unknown · · 513 lines

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระประชุม ผมอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๒๔ ขอท่านสมาชิกได้รักษาเวลานะครับ เป็นการแสดงศักยภาพของท่านเอง อย่างหนึ่งในการสามารถทําให้คุมเวลาได้ภายใต้เวลาที่เรากําหนดไว้ ขออนุญาตไปตามลําดับ รายชื่อ ท่านทราบอยู่แล้วนะครับ ท่านแรกขอเชิญ คุณเกษม อุประ ครับ🔗

นายเกษม อุประ สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เกษม อุประ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขอกราบเรียน หารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากได้รับการร้องทุกข์จากราษฎร บ้านบัว ตําบลสว่าง อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ว่าทางหลวงแผ่นดินจาก อําเภออากาศอํานวยไปบ้านสูงเนิน ตําบลพอกน้อย อําเภอพรรณานิคม ช่วงชุมชนบ้านบัว เส้นทางคับแคบมีรถสัญจรมากทําให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง มีการบาดเจ็บและสูญเสีย เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ขอให้กรมทางหลวงได้ขยายช่องจราจรเป็น ๔ ช่องจราจร เพื่อลดปัญหาเรื่องอุบัติเหตุและการสูญเสีย แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ พี่น้องประชาชน🔗

เรื่องที่ ๒ พี่น้องชาวอําเภอคําตากล้า ฝากขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสํารวจ ไปรังวัดที่ดินเพื่อเตรียมออกเอกสารสิทธิ และนอกจากนี้ก็อยากจะเรียนฝาก หวังเป็น อย่างยิ่งว่าการออกเอกสารสิทธิคงจะแล้วเสร็จสําเร็จในรัฐบาลชุดนี้ ไม่อยากจะให้เป็น การรังวัดเพื่อให้กําลังใจ เป็นการรังวัดแล้วก็ไปแช่ทิ้งไว้ไม่ดําเนินการจนแล้วเสร็จ อันนี้ ผมขอกราบเรียนฝากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณชุมพล จุลใส ครับ🔗

นายชุมพล จุลใส ชุมพร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากครู นักเรียน โรงเรียนสวนศรีวิทยา อําเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ว่าอาคารเรียนที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ปี ๒๕๖๒ ชื่ออาคาร ศรีตรัง ซึ่งเสียหายทั้งหลัง ดังในภาพนะครับท่านประธาน และสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบว่าเสียหายทั้งหลังจริง ผมจึงนําเรียน ท่านประธานผ่านไปยังสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจัดสรรงบประมาณนํามาก่อสร้างอาคารหลังใหม่แทนหลังเก่าต่อไปนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายสุรชัย แดงละอุ่น นายกองค์การบริหารส่วนตําบลสวี ตําบลปากแพรก เรื่อง โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีต เสริมเหล็ก สายปากแพรก-วิสัยใต้ พร้อมก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามคลองสวีเฒ่า หมู่ที่ ๑ ตําบลปากแพรก เชื่อมตําบลวิสัยใต้ อําเภอสวี จังหวัดชุมพร ผมขอนําเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อจัดสรรงบประมาณลงมา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณโกศล ปัทมะ🔗

นายโกศล ปัทมะ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายโกศล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอหารือท่านผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ๒ เรื่อง ดังนี้🔗

เรื่องที่ ๑ เรื่องที่พี่น้องประชาชนประสบกับปัญหาภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง ไม่ว่าในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ของท่านพีระเพชร ทั้งพื้นที่ภาคอีสาน ดังนั้นผมจึงเรียนมายังท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทาน ให้เร่งปรับปรุงฝายยางบ้านแก้งสนามนางเป็นประตูน้ําหรือฝายพับได้ เพื่อเพิ่มปริมาตร กักเก็บน้ําในลําน้ําชีตอนบน และเร่งซ่อมแซมและปรับปรุงสถานีสูบน้ําด้วยไฟฟ้าพี ๑ (P1) และพี ๒ (P2) ซึ่งมีสภาพชํารุดเก่าแก่ให้สามารถใช้งานเต็มศักยภาพ และวางท่อใหม่ เพื่อที่จะส่งน้ํา กระจายน้ําไปให้กับพี่น้องอําเภอแก้งสนามนาง พี่น้องอําเภอบัวใหญ่ อย่างทั่วถึงเพื่อใช้ในฤดูแล้งหรือว่าช่วงฝนทิ้งช่วง🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนและความไม่สบายใจจากอาสาสมัคร สาธารณสุขหมู่บ้าน หรือที่เราเรียกว่าพี่น้อง อสม. ที่ได้ทุ่มเทเสียสละเวลาและเสี่ยงภัย ช่วงที่โควิด-๑๙ (COVID-19) แพร่ระบาดที่ผ่านมา หลังจากทราบข่าวว่ารัฐบาลจะทบทวน การจ่ายค่าตอบแทน ค่าเสี่ยงภัยของ อสม. เดือนละ ๕๐๐ บาท เป็นเวลา ๑๙ เดือน เหลือเพียง ๗ เดือน พวกเราสมาชิกพรรคเพื่อไทย ตลอดจนฝ่ายค้าน แล้วก็เพื่อนสมาชิก ฝ่ายรัฐบาลอยากจะให้รัฐบาลทบทวน แล้วก็รักษาสัญญา แล้วก็จ่ายเงินให้กับพี่น้อง อสม. เป็นเวลา ๑๙ เดือนคงเดิม กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา🔗

นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทยค่ะ ดิฉันขอหารือ ๒ เรื่องในวันนี้🔗

เรื่องแรก ได้รับเรื่องจาก นายยุรนันท์ วาแวนิ รักษาการนายกสมาคมนิสิต นักศึกษาไทยมุสลิม ทําหนังสือถึงศูนย์ประสานงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เรื่อง ขออนุญาตให้นิสิต นักศึกษามุสลิมสามารถไปประกอบศาสนกิจ เนื่องใน วันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา ประจําปีฮิจเราะห์ศักราช ๑๔๔๑ คือในวันมะรืนนี้ วันศุกร์ที่ ๓๑ กรกฎาคม สําหรับมุสลิมแล้วใน ๑ ปี จะมีวันตรุษ ๒ ครั้ง ตรุษแรกคือวันตรุษอีดิ้ลฟิตรี หลังเดือนรอมฎอน และวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮาหรือวันฮารีรายอฮัจยี ถือว่าเป็นวันสําคัญที่มุสลิม ทั่วโลกเฉลิมฉลองในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นวันหยุดราชการ แต่ภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งมีมุสลิมเป็นจํานวนน้อยทําให้ทางสมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม ซึ่งมีสมาชิกอยู่ ๘๔ สถาบันทั่วประเทศได้ขอให้สถาบันการศึกษาอนุญาตให้นักศึกษามุสลิมสามารถลา เพื่อประกอบศาสนกิจในช่วงเช้าโดยไม่ถือว่าเป็นการขาดเรียน ขอเรียนฝากท่านประธาน ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่ดิฉันได้หารือในสภาแห่งนี้เมื่อปีที่แล้วคือวันที่ ๔ กรกฎาคม ขอให้วันสารทเดือนสิบของพี่น้องชาวไทยพุทธเป็นวันหยุดราชการในจังหวัด ภาคใต้ ได้รับหนังสือตอบกลับมาว่าขอความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทราบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วย มีเพียงกระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดียวที่ไม่เห็นด้วย ดิฉัน ขออนุญาตเรียนฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โปรดพิจารณา อีกครั้งให้วันสารทเดือนสิบของพี่น้องชาวไทยพุทธที่จะมีขึ้นในปีนี้ตรงกันกับวันที่ ๑๗ กันยายน เป็นวันหยุดราชการด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสุเทพ อู่อ้น ครับ🔗

นายสุเทพ อู่อ้น แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มีเรื่องปรึกษาหารือกับท่านประธาน ๔ เรื่อง🔗

เรื่องที่ ๑ คือแรงงานที่ตกงานเพิ่มขึ้นทุกวัน รัฐบาลไม่มีการบริหารจัดการ มาตรการที่จะแก้ไขเหมือนกับหลาย ๆ ประเทศ นานาประเทศที่ดําเนินการที่จะมี การรักษางานให้คงอยู่ ดังนั้นช่วงนี้จะเห็นได้ว่านักศึกษารับรู้สภาพที่เกิดขึ้นจึงได้ออกมาแสดง เพื่อที่จะให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา แต่กลับถูกมองว่าต่อไปสถานประกอบการจะไม่รับคน ที่เห็นต่างเหล่านี้เข้าไปทํางาน ดังนั้นเองในฐานะรัฐบาลต้องออกมาชี้แจงเพื่อให้เกิด ความเข้าใจ แล้วก็ไม่เกิดการบานปลายมากไปกว่านี้นะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานไม่ปฏิบัติหน้าที่ ในการตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา ๑๑/๑ ซึ่งต้องมี การจัดสวัสดิการเท่าเทียม เป็นธรรมของลูกจ้างประจําและลูกจ้างซับคอนแทรกต์ (Subcontract) ดังนั้นขณะนี้มีหลายสถานประกอบการมีซับคอนแทรกต์ (Subcontract) จํานวนมากกว่า ๑๐ บริษัท ก็ขอให้ดําเนินการตรวจสอบตามหน้าที่ด้วย🔗

เรื่องที่ ๓ ก็เช่นกัน ไม่มีการตรวจสอบเรื่องของสัญญาการจ้างงาน มีการใช้ การจ้างงานแบบกําหนดระยะเวลา แล้วก็ ๑๑ เดือนต่อ ๑๑ เดือน ซึ่งเป็นปัญหาหลีกเลี่ยง กฎหมายไม่นับอายุงาน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสถานประกอบการ จึงขอให้รัฐบาลบังคับให้ ข้าราชการดําเนินการตามหน้าที่ด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๔ คือตอนนี้มีข้อมูลว่ารัฐบาลรับเรื่องของการที่มีการจ้างงานแบบ รายชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าขนาดรายวันแล้วยังไม่สามารถที่จะมีรายได้เพียงพอ ดํารงชีพ ถ้ามีการปรับเปลี่ยนเป็นเรื่องของรายได้รายชั่วโมงแล้วพี่น้องผู้ใช้แรงงานจะมีรายได้ พอยังชีพได้อย่างไร เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่มีโควิด-๑๙ (COVID-19) จึงทําให้ เกิดปัญหากับพี่น้องผู้ใช้แรงงานจํานวนมาก ขอให้รัฐบาลรีบดําเนินการแก้ไขโดยด่วนครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป ร้อยตํารวจเอก อรุณ สวัสดี🔗

นายประทวน สุทธิอํานวยเดช ลพบุรี

ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายหารือข้ามคิวนะครับ ประทวน สุทธิอํานวยเดช ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณประทวนก่อนใช่ไหมครับ เชิญครับ ได้ครับ🔗

นายประทวน สุทธิอํานวยเดช ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายประทวน สุทธิอํานวยเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดลพบุรี พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตหารือท่านประธาน กรณีพี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดลพบุรีได้รับความเดือดร้อนกรณีเกิดเพลิงไหม้เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม วันพุธที่ผ่านมานี้ ได้เกิดเพลิงไหม้ที่บ้านหนองแขม หมู่ที่ ๑ ตําบลท่าแค จังหวัดลพบุรี เกิดความเสียหายบ้านเรือนได้รับความเสียหายอยู่ ๒ หลังด้วยกันนะครับ หลังที่ ๑ เป็นของ นางสาวนิภาพร เสียหายทั้งหลัง แล้วก็หลังที่ ๒ เป็นบ้านเลขที่ ๗๑/๑ เป็นของนายเล็ก เสียหายอยู่ครึ่งหลัง ในช่วงเวลาดังกล่าว กระผมติดประชุมอยู่ที่สภาแห่งนี้ไม่สามารถเข้าไป เยี่ยมพี่น้องประชาชนได้ ก็ได้มอบหมายให้ท่านผู้ช่วยเข้าไปดูแล ได้นําเครื่องอุปโภคบริโภค เข้าไปช่วยเหลือเบื้องต้นก็แก้ปัญหาได้ในส่วนหนึ่งครับ วันที่ ๒๗ ที่ผ่านมานี้เป็นวันหยุด ผมได้เข้าไปในพื้นที่เพื่อไปสํารวจและไปให้กําลังใจ ปรากฏว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้น อย่างร้ายแรง ก็คือของคุณนิภาพรที่ผมนําเรียนไปแล้วว่าเสียหายทั้งหลัง แล้วก็ของคุณเล็ก ก็เสียหายครึ่งหลังจริง แล้วก็ในส่วนของการประสานงานกับพื้นที่จะเป็นในส่วนของ นายก อบต. จะเป็นกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งจังหวัด พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งป้องกันภัย ทหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปช่วยเหลือเบื้องต้น กระผมหารือ ผ่านไปอย่างนี้ต่อท่านประธานก็คือว่าการช่วยเหลือในส่วนของภาคราชการอาจจะน้อยไป เขาเสียหายทั้งหลังเลย ซึ่งจวบกับภาวะโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เกิดขึ้น ก็อยากจะผ่าน ท่านประธานไปให้หน่วยงานช่วยกันอย่างเต็มที่ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณวันชัย เจริญนนทสิทธิ์ ครับ🔗

นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์ นนทบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตหารือกับท่านประธาน กระผมได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนในพื้นที่และผู้ที่สัญจรใช้รถใช้ถนน หมายเลข ๑๐๑๓ ช่วงถนน บ้านกล้วย-ไทรน้อย เรียนท่านประธานฝากผ่านไปยังกระทรวงคมนาคมและหน่วยงาน ที่รับผิดชอบทางหลวงชนบท เพื่อลงไปแก้ไขปัญหาถนน หมายเลข ๑๐๑๓ ๒ ข้างทาง มีความลาดชัน และทางเข้าออกแคบมาก ช่วงเช้าและช่วงบ่ายมีรถสัญจรติดจํานวนมาก จึงอยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปแก้ไขโดยการวางท่อระบายน้ํา ๒ ข้างทาง และขยายพื้นที่ผิวการจราจรเพื่อที่จะให้การสัญจรผู้ใช้รถใช้ถนนสะดวกและปลอดภัย มากยิ่งขึ้น🔗

เรื่องที่ ๒ ปัญหาพื้นที่จังหวัดนนทบุรี มีปัญหาเรื่องบ่อนการพนัน ตู้ม้า ตู้การพนันออนไลน์ (Online) และยาเสพติด ผมได้ร้องเรียนกับท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดําเนินการไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ได้ดําเนินการแก้ไขเท่าที่ควร จึงอยากฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบช่วยดําเนินการแก้ไขให้กับ พี่น้องชาวจังหวัดนนทบุรีโดยการเร่งด่วน กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป คุณอภิชา เลิศพชรกมล ครับ🔗

นายอภิชา เลิศพชรกมล นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อภิชา เลิศพชรกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เขต ๙ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรก คือผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านนายกองค์การบริหารส่วนตําบล หนองบุนนาก ท่านนายกทองพูนและราษฎรในตําบลหนองบุนนาก คือเรื่องถนน สายซับตะคร้อ-หัวทํานบ ซึ่งไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๐ ปีแล้ว ที่ถนนเส้นนี้เกิดการชํารุด และไม่ได้มีการปรับปรุงแต่อย่างใด ดังนั้นจึงอยากจะกราบเรียน ท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งกํากับดูแลส่วนราชการ ที่ดูแลเรื่องของการบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับพี่น้อง ถนนเส้นนี้ผมสอบถาม ท่านนายกองค์การบริหารส่วนตําบล ท่านนายกทองพูนท่านบอกว่าไม่ใช่ภารกิจของ องค์การบริหารส่วนตําบล แต่เป็นภารกิจขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ดังนั้นจึงอยาก จะฝากท่านประธาน วันนี้พี่น้องชาวตําบลหนองบุนนากได้เอาข้าวมาปลูกบนถนนแล้ว ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทยเรามานานแล้ว แต่วันนี้เกิดขึ้นที่อําเภอหนองบุญมาก จึงอยากจะฝากท่านประธานไปยังส่วนราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้รีบดําเนินการ อย่าให้ถึงกับ มีการเกี่ยวข้าวกันเลยนะครับ🔗

ส่วนเรื่องที่ ๒ วันนี้ชาวนาอําเภอโชคชัย อําเภอหนองบุญมาก ได้เกิด โรคระบาดขึ้นมาอีกโรคหนึ่งก็คือโรคใบไหม้ในต้นข้าว ซึ่ง ณ วันนี้ทางเกษตรอําเภอก็ดี ทางเกษตรจังหวัดก็ดี ยังไม่มีแนวทางที่จะมาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรแต่อย่างใด จึงอยากจะฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวทางที่จะ ดําเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างไร วันนี้ถ้าหากปล่อยให้เนิ่นนานประเดี๋ยวก็จะต้อง มีการเสียเงินชดเชยอีก จึงอยากจะฝากท่านไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้รีบช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรชาวนาโดยเร่งด่วน ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์🔗

นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ขอให้ท่านให้ความชัดเจนในเรื่องของเงินค่าป่วยการของ อสม. จากที่ผ่านมาพี่น้อง อสม. เป็นหน้าด่านการปฏิบัติงานเฝ้าระวังคัดกรองโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งจะได้รับค่าป่วยการ จํานวน ๕๐๐ บาท เป็นระยะเวลา ๑๙ เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๖๓ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๔ แต่มีข่าวว่าสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอาจจะตัด งบประมาณค่าตอบแทน อสม. จาก ๑๙ เดือน เหลือ ๗ เดือน อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี มาตอบคําถามว่าเป็นความจริงเช่นไร ท่านทราบหรือไม่ว่าที่ผ่านมา อสม. ทํางานหนัก ขนาดไหน อสม. ไม่มีเบี้ยเลี้ยง ไม่มีเงินเดือน ไม่มีสวัสดิการใด ๆ อสม. ต้องออกค่าใช้จ่าย ในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการป้องกันตัวเองในการปฏิบัติงาน อสม. ทํางานแม้เวลา ทั้งกลางวัน บางทีกลางคืนมีคนนอกพื้นที่เข้ามา อสม. ก็ต้องรีบเข้าไปตรวจ เพราะฉะนั้น อสม. ปฏิบัติหน้าที่เพิ่มขึ้น มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จึงขอเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีกรุณาเร่งรัดในการที่จะจ่ายค่าป่วยการให้กับ อสม. ตามกรอบ เวลาเดิมคือ ๑๙ เดือนด้วย ซึ่งหากท่านตัดงบประมาณค่าป่วยการ อสม. เกรงว่าพี่น้อง อสม. จะหมดกําลังใจในการทํางาน แล้วหากเกิดการระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) อีกรอบหนึ่ง ใครจะเป็นหน้าด่านในการเฝ้าระวังให้พวกเรา และอีกอย่างหนึ่งค่าตอบแทนก็คือ ขวัญกําลังใจให้กับพี่น้อง อสม. และเงินในโครงการนี้ก็อยู่ในกรอบของกฎหมาย และยังเป็น ข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่พิจารณารับรอง พ.ร.ก. เงินกู้ไปแล้ว จึงฝาก ท่านประธานสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้รีบดําเนินการต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณบัญญัติ เจตนจันทร์🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระยอง ขออนุญาตท่านประธานหารือถึงท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อช่วยแก้ปัญหาช้างป่า จังหวัดระยองและภาคตะวันออกเป็นข้อ ๆ ดังนี้ครับ🔗

ข้อ ๑ ขอให้รัฐบาลหยิบยกการแก้ปัญหาช้างป่า จังหวัดระยอง และภาคตะวันออกเป็นวาระแห่งชาติ เป็นวาระหลักแก้ปัญหาของอีอีซี (EEC) เป็นวาระหลัก ของการประชุมประจําเดือนหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด โดยบรรจุเป็นวาระประจํา ในการพิจารณา ครม. ทุกเดือน ในการประชุมอีอีซี (EEC) ทุกเดือน และการประชุมที่ ศาลากลางจังหวัดทุกเดือน เนื่องจากปัญหาช้างป่ามาพร้อมกับท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ แล้วก็กระจายวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง แล้วก็ขอให้ปัญหานี้ได้จบลง ในสมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ด้วย เนื่องจากปัจจุบันช้างป่าในป่าอนุรักษ์มาอยู่ในพื้นที่ ทํากินของเกษตรกร เรียกว่าเป็นช้างประจําถิ่น และไม่กลับป่าอีกแล้ว ไม่เหมือนในอดีต ช้างป่าอยู่นอกเขตอนุรักษ์มากกว่าอยู่ในป่าอนุรักษ์เสียแล้ว เมื่อช้างได้รับอันตรายถึงชีวิต คนได้รับการบาดเจ็บเสียชีวิตประจํา ทรัพย์สิน พืชผลอาสินได้รับความเสียหายทุกวัน โดยไม่มีการเยียวยา จึงไม่มีอนาคตว่าเมื่อใดปัญหานี้จะจบ ก็ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ได้บูรณาการทุกหน่วยงานแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน อย่าปล่อยให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แก้ปัญหาแต่กรมเดียวนะครับ🔗

ข้อ ๒ ขอให้รัฐบาลมอบหมายให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และผู้ว่าราชการจังหวัดภาคตะวันออกทุกจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์แก้ปัญหาทุกเรื่อง อย่างบูรณาการ เพราะปัจจุบันการเคลื่อนย้ายช้างกลับสู่ป่าอนุรักษ์สร้างความเสียหาย เป็นรายทาง ไม่มีใครแก้ปัญหาให้นะครับ🔗

ข้อ ๓ ขอให้รัฐบาลออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีและระเบียบ กระทรวงการคลังแก้ไขเยียวยาปัญหาช้างป่าอย่างบูรณาการทุกภาคส่วนใช้กฎหมายเดียวกัน🔗

ข้อ ๔ ขอให้รัฐบาลจัดงบประมาณอุดหนุนให้กรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นแก้ปัญหาด้วยการสร้างรั้วที่แข็งแรง สร้างคูที่แข็งแรง มีแบบแปลนที่มาตรฐาน จะได้ แยกรั้วนั้นให้ช้างและคนได้อยู่แยกกันเพื่อความปลอดภัย ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ วันนี้ ผมมีหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก ฝากไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นะครับ เรื่องนี้นายกเทศมนตรีตําบลบ้านหลวง อําเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็ ท่าน สจ. ยงยุทธ ยาวิชัย ได้ร้องมาว่าสืบเนื่องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีโครงการ สนับสนุนการบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตการเกษตร เรื่อง การให้ค่าชดเชย หรือว่าค่าปลูกข้าวไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๒๐ ไร่ ปัญหาคืออยู่ตรงนี้ครับ พี่น้องเกษตรกร จะต้องลงทะเบียนในโทรศัพท์ลงในแอป (App) นะครับ ซึ่งบางพื้นที่ไม่มีคลื่นโทรศัพท์ แล้วก็อันนี้ประเด็นแรก ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าที่ดินที่จะได้รับสิทธิตรงนี้เฉพาะคนที่มี เอกสารสิทธิ ซึ่งปัญหาเรื่องเหล่านี้คือเกษตรกรจํานวนเยอะมากที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน เพราะฉะนั้นอยากให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับไปพิจารณา🔗

เรื่องที่ ๒ ผมเดินทางไปที่จังหวัดสตูลเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้นะครับ ทางศูนย์เครือข่ายสิทธิพลเมืองได้ร้องเรื่องของการคุ้มครองวิถีชีวิตของพี่น้องชนเผ่าดั้งเดิม คือชาวมานิที่จังหวัดสตูล แล้วก็ทางภาคใต้ เพราะว่าขณะนี้มีวิถีชีวิตในการหาของกินในป่า ดํารงชีวิตที่ยากมากขึ้น เพราะฉะนั้นคือรัฐจะต้องมีมาตรการในการคุ้มครองกลุ่มเหล่านี้ อย่างเป็นพิเศษ เรื่องนี้ฝากไปยังนายกรัฐมนตรีแล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งน่าจะเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นกลุ่มสุดท้ายที่มีวิถีชีวิตแบบบุพกาล ไม่มีการสั่งสม ไม่มีการดํารงชีวิตที่จะแข่งขัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมไทยจะต้องให้ความสําคัญ ขอบคุณ ท่านประธานมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป คุณปฐมพงศ์ สูญจันทร์🔗

นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ นครปฐม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่าน กระผม นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครปฐม เขต ๔ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือท่านประธาน กระผมได้รับ การร้องเรียนจากท่านนายก สมัชชา ทองสิมา นายกองค์การบริหารส่วนตําบลงิ้วราย และประชาชนชาวตําบลงิ้วราย ถนนทางเข้าหมู่บ้านที่ ๑ หมู่บ้านที่ ๒ ซึ่งมีรถไฟตัดผ่าน แต่ไม่มีไม้กั้นห้ามรถ เดิมทีมีเจ้าหน้าที่การรถไฟแห่งประเทศไทยลาก ล้อเลื่อน แต่ปัจจุบัน ได้ยกเลิกไปแล้ว ซึ่งในหมู่บ้านนั้นมีคนเข้าออกอย่างจํานวนมาก มีแหล่งท่องเที่ยว กระผมเอง เกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุให้เสียชีวิตและทรัพย์สินได้ จึงขอฝากท่านประธานไปยังการรถไฟ แห่งประเทศไทยช่วยแก้ไขโดยด่วนด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่สัญจรไปมาในถนนทางหลวง หมายเลข ๓๒๓๓ อําเภอดอนตูม อําเภอนครชัยศรี ซึ่งมีการจราจรที่ติดขัดหนาแน่นในช่วง ขาเข้าอําเภอนครชัยศรี กระผมจึงขอเสนอให้กรมทางหลวงชนบทได้ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ํา นครชัยศรี หน้าวัดกกตาล ตําบลสัมปทวนเชื่อมกับหมู่ที่ ๑ ตําบลงิ้วราย เพื่อระบายรถ ไม่ให้เข้าตัวอําเภอนครชัยศรีที่การจราจรติดขัดหนาแน่น จึงขอฝากท่านประธานไปยัง กรมทางหลวงชนบทด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านการเคหะ นครชัยศรีและหมู่บ้านเอื้ออาทรนครชัยศรี ซึ่งหน้าหมู่บ้านติดกับถนนเพชรเกษม แต่ไม่มี สะพานลอยข้ามถนน ซึ่งทุกวันนี้ประชาชนต้องเดินทางไปไกลจากหน้าหมู่บ้านประมาณ ๕๐๐ เมตร จึงอยากให้กรมทางหลวงได้ก่อสร้างสะพานลอยข้ามถนนที่หน้าหมู่บ้านด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ🔗

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ขอนําเอาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในจังหวัดศรีสะเกษมาหารือท่านประธานเพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลได้โปรดสั่งการไปยัง หน่วยงานที่รับผิดชอบ ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับฝนทิ้งช่วง เนื่องจากว่าขณะนี้ฝนได้ทิ้งช่วง ส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษ ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวนนั้น กําลังได้รับ ความเดือดร้อน ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐบาลได้โปรดดําเนินการแก้ไข ให้เกษตรกรเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเกษตรกรซําสะโหมง อําเภอขุนหาญ กลุ่มเกษตรกรตําบลศรีแก้ว อําเภอศรีรัตนะ กลุ่มเกษตรกรตําบลภูเงิน อําเภอกันทรลักษ์ ได้ร้องขอให้ทางกรมชลประทานได้ออกไปสํารวจตรวจสอบหนองซําสะโหมง ซึ่งมีพื้นที่ ประมาณ ๓๐๐ ไร่ เป็นพื้นที่ที่มีน้ําใช้ตลอดปี เพราะฉะนั้นก็ขอถือโอกาสนี้นําเรียน ท่านประธาน🔗

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับคําแนะนําจาก นายบัณฑิต โสดามุข ราษฎรหมู่ที่ ๑๐ ตําบลพรหมสวัสดิ์ อําเภอพยุห์ ว่าได้ส่งลูกมาเรียนที่เขตมีนบุรี สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง เผอิญว่าลูกชายนั้นได้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปประสบอุบัติเหตุ เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๒ ถึงแก่ชีวิต จากวันนั้นมาถึงวันนี้ปรากฏว่าตํารวจยังไม่ได้สรุป สํานวนส่งอัยการ ทําให้ครอบครัวนี้ได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้รับการเยียวยาจาก พ.ร.บ. บุคคลที่ ๓ เพราะฉะนั้นจึงถือโอกาสนี้ร้องขอความเป็นธรรมมายังท่านประธานสภา ผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ แล้วก็มั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้ก็คงจะดําเนินการโดยเร่งด่วน ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นางสาวศรีนวล บุญลือ ครับ🔗

นางสาวศรีนวล บุญลือ เชียงใหม่

เรียนประธานสภาที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน🔗

เรื่องที่ ๑ ขอปรับปรุงขยายไหล่ทางถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๑๐๑๓ เชื่อมกับถนนทางหลวงชนบท หมายเลข ๔๐๑๖ ตําบลแม่วิน อําเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ถนนสายนี้คับแคบ การสัญจรไปมาไม่ได้รับความสะดวกสบาย ดังนั้นขอให้ทาง กรมทางหลวงชนบทเร่งขยายไหล่ทางให้กับประชาชนโดยเร่งด่วน เฉพาะเดือนนี้เกิดอุบัติเหตุ ไปแล้ว ๔ รอบ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอทางประธานสภาไปยังท่านรัฐมนตรีหรือท่านนายกรัฐมนตรี พร้อมกับกระทรวงสาธารณสุขและสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ช่วยเร่งดําเนินการเงินเยียวยาให้กับ อสม. ที่จะเพิ่มเติมเดือนละ ๕๐๐ บาท อสม. คืออาสาสมัครช่วยชาติจริง ๆ🔗

เรื่องที่ ๓ ทางคณะกรรมการหรือผู้ปกครองของโรงเรียนสันป่าตอง (สุวรรณราษฎร์วิทยาคาร) ที่อําเภอสันป่าตอง ที่รัฐบาลได้เอางบคืน ตอนนี้เขาบอกว่า ทางโรงเรียนนั้นมีปัญหาและได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากที่ทางโรงเรียนยังขาด โรงอาหารและขาดโรงครัวที่แม่บ้านจะทําอาหารให้กับเด็กนักเรียนตั้ง ๑,๒๐๐ กว่าคน ขอให้ทางประธานประสานงานไปยังรัฐบาลและสํานักงบประมาณด้วย เพื่อเร่งดําเนินการ ให้กับโรงเรียนสันป่าตอง (สุวรรณราษฎร์วิทยาคาร) ด้วย ขอขอบพระคุณเจ้า🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณดะนัย มะหิพันธ์ ครับ🔗

นายดะนัย มะหิพันธ์ อํานาจเจริญ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอํานาจเจริญ เขต ๒ มีเรื่องความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้ง ซึ่งประกอบไปด้วย อําเภอพนา อําเภอลืออํานาจ อําเภอปทุมราชวงศา อําเภอชานุมาน และอําเภอเสนางคนิคม ท่านประธานครับ ประชาชน ในเขตเลือกตั้งมีประมาณ ๓๓๐ หมู่บ้าน ได้รับความเดือดร้อนเรื่องภัยแล้งครับท่านประธาน ตอนนี้นาข้าวที่หว่านกลายเป็นทุ่งหญ้าเพราะว่าไม่มีน้ํา ต้นกล้าที่หว่านก็แห้งตาย ถ้าหาก มีฝนมารอบใหม่ไม่ทราบว่าจะเอาพันธุ์ข้าวที่ไหนมาหว่าน มาตกกล้า อันนี้เป็นปัญหา ความเดือดร้อนที่พี่น้องต้องกล้ํากลืน ท่านประธานครับ ผมได้ลงพื้นที่ แล้วก็เห็นว่าขณะนี้ มีสถานีสูบน้ําของกรมชลประทานที่ได้ถ่ายโอนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ประมาณ เกือบ ๓๐ สถานี ในแต่ละสถานีการถ่ายโอนนั้นได้ถ่ายโอนลงไปโดยที่ไม่ได้มีการถ่ายโอน งบประมาณตามไปด้วย ก็ทําให้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีความสามารถในการที่จะ พัฒนาแหล่งน้ําเหล่านั้นได้ ปัญหาคือ ๑. มีเครื่องสูบน้ําแต่ก็ไม่สามารถที่จะสูบน้ําได้ เนื่องจากว่าน้ําไม่มี บางแห่งมีน้ําแต่ไม่มีงบประมาณในค่าน้ํา ค่าไฟ เพราะฉะนั้นก็อยาก จะฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทานว่าให้ลงไปสํารวจตรวจสอบว่าจะช่วยเหลือ เยียวยาพี่น้องอย่างไร🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องนี้เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องชาวอําเภอพนา ซึ่งผมเอง เคยหารือตั้งแต่สมัยที่อยู่ทีโอที (TOT) เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ขณะนี้ข้ามมา ๑ ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้รับการดูแล นั่นก็คือเรื่องลิงแสมที่อยู่ในดอนเจ้าปู่ของอําเภอพนา ได้ออกไปสร้าง ความเดือดร้อนให้กับสถานที่ราชการ แล้วก็พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะโรงพยาบาล อําเภอพนา สร้างอะไรไว้ลิงก็ไปทําลายทั้งหมด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็อยากจะฝากท่านไปถึง หน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็ขอให้กระตือรือร้นลงไปดูแลช่วยเหลือเยียวยาหน่วยงาน โดยเฉพาะ ส่วนราชการช่วยแก้ปัญหาด้วย กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี ครับ🔗

นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กราบเรียนท่านประธานค่ะ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วันพฤหัสบดี วันศุกร์ที่ผ่านมาได้มีข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งเกิดขึ้น นั่นก็คือข่าวเรื่องของคดีการขับรถชนของ ดาบตํารวจวิเชียร ของนายบอส หรือ นายวรยุทธ อยู่วิทยา ที่เกิดขึ้นค่ะ ซึ่งกรณีดังกล่าวนั้น ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจํานวนมาก หากเราไล่เรียงกันไปจริง ๆ คดีนี้เกิดขึ้น ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๕ ในเวลานั้นได้มีเรื่องของคดีความการขับรถชนของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา จนเป็นเหตุให้มีผู้ที่เสียชีวิตเกิดขึ้น ซึ่งในเวลานั้นตํารวจได้มี การตั้งข้อหานายวรยุทธ อยู่วิทยา ทั้งหมดจํานวน ๕ ข้อหา แต่จนกระทั่งเกิดมาเป็นข่าว ครึกโครมในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นก็คือว่าในคดีความต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ๕ ข้อหาที่ตํารวจ ได้ตั้งขึ้นมานั้นได้มีการแจ้งความทั้งหมดให้ดําเนินการคดีต่อก็คือ ๔ ข้อหา แต่ปรากฏว่า ในจํานวน ๓ ข้อหาคดีขาดอายุความ ไม่ได้รับการดําเนินการต่อในเรื่องของตามกระบวนการ ยุติธรรม จนเหลือคดีความเพียง ๑ เรื่องเท่านั้นที่ยังคงสามารถที่จะดําเนินการต่อได้ แต่ว่า จนกระทั่งในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ ก็ได้มีการสอบพยานใหม่เพิ่ม ๒ ราย ดังกล่าวนี้ จนเป็นเหตุให้อัยการมีการกลับคําสั่งไม่ฟ้องข้อหาตามคดีในมาตรา ๒๙๑ ขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ในตรงนี้ค่ะ ดิฉันในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนของประชาชนก็อยากจะขอเรียกร้องไปยังสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในฐานะที่เป็นสภา ที่ออกอํานาจในการเรื่องของนิติบัญญัติในการที่จะผดุงความยุติธรรม แล้วก็ให้ความกระจ่าง แก่ประชาชน เพราะว่าจากเหตุดังกล่าวนั้นทําให้เกิดข้อสงสัยแก่ประชาชนเป็นจํานวนมาก และอีกทั้ง อยากจะขอให้สภาแห่งนี้ได้มีการตรวจสอบในเรื่องของการใช้อํานาจดุลยพินิจของอัยการ เพื่อทั้งหมดนี้ก็คือให้ความกระจ่างชัดกับประชาชน และเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมยังคง ได้รับความเชื่อมั่นต่อไปจากประชาชนค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์🔗

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ขอหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในจังหวัดมหาสารคาม ๓ เรื่อง🔗

๑. คือปัญหาการกัดเซาะและการพังทลายของตลิ่งริมแม่น้ําชีในพื้นที่ จังหวัดมหาสารคาม เนื่องจากผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนตําบลท่าสองคอน ตําบลเกิ้ง ตําบลลาดพัฒนา เรื่อง การกัดเซาะและพังทลายของตลิ่งริมแม่น้ําชี ซึ่งเป็น กระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ําของแม่น้ําชี ซึ่งพี่น้องประชาชนบ้านสว่าง ตําบลท่าสองคอน บ้านวังยาว บ้านท่าประทาย ตําบลเกิ้ง บ้านวังไผ่ ตําบลลาดพัฒนา เกรงว่าจะเกิดปัญหาอันตรายและสิ่งก่อสร้างที่ริมแม่น้ําชี จะได้รับผลกระทบ จึงขอประสานงานไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ให้จัดงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป🔗

๒. ปัญหาน้ําท่วมบ้านหนองจิก บ้านท่าแร่ ตําบลแก่งเลิงจาน อําเภอเมือง มหาสารคาม ผมได้รับการร้องเรียนจาก นายมงคล สีอารัญ ประธานสภาองค์การบริหาร ส่วนตําบลแก่งเลิงจาน และพี่น้องประชาชนบ้านหนองจิกและบ้านท่าแร่ เกี่ยวกับปัญหา น้ําท่วมในหมู่บ้าน ช่วงถนน ทล. ๒๓ ตอนหนองจิก-ห้วยแอ่ง ระหว่าง กม. ๖๓+๘๐๐ กทม. ถึง กม. ๖๕+๗๖๗ ทั้งด้านซ้าย ด้านขวา ยังไม่มีการวางท่อระบายน้ําทั้ง ๒ ฝั่ง ทําให้น้ําเอ่อไหล ๒ ข้างทาง ท่วมถนนภายในหมู่บ้านหนองจิก รอรูปด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

บ้านท่าแร่ และโรงเรียน บ้านหนองจิก จึงขอให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ดําเนินการวางท่อระบายน้ําทั้ง ๒ ข้าง🔗

๓. น้ําท่วมถนน ทล. หมายเลข ๒๓๘๐ ได้รับการร้องเรียนจากท่านนายก เด่นดวง สุบุตรดี ช่วงโค้งตลาดแกดํา หน้า ธ.ก.ส. สาขาแกดํา มีน้ําเอ่อท่วม จึงขอให้ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้วางท่อระบายน้ํา ๒ ฝั่ง เพื่อแก้ปัญหาต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสมบัติ อํานาคะ🔗

นายสมบัติ อํานาคะ สระบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบัติ อํานาคะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ กระผมมีเรื่องขอปรึกษาหารือกับท่านประธานครับ เนื่องด้วยชาวบ้านอําเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนน้ําในการอุปโภคบริโภค จึงได้ทําเรื่อง ของบประมาณของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าจังหวัดสระบุรี ๑ เพื่อจัดซื้อรถน้ํา เพื่อจัดนําส่งน้ํา ให้กับพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนมาก โดยทางคณะกรรมการกองทุนพัฒนาไฟฟ้าได้ ดําเนินการโครงการของบประมาณตามขั้นตอนถูกต้องทุกอย่างแล้ว ผ่านไปจังหวัดเรียบร้อย แต่ตอนนี้โครงการได้หยุดชะงักอยู่ที่กระทรวงพลังงาน โดยทางคณะกรรมการกลั่นกรองของ กระทรวงพลังงานไม่อนุมัติโครงการ โดยให้เหตุผลว่าโครงการไม่เข้ากับระเบียบแผนงาน ทั้ง ๆ ที่โครงการที่นําเสนอเป็นแผนงานเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและโควิด-๑๙ (COVID-19) ท่านประธานครับ ด้วยคณะกรรมการกองทุนพัฒนาไฟฟ้าได้ทําเรื่องขอให้คณะกรรมการ กลั่นกรองของกระทรวงพลังงานให้ทบทวนอีกครั้ง กระผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตพื้นที่จึงได้นําเรียนขอปรึกษาหารือกับท่านประธานสภา เพื่อผ่านไปถึงผู้ที่รับผิดชอบ ของกระทรวงพลังงาน โดยขอให้โครงการนี้ทบทวนอีกครั้งเพื่ออนุมัติ เพื่อนําไปแก้ปัญหา ภัยแล้งให้กับพี่น้องประชาชนต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป คุณองค์การ ชัยบุตร ครับ🔗

นายองค์การ ชัยบุตร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน กระผม องค์การ ชัยบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จังหวัดมุกดาหาร ขออนุญาตหารือท่านประธาน และส่งเอกสารประกอบการหารือ ดังนี้🔗

กระผมได้รับข้อร้องเรียนจาก นายสวรรค์ นาโสก อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑๖ ตําบลนาโสก อําเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร กรณีขอใช้ที่ทางราชการเพื่อสร้างวัดป่าสันติคุณ หมู่ที่ ๑๑ ตําบลนาโสก จังหวัดมุกดาหาร🔗

ได้รับข้อร้องเรียนจาก นายบุญถนอม ดีดวงพันธ์ นายกฤษณะ สุภรณ์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๘ หมู่ที่ ๙ ตําบลนาอุดม อําเภอนิคมคําสร้อย จังหวัดมุกดาหาร กรณีฝายน้ําล้นห้วยใหญ่พังทลายชํารุด ที่ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล (Podul)🔗

ได้รับข้อร้องเรียนจาก นายภิญโญ ขันติยู คณะทํางานพรรคก้าวไกล จังหวัดสกลนคร กรณีสี่แยกไฟแดงอําเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร การจราจรติดขัด ถนนแคบ ไฟฟ้าส่องสว่างไม่เพียงพอ เกิดอุบัติเหตุบ่อย🔗

ได้รับข้อร้องเรียนจาก นายประทีป ผาดี ประธานกลุ่มปัญหาที่ทํากิน ตําบลหนองบัวบาน อําเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ขอให้ยกเลิกที่สาธารณประโยชน์โคกหลุ่ง โคกกลาง เขตปฏิรูปที่ดิน เขตห้ามล่า และติดตามการออกรังวัด การออกเอกสารสิทธิ ตําบลหนองบัวบานและใกล้เคียง ถามมาว่าไปถึงไหน อย่างไร🔗

ได้รับข้อร้องเรียนจาก นายธัญวัฒน์ พรหมรัตน์ นายปิยะวัฒน์ เกตุกุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๙ หมู่ที่ ๑๒ ตําบลคําอาฮวน อําเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ขอให้หน่วยงาน ของทางราชการสนับสนุนการสร้างสถานีไฟฟ้าห้วยมหาราชและห้วยยางให้กับชาวบ้าน เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพต่อไป🔗

ได้รับข้อร้องเรียนจากนายประหยัด คนไว นายไพศาล คนไว นายสมจิตร คนไว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ และหมู่ที่ ๗ บ้านนาซะเม็ง ตําบลนาซะเม็ง อําเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร กรณีคอสะพานชํารุด ถนนชํารุด ที่ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล (Podul) และน้ําประปาในหมู่บ้านไม่พอใช้ ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัด ดําเนินการและช่วยเหลือต่อไป ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวตรีนุช เทียนทอง🔗

นางสาวตรีนุช เทียนทอง สระแก้ว

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ตรีนุช เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว พรรคพลังประชารัฐ ขอเรียนหารือท่านประธานต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงานเก็บลําไยของเกษตรกร จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดใกล้เคียง เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสระแก้วส่วนใหญ่ มีพื้นที่กว่าร้อยละ ๘๐ เป็นพื้นที่ทําการเกษตร โดยมีเกษตรกรปลูกลําไย จํานวน ๕๘,๖๘๓ ไร่ มีผลผลิตต่อปีประมาณ ๗๕,๐๐๐ ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า ๒,๖๐๐ ล้านบาท ในการเก็บ ผลผลิตลําไยที่ผ่านมาต้องใช้แรงงานต่างด้าวจากประเทศกัมพูชาที่มีทักษะและมี ความเชี่ยวชาญในการเก็บ อีกทั้งลําไยเป็นผลไม้ที่มีความจําเป็นที่ต้องเก็บให้แล้วเสร็จ ตามเวลาที่กําหนด มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายได้ และเนื่องจากปีนี้ประเทศไทย ประสบปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Corona) ทําให้รัฐบาลต้องมีมาตรการ ที่เข้มงวดกวดขัน จึงไม่อนุญาตให้แรงงานจากประเทศกัมพูชาเข้ามาทํางานในประเทศได้ ซึ่งดิฉันเข้าใจในมาตรการดังกล่าวของรัฐบาลเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีปัญหา ในเรื่องแรงงานต่างด้าวที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทย ก็ไม่สามารถเดินทางข้ามมาทํางาน ระหว่างจังหวัดได้ ซึ่งทําให้พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกลําไยจึงได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จึงฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ช่วยผ่อนผันแรงงานต่างด้าวที่ตกค้างอยู่ใน ประเทศสามารถทํางานข้ามจังหวัดที่ใกล้เคียงได้ หรือหาแนวทางแก้ไขโดยเร่งด่วนค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณบัลลังก์ อรรณนพพร ครับ🔗

นายบัลลังก์ อรรณนพพร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายบัลลังก์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๑๐ พรรคเพื่อไทย ประกอบไปด้วย อําเภอบ้านไผ่ อําเภอบ้านแฮด และอําเภอพระยืน วันนี้มีเรื่องหารือกับท่านประธานด้วยกัน ดังนี้ครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ได้รับการร้องเรียนจาก นายสัมฤทธิ์ เชื้อสาวะถี นายกองค์การบริหาร ส่วนตําบลหนองน้ําใส อําเภอบ้านไผ่ ของบประมาณก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก บ้านหนองตอกเกี้ย หมู่ที่ ๕ ถึงตําบลแคนเหนือ ระยะทาง ๑,๕๐๐ เมตร และเส้นที่ ๒ จากบ้านหนองตอกเกี้ยถึงบ้านหนองขี้เห็น อําเภอโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น ระยะทาง ๑,๖๕๐ เมตร เพื่อความสะดวกในการสัญจรของพี่น้องประชาชน และลําเลียงสินค้า ทางการเกษตรเชื่อมระหว่างตําบลต่อตําบลและอําเภอต่ออําเภอ🔗

เรื่องที่ ๒ ทางท่านผู้ใหญ่สมบูรณ์ ขอนดู่ ผู้ใหญ่บ้านบ้านกอบง หมู่ที่ ๑๑ ตําบลบ้านไผ่ อําเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ได้ร้องเรียนขอก่อสร้างฝายน้ําล้นลําห้วยทราย บ้านกอบง หมู่ที่ ๑๑ ตําบลบ้านไผ่ อําเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เพื่อชะลอน้ําไว้ อุปโภคบริโภคในช่วงหน้าแล้ง🔗

เรื่องสุดท้าย ทางท่านกํานันทองสี พรมจันทร์ กํานันตําบลแคนเหนือ ได้ร้องเรียนของบประมาณในการก่อสร้างฝายน้ําล้นชลประทานบ้านหนองเจ้าเมือง ตําบลแคนเหนือ อําเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น หน่วยงานที่รับผิดชอบ ชลประทาน จังหวัดขอนแก่น กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอฝากท่านประธาน ถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ดําเนินการด้วย ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณปรีดา บุญเพลิง🔗

นายปรีดา บุญเพลิง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ขอหารือท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม🔗

เนื่องจากชาวบ้านร้องเรียนมายังผมว่าชาวบ้านหมู่ที่ ๑ บ้านแวงน้อย ตําบลแวงน้อย อําเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ขอขยายเขตไฟฟ้าในหมู่บ้านเป็นเวลามา ๔-๕ ปีแล้ว ปรากฏว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่ได้ดูแล ปล่อยทิ้งไว้ไม่สามารถที่จะ อํานวยความสะดวกในเรื่องแสงสว่างให้กับพี่น้องประชาชนได้ ก็ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ดูแลเรื่องนี้ด้วย🔗

๒. ชาวบ้านในเขตเทศบาลตําบลแวงน้อย อําเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ขอไฟจราจรสี่แยกในเขตเทศบาล เพราะว่าสี่แยกนี้เป็นสี่แยกที่สัญจรไปมาและทําให้ เกิดปัญหาอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าเป็นทางเชื่อมระหว่างด้านทิศใต้ไปอําเภอบัวใหญ่ ด้านทิศเหนือไปอําเภอแวงใหญ่ ด้านทิศตะวันออกไปอําเภอพล ด้านทิศตะวันตก ไปอําเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ เพราะฉะนั้นจะขอไฟจราจรสี่แยกเขตเทศบาลแวงน้อย ด้วยครับ🔗

๓. ชาวบ้านกุดรู หมู่ที่ ๔ ตําบลแวงน้อย อําเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ขอการขยายน้ําประปาจากการประปาส่วนภูมิภาคเพื่ออุปโภคบริโภค ขณะนี้เกิดภัยแล้ง ชาวบ้านต้องไปขอซื้อน้ําจากหน่วยงานที่มีน้ําในการใช้ เพราะฉะนั้นอยากจะให้การประปา ส่วนภูมิภาคได้ดูแลชาวบ้านในหมู่บ้านกุดรู หมู่ที่ ๔ ตําบลแวงน้อย อําเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เป็นกรณีพิเศษด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีเรื่องหารือ กับท่านประธาน ๓ เรื่อง🔗

เรื่องแรก เรื่องปัญหาภัยแล้ง เราพูดกันมานานครับท่านประธาน ตั้งแต่ ปีที่แล้ว ปัญหาภัยแล้งยังไม่เคยถูกแก้ไขอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การช่วยเหลือหรือการเยียวยา และนี่ก็จะเข้าภัยแล้งของปีนี้แล้ว เรายังไม่เห็นความพร้อม ในการที่จะช่วยเหลือประชาชน ตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่น้ําที่ใช้ในการประกอบอาชีพหรือว่า ใช้ในการทําพืชผักสวนครัว ทําการเกษตร แต่ว่าน้ําในการอุปโภคบริโภคก็มีปัญหา ในจังหวัดเลยนั้นมีหลายครั้งที่น้ําไม่พอใช้ ในหลายหมู่บ้านไม่สามารถมีน้ําประปาที่ดีได้ อันนี้ ก็ฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเข้ามาแก้ไขแล้วก็ดูแลด้วย🔗

เรื่องต่อมา เป็นเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนมาจากนายอดุลย์ อินทะสอน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านน้ําอ้อม หมู่ที่ ๑ ตําบลวังสะพุง อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นปัญหา เกี่ยวกับอันตรายจากการพังทลายของตลิ่ง จริง ๆ ผมเคยหารือกับท่านประธานในสภาแห่งนี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง เรื่องปัญหาตลิ่งพังทลาย และยังไม่ได้รับการแก้ไข ท่านประธานครับ ตอนนี้พื้นที่ที่โดนกัดเซาะระยะกว่า ๓๐๐ เมตร กินพื้นที่ไปหลายสิบไร่ และตลิ่งก็เริ่มเข้าใกล้ที่อยู่อาศัยและบ้านเรือนของประชาชน บางบ้าน ห่างจากตลิ่งไม่ถึง ๑๐ เมตรแล้ว ยังดีที่ปีนี้น้ําแล้งทําให้ปัญหาการกัดเซาะตลิ่งไม่หนักหนา เท่าปีที่ผ่าน ๆ มา แต่ว่าปัญหาก็ยังคงอยู่และยังคงไม่ได้รับการแก้ไข ผมขอเรียกร้องไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาดูแลปัญหานี้อย่างจริงจังให้กับพ่อแม่พี่น้องที่เสี่ยงอันตราย อยู่ในขณะนี้🔗

และเรื่องสุดท้าย เป็นการขอขยายเขตไฟฟ้า อันนี้ต้องเรียนว่าเป็นความล่าช้า ในระบบราชการหรือว่าปัญหาด้านเอกสาร ผมไม่แน่ใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการตรวจ เช็ก (Check) มากน้อยขนาดไหน แต่ขอเรียกร้องนะครับว่าช่วยดูแลแล้วก็เร่งรัดในการขยาย เขตไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการใช้ชีวิตของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ในหลายพื้นที่ มีปัญหาขอไปแล้วยังล่าช้า ขอไปหลายปีแล้วยังไม่ได้ อย่างไรก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปดูปัญหานี้อย่างเร่งด่วนด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสัณหพจน์ สุขศรีเมือง มีขอเปลี่ยนชื่อมานะครับ ถ้าคุณสัณห์พจน์ไม่พร้อมก็คุณวัชรพล โตมรศักดิ์ เชิญเลยครับ🔗

นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วัชรพล โตมรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา ผมขออนุญาตได้หารือเพื่อจะฝากท่านประธานเพียง ๑ เรื่องครับ ซึ่งเป็น เรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งที่จะส่งต่อไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมชลประทาน ผมได้รับหนังสือร้องเรียนจากทางท่านนายกองค์การบริหารส่วนตําบลสีมุม อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ท่านนายกเชาว์ กาญจนกาศ ท่านกํานันสิทธิพร บุญใหม่ และตัวแทนประชาชนก็คือ นายทัศนัย ยนจอหอ เกี่ยวกับเรื่องถนนเลียบคลองชลประทาน คาบเกี่ยวระหว่าง ๒ ตําบล ก็คือตําบลปรุใหญ่ที่บ้านคนชุมไปจนถึงตําบลสีมุมที่บ้านทุ่ง บ้านแป๊ะ ถนนเส้นนี้ก่อนหน้านี้ได้มีการดําเนินการก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลติก (Asphaltic) เพื่อที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่ปัจจุบันเนื่องจากเมืองเจริญและในเขตนี้กลายเป็น ถนนที่มีความเจริญอย่างยิ่ง ก็เพราะว่าได้มีมอเตอร์เวย์ (Motorway) สาย ๖ ได้ตัดผ่าน จึงทําให้การสัญจรไปมาได้มากขึ้น จนกระทั่งในวันนี้ถนนเส้นนี้ได้เกิดความชํารุดเสียหาย แต่ช่วงที่ผ่านมาทางกรมชลประทานโดยทางลําตะคองก็ได้ไปดําเนินการซ่อมแซมแล้ว บางส่วนในปี ๒๕๖๒ แล้วก็ในปีนี้ทางตําบลสีมุมซึ่งเป็น อบต. ขนาดเล็กก็ได้จัดสรรงบลงไป แต่ก็ไม่เพียงพอครับ ผมจึงมีเรื่องกราบเรียนฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางลําตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ได้กรุณาดําเนินการซ่อมแซมถนน สายบ้านทุ่ง หมู่ที่ ๙ บ้านแป๊ะ หมู่ที่ ๘ ไปเชื่อมต่อกับถนนสายคนชุม ตําบลปรุใหญ่ ซึ่งมีระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นความเดือดร้อนที่แสนสาหัสที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมา กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณนพพล เหลืองทองนารา🔗

นายนพพล เหลืองทองนารา พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายนพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิรามครับ ท่านครับ วันนี้ผมมี ๒ เรื่องที่จะมาขอให้ท่านได้ช่วย🔗

เรื่องแรก ก็คือเป็นปัญหาเดิม ๆ ที่ผมพูดมาทุกครั้ง เป็นเวลาแรมเดือนแล้ว หรือแม้แต่เมื่อวันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคมที่ผ่านมา ท่านรองนายกรัฐมนตรีประวิตรท่านก็ได้ไป ในพื้นที่อําเภอพรหมพิราม ผมเองใครจะว่าผมยอมไปลดศักดิ์ศรี ผมไม่สนหรอกครับ ผมขออย่างเดียวให้ชาวบ้านได้มีน้ําทํานาก็แล้วกัน แต่ผลปรากฏว่าผมก็นึกว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีประวิตรนั้นท่านจะสามารถช่วยได้เรื่องน้ํา แต่มาถึงวันนี้แล้ว ๒ สัปดาห์ผ่านไปทุกอย่างก็เป็นไปตามยถากรรมที่ชาวบ้านจะต้องเผชิญ ผมเองก็เสียดายมาก แต่ก็ไม่เป็นไร ท่านครับ ผมเองอยากจะให้ทางผู้รับผิดชอบในส่วนของโครงการส่งน้ํา และบํารุงรักษาพลายชุมพล โครงการส่งน้ําและบํารุงรักษาเขื่อนนเรศวร ได้ดําเนินการ ช่วยเหลือชาวบ้าน เพราะเหลืออีกไม่กี่วันแล้วก็จะหมดเวลาของการเพาะปลูกข้าว ชาวบ้าน บางคนยังไม่ได้ทํานาเลยในรอบแรก แล้วน้ําก็เพิ่มยกระดับขึ้นจากช่วงแรก ๆ เมื่อตอน ต้นเดือนมิถุนายนเกือบ ๒ เมตร ซึ่งจริง ๆ ขึ้นอีกเมตรเดียวน้ําทั้งหลายก็สามารถที่จะไหลเข้าคลองต่าง ๆ ได้แล้ว โดยเฉพาะ คลองซี ๙๕ (C95) คลองซี ๑๐ (C10) คลองซี ๑๑ (C11) คลองซี ๑๒ (C12) คลองซี ๑๓ (C13) คลองซี ๑๔ (C14) แล้วก็คลองซี ๑๕ (C15) ไม่ได้น้ําเลยตรงนั้น แล้วอีกประการหนึ่ง ผมเองอยากจะขอท่านประธานได้บอกทางกรมชลประทานว่าในการจัดสรรน้ํา ขอให้ใช้ ความคิดที่ได้ร่ําเรียนมาให้ครบถ้วน เพราะว่าการจัดสรรน้ําในเวลานี้ของทางกรมชลประทาน ชวนให้ชาวบ้านนั้นทะเลาะกันเอง ขาดความสามัคคี แล้วก็เหมือนกับว่าเลือกที่รักมักที่ชัง คลองบางเส้นส่งน้ําไปเต็มคลอง คลองบางเส้นแค่ครึ่งคลอง หรือแค่ท่วมหลังเท้าแค่นั้นเอง ผมเองก็กราบเรียนท่านประธานช่วยกรุณาให้หน่วยงานที่รับผิดชอบนั้นได้มีจิตสํานึก รับผิดชอบต่อเกษตรกรผู้ที่ขัดสนด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสัณหพจน์ ยังไม่พร้อม ขอ ร้อยตํารวจเอก อรุณ สวัสดี ครับ🔗

ร้อยตํารวจเอก อรุณ สวัสดี สงขลา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจเอก อรุณ สวัสดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากกระผมได้รับการร้องเรียนจากเด็กนักเรียนแล้วก็ครู ผู้ปกครอง เกี่ยวกับเรื่อง โรงเรียนสทิงพระวิทยา อยู่ที่ตําบลจะทิ้งพระ อําเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ได้มีการชํารุด บกพร่องอย่างมากเลย ๑. ตึก อาคาร เสาแตกร้าวไปทั่ว เสี่ยงต่อการที่ตึกถล่มมาก ๆ ๒. พื้นอาคารยกสูงเป็นพื้นไม้ชํารุด พื้นหลุดล่อน เด็กนักเรียนตกท้องร่องไปหลายครั้งแล้ว ๓. หลังคารั่ว หน้าต่าง ประตูเหล็ก🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ร้อยตํารวจเอก อรุณ สวัสดี สงขลา

เห็นไหมครับ อยู่ในภาพ ประตูเหล็ก ขึ้นสนิม รวมถึงหน้าต่างด้วย ซึ่งถ้าเด็กไปจับไปอะไรบาดมือเด็กเกิดเป็นแผล เป็นบาดทะยัก ได้นะครับ กระผมจึงอยากจะขอหารือท่านประธานถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รีบเข้าไปตรวจสอบ แก้ไข ซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะมีข่าวใหญ่ ตึกถล่มทําให้เด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บได้ อย่างทํานองที่ว่าวัวหายแล้วล้อมคอก อย่าให้เป็นอย่างนั้น แล้วก็ที่โรงเรียนแห่งนี้ก็เป็น โรงเรียนประจําอําเภอ มีนักเรียนมากกว่า ๙๐๐ คน อยากจะหารือให้ท่านประธานให้ช่วย แก้ไขเร่งด่วน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์🔗

นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ซึ่งในช่วงนี้ทุกท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นช่วงที่อยู่ในช่วงเกณฑ์ทหาร และดิฉันก็ได้ ลงพื้นที่ไปในหลาย ๆ เขต เพื่อไปดูว่าการเกณฑ์ทหารในปีนี้นั้นมีกระบวนการที่ยังมีอคติ ทางเพศหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศที่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร หรือเข้ารับการขอการยกเว้นหรือเปล่า ซึ่งแน่นอนก็มีบางที่ที่เข้าใจ แล้วก็ปฏิบัติกับ ผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นอย่างดี แต่ดิฉันไปมาอีกที่หนึ่งนั้นได้เจอการที่ทางผู้เข้าไป เกณฑ์ทหารเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ขออนุญาตภาพในจอด้วยนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ แบบบัญชีรายชื่อ

แล้วได้ใบนี้มา ดิฉัน อยากให้ทุกท่านได้อ่านดูว่าภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกําเนิดซึ่งจะบําบัดให้หายภายใน ๓๐ วันไม่ได้ แปลว่าอะไรคะ แปลว่ากระทรวงกลาโหมไม่ได้ทําความเข้าใจกับหน่วยงาน ที่ออกไปทําการเกณฑ์ทหารเลยหรือเปล่า ถึงมีข้อความแบบนี้ออกมาได้ การเป็นผู้มี ความหลากหลายทางเพศ การเป็นกะเทยไม่ได้เป็นโรค ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ก็บอกมาแล้ว ว่าเราไม่ได้ป่วย ผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่ได้ป่วย ดิฉันจะฝากท่านประธานไปยัง กระทรวงกลาโหมให้เรียนรู้ ทําความรู้ความเข้าใจกับผู้ที่ออกไปปฏิบัติงานการเกณฑ์ทหาร ด้วยว่าการที่จะออกใบแบบนี้ทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยากให้แก้ไข ฝากท่านประธานไปยัง กระทรวงกลาโหมด้วยนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสัณหพจน์ครับ ถ้าไม่พร้อม ก็ขอเชิญคุณรังสิมาครับ🔗

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรที่เลี้ยงปลากะพง ในจังหวัดสมุทรสงครามว่าขณะนี้ปลากะพงมีปริมาณมาก แล้วก็ไม่สามารถส่งออก ต่างประเทศได้ จึงทําให้มีการลักลอบเอาปลากะพงออกชายแดน อย่างเช่น ไปที่ประเทศลาว ประเทศพม่า แล้วก็ส่งไปประเทศจีน ทําให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้เกี่ยวกับการเก็บภาษี เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะให้ทางรัฐบาล โดยเฉพาะกรมประมงได้ช่วยเหลือเกษตรกร ในการที่ไปขึ้นทะเบียนรายชื่อผลิตภัณฑ์อาหาร ชนิด แล้วก็สายพันธุ์ของสัตว์น้ําที่สํานักงาน ที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจํากรุงปักกิ่ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถส่งปลากะพงออก ต่างประเทศได้🔗

อีกประการหนึ่ง คือกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ให้การสนับสนุน เงินจ่ายขาดจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร วงเงิน ๒๖,๗๘๐,๐๐๐ บาท เพื่อนําไป ดําเนินการระบายปลากะพงส่วนเกิน และเพิ่มช่องทางการจําหน่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยง ปลากะพงจังหวัดสงขลา ตามโครงการเชื่อมโยงการระบายจําหน่ายปลากะพงจังหวัดสงขลา ปี ๒๕๖๓ ปริมาณเป้าหมายคือ ๖๕๐ ตัน ในอัตรากิโลกรัมละ ๑๓๐ บาท ดิฉันก็อยากจะ เรียนท่านประธานว่าคนที่เลี้ยงปลากะพงไม่ใช่เลี้ยงเฉพาะจังหวัดสงขลาเท่านั้น ก็เลี้ยง ทั่วประเทศไทย แต่โครงการนี้ไปทําเฉพาะจังหวัดสงขลาเท่านั้น ทําให้พี่น้องเกษตรกรตอนนี้ ได้รับความเดือดร้อนมาก แล้วปลากะพงก็ราคาถูกมากเลย ก็อยากให้ทางกระทรวงพาณิชย์ ได้ช่วยเหลือเกษตรกรจังหวัดอื่น ๆ ให้เท่าเทียมกัน ไม่ใช่เฉพาะที่จังหวัดสงขลาเท่านั้น กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ ครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขตลาดกระบัง ขอปรึกษาหารือท่านประธานเกี่ยวกับความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนดังนี้ ท่านประธานคะ ดิฉันได้ลงพื้นที่รับทราบความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนแจ้งเข้ามาว่าตอนนี้ส่งบุตรหลานไปเรียนที่ศูนย์เด็กเล็ก แต่บางแห่งยังขาดการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) อยู่ค่ะ ดิฉันจึงได้สอบถามไปทางศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่กรุงเทพมหานครในแห่งต่าง ๆ แจ้งว่าตอนนี้ กทม. ไม่ได้จัดสรรอุปกรณ์ เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิ เจล (Gel) ล้างมือ หรือแม้แต่ หน้ากากอนามัยให้กับเด็กเล็กเพื่อที่จะเป็นการป้องกันการแพร่ระบาด ดิฉันทราบว่า มีศูนย์สาธารณสุขในพื้นที่ได้มอบหน้ากากให้แต่ก็ไม่เพียงพอ ฉะนั้นแล้วเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ให้กับผู้ปกครองดิฉันขอประสานสํานักอนามัย กรุงเทพมหานคร ได้โปรดเล็งเห็นถึง ปัญหาตรงนี้จัดสรรอุปกรณ์ในการป้องกันเชื้อไวรัสให้กับเด็กนักเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ด้วยค่ะ ท่านประธานคะ เรายังมีแอลกอฮอล์ที่สภาเลยใช่ไหมคะ ฉะนั้นแล้วก็จะเป็น ความจําเป็นเช่นเดียวกันที่กรุงเทพมหานครควรที่จะจัดสรรอุปกรณ์เหล่านี้ลงกับพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ครูพี่เลี้ยงในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังแจ้งว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรร ในปัจจุบันนี้ไม่สามารถยกระดับคุณภาพการดูแลเด็กเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้นหลักเกณฑ์ข้อบังคับการรับเด็กเล็กเข้าเรียนในสถานการณ์หลังโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็ไม่มีความชัดเจน การประกาศวิธีการปฏิบัติเป็นแบบเดือนต่อเดือน หรือบางครั้งก็รอจนสิ้นเดือนจึงจะแจ้งหลักเกณฑ์ของเดือนใหม่ ทําให้โรงเรียนทํากิจกรรม ไม่ทันต่อสถานการณ์ ผู้ปกครองเกิดความสับสน จึงขอประสานผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ได้โปรดเล็งเห็นและแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วย และดิฉันต้องขอให้กระทรวงสาธารณสุข รวมถึง กรุงเทพมหานครประชาสัมพันธ์ เรื่อง การเข้าตรวจร่างกายว่าต่อแต่นี้ประชาชนจะต้อง ร่วมจ่ายด้วย ๓๐ บาทเพราะบางท่านไม่ทราบ จึงทําให้เกิดปัญหาและความสับสนตามมา ขอเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณภริม พูลเจริญ ครับ🔗

นางสาวภริม พูลเจริญ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวภริม พูลเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันจะขอหารือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนผู้ใช้ถนน สัญจรไปมาบนถนนเทพารักษ์ตั้งแต่สี่แยกเทพารักษ์ตัดกับถนนศรีนครินทร์ไปจนถึง สามแยกสําโรงตัดกับถนนสุขุมวิท เมื่อฝนตกหนักจะมีน้ําท่วมขังเป็นอย่างมาก ทําให้ช่องทาง การจราจรบริเวณช่องซ้ายสุดใช้การไม่ได้ทั้ง ๒ ฝั่งถนน เนื่องจากการอุดตันของท่อระบายน้ํา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั่วโมงเร่งด่วนการจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก และถ้าฝนตกหนัก ๆ ต้องใช้เวลา ๒-๓ วันในการระบายน้ํา ดิฉันจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเข้ามาเร่งแก้ปัญหา เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นถนนเส้นหลักที่มีผู้ใช้ สัญจรเป็นจํานวนมาก แล้วก็ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจริง ๆ วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือ เพียงแค่เรื่องเดียวค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผมขอชื่นชม ขอบพระคุณสมาชิกทั้งหมดที่ได้รักษาเวลา เวลาเป็นสิ่งมีค่าอย่างที่ได้เรียนแล้ว ก็เป็นพัฒนาการความสามารถของท่านด้วยครับ ในการย่อความในเวลา ๒ นาที ซึ่งไม่ใช่ใครก็ทําได้ทุกคน ยังไม่ได้เปิดประชุมนะครับ แต่ว่ามี ท่านชวลิตขอหารือ ขอเชิญครับ🔗

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตหารือท่านประธานก่อนเข้าระเบียบวาระการประชุม ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณา อนุญาต กระผมมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หารือ ท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง ดังนี้🔗

เรื่องแรก สภาผู้แทนราษฎรในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลง ที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสําหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) กําหนด ระยะเวลาศึกษาไว้ ๓๐ วัน ซึ่งครบกําหนดในวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ และได้รับ การขยายเวลาการพิจารณาออกไปอีก ๖๐ วัน ขณะนี้ยังอยู่ในห้วงการขยายระยะเวลาศึกษา แต่ปรากฏว่าประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ เรียน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ส่งข้อมูลเบื้องต้นของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๓ ด้านไปยัง รัฐบาลผ่านเลขาธิการคณะรัฐมนตรีคือ ผลกระทบด้านเกษตรและพันธุ์พืช ผลกระทบ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการค้าการลงทุน ปัญหามีอยู่ว่า🔗

๑. รายงานเบื้องต้นที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญได้รายงานเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีไปทั้ง ๓ ด้านนั้น ไม่ได้มาขอความเห็นชอบจากสภา ตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวเนื่องตั้งแต่ข้อ ๔๙ ข้อ ๕๐ ข้อ ๑๐๔ และข้อ ๑๐๕ จะถือว่า เป็นรายงานที่ชอบด้วยข้อบังคับหรือไม่ โดยส่วนตัวกระผมเห็นว่าไม่ชอบด้วยข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร🔗

๒. รายงานของประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวนั้น ได้รับ ความเห็นชอบจากประธานคณะอนุกรรมาธิการแต่ละด้าน และกรรมาธิการทุกท่านหรือไม่ เรื่องนี้ไม่มีข้อมูลเพื่อพิจารณาให้เห็นแต่อย่างใด🔗

๓. ข้ออ้างที่ว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) มีการประชุมเพียงปีละครั้ง ในวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่จะถึงนี้ ครม. อาจมีความประสงค์ขอทราบความคิดเห็นของ คณะกรรมาธิการซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา ก็เมื่อรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการยังไม่แล้วเสร็จจะนํารายงานที่ใช้คําว่า รายงาน เบื้องต้นไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ประการสําคัญที่สุดครับ การเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) หรือไม่ มีผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ ทางด้านการเกษตรและพันธุ์พืช ทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งทางด้าน เศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ดังนั้นเมื่อเป็นเรื่องสําคัญ กระผมจึงขออนุญาตที่จะหารือ ท่านประธานว่าจะวินิจฉัยอย่างไรต่อหนังสือของประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีไปถึง เลขาธิการคณะรัฐมนตรี นั่นประเด็นแรก🔗

ในประเด็นที่ ๒ มีรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่รายงาน ต่อสภาและสภาให้ความเห็นชอบ และมีมติและข้อสังเกตไปยังรัฐบาลรับไปพิจารณา ดําเนินการ ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๑๐๕ รัฐบาลจะต้องรายงาน ผลการดําเนินการให้สภาทราบภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ประธานสภาส่งรายงานและ ข้อสังเกต แต่ที่ผ่านมาเมื่อครบ ๖๐ วัน หรือเกินเวลาไปจํานวนมาก รัฐบาลเพียงรายงานว่า ได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดําเนินการแล้ว หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น กระผมมีข้อสังเกตว่างานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่รายงานต่อสภา และสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นเรื่องสําคัญ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสิ้น แต่รัฐบาลไม่ได้นําความเห็นของ สภาผู้แทนราษฎรไปดําเนินการให้ทันท่วงที เช่น ๑. สภามีมติให้แบน (Ban) ๓ สารพิษ คือ พาราควอต (Paraquat) คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) และไกลโฟเซต (Glyphosate) แต่มีการแบน (Ban) เพียง ๒ ชนิด คือพาราควอต (Paraquat) และคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) แต่ไกลโฟเซต (Glyphosate) เพียงจํากัดการใช้ ซึ่งควรแบน (Ban) ทั้ง ๓ สาร เพราะการจํากัดการใช้เท่าที่ได้มีการสอบถามเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งตัวกระผมเองก็ยังเห็นว่ามีการปฏิบัติเหมือนเดิม ไม่ได้มีการจํากัดการใช้แต่อย่างใด ๒. สภามีมติให้ชะลอการบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และให้นํา ภาษีบํารุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและที่ดินมาใช้ไปพลางก่อน แต่รัฐบาลไม่ได้ดําเนินการ ตามความเห็นสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายจํานวนมาก เป็นอุปสรรคต่อการนํามาใช้จ่ายงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ที่ตั้งไว้ ขณะนี้ท้องถิ่นแทบจะไม่ได้ เก็บภาษีเลย ๓. สภามีมติให้ความเห็นชอบในอันที่จะคืนอํานาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ในการให้ความเห็นแย้งในคดีอาญา ซึ่งตํารวจโดยเฉพาะในห้วงที่มีการดําเนินการในช่วงหลัง รัฐประหารเล็กน้อยได้นําอํานาจตรงนี้ไปอยู่ที่ผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค สภามีความเห็น เป็นเอกฉันท์ให้คืนอํานาจตรงนี้ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เรื่องนี้ก็ยังเงียบเฉย และขณะนี้ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสูง กระผม จึงเห็นว่าเรื่องนี้ทําอย่างไรสภาผู้แทนราษฎรของเราซึ่งเป็นกระบวนการฝ่ายนิติบัญญัติ จึงจะได้รับเกียรติถ่วงดุลกันอย่างเหมาะสมกับฝ่ายบริหารในอันที่จะได้ทํางานให้เป็น ประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนร่วมกัน จึงขออนุญาตหารือท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ท่านศุภชัยเชิญนะครับ🔗

นายศุภชัย ใจสมุทร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานประเด็นที่ท่านสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ได้สอบถามเรื่องซีพีทีพีพี (CPTPP) ผมขออนุญาตในฐานะที่ผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ มีประเด็นที่ท่าน ได้เรียนถามต่อท่านประธานก็คือว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ แต่ได้มี การทําหนังสือเบื้องต้นไปยังรัฐบาล สิ่งที่อยากจะกราบเรียนก็คืออย่างนี้นะครับ ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้มีการแบ่งการทํางานเป็นคณะอนุกรรมาธิการอยู่ ๓ คณะ คือคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งผมเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการ และมีคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน และคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านเกษตรและพันธุ์พืช ๓ คณะก็มี การประชุมกัน และแต่ละคณะก็ได้มีรายงานเข้าไปยังคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ เป็นรายงาน ซึ่งแสดงความคิดเห็นมีทั้งทางด้านบวกและด้านลบ มีข้อเสนอแนะ มีข้อกังวลอะไรต่าง ๆ แต่ละคณะเข้าไปยังประธานชุดใหญ่ ประเด็นก็คือในการประชุมของชุดใหญ่เรามีความเห็น ว่าเรื่องนี้เราควรจะต้องมีการกราบเรียนไปยังท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าจนถึงขณะนี้ คณะกรรมาธิการได้มีการศึกษาผลออกมา ณ วันนั้นเป็นประการใด และท่านประธาน คณะกรรมาธิการท่านก็ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าท่านเองได้มีการกราบเรียนต่อท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรบอกว่าถ้ากรณีที่ยังดําเนินการ ไม่แล้วเสร็จ ท่านประธานเห็นว่าไม่มีข้อบังคับที่จะกําหนดว่าให้ส่งว่าได้ทําอะไรไปถึงไหน แค่ไหน อย่างไร เท่านั้น แต่ตอนนี้ต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จ และท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้เรียนถามท่านประธานว่าถ้ากรณีนี้คณะกรรมาธิการสามารถที่จะส่ง ความเห็นนี้ไปยังรัฐบาลได้หรือไม่ ซึ่งในที่สุดก็มีมติว่าได้รับแจ้งจากท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรว่าคณะกรรมาธิการก็สามารถที่จะส่งไปได้โดยตรงอยู่แล้ว นั่นคือเหตุผลที่มี การส่งไป และสิ่งที่อยากเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้มี การส่งไปยังคณะรัฐมนตรีนั้นเป็นการดําเนินการส่งรายงานทั้งหมดของคณะอนุกรรมาธิการ ไม่ได้มีความเห็นจากคณะกรรมการชุดใหญ่ว่ามีความเห็นเป็นประการใด เพียงแต่บอกว่า คณะอนุกรรมาธิการแต่ละคณะมีความเห็นอย่างไร ซึ่งเป็นไปอย่างที่ได้กราบเรียนต่อ ท่านประธานแล้วว่ามันมีแสดงความคิดเห็นเรื่องความห่วงกังวลอะไรต่าง ๆ และผมคิดว่า เรื่องนี้ถ้ารัฐบาลได้เห็นรายงานฉบับนี้ ณ เวลานั้น ผมคิดว่าก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการที่ รัฐบาลจะไปประกอบการตัดสินใจ ซึ่งมีข้อห่วงกังวลอยู่มากกว่า คือพูดก็พูดก็คือมีทั้ง การไม่เห็นด้วยในการที่จะเข้ามากกว่าการที่จะไม่เข้า ขออนุญาตที่จะกราบเรียน ต่อท่านประธานครับว่าเจตนาวันนั้นไม่มีอะไรแอบแฝง นอกจากว่าน่าจะเป็นประโยชน์ เพราะรัฐบาลมีห้วงเวลาที่จะต้องตัดสินใจว่าจะเข้า ไม่เข้า จึงขออนุญาตกราบเรียน ต่อท่านประธานด้วยความเคารพครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมเลยถือโอกาสเรียนว่า จริง ๆ ก็เป็นอย่างที่ท่านศุภชัยได้แจ้งให้ทราบ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้มาหารือผม ผมก็เรียนว่าถ้ายังไม่เสร็จจะขออนุมัติสภาเพื่อส่งไปก่อนมันทําไม่ได้ แต่ว่าถ้ากรรมาธิการ มีความประสงค์จะแจ้งเหตุผลเป็นเรื่องภายในของกรรมาธิการก็ทําได้ อันนั้นเป็นเรื่องที่ คณะกรรมาธิการก็ทําไปเอง แต่ว่าทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้ผูกพันสภาครับ เพราะว่าสภายังไม่ได้ให้ ความเห็นชอบ เรียนท่านชวลิตให้ทราบนะครับ เขามาหารือ และผมบอกว่าทําไม่ได้ที่จะให้ สภานี้อนุมัติไปในขณะที่ยังไม่เรียบร้อย แต่ว่าถ้ากรรมาธิการจะประสานภายในเพื่อแจ้งเหตุ ว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ก็เป็นเรื่องภายในของกรรมาธิการเองครับ ก็เรียนท่านชวลิต เพื่อรับทราบครับ เชิญเลยครับ🔗

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ บังเอิญเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญที่สังคมให้ความสนใจและติดตาม เรื่องนี้มาก แล้วก็เป็นห่วงเป็นใยกับการที่จะเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) หรือไม่ ตามความเห็น ส่วนตัวของกระผมก็คือว่าเมื่อสภามอบหมายให้กรรมาธิการไปดําเนินการศึกษาภายใน ระยะเวลาเท่าใด ก็ควรที่จะมารายงานต่อสภาเพื่อที่จะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรือมีข้อเสนอแนะอย่างไร ประการสําคัญการส่งข้อมูลไป หากมีการเลือกในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับการที่จะไปร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) ทางสภาก็ไม่มี โอกาสที่จะรับรู้ประการใดด้วย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล แล้วก็กระผมเห็นว่าไม่ควรที่จะวาง แนวทางแบบนี้ไว้อีกต่อไป เมื่อสภามอบหมายให้มีคณะกรรมาธิการไปดําเนินการศึกษา ในเรื่องใดก็ควรที่จะมาดําเนินการภายในเวลาที่กําหนด เมื่อไม่เสร็จตามกําหนดก็ขยาย ระยะเวลา แล้วก็รายงานต่อสภาเมื่อถึงเวลาที่กําหนด อย่างนั้นถึงจะชอบด้วยข้อบังคับของ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผมก็อยากฝากข้อสังเกตตรงนี้ไว้ แล้วก็ฝากไปยังคณะรัฐมนตรี ด้วยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก อยากให้ฟังผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ เมื่อพิจารณาแล้วเสร็จโดยสมบูรณ์จะดีกว่า ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็ฝากกรรมาธิการนะครับ ข้อสังเกตเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่กรรมาธิการต้องไปเร่งรัดเพื่อให้เสร็จ และผ่านที่ประชุมนี้ ก็จะผูกพันกับสมาชิกทุกคน แต่ว่ากรรมาธิการไปทําอะไรก็ตามนั้นก็เป็นเรื่องภายใน ซึ่งก็ไม่ผูกพันพวกท่านทั้งหลาย ท่านพิเชษฐเชิญเลยท่านครับ🔗

นายพิเชษฐ สถิรชวาล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พิเชษฐ สถิรชวาล พรรคประชาธรรมไทย ขออนุญาตหารือกับท่านประธานเกี่ยวกับ ท่านประธานโดยตรงในฐานะท่านเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เราดําเนินการของสภามาเป็น ปีเศษ ๆ เรื่องที่ให้โอกาสสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหารือต่อประธานสภาผ่านไปยัง ส่วนราชการต่าง ๆ ก็พูดง่าย ๆ ฝ่ายบริหาร หลาย ๆ เรื่องเมื่อเสนอผ่านประธานสภาแล้ว ไม่ได้รับการแก้ไขเลย ผมจึงอยากเสนอท่านประธานขอให้ท่านประธานโดยใช้อํานาจที่ท่าน เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติตั้งคณะกรรมการหรือตั้งเจ้าหน้าที่ที่เป็นของรัฐสภารวบรวมข้อมูล ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนที่เขาเดือดร้อนผ่านมา ผู้แทนราษฎร แล้วเสนอกับท่านขอให้รวบรวม เช่น อาทิตย์หนึ่งแถลงข่าวสัก ๑ ครั้ง หรือ ๒ อาทิตย์แถลง ๑ ครั้ง เพราะว่าของเรามีสถานีโทรทัศน์ของรัฐสภาเอง เพราะบางเรื่อง เป็นเรื่องสําคัญที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง แต่ถ้าเรามีสื่อของเราเองโดยอํานาจของ ท่านประธานสภาให้สถานีโทรทัศน์ได้รวบรวมข้อมูลนั้น เช่นจะแถลงทุกวันที่ ๑๕ ของเดือน ก็ได้ว่าทั้งหมดนี้ ๑ อาทิตย์เรามีการหารือ ๖๐ คน วันพุธ ๓๐ คน วันพฤหัสบดี ๓๐ คน รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ บางเรื่องไม่ได้รับการดูแล ไม่ได้รับคําตอบเลย บางเรื่อง ถ้าได้รับแก้ไขแล้วเราก็แจ้งให้ประชาชนทราบ อย่างน้อยที่สุดประชาชนที่มอบให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นตัวแทนเขา เขาได้ติดตามว่าต่อไปนี้สภาผู้แทนราษฎร มีสถานีโทรทัศน์ของเราเอง จะแจ้งให้ทราบว่าเรื่องทั้งหลายที่ท่านผ่านผู้แทนราษฎรมา ตอนนี้ทางสภาจะให้สถานีโทรทัศน์จะแจ้งท่านทุกวันที่.. เดือนละครั้งหรือเดือนละ ๒ ครั้ง เท่านั้นเอง อย่างเรื่องกรณีผมเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ผมหารือกับท่านประธานสภาผ่านไปถึง กระทรวงการคลัง ความเดือดร้อนของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ (Logistics) เพียงแต่ขอ ผ่อนผันว่าการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้ประกอบการที่เสียอยู่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ขอแค่ครึ่งหนึ่ง ได้ไหม ผู้ประกอบการคลังสินค้าเสียอยู่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ขอครึ่งหนึ่งได้ไหม ชั่วคราวช่วงมีวิกฤติ ก็เงียบ ไม่ได้รับการตอบสนอง ในประเด็นเหล่านี้เชื่อว่าผู้แทนหลายคน เพื่อนผมหลายท่าน ก็คงได้คําตอบเหมือนกันว่าเงียบ ดีที่สุดก็มีคําตอบว่าขณะนี้งบประมาณของส่วนราชการ ยังไม่มี กําลังจะพยายามติดตามให้ ถ้ามีแล้วจะแจ้งให้ทราบ เป็นอย่างนี้มาตลอด ในยุคนี้ ท่านประธานสภาลองใช้ดุลยพินิจครับ ช่วยตั้งกรรมการมา ๑ คนหรือ ๒ คน โดยใช้ เจ้าหน้าที่สภารวบรวม แล้วก็พูดง่าย ๆ ประจานผู้บริหารสักที ถ้าไม่ได้ทํา อย่างน้อย ให้ประชาชนได้รู้ว่าสิ่งที่เขาเดือดร้อนเรียกร้องมาผ่านผู้แทนราษฎรแล้วท่านไม่ทํา เที่ยวหน้า ก็พูดง่าย ๆ ว่าพรรคนี้บริหารแล้วไม่ทําอะไรเลยก็ให้ประชาชนพิจารณา ผมกราบเรียน ท่านประธานช่วยพิจารณาทีเถอะครับ ไม่อย่างนั้นผมต้องตื่นเช้าขึ้นมาต้องรอกว่าจะได้เข้าคิว หารือ ๒ นาที ผลออกมาฝ่ายบริหารไม่เคยได้ให้ความสนใจเลย ท่านในฐานะประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติก็คิดว่าเป็นตัวแทนของพวกเรา หน้าที่ที่ว่าจะทําอย่างไรให้ฝ่ายบริหาร มีความรู้สึกว่าเราจะต้องให้ความร่วมมือแก้ปัญหาให้กับประชาชน ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านสมาชิก นะครับ ทุกเรื่องที่เราเสนอมาก็เป็นหน้าที่สภาต้องส่งไปครับ แล้วผมก็จะทําหนังสือถึง พวกเราเมื่อเขาแจ้งมา สมาชิกจะได้รับจดหมายที่ลงชื่อผมด้วยตัวเองว่าขณะนี้เขารับไปแล้ว ว่าอย่างไร แต่ว่าอย่าไปหวังว่าทุกเรื่องเขาจะปฏิบัติได้นะครับ เพราะว่าจริง ๆ บางเรื่องที่ เราร้องไปก็เช่นฝนแล้งเขาก็ไม่สามารถบันดาลให้ฝนตกได้ อันนี้ต้องเข้าใจ พวกเราที่เคยเป็น รัฐบาลมาก็ต้องเข้าใจว่าไม่ได้ทําได้ทุกเรื่องหรอกครับ แต่เรื่องไหนที่บางเรื่องเขาแก้ได้ เฉพาะหน้าเขาก็แก้ พวกเราก็ชื่นชมกันอยู่ แต่ผมเชื่อว่ากรณีบางเรื่องที่เป็นการเรียกร้อง เขาอาจจะไม่เห็นด้วย หรือเห็นด้วยแต่ว่ายังไม่สามารถทําได้ เพราะว่าเป็นหน่วยงานที่อาจจะ แยกกระจัดกระจายกันอยู่ว่าหน่วยงานไหนท้องถิ่นรับผิดชอบ หน่วยงานไหนส่วนรวม รับผิดชอบ ผมรวมเรื่องของพวกเราในเชิงศึกษาว่าในยุคนี้ความเดือดร้อนของประชาชน อะไรคือเป็นประเด็นหลักที่ ส.ส. นํามาพูดทุกสัปดาห์นะครับ เช่น วันนี้เรื่องฝนแล้ง เรื่องถนน หนีไม่พ้นที่เราปรึกษากัน ๓๐ ท่าน จะหนีไม่พ้นเรื่องเหล่านี้ตลอดเวลา ซึ่งแสดง ให้เห็นว่าโครงสร้างถนนหนทางก็ดี เรื่องฝนแล้งก็ดี เป็นปัญหาเผชิญหน้าพวกเราอยู่ แต่ว่าเมื่อเราพูดเรื่องถนนก็ไม่สามารถว่าเราพูดวันนี้สัปดาห์หน้าเขาทําเสร็จ เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมก็เรียนสมาชิกเราได้เข้าใจในการทํางาน ขอแนะนํานิดเดียว ท่านไม่ต้องรอ ปรึกษาในที่นี้ก็ได้ครับ ทําเรื่องมา เพราะว่ามีสมาชิกบางท่านเขาทําเรื่องมาเป็น ลายลักษณ์อักษร ผมก็ส่งต่อไปให้เลยครับ เพราะว่าเหมือนกับความสําคัญไม่น้อยกว่า ที่ท่านปรึกษา คือเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเรา ประธานก็มีหน้าที่ส่งไป แต่ว่าศึกษาส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาประชาชน ปัญหาของบ้านเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ เราศึกษาว่าในแง่ของ ส.ส. นั้นเขามีปัญหาอะไรที่รับสะท้อนจากประชาชน ยังมีปัญหาที่เรา พูดกันเมื่อหลายปีก่อนยังมีอยู่ ภัยแล้งนี่คงไม่จบครับ เราจะพูดกันไปอีกหลายสมัยทีเดียว เพราะว่าอันนี้ก็ธรรมชาติส่วนหนึ่ง แล้วเราต้องยอมรับว่าระบบชลประทานเราก็ยัง ไม่สามารถทําได้ทั่วถึง ผมก็เข้าใจและขอบคุณสมาชิก ที่ขอบคุณมากก็คือท่านเอาเรื่อง ชาวบ้านมาพูด ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาพูด แล้วก็อย่างที่เรียนก็คือเวลาเป็นสิ่งมีค่า เราเกินเวลา ไปนิดหนึ่งก็คือเกินเวลาของคนอื่นด้วย ก็ต้องชื่นชมพวกเราที่มีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ท่านชวลิตครับค้างนิดเดียว เรื่องที่ท่านตามตลอดเวลา ผมก็ตามให้ท่านตลอดเวลา คือเรื่อง การรายงานของข้อสังเกตกรรมาธิการ ผมตามให้ท่านตลอดเวลาเลยนะครับ เพราะว่าผมเจอ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม ผมก็เรียนท่านตรง ๆ ว่า ท่านครับ ช่วยตาม ท่านก็บอกว่าเซ็นมาให้แล้วบางเรื่อง อันนี้ก็คือสิ่งที่เป็นภารกิจ แล้วผมก็ยินดี ที่พวกเราไม่ทอดทิ้งปัญหาของเรา แล้วก็ติดตามข้อสังเกต แต่ว่าแน่นอนว่าเรื่องที่ตอบมานั้น ส่วนหนึ่งก็ยังไม่ได้ดําเนินการ อีกส่วนหนึ่งก็ยังไม่มีการแจ้ง วันนี้เรามีเรื่องแจ้งมาเรื่องหนึ่ง ซึ่งประเดี๋ยวเราก็ต้องพิจารณากันต่อไป ก็ขอบคุณท่านสมาชิกนะครับ เรียนพวกเรา ข้อปรึกษาก็คงจบเท่านี้🔗

จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๗๙ คน🔗

ผมขออนุญาตว่าวันนี้ มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ๓๓๑ ท่าน องค์ประชุมของเรา ๒๔๔ ท่าน จากสมาชิกทั้งหมด ๔๘๘ ท่าน ผมขออนุญาตเปิดประชุมครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗

ขอเรียนเบื้องต้น เรื่องแรก ก็คือวาระเรื่องกระทู้ถาม ขอเรียนท่านสมาชิก สําหรับเรื่องนี้เนื่องจากได้รับแจ้งจากคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร สํานักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแจ้งว่าวันอังคารที่ ๒๘ กรกฎาคมเป็นวันหยุดราชการ เนื่องจากเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทําให้คณะรัฐมนตรีต้องประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันพุธที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓ คือวันนี้ จึงขอความร่วมมือบรรจุระเบียบวาระกระทู้ถาม ในวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ คือวันพรุ่งนี้ ผมก็เห็นว่าเพื่อประโยชน์ วันนี้ถ้าเราเอากระทู้มาบรรจุ รัฐมนตรีก็แจ้งว่าขอเลื่อนเพราะติดวาระประชุม ก็เลยหารือกันแล้วก็เห็นว่าถ้าอย่างนั้น เรานํากระทู้ไปบรรจุในวันพรุ่งนี้เพื่อว่ารัฐมนตรีจะได้ไม่สามารถอ้างว่าติดประชุม ครม. ได้ ก็เรียนที่ประชุมเพื่อรับทราบในเรื่องกระทู้ถามครับ🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗

รับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า (บีทีเอส) (รายงาน ผลการดําเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๐๕ วรรคสี่)🔗

ท่านสมาชิกอาจจะมี ประเด็นที่ต้องสอบถามก็อนุญาตนะครับ เชิญท่านสมาชิกเลยครับ🔗

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ตามที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือมาถึงสภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องของรายงาน ผลการพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า (บีทีเอส) ของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการขยายสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า (บีทีเอส) สภาผู้แทนราษฎร ผมต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่าผมเป็นกรรมาธิการวิสามัญ ในชุดดังกล่าว และผมเป็นเจ้าของญัตติในเรื่องของการขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือบีทีเอส (BTS) ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องแรกที่สภาผู้แทนราษฎรในชุดนี้ได้มีการพิจารณา และทางสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ส่งความเห็นของคณะกรรมาธิการไปที่คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ ได้รับทราบผลการศึกษารายงานของ สภา ในเรื่องดังกล่าวผมขอเรียนต่อท่านประธานว่าคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาให้มีการตั้ง คณะกรรมการในส่วนของกระทรวงคมนาคมขึ้นมา ๑ ชุด โดยคนที่ดําเนินการในการแต่งตั้ง ก็คือท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกุล ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน กระทรวงคมนาคม ได้มีคําสั่งกระทรวงคมนาคม ที่ ๓๘๕/๒๕๖๒ สั่ง ณ วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๒ เรื่อง แต่งตั้ง คณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของรายงานการพิจารณาศึกษา การขยายสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้มีการประชุมหารือในเรื่องดังกล่าว ๓ ครั้ง โดยมีความเห็นสรุปได้ ดังนี้ คือผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าผมจะอภิปรายนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณยุทธพงศ์อันนี้เป็น การแจ้งเพื่อทราบข้อสังเกตที่เราส่งไป ไม่ใช่เป็นประเด็นใหม่ เป็นประเด็นที่เราพิจารณา มาแล้ว แต่เป็นข้อสังเกตที่เราส่งไป แล้วรัฐบาลก็ตอบกลับมา เพราะฉะนั้นอย่าไป ตั้งเรื่องใหม่ เป็นเรื่องข้อสังเกตภายในกรอบที่เราดําเนินการไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ ครับ🔗

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มหาสารคาม

กราบขอบพระคุณครับ เป็นรายงานผลการศึกษาการขยายสัมปทานสายสีเขียวของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่ทางสภาได้ส่งไปที่รัฐบาล ส่งไปที่คณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม โดยคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาสรุปความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยรวมแล้วเห็นว่า กรรมาธิการวิสามัญเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยให้มีการขยายสัมปทาน เนื่องจากเห็นว่าสัญญาสัมปทานยังเหลือระยะเวลาอีก ๑๐ ปี ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาในปี ๒๕๗๒ ควรที่จะทําสัญญาจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ ๑ และที่ ๒ ก็คือเขียวเหนือกับเขียวใต้ ออกไปก่อน รอจนปี ๒๕๗๒ ซึ่งสัญญาสิ้นสุดก็ควรที่จะจัดหาผู้เดินรถไฟฟ้ารายใหม่ และสามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยกรุงเทพมหานครควรเข้ามาดูแลรับผิดชอบเพื่อให้ค่าโดยสารถูกที่สุดสําหรับ ประชาชนที่ใช้ในพื้นที่ ผมต้องเรียนท่านประธานว่าข้อสังเกตที่ทางรัฐบาลได้มีต่อ รายงานของสภาก็มีความชัดเจนว่าได้มีข้อสังเกตให้กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเจ้าภาพ เป็นหน่วยงานหลักในเรื่องนี้ให้ดําเนินการตามพระราชบัญญัติร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน ปี ๒๕๖๒ และกรุงเทพมหานครในขณะนี้ในข้อสังเกตบอกว่าอยู่ระหว่างขอความเห็นชอบ ในการขยายสัมปทานเดินรถจากคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นควร ให้กรุงเทพมหานครรับความเห็นและข้อห่วงใยของคณะกรรมาธิการวิสามัญไปประกอบ การพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้เกิดความโปร่งใสในการดําเนินการทุกขั้นตอน สําหรับกรณีนี้กรุงเทพมหานคร ควรดําเนินการตามขั้นตอนของคําสั่งคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ ๓/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๒ ให้ครบถ้วน ตลอดจนต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดําเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล เกิดผลสัมฤทธิ์ หรือประโยชน์ต่อภาครัฐและประชาชนเป็นสําคัญ คนที่รายงานต่อท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีก็คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านประธานครับ จากข้อสังเกตที่ทางสภาได้ส่งไปถึงรัฐบาล แล้วรัฐบาล ก็ได้ตั้งคณะกรรมการของกระทรวงคมนาคมขึ้นมา ในการพิจารณาข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการสภาจะเห็นได้ว่ามีความสอดคล้องว่าจะต้องปฏิบัติไปตามหลักของกฎหมาย แล้วก็ให้เกิดความโปร่งใส แต่ขณะนี้เรื่องดังกล่าวทางรัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว รับทราบแล้ว แล้วก็ส่งรายงานกลับมาที่สภา แต่ขณะเดียวกันผมต้องเรียนท่านประธานว่า ในขณะนี้เรื่องดังกล่าวก็ยังมีความพยายามที่จะดําเนินการต่อโดยที่ ๑. มีการดําเนินการที่จะ หลีกเลี่ยง พ.ร.บ. ร่วมทุนปี ๒๕๖๒ โดยขณะนี้ในคําสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๖๒ ก็บอกว่าให้มี การต่อสัญญา แต่ขณะเดียวกันขณะนี้เรื่องดังกล่าวก็มีความพยายามที่จะมีการยกเลิก สัญญาหลัก เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถต่อขยายสัญญาสัมปทานออกไปอีก ๔๐ ปีได้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าสัญญาแต่เดิมตรงส่วนไข่แดงที่เป็นรายงานของสภา และข้อสังเกต ของสภาไปถึงรัฐบาลที่จะหมดในปี ๒๕๗๒ สัญญาหลักยังดําเนินการอยู่ ส่วนการที่จะเข้าไป แก้ไขสัญญามันต้องไปยกเลิกสัญญาหลักที่จะหมดในปี ๒๕๗๒ เสียก่อน ซึ่งคําสั่งมาตรา ๔๔ ที่ ๓/๒๕๖๒ มันไม่สามารถที่จะไปแก้ไขสัญญาได้ คําสั่งดังกล่าวไม่สามารถที่จะไปยกเลิก สัญญาได้ ซึ่งข้อสังเกตของสภาเราก็มีความชัดเจน และรายงานผลที่คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้ว ส่งกลับมาสภาก็มีความชัดเจน ผมก็อยากจะเรียนกับท่านประธานครับว่าอยากให้ทางรัฐบาล ได้ปฏิบัติไปตามกฎหมาย แล้วก็ให้เกิดความโปร่งใส ให้เกิดความเป็นธรรม แล้วก็มติของสภา บอกว่าไม่ให้มีการต่อขยายออกไป รอให้สัญญาหลักให้หมดในปี ๒๕๗๒ เสียก่อน ก็อยากจะ ขอให้ทางรัฐบาลได้ปฏิบัติตามข้อสังเกตที่ได้ส่งมาที่สภา ท่านประธานครับ มติของสภา ในเรื่องดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านยุทธพงศ์ ขอสรุป เลยครับ🔗

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มหาสารคาม

เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับ ประเทศชาติ แล้วก็เป็นมติของสภาใหญ่ ซึ่งทางรัฐบาลควรที่จะนํามติดังกล่าวไปปฏิบัติ ท่านประธานครับ ที่ผมเรียนท่านประธานว่าทําไมผมถึงต้องท้วงติงข้อสังเกตว่ารัฐบาล ไม่ได้ปฏิบัติตามรายงานที่ส่งกลับมาที่สภา เพราะว่าเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็คือ นายอุตตม สาวนายน ได้มีหนังสือ ที่ กค ๐๑๐๐/๑๕๒๐ ไปถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในการที่ขอให้ตรวจสอบยับยั้ง หรือการกระทําใด ๆ กรณีที่จะทําให้การยกเลิกสัญญาหลักของโครงการในส่วนสัญญาว่าจ้าง ให้บริการเดินรถและซ่อมบํารุงส่วนหลัก และส่วนต่อขยายที่ ๑ สัญญาว่าจ้างในการเดินรถ และซ่อมบํารุงส่วนต่อขยายที่ ๒ และสัญญาอื่น ๆ ให้ปฏิบัติตามโดยมีนัยสําคัญดังนี้ คือ ๑. คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. ที่ ๓/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๒ ให้เอกชนแก้ไขสัมปทานกับผู้รับสัมปทานโดยไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ. ร่วมลงทุน ระหว่างรัฐกับเอกชน พ.ศ. ๒๕๖๒ ๒. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปฏิบัติตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๔ ๓. ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โปรดพิจารณาสั่งการข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ดังนั้น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านอุตตมถึงได้ถอนเรื่องความเห็นของ กระทรวงการคลังในการต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ๔๐ ปีออกไป เรื่องนี้ผมต้อง ท้วงติงครับว่ากระทรวงการคลังแทนที่ว่าจะได้ยุติเรื่องดังกล่าว แต่ปรากฏว่าวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ได้มีหนังสือ ที่ กค ๐๘๒๐.๑/๑๓๓๙๓ ไปถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อที่จะให้คณะรัฐมนตรีได้เดินหน้าต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้า สายสีเขียวออกไปอีก ๔๐ ปี ซึ่งเรื่องดังกล่าวผมต้องตั้งข้อสังเกต แล้วก็เป็นรายงาน ที่คณะรัฐมนตรีได้รายงานมีมติรับทราบแล้ว แล้วรายงานต่อสภาครับว่าการดําเนินการ ดังกล่าวจะต้องปฏิบัติ ๑. ไปตามพระราชบัญญัติร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน ปี ๒๕๖๒ ๒. เรื่องนี้จะต้องปฏิบัติไปตามกฎหมายโดยเคร่งครัด แล้วก็ความเห็นของคณะรัฐมนตรี ก็สอดคล้องเป็นไปตามที่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีความเห็นในเรื่องดังกล่าว ในการที่จะรอให้สัญญาสัมปทานได้หมดในปี ๒๕๗๒ ก่อน อย่าเพิ่งให้มีการต่อขยาย อย่างรวบรัดซึ่งไม่เกิดความเป็นธรรมและไม่เกิดความโปร่งใส ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกมีอะไรจะอภิปราย อนุญาตนะครับ แต่ว่าขอเวลาสั้น ๆ เพราะว่าเป็นเรื่องแจ้งเพื่อทราบในวาระของรายงาน ของข้อสังเกต เชิญสมาชิกเลยครับ ขอไม่เกิน ๗ นาทีนะครับ เชิญครับ🔗

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ก็ขอขอบคุณ ท่านประธานที่นําเรื่องนี้กลับมาแจ้งต่อที่ประชุมทราบ ซึ่งผมก็คงไม่ใช้เวลายาว ในการอภิปรายซ้ํา เพราะว่าเรื่องนี้ผมเคยอภิปรายไปแล้วตอนที่ญัตติด่วนเข้าสภา และผมก็ได้ เข้าไปร่วมเป็นกรรมาธิการอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณาเรื่องนี้ ประเด็นที่ผม อยากให้ไฮไลต์ (Highlight) ให้เพื่อนสมาชิกแล้วก็ประชาชนทางบ้านฟังก็คือเรื่องรับทราบ รายงานฉบับนี้จะมีอยู่ด้วยกัน ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือเป็นเรื่องของการขยายสัญญาสัมปทาน ทางด่วน ซึ่งมติของการประชุมสภาในกรรมาธิการก็มี ๒๑ คน ที่เห็นด้วยในเรื่องของทางด่วน แล้วก็ ๑๒ คนที่ไม่เห็นด้วย ผมก็อยู่ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็ได้แสดง ความเห็นไปแล้ววันนี้คงไม่ต้องพูดซ้ํา แต่ว่าอยากให้ประชาชนกลับไปดู ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ก็มีกรรมาธิการที่ไม่เห็นด้วย ๑๙ คน แล้วก็เห็นด้วย ๑๒ คน อันนี้ผมจะอยู่ในส่วนข้างมาก ซึ่งทั้งสองประเด็นผมไม่เห็นด้วยกับการขยายสัญญา สัมปทานทั้งในเรื่องของทางด่วน แล้วก็รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ําไปทาง เพื่อนสมาชิกแล้วก็ประชาชนทางบ้านก็ตาม ตรงนี้เราดําเนินการตามระบอบประชาธิปไตย มาถึงจุดที่สุดแล้ว คือเราตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ทุกคนได้แสดงความเห็น ได้แสดง จุดยืน แต่สิ่งที่ผมอยากให้ประชาชนจดจําว่าใครทําอะไรไว้กับประเทศนี้ แล้วก็ข้อดีอย่างหนึ่ง ของรายงานฉบับนี้คือการลงความเห็นได้มีการแสดงว่าใครเห็นด้วย ด้วยเหตุผลอะไร ใครไม่เห็นด้วยด้วยเหตุผลอะไร ในขณะเดียวกันพอเราส่งเรื่องไปทางรัฐบาลก็ทําตามมติ ส่วนใหญ่ของกรรมาธิการในเรื่องหนึ่ง แล้วก็ไม่ทําตามอีกเรื่องหนึ่ง ก็จะมีอยู่ในรายงาน ฉบับนี้ แบ่งเป็นประเด็นต่าง ๆ ก็ให้ประชาชนพิจารณาเอาเองว่าสิ่งที่รัฐบาลตอบมาตอบตรง คําถามหรือไม่ ตรงประเด็นหรือไม่ อันนี้เป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย เราเดินมาถึงสุดทางแล้ว ส่วนจะไปว่ากันในทางกฎหมาย กระบวนการศาล ไปฟ้องร้อง เพราะหน่วยงานไม่ได้รับความเป็นธรรมอะไรต่าง ๆ ก็สู้กันต่อไป ในส่วนของทางด่วนที่ผม อยากจะไฮไลต์ (Highlight) มาก ๆ เลย เพราะว่าผมรู้สึกเศร้ากับประเทศนี้ในการตัดสินใจ ก็คือมันเป็นการเจรจายอมความ คือเอาคดีที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินหลาย ๆ คดี ๑๐ กว่าคดี มารวม ๆ กัน แล้วก็รัฐบาลเจรจาเพื่อชดเชยค่าเสียหายให้กับเอกชน แต่ข้อเท็จจริง หลังจากที่มีการประชุมกรรมาธิการไป ปรากฏว่ามีบางคดีที่รัฐชนะเอกชน คดีแรกแพ้ก็เลย เป็นที่มาของการเจรจายอมความกัน แต่ต่อมาก็มีคดีที่ชนะ คราวนี้ในมุมมองของรัฐผมมองว่า แทนที่จะมาเจรจายอมความแล้วเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนบางรายให้เขาขยายสัญญา สัมปทานต่อไปมันทําให้รัฐเสียหายก็คือสูญเสียรายได้ แล้วก็ไม่น่าจะเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้อง ต่อไปในอนาคต เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากนะครับท่านประธาน ถ้าอีกหน่อยมีเอกชนบางรายอาศัย ความสนิทสนมกับรัฐบาลแล้วเขียนสัญญาขลุกขลิก ๆ อะไรไว้ แล้วใช้อํานาจรัฐ ผ่านฝ่ายบริหาร ผ่านรัฐบาลไปเจรจายอมความกัน แทนที่จะสู้คดีให้ถึงที่สุดแล้วจับตัว ผู้กระทําผิดมาลงโทษ เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับสัญญาสัมปทานทางด่วนก็คือไม่ได้ทําอย่างนั้น คือเอาคดีมามารวม ๆ กัน แล้วก็เจรจาว่ามีมูลค่าการฟ้องร้อง ยังไม่ได้แพ้ สมมุติมีการฟ้องร้องอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เจรจายอมความ ยอมไปสัก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อะไรลักษณะอย่างนี้มันเป็นสิ่งที่ ไม่ถูกต้อง ผมก็ต้องการเน้นย้ําประเด็นนี้ ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะเน้นย้ําในส่วนของ การขยายสัญญาสัมปทานของรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) อันนี้ผมมองว่าการที่รัฐบาลพยายามทํา เป็นการปะผุปัญหา เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็คือปัญหาอยู่ที่เส้นใจกลางเมือง สายสีเขียว แล้วก็รัฐบาลมีความพยายามที่จะสร้างรถไฟฟ้าอย่างมากเกินจําเป็น โครงข่าย เกินจําเป็น คราวนี้พอขาดทุนไม่มีเงินที่เพียงพอไปก่อสร้างก็เลยกลายเป็นว่าไปรื้อสัญญา สัมปทานเดิมเพื่อที่จะเอามาคัฟเวอร์ (Cover) ส่วนที่ไม่จําเป็นที่จะต้องสร้างให้ขยายต่อไป ซึ่งประเด็นตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าห่วงว่าการที่เราจะแก้ปัญหาระบบรถไฟฟ้าอย่างบูรณาการ ในอนาคตมันเป็นไปไม่ได้เพราะว่าเราไปรื้อเส้นนี้แล้ว มันก็จะมีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อ อย่างเช่นว่าขึ้นรถไฟฟ้าสายสีน้ําเงินมาจะมาต่อสายสีเขียวก็จะมีค่าแรกเข้าอะไรใหม่ เพราะว่าเอกชนได้รับสัญญาสัมปทานคนละราย คราวนี้ในเรื่องของข้อกฎหมายก็มีข้อจํากัด อยู่เยอะ เราเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รฟม. กทม. อะไรอย่างนี้มาชี้แจง เขาก็ไม่เห็นด้วยกับ แนวทางที่ทํา เพราะว่าแนวทางที่ทํายังเหลือสัญญาสัมปทานอีก ๑๐ ปี ยังไม่ได้หมด แต่ว่า รัฐบาลจะต่อไปให้อีก ๓๐ ปี โดยใช้อํานาจตามมาตรา ๔๔ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มาก ๆ กระบวนการกลั่นกรองตามระบบราชการปกติถูกรีบเร่ง เร่งด่วนโดยมาตรา ๔๔ ข้ามขั้นตอนอะไรไป มันก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐในระยะยาว เราก็จะมีปัญหา เรื่องของค่าโดยสารราคาแพงอีกไกล คือเราแก้เฉพาะเส้นสีเขียวที่ไปคัฟเวอร์ (Cover) ส่วนต่อขยายทําให้ถูกลงได้จริง แต่ว่ามันเป็นการเอารายได้จากอนาคตมา มาซับซิไดซ์ (Subsidize) แต่มันก็จะมีปัญหากับสายสีอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเราจะไม่สามารถแก้ปัญหา ระบบคมนาคม ระบบขนส่งสาธารณะในเมืองได้อย่างเป็นระบบ ก็ฝากไว้อย่างนี้ว่า ให้ประชาชนเข้าไปติดตามเพราะว่าเราสู้ตามกระบวนการประชาธิปไตยอย่างสุดซอย แต่แน่นอนว่าในสภาเราก็มีเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา เราก็ต้องมาถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล แล้วก็ใครทําอะไรไว้ก็ขอให้พี่น้องประชาชนจดจําว่า ส.ส. คนใด จากพรรคใด โหวตอะไรไป ทําให้ประเทศชาติเสียหายแค่ไหน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็เป็นสิทธิของเขานะครับ อย่าไปตั้งเงื่อนไข เชิญท่านวีระกรครับ🔗

นายวีระกร คําประกอบ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีระกร คําประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะอดีตประธาน คณะกรรมาธิการคณะนี้แหละครับ ทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าที่เรากําลังพูดถึงกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมอยากจะกราบเรียนถามท่านประธาน ปกติแล้วเวลา เราส่งข้อสังเกตไปให้รัฐบาล เขาจะตอบกลับมาอย่างนี้ทุกครั้ง แล้วเราจะเอาเข้ามาสู่สภา อย่างนี้ทุกครั้งไหมครับ ผมว่าผมเพิ่งเคยเห็นนะครับท่านประธาน คือรู้สึกแปลกว่าทําไมเขาถึง ตอบกลับมา นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ซึ่งอยากให้ท่านประธานได้ชี้แจงสักนิดครับ เรื่องที่ ๒ บางอย่างสิ่งที่รัฐบาลทําก็ไม่ได้ตรงกับที่ข้อสังเกตของกรรมาธิการที่เสนอไปในเรื่องของ การขยายสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) กล่าวคือในเรื่องของทางด่วน มติเรา ๒๑ ต่อ ๑๒ ให้ทํา ให้ยุติข้อพิพาทโดยการที่เราต่อสัญญาให้เขาไป ๑๕ ปี การที่เราเห็นว่า สมควรต้องยุติข้อพิพาทก็เพราะว่าสัญญาที่เขียนมันละเอียดมาก มันลงไปถึงรายละเอียดมาก ซึ่งแม้แต่การต่อสู้ซึ่งในชั้นต้นมันแพ้กันไปแล้ว ๑ คดี แล้วก็กําลังโดนค่าปรับ ซึ่งทั้งหมด มันก็ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าถ้าเรายุติข้อพิพาท ณ วันนี้ คืออยากจะกราบเรียน ท่านประธานนิดหนึ่ง เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกได้กล่าวถึงเรื่องเดิม ทําไมเราถึงจะต้องขอให้ รัฐบาลยุติข้อพิพาท เพราะจาก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าหากว่าสู้ไปเรื่อย ๆ แล้วมันแพ้ ไปแล้ว ๑ คดี แล้วการที่แพ้ ๑ คดีเนื่องจากสัญญาเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องไม่มีทางแข่งขัน ทางแข่งที่ว่านี้ก็คือเขาทําถนนในช่วงที่มีเอเชียนเกมส์ (Asian Games) รัฐบาลขอให้เขาทําไป จนถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อที่จะมีเอเชียนเกมส์ (Asian Games) ในยุคนั้นนะครับ แล้วก็ต่อไปจนถึงบางปะอิน ซึ่งเส้นนั้นก็ต้องยอมรับว่าแรก ๆ เหมือนกับสร้างมาผ่าทุ่งไร่ ทุ่งนา ไม่มีใครวิ่ง อันนี้ต้องยอมรับว่าทางเอกชนเขาก็ทําด้วยความเกรงอกเกรงใจรัฐบาล ในสมัยนั้น เขาจึงได้เขียนในรายละเอียดชัดเจนว่าต้องไม่มีทางแข่งขัน เขาเขียนไว้ถึงขนาดว่า ถ้าหากว่าดอนเมืองโทลล์เวย์ (Tollway) ไปได้แค่เลยดอนเมืองไปอนุสรณ์สถานแห่งชาติ แต่ถ้าต่อจากอนุสรณ์สถานแห่งชาติไปเมื่อไร ต้องคิดค่าเสียโอกาสให้กับทางบีทีเอส (BTS) เขา ให้กับบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน) เบม (BEM) เขาด้วย คือจาก การที่เขียนคู่สัญญาระหว่างรัฐบาลกับเอกชนคือเบม (BEM) เราไปเขียนชนิดที่เรียกว่าดิ้น ก็ดิ้นไม่ออก เขียนไว้ชัดเจนว่าถ้าเผื่อเราสร้างทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ (Tollway) เลยจาก อนุสรณ์สถานแห่งชาติไปต้องมาคิดค่าเสียหายให้เขา เมื่อเขาคิดค่าเสียหายมามันก็จบกัน แค่ตรงนั้นละว่าเขาลดลงเท่าไร จํานวนจราจรของเขาลดลงกี่คันต่อวัน คิดเป็นเงินเท่านั้น เท่านี้ มันคิดลงไปในรายละเอียดได้เลย ท่านประธานครับ มันเป็นตัวเลขที่สามารถคํานวณ ได้เลย เพราะฉะนั้นกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ๒๑ ต่อ ๑๒ จึงเห็นว่าถ้าสู้ไปโอกาสแพ้มันสูง แล้วค่าเสียหายมันจะสูงไปถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แทนที่จะเป็น ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปัจจุบัน แต่ถ้าเรายุติยอมความไกล่เกลี่ยกันมันจะเหลือแค่ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นสัญญาสัมปทาน ๑๕ ปี สิ่งหนึ่งซึ่งทางคณะกรรมการที่ส่งมาให้ โดยกระทรวงคมนาคมได้ศึกษาแนวทางที่จะทําทางด่วนขั้นที่ ๒ หรือดับเบิ้ลเดก (Double deck) อันนี้ก็ทางกรรมาธิการเราก็เห็นสมควรว่าสมควรจะต้องพิจารณา ในเรื่องนี้ด้วย เนื่องจากว่าในปัจจุบันนี้รถติดมาก เวลาเรามาจากจังหวัดนครสวรรค์ หรือทางสายเหนือ พอมาถึงตรงจุดจ่ายเงินหรือโดยประมาณก็แถว ๆ ถนนงามวงศ์วาน วิ่งมาบนทางด่วนขั้นที่ ๒ พอถึงถนนงามวงศ์วานติดยาวเลยครับท่านประธาน กว่าจะเข้า ในตัวเมืองได้ใช้เวลา ผมเคยขับรถทีชั่วโมงครึ่งกว่าจะเข้ามาในเมืองสําเร็จ ถ้าไม่มี ดับเบิ้ลเดก (Double deck) โอกาสที่จะติดอย่างนี้แล้วมันไม่ใช่ทางด่วนแล้ว อันนี้มันทาง โอ้เอ้แล้ว ไม่ใช่ทางด่วนแล้ว ยิ่งขึ้นทางด่วนยิ่งติดหนึบไปหมด ใช้เวลานานมากในช่วงรัชฮาว (Rush hour) หรือในช่วงการจราจรเร่งด่วน เพราะฉะนั้นการที่กระทรวงคมนาคมได้เขียน ตอบกลับมาว่าได้ทําการศึกษาแนวทางก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ได้ศึกษาแนวทางให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี ก็ต้องขอบคุณทางกระทรวงคมนาคมด้วย แต่ในส่วนของเรื่องรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ๑๙ ต่อ ๒ ไม่เห็นด้วยต่อการต่อสัญญา ข้อ ๑ เลยมันตั้ง ๙ ปี ปี ๒๕๗๒ โน่นกว่าจะหมดสัญญา แล้วมารีบต่อทําไม ดูแล้วมันผิดปกติ ไม่มีเหตุว่าทําไม จะต้องรีบร้อนต่อ นั่นคือข้อ ๑ แต่ว่าเมื่อกรรมาธิการส่งไปด้วยเสียงส่วนใหญ่ ๑๙ ต่อ ๑๒ ว่าไม่สมควรต่อ แต่ปรากฏว่าทางกระทรวงคมนาคมเขาก็ต่อให้ ซึ่งไม่ได้เขียนชัดเจนไว้ในนี้ว่า ทําไมเขาถึงต่อให้ อีกตั้ง ๙ ปีทําไมถึงรีบร้อนต่อ เรื่องที่ ๒ ก็คือสิ่งที่กรรมาธิการพยายาม ที่จะขอให้รัฐบาลได้พิจารณาถึงการซับซิไดซ์ (Subsidize) หรือการอุดหนุนในเรื่องของ ให้ประชาชนคนยากคนจนได้ขึ้นรถไฟฟ้าได้ ท่านประธานคงทราบดีว่าคนที่ขึ้นรถไฟฟ้า ในปัจจุบันต้องฐานะดีนะครับ หาเช้ากินค่ําขึ้นไม่ได้ มันไม่เหมือนกับต่างประเทศ ต่างประเทศประชาชนที่หาเช้ากินค่ําอย่างในนครนิวยอร์กอย่างนี้เป็นต้น ควอเตอร์ (Quarter) เดียว มันขึ้นได้เลย ของเขามีรายได้ต่อวัน เขามีรายได้ชั่วโมงละ ๗ เหรียญ ๘ เหรียญ มันก็ขึ้นกันไหว แต่ของประเทศไทยค่ารถไฟฟ้าแพงมาก ทุกประเทศในโลกรัฐบาล ต้องซับซิไดซ์ (Subsidize) หรือต้องให้เงินอุดหนุนเพื่อให้คนยากคนจนหรือคนรายได้น้อย ได้มีโอกาสขึ้นได้ ไม่อย่างนั้นก็แก้ปัญหาการจราจรไม่ได้ สิ่งที่เราอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาล ทําตามข้อสังเกตของกรรมาธิการก็คือต้องพิจารณาค่าโดยสารที่มันเป็นไปได้สําหรับ ผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพมหานครที่ต้องขึ้นให้ได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านวีระกรนะครับ ผมเรียนชี้แจงเพราะว่าท่านวีระกรเป็นนักการเมืองที่อยู่มานานอาจจะแปลกใจว่ามันต้อง รายงานกลับมาแล้วต้องเข้าสู่สภาหรือ บังเอิญบางยุคสมัยไม่ทํา แต่ปัจจุบันสมาชิกจี้ และผม ก็จี้ด้วยตัวเองครับ ผมพบท่านรองนายกรัฐมนตรี ผมก็บอกว่าเรื่องนี้ข้อสังเกตกรรมาธิการได้ส่งไป นานพอสมควรแล้ว ขอให้รีบดําเนินการตามข้อบังคับ คือข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ เป็นอย่างนี้ครับ กรณีข้อสังเกตกรรมาธิการ ในกรณีที่สภาเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ให้ประธานสภาส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรี นี่กรณีอย่างนี้นะครับ หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วก็วรรคสุดท้าย เมื่อพ้นกําหนดระยะเวลาหกสิบวัน นับแต่ วันที่ประธานสภาส่งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทราบ คณะรัฐมนตรีและองค์กรอื่น ๆ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตาม ข้อสังเกตนั้นประการใดหรือไม่ ให้ประธานสภาแจ้งให้ที่ประชุมทราบในโอกาสแรกที่มี การประชุม นี่คือที่มา แต่ว่าที่ผมเรียนไว้ตอนต้นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราพิจารณากันมาแล้ว ในอดีตโดยละเอียด กรรมาธิการก็คงจะพิจารณากันเต็มที่ เพราะฉะนั้นเราจะต้องไม่เสียเวลา ในที่นี้ย้อนกลับไปสู่อดีต ไปพูดหลักการเดิมกันอีกมันไม่ถูก ไม่อย่างนั้นเราจะทํางานอะไร ไม่ได้เลย เราจะจมอยู่กับเรื่องอย่างนี้ เรื่องแล้วเรื่องเล่าเรื่องเดิม เพราะฉะนั้นผมถึงเรียน ท่านสมาชิกว่าในการอภิปรายเรื่องนี้ต้องควบคุมเวลา มิฉะนั้นเราไปต่อไม่ได้ ก็จะมีรายงาน อย่างนี้เข้ามาเป็นระยะ เพราะกรรมาธิการได้ทํางานและมีข้อสังเกตไปเป็นจํานวนหลายเรื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้นจะทยอยเข้ามา เพราะฉะนั้นผมเรียนสมาชิกว่าอย่าเข้าใจว่าผมไปเร่งรัดท่าน แต่ผมให้ท่านได้เห็นว่าเรื่องนี้เราพิจารณากันมาโดยละเอียดในชั้นรับหลักการ แล้วตั้งกรรมาธิการวิสามัญ กรรมาธิการก็ไปซักกันละเอียดยิ่งกว่าในนี้ เสร็จแล้วในนี้ เราก็เพียงรับทราบข้อสังเกตที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นมาเพียงย่อ ๆ อย่างที่ผมเรียน ให้ท่านทราบ แล้วเราจะได้ทําให้ญัตตินี้มีความสมบูรณ์นะครับ ก็เรียนพวกเรา มีอีกท่านหนึ่ง ท่านศุภชัยขออภิปราย เชิญเลยครับ🔗

นายศุภชัย ใจสมุทร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กระผม ขออนุญาตอภิปรายเรื่องนี้ในเวลาอันสมควรในฐานะที่ผมเองเคยเป็นคณะกรรมาธิการคณะนี้ เหมือนกัน สิ่งที่อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือว่าในการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการในขณะนั้นเราพิจารณากันอย่างเต็มที่ รับฟังรอบด้านเพื่อที่จะรักษา ผลประโยชน์ของแผ่นดิน รักษาผลประโยชน์ของประเทศของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ของพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนในกรณีเรื่องทางด่วน เมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการชุดนั้นก็ได้อภิปรายไปแล้ว แล้วผมจะ ไม่อภิปรายรายละเอียด เพียงแต่อยากจะกราบเรียนว่าการที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บางท่าน เมื่อสักครู่ท่านได้อภิปราย ผมจะไม่เอ่ยนามท่าน แต่ท่านใช้ถ้อยคําในลักษณะที่ ทําให้พี่น้องประชาชนเกิดความไขว้เขวหรือเกิดความสับสนได้ว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ ดําเนินการเพื่อเป็นประโยชน์กับเอกชนผู้รับสัมปทาน ซึ่งถ้าท่านพูดแล้วก่อให้เกิดความรู้สึก อย่างนี้กับประชาชนแล้วผมคิดว่าผมเสียหาย เหตุผลเพราะว่าผมเป็นคนหนึ่งที่เฉพาะเรื่อง ทางด่วน ผมได้ลงมติเห็นว่าควรที่จะได้ต่ออายุสัมปทาน เพราะคิดว่าการต่ออายุสัมปทาน น่าจะเป็นประโยชน์กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพนักงานของ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยและประชาชน เหตุผลตรงนั้นเมื่อสักครู่ท่านพูดถึงเรื่องของ คดีความ ผมอยากจะเรียนต่อท่านประธานอีกครั้งครับ ผมจะไม่เข้าสู่รายละเอียด แต่ผมอยากจะเรียนว่าแท้จริงแล้วประเด็นที่คณะกรรมาธิการพิจารณาก็คือว่าถ้าจะปล่อยให้ มีการสู้คดีต่อไป คดีที่มันเคยแพ้และมีบรรทัดฐานในเรื่องเดียวกันแนวโน้มก็จะแพ้อีก และความเสียหายมันก็จะเกิดขึ้นในฐานะเป็นผู้แพ้คดี และต้องชําระเงินค่าเสียหายตามที่ ถูกฟ้องร้อง ซึ่งตรงนั้นมันไม่เป็นประโยชน์ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่ากรณี การประนีประนอมยอมความกันนั้นหลักมันก็คือว่าทั้ง ๒ ฝ่ายตกลงระงับข้อขัดแย้ง ข้อพิพาทซึ่งกันและกัน ไม่ว่าในขณะนั้นในอดีตหรืออนาคตโดยที่จะต้องผ่อนผันให้แก่กัน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วในฐานะกรรมาธิการในขณะนั้นผมเองผมก็คิดว่าถ้าเป็นกรณี ที่จะต้องประนีประนอมยอมความกัน เราก็ไม่มองไปในอนาคตแล้วละครับว่ามันมีคดีไหน ที่มีโอกาสจะชนะบ้างหรือจะแพ้ ไม่แพ้ แต่มาคิดว่ากันว่าถ้าตรงไหนมันมีจุดอันเหมาะสมและเป็นประโยชน์ของทุกฝ่ายต่างก็ผ่อนผัน ให้แก่กัน นี่คือประเด็นที่ผมได้ตัดสินใจสนับสนุน และผมคิดว่าผมก็ตัดสินใจได้ถูกต้อง เพราะสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าหลังจากนั้นคณะรัฐมนตรีก็ได้ไปพิจารณาเรื่องนี้ และผู้ที่เป็นเจ้าของงานนี้ก็คือกระทรวงคมนาคม ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ผมได้มีโอกาสติดตามในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกของพรรคภูมิใจไทย ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคือท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรค เป็นรัฐมนตรีตรงนั้น เราได้ติดตามสอบถามท่านในที่ประชุมของพรรคว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร แล้วท่านก็ชี้แจงให้ทราบว่าสิ่งที่กระทรวงคมนาคมได้พิจารณาเรื่องของการต่ออายุสัมปทาน ในเรื่องของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยหรือไม่อย่างไร มีอยู่บนพื้นฐานเดียวกันก็คือ การรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก รักษาผลประโยชน์ของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย รักษาผลประโยชน์ของพนักงานของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ถ้าใครได้ติดตาม ถ้าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพี่น้องประชาชนได้ติดตาม จะได้พบว่าในห้วงที่หลังจากที่ได้มีการเจรจากันระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และผู้รับสัมปทานคือบริษัท เบม (BEM) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม โดยท่านรัฐมนตรีก็ได้มีการเจรจาต่อรองในเรื่องต่าง ๆ ในเรื่องห้วงเวลา ในเรื่องของ ค่าเสียหาย เรื่องอะไรต่าง ๆ แล้วพบว่าเรื่องบางเรื่องที่เราเสนอไปกระทรวงคมนาคมก็ไม่ได้ เอาตามที่เราว่า แต่ท่านได้ไปต่อรองที่เป็นประโยชน์ยิ่งกว่าที่เราเสนอแนะไป ผมจะไม่เข้าสู่ รายละเอียด เพียงแต่จะบอกว่าในที่สุดในช่วงจุด ๑๕ ปี ๘ เดือน ที่มีการตกลงกันใหม่มันเป็น ตัวเลขระยะเวลาที่กระทรวงคมนาคม โดย สนข. ได้ไปร่วมพิจารณาด้วยแล้วเห็นว่า เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และเป็นที่มาที่วันนี้มีการตกลงเรื่องการเจรจา แล้วก็ ลงนามกัน แล้วก็มีการถอนฟ้อง ถอนคดีกันทั้งหมด ๒-๓ วัน ๓-๔ วันที่ผ่านมาในวันหยุด ท่านเห็นว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยท่านผ่านไปไหนไม่ต้องจ่ายเงินค่าทางด่วน เหตุผล เพราะเรื่องเหล่านี้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นข้อตกลงที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไปต่อรองกับบริษัท เบม (BEM) ว่าถ้าในกรณีวันหยุด วันนักขัตฤกษ์ ไม่ต้องคิดเงิน วันนี้ท่านศักดิ์สยามก็ได้มีการเจรจากับบริษัท เบม (BEM) แล้วบริษัท เบม (BEM) ก็ยอม ในที่สุดวันนี้ถ้าท่านอยู่กรุงเทพฯ ท่านขึ้นด่านไหนของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย ของทางด่วน ท่านเข้าฟรี ท่านคิดไหมครับว่าการที่ท่านไปเข้าฟรี ๆ มันมี ที่มาที่ไปอย่างไร ที่มาที่ไปก็คือท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไปเจรจาว่ากรณีอย่างนี้อย่าเก็บเงิน นี่คือที่มา แล้วท่านก็มีที่ไปของท่านว่าล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์กับประชาชน เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เรามองผ่านก็มองได้ ผมจะไม่พูดถึงรถไฟฟ้าสายสีเขียว แต่พูดเรื่องประเด็นนี้ว่า จริง ๆ แล้ววันนี้เราไม่พูดในเรื่องอย่างที่ท่านประธานว่า เราไม่เข้าสู่รายละเอียดว่าพิจารณา กันอย่างไร เพียงแต่จะบอกว่าวันนั้นในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นกรรมาธิการ ผมทําหน้าที่เป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยที่ปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และผมคิดว่าวันนี้พี่น้องได้โปรดจดจําเถอะครับว่าสิ่งที่ผมทําเป็นการทําดี ประโยคที่ว่า ใครทําอะไรไว้ขอให้พี่น้องได้จดจํา ผมยืมประโยคจากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาด้วย เช่นเดียวกันว่าโปรดจําเถอะครับ การทําให้เอกชนได้สัมปทานทางด่วนต่อไป ๑๕ ปี ๘ เดือน ผมเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนเพราะคิดว่าเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อันนี้ผมเตือนแล้วนะครับ ผมเตือนแต่ต้น อย่าไปท้าทายหรืออย่าไปคาดคั้นให้สมาชิก ถือเป็นสิทธิของสมาชิกแต่ละฝ่าย ที่จะมีความเห็น ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เพื่อทราบนะครับท่านสมาชิก เห็นว่าเราได้อภิปรายในวาระ เพื่อทราบพอสมควรแล้วเราจะได้ดําเนินการต่อไป ขอท่านสมาชิกทราบในวาระนี้นะครับ🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม🔗

รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ (สมัยสามัญ ประจําปีครั้งที่สอง) ครั้งที่ ๑๗ เป็นพิเศษ วันพุธที่ ๘ ถึงวันเสาร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๓ ซึ่งได้วางให้ท่านสมาชิกได้พิจารณาแล้วนะครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าสมาชิกไม่มีความเห็น เป็นอย่างอื่นก็ถือว่ารับรองรายงานการประชุมในครั้งนี้นะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

รายงานการศึกษา เรื่อง ความปลอดภัยทางถนนและคมนาคม ซึ่งคณะกรรมาธิการ การคมนาคมพิจารณาเสร็จแล้ว นําเรื่องนี้ เข้ามาแก้ ที่กระผมจะให้รายละเอียดท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการได้ กราบเรียนท่านประธานอีกต่อไป ๒. ก็คือเรื่องกฎระเบียบการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งทางเรา จะเห็นว่าในขณะนี้เรามีข่าวใหญ่ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทําความผิด ในเรื่องการจราจรทําให้เสียชีวิตเป็นข่าวดังมาก ถ้าเราใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม แล้วประชาชนเสื่อมความศรัทธาก็นําไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เคารพกฎหมาย ฉะนั้นระเบียบ กฎหมายเหล่านี้จะต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยและใช้ให้มีประสิทธิภาพ อันนี้ก็อยู่ใน ข้อเสนอของกรรมาธิการที่จะเสนอต่อสภาแห่งนี้ ๓. ก็คือสาเหตุเกิดจากวัสดุอุปกรณ์ก็คือ เรื่องถนน เรื่องยานพาหนะ ซึ่งในขณะนี้เราต้องพิจารณาว่าความเจริญทางเทคโนโลยีในการผลิตรถยนต์มีศักยภาพสูง แล้วถนนที่มีอยู่ในประเทศไทยถ้าเราใช้ระเบียบกฎหมายแล้วใช้ยานพาหนะไม่เกิด ความสมดุลในการที่จะใช้รถใช้ถนนอุบัติเหตุมันก็จะเกิดขึ้น ดังนั้นจะเห็นว่าสิ่งที่ผมได้ กราบเรียนท่านประธานได้เห็นภาพกว้าง ๆ ว่าถ้าเราไม่ศึกษาอย่างเป็นระบบแล้วปัญหานี้ จะเกิดขึ้นตลอด เราจะได้เห็นความสูญเสียทางอุบัติเหตุแต่ละวันจริง ๆ แล้วมันมากกว่า ภัยของโควิด-๑๙ (COVID-19) ด้วยซ้ํา แต่ว่าเรามองไม่เห็นความสําคัญของมัน ฉะนั้นวันนี้ กระผมจึงขออนุญาตนํารายงานฉบับนี้ที่เป็นรายละเอียด จะขอให้ท่านประธาน คณะอนุกรรมาธิการคือท่านนิกร จํานง ได้กรุณาได้ให้รายละเอียด จึงขออนุญาต ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

ท่านนิกรเชิญเลยครับ🔗

นายนิกร จํานง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาเรื่องความปลอดภัยทางถนนและคมนาคม ตามที่ ท่านประธานโสภณได้กล่าวไปแล้วว่าปัญหาของเราสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง เป็นอย่างมาก แต่ว่าเราไม่ทราบ เราไม่ได้มอง เรามองไม่เห็นต่อปัญหานี้ แล้วต่อมารายงาน ครั้งนี้มีเกี่ยวกับเรื่องต่างประเทศ ธนาคารโลกเขาบอกว่าประเทศไทยถ้าสามารถลดการตาย และบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนได้ร้อยละ ๕๐ จะเป็นการเพิ่มรายได้ของประชากร หรือจีดีพี (GDP) เทียบเท่ากับปี ๒๕๕๗ ถึง ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ในอีก ๒๔ ปีข้างหน้า ซึ่งมันเป็น การสูญเสียครั้งใหญ่ แล้วในโอกาสกลับด้านกันถ้าเราแก้ได้เราก็สามารถจะเอารายได้มาดูแล ประชาชนเหล่านี้ได้ ดังนั้นกรรมาธิการชุดนี้จึงมีการศึกษา โดยมีเป้าหมายอย่างนี้ ท่านประธานครับ เป้าหมายคือ ๑. เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบสภาพปัญหา ความปลอดภัยทางถนนและสถานการณ์ความรุนแรงของอุบัติเหตุทางถนนของไทย ๒. เพื่อจัดทําข้อสังเกตและข้อเสนอแนะความปลอดภัยทางถนนต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ๓. เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือของฝ่ายนิติบัญญัติในการเสนอแนะและติดตามนโยบาย ในการดําเนินการด้านความปลอดภัยทางถนนของรัฐบาล และผลักดันกฎหมาย และดูแล งบประมาณที่เราดูแลอยู่ขณะนี้เรื่องความปลอดภัยทางถนนในฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วข้อสุดท้ายเพื่อจัดทําข้อสังเกตและข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาความปลอดภัย ทางถนนและคมนาคมเสนอแก่คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอัยการหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนําไปปฏิบัติได้ ตลอดจนสามารถ แก้ปัญหาและเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนนและคมนาคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ท่านประธานที่เคารพ ในการศึกษาดังกล่าวทางคณะอนุกรรมาธิการได้เชิญที่ปรึกษา แล้วก็ กรรมการจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทําเรื่องนี้อยู่ เป็นนักวิชาการทางด้านการถนนของ ประเทศไทยโดยแท้มาเป็นอนุกรรมาธิการด้วย ผมจะขอให้เกียรติต่อท่านทั้งหลายก็คือว่า มีมูลนิธิเมาไม่ขับ ศูนย์ความร่วมมือองค์กรอนามัยโลกด้านการป้องกันการบาดเจ็บ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กองทุนง่วงอย่าขับ ในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากกองทุน เพื่อความปลอดภัยทางถนน ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน แผนงานสนับสนุน ป้องกันอุบัติภัยทางถนนระดับจังหวัด ผู้อํานวยการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย และสถาบันพระปกเกล้า บุคคลเหล่านี้เป็นอนุกรรมาธิการ แล้วก็เป็นที่ปรึกษา มีอยู่ครบ ในกรรมาธิการของเรามีนักวิชาการอยู่ครบถ้วนอยู่แล้วด้วย นอกจากเชิญบุคคลต่าง ๆ มา เราก็เชิญบุคคลต่าง ๆ มาร่วม และนอกจากนั้นต้องกราบขอบคุณท่านประธานที่ท่านได้ อนุมัติให้ผมเป็นตัวแทนรัฐสภาไทยไปร่วมประชุมเครือข่ายสมาชิกรัฐสภาด้านความปลอดภัย ทางถนนระดับอาเซียนและภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกขององค์การอนามัยโลก ที่จัดประชุมที่ประเทศสวีเดน ท่านประธานได้อนุมัติให้ผมได้ไป ผมก็ได้ไปดําเนินการ ในนามรัฐสภาไทยมาเรียบร้อยแล้ว ในการประชุมต่าง ๆ ที่ได้มีการสรุปมาเราได้รวบรวม แล้วก็ทํารายงานเกี่ยวกับข้อเสนอแนะด้านต่าง ๆ ๙ ด้านดังนี้ ก็คือมีการสรุปปัญหาแล้วก็ แนวทางการแก้ไข เรื่องการบริหารจัดการ แยกเป็นด้านกฎหมายและการบังคับใช้ ด้านที่ ๓ ถนนและสิ่งแวดล้อมปลอดภัย ด้านที่ ๔ ยานพาหนะปลอดภัย ด้านที่ ๕ การให้การศึกษา วัฒนธรรมและพฤติกรรมเพื่อความปลอดภัยทางถนน ด้านที่ ๖ นโยบายรัฐบาล ด้านที่ ๗ การบูรณาการทางรัฐสภา ซึ่งตรงนี้จะขอลงรายละเอียด ต่อจากนี้ด้วยว่ามีความสําคัญต่อรัฐสภาอย่างไร แล้วด้านการต่างประเทศ นอกจากนั้น ท่านประธานครับ เราเป็นกรรมาธิการการคมนาคม เราได้ศึกษาลึกไปถึงระบบราง ระบบการขนส่งทางน้ําและทางอากาศรวบรวมมาด้วยในส่วน แต่ว่าเราเน้นทางด้านถนน เพระว่าทางด้านถนนสร้างความเสียหายให้เราเป็นอย่างมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเสนอเป็นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ติดตามรายการจะได้ ทราบด้วย แต่รายงานตรงนี้เรามีอยู่ครบถ้วนแล้วในด้านแรกว่ามีกี่ด้าน ขออนุญาตขึ้น เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายนิกร จํานง กรรมาธิการ

เป็นรายงาน เราเสนอเป็น ๙ ด้าน ท่านประธานครับ เราเองติดทอป เทน (Top Ten) มาตลอดในเรื่องของการสูญเสีย เราเป็น อันดับ ๑ ของอาเซียน เป็นอันดับ ๙ ของโลก ซึ่งก่อนหน้านั้นเราเคยเป็นอันดับ ๒ ของโลก เสียด้วยซ้ํา แต่เรื่องมอเตอร์ไซค์เราเป็นอันดับ ๑ คือเสียชีวิตมากที่สุดในโลก เป็นอันดับ ๑ เรื่องมอเตอร์ไซด์ แล้วด้านต่าง ๆ ที่ผมเสนอแล้วก็คือ ๙ ด้าน ตามรายงานนี้ที่ผมได้กล่าวแล้ว ต่างประเทศด้วย แล้วก็ด้านคมนาคมระบบรางด้วย ผมจะลงรายละเอียดเป็นบางส่วน🔗

ด้านที่ ๑ การบริหารจัดการ ดําเนินการแก้ไขปรับปรุงระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นของ ปี ๒๕๕๔ ซึ่งตรงนี้มีความผิดพลาด ผมมองว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ คือเดิม ผมเรียนท่านประธานว่าเราเคยมีคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี เราใช้เป็นซิงเกิล คอมมานด์ (Single command) ก็คือเป็นโครงสร้างเดี่ยว ซึ่งเราเคยใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ซึ่งเราได้รวบรวม ผมเป็นคนนําเสนอขึ้นไปด้วย ศูนย์อํานวยการความปลอดภัยทางถนนที่ใช้อยู่ใช้ตามคําสั่งนี้ แล้วก็มีการรวมโดยใช้รองนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย แล้วก็มี กระทรวงต่าง ๆ เป็นกรรมการ พอมาปี ๒๕๕๔ เรามีการแก้ ซึ่งผมมองว่าเป็นความสําคัญผิด ในการแก้ คือเราแยกเป็น ๒ ศูนย์ ศูนย์แรกเป็น นปถ. ก็คือมีรองนายกรัฐมนตรีดู เรื่องนโยบาย ศูนย์ที่ ๒ เป็น ศปถ. คอยดูแลอย่างเรื่อง ๗ วันอันตราย ประธานตรงนี้คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วโครงสร้างนี้เราเคยใช้มาเมื่อก่อนปี ๒๕๔๖ ประมาณปี ๒๕๔๕ เราเคยใช้ ไม่ได้ผลครับท่านประธาน เพราะว่ารัฐมนตรีของกระทรวงเดียว ไม่สามารถสั่งการข้ามกระทรวงได้ นี่คือปัญหา เราก็เลยมาแก้มาเป็นคําสั่ง สํานักนายกรัฐมนตรี และตอนหลังมีการมาแก้เป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีปี ๒๕๕๔ ซึ่งตรงนี้มีปัญหาในการบริหารจัดการเป็นอย่างมาก ท่านสังเกตได้ว่านอกจากนั้นเราไม่มี ศูนย์ข้อมูลกลาง ท่านประธานครับ ประเด็นปัญหาคือเราเสียชีวิตกันมากมายบนถนน เราไม่เคยได้เก็บข้อมูลเรคคอร์ด (Record) เหล่านั้นเอามาวิเคราะห์เลย เราเพียงแต่เก็บ ๗ วันก็ ๗ วัน ตายเท่าไรก็ขานทีหนึ่ง แล้วก็ทุกอย่างก็สลายไป ไม่ได้เอามารวม ในเมื่อเราไม่รู้ ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน สภาพปัญหาเป็นอย่างไร เราจะแก้ปัญหากันได้อย่างไร ตรงนี้ก็เป็น ปัญหาสําคัญ ภาพต่อไปครับ นี่เป็นด้านการบริหารจัดการ ผมพิสูจน์ได้เรื่องนี้ว่าในปี ๒๕๕๔ ท่านประธานดูกราฟ (Graph) ว่าในปี ๒๕๕๔ คือตัวแดงที่ขึ้น พอเรามีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๔ แล้ว กราฟ (Graph) มันวิ่งขึ้นไปจาก ตรงนั้น เราเคยกดลงถึง ๑๘.๖ คนต่อ ๑๐๐,๐๐๐ ประชากร จากปี ๒๕๔๖ ๒๒ คน ดีดขึ้นไปเป็น ๓๖ คนต่อ ๑๐๐,๐๐๐ ประชากร หมายความว่าเราเสียชีวิตกันอยู่วันละ ๕๕ ศพทุกวันท่านประธาน นี่เราไม่รวมคนที่พิการที่ต้องดูแลอยู่กับบ้านอีกเป็นจํานวนมาก ตัวเลขนี้พิสูจน์ได้ว่าเรามีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ เพราะว่าเราไม่เป็นซิงเกิล คอมมานด์ (Single command) เราแยกเป็น ๒ ศูนย์ แล้วเรื่องนี้จําเป็นจะต้องแก้ ดังนั้นข้อสังเกต และข้อเสนอแนะเรื่องนี้ ท่านประธานที่เคารพ เราเสนอว่าเรื่องนี้มันสูญเสียมากเกินไปแล้ว ปีละเป็น ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ขอเสนอว่าให้ออกกฎหมายแม่บทด้านความปลอดภัยทางถนน ในระดับพระราชบัญญัติ คือระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีก็เอาไม่อยู่แล้ว แต่การออกกฎหมาย ใช้เวลาประมาณ ๒-๓ ปี ในระหว่างนั้นขอเสนอว่าให้มีการปรับปรุงระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้ ปี ๒๕๕๔ เราเปลี่ยนได้ครับ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ไม่ยากครับ เป็นระบบบัญชาการเดี่ยวหรือซิงเกิล คอมมานด์ (Single command) กลับไปใช้เหมือน ก่อนปี ๒๕๕๔ ที่เคยใช้ได้ผล กดลงมาได้ถึง ๑๘ คนต่อ ๑๐๐,๐๐๐ ประชากร นอกจากนั้น เสนอให้ตั้งศูนย์บริหารข้อมูลกลาง คือศูนย์ตรงนี้ไม่มี เราทํางานไม่ได้ ต้องให้ศูนย์ตรงนี้ขึ้นมา เป็นศูนย์ข้อมูลกลางที่รวบรวมเอาอุบัติเหตุบนถนนมารวมกัน แล้วก็มาวิเคราะห์เพื่อจะได้ แก้ปัญหา ข้อสังเกต โครงสร้างเราเสนอไปแล้วในรายงานนี้ว่าควรจะออกแบบอย่างไร ตรงนี้ เป็นลักษณะแบบบัญชาการเชิงเดี่ยว ท่านประธานครับ เทศกาลที่มีวันหยุดยาว เราจะสนใจกันเรื่อง ๗ วันอันตราย ซึ่งเราได้เสนอกัน เมื่อปี ๒๕๔๖ ตอนหลังเราเห็นว่ามีการเสียชีวิตแล้วกดไม่ลง รัฐบาลก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นเราเสนออย่างนี้ครับว่าควรจะปรับปรุงการบริหารจัดการอุบัติเหตุ ในช่วงเทศกาล ซึ่งมี ๒ ครั้งใหญ่ ๆ ก็คือวันสงกรานต์แบบปีใหม่ไทยกับปีใหม่สากล มีการปรับปรุงบริหารจัดการอุบัติเหตุช่วงนี้ มีการปรับจาก ๗ วันเป็น ๑๑ วัน ซึ่งตรงนี้เดิม เป็น ๗ วันอันตราย ผมเรียนว่าพวกผมเสนอคําว่า ๗ วันอันตรายเพื่อไม่ให้ประชาชน ได้เป็นกังวล แล้วก็ดูแลตัวเองกัน แต่ตอนหลังกลายเป็นเราทํากันอยู่ปีละ ๑๔ วันไม่ได้ นี่เฉพาะช่วงนี้นะครับ ให้เป็น ๑๑ วัน แล้วก็เสนอบูรณาการข้อมูลความปลอดภัย แล้วก็มี การตั้งด่านชุมชน ตอนหลังเราออกระเบียบกันมาแล้วจับกัน ตอนหลังที่ได้ผลก็คือว่า ให้ครอบครัวดูแลกันเอง แม่ดูแลพ่อเวลาขับรถ ลูกอะไรพวกนี้ ไม่ให้ดื่มไม่ให้อะไร จะได้ผลมาก ก็เสนอตรงนี้ขึ้นไป🔗

ด้านที่ ๒ กฎหมายและการบังคับใช้ เรามีปัญหาตรงที่ว่ารัฐไม่สามารถบังคับใช้ กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามีกฎหมายเยอะท่านประธานครับ แต่ว่าบังคับใช้ไม่ได้ ประชาชนเราเองก็ไม่เคารพกฎหมาย เรามีการออกใบสั่งไป ๑ ล้านกว่าใบ มาจ่ายแค่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ใบต่อปีเท่านั้น ที่เหลือปล่อยให้ครบปีแล้วละลายหายไปหมด ตรงนี้เป็นปัญหามาก การบังคับใช้มีความล่าช้า แล้วก็กฎหมายบังคับใช้ตอนนี้เราออกกฎหมายตัดคะแนน ความประพฤติ คือไม่มีทางไหนแล้วต้องตัดคะแนน ตัดแต้มแล้ว ครบ ๑๒ แต้มก็หยุดใช้ ใบขับขี่ ปรากฏว่าผมได้ไปเป็นประธานเฮียริง (Hearing) เรื่องนี้ นี่ตั้งปีกว่า ๒ ปีแล้วก็ยัง ไม่เสร็จ กฎหมายสําคัญ ๒ ฉบับเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ผมได้ยื่นไปต่อท่านประธานแล้วก็คือว่า การเสนอตั้งวิธีพิจารณาความจราจร เพราะว่าใบสั่งท่านไม่กลัว ประชาชนไม่เป็นกังวล ก็ใช้ศาลมา โดยเราไม่ได้เสนอตั้งศาลใหม่ แต่ว่าใช้วิธีพิจารณาความจราจรเพื่อให้เร็วขึ้น จะช่วยได้ ตอนนี้เป็นกฎหมายฉบับแรกของสภาแห่งนี้ เสนอขึ้นมาแล้ว นอกจากนั้น มีกฎหมายสําคัญก็คือเกี่ยวกับเรื่องการรวมเอา พ.ร.บ. การขนส่งทางบก กับ พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งดูแลโดยกรมขนส่งทางบก แต่อยู่เป็น ๒ ฉบับ ผมเสนอไว้เรียนท่านประธานว่าสมัยผม เป็นรัฐมนตรีปี ๒๕๔๖ เสนอไว้ นี่ปี ๒๕๖๓ แล้วยังไม่เสร็จเลยท่านประธานครับ ๑๗ ปีแล้ว กฎหมายนี้ยังไม่เสร็จ ท่านประธานครับ เรามีข้อเสนอแนะว่าขอให้เร่งรัด พ.ร.บ. จราจร ทางบกที่ว่านี้ เรื่องเกี่ยวกับการตัดแต้ม เสนอเรื่องผลักดัน พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีจราจร เพื่อเปิดแผนกคดีจราจรในศาลแขวงและศาลจังหวัด ไม่ตั้งศาลใหม่นะครับ แล้วก็เรื่องการรวม กฎหมายและเร่งรัดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง🔗

ด้านที่ ๓ ถนนและสิ่งแวดล้อมปลอดภัย ผมได้เสนอในที่ประชุมแห่งนี้แล้วว่า ถนนส่วนใหญ่เรามีความสะดวกแต่ไม่ปลอดภัย แล้วก็เรสต์ แอเรีย (Rest area) ท่านประธานถ้าขับรถลงไปจังหวัดตรังของท่านประธานจะเห็นว่าเราไม่มีที่พักรถเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราง่วงเราไม่กล้าจอดเพราะกลัวจะถูกปล้น เราก็ฝืนขับไปแล้วเราก็ง่วง พอง่วงแล้วเรายังไปเจอรถบรรทุกที่ไม่มีที่จอด ไปจอดอยู่มืด ๆ แล้วรถก็ชนท้ายเสียชีวิตไป มากมายนะครับ จุดพักรถเรสต์ แอเรีย (Rest area) ที่มีอยู่ในต่างประเทศของเรามีไม่พอ เรา มีไม่กี่แห่งเอง ก็อยากให้เพิ่มตรงนี้ ข้อเสนอแนะก็คือปรับปรุงถนนในประเทศให้ได้มาตรฐาน ๓ ดาวขึ้นไป หลักการนี้เป็นหลักการระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับ ผมได้อภิปราย ในสภานี้ไปก่อนแล้วก็จะไม่ขอพูดเรื่องนี้ แล้วก็ปรับปรุงถนนที่มีจุดเสี่ยง ตอนนี้เรามีเรคอร์ด (Record) ไว้หมดว่าถนนเสี่ยงตรงไหน แต่ไม่มีงบประมาณไปแก้ ก็ให้ใช้งบประมาณตรงนี้ แล้วก็เร่งสร้างจุดพักรถหรือเรสต์ แอเรีย (Rest area) ขึ้นมารองรับการเดินทาง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งรถบรรทุกที่ต้องจอดข้างทาง เขาต้องมีที่จอด ไม่ใช่จอดอยู่ข้างถนนแบบนี้🔗

ด้านที่ ๔ ยานพาหนะปลอดภัย ท่านประธานครับ ยานพาหนะที่เราตรวจสอบ แล้วมีอัตราการเสียชีวิตจากมากไปน้อยนี่ รถจักรยานยนต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เราตายด้วย รถจักรยานยนต์ต่อปี ๑๘,๐๐๐ คน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นอันดับ ๑ ของโลก นอกจากนั้น รถกระบะที่มีผู้โดยสารนั่งท้าย คือเราไม่ให้คนนั่งก็ไม่ได้เพราะว่าประเทศเรายังจน แต่ว่าการนั่งไปข้างหลังนี้มันเป็นอันดับ ๒ ของความสูญเสีย รถโรงเรียนก็ย้ําว่าประเทศเรา ไม่ร่ํารวยนัก รถโรงเรียนเราไม่มี เราก็ขึ้นไปนั่งกัน แล้วบางทีขึ้นบนหลังคาบ้าง ตรงนี้อันตราย มากสําหรับเด็ก ต้องมีระบบที่จะจัดการเรื่องนี้ได้ รถโดยสารสาธารณะต่าง ๆ เช่น รถตู้ รถมินิบัส รถโดยสารสองชั้นก็เป็นอันตราย รถบรรทุกด้วยนะครับท่านประธาน เรามีข้อเสนอแนะเรื่องรถจักรยานยนต์ว่าให้เสนอลดอัตราการจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ ความเร็วต่ําไม่เกิน ๙๐ ซีซี (CC) ให้ความเร็วมันต่ํา เดี๋ยวนี้รถมอเตอร์ไซค์วิ่งได้ความเร็ว ๑๓๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอันตรายมาก เราก็ทําเป็นรถจักรยานยนตร์ปลอดภัย แล้วลดภาษี การนําเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัย แล้วก็นอกจากนั้นรถบรรทุก รถกระบะที่มีคนนั่งท้ายควรให้บรรทุก เรามีศึกษามาแล้วว่า ไม่เกิน ๖ คน แล้ววิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน ๙๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ยังพอปะทะปะทัง แต่ขณะนี้นั่งกันประมาณ ๑๐ กว่าคนแล้วเวลาขับมันเหวี่ยง เหวี่ยงแล้วพอเบรกก็ตายทั้งครัว เป็นปัญหาอย่างนั้น แล้วรถโรงเรียนเราเสนอว่าให้มีการดําเนินการอย่างเคร่งครัด คือเราเสนอไปยังกรมการขนส่งทางบกให้มีระเบียบเกี่ยวกับรถนักเรียนแล้ว แต่โรงเรียนไม่ได้ มาร่วมทําด้วย ไม่ได้ดูแลนักเรียน โรงเรียนไม่เอาใจใส่ตรงนี้สักเท่าไรนัก เด็กก็อันตราย เป็นอย่างมาก นอกจากนั้นรถตู้เราเสนอไม่ให้เอากลับมาใช้แล้วระหว่างจังหวัด เพราะว่า เป็นรถที่ไม่ปลอดภัย แต่ในกรุงเทพฯ ยังใช้ได้ รถโดยสารสองชั้นที่ว่าไปวิ่งมันอันตราย อย่างเขาปักธงชัยท่านประธานคงทราบว่าพอขึ้นไปแล้วลงมาถ้ารถสองชั้นคว่ําแล้วเสียชีวิต กันเยอะ🔗

ด้านที่ ๕ การให้ศึกษา วัฒนธรรมและพฤติกรรมเพื่อความปลอดภัยทางถนน ปัญหาคือเรื่องการศึกษา เราต้องเปลี่ยนดีเอ็นเอ (DNA) ประเทศ เพราะว่าเราไม่มีลักษณะ จิตใจที่เป็นความปลอดภัยทางถนน คือเราต้องเปลี่ยนดีเอ็นเอ (DNA) ตรงนี้ เราต้องใช้ การศึกษา เรายังไม่มีหลักสูตรเรื่องความปลอดภัยเลย สมัยก่อนถ้าท่านประธานจําได้ สมัยผมเด็ก ๆ ยังมีเพลงเกี่ยวกับเรื่องนักศึกษาว่าให้เดินด้านขวานะลูก มีการสอน เดี๋ยวนี้ ไม่มีครับ พฤติกรรมเรื่องเมาแล้วขับซึ่งเป็นกระแสสังคมอย่างรุนแรงอยู่ขณะนี้ กฎหมาย ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เรื่องง่วงแล้วขับ ปัจจุบันนี้ระยะทางไกลเกิดอาการง่วงแล้วก็มี รถชนกันสูญเสียเป็นจํานวนมาก พฤติกรรมมัจจุราชตัวใหม่คือโทรศัพท์มือถือ ตอนนี้เราใช้ แท็ก (Tag) ไปด้วย กดไลน์ (Line) ไปด้วย บางทีขี่มอเตอร์ไซค์ก็ดูโทรศัพท์มือถือไปด้วย อันตรายมาก นี่คือมัจจุราชตัวใหม่ที่เราจะต้องดูแลเรื่องนี้ เราก็มีข้อเสนอแนะก็คือ ให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุหลักสูตร ท่านประธานครับ ผมเคยทําเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเดิม เราร่วมกันเซ็นว่าให้ในกระทรวงศึกษาธิการ มีหลักสูตรเรื่องความปลอดภัยทางถนนไว้ จนบัดนี้ ๔ ปีแล้วยังไม่มีนะครับ ท่านดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ตอนนั้นท่านเป็นรัฐมนตรีได้ไปลงนามด้วย ก็ไม่ไปไหนนะครับขณะนี้ เรื่องเมาแล้วขับเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มโทษ คือเราจะใช้ลงโทษเป็นแบบประมาทปกติไม่ได้ มันต้องเพิ่มโทษขึ้น แล้วก็เสนอกฎหมายว่าเวลาอุบัติเหตุแล้วตอนนี้เราต้องการตรวจ แอลกอฮอล์ แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้เราเจาะเลือด เราต้องการตรงนี้ แล้วนอกจากนั้น เรื่องง่วงก็มีการสร้างที่พักรถบรรทุกที่ได้คุยแล้ว แล้วก็ห้ามไม่ให้คนขับรถต่อกัน ๒ ชั่วโมง ต้องให้หยุดพัก มีกรอบ ในต่างประเทศจะเป็นแบบนี้หมด เรื่องการศึกษาพฤติกรรม เรื่องโทรศัพท์มือถือเรามีกฎหมายแล้ว แต่เราไม่มีการบังคับใช้เลย อาจจะต้องมาดําเนินการ ก่อนที่จะสายเกินไป🔗

ด้านที่ ๖ เรื่องนโยบายรัฐบาล รัฐบาลกําหนดนโยบายความปลอดภัย ทางถนนไม่ชัดเจน มีอยู่ในนโยบายแล้ว แต่ว่าไม่ได้มีการปฏิบัติตามนั้น งบประมาณก็ไม่ได้ เป็นไปตามนั้น แล้วมีการกําหนดนโยบายเร่งด่วนและนโยบายเฉพาะกิจขาดการวิเคราะห์ ทางวิชาการ แล้วก็ขาดการรับรู้จากประชาชน แล้วนอกจากนั้นเรื่องรัฐบาลไทยไปมีพันธกรณีระหว่าง ประเทศกับยูเอ็น (UN) เราได้ไปเซ็น แต่เราไม่ปฏิบัติตามพันธกิจนั้น เพราะฉะนั้นยังเป็น ปัญหาอยู่ ก็เลยเสนอว่าให้ดําเนินการแก้ไขตรงนั้นเสียให้หมดของรัฐบาลเป็นข้อเสนอแนะ อยู่ในรายละเอียดแล้ว🔗

ด้านที่ ๗ ด้านรัฐสภา ตรงนี้ต้องคุยกับท่านประธานชัด ๆ ว่าปัจจุบันรัฐสภา ยังขาดการร่วมกํากับดูแลความปลอดภัยทางถนน แล้วขาดการเชื่อมโยงกับรัฐสภาระหว่าง ประเทศ เพิ่งเริ่มปีนี้เป็นปีแรกในประเทศไทยที่ท่านประธานได้ส่งผมไปแล้วมีผมคนเดียว จากสภาไปที่ไปร่วมรัฐสภาระหว่างประเทศเรื่องความปลอดภัยทางถนน เรามีข้อสังเกต อย่างนี้ครับ เรื่องรัฐสภาว่าเสนอให้รัฐสภาขับเคลื่อนผลักดันกฎหมาย กฎหมายผ่านสภา โดยแท้ เพราะฉะนั้นสภาเองเรามีการพิจารณากฎหมายสําคัญก็คือ พ.ร.บ. งบประมาณ เราสูญเสียปีละ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทางสภาเราสมควรจะได้ดูว่าเราได้ให้เงินไป ในเรื่องการนี้สักเท่าไร นอกจากนั้นในเรื่องการกํากับดูแลเราสามารถจะเชิญรัฐมนตรีมาได้ อะไรมาได้ นอกจากนั้นขอเสนอว่าให้สภาช่วยแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. รถยนต์ ปี ๒๕๒๒ มาตรา ๖๔ กับมาตรา ๖๕ ซึ่งกําลังเข้ามาแล้ว แล้วก็รวมทั้ง พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. .... ที่เป็นกฎหมายฉบับแรกของสภานี้ เสนอให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมลงรายละเอียดนิดหนึ่ง ในอังกฤษเราได้ไปดูแล้วมีองค์กรเรียกว่าแพกต์ส (PACTS) ก็คือองค์กรนิติบุคคลทางด้าน สหวิชาชีพมารวม เขามีทั้งสภาบนก็คือเป็นเฮาส์ ออฟ ลอร์ดส (House of Lords) แล้วก็ เป็นสภา เฮาส์ ออฟ คอมมอนส์ (House of Commons) ก็คือสภาประชาชนเขารวมกัน หมดเลยที่ประเทศอังกฤษ เขาเรียกแพกต์ส (PACTS) คือมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไม่มีสภาสูง สภาล่าง ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีรัฐบาล มีองค์กรมารวม และช่วยดูแล เรื่องความปลอดภัยทางถนน ที่ประเทศอังกฤษประชากรของเขาเท่ากับเรา เขาเสียชีวิตปีละ ๒,๕๐๐ กว่าคนต่อปี ของเราประชากร ๖๗ ล้านคน เสียชีวิต ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ๑๐ เท่า ของเขานะครับ กลไกตรงนี้สําคัญ แล้วนอกจากนั้นตัวอย่างที่เราได้ดูแล้วก็คือเครือข่าย สมาชิกรัฐสภาของประเทศออสเตรเลีย เขามีพาร์เลียเมนทาเรียน เฟรนด์ชิป กรุป (Parliamentarian friendship group) เป็นกลุ่มแบบเดียวกันมารวมกัน สภาทั้งหมด มารวมกันหมด และมาดูแลเรื่องความปลอดภัยทางถนน ประเทศออสเตรเลียก็มีอัตรา ต่ํามาก ตรงนี้เองก็อยากจะเสนอท่านประธานว่าผมได้มีการจัดประชุมแล้วระหว่าง ๒ สภา โดยเอากรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมาธิการการคมนาคมทั้ง ๒ สภา คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา ๒ สภา คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ๒ สภา คณะกรรมาธิการการศึกษา ๒ สภา ไปประชุมร่วมกันแล้ว แล้วก็ทุกคนก็เห็นด้วยว่า เราสามารถจะร่วมกันได้ระหว่างรัฐสภาก็คือว่าทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรเราประชุม ร่วมกัน ปลายปีเราจะไปประชุมอีกนะครับ ด้านต่อไปก็อยากจะฝากเรื่องนี้ไว้มีเรกคอมเมนด์ (Recommend) ในนี้อยู่ในภาคผนวก ท ฝากท่านประธานช่วยพิจารณาด้วยนะครับ🔗

ด้านที่ ๘ ด้านการต่างประเทศ ประเทศไทยเราขาดการนําความรู้ความเป็น ถนนสากลมาปฏิบัติ เราก็ยังอยู่กับ ๒-๓ อย่างของเรา เราไม่พัฒนาเท่าไร รัฐบาลไม่ให้ ความสําคัญกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่เราไปลงนามแล้วกับยูเอ็น (UN) อะไรพวกนี้ ข้อสังเกตเรื่องนี้ที่เสนอก็ให้มีการดําเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศเสนอรัฐบาล ดําเนินการตามปฏิญญาสต็อกโฮล์ม (Stockholm) โดยเร็ว ปฏิญญาสต็อกโฮล์ม (Stockholm) คือมีการประชุมใหญ่ที่ประเทศสวีเดนที่ท่านประธานอนุมัติให้ผมไปร่วมประชุม เขามีการเชิญ รัฐมนตรีทั่วโลกมา และมีปฏิญญา มีประกาศแล้วที่สต็อกโฮล์ม (Stockholm) เราก็รับ เรามีรัฐมนตรีอนุทิน รัฐมนตรีอธิรัฐ และรัฐมนตรีนิพนธ์ไปด้วย เราไปร่วมมาแล้ว เราต้อง เอามาปฏิบัติ นอกจากนั้นควรนําความรู้เรื่องความปลอดภัยทางถนนใหม่ ๆ มาใช้ เช่น เซฟ ซิสเต็ม (Safe system) เป็นต้น🔗

ด้านที่ ๙ สุดท้ายก็คือเรื่องการคมนาคมทางระบบราง ทางน้ํา และทางอากาศ เรื่องระบบปัญหาที่เราตรวจสอบปรากฏว่าเรื่องระบบรางเองคือรถไฟหรืออะไรพวกนี้ ไม่ค่อยมีปัญหาตัวเองนัก แต่ที่มีก็คือไปชนรถที่ข้ามทางข้ามของรถไฟนั่นแหละ ก็คือ ทางลัดข้ามบ้างอะไรบ้าง อุบัติเหตุที่มี เสียชีวิตเป็นเพราะรถไฟไปชนรถยนต์ เราจะนับเป็น อะไรก็ต้องพิจารณาดูนะครับ ตรงนี้เองที่เป็นปัญหาใหญ่ ส่วนด้านทางน้ํา ปัญหาในเรื่อง คนตกน้ํา เรือจมน้ําอะไรพวกนี้ไม่ค่อยมีปัญหา แต่เรามีปัญหาที่ใหญ่ก็คือปัญหา เรื่องเรือท่องเที่ยวของประเทศจีนที่เราจมไปคราวนั้น ๕๔ ศพ กระทบกระเทือนเรา รุนแรงมาก นอกจากนั้นเราจะมีปัญหาเรื่องเรือสปีดโบต (Speed boat) บ้างอะไรบ้าง ตรงนี้ ต้องเร่งรัดกันเป็นพิเศษ ท่านประธานครับ อย่างอื่นไม่ได้มีปัญหามากนัก ส่วนด้าน ทางอากาศเราตรวจสอบแล้วเราอยู่ในไอเคโอ (ICAO) เราไม่มีเลย เรามีเหตุเดียวเมื่อปี ๒ ปีที่ แล้วมีแอร์โชว์ (Airshow) ที่หาดใหญ่ แล้วก็เครื่องบินเข้าใจว่าเป็นกริพเพน (Gripen) ก็บิน โดยนักบินของเราไปบินโชว์แล้วตกลงไปเสียชีวิต ๑ คนนั่นดีว่าไปตกตรงที่โล่ง ที่สนามบิน หาดใหญ่ โดยสรุปก็คือว่าไม่ได้มีปัญหาตรงนี้ เราดูแลตัวเองได้ดี🔗

ดังนั้น ผมขอเรียนว่านี่คือข้อสรุปทั้งหมดของคณะกรรมาธิการ รายละเอียด อยู่ในเอกสารทั้งหมดแล้วโดยละเอียด แล้วก็อยากจะเรียนว่าเรามีภาคผนวกครบถ้วนในนี้ ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในนี้แล้วโปรดพิจารณา แล้วก็นอกจากนั้นเรามีข้อเสนอแนะ ซึ่งเราได้ทํา เป็นพิเศษ คือเราจะชี้ไปยังกระทรวง ทบวง กรม กองต่าง ๆ เลย แล้วก็บอกไว้เลยว่า ให้ทําอะไร แล้วก็เรากําหนดเวลาไว้ด้วยว่าเรื่องนี้ควรจะดําเนินการใน ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี แล้วแต่น้ําหนักของเรื่อง แล้วก็เผื่อว่าเราจะได้ส่งไปให้เขาดําเนินการ เพราะว่าเราพูดกันมา ยาวนานมากเรื่องนี้ และเป็นปัญหาใหญ่ แต่ว่าไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ ก็นําเรียนที่ประชุม ผ่านท่านประธานไปยังที่ประชุมเพื่อรับทราบต่อรายงานนี้ และขอความกรุณาช่วยสนับสนุน ด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานจะให้ชี้แจง เพิ่มเติมไหมครับ มีสมาชิกเข้าชื่อมาแล้ว ๗ ท่าน จะเอาไว้ตอบหรือว่าจะชี้แจงก่อน ถ้าจะชี้แจงก่อนก็ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ขอสมาชิกได้อภิปราย ขณะนี้มี ๗ ท่าน พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร นายจักรพันธ์ พรนิมิตร นางนาที รัชกิจประการ นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา ส่วนสมาชิก ที่ยังไม่ได้เสนอชื่อมา ถ้ามีความประสงค์จะอภิปรายเสนอชื่อมานะครับ ท่านละ ๗ นาที พันตํารวจตรี ชวลิต เชิญเลยครับ🔗

พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นผมก็ต้องขอขอบคุณ ท่านคณะกรรมาธิการการคมนาคมที่ได้ทําการศึกษาเรื่องความปลอดภัยทางถนน และจัดทํา รายงานนี้ออกมาให้พวกเราได้ศึกษากันนะครับ ผมอ่านรายงานฉบับนี้แล้ว นอกจากเรื่อง อินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) แล้ว ผมก็คิดว่าท่านกรรมาธิการอาจจะลืม ให้ความสําคัญกับปัจจัยที่สําคัญที่สุดในเรื่องความปลอดภัยทางถนนไปนะครับ นั่นก็คือ เรื่องการบังคับใช้กฎหมายกับทุกคนอย่างเท่าเทียม และต้องทําลายล้างระบอบวีไอพี (VIP) ให้หมดไปจากประเทศไทยให้ได้นะครับ กฎหมายเกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนมีไว้ เพื่อให้ประชาชนทุกคนปลอดภัยจากอุบัติเหตุใช่ไหมครับ ถ้ากฎหมายมีส่วนไหนที่ไม่ได้ เป็นประโยชน์กับประชาชนเลยก็ต้องยกเลิกไปเลย จะไปบังคับให้ประชาชนลําบากทําไม แต่ถ้าเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อความปลอดภัยของทุกคน เจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องบังคับใช้ กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ต้องไม่ยอมให้ใครอยู่เหนือกฎหมายให้ได้ ถ้าหากเจ้าหน้าที่ บังคับใช้กฎหมายเป็นพวกอยู่เป็น ปล่อยตัวปล่อยใจให้ถูกดึงไปตามแรงจูงใจของเงิน ตําแหน่งและผลประโยชน์ส่วนตัว หรือเกรงใจอํานาจบารมีของเจ้านายผู้มีพระคุณมากกว่า หลักการ มากกว่าอุดมการณ์ มากกว่าหน้าที่ ก็จะมีคนทําผิดกฎหมายเต็มไปหมด ประชาชน คนทั่วไปเมื่อเขาหันซ้าย หันขวา เห็นคนอื่นทําผิดกฎหมายแล้วไม่ถูกลงโทษ แรงจูงใจของเขา ที่อยากจะทําตามกฎหมายมันก็จะน้อยลงไปอีกนะครับท่านประธาน มีตัวอย่าง คนทําผิดกฎหมายแล้วรอดก็จะเป็นตัวอย่างให้คนทําตามอีกมากมาย จํานวนอุบัติเหตุก็เลย มากมายตาม กฎหมายที่มีไว้เพื่อความปลอดภัยแต่ถูกบังคับใช้ได้แค่กับคนตัวเล็กตัวน้อย ไม่กี่คน แล้วบนถนนของประเทศเรามันจะปลอดภัยไปได้อย่างไร จะใช้วิธีเพิ่มโทษ หรือเพิ่ม ข้อห้ามอื่น ๆ ให้กับประชาชนลําบากขึ้นอย่างไร ผมคิดว่าก็ไม่ช่วยให้ความปลอดภัย บนท้องถนนเปลี่ยนมาดีขึ้นได้หากการบังคับใช้กฎหมายยังไม่เท่าเทียม ผมเข้าใจประชาชน แล้วผมก็ไม่มีทางโทษประชาชน แต่ผมโทษระบอบวีไอพี (VIP) ที่ทําให้คุณภาพชีวิต ทําให้ ความปลอดภัยของพวกเราได้ตกต่ําได้ถึงขนาดนี้ นี่คือเหตุผลสําคัญ เหตุผลที่ใหญ่ที่สุด ที่ทําให้ประเทศของเราอันตรายเป็นระดับท๊อป (Top) ของโลกเลยนะครับ ข้อมูลที่ผมอ่านจาก ในรายงานนี้ก็ระบุว่าใน ๑ วัน ประเทศไทยเรามีคนตายอยู่บนท้องถนนมากถึงเฉลี่ยวันละ ๖๐ คนเลยนะครับท่านประธาน ปีหนึ่งมากถึง ๒๐,๐๐๐ คนเลยทีเดียว เทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่เจริญแล้วซึ่งเขาไม่มีระบอบวีไอพี (VIP) เขาบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน สถิติ อุบัติเหตุบนท้องถนนเขาจะน้อยกว่าเรา แทบจะไม่มีเลย ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นทั้งปี มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนเพียง ๓,๙๐๐ คนเท่านั้นเอง น้อยกว่าประเทศไทยถึง ๕ เท่า ทั้ง ๆ ที่ ประเทศญี่ปุ่นมีประชากรมากกว่าประเทศไทยถึง ๒ เท่าเลย ก็คือ ๑๒๖ ล้านคนนะครับ ท่านประธาน หลายท่านอาจจะไปโทษที่นิสัย อาจจะไปโทษที่จิตสํานึกของประชาชน ที่คนประเทศเราไม่เหมือนกับคนของประเทศเขา แล้วเราก็ไม่รู้จะทําอะไรต่อ เราก็รณรงค์กัน ทั้งปีทั้งชาติแล้วผลมันก็จะเหมือนเดิม แต่ก็อย่างที่คนได้กล่าวไป ผมเข้าใจประชาชน แล้วผมก็ไม่มีทางโทษประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันต่างหากละครับ จึงจะเปลี่ยนพฤติกรรมฝังการปฏิบัติใหม่ให้คนทําตามกฎหมายและปลอดภัยได้จริง ทุกท่าน เห็นความสําคัญของการที่เราจําเป็นต้องทําลายล้างระบอบวีไอพี (VIP) ให้หมดไปจาก ประเทศไทยแล้วหรือยังครับ เมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อนชาวระยองเจอผลกระทบของระบอบวีไอพี (VIP) เข้าไป เป็นอย่างไรครับ เศรษฐกิจก็พังกันอีกรอบ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีเรื่องเครื่องบิน วีไอพี (VIP) ของกองทัพอีก รุ่นจี ๕๐๐ (G500) แหม ๕๐๐ สมชื่อจริง ๆ นะครับ ท่านประธาน แทนที่จะเอางบส่วนนี้มาทําประโยชน์ให้กับประชาชน หรือเอางบมาช่วยให้ ประชาชนปลอดภัยบนท้องถนนมากขึ้นก็ยังดีเสียกว่า เงินที่วีไอพี (VIP) ผ่านไปก็คือ เงินก้อนเดียวกันที่ประชาชนควรจะได้รับสวัสดิภาพ ได้รับความปลอดภัยมากขึ้น แต่มันก็ หายไปกับวีไอพี (VIP) ครับ และสัปดาห์นี้ล่าสุดมากับรถยนต์วีไอพี (VIP) ครับท่านประธาน วีไอพี (VIP) เป็นเรื่องใกล้ตัว ของเรามากเลย ตอนนี้ประชาชนกลัวกันหมดแล้วนะครับท่านประธานว่าถ้าเราถูกคนรวย ขับรถชนเราตายแล้วเราจะตายฟรี อย่าว่าแต่ประชาชนเลย ขนาดตํารวจเองเมื่อถูกคนรวย ขับรถชนก็ยังจะตายฟรีเลย การบังคับใช้กฎหมายเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนในระบอบ วีไอพี (VIP) เป็นอย่างไร ก็ดูขนาดตํารวจชั้นผู้น้อยด้วยกันเองถูกรถวีไอพี (VIP) ชนตาย ก็ยังโดนตํารวจด้วยกันทําสํานวนออกมาแบบนี้ ผมเคยเป็นตํารวจชั้นผู้น้อย และผมก็เคย ทํางานสัมผัสใกล้ชิดกับตํารวจชั้นผู้น้อย ผมรู้ว่าความคับแค้นใจของเขาคืออะไร เขาถูกกดขี่ ให้ทําตามคําสั่งของนายก็หนักพอแล้ว วันนี้เขาตายก็ยังไม่ดูแลเขาอีก วันนี้เขาตายแม้แต่นาย ก็ไม่เคยคิดจะเหลียวแล ให้เขาตายฟรี ผมฝากท่านประธานถามไปถึงผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติว่าจิตใจท่านทําด้วยอะไร คือผมไม่เคยคิดเลยว่าวงการตํารวจจะตกต่ําได้ถึงขนาดนี้ ภายใต้การบริหารของท่าน แล้วประชาชนจะปลอดภัยได้อย่างไร ในเมื่อขนาดตํารวจ ด้วยกันเองถูกรถวีไอพี (VIP) ชนก็ยังจะตายฟรีเลย จริง ๆ ผมอ่านรายงานฉบับนี้แล้วก็มี ประเด็นที่น่าอภิปรายหลายประเด็นเลยแต่เวลาคงไม่พอ ดังนั้นผมก็เลยขอให้เวลากับ ประเด็นการอภิปรายและคําถามสุดท้ายในเรื่องนี้ คือผมอดถามคําถามนี้ไม่ได้จริง ๆ นะครับ เมื่อผมเปิดในรายงานไปเจอหน้า จ ก็ได้เห็นชื่อท่านอาจารย์สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ก็อยู่ใน คณะอนุกรรมาธิการคณะนี้ด้วย คือท่านเป็นบุคคลที่สื่อมวลชนและสังคมกําลังตามหากัน อยู่ในเวลานี้มากเลย ขอเวลาอีก ๑ นาทีนะครับท่านประธาน คือโลกมันกลมมากจริง ๆ เลย ที่ท่านอยู่ในคณะนี้ คือท่านเป็นคนสําคัญคนหนึ่งที่ทําให้ ดาบตํารวจ วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้ตาย กลายเป็นผู้ต้องหาแต่เพียงผู้เดียว ส่วนนายบอส อยู่วิทยา กลายเป็นไม่ผิดอะไรเลย โดยเป็นคนให้การกับอัยการว่านายบอส อยู่วิทยา ขับรถมาด้วยอัตราความเร็ว ๗๖.๑๗๕ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผมก็เลยอยากฝากท่านประธานถามผ่านไปยัง ท่านสายประสิทธิ์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการคณะนี้ว่าท่านเข้ามาปรากฏอยู่ในกระบวน สํานวนนี้ได้อย่างไร และท่านมีวิธีการวัดค่าต่าง ๆ อย่างไร และมีวิธีการคํานวณต่าง ๆ อย่างละเอียดอย่างไรจนได้ตัวเลขอัตราความเร็วดังกล่าวนี้ออกมา ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ มีท่านต่อไป คือคุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ เชิญเลยครับ🔗

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล วันนี้ ธัญจะขออภิปรายเกี่ยวกับการรับทราบรายงานความปลอดภัยทางถนนและคมนาคม ของคณะกรรมาธิการ ซึ่งธัญก็ต้องเรียนอภิปรายแล้วก็ชี้แจงว่าธัญเห็นด้วยกับทั้ง ๙ ประเด็น ที่ทางคณะกรรมาธิการเสนอในรายงานฉบับนี้นะคะ ด้วยเหตุผล ๒ ประการดังนี้ค่ะ ความปลอดภัยทางถนนเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในขณะนี้ ผลกระทบนั้นส่งผลถึง ความมั่นคงของทรัพยากรมนุษย์ภายในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าอย่างแน่นอนถ้าเราไม่เร่ง ดําเนินการ จากข้อมูลวันนี้เราพบแล้วว่าชีวิตที่ต้องสูญเสียไปบนท้องถนนนั้นเฉลี่ยวันละ ๖๐ คนต่อวัน เฉลี่ยบาดเจ็บวันละ ๒,๕๐๐ คนต่อวัน และต้องกลายเป็นผู้พิการเฉลี่ย วันละ ๒๐ คน ถ้าเราคํานวณความเสียหายต่อประเทศอย่างที่คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงไป เราก็จะสูญเสียเทียบเท่ามูลค่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบเท่ากับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดินหรือร้อยละ ๖ ของจีดีพี (GDP) นี่เท่ากับว่าเราสูญเสียประชากร ในประเทศจากอุบัติเหตุบนท้องถนนปีละ ๒๑,๙๐๐ คน ถ้า ๒๐ ปีก็เป็นจํานวนถึง ๔๓๘,๐๐๐ คนค่ะท่านประธาน นั่นหมายถึงจํานวนคนถึงครึ่งล้าน และนี่ก็ส่งผลต่อ ความมั่นคงของทรัพยากรมนุษย์ของเราแน่นอนค่ะ เราอยู่ในอันดับ ๙ ของโลก อันดับ ๑ ของเอเชีย (Asia)ค่ะ ถ้าเราเทียบพื้นที่ว่าประเทศของเราใหญ่แค่ไหน ถ้าเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกา ถ้าเทียบกับประเทศจีน อัตราการเกิดอุบัติเหตุต่อตารางกิโลเมตรของเราก็จัดว่าสูงมาก นอกจากเหตุผลดังกล่าวแล้ว เหตุผลที่ ๒ ที่เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้คือเป็นข้อตกลง ระหว่างประเทศเกี่ยวกับประเด็นสุขภาพที่ดี เมืองปลอดภัย ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซัสเทนเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) หรือเอสดีจี (SDG) ที่ประเทศไทยต้องดําเนินการตามพันธกรณีและร่วมมือกับนานาชาติเพื่อสร้าง ความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับทรัพยากรของมนุษย์ต่อไป สิ่งที่คณะกรรมการเสนอมา ๙ ด้าน มีรายละเอียดอยู่แล้วในรายงานฉบับนี้ ซึ่งธัญเห็นด้วยหมด แต่ธัญอยากจะขอ เพิ่มเติมนิดหนึ่งเกี่ยวกับประเด็นในมุมมองทางด้านเพศค่ะท่านประธาน การศึกษาพฤติกรรม เกี่ยวกับเพศนั้นจะนําไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อความปลอดภัยทางถนน ที่ธัญต้องยก ประเด็นเรื่องเพศขึ้นมาก็เพราะว่าหากเราพิจารณาสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนแล้วนั้น บนถนนมีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย แล้วก็ผู้มีความหลากหลายทางเพศใช้ถนนอยู่แล้ว แต่อัตรา ของเพศชายนั้นมีการเสียชีวิตสูงมากกว่า ตัวอย่างสถิติการเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ เป็นเพศชายสูงถึง ๘๒ เปอร์เซ็นต์ และเป็นเยาวชน ทําให้เรามองในรายงานนี้ทั้งหมด เราจะมองโดยปราศจากมุมมองด้านเพศไม่ได้เลย ธัญขอยกตัวอย่างในการเพิ่มมุมมอง ด้านเพศ เช่น ข้อ ๕ ในหัวข้อรายงานอันนี้ที่พูดถึงเกี่ยวกับการศึกษา โอเค (OK) เราพูดถึง ประเด็นพฤติกรรมเกี่ยวกับเมาไม่ขับ ง่วงไม่ขับ หรือการใช้เครื่องมือสื่อสารขณะขับรถ หรือพฤติการณ์ขับรถที่ไม่ปลอดภัย หรือแนวคิดความปลอดภัยต้องมาก่อนการประหยัด ทุกประเด็นเป็นเรื่องสําคัญ แต่ธัญขอเพิ่มเติมความเห็น หากเราไม่ทบทวนบทเรียนต่าง ๆ ด้านอื่นของกระทรวงศึกษาธิการในการเรียนการสอนที่ปลูกฝังคุณค่าความเป็นชาย มากเกินไปที่ส่งผลต่อค่านิยมในสังคม มันสําคัญนะคะท่านประธาน เพราะว่าบทเรียน ที่ปลูกฝังความเป็นชายมากเกินไปมีส่วนประกอบสร้างให้เด็ก แล้วก็เยาวชนมีทัศนคติ มีความเป็นชายแบบนักรบ แบบผู้กล้า ผู้ท้า ผู้ชน กล้าได้กล้าเสีย เป็นต้น ซึ่งส่วนหนึ่ง ก็นําไปสู่พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนน ขับรถปาดกัน แซงกัน ไม่ยอมกัน คิดว่าเป็นการหมิ่นเกียรติกัน หมิ่นศักดิ์ศรีกัน โดยไม่ถ้อยทีถ้อยอาศัย ทัศนคติชายเป็นใหญ่ ที่ส่งผลต่อค่านิยมก็มีเพศชายทํางานเกี่ยวกับเรื่องถนน เกี่ยวกับรถสาธารณะ เกี่ยวกับ การวางแผนต่าง ๆ ซึ่งก็มีมากกว่าเพศหญิง แล้วก็ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในทางกลับกันค่านิยมในสังคมนั้นก็ลดทอนคุณค่าความเป็นผู้หญิง อย่างเช่นคําว่าขับรถแบบนี้ เป็นผู้หญิงแน่ ๆ เลย ก็อาจจะหมายถึงว่าขับรถช้า ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าได้กล้าเสีย เป็นต้น มันก็ย่อมส่งผลต่อทัศนคติของระบบโครงสร้างที่ทําให้พฤติกรรมการใช้ถนนนั้นไม่ปลอดภัย เราเคยตั้งคําถามไหมว่าครูสอนขับรถส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชาย ทําไมการสอบใบขับขี่คนก็จะให้ อาชีพตรงนี้กับผู้ชายมากกว่า ทําไมเรามีพนักงานขับรถสาธารณะส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แต่มีผู้หญิงหรือคนหลากหลายทางเพศน้อยมาก อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการขับรถมักจะถูกมอง ว่าควรจะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ทําให้เพศหญิงหรือผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้นถูกปัด ออกจากอาชีพดังกล่าว และแน่นอนที่สุดการศึกษา การออกแบบนโยบายเพศหญิงหรือ ผู้มีความหลากหลายทางเพศก็จะต้องถูกปัดออกด้วยอคติเช่นกัน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงขับรถเกิดอุบัติเหตุน้อยและปลอดภัยกว่ามาก ธัญจึงเห็นว่าการศึกษาเรื่องค่านิยม เรื่องเพศในสังคมนั้นได้ส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยงต่อเพศชายและกดทับเพศหญิงต่อการใช้ถนน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนั้นทุกเพศมีความสามารถทําได้ทุกอาชีพค่ะท่านประธาน ดังที่ยกตัวอย่างขึ้นมาธัญขอเสนอแนะคณะกรรมาธิการเพิ่มเติมความปลอดภัยทางถนนว่า ให้พิจารณามุมมองด้านเพศให้อยู่ในการพิจารณาทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างองค์กรที่ต้องมีมิติเพศ งานวิจัยวิชาการที่ต้องศึกษาพฤติการณ์ที่ส่งผล ถึงความปลอดภัย รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ความเสมอภาคระหว่างเพศที่ทุกเพศ สามารถก้าวเข้าสู่พื้นที่ผู้ชาย คมนาคมและถนนเพื่อสร้างความปลอดภัยร่วมกันได้ คณะกรรมาธิการมีแนวคิดคิดปลอดภัยซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่สุดท้ายนี้ธัญก็อยากจะฝากมุมมอง ทางเพศ ฝากคณะกรรมาธิการไว้พิจารณาด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณจักรพันธ์ พรนิมิตร🔗

นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จักรพันธ์ พรนิมิตร จากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณทางคณะกรรมาธิการ แล้วก็ คณะอนุกรรมาธิการที่ได้กรุณานําเสนอรายงานฉบับนี้ในวันนี้นะครับ ดังที่เพื่อนสมาชิก ได้กล่าวเมื่อสักครู่แล้วว่ารายงานฉบับนี้ก็มีเนื้อหาในรายงานและข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ ซึ่งน่าจะนําไปใช้ ถ้าหากว่าทางฝ่ายบริหารนําไปใช้ก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อความปลอดภัย ของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนตัวผมเองก็ขอสนับสนุน ข้อเสนอแนะเรื่องของกฎหมายแม่บทความปลอดภัยบนท้องถนน แล้วก็ร่าง พ.ร.บ. วิธีพิจารณาความจราจร พ.ศ. .... ซึ่งจะทําให้การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่อง ความปลอดภัยด้านการจราจรของเรามีความศักดิ์สิทธิ์ มีประสิทธิภาพ มีความรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนก็จะหมายถึงความยุติธรรมให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็น วีไอพี (VIP) หรือไม่วีไอพี (VIP) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญอยู่ในความสนใจพี่น้องประชาชน เพราะว่าเหตุที่เพื่อนสมาชิก ๒ ท่านที่แล้วได้กล่าว เรื่องของคดีความที่เป็นเรื่องเป็นราวอยู่ ส่วนสาเหตุก็คือเรื่องของอุบัติเหตุบนท้องถนนในเมืองหลวงของเรานี้เอง ดังนั้นการที่ ท่านอนุกรรมาธิการโดยผ่านทางคณะกรรมาธิการได้นําเสนอกฎหมายเรื่องนี้เข้ามาที่จะเสนอ ต่อสภา ซึ่งจริง ๆ ท่านได้เสนอแล้ว ผมก็รออยู่ที่จะสนับสนุนตรงนี้ ร่างของท่านนิกร จํานง ขออภัยที่เอ่ยนาม ก็ยินดีที่จะสนับสนุน แล้วก็เชื่อว่าถ้าหากว่าบ้านเมืองของเรามีวิธีพิจารณาความ ทางด้านการจราจรเป็นพิเศษขึ้นมา ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างในปัจจุบันที่เป็นข่าวอยู่ ก็จะต้องลดลง เพราะว่าส่วนหนึ่งของการอํานวยความยุติธรรมให้พี่น้องประชาชนก็คือ ความรวดเร็ว ท่านประธานครับ ผมเคยได้ลุกขึ้นอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย บนท้องถนนไปแล้วเมื่อตอนที่เรารับทราบกองทุนความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เมื่อช่วงเวลาที่ผ่านมา ตอนนั้นผมอภิปรายพูดถึงเรื่องของความปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเมืองหลวงของเราก็คือเรื่องการใช้ทางม้าลาย ผมเองอาจจะอยากสอบถามผ่านทาง ท่านประธานไปยังกรรมาธิการหรือทางอนุกรรมาธิการว่าเราได้มีการศึกษาเรื่องนี้เป็นพิเศษ หรือไม่ ถ้าไม่มี เท่าที่ผมดูในรายงานไม่ได้มีระบุไว้เป็นพิเศษ แต่ว่าถ้าหากว่าท่านมีสถิติ เรื่องพวกนี้ว่าปีหนึ่ง ๆ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนทางม้าลายในบ้านเมืองของเรามันมากขนาดไหน และมีเปรียบเทียบกับบ้านเมืองอื่นหรือเปล่าก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่ว่าผมเอง ไม่ได้มีสถิติอะไรในทางวิชาการ แต่ว่าในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง เป็นผู้แทนคนหนึ่ง เราก็เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะการใช้ทางม้าลายของคนเดินเท้า ในบ้านเรามันอันตรายจริง ๆ ตอนนั้นผมยกพฤติกรรมที่เมืองอื่นหรือประเทศที่เขาเจริญแล้ว ไม่มี อย่างเช่นคนที่ข้ามทางม้าลายต้องขอบคุณรถที่เขาหยุดให้ ในขณะที่บ้านเมืองอื่นถือเป็น หน้าที่ของคนที่ขับรถที่เขาจะต้องหยุดให้คนที่อยากจะข้ามถนน คือมันกลับตาลปัตรกันไปหมด นี่ยังไม่นับถึงพฤติกรรมแปลก ๆ ในการใช้รถใช้ถนนบ้านเรา เช่น ถ้าผมจอดรถติดไฟแดงอยู่ ตรงสี่แยกแล้วจะเลี้ยวซ้าย ไม่มีเครื่องหมายเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด ติดไฟแดงอยู่ แล้วรถว่าง รถข้างหลังก็จะบีบแตรไล่ผมให้เลี้ยวทั้ง ๆ ที่เป็นไฟแดง แล้วคนที่ไม่เลี้ยวจะรู้สึกผิด เพราะว่า คนข้างหลังที่บีบแตรให้เราทําผิดกฎหมายจราจรเขารู้สึกว่าเขาถูก อันนี้เป็นพฤติกรรมทั่ว ๆ ไป ที่เราเห็นในบ้านเมืองของเรา ซึ่งอย่างที่ท่านกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการได้แจ้งให้พวกเราทราบผ่านรายงานฉบับนี้ แล้วก็ในการรายงานเมื่อสักครู่เราก็ต้องยอมรับครับว่าพฤติกรรมการใช้ถนนบ้านเรา มันกลับตาลปัตรกันไปหมด คนผิดกลายเป็นคนถูก คนถูกกลายเป็นรู้สึกว่าตัวเอง ถูกหรือเปล่า หรือตัวเองกําลังทําความผิดอยู่ พฤติกรรมประเภทนี้คงจะต้องเร่งกําจัดไปเสีย ให้หมดในการใช้รถใช้ถนน เพราะว่ามิเช่นนั้นก็จะเกิดความสูญเสียอย่างที่ท่านกรรมาธิการ ได้ชี้แจงเราไป ท่านประธานครับ ประเด็นอื่น ๆ ที่ผมอยากจะฝากไว้นอกเหนือจากเรื่องที่ผม กล่าวไปเมื่อสักครู่ก็คือเรื่องของภาครัฐเอง ในรายงานฉบับนี้เช่นเดียวกับรายงานของ กปถ. ที่ผ่านมาก็คือเรื่องของความปลอดภัยเกี่ยวกับเรื่องอุปกรณ์หรือเครื่องหมายจราจรต่าง ๆ ในท้องถนนของเรา ซึ่งอย่างผมเองเขตเลือกตั้งที่ผมเป็นตัวแทนก็คือกรุงเทพมหานคร เขต ๓๐ เรามีถนนที่เป็นหลักในเขตเราก็คือถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนเส้นนี้ผ่านการก่อสร้าง จากหลายหน่วยงานในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ล่าสุดที่เพิ่งเสร็จก็คือโครงการก่อสร้าง รถไฟฟ้าสายสีน้ําเงินของ รฟม. โดยรถไฟฟ้าอันนี้เสร็จแล้วเปิดใช้แล้ว แต่ปรากฏสิ่งที่ เป็นปัญหาก็คือว่าหน่วยงานภาครัฐเอง คือ รฟม. ไม่สามารถที่จะส่งมอบพื้นที่ให้กับ ผู้รับผิดชอบเดิมก็คือกรุงเทพมหานคร อาจจะด้วยสาเหตุเรื่องการเก็บรายละเอียด ในการก่อสร้างหรืออย่างอื่น อันนี้ผมก็สุดจะคาดเดา แต่ว่าสิ่งที่มันเป็นปัญหาก็คือว่า เมื่อยังไม่มีการส่งมอบพื้นที่ระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันให้กับหน่วยงานภาครัฐที่เขา รับผิดชอบหลัก ปัญหามันก็ตกมาสู่พี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ผู้เดินเท้าสัญจร เนื่องจากว่าการก่อสร้างโครงการดังกล่าวมีการทําให้สภาพทางกายภาพของถนน เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น เดิมทีเคยข้ามถนนได้ด้วยการใช้ทางม้าลายก็ถูกปิดด้วยตอม่อ ของรถไฟฟ้า บางจุดเปลี่ยนจากสี่แยกเป็นอุโมงค์ทางลอด อันนี้เป็นโครงการของ กทม. แต่ว่าอยู่ใกล้เคียงกับตอม่อของรถไฟฟ้า ก็ทําให้พี่น้องประชาชนที่เคยสัญจรข้ามถนน ก็ทําไม่ได้ บางจุดเคยเป็นสะพานลอยให้คนข้าม เมื่อก่อสร้างรถไฟฟ้าก็ถูกถอดออกไป ตอนนี้ ก็ยังไม่คืนให้ พี่น้องประชาชนก็ต้องเสี่ยงอันตรายในการข้ามถนน ผมจึงอยากเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการในฐานะที่ท่านเองก็เคยเป็น เจ้ากระทรวงคมนาคมด้วย ท่านคงจะรับปัญหาเหล่านี้ไปช่วยดูแลให้หน่อยว่าการที่หน่วยงาน ภาครัฐด้วยกันเองประสบปัญหาอุปสรรคในการส่งมอบพื้นที่ให้กัน แต่คนที่รับทุกข์ รับเคราะห์อยู่ทุกวันในการเสี่ยงอุบัติเหตุเสี่ยงต่อชีวิตเขาคือพี่น้องประชาชน พวกเราช่วยกัน ทําอย่างไรให้แก้ปัญหานี้ให้ลุล่วงไปได้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ คุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร🔗

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกล ผมจะขออภิปรายเพิ่มเติม สนับสนุน แล้วก็ให้ข้อคิดเห็นเสนอแนะกับกรรมาธิการที่ได้ทําเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัย ขึ้นมา ในฐานะที่อย่างแรกเลย ผมเป็นตัวแทนผู้ใช้ถนนแทบจะเป็นส่วนใหญ่ที่มีรายได้น้อย ในประเทศไทย และโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครก็คือผู้ที่สัญจรใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะ สัญจรเป็นหลัก ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังขี่รถจักรยานยนต์ของผมมาที่สภาทุกวัน แล้วก็ทราบดี แล้วก็ติดพื้นติดดินมาหลายรอบ เพราะสภาพถนนต่าง ๆ ที่ไม่ค่อยดีหรือไม่เอื้ออํานวย ต่อการสัญจร ตามรายงานท่านประธานครับ หน้า ๕๕ ก็จะมีเรื่องพาหนะปลอดภัย ก็เข้าใจอยู่ ครับว่าที่ท่านคณะกรรมาธิการเป็นห่วงว่าสาเหตุจากผู้เสียชีวิตโดยมากเกินครึ่งของทั่วไปเลย ก็คือมาจากรถจักรยานยนต์เป็นส่วนใหญ่ ก็แน่นอนละครับเป็นหนังหุ้มเหล็ก ถ้าใครเป็น พ่อแม่ก็จะทราบดีว่าไม่อยากให้ลูกซื้อรถมอเตอร์ไซค์หรือขี่รถมอเตอร์ไซค์ เพราะมันอันตรายกว่า อย่างแน่นอน ซึ่งเราปฏิเสธสภาพของยานพาหนะนี้ไม่ได้นะครับ แล้วผมก็เห็นด้วยว่าที่กรรมาธิการมีข้อเสนอแนะมาว่าอยากให้มีการจัดทําใบขับขี่พิเศษ หรือว่าการกําหนดอัตราภาษีต่าง ๆ ของรถบิ๊กไบก์ (Big bike) หรือรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ ที่มีซีซี (CC) เยอะ ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วในรายงานเขาบอกว่าบางครั้งสรีระร่างกายของ คนไทยเราค่อนข้างไม่เหมาะสมกับรถขนาดใหญ่ อันนี้ผมเห็นด้วย อาจจะมีการทําใบขับขี่ บิ๊กไบก์ (Big bike) ก็เป็นได้🔗

และอีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับท่านก็คือเรื่องของการที่จะลดภาษี พวกรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผมนั่งอยู่ได้เคย พิจารณาเรื่องนี้เหมือนกันครับ ซึ่งเหล่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าก็ติดเรื่องภาษีแบตเตอรี่ อะไรต่าง ๆ มากมาย ถ้าทางกรมการขนส่งทางบกหรือทางกระทรวงคมนาคมจะช่วยเขา อีกแรงเราจะได้พาหนะที่อาจจะปลอดภัยขึ้นเพราะช้าลง แล้วก็เป็นที่รักษาสิ่งแวดล้อม มากขึ้นด้วย แต่ถ้ารายงานในส่วนนี้ผมอยากเสนอที่ตกหล่นไปก็คือสภาพภาวะ ความปลอดภัยทางถนนหรือว่าสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ถนนบ้านเราบางที่ก็อาจจะมีไหล่ทาง ที่ให้มอเตอร์ไซค์ขับขี่อย่างปลอดภัยก็มีนะครับ หรือว่าหลาย ๆ ครั้งชาวสองล้อเองที่มายื่น หนังสือกับทางสภา แล้วผมได้ติดตามไปวันก่อนก็คือชาวสองล้อเรื่องการขึ้นลงสะพานลอย ที่ท่านประธานได้บรรจุไปในกระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ผมได้ถามไปแล้ว เสนอว่าถ้าเราห้าม รถจักรยานยนต์ไม่ได้ บางทีเราก็ควรจะมาคิดหรือเปล่าว่าทําอย่างไรให้มันปลอดภัยมากขึ้น หรือว่าทําให้มันอันตรายน้อยลง หรือภาษาอังกฤษเรียกว่าฮาร์ม รีดักชัน (Harm reduction) อย่างการขึ้นสะพานโอเค (OK) ครับ รถสมัยก่อนกฎหมายอาจจะล้าหลังว่ารถมันช้า แต่ถ้าอยากให้ปลอดภัยจริง ๆ ก็ทําเลน (Lane) ให้เขาไหมครับ อย่างเขตของเพื่อน ส.ส. พรรคก้าวไกลของผม ส.ส. ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เขตบางขุนเทียน ที่ผมได้ไป มีถนนอยู่ ช่วงหนึ่งที่แยกเลย แล้วรถซาเล้งที่ช้า ๆ เขาก็ขึ้นสะพานได้ ก็ถือว่าเป็นโชคดีของ ชาวบางขุนเทียนที่มีทางอย่างนั้น แล้วก็เป็นโชคดีที่มี ส.ส. อย่างท่านณัฐชาที่ได้ผลักดัน ในเรื่องนี้ด้วย ทั้งนี้ก็อยากฝากว่าอย่ามองคนขี่รถจักรยานยนต์เป็นชนชั้นสองของสังคม เขาอาจจะมีรายได้น้อย แต่เขาก็เป็นส่วนหนึ่งที่เติมเต็มสังคมไทย ช่วยทํางานต่าง ๆ ถ้าไม่มีรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง พี่วินต่าง ๆ ผมว่าคนชั้นกลางในประเทศไทยก็ลําบาก เหมือนกันนะครับ🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากฝาก แล้วก็ตั้งข้อเสนอแนะ หน้า ๖๔ เกี่ยวกับ เรื่องเมาแล้วขับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเมาแล้วขับเป็นปัญหาใหญ่ ผมทราบดี และผม ได้คุยกับหลายฝ่าย เพราะเนื่องจากว่าผมเองก็ทําเรื่องคราฟต์เบียร์ (Craft Beer) เป็นในส่วน ของผู้ผลิตด้วย เมื่อก่อนจะมาเป็น ส.ส. แต่ผมก็เข้าใจว่าคนที่ทําเบียร์ (Beer) ก็ไม่อยากทํา ยาพิษให้คนที่ดื่มหรือลูกค้าตัวเองตาย มันเป็นมาร์เกตติง (Marketing) ที่ไม่ดี เป็นการตลาด ที่ไม่ดีเลยที่เราจะทําอะไรแล้วเราจะฆ่าลูกค้าเรานะครับ ผมก็อยากตั้งข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เรื่องของการหยุดยั้งการเมาแล้วขับ ก็คืออยากให้มีส่วนร่วมให้ความรู้หรือว่าอาจจะเป็น อบรมพนักงานบาร์ (Bar) หรือร้านอาหารต่าง ๆ ให้สังเกตว่าใครไม่ควรจะเสิร์ฟเหล้า หรือใครขับรถเข้ามาเราควรจะแปะสติกเกอร์ (Sticker) เลยเหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นว่า เราจะไม่เสิร์ฟเหล้าให้คนนี้ เพราะว่าคนนี้เป็นผู้ขับขี่ยานพาหนะใดพาหนะหนึ่ง อันนี้ก็ช่วย ลดจากต้นทางได้ และอย่างที่ ๒ การเพิ่มโทษที่หลาย ๆ คนอาจจะมีหลาย ๆ ความเห็น บอกว่าถ้าชนคนตายต้องประหารชีวิตเลย อันนี้ผมรู้สึกว่าบางทีอาจจะเยอะไปหน่อย หรือว่า ทุกกรณีถ้าเมาแล้วขับต้องติดคุกอะไรอย่างนี้ บางทีเราก็ต้องมาดูการได้สัดส่วนกัน แต่ที่ผม เห็นด้วยจริง ๆ ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมามีคนบาดเจ็บ หรือเกิดอุบัติเหตุทางข้างถนนมีคน เสียชีวิตต้องจับตรวจแอลกอฮอล์และตรวจสารเสพติดทันทีครับ🔗

และขั้นตอนสุดท้ายคือขั้นตอนอย่างที่เพื่อน ส.ส. ของพรรคผมได้กล่าว ไปแล้วว่าสุดท้ายกฎหมายมันจะดีให้ตายอย่างไรก็อยู่ที่การบังคับใช้ของเจ้าหน้าที่ ทุกคนก็รู้ครับ ถ้าพูดไปถึงประชาชนเขามาบอกผมเสมอว่าตอนนี้จ่าย ๕,๐๐๐ บาท สําหรับ การเข้าด่านแล้วไม่ได้รับการตรวจ หลาย ๆ พื้นที่ก็เป็นอย่างนี้ครับ ผมเชื่อว่าถ้าเป็นผู้แทนราษฎรที่ลงพื้นที่กันจริง ๆ ทุกท่าน ก็เคยได้ยิน สุดท้ายครับท่านประธาน ผมอยากจะเพิ่มเติมว่าบางทีเรื่องเงิน เรื่องจําคุก บางที มันเป็นจํานวนเงินที่ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาทที่ศาล บางคนรวยเขาก็สามารถจ่ายได้ใช่ไหมครับ ๒๐,๐๐๐ บาท มันเหมือนใบอนุญาตเมาแล้วขับ แต่ผมอยากยกตัวอย่างอีกที่หนึ่ง ที่ประเทศเกาหลีใต้ก็จะมีการทําโทษที่อย่างเช่นว่าถ้าคุณเป็นหมอมีใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพแพทย์ ถ้าคุณโดนเมาแล้วขับ ๓ ครั้ง ยึดใบประกอบโรคศิลป์เลย ก็อยากจะฝาก ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการให้เพิ่มเติมในส่วนนี้ ในส่วนของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ให้มีสภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัยขึ้น และรวมถึงการบังคับใช้โทษเมาแล้วขับ และหลักการ แนวทางปฏิบัติให้ตรงกัน และเป็นที่ซื่อตรงสุจริต ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณนาที รัชกิจประการ ครับ🔗

นางนาที รัชกิจประการ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ดิฉัน นางนาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ดิฉันเห็นด้วยกับการรายงานของคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้ รายงานให้สภาผู้แทนราษฎรทราบวันนี้ ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมดถึง ๙ ด้าน แต่ดิฉันจะขออนุญาต เพิ่มเติมสัก ๒ ด้าน ด้านที่ ๑ คือในเรื่องของด้านการบริหารจัดการ ซึ่งดิฉันเห็นด้วย ในประเด็นของการรายงาน ในเรื่องของการรายงานในช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวที่เพิ่ม หน้า ๒ วัน หลัง ๒ วัน จาก ๗ วันเป็น ๑๑ วัน แต่สิ่งที่ดิฉันอยากจะขออนุญาตเพิ่มเติม ในเรื่องของการรายงาน ดิฉันอยากจะให้สื่อทุกช่องได้รายงาน ไม่เฉพาะในช่วงเทศกาล เท่านั้น ควรจะเสนอทุกวันเหมือนกับโควิด-๑๙ (COVID-19) ในวันนี้ เพราะการที่เราได้ นําเสนอรายงานทุกวันก็จะเป็นการสร้างความตระหนักให้ผู้ที่ใช้รถใช้ถนนได้ตระหนัก และคํานึงถึงว่าวันนี้เสียชีวิตกี่คน มีการสูญเสียของประเทศชาติประมาณเท่าไร เพราะฉะนั้น ในเรื่องของการรายงานก็จะส่งผลดีต่อประเทศชาติด้วย อีกอย่างที่ดิฉันจะขออนุญาตเพิ่มเติม ในเรื่องของการรายงานด้วย นอกเหนือจากการนําเสนอในเรื่องของข้อมูลเฉพาะเทศกาลแล้ว ข้อมูลที่เป็นอุบัติเหตุทางถนนในเรื่องของอุบัติเหตุในช่วง ๒๔ ชั่วโมง ที่เราควรจะเสนอในสื่อ ทุกช่องตั้งแต่เวลา ๐๐.๐๐-๒๓.๕๙ นาฬิกา ที่ควรนําเสนอในเรื่องของผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต ว่ามีกี่ราย ในจํานวนนั้นมีคนไทยกี่ราย เด็กกี่ราย แล้วก็ผู้หญิงกี่ราย รวมถึงมีต่างชาติไหม ที่ได้เสียชีวิต รวมถึงจํานวนผู้เสียชีวิต เราควรจะบอกถึงในเรื่องของประเภท ชนิดของรถด้วย ไม่ว่าจะเป็นจํานวนจากรถจักรยานยนต์ รถยนต์ หรือรถอื่น ๆ แล้วก็มีการประกาศ ๕ อันดับ ของจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดด้วย สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้การสูญเสียน่าจะลดลง เพราะว่า เมื่อไรที่เรามีการประกาศในเรื่องของจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิต ๕ จังหวัด จังหวัดไหน ๆ ก็ไม่อยากจะติดอันดับทอปไฟว์ (Top Five) ของเมืองไทย🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะพูดถึงในเรื่องของประเด็นที่ ๕ ในเรื่องของ การให้การศึกษา วัฒนธรรมและพฤติกรรมเพื่อความปลอดภัยทางถนน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เมื่อสักครู่ทางท่านคณะกรรมาธิการก็ได้พูดถึงว่าได้มีการทําความร่วมมือระหว่างกระทรวง ทั้งสองกระทรวง ซึ่งดิฉันว่าน่าจะรีบนําไปปฏิบัติ เพราะว่าเมื่อไรก็แล้วแต่ที่มีความร่วมมือ เป็นสิ่งที่ดี แล้วสิ่งสําคัญที่อยากให้กระทรวงศึกษาธิการได้มีการพูดถึงในเรื่องของ ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่การสูญเสียเยาวชนที่วันนี้ผลก็ออกมาแล้วว่าเยาวชน มีการสูญเสียสูงสุดคือเด็กอายุ ๑๕-๑๙ ปี มียอดถึง ๒,๐๐๐ กว่าคน ทางกระทรวงศึกษาธิการก็ควรจะเขียนให้เห็นถึงว่าการสูญเสียเยาวชน ๑ คน หรือการบาดเจ็บ ของเยาวชน ๑ คน มีความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณเท่าไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ค่าใช้จ่ายที่รัฐหรือผู้ปกครองจะต้องดูแล เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา รวมถึงสภาพจิตใจก็จะมีผล ต่อผู้ปกครองด้วย อันนี้ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายและอุปกรณ์ยาที่จะต้องทําการรักษานะคะ รวมถึง สิ่งหนึ่งที่ดิฉันอยากจะรณรงค์ในเรื่องของหมวกกันน็อคเป็นการเข้าถึงที่ยากมาก วันนี้การหาซื้อ หมวกกันน็อคไม่ง่ายเลย ไม่เหมือนไปศูนย์การค้าไปตรงไหนก็จะเจอ แต่หมวกกันน็อค หายาก หรือเราจะต้องให้บริษัทเอกชนสร้างหมวกกันน็อคที่สร้างเป็นแบรนด์ (Brand) ที่ดัง ๆ แล้วก็ให้สร้างเป็นรูปลักษณ์ที่สวยงาม เพื่อที่จะสร้างแรงจูงใจหรือดึงดูดใจให้วัยรุ่น หรือผู้ปกครองได้เอามาใส่ เหมือนกับวันนี้ที่เราใส่หน้ากากอนามัยที่จะต้องใส่เพื่อป้องกัน ตัวเราให้มีความปลอดภัย เพราะวันนี้ในเรื่องของหมวกกันน็อคก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ ที่งานวิจัยก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าหมวกกันน็อคสามารถที่จะช่วยในเรื่องของการเจ็บที่น้อยลง รวมถึงประเด็นสุดท้ายที่อยากจะพูดถึงในเรื่องของการคมนาคมอีกอย่างก็คือในเรื่องของ ความปลอดภัยทางน้ํา ซึ่งวันนี้ความปลอดภัยทางน้ําในเรื่องของข้อกฎหมายมีน้อยมาก ดิฉัน อยากจะมีให้มากกว่านี้ ซึ่งข้อสังเกตในงานวิจัยรายงานเล่มนี้ก็มีมากมาย อยากจะให้รัฐบาล นําไปใช้ เพราะวันนี้มันมีผลต่อเรื่องของการท่องเที่ยวเหมือนที่เหตุการณ์ที่เคยผ่านมา ก็อยากจะให้นําข้อศึกษา แล้วก็รายงานฉบับนี้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็มีประโยชน์ ต่อประเทศชาติด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยท่านเดียว อนุญาตท่าน ๑๐ นาที เชิญเลยครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

กราบขอบพระคุณท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ เขตคลองสามวา พรรคเพื่อไทย ในฐานะ ฝ่ายค้าน ติดตามการทํางานของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องการออกกฎหมายและแก้ไขปัญหา ก่อนอื่นขอขอบคุณคณะกรรมาธิการบนบัลลังก์ที่ได้ดําริริเริ่มในเรื่องนี้ ท่านประธาน ผมขออวดสรรพคุณตนเองสักเล็กน้อยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการอภิปรายครับ คือผมเป็น นักเดินทางด้วยรถยนต์มาตลอดทั้งชีวิต และผมเชื่อว่าการเดินทางของผมจะได้ประสบการณ์ ที่จะให้ฝ่ายนิติบัญญัติได้แก้ไข ก่อนการปฏิวัติผมเดินทางไกลไปจนถึงประเทศฟินแลนด์ ท่านประธานครับ ขับรถไป และล่าสุดช่วงที่ปฏิวัติยึดอํานาจก่อนการเลือกตั้งผมขับรถจาก กรุงเทพฯ ไปที่อําเภอเชียงของ ไปนอนหลวงน้ําทา ข้ามเข้าสู่แผ่นดินประเทศลาว แล้วก็เข้าสู่ ประเทศจีน ไปนอนคุนหมิง ไปนอนต้าหลี่ ลี่เจียงถึงปักกิ่ง ต่อไปยังชายแดนอีเรนฮอต เข้าสู่ประเทศมองโกเลียไปนอนที่อูลานบาตาร์ จากนั้นเข้าสู่ประเทศรัสเซียที่ไซบี เรียนท่านประธานครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าบ้านเราจริง ๆ ก็ไปดูงานกันเยอะ โดยเฉพาะกรรมาธิการ โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาอยู่ในกรรมาธิการก็หลายคณะก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ก็แปลกนะครับ สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยก็คือประเทศไทยติด ๑ ใน ๑๐ ผู้เสียชีวิตบาดเจ็บอยู่เสมอ ในอันดับต้น ๆ จึงเป็นคําถามครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่คณะกรรมาธิการ ที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ศึกษาเรื่องนี้แล้วจะนําไปปฏิบัติจริงให้กับรัฐมนตรี ซึ่งแน่นอนครับ ขออภัยนะครับ ท่านโสภณ ซารัมย์ ก็ใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถ้าท่าน ทํากันอย่างจริงจังผมเชื่อว่าปีหน้าถ้ามีเทศกาลสงกรานต์อีกสถิติจะลดลง ประเทศไทย จะตกไปอยู่อันดับ ๒๐ กว่า ท่านประธานครับ ที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้นี้ผมเห็นการพัฒนาตั้งแต่ ประเทศที่เขาเรียกว่าพื้น ๆ ของด้านคมนาคมก็คือที่ประเทศลาว กรุงเทพฯ ขับรถไปที่ อําเภอเชียงของ ท่านประธานครับผมไม้เดียวจบ ออกตี ๕ ถึงโน่นประมาณ ๕ โมงเย็นกว่า พูดตรงไปตรงมา บางจุดต้องใช้ความเร็วเพราะทางมันปลอดภัย บางจุดก็ใช้ลักษณะควบคุม ความเร็วโดยเฉพาะเข้าเขตชุมชน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอ่านในข้อต่าง ๆ ด้านที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ผมไม่ลงรายละเอียด แต่ผมจะขออนุญาตฝากเป็นข้อคิดให้กับ กรรมาธิการนะครับ ถ้าเกิดท่านประธานเดินทางไปพัทยาผมเชื่อว่าท่านไม่ใช้ทางหลวง หมายเลข ๓ สุขุมวิทเหมือนสมัยเราเป็นหนุ่มสาวครับ สมัยก่อนคุณพ่อผมพาไปบางแสนต้องผ่านบางปู ไม่มีหรอกครับมอเตอร์เวย์ (Motorway) ไม่มีหรอกครับเส้นบางนา-ตราด ต้องวิ่งเส้นนั้นสถานเดียวครับ และรถเยอะมาก รถติด เป็นชั่วโมง แต่ที่ผมอยากจะบอกก็คือมอเตอร์เวย์ (Motorway) วันนี้ท่านประธานครับ ระหว่าง ที่วิ่งจากกรุงเทพฯ ไปที่จังหวัดชลบุรี หรือตอนนี้ต่อไปพัทยา ไปถึงเกือบอู่ตะเภา ถ้าคนขับรถ ท่านขับแล้วท่านประธานนั่งหลับเพลิน ๆ ท่านจะตื่นตลอดทางครับ เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะมันมีคอสะพานอยู่ตลอด คําถามก็คือว่าที่ผมเดินทางไปที่ประเทศจีน ถามหา คอสะพานไม่เคยเจอ ถ้าเป็นโลคัลโรด (Local Road) มี แต่ถ้าเป็นทางหลวงหรือว่า มอเตอร์เวย์ (Motorway) ที่เก็บสตางค์นี่ไม่มีครับ คําถามต่อมาก็คือว่าเวลาเหินคอสะพาน เอาละท่านประธานบอกว่าคนขับรถขับอย่าเร็วนักสิเดี๋ยวมันจะอันตราย ก็ขับอยู่ในความเร็ว ที่เขากําหนดละครับ ๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และท่านประธานลองสังเกตดูนะครับ หลังจากผ่านคอสะพานไปท่านประธานจะเห็นรอยเต็มไปหมด คือรถที่เขาไม่รู้ว่ามันมี คอสะพานเช่นนี้ ลงปุ๊บก็กระแทกตึงก็เกิดอุบัติเหตุ คณะกรรมาธิการการคมนาคมท่านลอง เรียกหน่วยกู้ภัยของกระทรวงคมนาคม มอเตอร์เวย์ (Motorway) มาถามสิครับว่า จุดแต่ละจุดนั้นมีคนเจ็บคนตายเท่าไร แล้วผ่านมากี่ปีก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ครับ ที่ผมอยากจะ บอกท่านประธานก็คือว่าการปฏิรูปกฎหมายนี้ท่านต้องเขียนให้ชัดว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ที่ไปทําแบบนั้นมันศึกษาไหมละ สะพานที่ข้ามคลองแน่นอนท่านประธานครับมันต้องตอกเข็ม ถูกไหมครับ แต่ถนนมันแค่บดอัด ๆ ก็รู้นี่ แต่ก็ยังทําแบบเดิม ถึงเวลาก็ไปแปะเพื่อให้รถ ไม่กระแทกพื้นมากขึ้น ลองไปดูเลยครับตั้งแต่กิโลเมตร ๑ จนถึงกิโลเมตร ๘๐ กิโลเมตร ๙๐ เป็นอย่างนี้ทุกจุด แล้วผมหวังว่ามอเตอร์เวย์ (Motorway) สายใหม่ที่จะเกิดขึ้นคงจะไม่เป็น เช่นนี้นะครับ🔗

ประเด็นต่อมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยกโมเดล (Model) แบบนี้ เพื่อจะให้คณะกรรมาธิการการคมนาคมได้ไปศึกษาและดูเพิ่มเติมว่าจริงไหมนะครับ ถ้าท่าน เดินทางในเส้นทางสายสุขุมวิทตั้งแต่จังหวัดชลบุรี สมมุติเราลงทางยกระดับแล้วเราตรงเข้า จังหวัดชลบุรีนะครับท่านกรรมาธิการ ผ่านตัวเมืองชลบุรีปุ๊บจะผ่านตลาดหนองมน ท่านแปลกไหมว่าตรงนั้นทําไมจึงไม่มีสะพานข้ามแยก พอเลยตลาดหนองมนไปถึง อําเภอศรีราชมีอยู่ ๔ ไฟแดง ไม่มีสะพานข้ามแยกท่านประธานครับ แต่พอเลยไปนิดเดียว ก่อนถึงแหลมฉบัง สะพานข้ามแยกอย่างไฮโซเลยนะครับ จนถึงพัทยาโน่น คําถามคืออะไร รู้ไหมครับ นี่คือการปฏิรูปกฎหมายที่มันหลอกลวงกันมา ๗-๘ ปี ตรงนั้นเป็นเขตของ เทศบาลศรีราชา ท่านประธานครับ ปรากฏว่ากรมทางหลวงจะไปทําสะพานข้ามแยก ทําไม่ได้ ติดข้อบัญญัติ ติดกฎหมายขององค์การบริหารส่วนตําบลบ้าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดบ้าง นี่ครับ รัฐสภานั่งกันอยู่นี้เคยคิดแก้ไขกันไหมละครับ ผมก็เลยไปถามนายกเทศบาล อ้าวแล้วทําไมท่านไม่ทําสะพานข้ามแยก โอ้ย ท่าน ส.ส. งบไม่มีหรอก ได้แค่นี้แหละ สุดท้าย ก็เป็นแบบนี้เกือบทั้งประเทศ ผมไม่แน่ใจ ขออภัยท่านประธานนะครับ ที่จังหวัดตรัง ของท่านประธานเป็นแบบนี้ไหม แต่นี่เป็นอําเภอศรีราชา จังหวัดที่คิดว่าอยู่ในภาคตะวันออก แล้วอยู่ในเขตอีอีซี (EEC) ด้วยนะ นี่เจริญนะท่านประธานครับ ปรากฏว่าไปถึงติดไฟแดงแล้ว พอติดไฟแดงอะไรครับ คนนิสัยดีก็มี คนเคารพกฎจราจรดีก็มี ๓ วินาทีบางคนก็รอได้ แต่บางคน ๑ วินาทีรอไม่ได้ออกไปก็ชนกันสิครับ ต่างประเทศที่ผมไปเขาจึงแก้ไขด้วยวิธีการ ไขว้ไปไขว้มาให้มันลอดกันจะได้ไม่ต้องปะทะกัน อันนี้เป็นอีก ๑ ตัวอย่างที่คณะกรรมาธิการ ท่านต้องลงไปดูและแก้ไขในประเด็นนี้ด้วยนะครับ🔗

ประเด็นต่อมา การทํางานที่ซ้ําซ้อน ตั้งแต่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่จนจิรายุ จะ ๕๐ ปีแล้วก็ยังเจอป้ายซ้ําซ้อนครับ บางจังหวัดติดทับกันเลย บางจังหวัดติดบางที่ บอกกิโลเมตรต่างกัน บางจังหวัดก็ไม่รู้ไปจบที่ไหนมา ป. ๓ จบหรือเปล่าไม่รู้ สะกดคํายังผิด เลย ทั้ง ๆ ที่พจนานุกรมก็มี อย่างนี้กรรมาธิการต้องลงไปจี้หน่อย อย่างนี้ต้องเอาไปตัดหัว ต้องไล่ออกสถานเดียวท่านประธานครับ ปักป้ายชื่อยังผิด สะกดยังไม่ถูก บางจังหวัดสะกด ทะลึ่งตึงตังไปเลยก็มี นี่ครับไทยแลนด์ โอนลี (Thailand Only) ผมอยากจะบอก ท่านประธานที่เคารพว่าโดยเฉพาะกฎหมายที่มันเหลื่อมล้ําระหว่างท้องถิ่นกับรัฐบาลกลางนี่ มีปัญหามาก และเราก็ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ฝากคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับ🔗

ประเด็นต่อมา ท่านประธานครับ ความหละหลวมในการบังคับใช้กฎหมาย เขาบอกว่ารถคันใดมีสติกเกอร์ (Sticker) บรรทุกดินเกินน้ําหนักได้ จริงหรือเปล่าผมไม่รู้ รถไหนมีสติกเกอร์ (Sticker) ไม่ต้องใช้ผ้าคลุมดิน รถไหนเคลียร์ (Clear) เจ้าพ่อเจ้าแม่แล้ว ขนดินหล่นบนท้องถนน มอเตอร์ไซค์วิ่งมารื่นพืดหงายท้องตายไม่ต้องรับผิดชอบครับ สุดท้ายก็ไปที่กระทรวงสาธารณสุขต้องไปจ่ายค่ายา ค่าหมอ กับโรงพยาบาลของรัฐ นี่คือ ความหละหลวม คําถามคือหลายจังหวัดครับ รถมอเตอร์ไซค์ไปติดไฟแดงตํารวจยืนเป่าปี๊ด ๆ ไม่เคยใส่หมวกกันน็อค ตํารวจก็ยืนเฉย ๆ ขี้เกียจจับหรือเปล่าผมไม่รู้ นี่คือกระบวนการ บังคับกฎหมายที่ไม่ใส่ใจ ถ้าท่านออกกฎระเบียบรถมอเตอร์ไซค์ล้านเปอร์เซ็นต์ยึดรถ เหมือนสมัยก่อน ท่านประธานครับ สมัย ๒๐ กว่าปีที่แล้วไม่ได้บังคับคาดเข็มขัดนิรภัย สุดท้ายก็มีการออกกฎหมาย เราก็ต้องค่อย ๆ เสียบ เตือนลูกเพื่อความปลอดภัย นี่แหละ ท่านประธานครับ นี่คือปัญหา ต่อมาการบังคับใช้กฎหมายที่ทันสถานการณ์ ตอนสมัย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ตอนท่านปฏิวัติท่านเป็นหัวหน้า คสช. ท่านออกกฎหมายฉบับหนึ่งจําได้ไหมครับ ให้คนนั่งท้ายกระบะต้องคาดเข็มขัดนิรภัย โอ้โฮ ไม่ได้เดือดร้อนแต่เฉพาะคนนั่งปิกอัพ เดือดร้อนพวกตุ๊ก ๆ ต้องไปหาเข็มขัดมาคาด หลอกตํารวจ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มาคาดแล้วเสียงดังต๊อง ๆ ก็ต้องหาอะไรมาเสียบไม่ให้มันดัง อย่างนี้คือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่จริงจัง และไม่ดูสถานการณ์ และไม่มีแผนอย่างเป็น ทางการ ท่านครับ ท่านเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย กรรมาธิการคณะนี้ท่านช่วยวางแผนหน่อยว่า ๔ ปีนับจากนี้อะไรที่มันพอให้ประชาชนได้ปรับตัว ผมยกตัวอย่างรถซาเล้ง วันดีคืนดี พ่อเจ้าประคุณติดเครื่องยนต์ขี่ยูเทิร์น (U-Turn) กันบนถนน ๔ เลน (Lane) ตัดกันมาคว่ํากัน เยอะแยะมากมาย แต่ปรากฏว่าตํารวจจับไม่ได้ เพราะอะไรครับ กฎหมายไม่ได้บอกว่าตกลง รถนี่ผิดกฎหมายจริงไหม ผิดแบบใด ให้ความรู้กับตํารวจแบบไหน ปรากฏว่ารถขายน้ําหวาน เป็นรถมอเตอร์ไซค์พ่วง ไม่สวมหมวกกันน็อค ตํารวจไม่เคยจับเลยครับ แล้วต่อได้ อย่างเรียบร้อย ไฟก็ไม่ติด นี่คือการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นรูปธรรม ท่านบอกสิครับว่า ๔ ปีนับจากนี้รถแบบนี้ต้องเอาแบบต่างประเทศที่มันปลอดภัย ไปขึ้นทะเบียนให้เรียบร้อย ต้องมีระบบความปลอดภัยนะ พ่วงไม่ใช่วิ่งอยู่ดี ๆ ล้อหลังวิ่งแซงล้อหน้า อย่างนี้แหละครับ คณะกรรมาธิการการคมนาคมช่วยพิจารณาหน่อยเถอะจิรายุอยากฟัง เรื่องต่อมา เกี่ยวข้องกันก็คือว่าวันนี้เราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปกับการพัฒนาประเทศ มากเท่าไร โดยเฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ผมยกตัวอย่างครับ ท่านประธาน อาจจะเคยขับรถด้วยตนเองไปไหนมาไหนแบบเรื่องส่วนตัว ท่านอยากจะพาคนใกล้ชิดขับรถ ไปโน่น ไปนี่ ไปไม่ถูกก็กูเกิล (Google) ใช่ไหมครับ กูเกิล แมปส์ (Google Maps) การมี กูเกิล แมปส์ (Google Maps) ไม่เหมือนสมัยก่อน จะไปจังหวัดตรังผมต้องกางแผนที่ ทีละแผ่น ทีละปั๊ม ถึงจังหวัดชุมพรแล้วไปอย่างไร แต่เดี๋ยวนี้วางหน้ารถมันไปครับ คําถามคือ คณะกรรมาธิการการคมนาคมและรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม ท่านโค (Co) กับเขาไหมละครับ มันจะทําให้เกิดความปลอดภัย คนไม่เจ็บไม่ตาย เพราะถ้าเราวางแผน ชีวิตได้ ผมไปจังหวัดตรังไม่ถูกหรอกครับ ผมก็ต้องอาศัยกูเกิล (Google) หรืออาศัยแผนที่ แต่ถ้าผมพอรู้แล้ว เส้นทางมันไปอย่างนี้ อีก ๑๐๐ เมตร จิรายุเลี้ยว ผมก็ชิดซ้ายปลอดภัย ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ไปเองชิดขวาอยู่ซ้ายหักเลย ตูมก็ชนกันตาย อันนี้คือวิธีคิดแบบสมัยใหม่ แล้วผม อยากให้กรรมาธิการได้โปรดช่วยคิดหน่อยเถอะว่ากระบวนการต่าง ๆ ที่ท่านอ่านมา ๘-๙ อย่างผมอ่านบ่อย แล้วก็เห็นแบบนี้ เป็นตัวหนังสือแบบนี้ แล้วก็หวังว่ากรรมาธิการ คณะนี้จะทําให้มันเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นครับ สุดท้ายปลายทางท่านประธานครับ เงินจะไป โฆษณา จะให้คนรณรงค์อย่างโน้นอย่างนี้จิตสํานึกคนเราต่างกัน บางคนเคารพคนอื่น บางคนไม่เคารพคนอื่น รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างในกรุงเทพมหานครจํานวนมากไม่เคยรอไฟแดง คนดีก็มีขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่รับใช้สังคม เป็นประโยชน์ต่อสังคมก็ดีครับ เคยออกกฎหมาย อย่างไรครับ ให้ใส่รองเท้าผ้าใบ แล้วทุกวันนี้มีโควิด-๑๙ (COVID-19) ใครจะกล้าเอา หมวกกันน็อกของรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาสวมใส่บ้าง รัฐบาลก็ต้องแก้ปัญหาให้คนได้ชื่นชม ไฟแดงต้องกําชับเลย วินมอเตอร์ไซค์มีตัวเลขหมด แต่ละวินมอเตอร์ไซค์สังกัดโรงพัก สังกัดเขต รู้หมดมันมีเลขข้างหลัง อันนี้ผ่าไฟแดง ผ่า ๓ ครั้งยึดใบอนุญาตจับเมียติดคุกด้วย อย่างนี้มันก็น่ากลัว และท่านประธานดูได้เลยเราออกสภาไปเจอไฟแดงเมื่อไร เราจะเห็นเลย พวกรถมอเตอร์ไซค์รอไม่ได้ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ขับ ขอโทษนะครับ ห้าวเป้งภาษาวัยรุ่น รถตู้สาธารณะอย่างนี้ สุดท้ายผมจะวกกลับมาที่การรับผิดชอบทางสังคมร่วมกัน ผมฝาก ท่านกรรมาธิการการคมนาคมว่าต่อไปนี้ผู้รับเหมาก่อสร้างไม่ใช่ว่ารองานรีไซคลิง (Recycling) อย่างเดียว จะขูดจะปะมันอย่างเดียว ท่านต้องให้เขามีประกันภัยด้วยครับ ถ้าคอสะพานที่เขาทํามอเตอร์เวย์ (Motorway) นับจากนี้เป็นต้นไปใครเหินสะพาน ด้วยความเร็วตามกฎหมายกําหนด ๙๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วเขาล้มไปเจ็บ ล้มไปตาย บริษัทผู้รับเหมาต้องจ่ายเขาด้วย เพราะท่านเป็นเครื่องมือทําให้เขาตาย ทําให้เขาเจ็บ ไม่ใช่ ปล่อยหน้าที่ไปที่ประกัน พ.ร.บ. ชั้น ๓ ปล่อยหน้าที่ให้กับกระทรวงสาธารณสุข ปล่อยหน้าที่ ให้คนเจ็บคนตายต้องไปฟ้องร้องกับกรมทางหลวง ซึ่งผมจะรอคณะนี้อีก ๑ ปีว่าต่อไปนี้ใครก็แล้วแต่ที่รับเหมา ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ในประเทศนี้ กับราชการ นอกจากจะประกันสิ่งที่ท่านทําแล้ว ท่านต้องประกันคนเจ็บคนตายให้เขาด้วย ผมจึงขออนุญาตฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ให้กําลังใจนะครับ การเริ่มต้น เป็นสิ่งที่ดี และสุดท้ายปลายทางผลสัมฤทธิ์ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนทุก ๆ ท่าน ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา ครับ🔗

นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ดิฉันต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการที่ทํา รายงานเรื่องความปลอดภัยทางถนนและคมนาคมฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งดิฉันเห็นด้วยกับเกือบ ทุกข้อเสนอแนะในทุกด้านของรายงานฉบับนี้ ดิฉันขออนุญาตยกคํากล่าวของ ท่านผู้อํานวยการองค์การอนามัยโลกปี ๒๐๑๓ ดอกเตอร์มาร์กาเร็ต ชาน ในเรื่องราว ความสําเร็จเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนนที่กล่าวไว้ว่าเจตจํานงทางการเมืองในระดับสูงที่สุด ของรัฐบาลนั้นจําเป็นอย่างยิ่งเพื่อนําไปสู่กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนน ที่เหมาะสม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่เช่นนั้น ครอบครัวและชุมชนก็จะยังคงเผชิญกับความเศร้าโศกและระบบสุขภาพ จะต้อง แบกรับภาระของการบาดเจ็บและพิการเนื่องจากอุบัติเหตุทางถนนต่อไป ดิฉันขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตเชื่อมโยงคํากล่าวของดอกเตอร์มาร์กาเร็ต ชาน กับบริบทของประเทศไทย ๓ ข้อ🔗

ข้อแรก เจตจํานงทางการเมืองของรัฐบาลในเกือบทุกยุคทุกสมัย มีนโยบาย มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ทั้งเรื่องเมาไม่ขับ ง่วงไม่ขับ รวมถึงจุดบริการต่าง ๆ ให้ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทศกาลวันหยุดยาว แต่เท่าที่ดิฉันสังเกตเมื่อมีการรณรงค์ มีการปูพรม ทําเหมือนกันทั้งประเทศ เคยไหมคะที่มีการวิเคราะห์ถอดบทเรียนในแต่ละจังหวัด เพราะบริบทของแต่ละจังหวัดมีความแตกต่างกัน การเกิดอุบัติเหตุจุดไหนบ้าง ถนนไหนบ้าง ถนนหลักหรือถนนรอง พาหนะที่ใช้ในแต่ละจังหวัดของทั้งประเทศไทย มีทั้งซาเล้ง โชเล่ย์ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ช่วงเวลาไหนบ้างที่เกิดเหตุบ่อยในแต่ละพื้นที่ กลางวัน กลางคืน หรือช่วงเวลาไหนมากที่สุด ไม่ใช่ทําเหมือน ๆ กันทั้งประเทศไทย และในบ้านดิฉัน ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส ส่วนใหญ่นับถือ ศาสนาอิสลาม ฉะนั้นช่วงเทศกาลวันหยุดยาว เช่น วันสงกรานต์จะรณรงค์เรื่องของ การเมาไม่ขับ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเทียบกับในจังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทย ต้องเรียนให้ทราบเลยว่าการดื่มเหล้านั้นค่อนข้างจะน้อย ฉะนั้นสิ่งที่ต้องเน้นในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ควรจะเป็นเรื่องของยานพาหนะที่ปลอดภัย ถนนและสิ่งแวดล้อม มากกว่าเรื่องของการรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับ เมื่อวานนี้ดิฉันเดินทางมาจากสนามบินบ้านทอน จังหวัดนราธิวาส เพื่อที่จะขึ้นเครื่องมาที่กรุงเทพมหานคร สิ่งที่ดิฉันเห็นทุกครั้งที่เดินทาง นั่นก็คือวัว ควาย แกะ แล้วก็แพะเต็มตามท้องถนน และเป็นสาเหตุหนึ่งที่สําคัญในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้เรื่องของการเกิดอุบัติเหตุ จุดตรงนี้ควรที่จะมีการถอดบทเรียนจริง ๆ ว่าในแต่ละจังหวัดนั้นต้องมีมาตรการเรื่องความปลอดภัยทางท้องถนนนั้นอย่างไรบ้าง🔗

ประเด็นถัดมา เรื่องของการนําไปสู่กฎหมาย ด้านที่ ๒ ในข้อเสนอแนะ ดิฉันขอชื่นชม แล้วก็สนับสนุนในการที่จะเสนอให้มีการร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดีจราจร พ.ศ. .... เพื่อเร่งรัดเปิดทําการแผนกคดีจราจรในศาลแขวงและศาลจังหวัด แล้วก็ยังสนับสนุนให้เร่งรัดการปรับปรุงกฎหมาย ๒ ฉบับ คือพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ เข้าเป็นฉบับเดียวกัน🔗

เรื่องสุดท้าย ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในความคิดเห็นของดิฉัน นั่นคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด กฎหมายบ้านเราดีทุกฉบับเลย แต่การบังคับใช้ยังคงเป็น หลายมาตรฐานอย่างที่เป็นข่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมาไม่ขับ ตอนนี้มีประเด็นเมาหลังขับ มาให้เราได้ฟังด้วยซ้ําไป ดิฉันจําได้ว่าตอนรณรงค์เรื่องของการคาดเข็มขัดนิรภัย เรื่องของ การใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ รวมทั้งเรื่องของสวมใส่หมวกกันน็อคจะเข้มงวดมากในช่วงแรก ๆ ดิฉันนั่งแท็กซี่จากสนามบินมาบ้านพักในกรุงเทพ ฯ พี่แท็กซี่ก็จะบอกว่าอย่าลืมคาดเข็มขัดนะ เพราะว่าในช่วงนั้นเขามีการปรับจริง จับจริง แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาดิฉันนั่งแท็กซี่ เหมือนเดิม แล้วดิฉันก็ถามหาเข็มขัดนิรภัย รถแท็กซี่บางคันเขาบอกไม่มี ไม่เป็นไรหรอกพี่ ตอนนี้เขาไม่จับแล้ว อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เราคุ้นเคย แล้วก็เราเห็นกันมาช้านาน ดิฉัน เรียนแพทย์ที่ประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้กับเรามาก ทุกคนนั่งรถปุ๊บ เขาจะคาดเข็มขัดปั๊บเลย เขามีจิตสํานึกและเขารู้ แต่บ้านเรารีบคาดเข็มขัดเพราะบอกว่า ข้างหน้ามีด่านตรวจ ข้างหน้ามีตํารวจที่จะจับ ดิฉันก็กลับไปวิเคราะห์ว่าทําไมเขาถึง ไม่ต้องมีตํารวจมาจับ ไม่ต้องมีใครมาสอดส่องเขาก็พร้อมที่จะใส่เข็มขัดนิรภัย ฉะนั้นดิฉันจึง สนับสนุนแล้วก็เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ข้อหนึ่งที่จะให้กระทรวงศึกษาธิการมีหลักสูตร การใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยในการเรียนการสอน แต่จะทําอย่างไรให้เป็นกิจกรรมง่าย ๆ เริ่มตั้งแต่เด็กชั้นอนุบาล เพราะว่าถ้าเราเริ่มต้นเรื่องอะไรก็ตามสําหรับเด็กเล็ก ๆ เขาจะ ปลูกฝัง แล้วก็มีวินัยอย่างดี ฉะนั้นในประเด็นสุดท้าย ดิฉันสนับสนุนอีกครั้งหนึ่งกับ ทุกข้อเสนอแนะ แล้วก็ในรายงานฉบับนี้มีอยู่นิดหนึ่ง ไม่มีการเขียนหรือว่าระยะสั้นที่สามารถ ทําได้ในเร็ววันที่เราอยากเห็นเป็นรูปธรรมมีอะไรบ้าง ส่วนในระยะยาวแน่นอนต้องใช้เวลา ในเรื่องของกฎหมาย การนําไปสู่การปฏิบัติต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มีทั้งต้องใช้ กฎหมายมาบังคับ แล้วก็จิตสํานึกของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปเหลืออีก ๕ ท่าน คุณประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ท่านวิรัตน์ วรศสิริน พลตํารวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ศาสตราจารย์ดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ขอเชิญคุณประเสริฐพงษ์ ๕ นาทีครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกล ขอบคุณท่านประธานมากครับ ขอเสนอแนะ ไปยังคณะกรรมาธิการนะครับ ผมดูรายละเอียดหนังสือแล้วดีมาก ๆ เพียงแต่ว่าตั้งแต่ หน้า ๗๘ เป็นต้นไป ท่านมีหมายเหตุว่าควรดําเนินการ โอเค (OK) ละครับ ข้อเสนอแนะ ของท่านไม่ต้องใช้คําว่า ต้อง แต่สถานะผู้แทนประชาชนอย่างผมอยากให้ใช้คําว่า ต้อง และเรื่องกรอบเวลา การกําหนดกรอบเวลา ๔ ปี ๒ ปี ผมว่านานเกินไป ยิ่งวันนี้ผมเห็น ท่านประธานคณะกรรมาธิการ อดีตท่านก็ดูแลเรื่องถนนสีขาว ก็ทําให้นึกถึงอดีตพอสมควร ว่าถนนบางพื้นที่บางครั้งมันก็ดีอยู่แล้ว แต่ไปรื้อแล้วทําใหม่มันก็มีข้อสงสัยอยู่เหมือนกันนะครับ วันนี้คณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค เราได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ขับขี่รถยนต์โดยสาร สาธารณะหรือรถทัวร์นั่นละครับที่เรารู้จัก เขาก็ร้องเรียนมาว่าจุดกลับรถของบริษัทต่าง ๆ ไม่ว่าจะขึ้นหรือล่องเข้ามาที่กรุงเทพ ฯ มีจุดกลับรถที่อันตรายมาก ปรากฏว่าข้อเท็จจริง ก็คือว่าบริษัทเหล่านั้นไปผูกพันสัญญากับร้านอาหารที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรถที่จะต้องวิ่งล่อง ท่านประธานครับ ถ้านั่งรถ บขส. รถทัวร์ลงภาคใต้ท่านจะต้องเข้าร้านอาหารฝั่งซ้าย หรือท่านจะขึ้นมาจากจังหวัดตรังมากรุงเทพ ฯ ควรจะอยู่ร้านอาหารฝั่งซ้ายครับ มันไม่ควร อยู่ร้านอาหารฝั่งขวามือ เพราะเป็นความปลอดภัยที่น่ากลัวมากถ้าจะต้องกลับรถเพื่อมาเข้า ร้านอาหารในฝั่งตรงกันข้าม เรื่องนี้แก้ได้ทันทีนะครับ กรรมาธิการน่าจะมีข้อเสนอแนะเอาไว้ ตรงนี้ และมีสถิติอุบัติเหตุหลายพื้นที่และมีตัวอย่างดี ๆ ที่จังหวัดนครราชสีมาครับ ร้านอาหารถ้าอยู่ฝั่งซ้ายขึ้นไปทางฝั่งซ้าย จอดเลยปลอดภัย ไม่ต้องกลับรถ เวลาล่องมา ทางขวาจอดฝั่งขวาเลย ไม่ต้องกลับรถ อันนี้มีการแก้ไข มีการจะไปบอกว่าเลื่อนที่จุดกลับรถ บ้างละ ทําให้เพิ่มพื้นที่ระยะทาง เปลืองน้ํามัน แล้วคนขับรถเขาก็รู้สึกอันตราย นี่ถ้าคนขับรถ รู้สึกอันตราย คนนั่งรถอย่างพวกผมไม่รู้สึกอันตรายหรือครับ และผมเป็นผู้แทนประชาชน ที่นั่งรถโดยสารสาธารณะ เพียงแต่อยากเชิญชวนว่าวันนี้ขนส่งจังหวัด ข้าราชการ แม้กระทั่งรองอธิบดี อธิบดี ในปีหนึ่งท่านนั่งรถโดยสารสาธารณะกี่ครั้งครับ ถ้าท่านไม่นั่งเลย ผมรณรงค์ให้ท่านนั่งนะครับ ท่านจะได้รู้หัวจิตหัวใจของคนที่นั่งรถโดยสารสาธารณะว่า มันรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือไม่ อย่างไร และเมื่อสักครู่ท่านรองอธิบดีอยู่ในห้องกรรมาธิการ ท่านก็บอกว่าจะเร่งดําเนินการเรื่องขับรถโดยสารสาธารณะให้ขับรถไม่เกิน ๔ ชั่วโมง แล้วก็พักรถ ซึ่งให้สอดคล้องกับกฎหมาย ผมก็ถามว่าไทม์ไลน์ (Timeline) เมื่อไร ก็ตอบไม่ได้ ผมก็ถามว่า ณ วันนี้มันมีสถิติเรื่องอุบัติเหตุที่คนขับรถโดยสารสาธารณะ ขับเกิน ๔ ชั่วโมงอยู่ ถ้าไม่ออกมาตรการระยะสั้น รวดเร็ว บังคับใช้ออกมาไม่ได้ครับ อํานาจ อธิบดีมี อย่าเก็บแต่ภาษีอย่างเดียวครับ แล้วก็ปล่อยให้ท้องถิ่นทะเลาะกันเรื่องภาษีล้อเลื่อน สิทธิผู้โดยสาร ผมยังเห็นหลาย ๆ พื้นที่ไม่ค่อยมีข้อความประกาศเรื่องสิทธิผู้โดยสาร และเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ตัวแทนบริษัทรถต่าง ๆ มีคนตายก็จะเอาทนายหัวหมอไปต่อรอง ไปลดราคาชีวิตของคนครับท่านประธาน ผมรับไม่ได้เรื่องแบบนี้ ฝากถึงผู้เกี่ยวข้องด้วย เรื่องการทําถนน รถบรรทุกดินต่าง ๆ จังหวัดกระบี่บ้านผมหรือจังหวัดตรังบ้านท่านประธาน เห็นบ่อยครับ บรรทุกดิน บรรทุกหิน ไม่มีผ้าคลุม เหมือนที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก่อนหน้า ได้อภิปราย มันใหญ่มาจากไหน ข้างรถเขียนชื่อใหญ่หรือว่ามีตํารวจใหญ่คุมครับ คนขับรถ มอเตอร์ไซค์ตามหลังดินหล่นใส่หน้า พอสื่อรายงานในท้องถิ่นก็ไปคุกคามเขาอีก ผมว่าเป็นความน่าอายที่ไม่ควรเกิดขึ้น ฝากถึงตํารวจในท้องที่ทุกคนนะครับ ความปลอดภัย แน่นอนเรื่องฝั่งปักษ์ใต้บ้านผม รถมอเตอร์ไซค์ยังมีเอาลงเรือ บ้านท่านประธานก็มี เจ้าท่า เวลาออกแบบท่าเรือนั่งแต่ในห้องแอร์คอนดิชัน (Air condition) จริง ๆ ครับ โดยปกติ ชาวบ้านบางพื้นที่เวลาลงเกาะต้องเอารถมอเตอร์ไซค์ลงเรือ แต่ออกแบบไม่เข้าท่าเลย ขอตําหนิ กรมเจ้าท่า รีบไปดําเนินการแก้ไขด้วย รถโดยสารสาธารณะ ทําไมต่างชาติมีวีลแชร์ (Wheelchair) รถโดยสารสาธารณะต่างชาติ ประเทศออสเตรเลียมีเปิดฝา จอดปั๊บเปิดฝา วีลแชร์ (Wheelchair) ขนขึ้นยกปั๊บได้ ทําไมไม่ยกระดับให้คนพิการบ้านเราได้เดินทาง สะดวกด้วยละ วันนี้ท่านบังคับใช้กฎหมายได้นะครับ🔗

อีกอันหนึ่งครับท่านประธาน สุดท้ายแล้ว เกินเวลาไปนิดหนึ่งแต่ว่าไม่เกิน ๗ นาที ผมขอไว้ ๕ นาที ก็คือมาตรฐานรถโดยสารเรื่องการนํานักเรียน นักศึกษา ไปทัศนศึกษาดูงาน ซึ่งเรื่องนี้มีระเบียบอยู่ในโรงเรียน สถานศึกษาทุกแห่งว่าจะต้องนํา นักเรียน นักศึกษาของตัวเองไปดูงานในต่างสถานที่ และปรากฏว่ามีหนังสือออกไป มีหนังสือ ออกไปยังโรงเรียน ออกไปยังสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาว่าจะต้องมีมาตรฐานในการเช่ารถ ที่ปลอดภัย ๑ ๒ ๓ ๔ แต่ผมเคยไปถาม ปรากฏว่าโรงเรียนเหล่านั้นไม่เคยได้รับหนังสือ เรื่องมาตรฐานในการเช่ารถโดยสารเลย ปรากฏว่าก็ต้องไปเช่ารถพะรุงพะรัง ถ้าสนิม มาโดนเราก็เกิดบาดทะยักนั่นแหละพูดง่าย ๆ เรื่องแบบนี้ต้องดูแล ก็ฝากไปยัง ท่านคณะกรรมาธิการ ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผมอยากเชิญชวนอธิบดี กรมการขนส่งทางบก รองอธิบดี ขนส่งจังหวัดทุกคน ลองนั่งรถโดยสารบ้าง แล้วเอามาคุยโม้ กันว่าท่านดูแลประชาชนอย่างแท้จริง ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณบัญญัติ เจตนจันทร์ ครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระยองนะครับ ผมขออภิปรายรับทราบและตั้งข้อสังเกตประกอบรายงาน เรื่อง ความปลอดภัยทางถนนและคมนาคมของคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ก่อนอื่นกระผมต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการที่ได้ทํารายงานเสนอสภาผู้แทนราษฎรที่มี ความครบถ้วน แล้วก็มีรายละเอียดที่เห็นว่าถ้ารัฐบาลได้นําสิ่งนี้ไปปฏิบัติก็คงจะลด ความสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของพี่น้องประชาชนชาวไทยได้เป็นอันมาก ในปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรปีหนึ่งกว่า ๒๐,๐๐๐ คน แล้วก็บาดเจ็บทุพพลภาพอีก นับแสนคน เป็นอันดับ ๑ ของเอเชีย แล้วก็เป็นอันดับ ๙ ของโลก ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้ศึกษาวิจัยว่าเมืองไทยเสียหายถึงประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็น เงินงบประมาณก็ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจําปีของแต่ละปี ทีนี้ถ้าหากว่าการศึกษาในครั้งนี้จะช่วยลดความสูญเสียชีวิต บาดเจ็บของพี่น้องประชาชน ชาวไทยได้ก็ถือว่าเป็นคุณูปการอย่างยิ่ง เหตุปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้การเกิดอุบัติเหตุ จราจรนั้นก็คืออันที่ ๑ เรื่องของคน อันที่ ๒ ก็เรื่องของรถ อันที่ ๓ ก็เรื่องของถนน และสิ่งแวดล้อม อันที่ ๔ ก็คือเรื่องของการบริหารจัดการ🔗

ผมขออนุญาตพูดในส่วนของถนนและสิ่งแวดล้อม เรื่องถนนและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันต้องยอมรับว่าถนนในประเทศไทยมีการก่อสร้างทั้งถนนหลวงแล้วก็ถนนชนบท เป็นจํานวนมาก อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดในถนนชนบท จํานวนสถิติอุบัติเหตุจะมากกว่า ในถนนสายหลักด้วยซ้ําไป เรื่องของความปลอดภัยของถนนนั้นเริ่มตั้งแต่แสงสว่าง ในยามค่ําคืนบางทีถนนในที่ที่มีจราจรคับคั่งบางทีแสงสว่างมีเสาไฟแต่ไม่มีไฟฟ้า อันนี้ถือว่า เป็นปัญหาในการบริหารจัดการก็ว่าได้ อย่างที่จังหวัดระยองผมเคยมีสถิติอุบัติเหตุ อันดับ ๑ ของประเทศมาแล้ว ปัจจุบันก็ตกลําดับลงไป ก็เรื่องของไฟฟ้าแสงสว่างทั้งจังหวัดเจ้าหน้าที่ บอกว่ามีรถซ่อมหลอดไฟแค่ ๒ คันเท่านั้นเอง แล้วมีหลอดไฟจํานวนมหาศาล ย่อมไม่เพียงพอแก่การซ่อมแซมบํารุงตรงนี้ ก็อยากที่จะให้กรมทางหลวงได้จ้างเหมาเอกชน ซึ่งเขามีรถกระเช้าที่เพียงพอ หรือประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเมื่อไฟดับให้รีบ ซ่อมแซมให้เสร็จสิ้นภายใน ๒๔ ชั่วโมง ที่ผ่านมาบางครั้งเป็นเดือนไม่ได้ซ่อม อันนี้ก็เป็นเหตุ ของความอันตรายของการจราจรด้วย🔗

ต่อไปเรื่องผิวถนน ผิวถนนต้องยอมรับว่าปัจจุบันถนนในชนบทก็ดี ถนนหลวงก็ดี บางครั้งก็เป็นหลุมเป็นบ่อเกิดขึ้น เนื่องจากผิวการจราจรมีรถบรรทุกหนักขับผ่าน บางที เป็นหลุมหลงภพ บางทีอยู่ตรงนั้นเป็นเวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หลายเดือน ก็มีสถิติ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากรถจักรยานยนต์ก็ดี รถยนต์ก็ดี เกิดเสียหลัก เกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บ เสียชีวิต อยากที่จะให้ผู้รับผิดชอบเรื่องถนนได้เร่งซ่อมแซม ซ่อมบํารุงจุดเสี่ยงของ ผิวการจราจรให้เสร็จโดยเร็ว เรื่องของสัญญาณก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้มีการก่อสร้างถนนตัดใหม่ อย่างเช่นที่ถนนบายพาส (Bypass) ที่อําเภอแกลง จังหวัดระยอง เมื่อก่อสร้างถนนบายพาส (Bypass) เสร็จ ถนนท้องถิ่นที่เป็นถนนชนบทซึ่งเป็นจุดตัดจะมีผู้สังเวยเสียชีวิตบาดเจ็บ จํานวนมากจนเกิดความเคยชินเกิดขึ้น ซึ่งตรงนั้นก็จะมีสัญญาณและป้ายเตือนต่าง ๆ ที่ไม่ครบถ้วน ก็ทําให้ความเคยชินต่าง ๆ ทําให้พี่น้องประชาชนได้รับบาดเจ็บโดยไม่จําเป็น เรื่องของถนน สังเกตดูว่าเวลาก่อสร้างถนนการตีเส้นสีต่าง ๆ ที่สะท้อนแสงได้ในยามค่ําคืน จะสร้างถนนทีหนึ่งตีเส้นครั้งเดียว แล้วก็ตลอดอายุการใช้งาน บางครั้งฝุ่น โคลนต่าง ๆ ก็ทําให้สีของถนนหรือการตีเส้นต่าง ๆ นั้นมันเลือนรางไป การขับในยามค่ําคืนก็เป็น อุปสรรคมาก ถนนที่ก่อสร้างใหม่ ๆ เฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ครบ ถนนตีเส้นแสงสว่าง ตลอดจนการสะท้อนของสีต่าง ๆ ก็ทําให้การขับขี่รถเกิดความปลอดภัยเกิดขึ้น🔗

ต่อไปเรื่องของสโลว์เลน (Slow lane) แล้วก็เลน (Lane) รอเลี้ยว อย่างถนนสุขุมวิทที่อําเภอแกลงผมจุดเลี้ยวต่าง ๆ ไม่มีสโลว์เลน (Slow lane) ไม่มีเลน (Lane) รอเลี้ยว เพราะฉะนั้นถ้ามีรถยนต์ที่จะเลี้ยวในจุดที่จะกลับรถก็จะต้องกินเลน (Lane) ของถนนออกไป ๑ เลน (Lane) จนกว่าจะได้มีการเลี้ยวสําเร็จ เพราะฉะนั้นการก่อสร้างเลน (Lane) รอเลี้ยว ให้ครบทุกยูเทิร์น (U-turn) ผมว่าเป็นเรื่องที่มีความจําเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว เรื่องของ รถบรรทุก รถบรรทุกตามชุมชน อย่างเช่นรถบรรทุกไม้ยางพาราก็บรรทุกกิ่งก้านของ ไม้ต่าง ๆ ระเกะระกะ ทําให้ความปลอดภัยเกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่ทําได้ยาก จําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายให้มีการคลุมผ้ายางหรือมีการรัดวัสดุที่อยู่บนรถให้มี ความปลอดภัย ไม่ให้หล่นลงมาเป็นวัสดุเกะกะผิวการจราจร เรื่องของรถบรรทุกขี้ยาง ในภาคตะวันออก แล้วก็อีกหลายจังหวัดผมเชื่อว่าคล้าย ๆ กัน รถบรรทุกขี้ยางก็จะมีน้ํากรด ที่ไหลลงมาบนผิวการจราจร แล้วก็สะสมไว้ทําให้เกิดความลื่น เมื่อฝนตกใหม่ ๆ ทําให้รถ เบรกไม่อยู่ มีการไหลลื่นทําให้เกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ง่าย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเป็นสิ่งที่ พบเห็นได้ในพื้นที่จริง ๆ ก็จึงอยากที่จะได้นําเรียนให้ท่านกรรมาธิการได้พิจารณาด้วยว่า จะเพิ่มเติมอย่างไร หรือไม่ ก็ขอนําเรียนท่านประธานว่าถนนนั้นคือความสะดวกที่ทางรัฐ จัดไว้ให้ ไม่อยากให้ถนนกลายเป็นแดนประหารของคนไทยนะครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมขออนุญาตที่ประชุมนะครับ เพื่อว่าท่านประธานจะชี้แจงตอนไหนก็ได้นะครับ ท่านครับ แต่ว่ามีท่านอภิปราย ๔ ท่าน ต่อไปก็คือ ท่านวิรัตน์ วรศสิริน พลตํารวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี ศาสตราจารย์ดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ก็ ๔ ท่านนะครับ ขออนุมัติที่ประชุมว่า เหลือ ๔ ท่าน แล้วหลังจากนั้นจะให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการกับคณะได้ชี้แจงเพื่อขอ มติต่อไปนะครับ ขอเชิญท่านวิรัตน์ครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เรียนท่านประธาน ผมวันนี้ เสียงแหบนิดหนึ่งเพราะว่าไปช่วยผู้สมัครจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๕ หาเสียงมาหลายวัน ทั้งอาทิตย์ ต้องกราบขออภัยที่เสียงแหบนิดหนึ่ง ก็กราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ทํารายงาน เรื่อง ความปลอดภัยทางถนนและคมนาคม กราบเรียนท่านประธาน ก่อนอื่นผมขออนุญาตเล่าประสบการณ์ตัวเองในการใช้ถนนเกี่ยวกับ ความปลอดภัยให้ท่านกรรมาธิการได้ฟังนิดหนึ่ง ตอนผมหนุ่ม ๆ ขับรถไปต่างจังหวัด บ่อยมาก มีครั้งหนึ่งในระหว่างที่ขับจะแซงรถขึ้นไป รถข้างหน้าน่าจะเป็นรถพรวนดินที่มี ใบจักรกลม ๆ ผมเรียกไม่ถูกว่าเป็นรถอะไร เราก็เห็นว่ารถคันนั้นวิ่งช้าก็แซงเลย ออกเลน (Lane) ขวาเตรียมแซงไป ทันใดนั้นรถคันนั้นก็เลี้ยวขวาด้วย เลี้ยวขวาอย่างเดียวไม่พอ ใบจักรที่เขาแขวนอยู่ข้างหลังมันหล่นลงมาด้วย มันหล่นไฟแลบ ๆ ผมคิดว่าตายแล้ว ๆ อันตรายมาก อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่ผ่านพ้นไปได้ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีทั้งเขาและผม และประสบการณ์อีกอย่างหนึ่งก็คือระหว่างที่ขับรถไป ผมใช้ถนนบ่อยมาก ขับรถไปก็ไปเจอ รถอีแต๋น รถอีแต๋นก็วิ่ง ๆ ไปล้อหลุดเลย ล้อหลุดรถเขาก็สะบัดออก อันนี้มันก็จะเป็นเรื่อง ความปลอดภัยอีกอย่าง ถนนควรจะต้องกว้างนิดหนึ่ง แต่ก็ปลอดภัยด้วยกันทั้งคู่ และยังมีอีกครับ ท่านประธาน ขอเล่าต่ออีกเรื่องหนึ่ง ระหว่างผมขับรถผ่านขึ้นไปบนสะพาน รถสิบล้อ สวนทางบนสะพานขึ้นมาซึ่งไม่มีทางหลบเลย เขาวิ่งมาอย่างเร็วมาก คิดว่าอย่างไร ๆ ก็ไป ไม่รอด เพราะมัน ๒ เลน (Lane) ไปมาเท่านั้นเอง แต่ว่าบังเอิญรถผมเบรกกินซ้าย ผมเหยียบเบรกปุ๊บมันสะบัดออกซ้ายไปเลย ออกนอกไหล่ทางคันสะพาน ผมก็เรียกว่า รอดตายไป ก็ไม่ได้ขอให้คณะกรรมาธิการไปทําให้คันสะพานสูงขึ้นไปอีกนะครับ ก็ควรจะ ทําให้ถนนกว้างกว่านี้ กว้างขึ้นหน่อยหนึ่งเพื่อความปลอดภัยนะครับ ก็กราบเรียนท่านประธาน ผมอยากจะให้มีการปลูกจิตสํานึกสาธารณะให้กับผู้ใช้รถ ใช้ถนน ในอดีตที่ผ่านมาเคยมีแล้วที่ว่าเราจํากัดความเร็วของแต่ละเลน (Lane) ไม่เชิงจํากัด แต่เรียกว่ารถที่จะวิ่งขวาต้องวิ่งด้วยความเร็วพอสมควรถึงจะให้วิ่งขวาได้ แต่ถ้าช้าก็ให้ ชิดซ้ายไป รถก็จะได้ไม่ติด แต่ปัจจุบันนี้จิตสํานึกสาธารณะตรงนี้ดูจะไม่ค่อยมีกัน รถวิ่งช้า ก็วิ่งขวา รถวิ่งเร็วก็ต้องไปแซงซ้ายลงถนนไหล่ทาง เดี๋ยวนี้เขาบอกว่าถ้าต้องการเร็วก็ต้องวิ่ง ไหล่ทาง ไหล่ทางเร็วที่สุด ถ้าชิดขวานี่ช้าที่สุด ตรงนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัย ตรงนี้ก็อยากจะฝากไว้พิจารณากันดู การกําหนดความเร็ว ขณะนี้มีจับความเร็วเยอะแยะ ไปหมด ซึ่งบางทีผมก็เรียนตามตรงว่ารถในสมัยนี้กับสมัยก่อนสมรรถนะมันต่างกันเยอะ รถในสมัยนี้วิ่ง ๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง การควบคุมสมรรถนะเป็นไปได้อย่างปลอดภัยเลย ไม่ต้องกังวลมาก ไม่เหมือนรถสมัยก่อนในการจํากัดความเร็ววิ่งแค่ ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้า ๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงนี่อันตราย สมัยนี้ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นการจํากัด ความเร็วควรทําให้เหมาะสมและควรอยู่ที่เลน (Lane) ไหน เลน (Lane) นั้น เลน (Lane) ขวาควรวิ่งเร็วหน่อย รถช้าควรชิดซ้ายเพื่อจะได้เป็นไปโดยทันสมัยหน่อย ให้ถูกต้องกับโลกที่ เจริญขึ้น ถนนต่าง ๆ ผมคิดว่าถนนเมืองไทยนี่เป็นเมืองร้อน ถนนทั้ง ๒ ข้างทางควรจะมี ต้นไม้ให้ร่มรื่น ในกรณีผมเห็นมากมายเลยว่าการไฟฟ้าไปตัดต้นไม้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ ไม่ถูกต้องเลย เพราะว่าต้นไม้จะโตขึ้น ๆ ถ้าไม่ตัดวันนั้นวันนี้ต้นไม้จะสูงมาก แล้วถนนทุกเส้น จะร่มรื่นไปหมด ควรจะมีวิธีที่ดีกว่านั้น ไม่ควรไปแก้ไขด้วยวิธีอย่างนั้น อีกอย่างประเทศไทย เป็นประเทศที่ร้อน การสร้างรถไฟฟ้าบนเกาะกลางถนนก็อาจจะเป็นข้อเสนอที่ดี เป็นทางออกที่น่าจะถูกต้องในความเห็นของผม เพราะว่าถนนข้างล่างโดยทั่วไปก็จะได้ร่มรื่น อย่างสยามสแควร์เดี๋ยวนี้น่าเดินมาก ข้างล่างไม่ร้อนเลยร่มรื่น ข้างบนก็เป็นรถไฟฟ้าวิ่งไป สองข้างทางธุรกิจต่าง ๆ ก็จะได้รับผลดีไปด้วยในธุรกิจการงานต่าง ๆ กราบเรียน ท่านประธาน ก็เป็นเพราะว่าผมไม่ได้เตรียมอะไรมา หาเสียงกลับมา มานั่งตรงนี้ก็เห็นเล่มนี้ เลยทันที ก็เลยไม่ได้เตรียมอะไรมาพูดมากมาย ก็ขอใช้เวลาเพียงเท่านี้ กราบขอบคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ท่านรักษาเวลา ต่อไป ศาสตราจารย์ดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้จัดทํารายงานผลการศึกษาด้วยข้อมูลที่ค่อนข้าง จะสมบูรณ์ แล้วก็นําเอาเรื่องที่เป็นเรื่องสําคัญของสังคมขึ้นมาเพื่อนําไปสู่การแก้ไข เพราะว่า เรื่องของการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติเหตุทางถนนมีการเสียชีวิตในประเทศไทย ในอัตราที่สูงมากถึงกว่าปีละ ๒๐,๐๐๐ คนด้วยกัน แล้วก็เมื่อเทียบกับนานาประเทศแล้ว ก็ถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บสูงมากในระดับโลก เป็น ๖ เท่าของ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเทียบจํานวนประชากร ทรัพย์สิน เรื่องของความเศร้าโศกของผู้เกี่ยวข้อง ก็คงจะเป็นเรื่องที่เราประเมินความเสียหายไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้แน่นอนหน่วยงานของรัฐเองต้องมี ความรับผิดชอบในการที่จะต้องดูแลจัดการ แล้วก็ผมก็ได้เห็นว่าท่านก็ได้พยายาม เชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาให้ข้อมูล แต่ผมแปลกใจที่ท่านไม่ได้เชิญหน่วยงานหนึ่ง ที่มีความสําคัญเป็นอย่างมากในการริเริ่มคิดเรื่องนี้ในเชิงวิชาการ แล้วก็นําไปสู่การเสนอแนะ นโยบายที่เกี่ยวข้อง โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานระดับสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นมติ ครม. ในปี ๒๕๔๖ แล้วก็เป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๕๔ ในสมัยของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ปี ๒๕๔๖ และนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในปี ๒๕๕๔ ที่เป็นองค์กรสําคัญขึ้นมา หน่วยงานนี้ก็คือ สสส. สํานักงานส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งหน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ตั้งโดยท่านประธาน ชวน หลีกภัย ในปี ๒๕๔๒ โดยมีเป้าหมายหลักอันหนึ่งก็คือเรื่องของการลดการดื่มสุรา เพราะว่าสาเหตุหนึ่งของการเกิดความสูญเสียบนท้องถนนก็มักจะมาจากเรื่องของอุบัติเหตุ เนื่องจากมีการดื่มสุรา แล้วก็เรื่องนี้ผมคิดว่า สสส. เองก็คงได้รับการรับฟังว่าบทบาท ที่ผ่านมาของเขาได้อยู่เบื้องหลังของงานต่าง ๆ มากด้วยกัน มีภาคีต่าง ๆ ที่อยู่ทั่วประเทศ เป็นร้อยเป็นพันภาคีด้วยกัน ผมเชื่อว่าเรื่องของการรณรงค์ในการดื่มสุราน่าจะมีผลอย่างมาก ต่อการลดอุบัติเหตุ มิฉะนั้นแล้วจํานวนผู้เสียชีวิตอาจจะมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นอยากจะขอ คณะกรรมาธิการว่าในครั้งหน้าหากท่านมีการดําเนินการเรื่องนี้ต่อน่าจะเชิญ สสส. ที่มีบทบาทสําคัญในเรื่องของทางวิชาการ แล้วก็ได้มีการจัดทําข้อมูลอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพราะว่าก่อนหน้านี้ก็เข้าใจว่าหน่วยงานของรัฐต่างคนต่างทํา และข้อมูลก็อาจจะมีไบอัส (Bias) อาจจะมีความไม่สมบูรณ์ แต่ทุกวันนี้ข้อมูลก็น่าจะเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ก่อนที่ผม จะยุติ ผมขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมบางส่วนในประสบการณ์ที่ผมใช้รถใช้ถนนมา อย่างมาก แล้วก็อยากจะฝากท่านได้ช่วยดูแลต่อ🔗

เรื่องแรกเลย ก็คือเรื่องของการใช้หมวกกันน็อค เรามีกฎหมาย เรามีคนดูแล เรื่องนี้อยู่ แต่ปรากฏว่าถ้าเราดูผู้ขับขี่บนถนนนี้การใช้หมวกกันน็อคยังไม่ค่อยมีการดูแลกัน ให้ครบถ้วน บางประเทศที่ผมไปเห็นมา อย่างเช่นที่ประเทศเวียดนามคนจะใส่หมวกกันน็อค ในการขับขี่รถจักรยานยนต์ ถามเขาว่าทําไมถึงเป็นอย่างนี้ เขาบอกค่าปรับแพงมาก ก็เลย ทําให้คนเวียดนามเขาใช้หมวกกันน็อคกันมาก แต่บ้านเราไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะค่าปรับ ไม่แพงหรืออย่างไร ก็ปรากฏว่าผู้คนก็ยังคงขับขี่จักรยานยนต์โดยที่ไม่ใช้หมวกกันน็อคอยู่🔗

เรื่องถัดไปครับ เรื่องของการกลับรถตามถนนหลวง เป็นเหตุหนึ่งที่น่าจะ ก่อให้เกิดอันตรายสูงมาก เพราะฉะนั้นอยากจะขอให้กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับจราจรได้ช่วยจัดหรือดูแลเรื่องของการกลับรถให้ปลอดภัยมากขึ้น🔗

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของการจอดรถในที่ห้ามจอด โดยเฉพาะทางโค้ง บางถนน มีแค่ ๒ เลน (Lane) แต่กลายว่าเป็นที่จอดรถเสีย ๑ เลน (Lane) ก็อันตรายมากสําหรับคนที่ จะเอารถออกมาจากซอยข้างทาง ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ผมเองประสบการณ์ส่วนตัวได้พยายาม จะบอกกล่าวตํารวจที่อยู่แถว ๆ นั้น ก็ไม่ค่อยมีผลเท่าไร ก็เลยขออนุญาตที่จะให้ท่านได้ช่วย ดูแลต่อด้วย ผมเชื่อว่าจะมีที่อื่นอีกมากมาย🔗

เรื่องของการตรวจจับ จับผู้ที่ดื่มสุรา น่าจะให้มีการตรวจเทสต์ (Test) แอลกอฮอล์ ผมก็ขับรถมาเยอะ แต่ผมยังไม่เคยโดนจับให้เป่าว่ามีแอลกอฮอล์หรือไม่ ผมเชื่อว่าระบบนี้บ้านเมืองเรายังไม่ค่อยได้ใช้เท่าไร แต่ถ้าเป็นที่อื่นเขาจะมีการบังคับให้มี การเป่าเพื่อจะได้ตรวจแอลกอฮอล์ได้🔗

เรื่องของการปิดป้ายโฆษณาไม่น้อยในถนนตอนนี้ เลยทําให้เราไม่เห็น สัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายบอกจราจร ผมคิดว่าผู้เกี่ยวข้องน่าจะมีความรับผิดชอบ ในเรื่องนี้มากขึ้น🔗

และสุดท้าย ทุกวันนี้มีเทคโนโลยีในเรื่องของการติดตั้งกล้องประจํารถ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์มาก เพราะเป็นหลักฐานที่ดีสําหรับผู้ขับขี่ที่อาจจะเจอปัญหา แล้วก็มีกล้องติดอยู่ก็จะทําให้เป็นหลักฐาน เป็นพยานได้ ก็ขอขอบพระคุณมากครับ🔗

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่าน พลตํารวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี เชิญครับ🔗

พลตํารวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พลตํารวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ก็จะขออนุญาตอภิปรายรับทราบ แล้วก็ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรายงานความปลอดภัยทางถนน และคมนาคมของคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร สักเล็กน้อยครับ ในรายงานผมก็ได้อ่านแล้วว่ามีความครอบคลุมดีที่เกี่ยวกับทั้ง ๙ ด้าน ในฐานะที่อดีต ผมเคยเป็นผู้บังคับการตํารวจจราจรมาก่อน แต่ว่ามีด้านหนึ่งที่ผมอยากจะเสนอแนะเพิ่มเติม ก็คือด้านที่ ๒ กฎหมายและการบังคับใช้ ในข้อ ๑ คือสภาพปัญหาด้านกฎหมาย และการบังคับใช้ ถ้าท่านผู้มีเกียรติจะเปิดตามก็คือหน้า ๔๘ ก็คือข้อ ๑.๘ ปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาประเทศไทยและมีการเช่ารถมาขับขี่โดยไม่มี ใบอนุญาตขับรถ และขาดการอบรมความรู้ในการใช้รถใช้ถนนในประเทศไทย ส่งผลให้เกิด อุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบ่อยครั้ง แล้วก็ในข้อเสนอแนะสุดท้าย หน้า ๕๐ ข้อ ๒.๘ มันจะมีข้อเสนอแนะ เสนอให้กรมการขนส่งทางบกควรออกกฎกระทรวงรองรับ การออกใบอนุญาตขับรถประเภทชั่วคราวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อให้ นักท่องเที่ยวเหล่านั้นได้รับการฝึกอบรมขับรถและใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยในประเทศไทย ระหว่างเดินทางอยู่ในประเทศ ก็จึงอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ ในตอนที่ผมเคยเป็น รองผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๘ ซึ่งกํากับดูแลจังหวัดภาคใต้ตอนบนก็คือ ๓ จังหวัด ด้านอ่าวไทย ก็จะมีจังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วก็ด้านอันดามันก็จะมีจังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และขณะนั้นก็ได้ดูแลเรื่องงานจราจรด้วย ผมอยากโคลต (Quoth) ไปที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะที่สมุย ขณะนั้นในวันที่เรามีนักท่องเที่ยว มาเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ตปีละ ๑๒ ล้านคน มีปัญหาเรื่องนี้มาก วันนี้โควิด-๑๙ (COVID-19) ทําให้นักท่องเที่ยวลดลงไปมากมาย เพราะฉะนั้นก็อาจจะไม่ได้ยินข่าวเรื่องนักท่องเที่ยว เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนแล้ว แต่ว่าในวันข้างหน้าก็มีโอกาสจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก เมื่อโควิด-๑๙ (COVID-19) หายไป แล้วการท่องเที่ยวกลับมาเฟื่องฟู ในวันนั้นผมเคยสํารวจ ว่ามีรถจักรยานยนต์ที่มารองรับการเช่าของนักท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ตประมาณ ๒๐,๐๐๐ คัน ที่จังหวัดกระบี่กับที่สมุยประมาณสักที่ละ ๑๐,๐๐๐ คัน นักท่องเที่ยวที่เข้ามา เช่ารถขับเป็นที่นิยมมาก จะเรียกว่าทุกชาติทุกภาษาเลยก็ได้ เนื่องจากราคาถูก คือวันละ ๒๐๐-๓๐๐ บาทเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่มีกติกาอะไร เพราะว่าเมื่อมาเช่ารถขับก็ขับไปได้ทั่ว เช่าจากจังหวัดภูเก็ตขับไปถึงจังหวัดกระบี่ มาจังหวัดสุราษฎร์ธานีถึงเขื่อนเชี่ยวหลาน ขับไป จังหวัดพังงาถึงเขาหลักอะไรต่าง ๆ ซึ่งระยะทางเป็นร้อยกิโลเมตร ตรงนี้ก็ทําให้เกิดปัญหา ในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมากมาย ประการแรก นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ ๑ มาหัดขับรถที่นี่ อันนี้ เป็นเรื่องจริงเลย ผมได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาถ่ายคลิปวิดีโอ (Clip video) ไว้ มาหัดขับรถที่นี่ กลุ่มที่ ๒ ก็ไม่มีใบอนุญาต ขับขี่ก็ไม่ค่อยคล่อง ไม่รู้เส้นทาง กลุ่มที่ ๓ นี้อาจจะมีใบขับขี่สากล ซึ่งอาจจะพอที่จะอนุโลมได้บ้าง ในกลุ่มของผู้ที่มาหัดขับกับผู้ที่ขับไม่คล่อง หรือว่าไม่รู้ เส้นทางอะไรต่าง ๆ แล้วก็ดื่มด้วย หมวกกันน็อคก็ไม่สวม เพราะฉะนั้นจึงเกิดการเสียชีวิต จากนักท่องเที่ยวเหล่านี้ปีหนึ่งนับ ๑๐ คน คือหมายถึงว่าทั้ง ๓ กลุ่ม ที่จริงผมมีตัวเลขตรงนี้อยู่ แต่เผอิญวันนี้ไม่ได้เอามา ตรงนี้อยากจะเรียนว่ามันก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ผมอยากจะนําเรียน ผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการการคมนาคมด้วยว่าวันนี้นักท่องเที่ยวเราน้อย เพราะฉะนั้น มาตรการในการดําเนินการตรงนี้เราจะดําเนินการกันอย่างไร ก็ควรตั้งหลักด้วย ควรหามาตรการ ควรมีการตั้งหลักไว้ ในวันหนึ่งต้องกลับมามีอีกแน่นอนบรรยากาศแบบนี้ นอกจากนั้นยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะนําเรียนผ่านสภาแห่งนี้ก็คือว่าในวันที่เรามี นักท่องเที่ยวเยอะมันทําให้มีการใช้รถ ใช้เรือ เป็นจํานวนมาก วันที่นักท่องเที่ยวเป็น ๑๐ ล้านคน ที่จังหวัดภูเก็ตมีเรือสปีดโบ๊ต (Speed boat) ที่ออกจากจังหวัดภูเก็ตไปเกาะพีพี วันหนึ่งประมาณ ๖๐๐ เที่ยว รถตู้ที่ออกจากจังหวัดภูเก็ตไปจังหวัดรอบ ๆ ไปจังหวัดพังงา ไปจังหวัดกระบี่ มาจังหวัดสุราษฎร์ธานีอะไรทั้งหลายก็ไม่รู้กี่พันเที่ยว เพราะฉะนั้นปัญหาตรงนี้ก็จะทําให้เกิดปัญหาเรื่องนายท้าย ก็หมายถึงว่าคนขับเรือไม่พอครับ พอไม่พอก็ไปเอาลูกเรือประมงมาเป็นนายท้าย มาเป็นคนขับเรือแทน เพราะฉะนั้นอุบัติเหตุ ทั้งหลายถ้าสืบกลับไป ผมเคยไปคุมคดีอุบัติเหตุทางทะเลหลายครั้งก็จะเห็นว่าคนเหล่านี้ ๑. ก็คือไม่มีใบนายท้าย ๒. ขับไม่คล่อง คือไม่เก่งพอ แล้วนอกจากนั้นยังเป็นคนหนุ่มอีก คือความเป็นหนุ่มของเขาก็ทําให้เกิดการขับรถในลักษณะแบบสวี้ดสว้าดหวาดเสียวอะไร ทั้งหลายก็เกิดอุบัติเหตุ ในส่วนของรถเองก็เช่นเดียวกันครับ ก็คือทําเที่ยว พวกนี้ก็เป็น คนหนุ่มเช่นเดียวกัน ใบอนุญาตขับรถก็มีบ้าง ไม่มีบ้าง แล้วก็ต้องการทําเที่ยวให้ได้วันละ หลาย ๆ เที่ยว ก็เหยียบกันห้อตะบึงไป เมื่อสักครู่นี้มีคุณหมอจากจังหวัดระยองบอกว่า ที่จังหวัดระยองมีน้ํากรดกัดยางไหลลงไปตามท้องถนน ที่ภาคใต้ก็มีน้ําจากการขนส่งปลา คือน้ําในลังในอะไรต่าง ๆ ก็กระฉอกมาที่ถนนแล้วถนนลื่น ถนนลื่นก็เกิดอุบัติเหตุ อันนี้ก็เป็น สิ่งที่ผมอยากจะนําเรียนฝากไปถึงท่านคณะกรรมาธิการคมนาคม อาจจะเป็นมุมเล็ก ๆ แต่ว่า ความเสียหายไม่น้อยทีเดียวในวันที่เรามีนักท่องเที่ยวเยอะ ๆ นะครับ นักท่องเที่ยวเสียชีวิต คนหนึ่งเป็นข่าวใหญ่โตมากกว่าคนไทยเสียชีวิตหลายเท่า เพราะว่าวันนั้นจังหวัดภูเก็ต ก็มีรายได้ประมาณปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดกระบี่ก็เป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ อะไรต่าง ๆ ขอบคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่าน ศาสตราจารย์ดอกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน เชิญครับ🔗

ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตอภิปรายรายงาน เรื่อง ความปลอดภัยทางถนนและคมนาคม ของคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้อง ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้ทําการศึกษาเรื่องนี้เป็นอย่างดี ผมอยากจะขออนุญาต นําประเด็นเรื่องความปลอดภัยด้านถนนและสิ่งแวดล้อมขึ้นมากล่าว เพราะว่าผมคิดว่า เป็นพื้นที่ที่เราน่าจะสามารถจัดการได้ เนื่องจากเป็นเรื่องทางกายภาพ เป็นเรื่องของ หลักวิชาการทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่เราสามารถแก้ไขได้ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ถนนเพชรเกษมที่วิ่งออกไปภาคใต้ตลอดทุกจังหวัด ๑๐ กว่าจังหวัด ระยะทาง ๑,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ซึ่งตลอดถนนนั้นถ้าท่านไปนับสะพานกลับรถจะเห็นได้ว่ามีไม่มาก แล้วก็บนถนนเพชรเกษมในภาคใต้นั้นก็เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตอย่างมหาศาล นี่คือตัวอย่าง ของความปลอดภัยที่เกิดขึ้น เนื่องจากไม่มีสะพานกลับรถ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ผมจึงอยากขออนุญาตนําประเด็นในรายงานนี้ขึ้นมาพูดสัก ๓ เรื่อง🔗

เรื่องที่ ๑ เกี่ยวข้องกับกรมทางหลวง ท่านได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ดีมาก ก็คือ เรื่องของการปรับถนนให้มีมาตรฐานความปลอดภัย ๓ ดาว ๗๕ เปอร์เซ็นต์ใน ๑ ปี ซึ่งดีมาก ผมมีคําถามกับท่านว่าจะทําอย่างไร ข้อ ๒ ดําเนินการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัย ของถนน โดยเริ่มจากถนนที่มีจุดเสี่ยงและจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยภายใน ๒ ปี ดีมาก เช่นเดียวกัน ท่านจะทําอย่างไร ข้อ ๓ ดําเนินการให้มีระบบการตรวจสอบความปลอดภัย ทางถนน หรือที่เรียกว่าโรด เซฟตี ออดิต (Road Safety Audit) ภายใน ๒ ปีดีมาก ท่านจะทําอย่างไร อันนั้นเป็นตัวอย่างของกรมทางหลวง เดี๋ยวผมจะมีเฉลยคําตอบให้กับท่าน นะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ก็คือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ท่านเสนอให้สถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และมีความเป็นอิสระ ร่วมเป็นคณะผู้ตรวจสอบและรายงานซึ่งแนวโน้มในการอุบัติเหตุและความปลอดภัย ในการใช้ถนน และแนวทางแก้ไขภายใน ๑ ปีให้เสร็จ ดีมาก คําถามคือทําอย่างไร ในส่วนนี้นะครับ ท่านเสนออีกว่าให้มหาวิทยาลัยที่มีคณะวิศวกรรมศาสตร์มีส่วนร่วม ในการประเมินความปลอดภัยทางถนนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน ๒ ปี ดีมากครับ คําถามคือทําอย่างไรครับ🔗

เรื่องที่ ๓ สํานักงบประมาณท่านบอกว่าให้สนับสนุนงบประมาณ ด้านความปลอดภัยในถนนท้องถิ่น แล้วก็ให้ดําเนินการทันทีในวาระแรก ดีมากครับ ทําอย่างไรครับ ท่านกรรมาธิการครับ🔗

จากคําถามทั้งหมดนี้ประเด็นที่ผมต้องการจะเรียนกับท่านก็คือว่าข้อเสนอ ของท่านดีมาก แต่การปฏิบัติข้อเสนอของกรรมาธิการเป็นคําถามใหญ่มากครับ ซึ่งในประเด็นนี้ผมอยากจะขออนุญาตอภิปรายครับท่านประธาน คําถามของผมก็คือว่า ท่านบอกว่าให้สํานักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้ คําถามก็คือว่าจะทําอย่างไร ให้สํานักงบประมาณเข้าใจและเห็นความสําคัญในเรื่องนี้ พร้อมกับการบรรจุรายการ งบประมาณตามที่ท่านได้กล่าวมาทั้งหมดนี้จะทําอย่างไรให้สํานักงบประมาณทํา สิ่งเหล่านี้ เป็นปัญหาของสภาแห่งนี้มาโดยตลอด เรามีปัญหากับสํานักงบประมาณจริง ๆ ครับ สิ่งที่กรรมาธิการหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอมักจะเป็นเรื่องที่สํานักงบประมาณ ไม่ค่อยได้ยิน ท่านฟังเรา แต่ท่านไม่ได้ยินครับ ตรงนี้ผมก็มีคําถามว่าท่านจะทําอย่างไร ให้สํานักงบประมาณเขาได้ยินข้อเสนอนี้ของกรรมาธิการ และยิ่งไปกว่านั้นผมถาม ท่านกรรมาธิการต่อไปว่าถ้าการจัดสรรงบประมาณของสํานักงบประมาณในปีหน้าไม่เป็นไป ตามข้อเสนอแนะของกรรมาธิการนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วท่านจะทําอย่างไรบ้าง ถ้าท่าน ทําอะไรไม่ได้สํานักงบประมาณก็ไม่ได้เดือดร้อน เขาก็ทําตามที่เขาทํามาทั้งปีทั้งชาติ ที่ผ่านมาก็จะเป็นแบบนั้น และยิ่งไปกว่านั้นในการที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ทุกท่านทราบดีอยู่ ว่าต้องใช้การบูรณาการ ในข้อเสนอของท่านก็เห็นชัดเจนว่าต้องใช้กรมทางหลวง ใช้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แล้วก็สํานักงบประมาณร่วมกัน ผมขอใช้ตัวอย่างของท่านนี่แหละเพื่อที่จะถามว่าการที่จะทําให้เกิดถนนที่ปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับถนนนี้มีความปลอดภัย การบูรณาการของหน่วยงานดังกล่าว จําเป็นมาก คําถามจะทําได้อย่างไร ข้อเสนอแนะของผมก็คือว่าเรื่องนี้จําเป็นที่ ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐบาลจะต้องเข้าใจ จําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมจะต้องเข้าใจ และจําเป็นอย่างยิ่งที่ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณจะต้องเข้าใจ ไม่ใช่เข้าใจปัญหาเท่านั้น ยังต้องมีเป้าหมายของการแก้ไขปัญหาร่วมกันด้วย ตรงนี้ผมคิดว่า เป็นภารกิจที่กรรมาธิการควรจะให้ข้อเสนอแนะที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดผลในการปฏิบัติ เพราะปัญหาที่ผมเป็นห่วงมากก็คือเมื่อจัดลําดับความสําคัญของการให้งบประมาณประจําปีแล้ว ทางด้านความปลอดภัยของถนนมักจะตกไปอยู่อันดับล่าง เราจะพูดถึงเรื่องความปลอดภัย ของถนนเมื่ออยู่ในเทศกาลที่มีคนตายบนท้องถนนมากเท่านั้นเอง แต่หลังจากนั้นเราก็ลืมไป เหมือนกับเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายในประเทศของเรา เพราะฉะนั้นผมอยากจะขออนุญาต เสนอกับท่านกรรมาธิการว่าท่านจะทําอย่างไรจึงจะให้รัฐบาล ให้กระทรวงคมนาคม และให้ สํานักงบประมาณเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญของประเทศ เพราะท่านก็บอกแล้วว่า คนไทยเสียชีวิตบนท้องถนนนั้นถ้าพูดกันให้ถึงที่สุดแล้วมากกว่าโรคทุกโรค โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เราพูดว่าตายกันเยอะ ๆ เราใช้เงินไม่รู้กี่แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหา แต่ตาย บนท้องถนนมากกว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) เยอะมากนะครับ เมื่อเป็นอย่างนี้คําถามก็คือว่า ทําไมการเสียชีวิตของคนไทยบนท้องถนนจึงไม่ได้รับการจัดลําดับความสําคัญในการแก้ไข ปัญหาในระดับต้น ท่านประธานครับ ตรงนี้เองผมจึงอยากขออนุญาตเสนอให้ ท่านกรรมาธิการเสนอกับรัฐบาลให้ชัด ๆ เลยครับ เรื่องนี้ไม่ต้องให้กรมทางหลวง ไม่ต้องให้ สํานักงบประมาณเป็นต้นเหตุ ควรจะเสนอให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นเจ้าภาพ โดยกําหนดให้มหาวิทยาลัยชัดเจนคือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในภาคเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่นในภาคอีสาน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในภาคใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในภาคกลาง และมหาวิทยาลัยบูรพาในภาคตะวันออก เป็นหน่วย รับงบประมาณเพื่อดําเนินการตามภารกิจของรายงานที่ผมได้ยกตัวอย่างไปแล้ว ถ้าเป็น แบบนี้เกิดขึ้น แล้วมหาวิทยาลัยก็จะลุกขึ้นมาทําหน้าที่ในการประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และนําไปสู่การแก้ไข ตรงนี้จะทําให้สํานักงบประมาณยอมรับในสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นใช้มหาวิทยาลัยให้เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนการบูรณาการเพื่อการแก้ไขปัญหา ความปลอดภัยบนท้องถนน ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ เชิญครับ🔗

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เพื่อเป็นประโยชน์ในรายงานฉบับนี้ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ในฐานะที่สภานี้เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ วันนี้เราได้นํารายงานของคณะกรรมาธิการการคมนาคม เรื่อง ความปลอดภัยทางถนนและคมนาคมมาสู่สภา เมื่อสภารับทราบแล้วก็จะนํารายงานนี้ เสนอต่อรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ก่อนอื่นกระผมขอยืนยันว่าคณะกรรมาธิการการคมนาคมเราให้ความสําคัญเรื่องนี้ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะตัวผมก่อนหน้านั้นผมเคยรับผิดชอบงานกระทรวงคมนาคม ผมได้ใช้ สโลแกน (Slogan) การทํางานว่า คมนาคมปลอดภัย สังคมไทยเป็นสุข ฉะนั้นเพื่อเป็น การยืนยันต่อท่านประธานและสมาชิกแห่งสภานี้ได้รับทราบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกได้ถามว่าท่านจะทําอย่างไรจึงจะนําไปสู่การปฏิบัติ ในฐานะที่เราเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ เราทําหน้าที่ของเราตามที่กฎหมายกําหนด วันนี้หลังจากที่สภานี้รับทราบ รายงานฉบับนี้เราก็ส่งไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ปฏิบัติ ฝ่ายนิติบัญญัติที่อยู่ในฝ่ายควบคุม ฝ่ายบริหาร กรรมาธิการก็สามารถที่จะเชิญหน่วยงาน เหล่านั้นมาซักถามที่ห้องกรรมาธิการ ถ้าเป็นเรื่องใหญ่เลยเถิดไปจนถึงว่าสภาแห่งนี้ เราได้เห็นความสําคัญ อนุมัติงบไปแล้ว ถ้าสภาแห่งนี้ไม่อนุมัติงบ ฝ่ายบริหารก็ทําไปไม่ได้ ที่จะแก้ไขเรื่องความปลอดภัยทางถนน ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติอนุมัติงบไปแล้ว ฝ่ายบริหาร ไม่ไปทํา มันก็นําไปจนถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฉะนั้นดุลถ่วงเหล่านี้มันจะอยู่ในกลไก ของการบริหารในระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ที่ท่านสมาชิกได้กรุณาได้ให้ ข้อสังเกตที่ดีมาก ผมกราบเรียนตรง ๆ ว่าดีมาก และขอกราบเรียนต่อท่านประธานไปยัง ท่านสมาชิกว่าหลังจากที่เรารับทราบรายงานฉบับนี้แล้ว ขอยืนยันต่อสภาแห่งนี้ว่า คณะกรรมาธิการการคมนาคมต้องทํางานต่อ ไม่ใช่เฉพาะส่งรายงานแล้วจบ เราจะนําเอา ข้อเสนอของแต่ละท่านที่เป็นข้อเสนอนําไปทํางานต่อในฐานะคณะกรรมาธิการการคมนาคม และอยากเรียนที่ประชุมและท่านประธานว่าการทําเรื่องใหญ่ ๆ อย่างที่ทุกท่านได้ทราบว่า มันเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ จะให้เฉพาะกระทรวงคมนาคมทําไม่สําเร็จ เมื่อสักครู่นี้ ผมได้ฟังการอภิปราย ท่านต้องเข้าใจครับ มันต้องบูรณาการเป็นทุกองคาพยพ ต้องบูรณาการ ที่สําคัญก็คือผู้บริหารประเทศก็คือรัฐบาลต้องให้ความสําคัญจริง ๆ เราจึงกําหนดไว้ใน นโยบายว่ารัฐบาลต้องมีนโยบายชัดเจน ฉะนั้นสิ่งใดที่ท่านได้ตั้งข้อเสนอ เราน้อมยินดีที่จะไป ทํางานต่อ ส่วนว่ารายงานฉบับนี้จะถูกส่งไปยังรัฐบาลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผม ขออนุญาตท่านประธานว่าคําถามที่มีประเด็นที่เป็นคําถามเราจะให้ผู้ที่รับผิดชอบได้กรุณา ตอบสั้น ๆ เพื่อไม่รบกวนสภาแห่งนี้ ผมในนามคณะกรรมาธิการการคมนาคมก็ต้องขอบคุณ ท่านประธานและสมาชิกสภาแห่งนี้อีกครั้งหนึ่งที่ได้ให้ข้อเสนอแนะที่ดี ๆ แล้วเราก็ได้ยืนยัน ว่าเราจะไปทํางานต่อ กราบขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เชิญท่านนิกรครับ🔗

นายนิกร จํานง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ ต่อกรณีที่จะต้องตอบก็คือว่าประเด็น เรื่องกรรมการที่ท่าน พันตํารวจตรี ชวลิตได้สอบถาม ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของ อนุกรรมาธิการคือรองศาสตราจารย์สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ที่ไปเกี่ยวพันกับคดีที่กําลังดัง อยู่มากขณะนี้ ผมเรียนอย่างนี้ว่าท่านเป็นนักวิชาการทางด้านความปลอดภัยทางถนนอยู่ ที่เกี่ยวกับเรื่องยานพาหนะ ท่านชํานาญเรื่องนี้มาก เกี่ยวข้องกับสถาบันเอ็นแคป (NCAP) ของทวีปเอเชีย ที่อยู่ที่ประเทศมาเลเซียด้วย วันนี้ท่านไม่ได้มา มีภารกิจ แต่ทีนี้ผมโทรศัพท์ ไปสอบถามท่านแล้ว เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านอภิปรายอยู่ ก็คือผมยืนยันว่าท่านมีความรู้ทางด้าน เรื่องรถค่อนข้างมาก ได้ไปร่วมประชุมกับเราที่ประเทศสวีเดน แล้วก็ทํางานเรื่องนี้ มาโดยตลอด แล้วก็มีการทดสอบเรื่องเบรก เรื่องอะไรอยู่ แล้วผมถามเรื่องนี้เป็นอย่างไร ท่านบอกว่าไปตรวจสอบเรื่องความเร็วประมาณสัก ๗๐ กว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง ในหลักวิชาการของท่าน แล้วก็รถมอเตอร์ไซค์นั้นวิ่งด้วยความเร็วประมาณ ๓๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง สําหรับ กทม. ความเห็นผมก็คือว่าเราลองขับรถใน กทม. กัน ๗๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนตัวผมเห็นว่าเร็วมากเหมือนกัน ในเขตเมืองแบบนี้ เพราะความเร็วใน กทม. เราขับกัน บางทีประมาณ ๕ กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็มีเพราะรถติด ท่านสมาชิกที่ติดตามเรื่องนี้ วันนี้ ตอนเย็นท่านจะแถลงเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่าเป็นอย่างไร ก็เกี่ยวกับเรื่องทางด้านข้อมูล ทางวิชาการของท่านเท่านั้นเอง ลองติดตามดู สําหรับท่านอื่นก็มีท่านนี้แล้ว แล้วก็ การบังคับใช้กฎหมายที่ท่านเสนอก็คงจะมอบท่าน ส.ส. คารม พลพรกลาง ตอบ สําหรับท่าน ส.ส. จักรพันธ์ พรนิมิตร เรื่องถนนปลอดภัย แล้วก็รวมทั้งที่ท่านได้กรุณาถาม เรื่องทางม้าลายก็จะมอบอาจารย์กัณวีร์ นักวิชาการเกี่ยวกับถนนปลอดภัย จะตอบ ของท่านอื่น ๆ ด้วยที่เกี่ยวกับถนน ท่านเท่าพิภพเรื่องรถมอเตอร์ไซค์ ท่านเป็นคน ขี่รถมอเตอร์ไซค์ ก็จะมอบนายแพทย์วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ เป็นคนพูดถึงความปลอดภัย ของมอเตอร์ไซค์ให้ตอบท่าน รวมทั้งคุณหมอแท้จริงด้วย และของท่านนาที รัชกิจประการ เกี่ยวกับเรื่องการรายงานก็จะมอบคุณหมอธนะพงศ์ตอบ เพราะเป็นนักวิชาการทางด้านนี้ ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ หมอธนะพงศ์จะเป็นคนตอบเรื่องสงกรานต์ แล้วก็คุณหมอเพชรดาว ก็จะมอบท่านนายแพทย์วิทยาเป็นเลขานุการจะตอบท่านเกี่ยวกับเรื่องอนามัยโลก ส่วนท่านประเสริฐพงษ์ ก็จะมอบท่านคารมเหมือนกัน แล้วก็ท่านบัญญัติถนนปลอดภัย อาจารย์กัณวีร์ซ้ําอีกทีในประเด็นนี้ ท่าน ส.ส. วิรัตน์ แล้วก็ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ก็จะมอบ นายแพทย์วิทยาตอบประเด็นที่ท่านสอบถามเมื่อสักครู่ ท่าน พลตํารวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี ก็มอบท่านคารมเป็นคนตอบด้านกฎหมาย และท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ก็อาจารย์กัณวีร์ จะเป็นคนตอบประเด็นของท่าน ผมฝากท่านประธานไว้สุดท้ายนะครับ นอกจากจะขอบคุณ ท่านสมาชิกแล้ว ประเด็นที่เราคาดหวังมาก เมื่อสักครู่ฝากท่านประธานชวน ไปแล้ว คืออยากจะให้มีคณะกรรมการร่วมแบบในประเทศอังกฤษที่เป็นแพกต์ส (PACTS) คือรวมกันระหว่าง ๒-๓ สภา รวมกันมาดูแลเรื่องนี้ แล้วก็เราได้เคยจัดประชุมร่วมแล้ว ของประเทศออสเตรเลียเขาดีมาก เป็นโรด ออฟ เซฟตี (Road of safety) คืออยากให้สภา ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และทั้งสภาสูง สภาล่างลงมารวมกัน แล้วทําเรื่องนี้ด้วยกัน ผมเคย จัดประชุมร่วมไปครั้งหนึ่งแล้วระหว่าง ๒ สภา ซึ่งเราได้ทําเรื่องนี้กันอยู่ เมื่อสักครู่ ถ้าท่านประธานชวนอยู่ผมจะเรียนว่าอยากจะให้ท่านตั้งเป็นคณะกรรมการ เพราะว่า ในข้อบังคับตั้งได้ แล้วก็ช่วยกันดู หรืออย่างน้อยก็ในสมัยสภาปี ๒๐๒๕ เราจะได้รัน (Run) เรื่องนี้ เพราะว่าตอนนี้เราเสียชีวิตกันเยอะมาก ก็อยากจะฝากท่านประธานศุภชัยไปด้วย ขอบพระคุณครับ ผมเชิญท่านต่อไปช่วยให้ความเห็นเกี่ยวกับคําถาม คําตอบ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านกรรมาธิการน่าจะได้ตอบทุกคนเลยใช่ไหม ก็เอาเป็นสรุปสั้น ๆ ก็แล้วกันนะครับ เชิญครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง ในฐานะกรรมาธิการ ก็กราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ ให้โอกาสชี้แจง แล้วก็จะขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ เพื่อให้กระชับ เพราะเห็นว่าได้ใช้เวลามานาน แต่ก็ต้องขอบคุณคําถามที่เป็นประโยชน์นะครับ สําหรับของท่าน พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ซึ่งได้ถามเกี่ยวกับเรื่องคดีที่เป็นที่สนใจขณะนี้ เท่าที่ผมได้จด แล้วก็ได้ติดตาม คําถามของท่าน รวม ๆ แล้วท่านก็พูดถึง เขาเรียกว่าอภิสิทธิ์กรณีเกิดขึ้นในการใช้รถ ใช้ถนน ผมขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ อย่างนี้ครับว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการจราจร ทางบก เขาออกมาเพื่อคุ้มครองสาธารณะ สาธารณะคือบุคคลทั่วไป เพราะฉะนั้นกฎหมาย ฉบับนี้ได้เขียนไว้ครอบคลุมแล้ว เพียงแต่ว่าเวลาเกิดขึ้นมันก็จะมีกรณีที่คนเราเวลากระทําผิด ก็จะหลีกเลี่ยง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า พยานหลักฐานต่าง ๆ ในเรื่องที่ท่านกล่าวถึงคดีนี้ยังไม่ได้สิ้นสุด คดีนี้ยังอยู่ในชั้นของ พนักงานอัยการ หมายความว่าคําว่า สิ้นสุด คือสิ้นสุดโดยคําสั่งตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ถ้าหากปรากฏว่ามีพยานหลักฐานใหม่ พยานหลักฐานใหม่ก็ต้องเป็น ใหม่จริง ๆ ก็ยังสามารถที่จะไปศาลได้ เพราะเหตุนี้ไม่ได้จบที่ศาล ยังสามารถฟ้องใหม่ ไม่ได้เป็นฟ้องซ้ํา เพียงแต่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าพยานบุคคลมันยัง เปลี่ยนแปลงไปได้ แต่ถ้าเป็นพยานนิติวิทยาศาสตร์หรือพยานที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผมจะไม่กล่าวก้าวล่วงไปในเรื่องคดี แต่เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่ท่านสอบถามมา ถามกรรมาธิการมา ก็ขอเรียนว่าเรื่องนี้เราต้องช่วยกัน เราก็ไม่ควรจะใช้อภิสิทธิ์ชนด้วย ในฐานะที่เราเป็นคนไทย แล้วก็กราบเรียนด้วยว่าประชาชนทุกคนก็ต้องมีระเบียบ มีวินัย ในการใช้รถใช้ถนนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ อันนี้เป็นเรื่องสําคัญ และเป็นเรื่อง ที่ต้องร่วมมือกัน เพราะเหตุว่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุในลักษณะที่ท่านทราบจากรายงาน มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเยอะจริง ๆ ขออนุญาตตอบสั้น ๆ อย่างนี้เพื่อไม่ให้กระทบ บุคคลภายนอก แต่ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายยังถือว่าคดีนี้ถ้ามีพยานหลักฐานใหม่ ก็อย่างที่ทราบยังไปได้ ขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ🔗

กรณีของท่าน ส.ส. ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ที่สอบถามกรรมาธิการ อันนี้ ต้องกราบเรียนว่าอยู่ในรายงานฉบับนี้มีอยู่แล้วเกี่ยวกับเรื่องของการขับรถ ๔ ชั่วโมง แล้วก็ ต้องหยุดกลับมาเป็น ๒ ชั่วโมง กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าอยู่ใน หน้า ๙๕ และหน้า ๙๖ แล้วก็มีไทม์ไลน์ (Timeline) ท่านลองเปิดดู ได้กําหนดไว้ว่าควรจะ แก้ไขในระยะเวลาเท่าไร เพราะต้องเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเองก็ขับรถในการเดินทาง ขึ้นลงภูมิลําเนาต่างจังหวัดว่าเป็นเรื่องจําเป็นที่จะต้องมีทั้งเรสต์ แอเรีย (Rest area) มีทั้ง การหยุดที่พอดี แก้จากทางกรรมาธิการได้แก้ให้เหลือ ๒ ชั่วโมงมีข้อเสนอแนะ มีไว้อยู่ใน หน้า ๙๕ หน้า ๙๖ ท่านสมาชิกลองเปิดดู ผ่านท่านประธานไปให้สมาชิกลองเปิดดู มีเขียนไว้แล้วว่าควรดําเนินการตามข้อที่เท่าไร ภายในเวลา ๑ ปี อย่างที่บอกนะครับ ประเด็นมีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติถามว่าทําไมต้องเขียนคําว่า ควร ก็ต้องเรียนว่ากรรมาธิการ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกตั้งมาเป็นกรรมาธิการ ไม่ใช่รัฐบาล คําว่า ควร จึงเป็น คําพูดที่เหมาะสม คนที่จะใช้คําว่า ต้อง ได้ ก็ต้องเป็นศาลเท่านั้นละครับ ต้องจําคุก ต้องปรับ เพราะฉะนั้นการใช้คําว่า ควร จึงเหมาะสมแล้ว ก็ขออนุญาตกราบเรียนเชิญท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ🔗

ส่วนของท่าน พลตํารวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี ซึ่งเป็นข้าราชการตํารวจเก่า ซึ่งเป็นคําถามที่ดีเกี่ยวกับเรื่องนักท่องเที่ยวควรจะมีใบอนุญาตให้ใช้ใบขับขี่ชั่วคราวไหม รวมทั้งเวลากรณีที่มีนักท่องเที่ยวเยอะมาก ๆ เป็นช่องทางหารายได้เข้าประเทศซึ่งถูกต้อง แต่เรื่องนี้ทางกรรมาธิการก็ได้เขียนไว้ในหน้า ๘๓ หน้า ๑๐๓ ก็นําเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าในฐานะส่วนตัวผมค่อนข้างจะชื่นชมที่ได้พยายามมีส่วนร่วม เพียงเล็กน้อยในการผลักดันรายงานฉบับนี้ รายงาน เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน และคมนาคม เนื่องจากว่าสภาพปัจจุบันนี้เมื่อสังคมเจริญด้วยทางวัตถุ อุบัติเหตุมันก็มา พร้อมกัน แล้วสถิติที่เห็นอยู่ขณะนี้มันมากกว่าโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) มาก แต่มันไกล ตัวเราไป เพียงแต่ว่ามันไม่เหมือนกับเราใส่หน้ากากอนามัย ระเบียบวินัยทางจราจรถ้าเรารู้ว่า มันต้องทําเหมือนเราใส่หน้ากากอนามัยให้มันระมัดระวังตลอดเวลา สถิติจะลดลง ก็ต้อง กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกัน ไม่มีทางเลย ที่รัฐบาลสั่งการออกกฎหมายที่ดีที่สุดไป แต่ก็เจอคนที่จะหลีกเลี่ยงใช้อภิสิทธิ์ อันนี้ต้อง ร่วมมือกัน เปรียบไปแล้วเหมือนเราอยากเป็นประชาธิปไตย เราจะสั่งให้มันเป็นไม่ได้หรอก ครับ มันจะเป็นประชาธิปไตยมันต้องเกิดจากความรู้เห็นความสําคัญของประชาธิปไตย ทุกคนต้องช่วยกัน ก็นําเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เชิญกรรมาธิการชี้แจงต่อครับ🔗

นายวิทยา ชาติบัญชาชัย กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้อํานวยการศูนย์ความร่วมมือขององค์การอนามัยโลก ด้านการป้องกันการบาดเจ็บ ในฐานะของเลขานุการประจําคณะอนุกรรมาธิการ จะใคร่ขอตอบข้อคิดเห็นและข้อคําถาม ของคุณหมอเพชรดาวที่พูดถึงเรื่องของเจตนารมณ์สูงสุดที่มาร์กาเร็ต ชาน ได้พูดไว้ ในการประชุมขององค์การอนามัยโลกนะครับ อันนี้ใคร่ขอกราบเรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ในการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ ๓ ที่กรุงสต็อกโฮล์ม (Stockholm) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ท่านนิกร จํานง ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ท่านอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็นตัวแทนระดับรัฐมนตรีของประเทศไทยที่เข้าร่วม ประชุมด้วย มีสาระสําคัญในการประชุมนี้คือว่าปัจจัยสําคัญที่ทําให้ประเทศต่าง ๆ ไม่บรรลุ เป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็คือขาดความมุ่งมั่นทางการเมืองที่ไม่ได้มอบหมายให้หน่วยงาน ที่รับผิดชอบ ไม่ได้ให้การสนับสนุน ไม่มีแผนหลัก และไม่มีการกํากับติดตาม เพราะฉะนั้น ความมุ่งมั่นทางการเมืองถือว่าเป็นความสําคัญสูงสุดในการที่จะทําให้ป้องกันหรือดําเนินการ เรื่องอุบัติเหตุทางถนนให้บรรลุผล ในการประชุมครั้งนี้ได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดความสูญเสีย จากอุบัติเหตุทางถนนลงครึ่งหนึ่ง ปี ๒๕๗๓ ได้มีการประกาศเจตนารมณ์ เรียกว่า สต็อกโฮล์ม เดคลาเรชัน (Stockholm Declaration) ๒๘ ข้อ ตามภาคผนวกในเอกสารฉบับนี้ ภาคผนวก น ซึ่งมีสาระสําคัญคือจะต้องมีหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเพื่อขับเคลื่อน ดําเนินการป้องกันเหตุทางถนน โดยทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินงาน ต้องจํากัดความเร็ว ต้องปกป้องผู้มีความเสี่ยงบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนเดินถนน คนขี่รถจักรยาน คนขี่รถมอเตอร์ไซค์ รวมถึงเยาวชน ในการประชุมในเวทีนี้มีการประชุม ทวิภาคีระหว่างรัฐบาลประเทศสวีเดนและประเทศไทย ซึ่งท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กรุณา รับรองปฏิญญาฉบับนี้ ซึ่งควรที่เราจะนํามาปฏิบัติตามคํามั่นสัญญาที่ให้ไว้กับเวที ประชาคมโลก🔗

อีกประการหนึ่งที่มีความสําคัญคือจัดการปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในประเทศ ที่พัฒนาแล้ว เกิดขึ้นจากการจัดการเชิงระบบ เรียกว่า เซฟ ซิสเตม (Safe system) ซึ่งมี ๘ แผนงาน คือเรื่องผังเมือง การเดินทางทางเลือก ถนนปลอดภัย รถปลอดภัย การจํากัด ความเร็ว การบังคับใช้กฎหมาย การสื่อสารสาธารณะ และการดูแลหลังเกิดเหตุ หัวใจสําคัญ ที่สุดของระบบนี้คือต้องมีหน่วยงานหลักที่เป็นศูนย์อํานาจ เป็นศูนย์ประสานงาน เป็นศูนย์ สื่อสาร เป็นศูนย์วิชาการ เป็นศูนย์ข้อมูล เป็นศูนย์กํากับติดตาม ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับ ศบค. ที่ประสบความสําเร็จอย่างยิ่งในการควบคุมโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งเป็นผลทําให้ คนไทยเสียชีวิตเพียงแค่ ๕๘ คนใน ๗ เดือน ซึ่งถ้าเทียบกับการเสียชีวิตบนท้องถนน ก็คือ การเสียชีวิตเพียงวันเดียวของเหตุบนท้องถนนซึ่งรุนแรงกว่าเยอะ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญ ที่คิดว่าได้ตอบประเด็นที่ท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ได้พูดถึงว่าอาจจะต้องมีหน่วยงาน ในการดําเนินงานในการรับงบประมาณไปดําเนินการต่อ🔗

อีกประการหนึ่งของท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ได้พูดถึงเรื่องของ สสส. จะขอ กราบเรียนว่าตัวผมเองเป็นประธานตามแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจร ระดับจังหวัด ซึ่งสนับสนุนโดย สสส. และหมอวิวัฒน์ เป็นรองประธานแผนงานนี้ก็ถือว่า ในกรรมาธิการชุดนี้มีตัวแทนจาก สสส. เข้ามาร่วมประชุมด้วย ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญ กรรมาธิการครับ🔗

นายวิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ ผู้จัดการแผนงานความร่วมมือระหว่าง รัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก ด้านความปลอดภัยทางถนน ในฐานะของที่ปรึกษา ของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาความปลอดภัยทางถนนและคมนาคม ในคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตเพิ่มเติมความเห็น และขออนุญาตขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้กรุณาให้ความสนับสนุน ในเอกสารข้อศึกษาฉบับนี้นะครับ ขออนุญาตกราบขอบพระคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่าน ส.ส. เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ซึ่งให้ความสําคัญกับเรื่องนี้มาก และถือเป็นตัวแทนของ ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ประเทศไทยมีรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนประมาณ ๒๐ ล้านคัน ที่ไม่ได้จดทะเบียนอีกประมาณ ๑๐ ล้านคัน ในภาพรวมนี่คือ ๓๐ ล้านคัน เกือบ ๆ ครึ่งหนึ่งของประชากรไทย อันนี้ก็เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตปีละกว่า ๑๕,๐๐๐-๑๖,๐๐๐ คนแล้วแต่ละปี สําหรับข้อกังวลและข้อเสนอแนะของท่าน ส.ส. เท่าพิภพ ในเรื่องเลน (Lane) รถจักรยานยนต์ อันนี้ตรงกับข้อเสนอแนะขององค์การอนามัยโลก หลายท่านอาจจะถามว่าแล้วองค์การอนามัยโลกมาเกี่ยวข้องอะไรด้วย ค่อนข้างกังวลใจกับ สถานการณ์ความรุนแรงของการบาดเจ็บในประเทศไทยที่มีรายได้ทางเศรษฐกิจ ในระดับกลางค่อนข้างสูง แต่ตายอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศกําลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ํา ในตัวองค์การอนามัยโลกเองได้ให้ความสําคัญอย่างยิ่งกับการจัดการเชิงระบบ แต่สําหรับ ในปัญหาประเทศไทยตัวรถจักรยานยนต์เป็นปัญหาสําคัญ เพราะว่ากว่า ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของการเสียชีวิตคืออยู่ในกลุ่มนี้ แล้วก็เป็นกลุ่มเยาวชนซึ่งจะเป็นกําลังหลักของอนาคต ประเทศไทย ทางองค์การอนามัยโลกเองได้ให้ข้อเสนอแนะเรื่องมาตรการในการดําเนินการ สําคัญ และมาตรการเฉพาะเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของรถสองล้อ และสามล้อเครื่อง ซึ่งอันนี้ ก็จะเป็นเอกสารในภาคผนวก ฏ ซึ่งอันนี้เขียนไว้ค่อนข้างกระชับมาก สําหรับรายละเอียด ในข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการมี ๘ ข้อ ในหน้า ๕๖ ถึงหน้า ๕๘ ผมขออนุญาต เรียนสรุปว่าก็ตรงกับข้อเสนอแนะขององค์การอนามัยโลก เพราะองค์การอนามัยโลกเอง ได้เขียนตัวหลักการเรื่องของคน รถ ถนน และแบ่งรายละเอียดออกมาเป็น ๓ หัวข้อว่า มีมาตรการใดบ้างที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสําเร็จ อันนี้คือถ้าใช้แปลว่าลดการเสียชีวิตลง ได้ทันที ถัดไปคือมาตรการที่เรียกว่ามีแนวโน้มว่าจะสําเร็จ แปลว่าจําเป็นต้องมีมาตรการอื่น ๆ ประกอบ หรือข้อสุดท้ายคือข้อมูลยังไม่เพียงพอ สําหรับใน ๓ เรื่อง ในเรื่องของคน รถ ถนน ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าในเรื่องการแยกเลน (Lane) รถมอเตอร์ไซค์มีข้อพิสูจน์ชัดเจน มีตัวอย่างในหลาย ๆ ประเทศ สําหรับประเทศเพื่อนบ้านเราเองในประเทศมาเลเซียหลังจาก ที่ทําการแยกเลน (Lane) รถจักรยานยนต์ พบว่าการเสียชีวิตบนถนนลดลงทันที ๑๕-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นจํานวนมหาศาล อันนี้ก็เป็นมาตรการหลักสําคัญอันหนึ่ง ถัดไป ก็คือการทําให้รถเองมีความปลอดภัยมากขึ้น อันนี้ก็มีข้อพิสูจน์ชัดเจนว่าถ้าเราติดตั้ง ระบบเบรกเอบีเอส (ABS) ในรถจักรยานยนต์ซึ่งก็ตรงกับข้อกังวลของท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พลตํารวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี ในเรื่องของถนนลื่นกับกรณีของ นักท่องเที่ยวถ้าเรามีรถดี ๆ ปัญหาจากการบกพร่องจากผิวถนน การเบรกกะทันหันและ ล็อกล้อซึ่งทําให้ล้มและเสียชีวิตจํานวนมากจะลดลงได้ อันนี้มีข้อมูลว่าสามารถลดการตาย การเจ็บลงได้ถึง ๑ ใน ๓ มีประกอบในเอกสารรายละเอียดว่าถ้าเราดําเนินการเรื่องนี้ อย่างเร็ว เราสามารถลดการตายลงได้ และมีความคุ้มทุนในเรื่องประสิทธิภาพการลงทุน ใน ๕ ปี ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งสมควรต้องดําเนินการ🔗

ประเด็นสุดท้าย ผมเพิ่มเติมนิดหนึ่งก็เห็นด้วยเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเคร่งครัดว่าถ้าทําเรื่องนี้อย่างจริงจังมีข้อมูลที่เป็นข้อพิสูจน์ว่าสามารถลดการเสียชีวิต และการบาดเจ็บลงได้ถึงร้อยละ ๔๐ ขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุม ขออนุญาต กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ หมดแล้วนะครับกรรมาธิการ ท่านนิรมิต สุจารี เห็นยกมือ ท่านมีอะไร🔗

นายนิรมิต สุจารี ร้อยเอ็ด

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ผมมี คําถามสั้น ๆ เพื่อที่จะฝากไปยังคณะกรรมาธิการ ในกรณีการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ของนักเรียนผู้มีอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ต้องใช้รถมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านไปโรงเรียนทุกวัน ก็ถูกตํารวจจับกุมตลอดเวลา เพราะว่าเขาไม่สามารถที่จะไปขอออกใบอนุญาตขับขี่ได้ อายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ผมอยากจะเรียนถามว่าท่านจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะนักเรียนทั่วประเทศโดนถูกตํารวจเรียกตรวจ แล้วก็จับกุมกันอยู่ตลอด ขอกราบขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านกรรมาธิการครับ🔗

นายธนะพงศ์ จินวงษ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ในนามที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการก็ต้องขอใช้เวลาสั้น ๆ ตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านนาทีได้ให้ข้อแนะนําในเรื่องที่สําคัญ โดยเฉพาะอย่างเรื่องกรณีเทศกาลวันหยุดยาว ต่าง ๆ ภาครัฐเวลากําหนดเรื่องนี้ก็คงต้องทําอย่างไรให้มาตรการเข้มหรือค่อมทั้งหัวท้าย แทนที่จะพูดถึง ๔ วัน ๕ วัน หรือ ๗ วัน ก็ต้องคิดเผื่อไว้ เพราะว่าการเดินทางในช่วง วันหยุดยาวบางทีไม่ได้หยุดแค่ ๗ วัน ก็มีการร่นหรือว่าค่อมหลังจากนั้นอีก เพราะฉะนั้น การทําข้อมูลในชุดนี้ การทํามาตรการชุดนี้ก็ต้องเข้มในเรื่องนี้ด้วย ขณะเดียวกันเรื่องที่สําคัญ อีกประการหนึ่งที่ได้ให้ข้อแนะนําคือเรื่องของการจัดการข้อมูล ซึ่งจะมีรายละเอียดอยู่ใน เอกสารหน้า ๔๕ เรื่องข้อมูลจริง ๆ แล้วถือเป็นหัวใจสําคัญ หรือเป็นจุดเริ่มที่สําคัญ ในการระบุทั้งสาเหตุ แล้วก็ระบุทั้งเหตุที่เกิดเสียชีวิต รวมไปถึงผลกระทบ เพราะฉะนั้นข้อมูล ที่มีอยู่ของบ้านเราในการศึกษาก็ให้ความสําคัญว่าจะต้องมีการจัดการข้อมูล มีข้อมูลที่จะมา สะท้อนทั้งสาเหตุและผลกระทบ จะเป็นผลกระทบทั้งเพศ วัย หรือผลกระทบตามกลุ่มวัย ต่าง ๆ อันนี้เป็นหัวใจเลยที่ต้องดําเนินการ รวมไปถึงการจัดการข้อมูลที่จะต้องทําให้ข้อมูล มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในทางวิทยาศาสตร์ที่จะมาระบุสาเหตุ ไม่เพียงเท่านั้น ข้อมูล จะมีส่วนสําคัญสู่การแอ็กชัน (Action) ก็คือนําข้อมูลมากําหนดในเชิงแรงกิง (Ranking) ว่า จังหวัดต่าง ๆ มีมาตรการเพื่อจัดการเรื่องนี้อย่างไร ๑๐ อันดับทอปเทน (Top Ten) ที่จะ มีปัญหาทั้งในกลุ่มวัยต่าง ๆ หรือการเสียชีวิตต่าง ๆ เพื่อสามารถใช้กํากับติดตามการทํางาน ในระดับพื้นที่ได้ เพราะฉะนั้นข้อมูลก็จะมาช่วย รวมไปถึงข้อมูลที่ใช้กํากับการทํางาน เหมือนที่ท่านพิสิฐได้พูดถึงว่าอย่างกรณีขับรถมาแล้วไม่เคยได้รับการตรวจวัดแอลกอฮอล์เลย อันนี้ก็ต้องมีข้อมูลการกํากับการทํางานของหน่วยงานด้วยนะครับ ส่วนประเด็นที่มีการพูดถึง เรื่องของเด็กขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่อายุยังไม่ถึง ๑๕ ปีนี้ ผมคิดว่าทางออกของเรื่องนี้คงต้องใช้ มาตรการในหลาย ๆ มิติ ทั้งในด้านของตัวการทําให้ระบบสาธารณะตอบโจทย์การเดินทาง แต่ถ้าเฉพาะหน้าก็คือว่าทําอย่างไรให้เด็กกลุ่มนี้มีรถอื่น ๆ หรือถ้าจําเป็นต้องเดินทาง รถรับส่งนักเรียนอันนี้ก็ต้องมาช่วยในการจัดการ รวมถึงรถมอเตอร์ไซค์ที่เป็นซีซี (CC) ต่ํา ๆ รถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งได้เฉพาะในเขตพื้นที่ ไม่มาปะปนกับถนนใหญ่ ถนนที่มีเลน (Lane) รถจักรยาน เพราะฉะนั้นโดยสรุปเรื่องนี้ก็ต้องมีการจัดการที่เป็นอย่างครบวงจรควบคู่ไปด้วย🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ยังมีอีกไหมครับ🔗

รองศาสตราจารย์กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการ ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ในนามที่ปรึกษาของ คณะอนุกรรมาธิการเรื่องของความปลอดภัยทางถนนด้วย ขออนุญาตเรียนตอบคําถามของ ท่านจักรพันธ์ พรนิมิตร ที่ได้มีคําถามในเรื่องของอุบัติเหตุบนทางม้าลาย ซึ่งอุบัติเหตุ บนทางม้าลายจริง ๆ แล้วมันเป็นอุบัติเหตุที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงประเภท เราจําเป็น ที่จะต้องดึงข้อมูล แล้วก็วิเคราะห์ข้อมูลออกมานําเสนออีกทีหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวทางศูนย์วิจัยจะรับ หน้าที่ตรงนี้ แล้วก็นําเสนอข้อมูลผ่านทางท่านนิกรต่อไป แต่มีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ อุบัติเหตุคนเดินเท้ามานําเสนอ ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องของคนเดินเท้าเราได้รับความใส่ใจ ค่อนข้างน้อยมาก ปัจจุบันนี้ถ้าในเขตกรุงเทพมหานครจะพบว่ามีสถิติผู้เสียชีวิตที่เป็น คนเดินเท้าจากอุบัติเหตุทางถนนอยู่ที่สัดส่วนประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของจํานวนผู้เสียชีวิต ทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร ซึ่งจริง ๆ แล้วดูเหมือนจะน้อย แต่ว่าก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน ดังนั้นเรื่องของคนเดินเท้าก็เป็นปัญหาสําคัญอีกอย่างหนึ่งที่คิดว่าจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจน แล้วก็ต้องแก้ไขปัญหานี้ ส่วนคําถามของท่านอื่น ๆ มีของทางท่านจักรพันธ์เช่นเดียวกัน ท่านจิรายุ ท่านบัญญัติ แล้วก็ท่านวิรัตน์ ที่มีคําถามเกี่ยวกับเรื่องของถนน โครงสร้างถนนของ ประเทศไทย ณ ตอนนี้ จริง ๆ แล้วดิฉันต้องขอเรียนเลยว่าถนนบ้านเราตอนนี้เป็นถนน ที่ค่อนข้างกว้าง สะดวกในการขับขี่ ทําให้ผู้ขับขี่ใช้ความเร็วได้ค่อนข้างสูง แต่เมื่อเรามอง ลงไปลึก ๆ แล้วมีปัญหาในเรื่องของความไม่ปลอดภัยในหลาย ๆ เรื่อง เช่น อย่างที่ทาง ท่านจิรายุได้ชี้ประเด็นในเรื่องของคอสะพาน โครงสร้างถนน ไฟฟ้าแสงสว่างแนวถนน ไม่ชัดเจน จุดยูเทิร์น (U-turn) อะไรต่าง ๆ พวกนี้ หรือแม้กระทั่งสิ่งอํานวยความสะดวกต่าง ๆ เรื่องของอันตรายข้างทาง ผิวจราจร ถนนลื่น คือเรียกได้ว่าถนนบ้านเรายังไม่ปลอดภัยอยู่ ดังนั้นเราควรจะทําอย่างไร จึงเป็นที่มาของ คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ที่ได้มีข้อเสนอในเรื่องของการดําเนินการแก้ไขจุดเสี่ยงอันตราย อย่างเร่งด่วน ปรับปรุงมาตรฐานถนน รวมถึงต้องให้มีกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัย ของถนนหรือที่เราเรียกว่า โรด เซฟตี ออดิต (Road safety audit) ขึ้น กระบวนการพวกนี้ จะช่วยทําให้ถนนของเราพัฒนาขึ้นสู่ถนน ๓ ดาวได้โดยอัตโนมัติถ้าเรามีกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ และอีกอย่างหนึ่งที่สําคัญที่สุดสิ่งที่เราต้องมีก็คือนโยบายที่ชัดเจนจากทางรัฐบาล ในเรื่องของทําอย่างไรที่เราจะมีวิธีการลงไปตรวจสอบ แล้วก็ปรับปรุงถนนของเราให้มี ความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ประกอบกับนโยบายด้านอื่น ๆ ที่ทําให้ถนนปลอดภัยก็คือเรื่องของ การจัดการความเร็วจะต้องล้อไปด้วยกัน เพราะว่าถึงถนนจะปลอดภัยอย่างไร แต่ถ้าเรา ไม่สามารถจัดการความเร็วหรือพฤติกรรมการใช้ความเร็วของผู้ขับขี่ได้เราก็ยังมีอุบัติเหตุ เกิดขึ้น มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นอยู่เหมือนอย่างในปัจจุบันนี้ ขอบคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิก ก็ถือว่าเป็นการจบการชี้แจงของคณะกรรมาธิการ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุม🔗

(นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ🔗

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากในญัตตินี้ เป็นการรับทราบรายงานความปลอดภัยทางถนนและคมนาคม ซึ่งสมาชิกไม่มีผู้ใดคัดค้าน ไม่มีผู้ใดแสดงความไม่เห็นชอบกับรายงานดังกล่าว จึงขอเสนอท่านประธานพิจารณาใช้ ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ในการลงมติได้ไหมครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิก มีท่านสมาชิกพิจารณาเห็นว่าในการรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการในครั้งนี้ ท่านสมาชิกอภิปรายก็ไปในแนวทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ มีท่านผู้ใดเป็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ เมื่อสักครู่ ธัญยกมือไว้ แล้วท่านประธานไม่เห็นค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวผมถาม ประเด็นนี้ก่อนนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้าไม่มี สมาชิกท่านใดเห็นเป็นอื่นผมขอยกเว้นการใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ก็คือถือว่าที่ประชุมมีมติ เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการที่ได้เสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ท่านธัญวัจน์ มีอะไรไหมครับ เชิญครับ🔗

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จริง ๆ เมื่อสักครู่ท่านได้ อภิปรายแล้วก็รับ แล้วก็มีความคิดเห็นเห็นด้วยกับการศึกษาความปลอดภัยทางถนน ของคณะกรรมาธิการ แต่ว่าธัญก็มีประเด็นในเรื่องของเพศ แล้วธัญก็อาจจะยังไม่ได้ยิน ในเรื่องคําตอบที่ชัดเจนว่าในประเด็นทางเพศ พฤติกรรมทางเพศ และการศึกษาที่สอนให้เรา มีแนวคิดเรื่องเพศแบบเหมารวม แล้วก็ส่งผลต่อพฤติกรรมความเสี่ยงบนท้องถนน ธัญยัง ไม่แน่ใจว่าคณะกรรมาธิการจะนําข้อเสนอแนะ ข้อเพิ่มเติมของธัญไปจัดการอย่างไรค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิก ตอนนี้ได้ปิดการอภิปรายไปแล้ว แล้วก็มีการลงมติถือว่ามีการลงมติไปแล้วโดยมีการยกเว้น ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ความคิดเห็นของท่านสมาชิกขอให้ทางคณะกรรมาธิการรับไปพิจารณา ดําเนินการต่อไปแล้วกัน ทางกรรมาธิการรับไปพิจารณาแล้วล่ะครับ🔗

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

โอเค (OK) ค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิก ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อให้สภา พิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดําเนินการต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ ซึ่งรายละเอียดของข้อสังเกตปรากฏ ตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ตามที่นั่งของท่านสมาชิก เพื่อประกอบการพิจารณาแล้วนะครับ🔗

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่าจากที่เราได้ฟังการอภิปราย ท่านสมาชิกเราก็มีแนวความคิดเห็นเห็นด้วยกับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการทั้งหมด ฉะนั้นในการลงมติว่าจะรับข้อสังเกตส่งไปให้รัฐบาลหรือไม่ ผมขออนุญาตใช้ยกเว้นการใช้ ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ไม่ทราบว่าท่านสมาชิกในที่ประชุมท่านใดเห็นเป็นอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้าไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการที่จะส่งไปให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบและนําไปสู่การปฏิบัติต่อไป ผมต้องขอขอบคุณทางท่านกรรมาธิการทุก ๆ ท่านที่กรุณาได้มาชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร ของพวกเรา ท่านสมาชิกครับ ต่อไปเป็นการพิจารณา🔗

เรื่องด่วน🔗

๑. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาตามมาตรา ๑๓๓ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้นําเสนอรายงานการรับฟัง ความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย มาเพื่อประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ได้จัดวางตามที่นั่งของ ท่านสมาชิกแล้วนะครับ🔗

ด้วยคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรได้มีหนังสือขออนุญาต ให้ผู้แทนส่วนราชการเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมสภา ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการพิจารณา ผมจึงขอพิจารณาอนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๗๖ ขอเชิญนางสาววรมน รามางกูร ผู้พิพากษา ศาลชั้นต้น ประจําสํานักประธานศาลฎีกา เข้าร่วมชี้แจง และนางเรวดี ขวัญทองยิ้ม ผู้อํานวยการฝ่ายประมวลกฎหมาย เข้าร่วมชี้ด้วย ขอเชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาลแถลงหลักการ และเหตุผลครับ เชิญครับ🔗

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อกรุณารับไว้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีหลักการดังต่อไปนี้🔗

หลักการ คือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฉบับหลักที่เคยมีมาก่อน ประมาณ ๒๐ ปีมาแล้ว คือพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นดังต่อไปนี้🔗

๑. แก้ไขเพิ่มเติมกรอบระยะเวลาของกระบวนการโต้แย้งเขตอํานาจศาล สําหรับการฟ้องคดีต่อศาลปกครองหรือศาลอื่นที่ไม่ใช่ศาลยุติธรรมและศาลทหาร และในระหว่างเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอํานาจศาล ให้ศาลที่รับฟ้องมีดุลยพินิจ ในการพิจารณาคดีต่อไปหรือไม่ก็ได้ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง)🔗

๒. แก้ไขเพิ่มเติมระยะเวลาการพิจารณาคําร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลได้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด กรณีที่คําพิพากษาหรือคําสั่ง ที่ถึงที่สุดระหว่างศาลเกิดความขัดแย้งกันเอง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๔ วรรคสาม)🔗

๓. ได้กําหนดเพิ่มเติมจากเดิมให้มีผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล เพื่อทําหน้าที่ช่วยเหลืองานของเลขานุการคณะกรรมการ วินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลกําหนด (เพิ่มความในมาตรา ๑๘ วรรคสอง)🔗

๔. เมื่อแก้ไขให้มีตําแหน่งผู้ช่วยเลขานุการได้แล้ว ก็ขอแก้ไขอีกประเด็นหนึ่ง เพิ่มเติม คือให้ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล ดังกล่าวนั้นได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙)🔗

เหตุผล โดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บังคับใช้มาเป็นเวลานานประมาณ ๒๐ ปีแล้วดังกล่าว บทบัญญัติบางมาตรา จึงมีข้อขัดข้องในการบังคับใช้หรือในทางปฏิบัติสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกรอบระยะเวลา ของกระบวนการโต้แย้งเขตอํานาจศาลสําหรับการฟ้องคดีต่อศาลปกครองหรือศาลอื่นที่ไม่ใช่ ศาลยุติธรรมและศาลทหาร และในระหว่างเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอํานาจศาลนั้น ให้ศาลที่รับฟ้องไว้มีดุลยพินิจในการที่จะรอการพิจารณาหรือจะพิจารณาคดีต่อไปก็ได้ แล้วก็เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมระยะเวลาการพิจารณาคําร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด อํานาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดกรณีที่ปรากฏว่าคําพิพากษาหรือคําสั่ง ที่ถึงที่สุดในระหว่างศาลเกิดความขัดแย้งกันเอง รวมทั้งกําหนดให้มีตําแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการดังกล่าวในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ ระหว่างศาลกําหนดขึ้น และให้ผู้ช่วยเลขานุการที่ว่านั้นได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่ กําหนดในพระราชกฤษฎีกา จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้🔗

ผมขออนุญาตรบกวนใช้เวลาท่านประธานอีกเล็กน้อยสําหรับที่จะกราบเรียน เหตุผลและความเป็นมาเพิ่มเติมว่า ทั้งหมดสืบเนื่องจากการที่ประเทศไทยเรามีศาลซึ่งทํา หน้าที่พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดีความนั้นหลายศาล คือศาลศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร แล้วก็เผื่อว่าอาจจะมีศาลอื่นต่อไปในอนาคต จึงมีคําว่าศาลอื่นติดเข้ามาด้วย เมื่อมี ๔ ศาลเช่นที่ว่านี้ปัญหาก็จะเกิดขึ้น เมื่อเวลาที่มีการไปฟ้องร้องคดีไปที่ศาลใดศาลหนึ่ง แล้วก็ปรากฏว่าความจริงศาลนั้นไม่ควรที่จะรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา เพราะเป็นเรื่องที่ตกอยู่ใน อํานาจหน้าที่ของศาลอื่นที่มีอยู่อีก ๒-๓ ศาล ตรงนี้ก็เลยเกิดปัญหามาตั้งแต่ในอดีต🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่อาจจะเป็นปัญหาได้นอกจากมีปัญหาเรื่องเขตอํานาจศาลแล้ว ยังเป็นกรณีที่คู่ความนําคดีไปฟ้องต่างศาลกัน ซึ่งอาจจะเป็นการฟ้องโดยตั้งประเด็น ที่แตกต่างกันออกไป จึงสามารถฟ้องในคดีต่างศาลกันได้ แต่ผลก็ปรากฏว่าคําพิพากษา หรือคําสั่งเช่นว่านั้นเกิดความขัดแย้งกันจนยากต่อการบังคับคดีหรือการปฏิบัติ นี่ก็เป็น ข้อขัดข้องอีกข้อหนึ่งจาก ๒ ข้อคือเรื่องเขตอํานาจศาลและการใช้อํานาจในการพิจารณา พิพากษาหรือคําสั่งของศาลนี่เอง ในนานาประเทศที่มีระบบอย่างเดียวกันเขากําหนดให้มี องค์กรกลางเพื่อจะวินิจฉัยชี้ขาด เช่น ในประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมนี เป็นต้น ประเทศไทยเราก็รับเอาระบบนี้มาตั้งแต่สมัยรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ พ.ศ. ๒๕๕๐ จนถึงฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๐ ในปัจจุบัน คือมีคณะกรรมการกลางที่เรียกกันว่าคณะกรรมการ ซึ่งทําหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการนี้มี ๗ คน ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด คือประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสํานักงานตุลาการของศาลทหาร และยังจะประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน ๔ คน รวมเป็น ๗ คน ในอดีตเมื่อประมาณเกือบ ๒๐ ปีตอนที่เรามีระบบนี้ใหม่ ๆ เรื่องที่จะ เข้าไปสู่คณะกรรมการให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนี้ควรจะไปขึ้นศาลใด ฟ้องกันที่ศาลใดนั้น ยังมีน้อย ปีหนึ่งตกประมาณ ๔๐-๕๐ เรื่อง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปประมาณ ๒๐ ปีจนถึงบัดนี้ มีเรื่องที่จะเข้าไปสู่คณะกรรมการให้วินิจฉัยชี้ขาดมาก บางปีถึง ๒๐๐ เรื่อง โดยเฉลี่ยแล้ว คณะกรรมการต้องพิจารณากันเดือนหนึ่ง ๑๐ กว่าเรื่องเสมอมา และนอกจากคดีความที่จะ เข้าไปมันมากขึ้นแล้วประเด็นก็จะเริ่มซับซ้อนมากขึ้นทุกที เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการให้ ความเป็นธรรมและแก้ไขข้อขัดข้องใน ๓ ประเด็น จึงสมควรที่จะมีการปรับปรุงแก้ไข สํานักงานศาลยุติธรรมจึงได้ยกร่างและเสนอมายังรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลเห็นชอบด้วย เสนอให้มี การรับฟังความเห็น เสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาก็ออกมาเป็นร่างนี้ ๓ ประเด็นที่ว่านั้นก็คือ🔗

ประเด็นที่ ๑ เดิมทีเมื่อมีการอ้างว่าเกิดความขัดแย้งในเขตอํานาจศาล ศาลหนึ่งก็จะต้องส่งเรื่องไปสู่อีกศาลหนึ่งเพื่อขอความเห็น ระหว่างที่ส่งกันไปส่งกันมานั้น อาจจะใช้เวลานาน กฎหมายเดิมฉบับปี ๒๕๔๒ ให้ศาลหยุดการพิจารณาไว้เพื่อรอคําวินิจฉัย คณะกรรมการ ตรงนี้ก็ทําให้เกิดปัญหาว่าบางครั้งเป็นช่องทางในการหน่วงเหนี่ยว ถ่วงเวลา หรือชะลอเรื่อง เพราะฉะนั้นการแก้ไขครั้งนี้จึงให้ศาลมีอํานาจที่จะใช้ดุลยพินิจได้ว่า ควรจะหยุดรอไว้ หรือควรจะดําเนินการพิจารณาสืบพยานหรือว่ากล่าวกันต่อไป เพื่อจะได้ ไม่เป็นการเสียเวลา🔗

ประเด็นที่ ๒ เวลาที่เกิดปัญหาเรื่องการบังคับคดีหรือคําพิพากษา หรือคําสั่งศาลขัดแย้งกันนั้น ของเดิมให้คณะกรรมการวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน ซึ่งเมื่อคดีความมากขึ้นในปัจจุบันตกประมาณปีละ ๒๐๐ เรื่องดังที่กราบเรียนท่านประธาน และบางครั้งบ่อยครั้งต้องศึกษาเทียบเคียงเรื่องที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ จึงสมควรที่จะขยาย ระยะเวลาจาก ๓๐ วันให้แล้วเสร็จนี้เป็น ๖๐ วัน นั่นก็เป็นประเด็นที่ ๒🔗

ประเด็นที่ ๓ เดิมทีในคณะกรรมการนี้มีตําแหน่งเลขานุการอยู่คนเดียว ซึ่งต้องมาจากเลขานุการศาลฎีกา ไม่มีผู้ช่วยเลขานุการ ทั้งที่จะต้องศึกษาค้นคว้า แปลหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ในต่างประเทศ เพราะว่าระบบนี้เราเอามาจากของต่างประเทศเขา บ่อยครั้งต้องแปลคําพิพากษาหรือตํารับตําราของประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมนี นี่คือสิ่งที่ พบตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็จําเป็นที่จะต้องมีตําแหน่งผู้ช่วยเลขานุการเพิ่มขึ้น ครั้งนี้ก็แก้ไข ให้มีได้ ๒ คน และเมื่อมีแล้วก็จําเป็นจะต้องให้ค่าตอบแทนตามสมควร🔗

ทั้งหมดจึงเป็น ๓ ประเด็นที่ขอประทานกราบเรียนเสนอมาเพื่อสภากรุณา รับไว้พิจารณาในโอกาสนี้ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านสมาชิกที่แสดงความจํานงอยากจะขออภิปรายด้วย ตอนนี้มี ๒ ท่าน เชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมขออภิปรายในชั้นรับหลักการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัย ชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ความจริงเรื่องนี้อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กรุณากราบเรียนต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ว่า เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในความเป็นจริงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น เป็นหมุดหมายหรือมีการเปลี่ยนระบบศาลจากระบบที่เรียกว่าศาลเดี่ยวเป็นศาลคู่ อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศนั้นการจะมีคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด หรือการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ ระหว่างศาล มีรูปแบบที่ไม่เหมือนกับประเทศไทย ความจริงในประเทศฝรั่งเศสนั้นมีลักษณะ การเป็นศาลที่เรียกว่าทริบูนัล เดส คอนฟลิกต์ส (Tribunal des Conflicts) ซึ่งเขาจะดู ทั้งประเด็นที่เรียกว่าการขัดกันในเชิงลบ เช่นเรื่องที่ศาลปฏิเสธที่จะใช้อํานาจหน้าที่ หรือเรื่องที่ยื่นเข้ามานั้นไม่ได้อยู่ในอํานาจหน้าที่ หรือประเด็นเรื่องการขัดกันในเชิงบวก หรือแม้กระทั่งประเด็นเรื่องการขัดกันในส่วนของคําพิพากษา ซึ่งท่านผู้ชี้แจงได้กรุณา นําเรียนไปแล้ว อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับปี ๒๕๔๒ นั้น วันนี้ ๒๐ กว่าปีเศษ ผมจึงจําเป็น ที่จะต้องมีเหตุผล ข้อสงสัย ข้อซักถาม หรือข้อสังเกตอยู่สัก ๓ ประการด้วยกัน🔗

ประการที่ ๑ เนื่องจากว่าการแก้ไขครั้งนี้เป็นการแก้ไขเล็กน้อยในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มิใช่การแก้ไขทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๒๑ มาตรา ผมเองแม้กระทั่งเรียนมาในด้านกฎหมาย แต่ว่าก็ไม่ได้ใช้กฎหมายเป็นประจํา อ่านแล้ว ก็ไม่เข้าใจมากนักว่าตกลงแล้วรูปแบบที่มีการขัดกันทั้ง ๓ รูปแบบ ทั้งในเชิงการปฏิเสธ ทั้งในเชิงอํานาจหน้าที่ที่ซ้อนกัน หรือในคําพิพากษา หรือการวินิจฉัยนั้น กระบวนการจะต้อง เป็นไปหรือเป็นมาอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามผมขอความชัดเจน ถามแบบชาวบ้านในฐานะ ผู้แทนประชาชนว่าในกรณีที่ท่านมีการร่าง พ.ร.บ. ในมาตรา ๓ ที่มีการแก้ไขในมาตรา ๑๐ และตัวร่าง พ.ร.บ. ในมาตรา ๗ ว่ากรณีแบบนี้ เช่น ถ้า ณ ขณะนี้มีคดีที่ค้างการพิจารณา อยู่ในศาลทหาร ซึ่งสืบทอดอํานาจมาตั้งแต่สมัยมีการฟ้องคดีในสมัย คสช. ที่ผ่านมา ร่างมาตรา ๗ ของท่านบอกว่าจะพิจารณาคล้าย ๆ เป็นบทเพิ่มระยะเวลาการยื่นการวินิจฉัย ว่าตกลงแล้วอยู่ในอํานาจของศาลทหารจริงหรือไม่ ความชัดเจนผมมีนิดเดียวครับว่า ณ ขณะนี้ถ้ามีคดีแบบนี้เข้ามาในอนาคต ตกลงแล้วถ้าเขาเห็นว่าเรื่องที่ถูกพิจารณาอยู่ใน ศาลทหารไม่น่าจะเป็นอํานาจของศาลทหาร ประชาชนหรือคนที่ถูกฟ้องคดีอยู่ก็สามารถ หยิบเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาให้มีการพิจารณาโดยกรรมการว่าเรื่องนี้ไม่อยู่ในอํานาจของศาลทหาร ได้หรือไม่ นี่เป็นกรณีที่ ๑🔗

ประการที่ ๒ การแก้ไขระยะเวลาการวินิจฉัยชี้ขาด ความจริงผมเห็นด้วย ในร่างมาตรา ๔ ถ้าผมอ่านไม่ผิด ท่านขยายระยะเวลาการวินิจฉัยชี้ขาดจากเดิม ๖๐ วัน บวกอีก ๓๐ วัน บวกอีก ๓๐ วัน เป็นรวมแล้วไม่เกิน ๑๒๐ วัน ผมยกตัวอย่างในบางคดี ที่เกิดขึ้นในอดีต เช่นกรณีการโต้แย้งอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครอง ในกรณีชาวบ้านที่บ้านปุโละปุโย จังหวัดปัตตานี พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ขอร้องค่าเยียวยาเสียหายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดําเนินการ ก็มีการฟ้องต่อศาลยุติธรรม แต่เจ้าหน้าที่ก็โต้แย้งว่าคดีแบบนี้อยู่ในศาลปกครอง ในท้ายที่สุดคดีนั้นใช้ระยะเวลา ๒ ปีกว่า ที่จะมีการวินิจฉัยว่าตกลงแล้วอันนี้อยู่ในกรอบอํานาจของศาลยุติธรรม ฉะนั้นการแก้ไข ระยะเวลาดูดีครับ แต่ระบบไม่ใช่อัตโนมัติแบบนั้น เพราะว่าระบบบอกว่ากรณีเมื่อบอกแล้วว่า อันนี้อยู่ในอํานาจศาลยุติธรรม เป็นเรื่องของผู้ฟ้องคดีจะต้องยื่นคําร้องต่อศาลปกครอง ให้ศาลปกครองโอนคดีไปศาลยุติธรรม ผมพยายามจะอ่านในร่างฉบับนี้ ผมยังไม่เห็นข้อความ ว่าในท้ายที่สุดแล้วกรณีถ้าคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดออกมาแล้วว่าต้องอยู่ในอํานาจของ ศาลใด ตรงนี้ระบบจะโอนไปอัตโนมัติหรือไม่ หรือใครจะต้องเป็นคนดําเนินการแบบใด ไม่อย่างนั้นภาระก็ตกอยู่กับพี่น้องประชาชนอีกนะครับ ฉะนั้นตรงนี้ไม่รู้ว่าได้แก้หรือไม่ หรือมีแนวปฏิบัติอยู่แล้วหรือไม่ แต่ถ้ามีแนวปฏิบัติอยู่แล้วขอความชัดเจนให้พี่น้องประชาชน เข้าใจสักนิดหนึ่งครับ🔗

ประการที่ ๓ เป็นประการสุดท้าย ความจริงผมเห็นด้วยในหลักการที่จะมี การเพิ่มค่าตอบแทนให้กับคณะกรรมการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ ซึ่งท่านมีภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นแน่นอน ผมก็เข้าใจ แต่ก็บังเอิญว่า ดูไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทําไมกฎหมายลักษณะแบบนี้ถึงเข้าสภาช่วงนี้บ่อยจัง สัปดาห์ที่แล้วก็มี พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองก็เข้าสภาพูดถึงเรื่องค่าตอบแทนกรณีที่จะมีการประชุมใหญ่ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ผมไปอ่านบังเอิญเจอแบบนี้ครับ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ มีมติคณะรัฐมนตรีให้เสนอ ร่างฉบับนี้สู่สภา ก็เป็นที่มาของวันนี้ ผมไม่ติดใจ แต่ในวันดังกล่าวคณะรัฐมนตรี ได้รับหลักการพระราชกฤษฎีกาประโยชน์ตอบแทนคณะกรรมการ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. .... ความจริงใช้เงินไม่มาก ประธานกรรมการจากเดิมนั้นเคยได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อไปนี้เป็น ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน กรรมการจาก ๘,๐๐๐ บาท เป็น ๑๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน เลขานุการจาก ๘,๐๐๐ บาท เป็น ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ผู้ช่วยเลขานุการที่ไม่เคยได้จะได้ เพิ่มเติมอีกเป็น ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน ในท้ายที่สุดงบประมาณท่านใช้อีกประมาณปีละล้านกว่าบาทเศษ ผมไม่ติดใจเลย แต่สิ่งที่ผมติดใจก็คือความชอบด้วยกฎหมาย เพราะว่าตัวกฎหมายแม่บท ก็คือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล สภาเรา ยังไม่ได้รับหลักการเลยครับ แต่ตกลงคณะรัฐมนตรีซึ่งอํานาจเป็นของท่านเป็นกฎหมาย ฝ่ายบริหารที่ท่านจะออกพระราชกฤษฎีกา แต่ในเมื่อกฎหมายแม่บทยังไม่มีแล้วการที่ท่าน เตรียมออกพระราชกฤษฎีกาตรงนี้ตกลงท่านทําได้หรือไม่ มันเพราะเหตุใดละครับ ผมคิดว่า ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้กระมัง ขอให้สภาแห่งนี้หรือวุฒิสภาผ่านกฎหมายฉบับนี้ออกไป ก่อนแล้ว ตัวพระราชกฤษฎีกาที่จะพูดถึงค่าตอบแทนต่าง ๆ ก็ตามมาได้ อันนี้ผมคิดว่า เป็นประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งจําเป็นที่ทางผู้ชี้แจงท่านต้องตอบนิดเดียวเพื่องด ความคลางแคลงใจและข้อสงสัยจากพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามหากคําถามของผม หรือข้อสังเกตของผมที่ตั้งไว้ ๓ ประเด็นในวันนี้ได้รับคําตอบ ผมและในนามของ พรรคก้าวไกลก็ยินดีที่จะสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัย ชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพราะเห็นว่าพี่น้องประชาชนจะได้ ประโยชน์ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ครับ🔗

นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดชลบุรี ผมเองได้อ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว ผมเห็นด้วย ในหลักการ แม้ว่าหลักการจะมีอยู่เพียง ๔ ข้อใน ๘ มาตรา แต่อย่างน้อยที่สุดใน ๔ ข้อนี้ ก็มีความหมาย แล้วก็เป็นสิ่งที่ควรได้รับการแก้ไขปรับปรุง ผมอยากเรียนว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมในการที่จะแก้ปัญหา ในเรื่องของความขัดแย้งเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล โดยเฉพาะกฎหมายฉบับนี้ ดังที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงมันเป็นสิ่งหนึ่งที่มีประวัติอันยาวนานพอสมควร ซึ่งนอกเหนือจากในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาความขัดแย้งในเรื่องของเขตอํานาจ ของศาล แล้วก็ในเรื่องของคําสั่งหรือคําพิพากษาที่มีความขัดแย้งกันแล้ว ในอีกส่วนหนึ่ง ที่เป็นวัตถุประสงค์หลักก็คือในเรื่องของการที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของกระบวนการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นในเรื่องของวิธีการชั่วคราวก่อนคําพิพากษาก็ดี หรือว่าในเรื่องของ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับวิธีการในการนําเสนอการพิจารณา แล้วก็การวินิจฉัย ของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล ซึ่งจะทําให้กระบวนการเหล่านี้ ไม่มีปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด แม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นดังที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดถึง แนวโน้มปัญหาจะเกิดขึ้นทวีมากยิ่งขึ้น แล้วก็ปัญหาเหล่านี้ผมคิดว่าการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๐ ก็เป็นกระบวนการหนึ่งที่จะทําให้ การพิจารณา โดยเฉพาะศาลปกครองมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ในมาตรา ๑๐ เป็นเรื่องที่ เดิมกําหนดเอาไว้ว่าให้คู่ความ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกฟ้องสามารถที่จะยื่นคําร้องต่อศาล เพื่อวินิจฉัยในเรื่องของเขตอํานาจศาล โดยให้ดําเนินการก่อนที่มีการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก โดยวิธีพิจารณาของศาลยุติธรรม ศาลทหารอาจจะเป็นแนวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าในส่วนของคดีปกครอง การนั่งพิจารณา ครั้งแรกหมายถึงกระบวนการในการแสวงหาข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นลงแล้ว แล้วก็กําลังที่จะมี การพิจารณาพิพากษา ดังนั้นกระบวนการถ้าหากว่ายื่นคําร้องในช่วงเวลานั้นก็จะทําให้คดี มีความล่าช้าไปค่อนข้างเยอะมาก นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ตรงนี้แล้ว การที่จะให้อํานาจ ศาลที่จะมีการพิจารณาต่อไปหรือไม่ ก็เป็นกระบวนการหนึ่งที่จะให้ดุลยพินิจของศาลดูว่า คดีมันจะมีความล่าช้า มีการประวิงคดีหรือไม่🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสําคัญที่ผมอยากเรียนก็คือกระบวนการในการที่จะ วินิจฉัยคําร้องขอก็มีความยืดหยุ่นที่จะให้มีการขยายระยะเวลาที่จําเป็นได้ ซึ่งตรงนี้ศาล ถ้าหากอนุญาตก็จะต้องบันทึกไว้ในเหตุของความจําเป็นเหล่านี้ ๒ ข้อนี้เป็น ๒ ข้อที่มี ความสําคัญอย่างยิ่งในกระบวนการเหล่านี้ ส่วนในเรื่องของการที่จะทําให้การทํางานของ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น กระผมเอง ก็เห็นด้วย เพราะว่าในทุกกระบวนการของศาลอื่นก็มีการเพิ่มผู้ช่วยเลขานุการเข้าไป จะทําให้การทํางานมีความคล่องตัว มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ส่วนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การมีค่าตอบแทน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นในทุก ๆ กรณีของศาลอื่น หรือว่าองค์กรอื่นเช่นเดียวกัน ที่มีเจ้าหน้าที่แล้วก็ต้องมีค่าตอบแทนให้เขา ส่วนในเรื่องของ ค่าตอบแทนที่จะกําหนด ผมคิดว่าผมอยากให้การดําเนินการในเรื่องนี้มีแนวทางเดียวกัน เราจะเห็นกฎหมายที่มีการนําเสนอต่อสภาแห่งนี้มีการกําหนดตัวเลขที่อาจจะมีความแตกต่าง กันบ้าง ตรงนี้ผมคิดว่าคงจะมีโอกาสได้ไปคุยกันในชั้นคณะกรรมาธิการว่าในแต่ละศาล ควรจะมีมาตรฐานในเรื่องของค่าตอบแทนที่ใกล้เคียงกัน ผมเรียนว่าในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นอกเหนือจากหลักการที่สําคัญแล้ว ผมคิดว่าส่วนที่สําคัญอีกประการหนึ่งที่เป็น การสอดคล้องกับหลักการก็คือในเรื่องนี้จะเป็นเรื่องของการคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี เป็นเรื่องที่บุคคลได้รับผลกระทบจากคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ถึงที่สุดแล้วก็มีความขัดแย้งกัน🔗

อีกประเด็นหนึ่งก็คือในเรื่องของการทําคดีนั้น ผมคิดว่านอกเหนือจากการที่ จะทําให้คดีไม่มีการประวิง ก็ยังทําให้ความรวดเร็วในการพิจารณานั้นเป็นสิ่งที่สําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของประสิทธิภาพ ประชาชนที่มีคดีจะได้รับความเป็นธรรมมาก ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทําให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่สําคัญที่สุด เพราะว่ากระบวนการใด ๆ ก็แล้วแต่ที่ดําเนินการอยู่ทุกวันนี้ ความเป็นธรรม ผมคิดว่าไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดําเนินการของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งหลาย ดังนั้นในหลักการเหล่านี้ผมจึงเห็นด้วยที่จะมีการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านที่ประสงค์จะแสดงความคิดเห็นก็มีแค่ ๒ ท่าน เชิญท่านดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงครับ🔗

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบพระคุณครับ ขอประทานโทษที่ต้องใช้จังหวะนี้ก่อนที่จะมีการลงมติ คิดว่ามีสิ่งที่ ท่านสมาชิกได้ตั้งคําถามที่ดีเอาไว้บางข้อ ผมจะตอบเฉพาะตอนแรกนี้ เดี๋ยวอีกส่วนหนึ่ง ของการโอนคดีซึ่งก็เป็นเรื่องสําคัญ จะขอให้ผู้ที่ปฏิบัติในเรื่องนี้กราบเรียนท่านประธาน แต่ว่าประเด็นเรื่องค่าตอบแทนนั้นท่านสมาชิกได้กล่าวถึงเอาไว้โดยถูกต้อง ขออภัยที่เอ่ยนาม คุณณัฐวุฒิท่านสงสัยว่า ก็กฎหมายมันเพิ่งเสนอเข้ามาในวันนี้ให้มีตําแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ แล้วก็ให้ผู้ช่วยเลขานุการได้เบี้ยประชุม แล้วทําไมรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีไปออก พระราชกฤษฎีกากําหนดอัตราต่าง ๆ เอาไว้แล้ว ตรงนี้ขอกราบเรียนว่าเป็นหลักการที่ คณะรัฐมนตรีได้กําหนดไว้ว่ากฎหมายใดที่เป็นกฎหมายแม่แล้วจะต้องมีกฎหมายลูก ถ้าทําได้ เวลาเสนอมาก็ให้เสนอมาทั้งแม่ทั้งลูกประกบกัน ส่วนจะประกาศใช้อย่างไรนั้นเป็นอีก เรื่องหนึ่ง ในกรณีที่กฎหมายกําหนดว่าจะต้องออกกฎกระทรวง ถ้าเป็นได้ก็อยากให้กระทรวง ได้เสนอตัวร่างกฎกระทรวงเข้ามาให้ดูด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถจะปฏิบัติตามนั้นได้ ทีนี้มาถึงเรื่องนี้พระราชกฤษฎีกากําหนดอัตราเบี้ยประชุมนั้นเป็นกฎหมายลูกที่ไม่ยากอะไร ที่จะทําขึ้น ทางสํานักงานศาลยุติธรรมก็ดี ผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ก็ดี ก็เลยยกร่างประกบกันเข้ามา คณะรัฐมนตรีรับหลักการไปแล้วจริง ๆ แต่ยังไม่ออก และยังไม่ประกาศให้ ด้วยความที่ เคารพอํานาจสภาว่าสภายังไม่เคยบอกเลยว่าจะให้มีตําแหน่งผู้ช่วยเลขานุการหรือไม่ แล้วจะไปกําหนดเบี้ยประชุมของผู้ช่วยเลขานุการได้อย่างไร ส่วนการกําหนดเบี้ยประชุม ของตําแหน่งอื่น เช่น ประธานก็ดี กรรมการก็ดีนั้น เนื่องจากว่ามันมีอัตราเดิมอยู่ ครั้งนี้ จะปรับอัตรา ถ้าหากว่าจะแก้แค่นี้ก็ไม่เป็นไร โดยสรุปก็คือว่าคณะรัฐมนตรีก็ส่งเรื่องไปให้ กฤษฎีกาได้ตรวจ เพื่อจะได้ตรวจรูปแบบ แล้วก็มีประเด็นที่ให้ทางกฤษฎีกาเขาช่วยพิจารณา ด้วยว่าอัตราเบี้ยประชุมนี้ซึ่งที่กําหนดอยู่นี้เป็นการกําหนดแบบเหมาจ่าย คือเดือนหนึ่ง ประชุมกี่หนก็ได้ แต่ว่าได้เบี้ยประชุมเพียงคราวเดียว มันจะถูกไหม เหมาะไหม หรือควรจะ ปรับเป็นรายครั้ง ให้แต่ละครั้งอาจจะลดหย่อนลงอะไรก็ตามไปว่ากันในชั้นกฤษฎีกา แต่เหนืออื่นใดคือแม้ตรวจเสร็จแล้วจะยังไม่ประกาศใช้ จนกว่าร่างพระราชบัญญัติที่นําเสนอ สภาในวันนี้ได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายจึงจะประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ขอรบกวน เวลาท่านประธานอีกนิดหนึ่งให้ผู้ได้ปฏิบัตินั้นชี้แจงว่าการโอนคดี เช่น จากศาลทหาร ไปยังศาลอื่นนั้น ยังสามารถทําได้หรือไม่ อย่างไร สําหรับคดีเก่าคดีที่เกิดค้างคาอยู่ในเวลานี้ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ🔗

นางสาววรมน รามางกูร ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจําสํานักประธาน ศาลฎีกา

กราบเรียนท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน วรมน รามางกูร ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจําสํานักประธานศาลฎีกา ผู้แทนสํานักงาน ศาลยุติธรรม ในการชี้แจงในวันนี้นะคะ ก่อนอื่นอยากจะชี้แจงกระบวนการที่ท่านณัฐวุฒิ ได้สอบถามมาว่ากระบวนการในการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลปัจจุบันทํากัน อย่างไร กระบวนการเป็นไปตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ ของพระราชบัญญัติวินิจฉัยชี้ขาด อํานาจหน้าที่ระหว่างศาลฉบับปัจจุบัน เริ่มเรื่องก็จะมีผู้มาฟ้องคดีต่อศาล ศาลใดศาลหนึ่ง จากนั้นก็จะมีคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคําร้องโต้แย้งเขตอํานาจศาลว่าศาลที่รับฟ้องไว้ ไม่มีอํานาจ ศาลที่มีอํานาจพิจารณาคดีคืออีกศาลหนึ่ง ในกรณีดังกล่าวกฎหมายก็กําหนด ให้ศาลที่รับเรื่องทําความเห็น ทําความเห็นในเรื่องเขตอํานาจศาลว่าเห็นว่าตนเอง มีเขตอํานาจหรือไม่ แล้วก็ให้ส่งความเห็นนั้น พร้อมกับหนังสือไปยังศาลที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง อ้างว่ามีเขตอํานาจเพื่อให้อีกศาลหนึ่งทําความเห็นเช่นกัน หากทั้ง ๒ ศาลมีความเห็นไป ในทิศทางเดียวกันว่าศาลที่รับฟ้องศาลแรกเป็นศาลที่มีเขตอํานาจ ก็ให้ศาลนั้นดําเนิน กระบวนพิจารณาต่อไป แต่ถ้าเห็นพ้องกันว่าศาลที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งโต้แย้งว่ามีอํานาจ เป็นผู้มีอํานาจพิจารณา ศาลต้นเรื่องก็จะทําการโอนหรือจําหน่ายคดีตามแต่จะเห็นสมควร เพื่อให้คู่ความนําคดีไปฟ้องศาลที่มีเขตอํานาจที่ถูกต้องต่อไป กรณีจะมาถึงคณะกรรมการ ชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลเมื่อ ๒ ศาล คือศาลที่รับเรื่องและศาลที่ส่งเรื่องมีความเห็น แตกต่างกันในเรื่องของเขตอํานาจ ฝ่ายธุรการหรือสํานักงานของศาลที่เป็นคนรับเรื่องไว้ แต่แรกก็จะต้องส่งความเห็นของทั้ง ๒ ศาลที่ขัดแย้งกันมายังคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด อํานาจหน้าที่ระหว่างศาล และเมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล วินิจฉัยออกมาเป็นทางใดทางหนึ่งแล้ว หากวินิจฉัยว่าศาลที่รับเรื่องศาลแรกเป็นศาล ที่มีอํานาจก็สามารถดําเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อไปได้เลย แต่หากวินิจฉัยแล้วเห็นว่าศาลที่รับฟ้องไว้เป็นศาลแรก ไม่ใช่ศาลที่มีเขตอํานาจ ก็จะมีหนังสือแจ้ง คําสั่งไปยังศาลนั้นเพื่อให้ศาลนั้นจําหน่ายหรือโอนคดีไปยังศาลที่มีเขตอํานาจตามที่ เห็นสมควร ในส่วนของมาตรา ๗ ที่ท่านสมาชิกได้ตั้งคําถามในร่างพระราชบัญญัตินี้ ได้กําหนดไว้ว่าพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับกับบรรดาคดีที่ได้ยื่นคําร้องไว้แล้วก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่คดีของศาลปกครองหรือศาลอื่นที่ได้ยื่นคําร้องไว้ก่อนที่ พระราชบัญญัตินี้จะใช้บังคับ ที่เราเว้นแต่กรณีของศาลปกครองเนื่องจากว่าเราย่นระยะเวลา เข้ามาในกรณีของศาลปกครอง แต่ยังไม่ได้ยื่นคําร้องต่อศาลเพื่อโต้แย้งเขตอํานาจศาล ตามกฎหมายที่บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยื่นคําร้องภายในกําหนด ระยะเวลา ๑๒๐ วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ก็สรุปว่าในกรณีของศาลทหาร ไม่ใช่กรณีของศาลปกครองที่เราย่นระยะเวลา เพราะฉะนั้นตามมาตรา ๗ ถ้าเป็นกรณี ที่จะโต้แย้งเขตอํานาจของศาลทหารก็สามารถยื่นได้ภายใน ๑๒๐ วันนับจากวันที่ ร่างพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ขอบคุณค่ะ🔗

(นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอเชิญ ท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมนะครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุม นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
พันตํารวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม พันตํารวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา หมายเลข ๑๑๐ ขอแสดงตนครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมายเลข ๑๑๐ แสดงตน เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยนะครับ🔗

นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ ชัยวิสุทธิกุล หมายเลข ๓๗๔ แสดงตนครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมายเลข ๓๗๔ แสดงตน🔗

นายอันวาร์ สาและ ปัตตานี

ท่านประธานครับ หมายเลข ๔๘๑ แสดงตนครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมายเลข ๔๘๑ แสดงตน🔗

นายธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ท่านประธานครับ ธรรมนัส พรหมเผ่า หมายเลข ๑๕๗ แสดงตนครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมายเลข ๑๕๗ แสดงตนนะครับ ท่านสมาชิกที่กําลังเดินเข้าห้องประชุม ขอเชิญใช้สิทธิ แสดงตนนะครับ เนื่องจากว่าท่านสมาชิกของพวกเราได้มีการประชุมกรรมาธิการอยู่เกือบ ทุกห้องนะครับ🔗

นายประเสริฐ บุญเรือง กาฬสินธุ์

ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ บุญเรือง หมายเลข ๒๑๔ แสดงตนครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ประเสริฐ บุญเรือง หมายเลข ๒๑๔ แสดงตนครับ🔗

นายยงยุทธ สุวรรณบุตร สมุทรปราการ

ท่านประธานครับ ผม ยงยุทธ สุวรรณบุตร หมายเลข ๒๘๙ ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมายเลข ๒๘๙ แสดงตน🔗

นายสรอรรถ กลิ่นประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สรอรรถ กลิ่นประทุม หมายเลข ๓๙๖ แสดงตนครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมายเลข ๓๙๖ แสดงตน ยังมีอีกไหม ยังมีนะครับ ท่านสมาชิกเรากําลังทยอยเข้ามา ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตนชูมือให้เห็นด้วยนะครับ ท่านเดินเข้าห้องประชุม แล้วชูมือให้เห็นด้วยจะได้รอท่าน ท่านประธานชวน หลีกภัย แสดงตนนะครับ ท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตน ถ้ามีก็ขอเชิญแสดงตนนะครับ เชิญครับ ด้านหลังยังมี ยกมืออยู่ เชิญครับ ยังเหลืออีกเยอะเลย ท่านสมาชิกท่านใดสามารถใช้บัตรแสดงตนได้ ก็เสียบบัตรกดเลยนะครับ เพราะตอนนี้ยังไม่ได้ปิดแสดงตนครับ ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ก็วิ่งมาจากห้องประชุมกรรมาธิการนะครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขอปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่ช่วยแสดงผลด้วยครับ ขณะนี้ได้มีท่านสมาชิกเข้าร่วมประชุม ๓๖๖ ท่าน บวกอีก ๘ ท่าน มีท่านสมาชิกเข้าร่วมประชุมเป็นจํานวน ๓๗๔ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ท่านสมาชิกครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
พันตํารวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธานครับ หมายเลข ๑๑๐ เห็นด้วยครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมายเลข ๑๑๐ เห็นด้วยนะครับ🔗

นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล หมายเลข ๓๗๔ เห็นด้วยครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เห็นด้วยนะครับ🔗

นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย ชัยภูมิ

ท่านประธานครับ โอชิษฐ์ หมายเลข ๕๐๐ เห็นด้วยครับ🔗

นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา แบบบัญชีรายชื่อ

หมายเลข ๒๕๖ เห็นด้วยค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมายเลข ๒๕๖ เห็นด้วย เจ้าหน้าที่ช่วยบันทึกด้วยนะครับ สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนบ้าง ถ้ามีขอเชิญออกเสียงลงคะแนนนะครับ🔗

นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล ชัยภูมิ

ท่านประธานคะ พรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล หมายเลข ๒๓๔ เห็นด้วยค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมายเลข ๒๓๔ เห็นด้วย ถ้าใช้สิทธิลงคะแนนหมดแล้วผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ แสดงผลด้วยครับ จํานวนผู้ลงมติอยู่ในห้องประชุม ๓๘๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๗๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี ก็สรุปว่าที่ประชุมสภา ผู้แทนราษฎรเรารับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้🔗

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ คณะรัฐมนตรีขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จํานวน ๙ คน ดังนี้ครับ ๑. นายพรภัทร ตันติกุลานันท์ ๒. นางสาววรมน รามางกูร ๓. นางสาวเรวดี ขวัญทองยิ้ม ๔. นายประสาท พงษ์สุวรรณ์ ๕. พันเอก อรรถพล แผ้วพาลชน ๖. นายสุรทิน พิจารณ์ ๗. นายศุภชัย ใจสมุทร ๘. นายสุทัศน์ เงินหมื่น และ ๙. นางสาวกวินนาถ ตาคีย์ ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

สัดส่วน กรรมาธิการของคณะรัฐมนตรี ๙ ท่าน ครบนะครับ ดังนั้นสัดส่วนกรรมาธิการของ แต่ละพรรคการเมือง เป็นดังนี้ พรรคเพื่อไทย จํานวน ๘ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ จํานวน ๗ ท่าน พรรคภูมิใจไทย จํานวน ๔ ท่าน พรรคก้าวไกล จํานวน ๔ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ จํานวน ๓ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา จํานวน ๑ ท่าน พรรคเสรีรวมไทย จํานวน ๑ ท่าน พรรคประชาชาติ จํานวน ๑ ท่าน พรรคเศรษฐกิจใหม่ จํานวน ๑ ท่าน ขอเชิญแต่ละ พรรคการเมืองได้เสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการตามสัดส่วน และขอผู้รับรองตามข้อบังคับ ด้วยนะครับ เชิญตัวแทนพรรคเพื่อไทยเสนอกรรมาธิการครับ🔗

นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ขอเสนอ รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาด อํานาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคเพื่อไทยจํานวน ๘ ท่านค่ะ ๑. นายวัฒวุฒิ ศรีบุรินทร์ ๒. นายจํานงค์ ไชยมงคล ๓. นายธนิก มาสีพิทักษ์ ๔. นายนิรมิต สุจารี ๕. นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ ๖. นายณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี ๗. นายชุมสาย ศรียาภัย ๘. นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญตัวแทนพรรคพลังประชารัฐเสนอ จํานวน ๗ ท่านครับ🔗

นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ ดิฉัน กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ จํานวน ๗ ท่านค่ะ ๑. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ๒. นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ๓. นายอนุชา น้อยวงศ์ ๔. นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ๕. นายวรณัฐ ศรีสุริยชัย ๖. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ๗. นายทศพล เพ็งส้ม ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญตัวแทนพรรคภูมิใจไทย จํานวน ๔ ท่านครับ🔗

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๗ พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเสนอชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย จํานวน ๔ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นายวิรัช พันธุมะผล ๒. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ ๓. นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ และ ๔. นายมารุต มัสยวาณิช ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญพรรคก้าวไกลครับ🔗

นายทศพร ทองศิริ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายทศพร ทองศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชาวราษฎร์บูรณะ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคก้าวไกล จํานวน ๔ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๒. นายนิติพล ผิวเหมาะ ๓. นายเอกพงษ์ สารน้อย ๔. นางสาวสมลักษณ์ จัดกระบวนพล ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญพรรคประชาธิปัตย์ครับ🔗

นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ในสัดส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ ๓ ท่าน ดังนี้ ๑. นายอิสสระ สมชัย ๒. นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ ๓. นายภูมิสิทธิ์ มาประจง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่านครับ🔗

นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สุพรรณบุรี

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอ นายอภิวัชร บัวพันธ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่านครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน ขอเสนอ นายสิทธิชัย หอมศิริวรรณ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญพรรคประชาชาติครับ🔗

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของ พรรคประชาชาติ ๑ ท่าน คือนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคเศรษฐกิจใหม่ ๑ ท่าน เชิญครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคเศรษฐกิจใหม่ จํานวน ๑ ท่าน คือนายอภิวัฒน์ อากาศฤกษ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอผู้รับรอง ให้มันชัดเจนหน่อย ช่วย ๆ กันหน่อยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ เชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗

นายสุชาติ โรจน์ทองคํา รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ๑. นายพรภัทร ตันติกุลานันท์ ๒. นางสาววรมน รามางกูร ๓. นางสาวเรวดี ขวัญทองยิ้ม ๔. นายประสาท พงษ์สุวรรณ์ ๕. พันเอก อรรถพล แผ้วพาลชน ๖. นายสุรทิน พิจารณ์ ๗. นายศุภชัย ใจสมุทร ๘. นายสุทัศน์ เงินหมื่น ๙. นางสาวกวินนาถ ตาคีย์ ๑๐. นายวัฒวุฒิ ศรีบุรินทร์ ๑๑. นายจํานงค์ ไชยมงคล ๑๒. นายธนิก มาสีพิทักษ์ ๑๓. นายนิรมิต สุจารี ๑๔. นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ ๑๕. นายณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี ๑๖. นายชุมสาย ศรียาภัย ๑๗. นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ๑๘. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ๑๙. นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ๒๐. นายอนุชา น้อยวงศ์ ๒๑. นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ๒๒. นายวรณัฐ ศรีสุริยชัย ๒๓. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ๒๔. นายทศพล เพ็งส้ม ๒๕. นายวิรัช พันธุมะผล ๒๖. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ ๒๗. นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ๒๘. นายมารุต มัสยวาณิช ๒๙. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๓๐. นายนิติพล ผิวเหมาะ ๓๑. นายเอกพงษ์ สารน้อย ๓๒. นางสาวสมลักษณ์ จัดกระบวนพล ๓๓. นายอิสสระ สมชัย ๓๔. นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ ๓๕. นายภูมิสิทธิ์ มาประจง ๓๖. นายอภิวัชร บัวพันธ์ ๓๗. นายสิทธิชัย หอมศิริวรรณ ๓๘. นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ๓๙. นายอภิวัฒน์ อากาศฤกษ์🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอเชิญ กําหนดระยะเวลาแปรญัตติครับ ประธานวิป (Whip) กําหนดระยะเวลาแปรญัตติครับ🔗

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอเวลาแปรญัตติ ๗ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ก็ถือว่าการพิจารณาพระราชบัญญัติฉบับนี้ถือว่าจบเป็นที่เรียบร้อย ต้องขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับ ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน🔗

๒. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

ซึ่งคณะรัฐมนตรีวันนี้ได้มอบหมายท่านสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง เป็นผู้มาแถลงหลักการและเหตุผล🔗

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาตามมาตรา ๑๓๓ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้นําเสนอรายงานการรับฟังความคิดเห็น ของผู้ที่เกี่ยวข้อง และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายมาเพื่อ ประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และรายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ได้จัดวางตามที่นั่งของ ท่านสมาชิกแล้วนะครับ🔗

ด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ก็ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนจากกรมสรรพากรเข้าร่วมชี้แจง ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาผมจึงได้พิจารณาอนุญาต ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๖ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุมนะครับ ๑. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ๒. นายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร ๓. นางสาววีณา ลิ่มสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กรมสรรพากร ขอเชิญท่านรัฐมนตรี ได้แถลงหลักการและเหตุผลครับ เชิญครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี ให้นําเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้🔗

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรดังต่อไปนี้🔗

๑. แก้ไขเพิ่มเติมให้การดําเนินการเกี่ยวกับเอกสารหลักฐานหรือหนังสือ อื่นใดตามประมวลรัษฎากร สามารถดําเนินการด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓ โสฬส)🔗

๒. แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคําว่า “สินค้า” และเพิ่มบทนิยามคําว่า “บริการ ทางอิเล็กทรอนิกส์” และคําว่า “อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม” (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗๗/๑ (๙) และเพิ่มเติมมาตรา ๗๗/๑ (๑๐/๑) และ (๑๐/๒))🔗

๓. แก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการ ทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศแก่ผู้ใช้ซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยคํานวณจาก ภาษีขาย โดยไม่ให้หักภาษีซื้อ และกําหนดให้ผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ (เพิ่มมาตรา ๘๒/๑๓ วรรคสอง และวรรคสาม)🔗

๔. แก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่ของผู้จ่ายเงินในการนําส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม และหน้าที่ของผู้ประกอบการในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการให้บริการ ทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศแก่ผู้ใช้ซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๘๓/๖ (๒) และมาตรา ๘๕/๓ (๒)🔗

๕. กําหนดให้การดําเนินการทางทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกระทําโดย กระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ (เพิ่มมาตรา ๘๕/๒๐))🔗

๖. กําหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ให้บริการทาง อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศออกใบกํากับภาษี (เพิ่มมาตรา ๘๖/๑ (๑/๑))🔗

เหตุผล โดยที่ปัจจุบันมีการใช้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ มากขึ้น สมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการให้บริการ ทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรโดยผู้ใช้ ซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้มีความเหมาะสมกับรูปแบบการประกอบธุรกิจ และการใช้บริการดังกล่าว นอกจากนี้สมควรปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการมี การใช้ หรือการจัดทําเอกสารหลักฐานหรือหนังสืออื่นใดตามประมวลรัษฎากรให้สามารถดําเนินการ ด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออํานวยความสะดวกแก่ประชาชนและเพิ่ม ความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธาน ที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล รัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสําคัญสรุปได้ ดังนี้🔗

๑. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓ โสฬส ให้บรรดาหมายเรียกหนังสือแจ้งให้ เสียภาษีแบบใบกํากับภาษี รายงาน เอกสารหลักฐานหรือหนังสืออื่นใด รวมทั้งบรรดา เอกสารหลักฐานหรือหนังสือที่กรมสรรพากรต้องใช้ในการติดต่อกับผู้เสียภาษีหรือบุคคลใด หรือผู้เสียภาษี หรือบุคคลใดต้องใช้ในการติดต่อกับกรมสรรพากรสามารถดําเนินการ ด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยต้องมีการออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับการจัดทํา การส่ง การรับ และการเก็บรักษา เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์🔗

๒. ยกเลิกนิยาม คําว่า สินค้า เดิมและกําหนดนิยามขึ้นใหม่ โดยกําหนดให้ สินค้า ไม่รวมทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่าง ส่งมอบผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่าย ทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด🔗

๓. เพิ่มเติมนิยาม (๑๐/๑) บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ และ (๑๐/๒) อิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์มของมาตรา ๗๗/๑🔗

บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ หมายความว่า บริการที่ส่งมอบโดยผ่านทาง เครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด ซึ่งลักษณะของการบริการ เป็นไปโดยอัตโนมัติในสาระสําคัญ โดยบริการดังกล่าวไม่สามารถกระทําได้หากปราศจาก เทคโนโลยีสารสนเทศ🔗

อิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์ม หมายความว่า ตลาด ช่องทาง หรือกระบวนการ อื่นใดที่ผู้ให้บริการหลายรายใช้ในการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้รับบริการ🔗

๔. เพิ่มเติมวรรคสองและวรรคสามของมาตรา ๘๒/๑๓ ซึ่งกําหนดเกี่ยวกับ การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร🔗

โดยวรรคสอง กําหนดให้ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ จากต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรโดยผู้ใช้ซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการ จดทะเบียนผู้ประกอบการอีเซอร์วิส (e-Service) เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม🔗

และวรรคสาม เป็นการกําหนดให้ผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์🔗

๕. แก้ไข (๒) ของวรรคหนึ่ง ของมาตรา ๘๓/๖ ซึ่งกําหนดให้ผู้จ่ายเงิน ค่าสินค้าหรือค่าบริการให้กับผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการจากต่างประเทศมีหน้าที่นําส่งเงิน ภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยกําหนดให้ส่งเฉพาะกรณีที่ผู้ใช้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน และกรณีที่ ผู้ประกอบการให้บริการอื่นนอกจากบริการทางอิเล็กทรอนิกส์🔗

๖. แก้ไข (๒) ของวรรคหนึ่ง มาตรา ๘๕/๓ ซึ่งกําหนดให้ผู้ประกอบการ ที่ให้บริการจากต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรไม่ต้องจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวเฉพาะกรณีที่ผู้ใช้ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน หรือกรณีที่ผู้ประกอบการให้บริการอื่นนอกจากบริการ ทางอิเล็กทรอนิกส์🔗

๗. เพิ่มมาตรา ๘๕/๒๐ โดยให้มีอํานาจออกกฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขของกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้แทนการดําเนินการเกี่ยวกับ ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในปัจจุบัน🔗

๘. เพิ่มเติม (๑/๑) ของมาตรา ๘๖/๑ ซึ่งห้ามมิให้ผู้ประกอบการ บางประเภทออกใบกํากับภาษี โดยมิให้ผู้ประกอบการอีเซอร์วิส (e-Service) ตามพระราชบัญญัตินี้ออกใบกํากับภาษี🔗

๙. กําหนดให้พระราชบัญญัติที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังคงใช้บังคับต่อไปในการจัดเก็บภาษีที่ค้างอยู่ หรือพึงชําระ ก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้🔗

๑๐. กําหนดให้บรรดาประกาศที่ออกตามมาตรา ๓ โสฬส เดิมให้ยังคง ใช้บังคับต่อไปได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ จนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมขอเรียนว่า ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้มีประโยชน์ ดังนี้🔗

๑. ส่งเสริมให้ความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและความเป็นธรรม ในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการที่อยู่ในราชอาณาจักรและนอกราชอาณาจักร โดยให้มี ภาระภาษีมูลค่าเพิ่มเท่าเทียมกัน🔗

๒. ทําให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมีความสอดคล้องกับกิจกรรม ทางเศรษฐกิจและรูปแบบการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน🔗

๓. สามารถนําข้อมูลที่ได้รับจากการประกอบการนอกราชอาณาจักร มาใช้ประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีและให้บริการแก่ผู้เสียภาษีได้🔗

๔. อํานวยความสะดวกให้แก่ธุรกิจและประชาชน และลดต้นทุนในการจัดทํา เอกสารหลักฐานหรือหนังสืออื่นใดเกี่ยวกับภาษีอากร โดยให้สามารถจัดทําด้วยกระบวนการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้🔗

๕. อํานวยรายได้ให้แก่รัฐ โดยคาดว่าจะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้อีกประมาณ ปีละ ๕,๐๐๐ ล้านบาท🔗

ท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ สุดท้ายนี้ กระผม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรจะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีให้บริการ ทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศอีเซอร์วิส (e-Service) ต่อไป ขอขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไปเป็นท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แสดงความจํานงที่จะขอ อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อไปเชิญท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ตามด้วยท่านเกียรติ สิทธีอมร พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร เตรียมตัวล่วงหน้า เชิญท่านเท่าพิภพครับ🔗

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกล ขอบคุณท่านประธานครับ วันนี้ ผมจะขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งทางคณะรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการสันติได้อธิบายไปเมื่อสักครู่นะครับ ซึ่งกระผมเองเป็นคนรุ่นใหม่ที่ติดตามประเด็นนี้ร่วมกับพรรคก้าวไกลมานานว่าประเทศไทยเรา ทุกวันนี้คนไทยหรือท่าน ๆ เอง ประชาชนทุกคน รวมถึงกระผมเองตื่นเช้ามาอย่างแรกที่จะทํา ไม่ได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์อีกต่อไป เราทําสิ่งแรกคือเราเข้าเฟซบุ๊ก (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) หรือไลน์ (LINE) เพื่อเช็ก (Check) ข่าวสารต่าง ๆ หรือใช้ในการสื่อสารกับ เพื่อนร่วมงาน ทั้งหมดนี้ที่เราใช้ไป คนทั่วไปก็อาจจะคิดว่ามันฟรี แต่ที่แท้จริงแล้วเอาง่าย ๆ แค่ตอนที่เราดูในฟีด เฟซบุ๊ก (Feed Facebook) เรา แล้วเราเห็นว่าอะไรที่ไม่ใช่เพื่อนเรา หรือเป็นโฆษณาขายของ ล้วนแล้วจ่ายค่าโฆษณาให้กับบริษัทเหล่านั้นหรือแพลตฟอร์ม (Platform) เหล่านั้นทั้งสิ้น ก็จะอธิบายง่าย ๆ นะครับท่านประธานว่ากฎหมายฉบับนี้ มันเป็นการแก้ปัญหาที่ค่อนข้างจะเป็นปัญหาที่เรื้อรัง แล้วก็ไม่มีทางแก้ไข ไม่เฉพาะ ในประเทศไทยเอง หลาย ๆ ประเทศก็พยายามที่จะเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ กูเกิล (Google) เฟซบุ๊ก (Facebook) อเมซอน (Amazon) หรือถ้าในประเทศไทยเราจะมีพวก ลาซาด้า (Lazada) ที่เป็นชอปปิง ออนไลน์ (Shopping Online) ก็ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่ ต่างประเทศและเป็นเครือข่ายธุรกิจข้ามชาติที่ใหญ่โต กฎหมายแต่ละประเทศ รวมถึง ประเทศไทยเองก็ล้าหลังไม่สามารถจะจัดเก็บภาษีบริษัทเหล่านี้ได้ ทั้งที่บริษัทอย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) เองมีมูลค่ากําไรต่อปีแทบจะเยอะเท่ากับงบประมาณของประเทศเรา แต่เขา เสียภาษีธุรกิจแค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง เป็นไปได้อย่างไร ดังนั้นประมวลรัษฎากรฉบับนี้ ที่จัดเก็บแวต (VAT) หรือว่าภาษีมูลค่าเพิ่มก็ถือว่าเป็นทางออกแรกที่ดี และเพื่อเป็นการที่จะ ช่วยผู้ผลิตเกมหรือผู้ผลิตแพลตฟอร์ม (Platform) ดําเนินการแพลตฟอร์ม (Platform) ในประเทศไทยที่เขาตั้งบริษัทในประเทศไทยเขาต้องเสียคอร์เปอเรต แทกซ์ (Corporate tax) หรือภาษีนิติบุคคล แล้วเขาต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก มีความสามารถในการแข่งขันกับ ธุรกิจข้ามชาติเหล่านี้ได้ ซึ่งการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างยิ่ง ทั้งทางด้านการที่จะทําให้เราเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ฮับ (Electronics Hub) หรือว่าในเรื่องของ อีสปอร์ต (e-Sport) เราก็อยากเป็นอีสปอร์ต ฮับ (e-Sport Hub) ของเซาท์ อีสต์ เอเชีย (South East Asia) เช่นกัน ซึ่งปี ๒๐๑๙ มีการประมาณว่าธุรกิจอีสปอร์ต (e-Sport) จะเติบโตถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมว่าในปีนี้อาจจะไม่ได้ตามเลขนั้น ถ้าได้สัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ปาฏิหาริย์ เนื่องจากวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) มีเม็ดเงินหมุนเวียนเกือบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้โดยมากจะเป็นเกมที่ใช้มือถือฉลาดหรือขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษเรียกว่า สมาร์ตโฟน (Smartphone) พวกแท็บเล็ต (Tablet) จะเป็นส่วนมาก ซึ่งบริษัทเหล่านี้ ก็จะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างเทนเซนต์ (Tencent) ที่เป็นบริษัทจากประเทศจีนที่ผลิตเกม มาเยอะมากมาย แล้วก็จะมีการเติมเกมเยอะมาก ถ้าไปดูลูกหลาน ถ้าตรุษจีนมาให้อั่งเปาไป ถามว่าเอาเงินไปใช้อะไรอาตี๋น้อย ไม่รู้หรอกครับท่านประธาน สุดท้ายไปอยู่ในเกมหมด ซื้อของ ซื้อออปชัน (Option) อะไรต่าง ๆ แต่แล้วเงินพวกนี้ก็เป็นเงินที่ออกไปนอกประเทศ โดย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าการปรับปรุงประมวลกฎหมายนี้อย่างน้อยก็จะช่วย ผู้ประกอบการประเทศไทย แล้วก็ช่วยรัฐบาลในการจัดเก็บภาษี เป็นฐานภาษีใหม่ ๆ ที่เพิ่ม มากขึ้น ผมก็หวังว่าวันหนึ่งถ้าคณะรัฐมนตรีนี้มีความจริงใจอย่างแท้จริงก็อยากจะให้หา ฐานภาษีใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีก อย่างเช่นการเก็บที่บริษัทจากต่างประเทศเลยก็ดี เพราะการเก็บแวต (VAT) มันก็เป็น การผลักภาระให้กับผู้บริโภคคนไทยอยู่ดี จากผมเคยซื้อเติมเกมส์ (Games) ๑๐๐ บาท เดี๋ยวบริษัทต่างชาติเขาก็ไปบวกแวต (VAT) มาเพิ่มนั่นแหละครับ สุดท้ายก็คือเป็นคนไทย ที่จ่าย บริษัทต่างชาติรับเต็มอยู่ดี ซึ่งตรงนี้เองในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลก็จะมี ส.ส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่เป็น ส.ส. ที่ผมเชื่อว่าชาวบางแคภาคภูมิใจ เป็น ส.ส. ที่เก่ง เรื่องอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุดในสภาแห่งนี้แล้ว รวมถึงผู้มีประสบการณ์ทางกฎหมาย อย่างท่าน ส.ส. สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ก็จะได้มาอธิบายในส่วนของหลักการและเหตุผล และข้อเสนอแนะของพรรคก้าวไกลต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเกียรติครับ🔗

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออภิปราย ในแง่ของร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ประเด็นที่สําคัญ ก็คือว่าแนวคิดของการที่จะเข้าไปเก็บภาษีให้ทั่วถึงผมคิดว่าในโลกนี้ไม่มีใครขวาง เห็นด้วย หมดครับ แต่ต้องถามว่าสิ่งที่ร่างมานี้มันตอบโจทย์หรือไม่ หลาย ๆ ท่านยังสับสนอยู่ เพื่อความเข้าใจของท่านประธานเอง ผมจะอธิบายนิดหนึ่ง ฉบับนี้ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับ เรื่องค้าสินค้าเลย พูดถึงเรื่องค้าภาคบริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และมีการเพิ่มคําจํากัดความ ให้ครอบคลุมมากขึ้น เดิมคําจํากัดความ คํานิยามมันไม่ครบ ไม่ทันกับสมัย ไม่ทันกับโลก ณ วันนี้มีการเพิ่มคํานิยามเข้าไปให้ครอบคลุมถึงการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอันนี้ หมายถึงอะไรครับ ในชีวิตจริงก็ประมาณเกมส์ (Games) หนัง หนังสือ ซอฟต์แวร์ (Software) ให้บริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อีกอันหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่สําคัญมากก็คือ แพลตฟอร์ม (Platform) เดิมไม่มี วันนี้ใส่คําว่าแพลตฟอร์ม อิเล็กทรอนิกส์ (Platform Electronics) เข้าไป ซึ่งหมายถึงเป็นตลาดที่เราไปค้าสินค้า ผู้ประกอบการในไทยไปค้าสินค้า เดิมเลยถ้าเป็นการซื้อขายบริการระหว่างผู้ประกอบการต่างประเทศกับในประเทศ เป็นอย่างไรเป็นอย่างนั้นเลย ตอนนี้ไม่เปลี่ยน ก็คือภาระของการส่งภาษีวีเอที (VAT) อยู่ที่ ผู้ประกอบการในประเทศ แต่ถ้าเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ต่างประเทศให้บริการกับผู้บริโภค ในประเทศ ณ วันนี้ เดิมเป็นผู้บริโภคในประเทศเป็นผู้ต้องนําส่งภาษี แต่มันไม่เวิร์ก (Work) มันไม่ทํางาน ก็ตอนนี้บอกว่าถ้าอย่างนั้นพวกที่อยู่ต่างประเทศแล้วขายบริการมาในประเทศ ขอให้เป็นคนต้องไปขึ้นทะเบียนจดภาษีแวต (VAT) ว่าอย่างนั้นเถอะ ผ่านออนไลน์ (Online) และมีหน้าที่นําภาษีวีเอที (VAT) หรือภาษีมูลค่าเพิ่มนําส่งให้ทางการไทย คําถามมีอยู่ว่า ระบบที่เขียนมามันจะใช้การได้หรือไม่เดี๋ยวผมจะว่าต่อไปนะครับ แล้วส่วนที่เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ก็เหมือนกัน ก็ต้องมีการขึ้นทะเบียนจะได้มีตัวผู้รับผิดชอบ ทีนี้ผมอยากจะชี้ ประเด็นปัญหาอย่างนี้นะครับ ผมมีข้อสังเกต มีข้อกังวลอยู่พอสมควร ผมกลัวว่า ความพยายามที่จะทันโลกของเรามันจะบังคับใช้ได้หรือไม่ ลองฟังดูนะครับ ในกรณีบีทูซี (B2C) จากผู้ประกอบการต่างประเทศมาถึงผู้บริโภคในประเทศไทย คําถามมีอยู่ว่าถ้าเขา ไม่ไปจดทะเบียน ไม่ขึ้นทะเบียน ท่านบังคับเขาได้ไหม จะบังคับอย่างไร ท่านจะรู้ได้อย่างไร อันนี้มันลงไปถึงประเด็นปัญหาทางเทคนิคด้วย ผมไม่ทราบท่านคุยกับ กสทช. หรือเปล่า แต่เครื่องไม้เครื่องมือทางเทคนิคของเรามันพร้อมหรือยังที่จะทําให้เรารู้ข้อมูลทุกอย่าง เบื้องลึกแล้วส่งต่อให้สรรพากร แล้วสรรพากรไปไล่เช็กบิล (Check Bill) กับผู้ประกอบการ เหล่านี้ รู้หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ เพราะวันก่อนผมในฐานะประธานอนุซีพีทีพีพี (CPTPP) เราไล่ดูประเด็นนี้ แล้วเชิญทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้ามา เชิญทั้ง สรรพากรเข้ามา เชิญแม้กระทั่งทาง กสทช. เอง ไม่มีเครื่องมือ เราเป็นมัลติเกตเวย์ (Multi Gateway) เกตเวย์ (Gateway) ของเรามีเยอะมากเลยครับ ใครคุมตรงไหน อํานาจ ทางกฎหมายมีหรือไม่ ไม่ชัดนะครับ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวท่านออกประมวลรัษฎากรฉบับนี้ ปรับแก้ไปอย่างนี้เดี๋ยวจะเป็นหมันนะครับ ในทางปฏิบัติทําไม่ได้แล้วจะเกิดปัญหาขึ้น ต่อไปอีก อีกประการหนึ่งก็คือว่าท่านยังไม่ได้ออกกฎกระทรวง เพราะเมื่อไรคิดอะไรไม่ออกเดี๋ยวไป ว่ากันในกฎกระทรวงเรื่องเกณฑ์ต่าง ๆ กฎกระทรวงของเรื่องนี้สําคัญมากเลยครับ ในรายละเอียดว่าในทางปฏิบัติทําได้หรือไม่ พอดีท่านไม่ได้แนบมาก็เลยไม่รู้ว่าจะทําได้ หรือไม่ ถ้าจดทะเบียนง่ายก็พอเป็นไปได้ ที่ท่านบอกว่าจะเก็บได้อีก ๕,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะพอเป็นไปได้ แต่ถ้ามันจดแล้วยุ่งยากไม่สามารถทําออนไลน์ (Online) ได้ หรือทํา ออนไลน์ (Online) ได้ แต่มีข้อจํากัดขึ้นมาก็จะเป็นปัญหาอีกเช่นกัน อันนี้เป็นในส่วนบีทูซี (B2C) ผมคิดว่ายังมีปัญหาอยู่ ทีนี้ในกรณีแพลตฟอร์ม (Platform) ก็คือพูดง่าย ๆ เป็นตลาดกลางให้ทุกคนในประเทศไทยทั้งผู้บริโภค ทั้งผู้ค้าใช้เป็นตลาดร่วม เป็นภาษาง่าย ๆ ท่านประธานจะได้เข้าใจ และประชาชนที่ฟังทางบ้านจะได้เข้าใจด้วย ท่านไปเขียนว่า แพลตฟอร์ม (Platform) มีหน้าที่และรับผิดเช่นเดียวกับผู้ประกอบการ ถ้าเขาไม่ยอม ทําอย่างไร ถ้าเขาไม่รับทําอย่างไร แล้วท่านไปเขียนในประมวลรัษฎากรด้วยที่ท่านเสนอร่าง แก้ไขมาว่าเสียวีเอที (VAT) เสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการทุกรายรวมกัน และท่าน ระบุไปด้วยว่าไม่ต้องแยกรายละเอียดแต่ละราย ถามหน่อยทําไมครับ การไม่แยกรายละเอียด แต่ละรายทําให้ท่านไม่มีข้อมูลเลยที่จะไปตรวจสอบว่ามีรายใดบ้างที่ไม่ได้นําภาษีส่ง ทางการไทย เหมารวมเลย ทําไมเขียนอย่างนั้น ตรงนี้ผมก็แปลกใจ ในการบังคับใช้ผมก็ เกรงว่าท่านจะไม่ได้ผล ไม่ได้เป้าหมายที่ท่านเขียนไว้ การบังคับใช้ผมก็ยังนึกไม่ออกว่า ท่านจะทําด้วยวิธีไหน อันนี้อยู่ในมาตรา ๖ ในกรณีที่ท่านสงสัย ทุกแพลตฟอร์ม (Platform) ผมมีโอกาสพบครับ เขาบอกเขาพร้อมขอให้มีกฎหมายรองรับและมีกฎหมายที่ปฏิบัติได้ โดยไม่เป็นภาระ ทีนี้ท่านไปลดภาระเขาเกินไปหรือเปล่า ให้เขารวมทุกรายแล้วจ่ายส่งทีเดียว แทนที่จะแต่ละราย ทีนี้ก็มีปัญหาเรื่องข้อมูลอีกครับ ข้อมูลทางการค้าของแต่ละราย เขาพร้อมที่จะให้ทางแพลตฟอร์ม (Platform) รับรู้และเป็นผู้นําส่งหรือเปล่า ตรงนี้ ผมเกรงว่าในทางปฏิบัติอาจจะมีปัญหามากมายเลยครับว่าจะมีผู้ประกอบการที่เป็น แพลตฟอร์ม (Platform) รายใหญ่ผมคงไม่ติดใจ แต่รายเล็กรายน้อยหรือรายที่จะเกิดขึ้นใหม่ อาจจะไม่พร้อมที่จะปฏิบัติตาม อันนี้ก็จะเป็นปัญหาได้ ทีนี้ก็มีอีกกรณีหนึ่ง ในความเป็นจริงเลย มีการซื้อสินค้าและบริการไปในธุรกรรมเดียวกัน ท่านเขียนไว้ไม่ครอบคลุม ขออนุญาต ท่านประธานอีกนิดเดียวเพราะว่ามีสาระที่มีนัยสําคัญ กรณีซื้อขายสินค้าพร้อมบริการ ท่านทําอย่างไร ในนี้ผมรู้สึกท่านไม่ได้เขียนไว้ครับ ไม่ได้เขียนไว้เลย แต่ในชีวิตจริงมีครับ มีหลายกรณี ผมซื้อสินค้าบวกบริการด้วย จะทําอย่างไรกันดี การตรวจสอบย้อนหลัง ท่านทําไม่ได้เลยครับ ท่านไม่เอาข้อมูล ผมก็ไม่ทราบว่าท่านจะรู้จํานวนผู้ประกอบการ รายชื่อผู้ประกอบการ จํานวนยอดขายของแต่ละรายได้อย่างไร ตรงนี้คือข้อสังเกต ในทั้ง ๒ หมวดใหญ่ ๆ ก็คือบีทูซี (B2C) จากผู้บริการในต่างประเทศมาถึงผู้บริโภคในไทย และกรณีของการเป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ที่ท่านนิยามเพิ่มเติมไว้ ทีนี้มาดูบทลงโทษ บทลงโทษผมก็ต้องไปอิงมาตราเดิม มาตรา ๘๙ ของประมวลรัษฎากร ก็มีทั้งแพ่งและอาญา ผมไม่ลงรายละเอียด คําถามมีอยู่ว่าคนอยู่ต่างประเทศท่านบังคับเรื่องอาญาอย่างไรครับ แล้วแพ่งด้วย บังคับวิธีไหนดี ก็ยังไม่มีความชัดเจน อยากขอคําตอบท่านด้วย ปัญหาสุดท้าย เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าใหญ่ที่สุด ก็คือความเหลื่อมล้ําของผู้ประกอบการที่จดทะเบียน ในประเทศไทย กับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ท่านประธานทราบไหมครับ วันนี้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในประเทศไทยจ่ายภาษีอะไรบ้าง จ่ายทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องนําส่ง และจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่าย ก็คือกําไรล่วงหน้าขอไปก่อน สรรพากรรับไปก่อน และมีภาษีอื่น ๆ ภาษีธุรกิจเฉพาะ บางกรณีมีภาษีท้องถิ่น แต่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน ในต่างประเทศเสียเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม คําถามมีอยู่ว่าถ้าเป็นอย่างนั้น ถ้าระบบกฎหมาย ของประเทศไทยเป็นอย่างนี้ผมเฮโลกันไปจดทะเบียนในต่างประเทศเลยครับ เพราะผมอยู่ในประเทศไทยจดทะเบียนในประเทศไทยเริ่มต้นก็แข่งไม่ได้แล้วครับ ภาระทางภาษีที่ผมต้องเสียมากกว่ากับการที่ผมไปจดทะเบียนในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน จดทะเบียนในต่างประเทศง่าย ไม่ยากเลยนะครับ เมื่อไรก็แล้วแต่ถ้าทําให้เกิดความเหลื่อมล้ํา ระหว่างผู้ประกอบการประเทศไทยกับผู้ประกอบการต่างประเทศ เขาไปต่างประเทศครับ แล้วในเฉพาะเรื่องอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ง่ายมากเลยครับ ฉะนั้นที่ท่านร่างมาทั้งหมด มันยังไม่มีคําตอบ ถามว่าประเทศอื่นนึกถึงเรื่องอื่นบ้างหรือเปล่า ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ ประเทศอื่นเขาไปไกลกว่านี้เยอะแล้ว เขาใช้คําว่าดิจิทัล แทกซ์ (Digital tax) เขาไม่คิดเรื่องโครงสร้างภาษีพื้นฐานที่เรากําลังทํากันอยู่ เขาไป ดิจิทัล แทกซ์ (Digital tax) แล้ว ผมยกตัวอย่างนะครับ ในสหราชอาณาจักร ๒ เปอร์เซ็นต์ของธุรกรรมเลย ประเทศอินโดนีเซียประเทศอยู่ตรงนี้ไปไกลกว่าเราเยอะนะครับ เขาเก็บทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม เก็บล่วงหน้าภาษีรายได้ด้วยสําหรับอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ทุกกรณี และของเขา พูดชัดเจน กฎหมายเขาชัดเจนเลยนะครับ ถ้าไม่ปฏิบัติตามทั้งบล็อก ทั้งแบน (Ban) เพราะเขาสามารถควบคุมเกตเวย์ (Gateway) ได้ วันนี้ถ้าท่านประธานถามกรมสรรพากร กรมสรรพากรบอกไม่ทราบเหมือนกัน บล็อกได้ไหมหรือไม่ได้ ก็ต้องไปถาม กสทช. พอถาม กสทช. กสทช. ก็ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับนโยบายกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นี่คือ ปัญหาที่เราไม่คุยกันและหาข้อยุติที่ดีที่สุด ประเทศฝรั่งเศส ๓ เปอร์เซ็นต์ ดิจิทัล เซล แทกซ์ (Digital Sale Tax) ประเทศแคนาดา ประเทศเบลเยียม ๓ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน กําลังศึกษาอยู่ คําถามมันมีอยู่ว่าพวกเราศึกษามาดีแค่ไหน ของเราที่ยังเสนอเข้าสภานี้ผมว่าพื้นฐานมาก ในขณะที่หลายประเทศในโลกเขาไปไกลกว่านี้มากแล้ว ผมก็ต้องแสดงความกังวลตรงนี้ นะครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านเกียรติ ช่วยสรุปด้วยนะครับ🔗

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

เพราะฉะนั้นผมอยากจะเห็น มีการปรับปรุงในกรรมาธิการนะครับ ต้องไม่ให้ผู้ประกอบการประเทศไทยเสียเปรียบ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในต่างประเทศในเรื่องของโครงสร้างและการเก็บภาษีทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม และประเทศไทยต้องได้ประโยชน์จากข้อมูลทางธุรกรรม ทางการค้าเพื่อประโยชน์ในการกํากับดูแล เพราะฉะนั้นอยากเห็นความพยายามที่เรา ไล่ทันโลกแปลความมาเป็นกฎหมายที่สามารถนําไปปฏิบัติได้และมีประสิทธิภาพในการกํากับ ดูแลครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่าน พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญครับ🔗

พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็นอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สิ่งแรกที่ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

สไลด์ (Slide) ผมมี ประมาณ ๖-๘ แผ่น ใช้เวลาให้พอดีนะครับ ในสไลด์ (Slide) จะบอกถึงหน้าที่ของภาษีต่าง ๆ นะครับ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ เป็นเรื่องของภาษีที่เราควรจะต้องชําระกัน แล้วก็ในการจัดเก็บภาษีซึ่งมี ๕ ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาษีบุคคล ภาษีเงินได้ นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่กําลังจะเก็บทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็อากรต่าง ๆ ในพระราชบัญญัตินี้มุ่งเน้นถึง มาตรา ๓ แต่ก่อนที่จะไป มาตรา ๓ ผมอยากจะบอกเลยว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ทําการรับฟังความคิดเห็นน้อยมาก ดูเอกสารว่ากฎหมายกําหนดให้ เจ้าของคือกระทรวงการคลังต้องทําการรับฟังความคิดเห็นประชาชน ท่านไปดูสิครับว่า การรับฟัง ๒ ครั้ง ในเว็บไซต์ (Website) ในวันที่ ๑๔ ถึงวันที่ ๒๙ มกราคม ซึ่งใช้เวลา ๑๖ วัน และมีผู้เข้าไปชม ๑๖๙ ราย กับ ๓๕๗ ราย แต่ผู้แสดงความคิดเห็นมีแค่ ๙ ราย แล้วก็เห็นด้วย ๔ ราย ไม่เห็นด้วย ๕ ราย นี่คือสิ่งที่ประชาชนขาดการมีส่วนร่วม อย่างชัดเจนนะครับ อันนี้อันหนึ่งครับ แต่ในส่วนของการเติบโตทางดิจิทัล (Digital) ผมบอกได้เลยว่าเศรษฐกิจของดิจิทัล (Digital) ประเทศไทยมีมูลค่า ๑.๖ หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐครับ และมีอัตราเฉลี่ยการเติบโตแน่นอน มากกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าในปี ๒๐๒๕ มันน่าจะไปถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โควิด-๑๙ (COVID-19) เอฟเฟกต์ (Effect) ไม่มีเลย ไม่มีเอฟเฟกต์ (Effect) เลยครับ เพราะมันจะมีวาลู (Value) ที่เกิดจากเอฟเฟกต์ (Effect) ของโควิด-๑๙ (COVID-19) แน่นอน มันจะทําตัวปริมาณมันขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระทรวงการคลังกําลังแก้ไข เพิ่มเติมในมาตรา ๓ โสฬส มันก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรานี้ โดยเฉพาะใน ๑๓ มาตรา ที่สําคัญ ๆ ก็คือการกําหนดหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะเรื่องของการใช้อิเล็กทรอนิกส์ คือให้อํานาจรัฐมนตรีเพื่อออก แล้วก็เป็นเรื่องของคํานิยาม และในมาตรา ๓ มาตรา ๙ และคํานิยามเฉพาะใน มาตรา ๔ มาตรา ๕ แล้วก็การเพิ่มบทบัญญัติบางบทบัญญัติ ในมาตราต่าง ๆ จะเห็นว่ามีคํานิยามที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคํานิยามต่าง ๆ แต่สิ่งสําคัญ ที่ไปกําหนดผู้ประกอบการ ตรงนี้จะมองเห็นว่าประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการใน ๑๓ มาตรา ต้องการอะไรครับ ต้องการที่จะเก็บภาษีจากผู้ใช้ซึ่งไม่ใช่ผู้ประกอบการ ที่ลงทะเบียน คือใครครับ คือประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ลงทะเบียนหรือผู้ประกอบการในธุรกิจ ต่าง ๆ แล้วก็ต้องการจัดเก็บภาษีในลักษณะที่ให้มีมูลค่าดีแต่วิธีการจัดเก็บสิ่งที่กําลังทําให้เกิด เป็นปัญหา ในเรื่องของมาตรานี้มันจะเป็นเรื่องของการส่งภาษี ทีนี้ผมจะพูดไปถึงว่า มาตราพวกนี้เป็นธุรกิจดิจิทัล (Digital) ที่เป็นอยู่บนรากหญ้าของประเทศไทย เดิมเรามีธุรกิจ ที่เป็นธุรกิจปกติอยู่แล้ว ๑๐๐ ขณะนี้การเคลื่อนของดิจิทัล อีโคโนมิก (Digital Economic) เข้ามา ๓๐ แล้วครับ แล้วมันจะเติบโตเป็น ๕๐ กับ ๕๐ เพิ่มขึ้น ฉะนั้นตัวสําคัญตรงนี้ครับ คือ สินค้าที่เป็นรูปร่างอิเล็กทรอนิกส์ที่จะให้บริการแก่ผู้ให้บริการ รัฐจะต้องออกรูปแบบของ การเก็บภาษีอิเล็กทรอนิกส์อย่างไรเมื่อตรากฎหมายแล้ว โดยเน้นจากผู้จ่ายหรือผู้ชําระ ในแพลตฟอร์ม (Platform) ช่องทางในประเทศก่อนเป็นอันดับแรก โดยมิให้การจ่ายนี้ จากผู้รับบริการโดยเด็ดขาด แต่จะหักแวต (VAT) จากต้นทุนนะครับ วิธีการ ผมยกตัวอย่าง ง่าย ๆ เหมือนท่านที่จะต้องจ่ายภาษี โดยกดไปอาลีบาบา (Alibaba) สิ่งที่สําคัญคือ ท่านจะต้องผ่านการดาวน์โหลด (Download) ทุกอย่างมาจากระบบแพลตฟอร์ม (Platform) ทั้งหมด แต่สิ่งสําคัญคือท่านต้องผ่านการชําระเงิน สถาบันการเงินทุกครั้ง ท่านดูในบัตรเครดิตท่าน ท่านจะมีรหัสพิเศษเพื่อกดเงินให้ผ่าน ฉะนั้นสถาบันการเงิน นี่แหละครับคือตัวดีที่จะเป็นตัวตัดภาษี เพราะฉะนั้น ๗ เปอร์เซ็นต์นี้ก็ต้องถูกตัดที่ สถาบันการเงิน จะต้องคอร์เปอเรต (Corporate) ตรงนี้ให้ได้เมื่อมีการกําหนดราคาแล้ว ห้ามหักจากผู้จ่าย ผู้ชําระหรือซื้อสินค้าเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ (Entertainment) ไม่ว่าเป็นสินค้าบริโภค การศึกษาหรือระบบการเงินที่ซื้อ แต่ตัวสถาบัน การเงิน เช่น วีซา (Visa) เอเม็กซ์ (Amex) หรือแบงก์เครดิต (Bank Credit) ต่าง ๆ จะต้องอยู่ในความควบคุมของกระทรวงการคลังแล้วตัดเงินตรงนี้เมื่อเรารูดหรือกดโค้ด (Code) รหัสเพื่อจ่ายเงินบนมือถือ พอจ่ายปั๊บ ๑๐๐ บาท ๗ บาทต้องเข้ากระทรวงการคลัง ทันทีครับ อย่าทิ้งไว้อย่างนั้นครับ ไม่อย่างนั้นเงินจะไม่ได้ ผมแนะนําตรงนี้ อันที่ ๒ ถัดไปครับ ในประเด็นถัดไปคือเรื่องการเยียวยา ผมเคยใช้แอปพลิเคชัน (Application) จากมือถือครับ ขอดาวน์โหลด (Download) แอปพลิเคชัน (Application) มาแอปพลิเคชัน (Application) หนึ่ง ปรากฏว่าให้กําหนดใช้ ๗ วันฟรี แต่ไม่ได้ดูหมายเหตุแค่ปลายนิ้ว มันบอกว่ามันจะรัน (Run) อัตโนมัติครับท่าน แล้วมันก็เก็บเงินเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท จากแอปพลิเคชัน (Application) ไป ๓ เดือน กว่าจะรู้เขาเรียกบิล (Bill) มาอีกเดือนหนึ่ง แล้วกว่าจะโทรศัพท์ ไปสํานักงานใหญ่ ไม่มีใครคุ้มครองครับ สถาบันการเงินก็ไม่คุ้มครอง โทรศัพท์ไปถึง ตัวสํานักงานใหญ่ที่ประเทศสิงคโปร์ก็ไม่คุ้มครอง และไม่แก้ให้ด้วย ต้องยกเลิกบัตรเครดิตนั้น เลยถึงจะตัดไม่ให้เงิน เสียไปเลยครับ ๓,๐๐๐ บาทฟรี ๆ เพราะอะไร เพราะอัตโนมัติครับ นี่คือสิ่งที่รัฐต้องคุ้มครองและดูแลประชาชนให้ได้ ผมฝากไว้ตรงนี้ว่าถ้าออกหลักการ ในกฎหมายที่รัฐมนตรีจะออกหลักเกณฑ์และวิธีการจะต้องครอบคลุมและเยียวยาผู้ที่เป็น ผู้มิใช่ผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนก็คือประชาชนอย่างครบถ้วน ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ก่อนที่ท่านอรรถกรจะอภิปราย ต่อจากท่านอรรถกรก็เป็นท่านชลน่าน ศรีแก้ว ท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ท่านนิคม บุญวิเศษ และท่านภาสกร เงินเจริญกุล เชิญท่านอรรถกรครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งกระผมมองว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องที่ดี เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้มีความคิดที่จะ ไม่ยอมเสียเปรียบให้กับบริษัทธุรกิจข้ามชาติอีกต่อไป บริษัทต่าง ๆ ที่เข้ามาทํากําไร แต่กลับมีค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้กับประเทศไทยของเรานั้นเพียงน้อยนิด หรือว่าจ่ายภาษี ให้ประเทศของเราเป็นจํานวนน้อยมาก ๆ โดยเฉพาะในธุรกิจในยุคดิจิทัล (Digital) แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้การบริการผ่านทางออนไลน์ (Online) การขายสินค้าผ่านช่องทาง ออนไลน์ (Online) หรือแม้แต่กระทั่งการที่จะเป็นนายหน้าในการบริการให้การจองห้องพักก็ดี ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันและเชื่อว่าในอนาคตธุรกิจที่ใช้แพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ เหล่านี้จะยิ่งมีจํานวนมากขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจากเทคโนโลยีที่สามารถ รองรับให้ทําธุรกิจประเภทนี้ได้มีความรวดเร็ว มีความเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั่วทุกหนทุกแห่ง ถ้าผมจะยกตัวอย่างบางบริษัทระดับโลกง่าย ๆ ในประเทศไทย เฟซบุ๊ก (Facebook) ในประเทศไทยมีบัญชีผู้ใช้มากกว่า ๕๐ ล้านคน เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) มาอยู่ในประเทศไทย ไม่กี่ปีมีผู้ใช้โดยประมาณมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน ผู้ใช้มีจํานวนปริมาณมาก โดยสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือสาระสําคัญของการกําหนดให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เหล่านี้ กฎหมายฉบับนี้จะบังคับให้บริษัทต่าง ๆ จะต้องจดทะเบียน หรือขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากรจึงจะสามารถประกอบธุรกิจในประเทศได้ ในกรณีที่ บริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ไปจดทะเบียนเซิร์ฟเวอร์ (Server) ก็จะถูกปิดไม่สามารถให้บริการได้ ถึงแม้ว่าตัวเซิร์ฟเวอร์ (Server) หลักหรือว่าฐานบัญชาการจะอยู่ในต่างประเทศก็ตาม ท่านประธานที่เคารพครับ ทุกวันนี้เชื่อไหมว่าบางครั้งผู้บริโภค ผู้ซื้อที่เป็นคนไทย เราซื้อ เราใช้บริการจากบริษัทเหล่านี้โดยที่เรายังไม่ทราบเลยว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ใช่บริษัทของคนไทย ถึงแม้ว่าเราจะมีการรณรงค์ให้กิน ให้เที่ยว ให้ใช้ของในประเทศก็ตาม เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ ในโลกไซเบอร์ (Cyber) ในแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เขามีให้บริการมันดูเหมือนประหนึ่งว่า เจ้าของธุรกิจเป็นเจ้าของโดยคนไทย โดยเฉพาะในแวดวงของการกําหนดอัตราภาษีเพื่อใช้กับ บริษัทที่ทําธุรกิจข้ามชาติเหล่านี้ต้องกราบเรียนว่าในประเทศต่าง ๆ ก็จะออกมาตรการ ที่คล้าย ๆ กัน แต่ไม่เหมือนกัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะรับมือกับการที่มีบริษัท หลายบริษัทอาศัยช่องว่างที่จะไม่ต้องทําการเสียภาษี ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เพราะก่อนหน้านี้ก็มีมาตรการที่เขาเรียกว่ากูเกิล แทกซ์ โมเดล (Council tax model) เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งทางประเทศอังกฤษได้ออกกฎหมายบังคับใช้ครับ ทําให้ที่สหราชอาณาจักรสามารถ เก็บภาษีจากธุรกิจตามแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ประเทศออสเตรเลียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความตื่นตัว ซึ่งก็ได้ใช้กฎหมาย ที่ใกล้เคียงกัน โดยทางประเทศออสเตรเลียได้เก็บภาษีบริษัทธุรกรรมข้ามชาติต่าง ๆ เหล่านี้ อยู่ที่ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามครับ ผมต้องขออนุญาตนําเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรี ท่านผู้บริหารกระทรวงว่าเรื่องนี้มีความสําคัญ แล้วก็เป็นประโยชน์ครับ แต่ประเด็นที่ขอให้ท่านไม่มองข้ามก็คือว่าประเทศของเรายังมีสตาร์ตอัป (Startup) ยังมี บริษัทที่กําลังเริ่มธุรกิจเล็ก ๆ โดยการใช้แพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ เขากําลังจะไป ด้วยดี ขอให้กฎหมายฉบับนี้คํานึงถึงว่าจะไม่เป็นกําแพงที่ไปกีดกั้นความสามารถของเขา หรือไปกีดกั้นโอกาสของเขา ก็อาจจะทําการยกเว้นในบางบริษัทที่เป็นของประเทศไทย ผมขออนุญาตอีกนิดเดียว ขออนุญาตยกตัวอย่าง ทางรัฐบาลก็คาดว่าจะเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ในส่วนนี้ได้ประมาณ ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังมีข้อมูล ยังมีประเด็นถึง การออกกฎหมายจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริการอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนของประเทศ ในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ต้องขอขอบคุณท่าน ส.ส. สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ที่ท่านได้นําข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ให้ผมได้มาชี้แจงในสภาแห่งนี้ ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์มีการบังคับใช้ กฎหมาย มีผลบังคับใช้วันที่ ๑ มกราคมของปีที่ผ่านมา ประเทศมาเลเซีย ๑ มกราคม ปี ๒๕๖๓ เหมือนกัน ประเทศอินโดนีเซียกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ที่ผ่านมา และประเทศฟิลิปปินส์กําลังอยู่ในช่วงของการเสนอกฎหมาย และเชื่อว่าต้นปีหน้า กฎหมายฉบับนี้ก็จะถูกบังคับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ แล้วถ้าเราดูผลสําเร็จ ที่คาดว่าจะได้รับในประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ข้อ ๑ สร้างความเป็นธรรมในการเสียภาษี ระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและผู้ประกอบการต่างประเทศ ข้อ ๒ ทําให้แนวทาง การจัดเก็บภาษีสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล (Digital) และรูปแบบการดําเนินธุรกิจ ในยุคปัจจุบัน ข้อ ๓ อํานวยรายได้ให้แก่รัฐให้สามารถจัดเก็บเงินได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ มากกว่า ๖๐ ประเทศทั่วโลกได้ออกกฎหมายที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนํามาใช้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นวันนี้ผมมองว่าวันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทางรัฐบาล โดยเฉพาะ ทางกระทรวงการคลังได้คํานึงและเสนอกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ให้พวกเราพี่น้อง ส.ส. ได้พิจารณาร่วมกัน สุดท้ายครับท่านประธานครับ ผมยืนยันนะครับว่า มาตรการต่าง ๆ จะดีจะร้ายขนาดไหนก็ตาม ผมขอให้ทาง ครม. คํานึงไปถึงผู้บริโภคว่า ผู้ซื้อสินค้าต่าง ๆ ว่าถ้าท่านเพิ่มเพดานภาษีตรงนี้ สิ่งที่ผู้บริโภค ผู้ใช้สินค้า ผู้รับการบริการ จะได้รับผลกระทบอย่างไร ยังเป็นคําตอบ ขอกราบขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชลน่าน ศรีแก้ว เชิญครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดน่าน ขอบคุณท่านประธานครับที่ได้อนุญาตให้ผมได้มีโอกาส อภิปรายในวาระรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรี โดยท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านสันติ พร้อมพัฒน์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้กรุณานําเสนอหลักการและเหตุผลต่อสภา ท่านประธานที่เคารพครับ โดยหลักการและเหตุผลผมเองต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ โดยรวมผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าประเทศเราควรจะต้องปรับบรรดากฎหมายที่ไม่ทันสมัย ที่ล้าหลัง โดยเฉพาะกฎหมายที่ล้าหลังต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผมเองจําเป็นที่จะต้องลุกขึ้นอภิปราย เพราะว่าได้รับความกรุณาจากท่านรัฐมนตรี แล้วก็ท่านอธิบดีกรมสรรพากรได้มอบหมายให้ผู้แทนของกรมได้มาชี้แจงต่อคณะกรรมการ ประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านเมื่อตอนเช้าที่ผ่านมาถึงหลักการและเหตุผลที่มาที่ไป ของกฎหมายฉบับนี้ ผลประโยชน์ที่จะได้รับ ข้อห่วงใยต่าง ๆ พวกเราคณะกรรมการก็ได้ สอบถามกันอย่างพอสมควร ประเด็นหลักการและเหตุผลที่แถลงมันมีรายละเอียดปลีกย่อย ผมมีเวลาน้อย ขออนุญาตตั้งข้อสังเกต เหตุที่ท่านบอกต้องเสนอกฎหมายฉบับนี้เพื่อลด ช่องว่างของการจัดเก็บรายได้จากผู้ประกอบการที่อยู่ต่างประเทศทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ เดิมเราไม่มีโอกาสจัดเก็บรายได้จากคนกลุ่มนี้เลย โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่เราเรียกว่า โอเวอร์ เดอะ ทอป (Over the top) ขออภัยที่ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นประกอบการที่เป็น ผู้ให้บริการแบบไม่มีเครือข่ายของตัวเองอยู่ภายในประเทศนั้น ๆ เยอะครับ ตรงนี้เยอะมาก เป็นการให้บริการโดยตรง เดิมนี่เราสามารถจัดเก็บผู้ประกอบการที่จดทะเบียนประกอบการ ในที่นี้มี ๒ ลักษณะ ๑. เป็นผู้ประกอบการทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ๒. เป็นผู้ประกอบการ อิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์ม (Electronics platform) ๒ ลักษณะ เดิมนี่เราสามารถจัดเก็บ ภายในประเทศเราได้เท่านั้นเอง เนื่องจากว่าเราเก็บเฉพาะผู้ที่จดทะเบียนเป็นผู้เสียภาษี ถ้ามีรายได้ต่อปี ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปก็ต้องมาจดทะเบียน เป็นการบังคับสภาพบังคับ ภายในของเราก็เสียภาษีเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ท่านต้องการลดช่องว่างตรงนี้ ผู้ประกอบการ ต่างประเทศที่มีการให้บริการกับผู้บริโภคภายในประเทศเราโดยตรงไม่ผ่านผู้ประกอบการ จดทะเบียน อาจจะผ่านผู้ประกอบการที่ไม่จดทะเบียนหรือผู้ใช้บริการโดยตรง ประชาชน คนทั่วไปใช้โดยตรง เดิมเราไม่มีฐานภาษีจากตรงนี้เลยท่านก็เลยออกกฎหมายฉบับนี้มาแก้ไข ช่องว่างตรงนี้ โดยบังคับหรือเขียนกฎหมายให้ผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ต่างประเทศ ผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์ม (Electronics platform) ต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนในฐานะที่ท่านเป็นผู้ให้บริการในประเทศไทย อันนั้นคือหลักการ แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ในการที่จะทําตามหลักการนั้นท่านก็ไปเอื้ออํานวย เรื่องของพวกนิยามต่าง ๆ พวกเงื่อนไขต่าง ๆ ในการที่จะขึ้นทะเบียน เช่น ต้องผ่าน สื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ ไม่จําเป็นต้องใช้ลักษณะของการส่งเอกสารหรือกระดาษอะไรต่าง ๆ ก็เอื้ออํานวยกันไป แล้วมีบทลงโทษ ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปที่น่าสังเกต และน่านําไปสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการมากที่สุด ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ท่านเกียรติ สิทธีอมร ท่านเป็นผู้รู้จริงในเรื่องนี้ ข้อห่วงใยหลายเรื่องท่านมีวัตถุประสงค์ หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการในประเทศ และต่างประเทศ ผู้ประกอบการในที่นี้หมายถึงผู้ประกอบการทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็ อิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์ม (Electronics platform) แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นในขณะนี้ ท่านมองมุมเดียว บอกว่าถ้าเก็บภาษีเขาได้ก็จะสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันกับ ผู้ประกอบการภายในประเทศได้ ท่านมองมุมนั้นมุมเดียว แต่สิ่งที่ท่านสมาชิกพูดไป ท่านไม่มอง บอกว่าผู้ประกอบการภายในประเทศที่เขาต้องรับภาษีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีแวต (VAT) ภาษีนิติบุคคล หัก ณ ที่จ่ายกําไรเขา ภาษีท้องถิ่นอะไร เยอะแยะไปหมด เขาเหล่านั้นเมื่อเจอสภาพนี้ เมื่อท่านอนุญาตให้คนจดทะเบียนต่างประเทศ เข้ามาทํามาหากินภายในประเทศได้เขาเลือกได้ครับ ก็ไปมีที่ตั้งสํานักงานต่างประเทศ ก็จดทะเบียนค้าขายภายในประเทศ อันนี้น่าห่วงมาก ถ้าไม่มีมาตรการรองรับการแข่งขัน ที่บอกว่าจะเป็นธรรม ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าจะทําลาย ความชอบธรรมของผู้ประกอบการภายในประเทศ โดยเฉพาะหน่ออ่อนทั้งหลาย บรรดา สตาร์ตอัป (Startup) ทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นมาตายอย่างเดียว ท่านคิดมุมนี้หรือเปล่า ประเด็นที่ ๒ สิ่งที่ท่านคิดนี่คิดเพียงจะเก็บภาษีแวต (VAT) จากภาษีขายโดยไม่หักภาษีซื้อ จากผู้ประกอบการ เป็นผู้จ่ายภาษี เป็นผู้เก็บภาษีให้กับรัฐไทย แน่นอนครับคนจ่ายภาษี ก็คือพี่น้องประชาชนผู้ใช้ คือผู้ใช้และผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียน ๒ กลุ่มนี้จะต้องเป็น คนจ่ายเงินเข้าไป ผู้ประกอบการต่างประเทศถ้าจดทะเบียนแล้วก็เอาภาษีนั้นมาส่งให้กับ รัฐประเทศไทยเรา สิ่งที่มองตรงนี้มันเป็นวิธีการธรรมดาที่หลายประเทศเขาไม่นิยมใช้ สิ่งที่ท่านเกียรติ เสนอนี่ ขออนุญาตเอ่ยนาม ผมว่าลองไปดูในหลักการเขาสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ไหม ดิจิทัล แทกซ์ (Digital tax) ที่พูดถึงนี่ครับ ดิจิทัล แทกซ์ (Digital tax) ที่พูดถึงมันเชิงระบบ ไม่มุ่งเฉพาะภาษีขาย ในประเด็นที่เป็นห่วง เหตุที่ต้องเสนออย่างนี้เพราะว่าผมถามตัวแทน ของกรมสรรพากรที่มาชี้แจงต่อวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ผมถามว่าสภาพบังคับตามกฎหมาย เป็นไปได้หรือไม่ มันมีกฎหมายต่างประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องไหม กฎหมายว่าด้วย ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เกี่ยวข้องไหม ถึงแม้จะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่เกี่ยวกับภาษีนําเข้า แต่ว่า การตอบโต้ทางการค้าและเกิดมีปัญหากันมันจะเกิดขึ้น มันมีปัญหาทางกฎหมายอื่นไหม กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีแล้วก็ท่านอธิบดีช่วยตอบประเด็นนี้ด้วยว่า มันจะมีปัญหาเกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ สภาพบังคับถ้าเขา ไม่จดทะเบียนท่านมีอะไรจะจัดการเขา ผมขอเวลานิดเดียวท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ สมาชิกได้บอกว่าก็จัดการเรื่องบล็อก เรื่องของแบน (Ban) ตรงนี้ทําได้ไหม และใคร ได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ ท่านรองไปบล็อก ไปแบน (Ban) สิครับ ผู้บริโภค ภายในประเทศเราเดือดร้อนนะครับ และท่านจะกลายเป็น สมัยนี้ศัพท์ที่ฮิตที่สุดเขาเรียก ทัวร์ลง ทัวร์จะลงที่อธิบดีกรมสรรพากร ท่านลองไปบล็อกดูสิครับ เพราะฉะนั้นมิติเหล่านี้ ท่านต้องคิดให้รอบคอบ ผมเห็นด้วยกับหลักการโดยรวมนะครับ ถ้าไปดูหลักการ หัวข้อ ถ้ามันสามารถเติมเต็มด้วยโดยที่ไม่ขัดกับหลักการ ผมคิดว่าวิธีการต้องเปลี่ยน ในนี้ครับ ต้องเปลี่ยน จากคําว่า แวต (VAT) อย่างเดียวไปเปลี่ยนเป็นดิจิทัล แทกซ์ (Digital tax) ได้ไหม เพราะผมดูแล้วบางครั้งหลักการเขียนค่อนข้างมีความจําเพาะมาก เปลี่ยนไป จดทะเบียนเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะภาษีขาย ไม่หักภาษีซื้อ อันนี้หลักการเขียนอย่างนี้ทําให้ ขยับไม่ได้ ถ้าขยับไม่ได้มันจําเป็นต้องเริ่มต้น เราก็ยินดีครับว่ากฎหมายฉบับนี้ผ่านไปก่อน แต่ ฝากกรรมาธิการไปเขียนข้อสังเกตไว้แนบท้ายเลยว่าควรจะยกร่างเพิ่มเติมแก้ไขหลักการ ให้ครอบคลุมเรื่องของดิจิทัล แทกซ์ (Digital tax) ต้องเสนอมาอย่างนี้ แล้วทําเข้ามาใหม่ได้ ไม่จําเป็นต้องถอน เริ่มต้นอาจจะทําแบบนี้ก่อนก็ได้เพื่อการเรียนรู้ เพื่อหาประสบการณ์ แต่ว่าข้อสังเกตกรรมาธิการฝากไว้เขียนว่าอะไรที่ดีกว่านี้ศึกษาจากแต่ละประเทศที่เขาทํากัน เขียนมาเป็นข้อสังเกตมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา สมาชิกเมื่อพิจารณาแล้วส่งให้รัฐบาล ท่านก็สามารถหยิบเอาข้อสังเกตที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรและไปยกร่างเป็นกฎหมาย แก้ไขเพิ่มเติมมาอีกฉบับหนึ่งก็ได้ ผมว่าน่าจะเกิดประโยชน์สุด🔗

ประการสุดท้ายครับท่านประธาน เกรงใจท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ สภาพบังคับเรื่องโทษ ท่านเขียนมาในมาตรานี้กฎหมายฉบับนี้มีทั้งหมด ๑๓ มาตรา มาตรา ๑ มาตรา ๒ ไม่ว่า ตั้งแต่มาตรา ๓ ถึง มาตรา ๑๐ เป็นเกี่ยวกับเขียนให้สอดรับ กับหลักการ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ เป็นบทเฉพาะกาล มาตราที่มีบทกําหนดโทษอยู่ใน มาตรา ๙ การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติอันเป็นความผิด และต้องระวางโทษตามมาตราที่เกี่ยวข้องด้วย เอากฎกระทรวงไปบังคับให้ได้รับโทษอาญา ผมไม่แน่ใจว่าคนที่เขาไม่อยู่ในราชอาณาจักรไทย จะมีสภาพบังคับหรือไม่ เหมืองทองอัคราโดนมาแล้ว เหมืองทองอัคราไปออกกฎไปตาม อํานาจคําสั่งที่ไม่เป็นกฎหมายที่ผ่านสภา เขาฟ้องครับ อนุญาโตตุลาการฟ้อง ขณะนี้ เป็นคดีอยู่ ยังไม่ยอมเขียนเรื่องอวอร์ด (Award) หรือคําวินิจฉัยชี้ขาดออกมาเท่านั้นเอง กฎกระทรวงสามารถที่จะไปเอาโทษ ไปบังคับโทษตามกฎหมายที่เขาเขียนได้หรือไม่ ผมไม่แน่ใจ ต้องพิจารณา ฝากกรรมาธิการด้วยครับ โดยสรุปท่านประธานครับ เห็นด้วย ในหลักการพื้นฐานทั้งหมดเพื่ออุดช่องว่างและเป็นการพัฒนากฎหมายเพื่อพัฒนา เรื่องผู้ประกอบการ แต่อย่าลืมมองมุมกลับว่าผู้ประกอบการนั้นเขาจะได้หรือจะ เสียประโยชน์อะไร เห็นด้วยหลักการโดยรวม ขอรับหลักการ แล้วก็ฝากกรรมาธิการตามที่ ผมกราบเรียนไป วาระที่ ๒ วาระที่ ๓ เรามาดูกันอีกครั้งหนึ่ง กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปเชิญ ท่านสิริพงศ์ครับ🔗

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนว่าทันทีที่ผมได้เห็นข่าว เรื่องกระทรวงการคลังจะได้ยื่นแก้ไขประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นี้ ผมต้อง กราบเรียนว่าผมมีความรู้สึกชื่นชม แล้วก็ดีใจที่จะได้เห็นกฎหมายลักษณะนี้ สาเหตุที่ชื่นชม และดีใจก็เพราะว่าถ้าท่านสมาชิกทุกท่านจําได้ก็คือเมื่อประมาณสัก ๓-๔ เดือนที่แล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนมากได้ยื่นญัตติในลักษณะนี้ คือมีข้อกังวลจากผู้แทน และมีข้อกังวลจากชาวบ้านว่าในปัจจุบันในโลกของการค้าที่มันเปลี่ยนไปนั้นมีความได้เปรียบ และเสียเปรียบกันเกิดขึ้น ยกตัวอย่าง วันนี้ผู้ประกอบการที่อยู่ออนกราวนด์ (On ground) หรือคนที่เปิดบริษัทห้างร้านธรรมดาทั่วไปนั้นเขายังจําเป็นจะต้องเสียภาษีทุกอย่างตามระบบ ในขณะที่คนที่ขายของออนไลน์ (Online) บางบริษัทบางรูปแบบแทบจะไม่มีการเสียภาษีเลย แต่วันนี้เราก็ต้องทําความเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ยื่นเข้ามานั้นเป็นการเก็บภาษีวีเอที (VAT) ลักษณะใด ต้องบอกว่าวันนี้ถ้าซื้อของออนไลน์ (Online) หรือปลายทางส่งมาถึงเรา ภาษีตัวนี้ไม่ได้รวมอยู่ในนั้น ภาษีอีเซอร์วิส (e-Service) ที่เขาพูดมันมีตัวไหนบ้าง ผมก็จะ ยกตัวอย่างให้ท่านประธานให้ฟังพอสังเขปครับ อย่างเช่น การโฆษณาทางเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือทางกูเกิล (Google) ต่าง ๆ ที่เงินโฆษณาในประเทศไทยมันหายไป แล้วก็ไปใช้ ไปซื้อบริการเหล่านี้ ส่วนนี้จะต้องส่งภาษีวีเอที (VAT) ดูหนัง ฟังเพลง เราทราบ กันดีตั้งแต่ช่วงโควิด-๑๙ (COVID-19) ฮิต (Hit) มาก ไม่ว่าจะเป็นเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) สโพติฟาย (Spotify) ที่เราเสียเงินรายเดือน ซึ่งที่ผ่านมาผมไม่เคยเสียภาษีเลย ลักษณะนี้ ที่เขาจะต้องเสียอีเซอร์วิส (e-Service) เกมส์ (Games) อย่างที่ท่าน ส.ส. บางท่าน ได้อภิปรายไปแล้ว การโหลดแอปพลิเคชัน (Application) การซื้อของในเกมส์ (Games) อย่างนี้ต้องเสียภาษีอีเซอร์วิส (e-Service) การจองที่พัก ซึ่งปัจจุบันเราทราบกันดีว่า ตลาดนายหน้าสําหรับจองที่พัก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เราเสียให้กับ ต่างชาติไปแล้ว ค่านายหน้าส่วนต่างที่เขาเก็บจากผู้ประกอบการตรงนี้เขาต้องส่งภาษี อีเซอร์วิส (e-Service) ที่เรากําลังนิยมมากก็คือฟูด เดลิเวอรี (Food Delivery) ที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นแกร็บ (Grab) ฟูดแพนด้า (Food Panda) ลาลามูฟ (Lalamove) ที่เรา ใช้บริการไลน์แมน (LINE Man) ที่เราใช้บริการเขาอาจจะไม่ได้เก็บอีเซอร์วิส (e-Service) จากค่าขนส่ง แต่เขาจะเก็บจากจีพี (GP) หรือส่วนแบ่งกําไร อันนี้ต้องนําส่ง อีเซอร์วิส (e-Service) โดยหลักการเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันจะเป็นก้าวแรกที่มันทําให้เรามี ฐานข้อมูลว่าข้อมูลทางด้านภาษีของเรานั้นที่เราควรจะเก็บได้แต่วันนี้มันยังเก็บไม่ได้ เนื่องจากมันมีข้อกําหนดทางกฎหมายหลาย ๆ อย่าง มันคืออะไร ภาษีตัวนี้จะเป็นประตู บานแรกเข้าไปสู่การเก็บภาษีดิจิทัล แทกซ์ (Digital tax) สิ่งนี้ผมถึงบอกว่าผมมีความชื่นชม ยินดีที่จะทําให้คนที่ค้าออนไลน์ (Online) กับคนที่ค้าอยู่บนพื้นดินมีความเท่าเทียมกัน ผมมีความยินดีที่จะเห็นผู้ค้าต่างชาติกับผู้ค้าประเทศไทยมีความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่าผู้ค้าผู้ผลิตที่เป็นคนไทยเสียภาษีทุกชนิดถูกต้อง แต่ผู้ค้าต่างชาติไม่เสียอะไรเลย แต่อย่างไรก็ดีครับ วันนี้มันยังมีข้อกังวลอยู่หลายข้อซึ่งผมคิดว่าท่านสมาชิกได้อภิปรายไป จํานวนมากแล้ว อย่างหนึ่งที่ฟังมาเหมือนกันครับ คือภาษีวีเอที (VAT) ที่จะเก็บ ๗ เปอร์เซ็นต์ คําถามที่เขาถามกันเยอะมากก็คือคนซื้อจะต้องจ่ายหรือคนขายจะต้องจ่าย หน้าที่คือผู้ให้บริการหรือคนขายมีหน้าที่นําส่ง แต่ตัวนี้มันไม่ได้มีกําหนดกฎเกณฑ์ เขานําส่ง แต่เงินที่นําส่งเขาจะเก็บเพิ่มหรือไม่ อย่างไร แน่นอนครับ โดยหลักธรรมชาติของการค้าเขาก็จะมีกลไกทางการเงิน กลไกทางการกําหนด ราคาทําให้ดูเชิญชวนหรือจูงใจ มีข้อเสนอแนะว่ามันจะสามารถทําแบบนี้ได้หรือไม่ เฉพาะ ภาษีอีเซอร์วิส (e-Service) ที่เรากําหนดไปเลยว่าราคาที่คุณโฆษณาหรือราคาที่ประชาชน จ่ายไปแล้วทางอีเซอร์วิส (e-Service) ให้เป็นราคารวมแท็ก (Tax) ไปเลย อันนี้เป็นข้อเสนอ ทําได้หรือไม่ได้ ผมคิดว่าเราไปคุยกันได้ในชั้นกรรมาธิการ🔗

ประเด็นที่ ๒ คือการบังคับใช้กฎหมาย หลายท่านพูดว่าการบังคับใช้กฎหมาย หลายท่านมองในมิติของสังคมว่าถ้าเกิดว่าเราไปบล็อกเขา เราไปกันเขาเราจะถูกประณามไหม เราจะถูกสังคมตําหนิหรือไม่ นั่นอาจจะไม่ใช่เพียงวิธีเดียวครับ และนั่นอาจจะเป็นเพียง มาตรการสําหรับบริการชนิดเดียว คําถามที่ผมยังสงสัยอยู่ว่าเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เราจะสามารถบังคับเขาได้จริงหรือ อย่างวันนี้ถ้าท่านบอกว่าเขาไม่ยอมเสียภาษีอีเซอร์วิส (e-Service) กรณีเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ซึ่งบริการดูภาพยนตร์ หรือสโพติฟาย (Spotify) ซึ่งเป็นบริการฟังเพลงท่านบล็อกเขา คนดูไม่ได้ คนฟังเพลงไม่ได้ คําถามต่อไปสมมุติบริการ รูปแบบอื่น อย่างเช่น อะโกด้า (Agoda) บุกกิง ดอต คอม (Booking.com) ที่เขาเป็นเอเจนซี (Agency) เป็นนายหน้าขายตัวที่พักที่อยู่ต่างประเทศ แล้วเขาไม่นําส่งภาษีเราบล็อกเขาไม่ได้ เรากันเขาไม่ได้ แล้วเราจะมีวิธีดําเนินการลักษณะนี้อย่างไร🔗

ประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นเราจะทําอย่างไรที่จะทําให้ภาษีที่จะกําหนดขึ้นมา ซึ่งดีมาก สุดท้ายถ้าภาษีตัวนี้ไม่สามารถบังคับใช้กับต่างชาติได้ ภาษีตัวนี้จะเป็นภาระของ ผู้ประกอบการไทยเพียงผู้เดียวเท่านั้น และมันจะเกิดการเพิ่มช่องว่างในการแข่งขัน มากขึ้นไปอีก ฉะนั้นต้องฝากว่าการบังคับใช้กฎหมายจะทําอย่างไร และหากบังคับใช้ไม่ได้ และเป็นภาระของผู้ประกอบการหรือนักพัฒนาของประเทศไทยมากเกินไปเราจะมีวิธีการ อย่างไร เห็นด้วยในหลักการอย่างที่ท่านกรรมาธิการทุกท่านได้อภิปรายนะครับ และผมเชื่อว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี ขอแค่ว่าในรายละเอียดที่ท่านกรรมาธิการ ให้ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ขอให้ท่านนําไปปรับปรุงแก้ไข ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านนิคม บุญวิเศษ ครับ เชิญครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอชื่นชม แนวคิดในการที่จะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับต่างชาติ ผมได้ศึกษาร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งได้ศึกษาแล้วก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยังไม่แน่ใจก็คือว่าการที่ผู้ประกอบการอยู่ต่างประเทศ เราเองเป็นประเทศไทยนั้น เราจะใช้กฎหมายในข้อใดไปบังคับให้เขามาเสียภาษีได้ แต่เท่าที่ผมได้นั่งฟังว่าท่านมีแรงจูงใจ ที่จะให้เขาจดภาษีมูลค่าเพิ่มโดยผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสะดวก ผมเชื่อว่าแรงจูงใจแค่นี้ ไม่สามารถที่จะทําให้ต่างชาติเขามาจดบริการทางด้านภาษีมูลค่าเพิ่มได้หรอกครับ ผมอยากให้มีแรงจูงใจมากกว่านี้ ยกตัวอย่าง เช่น ในช่วงแรกอาจจะมีการเก็บภาษีในลักษณะ ที่น้อยก่อน หรืออาจจะให้ฟรีก่อนในช่วงแรก หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เป็นค่อยไป ท่านประธานครับ จูงใจให้เขามาจดทะเบียน มีตัวแทนจากต่างประเทศมาจดทะเบียนที่ประเทศไทยก่อน ไม่เช่นนั้นผมเชื่อว่าต่างประเทศเขาคงไม่ยอมหรอกครับ เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าทุกวันนี้ การที่ต่างประเทศเขาทําธุรกิจผ่านแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ โดยคนไทยไปใช้บริการ สูงมาก เขาไม่ต้องมีการเสียภาษีใด ๆ ทั้งสิ้น และถามว่าใครได้ประโยชน์ ประชาชนส่วนหนึ่ง ได้ประโยชน์นะครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าสินค้าบริการเหล่านี้ก็จะได้ในราคาที่ถูก แล้วปัจจุบันนี้ในช่วงที่เศรษฐกิจแย่ หลายคนก็หันไปทําธุรกิจผ่านช่องทางนี้ ค้าขายผ่านออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ซึ่งทําให้มี นักธุรกิจรายเล็กรายน้อยเกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย แต่ถ้าเรามีการเก็บภาษีโดยที่ ถ้าเราไม่มองให้รอบด้าน ภาระต่าง ๆ นี้จะตกกับประชาชนผู้กําลังเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ๆ กําลังไปได้สวย สุดท้ายแทนที่จะเก็บภาษีกับต่างประเทศ กลับมาเก็บภาษีในคนไทยด้วยกัน ที่เขาเรียกภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งประชาชนคนไทยตอนนี้ก็แบกรับภาษีมูลค่าเพิ่มหนักอยู่แล้ว ผมคิดว่าเราต้องช่วยกันดูว่าเราจะสามารถที่จะจูงใจให้ต่างประเทศเขามาจดภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้อย่างไร นอกจากเราจะบอกว่าจดทางอิเล็กทรอนิกส์ได้สะดวกรวดเร็วแล้ว แล้วมีวิธีการอื่น อีกไหม🔗

และอีกประการหนึ่งที่ผมตั้งข้อสังเกต การที่เราใช้บริการผ่านทาง แพลตฟอร์ม (Platform) ของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเช่าโรงแรม การซื้อตั๋วเครื่องบิน การอะไรก็แล้วแต่ โดยผ่านบัตรเครดิต สมมุติว่าถ้าเราซื้อบริการอย่างนี้โดยที่ผมไม่แน่ใจว่า ทางเราสามารถที่จะเช็ก (Check) ผ่านช่องทางอะไรได้บ้างว่าบริษัทเหล่านี้เขาเสียภาษี เราสามารถดึง กสทช. เข้ามาร่วมด้วยได้ไหม เราสามารถให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมช่วยเราได้ไหม ผมไม่แน่ใจว่ากฎหมายของประเทศไทย หน่วยงาน ๒-๓ หน่วยงานนี้ สามารถที่จะมาทําอย่างไรได้ให้เกิดประโยชน์ เราสามารถเช็ก (Check) ได้อย่างไร ผมเชื่อว่า ยังเช็ก (Check) ไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าเราเองกฎหมายประเทศไทยก็ยังตามกฎหมาย ตามเทคโนโลยีต่างประเทศยังไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเสนอว่าทําไมเมืองไทยเรา ไม่สร้างพวกนี้ขึ้นมาเอง สร้างแพลตฟอร์ม (Platform) ขึ้นมาเอง แล้วเราก็ใช้บริการ ผ่านทางแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เราทําขึ้นมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทําได้ไหม กสทช. สามารถทําได้ไหม ไม่เช่นนั้น ผมเชื่อว่าเราไม่สามารถที่จะควบคุมได้ สิ่งหนึ่ง ที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อยู่ ในช่วงนี้ผมไม่อยากให้มาพูดถึงเรื่องการเก็บภาษี เพราะอะไรครับ เพราะมันไม่เข้ากับสถานการณ์ ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ถามว่าดีไหม ดี ประเทศไทยเก็บภาษีได้ แต่คนที่เขาหวั่นวิตกก็คือประชาชนผู้บริโภค ประชาชนผู้บริโภคเขากําลังลําบาก ซื้อสินค้า ในราคาแพงในขณะที่เศรษฐกิจมันทรุด ไม่มีงานทํา เศรษฐกิจมันแย่ แต่ของกลับแพงขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีมากขึ้นถูกไหมครับ เพราะรัฐบาลต้องหาช่องทางทุกอย่างเพื่อนําเงินเข้ามา บริหารแผ่นดิน แต่ภาระต่าง ๆ เหล่านี้กลับไปตกกับที่ประชาชน เราจะทําอย่างไร ให้ประชาชนสามารถเสียภาษีได้น้อยลง แต่เราสามารถเก็บเงินจากต่างประเทศได้มากขึ้น ตรงนี้ต่างหากที่เราจะต้องมาช่วยกันดู แต่ในเอกสารที่ผมได้อ่านนี้กลับไปมุ่ง เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับผู้ใช้บริการ ก็แสดงว่าเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับประชาชนแน่ ๆ ฉะนั้น ต่างประเทศเรายังไม่มีวิธีการเลย จะบังคับเขาอย่างไร ผมเชื่อว่าไม่สามารถบังคับได้หรอกครับ เพราะว่ากฎหมายไทยกับกฎหมายต่างประเทศมันคนละกฎหมายกัน และยิ่งเราจะมี การบังคับใช้กฎหมาย แทนที่เราจะได้ ต่างประเทศจะเข้ามาลงทุน กลับสร้างสิ่งที่ทําให้ ต่างประเทศเขาไม่กลับมาลงทุนกับประเทศไทย แทนที่จะเป็นผลดีกลับเป็นผลเสีย ถูกไหมครับ เขาก็ไปทําที่อื่น ที่ประเทศอื่นตั้งเยอะแยะมากมาย🔗

และอีกประการหนึ่งที่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานเราตัวเล็ก ๆ นี่แหละครับ ก็ใช้บริการผ่านช่องทางนี้ทั้งนั้น แล้วทุกคนก็เสียเงินเสียทองโดยพ่อแม่พี่น้อง ผู้เป็นผู้ปกครองอาจจะยังไม่ทราบว่าปัจจุบันนี้เราเสียเงินไปกับต่างประเทศเยอะแยะ ผมจึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคิดให้ดีว่าสิ่งที่เราจะเก็บเงินหรือเก็บภาษีต่างประเทศ ผมเห็นด้วย แต่จะทําอย่างไรให้เขามีแรงจูงใจที่จะมาลงทุนที่ประเทศไทย เราจะมีวิธีการใด ที่จะไม่เพิ่มภาระให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะพี่น้องประชาชน แล้วก็ลูกหลานเราที่ใช้บริการ ทางด้านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบนี้ ก็ขอฝากคณะกรรมาธิการทุกท่านช่วยพิจารณานะครับ ส่วนผมเองก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป อีก ๓ ท่าน น่าจะเป็น ๓ ท่านสุดท้ายกระมังครับ จะได้ให้รัฐมนตรีได้ตอบชี้แจง คือท่านภาสกร เงินเจริญกุล พรรคเศรษฐกิจใหม่ ท่านพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ พรรคพลังประชารัฐ และท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคก้าวไกล เชิญท่านภาสกรครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ท่านประธานครับ ผมเห็นร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ จริง ๆ ดีใจมากที่เห็นกฎหมายฉบับนี้เป็นร่าง กําลังจะออก เห็นด้วยอย่างยิ่ง สนับสนุนอย่างมาก แต่มีข้อเสนอแล้วก็แนวคิดแบบนี้นิดหนึ่ง คือ ณ วันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจออนไลน์ (Online) มันเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ปี ๒๕๖๑ มูลค่า ในตลาดราว ๆ ๓.๑๕ ล้านล้านบาท เยอะมาก แล้วโต ๒ ดิจิต (Digit) ทุกปี ปี ๒๕๖๑ ผมจําได้ว่าราว ๆ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็โตขึ้นมากมาย ผมเป็นห่วงแบบนี้ครับ ธุรกิจตัวนี้ ถ้าท่านทําถูกวัยรุ่นเรียกว่าคลิก (Click) ท่านหลับพรุ่งนี้ท่านก็เป็นเศรษฐีได้เลย แต่พอมาดู ในพระราชบัญญัติก็จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างที่สมาชิกหลาย ๆ ท่าน ได้อภิปรายว่าภาษีมีมากมาย แต่อยากให้เห็นสรุปสั้น ๆ คร่าว ๆ อยู่ ๒ ตัว ในแพลตฟอร์ม (Platform) มีการขายสินค้าและบริการใหญ่ ๆ บางอันก็จะเป็นบริการอย่างเดียวก็ว่าไป แต่ในพระราชบัญญัติฉบับนี้เราพูดถึงบริการอย่างเดียว แล้วก็ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายความว่าอย่างไรครับ กินเยอะจ่ายเยอะ ใช้บริการเยอะก็เสียเยอะ เท่ากับว่า ภาระส่วนใหญ่ก็ลงที่ผู้ใช้บริการหรือผู้ซื้อ สินค้าเราไม่ได้พูดถึง การทําการค้าธุรกิจ ในประเทศไทยถ้ากําไรก็ควรจะต้องเสียภาษี เป็นเรื่องปกติ ผมอยากให้เห็นอย่างนี้ว่า ณ วันนี้คนรุ่นใหม่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองหมด เป็นความใฝ่ฝันเลย พูดกับนักศึกษา หรือใครก็แล้วแต่แทบจะไม่มีใครอยากออกไปเป็นลูกจ้าง ทุกคนก็อยากจะทําธุรกิจ บนธุรกิจออนไลน์ (Online) นี่แหละ จะอยู่บนแพลตฟอร์ม (Platform) ต่างประเทศ หรืออะไรก็ว่าไป แพลตฟอร์ม (Platform) ต่างประเทศบางรายท่านก็ดี ท่านก็มาจดทะเบียน ในประเทศไทย แต่ก็จะมีบริษัทโกลบัล (Global) บริษัทต่างชาติข้ามชาติต่าง ๆ เขาก็ไปจด ประเทศอื่น ทําให้เกิดอะไรขึ้นครับ เกิดความเสียเปรียบ ความไม่เท่าเทียมกันในการทําธุรกิจ คนที่ทําธุรกิจในประเทศไทยก็เสียภาษีกันหมดครับ ภาษีธุรกิจก็เสีย มูลค่าเพิ่มก็เสีย แต่ในขณะที่แพลตฟอร์ม (Platform) บางรายเขาก็รู้ว่าจริง ๆ เป็นปัญหาทั่วโลก ทั้งโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เขาก็ไปจดประเทศอื่น สุดท้ายหมายความว่าอย่างไร เขาขายธุรกิจ ขายของกําไร ขาดทุน ได้ผลประโยชน์เท่าไร เราไม่รู้ เขาก็ไม่ต้องจ่ายเราด้วย เราก็เรียกเก็บ เขาไม่ได้ อันนี้มันเป็นปัญหาที่ผมห่วงว่าถ้าเราปล่อยไปจะทําให้คนในชาติเราหรือประเทศเรา เสียเปรียบทางด้านภาษี ก็อยากให้ลองมองมุมกว้าง มุมที่มันไม่ใช่แค่เรื่องนี้ คราวนี้ผมอยาก เสนออย่างนี้ คือ ณ วันนี้จะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเก็บภาษีอะไรก็แล้วแต่ เราไม่สามารถ แทร็ก (Track) ได้เลย เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ หรือใครขาย ไปเท่าไร กําไร ขาดทุน ทรานเซกชัน (Transaction) เท่าไร ต้องรอเขาครับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่กําลังจะเป็นกฎหมายก็เหมือนกัน ต้องรอเขาส่งมาว่าเขานําส่งได้เท่านี้ ถูก ไม่ถูกเราไม่รู้ครับ เพราะว่าการวางกฎหมายกับคนวางระบบเขาไม่เคยคุยกัน ณ วันนี้โลกมันไปมาก ดิจิทัล (Digital) ไอที (IT) ต่าง ๆ มันเข้ามา ผมขอเสนอแบบนี้ครับ คือเราทําซิงเกิล เกตเวย์ (Single Gateway) ไม่ได้ เราอาจจะทําเป็นอีคอมเมิร์ซ เกตเวย์ (e-Commerce Gateway) ก็ได้ หมายความว่าใครก็แล้วแต่ที่จะทําธุรกิจ ทําธุรกรรมเกี่ยวกับธุรกิจออนไลน์ต้องผ่าน เกตเวย์ (Gateway) นี้เท่านั้น หมายความว่าอย่างไรครับ ทุกทรานเซกชัน (Transection) ต่าง ๆ ต้องผ่าน เราแทร็ก (Track) ได้ครับ เรารู้เลยครับผู้ประกอบการรายไหนทําธุรกิจไปเท่าไร ทรานเซกชัน (Transection) เท่าไร เก็บได้ครับ เราได้ข้อมูลเป็นบิ๊กดาตา (Big data) มาอะนาไลติก (Analytic) ทําอะไรได้อีกเยอะแยะมากมาย อันที่สําคัญก็คือสร้างความเท่าเทียมกันให้กับ ผู้ประกอบการออนไลน์ (Online) ในประเทศไทย ในเมืองนอกบางที่กฎหมายเขาอาจจะแรง ว่าถ้าเกิดคุณไม่ส่งภาษี เขาแบน (Ban) เขาบล็อกเลย แต่เรากล้าขนาดนั้นหรือเปล่า ก็ต้องมา วัดกันว่าเราจะทําไหม ซึ่งจริง ๆ ในมุมผม ผมก็สนับสนุนนะครับ แบน (Ban) เลย แบน (Ban) ปุ๊บเขาเสียรายได้ เสียผลประโยชน์ เขาคงต้องจ่าย แต่วิธีการจ่ายก็ต้องมาคุยกัน ว่าทําอย่างไรผู้ประกอบการรายใหญ่หรือแพลตฟอร์ม (Platform) เราก็ไม่ได้เอาเปรียบเขา เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝั่ง ผู้ประกอบการรายใหญ่เราก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องไปบีบบังคับเพื่อที่เขาต้องจ่ายภาษีเรามากมาย ใครทําการค้าในประเทศไทย ก็ควรต้องจ่าย อันนี้เป็นเรื่องปกติ แต่เราก็ต้องดูพี่น้องคนไทยรายใหม่ว่าทําอย่างไรให้เขาสู้ได้ หรือใครที่จดทะเบียนในประเทศไทยก็ต้องสู้แพลตฟอร์ม (Platform) ต่างประเทศได้ ณ วันนี้มีปัญหาเยอะแยะ ผมอยากเสนอ ๑ นาทีสุดท้ายว่าการร่างกฎหมาย ณ วันนี้ โดยถ้าเกี่ยวข้องกับไอที (IT) ควรจําเป็นจะต้องเอาผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับระบบเข้ามาเป็น ผู้ช่วยเหลือในการร่างกฎหมายด้วย ให้คําปรึกษาด้วยว่าการร่างกฎหมายนี้ การวางระบบ ไอที (IT) ตรงไหนที่จะช่วยให้กฎหมายเราศักดิ์สิทธิ์ เราสามารถดูได้ว่ามีใครทําผิดหรือเปล่า เราสามารถแทร็กกิง (Tracking) ได้ บวกกับระเบียบการปฏิบัติเพื่อให้ผู้ที่จะปฏิบัติตาม กฎหมายจ่ายภาษีทําได้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นออกมาก็จะมึนงงกันว่าตกลงอันนี้จะอย่างไร จะเก็บแบบไหน เพราะหลาย ๆ ข้อเพื่อนสมาชิกก็มาถาม แล้วก็มานั่งเดากันว่าแวต (VAT) ผู้ประกอบการไม่ต้องออกบิล (Bill) แล้วตกลงมันอย่างไร ก็ฝากคณะกรรมาธิการด้วยนะครับ ในการศึกษาว่ากฎหมายฉบับนี้ควรจะเป็นอย่างไร ขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านพิชชารัตน์ครับ🔗

นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันขออภิปรายให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ทาง ครม. เสนอมาสู่สภา ดิฉัน มีความชื่นชม แล้วก็ทางเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้มีการอภิปรายไปแล้วว่ามีความชื่นชม แล้วก็ดีใจที่ทางกระทรวงการคลังได้มีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมา ท่านประธาน ที่เคารพคะ ด้วยโลกปัจจุบันของเรา เราเข้าสู่โลกของดิจิทัล (Digital) อย่างเต็มตัว ทําให้เกิด ความสะดวกสบายในการใช้งาน ในการเดินทาง การท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็เช่นกัน แล้วก็เป็นที่ ทราบกันดีว่ารายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศนั้นเป็นรายได้หลักของประเทศไทย ในช่วงที่ผ่านมาก่อนวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว มากกว่า ๓ ล้านล้านบาทต่อปี มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากกว่า ๔๐ ล้านคน ก็ปฏิเสธ ไม่ได้ว่าตอนนี้ไม่ว่าคนที่จะเดินทางในประเทศเอง ระหว่างที่เราไม่สามารถเดินทาง ต่างประเทศเราก็ต้องใช้แพลตฟอร์ม (Platform) ของต่างประเทศ เช่น บุกกิง ดอต คอม (Booking.com) หรืออะโกด้า (Agoda) ในการที่จะจองห้องพักต่าง ๆ เพราะว่าอะไรคะ เพราะว่าเกิดความสะดวกสบาย ใช้ง่าย มีการเปรียบเทียบราคาให้ลูกค้าเห็นอย่างชัดเจน อย่างเช่นดิฉันได้กล่าวไปแล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่าเราพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว ของประเทศ แต่ดิฉันไม่แน่ใจว่าทางกระทรวงการคลังมีตัวเลขหรือเปล่าว่าจากรายได้ที่เรา ได้รับมา ๓ ล้านล้านบาทต่อปี เราทราบหรือเปล่าว่าแท้ที่จริงแล้วผู้ประกอบการโรงแรม ได้รับรายได้เท่าไร เพราะจากที่ดิฉันทราบมาว่าตัวของผู้ประกอบการโรงแรมนั้นเอง จะต้องมี การเสียค่านายหน้าหรือค่าคอมมิชชัน (Commission) ให้กับแพลตฟอร์ม (Platform) ต่างประเทศ บุกกิง ดอต คอม (Booking.com) อะโกด้า (Agoda) ต่าง ๆ นี้เอง เป็นจํานวน มหาศาล ซึ่งอินดิเอนด์ (In the end) แล้ว ผลสุดท้ายแล้วผู้ประกอบการโรงแรมจะเหลือ รายได้ รายรับ จากตัวค่าโรงแรมเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งตัวของ พ.ร.บ. การจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมที่ได้มีการเกิดขึ้น ดิฉันมีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะว่าตัวของแพลตฟอร์ม (Platform) การจองต่าง ๆ อยู่ใน ต่างประเทศ ผลสุดท้ายแล้วเขาไม่ได้รับ เขาไม่ต้องมีการเสียภาษีใด ๆ เลย แต่ผู้ที่เสียภาษี กลับเป็นผู้ประกอบการโรงแรมเอง อีกหนึ่งข้อสังเกตที่ดิฉันอยากจะตั้งข้อสังเกตก็คือ โครงการเราเที่ยวด้วยกันที่ทางรัฐบาลได้มีการส่งเสริมให้กับทางประชาชนมีการท่องเที่ยว มากขึ้น เพื่อจะช่วยผู้ประกอบการทางด้านการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะจองโรงแรม ร้านอาหาร ซึ่งเป็นโครงการที่ดีมาก แต่ว่าพอเราเข้าไปดูในการจองห้องพักนี้เอง สิ่งหนึ่งที่ดิฉันสังเกต ก็คือก็ต้องจองผ่านตัวของเว็บไซต์อะโกด้า (Website Agoda) ซึ่งผลสุดท้ายแล้ว ตัวของผู้ประกอบการโรงแรมนั้นจะเหลือตัวของรายได้เท่าไร อันนี้ดิฉันไม่แน่ใจว่า ทางกระทรวงการคลังมีตัวเลข แล้วก็ตั้งข้อสังเกตนี้หรือเปล่า ซึ่งดิฉันเข้าใจว่าตัวของ แพลตฟอร์ม อะโกด้า (Platform Agoda) หรือว่าตัวแพลตฟอร์ม (Platform) บุกกิง ดอต คอม (Booking.com) ทางด้านการท่องเที่ยวนี้เองมันง่ายมันเกิดความสะดวกสบาย ให้กับผู้ใช้งาน และดิฉันมั่นใจว่าในทางกลับกันนี้เอง ประเทศไทยเราคนไทยเราเองนั้นก็มี ศักยภาพในการที่จะสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) แบบนี้ขึ้นมาใช้งานได้อย่างสบายมากเลย เพียงแต่ว่าดิฉันไม่แน่ใจว่ารัฐจะต้องมีการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยอย่างไร เพื่อที่จะพัฒนา แพลตฟอร์ม (Platform) เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของคนในประเทศ แล้วก็ต่าง ๆ ทั่วโลก และอีกสิ่งหนึ่งนี้เองว่าตัวของการที่รัฐจะเข้ามามีการประเมินในการจัดเก็บภาษีของทาง บริษัทข้ามชาติ ดิฉันมีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าโดยในหลักการและนโยบายเป็นสิ่งที่ดี ดิฉันจึงขอชื่นชม แล้วก็ดิฉันขอเห็นด้วยในหลักการที่ทางกระทรวงการคลังเสนอมานี้ ขอบคุณค่ะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไป เชิญท่านณัฐพงษ์ เชิญครับ🔗

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งแนบท้ายอยู่ใน ท้ายพระราชบัญญัติในหน้า ๓ ได้มีการอ้างถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาในส่วนของ การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามการศึกษาของโออีซีดี (OECD) ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นจากการดําเนินธุรกิจในลักษณะนี้ก็คือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ในโลกออนไลน์ (Online) นั่นเอง เป็นเม็ดเงินที่พวกเราสามารถจัดเก็บได้ยากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการขายแบบบีทูซี (B2C) หรือการขายให้กับประชาชนทั่วไปที่เป็น ผู้บริโภคโดยตรง เพราะว่าไม่ได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการก็ไม่ได้ จดทะเบียนในประเทศไทย อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน เมื่อพวกเราลองลงไปศึกษาได้ รายงานของโออีซีดี (OECD) ที่ได้ทําการศึกษาไว้ เราจะพบว่าเขาได้แบ่งประเด็นนี้ออกเป็น ๒ ประเด็นหลัก ๆ อย่างชัดเจน นั่นก็คือประเด็นแรกเขาพูดในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม กับอีกส่วนหนึ่งคือในส่วนของการขยายฐานภาษีเพื่อรับมือกับ การหลีกเลี่ยงในการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มักจะไป จดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแทกซ์ เฮฟเวน (Tax Heaven) หรือสวรรค์ แห่งภาษี อย่างเช่น ประเทศไอร์แลนด์ ประเทศสิงคโปร์ และประเทศฮ่องกง เพื่อหลีกเลี่ยง การจัดเก็บภาษีนิติบุคคลในประเทศปลายทางนั่นเอง ซึ่งผมจะขอเริ่มการอภิปราย ในส่วนประเด็นแรกก่อนท่านประธานครับ เนื่องจากเป็นสาระสําคัญตามหลักการ และเหตุผลของร่างพระราชบัญญัตินี้ที่ ครม. ได้เสนอเข้ามา ทุกท่านครับ ตามข้อเสนอของ โออีซีดี (OECD) เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บแวต (VAT) หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม กับผู้ประกอบการในธุรกิจดิจิทัล (Digital) นั้น เขาตั้งชื่อของรายงานการศึกษาหัวข้อนี้ไว้ว่า เดอะ โรล ออฟ ดิจิทัล แพลตฟอร์ม อิน ดิ คอลเลกชัน ออฟ แวต/จีเอชที ออน ออนไลน์ เซล (The Role of Digital Platform in the collection of VAT/ght on online Sale) หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่าบทบาทของดิจิทัล แพลตฟอร์ม (Digital Platform) ในการจัดเก็บและนําส่งภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีสินค้าและบริการในการขายผ่านช่องทาง ออนไลน์ (Online) ผมขอเน้นชัด ๆ อีกคํานะครับว่าในการขายผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) ซึ่งครอบคลุมทุกสินค้าและบริการครับ ที่ขายผ่านหน้าเว็บไซต์ (Website) นั่นเอง ไม่ได้ใช้เฉพาะกับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เช่น การขาย สินค้าผ่านหน้าเว็บไซต์ (Website) ของบริษัทต่าง ๆ โดยตรงที่อยู่ในต่างประเทศ หรือการขายสินค้าผ่านอิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์ม (Platform) อย่างอเมซอน (Amazon) หรืออีเบย์ (Ebay) ที่ถือว่าเป็นการขายผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) ตามนิยามของโออีซีดี (OECD) เช่นกันครับ ซึ่งผลการศึกษาของโออีซีดี (OECD) ได้ข้อสรุปออกมาแล้วว่าวิธีการ ในการจัดเก็บแวต (VAT) หรือภาษีมูลค่าเพิ่มในกิจกรรมทางเศรษฐกิจลักษณะนี้ มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือการไปเรียกเก็บกับผู้ประกอบการดิจิทัล แพลตฟอร์ม (Digital Platform) นั่นเองครับท่านประธาน เพราะแต่เดิมการเก็บภาษีสินค้าต่าง ๆ ในการนําเข้ามักจะมีการตั้งมูลค่าสินค้าขั้นต่ําในการเรียกเก็บครับ เพราะว่าถ้าหากเราไป เรียกเก็บภาษีรายย่อยกับพัสดุหรือสินค้าทุก ๆ ชิ้น ที่จัดเก็บเข้ามา เม็ดเงินภาษีที่จัดเก็บได้ อาจจะไม่คุ้มกับต้นทุนของการจัดเก็บภาษีที่เสียไป แต่จากพฤติกรรมในโลกของยุคปัจจุบัน ที่พบว่าขนาดการทําธุรกรรมต่าง ๆ ในโลกออนไลน์ (Online) โดยเฉพาะในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) มีขนาดเล็กลง ก็คือเป็นผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น อย่างในกรณี การศึกษาของโคเปนเฮเกน อีโคโนมิก (Copenhagen economic) ในปี ๒๐๑๖ พบว่า ราว ๖๕ เปอร์เซ็นต์หรือ ๒ ใน ๓ ของจํานวนพัสดุที่ถูกชิฟต์ (Shift) ออกมาจากนอกสหภาพยุโรป เข้ามาในสหภาพยุโรปไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ําในการเรียกเก็บภาษี นี่จึงเป็นที่มาที่โออีซีดี (OECD) เขามีการออกรายงานผลการศึกษาแล้วว่าวิธีการในการจัดเก็บแวต (VAT) ในส่วนนี้ ประสิทธิภาพที่สุดก็คือคุณไปเรียกเก็บจากดิจิทัล แพลตฟอร์ม (Digital Platform) นั่นเอง ไม่ใช่ไปเรียกเก็บจากผู้ซื้อรายย่อยแต่ละราย เนื่องจากว่าดิจิทัล แพลตฟอร์ม (Digital Platform) เหล่านั้นมีข้อมูลการซื้อการขายของทุกลูกค้าประชาชนทุกคนรวมกัน อยู่แล้วครับท่านประธาน ทีนี้ลองหันมาดูสิ่งที่ ครม. เสนอเข้ามาในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ สิ่งที่เขาเสนอเข้ามา เขามีการนิยามไว้ชัดเจนว่าสินค้าเหล่านั้นที่ดิจิทัล แพลตฟอร์ม (Digital Platform) หรืออิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์ม (Electronics Platform) มีหน้าที่ จะต้องชําระไม่รวมตัวสินค้า ก็คือรวมเฉพาะบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ครับ เพราะฉะนั้น ผมกําลังจะบอกว่าในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักการ และเหตุผลที่ท่านได้ให้เข้ามา จริง ๆ แล้วท่านควรจะให้ครอบคลุมในส่วนของการขายสินค้า ที่อยู่บนอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ด้วยนะครับ ในทางกลับกันครับท่านประธาน ในส่วนของบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าเราลองไปดูรายงานจากการศึกษาของโออีซีดี (OECD) ต่าง ๆ บริการอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ก็อย่างเช่นการทําวิดีโอ สตรีมมิง (Video streaming) เวลาที่เราดูเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) อยู่บ้าน หรือการทําโฆษณาออนไลน์ (Online) บนกูเกิล (Google) หรือเฟซบุ๊ก (Facebook) ต่าง ๆ หรือการฟังเพลงต่าง ๆ ในสโพติฟาย (Spotify) ต่าง ๆ ค่าบริการที่เป็นลักษณะบริการทางอิเล็กทรอนิกส์แบบนี้ สิ่งที่โออีซีดี (OECD) เขากําลังทําการศึกษาคือการขยายฐานภาษีเพื่อที่จะเข้าไปจัดเก็บภาษี จากผู้ประกอบการหรือว่าธุรกิจยักษ์ใหญ่ข้ามชาติต่าง ๆ เหล่านี้ ให้กลับมาสู่ในประเทศ เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการต่าง ๆ เหล่านี้มักจะหลีกเลี่ยงการจัดตั้งนิติบุคคลในประเทศ ปลายทาง อย่างเช่น เขาไปจัดตั้งในประเทศไอร์แลนด์ ประเทศสิงคโปร์หรือฮ่องกง ตามที่ผมได้นําเสนอก่อนไปแล้ว เพราะว่าภาษีต่าง ๆ ที่เขาต้องจ่าย มีค่าอาจจะเข้าใกล้ศูนย์ ก็เป็นเหตุผลที่เขามักจะไปจัดตั้งนิติบุคคลในประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น แล้วก็ทําการขาย ออนไลน์ (Online) มายังประเทศปลายทางครับ ซึ่งมูลค่าต่าง ๆ เหล่านี้ในโลกปัจจุบัน ผมเชื่อว่ามีมูลค่ามหาศาลนะครับท่านประธาน ผมลองยกตัวอย่าง อย่างเช่นทุกวันนี้เราลอง คิดกันว่าการรับชมวิดีโอ สตรีมมิง (Video streaming) อยู่บ้านแทนการไปรับชมภาพยนตร์ ในโรงภาพยนตร์ การฟังเพลงออนไลน์ (Online) แทนการซื้อแผ่นซีดี (CD) หรือเทปคาสเซ็ตต์ (Tape cassette) แบบในยุคเดิม ๆ ที่ผ่านมา การซื้อและติดตั้งเกมส์ (Games) แบบที่ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว หรือการซื้อซอฟต์แวร์ (Software) ต่าง ๆ แอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ทุกวันนี้เราเดินไปซื้อที่ร้าน ซื้อแผ่นซีดี (CD) ที่ร้าน หรือเราซื้อผ่าน แอปสโตร์ (App store) หรือเพลย์สโตร์ (Play store) ผมถามว่าเม็ดเงินต่าง ๆ เหล่านี้ มูลค่าทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้ตกอยู่กับผู้ประกอบการในประเทศไทย ร้านค้า ในประเทศไทย พ่อค้าแม่ขายในสะพานเหล็กหรือกําลังไปตกอยู่กับกูเกิ้ล (Google) เฟซบุ๊ก (Facebook) หรือดิจิทัล แพลตฟอร์ม (Digital platform) ยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ใน ประเทศที่เขาต้องการหลีกเลี่ยงภาษีครับท่านประธาน ซึ่งการจัดเก็บภาษีในลักษณะนี้ ในภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า ดิจิทัล เซอร์วิส แทกซ์ (Digital Services Tax) หรือดีเอสที (DST) ตามที่เพื่อนสมาชิกบางท่านได้อภิปรายมาแล้ว ภาษีต่าง ๆ เหล่านี้ต่างหากครับ ที่พวกเราอยากเห็นรัฐเข้าไปจัดเก็บ เข้าไปรีดจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ จัดเก็บดีเอสที (DST) จากบริษัทเหล่านี้แทนการรีดแวต (VAT) จากประชาชน ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านวีระกรเชิญครับ🔗

นายวีระกร คําประกอบ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม วีระกร คําประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รัฐบาลอันมีท่านรัฐมนตรีสันติ พร้อมพัฒน์ ท่านมานั่งดูแล ตรงนี้อยู่ มีความคิดที่ก้าวไกล ปรับปรุงกฎหมายรัษฎากรให้มาใช้กับธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ด้วย ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่ากฎหมายฉบับสุดท้ายที่เราพูดกันถึงธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์มันตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ครับท่านประธาน ปี ๒๕๔๔ ยังหิ้วโทรศัพท์มือถือแบบกระดูกหมาอยู่เลย ยังไม่มีหรอกสมาร์ตโฟน (Smartphone) แล้วไปดูเถอะความเชยของ พ.ร.บ. นี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ถ้ามาอ่านวันนี้มันต้อง บอกว่าเชยมากแล้ว ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ หมายความถึง ข้อความที่ได้รับส่งทางจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ คืออีเมล์ (e-Mail) หรือโทรเลข หรือโทรพิมพ์ หรือโทรสาร ท่านประธาน รู้ไหมว่าเขาเลิกใช้มานานแล้วของเหล่านี้ โดยเฉพาะโทรเลข พ่อผมใช้คนไปโทรเลข ๑๐ ฉบับ ไอ้นั่นกลับมาบอกว่าคุณตาครับ เขาเลิกกันแล้วโทรเลข ฉบับที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังพูดถึงโทรเลขอยู่เลยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มันไปไกลกันมากแล้วเดี๋ยวนี้ แล้วเราตามจะไม่ค่อยทัน คือรัฐจะต้องมีความทันสมัยในเรื่องการเก็บภาษี อันนี้ มีความจําเป็นอย่างยิ่งเพราะเหตุว่าวันนี้มันเร็วมาก ในเรื่องของไอที (IT) ในเรื่องของ อะไรต่าง ๆ มันไปเร็ว เร็วจนกระทั่งเราตามไม่ทันเลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมยังคิดว่า กระทรวงการคลังจะต้องมีหน่วยงานอะไรที่ต้องนั่งดูเรื่องพวกนี้ตลอดระยะเวลา อะไร ที่ปรับไปเปลี่ยนไป คือไม่อย่างนั้นฝ่ายค้านเขาก็จะพูดเรื่อย เขาก็จะบอกว่ารัฐบาลดีแต่กู้ รัฐบาลรู้จักแต่ใช้เงิน รัฐบาลไม่รู้จักหาสตางค์ ท่านลองดูสิครับ การค้าขายทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือการเข้าพักโรงแรม การที่จะต้องไปเดินทางต่าง ๆ เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็นบุกกิง ดอต คอม (Booking.com) อะโกด้า ดอต คอม (Agoda.com) ท่านรู้ไหมมันใช้เท่าไร ผมมีรีสอร์ต (Resort) อยู่ มันเอา ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วเราไม่ได้เก็บภาษีเขาเลย อะโกด้า ดอต คอม (Agoda.com) มันเอา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ต่อก็ไม่ได้ ต่อมันบอกอย่างนั้นก็ออกมันไม่ให้เข้าด้วย กว่าจะเข้าได้ก็ยาก เข้าแล้วมันเอาผม ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ลาซาด้า (Lazada) ช้อปปี้ (Shopee) ปี ๆ มันกี่หมื่นล้านบาท กี่แสนล้านบาท มันค้าขาย วันนี้มันไวมาก สินค้าต่าง ๆ ที่ค้าขายกัน ทางอิเล็กทรอนิกส์จริง ๆ แล้วมันมาจากประเทศจีนผมว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านไปดูสิว่า สินค้าประเทศจีนมาอยู่ที่โกดังแถว ๆ ชายแดนประเทศไทยเรา ไม่ว่าจังหวัดนครพนม จังหวัดอํานาจเจริญ เพราะขาไปมันส่งผลไม้ไป ขากลับมันเอาของพวกนี้มากองอยู่ในสต็อก (Stock) เต็มหมด ดีโป (Depot) ก็เต็มหมดแถวชายแดนเรา ปรากฏว่าเวลาสั่งก็เอาของ เบิกจากในนี้ส่งขายเรา ท่านจะเห็นว่าบริษัทส่งของของประเทศจีนมีสาขาเยอะแยะเลย ที่จังหวัดนครสวรรค์ก็มีมาเช่าที่ผม ๖ ห้องแล้วตอนนี้ คือจะบอกท่านว่าเราต้องเร็ว เราต้องทันกาล ไม่ใช่เฉพาะเรื่องแค่นี้ที่ผมพูดถึง ท่านประธานทราบไหมว่าตลาดที่ แม่น้ําเมย อําเภอแม่สอด จังหวัดตาก ท่านไปดูฝั่งโน้นในช่วงไม่ถึงปีที่ผ่านมามันทําตึก ๒ ชั้น ๓ ชั้น ยาวประมาณ ๕ กิโลเมตร ท่านรู้ไหมเขาทําอะไร อยากจะกราบเรียนทาง กระทรวงการคลังเขาทําบ่อนออนไลน์ (Online) มีคนจีนที่ทํางานอยู่ในบ่อนออนไลน์ (Online) นี้ประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ย้ายมาจากเมืองสีหนุวิลล์ ผมไม่รู้เขาทะเลาะอะไรกันมา แต่ถามว่าทําไมเขาต้องมาปลูกตามริมแม่น้ําเมย บ่อนออนไลน์ (Online) ทําไมต้องมาอยู่ ริมแม่น้ําเมย ท่านประธานถามท่านรัฐมนตรีก็ได้ว่าทําไม ท่านต้องคิด เพราะมันใช้เอไอเอส (AIS) มันใช้สัญญาณโทรศัพท์ประเทศไทย มันต้องมีวิธีการสิ ถ้าไม่ยอมเสียภาษีบล็อกคลื่น ไม่ให้ใช้ ผมว่าปี ๆ ธุรกรรมบ่อนออนไลน์ (Online) ทั่วโลกของประเทศจีนที่เขามาตั้งอยู่ ริมแม่น้ําเมยเรา ผมว่าปีหนึ่งเป็นล้านล้านบาท ไม่ใช่เป็นแสนล้านบาท เป็นล้านล้านบาท เราต้องทันสมัยที่เราจะเก็บภาษี การเก็บภาษีไม่ได้เก็บเฉพาะแวต (VAT) ตามที่ท่านเขียน ท่านต้องเก็บภาษีสรรพสามิต ท่านต้องเก็บภาษีเงินได้ด้วย ถามว่าจะเก็บอย่างไร บริษัท มันอยู่ต่างประเทศก็บังคับสิว่าถ้าท่านจะต้องมาค้าขายอย่างนี้ ออนไลน์ (Online) อย่างนี้ ท่านจะต้องมีสํานักงานในประเทศไทย ถ้าไม่มีสํานักงานในประเทศไทยท่านจะไปตามทรานเซกชัน (Transaction) เขาได้อย่างไร จะไปตามข้อมูลต่าง ๆ เขาได้อย่างไร จะไม่แทร็ก (Track) ข้อมูลต่าง ๆ เขาได้อย่างไรว่า เขามีการค้ากี่พันล้านบาท กี่หมื่นล้านบาท กี่แสนล้านบาท ต้องบังคับให้มาจดทะเบียน ในประเทศไทย ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ ตรวจสอบให้ได้ แล้วเราจะไปเอา ภาษีเขาที่ไหนครับ ผมอยากจะบอกว่าการที่เราจะเก็บแวต (VAT) หรือเราจะเก็บอะไรต่าง ๆ เราจะยกเว้นให้คนไทยรายย่อย ๆ ที่ขายน้ําพริก น้ําปลาผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet) ทั้งหลาย ถ้าไม่เกิน ๑.๘ ล้านบาทมันไม่ต้องเสียแวต (VAT) อยู่แล้ว ก็อยากจะบอก พี่น้องประชาชนว่าไม่ได้จะมาเก็บเล็กเก็บน้อยกับพี่น้องประชาชนในประเทศ เราอยากจะ เก็บแพลตฟอร์ม (Platform) ใหญ่ ๆ ต่างประเทศที่มันเอามาค้าขายปีหนึ่งไม่รู้กี่ล้านล้านบาท ไม่มีใครพูดได้ล่ะครับว่ามันกี่ล้านล้านบาท แต่ว่าจะบอกท่านว่าทั้งหมดทั้งสิ้นมันปรับตัว มันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก สินค้าประเทศจีนท่านไปตรวจดูสิครับ อยู่แถว ๆ นี้ครับ อย่างที่ผมบอก มีอยู่ ๒-๓ จังหวัดนี่แหละ มันมาจากไหน ก็เราส่งผลไม้ไปขายที่กวางโจว เมื่อขากลับมารถ มันว่างเขาก็ขนสินค้าประเทศจีนกลับมา ก็มาอยู่ในดีโป (Depot) พวกนี้ ก็ขายกันออนไลน์ (Online) เต็มหมดครับท่านครับ แต่ทางกระทรวงการคลังอาจจะยังไม่ทราบ ก็อยากจะเรียนท่าน ว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วที่มันจะต้องปรับตัวเองครับ เรากําลังอยากจะเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ผมก็เป็นประธานอยู่นี่ละ แต่อยากจะบอกว่าถ้าเราไม่พร้อมเราก็ไปไม่ได้ วันนี้ความพร้อม ของเรายังช้ากว่าโลกเขามาก กฎหมายที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันตั้งแต่ยังไม่มีสมาร์ตโฟน (Smartphone) ทําธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ยังไม่มีสมาร์ตโฟน (Smartphone) จนวันนี้มันไปถึงไหน ไปจนถึงบ่อนออนไลน์ (Online) ไปจนถึงอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ หมดเลยนะครับ เราก็ยังเพิ่งจะเริ่มก้าว แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวที่สําคัญ ฝากท่านด้วยว่าเวลาเข้าสู่ กรรมาธิการแล้วกรุณาพิจารณา ไม่ใช่เฉพาะแวต (VAT) แต่ภาษีเงินได้จะต้องสรรพสามิตด้วย แล้วก็จะต้องบังคับให้เขาตั้งสํานักงานในเมืองไทย ไม่อย่างนั้นตามไม่ได้หรอก กินไม่ได้ ไล่ไม่ทันครับ แล้วเราก็ไม่มีงบประมาณ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านรัฐมนตรีสันติ จะมีอะไรชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ ถ้าไม่มีจะได้ขอมติ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลแล้วก็ของกระทรวงการคลัง วันนี้ได้มายื่น พ.ร.บ. การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ขอย้ําว่าจากต่างประเทศ วันนี้ ผมต้องขอกราบขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๑๐ กว่าท่าน ที่ท่านเองมีความมุ่งมั่น ตั้งใจเพื่อให้กระทรวงการคลังโดยเฉพาะกรมสรรพากรได้มีอาวุธในการที่จะไปเรียกเก็บภาษี ทางแพลตฟอร์ม (Platform) ทางอิเล็กทรอนิกส์ ทางกรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง วันนี้ต้องขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ที่ทุกท่านให้การสนับสนุน พ.ร.บ. ฉบับนี้ และท่านยังฝากความห่วงใย ข้อสังเกต แล้วก็ช่องว่าง ตลอดจนข้อเสนอแนะ ข้อท้วงติงต่าง ๆ วันนี้ผมมีท่านอธิบดีกรมสรรพากร แล้วก็มีผู้ใหญ่หลายท่าน จากกรมสรรพากรมารับฟังปัญหา รับฟังข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติของเรานะครับ สิ่งใดที่ได้รับฟังข้อเสนอแนะต่าง ๆ แล้ว ทางกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ตลอดจนรัฐบาลจะนําไปศึกษาแนวทางต่าง ๆ ตามข้อเสนอแนะเหล่านี้ เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้มีศักยภาพในการจัดเก็บภาษีในโอกาสต่อ ๆ ไป แล้วก็กฎหมายฉบับนี้ก็เป็นกฎหมายที่ได้ดําเนินการเริ่มต้นในนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ จริงอยู่หลาย ๆ ประเทศที่เจริญแล้วขณะนี้ก็มีกฎหมายที่จะเก็บภาษี ในรายการต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม (Platform) บนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ประเทศไทยของเรา กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังก็ได้ไปคิดค้น ค้นคว้า แล้วก็ติดตามกระบวนการต่าง ๆ เพื่อออกเป็นกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ. ประมวลรัษฎากรในครั้งนี้ และไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหลังจาก ที่กฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านไปแล้ว หากมีนวัตกรรมที่มันพัฒนาอย่างรวดเร็ว กรมสรรพากร กระทรวงการคลังก็จะตาม แต่ที่สําคัญที่สุดคือกฎหมายฉบับนี้นั้นได้เปิดโอกาสให้ กระทรวงการคลังสามารถออกระเบียบกฎเกณฑ์ของกระทรวงการคลังที่จะมาอุดช่องว่าง อุดความห่วงใยที่หลังจากท่านกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเสร็จ และประกาศเป็นกฎหมาย อันนั้นก็จะให้อํานาจกระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงมาอุดหรือมาเพิ่มเติม มาดําเนินการในทุกด้าน วันนี้ต้องขอกราบขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๑๐ กว่าท่านที่ท่านได้ให้การสนับสนุนการแก้ไข พ.ร.บ. ประมวลรัษฎากรในครั้งนี้ ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขั้นตอน ต่อไปเป็นขั้นตอนให้ที่ประชุมลงมติว่าจะรับหลักการหรือไม่รับหลักการแห่ง ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ แต่ก่อนลงมตินั้นตามข้อบังคับให้ท่านสมาชิกได้แสดงตน เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้ามาในห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ จะตรวจสอบ องค์ประชุมโดยการใช้บัตรแสดงตนนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โดยการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน ขอเชิญครับ🔗

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
พันตํารวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม พันตํารวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา หมายเลข ๑๑๐ ขออนุญาตแสดงตนครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

หมายเลข ๑๑๐ ๑ ท่าน มีอีกไหมครับ ท่านสมาชิกแสดงตนครบทุกท่านแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตน มีจํานวนสมาชิกที่แสดงตนอยู่ในห้องประชุม ๓๔๓ บวก ๑ เป็น ๓๔๔ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ต่อไป ผมจะขอมติจากที่ประชุมในการรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านสมาชิก ท่านใดเห็นควรรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิก ท่านใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดที่จะงดออกเสียงก็ให้กดปุ่ม งดออกเสียง ด้วยครับ🔗

พันตํารวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธาน ผม พันตํารวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา หมายเลข ๑๑๐ เห็นด้วยครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

หมายเลข ๑๑๐ เห็นด้วยนะครับ เชิญใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนมีไหมครับ ถ้าไม่มี ลงกันครบทุกท่านแล้ว ขอปิด การลงคะแนนครับ ผลการลงคะแนนมีท่านสมาชิกเห็นด้วย ๓๕๔ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๓๕๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน มติของ ที่ประชุมเห็นควรรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ🔗

ขอเชิญ ท่านสมาชิกกําหนดจํานวนกรรมาธิการ เชิญครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตเสนอ กรรมาธิการ จํานวน ๓๙ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ มีท่านสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ เพราะมีท่านสมาชิกเสนอ ตั้งกรรมาธิการ ๓๙ ท่าน🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี เป็นอันว่าที่ประชุมจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จํานวน ๓๙ ท่าน ทางรัฐบาลจะใช้สิทธิ ไหมครับ ตั้งได้ไม่เกิน ๑ ใน ๔ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ ๑ ใน ๔ ก็คือไม่เกิน ๙ ท่าน จะใช้สิทธิ ไหมครับ เชิญครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จํานวน ๙ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ ๒. นางสาวจิตรา ณีศะนันท์ ๓. นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ๔. นายอภิวัฒน์ จิระศิริโสภณ ๕. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ๖. นายจักรวี วิสุทธิผล ๗. นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น ๘. นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ๙. นายมารุต มัสยวาณิช ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

รัฐบาล เสนอ ๙ ท่าน ดังนั้นจะเหลือเป็นสัดส่วนของพรรคการเมืองอีก ๓๐ ท่าน ขอเชิญพรรคแรก ก่อนครับ พรรคเพื่อไทย ของท่านมี ๘ ท่าน เชิญเสนอชื่อและพร้อมทั้งผู้รับรองด้วยนะครับ เชิญพรรคเพื่อไทยครับ🔗

นายวันนิวัติ สมบูรณ์ ขอนแก่น

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตที่จะ เสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล รัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยทั้งหมด จํานวน ๘ ท่าน ๑. นายทนายเสือธนพล สุขปาน ๒. นายประยุทธ์ สวัสดิ์เรียวกุล ๓. เรืออากาศเอก ณัฐพล โยธินพนาเวศ ๔. นางสาวชนก จันทาทอง ๕. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ ๖. นายสุชาติ ภิญโญ ๗. นายกิตติกร โล่ห์สุนทร และ ๘. นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ครบครับ ต่อไปพรรคพลังประชารัฐ จํานวน ๗ ท่าน เชิญเสนอครับ🔗

นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ดิฉัน นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันเอง ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ๗ ท่าน ๑. นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ๒. นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ๓. นางสาวพัชรินทร์ ซําศิริพงษ์ ๔. นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ๕. นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย ๖. นายประพิศ นวมโคกสูง ๗. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีผู้รับรอง ครบครับ พรรคภูมิใจไทย ๔ ท่านครับ🔗

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๗ พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย จํานวน ๔ ท่าน ดังนี้ ๑. นายอํานาจ วิลาวัลย์ ๒. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ๓. นายพิบูลย์ รัชกิจประการ และ ๔. นายอับดุลบาซิม อาบู ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ครบครับ ต่อไปเป็นพรรคก้าวไกล ๔ ท่านครับ🔗

นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตเสนอชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล ดังนี้ ๑. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ๒. นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ๓. นายคริส โปตระนันทน์ และ ๔. รองศาสตราจารย์เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีผู้รับรอง ครบครับ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๓ ท่านครับ🔗

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ จํานวน ๓ ท่าน ดังนี้ ๑. นายอันวาร์ สาและ ๒. นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ ๓. นายปัญญ์ เกษมทรัพย์ ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ครบนะครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่านครับ🔗

นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สุพรรณบุรี

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอ นายปรเมศวร์ กุมารบุญ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ครบครับ พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่านครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน คุณกฤษฎา เอกกําลังกุล ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ครบครับ พรรคประชาชาติ ๑ ท่านครับ🔗

นายกูเฮง ยาวอหะซัน นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายกูเฮง ยาวอหะซัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคประชาชาติ ๑ ท่านนะครับ ท่านพิรุฬห์ พิหเคนทร์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ครบครับ ต่อไปพรรคเศรษฐกิจใหม่ ๑ ท่านครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ขออนุญาตเสนอกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคเศรษฐกิจใหม่ จํานวน ๑ ท่านครับ นายองอาจ วนามากสมบัติ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ครบครับ ครบ ๓๙ ท่านแล้วเชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อทบทวนความถูกต้องครับ🔗

นายจีรพงศ์ วัฒนะรัตน์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จํานวน ๓๙ คน ๑. นายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ ๒. นางสาวจิตรา ณีศะนันท์ ๓. นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ๔. นายอภิวัฒน์ จิระศิริโสภณ ๕. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ๖. นายจักรวี วิสุทธิผล ๗. นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น ๘. นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ๙. นายมารุต มัสยวาณิช ๑๐. นายทนายเสือธนพล สุขปาน ๑๑. นายประยุทธ์ สวัสดิ์เรียวกุล ๑๒. เรืออากาศเอก ณัฐพล โยธินพนาเวศ ๑๓. นางสาวชนก จันทาทอง ๑๔. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ ๑๕. นายสุชาติ ภิญโญ ๑๖. นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ๑๗. นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์ ๑๘. นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ๑๙. นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ๒๐. นางสาวพัชรินทร์ ซําศิริพงษ์ ๒๑. นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ๒๒. นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย ๒๓. นายประพิศ นวมโคกสูง ๒๔. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ๒๕. นายอํานาจ วิลาวัลย์ ๒๖. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ๒๗. นายพิบูลย์ รัชกิจประการ ๒๘. นายอับดุลบาซิม อาบู ๒๙. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ๓๐. นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ๓๑. รองศาสตราจารย์เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล ๓๒. นายคริส โปตระนันทน์ ๓๓. นายอันวาร์ สาและ ๓๔. นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ ๓๕. นายปัญญ์ เกษมทรัพย์ ๓๖. นายปรเมศวร์ กุมารบุญ ๓๗. นายกฤษฎา เอกกําลังกุล ๓๘. นายพิรุฬห์ พิหเคนทร์ ๓๙. นายองอาจ วนามากสมบัติ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

รายชื่อ กรรมาธิการ ๓๙ ท่าน ถูกต้องแล้วนะครับ ไม่มีเปลี่ยนแปลงนะครับ ขอเชิญกําหนด ระยะเวลาแปรญัตติ จะแปรญัตติภายในกี่วันครับ เชิญครับ🔗

นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ขอกําหนด ระยะเวลาแปรญัตติ ๗ วันค่ะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีท่านสมาชิกเสนอแปรญัตติภายใน ๗ วัน มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมให้แปรญัตติภายใน ๗ วัน ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๕🔗

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา🔗

๕.๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร กรณีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนา ทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคล (นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา และนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เป็นผู้เสนอ)🔗

แต่เนื่องจากมีญัตติของท่านสมาชิกที่ยื่นมาทํานองเดียวกันอีก ๓ ฉบับคือ🔗

๕.๑๑๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันบนที่ดินเอกชน ของกรุงเทพมหานคร (นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗

๕.๑๑๕ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาหามาตรการแก้ไขปัญหาการบํารุงรักษาที่ดินจัดสรรเพื่อการใช้ประโยชน์ ร่วมกันของประชาชนในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและพื้นที่เอกชนทั่วประเทศ (ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗

๕.๑๑๘ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร กรณีการพัฒนาทรัพย์สิน ที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคล (นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ เป็นผู้เสนอ)🔗

ซึ่งทั้ง ๓ ฉบับเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน ทํานองเดียวกัน ดังนั้นขออนุญาตนํามา พิจารณารวมกันเลยนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ก็ขอดําเนินการต่อไปนะครับ เชิญผู้เสนอญัตติแถลงหลักการและเหตุผลครับ🔗

๕.๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร กรณีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนา ทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคล (นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา และนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เป็นผู้เสนอ)🔗

นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตคลองเตย และเขตวัฒนา พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้บรรจุ ญัตตินี้ ที่ดิฉันและ ส.ส. ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ได้ยื่นญัตติในเรื่องของความเดือดร้อน ของประชาชนสู่สภาแห่งนี้ในหัวข้อ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาถนนและที่ดินที่ถูกรกร้างที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน ซึ่งเป็นข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร ดิฉันต้องขอเรียนว่าปัญหาที่เราได้รับเรื่องร้องเรียน จากประชาชนก็รู้สึกว่าดีใจที่มีผู้ยื่นญัตติลักษณะใกล้เคียงกัน ที่ท่านประธานได้แจ้งกับเรา มาว่าก็ได้มาขมวดรวมกันเพราะว่าเป็นปัญหาลักษณะใกล้เคียงกัน นั่นหมายความว่าไม่ใช่แค่ กรุงเทพมหานครเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่ประชาชนทั่วทั้งประเทศ โดยเฉพาะ ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับความเดือดร้อน ของประชาชนในพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน ท่านประธานคะ ดิฉันขอสไลด์ (Slide) นิดหนึ่งนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา กรุงเทพมหานคร

เรามาดูถึงปัญหานะคะ ท่านประธานว่าสืบเรื่องปัญหาที่เราได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับโครงการ หมู่บ้านจัดสรร ดิฉันขออนุญาตพูดถึงในกรณีของหมู่บ้านจัดสรรที่มีอยู่ทั่วไปของ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีมากกว่า ๕,๘๐๐ โครงการ ยังไม่รวมพวกอาคารชุด อาคารพาณิชย์ อาคารสูงต่าง ๆ ที่อยู่ในเมืองหลวงของเรา ประสบปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การดูแล ทรัพย์สินส่วนกลาง ก็คือพื้นที่ใช้สอยที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกัน ภายในหมู่บ้าน หรืออาคารชุดต่าง ๆ เหล่านี้ถูกทิ้งร้าง ไม่ได้รับการเหลียวแลจากเจ้าของโครงการ หรือนิติบุคคลที่ทอดทิ้งไปหรือถูกยกเลิกไป ปล่อยให้เป็นภาระกับประชาชนที่อยู่อาศัย ในบริเวณเหล่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะอยู่อาศัยกันมาไม่ต่ํากว่า ๑๐ ปี ช่วงแรก ๆ ของการขาย โครงการก็ดูแลรักษาดี ก็ยังดูแลช่วยเหลือประชาชนที่มาซื้อโครงการ ก็ยังไม่ได้ถูกปล่อยปละ ละเลย แต่หลังจากนั้นไปแล้วประมาณสัก ๑๐ กว่าปีขึ้นไป ประชาชนเหล่านั้นก็ถูกทิ้งร้าง ไม่ได้รับการเหลียวแล ก็สร้างปัญหาให้กับประชาชน เพราะว่าที่สําคัญหน่วยงานที่ ไม่สามารถที่จะเข้ามาพัฒนาตรงบริเวณเหล่านั้นได้ อย่างเช่นกรุงเทพมหานคร เนื่องจาก พื้นที่บริเวณเหล่านั้นคือเป็นพื้นที่เอกชน ซึ่งหน่วยงานของรัฐไม่สามารถที่จะจัดทํา งบประมาณลงมาพัฒนาพื้นที่เหล่านั้นได้ ยกเว้นเป็นที่สาธารณะเท่านั้น ท่านเคยเห็นภาพนี้ ไหมคะ ท่านประธานคะ ดิฉันขอสไลด์ (Slide) ถัดไป ปัญหาที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างของ สภาพปัญหาที่เราเคยเห็นทั่วไป จากเหตุการณ์นี้ฝนตกไม่นานก็จะมีหลายหมู่บ้านอยู่ใน โครงการต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครเกิดปัญหาน้ําท่วมขัง หมู่บ้านจมอยู่ในน้ํา เป็นแอ่งรับน้ํา รอการระบายค่ะท่านประธาน ซึ่งสภาพถนนรอบ ๆ หมู่บ้านของหมู่บ้านเหล่านั้น กรุงเทพมหานครได้นํางบประมาณมาพัฒนารอบ ๆ หมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว โดยการปรับถนน ให้สูงขึ้น ขยายถนนให้กว้าง ปรับขนาดของท่อระบายน้ําให้ใหญ่ ยกถนนให้สูง ปัญหา ที่เกิดขึ้นก็คือหมู่บ้านนั้นกลายเป็นพื้นที่ต่ํา เป็นแอ่งรับน้ํา เวลาฝนตกน้ําก็ไหลจากที่สูง ลงสู่ที่ต่ํา หมู่บ้านนั้นกลายเป็นแอ่งรับน้ําไปโดยปริยาย และที่สําคัญส่วนใหญ่หมู่บ้านนี้ แต่เดิมหลายสิบปีท่อระบายน้ําจะมีขนาดเล็ก อย่างเช่น ๓๐ เซนติเมตร พื้นที่ก็จะต่ํากว่า ถนนที่กรุงเทพมหานครได้พัฒนาไปแล้ว บางครั้งท่อของหมู่บ้านนั้นไม่ได้ไปเชื่อมกับท่อใหญ่ ของรัฐ ก็เลยสร้างปัญหาว่าไม่สามารถที่จะระบายน้ําได้ หรือบางครั้งบางหมู่บ้านขนาดของ ท่อของหลวงก็จะมีระดับที่สูงกว่าหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นน้ําในหมู่บ้านก็จะไหลย้อนกลับเข้ามาในหมู่บ้านอีก ก็ทําให้เป็นปัญหาในเรื่องของ น้ําท่วมขัง แล้วก็ใช้เวลาในการระบายค่อนข้างจะใช้เวลานานมาก หรืออย่างบางแห่ง น้ําระบายไม่ทันกลายเป็นแอ่งรับน้ํา น้ําเจิ่งนองอย่างถาวร หรือกว่าจะรอระบายก็หลายวัน เป็นที่เพาะพันธุ์ของยุงลาย แล้วก็ทําให้เป็นพาหะของไข้เลือดออกตามมา หรืออีกอย่างบางที่ ไม่เคยลอกท่อระบายน้ํามา ใช้เวลาเป็นหลาย ๆ สิบปีไม่มีโอกาสได้ลอกท่อเลย เพราะว่า หมู่บ้านถูกทิ้งร้างอย่างที่ดิฉันได้กล่าวไป หรืออย่างหลายหมู่บ้านในกรุงเทพมหานคร ขาดแคลนไฟฟ้าส่องสว่าง เสาไฟฟ้าใช้การไม่ได้ สุ่มเสี่ยงที่จะทําให้เกิดอาชญากรรม ไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินกับประชาชนเป็นอย่างมาก หรือหลาย ๆ สภาพถนน ในหมู่บ้านนั้นชํารุดทรุดโทรม แตกร้าว ไม่มีการปรับปรุงซ่อมแซมมาเป็นระยะเวลายาวนาน หลายสิบปีมาก ๆ ทีนี้เรามาดูว่าทําไมมันถึงเกิดปัญหาแบบนั้น ปัญหาเหล่านี้เกิดเป็นปัญหา เรื้อรังมานานหลายสิบปี หน่วยงานของรัฐไม่สามารถที่จะเข้าไปบริหารจัดการนํางบประมาณ มาพัฒนาในพื้นที่เหล่านั้นได้ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนบริเวณนั้น เขาน้อยอกน้อยใจว่าเขาเป็นคนไทยเหมือนกัน เสียภาษีทุกปี แต่ทําไมเขาไม่ได้รับการเหลียวแล หรือการดูแลจากหน่วยงานของรัฐเลย เสมือนกับเป็นพลเมืองชั้นสองเกิดความเหลื่อมล้ํา ในสังคม ทั้ง ๆ ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในด้านสาธารณูปโภค ซึ่งหน่วยงานของรัฐควรจะต้อง เข้ามาดูแล และให้บริการสาธารณะ และเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับประชาชน แต่คําตอบที่ได้รับพื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่เอกชน หน่วยงานของรัฐไม่สามารถที่จะจัดทํา งบประมาณลงไปพัฒนาในพื้นที่เหล่านั้นได้ อันนี้คือปัญหา แล้วเรามาดูต้นเหตุของปัญหา ที่การใช้งบประมาณไม่ได้ ว่าทําไมเราถึงใช้ไม่ได้ ตลอดระยะเวลาหลายปีประชาชนถึงจะต้อง มาจมกับปัญหาเหล่านั้นมาหลายสิบปี เรามาดูต้นเหตุ ที่ผ่านมาประเทศไทยได้จัดทํา กฎหมายเฉพาะสําหรับที่อยู่อาศัยเพื่อกําหนดให้มีการจัดทํา แล้วก็บํารุงรักษาสาธารณูปโภค ให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่อยู่อาศัยรูปแบบต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสม อย่างเช่น พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ พระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ และยังมีพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการกรุงเทพมหานคร พุทธศักราช ๒๕๒๘ ในข้อ ๖ ที่เกี่ยวกับข้อบัญญัติ กรุงเทพมหานคร เรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน ปี ๒๕๓๖ เป็นต้น อันนี้คือกฎหมายคร่าว ๆ ที่มีครอบคลุมในเรื่องของดังกล่าว แต่ปัญหา ที่เกิดข้อกฎหมายที่ดิฉันได้กล่าวไปเป็นบทบัญญัติในแต่ละโครงการ ซึ่งจะมีให้การบริหารงาน ของหมู่บ้านจัดสรรให้สามารถมีนิติบุคคล หมู่บ้านจัดสรรซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติ การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ และคอนโดมิเนียมหรืออาคารชุดก็จะมีนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งจะเป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ กํากับไว้ โดยพื้นที่ดังกล่าวก็จะเป็น พื้นที่ส่วนบุคคล เพราะฉะนั้นการปรับปรุงซ่อมแซมทรัพย์สินส่วนต่าง ๆ ที่ประชาชนใช้สอย ร่วมกันและเป็นทรัพย์สินส่วนกลาง นิติบุคคลเหล่านั้นจะต้องเป็นคนดําเนินการ แล้วก็ รับผิดชอบ แต่ปัจจุบันหลายโครงการประสบปัญหากับกรณีที่นิติบุคคลเหล่านั้นถูกยกเลิกไป ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี ทําให้หมู่บ้านจัดสรรหรืออาคารชุดถูกทิ้งร้าง ปล่อยให้เป็นปัญหา แล้วก็เป็นภาระให้กับประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณเหล่านั้น สร้างความเดือดร้อนเป็นจํานวนมาก แต่ในทางกลับกันกรุงเทพมหานครจะจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาทรัพย์สินนั้นได้ ก็ยังมีในส่วนของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครที่เปิดช่องไว้ว่าทรัพย์สินนั้นจะต้องมีลักษณะที่ เจ้าของกรรมสิทธิ์มิได้หวงห้าม หรือปิดกั้นทางเข้าออก และเป็นการพัฒนาเพื่อประโยชน์ ส่วนรวมของประชาชน มิใช่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ และในกรณีที่ไม่อาจที่จะหาเจ้าของหรือติดต่อกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ ให้หน่วยงาน ตรวจสอบหรือบันทึกปากคําจากประชาชนที่ใช้ประโยชน์จํานวนทั้งสิ้น ๑๕ ราย แล้วก็ ติดประกาศอย่างเปิดเผยในบริเวณที่จะพัฒนา แล้วก็ที่สํานักงานเขตไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน ให้ประชาชนทั่วไปทราบว่ากรุงเทพมหานครจะนํางบประมาณลงไปพัฒนาที่ดินตรงนั้น มีใครคัดค้านหรือไม่ ถ้าเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินคัดค้านก็ให้ไปยื่นคําร้องต่อหน่วยงานของ เจ้าของเรื่องในระยะเวลาที่กําหนดได้ แต่พอกรุงเทพมหานครดําเนินการตามขั้นตอน ตามระเบียบทุกอย่าง เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินก็ไม่ได้มาคัดค้าน ปล่อยให้กรุงเทพมหานคร ดําเนินการนํางบประมาณลงไปพัฒนาที่ดินเหล่านั้น จนพัฒนาเสร็จเรียบร้อยทําถนนให้ อย่างสวยงาม ขยายท่อจากขนาดเล็กเป็นขนาดใหญ่ วันดีคืนดีทําเสร็จแล้วเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินมาทวงสิทธิ ฟ้องร้องกันไป สุดท้ายกรุงเทพมหานครก็แพ้คดี หรือบางรายปล่อยให้ กรุงเทพมหานครพัฒนาถนนไปเรียบร้อย วันดีคืนดีมาทวงสิทธิแล้วก็ปิดทางผ่าน เก็บค่าผ่านทางกับประชาชนทั่วไป กลายเป็น กทม. ถูกฟ้องว่าเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนอีก นี่คือปัญหาของหน่วยงานที่ประสบปัญหากับกฎหมายที่เกิดขึ้น นี่คือปัญหาของ การปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐที่จะบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้บนที่ดินเอกชน เป็นอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้ประชาชนจํานวนมากไม่ได้รับการดูแล ได้รับผลกระทบ แล้วก็ประสบปัญหาจากการบริการสาธารณูปโภคหรือทรัพย์สินที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน แบบไม่มีคุณภาพ ขาดการบํารุงรักษา เกิดปัญหาน้ําท่วมขัง ขาดแคลนไฟฟ้าส่องสว่าง ไม่มีสวนสาธารณะ แล้วก็พื้นที่สีเขียว หรือปัญหาสภาพถนนหนทางที่ชํารุดทรุดโทรมตามที่ ได้กล่าวไปแล้ว แล้วอย่างนี้เรามีทางออกอย่างไร ดิฉันเองกับเพื่อนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เราเจอปัญหากันทุกเขต ไม่ใช่เขตใดเขตหนึ่ง แต่ ๕๐ เขตของ กรุงเทพมหานครประสบปัญหาเดียวกัน ดิฉันกับเพื่อนจึงได้ยื่นญัตตินี้ จึงหาทางออก โดยการที่เราจะต้องมาแก้กฎหมาย โดยให้สภาแห่งนี้ซึ่งเป็นความหวังของประชาชนในการที่ จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร กรณีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคล โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะมาแก้กฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติได้จริง เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชนเหล่านั้น ดิฉันเชื่อว่าญัตตินี้น่าจะเป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องกรุงเทพมหานคร แล้วก็พี่น้องต่างจังหวัด ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ เพราะว่าปัญหาเหล่านั้นเกิดลักษณะใกล้เคียงกัน ดิฉันคิดว่าเดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านช่วยกันอภิปรายในอีกหลาย ๆ แง่มุม หลาย ๆ ปัญหาในแต่ละหลาย ๆ พื้นที่ที่อาจจะเหมือนกันหรือแตกต่างกัน เราจะมาช่วยกัน ดูว่าเราจะแก้ปัญหาตรงจุดไหน แล้วก็จะนําข้อกฎหมาย มีกฎหมายฉบับใด พระราชบัญญัติ ฉบับใดที่เราจะต้องดึงเข้ามาแล้วมาปรับแก้ เพื่อให้การปรับแก้ของสภานี้เกิดมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการที่จะนําไปปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ดิฉันจึงหวังว่าญัตตินี้ที่ดิฉันได้เสนอกับ เพื่อนสมาชิกทางสภาจะเห็นด้วย แล้วก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชน แล้วดิฉันคงจะขอ มาสรุปอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ เจ้าของญัตติฉบับต่อไปของท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ กับคณะ เชิญท่านสมเกียรติครับ🔗

๕.๑๑๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันบนที่ดินเอกชน ของกรุงเทพมหานคร (นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗

นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากเขตบางนาและ เขตพระโขนง เนื่องจากญัตตินี้ทาง ส.ส. กทม. จากพรรคอนาคตใหม่เดิมได้ยื่นร่วมกัน จึงขอมอบหมายให้ทางคุณณัฐพงษ์เป็นคนพูดเปิดญัตติครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ได้ครับ เชิญครับ🔗

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ตามหัวข้อญัตติที่พวกเรา ผู้เสนอร่วมจากพรรคก้าวไกลทุกคน ขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการพัฒนาทรัพย์สิน เราตั้งญัตติเพื่อให้ ศึกษาปัญหาการพัฒนาทรัพย์สิน ไม่ได้เกี่ยวกับเฉพาะเจาะจงกับข้อบัญญัติอย่างเดียว ที่ประชาชนทั่วไปสามารถใช้สอยร่วมกันได้บนที่ดินเอกชนของกรุงเทพมหานคร ที่เราเสนอ ญัตติฉบับนี้ไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงกับเรื่องของข้อบัญญัติ เพราะพวกเราเชื่อว่าเรื่องนี้ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในตัวระบบกฎหมายที่ยึดโยงกับทั้งกฎหมายในระดับข้อบัญญัติ ที่อยู่ในสภาท้องถิ่น และกฎหมายที่อยู่ในระดับพระราชบัญญัติซึ่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ของพวกเราครับ จึงเป็นที่มาที่ไปที่พวกเราตั้งใจตั้งญัตตินี้เพื่อใช้ กทม. เป็นตัวอย่างศึกษา ที่จะนําไปใช้กับท้องถิ่นทั่วประเทศได้ครับท่านประธาน รบกวนฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์นําสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กรุงเทพมหานคร

สําหรับในญัตตินี้ครับว่า ด้วยการเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ ข้อบัญญัติหรือการพัฒนาทรัพย์สินร่วมกันของ กทม. หากมองเพียงผิวเผินบางท่านอาจจะ คิดว่าเรื่องนี้เราควรถกเถียงกันในสภากรุงเทพมหานคร เพราะเป็นปัญหาของข้อบัญญัติ ซึ่งถูกตราขึ้นโดยสภาท้องถิ่น ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราครับ แต่ท่านประธาน ผมอยากจะขอใช้เวลาในการอภิปรายไม่กี่นาทีนี้ เพื่อชี้ให้ทุกท่านเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของปัญหาเชิงโครงสร้างในการกระจายอํานาจ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ กรุงเทพมหานครอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่ผูกพันมาถึงกฎหมายในระดับ พระราชบัญญัติที่กระทบกับคนทั่วทั้งประเทศครับท่านประธาน จึงเป็นที่มาที่ไปที่เรา ขอยื่นญัตตินี้ประกบนั่นเอง โดยผมจะขอหยิบยก ๓ กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เขตบางแคของผม รวมถึงอีกหลายสิบกรณีตัวอย่างที่เพื่อนสมาชิกในพรรคก้าวไกล ของพวกผมในกรุงเทพมหานครนี้จะลุกขึ้นมาอภิปรายต่อไปเพื่อแสดงให้เห็นถึง ความเกี่ยวพันในระดับโครงสร้างต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในขอบเขตในอํานาจหน้าที่ของ สภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา เพื่อขอให้สภามีความเห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ ต่อไป🔗

ปัญหาแรกเป็นปัญหาที่ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ที่เป็น ส.ส. เขตมักจะต้องเจอก็คือประโยคคําตอบจากหน่วยงานราชการเวลาที่เรานํา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเข้าไปปรึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ําไม่ไหล ไฟดับ ท่อตัน น้ําท่วม ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อผุพัง ขยะเกลื่อนลอยต่าง ๆ นั่นก็คือประโยคที่เรามักจะเจอว่า เป็นที่เอกชน เขตทําไม่ได้ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดในกรณีตัวอย่างนี้ครับ ก็คือในตัวอย่างของ ซอยสุขสบาย ๑ ถนนบางบอน ๓ ในซอยเพชรเกษม ๖๙ เขตบางแค ที่ผมได้รับข้อร้องเรียนนี้ มาตั้งแต่สมัยประชุมที่แล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว มาจนถึงปีนี้ก็ยังเป็นปัญหานี้อยู่ และผมเพิ่งลงไป ดูปัญหานี้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เองอีกรอบหนึ่งเพราะกําลังจะมีการอภิปรายในญัตตินี้ ผมได้รับข้อร้องเรียนมาจากประชาชนในพื้นที่นี้ว่าพอมีฝนตกลงมานิดหน่อยน้ําก็ท่วมแล้ว หรือสภาพปัญหาปัจจุบันหนักกว่านั้นอีก ฝนไม่ตกน้ําก็ท่วม เพราะสภาพพื้นที่ตรงนี้ เป็นแอ่งกระทะ เนื่องจากมีการยกระดับถนนบางบอน ๓ เมื่อหลายปีก่อน ประกอบกับ มีการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรแห่งใหม่บริเวณท้ายซอย และข้าง ๆ ที่ดิน ปัจจุบันที่ปัญหาหนักขึ้น เพราะมีการถมที่ก่อสร้างสวนสาธารณะบางแคภิรมย์ ที่ภายในสวนเขามีบึง มีหนองน้ําอยู่ ซึ่งระดับมันสูงกว่าถนน ทําให้ไหลซึมเจิ่งนองลงมาที่ซอยสุขสบาย ๑ นี้ตลอดเวลาถึงแม้ ฝนไม่ตกครับท่านประธาน จึงเป็นที่มาที่ทําให้น้ําไม่สามารถระบายออกไปที่อื่นได้ ซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในซอยนี้ได้ใช้ซอยแห่งนี้ในการสัญจรเข้าออกมาเป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปี แล้วครับ โดยที่เจ้าของที่ดินก็ไม่หวงห้ามหรือห้ามปรามแต่อย่างใด เนื่องจากว่าติดภาระจํายอม อยู่นั่นเองครับท่านประธาน ซึ่งที่ผ่านมาพอเราสอบถามเข้าไปยังสํานักงานเขตก็ได้คําตอบ กลับมาว่าพวกเขาไม่กล้าเข้าไปดําเนินการให้ ทั้ง ๆ ที่ที่ติดภาระจํายอมอยู่ เพราะพวกเขา ถูกฟ้องร้องดําเนินคดี ทั้ง ๆ ที่ กทม. เองก็มีข้อบัญญัติว่าด้วยการพัฒนาทรัพย์สิน ที่ประชาชนทั่วไปเข้าไปใช้สอยร่วมกันได้อยู่แล้ว และเหตุใดทําไมพวกเขาถึงให้คําตอบกับ พวกเราเดิม ๆ ถามกี่ทีก็บอกว่าที่เอกชนทําไม่ได้ ทําไม่ได้ ทําไม่ได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าหากเราพิจารณาตามลําดับชั้นของกฎหมายที่แสดงอยู่ในสไลด์ (Slide) นี้ เราจะเห็นว่าข้อบัญญัติของ กทม. ฉบับนี้อาศัยอํานาจจากพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กทม. ในมาตรา ๙๗ ที่ให้อํานาจสภากรุงเทพมหานครในการตราข้อบัญญัตินี้ขึ้นมา บังคับใช้ได้ เพื่อนําเม็ดเงินงบประมาณไปใช้ตามอํานาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกันครับ ซึ่งผมขอเน้น คําว่าข้อบัญญัตินี้ให้อํานาจในการนําเม็ดเงินลงไปพัฒนาทรัพย์สิน โดยข้อบัญญัติฉบับนี้ได้มี การออกระเบียบของกรุงเทพมหานครออกมาต่อท้ายข้อบัญญัติฉบับนี้อีกว่าถ้าผืนที่ดิน ตรงนั้นมีประชาชนใช้สอยร่วมกัน อย่างเช่น ใช้เป็นทางสัญจรเข้าออกตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป โดยที่เจ้าของที่ดินไม่ได้แสดงตน ไม่ได้หวงห้ามหรือให้ความยินยอมในการใช้สอยที่ดินตรงนี้ ทางสํานักงานเขตสามารถอาศัยอํานาจตามข้อบัญญัติฉบับนี้ และระเบียบ กทม. ที่เกี่ยวข้อง ในการติดประกาศที่หน้าสํานักงานที่ดิน รวมถึงติดประกาศที่ทุกสํานักงานเขตทั่ว กทม. เป็นระยะเวลา ๓๐ วัน ถ้าหากไม่มีผู้ใดหรือเจ้าของที่ดินมาแย้ง กทม. หรือเขตก็สามารถนํา เม็ดเงินหลวงนี้ลงไปใช้พัฒนาทรัพย์สินในที่ดินที่เป็นเอกชนตรงนั้นได้ แต่จากลําดับชั้นของ กฎหมายที่กําลังแสดงอยู่ในสไลด์ (Slide) นี้เราจะเห็นว่าในส่วนของที่ดินถือว่าเป็นทรัพย์สิน ประเภทอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของเจ้าของที่ดินที่เจ้าของ ที่ดินยังเป็นผู้ทรงสิทธิในกรรมสิทธิ์ที่ดินตรงนั้นอยู่ นั่นก็เท่ากับว่าเจ้าของที่ดินสามารถ ฟ้องร้องทางแพ่งกับสํานักงานเขตที่เข้าไปดําเนินการโดยการกล่าวหาว่าสํานักงานเขตทําการ บุกรุกทําให้ที่ดินหรือทรัพย์สินเขาเสียหายได้ ซึ่งในกรณีลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในสํานักงานเขตหลาย ๆ เขต อย่างเช่นเขตภาษีเจริญที่เขาถูกฟ้องร้องในลักษณะกรณีแบบนี้ ถึงแม้ว่าในหลายกรณีในประวัติที่ผ่านมาศาลจะตัดสินเข้าข้างกับทางหน่วยงานราชการ อย่างเช่นสํานักงานเขต แต่เราลองนึกถึงใจข้าราชการ ทําดีเสมอตัว ทําชั่วเข้าตัวเอง ทําไป แล้วเขาก็คงไม่อยากจะเสี่ยงให้ตัวเองต้องไปพัวพันกับความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องดําเนินคดี ตามหลังนั่นเองครับท่านประธาน นี่จึงเป็นที่มาที่ผมแสดงให้เห็นตามแผนภาพตรงนี้ว่า เป็นเรื่องของลําดับชั้น และกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรของเราจะต้องเข้าไปพิจารณา โดยตรง ซึ่งข้อเสนอผมจะกล่าวไว้ในช่วงของตอนท้ายการอภิปราย🔗

ปัญหาที่ ๒ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน ในส่วนของกรณีปัญหาที่ ๒ เป็นกรณีที่พบบ่อยมาก ๆ นั่นก็คือกรณีที่เป็นที่ดินที่อยู่ใน โครงการจัดสรร กรณีแบบนี้เรียกว่าสิ้นหวังถ้าเจอ เพราะเขตให้คําตอบมา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ครับท่านประธานว่าติดที่ดินจัดสรรเขตทําไม่ได้แน่นอน ที่เขตตอบมาแบบนี้เพราะว่ากรณีนี้ อยู่นอกเหนือขอบเขตอํานาจหน้าที่ของเขตและสภา กทม. เนื่องจากว่าเป็นช่องโหว่ ของกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ นั่นก็คือกฎหมายการจัดสรรที่ดินนั่นเอง จึงเป็นที่มา ที่ผมจะอภิปรายในหัวข้อนี้ต่อไปว่าเมื่อโครงการจัดสรรเมินเฉย อํานาจกฎหมายแพ้อํานาจทุน เป็นภาระต่อประชาชน ในกรณีตัวอย่างนี้เกิดขึ้นในพื้นที่เขตบางแคของผมอีกเช่นเดียวกัน ซึ่งผมจะขอละการเอ่ยนามของโครงการ แล้วก็ชาวบ้าน รวมถึงชุมชน ชื่อชุมชนต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เป็นการพาดพิงกับบุคคลภายนอก แต่ในกรณีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างนายทุน เจ้าของโครงการกับลูกบ้านในโครงการ และชุมชนข้างเคียงที่อยู่ท้ายโครงการมาเป็น ระยะเวลากว่า ๒๐ ปีแล้ว ทั้งลูกบ้านและชาวบ้านในบริเวณนั้นต้องประสบปัญหากับปัญหา ท่อตัน น้ําท่วม สาธารณูปโภคต่าง ๆ ในโครงการทรุดโทรม เนื่องจากลูกบ้านในโครงการเอง เขาก็อยากดูแลกันเอง แต่ทําไม่ได้ เพียงเพราะนายทุนเจ้าของโครงการไม่ยอมจัดตั้งนิติบุคคล แล้วก็ไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ส่วนกลางตรงนั้นให้เป็นของสาธารณะครับท่านประธาน สาเหตุนี้ เกิดขึ้นจากการที่เจ้าของโครงการมีจุดประสงค์หรือต้องการเข้าไปกว้านซื้อที่ดินที่อยู่ ท้ายโครงการหรือที่ดินบริเวณชุมชนนั่นเอง โดยการพยายามบีบคั้นชาวบ้านที่อยู่ในชุมชน เหล่านั้นต่าง ๆ นานา อย่างเช่น พยายามบีบคั้นทําให้ตรงนั้นเป็นที่ตาบอด ทําอย่างไรก็ได้ให้ ชาวบ้านที่อยู่ท้ายโครงการที่ไม่ได้อยู่ติดถนนสัญจรเข้าออกไปมาได้ยากที่สุด หรือกรณีที่จงใจ ไม่ยอมบํารุงรักษาสาธารณูปโภคต่าง ๆ ปล่อยให้น้ําที่ท่วมอยู่ในโครงการที่มีระดับสูงกว่า ชุมชนไหลท่วมไปท้ายโครงการเพื่อให้ท่วมชุมชนที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ท้ายโครงการ นั่นก็เพื่อ พยายามให้ชาวบ้านอาศัยอยู่ไม่ได้ เพื่อต้องการไล่ที่นั่นเองครับท่านประธาน ซึ่งกรณีแบบนี้ ผมเชื่อได้เลยว่ามีเป็นกรณีตัวอย่างที่พบเจอได้บ่อยมากทั่วทั้งประเทศ ไม่เฉพาะกับ ในกรุงเทพมหานครอย่างเดียวเท่านั้น และจากในกรณีตัวอย่างนี้เนื่องจากว่าลูกบ้านที่อยู่ใน โครงการแห่งนี้เอง เขาก็ไม่ได้ต้องการที่จะให้เจ้าของโครงการขยายโครงการเพิ่มเติมแน่นอน ไม่มีใครที่ซื้อหมู่บ้านจัดสรรแล้วจะยอมให้เจ้าของโครงการขยายโครงการออกไปเรื่อย ๆ เขาก็ไม่อยากให้มีรถบรรทุกผ่านเข้าออก เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ลูกบ้านก็อยู่ข้างเดียวกับ ชุมชนข้างเคียง จึงเป็นที่มาที่ไปที่นายทุนอยู่ตรงข้ามกับลูกบ้านในโครงการตนเองนั่นเอง นายทุนจึงจงใจที่จะไม่เข้าไปบํารุงรักษาสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในโครงการ ไม่ยอมจัดตั้ง นิติบุคคล แล้วก็ไม่ยอมยกให้เป็นของสาธารณะครับ เพราะต้องการบีบไปกว้านซื้อที่ดินท้ายโครงการนั่นเอง นี่จึงเป็นที่มาที่ทําให้ตลอด ๒๐ กว่าปี ที่ผ่านมานี้ทั้งลูกบ้านในโครงการ และชาวบ้านในชุมชนท้ายโครงการต้องประสบปัญหากับ ความเสื่อมโทรมของสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทั้งปัญหาน้ําท่วม ท่อตัน ไฟดับ เพียงเพราะว่า อํานาจจัดตั้งนิติบุคคลอยู่ที่นายทุนเจ้าของโครงการแต่เพียงผู้เดียวนั่นเองครับท่านประธาน ที่ผมกล่าวเช่นนี้เพราะหากเราพิจารณากระบวนการการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติ จัดสรรที่ดิน พุทธศักราช ๒๕๕๘ ก็จะพบว่าถึงแม้กระบวนการในการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีการกําหนดวงเงินค้ําประกันค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ไว้กับกรมที่ดินอยู่แล้วก็ตาม แต่ก้อนเม็ดเงินค้ําประกันเหล่านั้นที่มีผลในเชิงทางปฏิบัติจริง ๆ ก็คือก้อนเฉพาะในส่วนที่ เป็นเงินค้ําประกันการจัดทําสาธารณูปโภคซึ่งมีมูลค่า ๑๑๕ เปอร์เซ็นต์ของส่วนที่ยังก่อสร้าง ไม่เสร็จเท่านั้น เนื่องจากว่า ณ ตอนที่เจ้าของโครงการก่อสร้างโครงการอยู่นี้เขายังเปิดขาย ไม่ได้ ดอกเบี้ยแบงก์ยังกินหัวอยู่ทุกวัน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสาธารณูปโภคเป็นส่วน สําคัญที่เขาต้องพยายามไปดึงกลับมา เขาต้องพยายามสร้างให้เสร็จตามแบบ และมิหนําซ้ํา ถ้าเขายังสร้างไม่เสร็จตามแบบเขาก็ขายบ้านไม่ออก พอลูกค้าเวลาเข้าบ้านไปเห็นส่วนกลาง ยังไม่เสร็จเขาก็ไม่ซื้อ แต่ก้อนที่ไม่มีผลในเชิงปฏิบัติเลยแล้วก็เป็นก้อนที่ทําให้เจ้าของ โครงการไม่มีความจูงใจในการจัดตั้งนิติบุคคลก็คือในก้อนของ ๗ เปอร์เซ็นต์ที่เป็น เงินค้ําประกันการบํารุงรักษาของส่วนกลางที่ได้ก่อสร้างเสร็จไปแล้วหลังจากที่เริ่มมี การโอนบ้านแล้วนั่นเอง ซึ่งประเด็นสําคัญไม่ได้อยู่ที่จํานวนเม็ดเงิน ๗ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นสําคัญอยู่ที่เงื่อนไขในการดึงเม็ดเงิน ๗ เปอร์เซ็นต์เหล่านี้กลับมา เพราะหากเรา พิจารณาตามเงื่อนไขในพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินก็จะพบว่าเจ้าของที่ดินจะถอนเงิน ๗ เปอร์เซ็นต์นี้ออกมาได้ก็ต่อเมื่อเขาได้จัดตั้งนิติบุคคลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และข้อแม้ ที่สําคัญก็คือเจ้าของโครงการยังมีภาระหน้าที่ที่จะต้องบํารุงรักษาส่วนกลางที่ยังไม่ได้ถูกโอน หรือยังไม่ได้ถูกขายนั่นเอง นั่นก็เท่ากับว่าในมุมมองของผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ เขามองว่า ๗ เปอร์เซ็นต์นี้เป็นเหมือนเงินสูญเปล่า เพราะตราบใดก็ตามที่เขาจัดตั้งนิติบุคคล ได้ ๗ เปอร์เซ็นต์กลับมาเขาก็ต้องจ่ายค่าส่วนกลางในส่วนที่ยังขายบ้านไม่เสร็จอยู่ดี เพราะฉะนั้น ๗ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้ได้มาสุดท้ายก็ต้องเอาไปให้นิติบุคคลอยู่ดี จึงเป็นที่มาว่า ๗ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้โดยส่วนมากในมุมมองของผู้ประกอบการถือว่าเป็นเงินสูญเปล่า ที่ไม่ได้คืน ดังนั้นนี่คือเป็นที่มาที่ไปที่พวกเราต้องการชี้ให้เห็นว่าพระราชบัญญัติการจัดสรร ที่ดินตรงนี้ยังมีช่องโหว่อยู่ ซึ่งตามมาตรา ๔๔ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังมีการกําหนด ให้อํานาจในการจัดตั้งนิติบุคคลนั้นยังอยู่ที่ผู้จัดสรรหรือเจ้าของโครงการแต่เพียงผู้เดียว เท่านั้น ๒ ประเด็นหลัก ๆ นี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินค้ําประกัน และในเรื่องของอํานาจ ในการจัดตั้งนิติบุคคลควรจะต้องเข้าไปแก้ไข ซึ่งเดี๋ยวผมจะเสนอในตอนท้ายของ การอภิปรายเช่นเดียวกัน🔗

สุดท้ายปัญหาข้อที่ ๓ กรณีตัวอย่างสุดท้ายที่ผมจะอภิปราย ยกตัวอย่าง ในการอภิปรายครั้งนี้ก็คือในกรณีของการที่พอเอางบประมาณลงไปทําให้ชาวบ้าน เอาเงินหลวงลงไปใช้พอได้ทําชาวบ้านก็กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จริงนั่นเองครับ กรณีตัวอย่างนี้ เกิดขึ้นในพื้นที่ในเขตหนึ่งใน กทม. ผมไม่ระบุเขตเพราะว่าเดี๋ยวจะเป็นการเฉพาะเจาะจง เกินไป ก็คือกรณีตัวอย่างที่ทางสํานักงานเขตนําเม็ดเงินหลวงลงไปก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย ในที่ดินเอกชน โดยการเขียนโครงการเข้ามาเสนอแอบอ้างว่าเป็นการก่อสร้างอาคาร เพื่อใช้เป็นอาคารสํานักงานของตลาดชุมชนให้ประชาชนเข้ามาใช้สอยประโยชน์ร่วมกัน เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นได้จากการที่มีช่องโหว่ของระเบียบและกฎหมายที่หละหลวม เปิดช่องให้มีการทุจริตเกิดขึ้นได้ ซึ่งตามระเบียบว่าด้วยการกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพย์สินของ กทม. ฉบับนี้ให้อํานาจหน่วยงาน เป็นผู้ประเมินความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณได้เอง และจากการลงไปศึกษาในเรื่องนี้ พบว่าหลักเกณฑ์ที่ทางสํานักงบประมาณของ กทม. ได้ให้ไว้ก็คือจะต้องมีการเซ็นสัญญา ยินยอมจากเจ้าของที่ดินที่มีการใช้สอยประโยชน์ร่วมกันไม่ต่ํากว่า ๕ ปีแต่ผมอยากจะให้ เพื่อนสมาชิกทุกท่านลองคิดตามไปพร้อม ๆ กัน หากวันนี้เริ่มเซ็นสัญญายินยอม ๕ ปี กว่าจะของบปีหน้า ปีหน้าเสร็จกว่าจะไปเข้ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง กว่าจะได้สร้างอะไรเสร็จ อย่างต่ํา ๒ ปี เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วพอดึงเม็ดเงินงบประมาณลงมาใช้ได้ไม่ถึง ๓ ปีดีหรอก นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างปัญหาหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าระเบียบของ กทม. ปัจจุบันก็มีปัญหาที่เปิด ช่องโหว่โดยการเขียนโครงการแอบอ้างว่าให้ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกัน แต่จริง ๆ แล้วเป็นการไปสร้างบ้านพักอาศัยส่วนตัวของตนเองนั่นเอง ซึ่งในรูปภาพที่ผมยกตัวอย่างไปเมื่อสักครู่นี้ หากเราลงไปดูพื้นที่ในปัจจุบันก็จะพบว่า ได้กลายเป็นอาคารที่พักอาศัยส่วนตัวของเจ้าของที่ดินไปแล้ว จากกรณีตัวอย่างทั้งหมด ที่ผมได้ยกไปก่อนหน้านี้ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของปัญหานี้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเฉพาะ ของข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง การกระจายอํานาจ เกี่ยวข้องกับลําดับชั้นของกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จึงเป็นที่มาที่ผมอยากจะขอเรียนนําเสนอข้อเสนอทั้ง ๓ ข้อตรงนี้ ตามหัวข้อ ๓ ปัญหาเพื่อนําส่งต่อไปสู่คณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานไปครับ ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้หากได้รับความเห็นชอบจากสภาได้ทําการพิจารณา อย่างรอบคอบครับท่านประธาน นั่นก็คือ🔗

ข้อเสนอส่วนที่ ๑ อยากให้คณะกรรมาธิการชุดนี้เข้าไปพิจารณาศึกษา เพื่อยกระดับสถานะของกฎหมายที่เกี่ยวข้องบางมาตราให้มีความเหมาะสม อย่างในกรณี ที่ข้าราชการมีความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องดําเนินคดี มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่เราควร จะต้องมีการระบุไว้ในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อเปิดช่องให้ หากข้าราชการดําเนินตามระเบียบหรือข้อบัญญัติที่อยู่ระดับล่างกว่าพระราชบัญญัติ เขาไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในการทําให้เสียทรัพย์🔗

ข้อเสนอส่วนที่ ๒ อยากให้คณะกรรมาธิการชุดนี้เข้าไปพิจารณาศึกษา การแก้ไขพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินเพื่ออุดช่องโหว่ทั้ง ๒ ช่องที่ผมนําเสนอไปก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงื่อนไขในการถอนเงินค้ําประกัน ๗ เปอร์เซ็นต์ออกมาก็ตาม หรือในส่วนของอํานาจในการจัดตั้งนิติบุคคลครับ ควรจะมีการระบุเวลาเฉพาะเจาะจง ไปเลยว่าหลังจากที่เจ้าของโครงการจะต้องมีการขายไปแล้วเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้วเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์จะต้องมีการจัดตั้งนิติบุคคลหรือโอนให้เป็น กรรมสิทธิ์สาธารณะภายใน ๓ ปีครับ🔗

สุดท้ายประการที่ ๓ อยากให้คณะกรรมาธิการลงไปศึกษาในรายละเอียด เกี่ยวกับระเบียบและข้อบัญญัติต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร เพื่ออุดช่องว่าง ช่องโหว่ ในการนําเม็ดเงินหลวงเหล่านี้ลงไปใช้ในที่ดินเอกชน🔗

สุดท้ายผมเชื่อว่าผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของ กรุงเทพมหานครอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ในการใช้เป็นต้นแบบให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ทั่วประเทศครับท่านประธาน ผมจึงจะขอการสนับสนุน จากสมาชิกทุกท่านให้ลงมติเห็นด้วยในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ญัตติ ฉบับต่อไป🔗

๕.๑๑๕ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาหามาตรการแก้ไขปัญหาการบํารุงรักษาที่ดินจัดสรรเพื่อการใช้ประโยชน์ ร่วมกันของประชาชนในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและพื้นที่เอกชนทั่วประเทศ (ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗

ผู้เสนอ อยู่ไหมครับ อาจารย์โกวิทย์ครับ เชิญครับ🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมได้เสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหามาตรการแก้ไขปัญหา การบํารุงรักษาที่ดินจัดสรรเพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในพื้นที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและพื้นที่เอกชนทั่วประเทศ ร่วมกับเพื่อนอีก ๒ ท่าน คือท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอร่วมกับกระผมซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย และคุณชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง ๓ ท่านได้เสนอร่วมกัน เรามีหลักการ เหตุผลเนื่องจากว่าสมาชิกที่เสนอก่อนหน้านี้ได้มุ่งเน้นไปที่กรุงเทพมหานคร จริง ๆ แล้วพื้นที่ที่เราพูดกันวันนี้ในเรื่องของพื้นที่ใช้สอยร่วมกันของประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ใน หมู่บ้านจัดสรรที่ดินก็ดี หรืออยู่ในพื้นที่อื่น ๆ อาจจะเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า พื้นที่สาธารณะอื่น ๆ ที่ควรจะเป็นอํานาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจะได้บูรณะให้เป็นที่ใช้สอยร่วมกัน ต่อไปนั้น นั่นคือเหตุผลประการที่ ๑ ที่เราเห็นว่าปัจจุบันนี้พื้นที่จัดสรรที่ดินซึ่งอยู่ใน เขตพื้นที่ท้องถิ่นมีจํานวนมาก และปัญหาหนึ่งที่เราพบก็คือว่าผู้จัดสรรที่ดินก็มักจะเบียดบัง ประโยชน์จากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการยื้อเวลาในการจดทะเบียนนิติบุคคล ของหมู่บ้าน อันนั้นก็เป็นปัญหาในทางปฏิบัติที่จะทําให้หมู่บ้านจัดสรรส่วนหนึ่งได้หาประโยชน์ ในการใช้สอยของตนเอง แต่ว่าการทําให้ปัญหานี้ลุล่วงไปได้ผมคิดว่าจะต้องมีการศึกษา แล้วก็มีผลบังคับในเชิงกฎหมายว่าจะทําอย่างไร เพื่อจะทําให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์ แล้วก็ไม่เดือดร้อนในหมู่บ้านจัดสรรต่อไป นั่นประการที่ ๑🔗

อีกประการต่อมา ผมคิดว่าที่ดินสาธารณะของประชาชนที่อยู่ใน หมู่บ้านจัดสรร ไม่ว่าจะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ที่ราชพัสดุ พื้นที่เอกชน หรือพื้นที่ที่ควร จะต้องดูแลบํารุงรักษาไม่ว่าจะเป็นวัด โบสถ์ มัสยิด ศาสนสถานหรือพื้นที่ที่ใช้สอยควรจะ ได้รับการดูแลบํารุงรักษา พื้นที่ที่ผมกล่าวส่วนหนึ่งก็ขาดการบํารุงรักษาเพื่อจะให้ประชาชน ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามหน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีปัญหา เรื่องข้อกฎหมาย ไม่มีอํานาจที่จะเข้าไปแก้ปัญหาตามที่กระผมได้กล่าวแล้ว ประชาชน จํานวนหนึ่งก็ร้องมาว่าถ้าจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้าไปบูรณะหรือบํารุงรักษา ก็ติดขัดในข้อกฎหมายระเบียบต่าง ๆ นี่คือเป็นประเด็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่กระผมและคณะ ได้ร่วมกันเสนอ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมกล่าวมานี้มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ที่ควรจะได้รับการดูแลในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ และทําอย่างไร จะมีการบูรณาการเพื่อเป็นแนวทางในการดําเนินงานแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน นี่คือส่วนหนึ่งที่กระผมได้เสนอญัตติเพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา หามาตรการ ผมย้ํานะครับ ศึกษาเพื่อหามาตรการในการแก้ไขและดําเนินการในพื้นที่จัดสรร ที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชน รวมทั้งพื้นที่อื่น ๆ อย่างที่ผมได้กล่าวแล้ว ผมจะเรียนเพิ่มเติมให้ท่านประธานได้ทราบ แล้วก็เพื่อให้กรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นนั้น ได้พิจารณาสัก ๔ ประเด็นเพิ่มเติมจากสิ่งที่ผมได้เสนอในญัตติ ดังนี้🔗

ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าในพื้นที่หมู่บ้านจัดสรร ไม่เฉพาะหมู่บ้านจัดสรร หรืออาจจะเป็นอาคารชุดหรือพื้นที่อื่น ๆ ที่เป็นห้องชุดต่าง ๆ แล้วก็มีพื้นที่ส่วนหนึ่งอาจจะ ทําให้องค์กรท้องถิ่นเข้าไปไม่ถึง อาจจะเกิดจากโครงสร้างในเชิงอํานาจหน้าที่ระหว่างเอกชน หรือระหว่างรัฐก็ดีไม่สามารถที่จะทําให้ท้องถิ่นเข้าไปบริหารจัดการได้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของถนน เรื่องของขยะ เรื่องของการจัดที่สาธารณะเพื่อประโยชน์เป็นสวนสาธารณะ เป็นต้น ซึ่งทําให้หน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศไม่สามารถเข้าไปดําเนินการได้ ในพื้นที่ที่ผมกล่าวแล้ว นอกจากนั้นมีตัวอย่างที่ผมได้ไปศึกษาพื้นที่ในหมู่บ้านเอื้ออาทร ก็ขอพูดเป็นการเฉพาะสักนิดหนึ่งว่าในพื้นที่หมู่บ้านเอื้ออาทรทั่วประเทศขณะนี้ซึ่งจําเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องถ่ายโอน ผมคิดว่าเป็นเรื่องของอํานาจที่จะทําให้ท้องถิ่นที่จะเข้าไปสู่ การดําเนินงานในพื้นที่หมู่บ้านเอื้ออาทรได้อย่างไร และผมก็เรียกร้องว่าจําเป็นจะต้อง ถ่ายโอนพื้นที่ ถ่ายโอนกิจการต่าง ๆ ที่มีอยู่นั้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไป ดําเนินการเพื่อจะได้พัฒนาพื้นที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นทางเดิน ทางเท้า ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาทางด้านการศึกษา การสร้างศูนย์เด็กเล็กให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ให้บุตรหลานได้เรียนหนังสือ เป็นต้น หรือทําสวนสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว พื้นที่ต่อมาผมคิดว่าพื้นที่รกร้างว่างเปล่าส่วนหนึ่งก็เป็นที่ที่ควรจะเปิดให้กับท้องถิ่นเข้าไป ดูแล แล้วก็จัดเป็นสวนสาธารณะ ผมมีตัวอย่างที่พบก็คือว่าท้องถิ่นบางท้องถิ่นก็ดําเนินการ จัดการได้ดีในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า หรือพื้นที่ราชพัสดุที่ปล่อยไว้ไม่สามารถทําประโยชน์ได้ แล้วก็การที่เป็นอย่างนี้ผมคิดว่าไม่ได้เกิดประโยชน์กับประชาชนที่จะใช้สอยเพื่อประโยชน์ ร่วมกันของพื้นที่เหล่านี้ ผมจึงเห็นว่าถ้าให้ท้องถิ่นได้เข้าไปจัดการ ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ ที่ควรจะใช้ประโยชน์ร่วมกันก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการจัดพื้นที่อยู่อาศัยให้ประชาชนที่ยากจน ที่ลําบากได้พัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยบางส่วน ซึ่งเห็นว่าในพื้นที่ที่ผมไปพบก็คือเทศบาลเมืองกระบี่ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีที่สามารถทําให้พื้นที่รกร้างว่างเปล่า และพื้นที่พัสดุนั้นปรับและพัฒนา ให้เกิดเป็นที่ออกกําลังกาย พื้นที่ที่เป็นสวนสาธารณะ และพื้นที่ส่วนหนึ่งซึ่งราชพัสดุได้จัด ที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนอยู่แล้ว แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าการบํารุงรักษาเรื่องถนนหนทางก็ดี เรื่องปรับพื้นที่สวนสาธารณะก็ดีไม่มีงบที่จะไปดําเนินการ เพราะว่าท้องถิ่นจะไปดําเนินการนั้น ก็ติดขัดในข้อกฎหมายต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการทําให้ท้องถิ่นมีอํานาจมากขึ้นเพื่อจะไปทําให้ พื้นที่ที่ผมพูดได้พัฒนาเกิดประโยชน์กับประชาชนโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเจ้าภาพหลัก หรือจะดําเนินการร่วมกันก็ได้ในการบูรณาการพัฒนาในพื้นที่ดังกล่าวที่ผม ได้กล่าวไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่ที่ผมพูดถึงตามข้อมูลที่ได้กล่าวให้ประธานได้รับทราบ ผมเห็นว่าในการศึกษา ตั้งกรรมาธิการเพื่อหาแนวทางหรือมาตรการที่จะจัดการกับพื้นที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ หมู่บ้านจัดสรรที่ผมกล่าวแล้ว พื้นที่ราชพัสดุ พื้นที่รกร้างว่างเปล่า หรือแม้กระทั่งพื้นที่ ที่เป็นวัด เป็นโบสถ์ เป็นมัสยิด และเป็นศาสนสถาน หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่ควรจะพัฒนา เพื่อเป็นประโยชน์ของพี่น้องประชาชน โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้มีอํานาจในการจัดการในพื้นที่ดังกล่าว แล้วก็ ดูงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะเสนอแนะ ไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นสัก ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ผมคิดว่าในเชิง โครงสร้างของการบริหารจัดการภารกิจในพื้นที่ดังกล่าวรัฐบาลหรือว่าในเชิงกฎหมายก็ดี เราต้องพิจารณาว่าจะจัดการอย่างไรกับพื้นที่ที่ผมกล่าวมาแล้วทั้ง ๔ ประการ ประเด็นที่ ๒ เราจะต้องไปดูเรื่องของโครงสร้างอํานาจหน้าที่ หรือหน้าที่และอํานาจของหน่วยองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่กล่าวแล้วทั่วประเทศว่าท้องถิ่นจะมีส่วน หรือมีอํานาจเข้าไปดําเนินการอย่างไร เพราะฉะนั้นจึงต้องดูทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ที่มีอยู่ และจะปรับกฎหมายให้กับท้องถิ่นที่มีหน้าที่และอํานาจมากขึ้นได้อย่างไร ในส่วนที่ ๒ เรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นว่าในส่วนของงบประมาณก็ดี ในเมื่อ ให้หน้าที่และอํานาจแก่ท้องถิ่นผมคิดว่าเราจะต้องพิจารณาเรื่องของงบประมาณให้กับ ท้องถิ่นเพื่อจะไปพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้มีความสมดุลเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ผมและเพื่อนที่เสนอก็มีเจตนาว่าการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในพื้นที่ ที่ผมกล่าวถึงในพื้นที่องค์กรปกครองท้องถิ่นและพื้นที่เอกชนทั่วประเทศขณะนี้ โจทย์หลัก ก็คือว่าจะทําอย่างไรให้เกิดสมดุล และผมเห็นว่าการที่เรากระจายอํานาจให้กับท้องถิ่น เป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดเพราะว่าประชาชนในพื้นที่ท้องถิ่นนั้น และองค์กรท้องถิ่นเอง ก็รู้ปัญหา รู้สิ่งที่ประชาชนต้องการว่าจะดําเนินการอย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมและเพื่อนได้นําเสนอ เพื่อให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาหามาตรการแก้ปัญหาในการบํารุงรักษา ที่ดินจัดสรรและพื้นที่ใช้สอยอื่น ๆ อย่างที่ผมกล่าวแล้วเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ อย่างเต็มที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะเป็นผู้รับผิดชอบด้วย ก็กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นตามข้อเสนอแนะที่กระผมได้นําเรียนท่านประธาน ก็ขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ญัตติ ฉบับที่ ๔ ฉบับสุดท้าย🔗

๕.๑๑๘ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร กรณีการพัฒนาทรัพย์สิน ที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคล (นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ เป็นผู้เสนอ)🔗

เชิญแถลง เหตุผลครับ🔗

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ผมจําเป็นต้องเสนอญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร กรณีการพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชน ทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานคร ทั้งเมืองใหญ่ ๆ หลายเมืองที่มี ลักษณะมีที่อยู่อาศัยหนาแน่น ท่านประธานครับ ถ้าหากจะมองถึงเรื่องของหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งวันนี้เราบอกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย เรานั้นมี ๔ รูปแบบ เรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งมีกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เรียกว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เรียกว่าเทศบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เรียกว่า องค์การบริหารส่วนตําบล ซึ่งอันที่จริงแล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ ก็ต่างเจอปัญหาที่จะได้นําเรียนต่อไป ท่านประธานครับ สิ่งที่พบเจอกันมาโดยตลอดก็คือ เมืองต่าง ๆ เมื่อมีประชากรอยู่หนาแน่นก็มีในการที่จะตั้งเป็นหมู่บ้านจัดสรร มีการตั้งเป็น อาคารชุดเป็นที่อยู่อาศัยที่ค่อนข้างหนาแน่น แต่สิ่งหนึ่งที่ประสบพบเจอตลอด ถ้าหมู่บ้านไหน สร้างก่อน สมมุติว่าสัก ๒๐ ปีสร้างวันนี้มีปัญหาแน่ ที่บอกว่ามีปัญหาเพราะว่าอะไรครับ เพราะหมู่บ้านสร้างทีหลังนี้ก็จะถมดินสูงขึ้น หมู่บ้านเมื่อก่อนมันสูง พอ ๑๐-๒๐ ปีมันกลับ เป็นหมู่บ้านแอ่งกระทะไปแล้ว สภาพอย่างนี้มันเกิดขึ้นทุกแห่งที่เป็นที่อยู่อาศัย ปัญหาเหล่านี้ มันเกิดขึ้นหนักเข้าไปอีกถ้าหากว่าอยู่ในกรุงเทพมหานครกับปริมณฑล เพราะพื้นที่ดังกล่าว ที่ผมว่านี้มันเป็นที่ลุ่มต่ํา สูงจากระดับน้ําทะเลนิดเดียว เพราะฉะนั้นนอกจากน้ําทะเลหนุน มาแล้ว น้ําเหนือไหลมาแล้ว โอกาสที่น้ําจะท่วมขังมันมีสูงมาก การบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของสาธารณะ แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ประธานทราบตอนนี้ก็คือว่าในการอยู่อาศัยของกลุ่มคนที่ผมว่า เป็นหมู่บ้านจัดสรรก็ตาม เป็นคอนโดมิเนียมก็ตาม เป็นอะไรก็ตามนี่แหละจะประกอบด้วย กลุ่มตัวแอกเตอร์ (Actor) ตัวแสดงอยู่ ๓-๔ กลุ่มก็คือตัวประชาชนที่อยู่อาศัย อีกอันหนึ่ง ก็คือนิติบุคคลที่บริหารจัดการ แล้วสิ่งที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยก็คือองค์กรปกครอง ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานครหรือเป็นอะไรก็ตาม จะมีความเชื่อมสัมพันธ์โยงกันอยู่ ถ้าหากว่ามองในแง่ของประชาชน ประชาชนก็ต้องการรับบริการ เพราะประชาชนเป็น ผู้เสียภาษี นิติบุคคลนั้นมีหน้าที่ในการที่จะบริหารจัดการในที่ส่วนบุคคลตรงนั้นให้มี การใช้ประโยชน์ใช้สอยร่วมกัน ขณะที่องค์กรปกครองท้องถิ่นมีหน้าที่ในการที่จัดบริการ สาธารณะ ถ้าหากว่ามันเชื่อมโยง ไม่มีอะไรขัดตกบกพร่องมันก็พอจะไปของมันได้ แต่วันนี้ มันไม่เป็นอย่างนั้น วันนี้หลายแห่ง หมู่บ้านหลาย ๆ แห่ง วันนี้ถูกละเลย ถูกเพิกเฉยจาก นิติบุคคล ปัญหาก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะจะเข้าไปดูแล ก็ไม่ได้ เพราะว่าเป็นที่ส่วนบุคคล ไม่ใช่สาธารณะ เพราะฉะนั้นปัญหาที่ผมกราบเรียนเกิดขึ้น แล้วก็ลามขยายผลออกไป วันนี้ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานครครับ ไม่ใช่เฉพาะปริมณฑล เมืองใหญ่ ๆ หลายแห่งของประเทศไทยก็เริ่มเจอปัญหาในลักษณะแบบนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องให้ความสําคัญในเรื่องเหล่านี้ก็คือจะต้องมาดูว่าตัวกฎหมายของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เรียกว่าข้อบัญญัติท้องถิ่นจะต้องมีการปรับปรุง จะต้องมี การแก้ไขอํานาจหน้าที่ บทบาททั้งหลาย จะต้องมาทําการศึกษา เรื่องไหนที่เป็นปัญหา อุปสรรคก็จะต้องนําไปสู่การแก้ไข เพราะไม่อย่างนั้นปัญหาตรงนี้จะลุกลามและจะหมักหมม มีหลายแห่งครับท่านประธาน ตอนแรก ๆ ก็อยู่กันอย่างมีความสุข พออยู่นานไป ๆ ความสุข ที่ผมว่าก็หายไป หายไปพร้อมกับความรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นได้หารือกันกับเพื่อนสมาชิก ได้หารือกับหลาย ๆ ท่านว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องด่วน เป็นเรื่องที่จะต้องรีบทําการศึกษา เป็นเรื่อง ที่จะต้องมีการแก้ไขกันอย่างจริงจัง ผมจึงได้เสนอญัตติด่วนตรงนี้เข้ามาสู่สภาแห่งนี้ ให้พิจารณาว่าควรที่จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติ ของกรุงเทพมหานครในกรณีการพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และ ข้อ ๕๐ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เจ้าของ ญัตติทั้ง ๔ ฉบับ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิอภิปรายก่อนตามข้อบังคับ ข้อ ๖๖ อภิปรายได้ครบทุกท่าน แล้วนะครับ ต่อไปเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิก ซึ่งมีการแจ้งจํานงว่าจะอภิปรายทั้งหมด เกือบ ๒๐ ท่าน ขอเอาไว้อภิปรายพรุ่งนี้ก็แล้วกันนะครับ วันนี้พอแล้วครับ ปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๘.๒๑ นาฬิกา