รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๑๔ (สมัยสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันพุธที่ ๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓
ณ อาคารรัฐสภา
---------------------
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ขออนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ กับขอให้ท่านสมาชิกกรุณาใช้เวลาไม่เกิน ๒ นาทีนะครับ เป็นการแสดงสมรรถภาพ ความสามารถของท่านเองด้วย รายชื่อทุกท่านทราบแล้วนะครับ ผมจะไม่ให้เสียเวลา ทบทวน แต่ขออนุญาตสลับกันไประหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาลนะครับ ท่านแรก คุณนิรมิต สุจารี ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ขอนําปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรนําเสนอต่อ ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกันครับ🔗
เรื่องที่ ๑ นโยบายการจัดหาอินเทอร์เน็ต (Internet) โรงเรียนเกิดความล่าช้า ไม่มีคุณภาพและไม่ครอบคลุม ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในสํานักงาน สพฐ. จังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๓ มีปัญหามาก การจัดซื้อครุภัณฑ์จากสถานศึกษา อยากจะให้ทางโรงเรียนเป็นผู้มีอํานาจ ในการจัดดําเนินการได้🔗
เรื่องที่ ๒ ขอติดตั้งสัญญาณไฟจราจร ถนนสาย ๒๑๑๖ สายโพนทอง-ขอนแก่น ตรงสี่แยกตําบลอุ่มเม่า อําเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด เกิดปัญหารถชน ปัญหาจราจร อย่างแรง🔗
เรื่องที่ ๓ ขอฝนหลวงแก้ไขปัญหาภัยแล้ง พื้นที่อําเภอโพนทอง อําเภอ หนองพอก อําเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด เกิดความแห้งแล้งมาก แล้วก็ขอให้สํารวจขุดลอก ออกแบบ แก้ไขปัญหาหนองน้ําตื้นเขินเพื่อเก็บกักน้ําเพื่อใช้ ซึ่งมีในเขตพื้นที่อําเภอโพนทอง อําเภอหนองพอก อําเภอเมยวดี มีหนองบัว หนองลม หนองห้วยทราย หนองแจ้งกอก อ่างเก็บน้ําหนองหินแตก หนองโป่งไผ่ อ่างเก็บน้ําด่านสามัคคี อ่างห้วยไผ่ อ่างห้วยกลอย รายละเอียดจะขอกราบนําเรียนกับท่านประธานต่อไปครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางสาวพัชรินทร์ ซําศิริพงษ์🔗
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซําศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตสาทร พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือ ถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒ เรื่องด้วยกันค่ะ🔗
เรื่องแรก เป็นเรื่องของตลาดพระเจน เขตปทุมวัน ตลาดพระเจนเป็นตลาด เก่าแก่ที่อยู่คู่กับชาวปทุมวันมายาวนาน แต่ว่าปัจจุบันนี้มีสภาพที่ทรุดโทรม แล้วก็ไม่ได้ รับการฟื้นฟูใด ๆ โดยปกติคนในชุมชนพระเจนก็จะออกมาขายของ ไม่ว่าจะทําเป็น อาหารไทยโบราณ ขนมไทยโบราณที่เป็นขนมอนุรักษ์มาค้าขายกันที่ตลาด ดิฉันจึงอยากขอ หารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรุงเทพมหานคร แล้วก็ หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อยากให้เข้ามาช่วยกันดูแลฟื้นฟู แล้วก็ผลักดันให้ตลาดพระเจน เป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนของชาวกรุงเทพมหานคร โดยที่ผ่านมาในวิกฤติของการแพร่ระบาด โควิด-๑๙ (COVID-19) ก็ทําให้คนตกงานเป็นจํานวนมาก รวมทั้งคนในชุมชน หากทาง รัฐบาลให้การสนับสนุน แล้วก็ผลักดันก็จะเป็นการช่วยสร้างให้คนในชุมชนได้มีอาชีพ รวมไปถึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเช่นกันค่ะ🔗
เรื่องต่อมา เป็นเรื่องของสายไฟฟ้า แล้วก็สายสื่อสารต่าง ๆ ในพื้นที่เขตสาทร ที่ห้อยระโยงระยาง รกรุงรัง มีสายจํานวนมากไม่ได้ใช้งานแล้วก็ไม่ได้เอาออก ก็อยากจะขอ หารือท่านประธานผ่านไปยัง กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรุงเทพมหานคร แล้วก็การไฟฟ้า อยากให้เข้ามาจัดระเบียบสายไฟฟ้าเหล่านี้ เพราะว่าอาจจะเป็นอันตรายด้วย ต่อคนที่อยู่ใกล้ ๆ บริเวณนั้นนะคะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณนิยม เวชกามา🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ดอกเตอร์นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมนําเอาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือ ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗
อันดับแรก เรื่องไฟฟ้า พี่น้องจากบ้านนาสีนวล หมู่ที่ ๓ ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรีสุพรรณ จํานวน ๔๑ หลังคาเรือน ขอไฟฟ้า บ้านนามน หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๑๖ รวม ๓๐ หลังคาเรือน ซึ่งออกไปทํามาหากินในไร่นา ขอไฟฟ้า บ้านหนองบัว หมู่ที่ ๕ ตําบลบึงทวาย อําเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร ๑๔ หลังคาเรือน ขอไฟฟ้าขยายเขต บ้านนาจาน ตําบลบ้านโพน อําเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร ขอไฟฟ้า จากคลองส่งน้ํา ลําห้วยแอก ๖๐ หลังคาเรือน ท่านประธานครับ ไฟฟ้าส่องสว่างหน้าโรงเรียนด่านม่วงคําพิทยาคม ตําบลด่านม่วงคํา อําเภอโคกศรีสุพรรณ มันมืด เด็กนักเรียนเกิดอุบัติเหตุบ่อย ท่านประธานครับ แล้วที่ทํากินของหมู่บ้านนาสีนวลซึ่งผู้ใหญ่บ้าน นายอนุพงศ์ นามผา พร้อมคณะ ส.ท. นายประพัฒน์ ชาไชย ได้มาเรียกขอความเป็นธรรม เนื่องจากชาวบ้านทํากินมาแล้ว ๕๐-๖๐ ปี แต่ยังไม่มีเอกสารสิทธิใต้อ่างเก็บน้ําห้วยหมูโตน ห้วยเชียงพิลา และห้วยหีบ จํานวน ๑๐๐ ครอบครัว ทํามา ๕๐-๖๐ ปี ก็ขอกราบเรียนท่านประธานว่าเดือดร้อนมาก อีกอันหนึ่ง ซึ่งเป็นถนนทางลัดจากท่าตูมไปหนองแดง ตําบลเหล่าปอแดง ตําบลงิ้วด่อน ก็ทํามาแล้ว เหลืออยู่ ๒ กิโลเมตร เสร็จ ๒ กิโลเมตร ยังเป็นลูกรังอยู่ ขอความเมตตาจากกระทรวงคมนาคม ดูแลด้วยครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑ เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรู เขตสัมพันธวงศ์ เขตดุสิต ดิฉันขอหารือท่านประธาน ถึงเรื่องของความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒ เรื่องค่ะ🔗
เรื่องแรก เป็นเรื่องบุคลากรกว่า ๑,๓๐๐ คน ของโรงเรียนสายปัญญา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เขตป้อมปรามศัตรูพ่าย ที่มีป้ายรถเมล์อยู่หน้าโรงเรียน แต่ไม่มี รถเมล์ผ่านเลยต้องเดินไปขึ้นที่หัวลําโพง ซึ่งระยะประมาณ ๑ กิโลเมตร และระหว่างเส้นทางนั้น ก็จะมีคนไร้บ้านและมีมิจฉาชีพที่อาศัยอยู่แถว ๆ ย่านหัวลําโพงเป็นจํานวนมาก อีกทั้งยังต้อง ข้ามถนนที่รถวิ่งสวนกัน ๔ เลน (Lane) โดยไม่มีเกาะกลางถนน จนทําให้เคยเกิดเหตุนักเรียน เสียชีวิตจากรถชนตรงข้ามโรงเรียนมาแล้วค่ะ ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยผลักดันให้รถเมล์ สาย ๒๙ สาย ๓๔ และ สาย ๑๑๓ กลับมาผ่านหน้าโรงเรียนเหมือนเดิมนะคะ🔗
เรื่องที่ ๒ ผู้ประกอบการธุรกิจที่พักโรงแรมในย่านเมืองเก่ารอบเกาะรัตนโกสินทร์ ร้องมาว่าอยากขอให้ทางกรุงเทพมหานครช่วยรื้อฟื้นและสนับสนุนให้มีการบริการ รถรางชมเกาะรัตนโกสินทร์พร้อมไกด์ (Guide) ให้คําแนะนําสถานที่ต่าง ๆ เหมือนที่เคยมีมา ก่อนหน้านี้ โดยขอให้กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพและประสานกับตํารวจและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นการเพิ่มรูปแบบในการเที่ยวชมเมืองเก่า ดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ ให้กับพี่น้องประชาชนค่ะ ฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปครับ คุณเอกภพ เพียรพิเศษ ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคก้าวไกล วันนี้ผมจะขอปรึกษาหารือในประเด็นความเดือดร้อนของชาวเชียงรายนะครับ ที่ในช่วงนี้ ต้องเจอกับมหกรรมทําถนนรอบเมืองเชียงราย ที่ทําหลาย ๆ จุดพร้อม ๆ กัน จุดละ ๕๐ เมตรบ้าง ๖๐ เมตรบ้าง ๑๐๐ เมตรบ้าง ทั้งที่หลายจุดเป็นถนนที่เพิ่งสร้างใหม่ หลายจุด ก็ยังเป็นถนนที่สภาพดีอยู่ นอกจากจะส่งผลกระทบให้ชาวเชียงรายประสบปัญหาในการ เดินทางที่รถติดอย่างหนักแล้วก็ต้องเผชิญกับปัญหาที่ว่าเส้นทางที่เขาเดินทางไป หาทาง ออกไปไม่ได้ เพราะว่าโดนขุด โดนทําถนนรอบเลยครับ ถนนที่ดี ๆ อยู่ชาวเชียงรายถามว่า จะไปขุดทําไมให้เปลืองงบประมาณ ทั้ง ๆ ที่ยังมีอยู่หลายหมู่บ้าน หลายจุดในอําเภอเมือง ที่ยังเป็นถนนดินลูกรัง ยังเป็นถนนที่ในช่วงฤดูฝนนี้แม้กระทั่งรถขับเคลื่อน ๔ ล้อยังเข้าไม่ได้ ถ้าเป็นไปได้ชาวเชียงรายก็อยากจะขอให้ทําถนนในที่ที่ยังไม่มีถนนบ้าง อย่าเอาแต่ทําขุด ๆ ซ้ํา ๆ ในเส้นเดิม ๆ ซ้ําไปซ้ํามาแบบเดิมอีกเลยนะครับ แล้วตอนนี้ในเมื่อถนนเหล่านั้นเริ่มขุด เริ่มทําไปแล้วก็คงทําอะไรไม่ได้นะครับ ก็เลยอยากจะขอว่าขอให้ช่วยเร่งรัดการก่อสร้าง ให้เสร็จโดยเร็วเพื่อแก้ปัญหาการจราจร แล้วขอให้มีการกั้นพื้นที่ก่อสร้าง มีการติดไฟ ติดสัญญาณให้เรียบร้อย เพราะว่าแต่ละจุดมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุรถที่สัญจรไปมา ในตอนกลางคืนหรือแม้กระทั่งตอนกลางวันเองจะเกิดอุบัติเหตุได้ครับ เพื่อความปลอดภัย ของผู้สัญจรด้วยนะครับ แล้วก็อยากให้การทําแผนงบประมาณในปีต่อ ๆ ไปขอให้ทําในสิ่งที่ เป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจริง ๆ แล้วก็ให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสุชาติ ภิญโญ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๔ ซึ่งประกอบไปด้วย อําเภอโนนไทย อําเภอขามสะแกแสง อําเภอพระทองคํา และอําเภอคง วันนี้ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งมีความเดือดร้อน ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรกคือเรื่องน้ําอุปโภคบริโภคของพี่น้องประชาชนซึ่งยังลําบากอยู่ ตอนนี้เกิดภัยแล้งก็ยิ่งลําบากไปอีก ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขโดยด่วน โดยเฉพาะอําเภอโนนไทย อําเภอพระทองคํา และอําเภอขามสะแกแสง🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้เพิ่มค่าตอบแทน ให้พิจารณาเพิ่มค่าตอบแทนให้กับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของโควิด (COVID) ที่ผ่านมา แน่นอนที่สุดโควิด (COVID) ที่ผ่านมา ทั้ง อสม. กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ตํารวจ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ช่วยกันเต็มที่ แต่ว่ามีหลายหน่วยงานที่ช่วยแล้วก็ยังไม่ได้รับค่าตอบแทน เช่น ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพ แล้วก็ทําเรื่องของตํารวจบ้าน อปพร. กลุ่มแม่บ้าน ตลอดจนเกษตรหมู่บ้าน ซึ่งเขาทําหน้าที่ อย่างเข้มแข็งในช่วงนั้น ขอฝากท่านประธานรบกวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยเหลือด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ อยากได้ถนน ๔ ช่องจราจร จากบ้านวัด ถึงอําเภอคง จังหวัด นครราชสีมา ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตอนนี้จราจรติดขัด ก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยดูแลด้วยนะครับ🔗
สําหรับเรื่องต่อมาคือเรื่องสัญญาณไฟจราจร ซึ่งมีปัญหาหลายที่ เช่น แยกคูเมือง อําเภอขามสะแกแสง สามแยกตะโก อําเภอคง และสี่แยกสระสี่เหลี่ยม อําเภอบ้านเหลื่อม ทั้ง ๓ แห่งนี้ การจราจรติดขัด แล้วก็มีโรงเรียนใกล้ ๆ แต่ไม่มีไฟสัญญาณจราจร อันตรายมาก ขออนุญาตฝากประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมมีปัญหาของ พี่น้องประชาชนมาหารือในสภาแห่งนี้ ๒ เรื่องครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้าและน้ํากินน้ําใช้🔗
เรื่องแรกเป็นเรื่องที่พี่น้องที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้นั้นอยู่ที่พื้นที่หมู่บ้านวังคราม หมู่ที่ ๑๐ ตําบลทุ่งหว้า อําเภอทุ่งหว้า ซึ่งมีอยู่ประมาณเกือบ ๔๐ หลังคาเรือน ที่ไฟฟ้ายังเข้า ไม่ถึง อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อที่จะทําเรื่องขยายเขต เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน นอกจากนั้นยังมีพื้นที่อีกหลายพื้นที่ที่ไฟฟ้าใช้ไม่เพียงพอ บางที่ก็ยังเข้าไม่ถึง ไฟตก ไฟดับอยู่บ่อย ๆ ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลก็ได้ทําเรื่อง ขออนุมัติเงินสนับสนุนจากสํานักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็น กองทุนที่เป็นความหวังของพี่น้องประชาชน จากสํานักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริม การอนุรักษ์พลังงานซึ่งเป็นกองทุนที่ได้ทําเรื่องไปแล้วนานพอสมควรแต่ก็ยังไม่ได้มีการ จัดสรรงบประมาณลงมาให้ อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงพลังงานว่าจะมี การจัดสรรงบประมาณลงมาช่วยพี่น้องในจังหวัดสตูลได้เมื่อใด🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านนายกองค์การบริหารส่วนตําบลปาล์มพัฒนา ร่วมกับทาง กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยท่านผู้ใหญ่พิเชษฐ์ อุทัยรังสี ได้มายื่นหนังสือถึงเรื่องของความ เดือดร้อน การขาดน้ําที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคและเรียกร้องให้มีการสร้างระบบประปาภูเขา ที่ หมู่ที่ ๑๐ ตําบลปาล์มพัฒนา ซึ่งเป็นต้นน้ําที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ําใช้เพียงพอตลอด ทั้งปี ก็แค่ทําท่อรับน้ําจากภูเขาแล้วก็ส่งไปให้พี่น้องประชาชนได้ใช้บริโภคกัน ก็เลยอยากจะ ฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทาน อยากจะให้มีการจัดสรรงบประมาณในการ สํารวจและก่อสร้างระบบประปาภูเขานะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณนพพล เหลืองทองนารา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผม นายนพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิรามครับ วันนี้ผมมีเรื่องที่จะมากราบเรียนท่านก็คือเมื่อวันพุธที่แล้ว ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านประวิตรได้ไปลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก แล้วไปในท้องที่ ในเขตพื้นที่ของผมอําเภอพรหมพิราม แล้วไปดูน้ํา ซึ่งมีหลายอย่างผมก็นําเรียนท่านไปว่า สิ่งที่ท่านได้รับรายงานนั้นไม่มีความเป็นจริงตามนั้น เพราะปัจจุบันนี้ชาวนาในเขตอําเภอพรหมพิราม และอําเภอเมืองในเขตเลือกตั้งของผมยังไม่ได้เพาะปลูก เพิ่งได้เริ่มเพาะปลูกก็เมื่อฝนลงมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกราบท่าน คือกราบขอน้ํา ผมเองก็โดนต่อว่าเหมือนกันว่าทําไม เรื่องศักดิ์ศรี แต่ผมเองผมไม่ได้คิดเช่นนั้นนะครับ ในฐานะความเป็นผู้แทนราษฎรและ พรรคเพื่อไทยก็อบรมกันมาตลอดว่าสิ่งไหนที่ทําเพื่อราษฎรได้ เกียรติยศนั้นเอาไว้ทีหลัง ผมเองก็พยายามที่จะให้ราษฎรได้น้ําทํานา ท่านครับ แต่ว่าก็น่าเสียใจตรงที่ว่าช้างเหยียบนา พระยาเหยียบเมือง ผมคิดว่าน่าจะได้น้ําเร็วกว่านี้แล้วก็ได้มากกว่านี้ แต่ปัจจุบันก็ยังมี ลําคลองอีกหลาย ๆ คลอง โดยเฉพาะคลองที่เรียกว่า พีแอล ศูนย์ (PL.0) ยาว ๑๗๔ กิโลเมตร ไปถึงจังหวัดพิจิตร น้ําในคลองยังมีไม่เท่าไรเลย โดยเฉพาะชาวนาที่ตําบลไผ่ขอดอน ตําบลจอมทอง ตําบลบ้านกร่าง ละแวกนั้น ในคลอง ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ยังไม่มีน้ําเข้าคลอง ณ บัดนี้เลย จนถึงวันนี้แล้ว เวลาเพาะปลูกข้าวนาปีในฤดูการผลิตปี ๒๕๖๓ ก็จวนจะจบแล้ว เพราะถ้าเดือนสิงหาคมแล้ว ถ้ายังไม่ได้เพาะปลูกเสี่ยงทั้งในเรื่องของต้องเกี่ยวหนีน้ํา และภัยจากอากาศหนาว ถ้าอากาศหนาวแล้วเม็ดข้าวก็จบกันนะครับ ไม่ได้ผลผลิต ฝากท่านประธานด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสุทา ประทีป ณ ถลาง🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สุทา ประทีป ณ ถลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดภูเก็ต ด้วยประชาชน จังหวัดภูเก็ต ได้ร้องเรียนมาทางผมว่าได้รับความเดือดร้อนจากโครงการพัฒนาที่ดินบริเวณ ท่าเทียบเรือประมงภูเก็ต ด้วยองค์การสะพานปลาจะให้บริษัทเอกชนเข้าไปพัฒนาเป็น อู่ซ่อมเรือเหล็ก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องมลพิษ และเรื่องการขนถ่าย สัตว์น้ําประมง ตลอดถึงการจอดเรือของชาวประมงในพื้นที่ของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งก็ขอฝาก ผ่านไปถึงกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กํากับดูแลครับว่าการที่ องค์การสะพานปลาจะนําพื้นที่ขององค์การสะพานปลาซึ่งได้ขอใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า ชายเลนเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ๓๐๐ ไร่ ไปเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ซึ่งเป็นการ ใช้ประโยชน์เพื่อการประมง แต่ถ้าไปทําเพื่อการอุตสาหกรรมก็น่าจะเป็นเรื่องที่ ผิดวัตถุประสงค์และประชาชนได้รับความเดือดร้อน ที่จอดเรือไม่เพียงพอ แล้วก็ปัญหาเรื่อง ของการขนถ่ายสัตว์น้ําก็จะไม่มี ตลอดจนความสะอาดขององค์การสะพานปลาซึ่งจะไป เกี่ยวข้องกับไอยูยู (IUU) ซึ่งจะทําให้เกิดมลพิษปนเปื้อนกับสัตว์น้ําที่ขนถ่ายอยู่ตรงนั้นด้วย ในพื้นที่ดังกล่าวการจอดเรือของชาวประมงในพื้นที่องค์การสะพานปลาหนาแน่นอยู่แล้ว ประกอบกับเป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่น ฉะนั้นการไปก่อสร้างอู่ซ่อมเรือเหล็กด้วยซึ่งจะมี พวกฝุ่นละอองที่ไม่สามารถกําจัดได้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกล ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปช่วยหาเสียงการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสมุทรปราการ เขต ๕ ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ ๙ สิงหาคม แล้วคุณพีท อิศราวุธ ณ น่าน ผู้สมัคร พรรคก้าวไกล เบอร์ ๒ ก็ได้ฝากข้อร้องเรียนมาให้ผม เพื่อเรียนต่อไปยังท่านประธานสภา🔗
เรื่องที่ ๑ เรื่องถนนสุขุมวิทบริเวณหน้าวัดสร่างโศก อําเภอบางบ่อ ซึ่งกําลัง ก่อสร้างอยู่ แต่ระหว่างการก่อสร้างนั้นมีฝุ่นฟุ้งกระจายและมีไฟถนนไม่เพียงพอ ประกอบกับบริเวณนั้นมีสะพานข้ามคลอง ตอนกลางคืนมืดมากครับ และมีเกาะกลาง ที่มีสิ่งก่อสร้างที่วางระเกะระกะ ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขด่วนเลยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่ผมได้ไปหาเสียงที่ตลาดคลองด่านและได้คุยกับ คุณพี่ขายลอตเตอรี่คนหนึ่งที่ประสบปัญหามากเนื่องจากก่อนหน้านี้คนขายลอตเตอรี่ ทั่วประเทศนะครับ รวมถึงเขตผมเองหลังวัดท่าพระก็บ่นมาเหมือนกันว่าตอนนั้นที่สํานักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ยอมออกรางวัลทําให้เขาขายของไม่ได้ ก็อยากให้มีมาตรการเยียวยา ช่วยเหลืออย่างไร เพราะว่าตอนนี้คนขายลอตเตอรี่ลําบากมาก และได้ข่าวว่าสํานักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาลจะเพิ่มจํานวนเลขของลอตเตอรี่ขึ้นมาอีก ๑ หลัก ทําให้หารายได้เพิ่ม ให้รัฐจํานวนมากขึ้น แต่ประชาชนเหมือนถูกหลอกและถูกรางวัลได้ยากขึ้น อย่างไรฝาก ท่านประธานว่าวันนี้ผมเป็นตัวแทนของคนสมุทรปราการ เขต ๕ ที่จะมีเลือกตั้งซ่อม รวมถึง พ่อค้าหวยทุกคน อย่างไรฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาให้คนเหล่านี้ ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอเรียนเตือนนะครับ อยู่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งต้องระวังนะครับ เดี๋ยวจะมีปัญหาตามมาทีหลังครับ ต่อไปครับ คุณทวิรัฐ รัตนเศรษฐ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ขออนุญาตหารือท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ ภาคอีสานและในจังหวัดนครราชสีมา แม้ว่าในช่วงนี้ประเทศไทยจะเข้าสู่ช่วงหน้าฝน แต่ว่าในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและในภาคอีสานอีกหลายจังหวัดประสบปัญหาภัยแล้ง ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ฝนไม่ตกตามฤดูกาลเป็นระยะเวลายาวนานเกือบ ๓ ปี ทําให้ตอนนี้ ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ําบริโภคและอุปโภคอย่างหนัก ซึ่งในพื้นที่ตอนนี้ทราบว่า ทางอําเภอร่วมกับทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายที่ต้องซื้อน้ําจากเอกชนเพื่อที่จะมา แจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน แต่ว่าปริมาณน้ําก็ยังไม่เพียงพอ ยังมีพี่น้องประชาชน อีกจํานวนมากที่ยังขาดแคลนน้ําและยังรอคอยความช่วยเหลือจากทางรัฐบาล ปัญหาภัยแล้ง นอกจากนี้ยังส่งผลถึงพืชผลทางการเกษตรได้สร้างความเสียหายต่อข้าวซึ่งเป็นหัวใจหลัก เป็นพืชเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนชาวอีสาน ทําให้พี่น้องประชาชนในขณะนี้เกิดความ ทุกข์ใจว่าต้นข้าวที่รัฐบาลได้มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกให้กับพี่น้องเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือ ลดค่าใช้จ่ายประจําปี ๒๕๖๒ ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้กําลังขาดแคลนน้ําครับ ผมจึงอยากหารือ ผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งดําเนินการแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย อยากให้ช่วยแจกจ่ายน้ําให้กับพี่น้องประชาชนและขอให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยเร่งดําเนินการออกสํารวจทําฝนหลวงให้กับพี่น้องประชาชน ต่อลมหายใจให้กับต้นข้าวด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ คุณอนุรักษ์ บุญศล🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตกราบเรียนหารือ ท่านประธานผ่านไปถึงกรมทรัพยากรน้ําบาดาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องขอให้ขุดเจาะบ่อบาดาลขนาดใหญ่ เพื่อทําน้ําประปาหมู่บ้านเพราะบาดาลขนาดเล็กนั้นน้ําจะเค็ม เป็นน้ําเกลือเค็มมากค่ะ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจาก ๑. อดีตกํานัน วรรณชัย แพงพา บ้านหนองฮังแหลว หมู่ที่ ๔ ตําบลเจริญศิลป์ ๒. ผู้ใหญ่บ้าน สุเทพ วะสุกัน บ้านหนองโจด หมู่ที่ ๕ ตําบลโคกศิลา ๓. อดีตผู้ใหญ่บ้าน สําเนียง คงบุญมา บ้านนาศรีนวล หมู่ที่ ๖ ตําบลหนองแปน ๔. นายก อบต. วิจารณ์ มุทาพร บ้านหนองแสง หมูที่ ๕ ตําบลทุ่งแก ๕. อดีตสารวัตรกํานัน หวานใจ แผลงศร บ้านหนองแวง หมู่ที่ ๑๐ ตําบลบ้านเหล่า กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่า ทั้ง ๕ หมู่บ้าน ๕ ตําบล อําเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร ๕ หมู่บ้าน ที่ดิฉันได้กล่าวมานั้น ไม่มีแหล่งน้ําธรรมชาติ ไม่มีแหล่งน้ําธรรมชาติหมายความว่าไม่มีห้วย หนอง คลอง บึงที่จะขุดลอก มาทําน้ําประปาเลย แล้วก็พี่น้องทั้ง ๕ หมู่บ้านนั้นขาดแคลนน้ําเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ท่านประธานที่เคารพคะ แล้งกลางฤดูฝน ประชาชนเดือดร้อนและขาดน้ําอุปโภคบริโภคมาก บางครอบครัวซื้อน้ําใช้ เดือนละกว่า ๒,๐๐๐ บาท จึงร้องขอให้ช่วยเหลือประชาชนคนขาดแคลนน้ําอย่างเร่งด่วน ขาดน้ําเหมือนขาดแรงพลัง ขอความหวังจากน้ําบาดาลเพื่อเป็นสายธารหล่อเลี้ยงชีวิตค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณอภิชา เลิศพชรกมล🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อภิชา เลิศพชรกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เขต ๙ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมได้รับเรื่องร้องเรียน จากเกษตรกรที่ปลูกมันสําปะหลังในเขตอําเภอโชคชัย อําเภอหนองบุญมาก อําเภอครบุรี อําเภอเสิงสางและอําเภอด่านขุนทด เรื่องการแพร่ระบาดของโรคใบด่างที่เกิดขึ้น อย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้างขึ้น จนปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถยับยั้งและทําลายโรคใบด่างได้ สาเหตุของการเกิดโรคใบด่างนี้ที่แพร่หลายก็เพราะว่าเกษตรกรที่ได้รับเงินชดเชยและ ค่าทําลาย ยังไม่ได้รับเงิน ซึ่งสาเหตุที่ไม่ได้รับเงินก็เพราะว่าเกิดความล่าช้าซึ่งเป็นไปตาม ระบบราชการ ซึ่งเมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว ได้รับเรื่องการแพร่ระบาดแล้ว ทุกเรื่องต้องให้ นายอําเภอเป็นคนส่งเรื่องมาที่จังหวัด แล้วก็ไปที่กระทรวง ไปสํานักงบประมาณ ต่อจากนั้น ถึงจะไปธนาคารเพื่อที่จะโอนเงินให้กับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งแนวทางนี้ใช้ระยะเวลาในการ จ่ายเงินให้กับเกษตรกรล่าช้ามาก แนวทางการแก้ไขก็ควรที่จะให้มีการมอบอํานาจให้กับทาง ท่านนายอําเภอต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ เป็นผู้อนุมัติและเบิกจ่ายเงินให้กับพี่น้องเกษตรกร🔗
ส่วนที่ ๒ เรื่องของการทําลาย สาเหตุที่เกษตรกรไม่สามารถที่จะทําลาย ต้นมันสําปะหลังก็เพราะว่ามีปัญหาเรื่องของเอกสารสิทธิ เงินค่าทําลายนั้นจ่ายให้ เฉพาะเอกสารสิทธิที่เป็นโฉนด ส.ป.ก. น.ส. ๓ ส่วนที่เป็น ส.ค. ๑ และ ภ.บ.ท. ๕ ไม่ได้รับเงิน ค่าชดเชย ค่าทําลาย ดังนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลและ สํานักงบประมาณว่าโรคใบด่างนั้น พาหะที่นําเชื้อก็คือแมลงหวี่ขาวไม่ใช่คน แมลงหวี่ขาว มันไม่รู้หรอกครับว่าที่ดินแปลงไหนเป็น ส.ป.ก. เป็น น.ส. ๓ เป็นโฉนด หรือเป็น ส.ค. ๑ ภ.บ.ท. ๕ จึงอยากจะฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลและสํานักงบประมาณว่าช่วยให้ ดําเนินการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรที่ปลูกมันสําปะหลังที่มีเอกสารสิทธิที่เป็น ส.ค. ๑ และ ภ.บ.ท. ๕ ด้วย เพราะฉะนั้นแนวทางนี้จึงจะช่วยในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ไม่ให้มีการแพร่ระบาดของโรคใบด่างได้ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณประเสริฐ บุญเรือง🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ บุญเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย มีเรื่องหารือกับท่านประธานอยู่ ๔ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ขอเร่งรัดการจัดตั้งสาขาสํานักงานที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่รับผิดชอบดูแลประชาชนในเขตอําเภอเขาวง อําเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามหนังสือของ จังหวัดกาฬสินธุ์ที่ลงนามโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ถึงท่านอธิบดีกรมที่ดิน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการที่ประชาชนไปติดต่อทํานิติกรรม โอน แบ่งแยก หรือเรื่อง ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ดินให้สะดวกยิ่งขึ้น🔗
เรื่องที่ ๒ เทศบาลเมืองกุฉินารายณ์เป็นเทศบาลแห่งที่ ๒ ของจังหวัด กาฬสินธุ์ ที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีถนนหมายเลข ๑๒ ผ่ากลางเมือง เป็นถนนที่แคบ มีความ กว้างประมาณ ๑๐ เมตร การจราจรติดขัดมากในช่วงที่เป็นฤดูกาลหีบอ้อยซึ่งทางเทศบาล ก็ได้ทําหนังสือถึงกรมทางหลวง เพื่อให้พิจารณาก่อสร้างถนนบายพาส (Bypass) ระบายรถในช่วงที่โรงงานเปิดหีบอ้อย ในช่วงบ้านแจนแลนไปบ้านกกตาลออกไปเชื่อมกับ ถนนอีสต์-เวสต์ อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ (East-West Economic Corridor) ขอให้กรมทางหลวง พิจารณาเร่งรัดดําเนินการ🔗
เรื่องที่ ๓ ปรับปรุงย่านชุมชนช่วงเทศบาลตําบลกุดหว้า ซึ่งตําบลกุดหว้า มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าเป็นพุทธสถานภูด่านไห โฮมสเตย์ (Homestay) โคกโก่ง และมีงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ก็คือบุญบั้งไฟตะไลล้าน แต่ว่าย่านชุมชนยังไม่ได้รับการพัฒนา เท่าที่ควร จึงฝากไปยังกรมทางหลวงให้พิจารณา🔗
เรื่องที่ ๔ ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีถาวร เสนเนียม ที่ได้หยิบยกเรื่อง การเติมพลังใจให้พี่น้องชาวจังหวัดกาฬสินธุ์เรื่องการก่อสร้างสนามบินอีก ๗ แห่ง ที่ท่านได้ นําเสนอไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะอยู่ในขั้นพิจารณาก็ถือว่าเป็นการเติมกําลังใจที่หอการค้าได้ เสนอมานั้น จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณภูดิท อินสุวรรณ์🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ภูดิท อินสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมจะนํา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือกับท่านประธานครับ ในการใช้รถใช้ถนน ด้วยสํานักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพิจิตรได้รับงบประมาณในการจัดสร้างถนน และสะพานข้ามแม่น้ําน่าน เมื่อประมาณปี ๒๕๕๒ แล้วเสร็จปี ๒๕๕๔ โดยใช้เป็นทางเชื่อม ระหว่างองค์การบริหารส่วนตําบลไผ่หลวงกับองค์การบริหารส่วนตําบลงิ้วราย ในยามค่ําคืน ไม่มีแสงสว่างและถนนก็ชํารุดทรุดโทรม คอสะพานชํารุด ทําความเดือดร้อนให้กับ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในยามค่ําคืนรถที่ขับมาไม่ทราบว่าตรงนี้มีถนนชํารุดก็จะทําให้ เกิดอุบัติเหตุ แล้วก็ไม่มีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ถนนเส้นนี้ยาวประมาณ ๑,๒๐๐ เมตร รวมทั้งตัวสะพานด้วย ก็ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยของพี่น้องประชาชน ก็อยากจะนําเรียนให้ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองนั้นได้โอนให้กับกรมทางหลวงเป็นผู้ดูแล เพราะว่าถนนจุดเชื่อมต่อทั้งด้านฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกนั้นเป็นถนนของกรมทางหลวง อยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นการง่ายต่อการควบคุม ดูแลและบํารุงรักษา ฝากท่านประธานให้ทาง กรมโยธาธิการและผังเมือง ถ้าไม่มีงบประมาณซ่อมแซมบํารุงก็ควรยกให้กับกรมทางหลวง เป็นผู้ดูแลเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของพี่น้องประชาชน ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณองอาจ วงษ์ประยูร🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายองอาจ วงษ์ประยูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง สถานการณ์ภัยแล้งจังหวัดสระบุรียังคงคุกคาม อย่างหนัก ชาวนารอน้ํา ข้าวกําลังจะตาย ช่วงหน้าฝนชาวนาสระบุรี นอกเหนือจาก น้ําชลประทานแล้วก็ยังอาศัยน้ําจากแหล่งน้ําธรรมชาติ ห้วยหนองคลองบึงต่าง ๆ อย่างเช่น ทะเลสาบบ้านหมอ ๓,๐๐๐ กว่าไร่ คลองหนองมน อําเภอดอนพุด คลองหนองรู ตําบลบัวลอย คลองหนองแร่ ตําบลโคกแย้ ลํารางหนองจรเข้ และคลองซอยต่าง ๆ ของคลองระพีพัฒน์ อําเภอหนองแค ปัญหาอุปสรรคก็คือแหล่งน้ําเหล่านี้ชาวนาไปใช้ไม่ได้ เพราะว่าตื้นเขินจากตะกอนเนินดิน แล้วก็วัชพืชขึ้นอย่างหนาแน่นปิดทางน้ํา ท่านประธานครับ ฝากไปยังท่านผู้ที่เกี่ยวข้องสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ คณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ กรมชลประทาน ให้ช่วยเร่งรัดลอกคลองขยายท่ออุดตันเพื่อเปิดทางน้ําโดยด่วน เพื่อให้ ชาวนาเกษตรกรจังหวัดสระบุรีได้ใช้น้ําแหล่งน้ําเหล่านี้🔗
เรื่องที่ ๒ ขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนสิ่งที่ตามมาก็คือการระบาดของไข้เลือดออก ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ มีทั้งผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตแล้วในหลาย ๆ อําเภอของจังหวัดสระบุรี ท่านประธานครับ ยุงร้ายกว่าเสือ แต่ที่เหนือโควิด (COVID) น่าจะเป็นไข้เลือดออก เสืออย่างมาก ก็อยู่ในป่า โควิด (COVID) ไทยถ้าเกิดว่าไม่นําเข้าวีไอพี (VIP) ของท่านนายกรัฐมนตรีก็เบาลง ไปเยอะครับ แต่ยุงลายขณะนี้ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว แล้วก็อยู่ทั่วไปในชุมชน ในบ้านของเรา ในวัดวาอารามต่าง ๆ แม้กระทั่งในโรงเรียน ลูกหลานของเรา แม้กระทั่งจะล้างมือใส่แมสก์ (Mask) ก็กันไม่ได้สําหรับไข้เลือดออก เวลานี้ อสม. ท้องที่ ท้องถิ่นทํางานกันอย่างเต็มที่ เข้มแข็งในการป้องกันไข้เลือดออก แต่ดูทางภาครัฐบาลการ์ด (Guard) ตกในเรื่อง ไข้เลือดออก ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้เกี่ยวข้องเร่งจัดหา สนับสนุนอุปกรณ์เครื่องพ่นยา ขุดลอกท่อ ลอกขยะลําคลอง ทําลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยด่วนด้วยนะครับ วันนี้ขอ ๒ เรื่อง ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหารือเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ ขณะนี้กระทรวงพลังงานได้มีโครงการขยายวางท่อน้ํามัน ผ่านย่านชุมชน โดยเฉพาะในเขตเทศบาลตําบลด่านขุนทด ซึ่งผมได้รับร้องเรียนจาก ท่านนายกสลักจิต กิมตระกูล นายกเทศบาลตําบลด่านขุนทด อยากให้เปลี่ยนแนวทาง วางท่อขยายไปทางถนนเลี่ยงเมืองของตําบลด่านขุนทด ซึ่งขณะนี้ได้มีการเวนคืนที่ดินไปแล้ว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน🔗
เรื่องที่ ๒ ขณะนี้ปัญหาภัยแล้งก็ยังวิกฤติอยู่ ขณะนี้มีโครงการวางท่อประปา จากการประปาส่วนภูมิภาคจากอําเภอสีคิ้วไปอําเภอด่านขุนทด แต่พี่น้องชาวอําเภอสีคิ้ว หลาย ๆ ตําบลก็ยังขาดแคลนน้ําอยู่ อยากให้การประปาส่วนภูมิภาคได้ต่อขยายให้ พี่น้องประชาชนตําบลบ้านหัน ตําบลหนองบัวน้อย ตําบลกุดน้อย เพื่อให้พี่น้องมีน้ําประปาใช้ เพราะว่าขณะนี้น้ําประปาหมู่บ้านแห้งหมด เป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่งครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชนในยุคนี้มีทุกวินาทีทุกวันครับ ถามไปยัง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ามีนโยบายปราบปรามบ่อนการพนัน ตู้ม้าสล็อตแมชชีน (Slot Machine) อย่างไร หลังจากมีตํารวจช่อชัยพฤกษ์ อ้างว่านายกรัฐมนตรีให้ผ่อนผันเปิดได้ เพื่อเศรษฐกิจ ที่ดีขึ้นของประเทศไทย จริงเท็จประการใดโปรดตอบครับ จะได้ไม่มีตํารวจสีเทาไปอ้างเช่นนี้อีก🔗
ขอชื่นชมผู้อํานวยการสํานักงานเขตคลองสามวา นายวุฒิชัย บุญสิทธิ์ ที่ออก ลอกคูคลองและท่อระบายน้ําตามที่สาธารณะ ชาวบ้านฝากชื่นชมมา และขอให้เขตอื่น ๆ ทําให้เหมือนกับเขตคลองสามวาด้วย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโปรดสั่งการครับ🔗
ประเด็นต่อมา สอบถามท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เหตุใดจึง ตัดงบประมาณพัฒนาชุมชนที่ให้กับชุมชนต่าง ๆ ในเดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม และเดือนกันยายนนี้ในเขตคลองสามวา และเขตอื่น ๆ เป็นหรือไม่ การวางแผนจัดสรร งบประมาณของเขตมีปัญหาแบบนี้ได้อย่างไร เป็นทุกเขตหรือไม่ ประธานชุมชนฝากถาม ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมา🔗
ไฟสว่าง ทางสะดวก ต้องยกความชื่นชมของประชาชนให้กับผู้ว่า การไฟฟ้านครหลวง ผู้อํานวยการการไฟฟ้านครหลวงมีนบุรีและเขตบางเขน โดยเฉพาะ ไฟฟ้าบางเขนด้วย และเจ้าหน้าที่ทุก ๆ คนที่เร่งกันช่วยแก้ไขปัญหาไฟฟ้าสาธารณะดับ ในขณะนี้ และขอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการไปยังผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติให้ใช้วิธีการบูรณา การด้วยการให้สายตรวจผลัดกลางคืนออกตรวจตรา เห็นไฟฟ้าดับก็แจ้ง แล้วก็ทําบันทึก ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น นายอําเภอ หรือว่าสํานักงานเขต ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนอย่างยิ่ง🔗
ประเด็นต่อมา ขอให้ฝ่ายกฎหมายของกรุงเทพมหานคร และกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งหนังสือเวียนของกรมบัญชีกลางในกรณีที่คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน ได้พิจารณาเป็นที่เรียบร้อย เรื่องของปัญหาการทับซ้อนเรื่องของไฟฟ้าที่บอกว่าสํานักงานเขตถ้าทําไม่ได้ก็ให้ การไฟฟ้านครหลวงทํา ซึ่งก็เป็นข้อตกลงไปแล้ว กรุงเทพมหานครจะได้มีเวลาไปตรวจสอบ เรื่องของส่วยโยธา ส่วยเทศกิจได้ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณนริศ ขํานุรักษ์🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน ถึงความเดือดร้อนและความต้องการของพี่น้องชาวพัทลุง ดังต่อไปนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้องค์การสะพานปลา ศึกษาความเป็นไปได้ และก่อสร้างสะพานปลาในพื้นที่บ้านหัวปอ ตําบลนาปะขอ อําเภอบางแก้ว เพื่อเป็นที่รวบรวมสัตว์น้ําในทะเลสาบมาไว้ที่เดียวกัน สะพานปลาแห่งนี้ ก็จะเป็นตลาดของสัตว์น้ําในทะเลสาบทั้งหมด จะเป็นท่าเทียบเรือ จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว และจะเป็นแลนด์มาร์ก (Landmark) ของการท่องเที่ยวที่สําคัญของจังหวัดพัทลุง🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กระทรวงคมนาคมปรับปรุงถนนแหล่งชุมชนพื้นที่ตลาดบางแก้ว และบริเวณวงเวียนบ้านหัวปอ ตําบลนาปะขอ ซึ่งทั้ง ๒ ที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ จราจรติดขัด และการปรับปรุงถนนดังกล่าวจะทําให้บ้านเมืองสวยงามขึ้น🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก่อสร้างสนามกีฬาประจํา ตําบลทุ่งนารี อําเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง สนามกีฬาดังกล่าวมีความพร้อมแล้วนะครับ พร้อมทั้งความต้องการของผู้นําท้องที่ ผู้นําชุมชน และพี่น้องประชาชน กับ ๒. มีที่ทางเป็น ที่เรียบร้อยแล้วและวันข้างหน้าอาจจะพัฒนาเป็นสนามกีฬาประจําอําเภอป่าบอนได้ด้วย🔗
เรื่องที่ ๔ เรื่องสุดท้าย ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้กรมป่าไม้ออกแบบก่อสร้างสะพานข้ามน้ําตกไพรวัลย์ เพื่อเชื่อมต่อไปยัง หมู่ที่ ๕ ตําบลคลองเฉลิม จะเป็นถนนที่เป็นทั้งการตรวจการป่าเทือกเขาบรรทัด เป็นทั้งที่สัญจร ไปมาของคนในพื้นที่ และเป็นถนนเชื่อมการท่องเที่ยวเลียบเขาบรรทัดของจังหวัดพัทลุง ซึ่งกระผมเคยเสนอให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดเป็นมรดกโลกเพราะมีความสมบูรณ์ ทางทรัพยากรธรรมชาติ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องหารือกับท่านประธาน ก็คือการก่อสร้างจุดกลับรถบริเวณพุทธมณฑล ของจังหวัดเชียงราย ซึ่งจะต้องก่อสร้างบริเวณถนนพหลโยธิน ตําบลบัวสลี อําเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ในการนี้เรื่องดังกล่าวนั้นพี่น้องประชาชนในจังหวัดเชียงรายได้ประสานงาน แล้วก็ตัวผมเองได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเป็นระยะ ๆ วันนี้ขอหารือ ท่านประธานได้กรุณาทําหนังสือเร่งรัดไปที่กระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะแขวงทางหลวง เชียงรายที่ ๑ เพื่อให้เร่งดําเนินการและติดตามก่อสร้างโดยด่วน ทั้งนี้เพื่อจะได้ลดปัญหา อุบัติเหตุและอํานวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนในโอกาสต่อไป🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือการขยายเขตไฟฟ้าเข้าสู่หมู่บ้านในอําเภอเวียงป่าเป้า ก็คือบ้านแม่ตะละและบ้านปางมะขามป้อม ๒ หมู่บ้าน ตลอดจนในอําเภอแม่สรวยก็คือ บ้านปางน้ําฮ้ายและบ้านปางหลวง ซึ่งทั้ง ๔ หมู่บ้านนี้ มีประชากรเกือบพันหลังคาเรือน ได้ประสานงานทางจังหวัดเชียงราย แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทําหนังสือเพื่อขออนุญาต ใช้พื้นที่ไปที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันนี้หนังสือดังกล่าวอยู่ที่ กระทรวงดังกล่าวนั้น ทั้งนี้เมื่อกระทรวงได้อนุมัติให้ใช้พื้นที่ได้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พร้อม จะดําเนินการ เรื่องนี้ต้องเรียนท่านประธานว่าพี่น้องประชาชนรอคอยมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว ได้มีการเข้าดําเนินการก่อสร้างมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ปรากฏว่าในครั้งนั้นเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมอุทยานไม่อนุญาต โครงการดังกล่าว ก็พับไป ขออนุญาตท่านประธานได้ทําหนังสือเร่งรัดทั้ง ๒ เรื่องดังกล่าวต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกําแพงเพชร เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ วันนี้นอกจากวิกฤติโควิด (COVID) ที่เราต้องเผชิญ แล้วเรื่องน้ําก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะว่าน้ําคือชีวิต น้ําแก้จน คนหมดหนี้ วันนี้ ที่ตําบลสระแก้ว หมู่ที่ ๖ หมู่ที่ ๑๐ หมู่ที่ ๑๒ ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากครับ ขอภาพหน่อยครับ🔗
จากภาพจะเห็นว่าระหว่าง ประตู กม. ที่ ๓+๒๐๐ กับประตู กม. ที่ ๔+๙๐๐ จะมีคลองไส้ไก่อยู่ คลองไส้ไก่ดังกล่าว มีพ่อแม่พี่น้องประชาชนทําไร่ทํานา ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ไร่ แต่ขาดโอกาสที่จะได้รับน้ําต้นทุน แม้ว่าจะใกล้น้ําเพียงนิดเดียว แต่เขาขาดโอกาส ต้องปิดประตูจาก กม. ที่ ๔+๙๐๐ ซึ่งมีระยะทางเกือบกิโลเมตร แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ประตูดังกล่าวมีความสูงเป็นอย่างมาก ถ้ามีการปิดประตูน้ําแทบจะท่วมถนน ก็ต้องขอฝากกรมชลประทาน กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ช่วยเร่งรัดดูให้หน่อยครับ ผมมีโอกาสได้ไปลงพื้นที่ชาวบ้านยินดีที่จะปลูกข้าว แบบเปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว จะเป็นการช่วยทําให้ข้าวต้านทานต่อโรค มีผลผลิตที่ดีขึ้น และประหยัดน้ําได้ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ จะเป็นโครงการนําร่องต้นแบบให้กับผู้ใช้น้ําต้นทาง และจะเปิดโอกาสให้กับผู้ใช้น้ําปลายทางไม่ว่าคนลานกระบือ คนพิจิตร คนสุโขทัย คนพิษณุโลกจะได้เข้าถึงแหล่งต้นทุนน้ํายิ่งขึ้น และตามนโยบายของรัฐบาลที่จะให้ใช้น้ํา อย่างประหยัด ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์🔗
เรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ประเด็นนี้ผมจะมาขอปรึกษาหารือกับท่านประธาน ก็เป็นเสียงจากพ่อแม่ พี่น้องประชาชนที่ต้องทนพบเจอกับการจราจรที่ติดขัดเป็นอย่างมาก มาเป็นระยะเวลานานมากแล้ว โดยเฉพาะที่บริเวณแยกการเคหะเมืองใหม่บางพลี หรือแยกสวอนนั่นเองครับ อยู่ในตําบลบางเสาธง อําเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ โดยการจราจรที่ติดขัดในบริเวณนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พื้นที่ผิวการจราจรไม่เพียงพอ ความซับซ้อนของจุดที่มีรถเป็นจํานวนมากที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่ดี และไม่เพียงพอ ปัญหาข้างต้นเมื่อมารวมกันแล้วก็ยิ่งส่งผลให้เกิดการกระทําผิดกฎจราจร มากขึ้น ทําให้เกิดปัญหาการจราจรมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย ดังนั้นผมจึงอยากจะขอปรึกษาหารือ ท่านประธานถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ทําการเรียกร้องผ่าน กระผมมา🔗
ข้อแรก ควรมีการใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมจราจรเข้ามาช่วยจัดการจราจร เช่น ระบบไฟจราจรอัจฉริยะที่ทํางานตามกระแสจราจรให้รถที่มาจากแยก จากนิคมตลาดบางพลี ให้เคลื่อนไปอย่างสัมพันธ์กัน รวมถึงระบบกล้องวงจรปิดเพื่อกวดขันวินัยการจราจรเพิ่มเติม🔗
ข้อ ๒ ต้องเร่งรัดการก่อสร้างสะพานข้ามแยกที่ได้มีการศึกษาไปแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการก่อสร้างให้เกิดขึ้นครับ🔗
และข้อสุดท้าย อาจควรพิจารณาเรื่องการเพิ่มช่องทางเข้าออก เพื่อระบายรถ จากเคหะบางพลีหรือจากนิคมบางพลีไปยังถนนเทพารักษ์ และถนนบางนา-บางปะกง ก็จะช่วยให้ทุกข์ของประชาชนชาวบางบ่อ บางพลี บางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ที่ต้อง ทนทุกข์มานานกับปัญหารถติดซ้ําซากดังกล่าวนี้ได้บรรเทาหายไปให้เหมือนเมืองที่เขา เจริญแล้วสักทีครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณวัชรพล โตมรศักดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วัชรพล โตมรศักดิ์ โคราช พรรคชาติพัฒนา ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ ผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางกรมทางหลวงครับ🔗
เรื่องแรก ผมได้รับเรื่องร้องทุกข์จากท่านนายกเทศมนตรีเทศบาลตําบล โคกกรวด ท่านปรีชา มิตรสูงเนิน และท่านกํานัน กาญจนา กาญจนวัฒนา รวมไปถึง ท่านผู้อํานวยการโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา และพี่น้องประชาชน อยากที่จะขอความ กรุณาทางกรมทางหลวงได้ดําเนินการติดตั้งเสาไฟไฮแมสต์ (High Mast) บริเวณตําบล โคกกรวด ซึ่งเป็นประตูด่านที่จะเข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา ในขณะนี้กรมทางหลวงเอง ก็มีไฟอยู่แล้วแต่ความสว่างไม่เพียงพอ แต่พอชุมชนมีการขยายตัวและพี่น้องประชาชน ที่จะต้องเดินทางไปทางภาคอีสานต้องผ่านในเขตตําบลนี้ ก็เลยทําให้มีความไม่ปลอดภัย เกิดขึ้น จึงอยากจะขอความกรุณากรมทางหลวงได้กรุณาติดตั้งเสาไฟไฮแมสต์ (High Mast) จากบริเวณตําบลโคกกรวด ระยะทาง ๓ กิโลเมตร จากจุดกลับรถหนึ่งไปอีกจุดกลับรถหนึ่ง ก็จะทําให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความปลอดภัย🔗
เรื่องที่ ๒ บนถนนสาย ๒๐๔ ถนนเลี่ยงเมืองจังหวัดนครราชสีมา ในวันนี้ มีปัญหาอย่างยิ่งครับ สําหรับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในส่วนของบริเวณใกล้เคียงที่จะกลับรถ เพราะเนื่องจากปริมาณรถได้เพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา เพราะพี่น้องประชาชนที่จะเดินทางไป ภาคอีสานต้องผ่านถนนเส้นนี้ครับ จึงทําให้เกิดความลําบากของพี่น้องประชาชนที่จะต้อง ข้ามถนนอีกฝั่งหนึ่งในการที่จะกลับรถ ทําให้เกิดอุบัติเหตุ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องประชาชนนั้นเดือดร้อนมาก จึงอยากจะขอให้ทางกรมทางหลวงได้กรุณาสร้างจุด กลับรถที่ปลอดภัยบริเวณตรงห้างโฮมโปร (HomePro) หรือเขาเรียกว่าบริเวณใกล้ปั๊มน้ํามัน อาทิตย์ไฮเวย์และปั๊มพงษ์กิต ตรงนี้ด้วย รวมไปถึงการก่อสร้างสะพานลอยคนข้ามครับ ท่านประธานครับ วันนี้พี่น้องประชาชนที่จะเดินทางข้ามฝั่งไปอีกฝั่งหนึ่งไม่ว่าจะเป็นนักเรียน หรือจะเป็นพี่น้องประชาชนที่จะต้องข้ามฝั่งมาทางเขตเทศบาล เดินทางมาไม่ได้ครับ จึงขอความกรุณาท่านประธานได้ทําเรื่องผ่านไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อเร่งรัดดําเนินการ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณสมคิด เชื้อคง🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สมคิด เชื้อคง จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ได้รับเรื่อง ร้องทุกข์จาก นายโกศล นามมงคล บอกว่า ถนน อบ. ๔๑๒๒ บ้านวังเสือ ตําบลไพบูลย์ อําเภอน้ําขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นของ ทช. ทางหลวงชนบท ได้ไปก่อสร้างสะพานไว้ แต่ว่ายกระดับสูงมาก ทําให้รถบรรทุกพืชผลเกษตรของชาวบ้านขึ้นไม่ได้ แจ้งทางหลวงชนบท ไปแก้ไขทําทางลาดเป็นคอนกรีตเพื่อให้ลาดเอียงด้วยครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่ง นางสมนึกจากจังหวัดชัยภูมิ ชาวบ้านตําบลขี้เหล็ก ได้ร้องทุกข์ มาเรื่องถนน อบ.๔๐๔๘ ของทางหลวงชนบทเช่นกันครับ บ้านตาโองไปหนองดินดํา เวลาหน้าฝนสัญจรไปมาลําบากมาก ขอให้ช่วยอํานวยความสะดวกโดยการดําเนินการ ก่อสร้างต่อนะครับ🔗
อีกเรื่องครับ อบจ. จังหวัดอุบลราชธานี ถนนสายเดชอุดมไปบ้านนาห่อม ตําบลนาห่อม อําเภอทุ่งศรีอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ชํารุดมาก แจ้งไปยัง อบจ. โปรดซ่อมแซมเพื่อพี่น้องได้สัญจรไปมาได้🔗
อีกเรื่องครับ อ่างเก็บน้ําที่บ้านวารีอุดม ตําบลท่าโพธิ์ศรี อําเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี กรมชลประทานได้ไปสํารวจแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ดําเนินการ ฝากกรมชลประทานดําเนินการด้วยครับ🔗
อีกเรื่องครับ ของทางหลวงชนบทเช่นกัน ถนนสาย ๕๐๖๕ ชาวบ้าน แยกบ้านดอนกลาง บ้านหนองไฮ ไปบ้านโนนสวาง ไม่มีป้ายบอกทาง ก็หลงทางกันไปหมด อยู่ตําบลนากระแซง อําเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ทั้ง ๒ เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องในเขต ของ ส.ส. เอกชัย ทรงอํานาจเจริญ เรียนท่านประธานอย่างนี้ จังหวัดอุบลราชธานี โชคไม่ค่อยดี ปีที่แล้วก็น้ําท่วมหนัก ปีนี้ก็แล้งหนัก เพราะฉะนั้นก็ฝากไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด กรุณาเรื่องความเดือดร้อนตรงนี้ ผมก็ไม่รู้จะร้องทุกข์กับใคร ก็ร้องทุกข์กับท่านประธานก่อนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปครับ คุณบัญญัติ เจตนจันทร์🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระยอง กระผมขอหารือ ถึงกระทรวงคมนาคมเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ครับ🔗
เรื่องแรก ราษฎรถามว่าเหตุใดกรมทางหลวงจึงไม่จ้างเหมาเอกชน หรือให้ท้องถิ่นช่วยซ่อมหลอดไฟฟ้าแสงสว่าง ถนนเขตอําเภอแกลง อําเภอวังจันทร์ บางครั้ง ดับเป็นเดือน ๆ เจ้าหน้าที่บอกว่าทั้งจังหวัดมีรถกระเช้าเพียง ๒ คัน ทําให้ราษฎรเดือดร้อน ไม่ปลอดภัยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ราษฎรถามว่าเหตุใดกรมทางหลวงจึงไม่ตัดหญ้าเกาะกลางถนน สายบ้านบึง-แกลง ปล่อยให้รกชัฏ ไม่เป็นที่สง่าราศีทางเข้าเมืองแกลง เทศบาลตําบลเมืองแกลง ก็ไปทําอะไรไม่ได้เพราะยังอยู่ในสัญญาประกันของผู้รับจ้างครับท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๓ ราษฎรหลายคนเรียกร้องให้เปิดสัญญาณไฟจราจรแยกวังหิน ถนนสุขุมวิท ตําบลวังหว้า อําเภอแกลง แต่หลายคนก็กลัวว่าเมื่อเปิดแล้วจะอันตราย ก็อยากให้กรมทางหลวงส่งวิศวกรรมความปลอดภัยจราจรลงมาจัดการให้แยกวังหินนั้น มีการจราจรที่สะดวกและปลอดภัยด้วยครับท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๔ ราษฎรเรียกร้องให้ขยายถนนสุขุมวิทเป็น ๖ เลน (Lane) ตั้งแต่ ตัวอําเภอเมืองระยอง มาถึงอําเภอแกลง จนถึงจังหวัดจันทบุรี เพราะว่ารถเยอะมาก แล้วก็ ปรับปรุงย่านชุมชนสี่แยกใหญ่ ๆ เป็น ๘ เลน (Lane) มีฟุตพาท (Footpath) ท่อระบายน้ํา ไฟฟ้าส่องสว่าง เช่น ที่สี่แยกโพธิ์ทอง สี่แยกประแสร์ สี่แยกกองดินด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๕ ราษฎรขอให้กรมทางหลวงติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง ถนนสายบ้านบึง-แกลง ตลอดสายเพราะมืดมาก มีช้างป่าข้ามถนนประจํา เกิดอุบัติเหตุคนเสียชีวิตมาหลายศพแล้ว ช้างก็เสียชีวิตเพราะถูกรถชนครับ🔗
เรื่องที่ ๖ ราษฎรเรียกร้องให้กรมทางหลวงขยายถนนบายพาส (Bypass) อําเภอแกลง เป็น ๔ เลน (Lane) ติดไฟฟ้าส่องสว่างตลอดแนวบายพาส (Bypass) ให้สุดโครงการจนถึงวัดวังหว้าด้วย และทําสะพานโอเวอร์พาส (Overpass) ข้ามแยก ถนนบ้านนาด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๗ ขอให้กระทรวงคมนาคมก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ (Motorway) จากจังหวัดชลบุรี ผ่านอําเภอแกลง ถึงจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด🔗
เรื่องที่ ๘ ขอให้กระทรวงคมนาคมก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่ จากจังหวัดชลบุรี ผ่านจังหวัดระยอง ถึงอําเภอแกลง แล้วก็จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวเบญจา แสงจันทร์🔗
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉัน มีประเด็นที่จะขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๓ ประเด็นด้วยกัน🔗
ประเด็นที่ ๑ จากที่ชาวชุมชนคลองลาวน ตําบลชากพง อําเภอแกลง จังหวัดระยอง ได้ยื่นหนังสือถึงกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เนื่องจากพบว่ามีการวางแนว หินกั้น ขุดทราย ขุดหินจากทะเลขึ้นมาเพื่อถมพื้นที่ชายฝั่งปากแม่น้ํา รุกล้ําเข้าไปในพื้นที่ สาธารณะ แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดมาให้ข้อมูลและยังไม่ได้คําตอบ ดิฉันจึงอยากจะขอฝาก ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดําเนินการตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร่งด่วนค่ะ🔗
ประเด็นที่ ๒ ความเดือดร้อนของชาวบ้านหนองพะวา ตําบลบางบุตร อําเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ที่ประสบปัญหาต้องทนสูดดมกลิ่นเหม็นจากสารเคมีรุนแรง และน้ําเสียจากโรงงานเป็นระยะเวลานานมากกว่า ๑๐ ปี แหล่งน้ําสาธารณะก็มีสารปนเปื้อน ของสารเคมี และมีการลักลอบปล่อยน้ําเสีย แม้วันนี้มีคําสั่งให้โรงงานได้หยุดประกอบกิจการแล้ว แต่ดิฉันก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดําเนินการตรวจสอบ ขั้นตอนการออกใบอนุญาตด้วย และเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านโดยเร่งด่วนที่สุด🔗
ประเด็นที่ ๓ จากการประกาศ พ.ร.ก. กําหนดเขตหวงห้ามที่ดินของกรมป่าไม้ ไปทับที่ดินทํากินของชาวบ้านตําบลห้วยโป่ง และตําบลสํานักท้อน จังหวัดระยอง ขณะนี้ มีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมากกว่า ๔๓,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๑๔ ครม. ได้อนุมัติเห็นชอบ ให้กรมป่าไม้ดําเนินการเพิกถอนการหวงห้ามที่ดินแล้ว แต่กรมที่ดินก็กลับเพิกเฉย ไม่ได้ดําเนินการ จนมาถึงปี ๒๕๕๖ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคําสั่งให้ ดําเนินการรังวัดจัดสรร เพื่อออกเอกสารสิทธิให้กับชาวบ้าน แต่ทุกอย่างก็หยุดชะงักเพราะ คสช. เข้ามายึดอํานาจ ดิฉันจึงอยากฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมป่าไม้ ให้ดําเนินการ เพิกถอนที่ดินหวงห้าม ตาม พ.ร.ก. เพิกถอนเขตหวงห้ามที่ดินของกรมป่าไม้ และให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินและออกเอกสารสิทธิที่ดิน ให้ชาวบ้านโดยเร่งด่วน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา พอดีดิฉันได้เปลี่ยนกับทางคุณปารีณาค่ะ🔗
เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตคลองเตยและเขตวัฒนา พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธาน ๑ เรื่องด้วยกัน เกี่ยวกับเรื่อง การเกิดอัคคีภัยในบริเวณชุมชนล็อก ๑-๒-๓ ของเขตคลองเตย เมื่อวานนี้ ในเวลา ๑๘.๓๗ นาฬิกา คือเมื่อช่วงเช้าดิฉันได้สํารวจถึงความเสียหาย บ้านเรือนประชาชนเสียหายเป็น จํานวน ๑๓ หลัง แล้วประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ ประมาณ ๖๐ คน ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อช่วงเช้าจากหน่วยงานที่เข้าไปดําเนินการ ดับเพลิงในที่เกิดเหตุ ประสบปัญหาหลัก ๆ อยู่ ๒ เรื่องด้วยกันค่ะ🔗
เรื่องที่ ๑ คือการไฟฟ้านครหลวงเข้าไปดําเนินการตัดกระแสไฟค่อนข้าง จะล่าช้า เมื่อประชาชนได้แจ้งไปแล้ว จนทําให้ไฟลามบานปลาย แล้วเนื่องจากหน่วยงาน ที่จะไปดับเพลิงเข้าไปถึงแล้ว แต่ยังไม่สามารถดําเนินการดับไฟได้ ต้องรอให้กระแสไฟฟ้า ถูกตัดเสียก่อน🔗
ข้อที่ ๒ เมื่อเปิดประปาหัวแดงแล้วก็พบว่าไม่มีน้ําหรือน้ําไหลอ่อนมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคสําคัญในการที่จะช่วยเหลือ เพราะว่าส่วนใหญ่ในชุมชนเมืองเราไม่สามารถ ที่จะหาแหล่งน้ําธรรมชาติได้ ประปาหัวแดงจึงเป็นที่พึ่งสําคัญของชุมชนเมืองเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งดิฉันอยากจะขอฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ในส่วนของประปานครหลวง และกรุงเทพมหานคร ช่วยกันสํารวจตรวจสอบหัวจ่ายดับเพลิง หรือประปาหัวแดงในแต่ละชุมชนทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อที่จะปรับปรุงแก้ไขให้มีความ พร้อมในการใช้งานได้ตลอดเวลา เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที เพราะประปาหัวแดงถือเป็นสิ่งสําคัญที่จะสามารถช่วยหน่วยดับเพลิงปฏิบัติหน้าที่ได้อย่าง รวดเร็วยิ่งขึ้น และดิฉันขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่เข้าไปดําเนินการช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยบรรเทาต่าง ๆ ค่ะ กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เนื่องจาก เป็นสัดส่วนพรรคเดียวกันก็อนุโลมให้ แต่อย่างไรโอกาสหน้าก็กรุณาแจ้งเปลี่ยนชื่อมานะครับ ต่อไป คุณมนพร เจริญศรี ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือ ๒ เรื่องค่ะ🔗
เรื่องแรก เนื่องจากกรมธนารักษ์ได้จัดทําโครงการธนารักษ์ประชารัฐ ประจําปีงบประมาณ ๒๕๖๓ ที่นําที่ราชพัสดุมาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการครอบครอง ที่ราชพัสดุโดยไม่ชอบ และที่ที่ประชาชนครอบครองเหล่านั้น ซึ่งข้อกําหนดของที่ราชพัสดุ กําหนดว่าที่ดินที่พี่น้องประชาชนครอบครองก่อนวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๖ และได้รับสิทธิ ครอบครองนั้นจะต้องมีการเช่าที่ดิน ปรากฏว่าโครงการดังกล่าวทําให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ของดิฉัน คือบ้านรามราช หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๑๔ ตําบลรามราช อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ซึ่งได้เข้ามาอยู่อาศัยที่ดินดังกล่าวเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ขณะที่มีการ ออกกฎหมายแบบนี้เมื่อมีการสํารวจทําให้วันนี้เจ้าหน้าที่จากสํานักงานที่ราชพัสดุก็ได้มาบอกว่า จะต้องมีการเช่า ทําให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน แล้วถ้ามีการเช่าขึ้นมา ประชาชนจะหาเงิน จากที่ไหนในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เพราะว่าชาวบ้านไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อนว่าที่อยู่ อาศัยเป็นสิบ ๆ ปีจะต้องมาเสียค่าเช่าแบบนี้ ดิฉันอยากจะขอความกรุณาจากท่านประธาน ไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการผ่อนผันหรือทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ขณะนี้มีการก่อสร้างขยายถนน ๔ เลน (Lane) สาย ๒๑๒ ไปที่ อําเภอท่าอุเทนและอําเภอบ้านแพง เส้นทางดังกล่าวไม่มีสัญญาณเตือน แล้วก็บริเวณ ทางแยกที่แยกเข้าหมู่บ้าน ผู้รับจ้างไม่ได้ทําทางเชื่อมให้ ทําให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน จุดแรกก็คือหน้าโรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินร์ จุดที่ ๒ คือหน้า รพ.สต. ท่าดอกแก้ว ตําบลท่าจําปา ตําบลท่าอุเทน ก็อยากให้ทางผู้รับจ้างได้ติดตั้งไฟสัญญาณจราจร ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณเทพไท เสนพงศ์🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้รับการร้องทุกข์จาก พลตํารวจตรีหญิง สุภาณี บุญทองคง คุณไสว ทองดํา ท่านนายก อบต. เคร็ง ท่านกํานันธรรมนูญ คงจันทร์ กํานันตําบลเคร็ง แล้วก็คุณณัฐพล สังข์ทอง อดีตรองนายก อบต. ขอนหาด แล้วก็พี่น้องประชาชนผู้นําท้องถิ่นในตําบลเคร็ง และตําบลขอนหาด เกี่ยวกับเรื่องการขุดลอกคลองยวนนก ซึ่งเป็นคลองเดิมที่พี่น้อง ตําบลเคร็งและตําบลขอนหาดใช้สัญจรไปมา ซึ่งเมื่อก่อนก็ได้ใช้คลองนี้ เมื่อปี ๒๕๒๖ ท่านประธานได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านได้ไปเปิดโรงเรียนขอนหาดประชาสรรค์ โรงเรียนขยายโอกาส แล้วก็รองรับนักเรียนจากตําบลเคร็ง เมื่อก่อนก็ใช้เรือค่อนข้าง จะลําบากท่านประธานก็ได้ผลักดันให้มีถนน รพช. ในยุคนั้น จํานวน ๑๐ กว่ากิโลเมตร ซึ่งได้ใช้จนถึงทุกวันนี้ แต่ว่าคลองก็ได้ตื้นเขินลงไปตามลําดับ ก็ไม่ได้มีการใช้สัญจร ก็เลยขอ ความอนุเคราะห์มายังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเพื่อที่จะขุดลอกคลองเพื่อที่จะใช้น้ําในการที่จะบริโภคอุปโภค รวมไปถึง การใช้ดับไฟตอนไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งด้วย เพราะฉะนั้นพื้นที่ตรงนี้ค่อนข้างจะมีปัญหานิดหนึ่ง เพราะว่าคาบเกี่ยวกันของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับกรมชลประทาน กรมชลประทานก็ไม่สามารถเข้าไปขุดลอกคลองได้จึงขอนําเรียนกับท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเรื่องนี้ก็เคยนําเรียนกับท่านประธานและท่านประธานก็นําเรียน ไปยังรัฐบาลแล้วผมก็ทราบ แต่ว่าก็ยังคาราคาซังอยู่ พลตํารวจตรีหญิง สุภาณี บุญทองคง ท่านก็เร่งรัดมายังผม ให้ผมติดตามเรื่องนี้ ก็เลยฝากท่านประธานเพื่อนําเรียนไปยังกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณมากครับ เราก็จบ การปรึกษาหารือ ก็ขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้นําปัญหาของประชาชนมาหารือและ รักษาเวลานะครับ ที่ผมคุมเรื่องเวลาเพราะว่าเป็นคุณสมบัติอันหนึ่งศักยภาพของเรา นักการเมืองที่ตรงเวลา รักษาเวลา เพราะเวลาเป็นของพวกเราทุกคน เวลาเป็นของมีค่า ผมชื่นชมที่สมาชิกส่วนใหญ่ขณะนี้คุมเวลาได้ดี🔗
จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๗๙ คน🔗
ต่อไปก็จะเป็นวาระของ กระทู้ถามนะครับ ที่จริงแล้ววาระกระทู้นั้นองค์ประชุมไม่จําเป็นต้องเกินครึ่งหนึ่ง ปรากฏว่า บัดนี้มีผู้มาลงชื่อ ๓๒๔ ท่าน ซึ่งครบองค์ประชุมแล้ว ผมขออนุญาตเปิดการประชุมครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗
๑.๑ กระทู้ถามสด🔗
ในวาระกระทู้ลําดับต่อไปนี้ก็จะเป็นกระทู้ถามสดด้วยวาจา ส่วนกระทู้ถาม แยกเฉพาะนั้น ท่านรองประธานศุภชัยจะทําหน้าที่เป็นประธานแยกห้องไปนะครับ ก็ดําเนินการต่อไปได้เลย🔗
กระทู้ถามสดด้วยวาจาวันนี้มี ๓ กระทู้ แต่ว่าได้รับแจ้งมาเมื่อสักครูนี้เองว่า หนังสือแจ้งมาจากหัวหน้าสํานักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ว่ากระทู้ ที่ถามท่านนั้นมีความจําเป็นที่ไม่สามารถมาตอบได้ ท่านขอเลื่อนไปนะครับ ในการประชุม ครั้งต่อไป🔗
อีกกระทู้หนึ่งคือกระทู้ของคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เมื่อสักครู่นี้กระทู้แรกคือ กระทู้ของท่านจิรายุ เป็นกระทู้ถามปัญหาเราเที่ยวด้วยกัน อันนี้ก็ได้รับหนังสือแจ้งมาจาก หัวหน้าสํานักงานรัฐมนตรี เช่นเดียวกันกระทู้นี้ ท่านรัฐมนตรีขอเลื่อนครับ ท่านจิรายุมีอะไร เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ คลองสามวา ในฐานะฝ่ายค้าน หารือท่านประธานก่อนนะครับ รัฐมนตรีจะมาหรือไม่มาเป็นความ รับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี แล้วมันก็เป็นเงื่อนไขของสภาอยู่แล้วว่ากระทู้ถามสด ต้องมาแจ้ง ท่านประธานผมตื่นตี ๔ มาถึงสภา ๗ โมง นั่งรอ ผมเป็นคนแรกที่ลงเวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกาตรง แล้วก็ถามไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ท่านครูมานิตย์ก็มารอตั้งแต่ ๗ โมงเช้าพร้อมกันครับ ห่างกันเพียงแค่ ๑ นาที ประเด็นที่อยากจะเรียนถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ เมื่อสักครู่นี้ก่อนที่จะเข้าห้องประชุมเวลาประมาณ ๐๘.๔๕ นาฬิกา ท่านรองศุภชัยได้เชิญผมและครูมานิตย์เข้าไปในห้องประชุม แล้วถามผมว่า กรณีโครงการที่บอกว่าเราเที่ยวด้วยกันมันเป็นเรื่องเร่งด่วนไหม ซึ่งก็ตอบหลากหลาย ประเด็น เร่งด่วนมากที่สุด เพราะอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคารนี้เป็นวันหยุดต่อเนื่องเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา แล้วก็เป็นวันหยุดชดเชยวันสงกรานต์ หมายความว่ารัฐบาลใช้เงินจํานวนมากแล้วท่านก็ตอบ ง่าย ๆ บอกเลื่อนไป ผมไม่ได้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานะครับ ผมยืนยันในห้องประชุมกับท่านรองศุภชัยชัดเจนครับว่าถามท่านนายกรัฐมนตรีหรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งผมก็บอกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพิ่งลาออก ไปด้วย คุณอุตตมลาออกไป ก็เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีซึ่งวันนี้ผมเห็นท่าน พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล พี่ช้างของพวกกระทรวงกลาโหมที่ท่านมานั่ง ขอให้ผมได้ถามเพื่อเป็นบันทึกไว้ ผมไม่ได้คาดคั้นคําตอบจากท่านรัฐมนตรีชัยชาญครับ แต่ผมเพียงอยากจะสะท้อนปัญหา ก่อนที่เหตุการณ์มันจะลุกลาม ท่านประธานครับ เงินเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านตอบ เอาง่ายครับ โอ๊ยไม่ว่าง ไม่มาเดี๋ยวค่อยสัปดาห์หน้า กว่าผีจะเน่า โลงก็ผุแล้วครับ ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ กระทู้ถามสดมีความจําเป็นพวกเราเตรียมตัวและเป็นการแก้ไขเรื่องของ ประเทศ ท่านประธานต้องหารือกับท่านรัฐมนตรีครับว่าสามารถตอบได้ไหม ถ้าตอบไม่ได้ ผมก็จะฝากเป็นข้อคิดเห็นเพราะอาทิตย์หน้าไม่ทันแล้วนะครับ ฝากท่านประธานวินิจฉัยครับ🔗
เนื่องจากถาม นายกรัฐมนตรี แล้วนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้ตอบ ทีนี้มีหนังสือก็ตอบมาเมื่อสักครู่นี้เองว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยว และกีฬาติดภารกิจสําคัญในการประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 19) ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๓ จึงไม่สามารถตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาได้ ขอเลื่อนการตอบกระทู้ดังกล่าวตอบ ในการประชุมครั้งต่อไป อันนี้ก็เป็นสิทธิของรัฐมนตรี ท่านจิรายุครับก็เห็นใจเข้าใจแต่พวกเรา ก็จําเป็นต้องปฏิบัติไปตามข้อบังคับครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต หารืออีกนิดเดียวครับ เพื่อเป็นบรรทัดฐานของสภา ถ้าเป็นไปได้ไหมล่ะครับ เราแจ้ง ก่อนล่วงหน้า ๑ วัน ผมไม่ได้ปกปิดอะไรเลยนะครับ เตรียมกันมาตั้งแต่เมื่อวาน กว่าจะหลับ กว่าจะนอนก็เกือบเที่ยงคืน ผมโทรศัพท์บอกทางสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ก่อนได้ไหมครับว่าจะถามเรื่องอะไร และท่านจะได้เตรียมตัว และที่สําคัญท่านประธานครับ เวลาท่านอยากจะเป็นรัฐบาลท่านก็หาเสียงกันมากมาย แต่พอเป็นรัฐบาลเป็นคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะรัฐมนตรีคณะนี้ท่านต้องมีความรู้ที่หลากหลาย ไม่ใช่ท่านนายกรัฐมนตรี มอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาบอกติดภารกิจ อย่างนี้ตอบง่ายครับ เงินแผ่นดินนะครับท่านประธาน โดยปกติ คณะรัฐมนตรีเขาจะต้องสแตนด์บาย (Standby) เรื่องเศรษฐกิจอย่างน้อย ๒ คน เรื่องคลัง ๒ คน เรื่องกลาโหม เรื่องตํารวจ เรื่องทหารอีก ๒ คน สั่งปุ๊บมาปั๊บ อย่างนี้พี่น้องประชาชน ต้องรอท่านสัปดาห์หน้าหรือครับ แล้วถ้าสัปดาห์หน้าท่านบอกเลื่อนอีก ติดภารกิจสําคัญ อย่างไรล่ะครับท่านประธาน อันนี้ผมหารือท่านประธานช่วยตอบหน่อยเถอะครับ🔗
พอแล้วครับ ท่านจิรายุครับ ผมเห็นใจนะครับ ท่านจิรายุนั่งครับ ผมขอเรียนว่าช่วงหลังเราจะดําเนินการโดยวิธีว่า กระทู้แต่ละกระทู้ เช่นกระทู้ถามแยกเฉพาะ เราจะประสานเป็นการภายในว่ากระทู้ใด ที่ท่านตอบได้ เราจะได้บรรจุไว้ กระทู้ใดที่ตอบชัดเจนว่าไม่สามารถมาได้ เราจะไม่บรรจุไว้ เพราะว่าจะเสียเวลา ซึ่งโดยทั่วไปสถานการณ์ก็ค่อยดีขึ้น กระทู้ถามแยกเฉพาะวันนี้ก็ ๖ กระทู้ เข้าใจว่า มา ๔ กระทู้ครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สามารถประสานงานได้ แต่กรณีกระทู้ถามสดนั้นก็ต้อง เข้าใจครับว่าเราตั้งกระทู้เมื่อตอนเช้า แล้วเราก็แจ้งไปยังรัฐบาลตอนเช้าก็อาจจะมีปัญหา เช่นเดียวกัน แต่ว่าถ้าสมมุติท่านจิรายุอยากจะแจ้งล่วงหน้าโดยเป็นกระทู้ถามแยกเฉพาะ หรือกระทู้ถามสดก็สามารถทําได้นะครับ แจ้งล่วงหน้าก็อาจจะเป็นประโยชน์ แต่ว่าในทาง ปฏิบัติตามข้อบังคับเราต้องทําอย่างนี้ เว้นแต่เราจะเปลี่ยนข้อบังคับก็คือต้องเสนอในตอนเช้า และแจ้งรัฐบาลไป เพราะจริง ๆ คนนอกก็จะไม่รู้ว่าประเด็นที่ถามคืออะไร ผมคิดว่า ด้วยความเห็นใจ เข้าใจและพยายามให้พวกเราได้มีโอกาส แต่ว่าแนวทางปฏิบัติเป็นอย่างนี้ คุณจิรายุครับ เพราะฉะนั้นขอเลื่อนไป ให้ท่านมีโอกาสได้เลื่อนไปนะครับ🔗
ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน คือจริง ๆ แล้ว ผมไม่ได้ดื้อดึงนะครับ เพียงแต่ว่าจะหา ทางออกร่วมกันของรัฐสภากับฝ่ายบริหารที่นิติบัญญัติจะต้องตรวจสอบท่าน ถ่วงดุล ผมขออนุญาตหารือท่านประธานอย่างนี้ได้ไหมครับ ผมขอพูดเพื่อไม่ให้กระทู้ตก เพราะว่าไม่ทันกาลแน่นอน ถ้าปล่อยไปจนถึงวันศุกร์นี้ เงิน ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จะหายวับไปกับตา ผมจะขออนุญาตถามไปยังท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นี่แหละ แต่ว่าไม่เป็นไร เป็นการฝากไปเป็นข้อคิดว่าถ้าวันนี้วันพุธ พรุ่งนี้วันพฤหัสบดีท่านแก้ไข ได้ทันวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ อังคารนี้ เงินแผ่นดินที่เป็นของพี่น้องประชาชน ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันจะไม่เสียหาย เพราะไม่เช่นนั้นเรื่องอย่างนี้ท่านประธาน เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติต้องวินิจฉัยนะครับ ถ้ามันเป็นเรื่องเร่งด่วน สมมุติว่า ประเทศเราจะเข้าสู่สงคราม โอ๊ย รัฐมนตรีไม่ว่าง ติดภารกิจต้องประชุม ก็ยิงกันไปก่อน ถล่มกันไปก่อน กดขีปนาวุธกันไปก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยไปแก้ไขปัญหาอย่างนี้ไม่ได้ครับ ท่านประธาน🔗
คุณจิรายุครับ ผมอนุโลม ให้คุณจิรายุใช้เวลา ๕ นาที เพื่อเสนอแนวปัญหาแล้วก็ขอกระทู้นี้เลื่อนก็ต้องเลื่อนไปครับ แต่ว่าอนุญาตเพื่อว่าเป็นเรื่องที่จําเป็น เกรงว่าจะเกิดความเสียหายก็อนุญาตครับ เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ คลองสามวา พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน แล้วก็เป็นคนแรก ของรัฐสภาชุดนี้ที่ถามแบบไม่มีคนตอบ ก็ขอให้บันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของรัฐสภา ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา🔗
ไม่ถือว่าถามนะครับ ถือว่าได้เสนอปัญหาให้ที่ประชุมรับทราบ เชิญครับ🔗
นี่เกริ่นไว้ก่อนท่านประธานครับ สื่อมวลชนจะได้เข้าใจว่านี่เป็นครั้งแรก ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการที่ผมอยากจะ ฝากท่านรัฐมนตรีและบันทึกให้รีบแก้ไขภายในวันพรุ่งนี้นะครับ เร่งด่วนก็คือว่าในกรณี ที่มีโครงการที่เราได้ยินกันบ่อยครั้งก็คือ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เราเที่ยวด้วยกันนี่ ๒-๓ วันที่ผ่านมานี้มีปัญหามาก เพราะมันเป็นโครงการที่เรียกกันว่า ชิม ช้อป ใช้ ไมเนอร์ เชนจ์ (Minor change) ที่ผมบอกอย่างนี้ก็เพราะว่าท่านเอาโครงการชิม ช้อป ใช้ เมื่อปีที่แล้วที่แจกเงิน ๑,๐๐๐ บาท มาไมเนอร์ เชนจ์ (Minor change) ภาษาไทยก็คือว่า มาแต่งหน้าทาปาก แล้วก็เอาอีกแล้ว ใช้เงินประมาณ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ทําไมผมจึงต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วนและเป็นน่ากังวลก็เพราะว่ามันเคยเกิด ประสบการณ์ก่อนช่วงมกราคมมาแล้วใน ชิม ช้อป ใช้ เพราะประชาชนพูดกัน เป็นเสียงเดียวกันว่า ชิม ช้อป ใช้ ใช้หนี้กันชาติหน้าชัวร์ (Sure) ผมจะบอกท่านประธาน ผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี ท่านออกไอเดีย (Idea) ความคิดมันไม่ผิดหรอกครับ แต่คนเรา มันก็ต้องคิดตั้งแต่ อินพุต (Input) โพรเซส (Process) เอาต์พุต (Output) ภาษาฝรั่งเขาว่า แบบนั้น ท่านต้องคิดตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง แต่ปรากฏว่าท่านประธานครับ วันสองวันมานี้กลายเป็นว่าไปโทษโรงแรมต่าง ๆ โครงการนี้เขาอย่างนี้ท่านประธานครับ ถ้าเกิดท่านประธานจะไปเที่ยวต่างจังหวัด ท่านประธานก็ต้องใช้แอปพลิเคชัน (Application) แล้วก็ลงทะเบียน ปรากฏว่าช่วงโควิด (COVID) โรงแรมต่าง ๆ ห้องพัก ๕,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ แล้วเขาก็ไปทําราคาลดลงเหลือประมาณสัก ๒,๕๐๐ บาท ๕๐ เปอร์เซ็นต์ พอมีโครงการของรัฐบาลประกาศปุ๊บ เขาก็ขยับกลับไปที่เดิมที่ ๕,๐๐๐ บาท สุดท้ายก็ไปต่อว่าต่อขานโรงแรมต่าง ๆ ว่าทําไมคุณไม่ช่วย อ้าว ก็คุณไปทําเช่นนั้น ออกนโยบายแบบนี้โดยคุณไม่ออกระเบียบข้อบังคับอย่างรัดกุม ร้านค้า โรงแรมต่าง ๆ เขาผิดหรือครับ ผมไม่ได้เข้าข้างโรงแรมหรือว่าทัวร์ (Tour) ต่าง ๆ แต่ว่าเป็นเพราะรัฐบาลนี้ แจกประชานิยมที่เคยด่ามาตลอดจนชินชา จนไม่รู้เลยครับว่าแจกไปแล้วจะได้คืนหรือไม่ ผมฝากท่านไปเช็ก (Check) ให้ดีว่าที่ท่านเที่ยวไปโทษโรงรงโรงแรมเขาว่าไปอัป (Up) ราคา สิทธิของเขา เขาตั้งราคา ๕,๐๐๐ บาท ช่วงโควิด (COVID) คนไม่ไปเที่ยว บางที่ตั้งเหลือ ๑,๐๐๐ บาท พอมาช่วงแคมเปญ (Campaign) เราเที่ยวด้วยกัน เขาขยับขึ้นไป ประชาชน ก็เดือดร้อนท่านประธานครับ เดือดร้อนอะไรครับ จองผ่านพวกอินเทอร์เน็ต บุ๊กกิง ดอต คอม (Internet booking.com) อะไรต่าง ๆ ได้ราคาเท่ากัน เผลอ ๆ วอล์กอิน (Walk in) ถูกกว่า ที่ผมบอกว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วน ต้องเป็นกระทู้สดเพราะว่าอาทิตย์หน้าวันหยุดยาว ๔-๕ วันท่านประธานครับ แล้วปรากฏว่าท่านใช้วิธีคิดชุดความคิดแบบเดิม ๆ ไม่นึกถึงคุณพ่อ คุณแม่ ปู่ ย่า ตา ยายผม ที่เขาไม่รู้จักหรอกแอปพลิเคชัน (Application) คืออะไร แค่โทรศัพท์รุ่นอาม่า อาก๋ง ก็ใช้ลําบากแล้ว ท่านก็ยังใช้ชุดความคิดอยู่แบบเดิม ๆ ใช้วิธีการให้คนลงทะเบียน ผ่านแอปพลิเคชัน (Application) อีก ท่านประธานครับ ผมถามจริง ๆ เถอะคนทั้งประเทศนี้ ใช้แอปพลิเคชัน (Application) มีตัวเลขเท่าไร แล้วท่านไปเปิดให้คนใช้แบบนั้นได้อย่างไร แล้วคนที่เขาอยากจะเที่ยวคนอายุ ๖๐ กว่าปีอยากจะเที่ยวบ้างล่ะ ไม่มีสิทธิเลย เพราะเขา ไม่เคยลงทะเบียน นอกจากนี้มันคือการไมเนอร์ เชนจ์ (Minor change) หรือว่าการแต่งหน้า ทาปากอย่างที่ผมบอกนี่แหละเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่เราเคยเห็นรัฐบาลชุดนี้ที่ด่า ประชานิยม กู้เงินมา ๑ ล้านล้านบาท เอามาใช้ในโครงการนี้ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ ผมอยากจะถามรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยครับ อยากถามกระทรวงการคลัง แต่ว่าท่านก็ตายที่เรียบร้อยแล้ว ก็เลยอยากจะเตือนพี่น้องประชาชนว่าอย่าได้เสียเวลาเลย ไปลงทะเบียนท่านวอล์กอิน (Walk in) ท่านโทรศัพท์ไปจองเองจะถูกกว่า ท่านอย่าได้ ไปหลงเชื่อรัฐบาลที่ใช้วิธีการแบบนี้ ผมไม่อยากพูดอะไรที่ดูไม่ดี แต่เขาบอกว่ารัฐบาลนี้ กินปลาน้อยไป ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความหมายคืออะไร แต่ประเด็นก็คือว่าตั้งแต่ท่านแจก ชิม ช้อป ใช้ จนกระทั่งเราไม่ทิ้งกัน ๕,๐๐๐ บาท หมดไปตั้งแต่เดือนมิถุนายน วันนี้ ไส้แทบจะไม่มีจะแห้งแล้วยังทํานโยบายนี้ออกมาอีก🔗
คําถามที่ ๓ ที่จริง ๆ แล้วผมจะถามท่าน แต่ผมฝากท่านรัฐมนตรีชัยชาญ ช้างมงคล พี่ช้างของน้อง ๆ ทั้งหลาย ฝากไปบอกท่านนายกรัฐมนตรีหน่อยว่าคนที่คิด นโยบายแบบนี้เลยเถิดไปจนถึงอะไรรู้ไหมครับ โครงการกําลังใจ ใช้เงินกู้แจกลักษณะ เดียวกันกับเราเที่ยวด้วยกัน ชิม ช้อป ใช้ โครงการกําลังใจนี้แจกไปยัง อสม. อาสาสมัคร สาธารณสุข ผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับสาธารณสุขได้เหมือนกัน แต่กติกาท่านคืออะไรรู้ไหมครับ โครงการกําลังใจวงเงินเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ให้แต่ละคนคนละไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท ไปประมาณ ๒ วัน ๑ คืน โรงแรมท่านใช้ได้ไม่เกิน ๕๐๐ บาท พี่น้องที่เคารพครับ โรงแรม ไม่เกิน ๕๐๐ บาท ดีก็มีที่เขายอมขาดทุน แต่ถ้าภาวะปกติแน่นอนนอนแล้วกลัวผี🔗
จิรายุกรุณาสรุปได้ครับ🔗
นิดเดียวครับท่านประธาน บางคนก็ติดตลกบอกว่าโครงการนี้ไม่ควรจะใช้ เพราะมีคนไปตั้งบริษัททัวร์ (Tour) รองรับ ไม่ได้หมายความว่าเขาไปลงทะเบียนเอง โครงการที่มีชื่อว่าโครงการกําลังใจ รัฐบาลรู้ไหม มีคนไปตั้งบริษัททัวร์ (Tour) เอาบริษัทพรรคพวกกันที่จดทะเบียนเก่า ๆ มารอไว้แล้ว ต่างจากโครงการเที่ยวด้วยกันเมื่อสักครู่นี้ เมื่อสักครู่นี้แต่ละคนลงทะเบียน แต่อันนี้ ต้องรวมตัวกันไป แล้วก็ไปเลือกเมนู (Menu) เที่ยวไหน เมืองกาญจน์ จังหวัดนครนายก เมืองพัทยา เขาบอกเขาไม่อยากไปเมืองกาญจน์แต่ก็ต้องจําใจไป เพราะว่ามีหัวมารับ เป็นที่เรียบร้อย วันนี้ผมไม่ต้องการคําตอบกับท่านรัฐมนตรี พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล แต่ขอฝากท่านในฐานะคณะรัฐมนตรีผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีท่านรอไม่ได้เลยครับ งานนี้จะหนักหนาสาหัสถ้าท่านปล่อยผ่าน ๔-๕ วันที่จะถึงนี้ ก็ขอฝากท่านประธานว่า เรื่องของกระทู้สดถ้าเป็นไปได้ตอบเป็นเอกสารให้จิรายุชื่นใจพรุ่งนี้ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ได้อนุญาตให้เสนอ ความเห็นโดยอนุโลม🔗
๑.๑.๒ กระทู้ถาม ที่ ๐๗๒ ส. (นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ตอบ🔗
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน ได้มีหนังสือแจ้งว่า มีภารกิจสําคัญที่นัดหมายไว้ล่วงหน้าจึงทําให้ไม่สามารถมาตอบกระทู้ ในวันนี้ได้ จึงขอเลื่อนไป🔗
คุณครูมานิตย์กรุณารับทราบนะครับ เชิญครูมานิตย์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย ผู้แทนสุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคําสวย ร่ํารวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม ท่านประธานผมขอนิดเดียวครับ เมื่อท่านรัฐมนตรีติดภารกิจไม่มา ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าความเป็นท่านชวน หลีกภัย ผมเชื่อแน่ว่าเรื่องเหล่านี้ท่านก็อึดอัดกับบรรยากาศของสภา แล้วระยะหลังเกิดขึ้นบ่อยมาก ด้วยความเคารพจริง ๆ แล้วก็ปรับ ครม. ชุดนี้ก็แปลกเหมือนกับเพลงดาวลูกไก่ ของ พร ภิรมย์ พร้อมใจกันกระโดดออกไป ท่านประธานครับ นอกจากในห้องประชุมของ รัฐมนตรีแล้วผมฟ้องท่านประธานนิดหนึ่งครับ ที่ลุกขึ้นมาพูดนี่ในชั้นกรรมาธิการเหมือนกัน ระยะหลังผมก็เป็นผู้แทนมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ แต่มาสมัยนี้ข้าราชการส่วนใหญ่จะไม่มาชี้แจง จะส่งแต่ซี ๔ ซี ๕ ซี ๖ สูงสุดไม่เกิน ซี ๗ ผมเป็นข้าราชการ ซี ๒ มาก่อน ผมไม่เคยรังเกียจข้าราชการซีต่ํา แต่ว่าอํานาจในการ ตัดสินใจ อํานาจในการแก้ปัญหา พอมาฟังพวกเราในชั้นกรรมาธิการแล้ว จะบอกว่า เดี๋ยวขอกลับไปหารือผู้ใหญ่ก่อน ไปปรึกษาอธิบดีก่อน ไปปรึกษาปลัดกระทรวงก่อน เช่นเดียวกันวันนี้ทั้งในสภาใหญ่ ทั้งในชั้นกรรมาธิการ ผมอยากจะมากราบเรียนกับ ท่านประธานที่ผมเคารพมาก ๆ ผมรู้ว่าบรรยากาศอย่างนี้ท่านประธานก็อึดอัด อยากให้สภา ของเราเดินไปตามกติกา แม้กระทั่งว่าท่านประธานขอความร่วมมือ เมื่อก่อนวันพุธ เราประชุมบ่าย วันนี้ท่านบอกว่าประชุมเช้าตั้งแต่นี้เพราะท่านเป็นคนขยันและท่านต้องการ แก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ อันนี้ผมเข้าใจเจตนารมณ์ของท่านประธาน แต่ ครม. ดูเสมือน ว่าพวกเรานั้นเป็นตรายาง ดูเสมือนว่าพวกเราไม่มีคุณค่าอะไรกับสภาแห่งนี้ นี่ฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นฝ่ายแก้ปัญหาให้กับประชาชน เหมือนผมวันนี้กระทู้ถามสดด้วยวาจาในเรื่องปัญหา แหล่งน้ํา ภัยแล้งกําลังมาเต็มในภาคอีสาน เลยไปถึงภาคเหนือ ส.ส. วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ฝากมาถามจังหวัดน่าน ในภาคอีสาน ส.ส. เชิดพงศ์ นั่งใกล้ ส.ส. บุญแก้ว ภาคกลางก็มาถึง แล้ว ส.ส. มนตรี ส.ส. ศุภชัย ที่นั่งใกล้ ๆ มันเป็นความเร่งด่วนกับชาวไร่ ชาวนา กับพี่น้อง ชาวเกษตรกร และโดยเฉพาะคนอีสานเสมือนเราโดนหลอกมาตลอด ไม่มีใครที่ตั้งใจ ไปแก้ปัญหาให้กับเราอย่างจริงจังในเรื่องของการแก้ปัญหาเรื่องภัยแล้ง ก็แก้กันแบบ เฉพาะหน้ากัน🔗
ครูมานิตย์ครับ ให้เวลา พอสมควรแล้วครับ🔗
ได้ครับท่านประธาน ผมเคารพ ท่านประธาน ท่านประธานบอกให้ผมลงผมก็หยุดครับ แต่ผมอยากฝากท่านประธานตั้งเป็น ข้อสังเกตทั้งใน ครม. ก็ดี ในชั้นกรรมาธิการก็ดี เดี๋ยววันหลังผมจะทําเรื่องร้องประธาน สักวันหนึ่งในชั้นกรรมาธิการ ผมกราบขอบพระคุณมากครับ แสดงว่ากระทู้ผมค้างไว้ใช่ไหมครับ🔗
ท่านต้องเสนอเป็นวาระ เสนอใหม่สัปดาห์หน้า กระทู้ถามสดต้องวิธีนั้นครับ🔗
กราบขอบพระคุณท่านประธานมากครับ🔗
ขอบคุณครูมานิตย์ครับ🔗
๑.๓.๓ กระทู้ถาม ที่ ๐๗๓ ส. (นายอรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นผู้ตั้ง กระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบหมายให้ พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ตอบ🔗
ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงกลาโหมพร้อมที่จะตอบไหมครับ ผมเรียนว่ากระทู้ถามสดด้วยวาจานี้ก็ให้เวลา ครึ่งชั่วโมง แล้วก็ขอเรียนให้ทราบเป็นแนวไว้ก่อนนะครับ ถามได้ ๓ ครั้ง ไม่เกินครึ่งชั่วโมง เพราะฉะนั้นก็จะมีเวลาแบ่งให้ผู้ถาม ๑๕ นาที รัฐมนตรี ๑๕ นาที โดยข้อบังคับก็คือ ต้องไม่เป็นลักษณะเป็นการอภิปราย ที่เราจะเสียเวลามากเพราะว่าสมาชิกส่วนหนึ่งไม่เข้าใจ ข้อนี้ แล้วอภิปราย ไม่ได้ถาม หรือถามนิดเดียวแต่ว่าอภิปรายเสียยาว เพราะฉะนั้นก็เรียนย้ํา อีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เป็นไปตามกติกา อย่างไรเราก็ต้องพยายามรักษามาตรฐานของเรา ผมเรียนที่ประชุมไว้เสมอว่าผมอยากให้สภาเราเป็นแบบอย่างในเรื่องของกฎเกณฑ์กติกา และประสิทธิภาพ ศักยภาพครับ ท่านวิรัช เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ผมอยากเรียนท่านประธานว่าด้วยความเห็นใจทุก ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะ ในส่วนของการตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจา ก็จะเป็นหลาย ๆ ครั้งที่จะเป็นในลักษณะนี้ ซึ่งข้อบังคับเรา ท่านประธานครับ เราก็เขียนไว้ว่าการบรรจุกระทู้ถามสดด้วยวาจาได้ไม่เกิน ๓ กระทู้ ตรงนี้ครับท่านประธาน พอวันนี้ถามไม่ได้ ไม่มีท่านมาตอบ ก็ต้องเลื่อนเป็นครั้งหน้า ผมเองก็พยายามหาทางแก้ไข มีโอกาสได้คุยกับท่านประธานวิปฝ่ายค้านว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าเผื่อจะแอบบอกล่วงหน้าว่าท่านจะถามเรื่องอะไร แล้วผมก็จะได้แอบบอกผู้ที่จะมาตอบว่า ให้เตรียมตัวในการที่จะมาตอบ แต่ถ้าเผื่อวันนี้รู้กันตอนเวลาประมาณ ๐๘.๓๐ นาฬิกา พอเวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกาถ้าประสานได้ทันก็ถือว่าวันนั้นโชคดีไป ถ้าเผื่อวันไหนประสาน ไม่ทัน ก็อย่างที่เห็นก็จะเป็นในลักษณะนี้ แล้วเราก็จะต้องมีกระทู้ อย่างเมื่อคราวที่แล้ว อาทิตย์ที่แล้วเรามีกระทู้สดถึง ๔ กระทู้ด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมก็ทราบ ท่านประธาน ก็พยายามอะลุ้มอล่วยอนุโลมบ้าง แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดผมเองก็จะพยายามในการที่จะต้อง ประสานให้ผู้ที่ตอบกระทู้ที่จะต้องเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรเราก็ต้องรักษาในการที่จะต้องประสานให้ผู้ที่ตอบกระทู้ที่จะต้องเข้ามาใน สภาผู้แทนราษฎร อย่างไรเราก็ต้องรักษาองค์กรในส่วนตรงนี้ให้ได้ ก็ต้องเรียนท่านประธาน ว่าจะพยายามอย่างยิ่งในอาทิตย์ต่อไปก็จะพยายามให้ได้ครบ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณมากครับ ร่วมมือกันนะครับ เราร่วมมือกันทุกฝ่าย แล้วผมคิดว่าอุปสรรคปัญหานั้นไม่เกินวิสัยที่เรา จะแก้ไขได้ทั้งสิ้น ผมเห็นใจเพราะว่าในสมัยก่อนเราตั้งกระทู้ตอนเช้า ตอนสาย บ่ายเราถึงตอบ เราจึงมีเวลามากพอสมควร รัฐมนตรีก็มีเวลา แต่ตอนนี้ปุ๊บปั๊บเลยเพราะเราประชุมตอนเช้า แล้วก็กระทู้เข้ามาตอนเช้าก็เลยทําให้มีปัญหาบ้างก็ด้วยความเข้าใจ แต่ผมคิดว่าเราร่วมมือกัน แล้วก็แก้ปัญหาเพื่อไม่ให้วัตถุประสงค์ของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบได้เสียไป ก็เรียน ฝากพวกเราทุกฝ่าย เชิญคุณอรรถกร เจ้าของกระทู้ถามสดด้วยวาจา เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ต้องขอบพระคุณท่านประธาน ที่เปิดโอกาสให้ผมได้ถามกระทู้ถามสดด้วยวาจาเป็นครั้งแรกในชีวิต แล้วแนวทางที่ ท่านประธานดําริเมื่อสักครู่นี้คือจะให้ผู้ถามถามน้อย ๆ ผมจะทําตามอย่างเคร่งครัด🔗
ไม่ใช่ถามน้อยครับ หมายถึงว่าให้ถาม ไม่อภิปราย ข้อบังคับบังคับไว้ครับ🔗
ครับ นอกจากนี้ผมยังต้อง ขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านพลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล ที่ท่านให้ความสําคัญกับกลไกของรัฐสภา ท่านมักจะเข้ามาตอบข้อสงสัยตอบกระทู้ของ พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่เป็นประจํา กระทู้ที่ผมจะถามในวันนี้ผมจะถามเกี่ยวกับ เรื่องที่กองทัพไทยโดยกระทรวงกลาโหมเตรียมตัวแบบใดที่จะรับมือภัยธรรมชาติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศของเรา ซึ่งต้องขอนําเรียนว่าทุกวันนี้ทุก ๆ ปีเราจะเห็นว่าประเทศไทย ของเราโดยเฉพาะพี่น้องปวงชนชาวไทยในแต่ละภูมิภาคจะได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ อยู่เป็นประจําไม่ว่าจะเป็นน้ําท่วมก็ดี ภัยแล้งก็ดี และช่วง ๒-๓ ปีนี้แล้วผมเชื่อว่าอีกหลายปี ข้างหน้าพี่น้องในจังหวัดใหญ่ ๆ ในหัวเมืองใหญ่ ๆ นั้นจะได้รับผลกระทบจากปัญหา ฝุ่นควันพิษพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) โดยทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย ทุกครั้งที่เกิดภัยแล้ง หรือว่า เกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ สิ่งที่เราจะได้เห็นก็คือเราจะได้เห็นความสมัครสมานสามัคคี ความร่วมไม้ร่วมมือ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันของพี่น้องชาวไทยไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชนก็ดี ภาครัฐ ภาคเอกชน หรือว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงหรือทางอ้อม นอกจากนี้ก็จะมี หน่วยงานต่าง ๆ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบรรเทาจากทุกข์มากให้เป็นทุกข์น้อย ไม่ว่าจะเป็น ทางจังหวัด อําเภอ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ทางท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย บุคลากร ทางด้านสาธารณสุข พี่น้องที่เป็นจิตอาสา แต่นั่นยังไม่พอครับ กลุ่มคนต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยกัน แก้ไขปัญหายังไม่พอจะมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาเป็นประจํา แล้วเข้ามาทุกครั้งเข้ามา อย่างรวดเร็วเร่งด่วน นั่นก็คือกองทัพไทย ซึ่งมีกองกําลังอยู่ทั่วประเทศซึ่งจะเร่งรัด ส่งกําลังพลก็ดี ส่งเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์มาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นผมจึงมองว่ากองทัพไทย กระทรวงกลาโหมมีความสําคัญมากครับ ในสถานการณ์ ที่มีความยากลําบากแบบนี้และเพื่อที่พวกเราทั้งหมดในสภาแห่งนี้และพี่น้องประชาชน จะได้รับรู้รับทราบและมีความมั่นใจว่าถ้าสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดคาดฝันโดยเฉพาะ เรื่องภัยจากธรรมชาติเกิดขึ้นทางกระทรวงกลาโหม ทางกองทัพไทยนั้นได้เตรียมตัวอย่างไร🔗
ผมจะเข้าคําถามที่ ๑ อย่างปีที่แล้วผมก็ได้เห็นว่าทางท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็ได้สั่งการในทุก ๆ ครั้ง ที่เกิดอุทกภัย ผมก็เลย อยากจะถามว่าปัจจุบันทางกระทรวงกลาโหมในฐานะเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักในการเข้ามา ช่วยเหลือ แล้วก็ในด้านความมั่นคงด้วย มีการจัดเตรียมแผนงานในการรับมือช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการช่วยเหลือทางด้านภัยแล้งและน้ําท่วม ผมยกตัวอย่าง นิดเดียว อย่าง ส.ส. ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผม ท่าน ส.ส. ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส. จังหวัด นครราชสีมา ท่านก็บอกผมว่าที่โคราชบ้านเกิดของท่านนั้นภัยแล้งเกิดขึ้นเป็นประจํา แล้วก็มี หน่วยงานของกองทัพไทยลงไปช่วยเหลือ ลงไปขุดบ่อ ลงไปแจกของ ลงไปเยียวยา ผมจึงอยากจะเรียนถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ว่าการเตรียมตัวในการ ช่วยเหลือเป็นอย่างไรบ้าง นั่นคือคําถามแรกครับ🔗
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ขอกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับมอบหมาย จากท่านรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้มาตอบกระทู้ถามในเรื่องของ การเตรียมความพร้อมในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการช่วยเหลือประชาชน ผมขออนุญาตท่านประธาน ขออนุญาตกราบเรียนเรื่องการมาตอบกระทู้ถาม เมื่อสักครู่ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านจิรายุ ท่านได้กรุณาให้ข้อคําถาม ในเรื่องของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ต้องขออนุญาตเรียนในขั้นต้นว่าในเรื่องของราคา โรงแรมนั้นก็ได้มีการหารือกับผู้ประกอบการโรงแรม โดยกระทรวงการท่องเที่ยว อย่างต่อเนื่อง แล้วก็ในเรื่องของนโยบายต่อไปนั้น รัฐก็จะสนับสนุนให้มีการท่องเที่ยว ในวันธรรมดาเพิ่มมากขึ้น ก็จะมีการสนับสนุนในส่วนของเงินเพิ่มให้จํานวนหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อที่จะสร้างรายได้เพิ่มเศรษฐกิจให้กับในพื้นที่ได้มากขึ้น สําหรับระบบต่าง ๆ นั้นก็จะมี การปรับปรุงให้มีความทันสมัยและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และคิดว่า ทางกระทรวงการท่องเที่ยวคงจะได้มาเรียนชี้แจงต่อไปนะครับ🔗
สําหรับเรื่องของภัยแล้ง ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านครูมานิตย์ เรื่องของ ภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น รัฐบาลให้ความสําคัญ ในสิ่งที่ผมจะตอบ กระทู้ถามนี้ก็คงจะเป็นภาพรวมในการที่จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่ด้วยนะครับ ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่าตามบทบาทหน้าที่ของทหารตามรัฐธรรมนูญนั้น นอกจากจะมี หน้าที่ในการปกป้องประเทศ ผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐแล้ว สิ่งหนึ่งที่ กําหนดไว้ก็คือว่ากําลังทหารนี่ก็ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย แล้วก็ในกฎหมาย พระราชบัญญัติจัดระเบียบกระทรวงกลาโหมก็กําหนดเพิ่มบอกว่าเรื่องของการป้องกันและแก้ไข ปัญหาภัยพิบัติ และการช่วยเหลือประชาชน ในการดําเนินการนั้นในภาพของการช่วยเหลือ ประชาชนประสบภัยพิบัตินั้น ตามเรื่องของแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แห่งชาตินั้นได้กําหนดให้กระทรวงกลาโหมมีหน้าที่ในการสนับสนุนภารกิจ ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ กระทรวงกลาโหมเองก็ได้มอบภารกิจมาก็ได้มาจัดทําเป็น แผนบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นแผนที่จะเป็นกําหนดกรอบในการปฏิบัติ ที่จะสนับสนุนฝ่ายพลเรือนในการที่จะทําอย่างไรที่จะเกิดเหตุหรือป้องกัน แล้วก็ฟื้นฟูด้วย ที่จะทําให้พี่น้องประชาชนนั้นได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ในการดําเนินการนั้น กระทรวงกลาโหมได้มีการจัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยในทุกหน่วยงาน ทั้งในส่วนของ สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เรื่องของกองทัพไทย เหล่าทัพ รวมถึงไปจัดตั้งศูนย์บรรเทา สาธารณภัยในระดับพื้นที่ทั่วทุกพื้นที่ กระทรวงกลาโหมได้มีการแบ่งมอบความรับผิดชอบ ให้กับหน่วยทหารซึ่งมีกระจายอยู่ในทั่วทุกภูมิภาคนั้นได้รับผิดชอบในระดับถึงอําเภอ เพื่อที่จะสามารถประสานกับฝ่ายพลเรือน มีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็สามารถที่จะปฏิบัติการ ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที และที่สําคัญก็คือว่าไม่ให้เกิดการซ้ําซ้อนกัน ในการ ดําเนินการนั้นท่านนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น ท่านได้เน้นย้ําหน่วยทหาร ทุกหน่วยที่มีความรับผิดชอบอยู่ในพื้นที่นั้น จะต้องเตรียมความพร้อมในด้านกําลังพล เครื่องมือยุทโธปกรณ์ อุปกรณ์ต่าง ๆ มีการจัดเป็นชุดบรรเทาสาธารณภัย ชุดเผชิญเหตุ ชุดช่าง ชุดป้องกันไฟป่า อย่างไรก็ตามที่เป็นสาธารณภัยนั้น หน่วยปฏิบัติในพื้นที่นั้น ก็จะมีการจัดตั้งชุด แล้วก็มีการซักซ้อมการปฏิบัติ มีการประสานกับหน่วยพลเรือนในพื้นที่ ประสานกระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ในการดําเนินการ ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านเน้นว่า ในการแก้ไขปัญหาเรื่องภัยพิบัตินั้นจะต้องดําเนินการในเชิงรุก ความพร้อมสูงสุด เมื่อเกิด เหตุการณ์แล้วจะต้องเข้าถึงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะลดหรือบรรเทา ความเดือดร้อนและจะต้องส่งมอบพื้นที่ให้กับหน่วยรับผิดชอบพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วแล้วก็ เข้าถึงขั้นฟื้นฟูต่อไป🔗
ต่อประเด็นคําถามแรกของท่านที่ท่านได้กรุณาถามว่ากระทรวงกลาโหมนั้น เป็นกลไกหลักด้านความมั่นคง ได้เตรียมการไว้อย่างไรบ้าง ขออนุญาตเรียนว่าในเรื่อง ของภัยแล้งนั้น ตามที่เรียนให้ทราบว่ากระผมนั้นได้จัดเตรียมชุดต่าง ๆ กําลังพล เครื่องมือ ที่จะสนับสนุนรัฐบาล ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในห้วงที่ ผ่านมานั้นศูนย์บรรเทาสาธารณภัยในทุกพื้นที่ในระดับต่าง ๆ นั้นได้ร่วมดําเนินการแก้ไข ปัญหาภัยแล้ง ได้มีการแจกน้ําอุปโภคบริโภคกว่า ๕๒ ล้านลิตร ให้การสนับสนุน กรมทรัพยากรน้ําบาดาล ขุดเจาะบ่อบาดาลไปแล้ว ๓๓๑ บ่อทั่วประเทศ กองทัพอากาศก็ได้ สนับสนุนอากาศยานในการปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งการดําเนินการที่ผ่านมาไปถึง ๖๗๗ เที่ยวบิน และยังปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันในการดําเนินการ ในส่วนของการแก้ไขปัญหา อุทกภัยนั้นเช่นเดียวกัน ก็ได้มีการร่วมดําเนินการกับศูนย์ที่เกี่ยวข้องเพื่อจะรองรับฤดูฝน ที่กําลังจะมานี้ ทั้งกองบัญชาการกองทัพไทย โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองทัพบก โดยกรมการทหารช่าง ก็ได้จัดกําลังพลและเครื่องมือเข้าไปขุดลอกคูคลอง แก้มลิงในพื้นที่ น้ําท่วมซ้ําซากเพื่อจะเตรียมรับปัญหาอุทกภัยในช่วงที่จะมาอันใกล้นี้ นอกจากนั้น กระทรวงกลาโหมก็ยังจัดชุดกําลังพล เครื่องมือ ช่วยเหลือประชาชนเป็นกรณีเร่งด่วน แล้วก็สั่งการให้พร้อมตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพื่อที่จะเข้าแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีครับ ในคําถามแรกขออนุญาตตอบเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญท่านสมาชิกถาม ครั้งที่ ๒ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ จากที่ได้ฟังคําตอบจากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ทําให้ผมมีความ มั่นใจว่าถึงแม้สถานการณ์ภัยธรรมชาติที่ไม่อยากให้เกิด ถ้าเกิดขึ้นอีกผมก็เชื่อว่าอย่างน้อย ๆ พี่น้องคนไทยก็จะมีคนจากกองทัพมาคอยช่วยเหลืออย่างแน่นอน ผมขออนุญาตอย่างนี้ ได้ไหมครับท่านประธาน ผมเหลืออีก ๒ คําถาม ผมเชื่อว่า ๒ คําถามนี้ ถ้าผมถามรวดเดียว ท่านน่าจะตอบได้ในทีเดียวนะครับ🔗
ได้ครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ในประเด็นคําถามที่ ๒ อยากจะสอบถามว่าทางกระทรวงกลาโหม ทางกองทัพไทย ได้เตรียมการไว้อย่างไรในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ที่ได้รับ ผลกระทบ อาทิ ไฟป่า ดินโคลนถล่ม ท่านมีงบประมาณที่จัดเตรียมไว้เพียงพอหรือไม่ และกําลังพลจัดเตรียมไว้อย่างไร นั่นคือคําถามที่ ๒ นะครับ ส่วนคําถามที่ ๓ เนื่องจากว่า ประเด็นเรื่องภัยธรรมชาตินั้นผมเชื่อว่าหน่วยงานเดียวไม่สามารถทํางานให้สําเร็จลุล่วง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแน่นอน การทํางานในการแก้ไขปัญหา ในการบรรเทา ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจะต้องทํางานอย่างสอดคล้องกันกับ หน่วยงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติก็ดี หรือว่ากรมป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ําบาดาล ทางกระทรวงกลาโหมนั้นได้มีการประสาน พูดคุยเพื่อที่จะได้มีแผนงานอย่างบูรณาการทํางานร่วมกันมากน้อยเพียงไร เพราะถ้า แต่ละฝ่าย แต่ละหน่วยงานสามารถแบ่งงานกันได้ การทํางาน การแก้ไขปัญหาของ พี่น้องประชาชนก็จะสามารถทําได้อย่างรวดเร็วนะครับ ก็เลยอยากจะขอถามเพื่อที่จะเป็น แนวทางในการป้องกันและเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในอนาคต ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ ในส่วนของ ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ดินโคลนถล่ม ในการดําเนินการนั้นก็เช่นเดียวกัน กระทรวงกลาโหม โดยศูนย์บรรเทาสาธารณภัยในทุกระดับก็ได้เตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์รองรับ โดยเฉพาะ สถานการณ์ไฟป่า หมอกควันที่ผ่านมา ทั้งเรื่องกําลังพลที่จะเข้าไปดับไฟป่าเป็นชุด เครื่องมือ อุปกรณ์ อากาศยาน ร่วมกับโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แล้วก็กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคเหนือ จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมานั้นได้เกิดปัญหา ไฟป่า หมอกควันอย่างต่อเนื่อง กําลังคนของกองทัพเองและทางกองทัพภาคที่ ๓ ก็ตาม และหน่วยบินก็ตามได้เข้าไปดําเนินการสนับสนุนการดําเนินการอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของ ดินโคลนถล่มก็เช่นเดียวกันได้จัดชุดดําเนินการเมื่อเกิดเหตุการณ์ แล้วเรื่องของดินโคลนถล่ม จะเป็นผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน แล้วอาจจะมีผลกระทบต่อทรัพย์สินและ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วย ซึ่งตรงนี้ถือว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้ทุกหน่วยจัดชุดเข้าปฏิบัติการช่วยเหลือในทันที ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจะต้องมี ชุดแพทย์ ชุดปฐมพยาบาลเข้าไปดําเนินการ จัดชุดช่างเข้าไปกรณีที่จะต้องมีการขุด มีการยก มีการดําเนินการที่จะทําให้ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั่นเอง เมื่อภัยพิบัติจบลงแล้ว ก็จะต้องจัดกําลังพลเข้าไปที่จะฟื้นฟูเข้าไปเยียวยาช่วยเหลือประชาชน จัดชุดแพทย์ จัดชุดซ่อมบ้านเรือน เรื่องของการแจกจ่ายเรื่องอุปโภคบริโภคเข้าไปให้ประชาชน🔗
ในส่วนของการแก้ไขระยะยาวนั้นขออนุญาตเรียนในขั้นต้นก่อนที่จะตอบ ปัญหาที่ ๓ คือในเรื่องของไฟป่า หมอกควัน ดินโคลนถล่มนั้นได้มีการหารือกับหน่วย ที่เกี่ยวข้อง ในภาพรวมของทุกกระทรวงร่วมกันกับศูนย์อํานวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ได้มีการจัดทําแผนเผชิญเหตุ มีการซักซ้อมการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหา ถ้าเกิดว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพื่อที่จะลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชนได้อย่างทันที🔗
สําหรับงบประมาณในการช่วยเหลือนั้นก็จะใช้งบประมาณในเรื่องของกรณี ที่เกิดเหตุขึ้นเมื่อมีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินนั้นก็จะใช้ เงินทดรองราชการที่กระทรวงกลาโหมได้มีอยู่จากที่กระทรวงการคลังกําหนด การใช้จ่ายเงิน ทดรองราชการดังกล่าวก็จะยึดถือตามระเบียบและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กระทรวงการคลังได้ กําหนดไว้🔗
คําถามที่ ๓ เรื่องสําคัญในเรื่องของการบูรณาการการทํางาน ในการป้องกัน ภัยพิบัติแน่นอนไม่มีหน่วยใดหน่วยหนึ่งที่จะสามารถทําสําเร็จได้ด้วยตัวเอง ก็ต้องมี การบูรณาการ ในส่วนของกระทรวงกลาโหมก็เช่นเดียวกัน กระทรวงกลาโหมได้มีการหารือ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะดําเนินการแผนงานรองรับทั้งปัญหาภัยแล้ง ปัญหาอุทกภัย ปัญหาภัยพิบัติในระยะยาว เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและความมั่นใจว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ ขึ้นแล้วก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างทันทีและยั่งยืนในระยะยาวด้วย มีการหารือ ร่วมกับสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะกําหนดความต้องการ ในการใช้น้ําระดับพื้นที่ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม เรื่องของการอุปโภคบริโภคของ ประชาชน โดยมีแนวคิดที่จะกําหนดเป็นโครงการขนาดเล็กในพื้นที่ระดับตําบลและหมู่บ้าน และขยายผลเป็นระดับภูมิภาคและพื้นที่เศรษฐกิจ โดยจะขอความร่วมมือกับภาคเอกชนและ พลเรือน ฝ่ายพลเรือนเข้ามาร่วมดําเนินการตามโครงการดังกล่าวด้วย ซึ่งคาดว่าในอนาคต ก็จะสามารถกําหนดอุปสงค์ อุปทานของการใช้น้ําได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดความสมดุล ในการใช้น้ํา ทั้งหมดนี้เป็นภายใต้การกํากับของท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านให้ความสําคัญในเรื่องการบริหารจัดการน้ํา เรื่องของภัยแล้ง เป็นอย่างยิ่ง🔗
สําหรับเรื่องอุทกภัยนั้นกระทรวงกลาโหมได้ทํางานร่วมกับกรมป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย ศูนย์อํานวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทานในการวางแผน เพื่อจะเตรียม ป้องกันอุทกภัยในภาพรวมของประเทศ ได้กําหนดให้มีการขุดลอกคูคลอง แก้มลิง คลองไส้ไก่ และอื่น ๆ เพื่อที่จะแก้ปัญหาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที นอกจากนั้นแล้ว ยังได้มีการกําหนดสมมติฐานที่หากพื้นที่ใดเกิดอุทกภัยฉับพลันแล้วเตรียมกําลังพล มีการ ซักซ้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดําเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนั้นขอเรียน ว่ากระทรวงกลาโหมใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีอยู่ ใช้กําลังพลทรัพยากรทั้งสิ้น อุปกรณ์ต่าง ๆ สนับสนุนทั้งรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างทําอย่างไรที่จะทําให้ดูแล ความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สําคัญที่สุดคือเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น แล้วจะต้องเข้าไปช่วยเหลือได้ทันที แล้วก็ต้องฟื้นฟูให้กลับคืนสภาพให้เร็วที่สุด แล้วพร้อมที่จะ ส่งมอบพื้นที่ให้กับฝ่ายพลเรือนในการที่จะดูแลพื้นที่ต่อไประยะยาวครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านอรรถกร ผมเรียนคุณอรรถกรและสมาชิก จริง ๆ ข้อบังคับถามไม่เกิน ๓ ครั้ง ไม่ใช่ไม่เกิน ๓ คําถาม เพราะฉะนั้นท่านอาจจะถามคําถามที่ ๔ คําถามที่ ๕ ได้แต่ว่าไม่เกิน ๓ ครั้ง ผมสังเกตว่า หลายท่านยังเข้าใจว่าถามได้ทีละ ๑ คําถาม ที่จริงคําถามหนึ่งจะถามข้อ ๑ ข้อ ๒ ได้ แต่ว่า ท่านถามคําถามที่ ๓ มาแล้ว ก็จะเรียนเพื่อเป็นประโยชน์สิทธิของสมาชิกว่าเวลาท่านถาม กระทู้ ท่านอาจจะถาม ๑ ๒ ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ท่านอาจจะถามอีกข้อหนึ่ง ครั้งที่ ๓ ท่านอาจจะถามอีกข้อหนึ่งเป็น ๔ คําถาม ถามได้ครับ เพราะเขาบอกเป็นครั้งเท่านั้นเอง ก็เรียนท่านอรรถกรและเพื่อน ๆ สมาชิกได้ใช้สิทธิ เพียงแต่เขาคุมว่าต้องไม่มีลักษณะเป็นการ อภิปราย อันนี้ครับสาระสําคัญเพราะเขารู้ว่าถ้าเป็นการอภิปรายเวลาจะเสียมาก เพราะฉะนั้นแนวปฏิบัติตลอดมาเท่าที่ผมเห็นเขาจะระวังจุดนี้ แต่สมาชิกมีสิทธิครับ แม้กระทั่งกระทู้ถามทั่วไปต่อไปนี้ให้ถามได้ ๒ ครั้ง พอครั้งแรกถามจบ ครั้งที่ ๒ ลุกขึ้นมาพูด ถามใหม่ได้ ถ้าไม่จบยังมีสิทธิถ้ามีเวลานะครับ อันนี้เรียนสิทธิของสมาชิกได้เข้าใจนะครับ หลายท่านบางทีก็นึกว่าถามไป ๒ ครั้งแล้ว ๒ คําถาม คําถามที่ ๓ ไม่กล้าถาม ไม่เป็นไรครับ ถ้าหากว่าไม่เกินครั้งที่ข้อบังคับกําหนด ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีด้วยครับที่กรุณามาตอบ คําถามกระทู้ถามสด🔗
ต่อไปก็เป็นกระทู้ถามทั่วไปนะครับ ผมขอเรียนว่า โดยที่วันนี้มีกระทู้ถามทั่วไป อยู่หลายเรื่องนะครับ แต่ว่ามีบางกระทู้ที่ท่านรัฐมนตรีท่านติดภาระสําคัญ แต่ติดใจ ที่จะมาตอบ ก็ขออนุญาตเลื่อนไปตอบตอนท้าย🔗
๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗
๑.๒.๑ กระทู้ถาม ที่ ๑๕๘ เรื่อง การจัดระเบียบสายไฟฟ้าลงใต้ดิน (นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม🔗
ท่านรัฐมนตรีแจ้งว่าท่านติดภาระสําคัญ แต่ท่านติดใจที่จะมาตอบ เพราะฉะนั้นขอคุณอัครเดชได้รับทราบว่าขอกระทู้นี้ไปอยู่ตอนท้ายนะครับ🔗
๑.๒.๒ กระทู้ถาม ที่ ๑๗๒ เรื่อง ปัญหาการจัดทํารายงานการประเมิน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) (นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม🔗
ท่านรัฐมนตรีมาแล้ว ขอเชิญคุณเท่าพิภพ ภายใต้ข้อบังคับกระทู้ถาม ข้อ ๑๕๒ กระทู้ถามต้องชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ําซากหรือมีลักษณะเป็นการอภิปราย ผู้ตอบก็เช่นเดียวกันครับ ไม่ว่านายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีก็ต้องนําความในวรรคหนึ่ง คือการตอบนั้นต้องชัดเจนไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ําซาก หรือมีลักษณะเป็นการอภิปราย อันนี้เป็นข้อบังคับของเรา ข้อ ๑๕๒ ผมเชื่อว่า ท่านเท่าพิภพทําได้ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขตคลองสาน เขตธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านประธาน ที่เชื่อในความสามารถของผมว่าทําได้นะครับ ก่อนอื่นเลยต้องขอบคุณท่านประธานที่บรรจุ กระทู้ของผมและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านวราวุธ ศิลปอาชา ที่มาตอบกระทู้ถามของผม ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นความเดือดร้อน ของประชาชน และเชื่อว่าจริง ๆ แล้วท่านรัฐมนตรีเองก็อยากจะแก้ไขปัญหาของประชาชน ให้ดีขึ้น เรื่องที่ผมจะถามครับท่านประธาน ขออธิบายสาเหตุของการมาสักเล็กน้อยนะครับ เพื่อประชาชนทางบ้านจะได้เข้าใจว่าการประเมินผลกระทบของสิ่งแวดล้อมหรือที่ ภาษาอังกฤษตัวย่อเรียกว่าอีไอเอ (EIA) ซึ่งย่อมาจากเอนไวรอนเมนทัล อิมแพกต์ แอสแซสเมนต์ (Environmental Impact Assessment) คือการประเมิน เวลามีโครงการ อะไรใหญ่ ๆ ที่จะมาสร้างตึกสูง คอนโดมิเนียมเอยอะไรเอย ก็จะมีการทําอีไอเอ (EIA) ซึ่งประเมินว่า ถ้าสร้างคอนโดมิเนียมนี้ขึ้นมาจะมีผลกระทบอะไรบ้างกับคนที่อยู่ในชุมชน ต่าง ๆ รอบ ๆ ซึ่งในเขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกใหญ่ของผมก็จะมี เขาเรียกว่า รถไฟฟ้าที่สร้างมาใหม่เป็นส่วนต่อขยายไปทางฝั่งธนบุรี และทําให้มีคอนโดมิเนียม ขึ้นมากมายตลอดที่ข้ามถนนสาทรมาเองก็ดีหรือว่าตามแนวรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที (MRT) สายสีน้ําเงินที่มาใหม่ก็ดีนะครับ ซึ่ง ๑ ปีตลอดมาที่ผมเป็นผู้แทนผมก็ได้รับงานนี้เป็นส่วนใหญ่ ผมไปงานรับฟังความคิดเห็น กับประชาชนในพื้นที่ผมมากกว่าไปงานศพเสียด้วยซ้ํา ซึ่งการไปฟังโดยหลักการนะครับ ก็จะไปเคาะตามประตูบ้าน แล้วก็เรียกมาส่งจดหมายว่านัดประชุมวันไหน ซึ่งครั้งแรกไป ชาวบ้านก็จะงง ๆ ก่อนว่าคืออะไร ครั้งที่ ๒ มาประชุมอะไรก็ไปฟัง ครั้งที่ ๓ ไม่ค่อยเข้าท่า ครั้งที่ ๔ จะไปห้ามหรือจะไปคัดค้านก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว มันเหมือนการกระทําลักหลับ อะไรบ้างอย่างที่มีการทําโดยบริษัทที่รับทําอีไอเอ (EIA) บริษัทที่รับประเมินสิ่งแวดล้อม ที่โดยหลักการแล้วจ้างโดยบริษัทที่เป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างใหญ่ ๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ คอนโดมิเนียมครับ ยังมีเพื่อนสมาชิกของผมหลายคน อย่างเช่น คุณหมออ๋องนะครับ ส.ส. ปดิพัทธ์ ที่ได้ไปดูที่นิคมจะนะ ซึ่งอันนี้ก็ไม่ได้รับการทําอีไอเอ (EIA) เลย แต่ผ่านมติ ครม. มาแล้วนะครับ คือเป็นสงสัยมากว่าบางโครงการก็ทําอีไอเอ (EIA) บางโครงการก็ไม่ทํา แล้วที่สําคัญนะครับ ที่จะเป็นคําถามแรกที่ผมจะถามครับท่านประธาน ซึ่งผมก็อยากถาม ท่านรัฐมนตรีเหมือนกันครับว่าจากการที่การทําอีไอเอ (EIA) นี่นะครับ คือนโยบายในการ จัดทําคืออยากถามท่านรัฐมนตรีว่ามีการรับฟังประชาชนในพื้นที่อย่างเพียงพอหรือไม่ ตามกฎข้อบังคับต่าง ๆ หรือกฎหมายต่าง ๆ แล้วถ้าหากประชาชนหรือโครงการใดประชาชน ในละแวกนั้นที่ได้รับผลกระทบไม่เห็นด้วยนะครับ ไม่เห็นด้วย โอเค (OK) ครับ ปกติจะ ไม่เห็นด้วย ก็มีคนเห็นด้วยบ้างก็มีแต่อันนี้ผมถามแบบโอเวอร์ โอเวอร์ (Over) ถ้าไม่เห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย คือร้อยทั้งร้อย พันทั้งพัน เขาไม่เห็นด้วยอีไอเอ (EIA) นั้น ที่ทําเอาชาวบ้านไปนั่งฟังต่าง ๆ จะผ่านหรือไม่ครับ คําถามแรก ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตตอบกระทู้ของท่านสมาชิก ท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร จากพรรคก้าวไกล กรุงเทพมหานคร ก่อนอื่นประเด็นเรื่องอีไอเอ (EIA) นี่ ต้องขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าแม้แต่ตัวผมเองและพี่น้องประชาชน อีกหลายท่านอาจจะมีความเข้าใจที่ยังไม่ตรงกันนะครับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ทุกครั้งเวลาทําโครงการหรือว่ามีแนวทางการทํางานนั้น การเปิดโอกาส ให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมให้เข้ามามีส่วนร่วมนั้น เป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด แล้วเราก็จัดให้มีการทําเช่นนี้ทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการก่อน ที่จะมีการรับฟังความคิดเห็น แม้แต่ช่วงในการที่รับฟังความคิดเห็นแล้วก็ร่างข้อเสนอ ต่อโครงการ แต่สิ่งหนึ่งครับท่านประธาน ต้องขออนุญาตเรียนไปยังท่านเท่าพิภพอีไอเอ (EIA) เอนไวรอนเมนทัล อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Environmental Impact Assessment) นั้น ไม่ใช่เป็นการทําประชาพิจารณ์ว่าจะเอาหรือไม่เอาโครงการนั้น อีไอเอ (EIA) นั้นไม่ได้มี วัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการทําหรือไม่ทํา โครงการ แต่ว่ามีวัตถุประสงค์ที่จะรวบรวมข้อคิดเห็น ข้อโต้แย้ง ข้อเสนอแนะหรือว่า ความเป็นห่วงของพี่น้องประชาชนนั้นมาประกอบเพื่อประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นการกําหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการ การติดตามการตรวจสอบว่าถ้าทําไปแล้วจะมีการตรวจสอบอย่างไร ให้ครอบคลุมตาม ประเด็นต่าง ๆ ซึ่งอีไอเอ (EIA) นั้นต้องเรียนว่าไม่ใช่เป็นการมาทําประชาพิจารณ์ เพื่อที่ว่า จะสร้างคอนโดมิเนียม (Condominium) จะสร้างสิ่งเหล่านี้ พี่น้องประชาชนเอาหรือไม่เอา อันนั้นเป็นการที่ทางเจ้าของโครงการแล้วก็หน่วยงานทางด้านที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้น จะต้องเป็นคนตัดสินใจ แต่ว่าในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราดูเรื่องตามชื่อบอกนะครับท่านประธาน เอนไวรอนเมนทัล (Environmental) คือ ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมว่า ถ้าหากคอนโดมิเนียม (Condominium) แท่งนี้ ถ้าหาก รถไฟฟ้าสายนี้สร้างขึ้นมาแล้วระหว่างการก่อสร้างหรือว่าหลังการก่อสร้างจะมีผลกระทบ ทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง ดังนั้นสิ่งที่พี่น้องประชาชนเวลาทํารับฟังความคิดเห็นนั้น ก็จะมาบอกว่ากลัวว่าระหว่างการก่อสร้างจะมีฝุ่นบ้าง จะมีแรงสั่นสะเทือนบ้าง อะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ทําให้ผู้ที่ทํารีพอร์ต (Report)ผู้ที่ทํารายงานอีไอเอ (EIA) นั้นกลับไปเป็น การบ้านแล้วก็นํามานําเสนอกับทางคณะกรรมการหรือที่เรียกว่า คชก. คณะผู้ชํานาญการ ในการที่จะนําสิ่งเหล่านี้เสนอให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่จะขออนุญาตในการ ก่อสร้าง ดังนั้นการทําอีไอเอ (EIA) หัวใจหลัก ๆ เลยต้องเรียนว่า ถ้าหากพี่น้องประชาชนเข้ามาแล้วบอกว่าให้ความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ก็ต้องเรียนตรง ๆ ว่าอันนั้นมันอยู่นอกเหนือกรอบของสิ่งแวดล้อม เพราะว่าตามชื่อที่บอกว่าเราดูเรื่องผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม การจะสร้างหรือไม่สร้างนั้น อีไอเอ (EIA) ไม่สามารถที่จะไปกําหนดได้ว่าพี่น้องประชาชนฝากทําประชาพิจารณ์มาแล้ว ไม่เอาอีไอเอ (EIA) ถ้าหากว่าอีไอเอ (EIA) ไม่ผ่าน เราเคยได้ยินกรณีนี้มาหลายครั้งว่า โครงการนี้อีไอเอ (EIA) ไม่ผ่าน พอไม่ผ่านสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าผู้ประกอบการก็จะต้องกลับไป แล้วก็ไปแก้ไขสิ่งที่พี่น้องประชาชนเป็นห่วง อย่างเช่นว่าเรื่องน้ําเสีย เรื่องการจราจร เรื่องมลภาวะทางเสียง เมื่อแก้ไขผ่านแล้วโครงการมันก็จะเดินหน้าต่อ ดังนั้นก็ขออนุญาต เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกครับว่าเป้าหมายของอีไอเอ (EIA) นั้น ไม่ได้จะให้ พี่น้องประชาชนตัดสินใจว่าเอาหรือไม่เอา แต่ว่าเราจะมาดูแลเรื่องว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรื่อง สิ่งแวดล้อม เรื่องเสียงเรื่องอะไรนั้น มลภาวะต่าง ๆ เราจะช่วยมอนิเตอร์ (Monitor) แล้วก็ ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไร แล้วถ้าหากว่าเป็นโครงการที่ใหญ่มากขึ้น จะเป็นระดับชาติเอยอะไรเอย ก็จะมีตัวเบนช์มาร์ก (Benchmark) ไว้ว่าถ้าเกิดใหญ่กว่านั้น ก็จะเปลี่ยนจากอีไอเอ (EIA) เป็นอีเอชไอเอ (EHIA) หรือว่าเอนไวเรินเมนต์ แอนด์ เฮลท์ อิมแพ็กต์ เอสเซสเมนต์ (Environmental and Health Impact Assessment) ต้องดู เรื่องสุขภาพแล้วก็สิ่งแวดล้อมไปด้วยควบคู่กันไป ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไป ยังท่านสมาชิกในคําถามแรกครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญคุณเท่าพิภพครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกลครับ ก็ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าขอบคุณมากที่ตอบ ให้หลาย ๆ คน ประชาชนรวมถึงตัวผมเองได้แถลงไขว่าจริง ๆ แล้วอีไอเอ (EIA) มันก็คือ เหมือนเป็นพิธีกรรมที่ทําให้มันครบ ๆ ติ๊ก ๆ บ็อก ๆ ไป ประชาชนจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ก็เหมือนกับหลายอย่างในประเทศนี้ว่าเสียงประชาชนมันเล็กเหลือเกิน ก็ขอบคุณ สําหรับคําตอบนี้นะครับ จะได้ตอบชาวบ้านได้ถูก คือผมเข้าใจครับว่ากระบวนการนี้ มันเป็นระหว่างเอกชน ๒ เอกชน ที่คนหนึ่งก็เป็นเจ้าของที่กรรมสิทธิ์ที่อยากจะสร้าง เขาก็ควรมีสิทธิจะได้สร้าง ถ้าเขาทําอะไรที่มันถูกกฎหมายและให้ความมั่นใจหรือคุยกับ คนที่อยู่รอบข้างเพื่อนบ้านเขาได้ดีพอว่าสิ่งที่เขาจะสร้างจะไม่กระทบกับวิถีชีวิตดั้งเดิม ของเขาหรือว่าความเป็นอยู่ที่เขาพึงจะมีพึงจะได้ ซึ่งหลาย ๆ กรณีอย่างที่ผมเคยไปมา ก็คืออย่างเจริญนคร ซอย ๗ ก็เป็นผู้รับเหมาโครงการกับชาวบ้านที่ติดกันมาก แค่นี้ครับ ท่านประธาน คือกําแพงคอนโดมิเนียมกับบ้านเขาคือแค่นี้ โอเค (OK) อาจจะมีเว้นระยะห่าง แต่คือเขาก็ด้วยความที่เขาอยู่มา ๕๐ ปี เขาก็กลัวโน่น นี่ นั่น แล้วทางโครงการก็พยายาม อธิบายใช้เมทัลชีต (Metal sheet) ในการปักโน่น นี่ นั่น ก่อสร้างมั่นคง บ้านไม่ถล่มแน่นอน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่มีความรู้ เป็นพ่อค้าแม่ขาย ไม่ได้เป็นวิศวกร ซึ่งตัวผมเองกับทีมงาน ก็ได้เข้าไปช่วยพาวิศวกรหรือทนายความของพวกผมเข้าไป ผมก็ยังพอมีความรู้ว่า มันก็ปลอดภัย ซึ่งตรงนี้มันเป็นปัญหาเรื่องของความเข้าใจและไว้วางใจกันระหว่าง ๒ เอกชน ๒ ฝ่าย ซึ่งจริง ๆ แล้วผมขอเสนอแนะแล้วจะเป็นคําถามด้วยว่าปัญหาเรื่องอย่างนี้ว่า การก่อสร้างถ้าผู้รับเหมาบอกว่าดี ดีอย่างไรให้ตายมันไม่ดีหรอกครับ ชาวบ้านไม่เชื่อ แต่ถ้าผู้รับเหมาถูกบังคับให้ทําประกันภัยว่าถ้ามีความเสียหายจะจ่ายให้ทันที เพราะหลาย ๆ กรณีก็เคยสัญญาครับว่าถ้ามีอะไรเสียหายมาถ่ายรูปบ้านก่อน แล้วพอเสียหายก็มาซ่อม เจ้าที่ดีอย่างแถวแยกท่าพระก็ดีครับ ก็ซ่อมให้ อันนั้นคือปิดประตูบ้านไม่ได้ก็มาซ่อมให้ แต่มีหลาย ๆ เจ้าที่ทําเสร็จแล้วก็ตะเพิดหนีไปเลย ขายโครงการ ขายบ้านหมด นิติบุคคลดูแล ก็ไป ๆ มา ๆ คนย้ายมาใหม่ก็ไม่รู้เรื่องใช่ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้น ทะเลาะกับคนที่อยู่ใน ชุมชนเดิม อันนี้ก็เป็นปัญหาของชุมชนในเขตท้องที่ผมจริง ๆ ครับท่านประธาน ก็เลยอยาก เสนอว่าควรจะมีการทําประกันภัยความเสียหาย เพื่อว่าบริษัทประกันภัยเขาจะได้มาทํา ประกันแล้วก็ประเมินความเสียหาย ความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งผมว่าบริษัทประกันมีความรู้ มากกว่าชาวบ้านแน่นอน🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่จะเป็นข้อเสนอแนะ การจ้างบริษัทอีไอเอ (EIA) คือเป็น บริษัทก่อสร้างที่จ้างเอง ถ้าผมเป็นผู้รับเหมา ผมเคยคุยกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ทํา รับเหมาก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ เขาต้องพยายามจ้างคนที่เขาทําแล้วผ่าน บริษัทที่ทําเก่ง ๆ อาจจะไม่รู้ ทําเก่งอย่างไรไม่รู้ ซิกแซก (Zigzag) เก่ง หรืออะไรเก่งผมไม่ทราบ ก็คือเขาจะจ้างบริษัทที่ทําแล้วผ่าน บริษัทเองก็ต้องพยายามทําให้ผ่านให้ได้ เพราะไม่ผ่านแล้วใครจะจ้างเขา เอาอย่างนี้ไหมครับ อันนี้มันขัดกับหลักผลประโยชน์ไหม คอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) ก็คือถ้าเป็นไปได้ผมอยากถามท่านรัฐมนตรีว่ามีแนวทางไหมว่าอาจจะมีร่าง พ.ร.บ. หรือมีแนวทางจะแก้ไขอะไรจากทางฝั่งท่านรัฐมนตรีเองที่จะช่วยในเรื่องของการจัดจ้าง บริษัท อีไอเอ (EIA) ให้ดูโปร่งใส อาจจะมีหน่วยงานของรัฐสักอันที่มีชื่อของบริษัทพูล (Pool) ตรงกลาง แล้วก็สุ่มชื่อของบริษัทนี้ให้กับโครงการต่าง ๆ โดยไม่ให้บริษัทรับจ้างเลือกเอง แล้วผมจะถามอีกว่ามีแนวทางอีกไหม เป็นคําถามเกี่ยวเนื่อง มีแนวทางไหมว่าจะปรับ ให้มีการบังคับให้บริษัทต่าง ๆ ทําหลักประกันที่เกิดความเสียหายจากการที่เขาทําอีไอเอ (EIA) ผิดพลาด หรือว่าการก่อสร้างที่เขาประเมินว่าอีไอเอ (EIA) มันผ่าน ทั้งในระหว่าง ก่อสร้างและหลังก่อสร้าง ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อคําถามครั้งที่ ๒ ที่ ๒ คําถาม ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการทําหน่วยงานขึ้นมา แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับ เรื่องการประกันความเสียหาย ก่อนอื่นต้องเรียนว่าท้ายที่สุดแล้วอีไอเอ (EIA) คงไม่ใช่เป็น เช็กลิสต์ (Check list) ที่มาติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก จบเสร็จแล้วก็ไปสร้างตึกกัน เพราะว่าที่ติ๊ก ทั้งหลายนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเงื่อนไขที่ว่าทางผู้ประกอบการจะต้องทําตามเช็กลิสต์ (Check list) ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ถ้าหากว่าเช็กลิสต์ (Check list) เหล่านั้นไม่ผ่านก็จะไม่ได้รับ การอนุญาตให้ไปก่อสร้าง ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมให้ความมั่นใจผ่านท่านประธานไปยัง ท่านสมาชิกก็คือว่าอีไอเอ (EIA) นั้น ไม่ใช่เป็นเช็กลิสต์ (Check list) ที่ว่าติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ไปแล้วเพื่อที่จะไม่เห็นหัวพี่น้องประชาชน ทําจบแล้วอยากจะสร้างก็คือสร้าง เพราะว่า อย่างที่ผมได้เรียนไปเบื้องต้นว่าอีไอเอ (EIA) นั้น คือเอนไวรอนเมนทัล อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Environmental impact Assessment) คือดูผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ถ้าหากว่า พี่น้องประชาชนพิจารณาแล้วไม่ชอบ ไม่อยากให้มีโครงการนี้ แต่ว่าเจ้าของโครงการจะขึ้น เดี๋ยวก็จะเป็นการแอบอ้าง จะมีการอ้างอันนั้นอันนี้ขึ้นมาว่าอันนี้เป็นสิทธิส่วนบุคคลบ้าง เพราะว่าปัจจุบันมีการอ้างคําว่าสิทธิส่วนบุคคลเยอะเหลือเกิน เดี๋ยวผู้ประกอบการก็จะอ้าง เป็นสิทธิส่วนบุคคลบ้าง พี่น้องประชาชนก็จะบอกว่าอันนี้เป็นสิทธิที่กระทบกันบ้าง ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าก็จะมีอีกกระบวนการหนึ่งในการที่จะรับฟังความคิดเห็น แต่ในส่วนของ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันว่าอีไอเอ (EIA) นั้น เป็นการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมถ้าหากว่ามีโครงการนี้ ย้ําว่า ถ้ามีโครงการนี้จะเกิดผลกระทบ อะไรบ้าง พี่น้องประชาชนเป็นห่วงอะไรบ้าง คราวนี้การที่จะเลือกบริษัทที่เข้ามาทําการ ประเมินหรืออีไอเอ (EIA) นั้น ก็ต้องเรียนว่าปัจจุบันนั้นทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนั้นเรามีระบบในการที่จะควบคุมแล้วก็กํากับการดูแลการทํางานของกลุ่ม บริษัทเหล่านี้ให้เป็นไปตามทั้งมาตรฐานแล้วก็หลักวิชาการ ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาเหล่านี้จะต้อง ขึ้นทะเบียน แล้วก็จะต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กลไกนั้นจะเป็นกลไกของคณะกรรมการผู้ชํานาญการพิจารณา ผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาตในการที่จะทํารายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการนี้จะมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ด้านการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อม มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา สภาสถาปนิก สภาวิศวกร สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือจะมีบุคคลหลายกลุ่มมาก ในการที่จะประเมินบริษัทเหล่านี้ คราวนี้การที่จะมีกลุ่มบริษัทที่เราขึ้นบัญชีแล้ว ปัจจุบัน หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการทําอีไอเอ (EIA) ผมเชื่อว่าทุกท่านคงทราบดีก็คือ สผ. สํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ถ้าหากว่าอยู่ดี ๆ ทาง สผ. ไปหยิบเอา บริษัท ก บริษัท ข บริษัท ค ขึ้นมาแล้วบอกว่าทางโครงการนี้ให้ใช้บริษัทนี้ โครงการนั้นให้ใช้ บริษัทนั้น แน่นอนสิ่งที่จะตามมาผมคงจะโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาแน่ เพราะว่า กลายเป็นว่ารัฐมนตรีเดี๋ยวจะไปมีเอี่ยวว่าเลือกที่รัก มักที่ชัง ให้บริษัทนี้โครงการใหญ่ ให้บริษัทนั้นโครงการเล็ก ให้บริษัทนี้ ไม่ชอบบริษัทนี้ผมไม่ให้งานกับบริษัทนี้เลย ก็ไม่อยาก ให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ทําให้เรามีพูล (Pool) อย่างที่ท่าน ส.ส. ต้องการ คือปัจจุบัน เรามีบัญชีรายชื่ออยู่แล้ว แล้วก็ทางผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นบริษัทก่อสร้าง หรือว่าเจ้าของ โครงการก็จะมาเลือกเอาตามบัญชีนี้ว่าท่านต้องการบริษัทไหน การที่หน่วยงานจะไปเลือก เอาบริษัทให้กับบริษัทที่ปรึกษา ให้กับผู้ก่อสร้างเกรงว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน มากกว่านะครับ ที่ทางท่านสมาชิกเป็นห่วงเมื่อสักครู่ขึ้นมา🔗
ประเด็นต่อมาคือเรื่องการทําประกันความเสียหายในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ก็ต้องเรียนว่ากระทรวงเรามีหน้าที่ในการพิจารณาผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม ทีนี้การ ก่อสร้างเวลาเกิดความเสียหายเกิดขึ้น ต้องเรียนยกตัวอย่างว่า ถ้าหากว่าความเสียหาย ที่เกิดขึ้นต่อชุมชนจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมคือสร้างแล้วอยู่ ๆ มีฝุ่นมามหาศาล มีเสียงดัง รบกวนจนมากมายนั้น เราก็พิสูจน์ได้ว่าสาเหตุนั้นมาจากกิจกรรมตามโครงการที่ได้ ขออนุญาตไปนั้น โครงการจะมีประกันหรือไม่มีประกันก็แล้วแต่ ทางกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถเอาผิดได้แน่นอน อันนี้โดยไม่จําเป็นต้องมี ประกัน ส่วนถ้าเป็นเรื่องการก่อสร้างที่ว่าสร้างแล้วจะเกิดอันตรายเอย อะไรเอยนั้น ต้องเรียนว่าหน่วยงานที่อนุมัติหรืออนุญาตให้สร้างโครงการขนาดใหญ่ในแต่ละประเทศนั้น ก็จะใช้อํานาจในกฎหมายของแต่ละหน่วยงานในการที่จะกําหนด ยกตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติแร่ ปี ๒๕๖๐ ได้กําหนดให้เจ้าของโครงการต้องมีการวางหลักประกัน การฟื้นฟูสภาพพื้นที่ทําเหมือง แล้วก็เยียวยา ย้ําว่าต้องเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการ ทําเหมืองแร่ตามกฎหมายที่กําหนดหรือแม้แต่ว่ามีการทํากองทุนชดเชยผลกระทบของ โครงการ เหมือนอย่างเช่นการสร้างท่าเทียบเรือแหลมฉบังในระยะที่ ๓ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ละหน่วยงานที่โครงการนั้นจะต้องไปขออนุญาตก่อสร้างเขาจะมีกําหนดเอาไว้ใน กฎหมายของเขาแล้วว่าจะต้องมีการทําประกันแบบใด แบบใดบ้าง ในส่วนของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอง เราไม่ได้บังคับ แต่ว่าถ้าหากว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชน มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น มีหรือไม่มีเราเอาผิดได้แน่นอน อันนี้ก็ขอให้ความอุ่นใจกับท่านสมาชิกผ่านท่านประธานด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
คุณเท่าพิภพครับ หมดแล้ว แต่ว่าผมอนุโลมให้มีคําถามอะไรสั้น ๆ อนุญาตครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล จริง ๆ แล้วผมจะมาชี้แจงนิดหนึ่ง ไม่มีคําถาม เพราะอย่างที่ผมบอกว่า บริษัท อีไอเอ (EIA) ผมหมายถึงว่าคือไม่อยากให้ท่านโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะท่าน วราวุธเองก็เป็นสิงห์นักปั่นแบบผม รักธรรมชาติ ผมเข้าใจดี ก็รู้จักท่านมา ก็คือที่ผมอภิปราย หรือถามไปก่อนคือการแรนดอม (Random) ก็คือเหมือนสุ่มเลย ท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แน่นอนครับ🔗
แล้วอย่างที่ ๒ ก็คือเรื่องประกัน จริง ๆ แล้วผมเข้าใจว่าเอาผิดได้หมดแล้วก็ ไปฟ้องละเมิดได้ มาตรา ๔๒๐ ได้หมดละครับ แต่คือสุดท้ายมันกลายเป็นภาระของชาวบ้าน ที่ถ้าไม่มีประกัน หรือท่านอยากปรับเปลี่ยนอะไรให้ชาวบ้านได้ชีวิตความเป็นอยู่แล้ว ความมั่นใจที่มากขึ้น อย่างไรผมพร้อมรับใช้ท่านรัฐมนตรี แล้วก็พร้อมเข้าประชุมด้วย และหาทางออกร่วมกันนะครับ อย่างไรก็ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการชี้แจง แล้วก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีวราวุธ เป็นรัฐมนตรีที่เห็นความสําคัญของสภา แล้วก็เห็นท่าน มาตอบทุกครั้งเลย เห็นท่านมาตอบกระทู้บ่อยสุดแล้วนะครับ อย่างไรขอบคุณมากครับ🔗
ผมก็ถือโอกาสขอบคุณ คุณเท่าพิภพ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีนะครับ ได้รักษาเวลาไว้ดีครับ🔗
๑.๒.๓ กระทู้ถามที่ ๑๘๒ เรื่อง ปัญหาการลักลอบปล่อยน้ําเสียจาก โรงงานอุตสาหกรรมฟอกหนังสัตว์ลงสู่แม่น้ําเจ้าพระยาในเขตอุตสาหกรรมบางปู กม.๓๐ และ กม.๓๔ จังหวัดสมุทรปราการ (นายอนุชา น้อยวงศ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม🔗
ขอเชิญถามได้ ๒ ครั้ง ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม อนุชา น้อยวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเขต ๓ จังหวัดพิษณุโลก ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผมขอตั้งกระทู้ถาม ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเรื่องดังนี้ เนื่องด้วยประเทศไทยในปัจจุบันนี้ มีพื้นที่การตั้งโรงงานฟอกหนังสัตว์ขนาดใหญ่ จํานวนกว่า ๒๐๐ โรงงาน ปัจจุบันนี้โรงงาน ฟอกหนังสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาสร้างที่ประเทศไทย โดยถือโอกาสที่เราไม่ได้เก็บภาษี การนําเข้าและไม่ได้เก็บภาษีการส่งออกเลย ปัญหาอุปสรรคที่ติดตามมาก็คือการที่โรงงาน กว่า ๒๐๐ โรงเข้ามาฟอกหนังจํานวนมาก การที่โรงงานกว่า ๒๐๐ โรงเข้ามาฟอกหนัง จํานวนมากมีพี่น้องประชาชนมาร้องเรียนตลอดเวลาที่ผ่านมา ขอภาพด้วยนะครับ ผมได้ส่ง ไฟล์ (File) ให้🔗
ตลอดเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ มีพี่น้อง ประชาชนในเขตสมุทรปราการมาร้องเรียนต่าง ๆ นานา การร้องเรียนต่อเนื่องมาจนถึง ปี ๒๕๖๒ ปัจจุบันนี้ปี ๒๕๖๓ ในฐานะที่ผมเป็นคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ได้ทําอนุกรรมาธิการในเรื่องการแก้ไขปัญหาราคาหนังสัตว์ตกต่ําทางคณะกรรมาธิการ ของเราได้มีหนังสือสอบถามไปยังกรมควบคุมมลพิษ กรมควบคุมมลพิษได้ออกไปตรวจสอบ ปรากฏว่าเอกสารที่ส่งตอบมานี้ผมได้ให้เจ้าหน้าที่สภามอบให้ท่านรัฐมนตรี เอกสารดังกล่าว นี้ตอบมายังคณะอนุกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาปศุสัตว์และกรรมาธิการการเกษตร และสหกรณ์สภาผู้แทนราษฎร หนังสือที่ตอบมามันอยู่ในหน้า ๒ ซึ่งมีความสําคัญมาก ผมขออนุญาตท่านประธานได้พูดถึงหนังสือตอบดังกล่าว การออกไปตรวจสอบของ กรมควบคุมมลพิษหน้าที่ ๒ ข้อ ๑.๒ บริษัทอุตสาหกรรมฟอกหนัง กม. ๓๐ โรงงาน เป็นร้อย ๆ โรง ไม่สามารถเก็บตัวอย่างน้ําทิ้งจากปลายท่อระบายน้ําได้ เนื่องจากปลาย ท่อระบายน้ําทิ้งจมอยู่ใต้น้ํา หมายความว่าเขาเอาท่อน้ําลงทะเลได้เลย ไม่สามารถจะตรวจได้ แต่อีกกลุ่มหนึ่ง กม. ๓๔ กรมควบคุมมลพิษได้ไปตรวจสอบแล้วพบว่าน้ําทิ้งจากท่อระบายน้ําทิ้ง ออกสู่ภายนอกไม่เป็นไปตามมาตรฐานการควบคุมการระบายน้ําตามประกาศของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านประธานที่เคารพ กระผมเป็นผู้หนึ่ง ที่ชื่นชม ฯพณฯ รัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ได้ติดตามการทํางานของท่านมาตลอดเป็นปี ๒ ปี ท่านมีความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในภาคใต้ที่จังหวัดกระบี่มีลูกปลาพะยูน ตัวหนึ่งได้ประสบปัญหา ท่านก็ไปดูแลสุดท้ายลูกปลาพะยูนตัวนั้นก็ตาย เพราะขยะพลาสติก ในทะเล มีลูกปลาวาฬหัวทุยถูกพลัดหลง ท่านก็ไปดูแลก็ตายอีกเช่นกัน ฉะนั้นปัญหาในวันนี้ ของประเทศเราน้ําจากโรงงานฟอกหนังต่าง ๆ ลงสู่แม่น้ําเจ้าพระยาโดยไม่ถูกต้อง แล้วมัน เป็นเรื่องที่น้ําทะเลหนุนครับอาจจะเอาสารพิษหนุนขึ้นไปถึงอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา พี่น้องภาคกลางนําน้ําเจ้าพระยามาบริโภคอาจจะเป็นสารก่อมะเร็งทําให้พี่น้องได้รับ ความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นผมขอตั้งคําถามแรกถึง ฯพณฯ รัฐมนตรี วราวุธ ศิลปอาชา🔗
ข้อที่ ๑ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีนโยบายและ มาตรการแก้ไขปัญหาการลักลอบปล่อยน้ําเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมหนังสัตว์ลงสู่แม่น้ํา เจ้าพระยาในเขตอุตสาหกรรมบางปู กม. ๓๐ และ กม. ๓๔ อย่างเร่งด่วนหรือไม่ และจะกําหนด ให้เป็นวาระสําคัญแห่งชาติได้หรือไม่ ขอทราบรายละเอียดครับ🔗
นายชวน หลีกภัย(ประธานสภาผู้แทนราษฎร) : ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตตอบกระทู้ถาม ของท่านสมาชิกท่านอนุชา น้อยวงศ์ จากพิษณุโลก ต้องขอบคุณที่ท่านได้ให้ความสําคัญกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องของโรงงาน อุตสาหกรรมหนังสัตว์ที่ได้มีการปล่อยน้ําเสีย แล้วก็ทําให้เกิดความเสียหายและก่อให้เกิด ความเดือดร้อนของชาวบ้าน เบื้องต้นนั้นต้องเรียนว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แล้วก็กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศกําหนดมาตรฐานการควบคุม การระบายน้ําทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม จากนิคมอุตสาหกรรม แล้วก็เขตประกอบอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการฟอก การขัด หรือการเคลือบสีหนังสัตว์ กระทรวงอุตสาหกรรมเองก็ได้กําหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ําทิ้งเหมือนกัน ซึ่ง ๒ ประกาศอันนี้เป็นประกาศที่มาจาก ๒ หน่วยงาน แต่ตัวเลขตรงกัน ฉะนั้นความ เหลื่อมล้ําของตัวเลขนั้นจะไม่มี ๒ มาตรฐาน ที่นี้หน่วยงานที่กํากับดูแลนั้น เรามีทั้ง กรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้วก็สํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่มีหน้าที่กํากับดูแล การระบายน้ําทิ้งของโรงงาน หากหน่วยงานดังกล่าวนั้นพบว่ามีการทํางานที่ไม่ถูกต้องก็จะ ดําเนินการออกคําสั่งห้ามไม่ให้โรงงานระบายน้ําหรือว่าให้มีการปรับปรุงระบบบําบัดน้ําเสีย ทีนี้ต้องเรียนว่าต้องขอบคุณ🔗
นอกจากนั้นยังมีอีกหลายมาตรการ ทางหน่วยงานต้องเรียนว่าทาง กรมควบคุมมลพิษเตรียมข้อมูลมาให้ผมเยอะมากเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรการที่ป้องกัน การลดการเกิดน้ําเสียที่ต้นทาง มาตรการการควบคุมการระบายน้ําเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม มาตรการการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ําเสีย แต่ทั้งหมด ทั้งหลาย ทั้งปวงเหล่านี้ ท่านประธานครับ ขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านอนุชา ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม ผมเองมาดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๑ ปีแล้ว ก่อนหน้านี้เมื่อปี ๒๕๔๔ ผมเคยดํารงตําแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ในสมัยนั้นกรมควบคุมมลพิษก็อยู่กับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างจะเรียกว่า เห็นใจกับเจ้าหน้าที่เพราะว่าชื่อคือกรมควบคุมมลพิษ ภาษาอังกฤษก็เรียกว่าพอลลูชัน คอนโทรล ดีพาร์ตเมนต์ (Pollution control Department) คือพอลลูชัน (Pollution) แล้วก็คอนโทรล (Control) ด้วย แต่ในภาพความเป็นจริงนั้นต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกว่าอย่างที่ผมได้กล่าวไว้เบื้องต้น หน่วยงานอย่างเช่นกรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือสํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนั้นมีหน้าที่กํากับดูแลการระบายน้ําทิ้งของโรงงาน แล้วก็ หากตรวจพบว่ามีการลักลอบระบายน้ําทิ้งที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานเอยอะไรเอย ก็จะออก คําสั่งให้โรงงานนั้นหยุดประกอบกิจการหรือว่าดําเนินการปรับปรุงระบบบําบัดน้ําเสีย ดังนั้น สิ่งที่กรมควบคุมมลพิษทําตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีเอกสารเป็นปึ้ง ๆ เลย ซึ่งผมสามารถ นําให้กับท่านสมาชิกได้คือเราออกกติกา เราออกเงื่อนไข เราออกมาตรการ อย่างที่ ท่านสมาชิกได้กล่าวเมื่อสักครู่ว่าอย่างที่พอไปสํารวจมาแล้ว ทางกรมควบคุมมลพิษได้พบว่า มีค่าการปล่อยของเสียไม่เป็นไปตามมาตรฐานควบคุมการระบายน้ําทิ้งตามประกาศของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งที่จะทําได้ต่อมาก็คือกรมควบคุมมลพิษ พอไปตรวจแล้ว เกินจริง ผิดจริง เราก็จะต้องไปบอกหน่วยงานที่มีอํานาจในการที่จะไปสั่งปิด สั่งให้โรงงานดังกล่าวหรือหน่วยงานดังกล่าวแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หรือแม้แต่อย่างที่บอก ไม่สามารถเก็บตัวอย่างน้ําทิ้งได้ เพราะว่าปลายท่อระบายน้ํานั้น มันไปจุ่มอยู่ใต้น้ํา อันนี้ ผมเข้าใจความรู้สึกของพี่น้องประชาชน แล้วก็เข้าใจความรู้สึกของท่าน ส.ส. เลยว่าปลายท่อ มันจุ่มอยู่ใต้น้ํา แปลว่าเขาปล่อยน้ําเสียลงไปในน้ําได้อย่างสบายเลย ทางกรมควบคุมมลพิษเอง เมื่อปลายท่อไปจุ่มอยู่ใต้น้ํา จะไปเก็บเอาตัวอย่างน้ําเสียที่มันอยู่ใต้น้ํา ก็เรียกว่าเจือจาง ไปหมดแล้ว ครั้นกรมควบคุมมลพิษจะไปออกคําสั่งให้กับทางโรงงานบอกว่าคุณต้องแก้ท่อนี้ ยกขึ้นมาเพื่อที่ผมจะได้ไปตรวจท่อของคุณได้ ทางโรงงานก็จะบอกว่าอันนี้กรมควบคุมมลพิษ ไม่มีอํานาจในการสั่ง ดังนั้นในวันนี้ต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่า ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษนั้น เรามีมาตรการ มากมาย แต่ในการที่จะเป็นการปฏิบัติจริง ๆ กรมควบคุมมลพิษต้องฝากท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสมาชิก แล้วก็พี่น้องประชาชนว่ากรมควบคุมมลพิษนั้นมีหน้าที่ในการทํางาน ด้านวิชาการแล้วก็สนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เวลา พี่น้องประชาชนมีเรื่องเดือดร้อนร้องเรียนเข้ามา กรมควบคุมมลพิษนั้น เราไม่เคยนอนใจ เราจะไปสํารวจ แล้วก็ไปตรวจตามที่พี่น้องประชาชนนั้นร้องเรียนเข้ามา แล้วเราก็เร่งในการ ประสานงาน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็น อบต. เป็นเทศบาล จะเป็น จังหวัด หรือแม้แต่หน่วยงานของรัฐในส่วนกลาง อย่างเช่นกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ในการที่จะเร่งดําเนินงาน เมื่อเขาสั่งดําเนินการเสร็จแล้วเราก็จะรีบเข้าไปตรวจอีกเหมือนกัน ว่าหลังจากที่แก้ไขเสร็จแล้ว น้ําเสียที่ปล่อยออกมามันมีมาตรฐานเป็นไปตามที่กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกําหนดหรือไม่อย่างไร ผมทราบดีว่าการตอบคําถาม แบบนี้ การตอบกระทู้แบบนี้มันไม่เป็นสิ่งที่น่าพอใจ ถ้าเป็นพี่น้องประชาชนฟังเองก็จะ บอกว่าราชการ เดี๋ยวก็หน่วยงานนั้น เดี๋ยวก็หน่วยยงานนี้ หรือแม้แต่ท่านสมาชิกเองก็จะ รู้สึกว่าตอบแบบนี้มันเหมือนกับผลักภาระให้กับหน่วยงานอื่น แต่ในสภาพความเป็นจริง ต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่า ผมเองในฐานะรัฐมนตรี ผมเองก็เป็น ส.ส. เข้าใจความรู้สึก แล้วอึดอัดเช่นเดียวกัน จึงเป็นสาเหตุที่ทําไมวันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกําลังพยายาม ที่จะผลักดันแก้ไขเพิ่ม เรียกว่าเพิ่มศักยภาพให้กับกรมควบคุมมลพิษในการที่จะสามารถ ควบคุมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานเบื้องต้นครับ ขอบพระคุณครับ🔗
คุณอนุชาครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผมพอใจในคําตอบของ ฯพณฯ วราวุธ ศิลปอาชา แต่คําถามที่ ๒ ของผม จะขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับ🔗
ข้อที่ ๒ การฟอกหนังสัตว์ในประเทศไทยในเขตพื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่ จะเป็นการนําหนังสัตว์มาจากต่างประเทศกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ มาฟอกในประเทศไทย แล้วส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยไม่ได้เสียภาษีใด ๆ แม้แต่บาทเดียว ปีหนึ่งนํามาเป็น หมื่น ๆ ล้านบาทท่านประธานที่เคารพ แต่ประเทศไทยเราภาษีเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อ พี่น้องประชาชน เช่น ภาษียาสูบ พี่น้องประชาชนเสียกิโลกรัมละ ๕ บาท ก็จะไปเรียกเขา ขึ้นเป็นกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท แม้แต่พี่น้องในภาคใต้จะปักหอยในทะเลก็ต้องเก็บภาษี ค่านู่นนี่เล็กน้อย ซึ่งผมมองว่ามันเป็นภาษีเล็กน้อยที่ไม่ควรจะเรียกเก็บเลย ฉะนั้นทาง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะมีแนวทางในการปกป้องสัตว์น้ําจากการ ปนเปื้อนของน้ําปลายทางดังกล่าว เช่น ตั้งภาษีกําแพงสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ เพื่อนําเงิน ดังกล่าวมาบํารุงประเทศ แล้วเพื่อเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติครับ🔗
ครับ เชิญรัฐมนตรีครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตตอบต่อคําถามประเด็นต่อมา ของท่านสมาชิก ท่านอนุชานะครับ ต้องเรียนว่าท่านถามแล้วก็เป็นประเด็นที่ผมเห็นด้วย กับท่านมากเลย ถ้าหากว่าผมทําได้ผมจะทําภาษีให้หมดเลย อะไรที่ทําให้เกิดความเสียหาย กับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ทําให้พี่น้องประชาชนคนไทยหรือว่าคนส่วนใหญ่ต้อง ได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีที่จะเก็บ เรื่องการระบายมลพิษบ้าง การเก็บภาษี ตามปริมาณของมลพิษที่ว่า ถ้าหากว่าคุณยิ่งผลิตเยอะคุณก็ต้องเสียภาษีเยอะ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้ต้องเรียนว่าต้องขอบคุณท่านสมาชิกเลยนะครับที่ท่านให้ความสําคัญ แล้วผมเอง ก็เห็นด้วยกับท่านเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าขึ้นอยู่กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมในการที่จะกําหนดอัตราภาษีได้ ผมคิดว่าผมเองคงกําหนดไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็อีกนั่นแหละครับท่านประธาน ต้องขออนุญาตเรียนผ่านท่านไปยังท่านสมาชิกว่า หน่วยงานหลักที่จะสามารถกําหนดมาตรการทางภาษีสําหรับการนําเข้า การส่งออกหนังสัตว์ ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง ถ้าหากว่า ผมตั้งกําแพงภาษีเองได้อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วก็อยากจะทําเช่นกันนะครับ ดังนั้นสิ่งที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทําในขณะนี้ก็คือว่าเรากํากับแล้วก็ดูแล ติดตาม ผู้ที่ได้รับอนุญาตไปแล้ว ผู้ที่แก้ไขไปแล้ว เราติดตามอย่างใกล้ชิด ถ้าหากว่ามีพี่น้องร้องเรียน เข้ามา พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนร้องเรียนเข้ามา เราก็จะเร่งไปตรวจสอบ แล้วก็จะจี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้ดําเนินการตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้กับหน่วยงาน ที่ท่านไปขออนุญาตทําโรงงาน หรือว่าขออนุญาตในการทํากิจการดังกล่าวในการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ผมเห็นด้วยที่ท่านบอกว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนั้นก็จะส่งผลให้ผู้ประกอบการ ตระหนักแล้วก็เข้าใจถึงการที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม แล้วก็แก้ไขคุณภาพน้ําได้อย่าง เป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจุบันทางกรมควบคุมมลพิษเองก็อยู่ในขั้นตอนรวบรวมข้อมูลจาก ทั่วประเทศ เพื่อนํามาวิเคราะห์การบังคับใช้กฎหมายว่าควรจะเป็นอย่างไรที่จะเกี่ยวกับภาษี สิ่งแวดล้อม แล้วก็จะนําข้อมูลดังกล่าวนั้นส่งให้กับทางกระทรวงการคลังเพื่อสร้างโครงสร้าง ภาษีที่ถูกต้องในการที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ แต่อย่างที่ผมได้เรียนไปว่าการที่จะกําหนด กําแพงภาษีหรือว่าเงื่อนไขการเก็บภาษีต่าง ๆ นั้นเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ใน กํากับดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายนะครับ ก็คงขออนุญาตตอบคําถามที่ ๒ เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ผมก็ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกกับท่านรัฐมนตรีนะครับ ก็ได้ใช้เวลา ท่านอนุชายังมีอะไรไหมครับ คําถามจบแล้ว ท่านมีอะไรเพิ่มเติม เชิญ🔗
ประทานโทษครับในการตรวจสอบ หาข้อเท็จจริงเพื่อหาสารโครเมียม (Chromium) ซึ่งเป็นธาตุโลหะหนักในน้ําที่มีความเป็นพิษ ต่อมนุษย์ สัตว์และสิ่งแวดล้อม จะกราบขอความกรุณา ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ด้วยตนเอง ตรวจสอบจริง ๆ ว่าสิ่งที่ผมนํามา อภิปรายมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่จะได้แถลงต่อสาธารณชนว่าสิ่งที่ผมได้นํามาเสนอในสภาว่า เขามีภัยต่อสิ่งแวดล้อมปล่อยน้ําเสียมันเสียจริงแค่ไหน อย่างไร ฯพณฯ จะลงพื้นที่แล้วนํา เรื่องนี้มาตรวจสอบได้หรือไม่ กราบขอบพระคุณครับ🔗
อนุญาตให้ตอบได้ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของการไปตรวจสอบ ค่าโครเมียม (Chromium) หรือว่าสิ่งที่เป็นมลพิษของธาตุโลหะหนักที่มีพิษกับ พี่น้องประชาชนนั้น ต้องเรียนว่าในส่วนตรงนี้กรมควบคุมมลพิษได้มีการตรวจเป็นประจํา ทุกปี แน่นอนผมเชื่อท่านสมาชิกว่าข้อมูลทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ําเสียหรือสิ่งต่าง ๆ นั้น เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อนจริง ๆ มิฉะนั้นคงจะไม่ส่งข้อมูลมาถึงท่านสมาชิกแล้วก็ให้ มาตั้งเป็นกระทู้ถามในสภา ถ้าหากว่ามีโอกาสแน่นอนครับผมจะลงไปตรวจดูข้อมูลดังกล่าว ด้วยตนเอง แต่ในขณะที่ยังไม่ได้ลงไปก็ขออนุญาตให้ข้อมูลท่านสมาชิกผ่านท่านประธาน ไปเบื้องต้นว่าทุกปีที่กรมควบคุมมลพิษได้ไปตรวจสอบปริมาณโครเมียม (Chromium) ในน้ําทะเลชายฝั่งทั่วประเทศนั้น อันนี้คือข้อมูลที่ได้รับมานะครับ ยังไม่เกินค่ามาตรฐานจาก คุณภาพน้ําทะเล แล้วผลจากการเก็บตัวอย่างช่วงปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๒ ๒ ปีก่อนหน้านี้ จากสถานีตรวจวัดบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยจนถึงชายฝั่งอันดามัน ทั้งหมด ๒๑๐ สถานี เก็บตัวอย่างปีละ ๒ ครั้ง ผลการติดตามได้รับว่าทุกสถานีมีปริมาณโครเมียม (Chromium) หรือเฮกซาวาเลนต์ (hexavalent) ในระดับน้ําทะเลที่เป็นมาตรฐานคุณภาพน้ําทะเล ในส่วนของบริเวณอ่าวไทยจังหวัดสมุทรปราการ บริเวณที่รองรับน้ําทิ้งจากเขตประกอบการ ที่กิโลเมตร ๓๐ และกิโลเมตร ๓๔ ที่อําเภอบางปูนั้น กรมควบคุมมลพิษได้มีจุดตรวจวัด บริเวณใกล้เคียงอยู่ ๓ สถานี สถานีแรกคือบริเวณโรงงานฟอกย้อมกิโลเมตรที่ ๓๕ บริเวณที่ ๒ คือบริเวณปากคลอง ๑๒ ธันวา และบริเวณสุดท้ายคือบริเวณปากแม่น้ํา เจ้าพระยา จากการตรวจสอบก็พบว่าตรงปากคลอง ๑๒ ธันวานั้นมีปริมาณโครเมียม เฮกซาวาเลนต์ (Chromium hexavalent) สูงที่สุดในปี ๒๕๖๐ ซึ่งค่าดังกล่าวก็ยังอยู่ใน เกณฑ์คุณภาพน้ําทะเลอยู่ ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่คือข้อมูลที่ผมได้รับจากหน่วยงานที่ทางกรมควบคุม มลพิษส่งมาให้ แน่นอนครับ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนบางครั้งอ่านจากรายงาน อย่างเดียวไม่ได้ ก็ขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าถ้ามีโอกาสในอีกไม่นานจาก นี้มีจังหวะขึ้นมาจะเร่งไปตรวจสอบ แล้วก็ไปดูว่าค่าที่กรมควบคุมมลพิษวัดจริง ๆ ผมก็จะไป วัดเองตามที่ท่านสมาชิกร้องขอมา จะได้รู้ว่าค่านั้นมันคลาดเคลื่อน หรือว่าตรงตามที่ได้รับ รายงานมาเช่นไรครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านสมาชิก และท่านรัฐมนตรีนะครับ🔗
๑.๒.๔ กระทู้ถามที่ ๒๐๑ เรื่อง การจัดสวัสดิการแก่พลทหารชั้นผู้น้อย ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต (นายเกษมสันต์ มีทิพย์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้มอบหมายให้รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ตอบ🔗
เชิญท่านสมาชิกครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายเกษมสันต์ มีทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดพิษณุโลก ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุกระทู้ ของผมเข้าเป็นวาระในเรื่องของการจัดสวัสดิการให้แก่พลทหารและทหารชั้นผู้น้อยที่ได้รับ บาดเจ็บและเสียชีวิตไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งต้องขอขอบคุณท่าน พลเอก ชาญชัย ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมที่คอยมาตอบกระทู้ครับ ในช่วงวิกฤติโควิด (COVID) ที่ผ่านมาในช่วงเวลาล็อกดาวน์ (Lockdown) เจ้าหน้าที่ ในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น อสม. ไม่ว่าจะเป็นกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นําชุมชน หรือแม้แต่อาสาสมัคร ประชาชนทั่วไปก็ได้มีการทํางานกันอย่าง ขยันขันแข็ง ทํางานจนสายตัวแทบขาด หลายท่านเหนื่อยล้าจนป่วยไปหลายวัน หลายท่าน ทํางานจนเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพยาบาลที่ทําหน้าที่จนหนักแล้วก็เสียชีวิตหลังจากที่ได้ปฏิบัติหน้าที่นั้น มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านก็ได้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็พลทหาร เจษฎากร เนตรแสงศรี ซึ่งประจําอยู่กรมสารวัตรทหารเรือก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกันครับ นี่เป็นรูปของพลทหารเจษฎากรในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่แล้วก็เป็นทหาร ก็ได้เสียชีวิต ในวันที่ ๒๘ เมษายนหลังจากที่ได้ออกเวรไปตรวจด่านโควิด (COVID) ต่าง ๆ เสียชีวิตในเวลา ประมาณ ๐๒.๐๐ นาฬิกา ผมจะไม่พูดถึงปัญหาและอุปสรรคของแม่ของพลทหารเจษฎากร ที่ได้รับ เมื่อแม่ของพลทหารเจษฎากรไปรับศพลูกก็ได้รับเงินช่วยเหลือแล้วกัน ผมเรียกว่า รับเงินช่วยเหลือจากหน่วยมาเป็นจํานวนเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท และได้นําศพของพลทหาร เจษฎากรกลับมายังจังหวัดพิษณุโลก ตอนที่นําศพของพลทหารเจษฎากรก็ปรากฏว่า เป็นรถแบบนี้ นําศพของพลทหารเจษฎากรกลับไปยังจังหวัดพิษณุโลกไม่มีธงชาติคลุม แล้วก็ไม่ได้รับการยกย่องว่าเขาได้ปฏิบัติหน้าที่ให้กับประเทศชาติในช่วงเวลาที่หลาย ๆ คน ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นฮีโร่ (Hero) ที่เสียชีวิตหรือว่าที่ทํางาน ณ เวลานั้น เงินที่แม่ของ พลทหารเจษฎากรได้รับ ๓๐,๐๐๐ บาท จะเป็น ๑๒,๐๐๐ บาทที่ว่าเป็นเงินสวัสดิการ ของหน่วย ส่วนอีกประมาณ ๑๘,๐๐๐ บาทเป็นเงินที่ได้รับจากการเรี่ยไรของเพื่อน ๆ หรือว่า ของเจ้าหน้าที่ในหน่วย แล้วแม่ของพลทหารเจษฎากรจะต้องลางานมาเพื่อที่จะจัดงานศพ ลูกตัวเองเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทไม่พอค่าทําศพ เงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ไม่พอค่าทําศพนั่นยังไม่เสียใจ เท่ากับว่าไม่มีหน่วยทหารต้นสังกัดมาส่งศพ ไม่มีหน่วยทหารต้นสังกัดมาร่วมงานพิธีศพ มาช่วยงานศพเลยสักวันเดียว ทางญาติได้รับการติดต่อจากทหารต้นสังกัดให้โอนเงินให้กับ ทางแม่ของผู้เสียชีวิต แล้วก็ให้จัดซื้อพวงหรีดมา ๑ พวง แล้วก็เอามาจัดไว้โดยที่ไม่มีใครมา ใยดีเลย ซึ่งทําให้ครอบครัวเขาเสียใจมาก เพราะว่าเขามีความภาคภูมิใจที่ลูกเขาได้เป็นทหาร จนเป็นข่าวดังครับ แล้วก็ได้มีการเลื่อนระยะเวลาในการที่จะรอผลชันสูตร เพราะว่าเขามี ความไม่สบายใจว่าลูกเขาเสียชีวิตจากอะไร พอมาภายหลังก็ได้มีการเรี่ยไรเงินเพิ่มขึ้น ทางครอบครัวก็ได้เงินรวมพร้อมกับเงินสวัสดิการ ๑๒,๐๐๐ บาท มาอีกเกือบ ๗๐,๐๐๐ บาท แล้วเป็นข้อเปรียบเทียบครับท่านประธาน คือหมู่บ้านติดกันมี อสม. ท่านหนึ่งเสียชีวิต อสม. ท่านนั้นเสียชีวิตท่านผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศทันทีเลยว่า อสม. ท่านนั้นเป็นเป็นฮีโร่ (Hero) แล้วก็มีเงินช่วยเหลือ มีเงินเยียวยาอะไรต่าง ๆ มากมายรวมไปจนถึงเงินของชมรม อสม. จากทั่วประเทศ แล้วก็ได้รับพระราชทานเพลิงศพ เมื่อเร็ว ๆ นี้ทายาทของคุณทองใส เศรษฐสูงเนิน ก็ได้มารับเงินเยียวยาที่รัฐบาลไปอีกจํานวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้เป็น ข้อเปรียบเทียบกันของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลานั้น แล้วก็มีอีกกรณีหนึ่งครับ ก็คือเป็น พลทหารประจักษ์ แก้วคงธรรม สังกัดค่ายกองบิน ๕๖ อําเภอหาดใหญ่ ขอรูปขึ้นมาด้วยครับ🔗
พลทหารประจักษ์สมัครเป็น พลทหาร สมัครใจเลยนะครับเข้าไปเป็นพลทหาร แต่ว่าไม่ทราบเหตุผลอะไรทําให้ พลทหารประจักษ์ออกมาจากค่ายแล้วไม่ได้กลับไปอีก อันนั้นผมไม่ทราบ แล้วก็พอกลับเข้าไปในค่ายอีก ช่วงที่กลับไปค่ายมีสภาวะที่ปกติพอกลับไป ในค่ายติดต่อกับพ่อแม่ไม่ได้นะครับ พ่อแม่มาทราบอีกทีคือป่วยติดเตียง ป่วยติดเตียง อยู่ประมาณเดือนกว่า ๆ ก็คือค่ายติดต่อเข้ามาให้รับพลทหารประจักษ์กลับไปดูแลที่บ้าน พอกลับไปดูที่บ้านพ่อแม่ก็ดูแลเป็นอย่างดีครับ เดี๋ยวขอรูปต่อไปครับ แต่อาการของ พลทหารประจักษ์คือไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พูดง่าย ๆ คือเป็นคนกึ่งพิการเลยครับ พ่อแม่จะต้องขายที่มาคอยดูแลพลทหารประจักษ์ และพลทหาร ประจักษ์ก็มีลูกน้อยอีก แล้วก็ในช่วงเวลาที่มีการรักษาตัวก็ไม่ได้รับเงินช่วยเหลืออะไร ในการรักษาตัวจากหน่วยนะครับ ผมเลยขอถามไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า กระทรวงกลาโหมมีการจัดสวัสดิการแก่พลทหารหรือทหารชั้นผู้น้อยที่ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตในขณะประจําการ เช่น เงินเยียวยา เงินช่วยเหลือ เงินชดเชย ในกรณีบาดเจ็บ สาหัสจนเป็นภาระของครอบครัวทหารไปตลอดชีวิตหรือเสียชีวิต เพื่อสร้างขวัญกําลังใจ แก่ครอบครัวทหารชั้นผู้น้อยและจัดพิธีฌาปนกิจศพให้สมเกียรติ ให้เต็มความภาคภูมิใจ กับการที่เป็นผู้ที่ได้รับใช้ชาติแก่พลทหารหรือทหารชั้นผู้น้อยได้หรือไม่ อย่างไรครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับมอบหมายจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาตอบกระทู้ถามในเรื่องของการจัดสวัสดิการแก่พลทหาร และทหารชั้นผู้น้อยที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต สําหรับเหตุการณ์ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้กรุณาให้ข้อมูลนั้น กระทรวงกลาโหมเองก็ต้องขอแสดงความเสียใจกับกรณี พลทหาร เจษฎากรและครอบครัวที่ได้เสียชีวิตนะครับ แล้วก็แสดงความห่วงใยต่อครอบครัวของ พลทหารประจักษ์ แก้วคงธรรม ที่ปัจจุบันนี้ได้ป่วยนะครับ แล้วก็ขอขอบคุณท่านสมาชิก ที่ได้กรุณาให้ความสําคัญ ให้ความห่วงใยได้สอบถามในเรื่องของสิทธิและสวัสดิการของ ทหารชั้นผู้น้อย ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าเรื่องดูแลกําลังพลนั้น กระทรวงกลาโหมให้ความสําคัญนะครับ นโยบายให้ทุกเหล่าทัพ ทุกกองทัพ ได้ดูแลกําลังพล ทุกนาย ทุกชั้นยศนะครับ โดยเฉพาะนายทหารชั้นผู้น้อยตลอดจนทหารกองประจําการ หรือพลทหารในเรื่องของความเป็นอยู่ เรื่องของการดํารงชีวิตให้สามารถที่จะปฏิบัติภารกิจ ที่ได้รับมอบได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีครับ ในส่วนของกําลังทหารกองประจําการนั้น ปัจจุบันนี้ ทุกเหล่าทัพก็ได้เร่งยกระดับที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นในทุกด้าน ทั้งเรื่องของที่พัก เรื่องสิ่งอํานวยความสะดวก เรื่องการศึกษาเพิ่มเติม เรื่องฝึกวิชาชีพ รวมถึงเรื่องของ สวัสดิการและกําลังพลที่ท่านสมาชิกได้กรุณาสอบถาม ผมขออนุญาตเรียนขออนุญาต ที่เอ่ยนามท่าน พลทหารเจษฎากร เนตรแสงสี นะครับ ที่สังกัดกรมทหารสารวัตรกองทัพเรือนั้น ที่ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายนนะครับ หลังจากที่ได้ออกตรวจคัดกรองในช่วงสถานการณ์ โควิด (COVID) ในการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตนั้น ทางกองทัพเรือก็ได้ให้การช่วยเหลือ ตามสิทธิกําลังพล แล้วก็ตามที่ท่านได้กล่าวนะครับ มีการได้รวมการช่วยเหลือเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๕๗,๐๐๐ บาทนะครับ ก็จะมีทั้งเรื่องของกองทุน เรื่องของเงินสงเคราะห์ต่าง ๆ ของ กองทัพเรือ ซึ่งปัจจุบันนี้ในกองทัพเรือได้เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาบําเหน็จความชอบ กรณีพิเศษนะครับ เพื่อที่จะขอบําเหน็จพิเศษให้แก่ พลทหาร เจษฎากร กรณีที่เสียชีวิตจาก การปฏิบัติงานที่มีความตรากตรํา เนื่องจาก พลทหารเจษฎากรได้ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ในจุดตรวจด้านความมั่นคงจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นภารกิจของศูนย์แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ความมั่นคงของกองทัพเรือที่จะป้องกันการแพร่ระบาดของสถานการณ์โควิด (COVID) ตรงนี้ ก็เป็นการพิจารณา ซึ่งได้เสนอขอบําเหน็จพิเศษให้กับ พลทหารเจษฎากรในเวลาปกตินะครับ แล้วก็เลื่อนยศเป็นจ่าโทนะครับ คิดว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ🔗
ส่วนในเรื่องของการสวดอภิธรรมนั้นผมก็ได้สอบถามทางกองทัพเรือว่า ในช่วงที่พลทหารเจษฎากรเสียชีวิตนั้นในช่วง ๒๘ เมษายน แล้วก็ในช่วงวันที่ ๓๐ ถึง ๑ พฤษภาคมนั้น หน่วยก็มีภารกิจที่จะต้องไปจัดผลัดเปลี่ยนกําลังป้องกันชายแดนด้วย หน่วยได้ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนเรื่องของโควิด (COVID) ด้วย ก็ได้กําหนดแผนที่จะไป ร่วมงานฌาปนกิจในวันที่ ๒ พฤษภาคม แต่เนื่องจากว่าตามที่ท่านสมาชิกท่านได้กล่าวว่า รอผลชันสูตรก็เลยได้เลื่อนไปฌาปนกิจในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ซึ่งทางหน่วยของกองทัพเรือ ก็ได้จัดกําลังพลไปร่วมงานอย่างสมเกียรติครับ🔗
ส่วนกรณีพลทหารประจักษ์ แก้วคงธรรม นั้น สังกัดกองพันอากาศโยธิน กองบิน ๕๖ กองทัพอากาศ พลทหารประจักษ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน หลังจากฝึกจบ ท่านรับราชการในผลัดที่ ๒ เมื่อ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ แล้วก็ฝึกจบเมื่อวันที่ ๑๗ แต่ฝึกจบ หน่วยก็จะปล่อยกลับบ้าน แต่ว่าพลทหารประจักษ์นั้นก็ไม่ได้มารายงานตัว ขาดราชการไป ทั้งหมดประมาณ ๙ เดือนเศษ ซึ่งทางฝ่ายญาติก็ได้ส่งตัวกลับรับราชการ อย่างไรก็ตาม ตามระเบียบทางราชการ ตามข้อบังคับเมื่อหนีราชการไป กลับมาก็จะต้องว่าด้วยการลง ทัณฑ์ ทหารหนีราชการ ก็มีการเข้าไปที่เรือนจํา ซึ่งระยะเวลานั้น ๑ ใน ๔ ของวันที่ขาด ราชการ ขาดไป ๒๘๘ วัน ก็จะเข้าเรือนจํา ๗๒ วัน อยู่ในเรือนจํานั้น พลทหารประจักษ์ ก็มีอาการที่ลักษณะเป็นอาการที่วิตกแล้วก็จะกล่าวได้ว่ามีทางระบบประสาท ก็มีการหนี ออกจากเรือนจําแล้วก็มีการปีนรั้วกระโดดออกมา ทําให้บาดเจ็บ หน่วยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ได้ส่งเข้ารับการรักษาพยาบาลที่กองบิน ๕๖ แล้วก็ส่งโรงพยาบาลหาดใหญ่ ซึ่งเนื่องจากว่า จะต้องใช้เวลาในการที่จะรักษาตัว ก็อนุญาตให้ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลตรังนะครับ ซึ่งญาติจะได้ดูแลอย่างใกล้ชิด หน่วยต้นสังกัดเอง ผมก็ได้สอบถามแล้วก็เร่งรัดกํากับไปว่า ขอให้ไปติดตามดูแลประสานญาติของพลทหารประจักษ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง และปัจจุบันนี้ก็ยังคงได้รับเงินเดือนเบี้ยเลี้ยงตามปกติ แล้วก็จะติดต่อแล้วก็จะดูแลให้ตาม สมควรว่าเมื่อปลดประจําการไปแล้วจะดําเนินการอย่างไรต่อไป🔗
ต่อประเด็นคําถามของท่านสมาชิกได้กรุณาให้คําถาม ถามคําถามว่า สวัสดิการของทหารชั้นผู้น้อยที่ได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตมีอะไรบ้าง กระผมขออนุญาตชี้แจง ใน ๒ กรณีอย่างนี้ครับ กรณีแรกเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในที่ตั้งปกติและการปฏิบัติหน้าที่ ในราชการสนาม ในส่วนของกรณีบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในที่ตั้งปกตินั้น ก็จะได้รับสิทธิสวัสดิการในการช่วยเหลือต่าง ๆ สิทธิขั้นแรกก็คือเมื่อเจ็บป่วยในยามปกติ ก็จะได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลทหารของทุกเหล่าทัพที่มีอยู่ในทุกพื้นที่ ทุกภูมิภาค และถ้าเกิดว่าเกินขีดความสามารถ โรงพยาบาลทหารในพื้นที่ก็จะส่งตัว เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลส่วนกลาง เช่น โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาล พระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลภูมิพล เป็นต้น กรณีที่หากจะเข้ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ ทหารกองประจําการก็จะได้สิทธิในเรื่องของบัตรทองเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป รวมทั้ง ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นั้นที่ไม่สามารถเบิกได้ ทางกองทัพ ผู้บังคับบัญชาก็จะให้ความช่วยเหลือ ตามความเหมาะสมต่อไปครับ ในส่วนของสวัสดิการในการช่วยเหลือ กรณีเสียชีวิตจากการ ปฏิบัติงานปกติ ก็จะมีเงินช่วยเหลือในการจัดการศพ เงินช่วยเหลือสงเคราะห์เบื้องต้น เงินประกันชีวิตตามอัตราและระเบียบที่เป็นหลักเกณฑ์ที่หน่วยกําหนด ซึ่งแต่ละกองทัพ ก็จะมีเรื่องของเงินประกันชีวิต เงินสงเคราะห์เบื้องต้น เงินสินไหมทดแทนแล้วกรณีที่เป็น ฌาปนกิจสงเคราะห์ก็ได้รับเงินช่วยเหลือด้วย นอกจากนี้ทหารกองประจําการที่เสียชีวิตจาก การปฏิบัติราชการยังได้รับการพิจารณาบําเหน็จพิเศษโดยการเลื่อนชั้นยศและเงินเดือน เป็นกรณีพิเศษ อันนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อสักครู่ที่ผมได้กล่าวแล้ว ทาง พลทหารเจษฎากรก็ได้รับ พิจารณาที่จะเลื่อนขั้นกรณีพิเศษ แล้วก็เลื่อนชั้นยศเป็นกรณีพิเศษ ตามระเบียบที่กําหนดไว้ อย่างไรก็ตามการดําเนินการนี้มีระเบียบก็มีดูเรื่องพฤติการณ์ด้วยว่าเป็นไปตามระเบียบ หรือไม่ ในส่วนของนายทะเบียนประทวนที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติราชการ นายประทวน คือนายสิบ ก็จะได้รับบําเหน็จพิเศษ แล้วก็จะได้รับมอบเงินเป็นรายเดือนไม่ต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนให้กับทายาท ซึ่งอาจจะเป็นบิดา มารดา หรือบุตร จนกว่าจะเสียชีวิต บุตรที่มีอายุ ๒๐ ปี กําลังศึกษาอยู่ก็ได้รับเงินนั้นจนถึงอายุ ๒๕ ปี คนใดคนหนึ่ง ส่วนกรณี บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในราชการสนามนั้นก็จะได้รับสิทธิเพิ่มเติมมากกว่า กรณีปกติที่ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่ ก็จะมีได้รับพิจารณาบําเหน็จพิเศษเลื่อนชั้นยศ ชั้นเงินเดือน เป็นกรณีพิเศษ ตามระเบียบที่กําหนดก็จะมีการพิจารณาพฤติกรรมว่าได้ดําเนินการ ไปอย่างไร ตามหลักเกณฑ์หรือไม่ และเงินช่วยเหลือรายเดือนสําหรับปลดพิการ ทุพพลภาพ ที่จะไม่ขอรับราชการต่อก็จะมีเงินช่วยเหลือกําลังพลที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ในราชการสนาม และเงินช่วยเหลือครอบครัวกําลังพลที่มาดูแลกําลังพลที่บาดเจ็บ ตามราชการสนามด้วยนะครับ นอกจากนั้นก็ยังได้รายได้รับเงินชดเชยการบาดเจ็บ เป็นรายวัน ตรงนี้เป็นไปตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งจะมีคณะกรรมการพิจารณา สําหรับเสียชีวิตนั้นก็จะได้รับเงินสินไหมทดแทน กระทรวงกลาโหมได้ประกันชีวิตกําลังพล ที่ปฏิบัติราชการสนามกรณีเสียชีวิตก็จะได้รับเขาเรียกว่าโครงการพิทักษ์คนของ กระทรวงกลาโหม เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อคน รวมทั้งแต่ละกองทัพก็จะมีเงินประกัน ชีวิตเพิ่มเติมของแต่ละกองทัพด้วย นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีเงินค่าจัดการศพ เงินบํารุงขวัญ เงินสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ถ้ามี รวมทั้งได้รับทุนการศึกษารายปี ต่อเนื่องแก่บุตรกําลังพลอีกด้วยไม่เกิน ๓ คน จนถึงปริญญาตรี นอกจากนั้นแล้ว การช่วยเหลือจากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกกรณีที่บาดเจ็บและป่วยพิการ ทุพพลภาพนั้นก็ได้รับสิทธิต่าง ๆ ทั้งนายสิบ ทั้งพลทหารเช่นเดียวกันก็จะมีเบี้ยเลี้ยงยังชีพ เป็นรายเดือน เดือนละ ๖,๕๐๐ บาทต่อเดือน ค่าผดุงเกียรติ เป็นเงิน ๖,๐๐๐ บาทต่อเดือน นอกจากนั้นแล้วถ้าเสียชีวิตก็ได้รับค่าจัดการศพ เป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท ค่าร่วมบําเพ็ญ กุศลศพ ๑๕,๐๐๐ บาท เงินช่วยเหลือครอบครัว ๔,๐๐๐ บาทต่อเดือน และทุนการศึกษา ให้กับบุตรจนสําเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ทั้งหมดนี้ก็เป็นระเบียบปฏิบัติที่ข้าราชการ ชั้นผู้น้อยจะเป็นนายสิบ พลทหาร ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในยามปกติ และปฏิบัติราชการสนาม🔗
ตามที่ผมได้กราบเรียนมาข้างต้นนั้นขอเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกว่ากระทรวงกลาโหมเอง กองทัพเอง ก็ได้ดูแลกําลังพลทุกระดับที่ได้เสียสละ เพื่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นกรณีบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะมีการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ แล้วก็รวมทั้งดูแลทายาทและ ครอบครัวด้วย ส่วนในกรณีของ พลทหาร เจษฎากร เนตรแสงสี ผมก็จะได้ให้ทางกองทัพเรือ ได้พิจารณาดําเนินการในเรื่องของการปูนบําเหน็จพิเศษ การเพิ่มชั้นยศให้ตามที่ผมได้ กราบเรียนในขั้นต้น ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านเกษมสันต์ มีถามได้อีกครั้งนะครับ เชิญเลยครับ🔗
ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้ ตอบมาค่อนข้างที่จะละเอียดเลย ซึ่งในส่วนของทหารชั้นผู้น้อย ผมคิดว่ามีเรื่องของสวัสดิการ และเงินชดเชยเรื่องเงินเยียวยาอะไรค่อนข้างที่จะเยอะ แต่ในส่วนของพลทหารหรือทหาร กองประจําการ ผมมองว่าอาจจะยังน้อยไปอยู่ ซึ่งตรงนี้ขอสอบถามไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ทางกระทรวงกลาโหมมีโครงการที่จะปรับปรุง พ.ร.บ. ระเบียบรับราชการทหารให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งตอนนี้มี พ.ร.บ. ระเบียบรับราชการทหารที่ยื่นโดยอดีต พรรคอนาคตใหม่ที่กําลังค้างอยู่ตรงที่ท่านนายกรัฐมนตรี ก็มีเรื่องเกี่ยวกับพวกนี้ เกี่ยวกับ สวัสดิการ เกี่ยวกับอะไร เกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนอะไรของพลทหารก็จะได้ปรับปรุง เพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์ต่อทหารที่เข้ามารับใช้ชาติครับ🔗
เชิญรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ให้ข้อเสนอ ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ กระทรวงกลาโหม ได้มีนโยบายชัดเจนเรื่องของการเพิ่มสวัสดิการ ดูแลสวัสดิการให้กําลังพล โดยเฉพาะ กําลังพลทหารกองประจําการให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งบางส่วน ได้ดําเนินการไปแล้ว อย่างไรก็ตามได้มีการสั่งการมอบนโยบายเพิ่มเติม ตรงไหนที่สามารถที่จะเพิ่มเติมสวัสดิการได้ โดยไม่ขัดต่อระเบียบที่กําหนดไว้หรือหากมีความจําเป็นจะต้องไปแก้ไขระเบียบต่าง ๆ ให้รองรับได้ ซึ่งคงจะต้องพิจารณาเรื่องด้านงบประมาณด้วย ซึ่งตรงนี้ก็ได้สั่งการแล้วมอบ นโยบายลงไปแล้ว ก็ควรจะได้มีการพิจารณาดําเนินการ ในส่วนของทหารผ่านศึกนั้นก็ได้มี การเพิ่มเติมสิทธิต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องนะครับ ในส่วนของ ทหารกองประจําการที่อาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นก็จะดําเนินการที่จะเพิ่มเติมสวัสดิการ เพิ่มเติมดูแลให้ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ขอบคุณ ท่านสมาชิก แล้วก็ท่านรัฐมนตรีครับ🔗
๑.๒.๕ กระทู้ถามที่ ๒๐๒ เรื่อง การแก้ไขปัญหาครัวเรือนที่ยังไม่มี ไฟฟ้าใช้ (นายมานพ คีรีภูวดล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ🔗
เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งได้รับมอบหมายให้ตอบ ได้แจ้ง ติดภารกิจร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ท่านไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้ ขอเลื่อนตอบกระทู้ถาม ออกไปในการประชุมครั้งต่อไปครับ🔗
๑.๒.๖ กระทู้ถามที่ ๒๑๑ เรื่อง ผลกระทบจากการดําเนินการสร้าง เขื่อนหลวงพระบางและเขื่อนสานะคาม ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ มอบหมายให้ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ เป็นผู้ตอบ🔗
ท่านรัฐมนตรีมาแล้วครับ ขอเชิญท่านเลิศศักดิ์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่น ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้บรรจุกระทู้ถาม เรื่อง การสร้างเขื่อนหลวงพระบาง และเขื่อนสานะคามในพื้นที่ของ สปป. ลาว ในครั้งนี้นะครับ แล้วก็ขอกราบขอบพระคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ถึงแม้ไม่ได้มาตอบกระทู้ถามเรื่องนี้ด้วยตัวเอง แต่ก็ได้มอบหมายให้ ท่านประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กรุณามาตอบ กระทู้ด้วยตนเองครับ ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากว่าผมเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเลย ในเขตเลือกตั้งที่ ๑ ซึ่งประกอบไปด้วยอําเภอเมือง อําเภอนาด้วง อําเภอเอราวัณ ๒ ตําบลและอําเภอปากชม ซึ่งที่อําเภอปากชมนี่ละครับเป็น ๑ ใน ๒ อําเภอของ จังหวัดเลยที่มีแม่น้ําโขงไหลผ่าน แล้วก็เป็นพรมแดนกั้นระหว่างไทยและ สปป. ลาว ซึ่งทุกครั้งที่ผมลงพื้นที่ที่อําเภอปากชมจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพลําน้ําโขง ซึ่งโดย ปกติแล้วได้รับทราบจากพี่น้องชาวอําเภอปากชมว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นน้ําโขงมีความ อุดมสมบูรณ์ขึ้นลงตามฤดูกาลปกติ ขอสไลด์ (Slide) แรกด้วยครับ🔗
ผมอยากตั้งชื่อกระทู้ในครั้งนี้ว่า เป็นหายนะของแม่น้ําโขงนะครับ ต้องกราบเรียนว่าน้ําโขงที่ไหลมาจากประเทศจีนผ่านมาที่ ประเทศพม่า ประเทศลาว แล้วก็เข้าไทยที่จังหวัดเชียงราย หลังจากนั้นก็ไหลเข้าไปที่ เขตพื้นที่ของ สปป. ลาว ออกมาประเทศไทยอีกครั้งที่อําเภอเชียงคาน จังหวัดเลย อําเภอ ปากชมแล้วก็ไปที่จังหวัดหนองคาย ต่อเนื่องไปเรื่อยนะครับ ทุกครั้งในฤดูฝนน้ําก็จะสูง ตามปกติ พอหน้าแล้งน้ําก็จะลดลงตามปกติ แต่พลันหลังจากที่มีการสร้างเขื่อนที่ประเทศจีน เมื่อเกือบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา แล้วก็สร้างต่อเนื่องมาในขณะนี้ที่เขื่อนกั้นแม่น้ําโขงในเขตของ ประเทศจีนมีถึง ๑๑ เขื่อน ปรากฏการณ์ที่น้ําโขงขึ้นลงไม่เป็นปกติเริ่มเกิดขึ้นครับ บางครั้ง เราอาจจะได้ยินในส่วนของหน่วยงานกรม ปภ. ป้องกันภัย ได้รับแจ้งจากรัฐบาลจีนว่า จะมีการลดการปล่อยน้ําออกจากเขื่อนในประเทศจีน แล้วก็ส่งผลกระทบทันทีต่อพื้นที่ ท้ายเขื่อนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดเชียงรายหรือที่จังหวัดเลยบ้านผม ตรงนี้เป็นการเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า อันตรายต่อแม่น้ําโขง แต่ที่รุนแรงที่สุดมีผลกระทบมากที่สุดก็คือการที่ สปป. ลาว มีวิสัยทัศน์ว่าแบตเตอรี ออฟ เอเชีย (Battery of Asia) ตรงนี้แหละครับ ขอเลื่อนสไลด์ (Slide) ครับ ภาพที่เห็นอันนี้แจ้งให้เห็นว่าในแม่น้ําโขงมีความอุดมสมบูรณ์มีปลามากกว่า ๑,๓๐๐ สายพันธุ์ แต่ว่าพอที่มีการสร้างเขื่อนที่ประเทศจีนได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน แล้วที่สําคัญที่สุดเมื่อมีการสร้างเขื่อนในประเทศลาวแห่งแรกก็คือเขื่อนไซยะบุรี ตรงนี้แหละครับที่เกิดผลกระทบสําคัญต่อลําน้ําโขงท้ายเขื่อนก็คือในเขตประเทศไทย เขื่อนไซยะบุรีเป็นเขื่อนที่ สปป. ลาว ได้ร่วมลงทุนกับเอกชนของไทยก็คือบริษัท ขออนุญาตเอ่ยนะครับ ช. การช่าง แล้วก็อีกหลายสถาบันการเงินและขายไฟให้กับการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกว่าร้อยละ ๙๓ อีกเพียงแค่ ๗ เปอร์เซ็นต์ของกําลังการผลิตไฟฟ้า ใช้ในประเทศของ สปป. ลาวเอง เขื่อนไซยะบุรีเริ่มทดสอบการผลิตเมื่อปี ๒๕๖๒ ในกลางปี ๒๕๖๒ ผลกระทบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนไซยะบุรีได้เห็นปรากฏอย่างชัดเจน ขอภาพต่อมาครับ นี่แหละครับคือภาพของลําน้ําโขงในเขตพื้นที่ของอําเภอเชียงคาน อําเภอปากชม อําเภอสังคม ของหนองคาย แล้วก็อีกหลาย ๆ แห่งที่ระดับน้ําโขงลดลงแล้วก็ ก่อเกิดให้เห็นสันดอนหรือหินที่โผล่ขึ้น สภาพของสภาวะแวดล้อมในลําน้ําโขงเปลี่ยนแปลงไป อย่างเห็นได้ชัด พันธุ์ปลาที่เคยมีอุดมสมบูรณ์ ตอนนี้ปลาบึกที่เคยพบเห็นในลําน้ําโขงแทบจะ ไม่มีแล้วครับ ท่านประธานครับเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้นอกจากเขื่อนไซยะบุรีแล้ว ทาง สปป. ลาวได้แจ้งต่อคณะกรรมการแม่น้ําโขงที่เรียกว่าแม่โขง ริเวอร์ คอมมิชชัน (Mekong river commission) หรือเอ็มอาร์ซี (MRC) เพื่อที่จะขอทําเขื่อนอีกหลายตัว ซึ่งได้ดําเนินกระบวนการที่เรียกว่าพีเอ็นพีซีเอ (PNPCA) หรือการแจ้งการปรึกษาหารือ ล่วงหน้าและข้อตกลง ซึ่งทาง สทนช. ในประเทศไทยเราเองนี่แหละเป็นผู้ดําเนินการสร้าง ซึ่งเป็นกระบวนการตามปกติของการสร้างเขื่อนจะต้องแจ้งให้ประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในลําน้ําโขงได้ทราบ หลายเขื่อนได้ดําเนินการในกระบวนการพีเอ็นพีซีเอ (PNPCA) เสร็จเรียบร้อยแล้วไม่ว่าจะเป็นเขื่อนปากแบ่ง เขื่อนปากลาว นี่คือใน สปป. ลาว แล้วล่าสุด ก็คือเขื่อนหลวงพระบาง ซึ่งดําเนินกระบวนการพีเอ็นพีซีเอ (PNPCA) เสร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๓ ที่อําเภอเชียงคานจังหวัดเลย โดย สทนช. แค่เขื่อนไซยะบุรีแห่งเดียวก็เกิดผลกระทบ กับลําน้ําโขง กับสภาพแวดล้อม กับเรื่องของระบบนิเวศน์ วิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน มากแล้ว แล้วในอนาคตอันใกล้นี้ใน สปป. ลาวเองก็จะมีเขื่อนเพิ่มขึ้นอีกถึง ๔ เขื่อน แล้วลองนึกภาพดูว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศที่อยู่ท้ายเขื่อน โดยเฉพาะลําน้ําโขง ในประเทศไทย ท่านประธานครับที่สําคัญไปกว่านั้นและกําลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ที่ผมจําเป็นจะต้องตั้งกระทู้นี้กราบเรียนถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือการสร้างเขื่อนที่เรียกชื่อว่า เขื่อนสานะคาม เขื่อนสานะคาม จะเป็นการสร้างเขื่อนที่อยู่ติดกับพื้นที่ของจังหวัดเลยโดยตรงก็คือที่อําเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ห่างจากพื้นที่อําเภอเชียงคานเพียง ๒.๕ กม. ขอภาพต่อไปครับ ภาพนี้เป็นภาพ ของแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดเลยที่กําลังจะเป็นที่รู้จักของพี่น้องชาวไทย ที่จะไปเยือนที่จังหวัดเลยก็คือสกายวอล์ก (Skywalk) ท่าดีหมี อําเภอเชียงคาน ถ้าหาก นักท่องเที่ยวไปยืนบนสกายวอล์ก (Skywalk) จะเห็นลําน้ําเหือง และลําน้ําโขงมาบรรจบกัน อีกภาพหนึ่งครับ นี่ละครับนี่คือน้ําโขง ถ้ามองไปสุดตาจะเห็นในส่วนของสันเขื่อนในอนาคต ที่อยู่ สปป. ลาว ตรงนี้ล่ะครับที่จะกระทบอยู่ ๒-๓ เรื่อง ในอนาคต ๑. จะกระทบในส่วนของ โครงการโขง เลย ชี มูล ที่ทางสภาได้เห็นชอบในการตั้งกรรมาธิการเพื่อการศึกษา เพราะเมื่อมีเขื่อนนี้แล้วน้ําในหน้าแล้งจะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วจะกระทบต่อการ ผันน้ําของโครงการโขง เลย ชี มูล อย่างแน่นอน ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้คือที่มาที่ไปของ โครงการสร้างเขื่อนใน สปป. ลาว และจะกระทบต่อระบบนิเวศรวมถึงพี่น้องประชาชนริมฝั่ง โขงรวมถึงโครงการสําคัญหลายอย่างที่กําลังจะเกิดขึ้น ผมจึงอยากขอตั้งคําถามผ่านไปยัง ท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ ๓ คําถาม และจะขอถามทีเดียวทั้ง ๓ คําถามเลย เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบครั้งเดียวเลย🔗
คําถามแรก อยากกราบเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ว่าบทบาทของรัฐบาลไทยที่มีต่อการสร้างเขื่อนใน สปป. ลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขื่อนสานะคาม ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนการเข้าไปร่วมศึกษารูปแบบของการก่อสร้าง เพื่อที่จะให้ผลกระทบหลังการก่อสร้างเกิดขึ้นกับพี่น้องชาวไทยน้อยที่สุดโดยเฉพาะในเรื่อง ของความปลอดภัย เขื่อนที่เคยสร้างอยู่ใน สปป. ลาว บางเขื่อนที่เราได้ทราบข่าวมาที่บอกว่า มีเขื่อนแตก นั่นได้รับผลกระทบในเขต สปป. ลาว แต่นี่เขื่อนสานะคาม ถ้ามีปัญหาเรื่องนี้ เกิดขึ้นอาจจะกระทบถึงอําเภอเชียงคาน อําเภอปากชมและอําเภออื่น ๆ จึงอยากกราบเรียน ท่านประธานว่ารัฐบาลของไทยได้มีบทบาทอย่างไรบ้างในการเข้าไปศึกษา แล้วก็ทบทวน ในเรื่องของการสร้างเขื่อนสานะคาม ท่านประธานครับ🔗
ข้อที่ ๒ โครงการนี้ถ้าเกิดขึ้นน้ําโขงที่ถูกปล่อยออกจากเขื่อนสานะคาม จะกระทบกับวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ อําเภอปากชม จังหวัดเลยนั้นในตอนนี้เริ่มมีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งทลาย โดยกรมโยธาธิการและ ผังเมืองเพื่อป้องกันไม่ให้น้ําหลากที่หากว่าในอนาคตมีการปล่อยน้ําออกมา ได้กระทบทําให้ เขื่อนพัง ตลิ่งพัง แล้วก็กระทบกับพี่น้องที่จะอาศัยอยู่ริมตลิ่ง แต่ในขณะนี้ได้มีการก่อสร้าง ไปเยอะแต่ยังสร้างไม่ครบ สร้างไม่เต็มรูปแบบ ไม่สมบูรณ์ เช่นทางเชื่อมระหว่างเขื่อนกั้นตลิ่ง ที่มีการปล่อยน้ําตามธรรมชาติไหลลง ก็ยังไม่เชื่อมกัน ก็อยากให้ทางรัฐบาลโดย กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ทบทวนทําให้มันสมบูรณ์ด้วยนะครับ คําถามผมคือรัฐบาล ได้ศึกษาแล้วก็เตรียมพร้อมอย่างไรบ้างในการที่จะเยียวยารวมถึงดูแลผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนริมฝั่งโขงในเขตของประเทศไทย หากมีการ สร้างเขื่อนสานะคาม🔗
และคําถามสุดท้ายครับ เนื่องจากว่าผู้ที่ซื้อไฟจากเขื่อนที่สร้างที่ สปป. ลาวนั้น ก็คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นประเทศไทยเองก็มีอํานาจต่อรอง ในการที่จะสร้างเขื่อน ผมจึงเห็นว่าหากเขื่อนจะเกิดขึ้นจริง ทําไมเราไม่ย้ายพื้นที่สร้างเขื่อน เช่น เขื่อนสานะคามนี้เปลี่ยนมาไว้ในพื้นที่ที่เป็นพรมแดนไทย-ลาว ในอนาคตจะเป็นไปได้ หรือไม่ อย่างเช่นที่อําเภอปากชม ซึ่งมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างเขื่อนและพี่น้องประชาชน ก็เห็นว่าไหน ๆ จะมีการสร้างเขื่อนสานะคามอยู่แล้ว ทําไมไม่มาสร้างในพื้นที่ของเราเอง ดังนั้นจึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ประภัตร โพธสุธน ซึ่งท่านเป็น ส.ส. หลายสมัย ท่านมีความเข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี จึงกราบเรียนถามไป ๓ ข้อดังต่อไปนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ก่อนอื่นต้องพูดให้กําลังใจและขอบคุณท่าน ส.ส. เลิศศักดิ์เป็นอย่างมากที่ได้นําปัญหานี้ มาจุดประกายให้พี่น้องประชาชนในเขตจังหวัดเลยแล้วก็รัฐบาลได้ทราบ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสําคัญยิ่ง ถ้ามีการสร้างเขื่อนขึ้นจริงแล้วทุกอย่างเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแน่นอน ก่อนอื่นผมลําดับอย่างนี้ก่อน ลําน้ําโขงนั้นเป็นแม่น้ําซึ่งถือว่าเป็นแม่น้ําสากลใช้ร่วมกัน ระหว่าง ๖ ประเทศ ต้นน้ํานั้นเกิดจากเทือกเขาทิเบต ผ่านประเทศจีนมาประมาณ ๒,๑๐๐ กิโลเมตร อยู่ในเขตประเทศจีนเลย มาสิ้นสุดที่เราเรียกกันสิบสองปันนา ในมณฑลยูนาน ต่อจากนั้นก็ไหลเรื่อยตามมา ผ่านชายแดนประเทศพม่ากับประเทศลาว อีก ๓๘๔ กิโลเมตร ก็จะมาโผล่ที่อําเภอเชียงแสน ประเทศไทย ตอนนี้จะเริ่มแล้ว ผลกระทบ ต่อพี่น้องชาวไทยก็คือแม่น้ําโขงก็จะผ่านอําเภอเชียงแสน อําเภอเชียงของ อําเภอเวียงแก่น แล้วก็หายไปอีกเข้าประเทศลาว คือระยะทางที่อยู่ในเขตแดนไทย จังหวัดชายแดน ๘๔ กิโลเมตร ก็เข้าไปในประเทศลาวอีก ๕๖๖ กิโลเมตร ตรงนี้หละครับซึ่งเราไม่สามารถ ที่จะเข้าไปพิจารณาร่วมหรือไปมีส่วนร่วมรู้ในการดําเนินการของการใช้ชีวิตในแม่น้ําโขงได้เลย เขาจะสร้างเขื่อนก็เป็นสิทธิของเขา ถึงแม้จะมีสัญญาหรือว่าข้อตกลงระหว่าง ๔ ประเทศ ก็มีประเทศไทย มีประเทศลาว มีประเทศเขมร มีประเทศเวียดนาม ที่ผมบอกมี ๖ ประเทศ แต่ในสนธิสัญญาที่เขียนข้อตกลงการใช้แม่น้ําโขงร่วมกันมี ๔ ประเทศ อีก ๒ ประเทศ เขายังไม่ได้มาร่วม ดังนั้นในการสร้างเขื่อนหรือทําอะไรก็แล้วแต่ในเขตประเทศเขาก็เป็นสิทธิ ของเขา แม่น้ําโขงก็จะมาโผล่อีกทีหนึ่งก็ที่บ้านท่านนี่แหละครับ อําเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ก็เรื่อยมาถึง ๘ จังหวัดด้วยกัน มาจังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดอํานาจเจริญ ออกไปจังหวัดนครพนม ทางด้านโน้นอีก ๗๐๐ กว่ากิโลเมตร รวมแล้วแม่น้ําเส้นนี้ไหลออก ทะเลจีนใต้ ๔,๘๘๐ กิโลเมตร หรือ ๕,๐๐๐ กิโลเมตร จําง่าย ๆ ดังนั้นการใช้ชีวิต แต่ละประเทศถึงแม้มีข้อตกลงแต่บางอย่างก็ขัดกันทางด้านใช้ชีวิตร่วมกัน วัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ท่านถามว่า ถ้ามีการสร้างเขื่อนสานะคามจะมีผลกระทบอย่างไร เวลานี้เขื่อนสร้างเสร็จไปแล้ว อย่างที่ท่านได้ชี้แจง ไชยบุรีนี่ ๑,๒๘๕ เมกะวัตต์ เป็นการสร้างเขื่อนที่ถือว่าขนาดใหญ่ได้จ่ายกระแสไฟแล้ว ส่วนหนึ่งก็ขายมาประเทศไทย เขื่อนสานะคามล่ะ สานะคามจะเป็นเขื่อนขนาดเล็กลงมา คือมีกําลังผลิตประมาณ ๖๘๔ เมกะวัตต์ ที่ท่านพูดถูกอีกแล้วไฟก็เอามาขายให้กับประเทศไทย สิ่งต่าง ๆ มีผลกระทบ กับจังหวัดเลยและชายแดนประเทศไทยได้เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่เขื่อนจิ่งหงแล้วก็มา เขื่อนไซยะบุรี ทุกวันนี้วิถีชีวิตผู้ที่ใช้ลําน้ําโขงเปลี่ยนแปลงไปเลย แม้แต่ชีวิตสัตว์ที่ท่านพูดถึง ๑,๓๐๐ ชนิดวันนี้เหลือไม่ถึงแล้ว เหลืออาจจะไม่ถึงร้อย บางพันธุ์ก็สูญพันธุ์ไป ผลกระทบ มากที่สุดก็คือพันธุ์สัตว์ป่าต่าง ๆ ในน้ํา ๒. ชีวิตที่อยู่ชายตลิ่ง แล้วก็ริมน้ําโขง ท่านถามว่า ผลกระทบเหล่านี้รัฐบาลเตรียมการไว้อย่างไรบ้าง อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าเรามี ข้อตกลง ๔ ประเทศ ทุกอย่างเขาเรียกว่าคณะกรรมการ ตรงนี้ยาวหน่อยครับ ผมจะอ่าน ให้ท่านฟังว่ารัฐบาลไทยได้ทําข้อตกลงไว้เรียกว่าคณะกรรมการ ๔ ประเทศพัฒนาลุ่มน้ํา แม่น้ําโขง ปี ๒๕๓๘ ซึ่งมี สทนช. เป็นเลขานุการคณะกรรมการชุดนี้ ผลกระทบที่เห็นได้ ชัดเจนที่ท่านพูดถึงถูกต้องเลยครับจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ําในแม่น้ําโขงขึ้นลง โดยฉับพลัน ซึ่งราษฎรไม่ได้มีการเตรียมตัวแล้วรู้ตัวมาก่อนเลย เวลาเขาปล่อยน้ํามาก็มา ขอกราบเรียนว่าตรงนี้อันตรายมากต่อการใช้ชีวิต ผลกระทบแรงมาก แล้วผมก็กราบเรียนว่า น้ําที่ไหลผ่านแม่น้ําโขงมาปีหนึ่งประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านคิวบิกเมตร ๑๓๐,๐๐๐ ล้านคิวบิกเมตร ที่ไหลผ่านบ้านเรา แต่เอาจริง ๆ แล้วโอกาสที่พอฤดูแล้งอย่างที่ท่านพูดภาพเมื่อสักครู่นี้ โผล่ขึ้นมามีน้ําไหล เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์มีแล้ว พอเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายนหน้าแล้งก็เหลือ ๑๔,๐๐๐ ล้านคิวบิกเมตร จาก ๑๓๐,๐๐๐ ล้านคิวบิกเมตร ก็จะเหลือ ๑๔,๐๐๐ ล้านคิวบิกเมตร ดังนั้น ผู้ที่ใช้ชีวิตแล้วก็น้ําที่ใช้กับแม่น้ําโขงมีผลกระทบ เต็มตัวเลย รัฐบาลก็พยายามศึกษาแล้วก็ส่งเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เราได้ศึกษาโดยคณะกรรมการ คณะกรรมการที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วให้ สปป. ลาวได้ทราบว่า ถ้าสร้างเขื่อนสานะคาม จะเกิดผลกระทบ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ขณะนี้ก็กําลังศึกษาอยู่ แล้วได้ทราบว่าเขาจะเริ่มต้นในเดือนนี้ ทาง สปป. ลาวมีการเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง ถ้ามีการตอบรับแล้วก็แก้ไขปัญหาที่พี่น้อง เรียกร้องเดือดร้อนได้ก็จะมีการก่อสร้างแน่ ใช้เวลา ๘ ปีด้วยกันเขื่อนสานะคาม ผลกระทบ กับท่านรับเต็ม ๆ เพราะท่านห่างจากตรงนี้ไปไม่เกิน ๒ กิโลเมตรเอง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รัฐบาล ไม่ได้นิ่งนอนใจก็ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนหนึ่งซึ่งมีกรมประมงต้องดูแลเต็มที่ กรมชลประทาน สนทช. ทุกกรมที่เกี่ยวกับชีวิตในแม่น้ําโขงไปดูแล ท่านถามว่าจากผลกระทบอันนี้ จะทําอย่างไรต่อ ก็อยากจะกราบเรียนพี่น้องจังหวัดเลยและผู้ที่ใช้ลําน้ําโขง เราจะมีเงื่อนไข ถ้าเขื่อนสานะคามสร้างเสร็จแล้วขายไฟให้กับประเทศไทยหรือ กฟผ. อย่างที่ท่านพูดเราก็จะ มีเงื่อนไขว่าให้ กฟผ. ต้องเจรจา สิ่งแรกที่ท่านห่วงคือความปลอดภัย เพราะระดับเขื่อน ที่สร้างไซยะบุรีนั้นกว้าง ๘๐๐ เมตร สูง ๓๘ เมตร ครั้งนี้เหมือนกันเขาบอกว่าจะสร้างระดับ ต่ํากว่า ๓๘ เมตร อย่างที่ท่านพูดถูกครับ ถ้าเขื่อนมันพังล่ะเสียหายท่วมกันแน่นอน เราก็จะขอให้ทาง กฟภ. เป็นตัวกลางถ้าเขาจะมีการเจรจาซื้อขาย เพราะการจะก่อสร้างได้นั้น ต้องมีการตกลงก่อนว่าจะขายไฟให้ใคร เราก็จะมีอํานาจต่อรองตรงนี้แหละ ที่จะรับเงื่อนไข ที่ท่านเลิศศักดิ์เสนอมา เช่น เราจะขอให้ตั้งกองทุนเยียวยาดูแลเกิดจากผลกระทบนี้ ถ้ามีการเสียหายต่าง ๆ ซึ่งเดิมไม่เคยมี เราจะให้เขาตั้งกองทุน ผมจะรับไป ข้อที่ ๒ ขอให้ เปิดเผยในการก่อสร้างว่าปลอดภัยแค่ไหน อย่างเขื่อนที่แล้วเขื่อนไซยะบุรี ท่านพูดว่า ช. การช่าง จํากัด (มหาชน) เป็นคนสร้าง เราเชื่อมั่นในการก่อสร้างว่ามีความชํานาญดี เขื่อนสานะคามนี้จะเป็นบริษัท ต้าถัง เป็นผู้สร้าง เราก็จะขอให้เปิดเผยให้เราได้มีส่วนร่วม ศึกษาว่าจะแข็งแรงแค่ไหนและเป็นอันตรายมากน้อยแค่ไหน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมจะรับ ข้อเสนอท่านไปเป็นการทํางานร่วมกัน ต้องขอบคุณที่ท่านทําหน้าที่ผู้แทนอย่างดีแล้วก็เป็น หน้าที่ของท่านจริง ๆ เพราะเราเป็นตัวแทนของราษฎร ผมจะนําสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านเสนอแนะ มานี้นําไปให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติ ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านเลิศศักดิ์มีอะไร ติดใจไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประภัตร โพธสุธน ที่รับทราบ ปัญหาแล้วก็เข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วก็ หวังเป็นอย่างยิ่งครับว่าทางรัฐบาลก็จะได้มีการเตรียมตัวเตรียมการในการรับมือกับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าหากว่ามีความจําเป็นที่เราไม่สามารถที่จะยับยั้งการก่อสร้าง เขื่อนสานะคาม หรือจะเลื่อนจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ขอให้มีการเตรียมความพร้อม เพื่อให้ พี่น้องชาวจังหวัดเลยแล้วก็พี่น้องชาวอีสาน รวมถึงจังหวัดเชียงรายได้มีความมั่นใจในการ ดําเนินการสร้างเขื่อนนี้ กราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีเป็นอย่างสูง ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านสมาชิก กับท่านรัฐมนตรีนะครับ🔗
ต่อไปขออนุญาตมากระทู้ที่ขอเลื่อนตอนเริ่มต้นนะครับ บัดนี้ท่านรัฐมนตรี มาแล้วครับ🔗
๑.๒.๑ กระทู้ถาม ที่ ๑๕๘ เรื่อง การจัดระเบียบสายไฟฟ้าลงใต้ดิน (นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม🔗
ขอเชิญสมาชิก คุณอัครเดชครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อําเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้ทํา กระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในเรื่องเกี่ยวกับ การจัดระเบียบสายไฟและสายสัญญาณที่มีอยู่ในปัจจุบันนะครับ เนื่องด้วยท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็คือท่าน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการไฟฟ้า นครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เร่งดําเนินการนําระบบสายไฟฟ้าและสายสื่อสาร โทรคมนาคมแบบอากาศที่มีอยู่ในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นระบบสายใต้ดินทั่วประเทศให้แล้วเสร็จ ภายใน ๕ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ จนถึงปี ๒๕๖๓ เพื่อเป็นการปรับภูมิทัศน์ของเมืองให้สวยงาม เพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสายตาชาวต่างประเทศ อีกทั้งเพื่อเพิ่มความ ปลอดภัยของระบบไฟฟ้า ลดปัญหาไฟฟ้าตกและดับจากภัยธรรมชาติ รวมถึงอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ซึ่งในปัจจุบันการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดําเนินการรับนโยบายดังกล่าวไปแล้ว แต่ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้สายไฟฟ้าที่มีอยู่นั้นไม่ได้มีผลกระทบเรื่องทัศนียภาพแต่เพียงอย่างเดียวครับ ยังมีผลกระทบในเรื่องของความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน การที่รัฐบาลนั้นได้มีนโยบายให้สายไฟฟ้านั้นลงไปใต้ดินก็มีผลเกี่ยวเนื่องให้สายระบบ โทรคมนาคมนั้นต้องตามลงไปใต้ดินด้วยครับ ปัจจุบันนี้สายไฟฟ้านั้นยังอยู่บนดินอยู่ สายสัญญาณโทรคมนาคม สายโทรศัพท์ สายที่เกี่ยวกับสัญญาณอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ก็ยังอยู่ เกาะอยู่บนสายไฟ ผมนั้นได้รับการร้องเรียนจากผู้นําท้องถิ่นแล้วก็พี่น้องประชาชนในเขต จังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะในเขตอําเภอบ้านโป่งครับว่ามีอุบัติเหตุเกี่ยวเนื่องแล้วก็เป็นข่าวไป ทั่วประเทศก็มีนะครับ ไม่ได้เกิดที่จังหวัดราชบุรี แต่ก็เกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วก็กลัวว่า ในอนาคตนั้น ถ้ารัฐบาลไม่รีบดําเนินการก็อาจจะเกิดขึ้นในจังหวัดราชบุรีได้ จึงอยากจะ นํามาหารือในสภาแห่งนี้โดยทํากระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ดีอี (DE) ซึ่งท่านนั้นก็ได้มาตอบกระทู้ด้วยตัวของท่านเอง ท่านไม่ได้เป็นรัฐมนตรี อย่างเดียวนะครับ ท่านพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ท่านยังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ซึ่งต้องขอขอบคุณที่ท่านได้มาตอบกระทู้ด้วยตัวท่านเอง ท่านนั้นเข้าใจความต้องการของ พี่น้องประชาชนดีอยู่แล้วเลยขอขอบคุณท่านในเบื้องต้นก่อน ท่านประธานครับ สายสัญญาณที่ได้ตกหล่น แล้วก็ได้เกาะกับสายไฟมานั้นเป็นที่วิตกกังวลของพี่น้องประชาชน ที่ได้พบเห็น แล้วก็ได้สัญจรผ่านไปมา ผมได้มีรูปครับท่านประธานขอในฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ ได้ขึ้นรูปให้ที่ประชุมได้ดูด้วยครับ🔗
อย่างนี้ครับท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีครับ ก็เป็นภาพถ่ายที่ผมได้ให้ทีมงานไปถ่ายภาพมาเป็นพื้นที่ในเขตอําเภอบ้านโป่ง ก็มีทั้งในตัวเทศบาลอําเภอบ้านโป่ง แล้วก็นอกเขตเทศบาลอําเภอบ้านโป่งนะครับ ตรงนี้ ก็เป็นเขตเทศบาลอําเภอบ้านโป่งรูปแรกรูปนี้เป็นเขตตําบลปากแรต ที่หมู่ ๔ สไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ครับ อันนี้ท่านจะเห็นครับว่าสายสัญญาณนั้น ตกหล่น ลงมา ห้อยลงมา อยู่ในวิสัยที่พี่น้องประชาชนนั้นจะเอื้อมมือถึง เด็ก เยาวชนนั้นจะเอื้อมมือ ถึงก็ตกลงมาเป็นที่น่ากังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อพี่น้องประชาชน อันนี้ก็เป็นที่หมู่ ๓ ตําบลท่าผาครับ ตรงจุดนี้เมื่อปีที่แล้วเคยเกิดเพลิงไหม้ที่ตรงข้ามวัดท่าผา ก็เป็นเพลิงไหม้ ที่ทําลายทั้งสายไฟและสายสัญญาณ ตรงนี้ก็เป็นที่หมู่ ๓ ตําบลปากแรต อําเภอบ้านโป่ง เช่นกัน ก็อยู่ในจุดที่ล่อแหลมที่จะเป็นอันตรายต่อพี่น้องประชาชน ตรงนี้เป็นหมู่ ๑๔ ของตําบลปากแรต ต่อเนื่องเลยครับ ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ครับ นี่คือภาพของผู้ที่บาดเจ็บที่ เกิดขึ้นที่จังหวัดตรัง ซึ่งเกิดขึ้นที่อีสานก็มีครับ ที่เมื่อสายสัญญาณได้ห้อยลงมาแล้ว ก็ไปเกี่ยว ตามอวัยวะต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชน นอกจากนี้ยังมีข่าวไฟช็อก (Shock) ด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้ว สายสัญญาณโทรคมนาคมนั้น ก็ไม่น่าเกิดไฟช็อก (Shock) แต่อาจจะเป็นสายที่เป็นตัวนําจาก สายไฟฟ้าลงมา ตรงนี้ก็ที่เทศบาลอําเภอบ้านโป่ง ตรงนี้ก็ที่หมู่บ้านตั้งสุข ตําบลเบิกไพร อําเภอบ้านโป่ง ท่านประธานก็จะเห็นว่าทุกจุดมีการห้อยลงมา ตกหล่นลงมาของสัญญาณ ทั้งสายไฟด้วย พี่น้องประชาชนนั้นก็มีความกังวลตรงนี้ในเขตเทศบาลอําเภอบ้านโป่ง จากภาพที่ได้แสดงให้ท่านประธานและท่านรัฐมนตรี ดีอี (DE) ก็จะเป็นภาพที่เกิดขึ้นจริงและ ปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นสภาพนี้อยู่เพราะเพิ่งถ่ายเมื่อวานนี้เอง ท่านประธานครับวันนี้ถ้าเรา สามารถจัดระเบียบสายไฟฟ้าลงไปที่ใต้ดินได้ สิ่งที่เป็นประโยชน์ก็คือสายสัญญาณต่าง ๆ ก็จะถูกจัดระเบียบลงไปที่ใต้ดิน ปัญหามันเกิดอย่างนี้ครับท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีครับ เมื่อเวลาเรามีสายสัญญาณห้อยอยู่อย่างนี้ เวลาพี่น้องประชาชนได้แจ้งไปที่การไฟฟ้า เมื่อเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวงมาดูนี่ ก็จะตอบกับทาง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นครับว่า อันนี้ไม่ใช่สายไฟเป็นสายสัญญาณโทรคมนาคม เป็นสายของ องค์การโทรศัพท์บ้างเป็นสายของแคท (CAT) บ้าง ซึ่งอยู่ภายใต้กํากับของท่านรัฐมนตรี ดีอี (DE) ตรงนี้เมื่อทางผู้นําหรือเจ้าหน้าที่พี่น้องประชาชนร้องไปที่ทีโอที (TOT) หรือ องค์การโทรศัพท์ร้องไปที่แคท (CAT) หรือบริษัทเอกชนก็ได้รับคําตอบว่าไม่ใช่เจ้าของก็จะมี พอไปตรวจสอบก็จะเจอบริษัทเอกชนทั้งที่ดําเนินการอยู่ แล้วก็ยังไม่ได้ดําเนินการอยู่ก็คือ ปิดกิจการไปแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเทศบาล เจ้าหน้าที่ อบต. จะเข้าไปดําเนินการ ก็ไม่สามารถดําเนินการได้ครับ เพราะว่ากลัวถูกฟ้องครับ ทั้งข้อหาทําให้เสียทรัพย์บ้าง ข้อหา ลักทรัพย์บ้าง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นฝ่ายช่างไม่กล้าไปดําเนินการครับ เพราะว่าเราไม่รู้ว่า สายสัญญาณนั้นใครเป็นเจ้าของกันแน่ แล้วใช้อยู่หรือไม่ใช้อยู่ อันนี้เป็นปัญหาสําคัญ ที่เกิดขึ้นจริงที่สภาพหน้างานผมเองในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรครับท่านประธาน ได้อยู่ใน พื้นที่ได้เห็นปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น จึงได้ตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดังนี้ เพื่อให้ท่านได้มาตอบ เพื่อเป็นที่ชัดเจนให้กับพี่น้องประชาชนครับว่ากระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีนโยบายและมาตรการในการวางแผนและดําเนินการ ในการจัดระเบียบสายไฟฟ้าลงใต้ดินหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียดครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่กรุณาได้เมตตาที่ได้เลื่อนกระทู้มาจากกระทู้แรกเป็นกระทู้สุดท้าย แล้วก็ ต้องกราบขอบคุณท่าน ส.ส. ท่านอัครเดชด้วยที่กรุณาได้ให้ความร่วมมือ พอดีผมมีประชุม คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ก็รีบออกมา กราบเรียนท่านประธานสภานะครับ ถึงท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ ในเรื่องที่ได้กรุณาสอบถามมาในส่วนของนโยบาย ในเรื่องของสายไฟฟ้าลงดิน จริง ๆ เป็นเรื่องที่สําคัญมากนะครับ แล้วก็นอกเหนือจาก ที่ท่านได้กล่าวมาแล้วก็คือในเรื่องของการทําให้ดูสวยงาม ทัศนวิสัยดูสวยงามแล้ว จริง ๆ ปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็ตรงอย่างที่ท่าน ส.ส. ได้พูดว่าการบริหารจัดการนอกจาก เรื่องความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนแล้ว ในปัจจุบันเราคงไม่ได้มองแค่สายโทรศัพท์ปกติ เรามีระบบสายสื่อสารที่มีความสําคัญและเป็นประโยชน์มากกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ ในต่างจังหวัดหรือว่าพื้นที่ที่กันดาร เพราะฉะนั้นในการบริหารจัดการตัวสายต่าง ๆ ไม่ได้มีเฉพาะสายไฟฟ้าอย่างเดียว ไม่ใช่มีเฉพาะในสายสื่อสารของทีโอที (TOT) หรือ องค์การโทรศัพท์เดิม หรือแม้กระทั่งสายสื่อสารของบริษัทเอกชน ฉะนั้นผมต้องกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าปัญหาที่ท่านได้นํามานั้นเป็นสิ่งที่ ทางรัฐบาลให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง วันนี้เริ่มจากเราตั้งคณะกรรมการร่วมกันแล้ว หน่วยงานต่าง ๆ ที่ท่านได้กราบเรียนมาว่ามีปัญหาอย่างนั้น ก็คือเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ไม่รู้จะไปติดต่อใคร สายที่เห็นระโยงระยางเมื่อสักครู่นี่จริงครับ แล้วก็มีทั้งสายไฟ สายสื่อสาร สายโทรศัพท์และอื่น ๆ มาเช่าพาดตามเสาไฟฟ้าที่เราเห็นทั้งหมด ฉะนั้น ผมกราบเรียนว่าในเบื้องต้นในแผนงานของทางเอาเฉพาะในกรุงเทพมหานครก่อน จริง ๆ เฉพาะในกรุงเทพมหานครก่อนจะไปถึงต่างจังหวัด วันนี้เราได้จัดระบบการเก็บระเบียบ ของสายไฟ สายสื่อสารต่าง ๆ ลงดินมา ตัวอย่างเช่น เราจะเห็นว่าวันนี้ถ้าไปแถวสนามหลวง เป็นพื้นที่ที่ใกล้อยู่บนเกาะรัตนโกสินทร์ แล้วก็ใกล้กับพระบรมมหาราชวัง จะเห็นว่า ทั้งสายไฟฟ้า สายสื่อสารทั้งหมดได้ถูกร้อยลงดินหมดแล้ว ซึ่งก็เป็นอย่างที่ท่าน ส.ส. บอก ก็คือความสวยงาม ความปลอดภัยก็เกิดขึ้น🔗
ส่วนที่ ๒ ก็คือในส่วนของพื้นที่กรุงเทพมหานครหลาย ๆ เขตครับ โดยเฉพาะ ท่านผู้แทนที่มาจากกรุงเทพมหานครเกือบทุกท่านก็มีความกังวลเหมือนกัน ว่าอยากจะเอา สายไฟต่าง ๆ เอาลงดิน เพราะว่ามันพาดกันเยอะแยะไปหมด ฉะนั้นผมกราบเรียนว่าวันนี้ ในส่วนของทีโอที (TOT) ที่อยู่ภายใต้กํากับดูแลของผมก็ได้ประสานงานกับหน่วยงาน ทั้งหมดแล้วในเบื้องต้น ภายใน ๓ เดือนนี้ ๑๒ เส้นทางที่จะเป็นสายไฟที่เราเห็นระโยงระยาง อยู่ในเส้นทางหลักในกรุงเทพมหานคร ประมาณ ๔๘.๗ กิโลเมตร จะดําเนินการเอาลงดิน ทั้งหมดนะครับ ฉะนั้นผมเรียนท่าน ส.ส. ผ่านไปยังท่านประธานสภาที่เคารพว่ามีรูปแบบ การเอาสายไฟฟ้าลงดินหรือว่าสายสื่อสารลงดินอยู่ ๒ แบบครับ อย่างที่ ๑ คือถ้าใต้ดินมีท่อ หรือว่าเป็นแนวทางที่ทําไว้เดิมอยู่แล้วของทีโอที (TOT) เราสามารถที่จะเอาสายสื่อสาร ทั้งหมดลงดินได้เลย ใช้เวลาไม่มาก ไม่ต้องขุดถนนใหม่ให้เป็นที่ลําบากกับพี่น้องประชาชน ที่ต้องสัญจรไปมา เพียงแต่ว่าเขาเรียกว่าต้องทําไรเซอร์ (Raiser) ก็คือเมื่อเราลอด สายโทรศัพท์ลงไปในท่อที่มีอยู่แล้วแต่ละจุดต่าง ๆ ก็ต้องมีจุดไรเซอร์ (Raiser) ขึ้นมาเพื่อ เอาไว้ต่อเข้าบ้านพี่น้องประชาชน อันนี้คืออันที่ ๑ อันที่ ๒ คือถ้าไม่มีท่อเดิมอยู่ อันนั้นก็เป็น อีกปัญหาที่ต้องใช้งบประมาณเยอะก็คือต้องขุดพื้นที่หน้าดินเหมือนที่เราเคยเห็นก็คือ ต้องเปิดถนน ในการที่จะเดินท่อใหม่แล้วก็เอาสายทั้งหมดลงไปใต้ดิน ฉะนั้นผมกราบเรียนว่า ใน ๑๒ เส้นทางที่ได้นําเสนอในกรุงเทพมหานคร คือเราสํารวจมาแล้วว่าเป็นถนนที่มีท่อ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็พยายามที่จะเร่งภายใน ๓ เดือน เอาสายสื่อสารทั้งหมดลงดิน🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือเป็นความจริงว่าเวลาเราเอาสายสื่อสารลงดินเราต้องขอความ ร่วมมือกับการไฟฟ้าด้วย หลาย ๆ เส้นเราเอาสายสื่อสารลงดินแล้ว แต่การไฟฟ้ายังไม่มี งบประมาณที่จะเอาสายไฟฟ้าลงดินเพื่อจะได้ถอนเสาคอนกรีตที่เราเห็นอยู่ออก เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าหลาย ๆ ถนนสายบางส่วนได้ลงดินบางส่วน แต่เสาทําไมยังอยู่ นั่นก็เป็นประการที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่าน ส.ส.🔗
คราวนี้มองไปถึงในต่างจังหวัด ในต่างจังหวัดตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เราก็พยายามหางบประมาณลงไปในเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะในตัวเมืองที่มีการใช้บริการ สายสื่อสารเป็นจํานวนมาก แล้วก็มีการจัดระบบแบบเมื่อสักครู่ในภาพจริงครับ เพราะมีการ เช่าเสาสายไฟฟ้าแล้วก็พาดสายตามใจเพื่อเข้าไปสู่บ้านพี่น้องประชาชน ผมเรียนในส่วนของ ต่างจังหวัดวันนี้ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดชลบุรี จังหวัดสงขลา จังหวัดสุโขทัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครปฐม แล้วก็ จังหวัดราชบุรี ผมกราบเรียนว่าที่ท่าน ส.ส. ได้นําในเรื่องของพื้นที่ในอําเภอบ้านโป่งมาจริง ๆ อําเภอบ้านโป่งก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เราเตรียมที่จะเอาลง แล้วก็ผมมีรูปถ่ายจริง ๆ ก็เตรียมมา แต่ว่าถ้าห้องโสตทัศนูปกรณ์สามารถเอาขึ้นได้ แต่ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไร พื้นที่ในหลายถนนที่อยู่ใน จังหวัดราชบุรี แล้วก็อําเภอบ้านโป่ง อย่างเช่น ถนนแสงชูโตแล้วก็ถนนทรงพลอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งทั้ง ๒ เส้นนี้ก็เป็นถนนสายหลักที่พี่น้องประชาชนใช้สัญจรไปมานอกเหนือจากที่ท่าน ส.ส. กรุณานําเป็นตัวอย่างในหมู่ต่าง ๆ ผมก็จะรับไป แล้วก็จะไปดูให้เรียบร้อย แล้วก็ถือโอกาส ได้พูดถึงท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านอื่นนอกเหนือจากในกรุงเทพมหานครที่กําลัง ดําเนินการอยู่แล้วเราก็เร่งตั้งงบประมาณของทีโอที (TOT) เอง เพื่อจะนําสายไฟฟ้าต่าง ๆ ที่เห็นเอาลงดิน แต่ผมขอกราบเรียนว่าระยะเวลาเป็นสิ่งที่สําคัญ ถ้าไม่มีท่ออยู่แล้วอาจจะ ต้องใช้เวลาในการที่จะขุดแล้วก็วางท่อใหม่ก็ใช้เวลาพอสมควร แต่ถ้ายังมีท่อเดิม ที่เดินไว้อยู่แล้วเราสามารถดําเนินการเอาลงดินได้ในระยะเวลาที่จํากัด แล้วก็อาจจะเป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้เร็วขึ้น ผมขอกราบเรียนว่าในเรื่องของโครงการจัดระเบียบ สายไฟฟ้าลงดินนั้นเป็นการบริหารจัดการที่ต้องบูรณาการทําร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของ สายสื่อสารเท่านั้น มีทั้งสายไฟและมีสายอื่น ๆ ที่มาใช้บริการพาดอยู่เป็นจํานวนมาก ทางกระทรวงก็เร่งประสานงานแล้วก็พยายามที่จะกระจายแก้ไขปัญหาพื้นที่ทุกพื้นที่ตามที่ ท่านสมาชิก แล้วก็เป็นตามที่พี่น้องประชาชนได้ร้องเรียนเข้ามา ในเบื้องต้นขออนุญาต ท่านประธานสั้น ๆ แค่นี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกถามได้ อีกครั้ง เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อําเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ได้ฟังคําชี้แจงของท่านรัฐมนตรี ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีดีอีเอส (DES) ด้วยนะครับ ที่ท่านได้ชี้แจงชัดเจน ในมาตรการในการดําเนินการให้กับพี่น้องประชาชน เพราะว่าท่านนั้นเป็นผู้บริหารประเทศ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่เป็นความหวังของพี่น้องประชาชน วันนี้ท่านมาตอบก็ให้เห็นในวิสัยทัศน์ ของท่านในการจัดการปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งอยากจะเรียนท่านรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานว่าการดําเนินการของทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้นในการ จัดสายไฟหรือสายสัญญาณลงดินนั้นก็คงต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรที่ท่านได้ชี้แจงว่า ที่อําเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ทางทีโอที (TOT) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดของท่านนั้น ได้ดําเนินการไปในเส้นทาง ๒ เส้นทาง ก็คือ ถนนทรงพล ถนนแสงชูโต แล้วในระยะทาง ที่ยังไม่มากนัก แต่มีหลายจุดครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ต้องเรียนผ่านท่านประธานว่า ยังมีหลายจุดที่ผมได้นํามาแสดงให้ท่านรัฐมนตรีได้เห็นว่าอยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยงเป็นอันตราย ต่อพี่น้องประชาชน เพราะว่าสายสัญญาณนั้นห้อยลงมา ผมได้ให้ทางทีมงานผู้ช่วย ส.ส. ได้ลงพื้นที่ไปก็ไปตรวจสอบในเบื้องต้นว่ามันไม่ใช่เป็นสายไฟ เป็นสายสัญญาณ ถ้าเกิดเรารอ งบประมาณในการดําเนินการตามที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ผมก็เกรงว่าจะใช้ระยะเวลาในการดําเนินการนานอาจจะเป็นปีหรือหลายปีในการที่จะจัดการ ปัญหาให้แล้วเสร็จ อยากให้ท่านนั้นได้ทําเป็นบ้านโป่งโมเดล (Model) ได้ไหมครับ ท่านรัฐมนตรี ก็คือสายสัญญาณที่มีอยู่ที่พันแล้วก็ห้อยตกลงมาเป็นอันตรายต่อพี่น้อง ประชาชน อยากให้ท่านรัฐมนตรีได้จัดสรรงบประมาณแล้วก็บุคลากรไปจัดระเบียบในจุดที่มีความเสี่ยง ต่อพี่น้องประชาชน เพราะว่าบางจุดนั้นอยู่ใกล้กับโรงเรียนครับ โดยเฉพาะในเขตเทศบาล เมืองบ้านโป่ง ท่านรัฐมนตรีครับ มีโรงเรียนที่อยู่ในแนวเขตเทศบาลเมืองบ้านโป่งนั้นนะครับ ที่ผมได้ถ่ายรูปมาบริเวณวัดนักบุญยอแซฟนั้นก็มีหลายโรงเรียน นักเรียนหลายหมื่นคน อยู่ในบนบาทวิถี ซึ่งเด็กนั้นก็ต้องเดินทางกับผู้ปกครองทั้งช่วงเช้าช่วงเย็นเป็นจํานวนมาก อยากให้ท่านรัฐมนตรีได้จัดสรรบุคลากรแล้วก็งบประมาณมาจัดการในจุดที่สุ่มเสี่ยงก่อน แล้วหลังจากนั้นท่านรัฐมนตรีมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาระยะยาวในการจัดสายไฟฟ้า ลงดินหรือจัดระเบียบอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมนั้นก็เป็นแผนระยะยาว แต่ในระยะสั้นอยากจะกราบเรียนถามท่านรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานว่าจะสามารถจัดสรรหาบุคลากรและงบประมาณไปดําเนินการในจุดที่มี ความสุ่มเสี่ยงในเบื้องต้นก่อน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นได้หรือเปล่าครับท่านรัฐมนตรี ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต้องกราบขอบพระคุณ ท่าน ส.ส อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ อีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมยืนยันว่าปัญหาในเรื่องนี้ เป็นปัญหาที่ทางรัฐบาลให้ความตระหนักแล้วก็ให้ความสําคัญ ในส่วนที่ท่านบอกว่าระยะสั้น ที่จะให้ไปแก้ไขปัญหา ผมขออนุญาตพูดเผื่อไว้สําหรับเขตอื่น ๆ และจังหวัดอื่น ๆ ด้วยเลย เพราะว่าคงไม่ใช่เฉพาะแต่จังหวัดราชบุรีนะครับ เมื่อสักครู่เราเห็นว่ามีทั้งจังหวัดตรังของ ท่านประธานด้วย จังหวัดอีกหลายจังหวัดในหลายภูมิภาคนะครับ ผมก็ได้ดําเนินการสั่งการ ให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในทุก ๆ พื้นที่ ทุกจังหวัด ก็จะมีเจ้าหน้าที่ของ บริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) และแคทเทเลคอม อยู่ในทุกจังหวัดให้เขาลองไปตั้งคณะกรรมการ แล้วก็สรุปมา คล้าย ๆ แบบวันนี้ที่ได้มีโอกาสได้หารือกัน มีจุดไหนที่เป็นจุดเสี่ยง แล้วเราพอมีงบประมาณให้ดําเนินการได้เลย ในส่วนของอําเภอบ้านโป่ง หลาย ๆ พื้นที่ ที่ท่านได้กรุณานําเรียนมาเดี๋ยวผมจะให้คนลงไปดู แล้วก็จะประสานไปทางผู้ช่วย ส.ส. ของท่าน จะได้ลงไปดูด้วยกันในพื้นที่ที่จุดเสี่ยง แล้วก็แก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จ ผมมีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นสิ่งสําคัญก็คือว่า หลาย ๆ พื้นที่ที่เราพูดถึง นอกเหนือจากสายไฟฟ้า หรือสายสื่อสารที่เกี่ยวกับบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) กับแคทเทเลคอม ที่เป็นของ รัฐวิสาหกิจของเราเอง จะมีอีกส่วนหนึ่งจะเป็นสายสื่อสารของบริษัทเอกชน ผมเรียนว่า นี่เป็นปัญหาที่ใหญ่มากนะครับ เพราะว่าเอกชนเมื่อไปให้เขาเอามาลงดินแล้ว เขาก็จะบอกว่า เขาไม่มีงบประมาณ แล้วจะเอาลงดินมันก็มีค่าใช้จ่ายในการที่จะลอดลงไปในใต้ดิน ฉะนั้น ผมเรียนว่าเราก็ไม่ได้นิ่งเฉย ตอนนี้เราได้ขอความร่วมมือกับหน่วยงานสายสื่อสารภาคเอกชน ประมาณ ๑๑ รายทั่วประเทศ ได้มาลงสัญญาเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกัน เพื่อจะทําให้เห็นว่า อะไรที่เราเชิญเขามา แล้วเราช่วยแบ่งเบาภาระเขาได้ ให้เขามาร่วมมือกับเรา แล้วก็ขอความ ร่วมมือกับเขาให้เอาลงพร้อม ๆ กับทางบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) และแคทเทเลคอม ส่วนค่าเช่า ค่าใช้จ่ายก็ให้เขาตกลงกันในราคาที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะเห็น สายต่าง ๆ ที่มันระโยงระยางเยอะแยะ ถ้าทําเฉพาะของหน่วยงานรัฐมันก็ไม่หมดครับ เพราะเอกชนก็จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณในการเอาลงดิน เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ดีที่สุดคือเรา ได้ตั้งกรรมการในทุกภูมิภาคทุกจังหวัดที่เรามีตัวแทนอยู่ ในบูรณาการให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนมาคุยกัน แล้วก็เอาสายสื่อสารลงดิน เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานผ่านไป ยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่านอกเหนือจากบ้านโป่งผมจะรับไปดู แล้วก็ถ้ามีโอกาส ก็จะมารายงานให้กับสภาอันทรงเกียรตินี้ได้ทราบว่าในจังหวัดไหนมีเส้นไหนที่เรากําลังจะ ดําเนินการให้ อันไหนที่เป็นอันตราย ใกล้โรงเรียน ใกล้พื้นที่ที่มีจุดเสี่ยงก็ยินดีที่จะเร่ง แล้วก็ แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ทันตามที่ความต้องการของท่านสมาชิกทุกท่านครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณท่านสมาชิก แล้วก็ท่านรัฐมนตรีนะครับ เราจบวาระกระทู้นะครับ ผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิก ที่พยายามรักษากติกาตามข้อบังคับ ข้อที่ ๑๕๒ ทําให้เราไม่ใช้เวลาเกินเลยไปนะครับ อันนี้ ต้องขอขอบคุณทุกท่านครับ🔗
เรียนท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านสมาชิก แล้วก็ท่านผู้เข้าร่วม ในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะทุกท่านนะครับ ขณะนี้ห้องประชุมใหญ่ได้มีการเปิดประชุมสภา เป็นที่เรียบร้อย ฉะนั้นในกระทู้ถามแยกเฉพาะของพวกเราก็จะเริ่มดําเนินการ🔗
๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗
๑.๓.๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๐๙๗ เรื่อง การดําเนินการแก้ไขปัญหา ที่เกิดจากโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมชายหาดม่วงงาม อําเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา (นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม🔗
(เลื่อนมาจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญ ประจําปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันพฤหัสบดีที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓)🔗
ในการนี้ เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้อง จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้ ๑. นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ๒. นายปรานต์ ดิลกคุณากุล ผู้อํานวยการ กองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ๓. นายศุภใจ เกตุแก้ว นักธรณีวิทยาปฏิบัติการ ๔. นางสาวรัชดาภรณ์ พัฒนโภครัตนา นักวิชาการสิ่งแวดล้อมปฏิบัติการ ๕. นายหาญณรงค์ แก้วประเสริฐ วิศวกรโยธาปฏิบัติการ แล้วก็ผมได้อนุญาตให้ นายสุพิท มีแก้ว ประชาชนผู้มีส่วนร่วมเข้าร่วม รับฟังการตอบกระทู้ถามด้วยนะครับ🔗
ทั้งนี้ ก็ต้องขอความร่วมมือจากผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าฟังการประชุม ขอความกรุณาได้ปฏิบัติตามระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยการอนุญาตให้บุคคลภายนอก เข้าฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔ ซึ่งกําหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตเข้าฟัง การประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้อยู่ในความสงบ ห้ามแสดงกิริยาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย คือท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยท่านก็ไม่มีสิทธิที่จะแสดงกิริยาวาจาอะไรออกมา หรือห้ามกล่าววาจา หรือส่งเสียงใด ๆ หรือกระทําการใด ๆ อันเป็นการรบกวนขัดขวาง การประชุมสภาผู้แทนราษฎร และห้ามใช้เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์สื่อสารใด ๆ เพื่อบันทึกภาพ บันทึกเสียง หรือกระทําการใด ๆ ที่เป็นการถ่ายทอดการประชุมสู่บุคคลภายนอก แล้วก็ ขอเรียนว่ากระทู้ถามแยกเฉพาะของพวกเรามีศักดิ์และสิทธิเท่ากับกระทู้ในสภาใหญ่ เพราะเราถือว่านี่คือห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน หลังจากปิดประชุมในวันพุธ กับวันพฤหัสบดีแล้ว เทปบันทึกภาพการประชุมสภาในห้องกระทู้แยกเฉพาะจะออกหลังจาก ถ่ายทอดสดการประชุมสภาใหญ่ทั้งวันพุธและวันพฤหัสบดีด้วย ก็ฝากท่านติดตามแล้วกัน🔗
ต่อไปเชิญท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ได้ถาม แล้วก็เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เตรียมตัวตอบกระทู้ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้มาตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรี เรื่อง การดําเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจาก โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมชายหาดม่วงงาม อําเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็น งานที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมือง ทําเรื่องผิด ๆ ทิ้งไว้ สร้างปัญหาไว้ ทําให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องมาตอบกระทู้ของผม ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมชายฝั่งทะเล ปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ชายฝั่ง หมู่ ๗ ตําบลม่วงงาม อําเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ระยะทาง ๗๑๐ เมตร และโครงการก่อสร้างเขื่อนพร้อมปรับปรุงที่หมู่ ๗ หมู่ ๘ หมู่ ๙ ระยะ ๒ ด้วยระยะทาง ๑,๙๕๕ เมตร เป็นการก่อสร้างเขื่อนแบบขั้นบันไดปรับปรุงภูมิทัศน์ ต่อมา ข้อมูลก็ปรากฏแล้วว่าโครงการดังกล่าวไม่สามารถทําให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการป้องกัน ได้อย่างแท้จริง เนื่องจากเมื่อดําเนินการแล้วเสร็จจะทําให้หาดม่วงงามเปลี่ยนแปลง พื้นที่ชายฝั่งทะเลหาย เกิดการกัดเซาะด้านเหนือของโครงการ จึงไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เพราะฉะนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ กับการดําเนินงานแล้วโครงการก็จะเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงแก่คุณภาพสิ่งแวดล้อม การใช้ประโยชน์ของชุมชน แล้วก็ส่งผลกระทบอีกหลายด้าน ทั้งระบบนิเวศ ความอุดมสมบูรณ์ ของชายหาด ตลอดจนการใช้พื้นที่ของประชาชนที่จะเข้าไปใช้ชายหาด ซึ่งการดําเนินการ โครงการมีความบกพร่องไม่เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง เช่น การให้ข้อมูลข่าวสาร ที่ไม่ครบด้าน ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการอย่างเพียงพอ ไม่มีการทํา อีไอเอ (EIA) อย่างรอบด้าน แล้วก็ไม่ได้ดําเนินการขออนุญาตหรืออนุมัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนดําเนินการ ซึ่งมีประชาชนในพื้นที่ม่วงงามได้รวมตัวคัดค้านยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง สงขลาไปแล้ว ปัจจุบันมีคําพิพากษาให้ระงับโครงการดังกล่าวไว้แล้ว อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปี ๒๕๕๘ หมวด ๓ การคุ้มครอง ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มาตรา ๑๗ ที่บัญญัติว่าในกรณีที่ปรากฏว่าบุคคลใดก่อให้เกิด ความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดี มอบหมายมีอํานาจสั่งให้บุคคลนั้นระงับการกระทํา หรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อทรัพยากรทางทะเลตามความเหมาะสม แล้วก็มีข้อบัญญัติตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว ให้รายละเอียดเอาไว้ เป็นเอกสารซึ่งผมได้เขียนเป็นกระทู้แล้ว ก็ขอสรุปสั้น ๆ เลยว่าจาก กรณีดังกล่าวโครงการสร้างเขื่อนป้องกันริมตลิ่งเป็นการดําเนินการที่ก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างร้ายแรง ซึ่งในฐานะที่ท่านรัฐมนตรีกํากับดูแลกรมนี้ กระทรวงเองสามารถที่จะระงับการ ดําเนินการโครงการก่อสร้างเขื่อนพร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์จังหวัดสงขลาที่ว่านี้ได้หรือไม่ รายละเอียดจะเป็นอย่างไร สามารถที่จะใช้อํานาจตามมาตรา ๑๗ และตาม พ.ร.บ. ได้ หรือไม่ และหากกระทรวงไม่สามารถระงับได้ กระทรวงจะมีแนวทางหรือมาตรการในการ แก้ไขปัญหาหรือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่เกิดกับโครงการดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียด ซึ่งเขียนเป็นกระทู้เอกสารถึงมือท่านรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว อย่างไร ก็ตามผมยังมีความเชื่อมั่นว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะเป็นผู้ที่มีอํานาจหน้าที่เต็มตามคํานิยามเรื่องของ ชายหาด เรื่องของชายฝั่งชายทะเล ซึ่งมี พ.ร.บ. เป็นกฎหมายเหนือกว่ามติ ครม. เหนือกว่า กฎกระทรวง ไม่ว่าจะกรมโยธาธิการและผังเมืองซึ่งสร้างปัญหาให้ท่านจะอ้างอย่างไร ผมยังมี ความเชื่อมั่นว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะแก้ไขปัญหาตามคําถามที่ผม ตั้งกระทู้ถามได้ครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรี ตอบครับ🔗
อันนี้คือ ๒ คําถามเลยหรือเปล่าท่านประธานครับ🔗
โดยข้อบังคับ กระทู้ถามแยกเฉพาะกําหนดเวลาถาม ตอบ กัน ๒๐ นาที ฝ่ายละ ๑๐ นาที แล้วก็การถาม ถามได้ ๒ ครั้ง จะกี่คําถามก็ช่างแต่ถามได้ ๒ ครั้ง🔗
เพราะในเอกสารที่ท่านสมาชิกเตรียมมา คือเมื่อสักครู่ท่านสมาชิก ถามไปทั้ง ๒ คําถามแล้ว ก็เลยจะสงสัยว่าอันนี้คือตอบทีเดียวเลย🔗
ไม่เป็นไร ท่านรัฐมนตรีตอบไปเลย แต่ถ้ามีอะไรข้องใจเขายังมีสิทธิที่จะถามได้อีกครั้งหนึ่ง เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอตอบกระทู้ของท่านสมาชิก ท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จากจังหวัดสงขลา ต้องขอบคุณที่ได้ยกประเด็นนี้ เพราะว่าเป็นประเด็นที่มีความเรียกว่าอ่อนไหวแล้วก็กระทบ กับพี่น้องประชาชนอยู่จํานวนมาก ก่อนอื่นต้องเรียนว่าอย่างที่พวกเราทราบกันว่าโครงการ ดังกล่าวนั้นได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ แล้วก็มีกําหนดแล้วเสร็จนั้นก็คือภายในปีนี้ คือปี ๒๕๖๓ เป็นการสร้างเขื่อนคอนกรีตหรือว่าตามเงื่อนไขที่ทางกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งเรียกเป็นมาตรการสีเทา ก็คือเป็นการสร้างโครงสร้างแบบถาวร แล้วก็เป็น โครงสร้างแข็ง คราวนี้โครงการดังกล่าวนั้น ต้องเรียนว่าจากมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๕๖ ได้ยกเว้นการก่อสร้างกําแพงริมชายฝั่งที่มีความยาวตั้งแต่ ๒๐๐ เมตรขึ้นไป ไม่ต้องทําการศึกษาผลกระทบอีไอเอ (EIA) อีกต่อไป ดังนั้นโครงการดังกล่าวก็ไม่ได้มีการ ทําการศึกษา แล้วก็ไม่ได้เข้าข่ายที่จะต้องทํารายงาน เพราะว่าสาเหตุที่เมื่อปี ๒๕๕๖ ที่ทาง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ยกเว้นมตินี้ก็เพราะว่าเพื่อที่จะลดระยะเวลาขั้นตอน แล้วก็ทําให้การทํางานในพื้นที่นั้นมีความสะดวกรวดเร็วขึ้น คราวนี้เนื่องจากพอไม่มีกฎหมาย รองรับหรือไม่มีกฎหมายบังคับใช้ให้ว่าต้องขออนุมัติหรือขออนุญาตการทําอีไอเอ (EIA) นั้น ก็ทําให้หน่วยงานต่าง ๆ เวลามีการก่อสร้างไม่ได้มีการขออนุญาต คือไม่จําเป็นจะต้อง ขออนุญาตจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แล้วก็ไม่ได้นําเอาโครงการนั้นเข้ารับฟัง ความคิดเห็นจากคณะกรรมการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแต่ละจังหวัด ๆ เพราะว่า อย่างที่ผมได้เรียนเบื้องต้นว่า กฎหมายไม่ได้บังคับเอาไว้เขาก็เลยไม่จําเป็นต้องทํา แล้วก็แน่นอน เมื่อเกิดความเดือดร้อนขึ้นพี่น้องประชาชนก็ไปยื่นหนังสือถึงทางผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ว่าเราเองไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อน แล้วก็ ทางอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพร้อมกับผู้บริหารของกรมได้ลงไปพบปะ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนรักหาดม่วงงาม ไปพบกับกลุ่มบีช ฟอร์ ไลฟ์ (Beach for life) ไปพบกับนักวิชาการ ไปพบกับนักกิจกรรมในพื้นที่ หรือแม้แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพูดคุยแล้วก็ทําความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่กรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งนั้นจะต้องดําเนินการโดยใช้กลไกของคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหาร จัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ การดําเนินการในโครงการลักษณะดังกล่าว ต้องเรียนว่าถ้าเกิดปรากฏว่าโครงการนั้นก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ย้ําตรงคําว่า อย่างร้ายแรง กับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนั้น อย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ท่านประธานครับ คือทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก็สามารถใช้อํานาจ ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง ปี ๒๕๕๘ ให้อธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายระงับกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นได้ คราวนี้พอเกิดเหตุที่หาดม่วงงามขึ้นก็ได้มีการพิจารณาข้อมูลด้านวิชาการ มีการศึกษาถึง ผลกระทบทางกายภาพ แล้วก็ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งเปรียบเทียบกับข้อมูล ที่ทางกรมได้เก็บข้อมูลตลอดช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมายังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัด คือแน่นอน ความเสียหายจะเกิดขึ้น แต่คําว่าเสียหายอย่างร้ายแรง ต้องขออนุญาตท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสมาชิกและพี่น้องประชาชนว่ายกตัวอย่างเช่น ทางกรมที่ผ่านมาเคยใช้อํานาจ ตามมาตรา ๑๗ ระงับการก่อสร้างที่บริเวณวัดท่าไทร ที่หาดท้ายเหมือง อําเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เพราะว่าโครงการนั้นเป็นโครงการที่กระทบกับแหล่งวางไข่ของเต่ามะเฟือง ซึ่งเต่ามะเฟืองแน่นอนหลายท่านคงทราบแล้วว่าเป็นสัตว์สงวนตามพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า ปี ๒๕๖๒ ในกรณีเช่นนั้นเป็นกรณีที่เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง เพราะว่ากระทบต่อสิ่งมีชีวิต คือจะทําให้สัตว์ตาย แล้วก็จะทําให้ระบบนิเวศเสียหายอย่าง ร้ายแรง ในกรณีนั้นทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก็สามารถใช้มาตรา ๑๗ ได้ แต่ว่าในกรณีของหาดม่วงงาม มาถึง ณ วันนี้ แน่นอนเราเห็นตรงกันว่ามันมีความเสียหาย เกิดขึ้น แต่มันยังไม่ใช่เป็นการเสียหายอย่างร้ายแรง จึงเป็นเหตุให้ทางกรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง ณ ขณะนี้เรายังไม่สามารถที่จะใช้มาตรา ๑๗ ในการดําเนินการ โครงการดังกล่าวได้ แต่อย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่าเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ที่ผ่านมาทางศาลปกครองจังหวัดสงขลาได้มีคําสั่งระงับการดําเนินโครงการก่อสร้างเขื่อน ดังกล่าวไปแล้ว ซึ่งการไต่สวนจากนี้ไปขอให้เป็นสิทธิของอํานาจศาลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด🔗
ประเด็นต่อมาที่ท่านสมาชิกได้สอบถาม ก็คือถ้าหากว่าไม่สามารถระงับได้ เราจะมีแนวทางหรือมาตรการในการแก้ไขปัญหาหรือว่าบรรเทาความเดือดร้อนให้กับ พี่น้องประชาชนได้อย่างไร ต้องเรียนว่าต่อคําถามนี้ขออนุญาตแบ่งเป็น ๒ ส่วนด้วยกัน ในส่วนเชิงนโยบาย แล้วก็ในส่วนเชิงภาคปฏิบัติ ในส่วนของเรื่องเชิงนโยบายนั้นในปัจจุบัน ผมได้เรียนผ่านท่านประธานไปยังสภาผู้แทนราษฎรตอนช่วงอภิปรายงบประมาณในเบื้องต้น ว่าปัจจุบันทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนั้นเราได้แบ่งหาดออกเป็นทั้งหมด ๘ กลุ่มหาดหลักด้วยกัน ตามทิศทั้ง ๘ ของประเทศไทย คือถ้าหากว่าเราเริ่มจากกลางอ่าวไทย เราจะแบ่งกลุ่มหาดเป็น ๘ กลุ่มตามทิศ คือตั้งแต่อุดร อีสาน บูรพา อาคเนย์ ทักษิณ หรดี ประจิม แล้วก็พายัพ เป็น ๘ กลุ่มหาด ซึ่งจะแบ่งย่อยออกมาเป็น ๓๑๕ หาดย่อย ดังนั้น การทํางานในแต่ละกลุ่มหาดจะมีลักษณะการแก้ไขปัญหาแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล เพราะว่าการกัดเซาะของในแต่ละพื้นที่ของอ่าวไทยนั้นในแต่ละเดือนก็จะต่างกันไป ในแต่ละปี ก็จะมีลักษณะแตกต่างกันไป ดังนั้นการแบ่งกลุ่มหาดออกเป็น ๘ กลุ่มหาด หลัก ๆ จะทําให้ เราสามารถใช้มาตรการอยู่ ๔ แนวทาง มาตรการแรกจะเป็นการปรับสมดุลทางชายฝั่ง โดยธรรมชาติ แนวทางที่ ๒ จะเป็นการฟื้นฟูเสถียรภาพทางชายฝั่ง แนวทางที่ ๓ จะเป็นการ ป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และแนวทางที่ ๔ ก็คือการแก้ไขปัญหาตัวกัดเซาะเอง คือมาตรการทั้งหมดเหล่านี้จะแบ่งออกเป็น ๓ มาตรการ คือขาว เขียว แล้วก็เทา มาตรการสีขาว ก็คือการที่จะหลบธรรมชาติ ถ้าหากว่าเราแก้ไม่ได้เราย้ายคนออกได้หรือไม่ให้ธรรมชาติ ทําในสิ่งที่เขาทําไป เพราะว่าต้องเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าธรรมชาติถึงเวลา เขามาเอาไป เขามากัดเซาะ แต่ถึงเวลาเขาก็จะเอาคืนมาเหมือนกัน แต่ช่วงระยะเวลา มันอาจจะนานจนเกิดความเสียหายและพี่น้องประชาชนไม่สามารถที่จะรอได้ ก็จะเกิดมาตรการต่อมาก็คือมาตรการสีเขียว อย่างเช่น กันเอาไม้ไผ่มาปักเอาไว้ในหลาย ๆ พื้นที่ เมื่อเวลาคลื่นซัดเข้ามาแล้วก็จะทิ้งทรายเอาไว้ แล้วคลื่นก็จะกลับออกไป หรือในกรณีที่ หนักหนาสากรรจ์จริง ๆ เราจะต้องใช้มาตรการสีเทาก็คือการสร้างเขื่อน การสร้างวัสดุแข็ง ๆ ขึ้นมาอยู่ในทะเล ซึ่งถ้าหากไม่จําเป็นเราก็จะไม่อยากทําในประเด็นนี้ ดังนั้นแนวทางเชิงนโยบาย เหล่านี้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ยังได้กําหนดหลักเกณฑ์ ประกอบการจัดทําแผนงาน แล้วก็โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าได้ผ่านความเห็นชอบจาก คณะกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจะทําอะไรในลักษณะนี้ จะต้องมีหลักเกณฑ์ดังนี้ก่อน ที่ผ่านมากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) เองเป็นผู้ปฏิบัติ แต่ในขณะนี้เนื่องจากมีหลายหน่วยงานเข้ามาด้วยกันทําให้ กรม ทช. ของเราผันตัวจากโอเปอเรเตอร์ (Operator) ขึ้นมาเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) แล้วก็พอมาถึงในส่วนของในเชิงปฏิบัติการ ปัจจุบันนั้นเราได้ทํามาตรการด้านสิ่งแวดล้อม หรือว่าเอนไวรอนเมนทัล เช็กลิสต์ (Environmental Checklist) พวกซีวอลล์ แอนด์ รีเวตเมนต์ (Seawall and revetment) คือเป็นเช็กลิสต์ (Checklist) เทียบเคียงเท่ากับของ อีไอเอ (EIA) เลยว่าอีไอเอ (EIA) กําหนดมาอย่างไรในเช็กลิสต์ (Checklist) นี้ จะมีเงื่อนไข เหล่านั้นว่าทางหน่วยงานต่าง ๆ จะทําอะไรขึ้นมา คุณมีเช็กลิสต์ (Checklist) หรือยังว่า ทําตามนี้ ทําตามที่ขอแล้วหรือยัง ซึ่งเช็กลิสต์ (Checklist) อันนี้เป็นมาตรการที่สําหรับ โครงการสร้างกําแพงที่จะป้องกันคลื่นริมชายหาดในพื้นที่ ๒๓ จังหวัดของประเทศไทยที่มี พื้นที่ชายฝั่งอยู่ แล้วก็พื้นที่ตั้งแต่แนวชายฝั่งทะเลออกไปเป็นระยะทาง ๑๐๐ เมตร การทําเช็กลิสต์ (Checklist) เหล่านี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากอธิบดีกรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถทําได้ แล้วก็ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวในขณะนี้ ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสมาชิกเป็นข้อมูล ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรี ใช้เวลาเกือบหมด เหลือ ๑๖ วินาที ทีนี้ก็ท่านประเสริฐพงษ์ยังเหลือเวลาอยู่ ๔.๔๓ นาที ท่านสามารถถามได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าถ้าท่านต้องการคําตอบท่านแบ่งเวลาไว้ให้ท่าน รัฐมนตรีด้วยนะครับ🔗
ยินดีครับ🔗
แต่ว่าในกรณี ที่มีความจําเป็น มีเนื้อหาสาระที่จําเป็นประธานก็จะอนุญาตได้บ้าง เพิ่มเติมได้นิดหน่อย เชิญท่านถามครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมได้รับคําตอบของท่านรัฐมนตรีแล้วก็มีความพึงพอใจในเรื่องของมาตรการ ในขณะเดียวกันก็ขอตั้งข้อสังเกต แล้วก็ยังยืนยันอยู่ว่ากระบวนการตาม พ.ร.บ. มาตรา ๑๗ ผมยังยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามชายหาดของประเทศไทยเป็นความร้ายแรง ทางกายภาพ เพราะชายหาดเสียหายในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งภาพตัวอย่างที่นําเสนอ ก็คือหาดมหาราช ก็จะเห็นได้ว่ามีกระบวนการเข้าไปย่ํายีชายหาดในโครงการก่อสร้าง ได้อย่างไร ผมยังยืนยันตรงนี้ ถัดมาก็ยังมีเรื่องของหาดทรายแก้ว หาดแหลมกลัด จังหวัดตราด หาดสนกระซิบ อําเภอมาบตาพุด จังหวัดระยอง หาดดวงตะวัน จังหวัดระยอง ยังมีอีกหลายหาดที่มีรูปแบบของโครงการของกรมโยธาธิการและผังเมืองที่เข้าไปทําลาย ชายหาดอย่างร้ายแรง ผมยังยืนยันว่าหาดม่วงงามก็มีเต่าไปวางไข่ มีคํายืนยัน เพราะฉะนั้น อยากให้ท่านรัฐมนตรีลองทบทวนเรื่องของคําว่าร้ายแรงต่อทรัพยากรทางทะเล เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเกิดกรณีตัวอย่างว่ารถแบ็กโฮ (Backhoe) เข้าไปไถเข้าไปขุดแล้วก็จะ บอกว่ามันไม่ร้ายแรง ผมคิดว่าตามความรู้สึกประชาชนในพื้นที่ หรือแม้กระทั่งวิญญูชน โดยทั่วไปมันค่อนข้างคัดค้านกับแนวความคิดว่ามันไม่ร้ายแรง ก็ขอเวลาให้ท่านรัฐมนตรี ได้ตอบอีกครั้ง ขอบคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรี เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ต้องขอบคุณท่านสมาชิกนะครับ เข้าใจเลยเวลาพี่น้องประชาชนเห็นภาพรถแบ็กโฮ (Backhoe) เข้าไปในหาดทรายที่ตัวเอง เติบโตมาด้วยกัน แล้วก็มีการมาขุด มีการมาวางเสาเข็ม มีการขุดลอก มีการทําอะไรอย่างนี้ เป็นการทําที่ค่อนข้างกระทบกระเทือนกับความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งผมเอง เข้าใจ แล้วก็ขออนุญาตรับไปเป็นการบ้านว่าคําว่าเสียหายอย่างร้ายแรง บางครั้งก็ต้องขึ้น อยู่กับว่าร้ายแรงในมุมมองของใคร ซึ่งบางครั้งทางส่วนราชการก็จะมีมาตรการ แล้วก็บอกว่า มันไม่ร้ายแรง แต่ว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แน่นอนเติบโตขึ้นมาเห็นหาดทราย วันดีคืนดีมีรถแบ็กโฮ (Backhoe) มาขุดจะบอกว่าไม่ร้ายแรง เห็นภาพอย่างนี้แล้วยังจะถือว่า ไม่ร้ายแรงอีกหรือ ดังนั้นในวันนี้ก็ขออนุญาตรับเป็นการบ้าน แล้วก็อีกหลาย ๆ หาด ถ้าหากว่ามีประเด็นเรื่องร้องเรียนอย่างนี้เข้ามาก็จะรีบไปทบทวนว่าคําว่า เสียหายอย่าง ร้ายแรง เราฟังจากชาวบ้านมา แล้วเรามีเช็กลิสต์ (Checklist) ในส่วนของราชการอย่างไร อันนี้จะรีบกลับไปทําเป็นการบ้าน ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ก็ถือว่า จบการถามตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะกระทู้ที่ ๑ ของท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ต้องขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กรุณาให้เกียรติ มาตอบกระทู้ในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะของพวกเรา ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ🔗
๑.๓.๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๑๐๒ เรื่อง ปัญหาการกําหนดราคาขาย ปาล์มทะลายและน้ํามันปาล์ม (นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์🔗
(เลื่อนมาจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑๒ (สมัยสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓)🔗
ในการนี้ เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องจาก กรมการค้าภายในซึ่งเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้ ๑. นางสาวพัชรี พยัควงษ์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ๒. นางสุวรรณา เฟื่องฟูผดุง นักวิชาการพาณิชย์ชํานาญการพิเศษ รักษาการในตําแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริม การค้าสินค้าเกษตร ๓. นางสาวปรางฉาย ชื่นยินดี นักวิชาการพาณิชย์ชํานาญการพิเศษ และผมได้อนุญาตให้ นายสุพิท มีแก้ว ประชาชนผู้มีส่วนร่วมเข้าร่วมรับฟังการตอบกระทู้ถาม🔗
ทั้งนี้ ก็ขอให้ท่านผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าฟังการประชุมกรุณาปฏิบัติตาม ระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยการอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าฟังการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔ ซึ่งกําหนดให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตเข้าฟังในการประชุม สภาผู้แทนราษฎรต้องอยู่ในความสงบ ห้ามแสดงกิริยาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือกล่าววาจา หรือส่งเสียงใด ๆ หรือกระทําการใด ๆ อันเป็นการรบกวนขัดขวางการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และห้ามใช้เครื่องมือวัสดุหรืออุปกรณ์สื่อสารใด ๆ เพื่อบันทึกภาพ บันทึกเสียง หรือกระทํา การใด ๆ เป็นการถ่ายทอดการประชุมสู่บุคคลภายนอก🔗
ต่อไปเชิญท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ถาม แล้วก็เชิญ ฯพณฯ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เตรียมตอบ เชิญท่านประเสริฐพงษ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอถามกระทู้ไปยังท่านรัฐมนตรี เรื่อง ปัญหาการกําหนดราคาขายปาล์มทะลายและน้ํามันปาล์ม เนื่องจากเกษตรกรชาวสวนปาล์มจะประสบปัญหาเรื่องราคาขายปาล์มทะลายให้แก่ลานเท หรือโรงงานสกัดตกต่ํามาตลอด ๕๐ ปี ไม่สอดคล้องกับราคาน้ํามันปาล์มบรรจุขวด โดยปัจจุบันเกษตรกรขายปาล์มทะลายให้ลานเทและโรงสกัดอยู่ในช่วงราคา ๒.๗๐-๓.๗๐ บาท โดยประมาณนะครับ จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการในการแปรรูปผ่านโรงสกัดไปถึงโรงรีไฟน์ (Refine) ออกมาเป็นน้ํามันปาล์มขวดมีการตั้งราคาขายปลีกขวดละประมาณ ๔๐-๔๒ บาท ต่อ ๑ ลิตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศผู้ผลิตปาล์มน้ํามัน เช่น ประเทศมาเลเซีย จะพบว่าเกษตรกรในประเทศสามารถขายปาล์มทะลายได้มากกว่าราคาที่ชาวสวนปาล์ม ประเทศไทยขายเกินกว่า ๓.๘๐ บาท และมีการกําหนดราคาปาล์มขวดไม่เกิน ๓๐ บาทต่อลิตร จะเห็นว่ากระบวนการกําหนดราคาปาล์มทะลายในประเทศไทยต่ํากว่าความเป็นจริง และไม่สอดคล้องกับราคาปาล์มบรรจุขวด ทําให้รัฐต้องใช้งบประมาณมาชดเชย เป็นการ เอาเปรียบเกษตรกรผู้ผลิต รวมทั้งเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภคทั่วไป โดยแนวทางแก้ไข ปัญหา ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและชาวสวนปาล์มได้เห็นว่าพระราชบัญญัติว่าด้วย สินค้าและบริการ ปี ๒๕๔๒ สามารถนํามาบังคับใช้ได้ ซึ่งขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่า กระทรวงพาณิชย์จะสามารถแก้ไขปัญหาราคาขายปาล์มทะลายของเกษตรกรชาวสวนปาล์ม โดยเอาบทบัญญัติในมาตรา ๒๕ ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการมาบังคับใช้ ได้หรือไม่ มีรายละเอียดเป็นอย่างไร ซึ่งตามกฎหมายการขายปาล์มน้ํามันแน่นอนว่าจะต้อง อยู่ในตัว พ.ร.บ. นี้อย่างแน่นอน และหากไม่สามารถดําเนินการตามแนวทางดังกล่าวได้ กระทรวงพาณิชย์โดยเฉพาะกรมการค้าภายในจะมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาราคา ปาล์มทะลายตกต่ําอย่างไร มีรายละเอียดหรือไม่ ซึ่งพี่น้องชาวสวนปาล์มทั้งประเทศ ต้องเรียกร้องราคาปาล์มมาตลอด และปรากฏว่าโครงสร้างราคาหรือมาตรฐานในการ ตั้งสูตรคํานวณต่าง ๆ มาจากโรงงานล้วน ๆ ไม่ได้สะท้อนต้นทุนจากผู้ประกอบการคือผู้ผลิต คือชาวสวนปาล์ม แล้วก็ยังมีข้ออ้างเรื่องสต๊อกเยอะอะไรก็ตาม ซึ่งจริง ๆ แล้วสามารถเก็บได้ ทั้งปี แล้วก็โรงงานสามารถเล็งเห็นผลกําไร กระทรวงพาณิชย์ควรจะต้องเข้าไปกํากับดูแล อย่างทั่วถึงเป็นธรรม ซึ่งมีข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อพี่น้องชาวสวนปาล์มร้องไปที่ ๑๕๖๙ ก็ปรากฏว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถตอบคําถาม แล้วก็มีลักษณะของการตอบคําถาม ที่ค่อนข้างที่จะเอียงไปทางกลุ่มรับซื้อ กลุ่มโรงงาน มากกว่าเห็นใจพี่น้องชาวสวนปาล์มน้ํามัน ก็เป็นคําถามคําถามแรกรวม ๆ ไป ก็อยากได้ยินคําตอบจากท่านรัฐมนตรีคนใต้ว่าท่านจะช่วย แก้ไขปัญหานี้ได้หรือไม่ อย่างไรครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรี ตอบครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอตอบกระทู้ถามท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ท่านถาม ๒ คําถาม🔗
คําถามที่ ๑ ก็คือถามว่ากระทรวงพาณิชย์จะใช้มาตรา ๒๕ ของพระราชบัญญัติ ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาบังคับใช้กับกระบวนการขายปาล์มของ เกษตรกรได้หรือไม่ กับคําถามที่ ๒ ถ้าไม่ได้ กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการที่จะเข้าไปดูแล ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มอย่างไรได้บ้าง ก็ขอตอบรวมนะครับ อาจจะยาวนิดหนึ่ง เพราะท่านเอา ๒ คําถามมารวมกัน แต่ว่ามันมีคําถามที่ ๓ เพิ่มเข้ามา ก็คือบอกว่าท่านเคย ร้องเรียน ๑๕๖๙ แล้วก็ไม่ได้รับคําตอบที่น่าพอใจ เพราะว่าดูเหมือนจะเข้าข้างนายทุน เสียมากกว่าเกษตรกร แปลง่าย ๆ ก็ขอเรียนถามเพิ่มเติมกลับไปว่าวันไหน เวลาไหน ที่ถาม เพราะต้องการที่จะกลับไปตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่คนไหนที่รับโทรศัพท์ แล้วก็ทําไมตอบไป อย่างนั้นนะครับ อันนี้เพื่อประโยชน์ในการให้บริการประชาชนต่อไป🔗
ส่วนเรื่องคําถามการใช้ มาตรา ๒๕ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและ บริการได้หรือไม่ ขอเรียนว่ามาตรา ๒๕ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกําหนดราคาควบคุม ในการขายผลปาล์มหรือว่าในการกําหนดให้โรงสกัดหรือล้งรับซื้อราคาผลปาล์มจากเกษตรกร ว่าจะต้องรับซื้อในราคาเท่าไร ซึ่งที่ไม่ได้มีการดําเนินการมาเลยตั้งแต่อดีตและในพืชเกษตร ทุกตัว ก็เพราะเหตุว่าถ้าการไปกําหนดราคารับซื้อมันจะกลายเป็นเรื่องของการบิดเบือน กลไกตลาด แล้วก็จะมีปัญหากับกติกาขององค์การการค้าโลก ซึ่งอันนี้จึงเป็นที่มาที่ยังไม่เคย มีการใช้มาตรานี้ไปดําเนินการกําหนดในการบังคับว่าต้องรับซื้อกิโลกรัมละเท่าไร อย่างไร อันนี้ก็คือเงื่อนไขตามมาตรา ๒๕ ความจริงมันคือ (๑) แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็ไม่ได้แปลว่า กระทรวงพาณิชย์จะไม่เคยใช้มาตรา ๒๕ วงเล็บอื่น ๆ เพราะมันมีด้วยกันหลายวงเล็บมาใช้ ในการช่วยดูแล ยกตัวอย่างเช่นกระทรวงพาณิชย์ก็ได้ใช้มาตรา ๒๕ (๔) กับ (๗) ในเรื่องของ การกําหนดการควบคุมการขนย้ายน้ํามันปาล์ม ๒๕ กิโลกรัมขึ้นไปจะต้องขออนุญาต เพื่อป้องกันการลักลอบนําเข้า นอกจากนั้นยังมีมาตรการในเรื่องของการห้าม ต่อไปนี้ ใครจะนําเข้าน้ํามันปาล์มมาจากต่างประเทศทางบกนี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะว่าที่ผ่านมา มีปัญหามาก มีการนําเข้าน้ํามันปาล์มจากประเทศเพื่อนบ้านทางใต้ แล้วก็ข้ามด่านชายแดน แล้วก็เข้ามาในประเทศ แล้วบางครั้งก็อ้างว่าขอข้ามแดนไปยังประเทศที่สาม แต่เอาเข้าจริง ทําน้ํามันปาล์มหกในประเทศ แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นการลักลอบนําเข้านั่นเอง แล้วส่งผลให้ ราคาปาล์มในประเทศตกลงมา แต่ว่าต่อไปนี้ทําไม่ได้แล้วครับ ถ้าจะนําเข้าน้ํามันปาล์ม นําเข้าได้เฉพาะทางเรือ แล้วก็กําหนดให้นําเข้าได้แค่ ๓ ด่าน คือ ๑. ด่านคลองเตย ๒. ด่านแหลมฉบัง ๓. ด่านมาบตาพุด และถ้าจะขอข้ามแดน หมายความว่าขอนําเข้าจาก ประเทศหนึ่งข้ามชายแดนประเทศไทยไปยังประเทศที่สามก็จะนําเข้าได้เฉพาะด่านคลองเตย แห่งเดียว และเวลาออก ออกได้แค่ ๓ ด่าน ทางภาคตะวันออกนี่ออกได้ที่จังหวัดจันทบุรี ทางภาคเหนือออกได้เฉพาะที่อําเภอแม่สอด แล้วก็ขณะเดียวกันที่กรุงเทพมหานครก็ออกได้ เฉพาะที่ด่านคลองเตยเท่านั้นที่ได้กําหนดไว้ เพราะอันนี้การลักลอบนําเข้าก็ทําได้ยากขึ้น นอกจากนั้นยังมีการใช้มาตรา ๒๕ (๓) (๔) (๕) แล้วก็ประกอบกับ มาตรา ๒๖ ด้วย ที่กําหนดให้ผู้ประกอบการจะต้องมีการแจ้งปริมาณและสถานที่เก็บเพื่อความสะดวกต่อการ ตรวจเช็กสต๊อก (Check stock) และป้องกันการแจ้งสต๊อก (Stock) เกินกว่าความเป็นจริง เพื่ออ้างเหตุในการที่จะไม่ไปรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกร ขณะเดียวกันก็มีการใช้มาตรา ๒๘ ด้วย กําหนดให้ลานเทและโรงสกัดที่จะรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรต้องปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ ว่า ณ ปริมาณน้ํามัน ๑๘ เปอร์เซ็นต์ซื้อเท่าไร เกินไปซื้อเท่าไร อย่างไร อันนี้ก็เป็นไปตามที่ กระทรวงพาณิชย์ได้กําหนดไว้🔗
ท่านถามว่าแล้วถ้ามาตรา ๒๕ (๑) ผมแถมให้ก็แล้วกันครับ ท่านไม่ได้ถาม ตรง ๆ ว่า (๑) แต่ (๑) คือบังคับราคา หรือกําหนดราคารับซื้อซึ่งมันมีปัญหาอย่างที่ผม เรียนแล้ว ทําไม่ได้ ยังมีมาตรการอื่นอีกไหมครับ นอกจากที่ผมกราบเรียนกับท่านประธานไป ก็ยังมีครับ🔗
ประการที่ ๑ ก็คือมาตรการประกันรายได้ ซึ่งถือเป็นนโยบายสําคัญของ รัฐบาล ผมคิดว่าท่านผู้ถามกับผมมีเป้าหมายเดียวกัน อยากเห็นเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ขายปาล์มได้ราคาดี ๔ บาท ๕ บาท ๖ บาท ๗ บาท ๘ บาทยิ่งดีครับ แต่ว่านโยบายประกัน รายได้เกษตรกรเกิดขึ้นบนพื้นฐานหลักคิดที่ว่า แต่ถ้าวันหนึ่งมันเกิดไม่ดี จะด้วยเหตุผล กลไกตลาดโลกหรืออย่างไรก็สุดแล้วแต่ ราคามันตกลงมา ถ้ามีนโยบายประกันรายได้ อย่างน้อยเกษตรกรชาวสวนปาล์มก็มีหลักประกัน โดยเรากําหนดรายได้ที่การประกันไว้ กิโลกรัมละ ๔ บาท แปลว่าถ้าต่ํากว่า ๔ บาทเมื่อไรรัฐบาลก็จะเข้าไปช่วยเหลือจ่ายเงิน ส่วนต่างให้เกษตรกรมีรายได้ครบ ๔ บาท เช่นประกันที่ ๔ บาท ราคาตลาดลงมาเหลือ ๓ บาท ก็มีส่วนต่าง ๑ บาท ๑ บาทนี้ก็จะเป็นส่วนต่างที่รัฐจะโอนให้โดยตรงกับเกษตรกร ไม่ผ่านใครเลยครับ เข้าบัญชีให้เลย เกษตรกรก็จะมีรายได้ ๒ ทาง ทางที่หนึ่ง ๓ บาทจากการ ขายในตลาดเข้ากระเป๋าซ้าย ทางที่สอง ๑ บาทที่เป็นส่วนต่างเข้ากระเป๋าขวา รวมกระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา ๓ บวก ๑ สุดท้ายก็ได้ ๔ บาทตามรายได้ที่รัฐบาลประกันให้ นี่คือมาตรการ ที่จะเข้ามาช่วยจุนเจือ แต่ถ้าเกิน ๔ บาทก็ไม่ต้องจ่ายส่วนต่าง แต่เกษตรกรก็ได้ทางเดียว แต่เป็นทางเดียวที่มากกว่า ๔ บาท ซึ่งเราก็อยากเห็นอย่างนั้น แต่บางครั้งกลไกตลาดมันไป ไม่ได้ แล้วใครไปสั่งให้ราคามันขึ้นลงไม่ได้ ต้องขึ้นกับกลไกตลาด อันนี้ก็คือมาตรการประกัน รายได้เกษตรกร นอกจากนั้นก็มีมาตรการเสริม ๑. มาตรการนําบี ๑๐ (B10) ซึ่งมีส่วนผสม ของน้ํามันปาล์มเข้าไปในดีเซล (Diesel) ช่วยให้มีปริมาณดูดซับปริมาณน้ํามันปาล์ม ในประเทศได้มากขึ้น จะได้ไม่ล้นตลาด แล้วก็เป็นมาตรการบังคับแล้วบี ๑๐ (B10) ณ วันนี้ ก็ช่วยดูดซับซัปพลาย (Supply) บางส่วนได้ ไม่ให้ราคาตกจนเกินไปถ้ามันจะตก ๒. ไม่กี่วันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติได้มีมติอนุมัติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รีบจัดซื้อน้ํามันปาล์มตามโควตาที่กําหนดไว้ ๓๗,๐๐๐ ตันเอาไปทําไฟฟ้า และมีการอนุมัติเพิ่ม อีก ๑๐๐,๐๐๐ ตันไว้สํารองถ้าราคาปาล์มยังไม่ดีขึ้นในอนาคต ประการที่ ๓ ขณะนี้ได้มีการ กําหนดโครงสร้างราคาปาล์มทะลายแนะนํา ตารางอยู่ในมือผมอย่างที่ท่านผู้ตั้งกระทู้ถาม ถามเมื่อสักครู่ว่าถ้าราคาผลปาล์มกิโลกรัมละ ๒ บาท ราคาซีพีโอ (CPO) คือน้ํามันปาล์มดิบ ควรจะเป็นเท่าไร และราคาน้ํามันปาล์มขวดบริโภคควรเป็นเท่าไร ถ้าขึ้นเป็น ๒.๑๐ บาท มันควรจะทอนไปเป็นเท่าไร ถ้าขึ้นเป็น ๔ บาทควรจะไปเป็นเท่าไร แต่อันนี้ไปบังคับ สั่งการไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายรองรับและจะมีปัญหาเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ แต่เป็นราคาแนะนําเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ในการเทียบเคียง เพื่อจะได้รับรู้ว่าถ้าสมมุติ ราคาน้ํามันปาล์มขวดเท่านี้ ราคาผลปาล์มควรเป็นเท่าไร เพื่อความเป็นธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้จัดทําขึ้นมาแล้ว แล้วก็มีความชัดเจน ส่งไปให้ทุกหน่วยงาน ได้ใช้เป็นราคาอ้างอิงหรือราคาแนะนํา อันนี้ก็คือสิ่งที่อยากจะเรียนให้ทราบอีกอันหนึ่ง นอกจากนั้นก็ยังมีมาตรการในการที่จะติดมิเตอร์ (Meter) ไว้ที่ถังสต๊อกน้ํามันปาล์ม ทั่วทั้งประเทศ เพราะว่าปัจจุบันนี้ไม่มีมิเตอร์ (Meter) แต่ว่าใช้คนปีนขึ้นไปวัดถูกบ้าง ผิดบ้าง อันนี้พูดตรง ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ยืนยันว่าถูก แต่มันไม่ถูกร้อยหรอกครับ ตรวจสอบย้อนกลับยาก ต่อไปนี้จะรู้เลย ณ เวลานั้นเท่าไร แต่ติดขัดเรื่องงบประมาณ แล้วก็โดนสํานักงบประมาณ เอางบประมาณกลับทั้งที่จัดซื้อไม่เสร็จ แต่ตอนนี้ได้คืนมาแล้วครับ แล้วก็กระทรวงพาณิชย์ กําลังเร่งรัดในการดําเนินการจัดซื้อ เรื่องนี้ก็คือเรื่องที่ขออนุญาตเรียนให้ทราบ🔗
สุดท้ายครับ ก็คือว่าถ้ามีปัญหาในแต่ละจังหวัด เกิดความไม่เป็นธรรมตรงไหน อย่างไร เราก็มีคณะกรรมการจังหวัดที่จะเข้าไปดูแล ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ก็จะเป็นผู้เข้าไปช่วยดูแล เพราะฉะนั้นผู้แทนราษฎรก็สามารถร้องเรียนที่คณะกรรมการ จังหวัด รวมทั้งเกษตรกรได้ในเรื่องการดําเนินการนะครับ และมาตรการอื่นอีกเยอะเลยครับ ขอใช้เวลาเท่านี้ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ท่านรัฐมนตรี ใช้เวลาเกินไป ๕๗ วินาที ฉะนั้นท่านประเสริฐพงษ์ก็ต้องถามได้อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ขอให้ เหลือเวลาให้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบนิดหนึ่งนะครับ แต่ถ้ามีความจําเป็นผมก็อนุโลมให้ ท่านรัฐมนตรีเลยเวลาได้บ้างนิดหน่อยนะครับ เชิญครับ🔗
ยินดีครับท่านประธาน ขอไว้ผมให้ได้อยู่แล้วครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรี วันนี้ท่าน ให้เกียรติมาตอบ แล้วก็พี่น้องประชาชนที่ติดตามอยู่ทางบ้านก็จะได้รู้ถึงวิธีการนะครับ ส่วนจะโดนใจท่านประชาชนพี่น้องหรือไม่ก็ลองติดตามกันต่อนะครับ ซึ่งผมยังมีคําถาม แล้วก็เป็นข้อสงสัย รวมทั้งข้อสังเกตถึงท่านรัฐมนตรีครับว่า🔗
อย่างแรกที่ผมพูดถึง ๑๕๖๙ ท่านก็บอกว่าที่ไหน อย่างไร ผมก็ยังยืนยันว่า ทั้งส่วนกลางและที่จังหวัดชุมพร มีคลิป (Clip) บันทึกเสียงนะครับ เดี๋ยวผมให้ท่านแน่นอนครับ แล้วก็เรื่องการที่ไม่ใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยสินค้าและบริการ ซึ่งท่านบอกว่าไม่สามารถใช้บังคับได้ ผมคิดว่าแล้วจะมีความเป็นธรรมกับพี่น้องชาวเกษตรกรได้อย่างไร กลายเป็นว่าชาวสวนปาล์ม โดนเอาเปรียบในการรับซื้อ โรงงานต่าง ๆ กู้เงินธนาคาร ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาท ไม่เกิน ๕ ปี คืนทุนกันหมด แต่พี่น้องชาวสวนปาล์มทุกวันยังออกมาเรียกร้องราคา ทุกวันเลยนะครับ ในกลุ่มสมาคมชาวสวนปาล์มยังต่อสู้กับเรื่องนี้มาตลอด นายทุนกดราคา ปัญหาก็แก้ ไม่จบครับ โรงงานตั้งราคาเองมาตลอด ท่านก็บอกว่าเป็นราคาที่แนะนํา ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย ถ้าเกิดผมเป็นรัฐมนตรีผมคิดว่ากรมการค้าภายในกับผมต้องคุยกันนานหน่อยครับ แล้วก็คง จะต้องมีการใช้ พ.ร.บ. นี้ให้เห็นเป็นรูปธรรม ไม่อย่างนั้นมาตราหนึ่งไปใช้กับสินค้าควบคุม ชนิดอื่นได้ แต่ปาล์มน้ํามันใช้ไม่ได้ หรืออย่างไรนะครับ โรงงานตั้งราคาเองมาตลอด เท่าที่ผมทราบก็ตั้งโต๊ะกลมกันเลยว่าพรุ่งนี้จะซื้อราคากันเท่าไร อย่างไร กลุ่มโรงงานเป็นเรื่อง ของความเห็นแก่ตัว ถ้าราชการของเราโดยเฉพาะกรมการค้าภายในช่วยกันยืนข้างประชาชน อย่างแท้จริง ผมคิดว่าการเรียกร้องราคาที่เป็นธรรม มีกําไรบ้าง ไม่เยอะครับ ทุกวันนี้ ไม่เรียกร้องราคาแน่นอน ขอบคุณที่ท่านบอกว่ามีเครื่องวัดสต๊อก ซึ่งผมก็อยู่ในชุด อนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็นําเสนอให้มีเครื่องวัดสต๊อกขอให้เป็นเรียลไทม์ (Real time) นะครับ ประชาชนจะต้องเข้าถึงได้ทุกวัน เห็นข้อมูลได้ด้วย แล้วก็ท่านบอกว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอํานาจ ผมก็ยังยืนยันนะครับ คณะ กกจ. ที่จังหวัด ตัวย่ออาจจะผิดหรือเปล่า ไม่ทราบนะครับ ผู้ว่าราชการจังหวัดบางท่านบอกว่าท่านไม่มีอํานาจครับท่านประธาน ก็กลายเป็นว่าพี่น้องชาวสวนปาล์มต้องออกมาต่อสู้ดิ้นรน ก็ต้องฝาก ส.ส. อย่างผมมาถาม มาตั้งกระทู้ถาม แล้วก็มาบอกว่าข้อมูลเรื่องโครงสร้างราคา ไม่ว่าจะเป็นราคาซีพีโอ (CPO) ซึ่งปรากฏว่าชาวสวนปาล์มพิสูจน์ชัดว่าเขาเกิน ๑๘ เปอร์เซ็นต์แน่นอน แต่ปรากฏว่าบางช่วง ก็มีการปล่อยข่าว กดราคา แล้วเมื่อโรงงานได้ซีพีโอ (CPO) ต่ํากว่ามาตรฐานทําไมไม่สั่งแก้ไข ทําไมไม่สั่งแก้ไขราคาสเตียริน (Stearin) อีก ราคาเมล็ดในปาล์มอีก ซึ่งจะต้องคืนให้ ชาวสวนปาล์ม เหมือนกับชาวไร่อ้อยครับท่านประธาน เรื่องนี้ผมคิดว่าถ้าเราสร้างความ เป็นธรรมได้พี่น้องชาวสวนปาล์มไม่ออกมาต่อสู้เรียกร้องครับ ก็ฝากว่าถ้าท่านรัฐมนตรี จะตอบคําถามนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งท่านและผมเช่นเดียวกันครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗
คุณพ่อผมก็เป็นเกษตรกรชาวสวนปาล์มนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากกราบเรียน ว่าเข้ามาดูแลเรื่องพืชผลการเกษตรก็อยากให้พืชผลการเกษตรราคาดีทุกตัวครับ เจตนารมณ์ เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าถ้ายามใดที่ตลาดมันตกต่ําจริง เพราะว่าเหตุกลไกตลาด มันก็มีนโยบายประกันรายได้เกษตรกร อันนี้ก็ชัดเจนว่าเป็นคําตอบที่รัฐบาลมีความตั้งใจจริง แล้วมีความปรารถนาดีที่จะช่วยเกษตรกรให้มีหลักประกันเรื่องรายได้🔗
เรื่องปาล์ม ความจริงขึ้นอยู่กับหลายกระทรวงนะครับ ไม่ใช่เฉพาะกระทรวง พาณิชย์ ทั้งกระทรวงพลังงาน ทั้งคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ ซึ่ง พลเอก ประวิตร ท่านเป็นประธาน กระทรวงพาณิชย์ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ว่าผมก็ขอทําหน้าที่ตอบแทนรัฐบาล ในภาพรวม ผู้ว่าราชการจังหวัดที่บอกว่าไม่มีอํานาจ อยากทราบว่าจังหวัดไหน เพราะว่า อย่างน้อยที่สุดอํานาจที่กระทรวงพาณิชย์มี ได้มีการมอบเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าท่าน มีอํานาจในการที่จะทําอะไรได้บ้าง เพราะว่าการบริหารราชการส่วนกลางครอบคลุมไปถึง ราชการส่วนภูมิภาคได้ทั้งหมดไม่ได้ ต้องอาศัยผู้ว่าราชการจังหวัดในการที่จะเข้าไปช่วยดูแล บังคับใช้กฎหมาย ส่วนมิเตอร์ (Meter) ที่ท่านบอกว่าขอแบบเรียลไทม์ (Real time) อันนี้ เป็นเรียลไทม์ (Real time) ที่เป็นมาตรฐานที่กําหนดไว้ เพราะว่าประสงค์จะให้เป็นอย่างนั้น🔗
ส่วน ๑๕๖๙ ขอบคุณมากที่ท่านจะส่งคลิป (Clip) มาให้ เพราะผมก็ต้องการ ตรวจสอบประสิทธิภาพของ ๑๕๖๙ เหมือนกัน แล้วก็ได้สั่งการหลายครั้งว่าต้องบริการ ประชาชนตอบคําถามให้ตรงประเด็นนะครับ ความจริงหลายส่วนก็ได้ตอบไปเกือบจะเรียกว่า หมดแล้วครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ก็ต้องถือว่า การถามตอบกระทู้เกี่ยวกับประเด็นเรื่องปัญหาการกําหนดราคาขายปาล์มทะลายและปาล์ม น้ํามัน ถามโดยท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ก็จบกระบวนความ ต้องขอขอบคุณทั้งผู้ถาม ท่านประเสริฐพงษ์ที่ห่วงใยพี่น้องประชาชนชาวสวนปาล์ม ผมอยู่จังหวัดนครพนม ก็เป็นชาวสวนปาล์มนะครับ ผมก็ปลูกปาล์มครับ ตอนนี้ก็เดือดร้อนเหมือนกัน ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่กรุณาให้เกียรติห้องถามกระทู้เฉพาะของพวกเรา ขอบคุณครับ🔗
๑.๓.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๑๐๕ เรื่อง ปัญหาการประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกลําไย (นายรังสรรค์ มณีรัตน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ตอบ🔗
ในการนี้ เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องจาก กรมการค้าภายในเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะดังนี้ ๑. นางสาวพัชรี พยัควงษ์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ๒. นางสุวรรณา เฟื่องฟูผดุง นักวิชาการพาณิชย์ ชํานาญการพิเศษ รักษาการในตําแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร ๓. นายต่อ ลิ้มมณี นักวิชาการพาณิชย์ชํานาญการพิเศษ ๔. นางสาวอรอุมา ชื่นชม นักวิชาการพาณิชย์ชํานาญการ และผมได้อนุญาตให้นายศักดิ์ ตาชัย ประชาชนผู้มีส่วนร่วม เข้าร่วมรับฟังการตอบกระทู้ถามในวันนี้นะครับ🔗
ทั้งนี้ ผมต้องขอความร่วมมือจากผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าฟังการประชุม กรุณา ได้ปฏิบัติตามระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยการอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าฟัง การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔ ซึ่งกําหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตเข้าฟัง การประชุมสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในความสงบ ห้ามแสดงกิริยาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือกล่าววาจาหรือส่งเสียงใด ๆ หรือกระทําการใด ๆ อันเป็นการรบกวนขัดขวาง การประชุมสภาผู้แทนราษฎร และห้ามใช้เครื่องมือวัสดุหรืออุปกรณ์สื่อสารใด ๆ เพื่อบันทึกภาพ บันทึกเสียง หรือกระทําการใด ๆ เพื่อที่เป็นการถ่ายทอดการประชุม สู่บุคคลภายนอกนะครับ ก็จะขอถือโอกาสนี้เชิญท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ วันนี้ท่านรังสรรค์ มีกองเชียร์เยอะนะครับ ท่าน ส.ส. วิทยา ทรงคํา จากจังหวัดเชียงใหม่ ท่าน ส.ส. กิตติกร โล่ห์สุนทร จากจังหวัดลําปาง ซึ่งก็อยู่ในพื้นที่มีการปลูกลําไยอย่างแน่นหนาด้วย ก็มาเฝ้า ติดตาม แล้วก็ยังมีท่าน ส.ส. นริศ ขํานุรักษ์ อยู่ที่จังหวัดพัทลุงน่าจะไม่มีลําไย แต่ว่ามาให้ กําลังใจท่านรัฐมนตรี เชิญท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ ได้ถามครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคเพื่อไทย กราบเรียนท่านรัฐมนตรีนะครับ เรื่องของลําไยเป็นปัญหามานมนาน วันนี้ก็ทั้งเลือด เหงื่อ และน้ําตาของพี่น้องจังหวัดลําพูนกําลังรินไหลกันอยู่ตลอด ลําไยเป็นพืชเศรษฐกิจของ ภาคเหนือ และอีกหลาย ๆ จังหวัดรวมประมาณ ๓๓ จังหวัดของประเทศไทย มีพื้นที่ การปลูกถึง ๑.๒ ล้านไร่ ถ้าคิดเป็นจํานวนของภาคเหนือก็ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านไร่ รวมประมาณ ๑๖๒,๐๐๐ กว่าครัวเรือนที่ปลูกลําไยอยู่ในขณะนี้ ซึ่งตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ ระบุว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของ บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน และในมาตรา ๒๗ ได้ระบุว่าบุคคล ย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิ เน้นคําว่า มีสิทธิและเสรีภาพที่จะได้รับความคุ้มครองตาม กฎหมาย ประกอบกับท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภาถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร ในข้อ ๔ ถึงการช่วยเหลือเกษตรกร บอกว่ากําหนดเป้าหมายรายได้เกษตรกรให้สามารถ มีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพในสินค้าเกษตรสําคัญ ยกตัวอย่างเช่น ข้าว ยางพารา มันสําปะหลัง ปาล์ม ข้าวโพด ด้วยการชดเชยประกันรายได้ ประกอบกับ ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ซึ่งมาเป็นผู้ตอบกระทู้ในวันนี้บอกว่านโยบายประกันรายได้เป็นนโยบาย ที่สําคัญของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกร โดยการประกันรายได้ไม่ใช่ประกันราคา ดังนั้นรัฐบาลจึงมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลจนกว่าจะสิ้นอายุขัยของรัฐบาลนี้🔗
ผมมีข้อประเด็นสําคัญถามท่านนะครับ ในเมื่อพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลําไย เป็นบุคคลเหมือนกันและมีสิทธิเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้บังคับเสมอภาคและ เท่าเทียมกัน ดังนั้นเมื่อมีการประกันรายได้และท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้แถลงว่า ยกตัวอย่าง อาทิ พืช ๕ ชนิด ดังนั้นจึงไม่จํากัดว่าจะประกันรายได้เฉพาะพืช ๕ อย่างเท่านั้น คือ ข้าว ข้าวโพด มันสําปะหลัง ปาล์ม และยางพารา ดังนั้นผมจึงมีปัญหาที่จะถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ว่าท่านมีข้อกําหนดในการพิจารณาอย่างไรว่าพืชชนิดใดเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ที่จะได้รับและเข้าถึงนโยบายประกันรายได้ผลผลิตทางการเกษตร ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรี ตอบครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอตอบกระทู้ถามนะครับ🔗
คําถามก็คือท่านถามว่ารัฐบาลมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไรว่า พืชชนิดใดควรจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับการแก้ปัญหาด้วยนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ก็ขออนุญาตเรียนเบื้องต้นว่ารัฐบาลให้ความสําคัญกับพืชเกษตรทุกตัวเท่าเทียมกัน ไม่มียกเว้น เพียงแต่ว่าพืชเกษตรแต่ละตัวนั้นมีคุณลักษณะจําเพาะที่มีความแตกต่างกัน ทั้งในเชิงกายภาพและในทางการตลาด กระบวนการผลิต และกระบวนการแปรรูป เพราะฉะนั้นนโยบายและมาตรการในการที่จะเข้าไปดูแลพืชแต่ละชนิดจึงมีความจําเป็น ที่จะต้องใช้ยาที่มีขนานแตกต่างกัน🔗
สําหรับคําถามว่าทําไมข้าว มันสําปะหลัง ยางพารา ปาล์ม ข้าวโพดต้องใช้ นโยบายประกันรายได้ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าพืชเกษตรเหล่านี้เป็นพืชเกษตรที่มีปริมาณ การผลิตเป็นจํานวนมาก กระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ แล้วก็ขณะเดียวกันมีช่วงอายุทาง กายภาพยาวนานกว่าพืชเกษตรบางตัว และนโยบายประกันรายได้มีความเหมาะสมสําหรับ การที่จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้กลุ่มคนเหล่านี้มีหลักประกันเรื่องรายได้ แต่ไม่ได้แปลว่า พืชเกษตรตัวอื่นจะมีความสําคัญน้อยกว่า แต่จะมีมาตรการและนโยบายอย่างอื่นเข้าไปช่วย แก้ปัญหา และมาตรการเหล่านั้นเปรียบเทียบแล้ว บวก ลบ คูณ หาร อาจจะมากกว่าการใช้ มาตรการประกันรายได้เดี่ยว ๆ ก็ได้ ถ้าลึกลงไปก็คือท่านคงจะถามว่าแล้วทําไมลําไย จึงไม่ประกันรายได้บ้าง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าลักษณะมันมีความแตกต่างกันอย่างที่ ผมเรียน ประการที่ ๑ ลําไยเป็นผลไม้ตามฤดูกาล ประการที่ ๒ พื้นที่เพาะปลูกมีจํานวน จํากัดในบางพื้นที่ แต่นี่ไม่ใช่แปลว่าจะเป็นเงื่อนไขทั้งหมด แต่ผมอธิบายท่านจะได้นึก ความแตกต่างออก แล้วก็สําคัญอีกอันหนึ่งอายุสั้น ช่วงระยะเวลาที่ท่านจะเก็บไว้ได้มีจํากัด รวมทั้งอื่น ๆ ซึ่งรัฐบาลก็มีความเห็นว่าควรจะได้ใช้มาตรการอื่น ๆ เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา และจะดําเนินการได้ทันท่วงทีมากขึ้น มากกว่าการที่จะไปใช้นโยบายประกันรายได้ และในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาก็ได้มีการดําเนินการหลายมาตรการ สําหรับในส่วนของผม อย่างน้อยที่สุดในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคงไม่ใช่กระทรวงเดียวครับ ที่จะเข้าไปดูแล แต่ว่าในส่วนของผมเราใช้มาตรการเชิงรุกเข้าไปดูแล ผมทันทีที่รับตําแหน่ง ผมไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ลงไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ ไปถึงจังหวัดลําพูน แล้วก็เข้าไปช่วยแก้ปัญหา หลายเรื่องครับ ทั้งจีเอพี (GAP) ทั้งอะไรต่อมิอะไร สุดท้ายปีที่แล้วลําไยราคาดีตามสมควร แม้จะไม่ถึงกับดีเลิศ แล้วก็ปีนี้ก็ไปตั้งแต่ต้นฤดู ปีนี้ผมกังวล กังวลเพราะว่าปริมาณการผลิต จากการคาดการณ์จะมากกว่าปีที่แล้ว ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าซัปพลาย (Supply) มันก็คงจะมากขึ้น ประกอบกับเจอปัญหาโควิด (COVID) การกระจายทั้งตลาด ในประเทศและต่างประเทศก็คงจะยากขึ้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นเงื่อนไขสําคัญที่ต้องใช้ มาตรการเชิงรุกเข้าไปช่วยดู แล้วก็ขณะเดียวกันปีนี้ผมไปประชุมหลายรอบนะครับ ท่านก็คง พอทราบ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ประกอบกับภัยแล้ง แล้วก็มาเจอฝน กะทันหัน ลําไยก็เลยกลายเป็นมีปัญหา ไม่ใช่มีปัญหาเพราะตัวเกษตรกร แต่ส่งผลต่อ คุณภาพลําไย อันนี้ก็มีผลกระทบอยู่มากที่ท่านก็ทราบดี แต่ว่าทั้งหมดนี้เราจะร่วมมือกัน ในการเข้าไปช่วยแก้ปัญหา มีมาตรการหลายอย่างที่ได้ดําเนินการ ผมไม่อยากตอบไป ล่วงหน้า หวังว่าท่านจะได้ถามต่อไป ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านรังสรรค์ ถามคําถามที่ ๒ เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านไปจังหวัดลําพูนหลายครั้ง จริงครับ ท่านไปที่สหกรณ์ประตูป่า ซึ่งเขาประสบความสําเร็จมาแต่ดั้งแต่เดิมอยู่แล้วนะครับ🔗
ต่อไปคําถามที่ ๒ พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลําไยคาใจท่าน เมื่อไรก็มีข่าว ท่านจุรินทร์ชงประกันรายได้มันสําปะหลัง ข้าวโพด ประกันยางพาราระยะ ๒ ใช้เงิน ๓๔,๐๐๐ ล้านบาท ประกันรายได้ยางพารา พืชไร่ ๕ ชนิดต่อ มันสําปะหลัง ข้าวโพดได้ไปต่อ จุรินทร์เคาะเดินหน้าโครงการประกันรายได้ระยะที่ ๒ หลายอันมากนะครับ ประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ชาวสวนยางพาราขอบคุณ เยียวยาเกษตรกร ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านครับ ผมถามเรื่องสิทธิความเท่าเทียมกันครับ มาตรการที่ท่านออกช่วยพืชหลัก ๕ ชนิด เกษตรกร เขาอยู่ได้ แต่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลําไยบ้านผมมันอยู่ไม่ได้ครับท่าน วันนี้ราคาเหลือแค่ ๑๕ บาท เอเอ (AA) ๙ บาท ๘ บาท สําหรับเบอร์เอ (A) ความแตกต่างกันระหว่างเอเอ (AA) กับเอ (A) นิดเดียว ทําไมใครเป็นคนไปกําหนดว่าเอเอ (AA) ต้อง ๑๕ บาท เอ (A) เดียว ต้อง ๙ บาท แตกต่างกันเกือบครึ่งหนึ่งของราคานะครับ พี่น้องผมจึงอยากถามว่า ถ้าหากเขา ผู้ปลูกลําไย ๓๓ จังหวัด ๑๙๖,๐๐๐ กว่าครัวเรือนจะได้สิทธิและเข้าถึงนโยบายประกัน รายได้เกษตรกรเช่นพืชหลัก ๕ ชนิดได้อย่างไร ขอท่านกรุณาได้โปรดตอบผมด้วยครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรี จุรินทร์ตอบครับ🔗
ก็ต้องขอขอบคุณนะครับ แสดงให้เห็นว่านโยบายประกันรายได้ ประสบความสําเร็จตามสมควร แล้วก็เป็นที่ต้องการของเกษตรกร อย่างน้อยที่สุดก็สะท้อน ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูนมาว่าอยากเห็นการประกันรายได้ในพืชเกษตร ตัวอื่น เช่นลําไย เป็นต้น แต่อย่างน้อยที่สุดขอเรียนตรงนี้ไว้เป็นข้อมูลว่าลําไยเป็นหนึ่ง ในผลไม้หลายชนิด ถ้าประกันลําไยก็คงต้องประกันผลไม้ตัวอื่น ๆ ด้วย เพราะมันจะมีคําถาม ตามมาว่าลําไยแล้วทําไมไม่มังคุด มังคุดแล้วทําไมไม่ลองกอง และทําไมไม่ทุเรียน เป็นต้น แต่ที่พูดทั้งหมดนี้พูดตามพื้นฐานความเป็นจริง แต่ว่าลําไยเป็นหนึ่งในกลุ่มผลไม้ที่รัฐบาลดูแล และมีมาตรการพิเศษ มันเหมือนกับใช้ยา มีหลายขนานที่จะให้เข้าไปใช้ อันนี้เป็นกลุ่ม อีกกลุ่มหนึ่งที่รัฐบาลก็ตัดสินใจว่าจะใช้ยาขนานไหน แต่ก็ไม่แน่ในอนาคตรัฐบาลอาจมี นโยบายเพิ่มเติม ประกันรายได้เกษตรกรพืชเกษตรตัวอื่น อาจจะรวมเข้าไปถึงผลไม้ หรืออย่างไรก็สุดแล้วแต่ แต่ผมไม่รับปากตรงนี้ เพราะผมไม่อยู่ในฐานะที่จะไปกําหนด นโยบายรัฐบาลคนเดียวได้ แต่ก็ใช่ว่านโยบายประกันรายได้ในอนาคตมันจะครอบคลุมพืชเกษตร มากกว่า ๕ ตัวที่ผ่านมาแล้วไม่ได้ อันนี้ก็คือเรื่องที่อยากจะกราบเรียน อย่างไรก็ตามขออนุญาต เพิ่มเติมถึงมาตรการว่ามาตรการที่เราเข้าไปช่วยเกษตรกรผู้ปลูกลําไย ความจริงเรามีฟรุตบอร์ด (Fruit board) คือบอร์ดผลไม้อยู่เป็นการเฉพาะที่จะเข้าไปดูแลผลไม้ครบวงจร รวมทั้งลําไยครบวงจร แล้วก็ฟรุตบอร์ด (Fruit board) ที่ว่านี้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน มีอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเลขานุการ แล้วก็มีภาครัฐ มีเอกชน มีตัวแทนเกษตรกรอยู่ในนั้น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการประชุมด้วยกันมาโดยลําดับ กระทรวงพาณิชย์ ก็เป็นส่วนหนึ่งอยู่ในนี้ แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมก็ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่วมแก้ปัญหา เฉพาะลําไยก็มีมาตรการแยกส่วนที่เข้าไปดูแลเป็นการเฉพาะเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น มาตรการฤดูการผลิต ปี ๒๕๖๓ แม้ทราบว่าปริมาณมันจะเพิ่มขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีผลกระทบต่อราคา รวมทั้งโควิด (COVID) ซ้ําซ้อนเข้ามา แต่เราก็ยังมีมาตรการอื่น เข้าไปช่วยดูแล ยกตัวอย่างเช่นในการที่จะช่วยให้เกิดการรวบรวมผลผลิตได้มากขึ้น คล่องตัวขึ้น มีต้นทุนลดลง เพื่อจะได้ไปรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรได้ราคาดีขึ้น เช่น ถ้าใคร รวบรวมลําไยมาไว้เพื่อการกระจายไปยังตลาด โดยเฉพาะในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร จะเป็นกลุ่มเกษตรกร จะเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือผู้ประกอบการอื่น ๆ กระทรวงพาณิชย์ ก็จะมีมาตรการช่วยเหลือกิโลกรัมละ ๓ บาท นั่นแปลว่าเพื่อหวังว่าท่านก็จะได้ไปรับซื้อจาก เกษตรกรราคาเพิ่มขึ้น หรือถ้าเป็นเกษตรกรเองรวบรวมปั๊บก็ได้เงินเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ ๓ บาททันที ถ้าขายได้กิโลกรัมละ ๑๕ บาท ท่านก็ได้ ๑๘ บาท อันนี้คือมาตรการช่วยเหลือ ที่เห็นชัดเจน ประการที่ ๒ ก็คือว่าถ้าท่านรวบรวมแล้วไม่ขายในประเทศ รวบรวมแล้วไป ส่งออกด้วย ท่านจะได้กิโลกรัมละ ๕ บาทเพื่อการส่งออก เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นมาตรการ ที่หวังว่าถ้าท่านระบายลําไยออกไปยังต่างประเทศท่านได้เพิ่มอีก ๕ บาท หวังว่าท่าน จะได้มาซื้อลําไยจากเกษตรกรได้แพงขึ้น หรือเมื่อปริมาณลําไยในประเทศมันลดน้อยลง เพราะมันส่งออกได้มาก เพราะมาตรการช่วยของรัฐบาล ราคาลําไยในประเทศก็ตามกลไก การตลาด หลักดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ก็มีโอกาสจะราคาดีขึ้นไปได้บ้าง มันคงไม่ทั้งหมดละครับ แต่อย่างน้อยผมก็ใช้คําที่สอดคล้องกับโลกความเป็นจริงได้บ้าง สุดท้ายผลก็คือเกษตรกร อันนี้ก็คือสิ่งที่อยากขอเรียน นอกจากนั้นในเรื่องการจัดหาตลาด เพื่อระบายลําไย เกษตรกรจะได้เอามาขาย มาขายได้ราคาไม่ถูกกดเพราะมีคนรับซื้อ ในประเทศก็ได้มีการดําเนินการมาล่วงหน้าเชิงรุกแล้ว ก่อนหน้านี้ที่ผมลงไปบ่อย ๆ ที่ท่านพูด กลับมาสั่งการ ตอนนี้ทําสัญญาล่วงหน้าขายให้โมเดิร์นเทรด (Modern trade) เซ็นไปแล้ว ๔,๘๐๐ ตัน ฤดูการผลิตนี้นะครับ ๒. สั่งให้พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดที่มีลําไย เอาลําไย ไปแลกของชนิดอื่น ที่ท่านบอกว่าเอาข้าวแลกปลา เอาปลาแลกลองกองอะไรนั่นแหละครับ อันนี้ก็เป็นมาตรการหนึ่งสั่งไปแล้ว และได้ผลปรากฏเป็นรูปธรรมแล้วครับ อันที่ ๓ โมเดิร์น เทรด (Modern trade) ห้างทั้งหมดทั่วประเทศเขาจะเปิดพื้นที่ให้สามารถเอาลําไยของเกษตรกร ไปขายได้ อันนี้ให้ประสานพาณิชย์จังหวัด และพาณิชย์จังหวัดมีหน้าที่ลงไปด้วย ไม่ใช่ว่า ต้องรอท่านประสาน เขามีหน้าที่ต้องลงไปช่วยระบายผ่านโมเดิร์นเทรด (Modern trade) อันนี้เป็นข้อตกลงกันแล้ว ๔. อธิบดีกรมการค้าภายในเพิ่งลงพื้นที่จังหวัดลําพูนเมื่อวันที่ ๑๘ ๓-๔ วันที่แล้วผมมอบหมายให้ลงไป แล้วก็ลงไปแก้ปัญหา ให้มีการช่วยรับซื้อลําไยจาก เกษตรกรส่งออกไปประเทศเวียดนามกับประเทศกัมพูชา เพราะตอนนี้เราไม่มีแรงงาน ให้เอาลําไยไปประเทศกัมพูชา ไปประเทศเวียดนาม แล้วก็ไปปอก ไปดําเนินการ ไปอบแห้ง ที่นั่นเลย เพราะเอาแรงงานเข้ามาไม่ได้มีปัญหาโควิด (COVID) วันละ ๑๐๐ ตันครับ ได้เซ็นสัญญาแล้วที่จะเข้าไปช่วยดําเนินการจนจบฤดูกาลผลิตนี้ อันนี้อย่างน้อยก็เป็น มาตรการที่ให้พอเห็นภาพ ๕. กรมการค้าภายในทํากล่องให้ ๒๐๐,๐๐๐ ใบ อันนี้ช่วยผลไม้ ทั้งหมด ถ้าท่านต้องการที่จะขายออนไลน์ (Online) ท่านต้องการที่จะขายอันอื่น เอากล่อง ผลไม้ฟรีของกรมการค้าภายในผ่านพาณิชย์จังหวัดไปบรรจุแล้วขายได้เลย หรือจะไปยืนขาย ริมถนน สมมุติ หรือจะไปรวมกลุ่มขายในนามกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ ท่านทําได้เลย ไม่มีต้นทุนเรื่องกล่อง ถัดมาครับ ถ้าท่านจะส่งขายออนไลน์ (Online) ผ่านไปรษณีย์ ไทยแลนด์โพสต์มาร์ท (Thailandpostmart) ไปรษณีย์เขามีออนไลน์ (Online) อยู่ข้างบน ท่านขายได้ ท่านเอากล่องนี้ส่งได้เลยครับและค่าส่งฟรีตกลงกันกับไปรษณีย์แล้ว ถ้าสหกรณ์นะอันนี้ รายคนคงทําไม่ได้ แต่สหกรณ์วิสาหกิจชุมชนที่รวมกลุ่มกันขายท่านมีช่องทาง กระทรวงพาณิชย์ จัดให้แล้ว นอกจากนั้นตลาดออนไลน์ (Online) ช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) จตุจักรมอลล์ (Chatuchak Mall) ไทยแลนด์โพสต์มาร์ท (Thailandpostmart) ไทยเทรด ดอต คอม (Thaitrade.com) พวกนี้พร้อมให้ท่านโพสต์ (Post) ขึ้นไปและตอนนี้ก็มีโพสต์ (Post) ขายลําไย ตลาดต่างประเทศตอนนี้มีการอบรมผู้ประกอบการให้ขายลําไย ผ่านออนไลน์ (Online) ได้มากขึ้น แล้วก็สอนวิธีคัดเกรด (Grade) เพราะตอนนี้ต้องยอมรับ ความจริงว่าคุณภาพปีนี้มีปัญหานิดหน่อย เพราะฝนลงโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน เจอแล้ง แล้วก็ฝนลง ปรากฏว่าลําไยผิวขาวส่งไปประเทศจีนได้ ประเทศจีนต้องการ แต่ผิวคล้ํา ไม่ต้องการ เราพยายามกระจายไปตลาดประเทศอินโดนีเซีย เพราะประเทศอินโดนีเซียรับได้ ตลาดผิวคล้ํา แต่ยังติดขัดประเทศอินโดนีเซียซื้อเราไม่มาก ผมไม่อยากใช้คําว่ากีดกัน มันเป็น มิตรประเทศกัน แต่หมายความว่ายังมีอุปสรรคอยู่บางส่วน ทีนี้ในเรื่องของออนไลน์ (Online) ขายออนไลน์ (Online) ไปยังต่างประเทศ ล่าสุดขอใช้เวลานิดเดียวท่านประธาน เกษตรกรจะได้สบายใจ ท่านผู้ถาม น้องรังสรรค์ มณีรัตน์ ท่านจะได้ไปตอบชาวบ้านได้ว่า ท่านได้ทําหน้าที่ในสภาให้แล้ว ผมเพิ่งไปร่วมงานทําออนไลน์ บิซิเนส แมตชิง (Online Business matching) เอาผู้นําเข้าจากต่างประเทศ เขานั่งอยู่ในประเทศเขา ๘ ประเทศ ๖๓ บริษัท และผู้ส่งออกลําไยไทยเยอะเลย ขายกันออนไลน์ (Online) กระทรวงพาณิชย์ จัดให้ ผมไปยืนดูว่าเขาขายกันอย่างไร เวลาเท่าไร ๘ ประเทศ ตั้งเป้าว่าเราจะช่วยขายลําไยสด ให้ได้ ๑๑,๐๐๐ ตัน เมื่อวันที่ ๑๖-๑๗ กรกฎาคม ไม่กี่วันสัปดาห์ที่แล้วนี้ครับ เราตั้งเป้า ๑๑,๐๐๐ ตัน ๕๕๐ ล้านบาท ท่านทราบไหมครับ ๒ วันสุดท้ายเราช่วยขายให้ได้เท่าไร จากเป้า ๑๑,๐๐๐ ตัน เราขายได้ ๓๒,๐๐๐ ตัน ขายได้ ๒,๑๐๐ กว่าล้านบาท จากเป้า ๕๕๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นช่องทางโอกาสระบายลําไยไปต่างประเทศผ่านระบบออนไลน์ (Online) ก็มีแนวโน้มดีขึ้นจากมาตรการเชิงรุก แต่มันคงไม่เป็นคําตอบสุดท้ายทั้งหมด ยังต้องขลุกขลัก แต่อย่างน้อยให้ท่านได้พอมองเห็นทางว่ารัฐบาลได้ทําอะไร ช่วยดูแล เกษตรกรชาวสวนลําไยสุดความสามารถอย่างไรบ้าง และสุดท้ายปัญหาอีก ๒ ข้อที่ท่านเจอ ตอนนี้ ผมได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรตัวจริงโดยตรง ๑. ล้งประเทศจีนไม่เข้ามารับซื้อ ลําไย ๒. ไม่มีแรงงานช่วยเก็บลําไย ผมไม่ทราบท่านใช้คําว่าตัดหรือเก็บ ผมเอาว่าเก็บ ก็แล้วกัน เข้ามาไม่ได้ มีปัญหา เสียดายผมไม่มีคําตอบเรื่องแรงงานตรงนี้ เพราะผมประชุม ศบค. อยู่เมื่อสักครู่นี้ที่ทําเนียบรัฐบาล ยังไม่ถึงวาระนี้ ที่ผมเสนอเมื่อวาน แล้วก็ กระทรวงแรงงานเตรียมมาตรการนี้แล้ว แต่ผมต้องมาตอบกระทู้ถามท่านเสียก่อน เดี๋ยวคอย ติดตามข่าว เรากําลังจะช่วยแก้มาตรการแรงงานให้เขาสามารถเข้ามา แต่หลักผิดขออภัย เพราะผมไม่ได้อยู่ในที่ประชุม หลักก็คือเปิดโอกาสให้เข้ามาได้ แต่ผู้ประกอบการ ต้องรับผิดชอบ ช่วยดูแลมาตรการ ๒ ๓ ๔ ๕ เดี๋ยวคอยติดตามข่าว อันนี้จะช่วยคลี่คลาย เรื่องแรงงานเก็บลําไย ๒. เรื่องล้งประเทศจีนเข้ามารับซื้อ ผมพูดในที่ประชุม ครม. เมื่อวานแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบ ก็บอกว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปช่วยดูว่าจะทํา อย่างไร เพราะถ้าล้งประเทศจีนไม่เข้ามารับซื้อ ท่านประธานครับ ลําไยประเทศไทยเสร็จเลย อย่างน้อยเป็นปัญหาใหญ่ นอกจากผมช่วยขาย (Online) ได้เยอะขึ้น ซึ่งอันนั้นก็เป็นอีก ๑ ช่องทาง แต่ล้งประเทศจีนต้องได้มีโอกาสเข้ามา อันนี้ก็คือสภาพข้อเท็จจริง แต่หวังว่า ถ้าเราช่วยกัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรช่วยกันสะท้อนปัญหา เกษตรกรช่วยกันบอกปัญหา รัฐบาลเข้าไปช่วยแก้ กระทรวงพาณิชย์เข้าไปทํางานเชิงรุกเต็มความสามารถ เราจะช่วยผ่าน สถานการณ์นี้ไปได้สําหรับปีนี้ให้ดีที่สุดครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านรังสรรค์ถามไป ๒ รอบครบแล้ว หรือมีอะไรที่ยังติดใจ🔗
ผมเหลือเวลา ๕ นาที ผมมีเรื่องฝาก นิดหนึ่งครับ🔗
เดี๋ยวนะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมคิดว่าท่านรังสรรค์ถามไป ๒ รอบแล้ว ก็เลยทดเอาเวลาของท่านรังสรรค์ ที่เหลือให้ท่านรัฐมนตรีตอบ ท่านรัฐมนตรีตอบเกินไป ๖.๓๔ นาทีแล้ว แต่ว่าถ้าท่านยังมี ความจําเป็นผมก็อนุญาตได้บ้างอีกนิดหน่อย เชิญท่านรังสรรค์ครับ🔗
มีความจําเป็นอย่างยิ่งครับ🔗
แต่ว่าอย่างนี้ ผมขออนุญาตทําความเข้าใจนิดหนึ่งนะครับว่า ในห้องกระทู้ทั้งผู้ถามและผู้ตอบต้องพูดกับ ประธานนะครับ อย่าหันไปพูดคุยกันเองเดี๋ยวประธานจะหลับ ท่านรัฐมนตรีก็ต้องตอบ ผ่านประธาน และท่านผู้ถามก็ต้องถามผ่านท่านประธาน ไม่ใช่ว่าไปถามท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ อย่างนี้ไม่ได้ ก็ย้ํานิดหนึ่ง บังเอิญว่าห้องนี้มันถามตอบกันแบบใกล้ชิด เกิดประโยชน์มาก พวกเราก็เผลอคุยกันเอง ไม่อย่างนั้นผมก็จัดห้องให้คุยกันเอง เชิญท่านรังสรรค์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมมีคําถาม สุดท้ายเรื่องการแก้ปัญหาลําไยในฤดูกาลนี้นะครับ ผ่านท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ถ้าคําตอบที่ท่านรัฐมนตรีตอบผมเมื่อสักครู่ เรื่องการระบายลําไยก็ดี การขายออนไลน์ (Online) ก็ดี การขายในประเทศและต่างประเทศก็ดี คงไม่มีข่าว แบบนี้ครับท่านประธาน ลําไยเหลือ ๖ บาท ลําไยราคาร่วงหนัก ถ้าคําตอบที่ท่านรัฐมนตรี บอกว่าสามารถแก้ปัญหาได้ดี คงไม่มีคําถามแบบนี้ และเรื่องแรงงาน ทางจังหวัดลําพูน ทําหนังสือมาถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ถึงศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด (COVID) เรื่องการนําพ่อค้าลําไยจากประเทศจีนเข้ามาเพื่อซื้อลําไย ตั้งแต่วันที่ ๗ กรกฎาคม ได้ข่าวว่า เมื่อวานจะมีการผ่อนผัน แต่ผมก็ไม่ทราบว่าจะจริงหรือเปล่า และผู้ที่จะมาซื้อลําไยประมาณ ๗๔ ราย ซึ่งปกติเขาก็ทํามาหากินอยู่ในเมืองไทยนี่แหละครับ มีครอบครัวอยู่ที่นี่ก็มี เขาขอมาตั้งนานแล้วไม่อนุญาตเขา กําลังจะอนุญาต ซึ่งขณะนี้ลําไยอยู่กลางฤดูแล้ว จะทันหรือไม่ ท่านประธานครับ ดังนั้นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องการแก้ปัญหาที่ท่านบอกว่าให้การ รวบรวมแก่ล้งกิโลกรัมละ ๓ บาท และ ๕ บาท การกระทําอย่างนี้ผมไม่ทราบว่าจะเป็นการ เอื้อประโยชน์หรือเปล่า เพราะว่าถ้ามีคําสั่งซื้อมา อย่างไรล้งก็ต้องไปหาซื้อของ หาซื้อลําไย เพื่อส่งขายอยู่แล้ว ไม่จําเป็นที่จะต้องเอาเงินไปอุดหนุนเกษตรกร และถามว่าล้งผู้ค้าลําไย จะเอาเงิน ๓ บาท ๕ บาทไปให้เกษตรกรหรือ ไม่มีทางครับ อย่างไรซื้อเท่าไรเขาก็ซื้อแค่นั้น ไม่มีการที่จะเอาเงิน ๓ บาท หรือ ๕ บาทของรัฐบาลไปเติมให้เกษตรกร เกษตรกรจึงคาใจว่า ทําไมไม่ส่งตรงถึงเขา อุดหนุนเขา อย่างเมื่อวันก่อนเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม เกษตรกร ผู้ปลูกลําไยได้ยื่นขอเยียวยา ๒,๐๐๐ บาทต่อไร่ ไม่เกิน ๒๕ ไร่ ซึ่งเอกสารฉบับนี้ส่งถึง ท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ววันนี้ผมจะฝากท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ช่วยพิจารณาช่วยพวกเราด้วย ดังนั้นจึงเป็นคําถามสุดท้ายจริง ๆ เป็นเลือดเนื้อน้ําตาของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลําไยในปีนี้จริง ๆ ว่ามาตรการที่จะช่วยเหลือ เยียวยาพี่น้องเกษตรกรในฤดูกาลนี้ รัฐจะทําอย่างไรให้พี่น้องผมได้อยู่ดีกินดีเหมือนเกษตรกร กลุ่มอื่นที่ปลูกข้าว อ้อย ยางพารา ปาล์ม มันสําปะหลังบ้าง ขอบคุณครับ🔗
ผมเห็นว่า เป็นคําถามที่มีความจําเป็นที่จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องชาวสวนลําไย ผมเลยอนุญาต เป็นกรณีพิเศษ ท่านรัฐมนตรีจะตอบอีกสั้น ๆ สักหน่อยไหมครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ไม่ยาวละครับ ราคาที่ท่านพูด ผมไม่ทราบ ลําไยประเภทไหน แต่ว่าที่มีอยู่ในมือของผมเป็นราคาทางการ ราคาที่เกษตรกรขายได้วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ก็ ๒-๓ วันที่ผ่านมา ลําไยสดช่อเอเอ (AA) กิโลกรัมละ ๒๗ บาท เอ (A) ๒๗ บาท บี (B) ๑๖ บาท แล้วก็เกรดซี (C) ๑๐ บาท อันนี้คือที่ผมมีเท่านี้ อันที่ ๒ ก็คือที่ท่านบอกว่า การส่งออก ถ้าล้งส่งออกไปให้ล้ง ๕ บาททําไมไม่ให้เกษตรกรโดยตรง ก็ขออนุญาตเรียนว่า ไม่ว่าใครส่งออกก็ได้กิโลกรัมละ ๕ บาทเหมือนกัน เกษตรกรจะส่งออกโดยตรง สถาบัน เกษตรกร วิสาหกิจชุมชนทั้งหมดได้เหมือนกันหมด ไม่ได้มียกเว้น แล้วก็เรื่องล้งมันมี ๒ มุม ผมเป็นคนแรกหรือคนหนึ่งที่ไปถามเกษตรกรเวลาพบ ถ้าอย่างนั้นเราช่วยกันสกัด ล้งประเทศจีนดีไหม อย่าให้เข้ามารับซื้อ เราต้องส่งเสริมล้งประเทศไทย คนที่บอกผมว่าอย่า ๆ อย่าเพิ่งคือเกษตรกร เพราะตลาดลําไยเป็นตลาดประเทศจีน ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่มี ล้งประเทศจีนเข้ามาซื้อ เขาก็เกรงว่าสุดท้ายผลกระทบก็จะไปสู่เกษตรกร อันนี้ก็คือ ข้อเท็จจริงที่รับมา แต่ทั้งหมดต้องยืนยันว่าไม่ใช่ไปเอื้อประโยชน์ล้งประเทศจีนหรือผู้ส่งออก หรอกครับ ทั้งหมดเพื่อตั้งใจเอื้อประโยชน์ให้ไปถึงมือเกษตรกรสําหรับเงินอุดหนุนที่ว่า แล้วก็ ถ้าผิดกฎระเบียบกระทรวงพาณิชย์จ่ายไม่ได้นะครับ ใครจ่ายคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมเหลือ ๒ นาที ผมมี เรื่องฝากท่านรัฐมนตรีนิดเดียวครับ🔗
ท่านรังสรรค์ คืออย่างนี้ครับ มันถามได้ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๓ คือผมอนุโลมสุดแล้ว ขอให้เรายึดข้อบังคับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรียังมีเวลาไปคุยกับท่านนอกห้องประชุมอีกทีหนึ่ง หรือไม่ก็ฝากเอกสาร ฝากอะไรท่านรัฐมนตรีได้ เพราะถ้าหากปล่อยเกินข้อบังคับมากไปประธานก็ผิด ยังดีไม่มีใคร ประท้วงอยู่ห้องนี้ ถ้าเป็นห้องใหญ่จะถูกประท้วง หวังว่าท่านรังสรรค์คงเข้าใจ ผมก็ให้เวลา เต็มที่แล้ว ก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่ให้เกียรติกับกระทู้ถาม แยกเฉพาะของพวกเรา🔗
ระเบียบวาระต่อไป เนื่องจากว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คือ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นผู้ถูกตั้งถามในกระทู้ถามที่ ๑.๓.๖ และมีผู้สนับสนุนข้อมูล ชุดเดียวกัน ดังนั้นผมจึงขอปรึกษาที่ประชุมเพื่อนํากระทู้ถามตามระเบียบวาระที่ ๑.๓.๖ ขึ้นมาพิจารณาต่อจากกระทู้ถามเรื่องนี้ เพราะว่าท่านรัฐมนตรีก็อยู่ที่นี้แล้ว ผู้ร่วมชี้แจง สนับสนุนข้อมูลก็อยู่ตรงนี้แล้ว เพราะฉะนั้นก็เลยถามว่าผู้ตั้งกระทู้ถามและผู้ตอบ ไม่ขัดข้องนะครับ🔗
ถ้าไม่ขัดข้อง ผมก็จะได้ดําเนินการต่อไปนะครับ🔗
๑.๓.๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๑๐๙ เรื่อง ขอให้พิจารณาและทบทวน มาตรการช่วยเหลือล้งและนายทุนผู้ส่งออกผลไม้ เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรชาวสวนผลไม้ (นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์🔗
ก็เป็นลักษณะ ของกระทู้ใกล้เคียงกันกับเมื่อสักครู่นี้ และในห้องประชุมก็สังเกตเห็น มีท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรมาให้กําลังใจด้วย คือท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร🔗
ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ ผู้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องจากกรมการค้าภายใน ตามรายชื่อที่ผมได้แจ้งไปแล้ว เข้าร่วมสนับสนุน ข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นจึงขอเชิญท่าน ส.ส. ญาณธิชา บัวเผื่อน ได้ถาม และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมตอบ เชิญคุณญาณธิชาครับ🔗
เรียนท่านประธาน แล้วก็เรียน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคก้าวไกล เขต ๓ ก็ประกอบไปด้วย อําเภอสอยดาว อําเภอโป่งน้ําร้อน อําเภอมะขาม และอําเภอขลุง ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นประเด็นต่อเนื่องกับเมื่อสักครู่นี้ คือจังหวัดของดิฉันหรือว่าภาคตะวันออกก็มีในเรื่องของลําไยเหมือนกัน แล้วก็ไม่ใช่แค่ ภาคเหนือที่มีลําไยเท่านั้น ทีนี้จากสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ผ่านมาทําให้ทุกภาคส่วน ก็ประสบปัญหากันไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ภาคเกษตร ในพื้นที่ของดิฉันผลไม้ตัวแรกเลยที่ได้รับ ผลกระทบก็คือลําไยนี่ละค่ะ แล้วก็ลําไยมันเป็นช่วงที่ผลผลิตกําลังออกพอดีในช่วงที่ ไวรัสโควิด (COVID) ระบาดที่ประเทศจีน เพราะฉะนั้นตอนนั้นมันก็ส่งออก คือล้งก็เอาไปขาย ลําบากด้วย ทีนี้พอเอาไปขายลําบากเขาก็ไม่ซื้อ นอกจากจะมีผลกระทบในเรื่องของ การแพร่ระบาดของโควิด (COVID) แล้ว ในช่วงที่ผ่านมาก็ยังประสบกับปัญหาภัยแล้งด้วย เพราะฉะนั้นก็เรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ํากรรมซัดกันเลยทีเดียว เกษตรกรก็ประสบกับปัญหา หนักมาก ถ้าท่านประธานได้ดูข่าวก็จะพบว่าภัยแล้งมันก็เดือดร้อนหนักมากจริง ๆ เพราะว่า ลําไยมันตาย ดิฉันว่ามันเป็น ๑,๐๐๐ ไร่เลยในพื้นที่ของดิฉัน ทีนี้ไม่ใช่แค่ลําไยเท่านั้น ก็ยังมี ทุเรียน ก็ยังมีมังคุด แต่ทุเรียนดูเหมือนว่าจะราคาดีก็เลยยังไม่ค่อยประสบปัญหา แต่ว่ามังคุด ในช่วงที่ผ่านมาก็ประสบกับปัญหาตกต่ํา ทีนี้เข้าใจว่ากระทรวงพาณิชย์เองก็ออกมาตรการ มาหลาย ๆ อย่างเพื่อที่จะช่วยเหลือเกษตรกร แล้วก็ผู้ส่งออกในช่วงโควิด (COVID) ทีนี้มาตรการดิฉันสนใจใน ๒ มาตรการ ก็คือมาตรการในเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ได้มีการ ช่วยเหลือล้งตามที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจงเมื่อสักครู่ว่าล้งช่วยเหลือกิโลกรัมละ ๓ บาท แล้วก็ผู้ส่งออกช่วยเหลือกิโลกรัมละ ๕ บาท รายละไม่เกิน ๒๐๐ ตัน ซึ่งตัวดิฉันเองและ ประชาชนในเขตดิฉันก็ร้องเรียนเข้ามาว่ามาตรการนี้อาจจะไม่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรจริง แต่เป็นมาตรการช่วยเหลือล้งและผู้ส่งออก โดยที่ถ้าเกิดว่าสนับสนุนเงิน ๓ บาท ๕ บาทตรงนี้ ล้งหรือผู้ส่งออกก็อาจจะไม่ได้ขยับราคาในการซื้อขึ้น มันทําให้ไม่ได้ช่วยพยุงราคารับซื้อ ผลไม้เลย ทีนี้มาตรการนี้มันก็ดูเหมือนว่าเป็นการช่วยเหลือนายทุนให้มีกําไรถึง ๒ ต่อ ประการแรกก็คือเพิ่มโอกาสให้ล้ง คือดูเหมือนว่ามาตรการนี้จะช่วยลดต้นทุนของล้งแล้ว ใช่ไหมคะ อันนี้คือ ๑ แล้ว แล้วก็ยังไม่ได้ช่วยให้ราคาในการรับซื้อมันสูงขึ้น เป็นการซ้ําเติม เกษตรกรชาวสวนผลไม้ โดยเฉพาะชาวสวนลําไยที่กําลังประสบปัญหาเศรษฐกิจแล้วก็ โรคระบาดไวรัสโควิด (COVID) อยู่ การที่รัฐนําเงินภาษีของประชาชนไปอุดหนุนล้งหรือ นายทุนผู้ส่งออก เหล่านี้ก็ทําให้พวกเขาได้มีกําไรที่เพิ่มขึ้นด้วย ดิฉันเข้าใจดีในสิ่งที่ ท่านรัฐมนตรีชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ว่าเราจําเป็นที่จะต้องมีล้งประเทศจีน แต่ดิฉันก็ยัง สงสัยว่าการที่ล้งประเทศจีนเข้ามาเราจะทําอย่างไรให้เกษตรกรมีอํานาจในการต่อรองกับ ล้งประเทศจีนด้วย ทีนี้คําถามก็คือว่าดิฉันอยากจะถามกระทรวงพาณิชย์ ถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่า กระทรวงพาณิชย์นั้นมีมาตรการอย่างไรที่จะทําให้มั่นใจได้ว่า การอุดหนุนล้งหรือการอุดหนุนนายทุนส่งออกผลไม้จะทําให้ราคารับซื้อผลไม้จากเกษตรกร ชาวสวนดีขึ้น เกษตรกรจะไม่ประสบกับปัญหาภาวะขาดทุน แล้วก็จะมีมาตรการควบคู่ อย่างไรเพื่อที่จะทําให้ล้งและนายทุนผู้ส่งออกผลไม้ที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐจะต้องรับซื้อ ผลไม้จากเกษตรกรชาวสวนลําไยหรือผลไม้อื่นในราคาที่ไม่ต่ํากว่าที่รัฐกําหนด หรือมีการ รับซื้อในราคาที่ไม่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ขอทราบรายละเอียดในคําถาม ข้อแรกก่อนค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรี ตอบครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอตอบกระทู้ถามเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่นะครับ ประเด็น ที่ท่านถามก็คือว่าการที่กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการช่วยล้งในเรื่องของการไปรวบรวมผลไม้ กิโลกรัมละ ๓ บาท และช่วยผู้ส่งออกที่ส่งออกผลไม้กิโลกรัมละ ๕ บาท รายละไม่เกิน ๒๐๐ ตันนั้นจะเป็นมาตรการที่ไปเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนหรือไม่ และจะมีส่วนช่วยให้ ราคาผลไม้ดีขึ้นได้อย่างไรถ้าทําอย่างนี้ ก็ขออนุญาตที่จะตอบครับว่า ประการที่ ๑ มันไม่ได้ ให้เฉพาะล้งนะครับ ๓ บาทที่รวบรวมผลไม้ ให้ทุกกลุ่มอย่างที่ผมตอบกับลําไยไปเมื่อสักครู่นี้ ให้ทั้งตัวเกษตรกรเอง ถ้ารวบรวมไว้เองก็ได้กิโลกรัมละ ๓ บาท กลุ่มเกษตรกร สถาบัน เกษตรกร วิสาหกิจชุมชนในรูปแบบทั้งหมด รวมทั้งเอกชนที่มาช่วยรวบรวม ไม่ว่าเอกชนนั้น จะชื่อล้งประเทศไทยหรือล้งประเทศจีน เพราะเราคิดว่าการรวบรวมก็คือการไปช่วยรับซื้อ ผลไม้จากเกษตรกร เป็นการดูดซับผลผลิตในประเทศให้น้อยลง ราคามันจะได้มีโอกาส มีโอกาสกระเตื้องขึ้นตามกลไกการตลาด การส่งออกก็เช่นเดียวกัน เพราะการบริโภค ในประเทศมันไม่พอที่จะดูดซับผลผลิตทั้งหมดได้ จําเป็นต้องมีการส่งออก เพราะฉะนั้น การอุดหนุนผู้ส่งออก ซึ่งผู้ส่งออกที่ว่าไม่จําเป็นต้องเป็นเอกชน จะเป็นเกษตรกรเอง กลุ่มเกษตรกร สถาบันเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนอย่างที่ผมเรียนในรูปแบบใดก็ได้ ถ้าสามารถเอาผลไม้ไปไว้เมืองนอกได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผลไม้ในประเทศมีแนวโน้ม มีโอกาส ราคาดีขึ้น เราก็ช่วยอุดหนุนให้ ถ้าดูจากกลไกทั้งระบบ อันนี้ก็จะเห็นว่าเพื่อผลทั้งหมดไปตกกับ เกษตรกรเป็นด้านหลัก และไม่มีข้อจํากัดบังคับ อันนี้ก็คือหลักที่อยากกราบเรียนกับ ท่านประธาน และมาตรการทั้งหมดนี้ไม่ใช่อยู่ ๆ กระทรวงพาณิชย์ไปคิดคนเดียว แต่เป็นมติ ร่วมกันจากการที่เราไปประชุมในพื้นที่ปลูกผลไม้มากที่สุด โดยเฉพาะที่จังหวัดจันทบุรี พื้นที่ ของเพื่อนสมาชิกที่ตั้งกระทู้ถาม เรามีข้อสรุปร่วมกันหลายข้อ หลายมาตรการ วันนั้นผมก็ไป ด้วยตัวเองด้วย แล้วก็ได้ข้อสรุปมา นี่เป็นหนึ่งในมาตรการนั้นที่กําหนดร่วมกันหลายรอบ ว่าเราอยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ในการช่วยให้ราคาผลไม้ดีขึ้นไปได้บ้าง ไม่ถึงกับ ตกต่ํา อย่างน้อยนี่เป็นหนึ่งในมาตรการพยุง มันคงใช้ห่วงหลายอัน อย่าให้จมน้ํา นี่เป็นห่วง หนึ่งอันที่โยนไปให้เกษตรกร แต่ต้องมีมาตรการอื่น ๆ เข้ามาช่วยเติมด้วย และเป็นมาตรการ ตกลงร่วมกัน อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตที่จะเรียนเบื้องต้น เพราะคิดว่าท่านคงมีคําถามอีก🔗
เชิญท่าน ญาณธิชาครับ🔗
เรียนท่านประธานนะคะ ตามที่ ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านบอกว่าเงินสนับสนุนให้ทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะกลุ่มที่ เป็นล้งเท่านั้น แต่ว่าถ้าเกษตรกรรวมตัวกันได้ก็สามารถที่จะให้เกษตรกรที่เป็นผู้รวบรวมด้วย ใช่ไหมคะ ทีนี้โดยข้อเท็จจริงมันก็ปรากฏว่าเกษตรกรยากมากที่จะรวมตัวกัน แล้วก็เป็นผู้ที่ เก็บรวบรวมผลไม้แล้วก็ส่ง ทีนี้ดิฉันก็อยากที่จะทราบว่าถ้าสมมุติว่ามันเป็นงบประมาณ ที่อุดหนุนเข้าไปแบบนี้ คือผลประโยชน์นี้มันจะตกถึงเกษตรกรเท่าไร กี่บาท และถามรวบ ไปเลยว่าเมื่อสักครู่ท่านก็บอกแล้วว่าเราจําเป็นที่จะต้องมีล้งประเทศจีน ดิฉันอยากถาม กระทรวงพาณิชย์ว่าท่านมีมาตรการอย่างไรที่จะทําให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้มีอํานาจ ในการต่อรองกับล้งและนายทุนเพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพราะว่าโดยข้อเท็จจริงมันก็ ปรากฏว่าล้งเขาสามารถที่จะจับมือกันคุยกันได้ทุกล้ง แต่ว่าเกษตรกรชาวสวนไม่สามารถที่จะ ทําอย่างนั้นได้ ดังนั้นเราจะสามารถที่จะมีอํานาจในการต่อรองอย่างไรกับผู้รวบรวม หรือล้งเหล่านี้ แล้วก็อีกข้อหนึ่งที่ดิฉันอยากจะฝากท่านรัฐมนตรีไป ในส่วนที่เมื่อสักครู่ ท่านก็ได้ตอบคําถามไปแล้วว่าในเรื่องของแรงงานมันมีการขาดแคลนแรงงานในการเก็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลําไยในภาคตะวันออกซึ่งก็คือจังหวัดจันทบุรี ที่ลําไยจะออกมาในช่วง เดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ถ้ารัฐมนตรีจําได้ ดิฉันเคยคุยกับท่านรัฐมนตรีในสภา ปรึกษาปัญหานี้ เมื่อ ๒ เดือนที่แล้วว่าถ้าหากว่าในช่วงของเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ไม่สามารถที่จะอนุญาต ให้แรงงานกลับมาเก็บลําไยได้ ซึ่งแรงงานที่จะใช้ต้องเป็นแรงงานที่มีทักษะเฉพาะ ไม่สามารถ ที่จะเอาแรงงานอื่นมาทดแทนได้ ถ้ามันไม่สามารถที่จะอนุญาตให้เขาเข้ามาได้จะทํา อย่างไรกันคะ อันนี้ก็คืออย่างที่บอกว่าเก็บไม่ได้ เกษตรกรตายแน่นอน อันนี้ฝากปัญหานี้ ไปยังท่านรัฐมนตรีอีกรอบหนึ่งนะคะ ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรี ตอบครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ผู้ถามกระทู้บอกว่าข้อเท็จจริงเกษตรกร รวมตัวกันยากมาก ผมก็คิดว่าก็ไม่ง่าย ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบ้านนอกเหมือนกัน เข้าใจดี รู้จักเกษตรกรดี แต่ว่าสุดท้ายการรวมกลุ่มเป็นเรื่องจําเป็น เพราะถ้าไม่รวมกลุ่ม แยกกันขาย อํานาจต่อรองไม่มีหรอกครับ สู้ล้งไม่ได้ สู้คนที่จะมารวบรวมผลผลิตไม่ได้ เพราะฉะนั้น เกษตรกรต้องรวมตัวกัน และนี่คือหนึ่งในมาตรการเดียวที่จะช่วยเพิ่มอํานาจต่อรองที่เห็นชัด เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเกษตรกรเองด้วย แล้วก็ขึ้นอยู่กับ ส่วนราชการและผู้เกี่ยวข้องด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็มีส่วนในการที่จะเข้าไป มีบทบาทได้ ในการส่งเสริม ชักจูง ชี้แจง ทําความเข้าใจให้เกษตรกรได้รวมตัวกัน ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทําความเข้าใจได้เกษตรกรก็พร้อมจะรวมตัวกัน ติดขัดปัญหา อะไรก็มาตั้งกระทู้ถามอย่างนี้ได้ แล้วก็ขอให้ส่วนราชการเข้ามาช่วยเสริม อันนี้ขอให้ช่วยทํา ผมก็ช่วยทําทางหนึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ช่วยทําทางหนึ่ง เกษตรกรจะได้แข็งแกร่งขึ้น🔗
ประการที่ ๒ ก็คือถ้าติดขัดปัญหาถูกกดราคา มีปัญหา ผมตอบไปแล้ว เมื่อสักครู่ เรามีคณะกรรมการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน พาณิชย์จังหวัด เป็นเลขานุการ เพราะฉะนั้นตรงนั้นจะเป็นที่รับเรื่องที่จะต้องเข้ามาช่วยดู สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรก็มีหน้าที่ นี่เป็นหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องประสาน หน่วยราชการทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ละเลยไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นว่าเกษตรกร ถูกกดราคา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องรีบบอกผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องรีบบอก พาณิชย์จังหวัด บอกเกษตรจังหวัดให้ไปช่วยจัดการ อย่าปล่อยไป เพราะถ้าปล่อยไปคนที่ รับกรรมคือเกษตรกร แล้วถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ทํามาฟ้องรัฐมนตรี มาฟ้องนายกรัฐมนตรี มาฟ้องในสภาเหมือนที่ทําอยู่นี้ดีแล้วครับ เดี๋ยวจะไปช่วยจัดการให้ด้วยส่วนหนึ่ง นอกจากนั้น ท่านถามเรื่องตลาด เมื่อสักครู่ผมขออนุญาตเรียนว่านอกจากการรวมกลุ่มเพิ่มอํานาจ ต่อรองแล้ว สิ่งที่จะเป็นทางออกอีกอันหนึ่งอยากให้เกษตรกรมีโอกาสขายโดยตรงถึงมือ ผู้บริโภค ระบบที่ดีที่สุดที่เป็นนิวนอร์มัล (New Normal) ตอนนี้คือขายออนไลน์ (Online) อย่าคิดว่าเกษตรกรไม่มีศักยภาพนะครับ ตอนนี้สหกรณ์ กลุ่มสหกรณ์จํานวนมากรวมกลุ่มกัน แล้วขายออนไลน์ (Online) ประสบความสําเร็จได้ราคาดี ตัดพ่อค้าคนกลางออกไป อันนี้ ก็จะมีส่วนช่วย ถ้าสมมุติว่ายังมีกลุ่มเกษตรกรกลุ่มไหนยังขาดศักยภาพความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องนี้รวบรวมมา เดี๋ยวกระทรวงพาณิชย์ไปอบรมให้ ตอนนี้กําลังอบรมทั่วทั้งประเทศ ให้เขามีศักยภาพในการค้าออนไลน์ (Online) ทั้งค้าในประเทศและค้าต่างประเทศ อันนี้ ก็ฝากด้วย🔗
สุดท้ายเรื่องแรงงาน ทั้งพูดเรื่องการขาดแคลนแรงงาน อันนี้เป็นเรื่องจริง จังหวัดจันทบุรีก็เป็นจังหวัดที่ประสบปัญหามาก ผมตอนไปประชุมท่านผู้ว่าราชการจังหวัด จันทบุรีก็อยู่ ท่าน ส.ส. ก็อยู่ ก็อยู่ด้วยกัน ขออภัยท่านประธาน ก็อยู่ด้วยกันก็แก้ปัญหา ด้วยกัน แล้วก็บอกว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเข้าไปช่วยดู ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ก็กุลีกุจอช่วยจัดการเรื่องนี้ สุดท้ายสิ่งที่วันนั้นที่ประชุมเรียกร้องคืออยากได้แรงงานข้ามเขต เพราะแรงงานบางทีมันผ่านจังหวัดหนึ่งมา แล้วก็กว่าจะเข้ามาถึงจังหวัดจันทบุรีได้มันต้อง ข้าม ๑ ๒ ๓ ๔ จังหวัด ก็เลยเป็นปัญหา แล้วผมก็คุยกัน ผมก็เอาเข้าที่ประชุม ศบค. หลายเดือนมาแล้วครับ ขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยช่วยสั่งผู้ว่าราชการจังหวัด ให้หาช่องทางอนุญาต เพราะอํานาจเต็มมันเป็นของผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว ตอนนี้เนื่องจาก มีพระราชกําหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน สุดท้ายปลัดกระทรวงมหาดไทยก็สั่งการไป แล้วเข้าใจ ว่าทางจังหวัดจันทบุรีสามารถคลี่คลายปัญหาได้แล้วระดับหนึ่ง ให้สามารถใช้แรงงานข้ามเขต เข้ามาช่วยเก็บผลไม้ได้ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ถ้ายังติดปัญหาอะไรอยู่อีกก็แจ้งให้ผมทราบ จะช่วยกําชับไปอีกแรงหนึ่ง เพราะอันนี้จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยเกษตรกรได้ในเรื่อง การเก็บผลไม้นะครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นะครับ ขอบคุณคุณญาณธิชาที่นําเอาปัญหาของ พี่น้องประชาชนเข้าสู่ห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะของพวกเรา ก็ถือเป็นการถามตอบกระทู้ถาม แยกเฉพาะ ๑.๓.๖ นะครับ🔗
ที่ประชุมครับ เนื่องจากกระทู้ถามที่ ๑.๓.๔ ผู้ตั้งกระทู้ถามต้องถามกระทู้ถาม ทั่วไปอยู่ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นผมขอปรึกษาที่ประชุม ขอนํากระทู้ถามที่ ๑.๓.๕ ขึ้นมาพิจารณาต่อจากกระทู้ถามเรื่องนี้ ผู้ตั้งกระทู้ถามและผู้ตอบคงไม่มีอะไรขัดข้อง นะครับ🔗
๑.๓.๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๑๐๘ เรื่อง ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุ บนถนนสายบ้านด่าน อําเภอราศีไศล-บ้านเมืองน้อย อําเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ (นางผ่องศรี แซ่จึง เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม มอบหมายให้ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม เป็นผู้ตอบ🔗
ในการนี้ เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม สนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะดังนี้นะครับ ๑. นายสืบพงษ์ ไพศาลวัฒนา ผู้อํานวยการสํานักอํานวยความปลอดภัย ๒. นายเปรมวุฒิ จันทร์ธนวงศ์ วิศวกรโยธา ชํานาญการ ๓. นายปรมินทร์ เอนกแสน วิศวกรโยธาปฏิบัติการ ๔. นางสาวอุษนิศา จิกยอง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชํานาญการ ๕. นางสาวชฎาพร สุขแจ่ม นักวิเคราะห์นโยบาย และแผนปฏิบัติการ และผมก็ได้อนุญาตให้นางสุพรรณ สุโพธิ์ ประชาชนผู้มีส่วนร่วม ได้เข้าร่วมรับฟังการตอบกระทู้ถามด้วยนะครับ🔗
ทั้งนี้ ก็ต้องขอความร่วมมือจากผู้ได้รับอนุญาตที่ให้เข้าฟังการประชุมได้กรุณา ปฏิบัติตามระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยการอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าฟังการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔ ซึ่งกําหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตเข้าฟังการประชุม สภาผู้แทนราษฎรอยู่ในความสงบ ห้ามแสดงกิริยาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือกล่าววาจา หรือส่งเสียงใด ๆ หรือกระทําการใด ๆ อันเป็นการรบกวนขัดขวางการประชุม สภาผู้แทนราษฎร และห้ามใช้เครื่องมือ วัสดุหรืออุปกรณ์สื่อสารใด ๆ เพื่อบันทึกภาพ บันทึกเสียง หรือกระทําการใด ๆ ที่เป็นการถ่ายทอดการประชุมสู่บุคคลภายนอกนะครับ ต่อไปเชิญท่านผ่องศรี แซ่จึง ได้ถามนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางผ่องศรี แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๘ ซึ่งมีอําเภอราษีไศล อําเภอศิลาลาด อําเภอยางชุมน้อย อําเภอบึงบูรพ์ และอําเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ ท่านประธานคะ ดิฉันมีปัญหาที่จะถามท่านรัฐมนตรีเป็นปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนถนน สายบ้านด่าน อําเภอราษีไศล-บ้านเมืองน้อย อําเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ปัจจุบันนี้ สถิติการเกิดอุบัติเหตุบนถนนสาย ทล.๒๐๘๖ กิโลเมตรที่ ๔๙+๐๐๐ ถึงกิโลเมตรที่ ๕๔+๐๐๐ ช่วงระหว่างบ้านด่าน อําเภอราษีไศล-บ้านเมืองน้อย อําเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก โดยข้อมูลจากการปฏิบัติตามโครงการกวดขันวินัยจราจรและลด อุบัติเหตุทั่วประเทศในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ เกิดอุบัติเหตุรวมกันทั้งสิ้น ๒๒๑ ราย เสียชีวิต ๖ ราย ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ เกิดอุบัติเหตุจํานวน ๙๓ ราย เสียชีวิต ๓ ราย ซึ่งอุบัติเหตุเกิดบนถนนสายนี้จํานวน ๕๖ ราย เกือบเป็นร้อยละ ๒๐ ของการเกิดอุบัติเหตุทั้งหมดของอําเภอราษีไศล ทําให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สินและ ทางด้านจิตใจอย่างประมาณค่ามิได้ เพราะรวมแล้วจะเสียชีวิตทั้งหมดประมาณ ๒๐ ราย สาเหตุสําคัญก็คือถนนสายนี้แคบค่ะ ท่านประธานขอภาพด้วยนะคะ🔗
ถนนสายนี้แคบมาก แล้วก็ไม่มีไหล่ทาง มีแต่ต้นไม้เต็มไปหมดเลย แล้วก็มีสะพาน ๒ ตัวที่แคบมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ แล้วก็มีทางโค้งที่ลาดชันมากอีก ๑ แห่ง โค้งมาก ๆ เลย โค้งนี้มันจะเป็นโค้งที่เกิดอุบัติเหตุ บ่อยจริง ๆ นับตั้งแต่ต้นมาเลยค่ะ เขาเรียกว่าโค้งบ้านยาง นี่ก็คือสภาพของสะพาน แล้วก็ ไหล่ทางจะเป็นแบบนี้เลยตลอดสายทางจนถึงอําเภอยางชุมน้อย เพราะฉะนั้นถนนสายนี้ เป็นถนนที่เห็นเมื่อสักครู่นี้มีทางลาดชันมาก ๑ แห่ง มีสะพาน ๒ แห่ง แล้วก็มีเสาไฟบางช่วง เท่านั้นเอง และที่สําคัญก็คือเกิดอุบัติเหตุกับรถทุกประเภทเลยค่ะ ตั้งแต่รถ ๑๘ ล้อ ๑๐ ล้อ ๖ ล้อ ๔ ล้อ จักรยาน หรือแม้แต่คนเดินเท้า คนอุ้มท้องก็ยังเสียชีวิต พระก็เสียชีวิตตรงนี้ ๒ รูป เมื่อครั้งสุดท้ายเกิดอุบัติเหตุชนกัน ประมาณ ๒ ทุ่มค่ะฝนตก ท่านประธานเชื่อไหมว่า ต้องไปเกณฑ์ชาวบ้านมาหาขา ขาของคนเสียชีวิต ซึ่งมันกระเด็นเข้าไปในป่า แล้วก็ลูก ของเขาอายุ ๑ ปีเท่านั้นเอง หาขาหาแขนด้วยนะคะ นี่คือสิ่งที่เราสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ถนนสายนี้แนวโน้มที่คนจะใช้สัญจรไปมาเยอะขึ้น เพราะว่าถ้าไปถึงสี่แยกบ้านดอนไม้งาม จะแยกไปทางค้อวัง จังหวัดยโสธร ถ้าแยกขวาก็จะเข้าจังหวัดศรีสะเกษ ถ้าตรงไปก็จะเป็น อําเภอกันทรารมย์ และเข้าจังหวัดอุบลราชธานี ถ้ามาทางอําเภอราษีไศลก็จะไปทาง จังหวัดร้อยเอ็ดค่ะ เพราะฉะนั้นเป็นถนนที่เชื่อม แล้วก็รถจะเยอะมาก ช่วงหลังนี้รถจะเยอะขึ้น เพราะฉะนั้นกําลังคิดว่าถ้าหากว่ามีการขยายช่องจราจรออกเป็น ๘ ช่องทางแล้วจัดทําไหล่ทาง ขยายสะพานให้กว้างขึ้นจะทําให้เกิดการเดินทางสะดวก ลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุ แล้วยัง จะส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว รวมทั้งการขนส่งสินค้าพืชผลทางการเกษตร ให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ท่านประธานคะถนนสายนี้ ตําบลที่อยู่ฝั่งนี้เป็นตําบล ที่ปลูกหอม ปลูกกระเทียม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของทั้งอําเภอยางชุมน้อย และโซน (Zone) นี้ ของอําเภอราษีไศล ตําบลส้มป่อย ตําบลไผ่ ตําบลหนองหมี ตําบลเมืองแคน อําเภอยางชุมน้อย ไม่ต้องพูดถึง เพราะฉะนั้นการขนสินค้าพวกนี้จําเป็นที่ต้องใช้ถนนสายนี้ เพราะฉะนั้นจึงขอเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมผ่านท่านประธานว่า ข้อที่ ๑ กระทรวงคมนาคม มีนโยบาย และแนวทางการป้องกันแก้ไขการเกิดอุบัติเหตุบนถนนสายนี้อย่างไร ขอทราบรายละเอียด ในเบื้องต้นก่อนค่ะ🔗
ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้มาตอบกระทู้ถามของผู้ทรงเกียรติก็คือท่าน ส.ส. ผ่องศรี แซ่จึง ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณ ที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยพ่อแม่พี่น้องชาวศรีสะเกษที่ใช้รถใช้ถนน ผมขออนุญาตเข้าเรื่องเลย แล้วกันนะครับ เพราะว่าสิ่งที่ท่านถามคําถามแรกก็คือเรื่องความปลอดภัยบนถนน ก็คือ ทางหลวงหมายเลข ๒๐๘๖ เส้นบ้านด่าน-บ้านเมืองน้อย เป็นเส้นที่ท่านกล่าวถึง โดยเฉพาะ ในภาพที่ท่านยกมาก็คือช่วง กม. ๔๙ ถึง กม. ๕๔ เป็นระยะทาง ๕ กิโลเมตร ตรงนี้ก็ถูกต้อง เหมือนตามภาพที่ท่านสมาชิกมาบอกก็คือไหล่ทางแคบ ตรงนี้ก็ต้องกราบเรียนว่าตัวเลข อุบัติเหตุก็ตรงกันนะครับว่าที่ผ่านมามีถึง ๕๖ ครั้ง ตัวเลขหลัก ๆ อุบัติเหตุก็เกิดจากการ เบียดกันของไหล่ทาง โดยเฉพาะเวลาที่มีรถมา แล้วก็มีรถจักรยานยนต์ประกบข้าง แล้วยิ่งมีการแซงกันระหว่าง ๒ เลน (Lane) ช่วงนี้ก็จะทําให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยครั้งนะครับ แต่ทางกระทรวงคมนาคมเองเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทางกรมทางหลวงเรานะครับ ตอนนี้ก็ต้อง บอกท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเบื้องต้นว่าตอนนี้เราก็ได้เตรียมโครงการที่จะขยายไหล่ทางไว้ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ส่วนในเบื้องต้นนี้กรมทางหลวงเอง กระทรวงคมนาคมเอง เราก็จะพยายาม ทั้งป้ายสัญลักษณ์จราจรหรือขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตํารวจ ผู้นําท้องถิ่นต่าง ๆ ในการที่จะมาช่วยกันรณรงค์ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ทําสัญลักษณ์แล้วก็ต้อง มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดว่าช่วงนี้ช่วงยังที่ไม่ได้ดําเนินการก็ไม่ให้มีการ ใช้ความเร็วเกินกําหนดนะครับ ผมก็ขออนุญาตตอบคําถามแรกก่อน เรื่องการป้องกัน อุบัติเหตุเบื้องต้นครับ🔗
เชิญครับ เชิญท่านผ่องศรี🔗
ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตถาม คําถาม ข้อ ๒ และ ข้อ ๓ รวบเลยนะคะ🔗
ได้ครับ🔗
ข้อ ๒ ที่จริงท่านก็ได้ตอบไปบ้างแล้วล่ะ แต่เอาใหม่ให้ชัด ๆ ค่ะ พี่น้องประชาชนจะได้ฟังด้วย กระทรวงคมนาคมมีนโยบาย ที่จะดําเนินการขยายถนนดังกล่าวเป็น ๔ ช่องจราจร รวมถึงการจัดทําไหล่ทางเมื่อไร อย่างไร ตลอดจนการขยายสะพานด้วย เพราะว่าอยู่ในเส้นทางเดียวกันค่ะท่านประธาน ชัด ๆ อีกครั้งหนึ่ง ดิฉันจะได้อัดเทปแล้วไปบอกพี่น้องแถวนั้นนะคะ เพราะว่าความจําเป็นนี้ เขาร้องเรียนดิฉันมาแล้วก็เลยไปสํารวจ แต่ที่จริงรู้แล้วล่ะ เพราะข้อมูลอุบัติเหตุนี้เอามาจาก ตํารวจค่ะ ท่านประธานขอขอบคุณค่ะ🔗
ท่านผ่องศรี ไม่อัดเทปหรอกครับ บอกพี่น้องรอชมหลังจากห้องประชุมใหญ่ปิดประชุม ก็จะถ่ายทอด เรื่องนี้ทั้งหมด และออกอากาศ ๒ วันติดต่อกันด้วยทั้งวันพุธ วันพฤหัสบดี เชิญท่านรัฐมนตรี ต่อครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ตอบคําถามก็ชัด ๆ เหมือนกันว่า การขยายช่องทางจราจรไม่ว่าจะเป็น ๔ เลน (Lane) หรือ ๘ ช่องทางจราจร เบื้องต้นกรมทางหลวงได้ลงไปสํารวจ เนื่องจากว่า เกณฑ์ในการขยายเป็นช่อง ๔ จราจรก็คือต้องมีปริมาณการจราจรเฉลี่ยตั้งแต่ ๘,๐๐๐ คัน ต่อวันขึ้นไป แล้วกรมทางหลวงได้ไปสํารวจแล้วตรงนี้ยังไม่ถึงเกณฑ์ก็เลยตอบคําถาม ข้อแรกว่าในการขยายยังไม่สามารถทําได้ตอนนี้ แต่สิ่งที่กระทรวงคมนาคมโดยกรมทางหลวง จะทําให้ในปี ๒๕๖๕ ก็คือเราจะขยายไหล่ทางจากปัจจุบัน ๑ เมตรเพิ่มเป็น ๒.๕ เมตร ซึ่งตรงนี้ผมก็เชื่อว่าก็จะช่วยลดอุบัติเหตุลงได้ในระดับหนึ่งนะครับ อันนี้เป็นงบประมาณ ทั้งสิ้นประมาณ ๕๐ ล้านบาท อันนี้ก็ตอบอย่างชัดเจนครับ🔗
ขอบพระคุณค่ะ ไม่ถามต่อแล้วค่ะ พอใจแล้วค่ะ🔗
ก็ถือว่า เป็นการถามตอบกระทู้ของท่านผ่องศรี แซ่จึง เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานครับ ขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติม เมื่อสักครู่นี้ผมลืมพูดไป ท่านถามมาเรื่อง สะพานด้วยครับ เพราะว่าสะพานกับถนนก็อยู่ในช่วง ๕ กิโลเมตรเหมือนกัน ฉะนั้นการ ขยายถนนก็จะขยายสะพานไปด้วยกันเลย แล้วก็ในอนาคตถ้าการจราจรตรงนี้หนาแน่น มากขึ้น ได้ถึงเกณฑ์ ทางกระทรวงคมนาคมก็จะพิจารณาศึกษาดูว่าเราก็จะขยายเป็น ๔ เลน (Lane) ต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗
ต้องขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีอธิรัฐที่ให้เกียรติตอบกระทู้ถามเฉพาะของพวกเราครับ🔗
๑.๓.๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๑๐๗ เรื่อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์ในจังหวัดพิษณุโลกและกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง (นายเกษมสันต์ มีทิพย์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม มอบหมายให้ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบ🔗
ในการนี้เพื่อประโยชน์ ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุน ข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะดังนี้ ๑. นายพรชัย พัฒนาพงษ์สถิตย์ หัวหน้ากลุ่ม พัฒนาและส่งเสริมการขนส่งและจราจรพื้นที่ ๑ (ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) สํานักส่งเสริมระบบการขนส่งจราจรในภูมิภาค ๒. นางสาวศิริรัตน์ อิฐรัตน์ นักวิเคราะห์ นโยบายและแผนชํานาญการ สํานักแผนงาน ๓. นางสาวกฤติกา บูรณะดิษ นักวิเคราะห์ นโยบายและแผนชํานาญการพิเศษ ขอเชิญท่านเกษมสันต์ มีทิพย์ ได้ถาม แล้วก็ปรากฏว่า มีท่าน ส.ส. มาร่วมให้กําลังใจในการถามตอบกระทู้ถามเฉพาะครั้งนี้ด้วย ท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ เชิญท่านเกษมสันต์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายเกษมสันต์ มีทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล แบบบัญชีรายชื่อ จากจังหวัดพิษณุโลก ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุวาระ กระทู้ของผมเข้าเป็นวาระในการประชุม แล้วก็ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคมที่ได้มาตอบกระทู้ในวันนี้ กระทู้ถาม เรื่อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านโลจิสติกส์ในจังหวัดพิษณุโลกและกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก เป็นจังหวัดที่มีความสําคัญของภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งในปัจจุบันจังหวัดพิษณุโลกอยู่ในกลุ่ม จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ๑ ซึ่งประกอบไปด้วยจังหวัดตาก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดเพชรบูรณ์ และได้มีภาคเอกชนได้รวมตัวกันเพื่อที่จะพัฒนาและ ผลักดันโครงการต่าง ๆ ของกลุ่มจังหวัดมากมาย เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ก็ได้มีกลุ่ม เอกชนที่ได้มีการรวมตัวกันของกลุ่มการค้า เรียกว่าหอการค้าของฝั่งทางเมียนมาร์ก็คือ ทางเมาะลําไย แล้วก็ทางหลวงพระบาง แล้วก็แขวงไซยะบุรี รวมตัวกันตั้งขึ้นมาเป็นไลเม็ก (LIMEC) หลวงพระบาง อินโดจีน เมาะลําไย อีโคโนมิก คอริดอร์ (Luangprabang- Indochina-Mawlamyine Economic Corridor) ซึ่งก็เป็นความเชื่อมโยงกันของกลุ่ม การค้าของ ๓ ประเทศ แล้วก็ในกลุ่มนี้ในมติคณะรัฐมนตรีที่จังหวัดเพชรบูรณ์ที่ผ่านมา ก็ได้บรรจุเข้าไปอยู่ในแอกเม็กส์ (ACMECS) แต่ว่าอันนี้ไม่มั่นใจว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว จังหวัดพิษณุโลกก็ยังมีโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ มากมายที่มีความจําเป็นที่จะต้องพัฒนา แล้วก็ต้องได้รับการขยายถนน อย่างเช่นจะมีโครงสร้าง ตามรูปก็จะเป็นประมาณนี้ อันนี้ จะเป็นแนวที่ผมคุยกับทางนักวิชาการ คือท่านอาจารย์บุญทรัพย์ เป็นคณบดีคณะโลจิสติกส์ (Logistics) ก็จะเป็นแนวประมาณประตูภาคตะวันออกกับประตูภาคตะวันตก จะมีด่านภูดู่ ที่ติดกับประเทศลาวอยู่ แล้วก็มีด่านแม่สอด เพราะในอนาคตทางกระทรวงคมนาคม มีโครงการที่จะผลักดันสามารถที่จะเป็นระบบรางได้หรือไม่🔗
ผมขอถามให้กลุ่มภาคเหนือจังหวัดตอนล่างเลยนะครับ ก็จะเป็นถนน ทางหลวงหมายเลข ๑๑๕ จังหวัดกําแพงเพชรไปจนถึงแยกปลวกสูงตรงจังหวัดพิจิตร แล้วก็ มีทางเลี่ยงเมืองจังหวัดพิจิตร แล้วก็จะมีทางหลวงหมายเลข ๑๑๕ ที่ไปแยกของอําเภอสากเหล็ก ตรงนี้ยังเป็นทาง ๒ เลน (Lane) อยู่ ก็จะสอบถามว่ามีโครงการที่จะขยายเป็น ๔ เลน (Lane) ในอนาคตหรือไม่ แล้วก็ภาพแดง ๆ พวกนี้ เส้นสีแดงจะเป็นเส้นที่ผ่านในจังหวัดพิษณุโลก ยังเป็นทางที่ยังมีความต้องการขยายให้เป็น เขาเรียกว่าเต็มเขตทางไปจนถึงเส้นหมายเลข ๑๒๖ ก็คือเส้นรอบเมือง เส้นเลี่ยงเมืองพิษณุโลก แล้วก็จุดที่วง ๆ มาก็จะมีปัญหารถติดขัด เพราะว่าเป็นเส้นที่จริง ๆ แล้วใช้สําหรับข้ามภูมิภาค แต่ว่ายังเป็นเส้นที่ยังเป็นไฟแดงอยู่ ซึ่งผมมองว่าถ้าเกิดเราต้องการพัฒนาให้มีการพัฒนามากขึ้นควรที่จะต้องเป็นโอเวอร์พาส (Over pass) หรือว่าเป็นสะพานข้ามอะไรอย่างนี้ครับ แล้วก็เส้นจุดประ เส้นจุดประพวกนี้ เป็นเส้นที่ผมมองว่าถ้าเกิดว่ามีการตัดถนนหรือว่ามีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามทางเหล่านี้ จะสามารถที่จะช่วยบรรเทาการจราจร แล้วก็ช่วยเรื่องของการเขาเรียกว่าการสร้างให้เมือง มีการพัฒนามากขึ้น ส่วนที่เป็นตัวคล้าย ๆ กับตัววงเล็บ อันนี้ผมลองประมาณเอาว่าเมื่อเวลา รถเร่งด่วนเขาเรียกว่าปริมาณรถตามทางหลวงหมายเลข ๑๒ จะติดมาก ๆ เลย ถ้ากระทรวง คมนาคมจะสร้างเป็นทางกลับรถ หรือว่าภาษาที่มีพี่น้องประชาชนใช้ทั่ว ๆ ไปว่าเกือกม้า พอที่จะทําได้หรือไม่ อันนี้จะเป็นเส้นประ เส้นประก็คือเหมือนกับว่าเป็นทางใหม่ เป็นทางที่ เชื่อมระหว่างถนนหมายเลข ๑๑ กับถนนหมายเลข ๑๑ ด้วยกันเอง ก็คืออันนี้ผมมองว่า ถ้าเกิดว่าทําตรงนี้ได้มันก็จะเลี่ยงอําเภอวังทอง ตรงสามแยกด้านล่างเป็นอําเภอวังทองไปเข้า ตรงโค้งใหม่ก่อนที่จะไปถึงแม่น้ําแควน้อยด้านบน ตรงนั้นจะเป็นอําเภอวัดโบสถ์ ก็สามารถ ที่จะช่วยในการที่จะทําให้การจราจรบนทางหลวงหมายเลข ๑๑ ได้ดีขึ้น ซึ่งทางหลวง หมายเลข ๑๑ เป็นทางหลวง ทางหลวงสองหมายเลขซึ่งเมื่อก่อนเป็นทางหลักของประเทศ ในการขึ้นเหนือเลย แต่ตอนนี้ไปใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๑๗ แทน อันนี้ก็จะเป็นทางที่ผม จะเขียนไว้ใน เดี๋ยวผมจะให้แฮนดีไดรฟ์ (Handy Drive) แฟลชไดรฟ์ (Flash drive) กับท่านรัฐมนตรีไปว่าคือโครงการเหล่านี้ถ้าเกิดว่าเป็นไปได้ ถ้าเกิดว่าทําได้ก็จะช่วยกัน เขาเรียกว่าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดพิษณุโลกแล้วก็ภูมิภาคได้ดีมากเลย คําถาม ก็จะมีประมาณนี้ครับท่านประธาน🔗
เชิญท่านรัฐมนตรี ตอบครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้มาตอบกระทู้แยกเฉพาะ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านเกษมสันต์ มีทิพย์ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ท่านได้นําปัญหา นําความห่วงใยของพี่น้องประชาชนมาสู่การพูดการอภิปรายมาถามคําถามในสภา แล้วก็วันนี้ ข้อมูลที่ท่านให้มาหลายอย่างผมถือว่าเป็นข้อมูลที่ดีมาก ถือว่าเราจะได้มาร่วมด้วยช่วยกัน เมื่อสักครู่ท่านก็บอกว่าเดี๋ยวท่านจะมอบ ผมก็จะขอท่านอยู่แล้วละว่าเราจะได้มาร่วมด้วย ช่วยกัน ก่อนอื่นเลยเบื้องต้นผมก็ขอเล่าคร่าว ๆ เกี่ยวกับแผนพัฒนาของจังหวัดพิษณุโลก อันนี้ก็มาจากยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี ทางกระทรวงคมนาคมก็ได้มอบหมายให้จังหวัด พิษณุโลกดําเนินการศึกษาความเหมาะสมการบริหารการจัดการการกระจายสินค้าก็คือ จะทําเป็นโลจิสติกส์ ฮับ (Logistics Hub) ก็ได้ศึกษาเสร็จแล้วไปตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ แล้วก็ การศึกษาก็ได้กําหนดพัฒนาสู่โลจิสติกส์ (Logistics) จังหวัดพิษณุโลกในลักษณะ เขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ (Logistics) บริเวณพื้นที่ตําบลบึงพระ อําเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตรงนี้ก็จะมีของ กนอ. ก็คือการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของโครงการ แล้วก็ได้แต่งตั้งคณะทํางานหลาย ๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือจะเป็น ภาครัฐ ภาคเอกชนอะไรทุกคนมาจะช่วยกันขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม ส่วนเรื่องการพัฒนา ระบบการขนส่งสาธารณะ เมื่อสักครู่ท่านก็ได้พูดถึงระบบราง ผมก็ขออนุญาตนําเรียนเลยว่า มีในแผนระยะที่ ๑ ก็คือการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะโดยรถประจําทางในปี ๒๕๖๓-๒๕๖๔ ก็คือประกอบด้วย ๖ เส้นทางก็คือมีสายสีแดง สีน้ําเงิน สีส้ม สีม่วง สีชมพู และสีเขียว ระยะทางรวมประมาณ ๘๐.๕ กิโลเมตร แต่เส้นที่กระทรวงคมนาคมจะมาทําก่อนก็คือเส้นสีแดง ก็โดยปัจจุบันมอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยตอนนี้อยู่ในขั้นตอน ทําทีโออาร์ (TOR) เพื่อศึกษาออกแบบรายละเอียด แล้วก็จัดทําอีไอเอ (EIA) และแนวทาง ให้เอกชนร่วมลงทุน พอเสร็จหลังจากนั้นก็คาดว่าเราจะศึกษาออกแบบเสร็จภายในปี ๒๕๖๕ แล้วก็จะนําเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณา คาดว่าคณะรัฐมนตรีจะอนุมัติประมาณ ต้นปี ๒๕๖๖ แล้วเราก็จะดําเนินการก่อสร้างไป แล้วก็น่าจะเปิดบริการได้ภายในปี ๒๕๗๑ งบประมาณประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้จะเป็นรถราง ก็ไม่ใช่รางเสียทีเดียว เป็นรถราง ล้อยางคล้ายแทรม (Tram) อันนี้อยู่ในแผนพัฒนาที่เราจะดําเนินการเร็ว ๆ นี้ ส่วนสายสีน้ําเงิน สีส้ม สีม่วง สีชมพู และสีเขียว อันนี้ก็ได้มอบให้ขนส่งจังหวัดพิษณุโลกไปดําเนินการต่อ ก็คือไปหาเอกชนมาร่วมลงทุน เพราะว่าจะให้รัฐลงทุนฝ่ายเดียวรัฐก็เกรงว่าก็จะไม่ไหว เหมือนกัน นอกจากนั้นก็ยังมีในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะโดยรถประจําทาง อันนี้ก็อยู่ ในแผนระยะยาวก็คือตั้งแต่ ปี ๒๕๗๒ ปี ๒๕๗๓ ขึ้นไปก็จะเริ่ม อันนี้ก็ขออนุญาตในระยะยาว🔗
ผมก็ขออนุญาตตอบในเรื่องงบประมาณการพัฒนาโลจิสติกส์ (Logistics) ของจังหวัดพิษณุโลก เมื่อสักครู่ก่อนอื่นก็ต้องบอกเลยว่าที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมก็ได้ มีการพัฒนาโครงข่าย ถนน สะพานต่าง ๆ ของจังหวัดพิษณุโลกในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ก็ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็อยู่ระหว่างการขอรับจัดสรรงบประมาณปี ๒๕๖๔ ก็อยู่ประมาณ ๔๖๐ ล้านบาท แล้วก็ในอนาคตเองช่วงปี ๒๕๖๕-๒๕๖๙ ก็จะมีวงเงินถึงอีก ประมาณ ๕,๘๐๐ ล้านบาท ก็ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดโครงการเพราะว่ามันเยอะมากจริง ๆ ส่วนถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอยากจะทราบรายละเอียดโครงการไหนก็เดี๋ยวมาติดต่อกับ ทางเจ้าหน้าที่ทีหลังได้ แต่ผมก็ขออนุญาตยกโครงการใหญ่ ๆ เราก็มีโครงการก่อสร้างเส้นทาง ทล. ๑๐๖๕ อําเภอพรานกระต่าย จังหวัดพิษณุโลก ตอนบ้านหนองกุลาไปอําเภอบางระกํา ตรงนี้ก็ประมาณ ๘๕๐ ล้านบาท อันนี้ก็ในส่วนของจังหวัดพิษณุโลก ส่วนภาคเหนือตอนล่าง เมื่อสักครู่ท่านก็ได้กล่าวถึงก็คือเส้น ทล. ๑๑ เราก็มีโครงการใหญ่ ที่กระทรวงคมนาคม เตรียมไว้ก็คือเส้นจากอําเภออินทร์บุรี เริ่มตั้งแต่จังหวัดสิงห์บุรีไปถึงอําเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ก็จะวิ่งผ่านจังหวัดนครสวรรค์ด้วย ตรงนี้งบประมาณประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะเป็นงบผูกพัน ๓ ปี แล้วก็ทั้งนี้ทั้งนั้นในภาคเหนือตอนล่างที่กระทรวงคมนาคมเรา ได้จัดสรรงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไว้ ก็จะอยู่ประมาณ ๑๑,๕๐๐ ล้านบาท ก็ขออนุญาต เรียนเบื้องต้น ส่วนถ้ารายละเอียดท่านอยากทราบเพิ่มอะไร ตรงไหน ทางกระทรวงคมนาคม ก็ยินดี แล้วสําหรับข้อมูลที่ท่านให้มาผมเชื่อว่าบางส่วนเราก็มีข้อมูลที่ตรงกัน บางอย่าง อาจจะไม่ตรงกัน ก็มาช่วยกันคุย มาช่วยหาทางออกเพื่อพี่น้องประชาชน ก็ขอบคุณสําหรับ ข้อมูลด้วยครับ🔗
เชิญท่านเกษมสันต์ อีกครั้งหนึ่ง เหลือเวลาไม่มาก🔗
ก็ยังมีข้อมูลที่ลืมถามไป ถามทาง ท่านรัฐมนตรีผ่านไปทางท่านประธาน ก็จะมีโครงการระบบรางทางแนวเหนือ-ใต้ ที่เริ่มจากจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิษณุโลก อําเภอเด่นชัย ที่ตอนนี้ยังเป็นระบบรางเดี่ยวอยู่ ก็อยากขอทราบว่าในอนาคตที่จะไปเชื่อมต่อที่ชุมทางที่อําเภอเด่นชัยน่าจะได้เริ่มประมาณ ปีไหน แล้วเสร็จปีไหน เพราะว่าโครงการทางรถไฟรางคู่จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงจังหวัดนครสวรรค์ เท่าที่ผมดูนี้ก็มีความคืบหน้าไปเยอะ แล้วผมขับผ่านก็สังเกตดูอยู่ก็คิดว่า น่าจะเสร็จในเร็ว ๆ นี้ เมื่อเสร็จแล้วผมคิดว่าถ้าเกิดว่าดําเนินการสร้างต่อเนื่อง ก็คือเป็นทาง รถไฟรางคู่จากจังหวัดนครสวรรค์ไปจนถึงอําเภอเด่นชัยเลย ผมคิดว่าพี่น้องประชาชน ก็จะได้ประโยชน์ ถามว่าจะสร้างตอนไหนครับ🔗
ท่านรัฐมนตรี เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณีของรถไฟรางคู่ตอนนี้เฟส ๒ (Phase2) ก็ต้องกราบเรียน ว่าอยู่ในขั้นตอนนําเสนอคณะรัฐมนตรีอยู่ครับ ก็คือถ้าเสร็จจากตรงนี้ก็คาดว่าจะมีไทม์ไลน์ (Timeline) ที่ชัดเจนว่าจะดําเนินการได้เมื่อไร อย่างไร ผมก็จะมาแจ้งให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทราบอีกครั้งหนึ่งครับ🔗
ท่านสมาชิก ท่านที่ประชุมครับ วันนี้กระทู้ถามสดเรื่องสุดท้ายก็คงได้ถามตอบกันเป็นที่เรียบร้อย ก็คิดว่า น่าจะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากมายทีเดียว ผมต้องขอขอบคุณท่านเกษมสันต์ มีทิพย์ ที่ได้สนใจในการถามกระทู้ในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะของเรา ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านอธิรัฐ ที่กรุณาให้เกียรติห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะของ พวกเรา วันนี้ขอขอบคุณมากนะครับ สําหรับวันนี้จบการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมขอปิดการประชุมครับ🔗
ขออนุญาตว่าก่อนที่จะ ไปสู่วาระต่อไปในเรื่องที่ ๒ คือเรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม มีประเด็นที่อยากขอ อนุญาตอนุมัติที่ประชุมนะครับ ทั้งเรื่องกรรมาธิการที่จะต้องเปลี่ยนแปลง และขยายเวลา ของกรรมาธิการ รวมทั้งการกําหนดระยะเวลาการประชุม🔗
ในช่วงตอนเริ่มต้น ๐๙.๓๐ นาฬิกานั้นก็แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง แต่ว่าตอนลงท้าย ๑๙.๐๐ นาฬิกานั้น อาจจะยืดหยุ่น เช่น เลิกก่อนหรือหลังตามความจําเป็นของแต่ละกรณี ก็เรียนที่ประชุม เพื่อขออนุญาตนะครับ🔗
ต่อไปขออนุญาตให้ท่านสมาชิกได้มีโอกาสเปลี่ยนแปลงกรรมาธิการ ในตําแหน่งที่ว่าง เรื่องนี้ก็ขออนุญาตนําวาระที่ ๗.๒ ขึ้นมาพิจารณาก่อน🔗
๗.๒ ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม แทน ตําแหน่งที่ว่างลง ๑ ตําแหน่ง เพราะสมาชิกภาพสิ้นสุดลง (นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก)🔗
โดยประธานกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้ง กรรมาธิการแทนตําแหน่งที่ว่าง เนื่องจากศาลฎีกาได้มีคําพิพากษาให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ ๕ ใหม่ แทนนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ทําให้สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก สิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงขอเชิญเสนอชื่อ กรรมาธิการแทนนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ขอเชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาขอเสนอ นายจุลพันธ์ โนนศรีชัย เป็นกรรมาธิการ สวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
คุณจุลพันธ์ โนนศรีชัย กรรมาธิการการสวัสดิการสังคมชุดนี้นะครับ ผู้รับรองถูกต้องก็ขออนุมัติที่ประชุม🔗
อีกวาระหนึ่งคือวาระที่ ๗.๓ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ําทั้งระบบขอขยาย ขออภัยครับ เรื่องนี้ไม่อยู่ในระเบียบวาระ แต่ว่าเป็นการขอเปลี่ยนแปลงกรรมาธิการเช่นเดียวกัน คือกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ว่างลง ๑ ตําแหน่ง เนื่องจากนายอุตตม สาวนายน ได้ลาออก ดังนั้นรองประธานกรรมาธิการวิสามัญ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญจึงได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการ แทนตําแหน่งที่ว่างเนื่องจากนายอุตตม สาวนายน ได้ลาออกดังกล่าวแล้ว จึงขอให้เสนอชื่อ กรรมาธิการใหม่ อันนี้เป็นสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ในนาม ของรัฐบาลขอเสนอตั้งกรรมาธิการงบประมาณปี ๒๕๖๔ ในตําแหน่งที่ว่างลงแทนนายอุตตม สาวนายน ขอเสนอนายวิรัช รัตนเศรษฐ ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
คุณวิรัช รัตนเศรษฐ ในสัดส่วนรัฐบาลครับ ขออนุมัติที่ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปครับ ด้วยประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบ จากการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสําหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตําแหน่งที่ว่าง เนื่องจากนายวรภพ วิริยะโรจน์ ได้ขอลาออกจากตําแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) สัดส่วนของพรรคก้าวไกลใช่ไหมครับ ขอเชิญเสนอครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอเสนอ รายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุม และก้าวหน้าสําหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ในสัดส่วนของ พรรคก้าวไกล แทน นายวรภพ วิริยะโรจน์ ได้แก่ คุณทัศนีย์ วีระกันต์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
คุณทัศนีย์นะครับ ผู้รับรองถูกต้องครับ ขออนุมัติที่ประชุมครับ🔗
๗.๓ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการ ลุ่มน้ําทั้งระบบ ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๓🔗
โดยเรื่องนี้ประธานคณะกรรมาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่าเนื่องจากมีข้อมูล ที่เกี่ยวข้องเป็นจํานวนมากและต้องมีการรับฟังข้อเท็จจริงต่าง ๆ ประกอบกับเกิด สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ส่งผลต่อ การลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาออกไปอีก ๙๐ วัน นับแต่วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๓ เป็นต้นไปนะครับ อันนี้ขออนุมัติที่ประชุมนะครับ ถ้าไม่มีสมาชิกขัดข้อง ก็ถือว่าที่ประชุมอนุมัติให้ขยายเวลาไปตามที่กรรมาธิการวิสามัญได้ขอมาครับ🔗
ก็จบรายการพิเศษที่ขอ เพื่อสมาชิกเราได้ไปทํางานนะครับ ต่อไปผมขอเข้าวาระ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗
รับทราบเรื่อง วุฒิสภาได้พิจารณารับทราบรายงานสรุปผลการดําเนินการ ตามยุทธศาสตร์ชาติประจําปี ๒๕๖๒ อันนี้ก็เป็นไปตามระเบียบสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้มีหนังสือแจ้งว่า🔗
ด้วยในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๓๓ (สมัยสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันจันทร์ที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ และครั้งที่ ๑๔ (สมัยสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันอังคารที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้พิจารณารับทราบรายงานสรุป ผลการดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติประจําปี ๒๕๖๒ แล้ว จึงเรียนที่ประชุมเพื่อรับทราบครับ🔗
ต่อไป🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗
เรื่องด่วน🔗
ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามีมติให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา (นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กับคณะ เป็นผู้เสนอ) (ค้างมาจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญประจําปี ครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันพุธที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๓)🔗
อย่างไรก็ตามบัดนี้ได้มีสมาชิกได้เสนอญัตติเพิ่มเติมเข้ามา ผมขออนุญาตแจ้ง ให้พวกเราทราบว่ามีญัตติเพิ่มเติมเข้ามาอีกหลายญัตติ ความจริงญัตติเดิมมีอยู่ในญัตติที่ตั้งไว้ เมื่อสมัยประชุมที่แล้ว อีกญัตติหนึ่งอยู่ในวาระทั่วไป ของ ดอกเตอร์อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ แต่ว่าญัตติที่เสนอเข้ามาใหม่ก็คือญัตติด่วนของคุณประเสริฐ จันทรรวงทอง ของนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ของคุณภราดร ปริศนานันทกุล กับคณะ ของคุณคมเดช ไชยศิวามงคล ของคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ทั้งหมดเป็นเรื่องทํานองเดียวกัน ผมก็ขออนุญาตที่ประชุมว่า เมื่อเป็นเรื่องทํานองเดียวกันก็ขอนําพิจารณารวมกัน สมาชิกไม่ขัดข้องนะครับ🔗
รวมทั้งเรื่องในวาระทั่วไป ของดอกเตอร์อิสระด้วยครับ ก็ขอตกลงว่าเจ้าของญัตติจะอนุญาตให้ท่านเสนอไม่จํากัดเวลา ขอพิจารณาความเหมาะสมเองนะครับ แต่ว่าสําหรับผู้อภิปรายนั้นผมขอว่า ๗ นาที ไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ เพราะว่าจะมีสมาชิกอภิปรายมาก เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเราได้ทั่วถึง ขอเชิญเจ้าของญัตติท่านแรก คือคุณจักรพันธ์ พรนิมิตร ครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิก จากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ตามที่กระผมและคณะ ซึ่งประกอบไปด้วยเพื่อนสมาชิกจากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ได้ยื่นญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามีมติให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิตและ นักศึกษา ต่อท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยยื่นเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา มีเหตุผลประกอบการยื่นญัตติด่วนดังกล่าว ดังนี้🔗
ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้เกิดการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต และนักศึกษาทั่วประเทศ โดยในช่วงเย็นวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ มีการนัดหมายชุมนุม ถึง ๑๔ แห่งทั่วประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงในสังคมโซเชียล (Social) จึงเห็นควรให้มีการรับฟังความคิดเห็นทางการเมืองของนักเรียน นิสิตและนักศึกษา อย่างเป็นทางการ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน ดังนั้น จึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวมาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๕๐ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามีมติให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา และส่งผลการพิจารณาให้รัฐบาลรับไปดําเนินการ ส่วนเหตุผลและรายละเอียด จะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาต่อไป ท่านประธานครับ ตามเหตุแห่งการยื่นญัตติดังกล่าวข้างต้น ผมและคณะ เพื่อน ๆ สมาชิกที่เป็นเจ้าของญัตติได้หารือกันถึงสถานการณ์บ้านเมือง ในช่วงเวลาดังกล่าว เราก็เห็นพ้องกันว่าเราควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งก็ถือเป็น หนึ่งในอํานาจหลักทั้ง ๓ อํานาจในระบอบประชาธิปไตย เพื่อช่วยให้สถานการณ์บ้านเมือง ได้มีความคลี่คลายลงไป ท่านประธานครับ โดยประวัติศาสตร์ทางการเมืองของบ้านเรา นับตั้งแต่เรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา เราจะพบว่าเรามีพลังของนิสิต นักศึกษา เป็นพลังขบวนการที่สําคัญในการขับเคลื่อนในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด อย่างที่ทางสํานักวิชาการของสภาได้กรุณารวบรวมอยู่ในเอกสารประกอบการพิจารณาเล่มนี้ ที่ประกอบญัตติของผมกับคณะ แล้วก็ของท่านอิสระด้วยนะครับ ซึ่งในนี้ก็จะมีข้อมูลวิชาการ ที่พูดถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของเยาวชนในบ้านเราตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าเราจะไล่เรียงกันไปจริง ๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในเอกสารประกอบการพิจารณา ที่สภาได้กรุณารวบรวมให้นี้ เท่าที่ผมศึกษามาเราอาจจะนับได้ถึงครั้งแรกสุดที่เป็น กระบวนการมีส่วนร่วมในการแสดงออกทางความคิดทางการเมืองของเยาวชน นักศึกษา ในบ้านเรา ก็น่าจะนับย้อนไปได้ถึงปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ ซึ่งตอนนั้นก็จะมีนิสิตจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้นําในการแสดงการชุมนุมประท้วงรัฐบาลในขณะนั้น ถัดมาก็จะเป็นเหตุการณ์ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งก็จะมีอยู่ ๒ ช่วงหลัก ๆ ก็คือเหตุการณ์ ในช่วงวันที่ ๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖ แล้วก็อีกครั้งหนึ่งก็คือเหตุการณ์ในช่วง วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ใน ๒ เหตุการณ์แรกนี้ การชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ของกลุ่มนักศึกษา ซึ่งเป็นแกนนําสําคัญในการแสดงออกทางการเมือง ก็นําไปสู่ การเปลี่ยนแปลงอํานาจในฝ่ายบริหาร แต่ว่าในเหตุการณ์หลังสุดคือ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก็นําไปสู่ความแตกแยกทางความคิด ความรุนแรงทางสังคม แล้วก็กินเวลามาอีกหลายปี ถึงขนาดที่ทําให้คนไทยต้องจับอาวุธต่อสู้ กันเอง อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์ทั้ง ๓ เหตุการณ์ โดยเหตุการณ์หลังสุดในช่วง เดือนตุลาคม ๒๕๑๙ ก็ปรากฏว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สําคัญ ๆ ก็ห่างหายไป เป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปี จนกระทั่งในปี ๒๕๓๕ ถึงได้เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งเหตุการณ์ ในครั้งนั้นทั้งทางสื่อมวลชนเอง หรือจะเป็นในส่วนของทางด้านวิชาการก็ขนานนามให้ว่า เป็นม็อบ (Mob) มือถือ ความหมายก็คือเป็นการชุมนุมทางการเมืองที่กําลังหลักหรือแกนนํา หรือผู้ร่วมในการชุมนุมนั้นเป็นกลุ่มคนที่เป็นอยู่ในวัยทํางาน คําว่าม็อบ (Mob) มือถือ ในสมัยนั้นก็คือเป็นนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ หรือเราอาจจะเรียกรวม ๆ ว่าเป็นชนชั้นกลาง ในเมืองใหญ่ทั่วประเทศได้มาร่วมแสดงออกทางการเมือง แล้วก็จะเห็นว่าตั้งแต่เหตุการณ์นั้น เป็นต้นมาบทบาทความเป็นผู้นําในการขับเคลื่อนทางการเมือง การแสดงออกในการชุมนุม ประท้วงต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ถ่ายโอนจากรั้วมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษามาสู่ประชาชน ทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหนึ่งทศวรรษ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ หลังจากเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬในปี ๒๕๓๕ อีกครั้งหนึ่งที่จะเป็นเหตุการณ์ทางการเมือง การชุมนุมประท้วง ที่สําคัญก็คือในช่วง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนกระทั่งถึงประมาณปี ๒๕๕๗ ซึ่งเราทุกคนทราบกันดี ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีการชุมนุมแสดงออกทางการเมือง โดยกลุ่ม ผมอาจจะเรียกว่าเป็นกลุ่ม เสื้อสีต่าง ๆ ต่างกรรม ต่างวาระกันในช่วงเวลาเกือบ ๆ ๑๐ ปีที่พูดถึงนั้น ซึ่งในกลุ่มนี้หลังสุด ที่เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง นักศึกษาก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออก ทางการเมือง แต่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นส่วนหลักหรือเป็นส่วนที่เป็นกลุ่มที่นําเหมือนกับในช่วงอดีต ในประวัติศาสตร์ที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ ดังนั้นเมื่อเรามองกลับมาที่เหตุการณ์ที่กําลัง เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่ผมและเพื่อน ๆ สมาชิกได้ยื่นญัตตินี้ไปเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็จะเป็นสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ทําให้ทุกอย่างต้องไปมุ่งอยู่ แต่เรื่องของโควิด (COVID) แต่ว่า ณ ขณะนี้เอง การแสดงออกทางการเมืองก็เริ่มกลับมา สู่สังคมเราอีกครั้งตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถามผมในส่วนของผมและเพื่อน ๆ ที่ยื่นญัตตินี้ เราก็มีความรู้สึกหรือมีความคิดต่อการเคลื่อนไหว การแสดงออกทางการเมืองของน้อง ๆ เยาวชนนักศึกษา สําหรับผมมี ๒ ด้านด้วยกัน ด้านแรกก็คือเรามีความรู้สึกว่าขณะนี้น้อง ๆ เยาวชน นักศึกษาได้เกิดความตื่นตัวทางการเมือง มีความคิดความเห็นทางการเมืองและทาง สังคม ทางเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะที่เป็นผู้นําในความคิดในการขับเคลื่อน เหมือนกับอดีตที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าความรู้สึกอีกด้านหนึ่งก็คือ ความรู้สึกกังวล เนื่องจากว่าในการขับเคลื่อนหรือการชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ในประวัติศาสตร์ของบ้านเราที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่ามีหลายครั้งที่การชุมนุมต่าง ๆ ซึ่งอาจจะทําด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีความคิดความอ่านที่ดี ๆ ต่อบ้านเมือง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในประวัติศาสตร์ของบ้านเราการเคลื่อนไหวที่เป็นไปด้วยพลังบริสุทธิ์ บางครั้งก็อาจจะ ถูกผู้ไม่หวังดีต่าง ๆ บิดเบือน ยุยง หรือปลุกปั่นให้การแสดงออกไปในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ไล่เลียงมาเป็นลําดับ ตั้งแต่ที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่นี้ ทุกเหตุการณ์ก็จะมีสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแทบจะตลอด ดังนั้นความรู้สึกของพวกเรา ที่ยื่นญัตติในวันนี้ก็คือเราอยากที่จะให้สภาแห่งนี้ทําหน้าที่ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทน หลากหลายมากมายจากหลายพรรคการเมือง แล้วก็มีทั้งพรรคการเมืองที่อยู่ในฟากฝั่ง รัฐบาลและพรรคการเมืองที่อยู่ในฟากฝั่งของฝ่ายค้าน ดังนั้นจึงมีความเป็นกลางสามารถที่จะ เป็นสะพานเชื่อมความคิดความอ่านของน้อง ๆ เยาวชนไม่ว่าจะอยู่ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาต่าง ๆ เชื่อมโยงความคิดของพวกเขาให้มาสู่ระบบ ซึ่งเราเป็น ๑ ในสถาบัน หลัก ๓ สถาบันของอํานาจอธิปไตยของชาติเราก็น่าที่จะทําหน้าที่นี้ได้อย่างสมเกียรติ แล้วก็เหมาะสมกับฐานะและบทบาทของเรา ซึ่งจากการประมวลข้อเรียกร้องของเยาวชน นักศึกษา จากเหตุการณ์ล่าสุดที่ผ่านมาก็จะมีอยู่ ๓ ข้อที่เป็นข้อเรียกร้องของพวกเขา เหล่านั้นก็คือ ๑. เรียกร้องให้มีการยุบสภา ๒. เรียกร้องให้มีการแก้ไขการใช้อํานาจ ของรัฐบาล และข้อสุดท้ายก็คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่าเมื่อเรามอง คร่าว ๆ ลงไป ๒ ข้อแรกอาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารโดยตรง แต่ว่าในส่วนของ ข้อสุดท้ายในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะเป็นเรื่องที่สภา เป็นบทบาทหน้าที่ของเรา อยู่แล้ว แล้วเราเองก็ได้ให้ความเห็นชอบในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญที่ศึกษาเรื่องนี้ ไปแล้วด้วย ดังนั้นก็คิดว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากเยาวชนนักศึกษาน่าจะสามารถทําได้โดยที่ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ หลายข้อมูลก็น่าจะมีพร้อมอยู่แล้ว ดังนั้นผมคิดว่าการที่พวกเราได้เสนอญัตตินี้ก็หวังว่า เพื่อน ๆ สมาชิกที่ประกอบกันขึ้นในสภาแห่งนี้จะช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่าเราจะสามารถ ที่จะเชื่อมโยงอํานาจนิติบัญญัติของชาติไปรับฟังความคิดเห็น ซึ่งผมก็เชื่อว่ามีหลากหลาย มากกว่า ๓ ข้อที่เขาสรุปมา เพียงแต่ว่าในการขับเคลื่อนการแสดงออกทางการเมืองก็คง จําเป็นที่จะต้องสรุปเป็นประเด็น ๆ แต่ผมก็เชื่อว่าจากประสบการณ์พวกเราหลายท่านในที่นี้ ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านก็เคยผ่านเหตุการณ์การชุมนุม การแสดงออก ทางการเมือง บางท่านก็เป็นคนในยุคเดือนตุลาคม ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา หลายท่านก็นั่งอยู่ในที่นี้ ผมก็เชื่อว่าท่านเองก็คงจะทราบว่าพลังของนักศึกษา พลังของเยาวชนที่ต้องการแสดงออก ทางความคิดเป็นพลังที่มีความบริสุทธิ์ มีอุดมคติอยากจะให้สังคมเป็นสังคมที่ดีสําหรับทุกคน ดังนั้นผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรที่พวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะทําหน้าที่ ในการเชื่อมโยงเอาความคิดดี ๆ เหล่านั้นมาสู่สภาแล้วก็สะท้อนไปให้ฝ่ายบริหารได้รับทราบ ส่วนจะเป็นในรูปแบบวิธีการเช่นใดก็คงจะต้องขอให้ท่านเพื่อนสมาชิกได้กรุณาแสดง ความคิดเห็น แล้วก็ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ได้ร่วมยื่นญัตติที่มีลักษณะคล้ายกันในวันนี้ก็คงจะมี ความคิดที่ไม่ต่างกันเท่าใดนัก ก็กราบขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนับสนุน สนใจ แล้วก็ ผมเองกับเพื่อน ๆ ที่ร่วมกันยื่นญัตติในวันนี้ หวังว่าการประชุมของเราในวันนี้ที่จะร่วมกัน หาข้อยุติว่าบทบาทหน้าที่ของสภาของพวกเราที่จะสามารถสะท้อนหรือว่ารับฟังความคิด ของนักศึกษาที่จะพัฒนาบ้านเมืองของเราไปสู่ทิศทางที่ดีควรจะออกมาในรูปแบบไหน ก็กราบขอบพระคุณล่วงหน้านะครับ สําหรับท่านสมาชิกที่จะได้ร่วมกันอภิปรายเพื่อหา ทางออกสําหรับบ้านเมืองในวันนี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอเชิญเจ้าของญัตติฉบับต่อไปคือท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นผู้เสนอ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๖ เชิญท่านอภิปรายแถลงเหตุผลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้เสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามีมติให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษา และเยาวชน ผมขออนุญาตได้อภิปรายประกอบนะครับ ด้วยปัจจุบันได้มีกลุ่มคณะบุคคลได้ออกมาแสดง ความคิดเห็นทางด้านการเมืองและด้านอื่น ๆ อย่างหลากหลาย กลุ่มนิสิต นักศึกษา และเยาวชนเป็นคณะบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นด้านต่าง ๆ ทั้งทางด้านการเมืองสังคมและเศรษฐกิจ โดยความคิดเห็นหลายเรื่องที่นําเสนอนั้น เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศชาติ เห็นควรที่รัฐบาลจะต้องรับฟัง และดําเนินการต่อไป ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน ดังนั้นกระผมจึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๖๒ ข้อ ๕๐ เพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามีมติให้รัฐบาลรับฟังความ คิดเห็นของนิสิต นักศึกษาและเยาวชน ส่วนเหตุผลและรายละเอียดจะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภา ต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตอภิปรายเหตุผลและรายละเอียด ประกอบคําเสนอญัตติพอสังเขปนะครับ สืบเนื่องจากว่าเมื่อประมาณต้นปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา เราจะสังเกตเห็นได้ว่ากลุ่มนิสิต นักศึกษา และเยาวชนได้มีการแสดงความคิดเห็นทางด้าน การเมืองอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา หลังจากนั้นในช่วงที่มีสถานการณ์โควิด (COVID) นักเรียน นักศึกษาเหล่านั้น ก็ได้หยุดกิจกรรมไปชั่วคราว แต่มาระยะนี้ปรากฏ เป็นข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา และเยาวชนตามสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง ตัวอย่างเช่น ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ถนนราชดําเนินและตามสถานที่สําคัญ ตามจังหวัดต่าง ๆ อีกหลายแห่งและในอนาคตนั้นจะมีการชุมนุมขึ้นอีกหลายแห่ง ตามต่างจังหวัดและตามหัวเมืองต่าง ๆ กระผมเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ควรจะรับฟังแล้วก็ เสนอให้รัฐบาลนั้นได้ไปพิจารณาในการแก้ไขสิ่งที่นักเรียน นักศึกษาเหล่านั้นได้แสดงความ คิดเห็นออกมา ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๓๔ ได้กําหนดไว้บอกว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพดังกล่าว จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นโดยเฉพาะ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา ๓๔ มีเจตนาที่จะให้ทุกคนที่เป็นคนไทยได้มีโอกาสแสดง ความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความที่บอกว่าความหมายโดยวิธีอื่น วันนี้มีการ สื่อความหมายได้หลายรูปแบบตามโลกของโซเชียล (Social) ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทําแฟลชม็อบ (Flash mob) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนัดหมาย ทางโซเชียล (Social) สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์เกิดขึ้นในโลกยุคใหม่ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่อง ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ควรจะรับฟังในเรื่องดังกล่าว ผมเรียนท่านประธานว่ามีหลายข้อ ที่นักศึกษานั้นได้เคยเรียกร้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บัดนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด นักศึกษาได้เคยไปชี้แจงในคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎรก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองในเรื่อง ดังกล่าวแต่อย่างใด เขาเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเป็นเพียงภาพ ลวงตา สิ่งที่ชี้ให้เห็นในเรื่องนี้ก็คือเรื่องระบบเลือกตั้งเป็นหัวข้อหนึ่งที่นักศึกษานั้นได้แสดง ความคิดเห็นในวันที่เขามาแสดงความคิดเห็นที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ในกรรมาธิการ วิสามัญระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมทําให้พรรคการเมืองมีความอ่อนแอ รัฐบาล ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรค เอาสมาชิกวุฒิสภาที่ได้จากการแต่งตั้งของ คณะรัฐประหาร ๒๕๐ คน มาเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่มีความเป็นประชาธิปไตยและ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ให้ความเห็นในมาตรา ๒๗๙ ของรัฐธรรมนูญว่าการนําสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้กลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือการรับรองการรัฐประหาร เขาบอกว่ามาตรานี้ ไม่ควรจะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ก็คือว่าคนไหนทําการรัฐประหารแล้ว ตามบทเฉพาะกาลในมาตรา ๒๗๙ นี่ไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทยและไม่ควรเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน อีกเรื่องหนึ่งที่กระผม ยังกราบเรียนนอกจากเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ก็คือเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี สิ่งเหล่านี้นิสิต นักศึกษาและเยาวชนได้พูดกันมาก บอกว่าไม่มีอะไรคืบหน้า เป็นการซื้อเวลา เพื่อให้มีข้ออ้างในการปกครองประเทศอยู่นาน ๆ ยุทธศาสตร์ในการปกครองประเทศ หรือการรับฟังในเรื่องนี้ เปรียบเสมือนการพายเรือในอ่าง ท่านประธาน โลกนั้นเปลี่ยนทุกวัน ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีนั้นไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็น ในเรื่องนี้อย่างหลากหลายเช่นเดียวกัน ผมได้มาดูเรื่องการปฏิรูปที่รัฐบาลบอกว่าจะปฏิรูป ก่อนเลือกตั้ง หรือการปฏิรูปที่ทํามาตั้งแต่ยุค คสช. จนมาถึงยุคปัจจุบัน ระยะเวลา ร่วม ๗ ปีครับท่านประธาน การปฏิรูปตํารวจ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง วันนี้ทํามา ๗ ปี ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย การแต่งตั้ง โยกย้ายที่บอกว่าเป็นระบบคุณธรรมนั้น บอกว่าการแต่งตั้ง โยกย้าย นอกจากจะคํานึงถึงอาวุโสแล้ว ยังต้องคํานึงถึงระบบความรู้ความสามารถ แต่การแต่งตั้งข้าราชการตํารวจในรอบระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้คํานึงถึงหลักการ ดังกล่าวเท่าไรเลย นอกจากนั้นแล้วรัฐธรรมนูญยังกําหนดให้การดําเนินการในเรื่องการแก้ไข กฎหมายปฏิรูปตํารวจนั้น ต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี วันนี้รัฐธรรมนูญ มีผลบังคับใช้ร่วม ๒-๓ ปีแล้ว กฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ดําเนินการแต่อย่างใด ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อไม่มีระบบคุณธรรม ตํารวจก็มีวิธีการวิ่งเส้นวิ่งสาย จ่ายเงินจ่ายทอง สิ่งหนึ่งที่ชี้ให้เห็นก็คือว่าเรื่องของบ่อนการพนัน วันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลได้พูดถึงเรื่องบ่อนการพนันที่เกิดขึ้นทั่วประเทศเป็นจํานวนมาก รัฐบาล ก็ได้แต่ฟัง แล้วก็ไม่มีการห้ามปรามหรือว่ามีคําสั่งที่ออกไปแก้ไขแต่อย่างใด มิหนําซ้ํา ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลายจังหวัดในโคราชก็มี ผมเป็นผู้แทนราษฎรในโคราช มีข่าวว่ามีตํารวจใหญ่ยังหนุนหลังบ่อนเสียด้วยซ้ํา ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้ ก็คือเมื่อมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น การแต่งตั้งโยกย้ายในระบบคุณธรรมจึงไม่มีแต่อย่างใด นี่ก็คือตัวอย่างเรื่องหนึ่งของการปฏิรูปตํารวจในอดีตที่ผ่านมา เรื่องการปฏิรูปการเมือง เรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิวัติมา ๖-๗ ปี เป็นรัฐบาลอีกปีครึ่ง แก้ได้อย่างเดียวครับ ท่านประธาน ปฏิรูปท้องถิ่นแก้จาก อบต. เดิมหมู่บ้านละ ๒ คน ให้เหลือหมู่บ้านละคนเดียว นอกจากนั้นแล้วดูเสมือนว่ารัฐบาลไม่อยากให้มีการเลือกตั้งเลยครับ ใครถามก็บ่ายเบี่ยง ตลอดมาว่าไม่พร้อมบ้าง ไม่มีงบประมาณบ้าง ทั้ง ๆ ที่ กกต. เองได้บอกว่าวันนี้เขาพร้อม ให้จัดมีการเลือกตั้ง วันนี้ กกต. ไม่มีงานทําครับ ไม่มีการเลือกตั้งสักอย่างเลย เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นความเบื่อหน่ายในเรื่องของผลกระทบของรัฐธรรมนูญก็ดี เรื่องของการ ปฏิรูปก็ดี เขาจึงออกมาเรียกร้องแสดงความคิดเห็น ระยะเวลาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า กลุ่มนิสิต นักศึกษาและเยาวชน ยังขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ และเมื่อได้แสดงความคิดเห็นไปแล้วยังได้ถูกคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ ถูกดําเนินคดี ก็หลายเรื่อง ถูกติดตาม ทั้ง ๆ ที่การแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ตัวอย่างการชุมนุมของนักศึกษาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ต้นปีที่ผ่านมา เขาเรียกร้องเรื่องการ แก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งนาน รัฐบาลไม่พูดสักคํา ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลแต่อย่างใด นอกจากนั้นแล้วการคุกคามบุคคลที่แสดงความคิดเห็น ตัวอย่างเช่น คดีของจ่านิวถูกทําร้าย จากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๒ นี่ผ่านมาแล้ว ๑ ปี ยังไม่เคยมีการจับตัวคนร้ายได้แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นการแสดงออกความคิดเห็นของ นักศึกษานั้น นอกจากจะถูกจํากัดในพื้นที่ ยังจะถูกคุกคามไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ อย่างอิสระเสรีภาพ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีเองได้เดินทางไป ขอความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสื่อมวลชล จากสํานักพิมพ์ต่าง ๆ ไปขอ ความคิดเห็นเดินทางไปถึงสํานักพิมพ์ ญัตตินี้เป็นญัตติให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็น ของนิสิต นักศึกษา และเยาวชน ผมอยากเห็น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เดินทางไป ฟังเสียงของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เดินเข้าไปหานักศึกษาในห้องประชุม ในรั้วของ มหาวิทยาลัยเหมือนกับที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ได้เดินทางไปยังสื่อมวลชน สํานักพิมพ์ต่าง ๆ ไปฟังความคิดเห็นเขา ไม่ต้องกลัว สิ่งเหล่านี้ถ้าทําได้ผมเองเชื่อว่านักศึกษา เขาไม่อยากลงถนน นักศึกษานั้นเป็นบุคคลที่มีเหตุมีผล ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีกล้า เพียงพอที่จะเดินทางไปที่รั้วมหาวิทยาลัย ไปฟังความคิดเห็นของนักศึกษาแล้ว สิ่งที่เขาเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องของการคุกคามตามที่เขาแสดงความคิดเห็นมานั้น ผมคิดว่าบรรยากาศอาจจะดีขึ้น ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีไม่รีบทําบรรยากาศสิ่งเหล่านี้อาจจะสายเกินแก้ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมจึงถือว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นสภาที่มีเหตุมีผล เป็นสภาที่จําเป็นอย่างยิ่งต้องเสนอ ญัตตินี้ เพื่อขอให้รัฐบาลไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน นิสิต นักศึกษา และเยาวชน และขอให้อย่าบ่ายเบี่ยง อย่าไปคิดว่าจะโยนเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมาธิการสามัญ หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญในสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลนั้น ควรรับฟังโดยตรง เพราะขณะนี้นั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าความคิดเห็นต่าง ๆ ที่นักศึกษา ได้แสดงออกนั้นเป็นพลังอันบริสุทธิ์ นิสิต นักศึกษาเหล่านั้นย่อมเป็นความหวังของ ประเทศชาติในอนาคต เพราะฉะนั้นแล้วผมกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลนั้น ต้องรับฟังความคิดเห็นของนิสิต นักศึกษาโดยตรง สภาแห่งนี้ไม่ควรจะโยนเรื่องนี้ไปให้ กรรมาธิการวิสามัญ หรือกรรมาธิการสามัญ หรือแม้กระทั่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาใหม่ เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงได้นําเสนอญัตตินี้ เพื่อให้ สภาแห่งนี้ได้พิจารณาความคิดเห็นของนิสิต นักศึกษา และเยาวชน เพื่อนําเสนอรัฐบาล ในการพิจารณาดําเนินการต่อไป ขอขอบคุณครับ🔗
เชิญผู้เสนอญัตติด่วนฉบับต่อไป ท่านอมรัตน์เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตพรรคอนาคตใหม่จากจังหวัดนครปฐม ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และกลุ่มพลังทางสังคมอื่น ๆ นอกรั้วสถาบันการศึกษา🔗
ด้วยปัจจุบันมีกลุ่มบุคคลออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและด้านอื่น ๆ อย่างหลากหลาย ปัจจุบันกลุ่มพลังทางสังคมที่อยู่นอกรั้วสถาบันก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ออกมา ให้ความเห็นที่มีประโยชน์ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งกรณีดังกล่าวจะเป็น ประโยชน์ของแผ่นดิน ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๖๒ ข้อ ๔๕ และข้อ ๕๐ เพื่อขอให้สภาแห่งนี้พิจารณา มีมติให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และกลุ่มพลังคนหนุ่มสาวอื่น ๆ ในสังคม ซึ่งดิฉันและเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลจะได้อภิปรายต่อไปนะคะ ท่านประธานคะ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่าน วันที่ ๑๘ กรกฎาคม หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่จังหวัดระยอง มีเจ้าหน้าที่มา จับกุมผู้ที่ชูป้ายเห็นต่าง แล้วก็ดันขึ้นรถที่ไม่ใช่รถตํารวจและเจ้าหน้าที่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ นอกเครื่องแบบ ดิฉันคิดว่าการชุมนุมครั้งนี้ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและ การมีส่วนร่วมของประชาชน ดิฉันจึงเข้าไปสังเกตการณ์ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่มีการจัด ชุมนุมของนักศึกษาในสถานที่นั้น การที่ดิฉันไปสิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาเลยก็คือลานบริเวณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีเจ้าหน้าที่เอากระถางต้นไม้ไปวางเรียงกันพรึบเต็มไปหมดราวกับ ป่าหิมพานต์เลยนะคะท่านประธาน เพราะฉะนั้นพื้นที่ตรงนั้นก็ไม่สามารถจะใช้ได้ เขาถอย ร่นมาใช้บริเวณฟุตพาท (Footpath) แล้วในที่สุดคนมาร่วมชุมนุมเป็นจํานวนมาก ด้วยสายตาก็น่าจะเป็นราวไม่ต่ํากว่า ๓,๐๐๐ คน ก็มีการมาใช้พื้นที่ที่ถนน ดิฉันได้มีโอกาส ที่จะพบปะแล้วก็พูดคุยกับนักเรียน นักศึกษาเหล่านั้น มีสิ่งที่อยากจะมาเรียนให้ท่านประธาน ส่งต่อไปยังท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลด้วยค่ะ ในฐานะที่เก็บข้อมูลมานะคะ ดิฉันทราบแล้วว่าขนาดมีการเชือดไก่ให้ลิงดูแล้วนะคะ ไม่ว่าจะที่ผ่าน ๆ มาหลาย ๆ ครั้ง ไม่ว่าจะที่หน้าสถานทูตกัมพูชาหรือว่าที่จังหวัดระยอง เชือดไก่ให้ลิงดูก็แล้วแต่ทําไม นิสิต นักศึกษา เหล่านั้นเข้าถึงยังกล้าที่จะออกมาอีก มันเกิดขึ้นเพราะอะไร อยู่ดี ๆ สบาย ๆ นอนดูซีรีส์ (Series) เกาหลี หรือว่าไปสังสรรค์กันมันก็ต้องสบายกว่า มันมีเหตุผลค่ะ ท่านประธาน เหตุผลดังกล่าว เขาโกรธอะไรกัน เขาโกรธที่หลาย ๆ สิ่ง ตั้งแต่ที่มาของรัฐบาล ที่มีที่มาโดยมิชอบ นอกจากจะมีที่มาโดยมิชอบ ดิฉันไม่ต้องกล่าวซ้ําเจ็บคอแล้วนะคะ ทุกคน ก็ทราบว่ามีที่มาโดยมิชอบจากอะไร จากการทํายึดอํานาจรัฐประหารจากรัฐบาลพลเรือน เข้ามามีอํานาจแล้วก็ยังดํารงอยู่อย่างมิชอบด้วยค่ะ เพราะว่าจนปัจจุบันนายกรัฐมนตรี คุณประยุทธ์ก็ยังถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบนะคะ ดิฉันขอพูดว่าคือการดํารงอยู่อย่างมิชอบค่ะ การที่ท่านเข้ามาโดยประกอบด้วยพรรคการเมืองถึง ๑๙ พรรค และเป็นพรรคอันดับ ๒ จากการเลือกตั้ง ท่านไม่ได้มีความชอบธรรม เมื่อรวมพรรคการเมืองถึง ๑๙ พรรค พรรคเล็ก พรรคน้อย รวมทั้งพรรคปัดเศษ มันเกิดอะไรขึ้นคะท่านประธาน มันเกิดการไม่มีเสถียรภาพ ของรัฐบาล ท่านไม่สามารถคอนโทรล (Control) อะไรได้ จึงไม่สามารถบริหารงานบ้านเมือง อย่างมีประสิทธิภาพได้นะคะ องค์กรอิสระไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของ ประชาชน ประชาชนเสื่อมศรัทธาในองค์กรอิสระทั้งหมด และเพื่อคงอํานาจของท่านไว้ ในการที่ไม่มีเสถียรภาพ การจะคงอํานาจไว้ท่านได้ใช้กําลังค่ะ ท่านคุกคามผู้เห็นต่าง ซึ่งเดี๋ยวมีเพื่อน ๆ จะอธิบายเป็นรายเคส (Case) ให้ท่านประธานฟังรายละเอียดต่อไป การคุกคามผู้เห็นต่างมีจริงค่ะ คนที่ยืนอภิปรายต่อหน้าท่านประธานนี้นะคะก็เคยถูกคุกคาม ที่บ้านมาแล้วเป็นจํานวนหลายครั้ง บางครั้งทั้งเจ้าหน้าที่ตํารวจ เจ้าหน้าที่ทหารไปเจอชนกัน พร้อม ๆ กันก็มี มีการเอารถฮัมวี (Humvee) ไปวน มีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบมีกระติกน้ํา เหมือนกับจะไปเดินป่าเข้าไปพบกับผู้อภิปรายคนนี้ในบ้านมาแล้ว ท่านประธาน รัฐบาลการ์ด (Guard) ตกกับทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) จากทหารอียิปต์ที่จังหวัด ระยอง การ์ด (Guard) ตกกับการบริหารประเทศแล้วก็ฝีมือในการทํางานบริหารราชการ สิ่งเดียว ท่านประธานทราบไหมคะรัฐบาลไม่เคยการ์ด (Guard) ตกกับอะไรอยู่เรื่องหนึ่ง ตลอด ๖ ปีกว่าที่ผ่านมา มีใครทราบไหมคะ สิ่งที่รัฐบาลไม่เคยการ์ด (Guard) ตกก็คือการ คุกคามลิดรอนเสรีภาพของประชาชนที่ทํามาต่อเนื่องตั้งแต่ยังเป็นยุค คสช. สืบเนื่องมาจนถึง ปัจจุบัน เรื่องมันมาใกล้ตัวนิสิต นักศึกษามากขึ้นจนเขาทนไม่ไหว จนเขาโกรธ จนเขาต้องออกมา แสดงออกมีความเสี่ยงที่จะออกมานอกบ้านก็เพราะว่า ๖ ปีกว่าที่ผ่านมารัฐบาลของท่านนํา โดยชุดเดิมไม่ได้มีอะไรสร้างความน่าจดจํา ท่านทําให้พวกเขาหมดหวังไม่มีอนาคต อย่าว่าแต่ อนาคตเลยค่ะท่านประธาน แม้แต่ปัจจุบันเขาก็ไม่มี ปัจจุบันที่จะมีเสรีภาพมีช่องทางในการ สื่อสารในการบอกเล่าความรู้สึกก็ยังไม่มี ท่านประธานคะประเทศที่ไม่มีทรัพยากรอะไรเลย ถ้าได้ผู้นําที่มีความสามารถเป็นที่เคารพ เป็นที่ศรัทธาของประชาชนก็ยังสามารถสร้างชาติ ขึ้นมาได้ แต่ประเทศไม่ว่าจะมีทรัพยากรมหาศาลมากมายเพียงไหนถ้าได้ผู้นําที่ไม่มี คนศรัทธา มีที่มาโดยมิชอบ ประเทศนั้นก็ล่มสลายได้ พูดง่าย ๆ ถ้าเปรียบประเทศไทยเป็น หนังสือเล่มโตเล่มหนึ่ง หน้าปกหนังสือเล่มนั้นเขียนว่าประชาธิปไตย แต่ข้างในเนื้อหา ไม่ได้ตรงกับปกเลย และยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สิ่งแวดล้อม บริบทที่เปลี่ยนไป ทราบไหมคะว่า หนุ่มสาวสมัยนี้เขามีแหล่งความรู้แหล่งหาข้อมูลทําให้เขาฉลาดเฉลี่ยวกว่าคนในยุคเรามาก รวมทั้งค่านิยมต่าง ๆ ของเขาก็เปลี่ยนไปจากคนยุคเรามาก เขาไม่ได้ให้ค่านิยมกับการเชื่อฟัง ผู้ใหญ่อีกต่อไป เพราะเขาสามารถคิดเองได้จากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ที่มี สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ เพียงปัจจัยสี่เพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาให้คุณค่ากับความเท่าเทียม พวกเขาให้คุณค่ากับ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้คุณค่ากับสิทธิเสรีภาพและที่สําคัญเขาต้องการเข้ามามีส่วน เปลี่ยนแปลง ช่วยเหลือ แก้ไขความผิดปกติของประเทศนี้ที่คนรุ่นเราได้สร้างขึ้นไว้ สิ่งสําคัญ ที่ดิฉันในฐานะผู้แทนราษฎรที่จะสามารถบอกกับท่านประธานในวันนี้ได้ ดิฉันอยากจะ บอกว่าถ้ารัฐบาลและผู้นํารัฐบาลอยากจะประสบความสําเร็จ อยากจะแก้ปัญหาประเทศนี้ ให้มันตรงจุดแล้วต่อลมหายใจของตัวเองออกไปได้อีกสักระยะหนึ่ง ดิฉันขอแนะนําให้ท่าน ปรับทัศนคติตัวเอง ไม่ใช่ปรับธรรมดา แต่ต้องปรับอย่างเข้มข้นด้วย รุนแรงด้วย เพราะว่า ท่านมีทัศนคติที่ผิดพลาดอยู่ ๓ ประการ🔗
ประการแรก ท่านมีทัศนคติว่านักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนไม่ได้คิดเอง แต่ออกมาชุมนุมออกมาเรียกร้องเพราะว่ามีเบื้องหลัง ดิฉันอยากจะบอกว่าคนที่มีเบื้องหลัง ไม่ใช่พวกเขา แต่เป็นพวกท่าน คนที่มีเบื้องหลังคือรัฐบาลที่มาจากการสืบทอดอํานาจ ท่านจะเห็นว่าตอนนี้ม็อบ (Mob) ต่าง ๆ เกิดขึ้นทั่วประเทศไทย ขอภาพด้วยค่ะ ภาพแผนที่ ประเทศไทย🔗
ทัศนคติที่ผิดพลาด อีกอย่างหนึ่งของรัฐบาลก็คือ การมองการชุมนุมว่าการชุมนุมเท่ากับความไม่สงบ มันไม่จริง การชุมนุมในประเทศที่มีระบอบการประชุมแบบประชาธิปไตยเขาทํากันเป็นรายวันเขาทํากัน อย่างสงบสันติและทําอย่างสร้างสรรค์เป็นการบอกกล่าวเล่าปัญหาเพื่อให้รัฐบาลแก้ไขให้ตรงจุด เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องปรับ และทัศนคติที่ติดลบค่ะท่านประธาน ทัศนคติที่ติดลบต่อการ มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ท่านประธานคะบัดนี้รั้วของกองทัพ รั้วของด้านขวานทองของประเทศไทยมันถูกรื้อออกไปหมดแล้ว โลกที่ไร้พรมแดนมันไม่มี รั้วกันอีกต่อไปแล้ว ท่านต้องเชื่อก่อนว่าโลกยุคไร้พรมแดนนี้คนรุ่นนี้กับคนรุ่นของเรา มันแตกต่างกันมาก ทัศนคติการดูถูกว่ามีใครชักใยอยู่เบื้องหลัง มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง เป็นทัศนะในโลกเก่าที่รังแต่จะสร้างปัญหาและขยายปัญหาให้ลุกลามบานปลาย ก่อนหน้านี้ ประเทศเราเคยได้รับยกย่องว่าประชาชนมีการตื่นตัวในการเคลื่อนไหว สื่อมวลชนมีอิสระเสรี มีความเคลื่อนไหวในด้านการปฏิรูปสื่อและมีการขยายขอบเขตของเสรีภาพของประชาชน แต่จากรายงานฟรีดอม ออน เดอะ เน็ต (Freedom on the net) ปี ๒๐๑๙ ที่ผ่านมา ประเทศเราได้คะแนนเท่าไรทราบไหมคะ ประเทศเราได้คะแนนเรื่องสิทธิเสรีภาพเพียง ๓๕ เต็ม ๑๐๐ เท่านั้น นั่นแสดงว่าประเทศเรามีปัญหาและมาถึงจุดอันตรายแล้ว สิ่งที่นักเรียน นักศึกษาและคนหนุ่มสาวในยุคนี้ต้องการ ไม่ใช่แค่เปิดพื้นที่ที่ปลอดภัย ให้เขาได้แสดงความคิดเห็นเท่านั้น สิ่งที่เขาต้องการมากกว่านั้นคือเขาต้องการการปกป้อง คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจากรัฐบาลค่ะ นอกจากท่านจะไม่ได้คุ้มครอง พวกเขาแล้ว ท่านยังกีดกัน ปิดกั้นแล้วก็ทําลายเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ยัดเยียด คดีความให้กับเยาวชน ให้กับกลุ่มคนที่มีความเห็นต่างจากรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มคน ที่ออกมาทํากิจกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนและกลุ่มนักการเมือง ฝ่ายค้าน การชุมนุมหรือการประท้วงใด ๆ ที่ทําตามขอบเขตของรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสามัญ ที่โลกให้การยอมรับและเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้เป็นประจําวัน เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะย้ํา ให้ท่านชัด ๆ ว่าการชุมนุมไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ ไม่ใช่เรื่องการก่อความไม่สงบ ขอคลิป (Clip) ด้วยค่ะ ขอคลิป (Clip) ที่ ๑ ที่ ๒ ค่ะ🔗
อันนี้เป็นนักเรียนโรงเรียน สตรีวิทยาที่ถูกกีดกันจากผู้บริหารโรงเรียนนะคะ ให้ออกมาอยู่ข้างนอกเสี่ยงกับการ ถูกกฎหมายชุมนุม คลิป (Clip) ต่อไปเลยค่ะ อันนี้คลิป (Clip) ไปต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรี ที่จังหวัดระยองนะคะ ท่านดูการเบียดเสียด มีการทิ้งระยะห่างไหมคะ อันนี้คือม็อบเชียร์ (Mob cheer) ดูนะคะ แออัดกันอยู่อย่างนี้ เห็นไหมคะ แต่ว่าม็อบ (Mob) ที่ไปยื่นห่าง ๆ กัน คนละ ๒ เมตรแค่ไม่กี่คนที่น่าสถานทูตประเทศกัมพูชาเพื่อทวงถามความเป็นธรรมให้กรณีอุ้มหาย ผู้ลี้ภัยที่ถูกอุ้มหายที่หน้าสถานทูตกลับโดนหมายเรียกกันเป็น ๑๐ คน โดนหมายเรียกว่า ทําผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ประเทศเรามันไปไม่ถึงไหนก็เพราะว่าความ ๒ มาตรฐานอย่างนี้ค่ะ ท่านประธานดูคลิป (Clip) นี้นะคะ ความรู้สึกของนักศึกษา ดิฉันได้ลงไปสังเกตการณ์ ด้วยตัวเองที่อําเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ตอนนี้มาถึงเรื่องทัศนคติที่ผิดพลาด ติดลบ ท่านมี ทัศนคติที่ติดลบในการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจอนาคต ตัดสินใจชะตาชีวิต ตัดสินใจชะตาประเทศร่วมกับท่าน การปิดกั้นการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นแบบปาหี่ ที่ดิฉันได้ไปพบเห็นมาด้วยตัวเองเมื่อประมาณ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว จัดโดย ศอ.บต. ที่อําเภอจะนะ คือเวทีรับฟังความคิดเห็นการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ มีการใช้กําลังเจ้าหน้าที่ อย่างมหาศาลนับพันคน ดูเหมือนสถานการณ์ในสมรภูมิรบ ถนนทั้ง ๒ ด้านถูกปิด มีการตั้งด่านตรวจหลายจุด มีการให้กลุ่มบุคคลที่คิดเห็นด้วยตรงกับ ศอ.บต. เข้าไปนอน ค้างคืนล่วงหน้าในสถานที่จัดเวที ส่วนคนกลุ่มที่เห็นต่างถูกกีดกันไม่สามารถเข้าไปได้ ข้อกังวลของคนในพื้นที่นั้นเรื่องความไม่เชื่อมั่นและความไม่โปร่งใสในการจัดเวทีเป็นสิ่งที่น่า อดสูค่ะท่านประธาน ล่าสุดที่ซ้ําหนักไปกว่านั้นการซ้ําเติมสถานการณ์การละเมิดสิทธิ มนุษยชน ในบรรยากาศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย คือเมื่อวันที่ ๒๒ พลเอก ประวิตร รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปมอบนโยบายให้กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แก่ศูนย์เฟกนิวส์ (Fake News) ต่อต้านข่าวปลอม โดยแทนที่จะสร้างความเชื่อมั่น ให้ประชาชน ท่านกลับมอบนโยบายให้ศูนย์เฟกนิวส์ (Fake News) ให้เพิ่มความเข้มข้น แล้วก็ยกระดับ ยกระดับศูนย์เฟกนิวส์ (Fake News) จากกองบังคับการ ขึ้นมาเป็น กองบัญชาการ และกําชับว่าให้มีการดําเนินคดีตามกฎหมายต่อผู้กระทําผิดกรณีเฟกนิวส์ (Fake News) อย่างจริงจังและเด็ดขาด โดยอ้างว่าเพื่อความสงบในวิกฤติโควิด (COVID) ทั้ง ๆ ที่เราไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศมานานถึง ๒ เดือนแล้วค่ะ เห็นได้ชัดนะคะว่าหน่วยงานนี้ ตั้งขึ้นมาเพื่อข่มขู่ประชาชนในโลกออนไลน์ (Online) ไม่ให้โพสต์ (Post) ในสิ่งที่รัฐบาล ไม่อยากเห็น ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในโลกออนไลน์ (Online) นี้ก็คือเยาวชนคนหนุ่มสาวนั่นเอง ตัวอย่างที่น่าอดสูใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือการยังคง พ.ร.ก. ฉุกเฉินเอาไว้ ล่าสุดนี้ก็มีการต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปอีก ๑ เดือนแล้วนะคะ การประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเปรียบเสมือนการทํารัฐประหาร ซ้ําเป็นครั้งที่ ๒ และการต่ออายุทุก ๆ ครั้งก็คือการทํารัฐประหารซ้ํา ๆ กับประชาชน เพราะเป็นกฎหมายที่ให้อํานาจเบ็ดเสร็จต่อนายกรัฐมนตรี และใช้เป็นเครื่องมือใหม่ในการ จํากัดเสรีภาพของประชาชนต่อไป พ.ร.ก. นี้มีเนื้อหาที่นิรโทษกรรมให้กับข้าราชการที่ทําตาม คําสั่ง ปฏิบัติตามคําสั่งของนายกรัฐมนตรี การต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่ไหน เขาทํากันในโลก เพราะมันไม่ใช่กฎหมายที่ถูกนํามาใช้กับสถานการณ์โรคระบาดนะคะ ท่านประธาน แต่ พ.ร.ก. ฉุกเฉินถูกสร้างขึ้นในสมัยท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร โดยมีเจตนาเพื่อใช้แก้ไขปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบความรุนแรง ในจังหวัดทางชายแดน ภาคใต้ ๓ จังหวัด และเหตุผลที่จะต้องให้มีการต่อทุก ๆ ๓๐ วัน เป็นเพราะอะไรคะ เพราะคนที่มีเจตนาสร้างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ทราบดีว่ากฎหมายนี้ไม่เหมาะที่จะประกาศใช้ ไปยาว ๆ จึงต้องกําหนดว่าจะต้องมีการพิจารณาใหม่ ทบทวนการต่ออายุทุก ๆ ๓๐ วัน เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลมีวัตถุประสงค์ในการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินกับเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่อง โรคระบาดค่ะ จากการรวบรวมความคิดเห็นของเยาวชน คนหนุ่มสาว นักเรียน นักศึกษา มีข้อเสนอแนะว่าพวกเขาต้องการให้มีตัวแทนของพวกเขาอยู่ในสภามหาวิทยาลัยด้วย ตอนนี้อยู่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศมีเพียงมหาวิทยาลัยรามคําแหงที่เดียวเท่านั้นที่มีสัดส่วน ตัวแทนของนักศึกษาเข้าไปอยู่ในสภามหาวิทยาลัย แต่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏแล้วก็ที่อื่น ๆ ยังไม่มี เหตุที่เขาต้องการอย่างนี้เพราะว่านักศึกษาก็คือกลุ่มประชากรกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ในมหาวิทยาลัย ควรที่จะมีสัดส่วนของพวกเขาเข้าไปร่วมตัดสินใจ เข้าไปร่วมให้ความเห็นด้วย ในประชาคมของเขา และเขาจะได้มีอํานาจต่อรองกับอธิการบดี มีอํานาจต่อรอง ในมหาวิทยาลัย มีโอกาสที่จะร่วมตัดสินใจในมติวาระต่าง ๆ ที่สําคัญนะคะ พวกเขาอยากให้ มีการแก้ พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นประดุจธรรมนูญสูงสุด ขอให้ พ.ร.บ. เหล่านั้น รับรองสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาไว้ด้วยนะคะ ในส่วนของรัฐสภาพวกเขาต้องการให้มี ส่วนร่วมของพวกเขาในคณะกรรมาธิการวิสามัญต่าง ๆ และในการที่จะพิจารณาวาระต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา เช่น วาระสิทธิเด็ก วาระการศึกษา หรือวาระเรื่องการเคลื่อนไหว ของนักศึกษา ก็ขอให้มีการเชิญตัวแทนของพวกเขาเข้ามาร่วมให้ความเห็นด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ตอนนี้ถึงเวลาที่หมดยุคของสังคมห้ามคิดชีวิตห้ามสงสัย ถึงเวลาของ การสนับสนุนให้เยาวชนคนหนุ่มสาวมีโอกาสตั้งคําถาม ถึงเวลาที่จะต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัย ให้พวกเขาได้แสดงความรู้สึก ได้เรียกร้องความเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมเปิดให้มีการตั้งคําถาม ร่วมแสดงความคิดเห็นตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ เช่นทําไมนักเรียนเล็ก ๆ นักเรียนเด็กอนุบาล เด็กประถม ทําไมพวกเขาต้องถอดรองเท้าก่อนขึ้นอาคารเรียน แต่ทําไมคุณครูไม่ต้อง เรื่อยไปจนถึงคําถามที่ยิ่งใหญ่สําคัญในสเกล (Scale) ที่ใหญ่กว่านั้น เช่น การเข้ามามีอํานาจ โดยไม่ชอบธรรมของกองทัพ ทําไมถึงหลอกลวงพวกเขาว่าเรามีการปกครองแบบประชาธิปไตย ทําไมรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและทีมโฆษก ศบค. ถึงไปแออัดยัดเยียดกันในสถานทูต อเมริกา เมื่อวันชาติอเมริกา เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคมได้ แต่ประชาชนที่ไปยืนเรียกร้อง รณรงค์แคมเปน (Campaign) ต่าง ๆ ถึงได้โดนหมายเรียกกันโดยถ้วนหน้า หยุด ๒ มาตรฐาน กับประชาชนเถอะค่ะ ถ้าอยากจะให้ประเทศนี้ไปต่อ ทําไมนักเรียน นักศึกษาที่ไปทํากิจกรรม ผูกโบว์ขาวทวงคืนความยุติธรรม ทวงคืนการถูกให้สืบสวนหาสาเหตุของการอุ้มหายของ ผู้ลี้ภัยที่ประเทศเพื่อนบ้านถึงถูกจับ ถึงถูกนําตัวไปโรงพักทั้ง ๆ ที่ผูกโบว์เส้นขาว ๆ เล็ก ๆ นิดเดียวเอง และในที่สุดเมื่อหาเรื่องที่จะตั้งข้อหาไม่ได้ก็ยังเอาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังดีค่ะ ตั้งไป ๒ ข้อหา คือข้อหา ๑. ไม่พกบัตรประชาชน ๒. ข้อหาตาม พ.ร.บ. ความสะอาด เอาเป็นว่านิดหน่อยก็ยังดีนะคะ เขาสามารถตั้งคําถามว่าทําไม สิบเอก ณรงค์ชัย อินทรกวี หรือว่าหมู่อาร์ม ผู้ที่ออกมาเปิดโปงทุจริตการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงของผู้บังคับบัญชาที่ไปยื่นขอคุ้มครองพยาน ที่ ป.ป.ช. แล้วล่วงหน้าเป็นเดือน แต่ก็ยังโดนคําสั่งปลดโดยกองทัพ เมื่อคดีความเหล่านี้ คดีเล็กคดีน้อยพวกนี้ขึ้นสู่ศาล ในที่สุดแล้วท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ก็ไม่มีความผิด แต่ก็ยังทํา มาต่อเนื่อง ทําเพื่อเป็นการปิดปาก ทําเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศของความกลัว ดิฉัน ขอเรียกร้องให้สื่อกระแสหลักด้วยเลิกเซนเซอร์ (Sensor) ตัวเองหันมาเสนอข่าวอย่าง ตรงไปตรงมา อย่างกล้าหาญ อย่าเคยชิน แล้วก็เซนเซอร์ (Sensor) ตัวเองจากการถูกข่มขู่ ท้ายนี้ดิฉันขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลหยุดการลุแก่อํานาจ ปราศจากความละอาย หยุดสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว ปรับท่าทีของท่านให้เป็นรัฐบาลที่มีการรับฟังความ คิดเห็นตามมาตรฐานสากล ดิฉันขอให้ท่านคุ้มครองปกป้องผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น แทนการยัดเยียดคดีความและโดยที่รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างปัญหาอย่างยิ่งใหญ่ ดิฉันขอเสนอให้ยกเลิก มาตรา ๒๗๙ คือยกเลิกการนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ทําการยึดอํานาจ รัฐประหารคือ คสช. เอาคนที่ยึดอํานาจเข้าคุกค่ะ คนที่เคยทําผิดไม่เคยต้องเดินเข้าคุก เพราะฉะนั้นมันจะเป็นเงื่อนไขของคนต่อ ๆ ไป ผบ.ทบ. คนต่อ ๆ ไปที่อยากจะเป็น นายกรัฐมนตรีเขาก็จะใช้วิธีนี้ต่อไปนะคะ🔗
ข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญต่อไปก็คือดิฉันขอเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ ว่าด้วยที่มาของ ส.ว. เอา ส.ว. ออกไปจากการเมืองไทย สุดท้ายจริง ๆ ดิฉันขอเรียกร้อง ให้เพื่อนในสภาแห่งนี้สนับสนุนให้มีการศึกษาเรื่องนี้ในคณะกรรมาธิการ เพื่อเปิดช่องทางให้ รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของนิสิต นักศึกษา เยาวชน กลุ่มพลังทางสังคม กลุ่มอื่น ๆ โดยมอบให้เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการที่มีอํานาจหน้าที่โดยตรงในเรื่องนี้มากที่สุดค่ะ ขอบคุณมากค่ะ🔗
เชิญเจ้าของญัตติต่อไป ดอกเตอร์อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ อภิปรายแถลงเหตุผลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผมนายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อันดับแรกต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณา บรรจุญัตติของผม เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา เปิดพื้นที่ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับสภาผู้แทนราษฎรในการ แก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานครับที่บรรจุวาระ เข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ ซึ่งเรียกได้ว่าถูกที่ถูกเวลา ที่บอกอย่างนั้นก็ต้องขออนุญาตใช้เวลา สั้น ๆ ไล่เลียงให้ฟังถึงสาเหตุที่ผมยื่นญัตตินี้เข้ามาสู่สภาแห่งนี้ครับ ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อต้นปี เดือนกุมภาพันธ์เราได้เห็นเหตุการณ์สําคัญที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยอยู่ ๒ เรื่องหลัก ๆ เรื่องแรกนั่นก็คือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งผลกระทบต่อ สุขภาพและเศรษฐกิจของคนไทยทั้งประเทศ อีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญไม่แพ้กัน แล้วเกิดในเวลา ไล่เลี่ยกันนั่นก็คือการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา เพื่อแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง แต่เมื่อเวลาล่วงมาการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ก็มีการแพร่กระจายไปในวงกว้างขึ้น ดังนั้นรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้ฉีดยาแรง ในวันที่ ๒๕ มีนาคม โดยการประกาศใช้ พระราชกําหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งการฉีดยาแรงในครั้งนั้น แน่นอนก็เสมือนกับการระงับ การชุมนุมของนักเรียน นักศึกษาไปโดยปริยาย ท่านประธานที่เคารพครับ ยาตัวนี้จริงอยู่ อาจจะสามารถระงับการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ได้เป็นเป็นผลดี ดูจากตัวเลขของ จํานวนผู้ติดเชื้อในเมืองไทยที่เป็นศูนย์มานับแรมเดือน เนื่องจากว่าโควิด (COVID) นี้ถ้าจะ ให้เปรียบก็คงเปรียบเหมือนแผลภายนอกที่มีอาการบ่งชี้ให้รักษาได้อย่างชัดเจน แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อวันเสาร์นี้ก็พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนแล้วว่ายาตัวเดียวกันนี้อาจจะไม่ได้ มีประสิทธิภาพพอที่จะรักษาแผลภายใน ดังนั้นจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐสภาจะต้องมีบทบาท สําคัญในการที่จะป้องกันแล้วก็ประสานแผลนี้ ก่อนที่แผลนี้จะปริแตกแล้วก็ลุกลามบานปลาย ใหญ่โตจนกระทั่งยากต่อการรักษา หรือถ้าร้ายไปกว่านั้นก็อาจจะสูญเสียอวัยวะสําคัญ ต้องขอกราบเรียนอย่างนี้ว่าญัตติที่ผมเสนอเข้ามาวันนี้ไม่ใช่เป็นการมาล้อมคอกเมื่อวัวหาย เพราะผมเองเป็นคนแรกที่เสนอญัตตินี้เข้ามาสู่สภาแห่งนี้ตั้งแต่วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ในสมัยประชุมที่แล้วด้วยความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าสภาแห่งนี้ได้พิจารณา ได้เห็นชอบ ให้ตั้งกรรมาธิการตามญัตติที่ผมเสนอ เหตุการณ์ในวันเสาร์ที่ผ่านมา หรือเหตุการณ์รุนแรง ต่าง ๆ ในอนาคตที่ไม่มีใครอยากให้เกิดก็อาจจะไม่เกิดขึ้น แต่วันนี้เวลานี้มาพูดคุยกัน ผมเชื่อว่าก็ยังไม่สายเกินไป ผมขอเริ่มการเสนอญัตติของผมด้วยภาพ ๒ ภาพนี้ครับ🔗
ภาพ ๒ ภาพนี้มีทั้งความต่าง และความเหมือนกัน ความต่างที่ว่าคือต่างพื้นที่ ต่างปัญหา ภาพทางซ้ายเกิดขึ้นใกล้ ๆ กับ กรุงเทพมหานคร ในขณะที่ภาพทางขวาเกิดขึ้นห่างไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร นั่นคือความต่าง ที่ว่าเหมือนกันก็มีความเหมือนกันอย่างน้อย ๒ อย่างอย่างแรกที่เหมือนกัน ก็คือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนักเรียน นิสิตนักศึกษาเหมือนกัน อย่างที่ ๒ ที่บอกว่าเหมือนกันก็คือ ความรู้สึกที่เหมือนกัน ความรู้สึกอะไรครับ คือความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจที่ปัญหาของเขาไม่มี ใครฟัง หรือถึงแม้จะฟังก็ฟังเหมือนไม่ได้ยิน ท่านประธานครับ ตรงนี้จึงเป็นเสมือนกับ หลักการและเหตุผลที่ผมเสนอญัตติเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ถ้ามองให้ลึกลงไปภาพ ทางซ้ายเราได้เห็นคนมารวมตัวกันเป็นจํานวนมาก นั่นก็เป็นเพราะประเด็นที่เขาอึดอัด เป็นเรื่องของส่วนรวม เป็นประเด็นทางสังคม ในขณะที่ภาพทางขวาเป็นเรื่องของนักเรียน เพียง ๑ คน ซึ่งหลายคนอาจดูเหมือนว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่เรื่องที่ว่าเล็กนี้ถ้าขยายวงกว้าง ออกไป ไปในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดศรีสะเกษ ที่จังหวัดเลยที่จังหวัดระยอง หรือล่าสุดที่กรุงเทพมหานคร เรื่องที่ว่าเล็กนี้ก็อาจจะลุกลามบานปลายและกลายเป็นภาพ ทางซ้ายได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าทําไมเสียงของนักเรียน นักศึกษา เยาวชน ถึงสําคัญ ในแง่ของจํานวนครับ ข้อมูลสํานักงานสถิติแห่งชาติบอกว่าจํานวนของเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อนวัยทํางานมีทั้งหมด ๑๙.๖ ล้านคน ถ้าคิดเป็นสัดส่วนเทียบกับ ประชากรไทยทั้งประเทศ ๖๖ ล้านคน ก็คิดเป็นร้อยละ ๒๙.๕ หรือเกือบ ๑ ใน ๓ ของคนไทย ทั้งประเทศ แต่จํานวนที่มากมายมหาศาลนี้กลับสวนทางกันกับจํานวนโอกาสที่พวกเขา เหล่านั้นได้มีส่วนร่วมในการกําหนดอนาคตของเขาเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีกฎหมายฉบับไหนของ ประเทศไทยที่ไปแบ่งแยกว่าผู้ใหญ่ต้องมีสิทธิมากกว่าเด็ก หรือเด็กมีสิทธิน้อยกว่าผู้ใหญ่ รัฐธรรมนูญเอง ซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศระบุไว้ชัดเจนครับ ในมาตรา ๔ ว่า คนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีสิทธิเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เองก็ปรากฏความลักลั่นให้เห็นในหลายมาตราครับ ผมยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ อยู่มาตราหนึ่ง คือมาตรา ๙๕ และมาตรา ๙๗ ในมาตรา ๙๕ บอกว่าคนไทยอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในขณะที่มาตราถัดมา มาตรา ๙๗ กลับระบุว่าบุคคลต้องมีอายุ ๒๕ ปี ขึ้นไปถึงจะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ก็เกิดคําถามครับว่าทําไมรัฐธรรมนูญ กฎหมายถึงวางใจ เชื่อใจในวิจารณญาณของคนอายุ ๑๘ ปีให้เลือกผู้แทนได้ แต่คนอายุ ๑๘ ปีคนเดียวกันนี้ ถึงไม่ได้รับความวางใจ ความเชื่อใจให้มีสิทธิได้ถูกเลือกเป็นผู้แทน นี่คือกฎหมายสูงสุดของ ประเทศที่เราได้เห็นความลักลั่น ก็ไม่แปลกครับที่กฎหมายลําดับรอง ไม่ว่าจะเป็นระเบียบ กฎ ข้อบังคับต่าง ๆ เราก็ได้เห็นความลักลั่นนั้น ต้องพูดอย่างนี้ อย่าลืมนะครับว่าคนไทย มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๗๕ ปี นั่นแปลว่าคนกลุ่มนี้ เยาวชนกลุ่มนี้ ๑๙.๖ ล้านคนนี้จะต้อง อยู่ในประเทศนี้ไปอีกไม่ต่ํากว่า ๕๐ ปี ดังนั้นผมจึงคิดว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่คนกลุ่มนี้ ทั้งทางพฤตินัยและนิตินัยที่เขาจะได้มีส่วนร่วมในการวางรากฐาน ในการออกแบบสังคม ออกแบบอนาคตที่เขาอยากจะเห็น ที่เขาอยากจะอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อตอนต้นผมยกตัวอย่างในเรื่องของทรงผมเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในช่วงเดือนที่ผ่านมา สาเหตุหลักสําคัญนั่นก็เป็นเพราะเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติตามระเบียบของ กระทรวงศึกษาธิการ ๒ ฉบับ ฉบับแรกคือฉบับที่ว่าด้วยเรื่องของทรงผมนักเรียน ฉบับล่าสุด ปี ๒๕๖๓ อีกฉบับหนึ่งก็คือฉบับที่ว่าด้วยระเบียบวิธีการลงโทษนักเรียน นักศึกษาที่ระบุไว้ อย่างชัดเจนในปี ๒๕๔๘ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราเพิ่งเปิดเทอมมาได้ประมาณ ไม่ถึงเดือนนะครับ แต่เราได้เห็นเรื่องร้องเรียนของนักเรียนถูกกล้อนผม ถูกตัดผมกลางเสาธง เพื่อประจานมากมายถึง ๓๑๒ โรงเรียนทั่วประเทศ ทั้ง ๆ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านปัจจุบัน ท่านก็ได้ออกระเบียบไว้อย่างชัดเจนแล้วก็ทันสมัยว่านักเรียนชายและหญิง สามารถไว้ผมยาวได้ให้เป็นไปตามความเหมาะสมและเรียบร้อย เรื่องผมยาวหรือผมสั้น คงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่จบหรอกว่าอะไรดีกว่าอะไร แต่สิ่งเดียวที่จะประคองสังคมนี้ไว้ได้ นั่นก็คือกฎหมาย เมื่อระเบียบกระทรวงซึ่งถือเป็นกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่านักเรียนไว้ผมยาว หรือสั้นก็ได้ ดังนั้นทุกฝ่ายจึงต้องปฏิบัติตามไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครูหรือผู้ปกครอง โดยยึดหลักของความถูกต้องไม่ใช่ความถูกใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นเมื่อนักเรียน ไม่ได้ทําผิดก็ไม่สมควรถูกลงโทษ ในทางตรงกันข้ามหากนักเรียนทําผิดไม่ว่าจะด้วยเรื่องของ ทรงผมหรือเรื่องอะไรก็ตามก็สมควรถูกลงโทษโดยการถูกลงโทษนั้น ก็ต้องลงโทษภายใต้ กรอบที่กฎหมายกําหนดให้ทํา ที่มี ๔ สถาน นั่นก็คือว่ากล่าวตักเตือน ทําทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ หรือทํากิจกรรม ซึ่งทั้ง ๔ อย่างนี้มีความมุ่งหมายในการเพื่อ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ไม่ใช่เพื่อประจานหรือเพื่อให้อับอาย ที่ผมมาพูดแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่า ผมจะไปให้ท้ายนักเรียนหรืออะไร ผมเองยอมรับครับ แล้วก็ภูมิใจว่าเป็นคนหนึ่งที่โตมา เรียนมาในโรงเรียนที่ต้องตัดผมเกรียน และผมเองก็ยินดีปฏิบัติตามกฎนั้นอย่างไม่มีเงื่อนไข นั่นก็เพราะตอนนั้นระเบียบระบุไว้แบบนั้น แต่วันนี้ เวลานี้โลกเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน ระเบียบเปลี่ยน ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักอยู่เสมอว่าสังคม โรงเรียนคือสังคมจําลองที่ให้ ทั้งครูและนักเรียนเรียนรู้ที่จะรู้หน้าที่ของตนและเคารพสิทธิทั้งของตนเองและของผู้อื่น ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่เรามีการลงโทษนักเรียน เพื่อประจานหรือเพื่อให้อับอาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทรงผม หรือเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่ง อย่างเช่นเรื่องเพศสภาพ หรือเรื่องไม่ชําระค่าเทอมตามที่ปรากฏในข่าว แต่ในเวลาเดียวกัน ผมเองก็ขอประณามกลุ่มคนไม่ว่าจะภาคส่วนไหน ๆ ที่ออกมาด่าครูด้วยถ้อยคําแรง ๆ เพื่อความสะใจ โดยไม่ได้เสนอทางออกอะไรที่สร้างสรรค์ให้ แล้วลืมไปว่าภารกิจในการอบรม บ่มนิสัยในการขัดเกลานักเรียนก็เป็นสิ่งสําคัญในกระบวนการสร้างคนของโรงเรียน แต่กระบวนการนั้นจะต้องดําเนินการไปโดยยึดหลักของความถูกต้องและความพอดี บนพื้นฐานที่ว่านักเรียนต้องเคารพครูตามหน้าที่ ครูต้องให้เกียรตินักเรียนตามสิทธิอันสมควร แบบนี้ถึงเป็นวิธีการปกครองในโรงเรียนที่ถูกต้อง ท่านประธานครับ ผมใช้เวลาพอสมควรกับ เรื่องทรงผม แต่นอกจากเรื่องทรงผมก็ยังมีปัญหาอีกมากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ที่เกิดจากครอบครัว ทั้งจากพ่อแม่ จากคนใกล้ชิด จากญาติ ปัญหาที่โรงเรียน ทั้งจาก นักเรียนด้วยกันเอง ทั้งจากครูหรือจากเจ้าหน้าที่ หรือปัญหาใหญ่ ๆ อย่างเช่น ปัญหา เชิงระบบ ปัญหานโยบายของรัฐ ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงกับเยาวชน ดังนั้นจึงไม่มีใครหรอกครับ ที่จะรู้เรื่องนี้ดีไปกว่าตัวเยาวชนเอง ผมถึงให้ความสําคัญ เป็นอย่างมากกับการเปิดพื้นที่ เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาได้มีพื้นที่ในการแสดงความ คิดเห็นภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ท่านประธาน ที่เคารพครับ บทเรียนอันหนึ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ นั่นก็คือเราต้องไม่สร้างค่านิยมที่ว่า ถ้าเด็กถูกกระทําแล้วพูดไม่ได้ เพราะการพูดนั้นเป็นการประจานโรงเรียน เป็นการประจาน มหาวิทยาลัย เพราะถ้าเราไปสร้างค่านิยมที่อันตรายแบบนั้นเมื่อไรล่ะก็ ถ้าเป็นเรื่องที่รุนแรง กว่าเรื่องทรงผม อย่างเช่น ถูกคุกคามทางเพศ หรือพบทุจริตนมโรงเรียน พบทุจริตอาหาร กลางวัน หรือเห็นต่างทางการเมือง แล้วเขาถูกปิดกั้นไม่ให้พูด ไม่ให้แสดงความคิดเห็น การปิดกั้นนั้นก็จะสะสม เมื่อสะสมแล้วอย่างไรครับ ก็ระอุ เมื่อระอุก็ปะทุ ปะทุก็ลุกลาม บานปลายใหญ่โต ท่านประธานครับ ในตอนต้นผมได้เกริ่นเรื่องสําคัญอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของการรวมตัวกันของนักเรียน นักศึกษา ผมได้มีโอกาสติดตามข่าวของกิจกรรม ที่จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก็ต้องพูดอย่างนี้ว่าในแง่ของหลักการ เราก็ได้เห็นการแสดงออก ของคนรุ่นใหม่ที่ออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพ ตามหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมก็ต้องถือว่าเป็นการดีที่ประชาชนตื่นรู้ ในสิทธิในเสรีภาพในการเคารพกฎหมาย ในการรู้หน้าที่ของตน ซึ่งก็ถือเป็นการยกระดับ ประชาชนสู่ความเป็นพลเมือง อันจะเป็นสิ่งสําคัญในการพัฒนาประเทศและนั่นคือหลักการ เมื่อมาดูในวิธีการ ผมว่าเป็นเรื่องที่เราต้องคุยกันยาวครับ เรื่องวิธีการ จริงอยู่อํานาจอธิปไตย อันสูงสุดเป็นของประชาชน แต่การใช้อํานาจอธิปไตยนั้น การมีสิทธิในการใช้ชีวิต การมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอยู่ภายใต้กฎ กติกา เพราะนั่นจะเป็นสิ่งเดียวที่จะยึดโยง ปกครองและให้สังคมเดินต่อไปได้ในระบอบ ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์ในวันเสาร์เป็นการตอกย้ํา ถึงความสําคัญและความจําเป็นอย่างยิ่งของการเสนอกรรมาธิการที่ผมเสนอขึ้นในญัตตินี้ โดยที่ผมขอเสนอหลักในการทํางานให้กับกรรมาธิการชุดนี้เป็นหลัก แนวทางในการทํางาน ด้วยหลัก ๔ ย ครับ🔗
ย แรกคือยืนหยัด เราได้เห็นว่าผู้มาชุมนุมประกาศชัดเจนครับ ว่ามีข้อเรียกร้อง ๓ ข้อ ดังนั้นเมื่อเปิดเวทีแล้วต้องมั่นใจได้ว่าการมาพูดคุยกันจะต้องอยู่ใน ประเด็นที่เรียกร้องทั้ง ๓ ประเด็นเท่านั้น จะต้องไม่มีการแอบแฝงด้วยเหตุผลอื่น ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่าเพื่อที่พลังบริสุทธิ์นี้จะได้ไม่ถูกบิดเบือน จะได้ไม่ถูกกลุ่มคน ใครก็ตามที่ฉวยโอกาสใช้โอกาสนี้มาเสริมวัตถุประสงค์ที่แปลกปลอม และที่สําคัญไปกว่านั้น นั่นก็คือเราจะต้องมั่นใจให้ได้ว่าการมาชุมนุมครั้งนี้จะไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ของใคร นั่นคือ ย.แรก ยืนหยัด🔗
ย ที่ ๒ คือยืนยัน ยืนยันอะไรครับ ยืนยันการทําหน้าที่ของน้อง ๆ ว่าน้อง ๆ ต้องไม่ลืมว่าขณะนี้น้อง ๆ สวมหมวกอยู่ ๒ ใบ ใบแรกคือหมวกในฐานะประชาชน แต่ใบที่ ๒ ซึ่งก็มีความสําคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือหมวกของความเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา และ หมวกใบนี้ก็เป็นหมวกที่ไม่มีใครทําหน้าที่นี้แทนได้🔗
ย ที่ ๓ คือยืดหยุ่น ผมเชื่อว่าถ้ากรรมาธิการชุดนี้ถูกตั้งขึ้นก็จะเป็นโอกาสที่ดี ที่จะเปิดพื้นที่นอกเหนือจากพื้นที่ทางกายภาพที่ได้มีโอกาสมาถกเถียงแสดงความคิดเห็น กันแล้ว ยังเป็นการเปิดพื้นที่ทางใจระหว่างกลุ่มต่าง ๆ เพื่อที่จะลดอุณหภูมิทางความคิด เพื่อที่จะให้เกิดการไตร่ตรองให้เกิดการประนีประนอมอย่างยืดหยุ่น แต่ยังคงสาระสําคัญไว้🔗
ย สุดท้าย คือยั่งยืน ผมเชื่ออย่างนี้ครับว่ากรรมาธิการคือหัวใจสําคัญของ ระบบรัฐสภา แน่นอนผมคงไม่ไปตีตราครับว่าการไปชุมนุมบนท้องถนนนั้นจะทําให้ เพิ่มการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) เพราะว่าเรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่จบ แต่อย่างหนึ่งที่ผมมั่นใจได้ นั่นก็คือระบบบริหารจัดการการประชุมในรัฐสภาแห่งนี้ อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าจะลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมบอกว่ายั่งยืนนั่นก็คือกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นการแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ เป็นการใช้สิทธิอันชอบธรรมอย่างมีอารยะธรรมและเป็นการแก้ปัญหา ที่ยั่งยืนโดยที่ไม่ต้องหยาบคาย ไม่ต้องจาบจ้วงหรือไม่ต้องรุนแรง ทีนี้ถามว่าจะทําอย่างไร ญัตติของผม ผมจึงเสนอให้ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยองค์ประกอบของกรรมาธิการ ชุดนี้ อยากให้แตกต่างจากกรรมาธิการชุดอื่น ๆ ที่ผ่านมา ที่เป็นสัดส่วนของพรรคการเมือง อย่างเดียว ผมถึงได้เสนอว่าเป็นไปได้ไหมจะขอให้กรรมาธิการชุดนี้เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ จากที่สภานิสิตของสถาบันต่าง ๆ ได้ส่งชื่อมาเป็นส่วนหนึ่ง ของกรรมาธิการชุดนี้ และให้มีอํานาจหน้าที่ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ พิจารณา ศึกษา สอบสวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ท่านประธานครับ ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กไทย ทีนี้ผมเลยได้เสนอให้ตั้งกรรมาธิการ ชุดนี้ แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกับสมาชิกหลายท่าน หลายคนก็บอกว่าเป็นไปได้ไหม ที่จะส่งเรื่องนี้ ส่งญัตตินี้เข้าไปที่กรรมาธิการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกรรมาธิการ พัฒนาการเมืองอย่างที่ท่านสมาชิกบางท่านได้เสนอเมื่อสักครู่ ถามว่าเกี่ยวไหม ก็ต้องบอกว่า เกี่ยวครับ เกี่ยวตรงไหน ผมอยากให้ท่านประธานได้ดูภาพภาพนี้ครับ ผมได้ลองวิเคราะห์ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ปี ๒๕๖๐ พบอย่างนี้ครับว่ารัฐธรรมนูญให้ความสําคัญ กับคําว่าหน้าที่และคําว่าสิทธิเป็นอย่างมาก เราได้เห็นพูดถึง ๒ คํานี้หลายร้อยคํา ในรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ โดยที่ในแง่ของจํานวนคํา รัฐธรรมนูญให้ความสําคัญกับหน้าที่ มากกว่าสิทธิ ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับ เพราะสังคมจะเดินหน้าไปได้ ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ ต้องทําหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์เสียก่อน แล้วจึงเคารพสิทธิทั้งของตนเองและผู้อื่น ฉะนั้น ในประเด็นนี้ผมเห็นด้วย แต่เมื่อไปดูคําสําคัญอีกคําหนึ่งในรัฐธรรมนูญคือคําว่าส่วนร่วม ก็เป็นที่น่าตกใจว่าในรัฐธรรมนูญ ปรากฏคําว่าส่วนร่วมฉบับปัจจุบันอยู่เพียงแค่ ๓๑ แห่ง น้อยลงกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ํา ดังนั้น เมื่อถามว่าเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญไหม แน่นอนผมเห็นว่าเกี่ยว เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ผลักดันมาโดยตลอด แต่ถามว่าทั้งหมดไหม ตอบว่า ไม่ทั้งหมด รัฐธรรมนูญเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แล้วกรรมาธิการชุดนี้กรรมาธิการวิสามัญแก้ไข รัฐธรรมนูญก็มีเจตนารมณ์ที่แตกต่างจากสิ่งที่ผมเสนอในวันนี้ สิ่งที่ผมเสนอในวันนี้ ครอบคลุมถึงมิติที่กว้างกว่าสิ่งที่กรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญในหน้าที่ของเขา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่ออย่างนี้ว่าเด็กไทยทุกคนมีศักยภาพขอเพียงแค่ให้โอกาสเขา ผมมั่นใจว่าถ้าวันนี้สภาแห่งนี้ให้โอกาสเขา สภาแห่งนี้ผู้แทนของพวกเราทุกคนคงไม่ใช่คบเด็ก เพื่อสร้างบ้าน แต่จะเป็นการคบเด็กเพื่อสร้างชาติ ก็ต้องขอฝากเอาไว้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญญัตติ ต่อไปท่านภราดร ปริศนานันทกุล เป็นผู้เสนอ เชิญท่านอภิปรายแถลงเหตุผลครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้พวกผมสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทั้งหมดได้ร่วมกันเสนอญัตติด่วนเรื่องขอให้ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน พิจารณาให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมถึงพี่น้องประชาชน ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ อ่านญัตติที่ผมได้เสนอต่อสภาแห่งนี้ แล้วหลังจากนั้นผมจึงค่อย ขอเวลาท่านประธานอภิปรายเพื่อสนับสนุนญัตติ สืบเนื่องจากในปัจจุบันมีกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชนจํานวนมากได้ออกมาแสดงความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ในประเด็นทางการเมือง ประเด็นทางสังคม และประเด็นทางสาธารณะกันอย่างกว้างขวาง และมีความหลากหลาย และในหลายกรณีนําไปสู่การจัดการชุมนุมเพื่อเคลื่อนไหว ทางการเมืองเพื่อแสดงข้อเรียกร้องหรือมีความประสงค์จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางการเมือง หรือทางสังคม โดยได้ดําเนินการจัดการชุมนุมในหลายพื้นที่ ทั้งพื้นที่ที่เป็น สาธารณะและทางสื่อสังคมออนไลน์ (Online) ซึ่งการแสดงความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง รวมทั้งการจัดการชุมนุมดังกล่าวเป็นการแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการ บริหารประเทศ เพื่อให้มีอํานาจในการบริหารประเทศได้นําไปพิจารณาดําเนินการเพื่อเป็น ประโยชน์ต่อประเทศชาติ อีกทั้งการแสดงความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชนเป็นเสรีภาพสําคัญในฐานะกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่รัฐจะต้องให้การรับรอง คุ้มครอง ให้สามารถกระทําได้ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงเห็นควรที่จะต้องดําเนินการให้มีการรับฟังความคิดเห็น โดยเร่งด่วน ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน และเป็นกรณี ที่จะขจัดเหตุใด ๆ ที่กระทบกระเทือนต่อเสรีภาพของพี่น้องประชาชนอย่างร้ายแรง ดังนั้น จึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวมาเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนพิจารณาศึกษา เรื่องให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และ ข้อ ๕๐ ส่วนเหตุผล และรายละเอียดจะชี้แจงต่อไป ผมขอใช้เวลาเพิ่มเติมเพื่ออภิปรายในตัวของญัตติครับ ท่านประธานครับ ในอันดับแรกผมต้องแสดงความชื่นชม ผมแสดงความชื่นชมพร้อม ๆ กับ เป็นกําลังใจให้กับน้อง ๆ นักศึกษา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนที่ได้ร่วมกันชุมนุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงที่มีการ ชุมนุมกันก่อนที่จะเกิดสถานการณ์วิกฤติโควิด (COVID) ผมเป็นกําลังใจ และต้องชื่นชมครับ ชื่นชมในความกล้าหาญ ชื่นชมในความกล้าคิดกล้าแสดงออก นี่เป็นวิถีทางของระบอบ ประชาธิปไตย ประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นเราอดไม่ได้หรอกที่จะต้อง ให้ผู้คนนั้นได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาสู่สาธารณะ ตราบใดก็ตามที่การ แสดงออกถึงความคิดเห็นของคนหรือบุคคลนั้น ๆ ไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้อื่น หรือไม่กระทบกระเทือน หรือไม่ไปขัดต่อหลักของกฎหมาย นั่นย่อมเป็นสิทธิและเสรีภาพ ขั้นต้นที่ประชาชนในประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั่วไปสามารถที่จะทําได้ เพราะฉะนั้นในอันดับต้น ผมแสดงความชื่นชมกับน้อง ๆ นักศึกษา รวมทั้งพี่น้องประชาชน ที่ได้เดินหน้าออกมาแสดงความคิดเห็นและแสดงจุดยืนของตัวเองในประเด็นทางการเมือง ต่าง ๆ เช่นเดียวกันครับ ผมต้องเรียกร้องไปทางผู้ถืออํานาจรัฐ ผมเรียกร้องว่าสิ่งที่พี่น้อง ประชาชนเขาได้แสดงออกมันถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ในเบื้องต้น รัฐบาลในฐานะผู้ปกครองประเทศควรที่จะเปิดช่องพร้อม ๆ กับเปิดโอกาสให้ ผู้คนที่มีความคิดเห็นในทุกรูปแบบได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองอย่างเป็นอิสระ นั่นคือ หน้าที่ของรัฐ นอกจากการเปิดโอกาส นอกจากการให้เสรีภาพในการแสดงออกถึงความ คิดเห็นแล้ว การเปิดโอกาสและการให้เสรีภาพไม่เพียงพอครับ ท่านต้องสร้างบรรยากาศ ให้กับผู้ที่ออกมาเรียกร้องเขารู้สึกว่าเขามีความปลอดภัย และทําให้เขารู้สึกว่าเขาอยู่ใน ประเทศนี้ภายใต้กฎหมายเดียวกันได้อย่างปลอดภัย นอกจากนั้นรัฐบาลต้องรับฟังข้อคิดเห็น และข้อเรียกร้องอย่างเป็นเหตุเป็นผล รัฐบาลต้องไม่มีอคติกับกลุ่มที่จะมาชุมนุมเรียกร้อง ต่าง ๆ รัฐบาลไม่ควรที่จะผลักดันหรือผลักไสให้กลุ่มที่มีความคิดเห็นตรงกันข้ามกับรัฐบาล ไปเป็นพวกที่มีความเห็นต่างหรือผลักให้ไปอยู่คนละพวกไปยืนอยู่คนละมุม เพราะนั่นจะเป็น จุดเริ่มต้นจะเป็นไม้ขีดไฟก้านแรกที่นําพาไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นในสังคม ท่านประธานครับ ในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศมีหลายครั้งหลายหน ที่ประเทศมีการชุมนุมและเดินหน้าไปสู่การใช้ความรุนแรง ผมคิดว่าประวัติศาสตร์แต่ละครั้ง แต่ละหนมันควรที่จะเป็นบทเรียน มันควรที่จะเป็นตําราเพื่อที่จะให้ทุกฝ่ายนําบทเรียนต่าง ๆ เหล่านั้นไปเรียนรู้ และที่สําคัญต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นซ้ําซ้อนขึ้นมาอีก เราจะเห็นว่า เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองไม่เคยหายไปจาก สังคมไทยเลยครับ เพราะอะไร เพราะทั้งกลุ่มผู้มีอํานาจและกลุ่มฟากฝ่ายผู้ชุมนุม เราไม่เคย หยิบเอาประวัติศาสตร์มาเรียนรู้เลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้กับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว ไม่ได้แตกต่างกันเลยครับ กงล้อของประวัติศาสตร์มันกําลังจะหมุนทับรอยเดิมของมันเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ และเรื่อย ๆ ผมไม่อยากเห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ําแล้วซ้ําเล่า เช่นเดียวกันกับ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ผมเชื่อว่าไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าสร้างบาดแผล สร้างความบอบช้ําให้กับทุกส่วน เมื่อมีเหตุการณ์การชุมนุม เมื่อมีเหตุการณ์การปะทะกัน มีการเผชิญหน้ากัน ไม่มีฝ่ายใดเลย ที่ชนะทุกฝ่ายพ่ายแพ้ ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายของผู้กุมอํานาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายของ ผู้ชุมนุม และที่สําคัญที่แพ้มากที่สุดก็คือประเทศชาติเสียหายและพ่ายแพ้ ฝ่ายผู้มีอํานาจ แน่นอนครับ ทันทีที่ฝ่ายผู้มีอํานาจตัดสินใจเริ่มคิดที่จะใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม วินาทีนั้นเป็นวินาทีสุดท้าย และเป็นจุดจบของรัฐบาลทุกชุด ท่านย้อนหลังดูเหตุการณ์ เดือนตุลาคม ๑๔ ตุลาคม ปี ๒๕๑๖ ๖ ตุลาคม ปี ๒๕๑๙ การชุมนุมปี ๒๕๓๕ การชุมนุม ของกลุ่มเสื้อเหลือง การชุมนุมของพี่น้องกลุ่มเสื้อแดงทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ความรุนแรง เกิดขึ้น วินาทีที่รัฐบาลตัดสินใจที่จะลงมือกับพี่น้องประชาชน นั่นคือจุดจบของรัฐบาล ชุดนั้น ๆ ผู้นํารัฐบาลจะแปลงร่างทันทีครับ จะแปลงร่างจากวีรบุรุษกลายไปเป็นทรราช ในช่วงเสี้ยววินาที ฝ่ายพี่น้องประชาชนล่ะครับ ฝ่ายผู้ชุมนุมล่ะครับ ความเสียหายที่เกิดขึ้น จากผู้ชุมนุม สิ่งที่ผู้ชุมนุมและพี่น้องประชาชนไม่ปรารถนานั่นก็คือความสูญเสีย ชัยชนะ ที่แลกมาด้วยคราบน้ําตาและรอยเลือด มันควรจะเรียกว่าชัยชนะหรือครับ มันไม่ใช่ ชัยชนะหรอกครับ ผู้สูญเสีย ผู้เสียชีวิต อาจจะถูกเรียกว่าตัวเองเป็นผู้เสียสละ อาจจะ ถูกเรียกว่าเป็นวีรชน แต่สุดท้ายแล้วคนที่อยู่บนเวที คนที่เป็นแกนนําไม่เคยเป็นวีรชน และไม่เคยเป็นผู้เสียสละ นั่นหมายความว่าคนที่เป็นแกนนําไม่เคยสูญเสียชีวิต ผู้สูญเสียชีวิต คือผู้บริสุทธิ์ด้านล่างเวทีทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกลุ่มของผู้ชุมนุม เรามีประวัติศาสตร์ให้เห็นแล้วทุกครั้งไม่ต้องพูดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นในส่วนของ ประเทศชาติ เราเสียหายและเป็นรอยบาดแผลทางประวัติศาสตร์ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์นั้น ด้วยเหตุเหล่านี้แหละครับ ผมจึงต้องขอวิงวอนกับทางรัฐบาล พร้อม ๆ กันผมเช่นเดียวกัน วิงวอนไปถึงกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มน้อง ๆ นิสิต นักศึกษาหรือพี่น้องประชาชน ก็แล้วแต่ว่าวิธีการดีที่สุดที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ เราต้องใช้สันติวิธี จึงเป็นที่มาของ ญัตติของพรรคภูมิใจไทยวันนี้ พวกเราอยากจะเห็นสันติวิธี พวกเราอยากจะเชิญชวนทุกฝ่าย พวกเราอยากจะรับฟังทุกฝ่าย แล้วใช้เวทีสภาแห่งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาที่กําลังเกิดขึ้นและคิดว่า อาจจะมีโอกาสบานปลายในวันข้างหน้า วัตถุประสงค์หลักก็คือเราตั้งใจแล้วเราพร้อมที่จะ เปิดรับฟังทุกความคิดเห็นของทุกกลุ่มที่มีการชุมนุมเรียกร้อง พร้อม ๆ กันนอกจากรับฟังแล้ว แน่นอนครับ เราพร้อมที่จะเดินหน้าร่วมกันในประเด็นที่มันสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ วันนี้ผมได้ฟังข้อเรียกร้องของทางน้อง ๆ นิสิต นักศึกษาที่ได้ชุมนุมกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ข้อเรียกร้องของกลุ่มมีอยู่ด้วยกัน ๓ ข้อ🔗
ข้อแรก เรื่อง ขอให้งดใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชนในทุกรูปแบบ ข้อนี้พวกเราพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านหัวหน้าพรรคพูดเป็นนโยบายของพรรค และพูดดัง ๆ ชัด ๆ ว่าพวกเราไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ พวกเราพร้อม ที่จะยืนหยัดอยู่ข้างคนที่ถูกรังแกและถูกใช้ความรุนแรง พวกเราเรียกร้องให้ใครก็ตาม ที่ดําเนินการใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชนต้องรับผิดชอบกับการกระทํา พวกเรา เรียกร้องไปทางรัฐบาลเพื่อที่จะให้หาคนผิดมาดําเนินคดีให้เร็วที่สุด🔗
ข้อเรียกร้องข้อ ๒ เรื่องการยุบสภา ประเด็นนี้ต้องพูดคุยกันครับ ท่านประธาน ในระบบประชาธิปไตยการยุบสภาถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เป็นอํานาจของ นายกรัฐมนตรีสามารถที่จะทําได้ ซึ่งแน่นอนครับ พวกผมพรรคภูมิใจไทย ไม่กลัวหรอกครับ กับการยุบสภา เราพร้อมครับ แต่ถามว่าหากยุบสภาตามข้อเรียกร้องวันนี้ สิ่งที่ได้คืออะไร สิ่งที่ได้ก็คือการเปลี่ยนแปลงประเทศ อย่างที่น้อง ๆ เยาวชนนักศึกษาเขาเรียกร้อง เขาอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง พอยุบสภาแล้วประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างที่เขา ต้องการเช่นนั้นหรือ ไม่ใช่ครับ ผมเชื่อว่าไม่ใช่ เพราะกติกาบ้านเมือง เพราะรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะองค์ประกอบองคาพยพภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เอื้ออํานวยอย่างนั้น🔗
จึงเดินทางมาถึงข้อเรียกร้อง ข้อที่ ๓ ซึ่งทางพรรคภูมิใจไทย ทางพวกผม เห็นด้วย และพวกผมพร้อมที่จะเดินหน้าพร้อม ๆ กันกับทุกฝ่ายเพื่อทําให้สําเร็จ นั่นก็คือการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ เราพูดกันมากประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ทางสภาผู้แทนราษฎร ได้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมเรียนกับ ท่านประธานตรงไปตรงมา ผมก็เป็นกรรมาธิการเช่นเดียวกัน และผมเจ็บปวดมาถึงวันนี้ เพราะการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่กรรมาธิการทําอยู่ขณะนี้ ผมไม่เห็นช่องทาง ที่จะเดินหน้าสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมพูดแบบตรงไปตรงมา ที่นี้ต่อข้อเรียกร้องของ กลุ่มพี่น้องผู้ชุมนุมเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ ย้ําอีกครั้งครับ พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน แล้วเราไม่ปฏิเสธในทุก ๆ แนวทาง เราเชื่อว่าประชาธิปไตยในแบบที่ทุกคนปรารถนาคือประชาธิปไตยที่เป็นของ ประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน จะเป็นประชาธิปไตยเช่นนั้นได้ กติกาของ บ้านเมืองจะต้องเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน กติกาของบ้านเมืองจะต้องเป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนเสียก่อน จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรล่ะครับ ก็ต้องให้ทุกภาคส่วน ให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมกับการร่างกติการ่วมกันของประเทศ ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญ คือกฎหมายสูงสุดที่ใช้ปกครองคนไทยทั้งชาติที่ผ่านมาเรามีเพียงรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ เท่านั้น ที่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน แต่รัฐธรรมนูญฉบับอื่น รัฐธรรมนูญทุกฉบับเกิดขึ้นจากกลุ่มคนผู้มีอํานาจร่างขึ้นมาเท่านั้น จึงได้มีปัญหาต่อเนื่อง ๆ และยาวนาน ผมคิดว่าก็ถึงเวลาที่เราจะต้องมาสังคายนาร่วมกัน จะต้องมาร่วมกันเปิดช่องทาง เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ กุญแจดอกแรก อยู่ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ถ้าทุกคนเห็นพ้อง ต้องกันเห็นด้วยหลังจากที่ตั้งกรรมาธิการชุดนี้แล้ว เราไปปรึกษาหารือกันว่าเราจะแก้ไข ปัญหากันอย่างไร นอกจากรับฟังความคิดเห็นของน้อง ๆ นักศึกษาแล้ว เรามาช่วยกันดู ในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญด้วย อย่างที่บอกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ จะเป็นกุญแจดอกแรก ที่นําไปสู่รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน เรามาร่วมกันครับ เรามาตั้ง ส.ส.ร. เรามาพูดคุยกัน ว่า ส.ส.ร. ย่อมาจากไหน ที่มาของ ส.ส.ร. มาจากพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วน มาจากการเลือกตั้ง หรือมาจากอะไร ก็แล้วแต่มาพูดคุยกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเขียนกติกาของประเทศ แล้วใช้ ร่วมกัน นั่นแหละจะเป็นสิ้นสุดของการเริ่มต้น นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของประเทศไทย ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันแล้วจะเดินหน้าไปด้วยกัน ผมบอกกับท่านประธานในท้ายที่สุด อย่างนี้ แม้ว่าญัตติของพวกผม ผมตั้งใจที่จะเสนอญัตตินี้เพื่อที่จะส่งให้ทางคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาน ไปพิจารณา และไปรับฟังความคิดเห็นของนักศึกษาต่อ แต่เมื่อมีเสียงทักท้วงมาจากหลายฝ่ายว่าอยากจะ ให้ตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ โดยในญัตติของท่านดอกเตอร์อิสระ ผมก็ไม่ขัดข้อง พวกผมก็พร้อมที่จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะไปรับฟังความคิดเห็น เช่นเดียวกัน ส่วนในประเด็นที่หลายท่านได้นําเสนอว่าให้ส่งการอภิปรายครั้งนี้ ส่งต่อไป ให้กับกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าในแต่ละ ญัตติที่ได้เสนอเข้ามานั้นไม่มีญัตติใดเลยที่เสนอให้คณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปศึกษาดูต่อ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ประเด็นที่จะเป็นไปได้ก็คือจะตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญโดยใช้ร่างของดอกเตอร์อิสระ ซึ่งพวกผมพรรคภูมิใจไทยก็ไม่ขัดข้อง แต่ผมมีข้อแม้นิดเดียวว่าการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะต้องมีสัดส่วนของคนนอก เข้ามาด้วย การที่เราจะพูดคุยหรือหารือกันในประเด็นต่าง ๆ การที่เราจะรับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนไม่รอบคอบ แล้วไม่รอบด้านหรอกครับ หากกรรมาธิการจะมีแต่ตัวของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงเท่านั้น ควรที่จะต้องเอาคนนอกที่มีส่วนร่วม ที่มีการเรียกร้อง เข้ามาเป็นสัดส่วนของกรรมาธิการคนนอกร่วมหารือกันด้วย นี่คือข้อเรียกร้องของผม ที่ผมอยากจะเสนอต่อไปว่าควรจะเอากรรมาธิการคนนอกด้วย ในท้ายที่สุดผมขอบคุณ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่ได้ร่วมกันเสนอญัตติของพรรคภูมิใจไทยต่อสภาผู้แทนราษฎร และท่านประธานกรุณาบรรจุให้พวกเราทั้งหมดได้มีโอกาสร่วมกันอภิปรายในครั้งนี้ และหวังว่ากรรมาธิการที่กําลังจะตั้งขึ้นจะทําหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการที่จะรับฟัง พี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้อง ๆ นิสิต นักศึกษา ในการที่จะร่วมกัน แก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศในขณะนี้ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ญัตติ ฉบับต่อไป เชิญท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ผู้เสนอ แถลงอภิปรายเหตุผลครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่เสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเป็นเสรีภาพที่มีการรับรองไว้ ในรัฐธรรมนูญของรัฐเสรีประชาธิปไตย โดยรัฐจะละเมิดเสรีภาพของประชาชนไม่ได้ หากการแสดงความคิดเห็นนั้นได้กระทําภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ซึ่งในปัจจุบัน มีกลุ่มบุคคลที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางการเมือง และประเด็นทางสาธารณะ กันอย่างหลากหลายและเป็นไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชน ก็ถือว่าเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทสําคัญในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและด้านอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคได้เริ่มผ่อนคลายลง โดยการแสดง ความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชน เป็นการแสดงออกทั้งในพื้นที่ สาธารณะและทางสื่อสังคมออนไลน์ (Online) จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือทางสังคม โดยได้ดําเนินการจัดการชุมนุมกันอย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่และเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในหลายกรณีถือได้ว่าเป็นการแสดงข้อเรียกร้องและวิสัยทัศน์ที่เป็นประโยชน์ต่อการ บริหารประเทศ เห็นควรที่จะต้องรับฟังและดําเนินการต่อไป อีกทั้งการแสดงความคิดเห็น ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนยังเป็นเสรีภาพสําคัญในฐานะกลไกสนับสนุนการมี ส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน และเป็นกรณีที่ขจัด เหตุต่าง ๆ ที่กระทบกระเทือนต่อเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ดังนั้น จึงขอเสนอ ญัตติด่วนดังกล่าวตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๕๐ เพื่อให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน และส่งผลการพิจารณาให้รัฐบาลรับไปดําเนินการ ส่วนเหตุผลและ รายละเอียดผมจะได้ชี้แจงดังต่อไปนี้ ท่านประธานคงจะได้รับฟังในญัตติที่ผมได้ร่าง ขึ้นมาแล้วก็เสนอไปยังสภา แล้วก็ได้ฟังเพื่อนผู้แทนหลาย ๆ คนทั้งเป็นคนรุ่นใหม่ คนรุ่นกลาง และคนรุ่นที่จะเก่า ๆ อย่างผมต่อไปนี้ ผมไม่มีเจตนาที่จะรื้อขอนหาตะเข็บ หรือไม่มีเจตนาที่จะปลุกเรื่องใด ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในสมอง ของผม แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงกับบ้านเมือง ตั้งแต่เริ่มที่จะเกิดสถานการณ์โควิด (COVID) หรือ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ของน้อง ๆ ลูกหลาน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ดีไม่ดี ในกลุ่มนั้นเรามีลูกหลานของเราไปนั่งอยู่ที่ตรงนั้น หลานท่านประธาน หลานผม ลูกของ ลูกศิษย์ผมไปนั่งอยู่ในกลุ่มนั้น แล้วมีท่าทีจะบานปลายไปในหลาย ๆ จังหวัด แล้วคนที่กําลัง จะแก่อย่างผมจะไม่เป็นห่วงเรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้ ผมขอบพระคุณหลาย ๆ คนที่ลุกขึ้นมา อภิปรายโดยเฉพาะคนหนุ่มรุ่นใหม่ ๆ เมื่อสักครู่นี้คุณภราดร ปริศนานันทกุล ที่ได้แสดง ความรู้สึกในการเป็นคนรุ่นใหม่กับเรื่องเหล่านี้ ของผมนั้นผมเขียนไว้ชัดเจน ผมไม่ให้ตั้ง กรรมาธิการ ผมไม่ให้นําเสนอไปยังกรรมาธิการวิสามัญที่กําลังศึกษาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ แต่ของผมส่งไปหารัฐบาลโดยตรง เพราะผมมองว่าวันนี้บ้านนี้ เมืองนี้ นักปกครองที่มีอํานาจ สูงสุดเราก็รู้ สามารถจะเรียกฝน เรียกฟ้า จะทําอะไรได้คือท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ กรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญเราอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ยกเว้น คณะกรรมาธิการที่ไปนั่งเรายังไม่รู้เลยว่าเขาศึกษาไปถึงไหนแล้ว นานขนาดไหนแล้วที่จะไป แก้รัฐธรรมนูญอยู่ ก็ยังไม่มีข่าวคราว ไม่มีวี่แววเลย แต่ปัญหามันเริ่มที่จะลุกลาม ๆ ขึ้นมา เรื่อย ๆ ผมบอกแล้วว่าผมไม่อยากหาพิษบาดจากตะเข็บหรืออะไรให้มันเกิดขึ้น ไม่ได้เป็นคน สร้างสถานการณ์ แต่ในอดีตมันเป็นบทเรียน ในอดีตมันสร้างความเจ็บปวด ในอดีตวันนี้ ยังมีคนเจ็บ วันนี้ยังมีญาติของคนที่ล้มตายลงไปจากเหตุการณ์ทางการเมืองยังร้องโหยหา เรียกร้องความเป็นธรรมอยู่อีกเยอะแยะมากมาย เอาละครับอันนั้นช่างไป ไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๑๔ ปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๑๙ ปี ๒๕๓๕ ก็ถือว่าให้ยุติไป แต่ไม่อยากให้ กงกรรมกงเกวียนหรือล้อหมุนตรงนี้มาเกิดขึ้นอีกไว ๆ นี้ เพราะว่าเมื่อ ๓-๔ วันที่แล้ว ผมได้ข่าวว่าเขามีการรวมพลของฝ่ายผู้มีอํานาจกับการคิดเรื่องเหล่านี้ ผมไม่อยากเห็นคนที่มี อํานาจหรือฝ่ายที่มีอํานาจคิดอคติกับเด็กมากจนเกินเหตุ เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า วันนี้เราได้ทรัพยากรบุคคลมาเยอะแยะที่นั่งในสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ๆ ทั้งนั้น ผมแอบชื่นชมเขา คนเหล่านี้เขายังอยู่ไปอีกนาน คนเหล่านี้เขาเห็นการพัฒนาของบ้าน ของเมืองนําไปสู่ความเป็นโลกประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ลงไปสู่โลกของความเป็นอินเตอร์ (Inter) ไม่ใช่โดนจํากัด ถ้าอะไรที่ตัวเองอยากได้ของฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่านี่แหละคือ ประชาธิปไตย แต่พออะไรไม่อยากได้ พอคนอื่นมาเรียกร้องบอกว่าใช้อารยะขัดขืนบ้าง หามิติที่ทําลายความเชื่อถือ เราต้องยอมรับสิครับว่าวันนี้บ้านเมืองในยุคนี้หรือการบริหาร จัดการในยุคนี้ ผมกําลังเชื่อแน่ว่าเพื่อนผมที่อยู่อีกซีกก็มีความอึดอัดใจกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับนี้ที่ใช้อยู่ ที่กําลังให้ไปศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะที่มาที่ไปเราทุกคนรู้ เราทุกคนเห็น วันก่อนท่านประธานที่ผมเคารพนั่งอยู่บนเวที ผมอภิปรายเรื่องงบประมาณ ผมบอกว่าอย่าเพิ่งยุบสภา สื่อไปเขียนเต็มว่าคนขนาดที่อยู่ฝ่ายค้านอ้อนรัฐบาลว่าไม่อยาก เห็นการยุบ ไม่อยากเลือกตั้งใหม่ ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้แทนมาปี ๒๕๔๔ ผ่านการเลือกตั้งมา ๘ ครั้ง ผมจะไปกลัวทําไม แต่ที่ผมไม่อยากให้เลือกตั้ง เลือกอย่างไร คนที่เป็นผู้แทนฝ่ายรัฐบาลที่เขาเรียกว่า ส.ว. มีอยู่แล้ว ๒๕๐ คน ผมพรรคเพื่อไทยไปลงทุน กันใหม่ไม่รู้จะได้มาเท่าไร นี่ผมยกตัวอย่างกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราได้มาเป็นอันดับ ๑ ของสภาแห่งนี้เราก็จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ผมไม่ได้โทษ ๒๕๐ คนของ ส.ว. เพราะกติกาเขียนไว้ อย่างนี้ คุณจะไม่เลือกคนที่แต่งตั้งคุณแล้วคุณจะไปเลือกใคร ยุบพรุ่งนี้ก็เหมือนเดิม ไม่เหมือนเดิมก็เพียงแต่ว่าซีกโน้นก็อาจจะตกหายไปบ้าง ซีกนี้อาจจะตกหายไปบ้าง แต่รัฐบาลกับนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม นายกรัฐมนตรีจะเอาใครมาเป็นรัฐบาลไม่รู้ แต่นายกรัฐมนตรีตีตราได้เลยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมก็เลยบอกว่าอย่าเลือกใหม่ เพราะเลือกไปมันเปลืองงบ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ประเทศวิกฤติมีความจําเป็น จะต้องเอางบไปช่วยแก้ปัญหากับไวรัส กับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเหมือนตอนเช้า เรื่องภัยแล้ง ผมจะอภิปรายให้แก้ปัญหาภัยแล้ง วันนี้ก็วิกฤติจนพี่น้องผมมีปัญหา รัฐบาลลืมกับการ แก้ปัญหาภัยแล้ง อ้างแต่โควิด (COVID) วันก่อนโอนงบประมาณ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่าจะเอาไปช่วยภัยแล้ง วันนี้ลืมพูดถึง นี่เห็นไหมครับ อย่างไรรัฐบาลก็เหมือนเดิม โจทย์ไม่ต้องเขียนคําตอบมันมี ผมจึงบอกว่าไม่ต้องเลือกลองแก้ไขรัฐธรรมนูญล้อแบบ ปี ๒๕๔๐ สิครับ เสร็จเย็นนี้ คืนนี้ยุบ มะรืนนี้เลือก แต่อันนี้มันไม่ใช่ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านประธานก็เห็น มีปัญหามาตั้งแต่คนเขียน ดอกเตอร์บวรศักดิ์ ผมไม่เอ่ย นามสกุลท่าน อุวรรณโณ ท่านโดนบีบหรือโดนลาออกผมจําไม่ได้ ท่านยังออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเพราะเขาอยู่ยาว ก็เลยต้องยกเลิกกรรมการชุดแรก กรรมการชุดร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ที่ผมถือ จนมาท่าน อาจารย์มีชัยก็ร่างไปร่างมา ร่างไปร่างมาจนเสร็จ ก่อนส่งประชามติมีคําถามพ่วง ผมเข้าใจ ตอนแรกนึกว่าเป็นรถพุ่มพวงก็มันเพิ่งมาได้ยินนี่ละครับ ประชามติแทนที่ว่าจะเขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๐ เสียเลย เพราะมันมีอยู่ ๒๗๙ มาตรา เขียนไว้เป็น ๒๘๐ เสียเลย ให้มี ส.ว. วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ๒๕๐ คน ไอ้นี่ทําเป็นเรือพ่วง ทําเป็นอีแอบ แล้วก็ท้ายที่สุดก็บอกว่าประชามติผ่านคนเอาด้วย ท่านประธานก็เห็นอยู่วันนั้นว่าบรรยากาศ ของการทําประชามติเป็นอย่างไร แล้วดีไม่ดีการบวกลบคะแนนก็ไม่รู้เป็นอย่างไร ท้ายที่สุด ที่มาของ ส.ว. รถพุ่มพวงหรือคําถามพ่วงก็ได้มา ๒๕๐ คน มาเลือกนายกรัฐมนตรีกันที่ทีโอที (TOT) วันแรก รู้ครับ เลือกตั้งเสร็จ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่มี ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ แม้แต่คนเดียว ผมกลับบ้านทีไรพอคุยระบบทางการเมือง ระบบการคิดสัดส่วน ชาวบ้าน ถามผมบอกผมทําไม่เป็น ผมไม่รู้ ก็บอกว่าทําไมพรรคโน่นพรรคนี่พรรคนั่นมี ส.ส. ระบบ บัญชีรายชื่อ แล้วพรรคเพื่อไทยไม่ได้ เวลาไหนเวลาโฆษณาคณะทํางานร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่าคะแนนทุกคะแนนไม่มีคําว่าตกน้ํา ผมก็บอกว่าผมไม่ใช่นักคณิตศาสตร์ ผมเป็นครู พลานามัย ผมจะไปรู้ได้อย่างไร แต่ที่รู้ ๆ เราไม่ได้สักคนหนึ่ง เราก็ได้มาวันนี้ร้อยกว่าชีวิต แต่ก็ยังไงก็ยังเป็นอันดับหนึ่งอยู่ เห็นไหมครับ นี่คือปัญหาข้อเท็จจริงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเห็นด้วยนะครับ ในบรรดาข้อเรียกร้องของน้อง ๆ ๓ ข้อ ผมเห็นด้วยข้อหนึ่งคือต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญ เพราะในรัฐธรรมนูญมีปัญหาอีกเยอะแยะมากมาย ส่วนการยุบสภาวันนี้ ผมไม่เห็นด้วย อย่างไรผมไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ผมจะผูกมัดขา ผมบอกแล้วผมลงเลือกตั้งมา ๗-๘ ครั้ง แต่เลือกใหม่ได้เหมือนเดิม ยุบทําไม อย่างน้อย ๆ มีผู้แทนเป็นลุง เป็นป้า เป็นพี่ เป็นพ่ออยู่ในสภายังตะโกนร้อง เรียกร้อง ในหลาย ๆ เรื่อง หรือดูแลน้อง ๆ ที่อยู่ข้างนอก ในเรื่องสิทธิเสรีภาพได้อยู่ในระดับหนึ่ง ถึงเราไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่าเพิ่งคิดยุบ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีคิดจะยุบก็เชิญ แต่ผมฟ้องประชาชนว่าเลือกตั้ง ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาท เงินทิ้งเปล่า ท่านประยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน แต่ ครม. จะเป็นใครบ้าง อันนี้ ผมทํานายทายทักไม่ถูก แม้กระทั่งวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าใครจะได้เป็นบ้าง เพราะรัฐมนตรีวันนี้ มันเหมือนกับเพลงดาวลูกไก่ครับชุดนี้ เมื่อโดนเข้ากองไฟกลายเป็นดาวลูกไก่ไปก็ไม่รู้เท่าไร นี่ก็เป็นมิติใหม่ของรัฐบาล สมัยก่อนเขาปรับ ปรับเสร็จถึงออก ปรับเสร็จถึงออก วันนี้ ออกก่อนปรับ นี่ก็ผลพวงจากหลาย ๆ เรื่อง ปัญหาพวกนี้ละครับ ฉะนั้นเรื่องการ แก้รัฐธรรมนูญวันนี้หลายพรรคเรียกร้อง แต่ผมก็ไม่มั่นใจ แล้วผมก็ไม่เชื่อว่าจะได้แก้ แต่ผมไม่ได้ปลุกน้อง ๆ แต่ผมเป็นห่วงน้อง ๆ เป็นห่วงลูกหลาน เพราะเด็กวันนี้คือทรัพยากร อันทรงคุณค่าของประเทศในวันข้างหน้า ผมเคยอภิปรายว่าเขียนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี เขียนปฏิรูปประเทศ ๑๒ ด้าน เขียนทําไม แค่ปีเดียวโควิด (COVID) มาเปลี่ยนแปลง นายกรัฐมนตรีประกาศนิวนอร์มอล (New normal) การบริหารบริบทใหม่ ใจถึงใจต้องมี เวลาจับเข่าคุยกับประชาชนมากขึ้น แล้วนี่ทําไมไม่จับเข่าคุยกับน้อง ๆ เขาบ้าง คุณไปเยี่ยมทีวี (TV) ที่เชียร์ (Cheer) คุณจัด ใหญ่โตมโหฬาร ไปเยี่ยมหนังสือพิมพ์ หลายคนก็ถามผมว่าทําไมรัฐบาลก่อน ๆ ไม่เคยเห็น นายกรัฐมนตรีคนไหนไปที่สถานีโทรทัศน์ สถานีโรงหนังสือพิมพ์ ผมก็บอกว่าดูเอา ถ้าพูดไป ก็เดี๋ยวหาว่าผมใส่ร้าย เพราะภาพลักษณ์ผมก็หาว่าชอบใส่ร้ายรัฐบาลอยู่แล้ว ลองคุยกับน้อง ๆ เขาบ้าง แล้ววันนี้ผมคุยกับเพื่อน ๆ ผม เพื่อนผมฝากมาว่าจะลุกขึ้นอภิปราย ช่วยบอก นายกรัฐมนตรีผ่านประธานไปที อ้ายพวกอวยน่ะ อ้ายพวกเชียร์ (Cheer) รัฐบาลที่อยู่ใกล้ ๆ น่ะ ให้หยุดเชียร์ (Cheer) สักอาทิตย์ ๒ อาทิตย์ ได้ครับพี่ ดีครับนาย ปัญหาไม่มี เรื่องของเด็ก ๆ มันไม่ได้ครับ ยุคโลกาภิวัตน์ ยุคดิจิทัล (Digital) เด็กเรียนรู้ในโทรศัพท์มือถือ วันนี้ เขามีเรื่องราวอะไรเยอะแยะมากมาย ผมจึงอยากเห็นท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธาน ที่เคารพ มองเด็กเป็นความสวยงามของกระบวนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีอะไร ส่งคนไปคุย เชิญไปพบที่ทําเนียบเหมือนกับวันเด็กที่เปิดทําเนียบ ให้เด็กนั่งเก้าอี้ นายกรัฐมนตรีไปคุย ไปถามเขาว่าเขาต้องการอะไร อย่างนั้นได้ อย่างนี้ยังมีปัญหา เหมือนจะ ให้ตั้งมาเป็นกรรมาธิการ ผมคิดว่าตอนแรกจะได้ผมก็กลัวว่ามีปัญหา แต่ถ้ามาเป็น คณะทํางานหรือมาส่งคําถาม ก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเขาสิครับ ฟังเขา เขาไม่ได้เด็กมาก เขาอยู่ในมหาวิทยาลัย เขามีการเรียนรู้ เด็กในวันนี้พัฒนาไปไกลมากกับเรื่องสังคม เรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ ต้องให้เกียรติเขา อย่ามองเขาเป็นศัตรู อย่ามองเขาเป็นคนที่มี ปัญหาเวลาม็อบ (Mob) เชียร์ (Cheer) ชอบใจ พอม็อบ (Mob) พูดไม่เข้าหู มีปัญหา แล้วผมไม่เห็นด้วยนะครับที่องครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรี ออกมากล่าวใส่ร้ายคนโน้น อยู่เบื้องหลัง คนนี้อยู่เบื้องหลัง มันน่าจะหมดเวลาแล้วครับ ผมไม่ได้โตมาจากม็อบ (Mob) ผมไม่ได้โตมาจากม็อบ (Mob) นะครับท่านประธาน ผมไม่ได้นักเลงม็อบ (Mob) แต่ผมนั่ง ศึกษาเรื่องม็อบ (Mob) แต่ละครั้ง เป็นการทําลายใส่ร้าย ท้ายที่สุดก็โจมตี แล้วบางทีบางม็อบ (Mob) ก็ถึงกับขนาดประหัตประหาร ตายกันเยอะแยะ พฤษภาทมิฬก็เท่าไรล่ะครับ พฤษภาเร็ว ๆ นี้ก็เท่าไรล่ะครับที่เกิดขึ้น วันนี้ยังพิการอยู่ ที่ตาย ลูกเล็ก เด็กแดง อาภัพพ่อ อาภัพแม่ อันนี้เป็นเหตุการณ์ที่คนไทยกับคนไทยฆ่ากันด้วยไม่เข้าใจเหตุผล ไม่ใช่ฆ่ากัน ด้วยการแย่งชิงทรัพย์สิน แล้วคนที่ฆ่า ผมไม่กล้าใส่ร้ายเขาหรอกครับ แต่ก็พูดว่าคนที่ มีอํานาจรัฐสั่ง อันนี้เขาว่าแล้วใครจะมาถือปืนอาวุธสงครามอยู่ได้ในกลางใจเมืองล่ะครับ การฆ่าในเรื่องของกระบวนการม็อบ (Mob) การฆ่ากันในเรื่องการสงคราม การต่อสู้ ทางการเมือง ไม่มี ที่ไปฆ่ากันชายแดน อยู่กันแต่ในใจกลางเมืองทั้งหมดแหละครับ ผมว่าวันนี้ต้องกลับมาใหม่ ผมยังชื่นใจ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ หรือพ่อใหญ่ของผม วันหนึ่งท่านคิดว่าเราคนไทยด้วยกันมาทําเรื่องปรองดองกัน นิสิต นักศึกษาในสมัยปี ๒๕๑๙ ที่เข้าป่า ก็มีคําสั่งหรือมีนโยบาย ๖๖/๒๓ โดยพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น แล้วก็ได้รับฉายาเป็นรัฐบุรุษ เป็นประธานองคมนตรี มันต้องอย่างนี้ครับ เมืองไทยมันถึงเวลาแล้ว ผมดีใจนะเวลารัฐบาลพูดถึงเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) หรือไวรัส พูดถึงเรื่องปรองดอง พูดถึงเรื่องความร่วมมือ พูดถึงเรื่องอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องเหล่านี้ให้เป็นการปรองดอง แต่เรื่องเหล่านี้มันต้องปรองดองด้วย เด็กทําไปก็เป็นเรื่องสิทธิ เรื่องเสรีภาพ รัฐธรรมนูญก็เขียนรับรองไว้ ท่านประธานครับ เรื่อง พ.ร.ก. ผมเคยพูดทะลึ่งหลายครั้ง พระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เขาเขียนกําหนดขึ้นมาเพื่อใช้ในสถานการณ์นั้น ๆ เช่น ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ปัญหาช่วงม็อบใน กทม. ใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ปัญหาเมื่อสักครู่ที่เกิดโควิด-๑๙ (COVID-19) หรือไวรัส ๒๐๑๙ ศูนย์บริหารในสถานการณ์รักษา โควิด (COVID) คือ ศบค. ตั้งขึ้นมาแล้วรัฐบาลบอกว่าเอาแต่ พ.ร.บ. ควบคุมโรคติดต่อ พ.ร.บ. ควบคุมโรคติดต่ออาจจะบังคับไม่ได้ ก็จะใช้ พ.ร.ก. ในการบริหารในสถานการณ์ ฉุกเฉินเพื่อการป้องกันโรคไวรัส ๒๐๑๙ หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ผมเห็นด้วย แถมไป ประกาศเคอร์ฟิว (Curfew) ไม่ว่ากัน เพราะในช่วงนั้นกลัวจริง ๆ จนเป็นโรคจิตล้างมือ วันหนึ่งไม่รู้กี่ครั้ง แมสก์ (Mask) ซื้อกันยกโหล จนรัฐบาลก็มีเรื่องแมสก์ (Mask) ไม่พอ อันนี้ ผมไม่ไปพูดถึงหรอกว่าใครเขาทําอะไรกัน เพราะผมรู้ไม่จริง แต่ พ.ร.ก. การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน บางเรื่องมันไม่ใช่ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มันกลายเป็น พ.ร.ก. ฉกฉวย ฉกฉวยอย่างไร ก็เอาไปใช้พร่ําเพรื่อ ทางการเมือง นั่นไม่ได้ฉุกเฉินหรอกครับ เขาเรียกฉกฉวย มีปัญหาก็จะสั่งจับ มีปัญหาก็สั่ง ไปควบคุม มีปัญหาก็สั่งไปกํากับ ไม่ได้ครับ นี่ต่ออีก ๑ เดือน ถามว่าต่อทําไมวันนี้ ถ้าพูดถึง โควิด (COVID) จริง ๆ คนไทยไม่มีเกิดขึ้นสักวันแล้ววันนี้ ก็มีแต่นําเข้าบ้าง เหมือนกับจังหวัด ระยองเมื่อสักครู่ราย ๒ ราย หรือมาจากบางประเทศอีกวันหนึ่ง ๒-๓ ราย แต่ที่เกิดขึ้น ในประเทศไทยไม่มี คนที่มาจากต่างประเทศพอลงเครื่องบินก็ควบคุมเลยสิครับ จํากัดพื้นที่ ก็จบแล้ว ไม่จําเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เลย นี่มองกันออก ดูกันรู้ มองกันเห็นว่ายังอาศัยตรงนี้ วันนี้บางเรื่องผมมองว่ารัฐบาล ผมไม่ได้กล่าวร้ายแต่ผมพูดตรงไปตรงมาที่คนเขาพูดกันว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเริ่มลุเพราะกองเชียร์เยอะ มองว่าตัวเองจะเป็นศาสดาแล้ว อะไรที่คิด จะต้องถูกต้อง อะไรคิดก็ถูกเสมอ นี่วันนี้ท่านประธานทราบไหมครับ ผมพูดเรื่องส่วนตัว นิดหนึ่ง ผมเป็นผู้แทนจากจังหวัดสุรินทร์ คนสุรินทร์เขาเริ่มเรียกร้องการปกครองจังหวัด ตนเอง ถามว่าทําไม เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ที่ผ่านมาท่านประธานก็คงจะรู้ว่ามีคําสั่ง ฉบับหนึ่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดในประเทศไทย ๓๐ กว่าคน เริ่มต้นจากจังหวัดระยองกับ จังหวัดนครปฐม เรื่องโควิด (COVID) หรือไม่ผมไม่รู้ แต่ชาวบ้านเขาพูดอย่างนั้น พาลไปถึง จังหวัดสุรินทร์ด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ไม่ได้ถูกกับผมหรอกครับ แต่ก็ไม่ได้ผิดกับผม เพราะท่านเป็นพ่อเมือง ผมเป็นผู้แทน เราเดินกันคนละทาง แต่สิ่งหนึ่งวันนี้คนสุรินทร์ชื่นชม โควิด (COVID) ทํางานให้กับทางราชการ ปกป้อง รักษาจนเอาอยู่ แก้ปัญหาเรื่องปากท้อง แก้ปัญหาเรื่องเกษตรอินทรีย์หลังจากที่จังหวัดสุรินทร์เราดังกับเกษตรอินทรีย์มายาวนาน เพิ่งมามีผู้ว่าราชการจังหวัด รุ่นก่อนผู้ว่าเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ เกษียณไปหลายปีแล้ว วันนี้มา ผู้ว่าไกรสร กองฉลาด ย้ายไปได้ปีเดียว โครงการต่าง ๆ ทําเต็มไปหมด คําสั่งย้าย ไปอยู่ได้ ปีเดียว คนก็เลยเริ่มเรียกร้องเพราะเขาไม่พอใจ แต่ผู้ว่าราชการเองก็ต้องไป เพราะประธานก็รู้แล้วระบบราชการ ผู้บังคับบัญชาสั่งย้ายไปแค่ ๑๕ วัน ถ้าผู้บังคับบัญชาสั่งก็ต้องไป ไม่ไปก็เดี๋ยวก็โดนมาประจําสํานักนายกรัฐมนตรี มาประจําอยู่ตามกระทรวง ทบวง กรม เดี๋ยวก็ซวย ดีไม่ดีผมบอกชื่อวันนี้ท่านอาจจะ โชคร้าย แต่ผมบอกแล้วว่าผมกับท่านนั้นไม่มีผลประโยชน์ร่วม แต่ผมเห็นว่าเป็นคนที่ทํางาน สร้างงานให้กับบ้านกับเมืองสุรินทร์ของผม อย่างน้อย ๆ คน ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์วันนี้ ชื่นชมในผลงานแล้วอยากให้อยู่ต่อ นี่เพราะหลาย ๆ เรื่องผนวกกันอย่างไรครับ ว่าคนเป็น ผู้นํามันต้องฟังความ มันต้องไปหาข้อมูล เหมือนวันนี้ก่อนจะย้ายผู้ว่าราชการก็ต้องไปถาม ก่อนสิว่าผู้ว่าราชการคนนี้เป็นอย่างไร แก้ปัญหาปากท้อง นิวนอร์มัล (New normal) คนกลับไป อยู่บ้านเยอะ กําลังขุดแหล่งน้ํา หาเงินหาทองช่วยเหลือชาวบ้าน ก็เหมือนกับเรื่องที่เด็กนี่ล่ะครับ ที่มันเกิดขึ้น ก็ไปหาข้อมูลกันมาอะไรกันมาก็ค่อยทํา เพราะท่านอาสาเข้ามา ไม่มีใครไป เชิญชวน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านประธานจําได้ วันที่ ๒๒ พฤษภาคมปิดหอประชุม นี่ผมพูดเบา ๆ แล้วนะ ปิดหอประชุมกองทัพบก อยู่ในนั้นทั้งหมด เสร็จแล้วก็เรียบร้อย แล้วท่านก็บอกว่าจะมาปรองดอง ท่านบอกว่าจะเดินหน้าแก้ไขประเทศ ท่านบอกว่าจะปฏิรูป วันก่อนปฏิรูปมาผมรับไม่ได้ ผมเลยนับองค์ประชุม เพราะ ๒ ปี ๓ ปีแล้วก็ไม่เห็นเดินหน้าไป ก็เพิ่งมาเห็น ๒ อาทิตย์หลังจากที่ผมเสนอนับองค์ประชุม แต่งตั้งกรรมการปฏิรูปขึ้นมา เห็นไหมครับ ผมไม่ใช่คนเกเร โดยเฉพาะถ้าท่านประธานมานั่ง แล้วมันเหมือนกับคนราศีถูกกัน ผมก็เป็นน้องรักของท่านประธาน ผมไม่ใช่คนเกเร นี่เพิ่งแต่งตั้งกรรมการปฏิรูป จะปฏิรูป ๑๒ ด้านของประเทศไทย อ้างก่อนปฏิวัติ ปี ๒๕๕๗ วันนี้ปี ๒๕๖๓ จะปฏิรูป เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก นี่เพิ่งออกคําสั่งได้ ๒ อาทิตย์ ผมก็เลยว่า จะเดินไปเดินมาอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นมีเพื่อนสมาชิกหลายคน เขาเตรียมการอยู่ จริง ๆ ผมมีเรื่องราวที่จะบอกไปยังรัฐบาลผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ผมบอกว่าวันนี้ สรุปแล้วครับท่านประธาน ผมอยากเห็นท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ท่านบอกว่า ท่านเป็นนักการเมือง ท่านบอกชัดเจนแล้วว่าท่านเป็นนักการเมือง ท่านรับฟังอะไรได้ ท่านทนอะไรได้ ท่านถอยลงมาเถอะครับ มารับฟังปัญหา ท่านฟังเขา อะไรดีก็เอาไปแก้ไข ไม่เสียหายครับ เราคนไทยด้วยกัน แล้วคนที่มันเด็ก ๆ ที่มาเดินอยู่ หรือพวกผมในสภา เด็ก ๆ รุ่นลูกรุ่นหลานท่านทั้งนั้น ท่าน ๖๐ กว่าปี เด็ก ๒๐ ปี ๑๐ ปีกว่า ฟังเขา บอกเขาให้ชัดเจน ท่านมีโอกาสอยู่แล้วที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปตามเจตนารมณ์ของท่าน เพราะผม เชื่อแน่ว่าท่านยังไปต่อ ดูจากท่านโชว์ ดูจากท่านแสดง ดูจากการพูด แต่ท่านอย่าไปสกัดกั้น สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน อย่ามองลูกหลานเป็นผู้ร้าย เขาเป็นคนไทย เลือดเนื้อเชื้อไข ของความเป็นคนไทย ผมเชื่อว่าถ้าคนที่อยู่รอบข้างนายกรัฐมนตรีพยายามนําข้อเท็จ ข้อจริง เล่าให้ท่านฟัง บอกให้ท่านทราบ สถานการณ์มันดีขึ้น แล้วเรื่องรัฐธรรมนูญก็ฝากบอกผ่าน ท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่าแก้เถอะ ตั้ง ส.ส.ร. เถอะ ทําอะไรที่มันเป็น ประชาธิปไตยจริง ๆ แล้วท่านกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคสักพรรคการเมืองอยู่ เพราะว่าโพลล์ (Poll) ทุกโพลล์ (Poll) ทุกสํานักบอกว่าเรตติง (Rating) ท่านมาเป็นอันดับหนึ่ง ผมเชื่อแน่ว่า เที่ยวหน้าท่านพาผู้แทนเข้าสภาอย่างล้นครับ มาตั้งพรรคเองเลย ไม่ต้องลอยตัวอยู่อย่างนี้ แล้วท่านจะได้ชื่อว่าเป็นนักประชาธิปไตย ดีไม่ดีท่านจะได้รับสมญานามใหม่ว่าเป็นรัฐบุรุษ คนใหม่ ผมคิดอย่างนั้นนะครับ แต่ท่านยังอยู่อย่างนี้อยู่ เดี๋ยวคําตอบวันหนึ่งก็จะมีให้กับ ท่านเอง ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ต่อไป เจ้าของญัตติฉบับสุดท้ายนะครับ เชิญท่านคมเดช ผู้เสนอครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. จังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ผมเป็นผู้ยื่นญัตติเกี่ยวกับ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามีมติให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของนิสิตและนักศึกษา กลุ่มเยาวชนต่าง ๆ ท่านประธานครับ คําว่าประชาธิปไตยนี่ผมดูแล้วมันคล้าย ๆ เหมือนกับ หญ้ากับดอกหญ้าที่มันตายไม่เป็น สมมุติว่าเราทําการเกษตรแล้วเอายาฆ่าหญ้าเพื่อไม่ให้ หญ้าเกิดนี่ มันก็จะไม่เกิดในช่วงนั้น แต่พอถูกฝนปั๊บหญ้ามันก็เกิดขึ้นมาเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นคิดว่าจะทําลายประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะว่ามันมีทั้งสิทธิ เสรีภาพ และหรืออะไรต่าง ๆ ความเห็นต่างนี่ผมเคยวิเคราะห์ดูในหลาย ๆ ด้าน ถ้าท่านไม่ยอมรับ ความเห็นต่างมันเกิดปัญหาแน่นอน ผมคิดว่าความเห็นต่างนี่มันคล้าย ๆ กับร้านอาหาร ตามสั่ง จะให้คนชอบผัดกระเพราไก่ ไข่ดาว เหมือนกันหมดมันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตัวแนวคิดต่าง ๆ ในระบอบประชาธิปไตยมันเป็นอิสระเป็นเสรีในตัวของมัน ท่านประธาน อยู่สภามาหลายสิบปีด้วยกัน ผมอยู่สภามาหลายสิบปีด้วยกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มีม็อบ (Mob) แล้วมีคนแชร์ (Share) แชร์ (Share) หรือเชียร์ (Cheer) และแสดงความ คิดเห็นถึง ๑๐ ล้านนี่มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา ถ้าเรานับจาก ๖ ปีที่ผ่านมาทางรัฐบาลจะไม่เคย เจอปัญหาในลักษณะที่เกิดขึ้นนี้เลย ท่านประธานครับ ทางการเมืองมันมีเป็นสัจธรรมอยู่ คําหนึ่งว่า การเมืองมันจะไม่มีเสมอ มันจะมีแพ้กับชนะแค่นั้นเอง สมมุติว่ามีการเลือกตั้ง ส.ส. มีการเลือกตั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วคะแนนเท่ากันต้องจับสลากครับ เพราะฉะนั้นการ ต่อสู้ในเกมการเมืองมันได้เสียกันเต็ม ๆ เลย เหตุการณ์ในลักษณะนี้ประเทศไทยมีมือถืออยู่ ตัวเลขประมาณ ๑๐๐ ล้านเครื่อง การใช้โซเชียล (Social) เป็นเครื่องมือในการต่อสู้เป็น ยุทธวิธีใหม่วิธีหนึ่งที่เข้มข้นทางรัฐบาลคงยังไม่เคยเจอ ผมขอพูดภาษาบ้านนิดหนึ่ง ถ้าเกิดขึ้น ในลักษณะนี้แล้วเดินไปแบบไม่มีอะไรยั้ง เดินไปตามรูปแบบของใครของมัน อันนี้คือมวยมัน ที่สุดได้เสียกันจริง ๆ ได้เสียกันเลย แต่ประเทศพัง ได้เสียกันแนวทางที่เกิดขึ้นจากอดีต ที่ผ่านมามีนายพลอยู่หลายคนที่ตั้งตัวเป็นนายกรัฐมนตรีและมาปกครองบ้านเมืองในลักษณะนี้ ตอนจบผมไม่เห็นใครไปได้สักคน มันจบไม่ค่อยสวย หนังมันจะอยู่ที่ตอนจบ เราเห็น ท่านสฤษดิ์ ท่านถนอม เห็นบิ๊กจิ๋ว เห็นท่านเปรม เห็นสุจินดา มันจบคนละแบบ การต่อสู้ ในลักษณะนี้เป็นมาตรการที่รุนแรงแล้วก็เข้มข้นที่สุด ผมอยากเรียนอย่างนี้ ผมอยากให้ ข้อคิดเห็นทั้ง ๒ ฝ่าย หมายถึงว่าทางนิสิต นักศึกษาที่ออกมาการเรียกร้องมี ๓ ข้อด้วยกัน ๑. การยุบสภา ๒. การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๓. การไม่เข้าไปปราบปรามหรือใช้เป็น แนวทาง ๒ มาตรฐาน ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการทําลายฝ่ายตรงข้าม ผมเสนอ อย่างนี้ท่านประธาน ถ้าเราจัดอันดับความสําคัญปัญหาที่เกิดขึ้นในด้านเศรษฐกิจ ในด้านการเมือง ในด้านความมั่นคงและสังคม ถ้าจะนําเสนอต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก่อนยุบสภา ถ้ายุบสภาก่อนมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ตัวกฎหมาย ๒๗๙ มาตรา ๑๖ หมวด บทเฉพาะกาล การถูกล็อก ไว้ ล็อกไม่ให้แก้ไขกฎหมายมันเข้มข้นมากท่านประธาน ๑. มีฝ่ายค้าน ๒. มีฝ่ายรัฐบาล ๓. มี ส.ว. ๑ ใน ๓ ๔. ต้องไปลงประชามติ ๕. สามารถที่จะ เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ว่าจะให้ผ่านหรือไม่ผ่าน แสดงว่ามันถูกล็อกกุญแจอยู่ ๕ ดอก ด้วยกัน มันเดินไปไม่ได้ครับ และตัวที่หนักหนาที่สุดที่มันไม่เป็นประชาธิปไตยเลยคือมี สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ๒๕๐ คน เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ตัวนี้มันผิดวิสัยท่านประธาน รูปแบบประเทศไทยที่ดําเนินการมาทั้งหมด ถ้าบุคลากรหรือองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง เขาจะเขียนกฎหมายให้มีอํานาจสูงสุด อํานาจสูงสุดตัวหนึ่งก็คือเลือกนายกรัฐมนตรีและ เป็นฝ่ายบริหาร แต่นี่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ให้อํานาจสูงสุด ๒๕๐ คน ไม่ต้องเลือกตั้ง แต่ให้อํานาจสูงสุดในการเลือกนายกรัฐมนตรี ถ้าทางนิสิต นักศึกษาจัดลําดับความสําคัญ โดยการตั้งตุ๊กตาอยู่ที่ว่าให้ยุบสภา แสดงว่าการจัดอันดับความสําคัญผมว่ามันไม่ถูกต้อง ต้องแก้ไขกฎหมายก่อนครับท่านประธาน และวิธีการแก้ที่เราเคยดําเนินการมา ผมก็เคยอยู่ กับท่านบรรหาร ท่านตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมา พอท่านตั้งขึ้นมาแล้ว แต่งตั้งอะไรเรียบร้อยเสร็จ ต่าง ๆ หลังจากนั้นประกาศยุบสภา แต่มันมีวันเวลาของการร่างกฎหมายที่จบลงไป อย่างสง่างาม ตัวนี้ประเทศไทยเคยผ่านมาสมัยท่านบรรหาร ต้องขออภัยที่เอ่ยชื่อท่าน แต่ในทางดี นี่ผมให้ข้อคิดเห็นส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทางนิสิต นักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหว อันนี้ เป็นประเด็นแรกนะครับ🔗
ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง ของรัฐบาลในเมื่อท่านมาจากรัฐประหารช่วง ๖ ปี ที่ผ่านมา ความล้มเหลวในการบริหาร ๔ ด้าน ผมอ้าง ๓ ด้าน ๑. เศรษฐกิจ ๒. การเมือง ๓. ความมั่นคง ๔. สังคม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจไม่ต้องพูดอะไร มากเพราะว่าคนพูดซ้ําซากไปแล้ว แต่จุดที่ผมสรุปง่ายๆ คือตัวหนึ่งท่านประธาน อย่างงบปี ๒๕๖๔ เราจะเห็นว่าเงินงบประมาณผูกพันซื้ออาวุธ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้มันไม่ใช่ การซื้ออาวุธมันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยกับสภาวะแบบนี้ด้านเศรษฐกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) จะไม่ได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นตัวนี้🔗
ประเด็นที่ ๒ เงินที่ท่านใช้จ่ายไปช่วง ๖ ปี ท่านประธาน ผมเคยชี้ให้เห็นอยู่ ๒ ครั้ง ผมจําตัวนี้ได้ว่าท้องถิ่นหมดวาระไปประมาณ ๕ ปีแล้ว แต่ท่านใช้เงินภาษีอากรของ พี่น้องประชาชนทั้งหมด จัดงบประมาณตัวนี้เข้าไปให้กลุ่มอาสาที่อยู่ในท้องถิ่นที่หมดวาระแล้วถึง ๕ ปี ผมเฉลี่ยว่า ปีหนึ่งหมดประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖ ปี หมดประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวนี้ เจตนาเพื่อสืบทอดอํานาจอย่างเดียว ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากงบผูกพัน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากการสืบทอดอํานาจ โดยการจัดเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศเข้าไปอุ้ม การเมืองไม่ให้ขยับหรือล็อกการเมืองท้องถิ่นไว้ทั้งหมด🔗
ประเด็นที่ ๓ ตั้งรัฐข้าราชการขึ้นมา งบสวัสดิการ งบข้าราชการส่วนหนึ่ง มีรายจ่ายประจําถึงปีละ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับพี่น้อง ท่านประธาน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓ ก้อนนี้ สรุปแล้วเงิน ๑ ล้านล้านบาท ไม่ได้เกิด ประโยชน์อะไรเลยกับพี่น้องประชาชน เป้าหมายคือการสืบทอดอํานาจ อันนี้เป็นทาง การเมือง ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นมาสมัยท่านบวรศักดิ์ใช้สภาฝักถั่วโละทิ้ง ไม่เอา ไม่เข้มข้นพอ ไม่เข้าเป้า ให้คุณมีชัยมาร่าง จากผู้ร่างกฎหมาย ๒๒ คน ร่างขึ้นมา บวกกับ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ขยับมาอีกขั้นหนึ่งท่านประธาน เพราะฉะนั้นตัวเป้าหมายตรงนี้ คือการสืบทอดอํานาจทั้งหมดเลย เป้าหมายทุกตัว เจตนารมณ์มันแอบแฝง ผมคิดว่าคนปกติ จะดูไม่ออก แต่เราเป็นคนการเมือง เราอยู่กับการเมืองมานาน เรามองออกทั้งหมดว่าข้อมูล ต่าง ๆ มีเจตนาที่จะสืบทอดอํานาจหมดเลย ผมเป็นห่วงอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ว่าจะให้คนที่มาจากเผด็จการมาร่างกฎหมายให้เป็นประชาธิปไตย ความคิด แนวทาง อุดมการณ์ สิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาของท่านมันไม่มีอยู่ในหัวใจเลย จริง ๆ แล้ว ช่วง ๖ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นคนที่ให้โอกาสผู้นํามาก รอดูก่อน ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ และหรือ ท่านประธานครับ ๖ ปีที่ผ่านมาผมคิดว่ามันสะสม ท่านประธานคงเคยเห็นหม้อน้ําเดือด แล้วมันไม่มีทางออก ตอนนี้ควันมันเริ่มระอุขึ้นมาครับท่านประธาน ถ้าไม่มีช่องทางให้ระบาย หรือเดินต่อไปได้ ผมรับประกันเลยว่าช่องทางผู้ที่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ระเบิดขึ้น ในประเทศไทยในระยะเวลาอีกไม่นาน มันไม่ได้เกิดขึ้นวันเสาร์ มันสะสมมานานแล้วก่อนมี โควิด (COVID) และหลังโควิด (COVID) ท่านประธาน นี่คือภาคการเมือง ส่วนภาคสังคม ปัญหา ๒ มาตรฐานเต็มไปหมดเลย ปัญหายาบ้าท่านประธาน ปัญหาเก็บเงินส่งส่วย ปัญหา ซื้อตําแหน่ง ท่านประธานครับผมชี้ให้เห็นด้านสังคมตรงนี้ว่า ผมยกตัวอย่างในพื้นที่ของผม อยู่จังหวัดกาฬสินธุ์ ผมว่าพื้นที่ของผมเข้มข้น มีชาวบ้านมาร้องเรียนไม่ต่ํากว่า ๒,๐๐๐ คน ไปไหนมาไหนจะบอกอย่างเดียวว่าท่าน ส.ส. ช่วยดูให้หน่อย ช่วยพูดให้หน่อย ทําไมอยู่ เขตอําเภอหนองกุงศรี อยู่จังหวัดกาฬสินธุ์ บ่อนเปิดทุกหมู่บ้าน ทุกตําบล มีข้าราชการมีสีเก็บเงินเช้า กลางวัน เย็น ถ้าเรามีประสบการณ์ในลักษณะนี้ผมบอกเลย แสดงว่าเก็บเงินส่งส่วย ยาบ้ามันหายไปไหนหมด ทําไมคนมีสีขาย ทําไมเปิดบ่อน ทําไมมี หวยเถื่อน ทําไมมีหวยใต้ดิน ทําไมมีคาราโอเกะ และหรือมีอื่น ๆ อีกที่สามารถซ้ําเติม ชาวบ้านได้ในด้านสังคม มันจะอยู่ได้อย่างไรท่านประธาน เศรษฐกิจก็ไม่ไหว การเมืองถูกล็อกไว้ สังคมเสียหายทั้งระบบ มันไม่มีโอกาส มันลามไปถึงลูกหลาน ลูกหลานของเรา ผมพูดในสภานี้ ครั้งหนึ่งว่าอยู่อําเภอหนองกุงศรีลูกเผาบ้านแม่ตัวเอง ๓ ครั้งด้วยกัน เหตุผลอะไรครับ ขอเงิน ซื้อยาบ้าไม่ได้ มีเงินอยู่ ๒๐ บาทไปซื้อน้ํามันเผาบ้านเลยติดคุก ตํารวจถามว่าทําไมถึงทํา อย่างนี้ บ้านตัวเองอย่างนี้ ๆ พูดตรงไปตรงมามันจะลงแดง สติสัมปชัญญะมันหมดไปแล้ว นี่คือเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ส่วนความมั่นคงผมว่ามันไม่ใช่ยุคที่ใช้อาวุธ มันเป็นยุคของ โรคระบาดที่เกิดขึ้นในภาวะโรค การจัดงบประมาณผูกพันถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันมี ตัวหนึ่งที่ผมชี้ให้เห็นว่ามันลามปามไปเรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่น ๑. การซื้อเรือดําน้ํา มันเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นต้องซื้อเรือยกคนขึ้นบกอีกลําหนึ่ง ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต้องเอาคนไปฝึก เรือ ๓ ลํา เอาคนไปฝึกไม่ต่ํากว่า ๙๐๐-๑,๐๐๐ กว่าคน จะมีเป็นผลัด เช้าเย็นเปลี่ยนกัน สร้างอะไร สร้างยูนิต (Unit) สร้างบ้านให้อยู่ มีรถให้อยู่ สรุปแล้วงบซื้อเรือดําน้ํา ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ลามไปเกือบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมันต่อเนื่องครับ ตัวนี้มันก็เกิดผลเสียหาย เอาไปเอามาคนจน ๑๔ ล้านคน ขึ้นเป็น ๑๘ ล้านบาท คนตกงานเกือบ ๑๐ ล้านคน จีดีพี (GDP) ติดลบไม่ต่ํากว่า ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาเยอะนะครับ ผมห่วงอะไรรู้ไหม การตัดสินใจ แก้ไขปัญหาของท่านเอาตรงไปตรงมาเลยของรัฐบาล โดยการนําของท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าท่านตัดสินใจแก้ไขปัญหาผิดพลาดบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟทันที มันมีชอยส์ (Choices) อยู่ใกล้ ๆ กันหลายจุด ถ้าท่านตั้งว่าการสืบทอดอํานาจของท่านเป็นสิ่งสําคัญ มันไม่สามารถที่จะลงจากหลังเสือได้ โอ้ หนักหนาสาหัสครับ ทําไมครับ ผมไม่อยากเห็น คนไทยฆ่าคนไทย ท่านประธานกับผม กับสมาชิก กับข้าราชการเรากินเงินเดือนที่มาจาก ภาษีชาวบ้าน ค่าน้ํา ค่าไฟ สวัสดิการมาจากภาษีชาวบ้าน มาจากคนไทยหมด ถ้าขัดแย้งสู้กัน มันกลายเป็นคนไทยฆ่าคนไทย ผมชี้ให้เห็นข้อมูลเพิ่มเติมนิดหนึ่ง ท่านเอาไปวิเคราะห์ด้วย เพราะว่าจากอดีตที่ผ่านมาผมไม่มั่นใจว่าท่านจะตัดสินใจถูกต้อง เพราะว่าประเด็น แต่ละประเด็นมุ่งหวังเพื่อการสืบทอดอํานาจทั้งหมดเลยมันไม่น่าจะเป็นอื่นไปได้ ผมชี้ให้เห็น อย่างนี้ท่านประธาน ประเทศไทยมีมือถืออยู่ประมาณ ๑๐๐ ล้านเครื่อง มีกลุ่มคนอยู่เกือบ ๗๐ ล้านคน ผมจะแยกอายุ ๑-๒๘ ปีกลุ่มหนึ่ง ๒๘-๕๘ ปีกลุ่มหนึ่ง แล้ว ๕๐ กว่าปี ไป ๖๐ กว่าปี ๗๐ กว่าปี เราพูดฟังง่ายเลย อย่างผมส่วนหนึ่ง คน ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๕๐ ปี ผมคิดว่าเป็นรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ ส่วน ๓๐ ปี ๒๘ ปี ๑๘ ปี ซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งแล้วเขาเป็น คนรุ่นใหม่ เขาเป็นคนที่เกิดขึ้นในยุคโซเชียล (Social) ทั้งหมด พูดตรง ๆ เลยว่าการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาแม้แต่พ่อแม่ยังไม่สามารถที่จะบอกลูกได้ว่าไปใช้สิทธิในลักษณะไหนเขาจะเป็น ตัวของตัวเองสูง แต่ประสบการณ์ยังไม่มากพอ ความคิดจะออกมาในแนวเดียว ถ้าเปรียบเป็น เหล้านะเพียว ๆ (Pure) ทั้งนั้นเลย กลุ่มกลาง ๆ เป็นคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ ส่วน ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี ผมคิดว่าเป็นคนรุ่นเก่า แต่ตัวธรรมชาติมันออกอย่างนี้ท่านประธาน คนรุ่นเก่า หมดสภาพไป หมดอายุขัยแล้วก็ตายไป สมมุติว่าปีหนึ่งคนรุ่นเก่าตายไปประมาณ ๑ ล้านคน เด็กรุ่นใหม่อายุ ๑๖ ปี ๑๗ ปี ๑๘ ปี ขยับมาอีก ๑ ล้านคน เราจะเห็นตัวเลขของอนาคตใหม่ ๖ ล้านกว่าคน ในทางการเมืองคนรุ่นใหม่ขยับมา ๑ ล้านคน คนรุ่นเก่าหายไป ๑ ล้านคน ทางการเมืองจะเปลี่ยนอยู่ ๒ ล้านคน เราเป็นนักการเมืองคงดูตรงนี้ออก เปลี่ยนไป ๒ ล้านคน ๒ ปี ๔ ล้านคน ตัวเลขของการเมือง ตัวเลข ๔ ล้านคนมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน แต่จะเปลี่ยนในลักษณะไหน ถ้าเปลี่ยนแบบความรุนแรงเจ็บตัวกันหมด ถ้าเปลี่ยนแปลง แบบออมชอม แบบมีเหตุมีผลประเทศจะไปได้ ถ้าเปลี่ยนแปลงแบบเดินขบวนเติมเต็ม ใช้นิติศาสตร์อย่างเดียว โดยไม่ใช้รัฐศาสตร์บวกเข้ามา หรือรัฐประศาสนศาสตร์ หรือใช้ศิลปะ ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ประเทศพัง แล้วหนักหนาสาหัสมากเพราะว่าตัวโควิด (COVID) ตัวสภาพแวดล้อมของโรคระบาดมันหนัก เราส่งออก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งออก นําเข้า ท่องเที่ยว มันไปยากครับ ท่องเที่ยวเงินที่เข้ามา ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งออก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ หมุนเวียนภายในไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าเรา แก้ไขไม่ดีแล้วเกิดปัญหาขึ้นมาจะพังทั้งระบบ อันนี้ผมไม่อยากเห็นเหตุการณ์ตรงนี้ขึ้น มีท่านสมาชิกอยู่หลายคนเสนอแนวทางการแก้ไขทางออก ๑. ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ตัวหลักการนะท่านประธาน ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาแล้วก็เชิญนิสิต นักศึกษา ผู้ที่เห็นต่าง เข้ามาประชุมร่วมในคณะกรรมาธิการวิสามัญอันนี้เป็นหลักการ แต่อะไรรู้ไหมท่านประธาน แต่วิธีการที่ดําเนินการมาทั้งหมดนี้ พอตั้งสามัญหรือวิสามัญ โดยเฉพาะวิสามัญทางรัฐบาล ก็ตั้งเสียงข้างมากเหมือนเดิม แล้วก็เลือกประธานเป็นฝ่ายรัฐบาลมันก็เลยไม่มีประโยชน์ มันเลยไม่มีประโยชน์ เพราะว่าประธานบิดหน้าบิดหลังได้ ผมตัวอย่างเช่น ผมเป็น คณะกรรมการเกี่ยวกับ ๑.๙ ของโควิด (COVID) เสนอให้มีการตรวจสอบงบประมาณ ๔ แสนล้านบาท เอสเอ็มอี (SMEs) และอื่น ๆ ก็ปรากฏว่าคนของรัฐบาลไปนั่งเป็นประธาน มันดําเนินการยาก ขอข้อมูลเฉย ๆ ยังไม่ได้เลยครับท่านประธาน ประชุมมา ๗ ครั้งแล้ว ข้อมูลเฉย ๆ ซึ่งเป็นแนวทางในการทํางานและตัดสินใจ เพราะฉะนั้นแนวทางนี้ผมว่ามันยาก นี่ประเด็นแรก ประเด็นที่ ๒ ก็มีสมาชิกนําเสนอว่าในเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีช่วงมีปัญหา โควิด (COVID) เคยเขียนจดหมายไปถึงเจ้าสัวถึง ๒๑ ฉบับ ไปขอความคิดเห็น ไปให้แสดง ความคิดเห็นต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาประเทศ ประเด็นที่ ๒ เดินสายไปพบสื่อมวลชนต่าง ๆ เกือบทุกฉบับ แต่มันก็ไม่ได้ผลท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๓ ท่านลงไปหาเด็กช่วงที่เด็ก เข้ามาเรียกร้องมารณรงค์เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของประเทศความเห็นต่างของเขา ผมอยากให้ท่านกล้าที่จะลงไปหา ไปจับเข่าคุยกันดู ถ้าท่านทําได้โอกาสคลี่คลายมันก็มี แต่ถ้าท่านทําไม่ได้ ท่านเลือกชอยส์ (Choice) อื่น ตัวอย่างเช่น ปฏิวัติต่อเลย อันนี้หนัก ได้เสียเลยท่านประธาน ผมใช้คําแรกว่าถ้าทําอย่างนี้นะ เป็นมวยมัน ยุคโซเชียล (Social) ประเมินยากมาก กด ๒ นาทีแค่นั้นมา ๓,๐๐๐ ถ้าเดินเต็ม ๆ ผมว่าท่านประธาน ๘๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้านทั่วประเทศไทย เดินมาหมู่บ้านละคน แบบสงบนะ ไม่ต้องมีอาวุธ เดินมาหมู่บ้านละคน หรือสองคนนี่ เดินมาจากหมู่บ้านเฉย ๆ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าแล้ว แต่โซเชียล (Social) มันรุนแรงกว่านั้น เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาของปัญหาและแนวทาง การแก้ไข ผมอยากให้ท่านวิเคราะห์ให้ดี ให้แม่น ถ้าท่านเลือกผิด หนัก ผมเสนออย่างนี้ครับ ท่านประธาน มันมีอยู่ ๒ ข้อ ที่ผมอยากเสนอ ๑. ตั้ง ส.ส.ร. แก้ไขกฎหมายเลย อันนี้เรียบง่าย ใช้ระบบรัฐสภาอันนี้เรียบง่าย ตรงนี้จะคลายลงไปส่วนหนึ่ง มันอาจจะคลายไม่หมด ประเด็นที่ ๒ ผมเห็นท่านถือไพ่ไว้อยู่ ๒-๓ ใบ ประกาศเลือกตั้งท้องถิ่นจะเลือกเทศบาล จะเลือกสภาจังหวัด หรือกรุงเทพมหานคร และหรือท่านประกาศเลย อีก ๓ เดือน เลือกสภาจังหวัด อีก ๓ เดือน เลือกเทศบาล อีก ๓ เดือนต่อไปเลือกเทศบาล อีก ๓ เดือนต่อไปเลือก กรุงเทพมหานครกับพัทยา ตรงนี้มันเป็นการเมือง การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ไม่ใช่เอา ตัวอื่นแก้ ถ้าตัวอื่นแก้ผมว่ามันจัดยาไม่ถูกโรค ผมเสนอ ๒ อย่างท่านประธาน ถ้าทําไม่ได้ ผมจะรอดูต่อไปว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย แต่อย่าลืมนะครับท่านประธาน คนกลางเก่ากลางใหม่ที่มีอดีต ส.ส. คนหนึ่ง ไปเก็บป้ายเกี่ยวกับหมู่บ้านเสื้อแดง ท่านเก็บได้ แต่ป้าย แต่ตัวตนและจิตใจของเขา ท่านเอาไปไม่ได้ ถ้าผิดพลาดคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ จะไปบวกกับคนรุ่นใหม่ทันที รับประกันคนรุ่นเก่าแพ้แน่นอนครับท่านประธาน🔗
จบแล้ว ใช่ไหมครับ ก็พอดีว่าจะให้สรุป จบพอดี ดีแล้วแหละครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านผู้เสนอญัตติ ทั้ง ๖ ญัตติก็ได้นําเสนอแนวความคิดอะไรไปแล้ว ต่อไปนี้เป็นรายชื่อท่านสมาชิกผู้สนใจ ที่จะร่วมอภิปรายค่อนข้างจะมากทีเดียว ฉะนั้นผมขออนุญาตแจ้งรายชื่อทีละ ๔ ท่านนะครับ เผื่อจะได้เตรียมความพร้อม ต่อไปจะเป็นนางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา ตามด้วย นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เชิญคุณนภาพร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ดอกเตอร์นภาพร เพ็ชร์จินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย ส่วนตัวคิดว่าแทนที่เราจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการที่จะศึกษาเรื่องนี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ ควรทํา ควรให้นายกรัฐมนตรีเดินทางไปฟังเสียงเรียกร้องของน้อง ๆ มากกว่า เพราะทีตอนที่ ท่านเดินสายไปพบสื่อ อ้างว่ารับฟังเสียงสะท้อนจากสื่อ จริง ๆ แล้วสื่อเขาก็สะท้อน ให้ท่านฟังอยู่ทุกวี่ทุกวันนะคะ แต่ช่องไหนที่เชียร์ (Cheer) ท่าน ท่านก็ได้ยิน ช่องไหน ไม่เชียร์ (Cheer) ท่าน ท่านก็ไม่ได้ยิน เผลอ ๆ จะโดนปิดเอาอีก ทีนี้การที่นักศึกษาออกมา ขับไล่รัฐบาลและเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ เพราะอะไรกันคะ มองว่ารัฐบาลไม่ดําเนินการ ตามที่ให้สัญญาไว้ ทั้งนโยบายหาเสียง ปรองดองและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญ คือศูนย์กลางของปัญหา สิ่งที่ท่านต้องทําและดําเนินการแก้ไข อย่างแรกท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ควรจะฟังเสียงเรียกร้อง ไม่ควรใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เพราะนั่นจะยิ่ง ทําให้สร้างปัญหาเพิ่มขึ้น ไม่ควรเอาผิดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพราะนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ยืนยันเองว่าการต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการคุมม็อบ (Mob) ไม่ใช่หรือคะ ใช้เพื่อการควบคุมโรคระบาดใช่ไหมคะ ๒. ต้องไม่มองผู้เห็นต่างเป็นศัตรูทางการเมือง การแสดงความเห็นหรือการชุมนุม เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ โดยอยู่ภายใต้กรอบ ของกฎหมาย แต่ล่าสุดทําไมคะ มีชายฉกรรจ์ถือรูปพ่อแม่ของน้องผู้ชายที่มาถือป้ายต้อนรับ ท่านนายกรัฐมนตรีที่จังหวัดระยอง นํารูปพ่อแม่เขาไปตามหาที่จังหวัดระยองเลยค่ะว่าพ่อแม่ เขาคือคนไหน บ้านไหน สิ่งนี้คือการคุกคามไหมคะ เขาก็ได้แสดงออกในบทบาทสิ่งที่เขาคิด นั่นคือบทบาทที่น้อง ๆ นักศึกษาในฐานะประชาชนคนไทยต้องการที่จะสื่อแม้ว่าเขาอาจจะ ใช้ถ้อยคําที่ไม่สุภาพอยู่บ้าง แต่ว่าควรจะใส่ใจสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ ๓. ควรเร่ง แก้รัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้อง โดยนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ต้องแสดงความจริงใจค่ะ ด้วยการเป็นผู้นําในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ใช้เวทีสภาแห่งนี้เพื่อเตะถ่วง โดยเฉพาะ ส.ว. ที่นายกรัฐมนตรีประยุทธ์เป็นคนแต่งตั้งมา ถือว่าเป็นอุปสรรคที่สําคัญในการแก้ไข หากท่านจะจริงใจก็ควรที่จะร่วมกับ ๒๕๐ ส.ว. แถลงจุดยืนออกมาเลยว่าจะยินยอม ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะถ้า ๒๕๐ ส.ว. กล้าประกาศจุดยืนต่อหน้าสาธารณชน ว่าจะให้ความร่วมมือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เชื่อว่าสถานการณ์นี่จะผ่อนคลายลงไปได้เยอะ และสุดท้ายอยากให้ท่านประยุทธ์ได้คํานึงถึงภาพรวมของประเทศไทยว่าท่านกําลัง จะกลายเป็นผู้ขัดแย้งใหม่ของการเมืองตรงนี้เองเสียแล้ว หากไม่เร่งคลี่คลายสถานการณ์ ความขัดแย้งให้คลายตัวลง เพราะท่านสะสมปัญหานี้มาตลอด ๖ ปี มันจะปะทุขึ้น ดังนั้น ท่านควรที่จะฟังความเห็นของทุกฝ่ายของน้อง ๆ นักศึกษาด้วยตัวท่านเอง ไปในทุก จังหวัดเลยรับฟังว่าน้อง ๆ คิดอย่างไรกัน และท่านอย่ากําจัดคนที่เห็นต่างให้พ้นทาง ดิฉันขอฝากสั้น ๆ แค่นี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านธณิกานต์ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตบางซื่อ เขตดุสิต แขวงถนนนครไชยศรี พรรคพลังประชารัฐค่ะ วันนี้ดิฉันขออภิปรายในเรื่องของ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันมีม็อบของเยาวชนเกิดขึ้น ดิฉันอยากจะพูดในแง่ของการมีส่วนร่วมของประชาชนที่สภาผู้แทนราษฎรเราไม่เคยเพิกเฉย และให้ความสําคัญอยู่ตลอด เนื่องจากดิฉันได้มาทํางาน ณ ที่นี้ได้มีโอกาสเข้ามาเป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชน ณ ที่แห่งนี้ โดยทราบดีว่าทางสภาของเราได้มีการทํางานอยู่แล้ว อย่างไรบ้าง ซึ่งวันนี้จะได้ขออภิปรายเพื่อเป็นข้อมูลแก่ทางพี่น้องประชาชนทางบ้าน ในส่วนของการมีส่วนร่วมของประชาชนเรามีแนวคิดหลักอยู่ ๓ เรื่อง เรื่องแรกคือเสรีภาพ ในการมีส่วนร่วม ๒. คือความเสมอภาคของโอกาสในการที่จะมีส่วนร่วมได้ และ ๓. คุณภาพ ของการมีส่วนร่วม ความรู้ ความสามารถ องค์ความรู้ที่ทางภาครัฐเราสามารถจะเพิ่มทักษะ ให้กับเยาวชนเพื่อที่จะผลักดันประเทศไปข้างหน้าได้ค่ะ ขอสไลด์ (Slide) ค่ะ🔗
ในส่วนของการทํางาน ของสภานิติบัญญัติเราการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เรามีคณะทํางานใหญ่อยู่แล้ว ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการ ๒ คณะหลัก ๆ คือ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งมีคณะอนุกรรมาธิการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยตรง ซึ่งดิฉันได้เป็นโฆษกของคณะกรรมาธิการชุดนี้อยู่จึงอยากมาแถลงว่าเราได้ทําอะไรไปบ้างแล้ว ส่วนอีกคณะหนึ่งก็คือคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมี ส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งมีคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาการสร้างเสริมการมีส่วนร่วม ของเยาวชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปค่ะ ในส่วนของโรดแมป (Roadmap) เวทีรับฟังสาธารณะไม่ว่าจะเป็นทั้งนอกสภา ที่ทางเยาวชนได้แจ้งเข้ามา และทางสภาของเราได้ลงไปรับฟัง หรือแม้กระทั่งการเปิดสภา และให้บุคคลกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเยาวชนหรือว่ากลุ่มรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือว่ากลุ่มวิชาการต่าง ๆ ก็ได้มีเข้ามาพูดคุยดังจะเห็นจากโรดแมป (Roadmap) เราเริ่มงาน ตั้งแต่วันที่ ๑๓ มีนาคม เรื่อยมาจนถึงวันที่ ๑๗ มีนาคม แล้วก็เกิดสถานการณ์โควิด (COVID) ทําให้ต้องหยุดพักไป แล้วก็กลับมารับฟังความคิดเห็นกันอีกวันที่ ๒๓ มิถุนายน โดยโรดแมป (Roadmap) ขณะนี้เราได้วางไปถึงวันที่ ๑ สิงหาคม รวมทั้งสิ้น ๒๓ เวที แล้วก็ยังมีเวที ออนไลน์ (Online) อีก โดยสามารถส่งความคิดเห็นสิ่งที่อยากปรับ หรืออยากเปลี่ยน อยากแก้ไข มีข้อเสนอแนะอย่างไรสามารถส่งมาได้ที่คอนสติติวชัน ๖๐ ดอต พาร์เลียเมนต์ ดอต จีโอ ดอต ทีเอช (Constitution 60.Parliament.go.th) ดังนั้นท่านจะเห็นว่าในการ ทํางานของคณะอนุกรรมาธิการศึกษาช่องทางการรับฟังความเห็นของประชาชนและเพิ่มการ มีส่วนร่วมของประชาชนได้มีการกางโรดแมป (Roadmap) ตั้งแต่ก่อนวิกฤติโควิด (COVID) ขึ้นมา เพราะเราให้ความสําคัญว่าจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแน่นอน นอกเหนือจากคณะกรรมาธิการชุดนี้ยังมีอีกชุดหนึ่งค่ะ อีกชุดหนึ่งก็คือเป็นกิจกรรมต่าง ๆ ของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาการสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อันนี้ขอระบุว่าเป็นของเยาวชนโดยตรง ซึ่งดิฉันเองเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการนี้อยู่ โดยเรามีการจัดโครงการให้เยาวชน เข้ามาร่วมชื่อว่าแอกทิฟ เทค ซิติเซน (Active tech citizen) ซีซัน (Season) ที่ ๑ ได้ผ่าน ไปแล้วตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และได้รับการตอบรับอย่างดีจากเยาวชน ส่วนมากที่เข้ามาร่วมโครงการของเราจะเป็น ระดับชั้น ม. ปลาย จํานวนทั้งสิ้นประมาณ ๓๐๐ คน อันนี้จะเป็นการนําเสนอแนวคิดที่เขา อยากจะเข้าร่วมในการพัฒนาชุมชน เราเน้นนําไปสู่การปฏิบัติได้จริง การลงมือทําได้จริง และการที่อยากจะเชิญชวนให้เข้ามา ณ สภาแห่งนี้เพื่อที่ว่าผู้มีอํานาจต่าง ๆ ก็จะได้ได้ยิน ได้ฟัง และนําไปสู่การปฏิบัติได้จริง ๆ ดังนั้นจากที่ดิฉันกล่าวมา เราจะเห็นว่ามีการทํางาน ในฐานะสภาผู้แทนราษฎรของเรา ซึ่งเป็นตัวแทนในการรับฟังความคิดเห็นขับเคลื่อนหลัก ๆ อยู่ ๒ คณะแล้ว ดังนั้นไม่ว่าท่านจะอยากมีส่วนร่วมในเลเวล (Level) ไหนก็สามารถเข้ามาได้ ทั้ง ๒ คณะ หรือแม้กระทั่งดิฉันได้ยินว่ามีการนําเสนอขอจัดตั้งคณะกรรมาธิการเพิ่มเติม เป็นคณะกรรมการวิสามัญเพื่อจะมาศึกษาดูแลเรื่องนี้โดยตรงอีก ๑ คณะ ซึ่งวันนี้เราก็คงจะ ทราบกันว่าตกลงมติในที่ประชุมจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ดิฉันได้อภิปรายวันนี้เพียงเพื่อจะ นําเสนอว่าในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรเราไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความคิดเห็นของพี่น้อง ประชาชนหรือต่อความคิดเห็นของเยาวชนค่ะ เพราะประชาชนและเยาวชนคืออนาคตของ ประเทศ ดังนั้นเสียงเหล่านี้เป็นเสียงที่สภาของเราเปิดรับอย่างแน่นอนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทอง ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติของคุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ที่ได้เสนอญัตติ พร้อมทั้งความเห็นด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกันครับ แต่ผมอยากจะเท้าความสักนิดหนึ่ง ว่าญัตตินี้มีการเสนอเป็นครั้งแรก ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านดอกเตอร์จักรพันธ์ พรนิมิตร เมื่อ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ๕ เดือนที่ผ่านมารัฐบาลซึ่งถูกระบุ ในญัตตินั้นว่าท่านต้องเป็นผู้รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนคนหนุ่มสาว ตลอดจนประชาชนที่เห็นต่างจากตัวท่าน กลับปรากฏว่าไม่เคยมีการเปิดใจและรับฟัง ความคิดเห็นอย่างจริงจังและจริงใจแต่ประการใด ภายในเครื่องหมายคําพูดนะครับ “ฝากไป ถึงนิสิต นักศึกษา ขอให้เอาใจใส่ตั้งมั่นในการศึกษา ท่านต้องกังวลอยู่เรื่องหนึ่งที่สําคัญที่สุด สําหรับท่านคือเรื่องการมีงานทํา ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่มีงานทํา อย่าไปเสียสมองกับเรื่องที่ไม่ใช่ เรื่องสําคัญกับตัวท่าน ฝากไว้ด้วยแล้วกัน” นี่ผมอ่านคําต่อคําเลยนะครับ เป็นคําพูดของคนที่ พวกเราก็รู้ว่าเขาคือใคร คําพูดเหล่านี้ครับ เป็นคําพูดที่จะสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่นักศึกษาพูด วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการเรียกร้องให้มีการยุบสภา มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการหยุด คุกคามนักศึกษาและพี่น้องประชาชนนั้น มันมีเหตุผลและจําเป็นที่จะต้องรับฟังและนําเสนออยู่ ผมขออนุญาตสั้น ๆ อยู่สัก ๓ ประการเพิ่มเติมครับ🔗
ประการที่ ๑ ท่านประธานเองเคยพูดอยู่หลายครั้ง พวกผมเองก็เรียนรู้จากท่าน พวกเราเคยผ่านวัยของความเป็นหนุ่มสาวครับ เราเป็นวัยแห่งความฝัน เป็นวัยแห่งการ แสวงหา เป็นวัยที่อยากปรารถนาและเห็นสังคมที่ดี พูดกันภาษาฝ่ายซ้ายนะครับ เขาเคยพูด กันว่าตอนอายุ ๒๐ ปี ถ้าคุณไม่ซ้ายคุณก็ไร้หัวใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนับจากปี ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา นักศึกษารุ่นเหล่านี้ถ้า ๖-๗ ขวบเมื่อปี ๒๕๔๙ วันนี้เขา ๒๐ ปี ๒๑ ปี ๒๒ ปี เขาเห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อตัวเขา เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า หลังวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ วันที่คน ๗ คนตัดสินใจยุบพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เขาตระหนักและตื่นรู้ว่าเขาไม่สามารถส่งอนาคตแบบนี้ให้ลูกหลานเขาได้อีกแล้วครับ ขอให้ มันจบที่รุ่นเรา นี่คือคําที่เขาพูด นักศึกษาและพี่น้องประชาชนได้ก้าวข้ามประเด็นเรื่องของ การยุบพรรคการเมือง เขาพูดถึงความไม่ยุติธรรม พูดถึงความเหลื่อมล้ํา พูดถึงความ เอารัดเอาเปรียบ ผมขออนุญาตอ่านแถลงการณ์สั้น ๆ ของเพื่อนนิสิต นักเรียน อยู่สัก ๓ กลุ่ม ด้วยกัน แถลงการณ์ของมหาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งตั้งคําถามถึงกระบวนการยุติธรรม การบังคับ ใช้กฎหมาย ตลอดจนการยืนยันถึงสิทธิและเสรีภาพของนักศึกษาพี่น้องประชาชน แถลงการณ์ ของนักเรียนกลุ่มหนึ่งบอกว่า เมื่อความอยุติธรรมเป็นกฎหมาย การต่อต้านจึงเป็นหน้าที่ แถลงการณ์ของนักศึกษาจากภาคตะวันออกกลุ่มหนึ่งประกาศว่า นี่คือครั้งสุดท้ายที่เราจะ ยอมให้เกิดความไม่ยุติธรรม เราจะต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นประชาธิปไตย นั่นคือเหตุผล ประการที่ ๑ ที่เพราะเหตุใดรัฐบาลนี้ถึงต้องฟังเสียงของพวกเขา🔗
เหตุผลประการที่ ๒ เราต้องพูดกันตามความเป็นจริงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและ น่าเศร้าสําหรับประเทศแห่งนี้ก็คือมีการใช้กระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมไปปิดปากเขาในภาษาอังกฤษนะครับท่านประธาน ผมเคยพูดในสภาแห่งนี้หลายครั้ง ว่าเราเรียกกระบวนการแบบนี้ว่าสแลปป์ (SLAPP) เป็นการกลั่นแกล้งด้วยกระบวนการ ยุติธรรม ซึ่งวันนี้ทั่วโลกมีศัพท์เกิดขึ้นมาอีกคําหนึ่ง นักกฎหมายทั่วโลกต้องเรียนคําว่า จูดิเชียล ฮาราสส์เมนต์ (Judicial harassment) หรือการคุกคามปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพ นับตั้งแต่สมัย คสช. ที่ผ่านมามีคดีที่เกิดขึ้นเหล่านี้มากกว่า ๔๐๐ คดี และนับตั้งแต่นักศึกษา มีการชุมนุมที่เรียกว่าแฟลช ม็อบ (Flash mob) ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทราบไหมครับว่าพวกเขาถูกตั้งข้อหาอะไร ถูกตั้งข้อหา เพราะไม่รักษาความสะอาดตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาดความเรียบร้อยของประชาชน ปี ๒๕๓๕ ถูกตั้งข้อหาตาม พ.ร.บ. จราจร ถูกตั้งข้อหาตามข้อบัญญัติท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีรายละเอียดและบทกําหนดโทษไม่เหมือนกัน ไปไกลกว่านั้นครับมีอยู่ที่หนึ่งตั้งข้อหา น้อง ๆ นิสิต นักเรียน นักศึกษาว่าผิดพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. ๒๔๙๓ ผมอ่านไม่ผิดครับท่านประธาน ๒๔๙๓ ๗๐ ปีเต็มแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าสมัยนั้น เครื่องขยายเสียงของเขาลําโพงมันขยายได้กี่เดซิเบล ท่านเห็นไหมว่ากระบวนการแบบนี้ ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นความไม่จริงใจของรัฐบาลน้อง ๆ ตะโกนร้องเพลงก้องไปหมดครับ ดู ยู เฮียร์ เดอะ พีเพิล ซิง (Do you hear the people sing) ท่านเคยได้ยินเสียงของเขา หรือไม่ แน่นอนครับกระบวนการที่เกิดขึ้นแบบนี้เด็ก ๆ ไม่กลัวครับ แต่พวกเราในฐานะ ผู้ใหญ่จําเป็นต้องปกป้องคุ้มครองเขา ท่านเคยได้ยินประโยคหนึ่งไหมครับ ท่านเด็ดดอกไม้ทิ้ง จะยิ่งบาน ท่านเด็ดดอกไม้ทิ้งจะยิ่งบานแตกสานแพร่แผ่ใบไพศาล บาน บาน บาน ชูช่อแข่ง กันบานฮึกหาญปลอดแหกแหกความกลัว เขาไม่กลัวอีกแล้วครับ แต่สิ่งที่พวกเราจําเป็นต้อง ทําคือต้องให้เขาอยู่ในสภาวะที่ได้รับการคุ้มครองโดยสิทธิเสรีภาพที่ถูกรองรับตาม รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ผลักเขาออกจากสถาบันการศึกษา ไม่ใช่การผลักเขาออกจากระบบ โรงเรียน ซึ่งจะมีเพื่อนสมาชิกของพวกผมพูดต่อว่านั่นคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้น ในกระบวนการ ณ วันนี้ครับ🔗
ผมมีเวลาไม่พอที่อยากจะเอ่ยถึงประการที่ ๓ อยากจะมาพูดถึงแฮชแท็ก (Hashtag) เต็มไปหมดว่าข้อเรียกร้องของเขาคืออะไร เขาพูดตั้งแต่เรื่องปากท้อง เขาพูดถึง รัฐธรรมนูญ เขาพูดถึงความไม่เป็นธรรม เขาพูดถึงการเมือง เขาพูดถึงเรื่องแม้กระทั่งการ สมรสที่เท่าเทียมที่เขาต้องการเห็นในประเทศแห่งนี้ ผมจบแบบนี้ครับ นักศึกษาท่านหนึ่ง ประกาศไว้ก่อนที่จะมีการชุมนุมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเขาบอกแบบนี้ครับ ความเปลี่ยนแปลง มันจะค่อย ๆ เกิดขึ้นได้ถ้าเราเริ่มลงมือทํา มันอาจไม่ได้เปลี่ยนที่ยุคเรา แต่มันอาจจะมีความ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคต ทุกครั้งที่ผมซึ่งหมายถึงตัวน้อง ๆ นิสิต นักเรียน นักศึกษา เยาวชน คนหนุ่มสาวและประชาชนเคลื่อนไหว ผมเคลื่อนไหวในนามความหวังว่าประเทศนี้ จะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เราต้องเลิกใช้กฎหมายเป็นทางแก้ปัญหา เพราะเรารู้แล้วว่า การใช้กฎหมายไม่ใช่ทางออกของการแก้ไขปัญหานี้ อย่าผลักให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน คนหนุ่มสาวและพี่น้องประชาชนไม่มีทางเลือกอื่น ให้มันจบที่รุ่นเราเถอะ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ก่อนที่ท่านสาทิตย์จะอภิปราย ผมขอแจ้งล่วงหน้า ๔ ท่านนะครับ ท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ตามด้วยคุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ คุณญาณธิชา บัวเผื่อน และศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน เชิญท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นคนหนึ่ง ที่สนับสนุนญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรม ในสังคม ซึ่งเป็นญัตติของคุณอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ จากพรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนท่านประธานว่าญัตติที่เรากําลังอภิปรายอยู่นี่สําหรับผมแล้วถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ ๒๕ ปี ของการทําหน้าที่ ส.ส. ในสภาแห่งนี้ ที่เราจะพิจารณาญัตติที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ก่อนหน้านั้นในช่วง ๒๕ ปีนี้เราไม่เคยมีการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยตรงเลย ดังนั้นเมื่อเกิดการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาขึ้น ผมในฐานะที่เป็น ส.ส. คนหนึ่งก็เหมือนกับเพื่อนในสภาล่ะครับ เราจับตามองปรากฏการณ์ ของนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ชุมนุม ซึ่งผมเชื่อว่าอาจจะมีสายตาที่ต่างกัน บางฝ่ายอาจจะ เห็นด้วย บางฝ่ายอาจจะไม่เห็นด้วย บางฝ่ายอาจจะมีความวิตกกังวล แต่สําหรับผมแล้ว หน้าที่ลอยมาก่อนเลยคือลูกของเรา หน้าที่ลอยมาก่อนเลยคือหลานของเรา ซึ่งอยู่ในวัย นักเรียน นิสิต นักศึกษา ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรเราจะมอง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วทําตัวเป็นฝ่ายกองเชียร์ หรือทําตัวเป็นฝ่ายค้าน ผมคิดว่าเป็นการ กระทําที่ไม่น่าจะถูกต้อง แต่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราต้องมองปรากฏการณ์นี้ ด้วยสายตาที่เปิดกว้าง ด้วยใจที่เปิดกว้าง เราต้องค้นหา เราต้องมองหาปัญหาที่มันเกิดขึ้น ความต้องการของเขา และถ้ามีบทบาทใดบทบาทหนึ่ง ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรสามารถที่จะเป็น ตัวกลางในการประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้นําทุนแรงและเป็นส่วนหนึ่งที่อาจจะช่วย แก้ปัญหาได้ว่านั่นคือบทบาทคือหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ต้องยอมรับขบวนการ เคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษาในประเทศไทยนั้นไม่ใช่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก งานวิจัยหลายชิ้น เขียนไว้ชัดเจนมาก ก่อนปี ๒๕๐๐ ในไทยเรายังมีมหาวิทยาลัยสถาบันอุดมศึกษาน้อยมาก พลังของกระบวนการนิสิต นักศึกษาจึงยังยังอ่อนแอ การชุมนุมที่เกิดขึ้นบางครั้งเป็นการ ชุมนุมที่ถูกชี้นําโดยฝ่ายรัฐเสียเอง แต่หลังจากปี ๒๕๐๐ ประมาณปี ๒๕๑๕ ในช่วงระยะ เวลานั้น บ้านเมืองอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบเผด็จการทหาร ไม่มีพลังอํานาจใด ในสังคมที่จะไปคัดง้างเรียกร้องสิทธิเสรีภาพแทนประชาชนได้ กลายเป็นพลังของ นิสิต นักศึกษา เป็นพลังที่มีความเข้มแข็งมากที่สุด การประท้วงการเลือกตั้งสกปรกก็ดี การต่อสู้ของกระบวนการนิสิต ศึกษา ในช่วงเวลานั้นก็ดี สะท้อนให้เห็นว่าถึงจุดหนึ่งที่ บ้านเมืองมีปัญหาพลังของกระบวนการนิสิต นักศึกษาเปลี่ยนแปลงทางสังคมในประเทศนี้ได้ แต่หลังจากนั้นท่านประธานครับ หลังจากปี ๒๕๒๐ เป็นต้นมา จนก่อนถึงปี ๒๕๕๗ คําถาม ที่ว่ากระบวนการนักศึกษาหายไปไหนนั้น งานวิจัยก็ชี้ว่าเรามีพลังอํานาจอื่นในทางสังคม เติบโตขึ้นมา คําตอบหนึ่งคือบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เรามีนักการเมืองและมีเอ็นจีโอ (NGO) เรามีสื่อมวลชนที่เข้มแข็ง แต่หลังจากปี ๒๕๕๗ การเติบโตขึ้นมาของกระบวนการ นิสิต นักศึกษาที่ทุกคนเรียกร้องนั้น ผมคิดว่านี่คือการสะท้อนให้เห็นว่าบ้านเมืองนี้มีปัญหา แน่นอน เมื่อบ้านเมืองนี้มีปัญหาขึ้นมา คําถามก็คือว่าเราจะทําอย่างไรในฐานะที่เป็น สภาผู้แทนราษฎร ผมบอกไปแล้วว่าเราไม่ควรเป็นกองเชียร์ หรือฝ่ายที่คัดค้าน แต่เราควรจะ เป็นฝ่ายที่ทําหน้าที่ในการที่จะทําให้พลังของกระบวนการนิสิต นักศึกษาที่มีข้อเรียกร้องนั้น นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมของนักเรียน นิสิต นักศึกษานั้น ทําได้หลายทางครับ ในทางหนึ่งเราต้องเข้าใจธรรมชาติของการชุมนุมที่เกิดขึ้นหลังปี ๒๕๕๗ ว่ามันแตกต่างจากการชุมนุมก่อนหน้านี้ จะเป็นพันธมิตรก็ดี จะเป็นปี ๒๕๓๕ ก็ดี จะเป็น นปช. ก็ดี หรือจะเป็น กปปส. ก็ดี แต่การชุมนุมของนิสิต นักศึกษาในยุคปัจจุบันที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีรูปแบบกระบวนการที่เป็นรูปแบบอย่างชัดเจน อาจจะไม่มีมวลชนที่ชัดเจน ไม่มีแกนนํา ไม่มีแกนนําที่ชัดเจนอย่างแต่ก่อน แต่เขาจะชุมนุมเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กระจัดกระจายออกเป็น หลายกลุ่มและเป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ และอาวุธที่สําคัญของเขาคือโซเชียลมีเดีย (Social Media) อย่างที่เรารู้จักกัน ถ้าเราได้แยกแยะประเด็นเนื้อหาในการชุมนุมของเขา เราใช้หลักหลายประเด็นนะครับ ผมยอมรับว่ามีบางประเด็น ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นที่อาจจะ ถูกบิดผันนําไปสู่การให้ร้ายนิสิต นักศึกษาได้ หรือเป็นประเด็นที่ไม่สมควรเคลื่อนไหว เนื่องจากเป็นประเด็นอ่อนไหวที่อาจสร้างความขัดแย้งใหญ่ในสังคมได้ มีหลายประเด็นที่เขาพูดแล้วน่าสนใจ อย่างประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นของการ บังคับใช้กฎหมายให้เป็นธรรม รวมถึงประเด็นของการแก้ไขปัญหาปากท้องเหล่านี้เป็นต้น นี่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่มีน้ําหนัก มีประเด็นในการนําเสนอ ที่ผมคิดว่าดียิ่ง ผมคิดว่า สภาอาจจะเป็นเวทีนี้ได้ ผมจึงสนับสนุนให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา เพื่อรับฟังในเรื่องนี้ เป็นการเฉพาะ การมีกรรมการวิสามัญไม่ได้แปลว่าไปตัดตอนไม่ให้มีการชุมนุม ไม่ให้มีการ เคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวยังดําเนินการต่อไปได้ตามสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ตอนแรกที่กังวล กันว่าตัว พ.ร.ก. ฉุกเฉินอาจจะไปควบคุม แต่วันนี้เลขาธิการ สมช. ก็แถลงชัดเจนแล้วว่า ตัว พ.ร.ก. ที่ประกาศนั้นเฉพาะเรื่องของโรคระบาดเท่านั้น และจะไม่ใช้มาตรา ๙ ในการไป สกัดกั้นการชุมนุม ผมว่านี่คือบทบาทที่ถูกต้องของรัฐที่จะต้องเปิดบทบาทให้กับแนวคิด เหล่านี้ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาจะต่างกับการใช้กรรมาธิการสามัญเยอะครับ เราอาจจะมีคนจากคนนอกที่เข้ามารับฟัง เราเปิดช่องทางในการรับฟังที่หลากหลายมากขึ้น การชุมนุมของเขาก็ดําเนินต่อไป แต่อย่างน้อยมันเป็นเวทีหนึ่งที่สภาผู้แทนราษฎรนี้ ได้ทําหน้าที่ในการทําให้พลังข้อเรียกร้องของเขานั้นเป็นพลังที่นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ อย่างแท้จริง ผมมีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลก่อนหน้าที่จะมีการตั้งกรรมาธิการนี้ด้วยซ้ําไป และผมคิดว่าจะเสนอไว้ในสภานี้ ถ้าวันนี้สภาลงมติตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมารับฟัง ความเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษาแล้ว สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทําต่อไปควบคู่กัน ช่วงหนึ่ง ความเข้มข้นของการควบคุมเสรีภาพในการแสดงออกอย่างหลังการปฏิวัติรัฐประหาร อาจจําเป็นครับ แต่ช่วงนี้ท่านต้องผ่อนคลาย ตัว พ.ร.ก. ทําเฉพาะเรื่องโรคระบาด ไม่ไปแตะ เรื่องการชุมนุมนี่ถูกต้องแล้ว🔗
ประการถัดมาครับ การดําเนินการทางกฎหมายต่อผู้ชุมนุมจะต้องเป็นธรรม และเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ใช่เป็นการเลือกปฏิบัติ ผมชุมนุมมาก่อนเรารู้ดีว่าถ้าเมื่อไร ก็ตามอํานาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมไปกระทํากับผู้ชุมนุมที่เรียกร้องด้วยสิทธิตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะเกิดแรงต่อสู้อย่างมากมายขึ้นมา และนั่นอาจนําไปสู่ความขัดแย้งได้🔗
เรื่องสุดท้ายท่านประธานครับ ฟังดูแล้วอาจจะไม่เกี่ยว แต่ประเด็นปัญหา ปากท้องที่พวกเขาพูดจาวันนี้ รวมถึงมีกลุ่มหนึ่งที่ไปอดอาหารอยู่หน้าทําเนียบ ผมว่าประเด็น เรื่องของการใช้งบประมาณของรัฐในการจ้างงาน ไม่ว่าจะกับกลุ่มคนตกงาน หรือนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่เรียนจบในปีการศึกษานี้อีก ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งมีแนวโน้ม จะตกงานทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องที่ควรทําอย่างยิ่ง ทั้งหมดนี้คือประเด็นข้อเสนอซึ่งจะทําได้ ในเวลาที่จํากัด ผมสนับสนุนให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อรับฟังความคิดเห็นเหล่านี้ และต้องกระทําอย่างกว้างขวาง และไม่สกัดตัดตอนการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาด้วย ขอให้สภานี้ได้โปรดพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมขออภิปรายสนับสนุนญัตติที่ให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาให้รัฐบาลรับฟัง ข้อคิดเห็นต่าง ๆ จากนิสิต นักศึกษา ซึ่งเสนอโดยท่าน ส.ส. ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เสนอโดยอีกท่านหนึ่งคือ ส.ส. คมเดช ไชยศิวา มงคล ส.ส. พรรคเพื่อไทย จังหวัดกาฬสินธุ์ และอีกท่านหนึ่งคือท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทยเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพ ผมชื่นชมการแสดงออกทางการเมืองของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ซึ่งเป็นผู้ที่ถือว่าเป็นบุคคลที่ห่วงใยประเทศชาติอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ออกมาแสดงในช่วงที่ประเทศชาติกําลังมีภาวะวิกฤติและคับขัน นิสิต นักศึกษาจะเป็นกําลังสําคัญ ที่จะดูแลประเทศชาติต่อจากพวกเรานะครับ นิสิต นักศึกษาดังกล่าวนี้เท่าที่ติดตาม มีการชุมนุม มีการเรียกร้องที่เห็นว่ามีประโยชน์ที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติในหลาย ๆ ภาคได้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ท่านประธานที่เคารพครับ พลังของนิสิต นักศึกษา เคยแสดงออก และประสบความสําเร็จในการเรียกร้องประชาธิปไตยมาก็ไม่บ่อยนัก แต่ครั้งสําคัญก็เมื่อปี ๒๕๑๖ ผมเรียนว่าในช่วงปี ๒๕๑๖ ผมเพิ่งจบการศึกษา แพทยศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาเป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่ที่โรงพยาบาล มหาราชนครราชสีมา ในตอนบ่าย ๆ วันที่ ๑๖ พวกผมบรรดาแพทย์หนุ่มทั้งหลายตอนนั้น ก็มานั่งฟังวิทยุ ทีวี (TV) อาจจะมีไม่มาก เราก็นั่งฟังวิทยุติดตามข่าวคราวที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหาในการชุมนุม เราเรียกว่าตอนนั้นเป็นมหาวิปโยคที่เกิดขึ้นในบ้านในเมือง แต่หลังจากที่ นิสิต นักศึกษา รวมทั้งประชาชนเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ คน ได้ออกมาเรียกร้องชุมนุมจนประสบ ความสําเร็จ นําประชาธิปไตยที่อยู่ในเงื้อมมือของเผด็จการทหารในช่วงนั้นกลับมาสู่ ประเทศไทยได้สําเร็จ นั่นก็คือสิ่งที่จะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ นักเรียน นิสิต นักศึกษาในปัจจุบันจะค่อนข้างเข้าใจแล้วก็เก่ง ทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารต่าง ๆ เข้าใจว่าเขาคงศึกษาเปรียบเทียบการที่มีชุมนุม ในประเทศต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยในอดีต ทั้งในปัจจุบันของประเทศต่าง ๆ แล้วก็ได้ศึกษา จนขณะนี้ผมเชื่อว่าหลาย ๆ อย่างติดตามดูก็คล้าย ๆ กับว่ามีการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาคงจะรอบคอบพอสมควร รัฐบาลอย่าได้ประเมินศักยภาพ ของเขาต่ําเด็ดขาด ถ้านักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้ออกมาเรียกร้องในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อ ประเทศชาติ นําประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มาสู่ประเทศไทย ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคนไทย ทุกกลุ่ม ทุกหมู่เหล่าก็จะเห็นด้วย และถ้าหากว่าเขาได้ทําไปถึงจุดหนึ่งพี่น้องคนไทยก็คงจะ มีส่วนร่วมออกมา ถึงตอนนั้นจะเป็นการชุมนุมที่ใหญ่ ถ้ารัฐบาลประเมินต่ํา รัฐบาลไม่รีบ ดําเนินการแก้ไขต่าง ๆ แล้ว ผมเชื่อว่าไม่มีใครจะมาขวางอยู่ รัฐบาลก็เอาไม่อยู่ ผมฝาก ถึงรัฐบาลว่าในการที่เรียกร้องประชาธิปไตยหรือเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้ง ๓ ข้อที่มีผู้ได้นําเสนอไปแล้วนั้น รัฐบาลอย่าได้ทําร้ายนิสิต นักศึกษา หรือประชาชน ผู้มาเรียกร้องสิทธิ มาเรียกร้องประชาธิปไตย หรือมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพราะเขาเหล่านี้เป็นผู้ที่หวังดีต่อประเทศชาติ เขาไม่ได้มุ่งร้ายต่อบ้านต่อเมือง รัฐบาลอย่าได้ ทําร้ายเขาเด็ดขาด รัฐบาลมีอาวุธ รัฐบาลมีคนที่จะใช้ และขอร้องว่าให้ใจเย็น ๆ ให้รับฟัง กรณีที่มีการเรียกร้องต่าง ๆ ที่ผ่านมาเห็นมีเลือดตกยางออกกันหลายครั้งก็ไม่อยากจะ ให้เกิดขึ้น ขอให้ท่านรับฟังนิสิต นักศึกษาต่าง ๆ นี้เขามุ่งหวังทําแต่สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติ ขอรัฐบาลอย่าได้นํากฎหมายต่าง ๆ ไปลงโทษหรือว่าไปตัดตอนให้ นิสิต นักศึกษาต่าง ๆ เหล่านี้ต้องหมดอนาคต รัฐบาลต้องนําข้อเรียกร้องต่าง ๆ มาพิจารณา อย่างรอบคอบ อย่ามีอคติ รัฐบาลต้องยอมรับในสิ่งที่รัฐบาลได้ทําผิดหรือบกพร่องแล้วนํา มาแก้ไข ผมกราบเรียนว่าถ้ารัฐบาลปรับปรุงแก้ไขไม่ได้ก็ไม่ควรจะอยู่ควรจะออกไป ให้คนอื่น มาแก้ไข อย่าให้ได้เกิดเหตุการณ์อันรุนแรงขึ้น อย่าให้เลือดตกยางออก อย่าให้เสียชีวิต บาดเจ็บครับ ท่านจะยุบสภาก็ขอฝากว่าก่อนยุบสภาโปรดได้แก้ไขกฎเกณฑ์ กติกาของ ประเทศชาติ คือแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ในปัจจุบันซึ่งเรารู้กันทั่วไปว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีไว้เพื่อ สืบทอดอํานาจเผด็จการ แก้ไขกฎเกณฑ์ กติกาก่อนแล้วจึงยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ผมฝาก อีกเรื่องหนึ่งครับ รัฐบาลต้องยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินทันที ------------------------------------------ เพราะว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นไม่มีความจําเป็น เรารู้ว่ารัฐบาลใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพื่อปกป้องตัวเอง หลายคนกล่าวว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้ พ.ร.ก. ขี่คอ รัฐบาลชุดนี้แอบอยู่ หลังโควิด (COVID) และกอด พ.ร.ก. ฉุกเฉินไว้แน่น เพื่อที่จะเอาคลุมหัวประชาชน เพราะฉะนั้นท่านอย่ามาอ้างว่าออก พ.ร.ก. ฉุกเฉินคราวนี้ที่มีไว้เพื่อที่จะลดปัญหาเรื่องโควิด (COVID) สําหรับนิสิตนักศึกษาผมก็ฝากว่าการชุมนุม ซึ่งดีแล้วนะครับที่เรียกร้องสิ่งที่เป็น ประโยชน์ แต่ขอให้วัตถุประสงค์ของการชุมนุมต้องชัดเจน อย่าคลุมเครือ ให้เข้าใจตรงกัน เพราะว่าอาจจะมีบางคน อาจจะมีมือที่ ๓ มาพยายามทําให้เกิดภาพที่อาจจะไม่อยู่ใน วัตถุประสงค์ของพี่น้องนักเรียน นิสิต ศึกษา โพสเตอร์ (Poster) ต่าง ๆ ที่เขียนควรจะ ตรวจสอบ มีคนไปยกโพสเตอร์ (Poster) อาจจะเป็นมือที่ ๓ ก็ได้ ซึ่งทําให้ภาพพจน์ต่าง ๆ อาจจะทําให้งานใหญ่ของนิสิตนักศึกษาสําเร็จยากเพราะมือที่ ๓ ซึ่งอาจจะมีแทรกแซงเข้าไป ก็ขอสนับสนุนญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้รัฐบาลได้รับเอาข้อคิดเห็นของ นิสิต นักศึกษาไปปฏิบัติ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมจะขออนุญาต อภิปรายสนับสนุนญัตติที่เพื่อนสมาชิกของผมได้เสนอไปก่อนหน้านี้ก็คือท่าน ส.ส. ภราดร ปริศนานันทกุล ก็เป็นประเด็นที่พี่น้องสมาชิกได้อภิปรายกันอย่างหลากหลาย หลายมิติ หลายมุมมองเกี่ยวกับเหตุการณ์นักเรียน นักศึกษารวมไปถึงภาคประชาชนได้มีการ รวมตัวกันที่จะแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และได้มีการแสดงท่าทีทางการเมืองในวันที่ ๑๙ กรกฎาคมที่ผ่านมาในหลายพื้นที่ ก็ถือว่าเป็นสิทธิในการแสดงออกของพวกเขาเหล่านั้น ตราบเท่าที่การแสดงออกนั้นยังอยู่ในกรอบของกฎหมาย แล้วก็ได้มีการสรุปข้อเรียกร้อง ออกมา ๓ ข้อยื่นต่อรัฐบาลอย่างที่พวกเราทุกคนทราบ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ผ่านมา ผมเองร่วมกับพี่น้องสมาชิกพรรคภูมิใจไทยก็ได้มีการร่วมกันยื่นญัตติด่วนเสนอให้ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนได้รับเรื่องไปพิจารณา รวมไปถึงได้เปิดให้มีการรับฟังเสียงเรียกร้องจาก กลุ่มนักเรียน นักศึกษารวมไปถึงภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อที่จะหาทางออก ร่วมกันแล้วก็ดีใจมากครับ แล้วต้องกราบขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาบรรจุญัตติด่วนนี้ ในวาระการประชุมวันนี้ เพราะว่าเป็นเรื่องด่วน เป็นเรื่องสําคัญที่เราจะต้องรีบที่จะหาทางออก ในมุมมองของผมนั้นนะครับ เห็นด้วยที่เราควรจะเปิดให้มีการรับฟังและหาทางออกร่วมกัน ว่าสาเหตุของการแสดงท่าทีนั้นมีสาเหตุอย่างไร มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร อันไหนปรับได้ อันไหนปรับไม่ได้ ซึ่งผมก็ถือว่าเป็นความคิดเห็นที่มีคุณค่า มีความสําคัญ เป็นประโยชน์ ต่อการนําไปบริหารประเทศ หลายคนบอกว่าการประท้วงที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา เป็นเรื่องของ เด็กนักเรียน เป็นเรื่องของเด็กนักศึกษา แต่ผมกลับไม่คิดเช่นนั้นและผมก็คิดว่าท่านมองผิด แล้วก็ผิดมากด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่เด็กนะครับ ท่านอย่าไปมองว่าเขาเป็นเด็ก เขาโตพอที่จะคิด โตพอที่จะวิเคราะห์ โตพอที่จะใช้สิทธิใช้เสียงของตัวเองในการเลือกตั้ง และที่สําคัญครับ คนกลุ่มนี้เป็นคนที่จะเป็นมันสมองที่จะมาเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทย ที่จะมาทดแทนในอนาคตอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า ถ้าเราไม่ฟังเสียงของพวกเราที่มาจาก อนาคตผมถามว่าวันนี้เราจะฟังเสียงของใคร ท่านประธานครับ ถ้าพูดกันจริง ๆ แล้ว ผมอยากจะบอกว่าตัวผมเองวันนี้อายุก็ไม่ได้ห่างจากกลุ่มพี่น้องนักศึกษาที่ออกมาประท้วง สักเท่าไร แต่วันนี้ผมก็สามารถมาเป็นผู้แทนได้ แล้ววันนี้เราจะมีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ฟังกลุ่มคน เหล่านี้ ข้อเรียกร้องจากกลุ่มที่ออกมาแสดงท่าทีนั้นสรุปออกมาสั้น ๆ ได้ ๓ ข้อท่านประธานครับ นั่นก็คือการเรียกร้องให้มีการยุบสภานะครับ เรียกร้องให้มีการหยุดคุกคามประชาชน รวมไปถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าเรามาดูข้อเรียกร้องกันจริง ๆ นะครับ สุดท้ายแล้ว จะเห็นว่าต้นตอปัญหาที่เกิดขึ้นที่แท้จริงแล้วหลายคนมองว่ามาจากเรื่องของรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเองก็สนับสนุนนะครับ และพรรคภูมิใจไทยเองก็สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่จะต้องมีกระบวนการที่ถูกต้องในระบบรัฐสภานะครับ และผมเองก็เชื่อว่า เมื่อวันนั้นมาถึง พี่น้องสมาชิกที่นั่งอยู่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ก็จะยกมือสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เราอาจจะตั้ง ส.ส.ร. หรือว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจากบุคคลทั่วประเทศนะครับ เปิดรับ ฟังความเห็นจากพี่น้องประชาชนจากทั่วประเทศอย่างจริงจังและจริงใจนะครับ เพื่อที่จะรับ ฟัง มาตราไหนที่เป็นจุดที่ควรจะต้องปรับปรุงเราก็ปรับปรุงแก้ไขกันไป อันไหนที่มันดีอยู่แล้ว เราก็ใช้ของเดิมได้ครับ ไม่มีปัญหา หลังจากนั้นก็ส่งร่างรัฐธรรมนูญเข้าสภาเพื่อจะพิจารณา ในขั้นตอนต่อไปนะครับ เสร็จแล้วจะยุบสภา จะเลือกตั้งใหม่ จะทําอะไร ก็ว่ากันไปนะครับ เพราะว่ามันเหมือนกับเป็นการรีเซ็ต (Reset) แล้วนะครับ แต่ถ้ายังไม่แก้ท่านประธานครับ ผมอยากจะบอกว่า ถึงแม้วันนี้ถ้าจะเรียกร้องให้มีการลาออก เรียกร้องให้มีการยุบสภา มันก็จะวนกลับมาลูป (Loop) เดิมครับ ก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในกติกาเดิม ๆ และสุดท้าย มันก็จะได้รูปแบบเดิม ๆ กลับมา มันก็เหมือนปลาทองละครับที่ว่ายอยู่ในอ่างโถแก้ววนไป วนมาว่ายอยู่ที่เดิม สุดท้ายก็เจอปัญหาเดิม ๆ ในวัฏจักรเดิม ๆ เพราะฉะนั้นบอกได้เลยว่า กุญแจดอกแรกและเป็นดอกที่สําคัญมากนะครับ ที่จะเปิดไปสู่การเปลี่ยนแปลงของประเทศได้ ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายนะครับ ในการเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ภาคประชาชน เราอาจจะได้มุมมองใหม่ ๆ เราอาจจะได้มุมมองที่เราไม่เคยเห็น เพื่อที่จะ เอามาแก้ไขปัญหา เพื่อที่จะเอามาบริหารประเทศได้ และที่สําคัญนะครับ มันจะทําให้ ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างสง่างาม เพราะสุดท้ายแล้วในการต่อสู้กันมันไม่มีใคร ชนะหรอกครับ มันมีแต่การบาดเจ็บทั้งนั้น มันมีแต่การแพ้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่แค่ว่าฝ่ายไหน จะแพ้มากหรือว่าฝ่ายไหนจะแพ้น้อยนะครับ สุดท้ายผมก็อยากจะฝากไว้แล้วย้ําไว้ว่า ถ้าเราจะทําการใหญ่นะครับ ใจต้องกว้าง ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญ คุณญาณธิชา บัวเผื่อน เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ตอนนี้พรรคก้าวไกลค่ะ ท่านประธานคะ การชุมนุมของนักศึกษาเกิดขึ้นครั้งแรกในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่ลานปรีดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกจัดขึ้นโดย สนท. เพียงแค่ ๑ วันนะคะ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่และเพิกถอนสิทธิ การรับสมัครเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา ๑๐ ปีค่ะ ในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ หลังจากนั้นการชุมนุมก็ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ ในวันถัดมามีการชุมนุม ในลักษณะเดียวกันในมหาวิทยาลัยชั้นนําทั่วประเทศ นอกจากนี้ก็ยังขยายวงกว้างไปยัง โรงเรียนมัธยมอีกหลายแห่งอีกด้วย ปรากฏการณ์การชุมนุมของนักเรียน นักศึกษานั้น มันคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นผลมาจากการที่นักศึกษาไม่พอใจกับผลการตัดสินของ ศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปไม่นานค่ะ นักเรียน นักศึกษาเหล่านั้นได้ตกผลึกข้อเรียกร้องที่มันมากกว่านั้นค่ะ ก็คือการเรียกร้องขอให้ แก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ดังนั้นการยุบพรรคอนาคตใหม่มันเป็นเพียงแค่ฟางเส้นสุดท้าย เท่านั้น ที่ทําให้ความอดทนของพวกเขาขาดสะบั้นลง ความไม่พอใจหลายสิ่งหลายอย่างนะคะ ได้ถูกเก็บกดมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง ในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ที่ผลการเลือกตั้งก็ถูกวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า เป็นการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม มีการใช้อํานาจรัฐทุกวิถีทางในการชี้นําการเลือกตั้ง ตลอดจนมีการวิจารณ์กันถึงเรื่องการให้อํานาจ ส.ว. ๒๕๐ คน มีสิทธิในการโหวตเลือก นายกรัฐมนตรี ส.ว. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนะคะ นอกจากนี้ก็ยังมีความไม่พอใจเกิดขึ้น เรื่อย ๆ เพราะว่าพวกเขารู้สึกว่ารัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพและ ไม่เป็นธรรม องค์กรอิสระใช้อํานาจโดยมิชอบ ใช้อํานาจกดขี่ประชาชน ไม่สนใจ หลักนิติธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น พวกเขาแสดงความคิดเห็น วิจารณ์หรือตําหนิรัฐบาลผ่านโลก ออนไลน์ (Online) หรือในที่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในทวิตเตอร์ (Twitter) เฟซบุ๊ก (Facebook) วิจารณ์มาก ๆ เข้า ถูกข้อกล่าวอะไรคะ ข้อกล่าวหาชังชาติ ข้อกล่าวหาว่า ล้มสถาบัน ข้อหานี้มันถูกใช้ในอดีตหลายครั้งมากแล้วนะคะ ไม่ทราบว่าไม่เบื่อกันหรืออย่างไร แล้วทุกท่านก็รู้ดีนะคะว่าข้อกล่าวหานี้มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงหรอกค่ะ แต่ก็ยังมีบางคน พยายามปลุกปั่นข้อหานี้ให้กับนักศึกษาอีก ท่านประธานคะ เมื่อพูดถึงสถานการณ์การชุมนุม เมื่อพูดถึงสิ่งต่าง ๆ ก็ทําให้สถานการณ์ทุกอย่างหลอมรวมกันได้ที่แล้ว อ้อ ลืมพูดไปนิดเดียว ในช่วงเวลาที่วิกฤติที่สุดในประเทศนี้ คือช่วงเวลาที่ประเทศเราอยู่ในการแพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด (COVID) รัฐบาลก็บริหารประเทศได้แย่มาก สถานการณ์ทุกอย่างหลอมรวมกัน ได้ที่แล้ว ความอดทนจึงสิ้นสุดลง พวกเขาจึงตัดสินใจออกไปชุมนุม เมื่อพูดถึงสถานการณ์ การชุมนุมทั้งรัฐบาล ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นตํารวจ ทหาร คุณครู ผู้บริหารการศึกษา ต่าง ๆ ต่างพร่ําบอกว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกในการชุมนุมมีสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น แต่ในความจริงแล้วทั้งในการชุมนุมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ดิฉันรับทราบมาว่าพวกเขาเล่าให้ฟังว่าหลังจากการชุมนุมไปแล้ว โดนใครก็ไม่รู้ วนเวียนติดตามดู ดิฉันก็ไม่อยากจะพูดหรอกค่ะว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นตํารวจสันติบาล หรือว่าเป็น กอ.รมน. เป็นคนทํานะคะ ดิฉันไม่อยากจะพูดเลยนะคะ อย่างในจังหวัดจันทบุรี ที่ดิฉันเป็น ส.ส. อยู่ ก็มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นค่ะ น้อง ๆ นักเรียนนักศึกษา ร้องเรียนเข้ามาใน เพจ เฟซบุ๊ก (Page Facebook) ของดิฉันว่าหลังจากการชุมนุมไปแล้ว เขาก็มีคนติดตาม วนเวียนดู มีการขี่รถไปที่บ้าน มีการถ่ายคลิป (Clip) ด้วยนะคะ ถ่ายคลิป (Clip) ระหว่าง การชุมนุม ดิฉันอยากทราบว่าแบบนี้มันเป็นลักษณะของการข่มขู่ทําให้กลัวหรือเปล่า แล้วก็ทําให้พวกเขาไม่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็นใช่หรือไม่คะ ดิฉันเห็นว่ารัฐบาลนี้ ควรที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนนักศึกษาแม้ว่าจะไม่มีการตั้งญัตตินี้ขึ้นในสภา ก็ตาม แต่ว่าเมื่อมีญัตตินี้เกิดขึ้นนะคะ ดิฉันก็หวังอย่างจริงจังค่ะว่าการเสนอญัตตินี้ มันจะไม่ใช่แค่เป็นเพียงการที่รัฐบาลรู้สึกว่าฉันจะต้องทําอะไรสักอย่างหนึ่งก็ได้ ทํา ๆ ไปก่อน เพื่อลดแรงกดดันของนักศึกษาเพื่อไม่ให้นักศึกษาต้องออกมาทําแฟลช ม็อบ (Flash Mob) ซึ่งมันจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล ประเด็นสําคัญก็คือว่าญัตตินี้เสนอ คือดิฉัน ไม่อยากให้การเสนอญัตตินี้เป็นเพียงแค่รัฐบาลฟังทะลุหูซ้ายออกหูขวาแล้วไม่ทําอะไรเลย สักอย่างนะคะ ดิฉันยังไม่ได้เห็นความชัดเจนเลยว่านักศึกษาทําแฟลช ม็อบ (Flash Mob) มา หลาย ๆ ครั้ง รัฐบาลจะรู้สึกอะไร สิ่งที่ดิฉันอยากจะบอกกับรัฐบาลก็คือว่าสิ่งที่ท่านตัดสินใจ ทําในทุก ๆ วันนี้ มันคือสิ่งที่มีผลกระทบต่ออนาคตของพวกเขา ได้โปรดอย่าซื้อเวลา อย่าโกง อนาคตลูกหลาน เปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีโอกาสกําหนดอนาคตของพวกเขาเอง เอาชนะ ประชาชนได้ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลภูมิใจหรอกค่ะ สิ่งที่ท่านควรที่จะชนะคือชนะใจประชาชน โดยการเปิดทางให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วท่านก็ยุบสภาไปเถอะค่ะ คืนอํานาจให้กับประชาชน ให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือก อนาคตของเขาเอง ถ้าท่านทําไม่ได้โปรดแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็ยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ก่อนที่ท่านศาสตราจารย์กนกจะอภิปรายผมขอแจ้ง ๔ ท่าน ท่านสุทิน คลังแสง ท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ท่านจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ท่านรองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ เชิญท่านกนกครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่สภาเคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้ามามีส่วนร่วม โดยตรงกับสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมที่เสนอโดย ดอกเตอร์อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ซึ่งเป็น ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ การชุมนุมประท้วงของนิสิต นักศึกษา ที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือการบอกกับสภาแห่งนี้ และคนไทยทั้งประเทศว่าหลักการและแนวคิดของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ มีปัญหา แก้ไขปัญหาของประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้นนิสิต นักศึกษา จึงต้องการที่จะค้นหาหลักการ และแนวคิดใหม่ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขออนุญาตเปรียบเทียบ เหตุการณ์วิกฤติไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ทฤษฎีการแก้ไข ไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) คือการป้องกันไม่ให้ประชาชนติดเชื้อด้วยการทําให้ประชาชน ปฏิบัติหลักการรักษาระยะห่าง ล้างมือ ใส่หน้ากาก เป็นต้น นั่นหมายความว่าการป้องกัน การระบาดสําเร็จได้ก็เพราะความเข้าใจและความร่วมมือของประชาชน ส่วนแพทย์หรือ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ นั้น เป็นแต่เพียงเครื่องอํานวย ความสะดวกในการแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพเท่านั้น เพราะฉะนั้นทฤษฎีการป้องกัน โรคไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) คือการสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือของประชาชน เมื่อประชาชนเห็นผลสําเร็จคือความปลอดภัยที่เกิดขึ้น นั่นก็หมายความว่าการรักษา ระยะห่าง ล้างมือ และใส่หน้ากาก จึงเป็นเรื่องที่คนยอมรับและเข้าใจถึงคุณค่าของมัน ตรงกันข้าม ถ้ามาตรการเหล่านั้นไม่ได้ทําให้คนหรือประชาชนปลอดภัย คําถามก็คือว่า ประชาชนจะปฏิบัติตามการรักษาระยะห่าง สวมหน้ากาก และล้างมือด้วยเจล (Gel) หรือไม่ ด้วยตรรกะอันนี้เองการชุมนุมของนักศึกษาในวันนี้เราเห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศของเราได้ การชุมนุม ประท้วงของนักศึกษาคือการแสดงออกให้ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ประกอบด้วยหลักการและแนวคิดที่พวกเขาปฏิเสธ เพราะไม่มีสัมฤทธิ์ผลในการแก้ไข ปัญหาของประเทศ ด้วยเหตุผลนี้เองเขาจึงต้องการหาแนวทางใหม่ด้วยการเสนอให้มีการ ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้น นี่คือเสียงสะท้อนที่ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปี ๒๕๖๐ ของคน จํานวนหนึ่งโดยเฉพาะนิสิต นักศึกษาว่ามีปัญหาจริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ติดเชื้อไวรัส โควิด-๑๙ (COVID-19) แล้วจริง ๆ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ จึงไม่สามารถที่จะสร้าง ความเข้าใจและการยอมรับให้เกิดขึ้นได้ครับท่านประธาน เชื้อไวรัสที่ติดอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับโควิด (COVID) นี้เอง ก็คือรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ นี้ตั้งบนสมมุติฐานว่านักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนเลว เพราะฉะนั้นจําเป็นต้องจํากัดอํานาจของ ส.ส. ดังที่เราเห็น ในมาตรา ๑๔๔ ที่ปิดกั้นไม่ให้ ส.ส. ทําหน้าที่เป็นปากเสียงกับประชาชนและนําปัญหานั้น ไปสู่การบริหารงานของรัฐบาล และมีมาตราอื่น ๆ อีกมากมายผมไม่ขอที่จะพูดเรื่องนี้ แต่ยืนยันกับท่านประธานว่าเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) ติดรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ จริง ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นปัญหาและข้อเรียกร้องของนิสิต นักศึกษา ที่เกิดขึ้น จึงเป็นการสะท้อนปัญหาที่เป็นจริง ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเมือง ไม่ใช่เป็นเรื่อง ที่หลายคนหรือบางคนจินตนาการไปต่าง ๆ นานา นั่นหมายความว่าการปฏิเสธรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ของนักศึกษาจึงเปรียบเสมือนกับการปฏิเสธมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) เพราะเห็นแล้วว่ามาตรการดังกล่าวนั้นใช้ไม่ได้ ตรรกะเดียวกันทุกประการครับท่านประธาน แต่ที่สําคัญมากกว่านั้นก็คือว่า การปฏิเสธรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ของนักศึกษา คือการปฏิเสธความชอบธรรมของกลไกทาง การเมืองทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เป็นต้น การปฏิเสธความชอบธรรมขององค์กรเหล่านี้ถือเป็น อันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตยที่เรากําลังใช้อยู่ ทางเลือกของเราก็คือว่าเราจะ เลือกทําอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ฉบับนี้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิค-๑๙ (COVID-19) ไปแล้ว ทางที่ ๑ ก็คือเราใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไป และหวังว่าปัญหาบ้านเมือง เศรษฐกิจ สังคม ของเราก็จะดีขึ้นต่อไป แต่ผมคิดว่าคงจะไม่ใช่นะครับ ผมเกรงว่าจะกลายเป็นความขัดแย้ง รุนแรง แล้วไวรัสตรงนี้ก็จะลุกลามไปถึงปอด แล้วสุดท้ายคนไข้ก็จะเสียชีวิต ทางเลือกที่ ๒ เราก็ควรที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ฉบับนี้ เพื่อที่จะให้ประชาชนได้เข้าใจและยอมรับ แล้วร่วมมือที่จะปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และทําให้คนป่วย ของเรานี้รอดชีวิตได้ครับ ถ้าบ้านเมืองของเราได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นตามรัฐธรรมนูญใหม่ นั่นก็หมายความว่ามาตรการป้องกันโรคระบาดไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่คนไทย ทั้งประเทศปฏิบัติมาได้สําเร็จ มันก็จะเกิดขึ้นในระบบการเมืองของเราครับท่านประธาน เมื่อเป็นเช่นนี้ประเด็นสําคัญก็คือว่ารัฐบาลจะเลือกเส้นทางไหน นี่ถือเป็นการตัดสินใจ ทางยุทธศาสตร์ของประเทศครั้งสําคัญ มันไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาเฉพาะหน้าทางการเมือง ที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งชุมนุมเรียกร้องในสิ่งที่เขาอยากได้เท่านั้น การชุมนุมเรียกร้องครั้งนี้ จึงเป็นปัญหายุทธศาสตร์ของประเทศที่สําคัญที่เราจะต้องมองให้เห็นนะครับ ผมจึงอยากจะ ขออนุญาตใช้เวทีแห่งนี้ยืนยันกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่า ระบบประชาธิปไตยในระบบ รัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ครับ และอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ตรงนี้เป็นเรื่องที่เราประนีประนอมไม่ได้ครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ผมจึงอยากจะขออนุญาตฝากเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยบอกมาตลอดว่าการชุมนุมประท้วงของ นิสิต นักศึกษา คือกุญแจสําคัญที่ไขการเมืองของประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการ พัฒนาทางการเมืองมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะหยุดหรือขัดขวาง การเปลี่ยนแปลงนี้ หรือท่านจะประสานประโยชน์เพื่ออํานวยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองนี้ ถ้าท่านเลือกเส้นทางการหยุดและขัดขวางการเปลี่ยนแปลง ท่านก็จะเป็น เพียงนักการเมืองธรรมดาที่เรามีจํานวนมาก แต่ถ้าท่านเลือกที่จะประสานประโยชน์เพื่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลง ท่านก็จะเป็นรัฐบุรุษที่จะมีการกล่าวขวัญไปอีกนาน เพราะฉะนั้น ท่านต้องการจะเป็นเพียงนักการเมืองธรรมดา หรือท่านต้องการจะเป็นรัฐบุรุษทางการเมือง ของประเทศ อันนี้คือการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ของท่าน ด้วยเหตุผลดังกล่าวครับ ผมจึงอยากขออนุญาตเสนอว่าสภาแห่งนี้ควรจะเปิดใจรับฟังข้อเรียกร้องของนิสิต นักศึกษา เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อที่จะให้นิสิต นักศึกษาเข้ามามี ส่วนร่วมในการพิจารณาเรื่องนี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุทิน คลังแสง เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ญัตติที่กําลังพูดถึงอยู่นี่คือการรับฟังความเห็นนิสิต นักศึกษา ผมเห็นว่ามาถูกที่ถูกเวลาจริง ๆ ได้จังหวะ เพราะว่าวันนี้ขณะนี้เราทราบดีว่าอะไรกําลังเกิดขึ้นกับบ้านกับเมือง แต่จริง ๆ แล้ว ญัตตินี้ยื่นไว้เมื่อนานแล้วล่ะ ก่อนโควิด (COVID) ตอนนั้นก็นักศึกษามารอบแรกก็เลยยื่น พอโควิด (COVID) มาก็พักไว้ พอมารอบ ๒ ก็มาบรรจบพบกันพอดีถือว่าเป็นบุญของ ประเทศ แต่เราต้องใช้บุญนี้ให้เป็น วันนี้เราพูดคุยกันว่าให้รับฟังความเห็นของนิสิต นักศึกษา ถูกต้องครับ เพราะอะไรครับ สถานการณ์ที่กําลังเกิดขึ้นวันนี้ผมเชื่อว่าทุกคนห่วงใย เพราะประเทศเรามีบาดแผลจากลักษณะอย่างนี้มาเยอะเลย แล้วก็มาคล้าย ๆ กันนี่แหละ ถ้าแก้ถูกทางก็อาจจะไม่เหมือนเดิม ถ้าแกผิดทางก็เหมือนเดิมแน่นอน เพราะฉะนั้น ผมก็พยายามขบคิด ว่าการแก้ปัญหาอย่างนี้ประเทศไทยน่าจะมีบทเรียนมาหลายครั้ง นายกรัฐมนตรีเอง พวกเราเองก็มีบทเรียน สําคัญว่าจะใช้บทเรียนนั้นอย่างไร จะทําซ้ํา แบบเดิมหรือจะเปลี่ยนวิธีใหม่ แต่วิธีใหม่ที่ผมคิดมาตลอดก็คือไม่พ้นหลักเมตตาล่ะครับ วันนี้ ถ้าหากเห็นเขาเป็นเด็ก เราเป็นผู้ใหญ่เราก็เมตตา ผมเป็นครูดีแล้วที่มีลูกศิษย์กล้าแสดงออก เขาคิดอย่างไรปล่อยให้เขาคิด ผมสอนหนังสือนี่ เด็กจะว่าอย่างไรปล่อยเลย แต่เมื่อปล่อยเขาแสดงเต็มที่เราเป็นผู้ใหญ่เป็นครูนี่ก็ค่อยปรับ ค่อยแนะ ค่อยนําเขาให้เขาคิดถูกทาง เพราะฉะนั้นวันนี้เยาวชนไทยของเรากล้าคิดแบบนี้ ผมปรารถนาอยากเห็นมานานแล้ว มันหายไปนานแล้ว กลับมาอย่างนี้ดีใจ แต่ว่าเขาจะคิดผิด จะคิดถูกอันนี้เรามองต่างกัน ถูกผิดผมถึงบอกว่าเมตตาถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ เมตตาแรกที่สุดเลย ต้องรับฟังเขา รับฟังแล้วถูกผิดแนะนํา ท้ายที่สุดอย่าใช้ความรุนแรง นี่คือหลักที่ผมคิดกําลัง จะหาทางเสนอ เพราะฉะนั้นวันนี้ญัตตินี้เข้ามาบอกว่าให้รับฟังนี่ตรงใจผมเลย การรับฟังคือ เมตตาเบื้องต้น แต่ถ้าไม่รับฟังนั้นก็คือไม่เมตตากันแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ฟังมาทุกท่าน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ให้รับฟัง ฟังทุกคนมาต้องรับฟังทั้งนั้น แต่ที่ผมเป็นห่วงวันนี้คือให้ใครฟัง ฟังแบบไหน ต่างกันนะตรงนี้พอถึงตรงนี้ต่างกันแล้ว ญัตติหนึ่งบอกว่าให้ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นฟัง อีกญัตติหนึ่งอย่างพวกผมพรรคเพื่อไทยนี่คือให้รัฐบาลฟัง คือส่งรัฐบาลเลย นี่ต่างกันแล้วนะ ถ้าบอกว่าตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นรับฟังนี่คือให้สภาฟังนะ อย่าหลงทางนะ ถ้าตั้งวิสามัญคือให้สภาฟัง นายกรัฐมนตรีไม่เกี่ยวนะ รัฐบาลไม่เกี่ยวด้วย แต่ถ้าของพวกผมให้รัฐบาลฟังคือตรงเป๊ะเลยนายกรัฐมนตรี ใครถูกใครผิดทีนี้ผมอยากให้ พวกเราคิด เพราะอย่างไรครับ ไม่นานนี้อีกสักพักเราก็ลงมติแล้ว เชื่อว่าฟังทั้งหมด แต่ญัตติหนึ่ง รัฐบาลจะให้ตั้งวิสามัญผมฟังมาอย่างนั้นนะ แต่พวกผมไม่ตั้ง ให้รัฐบาลฟัง ๒ แนวทางนี้ ก็คือต่างคนต่างฟัง ทางแรกสภาฟัง พวกผมให้รัฐบาลฟัง ใครผิดใครถูกคิดอย่างไรครับ ต้องถามที่เด็ก ถามคนที่เขามีปัญหาสิ คนที่เขาเรียกร้องสิ เขาอยากฟังใคร ใครคือคู่กรณี เราตอบไม่ยากหรอกคู่กรณีคือรัฐบาลไม่ใช่สภา ที่ชุมนุมกันอยู่นี่ไม่มีใครเอาสภาเป็นคู่กรณีหรอก คู่กรณีคือรัฐบาล เพราะฉะนั้นเมื่อคู่กรณีคือรัฐบาลต้องให้สภาฟังจะมาเบี่ยงให้สภาฟัง มันผิดที่ผิดทางนะ อันที่ ๑🔗
อันที่ ๒ ไปดูข้อเรียกร้องเขา ๓ ข้อ ใครจะเป็นคนตอบ ผมอยากให้สภา คิดอย่างนี้ให้หนัก อยากให้รัฐบาลคิดให้หนักนะ ข้อแรกเขาเรียกร้องว่าอย่างไร ยุบสภา ใช่ไหมครับ นี่ก็เขาเรียกร้องบริสุทธิ์ ผมยังเห็นต่างกับน้อง ๆ ลูก ๆ เลยว่า ต้องลาออก สภาไม่ผิดอย่ามายุบ รัฐบาลผิดต้องลาออก แต่ไม่เป็นอะไรเราก็เคารพความคิดของเขา แต่ที่สําคัญกว่านั้นก็คือถ้าเขาเรียกร้องให้ยุบสภานี่ใครมีอํานาจยุบ นายกรัฐมนตรี แล้วมาถามสภาได้อย่างไร ถ้าตั้งกรรมาธิการขึ้นมาปั๊บมาฟังกันในกรรมาธิการ ผมเป็น กรรมาธิการ ท่านประธานเป็นกรรมาธิการ พรรคประชาธิปัตย์เป็นกรรมาธิการ ถามว่าถ้าเขา ถามว่าจะยุบสภาให้ผมไหม ตอบได้ไหมล่ะกรรมาธิการ ใครตอบเรื่องยุบสภาได้ ก็นายกรัฐมนตรี ก็ต้องให้ถามนายกรัฐมนตรีสิ ต้องไปถามรัฐบาล อย่างพวกผมเสนอให้ถาม รัฐบาลคือใครจะยุบสภามีอํานาจถามคนนั้น นี่คือเรียกร้องที่ ๑🔗
ข้อที่ ๒ เขาถามว่าอย่างไรครับ ให้แก้รัฐธรรมนูญ ถามว่าใครมีอํานาจแก้ แน่นอนภาพลวงตาก็คือสภานี่แหละแก้ ผมนี่แหละ ผมตอนนี้เป็นกรรมาธิการวิสามัญศึกษา แก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าคิดจะมาถามผมใช่ไหม ถ้าสมมุติมาถามผม ถามว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ ไหม สมมุตินักศึกษาถาม ผมฝ่ายค้านไม่มีปัญญาตอบ เสียงน้อย ผมต้องถาม ส.ส. รัฐบาลซึ่ง เป็นเสียงข้างมากในวิป (Whip) แล้วถามว่า ส.ส. รัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมากในวิป (Whip) ในกรรมาธิการชุดนี้ตอบได้ไหม ไม่มีทาง ส.ส. รัฐบาลถามใคร นายกรัฐมนตรี วันนี้พวกผม ประชุมกันมาตั้ง ๓ เดือน ผมยังให้คําตอบใครไม่ได้เลยว่าจะแก้ไหม เพราะต้องแอบฟัง รัฐบาลคุยกัน ส.ส. รัฐบาลก็ต้องฟังว่านายกรัฐมนตรีจะเอาอย่างไร เพราะฉะนั้นข้อเรียกร้อง ที่ ๒ นักศึกษาเขาจะถามใครครับ ต้องถามนายกรัฐมนตรีเท่านั้นอย่ามาถามสภา ถามสภา ก็แบ๊ะ ๆ ตอบไม่ได้หรอก นี่กําลังจะถามผิดที่ แล้วถามคนผิดคนด้วย🔗
ข้อที่ ๓ เขาเรียกร้องอย่างไรครับ อย่าคุกคามประชาชน สภาคุกคามได้ไหมครับ ท่านประธาน ตั้งกรรมการขึ้นมาก็มาบอกเขาอีก นี่ท่านกรรมาธิการอย่าคุกคามประชาชนนะ มันผิดคน ที่เขากลัวจะคุกคามวันนี้กลัวใครครับ กลัวรัฐบาล รัฐบาลจะคุกคามเขา เพราะฉะนั้นถ้าจะถามถูกที่ถูกคนถามที่รัฐบาล แต่ถ้าเราไปตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้น นอกจากไม่แก้ตรงจุดแล้ว ถามผิดคนแล้ว ท่านประธานครับ เขาจะมองอย่างไรครับ เด็กไม่โง่นะ คนชุมนุมเขาไม่โง่นะครับ เขามองว่าคุณทําเพื่อเป็นพิธีกรรม คุณเบี่ยงประเด็น รัฐบาลโยนมา ให้สภา แต่รัฐบาลลอยตัว ในที่สุดนายกรัฐมนตรีก็จะไปตอบเขาว่าเป็นเรื่องของสภา เป็นเรื่องของสภา นักศึกษาก็ไปถามสภาผมถึงบอกว่าถ้าเมตตาจริง ๆ ต้องจริงใจ ถ้าจริงใจ จริง ๆ ต้องถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา พวกผมจึงไม่เห็นด้วยที่จะตั้งวิสามัญขึ้นมาเปลืองเปล่า แล้วผมไม่เชื่อว่านักศึกษาเขาจะมาสนใจถามด้วย ถ้าตั้งเขาขึ้นมา ผมถามว่าเชิญเขามาสิ ผมเชื่อว่าเขาไม่มานะ สูญเปล่า แต่ถ้าบอกว่ารัฐบาลลงมาฟังสิ ก็คุณเดินไปถามสื่อมวลชน นายกรัฐมนตรียังไปถามสื่อมวลชนได้ไปคุยกับนักหนังสือพิมพ์กี่ฉบับ กับจะมาถามนักศึกษา ผู้ชุมนุมทําไมไม่มา ถ้าวันนี้บอกว่ารัฐบาลจะรับฟังนายกรัฐมนตรีจะฟัง ผมว่าเขามา แต่ถ้าบอกสภาจะฟัง กรรมาธิการจะฟัง ไม่มา นอกจากไม่มาแล้วกลับตาลปัตร ไม่จริงใจ เบี่ยงเบน เป็นพิธีกรรม ฝากครับพวกผมต้องยื่นรัฐบาลอย่างเดียว สภาไม่เกี่ยวครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป เชิญท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขตอําเภอนาทวี อําเภอสะบ้าย้อย ตําบลสํานักแต้ว ตําบลสํานักขาม ของอําเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานสภาที่เคารพครับ พรรคภูมิใจไทยมีมติให้พวกผม ส.ส. ๖ ท่าน รวบรวมรายชื่อ เพื่อที่จะยื่นให้กับสภาแห่งนี้ วันนี้สิ่งที่เราพูดกันทั้งหมดก็คือรับฟังนักศึกษา แต่สิ่งที่ผม อภิปรายวันนี้นอกจากนักศึกษายังมีพ่อค้าอีกครับ ยังมีประชาชน ยังมีข้าราชการ ยังมีนักการเมือง และคนไทยทั้งประเทศที่ยังสงสัยในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะ อภิปรายในวันนี้ก็คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะขอเสนอญัตติด่วน ขอให้คณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมืองได้รับเรื่องไว้ โดยโครงสร้างของสภาวันนี้เราในฐานะ ส.ส. ทําได้ตาม กรอบที่กฎหมายกําหนด เราไม่สามารถที่จะไปก้าวล่วงได้ แต่สิ่งที่เราสามารถทําได้วันนี้ก็คือ ๑. ยื่นเรื่องให้กับคณะกรรมาธิการสามัญที่มีอยู่แล้วในสภา หรือสภาแห่งนี้มีมติ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญคณะใหม่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นท่านประธานสภาที่เคารพ วันนี้เองสิ่งที่ พวกเราต้องการทั้งหมดก็คืออยากฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประชาชนพูดฝากผมมาว่า ส.ส. ช่วยอภิปรายประเด็นนี้หน่อย อภิปรายเรื่องอะไรครับ บอกว่าให้ฟังความเห็นต่างด้วย ๒. ให้ ส.ส. รุ่นใหม่ควรรับฟังปัญหา ของประชาชน ๓. ไม่ควรก้าวล่วงสถาบันนี่คือสิ่งที่สําคัญที่สุด ๔. รัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของประชาชน ๔ ข้อนี้ก็คือเป็น ๔ ข้อที่พอสรุปง่าย ๆ ในประเด็นที่ เราจะอภิปรายในวันนี้ ท่านประธานครับ คนไทยยึดหลัก ๓ อย่าง ๓ สถาบันก็คือ ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ๓ สถาบันหลักนี้อยู่ภายใต้อะไรครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และปัจจุบันกฎหมายรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ที่หลายคนอึดอัด ที่หลายคนบอกว่าต้องแก้ วันนี้มาถึงจุดจบครับว่า หลายสิ่งหลายอย่างกําลังมาถึงจุดที่พวกเราต้องมาร่วมคิดร่วมทํา ข้อสังเกตข้อหนึ่งที่ผมจะ ตั้งไว้วันนี้ก็คือเราต้องมองสาเหตุต้นตอปัญหาของประเทศเกิดจากรัฐธรรมนูญ คนไทย ต้องเปิดใจยอมรับความจริงด้วยนะครับ วันนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เกิดจาก สนช. เกิดจาก ประธานยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่ได้มาจากสภาผู้แทนราษฎรครับ ไม่ได้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เมื่อเกิดปัญหาในการใช้รัฐธรรมนูญครับ ผู้ร่างจะแสดงความรับผิดชอบอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นเราเสนอให้มีคณะกรรมาธิการยกร่าง หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาจากพี่น้องประชาชน วันนี้ถ้าถามผมนะครับ ถ้าผมเป็นนักศึกษา ผมจะไปร่วมไหมครับ ผมไปร่วมครับ เพราะการไปร่วมต้องไปรับฟัง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ขอเตือนทุก ๆ ท่านในวันนี้ก็คืออย่าละเมิดสถาบัน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยถือว่าเป็นหลักของ พวกเราและแก้ไขให้ตรงจุด ปัญหาที่เกิดจากรัฐธรรมนูญก็ต้องแก้ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ สิ่งสําคัญที่สุดวันนี้คนไทยต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นต่างให้มากกว่านี้ ๒. เมื่อเกิดปัญหา ต้องถอยคนละก้าวครับ ๓. กฎหมายสําคัญของประเทศ เป้าหมายอย่าทําลายผู้เห็นต่าง ๔. ฝากไปยังเพื่อน ส.ส. น้อง ๆ นักศึกษา ประชาชน ถ้าท่านโตเป็นผู้ใหญ่เมื่อไร มีบทบาท ทางการเมืองอนาคตนะครับ อย่าทําพฤติกรรมดังกล่าวในการตรากฎหมายรัฐธรรมนูญให้ ประเทศชาติเกิดปัญหาในอนาคต เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่สําคัญที่สุดคือความสามัคคีจะทําให้ ประเทศของเรารอดพ้นไปได้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจิรวัฒน์ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล เขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตหนองแขม แขวงหนองค้างพลู ท่านประธานครับ อย่างแรกผมจําเป็นที่จะต้องเห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีญัตตินี้ยื่นเข้ามาที่สภา ประการสําคัญ ก็คือว่าวันนี้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและมีการชุมนุมของนิสิตนักศึกษานะครับ เป็นความ ขัดแย้งที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับสภา แต่มันเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลโดยตรง และไม่ใช่ เพียงแค่คณะรัฐบาลแต่ตรงไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ดังนั้นสิ่งเหล่านี้มันก็เกิดขึ้นตั้งแต่ ท่านนายกรัฐมนตรียึดอํานาจแล้วก็ฉีกรัฐธรรมนูญ รวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญที่สุดท้าย ก็ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับตนเอง แต่พยายามที่จะบอกให้พวกผม บอกให้นิสิต นักศึกษาเคารพกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมนอกจากความวิปริตวิปลาสก็คือความไม่พอใจ ต่อการบังคับใช้กฎหมายและการตัดสินคดีหลายคดีที่มีความ ๒ มาตรฐาน ความไม่พอใจ ที่เกิดขึ้นนั้นหมายความรวมถึงการยุบอดีตพรรคอนาคตใหม่ ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ตัดสิทธิ ส.ส. แม้เข้ามาเหยียบในสภาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็ต้องเอาเขาออกจากสภา การเมือง เวลาแก้ปัญหาต้องแก้ด้วยการเมืองครับต้องแก้ในสภา ดังนั้นอารมณ์ความรู้สึกของ กลุ่มเยาวชนปลดแอกที่เกิดขึ้นวันที่ ๑๘ ที่ผ่านมา นั่นคือเกิดจากความรู้สึกอารมณ์รุมเร้าจาก สิ่งเหล่านี้ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุกคามประชาชนที่นิสิต นักศึกษาเตรียมประท้วง ท่านนายกรัฐมนตรีที่ไปลงพื้นที่ที่จังหวัดระยอง แต่โดนจับกลุ่มครับ ไม่รู้ว่าตั้งคดีโดยใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ นี่แสดงให้เห็นถึงว่าบอกให้ประชาชน ตั้งการ์ด (Guard) แต่ท่านคือรัฐบาลวีไอพี (VIP) รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน แล้วพวกผมล่ะ ประชาชนล่ะเป็นใคร เป็นเบี้ยล่างหรือเป็นประชาชนที่เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย ดังนั้น ถ้ารัฐบาลประกาศตัวว่าปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนครับ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงประชาชน รัฐบาลฟัง อํานาจ เขาเรียกรัฐบาลคณาธิปไตยที่ฟังแต่พวกพ้องของตนเอง ดังนั้นวันนี้การเมืองไม่ใช่แค่ปล่อยให้มีการเลือกตั้งแล้วจบครับ มันเป็นการเมืองเพียงแค่ รูปแบบของประชาธิปไตย แต่เชิงเนื้อหาประชาชนไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพ ไม่ได้มีการ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา และได้รับความคุ้มครองอย่างมีอิสระ ดังนั้น ข้อเรียกร้องของนักศึกษาก็ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่ไกลเกินกว่าที่พวกเราจะรับได้ ไกลเกินกว่า ที่สังคมจะไม่เห็นพ้องต้องกัน การยุบสภาก็อาจจะเป็นการแก้ปัญหา แต่อาจจะเป็น การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อํานาจอยู่ที่นายกรัฐมนตรีครับถูกต้อง ภรรยาก็บังคับท่านไม่ได้ พวกผมก็บังคับท่านไม่ได้ ก็แล้วแต่ท่านจะยุบหรือไม่ยุบ แต่สุดท้ายสิ่งที่เป็นปลายทางในการ แก้ไขปัญหาคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเนื้อหาของบทบัญญัติแก้ยากครับ แต่ถ้าสมาชิก วุฒิสภาท่านเอาด้วย เอาประชาชนเป็นหลังพิงฝา ผมจะขอบคุณท่านผ่านสภาแห่งนี้ กระบวนการตั้งที่มันไม่ชอบธรรม กระบวนการตั้งที่เป็นอประชาธิปไตยก็ว่ากันไป แต่อย่างน้อยถ้าท่านเอาด้วยกับประชาชนผมจะชื่นชมท่านครับ ส่วนการที่เรียกร้องของ นักศึกษาบอกหยุดคุกคามประชาชนก็ไม่ได้ยากอะไร รัฐบาลก็ไปเปิดตําราสิ มีธรรมาภิบาล เป็นรัฐบาลที่เป็นเสรีประชาธิปไตยอย่างนี้ก็จบครับ ดังนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมจึงบอกว่า ถ้าไม่แก้จะนําไปสู่ปลายทางของความตายของประชาชน เพราะเนื้อหากระบวนการขัดต่อ หลักการประชาธิปไตย และผู้ร่างวันนี้อยากพักผ่อนลอยหน้าลอยตาอยู่ริมทะเล นี่คือ รัฐธรรมนูญที่แย่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา องค์กรอิสระวันนี้ก็ไม่ได้อิสระแล้วครับ พวกผมไม่รู้จะไปพึ่งใคร สงสัยต้องพึ่งนิสิต นักศึกษากระมังครับ องค์กรอิสระวันนี้อยู่ภายใต้ รัฐบาล นายกรัฐมนตรีหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่ผมรู้คือท่านมาจากความเห็นชอบของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ คสช. แต่งตั้ง ดังนั้นผมต้องให้กําลังใจกับนิสิต นักศึกษา เยาวชน เพราะท่านคือคนที่เป็นอนาคตของประเทศ ผมมีถ้อยคําอยากจะบอกไปยังนิสิต นักศึกษาว่า จากบันทึก ๖ ตุลาคม ข้อความนั้นบอกว่าถ้านักเรียน นักศึกษาเอาแต่ก้มหน้าอ่านตํารา แสงสว่างแห่งความเป็นธรรมก็จะไม่ปรากฏ แล้วที่มีการชุมนุมต่อเนื่องจากวันที่ ๑๘ ไปยัง วันที่ ๒๐ กรกฎาคมที่หน้ากองทัพบก อันนี้ผมต้องพูด อดีตรองโฆษกกองทัพบกสวยครับ แต่ไร้หัวใจ มาบอกว่าเป็นม็อบ (Mob) มุ้งมิ้ง ถ้าอ่านข้อความแล้วก็คือตีเลยบอกว่า ม็อบ (Mob) ไร้ราคา กระจอก เอาเวลาไปเรียนหนังสือ ผมบอกว่าไม่ใช่หรอกครับ ท่านเป็น ข้าราชการ ผมถามว่าพันเอกอย่างท่านเคยเรียกร้องอะไรในความเป็นธรรมให้กับสังคม ให้กับประชาชนบ้าง ถ้าเลือกระหว่างการให้ความเคารพ ให้ความนับถือแล้วเชิดชูนักศึกษา อายุ ๒๐ ปีที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสังคม กับพันเอก อย่างท่าน ผมนับถือนักศึกษาอายุ ๒๐ ปีครับ สิ่งที่ผมต้องชื่นชมอีกคนหนึ่งก็คือคุณมารีญา พูลเลิศลาภ มิส ยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ ปี ๒๐๑๗ (Miss Universe Thailand 2017) นี่แหละ คือดาราที่กล้าหาญ ไม่ต้องมาเชียร์พวกผม พรรคก้าวไกลอย่ามาเชียร์ แต่ถ้ายืนหยัด ในอุดมการณ์ประชาธิปไตย ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อเวลาที่คนต้องการที่พึ่งอย่างนักศึกษา ออกแฮชแท็ก (Hashtag) วันเฉลิมบอกว่าไม่ต้องการเห็นใครตายเพราะความเห็นต่าง ออกแฮชแท็ก (Hashtag) อยากเข้าไปมีส่วนร่วมถ้ามีโอกาสเข้าไปอยู่กับนึกศึกษา นี่แหละคือ สิ่งที่ถูกต้อง อย่างนี้เขาเรียกว่าสวยและมีหัวใจ🔗
ประการสุดท้าย ผมต้องฝากไปยังรัฐบาลว่า พ.ร.ก. ที่เตรียมจะต่อไปยัง ๓๑ สิงหาคม อย่าเอาไปจับประชาชน อย่าไปเอาตั้งข้อหากับนิสิต นักศึกษา แล้วไม่จําเป็น ก็ต้องเลิกครับ ไปนั่งเอา สมช. สภาความมั่นคงมาพิจารณาเสนอ ศคบ. คุณเป็นกรมอนามัย หรือครับ ไม่ใช่ครับ นี่มันหน่วยงานความมั่นคงเอามานั่งพิจารณาเรื่องการป้องกันควบคุมโรค ไม่ใช่หรอกครับ ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือนําไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วสุดท้าย สิ่งที่อาจารย์สุรชาติ บํารุงสุข พูดก็คือว่าถ้ามีการชุมนุมอย่าเอากระสุนแม้แต่นัดเดียว ยิงเข้าไปใส่ประชาชน เพราะผมก็ไม่อยากเห็นการสูญเสียเหมือนเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา พฤษภาทมิฬ ๓๕ อย่าให้การสูญเสียเกิดขึ้นในความทรงจําของพวกเราและสภาแห่งนี้เลย ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปก่อนที่ท่านรองศาสตราจารย์รงค์จะอภิปราย ผมขอแจ้ง ๔ ท่าน ท่านนิคม บุญวิเศษ ท่านเทพไท เสนพงศ์ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ แล้วก็ท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เชิญท่าน รองศาสตราจารย์รงค์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายเพื่อสนับสนุน ญัตติด่วนของคุณจักรพันธ์ พรนิมิตร และสมาชิกของพรรคพลังประชารัฐรุ่นใหม่ ๆ ที่ให้ สภาผู้แทนราษฎรมีมติในการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิตนักศึกษา ผมคิดว่า กลุ่มนิสิตนักศึกษาหรือเยาวชนเป็นพลังที่สร้างสรรค์ เป็นพลังที่มีคุณค่าและผ่านพัฒนาการ ในทางการเมืองไทยมาอย่างน้อย ๓ ครั้งแล้วใหญ่ ๆ เสียงของนิสิตนักศึกษาเป็นเสียงที่ ใสสะอาด พลังของนักศึกษาเป็นพลังที่สะอาด เป็นพลังที่เกื้อกูลต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นพลังที่มีความหมายต่อพัฒนาการทางการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยที่น่าสนใจ การฟังเสียงนิสิตนักศึกษาจําเป็นต้องฟังครับ และสภาเป็นพื้นที่อันทรงเกียรติที่จําเป็นต้อง เปิดรับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สังคมมีข้อขัดแย้งทางความคิด นั่นหมายถึงสภาต้องรับผิดชอบ สภาเราต้องรับผิดชอบเปิดให้ลูก ๆ หลาน ๆ ของเราได้ใช้ พื้นที่ตรงนี้เพื่อพูดคุย อย่างไรก็ดีผมตั้งข้อสังเกตสักประมาณ ๔-๕ ประการครับ🔗
ประการแรก วันนี้สภาเราใช่ว่าจะไม่มีช่องทางหรือกลไกในการรับฟัง ความคิดเห็นนะครับ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากพรรคพลังประชารัฐได้บอกแล้ว ว่าเรามีกลไกอยู่แล้วอย่างน้อยที่สุด ๒ กลไก อันแรกคือกรรมาธิการวิสามัญรัฐธรรมนูญ เอาง่าย ๆ เรามีคณะอนุกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ รับฟังความคิดเห็นของนักศึกษา ทั่วประเทศ ผมเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วยได้ฟังรายงานของอนุกรรมาธิการเขา เขาบอกว่า มาพูดมาคุยมาใช้กลไกตรงนี้น้อยมาก🔗
อันที่ ๒ กรรมาธิการการพัฒนาการเมืองก็มีแล้วครับ นี่ก็มีแล้ว แต่ผมยังไม่เคย ทราบว่ากระบวนการรับฟังผลเป็นอย่างไร แต่ตั้งข้อสังเกตว่าเรามี ๒ กลไกอยู่แล้วที่ให้ ลูกหลานของเรามาฟัง มาสะท้อน มาแสดงความคิดความเห็น นั่นกําลังจะบอกว่าสภาของเรา ไม่แล้งน้ําใจ สภาของเราเปิดโอกาสและพร้อมเสมอที่จะให้ลูก ๆ หลาน ๆ หรือนิสิต นักศึกษามาพูดคุยในสิ่งที่เขาต้องการตามประเด็นการเมืองที่เขาคิดเขาฝัน🔗
กลไกอันที่ ๓ ที่เราจะตั้งกรรมาธิการวันนี้ก็มีความจําเป็น ถ้าหากเราเห็นเสียง ของเขา เห็นพลังของเขามีคุณค่า ผมชื่นชมครับ อยากทําครับ อยากตั้งครับ แต่มีข้อสังเกต ประการแรก นักเรียน นิสิตนักศึกษา พลังของนิสิตนักศึกษาเป็นองค์กรทางสังคม เป็นขบวนการทางสังคมที่มีประเด็นทางการเมืองร่วมกัน ประเด็นของเขาคือรัฐธรรมนูญ ประเด็นของเขาคือยุบสภา อันนี้คือเป็นประเด็นที่ตั้งไว้ ประเด็นเหล่านี้มีประเด็นอื่น ๆ ไหม ที่น่าสนใจ เพราะฉะนั้นการที่นิสิตนักศึกษาหรือองค์กรนิสิตนักศึกษาถ้ามีนะครับ หรือขบวนการนิสิตนักศึกษา ถ้ามีถือว่าเป็นกระบวนการทางสังคมเป็นปกติเท่านั้น ประการที่ ๒ เป็นการเมืองภาคพลเมืองชนิดหนึ่งที่ต้องการที่จะพูดรัฐธรรมนูญที่ต้องการ จะเห็นทิศทางการเมือง แต่ท่านประธานครับ การเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาเป็นการเมือง ภาคพลเมือง แต่จะต้องไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ครับ การเมืองภาคพลเมืองที่ดี อันที่ ๑ จะต้องมี เจตนาที่ชัดเจน ไม่มีแอบแฝง ไม่มีท่อน้ําเลี้ยง ท่อน้ําเลี้ยงเป็นเรื่องอันตรายครับ ไม่หวังที่จะ ทําลายระบบหรือโครงสร้างแบบที่เปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมที่เขาวางระบบไว้ดีอยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งนะครับ การเมืองภาคพลเมืองจะต้องไม่แสวงหาโอกาสที่จะมานั่งในสภา แห่งนี้ เพราะการเมืองภาคพลเมืองเขาต้องการพัฒนาคุณภาพของเขาในบริบทของการเมือง แบบรัฐสภาที่เราเป็นอยู่ อันสุดท้ายของการเมืองภาคพลเมืองจะต้องไม่รุนแรง การกระทํา ที่ผ่าน ๆ มาหลายยุคหลายสมัยบางครั้งก็เข้าข่ายการเมืองภาคพลเมืองที่ไม่รุนแรง แต่หลายคราวเสียโอกาสนะครับ ไปทําลายความหมายของคําว่าการเมืองภาคพลเมือง ของกระบวนการนิสิต นักศึกษา เพราะมันมีความรุนแรง🔗
ประการต่อมานะครับ การรับฟังความคิดเห็นของนักศึกษา เสียงของ นักศึกษา เป็นความคิดความเห็นเป็นโอพิเนียน (Opinion) นะครับ ไม่ใช่ความคิดความเห็น ของนักศึกษาสูงสุดแล้วเราจะเอามาปฏิบัติอย่างเดียว สภาจะปฏิบัติอย่างเดียว สภาจะส่งไป ให้รัฐบาลอย่างเดียว เพราะเป็น ๑ เสียงของการเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งมันมีกลุ่มอื่นอยู่ด้วย มีกลุ่มสูงอายุ มีกลุ่มแรงงานมีกลุ่มสตรี มีกลุ่มต่าง ๆ เยอะแยะ แม้กระทั่งกลุ่มนักศึกษา ด้วยกันเอง ก็ยังมีความเห็นสองทิศสองทาง ศึกษากันเองกลุ่มหนึ่งก็ยังเห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญ อีกกลุ่มหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ🔗
ประการต่อไป กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจะต้องใช้การใคร่ครวญ จะต้องใช้ของการไตร่ตรอง การเมืองภาคพลเมืองของนิสิต นักศึกษา ที่ใช้การใคร่ครวญ การไตร่ตรองก็คือว่าเราจะต้องไม่เปิดช่องให้กับนักปาฐก นักพูด นักปลุกเร้า ปลุกเร้าเราไป ในเงื่อนไขที่นักปาฐกหวังอะไรอยู่ลึก ๆ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ สุดท้ายจริง ๆ นะครับ ท่านประธานครับ กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จะเกิดขึ้นนะครับ จะต้องเคารพเสียง ที่แตกต่าง อย่าลืมนักศึกษามีหลายกลุ่มนะครับ หลายองค์กร หลายประเภท หลายความคิด อย่าปิดเวทีกันครับ อย่าโห่ครับ อย่าขัดแย้ง อย่าใช้ความรุนแรง อย่าใช้การขว้างปากับกลุ่มที่ เห็นด้วยกับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย อันนี้ต้องระมัดระวัง ต้องเข้าใจว่าอันนี้จะเป็นเงื่อนไข ต้องเคารพความหลากหลายครับ ไม่ใช่พกมาจากบ้านว่าเราต้องแก้รัฐธรรมนูญ เราต้องแก้ รัฐธรรมนูญ แต่มันอาจจะมีกลุ่มที่ไม่แก้รัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกันกลุ่มไม่แก้รัฐธรรมนูญ ก็บอกว่าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ต้องเคารพว่าจะต้องมีกลุ่มแก้รัฐธรรมนูญ อันนี้เป็นเรื่องที่เคารพ อันนี้คือเคารพความหลากหลายนะครับ สุดท้ายผมคิดว่ากลับมาที่สภา หวังว่าสภาแห่งนี้ จะต้องเป็นกลไกที่รับผิดชอบความคิดความเห็นของพี่น้อง ลูกหลาน นิสิต นักศึกษา สภาเป็น พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ สภาเป็นองค์กรศักดิ์สิทธิ์ เราต้องใช้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้นิสิต นักศึกษา มาใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้พูดในสิ่งที่เขาศักดิ์สิทธิ์และต้องการให้สภาฟัง สภาจะได้ส่งสิ่งเหล่านั้น ไปยังรัฐบาล เพื่อจะไปปรับกันต่อไปครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ก่อนที่ท่านนิคม บุญวิเศษ จะอธิบายนะครับ ผมขออนุญาตประชาสัมพันธ์ถึงท่านสมาชิก ที่อยู่ในห้องประชุมนะครับ เป็นความห่วงใยของท่านประธานชวนแจ้งมาว่าขอให้ท่านสมาชิก ที่อยู่ในห้องประชุม ยกเว้นท่านจะอภิปรายนะครับ ถ้าท่านผู้ใดไม่ได้อภิปรายก็ขอให้ สวมหน้ากากอนามัยด้วย เพื่อที่จะระมัดระวังเรื่องการแพร่ระบาดของโรคโควิด เราก็มอง ไม่เห็นว่ามันจะระบาดมาที่ไหน อย่างไร เพราะตลอดระยะเวลาท่านผ่านมาบางครั้งบางคราว พวกเราก็ค่อนข้างจะการ์ด (Guard) ตก คนอื่นจะการ์ด (Guard) ตกก็ช่างเขาแต่ในสภาเรา ขอให้ระมัดระวังอย่าการ์ด (Guard) ตก ท่านประธานชวนฝากมานะครับ ไม่ใช่ผมนะครับ ต่อไปเชิญท่านนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยครับ ในการยื่นญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามีมติ ให้รับฟังความคิดเห็นของนิสิต นักเรียน นักศึกษา ประชาชน เยาวชนทั่วไปนะครับ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะเราอย่าลืมว่าโลกสมัยใหม่นี้นะครับ คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักเรียน นิสิต นักศึกษา เขามีความรู้ที่ทันโลก ทันเหตุการณ์ ทันสมัย รัฐบาลเอง ในการบริหารงานมาทุกรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลนี้ ส่วนใหญ่เราก็จะเป็นคนรุ่นเก่า ความคิด เก่า ๆ บริหารแบบเก่า ๆ ใช้งบประมาณแบบเก่า ๆ ประเทศไทยมันจึงไปไม่ถึงไหนครับ แต่ถ้าเราให้โอกาสคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาร่วมแสดงความ คิดเห็น โดยรัฐบาลเองรับฟังแล้วนําไปปรับปรุงแก้ไข ผมเชื่อว่ามันเป็นประโยชน์ ผมจึง อยากให้รัฐบาลโดยการนําของท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา เปิดใจให้กว้างรับฟังคนรุ่นใหม่เถอะ การที่นิสิต นักศึกษา หรือคนรุ่นใหม่นั้น ได้มาออกชุมนุมกัน เมื่อวันที่ ๑๘ ที่ผ่านมา การที่คนจะเข้าไปชุมนุมเรียกร้อง ๓ ข้อ ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ คนเราคิดแล้วคิดอีก คิดแล้วคิดอีกครับ เพราะอะไรครับ เพราะมันมี พ.ร.ก. ฉุกเฉินด้วย ถ้าไม่จําเป็นจริง ๆ เขาไม่ไปหรอกครับ แสดงว่าเขาทนไม่ไหวแล้ว ดูจากไหนครับ ดูจากการบริหารงานของท่าน ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือรัฐบาลชุดนี้ เห็นไหมครับ ยิ่งบริหารไปเรื่อย ๆ เศรษฐกิจตกต่ํา ๆ ถึงขั้นวิกฤติ และใช้เงินมากที่สุด แต่สุดท้ายปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างไรครับ อยู่ดีกินดีไหมครับ พี่น้องประชาชนทุกข์ยากแสนเข็ญ ทุกหย่อมหญ้า แต่มีเพียงกลุ่มนายทุน บางคน บางกลุ่มเท่านั้นที่ร่ํารวยขึ้นมาผิดปกติภายใน ๒-๓ ปี แต่ความยากจนกว้างขวาง ถูกไหมครับ เกิดความเหลื่อมล้ําอันดับ ๑ ของโลก นี่คือเป็นสาเหตุหนึ่งครับที่นักศึกษา เรียกร้องให้มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เพราะเขาหวังว่าถ้ามีการเลือกตั้งใหม่น่าจะได้ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เขาอาจจะคิดอย่างนี้ แต่ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ เพื่อที่จะให้ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างน้อย ๘ ปี เพราะให้อํานาจ ส.ว. ๒๕๐ คน สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้และมีอายุ ๕ ปี เห็นไหมครับ ฉะนั้นเรื่องนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ที่นิสิตนักศึกษาเอง อดรนทนไม่ไหว อยากจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี อีกประการหนึ่งครับ ก็คือเรื่องการที่เรียกร้องให้หยุดคุกคาม ประชาชนที่เห็นต่างทางการเมือง อย่ามองประชาชนที่เห็นต่างทางการเมืองเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือเป็นศัตรูเลยครับ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจน บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น เห็นไหมครับ ฉะนั้นความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องที่ดี ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่ามองนักศึกษาเป็นศัตรูทางการเมือง อย่าใส่ร้าย ป้ายสี ผมเริ่มเป็นห่วงครับท่านประธาน หลังจากที่มีการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา เพื่อมาเรียกร้อง ๓ ข้อ เริ่มมีการปล่อยข่าวโดยเฉพาะเฟกนิวส์ (Fake news) เริ่มทํางานแล้ว ใส่ร้ายป้ายสีแล้วครับ พยายามจะใส่ข้อหาที่หนัก ๆ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ หลายท่านอาจจะ ทราบว่าเรื่องอะไร เรื่องแบบนี้เราเดาได้ครับว่าใครเป็นคนทํา หยุดเถอะครับ หยุดสร้าง ความไม่ดีให้กับพี่น้องประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยเฉพาะผู้ออกมาเรียกร้อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะผมเชื่อไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เราเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่จะต้องแก้ไข เพราะมันมีหลายประเด็น ที่มันไม่สอดคล้องกับยุคสมัย มีหลายข้อที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยโดยแท้จริง ยกตัวอย่างง่าย ๆ การเลือกตั้งที่ผ่านมาชัดเจน พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ประชาชน ต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งมาเป็นรัฐบาล กลับได้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาลแทนและมีอีกหลายอย่าง เรื่องการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เรื่องการตั้งงบประมาณต่าง ๆ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรที่เป็น ตัวแทนของพี่น้องประชาชนไม่สามารถเข้าไปเสนอความเป็นมาหรือปัญหาต่าง ๆ ของ ท้องถิ่นของตัวเองว่ามีปัญหาอะไร ไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปเสนองบประมาณต่าง ๆ เพื่อให้ตอบ โจทย์กับท้องถิ่นตัวเอง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อํานาจหน่วยงานราชการ ให้อํานาจองค์กรอิสระ เดิมทีการปกครองจะมี ๓ ส่วนถูกไหมครับ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แต่รัฐธรรมนูญฉบับ นี้มี ๕ อํานาจครับ รัฐธรรมนูญนี้มี ๕ อํานาจนะครับ นอกจากบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ แล้ว ยังให้อํานาจองค์กรอิสระ ยังให้อํานาจหน่วยงานราชการขึ้นมาเท่ากับว่ามี ๕ อํานาจ ด้วยกัน ท่านลองไปอ่านดูครับในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจน อย่างไรก็ตามครับ การออกมา ชุมนุมเรียกร้อง ๓ ข้อของนิสิต นักศึกษา ผมอยากให้รัฐบาลช่วยดูแลความปลอดภัย รัฐบาล ต้องปกป้อง ป้องกันบุคคลที่สาม ไม่ให้เข้าไปสร้างสถานการณ์ รัฐบาลต้องสอดส่องดูแล ปกป้องไม่ให้มีการใส่ร้ายป้ายสีโดยการสร้างข่าวเฟกนิวส์ (Fake news) หรือข่าวปลอมขึ้นมา ฉะนั้นขอฝากว่าการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะนักเรียน นิสิต นักศึกษานั้นเป็นเรื่องที่สวยงาม เพราะว่าผมเชื่อว่าหลายคนที่ออกมาเรียกร้อง เรียกร้อง ด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ มีความเป็นห่วงชาติบ้านเมืองจริง ๆ อย่าลืมว่าทุกคนก็คือคนไทย ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ เยาวชนหรือเด็ก การบริหารงานของรัฐบาลก็คืออนาคตของ เยาวชนกลุ่มนี้เขาไม่มีความมั่นใจเขาจึงออกมาเรียกร้อง ขอฝากว่าการยื่นญัตตินี้ผมอยากให้ ส่งไปยังรัฐบาลไม่อยากให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา ถ้าไปอยู่ในคณะกรรมาธิการ เรื่องจะเงียบครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเทพไท เสนพงศ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ขออนุญาตกับท่านประธานว่า ผมขอใช้เวลาเต็มแม็กซ์ (Max) คือท่านชวนขีดกรอบว่า ๗ นาที ไม่เกิน ๑๐ นาที แต่ว่า ถ้าเสร็จก่อนก็จะจบก่อนก็อยากจะจบก่อนก็เรียนไว้เป็นเบื้องต้นนะครับ คืออยากให้จบ ภายใน ๗ นาที แต่ว่าถ้าเกินไปนิดหน่อยเผื่อประเด็นมันต่อเนื่อง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมรู้สึกดีใจเป็นพิเศษในวันนี้ที่ได้มีโอกาสได้มาอภิปรายญัตติของการชุมนุมของนักศึกษา ในฐานะที่เป็นอดีตผู้นํานักศึกษาคนหนึ่งที่เป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัย รามคําแหง เลขาธิการองค์การนักศึกษา ๒๐ สถาบัน ผู้นําองค์การนักศึกษานานาชาติ แล้วก็ กรรมการสหพันธ์นักศึกษาเอเชีย (Asia) ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าหลังจากผมเป็นผู้นํา นักศึกษามาแล้วผมรู้สึกเจ็บปวดกับคําถามของสังคม ที่ถามว่ากระบวนการนักศึกษา หายไปไหน ต้องเรียนกับท่านประธานว่าก่อนหน้านี้กระบวนการนักศึกษาเป็นพลังที่สําคัญ ในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์บ้านเมืองในอดีต ที่เห็นได้ชัดก็คือกรณี วันที่ ๑๔ ตุลาคม ปี ๒๕๑๖ ถือว่านักศึกษามีบทบาทสําคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองในขณะนั้น แต่ว่าอยู่ได้ไม่นานวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กระบวนการนักศึกษา ถูกทําลายลงอย่างยับเยิน ถูกล้อมปราบเข่นฆ่านักศึกษากลางเมือง ผมไม่อยากจะให้ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอีกในรอบ พ.ศ. .... นี้ครับท่านประธาน หลังจากนั้นกระบวนการ นักศึกษาหายไปหมดเลย การชุมนุมทางการเมืองหลายครั้งท่านประธานลองดู พฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ นักศึกษาไม่ได้มีบทบาทสําคัญ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนักศึกษา กลุ่มการชุมนุมของ นปช. แล้วก็ กปปส. ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนักศึกษาเลย วันนี้นักศึกษากลุ่มหนึ่งตื่นขึ้นมาทําหน้าที่ในฐานะที่ กลุ่มพลังทางการเมืองที่จะขับเคลื่อนการเมืองของบ้านเมืองเราให้มีความก้าวหน้า ผมรู้สึก ดีใจครับท่านประธาน ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ กับเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม มันเหมือนกันอยู่ ๔ ประการ🔗
ประการแรกก็คือว่าการชุมนุมของนักศึกษาเริ่มขึ้นจากที่กรุงเทพมหานคร แล้วก็ขยายตัวไปหัวเมืองต่าง ๆ ในจังหวัดต่าง ๆ ท่านประธานก็เห็น ตอนนี้เริ่มต้นที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นที่โน่นที่นี่ก็จากจังหวัดกรุงเทพมหานคร แล้วก็ขยายตัวไป ต่างจังหวัดที่จังหวัดขอนแก่น ที่จังหวัดอุบลราชธานี ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ ม.อ. ไปทั่วประเทศ แล้วก็ขยายตัวจากนักศึกษาไปสู่นักเรียน ก่อนหน้าจะมีโควิด (COVID) ท่านประธานก็เห็นว่ากลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาบางโรงเรียนก็ออกมาต่อต้าน ออกมาเรียกร้อง รัฐธรรมนูญ🔗
๒. มีข้อเรียกร้องที่เหมือนกัน นักศึกษาวันที่ ๑๔ ตุลาคม ก็คือเรียกร้องให้มี รัฐธรรมนูญหลังจากรัฐบาลเผด็จการทหารครองอํานาจมานาน แล้วก็จนถึงวันนี้ก็เรียกร้อง ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย🔗
๓. นายกรัฐมนตรีในยุควันที่ ๑๔ ตุลาคม ก็มาจากนายทหาร มาจากการ ปฏิวัติแล้วก็ให้เลือกตั้ง เลือกตั้งเสร็จแล้วก็ปฏิวัติตัวเอง พ.ศ. .... นี้นายกรัฐมนตรีก็มาจาก ทหาร มาจากการปฏิวัติ ปฏิวัติเสร็จเป็นนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีเสร็จเขียนกฎหมาย เขียนกฎหมายเสร็จก็สืบทอดอํานาจก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก เหมือนกันเลยครับ🔗
๔. อํานาจเบ็ดเสร็จศูนย์การบริหารราชการการเมืองในยุควันที่ ๑๔ ตุลาคม อยู่ที่ ๓ ทรราช ก็ไม่ต้องเอ่ยชื่อว่ามีใครบ้าง เป็นที่รู้ว่าคือ ๓ ทรราชย์ แต่ว่ายุคนี้ก็คือ ๓ ป อํานาจทั้งหมดอยู่ในกลุ่ม ๓ ป🔗
๕. ก็คือสภาพเศรษฐกิจบ้านเมืองตอน ๑๔ ตุลา ข้าวยากหมากแพง ประชาชนอดอยาก เศรษฐกิจมีปัญหามากเลยครับ วันนี้ท่านประธานลองคิดดูก็แล้วกันครับ หลังจากสถานการณ์โควิด (COVID) จะขนาดไหน วันนี้จนถึงขนาดนี้แล้วครับ ต้องเรียนกับ ท่านประธานว่าด้วยปัจจัย ๕ ข้อนี้ผมก็คิดว่ามันก็เกิดขึ้นเป็นวัฏจักรเป็นวงจรมาสู่การฟื้นตัว คืนชีพของกระบวนการนักศึกษาอีกครั้งหนึ่งครับ ผมสนับสนุนเรื่องการชุมนุมของนักศึกษา ในฐานะที่มีจิตวิญญาณเป็นผู้นํานักศึกษาคนหนึ่ง แต่ว่าวันนี้ได้นําปัญหาเข้ามาพูดในสภา ผมเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของการชุมนุมของนักศึกษาที่เสนอมา ๓ ข้อ ผมเห็นด้วย ๒ ข้อครึ่ง🔗
ข้อแรกก็คือเขาเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเรียนท่านประธานว่า พวกผมพรรคประชาธิปัตย์ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พูดกันให้ชัด ๆ ว่าพวกผมไม่รับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะผมรู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้คือฉบับที่สืบทอดอํานาจเผด็จการซ่อนรูป ผมรู้อยู่แล้ว มีที่ไหนครับท่านประธาน ประธาน คสช. แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขียนสเปก (Spec) รัฐธรรมนูญให้มี ส.ว. ๒๕๐ คน ส.ว. ๒๕๐ คน ก็ไปเลือกประธาน คสช. มาเป็นนายกรัฐมนตรี อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าสืบทอดอํานาจผมก็ไม่รู้ ว่าจะเรียกว่าอย่างไร อันนี้ผมเห็นด้วยให้มีการแก้ไข ต้องแก้ไขนะครับ พรรคประชาธิปัตย์ มีจุดยืนชัดเจนก็คือแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เป็นกุญแจดอกแรกเพื่อเปิดล็อกเข้าไปสู่ การแก้ไขมาตราอื่น ๆ หรือจะเลยไปถึงการแต่งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. อันนี้ก็ไม่มี ปัญหา ยินดีที่จะทํา เพราะรัฐธรรมนูญต้องยึดโยงกับประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ ยึดโยงกับประชาชนครับ🔗
ข้อที่ ๒ ก็คือการคุกคามประชาชน ผมคิดว่าไม่มีรัฐบาลหรือใคร ก็ตามที่จะใช้อํานาจมืดอํานาจนอกระบบที่จะไปคุกคามพี่น้องประชาชน ประชาชนทุกคน ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าใครก็ตาม ถ้าหากว่าคุกคาม ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุม ผมคิดว่าคนไทยก็ยอมไม่ได้หรอกครับ ใครจะไปใช้ อํานาจมืดอํานาจบาตรใหญ่ไปดําเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับคนที่ผิดกฎหมาย ถ้าคนที่ ผิดกฎหมายก็ต้องใช้กฎหมาย ไม่ควรใช้อย่างอื่นครับ🔗
ข้อที่ ๓ ก็คือการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ อันนี้ผมเห็นด้วยครึ่งข้อ เหตุที่เห็นด้วย ครึ่งข้อก็คือว่าผมเป็นนักการเมือง ผมไม่กลัวเรื่องการยุบสภา บอกกับท่านประธานครับ ยุบสภาวันนี้ก็เลือกตั้งใหม่วันหน้า แต่สิ่งที่ผมกลัวคือการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะรัฐประหาร ยึดอํานาจแล้วผมไม่รู้ว่าอนาคตเมื่อไรจะมีการเลือกตั้ง พวกผมเป็นนักการเมืองที่มาจากการ เลือกตั้งก็ต้องรอครับ บางสมัย บางยุคมีการครองอํานาจเป็น ๗ ปี ๘ ปี ๙ ปี ๑๐ ปี จนประชาชนต้องลุกขึ้นสู้ครับท่านประธาน ผมก็เรียนกับน้อง ๆ นิสิต นักศึกษาว่าข้อนี้ ที่เห็นด้วยครึ่งข้อก็คือว่าผมเห็นด้วยกับการยุบสภา แต่ว่าการยุบสภาต้องยุบสภาหลังจากมี การแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว การยุบสภาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐมนตรีฉบับเดิม ยุบสภาแล้วผลการเลือกตั้งก็ไม่ต่างจากเดิม มันไม่ตอบโจทย์ประเทศ ไม่ตอบโจทย์ของ เยาวชน นักศึกษาด้วยครับ ผมก็อยากจะเรียนกับท่านประธานว่ารัฐบาลไม่ควรประมาท พลังนักศึกษาถือว่าเป็นพลังสําคัญ ในอดีตขับเคลื่อนการเมือง ขับเคลื่อนบ้านเมือง เปลี่ยนแปลงทางการเมืองมา สําเร็จมานักต่อนักแล้ว เพราะฉะนั้นแล้ววันนี้ขบวนการ นักศึกษาลุกลามมากกว่าเมื่อก่อน มหาวิทยาลัยมีทุกจังหวัดเลยครับท่านประธาน ถ้ามหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยลุกขึ้นสู้ขึ้นมาลําบากครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมขอจบ ด้วยการให้กําลังใจน้อง ๆ เยาวชน คนหนุ่มสาวด้วยกลอนของคุณเสถียร จันทิมาธร ครับ ตื่นเถิดเสรีชน อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน ดาบหอกกระบอกปืน หรือทนคลื่นกระแสเรา ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณธัญญ์วารินนะครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกล ดิฉันเพิ่งทราบข่าวเมื่อวานที่มีเด็กนักเรียน โรงเรียนดังที่จังหวัดนครสวรรค์ชูป้ายต้านเผด็จการพร้อมภาพบอกว่า ฉันเป็นนักเรียน แล้วฉันจะไม่ยอมไปเป็นทาสเผด็จการหรอกค่ะ ซึ่งมีผู้บริหารโรงเรียนสั่งแยกเดี่ยวอบรม แล้วประจานกลางโรงเรียน รวมทั้งเรียกผู้ปกครองพี่ ป้า น้า อา มาคาดโทษ แล้วในปัจจุบันนี้วันนี้ตอนนี้ทั้งที่จังหวัดแพร่ จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดมหาสารคามนักเรียนนักศึกษาที่จะจัดการชุมนุมเพื่อแสดงออก ในการจะปกป้องอนาคตของพวกเขาเองกําลังถูกคุกคามอยู่เช่นกัน ซึ่งดิฉันก็ขอตั้งคําถามว่า สถานศึกษาน่าจะเป็นที่บ่มเพาะระบอบประชาธิปไตยหรือเปล่า เรามีวัฒนธรรม ประชาธิปไตยในสถานศึกษาอยู่จริงหรือเปล่าทั้ง ๆ ที่เราก็เรียนรู้กันในโรงเรียนและใน มหาวิทยาลัยกันตลอดว่าประเทศเรานั้นอยู่ในระบอบประชาธิปไตย แต่ทําไมเมื่อนักเรียน นักศึกษาต้องการแสดงออก แสดงออกถึงความต้องการที่จะปกป้องอนาคตของพวกเขา เมื่อเขารู้ว่าผู้ใหญ่ในประเทศนี้ บ้านนี้ เมืองนี้ ครูบาอาจารย์ไม่สามารถปกป้อง หรือไม่ สามารถทําให้เขามีอนาคตได้ เพราะรัฐบาลเผด็จการทําให้เขาไม่มีอนาคตอยู่ในปัจจุบัน ดิฉัน ขอถามว่าสถานศึกษา ครูบาอาจารย์เห็นเด็กนักเรียนเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นคนไทยคนหนึ่ง อยู่หรือเปล่า หรือเห็นว่าสถานศึกษาในปัจจุบันนั้น ดิฉันมองว่าเป็นที่บ่มเพาะสังคมอํานาจนิยม ครูบาอาจารย์ทั้งในโรงเรียนและสถานศึกษาต่างใช้อํานาจเหนือเนื้อตัวร่างกาย ความคิดของ เด็กนักเรียน นักศึกษามาโดยตลอด แล้วก็เคยชินกับการใช้อํานาจแบบนี้ น่าจะมาจากรัฐบาล เผด็จการที่ครองอํานาจอยู่ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ซึ่งเด็ก ๆ ต่างก็กังวล ต่างตั้งคําถาม ต่างกําลังถามตัวเองว่าเราจะมีชีวิตอยู่ในประเทศนี้อย่างมีความหวังและมีอนาคตหรือเปล่า ซึ่งแน่นอนรัฐบาลนี้ก็ทําให้เห็นว่าไม่มีอนาคตใด ๆ เหลือให้นักเรียน นักศึกษา หรือเด็ก เยาวชนคนรุ่นใหม่ใด ๆ เลย เขาถึงออกมาประท้วงกัน ออกมาแสดงความคิดเห็นกัน ออกมาเป็นแฮชแท็ก (Hashtag) เยาวชนปลดแอก ปลดแอกอะไรคะ ปลดแอกให้ตัวพวกเขาเอง ออกจากประเทศที่ไม่มีอนาคตเหลือให้เยาวชนอีกต่อไป ดิฉันก็ขอตั้งคําถามต่อว่าในการที่ คุณครูปฏิบัติต่อเด็กนักเรียนแบบนี้เขาเคยถามตัวเองหรือเปล่าว่าเขาเคยเป็นเด็กหรือเปล่า เขาเคยเป็นเยาวชนหรือเปล่า เขาเคยตั้งคําถามกับโรงเรียนหรือเปล่าว่าสิ่งที่คุณครูทํานั้น มันอยู่นอกเหนือ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของพวกเขาหรือเปล่า และแน่นอน ดิฉันอยากจะบอกว่าเราจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยกันได้อย่างไรในเมื่อสถานศึกษา ก็ยังบ่มเพาะอํานาจนิยมแบบนี้อยู่ ดิฉันอยากจะให้กําลังใจน้อง ๆ อยากจะบอกน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษาทุกคนว่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเสียงพวกเรานั้นดังเท่าครูในโรงเรียนทุกคน เสียงพวกเรานั้นดังเท่าคุณครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เสียงของพวกเรานั้นดังเท่ารัฐบาล เสียงเรา ๑ คนก็ดังเท่านายกรัฐมนตรีเช่นกัน เพราะฉะนั้นส่งเสียงออกมาให้ดังที่สุด ให้บอกว่าประเทศนี้เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ได้เป็นของคนใดคนหนึ่ง ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ก่อนที่ท่านสิริพงศ์จะอภิปราย ผมขอแจ้ง ๔ ท่านเพื่อเตรียมตัว ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา แล้วก็ท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล เชิญท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ผมและคณะเพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทยได้ขอเสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้กรรมาธิการพัฒนา การเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน พิจารณาให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนและประชาชน จากวันนี้ที่เราได้ฟัง ท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านอภิปรายมาทั้งวัน สิ่งที่ผมจะอภิปรายก็คงไม่ได้สะท้อนปัญหา ที่แปลกแตกต่างอะไรกันเท่าไรนัก แต่ผมยังมีความจําเป็นที่จะต้องอภิปราย เพื่อจะให้ย้ํา เพื่อจะเป็นการย้ําให้กับคณะกรรมาธิการให้กับสภาหรือให้กับรัฐบาลที่ท่าน ฟังอยู่ได้รับรู้ว่าพวกเราทุกคนคํานึงถึงปัญหาที่กําลังเกิดขึ้น และพวกเรามีความกังวลใจ ความไม่สบายใจอย่างมาก ท่านประธานครับ คืนวันเสาร์ที่ผ่านมาผมกลับพื้นที่ได้รับชม การอภิปรายการปราศรัยของน้อง ๆ เยาวชน ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย (Social media) ก็ต้องกราบเรียนว่าคืนนั้นทั้งคืนไม่เป็นอันทําอะไรเลยครับ ข้อเรียกร้องของน้อง ๆ ๓ ข้อ ฟังข้อแรกฟังปุ๊บ น้อง ๆ บอกว่าเรียกร้องให้ยุบสภา ถามว่าผมหมดแรง เพราะข้อเรียกร้อง ข้อแรกหรือไม่ ผมก็ต้องตอบตามตรงว่าไม่เลย เหมือนที่ท่าน ส.ส. ที่อภิปรายไปก่อนหน้านี้ พูด บอกว่าเราเป็น ส.ส. เราเป็นนักการเมือง เลือกตั้งเมื่อไรเราก็ต้องพร้อม โดยส่วนตัวผม ผมทั้งเคยสอบตก ทั้งเคยโดนตัดสิทธิ ทั้งชนะมาแล้ว ไม่ห่วงเลยครับ แต่สิ่งที่ทําให้ผมรู้สึกหดหู่ ก็คือเรายังมองไม่เห็นทางออกที่แท้จริงของปัญหานี้ได้เลย ข้อเรียกร้องทั้ง ๓ ข้อ ผมเห็นคล้าย ๆ กับท่าน ส.ส. หลาย ๆ ท่านที่อภิปรายไปครับว่าการยุบสภา ถามว่า เป็นการแก้ปัญหาหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ถ้าตราบใดที่เรายังใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ ยุบไป เลือกตั้งใหม่ กลับมาผลลัพธ์เหมือนเดิม ผลลัพธ์เหมือนเดิมประชาชนก็มีความรู้สึกขุ่นข้อง หมองใจ ไม่พอใจ ออกมาวนอยู่แบบนี้อีกครับ ถ้าเราเอาอดีตมาศึกษาเราก็จะเห็นว่าในอดีต ที่ผ่านมานั้น ปลายทางที่จะมุ่งไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารก็เกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ กันแบบนี้ และเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากจะเห็นให้มันเกิดขึ้นอีกแล้วในประเทศไทยนี้ ก็เริ่มจากมีการชุมนุม ปัจจัยสําคัญปัจจัยหนึ่งครับ ที่วันนี้ถ้าเราจะเปลี่ยนเราจะมีเวลา เรายังพอจะเปลี่ยนได้ ที่ผ่านมาผู้ชุมนุมชุมนุมไป ผู้มีอํานาจไม่สนใจจะฟัง ความขัดแย้งปล่อยให้เรื้อรังคาราคาซังไป สุดท้ายปลายทางรัฐประหาร วันนี้ชนวนไฟจุดติดแล้ว มีกลุ่มประชาชน มีกลุ่มเยาวชน มีกลุ่ม นักศึกษาเขาออกมาเรียกร้อง เขามาส่งเสี่ยงที่เขาอยากให้รัฐได้ยินดังขึ้นมาแล้ว ถ้าเรา ไม่อยากจะไปปลายทางก็คือรัฐประหาร จําเป็นอย่างยิ่งครับ ที่วันนี้สภาแห่งนี้จะต้องช่วยกัน หาทางออก หาทางออกให้กับเขา ถ้าวันนี้เขาพูดแน่นอนว่าเราได้ยิน แต่คําถามก็คือเมื่อเรา ได้ยินแล้วเราจะนํามาปฏิบัติอย่างไร เราจะเดินต่อไปอย่างไร หรือเราจะเดินวนอยู่ในที่เดิม พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนในข้อเรียกร้อง จริง ๆ สนับสนุนทั้ง ๓ ข้อนะครับ ไม่ว่าจะเป็น การที่รัฐต้องหยุดคุกคาม หยุดใช้ความรุนแรง หยุดข่มขู่คนที่มีความเห็นต่าง ข้อที่ ๓ ที่คณะ ผู้ประท้วงเรียกร้องก็คือขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเด็นนี้เราไม่เคยขัดข้องเลย เราอยากจะให้ได้มีการพิจารณาหาวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในระบอบรัฐสภา ซึ่งผมเชื่อว่า จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และเมื่อข้อ ๒ ข้อ ๓ ทําได้แล้วการยุบสภาเมื่อไร ย่อมจะได้ผลลัพธ์ ที่แตกต่างจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างแน่นอนครับ ท่านประธานครับ เราจึงได้เสนอขอให้ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองรับฟังความเห็น การรับฟังทําได้หลายวิธีครับ แต่ผมเห็นว่าหากจะเชิญคณะผู้ประท้วงมาให้ข้อมูลอย่างเดียวอาจจะน้อยไป เราจําเป็นจะต้องให้เขามีส่วนร่วมมากกว่านี้ครับ อาจจะเชิญเขามาเป็นที่ปรึกษา หรืออาจจะ เชิญเขามาเป็นที่ปรึกษาท่านประธานก็ได้ หมายถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ให้เขาได้มารู้ มาเห็นว่ากลไกของรัฐเป็นอย่างไร หากจะทําการเมืองให้ดีขึ้นจะต้องเดิน อย่างไร ถือว่านี่คือการมีส่วนร่วมอย่างหนึ่ง มีท่านสมาชิกอีกจํานวนหนึ่งเสนอว่าให้ตั้ง กรรมาธิการคณะใหม่ขึ้นมาเลย แนวทางนี้ก็ต้องเรียนตามตรงว่าไม่ได้ขัดข้อง แต่สิ่งที่เรา อยากจะเห็นก็คือเราอยากให้ผู้ที่เขาเห็นต่างได้มาเป็นกรรมาธิการด้วย และผมเชื่อว่านี่คือ จุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยที่ผู้เรียกร้องอยากจะเห็น และผมคิดว่าผู้มีอํานาจควรจะรับฟัง วันนี้ถึงเวลาที่ท่านต้องเปิดหู เปิดตา รับฟังทุกคนอย่างเสมอภาค ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชลน่าน ศรีแก้ว ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคเพื่อไทย กระผม ขออภิปรายญัตติด่วนที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรของเรา โดยสรุปข้อเสนอ ในญัตติมีอยู่ ๓ ประการ ประการที่ ๑ ขอให้สภามีมติรับฟังความเห็นจากนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประการที่ ๒ ให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญไปพิจารณารับฟังความเห็น หรือมีการ มีส่วนร่วมโดยตรงกับสภาผู้แทนราษฎร จากนักเรียน นิสิต นักศึกษา แล้วก็พี่น้องประชาชน ประการที่ ๓ เป็นข้อเสนอที่ให้สภาพิจารณาส่งไปให้กรรมาธิการสามัญคือคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ไปพิจารณา รับฟังความเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ตลอดจนพี่น้องประชาชน กระผมสรุปเป็น ๓ ประเด็นหลัก ๆ ครับ🔗
ท่านประธานครับ กระผมมีเวลา ๗ นาที กราบเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพเลยว่า กระผมเองไม่เห็นด้วย ตรง ๆ เลย กับการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ไม่เห็นด้วยกับ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญที่จะไปพิจารณารับฟังความเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและพี่น้อง ประชาชน เพราะเหตุผลข้อที่ ๑ ข้อเสนอที่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือเยาวชนปลดแอก แล้วก็สหภาพนักศึกษา หรือ สนท. สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทยได้เสนอมา ตรงนี้เขามีข้อเสนอชัดเจนแล้ว ผมเข้าใจครับว่าเพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตติมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ตอนนั้นอาจจะมีประเด็นการชุมนุมเรียกร้อง โดยเฉพาะเรื่องของรัฐธรรมนูญเลยเขียน ออกมากว้าง ๆ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันขณะนึ้ความเห็นเขาชัดเจนแล้วว่า เขาต้องการ ๑. ให้ยุบสภา ๒. ให้หยุดคุกคามพี่น้องประชาชนคนเห็นต่างที่มีความเห็น ทางด้านการเมือง แล้วก็ ๓. มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชัดเจนครับ มันเลยมีความจําเป็น ว่าความเห็นเหล่านี้ท่านจะต้องไปรับฟังอะไรอีก ไม่จําเป็นครับ เอาความเห็นเหล่านี้แหละ นําไปสู่การปฏิบัติจะดีที่สุดในสถานการณ์ขณะนี้🔗
เหตุผลข้อที่ ๒ การรับฟังความเห็นเป็นกระบวนการ ไม่อยากจะให้สภาเอง ไปสนใจเฉพาะกระบวนการ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญก็เป็นแค่กระบวนการ แต่สิ่งที่เรามี กลไก มีแนวทางของสภาเรา มีอยู่แล้วครับ ไม่จําเป็นต้องไปตั้งกรรมาธิการวิสามัญเลย เพราะมีหน้าที่และอํานาจของกรรมาธิการสามัญ ของเรารองรับอยู่ กรรมาธิการหลายคณะถ้าจะแยกออกไปก็สามารถเข้าสู่กระบวนการ ในการเข้าไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการศึกษา สอบข้อเท็จจริง หรือพิจารณาที่จะฟัง ความเห็นอะไรต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา ไม่ได้มีข้อห้าม แม้แต่กรรมาธิการวิสามัญหลายคณะ ที่ทําเรื่องนี้อยู่ โดยเฉพาะวิสามัญรัฐธรรมนูญนี่นะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญวิสามัญก็ได้ รับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชนอยู่ มีการฟังความเห็นของนิสิต นักศึกษาอยู่ มันมีกลไก อยู่แล้ว ไม่จําเป็นนะครับ มีกลไกปกติอยู่แล้ว🔗
แล้วเหตุผลที่ ๓ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นรับฟังความเห็นมันจะเป็นประเด็น ที่สังคมขณะนี้กําลังเฝ้ามองและจับตาอยู่ เป็นการซื้อเวลา เป็นการถ่วงเวลา ไปสอดรับกับ สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดอยู่ขณะนี้ เป็นเรื่องของสภา ไม่ใช่เรื่องของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล แต่ประเด็นข้อเรียกร้องของเยาวชนปลดแอก แล้วก็ สนท. เขาต้องการ ให้นายกรัฐมนตรี ขีดเส้นใต้ครับ นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นตัวตรงเลยคือนายกรัฐมนตรี ได้นําข้อเสนอของเขาไปสู่การปฏิบัติ เพราะฉะนั้นการตั้งกรรมาธิการวิสามัญจะเป็นประเด็น ที่ทําให้เกิดการเสียเวลา เกิดการซื้อเวลา เหมือนกับสภาแห่งนี้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ไปพิจารณาศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเคยอภิปรายไว้อย่าให้เกิน ๓ เดือน สุดท้ายไปตั้ง คณะอนุกรรมาธิการรับฟังความเห็นในประเด็นที่จะแก้ สภาไม่ได้มีมติให้ไปศึกษาประเด็น ที่จะแก้ ประเด็นที่จะแก้มี ส.ส.ร. ถ้าจะทํา นี่อย่างไรครับมันไม่มีความมั่นใจว่า ถ้าคุณตั้ง วิสามัญไปแล้วซื้อเวลาให้กับรัฐบาล ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีใครเชื่อว่าจะไม่ซื้อเวลา ไม่เห็นด้วย อย่าไปตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา เอาสภาไปแบกหน้ารับภาระที่ไม่ใช่หน้าที่ ของสภาโดยตรง แล้วไม่สอดคล้องกับเวลา ความเห็นเขาออกมาชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมเสนอคือ ให้นายกรัฐมนตรีไปฟังความเห็นโดยตรงของนักเรียน นิสิต นักศึกษา สนท. และเยาวชนปลดแอกทั้งหมด ไปฟังเขาเพิ่มเติมว่าเขาต้องการอะไร เพราะประเด็นที่เขาเสนอ ๑. ยุบสภา ๒. หยุดคุกคามพี่น้องประชาชน ๓. ร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าทําตามกลไกอย่างนี้ ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ผมเป็นนายกรัฐมนตรีครับ ผมจะบอกว่าขอบคุณมากที่เสนอ ทางออกให้ผม ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ต่อได้สบาย ถ้ามีการเคลื่อนไหวทั้งประเทศที่จะต่อเป็น จังหวัด ๆ ในการที่จะแฟลชม็อบ (Flash mob) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ชุมนุมเป็นการเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา แล้วก็บอกว่าผมเอาคําร้องของนักศึกษามาเป็นประเด็น ผมยุบสภา แล้วผมก็ไปตั้งกรรมาธิการ ตั้งกรรมาธิการไปศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญอยู่เป็นปี ครับ ใครได้ประโยชน์ ส.ว. มาทําหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎรเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อย่าเตะหมูเข้าปากใครบางคนนะครับ ผมไม่อยากจะพูดคําที่ไม่สุภาพ ภาษาสุภาษิตบ้านเรา บอกว่าอย่าเตะหมูเข้าปากใครบางคน ขออภัยที่พูดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นไปปรับวิธีการ ผมฟังผู้นํานิสิต นักศึกษาเขาพูด เขาไม่ได้บอกว่าระยะเวลาอย่างไร สําคัญที่สุดได้ประโยชน์สุด ต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ได้ก่อน ร่างรัฐธรรมนูญให้ได้ก่อนแล้วยุบสภา อันนั้นคือสิ่งที่ เป็นประโยชน์สุด เพราะฉะนั้นในวันนี้ผมบอกกับท่านประธานครับ ตัวตรงคือรัฐบาล รัฐบาล ต้องรับฟังมติของสภาผู้แทนราษฎรไป ไปรับฟังความเห็นโดยตรง ท่านประธานครับ ข้อเสนอ มีอยู่ ๓ ข้อ ผมไม่อยากให้โหวตเอาข้อใดข้อหนึ่ง ให้สมาชิกลงมติเอาข้อใดข้อหนึ่ง ไม่เป็น ประโยชน์ครับ เสนอให้ท่านประธานแยกประเด็นลงมติจะตั้งวิสามัญหรือไม่ จะส่งสามัญ หรือไม่ แล้วก็จะส่งให้รัฐบาล ส่งให้นายกรัฐมนตรีรับฟังความคิดเห็นโดยตรงหรือไม่ นั่นจะ เป็นประโยชน์มากกว่า ฝากท่านประธานด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อําเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตท่านประธาน ได้อภิปรายสนับสนุนญัตติของเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือดอกเตอร์อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ที่เป็นผู้เสนอญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา เปิดพื้นที่ให้นักเรียน นิสิตนักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไข ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมและความไม่สงบเรียบร้อยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เราเอง ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นก็มาจากระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้นสิ่งที่สําคัญ ที่สุดก็คือการที่เราได้สนับสนุนให้มีการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นที่เป็นประชาธิปไตย ส่งเสริมบรรยากาศของบ้านเมืองให้มีความเป็นธรรมในสังคมนั้น เป็นสิ่งที่ผมคิดว่า เพื่อนสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ให้ความสนับสนุน ผมเองได้ติดตามข่าวน้อง ๆ เยาวชน นิสิต นักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมในขณะนี้ ผมเองนั้นอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับว่าผมเป็นคนหนึ่ง อย่างที่ได้กราบเรียนว่าสนับสนุนการแสดงออกของ น้อง ๆ เยาวชนกลุ่มนี้ เพราะเราเชื่อครับว่าการที่น้อง ๆ เยาวชนได้มีอิสระในการแสดงออก ทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่สวยงามในระบอบประชาธิปไตยและเป็นสิ่งสําคัญที่ผู้ใหญ่ ในบ้านเมือง รวมถึงพี่น้องประชาชนทุกคนนั้นจะต้องรับฟัง เพราะว่าน้อง ๆ เยาวชนนั้น วันนี้คือเยาวชน วันหน้าก็คือผู้ใหญ่ แล้วก็เป็นอนาคตของประเทศชาติ แล้วก็เป็นอนาคตของ สังคมด้วย ฉะนั้นการที่เราได้เห็นน้อง ๆ เยาวชนนั้นได้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทางการเมืองนั้น นั่นคือสิ่งที่เรากําลังส่งเสริมความเจริญงอกงามในระบอบประชาธิปไตย ให้กับบ้านเมืองของเรา วันนี้เราเห็นการเรียกร้องของน้อง ๆ นิสิต นักศึกษาที่มาชุมนุมกัน เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้อธิบายไปแล้วว่าน้อง ๆ นิสิต นักศึกษานั้นเรียกร้องในเรื่องของ การยุบสภา เรียกร้องในเรื่องของการให้นายกรัฐมนตรีได้ลาออก เรียกร้องในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ผมเองก็มีความเห็นเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกหลายคนครับว่าการยุบสภานั้น ในขณะนี้เราอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เขียนกติกาไว้ แล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ผ่านการลง ประชามติจากพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ฉะนั้นความชอบธรรมในการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็มีความชอบธรรมในระดับหนึ่งครับ แต่ปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ต้องยอมรับว่า มีเดดล็อก (Deadlock) หลายตัวที่ทําให้เกิดปัญหาขึ้นในปัจจุบัน ฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จึงเป็นสิ่งสําคัญที่น้องๆ เยาวชนได้เรียกร้องและผมเองก็มีเจตจํานงเช่นเดียวกันกับ หลายคนที่ต้องการให้เห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งสภาแห่งนี้ก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัจจุบันนี้กรรมาธิการชุดนี้ก็กําลังเร่งแล้วก็พิจารณา การแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นการที่น้อง ๆ เยาวชนได้เรียกร้องให้มีการ ยุบสภานั้น การยุบสภาภายใต้รัฐธรรมนูญที่เหมือนเดิมนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์สิ่งใด กับบ้านเมืองเลยครับ เพราะว่าเรายังอยู่ภายใต้กติกาที่มีปัญหาและสร้างปัญหาจริง ๆ ครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉะนั้นก็อยากกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าสิ่งนี้ที่น้อง ๆ เยาวชน เรียกร้องให้มีการยุบสภานั้น อยากให้น้อง ๆ ได้อดทนที่เราจะได้ช่วยกันขับเคลื่อนให้มีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะได้มีการเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ที่คิดว่าทุกคนในสังคมนั้น ให้การยอมรับ ส่วนเรื่องของการลาออก ที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีได้ลาออกนั้น วันนี้ เราก็บอบช้ําในเรื่องของเศรษฐกิจพอสมควร ทั้งจากเรื่องของสงครามการค้า ทั้งเรื่องของ วิกฤติไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชน ต่างจังหวัดหลายคนที่เป็นคนทํามาหากิน เกษตรกรนั้นต้องการครับ สิ่งที่สําคัญคือความสงบ ในการที่จะให้รัฐบาลได้เดินหน้าในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง สิ่งนี้คือสิ่งที่พี่น้อง ประชาชนก็เรียกร้องเหมือนกันครับว่าอยากจะเห็นบ้านเมืองเดินหน้า ฉะนั้นสิ่งที่เราเห็น รัฐบาลได้มีสมาธิในการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องของปากท้อง ในเรื่อง ของเศรษฐกิจนั้นก็เป็นสิ่งที่สําคัญ ฉะนั้นเราไม่อยากเห็นสุญญากาศทางการเมืองที่เราไม่มี ผู้บริหารประเทศ เราไม่ต้องการเห็นสุญญากาศทางการเมืองที่เราไม่เห็นกลไกรัฐสภา ในการแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องประชาชนแล้วก็แก้ไขปัญหาอื่น ๆ ให้กับประเทศชาติ ฉะนั้นการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก การเรียกร้องให้มีการยุบสภานั้น ผมจึงคิดว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ยังไม่มีการแก้ไขนั้นก็ไม่ได้เกิดประโยชน์กับบ้านเมือง แต่ประการใด สิ่งสําคัญที่น้อง ๆ เยาวชน นิสิต นักศึกษา เรียกร้องก็คือข้อที่ ๓ ก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่าเป็นประโยชน์กับประเทศชาติในการที่เราจะผ่าทางตัน แล้วก็ทําให้ประเทศชาตินั้นเดินหน้าต่อไปได้ ฉะนั้นผมจึงเรียกร้องครับ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รวมถึงเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้ร่วมกันขับเคลื่อนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยกลไกรัฐสภา แล้วก็กลไกของรัฐมนตรี ที่มีอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้เจตจํานงของน้อง ๆ เยาวชนนั้น เป็นผลสําเร็จ แล้วเราก็จะได้มีการ เลือกตั้งตามกฎกติกาใหม่ ไม่รู้ว่าเมื่อไรนะครับ แต่สิ่งที่สําคัญก็คือกระบวนการที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นเยาวชนนะครับ คนต่างจังหวัด ทุกชั้นอาชีพที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ในสังคม ท่านประธานครับ สิ่งที่วันนี้อยากจะให้สภานั้นได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะรับฟังความคิดเห็นของน้อง ๆ นักศึกษานั้น คือสิ่งที่เราอยากจะเห็นน้อง ๆ นั้น ได้มีเวที ในการแสดงออก เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นของน้อง ๆ เยาวชน การจัดกิจกรรมในการ รวมตัวนั้นได้มีความถูกต้อง ได้มีความปลอดภัยและเกิดประสิทธิภาพ ถูกต้องอย่างไรครับ ก็คือเป็นการแสดงออกในสถานที่ที่ถูกกฎหมายไม่ต้องไปกังวลในเรื่องของการดําเนินคดีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกีดขวางการจราจรหรือปัจจุบันนี้เรายังมี พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่ ในการควบคุม โรคระบาดของโรคไวรัสนะครับ การชุมนุมในที่สาธารณะ ถ้าเรามีเวทีในสภาแห่งนี้ ให้น้อง ๆ เยาวชนได้แสดงออกทางการเมืองก็จะเกิดความถูกต้องในการจัดกิจกรรม ๒. ขอเวลานิดเดียวครับท่านประธาน คือเกิดความปลอดภัยเพราะว่าสถานที่ที่เราจัดให้ น้อง ๆ มาแสดงความคิดเห็นนั้น ก็จะมีความปลอดภัยไม่ต้องมาระแวงมือที่ ๓ ผู้ที่ต้องการมา สร้างสถานการณ์หรือผู้ไม่หวังดีในการที่จะมาป่วนการชุมนุมต่าง ๆ และที่สําคัญก็คือ เกิดประสิทธิภาพในการรับฟังความคิดเห็น เพราะว่าในเวทีแห่งนี้ในเวทีของคณะกรรมาธิการ วิสามัญ เราก็จะมีผู้ที่เกี่ยวข้องผู้ที่มีอํานาจต่าง ๆ เข้ามารับฟังความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็น ตัวแทนจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือตัวแทนจากทาง ส.ว. ที่จะเข้ามานั่ง ในสัดส่วนอื่น ๆ ที่จะทําให้น้อง ๆ เยาวชนนั้น ได้มาแสดงความคิดเห็นในทางการเมือง ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เห็นการพัฒนาประเทศไปในทิศทางไหน เราก็จะได้มีเวทีที่มีสิทธิภาพ เมื่อน้อง ๆ เยาวชน ได้แสดงความคิดเห็นแล้ว ไปถึงหู ไปถึงสิ่งที่ ผู้มีอํานาจ ผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น ได้รับไปดําเนินการ ฉะนั้นผมเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมไม่มีความเห็นด้วยเลยนะครับ ในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา รับฟังความคิดเห็นของนักศึกษา เพราะว่าการตั้งกรรมาธิการวิสามัญมันอาจจะเป็นแค่การ ถ่วงเวลา การซื้อเวลา และสิ้นเปลืองงบประมาณก็ได้ เพราะข้อเรียกร้องของนักศึกษานั้น ชัดเจนตรงไปตรงมา และเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ว่า นี่คือข้อเรียกร้องของประชาชนไม่ใช่แค่ ข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษาเท่านั้นนะครับ ผมอยากจะชวนสภาแห่งนี้ตั้งคําถามว่า ทําไมพวกเขาจะต้องออกมาเสี่ยงภัยด้วย ในขณะที่ออกมาที่ถนนนี่นะครับ เขาเสี่ยง อย่างน้อย ๓ อย่าง เขาเสี่ยงความไม่ปลอดภัยทางด้านร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโควิด (COVID) ไม่ว่าจะเป็นการถูกทําร้ายร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียทรัพย์สิน พวกเขาเสี่ยงภัยนะครับ จะต้องถูกดําเนินคดีจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม พวกเขาจะต้องถูกความเกลียดชังของ ฝ่ายขวาจัดที่คิด แต่ว่าความเห็นต่างนั้นเป็นการบ่อนทําลาย เป็นความชังชาติ และหาเรื่อง ที่จะด้อยค่าพวกเขา และอาจจะนําพาไปสู่โศกนาฏกรรมแบบ ๖ ตุลาคม ความเสี่ยง ๓ อย่างนี้ ทําไมคนที่ควรจะมีอนาคตที่ดีในประเทศนี้ คนที่จะอยู่อย่างมีพลัง มีความสร้างสรรค์ ทําไมคนหนุ่มสาวพวกนี้ต้องออกมาเสี่ยงภัย เพราะพวกเขาทนไม่ไหวแล้วครับ เพราะอนาคต ของประเทศนี้ถูกพรากไปจากพวกเขาเรียบร้อยแล้ว และกลไกของสภาในตอนนี้นะครับ องค์กรที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ทั้งหมดไม่มีความหวังในการเปลี่ยนแปลง ประเทศนี้ให้กับพวกเขาแล้ว มองมาที่คณะรัฐบาลตอนนี้ ในวันที่ประเทศเดือดร้อนขนาดนี้ ยังจัดคณะรัฐมนตรีไม่เสร็จ มันหมายความว่าอะไรครับ มองมาที่องค์กรอิสระตอนนี้ เลือกตั้งซ่อมจังหวัดลําปางมีปัญหามากขนาดนี้ กกต. จะเป็นที่พึ่งของการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ เที่ยงธรรมได้จริง ๆ หรือ มองไปที่ ป.ป.ช. ตอนนี้ ป.ป.ช. จะสามารถทํางานได้อย่างเต็มที่ และอิสระจริง ๆ หรือเปล่า ในเมื่อคนที่น่ากังขาที่สุดในสังคม ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ของรัฐบาล มองไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านลองไปฟังผู้ชุมนุมครับ ว่าพวกเขาพูดถึง ศาลรัฐธรรมนูญว่าอะไร ความหวังขององค์กรทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หมดไปแล้วครับ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญไม่ได้ช่วยอะไรเลย เป็นแค่การซื้อเวลาและ เอาพวกเขามาคุยในที่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องไปพบเขาที่ถนน แล้วฟังข้อเรียกร้องและสัมผัสถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเอง ท่านประธานครับ นอกจากกลไกที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่สามารถยึดโยงและตอบสนอง ความต้องการของพี่น้องประชาชนได้แล้ว ความไม่จริงใจของรัฐบาลเป็นอีก ๑ สาเหตุ ที่ข้อเรียกร้องพวกนี้นําพาไปสู่ถึงการยุบสภา เพราะเขาไม่เชื่อใจแล้วครับว่ารัฐบาลจริงใจ กับเขา ถ้าจริงใจจะรับฟัง ทําไม ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี ถูกดําเนินคดี ถ้าจริงใจจะรับฟัง ทําไมจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ถูกดําเนินคดี ผมมีอีกหลายรายชื่อนะครับ ภาณุพงศ์ จาดนอก ณัฐชนน พยัฆพันธ์ ผู้ใช้ทวิตเตอร์ (Twitter) นามว่า นิรนาม เด็กหนุ่มวัย ๒๐ ปี คุณปิยะรัตน์ จงเทพ คุณพริษฐ์ และคุณธนวัฒน์ ถ้าจริงใจจะรับฟังทําไมคนพวกนี้โดนคดี ขาหนึ่งทําเป็นรับฟังอยากจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ อีกขาหนึ่งเอาเจ้าหน้าที่รัฐ เอากฎหมาย คุกคามประชาชน เอาความกลัวยัดใส่ เอาคดียัดใส่ ท่านประธานครับ ผมจินตนาการไม่ออก ว่าถ้าผมตอนอายุ ๑๘ ผมต้องต่อสู้กับอํานาจรัฐแบบนี้ ผมจะมีความกล้าหาญแบบเดียว กับที่พวกเขาแสดงออกตอนนี้หรือไม่ แต่สิ่งนี้ชัดเจนแล้วครับ รัฐบาลไม่มีความจริงใจจะแก้ไข ปัญหานี้ ความเดือดร้อนของพวกเขาไม่ทันกาลแล้วที่เราจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ยืดเยื้อ ยาวนาน ซื้อเวลา แต่ความเรียกร้องของเขานั้นผูกอยู่กับเงื่อนไขว่าพวกเขา ตกงานแล้ว เรียนจบออกมาตกงานแล้ว พ่อแม่ของพวกเขาถูกออกจากงานเรียบร้อยแล้ว เขาทนเห็นอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ที่มีคนฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจไม่ไหวแล้ว เขาถูกตบหน้าซ้ําแล้วซ้ําอีกจากการพิจารณางบประมาณของรัฐบาลที่ไม่ยึดโยงกับ ความต้องการและความเดือดร้อนของพวกเขาไม่ไหวแล้ว พวกเขาทนเห็นเหตุการณ์ แบบที่จังหวัดระยองเกิดขึ้นไม่ได้แล้ว พวกเขาทนเห็นการซื้อเครื่องบินของกองทัพอีก ไม่ได้แล้วท่านประธาน นี่เรากําลังพูดถึงกลุ่มคนที่กําลังโกรธเกรี้ยวต่อความอยุติธรรม เรากําลังพูดถึงกลุ่มคนที่ทนไม่ไหว เพราะอนาคตของพวกเขากําลังถูกพรากไป พวกเรา คุยในห้องแอร์ (Air) แบบนี้สบาย ๆ นะครับ เงินเดือนเราเข้าเต็มนะครับ แต่พี่น้องประชาชน ทั่วประเทศกําลังออกมาและถนนคือที่ที่พวกเขาแสดงความโกรธเกรี้ยวได้ ไม่ใช่กรรมาธิการ วิสามัญ ท่านประธานครับ สิ่งที่พวกเราต้องทําในฐานะของผู้แทนราษฎรไม่ใช่จัดพิธีกรรม รับฟังความคิดเห็น แต่เราต้องปกป้องสิทธิของพวกเขา เราต้องปกป้อง และเมื่อสักครู่นี้ ผมอาจจะขอเห็นแย้งว่าจริง ๆ แล้วสภาแห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่ที่ถูกต้องในการที่พวกเขาจะแสดง ความเห็นนะครับ พวกเขาสามารถชุมนุมได้ นี่คือสิทธิตามรัฐธรรมนูญ นี่คือสิทธิของ คนที่ต้องการแสดงออก ต้องการรวมตัวกันและการชุมนุมอย่างสร้างสรรค์เป็นไปได้ การที่คอยจะมีสื่อมาบอกว่ามีคนชักใยอยู่อย่างโน้นอย่างนี้ นี่คือการดูถูกประชาชน ถ้าคุณยังไม่เชื่อว่าคนมีเจตจํานงที่เป็นเสรีชน ถ้ารัฐยังไม่เชื่อว่าคนสามารถออกมาชุมนุมได้ โดยเจตจํานงของตัวเอง แต่มีคนชักใยอยู่ แบบนี้เราจะมีความจริงใจในการเจรจาได้อย่างไร ในเมื่อเอะอะก็บอกว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง นี่คือการดูถูกประชาชนและยังปล่อยให้สื่อเหล่านี้ ยังเสี้ยมทําให้ประชาชนในสังคมนั้นเกลียดชังผู้ชุมนุมด้วย ท่านประธานครับ นี่คือบทบาท ของพวกเราสภาผู้แทนราษฎร นี่คือบทบาทของกรรมาธิการสามัญ ผมเป็นประธาน กรรมาธิการการพัฒนาการการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งแต่ทํางานมาผมรู้ว่าสิทธิเสรีภาพและพัฒนาการทางการเมืองของประเทศนี้มันถอยหลัง กลับไปมากขนาดไหน ผ่านข้อร้องเรียนที่ผมได้รับ การเลือกตั้งของเรานั้นถอยหลังกลับไปโบราณมากกว่า ๓๐ ปี มีประชาชนมาเรียกร้องมากมายว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นรัฐไม่เห็นหัวประชาชนเลย เพราะฉะนั้น ทางออกเดียวที่สภาแห่งนี้อยากจะแนะนํานายกรัฐมนตรีคือคุณไปหาผู้ชุมนุม ไปมือเปล่า นอนให้พอ อารมณ์ดี ๆ เพราะสิ่งที่ประชาชนจะพูดกับคุณไม่เหมือนสิ่งที่ท่านอ่านในรายงาน แน่นอน ขอบคุณครับ🔗
ก่อนที่ ท่านกรวีร์จะอภิปราย ผมขออนุญาตแจ้ง ๔ ท่านล่วงหน้า นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ นางสาวรังสิมา รอดรัศมี นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ นายสําลี รักสุทธี เชิญท่านกรวีร์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จังหวัด อ่างทอง ผมต้องขอบคุณท่านประธานครับ และขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้เห็นความสําคัญ และ รัฐสภาแห่งนี้ได้บอกกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่าเราเห็นความสําคัญ และเรารู้ว่า เสียงของคนรุ่นใหม่นั้นมีคุณค่า และเป็นสิ่งจําเป็นที่รัฐบาลและรัฐสภาแห่งนี้จําเป็นที่ต้องมา รับฟังความคิดเห็น และต้องมาพิจารณาว่าจะช่วยกันเพื่อที่จะหาทางออกและก้าวเดินต่อไป ในประเทศไทยของพวกเราอย่างไร ผมเองขอแสดงความชื่นชม แล้วก็ผมอยากจะอภิปราย เพื่อที่จะสนับสนุนญัตติที่พวกผมพรรคภูมิใจไทยนั้นได้เสนอญัตติเป็นญัตติด่วนต่อ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พิจารณารับฟังความคิดเห็นของเยาวชน ของนิสิต ของนักศึกษา ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ผมเองชื่นชมและผมต้องขอบคุณแกนนําของ นิสิต นักศึกษา เยาวชนทุกคน ในฐานะที่ผมเองเป็นอดีตผู้นําศึกษา ในฐานะที่เป็นอดีตนายก องค์การนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี ๒๕๔๕ ผมเห็นเหตุการณ์เมื่อคืน วันเสาร์ที่ผ่านมาแล้วผมก็เฝ้าถามกับตัวเองว่า ถ้าหากว่าย้อนไปเมื่อปี ๒๕๔๕ แล้วเกิด เหตุการณ์แบบนี้แล้วตอนนั้นผมเป็นผู้นํานักศึกษาอยู่ผมจะออกมาร่วมในการแสดง ความคิดเห็น ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองไหม แน่นอนผมคงจะต้องออกมาแน่นอน แล้วผมต้องชื่นชมน้องเยาวชน นักศึกษาที่ออกมาเมื่อวันเสาร์ เขาแสดงให้เห็นถึงพลัง ที่บริสุทธิ์ของนักศึกษา ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ เขาแสดงให้เห็นความเคลื่อนไหวที่มันเปี่ยม ไปด้วยพลัง แล้วมันมีความหมายมันทรงพลังต่อประเทศนี้มากเหลือเกิน ผมเฝ้าถามตัวเอง ต่อไปว่า ณ ตอนนั้นถ้าผมเป็นผู้นํานักศึกษาอยู่ผมจะมีพลัง ผมจะมีความกล้าหาญ เหมือนกับนักศึกษารุ่นนี้ไหม ที่เขาออกมานั้นผมต้องบอกกับท่านประธานนะครับ เขาออกมา เพื่อที่จะบอกกับรัฐบาลเพื่อที่จะกระตุ้นเตือนรัฐบาลและผู้มีอํานาจว่า พวกเราอยู่ในการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย เราไม่ได้อยู่ในการปกครองในระบอบเผด็จการอีกต่อไป แล้ว แล้วมาบอกกับรัฐบาลว่าเสียงของพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใด กลุ่มไหน ก็แล้วแต่ในระบอบประชาธิปไตยนั้นทุกเสียงมีความหมาย มีคุณค่าและมีความสําคัญ เขาออกมาเพื่อที่จะบอกว่าประเทศนี้มีพื้นที่สําหรับคนที่เห็นต่างเสมอ พวกเราอยู่ในฐานะ ของคนที่เป็นสภาผู้แทนราษฎร พวกเรามีหน้าที่ที่สําคัญ และสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ มีหน้าที่ที่สําคัญที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นของนักศึกษา ของเยาวชน ของคนรุ่นใหม่ที่เขา ออกมาเคลื่อนไหว สิ่งที่เขาเรียกร้องนั้นมีเพียง ๓ ประเด็น ประเด็นแรกก็คือหยุดเรื่องของ การคุกคาม หยุดเรื่องของการใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชน ประการที่ ๒ เรียกร้อง ให้รัฐบาลยุบสภา และประการสุดท้ายเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในฐานะของคนที่ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผมเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้นั้น เราอยากจะทราบครับ เราอยากจะทราบ แล้วมันเป็นหน้าที่ว่าที่เขาเรียกร้องเพื่อให้หยุด การคุกคาม เรียกร้องเพื่อไม่ให้ใช้ความรุนแรงนั้น เพราะว่ารัฐไปใช้ความรุนแรงกับเขา อย่างไร รัฐส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อํานาจรัฐไปคุกคามเยาวชน นักศึกษา ประชาชนอย่างไร ผมก็อยากจะฟัง เพื่อที่จะนําไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อที่จะไปสร้าง ความเป็นธรรมและไปหยุดการคุกคาม และหยุดการใช้อํานาจรัฐอย่างไม่เป็นธรรมนั้น เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เรื่องของการยุบสภาครับ ผมก็อยากจะฟังว่าเหตุผลที่เขาเรียกร้องให้เกิดการยุบสภานั้นสาเหตุมันมาจากอะไร มันมาจากการที่รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศแล้วไม่ได้ประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล ไม่มีผลงาน มันเกิดจากการที่รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศแล้วล้มเหลว หรือผิดพลาดประการใด มีความคิดเห็นอย่างไรที่อยากจะให้รัฐบาลนั้นนําไปปรับปรุงและไปทําให้มันดีขึ้น จะไปแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร ผมก็อยากฟังครับ และประการสุดท้าย เป็นเรื่องของการเรียกร้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมฟังเพื่อนสมาชิกตั้งแต่บ่ายถึงตอนนี้ หลายคนเห็นด้วยนะครับ ผมเองส่วนตัวลึก ๆ ก็เห็นด้วย ผมก็อยากจะฟังครับ ในมุมมองของ นักศึกษา ในมุมมองของเยาวชน เขามองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ามันทําไมครับ มันมีรากเหง้ามา จากระบอบเผด็จการ มันไม่เป็นระบอบประชาธิปไตยตรงไหน อย่างไร ผมก็อยากที่จะรับฟัง ความคิดเห็นของนักศึกษา ของปัญญาชน ของคนรุ่นใหม่ บางทีมันอาจจะมีมุมมองที่แตกต่าง จากผู้บริหารประเทศมองก็ได้ครับ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สําคัญที่พวกเราเองจําเป็นที่จะต้อง รับฟังความคิดเห็นของเยาวชน ของนักศึกษา แล้วเราอาจจะไม่เห็นด้วยในบางประการครับ ผมเองผมเห็นด้วยในหลายประการ และเห็นต่างในบางประเด็น แต่นั่นไม่ใช่สาระสําคัญครับ ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างอย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งหนึ่งที่พวกเราจําเป็นที่ต้องเห็นตรงกัน ก็คือเยาวชนเหล่านี้เขามีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างและเราจําเป็นที่จะต้องเปิด พื้นที่ให้เขาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างภายใต้กรอบของกฎหมายด้วย นั่นคือการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยครับ สิ่งที่ผมอยากจะฝากไปถึงรัฐบาลมีด้วยกัน ๓ ประเด็นครับ🔗
ประเด็นแรก อันดับแรกเลยคือทัศนคติของรัฐบาล ของผู้หลักผู้ใหญ่ ในบ้านเมืองนี้ที่มองเยาวชน อย่าไปดูถูกเขาครับ อย่าไปมองว่าเขาเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน อย่าไปมองว่าไอ้พวกนี้มันเป็นม็อบ (Mob) มุ้งมิ้ง อย่าไปมองว่าพวกเขาไม่มีราคา อย่าไป ด้อยค่าพวกเขาครับ เขาเหล่านี้คือกําลังหลักของประเทศไทย ไม่ใช่ในอนาคตนะครับ แต่ผมมองว่าเยาวชนคือกําลังหลักในปัจจุบันที่รัฐบาลจําเป็นที่ต้องให้ความสําคัญ ดังนั้น ท่านอย่าไปดูแคลนเขาครับ และอย่าไปมองคนเห็นต่าง และผลักเขาให้กลายไปเป็นศัตรู🔗
ประการที่ ๒ ท่านอย่าไปปิดกั้นเขานะครับ ผมวิงวอนฝากไปถึงยัง มหาวิทยาลัยแต่ละสถานที่ แต่ละแห่ง นักศึกษาเริ่มจะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เริ่มจะออกมาแสดงความคิดเห็น โดยใช้สถานที่ของราชการก็คือมหาวิทยาลัย ท่านอย่าได้ไป ปิดกั้นเขานะครับ ท่านอย่าได้ไปห้ามปราม อย่าได้ไปปิดกั้น อย่าไปใช้กําลัง อย่าไปใช้ ความรุนแรงกับนักศึกษาเหล่านี้นะครับ ท่านรับฟังเถอะครับ และเปิดโอกาสให้เขา ได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเถอะครับ ผมต้องขอบคุณเมื่อช่วงบ่ายนี้ทาง สภาความมั่นคงแห่งชาติครับ ท่านเลขาธิการ สมช. ออกมายืนยันว่าจะไม่ใช้มาตรา ๙ ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อที่จะไปใช้กํากับ ไปใช้ห้ามปรามกลุ่มผู้ที่จะออกมาชุมนุม ผมต้องขอบคุณครับ และย้ํากับท่านฝากไปถึงรัฐบาลด้วยครับ อย่าไปใช้ความรุนแรงกับเขา🔗
ประเด็นที่ ๓ ก็คือฝากให้รัฐบาลออกไปรับฟังความคิดเห็นของเยาวชน ของคนรุ่นใหม่ ของนักศึกษาที่เวทีเขา หรือจะเชิญเขามาที่นี่ แต่เราจําเป็นที่ต้องรับฟัง และท้ายที่สุดที่ผมอยากจะฝากท่านประธานครับ และผมเชื่อว่าสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกคน สมาชิก ส.ส. ทุกคน พวกเราไม่มีใครอยากที่จะต้องเห็นคนที่ติดคุกหรือคนที่ต้องตาย เพราะความเห็นต่างทางการเมืองในยุคนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ วันนี้ท่านเห็นไหมว่าสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เราเป็น อย่างไร มีนักศึกษาและพี่น้องประชาชนจํานวนมากออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่ออะไรคะ เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคม ซึ่งถือเป็นการแสดง ความคิดเห็นทางการเมืองที่เป็นไปตามหลักการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยและเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ดิฉันฝากท่านประธานสภา ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ท่านรับฟังความคิดเห็นของนักศึกษา ประชาชน ว่าทําไมวันนี้เขาถึงต้องออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ก็เพื่ออนาคตของเขา ประเทศไทยกําลัง เข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจอย่างยิ่งใหญ่ ร้ายแรงยิ่งกว่ายุคต้มยํากุ้งที่ผ่านมา จะส่งผลให้ประชาชน ส่วนใหญ่ ไม่ว่าคนรากหญ้า หรือคนชนชั้นกลางเดือดร้อนมากและนานกว่านะคะ ส่วนการบริหารงานของท่าน พลเอก ประยุทธ์ และรัฐบาลที่ผ่านมานั้นแสดงให้เห็นว่า ไม่สามารถจะนําพาบริหารประเทศให้พ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้แน่นอน อีกทั้งระบบการเมืองของ ประเทศไทยในปัจจุบันจะทําให้การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและผู้นําประเทศเป็นไปได้ยากมาก การปรับคณะรัฐมนตรีที่กําลังจะมีขึ้นก็ไม่มีความหวังใด ๆ ทั้งสิ้นหากนายกรัฐมนตรียังชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วเหตุผลที่จะนํามาสู่การเรียกร้องของพี่น้องประชาชน ที่พี่น้องประชาชนเรียกร้อง ข้อที่ ๑ คือการยุบสภา เพราะรัฐบาลบริหารงานล้มเหลวในการ บริหารเศรษฐกิจล้มเหลวในการเยียวยาประชาชนปล่อยปละละเลยจนมีวีไอพี (VIP) เข้ามา ทําให้สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในรอบที่ ๒ และท่ามกลาง วิกฤตินี้กองทัพบกก็ยังจะเสนอขออนุมัติงบประมาณกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ซื้อเครื่องบิน วีไอพี (VIP) แต่กลับมาตัดงบประมาณของโรงเรียนขนาดเล็กเข้ามางบกลางให้สะดวกต่อการ ใช้เงินของท่านนายกรัฐมนตรี นี่แหละค่ะที่ประชาชนไม่สามารถให้ท่านบริหารประเทศต่อไป🔗
ส่วนข้อเรียกร้องข้อที่ ๒ ที่ประชาชนเรียกร้องคือเสรีภาพในการแสดงออก ความคิดเห็นการเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองตามความในมาตรา ๔ ของ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ แต่จากข้อมูลของศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชนที่ทางบีบีซี ไทย (BBC Thai) สรุปเอาไว้ในช่วงที่ คสช. ครองอํานาจมีประชาชนอย่างน้อย ๕๙๒ คน ในช่วงเวลาตั้งแต่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ถึง ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ นั้นถูกคุกคามข่มขู่โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนในช่วงหลัง คสช. หมดอํานาจอย่างเป็นทางการคือช่วงระหว่าง ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ถึง ๓๐ เมษายน ๒๕๖๓ มีประชาชนอย่างน้อย ๑๙๑ คนถูกคุกคามและข่มขู่ยุค ๕ ปี ใต้ คสช. มีประชาชนมากกว่า ๑๙๗ คนถูกตั้งข้อหาด้วย พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ รัฐบาล กระทรวงดีอี (DE) จัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมท่ามกลางการใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ การจัดการกับประชาชนมีการใช้มาตรา ๑๑๖ ให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร มีสถิติจาก กรมพระธรรมนูญระบุว่าในช่วง ๕ ปี คสช. ดําเนินคดีกับพลเรือนในศาลทหารถึง ๒,๔๐๘ คน จาก ๑,๘๘๖ คดี ก่อนจะมีคําสั่งหัวหน้า คสช. ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ให้โอนย้ายคดีไปยังศาลพลเรือน ซึ่งดิฉันเองมีประสบการณ์โดยตรงเลยกับการที่ถูกคุกคาม โดยใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม ท่านคงจําได้ในช่วงปี ๒๕๕๙ มีการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๙ ดิฉันเป็นหนึ่งในนั้นที่แสดงความคิดเห็นต่างแต่ดิฉันถูกกฎหมาย อย่างไม่เป็นธรรมจับกุมดิฉันและน้องสาวดิฉันเข้าไปอยู่ในค่ายทหารและเข้าไปอยู่ใน กรมราชทัณฑ์ ดิฉันเองเคยเป็นถึงอดีต ส.ส. ยังโดนขนาดนี้ แล้วพี่น้องประชาชนล่ะคะ เขาไม่มีทางสู้เขาจะโดนขนาดไหนจะเป็นอย่างไรนี่คือเหตุผลข้อที่ ๒ ที่พี่น้องประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการคุกคามประชาชน🔗
ส่วนข้อที่ ๓ ที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จําเป็นต้องมีการแก้ไขเพราะ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นระเบิดเวลาและการทําลายกลไกประชาธิปไตยทั้งหมด และทําลายศรัทธาต่อสถาบันการเมืองที่สุดท้ายจะทําลายอนาคตของพวกเรา ลูกหลานเรา เป็นรัฐธรรมนูญที่เห็นแก่ตัวเราจึงต้องข้ามวิกฤตินี้ไปให้ได้ โดยต้องมีการร่างใหม่ทั้งฉบับ ให้การผลักดันที่เกิดความหวังของสังคม รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ได้ยากมาก แต่พลังของ ประชาชนจะสามารถแก้ได้ เพื่อสร้างกติกาที่ดีกว่าเพื่อลูกหลานเราอย่าส่งแผ่นดินที่เป็น ปัญหาความขัดแย้งให้ลูกหลานเราเลยค่ะ ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีรับฟังเสียงนักเรียน นักศึกษา พี่น้องประชาชนที่เรียกร้องอย่างเข้าใจ ให้ท่านเห็นว่านั่นคือลูกเรา หลานเรา เขาออกมาเรียกร้องมาชุมนุมตามสิทธิพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ท่านอย่าใช้กําลังปราบปราม หรือกระทําการรุนแรงใด ๆ เพราะตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรีคะท่านอยู่ระหว่างทางสองแพร่ง แล้วท่านนายกรัฐมนตรีจะเลือกในการแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง หรือท่านจะเลือกให้เกิด การนองเลือดกับบ้านเมือง แล้วถ้าวันนั้นจริงท่านจะเป็นอย่างไรท่านทราบดี ดิฉันเป็นห่วง เป็นห่วงนี่เป็นห่วงนี่เป็นห่วงจากใจจริง ๆ ขอย้ํานะคะว่าจากใจ ถ้าท่านเลือกทางให้เกิดการ นองเลือดดิฉันกลัวว่าท่านจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นทรราชของแผ่นดิน จึงขอ ท่านนายกรัฐมนตรีเร่งแก้ไขปัญหา โดยรีบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วนที่สุด ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านรังสิมาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันเห็นด้วยกับการตั้งกรรมาธิการให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการพิจารณาเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับ สภาผู้แทนราษฎร ในการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมของท่านอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ที่เป็นผู้เสนอ คือที่ดิฉันเห็นด้วย เพราะว่าจากอดีตที่ผ่านมาเมื่อสมัยที่ดิฉันเป็นฝ่ายค้าน เมื่อปี ๒๕๕๖ ท่านประธานรู้สึกจะเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นเหตุที่ดิฉันต้องไปเป็นกบฏ จนปัจจุบันศาลยังไม่ตัดสินก็เพราะเหตุการณ์ที่สภาปิดปาก ปิดหู ปิดตา แม้กระทั่งอยู่ในสภา พอเราเป็นฝ่ายค้านท่านก็ไม่ให้ดิฉันพูด พอดิฉันไปยกมือก็มองไม่เห็น แล้วก็กดไมโครโฟน ประธานก็ยังกลับมาด่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก เพราะฉะนั้นมันไม่มีที่จะพูด ไม่มี ที่จะแสดงออกแล้วสมัยนั้น แต่สมัยนี้ดิฉันคิดว่าสภามันเปลี่ยนไปแล้ว จากที่ว่านายชวน หลีกภัย มาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ท่านรองประธานทั้งสองท่าน ดิฉันก็คิดว่า วัฒนธรรมของสภาก็ดีขึ้น เปลี่ยนแปลงไปเยอะ เป็นที่พึ่งที่หวังได้ของพี่น้องประชาชน แล้วก็เป็นที่พึ่งที่หวังของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ดิฉันลุกขึ้นมาพูดวันนี้ เพราะว่าดิฉัน ไม่อยากให้มันเกิดเหตุการณ์ที่ผ่านมาต้องมีคนล้มตาย แต่ดิฉันก็เป็นผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหว บนถนนคนหนึ่ง แต่ดิฉันเป็นคนที่โชคดีที่เหตุการณ์อะไรที่มันเกิดดิฉันก็จะรอดทุกครั้งเลย มีระเบิดที่ไหนดิฉันก็ไม่ได้ไปทุกทีเลย ก็ต้องมีดวงแคล้วคลาด แต่ว่าดิฉันก็เห็นด้วยกับการ ที่จะแสดงออกของนิสิต นักศึกษา แต่การแสดงออกปัจจุบันมันมีกฎหมายมาเกี่ยวข้อง มากมายเลย ไม่เหมือนสมัยที่ก่อน ๆ นั้นที่ออกไปประท้วงตามท้องถนน ดิฉันก็เป็นห่วงว่า นิสิต นักศึกษา ปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับที่มันเกี่ยวข้องกับการประท้วงต่าง ๆ การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ก็กลัวว่าจะโดนข้อหาหลาย ๆ ข้อหา แล้วก็จะทําให้นิสิต นักศึกษา ถ้าไปติดคุกก็จะมีประวัติ ต่อไปในอนาคตข้างหน้าก็จะทําให้เสียอนาคต🔗
แล้วอีกประการหนึ่งก็คือดิฉันเห็นว่านิสิต นักศึกษาเรียกร้องให้ยุบสภา ข้อนี้ ดิฉันไม่เห็นด้วยที่จะให้ยุบสภาตอนนี้ ไม่ใช่ว่าดิฉันไม่เห็นด้วยเพราะว่ากลัวยุบสภา แล้วดิฉัน เป็นอดีต ส.ส. ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันไม่กลัวหรอกค่ะ ยุบเมื่อไรเราเป็นนักการเมืองเราพร้อมเสมอ พร้อมสู้ทุกเมื่อ แต่ว่าการยุบสภาตอนนี้ดิฉันคิดว่าถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ เลือกมาแล้ว ก็เหมือนเดิมอีกค่ะ แล้วสูญเสียงบประมาณมากมาย ดิฉันเปิดมางบประมาณที่ใช้ปี ๒๕๖๒ ๔,๐๐๖ ล้านบาท แล้วยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ประชาชนไม่มีจะกินแล้ว ภาวะวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ประชาชนเดือดร้อน เอาเงิน ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านบาทเอาไปให้ประชาชนกิน ไม่ดีกว่าหรือคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็เลยมองว่านิสิต นักศึกษาที่เรียกร้องให้ยุบสภา น้องคอยอีกสักนิดหนึ่ง แต่ถ้ายุบตอนนี้สภาพอะไรมันก็เหมือนเดิม ไม่แตกต่างอะไรเลย แล้วมันจะทําให้สูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ🔗
แล้วอีกประการหนึ่งคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดิฉันก็เห็นด้วยในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เพราะว่าตอนที่ลงมติดิฉันก็ลงมติไม่เห็นด้วย แต่ว่าทางสภาก็ได้แต่งตั้ง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา หลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็คิดว่าอันนี้ก็เป็นที่หนึ่งที่จะให้แต่ละท่านได้มาแสดงความคิดเห็นในการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญ แต่ว่าการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเราก็สามารถเชิญคนนอกเข้ามาพิจารณาในสภาได้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็เห็นควรให้ตั้งน้อง ๆ ที่มีความคิดเห็นต่าง ๆ ได้เข้ามาเสนอใน สภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าถ้าเราไปตั้งเวทีข้างนอกคนก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ไม่ได้ฟังตลอด ที่น้อง ๆ ได้พูด ฟังเป็นช่วง ๆ ก็ไม่ได้ผล แต่ดิฉันก็มองว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประยุทธ์ ก็เป็นคนใจกว้าง ดิฉันก็ฟังว่าท่านแถลงว่าการที่จะให้ตั้งกรรมาธิการก็เป็นเรื่องของสภาเรา เพราะฉะนั้นถ้าเราตั้งกรรมาธิการ น้อง ๆ พวกนี้ก็จะได้มาเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ในชั้นกรรมาธิการ แล้วก็การคุกคามน้องก็ขอว่าอย่าคุกคามประชาชน อันนี้ดิฉันก็อยากจะ เรียนว่าถ้าน้อง ๆ ทําถูกกฎหมาย เขาก็ไม่สามารถที่จะมาดําเนินการใด ๆ กับน้อง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นทําอะไรให้ถูกกฎหมายเอาไว้นะคะ อีกประเด็นหนึ่งคือที่ดิฉันเป็นห่วง คือมีบางประเด็นที่นักศึกษาบางคนเคลื่อนไหว เป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากเลย เพราะว่าดิฉัน ฟังแล้วดิฉันก็มีความรู้สึกว่าไม่ดีนะคะ เพราะว่ามันกระทบต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชน เป็นจํานวนมาก ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ ถ้าท่านดูในคอมเมนต์ (Comment) ก็จะเห็นว่าตอนนี้ก็เริ่มจะมี ๒ ฝ่ายแล้ว ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของน้อง ที่จะเกี่ยวข้องในประเด็นที่เคลื่อนไหว อาจจะทําให้ถูกคนที่ไม่หวังดีเอาไปโจมตีจนทําให้ ประเด็นที่ดี ๆ ที่น้องจะเสนอให้มันด้อยไป เพราะฉะนั้นสรุปว่าดิฉันก็ขอให้สภานี้ใช้ความ จริงใจในการรับฟังความคิดเห็นของลูกหลานของเรา อย่าให้ใครเอาลูกหลานของเราไปเป็น เครื่องมือในการล้มล้างฝ่ายตรงข้าม ก็ขอให้รัฐบาลแล้วก็สภาของเรามีความจริงใจค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไป ท่านจิรัฎฐ์ ทองสุวรรณ์🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ครับ ผม จิรัฎฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ต้องบอกว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรครับท่านประธาน จุดที่รัฐสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้กําลังใช้เวลาที่มีค่า เพื่อให้ผู้แทนของประชาชนมาช่วยกันขอร้อง อ้อนวอนให้นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฟังเสียงประชาชน เราไม่ต้องมีกรรมาธิการ หรอกครับ เราไม่ต้องมีอนุกรรมาธิการหรือว่ากรรมาธิการวิสามัญอะไรทั้งนั้น การฟังเสียง ประชาชนมันเป็นหน้าที่ของท่านอยู่แล้ว ผู้แทนหลายคนลุกขึ้นอภิปรายแล้วก็ช่วยกัน เรียกร้องให้ฟังเสียงประชาชน ทําไมครับ เพราะว่าเรารู้ว่านิสัยท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ เป็นอย่างไร ท่านไม่เคยฟังเสียงประชาชน ท่านไม่เคยเห็นหัวประชาชน การลงพื้นที่ของท่าน แต่ละครั้งเราเห็นแล้วว่าท่านถือไมโครโฟน (Microphone) อยู่คนเดียว ท่านไม่เคยฟังเสียงใคร ท่านอภิปรายในสภาพูดเสร็จก็หันหลังลงทันที ท่านไม่ต้องการความคิดเห็นที่ต่างจาก ความคิดตัวเอง นั่นทําให้พวกเราต้องมีญัตตินี้ขึ้นมาครับ เพื่อที่จะขอร้องอ้อนวอนให้ นายกรัฐมนตรีที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา ฟังเสียงประชาชนบ้าง ท่านประธานครับ ถ้าเรา เลยจุดนี้ไปเราต้องจุดธูปเพื่อขอให้เขาฟังเสียงประชาชนแล้วนะครับ ท่านประธานครับ เราเห็นน้อง ๆ นักศึกษาที่ไปออกรายการทีวี (TV) เราฟังความคิดเขา ฟังเหตุผลเขา เขามีเจตนารมณ์ที่ดีต่อประเทศชาติ เขามีหลักการ มีเหตุผลที่ฟังขึ้นครับ แต่ถ้าท่าน เปลี่ยนช่องไปฟังคําชี้แจงของท่านนายกรัฐมนตรี เราจะทราบเลยครับว่าจริง ๆ แล้ววุฒิภาวะ มันไม่สัมพันธ์กับอายุ การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของนิสิต นักศึกษา เพื่อการเปลี่ยนแปลงมันเป็นงานที่ยากนะครับ มันยากยิ่งกว่าการเข็นครกขึ้นภูเขา นี่มันเป็น การเอาภูเขาทั้งลูกลงไปตําในครก และมันต้องใช้ความพยายามความอดทนอย่างสูงมากเลย ผมหวังว่าผู้นําประเทศเราจะเห็นแก่ความตั้งใจของน้อง ๆ เขาบ้าง รับฟังเขาบ้าง แล้วก็ ร่วมกันพิจารณาหาทางออกแบบรอบคอบ ท่านประธานครับ เราจําเป็นต้องเปิดโอกาส ให้พวกเขาที่มีเจตนาที่ดี เจตนาที่บริสุทธิ์ต่อประเทศ เขาแค่ต้องการเห็นประเทศที่ดีกว่า เท่านั้นเอง การรับฟังเขาเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุดในเวลานี้ การรวมตัวเพื่อเคลื่อนไหว เรียกร้องต่อรัฐไม่ใช่เรื่องอนาธิปไตยนะครับ นี่คือประชาธิปไตย ผมอยากเห็นรัฐที่กล้าหาญ มากกว่านี้ รัฐที่ใจกว้างพอจะรับฟัง ไม่ใช่แสดงความกลัวออกมาแบบนี้ ความกลัวของท่าน จะกลายเป็นความเกลียด แล้วจะนํามาซึ่งความรุนแรง ซึ่งพวกเรากลัวที่สุด กล้าหาญหน่อยครับ ให้สมกับเป็นชายชาติทหาร ไม่อย่างนั้นชาวบ้านเขาจะคิดว่าท่านรู้ตัวว่าท่านไม่มีความสามารถ พอจะบริหารประเทศนี้ท่านถึงต้องแสดงความกลัวขนาดนี้ กลัวถึงขนาดจะฝืนทุกอย่าง ท่านฝืนจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อ ท่านฝืนจะให้มีตัวช่วย ๒๕๐ แต้มอยู่ต่อไป ฝืนเสียจน ระบบยุติธรรมแทบจะไม่เหลือแล้วในประเทศนี้ ฝืนจะต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปเรื่อย ๆ ผมสงสาร ที่ท่านจะต้องฝืนตอบคําถามนักข่าวแบบไม่จริงใจแบบทุกวันนี้ ท่านต้องถามตัวเองครับว่า ท่านจะฝืนได้อีกนานสักแค่ไหน ความกลัวบนสีหน้าท่านมันแสดงออกชัดเจนว่าถึงแม้ท่าน จะทําสีหน้าขึงขัง พูดจาเสียงดังอย่างไร มันไม่สามารถกลบความกลัวของท่านได้เลย ท่านกลัว การเปลี่ยนแปลง ท่านกลัวจนหลงคิดเสียว่าอยากจะทําให้โลกนี้หยุดหมุนสัก ๒๐ ปี ท่านกําลัง หลอกตัวเองครับ อย่างไรฝนมันไม่ตกขึ้นฟ้า ท่านจะฝืนธรรมชาติไปได้อีกสักแค่ไหนกันเชียว ความหวาดระแวง ความตกใจมันแสดงออกชัดเจนทุกครั้งที่ท่านอ้าปากพูด ผมว่าก็แน่ละครับ สิ่งที่นักศึกษาเสนอเป็นสิ่งที่ท่านคิดไม่ถึง พวกเขาไม่ได้เสนอการแก้ปัญหารายประเด็น ยิบย่อยนะครับ พวกเขาเสนอการแก้ปัญหาแบบองค์รวมที่มองทะลุไปถึงโครงสร้างว่าจะต้อง แก้ตรงไหนถึงจะเจอต้นตอจริง ๆ มันจริงเสียจนผมเชื่อว่าท่านคงรับไม่ได้ แน่นอนครับ อาจจะทําให้ท่านเลือกที่จะใช้ความรุนแรง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่พวกเราไม่ต้องการ เราเห็นการอุ้ม นิสิต นักศึกษากลางวันแสก ๆ รายล้อมไปด้วยกล้องถ่ายเป็นสิบยี่สิบตัวก็ทํากันแล้ว การสูญเสียผลประโยชน์มหาศาลตรงนี้ละครับ ผลประโยชน์มหาศาลที่ผมมีโอกาสทํา งบประมาณ ๒ ปีมาแล้ว ถึงแม้จะเป็นระยะเวลาอันน้อยนิดถ้าเทียบกับคนอื่น แต่เพียงพอ ที่จะทําให้ผมกลัว เพราะว่าการสูญเสียผลประโยชน์มหาศาลที่พวกท่านครอบครองอยู่แบบนี้ ทําให้เกิดความรุนแรงแน่นอน แล้วเราไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น ผลประโยชน์ทั้งในงบประมาณ ทั้งนอกงบประมาณรวม ๆ กันเป็นแสนล้านบาท ไม่ได้แปลกครับ ถ้าท่านจะตัดสินใจใช้ ความรุนแรงแบบที่ท่านถนัดกับเยาวชนผู้ที่แค่ต้องการเห็นประเทศที่ดีกว่า ถ้าไปถึงตอนนั้น ผมคิดว่าท่านคงจะต้องอิจฉารัฐมนตรีทั้ง ๔ ท่านที่เจอทางลงแบบชิลล์ ๆ (Chill) ซึ่งมันไม่ทัน แล้วครับ🔗
ท่านประธานครับ ล่าสุดมีข่าวสถานศึกษาที่จังหวัดแพร่กับจังหวัดมหาสารคาม ขู่ว่าจะไม่เซ็นใบจบให้เด็ก ๆ อันนี้ต้องตรวจสอบด่วนเลยนะครับ นี่เป็นการเอาใจผู้มีอํานาจ ด้วยการไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของเด็ก ๆ เลย มาถึงตรงนี้ก็ต้องฝาก ไปถึงพี่ ๆ ตํารวจ พี่ ๆ ทหารด้วยว่าอาชีพของพวกท่านเป็นความฝันของเด็ก ๆ ผมเป็น หนึ่งในนั้นที่เคยฝันอยากจะเป็นตํารวจ อาชีพของท่านมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เพราะฉะนั้น อย่าเอาเกียรติ เอาศักดิ์ศรีมาทิ้งไปง่าย ๆ เพราะว่าคําสั่งจากผู้มีอํานาจที่ต้องการจะสานต่อ อํานาจของตัวเอง แล้วที่สําคัญสุดท้ายผมอยากจะบอกว่าท่านต้องยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรม อย่าให้ความอยุติธรรมมาทําลายประเทศเราไปมากกว่านี้ แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์คับขันที่สุด จงหันปืนขึ้นฟ้า อย่าหันกระบอกปืนไปที่ประชาชน นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะบอกตอนนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไป ท่านสําลี รักสุทธี เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สําลี รักสุทธี แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ภูมิลําเนาจังหวัดมหาสารคาม ท่านประธานครับ ในประเด็นที่เรากําลังถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้หรือกําลังอธิบายกันอยู่ ในขณะนี้ ผมเองก็เป็นห่วงในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเหตุการณ์ บ้านเมืองมาค่อนข้างจะนานพอสมควร สิ่งที่เราทั้งหลายไม่อยากจะให้เกิดขึ้นในกรณีที่มีการ ชุมนุมแล้วเกิดการสูญเสีย ซึ่งอดีตเป็นบทเรียนที่เราต้องจดจํา ที่เราไม่อยากจะให้เกิดขึ้น ก่อนหน้าที่จะมีสีเสื้อก็มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทําให้เกิดความสูญเสีย เราไม่อาจที่จะ ประมาทได้ว่าเฉพาะนิสิต นักศึกษาว่าเป็นจุดเล็ก ๆ จะทําให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่ได้หรือไม่ ก็อย่าเพิ่งไปประมาท เราจะประมาทไม่ได้เป็นอันขาด ต่อกรณีที่เราต้องการจะให้ ตั้งกรรมาธิการในวันนี้นั้น ก็อาจจะแตกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอาจจะเห็นว่าสมควรตั้งหรือไม่ เพราะว่าเหตุการณ์นั้นชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าจะฟังก็ไม่จําเป็นต้องตั้ง โดยส่วนตัวของ ผมเองแล้ว ผมเห็นว่าเรื่องการตั้งกรรมาธิการนั้นก็มีส่วนจําเป็นเพราะอะไรครับ เพราะว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีอยู่ ๒ ฝ่ายอย่างแน่นอนครับ ๒ ฝ่ายนั้นถ้าไม่หันหน้าเข้าหากันโอกาส ที่จะเกิดเหตุที่เราไม่คาดฝันนั้นเกิดขึ้นได้นะครับ แต่ถ้ามีคนกลาง เราในฐานะเป็นตัวแทน ของคนทั้งประเทศ บุคคลหรือกลุ่มคนทั้ง ๒ ฝ่ายก็น่าที่จะรับฟัง อย่างกรณีของพฤษภาทมิฬ ที่เกิดขึ้น ๒ ฝ่ายนั้นแข็งข้อต่อกัน ไม่มีคนกลาง ในที่สุดเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินถือว่าเป็นบุคคล ชั้นยอดของประเทศเรียก ๒ ฝ่ายเข้ามาหันหน้าเข้าหากันในที่สุดเหตุร้ายก็คลี่คลายไปในทาง ที่ดี อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าเผื่อว่า ๒ ฝ่ายไม่หันหน้าเข้าหากันก็จะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะต่างฝ่ายต่างแข็งข้อ ขณะนี้ก็มีการจัดชุมนุมอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามก็มี คําว่าพวกเราจะต้องไล่ทั้งนายกรัฐมนตรีและอธิการบดีไปพร้อม ๆ กัน คํานี้เกิดขึ้นก็เพราะว่า ไม่มีการเจรจา ไม่มีการหันหน้าเข้าหากัน ถ้าหันหน้าเข้าหากันมีคนกลางไปพูดไปคุย คําอย่างนี้ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในส่วนตัวของผมเองนั้น ในฐานะที่ก็เคยอยู่กับ เหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสีเสื้อทั้ง ๒ สีนี้ที่เกิดขึ้นมันรุนแรงก็เพราะว่าพวกเราไม่รับฟัง ซึ่งกันและกัน เมื่อมารับฟังก็ต่อเมื่อมันสายไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเราในฐานะ ที่เป็นผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนของคนทั้งประเทศที่มาจากหลายจังหวัดนี้ ถ้าเผื่อว่า เราตั้งกรรมาธิการขึ้นมาแล้วก็ให้ ๒ ฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม อย่างน้อยนิสิต นักศึกษา ที่เขากําลังร้อนอยู่ในขณะนี้เขาหันหน้าเข้ามาหาเราก็อาจจะเย็นลง แม้ขณะนี้ข้างนอก หลายคนอาจจะบอกว่าจุดไม่ติด เป็นม็อบ (Mob) อะไรก็แล้วแต่เราก็ไม่ประมาท ถ้าหากว่า เราให้ความสําคัญกับเขา ในขณะนี้ในสภาเราถือว่าจุดติดแล้ว คําว่า จุดติด ก็คือเราทุกฝ่าย เห็นพ้องต้องกัน น้อยนะครับที่ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านจะมีความเห็นที่สอดคล้องกัน ในลักษณะนี้ ท่านประธานครับ ผมเองในฐานะที่เคยเป็นครูผมเคยทําโครงการประชาธิปไตย ในสายเลือดขึ้นมา ประชาธิปไตยในสายเลือดก็คือเราให้นักเรียนเข้าไปร่วมประชุม กับครู นักเรียนต้องการอะไร เวลาครูประชุมจะต้องให้สภานักเรียนเข้าไปร่วมประชุมด้วย พวกเราก็อยู่กันอย่าง เรียกว่าอยู่ร่วมกันอย่างสันติอยู่ร่วมกันอย่างพ่อกับลูก ก็เป็นโรงเรียน ที่มีความสุขครับ เพราะฉะนั้นระบบประชาธิปไตยไม่ใช่ว่าจะเรียกร้องเอาตามใจตนเอง จะต้องฟังหลาย ๆ ฝ่ายดังนั้นการหันหน้าเข้าหากันการรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่สวยงามครับ ผมขอฝากบทกลอนทิ้งท้าย เพื่อเป็นการให้ข้อคิดแล้วก็เตือนใจทุก ๆ ฝ่ายครับ เขาคือเมล็ดพันธุ์พร้อมบานพรุ่ง เมล็ดพันธุ์พร้อมบานพรุ่ง เขาคือดาวรุ่ง เขาคือดาวพร้อมรุ่งในวันใหม่ ดาวพร้อมรุ่งในวันใหม่ เขาคืออนาคตกําหนดไทย อนาคตกําหนดไทย เขาคือดวงไฟกาลเวลา เขาคือดอกไม้ กาลเวลา จงฟังเขาคุยกับเขาเอาใจใส่ เขาเป็นลูกหลานไทยที่มีค่า ถ้าผู้ใหญ่ให้สําคัญปันเมตตา ประเทศไทยจะพัฒนาก้าวหน้าไกล ขอบคุณมาก ๆ ครับท่านประธาน🔗
ท่านสมาชิก อีก ๓ ท่านนะครับ ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ท่านนิกร จํานง ท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เชิญท่านชวลิตครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมขอแสดงความเห็นสนับสนุนญัตติด่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่าน หลายพรรคการเมือง โดยเฉพาะของพรรคเพื่อไทยที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณามีมติให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของนิสิต นักศึกษา และเยาวชน ต่อปัญหาของ บ้านเมืองในขณะนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในชีวิตการทํางานการเมืองของกระผมตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔ ถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปี และก่อนหน้านั้นอยู่ในภาคราชการอีกกว่า ๒๐ ปี ได้มีโอกาสเห็นความสูญเสียเลือดเนื้อของประชาชน โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษา ที่ได้เรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องทางการเมือง แล้วประสบเคราะห์กรรมดังกล่าวมาแล้ว หลายครั้ง เมื่อเกิดขึ้นครั้งใดจะเป็นที่น่าเศร้าสะเทือนใจ บ้านเมืองจะถอยหลังเข้าคลอง บอบช้ํา กว่าจะฟื้นตัวฟื้นจิตใจประชาชนใช้เวลานานมากและจะเป็นแผลเป็นในจิตใจ ประชาชนที่ยากจะลบรอยแผลนั้นได้ ดังนั้นการที่สภานําข้อเรียกร้องของนิสิต นักศึกษา มาพิจารณากันในวันนี้ ถือเป็นโอกาสสําคัญที่รัฐบาลและราชการฝ่ายความมั่นคงจะได้รับ ข้อคิดเห็นของผู้แทนประชาชนไปพิจารณาหาทางแก้ไขในแนวทางสันติวิธี กระผมเห็นว่า สันติวิธีเท่านั้น เป็นทางออกของบ้านเมืองอย่างยั่งยืนและถ้าสังเกตให้ดีการเคลื่อนไหว ของเยาวชนครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนไวรัสโควิด (COVID) ระบาดและการเคลื่อนไหวของเยาวชน ก่อนโควิด (COVID) ระบาด ที่ผ่านมานั้นไม่น่าเชื่อว่าจะลงลึกไปถึงโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียง ของประเทศหลายโรงเรียน พวกเรามาวิเคราะห์กันก็ได้ข้อสรุปตรงกันประการหนึ่งก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่รัฐบาลนี้แก้ไขไม่ได้ เมื่อกระทบกับผู้ปกครองเด็ก ความเดือดร้อน ก็ลงลึกไปถึงเด็กด้วย เด็กมองถึงอนาคตของเขาจะต้องรับมรดกบ้านเมืองที่ยับเยินจากผู้ใหญ่ ที่สร้างขึ้นก็ไม่เป็นธรรมสําหรับเด็ก และเมื่อวิเคราะห์ให้ลึกลงไปกว่านั้นอีก การแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจปากท้องที่ไม่สําเร็จเสียที นี่ก็เพราะความไม่เชื่อมั่นในการเมือง การปกครอง ที่ต่างประเทศเขาไม่ยอมรับ เขาไม่เชื่อมั่นว่าเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง นั่นสถานการณ์ ยังไม่เกิดระบาดไวรัสโควิด (COVID) แต่บัดนี้ไวรัสโควิด (COVID) ระบาด ปัญหาจะหนัก กว่าเก่าหลายเท่า ความเดือดร้อนของประชาชนโดยเฉพาะนิสิต นักศึกษาจะมากมาย เป็นทวีคูณ เมื่อดูข้อเรียกร้องของนิสิต นักศึกษา อย่างน้อยมี ๑ เรื่องสําคัญที่ตรงกับประชาชนทั่วไป และถ้ารัฐบาลสามารถเปิดใจ กระผมเห็นว่าสามารถเปิดใจได้ทันทีคือการแก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตย โปรดอย่าตอบแต่เพียงว่ามีคณะกรรมาธิการศึกษาแก้รัฐธรรมนูญ อยู่แล้ว ถ้าตอบแค่นี้ วิญญูชนทั่วไปก็รู้ว่าแค่ซื้อเวลา ณ สถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาล ควรกําหนดไทม์ไลน์ (Timeline) ให้ชัดเจน ถึงกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญไปจนถึง การเลือกตั้งทั่วไป ภายใต้กติกาใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมผ่าน ส.ส.ร. กระผมเห็นว่าก็จะเป็น การผ่อนคลายสถานการณ์ ส่วนที่อยากจะฝากทั้งรัฐบาลและนิสิต นักศึกษา ลูกหลาน เยาวชนก็คือ ในฝ่ายรัฐบาลก็ควรรับข้อเสนอของนิสิต นักศึกษาไปพิจารณา แล้วแก้ไขทันที ที่แก้ไขได้ ที่เห็นพ้องกันก็คือการกําหนดไทม์ไลน์ (Timeline) ที่ชัดเจนในการแก้รัฐธรรมนูญ โดยประชาชนมีส่วนร่วมดังที่กระผมได้กล่าวเมื่อสักครู่ ในส่วนของนักเรียน นักศึกษา นิสิต นักศึกษา สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือเรื่องความปลอดภัย การแทรกแซงที่อาจจะมีจากผู้ไม่หวังดี ที่อาจอาศัยสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง การไม่สุ่มเสี่ยงอ่อนไหวกับ การกระทําผิดกฎหมาย ที่อาจมีการสร้างสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของ นิสิต นักศึกษาในครั้งนี้ เป็นรอบหลายสิบปีที่อาจจะมีปรากฏการณ์เช่นนี้ รัฐบาล ควรให้ความสําคัญและรับไปพิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี โดยท่านนายกรัฐมนตรี ควรรับเรื่องนี้ไปพิจารณาเอง กระผมเห็นว่าไม่ควรที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาอีก การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดก็คือตัวรัฐบาลรับเรื่องนี้ พบปะกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้เป็นเรื่องเป็นราวก็จะแก้ไขคลี่คลายสถานการณ์ แล้วก็หันหน้าไปแก้ไขปัญหาบ้านเมือง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่ประชาชนกําลังย่ําแย่และปัญหาภัยแล้งที่หลายพื้นที่ ก็ยังมีอยู่ ข้าวเริ่มตาย เริ่มเสียหาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รัฐบาลไม่ควรที่จะมีศึกหลายด้าน ควรจะหันหน้ามาพูดจากันเรื่องนี้ เพื่อรวมตัวรวมใจไปแก้วิกฤติของชาติ โดยเฉพาะปัญหา เศรษฐกิจปากท้องให้คลี่คลายโดยเร็ว ขอขอบพระคุณครับ🔗
ท่านนิกร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ ผมขออภิปราย ญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เปิดรับฟังความเห็นเพื่อให้นิสิต นักเรียน นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับสภาผู้แทนราษฎร ผมสนับสนุนญัตติของ เพื่อนสมาชิกทุกญัตติที่ต้องการจะเปิดพื้นที่ตรงนี้ แต่ว่าที่ผมเห็นด้วยเป็นพิเศษก็คือว่าญัตติ ของท่าน ส.ส. อิสระ นั่นคือหลักการ แต่วิธีการผมเห็นด้วยกับท่าน ส.ส. อิสระนะครับ ในญัตติที่ ๕.๑๕๑ ในการตั้งกรรมาธิการขึ้นมารับฟังความเห็น เปิดพื้นที่ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเด็นที่เรากําลังคุยนี้เป็นประเด็นเกี่ยวกับนักเรียน นิสิต นักศึกษาและ เยาวชนคนรุ่นใหม่ ประเด็นปัญหาตรงนี้เราต้องเริ่มจากตรงนี้ครับท่านประธาน ต้องเริ่มจาก ปรัชญาของการเคารพความเห็นของบุคคลเหล่านี้ก่อน ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงจัง และจริงใจ ท่านประธานที่เคารพครับ เราหันมามองถึงเรื่องสิทธิทางการเมือง ยุคหนึ่ง ก่อนที่บุคคลเหล่านี้จะมีสิทธิในการเลือกตั้ง ถ้าจําได้เราไปพูดกันว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญ ให้เด็กมีสิทธิเลือกตั้ง เด็ก ๑๘ ปีมีสิทธิเลือกตั้ง ความเห็นตรงนี้ผมแย้งมาตลอดเพราะว่า พอเรารับรองสิทธิของเขาแล้ว เขาไม่ใช่เด็กอีกต่อไป บุคคลอายุ ๑๘ ปี ถือเป็นบุคคล ที่มีสมรรถนะทางการเมืองเท่า ๆ กับเราก็คือเท่ากับเรา เขาไม่ใช่เด็กเพราะเขาอายุเกิน ๑๘ ปีแล้ว ถ้าทางการเมืองเท่ากัน ดังนั้นในจุดตรงนี้เบื้องต้นเราต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์หรือมายด์เซต (Mindset) ว่าเป็นสิทธิ การเลือกตั้งของบุคคลอายุ ๑๘ ปี ต้องยอมรับความเป็นบุคคลของเขาเสียก่อน ด้วยความเคารพ ไม่อย่างนั้นเราจะมองเขาเป็นเด็กอยู่ร่ําไป🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมเสนอปรัชญาของการคุกเข่าคุยกับเด็กให้ตาเสมอกัน ปรัชญา ตรงนี้เป็นหลักการของดอกเตอร์บัลแกเรียจากยูซีแอลเอ (UCLA) เขาเปิดหลักสูตร เลิฟ (Love) ให้มนุษย์รักกัน เขาพูดอย่างนี้ว่าเวลาคุยกับเด็กให้เราคุกเข่าลงมาแล้วให้ตา เสมอกับเด็ก เพราะไม่อย่างนั้นเรายืนสูงกว่าเราจะเข้าใจว่าตัวเราใหญ่กว่าเด็กตัวเล็ก กว่าเรา เพราะฉะนั้นจะไม่เข้าใจแล้วเราจะลืมไปว่าครั้งหนึ่งเราก็เคยเป็นเด็กเหมือนกัน เราจะลืมวัน เวลาเหล่านั้นไป ดังนั้นหลักการตรงนี้ทําให้ผมย้อนนึกถึงตัวเองว่าในเส้นทาง ของผมเองผมก็เคยเป็นเด็กเท่านี้ ท่านประธานครับ มัธยมศึกษาปีที่ ๓ ผมไปชุมนุมประท้วง ม.ศ. ๓ ถังแก๊สกลางเมืองจังหวัดสงขลาก็เข้าไปในห้องผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วก็ให้ไล่ถังแก๊ส ออกไป เราก็เคยทําเหมือนเยาวชนทําอยู่ในวันนี้ ต่อมาเมื่อ ม.ศ. ๔ ผมเป็นประธานกลุ่ม เยาวชนอาสาสมัครจังหวัดสงขลา ตรงนี้มีการเมืองมาเกี่ยว เราถูกชี้นําโดย นอท. หรือนิสิต อาสาสมัครแห่งประเทศไทย ผมได้จัดตั้ง ยส. หรือเยาวชนอาสาสมัครจังหวัดสงขลาขึ้น เราไปเข้าค่ายแต่เราไม่สร้างโรงเรียน เพราะเราสร้างโรงเรียนเราทําไม่ได้ เราไปเข้าค่าย แล้วฝึกการพูด ฝึกการเป็นผู้นํา ฝึกการเสนอญัตติมาตั้งแต่ ม.ศ. ๔ แล้วครับ แล้วก็เรามีรุ่นพี่ ผมมีรุ่นพี่อยู่คนหนึ่งชื่อพี่เบิ้มแกมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วแกอยู่นครนิวยอร์ก พยายามผลักดันพวกน้อง ๆ ให้เข้าสู่คล้าย ๆ ว่าให้มีความรู้ทางด้านญัตติ ด้านอะไรพวกนี้ ปรากฏว่าตอนช่วงวันที่ ๑๔ ตุลาคม เราก็มีการรวมตัวกันแล้ว แล้วก็ไปได้ดี ตอนวันที่ ๑๔ ตุลาคม มีเหตุการณ์ พี่เบิ้มเข้าป่าหายไปเลย แล้วทราบตอนหลังว่าไปเสียชีวิตในป่าจากการ สู้รบกับฝ่ายบ้านเมืองหรืออย่างไรไม่ทราบ แล้วในขณะนั้นเราก็สูญเสียผู้เป็นที่รัก ที่พยายามจะเดินแบบคล้าย ๆ ว่าเหมือนกับให้เรามีความรู้ มีความเข้าใจในเรื่องการเมือง นี่แหละ ไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลัง แล้วในครั้งเดียวกันมีรุ่นพี่อีกคนหนึ่งที่จังหวัดสงขลาเข้าป่า ไปด้วยแล้วก็หายไปเสียชีวิตด้วย แม่ของเขาเอาไม้ไปเขี่ยดินหาลูก ประเด็นตรงนี้คือ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากความรุนแรงทางด้านการเมืองที่เกิดขึ้น ผมเองประสบการณ์ สูญเสียนี้ทําให้ผมมีความรู้สึกมาก ดังนั้นเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ผมเรียนอยู่ที่ จังหวัดเชียงใหม่ ผมไม่เข้าป่า ผมเห็นว่าอย่างนี้ครับ ผมเห็นว่าการต่อสู้ตรงนี้บางครั้งเป็นการ ต่อสู้ของอํานาจ ๒ อํานาจ แต่คนที่สู้กัน ที่ฆ่ากัน ที่มีปัญหากันจะเป็นประชาชนทั่วไป เป็นเด็ก ๆ เป็นนักศึกษา กับทหาร ซึ่งเขาเป็นคนไทยเหมือนกัน ดังนั้นความสูญเสียที่เกิด เพื่ออํานาจต่าง ๆ เป็นเรื่องไม่จริง ท่านประธานที่เคารพครับ มีปรัชญาการต่อสู้ของเสรีภาพ ในมิติการสูญเสียว่า เสรีภาพและประชาธิปไตยที่ได้มาจากชีวิตและเลือดเนื้อของผู้บริสุทธิ์ แม้แต่เพียงคนเดียว เสรีภาพและประชาธิปไตยที่ได้มาจะเกิดขึ้น แต่จะคงอยู่สั้นมาก ความชั่วร้ายจะเข้ามาทดแทนและจะคงอยู่ยาวนาน คําถามก็คือว่าเรามีวันที่ ๑๔ ตุลาคม วันที่ ๖ ตุลาคม เรามีพฤษภาทมิฬ ขณะนี้เราสูญเสียผู้บริสุทธิ์ไปเท่าไร อาจจะเป็นบาปตรงนี้ กระมังที่เราต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่ดีเรื่องการเมือง การเมืองเราไม่ไปไหนสักที นี่เป็นประเด็น ที่สําคัญที่ผมยึดถือ แล้วประสบการณ์นี้เองทําให้ผมเดินบนเส้นแห่งความปรองดองและ ประนีประนอมตลอดชีวิตทางการเมือง ท่านประธานคงสังเกตว่า ผมไม่เป็นศัตรูกับใครเลย เพราะคิดว่าอยากจะให้ทุกคนมาดีกัน อยากจะให้ปรองดองกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ประสบการณ์ทางด้านนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ประสบการณ์ที่ผมติดตามเรื่องนี้อยู่ตลอด กําลังบอกผมว่ากําลังมีสถานการณ์ที่ล่อแหลมต่อความสูญเสียกําลังจะเกิดขึ้นอีกแล้ว นี่ความรู้สึกของผมเอง ผมจึงเห็นว่าเพื่อการสร้างความปลอดภัย สถานการณ์อันไม่พึง ประสงค์ของทุกฝ่าย เพราะว่าเวลาสูญเสียไม่ใช่ชาติ ประชาชนเป็นผู้สูญเสีย สมควรที่เราจะ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาใช้สภา จริงอยู่เราฟังความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ในคณะกรรมาธิการแล้ว แต่อยากจะใช้สภาเพราะสภาเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ใช่เป็นพื้นที่ ดองเรื่อง รับฟังความเห็นเพราะเราจะอยู่ตรงกลางระหว่างฝ่ายหนึ่งที่ขัดแย้งกันมาก ตอนนี้ รัฐบาลกับผู้ที่ประท้วงอยู่ขณะนี้อาจจะคุยกันไม่รู้เรื่อง เราจะเป็นตัวกลางให้นะครับ แล้วเราต้องฟังกัน และให้ประชาชนรุ่นใหม่เหล่านี้ใช้ความรัก ด้วยความรัก เราต้องฟังเขาด้วยความรัก เพราะเขาเป็นน้อง เป็นลูก เป็นหลานเรา แต่ด้วย ความเคารพด้วย ไม่ใช่รักอย่างเดียวแล้วเห็นเขาเป็นเด็ก ด้วยความเคารพ แล้วหาข้อสรุป เพื่อหาทางออก คือฟังกัน คือเราต้องคุกเข่าลงให้เสมอกับเขาแล้วคุยกัน แล้วก็เพื่อ ประเทศชาติของเราจะได้มีทางออกต่อเรื่องนี้ครับ ก็กราบเรียนนําเสนอให้ตั้งกรรมาธิการครับ ท่านประธานที่เคารพ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านวิโรจน์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ การที่มีกลุ่มนักเรียน นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะขยายวงออกไปเรื่อย ๆ ผมคิดว่าหลายคนคงจะตั้งคําถามครับว่าทําไม ถึงเป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจจะตั้งคําถาม อยู่ในใจว่า อยู่ดี ๆ ทําไมพวกเขาถึงออกมา ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่ามันอยู่ไม่ดีหรอก ถ้าอยู่ดี ๆ เขาต้องไม่ออกมา เพราะมันอยู่ไม่ดีและมองไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้นภายใต้ การบริหารของรัฐบาลชุดนี้ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่มีกลไก มีเครื่องมือให้ คณะรัฐประหารสืบทอดอํานาจ มี ส.ว. มีองค์กรอิสระ มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ที่คอยสิงสู่จนประเทศนี้กลายเป็นดินแดนต้องสาปที่พัฒนา ไม่ได้ ทรัพยากรทั้งหมดของประเทศถูกยึดกุมโดยเครือข่ายอุปถัมภ์ ถูกครอบงําโดยกลุ่ม อภิสิทธิ์ชน จนนับวันปัญหาความเหลื่อมล้ําก็ทวีปัญหาความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นักศึกษา นักเรียนเขารู้ดีว่ามีการประเมินว่าจะมีคนตกงานสูงถึง ๘.๔ ล้านคน นักศึกษาที่กําลัง จะจบในปีนี้ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน กําลังเคว้งคว้างหางานทําอย่างสิ้นหวัง มีนักเรียนที่ยัง เรียนอยู่อีก ๖๗๐,๐๐๐ คนที่อาจต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะว่าปัญหายากจน และปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว ที่สําคัญครับ ผู้ประกอบการรายย่อยอาจจะมีถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่อาจจะต้องปิดกิจการอย่างถาวร แต่รัฐบาลนี้ครับ น้อง ๆ นักศึกษา เขาทราบว่ามีการแย่งตําแหน่งกันชุลมุนแทนที่จะแก้ปัญหา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดดการประชุม ครม. เศรษฐกิจที่กําลังจะพิจารณาการช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) และเป็น การโดดแบบกะทันหันเสียด้วย รัฐบาลและกองทัพยังคงไร้สามัญสํานึก ไม่ยอมเลิกซื้อ ยานเกราะล้อยางที่มีมูลค่าสูง ๔,๕๑๕ ล้านบาท และยังจะมีกรณีซื้อเครื่องบินวีไอพี (VIP) อีก ๑,๓๔๘.๕ ล้านบาท ชีวิตประชาชนกําลังจะดําดิ่ง แต่รัฐบาลก็ยังคิดจะดําน้ํา นี่ยังไม่นับ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่กําลังจะขาดเงินหมุน แต่รัฐบาลก็ยังคิดแต่จะซื้อกระสุนปืนใหญ่ เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่กําลังจะถูกเอาไปถลุง ประชาชนได้แต่นั่งหน้าเศร้า มีแต่ผู้รับเหมา ที่ได้ประโยชน์ ถามจริง ๆ ครับ รัฐบาลนี้เคยให้ความหวังอะไรกับเขาได้ นโยบายที่ใช้หาเสียง ค่าแรงขั้นต่ํา ๔๐๐-๔๒๕ บาท ปริญญาตรี ๒๐,๐๐๐ บาท อาชีวะ ๑๘,๐๐๐ บาท เห็นทําได้ อยู่อย่างเดียว คือเด็กจบใหม่งดเว้นภาษี ๕ ปี เพราะตอนนี้ก็หางานทําไม่ได้แล้ว ภาษี ก็ไม่ต้องเสียอยู่แล้ว ถ้ายังปล่อยให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ครอบงําประเทศนี้ต่อไป สิ่งที่รอคอย พวกเขาอยู่ เขารู้ครับว่ามันคืออะไร พวกเขาจะต้องเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสูญเปล่า เป็นประสบการณ์ และต้องเข้าสู่วัยกลางคนที่มีรายได้แบบชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่สามารถ จะดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่า ไม่สามารถดูแลลูกของเขาที่กําลังเติบโตขึ้นมาได้ และสุดท้ายต้อง กลายเป็นคนแก่ที่ไม่มีเงิน ที่หายใจรดทิ้งไปวัน ๆ รอลาจากโลกนี้ไปอย่างสิ้นหวัง เขาไม่ต้องการ อนาคตแบบนี้ครับท่านประธาน ระบบการศึกษาและโรงเรียนแทนที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่จะทําให้เขากล้าคิดต่าง กล้าตั้งคําถาม กล้าคิดสร้างสรรค์ วันนี้เปล่าครับ หลายโรงเรียน และมีจํานวนไม่น้อยด้วย กลับเป็นสถานที่ที่มีการใช้อํานาจนิยมกดให้เด็กต้องยอมจํานน ต่อคําสั่งที่บังคับให้พวกเขาเป็นเหมือน ๆ กัน ทําเหมือน ๆ กัน อย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่องกรณีทรงผม ทั้ง ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการก็มีระเบียบใหม่แล้ว แต่หลายโรงเรียนก็ไม่เคารพระเบียบใหม่ แล้วยังไปกล่าวหาโรงเรียนว่าไม่เคารพระเบียบ แถมยังมีการลงโทษผิดระเบียบด้วยการกล้อนผมเด็กและกล้อนผมตั้งแต่เช้าแล้วปล่อยให้เด็ก เข้าไปเรียนในโรงเรียนในสภาพผมแหว่งตลอดทั้งวัน การกระทําแบบนี้หมายได้อย่างเดียวคือ การตีตราประจานเด็กเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้เขารู้สึกอับอาย แล้วที่แย่ ไปกว่านั้นคือผมทราบมาว่ามีครูบางคนลงโทษพวกเขาด้วยการใช้กําลัง ด้วยการตบตี บางโรงเรียนมีการข่มขู่คุกคามเด็กด้วยถ้อยคําหยาบคายเปรียบเด็กที่ไว้ผมยาวว่าจะไปขาย บริการทางเพศ ไล่ให้เด็กไปฆ่าตัวตาย ไม่พอใจก็ให้ลาออกไป เอาเด็กมาเรียงแถวหมอบกราบ ต้อนรับผู้อํานวยการคนใหม่ เอามาหมอบกราบทําความเคารพในลานซีเมนต์ (Cement) ร้อน ๆ ยามเช้า แล้วแถมยังมีการตั้งค่าหัวเด็กไล่ล่าแม่มดเด็กที่ไปโพสต์ (Post) เรื่องราว การทําทารุณกรรมในโรงเรียนอีกด้วย ล่าสุดนักเรียนที่ไปยกป้ายแสดงความคิดเห็น ทางการเมือง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามมาตรา ๓๔ ของรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีครูบางคน ไปข่มขู่คุกคามนักเรียนเอาเบอร์โทรศัพท์ของเขาไปให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ ไปคุกคามนักเรียน และพ่อแม่ผู้ปกครองถึงบ้าน มีการขู่ว่าจะไม่ให้เข้าสอบ ขู่ว่าจะไม่ให้จบ การกระทํา ในลักษณะมาเฟีย (Mafia) แบบนี้เกิดขึ้นในหลายจังหวัด เช่น ชลบุรี ลําพูน นครสวรรค์ แพร่ สมุทรปราการและอีกหลายที่ อย่างที่ชลบุรีทราบว่าไล่เด็กออกเลยครับ ผมตั้งคําถามว่า การกระทําข่มขู่แบบนี้จะทําให้พวกเขาพร้อมหันหน้ามาคุยกับรัฐบาลหรือครับ แล้วถ้ายังทํา อย่างนี้อีกผมคิดว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นการทําผิดกฎหมายอย่างชัดเจน แล้วเข้าข่ายการทําทารุณกรรมเด็กตามมาตรา ๒๖ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กเสียด้วย ข้ออ้าง ที่มักเอามาใช้กับเด็กก็คือ เป็นเด็กนักเรียนไม่ควรแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ถ้าเป็น อย่างนั้นยกเลิกวิชาหน้าที่พลเมืองไปเลย เปลี่ยนเป็นวิชาการรับสภาพในการเป็น ผู้ถูกปกครองไปเลย ไปผูกโบว์ขาวก็ดําเนินคดี นักศึกษา ๒ คนที่ระยองไปชูป้ายอย่างนี้ จับเขายัดข้อหา พ.ร.ก. ฉุกเฉิน สุดท้ายผมคิดว่านายกรัฐมนตรีต้องปรับทัศนคติตัวเองครับ ท่านประธาน ถ้าทําอย่างนี้ไม่จบครับและเรื่องราวจะรุนแรง ผมฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเลิกใช้กฎหมายตามอําเภอใจในการกดขี่ประชาชน โดยเฉพาะ เด็กนักเรียน นักศึกษาแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่เกิดประโยชน์ แล้วที่สําคัญที่ผมต้องเตือน ท่านนายกรัฐมนตรีในเรื่องอาวุธที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยบอกเอาไว้ว่าซื้อมาเพื่อลูกหลาน ผมไม่ทราบว่าท่านจะซื้อมาเพื่อทําอะไรกับลูกหลาน แต่ผมขอเตือนท่านนายกรัฐมนตรี ไว้ตรงนี้ว่าวันใดที่ท่านคิดจะใช้อาวุธที่ซื้อขึ้นมาด้วยเงินแผ่นดินของปวงชนชาวไทย กระทําการชั่วร้ายต่อลูกหลานวันนั้นคือวันอวสานของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราประชุมกันพอสมควร ขอนําไปพิจารณาต่อในการประชุมครั้งต่อไป คือในวันพรุ่งนี้เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ตามที่เรานัดไว้ วันนี้ขอปิดประชุม ขอบพระคุณครับ🔗