง ๑ เรื่อง โดยใช้เน็ต (Net) มือถือ สมมติว่าดูจากบริการสตรีมมิง (Streaming) ก็คืออาจจะเป็นยูทูบ (YouTube) หรือว่าค่ายอื่น ๆ คนอินโดนีเซียเวลาดูหนัง ๑ เรื่องถ้าดีวีดี (DVD) การโหลด (Load) ข้อมูลจะประมาณ ๔ จิกะไบต์ (Gigabyte) คนอินโดนีเซียจะดูเสียเน็ต (Net) ค่ามือถือ ประมาณ ๑๕๐ บาท ต่อการดูหนัง ๑ เรื่อง สไลด์ (Slide) ต่อไปเลยนะครับ คนเวียดนาม ก็จะจ่ายค่ามือถือ ๑๖๓ บาทต่อการดูหนัง ๑ เรื่อง แต่คนไทยต้องจ่ายค่ามือถือ ๓๔๗ บาท โดยเฉลี่ยต่อการดูหนัง ๑ เรื่อง ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า กสทช. ดูแลเรื่องของผู้บริโภคได้มากน้อย แค่ไหน ท่านประธานครับ คุณสมบัติของกรรมการที่จะต้องมีประสบการณ์ ๒๐ ปีในเรื่องนั้น ๆ เทียบกับอายุต่ำสุดของ กสทช. แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนะครับว่าเราจะได้คนอายุ ๔๐ ต้น ๆ มาเป็นกรรมการและเหตุผลที่ว่าคุณวุฒิต้องพอ ๆ กับหัวหน้าหน่วยราชการหรือว่านายทหาร ระดับสูงนั้นก็ยิ่งเป็นการแบ่งชั้นวรรณะ หรือที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่าสร้างรัฐเสนาบดี ทั้ง ๆ ที่ผู้บริโภคสื่อและโทรคมนาคมคือประชาชนทุกคนในประเทศนี้ หรือว่ากรรมการชุด ที่ผ่านมาทำงานแข็งขันเกินไปนะครับ ในการคุ้มครองผู้บริโภครัฐบาลก็เลยอยากจะเปลี่ยน คุณสมบัตินี้ขึ้นมา ซึ่งเมื่อได้กรรมการที่อายุมากและอยู่ในวงของบุคคลที่จำกัด ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อและโทรคมนาคม เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนั้นย่อมทำให้ กสทช. เป็นองค์กรที่ถ่วงการพัฒนากิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคมเป็นอย่างยิ่ง กสทช. ชุดปัจจุบันแต่เดิม จะอยู่ครบวาระในการดำรงตำแหน่ง ๖ ปีก็จะครบวาระเมื่อ ๓ ปีที่แล้วคือเดือนตุลาคม ๒๕๖๐ แต่คำสั่งหัวหน้า คสช. ๓ ฉบับได้ยืดเวลาออกไปแล้วคิดว่าคงต้องรอออกกฎหมายฉบับนี้ เพื่อที่จะสรรหาชุดใหม่ ซึ่งก็ทำให้มีข้อกังขาว่าทำไมถึงมุ่งมาแก้ไขคุณสมบัติของกรรมการ เพื่อให้กรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนหายไป กสทช. ภายใต้คำสั่ง คสช. มีทั้งเรื่องของปิดสื่อมวลชน ยืดหนี้ใบอนุญาต ๔ จี (4G) เรื่องใบอนุญาต ๕ จี (5G) ที่ท่านประมูลได้ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็อย่าเพิ่งดีใจภาคเอกชนอาจจะขอยืดหนี้ ของท่านอีก ดังนั้นเพื่อให้รีบตั้งกรรมการ กสทช. ชุดใหม่ จริง ๆ แล้วไม่ต้องรอกฎหมายนี้ก็ได้ คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้เกิดการสรรหาได้ แต่เมื่อเอามาให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา ตามขั้นตอนก็คงจะต้องให้กฎหมายนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของกรรมาธิการเพื่อจะได้ หาทางแก้ไขเรื่องคุณสมบัติของกรรมการให้สะท้อนถึงประโยชน์ของผู้บริโภคสื่อและบริการ คมนาคมตามที่ผมได้อภิปรายไป ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธาน ที่เคารพกระผมขอแสดงความยินดีกับ กสทช. ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรก ท่านประมูล ๕ จี (5G) ได้เงินเข้าประเทศถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง🔗

เรื่องที่ยินดีเรื่องที่ ๒ ยินดีกับความมั่นคงยาวนานของคณะกรรมการ กสทช. ชุดนี้ ท่านอยู่มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ยั่งยืนมาถึงปี ๒๕๖๓ และท่านยังจะมั่นคงต่อไปภายใต้ พระราชบัญญัติที่เสนอในวันนี้ในมาตรา ๑๐ ท่านรองนายกรัฐมนตรี มาตรา ๑๐ ท่านมั่นคง แน่นอน บอกว่ายังคงดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ไม่รู้อีกกี่ปีกว่าจะมีการสรรหา คณะกรรมการชุดใหม่เกิดขึ้น ความมั่นคงนำมาเป็นเรื่องที่ผมกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง ๑ เรื่อง นั่นก็คือการดำรงวัตถุประสงค์ของการเป็นองค์กรอิสระ ของการเป็นองค์กรสาธารณะที่ดูแล ผลประโยชน์ของประเทศชาติมหาศาล ผมขอฝากให้ท่านระลึกอยู่เสมอว่าท่านเป็นองค์กร ที่จัดตั้งขึ้นไม่ได้มาสนับสนุนทางการเมืองต่อพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ขอให้ท่าน ระลึกอยู่เสมอว่าท่านไม่ได้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น อันนี้จะทำให้องค์กร กสทช. เป็นที่พึ่งที่หวังของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ผมมีคำถาม อยู่ ๒-๓ คำถาม คำถามแรกประกาศ คสช. ฉบับที่ ๗๖/๒๕๕๙ ขยายเวลาตั้งแต่งวดที่ ๔ ไปครั้งหนึ่งแล้ว ต่อมาคำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๙/๒๕๖๑ เอื้อผลประโยชน์มหาศาลให้กับ ผู้ประกอบการหลายครั้งหลายหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบกิจการสุจริต มาตรการ พักชำระหนี้ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ กับ ๑๖ บริษัท รวม ๑๙ ใบอนุญาต สนับสนุนค่าเช่าโครงข่ายโทรทัศน์อีก ๓๑๒ ล้านบาท ถามรวม ๆ นะครับว่าทั้ง ๒ คำสั่ง ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของ กสทช. ไปจำนวนเท่าไรแน่ ผมนึกถึงพี่น้องเกษตรกรของผม ยกตัวอย่างง่าย ๆ ขณะนี้ผลผลิตอ้อยที่เคยปลูกได้ปีละ ๑๓๐ ล้านตัน ปีนี้ด้วยปัญหาภัยแล้ง เหลือเพียงน่าจะ ๗๐ ล้านตันเศษ ๆ เท่านั้น ส่งผลกระทบกับใครครับ ผู้ประกอบกิจการอ้อย ทั้งหมดครบวงจรเลย โรงงานน้ำตาลก็ไม่มีอ้อยจะไปหีบเป็นน้ำตาล ถามว่าอย่างนี้จะบรรเทา เขาอย่างไร เราสามารถบรรเทาบริษัทใหญ่ ๆ ผู้ประกอบกิจการใหญ่ ๆ เกษตรกรที่ประสบ ปัญหาภัยแล้งขณะนี้เราไปบรรเทาเขาอย่างไร เป็นพัน ๆ เป็นหมื่น ๆ ล้าน ทำให้เขาได้บ้างไหม ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตเรียนถามนะครับว่าทั้งหมดทั้งสิ้นท่านสูญเสียรายได้ ไม่ใช่ รายได้ของ กสทช. นะ นี่เป็นรายได้ของประเทศนะครับ🔗

คำถามที่ ๒ โครงการเน็ต (Net) ชายขอบ โครงการเน็ต (Net) ชายขอบ ที่ท่านดำเนินการอยู่จำนวนถึง ๓,๙๒๐ หมู่บ้าน ท่านดำเนินการไปแล้วถึงไหน อย่างไร และมันให้ความสะดวกต่อหมู่บ้านชายขอบเขาจริงไหมในการไปติดตั้งแต่ละจุดแต่ละที่ มีเสียงบ่นมาจำนวนมากทีเดียวเรื่องเน็ต (Net) ชายขอบ🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมขออนุญาตให้ข้อเสนอแนะในพระราชบัญญัติ ที่มีการแก้ไขในวันนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๖ คุณสมบัติ มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้ว ผมเพิ่มเติมอย่างนี้นะครับ กสทช. นี้ดูแลคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ ท่านยังเขียนเป็นผลงานสำคัญของท่านไว้เลย ท่านเขียนไว้อย่างนี้ การคุ้มครองประโยชน์ ของผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ท่านต้องไป ส่งเสริมความเข้มแข็งของผู้บริโภค การสร้างเครือข่ายร่วมมือ สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับ ผู้บริโภค จนกระทั่งการที่ผู้บริโภคสื่อบางส่วนกลายเป็นผู้ผลิตสื่อทำให้เป็นเรื่องที่ต้อง ให้ความสำคัญ เพราะฉะนั้นผู้บริโภคมีส่วนเป็นหัวใจสำคัญ แล้วถามว่ามาตรา ๓ แก้ไข มาตรา ๖ ท่านตัดส่วนนี้ออกไปได้อย่างไรครับ คุณสมบัติท่านต้องมีด้านการคุ้มครองผู้บริโภค หรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ท่านตัดส่วนนี้ออกไปได้อย่างไรครับ ซึ่งเป็น สาระสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เป็นหัวใจที่ท่านผูกโยงกับประชาชน เป็นหัวใจที่ กสทช. ผูกโยงกับ ผู้บริโภคโดยตรง อย่างน้อย ๆ ต้องมี ถ้าท่านตัดในส่วนวิศวกรรมออกไป ตัดด้านกฎหมาย ออกไป ตัดด้านเศรษฐศาสตร์ออกไปไม่เป็นไร แต่ ๒ ส่วนนี้ต้องยังอยู่ครับ คุ้มครองผู้บริโภค ต้องยังอยู่นะครับ กับส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน มี กสทช. ท่านหนึ่งที่เป็นกรรมการ เราเสียดายท่านอย่างยิ่งนะครับ คุณสุภิญญา กลางณรงค์ เสียดายท่านต่อสู้เรื่องนี้ให้กับพี่น้องประชาชน ให้กับกลุ่มผู้บริโภค ให้กับสื่อสารมวลชน ตลอดมา อันนี้เป็นผลงานเด่น ๆ ถามว่าตรงนี้ท่านต้องไปแก้ไขให้มีกลุ่มนี้ ท่านอย่าไปกำหนด กว้าง ๆ ผู้มีประสบการณ์หรือด้านอื่น ๆ แล้วไปกำหนดในมาตราต่อไปในมาตรา ๕ แก้ไข มาตรา ๔/๑ มันเหมือนกับเซ็นเช็คเปล่าให้ท่านไป อย่าลืมครับว่าท่านเป็นองค์กรสาธารณะ กระผมก็ขออนุญาตกราบเรียน ผมคงจะต้องแปรญัตติเข้าไปในช่วงที่มีการตั้งกรรมาธิการ กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปท่านชลน่าน ศรีแก้ว🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กระผมขอบคุณท่านประธาน ที่ได้อนุญาตให้ผมมีส่วนร่วมในการพิจารณาในวาระรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมได้ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านกฎหมายของรัฐบาล ของคณะรัฐมนตรีได้นำเสนอ ผมต้องขอบคุณท่านอาจารย์ดอกเตอร์วิษณุเป็นอย่างสูง ที่ได้กรุณาให้เกียรติกับสภา เป็นครั้งที่ ๔ ที่ท่านได้มาแถลงหลักการและเหตุผลของกฎหมาย ที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาของพวกเรา ภูมิใจครับ อย่างน้อยก่อนปิดสมัยปีที่ ๒ สมัยที่ ๑ ก็มีกฎหมายเข้าสู่สภา สมัยที่แล้วเรามีอยู่แค่ ๒ ฉบับ สมัยนี้อีก ๒ ฉบับ ก็ถือว่าเป็นหน้าเป็นตา สมฐานะหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรเรา เพราะหน้าที่หลักเราคือพิจารณากฎหมายก็เป็น ที่น่าสังเกตว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีกฎหมายเข้ามาพิจารณาเลย กฎหมายส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของ การแก้ไขเพิ่มเติม ท่านประธานที่เคารพ ผมฟังหลักการและเหตุผลที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้นำเสนอแถลงต่อสภาแห่งนี้ในหลักการมีทั้งหมดอยู่ ๖ เรื่องครับ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายเดิมที่ออกเมื่อปี ๒๕๕๓ มีการแก้ไขเพิ่มเติมไป ๑ ครั้งในปี ๒๕๖๐ และปีนี้เข้าใจว่า เป็นฉบับที่ ๓ ถ้าผ่านรัฐสภาทรงลงพระปรมาภิไธยและโปรดเกล้าประกาศในราชกิจจานุเบกษา น่าจะเป็นฉบับที่ ๓ ในหลักการ ๖ ข้อ ผมขออนุญาตกล่าวย่อ ๆ อย่างนี้นะครับ ในเรื่องที่ ๑ เป็นการแก้ไขโครงสร้างของตัวคณะกรรมการ กสทช. เป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการ มีบทมาตรารองรับในมาตรา ๖ มาตรา ๑๔/๑ และมาตรา ๑๔/๒ เรื่องที่ ๒ เป็นการแก้ไข ลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการ ก็คือแก้ไขมาตรา ๗ เดิม อันนี้จำเป็นอย่างยิ่งครับ เดี๋ยวผมจะลงรายละเอียดให้ท่านประธานครับ และเรื่องที่ ๓ เป็นการปรับปรุงลักษณะของ ผู้มีสิทธิเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ และเรื่องต่อไปเป็นเรื่องของกระบวนการการสรรหา การคัดเลือกการแต่งตั้ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นเป็นเหตุผลที่ทาง ครม. นำมาเสนอต่อสภา ต้องการปรับปรุงเพราะมีปัญหา และข้อสุดท้ายเป็นการกำหนดให้กรรมการมีหน้าที่และ อำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิ เข้ามาสมัครเป็นกรรมการ รวมทั้งคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของตัวกรรมการสรรหาด้วย อันนั้นคือเป็นหลักการ ดูเหตุผลนะครับ ประเด็นปัญหาที่จำเป็นต้องแก้คือเกิดสภาพปัญหา ในการปฏิบัติในเรื่องการสรรหาการคัดเลือกบุคคลไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ตรงนี้เป็นเหตุผลหลักและมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติลักษณะ ต้องห้ามของตัวกรรมการ เสมือนที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปว่า กรรมการชุดที่อยู่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ มามีบทเฉพาะกาลรองรับในมาตรา ๑๐ ให้คงอยู่ต่อไป ถ้าสรรหาไม่ได้ ปัญหาที่อยู่ยาวไม่ใช่ความผิดของกรรมการครับ เป็นปัญหาของกระบวนการ การสรรหาท่านก็ออกกฎหมายมาแก้ไข แต่ผมดูไปในตัวบทนะครับท่านประธานที่ผมจะ ลงรายละเอียดให้ประธานได้ดูได้รับทราบครับ ตอนแรกผมคล้อยตามว่าผมจะรับหลักการ เมื่อดูในตัวบทแล้วผมสงสัยว่าจะรับหลักการได้หรือไม่ อย่างไร ผมขออนุญาตท่านประธาน ลงไปในรายละเอียด มาตรา ๖ เป็นการปรับปรุงโครงสร้างแก้ไขมาตรา ๖ เดิม โครงสร้าง กรรมการเดิมมี ๗ คน กฎหมายเดิมได้เขียนไว้ชัดว่า ๗ คนนี้ประกอบด้วย ๗ ด้าน เขียนไว้ชัด ในกฎหมายระบุเลยขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านครับ จำนวน ๗ คนซึ่งแต่งตั้งจาก ผู้มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ เรื่องที่ ๑ ครับ และมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ด้านกิจการกระจายเสียง ๑ ด้านโทรทัศน์ ๑ ด้านกิจการโทรคมนาคมอีก ๑ ด้านวิศวกรรม ๑ ด้านกฎหมาย ๑ ด้านเศรษฐศาสตร์และด้านคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของ พี่น้องประชาชน ด้านละ ๑ คนกฎหมายบัญญัติครับ ในร่างใหม่เป็นการเปิดกว้างมากครับ ไม่ระบุในกฎหมาย ระบุจำนวนไว้ว่า ๗ คน ด้านต่าง ๆ ให้กรรมการสรรหาไปกำหนดด้าน เขียนรองรับในมาตรา ๑๔/๑ ให้กรรมการสรรหาซึ่งเป็นองค์คณะหนึ่งที่มีปัญหาในการตีความ ส่งให้ทางวุฒิสภาพิจารณาบุคล ตีตกหมดครับ กรรมการสรรหาไปกำหนดด้านและกำหนด คุณลักษณะเฉพาะด้าน ผมอ่านมาตรา ๖ ฉบับใหม่ที่แก้ไขเพิ่มเติมตีความค่อนข้างยากมาก ผมไม่ใช่นักกฎหมายท่านประธานครับ แต่ชอบอ่านชอบเรียนรู้ ผมขออนุญาตอ่านมาตรา ๖ ให้ท่านประธานฟังเลยครับว่าเมื่อตีความจะมีปัญหามากกับการนำไปสู่การปฏิบัติ เดิมขนาด ที่เราเขียนชัด ๆ อย่างนี้เป็นกฎหมายที่ผ่านรัฐสภา ลงพระปรมาภิไธยไปตีความยังมีปัญหาเลยครับ แต่เปิดช่องกว้างอย่างนี้ว่ากรรมการสรรหาไปกำหนดด้านต่าง ๆ จากที่เคยไปอิงในกฎหมายเดิม เขียนอย่างนี้นะครับ จำนวน ๗ คน ซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๗ อันนี้เป็นเรื่องที่ ๑ คนที่จะมาเป็นกรรมการ ต้องด้วยมาตรา ๗ ๒. มีความรู้ และ ภาษากฎหมายใช้คำว่า และ ๑. ต้องด้วยมาตรา ๗ ๒. และมีความรู้ความเชี่ยวชาญ เรื่องที่ ๒ รู้และเชี่ยวชาญด้วย ๓. และครับ และประสบการณ์บวกเข้าไปกฎหมายเดิมไม่มีครับ และประสบการณ์ด้านกิจการกระจายเสียง ด้านกิจการโทรทัศน์ ด้านกิจการโทรคมนาคม หรือด้านอื่น ๆ ที่ยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. กว้างมากนะครับ ความหมาย กรรมการ ๑ คนต้องมีคุณสมบัติ ๑. เป็นไปตามมาตรา ๗ และมีความรู้ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ ต้องตีความอย่างนั้นครับ ทีนี้ไปดูมาตรา ๑๔/๑ กฎหมายเขียนเพื่อให้นำสู่ การปฏิบัติว่าก่อนที่จะประกาศให้เป็นไปตามมาตรา ๖ กรรมการสรรหาก่อนที่จะดำเนินการ ประกาศให้รับสมัครตามมาตรา ๑๕ ให้กรรมการสรรหากำหนดด้านที่จะดำเนินการสรรหา เป็นกรรมการตามมาตรา ๖ กำหนดลักษณะเฉพาะที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในด้านนั้น ๆ และกำหนดออกมาให้ตามที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปครับ สาระสำคัญที่มีกฎหมายเดิมถูกเปลี่ยนไปเติมเข้ามาในแต่ละด้านทั้งหมด ๗ ลักษณะครับ เป็นลักษณะเฉพาะ ๗ ลักษณะ เติมเรื่องประสบการณ์เข้ามาใน (๖) มีประสบการณ์ด้านกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี เติมมาใหม่ แล้วก็มีประสบการณ์ด้านอื่น ๆ ที่ยังประโยชน์ให้กับการเป็นกรรมการ กสทช. อีกไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี รวมกันด้านอื่น ๆ อันนี้เติมเข้ามา มาดูในมาตรา ๑๔/๑ มาตรา ๑๔/๒ ขออนุญาต ท่านประธาน ในมาตรา ๑๔/๑ พูดถึงสิ่งที่จะต้องดำเนินการตามมาตรา ๖ ไปกำหนดด้านต่าง ๆ มาตรา ๑๔/๒ เขียนกำหนดเป็นลักษณะเฉพาะว่าต้องมี ดูมาตรา ๖ มาตรา ๑๔/๑ มาตรา ๑๔/๒ ในความเห็นผมนี่ค่อนข้างย้อนแย้งกัน สิ่งที่จะได้ กสทช. มาในยุคใหม่นี่นะครับ ผมไม่แน่ใจว่า การเขียนมาตรา ๑๔/๒ แล้วให้โอกาสกรรมการสรรหาไปกำหนดด้านต่าง ๆ ในมาตรา ๑๔/๑ จะทำให้กระบวนการสรรหาที่มีปัญหามาก วุฒิสภาให้ความเห็นชอบไม่ได้ มีปัญหามากกว่าเดิม หรือไม่ ผมตั้งข้อสังเกตเลยครับ มีปัญหามากกว่าเดิมแน่นอน ผมยกตัวอย่างภาคเอกชนที่จะ มาเป็นกรรมการต้องเป็นระดับรองกรรมการผู้จัดการที่มีงานด้านกิจการของวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ที่มีมูลค่าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ๕๐๐ ล้านบาท มีสักกี่คนที่เข้าได้ ประสบการณ์ ๒๐ ปีมีสักกี่คนที่เข้าได้ ๒๐ ปีนะครับ เอาว่าคนเก่งที่สุด ตอนอายุ ๔๐ ปี นี่ ๖๐ ปีครับ กรรมการชุดนี้อายุจะ ๖๐ ปีขึ้นไปทั้งหมดเลย ทันสมัยไหมครับ คนหนุ่ม ๆ ที่มีโอกาสมีความรู้ความสามารถเก่ง ๆ ทางด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบเรื่องของ กสทช. ที่ท่านจะทำให้มันครอบคลุมทั้งหมดปิดกั้นเขาหมดเลยนะครับ เพราะฉะนั้นในการกำหนดตัวโครงสร้างก็ดี ลักษณะคุณสมบัติก็ดีใน ๓ มาตรานี้ ผมคิดว่า มีปัญหาในการนำสู่ปฏิบัติอย่างแน่นอน🔗

เรื่องต่อไปครับ ก็เป็นเรื่องที่จริง ๆ ไม่อยากจะนำเรียนท่านประธานมาก แต่ว่ามันก็เป็นความผิดพลาดบกพร่องของพวกเรากันเองที่ออกกฎหมายเมื่อปี ๒๕๕๓ ท่านประธานเอง ผมเอง หลายคนอยู่ในสภานี้มีความรับผิดชอบ มาอ่านแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าจะ ไม่ให้อภัยตัวเอง ท่านประธานครับ คุณสมบัติลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ คนจะเป็น กรรมการ (๗) ท่านประธานครับ เป็นลักษณะต้องห้าม เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่า กระทำความผิดใด ๆ ฝากกฤษฎีกาด้วยเพราะท่านเป็นคนที่กลั่นกรองให้พวกเรา เว้นแต่เป็น ความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ข้อความสำคัญครับ ความผิดใด ๆ เว้นแต่เป็นการกระทำ โดยความประมาท ความผิดลหุโทษ อันนี้ไม่ว่ากันใช้ประจำมีเขียนในรัฐธรรมนูญครับ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท เป็นไปได้อย่างไร เราปล่อยออกมาได้อย่างไรครับ ความผิด ฐานหมิ่นประมาทอยู่ในมาตรา ๗ เดิม จำเป็นที่สุดก็เลยต้องมาแก้ใหม่ในฉบับนี้บอกว่า เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาให้จำคุก เขียนให้ชัดครับ ให้จำคุกนะครับ อันเดิมนี่ แค่พิพากษาถึงที่สุดไม่จำคุกก็ได้ แต่อันใหม่ต้องจำคุกครับ เว้นแต่นี่สำคัญมาก เอาเฉพาะ โดยประมาทหรือผิดลหุโทษเท่านั้นที่จะได้รับการผ่อนปรนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญก็เขียนอย่างนี้ครับ สิ่งที่ผมต้องยกมาที่นำเรียนท่านประธานก็เป็นเพียงแต่ย้อนไป ในอดีตว่าพวกเราเองบางครั้งก็ประมาทเลินเล่อ ทำให้นำสู่การปฏิบัติของกฎหมายที่จะใช้ บังคับมีปัญหา🔗

เรื่องต่อไปครับ สิ่งที่ผมเองต้องนำเรียนท่านประธานคือเรื่องของการวินิจฉัย ปัญหาคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครมาเป็นกรรมการ กฎหมายให้อำนาจกรรมการสรรหา วินิจฉัย ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติเป็นหน้าที่และอำนาจของกรรมการสรรหาวินิจฉัย รวมทั้งคุณลักษณะของตัวกรรมการสรรหาด้วยที่เขียนไว้ในมาตรา ๑๕/๑ ผมอ่านแล้ว ผมไม่แน่ใจ ผมฝากช่วยพิจารณาด้วย ถึงแม้จะเขียนบังคับไว้ว่าถ้าจะมีการพิจารณาในเรื่องนี้ ตัวกรรมการสรรหาท่านนั้นต้องไม่อยู่ในที่ประชุม ชอบไหมครับ กรรมการสรรหาถูกแต่งตั้งมาจาก อีกองค์กรหนึ่ง เมื่อเป็นกรรมการสรรหาแล้วก็มาวินิจฉัยคุณสมบัติของตัวเองกรณีถูกร้องว่า คุณไม่มีคุณสมบัติครบที่จะเป็นกรรมการสรรหา กรรมการสรรหาท่านอื่นมาวินิจฉัยว่าใช่ หรือไม่ จริงตามที่เขาร้องหรือเปล่า มาตรานี้ผมฝากท่านประธานไปยังผู้เสนอกฎหมายครับ หรือกรรมาธิการที่จะไปพิจารณาว่าเราควรจะแก้ไขอย่างไร โดยสรุปครับ ด้วยหลักการ และเหตุผลที่ส่งมาผมถือว่าเป็นเรื่องดี แต่มาดูในตัวบทแล้วมันจะไม่สามารถแก้ไขปัญหา ที่ท่านคิดว่าเป็นปัญหาได้ วุฒิสภาตีตกไป ๑๐ คน ๑๔ คนจากเสนอมา ๒๒ คน ชุดที่จะเลือก เป็นกรรมการ กสทช. ชุดที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่ามีการตีความตามกฎหมายคลาดเคลื่อนของ กรรมการสรรหาก็จำเป็นต้องตีตกไป เช่น คำว่านิติบุคคลจะต้องเป็นองค์กรไหม อะไรต่าง ๆ พวกนี้ ฝากท่านประธานไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรรมาธิการไปพิจารณาให้ถี่ถ้วน ผมมั่นใจว่าสภาแห่งนี้รับหลักการครับ ก็ไปปรับปรุงแก้ไขกันต่อไปในชั้นของกรรมาธิการ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมเองอาจจะสงวนสิทธิว่าผมอาจจะงดออกเสียงในชั้น รับหลักการ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เหลืออีก ๓ ท่านนะครับ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย หลังจากนั้นเป็นท่านนิยม เวชกามา และท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ เชิญท่านสาทิตย์ครับ🔗

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นคนหนึ่ง ที่ได้ติดตามเรื่องของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่มาตั้งแต่ตนครับ ย้อนกลับไป เมื่อปี ๒๕๕๓ ผมเป็นประธานในคณะกรรมาธิการซึ่งมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ฉบับปี ๒๕๕๓ ตั้งแต่ตอนนั้น ผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของ กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่แล้วก็ได้ตามมาโดยตลอด แต่กฎหมายที่มีการเสนอแก้ไข เข้ามาในวันนี้เมื่อดูหลักการทั้ง ๖-๗ ข้อที่มีการเสนอแล้ว ผมคิดว่าเราต้องยอมรับประการหนึ่ง ว่ากระบวนการตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ที่กำหนดมาอาจจะมีปัญหาในกระบวนการสรรหาต่าง ๆ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้น แต่ว่าในการแก้ไขปัญหา ซึ่งผมอยากจะเรียกว่าเราไปแก้ไขกฎหมายโดยใช้หลักการที่จะไปแก้ไขเรื่องของกระบวนการ สรรหาต่าง ๆ นั้นอาจจะด้วยความตั้งใจว่าให้กระบวนการที่เป็นปัญหามันน้อยลง พูดง่าย ๆ คือทำให้ง่ายขึ้น แต่การทำให้กระบวนการง่ายขึ้นนั้นจะต้องไม่ลืมนะครับว่ากำเนิดที่มาของ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่มันมีที่มาที่ไป เรื่องของคลื่นความถี่เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญตั้งแต่ ฉบับปี ๒๕๔๐ มาถึงปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ได้กำหนดมา โดยตลอดว่าคลื่นความถี่นั้นเป็นของประเทศชาติ เป็นของประชาชน ดังนั้นการมีองค์กร ขึ้นมาทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งหลายนั้นรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ มาถึง ปี ๒๕๕๐ ระบุชัดเจนมากว่าจะต้องมีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระขึ้นมาทำหน้าที่นี้ แต่ในความ เป็นอิสระนั้นได้มีการกำกับลงไปในตัวรัฐธรรมนูญด้วยว่าจะต้องมีการคำนึงถึงประโยชน์ของ สาธารณะ และทุกฉบับจะต้องเขียนถึงการคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภคก็คือประชาชน นั่นเองเป็นหลัก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็เช่นเดียวกัน ในมาตรา ๖๐ ที่เขียนถึงรัฐต้องจัดให้ มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับผิดชอบและกำกับการดำเนินการ เกี่ยวกับคลื่นความถี่ จะมีการเขียนเรื่องของป้องกันมิให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดใช้ประโยชน์ จากคลื่นความถี่โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของประชาชนทั่วไป ในความหมายนี้ครับ ย้อนกลับไปดู รัฐธรรมนูญอีก ๒ ฉบับก่อนหน้านั้นจะคำนึงถึงเรื่องนี้มาก ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ประการหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปก็คือตัวของคณะกรรมการ กสทช. ผมเข้าใจนะครับ กระบวนการมีปัญหามาก ขณะนี้คนที่เป็นกรรมการ กสทช. จริง ๆ แล้วท่านแก้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๖๐ มาแก้ กฎหมายอีกครั้งหนึ่งคือปี ๒๕๖๒ มีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะครับ แต่ยิ่งท่านแก้ไป ให้ง่ายขึ้นส่วนสำคัญที่จะยึดโยงกับรัฐธรรมนูญมันหายไปครับ เดิมทีกฎหมาย ปี ๒๕๕๓ กำหนดให้มีกรรมการ กสทช. ๑๑ คน ต่อมาแก้เหลือ ๗ ฉบับปัจจุบันที่ท่านแก้วันนี้ก็เหลือ ๗ เช่นเดียวกัน แต่ใน ๗ ของท่านมีปัญหาที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้วก็คือส่วนสำคัญ ที่กำหนดเป็นคุณสมบัติของคณะกรรมการ กสทช. มันหายไป ประเด็นที่ท่านแก้มันจะโยง ไปถึงอีก ๒ เรื่องที่ท่านแก้แล้วผมคิดว่าจะเป็นปัญหานะครับ เป็นปัญหาที่ยึดโยงมาตั้งแต่ ตัวรัฐธรรมนูญว่าต้องไปคุ้มครองดูแลสิทธิของประชาชนและผู้บริโภคด้วย ดังนั้นย้อนกลับไปดู กฎหมายองค์กรจัดสรร ปี ๒๕๕๓ จึงเขียนว่าต้องมีส่วนขององค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิ ของประชาชนและผู้บริโภคด้วย ท่านแก้ครั้งแรกท่านก็ยังเขียนไว้ แต่ท่านมาแก้ในฉบับนี้ครับ แล้วท่านแก้ให้มีส่วนสำคัญเพียง ๓ ส่วนที่เพื่อนสมาชิกบอกไปก็คือเป็นเรื่องของกิจการ กระจายเสียงโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ส่วนด้านอื่น ๆ ท่านยกให้เป็นอำนาจของ คณะกรรมการสรรหา กรรมการสรรหาเป็นคนไปกำหนดว่าด้านอื่นควรกำหนดอย่างไรบ้าง แน่นอนในฉบับที่ท่านแก้ท่านบอกว่า กสทช. อาจเสนอความเห็นซึ่งเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะ บอกว่าขาดด้านใด ๆ แต่ไม่มีหลักประกันใด ๆ ซึ่งยึดโยงกับรัฐธรรมนูญว่าจะมีองค์กรที่มา ทำหน้าที่หรือคนที่ทำหน้าที่เรื่องพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคและประชาชนไปอยู่ในคณะกรรมการ กสทช. ด้วย ผมดูการทำงาน กสทช. มาตลอด การคาดเดาของผมอาจจะผิดได้ แต่ผมเข้าใจ ว่าคนในองค์กรมีความรู้สึกอาจจะติดที่ไม่ไว้วางใจหรือรู้สึกว่าภาคประชาชนเรื่องจะเยอะ หรือเปล่า ในกรรมการ กสทช. บางท่านที่มาจากภาคประชาชนจึงคล้าย ๆ กับจะเป็นแกะดำ ใน กสทช. แต่ต้องยอมรับว่าคนเหล่านั้นเขามาโดยเจตนารมณ์กฎหมาย ปี ๒๕๕๓ ซึ่งยึดโยง กับรัฐธรรมนูญแต่ต้น แต่ท่านตัดไป ท่านไปยกให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาครับ ในกฎหมายที่ท่านแก้ท่านไปแก้เอาไว้ในมาตรา ๑๔/๑ ที่บอกว่า กรรมการสรรหาจะกำหนดด้าน ที่จะดำเนินการสรรหาเป็นกรรมการตามมาตรา ๖ และกำหนดลักษณะเฉพาะที่แสดงให้เห็นถึง ความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในด้านนั้นไม่มีหลักประกันใดว่าส่วนนี้จะเข้าไป แม้แต่ กระทั่งที่กำหนดมาตั้งแต่ต้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เรื่องของวิศวกรรม เรื่องของเศรษฐศาสตร์ มันมีที่มาที่ไปทุกเรื่อง ทำไมต้องวิศวกรรม ทำไมต้องเศรษฐศาสตร์ ทำไมต้องด้านที่ยึดโยงกับ เรื่องของภาคประชาชน แต่ในกระบวนการสรรหาอาจมีปัญหา แต่มันต้องมีวิธีการที่ดีกว่านี้ มากกว่าตัดออกไปแล้วยกให้เป็นอำนาจของกรรมการสรรหา ที่ผมจะเรียนท่านประธานก็คือ พอให้เป็นอำนาจของกรรมการสรรหาต้องถามต่อว่ากรรมการสรรหานี่ใครครับ นี่อาจจะไม่ได้ อยู่ในกฎหมายฉบับนี้แต่ต้องโยงให้ท่านประธานเห็นเพราะการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มันโยงกับ ตัวกรรมการสรรหาด้วย เดิมทีกฎหมาย ปี ๒๕๕๓ เขากำหนดให้กรรมการ กสทช. มา ๒ ทาง ทางหนึ่งคือเลือกกันเอง อีกทางหนึ่งคือกรรมการสรรหา แต่การแก้ไข ปี ๒๕๖๐ ตัดในส่วน เลือกกันเองออกไปทั้งหมดให้เหลือเฉพาะตัวกรรมการสรรหาเท่านั้น เดิมทีกฎหมาย ปี ๒๕๕๓ กำหนดกรรมการสรรหามาจากหลายภาคส่วนมาก มาจากมหาวิทยาลัย มาจากองค์กรวิชาชีพ มีถึง ๑๖-๑๗ คน แต่การแก้ไขกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เมื่อปี ๒๕๖๐ ไปกำหนด กรรมการสรรหาเสียใหม่ครับ แล้วกรรมการสรรหาที่ว่านี้ปัจจุบันอยู่ใน พ.ร.บ. องค์กรจัดสรร คลื่นความถี่ ในมาตรา ๑๔ เรามาลองดูว่ากรรมการสรรหามีใครบ้าง ๑. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ ๑ คน ๒. ผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาอีกคนหนึ่ง ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด กรรมการ ป.ป.ช. กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน และ ๗. คือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เราจะเห็นที่มาของกรรมการสรรหาชัดนะครับ ว่าเราอาจจะใช้หลักว่ามาจากองค์กรอิสระแล้วก็มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเกี่ยวกับเรื่องของคลื่นความถี่ด้วย ทีนี้ปัญหาที่ผมจะโยงให้เห็นว่ามันจะเกิด เพราะว่าในเมื่อท่านไปจำกัดคุณสมบัติของกรรมการสรรหาจากมีอยู่ ๖-๗ เรื่อง ให้เหลือแค่ ๓ ที่เหลือให้กรรมการสรรหาไปกำหนด กรรมการสรรหาทั้ง ๗ คนนี้จะเป็นคนกำหนดว่าจะเอา ผู้เชี่ยวชาญด้านใดมาเป็นคุณสมบัติในการคัดเลือกมาเป็นกรรมการ กสทช. ผมไม่ได้คิดว่า ทั้ง ๗ คนนี้ไม่มีความรู้ความสามารถนะครับ แต่คำถามคือความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน ของเขาที่จะเข้าใจเรื่องขององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีซึ่งมัน เปลี่ยนแปลงด้วยความรวดเร็วทุกวัน คำถามมีอยู่ว่ากรรมการสรรหาทั้ง ๗ คนนี้มีความรู้ด้านนี้ โดยที่เราเชื่อมั่นว่าเขาเข้าใจความเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับกรรมการสรรหา ที่อาจจะมีที่มาจากด้านอื่นอย่างที่ในกฎหมาย ปี ๒๕๕๓ เคยกำหนดเอาไว้ ที่สำคัญก็คือ เราให้ดุลพินิจเขามาก ในมาตราหนึ่งที่ท่านแก้ มาตรา ๑๕/๑ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาเยอะจริง ผมยอมรับ ก็คือเวลาสรรหากันไปมันมีการร้องกันไปว่าคนนั้นคนนี้ขาดคุณสมบัติ ฟ้องร้องกัน วุ่นวาย ในกฎหมาย ปี ๒๕๕๓ ไปปิดไว้แล้วส่วนหนึ่งว่าถ้ามีการฟ้องไม่กระทบกระบวนการ สรรหาซึ่งดำเนินอยู่ดำเนินไปต่อได้ แต่ในกฎหมายที่แก้ไขฉบับนี้ท่านอาจจะหวังดีว่าทำให้ กระบวนการมันง่ายเข้า ท่านเลยไปเขียนไว้ในมาตรา ๑๕/๑ บอกว่า ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับ คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็น หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัยคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา ให้เป็นที่สุด องค์ประกอบกรรมการสรรหาที่ผมพูดมา ๗ ท่าน ด้วยความเคารพครับ ๖ ใน ๗ มาจากสายกฎหมายเป็นหลัก อีก ๑ คือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กรรมการสรรหา ไม่ได้สะท้อนบุคลากรที่อยู่ในแวดวงความเปลี่ยนแปลงเรื่องเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในเวลาที่เรื่อง ของคลื่นความถี่ทั้งหลาย จะโทรคมนาคม จะกิจการวิทยุโทรทัศน์ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การให้อำนาจเช่นนี้เอาไว้บางทีเรามองมิติเดียวคือมิติกฎหมาย คำถามว่ามันพอหรือเปล่า นี่คือประเด็นที่ผมหยิบยกขึ้นมาว่าหลักการในการแก้ไขไม่ขัดข้องต้องแก้ แต่วิธีการที่บัญญัติ รายละเอียดลงไปแก้ไขนี้สิครับว่ามันทำไม่ง่าย แต่มันไม่บรรลุวัตถุประสงค์อย่างที่รัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติเอาไว้ นี่คือปัญหาที่มันจะเกิดนะครับ เพราะฉะนั้นในชั้นคณะกรรมาธิการเรื่องนี้ จะเป็นประเด็นสำคัญ เพราะท่านแก้มา ๓ ครั้งนะครับ ผมมีข้อสังเกตท่านประธานครับ ข้อสังเกตก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะเขียนให้องค์กรนี้เป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ มีความยึดโยงกับรัฐบางเรื่องครับ แต่เรา ยิ่งเขียนเรามีแผนปฏิรูปออกมา เรามีกฎหมายเรื่องดิจิทัล การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ ของชาติอย่างกฎหมายใหม่ที่มีออกมาในหลาย ๆ เรื่อง กสทช. ซึ่งควรจะเป็นองค์กรของรัฐ ที่เป็นอิสระมีสถานะคล้าย ๆ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐเข้าไปทุกที ไปดูในองค์ประกอบกรรมการ ได้เลยครับ แล้วกองทุนใน กสทช. ก็ยกย้ายไปอยู่ตรงนั้นด้วย ในกรรมการในอะไรต่ออะไร อำนาจมันไปโยงอยู่กับรัฐมนตรี กับฝ่ายบริหารทั้งนั้น เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มีมา ตั้งแต่ต้น ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นข้อสังเกตที่ผมตั้งเป็นข้อสงสัยขึ้นว่ามันสอดคล้องกับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ การแก้ไขกฎหมายแต่ละครั้งเราทำให้ความเป็นอิสระ ของ กสทช. ลดน้อยลง ในขณะที่เราต้องทำให้มีประสิทธิภาพ เราอาจจะต้องสร้างประเด็น การตรวจสอบ กสทช. ที่มีประสิทธิภาพ แต่การดึงเข้าไปอยู่ภายใต้รัฐ ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็น สิ่งที่เราทำถูกทางหรือไม่ ผมก็เรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าในส่วนหลักการไม่ได้ขัดข้องที่ต้อง แก้ไข แต่รายละเอียดในการแก้ที่ทำให้ง่ายขึ้นจะต้องไม่ไปทำให้สูญเสียเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญและกฎหมายเดิมที่มีมาตั้งแต่ต้น ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปท่านนิยม เวชกามา🔗

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเองขอร่วมแสดงความคิดเห็นในการแก้ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติฉบับนี้ในขั้นรับหลักการ ผมนั่งฟังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไปหลายท่าน มีเนื้อหาสาระที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งจะต้องรับไปแก้ไขในหลายประเด็น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งวันนี้ท่านผู้รับหลักการ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม ต้องรับหลักการเลย ในการแก้ไขในเนื้อหาสาระ หลายท่านพูดแล้วมีประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๒ ท่าน ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ผมนั่งฟังและขออนุญาตเอ่ยนามท่าน มีประเด็นควรรับหลักการที่จะต้องไปแก้ไข ผมไม่ไปพูดในเนื้อหาสาระในตรงที่ประเด็นนั้นมากมาย เพราะเป็นเนื้อหาที่ผมฟังแล้วรับได้ แต่ที่ผมต้องออกมาแสดงความคิดเห็นในวันนี้ในขั้นรับหลักการ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ และหน่วยงานนี้คือ กสทช. เป็นหน่วยงานที่ดูแลผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองมหาศาล เหมือนกัน เห็นหลังสุดเป็นแสนล้านบาทจากการประมูลคลื่นความถี่ ๕ จี (5G) เพราะฉะนั้น ยังมีอีกหลายประเด็นที่ท่านต้องดูแล ผมเองดูในหลักการที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีอ่านให้ฟัง ทั้ง ๖ ข้อ เห็นว่าเป็นเรื่องดี เพียงแต่วันนี้ผมต้องแสดงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นผู้แทนประชาชน เขาเลือกเข้ามาเพื่อดูแลผลประโยชน์ของบ้านของเมือง ท่านประธานครับเนื่องจากกฎหมาย ฉบับนี้แก้ไขอยู่ ๖-๗ มาตรา แต่ผมเห็นว่าบางอย่างบางมาตราท่านไปแก้ไขในส่วนที่ไม่เกิด ประโยชน์ ยังมีอีกหลายมาตราต้องแก้ไข แต่ท่านไม่แก้ และแก้แล้วผมนั่งอ่านดูในรายละเอียด ท่านส่งมาก่อนแล้ว ๒-๓ อาทิตย์ และนายกรัฐมนตรีมาอ่านให้ฟังด้วยในหลักการ ๖ ข้อ มันก็เป็นประเด็นเก่า ๆ เรามองดูแล้วครับ ทำไมถึงว่าอย่างนั้น ผมต้องฝากท่านประธานไม่ว่า มาตรา ๖ ที่ท่านต้องแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ เพิ่มเติม มาตรา ๑๕/๑ ผมไปมองว่าท่านไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะในหลายเนื้อหา กฎหมายฉบับนี้มันออกตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เพราะฉะนั้นอาจจะไม่ทันเหตุการณ์ ท่านต้องแก้ไข ให้ถูกต้อง เพียงแต่ว่าวันนี้เมื่อท่านจะแก้ไขแล้วผมอยากให้ดูว่าประชาชนเขาได้ประโยชน์ อะไรจากกฎหมายฉบับนี้ เพราะเป็นที่ทราบกันอย่างที่กล่าวมาแล้วว่าหน่วยงานแห่งนี้ เอาผลประโยชน์จากองค์กร ซึ่งเขาให้เป็นองค์กรอิสระแต่วันนี้ก็ไม่เป็นอิสระตามที่ตั้งไว้ ยังมีส่วนไปเกี่ยวพันกับต้องรับคำสั่งจากผู้มีอำนาจอยู่ ผมจึงเห็นว่าในหลายเรื่องไม่ว่า ผลประโยชน์ที่ชาวบ้านเสียไป เพราะท่านตั้งกรรมการสรรหาก็รู้อยู่แล้วว่ากรรมการสรรหา มีอยู่ ๗ คน ใน ๗ คนนี้ไม่มีผู้ใดที่ยึดโยงจากประชาชนเลย ไม่มีใครที่ได้รับเลือกจากประชาชนแล้วมานั่งเป็นกรรมการสรรหา อันนี้ประการที่ ๑ ไม่มีแล้ว มีจากสายตุลาการ สายนักกฎหมายเสีย ๖ แล้วที่เห็น อีกส่วนหนึ่งก็อยู่ในสายที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง กับประชาชนโดยตรง เพราะฉะนั้นการแก้กฎหมายครั้งต่อไปนี้ ผมอยากเห็นผู้มีส่วนยึดโยง กับประชาชนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องได้ไหม เป็น ส.ส. หรือเป็นประธานสภารัฐสภาอะไรนี้ ซึ่งประชาชนเลือกมาเข้าไปดูแลในส่วนการแก้ไขได้ไหม ผมอยากเห็นตรงนั้นครับ ไม่อยาก เห็นว่าวันนี้ผมนั่งดู หลักการ เหตุผล ไม่พูดถึง กลับไปดูที่ท่านแก้ไขเลย ในมาตรา ๑๔/๑ ลักษณะต่าง ๆ ที่พูดถึงใน ๗ ประเด็นนี้ ผู้ที่จะมาเป็นกรรมการ กสทช. ท่านลองกลับไป มองว่าส่วนไหนบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นบุคคลที่จะดูแลผลประโยชน์ของ ชาติบ้านเมืองบุคคลเหล่านี้ใครบ้างที่ยึดโยงกับประชาชน แทบไม่มีครับท่านประธาน ไม่มีครับ แถมแบบที่หมอชลน่านพูดไปแก้ไขให้กว้างขึ้นแต่ความจริงกลับแคบลง เพราะท่านไปกำหนด สเปก (Speck) ของผู้ที่จะมาเป็นกรรมการนี้ให้น้อยลง ให้ยากขึ้น แทนที่คนของประชาชน จะมีโอกาสเข้าไปกำกับดูแล ไม่มีครับ ผมอยากเห็นประชาชนเข้ามามีบทบาทในส่วนนี้ได้บ้างไหม เพราะนี้ก็คือผลประโยชน์ของเขา ท่านประธานครับ ผมอยากเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ประชาชนไม่มีประโยชน์และยังเสียหายด้วยซ้ำไป เพราะว่าบรรดาคลื่นความถี่ต่าง ๆ เป็น ของอยู่ในอากาศ แต่วันนี้ประชาชนไม่มีสิทธิที่จะเข้ามาใช้ หลาย ๆ อันหายไป โดยเฉพาะ สถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ ซึ่งเดิมทีเดียวประชาชนได้ใช้ประโยชน์ส่วนนี้ วันนี้ถูกสั่งปิดตาม คำสั่ง คสช. ไปเงียบสงัด ความจริงผมอยากเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วประชาชน ได้ประโยชน์ไหม ที่ว่าได้ประโยชน์ไหม หมายความว่าเขาได้จากภาคต่าง ๆ ภาคการศึกษา ภาคบันเทิง ผมยังไม่เห็นว่า กสทช. ไม่น่าเก็บเงินเลยด้วยซ้ำไป ผมเห็นประเทศเพื่อนบ้าน ผมไปเมืองจีน บอกสถานีพวกนี้ในท้องถิ่นเขาไม่เก็บเลย เขาบอก เพราะเป็นภาคบันเทิง ภาคการศึกษาที่ประชาชนควรได้ สถานีวิทยุ วันนี้โทรทัศน์ซึ่งเป็นภาคของธรรมะทั้งหลาย ถูกปิดหมด ไม่มีผลประโยชน์ทางด้านการค้า ควรจะให้สถานีเหล่านี้เปิดดำเนินการได้โดยไม่ต้อง เสียสตางค์ ไม่ต้องเสียซื้อคลื่นความถี่ อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ส่วนในวิธีการที่ท่านไปกำกับดูแล วันนี้ถูกกล่าวหาว่าเลือกข้างบ้าง ไม่เลือกข้างบ้างต้องไปปรับปรุงกระบวนยุทธ์ของคณะกรรมการ รวมถึงท่านเลขาธิการด้วยซึ่งเป็นแม่งานในส่วนนี้ เพราะวันนี้ถูกกล่าวหาอย่างเสียหายเลย ของ กสทช. ว่ากำกับดูแลในการเลือกข้าง ถ้าเป็นข้างของท่าน ท่านปล่อย ถ้าเป็นข้างหนึ่ง เอาให้ตายอะไรประเภทนี้ ผมฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งจะมีขึ้นต่อไป หรือท่านผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งผมเคารพนับถือท่านแต่เก่า ท่านรองวิษณุก็ดูแลในเรื่องนี้ ฝากท่านดูแลด้วย ผมในฐานะเป็นผู้แทนของประชาชน ผมต้องบอกท่าน เพราะอย่าให้ใคร คิดว่ามายึดเอาตรงนี้เป็นขุมทองซึ่งจะหาผลประโยชน์ ผมอยากให้ดูไปที่ประชาชนเป็นหลัก ประชาชนซึ่งเขาเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ของประเทศนี้ เขาได้อะไร อันไหนควรให้เขาให้ครับ ให้ไปเลยไม่ต้องซื้อ สถานีวิทยุทุกวันนี้ซึ่งเขาไม่ได้มีประโยชน์ ในทางการค้าถูกปิดเพราะอำนาจมืด ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมอยากเห็นจุดนี้จริง ๆ ให้กลับไปดูแบบนั้นครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ท่านสุดท้ายก่อนที่รองนายกรัฐมนตรีจะชี้แจง เชิญครับ🔗

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่เคยเป็นกรรมาธิการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่พิจารณากันเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๓ จนออกมา เป็นกฎหมาย หลังจากนั้นก็มีการแก้ไขมาตามลำดับ จนกระทั่งวันนี้เราก็กำลังจะพิจารณา การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้อีกครั้งหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีความสำคัญพอสมควร ผมกราบเรียนท่านประธานว่าวันที่เรานั่งพิจารณากฎหมายฉบับนี้เมื่อ ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้น ผมคิดว่าคนที่เป็นคณะกรรมาธิการหรือแม้แต่รัฐบาลในขณะนั้นซึ่งเป็นผู้เสนอกฎหมายฉบับนี้ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เราต่างมีความหวังร่วมกันว่าอยากจะเห็นกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาขจัดปัดเป่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ ที่เกี่ยวข้องกับการ กระจายเสียงวิทยุ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคม ซึ่งในอดีต ที่ผ่านมาเราคงยอมรับนะครับว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ มีการใช้อำนาจ มีการพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาสิ่งเหล่านี้ให้อยู่ในอำนาจของตนเอง อย่างต่อเนื่องตลอดมา ฉะนั้นเวลามีคณะกรรมการที่จะมาพิจารณาสิ่งเหล่านี้ กรรมาธิการ ในยุคสมัยนั้นผมจำได้ว่าเคยมีการพูดกันว่าเราหวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง ผลประโยชน์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงโทรทัศน์หรือโทรคมนาคมควรจะเป็นผลประโยชน์ ที่ตกกับประเทศชาติและประชาชน ท่านประธานครับ การดำเนินการตามพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ในระยะเวลาที่ผ่านมา แน่นอนที่สุดครับ เราเห็นไม่น้อยว่าประโยชน์ตกกับประเทศชาติ และประชาชน แต่ก็ยังมีสิ่งที่ควรที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข และมีสิ่งที่ควรจะดำเนินการ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเห็นได้ว่าการแก้ไขในครั้งนี้นั้นส่วนหนึ่งก็บอกกันชัดเจนแล้วว่า เพื่อแก้ปัญหาในอดีตที่ผ่านมาที่เกี่ยวข้องกับการสรรหา ที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการ เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ถามว่าการแก้ไขเหล่านี้เมื่อเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าควรที่จะทำให้การดำเนินการนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดเช่นเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการแก้ไข ปัญหาเฉพาะที่ผ่านมาเท่านั้น เพราะฉะนั้นหลายเรื่องที่ผมคิดว่าเห็นว่าควรแก้ แต่หลายเรื่อง ที่ผมเห็นว่าควรแก้แล้วยังไม่ได้แก้ สิ่งที่อยากจะบอกกับท่านประธานในขณะนี้ไปยังผู้มีส่วน เกี่ยวข้องในเรื่องของ กสทช. ก็คือว่าเราจะเห็นได้ชัดเจนว่าเริ่มต้นจากการจะมีคณะกรรมการ กสทช. ได้นั้นก็ต้องมีคณะกรรมการสรรหา เราพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา เราจะเห็นความชัดเจนว่าในจำนวน ๗ ท่านที่มาเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา ผมคิดว่าถ้าสามารถปรับแก้ได้ในชั้นกรรมาธิการหรือไม่อย่างไร เราควรจะมีคณะกรรมการ สรรหาที่มีความรอบรู้ส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระของกฎหมายฉบับนี้ด้วย แต่พอ เราพิจารณาในข้อเท็จจริงแล้วเราก็พบว่าผู้ที่มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ เพื่อที่จะไป พิจารณาว่าคนจะมาเป็นกรรมการ กสทช. นั้นควรจะมีคุณสมบัติอย่างไรที่จะมีความเหมาะสม เราเห็นว่ายังไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้ถ้ามีการปรับแก้ได้ก็จะเกิดประโยชน์ครับ คราวนี้มาดูองค์ประกอบของคณะกรรมการที่เราต้องการเห็น ถ้าดูจากของเดิมนะครับ เรามีคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามอยู่หลายด้านด้วยกัน คราวนี้ก็ยังเหลืออยู่ คราวที่แล้วเรามีกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม เรามีด้านวิศวะ เรามีกฎหมาย เรามีเศรษฐศาสตร์ เรามีด้านการคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริม สิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่มาคราวนี้ผมคิดว่าท่านประธานคงจะเห็นชัดเจนว่า สิ่งที่ขาดหายไปที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญก็คือเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค หรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ถึงแม้ว่าผู้แก้ไขกฎหมาย ผู้นำเสนอการแก้ไข กฎหมายจะบอกว่าเราก็สามารถไปกำหนดด้านต่าง ๆ ได้ในภายหลัง แต่ผมคิดว่าหลักประกัน ที่สำคัญก็คือหลักประกันที่จะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเราคงไม่ควรที่จะปล่อยให้ ไปกำหนดในภายหลัง ผมคิดว่าด้านนี้ควรที่จะกำหนดไว้เพื่อที่จะให้เป็นหลักประกันว่า อย่างน้อยที่สุดประชาชนจะได้ประโยชน์จากการมีคณะกรรมการที่เข้าใจในเรื่องของ การคุ้มครองผู้บริโภค หรือเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเห็นว่า เราควรที่จะรักษาสิทธิของพี่น้องประชาชน เราควรจะรักษาให้พี่น้องประชาชนได้มีช่องทาง ในการที่จะแก้ไขปัญหา ในการที่จะดำเนินการใด ๆ ก็ตามให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ตามสมควร ท่านประธานครับ เมื่อเราดูในส่วนของผู้ที่จะมาเป็นคณะกรรมการ กสทช. แล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่ากรรมการในเรื่องของคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามนั้นเราคงจะ เห็นได้ชัดเจนนะครับว่าจะเป็นคุณสมบัติที่ค่อนข้างจะปิดพอสมควร สิ่งที่ผมอยากจะเห็น ในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำอะไรครับ ที่คณะกรรมาธิการที่เราจะจัดตั้งขึ้น ควรจะไปพิจารณากันดูว่าเราจะเปิดโอกาสให้คนที่มีคุณสมบัตินอกเหนือจากสิ่งที่เรากำหนด ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คุณสมบัติอย่างไรครับที่เราควรกำหนด คนจำนวนไม่น้อย อาจจะไม่มีประสบการณ์ ๒๐ ปี คนจำนวนไม่น้อยอาจจะไม่เคยดำรงตำแหน่งราชการ ในระดับสูง ไม่เคยเป็นทหาร ไม่เคยเป็นตำรวจ ไม่เป็นอะไร แต่เขาเป็นประชาชนคนหนึ่ง ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นคนหนุ่มคนสาว ซึ่งมีความเข้าใจมีความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ พระราชบัญญัติฉบับนี้ ในเรื่องของโทรคมนาคม ในเรื่องของคลื่นความถี่ ในเรื่องของ วิทยุกระจายเสียงหรือในเรื่องของโทรทัศน์ เพราะฉะนั้นเราทำอย่างไรที่จะเปิดโอกาสให้ คนเหล่านี้เขาได้มามีส่วนในการที่จะเข้ามาเป็นกรรมการของ กสทช. ผมคิดว่ากรรมาธิการ ที่เราจะจัดตั้งขึ้นถ้ามีโอกาสทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเหล่านี้จะเป็นอานิสงส์และเกิดประโยชน์ กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ผมได้กราบเรียนไว้ตั้งแต่ต้นนะครับว่าเมื่อเราพิจารณา กฎหมายเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วนั้นเราหวังอยากจะเห็นว่าการผูกขาด การใช้อำนาจโดยมิชอบ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ขณะนี้ ๑๐ ปีที่ผ่านมาเราทำได้บางส่วน มีอีกหลายส่วนที่เรายังไม่สามารถ ทำได้ สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ในวันนี้คือวันที่เราพิจารณาเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วในคณะกรรมาธิการ สิ่งที่เราพูดกันเยอะพอสมควรก็คือเราหวังว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาเราจะเห็นเรื่องของ คลื่นความถี่ ไม่ว่าจะเรื่องวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ เป็นคลื่นที่เป็นของประชาชน อย่างแท้จริง ไม่ได้อยู่ในอาณัติการควบคุมดูแลของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยเฉพาะของกองทัพ หลายคนบอกว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วคลื่นวิทยุที่เราเห็นกันมากมายทางหน้าปัดวิทยุ หรือโทรทัศน์ก็ดีจะได้หมดไปจากการที่คนในกองทัพเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่มาถึงวันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นหรือยังหรือเกิดขึ้นได้หรือไม่ ผมเชื่อว่าคนที่ติดตามเรื่องนี้มา ก็คงจะทราบกันดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะฝากในวันนี้ก็คือว่าเมื่อเราจะแก้ไขกฎหมายฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง ผมก็อยากจะเห็นคณะกรรมาธิการนอกจากจะแก้ไขในเนื้อหาสาระที่มีการเสนอมาแล้ว ก็อยากจะเห็นการแก้ไขเพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์เจตจำนงที่พวกเราคาดหวังว่าอยากจะ ให้ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนกับประเทศชาติอย่างแท้จริงครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จบการอภิปรายของ ท่านสมาชิก ท่านรองนายกรัฐมนตรี เชิญครับ🔗

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ในเบื้องต้น ใคร่ของประทานอนุญาตให้ท่านผู้แทนทาง กสทช. ได้กรุณาชี้แจงบางประเด็นซึ่งเป็นเรื่อง ที่มาที่ไปของการแก้ไขบางจุดที่รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการในส่วนนี้ กสทช. ได้ดำเนินการ แล้วเสนอมาให้รัฐบาลนำมาเสนอในวันนี้ หลังจากนั้นขออนุญาตที่จะใช้เวลาไม่นานนัก ที่จะรับข้อสังเกตข้อเสนอจากท่านสมาชิกและขออภิปรายเสนอหรือว่าชี้แจงบางจุดอันเป็น นโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมในตอนหลังอีกทีหนึ่งครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านฐากร🔗

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ผมขออนุญาตนำเรียนชี้แจงประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการแก้ไขกฎหมายของ กสทช. ในครั้งนี้ ทั้งนี้สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานของสำนักงาน กสทช. เองเป็นผู้ยกร่างเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไของค์ประกอบต่าง ๆ ที่จะยังประโยชน์ ต่อการสรรหา กสทช. ที่หลายท่านจะเห็นว่าการสรรหา กสทช. ที่ผ่านมามีปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายจนเป็นปัญหาไปสู่การที่สมาชิก สนช. ขณะนั้นดำเนินการก็คือไม่ได้ ลงมติในการสรรหาทำให้ กสทช. ในขณะนี้ที่หลายท่านกังวลก็คือยังอยู่ต่อ ตรงนี้เป็นประเด็น ที่อยากจะกราบเรียนว่าเป็นประเด็นที่วันนี้ถ้า กสทช. ไม่ได้อยู่ต่อผมเรียนว่าการประมูล คลื่นความถี่ ๕ จี (5G) ที่กำลังจะเกิดขึ้นและผู้ประกอบการกำลังจะมาจ่ายเงินในวันพรุ่งนี้ ขออนุญาตนำเรียนว่าไม่สามารถที่จะดำเนินการต่อได้ เนื่องจากอำนาจต่าง ๆ ในการดำเนินการ ไม่ได้อยู่ในอำนาจของสำนักงาน กสทช. ในการที่จะเดินหน้าตรงนี้ต่อไปได้ ขออนุญาต กราบเรียนในประเด็นเรื่องคุณสมบัติต่าง ๆ อยากจะกราบเรียนว่าประเด็นที่ทางสำนักงาน นำเรียนเสนอไป ประเด็นที่เรามองว่าประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการกระจายเสียงโทรทัศน์ หรือทางด้านโทรคมนาคมหรือทางด้านการคุ้มครองผู้บริโภคต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ผมอยากจะ ฝากเรียนอย่างนี้ว่าประเด็นพวกนี้อยากจะให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านมองที่สำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานที่มีองค์ความรู้ในการทำงานที่จะเสริมสร้างมาตรการต่าง ๆ ในการที่ จะนำเสนอกรรมการ กสทช. มากกว่า กรรมการ กสทช. ที่เข้ามาในการปฏิบัติงานจะต้องฟัง เพียงแต่ว่าเราเป็นผู้ฟังแนวนโยบายในการกำหนด แต่องค์ความรู้ต่าง ๆ จะต้องอยู่ที่พนักงาน และเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ในการที่จะเสนอองค์ความรู้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านกิจการกระจายเสียง ไม่ว่าจะเป็นด้านกิจการโทรทัศน์โทรคมนาคมหรือวิศวกรรม ไม่ว่า จะเป็นด้านการคุ้มครองผู้บริโภคต่าง ๆ ในการที่จะเสนอแนวทางต่าง ๆ ขึ้นไป การที่จะออก กฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลในเรื่องพวกนี้ ในส่วนประเด็นที่ทางท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติกังวล เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหน้าที่ หลักของสำนักงาน กสทช. ในการที่จะเดินหน้าการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องนี้อย่างชัดเจน อยู่แล้ว โลกในอนาคตข้างหน้าอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าในการที่เราจะกำหนดแต่ละด้าน ลงไปหรือจะไม่กำหนดหรือจะเปิดกว้างทั้งหมด ผมเรียนอย่างนี้ว่าโลกในการกำกับดูแล ทางด้านโทรคมนาคมไม่ว่าจะเป็นวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์หรือโทรคมนาคม มันเป็นโลกที่จะมีการกำกับในอนาคตข้างหน้าที่ยากมาก โลกทุกอย่างจะหลอมรวมอยู่ใน กิจการโทรคมนาคมเกือบหมดแล้ว ยิ่งเมื่อมีกิจการ ๕ จี (5G) ที่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้นะครับ โลกการเงินก็จะมาอยู่ในโลกของมือถือหมดแล้ว โลกทางด้านการขนส่งก็จะมาอยู่ในโลกของ มือถือหมดแล้ว โลกทางด้านวิทยุโทรทัศน์ก็จะมาอยู่ในโลกของโทรคมนาคมกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าเราจะกำหนดด้านหรือไม่กำหนดด้าน ทางด้านการคุ้มครองใด ๆ ก็ตาม โลกทั้งหมดจะหลอมรวมอยู่ในด้านการประกอบกิจการ ทั้งหมดแล้ว ดังนั้นในวันนี้ที่ กสทช. ประกาศออกไปและนำเสนอต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านใดต่าง ๆ ที่เรากำหนดไว้ ๗ คนขอให้ยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน เพราะว่าหน่วยงานทางด้านธุรการที่รองรับเกี่ยวกับการทำงานของทุกด้านอยู่ที่สำนักงาน กสทช. ในการที่จะเสนอคุณสมบัติหรือว่าการกำกับดูแลทุกด้านขึ้นไปก็ขออนุญาตนำ กราบเรียนต่อที่ประชุมนะครับว่าเราคิดว่าทุกด้านที่ท่านนำเสนอไปในวันนี้มีอยู่ที่สำนักงาน กสทช. ครบถ้วนหมดแล้ว เพราะฉะนั้นกรรมการ กสทช. เป็นแต่เพียงว่าผู้ที่จะกำกับดูแล และออกหลักเกณฑ์ในการที่จะออกกฎกติกาต่าง ๆ ในการที่จะเดินหน้ากำกับในแต่ละด้าน เท่านั้น ก็ขออนุญาตกราบเรียนต่อที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรองเลขากฤษฎีกา มีไหมครับ ชี้แจงไหม ท่านรองนายกรัฐมนตรีเชิญเลยครับ🔗

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ขอขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้กรุณาให้ข้อสังเกต หลายอย่างที่เป็นประโยชน์ ผมจดเอาไว้เพื่อที่จะได้ประสานกับสำนักงาน กสทช. ในการ ดำเนินการต่อไป คำว่า ดำเนินการต่อไปนั้น มีความสำคัญ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ สำนักงาน กสทช. เป็นเจ้าของและเสนอมา รัฐบาลมานำเสนอต่อสภานี้เพราะว่าเป็นช่องทาง ตามรัฐธรรมนูญที่องค์กรอื่นเข้ามาเสนอเองไม่ได้ มันก็จะเหมือนกับกฎหมายเกี่ยวกับ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม องค์กรอิสระทั้งหลายที่ต้องผ่านทางช่องทางของ คณะรัฐมนตรีเพื่อเข้ามาสู่สภานี้ แล้วก็ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้รับฟังความเห็นของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ซึ่งตรงนี้ก็มีความสำคัญอยู่ เพราะว่าหลายเรื่องที่ท่านสมาชิก ได้ตั้งข้อสังเกตหรือฝากไว้ หรือแม้บางท่านอาจจะดำริว่าก็แก้เสียเลยในคราวนี้นั้น รัฐบาล ก็ได้เคยคิดครับ แต่ว่าไม่สามารถที่จะดำเนินการมาพร้อมกันในขณะนี้ได้ เพราะเหตุว่า จะต้องผ่านการรับฟังความเห็นตามมาตรา ๗๗ แล้วตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดทำ ร่างกฎหมาย ซึ่งมีกระบวนการที่ยืดยาวพอสมควรตรงนี้มันก็จะโยงไปถึงสิ่งที่ ขออภัยเอ่ยนาม คุณหมอชลน่านได้ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลเสนอกฎหมายเข้ามายังสภาน้อย ซึ่งก็จริงครับ แต่ที่มาของคำว่า น้อย นั้นก็เพราะเหตุว่า บรรดาร่างกฎหมายหลายฉบับที่ค้างพิจารณาอยู่ ในกฤษฎีกาเพื่อที่จะส่งมายังสภานั้น เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก็ได้ขอให้ กฤษฎีกาได้ทบทวนใหม่เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ เป็นไปตามแผนปฏิรูป เป็นไปตาม นโยบายรัฐบาล แล้วก็เป็นไปตามสิ่งที่ได้มีการเสนอแนะมาในภายหลัง จะเอาสิ่งที่ได้จัดทำไว้ ครบถ้วนเรียบร้อยในสมัยรัฐบาลที่แล้วมาเสนอนั้นยังไม่ควร แล้วก็มาติดขัดที่ขั้นตอนในการ รับฟังความเห็นตามมาตรา ๗๗ จึงได้ใช้เวลายาวนาน บัดนี้ร่างพระราชบัญญัติหลายฉบับ ก็เสร็จสิ้นก็จะมาปิดสมัยประชุมเสียก่อน ซึ่งเชื่อว่าในสมัยประชุมหน้าร่างพระราชบัญญัติ หลายฉบับดังกล่าวจะทยอยเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้มากขึ้นครับ ตรงนี้ ก็มาสัมพันธ์กันกับว่าหลายเรื่องที่ควรจะแก้เสียเลยในคราวนี้ แต่ก็ยังไม่ได้รับฟังความเห็น ที่จริงหลังจากที่จัดทำร่างกฎหมายนี้เสร็จแล้วทางสำนักงาน กสทช. ยังเสนอมายังรัฐบาล เพิ่มอีกบางประเด็นว่าเอาเสียด้วยในคราวนี้เลย แก้อีกสัก ๒-๓ ประเด็น ซึ่งรัฐบาลเห็นว่ายังไม่ได้ผ่านการรับฟังความเห็นตามมาตรา ๗๗ ประเด็นที่ กสทช. ขอเสนอ ตามมาภายหลังยังต้องยับยั้งเอาไว้ก่อนเพื่อที่จะได้รวมกันไปจัดทำเป็นร่างกฎหมาย กสทช. ที่สมบูรณ์กว่านี้เสนอเข้ามาในโอกาสต่อไป ซึ่งก็คงจะครอบคลุมหลายเรื่องที่ท่านสมาชิก ได้ตั้งข้อสังเกต ที่ท่าน ส.ส.นิยมก็ดี ท่านองอาจก็ดี ท่านสาทิตย์ก็ดีได้ตั้งข้อสังเกต มันก็อยู่ใน ความในใจที่คิดกันอยู่ ครั้งนี้ก็เลยไม่ได้ขอแก้ไขในเรื่องอื่นนอกจากเรื่องที่เกี่ยวกับการสรรหา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วน กรรมการ กสทช. นั้นมีอยู่ ๗ คน ต่อมาก็ทยอย ร่อยหรอลงพ้นจากตำแหน่งไปเพราะเหตุต่าง ๆ ที่จริงจะเหลือลง ๒ คนก็ยังทำงานได้ โดยอาศัยคำสั่ง คสช. แต่เพราะรัฐบาลได้เห็นว่าถ้ามันทยอยร่อยหรอแล้วเหลือน้อยลงหน่อย คงจะไม่เหมาะที่จะให้ทำงาน จึงสมควรที่จะผลักดันร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามาเสีย ในคราวนี้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตรงนี้เสียก่อนเพราะไม่ได้คาดคิดว่าการสรรหากรรมการ กสทช. ครั้งสุดท้ายที่ผ่านมานั้นจะมีปัญหา มีปัญหาที่น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้คิดจริง ๆ ขออภัย ที่คุณหมอชลน่านตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมาย ปี ๒๕๕๓ บกพร่องในบางจุดที่ไม่น่าจะพลาดนั้น ที่จริงไม่ได้พลาดหรอกครับจุดนั้น จุดที่พลาดน่าจะเป็นการแก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๒๕๖๐ มากกว่า เพราะเหตุว่าเมื่อกรรมการสรรหาได้รายชื่อแล้วเสนอมายังสมาชิกวุฒิสภานั้นยังคง ไปกำหนดว่าต้องเสนอเข้ามาแต่ละด้าน ด้านละ ๒ คน คือ ๒ เท่าของจำนวนที่ว่าเพื่อที่จะให้ สมาชิกวุฒิสภาเลือกเหลือด้านละ ๑ คน ตรงนี้ก็ก่อให้เกิดปัญหา ขณะเดียวกันเสียงของ สมาชิกวุฒิสภาที่จะให้ความเห็นชอบรายชื่อใดนั้นเมื่อไม่ได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็เลย กลายเป็นใช้กฎเกณฑ์การประชุมสภา นั่นก็คือเสียงข้างมากว่าเห็นชอบ มันก็เกิดตัวอย่าง กรณีที่ไม่ได้คาดคิดขึ้นว่าบางรายชื่อได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา ยกตัวอย่าง ผมจำตัวเลขชัด ๆ ไม่ได้นะครับ เห็นชอบ ๒๐ คน ๒๐ เสียง ไม่เห็นชอบ ๑๕ คน ที่เหลือ ๑๐๐-๒๐๐ งดออกเสียง กลายเป็น ๒๐ มากกว่า ๑๕ ๒๐ นั้นชนะคือได้รับการคัดเลือก ปัญหาอย่างนี้ไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิด อันที่จริงคนที่เป็นกรรมการหรือผู้ที่อยู่ในองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะอิสระตามรัฐธรรมนูญหรืออิสระตามพระราชบัญญัติพิเศษก็ตามควรจะได้เสียง ข้างมากของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ในสภานั้น ๆ โดยไม่ได้คำนึงว่าข้างมากข้างน้อย เป็นอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้เลยเป็นที่มาของปัญหานำมาสู่การแก้ไขในครั้งนี้โดยเอาเฉพาะปม หรือประเด็นนี้ให้เสร็จสิ้นไปก่อนเพื่อจะได้เร่งให้มีการสรรหากรรมการ กสทช. ๗ คนโดยเร็ว ที่บอกว่ากรรมการ กสทช. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันให้อยู่ต่อไป ท่านสมาชิกบางท่าน อาจจะนึกว่าถ้ากฎหมายนี้ไม่เสร็จการสรรหาไม่เรียบร้อยจะต้องอยู่ต่อไปและพอดีพอร้าย จะอยู่ต่อไปอีกยาวนานนั้นอย่างไรก็ไม่ได้ให้อยู่เกินกว่าที่กฎหมายใหม่ฉบับนี้เสร็จ ช่วงนี้ก็ต้อง อยู่กันไปล่ะครับ เมื่อร่างพระราชบัญญัติที่เข้าสู่สภาในวันนี้เสร็จสิ้นลงประกาศใช้มาตรา ๑๐ ของร่างพระราชบัญญัติใหม่ในวันนี้ให้กรรมการ กสทช. ที่ดำรงตำแหน่งในขณะนี้สิ้นสุดลงนะครับ และใช้กรรมการ กสทช. ที่ได้สรรหาใหม่ เพราะฉะนั้นสรรหาได้เร็วทุกอย่างก็จะดำเนินการไป ได้เร็ว รัฐบาลคงไม่สามารถจะครอบงำกรรมการ กสทช. โดยเฉพาะ กสทช. ชุดใหม่ที่จะสรรหา เข้ามาตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้โดยง่ายหรอกครับ เพราะเหตุว่าน้ำหนักมันจะไปอยู่ ที่คณะกรรมการสรรหา ๗ คน ซึ่งครั้งนั้นได้ออกแบบกันว่าใช้ผู้ที่มาจากองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้ง ๗ คน เช่นมาจาก ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด มาจากศาลรัฐธรรมนูญ มาจากผู้ตรวจการแผ่นดินมาจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ดังนี้เป็นต้น เมื่อน้ำหนัก ไปอยู่ที่ตรงนั้น ครั้งนี้ก็ได้แก้ไขให้กรรมการสรรหาทำงานรัดกุมขึ้น เช่นว่ากรรมการสรรหา จะเลือกมาต้องลงคะแนนเลือกโดยเปิดเผยในชั้นกรรมการสรรหา และจะต้องให้เหตุผลว่า ทำไมจึงเลือกคนนี้และไม่เลือกคนนั้น แล้วก็ต้องลงคะแนนเปิดเผย แล้วก็ต้องได้คะแนนเสียง ๒ ใน ๓ จึงจะผ่านชื่อมันจึงจะส่งไปยังวุฒิสภาได้ เมื่อคิดว่ามันรัดกุมอย่างนี้ก็น่าจะวางใจได้ ส่วนที่จะสงสัยกันต่อไปว่ากรรมการสรรหาที่มาจากองค์กรอิสระ องค์กรอิสระไม่อิสระจริง ถูกครอบงำหรือแม้แต่ที่สมาชิกบางท่านกล่าวซึ่งรุนแรงกับประโยคที่บอกว่ากรรมการสรรหา ที่มาจากองค์กรอิสระนั้น องค์กรอิสระไม่มีความชอบธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น รัฐบาลไม่กล้าคิด อย่างนั้นหรอกครับ ขออภัยคงจะต้องอ้างคำพูดของท่านประธานสภาเองซึ่งได้เคยกล่าวไว้ ในสภานี้ในวาระหนึ่งว่าอย่าไปดูแคลนองค์กรอิสระเขาก็ทำงานของเขา เขามีความอิสระ ของเขาอย่างไรเขาก็ดำเนินการไปตามกระบวนการขั้นตอนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเรามี องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเป็นหลักเป็นฐานอยู่ก็คิดกันในครั้งกระนั้นว่าเอาองค์กรอิสระ ทั้งหลายนั่นล่ะเข้ามาเป็นกรรมการสรรหา เสร็จแล้วก็เสนอชื่อให้วุฒิสภา ครั้งนี้ไม่ได้เสนอ ด้านละ ๒ ให้เลือกเหลือ ๑ ครับ เอาว่าเมื่อชื่อมาถึงท่านจะเอาหรือไม่เอา ภาษาอังกฤษ มันก็เยส (Yes) หรือโน (No) เท่านั้น ตรงนี้ก็จะลดการครอบงำไปได้มาก ไม่เอาก็ไม่เอา ก็ตีกลับไป ถ้าเอาก็ผ่านไป ผมเข้าใจว่าสปิริต (Spirit) หรือที่เรียกกันว่าเจตนารมณ์ของ กฎหมาย กสทช. ฉบับปี ๒๕๕๓ เขาคงไม่ได้คิดและออกแบบบนพื้นฐานของคำว่ายึดโยง กับประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่เขาใช้อีกหลักหนึ่งด้วยว่าการสรรหาตามกฎหมาย ปี ๒๕๕๓ ได้ไปยึดโยงกับอีกหลักหนึ่งคือการปลอดจากการครอบงำของพรรคการเมือง เกรงกันในครั้ง กระนั้น ถ้าวันนี้เห็นว่าเหตุผลนั้นไม่ถูกต้องจะว่ากันใหม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เหตุผลในครั้งกระนั้น ก็คือว่าถ้านำเข้ามาในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นผู้เลือกจะเกิดข้อครหาขึ้นได้ว่าเกิด การยึดโยงหรือครอบงำโดยพรรคการเมือง ผมเรียนว่าเป็นข้อที่จะครหาสมาชิกวุฒิสภา ในครั้งกระนั้นเมื่อปี ๒๕๕๓ ยึดโยงกับประชาชนตรงที่ว่ามาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ยึดโยงกับ การที่จะถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง เมื่อต้องมีองค์กรไหนสักองค์กรหนึ่งมาให้ความเห็นชอบ เมื่อปี ๒๕๕๓ จึงไปคิดถึงว่าไปที่วุฒิสภาแล้วหลักนั้นก็ยังใช้ต่อมาจนบัดนี้ แต่ถ้าหากว่าบัดนี้ เห็นว่ามันไม่ถูกจะเปลี่ยนใหม่อย่างไรก็คงจะต้องกลับไปทบทวนเรื่องหลักการยึดโยงดังกล่าว กราบเรียนท่านประธานว่าร่างกฎหมายที่เสนอมาในวันนี้นอกจากจะแก้ในเรื่องของวิธีสรรหา ให้รัดกุมชัดเจนก็ยังได้มีการปรับปรุงอีกหลายส่วน ท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปรายว่าแก้ครั้งนี้ ประหนึ่งว่าจะล็อกสเปก (Lock spec) ขอกราบเรียนว่าไม่ใช่หรอกครับ เพราะเหตุว่าแก้ โดยเหตุผลที่ได้ประมวลมาจากข้อบกพร่องในอดีตและให้เกิดความเป็นธรรมและชัดเจนขึ้น ของเดิมนั้นมองว่าคนจะเป็นกรรมการ กสทช. ถ้า ขีดเส้นใต้คำว่า ถ้า ถ้าหากว่าเป็นตำรวจ ทหารยศพันเอกก็คงจะพอ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเอาพันเอกหรือพันตำรวจเอกเข้ามาเป็น เพราะว่าคุณสมบัติมีหลายข้อ ไม่ช่องโน้นก็ช่องนี้ ไม่ช่องนั้นก็ช่องโน้น ก็มีช่องหนึ่งว่าถ้าเป็น ตำรวจ ทหารไปกำหนดไว้แต่เดิมว่าพันเอก แต่ขณะที่ข้ออื่น ๆ หรือช่องอื่น ๆ ได้กำหนดไว้ว่า ถ้าพลเรือนนั้นต้องไม่ต่ำกว่ารองอธิบดี ถ้ามาจากรัฐวิสาหกิจต้องไม่ต่ำกว่ารองผู้ว่า ก็กลับไปดูว่าแล้วเวลาตำรวจ ทหารบอกว่าแค่พันเอกก็พอนี่ มันเท่ากันไหมกับรองอธิบดี และรองผู้ว่ารัฐวิสาหกิจ เมื่อคิดว่ามันไม่เท่าก็ต้องแก้เสียก็ขยับขึ้นเป็นพลตรีหรือพลตำรวจตรี เป็นอย่างน้อยในครั้งนี้ แต่มันก็เป็นเพียงช่องทางหนึ่งในหลายช่องทางเท่านั้น ขณะเดียวกัน ก็อาจจะเข้ามาทางหลายช่องทางอื่น ประสบการณ์เดิมกำหนดไว้ ๑๐ ปี ครั้งนี้แก้เป็น ๒๐ ปี ถ้าท่านสมาชิกเห็นว่าสูงไปจนกระทั่งหาคนยากอาจจะได้คนแก่คนเฒ่าเข้ามา ท่านจะปรับปรุง แก้ไขตรงนี้ก็ไม่ได้มีความขัดข้อง แต่มองกันว่า ๑๐ ปีนั้นน่าจะน้อยเกินไป เพราะในที่สุด คนที่เข้ามาอาจจะเข้ามาโดยช่องทางอื่น ๆ ได้อยู่แล้ว ส่วนที่กำหนดและตัดในส่วนของคำว่า ด้านสิทธิมนุษยชนหรือด้านคุ้มครองผู้บริโภค ตรงนี้ขอเรียนว่าเป็นไปอย่างที่ท่านเลขาธิการ กสทช. ได้รายงาน เพราะถือว่าสิ่งนี้เป็นภารกิจของสำนักงาน ไม่ใช่ตัวกรรมการในการที่จะ จัดสรรเงินหรือกองทุน หรือดำเนินการอย่างไรนั้นสำนักงานรับไปประสานในการดำเนินการ อย่างไรก็ตามถ้าหากว่าสภานี้รับหลักการในชั้นกรรมาธิการท่านจะปรับปรุงแก้ไขมาตรา ๖ ในส่วนคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามอย่างไร ก็เชื่อว่าไม่ได้มีข้อขัดข้องใด ๆ ทั้งในส่วน รัฐบาลและ กสทช. ทั้งนี้เราก็ได้มองว่าที่จริงก็เปิดเอาไว้แล้วละครับ มาตรา ๖ นั้นสามารถ ที่จะให้กรรมการสรรหาเป็นคนไปกำหนดคุณสมบัติ กำหนดความเชี่ยวชาญ กำหนดสาขา กำหนดด้านบางอย่างให้ตรงกับความต้องการในขณะนั้น ๆ ได้อยู่แล้ว🔗

อีกข้อหนึ่งที่ได้แก้ในครั้งนี้ของเดิมไปใช้คำว่า ต้องไม่เคยต้องคำพิพากษา ให้จำคุก อย่างที่ท่านสมาชิกคุณหมอชลน่านบอกว่ามันอาจจะพลาดไปในครั้งนั้น ไม่ได้พลาด หรอกครับ ทั้งหมดเป็นความเข้าใจเมื่อก่อนปี ๒๕๕๓ ว่าคำว่า ต้องคำพิพากษานั้นน่าจะ ครอบคลุมพอ แต่เป็นเพราะว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ศาลฎีกาก็ดี ออกมาภายหลัง ปี ๒๕๕๓ ว่าคำว่า ต้องคำพิพากษานั้นแปลว่าอะไร ครั้งนี้ก็เลยต้องมาจัดการแก้ไขเสีย ให้มันชัดเจน สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและลักษณะต้องห้ามในกรณี องค์กรอิสระอื่น ๆ ก็เลยแก้เป็นว่า ไม่เคยรับโทษ ให้มันชัดยิ่งกว่าคำว่า ต้องคำวินิจฉัย ได้กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าในชั้นของกรรมาธิการนั้นถ้าหากรับหลักการท่านจะ ปรับปรุงแก้ไขอย่างใดให้ชัดเจนขึ้นก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ได้มีข้อขัดข้องในส่วนนั้น ส่วนการ ที่จะปรับปรุงเรื่องอื่นนอกจากหลักการที่เสนอมาในครั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลและ กสทช. จะได้ไปประสานดำเนินการต่อไป โดยใช้ข้อสังเกตจากสภาในวันนี้และจากกรรมาธิการ ที่จะมีต่อมานั้นเป็นหลักในการดำเนินการ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ เราก็ได้พิจารณาเรื่องนี้มาจนจบนะครับ ต่อไปก็จะเป็นเรื่องที่จะต้องขอมติที่ประชุมว่า จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ขอเชิญสมาชิกเข้ามานะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกสามารถ แสดงตนได้เลยนะครับ เพื่อนับองค์ประชุม🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญแสดงตนนะครับ หลายท่านอยู่ที่ห้องอาหารก็ขอเชิญครับ ท่านเลขาธิการฐากร ท่านรองเลขาธิการกฤษฎีกา ท่านเจ้าหน้าที่กลับได้ครับ ขอบคุณมากครับ อยู่ระหว่างการแสดงตนเพื่อนับองค์ประชุมครับ สมาชิกพร้อมนะครับ เชิญเลยครับ ขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมตอนแสดงตน ๓๔๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไปจะถามมติที่ประชุมว่า🔗

นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ครับท่านประธาน แสดงตนไม่ได้ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เลยไปแล้วครับ เอาไว้ตอน ลงมติครับ ต่อไปจะขอมติที่ประชุมว่าจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่นะครับ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง กรุณาลงคะแนนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อย่ากดบัตรแทนกันนะครับ อยู่ระหว่างการลงคะแนนนะครับ สมาชิกพร้อมนะครับ วิ่งมาข้างหลังท่านหนึ่ง เชิญเลยครับ อยู่ระหว่างการลงคะแนนครับ ขอปิดการลงคะแนนครับ มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๕๙ ท่าน เห็นด้วย ๓๓๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๑ ท่าน งดออกเสียง ๙ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ มติที่ประชุมรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้🔗

ต่อไปก็ตั้งกรรมาธิการ เชิญเสนอคณะกรรมาธิการครับ🔗

นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันขอเสนอจำนวนกรรมาธิการทั้งสิ้น ๔๙ ท่านค่ะ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เสนอกรรมาธิการ ๔๙ ท่าน มีผู้รับรองครับ ท่านเลขาธิการครับ สัดส่วนเป็นของคณะรัฐมนตรี ๑๒ ท่านครับ สัดส่วนของ แต่ละพรรคการเมือง ๓๗ ท่าน สัดส่วนกรรมาธิการแต่ละพรรคการเมืองดังนี้ พรรคเพื่อไทย ๑๐ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ ๙ ท่าน พรรคอนาคตใหม่ ๖ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๔ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๔ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน พรรคประชาชาติ ๑ ท่าน และพรรคเศรษฐกิจใหม่ ๑ ท่าน ขอเชิญเสนอครับ ตัวแทนของฝ่ายคณะรัฐมนตรี เชิญครับ🔗

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานสภาที่เคารพ คณะรัฐมนตรีขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ๑๒ คน ดังนี้ ๑. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ๒. ศาสตราจารย์พิเศษประสพสุข บุญเดช ๓. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ๔. นางสาวพรพักตร์ สถิตเวโรจน์ ๕. นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ๖. นางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ ๗. นายยอดฉัตร ตสาริกา ๘. นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ๙. นายชำนาญ งามมณีอุดม ๑๐. นายสิโรตม์ รัตนามหัทธนะ ๑๑. นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ๑๒. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คณะรัฐมนตรีเสนอมา ๑๒ ท่าน ต่อไปพรรคเพื่อไทย ๑๐ ท่าน ยังไม่ได้เลิกประชุมนะครับ สมาชิกกรุณาอยู่ใน ห้องประชุม อย่ารบกวนในที่ประชุมครับ พรรคเพื่อไทย ๑๐ ท่านครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี นครพนม

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ในสัดส่วน ของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๑๐ ท่าน ดังนี้ ท่านที่ ๑ นายสุชาติ ภิญโญ ท่านที่ ๒ นายสยาม หัตถสงเคราะห์ ท่านที่ ๓ นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ท่านที่ ๔ นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ท่านที่ ๕ นายชลน่าน ศรีแก้ว ท่านที่ ๖ นายสงวน พงษ์มณี ท่านที่ ๗ นายนพ ชีวานันท์ ท่านที่ ๘ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ท่านที่ ๙ นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ท่านที่ ๑๐ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ขอผู้รับรองค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคพลังประชารัฐ ๙ ท่านครับ🔗

นายกฤษณ์ แก้วอยู่ เพชรบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม ทนายกฤษณ์ แก้วอยู่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๙ ท่าน ดังนี้ ๑. นายสิระ เจนจาคะ ๒. นายยงยุทธ สุวรรณบุตร ๓. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ๔. นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ๕. นายสันติ กีระนันทน์ ๖. นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี ๗. รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ ๘. นางสาวทิพานัน ศิริชนะ ๙. นายทวี สุระบาล ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคอนาคตใหม่ ๖ ท่านครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของ พรรคอนาคตใหม่ ๖ ท่าน ดังนี้ ๑. นายวิรัช พันธุมะผล ๒. นายไกลก้อง ไวทยการ ๓. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๔. นายธีรเศรษฐ พัฒน์วราพงษ์ ๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์จันทจิรา เอี่ยมมยุรา ๖. นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ ๔ ท่านครับ🔗

นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๒ สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กร จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๔ ท่าน ดังนี้ ๑. นายสราวุธ อ่อนละมัย ๒. นางกันตวรรณ ตันเถียร ๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชนัญสรา อรนพ ณ อยุธยา ๔. นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคภูมิใจไทย ๔ ท่านครับ🔗

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาต เสนอรายนามของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย จำนวน ๔ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ๒. พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์จิรศิลป์ จยาวรรณ และ ๔. ดอกเตอร์เจษฎา ศิวรักษ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญต่อไปครับ พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน🔗

นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สุพรรณบุรี

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอนายปรเมศวร์ กุมารบุญ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย เนื่องจากพรรคยังเห็นว่าคณะรัฐมนตรียังไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๖๑ ประกอบมาตรา ๕ พรรคจึงไม่ขอร่วมเป็นกรรมาธิการ และจะขอให้ทางพรรคร่วมรัฐบาลเป็นผู้เสนอต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่ตั้ง พรรคประชาชาติ ๑ ท่าน🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

ขอประทานโทษ ให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน เป็นผู้เสนอต่อครับ ให้ทางพรรคเพื่อไทยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ พรรคเสรีรวมไทย ไม่ตั้งกรรมาธิการร่วมนะครับ ก็ขาดไป ๑ คน🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

ไม่ครับท่านประธาน คือขอให้ ทางพรรคเพื่อไทย ส่งคืนให้พรรคเพื่อไทยเป็นผู้ตั้งครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พรรคเพื่อไทยนะครับ โอเค (OK) ครับ เชิญพรรคเพื่อไทยเสนอครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี นครพนม

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ขอเสนอนางสาวณัฏฐา มหัทธนา ขอผู้รับรองค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคประชาชาติ ๑ ท่านครับ🔗

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นราธิวาส

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาชาติ จำนวน ๑ ท่าน คือนางราตรี สุทธิสารากร ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ช่วยรับรองด้วยครับ ผู้รับรองถูกต้องนะครับ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ๑ ท่านครับ🔗

นายสุภดิช อากาศฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสุภดิช อากาศฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ขอเสนอชื่อนายนิคม บุญวิเศษ เป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเศรษฐกิจใหม่ครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีผู้รับรองถูกต้องครับ แต่ละพรรคได้เสนอครบถ้วนแล้วครับ เชิญเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการ🔗

นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาตค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีปัญหาเชิญเลยครับ🔗

นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐที่ได้เสนอเมื่อสักครู่นี้ ดิฉันขออนุญาตสลับเปลี่ยน เป็นชื่อนางสาวทิพานัน ศิริชนะ ออก และเป็น นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ แทนค่ะ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เจ้าหน้าที่ช่วยบันทึกด้วย ไม่มีเปลี่ยนแปลงนะครับ จะให้เลขาธิการอ่านรายชื่อครับ เชิญเลยครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๔๙ คน ดังนี้ ๑. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ๒. ศาสตราจารย์พิเศษประสพสุข บุญเดช ๓. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ๔. นางสาวพรพักตร์ สถิตเวโรจน์ ๕. นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ๖. นางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ ๗. นายยอดฉัตร ตสาริกา ๘. นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ๙. นายชำนาญ งามมณีอุดม ๑๐. นายสิโรตม์ รัตนามหัทธนะ ๑๑. นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ๑๒. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ๑๓. นายสุชาติ ภิญโญ ๑๔. นายสยาม หัตถสงเคราะห์ ๑๕. นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ๑๖. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ๑๗. นายชลน่าน ศรีแก้ว ๑๘. นายสงวน พงษ์มณี ๑๙. นายนพ ชีวานันท์ ๒๐. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ๒๑ นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ๒๒. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ๒๓. นายสิระ เจนจาคะ ๒๔. นายยงยุทธ สุวรรณบุตร ๒๕. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ๒๖. นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ๒๗. นายสันติ กีระนันทน์ ๒๘. นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี ๒๙. รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ ๓๐. นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ๓๑. นายทวี สุระบาล ๓๒. นายวิรัช พันธุมะผล ๓๓. นายไกลก้อง ไวทยการ ๓๔. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๓๕. นายธีรเศรษฐ พัฒน์วราพงษ์ ๓๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์จันทจิรา เอี่ยมมยุรา ๓๗. นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ๓๘. นายสราวุธ อ่อนละมัย ๓๙. นางกันตวรรณ ตันเถียร ๔๐. ผู้ช่วยศาตราจารย์ชนัญสรา อรนพ ณ อยุธยา ๔๑. นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๔๒. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ๔๓. พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ๔๔. ผู้ช่วยศาสตราจารย์จิรศิลป์ จยาวรรณ ๔๕. นายเจษฎา ศิวรักษ์ ๔๖. นายปรเมศวร์ กุมารบุญ ๔๗. นางสาวณัฏฐา มหัทธนา ๔๘. นางราตรี สุทธิสารากร ๔๙. นายนิคม บุญวิเศษ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกไม่มีการเปลี่ยนแปลง อะไรนะครับ ขอเชิญเสนอระยะเวลาแปรญัตติครับ🔗

นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตเสนอระยะเวลาแปรญัตติ ๗ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๗ วันนะครับ มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ ไม่มีผู้เสนอเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมมีมติให้แปรญัตติภายใน ๗ วัน ก็จบ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ ขอบพระคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

๔.๑ รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การทบทวนกระบวนการพิจารณา คำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ซึ่งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิ มนุษยชนพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ระเบียบวาระที่ได้ตกลงกันไว้ ต่อไปก็คือเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ๔.๑ และ ๔.๒ เราจึงได้ข้ามวาระเรื่อง ที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งมีอยู่ ๓ วาระมาหลายวันแล้ว ถ้าสมมุติวาระที่เราพิจารณา ในขั้นกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วนี้ไม่ใช้เวลามากเกินไป สมาชิกก็สามารถที่จะทำให้ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุมซึ่งค้างมานั้นเสร็จไปได้ แต่อันนี้ขึ้นอยู่กับผู้เสนอญัตติว่าจะ ใช้เวลาเท่าไรตามเหตุผลที่ควรจะเป็น ฝ่ายผู้เสนอญัตติ ประธานคณะกรรมาธิการได้แจ้งมา ขออนุญาตให้ผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุม นายนิพนธ์ ฮะกีมี นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ นายณัฏฐพัฒน์ ธีรนันทวาณิช นายศุภณัฐ บุญสด นางสาวพราวรุจี คันธสร นายธรรมรัตน์ แสงจันทร์ นายชัยยุทธ ถาวรานุรักษ์ นางสาวบุญธิดา เพิ่มธรรมสิน นายณัฐวัฒน์ พอใช้ได้ นายจำนงค์ ไชยมงคล นายเศรษฐโชค วรรณประเวศ นายอานนท์ณัฏฐ์ เครือไชย พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสง นายวิบูลย์ แช่มชื่น นายพนัส ทัศนียานนท์ รวม ๑๕ ท่าน ก็อนุญาตให้เข้ามาได้ครับ ต่อไปขอเชิญประธานคณะกรรมาธิการเสนอครับ🔗

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคอนาคตใหม่ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ด้วยคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนมีหน้าที่และอำนาจตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๙๐ (๑) ให้กระทำกิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมาย การยุติธรรม สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน สิทธิในกระบวนการยุติธรรมและความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ดังนั้นการพิจารณา ศึกษาสอบหาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกฎหมาย เรื่องของกระบวนการยุติธรรม จึงอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ส่วนรายงานที่ ๔.๑ นั่นก็คือรายงาน เรื่องการพิจารณาศึกษาเรื่องการทบทวนกระบวนพิจารณาคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ก่อนหน้านั้นเราใช้ระบบการทบทวนคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ โดยให้อำนาจหน้าที่นี้ แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ภายหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทาง คสช. ได้ออกประกาศฉบับหนึ่ง ฉบับที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา เพิ่มเข้ามาในมาตรา ๑๔๕/๑ เปลี่ยนระบบการทบทวนกระบวนพิจารณาคำสั่ง ไม่ฟ้องของพนักงานอัยการเสียใหม่ โดยมอบอำนาจนั้น จากเดิมเป็นของผู้ว่าราชการจังหวัด ไปให้ผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานสอบสวนเป็นผู้รับผิดชอบแทน คือเป็นผู้บัญชาการตำรวจนั่นเอง คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้ว่ากรณีการแก้ไขประมวลกฎหมาย วิ. อาญา ดังกล่าว ของประกาศของ คสช. นั้นอาจจะนำมาซึ่งผลกระทบเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลในการสั่งคดี ต่าง ๆ จึงได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาการปฏิรูปกฎหมายทบทวนแล้วแก้ไข ปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ไปพิจารณา ศึกษาและจัดทำรายงานขึ้นมา หลังจากนั้นทางคณะกรรมาธิการก็ได้มีมติให้ความเห็นชอบ เพื่อจะนำรายงานฉบับนี้เสนอต่อการพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ขออนุญาต ท่านประธานให้ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ในฐานะเป็นประธานอนุกรรมาธิการและเป็นประธาน ในคณะทำงานการศึกษาเรื่องราวดังกล่าวได้นำเสนอรายละเอียดและข้อเท็จจริงประกอบการ พิจารณาต่อไปครับ🔗

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนในฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาการปฏิรูปกฎหมายทบทวนและแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ขออนุญาตรายงานผลการศึกษาเพิ่มเติมจากการกล่าวของท่านประธานคณะกรรมาธิการ อาจารย์ปิยบุตรดังนี้ ขออนุญาตท่านประธานให้เจ้าหน้าที่เปิดสไลด์ (Slide) นะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ก่อนมีการเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ อำนาจในการทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องคดี ของพนักงานอัยการในต่างจังหวัดเป็นของผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนในกรุงเทพมหานครเป็นของ ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. และผู้ช่วย ผบ.ตร. รายละเอียดตามแผนผังในช่องแรกที่ได้แสดงให้ ที่ประชุมได้เห็น หลังเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาได้ ๒ เดือน ในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ได้มีประกาศ คสช. ฉบับที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ แก้ไขเปลี่ยนแปลงอำนาจการทำความเห็นแย้ง คำสั่งไม่ฟ้องคดีของพนักงานอัยการ โดยในต่างจังหวัดเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการทำความเห็นแย้ง ได้เฉพาะคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวง ศาลเยาวชนและครอบครัว อนุกรรมาธิการได้ พิจารณาแล้วเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงการให้ความเห็นแย้งของพนักงานอัยการดังกล่าว ณ สถานการณ์ปัจจุบันไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวกรวดเร็ว ที่สำคัญ ก็คือไม่เสียค่าใช้จ่ายที่สูงเกินสมควร นอกจากนั้นอนุกรรมาธิการยังเห็นว่าประกาศดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่บัญญัติให้อำนาจแก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารสูงสุดในส่วนภูมิภาคในพื้นที่จังหวัด มีหน้าที่รับนโยบายจาก นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการ ให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการซึ่งปฏิบัติ หน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาค การตัดอำนาจการให้ความเห็นแย้งของผู้ว่าราชการจังหวัด ออกไปทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถอำนวยความเป็นธรรมในคดีอาญาให้กับประชาชน ซึ่งขัดกับหลักการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดนั้น ๆ รวมถึงการขาด การถ่วงดุลอำนาจที่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความเป็นธรรมของประชาชน การพิจารณาของอนุกรรมาธิการได้เชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้แทนของสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนของกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนของกรมการปกครอง ผู้แทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นตัวแทนแต่ละภาคของทุกภาค มาให้ความเห็น รวมทั้งได้เชิญอาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอนในคณะนิติศาสตร์ในส่วนของ ป. วิ. อาญาหลายสถาบันมาให้ความเห็น ผลการพิจารณาโดยสรุปซึ่งได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมาธิการสรุปว่าเห็นควรให้อำนาจการทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องคดีของ พนักงานอัยการจากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคกลับมาอยู่ใน อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดเช่นเดิม แต่เพื่อความรอบคอบอาจารย์คณะนิติศาสตร์ หลายมหาวิทยาลัยซึ่งไปศึกษาต่างประเทศได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมขอให้ทำในรูปคณะกรรมการ ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีผู้แทนจากยุติธรรมจังหวัด จากตำรวจเข้าร่วมด้วย ตามแผนผังในช่อง ๓ รายละเอียดปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการที่ได้แจกให้ แก่สมาชิกทุกท่าน จึงเสนอมาเพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณา ขออนุญาตกล่าวโดยสรุปสั้น ๆ เพียงเท่านี้ก่อนครับท่านประธาน🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ต่อไปจะเป็นท่านสมาชิกที่เสนอเพื่อเป็นผู้อภิปรายครับ ลำดับแรกเชิญ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อยู่ไหมครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตครับ อันนี้ในประเด็นที่ ๒ หรือเปล่าครับ ประเด็นสั่งไม่ฟ้องอย่างเดียวใช่ไหมครับ ผมมีประเด็นที่ ๒ ประเด็นศาลทหารครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ในเรื่องที่ คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว แล้วก็ได้รายงานไปแล้วนะครับ รายงานการทบทวน กระบวนการพิจารณาคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการนี่ละ ซึ่งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย และการยุติธรรมสิทธิมนุษยชนพิจารณาเสร็จแล้วได้รายงานไปแล้วนะครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

ทราบครับ คือ น่าจะผิดครับ เพราะว่ารายชื่อที่ส่งไปผมอยู่ในการรายงานอันที่ ๒ ครับ เรื่องของคำสั่งและ ประกาศ คสช. ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ประเด็นนี้ ท่านไม่ได้เสนอชื่ออภิปรายหรือ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

ใช่ครับ ไม่ได้ส่งครับ เพราะว่าผมแจ้งไว้แล้วครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เจ้าหน้าที่ ส่งขึ้นมา ถ้าอย่างนั้นเชิญพันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ เชิญครับ🔗

พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ พูดถึงหลักการระบบกฎหมายบ้านเราเป็นระบบกล่าวหา ซึ่งในฝ่ายกล่าวหา อัยการเป็นคนนำสำนวนเข้าสู่ศาลจึงทำให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ช่วยทำสำนวนให้กับอัยการ โดยปริยายนะครับ โดยกระบวนการเริ่มจากตำรวจรับแจ้งความ รวบรวมพยานหลักฐาน มาทำเป็นสำนวนแล้วก็ส่งสำนวนนี้ให้กับอัยการ อัยการก็ต้องตรวจสอบขัดเกลาสำนวน ให้รอบคอบอีกชั้นหนึ่งต่อจากพนักงานสอบสวนเพื่อให้สำนวนมีพยานหลักฐานที่ครบถ้วน ถูกต้องและมีน้ำหนักเพียงพอ แต่ในบางคดีอัยการเห็นว่าก็พยายามแล้วแต่น้ำหนักของ พยานหลักฐานไม่เพียงพอจริง ๆ ก็ต้องสั่งไม่ฟ้องครับ เพื่อไม่ให้ระยะเวลาของคดีมันยืดยาว เกินไปกว่านี้อีก คือด้วยภาวะเศรษฐกิจของบ้านเรามีคนจำนวนมากที่เขาไม่มีเงินประกันตัว เขาติดคุกฟรีมาจนถึงขั้นอัยการชั้นนี้แล้วก็อย่าให้เขาได้ต้องรออีกนานกว่าคดีจะไปสิ้นสุด ที่ชั้นศาลเลยนะครับ ถ้าพยานหลักฐานไม่พอแล้วอัยการสั่งฟ้องไว้นอกจากจะไม่เป็นธรรม กับผู้ถูกกล่าวหาแล้วยังเพิ่มภาระงานของในชั้นศาลแล้วก็เปลืองงบประมาณอีกด้วยนะครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมอัยการถึงต้องมีอำนาจสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันเป็นสากลทั่วโลก แต่ประเทศไทยของเราก็มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่งนะครับ คือระบบราชการที่เราเป็นกันอยู่นี้ ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้อย่างที่ควรจะเป็น เรามีพัฒนาการทางประชาธิปไตย ที่จะส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใสในระบบราชการด้อยกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ คือ ด้อยกว่ามากเลยทีเดียวนะครับ ในกรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องจึงทำให้สังคมไม่เชื่อมั่นไม่อยากให้ คดีจบสิ้นสุดไปไว ๆ เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าเขากลัวตำรวจทุจริตรับสินบนกันหรือเปล่า หรือว่าเขากลัวอัยการทุจริตรับสินบนกันหรือเปล่าก็เลยต้องมีกระบวนการเพิ่มเติมขึ้นมาอีก เมื่อมีกระบวนการเพิ่มขึ้นมาระยะเวลากว่าจะจบคดีมันก็จะยืดยาวออกอีกนะครับ ถ้าเราอยู่ ในมุมมองของผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ได้กระทำความผิดคือไม่มีหลักฐานที่เอาผิดได้ นี่คือความ ไม่ยุติธรรมมากเลย ในมุมมองของรัฐมันก็เปลืองงบประมาณมากเลยครับ เปลืองภาระงาน ของเจ้าหน้าที่รัฐอีกมากเช่นกัน แต่ถ้าเรายืนอยู่ในมุมมองของประชาชนผู้เสียหายในคดี ยืนอยู่ในมุมของฝ่ายที่จะฟ้องเขา แล้วที่ผ่านมาเราเห็นการทุจริตในบ้านเมืองเราเต็มไปหมด อาจจะมีประสบการณ์ที่ทำให้เราเห็นว่าทำไมการให้สินบนของเจ้าหน้าที่รัฐมันง่ายดายขนาดนี้ ถ้าคดีของเราที่ฟ้องเขามันจบที่ชั้นพนักงานสอบสวนหรือจบที่ชั้นอัยการสั่งไม่ฟ้องมันก็อดคิด ไม่ได้ใช่ไหมว่าพนักงานสอบสวนหรืออัยการมีการทุจริตรับสินบนจากฝ่ายผู้ต้องหาหรือเปล่า นี่คือฐานความคิดของวิธีการแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มคนเพิ่มขั้นตอนเข้าไปในกระบวนการ ยุติธรรมให้มากขึ้นเพื่อที่จะหวังว่าคนทุจริตจะวิ่งเต้นคดีได้ยากขึ้นนะครับ ซึ่งแนวคิดนี้มีที่มา มาตั้งแต่ก่อนที่มีประกาศ คสช. ที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ เพิ่ม ป. วิ. อาญามาตรา ๑๔๕/๑ มาตรา เจ้าปัญหาที่ว่านี้แล้วนะครับ แบบแรกก่อนที่จะมีประกาศ คสช. นี้กระบวนการเริ่มจากพนักงานสอบสวนอัยการสั่งไม่ฟ้อง ไปผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วก็ไปที่อัยการสูงสุดไปที่ศาล แต่แบบปัจจุบันพอมีประกาศ คสช. ฉบับนี้กระบวนการก็เริ่มจากพนักงานสอบสวน อัยการสั่งไม่ฟ้อง แต่เปลี่ยนไปที่ผู้บัญชาการ ตำรวจไปอัยการสูงสุดไปศาล ก็ดูเหมือนจะไม่ต่างกัน คือกระบวนการเท่ากันเลยต่างกัน แค่ก่อนประกาศ คสช. ฉบับนี้พออัยการสั่งไม่ฟ้องก็ส่งสำนวนไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่พอ ปัจจุบันผลจากการประกาศของ คสช. พออัยการสั่งไม่ฟ้องก็ส่งสำนวนไปให้ผู้บัญชาการ ตำรวจให้อำนาจผู้บัญชาการตำรวจเห็นพ้องหรือเห็นแย้งได้ คือมันผิดทั้งในหลักการและ ในทางปฏิบัติอีกมากเลย ในทางหลักการการตรวจสอบถ่วงดุลตำรวจและอัยการเป็นคน สำนวนมา ถ้าจะมีการตรวจสอบก็ต้องเป็นนอกองค์กรทั้งตำรวจและอัยการสิครับ ไม่ใช่เอา คนในองค์กรตำรวจมาตรวจสอบอีกที ถ้าจะหาคนนอกองค์กรก็คงหนีไม่พ้นฝ่ายปกครองก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดตามกฎหมายเดิมก่อนที่จะมีประกาศ คสช. นั่นเอง ถึงแม้จะมีข้อโต้แย้งว่า โดยหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดเขาจะไปรู้เรื่องอะไรการทำสำนวนให้เขาทำหน้าที่บริหาร ไปดีกว่าไหม ให้คนที่มีทักษะในด้านนี้ทำไม่ดีกว่าหรือ ถ้าคิดแบบนี้ผู้บัญชาการตำรวจเขา ก็เป็นตำแหน่งผู้บริหารไม่ใช่หรือครับ ไม่ใช่คนที่มีทักษะในการทำสำนวนอยู่ทุกวี่ทุกวัน เหมือนกัน ท่านประธานคือผมคิดว่าเราต้องช่วยกันเปลี่ยนความคิดกันได้แล้วว่าคนที่มี ตำแหน่งสูง ๆ ไม่ได้เก่งกว่าตำแหน่งล่าง ๆ ที่เป็นระดับผู้ปฏิบัติงานเสมอไป คือผมต้องบอกว่า ผู้บริหารระดับสูง ๆ คือเราต้องคิดไว้เสมอว่าปฏิบัติงานเก่งสู้ลูกน้องระดับผู้ปฏิบัติงานที่เขา ทำงานเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อยู่ทุกวันไม่ได้ ทักษะความชำนาญขึ้นอยู่กับการทำงานเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวัน คนที่เป็นผู้บริหารอาจจะมีประสบการณ์มากกว่า แต่ก็ไม่ได้ทำงานแบบผู้ปฏิบัติงาน ระดับล่างแล้วทักษะความชำนาญก็ต้องย่อมเสื่อมหายไปเป็นธรรมดา และวิธีการทำงานก็ต้อง เปลี่ยนไปตามกาลเวลา อย่างผมเองลาออกจากงานเดิมปีเศษ ๆ แล้ว ไม่ได้ปฏิบัติงานเดิม เหมือนทุกวี่ทุกวันแล้วก็ต้องยอมรับว่าทักษะนี้ของผมมันก็หายไปเยอะ รุ่นน้องของผมที่กำลัง ทำงานอยู่ก็เก่งกว่าผมมาก ดังนั้นการตัดสินใจที่มีผลในสำนวนคดีผู้บังคับบัญชาระดับบริหาร ก็ต้องให้อำนาจผู้ปฏิบัติงานที่เป็นพนักงานสอบสวนเขาตัดสินใจ เพราะเขาคือคนที่ต้องไป ขึ้นศาล ผู้บริหารไม่ได้ไปขึ้นศาลด้วย ตำแหน่งผู้บริหารต้องเป็นคนที่สนับสนุนทรัพยากรความรู้ สร้างความสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่ถือว่าตัวเองเก่งกว่าผู้ปฏิบัติงานแล้วตัดสินใจในงานนั้นแทน พนักงานสอบสวนเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานมาแล้วก็ควรที่จะต้องมีคนตรวจสอบให้รอบคอบ คนนั้นก็คืออัยการ เพราะอัยการมีความรับผิดชอบสำนวนในศาล ไม่ใช่ว่าสำนวนเสร็จ จากอัยการแล้วก็ต้องส่งกลับไปหาผู้บัญชาการตำรวจอีกทีหนึ่ง อันนี้ผิดหลักการมากเลยครับ ส่วนผลที่เกิดจากประกาศ คสช. ฉบับนี้ในทางปฏิบัติเรื่องที่เราคิดว่าเล็ก ๆ อย่างการขนส่ง เดินทางจากเดิมการเดินทางจากสำนักงานอัยการจังหวัดไปจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเดียวกัน ก็ไม่ไกลใช่ไหมครับ แต่พอเปลี่ยนโดย คสช. ต้องเดินทางจากสำนักงานอัยการจังหวัด ไปกองบัญชาการตำรวจภาค คือหลาย ๆ จังหวัดมันจะมีอยู่แค่ที่เดียวที่เป็นที่ตั้งสำนักงาน ของผู้บัญชาการตำรวจภาค คือมันต้องเดินทางส่งสำนวนข้ามจังหวัดกันเลย คือนอกจาก จะสิ้นเปลืองเวลาและค่าเดินทางแล้วยังส่งผลต่อระยะเวลาในคดีที่ยืดยาวออกไปอีกเยอะ เหมือนกัน ถ้าอยู่ในจังหวัดเดียวกันก็เดินทางขนส่งได้บ่อยกว่า แต่ถ้าเกิดเดินทางข้ามจังหวัด ก็จะรอช้าขึ้นอีกหลายวันกว่าจะเดินทางครั้งหนึ่ง แต่ผลกระทบที่หนักกว่านั้นคือท่านประธาน ลองนึกภาพดูผู้ว่าราชการจังหวัดไม่รวมกรุงเทพฯ มี ๗๖ คน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคมี ๙ คน การที่จะเอางานจากที่แบ่งกันทำทั้ง ๗๖ คนให้เหลือทำกันแค่ ๙ คน มันจะไม่ยิ่งช้าไปกว่าเดิม ได้อย่างไร ยังไม่พอสิ่งที่ผมกลัวที่สุดเลยก็คืออคติ ความเป็นตัวตน ความรักองค์กรมากเกินไป มันก็ไม่ดี การที่พนักงานสอบสวนกับผู้บัญชาการถูกแปะป้ายว่าเป็นตำรวจเหมือนกันเป็น พวกเดียวกัน ส่วนอัยการเป็นคนละพวกความคิดประเภทไม่อยากเสียหน้า ความคิดจ้องจะ เอาชนะคะคานกัน เนื่องจากเป็นคนละพวกกัน และความคิดอันนี้มันอันตรายกับประชาชนมากเลยนะครับ ถ้าผู้บัญชาการตำรวจมีธงว่าพนักงานสอบสวนทำสำนวนดีแล้ว แล้วถ้าเกิดอัยการสั่งไม่ฟ้อง ก็มีแนวโน้มที่จะเห็นแย้งกับอัยการไว้ก่อน ความเดือดร้อนก็จะตกอยู่ที่ประชาชนนะครับ แทนที่คดีมันสมควรจะยุติแต่กลับยืดยาวไปอย่างนั้น จากที่ผมอ่านรายงานคณะกรรมาธิการ ในส่วนความเห็นของผู้มาชี้แจงจากทั้งตำรวจและอัยการมุมมองที่เขามีระหว่างกันของ ทั้ง ๒ องค์กรนี้น่ากลัวอยู่มากเลยครับ นี่เป็นปัญหาที่ผมอยากให้เราต้องช่วยกันแก้ไขต่อไป คือผมเข้าใจว่าเป็นธรรมดาของคนที่เวลาเขียนงานออกมางานหนึ่งมันก็จะมีความภูมิใจนะครับ ความที่อยากจะปกป้องความคิดตัวเอง แต่ก็จำเป็นต้องมีอีกคนที่คอยให้ฟีดแบ็ก (Feedback) คอยปรับแก้ คอยช่วยเกลาให้ดีขึ้นเหมือนกับงานเขียนหนังสือนะครับ คนเขียนคนหนึ่งก็ต้อง มีอีกคนหนึ่งที่เป็นบรรณาธิการ ทักษะต่างกันและหน้าที่ต่างกัน เห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่อง ธรรมดามากเลยครับ พนักงานสอบสวนก็คือคนที่รวบรวมทำสำนวนมา คนที่เขารู้ว่าจะเกลา อย่างไรให้ใช้ในชั้นศาลแล้วออกมาดีที่สุดก็คืออัยการ ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจ เราต้องช่วยกันให้คุณค่ากับทัศนคติที่ทำงานร่วมมือกัน ไม่ใช่ทำงานแข่งขันกันนะครับ เราต้องช่วยกันทลายกำแพงของการต่างองค์กร ต่างหน่วยงาน ต่างแผนกกันให้มากขึ้นครับ โดยสรุปผมเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการฉบับนี้ที่เสนอให้ยกเลิกมาตรา ๑๔๕/๑ ของ ป. วิ. อาญามรดกของ คสช. ฉบับนี้ เปลี่ยนมาให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดเหมือนเดิม และถ้ากลัวว่าผู้ว่าราชการจังหวัดจะไม่มีความชำนาญด้านนี้จะมาอยู่ในกระบวนการทำไม ใช่ไหมครับ คณะกรรมาธิการก็ยังเสนอเพิ่มเติมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะทำงานจาก หลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในทักษะนี้มาพิจารณาสำนวนให้มากขึ้นก็เป็นข้อเสนอที่ผมเห็นด้วย มากเลย แต่จริง ๆ ผมอยากเห็นภาพอนาคตเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่แบบนี้ คือผมไม่อยากให้ มีขั้นตอนเพิ่มเลยนะครับหลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง จริง ๆ ผมก็แค่อยากให้เป็นเหมือน ประเทศที่เจริญแล้วที่เขาเป็นกัน ของเขาหลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีมันก็ยุติแค่นั้นจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะให้อำนาจนี้กับอัยการไปทำไม แล้วมันจะเป็นการให้อำนาจอัยการเกินไปไหม จริง ๆ ผมก็ต้องบอกว่าเขาให้อำนาจเกินกว่านั้นด้วยซ้ำ คืออัยการของเขามีอำนาจชะลอด้วย คือในกรณีที่อัยการเห็นว่าผิดจริงแล้วมีหลักฐานเพียงพอ แต่ว่าถ้าเกิดยื่นฟ้องต่อศาลไป อาจจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี อัยการของเขาก็จะมีอำนาจเชิงลงโทษและยุติคดีเองได้เลย ไม่ต้องไปถึงชั้นศาลเหมือนบ้านเรา มันแสดงถึงความไว้วางใจ เพราะว่าสังคมเขาการทุจริต มันน้อยกว่าเรามาก ๆ มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพจากการมีประชาธิปไตย ที่ครบถ้วนสมบูรณ์กว่า จึงไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มขั้นตอน เพิ่มคน เพิ่มงบ เพิ่มเวลาเข้าไป ในกระบวนการเลย อย่าลืมครับว่าคดีมันเยอะมาก ทรัพยากร คน งบ เวลาของเรามันมีจำกัด ถ้าเพิ่มในแต่ละคดีมากก็จะมีคดีอื่นที่ล้นจนทำไม่ไหวจนต้องมีการเมินเฉย เป่าคดีไกล่เกลี่ย ให้มันจบ ๆ ไปแบบไม่เป็นธรรม มีเพิ่มอีกมากครับ นี่เป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเราอีกเช่นกัน ที่สัมพันธ์กับแนวคิดการแก้ปัญหาทุจริตโดยการเพิ่มขั้นตอนเพิ่มคนเข้าไป โจทย์ที่ผมสนใจ และท้าทายกว่านั้นก็คือเราจะทำอย่างไรที่จะให้ลดกระบวนการลงแต่เพิ่มความยุติธรรม ให้มากขึ้น นี่คือเป้าหมายที่ผมอยากให้เราปักธงในอนาคตอันใกล้เข้าไว้แล้วก็พยายามเดิน เข้าไปให้ถึงจุดนั้น ประเทศของเรามีปัญหาทุจริตรับสินบนหนักมากเลยครับ เราถึงไม่ไว้ใจ พนักงานสอบสวนและอัยการ ที่ผ่านมาหลายท่านอาจจะหมดหวังคิดว่าคนเรามันก็เปลี่ยน นิสัยกันไม่ได้หรอก แล้วเราก็ไปโฟกัส (Focus) กับวิธีการเพิ่มกระบวนการให้มันมากขึ้นดีกว่า แต่ผมก็อยากชวนคิดว่าปัญหาทุจริตเราหาทางแก้ทางเลือกอื่นน้อยเกินไปหรือเปล่า ทำไม ที่ผ่านมาเราถึงมาโฟกัส (Focus) กับการเพิ่มคน เพิ่มงบ เพิ่มเวลาไปในกระบวนการ แต่ว่า กลับมองข้ามสิ่งที่เป็นรากของปัญหาที่มันมากกว่านั้น อย่างเช่น การรับสินบนจะทำอย่างไร ให้คนเราเกิดความกลัวที่จะไม่กล้าทำกันทั้งผู้ให้และผู้รับเหมือนในต่างประเทศที่เจริญแล้ว ไม่เอาแค่การรณรงค์นะครับ อันนั้นคือทำมานานแล้วเบื่อแล้วมันก็ยังไม่ได้ผล แต่อย่างวิธีการ ล่อซื้อคนรับสินบนอาจจะช่วยได้ แต่เราต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มาก การตรวจสอบถ่วงดุล ที่แท้จริงในประเทศที่เจริญแล้วที่เขาทำกันคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น คือประเทศเขา ตำรวจโรงพักเขามีหัวหน้าของหัวหน้าไล่ไปถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุดของเขา อยู่แค่ที่จังหวัดครับ เป็นนายก อบจ. หรือผู้ว่าหรือแล้วแต่จะเรียกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน ขอเวลาอีกแป๊บหนึ่งนะครับใกล้จะสรุปแล้ว แต่ของเมืองนอกเขานี้เขาก็ยังมี ตำรวจที่ขึ้นอยู่กับส่วนกลาง เขาก็มีหัวหน้าของหัวหน้าไล่ไปจนถึงระดับผู้บังคับบัญชาสูงสุด คือนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเหมือนกัน ก็คือตำรวจของทั้ง ๒ สายนี้ เป็นการบังคับบัญชาที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย นี่คือการถ่วงดุลตรวจสอบที่แท้จริงแม้จะขึ้นชื่อว่า เป็นตำรวจเหมือนกันก็ตาม แต่พอหันกลับมาดูของไทยผู้ว่าก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ตำรวจ ก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ดีเอสไอ (DSI) ก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ป.ป.ท. ที่จะปราบปรามทุจริต ข้าราชการโดยตรงก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน แบบนี้มันก็ตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ ไม่จริงนะครับหรือว่ากฎหมายวิสเซิลโบลว์เออร์ (Whistleblower) ที่ปกป้องคนในองค์กรรัฐ ที่เอาข้อมูลภายในองค์กรมาแฉเรื่องทุจริตก็เป็นกฎหมายปกป้องไม่ให้คนแฉมีความผิด นี่ก็เป็นอีก ๑ วิธีแก้ที่เราต้องหันมาโฟกัส (Focus) ให้มากขึ้นเป็นต้น ผมขอเชิญชวนให้มา ช่วยผลักดันให้ทั้งตำรวจและอัยการเป็นองค์กรที่เรามั่นใจได้มากกว่านี้ จนไม่จำเป็นต้อง มีกระบวนการเพิ่มหลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีเลยนะครับ แต่ในเวลานี้ผมก็เห็นด้วยกับ รายงานของคณะกรรมาธิการฉบับนี้นะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวิรัช พันธุมะผล เชิญครับ🔗

นายวิรัช พันธุมะผล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เผอิญชีวิตผมเป็นอัยการมา ฉะนั้นผมคิดว่าน่าจะรู้เรื่องอัยการไม่น้อยนอกจากท่านถาวร ขออนุญาตเอ่ยชื่อครับซึ่งเป็นอัยการด้วยกัน ผมเรียนว่าองค์กรอัยการนี้เรามีคณะกรรมการ ข้าราชการอัยการซึ่งมาจากการเลือกตั้งรวมถึงประธานคณะกรรมการข้าราชการอัยการ ก็มาจากการเลือกตั้งเรามีการดูแลซึ่งกันและกันอย่างเข้มงวด ถ้าคนใดทำผิดคนนั้นออกทันที ไม่มีการเลี้ยงดูอย่างผิด ๆ ผมยืนยันว่าระบบอัยการเป็นระบบที่ผมว่าพอ ๆ กับศาล ศาลท่าน ก็มีคณะกรรมการข้าราชการตุลาการ ซึ่งขณะนี้ผมได้เสนอร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ตำรวจมีคณะกรรมการตำรวจที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริงไม่อิงนักการเมือง และมีคณะกรรมการตำรวจที่สามารถแต่งตั้งโยกย้ายและควบคุมตำรวจกันเองได้ ผมเชื่อว่า ถ้ากระบวนการยุติธรรมเริ่มจากตำรวจที่รับการแต่งตั้งโยกย้ายโดยไม่ต้องใช้เงินไม่ได้วิ่งเต้น ไม่ต้องเสียใต้โต๊ะให้เจ้านาย ผมเชื่อว่าเราจะมีพนักงานสอบสวนที่ดีมีคุณธรรมและผมยืนยัน ว่าอัยการก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีพนักงานอัยการที่มีคุณธรรมและทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ผมยืนยันว่าอาจจะมีบ้างคนที่ไม่ดีแต่ว่าเรามีคณะกรรมการอัยการ ซึ่งจะกลั่นกรองเดี๋ยวผมจะ พูดต่อไปว่าเราดูแลอย่างไร การสั่งสำนวนเป็นอย่างไร เอาล่ะทีนี้ผมพูดถึงองค์กรอัยการ ตำรวจ และศาลแล้ว ทั้ง ๓ องค์กรผมเชื่อว่ายังเป็นห่วงองค์กรตำรวจ ถ้าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาลเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติที่ผมเสนอให้มี ก.ตร. ที่มาจาก เลือกตั้งแล้วผมเชื่อว่าตำรวจจะดีขึ้นกว่านี้ครับ เอาล่ะทีนี้ผมมาพูดถึงคดีอาญามีอยู่ ๒ อย่าง ๑. คดีอาญาต่อแผ่นดิน ๒. คดีอาญาทั่วไป ผมอธิบายคดีอาญาต่อแผ่นดินก่อน ถ้าคดีอาญา ต่อแผ่นดินอัยการผมจะแยกอีกแล้ว ในกรุงเทพฯ กับในต่างจังหวัด สมัยก่อนโน้นต่างจังหวัด ถ้าอัยการจังหวัดสั่งไม่ฟ้อง สำนวนต้องส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนพิจารณาครับว่า จะเห็นชอบด้วยหรือไม่ ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เห็นชอบด้วย มีความเห็นแย้งกับอัยการจังหวัดก็ต้องส่งสำนวนมาให้อัยการสูงสุดเป็นคนพิจารณา ท่านอย่า คิดว่าอัยการสูงสุดเป็นคนเดียวพิจารณา ไมใช่นะครับ เขามีสำนักอัยการคดีอัยการสูงสุด ซึ่งจะกลั่นกรองงาน ไม่ใช่มีคน ๒ คน มีแบ่งเป็นภาค ๆ ออกไป มีหลายกองครับ เขาจะเอา สำนวนมาตรวจกัน เอาสำนวนมาอ่านกัน ในฐานะที่ผมเป็นอัยการเขาเอาสำนวนมาอ่านว่า สำนวนนี่มันบกพร่องตรงไหน ผิดตรงไหน ควรสั่งฟ้องหรือควรสั่งไม่ฟ้อง แล้วอัยการสูงสุดก็จะ มีความเห็นเด็ดขาดจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง นี่คือสำนวนคดีในกรุงเทพฯ ถ้าในต่างจังหวัด ถ้าในกรุงเทพฯ อัยการจะสั่งไม่ฟ้องนี่อัยการคนหนึ่งไม่ใช่สั่งไม่ฟ้องนะครับ จะมีอัยการผู้ช่วย รองหัวหน้ากอง หัวหน้ากอง รองอธิบดี อธิบดีอัยการจะสั่งเป็นขั้น ๆ ตั้งหลายคน ไม่ใช่ คนเดียวนะครับท่านต้องเข้าใจตามนี้ และถ้าเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วต้องส่งสำนวนไปให้ ที่ ผบ.ตร. ในกรุงเทพฯ ผบ.ตร. ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ท่านก็มาสั่งเอง ไม่ใช่นะครับ ท่านที่เป็นตำรวจ อยู่ที่นี่ท่านวิษณุท่านเคยอยู่กับกองบัญชาการ เวลาอัยการสั่งไม่ฟ้องในกรุงเทพฯ ไปที่กองคดี เรื่องใหญ่เลยครับ เขาจะมีกองคดีที่มาพิจารณาสำนวน บางทีสั่งไม่ฟ้องไปอยู่ที่กองคดีเป็น ๖ เดือน เพราะสำนวนมันเยอะก็ต้องเรียงคิวกันที่จะสั่งนะครับ แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนคลื่นนิดหนึ่ง คือในต่างจังหวัด ในต่างจังหวัดก่อนโน้นเสนอผู้ว่าถ้าอัยการจังหวัดสั่งไม่ฟ้องแต่เดี๋ยวนี้ต้อง เสนอผู้บัญชาการตำรวจภาคซึ่งเรามีตำรวจ ๙ ภาคเท่าที่ผมจำได้ หรือ ๑๑ ผมจำไม่ได้แล้ว ทีนี้ พลตำรวจโท วิษณุ ขอเอ่ยชื่อท่าน ท่านบอกท่านเคยอยู่กองบัญชาการ คดีตั้ง ๘ จังหวัด มา ๑ กองบัญชาการ ต้องมีตำรวจที่เขาต้องเอานักกฎหมายที่เป็นตำรวจจบ น.บ. น.บ.ท. คือนิติศาสตร์บัณฑิตและเนติบัณฑิตมาสุมหัวกัน มานั่งอ่านสำนวนกัน แล้วจะมีความเห็นแย้ง หรือว่าจะเห็นด้วย ท่านอย่าไปคิดว่าเขาจะมี ตำรวจสั่งไม่ฟ้องแล้วอัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว กองบัญชาการจะมา ไม่ใช่ครับ ผมเชื่อว่ามันเยอะจนไปอ่านอย่างนั้นไม่ได้ล่ะครับ สำนวน มันเยอะครับ เดี๋ยวลองให้พรรคเสรีรวมไทยถ้าท่านจะพูดท่าน พลตำรวจโท วิษณุ เมื่อวาน ก็คุยกับผม ทีนี้นี่คือคดีความผิดต่อแผ่นดิน ยังลืมไปว่าถ้ากองบัญชาการตำรวจไม่เห็นด้วย กับอัยการจังหวัดต้องส่งสำนวนมาให้อัยการสูงสุดอีกเหมือนกัน แต่ท่านครับ อัยการจังหวัด ไม่ใช่ว่าอัยการจังหวัดสั่งครับ เรามีอธิบดีอัยการเขต ถ้าคดีที่เป็นคดีอุกฉกรรจ์ถ้าสั่งสำนวนนี้ ต้องเรียนอธิบดีอัยการเขตตรวจอีกครั้งหนึ่ง นี่คือคดีผมเล่าว่านี่เป็นความผิดต่อแผ่นดินครับ แต่ถ้าเป็นความผิดที่ประชาชนทั่วไปเป็นผู้เสียหาย ผู้เสียหายแม้ว่าอัยการจังหวัดจะสั่งไม่ฟ้อง ผู้เสียหายก็ยังมีสิทธิฟ้องอยู่ สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาได้ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องห่วง ว่าผู้เสียหายจะเสียหายท่านอย่าลืมนอกจากนี้ต่างจังหวัดเรามีอัยการจังหวัดฝ่ายคดีคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชน ยังมีทนายความอาสาที่จะเป็นคนฟ้องให้ในกรณีที่ความผิดต่อ ส่วนตัวที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง นี่คือระบบที่มีการคานกัน แต่ว่าในที่สรุปของคณะกรรมาธิการ การกฎหมายที่บอกว่าจะให้มีตั้งทีมเล็ก ๆ ทีมของปลัดจังหวัด ทีมของตำรวจในจังหวัด มาตรวจ ผมว่าแล้วท่านจะเอาคนที่ไหนมาครับ ไปเพิ่มภาระ ขณะนี้กองบัญชาการตำรวจภาค ไม่รู้จักกับอัยการจังหวัดหรอกเพราะว่าคดีมันมาเยอะเหลือเกิน ต้องมีหลายหน่วยที่จะมา จังหวัดแต่ละจังหวัดคดีเข้ามาเยอะ ผมเรียนท่านนะครับ ท่านผู้แทนราษฎรที่เคารพท่านจะ เห็นว่าสำนวนปกขาว สำนวนปกขาวคือสำนวนที่ตำรวจสั่งไม่ฟ้องเป็นตั้งเลยแต่ละจังหวัด แล้วผมเรียนท่านว่าผมกำลังเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา ทำไมละครับ คดีที่สั่งไม่ฟ้องนี่ผมมีสถิติมาแล้วครับ เมื่อวันที่ร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเข้าสภา ผมจะแสดงให้ท่าน ส.ส. ดูว่าสำนวน ที่ตำรวจจับมาแล้วสั่งไม่ฟ้องกี่เปอร์เซ็นต์ ส่งมาอัยการอัยการสั่งไม่ฟ้องกี่เปอร์เซ็นต์ ที่ตำรวจ สั่งฟ้องแล้วอัยการสั่งไม่ฟ้องกี่เปอร์เซ็นต์ สั่งฟ้องกี่เปอร์เซ็นต์ สำนวนที่อัยการสั่งฟ้องต่อศาล แล้วศาลพิพากษายกฟ้องกี่เปอร์เซ็นต์ ศาลลงโทษกี่เปอร์เซ็นต์ นี่คือเหตุผลที่ทำไมผมเสนอ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้ตำรวจ อัยการ ศาล ให้ทุกคนได้สิทธิประกันตัวเองโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ประกันตัว ยกเว้นเป็นคดีอุกฉกรรจ์ คดีที่มีโทษหนัก ๆ ถ้าเป็นคดีทั่วไปให้ประกันตัวเองโดยห้ามเอาเข้าห้องขัง เพราะจะเอา ผู้ต้องหาซึ่งบางทีเป็นความผิดซึ่งไม่มีปัญหาอะไรเอาไปเข้าห้องขัง เอาเข้าไปในเรือนจำ แทนที่ จะทำให้คนนั้นเป็นคนดีกลับทำให้คนนั้นเป็นคนไม่ดี และจะต้องเสียเงินเสียทองในการเช่า หลักทรัพย์ประกันตัว ท่าน ส.ส. ทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงนี้ท่านต้องเสียค่าประกันตัวทั้งนั้น ท่านต้องเสียค่าประกันตัวให้ประชาชน ซึ่งบางทีเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะต้องเสียค่าเช่าหลักทรัพย์ มาประกันตัวหรอก หรือแม้แต่จะต้องไปจ้างบริษัทประกันภัยมายื่นประกันตัว แล้วจริง ๆ ท่านรู้ไหมการจ้างบริษัทประกันภัยนี่ ๑. ต้องเสียเงิน ๒. ยังต้องหาผู้ค้ำประกันไปค้ำประกัน กับบริษัทประกันภัย นี่คือเหตุผลเยอะแยะที่ผมจะแก้กฎหมาย ๒ ตัวให้พี่น้องประชาชน ผมวิงวอนรัฐบาลช่วยเอากฎหมาย พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ที่แก้ไขให้มีคณะกรรมการตำรวจ ที่มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายเข้าสู่สภาเร็ว ๆ แล้วก็อนุมัติ แล้วอีกอันหนึ่งคือพระราชบัญญัติ แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่จะให้ประชาชนทุกคนสามารถมีการประกัน ตัวเองโดยใช้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเอง ยกเว้นคดีอุกฉกรรจ์ นี่คือวิธีการแก้ปัญหา ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราต้องแก้ไข ผมมีโอกาสมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมก็ปวารณาตัวว่าจะทำ เพื่อประชาชน ขอบพระคุณที่ประธานให้โอกาสผมได้พูดครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป ท่านคารม พลพรกลาง เชิญครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จังหวัดร้อยเอ็ด ก่อนอื่นขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้พูดในเวลา ๗ นาที ก็จะรักษาเวลาอยู่ในเวลานี้ แล้วก็ผมมีโอกาสพูดต่อหน้าอาจารย์กฎหมายคนแรกของผม ก็รู้สึกดีใจ ขอต้อนรับอาจารย์จำนงค์ ไชยมงคล ซึ่งเป็นอาจารย์ทนายคนแรกที่มีโอกาส ได้เกิดในวิชาชีพนี้ก็ขอขอบคุณท่านที่มาเป็นกรรมาธิการ ผมมี ๓ ประเด็นที่จะพูดต่อรายงาน การพิจารณาศึกษา เรื่อง การทบทวนกระบวนการพิจารณาคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ จากคำสั่ง คสช. ผมต้องเรียนว่าคำสั่ง คสช.ที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ เป็นคำสั่งที่ออกมาน่าจะไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป ผมกราบเรียนท่านประธานว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๒ คนที่มีอำนาจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคือพนักงานอัยการ แล้วก็จะเป็น เจ้าหน้าที่ข้าราชการของสำนักอัยการสูงสุด หรือเจ้าพนักงานอื่นก็ได้ เขาเขียนไว้อย่างนี้ครับ นอกจากนั้นเมื่อไปดูรัฐธรรมนูญในหมวด ๑๓ องค์กรอิสระ มาตรา ๒๔๘ องค์กรอัยการ เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนะครับ มีหน้าที่ปฏิบัติในการสั่งฟ้องโดยปราศจากอคติ ตาม วิ. อาญา มาตรา ๒ อย่างที่กราบเรียนท่านไป (๖) พนักงานสอบสวนมีหน้าที่เพียง อำนาจหน้าที่สอบสวน แต่คำสั่ง คสช. ที่ออกมาในปี ๒๕๕๗ หลังจากการยึดอำนาจใหม่ ๆ มันมีที่มาครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าในทางกฎหมายตำรวจเป็นต้นเรื่องของ กระบวนการยุติธรรม ท่านฟังดี ๆ นะครับว่าเมื่อมีการแจ้งความที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สมัยก่อน เขาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพราะว่าจริง ๆ ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาคือกฎหมายมหาชน เพราะฉะนั้นการใช้อำนาจตามกฎหมายมหาชน ที่กระทบต่อประชาชนมันต้องมีการถ่วงดุล เพราะฉะนั้นคำสั่งของอัยการจึงต้องถูกตรวจสอบ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับมอบอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จากรัฐบาลส่วนกลาง ในการไปดูว่าคำสั่งของตำรวจนั้นรังแกชาวบ้านไหมครับ คดีอาญามีหลายประเภท คดีอาญาเล็ก ๆ น้อย ๆ คดีอาญาที่อุกฉกรรจ์ คดีอาญาที่เป็นเชิงแพ่ง บวกอาญาที่กระทบต่อชาวบ้าน บุกรุกที่ดินบ้าง คดีที่มันไม่ใช่เหตุฉกรรจ์ดุลพินิจในการสั่ง ไม่ฟ้องเป็นกรณีที่เกิดประโยชน์ เพราะเหตุว่าถ้าสั่งไม่ฟ้องเขาจะไม่เดือดร้อน เขาคือประชาชน แต่คำสั่งของ คสช. ที่ออกมาในปี ๒๕๕๗ ผมอยากกราบเรียนท่านเป็นรูปธรรมนะครับ คำสั่งนี้ ออกมาก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่สารพิษตกค้างมันตกค้างมาถึงปัจจุบัน ผมจึงเห็นด้วย มุมมองของผมไม่ได้มองในประเด็นที่อาจจะเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป ท่านประธานลองเหลือบไปดู มาตรา ๔๙ รัฐธรรมนูญครับ ขณะนี้รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ เป็นรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐบาลที่เข้ามาตามรัฐธรรมนูญอยู่ก็จริง สมมุติว่ารัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ ไปไม่ได้แล้วอาจจะด้วยเหตุผลประการหนึ่งประการใดไม่ทราบไร้ฝีมือในเชิงบริหาร บริหาร ราชการแผ่นดินเศรษฐกิจไปไม่ได้ เกิดท่านไปไม่ออก ปรึกษาใครก็ไม่ได้ท่านปฏิวัติตัวเอง ท่านยึดอำนาจตัวเอง มีประชาชนคนหนึ่งเห็นว่าการกระทำนั้นจะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ เขามีอำนาจที่จะไปร้องให้อัยการยุติการกระทำนั้น อัยการอาจจะตรวจสอบ ด้วยความรอบคอบตามระเบียบของอัยการ แต่ถ้าอัยการไม่ทำเขาก็ร้องศาลรัฐธรรมนูญได้ ท่านประธานลองไปเหลือบดูวรรคสุดท้าย ไม่ตัดสิทธิที่จะดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำตาม วรรคหนึ่ง วันนี้ สตช. มี ผบ.ตร. ที่เก่ง แต่ถามว่า สตช. อยู่ภายใต้การบริหารกำกับของใคร ของนายกรัฐมนตรีถูกไหมครับ ถ้าเห็นว่าท่านประยุทธ์อาจจะปฏิวัติตัวเอง อันนี้ผมสมมติฐาน ไม่ได้กล่าวหา อันนี้คือการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการ แจ้งความที่ตำรวจแล้วตำรวจท่านนั้น เห็นว่าใกล้เคียงน่าจะเป็นไปได้ ดูแล้วลักษณะแบบนี้อาจจะเข้าข่าย เขารับแจ้งความถูกไหมครับ เขารับแจ้งความหรือเขาไม่รับแจ้งความมันจะต้องไปที่อัยการ แล้วสุดท้ายไปจบที่คำสั่งของ ผู้บัญชาการก็คืออยู่ภายใต้ ใครกำกับดูแลก็คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะฉะนั้นการที่เขียน หรือออกคำสั่งตามคำสั่ง ที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ จึงขัดหลักอย่างยิ่งในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ นอกจากนั้นประเด็นสุดท้าย ขณะนี้ประชาชนที่เขาเดือดร้อนผมจะไม่ไปกล่าวหาตำรวจที่ดี แต่ตำรวจที่ค้าความแจ้งความเสร็จรู้แล้วว่าเส้นทางนี้ต้องไปจบที่ผู้บัญชาการตำรวจทั้ง ๙ ภาค ๑-๔ บ้านผมอยู่จังหวัดร้อยเอ็ด กว่าจะวิ่งไปที่จังหวัดขอนแก่นที่ตั้งผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค ๔ ไปตามคำสั่งก็ไกลแล้วถ้าตามในจังหวัดร้อยเอ็ด ในจังหวัดสุรินทร์ ในจังหวัดบุรีรัมย์ เขาไม่ลำบาก แล้วก็ต้องเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่ามุมมองของผู้ว่าราชการจังหวัด กับผู้บัญชาการตำรวจภาคต่างกันแน่นอน เพราะฉะนั้นต่อรายงานนี้ผมจึงเห็นด้วยว่าในการจะแก้ไขที่จะเปลี่ยนแปลงและต้องมีคณะ อย่างที่ท่านชวลิตขอประทานโทษที่เอ่ยนามที่บอกว่าจะต้องมีคณะกรรมการ ก็เห็นด้วย เพราะหลักการตรวจสอบอำนาจนี้ต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับ วิ. อาญาด้วย วิ. อาญาไม่ได้ให้พนักงานสอบสวนเป็นคนสั่งฟ้อง วิ. อาญาให้พนักงานอัยการเป็นคนสั่งฟ้อง เราก็ต้องยืนหลักนี้ครับ เมื่อวานคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก็ออกมาประมวลกฎหมายอาญา เรื่องทำแท้งก็ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นไปได้ที่อาจจะขัดหรือเปล่าไม่ทราบ เพราะฉะนั้นเรียนว่าผมเห็นด้วยกับรายงานนี้ ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ก็หมดท่านผู้สนใจที่จะอภิปรายนะครับ ความจริงก็ไม่มีใครสงสัยอะไรแล้ว ถ้าท่านประธานกรรมาธิการจะมีอะไรก็เชิญครับ🔗

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่ในฐานะ ประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนครับ ขอขอบคุณความเห็น ข้อสังเกตและการอภิปรายต่าง ๆ ของเพื่อนสมาชิกครับ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้ประโยชน์ เป็นอย่างยิ่งแล้วก็เรียนด้วยความเคารพว่าช่องทางต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องการแก้กฎหมาย เรามีได้หลากหลายช่องทางครับ ช่องทางหนึ่งก็คือถ้าอยากจะแก้มาตรา ๑๔๕/๑ นี่นะครับ ก็มีช่องทางหนึ่งก็คือเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติจัดการแก้ไขปรับปรุงเสียก็เป็นช่องทางหนึ่ง แต่เราคิดกันขึ้นมาในกรรมาธิการว่าเวลาเราจะเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่การพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎรเดี๋ยวนี้ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันทำค่อนข้างยากกว่าเดิม ช้ากว่าเดิม ต้องผ่านกระบวนการ ผ่านการรับฟังความคิดเห็น กว่าจะเข้ามาต่อแถวระเบียบวาระการประชุม ต่าง ๆ แล้วก็ต้องรอดูว่าทางคณะรัฐมนตรีนั้นสนใจในเรื่องนี้ไหม แล้วจะยื่นร่างประกบไหม กว่าจะพิจารณาขั้นตอนต่าง ๆ ยาวไปหมด แต่อย่างน้อยที่สุดถ้าใช้กลไกของการทำงาน ผ่านคณะกรรมาธิการเสนอเป็นรายงานเข้ามาเพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย และนำความเห็นเหล่านี้เสนอต่อองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคต่าง ๆ สนใจวันข้างหน้าเราก็มาลงชื่อแล้วก็เสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติเข้ามา แก้ไขปรับปรุงต่อไปให้บังเกิดผลได้สำเร็จตามข้อเสนอของทางคณะกรรมาธิการนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อให้สภา พิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปรายนะครับ ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมก็จะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องควรทราบหรือควรปฏิบัติเพื่อดำเนินการต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ ซึ่งรายละเอียดข้อสังเกตได้ปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ตามที่นั่งของท่านสมาชิกเพื่อประกอบการพิจารณาแล้วท่านสมาชิกครับ เท่าที่ผมได้ฟังท่านสมาชิกอภิปรายมาก็ไม่เห็นว่าท่านใดมีความเห็นที่แตกต่างหรือขัดแย้ง หรือไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ การอภิปรายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ฉะนั้นผมขอเสนอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ โดยที่ไม่ต้องลงมติ ไม่ทราบว่าสมาชิกท่านใดจะเห็น เป็นอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้าท่านสมาชิก ในห้องประชุมเราไม่เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ผมก็ถือว่าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา ได้เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ต้องขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ และทางกรรมาธิการทุกท่าน ถือว่าจบการพิจารณา ต่อไปจะเป็นการพิจารณา🔗

๔.๒ รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ผลกระทบจากประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ศึกษากรณีการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร การจำกัด เสรีภาพ การแสดงออกและการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน ซึ่งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ก็ขอเชิญ คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ ชุดเดิมนะครับ🔗

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
นายศุภชัย โพธิ์ศุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ด้วยประธาน คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลจากคณะทำงานศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบ จากการกระทำประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการใช้อำนาจ ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามมาตรา ๔๔ ตลอดจนประกาศและคำสั่งของ คณะปฏิวัติอื่น ๆ เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์ ในการพิจารณาผมจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสอง จึงขอเชิญผู้มีรายชื่อ ดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุมครับ ๑. นางสาวสาวตรี สุขศรี คณะทำงาน ๒. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ คณะทำงาน ๓. นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ คณะทำงาน ๔. นายศุภณัฐ บุญสด คณะทำงาน ๕. นายกรณ์ ศินารักษ์ ณ จำปาศักดิ์ คณะทำงานและเลขานุการ ต่อไปขอเชิญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้แถลง เชิญครับ🔗

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ ประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สืบเนื่องจากกรณีที่ผม และเพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา บรรดาประกาศ คำสั่ง คสช. และการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ แต่ในท้ายที่สุดที่ประชุมของ สภาผู้แทนราษฎรของเรามีมติเสียงข้างมากไม่เห็นชอบกับการตั้งแล้วมีความเห็นกันว่า ให้เรื่องนี้ดำเนินการต่อไปโดยคณะกรรมาธิการสามัญคือคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพราะว่าสอดคล้องกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับ ในข้อ ๙๐ (๑) ผมในฐานะประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ในการศึกษาบรรดาประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช. แล้วก็การใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ทั้งหมดทั้งระบบ แต่เนื่องจาก ประกาศคำสั่ง คสช. นั้นตลอดช่วงเวลา ๕ ปีที่ผ่านมามีออกมาเป็นจำนวนมาก ไม่ได้มาก แค่เพียงจำนวนเท่านั้นครับ ยังครอบคลุมไปในเนื้อหาที่กระทบผลในวงกว้างหลากหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก เรื่องของเสรีภาพของสื่อมวลชน เรื่องของศาลทหาร เรื่องของประมง เรื่องของนโยบายทวงคืนผืนป่า เรื่องของการผังเมือง เรื่องของการออกแบบ เขตเศรษฐกิจพิเศษ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เรื่องการปลด การแขวนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องการถอดยศ เรื่องการเรียกรายงานตัวต่าง ๆ หลากหลายเรื่องราว เราจึงตั้งใจว่าจะไปศึกษาแล้วจัดทำรายงานที่เกี่ยวเนื่องในทุก ๆ มิติ ที่ได้รับผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากประกาศคำสั่ง คสช. และ มาตรา ๔๔ ในทุก ๆ มิติ อย่างรอบด้านและทยอยเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในเล่มแรกหรือชุดแรก ชุดที่ ๑ นั่นก็คือรายงานฉบับที่ท่านถือกันอยู่ในมือนี้นะครับ นั่นก็คือเป็นการศึกษาจำเพาะ เจาะจงใน ๓ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ก็คือการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร ประเด็นที่ ๒ ก็คือการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ประเด็นที่ ๓ คือการจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน ผมขออนุญาตไล่เรียงไปทีละประเด็น ดังต่อไปนี้🔗

ประเด็นที่ ๑ การดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหารครับ หลังรัฐประหารวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คสช. ได้ออกประกาศมาหลายฉบับ หลักใหญ่ใจความก็คือว่ากำหนดให้ ศาลทหารมีเขตอำนาจในบางคดีในบางประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่เกี่ยวกับความผิดต่อ ความมั่นคงในราชอาณาจักร ความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช. เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ไปขึ้น ศาลอาญาปกติ แต่ให้มาขึ้นศาลทหาร นี่เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของการเมืองการปกครอง ประเทศไทยภายหลังการรัฐประหารที่ศาลทหารเข้ามาดำเนินคดีเหนือพลเรือน หลังวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีประกาศทำนองนี้ก็จริงว่าเอาพลเรือนไปขึ้นศาลทหาร แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็ออกประกาศให้เอาผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมมานั่งอยู่ในศาลทหารด้วย แต่ครั้งนี้เป็น ประวัติศาสตร์หน้าใหม่จริง ๆ คือศาลทหารล้วน ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตุลาการทหารทั้งหมด เป็นคนตัดสินคดีพลเรือน จากสถิติที่เราได้รวบรวมมาทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดโดยตลอดได้มาชี้แจงแล้วก็เอาตัวเลขมาให้เราดูครับ จำนวนคดี ทั้งหมด พลเรือนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารตามประกาศ คสช. นี้มีทั้งสิ้น ๑,๘๘๖ คดี มีจำเลย ซึ่งมีสถานะเป็นพลเรือนต้องไปขึ้นศาลทหารทั้งหมด ๒,๔๐๘ ราย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่เพียงกระทบ ต่อพี่น้องประชาชนสิทธิมนุษยชนของพลเมืองไทยทั้งหลายเท่านั้น แต่ในทางการยอมรับนับถือ จากนานาอารยประเทศที่เขาปกครองกันในระบอบประชาธิปไตย เขาก็ตั้งคำถามเรื่องนี้มาว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ให้ศาลทหารดำเนินคดีต่อพลเรือน ปัญหาของศาลทหารมีหลากหลายเรื่อง เนื่องจากศาลทหารของประเทศไทยออกแบบมาไม่ได้ตามมาตรฐานสากล มาตรฐานสากล ที่ผมว่านั้นก็คือตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่เราเรียกกันว่า ไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) นั่นเรื่องที่ ๑ และยังมีข้อตกลงระหว่างประเทศอันหนึ่งที่ทางสหประชาชาติได้ตั้งกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมา เพื่อศึกษา เพื่อออกแบบแสตนดาร์ด (Standard) หรือมาตรฐานของประเทศที่ต้องการให้มี ศาลทหารต่อไป โดยคณะทำงานชุดนี้คือศาสตราจารย์กฎหมายชาวฝรั่งเศสชื่อเอ็มมานูเอล เดอโก (Emmanuel Decaux) เราเคยเรียกกันเล่น ๆ ว่าหลักการเดอโก (Decaux) หลักการ เดอโก (Decaux) ทั้งหมดจะพูดว่าถ้าประเทศใดยังต้องการให้มีศาลทหารต่อ ต้องอย่างน้อย ได้มาตรฐานขั้นต่ำตามที่เขากำหนด ซึ่งศาลทหารไทยสอบตกไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นพอเรา นำพลเรือนขึ้นไปอยู่ในศาลทหารจึงมีปัญหาดังต่อไปนี้ครับ ๑. ตุลาการศาลทหารไม่ได้เป็น ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทั้งหมด ไม่ได้จบนิติศาสตร์บัณฑิต ไม่ได้เรียนเนติบัณฑิตไทยทั้งหมด แตกต่างจากผู้พิพากษาในศาลอื่น ๆ พูดกันง่าย ๆ ครับ ก็คือมีตุลาการที่จบนิติศาสตร์มา จบกฎหมายมาแล้วก็มีตุลาการอีกบางท่านในศาลทหารนั้นไม่ได้เรียนกฎหมายเลยแต่กลับมา ตัดสินคดี เช่นเดียวกันครับศาลทหารของประเทศไทยนั้นขาดความเป็นกลางและเป็นอิสระ เพราะว่าสังกัดกระทรวงกลาโหม ผู้บังคับบัญชาก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังมีประเด็นปัญหาเรื่องกระบวนการพิจารณาคดีที่ไม่ได้ให้หลักประกันในการต่อสู้โต้แย้งคดี แก่ผู้ถูกดำเนินคดีในศาลทหารได้ตามมาตรฐานสากล นอกจากนั้นจำเพาะเจาะจงอย่างยิ่ง กรณีหลังรัฐประหารวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ส่วนใหญ่แล้วพลเรือนที่ถูกดำเนินคดี ในศาลทหารพูดกันง่าย ๆ คือเขามักจะออกไปต่อต้านการยึดอำนาจ เขามักจะออกไปเรียกร้อง ไม่เห็นด้วยกับ คสช. เขามักจะออกไปเรียกร้องไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ ซึ่งมาจากการยึดอำนาจในเวลานั้น นั่นหมายความว่าคู่กรณี คู่ขัดแย้งของเขานั่นก็คือคน ที่ครองอำนาจเป็นรัฐบาลเป็น คสช. แต่ในขณะเดียวกันเขากลับถูกดำเนินคดีในศาลทหาร ซึ่งศาลทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมอยู่ภายใต้รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ที่มาจากการยึดอำนาจ ในช่วงเวลานั้น ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากอย่างยิ่งที่เราจะเชื่อมั่นได้ว่าพลเรือนที่ถูกดำเนินคดี ในศาลทหารนั้นจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม จากการศึกษาของคณะทำงาน ก็มีข้อเสนอดังต่อไปนี้ หลังจากผ่านมาแล้ว ๕ ปีเศษ ๆ คดีความต่าง ๆ ที่ไปอยู่ในศาลทหาร เกือบ ๒,๐๐๐ คดีก็มีหลากหลายรูปแบบ ขอแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มที่ ๑ นั่นก็คือ กลุ่มที่ศาลทหารมีคำพิพากษาเสร็จสิ้นไปแล้ว กลุ่มที่ ๒ คือศาลทหารยังพิจารณาพิพากษา ไม่แล้วเสร็จ ต่อมาภายหลังมีคำสั่งของหัวหน้า คสช. ออกมาบอกว่าให้โอนคดีที่ค้างอยู่ใน ศาลทหารกลับไปที่ศาลยุติธรรม ในกลุ่มที่ ๑ คดีที่ศาลทหารพิจารณาแล้วเสร็จเรามีความเห็น ว่ากรณีที่เป็นความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช. ควรจะต้องมีการออกกฎหมายประกาศ คืนความบริสุทธิ์ให้แก่จำเลยเหล่านั้นและเยียวยาค่าเสียหาย ในกรณีของความผิดอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้จำเลยมีสิทธิในการขอดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ นี่คือกลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ ศาลทหารพิพากษาเสร็จกันไปแล้ว กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มที่ศาลทหารยังพิพากษาไม่แล้วเสร็จ และตอนนี้โอนคดีกลับไปที่ศาลยุติธรรมตามระบบปกติ สำหรับจำเลยที่อยู่ในกระบวนการ พิจารณานั้นในกรณีความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช. เรามีความเห็นว่าให้เขียนกฎหมาย กำหนดให้ศาลยุติธรรมจำหน่ายคดีออกทันที ส่วนจำเลยอื่น ๆ ที่ฝ่าฝืนกฎหมายอื่น ๆ ก็ให้ มีสิทธิในการร้องขอต่อศาลยุติธรรมขอดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ นี่คือข้อเสนอของเรา ในประเด็นที่ ๑ เรื่องการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร🔗

ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก เรื่องของเสรีภาพในการ แสดงออกนั้นเรามีประกาศคำสั่งที่สำคัญ ๆ อยู่ ๒ ฉบับ ก็คือประกาศที่ว่าด้วยการห้ามชุมนุม ทางการเมือง ตัวเลขที่เรามักพูดถึงกันอยู่บ่อย ๆ ตรงนั้นประกาศที่ ๓/๕๘ เกี่ยวกับการห้ามชุมนุมในทางการเมืองต่าง ๆ ข้อเสนอแนะ ผมขออนุญาตเอาตัวเลขให้ดูนิดหนึ่งเป็นตัวเลขในทางสถิติเพื่อให้เห็นว่าในอดีตที่ผ่านมา กลุ่มบุคคลที่ถูกจับกุมคุมขังเกี่ยวกับกรณีละเมิดฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช. ที่จำกัดเสรีภาพ ในการแสดงออกเสรีภาพในการชุมนุมทางการเมืองนั้น ตัวเลขที่ทางคณะทำงานได้รับฟัง ข้อชี้แจงจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เขาติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ทั้งหมด กลุ่มที่ชุมนุมทางการเมือง ฝ่าฝืนประกาศที่ ๗/๕๗ แล้ว ๓/๕๘ มีจำนวนทั้งหมด ๔๒๑ ราย ที่ถูกดำเนินคดี ในขณะเดียวกันก็มีกรณีพิเศษอีกก็คือกลุ่มคนที่ถูก คสช. ออกคำสั่งเรียก ให้มารายงานตัวแล้วไม่มารายงานตัวทำให้มีโทษ ทั้งหมดตอนนี้มีอยู่ ๑๔ รายที่ถูกดำเนินคดี ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม เป็นอดีตนักการเมือง แล้วบางท่านก็เป็น ส.ส. อยู่ปัจจุบันนี้ด้วย ผมขออนุญาตเอ่ยนาม เช่น คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ตอนนี้ก็ยังถูกดำเนินคดีอยู่ คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ คุณเยี่ยมยอด ศรีมันตะ คุณทอม ดันดี คุณจิตรา คชเดช นักกิจกรรม สหภาพแรงงาน ศาสตราจารย์ดอกเตอร์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณสิรภพ ท่านสงวน พงษ์มณี ส.ส. ลำพูนจากพรรคเพื่อไทย นี่เป็นตัวอย่างที่ถูกคำสั่งเรียกมารายงานตัว แล้วไม่ไปรายงานจนต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด ทั้งสิ้น ๑๔ ราย คณะทำงานเรามีข้อสังเกตและมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้เกี่ยวกับกรณี การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก🔗

ข้อ ๑ ก็คือให้ยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ทุกฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกครับ ตอนนี้มีการยกเลิกไปบางส่วนแล้ว แต่ก็มีอีกหลายส่วนยังไม่ยกเลิก เรามีความเห็นว่าให้ตามไปยกเลิกให้หมด เช่นเดียวกัน บรรดาคดีความที่สืบเนื่องต่อเนื่องกันไปแล้วยังไม่แล้วเสร็จ ให้จัดการยุติคดีความเหล่านี้ ทั้งหมด แล้วที่สำคัญคือควรจะต้องตั้งระบบการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้กับผู้ถูกจับกุมคุมขัง ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช. เหล่านี้ด้วย🔗

ประเด็นที่ ๓ เกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชนจากการรวบรวมข้อมูล ของคณะทำงานมาครับ การจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน คสช. เขาไม่ได้จำกัดเอาโดยตรง แต่เขาไหว้วานให้ทาง กสทช. ให้ทำครับ กสทช. เมื่อสักครู่นี้ที่เราก็เพิ่งพูดกันเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติที่จะเข้ามาแก้ไขปรับปรุง กสทช. เราบอกว่าเป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ กำกับดูแลกิจการวิทยุ โทรทัศน์ คมนาคม สื่อต่าง ๆ แต่ว่าช่วงหลังรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ คสช. ได้ออกประกาศหลายฉบับมา แล้ว กสทช. ก็เอาประกาศเหล่านั้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการ จำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นสั่งปิด สั่งลงโทษ สั่งปรับ หรือเรียกไปเซ็นข้อตกลงร่วม เอ็มโอยู (MOU) ที่บรรดาสื่อมวลชนรู้จักกันดี จากรวบรวมของคณะทำงานมีทั้งสิ้น ๕๙ ราย ที่ได้รับผลกระทบจากการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน รายละเอียดทั้งหมดทั้งสิ้น ท่านอ่านได้ จากรายงานชิ้นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านหลังภาคผนวกรวบรวมไว้อย่างละเอียด คณะทำงาน ได้รวบรวมมาว่าสื่อช่องไหนโดนบ้างแล้วก็โดนปรับ โดนสั่งงดออกอากาศ เซ็นเอ็มโอยู (MOU) กี่ฉบับ โดนตักเตือน โดนเพิกถอนใบอนุญาตมีกี่รายมีอยู่ในภาคผนวกทั้งหมด ข้อเสนอของ ทางคณะทำงานก็คือ ข้อที่ ๑ เราขอให้มีการยกเลิกบรรดาประกาศคำสั่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ การจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน นอกจากนั้นหน่วยงานภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลเสียที ถึงเวลา ที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลเสียทีว่าที่ผ่านมา ๕ ปีทำอะไรไปบ้างในการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน เพราะหลายครั้งเรามักจะได้ยินได้ฟังว่ามันมาจากการขอความร่วมมือให้ปิด ขอความร่วมมือ ให้เซนเซอร์ (Sensor) กระบวนการเหล่านี้ช่วยเอาตัวเลข เอาข้อมูลมาเปิดเผยให้ดูหน่อยว่า ท่านทำกันไปแล้วกี่ราย นอกจากนั้นมีประกาศ คสช. ฉบับพิเศษฉบับหนึ่งเขาเรียกฉบับที่ ๒๖/๒๕๕๗ เรื่องเกี่ยวกับการตั้งคณะทำงานติดตามสื่อออนไลน์ (Online) ฉบับนี้เป็นฉบับพิเศษ จริง ๆ เพราะเป็นฉบับที่หาไม่ค่อยเจอไม่รู้มันอยู่ที่ไหน มีความพยายามไปค้นไปหากันว่า ในราชกิจจานุเบกษามีไหมอะไรต่าง ๆ ในคณะทำงานมีใครบ้าง เป็นประกาศที่ลึกลับที่สุด ในบรรดาประกาศ คสช. ทั้งหมด ดังนั้นฉบับนี้ควรยกเลิกเสีย และสุดท้ายคือข้อเสนอคือ ให้ชดเชยเยียวยาค่าเสียหายให้แก่สื่อมวลชน ที่เขาได้รับผลกระทบจากการถูกจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชนในช่วงตลอดเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดคือรายงานการพิจารณาศึกษาผลกระทบจากประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่ง หัวหน้า คสช. ศึกษาเฉพาะ ๓ ประเด็น การดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร การจำกัดเสรีภาพ ในการแสดงออก การจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน ทั้งหลายทั้งปวงที่คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาเรื่องนี้หลักใหญ่ใจความที่เราตั้งพื้นฐานอยู่นั่นก็คือเรื่องของหลักการประชาธิปไตย ณ วันนี้บ้านเมืองทยอยกลับเข้ามาสู่ระบบปกติแล้ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกลับไป พิจารณาทบทวนการปกครองในช่วงอำนาจพิเศษในช่วงที่คณะรัฐประหารครองอำนาจ ตลอด ๕ ปีว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดเสรีภาพในเรื่องอย่างไรบ้าง อย่างน้อยบันทึก ให้เป็นสถิติเก็บเอาไว้ แล้วเราพอจะมีหนทางเยียวยาแก้ไขอดีตได้หรือไม่ เพื่อให้ปัจจุบันนั้น ดีขึ้นและเพื่อให้อนาคตนั้นดีกว่าเดิมครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปจะเป็น การอภิปรายร่วมของท่านสมาชิกที่สนใจนะครับ เชิญท่านรังสิมันต์ โรม ครับ🔗

นายรังสิมันต์ โรม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ หลังจากที่รัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นการรัฐประหารที่ใช้กำลังทหาร คณะรัฐประหารในเวลานั้นก็คือ คสช. ได้ออกประกาศหรือคำสั่งจำนวนมากที่มีลักษณะ ในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน คำสั่งเหล่านี้แท้ที่จริงแล้วก็เป็นคำสั่งที่เข้าไปคุกคาม ต่อสิทธิของประชาชนที่มี อีกด้านหนึ่งเนื้อหาสาระของคำสั่งนี้แท้ที่จริงก็คือเป็นการประกัน ว่าระบอบการปกครองที่ คสช. นำมาจะมั่นคงและสถาพรไม่มีใครกล้าที่จะท้าทาย ความจริง การที่ประชาชนออกมาต้าน คสช. นั่นก็เพราะเขาเห็นว่าการรัฐประหาร ระบอบรัฐประหาร คือระบอบที่ไม่สามารถให้ผลประโยชน์แก่ประชาชนได้ เป็นระบอบที่บั่นทอนประชาธิปไตย การบั่นทอนประชาธิปไตยย่อมหมายความว่าเป็นการบั่นทอนอำนาจของประชาชน ซึ่งเท่ากับ เป็นการเปลี่ยนประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือเจ้าของบ้านให้เป็นเพียง ผู้อยู่อาศัยเท่านั้น สภาพเช่นนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่เวลาเกิดการรัฐประหารประชาชนเขาจึง ออกมาต่อต้าน เพราะคนที่สูญเสียประโยชน์ลำดับแรกสุดหลังจากที่มีการรัฐประหารก็คือ ประชาชน ปรากฏว่าประชาชนที่เขาออกไปต่อต้านการรัฐประหารความจริงถ้าเขาไปต่อต้าน หรือเขาไปพูดในลักษณะที่ต่อต้านการรัฐประหารในเวลาที่เรายังไม่มีรัฐประหาร ประชาชน ผู้นั้นอาจจะได้รับการนับถือจากสังคมว่าเป็นคนที่ทำเพื่อชาติบ้านเมือง แต่พอเราอยู่ในระบอบ การรัฐประหารทำสิ่งเดียวกัน และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นคดีความ และคดีความเหล่านี้เป็นกลไก ที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นมาไปฟ้องประชาชนทำให้ประชาชนซึ่งเดิมทีเขาเป็นเจ้าของบ้าน เขาถูกฟ้องดำเนินคดี ซึ่งจุดมุ่งหมายของการทำลักษณะเช่นนี้ก็คือทำให้ประชาชนนั้น หวาดกลัวไม่กล้าที่จะท้าทายต่ออำนาจของคณะรัฐประหาร ท่านประธานครับ ความจริงแล้ว วิญญูชนพึงรู้ได้ว่าการรัฐประหารนั้นมันคือการชิงอำนาจรัฐจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วตั้งตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ การกระทำลักษณะนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายมีโทษสูงสุด คือการประหารชีวิต ความผิดลักษณะนี้เป็นความผิดที่มีความสำคัญและกระทบต่อประชาชน ทุกคนในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แต่ปรากฏว่าคณะรัฐประหารกลับสามารถ ดำเนินคดีฟ้องร้องกับประชาชนที่ต่อต้านได้อยู่ตลอดเวลา เท่ากับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ ๒๒ พฤษภาคมเป็นต้นมา เราปล่อยให้คนชั่วฟ้องคนดี เราปล่อยให้โจรฟ้องเจ้าของบ้าน สภาพเช่นนี้หากยังคงต่อไปเรื่อย ๆ แม้วินาทีเดียวเป็นสภาพที่ไม่ปกติและเป็นผลร้ายต่อประเทศชาติ ด้วยเหตุนี้ท่านประธานครับ เราจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาประกาศและคำสั่งของ คสช. ที่กระทบต่อประชาชน เพราะคำสั่ง เหล่านี้นอกจากละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้วยังให้อำนาจต่อศาลทหาร ซึ่งเราต่างรู้ กันดีว่าเป็นศาลที่ไม่ได้มีความเป็นอิสระอะไร ในการพิจารณาคดีต่อประชาชนที่กำลังกระทำ ต่อประเทศชาติและประชาชนด้วยกันเพื่อผลประโยชน์ที่ดีงาม ท่านประธานครับ การปล่อยให้ สภาวะที่ให้ศาลของศาลทหารเข้ามาพิจารณาคดี โดยพิจารณาคดีที่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับ ประกาศหรือคำสั่งของ คสช. เท่ากับว่าเรากำลังปล่อยให้กลไกยุติธรรมมีลักษณะของการ ชงเองกินเอง ถามว่าทำไมผมถึงต้องเรียนกับท่านประธานแบบนี้ก็เพราะว่าคนที่ออกกฎหมาย หรือสิ่งที่เขาเรียกกันว่ากฎหมายก็คือ คสช. ศาลทหารก็สังกัดกระทรวงกลาโหมกระบวนการ พิจารณาอยู่ภายใต้ คสช. ทั้งสิ้น นี่ยังไม่นับว่าคนที่ไปตามจับประชาชนก็คือคนที่เกี่ยวข้อง กับ คสช. อีก เราจะเห็นว่ากระบวนการเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดเป็นกระบวนการ ที่เกี่ยวพันกับ คสช. ทั้งสิ้น เป็นกระบวนการที่เกี่ยวพันกับคณะรัฐประหารทั้งสิ้น ดังนั้น ผมจึงสนับสนุนรายงานฉบับนี้ ผมในฐานะที่เป็นคณะทำงานและเป็นกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จึงมีความประสงค์ที่จะสนับสนุนให้รายงานฉบับนี้ไปสู่รัฐบาล เพื่อให้แก้ไขความกลับตาลปัตร เพื่อให้ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีได้รับการเยียวยาและ คืนความเป็นธรรมให้กับพวกเขา ผมเห็นควรว่าในสถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลจะต้องสร้าง หลักประกันว่าพลเรือนจะต้องไม่กลับไปถูกพิจารณาในศาลทหารอีก บรรดาประกาศหรือว่า คำสั่งของ คสช. ที่ยังคงมีอยู่จะต้องถูกยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนไปเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ในระบอบประชาธิปไตย ส่วนผู้ที่ได้รับผลร้ายจากการกระทำ ประกาศ คำสั่ง หรือศาลทหาร รัฐบาลจะต้องนำกระบวนการการเยียวยาให้กับประชาชนเหล่านี้ต่อไป ผมจึงขอเสนอไปยัง ท่านประธานครับว่ารายงานฉบับนี้ซึ่งเป็นรายงานฉบับประวัติศาสตร์ เป็นรายงานที่ศึกษา ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก คสช. นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ผมมีความคาดหวังว่าจะไม่เป็นรายงานที่ส่งไปแล้วก็ถูกโยนทิ้งหรือเก็บเข้าลิ้นชัก แต่จะต้องมีการนำไปใช้ให้เกิดผลปฏิบัติอย่างแท้จริงต่อไป ว่ากันว่าท่านประธานครับ ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม วันนี้ความอยุติธรรมมันเกิดขึ้นมานานแล้วครับ อย่าปล่อยให้นานกว่านี้ ผมมีความคาดหวังว่าท่านประธานจะส่งไปยังท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีตต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล เชิญครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จากจังหวัดนครปฐม ท่านประธานที่เคารพคะ คสช. ผู้เปราะบางและอ่อนไหวได้พาสังคมไทย ของพวกเราย้อนยุคกลับไปหลายสิบปีนะคะ เพราะว่าครั้งสุดท้ายที่มีการนำพลเรือนไปขึ้น ศาลทหารเกิดขึ้นในยุค ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ หลังรัฐประหารเพียง ๓ วัน คสช. ได้ออกคำสั่งให้ มีบางคดีจะต้องไปขึ้นศาลทหาร เช่น คดีความมั่นคง หลังจากนั้นการตีความคดีความมั่นคง ก็ตีความอย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งคนออกไปเรียกร้องการเลือกตั้งไม่กี่คนก็โดนคดีความมั่นคง ออกไปชู ๓ นิ้วสัญลักษณ์ ต้านรัฐประหารแม้กระทั่งไปยืนเฉย ๆ หรือไปกินแซนด์วิช (Sandwich) ก็ถูกข้อหาความมั่นคง เช่นเดียวกัน เรื่องที่ย้อนแย้งที่สุดก็คือกรณีหนึ่งที่ขอบันทึกไว้ในทีนี้คือกรณีที่ผู้ต้องหาคนเดียว คือนายพันศักดิ์ ศรีเทพ ที่เดินทางด้วยเท้าเปล่าจากบ้านที่บางบัวทองเพื่อจะไปให้ปากคำ ที่ สน. ปทุมวัน ปรากฏว่าการเดินคนเดียวครั้งนั้นถูกเจ้าตำรวจมารุมจับ รุมจับตัวแจ้งข้อหา ว่ามีการชุมนุมเกิน ๕ คน เป็นการบวกเลขผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กลัวคำสั่งของ คสช. มาก มันย้อนแย้งอย่างไรคะ มันย้อนแย้งตรงที่ปัญหาความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของเราที่มีเหตุก่อการร้ายที่รุนแรง คนเหล่านั้นกลับขึ้นศาลพลเรือนตามปกติ แต่ประชาชน มือเปล่าในเมืองหลวงต้องไปขึ้นศาลทหาร การนำพลเรือนไปขึ้นศาลทหารเป็นการทำผิด พันธสัญญากฎหมายระหว่างประเทศ และศาลทหารของไทยก็ไม่ได้มีความเป็นอิสระอย่างที่รู้กัน อยู่แล้วว่าขึ้นอยู่กับกระทรวงกลาโหม รวมทั้งผู้พิพากษา ตุลาการในศาลชั้นต้นของศาลทหาร ๓ คนก็ถูกแต่งตั้งโดยกระทรวงกลาโหมและใน ๓ คนนี้มีเพียงคนเดียวที่จบนิติศาสตร์ อีก ๒ คนไม่ใช่ นอกจากนั้นแล้วศาลทหารยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อตุลาการซึ่งอันนี้ต่างจาก ศาลพลเรือน ไม่มีการเปิดเผยชื่อตุลาการและไม่มีการอนุญาตให้คัดรายงานกระบวนการ พิจารณาด้วย นอกจากศาลทหารจะไม่มีความเป็นอิสระและไม่มีความเป็นกลางแล้วยังมี การดำเนินคดีที่ล่าช้าอย่างที่สุด เพราะว่ามีปัญหาในการนัดพยาน ไม่มีระบบระเบียบในการ นัดพยานเหมือนในศาลพลเรือน ดิฉันจะขอยกตัวอย่างคดีของคุณสมอลล์ บัณฑิต อานียา ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ ใช้เวลาถึง ๔ ปี ในการนำสืบพยานเพียง ๑๐ ปาก เฉลี่ยแล้ว ๑ ปี ศาลทหารสืบพยานได้เพียง ๒ ปากค่ะท่านประธาน คดีนายสิรภพข้อหา ๑๑๒ แพร่บทกลอน และบทความทางการเมืองลงเว็บไซต์ (Website) ถูกศาลทหารควบคุมตัวไว้ ๔ ปี ๑๑ เดือน ๑๑ วัน รวมเป็น ๑,๘๐๗ วัน ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ดิฉันถามว่า ๔ ปีกว่าของคน ที่บริสุทธิ์คนหนึ่งหรือคนที่ยังไม่ได้ถูกตัดสินเราจะชดเชยให้เขากันอย่างไร อีกคดีหนึ่งเป็นคดี ของผู้ป่วยจิตเวชหญิง ทั้ง ๆ ที่มีคำยืนยันจากนายแพทย์สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์มายัง ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๔ แล้วว่าผู้ป่วยหญิงคนนี้เป็นคนที่ป่วยทางจิต แต่เป็นอย่างไรคะ ท่านประธาน หลังจากที่ได้รับคำยืนยันจากแพทย์แล้วหญิงผู้ป่วยทางจิตคนนี้ยังจะต้องถูก จำคุกต่อไปอีกถึง ๘ เดือนก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ความล่าช้าคือความอยุติธรรม ศาลทหารยังเรียกหลักทรัพย์ในการประกันปล่อยตัวชั่วคราวในอัตราที่สูงกว่าศาลปกติ เช่น กลุ่มคนอยากเลือกตั้งคดียูเอ็น (UN) ๖๒ แกนนำกลุ่ม ๑๕ คนถูกเรียกเงินประกันตัว เป็นจำนวนสูงถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้แล้วศาลทหารยังผิดหลักการพิจารณาคดี โดยเปิดเผยจากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชนมีอย่างน้อย ๒๔ คดีที่มีการสั่ง ให้พิจารณาเป็นการลับ โดยไม่ให้มีแม้กระทั่งผู้สังเกตการณ์ และไม่ให้มีการจดรายงานบันทึก การพิจารณาคดีในศาล รวมทั้งไม่ให้เผยแพร่กระบวนการพิจารณา ที่สำคัญก็ห้ามไม่ให้ สื่อมวลชนเสนอข่าวด้วยค่ะท่านประธาน ๒๔ คดีเป็นอย่างต่ำ อีกทั้งอันนี้สำคัญเมื่อมีคำสั่ง คสช. ยกเลิกการดำเนินคดีในศาลทหาร คดีทั้งหมดต้องโอนไปยังศาลอาญา ปรากฏว่า ศาลอาญาไม่สามารถนับหนึ่งใหม่ได้ ศาลอาญาต้องพิจารณาคดีต่อจากศาลทหารที่ทำมาแล้ว มีใครทราบไหมว่ามาตรฐานในการทำงานที่ต่างกัน คุณวุฒิของผู้พิพากษาที่ต่างกันของ ๒ ทหารของ ๒ ศาลคือศาลทหารและศาลอาญาจะทำให้ผู้พิพากษาในศาลอาญารู้สึกอย่างไร ท่านจะมีความอึดอัดใจมากแค่ไหนที่จะต้องมารับขยะจากศาลทหารขึ้นไปพิจารณาคดี เห็นได้ชัดว่าการที่ คสช. ให้พลเรือนไปขึ้นศาลทหารนอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับ ปัจเจกชนแล้วยังทำลายโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย ดิฉันอยากจะถาม คสช. ไปดัง ๆ ว่าความเสียหายในการละเมิดสิทธิมนุษยชนและให้ประชาชน ไปขึ้นศาลทหาร ความระยำตำบอนเช่นนี้ใครเป็นผู้รับผิดชอบ การกระทำที่มันไม่ถูกต้อง ทั้งหลายในประเทศนี้จะต้องมีคนรับผิดชอบ ดิฉันขอเสนอความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณี ที่ดิฉันมีความรู้สึกว่าเพื่อความไม่เหลื่อมล้ำขอเสนอให้เจ้าหน้าที่ทหารที่ทำผิดคดีอาญาทั่วไป เช่น คดีลัก วิ่ง ชิง ปล้นทั้งหลาย หรือคดีทำร้ายร่างกาย คดีค้ายาเสพติด หรือคดีค้ามนุษย์ ให้เจ้าหน้าที่ทหารมาขึ้นศาลอาญาเหมือนกับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องขึ้นศาลอาญาและ เหมือนประชาชนทั่วไปที่ต้องขึ้นศาลอาญา เพราะว่ามันมีผลในการที่ผู้เสียหายจะไม่สามารถ เป็นโจทก์ร่วมกับอัยการทหารได้ในกรณีที่จำเลยเป็นทหาร เช่น ถ้าเกิดมาทำร้ายร่างกาย เพื่อนฝูงเรา ลูกหลานของเรา เราไม่มีสิทธิ พ่อแม่ไม่มีสิทธิที่จะเป็นพยาน ไม่มีสิทธิที่จะเข้า เป็นโจทก์ร่วมกับอัยการทหารค่ะ🔗

(นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวนะครับ ท่านสนอง คุณอมรัตน์กำลังจะจบแล้วนะครับ🔗

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมอยากให้การอภิปรายของท่านสมาชิกได้ใช้วาจาที่สุภาพนะครับ จึงขอประท้วงตามข้อ ๗๑ และข้อ ๖๙ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นไม่วนเวียน ซ้ำซาก เมื่อสักครู่นี้ผู้อภิปรายใช้คำว่า ศาลทหารทำระยำตำบอนในการตัดสิน ผมว่าไม่ถูกต้องเลย ทุกองค์กรเขาก็มีความรับผิดชอบ เช่นเดียวกัน ท่านเห็นไม่ดีอย่างไรก็ควรจะใช้วาจาการอภิปรายอยู่ในขอบเขตให้สุภาพเรียบร้อย ให้สมกับเป็นสมาชิกผู้มีเกียรติ ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วยครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณอมรัตน์ครับ ที่จริงผมก็ฟังคุณอมรัตน์อภิปราย บางคำพูด บางประโยคอาจจะหมิ่นเหม่อยู่บ้าง ฉะนั้น อยากจะให้ระมัดระวังเรื่องการใช้คำพูดที่รุนแรงไปบ้างนะครับ ก็ไม่ถึงขนาดจะให้ถอนคำพูด แต่ขอตักเตือนไว้นิดหนึ่งนะครับ ตอนนี้จะหมดเวลาแล้วสรุปได้เลยครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณมากค่ะ ดิฉัน ขอชี้แจงเพิ่มเติมนิดหนึ่งนะคะ คำว่า ระยำตำบอน ดิฉันไม่ได้กล่าวหาศาลทหารค่ะ ดิฉัน กล่าวหา คสช. ค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คือกล่าวหาใคร ก็คงไม่เหมาะ มันจะเป็นคำพูดที่ไม่ค่อยเหมาะ ฉะนั้นก็ไม่อยากจะให้ใช้คำพูดนี้นะครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แบบบัญชีรายชื่อ

ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ อีกนิดหนึ่ง นะคะท่านประธาน ถึงแม้ คสช. จะสิ้นอำนาจไปแล้วแต่ผลพวงของการกระทำของ คสช. ของเผด็จการชุดนี้จะยังอยู่กับสังคมไทยเราไปอีกนานหลายปี และดิฉันยินดีที่มีผลการศึกษา จากคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้นะคะ และดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ประเทศไทยเราจะต้อง เดินหน้าต่อไป โดยใช้แนวทางจากผลการศึกษาชุดนี้ไปปฏิบัติเพื่อให้การรัฐประหารที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาเป็นครั้งสุดท้าย ขอบคุณมากค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเป็นท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ มีท่านสุพิศาลกับท่านวิโรจน์ขอมาท่านละ ๑๕ นาที ผมขอปรับเวลาท่านพิศาลกับท่านวิโรจน์ขอท่านละ ๑๐ นาที เนื่องจากว่ามีท่านสมาชิกเรา ได้ยื่นความจำนงขออภิปรายจำนวนหลายท่านนะครับ เชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาลครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อีก ๓ นาทีก็ยังดีครับ ที่จริงผมเตรียมมา ๖ แผ่น เฉลี่ยแล้วมันน่าจะสัก ๓๐ นาที แต่ก็ไม่เป็นอะไรนะครับ ตลอด ๕ ปีที่แล้วมาผมก็จะพูดซ้ำในเรื่องของการประกาศ คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า โดยเฉพาะกรณีศึกษาผลกระทบการพิจารณาคดีพลเรือน ขึ้นศาลทหารที่ คสช. ใช้คำสั่งที่ ๓๗ ๓๘ ๕๐/๕๗ ที่เห็น ๆ อยู่ กราบเรียนว่าผมเห็นด้วยกับ คณะทำงานของท่านอาจารย์ปิยบุตรอย่างยิ่งเลยครับ แต่ก็จะมีข้อสังเกตเพิ่มอีกนิดหนึ่งว่าความจริงที่ถูกต้องควรส่งไปให้รัฐบาลดู ท่านครับคำพูดนี้ชัด และควรจะส่งด้วยเนื้อหาที่มีคุณภาพในเอกสารเล่มนี้แต่ถ้าเติมของผมอีกหน่อยก็จะดีนะครับ ผมจะมีเพิ่มเติมนิดหน่อย ขอกราบเรียนว่า คสช. มุ่งเน้นที่จะใช้ศาลทหารเป็นกลไกหรือ เครื่องมือหลักใน ๕ ปีที่ผ่านมาในช่วงที่ยึดอำนาจ แน่นอนครับ เขาต้องมีเครื่องมือที่จะ ปราบปรามพลเรือนที่เห็นต่าง ความเห็นต่างเขาเรียกไม่ทำให้บ้านเมืองเป็นปกติ ถ้าอย่างนั้น ชาตินี้ต้องทำให้บ้านเมืองเป็นปกติ เมื่อเป็นปกติได้ก็ต้องเก็บคนที่เห็นต่างจึงต้องใช้อำนาจ ศาลทหารโดยใช้อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ที่ยึดมาจากประชาชน แน่นอนครับ แต่เรื่องของเรื่อง ก็คือการใช้ตลอดที่ผ่านมามีผลกระทบแน่นอนครับ ปรากฏอยู่ ๑,๘๐๐ กว่ารายที่ท่านอาจารย์ พูดไปแล้วโดยเฉพาะถ้าผมจะบอกว่าจริง ๆ แล้วอำนาจของศาลทหารนี้ไม่ใช่มีแค่คำสั่ง คสช. ท่านกลับไปดูในพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ในมาตรา ๑๖ เขียนเลย ว่าบุคคลใดที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารมี ๑-๘ แต่อันที่ ๗ (๗) เขาบอกว่าบุคคลซึ่งต้องขัง หรืออยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานฝ่ายทหารโดยชอบด้วยกฎหมายก็ต้องขึ้นศาลทหาร เห็นไหมว่าบุคคลคนนี้ต้องขึ้นอยู่แล้ว ถูกคุมขังก็ต้องถูกไม่ใช่ทหารครับ ทหารมีอีก ๗ วงเล็บ นี่วงเล็บต่างหากเป็นบุคคลธรรมดาเฉย ๆ นั่นคือที่ผ่านมาในเอกสาร และจำได้ว่าในธรรมนูญ ศาลทหารนั้นยังมีที่ปรับใช้อีกโดยเฉพาะในฉบับที่ ๘ พ.ศ. ๒๕๕๘ ในมาตรา ๑๙ บอกว่า ศาลจังหวัดทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ทุกบทกฎหมาย วิ. ๕๙ ออกมาใหม่ ๆ นี่มีอยู่แล้ว ยังมาใช้อำนาจ นี่ยังค้างอยู่ครับต้องเอาออกอีก ทีนี้กลับมาดูว่าโดยหลักแล้วเพื่อสร้างความ เป็นธรรมจะตรากฎหมายด้วยใช้อำนาจหรือประกาศต่าง ๆ ของรัฏฐาธิปัตย์เดิมนั้น ใช่ครับ มันเป็นช่วงของต้องการรักษาความสงบ บัดนี้บ้านเมืองเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ (Civilize) แล้วครับ ถึงแม้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งออกมาตราไว้ในมาตรา ๒๖๕ วรรคสอง มาตรา ๒๗๙ ก็ตาม ที่รับรองอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์เดิมเพื่อให้ใช้ต่อได้อีก ก็ควรหันกลับมาสนใจภาคประชาชน ได้แล้ว หลักการของศาลทหารนี้ผมว่าต้องปรับและเปลี่ยนโลกใหม่มาแล้ว โดยเฉพาะ ข้อบัญญัติของการตราอำนาจของรัฐให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ท่านครับในหลักนิติธรรม ซึ่งภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าดิว โพรเซสออฟ ลอว์ (Due process of law) หรือนิติกระบวน ที่ปรากฏไว้โดยทั่วไปทั้งโลกเขาใช้เป็นกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายและยึดโยงเกี่ยวกับ เรื่องอะไรครับ หลักนิติที่เราเรียกว่าศุภนิมิตกระบวน จำไว้เลยครับว่าห้ามไม่ให้กฎหมาย ย้อนหลังมีโทษทางอาญา อันนี้เป็นเหตุที่ชัดครับ ความเป็นอิสระของศาลต้องมี มีมาตรฐาน ที่ชัดเจน มีกระบวนการที่พิจารณาอย่างเหมาะสมกับประเภทของคดี เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด หรือแทบต้องไม่เสียเลยและต้องเปิดเผย นั่นคือรากฐานที่โลกทั้งโลกเขาใช้ แล้วเรายังจะ ดำน้ำดำท่าอยู่อย่างนี้หรือครับ ศาลทหารของบประมาณไปอีกบานเลยครับสร้างศาลในปีนี้ครับ ย้ายศาลทหารมาที่ใหม่ ตั้งศาลทหารที่หัวเมืองอีก ผมไม่รู้จะเอาคดีที่ไหนมาทำอีก นี่คือสิ่งที่ต้องปรับตัว ปรับวิธีการ สิ่งที่กฎหมายในศาลทหารเขียนไว้ปรากฏว่ายังใช้กระบวนการที่เป็นปัญหาอย่างในรายงาน ผมไม่กล่าวซ้ำนะครับรายงานที่บอกมาแล้ว แต่ผมจะไปพูดถึงเรื่องว่าทำไมโลกทั้งโลกเขาถึง ไม่เอากับกระบวนการของศาลทหาร เราไม่มีแล้วครับ สงครามไม่มีครับ การแก่งแย่งชิงดี ก่อการร้ายขนาดที่จะต้องประกาศ แม้กระทั่ง ๓ ชายแดนภาคใต้ ลองสิครับเลิกกฎอัยการศึก บ้านเมืองจะสงบสุขเยอะ ถอนทหารกลับมาเถอะครับ ไม่ต้องมีคดีความ ไม่ต้องเอาพลเรือน ขึ้นศาลทหารทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เกิดอยุติธรรมขึ้น นั่นคือสิ่งที่ควรจะเอากลับมาได้แล้ว นั่นคือสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเพราะยูเอ็น (UN) ก็ดีเขามีหลักการของสิทธิมนุษยชน สิทธิของ ชุมชนที่อยู่ร่วมกันที่จะทำให้ศาลทหารควรจะมีคดีน้อยลง ศาลทหารนั้นควรที่จะปรับตัวได้แล้ว ผมมีข้อเสนอของศาลทหารที่จะพิจารณาในศาลพลเรือนสมควรที่จะปรับปรุงทั้งกฎหมาย และห้ามมิให้ศาลทหารมีอำนาจในคดีพลเรือนอีกต่อไปครับ🔗

ประการแรกคือแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในมาตรา ๒๙ ที่ว่าด้วยกระบวนการที่รับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพิ่มขึ้นว่าพลเรือนซึ่งไม่อยู่ ภายใต้บังคับบัญชาของกระทรวงกลาโหมซึ่งจะได้รับประกันว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ก็ไม่อาจถูกพิจารณาในศาลทหาร แก้มาเลยครับ แก้ในมาตรานี้เลย ใส่ลงไปในรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้ศาลทหารมายุ่งเกี่ยวกับพลเรือนเลยโดยเด็ดขาด🔗

ประการที่ ๒ ยกเลิกพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ มาตรา ๗ มาตรา ๗ ทวิ มาตรา ๗ ตรี โดยเฉพาะเรื่องการประกาศกฎอัยการศึกไม่ควรใช้ทหารประกาศ ได้แล้ว สภาแห่งนี้ควรจะเป็นผู้ประกาศและใช้อำนาจนี้แทนทั้งประเทศ🔗

ประการที่ ๓ พระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ถึงแม้ว่า จะมีแก้ไข ปี ๒๕๕๙ นิดหน่อยในฉบับที่ ๘ ก็ตาม ต้องแก้ครับ เพราะว่าอะไรครับ ศาลทหาร มีไฮ ไลก์ลี (High likely) ขึ้นกับกระทรวงกลาโหม ฝ่ายบริหารโดยเฉพาะสายทหารมีการ บังคับบัญชาบนอำนาจตุลาการครับ ยึดโยงเข้าไปได้อย่างไร สั่งซ้าย ขวา หน้า หลัง นั่นคือ สิ่งสำคัญที่จะต้องแก้ไข และผมยังบอกไว้ว่าถึงแม้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่งที่กำหนดว่าศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ผู้กระทำผิดเป็นบุคคลซึ่งอยู่ใน อำนาจศาลทหารหรือคดีอื่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ตรงนี้ต้องระวังครับเพราะเขาเขียนว่า อื่น ๆ ผมจึงขอเสนอและสนับสนุนในประเด็นนี้ของคณะทำงานของท่านอัยการว่าสมควร ที่จะรายงานและแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อเอาความจริงที่ถูกต้องและสำคัญที่สุดคือการเยียวยา ครับท่านประธาน เยียวยาเหยื่อ ๑,๘๐๐ คนที่ถูกและทบทวนว่าเขาสูญเสียทั้งอิสรภาพ เวลา ก็นับเป็นเงินได้ สูญเสียเงินที่ต้องเสียต่อสู้คดี สูญเสียความสัมพันธ์ห่างเหินกับครอบครัว มันเป็นมูลค่าทั้งหมดคืนให้กับเขาครับ กลับไปทบทวนครับรัฐบาล🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญ คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ๑๐ นาทีนะครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ คือในรายงานสรุปผมคิดว่ามาได้ตรงจังหวะพอดี ท่านประธานครับ ตอนนี้สังคมและประชาชน จากทุกภาคส่วนเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูปกองทัพที่แท้จริงไม่ใช่แค่ การปฏิรูปธุรกิจของกองทัพหรือสวัสดิการเชิงธุรกิจเท่านั้น แต่การปฏิรูปกองทัพต้องมา เข้าถึงเรื่องความยุติธรรมในกองทัพด้วย เพราะปัญหาทั้งหมดทั้งมวลของกองทัพที่ส่งผลถึง ประชาชนจนเกิดความไม่ไว้วางใจในหมู่ประชาชนในวันนี้มาจากความไม่ยุติธรรมหรือเรียกว่า อยุติธรรมในกองทัพ โดยเฉพาะความไม่ยุติธรรมกับทหารชั้นผู้น้อยพอพูดถึงประโยคนี้ ในเมื่อทหารชั้นผู้น้อยที่อยู่ภายใต้กำกับของกองทัพเองยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบ ความยุติธรรมของกองทัพเลย แล้วจะเอาระบบยุติธรรมของกองทัพมาใช้กับประชาชนได้ อย่างไร ประเด็นนี้ครับ ในการเอาศาลทหารมาดำเนินคดีกับพลเรือนนั้นที่ผมได้นำเรียนว่า แม้แต่ทหารด้วยกันวันนี้ยังเคลือบแคลงสงสัย พอมาใช้กับประชาชนก็จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ แล้วถูกเชื่อว่ามันเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนทั้งในส่วนของการ สอบสวนข้อเท็จจริงและในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าประเทศ ที่พัฒนาแล้วหรือประเทศที่มีเป้าหมายที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไปสู่การพัฒนาที่ได้รับ การยอมรับจากนานาอารยประเทศ ผมคิดว่าเราต้องคิดถึงการจำกัดเขตอำนาจศาลได้แล้ว ตั้งแต่ คสช. ทำรัฐประหารแล้ว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ถ้าเรา จำกันได้ครับ มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึกในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ก็มีประชาชนถูกนำตัวขึ้นศาลทหารในความผิดอาญาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงตรงนี้ก็ยัง เป็นปัญหา แต่ความผิดอีกความผิดหนึ่งที่ถูกขึ้นศาลทหารด้วยก็คือความผิดตามประกาศ คสช. ประชาชนพยายามที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตย รักษาอำนาจที่เป็นของปวงชน โดยพยายามที่จะขัดขืนคำสั่งของคณะรัฐประหาร สุดท้ายถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร โดยปกติ แล้วข้ออ้างของการมีศาลทหารก็มักจะบอกว่าต้องการความเด็ดขาด ความรวดเร็วเพื่อจะ คุมสถานการณ์ให้เกิดความสงบ ฟังเหมือนดีครับ แต่จริง ๆ แล้วฟังไม่ขึ้นเลยเพราะว่าถ้าท่าน ตามดูในนิตยสารไทม์ (Time) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเคยให้สัมภาษณ์หรือว่า มีหนังสือออกมาว่าการที่ท่านทำรัฐประหารท่านคิดไว้ก่อนแล้ว ๖ เดือน แสดงว่าอะไรครับ ความไม่สงบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นการก่อความไม่สงบที่ท่านจงใจ ให้เกิดขึ้นเอง พอคราวนี้ ความเด็ดขาดและความรวดเร็วก็ไม่ได้ต้องการทำให้บ้านเมืองสงบ แต่ต้องการทำให้การยึดอำนาจของท่านมีความมั่นคงและรวดเร็วเด็ดขาดเท่านั้นเองครับ แล้วสุดท้ายคนที่ตกเป็นเหยื่อก็คือประชาชน ตามหลักสากลผมว่ามีผู้อภิปรายหลายท่าน แล้วที่ยืนยันว่าการใช้ศาลทหารกับประชาชนนั้นประเทศที่พัฒนาแล้วนานาอารยประเทศ เขาไม่ยอมรับและผิดหลักสากลซึ่งผมจะไม่พูดซ้ำ แต่ผมจะมานำเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญทหารนี่ท่านประธานทราบว่าตุลาการทหารไม่จำเป็นต้องมีความรู้ เรื่องกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องเรียนกฎหมายมา ศาลชั้นต้น ตุลาการทหารมีทหารชั้นสัญญาบัตร ๒ นาย ตุลาการพระธรรมนูญมีความรู้เรื่องกฎหมาย ๑ นาย ศาลทหารกลางมีทหารระดับนายพล ๑-๒ นาย นายพัน ๑-๒ นาย ตุลาการพระธรรมนูญ ๒ นาย และศาลทหารสูงสุดมีทหารระดับ นายพล ๒ นาย ตุลาการพระธรรมนูญซึ่งมีความรู้เรื่องกฎหมาย ๓ นาย ฟังดูเหมือนมีลำดับ ใช่ไหมครับ สามารถอุทธรณ์ ฎีกาได้ใช่ไหมครับ แต่ในทางปฏิบัติครับ นี่คือทหารเขาสามารถ อุทธรณ์ฎีกาได้แต่พอประกาศกฎอัยการศึกเปรี้ยงถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ หมายความว่า อย่างไรครับ ประชาชนเรามีสิทธิที่แย่กว่าทหารด้วยกันเสียอีก เพราะเมื่ออยู่ในเหตุการณ์ไม่ปกติคือมีการ ประกาศกฎอัยการศึก อุทธรณ์ไม่ได้ครับ ฎีกาไม่ได้ครับ และที่สำคัญอัยการที่ฟ้องประชาชน ก็เป็นอัยการทหารอีก คือตั้งแต่ต้นจนจบเอาทหารจัดการกับประชาชน และศาลทหารก็ขึ้นตรง กับกระทรวงกลาโหม ซึ่งคนที่ก่อการรัฐประหารก็คือทหาร ก็คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ ประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไรครับ เพราะโครงสร้างมันเป็นแบบนี้แล้ว ก็คือจงใจเอากระบวนการบางอย่างมาจัดการประชาชน คือให้ประชาชนยอมสยบแล้วจบที่ ลุงตู่นั่นเอง เท่านั้นเองครับท่านประธาน คราวนี้อย่างนี้ครับ ตาม พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มีปัญหาหลายอย่างครับ แม้ว่าจะมีการระบุว่าให้จัดหาทนายความให้จำเลยได้ แต่ถ้าในรายงานฉบับนี้ก็พบชัดครับว่าจำเลยหลายรายไม่มีทนาย และที่สำคัญครับการนัดสอบ พยานหลายท่านก็บอกแล้วการนัดสอบปากคำจำเลยก็ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ไม่มีการกำหนด วันสืบพยานไว้ล่วงหน้าที่ชัดเจนทำให้คดีก็ล่าช้าไปเรื่อย ๆ พยานที่ไม่มีส่วนสาระสำคัญ ก็ไม่มีการตัดออก เป็นการเหมือนจงใจดึงคดีเพื่อจะได้กักขังประชาชนให้อยู่ในความควบคุม ของทหารเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ ผมยืนยันว่าวันนี้การมีอยู่ ของศาลทหารที่มีเขตอำนาจของศาลทหารที่ใหญ่โตกว้างขวางและเมื่อไรที่มีเหตุการณ์ทีไร ก็เอามาบังคับใช้กับประชาชนแบบนี้เป็นการล้าหลังอย่างที่สุด เป็นเหมือนกับการที่ประเทศไทย เรามีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเมื่อครั้งที่ประเทศสยามเซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริง (Bowring) หมายความว่าอย่างไร ทหารมีเขตอำนาจศาลของตัวเองเพื่อตัดสินคดีความผิดของตัวเอง ไม่ยอมรับกระบวนการของศาลยุติธรรม ซึ่งผมว่าในวันนี้หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว หลายประเทศยกเลิกศาลทหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าประเทศสวีเดน ประเทศเดนมาร์ก หรือประเทศออสเตรีย แต่การที่จะดำรงอยู่ของศาลทหารผมไม่ได้ติดใจครับ แต่ต้องจำกัด เขตอำนาจของศาลทหารจริง ๆ หมายความว่าอาจจะคงเหลือเฉพาะศาลอาญาศึกเท่านั้น กรณีที่มีการสู้รบและมีการจำกัดยุทธบริเวณให้ชัดเจน และดำเนินคดีกับทหารที่ขัดคำสั่ง ในภารกิจทหารเท่านั้นครับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ไม่ควรต้องมาดำเนินคดีกับประชาชนอีก นี่คือสิ่งที่ศาลทหารควรจะเป็นถ้าอยากจะมี แต่ถ้าไม่มีผมก็คิดว่าไม่ได้ติดขัดอะไรครับ ณ วันนี้ผมมั่นใจว่าทหารชั้นผู้น้อยถูกโกงสวัสดิการโดยผู้บังคับบัญชาต้องขึ้นศาลยุติธรรม ต้องมีการฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่จะให้ความเป็นธรรมกับ ทหารผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่ไปขึ้นศาลทหาร ขนาดทหารชั้นผู้น้อยวันนี้ยังเคลือบแคลง ในความยุติธรรมเลยนับประสาอะไรกับประชาชน ผมว่าวันนี้การปฏิรูปทหารไม่ใช่เซ็นเอ็มโอยู (MOU) โอนกิจการ ๔๐ กิจการซึ่งจากทั้งหมดไม่รู้ว่ามีกิจการอะไรบ้างให้กับกรมธนารักษ์แล้วจบ แต่เราต้องพูดถึงศาลทหารด้วย และควรต้องให้บทบาทกับศาลยุติธรรม🔗

สุดท้ายครับ ผมเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ แต่มีสิ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติม ซึ่งบางส่วนทางท่านสุพิศาลได้พูดไปแล้ว ขออนุญาตที่เอ่ยนาม คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๙ คืออย่างไรก็ตามควรจะระบุไว้เลยว่าไม่ว่าในสถานการณ์ใดจะต้องไม่มีการ นำเอาศาลทหารมาพิจารณาคดีกับพลเรือน อันนี้ต้องระบุให้ชัดครับ แม้เรารู้ว่าเขาจะฉีก ก็ตามแต่ต้องชัด🔗

๒. กฎอัยการศึกครับ ไม่ใช่ว่าประกาศกฎอัยการศึกแล้วจะจับประชาชน ไปขึ้นศาลทหารได้ ต้องยกเลิกมาตรา ๗ และมาตราที่เกี่ยวข้องทั้งหมด🔗

และสุดท้ายครับ ผมขอวิงวอนให้สภาผู้แทนราษฎรที่ยึดโยงกับประชาชน และวันนี้เราได้กลับมาแล้ว ออกพระราชบัญญัติสักฉบับหนึ่งเถอะครับที่ทำให้คำพิพากษา ที่ถูกพิพากษาโดยศาลทหารเป็นโมฆะ และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ขึ้นมาวินิจฉัย คดีต่าง ๆ ที่ประชาชนถูกรังแกและไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกเคลือบแคลงสงสัยจากการพิจารณาคดีและกระบวนการยุติธรรมของศาลทหาร แล้วเยียวยาพวกเขาเพื่อยืนยันว่าเรามาจากประชาชน เรายึดโยงกับประชาชนและจะไม่ยอม ให้ความอยุติธรรมจากกองทัพที่วันนี้ยังไม่สามารถให้ความยุติธรรมกับข้าราชการชั้นผู้น้อย ของตัวเองได้เลยมาคุกคามประชาชนได้อีกต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป คุณพรรณิการ์ วานิช เชิญครับ🔗

นางสาวพรรณิการ์ วานิช กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรรณิการ์ วานิช ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ หลาย ๆ ท่าน อาจจะเริ่มชินแล้ว เห็นดิฉันเป็นผู้แทนราษฎรเป็นนักการเมือง วันนี้ไหน ๆ มีโอกาสพูดถึง อำนาจมาตรา ๔๔ ที่ดูเหมือนจะจากชีวิตเราไปแล้ว แต่ก็ไม่จากไป ดิฉันขอพูดในฐานะสื่อ ซึ่งเป็นอาชีพที่ดิฉันดำรงอยู่ ๖ ปีครึ่งก่อนที่จะเข้าสู่งานการเมือง ดิฉันถือว่าโชคดีค่ะได้เป็น สื่อที่ผ่านทั้งยุคที่สว่างที่สุด และยุคที่มืดที่สุดในเวลาเพียง ๖ ปีครึ่ง ได้ทำงานอยู่ในฐานะ สื่อมวลชนในช่วงเวลาที่เกิดรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ ดิฉันพาท่านย้อนกลับไปนิดหนึ่งค่ะว่า ในตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น เพื่อที่จะให้เห็นว่าอำนาจเบ็ดเสร็จเผด็จการสิ่งแรกที่เมื่อคุณมีอำนาจ เบ็ดเสร็จ สิ่งแรกที่คุณจัดการก็คือจัดการกับความจริง จัดการกับเสรีภาพในการรับรู้ความจริง ผ่านการปิดปากสื่อ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นวันที่พวกเราสื่อมวลชนถือได้ว่าเป็น วันรัฐประหารที่แท้จริง เพราะว่าสื่อมวลชนไม่ได้รับอนุญาตให้ออกอากาศอย่างเป็นอิสระ ตั้งแต่มีการประกาศกฎอัยการศึก ประกาศกฎอัยการศึกมีผลตี ๓ ทหารพรึบสถานีโทรทัศน์ นี่คือพาดหัวของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐชัดเจนนะคะ รัฐประหารอย่างแท้จริงเกิดขึ้นตั้งแต่ วันที่ท่านปิดกั้นประชาชนจากการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง รถทหารอย่างน้อย ๔-๕ คัน ไปประจำทุกสถานีโทรทัศน์ ทุกสำนักข่าวตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม และวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ก็เกิดการรัฐประหารอย่างเป็นทางการ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นก็เหมือนทุกครั้ง ท่านยึดเสรีภาพ ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และเสรีภาพในการรับรู้ความจริงไปจากประชาชนผ่านโทรทัศน์ รวมการเฉพาะกิจ ดูอย่างอื่นไม่ได้เลย ดูได้แต่หน้าพวกท่าน คสช. ชัดเจนยิ่งไปกว่านั้น ท่านทราบไหมคะ หลายท่านอาจจะไม่ได้สังเกตประกาศ คสช. ฉบับที่ ๔ เพียง ๑ ชั่วโมงครึ่ง หลังรัฐประหารคือประกาศว่าด้วยเรื่องอะไร ประกาศบังคับให้สื่อวิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียม งดออกอากาศรายการปกติ ให้ใช้สัญญาณสถานีทหารกองทัพบกเท่านั้น จากวันนั้นจนสิ้นสุด ยุค คสช. มีการปิดสื่อมวลชนโดยใช้คำสั่ง คสช. ตามมาตรา ๔๔ ไป ๓๙ ครั้ง ปิดตาม พ.ร.บ. กสทช. ไปอีก ๒๐ ครั้ง รวม ๕๙ ครั้ง ๕ ปี ปิดสื่อ ๕๙ ครั้ง ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ปิดกั้น เสรีภาพสื่อมวลชนไทยเท่ากับรัฐบาล คสช. ที่มีอำนาจดาบกายสิทธิ์ที่ชื่อว่ามาตรา ๔๔ อยู่ในมือ หลังยุค คสช. แล้วทุกอย่างดีขึ้นทันตาเห็นหรือเปล่า ก็ต้องบอกเลยนะคะว่าผิด สิ่งเดียวที่ดีขึ้นก็คือไม่มีการใช้อำนาจมืด ดิบ เถื่อน อีกต่อไป มืด ดิบ เถื่อนแบบไหน มืด ดิบ เถื่อนประเภทที่ว่าดิฉันเป็นผู้ประกาศข่าวอยู่ในสตูดิโอ (Studio) ก็มีทหารถืออาวุธครบมือ มายืนอยู่ข้างกล้องแล้วไม่พูดอะไร แค่ยืนเฉย ๆ เพราะมีปืนในมือ ทหารมาพบพวกเราถึง สถานีโทรทัศน์หรือเชิญไปกินกาแฟที่ค่าย เอาแฟ้มเอกสารหนาเป็นตั้ง ๆ มากองไว้ข้างหน้าเรา แล้วก็พูดกันดี ๆ กาแฟก็อร่อย แล้วบอกว่านี่คือทั้งหมดที่คุณพูดออกทีวีเราบันทึกไว้หมดแล้ว นั่นคือสิ่งที่สื่อมวลชนเผชิญในยุค คสช. มืด ดิบ เถื่อนแบบนั้น หลังยุค คสช. ไม่มีมืด ดิบ เถื่อนแบบนั้นแล้วแต่มืดแบบไม่ดิบ ไม่เถื่อน มืดผ่านการใช้กฎหมายยังมีอยู่เพราะคำสั่ง คสช. หลายฉบับที่ออกตามมาตรา ๔๔ ไม่ได้หมดอายุไปด้วย คำสั่งอะไรบ้าง คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๔๑/๒๕๕๙ ให้อำนาจ กสทช. ในการปิดสื่อได้อย่างกว้างขวางขึ้น ตาม พ.ร.บ. กสทช. ให้อำนาจ กสทช. ปิดสื่อได้อยู่แล้วค่ะท่านประธาน แต่ปิดในเงื่อนไขที่ว่าสื่อนั้นต้องออกอากาศสิ่งที่เป็นภัยคุกคามถึงขั้นทำลายล้าง ถึงขั้นล้มล้าง การปกครอง แต่คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๔๑/๒๕๕๙ ให้อำนาจ กสทช. ปิดสื่อที่ทำเพียงแค่ นำเสนอข้อมูลที่ก่อความสับสน ขัดแย้ง เป็นภัยต่อความมั่นคง พูดง่าย ๆ ถ้าจะเอากันจริง ๆ ท่านรายงานข้อมูลคนตายจากโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ที่เมืองจีนผิดไป ๑ ตัวท่านก็โดน ปิดได้แล้ว เพราะว่าท่านนำเสนอข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความสับสน นี่คือสิ่งที่ยังหลงเหลือจาก มาตรา ๔๔ แม้จะไม่มี คสช. ไม่มีอำนาจเผด็จการที่ดิบเถื่อนอีกต่อไป นอกจากนี้ยังให้สิทธิ คุ้มครองกับ กสทช. ด้วย เพราะว่าคำสั่งฉบับนี้ของ คสช. บอกว่าถ้าหากว่า กสทช. ปิดสื่อ โดยไม่เกินกว่าเหตุและโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองจากโทษทั้งอาญา แพ่ง และวินัย ให้ดาบอาญาสิทธิ์กันไว้ถึงขนาดนี้ ยังมีอะไรอีกที่เป็นสิ่งที่เป็นมรดกตกค้างของ คสช. ของมาตรา ๔๔ ประกาศ คสช. ที่ ๒๖/๒๕๕๗ ตั้งคณะทำงานสั่งปิดเว็บไซต์ (Website) โดยไม่ต้องขอหมายศาล ท่านประธานคะ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบันซึ่งดิฉันบอกเลย ว่าคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อพอสมควรยังจะดีกว่าคำสั่งฉบับนี้ ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีคณะทำงาน คณะกรรมการกลั่นกรองเนื้อหาของเว็บไซต์ (Website) ซึ่งมี ๙ คน ๓ ใน ๙ จะต้องมีตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารมวลชน แต่คณะที่ตั้งโดยคำสั่ง คสช. ประกาศ คสช. นี้ แต่งตั้งล้วน ๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอาชีพไหน ไม่ใช่อาชีพสื่อมวลชนค่ะ เป็นบุคคลในเครื่องแบบ แล้วทำงานข้ามหัวคณะทำงานกลั่นกรอง ของ กสทช. ของตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ปิดเว็บ (Web) ที่บอกว่ามีเนื้อหายั่วยุ ไม่ต้อง ขอหมายศาล เรียกง่าย ๆ ว่าทำงานเหนือกฎหมาย ทั้งหมดนี้คือการเข่นฆ่าความจริง ดิฉัน ไม่ได้พูดตรงนี้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน แต่เราเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่จะ เข้าถึงข้อเท็จจริง เข้าถึงความจริง สิทธิเสรีภาพที่ประชาชนจะได้ตาสว่างและตัดสินใจได้ว่า อะไรถูกอะไรผิดในประเทศนี้ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดิฉันเรียกร้องค่ะ มรดก ตกทอดของ คสช. จากมาตรา ๔๔ ที่คุกคามเสรีภาพในการเข้าถึงความจริงของประชาชน ต้องหมดไป เป็นหน้าที่ของพวกเราช่วยกันทำ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปคุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เชิญครับ🔗

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ วันนี้ผมจะขออภิปราย จริง ๆ แล้วอยากเชิญชวนทุก ๆ ท่านรวมถึง ประชาชนให้มาอ่านรายงานที่ท่านอาจารย์ปิยบุตรได้ศึกษามาเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบ ประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. กรณีการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร การกำจัดเสรีภาพการแสดงออกและเสรีภาพของสื่อมวลชนก็ไปดาวน์โหลด (Download) ในเว็บไซต์ (Website) อ่าน มีความรู้มาก ผมเองแต่ก่อนนี้ก็ไม่ได้สนใจเท่าไรว่าการที่พลเรือน ขึ้นศาลทหารมันแตกต่างอย่างไร อ่านรายงานนี้แล้วก็จะมาเล่าให้ฟังมีสิ่งที่น่าสนใจที่แตกต่าง จากศาลยุติธรรมที่ผมเคยเป็นทนายมาในช่วงสั้น ๆ ก่อนอื่นอย่างที่ทุกคนหรือเพื่อนสมาชิก ผมได้อภิปรายไปก่อน ศาลทหารปกติแล้วก็จะใช้ตอนที่ประกาศกฎอัยการศึกใช่ไหมครับ แต่เมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้นความปกติของประเทศเราก็หายไปทุกครั้งทีนี้มีการนำศาลทหาร มาใช้กับพลเรือน ซึ่งพลเรือนมากมายได้รับผลกระทบ ผมอยากเล่าเรื่องของคุณศศิวิมล คน ๆ นี้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มีลูกสาว ๒ คน อายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม เป็นก็แค่พนักงาน ทำงานที่โรงแรม เงินเดือน ๙,๐๐๐ บาทเป็นคนธรรมดาครับ เป็นประชาชนที่เหมือนกับพี่น้อง ป้าของทุก ๆ ท่าน ที่อยู่ข้างบ้าน แต่แล้ววันหนึ่งครับเขาโดนสายทหารเรียกไปด้วยคดีฐานความผิดในมาตรา ๑๑๒ เพราะว่าถูกกล่าวหาว่าโพสต์ เฟซบุ๊ก (Post Facebook) หมิ่น ซึ่งสุดแล้วแต่ครับ เจ้าตัวก็ยืนยัน ว่าไม่ได้ทำ แต่มีข่าวเป็นที่รู้กันทั่วไป บ้างก็บอกว่าเป็นการกลั่นแกล้งของภรรยาของสามีใหม่ อะไรก็ว่าไป ซึ่งคดีก็ดำเนินการไปอย่างล่าช้าแล้วก็ไม่มีความแน่นอน ทนายก็ต้องจ้างเอง ไม่มีทนายฟรีเหมือนศาลยุติธรรม ซึ่งปกติแล้วถ้าใครขึ้นศาลยุติธรรมก็จะมีทนายฟรี แต่ว่า ศาลทหารไม่มีให้หรือทนายขอแรงนั่นเอง สู้ไปก็เท่านั้นผมเข้าใจกระบวนการพิจารณาคดีดี ผมก็เคยโดนแม้เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ มันกดดัน การที่มีลูกเล็กอยู่นอกคุกเราก็ห่วงเราก็อยากรู้ วันออก วันหนึ่งก็มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่าสารภาพเถอะ รับ ๆ ไปก่อนไม่มีอะไรน้อง อันนี้เป็น คาถาศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ได้มีเฉพาะของศาลทหารหรอกครับ แต่ในหลายภาคส่วนของเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน ผู้บังคับใช้กฎหมายในไทยก็มักใช้คำนี้ในการให้เซ็นรับสารภาพหรือเซ็นรับรอง การตรวจค้นในยามวิกาล มีจริงครับเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ แต่อย่างนี้ละครับที่เขาบอกว่า รับ ๆ ไปก่อนน้องไม่มีอะไร มันมีอะไรเสมอครับ สุดท้ายคุณศศิวมลก็เซ็นรับไป รับสารภาพ ก็ดันมาโดนข้อหาพิพากษาจำคุกถึง ๕๖ ปี ๕๖ ปีครับ คนอายุ ๒๙-๓๐ ปี โดน ๕๖ ปี ถ้าออกมาจากคุกคงเห็นรถลอยได้คงไม่เห็นรถที่มีพวงมาลัยขับอีกแล้ว อาจจะเป็นรถที่เป็น ออโต (Auto) หมดแล้วก็ได้ แต่สุดท้ายครับซึ่งปกติแล้วคดีเช่นนี้ในศาลยุติธรรมก็พิพากษา ประมาณแค่ ๕-๑๐ ปี กรณีนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าศาลทหารมักจะลงโทษหนักกว่าศาลของพลเรือน ซึ่งก็เป็นความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ตอนนี้โชคดีครับคุณศศิวิมลได้พระมหากรุณาธิคุณลดโทษ เหลือ ๑๐ ปี ก็หวังว่าอาจจะได้ลดอีกจะได้ออกมาหาลูกสาวได้ ยังมีคดีอื่นอีก คดีที่ผมมองว่า ตกใจมากอันนี้กระทบกับความมั่นคงจริง ๆ หรือ การตีความความมั่นคงของประเทศไทยนี้ มันอย่างไรกันแน่ ลุงปรีชาพ่อของน้องเฌอผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การปราบปรามการชุมนุม นำดอกไม้ไปให้กำลังใจกลุ่มพลเมืองโต้กลับโดนปรับ ๔,๐๐๐ บาท จำคุกอีก ๓ เดือน ดีนะครับ ดอกไม้นั้นไม่มีหนาม ถ้ามีหนามก็คงโดนโทษเป็น ๑ ปี อาจจะโทษหนักกว่าเดิม กลัวกุหลาบ ที่มีหนามหรือครับ ทหารทำไมอ่อนแอและเปราะบางเช่นนี้ มีอีกครับ มีประชาชน มีเด็ก ชาวเชียงรายไปกินแมคโดนัลด์ (McDonald) กัน โดนจับอีกครับ อะไรจะเปราะบางขนาดนั้น ความมั่นคง กินแมคโดนัลด์ (McDonald) ก็ไม่ได้ หรือกินเคเอฟซี (KFC) ดี กินได้ไหมนี่ หรือว่าต้องกินส้มตำอย่างเดียว โดนจับความเปราะบางของอาหาร ความเปราะบางของ ความมั่นคงเราขนาดนี้หรือกินแมคโดนัลด์ (McDonald) ก็กลัว นี่จะไปรบกับต่างประเทศได้ อย่างไรละครับท่านประธาน ก็ยังไม่พอครับ ผมมองว่าแม้จะหมดยุคของ คสช. ไปแล้ว แต่ถ้า เราดูการทำกิจกรรมของนักกิจกรรมต่าง ๆ ก็โดนกดขี่โดนกดดันตลอด ผมเปรียบว่ามันเป็น มรดก เป็นแผลเป็นที่คาอยู่ในสังคมไทย ทำให้คนไม่กล้าคิดเป็นอิสระ ทำให้คนกลัวที่จะ เปลี่ยนแปลง ทำให้เราเชื่อว่าเราทำอะไรกับประเทศนี้ไม่ได้ แต่วันนี้ผมและพรรคอนาคตใหม่ ก็ขอบอกกับทุกคนว่าอย่ากลัวอนาคต อนาคตเป็นสิ่งที่จะมาถึงก็อยากให้ทุกคนร่วมสนับสนุน แล้วศึกษาเรื่องนี้ แล้ววันหนึ่งหวังว่าเราจะมีทางออกในการที่แยกศาลทหารออกจากศาลพลเรือน แล้วเนื่องจากไม่มีพลเมืองคนไหนที่จะต้องเข้าคุก แล้วต้องคิดถึงลูกเขาอีกต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิก ผมฟังหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายมาเนื้อหาสาระก็ซ้ำ ๆ กัน เพราะฉะนั้นเหลือ ท่านผู้จะอภิปรายอยู่ ๓ ท่าน ผมก็อยากจะให้พิจารณาว่าอะไรที่เพื่อนสมาชิกเราได้อภิปราย ได้พูดไปเยอะแล้วก็ไม่อยากให้พูดซ้ำกันมากนักเพื่อจะได้ประหยัดเวลา ต่อไปท่านกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี เชิญครับ🔗

นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานมุมมองที่ผมจะเสนอต่อสภาต่อไปนี้ไม่ซ้ำกับเพื่อนสมาชิก ที่ได้กล่าวมา ก่อนอื่นเลยผมต้องขอบคุณคณะทำงาน แล้วก็คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดทำรายงานพิจารณาศึกษาในเรื่องนี้มา เพราะผมถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างยิ่งกับการศึกษาในอนาคต โดยผมก็อ่านรายงานฉบับนี้ ไปเรื่อย ๆ ซึ่งมีข้อมูลเยอะแยะมากมายที่สามารถนำมาอ้างอิงได้ในอนาคตรวบรวมไว้หมดแล้ว มาติดอยู่ตรงหน้า ๑๗ มีเพื่อนสมาชิกผมพูดไปในเรื่องคำสั่ง คสช. ในฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๙ ไปแล้วที่การให้อำนาจ กสทช. ผมจะไม่เอ่ยถึงในประเด็นนี้อีกครับ แต่ผมมาติดคือย่อหน้าที่ ๒ นอกจากการประกาศและคำสั่งที่กล่าวมาแล้ว คสช. ยังใช้อำนาจออกคำสั่ง คสช. (ฉบับที่ ๑๒/๒๕๕๗) ลงวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๗ แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามการเผยแพร่ ข่าวสารต่อสาธารณะ มีหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เชิญบุคคล ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลและส่งเรื่องไปยัง กสทช. ให้ดำเนินการลงโทษ ที่สำคัญคำสั่งนี้ยังไม่ เผยแพร่สู่สาธารณะครับ จึงไม่อาจทราบว่าคณะกรรมการชุดนี้ประกอบไปด้วยใครบ้าง และมีอำนาจหน้าที่เป็นพิเศษอย่างไร ผมไม่เชื่อในรายงานฉบับนี้ เพราะผมคิดว่ามันไม่มีทาง เป็นไปได้คำสั่งที่มีผลต่อชีวิตพี่น้องประชาชนและชีวิตของพี่น้องสื่อมวลชน จะไม่มีตัวตน ที่คณะกรรมาธิการหาไม่ได้ ผมไปสืบค้นด้วยตนเองครับ ทางอินเทอร์เน็ตหลายช่องทาง สุดความสามารถ ผมหาไม่ได้เหมือนกันคำสั่งแต่งตั้งฉบับนี้ ผมทำอย่างไรต่อครับ ผมเข้าไป ปรึกษากับเจ้าหน้าที่รัฐสภาที่ฝ่ายวิชาการที่นั่งอยู่ด้านหน้า นักวิชาการด้านหน้าช่วยผมหา อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ผลที่ออกมาคือคำตอบว่าไม่ได้ตัวประกาศคำสั่ง ไม่มีอยู่ในระบบ ฐานข้อมูลเลย ทั้ง ๆ ที่นี่คือที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งควรจะรวมข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สุด ของประเทศเอาไว้ที่นี่ เจ้าหน้าที่ให้ผมมาได้คือข่าวที่เกี่ยวข้องทั้ง ๓ ข่าวเท่านั้นที่เกี่ยวกับ คณะกรรมการชุดนี้ ผมขออนุญาตอ่านสั้น ๆ ให้ท่านประธานฟังดังนี้ครับ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ เมื่อเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ที่ตึกบัญชาการทำเนียบรัฐบาล พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. ฝ่ายกิจการพิเศษเป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการเพื่อติดตามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะครั้งที่ ๑/๒๕๕๗ ภายหลัง คสช. มีคำสั่งเฉพาะที่ ๑๒/๒๕๕๗ โดยเนื้อหาข่าวก็มีการตั้งเป็นคณะย่อย ๕ คณะ โดยที่คณะติดตามข้อมูลด้านสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ให้ กสทช. เป็นประธานคณะทำงาน ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ให้ตำรวจสันติบาลเป็นคณะทำงาน ข่าวสารสื่อสังคมออนไลน์ (Online) ให้ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นประธาน ด้านข้อมูลข่าวสาร ต่างประเทศให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน หลังจากนั้นก็จะมีข่าวที่ กสทช. มีหนังสือเชิญสื่อมวลชนเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙ โดยอ้างด้วยสำนักงานคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้รับการประสานงาน จากคณะกรรมการเพื่อติดตามการเผยแพร่ข่าวสารสาธารณะ ได้เชิญผู้ที่ได้รับอนุญาต ประกอบกิจการโทรทัศน์เข้าร่วมประชุมชี้แจงแนวทางการนำเสนอข่าวสารแสดงว่าอะไรครับ มันแสดงว่าคณะกรรมการชุดนี้มีอยู่จริง แต่ผมไม่สามารถจะหาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ ชุดนี้ออกมาได้ จากนั้นข่าวที่ ๓ ที่เกี่ยวข้องคือข่าวที่องค์กรสื่อมวลชน ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม เป็นสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ได้ มียื่นหนังสือเปิดผนึกไปยัง พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว โดยให้ความเห็นอยู่ ๓ ข้อ🔗

ข้อ ๑ คือข่าวสารข้อมูลตามคำสั่ง คสช. (เฉพาะที่ ๑๒/๒๕๕๗) ลงวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๗ ที่คณะกรรมการนำมาใช้เป็นอำนาจหน้าที่ในการกลั่นกรองติดตามและ ตรวจสอบนั้น สมาคมนักข่าวทั้ง ๒ สมาคมแจ้งว่าเป็นเรื่องที่องค์กรสื่อโดยเฉพาะผู้ประกอบการ วิชาชีพสื่อมวลชนประพฤติปฏิบัติอยู่แล้วตามธรรมนูญและข้อบังคับจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สมาคมนักข่าวสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ รวมทั้งข้อบังคับจริยธรรมแห่งวิชาชีพข่าววิทยุ และโทรทัศน์ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติขององค์กรสื่อหลักแต่ละองค์กรซึ่งมีอยู่แล้ว🔗

ข้อ ๒ สิ่งที่สมาคมนักข่าวทั้ง ๒ สมาคมมีความห่วงใยคือแนวทางการปฏิบัติ ของผู้นำคำสั่งของคณะกรรมการติดตามการเผยแพร่ข่าวสารไปดำเนินการยังขาดความชัดเจน🔗

ข้อ ๓ ด้วยเหตุนี้สมาคมทั้ง ๒ สมาคม จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการติดตาม การเผยแพร่ข่าวสารจัดทำแนวทางปฏิบัติการทำงานที่ชัดเจน🔗

มันหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าคณะกรรมการชุดนี้ที่ไม่มีคำสั่ง แต่งตั้งซึ่งผมอาจจะหาไม่ได้นะครับ เป็นไปได้ว่าถ้าท่านประธานมีอำนาจเอาคำสั่งตัวนี้มาดูที ผมอยากจะรู้ว่ามีใครบ้างในคณะกรรมการชุดนี้ แล้วอำนาจหน้าที่คืออย่างไร หลังจากนี้ คณะกรรมการชุดนี้ได้ดำเนินการ ผมจะเรียกว่าการใช้อำนาจแทรกแซงสื่อดังที่ ๒ สมาคม ผู้สื่อข่าวได้มีการเปิดหนังสือเปิดผนึกไปแล้ว มีเคส (Case) ตัวอย่าง วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘ คณะกรรมการชุดนี้เป็นผู้ร้องเรียนไปยัง กสทช. ให้ทำการตักเตือนสถานีโทรทัศน์พีซทีวี (Peace TV) ถัดมา ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘ คณะกรรมการชุดนี้เป็นผู้ร้องเรียนให้พีซทีวี (Peace TV) ให้ กสทช. ระงับการออกอากาศสถานี ๗ วัน หลังจากสถานีวิทยุชุมพรซิตีเรดิโอ (City radio) ก็โดนร้องเรียนโดยคณะกรรมการชุดนี้เหมือนกันไปยัง กสทช. มีผลให้ระงับการออกอากาศ ๗ วัน ถัดมาสถานีพีซทีวี (Peace TV) โดนอีกแล้ว ก็คณะกรรมการชุดนี้ยื่นเรื่องไปที่ กสทช. ให้เพิกถอนใบอนุญาตกิจการกระจายเสียง แล้ววอยซ์ทีวี (Voice TV) ก็จะโดนคณะกรรมการ ชุดเดียวกันส่งบันทึกให้ปรับปรุงเนื้อหา อันนี้ยกตัวอย่าง แล้วก็มีอีกอันหนึ่งคือไทยพีบีเอส (Thai PBS) โดนคณะกรรมการชุดเดียวกันชงเรื่องให้ กสทช. ทำเรื่องให้ตักเตือน ที่ผมกล่าวคือ การที่เรามีคณะกรรมการชุดที่มาทำงานโดยไม่มีคำสั่งแต่งตั้งที่ชัดเจนประชาชนไม่สามารถ ได้รู้เลยว่าตกลงแล้ว ผมขอเรียกคำสั่งนี้ว่าคำสั่งผี เพราะมันจับต้องไม่ได้ ผมหาตัวต้นตอ ไม่เจอครับ คำสั่งผีนี่แต่งตั้งคณะเกสตาโพ (Gestapo) แห่งวงการสื่อสารมวลชน มาไล่ล่า มากดดันพี่น้องสื่อมวลชนให้ทำอาชีพของเขาโดยไม่มีอิสระ ซึ่งจริง ๆ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ในสื่อมวลชนอยู่แล้วในการที่จะนำเสนอข่าวให้พี่น้องประชาชนรับทราบ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมดเวลาครับ🔗

นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี แบบบัญชีรายชื่อ

ขอสั้น ๆ ครับท่านประธาน ดังนั้นผมคิดว่าที่กรรมาธิการได้ทำรายงานการศึกษาแบบนี้ออกมา ผมถือว่าเป็นประโยชน์ อย่างมากและผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของกรรมาธิการที่ทำออกมาว่ามีข้อเสนอแนะในเรื่อง ของการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชนตามที่มีประกาศคำสั่งออกมา คือข้อเสนอทั้ง ๔ ข้อ เช่น🔗

ข้อ ๑ ให้หน่วยงานภาครัฐเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดเสรีภาพ สื่อมวลชนในขณะนั้น ซึ่งก็ไม่น่าจะยากอะไรครับ🔗

ข้อ ๒ ให้ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดเนื้อหาของ สื่อมวลชนทั้งหมด🔗

ข้อ ๓ ยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ ๒๖/๒๕๕๗🔗

ข้อ ๔ ให้มีการชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้ประกาศ และคำสั่งของ คสช. เพื่อจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน🔗

ผมจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่รายงานฉบับนี้ควรจะได้รับการเผยแพร่ไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพี่น้องสื่อมวลชนทุกคนควรจะได้รับรู้ข้อสรุปของรายงานฉบับนี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านไกลก้อง ไวทยการ เชิญครับ🔗

นายไกลก้อง ไวทยการ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ไกลก้อง ไวทยการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ ผมอยากจะอภิปรายในเรื่องของคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับเรื่องของสื่อออนไลน์ (Online) ตั้งแต่ คสช. เข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ สิ่งแรกที่ทำนั่นก็คือส่งทหารพร้อมอาวุธครบมือไปสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ เพื่อควบคุมการออกอากาศ หลังจากนั้นในช่วงระยะเวลาเกือบ ๑ ปี ก็ยังมีทหารอยู่ในห้องส่งห้องคอนโทรล (Control) ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่าง ๆ แต่ในขณะ ที่สื่อออนไลน์มีลักษณะที่แตกต่างออกไปจากสื่อรุ่นเก่านั่นก็คือเป็นสื่อที่ไม่มีศูนย์กลาง ไม่มีแหล่งควบคุมกระจายอย่างรวดเร็ว และสื่อออนไลน์ (Online) ก็ยังเป็นช่องทางที่ประชาชน ได้เข้าถึงข้อมูลได้แตกต่างจากสื่อโทรทัศน์วิทยุปกติที่โดนควบคุมโดย คสช. ประกาศ คสช. ที่ออกมาควบคุมสื่อออนไลน์ (Online) มีหลัก ๆ อยู่ ๓ ฉบับด้วยกัน นั่นก็คือประกาศ คสช. ฉบับที่ ๑๒/๒๕๕๗ อันนี้ขอความร่วมมือจากสื่อสังคม ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ให้ระงับการส่งข้อความเชิงปลุกระดมยั่วยุ สร้างความรุนแรง ความไม่น่าเชื่อถือ ไม่เคารพ กฎหมายตลอดจนต่อต้าน คสช. แล้วก็ประกาศว่าหากใครไม่ปฏิบัติตาม คสช. จะระงับ การให้บริการทันทีและจะนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย อีกฉบับหนึ่งคือฉบับที่ ๑๗/๒๕๕๗ ก็คือเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต สั่งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ติดตามตรวจสอบระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ยุยง ปลุกปั่น อันก่อให้เกิด ความไม่สงบเรียบร้อยในราชอาณาจักร ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือศีลธรรม อันดีของประชาชนและก็เรียกให้ผู้ให้บริการมารายงานที่สำนักงาน กสทช. และอีกฉบับหนึ่ง นั่นก็คือ ฉบับที่ ๒๖/๒๕๕๗ ซึ่งดูเหมือนรวบรวมเอาทั้ง ๒ ฉบับนี้ไว้ด้วยกันนั่นก็คือมีเนื้อหา ๑. ตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูลการจราจรทางทวิสเทอร์ ที่เผยแพร่เนื้อหาปลุกระดมยั่วยุ สร้างความรุนแรงไม่น่าเชื่อถือ และไม่เคารพกฎหมาย ตลอดจนต่อต้าน คสช. ๒. ระงับการ เผยแพร่เว็บไซต์ (Website) ที่มีเนื้อหาตามข้อ ๑ ๓. ประสานงานกับ คสช. เพื่อให้อำนาจ ตามกฎหมายในการดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ท่านประธานครับ ประกาศ คสช. ทั้งหมดนี้ มีผลบังคับใช้อยู่เป็นเวลา ๕ ปี โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ทันได้สังเกตผลของการใช้ประกาศนี้ และรวมถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือไอเอสพี (ISP) ก็ไม่สามารถรายงานหรือว่าตรวจสอบได้ ว่ามีคำสั่งบล็อก (Block) หรือมีเว็บไซต์ (Website) ถูกบล็อก (Block) ไปกี่เว็บไซต์ (Website) เนื่องจากว่าไม่มีบันทึกอยู่ในเอกสารราชการแต่อย่างใด เป็นการปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. เพื่อปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ดีเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๒ คสช. ได้ใช้มาตรา ๔๔ ยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ ๑๒/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๑๗/๒๕๕๗ แต่ถึงวันนี้ประกาศคำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๒๖/๒๕๕๗ ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ซึ่งผลของการบังคับใช้นี้ กระทบถึงการเข้าถึงเนื้อหาบนโลกออนไลน์ (Online) การเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานแล้วก็ ยังสามารถใช้ขั้นตอนลัดกฎหมายปกติได้ กฎหมายปกติที่พูดถึงก็คือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิด ทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งประชาชนเรียกติดปากว่า พ.ร.บ. คอม แม้ พ.ร.บ. คอมอันนี้ จะมีเรื่องของการปิดเว็บไซต์ (Website) แต่อย่างไรก็ตามช่วงที่ผ่านมาของ คสช. ก็จะใช้ พ.ร.บ. นี้จัดการกับเรื่องของผู้ที่แสดงความเห็นต่างบนโลกอินเทอร์เน็ตเป็นหลักนะครับ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องปิดเว็บไซต์ (Website) กฎหมายปกติ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ก็ยังมี คณะกรรมการที่มีความหลากหลายมีขั้นตอนในการตั้งเกณฑ์ปิดเว็บไซต์ (Website) ที่ชัดเจน แล้วก็ให้ศาลเป็นผู้ปิดเว็บไซต์ (Website) แต่การจงใจคงไว้ซึ่งประกาศ ฉบับที่ ๒๖/๒๕๕๗ นี้ เป็นการจงใจที่จะใช้อำนาจพิเศษ ซึ่งเป็นอำนาจที่สืบทอดจาก คสช. โดยเฉพาะเรื่องของการ เข้าถึงข้อมูลทางคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องมีหมายใด ๆ ไม่ต้องรายงาน อีกทั้งยังสั่งปิดกั้น การเข้าถึงเว็บไซต์ (Website) และดูข้อมูลของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตได้โดยลัดขั้นตอนไม่ได้มีการถ่วงดุล ไม่ได้มีหมายศาล แต่อย่างใดที่จะทำได้ ที่ผ่านมาตั้งแต่มีการรัฐประหารโดย คสช. มีการพยายามที่จะทำเรื่องของ การสอดแนม ควบคุมสื่อออนไลน์ (Online) อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งที่ผ่านมา สนช. ได้ออกกฎหมาย อย่างเช่น กฎหมายข่าวกรองให้อำนาจ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้ โดยไม่ต้องใช้หมายศาล ยังมีแนวคิดที่จะต้องให้สื่อออนไลน์ (Online) ลงทะเบียน และล่าสุด มีเรื่องของการจะใช้มาตรการยึดทรัพย์ซึ่งคำพูดนี้เป็นคำพูดจากกองทัพที่ไม่ได้เป็นองค์กร ที่มีหน้าที่โดยตรงซึ่งแนวคิดเหล่านี้เป็นเรื่องของการนำความมั่นคงมานำหน้าเรื่องของสิทธิ เสรีภาพ ดังนั้นผมเห็นว่าประกาศ คสช. และกฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน สื่อมวลชนเหล่านี้ควรถูกยกเลิกไป แล้วให้สภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนของประชาชน ร่างกฎหมายปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนที่ใช้สื่อออนไลน์ (Online) และอยาก ให้ส่งรายงานฉบับนี้ไปถึงรัฐบาลเพื่อให้อดีตหัวหน้า คสช. ประเมินงานของตัวเองนะครับ ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง ผมขอขอบคุณเท่านี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป ท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ครับ เชิญครับ🔗

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ วันนี้ธัญจะอภิปราย ธัญขอเรียกหัวข้ออภิปรายของธัญนะคะว่าเสียงเพลงของคนหูหนวกค่ะ ธัญขอออกตัวก่อนนะคะ คำว่า หูหนวก ในที่นี้ธัญไม่ได้หมายถึงผู้พิการหรือผู้ที่บกพร่อง ทางการได้ยินที่รับชมทางภาษามือทางด้านจอโทรทัศน์นะคะ แต่คำว่า หูหนวก ของธัญ จะหมายถึงอะไรอยากจะให้ลองฟังอภิปรายของธัญดูค่ะ และธัญก็ต้องขออภิปรายเรื่องนี้ ผ่านมุมมองเพศค่ะ จากการดูรายงานผลกระทบจากประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่ง หัวหน้าคณะ คสช. ศึกษากรณีการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร การกำจัดเสรีภาพ ในการแสดงออก การกำจัดเสรีภาพของสื่อมวลชนค่ะ ในภาคผนวก ค. ด้านหลัง อย่างที่ อาจารย์ปิยบุตรได้กล่าวไว้ คสช. และ กสทช. มีคำสั่งปิดสื่อ ตักเตือน ปรับปรุงเนื้อหารายการ ระงับการออกรายการ ระงับการดำเนินรายการของพิธีกร ระงับการออกอากาศทั้งสถานี ซึ่งมีระยะเวลาที่แตกต่างกันไปจนถึงยกเลิก อะไรคือเสียงเพลงของคนหูหนวกค่ะท่านประธาน ก็คือเสียงของสังคมฟากหนึ่งที่ดังขึ้น เพลงคืนความสุข และเสียงอีกด้านหนึ่งที่เงียบหายไป ในสังคมของเรา ท่านประธานคะธัญขอยกตัวอย่างเพลงหนึ่งเป็นเพลงในอดีตเป็นเพลงเก่ามาก เป็นเพลงของเจ้าชายลูกทุ่ง หลาย ๆ ท่านคงจะยังจำกันได้ ธัญขอยกเนื้อเพลงสักนิดหนึ่งว่า สังคมเราแบบไหนที่อยู่กันในเนื้อเพลงแบบนี้ค่ะ ปิดปากคุณได้ก็จะปิดปาก เดี๋ยวคุณรับฝาก ความรักจากใคร ปิดจมูกไม่ให้ได้กลิ่น ปิดหูไม่ให้ได้ยินเสียงใคร ปิดประตูห้องได้ดังใจจะอยู่ ข้างใน ๒ คนกับคุณ เราอยู่ในสังคมแบบนี้ สังคมที่มีเสียงหนึ่งดังกระหึ่มขึ้นและได้ยินทุกอย่าง แต่จริง ๆ แล้วสังคมเรากำลังหูหนวกกับอีกอย่างหนึ่งค่ะท่านประธาน เสียงที่ดังขึ้นในสังคมนั้น คืออะไร เราได้ยินเมโลดี (Melody) ที่ไพเราะค่ะ เนื้อร้องที่สนุกสนาน ทำนองที่สนุกสนาน ถ้าใครฟังแล้วต้องยิ้มแย้มว่ามีผู้ชายนั้นมาหลงรักอยากจะเก็บเราไว้คนเดียว ก็น่าจะเหมือนกับ เพลงคืนความสุขที่ใช้สื่อสารความเป็นฮีโร (Hero) ให้ประชาชนรู้สึกอบอุ่นว่านี่คือการดูแล จากท่านและเสียงที่ดังในสังคมอีกด้านหนึ่งคือคำถามค่ะท่านประธาน คำถามอะไรคะ ท่ามกลางเสียงที่สนุกสนานของเสียงเพลงของเนื้อร้องที่ท่านยกตัวอย่างเมื่อสักครู่นี้ก็คือ เสียงที่หายไปของผู้หญิงค่ะท่านประธาน ว่าผู้หญิงคนนั้นต้องการให้ผู้ชายคนนี้ปิดตา ปิดจมูก ปิดปากของเขาหรือเปล่า เราถูกทำให้หูหนวกไม่ให้ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือท่ามกลาง เสียงดนตรีที่อึกทึกครึกโครม เราไม่ได้ยินเสียงร้องที่ต้องการเสรีภาพในการแสดงออกของ สื่อมวลชนค่ะท่านประธาน เหมือนกับสังคมที่ตั้งคำถามกับเนื้อเพลง ตั้งคำถามกับอำนาจ ประกาศต่าง ๆ คำสั่งต่าง ๆ ของคณะ คสช. สิ่งเหล่านั้นถูกทำให้ไม่ได้ยิน ถูกลบ ถูกกลบ ด้วยความไพเราะของเสียงกลอง ดนตรีและเสียงร้องที่ไพเราะของนักร้องค่ะ ธัญขอตั้งคำถาม ต่อไปนี้นะคะท่านประธาน ผ่านไปสู่คณะ คสช. ว่า คสช. อยากให้ประชาชนในสังคมมีความรู้ ความเห็นแบบรอบด้านหรือด้านเดียว คำตอบของท่านคือข้อ ก หรือข้อ ข และท่านมีอะไร ที่จะต้องจ่าย คสช. อยากให้ประเทศมีการบริหารที่มีการตรวจสอบหรือบริหารเพียงด้านเดียว โดยไม่มีการตรวจสอบคำตอบของท่านเป็นข้อ ก หรือข้อ ข และท่านมีอะไรที่ต้องจ่าย คสช. อยากให้ประชาชนมีความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แบบรอบด้านก่อนลงประชามติ หรือด้านเดียว คำตอบของท่านคืออะไร ท่านต้องจ่ายอะไร แบบไหนดีกว่ากัน เมื่อท่านตอบ คำถามในใจแล้ว คณะ คสช. ช่วยตอบด้วยว่าคำตอบของท่านนั้นดีกับใครคะ ท่านกำลังทำให้ สังคมของเราเป็นสังคมที่มีเสียงดังดนตรีที่ไพเราะ แต่คนกลับหูหนวกค่ะ เราไม่สามารถได้ยิน เสียงที่หายไป เราดูเหมือนได้ยินทุกอย่างแต่เราไม่ได้ยิน และเราก็ไม่ได้ยินความไม่เป็นธรรม บางอย่างในสังคมค่ะท่านประธาน ธัญขอฝากเรื่องนี้ไว้นิดหนึ่งนะคะท่านประธาน การสื่อสาร ในสังคมมี ๓ แบบตามทฤษฎีการสื่อสารในทุกองค์กรทุกการปกครอง🔗

การสื่อสารแบบที่ ๑ คือจากบนลงล่างเหมือนท็อป บูต (Top boot) หวังผล ทางการเมือง ต้องการระเบียบวินัยบางอย่างทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง สื่อมวลชน ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้นค่ะ🔗

การสื่อสารแบบที่ ๒ คือจากล่างขึ้นบน คือการสื่อสารจากประชาชนสู่รัฐ จากลูกน้องสู่เจ้านาย การสื่อสารแบบนี้จะทำให้ผู้บริหารนั้นได้รับฟังปัญหา และเราต้อง ยอมรับว่ามีหลายช่องที่ถูกปิดไปทำหน้าที่เป็นเสียงของประชาชน🔗

การสื่อสารแบบที่ ๓ นั้น คือการสื่อสารแบบเถาวัลย์ การสื่อสารที่ไร้ผู้นำ ไร้ผู้ ตาม ไม่มีชนชั้น ไม่มีสูง ไม่มีต่ำ แสดงความคิดเห็นกันได้เต็มที่ท่ามกลางเสียงเม้าท์มอย และข่าวซุบซิบ แต่นี่คือส่วนสำคัญค่ะท่านประธาน เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เองมักจะได้ข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน สิ่งเหล่านี้การปิดกั้นสื่อกระทบอะไรกับสังคมคะ วันนี้เราอยู่ในสังคมที่มีผลลัพธ์ต่าง ๆ แต่เราหาสาเหตุไม่ได้ เรามีสังคมที่ไม่สมประดีเหมือน สมองหายไปครึ่งหนึ่ง เรามีสังคมที่มองโลกสวยแต่ไม่มองโลกในความเป็นจริง เป็นสังคมที่ยิ้มใส หน้าใส สมองใส คงความอ่อนเยาว์และไม่เติบโตทางความคิด ท่านประธานขออีกนิดหนึ่งค่ะ สื่อมวลชนมีผลอย่างมากต่อสังคม ส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดและทิศทางความคิดของสังคม สื่อมวลชนมีผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจหรือกล่าวได้ว่าส่งผลต่อการประกอบสร้างตัวตน ของเราผ่านโสตประสาท หู ตา และปากกาคอลัมนิสต์ เพื่อส่งคุณค่าบางอย่างในสังคม คสช. ปิดเสียงบางเสียง แต่เปิดเพลงคืนความสุข แน่นอนที่สุดนั่นคือสังคมรับรู้ข้อมูลเพียงด้านเดียว นี่คือสังคมเสียงเพลงของคนหูหนวกค่ะท่านประธาน สังคมที่มุ่งเน้นอำนาจมากกว่ารับฟัง🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมดเวลาแล้วครับ🔗

นายธัญวัฒน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอทิ้งท้ายนะคะ ธัญจะขอ ชี้แจงว่าเห็นด้วยกับอาจารย์ปิยบุตรทุกประการ สังคมไทยไม่ได้หูหนวก แล้วก็ถูกทำให้หูหนวก ธัญขอสนับสนุนการยกเลิกคำสั่งประกาศทุกอย่างของ คสช. คืนความเป็นธรรมให้กับทุกคน และต้องไม่ลืมว่าคณะ คสช. ต้องมีราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการที่ทำให้สังคมหูหนวกด้วยค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิก ที่ได้ยื่นความจำนงขอร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาของคณะกรรมการเกี่ยวกับ เรื่องผลกระทบจากการประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ศึกษากรณี การดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร การจำกัดเสรีภาพการแสดงออกและการจำกัด เสรีภาพสื่อมวลชนก็หมดลงไป เท่าที่ผมฟังท่านสมาชิกได้อภิปรายนี้ก็ไม่มีใครซักถามข้องใจ อะไรเกี่ยวกับผลการศึกษา ฉะนั้นท่านประธานก็คงไม่จำเป็นต้องชี้แจงอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว เพราะว่าเท่าที่ฟังการอภิปรายไปในแนวเดียวกันหมดแล้ว มันไม่มีใครซักถามข้องใจอะไร เชิญนะครับ เอาสั้น ๆ แล้วกัน สรุปสั้น ๆ🔗

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ กระผมขออนุญาต ที่จะฝากท่านประธานในประเด็นเรื่องข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ ๑๐๕ วรรคท้าย ที่กำหนดว่า เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา ๖๐ วันนับแต่วันที่ประธานสภาส่งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ให้คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการหรือหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตาม ข้อสังเกตนั้นหรือไม่ ประการใด ให้ประธานสภาแจ้งให้ที่ประชุมสภาได้รับทราบในโอกาสแรก ปัจจุบันมีงานที่รายงานของคณะกรรมาธิการครบ ๖๐ วัน ๑ เรื่อง ก็คือเรื่องการแบน (Ban) ๓ สารพิษในทางเกษตรกรรม ต่อไปก็คือย่างเข้าสู่ ๙๐ วัน แล้วตามมาติด ๆ ก็คือเรื่องภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างก็จะมีเรื่องอื่น ๆ ตามมาอีก เช่น วันนี้อีก ๒ เรื่อง ก็คงฝากทางท่านประธาน เพื่อมีเจ้าหน้าที่ในการติดตามเรื่องนี้เพราะตามข้อบังคับบอกว่าในโอกาสแรกที่มีการประชุม สภาก็จะต้องรายงานเรื่องนี้ให้ที่ประชุมได้รับทราบว่าคณะรัฐมนตรีได้ดำเนินการตาม ข้อสังเกตของสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ประการใด ขออนุญาตเรียนท่านประธานไว้ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอเชิญ ท่านอาจารย์ปิยบุตรครับ🔗

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ขอบคุณเพื่อนสมาชิก ทุกท่านที่ได้ร่วมกันอภิปรายแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะร่วมกันลงมติให้ความเห็นชอบนำเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการ ฉบับนี้เพื่อเสนอต่อไปยังคณะรัฐมนตรี ศาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ไข เยียวยาเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาตลอด ๕ ปี เพื่อให้ปัจจุบันนี้เดินหน้าต่อไปสู่อนาคตที่ดี กว่าเดิมได้ เราไม่มีทางกลับไปสู่ประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง หากไม่มีการดำเนินการจัดการ บรรดามรดกของ คสช. ที่ยังคงหลงเหลืออยู่กับเรา ผมขออนุญาตยืนยันกับที่ประชุมแห่งนี้ว่า หากเสียงของประชาชนยังศักดิ์สิทธิ์จริง หากสถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผม ยังคงมีอยู่ต่อไป ในโอกาสต่อไปผมจะผลักดันให้คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ได้ศึกษาผลกระทบจากบรรดาประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช. การใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ในมิติต่าง ๆ ให้ครบถ้วนรอบด้านต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้สภาพิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ องค์กร อัยการ หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องควรทราบหรือควรปฏิบัติเพื่อดำเนินการต่อไปตาม ข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ ซึ่งรายละเอียดของข้อสังเกตได้ปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ตามที่นั่งของท่านสมาชิกเพื่อประกอบการพิจารณาแล้วนะครับ ส่วนข้อเสนอแนะของท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ผมก็ได้ทราบว่าท่านประธานก็ได้มีการสั่งกำชับ ทางฝ่ายสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการเร่งรัดติดตาม โดยเฉพาะผลการศึกษาของกรรมาธิการที่มีข้อสรุปแล้ว ข้อสังเกต อะไรต่าง ๆ ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วที่ส่งไปให้รัฐบาลไปให้องค์กรต่าง ๆ ถ้าหน่วยงานไหน ยังไม่มีการตอบชี้แจงมาว่าได้ปฏิบัติอะไรอย่างไรแล้วก็ได้ให้มีการติดตามไปอีกนะครับ ส่วนเรื่องรายงานหลังจากครบกำหนดแล้วก็เป็นสิ่งที่ต้องรายงานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป อันนี้ก็เห็นด้วย ท่านสมาชิกครับเท่าที่ผมฟังท่านสมาชิกเราได้อภิปรายมาก็ไม่มีใครเห็นไป ในทางอื่นเท่าที่ฟังข้อคิดเห็น ก็เห็นด้วยกับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการและเห็นด้วยกับ ข้อสังเกตที่คณะกรรมาธิการได้บันทึกเอาไว้ ฉะนั้นผมขออนุญาตที่ประชุมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ไม่ต้องมีการลงมตินะครับ ผมถามที่ประชุมหน่อยครับว่ามีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้าไม่มี ท่านผู้ใดเห็นอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมสภาผู้แทนของพวกเราได้มีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการที่ได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเราไปแล้วนะครับ ก็ถือว่าเป็นการจบ การพิจารณาศึกษาเรื่องผลกระทบประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ศึกษากรณี การดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร การจำกัดเสรีภาพ การแสดงออกและการจำกัดเสรีภาพ สื่อมวลชน ซึ่งนำเสนอโดยคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน พิจารณาเสร็จแล้ว ขอขอบคุณท่านประธานและคณะกรรมาธิการนะครับ ท่านสมาชิกครับ เมื่อสักครู่ผมได้รับการประสานงานจากวิป (Whip) ทั้งสองฝ่าย เนื่องจากว่าในวันพรุ่งนี้เรายัง มีการประชุม ท่านสมาชิกอย่าเพิ่งกลับบ้านนะครับ พรุ่งนี้เราจะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ต้องขอความร่วมมือกับท่านสมาชิกทุก ๆ ท่าน วันนี้ได้ประชุมกันมา พอสมควรแล้ว ผมขอปิดการประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๓๔ นาฬิกา