รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันพฤหัสบดีที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๓
ณ อาคารรัฐสภา
------------------------
ขณะนี้เวลา ๐๙.๔๖ นาฬิกา มีผู้มาลงชื่อ ๒๔๔ ท่าน สมาชิกทั้งหมดมี ๔๘๗ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขอเปิดประชุมครับ ระเบียบวาระพิเศษในวันนี้🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗
เรื่องแรก รับทราบการพิจารณาพระราชกำหนด จำนวน ๔ ฉบับ ของวุฒิสภา🔗
ด้วยประธานวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันจันทร์ที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๓ และครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันอังคารที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๓ ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาลงมติอนุมัติพระราชกำหนด จำนวน ๔ ฉบับ ดังนี้🔗
๑. พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓🔗
๒. พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓🔗
๓. พระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคง ทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๓🔗
๔. พระราชกำหนดว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๕๓🔗
จึงแจ้งที่ประชุมรับทราบ🔗
เรื่องที่ ๒ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ปี ๒๕๖๓🔗
เรื่องนี้สำนักบริการทางการแพทย์ประจำรัฐสภาได้มีหนังสือเชิญชวน ท่านสมาชิกเข้าร่วมบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ปี ๒๕๖๓ ชนิด ๔ สายพันธุ์ เพื่อป้องกันการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ ในวันพุธที่ ๑๐ และวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๓ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๕.๐๐ นาฬิกา ที่สำนักบริการทางการแพทย์ประจำรัฐสภา ชั้น ๑ แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบ ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายครับ อันนี้เป็น ๒ เรื่องที่เรียนเพื่อทราบ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗
เรื่องด่วน🔗
- ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับว่าได้มีโอกาสได้คุยกับวิป (Whip) ทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะท่านประธานวิป (Whip) พรรคร่วมฝ่ายค้าน เราก็ได้มีโอกาส ได้เป็นข้อตกลงว่าในการพิจารณา พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... วันนี้ เราจะใช้เวลาในการรับหลักการ ๑ วัน ๑ วันก็คือเริ่มจาก ๐๙.๓๐-๒๐.๐๐ นาฬิกา แต่เนื่องจากว่าเวลาอาจจะเลต (Late) ลงมาบ้าง เราก็ตกลงกันไว้ว่าฝ่ายค้านจะใช้เวลา ในการอภิปรายเฉพาะเรื่องนี้ ๖ ชั่วโมง ส่วนที่เหลือก็จะเป็นฝ่ายรัฐบาล ๔ ชั่วโมง และเรา ก็จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน ๔๙ ท่าน แล้วก็ในส่วนนี้ก็ขออนุญาต เรียนท่านประธานว่าจะใกล้ลงมติก็อยู่ประมาณ ๑๙.๐๐-๒๐.๐๐ นาฬิกา อยู่ช่วงไหน ที่จะเหมาะสม ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ได้เรียนกับทางท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ทางผู้ควบคุมเสียงฝ่ายค้านมีอะไรเชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะเลขาธิการวิป (Whip) ฝ่ายค้าน มีข้อแตกต่างกันบ้างกับทางท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลที่ได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อ ท่านประธานและสภาแห่งนี้ เราเข้าใจดีถึงความที่รัฐบาลต้องพยายามเร่งรัดกระบวนการ พิจารณา แต่ในประเด็นแรกที่มีการเจรจาหารือกัน และทางท่านประธานวิป (Whip) และคณะเจรจาของฝ่ายค้านมาชี้แจงที่วิป (Whip) ฝ่ายค้านนะครับ🔗
ประเด็นแรก คือเราจะพยายามอยู่ในกรอบเวลา คือให้จบภายในวันนี้ ในวาระที่ ๑ แต่อย่างไรก็ตามการพิจารณาจะต้องไม่เสียซึ่งความละเอียดรอบคอบของ ตัวร่างพระราชบัญญัติที่นำเสนอต่อสภา จะมีการอภิปรายกันอย่างทั่วถึง🔗
ประเด็นที่ ๒ นั้นเป็นเรื่องซึ่งมีความสำคัญคือเรื่องของเวลา ฝ่ายค้านยืนยันว่า เราจะพยายามใช้เวลาทุกนาทีให้มีประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตามกรอบเวลาที่ฝ่ายค้านได้เจรจา กับทางท่านประธานวิป (Whip) ไว้ของฝ่ายค้านคือ ๗ ชั่วโมง โดยเวลาที่เหลืออาจจะ เกินเวลาจาก ๒ ทุ่ม ไปบ้างจะเป็นเวลาที่ทาง ครม. รัฐบาล แล้วก็ท่านประธานจะได้ บริหารจัดการ ฝ่ายค้านยืนยันเราจัดเวลา ๗ ชั่วโมง ก็ขอท่านประธานโปรดพิจารณาครับ🔗
ท่านวิรัชขออีกครั้งครับ กี่ชั่วโมงกันแน่🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิรัช รัตนเศรษฐ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ในตอนที่มีโอกาสได้คุยกัน ในช่วงนั้นก็มีท่านสุทิน คลังแสง ท่านคุณหมอชลน่าน แล้วก็ท่านพิจารณ์ เผอิญว่า ทางท่านจุลพันธ์ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ไม่ได้เข้าร่วมด้วย ผมเองก็ต้องเรียนท่านประธานว่า เรามีเวลาจำกัดจริง ๆ ถ้าเป็นระยะเวลา ๗ ชั่วโมง กับ ๓ ชั่วโมง นี่มันก็มีความรู้สึกว่า มันห่างไปนิดหนึ่ง แต่อย่างไรก็จะพยายามให้เขาถึง ๗ ชั่วโมง ถ้าจะเกินเวลาไปนิดหนึ่ง แต่ยืนยันว่ารัฐบาลคงต้องไว้ ๔ ชั่วโมงอยู่เหมือนเดิม ท่านประธานครับ🔗
ก็ยืนยัน ๖ ชั่วโมง กับ ๔ ชั่วโมง เหมือนเดิมไว้ก่อนอย่างนั้นใช่ไหมครับ เอาอย่างนั้นนะครับ ผมถึงต้องถาม หลายครั้ง ผมกลัวว่าพอตกลงข้างนอกพอข้างในแล้วเปลี่ยนก็จะมีปัญหาตอนปลาย ก็เลย พยายามให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้ขัดแย้งเมื่อตอนปลาย ๆ ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราตกลงไว้อย่างไร ก็ไปตามนั้น การตกลงก็จะทำให้การประชุมเป็นไปโดยราบรื่นนะครับ หมายถึงว่า ไม่มีข้อโต้แย้งในสิ่งที่ไร้สาระเรื่องว่าใครจะเอาเวลาเท่าไร เพราะฉะนั้นก็ถือหลักอันนั้น ไปก่อนนะครับ แต่ว่าเมื่อถึงเวลาอาจจะเกินหรือขาดบ้างไม่เป็นไรครับ จะดูความเหมาะสมให้ เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่าท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลได้กรุณาได้เอ่ยชื่อผมในการพูดคุยเจรจาร่วมกับท่านประธานวิป (Whip) ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เบื้องต้นก็เป็นดังเช่นที่ท่านประธานวิป (Whip) ได้กรุณากล่าวจริงครับ เบื้องต้นเราก็ปรึกษาหารือกัน ไม่ได้เป็นการประชุมครับ เป็นการปรึกษาหารือกัน เราก็พยายามที่จะเสนอเวลา แล้วครั้งสุดท้าย ด้วยความเคารพ ผมเองได้มาฟังกับหูของตนเอง แล้วก็คุยกับท่านประธาน วิป (Whip) ที่ห้องท่านประธานวิป (Whip) เลยบอกว่าขยับเวลาขึ้นไป ๗ ชั่วโมงสำหรับ ฝ่ายค้าน ส่วนฝ่ายรัฐบาลจะบริหารเวลา ๔ ชั่วโมง ก็ต้องไปล่วงเวลาของภาพรวมที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นผมเองกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่าเป็นการปรึกษาหารือ ท่านประธาน กรุณาแล้วว่าดูเวลาภาพรวมอาจจะล่วงเลยไปได้บ้าง สำหรับ ๔ ชั่วโมง และ ๗ ชั่วโมง ก็ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ เพราะว่าเราจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด ด้วยความขอบคุณครับ🔗
ผมไม่อยากให้ข้อตกลง อะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานะครับ ก็ถือหลักอย่างนั้นไปก่อน คุณหมอครับ แล้วก็ ผมจะดูเวลาให้ครับ แต่จำเป็นต้องยืดเวลาไปบ้างก็ไม่เป็นไรครับ ขอเชิญรัฐบาลนะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้🔗
หลักการ ให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ของหน่วยรับงบประมาณเป็นบางรายการ ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นจำนวน ๘๘,๔๕๒,๕๙๗,๙๐๐ บาท🔗
เหตุผล โดยที่เป็นการสมควรโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการ ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และโดยที่การโอนงบประมาณรายจ่าย ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติฉบับนี้🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ที่รัฐบาลนำเสนอต่อ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา และบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ซึ่งเราถือว่าเป็น ภัยพิบัติร้ายแรงส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รวมทั้งเรามีปัญหาจากภัยพิบัติ ภัยแล้ง อุทกภัย และกรณีที่มีเหตุผลฉุกเฉิน หรือจำเป็นอื่น ๆ ซึ่งที่ผ่านมานั้นรัฐบาลก็ได้ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนต่าง ๆ เช่น การแก้ไขปัญหา ภัยพิบัติ อุทกภัย ภัยแล้ง ปัญหาเศรษฐกิจ การบรรเทา และการแก้ไขสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เป็นต้น ส่งผลให้งบประมาณรายจ่าย งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นที่ตั้งไว้จำนวน ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องโอนงบประมาณรายจ่ายที่หน่วยรับงบประมาณได้รับจัดสรร ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ไปตั้งไว้เป็น งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นดังกล่าว โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการดำเนินภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ ผ่านกลไกของ งบประมาณรายจ่าย เพื่อตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ให้ทันต่อสถานการณ์อย่างมี ประสิทธิภาพสูงสุด ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ที่เสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญอยู่ ๒ ประการ คือ🔗
ประการแรก เพื่อนำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการ จำนวนทั้งสิ้น ๘๘,๔๕๒,๕๙๗,๙๐๐ บาท ไปตั้งจ่าย เป็นงบกลาง รายจ่ายเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น🔗
ประการที่ ๒ เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการ แก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา ๒๐๑๙ และปัญหาภัยพิบัติ ภัยแล้ง อุทกภัย ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ🔗
ในการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีการ ดำเนินการมาแล้วครั้งล่าสุดในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยรัฐบาลเห็นว่ากฎหมาย โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับนี้มีความสอดคล้องกับกรอบวินัยการเงินการคลัง ของรัฐ รวมทั้งทำให้การบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ มีประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการแก้ไขปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ เกิดประโยชน์ สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ดังกล่าวมีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๓๕ (๑) ที่กำหนดให้งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย จะโอนหรือนำไปใช้สำหรับหน่วยรับงบประมาณอื่นมิได้ เว้นแต่ มีพระราชบัญญัติให้โอนหรือนำไปใช้ได้🔗
ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓ บางรายการที่ไม่สามารถดำเนินการได้ภายในปีงบประมาณเป็นจำนวนทั้งสิ้น ๘๘,๔๕๒,๕๙๗,๙๐๐ บาท ซึ่งก็ได้พิจารณาดำเนินการตามหลักเกณฑ์และแนวทางของการ โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๓ โดยงบประมาณและรายการที่นำไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณฉบับนี้ ประกอบด้วย🔗
๑. รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่าย และไม่มีข้อผูกพัน หรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๓ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ การจ้างที่ปรึกษา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ การดำเนินการจัดงานกิจกรรมต่าง ๆ🔗
๒. รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย อาทิ รายการปีเดียวที่ยังไม่ประกาศ ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างภายในวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๓ และ/หรือไม่สามารถลงนามได้ทัน ภายในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ รายการที่สามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิด ความเสียหายต่อราชการหรือไม่สามารถดำเนินการให้ได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓🔗
ทั้งนี้ เราได้คำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่ายในไตรมาสที่ ๓ และไตรมาสที่ ๔ ของปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐที่จำเป็น ในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการ เพื่อสร้าง ความเป็นธรรมทางสังคม และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องคำนึงถึงการสร้างงาน และรายได้ในระดับพื้นที่ ตลอดจนรายจ่ายตามข้อผูกพันต่าง ๆ ที่ยังสามารถดำเนินการ ต่อไปได้บนพื้นฐานที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน🔗
วงเงินงบประมาณที่นำมาจัดทำในครั้งนี้จำนวน ๘๘,๔๕๒,๕๙๗,๙๐๐ บาท จำแนกเป็น🔗
๑. งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน ๓๙,๘๙๓,๑๑๑,๑๐๐ บาท🔗
๒. งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ จำนวน ๑๓,๒๕๖,๔๘๖,๘๐๐ บาท🔗
๓. งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ จำนวน ๓๕,๓๐๓ ล้านบาท🔗
เมื่อร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... มีผลใช้บังคับ หน่วยรับงบประมาณจะสามารถขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อนำไปดำเนินการในแผนงานหรือโครงการ ที่สำคัญ สอดคล้องกับภารกิจใน ๓ เรื่องที่สำคัญ ดังนี้🔗
๑. การแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019)🔗
๒. การป้องกันแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา ภัยพิบัติ ภัยแล้ง อุทกภัย ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓🔗
๓. การดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรืออื่น ๆ ที่จำเป็น🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ สาระสำคัญของ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นตามที่ได้แถลงมา มีรายละเอียดปรากฏตามเอกสารประกอบ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ที่นำเสนอต่อท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติแล้ว ผมหวังว่าท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะให้ การสนับสนุนและรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อจะได้นำงบประมาณแผ่นดิน ไปดำเนินการในเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประเทศชาติและประชาชนสืบไป ดังนั้น ผมขอเสนอ พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ให้กับสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาพิจารณาตามวาระต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีครับ ต่อไปก็จะเป็นรายชื่อของผู้ที่เสนอเพื่ออภิปรายนะครับ ฝ่ายค้าน ๑. คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ๒. นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ๓. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ๔. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ๕. นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ๖. นายพัฒนา สัพโส นะครับ รัฐบาลก็มี นายวิเชียร ชวลิต นายภราดร ปริศนานันทกุล นายจุลพันธ์ โนนศรีชัย ทุกฝ่ายได้เสนอเวลามาด้วย ผมจะไม่อ่านเวลา ท่านดูแลของท่านเองนะครับ ต่อไป นายแพทย์ชลน่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ได้อนุญาตให้กระผมทำหน้าที่ในการที่จะอภิปรายพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรี โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้แถลงหลักการและเหตุผลต่อสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้รับ มอบหมายจากท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ได้ให้เป็นผู้อภิปรายนำในการพิจารณาในวาระนี้ กระผมขอกราบเรียน ท่านประธานครับ จากหลักการและเหตุผลที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสภา ผมจะได้ กราบเรียนต่อท่านประธานว่าผมจะรับหลักการหรือไม่รับหลักการในโอกาสต่อไป แต่เบื้องต้นผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ในครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทย ของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน การโอนงบประมาณรายจ่าย ในประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองเราที่ผ่านมามีทั้งหมด ๕ ครั้งครับ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๖ ใน ๕ ครั้งที่ผ่านมาเป็นการผ่านสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ซึ่งผม จะได้กราบเรียนรายละเอียดต่อไปในเหตุผลประกอบ🔗
สำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้เราอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ พิจารณาเช่นเดียวกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี และร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งเขียนไว้เหมือนกัน และที่สำคัญสมาชิกเราเองมีข้อจำกัดมากในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ หรือร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ และมาตรา ๑๔๔ เขียนไว้ชัดว่าจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๐๕ วัน สมาชิกวุฒิสภา จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๒๐ วัน ไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการ อนุมัติ หรือไม่อนุมัติเท่านั้น เหมือนกับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี และที่สำคัญ สมาชิกเราไม่สามารถจะแปรญัตติในการที่จะเปลี่ยนแปลงรายการหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการ หรือจำนวนในรายการ ทำได้เฉพาะการตัดทอนหรือลดรายจ่ายเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผม จะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าสมาชิกเรามีหน้าที่ลดหรือตัดทอนตัวรายจ่าย พระราชบัญญัตินี้เป็นพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายก็ตีความได้ว่าเป็นรายจ่าย เพราะฉะนั้นสามารถที่จะปรับลดจำนวนหรือตัวรายจ่ายที่อยู่ในรายการได้ อันนี้ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานไว้ก่อนเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ และที่สำคัญเราต้องปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญให้ชัด เพราะว่ามีข้อที่ต้องพึงระวัง เช่น นำงบประมาณไปใช้ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อมในฐานะเป็นสมาชิกหรือกรรมาธิการ ท่านประธานครับ จากหลักการ และเหตุผลที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลง ผมพิจารณาด้วยความละเอียดถี่ถ้วนจากเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งหมด ๕ มาตรา มาตราที่สำคัญคือมาตรา ๔ จากเอกสารที่สำนักวิชาการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเราได้ส่งให้สมาชิก มีรายละเอียดที่ดีมาก ขออนุญาตชื่นชมครับ และที่สำคัญรายงานวิเคราะห์ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ของสำนักงบประมาณของรัฐสภาเรา พีบีโอ (PBO) ตอนนี้เป็นกลุ่มงานอยู่ สำนักนี้กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณได้มีความเห็น อย่างแรงว่าน่าจะปรับสถานะเขาขึ้นให้เป็นสำนักให้ได้ เพื่อมาช่วยเหลือด้านงบประมาณของ รัฐสภา ฝากท่านประธานด้วยนะครับ ผมดูในรายละเอียดทั้งหมดนะครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างตรง ๆ เลยว่าไม่สามารถที่จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ ขีดเส้นใต้เลยครับ ไม่สามารถ รับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ ผมมีเหตุผลอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ครับ ขอสไลด์ (Slide) เลยครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ดูจากหลักการ หลักการบอกว่า ให้โอนงบประมาณรายจ่ายจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เป็นหน่วยรับงบประมาณ โอนจาก รายจ่ายที่เป็นงบบูรณาการและสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ทั้งหมด ๓๘ รายการ ๒๒ หน่วยรับ ประมาณ ๑๕ แผนบูรณาการ ๑ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ๓๘ รายการ มาตั้งไว้ในงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ท่านประธานครับ ทำไมผมบอกว่าผมไม่รับเพราะเหตุผลอันที่ ๑ คือหลักการนี้มันขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ ท่านประธาน และขัดกับกฎหมายอื่น ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงเมื่อสักครู่เขียนชัดเจนครับ สอดคล้องกับวิธีการงบประมาณ สอดคล้องกับกรอบวินัยการเงินการคลัง เดี๋ยวผมมี รายละเอียดให้ดู ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณที่จัดตั้ง ไว้ทั้งหมด ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ จากหน่วยรับงบประมาณ จากแผนบูรณาการ และจาก สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ โอนไปไว้ที่งบกลาง ทำไมผมกล่าวว่าขัดกับหลักประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพการจัดสรรงบประมาณ การอนุมัติงบประมาณ หลักการมีมาก ๑๐ หลักการที่จำเป็น ผมขอยกมา ๒ เรื่องเอง เรื่องที่ ๑ คือความจำเพาะเจาะจงของตัว งบประมาณ ต้องจำเพาะเจาะจง วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ผลสัมฤทธิ์ต้องชัด แผนงาน โครงการชัด เม็ดเงินชัด ไปอยู่ตรงไหน ใครทำ อันนี้ต้องชัด เรื่องที่ ๒ การที่จะเอา งบประมาณไปใช้ต้องคำนึงถึงหลักความยินยอม หลักความยินยอมของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนจะยินยอมได้อย่างไร ก็คือรัฐสภาครับ รัฐสภาเป็นศูนย์รวมอำนาจของ พี่น้องประชาชน ถ้าสภาอนุมัติให้ไปใช้ถือว่าพี่น้องประชาชนยินยอม ท่านนายกรัฐมนตรีก็เลย บอกว่าชอบด้วยกฎหมายวิธีการงบประมาณ เพราะว่าจะมีกฎหมายโอนงบประมาณเข้ามา รองรับ ท่านประธานที่เคารพ หลักการสำคัญตรงนี้เป็นหลักการที่สภาต้องตรวจสอบได้ การโอนงบประมาณ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ มาตรา ๕๓ (๑) ที่ท่านนายกรัฐมนตรียกขึ้นมานี่เขาเขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามโอนระหว่างหน่วยงาน ขีดเส้นใต้ หน่วยงาน เว้นแต่หน่วยงานเดียวกันนี้ได้ ในแผนบูรณาการอาจจะข้ามหน่วยงานได้ อันนี้ได้ครับ เว้นแต่มีกฎหมายบัญญัติ กฎหมายบัญญัติตรงนี้ก็หมายความว่าจะต้องมีกฎหมายบัญญัติ ให้โอนจากหน่วยงาน ก ไปหน่วยงาน ข ได้ ผมถามท่านประธานครับ ตามวิธีการงบประมาณ งบกลางไม่ใช่หน่วยรับงบประมาณ เป็นประเภทรายจ่ายประเภทหนึ่งเท่านั้นเอง ผู้บริหาร ผู้ใช้คือท่านนายกรัฐมนตรี ในรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น นายกรัฐมนตรี ท่านเดียวเป็นผู้ใช้ เพราะฉะนั้นหลักประชาธิปไตยต้องชัดเจน ตรวจสอบได้ โปร่งใส อันนี้ เป็นหลักที่ ๑🔗
อันที่ ๒ รายการการโอนงบประมาณในครั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบในอดีตย้อนไป ในสไลด์ (Slide) ผมต้องอภัยครับ ต้องให้ฉายาท่านนายกรัฐมนตรีจริง ๆ ติดแฮชแท็ก (Hashtag) เลยครับ จอมโอนแห่งยุค เพราะไม่มีใครโอนงบประมาณมากมายเท่ากับสมัยที่ ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล คสช. ท่านโอนไป ๔ ครั้ง ครั้งแรกสุด ปี ๒๕๐๗ สมัย จอมพล ถนอม ๑๕๐ ล้านบาท เข้าสู่งบกลางเช่นเดียวกัน แต่มีว่าให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจด้วย มีหน่วยงานอื่นมารองรับด้วย เป็นหน่วยรับ มีงบกลางด้วย ๑๖๐ ล้านบาท ในขณะนั้นก็ถือว่าเยอะพอสมควรจากงบประมาณหน่วยอื่น ๆ นะครับ แต่ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ เม็ดเงินรวมกัน ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท โอนสมัยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ ๑ ในรัฐบาล คสช. โอนทุกปีครับ เข้ามา พ.ศ. ๒๕๕๗ พ.ศ. ๒๕๕๘ โอน พ.ศ. ๒๕๕๙ โอน พ.ศ. ๒๕๖๐ โอน พ.ศ. ๒๕๖๑ โอนครับ เม็ดเงินรวม ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปไว้งบกลางเป็นส่วนใหญ่ มีบ้างเอาไปให้ กองทุนประชารัฐในปีสุดท้าย ๒,๗๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่ไปอยู่สำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เป็นหลักครับ🔗
ท่านประธานครับ จริงอยู่หลักความเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณเราเว้น ให้ได้บางกรณี อย่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี เราก็อนุโลม อนุญาตให้ วางกรอบให้ แต่มีระเบียบ มีกรอบวินัยการเงินการคลังมาบังคับ มากำกับไว้ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไป ท่านประธานครับ นี่คือประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน โดยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ประกาศขยายกรอบสัดส่วน ๒ เรื่องที่ท่านขยายชัด ๆ ๑. สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายงบกลางกรณีเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จากเดิมไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒ ไม่เกินร้อยละ ๓.๕ ของยอดงบประมาณรายจ่ายประจำปี ปี ๒๕๖๓ ตั้งไว้ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ร้อยละ ๓ ขยายขึ้นไปเป็นร้อยละ ๗.๕ ครับ เพื่ออะไร เพื่อจะเอาเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ไปบวก ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ร้อยละ ๕.๘ ของยอดเงินงบประมาณ นั่นหมายความว่า ๑๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์นำไปใช้แต่ผู้เดียวครับ ผมอยากจะเปรียบเทียบครับท่านประธาน คน ๑ คนกับหน่วยงานที่ผ่านสภาอนุมัติรายละเอียดกรอบวงเงินงบประมาณทั้งหมด แผนงานโครงการเราตรวจสอบอย่างละเอียด เมื่อเทียบกันแล้วให้เขาเหล่านั้นใช้ของเขา โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของโควิด (COVID) แผนการฟื้นฟูประเทศ ท่านไปเอาเขามา หมดเลย มาใส่ตรงนี้ แล้วคิดว่าอันไหนจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน อันนี้คือขัดกับ หลักกฎหมายอื่น หลักกฎหมายอื่นคือ พ.ร.บ. พิจารณางบประมาณที่ผมนำเรียนไปแล้ว อันนี้ไปแก้ไขระเบียบมารองรับเพื่อให้สอดคล้องเรื่องกรอบวินัยการเงินการคลัง สัดส่วน อะไรต่าง ๆ🔗
เรื่องต่อไปครับ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานนอกจากขัดกับหลักการ ของประชาธิปไตย ขัดหลักกฎหมายแล้ว ผมเข้าใจเพื่อนสมาชิกจะพูดเยอะมากในเรื่องนี้ คือความเหมาะสม ความสมเหตุสมผลของวัตถุประสงค์ที่นำไปใช้ ผมขอสไลด์ (Slide) ต่อไป ครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าจะนำไปใช้อยู่ ๓ เหตุผลใหญ่ ๑. ไปแก้ไข ปัญหาเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด (COVID) ๒. ไปป้องกันแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจากอุทกภัย ภัยพิบัติ ภัยแล้ง น้ำท่วม ๓. เอาไปป้องกันเหตุภัยพิบัติอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้น นั่นคือ ๓ เหตุผลใหญ่ของ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เราเป็นสภา ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ในรายละเอียดของการโอนไปใช้สิ่งที่ควรจะเป็น เขาตั้งเวลาไว้ ๑๐๕ วัน เพื่ออะไรครับ เพื่อว่าคุณจะได้ดูทั้งขาเข้าและขาออก ขาเข้าเอาจาก หน่วยงานมา ขาออกเอาไปใช้ทำอะไร ก็ต้องหลีกเลี่ยงการเข้างบกลางให้มากที่สุด สภาแห่งนี้ อาจจะยอมนะครับ อาจจะยอมอยู่ที่ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านบอกว่า ๓ เดือน จำเป็นต้องใช้สำหรับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น อาจจะยอมครับ แต่ไม่ควรยอม ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าสภาชุดนี้ยอม เราจะไปสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นจอมเลี่ยงหลักนิติธรรม รูล ออฟ ลอว์ (Rule of law) ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยใช้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีใช้กฎหมายปกครอง ไม่ใช่ปกครองตามกฎหมายโดยกฎหมาย ใช้กฎหมายบังคับปกครองเป็น รูล บาย ลอว์ (Rule by law) ขออภัยที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ท่านประธาน ตั้งแต่ท่านเข้าสู่ตำแหน่ง แก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมาย ทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาเพื่อให้ท่านได้มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี พอมาบริหารประเทศชาติ บ้านเมืองก็แก้ไขกฎหมาย แก้ระเบียบรองรับ กรอบวินัยการเงินการคลังก็ไปแก้เป็นสัดส่วน และที่สำคัญเมื่อสักครู่นี้เรื่องการแก้ไขตามประกาศของคณะกรรมการนโยบาย การเงินการคลัง ท่านไปเอาเงินหนี้สาธารณะที่รัฐสภาได้อนุมัติให้ไปใช้หนี้ในปี ๒๕๖๓ เอามา ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท จะทำให้ยอดหนี้ชำระเงินต้น ต้นเงินกู้นี่ลดลงไปจากเดิมสัดส่วน ร้อยละ ๒.๕ ที่เขากำหนดไว้ ร้อยละ ๒.๕ ถึงร้อยละ ๓.๕ เป็นเม็ดเงินที่ตั้งไว้แต่ละปีของ ยอดงบประมาณ ท่านบอกว่าขอมา ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท มันก็ทำให้ยอดที่เหลืออยู่เดิมไม่ถึง ร้อยละ ๒.๕ ท่านก็ไปแก้ไขเอาว่าให้ร้อยละ ๑.๕ ถึงร้อยละ ๓.๕ ของยอดงบประมาณ เป็นสัดส่วนร้อยละ สบายครับ ท่านก็บอกว่าสอดคล้อง เพราะท่านไปแก้ไขไว้รอรับ เพราะฉะนั้นลักษณะแบบนี้มันเหมือนกับมัดมือสภาแห่งนี้ให้อนุมัติท่านเหมือนกับตีเช็คเปล่า อีกแล้ว พระราชกำหนด ๓ ฉบับที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเงินก็ตีเช็คเปล่าไปให้ครั้งหนึ่ง มาอีกแล้วครับท่านประธาน ตรงนี้เองถ้าสภาแห่งนี้อนุมัติ สภาของเราจะเป็นสภาที่มาจาก การเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนชุดแรก สภาชุดที่ ๒๕ นี่แหละครับ ในสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๒ วันนี้ มันจะเป็นรอยด่างเขียนไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า ถูกมัดมือชก อนุมัติเห็นชอบกฎหมายโอนงบประมาณที่ไม่ควรจะเห็นชอบเลย เรื่องโอนงบประมาณไม่มีปัญหาท่านประธานครับ วินัยการเงินการคลังเขียนไว้ชัดเจน เป็นหลักของวิธีการปฏิบัติ วิธีการ แต่ท่านก็ออกกฎหมายอื่นมายกเลิกเสีย บอกไม่ต้องโอน ให้หน่วยรับ โอนเข้างบกลางก็ได้ แล้วก็ใช้เหตุผลบอกว่าถ้าสภาอนุมัติเป็นกฎหมาย มันก็ใช้ได้ อย่างนี้ก็ได้หรือครับ เราเป็นผู้ทำกฎหมาย แม้กฎหมายฉบับแรกของที่ผมกล่าวถึง คือวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ออกโดย สนช. แต่ก็ถือเป็นกฎหมาย เพราะเป็น สภานิติบัญญัติ รัฐสภาแห่งนี้จะมาออกกฎหมายโอนบอกว่าไม่สนใจกฎหมายฉบับนี้ ให้โอน ระหว่างหน่วยรับงบประมาณ เพื่อการตรวจสอบได้ เราก็ไปเขียน โอนให้อะไรก็ได้ตาม กฎหมายบัญญัติ การตีความอย่างนี้มันขัดหลัก มันขัดกฎหมายอื่นที่มีอยู่ ท่านประธานครับ และที่สำคัญประวัติการโอนที่ผ่านมาที่ผมยกเป็น สไลด์ (Slide) ให้เมื่อสักครู่นี้ ๕ ครั้ง ท่านประธานทราบไหมครับ สมัยแรกสมัย จอมพล ถนอม ปี ๒๕๐๗ โอนโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นสภานิติบัญญัติ ไม่ใช่สภามาจากเลือกตั้ง ๔ ครั้ง โอนโดย สนช. และการพิจารณา พิจารณา ๓ วาระรวดในวันเดียว ได้หรือครับท่านประธาน พระราชบัญญัติการเงินปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผ่านมา พิจารณา ๓ วาระรวด นี่ผมขอบคุณท่านประธานวิป (Whip) และฝ่ายรัฐบาล ที่ยังเห็นหลักการสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติเรา อำนาจของเราที่จะต้องไปใช้แทนพี่น้องประชาชน ยอมให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นไปพิจารณาในรายละเอียดในวาระที่ ๒ อันนี้ ผมกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง สภาเรายังมีศักดิ์มีศรีนะครับ สภาเรายังมีศักดิ์มีศรี การพิจารณานี่แม้ว่าจะถูกบังคับด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๔๔ เข้าใจว่า เพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการจะเสนอความเห็นในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการ แม้ว่าการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการนั้นจะเป็นการคืนงบประมาณให้กับหน่วยงานราชการ เขาก็จะทำครับ เพราะเขาเห็นว่ามันคุ้มค่ามากกว่ากับที่จะมากองไว้ตรงรายการงบกลาง ๓ เดือน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ข้อบ่งใช้อันที่ ๒ ของท่านเมื่อสักครู่บอกว่าจะไปแก้ไขปัญหา เรื่องอุทกภัย ภัยแล้ง ผมกลัวมาก กลัวว่าขณะนี้มีแผนงานโครงการรองรับรออยู่แล้ว เพราะท่านบอกว่าเวลาโอนมาแล้วร้อยละ ๖๐ เอาไปเป็นงบลงทุน อย่าให้มีเสียงครหานะครับ ท่านประธาน ผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรี เอาไปเกลี่ยกัน ไปแบ่งกัน โดยเฉพาะในช่วงนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีเองได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างทุกอย่าง คณะกรรมการวินิจฉัยของ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ไปเปลี่ยน ระเบียบเพื่อรองรับใหม่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน จัดซื้อจัดจ้างโดยยกเลิกวิธีการเดิมทั้งหมด ใช้วิธีพิเศษหมด เฉพาะเจาะจงหมด ไม่มีการอีบิดดิง (e-Bidding) เป็นอย่างไรครับ เขาเรียกว่าหวาน สภาเราเองต้องตรึงตรงนี้ไว้ให้ชัดเจน อย่าได้ตกเป็นเครื่องมือในการที่จะ อนุญาต อนุมัติ ในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่สม เว้นแต่มีการปรับแก้ มีการชี้แจง มีรายละเอียด ให้ชัดเจน ท่านนายกรัฐมนตรีจะเอาไปไว้งบกลาง ผมไม่ว่ากรณีสำรองจ่าย กรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เพราะเราก็อนุมัติให้ไปแล้ว ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ตรวจสอบไปดูขณะนี้เหลือเงินอยู่ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ใช้เกลี้ยง ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่าเอาไปใช้เกี่ยวกับโควิด (COVID) ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ ไปเอาจากส่วนอื่นมาอีก ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เยียวยาช่วงแรกจากงบกลาง ท่านประธานครับ ในตรงนี้เองผมเลย กราบเรียนท่านประธานว่า การที่จะเอาไปใช้งบกลางเราก็อนุมัติกรอบให้ได้แต่ต้องรักษา กรอบวินัยการเงินการคลัง ท่านบอกไม่สน ก็แก้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจะมีข้อเสนอว่า ท่านต้องใช้เฉพาะการนี้เท่านั้น เมื่อเหตุการณ์สงบปกติแล้วท่านต้องกลับไปสู่ระเบียบเดิม กรอบวินัยการเงินการคลังเดิม เห็นทราบข่าวว่าจะแก้กรอบวินัยการเงินการคลังเรื่องของ สัดส่วนหนี้สาธารณะ บอกว่าไอเอ็มเอฟ (IMF) ยัง ๗๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เมืองไทยก็ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ได้คอยดูครับ เพราะว่าผมฟังท่าน ผอ. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้ออกมาให้ข่าวตามนั้น ก็ไม่เป็นไรครับถ้าคิดว่าบ้านเราเมืองเรา ลูกหลานเราจะไม่ลำบาก ไม่ทุกข์ยากต่อไปในอนาคต ก็แก้ได้เพื่อมารองรับในการกระทำของตัวเองให้ชอบ ด้วยกฎหมายและกฎระเบียบ แต่เป็นกฎหมายและระเบียบที่ฉันทำเอง ภาษาทั่วไปวัยรุ่น เขาบอกว่าชงเองกินเอง น้อยนะครับ ต้องคนที่มีความสามารถเป็นคนเก่งเท่านั้นที่จะทำได้🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผมไปเรื่องของการใช้ที่ไม่สมเหตุสมผล ผมขอสไลด์ (Slide) ครับ การใช้ไม่สมเหตุสมผล ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีแจงรายการมาโดยเฉพาะเรื่อง โควิด (COVID) โควิด (COVID) รู้แล้วเกิดแล้ว ทำรายการจ่าย ได้เงินกู้ ท่านบอกแผนมา เราก็ท้วงติติงไปไม่มีโครงการ แผนช่วยเหลือทั้งระบบสาธารณสุข แผนเยียวยา แผนฟื้นฟู ตรงนี้ท่านบอกไปแก้ไขปัญหาเยียวยา มันเกิดแล้วทำไมท่านไม่เติมรายการมาให้เราเห็นให้ ชัด ๆ ครับ อันนี้ต้องฝากกรรมาธิการไปไล่ดูเลยนะครับ ถ้าไม่มีรายการแบลงก์ เช็ค (Blank Cheque) ขออภัยที่พูดภาษาอังกฤษ ตีเช็คเปล่าอีกแล้วครับท่านประธาน ความไม่สอดคล้อง เหมาะสม ผมเอาเฉพาะเรื่องโรงพยาบาล ขอสไลด์ต่อไปครับ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ชุมชนออกมาคัดค้านการปรับลดกรอบวงเงินคำของบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ที่ผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไปให้โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ ตลอดจนหน่วยพีซียู (PCU) รพ.สต. ต่าง ๆ เอางบประมาณไปเพิ่ม ประสิทธิภาพ พัฒนาระบบเพื่อรองรับปัญหาโรคระบาดหรือโรคอุบัติใหม่ ให้กรอบเขาไป ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน ให้กรอบเขาไป ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่ามีคำสั่งไป เมื่อวานบอกว่ากรอบ ๒๑,๐๐๐ ล้านบาทนี่สามารถจัดสรรให้ได้เพียง ๖,๑๙๖ ล้านบาท จาก ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ระดับ ๒ ขึ้นไป เขาเรียกทุติยภูมิ ขึ้นไป เม็ดเงินรวมที่เขาได้รับวงเงินคือ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ได้ ๒,๕๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง เป็นเหตุให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนทั้งหมดเขารวมตัวกันจะมากราบนายกรัฐมนตรี บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีตัดอันนี้ของเขาไป จากที่เขาทำขอมา ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าให้แค่ ๒,๕๐๐ ล้านบาท เขาจะไม่ขอรับ ไม่ได้ก็ไม่ได้ไม่เห็นเป็นอะไร มันมีความชัดเจน ของการใช้งบประมาณอยู่ ผมจะมีรายละเอียดให้ท่านประธานเห็น นี่คือรายชื่อโรงพยาบาล ทั้งหมด ผมพยายามทำตัวเล็ก ๆ ไว้เดี๋ยวจะมีอันตรายกับเขา ต่อไปรายชื่อโรงพยาบาลชุมชน อันนี้คือกรอบเดิม ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท มาปรับเหลือ ๖,๑๐๐ ล้านบาท เฉพาะโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปได้ ๒,๕๐๐ ล้านบาท ระดับไพรมารี (Primary) คือโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ รพ.สต. พีซียู (PCU) ต่าง ๆ ก็ได้ไปประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท สาธารณสุขจังหวัด อันนี้คือเม็ดเงินที่ได้ไป เขามีรายจ่ายชัดเจน ถ้าท่านจะกรุณาท่านก็เอา รายการเหล่านี้มาใส่ในงบโอน ผมว่าสภาแห่งนี้ไม่มีใครไม่อนุมัติครับ ท่านต้องตอบเขาด้วยว่า ให้กรอบเขาไป ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงทำไมปรับเหลือแค่นี้ ทั้ง ๆ ที่บอกว่าจำเป็นต้องสู้โควิด (COVID) แล้วใครสู้โควิด (COVID) ไม่ใช่โรงพยาบาล ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่พยาบาล ไม่ใช่ อสม. รพ.สต. ผมเสียดายครับ ภาพหนึ่งที่ขึ้นมานี่ มีหมอมีพยาบาลยืน ๓ คนถือหนังสือครับ เขาติดแฮชแท็ก (Hashtag) หยุดใช้วงการแพทย์ พยาบาล ในการที่จะไปกล่าวอ้างเพื่อกู้เงิน เขาเขียนชัด ผมเอาสไลด์ (Slide) ขึ้นแต่ขึ้นไม่ได้ ต้องขออภัยจริง ๆ เพราะฉะนั้นรายการอย่างนี้มันมีความชัดเจนมาก แต่ท่านเองกลับ ปล่อยปละละเลย ผมไม่เถียงนะครับ บอกว่าเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท มันจำเป็นต้องปรับใหม่นะ ให้ อสม. ไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ค่าตอบแทนคนละ ๕๐๐ บาทต่อเดือน ๑๙ เดือน ท่านเสนอ อันนี้ไม่มีใครคัดค้านครับ อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้ สปสช. ไปเตรียมเรื่องของ การตรวจการรักษา อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบตรงนี้ จาก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรับเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไว้เผื่อเกิดการระบาดต่อไป ในอนาคตอีก ๑๖ เดือน เผื่อระบาดอีก ๑๖ เดือน ๑. เรามีเงินกู้ฟื้นฟูให้ท่าน ทำไมต้องตั้ง อันนี้รอไว้แทนที่จะไปพัฒนาระบบ ทำไมไม่เอาเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เผื่อไว้มาใส่ให้เขา กลับคืนให้เขาไป ทุกอย่างจบ ก็เป็น ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท โอเค (OK) ๕,๐๐๐ ล้านบาท ให้โรงพยาบาลที่นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขไปพัฒนาระบบเพื่อรองรับ ท่านประธานครับ อันนี้คือตัวอย่างของการนำไปใช้ที่ไม่สมเหตุสมผล ที่ไม่ปรากฏอยู่ในการโอนงบประมาณ ผมไม่ได้ลงรายละเอียดของการปรับขาเข้านะครับ เยอะมากที่ไปดูแล้วไม่สมเหตุสมผล เพราะท่านใช้วันที่ ๗ ในการที่จะก่อหนี้ผูกพัน วันที่ ๓๑ ลงนามสัญญาสำหรับงบลงทุน ฝึกอบรมสัมมนาต่าง ๆ ผมไม่ติดใจครับ จำเป็นต้องเอามา แต่ขอมีรายละเอียดรองรับ แต่งบลงทุนหลายเรื่องท่านไปปรับลดลงมา เข้าไปดูรายละเอียดในเล่ม ผมว่าให้หน่วยรับ งบประมาณ กระทรวง ทบวง กรมนั้น ๆ เขาบริหารจัดการ มีประโยชน์มากกว่านายกรัฐมนตรี ที่จะเอามากองไว้ตรง ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ไปขุดลอก ไปต่อท่อประปา แก้ปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง ขุดตอนน้ำท่วม ตรวจได้อย่างไรครับ กลิ่นมันออกมาชัดมาก ขนาดห้องใหญ่ ยังไม่ผ่าน กลิ่นมันออกมาแล้ว ด้วยความเคารพท่านประธาน นี่คือสิ่งที่มันเป็นเหตุเป็นผล ทั้งขาเข้าขาออกไม่มีรายละเอียดไม่มีความชัดเจน🔗
เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานที่จะสรุป ผมเรียกร้องผ่าน ท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกครับ เพื่อศักดิ์ศรีของสภาเรา โปรดพิจารณาอย่าได้รับ หลักการ แต่ระบบเสียงข้างมากที่ท่านถือว่าเป็นรัฐบาล ท่านก็มีความจำเป็นและจำใจต้องรับ หลักการ แต่ถ้ารับต้องรับแบบมีเงื่อนไข ผมเองนี่ไม่รับหลักการแน่นอน ฝ่ายค้านเรารณรงค์ ที่ไม่รับหลักการ แต่การพิจารณากฎหมายมันมี ๓ วาระ พวกผมอาจจะพิจารณาในวาระแรก อาจจะปล่อยผ่าน อาจจะปล่อยผ่าน แล้วไปดูวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ พอวาระที่ ๓ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ปรากฏความชัดเจนต้องกราบเรียนท่านประธานครับ เราขออนุญาตโหวตคว่ำเลย ถึงแม้จะเป็นเสียงข้างน้อยก็จะได้บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ และท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ต้องฝากท่านนายกรัฐมนตรีไป การที่จะทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย มันเป็นวิธีพิเศษ ประวัติศาสตร์สภาที่มาจากพี่น้องประชาชนเขาจะ ไม่ทำให้ครับ ร้องขอให้ท่านใช้วิธีการปกติซึ่งมีเยอะแยะเลยครับที่ท่านทำได้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ ยังเขียนไว้ครับ กรณีมีความจำเป็น เหตุฉุกเฉินจ่ายไปพลางก่อนตามกฎหมาย บัญญัติ กฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐก็เขียนให้ กฎหมายเงินคงคลังก็เขียนให้ มาตรา ๖ มาตรา ๗ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ เขียนให้ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ในมาตรา ๔๕ ตรงนี้เอาไปใช้สิครับ ใช้แล้วก็การตั้งงบประมาณปีถัดไปท่านก็มาชดใช้เงินคงคลัง สภาเรา ตรวจสอบได้ นี่เป็นหลัก เป็นหลักที่ทุกคนอยากเห็นอยากรู้ ด้วยความเคารพท่านประธาน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ฝ่ายค้านเห็นช่องโหว่ มีข้อแนะนำเยอะครับ ฝากท่านประธานไป จากเพื่อนสมาชิกที่ได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กรรมาธิการต้องทำงานหนัก ถ้าเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุงได้ เช่น ไปดูแล้วปรับลด ไม่เหมาะสม ลองดูครับปรับเพิ่มรายการได้ไหม ถ้าได้หรือไม่ได้เราก็ว่ากัน เป็นการแปรญัตติ เป็นการเสนอความเห็น เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนครับ ขอในชั้นต้นผมไม่เห็นด้วย กับหลักการที่เสนอเข้ามา เบื้องต้นขอไม่รับหลักการ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกที่ไม่ได้นั่งทิ้งระยะ อย่างน้อยสวมหน้ากากนะครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ภายใต้วิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นที่ประเทศไทยกำลัง ประสบอยู่ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์ที่จะเป็นการระดมทรัพยากรทั้งหมดที่เรามี เพื่อมากอบกู้วิกฤติและพลิกให้เป็นโอกาส วันนี้เรากำลังมาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณรายจ่าย ซึ่งผมถือว่างบประมาณในส่วนนี้เป็น ๑ ในจิกซอว์ (Jigsaw) ตัวสำคัญ ที่รัฐบาลจำเป็นที่จะเอามาแก้ไขวิกฤติครั้งนี้ ในภาพใหญ่ครับ ตามที่ผมได้แสดง ให้เห็นนะครับ🔗
งบประมาณในภาพใหญ่ เรามี พ.ร.ก. ๓ ฉบับ วงเงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ๘.๘ หมื่นล้านบาท และที่สำคัญคือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ ๓.๓ ล้านล้านบาท ที่กำลังจะเข้าสภาในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ที่ผมฉายภาพนี้ให้เห็น เพราะต้องการย้ำให้เราเข้าใจว่างบประมาณทั้ง ๓ ส่วนนี้เกี่ยวข้องกัน รัฐบาลจำเป็นที่จะต้อง กำหนดแนวทางในการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับปัญหากับวิกฤติ กับสถานการณ์ ที่เปลี่ยนไป ผมเป็นห่วงครับ ถ้าหากรัฐบาลยังปล่อยปละละเลย และจงใจปล่อยให้หน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ยังคงผลาญงบประมาณไปกับแผนงานเดิม ๆ ไปกับยุทธศาสตร์เดิม ๆ เงินที่เราอุตส่าห์กู้มา ๑ ล้านล้านบาท จะไม่ตอบโจทย์ครับท่านประธาน ผมขออนุญาต ที่จะเรียกการโอนงบประมาณครั้งนี้ที่เรากำลังจะโอนไปสู่งบกลางรายการเงินสำรองจ่าย กรณีฉุกเฉินและจำเป็น เรียกสั้น ๆ ว่างบกลางใหม่และงบกลางเดิมก็หมายถึง ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนงบกลางใหม่ที่เรากำลังพิจารณากันนี้คือ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท โดยหลักการครับท่านประธาน ผมและพรรคก้าวไกลเห็นถึงความจำเป็นที่เราจะต้องโอน งบประมาณมาสู่งบกลางใหม่ เหตุผลก็เพราะว่างบกลางเดิมนั้นถูกใช้ไปหมดแล้ว และนอกจากนั้นเราต้องยอมรับว่างบประมาณที่เราผ่านสภาไปของปี ๒๕๖๓ ตั้งแต้ต้นปี งบประมาณเหล่านี้ถูกคิดอยู่บนฐานคิดที่ปราศจากวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ดังนั้น แผนงานต่าง ๆ ถึงวันนี้แล้วปฏิบัติไม่ได้ แผนงานต่าง ๆ ถึงวันนี้แล้วจะไม่สามารถเยียวยา หรือแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ ดังนั้น โดยหลักการเราจำเป็นครับ แต่หากว่า ผมจะต้องเห็นด้วยและรับกับหลักการนี้ภายใต้นายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ผมไม่สามารถจะรับได้ท่านประธาน เหตุผลเพราะอะไร เดี๋ยวผมจะอธิบาย ให้ฟัง สำหรับร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... นี้ มี ๔ ข้อสังเกต มี ๔ โอน ด้วยกัน คือโอนล่าช้า โอนน้อย โอนทะลุกรอบ และโอนไม่จริง🔗
ข้อสังเกตที่ ๑ โอนล่าช้า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เรียกว่าเป็นอนุสรณ์ หรืออนุสาวรีย์ของความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารราชการแผ่นดินของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผมต้องกล่าวเช่นนี้เพราะอะไร เพราะมันเต็มไปด้วยความล่าช้าครับ มติ ครม. ออกมาให้หน่วยงานโอนงบประมาณต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ ๗ เมษายน ซึ่งนั่นเป็น หลังจากที่งบกลางก้อนเดิมถูกอนุมัติใช้จ่ายไปแล้วถึง ๑๔ วัน ผมเปรียบเปรยอย่างนี้ ท่านประธาน หากประเทศไทยเปรียบเหมือนบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ประชาชนทุกคนเป็น สมาชิกในบ้าน แน่นอนครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าพ่อบ้านที่ดูแลพวกเรา อยู่มาวันหนึ่งหมู่บ้านที่เราพักอาศัยเกิดโรคระบาด สมาชิกทุกคนในบ้านไม่สามารถที่จะ ออกไปทำมาหากินได้ ไม่มีรายได้เข้ามา ดังนั้น หัวหน้าพ่อบ้านจำเป็นที่จะต้องเอาเงินสำรอง ที่มีอยู่ออกมาใช้จ่ายก่อนเพื่อให้สมาชิกในบ้านไม่อดตาย ทีนี้โดยสามัญสำนึกคนที่เป็น หัวหน้าพ่อบ้านก็จะต้องไปดูว่าเงินสำรองจ่ายมีอยู่เท่าไร และจะสามารถที่จะไปตัดทอน ไปประหยัด หรือไปลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จะนำกลับมานี่มารวมเป็นเงินสำรองได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อรู้ตัวเลขยอดเงินแล้วก็จะบอกตัวเองได้ว่าจะต้องไปกู้เงินหรือเปล่า หรือถ้ากู้จะต้องกู้ เท่าไร แต่สิ่งที่ พลเอก ประยุทธ์ ทำ ไม่ใช่แบบนั้น ท่านเอาเงินสำรองเหล่านี้ในงบกลางก้อนเดิม มาใช้จนหมดสิ้นแล้วท่านถึงจะค่อยมาเร่งกู้เงิน ท่านถึงจะค่อยมาสั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ให้ตัดงบประมาณ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ทีนี้มาดูภาพนี้ครับท่านประธาน ผมพยายาม ที่จะไล่เลียงเหตุการณ์ตามช่วงเวลาให้ฟัง เฉพาะระหว่างวันที่ ๓ มีนาคม ถึง วันที่ ๑๗ มีนาคม ช่วงเวลาสั้น ๆ นี่ ครม. อนุมัติงบกลางก้อนเดิมไปแล้ว ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้านำไป รวมกับหลายเดือนก่อนหน้านี้อนุมัติไปแล้วทั้งสิ้น ๕๔,๘๐๐ ล้านบาท ในด้านของ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคนะครับ วันที่ ๖ มีนาคม เกิดซูเปอร์ สเปรดเดอร์ (Super spreader) ที่สนามมวยลุมพินี วันที่ ๑๑ มีนาคม รัฐบาลยกเลิกวีซ่า ออน อาร์ไรวัล (Visa on arrival) วันที่ ๑๘ มีนาคม สั่งปิดธุรกิจกลางคืน ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม ตรงนี้ จริง ๆ แล้วรัฐบาลสามารถประเมินสถานการณ์ได้แล้วครับ ว่าจำเป็นที่จะต้องมี งบประมาณเอาไว้เพื่อใช้ในการเยียวยาและบรรเทาผู้ได้รับผลกระทบ หากท่านจะต้อง ล็อกดาวน์ (Lockdown) พรรคก้าวไกลเสนอที่เราเรียกว่า เกลี่ยงบก่อนกู้หรือเกลี่ยก่อนกู้ เราเสนอเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม แต่รัฐบาลไม่เคยนำพา ข้อเสนอของเราคือถ้าท่าน เกลี่ยงบประมาณก่อนเป็นไปได้ครับว่า พ.ร.ก. กู้เงินของเราอาจจะไม่ต้องถึง ๑ ล้านล้านบาท ก็ได้ถ้าท่านเกลี่ยได้ในปริมาณที่มาก ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นครับท่านประธาน ในวันที่ ๑๐ มีนาคม มีมติ ครม. ให้หน่วยงาน ต่าง ๆ ไปปรับแผนเพื่อให้สอดคล้อง และเพื่อจะได้มาแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) พอผม ได้รับฟังข่าวนี้ผมปวดหัวครับท่านประธาน ผมคิดไม่ออกเลยว่าทำไม พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงมีคำสั่งแบบนี้ เพราะสุดท้ายแล้วการที่ท่านให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปปรับแผน เพื่อแก้ไขปัญหา กระสุนจะยิงไม่ถูกเป้าครับ กระสุนจะยิงไม่ถูกจุด และสุดท้ายเป็นอะไรครับ เอาโควิด (COVID) มาอ้าง แล้วก็ไปทำโครงการที่ไปผลาญงบประมาณโดยใช่เหตุ แล้วผลสุดท้ายแทนที่รัฐบาลจะประกาศการเยียวยาแรงงานนอกระบบในครั้งแรกให้ครบถ้วน และถ้วนหน้า เพราะท่านไม่สามารถที่จะประกาศได้ ท่านประกาศแค่ ๓ ล้านคน ถ้าเป็น ข้อเสนอของพรรคก้าวไกล ในวันที่ ๑๐ มีนาคมนั้นสิ่งที่ท่านต้องสั่งหน่วยงานต่าง ๆ คือท่าน จะต้องโอนงบประมาณตั้งแต่วันนั้น ไม่ใช่สั่งให้ไปปรับแผน ท่านต้องสั่งให้โอนงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ ๑๐ มีนาคม แน่นอนครับเราจะมีงบกลางก้อนใหม่ได้ใช้ประมาณปลายเดือน เมษายน ตามไทม์ไลน์ (Timeline) ที่เป็นไปได้ ผมเชื่อครับว่าถ้างบกลางก้อนใหม่สามารถ ใช้ได้ในเวลานั้น จะไม่มีภาพของประชาชนที่ไปร้องทุกข์กันหน้ากระทรวงการคลัง ชีวิตของ ประชาชนหลายคนจะไม่จบลงด้วยการฆ่าตัวตาย ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ต้องออกมา ตัดพ้อครับว่าผมบริหารเศรษฐกิจไม่เก่งแต่ผมจริงใจ ผมไม่รู้นะครับว่า พลเอก ประยุทธ์ หมายถึงว่าท่านจริงใจกับใคร แต่ที่แน่ ๆ ผมเชื่อว่าท่านไม่ได้จริงใจกับประชาชนครับ ผมไม่เชื่อว่าการที่เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคมนั้นที่ท่านไม่ได้สั่งให้โอนงบประมาณเป็นเพราะท่าน ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด เป็นเพราะท่านรู้ไม่ถึงการณ์ ผมไม่เชื่อว่าเป็นแบบนั้น แต่ผมเชื่อว่าเป็นความจงใจของท่านที่ปล่อยให้หน่วยงานต่าง ๆ ผลาญงบประมาณ เพราะอะไรเพราะงบประมาณเหล่านี้ โครงการเหล่านี้ที่อนุมัติออกไปแล้วล้วนแต่มีเจ้าของ ล้วนแล้วแต่มีผู้จับจองค่าเงินทอน ค่าหัวคิว การเอื้อผลประโยชน์ต่าง ๆ ท่านประธานครับ ทีนี้ถ้าหากเราพิจารณาช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาการระบาด ในเดือนมีนาคมนี้ ต่างประเทศเขาทำอะไรกันครับ ในช่วงเวลาเดียวกันประเทศออสเตรเลีย และประเทศเยอรมนีก็เปิดประชุมสภาครับ ต้นเดือนพฤษภาคมประเทศสหรัฐอเมริกาก็เปิด ประชุมรัฐสภา ประเทศฝรั่งเศสก็เปิดประชุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จากที่เห็น ประเทศอื่นทำกันแบบนี้ผมก็ต้องรู้สึกผิดหวังนะครับ เพราะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หนีสภา ไม่ยอมที่จะเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อที่จะรับฟังเสียงจากผู้แทนราษฎร ในขณะที่ทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยไม่มีประเทศไหนหนีสภาในยามวิกฤติของประชาชนครับ ผมจะไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการโอนงบประมาณได้ล่าช้า ทิ้งเอาไว้เท่านี้ เดี๋ยวอีกสักครู่ ต่อจากนี้จะมีเพื่อน ส.ส. พรรคก้าวไกล คุณณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ จะมาลงรายละเอียดว่า ที่ท่านโอนงบล่าช้าแบบนี้มันส่งผลกระทบ ส่งความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากแค่ไหน🔗
ไปที่ข้อสังเกตที่ ๒ ครับโอนน้อย ท่านประธานครับ เมื่อเราพิจารณาดูถึง เม็ดเงินที่โอนเป็นงบกลางก้อนใหม่ทั้งหมด ๘๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการโอนออกจากหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งฐานที่สามารถพิจารณาโอนได้มีทั้งสิ้น ๘๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่โอนออกมาได้เพียง ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๖.๓ เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกก้อนหนึ่ง ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นการชะลอการชำระหนี้ ของภาครัฐ เรียกง่าย ๆ ก็คือรัฐบาลชักดาบ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท เห็นแบบนี้ก็น่าผิดหวัง กับการโอนงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ เพราะว่าจริง ๆ แล้วสถานการณ์มันเปลี่ยน ไปแล้วอย่างที่ผมเรียนไป หน่วยงานควรจะโอนงบประมาณได้มากกว่านี้ นอกจากนั้นเราต้องยอมรับว่างบประมาณ ปี ๒๕๖๓ นั้นออกมาล่าช้า บวกกับมีสถานการณ์ แพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ดังนั้น การเบิกจ่ายงบประมาณของแต่ละ หน่วยงานจะไม่เข้าเป้าแน่นอน เชื่อว่าโดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนในภาพรวมจะเบิกจ่ายได้ไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นครับ คณะรัฐมนตรีเองตอนที่ออกมติ ครม. เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ไม่มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่าท่านต้องการให้เกิดการโอนงบประมาณทั้งหมด เป็นเงินเท่าไร เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ นอกจากนั้นไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ ของโครงการต่าง ๆ ในรูปแบบใหม่ภายใต้นิวนอร์มัล (New normal) ว่าโครงการไหนยังมี ความสำคัญอยู่ตัดไม่ได้ โครงการไหนไม่สามารถปฏิบัติงานได้แล้ว หรือความสำคัญน้อยกว่า ควรจะยกเลิกโครงการออกไป แต่ไม่ได้ทำแบบนี้ สิ่งที่ ครม. ทำคือตั้งหลักเกณฑ์กว้าง ๆ เอาไว้ แล้วก็บอกว่าให้ตัดโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ ซึ่งนั่นเป็นการปล่อยให้ทาง แต่ละหน่วยงานใช้ดุลพินิจของตนเอง แล้วทำให้เกิดอะไรขึ้น ผมขอยกตัวอย่างให้ดูว่า เมื่อไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เกิดโครงการแบบนี้ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ สุดท้ายแล้ว โครงการที่ควรตัดก็ไม่ได้ตัด กรณีของกองทัพเรือยังคงฝืนที่จะดำเนินโครงการศูนย์ซ่อม อากาศยานหรือที่เรียกว่าเอ็มอาร์โอ (MRO) ต่อ โครงการนี้เจ้าภาพคือการบินไทย ขณะนี้ ก็เข้าแผนฟื้นฟูไปแล้ว บริษัทที่เราหมายมั่นปั้นมือว่าจะมาเป็นผู้ร่วมทุนอย่างแอร์บัส (Airbus) ก็ถอนตัวไปแล้วครับท่านประธาน ผมก็ไม่ทราบว่าทำไมเรายังคงต้อง ดำเนินโครงการนี้ต่อไป ทำไมเรายังคงต้องถมที่เพื่อเตรียมสร้างต่อไป หรือเราจะถมที่ไปเพื่อ ทำฮวงซุ้ยให้ใครหรือเปล่า ในทางกลับกันโครงการที่มีประโยชน์กับประชาชนรากหญ้า อย่างโครงการวัน แมป (One map) ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการนี้มีขึ้นเพื่อจัดทำแผนที่อ้างอิงรวม เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไขข้อพิพาทในที่ดินทำกิน ของพ่อแม่พี่น้องประชาชน โครงการแบบนี้แหละครับที่มีประโยชน์กับประชาชนรากหญ้า กลับถูกตัดงบประมาณ นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่พบเห็น ซึ่งทำให้ผมต้องเรียนท่านประธาน แบบนี้ครับ ผมเห็นแล้วว่างบประมาณที่มีประโยชน์ต่อประชาชนถูกตัดยับ แต่งบประมาณที่มี เอกชนมารองรับไม่ตัดเลย สุดท้ายพอตัดไม่พอทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ก็ชักดาบ ไปตัดเอาเงิน ที่จะต้องชำระหนี้ภาครัฐออก ไม่ว่าจะเป็นหนี้รัฐบาลหรือหนี้ของใครก็ตามเหมือนกัน ถ้าเรา ไม่ชำระ หนี้ก็งอกดอกก็บาน เราน่าจะเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต กองทุนเอฟไอดีเอฟ (FIDF) ที่ผ่านไป ๑๐ ปีเราแทบจะไม่ได้จ่ายเงินต้นคืนเลย ไปรวมดอกเบี้ยที่จ่ายไปทั้งหมด ๒๐ ปี สูงกว่ายอดเงินกู้ไปแล้ว ดังนั้นปัญหาทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานี้ถือว่าเป็นค่าเสียโอกาส ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีกรณีการโอนงบประมาณของหน่วยงานรัฐสภา หน่วยงานศาล และองค์กรอิสระที่สุดท้ายแล้วติดข้อจำกัดทางกฎหมาย ติดข้อจำกัดด้านเวลาทำให้ ไม่สามารถโอนงบประมาณได้ ซึ่งในประเด็นนี้อีกสักครู่เพื่อน ส.ส. พรรคก้าวไกลของผม คุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล จะมาอภิปรายในรายละเอียด🔗
ข้อสังเกตถัดไปคือโอนทะลุกรอบ เมื่อสักครู่คุณหมอชลน่านก็ได้กรุณาชี้แจง ในประเด็นนี้ไปแล้ว คือเม็ดเงินที่เราโอนกันในครั้งนี้สูงเป็นประวัติการณ์ ดังนั้น จึงมีประกาศ ของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐออกมา ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีการปรับสัดส่วนในส่วนของเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจากเดิมเพดานตั้งเอาไว้ว่า ไม่เกิน ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็ปรับขึ้นมา ๑ เท่า เป็น ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาคืออะไรครับ เมื่อเราปรับจาก ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่า รัฐบาลก็จะสามารถตั้งงบกลางซึ่งเป็นงบประมาณที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตรวจสอบไม่ได้ เป็นอำนาจของท่านนายกรัฐมนตรีได้สูงขึ้น ในประเด็นที่ ๒ สัดส่วนในการชำระหนี้ภาครัฐ ซึ่งในส่วนนี้แต่เดิมกำหนดเอาไว้ว่าต้องไม่น้อยกว่า ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประจำปี ท่านก็ลดลงมาเหลือ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าท่านก็จะสามารถชักดาบได้ต่อไป จริงอยู่ ภายใต้สถานการณ์วิกฤติเราจำเป็นที่จะต้องมีความยืดหยุ่นในการจัดสรรงบประมาณ แต่ว่าผมเป็นห่วงเหลือเกินว่าประกาศฉบับนี้เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายนไม่ใช่ประกาศชั่วคราว แต่เป็นประกาศถาวรเพราะไม่มีการกำหนดว่าวันเวลาจะสิ้นสุดเมื่อไร ดังนั้น ผมเรียกร้องให้ ท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้ไขหรือจะออกประกาศฉบับใหม่ ระบุให้ชัดเจนว่ากรอบวินัย ที่ท่านตั้งใหม่นี้มันจะสิ้นสุดเมื่อไร🔗
ข้อสังเกตสุดท้าย คือโอนไม่จริงครับ ข้อสังเกตนี้ผมพิจารณาลงไปที่ งบลงทุนผูกพันข้ามปีโดยเฉพาะครับ ในมติ ครม. แต่เดิมตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ กำหนดเอาไว้ อย่างนี้ ตามภาพที่เห็นนี่ เวลาที่เราจะก่องบลงทุนที่เป็นผูกพันข้ามปี ในปีที่ ๑ อย่างในภาพนี้ จะผูกพันปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๕ ในปีที่ ๑ ครม. กำหนดไว้ว่าจะต้องจ่ายเงินงวดแรก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการ ดังนั้น จะเหลือในปีที่ ๒ ปีที่ ๓ อีกปีละ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่มีการกำหนดมติ ครม. แบบนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปตั้งงบผูกพัน มากจนเกินไป ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ถ้าไม่มีการกำหนดกรอบแบบนี้ หน่วยงาน แต่ละหน่วยงานอาจจะตั้งงบผูกพันเป็น ๑๐๐ โครงการก็ได้ครับ แล้วก็ใส่เงินงวดแรก ในปีแรกแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่ามันก็จะไปกั๊กงบประมาณในปีถัด ๆ ไปนะครับ แล้วงบประมาณเหล่านี้เมื่อผูกพันไปแล้วก็ต้องเรียนว่าตามรัฐธรรมนูญแล้ว ส.ส. ไม่สามารถ จะเข้าไปตัดโครงการเหล่านี้ออกไปได้ แม้จะเห็นว่ามันไม่จำเป็นหรือไม่ถูกต้องก็ตาม ทีนี้ ในมติ ครม. ใหม่เมื่อวันที่ ๗ เมษายน บอกอย่างนี้ครับ บอกว่าให้หน่วยงานสามารถที่จะ ลดยอดเงินที่ต้องจ่ายในงวดแรกหรือปีแรกจาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ลงให้เหลือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ต้องบอกว่าการทำแบบนี้ถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็เหมือนดาวน์ (Down) น้อย ผ่อนหนัก จริง ๆ แล้วสิ่งที่เราควรจะพิจารณาคือต้องดูว่าโครงการใดไม่เหมาะสม โครงการใด ไม่ควรจะดำเนินการต่อแล้วก็ตัดโครงการนั้นไป แต่ถ้าหากเราไม่ตัดโครงการ เราเพียงแต่ แค่ลดเงินดาวน์ (Down) ในปีแรกลงงบประมาณเหล่านี้ก็จะไปเบียดบังงบประมาณ ปีถัด ๆ ไป เรียกว่าไปกั๊กพื้นที่ของงบประมาณในปีต่อไป เรารู้อยู่ว่าภายใต้สถานการณ์ วิกฤติโควิด (COVID) แบบนี้รายได้ของรัฐจะลดลง ดังนั้น การเบียดบังงบประมาณเหล่านี้ ก็มีแต่จะไปเพิ่มที่จะต้องกู้ชดเชยขาดดุล ตัวอย่างของกระทรวงที่มีการโอนงบประมาณ ในลักษณะที่ผมเรียกว่าดาวน์ (Down) น้อยผ่อนหนัก ที่หนักหน่วงที่สุดก็คือ กระทรวงกลาโหม ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้ากระทรวง สำหรับกระทรวงกลาโหม ถ้าเราดูจากตัวเลข เราจะพบว่าเป็นกระทรวงที่โอนมากเป็นอันดับที่ ๒ ในบรรดากระทรวง ทั้งหมด เมื่อเห็นแบบนี้แล้วก็หลงดีใจ หลงคิดว่าทางกองทัพยอมตัดงบประมาณของตนเอง ทางกองทัพยอมที่จะไม่ซื้ออาวุธเพราะเห็นแก่ความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน นำงบประมาณมาใช้ในการเยียวยา แต่เอาเข้าจริงผมต้องเรียนว่านี่เป็นแค่การเล่นแร่แปรธาตุ แหกตาประชาชน เพราะว่าเกือบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินที่กระทรวงกลาโหมโอนออกเป็น ลักษณะนี้ครับ คือดาวน์ (Down) น้อยผ่อนหนัก มิหนำซ้ำกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงเดียวในกระทรวงทั้งหมดของรัฐบาลชุดนี้ ที่ฝืนมติ ครม. กระทรวงอื่นเงินงวดแรกเขาลดลงจาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่เฉพาะกระทรวงกลาโหมจาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมไม่เข้าใจว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือเป็นเพราะว่ามีนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้ากระทรวง เพราะถ้าเป็นแบบนี้ นั่นแปลว่าท่านเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า ท่านเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล มติ ครม. ออกมา แต่ท่านไม่ปฏิบัติเสียเอง ทีนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เห็นภาพผมก็เลยไปค้นคว้า ไปค้นหา ข้อมูลในรายละเอียดว่าการตัดงบประมาณของ ๓ เหล่าทัพที่มีลักษณะดาวน์ (Down) น้อย ผ่อนหนักเป็นอย่างไร ภายใต้โครงการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ โครงการนี้ ทั้ง๓ เหล่าทัพมีอยู่ แล้วภายใต้โครงการนี้จะเป็นการจัดหาหรือซ่อมแซมหรือปรับปรุง ยุทโธปกรณ์ทั้งสิ้น จาก ๓๐ โครงการที่เป็นงบผูกพันพบว่ามีอยู่ ๖ โครงการที่ตัดออก หนึ่งในนั้นคือการซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ผมก็ยังไม่กล้าที่จะดีใจ อยากจะเรียนถาม ท่านนายกรัฐมนตรีเหมือนกันว่าการซื้อเรือดำน้ำมันจะกลับมาเสนอในงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ หรือไม่ เรามาดูกันว่าจาก ๓๐ โครงการที่บอกว่าตัดออกไป ๖ โครงการ ตอนนี้เหลือ ๒๔ โครงการที่ยังคงดำเนินการอยู่ ทั้ง ๒๔ โครงการนี้ มีลักษณะดาวน์ (Down) น้อย ผ่อนหนัก คือจากเดิมที่ต้องดาวน์ (Down) ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในปีแรก มาลดเหลือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๓ โครงการที่มีอันดับสูงสุดผมยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ของกองทัพบกมี ๒ โครงการ คือโครงการจัดหายานเกราะสไตรเกอร์ (Stryker) งบประมาณผูกพัน ๓ ปี ๔,๕๑๕ ล้านบาท โครงการจัดหาเครื่องบินใช้ทั่วไปงบประมาณผูกพัน ๓ ปีเช่นเดียวกัน ๑,๓๕๐ ล้านบาท และอีกโครงการของกองทัพอากาศคือจัดหาเครื่องบินฝึกทดแทน ๕,๑๙๕ ล้านบาท เฉพาะ ๓ โครงการนี้งบประมาณผูกพัน ๓ ปี เป็นมูลค่า ๑๑,๐๖๐ ล้านบาท ปีแรกในปี ๒๕๖๓ เราจะจ่าย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของยอดนี้ ซึ่งก็คือ ๒,๒๑๒ ล้านบาท จะดีกว่าไหม ถ้าทั้ง ๓ โครงการนี้ตัดออกไปเลย ถ้าท่านตัดออกไปเลยเม็ดเงินนี้ ๒,๒๐๐ กว่าล้านบาท นำไปทำอะไรครับ เยียวยาประชาชน ๕,๐๐๐ บาท ๑ เดือนได้ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านเอาไปซื้อวัคซีนฉีดให้ประชาชนฟรีได้ ๒ ล้านกว่าคนครับท่านประธาน ผมเปรียบ พฤติกรรมนี้ของกระทรวงกลาโหม ก็จะเล่าให้พี่น้องประชาชนฟังได้ง่าย ๆ คือเหมือน ครอบครัวเรามีพ่อที่ป่วยอยู่ แล้วเราก็มีพี่น้องอยู่ ๗ ล้านกว่าคน ที่กำลังจะตกงาน ฐานะ ทางบ้านก็ไม่สู้ดีนักจะต้องไปกู้เงิน กู้หนี้ยืมสินเสียดอกเบี้ย แต่พี่ชายตัวดีอยากจะได้รถ อยากออกรถคันใหม่ ไม่ใช่รถธรรมดาด้วยนะครับ รถล้อยาง ๘ ล้อ อยากจะได้รถคันใหม่ ก็แอบไปดาวน์ (Down) ไปต่อรองขอดาวน์ (Down) น้อย ๆ ผ่อนไหวหรือไม่ไหวไม่รู้ ขอดาวน์ (Down) น้อย ๆ เพราะกลัวจะไม่ได้รถคันใหม่ นี่คือผลที่เรามีอดีต ผบ.ทบ. เป็นเจ้ากระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล🔗
ดังนั้น จาก ๔ โอน หรือ ๔ ข้อสังเกตที่ผมได้กล่าวมาแล้ว นำมาสู่ ๕ ข้อเสนอ ที่ผมอยากจะเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗
ข้อที่ ๑ อันนี้พรรคก้าวไกลเรียกร้องหลายครั้งแล้ว คือในการพิจารณา งบประมาณเรามีเวลาที่จำกัด แล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะต้องทำงานแข่งกับเวลา เราเรียกร้องให้สำนักงบประมาณเผยแพร่เอกสารต่าง ๆ โครงการต่าง ๆ ในรายละเอียดตั้งแต่ ในวาระที่ ๑ ที่เราพิจารณากัน เหมือนกับที่เราพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ หรือในชั้นอนุกรรมาธิการวิสามัญ ผมพูดอีกครั้งคือเราทำแบบนี้เราขอเอกสารต่าง ๆ รายละเอียดทั้งหมดมาตั้งแต่ในวาระที่ ๑ เลย ในรูปแบบของดิจิทัล ไฟล์ (Digital file) เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ส.ส. จะทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น กรอบเวลาที่ท่าน ตั้งไว้ว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๐๕ วัน มันจะสั้นลง ได้ทันทีครับท่านประธาน ถ้าหากว่าสำนักงบประมาณให้ความร่วมมือและเผยแพร่เอกสาร🔗
ข้อเสนอที่ ๒ งบกลางใหม่ ก้อนใหม่ ๘๘,๐๐๐ล้านบาท ผมคิดว่าเราจำเป็น ที่จะต้องใช้งบกลางนี้ในการที่จะเยียวยาพ่อแม่พี่น้องประชาชน เพราะถึงวันนี้แล้ว การเยียวยายังไม่ถ้วนหน้า ถึงวันนี้แล้วยังมีผู้ตกหล่นอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นแรงงานหรือเป็น ผู้ประกอบการ เรายังไม่พูดถึงว่าเราอาจจะเกิดการระบาดรอบที่ ๒ ก็เป็นได้ ดังนั้น เราจำเป็นต้องมีเงินสำรองเพื่อใช้ในการเยียวยาประชาชน🔗
ข้อเสนอที่ ๓ พรรคก้าวไกลเสนอให้ใช้กลไกของกรรมาธิการวิสามัญที่จะ ติดตามงบประมาณและมาตรการในการแก้ไขโควิด (COVID) แน่นอนต้องหมายรวมถึง ในส่วนของงบกลางก้อนใหม่นี้ด้วย🔗
ข้อเสนอที่ ๔ ผมได้กล่าวไปเมื่อตอนต้นว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน การคลังของรัฐที่มีท่านประยุทธ์เป็นประธาน ขอให้แก้ไขประกาศของวันที่ ๑๖ เมษายน หรือออกประกาศฉบับใหม่ กำหนดให้ชัดเจนว่ากรอบสัดส่วนที่ท่านเปลี่ยนแปลงไปจะสิ้นสุด เมื่อไร อย่าฉวยโอกาสช่วงโควิด (COVID) นี้ที่จะแก้ไขกรอบวินัยทางการเงินการคลัง แล้วก็แบเบอร์ใช้กันยาวต่อไป🔗
ข้อเสนอสุดท้ายครับท่านประธาน ความมั่นคงของประเทศถึงวันนี้ไม่ใช่ ความมั่นคงทางการทหารแล้ว มันคือความมั่นคงต่อการดำรงชีวิตของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ในทางทหารรัฐบาลมีงบประมาณที่เรียกว่าการเตรียมสภาพความพร้อมในการรบ ยกตัวอย่าง กองทัพบอกว่าจะมีกระสุนสำรองให้ใช้งานได้กี่วันหากเกิดสงคราม ผมเรียนถาม ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ในทางกลับกันท่านเคยตั้งคำถามไหมครับว่าประชาชนคนไทย จะมีอาหารกินกันเพียงพอไปกี่วันหากเกิดล็อกดาวน์ (Lockdown) ท่านนายกรัฐมนตรี เคยตั้งคำถามไหมครับว่าเราจะมียา เราจะมีเวชภัณฑ์ใช้ไปเพียงพอได้กี่วัน หากสิ่งเหล่านั้น ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศไม่สามารถนำเข้าได้ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เคยให้ข่าว พูดถึงวัตถุดิบในการผลิตหน้ากากอนามัย บางช่วงบางตอนที่ผ่านมาบางประเทศระงับการส่งออกวัตถุดิบเหล่านี้ ก็ทำให้เราผลิต หน้ากากอนามัยไม่ได้ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของพ่อแม่พี่น้องประชาชน แล้วท่าน ก็มักจะออกมาพูดว่า แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ ดังนั้น ถึงเวลาแล้ว ที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องทบทวนว่าความมั่นคงในความหมายใหม่นั้นคืออะไร ถึงเวลาแล้ว ที่ท่านจะต้องจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรควรทำก่อนหลัง โครงการใดที่ไม่จำเป็น ก็ตัดออกไปอาวุธอะไรที่ไม่จำเป็นต้องซื้อก็ตัดโครงการออกไป เตรียมกระสุนงบประมาณ ให้เพียงพอเพื่อรองรับกับความมั่นคงรูปแบบใหม่ในยุคโควิด (COVID) ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณเรวัต วิศรุตเวช เชิญคุณหมอครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทย วันนี้ผมจะ ขออภิปราย ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ๒๕๖๓ ซึ่งผมจะอภิปรายเฉพาะ ที่เป็นประเด็นสำคัญ ที่เป็นไฮไลต์ (Highlight) ที่เป็นเนื้อหาสาระจริง ๆ ไม่มีน้ำมีแต่เนื้อ แม้ว่าอาจจะมีท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปบ้างแล้ว แต่ผมจะชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญ ที่หลายท่านอาจจะไม่ทราบ และขออนุญาตท่านประธานใช้สไลด์ (Slide) ประกอบ การอภิปรายครับ🔗
ท่านประธานครับ ก่อนจะ พิจารณาร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ฉบับนี้ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ ผมขอให้ท่านประธานย้อนไปดู พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ซึ่งมีวงเงินทั้งสิ้น ๓.๒ ล้านล้านบาท ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ๓.๒ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ ดูในมาตรา ๖ (๑๑) ก่อนนะครับ มาตรา ๖ (๑๑) นั้นเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่ตั้งไว้ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลข ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท มีที่มาที่ไปครับ เพราะการตั้งรายการ ดังกล่าวนั้นมีกรอบไว้ว่าจะตั้งไม่เกินร้อยละ ๓.๕ ของวงเงิน ๓.๒ ล้านล้านบาทก็เท่ากับตั้งได้ ไม่เกิน ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ถูกต้องไหมครับ งบปี ๒๕๖๓ ที่ตั้งไว้คือ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท จึงเป็นเพียงร้อยละ ๓ เท่านั้น ถือว่ายังไม่เกินกรอบวงเงินงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ดังนั้น ถ้าหากว่าเรายึดตาม พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ฉบับนี้ก็ควรตั้งได้อีกไม่เกิน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็คืออีกร้อยละ ๐.๕ เพื่อเติมให้เต็มร้อยละ ๓.๕ ถูกต้องนะครับ ทั้งนี้ ตามประกาศของ คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐในเรื่องกำหนดสัดส่วนต่าง ๆ เพื่อเป็น กรอบวินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๑ แต่ปรากฏว่าร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ฉบับนี้ตั้งมาถึง ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ มันเกินไปจากกรอบที่นายกรัฐมนตรีตั้งไว้อย่างชัดเจน แล้วเสนอ มาให้สภาแห่งนี้พิจารณาได้อย่างไร ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันมีลักษณะที่ไม่ชอบมาพากล แล้วก็มีลักษณะที่เป็นการฉ้อฉล เพราะอะไรครับ ลองไปดูมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ตามที่รายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณ รายจ่าย พ.ศ. .... ฉบับนี้ ซึ่งจัดทำโดยสำนักงบประมาณและเป็นเอกสารที่นำเสนอต่อสภา แห่งนี้ด้วย จะพบว่ารายงานฉบับนี้นั้นยึดถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๓ เป็นหลักแทบทั้งสิ้น ขออนุญาตให้ดูสไลด์ (Slide) ที่เป็นมติ ครม. หนังสือ ฉบับนี้ ยึดถือตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๓ เป็นหลัก ท่านประธาน ได้โปรดพิจารณาตรงนี้ดี ๆ นะครับ รัฐบาลกำลังทำอะไร รัฐบาลกำลังส่อทุจริตเชิงนโยบาย หรือเปล่า เพราะอะไรครับ เพราะถ้ายึดถือตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๗ เมษายนนั้น ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ฉบับนี้ก็ควรขอมาได้ไม่เกิน ๑,๖๐๐ ล้านบาท แต่ทำไมจึงขอมาถึง ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เกินไปเท่าไรครับ เกินไปทั้งหมด ๗๒,๐๐๐ ล้านบาท ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ท่านประธานดูตรงนี้เลยครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไปออกประกาศคณะกรรมการนโยบาย การเงินการคลังของรัฐ เรื่องขอกำหนดสัดส่วนต่าง ๆ เพื่อเป็นกรอบวินัยการเงินการคลัง ฉบับที่ ๓ แล้วก็ไปแก้ไขสัดส่วนกรอบงบประมาณจากไม่เกินร้อยละ ๓.๕ ไปเป็นไม่เกิน ร้อยละ ๗.๕ อันนี้ไปประกาศเมื่อไรครับ ไปประกาศเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๓ เป็นประกาศหลังจากวันที่ ๗ เมษายน อย่างชัดเจนครับ ทำไมถึงทำอย่างนี้ครับ เพราะต้องการไปเป็นช่องเพื่อให้เพิ่มงบก้อนนี้ เรียกว่าไปชงเองกินเอง อย่างนี้ครับ เพราะถ้าหากพิจารณาแล้วเรื่องนี้ทำไม่ได้หรือว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทุจริต เชิงนโยบายอย่างชัดเจน แต่ก็ทำไปแล้วครับ ปัญหาคือแล้วสภาแห่งนี้จะยอมได้อย่างไรล่ะครับ ท่านประธานก็เป็นนักกฎหมาย จะปล่อยให้สิ่งที่ไม่ชอบแล้วก็ออกประกาศมาก่อนแล้ว แล้วก็ มาแก้ไขใหม่เพื่อผ่องถ่ายเงินในงบประมาณปี ๒๕๖๓ ได้อย่างตามอำเภอใจ ซึ่งผมคิดว่า เหมือนเขียนด้วยมือแล้วก็ลบด้วยเท้าครับท่านประธาน🔗
ท่านประธานครับ โปรดพิจารณาอย่างนี้ครับ เมื่อวันที่ ๗ เมษายน คณะรัฐมนตรีของท่านนายกรัฐมนตรีเห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณ ฉบับนี้ ซึ่งจะต้องมาปฏิบัติตามกรอบเดิมสิครับ คือไม่เกินร้อยละ ๓.๕ ไม่ใช่ไปเขียนประกาศ ขึ้นมาใหม่ตามอำเภอใจ ทำได้อย่างไรล่ะครับ ขอให้ทุกท่านได้โปรดช่วยกันพิจารณาครับว่า ไม่ได้ เป็นความไม่ถูกต้อง แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีก็กลับไปละเมิดมติคณะรัฐมนตรี เสียเอง ท่านนายกรัฐมนตรีไปละเมิดมติ ครม. โดยการไปแก้กรอบใหม่เป็นร้อยละ ๗.๕ ทำได้อย่างไรครับ การทำอย่างนี้เป็นการไปย้อนไปแก้ไขหลักการตรา พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ผมคิดว่าเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีทำตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะไม่ควร อย่างยิ่ง เป็นเรื่องที่รับไม่ได้จริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นผมก็ขออภิปรายเฉพาะที่เป็นประเด็น สำคัญ จะชี้ให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปเขียนกรอบขึ้นมาใหม่ ไปเขียนประกาศขึ้นมาใหม่ หลังจากที่มีมติ ครม. ไปแล้วในวันที่ ๗ เมษายน เพราะฉะนั้นจึงขอกราบเรียนว่า ผมไม่สามารถจะลงมติเห็นชอบกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปครับ ท่านวิเชียร ชวลิต เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน ผม วิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ อยากจะขออนุญาตเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกว่าร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ที่ได้นำเสนอสภา แห่งนี้ มีที่มาที่ไปซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่อยากจะเรียนต่อท่านสมาชิกว่า ถ้าเรา ย้อนดูเหตุการณ์หรือสถานการณ์ช่วงของการแพร่ระบาดของโรคติดต่อด้วยเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) อยากจะสรุปเหตุการณ์ว่าตั้งแต่วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๓ ก็ถือว่าเป็นเวลาเริ่มแรกที่เรามีสถานการณ์ คือมีผู้ติดเชื้อโควิด (COVID) ซึ่งไม่ใช่คนไทยแต่เป็นคนต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเป็นรายแรก นั่นคือ เดือนมกราคม ในเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องมาอีกเป็นเวลา ๑ เดือนก็จะเห็นเหตุการณ์ที่สำคัญก็คือ สถานการณ์การแพร่ระบาด เรากำลังเฝ้าดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนตื่นตระหนก ๒ เดือน ไม่ยาวเลย พอถึงเดือนที่ ๓ คือเดือนมีนาคมทุกท่านคงจำเหตุการณ์ได้ว่าเราเริ่มมีผู้เสียชีวิต ๑ ราย ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ผมอยากจะเรียนว่าเดือนมีนาคมเป็นเดือนที่เริ่มการระบาด ในประเทศไทย และช่วงเวลาเพียง ๑ เดือน สถานการณ์ก็รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนจะต้อง มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๓ นั่นก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเรามี สถานการณ์ที่รุนแรงเกิดขึ้นแล้ว ๒ เดือนเต็มแห่งการระบาด ซึ่งพวกเราตื่นตระหนกแล้วก็ ตกใจกับสถานการณ์ดังกล่าว เดือนมีนาคมและเดือนเมษายนเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ พอถึง เดือนเมษายน วันที่ ๓ เมษายน เราก็มีการประกาศห้ามออกนอกเคหะสถานยามวิกาล ที่ผม หยิบยกมาเรียนต่อท่านประธานถึงห้วงเวลานั้นก็อยากจะเรียนว่า มีเวลาต่อเนื่องที่รัฐบาล ได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหยุดยั้งหรือการหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด (COVID) ก็คือว่าพอถึงวันที่ ๗ เดือนเมษายน ทุกท่านทราบดีเราก็มีมติคณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะ กำหนดหลักเกณฑ์การโอนงบประมาณ หรือหลักเกณฑ์ว่ามีงบประมาณส่วนใดบ้าง ที่ไม่สามารถใช้ได้เนื่องจากเหตุการณ์ในสถานการณ์โควิด (COVID) ในวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๓ เราก็มีประกาศพระราชกำหนดกู้เงิน ๓ ฉบับ ซึ่งสภาแห่งนี้ได้อนุมัติพระราชกำหนด ดังกล่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุที่ผมหยิบยกและนำห้วงเวลามาเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ ก็เพราะว่าสถานการณ์เริ่มในเดือนมีนาคม รุนแรงต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน กิจกรรม และโครงการต่าง ๆ ต้องเร่งรัดและดำเนินการโดยเร่งด่วน เพื่อรองรับกับสถานการณ์ ในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม ทุกท่านทราบดี ขออนุญาตต่อท่านประธานนำสไลด์ (Slide) เพื่อจะแสดงว่าถึงเดือนนี้เดือนมิถุนายนผ่านไปเพียง ๓ เดือน🔗
เราโดยรัฐบาลต้องดำเนินการแก้ไข สถานการณ์หรือปัญหา ก็คือเราต้องใช้งบกลางซึ่งมีอยู่ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาทในการไป ดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ ซึ่งผมอยากจะเรียนว่างบประมาณที่เป็นงบกลาง ๙๖,๐๐๐ ล้านบาทนั้น หลายท่านอาจจะมีข้อสังเกตหรือสงสัยว่ารายการของงบกลางทั้งหมดมีอยู่ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราใช้ในส่วนที่รายการทั้งหมดมีอยู่ ๑๐ รายการ แล้วก็มีรายการที่ ๑๑ ก็คือที่เขาเรียกว่างบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ส่วนรายการอื่น ๆ อีก ๑๐ รายการนั้นรัฐบาลไม่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้าได้ ใน ๙๖,๐๐๐ ล้านบาทในเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นนี้ได้ นำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ทั้งหมด จนเวลานี้หลายท่านทราบแล้วว่าเราใช้ ไปถึง ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่ไปแก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้นเวลานี้งบประมาณที่เกี่ยวกับ การแก้ปัญหา โดยเฉพาะงบกลางซึ่งผมเรียนว่าในการตรวจสอบงบกลางตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่างบกลางที่เราใช้ไป ผมอยากจะเรียนต่อที่ประชุมว่าเราใช้ไปทำ อะไรบ้าง🔗
เรื่องแรก ก็คืองบกลางจะใช้ไปในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งมีอยู่ประมาณ สัก ๒๓ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ไปใช้ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ก็เอาไปใช้อยู่ ประมาณ ๔.๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วไปใช้ด้านเศรษฐกิจและสังคมส่วนนี้มากที่สุดคือประมาณ ๔๖.๙ เปอร์เซ็นต์ ก็เกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และใช้ด้านความมั่นคง ๑๑ เปอร์เซ็นต์เศษ และด้านอื่น ๆ อีก ๑๓ เปอร์เซ็นต์เศษ จากตัวเลขแล้วก็ประมาณการที่เห็นกรณีงบฉุกเฉิน เพราะฉะนั้น ผมเรียนว่าการใช้เงินฉุกเฉินเวลานี้ต้องเรียกว่าเกือบจะหมดไปในส่วนของงบกลาง เพื่อเหตุฉุกเฉิน เรามีสถานการณ์ซึ่งดูจากสถิติที่เราใช้งบกลางมาในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าเรามีภารกิจด้านอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งเป็นเหตุจำเป็นเฉพาะหน้าที่รัฐจะต้องดูแลและดำเนินการ ส่วนเรื่องของด้านเศรษฐกิจและ สังคมก็ถือว่าเกี่ยวเนื่องจากผลกระทบจากเรื่องของผู้ประสบภัย ส่วนนี้ก็อยากจะหยิบยกและ เรียนให้ทราบถึงว่างบกลางมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องมีไว้เพื่อดำเนินการในสถานการณ์ที่เรา ไม่คาดการณ์ได้ ก็เหมือนกับกรณีที่เรานำไปใช้ในกรณีของการแก้ไขปัญหาไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ที่ผมได้เรียนต่อท่านประธานแล้ว เพราะฉะนั้นผมอยากจะมองอีกส่วนหนึ่ง นอกจากงบกลาง ผมเรียนว่าสภาแห่งนี้ได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณประจำปี ประกาศใช้ไป เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ๓.๒ ล้านล้านบาท งบประมาณดังกล่าวนั้นอนุมัติ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ท่านคงจำที่ผมหยิบยกแล้วว่าเดือนมีนาคมเริ่มสถานการณ์ เดือนเมษายนรุนแรง เพราะฉะนั้นการใช้งบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ย่อมมีอุปสรรคแน่นอน ส่วนที่สำคัญที่ผมอยากจะหยิบยกก็คือว่าในงบประมาณ ประจำปี ๒๕๖๓ นั้นต้องมีส่วนที่ไม่สามารถจะดำเนินการได้ เนื่องจากเมื่อมีสถานการณ์ ระบาดของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) แล้ว รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พระราชกำหนด และการควบคุมโรค การห้ามออกนอกบ้านก็ดี การห้ามการชุมนุม รวมผู้คนก็ดี ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการใช้งบประมาณประจำปี ๒๕๖๓ เพราะฉะนั้น การพิจารณาว่าเมื่อไม่สามารถใช้เงินงบประมาณในส่วนนั้น ทำอย่างไรถึงจะนำงบประมาณ ส่วนนั้นมาใช้ประโยชน์ ประกอบกับเมื่อไม่มีงบกลางเพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์ได้ ก็จับ ๒ ส่วนมาแก้ไขปัญหา ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน🔗
ผมอยากจะลงรายละเอียดไปถึงเรื่องของรายการที่จะต้องมีการโอน งบประมาณ ซึ่งอยากจะเรียนว่าโดยปกติการใช้จ่ายเงินงบประมาณประจำปีนั้นส่วนราชการ สามารถที่จะขอเปลี่ยนแปลงรายการแต่ต้องอยู่ในขอบเขต หรือเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ ในโครงการนั้น ๆ ตามเดิม เพราะฉะนั้นถ้าส่วนราชการใช้อำนาจบริหารโดยพิจารณา เปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณ ก็จะต้องอยู่ในขอบเขตของวัตถุประสงค์ การที่งบประมาณ ใช้ไม่สำเร็จหรือใช้ไม่หมดเนื่องจากมีอุปสรรคดังกล่าว ก็ควรที่จะทำการโอนงบประมาณ มาใช้ในส่วนที่เป็นประโยชน์ การที่จะโอนต้องเรียนว่ารัฐบาลได้นำประเด็นเหล่านี้มาเป็น ร่างพระราชบัญญัติและนำเข้าสภาพิจารณา ผมเรียนว่าถือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ แล้วก็ ให้สภาได้มีโอกาสให้ความเห็นและพิจารณาต่าง ๆ ก็จะถือว่าได้ผ่านกระบวนการ โดยชอบด้วยกฎหมาย ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติม ขออนุญาตเติมเวลาในการนำเสนอ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญก็คือว่า ในการจัดการเรื่องนี้เงินงบประมาณส่วนที่เรา รับทราบกันดีและไม่สามารถจะใช้จ่ายได้เนื่องจากสถานการณ์ระบาดดังกล่าว ก็คืองบของ ส่วนราชการที่เกี่ยวกับการฝึกอบรม การสัมมนา การประชาสัมพันธ์ การจ้างที่ปรึกษา และโดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศในการประชุมต่าง ๆ เบี้ยเลี้ยง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เนื่องจากสถานการณ์โควิด (COVID) ดังกล่าว ถ้าจะสรุปแล้ว เดือนมีนาคม เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ๓ เดือนเต็มที่จะใช้เงินส่วนนี้ไม่ได้ เราเหลือ เวลาในการบริหารอีก ๔ เดือนหลังจากนี้ ซึ่งเมื่อมีการผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ แล้ว การบริหารก็จะมีเวลาจำกัดเหลือเพียง ๔ เดือน เงินส่วนนี้ย่อมเหลือแน่นอน ถ้าหากเรา ไม่นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน🔗
ประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะเรียน นอกจากกฎเกณฑ์ในการที่จะโอน งบประมาณในส่วนที่บริหารไม่ได้อย่างที่ผมหยิบยกเป็นตัวอย่างก็คือว่า ในหลักเกณฑ์ตามมติ คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ว่ารายจ่ายประจำเพื่อสวัสดิการอันนี้ พี่น้องประชาชนเป็นผู้ได้รับ ผลประโยชน์นี้โดยตรง ส่วนนี้จะไม่ถูกปรับลด รายจ่ายลงทุนที่หน่วยดำเนินการเอง แผนงาน บรรเทาภัยจากไวรัสโคโรนา (Virus Corona) แผนงานบรรเทาภัยแล้งและภารกิจ ด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวกับไวรัสโคโรนา (Virus Corona) พวกนี้ไม่ถูกปรับลด เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่ไม่กระทบต่อประโยชน์ แล้วก็การบริหารงานที่จะกระทบต่อความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชน ส่วนงบที่บริหารไม่ได้ก็นำมาปรับเป็นงบกลางเพื่อที่จะสำรองเอาไว้จ่าย ในเหตุต่าง ๆ ที่ผมได้นำเรียนต่อท่านประธานในชั้นแรกแล้ว และที่สำคัญที่ผมอยากจะเรียน ก็คือว่างบประมาณในการปรับลดครั้งนี้หน่วยงานที่ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งก็คือ กระทรวง กลาโหม มีการปรับลดมากที่สุดถึง ๑๔ เปอร์เซ็นต์เศษ กระทรวงที่เกี่ยวเนื่องกับ พี่น้องประชาชน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ๓ กระทรวงดังกล่าว เป็นกระทรวงที่ถูกปรับลดน้อย เป็นกระทรวงที่ถูกปรับลดน้อยที่สุด เพราะกระทบต่อ พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะสิทธิสวัสดิการต่าง ๆ ก็คือกระทรวงแรงงานซึ่งปรับลดน้อยที่สุดไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ขออนุญาตเรียนต่อที่ประชุมว่าการปรับลดดังกล่าวเนื่องจากงบประมาณ ในส่วนนั้นไม่สามารถที่จะใช้และบริหารจัดการได้ จะได้นำมาใช้ในงบกลางส่วนที่จะสำรองไว้ เพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาภัยพิบัติที่จะเกิดและเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะฉะนั้นในสถานการณ์ ขออนุญาตเรียนว่าถือว่าเป็นสถานการณ์พิเศษ การบริหาร จัดการงบประมาณในส่วนที่เหลือและส่วนที่ขาดที่สมบูรณ์ก็คือการนำร่างพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... มาให้สภาแห่งนี้ได้พิจารณา ผมจึงขอสนับสนุนและ เห็นควรรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ท่านรัฐมนตรีจะชี้แจง หรือครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ขออนุญาตใช้เวลาสภาได้ชี้แจงท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ที่เพิ่งได้ อภิปรายไปเมื่อสักครู่ เพราะว่าถ้าหากไม่อภิปรายชี้แจงอาจจะทำให้เจ้าหน้าที่ รพ.สต. ได้มีการเข้าใจผิดหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกท่านชลน่านได้อภิปรายประเด็นเรื่องร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณ รายจ่าย พ.ศ. .... ซึ่งโยงไปถึงการจัดงบประมาณที่ไม่เหมาะสมแล้วก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ ของ รพ.สต. ในงบของ พ.ร.ก. เงินกู้ ผมจำวงเงินที่ท่านพูดถึงไม่ได้ว่าปรับลดไปเท่าไร อย่างไร แต่ก็ขอเรียนว่าโดยหลักสั้น ๆ คือบอกว่าในส่วนของ พ.ร.ก. เงินกู้นั้นกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ได้มีการปรับลดงบประมาณแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าเราได้มีการประชุมเพื่อพิจารณา กรอบในการให้ความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณตามกรอบ พ.ร.ก. เงินกู้โดยแบ่งเป็น ๕ กรอบใหญ่🔗
กรอบแรกก็คือ การเพิ่มค่าตอบแทน อสม. คนละ ๕๐๐ บาท จำนวน ๑,๐๕๐,๐๐๐ คน เป็นวงเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท🔗
กรอบที่ ๒ ค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษาผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิด (COVID) ฟรี โดยไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตรทอง วงเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือตามสิทธิของทุกคนที่มีอยู่ เพื่อรองรับพี่น้องประชาชนที่ถูกเลิกจ้างว่างงานอาจจะมีการใช้การตรวจประมาณ ๑ ล้านคน🔗
กรอบที่ ๓ เป็นค่าใช้จ่ายสำรองกรณีเกิดเหตุระบาดในช่วงที่ ๑๖ เดือนในการ จัดหาวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ เบี้ยเลี้ยงสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ค่าใช้จ่ายในการสเตต ควอรันทีน (State Quarantine) พัฒนาระบบไอที (IT) ในการบริการประชาชนและผู้ป่วย ที่ใช้บริการสถานพยาบาลด้วยความปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท🔗
ในกรอบข้อที่ ๔ ที่ท่านนายแพทย์ชลน่านได้อภิปราย คือเราจัดสรรในส่วนนี้ เพราะเราเห็นว่าเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ที่อยู่ในหน้างาน ที่ช่วยกันทำงานมีความสำคัญ เราก็เลย จัดสรรงบประมาณในส่วนของ พ.ร.ก. ในข้อที่ ๔ เป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเพิ่ม ประสิทธิภาพของโรงพยาบาลทุกระดับ ตั้งแต่ รพ.สต. โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาล ประจำจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลเฉพาะทาง และเราจะส่งเสริมให้มีห้องแล็บ (Lab) ในทุกโรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อรองรับการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อในอนาคต รวมทั้งโควิด (COVID) ด้วย และการปรับปรุงระบบงานต่าง ๆ เพื่อให้บริการที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ในกรอบนี้เรากันวงเงินไว้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งอันนี้ รพ.สต. ก็จะอยู่ใน กรอบนี้ด้วย🔗
สุดท้ายกรอบวงเงินที่ ๕ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาความสามารถทางการแพทย์ ระบบสาธารณสุข หน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นวงเงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท🔗
อันนี้คือกรอบกว้าง ๆ ที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประชุมเมื่อวานนี้ แล้วก็ เป็นไปตามกรอบ พ.ร.ก. เงินกู้ที่ระบุไว้ ที่ให้อำนาจเราที่จะไปจัดสรรตามภารกิจ เพื่อสนับสนุนเรื่องของการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) เรียนเพื่อ ทำความเข้าใจกับท่านชลน่านครับ🔗
คุณหมอชลน่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องกราบขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ดอกเตอร์สาธิตที่ได้กรุณาลุกขึ้นมาชี้แจง ผมเข้าใจครับ กรอบที่ท่าน ได้พูด ผมได้พูดไปแล้ว ๕ กรอบ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นที่ผมกล่าว ท่านรัฐมนตรีต้องไป ตามดูครับ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ท่านให้โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาล ชุมชน รพ.สต. พีซียู (PCU) สสจ. จัดทำแผนงบประมาณเข้ามา ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท กลุ่มละ ๗,๐๗๙ ล้านบาท กลุ่มเฌอสเซอรี (Chersery) อีก ๗,๐๐๐ ล้านบาท ระดับโรงพยาบาลทุติยภูมิอีก ๗,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ระดับ รพ.สต. ระดับพีซียู (PCU) อีก ๗,๐๐๐ ล้านบาท ให้กรอบผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงไปอย่างนั้น ทุกคนคีย์ (Key) เข้ามาหมดครับ หามรุ่งหามค่ำ คีย์ (Key) เข้ามาหมด ปรากฏว่าเม็ดเงินที่คีย์ (Key) เข้ามา ขอเข้ามาที่สำนักงานปลัดกระทรวง เฉพาะระดับ ๒ และระดับ ๓ วงเงินให้ไป ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไปแจ้งเขาบอกว่าจะได้รับการจัดสรรแค่ ๒,๕๐๐ ล้านบาท คือเม็ดเงินรวมทั้งหมดจาก ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๖,๑๙๐ กว่าล้านบาท ท่านรัฐมนตรีต้องไปตามดูนะครับ ถ้าไม่ได้ตามนี้มีปัญหาแน่ ท่านอ้างเขา จะเอางบประมาณไปให้เขาเขาเลยบอกว่าอ้างฉัน เพื่อไปกู้เงิน แต่เวลาจัดสรรกลับไม่ให้ อันนี้ท่านรัฐมนตรีต้องไปตามดูท่านไม่ต้องมาชี้แจงผม สำคัญที่สุดกรอบ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ผมรู้ ผมเข้าใจ ตรงนั้นชัดเจนครับ ทำไมตอนแรก ท่านไปบอก ๒๑,๐๐๐ ล้านบาทผ่านสำนักงานปลัดกระทรวง แต่ตอนนี้บอกให้แค่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับพัฒนาระบบ พัฒนาศักยภาพ เขาทำโคฮอร์ต วอร์ด (Cohort ward) ๑ วอร์ด (Ward) เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อนะครับ ๓,๔๐๐,๐๐๐ บาท จำเป็นไหมครับ สำคัญไหมครับ จำเป็น แต่ท่านไปปรับลดเขา มันก็เหมือนหลอกเขา ท่านต้องไปแก้นะครับ ถ้าไม่แก้ผมรับรองว่าโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาล ชุมชน รพ.สต. เขาบอกเขาจะไม่ขอรับ ๒,๕๐๐ ล้านบาท ๓,๐๐๐ บาทนั่นระดับ รพ.สต. ลงมาได้ครับ เขาอาจจะได้รับแต่ได้รับน้อยมากจากตั้งเขา ๗,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ครึ่งหนึ่ง แต่ระดับบน ๒,๕๐๐ ล้านบาทนี่น้อยมาก อย่าหลอกเขาครับ ท่านประธาน ฝากท่านรัฐมนตรีช่วยดูแลด้วย ขอบคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรีเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็เรียนสั้น ๆ กับท่านนายแพทย์ชลน่านเพื่อนสมาชิกว่าไม่ได้หลอกใคร แล้วก็ไม่ได้เอาใครมาอ้าง แต่ว่าการจัดทำงบประมาณนี่เป็นการจัดทำกรอบงบประมาณตามกรอบเงินกู้ ซึ่งพวกเรา ก็อภิปรายกันชัดเจนว่าการพิจารณากรอบวงเงินกู้มันจะต้องถูกใช้ไปด้วยความรอบคอบ แล้วก็ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้นในส่วนของการพิจารณากรอบเงินกู้ก็อยู่ในวงเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ยืนยันกับท่านว่ากระทรวงสาธารณสุขจะจัดสรรงบประมาณ ในส่วนนี้ให้ทุกภาคส่วนที่มีส่วน แล้วก็ด้วยหลักการว่าเงินกู้ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วก็ให้คุ้มค่ากับภาระที่เราต้องรับไปในอนาคต แล้วก็ในส่วนของที่ท่านเรียนว่าอาจจะมี การแจ้งไปหรือไม่ อย่างไร เรียนว่าการแจ้งไปยังไม่ได้เกิดขึ้น เพราะว่าตอนนั้น พ.ร.ก. ยังไม่ผ่าน ขณะนี้ พ.ร.ก. ผ่านแล้ว แล้วก็จัดทำกรอบวงเงินในส่วนนี้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อไปจัดสรรให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมกันอย่างเต็มที่ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านต่อไปนะครับ ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... จำนวน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ที่กำลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ กระผมเห็นว่ามาไม่ถูกที่ไม่ถูกเวลา ถ้าจะให้ถูกที่ถูกเวลา ต้องดำเนินการตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ ก่อนพิจารณา พ.ร.ก. เงินกู้ จำนวน ๑.๙ ล้านล้านบาทที่เพิ่งพิจารณาผ่านไป และถ้าพิจารณาตามข้อเสนอของพรรคการเมือง ฝ่ายค้านก็จะได้ประโยชน์อย่างน้อย ๒ ประการครับท่านประธาน🔗
ประการแรก ได้รับงบประมาณมาเยียวยาความเดือดร้อนประชาชน อย่างทันท่วงทีเพราะมีงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ให้ปรับเกลี่ยอยู่ก่อนแล้ว🔗
ประการที่ ๒ หากปรับเปลี่ยนงบประมาณในปี ๒๕๖๓ เพื่อเยียวยา ความเดือดร้อนประชาชนแล้วไม่เพียงพอ จึงค่อยกู้เงินในจำนวนที่คาดการณ์ได้ว่าจะน้อยกว่า ๑.๙ ล้านล้านบาท ภาระเงินกู้ของประเทศชาติและประชาชนก็จะน้อยลง🔗
จึงนับเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลในเชิงยุทธศาสตร์การใช้งบประมาณ แผ่นดินให้มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เมื่อเวลาล่วงเลยมาและเกิดความเสียหายดังกล่าว พรรคการเมืองฝ่ายค้านไม่มีทางเลือกใดนอกจากฟ้องประชาชนว่าเป็นความผิดพลาดของ รัฐบาลในการบริหารจัดการการใช้งบประมาณ ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณ จำนวน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เป็นการปรับเกลี่ยงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ จากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เข้างบกลางให้อยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี ณ ขณะนี้จึงต้องมาพิจารณาว่าสภาจะควบคุม ตรวจสอบ เสนอแนะอย่างไร ให้การใช้เม็ดเงินงบประมาณนั้นเกิดประสิทธิภาพที่สุด รั่วไหลน้อยที่สุด ในเงื่อนไขที่รัฐบาล มีเสียงข้างมาก แต่ก็ต้องได้รับการถ่วงดุลจากเสียงข้างน้อยของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ท่านประธานที่เคารพครับ ในการพิจารณา พ.ร.ก. เงินกู้ ๑.๙ ล้านล้านบาทที่ผ่านมา พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้เสนอแนะให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจากสภาขึ้นมาตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณ แต่เดิมพรรคการเมืองแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลไม่เห็นด้วย แต่เมื่อพรรคร่วมรัฐบาล และภาคส่วนต่าง ๆ ประสานเสียงไปในแนวทางเดียวกันว่าควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จนเกิดกระแสโอบล้อม กดดันจนรัฐบาลต้องดำเนินการตามเสียงประชาชน แสดงว่า ทุกภาคส่วนห่วงใยการรั่วไหลของงบประมาณ ต้องการใช้เม็ดเงินงบประมาณให้เกิด ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด ดังนั้น การจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณ พ.ศ. .... ในปี ๒๕๖๓ จำนวน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ซึ่งเป็นการปรับเกลี่ย งบประมาณจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ให้มาอยู่ในงบกลาง ดังที่ผมได้กราบเรียน ในเบื้องต้น จึงมีข้อพิจารณาว่าเราจะทำอย่างไร เสนอแนะอย่างไร ให้เป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนมากที่สุด🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ วิกฤติไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) เกิดขึ้นทั่วโลก ในระยะเริ่มต้นปีสองปีนี้เราคงจะไปหวังพึ่งพิงจากต่างประเทศในด้านการส่งออก เหมือนเช่นเคยคงไม่ได้มากนัก เพราะทุกประเทศต่างประสบปัญหาเช่นกัน ในระยะแรกนี้ กระผมเห็นว่าต้องกระตุ้นการบริโภคภายในให้เกิดการหมุนเวียนจับจ่ายใช้สอยในระดับล่าง จนถึงระดับกลางให้มากที่สุด มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นเกษตรกร เมื่อมีคนตกงานเกือบ ๑๐ ล้านคน กลับบ้าน กลับชนบทไปอยู่กับพ่อแม่ ลูกเมีย กระผมจึงเห็นว่าเกษตรกรรมจะพยุงชนบท พยุงเมือง และพยุงชาติอีกครั้ง เหมือนเช่นวิกฤติเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่ผ่านมาที่เกษตรกรพยุงชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเห็นว่าเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของเราประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรม เบื้องต้น เราต้องส่งเสริมให้เกษตรกรอยู่ได้ พออยู่ พอกิน เหลือก็ขาย🔗
ประการแรก ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดและมีอยู่แล้วเป็นยุทธศาสตร์ พระราชทาน ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเห็นการณ์ไกลคือโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน ที่ทรงมอบไว้ให้กับประเทศไทย ประชาชนคนไทย รัฐบาลควรสนับสนุน การขุดสระในไร่นาอย่างขนานใหญ่ สนับสนุนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ แนะนำส่งเสริมให้เลิกใช้ สารเคมีร้ายแรง จะได้มีกุ้ง หอย ปู ปลาตามธรรมชาติให้จับกิน และไม่เป็นอันตราย ต่อสุขภาพอนามัยประชาชน สารพิษทั้งหลายก็ต้องแบน (Ban) ให้หมดไปตามมติ สภาผู้แทนราษฎร ที่พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าสุขภาพอนามัยเป็นสิ่งที่ประชาชน ส่วนใหญ่ต้องการ🔗
ประการที่ ๒ ผมขอเสนอแนะยุทธศาสตร์ ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัว ท่านประธานที่เคารพครับ ช่วง ๕-๖ ปีที่ผ่านมาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำทุกตัวจนเกษตรกร มีหนี้สินรกรุงรัง กระผมจำได้ว่าในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา กระผมได้ไปพบกับ เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่ตำบลหนองบ่อ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม มีเกษตรกรรายหนึ่งเธอพูดกับผมทั้งน้ำตาว่ากรีดยางจนหมดสวนก็ไม่พอค่าเทอมลูก ผมจำได้มาจนทุกวันนี้ บัดนี้เวลาผ่านมา ๖ ปี น้ำตาเกษตรกรไม่ได้ไหลอาบแก้มเหมือนเคย แต่น้ำตามันตกเข้าไปในอก ท่านประธานที่เคารพครับ ยางพาราไม่ได้มีแค่เฉพาะภาคอีสาน ภาคเหนือ แต่ส่วนใหญ่แล้วอยู่ที่ภาคใต้ของท่านประธาน รวมแล้วทั้งประเทศปลูกประมาณ ๑๙ ล้านไร่ ผลผลิต ๓.๖ ล้านตันต่อปี เกษตรกรเกือบ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ราย ถ้าเอาครอบครัวคูณเข้าไปหลายล้านคน กระผมคิดว่าเกษตรกรปลูกยางพาราทุกข์ยากอย่างยิ่ง ด้วยราคายางตกต่ำมาช้านาน จะฟันทิ้งก็เสียดายเพราะกว่าจะโตใช้เวลาหลายปี ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ต้องหายุทธศาสตร์ในการพึ่งตนเองในการเพิ่มราคาน้ำยางพารา เรียกว่า ยุทธศาสตร์ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัว ทำอย่างไร กระผมขอเสนอแนะดังนี้ รัฐบาลต้องสนับสนุนการทำถนนในหมู่บ้านอย่างขนานใหญ่ ด้วยถนนที่มีส่วนผสม ของยางพาราทั้งประเทศ มีหมู่บ้าน ๗๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้าน คงใช้ยางพารามหาศาล ทำอะไรอีก รัฐบาลต้องสนับสนุนการทำฝายยางใช้ทดน้ำเพื่อการเกษตรตามตำบล หมู่บ้านต่าง ๆ จะมีฝายยางเกิดขึ้นนับแสน ๆ ฝาย ให้ราษฎรได้กักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร ยางยังทำ ประโยชน์อีกได้มากมาย ควรให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้เผยแพร่องค์ความรู้ในการผลิตเอง ใช้เอง อย่าเพิ่งไปหวังพึ่งพิงต่างประเทศว่าเขาจะมาซื้อ ประการสำคัญที่สุดในการทำ โครงการนี้คือต้องขจัดเหลือบหรือป้องกันเหลือบที่จะมาหากินกับยางพารา โดยเฉพาะ การล็อกสเปก (Spec) น้ำยางพาราไปจนถึงสูตรส่วนผสมต่าง ๆ ตามที่เคยเป็นข่าวมาเมื่อ ไม่นานมานี้ รวมทั้งต้องไม่เอายางในสต็อก (Stock) มาใช้ ให้ซื้อใหม่สด ๆ จากเกษตรกร ราคายางจะได้สูงขึ้น กระผมมั่นใจว่าจะเกิดการจ้างงานในตำบล หมู่บ้านอย่างขนานใหญ่ และการใช้ยางพาราอย่างมากมายมหาศาลนั้นก็จะทำให้เกษตรกรมีเงินจับจ่ายใช้สอย ในตำบล หมู่บ้าน เกิดการหมุนเวียนทางด้านเศรษฐกิจหลายรอบ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ในประการสุดท้าย ในการพิจารณางบประมาณ มีหลายบริบทที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย โดยเฉพาะบริบททางด้านความเชื่อมั่น ทางด้านการเมือง การปกครอง ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี้ประกาศอย่างองอาจ สง่าผ่าเผยกลางสภาหลายครั้งว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่กระผมเห็นว่า เรายังห่างไกลกับคำว่า ประชาธิปไตย อีกมาก ยกตัวอย่าง ยังมีการใช้คำสั่ง คสช. ให้ผู้บริหาร ท้องถิ่น เช่น นายก อบจ. ผู้ว่าการ กทม. อยู่ในตำแหน่ง มีอำนาจหน้าที่ที่จะใช้งบประมาณ ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ที่เราเพิ่งพิจารณาผ่านกันไปนี้ งบประมาณมหาศาล ปกติการเลือกตั้ง ท้องถิ่นก็เหมือนกับ ส.ส. คือวาระ ๔ ปี ถ้าทำไม่ดี ๔ ปีผ่านไปชาวบ้านก็เลือกคนใหม่ เข้ามาบริหารใช้เงินภาษีอากรของประชาชน แต่ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ ใช้อำนาจ คสช. ตามคำสั่ง คสช. ที่ ๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ และประกาศ คสช. ฉบับที่ ๘๕/๒๕๕๗ เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นการชั่วคราว ท่านประธานครับ บ้านเมืองจะไปรอดได้อย่างไรเมื่อการใช้งบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และอีก ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท จะอยู่ในอำนาจหน้าที่ที่ผู้ที่ คสช. ใช้คำสั่ง แต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารท้องถิ่นต่อไปเรื่อย ๆ แม้จะพ้นวาระแล้วก็ตาม โดยใช้อำนาจตามคำสั่ง คสช. ดังกล่าวเหนือกฎหมายปกติ🔗
- ๒๙/๑ . ในระดับชาติ เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภาหรือครบวาระ ครม. ก็จะใช้งบประมาณไม่ได้ แต่ท้องถิ่นของเรายุคนี้แม้จะพ้นวาระตามกฎหมายปกติแล้ว คสช. ก็ให้อำนาจผู้บริหารอยู่ไป เรื่อย ๆ จนรากงอก ผมมองไม่ออกว่าจะใช้เม็ดเงินงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่รั่วไหลได้อย่างไร ทางออกในเรื่องนี้รัฐบาลต้องกำหนดไทม์ไลน์ (Timeline) ชัดเจน ว่าจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไร และควรให้ปลัด อบจ. ปลัด อบต. เข้ามารักษาการแทน ผู้บริหารท้องถิ่นได้แล้ว ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะใช้เม็ดเงินงบประมาณที่ไปกู้เขามาให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ได้เจาะจงว่าผู้บริหารท้องถิ่นใดส่อทุจริต แต่กฎหมายก็ควรเป็นกฎหมาย ไม่ควรเอาอำนาจนอกระบบมาครอบงำท้องถิ่นในระยะยาว มันผิดหลักการและเป็นช่องทางส่อทุจริต จึงขอถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านจะยกเลิก การต่ออายุผู้บริหารท้องถิ่นได้เมื่อใด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นประเทศด้านการเมือง การปกครอง และท่านจะกำหนดไทม์ไลน์ (Timeline) ในการเลือกผู้บริหารท้องถิ่นได้เมื่อใด เพื่อให้การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอันจะเป็นความหวังของประชาชนในท้องถิ่นที่จะแก้ไข ปัญหาท้องถิ่นของตนเอง ที่ประชาชนเลือกกับมือ ขอถามท่านนายกรัฐมนตรี ใน ๒ ประการ ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร จากชาวบางขุนเทียน พรรคก้าวไกล อดีตพรรคอนาคตใหม่ วันนี้ ขออภิปรายร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ปี ๒๕๖๓ ในหัวข้อ โอนงบล่าช้า ชาวประชาอดตาย สาเหตุที่ผมพูดอย่างนี้มีเรื่องราวครับ มาฟังกันดูนะครับ งบประมาณ รายจ่าย ปี ๒๕๖๓ รวมทั้งสิ้น ๓.๒ ล้านล้านบาท แต่เนื่องจากปี ๒๕๖๓ ประเทศไทยมีวิกฤติ โรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินภายใต้รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องทำการโอนงบประมาณรายจ่ายต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ มาใช้ในการบริหารราชการภายใต้วิกฤติการณ์ครั้งนี้ งบตัวแรกคืองบกระทรวงและงบแผน บูรณาการ รวมทั้งสิ้น ๕๓,๑๔๙ ล้านบาท ตรงนี้เป็นงบรายจ่ายที่โอนมาเพื่อใช้กับวิกฤติ โควิด-๑๙ (COVID-19) นี้ไม่ว่ากัน สามารถปรับเปลี่ยนแปลงได้ แต่อีกงบหนึ่งที่ผมพูดถึงนั่นก็คือ งบชักดาบ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกท่านพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ได้บอกแล้วว่าการโอน งบประมาณจริง ๆ แล้วที่โอนช้า โอนน้อย โอนทะลุกรอบ โอนไม่จริงนั้น สุดท้ายเป็นอย่างไร รัฐบาลโอนได้จริง ๆ ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท มีหนี้ไม่ยอมใช้หนี้ชักดาบ อีก ๓๕,๓๐๓ ล้านบาท คิดเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่โอนมา ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าวิกฤติการณ์ครั้งนี้ มีความรู้สึกต่อรัฐบาลว่ารัฐบาลไม่แยแส ข้าราชการไม่สนใจ ประชาชนต้องรับกรรม ถามว่า ทำไมผมถึงพูดอย่างนี้ ถ้าพูดอย่างนี้ไม่อธิบายความประชาชนจะบอกณัฐชาคันเหงือก หรือเปล่ามาพูดอย่างนี้ เพราะมีรัฐมนตรีกล่าวหาว่ามีการคันเหงือกกันเล็กน้อยพูดกันไปเรื่อย ผมจะอธิบายความชัดเจนให้ฟัง ต่อมาครับ ไทม์ไลน์ (Timeline) ที่ผมใช้ประกอบ การพิจารณา ท่านจะเห็นได้ว่าเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ได้อธิบายความไปแล้ว แต่ผมจะมา ลงรายละเอียดว่า ๓๑ วันผ่านไปหลังจากมีการปิดประเทศ ๓๑ วันผ่านไปที่พี่น้องประชาชน ได้รับผลกระทบ วันที่ ๓ เมษายน ครม. อนุมัติมติเบี้ยหัวแตก ๓,๗๒๖ ล้านบาท ถามว่าทำไมถึงเรียกว่า เบี้ยหัวแตก ก็เพราะว่าเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นมา จะใช้อย่างไร จะบริหารอย่างไรไม่รู้ ก็ต่างหน่วยงานต่างคนต่างทำ ทำกันไปเรื่อย สุดท้ายเสียเบี้ยหัวแตก ๓,๗๐๐ กว่าล้านบาท ถามว่าประชาชนเสียดายทั้งประเทศ ไปดูลึก ๆ ว่า ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เสียค่าอะไรไปบ้าง มีการอบรมการเย็บหน้ากากผ้า มีการฉีดถนน มีการล้างถนน หน่วยงานโน้นก็ทำ หน่วยงานนี้ ก็ทำ ต่างคนต่างทำเพราะไม่อยากโอนงบประมาณของตัวเอง ไม่อยากให้กระทบมาก อยากจะทำไว้เอง สุดท้ายก็ทำกันไปทำกันมา ทับซ้อนกันไป นายกรัฐมนตรีรู้สึกตัวได้ครับ ไม่เข้าท่าแล้ว รู้สึกตัวได้วันที่ ๗ เมษายนตามกราฟ (Graph) เสียเวลาอีก ๔๒ วัน กว่าจะได้ โอนงบฉบับนี้ ฉบับที่อภิปรายตรงนี้ วันที่ ๗ ครม. มีมติรับหลักการให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปพิจารณาแนวทางการโอนงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ วันที่ ๒๑ เมษายน เห็นชอบให้โอนงบกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณประเทศไทย ๓.๒ ล้านล้านบาท เห็นชอบให้โอน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โอเค (OK) ดูเข้าท่า ผ่านไป ๆ วันที่ ๑๒ ประกาศต่อพี่น้องประชาชน เสียใจทั้งประเทศว่าสุดท้ายเหลือ ๘๘,๐๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ชักดาบ มาอีก ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท สรุปว่างบประมาณ ๓.๒ ล้านล้านบาท ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติ หยุดประเทศ ประเทศหยุดชะงักต่าง ๆ งบลงทุน งบอะไรต่าง ๆ ต้องทำหมดเลย โอนมาไม่ได้ แต่ที่โอนได้ก็คือชักดาบหนี้เขามา ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท เสียเวลาอีก ๔๒ วัน โอเค (OK) ไม่ว่ากัน ท่านจะโอนงบอย่างไร แต่ข้อเรียกร้องตรงนี้ถ้ามองตามภาพข่าว จะเห็นได้ว่าเกิดการเรียกร้องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฟากฝ่ายค้าน พวกผมได้ออกมา บอกแล้วว่าต้องมีการเกลี่ยก่อนกู้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ รัฐบาลฟังฝ่ายค้านว่าเกลี่ยก่อนกู้ เพราะไม่เปิดสภาฟังผ่านคนอื่น ตกลงกลายเป็นเกี้ยเซียะก่อนกู้ เกี้ยเซียะกันไปเกี้ยเซียะกันมา เห็นแล้วว่าต้องโอนแต่ไม่ทัน เกิดวิกฤติกันก่อน ไม่รู้เกี้ยเซียะอีท่าไหนตะลุมบอนกันชุลมุน พอตะลุมบอนกันชุลมุนก็ไม่กล้าเปิดสภาแล้วครับ คราวนี้ก็ต้องร่าง พ.ร.ก. กู้เงินมาใช้ก่อน สรุปว่าหน้าตักตัวเองมีเงินเท่าไรก็ไม่รู้ ขอกู้มาใช้ก่อนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ไม่อย่างนั้นตายรายวัน สุดท้ายมีเพื่อนสมาชิกฟากฝ่ายรัฐบาล มีเอสเอ็มเอส (SMS) ลึกลับ ส่งบอกว่าสมาชิกฟากฝ่ายรัฐบาลห้ามร่วมลงชื่อการเปิดประชุมสมัยวิสามัญกับฟากฝ่ายค้าน เนื่องจากยังไม่มีมติ ต่อมามีออกมาให้ข่าวบอกว่าถ้าเกิดประชุมสมัยวิสามัญ ส.ส. เข้ามา ติดโควิด (COVID) จะเป็นอย่างไร สุดท้ายเป็นอย่างไร ผู้แทนประชาชนกลัวติดโรคระบาด จนนั่งมองประชาชนตายด้วยโรค รายวันไม่มีสักบาท นี่แหละครับหน้าที่ผู้แทนราษฎร เสียเวลาไป ๔๒ วันจนถึงวันนี้ วันที่ ๔ มิถุนายน เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อภิปราย พ.ร.บ. โอนงบประมาณ พ.ศ. .... ณ วันนี้ เวลานี้ นาทีนี้ มีประชาชนกำลังอดอยู่ มีประชาชนกำลังร้องไห้อยู่ มีประชาชนกำลังเสียน้ำตากับครอบครัว ที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสครับท่านประธาน และจากวันนี้ไปมีแนวโน้มอีก ๑๓ วัน ถึง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเป็นเงินออกคืนสู่พ่อแม่พี่น้องประชาชน เปิดสไลด์ (Slide) ถัดไป🔗
ไม่ว่ากระบวนการ วิธีการ ตามกระบวนการกฎหมายต่าง ๆ ว่าท่านจะเอาเงินหน้าตักออกมาใช้มีระยะเวลายาวนาน อย่างไร ท่านไม่เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญก็รอกันไปอีก ๑๓ วัน แต่สิ่งที่ประชาชนเดือดร้อนมาดูกัน ๒ เดือนกว่าประชาชนจะได้รับเงินเยียวยาบาทแรก วันที่ ๖ มีนาคม วันที่ ๙ มีนาคมเกิดซูเปอร์ สเปรดเดอร์ (Super spreader) ที่สนามมวย ลุมพินี ที่สถานบันเทิงย่านทองหล่อ มีการปิดเมืองหลวง ปิดกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม และวันที่ ๒๔ มีนาคม รัฐบาลตัดสินใจประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน วันที่ ๒๘ มีนาคม รัฐบาลตัดสินใจว่าที่ปิดเมืองไป ที่ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปประชาชนจะอดหรือเปล่า จะมีกินหรือเปล่า ก็เลยเคาะมาตรการเยียวยา เราไม่ทิ้งกัน แต่ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนเสียชีวิตไปกี่ศพแล้วครับ ไม่มีหน่วยงานไหนออกมาประกาศ ชัดเจน พี่น้องประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสไปถึงขนาดไหนแล้วครับ สรุปแล้วประชาชน อยู่ในคำว่าเราของท่านหรือเปล่า วันที่ ๒๘ แค่ประกาศว่าจะให้เงินแล้ว พี่น้องประชาชน อย่าเพิ่งร้องไห้ อย่าเพิ่งเสียใจ มัดกระเพาะไว้ก่อนอย่าเพิ่งให้น้ำย่อยลงไป เราจะให้เงินแล้ว ประกาศวันที่ ๒๘ บอกว่าจะจ่ายเงินมีคนลงทะเบียนกว่า ๒๐ ล้านคน วันที่ ๘ เมษายน จ่ายเงินครั้งแรกจ่ายไป ๒.๔ ล้านคนครับ รัฐบาลบอกคนถือเงินของเขานี่ ๒๐ กว่าล้านคน บอกพ่อบ้าน เงินที่มีอยู่ตอนนี้ท่านปิดเมือง ตอนนี้ท่านหยุดธุรกิจต่าง ๆ ผมไม่มีเงินแล้ว พี่น้องประชาชนผู้หาเช้ากินค่ำ เช้าครั้งสุดท้ายที่เขาได้ทำงาน กี่ค่ำแล้วที่เขาต้องเจียดกินข้าว กับเงินก้อนนั้น พี่น้องที่ได้รับค่าแรงรายวัน วันสุดท้ายที่เขาได้ทำงาน เขาต้องใช้เงินก้อนนั้น ดูแลเยียวยาครอบครัวของเขามากี่คืนแล้ว สุดท้ายอย่างไรครับ มาตรการเราไม่ทิ้งกัน กระหึ่มโลก เพื่อนสมาชิกคนหนึ่งก็ได้บอกแล้วฟากฝ่ายรัฐบาลด้วย เป็นการแจกเงินครั้งแรก ที่คนด่าทั้งเมือง ก็จริงครับ แจกกันอย่างไร พิสูจน์ความจน ท่านบอกมาเลยว่ารัฐบาล ชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่มีเงิน ประชาชนจะได้ไม่เจ็บช้ำ แต่นี่สิ่งที่ท่านบอก บอกว่าไม่ผ่าน คุณสมบัติบ้างบอกว่าไม่ผ่านเกณฑ์บ้าง สุดท้ายอย่างไรครับ ผ่านล่วงเลยไปวันที่ ๑๕ เมษายน สมาชิกพรรคก้าวไกลเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่าท่านต้อง เยียวยาถ้วนหน้าได้แล้ว นำโดยท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร หลังจากยื่นหนังสือไปเงียบสนิท ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมสงสัยเอง ตั้งข้อสังเกตเองว่าเขาไม่ชอบเสียงพี่วิโรจน์หรือเปล่า ผมเลย นำทีมไปที่กระทรวงการคลังอีกรอบ นำโดยผม ไปยื่นข้อเสนอว่าต้องจ่ายเงินเยียวยาภายใน ๗ วัน สุดท้ายครับพี่น้องประชาชนรับทราบข่าวบอกว่าวันที่ ๕ มิถุนายน คือวันพรุ่งนี้จะเป็น การจ่ายเงินเยียวยาทั้งหมดหรือเปล่า นี่ประชาชนยังตั้งข้อสังเกตอยู่ว่าเงินก้อนสุดท้ายจะได้ หรือเปล่า นี่ละครับที่มาของผมบอกว่ารัฐบาลไม่แยแส🔗
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ในหัวข้อว่าราชการไม่สนใจ ท่านประธานดูครับ หน่วยงานต่าง ๆ หน่วยงานราชการที่ไม่ได้โอนงบเข้ามา ไม่ได้โอนงบเลยแม้แต่บาทเดียว นี่คือชื่อและโลโก้ (Logo) หน่วยงานต่าง ๆ ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสาธารณสุขและไม่โอนงบ เข้ามาเลย บอกให้รู้กันเฉย ๆ ไม่ได้ว่า แต่ท่านกำลังทำสิ่งนี้กับประชาชนอยู่ หน้าถัดไปครับ ระบบเศรษฐกิจเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า หน้าข่าวทุกวันไม่รู้ทนดูได้อย่างไรครับ ผ่านไป ทั้งเดือนรัฐบาลเปิดข่าวทั้งเดือนมีทั้งคนตายเพราะว่างงาน มีทั้งคนเครียด มีทั้งคนกระโดดน้ำตาย มีพ่อเอาลูกไปฝากที่วัดไว้แล้วกระโดดน้ำตาย ลูกหันมาเห็นว่าพ่อไปไหนขอตามไปด้วย รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินมาถึงจุดนี้ แล้วสุดท้ายท่านก็บอกว่าจะต้องโอนงบประมาณ จะต้องกู้เงิน จะต้องอะไร แต่สิ่งที่ท่านทำ เงินไปถึงประชาชนช้ามาก เรามาดูผลงาน อีกผลงานหนึ่ง ผลงานชิ้นโบแดง หน้ากระทรวงการคลังครับ มีสาววัย ๕๖ ปี ไปกินยา เบื่อหนูที่หน้ากระทรวงการคลัง นี่ดีนะครับว่าเขากินยาเบื่อหนูที่หน้ากระทรวงการคลัง ถ้าเขากินยาเบื่อหนูที่หน้ากระทรวงสาธารณสุขด้วยจะยุ่ง แต่สุดท้ายครับ เดชะบุญ คุณพี่ คนนี้ไม่เสียชีวิต ก็ขอเป็นกำลังใจให้ แต่รัฐบาลยังออกมาบอกอีกว่า อีก ๓ วันเงินจะเข้าบัญชี ของคุณพี่คนนี้แล้ว ยังไม่สำนึกครับว่าวิธีการพิจารณาความจน พิจารณาความเดือดร้อน ของท่านมันไม่เป็นผล ถ้าเขาตายเพราะกินยาเบื่อหนูเขาคงไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ๕,๐๐๐ บาท ไปแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นอย่างนี้🔗
มาดูสไลด์ (Slide) หน้าถัดไปครับ นี่คือวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือโจทย์แต่ละข้อที่ท่านต้องแก้ ท่านใช้เวลาการแก้โจทย์ข้อ ๑ คือแรงงานนอกระบบ เยียวยาแรงงานนอกระบบเริ่มตั้งแต่ เดือนมีนาคม ผ่านไป ๆ ท่านจะจ่ายเงินครบเดือนมิถุนายน ๗๐ กว่าวัน นั่นเพียงแค่โจทย์ข้อ ๑ และโจทย์ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ แรงงานในระบบก็เดือดร้อนเช่นเดียวกัน แรงงานในระบบ เคยได้เงินเดือนเท่านี้ เราต้องยอมรับในบ้านเมืองเราอยู่ได้ด้วยโอเวอร์ไทม์ (Overtime) ก็ดี ด้วยเบี้ยขยันก็ดี ด้วยเงินต่าง ๆ ก็ดี เขาก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เกษตรกรก็ได้ รับผลกระทบ พี่น้องกลุ่มเปราะบางก็ได้รับผลกระทบ แต่สิ่งที่รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดิน ผ่านการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชน แรงงานนอกระบบ ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน กลุ่มเป้าหมาย ๑๖ ล้านคน วันนี้ยังไม่จบไม่สิ้น ล่าสุด ๑๕ พฤษภาคม เคาะ เนื่องจากมีเสียง เรียกร้อง มีการตายเกิดขึ้นจริงจากพี่น้องเกษตรกร ก็บอกจะให้พี่น้องเกษตรกรอีกครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท กลุ่มเป้าหมาย ๑๐ ล้านคน สุดท้ายกลุ่มที่เปราะบางที่สุดได้ช้าที่สุด ได้น้อยที่สุด ก็คือกลุ่มเปราะบางได้อีก ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน กลุ่มเป้าหมายนี้ ๑๓ ล้านคน เรายังมาย้ำข้อเรียกร้องของพรรคก้าวไกล เกิดวิกฤตการณ์ผู้คนเดือดร้อนถ้วนหน้า ท่านจะ ประเมินความตายของพี่น้องประชาชนถึงขั้นใดผมไม่ทราบ แล้วท่านจะให้ ผมอยากรู้ว่าสถิติ ที่ท่านประเมินไว้ว่าประชาชนตายยังไม่ถึงสถิติ ยังไม่ถึงเกณฑ์นี่ มันเท่าไร ท่านถึงจะปลดล็อก ทีละขยัก ทีละขยัก ทีละขยัก ขยักขย่อนให้กับประชาชนทั้ง ๆ ที่ทุกบาททุกสตางค์เป็นเงิน ของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น🔗
ผมจึงขอเรียนท่านประธานสภาถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง กับเงินงบประมาณก้อนนี้ว่าจะไปใช้งานอย่างไร ผลการใช้เงิน ผลการใช้งานที่ผ่านมา ที่ผม กล่าวมาข้างต้นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าท่านบริหารราชการอย่างสิ้นคิด ทำพี่น้องประชาชน ตายรายวัน แล้วเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทนี้ท่านจะไปใช้กับพี่น้องประชาชนอย่างไร พี่น้องประชาชนรอคอยความหวัง อย่าพึ่งตะลุมบอนกันเอง อย่าพึ่งบริหารราชการแผ่นดิน ไปให้ถึงยุคที่เรียกว่ายุคสิ้นเนื้อประดาตัวของประเทศไทย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน มานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดนนทบุรี ประเด็นในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ที่สืบเนื่องมาจากความอ่อนด้อย ในการบริหารงบประมาณในส่วนของงบกลางที่ใช้ไปจนเกือบหมด จนถึงขั้นจะต้อง ออกพระราชกำหนดเงินกู้ ๑.๙ ล้านล้านบาทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และวันนี้ ทางคณะรัฐมนตรีก็จะมาขอให้สภารับหลักการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อที่จะพิจารณา ในร่างของพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายอีก ในส่วนของพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่มีการสร้างประวัติศาสตร์ พิจารณา ซ้ำถึง ๓ รอบ เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ และถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มี การพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ถึง ๒ ครั้ง ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่างบประมาณ ๓.๒ ล้านล้านบาทของงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ซึ่งผมเอง ก็เป็นหนึ่งในนั้นและผ่านความเห็นชอบของทั้ง ๒ สภา และประกาศใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว🔗
ประเด็นงบประมาณรายจ่ายซึ่งแยกออกมาเป็นรายจ่ายประจำ ๒.๔ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๗๕ จำแนกเป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ ๑,๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ปัญหาก็คือ รายจ่ายลงทุน ๖๔๔,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๐.๑ ถือว่าเป็นไปตามหลักการว่าด้วย วิธีการงบประมาณ รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังอีก ๖๒,๐๐๐ ล้านบาท ในสัดส่วนของรายละเอียดของงบกลางกว่า ๕๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นอยู่ที่เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่เรามาพิจารณา ในวันนี้ ที่จะมีการโอนงบเพื่อเข้าสู่งบกลาง จะเห็นได้เลยว่ารัฐบาลเหลือเงินอยู่แค่ ไม่กี่หลักพันล้านบาท และมีความต้องการที่จะดึงงบประมาณจากส่วนอื่น ๆ ของหน่วยงาน รับงบประมาณเข้าไปอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีต่อไป ไปเพิ่มสัดส่วนอีกเป็น ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจะขยับมาอยู่ที่ร้อยละ ๕.๘ ซึ่งผิดระเบียบวินัย การเงินการคลัง เริ่มแรกเลย หลักของพรรคเพื่อไทยเสนอช่วงที่มีวิกฤตการณ์ของโควิด (COVID) ที่ผ่านมาที่เกิดโควิด-๑๙ (COVID-19) อย่างรุนแรง คือจะต้องตัดงบประมาณ ที่ไม่จำเป็นของหน่วยรับงบประมาณอื่น ๆ เพื่อรวบรวมช่วยเหลือชาวบ้านและผู้ประกอบการ ให้เร็วและเร่งด่วนที่สุด แต่รัฐบาลกลับดำเนินการแบบผิดหัวผิดหางไปหมด แทนที่จะนำ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณเข้าสู่การพิจารณาและผ่านความเห็นชอบของสภาก่อน กลับไปเพื่อที่จะไปลดทอนในสัดส่วนของเงินกู้ แต่กลับนำร่างพระราชกำหนดเงินกู้เข้าสู่ การพิจารณาก่อน ถือว่าเสียวินัยการเงินการคลังอย่างร้ายแรงที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่รัฐบาล ใช้วิธีโอนงบประมาณจากหน่วยรับงบประมาณอื่น ทำให้มีความเสี่ยงด้านวินัยการเงินการคลัง และมีผลต่อสถานะและเสถียรภาพทางการเงินเป็นอย่างมาก กล่าวคือการโอนงบประมาณ รายจ่ายการลงทุนซึ่งไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๐ (๑) กำหนดให้มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต้องมีงบประมาณรายจ่าย ลงทุนจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่นี่รัฐบาล กลับทำการโอนเงินงบประมาณรายจ่ายการลงทุนโดยลดสัดส่วนให้เหลือเพียงแค่ร้อยละ ๑๘.๙ จากวงเงินที่กล่าวมาเมื่อสักครู่ ๖๔๔,๐๐๐ ล้านบาท เหลืออยู่แค่ ๖๐๔,๕๓๙.๕ ล้านบาท ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีการปรับลดงบประมาณเพื่อชำระต้นเงินกู้อีก ทั้ง ๆ ที่รายจ่าย ชำระต้นเงินกู้ที่ตั้งเอาไว้ในงบประมาณรายจ่ายอยู่ที่ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท หรือร้อยละ ๒.๘ กลับไปดึงเข้ามาอยู่ในงบกลางอีกมากถึง ๓๕,๓๐๓ ล้านบาท คือแทบจะครึ่ง ๆ หนึ่งของ รายจ่ายชำระต้นเงินกู้เดิม จึงผิดหลักของการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐทำให้เงินต้น ไม่สามารถลดลง และเป็นการเพิ่มดอกเบี้ย สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และเสียหาย ต่อการตั้งงบประมาณชำระเงินต้นแล้วก็ดอกเบี้ยในอนาคตอีกด้วย🔗
ที่สำคัญที่สุด ด้วยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ได้สร้างความ เดือดร้อนต่อผู้ประกอบการรายย่อยเป็นจำนวนมาก เพราะมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ นั้น เห็นชอบในการจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณให้ดำเนินการแก้ไขและเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบเรื่องของโควิด (COVID) ปัญหาภัยแล้ง อยู่ในงบกลางด้วย ภัยพิบัติ ก็อยู่ในงบกลางอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในช่วงที่เหลือระยะเวลาอีกแค่ไม่กี่เดือน ก็จะสิ้นปีงบประมาณ ๑. รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพัน และ/หรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ เมื่อวันที่ ๗ เมษายน กล่าวคือรายการปีเดียวที่ยังไม่มี การดำเนินการจัดจ้างจัดซื้อภายในวันที่ ๗ เมษายน และ/หรือไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ ภายในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม สำหรับงบประมาณของจังหวัด กลุ่มจังหวัด และการปกครอง ส่วนท้องถิ่น ที่บอกว่าสร้างความเดือดร้อนก็เพราะว่ามีหลายบริษัทที่เป็นผู้ประกอบการ รายย่อยได้มีการเข้าประมูลงานกับหน่วยงานที่รับงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจ หรือแม้กระทั่งหน่วยรับงบประมาณอื่น ๆ ที่เป็นผู้ว่าจ้าง หน่วยงานเหล่านี้ถูกบีบ ให้เสนอวงเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ คืนกลับเข้าไปยังงบกลาง ไม่ว่าจะเป็น ๓ เปอร์เซ็นต์ ๔ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ให้อยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี ทำให้มีการยกเลิกสัญญาหรือตัว สัญญาว่าจ้างไม่สามารถที่จะอนุมัติได้จากหน่วยงานผู้ว่าจ้าง ผมขอสไลด์ (Slide) ครับ🔗
นี่เป็นประกาศของกรมกรมหนึ่ง ในการประกาศชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโทรทัศน์ ทางอิเล็กทรอนิกส์หรือที่เราเรียกว่าอีบิดดิง (e-Bidding) ผมขอสงวนชื่อกรม ขอสงวนชื่อ ผู้ชนะการบิดดิง (Bidding) เพื่อไม่ให้ถูกคุกคามจากอำนาจรัฐ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ที่ชนะอีบิดดิง (e-Bidding) ชนะตอนเดือนมีนาคม ประกาศตอนเดือนเมษายนและมีการ ลงสัญญาว่าจ้างเดือนพฤษภาคม สไลด์ (Slide) ต่อไปหน้าที่ ๒ บริษัทได้ขอแจ้งและเสนอ ปรับลดวงเงินตามระเบียบของคณะกรรมการเมื่อตอนต้นเดือนเมษายน ขอสไลด์ (Slide) ต่อไป หน่วยงานผู้ว่าจ้างได้แจ้งต่อบริษัทเพื่อดำเนินการทำสัญญาเมื่อปลายเดือนเมษายน ขอหน้าสุดท้ายครับ หน้าสุดท้ายนี่เป็นสัญญาจ้างดำเนินโครงการ สัญญาว่าจ้างจาก หน่วยงานจ้างดำเนินโครงการแต่สุดท้ายไม่มีการเซ็นของผู้ว่าจ้าง โดยมีการอ้างถึงการโอน งบประมาณเข้าสู่งบกลางของนายกรัฐมนตรี อันนี้ทำให้ผู้ประกอบการรายนั้นเสียหายจากการ วางหลักประกันเงิน เสียหายจากการวางมัดจำค่าเช่าช่วงเวลาของสถานี เสียหายทางธุรกิจ เสียโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัว แล้วนี่ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการรายเดียวที่โดนแบบนี้ ยังมีอีก หลาย ๆ ผู้ประกอบการเป็นจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจาก พระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ด้วย สุดท้ายเหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่เดือน อย่างที่ผมบอกมาว่าก็จะถึงสิ้นปีงบประมาณ ถ้านายกรัฐมนตรีต้องกันเงิน กันเงินจริง ๆ เพื่อภัยพิบัติหรือภัยพิบัติต่าง ๆ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ผมถือว่าเยอะเกินไป สุดท้ายควรที่จะ ปล่อยให้งบประมาณเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการพิจารณาของสภาเดิม ตามหลักการเดิม นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด นำไปพัฒนาบ้านเมือง สร้างการจ้างงาน สร้างรายได้ ชาวบ้านก็จะได้ประโยชน์ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปครับ คุณภราดร ปริศนานันทกุล ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ มีผู้คนถามว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหนกับสถานการณ์ ของประเทศในขณะนี้ ผมเรียนกับท่านประธานว่าหากย้อนกลับไปเมื่อ ๒-๓ เดือนที่แล้ว เดือนมีนาคม แน่นอนครับพระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ พี่น้องประชาชนคนไทย เพราะขณะนั้นสถานการณ์โควิด (COVID) กำลังอยู่ในช่วงรุนแรงมาก และรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องนำเงินส่วนนี้ไปเยียวยาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับที่เราจะเห็นหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานยอมที่จะตัดเงิน งบประมาณที่ผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้วเอามากองเอาไว้ให้กับงบกลาง เพื่อที่จะเอาไปใช้ วัตถุประสงค์หลักคือตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาและเยียวยาโควิด (COVID) แต่ท่านประธานครับ วันนี้วันที่ ๔ เดือนมิถุนายนแล้ว คำถามก็คือล่าช้าไปหรือไม่กับพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถามว่าทำไมล่าช้าล่ะครับ เพราะเราต้องเอาความเป็นจริงมาพูดว่าวันนี้เราเข้าวาระที่หนึ่ง เราตกลงกันว่าคืนนี้เราจะเสร็จสิ้นไม่เกิน ๒ ทุ่ม เสร็จแล้วจะต้องไปตั้งกรรมาธิการ ผมเข้าใจว่า มีการพูดคุยกันว่าจะทำให้เร็วที่สุดซึ่งก็คือประมาณ ๕ วันติดต่อกัน ประชุมกรรมาธิการ แบบมาราธอน (Marathon) ๕ วัน หลังจากนั้นกลับเข้ามาสู่วาระที่สอง วาระที่สาม กว่าจะเสร็จ ก็กลางเดือนเข้าไปแล้วครับท่านประธาน ส่งไปให้วุฒิสภากว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จ ตราออกมาเป็นกฎหมาย สิ้นเดือนไม่ทราบเสร็จหรือไม่ ผมจึงบอกว่าเกิดความล่าช้าขึ้น และมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่จะต้องทำพระราชบัญญัติฉบับนี้ในเวลานี้ เพราะนั่นหมายความว่ามันจะเหลือเพียงเดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน ๓ เดือนเท่านั้นสำหรับนำเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทไปใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินกับระยะเวลา ๓ เดือน ผมจึงบอกกับท่านประธานแบบนี้ว่า จริง ๆ แล้วผมไม่ได้ไม่เห็นด้วยนะครับ เพียงแต่ว่า บนหลักการของการโอนเงินแล้ว ทำไมล่ะครับ งบลงทุนที่หน่วยงานของรัฐแต่ละหน่วยงาน เขาได้เสนอแผนผ่านสภา สภาอนุมัติเงินงบประมาณไปแล้ว งบประมาณผ่านสภาไปแล้ว เขาเตรียมที่จะลงมือทำนำเงินไปใช้ประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนแล้ว แต่กลับต้องไป ดึงเงินส่วนนั้นกลับมา ในส่วนของงบอบรมสัมมนา งบเดินทางไปต่างประเทศ อย่างเช่น ของสภาเรานี่ เราเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ คณะกรรมาธิการคณะละ ๕ ล้านบาท ๓๕ คณะ เป็นเงินเท่าไร ส่วนนี้โอนคืนไปได้ไม่มีปัญหาครับ ส่วนหน่วยงานราชการอื่นที่เป็น งบอบรมสัมมนาไม่มีปัญหาครับ แต่นี่เราโอนงบลงทุนซึ่งกำลังจะก่อให้เกิดรายได้ และก่อให้เกิดการลงทุนไปหมุนเศรษฐกิจ เราก็เอาในส่วนนี้คืนไปด้วย ซึ่งประเด็นแบบนี้ ผมยังไม่ชัดเจนนักว่าเราจะทำแบบนี้เพื่ออะไร เพราะหลังจากนั้นมีการกู้เงินมาอีก ๑ ล้านล้านบาท ในส่วนของ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเราก็จะเอาไปให้กับกระทรวง ทบวง กรมนั้น เอาไปลงทุน ก็คืองบที่เราโอนเข้างบกลางนี่แหละครับ ท่านประธานจะเห็นว่าแทนที่เมื่อ ๓-๔ เดือนที่แล้วเขาจะได้เอาเงินนี้ไปลงทุนก่อให้เกิดรายได้ ป่านนี้โครงการเสร็จแล้ว กลับต้องไปรอเงินกู้ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาโปะก้อนนี้ แล้วก็จะต้องไปทำในอีก ๒-๓ เดือนข้างหน้า เราจะเห็นว่าโครงการมันล่าช้าไปถึงเกือบจะครึ่งปี ทำให้ระบบเศรษฐกิจ แทนที่มันจะหมุนเร็วขึ้นเมื่อ ๓-๔ เดือนที่แล้ว กลับต้องรอไปอีก ๒-๓ เดือน ไปกลับ ๖ เดือน ครึ่งปีเต็ม ๆ ก็เลยสงสัยว่าเราจะทำขั้นตอนกระบวนการแบบนี้เพื่ออะไร🔗
ทีนี้พอมาดูในตัวร่างงบประมาณตัวนี้ ตอนแรกเราตั้งใจกันว่าเราจะตั้ง กรรมาธิการ ผมได้ข่าวมาว่าสภาแห่งนี้จะตั้งกรรมาธิการ แต่ผมดูในหลักการ หลักการก็เขียน ไว้ชัดเจนว่าให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ ไปไว้ที่งบกลาง จำนวน ๘๘,๐๐๐ล้านบาท เอาไปที่งบกลาง หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่าเมื่อผ่านวาระที่หนึ่ง ไปเป็นวาระรับหลักการ เราโหวตรับหลักการผ่านไปแล้ว เงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท เราไม่สามารถที่จะไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะครับที่จะไปตั้ง กรรมาธิการ จะไม่เหมือนกับงบประมาณปกติทั่วไป ที่งบประจำปีตั้งกรรมาธิการเพื่อให้ กรรมาธิการสามารถที่จะตัดลดงบประมาณได้ในส่วนที่เห็นว่าไม่มีความจำเป็น แต่นี่ท่านไป เขียนล็อกเอาไว้ในหลักการ และสภารับหลักการในวาระที่หนึ่ง นั่นหมายความว่าในชั้น กรรมาธิการเราไม่สามารถที่จะไปตัดลดได้เลย แล้วเราจะทำอย่างไรกันล่ะครับท่านประธาน แบบนี้เท่ากับว่านำเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทไปกองไว้ที่งบกลาง ดึงเงินจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่มีแผนงานที่มีโครงการชัดเจนอยู่แล้วไปไว้ที่งบกลาง ซึ่งไม่มีแผนการไม่มี โครงการอะไรเลย เพียงแต่ว่ารอถึงภาวะฉุกเฉินแล้วจะนำเงินนี้มาใช้ ซึ่งอาจจะมีภาวะฉุกเฉิน หรือไม่ก็ได้ แล้วที่สำคัญภายใน ๓ เดือนหากใช้เงินไม่หมด ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท นั่นหมายความว่าเงินก้อนนี้ก็จะต้องคืนคลังไป ทำให้รอบการหมุนวนของเศรษฐกิจที่มีแผน อยู่แล้วหยุดชะงักไป จึงถามครับว่ามันมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ผมดูในตัวเหตุผล อ่านเหตุผลทั้ง ๑๓-๑๔ บรรทัดที่ได้ร่างขึ้นมา ทั้งหมดล้วนแล้วแต่พูดไปถึงเหตุผล ของการโอนก็คือหลักใหญ่ใจความอยู่ที่การแก้ไขปัญหา แล้วก็เยียวยาเรื่องโควิด (COVID) แต่มีติ่งท้ายนิดเดียว ๑ ประโยคข้างท้ายเขียนว่า รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นอื่น จำเป็นอื่นนี่คืออะไร มันไม่ใช่แต่เฉพาะโควิด (COVID) เท่านั้นแล้ว มันผิดเจตนารมณ์ ที่หน่วยงานภาครัฐทั้งหมดเขาตั้งใจที่จะโอนให้งบกลางเพื่อเอาไปใช้แก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ท่านมาติ่งท้ายว่าด้วยเหตุผลด้วยความฉุกเฉินอื่น หมายความว่ามันไม่ใช่แต่เฉพาะโควิด (COVID) เท่านั้นแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงต้องบอก กับท่านประธานตรงไปตรงมา ท่านไปดูในส่วนของเงินกู้ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อสักครู่ ท่านรัฐมนตรีสาธิตกรุณาชี้แจง เมื่อวานผมได้อ่านข่าวจากท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านได้ชี้แจงว่าเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่มาจากเงินกู้ที่เราพิจารณาไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แบ่งย่อยออกเป็น ๕ ส่วนเอาไปใช้อะไรบ้าง🔗
ส่วนที่ ๑ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปเป็นค่าตอบแทนให้กับพี่น้อง อสม. ที่เขาเหน็ดเหนื่อยแล้วก็ทำงานให้กับกระทรวงสาธารณสุขตลอด ๑๙ เดือน คนละ ๕๐๐ บาทต่อเดือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท อสม. ๑ ล้านบาท กับ ๕๐,๐๐๐ คน🔗
ก้อนที่ ๒ เอาไปให้กับ สปสช. ในส่วนนี้ที่รัฐบาลประกาศว่ารัฐบาลจะรักษา คนที่ป่วยโควิด (COVID) ฟรี คนที่ไปตรวจโควิด (COVID) ฟรี ตรงนี้กันเอาไว้อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปเผื่ออนาคต เผื่อว่ามีวัคซีนก็เอาไปซื้อวัคซีน เผื่อไปซื้อยารักษาโรค โน่นนะครับ เตรียมเอาอีก ๑๖ เดือนข้างหน้า ๑๖ เดือนนะครับท่านประธาน รวมทั้งเอาไป เป็นค่าใช้จ่ายของสเตต ควอรันทีน (State Quarantine) ด้วย ก้อนนี้เตรียมเอาไว้อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท🔗
อีกก้อนหนึ่งคือ พัฒนาศักยภาพความสามารถทางการแพทย์และระบบ สาธารณสุขในส่วนที่อยู่นอกกระทรวงสาธารณสุข ก็คือพวกโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลของหน่วยงานรัฐ เช่น โรงพยาบาลกองทัพ โรงพยาบาลของตำรวจ แบบนี้อีก ๕,๐๐๐ ล้านบาท🔗
และส่วนที่เป็นเนื้อจริง ๆ ที่เราจะไปติดอาวุธให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เอาไปมอบให้กับ รพ.สต. เอาไปมอบให้กับโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัด หรือโรงพยาบาลศูนย์ เหลือแค่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น กับหน้าด่าน กับคนที่จะต้องลงไป ปฏิบัติ เราไม่เอาอาวุธให้เขาครับท่านประธาน แล้วเขาจะไปต่อสู้อย่างไรครับ วันก่อนผม ประชุมเสร็จ ผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับผู้อำนวยการ รพ.สต. ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนบอกว่าทางกระทรวงสาธารณสุขนี่ ผมใช้เวลาของพรรคภูมิใจไทย เพิ่มเติมครับ ผมได้คุยเขาก็ได้บอกว่าทางกระทรวงนี้ได้ให้ทาง รพ.สต. ก็ดี โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัด หรือโรงพยาบาลศูนย์ส่งคีย์ (Key) ข้อมูลของบประมาณเข้าไป คร่าว ๆ ทราบว่าประมาณ ๘ ล้านบาท สำหรับโรงพยาบาลชุมชน ๕๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับ รพ.สต. วันนี้กลับกลายเป็นว่าจาก ๕๐๐,๐๐๐ บาท รพ.สต. ไม่ใช่แล้วครับ เหลือแค่ ๓๐๐,๐๐๐ บาท จาก ๘ ล้านบาท ไม่ใช่แล้วครับ เหลือแค่ ๑ ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าด้วยเงินจำนวนที่มัน ลดลงแบบนี้ มันไม่เพียงพอหรอกครับสำหรับการไปติดอาวุธให้กับนักรบของพวกเรา ที่อยู่หน้าด่าน🔗
ผมจึงต้องบอกกับท่านประธานว่าถ้ามันเป็นแบบนี้ มันเป็นไปได้ไหม ถ้าหากว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะลุกขึ้นยืนยันกับสภาแห่งนี้ว่าเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งอย่างที่ ผมกราบเรียนไปว่ามันไม่สามารถที่จะไปปรับลดในชั้นกรรมาธิการได้ เพราะฉะนั้นทางเดียว ที่จะทำได้ก็คือท่านต้องยืนยันกับสภาแห่งนี้ นั่นหมายความว่าท่านยืนยันกับพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศว่าเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทท่านจะเอาไปใช้แก้ไขปัญหาโควิด (COVID) เป็นหลัก ส่วนจะไปใช้ในเหตุฉุกเฉินก็จะต้องพูดให้ชัดว่าฉุกเฉินนั้นเป็นเพียงแค่ประเด็นรองเท่านั้น ประเด็นหลักจะต้องมาแก้ไขปัญหาเรื่องสาธารณสุข จะต้องมาแก้ไขปัญหา เยียวยาในเรื่อง ของสาธารณสุข เงินในส่วนของ อสม. เป็นไปได้ไหมล่ะครับ ท่านเอาเงินส่วน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ไปให้เขา เงิน สปสช. ที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะรักษาคนไข้ฟรี ที่จะตรวจโควิด (COVID) ฟรี ก็เอาเงินก้อนนี้ไปให้เขา นี่คือข้อเรียกร้องจากตัวผมไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านยืนยัน กับสภาแห่งนี้เถอะครับ นั่นหมายความว่าท่านยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่าเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะนำไปใช้ประโยชน์กับโควิด (COVID) กับการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) กับการสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสาธารณสุขเป็นหลัก ผมขอให้ท่านยืนยันกับ สภาแห่งนี้ มิเช่นนั้นเงินงบประมาณที่หน่วยงานราชการต่าง ๆ ได้ตัดเอามาให้กับงบกลางจะสูญเปล่า ท่านประธานลองนึกภาพสิครับ ผมไปดูตัวเลขของกระทรวงศึกษาธิการโดนตัดในงบลงทุนไป ๓,๑๗๓ ล้านบาท ตัดอะไรครับท่านประธาน ตัดโครงการก่อสร้างอาคารเรียน สัปดาห์ที่แล้ว ส.ส. ศรีนวล บุญลือ จากจังหวัดเชียงใหม่ ลุกขึ้นอภิปรายบอกโรงเรียนของนักเรียนถูกรื้อ ไปแล้ว แล้วรอเงินก้อนนี้ รอเงินงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ไปสร้างโรงเรียนใหม่ ปรากฏว่า งบประมาณก้อนนี้ถูกดึงไปไว้ที่งบกลาง แล้วเด็กนักเรียนเอาที่ไหนเรียนล่ะครับ ตัวอย่าง อีกอันหนึ่งที่จังหวัดอ่างทองบ้านผม วันก่อนพี่น้องประชาชนมาร้องเรียนผม ส.ส. กรวีร์ บอกโครงการยูเทิร์น (U-turn) โครงการถนนลอดสายเอเชีย ซึ่งอันตรายมากครับ เป็นถนน ๘ เลนของกระทรวงคมนาคม ได้ผ่านงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ไปแล้ว และจัดซื้อจัดจ้างได้ตัว ผู้รับจ้างไปแล้ว กลับต้องดึงเงินงบประมาณกลับคืนมาเพื่อให้งบกลาง แบบนี้ครับ เกิดความเสียหายกับพี่น้องประชาชน เมื่อเกิดความเสียหายแล้วเพียงแต่ ย้ำอีกครั้งครับ ให้ท่านนายกรัฐมนตรียืนยันเถอะครับว่า ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท เกิดจากความเสียสละ ของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ จะนำไปใช้ประโยชน์ให้สูงสุดในการป้องกันและแก้ไข เยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้นจากโควิด (COVID) เป็นหลัก ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณพัฒนา สัพโส หลังจากคุณพัฒนาแล้วเหลืออยู่ท่านเดียวของฝ่ายค้าน ส่วนของรัฐบาลนั้น มีอยู่อีก ๓ ท่าน กรุณาส่งรายชื่อมานะครับ เชิญคุณพัฒนาครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายพัฒนา สัพโส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรัฐบาลของประเทศไทยได้มีการจัดทำ พระราชบัญญัติโอนงบประมาณมาทั้งหมด ๕ ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัยของ จอมพล ถนอม ซึ่งท่านสมาชิกท่านหนึ่ง ท่านหมอชลน่าน ก็ได้กล่าวไว้แล้ว แต่ครั้งที่ ๒ ถึงครั้งที่ ๕ เกิดขึ้น ในสมัยของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าเกิดว่าวันนี้ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย ผ่านสภาแห่งนี้ก็จะเป็นสถิติของ ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นนายกรัฐมนตรี ที่จัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ได้ถึง ๕ ครั้ง ผมก็ขอแสดงความยินดี ล่วงหน้านะครับ แต่นั่นบ่งบอกถึงอะไรครับท่านประธาน บ่งบอกถึงรัฐบาลได้จัดทำ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย แต่มาเปลี่ยนแปลงโอนงบประมาณที่ตัวเองได้จัดทำไว้ บ่งบอกถึงการไม่มีวิสัยทัศน์ การไม่มีการวางแผนของรัฐบาล ถ้าทางรัฐบาลปฏิเสธ ๒ ประเด็นนี้ บอกว่ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์ มีการวางแผนที่ดี ผมก็จะมองไปอีกประเด็นว่ารัฐบาล มีเจตนาที่จะจัดสรรงบประมาณลงไปหน่วยรับงบประมาณที่รัฐบาลเองได้คิดการไว้แล้ว อย่างเช่นกระทรวงกลาโหม ๑๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านอาจจะคิดไว้แล้ว จัดงบประมาณ รายจ่ายประจำปีลงไปให้กระทรวงกลาโหมเดี๋ยวค่อยเอากลับคืนมางบกลาง เพราะว่าอำนาจ มาอยู่ที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจในการใช้เงินก้อนนี้ ท่านประธานครับ การจัดเตรียม ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้ค่อนข้างมีปัญหามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยรับงบประมาณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นค่อนข้างเกิดปัญหาเยอะ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่ารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์วิษณุ ท่านปล่อยให้มติ ครม. ให้กระทรวงมหาดไทยโดยกรมส่งเสริม การปกครองส่วนท้องถิ่นมีหนังสือ ที่ มท ลงวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๓ ให้ อปท. ทั่วประเทศ คืนเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร กูรู (Guru) ระดับรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ โดยปกติมติ ครม. ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เกี่ยวข้องกับการเงิน เกี่ยวข้อง กับงบประมาณ ต้องส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน ต้องให้เขาทำความเห็นก่อน ก่อนที่จะมีหนังสือสั่งการ นี่รัฐบาลทำไปได้อย่างไร มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หนังสือฉบับนี้ จากเทศบาลตำบลหนองอีบุตร อำเภอห้วยผึ้ง จังหวัดกาฬสินธุ์ เขาร้องเรียนเข้ามาที่ คณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองท้องถิ่นและการบริหารราชการ รูปแบบพิเศษซึ่งมีท่านประธานซูการ์โน มะทา เป็นประธาน มันเกิดขึ้นได้อย่างไร บ้านนี้เมืองนี้ พระราชบัญญัติกำหนดแผนการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เขามีเขียนไว้ชัดเจน ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุไม่ดูหรือครับ ซ้ำร้ายกว่านั้น ผมไม่แน่ใจว่า ครั้งที่ ๒ หรือครั้งที่ ๕ ที่มีการโอนงบประมาณ ได้ไปเอาของท้องถิ่นเขาบ้างหรือเปล่า มติคณะรัฐมนตรีหลังจากสั่งการไปแล้ว มีหนังสืออีกลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ให้คืนเงิน อปท. ผมเชื่อว่าท่านประธานอยู่สภาแห่งนี้มาก็นาน อาวุโสก็แทบจะมากกว่าคนอื่น เป็นถึง อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยท่านก็ไม่เคยมีโอนงบประมาณ รัฐบาลปกติ รัฐบาลที่มาจาก พี่น้องประชาชนเลือกตั้งเข้ามา สภาเราวันนี้สภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชน เป็นสภาอันทรงเกียรติ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ผมถึงชื่นชมท่านไปแล้ว ท่านทำสถิติไปแล้ววันนี้ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ทำ พ.ร.บ. โอนถ่ายที่ตัวเองจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายมาด้วยมือของตัวเอง เขียนเอง แก้เอง เพราะฉะนั้นสิ่งนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาเจ็บช้ำน้ำใจจนต้องมี หนังสือร้องเรียนขึ้นมาที่คณะกรรมาธิการ มันทำไม่ได้เหมือนเดิมนะครับ เมื่อก่อน สนช. อาจจะ ไม่กล้าพูด อาจจะผ่าน ๓ วาระอย่างที่หมอชลน่านพูด ผมก็คิดว่าเช่นนั้น แต่วันนี้อย่างน้อยถึงแม้ เมื่อสักครู่ผมเห็นด้วยกับท่านภราดร แม้นว่าพรรคท่านจะอยู่ฟากฝั่งฝ่ายรัฐบาล แต่วันนี้ ท่านได้แสดงสปิริต (Spirit) โดยเฉพาะท่านเป็นลูกชายของผู้ที่ผมชื่นชมชื่นชอบ อดีตท่านประธานสมศักดิ์ได้พูดเช่นนี้ พรรคภูมิใจไทยเองพูดเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าพรรคภูมิใจไทย ดูแลกระทรวงสาธารณสุขจะพูดให้ได้งบประมาณมาก ๆ ไม่ใช่หรอกครับ วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านต้องดูตัวท่านเองด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่าน ฝ่ายเศรษฐกิจ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายท่านทำอะไร ทั้ง ๒ ท่าน ผมเดานะครับ ในการที่งบกลาง มันเหลือน้อย ๆ ผมเชื่อว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านสมคิด ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คงจะคิด หาวิธีการที่จะหาเงินที่ไหนมาให้งบกลาง ถึงได้มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้ แต่ว่าก็คงไม่ได้คุยชัดเจนกับท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุก็รีบออกคำสั่ง เพราะต้องการให้มันรวดเร็วอย่างที่ หลาย ๆ ท่านเป็นห่วงต้องทำด้วยความรวดเร็ว ก็ไม่ได้ดูระเบียบว่าสิ่งไหนทำได้ สิ่งไหน ทำไม่ได้ อันนี้ชัดเจนที่สุดแล้ว ถึงแม้ว่าจะคืนเงินเขา แต่ถ้าท่านประธานยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ เป็นประมุขฝ่ายบริหาร กระทำผิดต่อกฎหมาย พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เขียนชัดเจนมากครับ ท่านประธานครับ วันนี้พระราชบัญญัติฉบับนี้จะผ่านสภาหรือไม่ผ่านสภา แต่ผมขอ ตั้งข้อสังเกตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ รวมถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่าน ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เพราะอย่างไรช่วงตระเตรียมท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ท่านพลาดแล้วครับ สำนักงบประมาณเป็นส่วนราชการโดยตรงในการดูแลเรื่องงบประมาณ ทั้งหมดทั้งประเทศ สิ่งที่ผมอยากจะฝากสำนักงบประมาณมากที่สุดเกี่ยวกับเรื่องของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่กำกับดูแล อปท. สำนักงบประมาณนะครับท่านประธาน ผมเองไปนั่งอยู่ในห้องกรรมาธิการงบประมาณตอนพิจารณางบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๖๓ ผ่านมาไม่กี่เดือนมานี้ครับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้แจ้งว่า สำนักงบประมาณไม่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดของบประมาณโครงการก่อสร้าง ถนนลูกรัง ฟังให้ดีนะครับท่านประธาน สำนักงบประมาณแจ้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผมเองตกใจ ผมบอกว่าแสดงว่าสำนักงบประมาณคุณไม่ได้ดูข่าวเลย ขนาดองค์กรอิสระ อย่างเช่นศาลรัฐธรรมนูญเขายังบอกว่าให้ทำถนนลูกรังก่อน สมัยคุณยิ่งลักษณ์ท่านประธาน คงจำได้ ตอนนี้สำนักงบประมาณทำตัวเป็นฝ่ายบริหารแล้วท่านประธาน อปท. เขาขอเงิน อุดหนุนเฉพาะกิจเข้ามากับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น บอกว่าลูกรังไม่ให้ ผมเชื่อว่า ท่านประธานจังหวัดตรังท่านก็อยู่บ้านนอกเหมือนผม ถนนหนทางทางการเกษตรเป็นดิน รถขนผลผลิตทางการเกษตรไม่สามารถที่จะวิ่งได้ครับท่านประธาน เขาต้องการเพียงแค่ลูกรัง ไปทับหน้าดินเพื่อให้ขนส่งผลิตผลทางการเกษตรเขาได้ นโยบายฟื้นฟู เงินกู้ ก็ยังบอกว่า สนับสนุนเส้นทางขนส่งทางการเกษตร ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดท่านบอก สำนักงบประมาณหน่อย ท่านเป็นคนกำกับดูแล นี่คือสิ่งที่ผมเองอยากฝากไปถึง สำนักงบประมาณ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองรัฐมนตรีสมคิดด้วยครับ🔗
ท่านประธาน ผมมีโครงการอยู่โครงการหนึ่งที่ฟังดูแล้วไม่ค่อยสบายใจ ผมคิด ในใจว่าจะตั้งฉายา ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สมัย คสช. แล้วครับ โครงการก่อสร้างถนนพาราแอสฟัลต์ (Para-Asphalt) สนับสนุนเกษตรกรยางพารา บ้านท่านประธานเองเกษตรกรยางพารา ก็เยอะนะครับ รัฐบาลยุค คสช. เป็นคนเริ่มต้นในเรื่องนี้ ผมจะเรียกโครงการนี้ว่าโครงการ วาทกรรมลวงโลก ท่านประธานฟังผมนะครับ เมื่อก่อนการก่อสร้างถนนลาดยาง ซึ่งเขา เรียกว่าแอสฟัลติก คอนกรีต (Asphaltic Concrete) ชาวบ้านเขาเรียกลาดยาง จู่ ๆ ผลผลิตยาง ตกต่ำ รัฐบาลยุค คสช. ก็บอกว่าจะช่วยพี่น้องเกษตรกร ก็บอกว่าให้นำน้ำยางไปผสม กับแอสฟัลต์ (Asphalt) หน่อย ก็ไม่รู้ไปฟังใครมาละครับท่านประธาน ไม่รู้ว่าฟัง รองนายกรัฐมนตรีสมคิดหรือเปล่า ก็บอกว่าให้นำยางพาราไปผสม ท่านเชื่อไหมครับว่า โดยปกติการประมาณการ ยาง ๑ ตัน ทั่วไปที่ไปทำฮอตมิกซ์ แอสฟัลติก (Hot-mix Asphaltic) ประมาณตันละ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท ๒๕,๐๐๐ บาท เพราะตอนนี้ราคาผันผวน แต่ถ้าเพิ่มตัว พารา (Para) เข้าไปข้างหน้าจะเพิ่มมาอีก ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาทเลย แต่ทุกคน ก็รู้ก็ทราบ บอกว่าการสนับสนุนยางพาราเพิ่มเข้าไป ๕ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑ ตัน ยาง ๑,๐๐๐ กิโลกรัม ๑,๐๐๐ กิโลกรัม ๕ เปอร์เซ็นต์ก็ ๕๐ กิโลกรัม แสดงว่ายางพารามันเข้าไปสู่ในส่วนผสมของแอสฟัลต์ (Asphalt) ประมาณ ๕๐ กิโลกรัม คิดเป็นเงินเท่าไร ยางพารา ๓๐ บาท ๕๐ บาท มันแค่ ๑ ใน ๔ ของราคาที่เพิ่มขึ้น ผมได้ สอบถามกรมทางหลวงว่าคุณได้ใช้ยางพาราที่ไหนบ้าง เขาบอกว่าถ้าเป็นสายหลัก สายประธานเขาไม่ใช้ เขาจะเลือกใช้เฉพาะถนนที่มีปริมาณการจราจรน้อย ๆ ก็แสดงว่ามันไม่ดี กรมทางหลวงยังไม่ใช้ในสายหลัก แต่ทำไมราคามันเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นเงินตรงนี้เม็ดเงินตรงนี้มันไปเกิดกับใคร เกิดขึ้นกับบริษัทยางไม่กี่บริษัทหรอก แต่งานนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องพาราซอยล์ซีเมนต์ (Para soil cement) บางครั้งในห้องกรรมาธิการ ผมรู้ว่าท่านยังสับสนกัน พาราซอยล์ซีเมนต์ (Para soil cement) กับพาราแอสฟัลต์ (Para asphalt) พาราเคปซีล (Para cape seal) อะไรต่าง ๆ นี่ วันนี้เวลาน้อยผมฝาก ท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ความจำเป็นลงท้ายในหลักการและเหตุผลท่าน ถ้าท่านจะไปทำ ถนนลาดยางไม่ต้องไปเพิ่มพารา (Para) ผมเชื่อว่าวิศวกรไม่มีใครยอมรับ ผมเองก็เป็นวิศวกร ราคามันเพิ่มมา ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท มันไปเพิ่มตรงไหน เพิ่มให้ส่วนผสมที่จะออกมาเป็น พาราแอสฟัลต์ (Para asphalt) ทำก็ยากด้วย อุณหภูมิสูงหินก็เปราะ ไม่ดีสักเรื่อง ไม่ดีสักอย่าง ถ้าคนในรัฐบาลไม่มีความสามารถ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเชิญผมไปให้คำแนะนำได้ ขอมาที่พรรคเพื่อไทยผมยินดี🔗
ผมจะสรุปแล้วกัน เวลาอาจจะเกินนิดหน่อยพรรคเพื่อไทยเขาให้ผมพูด อยู่แล้วนะครับ เพราะว่าครั้งแรกที่ผมอภิปราย ผมอยากจะฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านมีความจริงใจและบริสุทธิ์ใจในการแก้ปัญหาจริง ๆ ท่านต้องโอนงบประมาณไปยัง หน่วยรับงบประมาณโดยตรง ท่านไม่ต้องเอาไปไว้งบกลางของท่าน ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านใช้ไปหมดแล้ว ท่านจะมาเอาอีก ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านให้เขาไปเถอะ อย่างที่ ท่านภราดร ขออนุญาตเอ่ยนาม เมื่อสักครู่กระทรวงสาธารณสุขให้เขาไปเลย ท่านจะมา ถือไว้ทำไม ข้อที่ ๒ ตั้งแต่เกิดโควิด (COVID) หน่วยงานที่ดูแลพี่น้องประชาชนมากที่สุด นั่นคืออะไรทราบไหมครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงสาธารณสุขยังแค่ดูแลรักษา ผมจะพูดจังหวัดบ้านผมจังหวัดสกลนคร อำเภอพังโคน โรงพยาบาลพังโคนไม่มีคนป่วย เนื่องจากโควิด (COVID) ก็ไม่ต้องรักษา แต่การป้องปรามเฝ้าระวังใครเป็นคนทำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยยกเว้นระเบียบให้เขา บอกคุณทำได้เลย จะเอาเงินสะสม เงินสำรองจ่าย จะทำอะไรเร่งด่วนทำได้เลย จัดซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิคุณทำได้เลย ท่านประธานเชื่อไหมว่าเครื่องวัดอุณหภูมิโดยทั่วไปขายประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าบาท วันนั้น ในท้องตลาดขาย ๓,๕๐๐ บาท จะให้เขาทำอย่างไร ผู้บริหารจะต้องซื้อ เสร็จแล้ววันนี้ เป็นอย่างไร สตง. ป.ป.ช. ลงไปตรวจสอบเขา ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุนั่งทำอะไร ท่านต้องประสานงานไปที่ สตง. ป.ป.ช. ทำอย่างไรจะพบกันครึ่งทาง ทำอย่างไรจะให้ท้องถิ่น เขาไม่เดือดร้อน นี่คือสิ่งที่ผมเรียกร้องผ่านท่านประธานไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ท่านเป็นผู้กำกับดูแลข้อกฎหมาย ผมเชื่อว่าพบกันครึ่งทางได้ มีความจำเป็นอ้างได้ ท่านเอง ก็เป็นนักกฎหมายนะครับ🔗
ประเด็นสุดท้าย ผมอยากเปรียบเปรยสุภาษิตไทยให้ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ท่านเกี่ยวข้องเรื่องนี้โดยตรง ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ท่านไม่ค่อยได้คิดหรอกครับ ท่าน ๒ คนเป็นคนคิดให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอาเงินท้องถิ่นเขาคืน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรต่าง ๆ ท่านทำแบบนี้ กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มันเปรียบเทียบได้กับสุภาษิตไทยที่บอกว่าเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล ท่านฟังไว้ให้ดีนะ แล้วผมอยากจะฝากสุภาษิตไทยเพิ่มเติมไปอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือเวรกรรมมันมีจริงท่านประธาน ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดระวังให้ดี เสร็จนา ฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล อาจจะมาใช้กับตัวท่านได้ในเร็ววันนี้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ฝ่ายรัฐบาลมี ๓ ท่าน ฝ่ายค้านมี ๑ ท่าน เสนอเพิ่มเข้ามาอีก ๒ ท่านนะครับ สลับให้ ท่านจุลพันธ์ โนนศรีชัย เชิญครับ ๕ นาที🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ โนนศรีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนา ผมอยากอภิปรายเล็กน้อยเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ครั้งนี้ คือส่วนที่โอนงบประมาณเข้ามานี่ทุกคน คงทราบว่าโควิด (COVID) มีผลกระทบเป็นอย่างมากที่ทำให้เกิดวิกฤติครั้งนี้ ทำให้ประชาชน ล้มตายและติดเชื้อโรคต่าง ๆ แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือด้านเศรษฐกิจซึ่งถดถอยอย่างรุนแรงมาก ส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะกล่าวก็คือว่า การโอนงบประมาณครั้งนี้เพื่อเข้าเป็นงบกลาง สรุปแล้ว ก็คือว่าโอนไปเพื่อเป็นงบฉุกเฉินร่วมกับ พ.ร.ก. กู้เงิน เพราะฉะนั้นหลักการหนึ่งที่ผมอยากจะ อภิปรายก็คือเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งเป็นโครงการที่จำเป็นเร่งด่วน ที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาเหมือนเดิมและดีขึ้น เพราะฉะนั้นโครงการของรัฐถึงแม้ว่า เรามีเงินงบประมาณแล้วแต่เราต้องคิดว่า ๑. การลงทุนของต่างประเทศที่ลงทุนในประเทศไทย ก็คงน้อยลงเพราะว่าต่างประเทศก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการฟื้นฟู เศรษฐกิจของเราจำเป็นต้องฟื้นฟูด้วยตัวเราเอง โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจของภาครัฐสามารถ ที่จะกอบกู้เศรษฐกิจเพื่อเร่งการใช้จ่ายของภาคประชาชนและทำให้ประชาชนมีรายได้ โครงการที่ผมอยากจะอภิปรายนี้ก็คือโครงการ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งทางรัฐบาลมีโครงการที่จะให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเสนอโครงการมาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในชุมชน แต่ทีนี้มีปัญหาอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านสมาชิกทุกคนนะครับ คือว่า เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคมนี้เอง ครม. มีการอนุมัติโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ประชาชนทั่วไป ไม่สามารถทราบได้ จนเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่มี พ.ร.ก. กู้เงิน จึงมีข่าวทางสถานีวิทยุต่าง ๆ แล้วว่ามีโครงการที่จะให้เอกชนสามารถเสนอโครงการได้ และต้องเสนอภายในวันที่ ๕ คือพรุ่งนี้ ซึ่งจริง ๆ ถ้าเป็นประชาชนทั่วไปหรือว่าเอกชนทั่วไปที่เขาไม่ได้เป็นผู้รับเหมาอาชีพ ที่รู้ข้อมูลภายใน เขาก็ไม่ได้เตรียมตัว อย่างเช่นโครงการที่ผมได้รับการประสานงานมาจาก สมาคมส่งเสริมอาชีพคนพิการแห่งเชียงใหม่ ซึ่งเขาคิดโครงการนานแล้วว่า ๑. เขาต้องการ ที่จะแปรรูปสินค้าเกษตร แปลงกล้วยเป็นแป้งมันเพื่อส่งออก โชคดีตรงที่ว่าเขาคิดมา นานแล้ว เขาถึงสามารถที่จะส่งทัน แต่ปัญหาก็คือเขากังวลว่าโครงการของเขาอาจจะ ไม่ได้รับการพิจารณา เพราะว่าขั้นตอนต่าง ๆ ก็ไปผ่านข้าราชการอยู่ดี ซึ่งเขาเคยมีปัญหา อย่างมากในการแก้ปัญหาพวกนี้ ผมเพิ่งได้รับข้อความมาสด ๆ ร้อน ๆ ทางจังหวัดได้ปฏิเสธว่าโครงการหมดเวลาแล้วหมายถึงว่าเต็มแล้ว ไม่รับแล้ว ทั้ง ๆ ที่ ในไทม์ไลน์ (Timeline) คือวันพรุ่งนี้ทางรัฐบาลให้เสนอโครงการเข้ามาในขั้นต้นให้สำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อพิจารณา แล้วถึงส่งไปให้จังหวัดพิจารณา อีกทีหนึ่ง ผมก็เลยสงสัยว่าทำไมขั้นตอนต่าง ๆ ไม่เคยเอื้อประโยชน์อะไรให้เอกชน และประชาชนที่เขาสนใจที่จะเข้ามาช่วยเหลือเศรษฐกิจของรัฐเลยนะครับ ปัญหาคือขั้นตอน ต่าง ๆ มันสลับซับซ้อนมาก คนทั่วไปไม่สามารถที่จะเข้าใจปัญหานี้ได้เลย เพราะ ๑. เราไม่ได้ เคยทำธุรกิจอะไรกับภาครัฐมาก่อน เพราะฉะนั้นการที่จะเสนอโครงการแต่ละครั้งมันไม่ใช่ ง่ายนะครับ ผมก็เลยพยายามจะติดต่อทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ แต่ก็ไม่มีผู้รับสายที่จะให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นก็คืออยากจะฝาก รัฐบาลตรงนี้หน่อยว่าการอิมพลีเมนต์ (Implement) ในการลงทุนขอให้ชัดเจนกว่านี้ หน่อยนะครับ แล้วก็อย่าให้มีมืออาชีพที่รู้ข้อมูลภายในไปตั้งโครงการล่วงหน้าไว้แล้ว อะไรแบบนี้ ขอแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป ฝ่ายค้านอีก ๓ ท่าน นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล นายกูเฮง ยาวอหะซัน นายนิคม บุญวิเศษ ฝ่ายรัฐบาล นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เชิญคุณอมรัตน์ครับ🔗
ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตพรรคอนาคตใหม่ จากจังหวัดนครปฐม ท่านประธานคะ ก่อนที่จะลงไปในรายละเอียดว่างบประมาณหลายพันล้านบาทที่ควรจะถูกโอนเข้ามาช่วย เยียวยาโควิด (COVID) ตามพระราชบัญญัติที่เรากำลังพูดอยู่นี้ว่าทำไมตกหล่นที่กลางทาง หรืออย่างไรถึงยังมาไม่ถึง ดิฉันจะขอชวนท่านประธานทบทวนไปว่าปัญหาเศรษฐกิจของเรา ไม่ได้เกิดเพราะมีโควิด (COVID) ที่เพิ่งจะมาเยือนเราเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ แต่ปัญหาเศรษฐกิจ ของเรามันเสื่อม โทรม ทรุดมา ๖ ปีแล้ว นับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลเผด็จการทหารคงรูปไม่มีสิ่งสำคัญ ๓ อย่างนี้นะคะ คือไม่มี ความชอบธรรม ไม่มีฝีมือ และสุดท้ายไม่มีหัวใจที่เคารพหลักการประชาธิปไตย แล้ว ๓ สิ่งนี้ เกี่ยวข้องอย่างไรกับเศรษฐกิจที่พังทลายของประเทศไทย เป็นเพราะว่าการเข้าสู่อำนาจ อย่างไม่ชอบธรรมในทศวรรษนี้ไม่มีประเทศไหนยอมรับประเทศที่มีรัฐประหาร จึงไม่มี นานาอารยประเทศที่จะยินดีมาเป็นคู่ค้าคู่สัญญา หรือจะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกับ ประเทศเรา มันจึงเป็นต้นเหตุของความเสื่อมของเศรษฐกิจเริ่มจาก ๖ ปีที่แล้ว นอกจาก ปัญหาเศรษฐกิจที่กองทัพทำให้เกิดขึ้นแล้วก็ยังมีปัญหาสังคมที่ร้ายแรง เพราะว่าความเคยชิน กับวัฒนธรรมกองทัพที่ไม่เคยมองผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นเพื่อนร่วมงาน แต่มองว่าเป็นลูกไก่ ในกำมือ จึงเกิดเหตุกราดยิงที่โคราชใช่ไหมคะ เท่านั้นยังไม่พอล่าสุดนี้ สิบเอก ณรงค์ชัย หลังเหตุการณ์กราดยิงที่โคราช ท่านผู้บัญชาการทหารบกได้บอกว่าท่านได้เปิดช่องทาง ให้ร้องเรียนไปที่ท่านโดยตรง แต่ จ่าสิบเอก ณรงค์ชัยร้องเรียนผ่านคอลเซ็นเตอร์ (Call center) ที่ท่านตั้งขึ้นมาเป็นช่องทาง ร้องเรียนไป ๔ ครั้งแล้ว ผลที่ได้คืออะไรทราบไหมคะ เขาร้องเรียนกรณีผู้บังคับบัญชาทุจริต แต่เรื่องกลับส่งไปที่คู่กรณีคือผู้บังคับบัญชา แล้วจะเหลือหรือคะท่านประธาน เขาก็ถูกกลั่นแกล้งลงโทษทางวินัยและกำลังจะถูก ดำเนินคดีค่ะ โลกของพวกท่านนะคะมันกลับด้านกับสากลโลก ประชาชนไม่ต้องการ เห็นกองทัพเป็นหลุมดำของประเทศอีกต่อไป🔗
ท่านอมรัตน์เดี๋ยวนะครับ มีคนประท้วง เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ขอประท้วงผู้อภิปรายนะครับ ว่าไม่อยู่ในประเด็น ผมฟังมาสักพักหนึ่งแล้วไม่เกี่ยวกับ พ.ร.บ. โอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณ เลยนะครับ แล้วไปพูดพาดพิงคนภายนอก พวกนั้นพวกไหนอะไรสับสนไปหมด อยากให้พูด ให้ชัดเจนและให้ตรงประเด็นครับ🔗
เชิญคุณอมรัตน์ครับ พยายามอยู่ในประเด็น แล้วก็อย่าไปพาดพิงสถาบันเขานะครับ ตัวบุคคลไม่เป็นไร แต่อย่าไป ตำหนิกองทัพอะไร ในหมู่คนย่อมมีดีและร้ายเสมอครับ อย่าไปเหมาครับ🔗
ได้ค่ะท่านประธาน อย่างนี้ ดิฉันก็พูดที่ชัดเจนนะคะว่าเราไม่อยากเห็นกองทัพเป็นหลุมดำหลุมใหญ่ของประเทศ จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจังเสียทีค่ะ ข้อที่ ๒ เมื่อพูดถึงในกรณีที่ไม่มีฝีมือ ของรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ เพราะว่าท่านได้อำนาจไปอยู่ในมือท่านไม่สามารถจะใช้คนที่ มีฝีมือเข้ามาทำงานให้ประชาชนได้ เพราะท่านมารวมตัวกันอย่างกลุ่มก้อนผลประโยชน์ ไม่ได้รวมตัวกันด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองที่ตรงกัน อย่างที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้นะคะ มีความแตกแยกในหมู่ของกลุ่มผลประโยชน์ ท่านตั้งคนที่ประชาชนไม่ไว้วางใจให้มาเป็น รัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าอาวุธหรือพ่อค้าแป้งมัน การที่ท่านไม่มีหัวใจเป็นประชาธิปไตย ทำให้ท่านไม่เคารพหลักการของคนเท่ากัน ไม่เคารพหลักการกระจายโอกาส ไม่คิดที่จะลด ความเหลื่อมล้ำของประเทศ แต่ ๖ ปีที่ผ่านมาท่านกลับถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำนั้น ให้กว้างขึ้นไปเรื่อย ๆ การบริหารประเทศแบบกินรวบในระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ ไม่ได้กินแบ่ง และกระจายโอกาสให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ทำให้เศรษฐกิจพังค่ะ เพราะความเหลื่อมล้ำ ในสังคมมันมีมากเกินไป โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่บังเอิญโคจรเข้ามาในภายหลัง จึงถูกโยน เป็นแพะรับบาป ดิฉันก็ต้องขอเรียกร้องความเป็นธรรมให้แพะโควิด (COVID) ด้วยค่ะ🔗
วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... เพื่อมาช่วยเยียวยาประชาชนจากโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นจำนวนเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งท่านประธานคะ ในชั้นต้น คณะรัฐมนตรีคาดหวังว่าจะโอนได้ประมาณ ๑๐๐,๓๕๐ ล้านบาท แต่โอนได้เพียง ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่า ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่ขาดหายไปมันไปอยู่ที่ไหนคะท่านประธาน ดิฉันค้นพบแล้วค่ะว่ามันหายไปไหนตั้งหลาย พันล้านนะคะ และมันเกิดจากความไร้ประสิทธิภาพและไม่มีความจริงใจของรัฐบาลในการ ที่จะโอนคืนงบประมาณให้ได้ตามเป้าค่ะ ทุกหน่วยงานที่ไม่ได้โอนมาตอนนี้ทำตีเนียนตามน้ำ ไปกับข้อยกเว้นที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความให้ ก่อนหน้านี้พรรคก้าวไกลและพรรคร่วม ฝ่ายค้านได้ยื่นขอให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อจะให้สภาแห่งนี้เป็นสภาของประชาชน มาระดมสมองคิดหาทางแก้ไขอุปสรรค มาเกลี่ยก่อนกู้นะคะ เกลี่ยได้มากก็กู้น้อยใช่ไหมคะ ท่านประธาน แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลทำให้การแก้ปัญหาของเราล่าช้า ไปถึง ๑ เดือน ดิฉันจะขอพูดถึง ๔ หน่วยงานที่ไม่ได้มีส่วนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ในการโอนงบประมาณมาช่วยเยียวยาปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) ครั้งนี้เลย ซึ่งประกอบด้วย ศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ และที่น่าเสียใจคือรัฐสภาของพวกเราเอง รวม ๔ องค์กรนี้ ได้รับงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ไปทั้งสิ้นถึง ๔๗,๗๑๖ ล้านบาท แต่ด้วยข้ออ้างว่าติดขัดปัญหา ในการตีความทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา ทำให้งบทั้งหมด ๔๗,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ไม่สามารถโอนกลับมาได้แม้แต่บาทเดียวค่ะ แม้แต่บาทเดียวนะคะ ท่านประธานรัฐสภา ของพวกเราก่อนค่ะ ดิฉันเสียใจแทนเพื่อน ส.ส. ในที่นี้ทุกท่านด้วยนะคะ ที่เงินที่เราประหยัดได้ และตั้งใจจะเอาไปช่วยพี่น้องในวิกฤตการณ์ของชาติครั้งนี้เราตัดงบการไปดูงาน เราพยายาม ตัดงบการจัดทำกิจกรรม แล้วก็อีเวนต์ (Event) ทุกอย่าง แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เราประหยัด และด้วยความปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมชาติมันไปไม่ถึงค่ะ รัฐสภาของเราก็เป็นหนึ่ง ในหน่วยงานที่ไม่ได้โอนเงินเข้ามาในงบประมาณนี้เลยนะคะ และที่น่าผิดหวังคือดิฉันผิดหวัง ในตัวท่านประธานสภาค่ะว่าดิฉันยังไม่เห็นความพยายามของท่านในส่วนนี้เลย ที่จะหาวิธีคืนงบนี้ โดยทำแค่การออกเป็นพระราชบัญญัติส่งไปที่คณะรัฐมนตรีและส่งมาที่สภาของพวกเราค่ะ🔗
คุณอมรัตน์ครับ เรียนชี้แจงนิดหนึ่งนะครับ เราก็ให้รัฐบาลตัดไปตามที่เป็นมติครับ ร้อยละ ๑๐ ก็ร้อยละ ๑๐ แต่ว่าในที่สุดก็คืนมาหมดครับ เพราะว่าการตัดนั้นทางคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าทำไม่ได้🔗
ขอบคุณค่ะ ดิฉันทราบค่ะ ท่านประธานว่าข้อเท็จจริงคือเกิดจากการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา🔗
ใช่ครับ🔗
แต่สิ่งที่ดิฉันตั้งคำถามคือ ดิฉันยังไม่เห็นความพยายามของท่านประธานที่จะใช้ช่องทาง มีช่องทางที่จะโอนกลับคืนได้ เงินก้อนนี้ดิฉันทราบว่าอยู่ในหมวดเงินงบอุดหนุน ให้มาเป็นก้อน โดยปกติแล้วส่งคืนไม่ได้ แต่มีระเบียบที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้บอกเอาไว้เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม เราสามารถ จะทำเป็นพระราชบัญญัติเข้ามาในสภาแห่งนี้และสามารถคืนได้ค่ะ สำหรับวุฒิสมาชิกค่ะ🔗
เรียนให้ทราบว่าผมนี่ เต็มใจให้เขาหัก🔗
ทราบค่ะ🔗
ด้วยการเคารพต่อมติที่เรา ต้องมีส่วนร่วม ไม่ใช่เราเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว เมื่อจำเป็นจะต้องร่วมในการที่จะแก้ปัญหา บ้านเมืองนี้เราก็ต้องมีส่วนร่วม แต่ผมร่วมพิจารณาเวลาตัด อะไรที่กระทบต่องานของเรา ไม่ให้ตัด แม้กระทั่งเงินค่าทำงานนอกเวลาของเจ้าหน้าที่อะไรเหล่านี้ก็ไม่ให้เขาตัดนะครับ แต่ว่ากรณีไปต่างประเทศ ประชุม ท่องเที่ยวเหล่านี้ก็ให้เขาตัดไป เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ว ผมนั่งดูด้วยตัวเอง นั่งดูทีละรายการ ทีละรายการ แต่ว่าจะให้ทำตนเป็นคนที่ไม่ร่วมมือคนอื่น เพียงเพื่อตัวเองได้ประโยชน์ผมไม่เห็นด้วยครับ แล้วผมก็ดีใจว่าสภาเราส่วนใหญ่ก็เข้าใจ เรื่องนี้ มีคุณอมรัตน์ที่ไม่เข้าใจครับ🔗
ด้วยความเคารพ ดิฉันทราบในกฎเกณฑ์ข้อนั้น ดิฉันกำลังพูดว่าดิฉันไม่เห็นความพยายามที่จะพยายาม โอนกลับคืนทั้ง ๆ ที่มันมีช่องทางที่จะทำได้นะคะ🔗
วันนี้ได้คืนมาแล้วครับ คุณอมรัตน์ ได้คืนมาทั้งหมดครับ เวลานี้ได้คืนมาทั้งหมดที่เขาตัดไปเขาส่งคืนมาหมดครับ🔗
ใช่ค่ะ ก็ดิฉันหมายถึงว่า เราควรจะให้เขา หาวิธีที่จะให้ไปช่วยเยียวยาปัญหาวิกฤติของชาติ ไม่ได้ต้องการกลับคืนค่ะ มาถึงวุฒิสภานะคะ🔗
อ๋อ ไม่อยากให้คืน เวลานี้ ก็คืนมาแล้วก็ที่จริงแล้วส่วนที่คืนนี้สมมุติว่าเราไม่ได้นำไปใช้ เช่น กรณีไปต่างประเทศ ในที่สุดเราก็ต้องคืนอยู่นั่นเองครับ ก็เลยเรียนให้ทราบครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ด้วยความเคารพท่านประธานนะครับ เนื่องจากว่าการทำหน้าที่ของประธานนั้น จะต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ และขณะนี้เป็นการอภิปรายของท่านอมรัตน์ ซึ่งกำลังอภิปรายอยู่ ผมเชื่อว่าท่านประธานอาจจะโต้แย้งได้ในกรณีที่มีการกล่าวพาดพิง แต่ควรจะให้ท่านอมรัตน์นั้นอภิปรายเสร็จสิ้นแล้ว ผมขอความกรุณาท่านเถอะครับ🔗
ขออภัยด้วยนะครับ บังเอิญว่าเดี๋ยวต้องเปลี่ยนท่านรองประธานเพื่อทำหน้าที่ต่อไป แต่ว่าผมไม่อยากให้เข้าใจผิด พยายามจะอธิบายให้เข้าใจว่าได้ทำอะไรไป แต่ว่าเรียนให้คุณอมรัตน์ทราบว่าถึงแม้ได้คืนมาก็ตาม แต่ก็เรียนไปแล้วว่าส่วนนี้ในกรณีที่เราไม่ได้ใช้เราก็ต้องคืนอยู่เองครับ เรียนให้รับทราบครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตจริง ๆ ขอให้ท่านได้กรุณาพูดอธิบายในสิ่งนั้นก่อน หลังจากที่ท่านอมรัตน์ ได้อภิปรายครับ🔗
ไม่เป็นไรครับ เพื่อชี้แจง ให้เข้าใจจะได้ไม่บานปลายต่อไปครับ🔗
ขอแค่นี้ครับ ท่านประธานครับ🔗
เชิญคุณอมรัตน์ต่อครับ🔗
ประเดี๋ยวครับ เชิญท่าน เลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วง ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ว่าผู้อภิปรายได้ใส่ร้ายท่านประธาน ประเด็นในเรื่องของ การตัดรายจ่ายนั้น ผมเป็นคนแรก ๆ ที่โดนท่านประธานระงับไม่ให้ไปต่างประเทศ เพราะว่า ผมจะมีโปรแกรมที่จะต้องไปประชุมที่สิงคโปร์ แต่ท่านประธานก็เป็นคนชี้ว่าไม่ควรไป เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอกราบเรียนที่ประชุมว่า ท่านประธานได้ทำหน้าที่ในการดูแลงบ โดยการตัด ส่วนที่ว่างบทำไมเราจึงไม่โอนให้รัฐบาลนั้น ก็ขอเรียนว่าในระบบของงบประมาณนั้น ถ้าหากเราตัดแล้วและไม่ได้ใช้ เมื่อตอนสิ้นปีก็จะเป็นงบเหลือจ่ายที่คืนคลังอยู่ดี มีผลเท่ากันครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบพระคุณท่านดอกเตอร์พิสิฐ อันนี้ก็เข้าใจแล้วนะครับ เชิญอภิปรายต่อครับ🔗
ดิฉันเข้าใจว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ชี้แจงว่าเราสามารถโอนคืนส่วนเกินนี้ได้โดยสมัครใจ โดยไม่ต้องไป รอถึงสิ้นปีก็ได้ มาถึงวุฒิสภานะคะ ตอนที่เสนอร่างงบแรกเข้ามาก็เสนอโอนคืนงบประมาณน้อยกว่า สภาผู้แทนราษฎรของเรา และดิฉันเห็นว่า ส.ว. ทั้งหลายก็ไม่เคยเข้าประชุมเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหลาย ประชุม ๑๔๕ ครั้ง ขาดประชุมกันไป ๑๔๔ ครั้ง บางท่านขาดประชุมถึง ๑๔๓ ครั้ง บางท่านขาดประชุม ๙๙ ครั้ง จาก ๑๔๕ ครั้ง แม้ว่า ในที่สุดกระแสสังคมจะได้กดดันพวกท่าน จนกระทั่งท่านทำหนังสือและส่งเงินคืนมา คนละจำนวน ๑ ล้านกว่าบาท แต่ดิฉันขอฝากท่านนะคะ ฝากท่านประธานไปยัง ท่านประธานวุฒิสภาด้วย ว่าเงินในส่วนของผู้ช่วยของ ส.ว. อีก ๘ คน ก็ควรจะโอนกลับมา ด้วยค่ะ นับเป็นเงินคนละเป็นล้านบาท🔗
ขออภัยด้วยนะครับ อย่าไปก้าวก่ายสถาบันอื่นเลยครับ เอาของเราอย่างเดียวครับ เชิญครับ🔗
ดิฉันกำลังให้ข้อสังเกตว่า การโอนงบประมาณนี้มันไม่มีมาตรฐานหรือเปล่าคะ ทำไมบางหน่วยงานโอนเยอะ โอนน้อย ดิฉันกำลังอภิปรายตรงนี้ ขอความกรุณาท่านประธานฟังให้จบนิดหนึ่งนะคะ ดิฉันกำลังจะพูด ถึงศาล อันประกอบด้วย ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้งบประมาณ ปี ๒๕๖๓ รวมไปทั้งสิ้น ๒๑,๑๘๔ ล้านบาท เช่นกันค่ะไม่ได้มีการโอนนะคะ ในร่างแรก ศาลเสนอโอนกลับมาเฉลี่ยเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่นก็นับว่าน้อย อยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้โอนมาเลยแม้แต่บาทเดียว โดยอ้างตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความค่ะ งบของศาลส่วนที่ดิฉันคิดว่าควรจะตัดไปได้ทั้งหมดและโอนกลับมาเข้าสู่ พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้ คืองบสร้างบ้านตุลาการและที่ทำการศาล ๙ แห่ง ๕๖๒ ล้านบาท ดิฉัน อยากจะให้ท่านตุลาการที่กินหรูอยู่สบาย ในขณะที่ประชาชนกำลังจะอดตาย ยอมเสียสละ ความสุขส่วนตัวของท่านไปสักปีหนึ่ง ปีหน้าฟ้าใหม่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น หากท่านจะตั้ง🔗
คุณอมรัตน์ครับ ขอร้องนะครับ อย่าไปพาดพิงสถาบันศาลเขา เพราะว่าไปตำหนิเขากินหรูอยู่สบาย คือผมว่าเราเอาของเรา ดีกว่า อย่าไปพาดพิงสถาบันเขาครับ🔗
ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉันจะบอกว่าปีนี้มันไม่เหมาะที่จะส่ง ๙ โครงการนั้น ๕๖๒ ล้านบาท ในขณะที่ประเทศเจอ วิกฤติที่ร้ายแรงแสนสาหัสขนาดนี้ ปีหน้าฟ้าใหม่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นถ้าพวกท่านจะตั้งงบ มาใหม่พวกเราก็พร้อมที่จะผ่านให้ค่ะ ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ ดิฉันเห็นว่ามีโครงการหนึ่ง คือโครงการปรับปรุงบ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์เพื่อตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์และวิทยาลัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ วงเงิน ๑๙๓ ล้านบาท อันนี้ดิฉันคิดว่าไม่จำเป็นและควรจะตัดทิ้งไปได้ ทั้งหมด เพราะดิฉันคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีผลผลิตใดที่มีคุณค่าพอที่จะไปใส่ไว้ใน พิพิธภัณฑ์แห่งนั้นค่ะท่านประธาน🔗
ขอร้องได้ไหมครับ🔗
ได้ค่ะท่านประธาน จบแล้วค่ะ🔗
ขอร้องว่าอย่าไปพาดพิง สถาบันอื่นเลยครับ เราไม่ชอบส่วนตัว แต่ว่าอย่าใช้สภานี้เป็นเครื่องมือในการไปพาดพิง สถาบันอื่น🔗
ดิฉันพูดเป็นในฐานะ ตัวแทนประชาชนนะคะ ไม่ใช่ไม่ชอบส่วนตัวค่ะ🔗
ถึงเป็นตัวแทนประชาชน ก็ตาม อย่าไปพาดพิงสถาบันอื่นนะครับ ขอร้องครับ🔗
ประท้วงนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ท่านประธานให้ผู้อภิปราย อภิปรายใส่ร้ายเสียดสีบุคคลภายนอกหลายครั้งแล้ว แล้วท่านประธานก็ได้เตือน ผู้อภิปรายหลายครั้งแล้ว ท่านก็ยังให้ผู้อภิปรายอภิปรายซ้ำซากวนเวียนวกวนอยู่เหมือนเดิม ซึ่งผิดตามข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ชัดเจน อยากให้ท่านประธานได้ให้ใช้อำนาจของท่านประธาน เพื่อรักษาสภาอันทรงเกียรตินี้ให้เป็นที่เชื่อถือของพี่น้องประชาชนได้อภิปรายตามข้อบังคับ ของสภาผู้แทนราษฎรด้วยครับ กราบเรียนท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณอัครเดช แต่ว่าก็ได้เตือน ถึงแม้ไม่ให้ถอน แต่ว่าเตือนทุกครั้งเพื่อติดไว้ในบันทึกการประชุมว่า เมื่อพูดถึงเรื่องสถาบันไหนก็ได้เตือนแล้ว สถาบันอื่นจะมาตำหนิเราว่าเราปล่อยปละละเลย ไปวิจารณ์ อย่างน้อยผมได้ทำหน้าที่ปกป้องให้เขาแล้ว แต่ว่าก็ต้องเตือนทุกครั้ง แต่ว่า เมื่อเตรียมมาอย่างนั้นก็เข้าใจ แต่เรียนคุณอมรัตน์ว่าพยายามหลีกเลี่ยงนะครับ วิจารณ์ รัฐบาลได้ แต่ว่าไปถึงสถาบันศาล ไปถึงสถาบันศาลรัฐธรรมนูญ เราจะไม่พอใจเขาอย่างไร ก็ตามแต่เราก็ต้องหลีกเลี่ยง ไม่ใช้สภานี้เป็นเครื่องมือในการวิจารณ์สถาบันอื่นครับ🔗
ขอบคุณมากค่ะ ท่านประธาน ดิฉันกำลังพูดในส่วนงบประมาณที่ดิฉันเห็นว่าควรจะเสียสละ แล้วก็ตัดมา เพื่อมาช่วย มามีส่วนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนทั้งประเทศ ดิฉันพูดในเรื่องของ งบประมาณ ไม่ได้ว่าวิจารณ์ตัวสถาบันเลยนะคะท่านประธาน🔗
ผมไม่อยากขัดจังหวะนะครับ คุณอมรัตน์ครับ🔗
ดิฉันพูดถึงในส่วนของ งบประมาณเท่านั้นค่ะ🔗
ถ้าคุณอมรัตน์ ตัดงบประมาณด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ว่าเรามีสิทธิทำได้ว่าเราไม่เห็นด้วย เราอยากให้ตัด ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไปวิจารณ์ว่าสถาบันนั้นไม่มีคุณค่าอะไรมันไม่ได้ครับ เช่นเดียวกับ ศาลนี่เราจะตัดเขาก็ได้ครับ แต่เราจะไปบอกว่าศาลนอนกินสบายอะไรนี่เราก็ว่าเขาไม่ได้ เราตัดได้ อันนี้ต้องเข้าใจนะครับ ที่ผมท้วงไปเพราะผมไม่อยากให้บันทึกเหล่านี้ มันเหมือน สภาเราเป็นปฏิปักษ์กับองค์กรอื่น ๆ ครับ เชิญเลยครับ🔗
ขอบคุณค่ะ แต่ดิฉัน ก็ยังยืนยันว่าเป็นความเห็นโดยสุจริตนะคะ ดิฉันหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าประเทศเราจะมี ช่องทางและมีการสร้างกลไกในการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระทุกแห่ง เหมือนนานาอารยประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่นก็มีช่องทางให้ประชาชนได้ร้องเรียน องค์กรอิสระและศาล ที่ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีช่องทางให้ประชาชนสามารถ ปลดตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและสามารถทำสำเร็จไปแล้วหลายราย อันนี้ดิฉันพูดถึง เทียบเคียงกับในต่างประเทศนะคะ ไล่มาถึงองค์กรอิสระ องค์กรอิสระได้งบไปทั้งสิ้น ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท และเช่นกันค่ะ ไม่ได้มีส่วนร่วมในการโอนคืนงบประมาณกลับมา ช่วยเหลือประชาชนเลย สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นอกจากแผนค่าใช้จ่าย ด้านบุคลากรแล้ว ดิฉันอยากให้ตัดใน ๓ โครงการนี้ค่ะ คือโครงการจัดการเลือกตั้งคุณภาพ ซึ่งเมื่อไปดูรายละเอียดแล้วก็เป็นเงินที่สร้างอาคารสำนักงาน การสร้างอาคารสำนักงาน ไม่ได้เกี่ยวกับการทำให้การเลือกตั้งมีคุณภาพที่ตรงไหน และโดยเฉพาะใน ๕ ปีที่ไม่มี การเลือกตั้งดิฉันก็ยังไม่ทราบว่าพวกท่านทำอะไรกันบ้างในระหว่างหลายปีนั้น อีก ๒ โครงการที่ควรจะตัดได้เลยคือโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง และโครงการให้ความรู้พลเมืองทางด้านประชาธิปไตย ซึ่งดิฉันคิดว่าตรงนี้สามารถทำผ่าน ทางออนไลน์ (Online) ได้ เพราะเราอยู่ในสภาวะที่ยังทำกิจกรรมในคนหมู่มากไม่ได้ ขอคืนงบประมาณในส่วนของ ๓ โครงการนี้กลับมาให้พี่น้องประชาชนผู้ทุกข์ยากเถอะค่ะ ในส่วนของ ป.ป.ช. ที่ได้รับงบประมาณมาทั้งสิ้น ๒,๓๖๘ ล้านบาท เมื่อดูในรายละเอียดแล้ว ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ กกต. เท่าไร โครงการส่วนใหญ่จะใช้ในด้านบุคลากรและหมดไป กับค่าเช่ารถ ค่าสร้างสำนักงาน จัดอีเวนต์ (Event) และจัดหลักสูตรอบรมที่ใช้ไม่ได้จริง รวมทั้งการไปดูงานต่างประเทศ🔗
การที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าหน่วยงานที่กล่าวไปทั้งหมดนี้สามารถ โอนคืนงบมาที่งบกลางมาช่วยโควิด (COVID) ได้ โดยการลงมติเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคมว่า คณะกรรมการกฤษฎีกามีข้อสังเกตว่าถ้าหน่วยงานใดมีความสมัครใจที่จะส่งคืนเงินที่ได้ เบิกจ่ายจากคลังไปแล้วภายในปีงบประมาณเดียวกับที่เบิกจ่ายก็อาจจะนำมาทำเป็น ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายได้ ก็เหมือนกับฉบับที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ค่ะ ท่านประธาน โอนมาทำเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ฉบับที่ ๒ ได้ ส่งเข้ามาให้ พิจารณากันในสภาแห่งนี้ และดิฉันคิดว่าพวกเราจะยกมือผ่านให้ ๓ วาระรวดเลยค่ะ เพื่อให้ เงินก้อนนี้ไปถึงพี่น้องประชาชนผู้เดือดร้อนให้เร็วที่สุด เพราะความหิวโหยรอไม่ได้จึงเกิด กรณีฆ่าตัวตายทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวอีกมากมายนะคะ ในฐานะผู้แทนราษฎรดิฉัน ขอพูดแทนพวกเรา คนเหล่านั้นที่ไม่มีโอกาสจะมายืนพูดในที่นี้ และสุดท้ายนี้ดิฉัน ขอฝากไปถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่ได้รับงบประมาณในรูปของงบประมาณเงินอุดหนุนด้วย อันได้แก่ องค์การมหาชน กองทุนหมุนเวียน และรัฐวิสาหกิจ โปรดขอให้ทุกท่านอย่านิ่งดูดาย ร่วมกันแบ่งเบาภาระของชาติร่วมกัน ขอบคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ขอเรียน เพิ่มเติมนิดเดียวเกี่ยวกับเรื่องการเงินทั้งหลายในสภา ขอเรียนว่าโดยส่วนตัวของผมก็เป็น คนประหยัด ที่คุณอมรัตน์พูดมานี่ถ้าเราปฏิบัติก็เป็นเรื่องดี เพราะว่าผมก็มีสมาชิกวิจารณ์ เรื่องประหยัดพอสมควร อะไรที่ไม่จำเป็นผมก็บอกภาษีของประชาชน ปีที่แล้วผมก็คืนเงิน ในส่วนของประธานสภาไป ๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เพราะว่าผมคิดว่าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะไปใช้ อันนี้ก็เรียนว่าถ้าเป็นเจตนาดีที่เราช่วยกัน บ้านเมืองก็อยู่รอดนะครับ เพราะว่าการใช้วิธีการ ที่ไม่ใช่เงินของเราแล้วก็ไปใช้โดยไม่จำเป็น อันนี้ก็เป็นการทำให้บ้านเมืองเราเสียหาย เพราะฉะนั้นถ้าเราเจตนาดีหวังให้เรารู้จักใช้เงินที่เป็นประโยชน์จริง ๆ ก็จะเป็นประโยชน์ ก็เรียนยืนยันว่าในสภานี้ก็พยายามทำอย่างนั้นนะครับทุกเรื่อง บางเรื่องสมาชิกก็อาจจะ ไม่ค่อยพอใจ อย่างที่ทราบขอตั้งคณะอนุกรรมาธิการหลายคณะ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ก็บอกว่างบประมาณก็ดี คนก็ดีก็ไม่พอ สมาชิกบางท่านก็เข้าใจ แต่บางท่านก็ไม่เข้าใจ ก็อยากขอความร่วมมือพวกเราว่าขอให้เราร่วมกันอย่างที่เราประสงค์จะให้เป็นอย่างนั้นครับ🔗
ผมขออนุญาตท่านประธาน ผม คารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดร้อยเอ็ด ต้องขออนุญาตที่เมื่อสักครู่ผมเข้ามาแล้วผมก็ประชุมกรรมาธิการมา แต่ติดตามฟังการ การประชุมอยู่ช่วงที่สมาชิกจากพรรคผมอภิปราย แล้วก็ฟังท่านประธานได้วินิจฉัยในเรื่อง การอภิปราย ผมอยากจะเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ตามข้อ ๙ (๓) ท่านควบคุม การประชุมท่านก็ทำหน้าที่ได้ดี แต่ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ การอธิบายเรื่อง โอนงบประมาณ ถ้าพูดถึงเขาควรตัดงบประมาณที่ไหน เช่น ศาล องค์กรอิสระ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าท่านประธานจะไม่ให้ผู้อภิปรายกล่าวถึงเหตุผลที่ไปที่มาความเหมาะสม ผมก็ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ต้องทำอะไรครับ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่า เราเคารพศาล แต่ว่านิดเดียวครับ ผมลงแล้วครับ ผมเคารพท่าน แล้วก็ ผมพูดด้วยเหตุด้วยผลว่า ถ้าเราไม่สามารถที่จะพูดจาด้วยความเป็นจริงผู้อภิปรายก็มีเจตนาดี รัฐธรรมนูญคุ้มครองการอภิปราย ผมก็อยากจะให้ท่านประธานได้กรุณาได้ให้โอกาส แล้วก็ อยากจะให้เปิดใจกว้างครับ ก็ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านคารมครับ ผมเรียนว่า ผมให้โอกาสตลอดนะครับ โอกาสเช่นนี้ในอดีตไม่มีหรอกครับที่ทุกคนจะพูดได้พูดหมด เพียงแต่ว่าโอกาสที่ให้นั้นเราก็ต้องใช้ภายในกรอบข้อบังคับ ที่จริงแล้วบางอย่างก็อาจจะ ล่วงเลยด้วยซ้ำไป แต่กรณีที่เราจะตัดงบประมาณด้วยเหตุผลว่าสถาบันนั้นไม่ควรให้ เราสามารถทำได้ แต่เราถึงขั้นก้าวไปวิจารณ์เขาว่าสถาบันนี้ไม่มีประโยชน์อะไร หรือว่า ไปบอกว่าผู้พิพากษานอนกินสบายอะไรอย่างนี้มันไม่ได้นะครับท่านคารมครับ อันนี้มันเป็น เรื่องไม่ใช่เหตุผลของการตัดแล้ว มันเป็นเรื่องของไม่พอใจส่วนตัวต่อสถาบันหรือองค์กร เหล่านั้น ซึ่งจะมีปัญหามาว่าเราใช้สภานี้เป็นเครื่องมือในการไปวิจารณ์หรือตำหนิคนอื่น ในสิ่งที่ไม่อยู่ในกรอบของข้อบังคับหรือเหตุผล อันนี้เรียนเพื่อทราบนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอนิดเดียว ท่านพาดพิงผมนิดเดียว เดี๋ยวจะเสียหายครับ นิดเดียวครับท่านประธาน🔗
อนุญาตครับ เชิญครับ🔗
ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดร้อยเอ็ด ก็นำเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ แล้วก็พยายามฟังอยู่ว่าท่านก็เจตนาดี แต่ว่าคือถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภา หรือสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้พูดอะไรที่มันมีความในใจอยู่โดยที่ไม่ได้ก้าวล่วง ขอบอำนาจขององค์กรนั้น ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยว่าผมก็พยายามที่จะฟัง ด้วยเหตุด้วยผล ท่านประธานให้โอกาสก็กราบขอบพระคุณอย่างสูงอยู่แล้วครับ แต่อยากจะ ให้ท่านประธานได้เคารพในสถาบันเรา แล้วก็ภูมิใจในสถาบันด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านคารมไม่เห็นหรือว่า ตลอดเช้ามานี้ผมไม่เคยไปยับยั้งใครเลยให้เสียสมาธิในการอภิปราย แต่ว่าเมื่อพาดพิง องค์กรอื่นถ้าผมไม่ห้ามปรามสมาชิกอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็ลุกขึ้นมาประท้วง อย่างที่เมื่อเช้า ประท้วง ท่านคารมต้องเข้าใจนะครับ ผมให้เหตุให้ผลครับ ผมไม่ไปกีดกันสมาชิก ให้โอกาส เขาพูดเต็มที่ แต่ว่าเมื่อไรไปก้าวล่วงสถาบันอื่นด้วยเหตุผลที่ไม่เหมาะสมก็จำเป็น เพราะข้อบังคับมันก็บังคับให้ประธานต้องทำหน้าที่นั้น อันนี้ต้องเข้าใจนะครับ🔗
เดี๋ยวข้างหลังประท้วง นิดหนึ่ง เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าการที่ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ที่ผู้อภิปรายนั้นได้อภิปรายวกวนแล้วก็ซ้ำซาก หนำซ้ำยังกล่าวถึงบุคคลใดโดย ไม่จำเป็น ซึ่งข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ชัดเจนครับท่านประธาน การที่เพื่อนสมาชิกได้ลุกขึ้นท้วงติง ท่านประธานว่าเป็นการอภิปรายต้องยกถึงเหตุผล อันนี้ผมรับได้ครับในฐานะที่เป็น เพื่อนสมาชิกว่าถ้าเป็นเรื่องของเหตุผลในการที่จะตัดงบประมาณเป็นเรื่องที่เรากำลัง พิจารณาและอภิปรายอยู่ แต่การวิจารณ์บุคคลภายนอกโดยเฉพาะองค์กรภายนอก ข้อบังคับ ชัดเจนครับว่าอันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำไม่ได้ ข้อบังคับ ข้อ ๖๙ เขียนไว้ชัดเจนครับว่า ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด และห้าม กล่าวถึงพระมหากษัตริย์หรือออกชื่อสมาชิกหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น หลายครั้ง ที่ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านประธานได้ท้วงติงไปก็อภิปรายแล้วก็ซ้ำซากวกวน แล้วก็กล่าวซ้ำ วิจารณ์บุคคลภายนอก จึงขอให้ท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจเพื่อไม่อยากให้บรรยากาศอย่างนี้ เกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรของเรา กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ที่จริงผมก็ใช้ข้อบังคับนี้ครับ คือถ้าเห็นว่ามีพฤติกรรมใดที่กิริยาวาจา หรือวาจาไม่สุภาพ ใส่ร้าย เสียดสีบุคคลใด ถ้าไม่ถึงขั้นแรง โดยทั่วไปก็จะไม่ไปทำให้ท่านเสียสมาธิในการอภิปราย แต่ว่าถึงขั้นไปตำหนิ สถาบันเขาก็จำเป็นต้องปรามพวกเราไว้ ไม่อย่างนั้นภาพรวมของเราก็จะเสียหายไปด้วยครับ อันนี้ก็เรียนว่าโดยส่วนตัวเราจะไม่ชอบใคร ภายนอกไปว่าอะไรเขาไม่เป็นไร แต่ในนี้มันต้อง มีกติกาควบคุมครับ ขอเรียนให้เข้าใจครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานคะ ขอใช้สิทธิ พาดพิงค่ะ ถ้าท่านประธานพูดอย่างนี้ดิฉันก็เสียหายนะคะ เพราะเมื่อสักครู่นี้เป็นการ อภิปรายโดยสุจริตนะคะ ดิฉันกำลังพูดถึงในส่วนของการตัดงบประมาณที่ทุกหน่วยงานก็ควร จะมีความเสมอภาคในการโดนตัดงบประมาณค่ะ ถ้าท่านประธานตัดเอาข้อความเฉพาะ บางส่วนขึ้นมาพูดก็ทำให้ดิฉันเสียหายนะคะ และดิฉันไม่ได้มีเจตนาจะไปต่อว่าสถาบัน แต่ดิฉันกำลังพูดถึงในส่วนของงบประมาณเท่านั้น อาจจะมีคำพูดบางคำที่ท่านประธาน เห็นว่าอาจจะไม่เหมาะสม แต่มันไม่ใช่เจตนาของดิฉันนะคะ อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านประธาน บอกว่าตัวท่านได้ตัดคืนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท อันนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเปล่าคะ ดิฉันกำลังพูด ในส่วนของรัฐสภาในการตัดงบส่วนเกินที่ไม่จำเป็นของรัฐสภา ไม่ใช่พูดถึงความดีของใคร คนใดคนหนึ่งนะคะ ขอบคุณค่ะ🔗
เรื่องเงินนั้นก็เป็น งบประมาณแผ่นดินครับ ที่ผมเล่าให้ฟังว่าผมก็เป็นคนประหยัด แล้วก็ถือว่างบประมาณ เงินภาษีประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องประหยัดในการใช้ อะไรที่ไม่จำเป็นก็คืนไป ไม่ใช่ว่า พอจะสิ้นปีแล้วรีบใช้ จะไม่ทำครับ ส่วนเรื่องการอภิปรายนั้นผมย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า ผมให้สิทธิพวกเราเต็มที่ แต่เมื่อไรที่เห็นว่าจะก้าวล่วงข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ก็จำเป็นต้องเตือน นะครับ ถ้าผมไม่เตือนอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็ประท้วง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเตือนหรือการให้เหตุผล ถ้าเป็นเรื่องของทั่วไปไม่เป็นไรครับ แต่เหตุผลที่เราไปตำหนิสถาบัน เช่น เราไปตำหนิกองทัพ ไม่เจาะจงตัวบุคคล หรือไปตำหนิสถาบันศาล หรือไปตำหนิอาชีพของเขา ไม่ควรนะครับ อันนี้ขอเรียนสมาชิกเอาไว้ครับ ต่อไปผมขออนุญาตให้สมาชิกที่มีชื่ออยู่ ขณะนี้เรียนว่า มีผู้เข้าชื่อเพิ่มขึ้นนอกจากที่อ่านเอาไว้ถึงคุณนิคมนะครับ ฝ่ายค้านได้เสนอท่านนิยม เวชกามา คุณขจิตร ชัยนิคม คุณคมเดช ไชยศิวามงคล และ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ฝ่ายรัฐบาลก็ได้เสนอเพิ่มเติมเข้ามาก็คือคุณสัญญา นิลสุพรรณ คุณนริศ ขำนุรักษ์ ครับ ต่อจากนี้ไปผมขอให้ดอกเตอร์อิสระ ๕ นาที เชิญดอกเตอร์อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ก็เป็น อีกหนึ่งเครื่องมือ อีกหนึ่งกลไกที่สำคัญที่รัฐบาลจะได้นำไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ซึ่งประชาชนกำลังได้รับความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ก่อนอื่นเลยครับท่านประธาน ผมขอชื่นชมรัฐบาลที่จัดการกับสถานการณ์ปัญหาโควิด (COVID) ได้เป็นที่น่าพอใจ จนกระทั่งสื่อชั้นนำของประเทศอิตาลีมาขอสัมภาษณ์ผม ในฐานะที่ประเทศไทยถือได้ว่าเป็น มหาอำนาจทางสาธารณสุขแห่งใหม่ของเอเชีย ท่านประธานที่เคารพครับ ทั่วโลกเห็นตรงกันว่าโควิด (COVID) เป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด ที่เกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติ แต่สิ่งที่เลวร้ายและแย่กว่าโควิด (COVID) ก็คือเราไม่ได้เรียนรู้ อะไรจากมัน ดังนั้นบทเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในห้วงเวลาที่ผ่านมาเรามีบทเรียนหลายบท แต่ ๑ ในบทเรียนที่สำคัญอันหนึ่งนั่นก็คือบทเรียนที่เกิดขึ้นจากปัญหาความยุ่งยากของ ขั้นตอนในการจ่ายเงินเยียวยา สาเหตุหลักสำคัญนั่นเป็นเพราะเราไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ หรือแม้แต่ต่อให้เรามีข้อมูลที่เพียงพอแต่เราไม่มีระบบ ไม่มีวิธีการที่จะนำมาประมวลผล ข้อมูลในการที่จะยึดโยงข้อมูลนั้นเพื่อทำให้เกิดประโยชน์ นั่นจึงเป็นที่มาของปัญหา แต่มาถึง วันนี้สถานการณ์โควิด (COVID) ที่เกิดขึ้น กระทรวงการคลังเองได้ออกมาพูดว่าวันนี้เราได้มี ข้อมูลที่ดีขึ้น และมีข้อมูลจำนวนมากที่ในอดีตไม่เคยมี แต่ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะไม่มีค่า อะไรเลย ถ้าให้เปรียบก็คงเป็นเหมือนเพียงแค่ หัวล้านได้หวี หรือ มณีในมือวานร ถ้าเราไม่มี ขั้นตอน ไม่มีวิธีการที่จะประมวลผลมัน ดังนั้น ผมจึงไม่เห็นด้วยที่ในหน้า ๗๔ ของร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณฉบับนี้ เล่ม ๑ ที่ไปตัดงบในส่วนของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ฟอร์ ออล (AI for all) อันที่จริงเรื่องนี้ผมเคยพูดไปแล้วในตอนต้นปีเมื่อตอนที่ พ.ร.บ. งบประมาณเข้าสภาว่าขอร้องได้ไหมครับอย่าไปตัดงบส่วนนี้ เพราะงบส่วนนี้จะเป็นตัว เปิดประตูของประเทศไทย จะเป็นศักยภาพทางเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย แต่ก็ถูกตัดไป ไม่เป็นไร แต่ว่าวันนี้ก็มาถูกโอนย้ายให้ลดลงไปอีก งบประมาณส่วนนี้ถ้ามีการดำเนินสำเร็จ จะทำให้เรามีบุคลากรที่มีความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน ซึ่ง ๒๐๐,๐๐๐ คน เหล่านี้ถ้าเรามี ลุงเล็กก็คงไม่ต้องถูกเพื่อนบ้านหรอก ป้าทองคงไม่ต้องไปกรอกข้อมูลเยียวยา ให้ยุ่งยาก นั่นเป็นตัวอย่างที่ผมเห็นว่าไม่ควรตัด แต่มีอีกหลายสิ่งในเล่มนี้ ๓ เล่ม ที่ผมเห็นว่า ควรตัดแต่กลับไม่ถูกตัดด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ก็ได้มีการหยิบยก ขึ้นมาพูดไปถึงเหตุผลทางกฎหมายหรือเหตุใด ๆ ก็ตาม และได้แสดงความกังวลถึงเหตุผลนี้ แต่อย่าได้กังวลไปครับ เพราะอะไร เพราะในอีกไม่กี่วันข้างหน้าไม่ถึง ๔ เดือนหลังจากนี้ จะเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประเทศไทย นั่นคือเป็นวันที่ ๓๐ กันยายน คือวันสิ้นสุด ปีงบประมาณ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ส่วนราชการเห็นว่าไม่ควรใช้และไม่ได้ใช้ ก็จะถูก โอนย้ายกลับไปโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องอาศัย พ.ร.บ. อะไรให้ยุ่งยาก จะโอนย้ายกลับไปสู่ แผ่นดิน สู่มือของประชาชนทุกคนอีกครั้งหนึ่ง วันนี้เราได้เห็นบรรทัดฐานใหม่หรือที่เรานิยม เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษ ขออภัยที่ต้องใช้ว่านิวนอร์มัล (New normal) ของวงการ งบประมาณ ในการที่หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานพร้อมใจกันและเต็มใจที่จะเอาเงิน ที่ได้รับการจัดสรรไปแล้วคืนกลับมาให้ส่วนกลางเมื่อยามประชาชนเดือดร้อน ดังนั้นผมขอ ต่อยอดบรรทัดฐานนี้ด้วยหลักคิดในการทำงบประมาณ ๓ ข้อ ๓ ข้อที่ว่ามีอะไร ไม่ขอเผื่อ เหลือก็คืน อย่าฝืนใช้ ที่ว่าไม่ขอเผื่อก็คือให้ส่วนงานราชการในการทำแผนงบประมาณทั้งในปีนี้ และปีถัด ๆ ไป วางแผนให้ดีไม่ต้องขอเผื่อ ที่ว่าเหลือก็คืนนั่นก็คือเมื่อได้รับการจัดสรรมาแล้ว ใช้เท่าที่จำเป็นต้องใช้ อะไรไม่จำเป็นต้องใช้ก็อย่าไปใช้ อย่าไปถลุงใช้ให้หมดภายใน สิ้นปีงบประมาณ และสุดท้ายอย่าฝืนใช้ สิ่งนี้ต้องการกราบเรียนท่านประธานไปยัง สำนักงบประมาณว่าท่านต้องแสดงจุดยืนชัด ๆ ให้ส่วนงานราชการได้มั่นใจได้ว่าเงินที่ได้รับ การจัดสรรมาแล้วถ้าไม่ใช้ด้วยมีเหตุจำเป็นที่ฟังได้ก็จะไม่ถูกนำไปเป็นบรรทัดฐานในการ ตั้งงบประมาณในปีหน้า เมื่อหน่วยงานไม่เกร็ง ไม่เกรง ไม่กลัว ก็จะไม่ขอเผื่อ ไม่ฝืนใช้ ก็จะขอฝากประเด็นนี้ไว้ อย่าลืมนะครับว่าสภาของเราเพิ่งผ่าน พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ที่จะเป็นภาระให้กับลูกหลานของเราให้ไปอีกนานนับนาน ดังนั้น เงินทุกบาททุกสตางค์ จำนวนเล็กน้อยก็รวมเป็นก้อนใหญ่ ความดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวของคนคนหนึ่ง แต่ถ้าทุกคนพร้อมใจกันทำสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีมันก็เป็นเรื่องใหญ่ก็เป็นส่วนรวม เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินของใคร เป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ก็ขอฝากไว้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ ต่อไปท่านกูเฮง ยาวอหะซัน ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายกูเฮง ยาวอหะซัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ วันนี้ผมได้ร่วม อภิปรายเรื่อง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ เท่าที่ได้ฟังท่านสมาชิกได้อภิปรายตั้งแต่เมื่อเช้าจนถึงเวลานี้ หลาย ๆ ท่านบอกว่าร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายตัวนี้หมิ่นเหม่ ขัดกับกฎหมาย ขัดกับรัฐธรรมนูญ ทำไมถึงเข้ามา พิจารณาที่สภาแห่งนี้ได้ อันนี้ผมจะขอฝากถึงเกี่ยวกับงบประมาณตัวนี้ ก่อนที่ผมจะเข้าเรื่อง งบประมาณผมเป็น ส.ส. มุสลิมใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับถือศาสนาอิสลาม ศาสนา ผมสอนให้คนมุสลิมทุกคนไม่ว่าประเทศไทยหรือทั่วโลกต้องเชื่อฟังผู้นำ ผมขอยกตัวอย่าง ในกรณีโควิด-๑๙ (COVID-19) กำลังระบาด เมื่อ ๒ เดือนที่แล้วท่านผู้นำทางศาสนาอิสลามของ ผมของชาวไทยทุกคน ท่านอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ได้ออกมาขอร้องให้พวกเรา ส.ส. หรือว่าชาวบ้านที่เป็นมุสลิมทุกท่านไม่ให้ไปละหมาดที่มัสยิด พวกท่านไม่รู้หรอกครับว่า คำพูดแค่นี้ของท่านจุฬาราชมนตรีมันกระทบความรู้สึกของคนมุสลิมไม่เฉพาะ ๓ จังหวัด แต่ทั่วประเทศ ผมเชื่อว่าท่านจุฬาราชมนตรีเองก็กังวลกลัวจะมีฟีดแบ็ก (Feedback) กลับมาที่รุนแรง เพราะว่าการไม่ให้คนอิสลามไปละหมาดในมัสยิดนี่เหมือนท่านไปปิดบ้าน ของพระเจ้าที่เรานับถือคืออัลเลาะห์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่เราเรียกสั้น ๆ ว่าอัลเลาะห์ การที่ไม่ให้พวกเราไปทำศาสนกิจในบ้านของอัลเลาะห์นี่เป็นความคิดที่กล้าหาญมาก ที่ท่านกล้าตัดสินใจ แต่ถามว่าทำไมวันนี้คนมุสลิมไม่ว่า ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือทั่วประเทศไม่ได้โกรธท่านและยอมรับในคำตัดสินของท่าน เพราะเรารู้ว่าท่านตัดสินใจ ด้วยความลำบากใจสุด ๆ แต่ท่านอยู่บนหลักการและความมีเหตุผลซึ่งทำให้ทุกคนยอมรับได้ กลับมาที่ผู้นำของเราในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขอเรียนท่าน ผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร วันนี้งบที่เราใช้ในการแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราใช้ไปหลายแสนล้านบาทแล้วครับ พูดกันง่าย ๆ ก็คือวันนี้ถ้าเอาเงินนี้ไปแจกหลังละ ๑ ล้านบาท เหมือนที่ท่านให้หัวละ ๕,๐๐๐ บาท เงินนี้สามารถแจกได้หลังละ ๑ ล้านบาท เงินยังเหลือครับ เอามาใช้ทำอย่างอื่นได้อีก แล้ววันนี้ผมจะเปรียบเทียบท่านว่าเพราะอะไร ท่านถึงไม่ได้ใจกับคน ๓ จังหวัด ท่านไม่ได้อยู่ในใจของคน ๓ จังหวัดจนถึงวันนี้ เพราะว่า ท่านเทแต่งบประมาณ ท่านไม่ได้เทใจในการแก้ปัญหาของ ๓ จังหวัด และ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมจะอธิบายให้ท่านฟังเลยนะครับ ท่านตัดหลายสิ่งหลายอย่าง เหมือนไปตอกย้ำซ้ำเติมว่า ท่านกำลังรังแกพี่น้องผม ในจังหวัดนราธิวาสท่านก็รู้ดีจังหวัดของผมนี่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ตอนนี้เป็นจังหวัดที่จนที่สุดของประเทศไทยหรือว่าของโลกผมก็ไม่แน่ใจแล้วตอนนี้ ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมาอาจจะว่าจังหวัดผมนี้เป็นจังหวัดที่มีการศึกษาต่ำที่สุดของประเทศ อาจจะติดของโลกด้วยซ้ำ ถ้า พ.ร.บ. นี้ผ่านขึ้นมาในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ เราเพิ่งประชุม ในห้องสุริยันแห่งนี้ยังไม่ถึง ๒ อาทิตย์ เรากำลังจะทำให้สถานที่แห่งนี้มัวหมองกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้หรือเปล่า วันนี้ผมขอยกคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลาย ๆ ครั้งเวลาเรามาประชุมที่นี่ ท่านชอบอ้างว่าเราต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ผมขอยกตัวอย่าง ส.ส. กมลศักดิ์ที่นั่งข้าง ๆ ผมนี่อภิปรายท่าน ท่านก็บอกว่าคุณจะทำอะไร ก็แล้วแต่คุณต้องคิดเรื่องกฎหมายไว้ก่อน ต้องคิดถึงความถูกต้อง แล้ววันนี้ผมย้อนถาม ท่านนายกรัฐมนตรีสักนิดหนึ่งว่าถ้าท่านอ้างเรื่องกฎหมาย เรื่องความถูกต้อง ต้องอยู่บน หลักการและความเสมอภาคเท่าเทียมกันเป็นหลักนิติธรรม วันนี้คดีของอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผมยังไม่รู้เลยทั้ง ๆ ที่ลูกน้องท่านเป็นคนกระทำ ไม่มีการแถลงข่าว ไม่มีการดำเนินคดี ไม่มี การเยียวยาอะไรทั้งนั้น ยังไม่มีใครทราบอะไรทั้งนั้น เป็นความลับดำมืดจนถึงวันนี้ และอีกคดีหนึ่ง ซ้ำร้ายกว่านั้น ในเขตของผมเองเขาตะเว ๓ ศพ ลูกน้องท่านจับเขาคุกเข่ายิงหัว วิสามัญเขา เพื่อทำลายหลักฐาน วันนี้ก็ยังเป็นปริศนา แล้วท่านบอกว่าวันนี้กฎหมายที่ท่านใช้ หรือว่าท่านแยกไม่ออกที่ท่านใช้คืออำนาจ หรือกฎหมายกันแน่ แล้ววันนี้ท่านก็พูดอีกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในสภานี้ ท่านบอกว่า เราไม่อยากให้แบ่งสี แบ่งพรรค ยิ่งในสถานการณ์โควิด (COVID) เราอยากให้ร่วมมือกัน ผมบอกเลยท่านไม่ได้ติดตามพวกเราเลย ผมใช้คำว่าพวกเรานะครับ ผมยกหนังสือเล่มนี้ ให้ท่านดูตั้งแต่ขอหารือวันแรกในสภาแห่งนี้ แล้วคำนิยมด้านในท่านหัวหน้าพรรคของผม เป็นคนเขียน และเราร่วมมือกันทำไม่ใช่เฉพาะพรรคของผม ท่านอาดิลัน ผมขอเอ่ยนามท่าน นิดหนึ่ง ท่านอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ พรรคพลังประชารัฐของท่าน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ก็พรรคร่วมรัฐบาล ท่านอันวาร์ สาและ พรรคประชาธิปัตย์ และพวกผม พรรคประชาชาติทั้งหมด หัวหน้าพรรคของผมย้ำเลยว่าเราต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่ท่านยังบอกในสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วบอกว่าเราต้องร่วมมือกันอย่าแบ่งสี แบ่งพรรค ใครล่ะครับวันนี้ ท่านไม่ติดตามข่าวคราวเลย เราพยายามประสานทั้งต่างประเทศ ในประเทศ ระหว่างหน่วยงานรัฐกับหน่วยงานรัฐบาลให้ทำงานด้วยกันได้ แต่ท่านก็ยังมอง พวกเราเป็นอย่างนี้ ผมไม่อยากให้ท่านมาอคติเรื่องนี้ เรายินดีช่วยครับ แต่ท่านยังอคติกับคน ๓ จังหวัดอยู่ ท่านลองอ่านสิครับ หนังสือฉบับนี้เราผ่านไปถึง ศบค. ซึ่งท่านก็เป็นประธานเอง ท่านยังไม่รู้อะไรเลยจนถึงวันนี้ ท่านไม่ได้อ่าน ไม่ได้ติดตามเลย ผมจะบอกว่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นวันนี้ในบ้านผมหลาย ๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟิต ทู ทราเวล (Fit to travel) ท่านก็ไม่ยอมผ่อนปรนให้ ท่านทราบไหมว่า ๒-๓ เดือนที่เขาอยู่ฝั่งประเทศมาเลเซียวันนี้ต้อง เก็บก้นบุหรี่บนถนนมาสูบ ต้องซื้อกล้วยกินแทนข้าวเพราะไม่มีเงินจะกลับบ้าน ท่านก็อ้าง เรื่องกฎหมาย แล้วที่น่าเกลียดน่ากลัวที่สุดเมื่อวานนี้ท่านดูหรือเปล่าที่อำเภอนาทวี ผมอยากให้ ขึ้นรูปจริง ๆ ให้ท่านดู เด็กอายุ ๑๔ เดือน ท่านดูกางเกงเหลือง เด็กอายุ ๑๔ เดือน ผ่านด่านธรรมชาติมาเขาแค่ปรับ ๘๐๐ แต่ท่านเอาเด็ก ๑๔ เดือนไปขัง ไปฝากขัง ๑๙ วัน ทั้ง ๆ ที่มีโทษปรับแค่ ๘๐๐ บาทเอง แล้วมีการพูดถึงด้วยบอกว่าเชือดไก่ให้ลิงดู ท่านไปถาม นายอำเภอของท่านดูที่อำเภอนาทวี ทำไมท่านพูดอย่างนี้ ท่านเอาคนอย่างนี้มาทำงาน ในพื้นที่ ๓ จังหวัด ผมบอกท่านจริง ๆ ด้วยความเคารพพื้นที่ ๓ จังหวัด โจรมีแค่ ๒ คนเอง ไม่ใช่ประชาชนพี่น้องของผม โจรของท่านคือโจรชั่วกับข้าราชการเลวแค่นั้นเอง ๒ คนนี้เอง ไม่ใช่ประชาชน ท่านเข้าใจตรงนี้ก็แก้ปัญหาได้🔗
ผมขอกลับมาที่งบประมาณตัวนี้นิดหนึ่งว่าทำไมถึงทำร้ายจิตใจของ พี่น้องประชาชนบ้านผมมาก ท่านดูสิครับ เรื่องงบประมาณที่ตัดในเรื่องการศึกษา ท่านก็รู้ อยู่แล้วว่าบ้านผมการศึกษาต่ำที่สุด ความยากจนสูงที่สุด เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายโครงการ สอนเสริมภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ภาษาอังกฤษ ภาษามลายู ภาษาจีน ท่านก็ตัด แล้วแปลกกว่านั้นท่านไปตัดค่าใช้จ่ายโครงการพัฒนาการอ่านภาษาไทย ท่านจะให้คนบ้านผม พูดภาษาอะไรครับ ภาษาไทยก็ตัด ภาษามลายูก็ตัด ภาษาจีนก็ตัด ภาษาอังกฤษก็ตัด แล้วจะ ให้เรียนภาษาอะไร เงินแค่นิดเดียวท่านยังตัด ผมไม่เข้าใจเลยว่านี่คือจุดประสงค์อะไร ของท่านกันแน่ แค่นิดเดียวแค่นี้ท่านยังตัด ผมก็เลยถามท่าน จะให้ผมพูดภาษาอะไรกับท่าน ถึงจะได้เข้าใจ ท่านไม่ให้ผมเรียนภาษาอะไรสักอย่างเลย ทั้ง ๆ ที่ประเทศจีนกำลังจะขึ้นเป็น มหาอำนาจโลกแทนประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ววันนี้🔗
เรื่องที่ ๒ อันนี้เป็นเรื่องบอบบางมาก หากเป็นไปได้ผมไม่อยากจะแตะ เพราะว่าถ้าเป็นหัวหน้าของผม ท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นคนพูดเรื่องนี้หรือว่า เป็นคนเสนอตัด ผมว่าเราคงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ผมจำได้ตอนหาเสียง มีพรรคพรรคหนึ่งบอกว่าให้เลิกการเกณฑ์ทหาร ให้ลดจำนวนนายพล โอ้ อยู่กันไม่ติดเลยครับวันนั้น ดิ้นกันรุนแรงมาก แต่มาวันนี้เราไปตัดค่าใช้จ่ายในการปกป้อง เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ๘,๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ค่าใช้จ่ายการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ท่านไปตัดทำไมครับ ผมเป็นคน มุสลิม ๓ จังหวัด แม้แต่คิดผมยังไม่กล้าคิด กลัวจะเป็นกบฏ กลัวจะเป็นจำเลย แต่ท่านตัด ท่านรู้ไหมวันนี้คนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเรามันต่างกัน คนรุ่นใหม่ไม่เข้าใจเรื่องสถาบันเยอะมาก เขาไม่รู้จักสถาบันเยอะมาก ท่านก็ยิ่งตัด ก็เลยเกิดช่องว่างเยอะขึ้นระหว่างเด็กรุ่นใหม่กับ สถาบัน เรื่องนี้เปราะบาง ท่านต้องพิจารณาให้ดีการที่ท่านจะตัดสินใจตัด🔗
อันสุดท้ายกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงหลักที่เป็นพระเอก ทั่วโลก ยกย่อง มีท่านนายแพทย์ พยาบาล สาธารณสุข อสม. เราพิจารณาสัปดาห์ที่แล้ว พิจารณา เงินเกือบ ๒ ล้านล้านบาท เพื่อให้ท่าน แต่ท่านเอาเศษเงินแค่นั้นไปให้กระทรวงสาธารณสุข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท นี่พระเอกตัวหลักของบทได้ใช้เงินแค่นี้เอง ส.ส. สมาชิกผู้ทรงเกียรติ หลายท่านวันนั้นวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ แม้แต่ฝ่ายท่านเองบอกทำไมท่านทำอย่างนี้ พระเอก ของเรื่องได้แค่นี้ หรือว่าเราเปรียบเทียบเป็นหนัง ถ้าเป็นตัวรองหรือว่าเป็นโจรผู้ร้ายยังได้ เยอะกว่าพระเอกอีก นี่หรือการแก้ปัญหา วันนี้พระเอกไม่ได้รับสิทธิอะไรเลย ถ้าเปรียบเทียบ เป็นหนังไทย ของเรานี่ไม่ใช่เอกซ์เมน (X-Men) ถ้าต่างประเทศกระทรวงสาธารณสุขเป็น เอกซ์เมน (X-Men) เลย ท่านนายแพทย์ท่านอะไรพวกนี้มากู้โลก มาช่วยโลกให้ปลอดพ้นจาก โควิด (COVID) แต่ของเรากลายเป็นหนังชีวิตน้ำเน่าที่สุดที่ผมเคยดูมา เวลาที่เหลือขอยกให้ พรรคประชาชาติ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านกูเฮง เชิญท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมก็ได้เข้ามา รับฟังคำอภิปรายของท่านตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานี้ หลายท่านก็ได้มีข้อเสนออันเป็นประโยชน์ ที่รัฐบาลจะสามารถนำไปพิจารณาในเรื่องของการใช้จ่ายเงินดังกล่าวให้สอดคล้องกับบริบท ของความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งมีสถานการณ์โรคโควิด (COVID) ระบาดเข้ามาอยู่ในเวลานี้ แล้วก็ต้องวางไปถึงอนาคตด้วย ผมขออนุญาตกราบเรียนเพราะว่าวันนี้เป็นการพิจารณา กฎหมายคนละฉบับ ฉบับที่แล้วคือเรื่องของ พ.ร.ก. เงินกู้ อันที่ ๒ วันนี้เป็นเรื่องของ พ.ร.บ. ซึ่งมีขั้นตอนตามกฎหมายที่แตกต่างกันไปพอสมควร🔗
ผมกราบเรียนอันแรกก่อนว่า สิ่งที่เราต้องเข้าใจตรงกันในขณะนี้คือ งบประมาณรายจ่ายของภาครัฐมีกี่สูตรด้วยกัน ทั้งรัฐ รัฐวิสาหกิจ ในส่วนตรงนี้งบประมาณ ทั้งหมดมีคือ ๑. งบบุคลากร ๒. งบดำเนินงาน ๓. งบลงทุน ๔. งบเงินอุดหนุน ๕. งบรายจ่ายอื่น ๆ ที่งบประมาณของราชการทั้งหมดที่มีอยู่ตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนะครับ ทีนี้รายจ่ายงบประมาณส่วนที่เป็นงบกลางตรงนี้หลายท่านอาจจะพูด ด้วยความเข้าใจหรือไม่เข้าใจอะไรก็แล้วแต่ ด้วยวัตถุประสงค์ผมคาดว่าท่านหวังดีทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่ารายจ่ายงบกลางไม่ใช่งบประมาณที่รัฐบาลสามารถจะเอามา บริหารได้ทุกบาททุกสตางค์โดยนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว คงไม่ใช่นะครับ ก็ลองไปเปิดดู แล้วกันในรายละเอียด รายจ่ายงบกลางหมายถึงรายจ่ายที่ตั้งไว้เพื่อจัดสรรให้ส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจโดยทั่วไปตามรายการต่อไปนี้ ๑. เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ อันนี้ก็มี หลายส่วนด้วยกัน ๒. เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ๓. เงินเลื่อนขั้น เลื่อนระดับเงินเดือนและปรับวุฒิข้าราชการ ๔. เงินสำรองเงินสมทบและเงินชดเชยของ ข้าราชการ ๕. เงินสมทบลูกจ้างประจำ ๖. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนิน และต้อนรับประมุขต่างประเทศ ๗. เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือหมายความว่า รายจ่ายที่ต้องสำรองไว้เพื่อจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ๘. ค่าใช้จ่าย ในการดำเนินการรักษาความมั่นคงของประเทศ ๙. ค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากโครงการ พระราชดำริ ๑๐. ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานของรัฐ อนึ่ง นอกจากรายการดังกล่าวที่กำหนดเป็นรายการหลัก พระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปียังมีการตั้งรายจ่ายอื่นไว้ในรายจ่ายงบกลางตามความเหมาะสมในแต่ละปี เช่น เงินรางวัลประจำปี เงินค่าชดเชยค่าก่อสร้าง เงินขวัญถุง โครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต หรือเกษียณก่อนกำหนด ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงงบประมาณ ค่าใช้จ่ายในการปรับ โครงสร้างส่วนราชการ ค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ค่าใช้จ่าย ในการเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และสังคม เป็นต้น สรุปให้เข้าใจก่อนว่างบกลางคืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง แล้วมาจากที่ไหน แล้วมีสัดส่วนอย่างไรในงบประมาณทั้งหมดของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ทีนี้เรามาดู ตรงนี้ที่เมื่อเช้ามีการพูดจากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ที่กล่าวว่ามาตรา ๓๕ (๑) กำหนดให้โอนงบประมาณจากหน่วยรับงบประมาณไปให้หน่วยรับงบประมาณอื่น โดยให้ทำเป็น พระราชบัญญัติ ไม่ได้ให้โอนไปงบกลาง ๒. การโอนงบประมาณไปเป็นงบกลาง รายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ขัดหลักความเฉพาะเจาะจงและหลักความยินยอม เพราะงบกลางเป็นอำนาจของรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว ใช่ผมผู้เดียวที่ไหนล่ะครับ การบริหาร เงินงบประมาณทุกวัน ไม่ใช่เงินของนายกรัฐมนตรีเอง ผมคงทำอย่างนั้นไม่ได้ มีขั้นตอน หลายประการด้วยกัน คำชี้แจงของผมก็คือว่าพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ตามมาตรา ๓๕ การโอนงบประมาณออกจากกระทรวง ทบวง กรม ต้องทำเป็น พระราชบัญญัติเท่านั้น ถึงต้องมีการเสนอ พ.ร.บ. มาวันนี้ แล้วก็มีขั้นตอนการพิจารณาอยู่ ๓ วาระด้วยกัน ซึ่งใช้เวลาพอสมควร การจัดสรรงบกลางที่ได้มานั้นจัดสรรให้กับ ทุกหน่วยงานที่มีความจำเป็นกรณีมีเหตุฉุกเฉินโดยเป็นอำนาจของ ครม. ผมกราบเรียนว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้นบางท่านบอกว่ามีการทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๕ ครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๐๗-๒๕๖๑ ถ้าย้อนกลับไปดูทั้งหมดเดี๋ยวจะไม่เข้าใจกัน ทั้งหมดตั้งแต่ ปี ๒๕๐๗ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ และปัจจุบันนั้นทำเป็นพระราชบัญญัติ ทั้งสิ้น ไม่มีทำเป็นอย่างอื่นได้ ต้องทำเป็นพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายเท่านั้น ๕ ครั้ง ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตามต้องทำไปตามนี้🔗
ต่อไปครับ เหตุใดจึงไม่จัดทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณก่อนเพื่อไม่ต้องจัดทำ พ.ร.ก. กู้เงิน อย่างไรเงินก็ไม่พออยู่แล้ว เพราะได้มีการประมาณการอนาคตซึ่งเราไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นอีกในหลายมิติด้วยกัน ไม่ใช่เฉพาะโควิด (COVID) นะครับ วันนี้เราก็ทราบดี อยู่แล้วว่าจากการแพร่ระบาด รัฐบาลได้ประมาณการใช้จ่ายในการเยียวยาผู้ดูแลเป็นวงเงิน สูงถึง ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท งบกลางที่มีอยู่แล้วเดิม รายงานเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินที่จำเป็น มีไม่เพียงพอ ประกอบกับ พ.ร.ก. กู้เงิน สามารถดำเนินการได้เร็วกว่าการจัดทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณ นั่นละครับคือความแตกต่าง ทำไมต้องทำ พ.รก. ตัวนั้นก่อน อันนี้ก็ทำ คู่ขนานกันมาแต่จะต้องพิจารณาอีก ๓ วาระด้วยกัน แล้วเงินทั้ง ๒ ก้อนก็จะต้องเข้ามาอยู่ใน กรอบที่รัฐบาลกำหนดว่าจะใช้จ่ายอะไรได้บ้าง หลายท่านบอกว่าเอาไปแล้วก็เอาไปเลย คงไม่ใช่หรอกนะครับ เพราะในกรอบนี้เราเขียนไว้กว้าง ๆ อยู่แล้ว เรื่องโควิด (COVID) เรื่องน้ำท่วม หรืออื่น ๆ ที่จำเป็น เพราะฉะนั้นอะไรที่ถูกตัดออกไปในช่วงแรกที่โอน งบประมาณไปแล้วท่านสามารถขอขึ้นมาใหม่ได้ เพียงแต่ว่าท่านต้องทำให้มันสมบูรณ์มีแผน รายละเอียด สามารถดำเนินการได้ในห้วงเวลาที่กำหนด ส่วนใหญ่แล้วที่ปรับโอนมาครั้งนี้ ส่วนใหญ่ยังทำสัญญาไม่ได้ ยังไม่ครบถ้วน แผนรายละเอียดยังไม่สมบูรณ์ก็หยุดไปเสียก่อน เมื่อท่านพร้อมท่านก็เสนอเข้ามา ครม. ก็จะพิจารณาให้ ไม่ใช่ตัดหายไปเลย หลายอย่างนะครับ อันนี้คือหลักการของงบประมาณอยู่แล้ว🔗
เหตุใดกระทรวงกลาโหมไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. รายการผูกพัน ข้ามปีงบประมาณที่จะต้องตัดโอนเข้า พ.ร.บ. โอนงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ทำไมไปตัดโอน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้หลักเกณฑ์ของแนวทางปี ๒๕๖๓ นะครับ กรณีผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการใหม่ในงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ให้ปรับลดลงร้อยละ ๕ แต่ถ้าหากหน่วยงานเห็นว่า สามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ให้เกิดความเสียหายต่อราชการและการปฏิบัติงาน ก็สามารถให้ปรับลดงบประมาณได้มากกว่าร้อยละ ๕ นี่คือกฎหมายที่กำหนดไว้นะครับ ๑. โอนหรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณไปดำเนินการป้องกันควบคุมเรื่องโควิด (COVID) แก้ปัญหาเรื่องภัยแล้งหรือน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะเวลาต่อไป ที่ผ่านมาภัยแล้ง เราก็ใช้อยู่ แต่ด้วยข้อจำกัดของกฎหมาย พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ ไม่สามารถโอนงบประมาณข้ามหน่วยงานได้ อันนี้เป็นข้อสำคัญ ไม่ใช่ว่าตัดกระทรวงนี้ไปโอน ให้กระทรวงโน้น ไม่ได้ มันต้องเข้ามางบกลางก่อน และถึงเวลาท้ายสุดถ้าพิจารณากันใหม่ มีคณะกรรมการจัดทำงบประมาณเสนอขึ้นมาก็พิจารณาโดย ครม. ตามขั้นตอนการเสนอ งบประมาณปกตินั่นแหละครับ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องมีเม็ดเงินจำนวนนี้ไว้ ในส่วน ที่ผ่านมานั้นงบกลางในการสำรองจ่ายฉุกเฉินที่จำเป็นในช่วงที่ผ่านมา เราใช้ไปแล้ว จะเหลืออยู่น้อยมาก ประมาณสัก ๔๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ที่ท่านว่ามียอดเยอะ ยอดเยอะเท่านั้นล้าน เท่านั้นแสนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมก็บอกไปแล้วเมื่อข้างต้นนี้แล้วว่า ใช้อะไรไปแล้วบ้าง ใช้ทำอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ นั่นคืองบกลาง ไม่ใช่เม็ดเงินลอย ๆ ไม่ใช่ วันนี้ก็ใช้ไปจนเหลือเท่านั้น ถึงต้องมาทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณที่งบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ที่ยังทำไม่ได้เราก็โอนกลับมาตรงนี้ก่อนเพื่อเข้างบกลางนะครับ อันต่อไปก็เตรียม วงเงินกู้ในส่วนโน้นเข้ามาก็คือเข้ามางบกลาง แต่เงินจำนวนนี้ต้องเอาไปตั้งงบประมาณขึ้นมาใหม่ ตามระเบียบวิธีการบริหารงบประมาณทุกประการนะครับ เป็นไปตามกฎหมาย🔗
ในเรื่องของภายใต้กรอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่ท่านบอกว่าปรับโน่นปรับนี่ต่าง ๆ เพื่อให้รัฐบาลสามารถใช้เงินได้อย่างง่ายดาย คงไม่ใช่ เพราะวันนี้มีในเรื่องของสถานการณ์ไม่ปกติขึ้นมา เพราะฉะนั้นคณะกรรมการนโยบาย การเงินการคลังของรัฐได้มีการพิจารณากันและมีกฎหมายที่กำหนดออกมาชัดเจนว่า จำเป็นจะต้องปรับในสัดส่วนงบดังกล่าวนั้น รวมถึงรายจ่ายงบประมาณชำระคืนเงินกู้ด้วย อย่างไรนั้นก็จะต้องพิจารณาสัดส่วนดังกล่าวเฉพาะช่วงเวลาวิกฤติ เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ปกติแล้ว ให้มีการทบทวนให้เหมาะสมต่อไป ในเรื่องของหนี้สาธารณะเรื่องอะไรต่าง ๆ เราก็ต้องมี การบริหาร มีคณะกรรมการบริหารหนี้สาธารณะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าอันไหนที่ ผ่อนสั้นผ่อนยาวได้ หนี้ระยะสั้นไปยืดไปเป็นปานกลางได้ไหม หนี้ระยะยาวไปยาวได้ไหม อันนี้ เป็นการทำงาน เขามีคนทำงานอยู่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็อย่าไปห่วงกังวลมากนัก เราให้กฎหมายให้เจ้าหน้าที่เขาทำงาน ในเรื่องงบประมาณในรายละเอียดนั้นเราก็ค่อยมาดูกันว่า🔗
ในเรื่องของรายจ่ายงบกลาง เงินสำรองฉุกเฉิน ปี ๒๕๖๓ ที่เดิมตั้งไว้ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่ตั้งไปแล้วนั้น ท่านบอกว่าเงินจำนวนนี้ใช้ไปไหน รายละเอียดมีดังนี้ ค่าใช้จ่ายในการบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินโรคไวรัสใช้ไปแล้ว ๕๖,๒๖๑ ล้านบาท ที่ใช้ไป เพราะว่าอะไร เพราะ พ.ร.ก. เงินกู้ก็ยังไม่ได้เงิน พ.ร.บ. โอนงบประมาณก็ยังไม่ออก จะต้องใช้งบกลางที่เหลืออยู่ตอนนั้น ขณะนี้เราใช้ไป ๙๕,๕๔๖ ล้านบาท แก้โควิด (COVID) ไป ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภัยแล้งที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่แล้ง จะขุดบ่ออะไร ก็แล้วแต่ ที่ผ่านมา เติมน้ำ ส่งน้ำ ๑๘,๓๔๘ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจและสังคม ๑๑,๑๘๔ ล้านบาท ค่าบริหารจัดการภาครัฐ ๙,๗๕๒ ล้านบาท คงเหลืองบประมาณทั้งสิ้น ๔๕๓.๒๙ ล้านบาท นี่คืองบกลางปกติ วันนี้ต้องหางบกลางมาเพิ่มเติม เพื่อจะไปใช้จ่าย ในวงเงินที่อยู่ในกรอบของการใช้งบกลางได้ โดยการผ่านการกลั่นกรองขึ้นมา เพราะฉะนั้น เรากำลังหารือกันว่าเราจะหาเงินที่ไหนมาแก้ปัญหาให้เรา เราถึงต้องเสนอทั้งวาระ พ.ร.ก. กู้เงินมา และมี พ.ร.บ. โอนงบประมาณเข้ามาเพื่อให้สอดคล้องกับเวลากับเงินที่เรามีอยู่ เรียกว่าต้องมีเงินไว้ในกระเป๋าบ้างเพื่อจะแก้ปัญหา🔗
ในส่วนของการพิจารณาในเรื่องของการทำงานในเรื่องความโปร่งใส ความทุจริต ผมขออย่างเดียวอย่ามีใครลงไปยุ่งกับข้างล่างเขา ทุกท่านทราบดีว่าที่ผ่านมาเกิด อะไรขึ้นมาบ้าง มีคดี มีอะไรต่าง ๆ กันมากมาย อย่าให้มีคดีอีกก็แล้วกัน แล้วผมก็ยืนยันว่า จะต้องลงโทษทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะใครทั้งสิ้นในการที่ไปก้าวล่วงข้างล่างเขา ต้องให้ ประชาชนเข้าใจว่าทำมานี้ดีหรือไม่ดี ได้เพราะอะไร ไม่ใช่ไปทำเพื่อความพอใจเป็นกลุ่ม ๆ ฝ่าย ๆ วันนี้ต้องเข้าใจว่าคำว่าประชาชนคืออะไร ประชาชนคือคนไทยทั้งประเทศ ๖๘ ล้านคน ถ้าบอกประชาชนคือกลุ่มนี้ กลุ่มเกษตร กลุ่มโน้น กลุ่มนี้ เล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นคือกลุ่ม แล้วบางครั้งเราพูดคำว่าประชาชน บางทีมันก็ไม่ใช่ทั้งหมด บางคนเขาอาจจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับผมก็ได้ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะคนมีหลายกลุ่ม แต่ผมต้องดูแลคนทุกกลุ่ม อย่างเท่าเทียม โดยสัดส่วนที่มันเหมาะสม แล้วการลงทุนทรัพยากรมนุษย์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ จำเป็น หลายอย่างท่านบอกว่าทำไมไปตัดตรงนี้ การเรียนภาษาอะไร มันยังมีเวลาในการ ทำงานอยู่ เราดึงเงินตรงนี้มาทำตรงนี้ ถ้าตรงนี้มันไม่ได้ใช้กรณีเร่งด่วนมันก็สามารถ ดำเนินการต่อได้ บางครั้งเป็นเรื่องของระยะที่ ๒ ระยะที่ ๓ ระยะที่ ๔ มันมีหลายระยะ ในเรื่องของการทำ ในเรื่องของดิจิทัล หรือในเรื่องของอะไรต่าง ๆ ในการพัฒนาการศึกษา ก็เหมือนกัน วันนี้กระทรวงศึกษาธิการเขาคืนเงินมาจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะใช้อะไร ไม่ได้เลย คืนมาได้พวกนั้นก็ไม่มีเงินในการดำเนินการ ไม่ใช่ ก็เดี๋ยวเสนอเข้ามาในกรอบ ของการใช้จ่ายวงเงินกู้ วงเงิน พ.ร.บ. โอนงบประมาณนี่แหละครับ แต่ก็ขอให้ผ่าน การคัดกรองให้ได้ก็แล้วกัน ผมจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวตรงคัดกรองตรงนี้ เป็นเรื่องของขั้นตอน ตามกฎหมายที่ทุกคนดำเนินการให้ถูกต้องเท่านั้นเอง🔗
จริง ๆ แล้วผมมีหลายเรื่อง แต่หลาย ๆ เรื่องผมเคยพูดไปหลายครั้งแล้ว ก็ไม่อยากให้เกิดเป็นความขัดแย้ง ก่อให้เกิดการประท้วงอะไรกันอีกเยอะแยะไปหมด ผมพยายามที่จะทำความเข้าใจให้ท่านให้มากที่สุด ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้กรุณาให้ ความสนใจ เอาใจใส่ เพียงแต่ว่าท่านต้องศึกษาหลายอย่างด้วยกัน ทั้งกฎหมาย ทั้งในเรื่อง ของความเป็นจริง ทั้งในเรื่องของการบริหาร ทุกอย่างจะมีขั้นตอนหมด ยุ่งอย่างเดียวคือ ชอบมีคนลงไปยุ่งในระดับข้างล่างแต่ละขั้นตอนตรงนี้ อย่ากดดันเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็ต้องสุจริต ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่สุจริตเมื่อไรร้องเรียนมาได้หมด สตง. ก็อยู่ กลไกตรวจสอบมีอยู่ทุกตัว ป.ป.ช. ป.ป.ท. ท่านร้องเรียนได้ทั้งหมด ท่านอย่าบอกว่าร้องเรียนใครไม่ได้ ร้องไปเถอะครับ ถ้าร้องแล้วยังไม่ทำก็ร้องไปใหม่ เพราะฉะนั้นสังคมเป็นผู้ตัดสินตรงนี้เอง เพราะฉะนั้น ผมเกรงว่าเดี๋ยวจะไม่เข้าใจกันในส่วนตรงนี้ จริง ๆ แล้วก็คงมีเท่านี้ หลาย ๆ เรื่องที่ผมฟัง ท่านพูดมาผมจดได้หลายหน้า แต่ผมพยายามจะย่อ พยายามจะพูดให้สั้นลงเท่านั้นเองนะครับ อาจจะพูดเร็วไปบ้าง แต่ข้อสำคัญก็คือผมรับฟังท่านได้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าผมไม่เคยไปประท้วงท่าน แรก ๆ ผมอาจจะไม่ค่อยคุ้น วันนี้ผมก็ฟังท่าน จนเย็นแล้ว ผมก็หาว่าผมจะอธิบายท่านอย่างไร เพราะสิ่งที่ผมเป็นกังวลอยู่ไม่ใช่ท่าน ผมกังวลข้างนอก ประชาชนเขาจะเข้าใจเราไหม เพราะอย่างไรประเทศไทยก็ต้องเดินหน้า อย่างนี้ประชาธิปไตยของเราก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าได้มีการปรับปรุงต่าง ๆ ทั้งหมด บ้านเมืองของเราก็จะดีขึ้นเองในอนาคต เพราะฉะนั้นการติติงต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ผมรับได้ ทั้งหมด อันไหนที่ไม่เข้าตามกฎหมายไม่เป็นประโยชน์ผมก็ไม่ฟัง หรือฟังทะลุไปทางนี้ ไม่อย่างนั้นมันปวดหัวพอสมควรเหมือนกัน ขอบพระคุณนะครับ สวัสดีนะครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ท่านประท้วง หรือครับ🔗
ขอชี้แจงเล็กน้อย ขออธิบายเล็กน้อย🔗
ผมว่า ท่านต้องขอคิวในการอภิปราย🔗
นิดเดียวครับท่านประธาน รบกวน นิดเดียว ท่านประธานครับ ผม สมคิด เชื้อคง จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ความจริง ไม่ได้ไปต่อว่ารัฐบาล ไปต่อว่าท่านนายกรัฐมนตรี ใจเย็น ๆ ท่านนายกรัฐมนตรี อ่านเร็วไป บางทีผมก็ฟังเกือบไม่ทัน ชี้แจงไปตลอดนั่นละครับ ผมก็เกรงว่าท่านนายกรัฐมนตรี ไปโอนงบประมาณของตำรวจมากไปหรือเปล่า เพราะที่บ้านผมที่อภิปรายท่านไว้ ตู้สล็อต (Slots) ยังเต็มบ้านเต็มเมือง โชคดีที่ฝ่ายปกครองเข้าไปจับ ก็ฝากท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เพราะเดี๋ยวกลัวท่านไปตัดงบเขา เขาไม่มีเงินไปจับ เห็นตั้งเต็มบ้านเต็มจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว ขอบพระคุณครับ🔗
ท่าน ส.ส. ที่จะอภิปรายก็กรุณาแจ้งคิวทางวิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะจะแทรก เดี๋ยวคนนั้นแทรกที คนนี้แทรกทีมันก็คงไม่เป็นไปตามกระบวนการ ต่อไปจะเป็นคิวของท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ก่อนที่ท่านณัฏฐ์ชนนจะอภิปรายผมขอแจ้งล่วงหน้าสัก ๔ ท่านนะครับ จากท่านณัฏฐ์ชนน ก็จะเป็นท่านนิคม บุญวิเศษ ท่านสัญญา นิลสุพรรณ ท่านนิยม เวชกามา แล้วก็ท่านนริศ ขำนุรักษ์ สลับกันไปมา เชิญท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี ตำบลสะบ้าย้อย ตำบลสำนักแต้ว ตำบลสำนักขาม ของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ก่อนที่จะเข้าประเด็นใน พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย เมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าพยายามจะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจในประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นผมจะอภิปรายเรื่องนี้แล้วก็ขยายความเพื่อให้พี่น้องได้เข้าใจด้วย ท่านประธานสภาที่เคารพครับ วันนี้นอกจากรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ สำนักงบประมาณ ผมมั่นใจว่าวันนี้เจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ โดยเฉพาะ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณนั่งฟังเราอยู่ วันนี้รัฐบาลเป็นหนังหน้าไฟ สำนักงบประมาณ เป็นผู้เชิดหนัง เราต้องจับตาให้ดี ในการเรียกคืนเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท สำนักงบประมาณ ใช้วิธีคิดอย่างไร ข้อที่ ๒ เมื่อเรียกมาแล้วพิจารณาและใช้งบประมาณอย่างไร สำนักงบประมาณก็เป็นคนดำเนินการ เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คณะรัฐมนตรี ทั้งหมด ผมเข้าใจสถานะของท่าน วันนี้ผมอยากให้พี่น้องคนไทยทั้งประเทศเข้าใจว่ากระบวนการทั้งหมดในการใช้จ่าย ในการตัด สำนักงบประมาณเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กว่าจะเป็นงบประมาณพวกเราใช้เวลากันหลายเดือน มันต้องการผ่านพิจารณา ของหน่วยงานระดับล่าง ต้องการอะไร ส่งไปหน่วยงานระดับจังหวัดไปสู่กรม ไปสู่กระทรวง ถึงจะเป็นโครงการที่จะของบประมาณแต่ละปีใช้เวลานานมาก หลังจากนั้นก็มีการรวบรวม เพื่อเสนอให้กับคณะรัฐมนตรี พวกเราในฐานะ ส.ส. ใช้เวลาในการอภิปรายหลายวัน เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. ทั้งหมดทุกฉบับโดยเฉพาะ พ.ร.บ. การเงินมีความรอบคอบ แต่วันนี้ ผมคิดว่า พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๖๓ หมายถึงอะไร หมายถึงให้เงิน ให้ไป ๑๐๐ บาท ขอคืน ๘ บาท เพราะฉะนั้นการให้แบบนี้ผมไม่อยากใช้คำว่าการปล้น แต่เป็นการขอคืนแบบถูกกฎหมาย ทำไมผมใช้คำนี้ครับ เพราะว่าเป็นกฎหมาย พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๓ พวกเราออกเป็น งบประมาณ ๓.๒ ล้านล้านบาท แต่วันนี้เราจะขอเงินคืนจากกระทรวง ทบวง กรม จากหน่วยงานต่าง ๆ ก็ใช้อำนาจสภาในการออกเป็นพระราชบัญญัติโอนเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท นี่ก็คือการขอคืนแบบถูกกฎหมาย ท่านประธานครับ การออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ใครได้ ประโยชน์ครับ รัฐบาล ได้ประโยชน์จากอะไรครับ มีเงินเข้ามาสำรองในการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี คนที่เสียผลประโยชน์คือใครครับ พี่น้องประชาชน หน่วยงาน ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ที่ทำโครงการและตั้งความหวังว่าปีงบประมาณ ๒๕๖๓ เราจะดำเนินการ งบประมาณที่ได้มาให้บรรลุเป้าหมาย แต่วันนี้โดนดึงกลับ ใครเป็นคนดึงกลับครับ เป็นดำริ ของรัฐบาลว่าจะขอเงินคืน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นมติ ครม. ขอคืนเท่าไรครับ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ในภาคปฏิบัติสามารถดึงกลับมาได้แค่ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกังวลในขณะนี้ก็คือหน่วยงานต่าง ๆ ที่รู้สึกว่าตัวเองได้มาแล้ว เอาเงิน ใส่กระเป๋าแล้วครับ ประกาศในพระราชบัญญัติเรียบร้อยแล้วครับ รอประมูล ปรากฏว่า รัฐบาล สำนักงบประมาณไปล้วงออกมาจากกระเป๋า ตำรวจไปจับได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ เอาสภาของเราการันตี (Guarantee) ว่าไม่ผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นในการเอางบประมาณ มาจากพี่น้องประชาชนสำนักงบประมาณตระหนักให้ดี เพราะสิ่งที่ท่านเอาคืนมาทั้งน้ำตา หน่วยงานทั้งหลายที่ได้รับเงินไปเขามีความรู้สึกเสียใจแต่ไม่รู้จะพูดอะไรกับใคร ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมคิดว่าในการตราพระราชบัญญัติครั้งนี้ผมขอยกตัวอย่างให้ พี่น้องประชาชนที่อยู่ที่บ้านเข้าใจง่าย ๆ ว่างบประมาณ ๓.๒ ล้านล้านบาท ที่เป็น พระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ผมขอยกตัวอย่างแบบนี้ว่าวันนี้ครอบครัวของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีเงินตั้งไว้ ๓.๒ ล้านล้านบาท แล้วก็กันเงินไว้สำหรับใช้จ่าย ทั่วไป ๙๐,๐๐๐ กว่าบาท ที่เหลือกระจายไปให้กับลูกแต่ละคนเอาไปใช้จ่ายเพื่อจะให้รายได้ กลับมาใช้ในปีหน้า อาทิตย์ที่แล้ว พลเอก ประยุทธ์บอกว่าสตางค์ไม่พอเพราะมีคนป่วย ในบ้าน ต้องไปกู้ธนาคารมา ๑ ล้านบาท กู้มา ๑ ล้านบาทยังไม่พอครับ ไปขอคืนจากลูก ที่ให้ไปแล้วคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท คนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท คนละ ๕,๐๐๐ บาท ตกลง เอากลับมาเท่าไรครับ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ภาพที่ผมแสดงให้เห็นว่าวันนี้กระบวนการจัดการ ทางการเงินของเราเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้นเงินทุกบาททุกสตางค์ที่รัฐบาลดึงกลับมา จากหน่วยงานต่าง ๆ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น สิ่งที่จะตามมาคืออะไรครับ การวางแผนของรัฐไม่เป็นไปตามเป้า ๒. โครงการต่าง ๆ ไม่ตอบสนองความต้องการ ของประชาชน สิ่งที่เขาต้องการเราไม่ให้เราเอาคืน เดี๋ยวมีเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเราจะไป หยิบยื่นให้ในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ มีการตัดงบประมาณนะครับ แล้วก็จะเอาเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาชดเชย ท่านประธาน จับตาดูให้ดี บางกระทรวงตัดไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่อาจจะใช้งบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปเพิ่มให้เป็น ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่มีความชอบธรรม เพราะฉะนั้นสำนักงบประมาณ ขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี มีคนบอกว่าสำนักนี้ทำตัวเป็นเทวดา เพราะอะไร เพราะหน่วยงานราชการต่าง ๆ ก่อนที่จะของบต้องผ่านสำนักงบประมาณ ต้องโดนตัด ผ่านมาแล้ว เป็นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ยังไม่พอ ดึงออกจากกระเป๋าอีก เพราะฉะนั้นครับท่านประธาน วันนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผมก็เลยบอกว่า พี่น้องข้าราชการที่ดูแลในเรื่องของงบประมาณ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง พวกเรามีหน้าที่ในการดูเรื่องการเงินให้กับรัฐบาล เพราะฉะนั้น ผมเองก็รู้สึกว่าวันนี้อยากที่จะอธิบายหลาย ๆ อย่าง เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่พวกเรามั่นใจ มากที่สุดวันนี้ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมไม่อยากจะมาชมเชย ไม่อยากจะมาเยินยอ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ตลอดระยะเวลาที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีข้อดีของท่านข้อหนึ่ง ก็คือท่านสุจริต ท่านไม่ได้มีการฉ้อโกงให้พวกเราเห็น เพราะฉะนั้นท่านประธานสภาที่เคารพครับ รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้ คณะรัฐมนตรีอยู่ได้หรือไม่ได้ สภาแห่งนี้จะอยู่ได้หรือไม่ได้ ความโปร่งใสในการบริหารงานโดยเฉพาะงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ เป็นตัวชี้วัด ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณ ท่านณัฏฐ์ชนน นะครับ ต่อไปเชิญท่านนิคม บุญวิเศษ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออภิปราย ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ตามที่เพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปราย กันมาตั้งแต่รอบเช้า ขอเพิ่มเติมในสัดส่วนของพรรคพลังปวงชนไทย จากที่รัฐบาลได้มี การโอนงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๘๘,๔๕๒ ล้านบาท ซึ่งผมได้ไปศึกษาในรายละเอียด มีอยู่ ๓ ส่วน งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณโอนมา ๓๙,๐๐๐ ล้านบาทเศษ งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ งบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ ภาครัฐ ๓๕,๓๐๐ ล้านบาท งบประมาณก้อนนี้แหละครับ ก็คืองบประมาณเพื่อชำระหนี้ ภาครัฐ ก้อนนี้ผมคิดว่ามันอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๔๔ ได้บัญญัติว่า ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมมิได้ แต่อาจ แปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่าย ซึ่งมิใช่ ฟังให้ดีนะครับ ซึ่งมิใช่รายจ่ายตามข้อผูกพัน ดังนี้ ๑. เงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ๒. ดอกเบี้ยเงินกู้ ๓. เงินที่กำหนดใช้จ่ายตามกฎหมาย เห็นไหมท่านประธานครับ นั่นหมายถึงว่าเงินงบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ ก็อยู่ในข้อนี้ด้วยก็คือเงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ซึ่งไม่สามารถที่จะแปรญัตติหรือตัดลดทอนได้เลย แต่ผมให้คณะของพรรคพลังปวงชนไทยได้ไปค้น ท่านก็มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะให้ ไม่ขัดกับวินัยการเงินการคลัง ท่านได้ไปแก้ มีการเปลี่ยนแปลงการชำระสัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ เดิมที เรากำหนดไว้อยู่ที่ ๒.๕-๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ได้ไปแก้เป็น ไม่น้อยกว่า ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ และไม่เกิน ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ นี่ละครับคือทำไม่ถูกแต่ไปแก้ให้ถูก นั่นหมายถึงว่ารัฐบาลชุดนี้ ทำอะไรก็ไม่ค่อยถูกสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เอาผิดอะไรไม่ได้ เพราะท่านไปแก้จากเดิม วินัยการเงินการคลังเขาบอกไว้อย่างนี้ แก้ให้ตัวเองถูกจนได้ เรามาดูในรายละเอียดนะครับ สแกน (Scan) เข้าไปลึก ๆ นะครับว่าท่านดึงงบประมาณเหล่านี้มาจากที่ใดบ้าง ผมในนาม เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เราเห็นแล้วเราก็ตกใจ งบในส่วนที่มีความจำเป็นโดยเฉพาะงบของกระทรวงสาธารณสุข ท่านโอนเข้ามาจำนวนมาก แต่ในส่วนของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เดิมกรมนี้ก็มีงบประมาณ น้อยอยู่แล้ว หลัก ๑๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ท่านยังอุตส่าห์ตัดคืนมาอีก ๑๔ ล้านบาท จริง ๆ แล้วกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ประเทศไทยมีความรู้ความสามารถ มีแพทย์แผนโบราณโดยเฉพาะสูตรยาสมุนไพรตั้งแต่ โบราณจำนวนมาก แต่รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ แทนที่เราจะส่งเสริมกลับไม่ส่งเสริม ถ้ารัฐบาลเห็นความสำคัญตรงนี้ นี่คือจุดแข็ง เราสามารถที่จะผลิตยาสมุนไพรส่งขาย นำเงิน จากต่างประเทศเข้ามาได้ แทนที่เราจะนำยาแผนปัจจุบันเข้ามา เรามีการขาดดุลงบประมาณ ด้านนี้ทุก ๆ ปีครับ แต่จุดแข็งเรากลับไม่ใช้ กลับทำเป็นจุดอ่อน ขอฝากรัฐบาลชุดนี้นะครับ ว่าให้เห็นความสำคัญของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อยากให้สนับสนุน งบประมาณให้มากขึ้นเพื่อเป็นจุดแข็งของประเทศไทยครับ🔗
มาดูอีกครับ งบประมาณที่ไม่ควรที่จะดึงมาที่มีความสำคัญ อย่าง โครงการ พระราชดำริเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารผู้ป่วยนอก-อุบัติเหตุ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ธาตุพนม จังหวัดนครพนม ๒๕ ล้านบาทเศษ โอนเข้ามา เห็นไหมครับ อาคารผู้ป่วยนอก ๓ ชั้น โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง จังหวัดราชบุรี ๙,๘๐๐,๐๐๐ บาท อาคารผู้ป่วยใน ๕ ชั้น โรงพยาบาลพระยุพราชบ้านดุง ตำบลศรีสุทโธ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ๑๕ ล้านบาทเศษ อย่างกรณีนี้ผมเชื่อว่าถ้าประชาชนได้ฟังแล้ว มีความจำเป็นครับโรงพยาบาลที่อยู่ในชนบทต่าง ๆ เรามีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้ ความสำคัญเทียบเท่ากับโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ นอกจากนั้นแล้วยังมีกระทรวงศึกษาธิการ ท่านโอนเข้ามา ๔,๗๔๖ ล้านบาทเศษ ซึ่งในกระทรวงศึกษาธิการท่านมาดูเถอะ อย่างโรงเรียน สปช. อาคารเรียน ๓ ห้องเรียน โรงเรียนบ้านหัวเห่ว ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ๑ หลัง ๒ ล้านบาทเศษ ๆ ท่านยังอุตส่าห์โอนเข้ามา สปช. อาคารเรียน ๓ ห้องเรียน โรงเรียนบ้านท่าช้าง ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ๒ ล้านบาทเศษ ผมจะยกตัวอย่างอีก ๒-๓ โรงเรียน เพื่อไม่เป็น การเสียเวลา อาคารเรียนชั้นเดียว ๓ ห้องเรียน โรงเรียนบ้านหัวนา ตำบลนานวน อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท โรงอาหาร โรงเรียนบ้านระเวียง ตำบลระเวียง อำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ เห็นไหมครับ บ้านพักครูท่านก็ยัง โอนเข้ามา บ้านพักครูของโรงเรียนบ้านน้ำหมัน ตำบลน้ำหมัน อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เห็นไหมครับ โรงเรียนในชนบทมีความสำคัญ เราต้องให้ความสำคัญกับเด็ก ในชนบทที่ยังขาดอุปกรณ์ ขาดทุกอย่างเยอะแยะมากมาย โรงเรียนในชนบทส่วนใหญ่ งบประมาณจะลงไปไม่ถึงท่านประธานครับ ส่วนใหญ่ก็จะมีการทำผ้าป่า มีการจัดงาน ศิษย์เก่าเพื่อช่วยเหลือซ่อมแซมหรือซื้ออุปกรณ์ให้กับโรงเรียน รัฐบาลยังอุตส่าห์เอางบประมาณเหล่านี้กลับขึ้นมาเป็นงบกลาง แต่ถ้านำขึ้นมาเป็นงบกลาง แล้วก็เอาไปใช้ประโยชน์ให้มันดีกว่าเดิม ดีกว่างบประมาณเหล่านี้เราจะไม่ว่ากัน อย่าลืมว่า การที่จะสร้างโรงเรียน โรงพยาบาลมันเป็นงบลงทุนที่เป็นการกระจายรายได้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพให้กับชนบทที่เขามีโครงการเหล่านี้ ผมก็รู้สึกเสียใจว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้ อย่าให้เด็กนักเรียนเขาต้องมาร้องขอว่าโรงเรียนของหนูลุงตู่เอาไปไหน เอาโรงเรียนของหนูคืนมาลุงตู่จ๋า ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้ท่านให้ความสำคัญ งบกลางถามว่ามีความสำคัญไหม มีความสำคัญครับ เพราะว่าท่านอ้างเหตุผลว่าเป็นงบ ที่จำเป็นต้องใช้ในสถานการณ์โควิด (COVID) ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาลุกขึ้นอภิปราย บอกว่าท่านใช้ไปในเรื่องโควิด (COVID) ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท จากงบกลาง ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วใช้ในภัยแล้ง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท และค่าบริหารอื่น ๆ สุดท้ายเหลืองบกลางที่อยู่ในมือท่าน ๔๐๐ กว่าล้านบาท จึงจำเป็นที่จะโอนงบประมาณเหล่านี้ไป ผมเห็นด้วย เพียงแต่ว่าการโอน งบไปนั้นท่านต้องดูว่าส่วนไหนสำคัญ ส่วนไหนไม่สำคัญ แต่ผมเห็นว่างบที่ท่านโอนไปนั้น มีความสำคัญมากท่านก็ยังอุตส่าห์โอนไป ส่วนงบอื่น ๆ ที่มีจำนวนมาก โดยเฉพาะ งบสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี งบของ กอ.รมน. หรืองบลับต่าง ๆ ที่มีจำนวนมากมาย ท่านกลับไม่โอนไป และโอนไปในสัดส่วนที่น้อยมาก🔗
อีกส่วนหนึ่งท่านบอกว่าการโอนงบประมาณมาเป็นงบกลาง ผมได้มานั่งดูรายงาน วิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ อ่านแล้วก็รู้สึกว่าแปลก ๆ เป็นการเขียนเพื่อที่จะ จูงใจให้สภาผู้แทนราษฎรมีการอนุมัติงบหรือเปล่า ผมได้อ่านแล้วปรากฏว่าท่านบอกว่า งบกลางนั้นสามารถนำไปใช้จ่ายเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับ เป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือเยียวยาให้กับแรงงานและลูกจ้างสถานประกอบการ รวมผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ได้เป็นผู้ประกันตนเองในระบบประกันสังคม มาตรา ๓๓ และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) และภัยพิบัติต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๖๓ เหลืออีกประมาณ ๓-๔ เดือน งบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ก็จะมาแล้ว ซึ่งเมื่อมีการเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวจะทำให้มีเงิน หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นผ่านการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งมีการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ ส่งผลให้เกิด การผลิตการจ้างงานและการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ แรงงานในภาคผลิต และเกษตรกรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เห็นไหมครับ ท่านอ้างว่างบกลางนี้จะไปสร้างงาน สร้างอาชีพให้เกิดมีการจ้างงานเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งผมดูแล้วไม่ใช่ครับ งบที่จะทำให้ เกิดการจ้างงานจ้างอาชีพรัฐบาลควรจะนำงบก้อนหนึ่งไปกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการ ไปอุดหนุนไปช่วยเหลือผู้ประกอบการมันจะดีกว่า ดีกว่าท่านนำเงินมาแจกจ่ายให้กับ พี่น้องประชาชน ผมถามว่าถ้าเกิดท่านแจกจ่ายไป ๓ เดือนเงินหมดแล้วท่านจะทำอย่างไรต่อ ในขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นและผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะกลับมาจ้างงานได้ รัฐบาล ควรจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปอุดหนุนผู้ประกอบการ ให้ผู้ประกอบการสามารถจ้างงานให้ได้ อย่างน้อย ๑๐ ล้านแรงงาน ๑๐ ล้านลูกจ้าง เพราะว่าตอนนี้มีคนตกงานประมาณ ๘ ล้านคน วิธีการผมจะขอแนะนำสั้น ๆ ในเวลาที่จำกัด การที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีแล้วก็ใช้จ่ายเงิน ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะว่าเรามีเงินก้อนนี้คือก้อนสุดท้ายแล้ว ผมขอแนะนำว่า รัฐบาลควรจะนำเงินไปอุดหนุนให้กับผู้ประกอบการ ผมยกตัวอย่าง ถ้าผู้ประกอบการ รายหนึ่งมีลูกจ้างประมาณ ๑๐๐ คน ๑๐๐ คน ถ้าเกิดเราสามารถนำเงินไปอุดหนุนเงินเดือน โดยรัฐบาลจ่ายให้คนละ ๓,๐๐๐ บาท ยกตัวอย่าง ลูกจ้างมีรายได้เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท รัฐบาลช่วยแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ช่วยลูกจ้างคนละ ๓,๐๐๐ บาท ก็จะทำให้ผู้ประกอบการ เหล่านี้มีกำลังใจที่จะกลับมาจ้างลูกจ้างมากขึ้น ถ้าเกิดผู้ประกอบการมีทั้งหมด ๑๐๐,๐๐๐ ราย ๑๐๐,๐๐๐ ราย จ้างลูกจ้างรายละ ๑๐๐ คน เท่ากับมีการจ้างงาน ๑๐ ล้านคนนะครับท่านประธาน ๑๐ ล้านคนนี้เราเอาเงินลงไปช่วยแค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราช่วยไป ๕ เดือน เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เห็นไหมครับ เงิน ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ พนักงาน ลูกจ้าง แทนที่จะได้เงินแค่ ๕,๐๐๐ บาท กลับเป็น ได้เงิน ๑๕,๐๐๐ บาท เห็นไหมครับเกิดการจ้างงาน เขามีเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท เงิน ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือนของเขาสามารถที่จะใช้ได้นะครับ แต่การให้เงินแค่ ๕,๐๐๐ บาท ไม่สามารถที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้สามารถที่จะฟื้นฟูได้ และยังทำให้ธุรกิจผู้ประกอบการ ต่าง ๆ ไม่สามารถกลับมาเป็นผู้ประกอบการในการที่จะจ้างงานจ้างอาชีพได้ต่อ ฉะนั้น ผมคิดว่าเงินก้อนนี้ที่เราเอาไปนี้ก็ควรจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง สำหรับท่าน ที่เขียนออกมาวิเคราะห์ออกมานั้นผมเชื่อว่าการเขียนของท่านนั้นอาจจะมองไม่ทะลุ ท่านอาจจะมองแค่มิติเดียว ฉะนั้นการฟื้นฟูประเทศจริง ๆ ควรจะมีการจ้างงาน จ้างอาชีพ โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถที่จะกลับมาฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ได้ เพราะว่า ตอนนี้สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำให้มากที่สุด นอกจากท่านบอกว่าท่านจะไปช่วยเหลือเยียวยา แล้วก็ไปควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) แล้ว ผมเชื่อว่าตอนนี้ เชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) นั้นในประเทศไทยเราสามารถที่จะควบคุมได้ในส่วนหนึ่ง ก็ถือว่าใช้ได้ดีครับ ในเมื่อเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ไม่มีการระบาดแล้ว เงินที่ท่าน เอาลงไปในงบกลาง ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านควรจะเอาไปสนับสนุนไปทำอย่างอื่น ไม่เช่นนั้นแล้วผมบอกได้เลยว่าถ้าเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) หายไป เงินในกระเป๋า เราก็หายไปด้วย ธุรกิจก็พังไปด้วย ซึ่งจะไม่คุ้มค่ากับพวกเราที่มานั่งอภิปรายกัน เรามีเงินกู้ทั้ง ๑ ล้านล้านบาท และงบประมาณส่วนอื่นที่เราบอกว่าจะต้องมาช่วยเหลือเยียวยา ผมเห็นว่า ถ้าเกิดรัฐบาลใช้เงินให้ถูกที่ถูกทาง เศรษฐกิจของประเทศก็มีสิทธิที่จะฟื้นฟูขึ้นมาได้ ด้วยความเป็นห่วงครับ ด้วยเวลาอันจำกัด ผมขอใช้เวลาอภิปรายเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณ ท่านมากครับ🔗
ขอบคุณ ท่านนิคม บุญวิเศษ นะครับ ต่อไปเป็นท่านสัญญา นิลสุพรรณ ๗ นาที เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม สัญญา นิลสุพรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ เขต ๓ ได้แก่ อำเภอบรรพตพิสัย อำเภอเก้าเลี้ยว และอำเภอชุมแสง สิ่งที่ผมอยากจะอภิปรายในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ในวันนี้ เนื่องมาจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่เราได้มีการพิจารณาพระราชกำหนดทั้ง ๓ ฉบับ ผมได้มีโอกาสลงในพื้นที่แล้วก็ไปรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องชาวบ้านในเขต ๓ อำเภอ ก็ได้รับเสียงสะท้อนมาในหลายมิติ สิ่งที่ชาวบ้านเขาฝากมา เรื่องแรก ต้องขอบคุณทาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วชาวบ้านได้ฟังการอภิปรายแล้วก็ได้ยินท่านกล่าวถึง เรื่องเงินเยียวยาเกษตรกร ซึ่งในพื้นที่ในวันนี้เองครับท่านประธาน จากมาตรการที่รัฐบาล ได้ให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรก็ถือว่าช่วยได้มาก แต่ก็จะมีเกษตรกรบางรายซึ่งติดปัญหา ภัยแล้ง ไม่ได้เพาะปลูก แล้วไปขึ้นทะเบียนไม่ทัน ไปลงระบบไม่ทัน ก็อยู่ในความสับสนและ ความกังวลว่าตัวเองจะได้รับเงินเยียวยาหรือเปล่า แต่เมื่อได้รับคำชี้แจงจากท่านรัฐมนตรี แล้วก็ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกท่าน จากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ทำให้พี่น้องได้มีความสบายใจ อันนี้ก็ฝากขอบคุณมาด้วยนะครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยแล้วก็ได้เล่าให้ฟังว่ารัฐบาลจะทำอะไร จะมีการร่างพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณเพื่อเอามาช่วยเหลือพี่น้องที่ได้รับผลกระทบ สิ่งที่ผมได้รับเสียงสะท้อนกลับ จากพี่น้องจากจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสุโขทัย และมีอีกหลายจังหวัดมากนะครับ สิ่งที่ชาวบ้านสะท้อนมาก็คือว่าก็ขอบคุณ ในสิ่งที่รัฐบาลได้ทำให้ แต่ชาวบ้านเองเขาก็อยากจะยืนด้วยตัวเองนะครับ ซึ่งบ้านเราเองอย่างที่ผมเคยนำเรียนหลายครั้งว่าเป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง หลายครั้ง ที่มีภัยพิบัติอะไรก็ตามประเทศไทยรอดพ้นมาได้ และสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทยก็คือดิน ตอนนี้เราขาดคือน้ำ น้ำอย่างเดียวจะช่วยพี่น้องเกษตรกรได้เกือบหมด ซึ่งในพื้นที่ของทางผมเอง แหล่งน้ำที่สำคัญที่สุดคือเขื่อนภูมิพล วันนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหา ลุ่มน้ำทั้งระบบของสภาผู้แทนราษฎรเราก็ได้มีการพิจารณาในหลายมิติ อันนี้ก็อยากจะ นำเรียนไว้นอกเหนือจากเรื่องของเราจะไปช่วยตรงนี้ อันนี้เป็นเสียงสะท้อนจากชาวบ้านจริง ๆ ว่าถ้ามีน้ำให้ถึงจะเกิดวิกฤติอะไรก็ตาม ถ้าเกษตรกรเขายังเพาะปลูกได้ เขายังทำอะไรได้ เขาไม่เดือดร้อนเลย คือราคาไม่ต้องสูงเอาแค่เป็นราคาตลาด แต่เขาสามารถที่จะ ทำการเพาะปลูกได้ อันนี้เป็นปัญหาที่เราจะสามารถแก้ได้ในระยะยาว อันนี้ชาวบ้านเขาฝากมา สิ่งที่ต่อเนื่องมาที่ได้รับเสียงสะท้อนหลายเรื่องก็คือถ้าเราทำเรื่องนี้ให้ชาวบ้านเขาสามารถ ที่จะทำมาหากินได้ สิ่งที่ผมได้ลงพื้นที่และพบก็คือปัญหาเรื่องของกองทุนหมู่บ้านซึ่งมีปัญหามาก ที่ผ่านมาการส่งต้นส่งดอกของกองทุน เนื่องจากชาวบ้านเขาไม่ได้ทำการเกษตร ผมก็เพิ่ง ได้ทราบว่ามีหลายกองทุนมาก ชาวบ้านต้องไปยืมจากกองทุนหนึ่งมาอีกกองทุนหนึ่ง ไปเสียดอกเบี้ย ๒ ต่อ อันนี้ถ้าเราสามารถทำให้เกษตรกรเขาไปปลูกพืชปลูกผักได้ เขาก็ไม่ต้องไปกู้จากกองทุนอื่น เขาก็มีเงินเพียงพอที่จะสามารถส่งดอกเบี้ย ส่งต้นไม่ได้ ก็ส่งดอกเบี้ยไปก่อน หรือว่าตัดต้นไปบ้าง อันนี้ชาวบ้านสะท้อนมานะครับ🔗
สิ่งที่ผมอยากจะเห็นในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติที่จะโอนนี่ ผมได้รับ การฝากมาจากท่าน ส.ส. มานัส อ่อนอ้าย จังหวัดพิษณุโลก ได้ฝากในเรื่องของการศึกษา เรื่องการส่งเสริมระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ให้กับโรงเรียนชนบทตามต่างจังหวัด วันนี้ มีระบบโครงข่ายเรียบร้อยแต่อยากให้เสริมประสิทธิภาพ ขอให้อินเทอร์เน็ต (Internet) ใช้การได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าทุกวันนี้โลกก็ก้าวไปไกล สิ่งสำคัญก็คือเด็กจะต้อง เข้าถึง และรับรู้ข่าวสารที่รวดเร็ว อันนี้จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเยาวชนของเรา🔗
สุดท้ายก็ต้องขอบคุณถึงมีวิกฤติต่าง ๆ ก็ต้องขอบคุณไปยังท่านผู้ว่าราชการ จังหวัดนครสวรรค์ด้วย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอำเภอเมืองจังหวัดนครสวรรค์เอง อำเภอเก้าเลี้ยวได้มีปัญหาเรื่องของวัชพืชที่กีดขวางลำคลองก็ไม่รู้จะแก้กันอย่างไร เพราะไม่รู้ จะเอาเครื่องจักรจากไหน ขอความกรุณาไปยังท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประสานงานกับทาง องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ลงมาช่วย และขอบคุณทางชลประทานพิษณุโลก ที่วันนี้ที่อำเภอเก้าเลี้ยวได้แก้ไขเรื่องนี้เพื่อจะรองรับเรื่องพระราชบัญญัติ ก็เลยจะฝาก ท่านประธานไปยังรัฐบาลว่ามีความหวังมาก ชาวบ้านในพื้นที่พอได้ทราบว่ารัฐบาลมีความคิด ที่จะเอาเงินที่เราตัดไว้งบกลางเพื่อจะเอาไปช่วย ชาวบ้านก็ดีใจและฝากขอบคุณมายังรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็สภาผู้แทนราษฎรที่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความเดือดร้อนของ ชาวบ้าน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ ท่านสัญญานะครับ ต่อไปเป็นท่านนิยม เวชกามา ๑๐ นาที เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมต้องขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ความจริงตอนแรก ๆ ที่รัฐบาลจะโอนงบประมาณตัวนี้มาเป็นงบกลาง โดยการตัดจาก หน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม ผมเห็นดีเห็นชอบตอนแรก ๆ นะ แต่พอผมมาดู ในรายละเอียด วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ผมรับไม่ได้ครับ รายละเอียดบอกว่า เพื่อโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๓ ของหน่วยรับงบประมาณ เป็นบางรายการไปตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณี ฉุกเฉิน ท่านประธานครับ พูดแบบนี้แสดงให้เห็นว่างบต่างหากตัดมาใส่ทีหลัง นายกรัฐมนตรี เอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ครับแบบนี้ จะเห็นว่างบกลาง เดิมมี ๕๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๆ วันนี้เหลืออยู่ ๔๙๒ ล้านบาท ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทหายไปดื้อ ๆ โดยเมื่อสักครู่ท่านมาบอก แล้วว่าท่านใช้โน่นใช้นี่ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีเอาความจริงมาบอกในสภาครึ่งเดียว ไม่เอาความจริงมาบอกเต็มรูปแบบ แล้วที่ท่านเคยให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ตึกสันติไมตรี ผมนั่งฟังด้วยความชื่นชมตอนนั้นนะครับ บอกว่าต้องตัดงบประมาณจาก ทุกกระทรวง ทบวง กรม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมชื่นชมเลยครับ ท่านขึงขังแบบนายทหาร แต่วันนี้ตัดมาได้แค่ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท แสดงให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีโกหกคนทั้งประเทศ ไม่ได้กล่าวหา ไปเปิดดูในคลิป (Clip) ที่ท่านให้สัมภาษณ์ บอก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าตัดได้จริง ๆ วันนี้ไม่มีการกู้เงิน พ.ร.ก. เงินกู้ ๓ ฉบับนี้ครับ ผมเห็นชัดเจนแต่ท่านมาเข้าทีหลัง แต่ถ้าตัดสมัยนั้นแล้วคนไทย ไม่เป็นหนี้แบบนี้หรอกครับ วันนี้เตรียมเป็นหนี้เลย มาชดใช้ เตรียมเป็นหนี้ครับ ผมกราบเรียนว่าวันนี้ท่านต้องเอาความจริงมาพูดในสภา ให้ ส.ส. เขาเห็นว่าเรื่องจริง ไม่ใช่ ไปโกหกเพียงวัน ๆ เมื่อสักครู่ผมนั่งฟังท่านพูด เงินงบกลางใช้ไป ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนนั้นก็ ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับแก้ปัญหาสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ใคร ๆ ก็พูดได้ครับ ไม่ได้มีรายละเอียดอะไร จะภัยแล้ง น้ำท่วมอะไรก็ว่าไป แต่ที่ผมสงสัยคือเงินจำนวนนี้ท่านต้องเอามา ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ คือ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านตัดมาแล้ว ผมดูในรายละเอียด ก็น่าสงสารนะ เงินจำนวนนี้ที่ใช้ไปเกี่ยวกับโควิด (COVID) ท่านบอกไม่มีหรอกทุจริต แต่ผมไม่เชื่อครับ เพราะเห็นตำหูตำตา บางรายคนรวย จากโควิด (COVID) เลยท่านประธาน เอางบตัวนี้ลงไปรวยซื้อโน่นซื้อนี่ แล้วที่ กระทรวงพาณิชย์ฟ้องกรมศุลกากร ๕,๖๐๐,๐๐๐ ชิ้นที่ไปต่างประเทศ วันนี้คดีถึงไหนแล้ว ท่านประธาน สุจริตหรือไม่สุจริตยังไม่รู้ กรมการค้าภายในฟ้องกรมศุลกากร วันนี้คดี ไม่ถึงไหน เงียบ แล้วเงินที่ไปให้กระทรวงอุตสาหกรรม ๖๕ ล้านบาท ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรมท่านไปทำ ๑๐ ล้านชิ้น ท่านรู้ไหมว่าแมสก์ (Mask) หรือหน้ากากอนามัย ของท่านทำจากเศษผ้า ชาวบ้านเขาไม่แฮปปี (Happy) เลยนะ เขาต้องไปซื้อเอง ๒๐-๓๐ บาท เพราะมันไม่น่าใส่ แถมวันนี้ท่านส่งไปให้อุตสาหกรรมจังหวัด ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ท่านต้องเคลียร์ (Clear) เรื่องนี้นะครับ เขาไปกองอยู่ในอุตสาหกรรมจังหวัดครับ เขาไม่ให้ใคร เขาบอกว่าอยากได้ ให้มูลนิธิ ให้ท้องถิ่น ให้ อบต. ขอมา ใครจะไปขอ ประชาชนขอไม่ได้นะครับ อุตสาหกรรม จังหวัดเขาเข้าใจผิดว่าเงินที่มาทำเป็นเงินพ่อเงินแม่เขา ความจริงไม่ใช่ เงินภาษี ต้องให้ประชาชน ท่านสุริยะเคลียร์ (Clear) เรื่องนี้นะ ก่อนจะไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านประธานครับ ผมด้วยความเป็นห่วงเป็นใยท่านอย่าคิดว่าท่านทำได้แล้วทำเลย ประชาชนเขามีหูมีตา เขายืนดูอยู่ ที่ผมติดใจอีกเรื่องหนึ่งท่านนายกรัฐมนตรีต้องเคลียร์ (Clear) ให้ได้นะ เจ้าสัวมาบอกว่าตั้งโรงงานและผลิตหน้ากากอนามัยแจกชาวบ้านวันละ ๑๐๐,๐๐๐ ชิ้น วันนี้ถึงไหนครับ ผมฟังดูรู้สึกดีใจนะ พี่น้องบ้านผม โอ๊ย ได้หน้ากากอนามัย จากโรงงานฟรีวันละ ๑๐๐,๐๐๐ ชิ้น วันนี้ถึงไหน เงียบไป ท่านรู้ไหมโรงงาน โรงงานฟรี บอกบีโอไอ (BOI) ให้ ๖๐ ล้านบาท ท่านอย่าคิดว่าคนเขาไม่รู้นะ ท่านอาจจะได้โรงงาน ฟรีด้วย หน้ากากแจกฟรีจะมีหรือเปล่าผมยังสงสัย ท่านประธานครับ แต่สิ่งที่ผมต้องพูด แถมท้ายก็คือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเอาเงินมาให้ท่านดูแลพระ แต่วันนี้สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติมีเงินงบประมาณทั้งหมด ปี ๒๕๖๓ ๔,๘๐๐ ล้านบาท เงินนิดเดียว แต่วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรียังอุตส่าห์ไปตัดคืนมา ๑๗๒ ล้านบาท อันนี้เกิดอะไรขึ้น แล้วจะให้พระ อยู่กันอย่างไร ครั้งแรกผมเข้าใจนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีบอกว่าให้พระคนละ ๔๐ บาทต่อรูปต่อวัน ความจริงไม่ใช่เงิน ๔๐ บาทต่อรูปเป็นเงินค่านิตยภัตมาลงขันของกองทุน วัดช่วยวัด หลงดีใจ แต่วันนี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีบอกว่าจะให้ ๖๐ บาท ผมยังไม่มั่นใจนะ เพราะแค่ ๑๗๐ ล้านบาทยังเอาคืนเลย ฝากดูแลพระด้วยเดือดร้อน เหมือนกัน วันนี้พระก็เหมือนบุคคลทั่วไป บ้านผมจังหวัดสกลนคร วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร เจ้าหน้าที่จังหวัดต้องทำข้าวกล่องแจกชาวบ้านวันละเป็น ๑,๐๐๐ กล่อง จากเวลา ๑๑ โมง ถึงบ่ายสองไปรับได้ นี่มหานิกาย ส่วนธรรมยุติกนิกายเขาไม่ได้ทำแบบนั้น ท่านมาแจกแมสก์ (Mask) พระราชวิสุทธิโสภณก็เอาชาวบ้านมาเย็บ เอาจีวรเอาผ้าที่ได้รับการถวายมาจากกฐิน ผ้าป่า มาเย็บเป็นแมสก์ (Mask) ปิดจมูกแจกทั้งพระทั้งชาวบ้าน อันนี้แสดงให้เห็นพระเขาไม่ได้ อยู่เฉย ๆ ช่วยเหลือบ้านเมือง เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านต้องคิดแล้วท่านนายกรัฐมนตรี ท่านจะเอา แต่บอกครึ่ง ๆ กลาง ๆ ความจริงต้องเปิดเผยในสภาให้ ส.ส. คิดด้วย ให้ชาวบ้านรู้ด้วย ไม่ใช่ บอกผมจะตัดเท่านั้นเท่านี้ วันนี้ทำไม่ได้ มันเป็นการโกหกคนทั้งประเทศ สิ่งที่ผมต้องพูดคือ หลายคนก็บอกว่าช่วยเหลือบุคลากรทางแพทย์ ผมเห็นด้วย อสม. เขาก็ทำงานเหน็ดเหนื่อย แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่แพ้กันไม่เคยมีใครพูดถึงเลย ความจริงผมไม่มีญาติเป็นตำรวจหรอกครับ แต่ทุกจุดที่ตั้งจุดตรวจทั้งหลายมีตำรวจอยู่ด้วยทุกจุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติท่านเคย ดูแลเขาไหม คนกลุ่มนี้เขาไม่ได้หยุดเลย ที่บ้านผมจังหวัดสกลนคร ไปไหน จุดไหนที่มีหมอ มีแพทย์ มีคนตรวจ มีตำรวจทุกจุด ผมก็สงสารเขา เขาก็ไม่ได้อยู่กับลูกกับเมีย ฝากเรียน ท่านประธานถึงนายกรัฐมนตรีถึงรัฐบาลชุดนี้ว่าอย่าคิดแต่มาบอกเรื่องครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของไม่จริง เอาของจริงมาพูดครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านนิยมครับ ต่อไปเป็นท่านนริศ ขำนุรักษ์ ๖ นาทีครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) อยู่ด้วยนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าประเทศไทยเราแก้ปัญหา และพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะในยามปกติหรือยามวิกฤติ เราใช้ระบบราชการ เราใช้ระบบ งบประมาณในการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด เช่นเดียวกันวันนี้รัฐบาลประสบปัญหา มีวิกฤติ รัฐบาลจึงขอเงินงบประมาณไปจำนวน ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อการแก้ไขปัญหา และฟื้นฟูประเทศ ผมเห็นด้วยในหลักการที่รัฐบาลจะได้โอนคืนงบประมาณส่วนนี้ไป แต่ว่า ขอคำตอบจากกระทรวงการคลัง และขอคำตอบจากสำนักงบประมาณ ในบางคำตอบ ประเทศไทยเรามีปัญหาอยู่ทั้งหมด ๔ ปัญหาหลัก ๆ ๑. ปัญหาการเกษตร ๒. ปัญหาการค้า การส่งออก ๓. ปัญหาเอกสารสิทธิและสิทธิที่ทำกิน และ ๔. ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม นี่คือปัญหาใหญ่ของประเทศ ผมคิดว่ากระทรวงการคลังและ สำนักงบประมาณไม่ควรแตะงบประมาณของ ๔ ปัญหาดังกล่าวนี้ โดยการโอนคืนแต่อย่างใด🔗
เรื่องที่ ๑ ปัญหาการเกษตร รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนครับว่าการเกษตรที่เหมาะสม ก็คือการโซนนิง (Zoning) พื้นที่และเป็นเกษตรอินทรีย์ แต่ถามครับว่าทำไมไปโอนคืน โครงการส่งเสริมการผลิตและใช้สารอินทรีย์ชีวภาพเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต ที่ตั้งไว้ที่ กรมพัฒนาที่ดิน ๑๖๙ ล้านบาท โอนคืนทำไมเมื่อนโยบายเป็นเช่นนี้ ๒. ด้านการปศุสัตว์ ประเทศไทยเป็นดาวรุ่งของโลกเรื่องการปศุสัตว์ หลายจังหวัดในประเทศ จีดีพี (GDP) ด้านปศุสัตว์สูงเท่าพืช เช่นจังหวัดพัทลุงปศุสัตว์มีจีดีพี (GDP) สูงมาก แต่ว่าถาม กระทรวงการคลังอีกครั้งหนึ่งครับว่าทำไมท่านไปปรับโอนคืนงบประมาณของงานวิจัย และนวัตกรรมด้านปศุสัตว์และงานยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ที่ตั้งไว้ที่ กรมปศุสัตว์ ๑๔๐ กว่าล้านบาท โอนคืนทำไมในขณะที่นโยบายเป็นเช่นนี้ จะทำให้ การปศุสัตว์ของประเทศ จะทำให้การเกษตรของประเทศถดถอยลงหรือเปล่า ท่านต้องมี คำตอบนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ปัญหาการค้า การส่งออก หัวใจของการค้าการส่งออกก็คือ ๑. การมีระบบข้อมูลของผลผลิตและการตลาดที่มากพอ ๒. มีความสามารถในการแข่งขัน ที่สู้เขาได้ และ ๓. มีการเจรจาการค้าที่ดี ถามกระทรวงการคลังกับสำนักงบประมาณว่าท่านไป ตัดงบประมาณ ๓ ส่วนนี้ได้อย่างไร เช่น งบประมาณฐานข้อมูล หรือบิ๊กดาต้า (Big Data) ที่ตั้งไว้ที่สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ท่านไปตัดงบประมาณโครงการสร้างเครือข่าย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ตั้งไว้ในกรมการค้าต่างประเทศ ท่านไปปรับโอน งบค่าใช้จ่ายในการพัฒนาทักษะนักเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่ตั้งไว้ที่กรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ ท่านทำทำไม เพราะสิ่งนี้คือหัวใจของการค้า การขนส่ง🔗
เรื่องที่ ๓ ปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศปัญหาหนึ่งก็คือ ปัญหาเอกสารสิทธิ และสิทธิทำกิน ประเทศไทยขาดที่ดินทำกิน การครอบครองที่ดินโดยไม่ชอบ การออกเอกสารสิทธิล่าช้า ท่านไปปรับโอนคืนงบประมาณจากกรมที่ดินด้านทะเบียนและ รังวัดที่ดินที่ให้บริการประชาชน ท่านโอนคืนของกรมที่ดินไปทำไม กับ ๒. ท่านไปโอนคืน การจัดทำแนวเขต ทำหมุดหลักฐานดาวเทียม งบรังวัดจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โอนไปทำไม จะทำให้การออกเอกสารสิทธิ ทำให้สิทธิทำกินของประชาชนล่าช้า ลงไปอีก🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ปัญหาสุดท้ายก็คือปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยเผชิญอยู่กับมลพิษและไวรัส ท่านไปโอนคืนงบประมาณจาก กรมควบคุมมลพิษ เขามีแค่ ๕๐๐ ล้านบาททั้งกรม ท่านไปโอนคืนมา ๔๘ ล้านบาท โอนทำไม ในโลกนี้กรมนี้ใหญ่ทั้งนั้น ประเทศนี้ประเทศเดียวที่ทำให้กรมนี้เล็กลง ท่านต้องมี เหตุผลอธิบายกับสภา เรื่องที่ ๒ ประเทศกำลังขาดแคลนน้ำอย่างหนัก น้ำใต้ดินนี่มันมี มากกว่าน้ำผิวดินถึง ๒๙ เท่า ท่านโอนคืนงบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทำลายความหวัง ทำลายเรื่องน้ำของประเทศนี้ลงโดยสิ้นเชิง กราบเรียนท่านประธานครับ เรื่องสุดท้าย ท่านไปปรับลดโอนคืนโครงการพระราชดำริ ในค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริ และกิจการพิเศษ และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุมชน ตามแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ตามแนวพระราชดำริ ก่อนผมมาเป็นนักการเมือง ทำงานในโครงการพระราชดำริอยู่ในพระโครงการพระราชเสาวนีย์ ผมไม่คิดเลยว่ารัฐบาลชุดนี้ จะปรับโอนเงินจากโครงการพระราชดำริ ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะได้เพิ่มเติมโครงการ พระราชดำริเสียมากกว่า เพราะ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการในประเทศไทยไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ คิดไว้ให้เสร็จเราเพียงแต่เติมงบประมาณลงไป ผมต้องขอเหตุผลว่า ทำไมท่านถึงปรับโอนงบประมาณโครงการพระราชดำริ ปรับไม่มาก แต่ว่า ๑ บาท ก็บาดหัวใจคนไทย ท่านจะปรับที่ตรงอื่นกี่พันล้านบาท กี่ร้อยล้านบาทผมไม่ติดใจ แต่ว่าสำหรับโครงการพระราชดำริบาทเดียวบาดหัวใจผม ซึ่งก่อนเป็นนักการเมืองทำงาน อยู่ในโครงการพระราชดำริ🔗
โดยหลักการเห็นด้วยที่จะลงมติกับสภาแห่งนี้เพื่อให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... แต่ขอคำตอบจากกระทรวงการคลัง และขอคำตอบจาก สำนักงบประมาณทั้ง ๔ ข้อ ที่ผมได้สอบถามไปครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ ท่านนริศนะครับ ต่อไปเชิญท่านขจิตร ชัยนิคม ๑๕ นาที เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในการโอนงบประมาณของรัฐบาลนี้ ผมมีข้อสงสัย เมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงก็เหลือเงินเป็นร้อยล้านบาท ๓๐๐-๔๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ทำไมไปใช้อะไรเร็วนัก ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ ๒-๓ เดือน หมดไปเลย แล้วมาขอโอนงบประมาณ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ไปใช้แบบเดิม เดี๋ยวอีก ๒ เดือนก็หมดแล้ว แล้วรายละเอียดดูแล้วก็ไม่ชัดเจน ไม่เคยมีรัฐบาลไหนใช้งบกลาง ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทในเวลา ๒-๓ เดือนนี้หมด ใช้กับกรณีโรคระบาดโควิด (COVID) ประมาณ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่อีก ๔ ล้านบาทท่านเอาไปทำอะไร เพราะฉะนั้นนี่เป็น ข้อสงสัยของผมในฐานะที่เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน โดยหลักการแล้วการโอนงบประมาณ ในสถานการณ์นี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะว่าผมยังมีข้อสงสัยว่างบที่จะไปใช้หนี้ ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านขอโอนมามันยังมีข้อสงสัยในเรื่องกฎหมาย เพราะปกติกฎหมาย งบประมาณนี้เขาเขียนไว้งบที่จะไปใช้หนี้เขาไม่ให้แตะต้อง แล้วเวลานี้ท่านทำไมใช้เล่ห์กลอะไร ไปแก้ตัวเลขโน่นนั่นนี่ แล้วเอาเงินที่จะไปใช้หนี้มาใช้เป็นงบกลาง งบกลางนี่ผมไม่เห็นด้วย กับหลักการก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อประยุทธ์ ท่านเพิ่งใช้ไปหยก ๆ ประมาณ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๔๐๐ กว่าล้านบาท เสร็จแล้ววันนี้ท่านมาขออีก มาขออีก ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ไปใช้แบบเดิม คำว่า ใช้แบบเดิม ก็แปลว่าใช้อยู่ที่อำนาจของนายกรัฐมนตรี คนเดียว ท่านประธานครับ ยิ่งผมไปดูรายละเอียดแล้ว รายละเอียดในเล่มที่ ๒ หน้า ๑๗๓ ตัดงบประมาณเพิ่งจะเอาไปสร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุงไป ๑๕ ล้านบาท แล้วก็โครงการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม จังหวัดนครพนม และที่จังหวัดอื่น ประมาณ ๒-๓ แห่ง รวมแล้ว ๕๖ ล้านบาท ท่านเคยไปที่โรงพยาบาลบ้านดุงไหมครับ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ในเขตเลือกตั้งผม ชาวบ้านแออัด รอมาตั้งนานกว่าจะได้ตึก ๕ ชั้นเพื่อจะแก้ปัญหาความแออัด แล้วตัดอย่างไร ตัดไปทำอะไร ไม่ใช่ญาติของตัวเองไม่สัมผัสกับตัวเองแล้วไม่รู้สึก แล้วไปตัดได้อย่างไร โครงการอย่างนี้ ผมนึกว่ากระทรวงสาธารณสุขจะต้องไม่ตัดงบประมาณมาเลย แต่ท่านก็ ไปตัด แล้วท่านก็บอกว่าจะเอาไปใช้กับโควิด (COVID) กับโรงพยาบาลใช่ไหม แล้วทำงาน ทำไมหลักการมันกลับไปกลับมาจนไปตัดกระทรวงสาธารณสุข แบบนี้ผมจึงไม่เห็นด้วย โดยหลักการแล้วว่าเงิน ๙๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ได้เต็มใจให้ไปเท่าไรหรอก แต่ท่านก็ถือ เสียงข้างมากท่านก็เอาไป ๙๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์งบกลาง วันนี้ ใช้หมดแล้ว แล้วกลับมาอีกขอ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ไปเอาจากงบประจำ ไปเอาจากงบบูรณาการ ไปเอาจากงบที่จะใช้หนี้สาธารณะ ไม่เคยมีงบประมาณที่ให้ไปตัดหรือไปโยกหนี้สาธารณะ แปลว่าหนี้ที่จะใช้เขา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่ได้ใช้ ก็เพิ่งเป็นหนี้ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ๑.๙ ล้านล้านบาท แล้วหนี้ท่วมหัว ประชากรประเทศไทยต้องรับผิดชอบ แล้วมีความหวังอะไร ไม่ได้มีความหวังเลย แผนงานที่ชัดเจนก็ไม่มี เอามาก็คือเอามาใส่งบกลาง ซึ่งจะเกิดภัยพิบัติ อะไรต่าง ๆ มากมาย ผมถามว่า ๓-๔ เดือนนอกจากโควิด (COVID) แล้วมีอะไรเป็น ภัยพิบัติที่ชัดเจนบ้าง พี่น้องประชาชนเกษตรกรทุกข์ยากแสนสาหัสจากภัยแล้งจนกระทั่ง ถึงวันนี้ ท่านมีอะไรไปให้เขา ชดเชยค่าทำนา บอกว่าให้จ่ายครอบครัวหนึ่ง ๓๕,๐๐๐ บาท ท่านก็ไม่จ่าย เวลานี้ท่านไล่รายละเอียดข้าราชการเกษียณแล้วเขามาทำเกษตรท่านก็ไม่จ่ายเขา ข้าราชการเกษียณมาทำเกษตรเขาไม่ได้ลงทุนหรือ ข้าราชการบำนาญ แสดงว่าเกษียณแล้ว บำนาญแล้วเป็นคนแก่ ๆ ไม่ต้องไปทำงาน ท่านกำลังส่งเสริมให้คนอยู่เฉย ๆ หรือเขาเอาเงินบำเหน็จบำนาญไปลงทุนทำนา เขาไม่ได้ทำนาฟรี แล้วท่านทำไมไม่จ่ายเขา เขาได้รับผลกระทบเหมือนกันจากภัยแล้งจากโควิด (COVID) ได้รับผลกระทบทุกหย่อมหญ้า วิธีการแบบนี้ผมว่าเลิกใช้ได้แล้ว อะไรที่มันเป็นสากลนี่ศึกษาหน่อยแล้วเอามาใช้หน่อย ไม่ใช่ว่ามีคนสนับสนุนยกมือในสภามากก็ไม่ต้องมีคำอธิบายมาก ผมเสียใจจริง ๆ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุง เห็นมากับตา คนมานอนเฝ้าหอบเสื่อหอบหมอน มานอนเฝ้า คนป่วยไม่มีอาคารพัก ไม่สำคัญ สำคัญว่าคนป่วยแน่นแล้วอยู่ไกลจาก โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลศูนย์ที่จังหวัดอุดรธานีก็แน่น เสร็จแล้วของบประมาณมา ๗-๘ ปี เอาไปเฉยเลย ตัดไปใส่งบกลางเฉยเลย ทั้ง ๆ ที่สภานี้อนุมัติไปแล้ว แล้วมาขอตัด ผมไม่อยากให้ตัด ผมไม่เห็นด้วยในรายละเอียดอย่างนี้ เดี๋ยวผมเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการย้ำว่าในภาวะสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้กับโรคระบาดร้ายแรง ในภาวะที่ต้องเตรียม โรงพยาบาลเตรียมพร้อม ไม่เห็นด้วยที่จะไปตัดกระทรวงสาธารณสุข ท่านคงเชื่อ สำนักงบประมาณ สำนักงบประมาณประเทศนี้ทำงบประมาณล้าหลังที่สุด อยากจะตัด วางเกณฑ์มาตัดแบบหัวสี่เหลี่ยมคือพลิกแพลงไม่ได้ ตัดกระทรวงนี้เท่ากัน สถานการณ์นี้ เขาส่งเสริมเขาใช้สำหรับประสิทธิภาพของแพทย์ ให้กำลังใจหมอ ดูแลโรงพยาบาลให้มี ความพร้อม แทนที่ท่านจะยกเว้นกระทรวงสาธารณสุขท่านก็ตัดเหมือนกระทรวงอื่น มีคนชั้นมันสมอง ทั้งนั้นใน ครม. ในสำนักงบประมาณ แต่ว่าทำงานแบบหัวสี่เหลี่ยม หัวไม่กลม ไม่พลิกแพลง ผ่านสำนักงบประมาณมา ผ่านคณะรัฐมนตรีมาแบบนี้แบบที่มีตัวเลขคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวอีกหน่อยงบประมาณเข้ามาก็จะตั้งเป็นเปอร์เซ็นต์อีก หน่วยงานไหนไม่รู้พอได้รับ งบประมาณมากบอกเพิ่ม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อไรจะเลิก การตัดงบประมาณ การใช้ งบประมาณแบบที่ใช้สมองน้อยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด ใครได้งบประมาณมาก เดี๋ยวจะเข้ามาอีกก็เพิ่มมาก เพิ่มมากจนไม่มีที่จะสร้างอยู่แล้วบางแห่ง แต่ว่าไกล ๆ ชนบท ได้งบประมาณน้อยก็เพิ่มน้อย นี่กระทรวงศึกษาธิการผมนี่ไปดูแล้วก็ตัดโน่นนี่อีก วันนี้กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ ที่ผมอยู่ได้รับการชี้แจงจากกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องโควิด (COVID) เห็นบอกว่าจะให้ เปิดโรงเรียนแต่ไม่มีงบประมาณใช้ ทำไมผมถึงบอกว่าไม่มีงบประมาณ ก็คนที่มาชี้แจง เขาบอกว่าเดี๋ยวจะให้โรงเรียนเอกชนเปิดก่อนเพราะโรงเรียนเอกชนมีเงินของตัวเอง เวลานี้ เอกชนจัดการศึกษามากกว่ารัฐบาล มีเงินมากกว่าโรงเรียนรัฐบาลหรือ นี่เขาชี้แจงอย่างนี้ว่า เดี๋ยวจะให้เอกชนเปิด ส่วนโรงเรียนรัฐบาลถ้าจะเปิดต้องถามต้นสังกัด ถามใครล่ะ ถามรัฐบาล โรงเรียนสังกัดท้องถิ่นต้องถามนายก อบจ. โรงเรียนสังกัด สพฐ. ถามใคร ก็ถาม รัฐบาล แล้วไม่รู้หรือว่าเขามีงบเท่าไร ไม่มีเท่าไร แล้วท่านดันไปตัดเขาอีก เสร็จแล้วไม่มีอะไร ที่จะจัดให้เขาเพิ่ม แล้วบอกว่าเปิดไม่ได้ เพราะมาตรการทางสังคมไม่พร้อม ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านว่าเวลานี้สถานการณ์นี้ อันนี้ที่โรงเรียนที่กระทรวงศึกษาธิการ🔗
ทีนี้ไปดูชายแดนเป็นเรื่องพิเศษรายงานท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย ท่านทราบไหมครับเวลานี้ ท่านปิดด่านถาวร ปิดด่านธรรมชาติที่ชาวบ้านข้ามไปมา แล้วเกิดอะไรขึ้น ปิดด่านถาวร ปิดด่านชั่วคราวที่เคยใช้เป็นทางการ วันนี้มันมีด่านธรรมชาติ ไฟไหม้แล้วมีการขนยาเสพติด รายงานจากผู้แทนจังหวัดเชียงรายที่อยู่ในคณะกรรมาธิการ แล้วก็คนที่จังหวัดเขาบอกว่า ยาเสพติดเข้าประเทศมากกว่าตอนยังไม่ปิดด่าน แล้วเข้ามาอย่างไร การรักษาชายแดนนี่ ถ้าไม่มีด่าน ไม่มีศุลกากร ไม่มีใครรักษาได้เลยหรืออย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ หน่วยงานความมั่นคงที่มาชี้แจงยอมรับว่ายาเสพติดเข้ามาในประเทศมากขึ้นทางชายแดน ซึ่งถูกปิด แปลว่าเวลาไม่มีด่านเขาก็ยิ่งเข้ามาโดยตรงได้เยอะ เกิดขึ้นได้อย่างไร รายล้อม ชายแดนทั่วประเทศใช้ทหารเท่าไร ใช้ตำรวจเท่าไร กำลังที่อยู่ชายแดนทั้งหมดประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน ตำรวจตระเวนชายแดน ๑๙,๐๐๐ คน อส. รักษาดินแดนประมาณ ๒๗,๐๐๐ คน ทหารซึ่งเป็นทหารพรานที่อยู่ชายแดน ๓๘,๐๐๐ คน ตำรวจน้ำอีกส่วนหนึ่ง ประมาณ ๑,๔๐๐ คน ทหารเรือมีอยู่บ้าง รวมแล้วกำลังประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คนนี่ไม่น้อย ไม่รวมทหารประจำการ ทำไมการป้องกันยาเสพติดทำไมถึงทำไม่ได้ แล้วก็เปลี่ยนแปลง งบประมาณไปใช้สิ่งเหล่านี้ไหม ก็ไม่ได้ใช้ เพราะว่าเรื่องยาเสพติดมันไม่ใช่เรื่องที่เกิดปัจจุบัน ทันด่วน ท่านไปตัดงบอันนั้นมาด้วยนะ ทั้ง ๆ ที่ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่คุกคาม ประเทศท่านตัดมาด้วย ท่านตัดแบบไหนผมไม่อยากจะพูดซ้ำอีก ผมอยากฝากคณะรัฐมนตรี อยากฝากมาก ๆ เลย งบประมาณแบบสำนักงบประมาณใช้ ทั้งเรื่องตัดซึ่งจะเข้ามาอีก รับรองว่าเป็นเปอร์เซ็นต์เลย หน่วยงานไหนได้มากเพิ่ม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หน่วยงานไหนได้น้อยเพิ่มน้อย และหน่วยงานที่ตั้งใหม่เขาไม่มีเงิน แทนที่ท่านจะเพิ่มให้เขามากเพื่อประสิทธิภาพ หน่วยงานตำรวจน้ำรับผิดชอบเท่าไร งบประมาณนิดเดียว ทำไม ลำพังจะเอาเรือราคา ๕ ล้านกว่าบาท ไปใช้เทคโนโลยีใหม่ มีของหายเอาเรือที่มีเครื่องมือที่จะไปบอกว่าของอยู่ไหน ยังไม่มีเลย ตำรวจน้ำ เมืองไทย ของหายในน้ำต้องเอานักประดาน้ำเอาคนไปว่ายตามข่าว เชยมาก แล้วทำไมไม่ใช้ ก็เพราะ ไม่เคยตั้ง ทำไมไม่ตั้งให้ ก็สำนักงบประมาณไม่ได้ตั้ง แล้วก็เข้า ครม. ครม. เห็นว่าเคยทำ อย่างนี้ก็ทำอย่างนี้ แล้วจะไปทำไม ใช้มันสมอง ใช้ความเป็นจริง จะได้เป็นประโยชน์ต่อ ประชาชน เกษตรผมก็บอกแล้ว เสนอแล้ว การอภิปรายคราวที่แล้วก็ไม่เห็นจะทำลงไปถึง ชาวบ้าน ไม่ต้องไปถามหรอกว่าจะขุดสระเท่าไร จะทำอะไร หมดยุคแล้ว ไปทำระบบน้ำเลย เจาะประปาให้ระบบน้ำเลย ปลูกหญ้าปลูกอะไรตัดสินใจแล้วให้เขาไปเลย ให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง แล้วอย่ามาพูดว่าจะช่วยเกษตรกรมาพูดเป็น ๑,๔๐๐ ครอบครัว พูดทำไม พูด ๓ ล้านครอบครัวขึ้นไปถึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ถึงจะเป็นระดับรัฐบาล ไม่ใช่พูด ๒,๐๐๐ แล้วมาอ้างว่าต้องไปพบประชาชนเป็นแสน อย่าพูดอีกในสภานี้ คนที่เป็นรัฐมนตรี และเป็นนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ ท่านขจิตร ชัยนิคม ต่อไปเป็นท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ๔ นาที เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอกราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ อภิปราย สนับสนุนหลักการและเหตุผลในร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... จำนวน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ไปตั้งไว้เป็นงบกลาง แล้วขอฝากข้อสังเกตให้กรรมาธิการวิสามัญ ถึงท่านนายกรัฐมนตรี ดังนี้ครับ สืบเนื่องจากวิกฤติโควิด (COVID) ของประเทศไทยและของ ทั้งโลก ทำให้ทั้งโลกนั้นต้องปรับเปลี่ยนภาวะที่เรียกว่านิวนอร์มัล (New normal) หรือความปกติใหม่ที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้น ประเทศไทยมีต้นทุนในการปรับเปลี่ยน นิวนอร์มัล (New normal) สูงมาก เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพิ่งผ่าน พ.ร.ก. ๑.๙ ล้านล้านบาท และยังมีต้นทุนทางอ้อมอื่น ๆ อีกจำนวนมาก เมื่อผมได้ตรวจดูงบประมาณ พ.ร.ก. เงินกู้ ในสัปดาห์ที่แล้ว ปรากฏว่ามีงบที่เราให้กระทรวงสาธารณสุขในการปรับเปลี่ยนระบบ การแพทย์ให้รองรับในการตอบโต้โควิด (COVID) ซึ่งจะมีมาในระลอกต่อไป และโรคติดต่อ ที่อุบัติใหม่ที่จะมีในปีต่อ ๆ ไป เพียง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ผมรู้สึกเป็นกังวลที่ประเทศของเรา ได้นำอนาคตของประเทศไปทำประกันชีวิต ประกันระบบเศรษฐกิจไว้กับ กระทรวงสาธารณสุขในงบประมาณเพียง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้น ผมจึงขอที่จะให้รัฐบาล ได้รับข้อสังเกตของผมไปโดยนำเงินจำนวน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นการนำ งบประมาณที่ใช้ไม่ทันในปี ๒๕๖๓ นี้ไปเยียวยาในส่วนที่เพิ่มเติมจาก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ของกระทรวงสาธารณสุข ยกตัวอย่าง บำรุงขวัญ อสม. ที่ทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขตั้งไว้ ๕๐๐ บาทต่อท่าน จำนวน ๑๖ เดือน เป็นเงินประมาณ ๑ ล้านบาท อันนี้ก็ขอให้ใช้งบในส่วนนี้ แล้วก็ในส่วนที่จะให้ค่าตอบแทนวิชาชีพของ หมออนามัยหรือนักวิชาการสาธารณสุข คนหนึ่งก็เพียงประมาณ ๓,๕๐๐ บาท ยังไม่ได้จ่ายเขา ซึ่งมีหมออนามัยอยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน ถ้าไม่มีหมออนามัยใครจะเป็นหัวหน้าทีมให้ อสม. ล่ะครับ ในเมื่อ อสม. ทำงานได้เพราะ หมออนามัยหรือทีม รพ.สต. ซึ่งเขาปิดทองหลังพระ ต้องจัดให้เขาโดยเร่งด่วน พร้อมด้วย ๗๒ สายงานทางด้านบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุข ต้องได้รับทั่วถึงและเป็นธรรม และในส่วนสุดท้ายก็คือว่าพี่น้องประชาชนที่ขาดโอกาสในการ เข้าถึงโครงการเยียวยาอาจจะไม่เก่งเรื่องของไอที (IT) เข้าแอปพลิเคชัน (Application) ไม่เป็น เพิ่งมาทราบภายหลัง ต้องเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย ที่มีความเดือดร้อนได้เข้าถึงโครงการเยียวยาของโควิด (COVID) ซึ่งเป็นภัยพิบัติสาธารณะที่มี ความร้ายแรง ขอให้รัฐบาลได้นำข้อสังเกตของกระผมนั้นไปดำเนินการเพื่อให้ พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนได้รับการเยียวยา ให้ประเทศมีความปลอดภัยในการที่จะตอบโต้ ภาวะฉุกเฉินจากโควิด (COVID) ในระลอกต่อไป เพื่อความปลอดภัยของประเทศ ระบบเศรษฐกิจ และพี่น้องประชาชน กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ คุณหมอนะครับ ต่อไป ๔ ท่านตามลำดับนี้นะครับ ท่านคมเดช ไชยศิวามงคล พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ คุณยุทธพงศ์ จรัสเสถียร แล้วก็คุณสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา เชิญท่านคมเดช ไชยศิวามงคล ๒๐ นาทีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล เขต ๓ จังหวัดกาฬสินธุ์ ทางรัฐบาลเสนอ ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... โดยโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นจำนวนเงิน ๘๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท สาเหตุเกิดจากการแก้ไขปัญหา เยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) และปัญหาภัยพิบัติ ภัยแล้งต่าง ๆ ผมเรียนท่านประธานผ่านถึง ท่านนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าตัวท่านมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการคิดที่ไม่ครอบคลุม ความคิด ที่มันไม่ครอบคลุมและการไม่ได้จัดลำดับความสำคัญ การแก้ไขปัญหาไม่ตรงประเด็น ไม่ถูกจุด มันเกิดขึ้น และผลออกมาทำให้ประเทศไทยลำบากไปทุกหย่อมหญ้า ผมจะชี้ให้เห็น ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ครับ🔗
การโอนจ่ายงบประมาณถ้าท่านคิดครอบคลุมตัวนี้เป็นภาคการเงินการคลัง ส่วนหนึ่งการบริหารด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการเมือง ด้านความมั่นคง ถ้าท่านเป็น นักประชาธิปไตย ท้องถิ่นหมดวาระไป ๕ ปีแล้วท่านยังจัดงบประมาณปีละ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเงินรายจ่ายประจำไม่ต่ำกว่า ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท สมาชิก ๑-๒ คน ๘๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้าน เงิน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านสามารถที่จะให้มี การเลือกตั้งจบเลยไม่ต้องไปจัดตั้งงบประมาณไปจ่ายเงินในส่วนนี้ ท่านประธานเห็นไหม การหาเงินถ้ามันครอบคลุมจะออกไปอย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องมาตัด ไม่จำเป็นต้องมากู้ นี่เป็น ประเด็นที่ผมยกตัวอย่าง ผมชี้ให้เห็นท่านประธาน เรื่องโควิด (COVID) ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยไปประกาศอยู่องค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น (UN) ว่าประเทศไทยมีความแข็งแรงด้านสาธารณสุขหรือ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค องค์กร สาธารณสุขจะประกอบด้วย นายแพทย์ หมอ พยาบาล อสม. และชาวบ้าน โครงการ ๓๐ บาทรักษาได้ทุกโรคมันคล้าย ๆ กับหินลับมีดครับ จากการที่มีอดีต นายกรัฐมนตรีสมัยพรรคไทยรักไทยได้ทำ ๓๐ บาทรักษาได้ทุกโรค เป็นการฝึกฝน และป้องกันการใช้เงินปีละ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทจากโครงการ ๓๐ บาทรักษาได้ทุกโรค เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณ โดยการให้ อสม. เข้าไปป้องกันด้านสุขภาพของ พี่น้องประชาชน ทำให้ประเทศไทยส่วนหนึ่งเกิดผู้สูงอายุผมว่าไม่ต่ำกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ คนอายุยืนกว่าเก่า แต่เก่าเจ็บไข้ได้ป่วยเสียที่ไร่ที่นาไป นี่เป็นโครงการหนึ่งที่เป็นจุดแข็งของ ประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปประกาศต่อยูเอ็น (UN) มีโครงการหนึ่งที่เป็นวิสัยทัศน์ของ อดีตท่านนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งก็คือการจัดเทคโนโลยีโดยการเอาไอแพด (iPad) เข้าไป ทุกโรงเรียนของเด็ก ป. ๑ การจัดการการแก้ไขปัญหาโรคระบาดและหลาย ๆ อย่าง ประเทศไทยเคยแก้ไขปัญหาโรคซาร์ส (SARS) โรคไข้หวัดนก ภัยจากสึนามิ (Tsunami) เคยแก้ไขปัญหาไอเอ็มเอฟ (IMF) ท่านเห็นไหมท่านประธาน การแก้ไขปัญหามันเป็น องคาพยพ พอเขาแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ คล้าย ๆ กันกับว่าทางรัฐบาลชุดนี้เคยบริหาร การท่องเที่ยว สามารถดึงประชากรโลกเข้ามาเที่ยวได้ถึง ๓๐-๔๐ ล้านคน แต่จริง ๆ แล้ว เป็นผลงานของอดีตท่านนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งที่เคยสร้างสนามบินสุวรรณภูมิไว้ นักท่องเที่ยวที่ไหนจะเดินมาครับท่านประธาน เขานั่งเครื่องบินมา แล้วก็มานั่งรถทัวร์ เพราะฉะนั้นวิสัยทัศน์ตรงนี้ การใช้เทคโนโลยี การจัดไอแพด (iPad) เข้าไปสู่กระบวนการ การศึกษาเป็นลักษณะควบคู่กัน เห็นไหมท่านประธานครับ ผมชี้ให้ท่านประธานเห็นตรงนี้ วันนี้ผมได้มีโอกาสประชุมเกี่ยวกับกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน มีรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเข้าร่วมประชุมด้วย มีรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่านรองปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ให้ข้อมูลอย่างนี้ ท่านประธาน วันนี้มีผู้ที่เป็นโควิด (COVID) ๑๗ คน ผมถามว่ามันมาจากไหน จากประเทศ คูเวต ๑๓ คน ประเทศซาอุดิอาระเบีย อีก ๔ คน ถ้าเราแยกแยะออกมาเราจะเห็นว่าปัญหา เกิดขึ้นระหว่างการที่คนจากต่างประเทศเข้ามา ผมขอนำเสนอไปอย่างนี้ครับท่านประธาน แทนที่จะมาแก้ไขที่ปลายเหตุ เอาคนมากักอยู่ ๑๔ วันในประเทศ อันนี้ผมคิดว่าเป็นการแก้ ที่ปลายเหตุ ทำไมไม่ไปแก้ไขที่ต้นเหตุ คือเอาบุคลากรต่าง ๆ เข้าไปป้องกันในประเทศนั้น สมมุติว่าทางประเทศคูเวตจะเข้ามาในประเทศไทย ก็ให้กักตัวอยู่ที่นั่น ๑๔ วันเลย จัดงบประมาณ จัดบุคลากรเข้าไปดำเนินการป้องกันอยู่ตรงนั้น อยู่ในประเทศมันไม่มีอะไร เราสวมหมวกกันน็อก แต่ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเห็นไหมครับท่าน ถ้าคิดไม่ครอบคลุม พ.ร.ก. ฉุกเฉินเป็นการไปทำลายเศรษฐกิจ ท่านตัดงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ตัด กระทรวงสาธารณสุขท่านก็ตัด มีคนไปท้วงติงว่าทำไม ไปตัดกระทรวงนี้ แล้ว ๓๐ บาทไปทำให้น้อยลงทำไม ผมยกตัวอย่างเรื่อง พ.ร.ก. รถทัวร์นอน คนจากจังหวัดขอนแก่นมากรุงเทพฯ ๓๐ คน ๔ ทุ่ม ถึงตี ๔ ตี ๕ เจอ พ.ร.ก. ไปไม่ได้ห่างกัน ๒ เมตร เหลือ ๑๕ คน รถทัวร์เจ๊งครับ จะเอาเงินที่ไหน จะเก็บภาษีที่ไหนผมถามดูหน่อย ผมบอกว่าเกี่ยวกับวิธีคิดของท่าน ท่านยอมรับโดยสดุดีว่าท่านไม่เก่งเรื่องเศรษฐกิจ แต่ท่านมี ความจริงใจ จริงใจอย่างไรครับ งบฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้ตั้งคนเข้าไปตรวจสอบ แตงโมลูกหนึ่งมันหายไปครึ่งหนึ่งทุกวันนี้ตั้งแต่ท่านเข้ามา ผมชี้ให้เห็นจีดีพี (GDP) ของประเทศหลุดไป ๖.๗ แรงงานท่านประธาน ไปตัดทำไมกระทรวงแรงงาน คนตกงาน ๗.๔ ล้านคน ลามไปจนถึงน่าจะ ๘-๑๐ ล้านคน เพราะว่ายังไม่นับนักศึกษาที่จบปริญญา คนจนจาก ๑๔ ล้านคน ขึ้นเป็น ๑๘ ล้านคน งบดุล ๕ ปีก่อนติดลบไม่ต่ำกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีที่ ๖ เข้าเป็นรัฐบาลติดลบอีก กู้เงินอีก ๑.๙ ล้านล้านบาท และตัด งบประมาณอีก ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๖๔ ขาดดุลอีกไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้านการเงินการคลังนี่จีดีพี (GDP) ถ้าติดลบถึง ๒-๓ ปีนี่ประเทศล้มละลายทันที ระวังตรงนี้ วิธีคิดท่านไม่ครบ ท่านไม่ครอบคลุมในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะท่านยอมรับ ด้านเศรษฐกิจว่าท่านไม่เก่ง การที่ท่านไม่เก่งนี่ไม่ใช่ยุคที่จะเอารถถังไปต่อสู้กัน ไม่ใช่ ยุคสงคราม มันสงครามทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยจากถูกตัดจีเอสพี (GSP) พานาโซนิค (Panasonic) ย้ายฐานจากประเทศไทยไปประเทศเวียดนาม ท่านประธานคิดดูสิ ลองดูให้ ครอบคลุมและตั้งโจทย์ให้แตก ๆ ท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าวิธีคิดท่านยังอยู่ในแนวนี้ ไปยากครับ วิธีการบริหารประเทศชาติไม่ใช่เอาวิธีการเกี่ยวกับเอาระบบข้าราชการมานำ ไม่มีวิสัยทัศน์ ระบบราชการท่านประธานผมชี้ให้เห็น วันเสาร์ วันอาทิตย์นี่เดือนหนึ่งหายไป ๘ วัน ปีหนึ่งหายไป ๔ เดือน เช้า ๓ ชั่วโมง บ่าย ๓ ชั่วโมง วันหนึ่งทำงาน ๖ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมง หายไปอีก ๘ เดือนนี่ได้ทำงาน ๒ เดือน ประเทศไทยถ้าท่านคิดอย่างนี้ปีหนึ่งท่านใช้เวลา ทำงานอยู่ ๒ เดือน ไม่ใช่ไม่ดี แต่ไม่ใช่วิธีการที่จะเอาแนวนี้มานำ ท่านไม่มีพื้นฐานเรื่อง ประชาธิปไตย ท่านไม่มีพื้นฐานเรื่องสังคม ยาบ้าเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วเห็นว่าจะเอา กัญชงกัญชาเข้ามาอีก ท่านคิดอะไรอยู่ ด้านสังคม ด้านสาธารณสุข ด้านการเมือง เลือกตั้งเฉย ๆ นี่เลือกตั้งนิดเดียว แค่นี้เงิน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทมาแล้ว ไม่ต้องตัดไม่ต้องกู้นี่คือวิธีคิด ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของประเทศในลักษณะที่คิดว่า เกิดปัญหาฉุกเฉินนี่ ผมว่าตอนนี้ประเทศไทยคน ๓,๐๐๐ กว่าคน แก้ไขปัญหาได้ถึง ๒,๙๐๐ กว่าคน ตาย ๕๐ กว่าคน ประสบผลสำเร็จจากหมอ จากพยาบาล จาก อสม. จากโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค จากโครงการไอแพด (iPad) ที่มีท่านนายกรัฐมนตรี มีวิสัยทัศน์ เป็นองคาพยพที่ไปได้ เหลือระหว่างคนต่างประเทศเข้ามานี่ ถ้าท่านแก้ไขปัญหา ตรงนี้โดยการเข้าไปป้องกันอยู่ในประเทศนั้นเลยนี่ ทูตต่างประเทศทำพาสปอร์ต (Passport) ข้อมูลอะไรต่าง ๆ นี่เข้าไปแก้ไขปัญหาตรงนั้นเลยจบครับ อย่าปล่อยให้เข้ามาในประเทศ เข้ามาแล้วมันแก้ยากผมชี้ให้เห็นตัวอย่างท่านประธาน คนอยากเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะการนั่งเครื่องบินไปกินยาครับ กินยาลดไข้ กินครึ่งชั่วโมง เอาเครื่องมือแพทย์ ไปยิงว่ากี่องศาเซลเซียส ๓๖ องศาเซลเซียส ผ่าน ๓๗ องศาเซลเซียส ผ่าน ๓๗.๕ องศาเซลเซียส ๓๘ องศาเซลเซียส ไม่ผ่าน พอเจอยาลดไข้มันเรียบร้อยแล้ว โควิด (COVID) ขึ้นมาในเครื่องบิน ในสนามบิน แล้วคนที่ไม่เป็นก็เป็น เป็นอยู่ในเครื่องบิน เหมือนกับเวทีมวยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นนี่คือการบริหาร วิสัยทัศน์ วิธีคิดต่าง ๆ ที่ควรจะดีกว่านี้ การจัดสรรงบประมาณควรจัดเข้าไปในส่วน ๆ นี้ ผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ระหว่างจุดที่เกิดปัญหาจริง ๆ แก้ได้ แต่ท่านมองไม่เห็น ท่านไม่เห็นความสำคัญตรงนี้ ผมคิดว่าประเทศไทยไปได้ ถ้าท่านแก้ไขปัญหาถูกจุด แต่ท่านแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด ปัญหา มันก็เหมือนเราสอบ จะมีโจทย์ขึ้นมาแล้วก็มีคำตอบ ข้อ ก ข้อ ข ข้อ ค ข้อ ง ข้อ จ เหตุผล ใกล้ ๆ กัน แต่คนที่มีประสบการณ์จะดูออกว่าการแก้ไขปัญหาเป็นข้อ ก หรือข้อ ข เพราะฉะนั้นคนที่เข้าไปเป็นบอร์ด (Board) หรือเข้าไปเป็นผู้นำประเทศ การแก้ไขปัญหา ที่ประสบผลสำเร็จส่วนใหญ่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ประสบการณ์ล้วน ๆ ไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่ หลักการ ไม่ใช่กระดาษ ไม่ใช่หนังสือ ประสบการณ์ล้วน ๆ ครับ ถ้าท่านมีจุดอ่อนเกี่ยวกับ ด้านเศรษฐกิจซึ่งโลกใบนี้ตัวเศรษฐกิจนำอยู่ แล้วการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ต้องควบคู่ กันไปกับเศรษฐกิจ ถ้าวิธีคิดท่านไม่ครบ ท่านไม่มีวิสัยทัศน์ และไม่เห็นความสำคัญ กับส่วนส่วนอื่นที่เป็นจุดหลัก เศรษฐกิจหลัก การเมืองหลัก สังคมหลัก ความมั่นคง ไม่ใช่ความมั่นคงนำหน้า จะไปซื้อรถถังทำไม จะไปซื้อเรือดำน้ำทำไม ทำไมไม่เอาเงินที่จะไป ซื้อรถถังซื้อเรือดำน้ำ อย่าง อสม. นี้ก็ถือว่าเขามีคุณค่า การยกระดับเขาขึ้นมา จัดเงิน สนับสนุนไปเลยคนละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท ให้ อสม. ไม่มีใครว่า ไม่มีใครเสียดาย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็มีคุณค่า รับทุกกรม ทุกกระทรวง เขารับภาระรับปัญหาหนักอย่างนี้ ถ้าท่าน จัดสรรงบประมาณเป็น หาเงินเป็น ประเทศไทยเฟื่องฟูครับ งบประมาณ ๕ ปี ติดลบ กู้อีอีซี (EEC) อีก ๒ ล้านล้านบาท กู้อีก ๑ ล้านบาท กู้อีก ๑.๙ ล้านบาท ตัดงบประมาณอีก ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และกู้เงินปี ๒๕๖๔ อีกไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน หนักครับ ๓ เดือนข้างหน้าถ้าท่านไม่สามารถพยุงเศรษฐกิจให้ไปได้ ให้ไปรอด ประเทศไทย จะพังทันที การเงินการคลังไปไม่ได้ มาตรการส่งออกไปไม่ได้ติดลบ มาตรการการท่องเที่ยว ไปไม่ได้ มาตรการการใช้จ่ายงบประมาณการเงินการคลังไปไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากอภิปราย ในสภาให้ท่านประธานได้รับรู้รับทราบ โดยเฉพาะผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านยอมรับ ด้วยตัวของท่านเองว่าท่านไม่เก่งเศรษฐกิจ แต่กลับกลายเป็นจุดหลักในการบริหารประเทศ ท่านประธานครับ ท่านคงมีญาติพี่น้อง ลูกสาว ลูกเขยของท่าน ถามท่านประธานครับ ท่านชอบลูกหลานที่กู้เงินเก่งหรือหาเงินเก่ง คำถามนี้ไม่ต้องการคำตอบ คนมีลูกมีหลาน ลูกสะใภ้ ลูกเขย ต้องการคนหาเงินเก่ง ไม่ใช่กู้เงินเก่ง เพราะฉะนั้นการเป็นนายกรัฐมนตรี การตั้งรัฐบาล การให้ความสำคัญต้องครบทุกมิติ ต้องหาเงินเก่ง ไม่ใช่กู้เงินเก่ง จะเอาเงิน ที่ไหนใช้ ถามว่าจะเอาเงินที่ไหนใช้หนี้อีก ๘๐ ปี ท่านประธานอยู่ถึงไหม ผมอยู่ถึงไหม ลูกหลานอยู่ถึงไหม ปล่อยให้ลูกหลานลำบากทำไมทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ ผลประโยชน์บังตา หรือการสืบทอดอำนาจบังตาอยู่ ดูย้อนหลังไปในอดีต ข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่มีการใช้อำนาจพิเศษ กฎหมายรัฐธรรมนูญ บวรศักดิ์ ก็ไม่เอา มาเอามีชัย มาเอา ส.ว. ๒๕๐ ท่าน ผมนึกว่า ส.ว. เป็นทหารเกณฑ์ ทำไมสั่งซ้ายหัน ขวาหันได้ขนาดนั้น องค์กรอิสระอยู่หน้าห้อง เป็นเด็กหน้าห้อง ดูจุดสำคัญสิท่านประธาน พังพินาศหมดแล้ว จะฟื้นอย่างไร จะแก้อย่างไร มันอยู่ในจิตวิญญาณของท่านครับ ผมไม่เห็นด้วย ในการโอนงบประมาณรายจ่ายและกู้เงิน หลายครั้งหลายครามาแล้ว ถ้าท่านเป็นอย่างนี้ ต่อไปท่านก็กู้อีก ไม่ต่างอะไรกับชาวบ้านที่เกิดภาวะตกหลุมดำตรงนี้ หนี้ ธ.ก.ส. หนี้สหกรณ์ ปรากฏว่าใบเตือนมาต้องกู้หนี้ไปใช้หนี้ นี่หรือประเทศไทย กู้หนี้ไปใช้หนี้ แล้วก็กู้หนี้ไปคืนหนี้ กู้หนี้ไปใช้หนี้ทั้งต้นทั้งดอก สภาพชาวบ้านภาคเกษตรกร ภาคเกษตรกรรมทุกวันนี้ เป็นอย่างไรครับ รอตายใช้หนี้ ท่านไม่เคยพูดถึงเรื่องราคายาง ราคามันสำปะหลัง ราคาอ้อย เกี่ยวกับแรงงานที่รับปากเขาไว้ ปล่อยปละละเลย มันสำปะหลัง ๑.๕๐ บาท ข้าว ๗๐๐-๘๐๐ บาท ยางพารา ๘ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท อ้อย ๖๐๐ บาทต่อตัน อ้อยต่ำกว่าราคาปุ๋ยอีก จริง ๆ เป็นกำลังซื้อของประเทศ ภาคธุรกิจ ภาคแรงงาน เข้าไปสู่ภาคครอบครัว เข้าไปสู่ ภาคอุตสาหกรรม เข้าไปสู่การเก็บภาษีอากร และย้อนมาพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ผมขอสรุปเลยว่าผมอยากให้ท่านเปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนพฤติกรรม คิดว่า ภาคเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังคงอยู่ไม่ได้ เห็นการแก่งแย่งชิงดีกันในส่วนส่วนนี้ ผมมอง รัฐบาลชุดนี้เหมือนการบินไทย ขาดทุนหมดเลย ต่างกันอะไรรู้ไหมครับ การบินไทย เปลี่ยนบอร์ด (Board) แต่รัฐบาลชุดนี้ยังไม่เปลี่ยน และผลดีผลที่เกิดความแตกต่างจะเกิดขึ้น อย่างไร เป็นไปไม่ได้ ฝากสุดท้ายครับท่านประธาน พ.ร.ก. ที่ออกไว้อย่าเอาไปใช้ในจังหวัด ที่ไม่เกิดปัญหา ท่านต้องแยกแยะออกไป เปิด พ.ร.ก. ใช้ในจังหวัดที่ไม่เกิดปัญหา จุดที่มีปัญหาใช้ไป ต้องแยกแยะเป็น ไม่ใช่หว่านแหไป ปลาตัวเดียวเน่าหมดข้อง ท่านประธานครับ ฝากข้อมูลที่เรียนให้ทางสภาได้รับทราบในโอกาสนี้ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีสุริยะชี้แจงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพอย่างสูง กระผม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม ตามที่ท่านนิยม เวชกามา ได้อภิปรายถึงเรื่องการแจกหน้ากากอนามัย ของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าการจัดสรรดังกล่าวมีการไปเก็บกองไว้ที่อุตสาหกรรมจังหวัด แล้วประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปขอโดยตรงได้ ผมขอเรียนท่านประธานว่า จากการระบาดของโรคไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นทำให้ประชาชนทั่วไปที่ต้องการ หน้ากากอนามัยจำนวนมาก ซึ่งผู้ผลิตไม่สามารถผลิตได้ทัน ผมจึงเห็นว่าทางกระทรวง อุตสาหกรรมสามารถที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ โดยผมเองได้ติดต่อกับทาง สภาอุตสาหกรรมเพื่อจะให้ช่วยผลิตหน้ากากผ้าซึ่งจะมาใช้แทนหน้ากากอนามัยได้ โดยท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านได้กรุณาอนุมัติงบประมาณ มาเป็นจำนวนทั้งสิ้น ๖๕ ล้านบาท เพื่อทำหน้ากากผ้า ๑๐ ล้านชิ้น โดยมีการจัดสรรจำนวน ๕.๖ ล้านชิ้นนั้นให้กับประชาชนทุกคนในกรุงเทพมหานคร โดยมี การจัดส่งทางไปรษณีย์ไปให้ถึงกับประชาชนทุกคนในกรุงเทพมหานคร ส่วนที่เหลืออีก ๔ ล้านเศษนั้นได้มีการส่งไปให้กับทางอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ แล้วก็ได้ให้ อุตสาหกรรมจังหวัดดำเนินการประสานหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ อาทิเช่น องค์การบริหาร ส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล โรงพยาบาลต่าง ๆ มูลนิธิ แล้วให้หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นแจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไป เหตุที่ต้องจัดสรรด้วยวิธีนี้เพราะทางระเบียบราชการ ต้องมีการตรวจสอบโดยอาจจะมีการตรวจสอบจาก สตง. จึงจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ครับ จึงเรียนชี้แจงผ่านท่านประธานไปถึงท่าน ส.ส. นิยม เวชกามา ด้วย ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล พรรคอนาคตใหม่เดิมครับ ท่านประธานครับ ๑๕ นาที ต่อไปนี้ กราบเรียนว่าเป็นนโยบายที่รัฐบาลเพิ่งวางเป็นกลไกร่างพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณ พ.ศ. .... ผมมีคำถามสั้น ๆ ครับว่า เมื่อเวลา ๑๔.๐๐ น. ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยืนตรงนี้ แล้วท่านบอกว่าเวลานั้นท่านใช้คำพูดว่า รับฟังความคิดเห็นประชาชนด้วยสิ แล้วท่านก็ห่วงใยอย่างจริงจังเลยครับว่า สิ่งที่ท่านอยากและคำนึงถึงเรื่องนี้คือห่วง คนข้างนอกคือประชาชนครับท่านประธาน เขาจะเข้าใจอย่างไรนะครับ กราบเรียน ท่านประธานฝากเรียนไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่านี่คือประเด็นที่ผมจะพูด ในการอภิปราย ๑๕ นาทีต่อไปนี้ครับ โอนไปซุกหรือเปล่า ระวังนะครับ กฎหมาย พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ปี ๒๕๖๑ นั้นมีเงื่อนไขและตัวตนอยู่ และจะมาบังคับใช้ในเรื่องนี้ แต่ก่อนอื่นต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมจะไปที่ต้นเลยครับ ยังไม่มีใครพูดครับ คือรัฐธรรมนูญใหม่ที่เราใช้อยู่ ปี ๒๕๖๐ ครับท่านประธาน ให้ความสำคัญต่อการรับฟัง ความคิดเห็นด้านกฎหมายอย่างยิ่งเลยครับท่านประธาน ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
อำนาจประชาชน ในยุคประชาธิปไตยดิจิทัล (Digital) อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๗๗ วรรคสอง บอกว่า ก่อนตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากกฎหมายในรอบด้าน มาตรา ๗๗ ครับ ถ้าดู ๗๗ แล้ว เหมือนเลขอะไรของเครื่องหมายพรรคใดพรรคหนึ่งผมจำไม่ได้นะครับ แต่ผมอยากบอกว่า ประชาชนคือหัวใจสำคัญในมาตรานี้ และยังมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่รองรับคือ พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ ในมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ เป็นที่มาครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสำคัญ เอกสาร ๔ ชิ้น ที่วางบนโต๊ะขาว ๆ ที่อยู่บนมือผมและอยู่ในสไลด์ (Slide) ด้วยครับ ขอกลับไปหน้าเดิมครับ รัฐธรรมนูญให้ความสำคัญมาก เพราะในกฎหมายฉบับนี้บอกเลยว่าจะต้องทำ เพราะรัฐธรรมนูญบังคับ โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องในคำนิยามของมาตรา ๓ ในพระราชบัญญัติ หลักเกณฑ์ แล้วผู้เกี่ยวข้องคือใคร หน่วยงานรัฐบาลครับ และหน่วยงานที่จะต้องทำ แพลตฟอร์ม (Platform) นี้คือสำนักงานรัฐบาลพัฒนาดิจิทัล (องค์การมหาชน) จะต้องออก แพลตฟอร์ม (Platform) กลางมาใช้ในมาตรา ๑๓ ซึ่งจะมีบทบัญญัติเฉพาะกาลใช้อยู่ในช่วงนี้ แค่สำนักงบประมาณเท่านั้นเองที่ยังทำอยู่ แต่ชุ่ยครับท่านประธาน ๓ เล่มนี้ถ้าท่านผู้ใด เอามาอ่านจะเห็นว่าทั้ง ๓ ฉบับที่วางบนโต๊ะนี่เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น ท่านหยิบ มาดูเถอะ ผมเขียนตัวแดงไปหมด เดี๋ยวผมจะฉีกเป็นชิ้น ๆ เลย เป็นหน้า ๆ ใน ๘-๙ หน้านี้ว่า มันคืออะไร ขาดความสนใจและเอาใจใส่อย่างยิ่งเลยครับ สำนักงบประมาณเจ้าของกฎหมาย ฉบับนี้ต้องกลับไปดู กระทรวงการคลังต้องควบคุมครับ และผมตอบไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านท่านด้วยว่ารับฟังประชาชนครับ เสียงที่จะผ่านดิจิทัล (Digital) ตรงนี้ต้องรับฟังจริง ๆ ไม่เชื่อก็ไปดูร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ ใหม่ รับฟัง ๓ วัน อันนี้รับฟังแค่ ๑๔ วัน ๒๑ เมษายน ถึง ๕ พฤษภาคม เชื่อไหมครับในเอกสาร ฉบับนี้ผู้เกี่ยวข้องคือหน่วยรับงบประมาณ มี ๑๒ หน่วยงาน ที่แสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วย แต่ ๔๙๙ หน่วยงานนี่หายครับท่าน ๑๒ หน่วยงานเป็นเพียง ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ อีก ๙๗ เปอร์เซ็นต์ คือ ๔๘๗ หน่วยงานที่หายไป จะไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยไม่รู้ นี่คือ รัฐรวมศูนย์นะครับ รัฐรวมศูนย์สั่งหน่วยงานงบประมาณบอกว่าให้เข้าเว็บไซต์ (Website) อันนี้แล้วแสดงความคิดเห็น เพราะทุกหน่วยคือผู้ที่ได้รับผลกระทบของร่างกฎหมายฉบับนี้ แต่เปล่าครับ นี่คือเสียง ๑ เสียงจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วไม่ใช่แค่นี้ ๙๘ เปอร์เซ็นต์นี่ หน่วยรับงบประมาณไม่ทำอะไรเลย ไม่เดือดร้อน จะยึดจะโอน เพราะคือรัฐรวมศูนย์ ท่านเชื่อไหมในเอกสารฉบับนี้ รายงานว่า ๙,๑๕๐ ราย เข้ามาดู ๑๖๒ คอมเมนต์ (Comment) ใน ๑๖๒ คอมเมนต์ (Comment) มี ๗๑ คอมเมนต์ (Comment) บอกว่า สนับสนุนบัตรทอง งานสาธารณสุขต้องทำ แล้วให้เลิกซื้ออาวุธด้วย สิ่งสำคัญในนั้นมีบอกว่า เลิกเถอะ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ดูนะว่าในเอกสารฉบับนี้มีอะไรครับ นอกจากไม่มีให้ความสำคัญ ความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ใช้คำตอบซ้ำ ๆ เอไอ (AI) โผล่ที่นี่ เอไอ (AI) โผล่ที่เว็บไซต์ (Website) ของสำนักงบประมาณ มันก็อปปี (Copy) ครับ ก็อปปี (Copy) คำตอบ เหมือนเปี๊ยบเลยครับ เดี๋ยวผมเปิดให้ดูอยู่ที่ไหนบ้าง ท่านดูคำถามแรกเป็นคำถามเรื่องทบทวน งานสาธารณสุขที่เขามีความคิดเห็น คือเรื่องเช่นเดียวกันโอนงบประมาณไปเป็นกองทุน เสมอภาค ต่อไปโอนงบประมาณจ่ายลงทุนไป อบต. โอนงบประมาณเรื่องความมั่นคงที่ไปใช้ แทนงบสาธารณสุข ไปที่ไหนครับ ไปใช้ในวิธีการอื่น ๆ ในการโอนงบประมาณ ท่านครับ นี่มีแค่ ๕ บล็อก (Block) ที่ผมยกมา ทั้งหมดมี ๗ บล็อก (Block) เหมือนกันหมดเลย ท่านเปิดเอกสารดู ท่าน ส.ส. ทุกท่านที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ท่านเปิดดูเลย ผมกากบาทไว้เลย ใช้เอไอ (AI) หรือไม่ ก็เจ้าหน้าที่ชุ่ย ชุ่ย ชุ่ย ตอบคำถามความคิดเห็นประชาชนแบบนี้ได้อย่างไร นั่นคือประชาธิปไตยดิจิทัล (Digital) ครับ ขอสไลด์ต่อไปครับ การโอนงบประมาณของโควิด (COVID) ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ มีเอกสารอีกฉบับหนึ่ง กฎหมายบังคับให้มี วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย ก็ช่วยอีกครับ ผมกราบเรียนว่าในบล็อก (Block) ของหน้า ๓ บอกเลยว่าสอดคล้องกับอะไรครับ สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๕ มาตรา ๑๔๒ ที่บอกว่าจะต้องสอดคล้องกับ แผนชาติและยุทธศาสตร์ ท่านเชื่อไหมว่าเจ้าหน้าที่ที่พรรคผมเอาเทกซ์ (Text) ของยุทธศาสตร์นี้มา พิมพ์คำว่าโรคระบาด มีอยู่ ๒ ที่ในยุทธศาสตร์ ตัวสุดท้ายคือ ยุทธศาสตร์การสร้างความเติบโตบนคุณภาพที่มีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เท่านั้นเอง อันสุดท้ายที่มี นอกนั้นไม่มี ไม่รู้ใครหลอกใคร อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะบอกว่ายุทธศาสตร์ ถูกเขียนไว้ ๒๐ ปี มีคำว่าโรคระบาดอยู่ ๒ คำเท่านั้นเอง แล้วเอามาเกี่ยวเพื่อออกกฎหมาย ฉบับนี้ครับ ไม่โอนงบ โอนแต่เงินใช้หนี้ร้อยละ ๔๐ มีการพูดไปแล้ว ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ในการโอนงบประมาณเอาไปใช้หนี้ เจ้าหนี้อ่วมแน่งานนี้คงไม่ต้องพูดว่าใครเป็นเจ้าหนี้ แล้วสิ่งสำคัญคือคณะกรรมการกำกับนโยบายของกระทรวงการคลังนั้นคงจะต้องปรับแน่ เพราะออกมาแล้วปรับสัดส่วนเพดานใหม่ แล้วเพดานใหม่อันนี้จาก ๖๐ ผมทายหวยเลย ตั้งไว้เลยตอนนี้ ๗๗ ที่เห็นข่าว ผมบอกเลยว่าอีก ๕ ปี ๘๐ แน่นอน แก้ง่าย ๆ คณะกรรมการ ออกมติของบอร์ด (Board) ออกมาปั๊บ เปลี่ยนแปลงสิทธิปั๊บ เพดานมันจะอ่วมขึ้นมา อีก ๕ ปีคอยดูว่าใครจะติดคุกบ้างถ้าไม่แก้ นั่นคือส่วนหนึ่งของการใช้ และหลักเกณฑ์ในการ ใช้เงินในรอบนี้ ดูหลักเกณฑ์นะครับ มี ๓ ส่วนที่เป็นส่วนใหญ่ ๆ ผมอ่านสั้น ๆ ว่าใน พ.ร.บ. นี้ ก็คือที่ยังเบิกไม่ได้ ที่ลงทุนแล้วไม่สามารถเบิกได้ แล้วก็ที่เป็นข้อผูกพันแล้วยังดำเนินการ ไม่ได้ นั่นคือหลักการ แต่ถามว่า ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทไปไหน กฤษฎีกาตีความไปแล้วที่เอาเข้า ไม่ได้ ผมไม่ขอพูดเรื่องนี้ งบที่โอนได้แต่ดันไม่โอน หมายความว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่สำคัญ ช่วงโควิด (COVID) ๓ หน่วยงานที่เห็น ๆ คือ กรมควบคุมโรค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วก็แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ผมยกตัวอย่างมา ๓ หน่วยงาน กรมควบคุมโรค ๓๖ ล้านบาท สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ๕๔๐ ล้านบาท แผนงานบูรณาการ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ๒,๐๘๔ ล้านบาท เอาเข้ามาทำไม มีหลายท่านพูดไปแล้ว แต่ผมจะลงให้เห็นเลยว่าใช้นักรบเสื้อกาวน์ (Gown) เสี่ยงต่อชีวิต ใช้ตำรวจหามรุ่งหามค่ำ ไปตรวจโน่นตรวจนี่ ตรวจคนมาละเมิดกฎหมาย ละเมิดอะไรครับ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาตรา ๙ จับหมดเลยครับ คนเก็บขยะกลับบ้านไม่ได้ก็จับ คนมีตั๋วจะเดินทางออกไปเข้าใจผิดว่า ข้ามเขตได้ มีใบอนุญาต ก็จับหมด ไปสร้างงานให้เขาแต่ไปตัดงบเขา ตัดงบโรงพักด้วย โรงพักสุทธิสารสร้างโรงพัก ๘ ล้านบาทเองไปตัดงบเขา โรงพักสุทธิสาร ผมเคยอยู่เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว เก่าแล้วนานมากแล้ว งบแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไปตัดงบเขาทำไม น้ำคือสายเลือดสายโลหิตของประเทศ เกษตรกรรอครับ ไปตัดเขื่อน เยอะแยะไปหมด ตีเช็คเปล่า ท่านตีเช็คเปล่าหรือเปล่าในงบที่ไปดึงเงินทุนสำรอง ผมพูดสั้น ๆ ว่างบนี้ท่านเอาไปใช้แล้ว ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ไปชดเชยเยียวยา ผู้ประกอบการ รู้ครับ อีก ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ยังเวต (Wait) รออยู่ แล้วเป็นอำนาจของผู้อำนวยการ สลักหลังเอ็นดอร์ซ (Endorse) โดยนายกรัฐมนตรี ระวังครับ เงินทอนหลวงจะเกิดขึ้นตรงนี้ หรือเปล่า ตามดูนะครับ เพราะว่าปี ๒๕๖๔ ท่านไม่ตั้งเงินชดเชยใช้หนี้ยอดนี้ ไปดูในรายการที่ ๘ ในเอกสารที่ลงมติ ครม. เมื่อเร็ว ๆ นี้ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม งบกลางเพิ่มจาก ๕๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็น ๖๑๔,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มช่วยโควิด (COVID) แค่ ๔๐,๓๒๕.๖ แสนล้านบาท แต่หมวดที่ ๗ หมวดที่ ๘ คือรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังไม่ให้ รายจ่ายเพื่อชดเชยใช้เงินทุนสำรองไม่ให้ ไม่ปรับด้วย ปรับ ๒ ครั้งแล้วครับ แสดงว่ากำลังโฮลด์ (Hold) เงิน ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ไว้ทำอะไร ท่านประธานครับ ระวังเงินทอน โควิด-๑๙ (COVID-19) จะมาใหม่ ติดแฮชแท็ก (Hashtag) ได้ครับ🔗
สรุป บทเรียนทั้งหมดจะส่อให้เกิดการทุจริต แน่ใจอย่างไรว่าไม่เกิดขึ้น เพราะเราต้องการตรวจสอบ อย่าให้เงินทอนโควิด-๑๙ (COVID-19) เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด สื่อมวลชน วิชาการ นักวิชาการ กล่าวขานกันระงม ถ้าไม่โปร่งใสเกิดขึ้นแน่ และเพื่อป้องกัน การทุจริตต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบงานนี้ และฝากขอบคุณเอกสาร ข้อมูลดี ๆ จากสำนักงานพีบีโอ (PBO) ครับ เจอกันในวาระที่สอง ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ต่อไป ท่านยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นาย ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมจะได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลที่วันนี้ทางรัฐบาลได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... มาให้สภาได้พิจารณาว่าในการโอนงบ ยอดรวมประมาณ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเอาไปช่วยในเรื่องของโควิด (COVID) ไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ท่านประธานครับ ผมอยู่สภาแห่งนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ก็เพิ่งเคยมีครั้งแรกที่มีการโอนงบแบบนี้ ซึ่งตรงนี้ผมก็เห็นด้วยที่ว่ามีความจำเป็นที่จะต้อง หาเงินไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เขากำลังเดือดร้อนจากปัญหาโควิด (COVID) แต่ท่านประธานครับ การใช้เงินครั้งนี้มันต้องระมัดระวัง แล้วก็ต้องมีความรอบคอบว่า เงินที่นำไปใช้ต้องเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ทีนี้ในหนังสือที่ผมกำลังจะอภิปรายต่อไปนี้ ว่าการโอนงบไม่โปร่งใส ที่ควรที่จะตัดเอาไปช่วยโควิด (COVID) ก็ดันไม่ตัด แต่ที่ไม่ควรจะตัด ก็ดันเอาไปตัด ท่านประธานครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พ.ร.ก. เงินกู้ ๑.๙ ล้านล้านบาท เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เน้นภารกิจก็คือเรื่องเกษตร ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ชุมชน ท่านประธานครับ ดูในเล่มที่ ๑ เอกสารประกอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ รายจ่าย พ.ศ. .... เล่มที่ ๑ ในส่วนของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม หน้า ๑๘๘ ไปตัดงานบูรณะพิเศษและบูรณะทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๒๕ ตอนท่าเรือ-เชิงทะเล จังหวัดภูเก็ต ๑ แห่ง ๑๖ ล้านบาท ในลำดับที่ ๘๙ งานฟื้นฟูทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓๔ ตอนปากน้ำกระบี่-เขาทอง ตอนที่ ๒ จังหวัดกระบี่อีก ๕๐ ล้านบาท อันนี้เป็นตัวอย่างว่า เป็นงบประมาณที่ผมว่าจำเป็น เพราะว่าเป็นเรื่องของแหล่งท่องเที่ยว จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งท่านประธานก็ทราบดีว่าเป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา แล้วเราก็จำเป็น ที่จะต้องฟื้นฟู เพราะว่าโควิด (COVID) ครั้งนี้ เราได้รับความเสียหายจากปัญหาการท่องเที่ยว อย่างนี้ไปตัด เขาครับ ทีนี้ที่ควรจะตัดก็ไม่ตัด ผมต้องขออนุญาตเรียนชี้แจงท่านประธานว่าเรื่องนี้เกิดขึ้น ที่จังหวัดที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรคือจังหวัดมหาสารคาม ก็มีงบประมาณในการก่อสร้างถนน ยกระดับ เพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง จำนวน ๔ โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น ๑๙๐ ล้านบาท เป็นงบ ปี ๒๕๖๓ ของจังหวัดมหาสารคาม ถนนตรงนี้เดี๋ยวพี่น้องประชาชนและท่านประธาน อาจจะไม่เข้าใจว่า เอ๊ะ ไปยกระดับอะไร คือถนนเดิมมีอยู่ ๒ ช่องจราจร ก็ไปขยายข้าง ๆ อีกฝั่งละ ๑ ช่อง กลายเป็น ๔ ช่องจราจร เขาเรียกว่างานเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง จังหวัดมหาสารคามได้งบมาทั้งหมด ๑๙๐ ล้านบาท ทำถนนอยู่ ๔ สาย สายที่ ๑ คือโครงการก่อสร้างยกระดับมาตรฐานและเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง ทางหลวง หมายเลข ๒๓๘๑ ตอนนาเชือก-โพธิ์ทอง ระยะทาง ๒.๕๐ กิโลเมตร งบประมาณที่ได้รับ การจัดสรรทั้งสิ้น ๕๐ ล้านบาท แต่เวลาทำสัญญาจริงผู้รับเหมาที่ประมูลได้ในราคา ๔๙.๙๘๕ ล้านบาท ก็คือต่ำกว่าราคากลาง ๑๕,๐๐๐ บาท น่าตกใจไหมครับท่านประธาน ๕๐ ล้านบาท ประมูลต่ำลงไป ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วก็ได้ผู้รับเหมา ขออนุญาตเอ่ยชื่อ เพราะว่าอันนี้เป็นข้อเท็จจริง ไม่กลัวโดนฟ้องด้วยเพราะว่าเรื่องจริง คือ หจก. บรบือพรเทพ ได้งาน สัญญาที่ ๒ ครับท่านประธาน มหาสารคามอีก ทำทางยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพ ทางหลวง งานก่อสร้างเหมือนกัน ทางหลวงหมายเลข ๒๐๔๕ ตอนหนองคูโคก-วาปีปทุม ๔๐ ล้านบาท ราคากลาง วงเงินทำสัญญา ๓๙.๙๘๕ ล้านบาท ก็คือราคาลดลงไป ๑๕,๐๐๐ บาทอีกครับ ผู้ชนะการประกวดราคา รายเดิมอีกครับ คือ หจก. บรบือพรเทพ โครงการที่ ๓ ทางหลวงหมายเลข ๒๐๔๐ ราคากลาง ๕๐ ล้านบาท วงเงินประมูลไป ๔๙.๙๘๕ ล้านบาท ก็คือต่ำกว่าราคากลาง ๑๕,๐๐๐ บาท ผู้ชนะรายเดิมอีกครับคือ หจก. บรบือพรเทพ รายการที่ ๔ เหมือนเดิมครับ ทำถนนเหมือนเดิม ตอนมหาสารคาม-วาปี ราคากลาง ๕๐ ล้านบาท วงเงินทำสัญญา ๔๙.๙๗๐ ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง ๓๐,๐๐๐ บาท ผู้ชนะการประกวดราคาเจ้าเดิมอีกครับคือ หจก. บรบือพรเทพ น่าสงสัยไหมล่ะครับ ท่านประธานว่า โอ้โฮ ทำไมจังหวัดมหาสารคามได้ผู้รับเหมาอยู่รายเดียว แล้วแต่ละงาน ประหยัดงบลงไป ๑๕,๐๐๐ บาท ยื่นซองอยู่รายเดียว ทีนี้พวกผม ส.ส. จังหวัดมหาสารคาม ๕ คน พรรคเพื่อไทย ก็มีผม ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ท่านสุทิน คลังแสง ท่านไชยวัฒนา ติณรัตน์ คุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ แล้วก็คุณจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ พวกผมมากันยกจังหวัด พรรคเพื่อไทยไม่ขาดแม้แต่ที่นั่งเดียวก็ปรึกษาหารือกันว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างนี้ผิดปกติก็เลย ทำหนังสือร้องไปถึงท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เหตุผลในการร้อง ท่านประธาน ฟังนะครับว่าเขาล็อกสเปก (spec) กันอย่างไร ก็คือเขากำหนดว่าคนที่จะมาประมูลงาน จะต้องเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นพิเศษหรือชั้น ๑ ชั้น ๒ แล้วก็บอกว่าจะต้องไปกำหนดว่า มีผลงานงานบำรุงประเภทฮอตมิกซ์ อินเพลซ รีไซคลิง (Hot-Mix In-place Recycling) หรือถ้าภาษาพวกผู้รับเหมาเขาเรียกว่าฮอตรี (Hot Re) แล้วขณะเดียวกันไปล็อกอีกครับ บอกว่าจะต้องมีโรงงานผสมแอสฟัลต์ คอนกรีต (Asphalt concrete) หรือแพลนต์ (Plant) รัศมีไม่เกิน ๑๐๐ กิโลเมตร จากสถานที่ก่อสร้างก็คือตรงที่ประมูลงานที่จะสร้างถนน ท่านประธานครับ พอคุณไปกำหนดอย่างนี้ว่าจะต้องมีฮอต รีไซคลิง (Hot recycling) แล้วต้องมีแพลนต์ (Plant) ไม่เกิน ๑๐๐ กิโลเมตร คนอื่นเขาเข้ามาแข่งขันไม่ได้ อันนี้ คือการกีดกัน และขณะเดียวกันแม้กระทั่งงานของกรมทางหลวงเองที่สร้างในลักษณะอย่างนี้ ที่ใช้งบของกรมทางหลวง แต่ที่ผมอภิปรายเรียนท่านประธานมันเป็นงบของจังหวัด งบกระทรวงมหาดไทยครับ งบกรมทางหลวงเขายังไม่ได้ล็อกเลยครับ อธิบดี กรมทางหลวงคือ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ขออนุญาตที่เอ่ยนาม เพราะเป็นรุ่นพี่ผม จบวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาด้วยกัน มีหนังสือบันทึกสั่งการเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ บอกว่าพวกงานขยายจาก ๒ ช่องเป็น ๔ ช่อง งานเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง ให้กำหนดเพียงว่า ๑. งานก่อสร้างทางชั้นพิเศษหรืองานก่อสร้างทางชั้น ๑ กับชั้น ๒ ก็เข้าประมูลได้แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องไปจดทะเบียนฮอต รีไซคลิง (Hot recycling) แต่ที่จังหวัดมหาสารคามกำหนดพิลึกพิลั่นถึงได้ผู้รับเหมารายเดียวทั้งจังหวัด และขณะเดียวกันลดราคาไปงานละ ๑๕,๐๐๐ บาท ทีนี้ความผิดปกติที่ผมว่างานนี้ควรที่จะ ตัดออก มันควรจะเอาเงินไปช่วยโควิด (COVID) ตั้งแต่วันที่ ๖ งานนี้เซ็นสัญญาวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓ วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ส.ส. จังหวัดมหาสารคามทั้ง ๕ คน ก็ได้โทรศัพท์ไปเรียนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามบอกว่า ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดงานนี้ ผิดปกตินะ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปตรวจสอบทีครับ งบประมาณแผ่นดินเกิดความ ไม่โปร่งใส กำลังจะเกิดความเสียหาย ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านพูดอย่างไรรู้ไหมครับท่านประธาน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบอกว่าเขาก็สงสัย ก็เชื่อเหมือนกันนะ ผมกับ ส.ส. ทั้งหมด ๕ คนนี่ ไม่พอ โทรศัพท์ไปหาป๋าฉิ่ง ท่านประธานรู้จักป๋าฉิ่งใช่ไหมครับ ท่านฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แจ้งป๋าฉิ่งไปตั้งแต่วันที่ ๖ พฤษภาคม บอกป๋าฉิ่งว่าต้องรีบ ไปตรวจสอบก่อนนะ เพราะว่ามันไม่ชอบมาพากล เดี๋ยวจะเสียหาย ผมก็ทราบจากป๋าฉิ่ง บอกว่าได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบแล้ว แต่ปรากฏว่าทำหนังสือ พวกผม ส.ส. ทั้งจังหวัด ๕ คน ไม่ใช่จิ้งจกนะครับ ส.ส. ทั้ง ๕ คน ทั้งจังหวัด ทำหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด บอกว่าให้เข้าไปตรวจสอบ เข้าไปทบทวน และให้ตอบภายใน ๗ วัน ป่านนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด ยังเงียบเลย วันนี้วันที่ ๔ มิถุนายนแล้วยังเงียบ และขณะเดียวกันเงียบไม่พอ เซ็นสัญญาไปเลย เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม เซ็นรวดไปทั้ง ๔ สัญญา ท่านประธานครับ ผมจบวิศวกรรมศาสตร์ มาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องถนนผมต้องรู้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะเรียนจบมาได้ อย่างไร ท่านประธานครับ ที่แขวงการทางเขาไปทำไม่ได้ทำโดยพลการไปปฏิบัติราชการแทน ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เกิดอะไรขึ้นผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามคนนี้ต้อง รับผิดชอบ เพราะว่าแจ้งไปหมดแล้ว แจ้งแม้กระทั่งป๋าฉิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดยังเฉย แสดงว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดคนนี้ไม่กลัวป๋าฉิ่งสิครับ เขาบอกว่างานฮอต รีไซคลิง (Hot recycling) ผมขออนุญาตใช้เวลา เพราะว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยให้เวลาผมเยอะครับ เพราะว่าบอกว่า เอาให้เต็มที่เลยเรื่องที่ทุจริต เรื่องโกงนี่ ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ไหน วันนี้ไม่ฟังผมอีกแล้ว ท่าน มท. ๑ ไปไหนอีกครับ เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีบอกจะจัดการใครไปโกงพวกโควิด (COVID) ผมเอามาบอกอยู่นี่จะจัดการไหม หรือเป็นเพียงลมปากพูดไปแบบนั้น เขาบอกว่า งานฮอต รีไซคลิง (Hot recycling) เป็นงานซ่อมบำรุง เพื่อปรับปรุงผิวทางที่เสื่อมสภาพ ให้กลับมาใช้ได้ แต่งานก่อสร้างถนนทั้ง ๔ สายที่จังหวัดมหาสารคามงบประมาณประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท เป็นการขยายถนนครับ ถนนเดิม ๒ เลน ขยายเป็น ๔ เลน ดังนั้น งานส่วนใหญ่เป็นงานก่อสร้าง ไม่ใช่การทำผิว แล้วบอกว่าถ้าผิวถนนเสียหายแค่ไม่ถึง ชั้นเบส (Base) ถ้าชั้นเบส (Base) จะต้องใช้รีไซคลิง (Recycling) ใช่ไหมครับ แต่อันนี้ไม่ถึง จริง ๆ แล้วก็สามารถใช้แอสฟัลติก (Asphaltic) ธรรมดามาปูผิวปรับปรุงผิวได้อยู่แล้ว แล้วทำไมต้องไปล็อกสเปก (spec) เอาไปใช้ฮอต รีไซคลิง (Hot Recycling) แล้วผมก็เรียน ครับว่าพอคุณไปกำหนดแพลนต์ (Plant) รัศมีต้องไม่เกิน ๑๐๐ กิโลเมตร และต้องมีฮอต รีไซคลิง (Hot Recycling) ถึงออกมาเป็นรายเดียว ทั้งจังหวัดได้รายเดียว เรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่าน มท. ๑ ผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่างบจังหวัดแบบนี้ จังหวัดมหาสารคาม บ้านผมมีงบแบบนี้ทุกปีครับ ทำมาแบบนี้ทุกปีไม่เคยกำหนดเลยครับ แล้วท่าน มท. ๑ ท่านต้องไปตรวจสอบ สั่งป๋าฉิ่งให้รีบไปตรวจสอบเลย หนังสือผมยื่นถึงป๋าฉิ่งก็ยื่นไปแล้วครับ ป่านนี้ยังไม่ได้รับคำตอบเลยครับ และผมก็สงสัยท่านประธานครับว่าทำไมขนาดป๋าฉิ่ง ก็สั่งการแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามยังไม่ทำอะไร ยังเฉยอยู่ บอกว่าให้ตอบภายใน ๗ วัน อันนี้ไม่ ๗ วันแล้ว ๑ เดือนแล้วครับผู้ว่าราชการจังหวัดยังเฉยอยู่ ผมไปสืบเบื้องหลังมา เขาบอกว่ามีบิ๊ก (Big) การเมืองในกระทรวงคมนาคมกับกระทรวงมหาดไทยสั่งการ อยู่เบื้องหลัง ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามถึงไม่กลัวป๋าฉิ่ง เขาให้ต่อครับ อย่าเพิ่งกดออดผม ผมเหลืออีกนิดเดียว กำลังถึงตอนสำคัญครับท่านประธาน ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม หดหัว ไม่กล้าตรวจสอบ ไม่กล้าทำอะไรเลย ส.ส. ทั้งจังหวัดก็คือตัวแทนของประชาชน ทั้งจังหวัดมหาสารคามไปร้องเรียนให้ตรวจสอบเรื่องความโปร่งใส บอกว่าให้ตรวจสอบก่อน ค่อยเซ็นสัญญา ผู้ว่าราชการจังหวัดเฉย กลัวไม่กล้าตรวจสอบเพราะว่ามีบิ๊ก (Big) สั่งการ อยู่ข้างหลัง ถึงออกมาเป็นอย่างนี้ครับ ฝากท่านประธานผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรี ไปยังท่าน มท. ๑ ว่าต้องไปตรวจสอบครับ ใครไปสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามจึงได้ กลัวนักกลัวหนา ขนาดป๋าฉิ่งสั่งให้ไปตรวจสอบยังไม่ไปตรวจสอบเลย แล้วตรงนี้อย่างนี้ทำไม ไม่ตัดทิ้งที่ผมพูดมาทั้งหมด ๒๐๐ ล้านบาท ท่าน มท. ๑ ก็มาแล้ว แล้วที่บอกว่าไปส่งเสริม เรื่องการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ เยอะแยะเลยไปตัดของเขาทิ้งครับ แล้วจังหวัดมหาสารคามทำไมไม่ตัดทิ้ง แล้วก็ ส.ส. ทั้งจังหวัดไปร้อง วันนี้เหมือนกับไปร้อง ศาลพระภูมิ ยังไม่มีคำตอบอะไรเลยนะครับท่านประธาน อันนี้คือตัวอย่างที่มาบอกว่า มีความไม่โปร่งใสในการบริหารงบประมาณ แล้วขอแถมอีกนิดหนึ่งครับท่านประธาน เพราะว่าฝ่ายค้านมีเวลาให้ผมเยอะ เดี๋ยวเขาจะหาว่าผมขึ้นมาแล้วไม่มีข้อมูล🔗
ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย เล่ม ๒ ผมไปดู หน้า ๑๖๑ งบซื้อรถทั้งหลาย ผมยกตัวอย่างหน้า ๑๖๑ รถบรรทุก (ดีเซล) ขนาด ๑ ตัน ปริมาตรกระบอกสูบไม่ต่ำกว่า ๒,๔๐๐ ซีซี (cc) ขับเคลื่อน ๒ ล้อ แบบดับเบิลแค็บ (Double cab) ใช้ที่ศูนย์ศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑ คัน ๘๖๘,๐๐๐ บาท อย่างนี้ไปตัดทำไมผมถามหน่อยครับ ทีเรื่องรถเช่า วันนี้มีมหกรรม ความไม่โปร่งใส ท่านประธานทราบไหมครับ หน่วยงานของราชการทุกวันนี้ผมว่าโง่หรือ แกล้งโง่ ทำอย่างไรครับ อธิบายไม่ยากเลย อย่างเมื่อสักครู่เวลาไปเช่าเสร็จก็คือรถกระบะ ๔ ประตู ถ้าไม่โตโยต้า วีโก้ ก็เป็นอีซูซุ ดีแมกซ์ ๔ ประตู ราคาประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ บาท เอาง่าย ๆ ท่านประธาน วิธีการ ตำรวจสำคัญที่สุดเลย นายกรัฐมนตรีไปไหนฟังดูหน่อย จะไปจัดการ ทุจริตต้องมาฟังผม วันนี้ท่านประธานไปสิครับตามสถานีตำรวจ ไม่ว่าสถานีตำรวจภูธร ไม่ว่า สถานีตำรวจนครบาล โอ้โฮ ท่านประธาน ผมไปสถานีตำรวจตอนที่มีเรื่องวิวาทะทางด่วน ในสภาไปแจ้งความ เข้าไปที่ สน. มักกะสัน โอ้โฮ ห้องน้ำนี่เหม็นมาก ฝนตกหลังคาก็รั่ว เหม็น ไม่มีเงินซ่อม แต่มีเงินเช่ารถ เช่ารถสายสืบ รถจับยาเสพติด รถธุรการ รถขนผู้ต้องหา ไปเช่าอะไรกันนักกันหนา วิธีการเขาทำอย่างไร ง่ายนิดเดียว อย่างนี้ซื้อตัดทิ้ง เช่าเขา เช่าอย่างไร อย่างเมื่อสักครู่ผมยกตัวอย่าง รถ ๔ ประตูราคาประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ บาท หน่วยงานหลายหน่วยงาน เอาตำรวจนี่หนักสุดเลย ไปเช่าเดือนละ ๑๘,๐๐๐ บาท เดี๋ยวนี้ ๖๐ เดือน ๕ ปี รวมเบ็ดเสร็จประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ บาท เสร็จแล้วบริษัทรถเช่าก็เอารถ คืนไป ตำรวจหรือกระทรวงยุติธรรมหลายหน่วยงานทั้งหลายแหล่ก็ไปเช่าใหม่ บริษัทรถเช่า ก็เอารถกลับคืนไป ก็เอาไปขาย รถเยอะแยะมันไม่ได้ใช้งานมาก ๙๐๐,๐๐๐ บาท ขาย ๔๕๐,๐๐๐ บาท กำไรเหนาะ ๆ ๔๕๐,๐๐๐ บาท แล้วผมถามว่าวันนี้ใครกันแน่ที่โง่ บริษัทที่ให้เช่ารถโง่หรือรัฐบาลโง่ ตำรวจโง่ที่ไปใช้วิธีการเช่าแบบนี้ แล้วโรงเรียนนี่เขาซื้อขาด เพื่ออะไร เพื่อที่จะเอารถไปใช้ ไปตัดเขา แล้วทำไมทีรถเช่าคุณไม่ตัดผมถามหน่อย หรือมันมีอะไร แล้วท่านประธานครับ ถ้าคุณไม่แก้ไข งบประมาณ ปี ๒๕๖๔ เข้าผมจะเอามาแฉอีกว่า มีบริษัทอะไร ชื่ออะไรข้อมูลผมมีหมด เพียงแต่ว่าอันนี้คือตัวอย่าง ผมเกินเวลาท่านประธาน มาแล้ว ๕ นาที ด้วยความเคารพท่านประธาน เกรงใจท่านประธานสุชาติ ก็เลยต้อง ขอกราบเรียนท่านประธาน ๒ เรื่อง เรื่องถนน งบกระทรวงมหาดไทย งบผู้ว่าราชการจังหวัด งบจังหวัด แล้วก็เรื่องรถเช่าฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ฝากไปถึงรัฐบาลว่าวันนี้เงินคุณ ก็ไม่มี คุณไปตัด แต่ที่ควรตัดไม่ตัดดันไปตัดที่ไม่ควรจะตัด ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงตามที่ท่านได้กรุณาให้ข้อมูล อภิปราย เรื่องของงบจังหวัดมหาสารคามเรื่องถนนก็เป็นไปตามที่ท่านได้ว่าเป็นงบ ของจังหวัด กลุ่มจังหวัด ซึ่งในการดำเนินการเรื่องถนนนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบอำนาจ ให้กับส่วนกลางที่รับผิดชอบก็คือกรมทางหลวงเป็นผู้ดำเนินการ ท่านอธิบดีกรมทางหลวง ก็ได้ให้แขวงการทางเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ก็เป็นไปตามที่ท่านว่า ผลออกมาก็มี บริษัทหนึ่งได้ ประเด็นก็คือว่าได้มีการร้องเรียน และจะให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดไปยกเลิก อันนี้โดยอำนาจก็คงทำไม่ได้ ท่านปลัดกระทรวงก็ได้สั่งการให้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริง แล้วให้ส่งเรื่องให้หน่วยตรวจสอบเข้าไปดำเนินการ ซึ่งดำเนินการแล้วว่าถ้ามีการผิดปกติ ทางทุจริตก็ดำเนินการตามกฎหมาย ก็เรียนเพื่อกรุณาทราบครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒๙ กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้หลักการและเหตุผลในการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน ๘๘,๔๕๒ ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายสนับสนุนในการ แก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นอื่นนั้น ดิฉันมีข้อสังเกตและความห่วงใย ต่อร่างพระราชบัญญัติการโอนเงินงบประมาณดังกล่าวไปตั้งไว้เป็นงบกลาง จะมีความสุ่มเสี่ยง ต่อวินัยการเงินการคลังและจะเกิดการทุจริตได้ง่าย ท่านประธานคะ ในหลักการดิฉันเห็นว่า การปรับลดงบประมาณเพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก โรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) มีความจำเป็นที่จะต้องกระทำ แต่ต้องเป็นงบประมาณ ที่ไม่ก่อให้เกิดเงินได้หรือการผลิต เช่น การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ไม่ควรไปปรับลด งบลงทุนที่ก่อให้เกิดเงินได้หรือเกิดการผลิต อันจะส่งผลต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะผลกระทบของโควิด-๑๙ (COVID-19) มิได้มีเพียงด้านสาธารณสุข แต่ยังทำให้ เศรษฐกิจหยุดชะงัก จึงมีความจำเป็นต้องฟื้นฟูควบคู่กันไป ท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉัน มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งคือการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสาธารณสุขมากกว่า มาตรการด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดิฉันจึงขอกราบเรียนท่านประธานว่าผลกระทบของโควิด-๑๙ (COVID-19) ทำให้เศรษฐกิจของโลกและประเทศไทยหยุดชะงักและหดตัวอย่างรุนแรง การฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงมีความทวีความยากมากกว่ากรณีอื่น ๆ เนื่องจากทุกประเทศ ล้วนประสบปัญหาเหมือนกันหมด เราจึงต้องอาศัยปัจจัยภายใน นั่นคือรัฐบาลต้องกระตุ้น ให้เกิดการบริโภคภายในเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เราไม่อาจอาศัยไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนมาฉุดเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้ ท่านประธานคะ สถานการณ์ ทางเศรษฐกิจไทยมีความน่าเป็นห่วงในทุกมิติ ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ ๑ ค่ะ🔗
ข้อมูล ณ สิ้นปี ๒๕๖๒ เงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนสูงถึง ๑๓.๔๗๒ ล้านบาท ซึ่งหากจีดีพี (GDP) ปีหน้าติดลบ ร้อยละ ๕ อัตราหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี (GDP) จะสูงถึงร้อยละ ๘๔ ซึ่งจะเป็นตัวฉุดกำลังซื้อ ของพี่น้องประชาชน ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายนอยู่ที่ ๗.๖๒๘ ล้านล้านบาท หรือประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ อันจะทำให้เงินบาทแข็งค่า กระทบต่อการส่งออก ในด้านการจัดเก็บภาษีเงินได้ ประเทศเราจัดเก็บได้ต่ำกว่า ประมาณการมาตลอดหลายปี แต่การกู้เงินเพื่อการชดเชยที่การขาดดุลงบประมาณสูงขึ้น เราจะเห็นได้ว่าแนวโน้มที่จะต้องกู้เพิ่มในปี ๒๕๖๔ เมื่อดูจากกราฟ การกู้ของรัฐบาล ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ที่ผ่านมาทุก ๆ ปีจะมีการสำรองเงินไว้อยู่ที่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นตรงนี้จะส่งผลให้หนี้สาธารณะสิ้นสุดปี ๒๕๖๔ คาดว่าจะสูงถึงร้อยละ ๕๗.๙๖ ของจีดีพี (GDP) นั่นคือเราจะก่อหนี้ไม่ได้อีก ดังนั้น งบประมาณที่จะปรับลดเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาของโควิด-๑๙ (COVID-19) คือเงิน ก้อนสุดท้ายที่รัฐบาลจะใช้ในการแก้ไขปัญหา หากการฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่สำเร็จ คนทั้งประเทศจะตายหมู่ ท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉันกังวลเพิ่มขึ้นคือหนี้เสียในระบบ สถาบันการเงิน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพักชำระหนี้ ซึ่งจะครบกำหนดการผ่อนผันใน ๓-๖ เดือน ถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้นพี่น้องประชาชนไม่มีงานทำแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปผ่อน ให้กับธนาคาร ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ณ ไตรมาสแรกของปี ๒๕๖๓ ประมาณ ๑๕.๓ ล้านล้านบาท เป็นสินเชื่อจัดชั้นปกติ ๑๓.๖ ล้านล้านบาท เป็นสินเชื่อจัดชั้นเก่าถึงพิเศษ ๑.๒ ล้านล้านบาท เป็นเอ็นพีแอล (NPL) ๔.๙ แสนล้านบาท สินเชื่อจัดชั้นเก่าถึงพิเศษก็คือสินเชื่อของลูกค้าเก่าที่มีวงเงิน อยู่กับธนาคาร ซึ่งขณะนี้ได้รับการผ่อนพักชำระหนี้ เพราะฉะนั้นสินเชื่อกลุ่มนี้จึงเป็นสินเชื่อ ที่กำลังจะกลายเป็นเอ็นพีแอล (NPL) คืออีก ๑.๒ ล้านล้านบาท เมื่อรวมกันแล้วจะทำให้เกิด เอ็นพีแอล (NPL) ในอนาคตสูงถึง ๑.๖-๑.๗ ล้านล้านบาท ดิฉันอยากจะถามว่ารัฐบาลและ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะแก้ไขปัญหาอย่างไรไม่ให้ซ้ำรอยกับในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาล ไม่มีทางเลือกอย่างอื่นนอกจากการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นสิ่งแรก รัฐบาลจะต้องกระทำคือ ทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความเชื่อมั่นทำให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่าการสร้าง ทัช แอนด์ คอนฟิเดนซ์ (Touch and confidence) ด้วยกระบวนการที่น่าเชื่อถือ เริ่มจาก การสร้างบรรยากาศแห่งความชัดเจนเพื่อให้ประชาชนผู้ประกอบการนั้นวางแผนสำหรับ อนาคตได้ เช่น การบอกกล่าวถึงกำหนดการล่วงหน้าในการที่จะยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นต้น เพราะถ้าหากไม่มีความชัดเจนพี่น้องประชาชนผู้ประกอบการนั้นก็ไม่สามารถ ที่จะทำงานได้ ไม่สามารถที่จะวางแผนล่วงหน้าได้ รัฐบาลต้องหยุดสร้างความหวาดกลัว แต่เปลี่ยนให้เป็นโอกาส แต่ดูเหมือนสิ่งที่รัฐบาลกำลังกระทำอยู่ในขณะนี้จะตรงข้ามกับที่ ดิฉันกำลังกราบเรียนท่านประธานค่ะ สิ่งสำคัญที่ดิฉันได้ฟังจากพี่น้องประชาชนคือประชาชน กำลังขาดกำลังซื้อ หรือพูดตรง ๆ คือประชาชนไม่มีรายได้ แต่มีหนี้สินสูงขึ้น ซึ่งตัวเลข หนี้ครัวเรือนที่ดิฉันได้นำเรียนท่านประธานไปก็สามารถยืนยันได้ ปัญหาของรัฐบาลในขณะนี้ คือจะสร้างกำลังซื้อให้เกิดกับประชาชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ออกไปจับจ่ายใช้สอย ได้อย่างไร ยิ่งได้ฟังจากพี่น้องประชาชนว่าการเยียวยานั้นไม่ทั่วถึง ยิ่งทำให้ดิฉันกังวลมากขึ้น เพราะยิ่งทำให้พี่น้องประชาชนนั้นจะขาดกำลังซื้อมากขึ้นไปอีก ที่แย่ไปกว่านั้นคือการเยียวยานั้น จะจบลงในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ประชาชนจะอยู่กันอย่างไร และที่สาหัสยิ่งขึ้นในเดือนตุลาคม ปลายปีนี้ ตัวเลขของคนตกงานจะพุ่งสูงขึ้นถึง ๗-๑๐ ล้านคน รัฐบาลจะทำอย่างไร ท่านประธานคะ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันในสิ่งที่ดิฉันได้อภิปราย ดิฉันขออนุญาตเปิดคลิป (Clip) ที่ดิฉันได้ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชนค่ะ🔗
ท่านประธานคะ จากการ รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง ของรัฐบาล ทำให้มีความยุ่งยากในการทำมาหากิน เกิดต้นทุนที่ไม่จำเป็นตามที่ดิฉันได้เสนอ คลิป (Clip) ไปให้ท่านประธานได้รับฟังนะคะ ดังนั้น สิ่งสุดท้ายที่ดิฉันจะให้รัฐบาลทำคือ🔗
๑. อำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้รับความสะดวกในการ ประกอบการค้าเพื่อให้มีรายได้นำไปเสียภาษีให้กับรัฐ🔗
๒. ดิฉันเชื่อว่าคนไทยทุกคนมีความรักตัว กลัวตาย มีความรับผิดชอบ ต่อสังคมส่วนรวมด้วยกันทุกคน รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนว่า หากมีกรณีที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน มีการกลับมาของการแพร่ระบาด รัฐบาลมีมาตรการ ที่สามารถจะหยุดการแพร่ระบาดได้อย่างทันท่วงที รวดเร็ว และการสาธารณสุขของไทย มีความสามารถที่จะดูแลพี่น้องประชาชนที่เจ็บป่วยได้🔗
ท่านประธานคะ รัฐบาลไม่มีอำนาจที่จะจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ พี่น้องประชาชนเกินกว่ากรณีที่จำเป็น เพื่อเอามาเป็นผลงานและกลบความล้มเหลว การบริหารงานทางเศรษฐกิจ หากรัฐบาลไม่ตระหนักในสิ่งที่ดิฉันได้อภิปรายคือไม่เร่งฟื้นฟู เศรษฐกิจ งบประมาณแผ่นดินที่จะปรับลดเพื่อโอนไปเป็นงบกลางก็จะเป็นการโอนเงิน งบประมาณแบบเคยตัวเคยชิน อย่างที่เคยปฏิบัติกันมาตลอดตั้งแต่อดีตโดยไม่มี การตรวจสอบเท่ากับสูญเปล่า สุดท้าย ดิฉันอยากจะบอกว่าประเทศไทย คนอาจจะไม่ได้ตาย ด้วยโรคโควิด (COVID) แต่จะอดตายกันทั้งประเทศแทนค่ะท่านประธาน กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไป เชิญท่านนิยม ช่างพินิจ แล้วตามด้วยท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ เชิญท่านนิยมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย สิ่งที่ผม ได้มีโอกาส ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้อภิปรายและได้นำเสนอแนะในการ โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ พูดง่าย ๆ ก็คือโอนจากงบ ปี ๒๕๖๓ กลับมาอยู่ ส่วนกลางก็คืออำนาจก็อยู่ที่นายกรัฐมนตรีบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นงบ ปี ๒๕๖๓ กว่าจะผ่านมาได้ต้องผ่านกรรมาธิการ ผ่านกระบวนการ ผ่านการแปรญัตติมาพอสมควร แต่วันนี้เมื่ออยู่ในงบกลางแล้วพี่น้องประชาชนฝากถามมา คือความไม่สบายใจที่อำนาจ ในการตัดสินใจจะมาอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีคนเดียว สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ให้ท่านประธานทราบก็มีอยู่ว่า งบที่โอนกลับมา ๘๘,๐๐๐ กว่าล้านบาทและกรอบระยะเวลา ที่จะใช้แค่ ๓ เดือน แล้วที่จะเอามาเยียวยา ฟื้นฟู ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผมคงจะไม่พูดถึง เพราะว่าเอาไปเยียวยาเกี่ยวกับเรื่องด้านสาธารณสุข เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะ ภาคการเกษตรก็ดี หรือพี่น้องที่รัฐบาลสั่งให้หยุดงาน สั่งให้ปิดกิจการ อันนั้นผมจะไม่พูดถึง หรอกครับ แต่สิ่งที่ผมจะพูดถึงที่ผมมองเห็นว่าเป็นพื้นฐานที่จัดการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจประเทศ คือภาคการเกษตร เพราะส่วนใหญ่ภาคการเกษตร ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ที่ประกอบอาชีพ การเกษตร และผมเชื่อว่าตลอดระยะเวลา ๕-๖ ปีที่ผ่านมานี่ ถ้าพูดง่าย ๆ คือพี่น้อง ภาคการเกษตรไม่เคยถูกลอตเตอรี่เลย คือทำกันแบบพออยู่พอกินไปวัน ๆ เพราะไม่มีว่า ราคาพืชผลเกษตร การเกษตรก็ไม่ใช่ว่าจะดี แต่สิ่งที่อยากจะนำเสนอก็คือวันนี้เองปัญหา ที่กระทบกับพี่น้องภาคการเกษตรก็คือเรื่องของหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน หนี้ ธ.ก.ส. หนี้กองทุนต่าง ๆ เป็นระยะเวลา ๕-๖ ปีที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่ผมอยากจะกราบเรียน ให้ทราบว่าแนวทางในการที่จะช่วยเหลือและจะกอบกู้วิกฤติของประเทศได้ ภาคการเกษตร ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือว่าสิ่งที่เขายังขาดนั่นก็คือเรื่องของแหล่งน้ำ ผมเสียดาย ปี ๒๕๕๔ งบประมาณที่จะกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะนำมาบูรณาการแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ แต่เรา ก็ไม่ได้ทำเพราะติดเงื่อนไขอะไรต่าง ๆ นานา นั่นแหละคือพื้นฐาน วันนี้เราจะนับ ๑ นับ ๒ นับ ๓ ผมเสียดายเสียโอกาสแทนพี่น้องภาคการเกษตรจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลัง ข้าว เขาเสียโอกาสตรงนี้ รัฐบาลต้องคิด คิดว่าทำอย่างไร นี่คือโครงสร้างพื้นฐาน ที่เขาจะนับ ๑ นับ ๒ นับ ๓ ต่อยอดไปได้ก็คือแหล่งน้ำ ช่วยคิดเถอะว่ามีพืชชนิดไหนบ้าง ที่ไม่ได้ใช้น้ำ ลองคิดสิครับ มันไม่มีหรอก ทุกตัวใช้น้ำหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญ เราไม่ได้แก้ปัญหาตรงนี้ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานแก้ปัญหาแบบเป็นระบบอย่างที่ ผมเรียนให้ทราบว่าปี ๒๕๕๔ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่นำเสนอ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็ไม่มีโอกาสได้ทำ ถ้าอย่างนั้นปัญหาวันนี้ก็คงจะไม่มีวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้งมันอยู่ด้วยกัน เอาละ เรื่องของเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทที่จะนำมาใช้ ผมก็คง จะพูดอะไรไม่ได้มากกว่านี้ เพราะเพื่อนสมาชิกพูดไปหลายท่านแล้วว่า ตัดโน่น ตัดนี่ จำเป็นหรือไม่จำเป็นเพื่อนสมาชิกก็รู้ และหน่วยงานของแต่ละหน่วยงานก็คงทราบ แต่ที่ผม อยากจะเสนอว่าเงิน ๘๘,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่จะนำไปใช้อะไรในกรอบระยะเวลาเพียงแค่ ๓ เดือน ผมว่าที่ใช้แล้วก็ตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องภาคการเกษตร ที่บอกว่าพักหนี้ ธ.ก.ส. พักดอกเบี้ย แต่ดอกเบี้ยมันไม่ได้หยุดเดิน ผมยกตัวอย่าง ถ้าสมมุติว่า เป็นหนี้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ย ๖ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับดอกเบี้ย ๖,๐๐๐ บาท แต่เราพักปุ๊บ แต่ถ้าปีหน้าไปส่งปุ๊บกลายเป็น ๑๒,๐๐๐ บาท เลยครับ ก็ไม่ได้พักดอกเบี้ย เป็นไปได้ไหม ทำแบบรัฐบาลปี ๒๕๕๔ โดยที่รัฐบาลนี้นำเงินส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดเลยถ้าเป็นไปได้ ชำระหนี้ โดยเฉพาะดอกเบี้ยแทนให้กับพี่น้องเกษตรกร และอีกหลาย ๆ ธุรกิจ โดยเฉพาะ ธุรกิจรายย่อย แต่ที่ผมมาเน้นถึงภาคการเกษตรเพราะว่าเขามีผลกระทบมา ๕-๖ ปีแล้ว ที่เขาไม่มีโอกาส พูดง่าย ๆ หนี้เขาก็สะสมมาเรื่อย เพราะฉะนั้นผมถึงมีแนวความคิดว่า อยากจะเสนอและตรงนี้ไม่ต้องตรวจสอบอะไรมากมายเลย เพราะว่าเรายิงตรงไปที่ ธ.ก.ส. ก็ดี หรือหนี้ของกองทุนอะไรต่าง ๆ ที่พี่น้องเกษตรกรรับภาระอยู่ ผมว่าตรงนี้จะตอบโจทย์ได้มากเลย หรือว่ายังเห็นพี่น้องเกษตรกรเป็นชนชั้นสอง ช่วยอีกหน่อยก็ได้ ช่วยรับภาระจ่ายดอกเบี้ย ให้สัก ๓ เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรออกสัก ๒ เปอร์เซ็นต์ สถาบันการเงินที่กู้ออกสัก ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้ผมว่าเป็นไปได้ แล้วใช้เงินไม่เยอะ เพราะหนี้ ๓ ล้านกว่าครัวเรือนของพี่น้องเกษตรกร ผมดูแล้วประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราจะช่วยแบบให้เกิดความเสมอภาค ให้เกิดความเท่าเทียมเราก็ช่วยรายละไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาทอย่างนี้ ท่านประธานครับ รายละไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ก็ใช้เงิน แค่ประมาณถ้า ๑ ปี โดยใช้ชำระดอกเบี้ยให้เลยก็ใช้เงินประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าใช้ ๖ เดือน ก็ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นข้อเสนอแนะครับ ท่านประธานครับ ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างเดี๋ยวผมก็คงจะได้พูด แต่สิ่งที่ผมอยากจะ เรียนถามท่านประธานผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรี ในการบริหารการจัดการที่ผ่านมาโดยเฉพาะ บริหารการเงินผมเห็นมีแต่เรื่องกู้ โอเค (OK) ครับ อาจจะกระทบเรื่องของโควิด (COVID) ก็ดี แต่สิ่งที่สำคัญที่ผมอยากจะเรียนถามและฝากถามท่านประธานไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า การบริหารเงินที่เป็นภาษีของพี่น้องประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีมีอะไรที่จะตอบแล้วก็เป็น แรงบันดาลใจให้กับกลุ่มที่เขาจะมาลงทุนมาอะไรว่าเราจะใช้เม็ดเงินให้เกิดความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือคำถามแรกนะครับ🔗
คำถามที่ ๒ ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีแสดงวิสัยทัศน์ แบบอย่าง อดีตนายกรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ที่เขาได้พูดได้แสดงมาครับ เพราะเป็นการเรียกร้องความเชื่อมั่น ของนักลงทุนก็ดี และผู้ประกอบการในประเทศให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยนะครับ ว่าสิ่งที่ สำคัญถ้าหลังจากมีผลกระทบจากโควิด (COVID) แล้วเราจะหาเงินแบบไหน วิธีหาเงินที่จะ มาใช้หนี้โดยเฉพาะหนี้สาธารณะ คงไม่ต้องพูดถึงตัวเลขหรอกว่าเท่าไร มีวิธีแนวทางไหน แต่ถ้าวิธีแนวทางกู้ ผมว่าไม่ยากหรอกครับ ใคร ๆ ก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่วิธีที่จะหาเงิน มาให้ ผมอยากจะเรียนถามว่าจะใช้วิธีแบบไหนเพื่อเรียกร้องความเชื่อมั่นให้กับ พี่น้องประชาชน และ🔗
๓. ผมก็อยากจะถามเหมือนกันว่าอีกกี่ปีเราถึงจะมีโอกาสที่จะตั้งงบประมาณ แบบสมดุล รัฐบาลที่ผ่านมาเขาจะพูดว่าปีนั้นปีนี้จะต้องตั้งงบประมาณสมดุล นี่ผมยังมอง ไม่เห็นเลยว่าเราจะทำแบบไหน วิธีหาเงินอย่างไร และจะทำอย่างไรเพื่อจะให้สมดุลได้ วันนี้ เราจะอ้างวิกฤติโควิด (COVID) แต่สิ่งที่ผ่านมาที่โควิด (COVID) ยังไม่เกิดก็ยังไม่เห็นมีอะไร เป็นรูปธรรม🔗
แล้วประเด็นสุดท้ายที่อยากจะถามว่า การบริหารงานจัดการ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ตอนนี้ก็เหลืออีกไม่กี่ปีแล้ว ๑๐ กว่าปี สถานะการเงินการคลังของเราจะไปใน ทิศทางไหน นี่คือเป็นคำถามง่าย ๆ ครับ🔗
แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากประเด็นไว้ก็คือ เรื่องของหนี้ ธ.ก.ส. ก็ดี แล้วก็หนี้ของ พี่น้องเกษตรกรก็ดีครับ คือพักดอกเบี้ย ตรงนี้ดอกเบี้ยไม่ต้องจ่ายจริงแต่ดอกเบี้ยเดินอยู่ครับ ก็คงฝากไว้ครับ แล้วก็อีกหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างครับ ก็ต้องขอขอบคุณครับท่านประธาน🔗
อีก ๒ ท่านนะครับ ท่านประเสริฐพงษ์ พรรคก้าวไกล กับคุณหมอกิตติศักดิ์ พรรคเพื่อไทย เชิญท่านประเสริฐพงษ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกลครับ วันนี้มีการโอนเงินงบประมาณ ซึ่ง ส.ส. หลายท่านก็ให้ความเห็นไว้ว่าจะไปตัดทำไม โอนทำไม กำลังดำเนินการกัน โน่นนี่นั่น ผมเห็นใจส่วนราชการครับ ผมขอมาแปลกใหม่เลยนะครับ ผมบอกเลยว่าให้โอนให้หมดเลย ไม่รู้จะเอาไว้ทำไมครับ เพราะว่างบประมาณของกระทรวงมหาดไทยภายใต้กรมโยธาธิการ และผังเมือง กับกระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า ที่ทำโครงการที่อ้างว่าเพื่อก่อสร้างกำแพง อ้างว่าเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ไปสร้างเขื่อน สร้างกำแพง ท่านตั้งงบประมาณเอาไว้ แล้วก็โอนออกมา ๒๕ ล้านบาทบ้าง ๕๐ ล้านบาทบ้าง ผมบอกโอนให้หมดเลยครับ เพราะว่า การทำโครงการของท่านไปก่อกรรมทำเข็ญให้กับพี่น้องประชาชน ทำลายวิถีชีวิตเขานะครับ เกิดโทษกับประชาชน โอนออกมาให้หมดเลยครับ แล้วบอกด้วยว่าปีต่อไปอย่าตั้งอีกครับ แม้แต่บาทเดียว แม้แต่สลึงเดียว เดี๋ยวมาดูเหตุผลกันนะครับ โครงการดังกล่าวจริง ๆ จะต้องยุติ แล้วก็โอนออกไปไม่ให้เหลือเพื่อมาแก้ไขวิกฤติโควิด (COVID) พูดง่าย ๆ นะครับ ทั้ง ๒ กรมนี้ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายครับท่านประธาน ปัจจุบันเรามีพระราชบัญญัติ ส่งเสริมบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ มีคำนิยามเรื่องชายฝั่ง เรื่องอ่าว เรื่องชายหาด เรื่องชุมชนชายฝั่ง เป็นกฎหมายเฉพาะที่ออกมา แปลว่าหน่วยงานอื่น ไม่มีคำนิยามแบบนี้ ต้องหยุดโครงการครับ สตง. ก็เคยท้วง สำนักงบประมาณก็ให้ข้อสังเกต ปีหน้าวางไว้เลย ปี ๒๕๖๔ อย่าเสนอเข้ามาอีก หน่วยงานเจ้าภาพคือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้นต้องเป็นเจ้าภาพหลัก เพียงหน่วยงานเดียว กรมโยธาธิการและผังเมืองไปหาคำนิยามหน่อยเรื่องชายฝั่ง ชายทะเล ในช่วงที่ผ่านมาท่านก็เสนองบ ปี ๒๕๖๓ ผมก็ทักท้วงในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ไปแล้ว แล้วก็ยังถูลู่ถูกังกันผ่านสภาไปจนได้ แล้ววันนี้ชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้นออกมาประท้วง แล้วเขา มีอาชีพ มีกินมีใช้จากพื้นที่ชายฝั่งชายทะเลตรงนั้น ท่านคิดโครงการกันในห้องแอร์คอนดิชัน (Air condition) แล้วก็วันนี้เขาทวงคืนหาดม่วงงาม จังหวัดสงขลา ประชาชนคัดค้าน นักวิชาการในมหาวิทยาลัยก็คัดค้าน ไม่ว่าจะเป็นจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านมีแต่เทคนิเชียน (Technician) ที่ทรยศต่อวิชาชีพเท่านั้น ที่ไปเห็นด้วยกับการสร้างกำแพงสร้างเขื่อน ๓ เหตุผลที่ไม่ควรดำเนินการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นต่อ🔗
๑. หาดม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ที่มีชายหาด ที่สมบูรณ์แบบ มีสันทราย มีระบบนิเวศที่มีการเปลี่ยนแปลงตามลมมรสุม เวลาฝนตก ลมมรสุมเข้าช่วงลมตะวันออกมันก็จะพัดทราย หาดหายไปบ้าง แต่เมื่อพ้นมรสุมมันจะเป็น คลื่นเดิ่ง ในเชิงวิชาการเรียกคลื่นเดิ่ง ท่านดูสไลด์ (Slide) นิดหนึ่ง🔗
นี่เป็นข้อมูลวิชาการที่ไม่มี ใครกล้าเถียง ลองดาหน้าออกมาเถียงหน่อย คลื่นเดิ่งก็จะเอาทรายกลับมาที่หาดดังเดิม เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นมานาน ไม่เรียกหรอกว่าเป็นการกัดเซาะอย่างรุนแรง และเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นในประเทศไทยทั่วประเทศในชายหาด เพราะฉะนั้นการสร้างเขื่อน ป้องกันชายฝั่งในรูปแบบนี่ไม่มีความจำเป็น🔗
เหตุผลข้อที่ ๒ ในทางกลับกัน เมื่อสร้างกำแพงกันคลื่นมันเป็นต้นเหตุ ของการกัดเซาะอย่างรุนแรงท้ายน้ำของโครงการ เพราะว่าคลื่นเวลากระทบเข้ามามันมี ลักษณะของคลื่นสะท้อนจะหอบทรายออกไปสู่ท้องทะเล เพราะฉะนั้นมันจะทำให้กำแพง ทรุดตัวลง แล้วก็มีผลกระทบต่อการใช้พื้นที่ชายหาด พูดง่าย ๆ ว่ายิ่งสร้างยิ่งพัง ท่านดูภาพสิครับ ผลกระทบพอสร้างแล้วเกิดอะไรขึ้น คนก็ลงไปเดินไม่ได้ พื้นที่ท้ายน้ำก็พังต่อเนื่อง ท่านก็หาเหตุที่จะไปตั้งงบสร้างต่อ🔗
เหตุผลข้อที่ ๓ การดำเนินการโครงการไม่มีการทำอีไอเอ (EIA) ทั้ง ๆ ที่ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแน่นอน การไปสร้างเขื่อนกัดเซาะไปอ้างว่าเพื่อป้องกัน โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ตอนนี้ไปตอกเสาเข็ม ไปลงโครงสร้างแข็ง มีผลกระทบ ต่อวิถีชีวิตของคนที่นั่น โครงการนี้ต้องทำอีไอเอ (EIA) แต่ปรากฏว่าไม่ทำ เพราะไปถอดออกว่า การก่อสร้างกำแพงกันคลื่นนี่ถอดออกไม่ต้องทำ ด้วยอำนาจมืดอะไรก็แล้วแต่ ที่สำนักนโยบายและแผนไปทำ หรือไปลักไก่อย่างไรก็แล้วแต่ ไปถอดออกก็ตาม การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นหลักอันพึงระวังไว้ก่อน เพื่อประเมินความเสียหาย คนจะได้มีส่วนร่วม ท่าน มท. ๑ ท่านจะได้ไปร่วมรับฟังว่านักวิชาการเป็นอย่างไร ที่เขามีความเห็น เพราะฉะนั้นในการสร้างกำแพงกันคลื่นจะต้องมีการประเมินผลกระทบ แล้วก็เห็นความคุ้มค่าที่เกิดขึ้น ท่านดูภาพที่พี่น้องประชาชนออกมาต่อสู้สิครับ เอารถแบ็กโฮ (Backhoe) ไปขุดชายหาดออกไป ซึ่งมันชัด ชัดยิ่งกว่าใส่แว่นขยาย ชัดทุกรูขุมขนเลย กายภาพหาดถูกเปลี่ยน แล้วถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ในเขตอุทยานแห่งชาติ ผมถามหน่อยเถอะ โดนจับแน่นอน เอกชนคนไหนเอาจอบ เอาเสียม เอารถแบ็กโฮ (Backhoe) ไปไถชายหาดโดนจับแน่นอน แล้วตามกฎหมาย มาตรา ๑๗ ของ พ.ร.บ. ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อธิบดีกรม ทช. ท่านมีอำนาจเต็มที่ จะสั่งระงับด้วย ผมก็ทั้งอภิปราย ทั้งหารือ ทั้งตั้งกระทู้ถามหลายครั้งหลายครา ล่าสุด ก็ไปยื่นหนังสือก็เงียบ เกรงใจอะไรกับกรมโยธาธิการและผังเมืองครับ เกรงใจอะไรกับ มท. ๑ ครับ ในเมื่อกรม ทช. ท่านมีอำนาจเต็มในมือ ผมขอเรียกร้องให้ท่านกล้าแก้ไขปัญหาเหล่านี้นะครับ ถ้าท่านกล้าทำ พี่น้องประชาชนจะชื่นชม ข้าราชการในสภานี้จะชื่นชม แต่ถ้าท่านไม่กล้ายอมก้มหัวให้กับ อำนาจที่ไม่ถูกต้อง โดนครหานะครับ ผมก็ต้องขอตำหนิท่านไว้ตรงนี้ด้วย แล้วท่าน มท. ๑ ท่านก็เป็นนักการเมืองที่เคยยึดอำนาจจากรัฐบาลเลือกตั้ง ท่านก็ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ไม่ได้ลงเลือกตั้ง ศักดิ์ศรีไม่ได้เท่ารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ ท่านวราวุธเลยครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านมาจากการต่อสู้ของการเลือกตั้ง ท่าน มท. ๑ ท่านเป็นรัฐมนตรีมานานหลายปี น่าจะรู้มติ ครม. วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๑ ที่บอกชัดว่า ท่านจะต้องใช้มาตรการสีขาว สีเขียว ก่อน มาตรการสีเทาคือไปสร้างกำแพง แล้วยิ่งสร้าง ก็ยิ่งพัง ข้ออ้างที่บอกว่าชายหายไม่เสียหาย ฟังไม่ขึ้นหรอกครับ แล้วบอกว่าถ้าเสียหาย จะต้องเสียหายกับระบบนิเวศกับสัตว์หายากโดยเฉพาะ ไปอ้างอย่างนั้นได้อย่างไรครับ นี่รถแบ็กโฮ (Backhoe) ไปไถนะครับ เสียหายขนาดนี้ต้องใช้เวทมนตร์เบิกเนตรหรือครับ ท่านถึงจะมองเห็นว่ามีคนทำลายชายหาดของประเทศชาติ มีคนทำลายชายหายอันเป็นจุด ขายของประเทศไทย ล่าสุดนะครับ คลิป (Clip) ชาวบ้านที่หาดม่วงงาม เอาคลิป (Clip) ที่ เต่าทะเลออกจากไข่ที่ไปฝังที่ชายหาดวิ่งสู่ชายทะเล แปลว่าชายหาดที่นั่นสมบูรณ์ แล้วท่าน จะมาอ้างว่าออกคำสั่งไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาท่านออกคำสั่งแม้กระทั่งห้ามทิ้งก้นบุหรี่ บนชายหาด นี่ละเอียดอ่อนมากนะครับ อธิบดีคนก่อนนี้ใส่ใจแต่ทำไมรัฐมนตรีคนใหม่ ถึงมองไม่เห็นข้อเท็จจริงแบบนี้ ลงเสาเข็มบนหาดแล้วก็บอกว่าไม่เสียหาย ไม่น่าเชื่อนะครับ ผมให้ดูตัวอย่างอธิบดีกรมศิลปากรครับ อันนี้ต้องเอามาชมในสภา คนใหม่นะครับ ไปยกเลิก คำสั่งของอธิบดีกรมศิลปากรคนเก่า ลงนาม ๓๐ กันยายน ทิ้งทวน ไปขยายเขตเพื่อเอื้อให้กับ กลุ่มทุนในการไประเบิดหินที่เขายาลอ จังหวัดยะลา วันนี้อธิบดีกรมศิลปากรคนใหม่ กล้าออกคำสั่งเพื่อคุ้มครองเขตโบราณคดี ชมไว้ในสภานี้เลยครับ ตัวอย่างมีไปเอาสิครับ ไปทำสิครับอธิบดี ทช. และที่สำคัญอีกอันหนึ่ง มาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. ทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งต้องผ่านคณะกรรมการของจังหวัดสงขลานะครับ แล้วผมท้าไว้เลย โครงการนี้ ยังไม่ผ่านคณะกรรมการ ทช. จังหวัดสงขลา แล้วเตือนไว้ก่อนนะครับ อย่าไปแก้ไขเอกสาร อย่าไปเซ็นย้อนหลัง ท่านกำลังทำผิดขั้นตอนผิดกฎหมาย ท่านมีวินัยค้ำคออยู่ ขอเตือนไว้ก่อนเลยครับ ขออีกนิดหนึ่งครับ แล้วเมื่อชาวบ้านไปนอนประท้วง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาท่านก็บอกว่าท่านไม่มีอำนาจ นี่ก็สะท้อนชัด ๆ ว่าเป็นการ รวบอำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง ยกเลิกไปดีไหมผู้ว่าราชการจังหวัด ราชการส่วนภูมิภาค ราชการ ต้องเคารพกฎหมาย ต้องมีหลักธรรมาภิบาล ต้องทำหน้าที่ครับ อย่าให้มีรอยด่างพร้อย ในชีวิตราชการท่านเลยครับ แล้วล่าสุดไม่รู้กลัวอะไร ออกคำสั่งขยายเวลาอ้างโควิด (COVID) บอกว่าห้ามประชาชนคนม่วงงามไปชุมนุม ห้ามทำกิจกรรมมั่วสุมกันในพื้นที่ เขาไป แสดงออกเรื่องเสรีภาพ ปกป้องบ้านเกิดของเขา ปกป้องทรัพยากรของเขา กลัวอะไรนักหนา ไม่เป็นไรเดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกันครับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด🔗
ท้ายที่สุดครับ ผมอยากให้ยกเลิกโครงการที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ที่สร้างความขัดแย้งแบบนี้ เงินที่มานี่โอนกลับไปให้หมด อย่าลืมนะครับ รอบหน้าปี ๒๕๖๔ อย่าตั้งเด็ดขาด แล้วผมจะถามท่าน ผอ. สำนักงบประมาณ ท่าน สตง. ท่านต้องตอบคำถาม ให้ได้ว่าท่านเคยทักท้วงแล้วปรากฏว่าเขายังดื้อดึงและทำอย่างนี้อีก ผมไม่อยากจะใช้คำศัพท์ หยาบ ๆ ก็คิดว่าเรื่องวิชาการท่านต้องรับฟัง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เรื่องเขื่อนป้องกันตลิ่งก็เป็นเรื่องที่มี การตั้งประเด็นกันมาหลายครั้งหลายหน หลายพื้นที่ด้วยกัน ได้มีการใช้อำนาจในการที่จะ ตรวจสอบ เช่น ได้มีการตั้งกระทู้ ได้มีการตั้งกระทู้แยกเฉพาะสอบถามกัน ก็อยากจะเรียน โดยภาพรวมอย่างนี้ว่าแนวคิดก็มี ๒ แนวคิด แนวคิดหนึ่งก็บอกว่าไม่ต้องทำ ธรรมชาติ มาแล้วธรรมชาติจะแก้เอง หายไปเอง ในเรื่องนี้ก็ขอเรียนชี้แจงอย่างนี้ว่าคนที่คิดอย่างนี้ก็คือ ปล่อยให้คลื่นซัด ในช่วงฤดูมรสุมก็มีการกัดกร่อนจริง แล้วเขาบอกว่าในฤดูที่สงบก็จะมี การเอาทรายมาที่เดิม ผมจะเรียนให้เห็นประเด็นนี้ว่าในกรณีคนที่คิดอย่างนั้น เมื่อมีมรสุม จะหอบทรายออกไป ในฤดูที่ไม่มีมรสุมทรายจะกลับมา แต่ไม่สามารถเอากลับมาคืนตรงที่ กัดเซาะอันบนไปได้เด็ดขาด ไม่มีทางทำได้เลย เขาจะเอากลับมาแล้วก็จะไม่อยู่ที่เดิม ไม่แน่นอนว่าจะไปอยู่ที่ใด นั่นคือเรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้น ทางนักวิชาการส่วนนี้ก็บอกว่า ก็ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้นจะกัดไปเท่าไรก็กัด อันนี้แหละครับเป็นประเด็น การดำเนินการ เรื่องเขื่อนป้องกันตลิ่ง พื้นฐานอันดับแรกจะต้องมีความต้องการของพี่น้องประชาชน ถ้าพี่น้องประชาชนไม่ต้องการผมจะไปดำเนินการเลยว่าไม่ต้องทำ ท่านไม่ต้องกังวล แต่จะเป็นความต้องการของประชาชนทั้งนั้น ด้วยเขาอยู่ตรงนั้นเขาไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย เมื่อคลื่นมาแล้วหมดไปแล้วจะไปรอให้มันกลับมาเติมไม่มีทางที่จะดำเนินการได้เลย ก็เรียนประเด็นว่าแนวความคิดเป็น ๒ ทฤษฎี การป้องกันแบบแข็งอย่างที่ท่านได้กล่าว ก็มี ๒ แนวคิด จะผิดจะถูกก็เป็นตามที่ผมเรียนชี้แจงแล้ว ในกรณีที่คลื่นซัดไปจะไปเกิดผลต่อ พื้นที่อื่น ๆ ก็มีอยู่ อย่างไรก็ตามก็มีวิธีที่จะแก้ไขตรงนั้นว่าควรจะต้องทำอย่างไร โครงการ ที่จะไม่ให้น้ำไปกัดในพื้นที่ที่เลยจากพื้นที่ที่ก่อสร้างไป อันนี้ก็ขอเรียน แต่ว่าก็เกิดขึ้นได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความเสียหายตรงนี้และความต้องการของพี่น้องประชาชนก็จะต้อง พิจารณาอย่างดีว่าควรจะทำหรือไม่ ทำอย่างไร สรุปตรงนี้ได้ว่าไม่ใช่ความอยากจะทำของ กรมโยธาธิการและผังเมือง ของกระทรวงมหาดไทยที่จะไปดำเนินการอยากจะทำ แต่ทำตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน ถ้าที่ใดไม่มี ความต้องการประชาชนไม่ต้องการให้ทำ ผมจะไม่ยินยอมให้ทำ ก็เรียนท่านนะครับ🔗
ส่วนเรื่องของมาตรการอีไอเอ (EIA) หรืออย่างไรนี่นะครับ กฎหมาย เป็นอย่างไร ก็เรียนสภาผู้ทรงเกียรติ ถ้าใครไปทำนอกกฎหมายนอกจากทำไม่ได้แล้วก็ต้อง มีความผิด ยืนยันว่าต้องทำไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายทุก ๆ อย่างในเรื่องของ เขื่อนป้องกันตลิ่ง แต่ว่าจะตั้งหรือไม่ตั้ง หรือว่าจะตัดไม่ตัดอย่างไรก็แล้วแต่สภาจะดำเนินการ ก็เรียนชี้แจงเท่านี้ครับ🔗
ต่อไป อีก ๓ ท่านสุดท้ายของพรรคฝ่ายค้าน มีท่านหมอกิตติศักดิ์ ท่านชัยยันต์ของพรรคเพื่อไทย และมีท่านธนภรของพรรคเสรีรวมไทย เสร็จแล้วก็จะเหลือรัฐบาลอีกสักท่าน ๒ ท่าน ก็คิดว่า เราน่าจะลงมติได้ประมาณสัก ๑๗.๓๐ นาฬิกา ดังนั้น อยากจะให้ผู้ประสานงานได้เรียนเชิญ สมาชิกเข้ามาในห้องประชุมประมาณก่อน ๑๗.๓๐ นาฬิกา เพื่อมาลงมติ เชิญหมอกิตติศักดิ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เขต ๑ วันนี้ขออภิปราย พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….. ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าเรามีปัญหาเรื่องโควิด (COVID) แล้วก็ พ.ร.บ. โอนงบประมาณ ครั้งนี้เพื่อจะแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด (COVID) และเรื่องอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เป็นจำนวนเงิน ๘๘,๔๕๒ ล้านบาท ผมมีประเด็นที่จะอภิปรายก็คือ พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายที่เราตัดมา ๘๘,๔๕๒ ล้านบาท เป็นงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับหรืองบฟังก์ชัน (Function) ๓๙,๘๙๓ ล้านบาท แล้วก็เป็นงบรายจ่ายบูรณาการอีก ๑๓,๒๕๖ ล้านบาท แล้วก็เพื่อชำระหนี้ภาครัฐอีก ๓๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งมีประเด็นก็คือ ๑. พ.ร.บ. นี้ควรจะทำก่อน พ.ร.บ. เงินกู้ เป็นธรรมดาคือเราจะแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) เราจะใช้เงินเท่าไร เราก็ต้องคิดในใจแล้ว รัฐบาลต้องคิดในใจแล้ว แล้วก็ต้องคิดว่าเราต้องใช้เงินที่ไม่จำเป็นเราจะลดวงเงินที่ไม่จำเป็น อย่างไร ถึงจะมาว่าเราจะใช้อะไรเพิ่มเติมขึ้นไปอีก ซึ่ง พ.ร.บ. นี้ปรากฏว่ามาหลังเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่ามีความจำเป็น เพราะว่าการตัดเงินที่ไม่จำเป็นเราต้องตัดก่อน ไม่ว่าจะเป็นงบดูงาน งบประชุมหรืองบไม่เร่งด่วน ทีนี้เมื่อเราตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นแล้ว แล้วเรากู้เงินอีก ๑ ล้านล้านบาทแล้ว เราก็มาดูว่าเราจะใช้อะไร แต่พอเรากู้ไปแล้ว ๑ ล้านล้านบาท เรายังมีงบกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ก็ปรากฏว่าซ้ำซ้อนกันในบางโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งผม ขออภิปรายว่างบที่มีความจำเป็นแล้วไม่ควรจะตัดก็คืองบกระทรวงสาธารณสุข งบเกี่ยวกับ เรื่องการคมนาคม แล้วก็เรื่องของชลประทาน แล้วก็งบของกรมโยธาธิการและผังเมืองก็คือ เรื่องของตลิ่งนี่แหละครับมีความจำเป็น ก็นำเรียนว่างบของทางด้านกระทรวงสาธารณสุข จริง ๆ ก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว แล้วช่วงมีโควิด (COVID) ยิ่งต้องใช้เยอะขึ้น เพราะเป็น นิวนอร์มัล (New normal) ที่เราต้องลงทุนในการสร้างความมั่นคงทางด้านสาธารณสุขให้กับ ประเทศชาติ ถ้าสาธารณสุขเราไม่มีความมั่นคงจะเป็นความเสี่ยงของประเทศ ซึ่งตอนนี้ งบของสาธารณสุขที่เราตัดไปไม่ว่าจะเป็นอาคารผู้ป่วยหรือเรื่องของอาคารบ้านพักของ เจ้าหน้าที่ซึ่งอาคารผู้ป่วยเราก็เห็นอยู่แล้วว่าเราไปโรงพยาบาล อาคารปกติก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว แล้วช่วงที่มีโซเชียล ดิสแทนซิง (Social distancing) ต้องห่างกันไปอีก พวกหมอก็ปวดหัว เหมือนกันว่าจะทำอย่างไร เตียงจะขยายอย่างไร ห้องตรวจจะอยู่กันอย่างไร ห้องรับยา จะต้องห่างกันเท่าไร ซึ่งเราต้องบริหารจัดการต่าง ๆ ใหม่หมดเลย ซึ่งพอใหม่หมดต้องใช้เงิน ทั้งนั้น ซึ่งเรื่องของโควิด (COVID) ในเรื่องของงานเก่าก็ไม่พออยู่แล้ว แล้วก็ของใหม่ ก็ไม่เพียงพอ เราเห็นว่าเราไปโรงพยาบาลคนไข้ก็ยังนอนระเบียงอยู่ คนไข้ก็ยังไม่มีที่นอน ซึ่งในต่างจังหวัดคนในกรุงเทพฯ อาจจะไม่เห็น เพราะว่ากรุงเทพฯ มีเตียงเต็ม โรงพยาบาลบ้านผมไม่มีคำว่าเตียงเต็มนะครับ คนไข้มาต้องรับทุกราย ไม่มีก็ต้องนอนระเบียง ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราจะต้องลงทุนด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น นอกจากทางโรงพยาบาลไม่ว่าจะ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชนแล้ว เรื่องของการลงทุนในเรื่อง สาธารณสุขมูลฐาน ในเรื่องของเรียกว่าคนที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนกว่าโรงพยาบาลก็คือ รพ.สต. หรือสถานีอนามัย ซึ่งต้องยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนด้านสถานีอนามัยถึงแม้จะมี เพิ่มขึ้นแต่ก็ยังไม่เพียงพอ แล้วเรื่องของโควิด (COVID) จะเห็นว่าการลงทุนด้านสถานีอนามัย หรือ รพ.สต. มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาโควิด (COVID) ผอ. เจ้าหน้าที่ รพ.สต. อสม. วิ่งกันวุ่นเลยนะครับ คนพวกนี้คือคนที่ทำงาน สถานที่ก็ไม่เพียงพอ งบก็ไม่เพียงพอ ต้องผ้าป่าทุกปี ซึ่งตัวนี้ผมก็นำเรียนว่างบเดิมที่ไม่เพียงพออยู่แล้ว ท่านต้องทำนิวนอร์มัล (New normal) ที่จะทำให้งบ รพ.สต. ให้มีเครื่องไม้เครื่องมือ มีอาคารที่เรียกว่าดูดีขึ้น ตอนนี้สภาพค่อนข้างจะทรุดโทรมและย่ำแย่ แล้วก็เรื่องขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ อันนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญว่าขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เราก็อภิปรายมามากในงบประมาณเรื่องของเงินกู้แล้ว ในส่วนของกระทรวงคมนาคม ถนนไปที่ไหนความเจริญไปที่นั่น อย่างไรเราก็ต้องลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว เราไม่ควร จะมาตัดงบของกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ในชนบท ซึ่งอันนี้ผมก็นำเรียนว่าท่านก็ตัดตรงนี้ ท่านก็ไปกู้อีก ๑ ล้านล้านบาทมาทำอยู่ดี แต่ว่าเรื่องของงบปกติที่เรากว่าจะทำกันเสร็จ กว่าจะประชุมกัน กว่าจะเข้ามาสู่งบประมาณ กระบวนการงบประมาณต่าง ๆ เราคิดแล้วคิดอีก แล้วก็งบของด้านคมนาคมที่มีความจำเป็น ถือว่าเป็นงบลงทุนด้านหนึ่งที่เป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย และถ้าท่านไม่ตัดตัวนี้ ท่านไปลด งบประมาณในเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจลงก็ยังได้ เรื่องของชลประทานนี่สำคัญ ภาคอีสาน น้ำนี่ลำบากมาก น้ำตาแทบกระเด็นเพราะว่าเรื่องของน้ำไม่เพียงพอ ไม่มีน้ำอุปโภคบริโภค แล้วก็ทำนา ถ้าคนอีสานมีน้ำทำนารับรองว่าเงินต่าง ๆ ที่ต้องช่วยเหลือคนอีสานไม่ได้ก็ได้ แต่ถ้ามีน้ำให้เขาทำนาเขามีความสุข เขาก็แข็งแรง แล้วก็สามารถจะฟื้นเศรษฐกิจ ของทั้งประเทศได้ แล้วก็งบของระบบชลประทานไม่ว่าจะเป็นจากกรมชลประทานเอง จากกรมทรัพยากรน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทานผมคิดว่ามีความสำคัญที่ทางรัฐบาล ไม่อยากให้ตัด แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คืองบของกรมโยธาธิการและผังเมือง ต้องนำเรียนว่า ผู้ที่อภิปรายก่อนหน้าอภิปรายงบป้องกันตลิ่งของจังหวัดสงขลาโครงการท่านอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ภาคอีสานบ้านผมยังขาดอีกเยอะในเรื่องของตลิ่งที่ยังขาดแคลน ซึ่งฝนตกน้ำท่วมที่ผ่านมา พายุโซนร้อนโพดุล (PODUL) ที่ผ่านมาผมต้องเอากระสอบทรายไปอุดตลิ่งกับพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่พวกเราลำบาก พวกเราต้องการงบประมาณที่จะไปซ่อมแซมไปทำตลิ่งป้องกัน การกัดเซาะของน้ำ ซึ่งในงบนี้ภาคอีสานของผมก็โดนตัด ก็คือพื้นที่บ้านดินดำพัฒนา หมู่ที่ ๑๑ ตำบลเกิ้ง มีอีกเยอะที่เรายังขาดแคลนเรื่องตลิ่ง ซึ่งต้องการงบของกรมโยธาธิการ และผังเมือง ไม่ว่าจะเป็นตำบลท่าสองคอน ตำบลลาดพัฒนา ตำบลเกิ้ง ซึ่งทั้งหมด ก็ต้องคิดว่างบของการทำงานเรื่องของตลิ่งถือว่ามีความสำคัญในการพัฒนาชนบทด้วย🔗
สรุปสั้น ๆ ว่างบประมาณในส่วนนี้ไม่ว่าจะเป็นงบบูรณาการ ๑๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมทั้งงบฟังก์ชัน (Function) อีก ๓๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท อยากให้ ท่านเน้นเรื่องของการไปพัฒนาชนบท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแพทย์ เรื่องของถนนหนทาง เรื่องระบบชลประทาน ประเทศไทยของเราจะไปสู่การแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ตรงนี้ ก็ต้องอาศัยการใช้เงินที่ตรงกับปัญหาแล้วก็ยิงให้แม่น กระสุนเรามีจำกัด แล้วก็การใช้ งบประมาณครั้งนี้จะต้องใช้ให้แม่น แล้วก็ตรงกับปัญหาของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมเข้าใจว่า ในอนาคตอาจจะต้องมีการชดเชยเรื่องของเกษตรกร เรื่องของความลำบากของพี่น้องต่อไป ก็คิดว่างบส่วนนี้ท่านจะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน เราเป็นฝ่ายค้านเราคิดว่า อย่างไรเราก็คงโหวต อาจจะไม่ชนะหรอกครับ แต่ว่าเราอยากให้ทางรัฐบาลใช้เงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน กับประเทศไทย แล้วก็ทำให้ ชาวชนบทได้มีการฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ให้มีความแข็งแรงที่จะต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และโรคโควิด (COVID) ครั้งนี้ต่อไป ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปก็เป็นท่านชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาครับ ผม ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส. พรรคเพื่อไทย เขต ๔ จังหวัดปทุมธานี ผมขออภิปราย ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๖๓ ครับ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่เพิ่งผ่านไป ร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวมีงบประมาณรายจ่ายที่รัฐบาลได้ตั้งไว้เรียบร้อยหมดแล้ว แต่การที่รัฐบาลส่ง ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ๒๕๖๓ ก็เข้ามานี้ครับ ผมขอวิเคราะห์ ได้เป็น ๓ ประเด็นหลัก ในการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ๑. ความจำเป็นในการโอน งบประมาณรายจ่าย ๒. ความจำเป็นในการโอนงบประมาณมาเป็นงบกลาง ๓. ร่างพระราชบัญญัตินี้มีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ เข้ามาหรือเปล่า🔗
ในประเด็นแรก ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าเหตุผลความจำเป็นในการ โอนงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๖๓ ไม่ว่าในทางเศรษฐกิจหรือสังคมหรือในด้านข้อกฎหมาย ต่าง ๆ รัฐบาลไม่มีเหตุผลที่น่าจะรับฟังได้ แล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายนี้มา ถึงแม้ว่าตอนนี้ประเทศไทยจะประสบภาวะ โรคติดต่อโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสภาผู้แทนราษฎรของเราได้พิจารณา พระราชกำหนดอนุญาตให้กระทรวงการคลังมีสิทธิกู้เงินมาชดเชยเยียวยาพี่น้องประชาชน ไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจและสังคม หรือทางด้านสาธารณสุขอยู่แล้ว การที่รัฐบาลไป โอนงบประมาณรายจ่ายของปี ๒๕๖๓ มาใช้อีกก็น่าจะเป็นการซ้ำซ้อน นอกจากนี้ ทางแก้ของการที่ไม่ต้องจัดทำการโอนงบประมาณ รัฐบาลน่าจะใช้ทางออกในเรื่องการนำ เงินทุนสำรองจ่ายตามมาตรา ๔๕ ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยรัฐบาลสามารถใช้เงินจำนวนนี้ เงินทุนสำรองจ่าย ดีกว่าที่จะมาเสนอ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณนี้เข้ามาให้สภาพิจารณา ซึ่งกระผมดูว่าการที่รัฐบาลเสนอ ร่างนี้เข้ามาเป็นการซ้ำซ้อน แล้วก็ทำให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของชาติที่งบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ตั้งไว้แล้ว หน่วยงานต่าง ๆ ก็ดี เสนอให้สภารับรองไปแล้วก็จะทำให้การพัฒนา ต่าง ๆ ติดขัด นอกจากนี้ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าความจำเป็นในการโอนงบประมาณ มาเป็นงบกลางก็ไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมาย การที่รัฐบาลโอนงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ มาเป็น งบกลางซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี ๒๕๖๑ เหตุผลเพราะว่ารัฐบาลไม่ได้จำแนกงบประมาณที่รับโอนมาให้ชัดเจนว่าจะให้ หน่วยงานใดในแผนการใด งบประมาณจะไปลงรายการใด มีเงินจำนวนเท่าใด แล้วก็รัฐบาล เอางบ ปี ๒๕๖๓ มาโปะไว้ในงบกลางเพื่อจะมาตั้งโครงการใหม่โดยท่านนายกรัฐมนตรี มีอำนาจอยู่คนเดียว ผมว่าไม่น่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แล้วก็ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือว่าการที่นายกรัฐมนตรีคิดอยู่คนเดียว ผมว่าดูจะไม่รอบคอบ ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจจะเป็น การขัดและแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย ในประเด็นนี้เพื่อนสมาชิกก็ต้องระวัง นอกจากนี้ ในส่วนของการโอนงบประมาณจะขัดกับรัฐธรรมนูญบางมาตราใน ๔ ประเด็น ซึ่งผมแยกไว้ คือในการโอนงบประมาณเป็นงบกลางทั้งหมดน่าจะขัดรัฐธรรมนูญแล้ว แล้วก็ในการ เปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายลงทุน ในประเด็นนี้ก็น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะว่าการโอนงบประมาณรายจ่ายลงทุนทำให้วงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนลดลง เหลือเพียง ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๑๘.๙ ของเงินงบประมาณ ซึ่งในกรณีนี้ มาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้กำหนดให้งบประมาณรายจ่ายลงทุนต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณ รายจ่ายประจำปี และต้องไม่น้อยกว่าวงเงินส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณประจำปีนั้น ๆ ดังนั้น การที่พระราชบัญญัติโอนงบประมาณมีผลทำให้วงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุน เหลือเพียงร้อยละ ๑๘.๙ ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ ซึ่งน้อยกว่า ร้อยละ ๒๐ ของมาตรา ๒๐ แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ จึงเป็นการที่รัฐไม่รักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐโดยเคร่งครัด ผมเรียนท่านประธานว่า ส่งผลให้ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณฉบับดังกล่าวขัดและแย้งกับมาตรา ๖๒ และมาตรา ๑๔๐ ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ในประเด็นที่ขัดกับรัฐธรรมนูญเราสามารถ ดูได้ว่าการที่ พ.ร.บ. โอนงบประมาณนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนงบประมาณรายจ่าย งบกลางและรายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งเรื่องกำหนดสัดส่วนต่าง ๆ เพื่อเป็นกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐได้กำหนดสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามกฎหมายนี้ต้องตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒ แต่ไม่เกินร้อยละ ๓.๕ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งร่างพระราชบัญญัติที่รัฐบาล เสนอเข้ามาทำให้สัดส่วนดังกล่าวมีจำนวนถึงร้อยละ ๕.๘ ซึ่งเกินกว่าร้อยละ ๓.๕ ของประกาศคณะกรรมการ ซึ่งในประเด็นนี้รัฐบาลก็แก้ไข แก้ไขโดยการไปออกกฎหมาย แก้ไขสัดส่วนให้อำนาจให้เกินร้อยละ ๗.๕ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณไม่ขัดกับพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งในประเด็นนี้ผมก็ถือว่าน่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ แล้วก็ยังแสดงให้เห็นว่าเจตนารมณ์ ของรัฐบาลมีการละเมิดวินัยการเงินการคลังของรัฐ ทั้งที่รัฐบาลและกระทรวงการคลัง เป็นผู้กำหนด การกระทำของรัฐบาลจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๖๒ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐโดยเคร่งครัด นอกจากนี้ในการที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญในประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ เพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ ซึ่งสมาชิกบางส่วนก็ได้อภิปรายในประเด็นนี้ไปแล้ว และอำนาจ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี่ การที่เรามาพิจารณานี่น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะว่าการร่างพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณมีการโอนงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ของรัฐบาลและหน่วยงานอื่น ทำให้การชำระต้นเงินกู้ลดลงจากเดิมร้อยละ ๒.๘ เป็นร้อยละ ๑.๗ ซึ่งมาตรา ๒๐ แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้กำหนดให้งบประมาณเพื่อการชำระ คืนต้นเงินกู้ดังกล่าวต้องตั้งไว้อย่างพอเพียง ซึ่งส่งผลให้ พ.ร.บ. โอนงบประมาณขัดหรือแย้ง กับมาตรา ๖๒ และมาตรา ๑๔๐ ของรัฐธรรมนูญ ประเด็นทั้งหมดนี้สามารถที่จะยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยประเด็นนี้ด้วย รัฐบาลและฝ่ายกฎหมาย หรือกระทรวงการคลังน่าจะทบทวนในประเด็นนี้ เพราะว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีผลเป็นการปรับลดงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ ได้กำหนดห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายที่เป็นเงิน ส่งใช้ต้นเงินกู้ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณนี้ก็ถือว่าการที่รัฐบาลเสนอเข้ามานี่ ผมเห็นว่าน่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนนะครับ เพราะว่าการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าในการลดหรือตัดทอน ในทางกฎหมาย เขาตีความไว้ คำว่าในทางลดหรือตัดทอนหมายความว่าไม่จำเป็นจะต้องเป็นกรณีที่ สภาผู้แทนราษฎรตัดทอนโดยตรง แต่การพิจารณาหรือการแปรญัตติใด ๆ ที่ส่งผลให้เป็นการ ลดหรือตัดทอนก็ต้องห้ามด้วยนะครับ ผมจึงอยากเรียนท่านประธานว่าในการที่เราพิจารณา และให้สมาชิกลงมติต่าง ๆ เราทำโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญไหมครับ ประเด็นนี้ผมจะ ขออภิปรายในส่วนของการโอนพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ ส่วนตัวผมนั้นเห็นด้วย แต่ก็อยากจะขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ช่วยพิจารณาในการจัดเตรียมงบกลางที่จะเอาไป ช่วยเหลือราษฎรภายใน ๓ เดือนที่จะถึงนี้ ผมอยากจะเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอง ในประเด็นด้านของกรมศาสนา เพราะว่าในการลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ผ่านมา ผมได้ร่วมกับท่านเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีได้ลงพบปะกับพี่น้องประชาชน ซึ่งในเขตปทุมธานี มีพี่น้องที่ลำบากยากเข็ญมากมาย มีผู้ป่วยติดเตียงเยอะ มีพี่น้องที่ตกงานก็เยอะ🔗
นอกจากนี้ในส่วนของวัดวาอารามต่าง ๆ ผมได้นั่งคุยกับท่านเจ้าอาวาส ต่าง ๆ ในส่วนของจังหวัดปทุมธานีก็ได้รับการร้องเรียนขอให้รัฐบาลช่วยตั้งงบมาดูแล ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับวัดวาอาราม ซึ่งในภาวะปกติจะมีญาติโยมเข้ามาร่วมทำบุญ มาไหว้พระ มานั่งปฏิบัติธรรม แล้วมีการบริจาคอะไรให้กับวัดวาอาราม เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแล เรื่องสาธารณูปโภค แต่เมื่อรัฐบาลห้ามทำกิจกรรมเกี่ยวกับทางศาสนา วัดวาอารามต่าง ๆ ก็มีความเดือดร้อน บางวัดไม่มีเงินที่จะชำระค่าไฟฟ้าให้กับทางราชการ บางวัดเคยมีรายได้ ต่อเดือนเป็นแสนหรือหลายแสนบาทต่อเดือน แต่พอรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว (Curfew) ห้ามทำกิจกรรม ให้ล็อกเมือง วัดวาอารามก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากญาติโยมที่นำเงิน มาบริจาค ผมได้รับคำปรารภจากพระธรรมรัตนาภรณ์ ท่านเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ฝากผมมาถึงผู้บริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเจ้ากระทรวงวัฒนธรรมหรือปลัดกระทรวง ตอนนี้ ต้องขอเรียกร้องปลัดกระทรวง เพราะว่ารัฐมนตรีไม่มีอำนาจทำหน้าที่อะไร ไปเปิดงานอย่างเดียว ขอให้ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมช่วยลงไปดูแลกรมการศาสนา และกำชับให้กรมการศาสนา เข้าไปดูแลในการบริหารจัดการค่าสาธารณูปโภคตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ใช่ที่ จังหวัดปทุมธานีที่เดียว เพราะว่าบางวัดค่าไฟอาจจะเป็นเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท วัดก็ติดค้างค่าไฟกับราชการมา ๒-๓ เดือน จึงอยากเรียกร้องให้ รัฐมนตรีมองถึงประเด็นในส่วนนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญนางสาวธนพร โสมทองแดง ๑๐ นาที เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางสาวธนภร โสมทองแดง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธาน และพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ให้โอกาสดิฉันได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ รายจ่าย พ.ศ. .... ซึ่งงบประมาณดังกล่าวนี้เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ ท่านประธานคะ จากการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ซึ่งส่งผลกระทบให้พี่น้องประชาชนอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านสุขภาพ เสรีภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ควบคุมการแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดี ดิฉันขออ้างถึง คำพูดของท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ท่านสุทิน คลังแสง ท่านเปรียบเทียบ ได้เห็นภาพ ท่านกล่าวว่าเชื้อไวรัสโควิด (COVID) เปรียบเสมือนโรคเบาหวาน รัฐบาลให้การรักษาด้วยการอัดยาเข้าไปจนเกินขนาด จนเกิดผลข้างเคียงไปถึงไต ไตในที่นี้ หมายถึงกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ถึงแม้รัฐบาล จะใช้อำนาจ รวบอำนาจควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด (COVID) มีจำนวน ที่น้อยลงขึ้นทุกวัน แต่ยอดการติดหนี้ของพี่น้องประชาชนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยอดการตกงาน ของประชาชนบานเบอะ ยิ่งไปกว่านั้นยอดการตายจากสาเหตุไม่มีกินจะมากกว่ายอดการตาย จากการติดเชื้อไวรัสโควิด (COVID) แล้วนะคะ ท่านประธานคะ ตั้งแต่หลังสงครามโลก ที่ผ่านมาดิฉันยังไม่เคยเห็นเลยว่าจะมีวิกฤติครั้งไหนหนักเท่าวิกฤติครั้งนี้ ข้าวยากหมากแพง ประชาชนเดือดร้อน เศรษฐกิจตกต่ำ ดิฉันมีความกังวลใจว่าธุรกิจที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ ของประเทศไทยคือธุรกิจท่องเที่ยว ขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะคะ🔗
ประเทศไทยมีแหล่ง ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ มีโบราณสถานที่สวยงาม การท่องเที่ยวของประเทศไทยรายได้ ในปี ๒๕๖๑ สูงถึง ๒๑.๑ เปอร์เซ็นต์ของยอดจีดีพี (GDP) ในขณะเดียวกันรายได้จาก นักท่องเที่ยวในปี ๒๕๖๑ ก็จะมี ๓ จังหวัดด้วยกันที่สูงสุดก็คือกรุงเทพมหานคร มีสูงถึง ๑ ล้านล้านบาท จังหวัดต่อไปคือจังหวัดภูเก็ตที่มีสูงถึง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็จังหวัดสุดท้ายที่ยกมาก็คือจังหวัดชลบุรีมียอดรายได้จากนักท่องเที่ยว ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เปรียบเทียบเป็น ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของยอดนักท่องเที่ยวประจำปี จะเห็นได้ว่ารายรับจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เปรียบเทียบให้ดูตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ก็อยู่ในทิศทางที่ดี ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ และปี ๒๕๖๑ จะมีสะดุดลงบ้างเนื่องจาก เกิดสาเหตุที่น่าสะเทือนขวัญในประเทศไทย เช่น การเกิดระเบิดที่ราชประสงค์ การเกิดเหตุ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ และล่าสุดคือเรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต แต่ปริมาณนักท่องเที่ยวก็ยังมีไหล เข้ามาเรื่อย ๆ จนมาถึงปลายปี ๒๕๖๒ ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านมีเชื้อไวรัสโควิด (COVID) แพร่ระบาดแล้ว แต่ว่าประเทศไทยของเรายังมาไม่ถึงหรือว่ามาแล้วแต่ยังไม่ได้แสดง อันนี้เป็นสไลด์ (Slide) ที่ทำให้เห็นภาพปลายปี ๒๕๖๒ จำนวนนักท่องเที่ยวของเรามีอยู่ ประมาณ ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ในเดือนธันวาคม และในเดือนมกราคม ๒๕๖๓ ก็มี ๒.๔๖ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งดูรายได้แล้วติดลบ สาเหตุผลกระทบจากไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) ต่อการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ สูญเสียรายได้ ประมาณ ๓๐๐-๔๕๐ พันล้านดอลลาร์ หรือ ๑ ใน ๓ ของการท่องเที่ยวทั่วโลก ทำไมยอดถึงตก ขนาดนี้ เนื่องจากมีการยกเลิกเที่ยวบิน มีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด (COVID) และมีการ ยกเลิกห้องพัก ยกเลิกการจัดงานคอนเสิร์ต สัมมนาต่าง ๆ ท่านประธานคะ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันได้ยินท่านนายกรัฐมนตรีพูดในสภาแห่งนี้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีบริหารเศรษฐกิจไม่เก่ง แต่ท่านจริงใจ ในขณะเดียวกันดิฉันก็เคยได้ยินท่านพูดว่าท่านต้องการส่งเสริมท่องเที่ยว ชุมชน แต่ขณะนี้เวลานี้พี่น้องประชาชนไม่มีสตางค์ที่จะไปเที่ยว แม้สตางค์ซื้อข้าวกิน แทบจะยังไม่มี เงินที่สามารถที่จะกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้นั่นหมายถึงว่างบประมาณจากภาครัฐ ถามว่างบประมาณจากภาครัฐจะไปในรูปแบบไหน ก็จะไปในรูปแบบของการประชุม การสัมมนา อันนี้ไม่ใช่ความคิดเห็นของธนภรนะคะ แต่เป็นมติ ครม. ของท่านประยุทธ์ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๓ ให้หน่วยงานของภาครัฐจัดอบรมสัมมนาเพื่อกระจายรายได้ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่เอาละเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าเราไม่สามารถ จัดประชุมสัมมนาในช่วงเวลานี้ได้เพราะติดเรื่อง พ.ร.ก. การแพร่ระบาดเชื้อไวรัส ท่านประธานคะ ในวันนี้มีการอภิปรายเรื่องการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดิฉันไม่มั่นใจว่างบประมาณตรงนี้เมื่อโอนไปเรียบร้อยแล้ว นายกรัฐมนตรียังชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ ดิฉันกังวลว่าเงินตรงนี้ มีการจัดสรรการใช้จ่ายแล้วหรือไม่ อย่างไร กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาถูกตัด งบประมาณไปกว่า ๒๐๐ ล้านบาท ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านเป็นคนที่มีความสามารถ เป็นคนเก่งเป็นคนที่บริหารธุรกิจของท่านประสบความสำเร็จ แต่คนเก่งอย่างเดียวไม่พอนะคะ ท่านส่งนักรบออกไปรบโดยไม่มีกระสุน ให้รบกี่ครั้งก็แพ้ค่ะ ที่ดิฉันอภิปรายมาเพื่อจะสะท้อนผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และส่งต่อไปถึง พี่น้องประชาชนว่าการมีผู้บริหารประเทศที่มีความสามารถขนาดนี้ ประชาชนตอนนี้ถือว่า เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นกัปตันขับเรือ ในขณะเดียวกัน ท่านนายกรัฐมนตรีก็พาพี่น้องประชาชนขับเรือออกไปเจอมรสุม เจอลมพัดซ้ายพัดขวา ประชาชนกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว แต่ท่านนายกรัฐมนตรีหันมาบอกว่าไม่ต้องกลัวนะครับ ผมขับเรือไม่เก่งแต่ผมมีความจริงใจ ท่านประธานคะ อยากฝากท่านประธานผ่านไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีให้คิดถึงหัวจิตหัวใจของพี่น้องประชาชนว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อมีผู้นำที่ไร้ความสามารถ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านเทวัญ ลิปตพัลลภ ขอชี้แจง เชิญท่านรัฐมนตรีเทวัญครับ🔗
เรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพครับ เทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผมขออภิปรายตอบข้อซักถามของเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขออนุญาตที่เอ่ยนามครับ เมื่อเช้า ท่านนิยม เวชกามา ท่านได้เป็นห่วงเป็นใยเกี่ยวกับการตัดงบ โอนงบของสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในครั้งนี้ท่านได้กล่าวว่างบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็น้อยอยู่แล้ว ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าในการโอนงบครั้งนี้เราได้โอนงบในส่วนของ งบพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือเป็นงบไปดูงานต่างประเทศ งบอบรม ซึ่งในขณะนี้ เราไม่สามารถดำเนินการใช้งบต่าง ๆ เหล่านี้ได้ เราก็เลยได้ดำเนินการโอนต่าง ๆ คืนมาตาม พระราชบัญญัติในฉบับนี้ ก็ต้องขอขอบคุณท่านนิยมที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยในสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาตินะครับ แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ จากจังหวัดปทุมธานี ท่านเองก็ได้เป็นห่วงเป็นใยเหมือนกันว่าวันนี้มีวัดหลายวัด ที่ติดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า แล้วก็ไม่มีเงินที่จะจ่าย บางวัดเป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท ผมเรียนอย่างนี้ว่า ผมเข้าใจดีว่าจากสถานการณ์ไวรัสโควิด (COVID) ก็ทำให้พี่น้องประชาชน พุทธศาสนิกชนที่จะต้องไปทำบุญกันเป็นประจำตอนนี้ก็งดเว้นไปทำบุญ และยิ่งโดยวันสำคัญ ทางพุทธศาสนาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวันวิสาขบูชาหรือวันสงกรานต์เราก็งด หรือจะเป็น วันสำคัญอะไรก็แล้วแต่ แม้กระทั่งวันพระ ตอนนี้เราก็งดไม่ให้มีการรวมตัวของ พี่น้องประชาชนในวัด ก็ทำให้พี่น้องประชาชนไปวัดน้อยลง ฉะนั้นในกล่องทำบุญซึ่งถือว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทางวัดจะนำไปใช้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในวัด ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอาหารพระก็มีพี่น้องประชาชนไปทำบุญน้อยลง และยิ่งโดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด (COVID) อย่างนี้ ทำให้พระที่ออกไปบิณฑบาตก็น้อยลง คนตักบาตรก็น้อยลง ขอขอบคุณนะครับ แต่ผมเรียนอย่างนี้ ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาได้ตัดงบประมาณบางส่วนไปช่วยวัด โดยที่ได้โอนไปที่จังหวัดวัดละ ๕๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมดประมาณ ๙๐ วัด แล้วก็โอนให้กับ อำเภอ วัดละ ๒๐,๐๐๐ บาท จำนวน ๙๐๐ กว่าวัด ทั้งหมดเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๖ ล้านบาท แล้วทาง กองทุนวัดช่วยวัดซึ่งถือว่าเป็นเงินเราเรียกว่าเหมือนเงินเดือนพระหรือเรียกว่าเงินนิตยภัต ซึ่งพระจะบริจาคเข้ากองทุนนี้เอง ก็ช่วยเหลือวัดต่าง ๆ ที่มีผลกระทบช่วยพระไปทั้งหมด ๒๐,๐๐๐ รูป เป็นเงินทั้งหมด ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท ต้องขอขอบคุณนะครับ และในขณะนี้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ทำเรื่องไปถึงกระทรวงการคลัง เมื่อประมาณ ๒ เดือนที่แล้ว จะให้มีเงินช่วยเหลืออุดหนุนวัดต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ คือเราจะให้เงินกับพระรูปละ ๖๐ บาท มีพระทั้งหมดในประเทศประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ รูป แต่เราให้ไปที่วัด เราไม่ได้ให้พระ แต่เราดูจากวัดไหนมีพระจำนวนเท่าไร นำพระจากวัดนั้น มาคำนวณแล้วก็ให้ไปยังวัด เช่น มีวัดที่จังหวัดปทุมธานีสักวัดหนึ่งมีพระอยู่ ๑๐ รูป เราก็เอา ๖๐ บาท คูณด้วย ๑๐ รูป ก็คือ ๖๐๐ บาท คูณด้วยทั้งหมด เราให้ทั้งหมด ๙๑ วัน ก็เป็นเงิน ประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าบาท วัดนั้นก็จะได้ทั้งหมด ๕๐,๐๐๐ กว่าบาท ขณะนี้กำลังประชุม หารือกับกระทรวงการคลังอยู่ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะใช้เงินทั้งสิ้นประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าได้ตามนี้ก็สามารถที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยเราได้ทั้งหมด ๔๐,๐๐๐ กว่าวัด กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมหารือกันในวันพรุ่งนี้ ถ้าได้ข้อสรุปอย่างไรผมจะมาเรียนชี้แจงอีกทีนะครับ🔗
ส่วนเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ท่านได้พูดถึงว่า เวลาทำงานตอนนี้ให้ปลัดกระทรวงทำงานแทน ผมเรียนอย่างนี้ว่ารัฐมนตรีทุกท่าน ยังทำงาน ทำเต็มที่ แต่ผมเรียนอย่างนี้ว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไม่ได้ขึ้นกับ กระทรวงวัฒนธรรม เราขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี ในกระทรวงวัฒนธรรมจะมีเขาเรียก กรมการศาสนา กรมการศาสนาจะดูแลศาสนาอื่น ๆ เช่น ศาสนาคริสต์ ศาสนาอื่น ๆ จะขึ้นกับกรมการศาสนา ส่วนศาสนาพุทธขึ้นกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผมก็เรียนข้อห่วงใยทั้งจากท่านนิยมและท่านชัยยันต์ว่าวันนี้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องความเดือดร้อนของพระ เรากำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะ ประชุมกันพรุ่งนี้ จะทราบเรื่องว่าวัดต่าง ๆ น่าจะได้รับการเยียวยาจากสถานการณ์โควิด (COVID) ขอขอบคุณครับ🔗
ท่านนิยม น่าจะพอแล้วกระมังครับ🔗
นิดเดียวครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ พอดีผมถือโอกาสเรียนถามท่านรัฐมนตรีด้วยว่าในกรณีที่ท่านจะจัดสรรเรื่องเงินช่วยวัด ท่านมีเกณฑ์อย่างไรไหม เพราะว่าบางวัดที่อยู่ในชนบท วันนี้ไม่มีเงินค่าไฟฟ้า กำลังจะถูก ตัดน้ำ ตัดไฟฟ้า น้ำไม่เป็นอะไรเจาะเอา แต่ไฟฟ้านี่จำเป็นต้องดำเนินการรีบด่วน ท่านประธานครับ ผมไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีได้มองรูปแบบนี้อย่างไร วัดในเมืองที่มีรายได้บ้าง ก็ไม่ห่วงนัก แต่ว่าในบ้านนอกจะทำอย่างไรต่อไป เพราะบางวัดกำลังจะถูกตัดน้ำ ตัดไฟฟ้า พูดง่าย ๆ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีชี้แจงครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เทวัญ ลิปตพัลลภ ผมเรียนข้อห่วงใยของท่านนิยม เวชกามา ที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยวัดในชนบท วัดเล็ก ๆ ที่กำลังจะถูกตัดน้ำ ตัดไฟฟ้า ผมเรียนอย่างนี้ครับ เมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เรื่องนี้ก็ได้หารือกันใน ครม. ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้สอบถามด้วยความเป็นห่วงกับกระทรวงพลังงานเหมือนกันว่า เรื่องค่าน้ำ ค่าไฟฟ้าของวัดจะทำอย่างไร เรื่องนี้ผมเรียนอย่างนี้ว่าผมกำลังให้สำนักงาน พระพุทธศาสนาจังหวัดทุกจังหวัดกำลังสำรวจอยู่ว่ามีวัดแห่งใดที่มีปัญหาเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า จริง ๆ ก็อาจจะไปเจรจากับกระทรวงพลังงานว่าสามารถที่จะดีเลย์ (Delay) ไปได้อย่างไร ผมรับที่จะไปดำเนินการครับ ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีนะครับ ต่อไปเป็นคุณวีระกร คำประกอบ ขออนุญาตแจ้ง ๔ ท่าน เป็น ๔ ท่านสุดท้ายนะครับ ท่านวีระกร คำประกอบ ท่านซูการ์โน มะทา ท่านวิรัตน์ วรศสิริน แล้วก็ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญท่านวีระกร คำประกอบ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ผมเองก็อยู่สภามา ๓๗ ปี แล้วก็ ไม่เคยเห็นพระราชบัญญัติเช่นนี้มาก่อน พระราชบัญญัติการถ่ายโอนงบประมาณ ผมได้ ไปสอบถามท่านที่เก่ากว่าผมอีกคือท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ท่านก็บอกท่านอยู่สภามา ก็ไม่เคยเห็นพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ผมเข้าใจดีถึงความจำเป็นของรัฐบาล เพราะตั้งแต่ ๓๗ ปีที่ผมเป็นผู้แทนมาไม่เคยมีโรคระบาดอะไรที่รุนแรงได้ขนาดนี้ เอาจนกระทั่งพระสงฆ์องค์เจ้า เดือดร้อนไม่มีค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า อย่างนี้ก็ต้องถือว่าไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องถ่ายโอนงบประมาณมาสู่งบกลาง อยากจะกราบเรียน ท่านพี่น้องประชาชนซึ่งอยู่ทางบ้านว่าการที่ถ่ายโอนงบประมาณ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน เพราะเมื่อก่อนนี้ถ้างบเหลือจ่ายหรืองบใช้ไม่ทัน หรืองบที่ไม่ได้ใช้ หรือว่าจะเหลือจ่ายอย่างไร ก็สุดแท้แต่ของแต่ละกรม แต่ละกระทรวง พอถึงสิ้นปีก็กลับไปสู่คลัง ไม่จำเป็นต้องมา ถ่ายโอนอะไรกันอย่างนี้ แต่สาเหตุสำคัญก็เพราะว่าเราใช้งบประมาณประจำปี ๒๕๖๓ มาตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม วันที่ ๑ ตุลาคมซึ่งคงจะจำได้ว่าเรามีพายุโพดุล (PODUL) เข้า แล้วก็ เกิดน้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานีและอีกหลายจังหวัดทางภาคอีสาน รัฐบาลก็ได้ใช้เงิน จำนวนนี้ไปเยอะ จนกระทั่งทำให้งบร่อยหรอลง ประกอบกับพอมาเจอโควิด (COVID) ตั้งแต่ เดือนมกราคม ผมเห็นใจรัฐบาลว่าเขาก็คงจะต้องรีบระดมเงินทั้งหลายไปใช้ทั้งแก้ไขปัญหา ทางการสาธารณสุข และแก้ไขปัญหาในเรื่องของการเยียวยาซึ่งมีความจำเป็น แน่นอนว่า เงินงบกลางที่มีอยู่ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทหมดไปกับงบภัยแล้ง หมดไปกับงบน้ำท่วมที่เจอก่อนหน้านี้ ที่ใช้มาตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมปีที่แล้ว มาจนถึงบัดนี้มันก็ร่อยหรอไปเยอะ จึงเห็นใจรัฐบาลว่า ความจำเป็นที่จะต้องเอางบประมาณจากหน่วยราชการที่เขาเหลือใช้เหลือจ่าย หรือว่าประมูลงาน แล้วประมูลได้ต่ำกว่าตัวเลขที่เป็นงบกลาง ผมมีความสงสัยเหมือนกับเพื่อนสมาชิก หลายคนว่าทำไมเขาไปตัดงบโรงพยาบาล เขาไปตัดงบเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง เขาไปตัดงบ ทำถนนหนทาง โดยเฉพาะจังหวัดนครสวรรค์ของผมโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เรากำลังจะขยับขยายเพราะเกิดความแออัด โรงพยาบาลเก่าในตัวเมือง แออัดมาก เราก็ของบประมาณมาจนเราได้งบในการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอก ๕ ชั้น ๕๕๐ ล้านบาทโดยประมาณ ปรากฏว่าทำไมมาตัดของผมตั้ง ๖๐ ล้านบาท ผมเปิดดูงบประมาณแล้วผมก็สงสัย โทรศัพท์ เช็ก (Check) ไปเช็ก (Check) มาเขาบอกว่าเขาประมูลเสร็จไปตั้ง ๒ เดือนแล้ว การประมูลนั้น จาก ๕๕๐ ล้านบาท ผู้ประมูลก็ฟันราคากัน เงินมันก็เหลือ ๖๐ ล้านบาท ๖๐ ล้านบาทนี้ ทางรัฐบาลก็ขอมาใส่งบกลางเพื่อที่จะมาแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) อันนี้จึงทำให้มี ความเข้าใจว่าก็คงเกิดกับโรงพยาบาลหลาย ๆ โรงพยาบาลซึ่งเพื่อนสมาชิกก็คงจะมี ความสงสัยว่าโรงพยาบาลบ้านเราทำไมเขามาตัดงบ โรงพยาบาลในจังหวัดอุดรธานีทำไม เขามาตัดงบ ไม่ใช่ตัดงบนะครับ ผมลองสอบถามไปแล้ว เขาตอกเข็มแล้ว เขาประมูลจนเขา ตอกเข็มแล้ว เพียงแต่ว่าเงินมันเหลือจ่าย จะพูดง่าย ๆ ว่าคือเงินเหลือจากการประมูล ไม่ใช่เฉพาะแค่นั้น เขื่อนป้องกันตลิ่งพังแม่น้ำเจ้าพระยา หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๖ หมู่ที่ ๗ ของตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี ก็ถูกตัดไป ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท ผมก็ยังว่างบตัวนี้ ทั้งหมดตั้ง ๕๐ ล้านบาท ทำไมมาตัด ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ครับ ประมูล ๕๐ ล้านบาท เขาประมูลได้ ๔๕ ล้านบาท เงินเหลืออยู่ ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท ทางรัฐบาลก็เลยเอามาใส่ ถามว่าถ้าไม่ใส่แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่มีงบตัวนี้เมื่อสิ้นปีงบประมาณเขาก็จะเอาเงิน ที่เหลือจ่ายของแต่ละกรม แต่ละกระทรวงกลับไปเข้าคลังเหมือนเดิม ไปเป็นงบประมาณ ปีต่อไป เพราะฉะนั้นจากการที่รัฐบาลเขามีความจำเป็น ไม่ได้แปลว่าเขาไปตัดงบถนน ไม่ใช่เขาไปตัดงบเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง จังหวัดนครสวรรค์นี่ถูกตัดงบป้องกันตลิ่งพัง ๕-๖ โครงการ ผมโทรไปเช็ก (Check) กับกรมโยธาธิการให้วุ่นวายไปหมด ปรากฏว่า เขาเหลือจ่ายจากการประมูลมาทั้งนั้น ประมูลได้ไม่ถึงเนื่องจากว่าที่ผ่านมาฟันราคากันหนัก ที่หนักที่สุดจนผู้รับเหมาทิ้งงานเลยก็นั่นแหละโรงพยาบาลอุทัยธานี ฟันกันไปเท่าไร ๓๐ เปอร์เซ็นต์กระมังครับ ตอนนี้ผู้รับเหมาทิ้งงานไปเรียบร้อยแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เขาก็เอา งบที่ฟันราคากัน ประมูลไม่ถึงราคากลาง เหลือจ่ายอยู่เท่าไร หรือเหลือจากงบประมาณ ที่ได้รับจัดสรรไปเท่าไร ก็เอามาใส่งบกลางเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน🔗
นอกจากนั้นแล้วงบที่เราเอามาใช้กันในขณะนี้หรือที่เรียกว่าการถ่ายโอน งบประมาณในครั้งนี้ ทำโดยหลักเกณฑ์ที่ว่า ๑. เป็นงบที่ไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพัน และเป็นงบที่จัดสัมมนาบ้าง ดูงานต่างประเทศบ้าง ฝึกอบรมบ้าง ประชาสัมพันธ์บ้าง ซึ่งงบเหล่านี้เพื่อนสมาชิกก็คงทราบดีว่าในช่วงโควิด (COVID) เขาห้ามจัดสัมมนา ห้ามจัด การประชุม ห้ามมั่วสุม ห้ามคนไปรวมกัน เพราะฉะนั้นงบเหล่านี้ถึงไม่ตัดก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี ไม่สามารถจะนำไปใช้ได้ รัฐบาลก็เลยขอเอามาใช้เพื่อผ่อนปรน อย่างที่ผมเรียนแล้วว่า ผมก็สอบถามจากสำนักงบประมาณไปว่าจะเอางบเหล่านี้เขามาทำไม งบกลางก็มีตั้ง ๙๐,๐๐๐ ล้านบาททำไมไม่ใช้ ปรากฏว่าเขาใช้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม ไม่ใช่เพิ่งจะใช้เมื่อ งบประมาณผ่านสภา ๒-๓ เดือนนี้นะครับ เขาใช้มาตั้งแต่ ๑ ตุลาคมเป็นปีงบประมาณ ซึ่งก็ ใช้กันมาเรื่อย ๆ เจอทั้งฝนแล้ง เจอทั้งน้ำท่วม ก็เลยเอางบที่ไปดูงานต่างประเทศบ้าง ฝึกอบรมบ้าง สัมมนาบ้าง ประชาสัมพันธ์บ้างเอามาใช้ แล้วนอกจากนั้นบางงบก็ใช้ไม่ทันครับ การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถทำได้ภายในวันที่ ๗ เมษายน ไม่สามารถลงนามได้ภายใน วันที่ ๓๑ พฤษภาคม เขาก็เอามาใช้หมด เอามาเข้างบกลางหมดเพราะดูแล้วไม่สามารถที่จะ เบิกจ่ายได้ทันแน่นอน อันนี้ก็อยากจะเรียนกับท่านว่ามันเป็นเรื่องของการถ่ายโอน งบประมาณอย่างแท้จริงซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ใช่เฉพาะรุ่นผม ๓๗ ปี รุ่นท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ซึ่งอยู่ก่อนผมมา ท่านอยู่มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ อยู่ก่อนผมมานานมาก เพราะฉะนั้น ๕๐ ปีเข้าไปแล้ว ท่านอยู่ในสภาก็ไม่เคยเจองบอย่างนี้ ดังนั้น จึงต้องเรียนว่าเป็นงบที่มีความจำเป็น ถ้าไม่มีตรงนี้แล้วจะให้รัฐบาลเอางบที่ไหนมาใช้ งบกลางในการแก้ไขปัญหา ภัยแล้งก็กำลังวุ่นวายไปหมดอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงอยู่แล้วว่า ตรงนั้นก็แล้งตรงนี้ก็แล้ง🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ อยากจะกราบเรียนถึงการใช้งบประมาณที่จำเป็น อย่างยิ่งที่เราถ่ายโอนมาแล้ว เราจะไปใช้แก้ไขปัญหาอย่างไร หรือจะเป็นเรื่องของ งบประมาณที่เรากู้ไป ๑ ล้านล้านบาทที่ผ่านมานั้น มีอยู่ส่วนหนึ่ง คือ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราจะต้องเอาไปใช้กับโครงสร้างก็ดี โพรเจกต์ (Project) ต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ก็ดี ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพี่น้องเกษตรกร น้ำเป็นสิ่งจำเป็นอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ถ้าเกษตรกรไม่มีน้ำ ก็อยู่ไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องรีบคำนึงถึงและใช้งบประมาณให้เป็นประโยชน์จริง ๆ ก็คือ ในเรื่องของการเอาน้ำมาให้กับเกษตรกร บังเอิญผมได้เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ที่ดูแลการผันน้ำปิง วัง ยม น่าน อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าสาเหตุหนึ่งของ ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ก็เพราะว่าพี่น้องเกษตรกรซึ่งอยู่ด้านเหนือตอนบนของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำสาขาต่าง ๆ ลุ่มน้ำปิงเขาทำเขื่อนกั้นไว้หมด ไม่ว่าจะเป็นแม่ริม แม่แตง แม่งัด แม่กวง แถมใต้จังหวัดเชียงใหม่ยังมีเขื่อนกั้นน้ำปิงทั้งแม่น้ำเลย แล้วน้ำที่ไหน จะมาลง ท่านประธานคงจะไม่ทราบว่าในช่วงระยะเวลาเกือบเดือนที่ผ่านมานี้น้ำแทบไม่มี ไหลลงอ่างเก็บน้ำภูมิพลเลยนะครับ ทั้ง ๆ ที่อาจจะมีฝนตกมาบ้างแล้วในจังหวัดเชียงใหม่ แต่น้ำไม่มีลงเลยครับ อ่างเก็บน้ำภูมิพลน้ำไหลลงอ่างเป็นศูนย์มาหลายวันแล้ว น่ากลัวนะครับ ปัจจุบันนี้น้ำทั้ง ๒ เขื่อน ทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำเหลือใช้ไม่ถึง ๑,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเรื่องที่น่าตกใจ สิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากจะให้รัฐบาลเอางบ ในส่วนนี้มาแก้ไขปัญหายั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรคือการผันน้ำจากแม่น้ำยวม ซึ่งกรมชลประทานได้ศึกษาไว้หมดแล้วครับ การผันน้ำจากแม่น้ำยวมจะต้องปิดไม่ให้แม่น้ำยวม ไหลลงแม่น้ำเมย แล้วก็สูบน้ำข้ามภูเขาสูงประมาณสัก ๑๖๐ เมตร แล้วก็ใส่ลงมาในอุโมงค์ ซึ่งเป็นอุโมงค์ประมาณ ๗ เมตรด้วยกัน ไหลลงสู่แม่น้ำแม่หูด แม่น้ำแม่หูดก็จะไหลลงแม่น้ำปิง อีกต่อหนึ่ง ตรงนี้จะสามารถผันน้ำได้เฉพาะจากแม่น้ำยวม ๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ยังไม่พอครับ ถ้าไม่พอจริง ๆ ก็เอาน้ำมาจากแม่น้ำสาละวินได้อีกส่วนหนึ่งนะครับ นั่นก็คือ เป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน อยากจะให้เอางบประมาณไปแก้ไขปัญหา แทนที่เราจะไป ซึ่งขุดลอกตรงนั้นขุดลอกตรงนี้ เล็ก ๆ น้อย ๆ ใช้ไป ๆ หมดเป็นหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งหลายหมื่นล้านบาทนั้นถ้าเราเอาน้ำมาเติมให้กับแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งขาดแคลนมาก ๆ ผมจะเรียนกับท่านประธานว่าถ้าภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ฝนไม่ตกไม่มีน้ำไหลออกมาจาก เขื่อนภูมิพลแล้วนะครับจะบอกให้ ไม่มีน้ำที่จะปล่อยมาจากเขื่อนภูมิพล วันนี้เราต้องปล่อย รักษาระบบนิเวศ ๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันนะครับ ๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนี่เอามาทำ อะไรครับ นอกจากรักษาระบบนิเวศก็คือการผลักดันน้ำเค็มไม่ให้เข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อวานผมไปดูการผลักดันน้ำเค็มครับ ก็พบว่าการผลักดันน้ำเค็มอาศัยน้ำส่วนหนึ่ง จากลุ่มน้ำแม่กลอง เขามีลำน้ำที่เรียกว่าคลองจระเข้สามพัน มาจากแม่น้ำแม่กลอง ตรงบริเวณอำเภอท่าม่วง ไหลมาบรรจบคลองสองพี่น้องมาที่อำเภอสองพี่น้องไหลลง แม่น้ำท่าจีน เขามาวันหนึ่งประมาณ ๕๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในการผันน้ำมานะครับ เขากำลังจะขยายเป็น ๘๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผมก็ยังขอเขาว่าของบประมาณเพิ่มเติมมา งบกลางก็มีในการที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งก็เพิ่มไปเลยแทนที่จะเป็น ๘๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็เป็น ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มคาพาซิตี (Capacity) ของคลองจระเข้สามพัน จาก ๕๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีแทนที่จะเป็น ๘๐ ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ก็เป็น ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีไปเลย เอาน้ำมาใส่ลุ่มน้ำท่าจีน เมื่อเป็นอย่างนั้นถ้าใส่แม่น้ำท่าจีนได้ ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ท่านทราบไหมว่า ลุ่มน้ำแม่กลองเรามีน้ำจาก ๒ เขื่อนรวมกัน ทั้งเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ์ รวมกันประมาณ ๒๖,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่การเกษตรของลุ่มน้ำแม่กลองแค่ ๒ ล้านไร่ ๒ ล้านไร่นี่ต่อให้ท่านทำนา ๒ ครั้ง ท่านจะใช้น้ำเพียงไร่ละ ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ไร่ละ ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ๒ ล้านไร่ ก็คือ ๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ท่านมีน้ำที่จะ ใช้จ่าย ๒๖,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ใช้ได้จริงประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ การเกษตรให้ทำนา ๒ ครั้ง ท่านใช้ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เหลืออีกตั้ง ๑๑,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร นี่อย่างไรครับ เขามีการระบายมาอยู่แล้ว ก็เพิ่มคาพาซิตี (Capacity) ของคลอง ไม่ได้ลงทุนมากเลย งบประมาณที่เราใช้จ่ายอยู่ในขณะนี้แก้ไขปัญหา ยั่งยืนเลย ท่านไม่ต้องไปขุดเจาะตรงนั้น ขุดโน่น ขุดนี่ แล้วท่านเคยเห็นสระของกรมชลประทาน หรืออ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานที่เก็บน้ำได้สักครึ่งสระ ท่านเคยเห็นไหม คาพาซิตี (Capacity) บอกว่ามีเท่าไร มี ๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เก็บได้จริง ๆ สักล้านลูกบาศก์เมตร หรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่ค่อยเกิดประโยชน์เท่าไร สิ่งที่จะทำได้อย่างยั่งยืน แก้ไขปัญหาแล้ง อย่างยั่งยืนก็คือการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำบ้าง ผมเชื่อว่าคณะกรรมการลุ่มน้ำแม่กลองคงจะ ไม่ใจจืดใจดำ เพราะว่าเขามีน้ำตั้ง ๑๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรไว้ใช้ แต่ว่าเขาใช้จริง ประมาณ ๒,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นมีน้ำอีกเยอะมาก พอสมควร🔗
การผลักดันน้ำเค็มที่จะเข้ามาก็เช่นเดียวกัน มีวิธีอื่นตั้งเยอะดีกว่าท่านเอาน้ำ ตั้ง ๓,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ปล่อยทิ้งลงทะเลไปปี ๆ หนึ่ง ก็ทำซี แบริเออร์ (Sea barrier) หรือประตูน้ำกั้นน้ำเค็มเข้ามา เขาบอกว่าจะต้องมีเรือมาเทียบคลองเตยก็ทำประตูน้ำ เหนือคลองเตยขึ้นมาเสียหน่อยสิครับ อย่าไปทำใต้คลองเตยสิครับ ทำเหนือคลองเตย ทำประตูน้ำกั้นน้ำเค็ม แน่นอน ๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนี่เราอาจจะใช้น้ำในการที่จะผลักดัน เอาสิ่งปฏิกูลจากตัวแม่น้ำไหลลงทะเลเพื่อรักษาระบบนิเวศ อาจจะ ๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือสัก ๑,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เท่านั้นเอง อันนี้เป็นข้อเสนอว่าการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง อย่างยั่งยืนมีเยอะแยะ แม้กระทั่งการทำการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ก็เช่นเดียวกัน ในเฟส (Phase) หนึ่ง เขาให้ใช้เงินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ๑๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ผมก็ว่าถ้าหากเราหย่อนไปสักปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ภายใน ๑๐ ปีก็เสร็จ ซึ่งจะยังประโยชน์ให้เกิดกับ ๑๗ ล้านไร่ของภาคอีสานตอนบน ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ ท่านซูการ์โน มะทา ครับ🔗
ขอความสันติสุขจงมีแก่ทุกท่าน เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ผมต้องขอขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ต้องขอขอบคุณพรรคประชาชาติ ที่ได้ให้โอกาสผมเป็นตัวแทนของพรรคมาอภิปรายร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ รายจ่าย พ.ศ. .... ตามที่รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้เสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ซึ่งในการอภิปรายในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผมได้มาอภิปราย ในห้องประชุมพระสุริยัน ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายคนก็พยายามที่จะอภิปราย ทำหน้าที่ในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในห้องประชุมของเรา เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ๑ ปี ของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ของพวกเรา เริ่มต้นเราได้รับการรับรอง จากทางคณะกรรมการการเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤษภาคม เราก็ต้องไปเร่ร่อน อาศัยสถานที่ห้องประชุมของหน่วยงานอื่น เป็นเจ้าไม่มีศาลมา ๑ ปีเต็ม ๆ วันนี้ผมต้องกราบขอบพระคุณ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ในฐานะที่เป็นประธานรัฐสภา แล้วก็ ประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบถึงปัญหานี้แล้วก็ได้ดำเนินการเร่งรัดให้ฝ่ายผู้ที่ก่อสร้าง อาคารรัฐสภาของเราแห่งใหม่นี้ได้ดำเนินการจนกระทั่งเราสามารถได้ใช้ห้องประชุมของเราเอง อย่างภาคภูมิใจนะครับ แม้ว่าการใช้ห้องประชุมของเรา ห้องประชุมกรรมาธิการ หรือห้องอะไรต่าง ๆ จะไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าถ้าไม่มีดำริของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ของเรา เราก็ไม่มีโอกาสได้ใช้วันนี้ อันนี้ ผมต้องเรียนขอบคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ทีมงานนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ในการอภิปรายวันนี้เป็นการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ผมตกใจเมื่อทางสภาผู้แทนราษฎรส่งระเบียบวาระไปให้ผม ที่บ้าน ผมไม่เคยนะครับ ผมอยู่วงการการเมืองอาจจะไม่นานเท่าท่านประธานสภา แต่ผม ก็ติดตามทำงานเป็นทีมงานทางการเมืองของท่านหัวหน้าพรรคของผมมา ๔๐ ปี ผมก็ไม่รู้ว่า พระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายคืออะไร และเกิดขึ้นจากตอนไหน ผมไม่รู้ ไม่รู้จริง ๆ ครับ เพราะตอนที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรในปี ๒๕๕๐ รัฐบาลยุคนั้นก็ไม่เคยทำ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมมาให้พวกเรามาทำหน้าที่ในการ พิจารณา รัฐบาลในยุคนั้นก็จะทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณตามปกติ เมื่อประชาชนมีความเดือดร้อนหรือประเทศชาติขาดแคลนเรื่องงบประมาณก็จะทำ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือเมื่อเห็นมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ออก พ.ร.ก. เงินกู้อย่างที่พวกเราได้อภิปรายผ่านไป เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมจำเป็นที่จะต้องไปศึกษาค้นคว้าว่าร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อไร ถึงบางอ้อครับท่านประธาน ปี ๒๕๐๗ ผมไม่รู้นะครับว่าท่านประธาน ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วหรือยังตอนนั้น ปี ๒๕๐๗ ในสมัยที่ ๒ ของนายกรัฐมนตรี คนที่ ๑๐ ชื่ออะไรรู้ไหมครับ จอมพล ถนอม กิตติขจร ช่วงรัฐบาล ปี ๒๕๐๗-๒๕๑๒ สมัยที่ ๒ เริ่มครั้งแรกในการทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณ ผมก็ค้นคว้า ต่อไปอีกว่ามาจากไหนอีก เพราะว่ามีคนพูดว่าไม่ใช่ครั้งเดียว เกิดครั้งแรกแล้วต้องเกิดอีก ไป ๆ มา ๆ เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งติดต่อกัน ๕ ครั้งติด ๆ ครับ โดยรัฐบาลภายใต้การนำ ของคนชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๘ ช่วงรัฐบาลนั้นเรายังไม่มี โอกาสได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ในสภาแห่งนี้เพราะในตอนนั้นเป็นบทบาทหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. รัฐบาลยุคนั้นทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย ๕ ครั้ง หรือ ๖ ครั้งกับครั้งนี้กับคนชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฉะนั้นก็ไม่ต้องสงสัยนะครับว่าทำไมเราต้องมาพิจารณาในวันนี้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มาผิดที่ ผิดเวลา ผิดวัตถุประสงค์ แล้วก็ยังผิดกฎหมายอีกด้วยครับ เพราะผมได้ฟังเพื่อนสมาชิกในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ได้อภิปรายหลายประเด็นเรื่องของร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ รายจ่าย พ.ศ. .... ของรัฐบาล ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าอาจจะมีขัดกับ กฎหมายด้วย อันนี้สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังว่าความเป็นมาของ พ.ร.บ. โอนงบประมาณมาอย่างไร ทีนี้เรามาดูเพื่อนสมาชิกในสภา พ.ศ. ๒๕๐๗ ผมเชื่อว่าหลายคนยังไม่เกิดก็ไม่รู้ อันนี้ อยากฝากเป็นประเด็น ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานนำสไลด์ประกอบ การอภิปราย ผมก็ได้ทำหนังสือขออนุญาตท่านประธานแล้วนะครับ🔗
วันนี้วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๓ ทำไม ผมต้องขึ้นสไลด์ (Slide) อย่างนี้ เป็นวันที่ผมต้องจดจำพฤติกรรมของรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ อย่างไม่มีวันลืม อันนี้เป็นหัวข้อที่ผมอยากบอกให้พวกเราได้ทราบว่าในเหตุผล ของการอภิปรายงบประมาณทั้งหมดในเรื่องของ พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... วันนี้ ที่ผมจดจำไม่ลืมก็คือ ๑. รัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังทำลายความหวังของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยการอ้างสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) เพราะอะไรรู้ไหมครับ เราจำกัน ได้ เมื่อรัฐบาลกลัดกระดุมเม็ดแรกสูทของท่านผิด เม็ดที่ ๒ เม็ดที่ ๓ ท่านจะทำอย่างไร ก็ไม่มี โอกาสที่จะถูกให้ดูสวยงามหรือสง่างามได้ ท่านกลัดเม็ดแรกผิดตรงไหน เราจะมาทบทวนว่า เราพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยที่ไม่ตรงกับปฏิทินงบประมาณ เกิดจากอะไรครับ เกิดจากความผิดพลาด ในการบริหารของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้การบริหารงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ล่าช้ามาจากอะไรครับ มัวแต่จัดตั้งรัฐบาล มัวแต่แบ่งเก้าอี้ ผมจะไม่พูดถึง แต่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน ของสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นไปตามปฏิทินงบประมาณ พอไม่เป็นไปตามปฏิทินงบประมาณ เราพิจารณางบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลล่าช้า ประชาชนก็รอ แล้วในที่สุดเราก็สามารถ ผ่านงบประมาณที่มีการตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายของ ๓.๒ ล้านล้านบาทของรัฐบาล ที่เสนอต่อสภา ผ่านกระบวนการตรวจสอบทั้งโครงการแผนงานงบประมาณแหล่งที่มาต่าง ๆ โดยคณะอนุกรรมาธิการที่สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ตั้ง ๓.๒ ล้านล้านบาทเป็นความหวัง ของประชาชนที่รอคอยความหวังว่าอย่างน้อยที่สุดอาชีพของเขาก็จะต้องมีอาชีพที่พัฒนาขึ้น เรื่องของปัจจัยสี่ ปัจจัยห้า เรื่องอาหาร เรื่อง ๕ อ. ผมอยากฝากพวกเราว่า อย่าให้ความสำคัญมาก เพราะว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องของอาชีพ จากสถานการณ์ ผลกระทบของโควิด (COVID) ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ผมก็ต้องขออนุญาตต้องขอประทานอภัยเพื่อนสมาชิกในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่า ผมต้องพูด เพราะว่าอาชีพส่วนใหญ่ของพี่น้องประชาชนชาว ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพี่น้องคนไทยอีกหลายภูมิภาคคือยางพารา เราจะกู้เงินไปไว้ที่งบกลาง แต่ทำไมไม่พูดถึง เลยว่าวันนี้ราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำเราจะทำอย่างไร นายกรัฐมนตรีจะเอาเงินนี้ ไปใช้อย่างไร ไม่พูด ปัญหาราคายางพาราหลายคนพูด โดยเฉพาะท่าน ส.ส. จากจังหวัดสงขลา ท่านณัฏฐ์ชนนก็พูดประจำ ผมก็ต้องพูดวันนี้ราคายางพาราก็ตกต่ำ ซ้ำเติมต่อโควิด (COVID) ขึ้นมา สินค้าอุปโภคบริโภคกลับมีราคาแพง ขาดตลาด อันนี้คือปัญหา แต่เรามา มัวแต่ยุ่งกับการที่จะมาจัดการเรื่องของโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีมาเกลี่ย ผมดีใจ ได้ยิน ขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติของพรรคก้าวไกลที่อภิปรายว่าท่านเกลี่ยงบประมาณ ท่านกู้แล้วมาเกลี่ย ทำไมท่านไม่เกลี่ยก่อนกู้ ถ้าท่านเกลี่ยก่อนกู้เราไม่ทำผิดขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่ท่านกู้แล้วมาเกลี่ย ท่านมาดูในร่างหนังสือเล่มนี้ ผมต้องกราบเรียนผ่านท่านประธานว่า ผมได้ดูเอกสารของสภาชุดนี้ ชื่นชมครับ เยี่ยมครับแต่ช้า ผมเชื่อว่าถ้าเอกสารชุดนี้มาถึงมือ พวกเรา ๑ สัปดาห์ก่อนการอภิปรายงบประมาณนี้ ข้อมูลเด็ด ๆ อีกจำนวนมาก พี่น้องประชาชนที่ติดตามรับฟังการถ่ายทอดสดก็จะได้รู้นะครับ แต่ผมจะไม่พูดเพราะว่า ผมจะเอาประเด็น เนื่องจากผมเหลือเวลา ๒ นาที🔗
ผมจะสรุปนิดเดียวที่ผมติดใจนะครับ การโอนงบปกติที่เราจ่ายไปให้กับ หน่วยงานรับงบประมาณคือความหวังของพี่น้องประชาชน แต่เรามาเกลี่ยกลับตัด งบประมาณเขาไป แล้วที่สำคัญที่สุดใน ๔ กลุ่มงาน ไม่ว่าจะเป็นงานงบของฟังก์ชัน (Function) หรืองบดำเนินการ งบบูรณาการ ผมติดใจครับ งบใช้หนี้ครับ งบใช้หนี้เรายังตัด อีกครับ กู้ ๑ ล้านล้านบาท เหลือ ๑.๙ ล้านบาท แต่พอมาโอนงบประมาณไปเปลี่ยน กติกาใหม่ เปลี่ยนเรื่องของการใช้หนี้ เราเป็นหนี้เราต้องจ่ายครับ ใครบ้างเป็นหนี้ไม่จ่าย เป็นหนี้ไม่จ่ายเขาคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอกนะครับ ท่านกู้ไป ๑ ล้านล้านบาทแล้ว วันนี้ ยังต้องมาบอกไม่ใช้หนี้ อันนี้ผิดระเบียบของวินัยการเงินการคลังอย่างชัดเจน🔗
เรื่องสุดท้ายเพื่อไม่ไปรบกวนเวลาของเพื่อนสมาชิกแล้วก็ของ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมต้องขอขอบคุณที่ท่านได้มานั่งฟังในวันนี้ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยอยู่ด้วย ผมย้ำอีกครั้งนะครับ การโอนงบประมาณเป็นการทำลาย ความหวังของประชาชน การโอนงบประมาณจากหน่วยงานของรัฐ เหมือนคำที่พูด บอกนะครับ สุดท้ายที่ผมอยากฝากก็คือปากว่าเป็นประชาธิปไตยแต่หัวใจฝักใฝ่เผด็จการ เพราะอะไร ผมขออธิบายเหตุผลนิดหนึ่งครับ โดยปกติการบริหารงบประมาณ รัฐมนตรี เจ้ากระทรวงจะเป็นผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการงบประมาณ แต่เมื่อเราไปไว้ในงบกลาง อำนาจสุดท้ายก็อยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีคนเดียว ท่านรู้ไหมครับ ชอบอ้างมากครับว่า เราเอาเงินงบกลาง ๙๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ไปช่วยพี่น้องประชาชน ไปช่วยเรื่องโควิด (COVID) วันนี้เราเหลือเวลาอีกแค่ ๓ เดือน ทำไมจะต้องเอาเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปโอน ให้กับงบกลาง ทำไมไม่โอนให้กับกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง หรือทำไมเราไม่โอนให้กับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเงิน ๙๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้ยังค้างท่ออยู่อีก ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป ท่านวิรัตน์ วรศสิริน เชิญครับ🔗
กราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพเป็นอย่างสูง ผม วิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการโอนงบประมาณ ในวันนี้ แต่เสียดายอยู่อย่างเดียวว่าปริมาณน่าจะได้มากกว่านี้นะครับ ถ้าเป็นไปได้น่าจะ โอนให้มากที่สุด ส่วนที่เหลือจึงไปใช้เงินกู้ นั่นก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ท่านประธานครับ ผมจะ ขออนุญาตเปรียบเทียบง่าย ๆ นะครับ ประชาชนชาวบ้านเขาจะได้เข้าใจ ถ้าคิดว่าประเทศ เป็นบ้านหรือบ้านเป็นประเทศนี้ เรามีเงินเดือนมีรายได้ แต่บังเอิญเราเจ็บป่วย เงินเราก็ไม่พอ จำเป็นต้องไปกู้เงินนะครับ ก็แน่นอนที่สุดผมคิดว่าทุกบ้านทุกคนคิดเหมือนกันนะครับ เราก็ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด อะไรที่ไม่จำเป็นก็หยุดไว้ก่อนยังไม่ซื้อ ส่วนที่เหลือจึงไปใช้ เงินกู้ เพราะว่าเงินกู้มีภาระผูกพันในอนาคตครับ ประเทศก็เช่นกัน ผมกราบเรียน ท่านประธาน ควรโอนงบเปลี่ยนแปลงไปใช้ในสิ่งที่จำเป็น ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป ผมเห็นด้วยกับการตัดงบอบรม งบดูงาน งบอะไรที่ไม่จำเป็น ที่ทำอยู่นี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เลยนะครับ แต่ใคร่อยากจะขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่าอย่างงบหลักสูตรอบรมต่าง ๆ ที่เยอะแยะไปหมด อบรมชั้นสูง เช่น วปอ. ปรอ. บสย. พตส. ก ข ค ง ฮ นกฮูกตาโต เยอะแยะไปหมด ผมคิดว่างบอบรมต่าง ๆ ข้าราชการชั้นสูง นักธุรกิจใหญ่ ๆ โต ๆ ก็เป็นแหล่งสร้าง คอนเนกชัน (Connection) กัน ผูกพันกัน รู้จักกัน เอื้อประโยชน์กันในอนาคต เรียนท่านประธานจริง ๆ ผมไม่ทราบว่ามีประโยชน์ต่อประเทศชาติตรงไหน ท่านประธานครับ ในวิกฤติสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด (COVID) ในครั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ ผู้ปฏิบัติงานโดยตรงให้ได้รับอัตราเพิ่มเงินเดือน ๑,๕๐๐ บาท และผู้สนับสนุนได้รับอัตราเพิ่ม ๑,๐๐๐ บาท และให้บังคับใช้โดยอนุโลมกับข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และข้าราชการที่มี ภารกิจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เรียนท่านประธานว่าผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ขออนุญาต ภาพที่ ๑ นะครับ🔗
แต่ภาพนี้ผมไม่เห็นด้วย ภาพนี้ คือภาพการมอบนโยบายของกรมส่งกำลังบำรุงทหารบก กำหนดอัตรากำลังเงินตอบแทน สำหรับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ให้ได้เบี้ยเลี้ยง ๔๖๐ บาทต่อคนต่อวัน และค่าเสี่ยงภัย ๑,๐๐๐ บาทต่อคนต่อวัน รวมแล้ว ๑,๔๖๐ บาทต่อคนต่อวัน หนังสือนี้กราบเรียน ท่านประธานตามตรง ชาวบ้านเขาส่งกันในไลน์ (LINE) ผมคิดว่าทุกท่านในห้องนี้ส่วนใหญ่ คงได้รับกัน เพราะว่าเขาส่งกันเป็นการทั่วไป จึงใคร่อยากจะกราบเรียนสอบถามไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง ชาวบ้านจะขอเงินเยียวยา ๕,๐๐๐ บาท ก็อย่างกับขอทาน แต่อันนี้ได้ค่าเสี่ยงภัย ค่าเบี้ยเลี้ยง ๑,๔๖๐ บาท ผมคิดว่าไม่รู้จะเสี่ยงภัย อะไรกันนักกันหนา ใส่ชุดป้องกันอย่างกับออกอวกาศ ประชาชนทั้งประเทศก็เสี่ยงภัย ไม่น้อยกว่ากัน ผมยังคิดว่ามากกว่าด้วยซ้ำไป เพราะประชาชนไม่มีชุดเสี่ยงภัย หน้ากากอนามัย ก็ขาดแคลน หน้ากากผ้าก็ป้องกันเชื้อโรคอะไรไม่ได้ ขอบพระคุณนะครับ อย่างไรก็ฝาก ท่านนายกรัฐมนตรีลองดูนิดหนึ่งว่าจริงหรือไม่จริงอย่างไร ถ้าจริงผมคิดว่าก็ไม่ยุติธรรม สำหรับประชาชน🔗
สุดท้ายเพื่อให้งบที่โอนจะได้ใช้โดยมีประสิทธิภาพ ใคร่อยากจะขอให้ ฯพณฯ ยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉิน เพื่องบจะได้พอใช้ต่อไป หยุดสร้างความเสียหาย ให้กับระบบเศรษฐกิจ ยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉินเถอะครับ ผมพยายามคิดว่าทำไม ท่านยังคงพระราชกำหนดฉุกเฉินไว้ มีเหตุผลอะไร ภาพที่ ๒ พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ ข้าราชการสามารถนับเวลาราชการเป็นทวีคูณได้ ในระหว่างเวลาที่มี การรบ การสงคราม การปราบปรามจลาจล และในระหว่างเวลาที่มีพระบรมราชโองการ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ท่านประธานครับ ในระหว่างที่มีพระราชกำหนดฉุกเฉิน ข้าราชการทหารจะได้บำเหน็จบำนาญเป็นทวีคูณ ๒ เท่า ผมไม่อยากคิดว่าเป็นเพราะเหตุนี้ ขออนุญาตยังไม่คิดนะครับ ฝากท่านนายกรัฐมนตรีว่ายกเลิกเถอะครับ จริง ๆ แล้วการคง พระราชกำหนดฉุกเฉินไว้จะกระทบต่อความเสียหายในระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมากมาย งบประมาณที่โอนมาก็จะใช้ได้อย่างไม่เต็มที่เพราะไม่มีการลงทุน ใครที่ไหนเขาจะมาลงทุน ในบรรยากาศที่คาดเดาไม่ได้ ขอความกรุณาท่านนายกรัฐมนตรีได้โปรดคืนชีวิต คืนความเป็นอยู่ให้พี่น้องประชาชนเถอะ สุดท้ายมีคำคำหนึ่งที่พูดว่าทุกวิกฤติมีโอกาส ผมไม่อยากให้กลายเป็นว่าทุกวิกฤติมีโอกาส ชาติวิกฤติได้ทวีคูณ ดูมันจะไม่เป็นธรรม กราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีล่วงหน้า โปรดยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉินเถอะครับ กราบขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงนะครับ🔗
ขอบคุณท่านวิรัตน์ครับ ต่อไปท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่น ผมขออนุญาตเรียนครับว่ากระผมเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายโอนเงินฉบับนี้นะครับ เพราะว่าเป็นการสร้างความโปร่งใสให้กับระบบว่าเราจะเอาเงินไปใช้อย่างไร มีการแจกแจง ตัวเลขต่าง ๆ จำนวนมากด้วยกัน แต่กระผมขออนุญาตเรียนครับว่าผมเห็นด้วยเพียง ครึ่งเดียวที่ท่านดำเนินการแบบนี้ แล้วเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไป จริง ๆ แล้วการที่ท่านออก พระราชบัญญัติลักษณะนี้ที่ผมเห็นด้วยเพราะว่า ถ้าไม่มีการออกกฎหมายฉบับนี้เวลามีเรื่อง ฉุกเฉินเข้ามาอย่างไรเสียรัฐบาลก็ต้องใช้เงินอยู่ดี แล้วก็จะไปเบียดบังเงินในงบกลาง ถึงแม้ว่า เงิน ๙๖,๐๐๐ ล้านบาทจะไม่พอ ท่านก็มีอำนาจที่จะใช้อยู่แล้วโดยการเอาเงินส่วนอื่นใน งบกลางที่มีอยู่กว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาใช้ได้ แล้วแต่ละปีในอดีตที่ผ่านมารวมทั้งของ รัฐบาลท่านด้วยนะครับ ท่านก็มีการทำลักษณะนี้ แล้วก็ต้องมามีการตั้งงบชดใช้เงินคงคลัง แล้วแต่ละปีก็เป็นหมื่น เพราะฉะนั้นการที่ท่านมีการโอนเงินออกมา ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทครั้งนี้ ก็จะเป็นการลดภาระของงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ที่จะต้องไปตั้งงบชดใช้เงินคงคลังลง อันนี้ ก็เป็นเรื่องของความโปร่งใสประการหนึ่ง ใน ๓ สัปดาห์ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วจนถึงกลางเดือนนี้ รัฐสภาของเราแห่งนี้จะมีการพิจารณางบใช้เงินซึ่งเป็นกฎหมายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นงบ พระราชกำหนด ๑ ล้านล้านบาทเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วหรือในวันนี้ และในอีก ๒ อาทิตย์ ข้างหน้าวันที่ ๑๕ เราก็จะมีการพิจารณางบ ปี ๒๕๖๔ เป็นพระราชบัญญัติใหญ่ที่จะมีการ ใช้เงินกว่า ๓ ล้านล้านบาท ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเดียวกันถึงแม้ว่าจะแยกแยะกัน รัฐบาล ก็ได้มีการพูดถึงเรื่องของวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นกฎหมายที่เราได้มีการบัญญัติขึ้น ปี ๒๕๖๑ เอง ซึ่งการที่เรามีวินัยการคลังหรือว่ามีการดูแลฐานะการคลังที่ดีก็จะเป็น ประโยชน์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ ประเทศในโลกไม่น้อยที่ทำเรื่องนี้ไม่ดีก็ทำให้ เกิดปัญหาขึ้นมามากมายซึ่งผมคงจะไม่กล่าวถึงนะครับ ทีนี้ผมอยากจะขออนุญาตให้เห็นว่า ท่านนายกรัฐมนตรีในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมาได้ใช้เวลากับเรื่องนี้มาก ขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ🔗
มีการออกประกาศถึง ๔ ฉบับ ด้วยกัน ในเรื่องของตัวเลข สัดส่วนเพื่อเป็นกรอบวินัยการคลัง ฉบับที่ ๑ ออกในปี ๒๕๖๑ มีทั้งหมด ๕ ตัวด้วยกัน ฉบับที่ ๒ ครับ ปีต่อมาท่านก็มาแก้ว่าปีที่แล้วคือปี ๒๕๖๑ ที่ตั้งไป มันไม่ถูก แก้จาก ๕ เปอร์เซ็นต์เป็น ๘ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือปี ๒๕๖๒ ฉบับที่ ๓ ล่าสุดไม่กี่วันนี้เอง ท่านก็มาแก้ใหม่ บอกว่าสัดส่วนงบกลางขอแก้จากที่เคยอยู่ในอัตรา ๒-๓.๕ เปอร์เซ็นต์ มาเป็น ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ขยับขึ้นไป ขณะเดียวกันงบชำระคืนต้นก็เช่นกันท่านก็ขยับลงมา เพราะว่าเตรียมการสำหรับวันนี้คือจะมีการตั้งงบกลาง ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท จะมีการลด การชำระหนี้ต่ำกว่าที่เคยกำหนดในฉบับที่ ๑ ขอภาพฉบับที่ ๔ เลยครับ ขณะเดียวกันท่านก็มี การตั้งกรอบบริหารหนี้สาธารณะโดยระบุว่าข้อที่ ๑ หนี้ต่อจีดีพี (GDP) จะไม่ให้เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือตัวอย่างของเวลาและความสนใจที่ท่านได้พยายามจะพูดแต่เรื่องของ ตัวเลขต่าง ๆ เหล่านี้ว่าเป็นประจักษ์พยานของการมีวินัยการคลัง ซึ่งผมเองเคยกล่าว ในที่ประชุมแห่งนี้แล้วนะครับว่าผมเสียดายที่เราไปเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้ จริง ๆ วินัยการคลังไม่ใช่เรื่องของการแต่งตัวเลข แล้วพอจะไปเกินตัวเลขนี้ก็ไปเขยิบขึ้นไป อย่างเช่น วันนี้ตัวเลขของงบกลางจะปิด ก็เลยเขยิบขึ้นไป ตัวเลขของหนี้จะไม่ได้ก็เลยเขยิบ ขึ้นไปอีก ทุกครั้งที่จะมีการใช้เงินมากกว่าที่คิดก็จะมีการปรับตัวเลขใหม่ อันนี้ไม่ใช่วินัยการคลัง วินัยการคลังเป็นเรื่องของการที่เราจัดระบบให้มีความโปร่งใส ระบบที่ตรวจสอบได้ มีการควบคุมรายจ่ายเพื่อสร้างความเชื่อมั่น แต่ถ้าเราทำอย่างนี้ทุก ๆ ครั้งความเชื่อมั่น หดหายหมดเพราะกลายเป็นว่าเรานี่พยายามจะแต่งตัวเลขแล้วก็เขยิบให้มันเป็นไปตามนั้น ผมเชื่อว่าทุกท่านในห้องนี้คงเห็นด้วยว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติเราต้องใช้ นโยบายการคลังเราต้องมีการใช้จ่ายเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) เรายังไม่ทราบว่าจะมีการ ลงเอยเป็นอย่างไร ทีนี้วิธีการที่ท่านนำเสนอโดยการโอนย้ายงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ เพื่อจะมารอตรงนี้ แล้วไปโปะไว้ที่งบกลาง จริง ๆ แล้วท่านไม่จำเป็นต้องไปเขยิบงบกลางเลย เรามีเวลาเหลือเพียงประมาณ ๓ เดือนกว่า ๆ ที่หมดปีงบประมาณ เวลานี้เราควรจะทราบแล้วว่า เราควรจะต้องใช้งบเพื่อการสาธารณสุขเท่าไร งบเพื่อน้ำเท่าไร ผมเชื่อว่าท่านสามารถให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการบ้าน แล้วก็นำเอางบที่โอนไปใส่ในกระทรวงเหล่านั้นให้ชัดเจน ผมอยากเห็นเป็นบรรทัดฐานในปีต่อ ๆ ไปว่าไม่ใช่เอะอะก็โอนมาแล้วก็มาใส่งบกลาง ซึ่งจะ ทำให้เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงเป็นใยว่าจะมีอะไรเคลือบแคลงอยู่ แต่ถ้าท่านทำให้โปร่งใสชัดเจน โอนออกมาแล้วแล้วก็มาใส่ในงบที่คิดว่าจะต้องใช้ซึ่งภายใน ๑๐๐ วันข้างหน้านี้ จำเป็น ต้องใช้อยู่แล้ว เรามีความเข้าใจกันดี เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนไว้ว่า ในห้องนี้เราเห็นด้วยกับการต้องเยียวยา ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากเรื่องของ โรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้ เรื่องของเอสเอ็มอี (SMEs) เรื่องของผู้ประกอบอาชีพอิสระ แต่การที่ โอนงบเหล่านี้เข้ามาในลักษณะที่เป็นงบกลางสร้างความไม่เข้าใจในหลาย ๆ ประการด้วยกัน เพราะฉะนั้นในระยะข้างหน้าผมอยากเห็นเราดูแลวินัยการคลัง ดูการทำงานเราจะดีกว่า จริง ๆ แล้วในอีก ๒ สัปดาห์ข้างหน้านี้เวลาที่ท่านนายกรัฐมนตรีนำเสนองบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ย่อมมีการขาดดุลไม่ต่ำกว่า ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือไม่ต่ำกว่า ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เมื่ออาทิตย์ที่แล้วท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าหนี้ต่อจีดีพี (GDP) ของเราอยู่ที่ ๕๗.๙ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นสไลด์ (Slide) ฉบับที่ ๔ อีกครั้งนะครับ กรอบวินัย การคลังที่ท่านประกาศไว้ก็จะไม่สามารถดูแลได้ ที่บอกว่าหนี้ต่อจีดีพี (GDP) ไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะต้องเกิน และปีต่อ ๆ ไปก็ต้องเกินไปตลอด ซึ่งผมก็ยอมรับว่านี่คือไม่มี วินัยการคลังเป็นภาระที่ตกทอดที่จะต้องดูแลกัน เพราะฉะนั้นเรื่องของการมีวินัยการคลัง ก็คือจะต้องมีการจัดระบบ ระบบของการตรวจสอบ ระบบของการดูแลการจัดสรรงบประมาณ อย่างกรณีที่ท่านจัดงบ ๑ ล้านล้านบาทเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แล้วก็มี ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็นงบที่สมาชิกไม่ค่อยสบายใจว่าจะมีการใช้จ่ายอย่างไร ต่างจากการที่ท่านนำเสนอ งบประมาณประจำปี อย่างงบเมื่อตอนเดือนกุมภาพันธ์เป็นเงินถึง ๓.๒ ล้านล้านบาท ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกมีความสบายใจมากกว่า เพราะอะไร เพราะงบ ๓.๒ ล้านล้านบาท เป็นการดำเนินการโดยหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงก็คือสำนักงบประมาณ เขามีระบบ การดูแลกลั่นกรองแล้วก็ตรวจสอบส่งผ่านไปในที่สุด จริงอยู่ทุกบาททุกสตางค์อาจจะ ไม่สามารถป้องกันการทุจริตได้ แต่ระบบนั้นก็เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ผมเชื่อว่าตัวเลขของ พระราชกำหนด ๑ ล้านล้านบาท ที่มีเพียง ๓ ตัวนี่ ไม่ได้เป็นตัวช่วยให้สมาชิกมีความสบายใจ ผมอยากเห็นเราเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ เปลี่ยนเถอะครับ เราเปลี่ยนให้การดูแลเรื่องรายจ่าย อยู่กับสำนักงบประมาณเท่านั้น อย่าไปอยู่กับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ อย่าไปอยู่กับกระทรวงการคลัง เพราะกระทรวงการคลังเก่งเรื่องกู้เงิน เก่งเรื่องเจรจา แต่การจะไปตรวจสอบโครงการ การจะไปตรวจสอบงบนี่เป็นเรื่องของ สำนักงบประมาณ เพราะฉะนั้นถ้าเราจัดระบบต่าง ๆ ให้เข้ามาในกรอบนี้ ปฏิรูปกฎหมาย การคลังเสีย ปฏิรูประบบการคลัง ระบบการแบ่งอำนาจระหว่างหน่วยงานเหล่านี้ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกและประชาชน รวมทั้งชาวโลกก็จะมีความมั่นใจในการบริหารจัดการ เรื่องของหนี้สาธารณะและเรื่องการคลังของเราได้ จะคงไว้ก็มีตัวเดียวที่ควรคงไว้ก็คือกรอบ ในการกู้เงินซึ่งมีปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ หรือที่ผ่านมาก็อยู่ใน พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๙ ทวิ ที่มีการกำหนดว่าเราไม่ควรกู้เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณรายจ่าย เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ขออนุญาตกราบเรียนเพื่อจะได้มีการไป พิจารณาปรับปรุงต่อไปนะครับ🔗
สุดท้ายนะครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงเรื่องของการตัดงบ จริง ๆ แล้วครั้งนี้ไม่ใช่ตัดงบครับ เพราะว่าสภาวะอย่างนี้เราต้องให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น แต่เงินที่ท่านโอนมาเป็นเงินที่จะไม่ได้มีการใช้จ่ายอยู่แล้ว เป็นเงินที่จะต้องตกไปถ้าเกิดไม่มี การเอามาให้เกิดประโยชน์ ซึ่งผมก็คิดว่ารัฐบาลคงต้องชี้แจงเรื่องนี้ครับ ส่วนในเรื่องของงบ ชำระหนี้ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ แล้วไม่ควรจะไปแตะนะครับ เพราะเป็นการโรลโอเวอร์ (Rollover) หนี้ อย่างไรเสียก็นับอยู่ในวงเงินนี้อยู่แล้ว แล้วก็เป็นการเอื้อประโยชน์กับผู้ที่ เขามีความเป็นเจ้าหนี้อยู่ จริง ๆ แล้วถ้าท่านเอาตรงนี้มาประมวลใหม่ น่าจะได้ดอกเบี้ย ที่ดีกว่านี้ ต่ำกว่านี้ อาจจะมีคนอื่นมาแข่ง แล้วก็งบลงทุนของปี ๒๕๖๓ ที่ท่านตัดไปครั้งนี้ คงต้องมีการนำไปรวมกับงบลงทุนของปี ๒๕๖๔ ที่ท่านจะนำเสนอในอีก ๒ อาทิตย์ข้างหน้านี้ เพราะว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ขออนุญาตเรียนท่านเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีชี้แจง เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนชี้แจงกรณีที่ท่านผู้อภิปราย ผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายท่านที่แล้วนะครับ เรื่องของ เบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่วิทยุฉบับนั้นจะมีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนแรกคือเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติ ในเรื่องของจุดตรวจต่าง ๆ นั้นอยู่ในระหว่างการตกลงกรมบัญชีกลาง ก็อยู่ในระดับประมาณ ๔๐๐ บาทเศษ ส่วนในจำนวน ๑,๐๐๐ บาทนั้น ก็เป็นตามที่ท่านได้กล่าวนะครับว่า เป็นค่าตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่ที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นสาธารณสุข ในส่วนที่ ๒ เรื่อง ของวันทวีคูณ ขออนุญาตกราบเรียนว่าในส่วนวันทวีคูณนั้นเมื่อประกาศสถานการณ์สงคราม หรือฉุกเฉินนั้นหมายความว่าต้องมีการประกาศกฎอัยการศึกถึงจะได้รับวันทวีคูณ กรณีเช่นนี้ ประกาศพระราชกำหนดเช่นนี้นั้นไม่ได้รับวันทวีคูณครับ ขออนุญาตกราบเรียนมาเพื่อกรุณา ทราบครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ตามที่ท่านสมาชิกก่อนหน้า ได้แสดงความเห็นแล้วก็มีข้อกังวลเกี่ยวกับการโอนงบชำระคืนต้นเงินกู้ ดำเนินการโดย กระทรวงการคลัง แล้วก็ผลกระทบที่อาจจะมีต่อการรักษาวินัยการเงินการคลังนั้น ผมต้อง ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ชี้แนะมานะครับ แล้วก็อยากจะเรียนชี้แจงดังนี้ครับว่าตามที่เราทราบว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๓ เห็นชอบหลักเกณฑ์ แล้วก็แนวทาง การโอนงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ซึ่งจากหลักเกณฑ์นั้นการเห็นชอบนั้นก็มีความจำเป็น ที่รัฐบาลจะต้องระดมเงินจากทุกแหล่งเพื่อมาแก้ไขเยียวยา แล้วก็บรรเทาปัญหาสถานการณ์ การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด (COVID) ผมเรียนว่าในการโอนชำระคืนต้นเงินกู้ วงเงิน ประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้เราได้มีการพิจารณาแล้วก็วางแผนอย่างรอบคอบ รัดกุม เพื่อที่จะไม่ให้ส่งผลต่อกรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศ รวมถึงประเด็นของความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าการบริหารหนี้สาธารณะของ กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารนโยบายหนี้สาธารณะ สบน. มีการดำเนินการปรับ โครงสร้างหนี้รัฐบาลในส่วนที่ไม่ได้รับงบชำระหนี้ ถือเป็นการดำเนินการโดยปกติอยู่แล้ว ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน การปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีกเพราะว่าเราโอนงบเข้ามา ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะไม่ได้ทำให้มีผลกระทบต่อแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาล ในภาพรวมแต่อย่างใด อย่างไรก็ดีการโอนงบชำระคืนเงินต้นเข้างบกลางดังกล่าว ในสถานการณ์ที่จำเป็นเช่นปัจจุบันนี้ก็ทำให้เรามีความจำเป็นที่จะต้องปรับกรอบสัดส่วน ที่เกี่ยวข้องก็คือสัดส่วนการชำระคืนต้นเงินกู้ อยากกราบเรียนว่าเรื่องของวินัยการเงินการคลังนี้ รัฐบาลเป็นผู้ออกกฎหมายเอง เพราะมีความตั้งใจที่จะดูแลระบบการเงินการคลังของ ประเทศมีความเข้มแข็ง จึงได้ออกกฎหมายฉบับนี้มาซึ่งเมื่อก่อนไม่มี อย่างไรก็ดีวันนี้ ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ไม่ปกติ กรอบวินัยการเงินการคลังที่เราได้ทำไว้เดิมย่อมพิจารณา ในภาวการณ์ซึ่งเรียกว่าเป็นปกติ แต่วันนี้มันไม่ใช่เช่นนั้น เรามีความจำเป็นที่จะต้องทบทวน ในบางส่วนเท่านั้นเอง ก็เรียนว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐที่มี ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ด้วยเหตุนี้จึงมีมติเมื่อ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๓ ให้ปรับ กรอบสัดส่วนงบชำระคืนต้นเงินกู้และสัดส่วนงบกลางเป็นการชั่วคราวเท่านั้น และให้ทบทวน อีกครั้งหลังสิ้นสุดการระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) โดยสัดส่วนงบกลางรายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้ใช้ในการจัดทำร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ นี้ และการจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระ คืนต้นเงินกู้ของรัฐบาล และหน่วยงานของรัฐที่รัฐบาลรับภาระก็ให้ใช้เฉพาะการจัดทำร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ เท่านั้น🔗
ต่อคำถามที่ท่านสมาชิกมีว่าทำไมไม่ระบุระยะเวลาลงไปเลยในการประกาศ ของคณะกรรมการ กราบเรียนในประการแรกว่า โดยกฎหมายคณะกรรมการมีอำนาจ เฉพาะการกำหนดสัดส่วน แต่ไม่ได้มีอำนาจในการที่จะกำหนดเวลาในการบังคับใช้ไว้ ก็เลยไม่ได้มีการระบุไว้ในประกาศ อย่างไรก็ดีคณะกรรมการได้มีความเห็นบันทึกไว้ว่าสัดส่วน ดังกล่าวควรใช้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ เฉพาะในช่วงเวลานี้ ซึ่งคณะกรรมการจะได้นำเรื่องการกำหนดสัดส่วนดังกล่าวมาทบทวนทันทีหลังจากสิ้นสุด การระบาดของโรคไวรัสโควิด ๒๐๑๙ (COVID 2019) นี้ เพราะฉะนั้นในอนาคตผมขอกราบเรียนว่า ตามที่ท่านสมาชิกได้มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการดูแลการจ่ายคืนต้นเงินกู้ก็ตาม การจ่ายดอกเบี้ย ก็ตาม ต้นทุนก็ตาม รวมถึงการจัดงบประมาณให้สอดคล้องนั้น กระทรวงการคลังก็ขอเรียนว่า ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลหน่วยหนึ่งของรัฐบาล เราก็จะนำข้อชี้แนะของท่าน ไปพิจารณาประกอบเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการในเรื่องที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามวินัย การเงินการคลังที่เหมาะสมต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ก็จบการอภิปรายนะครับ แต่โดยที่ร่างพระราชบัญญัตินี้จะต้องมีการลงมติตามข้อบังคับ จึงให้สิทธิผู้เสนอญัตติที่จะสรุป ท่านนายกรัฐมนตรีสรุป เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ช่วงนี้ก็เป็นช่วงสุดท้ายของการเสนอร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ในวาระที่หนึ่ง ผมกราบเรียนอีกครั้งหนึ่ง หลายท่านก็ได้กรุณากล่าวถึงไปแล้ว และหลายเรื่อง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดคืออยากให้ท่านไปทำความเข้าใจกับกฎหมายหลายฉบับเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ. งบประมาณเหล่านี้ สิ่งที่อยากให้ท่านไปทบทวนดูก็คือเรื่อง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งมีการระบุอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายว่าทำอะไร อย่างไร ก็เป็นอย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กรุณาชี้แจงเมื่อสักครู่นะครับ เป็นการพิจารณาตามห้วงระยะเวลาไป แล้วเมื่อไรก็ตามที่เข้าสถานะปกติแล้วเราก็ปรับมา เป็นปกติ ไม่ได้หมายความว่าเพื่อจะหาเงินมาเพื่อไปทำประโยชน์อย่างอื่น อันนี้ก็หวังว่าท่าน จะเข้าใจนะครับ เรื่องหนี้สาธารณะหลายท่านก็เป็นห่วงกังวลตรงนี้ ผมก็กราบเรียนแล้วว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์โควิด (COVID) เกิดขึ้น หรือมีเรื่องที่เร่งด่วนความจำเป็นขณะนี้ เราก็ มีหนี้สาธารณะอยู่ในเกณฑ์ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ถือว่าต่ำพอสมควร วันนี้เมื่อกู้เงินมา อะไรมาก็แน่นอนหนี้สาธารณะก็ต้องเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอยู่ที่คณะกรรมการบริหาร หนี้สาธารณะที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ🔗
ในส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่อยากเรียนชี้แจงก็คือว่าผมพูดมาหลายครั้งแล้วงบกลาง ปี ๒๕๖๓ เหลืออยู่จำกัดมาก ในช่วงที่ผ่านมางบประมาณก็ใช้มาตลอดก่อนมีโควิด (COVID) รัฐบาลก็ต้องทำงาน ทุกกระทรวง ทบวง กรมก็เบิกจ่ายแผนงานโครงการที่ทำได้แล้ว ทำสัญญาแล้วหรือได้รับอนุมัติแล้วก็ต้องดำเนินการไป งบประมาณก็ใช้ไปในการแก้ปัญหา สถานการณ์ฉุกเฉิน ขาดน้ำ ภัยแล้งอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ได้ใช้ แล้วบางเรื่องก็ได้แก้ปัญหา ให้กับประชาชนในเวลาที่เราไปเยี่ยมเยือนประชาชนในการประชุม ครม. นอกสถานที่ ได้อนุมัติงบประมาณเหล่านี้ไปมากพอสมควร จนวันนี้ถ้าไม่มีเม็ดเงินอื่นมาเพิ่มเลยเราก็เหลือ เงินงบกลางอยู่เพียง ๑๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ผมต้องทำความเข้าใจว่าตรงนี้ทำมาเป็น ระยะ ๆ ไม่ใช่ว่าก่อนโควิด (COVID) ไม่ได้ใช้เงินเลย ส่วนราชการไม่ได้บริหารงบประมาณเลย ทำงานมาโดยตลอด แล้วก็เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ ขั้นตอนของกระบวนการก็เป็นไป ตามกฎหมายทุกประการ แล้วก็มีการตรวจสอบได้🔗
ในส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่างบประมาณวันนี้ก็พูดถึงแล้วความจำเป็นทำไม ถึงต้องมีการโอนงบประมาณ แล้วการโอนงบประมาณมันจำเป็นต้องโอนมางบกลาง การโอน ข้ามกระทรวงกฎหมายทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลายท่านก็อาจจะติดแบบเดิม ๆ หรือไม่ ผมไม่ทราบนะครับว่าเมื่อถึงเวลาจะแปรญัตติแล้วงบประมาณเหล่านี้จะมาทำโครงการใหม่ ๆ ขึ้นมา ไปดูกฎหมายทุกตัวท่านจะเข้าใจว่าทำไม่ได้อย่างที่ท่านคิดหรอกครับ สมัยก่อน ๆ อาจจะทำได้ วันนี้ทำไมได้ ต้องเป็นโครงการที่ผ่านความเห็นชอบมาจากข้างล่างขึ้นมา แล้วก็ ต้องเป็นโครงการที่มีแผนงานมีรายละเอียดที่ชัดเจน จะเอางบประมาณจากแปรญัตติมา งบประมาณที่โอนมาแล้วไปทำโครงการใหม่ ๆ เลยบางทีก็ไม่ได้ อันนี้ก็ขอให้ทำความเข้าใจ ด้วยกัน แต่ผมยินดีรับฟังความคิดเป็นของทุกท่าน เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำอย่างไรเราจะทำให้ประเทศไทยนั้นสามารถจะก้าวพ้นวิกฤติทั้งทางด้านของโควิด (COVID) และด้านเศรษฐกิจไปด้วย หลายท่านก็บอกว่าเมื่อไรจะยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อะไรทำนองนี้ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าขอให้มองใน ๒ มุมแล้วกันนะครับ ถ้าเราไม่ใช้ การดำเนินการในลักษณะนี้ขึ้นมาเราจะทำอะไรได้มาถึงวันนี้ไหม ไม่ใช่เพื่ออำนาจผม ไม่ใช่ เพื่อไปห้ามใคร ท่านจะเห็นได้ว่าเมื่อวานนี้มีการผ่อนปรนระยะที่ ๓ ไป ท่านเห็นไหมครับ อันตรายแค่ไหน ในหาดบางแสนท่านเห็นไหมครับ ท่านเห็นไหม เพราะฉะนั้นถ้าท่านคิดว่า เราจะผ่านพ้นตรงนี้ไปได้ก็ต้องช่วยกัน ต้องเตือนประชาชนด้วยกัน ไม่ว่าจะฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ทุกคนก็ต้องช่วยกันเตือนประชาชน ถ้าเรามองว่าเราต้องให้ตรงโน้นตรงนี้ ประชาชนให้มากที่สุด แน่นอนใจผมเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ผมเห็นใจเขา แต่ต้องใช้เงิน ให้ถูกต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด เรื่องการทุจริตก็ไปว่ากันมาในกลไกการตรวจสอบทุจริต🔗
ในส่วนของการชำระหนี้สาธารณะต่าง ๆ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังชี้แจงไปหมดแล้ว ในเรื่องของสิทธิประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ไม่ใช่ได้ทุกคน ผู้ที่อยู่ หน้างานอันนี้ก็เป็นไปตามกรมบัญชีกลาง แล้วก็สาธารณสุขเขาได้ตรงไหน อย่างเช่นที่อยู่ ประจำสนามบินที่เสี่ยงทุกวันอันนี้พิเศษหน่อย ที่เหลือก็ปกติไปเป็นเบี้ยเลี้ยงธรรมดา ท่านอย่าเอาทุกอย่างมาปนกันก็จะเข้าใจกันผิดไปหมดนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนเพื่อให้ ประชาชนทั่วไปที่รับฟังอยู่ทางบ้านได้รับทราบด้วยนะครับ จิตใจผมนั้นมั่นคงแล้วก็มี อย่างเดียวคือทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง เพราะฉะนั้นก็ต้องช่วยกันในสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งใดที่ไม่เกิดประโยชน์ก็ช่วยกันดูแล แล้วเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ก็จบแค่นั้นละครับ ก็มีแค่นี้เอง ขอขอบคุณนะครับ อย่างไรก็ตามผมขอขอบคุณท่านสมาชิก ท่านประธานสภา และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ขอบคุณในการเสนอสาระอันเป็นประโยชน์นะครับ ถ้าอันไหนที่ยังคิดไม่ตรงกันก็ต้องย้อนกลับไปดูพฤติกรรมตั้งแต่ก่อนหน้านี้เป็นต้นมา แล้วจนถึงวันนี้ แล้วก็มองอนาคตว่าจะเดินหน้าประเทศเราไปอย่างไร เราจะดูแลประชาชน ที่มีรายได้น้อย เกษตรกรอย่างไร รัฐบาลมีแนวคิดมีนโยบายออกมาหมดแล้ว แต่ถ้าท่าน ย้อนกลับไปที่เดิมก็แก้อะไรไม่ได้สักอย่าง เปลี่ยนอะไรไม่ได้สักอย่าง ไม่ว่าจะราคาสินค้า การเกษตร การปลูกพืชเกษตร การลดดีมานด์ (Demand) ซัพพลาย (Supply) การเปลี่ยนแปลง อาชีพบ้างอะไรบ้างก็มีความจำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะดูแลทุกคน ให้ดีที่สุด ผมขอยืนยันในฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ขอบพระคุณท่านประธานสภา และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอีกครั้งนะครับ ขอบพระคุณนะครับ สวัสดีครับ🔗
ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ กระบวนการพิจารณาในขั้นอภิปรายก็จบนะครับ ต่อไปก็จะต้องขอมติจากที่ประชุม ขอเชิญท่านสมาชิกนะครับ ให้เวลาท่านสมาชิกได้เข้ามา สำหรับท่านที่ต้องนั่งใกล้ชิดกัน มากกว่าปกติอย่างน้อยก็สวมหน้ากากอนามัยครับ🔗
ให้เวลาท่านสมาชิกเข้ามา ให้พร้อมนะครับ ต่อไปก็จะเป็นการตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ โดยขอเชิญสมาชิก ได้ใช้สิทธิแสดงตนนะครับ ขอเริ่มแสดงตนครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ หมายเลข ๓๕๙ นายศาสตรา ศรีปาน แสดงตนครับ🔗
ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม พันตำรวจโท ฐนภัทร หมายเลข ๑๑๐ พรรคพลังประชารัฐ แสดงตนครับ🔗
ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม หมายเลข ๔๘๑ อันวาร์ สาและ ครับ🔗
ครับ สมาชิกที่ยังมีปัญหา เรื่องบัตรแจ้งมาเลยนะครับ เจ้าหน้าที่จะได้บันทึกเพื่อไปรวมจำนวนผู้แสดงตน อยู่ในระหว่างแสดงตนครับ พร้อมนะครับ ผมขอปิดการแสดงตน รายงานผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๔๖ ท่านนะครับ🔗
ต่อไปจะขอถามมติ ที่ประชุมครับ จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นไม่ควรรับหลักการกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควร งดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง นะครับ ขอเชิญสมาชิกลงมติครับ🔗
ท่านประธานครับ นายศาสตรา ศรีปาน หมายเลข ๓๕๙ เห็นด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา หมายเลข ๑๑๐ พรรคพลังประชารัฐ เห็นด้วยครับ🔗
ครับ สมาชิกท่านใด มีปัญหาเชิญนะครับ ยังอยู่ในระหว่างลงมติครับ ถ้าไม่มีปัญหาแล้วก็ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๔ ท่าน เห็นด้วย ๒๖๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔ ท่าน งดออกเสียง ๑๘๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม อนันต์ ผลอำนวย หมายเลข ๔๕๗ เห็นด้วยนะครับ🔗
ท่านอนันต์ครับ เลยไปแล้ว ไม่เป็นไรครับ ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของกรรมาธิการ ขอเชิญเสนอกรรมาธิการนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตเสนอจำนวนกรรมาธิการวิสามัญ จำนวนทั้งหมด ๔๙ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอผู้รับรอง ๔๙ ท่าน สมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมให้มีกรรมาธิการ ๔๙ ท่านนะครับ ผลรายงานที่ฝ่ายเลขาธิการได้แจ้งสัดส่วน มาดังต่อไปนี้นะครับ กรรมาธิการ ๔๙ ท่าน จะเป็นสัดส่วนกรรมาธิการของคณะรัฐมนตรี ๑๒ ท่าน สัดส่วนของกรรมาธิการแต่ละพรรคการเมือง ๓๗ ท่าน ดังนั้น ขอรายงานว่า พรรคเพื่อไทย ๑๐ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ ๙ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๕ ท่าน พรรคก้าวไกล ๔ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๔ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน พรรคประชาชาติ ๑ ท่าน พรรคเศรษฐกิจใหม่ ๑ ท่าน พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคพลังท้องถิ่นไท จำนวน ๑ ท่านครับ ขอเชิญเริ่มด้วยสัดส่วนของ คณะรัฐมนตรีครับ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีขอเสนอดังต่อไปนี้ ๑. นายอุตตม สาวนายน ๒. นายสันติ พร้อมพัฒน์ ๓. นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ๔. นายจุติ ไกรฤกษ์ ๕. นายวราเทพ รัตนากร ๖. นายวิเชียร ชวลิต ๗. นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ๘. นายสันติ กีระนันทน์ ๙. นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ๑๐. นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ๑๑. นายประสงค์ พูนธเนศ ๑๒. นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเป็นของ พรรคเพื่อไทยครับ เชิญครับ ๑๐ ท่านครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ขอเสนอ รายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๑๐ ท่าน ดังนี้ ๑. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ๒. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ๓. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ๔. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ๕. นางสาวสกุณา สาระนันท์ ๖. นางสาวชนก จันทาทอง ๗. นายโกศล ปัทมะ ๘. นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ๙. นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ๑๐. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ขอผู้รับรองค่ะ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคพลังประชารัฐ ๙ ท่าน เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ในสัดส่วนของ พรรคพลังประชารัฐ ดังนี้ ๑. นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย ๒. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ๓. นายศิริพงษ์ รัสมี ๔. นายวัฒนา ช่างเหลา ๕. นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม ๖. นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ๗. นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ๘. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ๙. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทย แบบบัญชีรายชื่อ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด ๕ ท่าน ดังนี้ ๑. นายภราดร ปริศนานันทกุล ๒. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ๓. นายวิรัช พันธุมะผล ๔. นายอนาวิล รัตนสถาพร ๕. นายศุภชัย ใจสมุทร ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคก้าวไกล ๔ ท่านครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคก้าวไกล ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลทั้งหมด ๔ ท่าน ๑. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ๒. นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ๓. นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ๔. นายนิติพล ผิวเหมาะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ ๔ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ รายจ่าย พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๔ ท่าน ดังนี้ ๑. ดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ๒. ดอกเตอร์อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ๓. นายวิรัช ร่มเย็น และ ๔. นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่านครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาขอเสนอ นายนพดล พลเสน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ถูกต้องครับ ต่อไป พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทยครับ สำหรับกรรมาธิการในสัดส่วน ของพรรคเสรีรวมไทยขอเสนอ นายวิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคประชาชาติ ๑ ท่านครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสมมุติ เบญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... จำนวน ๑ ท่าน ในสัดส่วน ของพรรคประชาชาติ ท่านทวี สอดส่อง ครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคเศรษฐกิจใหม่ ๑ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ รายจ่าย พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเศรษฐกิจใหม่ จำนวน ๑ ท่านครับ นายสุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคพลังท้องถิ่นไท ๑ ท่านครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ รายจ่าย พ.ศ. .... สัดส่วนของพรรคเพื่อชาติ คือท่านดอกเตอร์เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ครบถ้วนนะครับ เลขาธิการกรุณาอ่านรายชื่อครับ🔗
รายนามคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... จำนวน ๔๙ ท่าน ๑. นายอุตตม สาวนายน ๒. นายสันติ พร้อมพัฒน์ ๓. นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ๔. นายจุติ ไกรฤกษ์ ๕. นายวราเทพ รัตนากร ๖. นายวิเชียร ชวลิต ๗. นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ๘. นายสันติ กีระนันทน์ ๙. นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ๑๐. นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ๑๑. นายประสงค์ พูนธเนศ ๑๒. นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ๑๓. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ๑๔. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ๑๕. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ๑๖. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ๑๗. นางสาวสกุณา สาระนันท์ ๑๘. นางสาวชนก จันทาทอง ๑๙. นายโกศล ปัทมะ ๒๐. นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ๒๑. นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ๒๒. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ๒๓. นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย ๒๔. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ๒๕. นายศิริพงษ์ รัสมี ๒๖. นายวัฒนา ช่างเหลา ๒๗. นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม ๒๘. นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ๒๙. นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ๓๐. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ๓๑. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ๓๒. นายภราดร ปริศนานันทกุล ๓๓. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ๓๔. นายวิรัช พันธุมะผล ๓๕. นายอนาวิล รัตนสถาพร ๓๖. นายศุภชัย ใจสมุทร ๓๗. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ๓๘. นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ๓๙. นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ๔๐. นายนิติพล ผิวเหมาะ ๔๑. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ๔๒. นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ๔๓. นายวิรัช ร่มเย็น ๔๔. นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ๔๕. นายนพดล พลเสน ๔๖. นายวิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล ๔๗. พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ๔๘. นายสุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์ และ ๔๙. นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล🔗
ครบถ้วนนะครับ ไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลงนะครับ เชิญเสนอกำหนดการแปรญัตติครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตเสนอระยะเวลาแปรญัตติเป็นจำนวน ๓ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองนะครับ สมาชิก มีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น สมาชิกเห็นด้วยในการแปรญัตติ ๓ วันนะครับ จบการพิจารณาเรื่องนี้นะครับ แต่เรียนให้ ทราบครับได้รับแจ้งว่าขอเชิญกรรมาธิการวิสามัญทั้งหมดร่วมประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... นัดแรกคือวันพรุ่งนี้ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ ๔๑๖-๔๑๗ ทางฝั่งวุฒิสภา ชั้น ๔ อาคารรัฐสภา ซึ่งวันนี้ผมขอขอบคุณสำหรับเรื่องนี้นะครับ วาระต่อไปครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องค้างพิจารณา ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี🔗
ขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่านครับ ขอขอบคุณคณะรัฐมนตรี ขอปิดประชุมครับ🔗