รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๒๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓
ณ อาคารรัฐสภา
---------------------------
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้พูดจาหารือตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๒๔ ซึ่งมีรายชื่ออยู่แล้ว ท่านใดที่ไม่พร้อมกรุณาแจ้งมานะครับ จะได้ไม่เสียเวลา แล้วก็เอาไว้ในลำดับหลังก็ได้ครับ ขอได้รักษากติกาของเรานะครับ คือท่านละ ๒ นาที แล้วก็ นำปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ท่านแรกขอเชิญคุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๕ เขตดินแดง เขตห้วยขวาง ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานเพื่อหารือใน ๓ เรื่อง🔗
ในเรื่องที่ ๑ ขอให้กรุงเทพมหานครได้มีการติดตั้งสัญญาณไฟจราจรบริเวณ ถนนกำแพงเพชร ๗ ตัดถนนอโศก-ดินแดง ซึ่งในขณะนี้มีปัญหาเรื่องของการจราจร ค่อนข้างมากแล้วก็กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะไปดูแลในบริเวณนี้ก็ไม่ค่อยเพียงพอ ถ้ามีสัญญาณไฟจราจรช่วย ก็จะทำให้ช่วยการแก้ไขปัญหาบริเวณนี้ได้ดีครับ🔗
ในเรื่องที่ ๒ ขอให้ในส่วนของทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการ ตำรวจนครบาล ได้ไปแก้ไขปัญหาการจราจรที่ถนนจตุรทิศที่อยู่ในพื้นที่เขตดินแดง ซึ่งในปัจจุบันมีการจอดรถบนถนนจตุรทิศค่อนข้างมาก ทำให้พื้นผิวการจราจรเวลารถวิ่งสวนกัน ไม่สามารถที่จะสวนหรือว่าหลบหลีกกันได้ ก็ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทตามมาอย่างต่อเนื่อง ในตลอดเวลาในขณะนี้ อยากจะให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าไปแก้ไขปัญหาในบริเวณถนนดังกล่าว🔗
ในเรื่องที่ ๓ ขอให้ทางการเคหะแห่งชาติได้คืนเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า ให้กับลูกบ้านที่อยู่บริเวณอาคารแปลงจี (G) ซึ่งอยู่บริเวณหน้าสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันนี้ทางการเคหะแห่งชาติยังไม่คืนเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าให้กับลูกบ้านนะครับ ซึ่งลูกบ้านต้องการเงินไปใช้ในยามวิกฤติในขณะนี้ ก็ขอนำเรียนท่านประธาน ๓ เรื่อง ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณอรรถกร ศิริลัทธยากร ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวจังหวัดฉะเชิงเทราต่อท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกันครับ🔗
เรื่องแรกได้รับการประสานจากท่านเกรียงไกร ปัญญาพงศธร ท่านดำรัส พุทธรักษา สจ. เขตอำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา และกำนันพงษ์เทพ รัตนา กำนันตำบลบางคา อำเภอราชสาส์น ว่าพี่น้องประชาชนในเขตตำบลบางคาและตำบลดงน้อย อำเภอราชสาส์น ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคที่ถูกสุขลักษณะ จึงขออนุญาตนำเรียนผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงมหาดไทย แล้วก็ผู้จัดการการประปา ส่วนภูมิภาค สาขาพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ช่วยพิจารณาขยายเขตประปา ส่วนภูมิภาค ๒ จุดด้วยกันครับ ในอำเภอราชสาส์น จุดที่ ๑ เป็นจุดบริเวณจากบ้านยางปุ่ม หมู่ที่ ๗ ไปจนถึงบ้านวังกระทุ่ม หมู่ที่ ๘ ตำบลดงน้อย อำเภอราชสาส์น โดยในบริเวณนี้ มีประชากรประมาณ ๒๖๐ กว่าครัวเรือนด้วยกัน จุดที่ ๒ ขออนุญาตขยายเขตประปา ส่วนภูมิภาค บริเวณหมู่ที่ ๔ ตำบลบางคา อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อช่วย แก้ไขปัญหาน้ำประปา โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม จะเป็นการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องตำบลดงน้อยและตำบลบางคาได้อย่างยั่งยืนและถาวร🔗
เรื่องที่ ๒ กระผมได้รับการประสานจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หลาย ๆ ท่านในจังหวัดฉะเชิงเทราว่าปัจจุบันนี้มีปัญหาจากการขาดสภาพคล่อง อาจจะ มีงบประมาณสำหรับการบริหารไม่เพียงพอในอนาคตอันใกล้นี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางกระทรวงได้มีมาตรการในการลดการจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะภาษีจาก โรงงานอุตสาหกรรม ลดภาษีถึงประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทา ผลกระทบที่เกิดจากโคโรนาไวรัส (Coronavirus) แต่ ณ วันนี้ทาง อปท. ทั้งเทศบาลและ อบต. กำลังประสบปัญหาขาดแคลน จึงกราบเรียนผ่านท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณประเสริฐ บุญเรือง🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายประเสริฐ บุญเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนเรื่องของบประมาณขุดลอก แหล่งกักเก็บน้ำในการอุปโภคบริโภค หนองพันคาร ตำบลสามขา อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด ๑๔๖ ไร่ เป็นหนองเดิมไม่ได้รับการพัฒนาจนมีหญ้า และวัชพืชขึ้นเต็มพื้นที่ทั้งหมด ๑๔๖ ไร่ อย่างที่เห็นในภาพ ไม่สามารถที่จะระบุได้ว่า เป็นหนองน้ำหรือไม่ จึงขอให้ทางกรมชลประทานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องระบบน้ำ ทั้งระบบพิจารณาหนองพันคาร ตำบลสามขา อำเภอกุฉินารายณ์🔗
เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนเรื่องถนนสายบ้านดงเหนือ หมู่ที่ ๒ ไปบ้านจอมทอง หมู่ที่ ๕ ตำบลเหล่าใหญ่ ซึ่งเป็นถนนลาดยางเดิมเกือบ ๑๐ ปีแล้ว ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมและการพัฒนาทั้ง ๆ ที่อยู่ในเขตเทศบาล ตำบลเหล่าใหญ่ อยู่ในพื้นที่ของอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นถนนตามภารกิจถ่ายโอน และขอรับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณาแก้ไขโดยเร่งด่วน🔗
เรื่องที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในเขตอำเภอห้วยผึ้ง ซึ่งถนนทางหลวงท้องถิ่น เลขที่ ๑๑๐๑ สายบ้านโคกศรี บ้านดงอุดม หมู่ที่ ๓ ตำบลคำบง ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร และถนนเลขที่ ๑๑๐๖ สายบ้านคำบงไปบ้านร่องแก่นคูณ ตำบลนิคมห้วยผึ้ง อำเภอห้วยผึ้ง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อมีความเสียหายมาก จึงขอรับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพราะว่าเป็นถนนที่อยู่ในภารกิจ ถ่ายโอน กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณชุมพล จุลใส🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายวัชรินทร์ อินคาคร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔ ตำบลทุ่งคา นายคำนวณ ทวีปัญญาทรัพย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลทุ่งคา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร และกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่และประมงพื้นบ้าน อ่าวทุ่งคา-สวี เนื่องด้วย ร่องน้ำทางเดินเรือปากแม่น้ำชุมพรออกสู่อ่าวทุ่งคา-สวี ตื้นเขิน ส่งผลให้ชาวประมงพื้นบ้าน และเกษตรกรผู้เลี้ยงหอยแมลงภู่ ตำบลทุ่งคา ตำบลตากแดด ได้รับความเดือดร้อนในการ นำเรือออกไปประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านและทำการเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ เนื่องจาก ร่องน้ำทางเดินเรือตื้นเขินในช่วงน้ำลงต่ำสุด ทำให้เกษตรกรไม่สามารถนำเรือออกไป ประกอบอาชีพได้ โดยเฉพาะการนำผลผลิตหอยแมลงภู่ออกสู่ตลาดไม่ทันเวลา ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาชุมพร อนุเคราะห์งบประมาณ ในการขุดลอกร่องน้ำทางเดินเรือปากแม่น้ำชุมพร เพื่อให้ชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกร ผู้เพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่สะดวกในการเดินเรือต่อไปครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนของชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดชุมพรว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการเข้าไปทำประมงใกล้เกาะไม่ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่าอุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะชุมพรไม่ได้วางแนวทุ่นไว้ชัดเจน ผมจึงนำเรียนท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สั่งการให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร นำทุ่นไปวางไว้รอบเกาะในเขตอุทยานเพื่อให้ชาวประมงได้ทราบต่อไป กราบขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ ผมขอมาหารือเกี่ยวกับเรื่องความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนชาวคลองสามวา กรุงเทพมหานคร มาหารือที่นี่ ปัญหาคือผมได้รับการร้องเรียนจากคุณพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ และคุณโสภณ แก้วจันทร์ ซึ่งเป็นคณะทำงานพรรคก้าวไกล คลองสามวา ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
ได้รับการร้องเรียน จากคุณประทุม จุ่นคด ประธานเคหะชุมชนร่มเกล้า เขตมีนบุรี ว่าเขตในพื้นที่มีท่อระบายน้ำ ชำรุด จำนวน ๒๐ แห่ง และไม่ได้รับความสนใจในการแก้ไขปัญหา มีฝาท่อที่เป็นอันตราย แล้วก็เกิดภาระให้พี่น้องในพื้นที่ที่ต้องเอาฝาหรือกระถางหรือกรวย มาตั้งเป็นจุดสนใจเพื่อให้ คนสัญจรไปมาได้สังเกตเห็น ปัญหาดังกล่าวเคยนำเสนอผ่านช่องเวิร์คพอยท์ (Workpoint) เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๓ แล้ว หลังจากนั้นก็มีฝ่ายโยธาธิการของกรุงเทพมหานคร เข้ามาดูครั้งเดียว นอกจากนั้นแล้วก็ไม่ได้มีใครมาดูเลย แล้วปัญหาดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกแก้ไข ไม่แจ้งความคืบหน้าแต่อย่างใด สภาพปัญหายังคงอยู่ครับ ขณะนี้กำลังจะมีน้ำท่วมเอ่อขึ้นมา เคหะชุมชนมีนบุรี คลอง ๙ มีประชากรอยู่ประมาณ ๑,๕๐๐ คน แล้วก็มีฝาท่อที่ยังรอการ แก้ไข ประชาชนมีความเดือดร้อนดังกล่าว หากโดนละเลยไม่แก้ไขปัญหาเป็นเวลาประมาณ ตั้ง ๑๐ ปีมาแล้ว จนเกิดความทุกข์ร้อนแก่ตัวชุมชนและคนที่เดินทางสัญจรไปมา แล้วเกิด ความเสียหาย เกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นแน่นอนและบ่อยครั้ง และขณะนี้ฝนกำลังจะตกครับ ฝาท่อชำรุดก็ทรุดลงไปแน่นอนครับถ้าไม่แก้ไขปัญหา ขอให้ท่านประธานช่วยกราบเรียนไปยัง กรุงเทพมหานคร หรือหน่วยงานเกี่ยวข้อง ขอให้เข้ามาทำการซ่อมแซมเป็นการเร่งด่วนเพื่อ เป็นคุณประโยชน์แก่ชาวเคหะชุมชนมีนบุรี คลอง ๙ ดังกล่าว ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณยงยุทธ สุวรรณบุตร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗
ท่านประธานครับ เรื่องถนนบางพลี-ตำหรุ หมายเลข ๓๒๕๖ จาก ตำหรุ-เทพารักษ์ ความยาว ๘,๕๐๐ เมตร หรือ ๘ กิโลเมตรครึ่ง ซึ่งเป็น ๒ ช่องจราจร อยากจะให้ช่วยแก้ไขเป็น ๔ ช่องจราจร ซึ่งประชาชนเดือดร้อนมาก ถนนเส้นนี้เป็นถนนที่มี รถวิ่งวันหนึ่งประมาณ ๘๐,๐๐๐ คันต่อวัน ซึ่งเป็นทางที่จะเชื่อมจังหวัดสมุทรปราการ ไปจังหวัดชลบุรี ไปจังหวัดฉะเชิงเทรา ไปสนามบิน ไปท่าเรือแหลมฉบัง จึงขออนุญาตให้ ท่านประธานช่วยดำเนินการแก้ไขเป็น ๔ ช่องจราจรครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องทางแยกของทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๓๒๕๖ ตัดกับ ถนนบางนา-ตราด ช่วง กม.ที่ ๑๓+๕๔๕ ซึ่งการจราจรติดขัดมาก ซึ่งทางเลี้ยวซ้ายออกทั้ง สองฝั่งถนนของบางนา-ตราด มีช่องจราจรเดียวครับ ต้องหาทางแก้ไขให้เพิ่มช่องจราจร ให้มากขึ้น หรือศึกษาหาความเป็นไปได้ เรื่องแรมป์ (Ramp) เลี้ยวซ้ายเชื่อมต่อสะพาน โอเวอร์พาส (Overpass) ให้เกิดช่องจราจรมากขึ้นนะครับ จึงขออนุญาตนำเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ แล้วก็จะขอส่งเอกสารทั้ง ๒ เรื่อง ให้ท่านประธานเพื่อหาทาง แก้ไข โดยผมได้ปรึกษาหารือกับท่านสมเทพ บุญกว้าง หัวหน้าแขวงการทางสมุทรปราการ ลงไปดูพื้นที่ด้วยกันครับ รถติดจำนวนมากครับ จึงขออนุญาตท่านประธานช่วยดำเนินการ ส่งเรื่องทั้ง ๒ เรื่อง ให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการแก้ไขให้กับชาวสมุทรปราการด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ได้ครับ ส่งมาครับ ต่อไป คุณกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด มหาสารคาม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขอหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องในจังหวัด มหาสารคาม ๓ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ การก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามแม่น้ำชี ผมได้รับ การประสานงานจากนายธนะโผน ยศพล กำนันตำบลลาดพัฒนา และพี่น้องในพื้นที่ มีความต้องการให้มีการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำชี ช่วงสามแยกถนน ทล. ๒๓๖๗ (มหาสารคาม-บ้านม่วง) กับถนน มค. ๒๐๐๕ (บ้านติ้ว-บ้านลาดพัฒนา) เชื่อมกับตำบลมะค่า อำเภอกันทรวิชัย เพื่อความสะดวกของพี่น้องประชาชนในการขนถ่ายผลิตผลทางการเกษตร และการสัญจร จึงขอให้กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม พิจารณาดำเนินการ ก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมติดตั้งเสาไฟฟ้าแสงสว่างต่อไปครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ปัญหาแหล่งน้ำกุดหนองหัวลิงตื้นเขิน ผมได้รับการประสานงาน ความเดือดร้อนจากนายมงคล อันปัญญา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกิ้ง และนางสายใจ บุญมาธรรม ผู้ใหญ่บ้านบ้านวังยาว ตำบลเกิ้ง ว่าแหล่งน้ำธรรมชาติ แหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ หนองกุดหูลิง ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด ๓๗ ไร่ ๒ งาน มีสภาพตื้นเขินเป็นส่วนใหญ่ทำให้น้ำที่จะ กักเก็บไว้มีปริมาณลดลง จึงขอให้กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พิจารณาดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำนี้ให้มีน้ำเพียงพอและขุดลอกให้กว้าง และลึกขึ้นซึ่งจะเป็นประโยชน์ จะเป็นแก้มลิงในการรองรับน้ำที่ไหลจากตำบลตลาด และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในลำดับต่อไป🔗
๓. ปัญหาทางหลวงท้องถิ่น รหัสสายทาง มค.ถ. ๒๙-๒๐๔ บ้านโนนสีดาและ บ้านหนองเจริญ ตำบลแกดำ อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม ขออนุญาตยื่นเอกสารต่อไป ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวศรีนวล บุญลือ🔗
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน เรื่องถนนหมู่ที่ ๔ บ้านห้วยเกี๋ยง เชื่อมหมู่ ๑๔ บ้านโป่งน้อย ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางยาว ๒๐ กิโลเมตร สภาพถนนเป็นเนินสูงชัน เป็นถนนดินแดง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ประโยชน์ ถนนสายนี้ ประชาชน จำนวน ๔๐๐ กว่าครัวเรือน นักท่องเที่ยวสัญจรไปมาจำนวนมาก ปัญหาช่วงฤดูฝนตกถนนลื่นเข้าออกไม่ได้ เด็กนักเรียนไม่ได้ไปเรียนหนังสือ รถขนย้ายพืชผล ทางด้านการเกษตรไม่ได้ เกิดปัญหาความเดือดร้อนมานานหลายปีแล้ว หน่วยงาน ที่รับผิดชอบถนนสายนี้อยู่ในโครงข่ายโครงการหลวงขุนวัง เขตพื้นที่ อบต. แม่วิน แขวงทางหลวงชนบทเชียงใหม่ กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช ข้าเจ้าในนามตัวแทนพ่อแม่ของพี่น้องประชาชนขอความเมตตาจากท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ช่วยลง พื้นที่ดูแลถนนสายนี้ด้วย เพราะว่าที่ผ่านมานั้นเวลาถ้ากรมทางหลวงชนบทจะลงทำถนน กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เขาไม่เห็นด้วย ดังนั้นกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะนั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์คอนดิชัน (Air-condition) ไม่ได้ลงไปในพื้นที่ ดังนั้นการก่อสร้างถนนก็จะมีปัญหาตามมาอยู่ตลอด ขอให้กำกับดูแลตรงนี้ สงสารประชาชนกลุ่มชนบทบนดอยเขาเป็นคนดีของสังคม เขาเดินตามรอยพ่อมาโดยตลอด พออยู่ พอกิน พอเพียง เขาจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณเจ้า🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณศุภชัย นพขำ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายศุภชัย นพขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคเพื่อไทย วันนี้ผม มีเรื่องมาปรึกษาหารือกับท่านประธานสภาผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ เรื่อง ดังนี้🔗
ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องชาวอำเภอคลองหลวง เทศบาลเมือง คลองหลวง ตำบลคลองหนึ่ง และคลองสอง จากคลองส่งน้ำที่ ๑ คลองส่งน้ำที่ ๒ และคลองมะดัน ที่ทำให้มีน้ำเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็นมาเป็นระยะเวลายาวนาน ไม่มีหน่วยงานไหนเข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหานี้ จึงฝากหารือกับท่านประธานสภาผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการลงมาแก้ไขและดูแลเรื่องนี้โดยด่วน เพื่อความเป็นอยู่ที่ ดีของพี่น้องชาวอำเภอคลองหลวง🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากเทศบาลตำบลบ้านกลาง เทศบาล ตำบลวังพูน ว่าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๔๖ ปทุมธานี-รังสิต ตั้งแต่แยกตลาดพูนทรัพย์ ไปถึงถนนคลองประปาและตั้งแต่สนามไดร์ฟกอล์ฟบางพูน ไปจนถึงคลองเปรมประชากร ท่อระบายน้ำอุดตันทำให้ระบายไม่ทันเวลาฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมขังสูงถึง ๑๐-๒๐ เซนติเมตร ทำให้รถติดขัดตลอดเส้นทาง ไม่มีหน่วยงานไหนเข้าไปดูแลและแก้ไข จึงฝากหารือกับท่านประธานสภาผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แขวงการทางลงมา ดูแลแก้ไขและรีบดำเนินการเรื่องนี้โดยด่วนครับ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องผู้ใช้รถใช้ถนน เส้นนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันขอหารือท่านประธานถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน🔗
เรื่องที่ ๑ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายไสว แก้วตุงกา และชาวบ้าน ในพื้นที่บริเวณที่ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน เป็นสามแยกจุดตัดกลับรถที่ทางด้านซ้ายขาออก จากกรุงเทพมหานคร จะเลี้ยวเข้าสู่วัดเขาดินใต้ ตำบลหัวปลวก อำเภอเสาไห้ ส่วนทาง ด้านขวาที่เป็นฝั่งขาเข้ากรุงเทพมหานครก็จะเป็นวัดใหม่สามัคคีธรรม อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จุดนี้มีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง อยากให้ติดตั้งสัญญาณไฟจราจร เพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุและสร้าง ความปลอดภัยให้กับผู้ใช้เส้นทางนี้🔗
เรื่องที่ ๒ ถนนสายหน้าพระลาน-บ้านครัว เรื่อยลงไปถึงจุดที่จะเลี้ยวขวา เข้าสู่ถนนโยธาสาย ๒ บริเวณนี้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงหลายครั้ง เนื่องจากว่าเป็นเนินก่อนที่จะ แยกเข้าขวามือ ดิฉันเห็นว่าตอนนี้ทางกรมทางหลวงได้ทำการปรับปรุงผิวถนนและขยายไหล่ทาง ก็อยากจะฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเมื่อท่านปรับปรุงเส้นทางเสร็จแล้ว อยากให้ติดไฟจราจรซึ่งเป็นระบบแบบมีตัวเลขนับถอยหลัง เพราะตรงนี้รถบรรทุกหนักวิ่งทั้งวัน ตลอดเวลา จะได้กะระยะการจอดรถได้ แล้วก็เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ที่จะเลี้ยวเข้า ถนนโยธาสาย ๒ ด้วย🔗
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ดิฉันหารือไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขก็คือเส้นทาง ถนนพหลโยธินแยกออกจังหวัดเพชรบูรณ์ บริเวณศูนย์หม่อนไหม ตรงนี้เป็นเนินเขาขึ้น-ลง ไม่มีไฟฟ้าแสงสว่าง มืดมากเวลากลางคืน เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตหลายรายแล้ว ขอให้เร่ง ดำเนินการให้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตยานนาวา เขตบางคอแหลม พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ ดิฉันเป็น ส.ส. ในพื้นที่ที่มีข่าวเรื่องบ่อนพระราม ๓ ที่มีการ ฆ่ากันตายถึง ๔ ศพ ท่านประธานทราบไหมคะว่าหลังจากวันนั้นมีประชาชนในพื้นที่ส่งทั้ง ข้อความมาหาดิฉันเยอะมากว่าในเขตพื้นที่ของดิฉันมีบ่อนการพนันมากถึง ๒๐ กว่าแห่ง ซึ่งดิฉันถึงแม้จะอยู่ในพื้นที่ดิฉันยอมรับเลยว่าดิฉันไม่เคยไปบ่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถึงดิฉัน จะอยากไป เจ้าของเขาคงไม่ให้ไปแล้วก็คงไม่เปิดให้เข้า จึงเกิดความสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า ประชาชนก็รู้ วินมอเตอร์ไซค์ก็รู้ ชาวบ้านแถวนั้นก็รู้ แต่ว่าทำไมตำรวจถึงไม่รู้ หรือว่าท่านรู้ แต่ท่านไม่ทำอะไร แถมยังมีประชาชนที่เขาก็กล้า ๆ กลัว ๆ คือเขาก็อยากจะแจ้งตำรวจ แต่ว่าในทางกลับกันเขาก็กลัวอำนาจของตำรวจ เพราะเขาพูดว่าคนคุมกฎก็คือคนที่รู้ดีที่สุด ว่ามีบ่อน แถมมีเจ้าหน้าที่รับสินบนด้วย อันนี้ดิฉันไม่ได้พูดเองประชาชนเขาบอกมา ดิฉันจึง อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยัง พลเอก ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติ ท่าน พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ว่าท่านปล่อยให้เกิดบ่อนขึ้นมากมาย เป็นดอกเห็ดแบบนี้ได้อย่างไร จังหวะนี้เป็นจังหวะที่ดีในการที่ท่านจะโชว์ผลงานให้ประชาชนเห็น ใช้อำนาจในทางที่ถูกต้องว่าอำนาจที่ท่านมีในมือนั้นมีไว้เพื่อจับกุม ปราบปราม กวาดล้าง คนที่ทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ใช่เอาอำนาจไปจับประชาชนธรรมดาที่เห็นต่าง ดิฉัน และประชาชนจะรอวันที่ท่านใช้อำนาจในทางที่ถูกต้องสมกับที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินะคะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณอันวาร์ สาและ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีเรื่องหารือกับ ท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องของความเดือดร้อนแล้วก็ชีวิตความเป็นอยู่ของคนใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ท่านประธานครับ มีถนนเส้นทางระหว่างอำเภอเมืองถึงอำเภอยะหริ่ง ของจังหวัดปัตตานี เส้นทางนี้เป็นเส้นทางสายเอเชีย แล้วก็เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลัก ที่สัญจรที่ไม่ว่าใครที่จะลงไปทางจังหวัดนราธิวาสหรืออะไรต่าง ๆ ก็ต้องใช้เส้นทางนี้ ทีนี้ ปัญหาก็คือเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่มีชุมชนหนาแน่นมาก แล้วก็ปัญหาที่เกิดก็คือว่าเนื่องจาก มีโรงเรียน แล้วก็มีสถานที่ต่าง ๆ ของชุมชนอยู่บนเส้นทางนี้ เช่น โรงเรียนจงรักสัตย์วิทยา โรงเรียนศาสนูปถัมภ์ แล้วก็โรงเรียนชุมชนบ้านกรือเซะ ในที่ต่าง ๆ ตรงนี้เมื่อเป็นชุมชน หนาแน่นก็จะมีเหตุการณ์ที่อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยมาก ผมก็เลยดูในสถานการณ์แล้วก็ ไปปรึกษาหารือกับทางหน่วยงาน ทาง อบต. ซึ่งจะเกี่ยวข้องตั้งแต่ อบต. ตะลุโบะ อบต. ตันหยงลุโละ แล้วก็ อบต. ยามู ส่วนหนึ่งก็เกี่ยวกับสุขาภิบาลยะหริ่งด้วย ซึ่งอยากจะให้ทาง กรมทางหลวงได้ก่อสร้างถนนเส้นคู่ขนานระหว่างที่มีจุดชุมชนที่หนาแน่นเหล่านั้นเพื่อป้องกัน อันตรายที่เกิดจากอุบัติเหตุที่เสียชีวิตจำนวนหลายรายแล้วที่ผ่านมา ก็อยากจะฝากท่าน ประธานประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอในโครงการต่าง ๆ ในจุดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างอำเภอเมืองถึงอำเภอยะหริ่งในจุดต่าง ๆ ที่พูดถึง ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเกษม อุประ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เกษม อุประ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ด้วยได้รับการร้องทุกข์จาก นายนริศ สร้อยจักร ราษฎรหมู่ที่ ๑ ตำบลแพด อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร พร้อมกับพวก ๑๓๓ ครอบครัว เรียกร้องให้ออกเอกสารสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย บ้านแพดตั้งมาประมาณ ๑๕๐ ปี ในปี ๒๕๑๔ มีการตัดถนนสายบ้านหนองแวง อำเภอวานรนิวาส ผ่านบ้านแพด ไปบ้านนาฮี อำเภออากาศอำนวย และได้มีการประกาศว่าบ้านเรือนราษฎรในฝั่งทิศเหนือ ของถนนอยู่นอกเขตป่าสงวน และออกเอกสารโฉนดที่ดินให้ ส่วนบ้านเรือนราษฎร วัด โรงเรียน ที่อยู่ฝั่งทิศใต้อยู่ในเขตป่าสงวน ทั้งที่สภาพแวดล้อมอยู่ในสภาพเดียวกัน แต่ว่า ไม่ได้เอกสารสิทธิ์เหมือนฝั่งทิศเหนือ และในปี ๒๕๔๖ ได้มีการออกเอกสารสิทธิ์เป็น ส.ป.ก. ผมจึงอยากจะกราบเรียนหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความเป็นธรรมแก่ราษฎร ทั้ง ๑๓๓ ครอบครัว ที่เรียกร้องเอกสารเป็นโฉนด เนื่องจากว่าบริเวณใกล้เคียง รอบ ๆ หมู่บ้านเหล่านี้ได้มีการออกเอกสารสิทธิ์หมดแล้ว และชาวบ้านได้อยู่มานับร้อยกว่าปี แต่ไม่ได้เอกสารสิทธิ์ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณภาคภูมิ บูลย์ประมุข ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ ผมหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยอยู่ ๑ เรื่อง สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมได้มีโอกาสเข้าไปร่วมงานหลาย ๆ อำเภอ และได้พบปะพี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหลาย ๆ ที่ได้พูดคุยกัน มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฝากมาและเป็นเรื่องที่สำคัญ มี ส.ส. หลายท่านพูดในสภาเป็นจำนวนมาก คือเรื่อง สวัสดิการของ ชรบ. ชรบ. คือชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เกิดจากการแต่งตั้ง ของผู้ใหญ่บ้านเสนอให้นายอำเภอเป็นผู้อนุมัติ มีหน้าที่ช่วยเหลือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รักษา ความปลอดภัยในหมู่บ้าน ในช่วงวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมา ชรบ. ถือว่าเป็น กลุ่มจิตอาสากลุ่มหนึ่งที่เป็นหน้าด่านในการคัดกรองคนที่จะเข้าหมู่บ้าน หรือกระทั่งนโยบาย ของรัฐบาลที่มีการประกาศเคอร์ฟิว (Curfew) ชรบ. เหล่านี้ก็จะเป็นผู้ตั้งด่าน อดหลับอดนอน เป็นเวลายาวนาน ถือว่าเป็นจิตอาสาอีกชุดหนึ่งที่ทำงานควบคู่กับพี่น้อง อสม. ในเรื่อง รักษาความปลอดภัย แต่ท่านเชื่อไหมครับ ชรบ. ไม่มีเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง ค่าตอบแทน หรือค่าล่วงเวลาอื่น ๆ แต่อย่างใด แม้กระทั่งชุดเครื่องแบบที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ออกรูปแบบให้ รัฐก็ ไม่สามารถจัดซื้อให้ได้ เขาต้องอาศัยเงินส่วนตัวหรือว่าหาผู้มีอุปการคุณในการจัดหา ชุดเครื่องแบบเพื่อออกปฏิบัติการ ฉะนั้นอยากจะให้กระทรวงมหาดไทยโปรดพิจารณา กลุ่มบุคคลกลุ่มนี้นะครับ ชรบ. หมู่บ้านหนึ่งมีประมาณ ๓๐ คนต่อ ๑ หมู่บ้าน โดยเฉลี่ย หากรัฐต้องการจะช่วยเหลือเขาอาจจะไม่ต้องถึงค่าตอบแทนก็ได้ครับเพราะอาจจะใช้เงิน จำนวนมาก เป็นเบี้ยเลี้ยงในการทำงานของเขาในการออกปฏิบัติการต่อครั้ง หรือมีสวัสดิการ อย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ที่พักอะไรต่าง ๆ ให้เป็นขวัญและกำลังใจในการ ปฏิบัติงานของเขาต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วีระพล จิตสัมฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ขอนำความ เดือดร้อนของพี่น้องประชาชนหารือต่อท่านประธานเพื่อส่งต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ ดังนี้ครับ🔗
เรื่องแรก ถนนจากบ้านระกา เทศบาลตำบลปรางค์กู่ ผ่านพื้นที่ของตำบลพิมาย ตำบลดู่ อำเภอปรางค์กู่ เชื่อมเขตบ้านปราสาท ตำบลปราสาท อำเภอขุขันธ์ ระยะทาง ๑๔ กิโลเมตร ช่วงแรกของถนน ๖ กิโลเมตรแรกสภาพพอใช้งานได้ ใน ๔ กิโลเมตรต่อมา เป็นถนนลาดยางเสื่อมสภาพ มีผิวทางขรุขระ เป็นหลุม เป็นบ่อ ช่วงปลายถนนเป็นถนนหินคลุก และถนนดิน ด้วยความไม่ต่อเนื่องของงบประมาณประกอบกับได้งบประมาณมาแต่ละครั้ง ก็ต้องย้อนกลับไปทำที่เดิม ถนนสายนี้มีชื่อว่าถนนไทยสะเทือน นอกจากนี้ก็จะมีถนนลาดยาง เสื่อมภาพ แล้วก็ถนนหินคลุกที่ผิวทางหลุดร่อน ชำรุดเสียหาย การสัญจรไปมาลำบาก รถจักรยานยนต์ประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ประกอบด้วยสายทางดังต่อไปนี้ครับ ถนนลาดยาง เสื่อมสภาพจากบ้านกันโทรกไปบ้านหนองสะแกสน ตำบลปราสาท อำเภอขุขันธ์ ระยะทาง ๑,๘๐๐ เมตร อยู่ในความรับผิดชอบของทางหลวงชนบท คสล. ๔๐๒๙ ต่อมาสายที่ ๒ ถนนแยกจากบ้านหนองสะแกสน ตำบลปราสาท อำเภอขุขันธ์ ไปบ้านขามหนองครอง ตำบลดู่ อำเภอปรางค์กู่ อยู่ในความรับผิดชอบของ อบจ. ศรีสะเกษ สายที่ ๓ ครับ ถนนลาดยางเสื่อมสภาพจากบ้านใจดีไปบ้านอังกุล ตำบลใจดี เชื่อมเขต ตำบลศรีสะอาด อำเภอขุขันธ์ ระยะทาง ๒,๐๐๐ เมตร เป็นของ อบต. ใจดี สุดท้ายครับ ถนนจากบ้านห้วย ตำบลหัวเสือ ไปบ้านตะเคียนน้อย ตำบลจะกง อำเภอขุขันธ์ ระยะทาง ๔,๒๐๐ เมตร เป็นของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ฝากท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไป คุณสนอง เทพอักษรณรงค์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีวันสำคัญอยู่ ๒ วัน วันที่ ๑๐ สิงหาคมเป็นวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน วันที่ ๑๒ สิงหาคมเป็น วันแม่แห่งชาติ ผมเชื่อแน่ได้ว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะ พรรคภูมิใจไทย ในจังหวัดบุรีรัมย์นั้นทั้ง ๘ คน ๘ เขต เราได้ลงไปร่วมกิจกรรมกับพี่น้อง ทั้ง ๒ งาน รวมถึงพรรคภูมิใจไทยทั้งพรรคทุกเขตเลือกตั้ง งานนี้มีทั้งผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มพัฒนาสตรี พี่น้องประชาชนไปร่วมงานเป็นจำนวนมากครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมได้รับการร้องเรียนสอบถามจากผู้นำชุมชนต่าง ๆ ว่ารู้สึกอึดอัดใจกับกระแส การเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะการชุมนุมเมื่อวันที่ ๑๐ เดือนสิงหาคมที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เป็นการกระทำความผิดที่ค่อนข้างจะชัดเจน เป็นการทำร้ายทำลายจิตใจ ของคนที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เขาได้ฝากมาว่า ช่วยสอบถามท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่าจะ จัดการอย่างไร ขอให้มีการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้น คนที่ผิดก็ต้องมารับผิด คนที่ไม่ผิด เราก็ดูแลเขาไป ต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายครับ และสุดท้ายถ้ามีความผิดขอให้เรื่องนี้ ไปจบที่เรือนจำ อันนี้เป็นเรื่องที่ชาวบ้านเขาฝากมา ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสุเทพ อู่อ้น ครับ🔗
ต่อไปคุณสุเทพ อู่อ้น ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน ปีกแรงงาน มีเรื่องหารือท่านประธาน ๓ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ กระทรวงมหาดไทยได้มีการประชาสัมพันธ์โครงการอาสาสมัคร บริหารท้องถิ่นเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่ขาดการพึ่งพิง ในช่วงของเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในฐานะ จิตอาสาเพื่อดูแลผู้สูงอายุ เดือนละ ๒๐ วัน วันละ ๘ ชั่วโมง ค่าตอบแทน ๕,๐๐๐ บาท กำหนดให้โควตา อปท. ละ ๒ คน รวมแล้ว ๑๕,๕๔๘ ตำแหน่ง ซึ่งอยากจะถามว่าในการที่ ระบุไว้เป็นการจ้างจิตอาสา จากการดำเนินการทำให้ประชาชนมีข้อสงสัยถึงเหตุใดในการ จ่ายค่าตอบแทนเพียง ๕,๐๐๐ บาท ซึ่งต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ การฟื้นฟูในเรื่องของ ผู้สูงอายุและการดำเนินการในครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดข้อสงสัยและประเด็นที่จะสอบถามคือ ๑. ที่มาของงบประมาณการดำเนินโครงการมาจากไหน ๒. หลักการและเหตุผลในการ ดำเนินการเป็นอย่างไร ทำไมถึงใช้ค่าตอบแทนเพียง ๕,๐๐๐ บาท ๓. มีหลักการดำเนินการ อย่างไร และ ๔. ตัวชี้วัดโครงการเป็นอย่างไร🔗
เรื่องที่ ๒ จากการกำหนดของกระทรวงแรงงานเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน กำหนดไว้ ๖๐ วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ต้องการให้ปรับเหลือเพียง ๓๐ วัน ในการ ดำเนินการข้อเรียกร้อง🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องการลงพื้นที่ดูแลของคณะกรรมาธิการการแรงงาน สำหรับผู้ที่ ตกงานและกลับไปสู่ท้องถิ่น พบว่าปัญหาในการที่จะดำเนินชีวิตในท้องถิ่นนั้นต้องการน้ำ ซึ่งถ้ามีน้ำก็สามารถจะประกอบธุรกิจได้หลายด้าน ภาคเกษตรในการเลี้ยงปู เลี้ยงปลาต่าง ๆ ซึ่งในพื้นที่ขาดน้ำอย่างยิ่ง จึงต้องขอให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้ด่วนนะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตคลองเตยและเขตวัฒนา วันนี้ดิฉันขออนุญาตมาเรียนปรึกษาท่านประธานเกี่ยวกับโครงการในส่วนของไปป์แจ็กกิง (Pipe Jacking) ของกรุงเทพมหานคร บนถนนเอกมัย ซึ่งดิฉันเคยพูดในสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้มาแล้ว สาเหตุเกิดจากถนนมีการทรุดตัวและเป็นโพรงขนาดใหญ่ จากภาพนะคะ🔗
เหตุที่เกิดนี้เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา แล้วก็มีผู้เสียชีวิต ๑ ราย ผู้บาดเจ็บสาหัสอีก ๑ ราย ก็คือเป็นคนของผู้รับเหมาค่ะ สาเหตุที่ดินทรุดตัวเป็นเพราะผู้รับเหมาทำทางเชื่อมเป็นท่อครอส (Cross) เป็นท่อระบายน้ำ รับน้ำจากบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่บริเวณรอบ ๆ นั้น ผ่านฟุตพาท (Footpath) เชื่อมต่อไป ยังท่อใหญ่ซึ่งอยู่กลางถนนเอกมัย จนเป็นสาเหตุที่ทำให้ถนนนี้ทรุดตัว และเราก็ไม่สามารถ ทราบได้เลยว่าจะมีลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นบนบริเวณถนนเอกมัยหรือถนนสุขุมวิทที่เป็น ทางผ่านของไปป์แจ็กกิง (Pipe Jacking) ตรงบริเวณไหนบ้าง ซึ่งอันตรายมาก ๆ นะคะ และเราก็ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีเราขับรถไปแล้วรถเราจะหล่นไปทั้งคันตรงที่จะมีหลุมเป็นโพรงใหญ่ เกิดขึ้นตรงไหนบ้าง ซึ่งดิฉันเป็นห่วง หน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือสำนักระบายน้ำ ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งจริง ๆ แล้วผู้รับเหมาจะต้องส่งมอบงานแล้วก็เสร็จสิ้นสัญญา เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๓ ซึ่งก็เกินระยะเวลาในการส่งมอบมาแล้ว และผู้รับเหมา ก็ทำงานหยาบมาก ดิฉันเลยเป็นกังวล อยากจะขอสอบถามท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง มี ๓ ประเด็นด้วยกันค่ะ🔗
ประเด็นที่ ๑ สภาพชั้นดินของถนนเอกมัยมีความเสียหายหรือไม่ และจะตรวจสอบได้อย่างไร🔗
ประเด็นที่ ๒ ปัจจุบันนี้โครงการแล้วเสร็จหรือยัง ติดปัญหาอุปสรรคใดบ้าง และจะแก้ไขอย่างไร🔗
ประเด็นที่ ๓ การซ่อมคืนกลับในส่วนของผิวจราจรและทางเท้าที่ทรุดตัวนี้ จะเป็นหน้าที่ใคร และใครจะเป็นคนดำเนินการ ซึ่งอันนี้ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการด้วยนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวสกุณา สาระนันท์🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ข้อหารือที่ดิฉันจะนำเรียนต่อท่านประธานในวันนี้ก็คือความวิตกกังวลของพี่น้องประชาชน ต่อท่าทีของรัฐบาลในการรับฟังปัญหาของประชาชน ท่านประธานคะ ขณะนี้ประเทศของเราก็มี ปัญหารุมเร้าในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ภัยธรรมชาติ ฝนแล้ง น้ำท่วม แม้แต่ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ก็ยังไม่ทราบ ว่าจะจบลงเมื่อไร ประชาชนจึงมีความกังวลค่ะท่านประธาน เพราะที่ผ่านมาประชาชนมองไม่เห็นความสำเร็จในการแก้ปัญหาของรัฐบาล แต่ตรงกันข้าม รัฐบาลกลับมีความสำเร็จในการสร้างปัญหาใหม่อยู่ตลอดเวลา และปัญหาใหม่ในขณะนี้ก็คือ ท่าทีของรัฐบาลต่อข้อเรียกร้องของประชาชน วันนี้มีพี่น้องประชาชนทั้งนิสิต นักศึกษา นักเรียนส่วนหนึ่งมีอาการชังรัฐบาล เพราะรัฐบาลบริหารบ้านเมืองล้มเหลว และการปกครอง ประเทศก็ไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงค่ะ ประชาชนจึงออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญโดยสงบและปราศจากอาวุธ ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นว่าข้อเสนอของ ประชาชนเป็นข้อเสนอที่บริสุทธิ์ซึ่งรัฐบาลควรออกมารับฟัง ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติ ต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เช่นการใช้อำนาจ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่อ้างว่าเพื่อควบคุมการ แพร่ระบาดของโควิด (COVID) แต่ท้ายที่สุดรัฐบาลก็ใช้อำนาจนี้ในการจับกุมผู้เข้าร่วมชุมนุม เมื่อรัฐบาลปฏิบัติเช่นนี้ประชาชนจึงหมดความเชื่อมั่น ดังนั้น ดิฉันจึงขอเรียกร้องผ่าน ท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี ขอให้ท่านเร่งกำหนดวิธีการที่ชัดเจน กรอบเวลาที่ชัดเจน ในการแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องเพื่อพิสูจน์ความจริงใจที่จะแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุดค่ะ ขอขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณฐิตินันท์ แสงนาค ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ผม นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดขอนแก่น ตัวแทนคนเมือง พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมจะขอหารือเรื่องเกี่ยวกับสถานีรถไฟรางคู่ขอนแก่น เจ้าหน้าที่ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ นี่คือสถานีรถไฟรางคู่ แห่งแรกของเมืองไทย ซึ่งเป็นสถานีรถไฟยกระดับ ขอภาพต่อไปครับ ด้านบนจะเห็นว่า สวยงามมาก สูงเท่าตึก ๕ ชั้น มองเห็นวิวทิวทัศน์ของจังหวัดขอนแก่นโดยรอบ แต่สิ่งที่ ยังขาดอยู่ก็คือเรื่องของที่พักผู้โดยสาร ขอภาพสุดท้ายครับ เห็นไหมครับท่านประธาน เป็นที่โล่งภูมิทัศน์สถาปัตยกรรมสวยงาม แต่ไม่ตอบโจทย์การใช้งาน กรณีฤดูฝน ฝนฟ้าคะนอง ลมพายุมา ประชาชนไม่มีที่หลบฝนครับ ต้องวิ่งกรูกันลงมาชั้นล่าง ผ่านบันไดเลื่อน ผ่านช่องลิฟต์ ซึ่งแออัดมาก ระดับการใช้งานระดับหลักร้อย แต่ในอนาคตสถานีแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออินโดจีน เพราะฉะนั้นประชาชนจะใช้งานตรงนี้วันละประมาณ เป็นหมื่นคน เพราะฉะนั้นเรียกร้องให้การรถไฟแห่งประเทศไทยผ่านท่านประธานไปยัง หน่วยงานรถไฟ ให้ทำที่พักผู้โดยสารที่เป็นห้องกระจก เปิดโล่งครับ เพื่อใช้ในการหลบแดด หลบฝน เพราะว่าหลังคาจะสูงมาก สถาปัตยกรรมสวยงามจริง ๆ ครับ แต่ว่าไม่ตอบโจทย์ การใช้งาน ผมเรียนท่านประธานไปถึงทางการรถไฟแห่งประเทศไทยทำสถานที่หลบฝนให้ พี่น้องผู้โดยสารโดยเฉพาะในฤดูฝนขณะนี้ พายุลมแรงทำให้ลำบากเกิดความโกลาหลฝนตกที วิ่งกรูกันลงบันไดเลื่อน ลงลิฟต์ ทำให้เกิดอันตรายได้ครับ ฝากเรียนท่านประธานไปถึง ผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะการรถไฟแห่งประเทศไทย สถานีแห่งนี้สวยที่สุดแล้วครับ สมบูรณ์ ที่สุดแล้วครับ ปรับปรุงอีกนิดเดียวก็จะเป็นสถานีตัวอย่างของประเทศด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงราย วันนี้มีเรื่องจะขอหารือท่านประธาน เรื่องด่วนนะครับ เกี่ยวกับเรื่องโครงการกำลังใจ อยู่ในวงเงิน ๒,๔๐๐ ล้านบาท ซึ่งใช้มาจาก เงินกู้ฟื้นฟูการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเงินกู้ที่ผ่านสภาเราไปนะครับ สิ่งแรกที่อยากจะขออนุญาต ท่านประธานก่อนก็คือว่าผมเห็นด้วยแล้วก็คิดว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะอย่างที่เราทราบ อสม. ก็ดี รพ.สต. ก็ดี เจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นนักรบสีขาวที่มีผลในการต่อต้านโควิด (COVID) ให้อยู่หมัด อย่างไรก็ตามโครงการอันนี้เป็นการสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ไปท่องเที่ยว จำนวนเงินทั้งหมด ๒,๔๐๐ ล้านบาท จำนวน ๑.๒ ล้านคน รายละเอียดให้หัวละ ๒,๐๐๐ บาท และใช้บริการนำเที่ยวแพ็กเกจ (Package) ๒ วัน ๑ คืน ผมขออนุญาตท่านประธาน ดูสไลด์ (Slide) ครับ🔗
เป็นโครงการที่ผิดฝาผิดตัว สิ่งสำคัญ ก็คือผมได้รับการร้องเรียนจากทาง อสม. อสส. ทั่วประเทศว่าเป็นโครงการที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะมติ ครม. ไปให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นคนดูแล ความเป็นจริงแล้วไม่ต้องไปยุ่งยากที่จะต้องให้มีการใส่แอป แพลตฟอร์ม (App Platform) ของธนาคารกรุงไทย ให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขเป็นคนดูแล ดีที่สุดครับ เพราะเขา มีรายชื่อ มีบัญชีมีรายละเอียด และโครงการเหล่านี้ส่อเจตนาทำให้เกิดความยุ่งยาก จะมี การล็อกสเปก (Spec) มีการทุจริต มีการทอนเงินและมีการเก็บหัวคิวไม่ว่าจะเป็นภาคใต้ ภาคอีสานและทางภาคเหนือ เรียนท่านประธานว่า อสม. เราช้ำใจนะครับ ผู้บริหาร เคยรับปากว่าจะให้ค่าตอบแทน ๑๙ เดือน ตอนนี้ก็เห็นว่าลดเหลือ ๗ เดือน อีก ๑๒ เดือน ยังไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมา เพราะฉะนั้นโครงการเหล่านี้อย่าปล่อยให้เกิดเหลือบมากินเงิน ของ อสม. อีกนะครับ เพราะว่าเห็นมามีการทอนกัน ๕๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ๒๐๐ บาท ขอท่านประธานได้ช่วยให้ ครม. มีการแก้มติ ครม. เป็นการด่วนเลยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณกษิดิ์เดช ชุติมันต์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๘ เขตลาดพร้าว เขตวังทองหลาง พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมมีเรื่องจะหารือท่านประธาน เพียงเรื่องเดียวนะครับ เรื่องที่กรุงเทพมหานครเคยศึกษาและดำเนินการกันอยู่ตลอดเวลา แต่ยังไม่มีผลความคืบหน้า ก็คือเรื่องการติดตั้งหัวท่อประปาดับเพลิงขนาด ๖ นิ้ว เพิ่ม ให้พร้อมใช้งานและทั่วทุกจุดเพื่อความเหมาะสมในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากหลายครั้ง ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ การเข้าถึงสถานที่เกิดเหตุเราจะสังเกตได้ว่าพื้นที่ชุมชนเป็นส่วนใหญ่ รถขนาดใหญ่เข้าไม่ได้ และรถขนาดเล็กก็จะติดปัญหาว่าจุดประปาหัวแดงขนาด ๖ นิ้ว ที่จ่ายน้ำมีไม่เพียงพอ บางทีก็มีห่างไกลจนเกินไป ก็ทำให้สายลากไม่ถึง ตัวอย่างเมื่อเช้านี้ ที่ไฟไหม้ชุมชนซอยตากสิน ๒๓ เหตุเกิดที่เขตธนบุรี พบว่ามีบ้านเรือน ๗๖ หลังมีความ เสียหาย เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมเพลิงได้ในเวลา ๕๐ นาที ขนาดควบคุมเพลิงได้ยังวอดไป ๗๖ หลัง อันนี้ก็จึงเรียนมาเพื่อขอให้เร่งวางแผนบูรณาการร่วมกันระหว่างกรุงเทพมหานคร กับการประปานครหลวง เพิ่มจุดติดตั้งในที่ชุมชน ในที่ต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อความเหมาะสม ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉัน มีเรื่องด่วนมาก เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของพี่น้องประชาชน ก็คือเรื่องการ ขาดแคลนแรงงานต่างด้าวในการเก็บลำไยในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่มีการ เก็บลำไยแล้ว มูลค่าของลำไยอยู่ประมาณเกือบ ๒๐,๐๐๐ บาทเลยทีเดียว ทีนี้ ณ วันนี้เรา ประสบกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด (COVID) มีการปิดด่านทำให้แรงงาน ต่างชาติหรือแรงงานกัมพูชาไม่สามารถที่จะเข้ามาเก็บลำไยในพื้นที่ของจังหวัดจันทบุรีได้ ก็เลยทำให้เกิดความเดือดร้อน หากไม่มีแรงงานในการเก็บลำไย ชาวสวนก็จะไม่สามารถที่จะ ขายลำไยได้เพราะว่าล้งไม่มีคนเก็บ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ด่วนมากเลยทีเดียว ก่อนหน้านี้พื้นที่ ที่ปลูกลำไยก็คืออำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาวก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมาแล้ว แล้วก็เป็นผลกระทบที่หนักมาก ดังนั้นถ้าเกิดว่าได้รับผลกระทบจากเรื่องที่ไม่มีแรงงานในการ เก็บลำไยอีก ดิฉันคิดว่าเกษตรกรหรือว่าชาวสวนก็จะไม่มีรายได้ แล้วก็ได้รับผลกระทบ ต่อรายได้ปากท้องที่จะนำไปเลี้ยงลูกหลาน ก็เลยจะขอให้หน่วยงานของรัฐทุกภาคส่วนเร่งหา มาตรการในการช่วยเหลือเร่งด่วน ถ้าเป็นไปได้ให้แก้ไขภายใน ๓ วัน ๗ วันได้เลยก็จะดีมาก จึงเรียนท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข ศบค. ครม. และ นายกรัฐมนตรีให้หาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เนื่องจากว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้โดย หน่วยงานเดียว ต้องบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน จึงขอความอนุเคราะห์มา ณ โอกาสนี้ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณปรีดา บุญเพลิง🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ผมได้รับ เรื่องร้องเรียนจากข้าราชการส่วนท้องถิ่นจำนวนมากมาย ผมขอหารือท่านประธานผ่านไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านไปยังกรมบัญชีกลาง และหน่วยงานที่รับผิดชอบ ด้วยขณะนี้เกิดความไม่เท่ากัน เกิดความเหลื่อมล้ำของข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับ ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งกรมบัญชีกลางได้พัฒนาสวัสดิการการรักษาพยาบาลให้ข้าราชการ เบิกค่ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลเอกชนในกรณีผ่าตัดที่นัดหมายล่วงหน้าได้ และมีการ ควบคุมดูแลการเบิกจ่ายที่เข้มงวดด้วยโปรแกรมออนไลน์ (Online) ยังประโยชน์แก่ ข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเป็นอย่างยิ่ง ในขณะนี้สามารถเบิกจ่ายตรงได้เฉพาะ การผ่าตัดที่นัดหมายล่วงหน้าได้จำนวน ๕๒ โรค และ ๘๖ หัตถการ มีโรงพยาบาลเอกชน ที่เข้าระบบเบิกจ่ายตรงนี้ จำนวน ๑๓๒ แห่งทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด แต่ที่น่าเสียดาย ที่ข้าราชการอีกสังกัดหนึ่งคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และข้าราชการส่วนท้องถิ่นพิเศษ คือกรุงเทพมหานครและพัทยาเข้าไม่ถึงการบริการเบิกจ่ายตรงนี้ได้ทั้งที่เป็นข้าราชการ เหมือนกัน อยากจะเรียนให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้สิทธิ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลเบิกจ่ายตรงได้เช่นเดียวกับข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ผมได้รับข้อมูลว่าเคยมีการเรียกประชุมดำเนินการเรื่องนี้แต่ยังไม่สำเร็จ ผมขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดดำเนินการให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้รับสิทธิเท่าเทียมกับข้าราชการส่วนกลางด้วย ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสุชาติ ภิญโญ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ สุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย วันนี้มีความ เดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมานำเรียนท่านประธานเพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗
เรื่องแรกนะครับ ความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนคือความทุกข์ใจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรื่องแรกผมส่งถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เกี่ยวกับถนนซึ่งมีความชำรุดทรุดโทรม สัญจรลำบาก เส้นแรก ของบซ่อมสร้างถนน บ้านตะคร้อ อำเภอคง ไปยังบ้านไร่ อำเภอบัวใหญ่ เส้นที่ ๒ ซ่อมสร้างถนนบ้านโนนผักชี อำเภอขามสะแกแสง ตามภาพนะครับ ซึ่งเป็นงบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ขอประสานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และท่านนายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมา เร่งด่วนสร้างให้กับพี่น้องประชาชนโดยใช้งบกลาง ปี ๒๕๖๓ นี้ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ของบอุดหนุนเฉพาะกิจไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เกี่ยวกับถนนซึ่งชำรุดทรุดโทรมเช่นกัน ที่อำเภอโนนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนจากบ้านด่านไปบ้านไร่ และถนนจากบ้านด่าน ไปบ้านโนนหวาย และอีกเส้นหนึ่งก็คือจากบ้านด่านไปบ้านหนองตาล ซึ่งเป็นทางเชื่อม ระหว่างอำเภอทั้งนั้น ซึ่งชำรุดทรุดโทรมมาก ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนต่อไป🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องน้ำในอำเภอโนนไทยแล้งที่สุดในประเทศ น้ำบาดาลก็ขุดเจาะไม่ได้ เนื่องจากดินเค็ม เพราะฉะนั้นขอน้ำบนดินผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุก ๆ หมู่บ้าน เพื่อที่เขาจะได้มีน้ำกินน้ำใช้ น้ำบริโภคเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนต่อไปครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณจารึก ศรีอ่อน ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม จารึก ศรีอ่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี พรรคพลังท้องถิ่นไท เขต ๒ ขออนุญาต หารือท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องรายงานของชาวประมงครับ จังหวัดจันทบุรี มีพี่น้องชาวประมงจำนวนมากครับ ขณะนี้เวลานี้ขาดแรงงานต่างด้าวที่จะไปทำการประมง ด้วยเหตุเพราะว่าแรงงานต่างด้าวนั้นที่ใช้อยู่ประมงขณะนี้เวลานี้ประมาณ ๑๑๔ ราย ที่มีปัญหา เนื่องจากว่าพี่น้องชาวต่างด้าวกลุ่มนี้ใช้บอร์เดอร์พาส (Border pass) บอร์เดอร์พาส (Border Pass) ก็ได้รับการผ่อนปรนให้ถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พอสิ้นเดือนกรกฎาคมก็ยังไม่ได้ต่อ แต่มีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคมที่ผ่านมาว่าแรงงาน กลุ่มนี้สามารถทำงานได้ตามมติ ครม. ข้อ ๔ เป็นกรรมกรที่เป็นชาวประมง แต่ว่า ทางกระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้สั่งการใด ๆ ลงไปทางจังหวัดนะครับ ทางแรงงานจังหวัด ทางประมงจังหวัดก็ไม่กล้าที่จะออกหนังสือรับรองการทำงาน ไม่กล้าจะออกฟรีบุ๊ก (Free book) ให้เนื่องจากรอการสั่งการจากกระทรวงมหาดไทย เพราะฉะนั้นอยากเรียน ท่านประธานไปยังกระทรวงมหาดไทยว่าให้รีบสั่งการไปโดยด่วนครับ เพราะว่า พี่น้องชาวประมงเราเดือดร้อนกันมานานในเรื่องของกฎไอยูยู (IUU) ขณะนี้เวลานี้ก็สามารถ ที่จะออกเรือทำมาหากินกันได้นะครับ แต่มาประสบปัญหาตรงนี้อีก เพราะฉะนั้นหยุดกันมา ๑๐ กว่าวันแล้ว เพราะฉะนั้นต้องการที่จะออกจับปลากันต่อไป เพราะฉะนั้นขออนุญาต ท่านประธานไปยังกระทรวงมหาดไทยให้รีบดำเนินการแจ้งไปทางจังหวัด แจ้งไปทางแรงงาน จังหวัด แจ้งไปทางประมงจังหวัดให้รีบดำเนินการโดยเร่งด่วนครับท่านประธาน ขอกราบ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณนพพล เหลืองทองนารา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผม นพพล เหลืองทองนารา พรรคเพื่อไทย จังหวัดพิษณุโลก คนพรหมพิรามครับ ผมเอง ก็เกรงใจทั้งท่านประธานแล้วก็สมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ คือผมหารือทุกครั้ง ทุกสัปดาห์ บางสัปดาห์ ๒ วันบ้าง ๑ วันบ้าง ทางพรรคก็เมตตาผม แต่ผมก็พูดอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องน้ำ ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้กินเวลาไปกี่เดือนแล้ว การตอบสนองของกรมชลประทาน ของสำนักงานชลประทานที่ ๓ ของโครงการส่งน้ำเขื่อนนเรศวร พลายชุมพล ยม-น่าน แล้วก็ ฝายมะขามสูง แทบจะไม่ได้ดูแลอะไรพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่ทำไร่ทำนาอยู่ ณ ตอนนี้เลย มาจนถึงบัดนี้แล้วจะหมดฤดูทำนาในนาปี ปี ๒๕๖๓ แล้ว เชื่อไหมครับว่าพื้นที่ในเขตเลือกตั้ง ของผม อำเภอพรหมพิราม และอำเภอเมืองพิษณุโลก หลายที่อีกหลายพันครอบครัว ยังไม่ได้แม้กระทั่งจะหว่านข้าวเลย ทั้ง ๆ ที่ล่าสุดมีพายุเข้า น้ำหลายจังหวัดท่วม น้ำจาก ระดับที่ไม่ได้ถึง ๔๖ เมตร หน้าเขื่อนนเรศวร กลายเป็นขึ้นไปถึง ๔๘ เมตร ๒ เมตรในลำน้ำนั้น คือน้ำมหาศาล ประตูน้ำที่เข้าคลองซอย สูงที่สุดคือประตูน้ำอ้อม น้ำยังเข้าได้เลยที่ ๔๗ กว่าเมตร ก็เข้าได้แล้ว แต่เหตุไฉนคลองที่อยู่ต่ำกว่านั้น น้ำเข้าบ้าง ไม่เข้าบ้าง เข้ากะปริบกะปรอย ด่าทีมาที กรมชลประทานครับ ท่านเองท่านเกลียดชาวนาพรหมพิราม เกลียดชาวนาพิษณุโลก มากขนาดนั้นเชียวหรือ เวลาน้ำน้อย ไม่มีปล่อยให้ไม่ได้เราไม่เคยว่า พวกเรามีเหตุผลพอ แต่เวลาพอน้ำมีปล่อยให้เขาทำนาสิ ท่านเคยปล่อยวันละ ๓-๔ ล้านลูกบาศก์เมตร แล้วปล่อยวันละ ๑๘ ล้านลูกบาศก์เมตร ท่านก็บอกว่ายังไม่มีน้ำอีก ท่านจะเอาอย่างไรครับ กราบขอความเมตตาจากท่านประธานได้ช่วยชาวนาบ้านผมด้วยเถอะครับ ที่จังหวัด พิษณุโลก ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเทพไท เสนพงศ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ สืบเนื่องจากสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ๔ วัน ผมได้ลงพื้นที่ตั้งเวทีประชาพิจารณ์เกี่ยวกับ การปลดล็อกพืชกระท่อม ซึ่งได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่ว่า ปัญหาหนึ่งที่เวทีประชาพิจารณ์ได้พูดถึงก็คือเรื่องปัญหายาเสพติดตัวอื่นเช่นยาบ้า ซึ่งขณะนี้ต้องเรียนกับท่านประธานว่าแพร่หลายมาก ราคาถูก ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เม็ดละ ๓๐ บาท แล้วก็ทำให้คนติดยาเสพติดยาบ้าเยอะมาก แล้วเกิดปัญหามากมาย ผมได้รับการร้องทุกข์จากคุณพานิช ตุ๊กสุวรรณ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๒ ตำบลเขาพระทอง บอกว่าให้นำเรียนเรื่องนี้กับรัฐบาลเพราะว่าในยุคนี้ในรัฐบาลชุดนี้การแพร่ระบาดของ ยาเสพติด มากจริง ๆ ครับท่านประธาน ล่าสุดเมื่อวานเป็นวันแม่ ท่านประธาน ก็คงจะทราบข่าว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านท่านประธาน ที่หมู่ ๕ บ้านด่าน ตำบลน้ำผุด อำเภอเมือง จังหวัดตรัง พาดหัวมติชนออนไลน์บอกว่า เศร้าวันแม่ แจ้งจับลูกในไส้ ตกเป็น ทาสยานรก คลั่งอาละวาด ทนทุกข์นาน ๑๐ ปี เป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ เยอะมากแล้วก็แพร่หลายมาก ผู้ปกครองพ่อแม่บางคนก็ไม่อยากที่จะ แจ้งความที่จะเอาผิดลูก แต่ว่ามันก็เหลืออดจริง ๆ บางคนก็นอนผวา ผมก็อยากจะให้รัฐบาล ได้เอาจริงเอาจังเร่งรัดเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมไม่อยากจะให้ ความรู้สึกของประชาชนผิดหวังหรือล้มเหลวกับความเชื่อในการปราบปรามยาเสพติดและ หวนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์ฆ่าตัดตอนในยุคที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ในหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ รัฐบาล โปรดเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ให้มากที่สุดและโดยด่วนที่สุดครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ พรรคเพื่อชาติ ในช่วงที่ผ่านมานั้นถือเป็นวิกฤติของประเทศไทย ในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า ประกอบกับภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลายาวนาน ส่งผลให้ประเทศไทยนั้นประสบภัยแล้งในทุกภาคของประเทศไทย เกษตรกรจำนวนมาก ไม่สามารถที่จะทำการเกษตรได้เพราะไม่มีน้ำ เป็นเหตุให้เกษตรกรจำนวนมากนั้นเดือดร้อน แสนสาหัส เป็นที่น่าเสียใจที่เกษตรกรนอกจากต้องเผชิญกับภัยแล้งแล้วยังต้องมาประสบกับ ชะตากรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐบางคนที่ไปซ้ำเติมวิกฤติให้หนักขึ้นอีก จากการลงพื้นที่ พบปะประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น หลังได้รับการร้องเรียน จากประชาชนว่ามีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการ หาผลประโยชน์จากโครงการดังกล่าว🔗
ทั้งอาศัยความเป็น ข้าราชการไปหลอกลวงชาวบ้านว่ามีโครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร สูบน้ำด้วย พลังแสงอาทิตย์หรือพลังงานโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) นะครับ พี่น้องประชาชนเห็นว่า เป็นโครงการของรัฐก็สนใจ อีกประการหนึ่งทางเจ้าหน้าที่บอกว่างบประมาณนี้มาจาก หน่วยงานอื่น มีงบประมาณบางส่วนแต่ไม่เพียงพอในการดำเนินการ ประชาชนในพื้นที่ หากครอบครัวใดต้องการที่จะเอาน้ำบ่อบาดาลต้องสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม ดังนั้น การดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์มามีประชาชนกว่า ๓๐๐ ครอบครัว จ่ายเงินให้กับ เจ้าหน้าที่ของรัฐ มูลค่าตั้งแต่ ๓๕,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ บาท รวมมูลค่าเป็น ๑๐ ล้านบาท เพราะเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการของรัฐและเจ้าหน้าที่เป็นคนนำมาจึงเชื่อ ประชาชน ได้รับความเดือดร้อนมาก ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วแต่ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ ตำรวจไปดำเนินการแต่อย่างใด ขณะเดียวกันทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็แจ้งว่าเรื่องนี้ ไม่ได้รับการรายงาน สุดท้ายนี้ขอให้ท่านประธานช่วยเร่งรัดให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยเหลือแก่ประชาชน เพราะว่าประชาชนเดือดร้อนจริง ๆ นอกจากทำนาไม่ได้แล้ว ยังต้องเสียเงินเสียทองไปหมดเนื้อหมดตัวกันหลายครอบครัวครับ แล้วไม่ใช่เฉพาะที่นี่แห่งเดียว จังหวัดใกล้เคียงอีกหลายแห่งที่ผมยังไม่ได้เอ่ยนามเนื่องจากเวลานะครับ ต้องขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ท่านสงครามเกินไป ๑๐ นาทีกว่านะครับ แต่ไม่เป็นไรเป็นปัญหาของชาวบ้าน ต่อไปนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตหารือท่านประธานไปถึงเรื่องความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอจอมบึงและอำเภอโพธาราม ซึ่งดิฉันได้รับการร้องเรียน ความเดือดร้อนและขอให้มีการเร่งรัดในการก่อสร้างศาลาทางหลวงใหม่ ถนนหนองหอย-เตาปูน กิโลเมตรที่ ๑๖+๕๐๐ ตำบลธรรมเสน แล้วก็มีการร้องเรียน ขอให้มีการตีเส้นถนนหน้าโรงเรียน และขอให้มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกบริเวณ ถนนบ้านเลือก-หนองตากยา กิโลเมตรที่ ๒๕+๔๐๐ ตำบลเขาชะงุ้ม และขอให้มีการติดตั้ง ไฟฟ้าแสงสว่างบริเวณแยกถนนบ้านเลือก-หนองตากยา กิโลเมตรที่ ๑๒ ตำบลเตาปูน กิโลเมตรที่ ๑๓ ตำบลเตาปูน กิโลเมตรที่ ๑๔+๔๐๐ ตำบลเตาปูน กิโลเมตรที่ ๑๕+๕๐๐ ตำบลเตาปูน รวมไปถึงการกั้นราวกันอันตรายถนนบ้านเลือก ตำบลหนองตากยา กิโลเมตรที่ ๑๒+๔๐๐ ตำบลเตาปูน ตำบลเขาชะงุ้ม ทั้งในพื้นที่อำเภอจอมบึงก็มีการร้องเรียน เช่นเดียวกันในเรื่องการขอให้มีการติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างบริเวณทางแยกถนนราชบุรี-แก้มอ้น กิโลเมตรที่ ๓๒+๕๐๐ ตำบลเบิกไพร กิโลเมตรที่ ๔๕ ตำบลด่านทับตะโก กิโลเมตรที่ ๕๐ ตำบลแก้มอ้น และขอให้มีการตีเส้นถนนหน้าโรงเรียนและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ถนนราชบุรี-แก้มอ้น กิโลเมตรที่ ๓๗+๕๐๐ ตำบลเบิกไพร กิโลเมตรที่ ๔๑+๒๕๐ ตำบล ด่านทับตะโก กิโลเมตรที่ ๔๖+๓๔๕ ตำบลด่านทับตะโก และกิโลเมตรที่ ๕๐ ตำบลแก้มอ้น อำเภอจอมบึง จึงขอฝากท่านประธานฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีอธิรัฐ รัตนเศรษฐ และผู้ที่ มีส่วนเกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งรัดในการดำเนินการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เราก็จบ การหารือนะครับ ผมขอแสดงความชื่นชมเพื่อนสมาชิกทุกคนนะครับที่ได้ใช้เวลา แล้วก็ นำปัญหาพี่น้องประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนมาหารือในที่นี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อประชาชนครับ🔗
บัดนี้มีสมาชิกลงชื่อแล้ว ทั้งหมด ๒๙๘ ท่าน จากสมาชิกทั้งหมด ๔๘๘ ท่าน ก็ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาต เปิดประชุมนะครับ ขออนุญาตไปตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗
๒.๑ รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ประกาศ แต่งตั้งรัฐมนตรี🔗
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ด้วยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมแต่งตั้งรัฐมนตรี จึงขอเชิญท่านสมาชิกโปรดยืนขึ้นรับฟังพระบรมราชโองการ ขอเชิญเลขาธิการอ่านพระบรมราชโองการครับ🔗
“พระบรมราชโองการ🔗
ประกาศ🔗
แต่งตั้งรัฐมนตรี🔗
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ🔗
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว🔗
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ แล้ว และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ นั้น🔗
บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า ได้มีรัฐมนตรีลาออกบางตำแหน่ง สมควรแต่งตั้งรัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่างและเพิ่มเติมบางตำแหน่ง เพื่อความเหมาะสมและ บังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน🔗
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้🔗
นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรองนายกรัฐมนตรี🔗
อีกตำแหน่งหนึ่ง🔗
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ🔗
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน🔗
นายอนุชา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี🔗
นายปรีดี ดาวฉาย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง🔗
นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา🔗
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม🔗
นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน🔗
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน🔗
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป🔗
ประกาศ ณ วันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี”🔗
ก่อนที่จะพิจารณาเรื่อง ตามระเบียบวาระต่อไป ผมขออนุญาตที่ประชุม ขอหารือคือมีคณะกรรมาธิการขอขยายเวลา ในการพิจารณา ซึ่งอยู่ในวาระที่ ๗.๒ ถ้าสมาชิกไม่ขัดข้องนะครับ ผมขอถือว่าที่ประชุม อนุญาตให้นำเรื่องนี้ขึ้นมาดำเนินการก่อนครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ🔗
๗.๒ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและแก้ไขปัญหาการละเมิด สิทธิมนุษยชนและการลอบประทุษร้ายประชาชน ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษา เรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๖๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๓🔗
เรื่องนี้ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและแก้ไขปัญหา การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการลอบประทุษร้ายประชาชน ได้มีหนังสือแจ้งว่าเนื่องจาก มีเนื้อหาสาระสำคัญจำนวนมากเพื่อนำไปประกอบการจัดทำรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ จึงขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาออกไปอีก ๖๐ วันนับแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๓ อันนี้ก็ต้องขออนุมัติที่ประชุมนะครับ🔗
ถ้าสมาชิกไม่ขัดข้อง ไม่เห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมอนุญาตให้มีการขยายระยะเวลาในการศึกษาออกไปอีก ๖๐ วัน ซึ่งเป็นการขอขยายเวลาเป็นครั้งที่ ๔ ก็ต้องเรียนฝากกรรมาธิการไว้ด้วยครับ🔗
๒.๒ รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๒ ศาลรัฐธรรมนูญ ภาคธุรกิจต่าง ๆ แม้ว่าหน่วยงานศาลรัฐธรรมนูญจะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น แต่ดิฉันก็เห็นว่า ควรจะใช้เงินอย่างคุ้มค่าในสภาวะที่มีวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างเลวร้ายอย่างนี้นะคะ อะไรที่ ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของศาลรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วก็ไม่ควรจะทำ แล้วก็ไม่ควรจะทำตาม แฟชั่นในการจัดทำหลักสูตรแพง ๆ แล้วก็สร้างเครือข่ายเช่นนี้ ดิฉันจะขอยกตัวอย่าง ในรุ่นปัจจุบันหลักสูตรของศาลรัฐธรรมนูญชื่อหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย ที่เปิด มาแล้ว ๘ รุ่น ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ใน ๑ รุ่น ก็จะมีคนเข้ารับอบรมประมาณ ๕๒ คน หลักสูตรนี้ ต่อหัวต่อคนก็เป็นแสน แล้วก็มีกำหนดให้ไปดูงานต่างประเทศอย่างน้อย ๒ ครั้ง ขอสไลด์ (Slide) ด้วยค่ะ🔗
ดูค่าใช้จ่ายนะคะ ท่านประธาน ค่าใช้จ่ายต่อหัวในการไปดูงานต่างประเทศในหลักสูตรหลักนิติธรรม เพื่อประชาธิปไตย รุ่น ๔ ค่าใช้จ่ายต่อหัวถึง ๓๑๗,๐๐๐ กว่าบาท ไปดูงานที่ประเทศอังกฤษ ประเทศไอร์แลนด์ แล้วก็ประเทศอินเดีย รุ่นที่ ๖ ดูงานที่ประเทศจีน ประเทศเบลเยียม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศฝรั่งเศส หัวละ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท และรุ่นที่ ๘ รุ่นปัจจุบัน ประเทศแอฟริกา ไปเมื่อวันที่ ๗-๑๕ มีนาคมที่ผ่านมา ใช้เงินไป ๓ ล้านกว่าบาท เฉลี่ยต่อหัว ๕๙,๐๐๐ กว่าบาท ในรุ่นปัจจุบันก็คือรุ่นที่ ๘ นี้ใช้งบประมาณ ไป ๗,๒๕๗,๐๐๐บาท เฉลี่ยต่อหัว ๑๓๑,๐๐๐ กว่าบาท แม้จะอ้างว่าโครงการนี้อยู่ใน แผนงานก็ตาม แต่เราไปดูที่รายงานค่ะ รายงานที่หน้า ๓๘ แผนยุทธศาสตร์ที่ ๔.๒ บอกไว้ว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญพัฒนางานเครือข่ายด้านประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุมประชาชนทุกระดับ ทุกพื้นที่ แต่ดิฉันถามว่าเงินที่ใช้ไปหลักสูตรละหลายล้านบาทใช้กับกลุ่มคนเล็ก ๆ เพียงรุ่นละ ๕๐ กว่าคนนี้ มันสนองตอบต่อพันธกิจการให้ความรู้กับประชาชนทุกระดับ ทุกพื้นที่อย่างไรบ้าง และในการอบรมนี้ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าหลักสูตรก็จะต้องเป็นผู้บริหารระดับสูง ขององค์กร ถ้ากรณีเป็นนายทหาร นายตำรวจ ก็จะมีชั้นยศนายพลขึ้นไป กรณีที่เป็น ข้าราชการก็จะต้องมีระดับผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นไป รวมทั้งปัญหาอยู่ที่วิทยากรของหลักสูตรนี้ นักวิชาการที่เป็นวิทยากรได้รับเชิญมาก็จะเลือกเชิญอยู่แต่ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล อยู่ฝ่ายเดียวเท่านั้น นักวิชาการท่านไหนที่มีทีท่าหรือมีผลงานที่เขียนแย้งกับรัฐบาลก็จะ ไม่ถูกรับเชิญ ถ้าจะให้ความรู้ทางด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญกับประชาชนอย่างกว้างขวาง เราคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญสามารถใช้ช่องทางอื่นได้ที่ลงทุนน้อยกว่านี้แต่ได้ผลในวงกว้าง เช่น ใช้สื่อผ่านสื่อโซเชียล ออนไลน์ (Social Online) และในรายงานทั้ง ๑๖๗ หน้าที่อยู่ในมือนี้ ไม่มีปรากฏผลการชี้วัดความสำเร็จตามเป้าหมายของหลักสูตรที่ต้องใช้เงินจำนวนมากมาย ขนาดนี้ ในรายงานได้แจ้งแต่ว่าได้ทำอะไรบ้าง แต่ไม่ได้บอกว่าผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่าของ หลักสูตรเป็นอย่างไร ดิฉันขอเสนอว่าปีต่อไปขอให้บรรจุส่วนของการวัดผลความคุ้มค่านี้ไว้ ในรายงานด้วย ถ้าไม่มีความชัดเจนความคุ้มค่าต่อเงินที่จ่ายไปหลักสูตรละหลายล้านบาท ก็ควรจะต้องตัดทิ้งไป ศาลรัฐธรรมนูญได้ถูกจัดตั้งให้เป็นองค์กรพิเศษที่ลอยตัวเหนือการ ตรวจสอบทั้งปวง ถ้าจะเทียบกับศาลด้วยกัน เช่นศาลยุติธรรมก็ยังมีองค์กรตรวจสอบ เช่น ก.ต. หรือคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ในศาลยุติธรรมนี้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถ ยื่นข้อร้องเรียนต่อคณะตุลาการได้ และสามารถตั้งข้อรังเกียจผ่าน ก.ต. ให้มีการพิจารณา ข้อร้องเรียนและสับเปลี่ยนโยกย้ายองค์คณะได้ ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องเรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมาด้วยการใช้งบประมาณที่ได้เพิ่มขึ้นไปทุกปี อย่างคุ้มค่า และจะต้องไม่ใช้อภิสิทธิ์จากความเป็นอิสระจากการตรวจสอบถ่วงดุลไปในทาง ที่เสื่อมและตกต่ำมากไปกว่านี้ โดยขอให้กลับมารับใช้ประชาชนอย่างกล้าหาญแทนการรับใช้ ผู้มีอำนาจ กลับมาเป็นศาลของประชาชนเถอะค่ะ สุดท้ายนี้ดิฉันขอฝากให้หน่วยงาน ศาลรัฐธรรมนูญคำนึงถึงพันธกิจของตัวเอง โดยเฉพาะพันธกิจ ๒ ข้อ ที่สำคัญคือข้อ ๓ ข้อ ๔ รักษาความสมดุลในระบบการเมืองและสร้างความเชื่อมั่นต่อภารกิจของศาล ตัดสิ่งที่ไม่ใช่ หน้าที่ออกไป สิ่งที่ประชาชนต้องการจริง ๆ แล้วแค่ใกล้เคียงกับความยุติธรรมก็พอ ซึ่งดิฉัน คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญพอจะให้ได้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมยิ่งขึ้น มากกว่านี้ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณคารม พลพรกลาง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จังหวัดร้อยเอ็ด ขออนุญาตขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ เปิดโอกาสให้ผมได้รับทราบรายงานอภิปรายของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นครั้งแรกที่ผม ได้มีโอกาสขึ้นมาพูดถึงศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ด้วยความที่พอจะมีความรู้ทางกฎหมายอยู่บ้าง ก็ขอฝากท่านประธานไปยังท่านผู้ชี้แจง ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านดอกเตอร์เชาวนะ ไตรมาศ ซึ่งเคยเจอกันบางโอกาส ผมขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังเป็นศาลตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ทำในนามพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะอภิปรายไปนี้จะพูดถึงผลสะท้อนจากการทำหน้าที่ ของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็อาจจะมีข้อสังเกตที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญเสนอแนะ ประชาสัมพันธ์ผลกระทบของคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนดำเนินการหรือคนบริหารอยู่ ผมจะค่อย ๆ เรียบเรียงไป ภายในเวลา ๗ นาทีตามที่ท่านประธานได้อนุญาตให้พูด ต้องขออนุญาตกราบเรียนว่า ศาลรัฐธรรมนูญทำแต่เรื่องใหญ่ ๆ ทำเรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศ พวกผมเป็น ส.ส. อย่าง ท่านประธานกับผมมีส่วนในงบประมาณไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่ได้ เรื่องอย่างนี้เราต้อง มีบรรทัดฐาน ต้องกราบเรียนไปว่าศาลรัฐธรรมนูญแม้ว่าตัวศาลเองนั้นในการวินิจฉัย เราจะ ไปยุ่งไม่ได้เป็นอำนาจโดยอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องขอกราบเรียนท่านประธาน ซึ่งเป็นนักกฎหมาย แล้วก็เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรที่อาวุโสนี้ว่าสภาผู้แทนราษฎร ขณะนี้ทำงานยากมาก เรายังนึกไม่ออกเลยว่าเป็น ส.ส. นี้จะช่วยประเทศชาติได้อย่างไร นอกจากพูดในสภานี้ บางทีไปเกี่ยวข้องเพื่อจะให้ประเทศ ให้บ้านเรา ให้จังหวัดนั้น จังหวัด ตรังบ้านท่านประธาน จังหวัดร้อยเอ็ดบ้านผม อำเภอสุวรรณภูมิบ้านผม ให้มีถนนดียังนึก ไม่ออกเลยว่าคำว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมทำอย่างไรถึงจะไม่ผิด ถึงจะไม่ถูกถอดถอนตาม มาตรา ๘๒ ของรัฐธรรมนูญ ก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังตุลาการที่อาจจะฟัง ประชาชนที่ อาจฟังอยู่ นี่คือความลำบากของประชาชน แล้วก็ของตัวแทนประชาชน ท่านประธานครับ ผมอ่านจบทั้งเล่ม แต่ว่าเนื้อหาสาระสิ่งที่ผมจะพูดได้ก็มีบางประการ สิ่งที่ผมอยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่ามาตรา ๒๑๓ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญนี้ มีผลมากนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่ง ถ้าจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ๆ เปลี่ยนผู้หญิงเป็น ผู้ชายยังต้องผูกพันเลยนะครับ แต่ว่าวรรคสามเขียนไว้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผูกพันทุกองค์กรที่เป็นหน่วยงานของรัฐ เพราะฉะนั้นผมเคยฟังคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญตั้งแต่สมัยยุบพรรคไทยรักไทย ผมเคยเป็นสมาชิกครับ ยุบพรรคพลังประชาชน เคยฟังครับ แล้วก็ยุบพรรคที่ผมเคยสังกัดมาก่อนคือพรรคอนาคตใหม่ เพราะฉะนั้นต้อง กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าศาลรัฐธรรมนูญทำอะไรแล้วมีผลกระทบ สิ่งที่ผม จะพูดได้ในรายงานฉบับนี้คืออะไรครับ มีอยู่ ๒ ประเด็นที่ผมจะฝาก ส่วนการทำหน้าที่ของ ศาล ศาลต้องสำนึกเองครับ ศาลต้องรู้ว่าศาลต้องเป็นหลัก เหมือนที่ท่านประธานเป็นหลัก เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยที่ฝ่ากระแสลมมาผมก็ชื่นชม ถึงแม้ว่าจะแวะเก็บดอกไม้ ข้างทางบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ศาลรัฐธรรมนูญต้องยึดหลัก โดยเฉพาะสถานการณ์ขณะนี้ ศาลรัฐธรรมนูญสามารถประคับประคองไปได้ ผมจึงมีความภูมิใจที่ได้พูดรับทราบรายงานสั้น ๆ ๗ นาที สิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานในฐานะที่เป็น ส.ส. สมัยแรกคืออะไรครับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างกรณีตุลาการคนหนึ่งที่เคยวินิจฉัยว่าประเทศไทยต้อง ไม่มีถนนลูกรังก่อนถึงจะมีรถไฟความเร็วสูงได้ อันนี้จริง ๆ ผมละเลยกับเรื่องที่เป็นวาทกรรม มานานนะครับ แต่ผมสนใจในเนื้อหาสาระครับท่านประธาน จริง ๆ แล้วผมไม่แน่ใจว่า ตัวตุลาการจะก้าวล่วงนโยบายของรัฐบาลได้มากน้อยขนาดไหน ตามที่ร่ำเรียนมาผมเชื่อว่า ไม่ได้นะครับ แต่สิ่งที่มันสะท้อนกลับมาคืออะไรครับ ผมคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญบางทีก็ล่วงเกิน ขอบอำนาจตัวเองไปเยอะ ไปเยอะมาก เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้งบประมาณเพิ่มนะครับ อย่างที่ ส.ส. เพื่อนพรรคเดียวกันบอกว่างบประมาณเพิ่ม ท่านเอาไปใช้เรื่องอะไร ท่านประธานครับ อยากแนะนำให้ท่านเอาไปใช้เรื่องประชาสัมพันธ์ อยู่ในนี้นะครับ อยู่ในหมวดเรื่องค่าใช้จ่าย อยู่ในหน้า ๓๑ ท่านเชาวนะ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านดูนะครับ (ง) วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามที่ได้รับ มอบหมาย ท่านลองวิเคราะห์สิครับ วิเคราะห์แล้วมาแจกชาวบ้าน มาแจกประชาชนให้เขารู้ ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลกระทบต่อบ้านเมืองนี้มากถึงมากที่สุด ประเทศชาติ จะเดินไปได้ก็ศาลครับ ศาลนี่ข้างหลังท่านคือสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องกราบเรียนนะครับ ผมพูดด้วยความเคารพแล้วก็พูดได้ด้วย เพราะฉะนั้นท่านทำอะไร ต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วย ท่านต้องสร้างความให้สังคมไปได้ ประชาธิปไตยเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นผม อยากให้ท่านทำเอกสารฉบับนี้ จะทำแค่ ๑,๐๐๐ เล่ม อย่างที่ท่านเขียนรายงานนี้ ไม่เอาครับ ทำสัก ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ เล่ม แจกตามโรงเรียนครับ แล้วจะบอกนะครับว่าคำวินิจฉัยท่าน ผูกพันทุกองค์กรตามมาตรา ๒๑๒ วรรคสาม ท่านสั่งให้โรงเรียนเขาเอาวิชารัฐธรรมนูญ ตำรารัฐธรรมนูญไปสอนในชั้นประถมศึกษานี่ คนจะเข้าใจครับ สภานี้จะศักดิ์สิทธิ์ เพราะสภานี้เท่านั้นที่เป็นสภาที่จะหาทางออก ให้บ้านเมืองได้ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมอภิปราย ด้วยไม่มีอคติ อภิปรายออกจากใจ ท่านมีเงินเดือนเยอะ ท่านมีรถประจำตำแหน่ง มีเงิน ประจำตำแหน่ง ท่านก็ต้องใช้ให้เหมาะสม เพราะฉะนั้นในเวลาที่ผมได้พูดในบรรยากาศ ขณะนี้ของบ้านเมือง ศาลเท่านั้นครับ ความตรงไปตรงมาบนหลักนิติธรรม ท่านเขียนเยอะ หลักนิติธรรมทั้งนั้น หลักนิติธรรมท่านกับหลักนิติธรรมผมตรงกันหรือเปล่า ถ้าตรงกัน ก็ตรงกันครับ ถ้าไม่ตรงกันผมไม่แน่ใจ ก็กราบขอบพระคุณท่านประธานในเวลาที่จำกัด ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณธีรัจชัย พันธุมาศ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมขออนุญาตที่จะมาอภิปรายเกี่ยวกับรายงาน ของศาลรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๖๒ ผมได้ตรวจดูรายงานทั้งหมด ๑๖๗ หน้า มีคำหลายคำที่ระบุ แต่ผมไม่ค่อยเจออยู่ ๒-๓ คำ คำแรกคือคำว่าประชาธิปไตย เจอน้อยมาก คำที่ ๒ คือคำว่า ประชาชน คำที่ ๓ คือคำว่าความยุติธรรม ๓ คำนี้เกิดมาในห้องถามว่าเจอ เจอกันน้อย คำว่าประชาชนเราปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเป็นสิ่งที่ต้องยึดมั่น รัฐบาล ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ศาลก็ควรจะเป็นศาลของประชาชน โดย ประชาชน เพื่อประชาชน แต่คำเหล่านี้ไม่ปรากฏครับ คำว่าประชาธิปไตยมีอยู่บ้างประปราย ในรายงายฉบับนี้ แต่ผมไม่ทราบว่าประชาธิปไตยของท่านในความหมายของเพื่อประชาชน โดยประชาชน ของประชาชนหรือไม่ สิ่งนี้เป็นคำถามที่เป็นคำถามอยู่ อีกเรื่องหนึ่งคือคำว่า ความยุติธรรม ท่านเขียนแต่คำว่าหลักนิติรัฐ นิติรัฐคือรัฐที่ใช้กฎหมาย แต่ความยุติธรรม มันเหนือกว่ากฎหมาย ท่านไม่ได้คำนึงถึงความยุติธรรมเลยหรือถึงไม่ได้เขียนคำเหล่านี้ ในรายงาน ซึ่งแทบจะไม่มี ลองไปค้นดู ๑๖๗ หน้า หมายความว่าการตัดสินคดี การวินิจฉัยคดี ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นคำนึงถึงความยุติธรรมหรือไม่ ผมมาดูถึงที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ นับแต่ที่ คสช. ได้ยึดอำนาจขึ้นมา ตำแหน่งที่ว่าง ๒ ตำแหน่งแรกก็มาจากคณะ คสช. นั่นคือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นี่คือที่มาของผู้ตัดสินคดีของคนทั้งประเทศนะครับ ต่อมานะครับ ตุลาการอีก ๕ ท่านกำลังจะหมดวาระ คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ต่ออายุตุลาการ จำนวน ๕ คนให้ยังทำงานต่อไปจนกว่าจะมีการสรรหาตุลาการใหม่เสร็จ ซึ่งก็รวมแล้วเป็น ๗ คน จากทั้งหมด ๙ คน ที่มาจากอำนาจของ คสช. ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชน นะครับ มาจากยึดอำนาจ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คลางแคลงใจกับพ่อแม่ พี่น้องประชาชนตาม ประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เพราะว่าองค์กรวินิจฉัยชี้ขาด คดีต่าง ๆ มาจากองค์กรที่มาจากยึดอำนาจ แล้วก็มาส่งสมัครรับเลือกตั้ง แล้วก็พอผลการ เลือกตั้งออกมาสูสี คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๖/๒๕๖๒ และ ที่ ๓๗/๒๕๖๒ ซึ่งมาจาก ตุลาการ ซึ่งมาจาก คสช. เกี่ยวข้องกับ คสช. ถึง ๗ ท่านใน ๙ ท่าน วินิจฉัยให้คำนวณจำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้ กกต. นั้นมีอำนาจในการคำนวณได้ ผลออกมาคืออะไรครับ ผลออกมาคือจากเสียงปริ่มน้ำ พรรคอันดับ ๑ ควรจะได้จัดตั้งรัฐบาล แปรเปลี่ยนไปเป็นพรรคอันดับ ๒ ได้จัดตั้งรัฐบาล มี ส.ส. พรรคเล็กพรรคน้อยจำนวน มากมายหลายพรรคออกมา ซึ่งบางทีคะแนนแค่ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คะแนน ซึ่งจากค่าเฉลี่ย ๗๐,๐๐๐ คะแนน ได้เป็น ส.ส. เข้ามา นี่คือผลของคำพิพากษาที่ออกมาโดยการพลิกผันโดย อำนาจรัฐ ที่ผมพูดตอนแรกคือว่าของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน คำพิพากษา อันนี้เป็นการบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนในการเลือกตัวแทน ปัญหาข้อพิพาท จากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องรับผิดชอบ🔗
ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะเรียนก็คือในหน้า ๕๘ บ่งบอกถึงว่าคดีนั้นมีการ พิจารณาแล้วเสร็จถึง ๑๕ เรื่อง ๑๕ เรื่องนะครับ แต่งบประมาณที่ท่านใช้คือเท่าไรครับ ๒๐๕ ล้านบาท ศาลรัฐธรรมนูญมาบริหารมาจัดการตัดสินในเชิงปริมาณ ๑๕ เรื่อง กับเงิน ๒๐๕ ล้านบาท ถามว่ามันคุ้มค่ากับการที่จะเป็นศาลหรือไม่ เมื่อสักครู่นี้ผมพูดเชิงคุณภาพ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเจตนาของประชาชน แต่เชิงปริมาณไม่มีทางคุ้มเลย พอดูลึกเข้าไป ในแง่ของเงินเดือน ค่าใช้จ่ายในปี ๒๕๖๒ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าตอบแทนตุลาการ ๕๐ ล้านบาท ค่าตอบแทนข้าราชการลูกจ้าง ๑๐๙ ล้านบาท ที่สำคัญค่าใช้สอย ๔๔ ล้านบาท ค่าใช้สอยนี้ คืออะไรครับ ค่าตอบแทน ๙ ล้านบาท เงิน ๒๐๐ ล้านบาทมีแต่พวกค่าตอบแทนตัวบุคคล อธิบายไม่ได้ ค่าใช้สอยไม่มีในรายงานนี้ครับว่าค่าใช้สอยคืออะไรถึง ๔๔ ล้านบาท🔗
ประเด็นต่อมาก็คือประเด็นของการพิจารณาคดีตามหน้า ๒๓ ศาลรัฐธรรมนูญ บรรยายไว้เลยว่าการพิจารณาคดีต้องโดยเปิดเผยและให้โอกาสคู่กรณีแสดงพยานหลักฐาน แต่ความเป็นจริงคืออะไรครับ คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ ได้ให้โอกาสในการแสดงหลักฐาน หรือไม่ หรือตัดพยานหลักฐานแล้วก็วินิจฉัยเลย คดียุบพรรคอนาคตใหม่มีการให้ แสดงหลักฐานต่อสู้คดีอย่างเต็มที่หรือไม่ มีการเปิดเผยหรือไม่ ไม่ได้มีการเปิดเผย ตัดพยานแล้วก็ยุบพรรคอนาคตใหม่ มีผลทำให้นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวถึงปัจจุบันตรงนี้ นี่คือในเชิงคุณภาพของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องรับผิดชอบครับ มีการถ่วงเวลา ในการจะตั้งศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะวุฒิสภาที่มาจาก คสช. เหมือนกัน แต่ก็ยังดีกว่าการใช้อำนาจมาตรา ๔๔ ต่ออายุขึ้นไป แล้วก็ตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่จนเกิด มีม็อบ (Mob) เยาวชน นิสิต นักศึกษาเกิดขึ้นมาก่อนโควิด-๑๙ (COVID-19) พอมีโควิด-๑๙ (COVID-19) ขึ้นมา นั่นหมายถึงว่าระฆังช่วยพักยกได้นิดหนึ่ง แต่หลังโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็มีม็อบ (Mob) นักศึกษา เยาวชน ซึ่งเห็นความไม่ชอบธรรม จุดเริ่มต้นมาจากศาล รัฐธรรมนูญแห่งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะปฏิเสธไม่ได้ถ้าเกิดมีวิกฤติ มีการปราบกันฆ่ากันตาย นี่คือต้นเหตุจากความอยุติธรรมซึ่งเกิดจากศาลรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังคงอยู่ แต่ขอเถอะครับ ท่านที่คงอยู่ที่ขึ้นมาใหม่อีก ๕ ท่านซึ่งมาแทน ๕ ท่านเดิมช่วยแก้ไข ภาพลักษณ์ กกต. ยังมีนิดหน่อยแล้วนะครับ ยังโต้แย้งเรื่องอำนาจท้องถิ่น การเลือกตั้งท้องถิ่น บอกว่าเลือกตั้งได้ ก็นิดหน่อยก็ยังกล้าเผยอต่ออำนาจเผด็จการบ้างแล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญ จะกล้าไหม จะตัดสินให้ พลเอก ประยุทธ์ คสช. ไม่เป็นข้าราชการไม่ต้องพ้นในการ รับตำแหน่งหรือไม่ ทำแบบเดิมหรือไม่ สิ่งเหล่านี้มันควรจะหมดได้แล้ว นี่คือสร้างความ อยุติธรรมในประเทศ ผมจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้โปรดแก้ไข มีจุดยืนของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน และคำนึงถึงความยุติธรรมด้วยครับ🔗
ต่อไป พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอสไลด์ (Slide) ด้วยผมมีสไลด์ (Slide) มาครับ🔗
สิ่งสำคัญผมจะ ไม่ได้พูดเรื่องในการทำงาน ผมจะเน้นไปที่เอกสารในงบดุล ท่านเลขาธิการช่วยดูด้วยว่า ในงบดุลที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจ ตั้งแต่หน้า ๑๕๐ นั่นคือเนื้อความที่ผมกำลังจะ อธิบาย ยุทธศาสตร์ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๕ สิ่งสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องการก็คือในการสร้างวิชัน (Vision) ก็คือการสร้างรัฐธรรมนูญด้วยความเป็นหลักนิติธรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดยมีกลไกที่จะมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานที่ยอมรับ นี่แหละครับกลไกที่ท่านเลขาธิการนั่งอยู่คือกลไก กลไกคือสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ในอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญและตัวกลไกนั้น สิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่คือความรับผิดชอบ ทางด้านธุรการในศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญคืองบที่ท่านกำลังเอามานำเสนอคืองบปี ๒๕๖๒ ท่านดูตัวนี้ตัวเลขที่ผมต้องการให้ดูตัวงบ ท่านดูงบประมาณในปีที่ท่านได้รับคือ ๒๒๓ ล้านบาท จุด ๆ ผมไม่พูดนะครับ แต่สิ่งที่ท่านแยกเอามาคือค่าใช้จ่ายบุคลากร จำไว้นะครับ ค่าใช้จ่าย บุคลากร ๑๕๙,๗๘๐,๓๐๐ บาท จำไว้นะครับ ส่วนหมวดดำเนินการคือ ๖๓ ล้านบาท ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เห็นไหมครับว่าตรงนี้ ที่ผมกำลังชี้ให้เห็น ทำไมผมถึงพูดถึงตรงนี้ ดูตัวเลขในเอกสารที่อยู่ในหน้าของรายได้และ รายจ่าย จะมีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากร ๑๙๓ ล้านบาท มาจากไหน ทั้ง ๆ ที่ท่านได้ ๑๕๙ ล้านบาท จากงบประมาณที่เป็นงบรายได้ท่านมีรายได้ ๒๔๘ ล้านบาท แต่มีรายจ่าย ๒๙๓ ล้านบาท เกินไป ๔๕ ล้านบาท ขาดดุลครับ นี่คือคำถามแรก งบขาดดุลแล้วที่เกินมา ท่านเอางบบุคลากรมาจากไหนครับ คำถามที่ ๒ เอาเงินมาจากไหนในงบหน้า ๑๕ ในเรื่อง ของรายได้แผ่นดินที่ส่ง คือรายได้จากการขายสินทรัพย์ ๙,๕๗๒,๒๕๐ บาท ขายอะไร ช่วยตอบด้วยครับ ถัดไปครับ ตรงนี้คือเป็นปัญหา ผมอ่านเอกสารในหมายเหตุที่ ๖ ท่านเชื่อ ไหมครับว่ามีคำว่าสัญญาการยืมเงินปรากฏในคำว่าลูกหนี้เงินยืม รับรู้จำนวนเงินยืม ในสัญญาเงินยืม ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายที่ยืมจากเงินงบประมาณหรือเงินนอกงบประมาณ โดยรับรู้ตั้งแต่วันที่จ่ายเงินยืม ท่านครับ สัญญานี้จะยืมกับใคร ทำกับใคร กับองค์กรใด ตามมาดูครับ ในหมายเหตุที่ ๖ คำว่าลูกหนี้ระยะสั้น เป็นหน้าสุดท้ายครับ ซึ่งเอามาจาก เอกสารในหน้าที่ ๔ คือหน้า ๑๕๔ จะมีคำว่าสินทรัพย์ในเอกสารของการสรุปงบดุล ที่เขียนไว้ คำว่าลูกหนี้ระยะสั้นในสินทรัพย์ท่านสังเกตนะครับว่าลูกหนี้ในปี ๒๕๖๑ ๓,๒๖๓,๙๒๓.๒๙ บาท ปี ๒๕๖๒ ๑๕๙,๓๑๕.๙๓ บาท เงินยืมตรงนี้เป็นเงินยืมจากไหนครับ ไม่ปรากฏในรายละเอียดของหมายเหตุที่ ๖ ผมอ่านหมายเหตุก็ไม่มี เพราะฉะนั้นรายละเอียด ว่าใครคือลูกหนี้ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลรัฐธรรมนูญเป็นเจ้าหนี้ของประชาชน คนไหนครับที่เป็นลูกหนี้หรือองค์กร แล้วทำธุรกิจหรืออย่างไรครับถึงเป็นเจ้าหนี้ได้ หรือรัฐบาลไม่ยอมส่งเม็ดเงินงบประมาณให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้ถึงถือเป็นลูกหนี้ และสำคัญคือ สัญญาเงินที่เขียนไว้ในหมายเหตุ ขอเอกสารด้วยครับ ช่วยส่งเอกสารให้ผมด้วยว่าสัญญา ดังกล่าวเป็นสัญญาอะไรตามหมายเหตุที่เขียนไว้ อยากรู้ว่าใครคือเจ้าหนี้ ลูกหนี้จริง ๆ และช่วยอธิบายด้วย อันนี้คือหัวใจสำคัญของคำถามนี้ครับ ช่วยอธิบายเงินยืมให้ทราบด้วยว่า มีรายละเอียดอย่างไรครับในมิตินี้ เพราะว่าอะไรครับ ประชาชนจะได้รู้ความหมายว่า ที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นเจ้าหนี้ ใครคือลูกหนี้และเป็นหนี้ที่ก่อจากนิติกรรมใดอันผูกพันที่ต้อง ชำระหนี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ และปี ๒๕๖๒ นั่นคือสาระที่ผมอยากรู้ ที่สังคมเข้าใจคำตัดสินต่าง ๆ เกี่ยวกับคำว่าหนี้ การเป็นลูกหนี้ มันปรากฏอยู่ในนี้ ในเอกสารนี้ จึงกราบเรียนท่านประธาน ด้วยว่ารายละเอียดของงบดุลมีเหตุอันชวนสงสัยครับ และกราบเรียนว่างบดุลของสำนักงานศาล เป็นงบปีขาดดุล ขาดดุลไป ๔๕ ล้านบาท ใช้เงินเกินดุล แสดงว่าปีที่แล้วมีแคชโฟลว์ (Cash flow) อยู่ในกระเป๋าอีกจำนวนหนึ่ง เป็นเงินอุดหนุนที่คืนไม่ได้ ใช่หรือเปล่า ถ้าปีนี้ยังมีเงินเหลืออยู่โปรดใช้ให้หมดนะครับ สำนักงานศาลไม่ต้องตั้งคำของบประมาณ มาครับ เพราะว่าประเทศชาติจะได้ประหยัดลงครับ กราบขอบคุณครับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น แก่ประชาชน โปรดตอบให้ชัดเจนครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ก่อนที่จะตอบชี้แจง ก็เชิญอีกท่านนะครับ คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จังหวัดอ่างทอง ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายรายงานประจำปี ๒๕๖๒ ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผมแยกคำ แล้วก็เน้นคำครับ เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้วนะครับ ผมในฐานะนักเรียน กฎหมาย ปี ๒๕๔๐ ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องยกร่าง มีส่วนในการสนับสนุน มีส่วนในการ ชูธงเขียวสนับสนุนให้เกิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เป็นที่มาที่ไปของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ อดีตเป็นเครื่องชี้ปัจจุบัน ปัจจุบันกำลังจะทำนายและบอกไปในอนาคตว่าท่านคือความ คาดหวังของพี่น้องประชาชนจริงหรือไม่ ช่วงของการก่อเกิดศาลรัฐธรรมนูญในช่วงหน้า ซึ่งผมจะเชื่อมโยงมาพูดถึงปี ๒๕๖๒ ครับ หลายคดีของท่านได้สร้างบรรทัดฐาน ในระดับสากล เช่น กรณีที่ท่านชี้ว่าระเบียบหรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิ ของผู้ป่วยหรือคนที่ไม่ได้เรียกว่าเป็นผู้พิการด้วยซ้ำนะครับ ขาลีบเป็นโปลิโอนั้นไม่ใช่ข้อจำกัด ของการที่เขาจะเป็นผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม หรือเป็นอัยการว่าความคดีต่าง ๆ ได้ เพราะความยุติธรรมไม่ได้อยู่กับร่างกายครับ เอาเข้าจริง ๆ คนร่างกายปกติหลายคนก็ไม่รู้ว่า มีความยุติธรรมอยู่ในใจหรือไม่ เฉกเช่นเดียวกันกับกรณีที่ท่านบอกว่าในกรณีของผู้หญิง กับผู้ชายนั้น สิทธิและเสรีภาพย่อมเท่าเทียมกัน การเลือกโดยที่จะใช้นามขึ้นต้นว่านางสาว หรือนาง จึงจำเป็นและเป็นทางเลือกของเขาที่จะต้องไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ ตราตรึงใจอยู่กับพี่น้องประชาชนหมดเลยครับ ๑๐ ปี ๒๐ ปี คนเขาพูดถึงความชื่นชม แต่ผม คิดว่าไม่ว่าจะเป็นก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะใครก็แล้วแต่ ผมไม่อยากจะเรียกชื่อย่อครับว่าในโลกทวิตเตอร์ (Twitter) เขาเรียกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังปี ๒๕๖๐ เป็นต้นมาครับ คือความล่มสลายของความเชื่อมั่น ผมต้องท้วงติงตรงนี้เพราะว่าท่านเขียนอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ศาลรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ เลยนะครับ นี่เป็นประการที่ ๑ ที่ผมจะพูดถึง สื่อสารให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้ยิน ศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ในแผนยุทธศาสตร์ ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ บอกค่านิยมครับ ยึดหลักนิติธรรม ค้ำจุนประชาธิปไตย ห่วงใยสิทธิเสรีภาพประชาชน เสียงมันเบามากนะครับ สิทธิเสรีภาพ ประชาชนที่พูดถึงกันอยู่ทั่วประเทศในวันนี้ท่านได้ยินหรือไม่ ค่านิยมครับ เป้าประสงค์ที่ท่าน พูดถึงอยู่ ๓ ประการ คือการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการพิจารณาคดีสู่ระดับสากล ท่านช่วยตอบสภาแห่งนี้ได้ไหมครับว่าการพิจารณาคดีในระดับสากล คดีไหนของท่านที่เป็น มาตรฐานสากลในวันนี้ เป้าประสงค์ข้อที่ ๒ เสริมสร้างและพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ภายในองค์กรมีความเข้มแข็ง บุคลากรมีความสามารถควบคู่คุณธรรมและจริยธรรม เสียดาย ครับ เรื่องที่เกิดขึ้นกับตุลาการศาลท่านหนึ่งที่ให้บุตรชายไปเรียนต่อต่างประเทศ มีตำแหน่ง แห่งที่ต่าง ๆ นั้น ท่านตอบวันนี้ได้ไหมครับในตุลาการชุดใหม่ว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นกับองค์กร ของท่านอีก ท่านตอบได้ไหมครับ เป้าประสงค์ข้อที่ ๓ คือการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความศรัทธาเชื่อมั่นของประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญ ท่านมีตัวชี้วัดไหมครับ มีสำนัก โพลล์ (Poll) ไหน มีการวิจัยแบบใด ใช้แมตโทโดโลยี (Methodology) ระเบียบวิจัยใด ๆ ไหมครับที่บอกว่าวันนี้พี่น้องประชาชน ณ ประเทศแห่งนี้เชื่อมั่นกับองค์กรของท่าน ตอบสภาแห่งนี้หน่อยครับว่าในรายงานปี ๒๕๖๒ ก็พยายามอ่านนะครับว่าอะไรคือความ เชื่อมั่นที่พี่น้องประชาชนหลงเหลือต่อศาลรัฐธรรมนูญของท่าน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ🔗
ในประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมคิดว่านาทีนี้สิ่งที่เขียนไว้ในศาล รัฐธรรมนูญดีมากเลยครับ มีสถาบันอยู่แห่งหนึ่งครับ ชื่อสถาบันรัฐธรรมนูญศึกษา สถานการณ์ปี ๒๕๖๒ กับวันนี้อาจจะแตกต่างกันครับ แต่ผมอยากได้ยินจากสิ่งที่ท่าน นำเสนอว่าศาลรัฐธรรมนูญเองโดยสถาบันรัฐธรรมนูญศึกษานั้นได้มีการศึกษาวิจัย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาแล้วบ้างหรือยังครับว่ามีมาตราใด หมวดใดที่ต้องแก้ จะต้องแก้ในแบบไหน ประการใดนี่แหละครับตัวชี้วัดเสียงประชาชนทั้งประเทศบอกนาทีนี้ รัฐธรรมนูญนั้นจะต้องถูกทบทวนแก้ไข พวกเราเคยผ่านยุคที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญนิยม คอนสติติวชันนาลิซึม (Constitutionalism) หนังสือท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์อมร จันทรสมบูรณ์ ผมเอาไว้ข้างเตียงเลยนะครับ คอนสติติวชันนาลิซึม (Constitutionalism) ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญควรไม่ได้แก้บ่อยนัก ควรจะเป็นรัฐธรรมนูญโดยเจตจำนง จิตวิญญาณ สถาบันรัฐธรรมนูญศึกษาของท่านได้งบประมาณได้มีการศึกษาวิจัยใด ๆ ต่าง ๆ วันนี้ ขอคำตอบนิดหนึ่งครับท่านประธานว่าชี้ได้หรือไม่ มีงานวิจัยตัวไหนบอกแล้วหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นจะต้องแก้ แก้ตรงใด แก้ด้วยวิธีการใด เพื่อที่สภาแห่งนี้ถ้ายัง หลงเหลือความเชื่อมั่นต่อท่าน ก็จะได้นำเอาตรงนี้ครับที่ไปปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ไปผลักดัน สู่พี่น้องประชาชนต่อ นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับท่านประธาน🔗
ในประการที่ ๓ เพื่อนสมาชิกของผมท่านเป็นกรรมาธิการงบประมาณ ก็เพิ่งสมัยแรกนะครับ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ มันแปลกอย่างนี้ครับ งบประมาณที่เอามาศึกษากันในแต่ละปี ท่านสุพิศาลได้อ่านและชี้ให้ผมเห็นประเด็นว่า หลายหน่วยงานนั้นเขาขอเพิ่มขึ้น ได้จัดสรรเพิ่มขึ้นมากน้อยก็ว่ากันไป ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้จัดสรรงบประมาณมากขึ้น ปีละ ๒๐๐ กว่าล้านบาท แต่งบบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับ ศาลรัฐธรรมนูญ เอ๊ะทำไมมันโตขึ้น มันดูย้อนแย้งกัน งบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกับ สิทธิเสรีภาพต่าง ๆ นั้น ผมเห็นด้วยว่าจำเป็นต้องมากขึ้น แต่ว่าในทำนองกลับกัน งบบุคลากรต่าง ๆ กลับมากขึ้น ผมคิดว่าท่านต้องชี้ให้เห็นว่าตรงนี้มันเป็นอะไร เราพยายาม จะทำองค์กรในภาษาอังกฤษที่เรียกว่าลีน (LEAN) หรือให้มันเลื่อนไหล ให้มันสะดวก ให้มันกระชับ ลดงบประมาณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ท่านตอบเราวันนี้อีกนิดหนึ่งได้ไหมครับ ว่าถึงแม้ท่านไม่ได้ใช่ศาลตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่ท่านจะไม่มีกฎหมายหรือระเบียบ ภายในที่เพิ่มค่าตอบแทนพิเศษใด ๆ ให้กับการพิจารณาคดีของท่านอีก นั่นคือ ๓ ประเด็น เรื่องใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าวันนี้ครับไม่ว่าท่านจะยอมรับหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ถ้าท่านยอมรับ ในสภาแห่งนี้จะขอบพระคุณมากเลยนะครับว่าท่านต้องยอมรับว่าคำวินิจฉัยเมื่อ ๒๑ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๓ เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในวันนี้ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ ชี้แจงนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม เชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงในประเด็นข้อคำถามและข้อแนะนำพร้อมกันไป โดยสรุป จากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้สอบถามไว้โดยลำดับ ก่อนอื่นผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเพื่อได้โปรดพิจารณาอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ที่เป็นนักการบัญชีได้เข้ามา เตรียมชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวกับหลักปฏิบัติและตัวเลขทางบัญชี กราบขอบพระคุณ เป็นอย่างสูงครับ🔗
เชิญครับ🔗
ในส่วนที่ ท่านสมาชิกอมรัตน์ได้กรุณาหยิบยกเรื่องหลักสูตรการอบรมของศาลรัฐธรรมนูญมานำเสนอ แล้วก็มีข้อสงสัย ข้อไม่เห็นด้วยในประเด็นต่าง ๆ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าตัวเลข งบประมาณในเรื่องของการศึกษาดูงานต่างประเทศนั้น ไม่ตรงกับตัวเลขที่ใช้จ่ายจริง ที่ท่านนำแสดงไว้สูงกว่าที่ค่าใช้จ่ายจริง โดยรวมตลอดหลักสูตร ต่อหัว ๑๒๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นรวมทุกอย่างในการดำเนินการตลอดหลักสูตรประมาณ ๙ เดือนเศษนั้น ต่อหัวจะอยู่ที่ ๑๒๐,๐๐๐ บาท ซึ่งตัวเลขที่ท่านมาแสดงในการเดินทางไปต่างประเทศนั้น ดูสูงกว่าตัวเลขรวมไปจำนวนมาก ตรงนี้ก็กราบเรียนเป็นข้อมูลเบื้องต้นนะครับว่าตัวเลข ยังคลาดเคลื่อนอยู่แล้วก็สูงเกินจริง🔗
ในประเด็นที่ ๒ เรื่องของการจัดให้มีวิทยากรมาให้ความรู้ในกิจกรรม การศึกษาของหลักสูตรนั้น ท่านตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเลือกเฉพาะวิทยากรที่มีความ เกี่ยวข้องหรือมีทัศนะที่โน้มเอียงไปในทางรัฐบาลนั้น ความจริงประเด็นนี้ศาลเอง ไม่ได้นำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกวิทยากรมา วิทยากรส่วนใหญ่จะเป็นไปตาม โครงสร้างของหลักสูตรที่เป็นตัวแทนขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม ในกระบวนการ ของการเมืองการปกครอง ฉะนั้นวิทยากรส่วนมากก็เป็นวิทยากรโดยตำแหน่ง ส่วนอื่น ๆ ก็เป็นวิทยากรจากนักวิชาการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเป็น ผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่เป็นที่ยอมรับเป็นการทั่วไป เพราะฉะนั้นในส่วนของวิทยากร ในส่วนนี้ที่ท่านอาจจะมองว่าเป็นการเลือก เพราะว่าเป็นวิทยากรส่วนที่ไม่ได้เป็น โดยตำแหน่ง เพราะฉะนั้นวิทยากรส่วนนี้ก็จะมีการคัดสรรจากผลงาน ทั้งในเรื่องของ งานวิชาการ งานในเรื่องของการวิจัย งานในเรื่องของการให้ความรู้เฉพาะทางด้านนั้น ๆ เป็นสำคัญ แล้วที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการเลือกวิทยากรนั้นไม่ได้มีความมุ่งมายที่จะ ให้วิทยากรมาแสดงทัศนะใด ๆ ในทางการเมืองที่จะสนับสนุนหรือคัดค้านฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือแสดงออกถึงความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองแต่อย่างใด วิทยากรทุกท่านมีจุดยืน ทางวิชาการ แล้วก็มีเกียรติภูมิในการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาชีพเฉพาะทางนั้น ๆ เป็นสำคัญ อีกด้านหนึ่งที่ทางหลักสูตรได้พิจารณาก็คือประโยชน์ที่วิทยากรจะดำเนินการ ในการให้ความรู้ต่อผู้เข้ารับการอบรม ต่อการขยายผลในทางวิชาการที่ศาลจะเอาไป ใช้ประโยชน์ ทั้งในกิจการด้านคดีหรือกิจการด้านบริหารต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ ๓ ส่วนหลัก ๆ ก็คือ ในเรื่องของการสร้างความมั่นคงทางหลักนิติธรรมของประเทศ ในเรื่องของการรักษา ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในด้านของการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่ง ๓ ขอบข่ายที่ว่านั้นเป็นภารกิจที่ศาลได้รับมอบหมาย จากรัฐธรรมนูญ ทั้งในส่วนของหลักสูตร โครงสร้างของเนื้อหาทางวิชาการ วิทยากร ทั้ง ๓ ส่วนนี้เป็นองค์รวมที่ยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ ยึดโยงกับภารกิจของศาล และยึดโยง กับเป้าหมายของประโยชน์ที่ศาลจะดำเนินการให้เกิดขึ้นกับประชาชน เกิดขึ้น กับประเทศชาติ เกิดขึ้นกับระบอบการปกครองเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นโดยรวม ๕๒ คน ศาลไม่ได้รับเงินนอกเหนือจากนี้ ไม่ว่าจากผู้อบรมหรือว่าจากงบประมาณอื่น ประมาณ ไม่เกิน ๗ ล้านบาทนั้นก็คิดว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ประหยัด คุ้มค่าและเป็นประโยชน์ สูงกว่าจำนวนเงินที่ใช้จ่ายไป เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้คิดว่าเป็นภารกิจที่ควรจะส่งเสริม สนับสนุนมากกว่าที่จะไปยุติหรือยกเลิกไป เพราะว่าผู้ที่เข้ามาอบรมนั้นเป็นผู้บริหารระดับสูง ในภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งในกระบวนการยุติธรรม แล้วก็กระบวนการเมือง กระบวนการ ปกครอง กระบวนการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งบุคลากรเหล่านี้เป็นบุคลากรระดับนโยบาย เป็นบุคลากรระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะฉะนั้นการที่เขาได้รับการอบรมความรู้ ในด้านหลักนิติธรรม ในด้านหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในด้านของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นตัวช่วยเป็นการขยาย ความร่วมมือในการที่จะนำพาประโยชน์ต่าง ๆ ที่ศาลได้ดำเนินการนั้นออกไปสู่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีความกว้างขวางมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นทั้งประโยชน์โดยปริมาณและคุณภาพ แล้วก็เป็นประโยชน์ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม อย่างที่กราบเรียนนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นส่วนที่เกี่ยวกับ ข้อเท็จจริงในมุมหนึ่งที่ทางศาลและสำนักงานได้พิจารณา แล้วก็ได้ใช้เป็นแนวทางในการ ดำเนินงานและใช้งบประมาณในส่วนนี้ครับ ไม่ได้เป็นเงินที่ฟุ่มเฟือยหรือมากมายอย่างที่ท่าน ได้แสดงตัวเลขไว้นะครับ🔗
ในอีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของการลอยตัวหรือการอยู่เหนือการตรวจสอบ ในความเป็นจริงนะครับ ทุกองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้กฎหมายทั้งสิ้น อยู่ภายใต้ กระบวนการที่ต้องควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมายที่ดำรงและใช้อำนาจนั้น ในทางอื่นที่ ไม่ใช่กฎหมายก็มีการคุ้มครองการตรวจสอบ โดยเฉพาะในกระบวนวิธีพิจารณาของศาลนั้น เป็นกระบวนวิธีพิจารณาที่ให้โอกาสให้สิทธิกับคู่กรณีอย่างเปิดเผยและอย่างสมบูรณ์แบบ ในกระบวนการยุติธรรมทางศาลที่เป็นมาตรฐานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็น มาตรฐานสากล อันนี้จะเห็นว่าในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลนั้นศาลไม่สามารถ ใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ ไม่สามารถที่จะดำเนินกระบวนการพิจารณาตามที่ศาลจะกำหนด ขึ้นมาเพื่อให้เป็นคุณเป็นโทษกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตามที่ศาลอยากจะทำ ทุกอย่างศาลต้อง ดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นแม่บทและกฎหมายวิธีพิจารณา ที่กำหนดแนวทางในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่า เป็นหลักประกันโดยกฎหมายนะครับ ซึ่งตรงนี้ไม่ว่าศาลจะมีวิธีการหรือมีทัศนะหรือมีอคติใด ๆ ก็ไม่สามารถที่จะฝ่าฝืนสิ่งที่กฎหมายได้กำหนดหน้าที่อำนาจและกระบวนการใช้อำนาจ ของศาลให้ออกไปนอกกรอบของกฎหมายใด ๆ ได้แต่ประการใด เพราะฉะนั้นไม่ว่าผลคดี จะออกมาเป็นคุณเป็นโทษหรือออกไปในทางที่จะกระทบต่อฝักฝ่ายหรือกลุ่มก้อน หรือความรู้สึกต่อผู้สนับสนุนทางการเมืองก็ตามนะครับ อันนี้ถือว่าเป็นผลพวงจากผลของ กระบวนการในการต่อสู้คดีของคู่ความนะครับ ศาลเป็นเพียงผู้ที่จะชี้ขาดให้ปัญหาพิพาท ในคดีรัฐธรรมนูญระหว่างคู่กรณีนั้นได้เป็นที่สิ้นสุดยุติให้เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็คือ ให้เป็นที่เด็ดขาดแล้วก็มีผลผูกพันต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนั้น ๆ เป็นสำคัญ อันนี้ก็จะเห็นว่า คำว่าลอยตัวเหนือการตรวจสอบหรือไม่สามารถควบคุมใด ๆ ได้นั้น จะเห็นว่ากระบวนการ ตรงนี้มีทั้งโดยกฎหมายและมีทั้งโดยพฤติการณ์ โดยรวมก็คือทั้งนิตินัยและพฤตินัยที่ควบคุม กระบวนการตรงนี้อยู่🔗
ส่วนเรื่องของประเด็นในการที่ท่านมีความเห็นว่างบประมาณมีการเพิ่มขึ้น ผิดปกติ ความจริงถ้าเทียบกับปีงบประมาณ ๒๕๖๑ จะลดลงประมาณ ๔๐-๕๐ ล้านบาท งบประมาณ ปี ๒๕๖๒ ก็อยู่ในวงเงิน ๒๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งถ้าท่านไปดูหน่วยงานภาครัฐ ที่ทำหน้าที่ในสาขาอำนาจ ๑ ใน ๓ ของอธิปไตย โดยเฉพาะในทางตุลาการเป็นงบประมาณ ที่น้อยมาก ซึ่งตรงนี้ท่านน่าจะมองในมุมที่อยู่ตรงข้ามกันว่าศาลใช้งบเยอะ ศาลใช้งบไม่คุ้มค่า ไม่เป็นประโยชน์ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นงบประมาณที่น้อยจริง ๆ ในแง่ของการใช้จ่าย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าในเรื่องของบประมาณไม่น่าจะมีประเด็นที่จะมีข้อสงสัย หรือโต้แย้งใด ๆ ว่าศาลจะใช้งบประมาณในทางที่สิ้นเปลือง ไม่เป็นประโยชน์หรือไม่คุ้มค่า ในกระบวนการใช้งบประมาณของแผ่นดินแต่อย่างใด🔗
ในเรื่องของการที่ท่านมองว่าศาลเป็นเสมือนองค์กรที่จะทำให้เกิดอภิสิทธิ์ หรือทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของสังคมการเมือง ตรงนี้ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า กระบวนการทางสังคมการเมืองนั้นเป็นกระบวนการที่เป็นไปตามกระแสความเป็นไปของ สังคมการเมือง ศาลจะไม่มีส่วนที่เข้าไปสร้างหรือมีส่วนเข้าไปเสริม หรือมีส่วนเข้าไปทำให้ กระบวนการเหล่านั้นเป็นคุณหรือเป็นโทษกับใคร ศาลเป็นองค์กรที่ตั้งรับในเรื่องของคดีที่เข้า มาสู่ศาล ศาลจะไม่สร้างคดีขึ้นมาพิจารณาเอง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงจาก กระบวนการทางสังคมการเมืองที่เป็นคดี แล้วคดีเหล่านั้นก็เป็นคดีที่รัฐธรรมนูญได้ตีกรอบไว้ ว่าเป็นคดีรัฐธรรมนูญที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องแก้ไขเยียวยาให้เป็นที่ยุติ ซึ่งตรงนี้ถ้าจะว่าไปแล้วศาลเป็นเพียงผู้ควบคุมกติกา เป็นผู้รักษากฎระเบียบให้เป็นไปตาม หลักความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ก็คือการควบคุมความชอบของรัฐธรรมนูญในกิจการต่าง ๆ ของกระบวนการทางสังคมการเมืองเหล่านั้น ซึ่งตรงนี้พอจะให้แง่คิดมุมมองอีกด้านหนึ่งเพื่อ ประกอบการพิจารณาของท่าน แล้วก็ท่านคงจะเห็นว่าภาพหรือมุมมองที่เป็นเรื่องร้าย ๆ เป็นเรื่องในทางที่ท่านเห็นว่าเป็นเรื่องน่าตำหนิ หรือเป็นเรื่องน่าไม่พึงประสงค์ที่ท่านหยิบ ยกขึ้นมาเหล่านั้น ในทางกลับกันอย่างที่ผมได้กราบเรียนว่าเป็นสิ่งที่กฎหมายไม่ว่า ตัวรัฐธรรมนูญเองหรือกฎหมายอื่นเป็นกลไกหรือเป็นปัจจัยในการกำหนด ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้ ท่านสบายใจได้ว่าสิ่งที่ท่านสงสัยหรือว่ามีความรู้สึกต่าง ๆ นั้นในความเป็นจริงเป็นคนละมุมกัน คนละด้านกัน ตรงนี้ก็คิดว่าในส่วนที่เป็นคำถามและข้อสงสัยของท่าน ส.ส. อมรัตน์นั้น ผมขออนุญาตสรุปไว้ในชั้นนี้เท่านี้ก่อน🔗
ในส่วนของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านต่อไปท่านคารม พลพรกลาง ท่านได้ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าควรจะมีการดำเนินการเรื่องการวิเคราะห์ผลกระทบของคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็ได้ยกกฎหมายรัฐธรรมนูญในบางมาตรา อย่างเช่น ท่านพูดถึง มาตรา ๒๑๓ วรรคสาม ซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นมาตรา ๒๑๑ เรื่องผลคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาดแล้วก็ผูกพันต่อองค์กรต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นไปตามหลักการ ทางการปกครองโดยกฎหมายที่ถือเอารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เพราะฉะนั้นการใด ที่องค์กรทั้งหลายที่ได้อำนาจมาจากรัฐธรรมนูญต้องดำรงและใช้อำนาจนั้นภายใต้กฎเกณฑ์ ของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดว่าการดำรงฐานะ หน้าที่ แล้วก็การใช้อำนาจของบรรดาองค์กรทั้งหลายที่ได้อำนาจมาจากรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อมีข้อโต้แย้ง มีข้อพิพาทว่ามีปัญหาความชอบรัฐธรรมนูญก็ต้องเข้ามาสู่การพิจารณา ของศาล ซึ่งตรงนี้ก็เป็นหลักสากลอีกหลักหนึ่งตามที่สมาชิกบางท่านได้พูดถึงหลักสากล อยู่ตรงไหน ตรงนี้ก็เป็นอีกกรณีตัวอย่างหนึ่งว่าหลักสากลก็คือว่าในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยที่เรียกว่าการปกครองโดยหลักกฎหมาย หรือรูล ออฟ ลอว์ (Rule of law) นั้น ก็ถือหลักว่าต้องยึดเอาความสูงสุดของรัฐธรรมนูญเป็นกติกาในการที่จะเข้าสู่อำนาจ การใช้ อำนาจ การพ้นจากอำนาจขององค์กรต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ ซึ่งตรงนี้ก็เป็น เงื่อนไขปกติสามัญทั่วไป ฉะนั้นในส่วนนี้คิดว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตัวคำวินิจฉัยเอง ไม่ได้มีผลร้ายต่อบ้านเมืองหรือไม่ได้มีผลร้ายต่อพรรคการเมืองหรือนักการเมืองหรือมีผลร้าย ต่อสังคมหรือประชาชนแต่ประการใด ในทางกลับกันคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการดำรงรักษาความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ แล้วก็เป็นการดำรงรักษาไว้ซึ่งหลักการ ปกครองโดยกฎหมายหรือหลักนิติธรรมของบ้านเมือง ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นเหมือนกับรากฐาน ขั้นปฐมหรือขั้นพื้นฐานในการปกครองของบรรดาประเทศที่เป็นที่ยอมรับกันในทางสากล🔗
ในอีกประการหนึ่งท่านพูดถึงกรณีที่สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันว่า มีเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาหรือเป็นความเห็นในทางการเมืองที่มีลักษณะขัดแย้งแตกต่างกัน และจะนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ตรงนี้ก็อยากกราบเรียนอย่างนี้ว่า ในกระบวนการสังคมการเมืองนั้น โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยก็จะมีสิทธิเสรีภาพ ทางการเมืองในระดับหนึ่งที่สามารถคุ้มครองและเคารพความเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน คนทั่วไปในกรอบที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นในกรณีแบบนี้ การใดก็ตามที่เป็นปัญหาพิพาทที่เข้าไปในขอบเขตที่จะต้องให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยหรือระงับ หรือเยียวยาปัญหาพิพาทนั้น แล้วก็ชี้ขาดให้เป็นข้อยุติตามรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นกระบวนงาน ในทางปฏิบัติก็มีช่องทางที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญด้วยได้โดยเฉพาะ ในมาตรา ๔๙ ตรงนี้ท่านก็สามารถที่จะใช้ช่องทางเหล่านั้นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญแก้ไขปัญหา ในส่วนนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นความสัมพันธ์โดยตรงว่ากระบวนการทางสังคม การเมืองจะน้อมนำไปในทิศทางไหน อย่างไร จะมีผลต่อความขัดแย้งหรือความรุนแรงมาก น้อยแค่ไหน อย่างไร ส่วนนี้อย่างที่กราบเรียนท่านนะครับว่าศาลตั้งอยู่ในฐานะของ ผู้รับปัญหาข้อผิดพลาดไปวินิจฉัยชี้ขาด ศาลจะไม่เข้าไปมีส่วนในการทำให้เกิดปัญหา หรือเป็นตัวเหตุในปัญหาเหล่านั้น หรือเข้าไปในกระบวนการของปัญหาเหล่านั้น หรือเข้าไป มีส่วนได้เสียในปัญหาเหล่านั้น อันนี้ถ้าจะเรียกไปแล้วก็อาจจะมองเป็นข้อจำกัด แต่ว่าถ้าจะ เรียกในทางหลักการปกครองก็ถือว่าเป็นเรื่องของอำนาจของแต่ละองค์กรที่อยู่ในฐานะ อยู่ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าพึงกระทำในเรื่องใดได้บ้าง เรื่องใดที่ไม่พึงกระทำ เพราะฉะนั้นการเหล่านี้ก็ต้องขอบคุณท่านที่ท่านมองว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นกลไกลที่จะ ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ในความเป็นจริงก็ได้แก้ปัญหาในเรื่องของข้อพิพาทเหล่านี้มาตลอด แต่ว่าไม่ได้เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นหลักปกติของการดำเนินกระบวนการ พิจารณาที่ต้องชี้ขาดให้มีความสิ้นสุดยุติโดยผลของกฎหมาย ไม่ได้เกิดจากผลของความ คาดหวังหรือความคิด หรือว่าความต้องการขององค์กรศาลหรือตุลาการแต่อย่างใด ทุกอย่าง เป็นผลของกฎหมายทั้งสิ้น🔗
อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านได้พูดในเรื่องของสัดส่วนหรือความเหมาะสมของ งบประมาณ ท่านก็กรุณามองในอีกมุมหนึ่งกับผู้อภิปรายท่านแรกว่างบประมาณของศาลนั้น เป็นงบประมาณที่ไม่มาก เป็นงบประมาณที่อยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะพอควรกับสภาพ ของภารกิจ แต่ว่าอย่างไรก็ตามท่านได้ยกตัวอย่างว่ามีคำวินิจฉัยเพียง ๑๕ คำวินิจฉัยนั้น ความจริงในปีงบประมาณ ๒๕๖๒ นั้นมีคำวินิจฉัยอยู่ถึง ๗๗ คำวินิจฉัย จากคำร้องที่เข้ามา ๙๒ คำร้อง แล้วก็ส่วนที่เหลืออยู่เล็กน้อยนั้นเป็นเพราะกระบวนการพิจารณาที่เข้ามา ในช่วงปลายของปีงบประมาณ แล้วก็กระบวนการไต่สวนต่าง ๆ นั้นต้องดำเนินต่อไป ยังไม่สามารถชี้ขาดได้ก็ต้องยกยอดไปในปีงบประมาณอื่น แต่ว่าโดยรวมแล้วคดีที่เข้ามาสู่ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นถือว่าเป็นคดีรัฐธรรมนูญ และเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายสูงสุด ของประเทศ เพราะฉะนั้นในเชิงปริมาณไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องใช้ในการวัดความคุ้ม หรือไม่คุ้มกับงบประมาณนะครับ ประเด็นในเชิงคุณภาพและประเด็นในเชิงของประโยชน์ หรือคุณูปการที่มีต่อการดำรง หลักยุติธรรมของประเทศสำคัญมากนะครับ ดำรงหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ดำรงหลักการเคารพคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่า เป็นรากฐานสำคัญ เป็นกฎเกณฑ์พื้นฐานที่จะดำรงรักษาชาติบ้านเมืองให้มีความเสถียรภาพ มีความสถาพร และสามารถสืบสานไปสู่คนรุ่นหลังให้มีอนาคตที่ดีได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในหลักการ วัดความคุ้มหรือไม่คุ้มของคดีรัฐธรรมนูญนั้น ก็คงจะไม่ใช้หลักนิยมที่เกี่ยวกับตัวเลขเป็น สำคัญ อยู่ที่ประโยชน์หรือคุณูปการอย่างที่ผมกราบเรียนว่าใน ๓ สาขาหลักที่เป็นรากฐาน สำคัญของบ้านเมือง ทั้งหลักนิติธรรม หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักการเคารพคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นทั้งสิทธิและเป็นผลประโยชน์ทั้งของประชาชน เอกชน รวมไปถึงของ สังคมโดยรวม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมองในประโยชน์ของปัจเจกหรือประโยชน์ของเอกชน หรือประโยชน์ของสังคมโดยส่วนรวมถือว่าผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นสามารถ ที่จะเอื้ออำนวยประโยชน์หรือส่งประโยชน์ไปสู่เป้าหมายเหล่านี้ได้ทั้งสิ้น🔗
ในอีกประการหนึ่งที่ท่านได้กรุณายกตัวอย่างของคดีเรื่องว่ารัฐบาลควรจะไป ทำถนนลูกรังเสียก่อน และท่านก็มองแง่มุมนี้ว่าเป็นการก้าวก่ายหรือเป็นการทำหน้าที่ นอกเหนือจากหน้าที่ทางศาลหรือหน้าที่ทางตุลาการซึ่งน่าจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร อันนั้นเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องว่าสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าคดีนี้ในความเป็นจริงเป็นคดี ที่ศาลพิจารณาร่างกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นเรื่องของนโยบายขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีที่ท่านยกประเด็นขึ้นมาอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นกรณีที่ศาลไปตัดสิน นโยบายของฝ่ายบริหาร ซึ่งความจริงมิได้นะครับ ความจริงเป็นหน้าที่พื้นฐานของศาล ตามรัฐธรรมนูญในการควบคุมไม่ให้ร่างกฎหมายศาลรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายนั้นเป็น ร่างกฎหมายกู้ยืมเงิน แล้วการกู้ยืมเงินนั้นไปขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญที่สำคัญ หลายหลักการ รวมไปถึงกฎหมายอื่น ๆ ด้วย เช่นการยกเว้นว่าเงินกู้เหล่านั้นไม่เป็น เงินงบประมาณ เป็นการสร้างเงื่อนไขยกเว้นไม่ให้เงินเหล่านั้นอยู่ในการบังคับของกฎหมาย วินัยการเงินการคลัง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้หลาย ๆ ประการรวมกันก็ไปขัดกับหลักการพื้นฐาน ของการใช้จ่ายงบประมาณเรื่องการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ศาล วินิจฉัยร่างกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องถนนลูกรังอะไรต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงการหยิบยก เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยที่ใช้ในเชิงเปรียบเทียบว่าแม้ร่างกฎหมายนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบหรือแม้ ร่างกฎหมายนี้ศาลจะชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่ศาลยกตัวอย่างนั้นศาลเพียงแต่บอกว่า ไม่ได้เกิดผลเลวร้ายถึงขั้นที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเป็นอัมพาต การคมนาคมของ บ้านเมืองเสียหายแต่อย่างใด เพราะว่าเรื่องการไปกู้ยืมเงินมาสร้างรถไฟความเร็วสูงนั้นเป็น วิสัยทัศน์ เป็นพัฒนาการที่สร้างความทันสมัยในการสร้างโครงข่ายคมนาคมขนส่ง ของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นสาระสำคัญของการพิจารณาของศาล และถ้าโครงการนั้น ได้รับการดำเนินการก็จะเป็นประโยชน์ แต่โครงการเหล่านั้นจะดำเนินการได้ต่อเมื่อได้รับการ ยอมรับหรือการรับรองว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายเสียก่อน แต่บังเอิญว่า มีผู้โต้แย้งและผู้โต้แย้งนั้นก็เป็นสมาชิกด้วยกันเองโต้แย้ง เพราะฉะนั้นก็ถือว่าศาลเอง ก็ให้ความเคารพต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการรับคำร้องของท่านไปพิจารณา และขณะเดียวกันผลของคำวินิจฉัยก็ไม่ได้ไปก้าวล่วงอำนาจของฝ่ายบริหารแต่ประการใด เป็นการควบคุมตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติเองที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร โดยใช้กลไกของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการตัดสินชี้ขาดปัญหาข้อพิพาทนี้ ก็ทำให้ เกิดความเรียบร้อยในกระบวนการบริหารบ้านเมืองโดยภาพรวม อันนั้นถ้ามองในแง่บวกก็จะ เป็นผลในทำนองลักษณะเป็นสำคัญ🔗
อีกประการหนึ่งก็คือท่านได้กรุณายกตัวอย่างเรื่องว่างบประมาณของศาล ควรจะเป็นงบประมาณที่ใช้ไปเพื่อการสื่อประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น ตรงนี้เป็นข้อสังเกต ที่ตรงกับแนวทางการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญมาตลอด เนื่องจากเราตระหนักดีว่า เราเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาไม่นาน แล้วก็เป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญได้มอบหมายภารกิจใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาที่มีการอนุวัติการรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การให้บริการการอำนวยความสะดวกกับประชาชนในการ ที่จะเข้าถึงความยุติธรรมทางศาล และโดยที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็ได้บัญญัติให้ประชาชนใช้สิทธิต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเป็นสิทธิทางตรง และทางอ้อม โดยรวมก็ถือว่าเป็นสิทธิที่ประชาชนจะสามารถใช้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือเข้าถึงความยุติธรรมโดยกลไกศาลรัฐธรรมนูญไม่ต่างจากศาลอื่น เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็เป็นหลักการอย่างหนึ่งว่าในการวินิจฉัยคดีเราทำงานในเชิงอนุรักษ์ เชิงตั้งรับก็คือว่ารักษา รัฐธรรมนูญ รักษากฎหมาย แต่ในเรื่องของการอำนวยประโยชน์ให้ความสะดวก ให้ความรู้ แล้วก็ส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิอย่างเต็มที่ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญนั้น เราสร้างกลไกกระบวนการเครื่องมือต่าง ๆ ขึ้นมารองรับอย่างเต็มที่ ไม่ว่าการให้คำปรึกษา ด้านคดีทั้งโดยทางสายด่วน สายปกติ ทางเว็บไซต์ (Website) แล้วก็มีห้องสำหรับ ให้ประชาชนเดินทางมารับคำปรึกษาได้ นอกจากนั้นเราได้เปิดช่องทางในการที่จะให้ความรู้ ในเรื่องของการทำคำร้องในรูปแบบต่าง ๆ ไว้ในเครื่องมือการสื่อสารหลาย ๆ ช่องทาง ให้ประชาชนได้เห็น ได้รู้ ได้มีตัวอย่างให้มาใช้กันอย่างเต็มที่ แล้วก็มีผลสัมฤทธิ์ตามสิ่งที่เรา ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ก็คือว่ามีประชาชนเข้ามาใช้สิทธิในสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยลำดับนับตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ จนถึงปัจจุบัน สัดส่วนของคดีได้เปลี่ยนไปจากเดิมก็คือคดี ที่มาจากคำร้องของประชาชนมีเพิ่มขึ้นถึงประมาณ ๕ เท่าตัว ๖ เท่าตัว โดยลำดับ ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นผลพวงมาจากเราตระหนักถึงความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญที่จะเพิ่มสิทธิ โอกาส และประโยชน์ของประชาชนในการเข้าถึงศาล เพราะฉะนั้นเราต้องทำทุกทางโดยเฉพาะ ในช่องทางด้านประชาสัมพันธ์อย่างที่ท่านตั้งข้อสังเกต เพราะฉะนั้นงบประมาณในส่วนนี้ แม้จะไม่มากเพราะเหตุเราใช้ด้วยความประหยัดและเราทำกันเอง อะไรที่เราไม่ต้องจ้างเราก็ไม่จ้าง ซึ่งตรงนี้ครับเกิดจากหลักที่เราใช้หลักความประหยัดและความคุ้มค่า แต่ประโยชน์นั้น มากกว่างบประมาณที่เราใช้นะครับ กราบขอบพระคุณท่าน แล้วก็เราจะยึดถือแนวทาง ของท่าน เพราะเราถือว่าศาลรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ของประชาชนด้วยเช่นกันนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าท่านเองได้กรุณาสร้างสิ่งที่ เป็นแนวทางที่เราได้ตระหนักและตรงกับหลักคำแนะนำของท่าน ต้องขอบพระคุณ ไว้ในโอกาสนี้ด้วยนะครับ🔗
ในอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องการดำเนินการในเรื่องของการทำสิ่งต่าง ๆ ที่ส่งไปถึงประชาชนโดยตรง อันนี้ก็สำคัญ กลุ่มเป้าหมายเรามีการกำหนดฐานของ กลุ่มเป้าหมาย ในกลุ่มอายุเราก็มี ไล่ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา เยาวชนจนถึงประชาชนทั่วไป กลุ่มพื้นที่เราก็กระจายไปในทุกภูมิภาค แล้วก็กลุ่มขององค์กรเราก็กระจายไป เพราะฉะนั้น ตรงนี้คิดว่าเป้าหมายโดยรวมไม่พลาดนะครับ ครอบคลุมหมดทุกเป้าหมาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ตรงกันกับหลักที่ท่านได้กรุณาเสนอแนะไว้ ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ ต่อประชาชนร่วมกัน ในส่วนนี้ผมขออนุญาตสรุปไว้ในชั้นนี้เท่านี้นะครับ สำหรับท่านคารม ต้องขอบพระคุณท่านนะครับ นอกจากตั้งคำถามแล้วท่านมีข้อเสนอแนะด้วย🔗
ลำดับถัดไปท่านธีรัจชัย ท่านมีประเด็นคำถามว่าศาลควรใช้หลักการทำงาน แบบเดียวกับหลักประชาธิปไตย คือของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ตรงนี้ ขอกราบเรียนท่านอย่างนี้ว่าในหลักประชาธิปไตยที่ท่านได้กรุณายกขึ้นมาเป็นตัวแบบ แล้วก็ ให้ศาลใช้เป็นแนวทางในการทำงานนั้น กราบเรียนอย่างนี้ว่าในฐานะที่เป็นองค์กรทางตุลาการ แล้วก็เป็นองค์กรที่วินิจฉัยคดีเป็นสำคัญ ฉะนั้นบทบาทของศาลก็อย่างที่กราบเรียนท่านว่า ในทางการเมืองการปกครองนั้นศาลไม่ได้มีบทบาทในฐานะที่เป็นตัวแอกเตอร์ (Actor) หรือ เป็นตัวเล่นโดยตรง แต่ศาลจะเป็นตัวกลางในการระงับปัญหา เยียวยาปัญหาให้กับผู้ที่มีส่วน ในการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นประชาธิปไตยของศาลก็คือว่าศาล ควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นฐานที่ ๑ อันที่ ๒ ศาลคุ้มครองหลักสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน อันที่ ๓ ศาลคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้ศาลก็ไป ถอดความมาจากรัฐธรรมนูญนั่นเองว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนั้นศาลพึงจะต้อง ตระหนักให้ความสำคัญ แล้วก็ดำเนินกระบวนการต่าง ๆ ที่จะรองรับกับการรักษาความชอบ ด้วยกฎหมาย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพื่ออะไรครับ เพื่อให้ประชาชนซึ่งไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจ สามารถอยู่ร่วมกับผู้ที่ใช้อำนาจ โดยที่สามารถมีความมั่นคงในเรื่องของสิทธิประโยชน์ และได้รับหลักประกันต่าง ๆ ไม่ว่าข้างมากข้างน้อยก็ได้รับหลักประกันที่เท่าเทียมกัน ก็คือทำให้คนไม่ว่ามีอำนาจหรือไม่มีอำนาจเท่าเทียมกันโดยกฎหมาย โดยหลักประกันที่ศาล เป็นผู้ให้ความคุ้มครอง ในเรื่องของสิทธิต่าง ๆ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เท่าใดศาลก็คุ้มครอง ให้เท่านั้นนะครับ แล้วก็ประโยชน์ต่าง ๆ ที่เป็นผลพวงจากการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพนั้น หลัก ๆ ไม่ว่าตามมาตรา ๕๑ เรื่องการทำหน้าที่ของรัฐ เรื่องของมาตรา ๒๑๓ มาตรา ๒๓๑ เรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ไม่ว่าโดยการกระทำหรือโดยกฎหมาย ศาลก็ให้ความคุ้มครองตามกรอบของรัฐธรรมนูญอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนี่แหละครับคือ หลักประชาธิปไตยภายใต้ขอบเขตของศาล ซึ่งศาลจะไม่เข้าไปอยู่ในกระบวนการของการได้อำนาจ หรือการใช้อำนาจในทางการเมืองเหมือนกับองค์กรอื่น ซึ่งตรงนี้คิดว่าหลักประชาธิปไตยของศาล ก็เป็นประชาธิปไตยตามแบบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ศาลทำเป็นสำคัญนะครับ🔗
ในเรื่องของความยุติธรรม ท่านก็ได้ตั้งคำถามว่าความยุติธรรมของศาลคืออะไร กราบเรียนอย่างนี้ว่าจะบอกว่าเป็นข้อจำกัดหรือว่าเป็นเอกลักษณ์ขององค์กรประเภท ตุลาการหรือศาลก็ได้นะครับ ก็คือว่าความยุติธรรมของศาลนั้นเป็นความยุติธรรมตามกรอบ ของกฎหมาย ตามกรอบของรัฐธรรมนูญ ตามกรอบของหลักนิติธรรมนะครับ ศาลทำได้เท่านี้ ศาลไม่สามารถจะไปเห็นว่าใครควรจะได้มากได้น้อย หรือใครควรจะผิด ใครควรจะถูกตามที่ ศาลจะคิดได้เองนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็คือความยุติธรรมตามหลักปฏิบัติของศาล ซึ่งหลักนี้ก็เป็นหลักสากลเช่นเดียวกันคือยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย แล้วก็ตาม หลักนิติธรรม🔗
ในอีกประการหนึ่งท่านได้พูดถึงวาระของตุลาการว่ามีการต่ออายุ จริง ๆ ถ้าจะพูดว่าต่ออายุ ภาพมันน่าจะคิดว่าเป็นการต่ออายุ แต่ว่าในความเป็นจริงมันเป็นช่วง รอยต่อของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็หลายองค์กรที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าคุณสมบัติ ของผู้ที่ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญควรเป็นอย่างไร วาระควรเป็นอย่างไร อำนาจหน้าที่ ควรเป็นอย่างไร กระบวนการสรรหาควรเป็นอย่างไร ก็อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน และช่วงรอยต่อของการที่จะตั้งหลักในเรื่องของการสร้างกฎเกณฑ์กันขึ้นมาใหม่ ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นธรรมดาว่าส่วนใหญ่แล้วจะให้ผู้ที่ปฏิบัติอยู่เดิมทำหน้าที่ไปพลาง เพื่อรอที่จะให้มีการ จัดตั้งผู้ที่จะเข้ามาใหม่ตามแบบแผนกระบวนการของกฎหมายที่ต้องอนุวัติการในภายหลัง ซึ่งตรงนี้จะเห็นว่ามีหลายองค์กรที่มีการปฏิบัติเช่นนี้ แล้วที่สำคัญบางทีอาจจะมองว่าการ ต่ออายุตรงนั้น ซึ่งความจริงเป็นเรื่องของการรอความชัดเจน ความนิ่งของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องหลายกฎหมายด้วยกัน ความจริงก็คือว่าศาลหรือบุคลากรทางศาลที่ทำหน้าที่ อยู่ตรงนั้นท่านไม่ได้มองว่าเป็นปัจจัยที่ท่านต้องเอาไปพิจารณาในการทำหน้าที่ของท่าน แต่อย่างใด ไม่ว่าเป็นการให้คุณให้โทษกับใคร ท่านมีข้อพิจารณาอย่างนี้ว่าตอนนั้นมีกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แล้วก็มีคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปสู่ศาลในช่วงที่มีทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งตรงนี้ในกระบวนการพิจารณา ของศาลพวกคดีที่มีหลักเกณฑ์หลักการต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญเดิม กับหลักเกณฑ์หลักการตาม รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนั้นมีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นในส่วนนี้การทำหน้าที่ของศาล ก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ซึ่งท่านอาจจะเห็นว่ามีเขตอำนาจ มีกระบวนการพิจารณาต่าง ๆ ที่แตกต่างไปบ้าง แต่ไม่ได้มีผลต่อการดำรงหลักนิติธรรม หลักความยุติธรรมของศาลแต่ประการใด ซึ่งตรงนี้ก็เป็นหลักประกันว่าไม่ว่าตุลาการที่มาจาก การสรรหามาตามรัฐธรรมนูญใหม่หรือทำหน้าที่อยู่ตามรัฐธรรมนูญเดิมนั้นมีมาตรฐาน เดียวกัน มีหลักปฏิบัติเดียวกันก็คือหลักปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นเช่นกัน ตรงนี้ ก็เป็นหลักประกันโดยตัวกฎหมายอย่างที่ผมได้กราบเรียนในกรณีอื่นด้วยว่าศาลจะไปทำ อย่างอื่นที่อาจจะมองว่าเป็นกิจที่ศาลควรจะทำ เป็นกิจที่ศาลน่าจะเข้าไปช่วย ซึ่งตรงนั้น ศาลทำไม่ได้โดยเฉพาะในเรื่องของการเมือง ศาลก้าวล่วงเข้าไปไม่ได้ ในเรื่องของกรณีของ การยุบพรรค ตรงนี้กราบเรียนท่านอย่างนี้ว่าเรื่องการตัดพยาน เรื่องการประชุมหรือการ พิจารณาโดยรัฐ โดยอะไรต่าง ๆ นั้นในความเป็นจริงมีการสืบพยานกันถึง ๑๗ ปาก แล้วก็ มีกระบวนการพิจารณาที่เปิดเผย มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ออกไปทางสาธารณะ ซึ่งมีการ รับรู้ร่วมกันตรงกันในเวลาเดียวกัน รวมถึงผู้แทนจากต่างประเทศที่เข้ามาสังเกตการณ์ด้วย นอกจากนั้นในการพิจารณาของศาลไม่ได้เกิดจากการที่ศาลจะมีธงของตัวเอง หรือว่าการ รับธงจากใครมาว่าจะให้ผลของคดีไปในทางหนึ่งทางใดได้ เป็นไปตามกระบวนการพิจารณา ที่ประกอบด้วยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงเป็นตัวกำหนดผลของคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เหมือนกันทุกคดี ยิ่งคดีที่มีคู่กรณีและคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรหรือ องค์กรทางการเมืองไม่ว่าสมาชิกภาพของผู้แทน หรือรัฐมนตรี หรือองค์กรพรรคการเมือง ศาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการที่จะดำรงรักษาความยุติธรรมตามหลักกฎหมาย ตามหลักรัฐธรรมนูญ ตามหลักของนิติธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ท่านไว้วางใจได้ว่าไม่ว่าคดีไหนถ้าไม่ผิดกฎหมาย ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่มีคดีไหน ที่ศาลจะบอกว่าขัดได้ หรือคดีใดก็ตามที่ผิดกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญแล้วศาลบอกว่าไม่ผิด ไม่ขัด ไม่ได้นะครับไม่มี ทั้งที่ผ่านมาแล้วก็คิดว่าในอนาคตก็คงไม่มีเช่นกัน ผมคิดว่าคงสรุปไว้ เท่านี้ก่อน แล้วก็ขอขอบคุณที่ท่านกรุณาตั้งข้อสังเกตซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญในกิจการ ของศาล ไม่ว่าหลักประชาธิปไตย หรือหลักความยุติธรรม หรือหลักการพิจารณาคดีของศาล🔗
ถัดไปเป็นของท่านสุพิศาล ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านต่อไปได้อภิปราย เกี่ยวกับเรื่องของแบบแผนทางบัญชี ทางงบประมาณ ผมขออนุญาตให้ทางเจ้าหน้าที่ ที่ขออนุญาตจากท่านประธานไว้มาชี้แจงในรายละเอียด แต่ว่าในเบื้องต้นผมขอกราบเรียน เฉพาะประเด็นหลักให้ท่านได้รับทราบในเบื้องต้นก่อนว่าเงินที่เห็นว่ามันติดลบบ้าง เกินบ้าง มันเป็นหลักการของบัญชี อย่างเช่นเงินบางอย่างเป็นเงินที่ต้องยกยอดมาจากปีงบประมาณก่อน ไม่ได้รับการจัดสรรหรอกครับ แต่ผูกพันไว้ก็เอามาใช้ พอเอามาใช้ทางบัญชีก็มีตัวเลข ของค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ารายรับ หรือเงินในบางส่วนที่ไปตั้งเบิกไว้เรื่องค่ารักษาพยาบาล เรื่องของค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิต่าง ๆ ที่เกิดจากบุคลากรต้องใช้ตามกฎหมาย ก็เป็นตัวเลขที่เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งตรงนี้เป็นตัวเลขทางบัญชีตามหลักเทคนิคทางบัญชี ส่วนรายละเอียดเรื่องเงินยืมเป็นอย่างไร ลูกหนี้ เจ้าหนี้เป็นอย่างไร ผมขออนุญาตให้ทาง เจ้าหน้าที่ด้านบัญชีมาชี้แจงในลำดับต่อไป แต่ระหว่างที่จะขึ้นมาผมขอเพิ่มเติมว่าบัญชี งบประมาณของศาลนั้นได้ผ่านการตรวจของผู้ตรวจสอบบัญชีอาชีพที่ได้รับการรับรอง จากหน่วยงานทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นที่เรียบร้อยแล้วและมีการรับรอง อย่างเป็นทางการ เพราะฉะนั้นตรงนี้ในเบื้องต้นผมกราบเรียนในหลักใหญ่ไว้ก่อนว่าตัวที่ มันขาดมันเกินเกิดจากอะไร แต่ว่าในทางเทคนิคเดี๋ยวผมจะให้ทางเจ้าหน้าที่ด้านการบัญชี กราบเรียนชี้แจงครับ🔗
ขอเชิญครับ แนะนำตัว ด้วยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานและท่าน ส.ส. ที่เคารพนะคะ ดิฉัน นางสาวสิริยา หอมสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ดิฉันขอชี้แจง ในเรื่องของประเด็นในส่วนของรายได้จากการขายสินทรัพย์ตามหน้า ๑๕ ของรายงาน ประจำปี เป็นรายได้จากการขายรถประจำตำแหน่งและรถยนต์ส่วนกลางของสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญ จำนวนทั้งสิ้น ๑๒ คัน และครุภัณฑ์ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เสื่อมสภาพและหมดความจำเป็นจำนวนร้อยกว่ารายการนะคะ โดยเป็นการขายวิธี ทอดตลาดซึ่งเป็นการปฏิบัติตามระเบียบ ข้อ ๒๑๕ ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานพัสดุภาครัฐ ปี ๒๕๖๐ ว่าด้วยเรื่องการจำหน่ายพัสดุ ทั้งนี้มาจากการตรวจสอบครุภัณฑ์ประจำปี ในส่วนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องลูกหนี้เงินยืม ในงบประมาณตามหน้า ๑๐ ของงบการเงินที่อยู่ในรายงานประจำปี เป็นไปตามความหมาย ในหน้า ๑๕๘ ของรายงานประจำปี ซึ่งเป็นลูกหนี้เงินยืมที่รับรู้ตามจำนวนเงินในสัญญายืมเงินของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานส่วนราชการและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเป็น ค่าใช้จ่ายในการจัดการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในด้านต่าง ๆ โดยในปี ๒๕๖๑ มีจำนวนทั้งสิ้น ๒๒๑ ราย เป็นเงินทั้งสิ้น ๓,๒๖๓,๙๒๓ บาท ๒๙ สตางค์ และในส่วน ปี ๒๕๖๒ มีทั้งสิ้น ๑๘๗ ราย เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๕๙,๓๑๕ บาท ๙๓ สตางค์ ทั้งนี้เป็น การปฏิบัติตามแนวทาง เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ และระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้อง กราบขอบคุณค่ะ🔗
ท่านเลขาธิการเชิญต่อครับ🔗
กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ ในลำดับต่อไปเป็นส่วนที่ท่านผู้ทรงเกียรติ อีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ได้กรุณาอภิปรายในเรื่องของประเด็นว่า ที่เอกสารรายงานของศาลได้พูดถึงการยกระดับมาตรฐานการวินิจฉัยคดีหรือคำวินิจฉัย ของคดีศาลให้เป็นหลักสากลนั้น ขอกราบเรียนในเบื้องต้นอย่างนี้ครับว่าในเชิงหลักการนั้น ในการพิจารณาที่เรียกว่ากระบวนการพิจารณาคดี การทำคำวินิจฉัยของศาลนั้นมีกฎหมาย อย่างที่กราบเรียนว่าทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายวิธีพิจารณาได้บัญญัติไว้ และกฎหมาย เหล่านี้ที่ว่าด้วยการพิจารณาคดีของศาล หรือคำวินิจฉัยของศาลนั้นเป็นหลักกฎหมายที่ได้ใช้ จากแม่แบบของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับอาณัติมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายวิธีพิจารณาซึ่งเอาแม่แบบที่เป็นมาตรฐานของสากลมาใช้ ในทางปฏิบัติศาลเอง ก็ต้องไปหาตัวข้อมูลที่เกี่ยวกับหลักวิชาการในด้านต่าง ๆ ไปทำวิจัยเพิ่ม ไปนำเข้ามาจาก องค์กรศาลอื่น จากต่างประเทศ ทั้งที่เป็นแม่แบบแล้วก็องค์กรที่เป็นศาลสูงสุด รวมถึง องค์การที่เป็นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญมาเปรียบเทียบ แล้วก็หาบรรทัดฐาน หาข้อสรุปเพื่อที่จะอย่างน้อยให้เห็นว่าบรรทัดฐานในระดับนานาชาติ ในระดับสากลนั้น ทั้งตัวกระบวนวิธีพิจารณาในตัวของคำวินิจฉัยนั้น ส่วนที่เป็นมาตรฐาน ทั่วไปนั้นอยู่ในระดับไหน อย่างไร เป็นอย่างไร แล้วก็ย่อยลงมาถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ประชาชนในเรื่องต่าง ๆ มีหลักสำคัญที่เป็นฐานในการคุ้มครองอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น กระบวนการในการที่จะนำมาซึ่งการยกระดับมาตรฐานที่เทียบเคียงกับสากลทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำในช่วงวันเวลาหนึ่งเวลาใดนะครับ มีการสะสม มีการต่อยอด แล้วก็มีการ พัฒนาการโดยขยายออกไป โดยเฉพาะการที่มีเป้าหมายที่จะจัดทำระบบฐานข้อมูลที่เป็น ศูนย์รวมของคำวินิจฉัยทั้งของไทยเองและของทั่วโลกมาไว้ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะขยายผล ไปสู่การศึกษา ซึ่งความพยายามและความตั้งใจเหล่านี้นะครับ ก็เป็นความมุ่งมั่นที่จะ ยกระดับไปสู่สากลทั้งสิ้น นอกจากนั้นในส่วนของบุคลากรก็เช่นกัน ที่ท่านพูดถึงว่ามีบุคลากร ที่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับตุลาการไปศึกษาต่างประเทศจะตอบสังคมอย่างไร ซึ่งตรงนี้ ก็ได้เคยตอบไปในหลายวาระโอกาสนะครับว่ากรณีนั้นเป็นกรณีที่มีการมอบหมายในส่วนที่ เป็นเลขานุการของตุลาการ ไม่ใช่ข้าราชการนะครับ เป็นเลขานุการของตุลาการให้ไปปฏิบัติ หน้าที่ไปศึกษาหาข้อมูลอะไรต่าง ๆ และมีการอนุญาตให้ไปศึกษาในต่างประเทศ แล้วก็ เป็นการใช้งบประมาณส่วนตัว ไม่ได้ใช้งบประมาณของราชการแต่อย่างใด แล้วก็การปฏิบัติหน้าที่หรือการเอาประโยชน์ จากการไปศึกษามาใช้นั้น เป็นพันธะที่เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างตัวท่านตุลาการ ท่านนั้นและบุคลากรที่เป็นเลขานุการของท่าน เป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบเฉพาะเจาะจง ไม่เกี่ยวข้องกับศาลทั้งศาล และไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน และไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ แผ่นดินแต่ประการใด แล้วก็เรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่ตรงที่ว่ากาลเวลาผ่านไปแล้วก็หายไปนะครับ มีกระบวนการสอบสวนหลายขั้นตอน จนถึงขั้นไปยุติที่ ป.ป.ช. แล้วก็ได้มีการตัดสินชี้ขาด ออกมาแล้ว แล้วก็มีการดำเนินการต่าง ๆ ตามคำสั่งของ ป.ป.ช. ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็กรณีแบบนั้นเป็นกรณีที่เห็นว่าแม้ในขณะนั้นเป็นมุมมองของตุลาการและเลขานุการ ของท่านว่าจะเป็นการทำประโยชน์ในรูปแบบที่ไปแสวงหาข้อมูลจากแหล่งความรู้ภายนอก ด้วยตัวเองก็ตาม แต่ว่ากรณีแบบนั้นเมื่อเคยมีข้อทักท้วงขึ้นมาก็จะไม่มีการนำมาปฏิบัติ อีกต่อไป แล้วก็เป็นข้อที่ใช้ในการย้ำเตือนกันกับอนุชนคนรุ่นหลังหรือตุลาการท่านอื่น ๆ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการทุจริตหรือมีการใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดินแต่ประการใด แล้วก็ต้องขอบคุณท่านที่แม้ท่านยังไม่กระจ่าง ท่านก็ไม่เก็บไว้ ท่านมาสอบถามแล้วผมก็ได้ มีโอกาสกราบเรียนท่านนะครับ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับในส่วนอื่น ๆ ด้วยครับ🔗
ในอีกประการก็คือท่านได้กรุณาพูดถึงตัวชี้วัดความเชื่อมั่น ตัวชี้วัด ความเชื่อมั่นตรงนี้ สิ่งที่เราทำเราจะเอาเกณฑ์ทั้งภายใน ภายนอก มาเป็นตัวกำหนดว่า กระบวนการพิจารณาของเรา เรามีการควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมายโดยเคร่งครัดอย่างไร ที่ไม่ทำให้เกิดการใช้ดุลพินิจหรือการใช้อำนาจของผู้ตัดสินคดีในรูปแบบที่ออกไปนอกกรอบ ของกฎหมาย อันนี้ก็เป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งว่ากระบวนการภายในเราต้องทำทุกอย่างนะครับ ให้เป็นหลักประกันว่าเราจะต้องทำให้เป็นไปตามกฎหมาย ปัจจัยภายนอกที่เราเอามาใช้ คือเรารับฟังข้อมูลข่าวสารทั้งที่เห็นด้วยไม่เห็นด้วย ทั้งที่เป็นกลาง ไม่เป็นกลาง ทั้งที่เป็น วิชาการ ไม่เป็นวิชาการ เอามาศึกษาแล้วก็เอามาประเมิน เอามาทดสอบความถูกต้อง แล้วก็ หาจุดที่เป็นประโยชน์ว่าในกฎหมายเขียนว่าอย่างนี้ เราทำอย่างนี้ แต่ความคาดหวัง ของสังคมคิดอย่างโน้น คิดอย่างนั้น ส่วนไหนที่ไม่ตรงกัน ส่วนไหนที่ตรงกัน ส่วนไหนที่ต้อง ดำรงรักษาไว้ ส่วนไหนที่ต้องเพิ่มกระบวนวิธีต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น ตรงนี้เรา จะเห็นนะครับว่าถัดจากรัฐธรรมนูญเรามีกฎหมายวิธีพิจารณา ถัดจากกฎหมายวิธีพิจารณา เรามีข้อกำหนดในการพิจารณา นอกจากนั้นก็มีประกาศ มีคำสั่งต่าง ๆ ออกมาเพื่ออะไรครับ เพื่อให้มีกระบวนการในการกำหนดมาตรฐานในกระบวนการพิจารณา ในทุกขั้นตอน ในทุกจุด ในทุกรูปแบบ ให้เป็นไปตามหลักประกันของความยุติธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งตรงนี้เราพบว่า ข้อโต้แย้ง ข้อสงสัยที่เป็นตัวท้าทายในเรื่องของความเชื่อมั่นหรือเป็นข้อสงสัยในความเชื่อมั่น เหล่านั้นส่วนใหญ่เกิดจากขาดความรู้ความเข้าใจ แล้วก็ไปขยายคำอธิบายไว้ในคำวินิจฉัย ในภายหลังว่าเราสำรวจตรวจพบแล้วเห็นว่าข้อโต้แย้ง ข้อไม่เห็นด้วยต่าง ๆ เหล่านั้น เกิดจากฐานของความขาดความรู้ความเข้าใจ เพราะอะไรครับ ในการพิจารณาคดีของศาลนั้น คู่ความนั่งอยู่ในห้องพิจารณา นั่งอยู่ในกระบวนการพิจารณา ศาลนำสรรพเอกสาร หลักฐาน ถ้อยคำต่าง ๆ มาตรวจ มาพิจารณา มาศึกษา มาเปรียบเทียบ มากลั่นกรอง มาวิเคราะห์ข้อกฎหมายทุกข้อ เหตุผลทุกเหตุผลที่เอามาใช้ในทางกฎหมาย เอามาใช้ในการใช้ดุลพินิจในข้อเท็จจริงต่าง ๆ หรือการปรับข้อกฎหมายกับข้อเท็จจริงเข้าด้วยกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกระบวนการ ที่เกิดจากการตกผลึกของกระบวนการที่มีหลักประกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกับ กระบวนการในทางอุตสาหกรรมหรือในทางวิทยาศาสตร์เขาเรียกได้ว่าย้อนกลับจาก ผลไปเหตุ จากเหตุไปผล จากหน้าไปหลัง ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ หรือปลายน้ำ กลางน้ำ ต้นน้ำ ตรวจสอบเทียบได้กันหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นความพยายามที่เราจะ สร้างหลักประกันต่าง ๆ ขึ้นมาทั้งภายใน ภายนอก ทั้งในทางกฎหมายและวิธีปฏิบัติ เพราะฉะนั้นตรงนี้สิ่งที่เราทำ นอกจากเรายึดกฎหมายแล้วเราเอาความคิดความเห็นมาศึกษา แล้วก็เราเห็นว่าจุดไหนที่ยังเป็นความคาดหวัง เป็นความต้องการของสังคมที่จะให้เพิ่มขึ้น เราก็เอามาใช้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เห็นว่าในความรู้สึกเรื่องยุติธรรม หรือไม่ ยุติธรรมนั้นถ้าตัดความรู้สึกจากการมีส่วนได้เสีย หรือเป็นฝักฝ่าย หรือเป็นความอคติ หรืออะไรต่าง ๆ ออกไปแล้ว เข้าไปนั่งในกระบวนการแบบเดียวกับที่ศาลทำท่านก็จะเห็นว่า กว่าจะได้มาซึ่งคำวินิจฉัยแต่ละคำวินิจฉัย คำสั่งแต่ละคำสั่งนั้นได้ผ่านกระบวนการ ที่กลั่นกรองมาอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วก็มีเครื่องวัดในเรื่องของหลักประกันในความ ยุติธรรมอยู่ในทุกขั้นตอน ซึ่งตรงนี้แม้จะไม่ได้มีการเอาเรื่องพวกนี้มาอ่านควบคู่ไปกับ การอ่านคำวินิจฉัยของศาล แต่ว่าในส่วนของกระบวนการได้มาซึ่งคำวินิจฉัยเหล่านั้น เป็นตัวกำหนดหลักประกันตรงนี้ เพียงแต่ว่าไม่ได้เอามาอธิบายควบคู่กันในการอ่าน คำวินิจฉัยของศาล ซึ่งตรงนี้ก็สามารถที่จะติดตามศึกษาจากการวางระบบต่าง ๆ ของเรา ที่มีการทำขึ้นมา พัฒนาการขึ้นมาอย่างรัดกุมโดยลำดับ แล้วก็ไม่ว่าเราได้ความรู้หรือข้อมูล มาจากประเทศใด หรือจากองค์กรใดที่เกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรมทางศาล หรือคดีรัฐธรรมนูญ เราเอามาศึกษา มาประกอบ แล้วมาพนาไว้ตลอดเวลา ในส่วนเหล่านี้ ก็จะเห็นว่าแม้ว่าความรู้สึกหรือความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทางการเมืองนั้นจะมี ทั้งสมหวังและไม่สมหวัง แต่เป็นคนละเรื่องกับความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม เป็นคนละเรื่องกัน โดยแท้เลย ผมขอกราบเรียนว่าเรื่องนี้แก้อย่างไรก็ไม่หาย เพราะอย่างที่ผมกราบเรียนว่า ศาลไม่อาจเอาเรื่องที่ผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญไปทำให้ถูก หรือไม่สามารถเอาเรื่องที่ผิด เอาเรื่องที่ผิดหรือขัดรัฐธรรมนูญไปทำให้ผิดหรือให้ถูกในทางตรงข้ามกัน แล้วที่บางท่าน ยกตัวอย่างว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหลือล้นอะไรต่าง ๆ นั้นจะเห็นว่าในความเป็นจริง จะเป็นที่รู้กันโดยสากลเลยว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลเฉพาะทาง ศาลที่มีขอบเขตจำกัด แล้วก็ศาลที่ไม่มีปัญหาเรื่องเขตอำนาจ หรือกระบวนวิธีต่าง ๆ ไปคาบเกี่ยวหรือเหลื่อมล้ำ ทับซ้อนกับศาลอื่น เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่กำหนดองค์กรศาลขึ้นมาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบันจะไม่มีการนำมาตราที่ว่าด้วยการชี้ขาดปัญหา อำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมาใช้กับศาลรัฐธรรมนูญ ก็เพราะรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องตีกรอบไว้เป็นการเฉพาะให้ศาลทำคดีเฉพาะทางเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ก็อย่างที่ กราบเรียนท่านว่าหลักประกันหลายเรื่องมันอยู่ในรัฐธรรมนูญ อยู่ในกฎหมายวิธีพิจารณา ส่วนหลักประกันในเรื่องของแนวทาง หรือกระบวนการในการปฏิบัติจัดทำนั้นก็ต้องยึดโยงกับ กฎหมายทั้งหมด ไม่สามารถออกไปในกรอบที่จะไปบิดเบือนหรือไปทำให้ผิดไปจากเกณฑ์ ของกฎหมายได้แต่ประการใด🔗
ในอีกเรื่องหนึ่งท่านพูดถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบันว่าใช้มาจนถึงปีที่ ๓ ทำไม ศาลไม่ไปทำการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่สังคมมีความเรียกร้องต้องการที่จะมีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญจากกลุ่มการเมืองหรือว่าองค์กรต่าง ๆ นั้น กราบเรียนอย่างนี้ว่าองค์กรศาลนั้น เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ศาลไม่สามารถเขียน กฎหมายหรือเปลี่ยนกฎหมายได้เองนะครับ เพราะฉะนั้นการใดที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ ศาลจะไปทำเองก็จะไม่เหมาะ ทั้งในเรื่องของการทำนอกอำนาจหรือทำผิดกฎหมาย ซึ่งตรงนั้นศาลก็มีความระมัดระวัง เพราะว่ากฎหมายที่ใช้กำหนดอำนาจหน้าที่ และวิธีพิจารณาของศาลนั้นเป็นกฎหมายที่มาจากกระบวนการนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้น ศาลก็ตั้งรับอยู่ในที่ตั้งขององค์กรฝ่ายตุลาการที่จะพิพากษาคดีตามกฎหมาย วินิจฉัยคดี ตามกฎหมายเท่านั้นนะครับ แต่ไม่ก้าวล่วงไปถึง ซึ่งตรงนี้บางท่านก็เคยตั้งข้อแย้งไว้ว่า ศาลไปก้าวล่วงในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร ในเรื่องของการระงับยับยั้งโครงการ หรือระงับยับยั้งร่างกฎหมาย ซึ่งตรงนั้นผมก็ได้ยกตัวอย่างกราบเรียนไปแล้วว่าตัวมันเอง ในเรื่องใด ๆ ก็ตามมันอยู่ในคดีที่อยู่ในองค์ประกอบของกฎหมาย ศาลถึงจะรับมาพิจารณา ส่วนประเด็นที่มีการยกขึ้นมาโต้แย้งว่าศาลไปก้าวล่วงต่าง ๆ นั้น ตรงนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ ในกระบวนการพิจารณา อย่างที่ยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้นเช่นเดียวกันนะครับ การที่ศาลจะก้าวล่วงไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเองหรือไปเสนอแนะใด ๆ นั้น ไม่อยู่ในวิสัยที่ศาล จะทำได้ เว้นแต่รัฐธรรมนูญจะกำหนดไว้นะครับว่าเมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญไปในเวลาไหน ต้องมีการเสนอแนะแก้ไขอย่างไรตรงนั้น ถ้ามีศาลก็จะทำ แต่ถ้าไม่มีศาลก็ไม่ทำ ก็ขึ้นอยู่กับ ตัวปัจจัยของตัวกฎหมายเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ แต่สิ่งที่เป็นในปัจจุบัน คือกฎหมายหลักเกณฑ์วิธีการในการร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ที่บังคับใช้อยู่ในขณะนี้เป็นกฎหมายปฏิรูป ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของทางธุรการที่จะต้องไป ดำเนินการตามกฎหมายเหล่านั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับการใช้อำนาจของตุลาการหรือของศาล โดยตรง อันนั้นเป็นสิ่งทำตามบังคับของกฎหมายนะครับ🔗
ในอีกประการหนึ่ง ท่านได้พูดถึงว่างบมีการเพิ่มมากขึ้น อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ตรงกับที่ท่านผู้ทรงเกียรติก่อนหน้านี้ได้อภิปรายไปแล้ว และได้ให้ข้อมูลไปแล้วนะครับ🔗
เรื่องบุคลากรนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญมีบุคลากรหลักร้อยนะครับ แต่เป็น ๑ ใน ๓ ของอำนาจอธิปไตย เป็นอำนาจทางตุลาการ แล้วก็ทำคดีรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ องค์กรที่ตั้งขึ้นใหม่และองค์กรที่มีบุคลากรอย่างจำกัด ขณะที่รัฐธรรมนูญได้ มอบหมายภาระหน้าที่เพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามปัจจัยที่กำหนดโดย กฎหมาย ศาลไม่ได้คิดขึ้นมาหรือว่าขยายขนาด ขยายอำนาจ หรือขยายบุคลากรเกิน ความจำเป็นแต่ประการใด และที่สำคัญที่กราบเรียนท่านว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ให้ความสำคัญครับ การรักษาสิทธิ คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนในหลายมาตรา เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเพิ่มกระบวนงาน เพิ่มเนื้องาน แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่าเพิ่มการอำนวย ความสะดวกทั้งในการเข้าถึงการเข้ามาในศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ก่อนยื่นคำร้อง ระหว่าง ยื่นคำร้อง ระหว่างกระบวนการพิจารณาไปจนถึงการสิ้นสุดของคดี ทุกอย่างเหล่านี้เป็นส่วน ที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวคูณนะครับ แต่ว่าการเพิ่มของบุคลากรนั้นเป็นแค่ตัวบวกนะครับ จริง ๆ แล้ว สัดส่วนตรงนี้แทบจะไม่ได้ดุลกัน มีที่ไหนละครับองค์กรที่ทำงานในการควบคุมความชอบด้วย รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีบุคลากรหลักร้อย ใช้งบประมาณหลัก ๒๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะให้ความชื่นชมกับความพยายามที่จะดำเนินการ ตามหลักเกณฑ์พื้นฐานของงบประมาณ ก็คือว่าประหยัด คุ้มค่า แล้วก็ประโยชน์เป็นหลัก ผมคิดว่าในหลาย ๆ ประเด็นที่ท่านได้กรุณายกมาอภิปรายทั้งตั้งคำถามและข้อเสนอแนะ ผมคิดว่าทั้งที่ผมตอบไปโดยสรุปหรือว่าขยายความในบางส่วน ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต กับศาลเอง ต่อประเทศชาติบ้านเมือง แล้วก็ต่อประชาชน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในฐานะท่านเป็นผู้แทนประชาชนเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้กรุณา ให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับรายงานของศาล ตรงนี้ถือว่าเป็นพระคุณแล้วก็ เป็นเกียรติของสำนักงาน แล้วก็เนื่องจากเวลาและทรัพยากรที่จำกัดในชั้นนี้ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านโดยสังเขปเท่านี้นะครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ได้ให้เวลาของศาล รัฐธรรมนูญอธิบายครบถ้วนแล้วนะครับ มีสมาชิก ๒ ท่าน ขอสอบถาม ผมอนุญาต ท่านแรก คุณเทพไท เสนพงศ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีคำตอบของท่านเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ต่อประเด็นเรื่องหลักสูตรพิเศษ ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจริง ๆ ผมก็อยากจะอภิปรายเรื่องนี้ แต่เห็นว่าเพื่อนสมาชิกได้ อภิปรายเรื่องนี้แล้วก็ไม่อภิปราย แต่ว่าเมื่อฟังคำตอบจากท่านเลขาธิการแล้วก็มีข้อสงสัย แล้วก็เพิ่มเติม กลัวจะไม่ตรงประเด็นครับ คือท่านเลขาธิการได้ตอบว่าเรื่องหลักสูตรพิเศษ ของศาลรัฐธรรมนูญ ได้เชิญวิทยากรที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิแล้วก็เป็นผู้ที่มีความสามารถ รวมไป ถึงหลักสูตรว่าได้ทำหลักสูตรกันเป็นอย่างดี อันนี้ก็ยอมรับครับว่าหลักสูตรทุกหลักสูตรของ องค์กรเกี่ยวกับการจัดหลักสูตรพิเศษส่วนใหญ่ก็จะดีทั้งหมดครับท่านประธาน เพียงแต่ว่า ที่ผมจะอภิปรายเรื่องนี้ก็คือว่าผมไม่เห็นด้วยกับการที่องค์กรที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม มาจัดหลักสูตรพิเศษ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นองค์กรหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ผมไม่ได้ติดใจเรื่องเนื้อหาเรื่องคุณภาพของวิทยากรนะครับ คือผมไม่เห็นด้วยในหลักการนี้ เพราะผมมีความรู้สึกว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเมื่อมาจัดทำหลักสูตรพิเศษ แล้วก็เปิดโอกาสให้คนหลากหลายอาชีพหลากหลายประเภทเข้ามาอยู่ในโครงการฝึกอบรมนี่ มันจะเป็นกระบวนการสร้างคอนเนกชัน (Connection) กัน แล้วก็จะเป็นการช่วยเหลือกัน ซึ่งเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าสังคมเรามันเป็นสังคมอุปถัมภ์ ผมเองมีโอกาสได้เข้า หลักสูตรพิเศษได้หลายหลักสูตรเหมือนกับท่านเลขาธิการ ผมเห็นเนกไท (Necktie) ท่าน เหมือนกับท่านเรียน วปอ. เหมือนกับผม ท่านประธานเองได้เคยเข้าอบรมในหลายหลักสูตร แต่ว่าหลักสูตรขององค์กรที่ไม่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ผมว่ามีประโยชน์มาก ใครอยากจะเรียนเรื่องความมั่นคงก็ไปที่ วปอ. ใครอยากจะเรียนหลักสูตรเกี่ยวกับการเมือง ก็มาที่ ปปร. สถาบันพระปกเกล้า เรื่องธุรกิจก็ไป ปตท. เรื่องพลังงานก็ไป วพน. อันนี้ผม สนับสนุน แล้วอยากจะให้ทุกคนเข้าไปเรียนเพื่อจะได้เสริมความรู้ แต่ว่าพอมาเรียนหลักสูตร เช่น หลักสูตรของศาลรัฐธรรมนูญ นธป. หลักสูตรของศาลยุติธรรม บ.ย.ส. หลักสูตรของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง พตส. อย่างนี้คือเหมือนกับว่าไปอยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวกับการอำนวย ความยุติธรรม แล้วเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าคนที่เรียนหลักสูตรผมก็เห็นอยู่ในหมู่คนที่สัก ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คน ประมาณนี้ รุ่นนั้นดึงรุ่นนี้เข้าไปในหลักสูตรนั้นหลักสูตรนี้เข้าไปก็แวดวง ที่ไม่ได้ขยายตัว ซึ่งผมคิดว่ามันก็ไม่เป็นผลดีต่อการทำงานในกระบวนการยุติธรรม ผมเลย ฝากท่านประธานผ่านไปยังสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะว่าที่ผมอภิปรายเรื่องนี้ จุดยืนเรื่องนี้ที่ผ่านมาศาลปกครองท่านเลิกแล้ว ท่านมาชี้แจงแล้วว่าหลักสูตรแบบนี้เมื่อได้ฟัง เหตุผลจากพวกผมเสนอท่านก็เห็นด้วยแล้วท่านก็ยกเลิกไป เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะ อภิปรายฝากไปถึงองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมว่าไม่ควรที่จะจัด หลักสูตรแบบนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านคารม เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จังหวัดร้อยเอ็ด ขออนุญาตสอบถามท่านประธานเพิ่มเติม เนื่องจากว่าหลังจากที่ได้ฟัง คำอภิปรายตอบชี้แจงของท่านเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว หลายคำตอบก็ไม่ได้คิดมากท่านก็เสียดสีหน่อย ๆ แต่ไม่เป็นไรนะครับ ในฐานะที่เราอยู่ใน องค์กรที่ต้องประคับประคองบ้านเมือง แต่ผมมีสิ่งที่จะสอบถามท่าน เนื่องจากผมฟัง ดูละเอียดแต่ท่านไม่ได้ตอบ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าในหน้า ๓๑ สำนักงานศาล รัฐธรรมนูญ ใน (ง) วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามที่ ได้รับมอบหมาย ขออนุญาตท่านอ่านนะครับ ประเด็นที่ผมสอบถาม ผมอยากทราบครับ อยากเรียนไปยังสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่าตามมาตรา ๒๑๑ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมพูดผิด ไปเป็นมาตรา ๒๑๓ มาตรา ๒๑๑ วรรคสาม ด้วยที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพัน ทุกองค์กร เพราะฉะนั้นผูกพันไม่ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะบวกหรือลบในความรู้สึก ของคน ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าน่าที่จะมีการวิเคราะห์ผลกระทบ ขออนุญาตว่าไปดู ต่างประเทศเป็นอย่างไรถ้าวินิจฉัยอย่างนี้ ยุบพรรคหนึ่ง ไม่ยุบพรรคหนึ่ง วินิจฉัยว่าการ กระทำนี้ไม่ใช่การล้มล้างสำหรับคนบางคนไปร้อง แต่บางคนไปร้องเป็นการล้มล้าง อันนี้ที่ผม ต้องการทราบ เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์ผลกระทบเป็นการตรวจสอบท่าน เราไม่รู้หรอกว่า เราดีหรือไม่ดี เราต้องกล้าออดิต (Audit) ตัวเอง ขออนุญาตว่าต้องตรวจสอบตัวเอง อันนี้ ที่ผมต้องการ แล้วผมอยากให้เอาคำวิเคราะห์ของศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่ไปยังประชาชน ที่ผมบอกว่าผมถึงไม่เสียดายงบประมาณ ที่ผมเห็นต่างจากคนในพรรคของผมด้วยซ้ำไปว่า งบประมาณน้อย ผมมีเหตุมีผลครับ เพราะฉะนั้นที่ผมต้องการถามท่านไม่ตอบ เพราะฉะนั้น ก็สอบถามเพิ่มเติมในเวลาสั้น ๆ ไม่อยากใช้เวลาเพิ่มเติม แล้วขอนิดเดียวครับ เผอิญเตรียมมา ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วลืมครับ หน้า ๕๕ ข้อ ๕ เรื่องคดีหุ้นสื่อเอาตรง ๆ เป็นการวินิจฉัยสถานะ ของความเป็น ส.ส. ผมก็โดนด้วย ผมตั้งสำนักงานกฎหมาย ผมก็โดน ส.ส. ด้วยกันร้อง ยอมรับในการตรวจสอบ แต่ก็ต้องฝากไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าความเป็นธรรมมันต้องมี ต้องเรียนตรงนี้เลย ไม่อย่างนั้นประเทศก็เละเทะไปหมด ศรีธนญชัยมันก็ต้องหมดยุค เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่าอันนี้ก็อยากจะให้ความเป็นธรรมกับเขา ถามว่า ผมกังวลไหม ผมไม่กังวลเลยครับ ตระกูลนี้ทำนาทั้งนั้นครับ ไม่เคยทำสื่อเลยครับ อ่านเป็น แต่นิตยสาร เปิดสำนักงานกฎหมายก็ไม่มีข้อความในเรื่องสื่อด้วยซ้ำไป แต่ก็ถูกร้องพ่วงเข้าไป ก็กราบเรียนสุดท้ายจริง ๆ ว่าฝากสิ่งเหล่านี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัยของท่าน มันผูกพันครับ ตัดสินใครมันไปหมดเลยนะครับ อันนี้จึงเป็นสิ่งที่ผมอยากกราบเรียน เป็นข้อสอบถามที่ท่านประธานกรุณาอนุญาต กราบขอบพระคุณครับ🔗
มีอีก ๒ ท่านขอถาม นะครับ ไปพร้อมกันเลย ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญนะครับ หลังจากนั้นก็เป็นท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ขอเชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตเรียนถามเพิ่มเติมจากท่านผู้ชี้แจงจากศาล รัฐธรรมนูญในกรณีที่ผมได้ถามท่านในเรื่องของงบประมาณค่าใช้สอย ๔๔ ล้านบาท ซึ่งงบ โดยรวมของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีทั้งหมดประมาณ ๒๐๕ ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณ ทางด้านค่าตอบแทนตุลาการ ๕๐ ล้านบาท ค่าตอบแทนข้าราชการลูกจ้าง ๑๐๙ ล้านบาท ค่าตอบแทนเฉย ๆ ไม่ทราบว่าอะไรในการดำเนินงาน ๙,๓๐๐,๐๐๐ บาท และค่าใช้สอย ทั้งหมด ๔๔ ล้านบาท งบประมาณเกือบทั้งสิ้นของศาลรัฐธรรมนูญเป็นงบเหล่านี้ลอย ๆ ไม่มีการระบุในรายงานว่า ๔๔ ล้านบาท นั้นคืออะไร ท่านบอกว่างบนี้เป็นงบที่น้อย ได้ชี้แจง ว่าเป็นงบน้อยสำหรับองค์กรตุลาการซึ่งควรจะมีมากกว่านี้ แต่ในการจัดทำงบประมาณ มันต้องพิจารณาอยู่หลายข้อ เช่นจำเป็นหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ ได้สัดส่วนของการที่จะใช้ วัตถุประสงค์กับวิธีการนั้นเหมาะสมที่จะใช้แล้วคุ้มค่าหรือไม่ มันไม่ใช่อยู่ที่ว่ามากหรือน้อย แต่โดยที่ท่านทำรายงานลงมาในรายงานฉบับนี้มันไม่มีเหตุผล ไม่มีข้อเท็จจริงอะไรอธิบายเลย เท่ากับว่าเงิน ๔๔ ล้านบาทนั้นหายไปไหน ไปทำอะไร ค่าใช้สอยคือค่าใช้สอยอะไรล่ะครับ ค่าตอบแทนคือค่าตอบแทนอะไรล่ะครับ อันนี้รวมถึงประมาณ ๕๐ กว่าล้านบาทเหมือนกัน ตรงนี้อยากให้ท่านได้ตอบ🔗
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะให้ท่านได้ตอบก็คือในเรื่องของหน้า ๙๒ ที่ผมได้เรียนถามไปก็คือข้อ ๔๒ โครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการคดี คดีท่านตอบมาว่า มีคดี ๑๕ คดีนั้นพิจารณาเสร็จ แต่มีอีก ๖๐ กว่าคดี วินิจฉัยว่าไม่รับคำร้อง ก็มีประมาณแค่ ไม่ถึง ๑๐๐ คดี ทำไมต้องมีระบบการบริหารจัดการคดี เป็นคอมพิวเตอร์หรือเปล่าครับ ที่ต้องทำอย่างนั้น เพราะไม่ถึง ๑๐๐ คดีจะทำได้อย่างไร แค่สั่งบอกว่าไม่รับคดีนี่คือส่วนหนึ่ง นั่นคือในเชิงปริมาณ อีกส่วนหนึ่งคือในเชิงคุณภาพ เหตุใดคดีที่เหมือน ๆ กัน คดีหุ้นสื่อ คดีอะไรก็แล้วแต่ซึ่งเป็นของรัฐบาลทำไมถึงถูกดองอยู่นานเกินควรไม่เอามาพิจารณา ระบบ มีมาตรฐานกี่มาตรฐานกันแน่ ในส่วนของคดีถ้าเป็นของฝ่ายรัฐบาลจะต้องเอาไว้ให้นานที่สุด ใช่หรือไม่ คดีฝ่ายค้านบางคดีขึ้นมาปุ๊บรีบเร่งภายในไม่กี่วัน ๑๐ กว่าวันเสร็จ หรือประมาณ ภายในเดือน ๒ เดือนเสร็จ อันนี้หมายความว่าอะไร มาตรฐานในการบริหารจัดการคดีของ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ แล้วก็มันเชิงของมีคุณภาพจริง ๆ ใช่ไหม และเป็น การสะท้อนถึงความยุติธรรมที่มีข้อสงสัยว่าตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีเชื่อมโยงมาจาก การแต่งตั้งของ คสช. นั้นจะมีความบิดผันหรือไม่ นี่เป็นข้อสงสัยที่ประชาชนต้องการทราบ จึงขอให้ท่านได้ตอบประเด็นเหล่านี้ด้วยครับ🔗
ท่านสุพิศาลเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมยังติดใจในประเด็นของหนี้ โดยเฉพาะหนี้ที่ท่านตอบมาพอจะเข้าใจได้ เมื่อสักครู่เวลา ๗ นาทีน้อยไปหน่อย ท่านดูหน้า ๙๔ ของเอกสารงบดุล แต่ในนั้นคือ หน้า ๑๖๕ ในหน้า ๑๖๕ ในหมายเหตุ ๑๙ อื่น ๆ ผู้ตรวจสอบงบไม่ได้มาร์ก (Mark) ไว้ ตรงไหน แต่เขียนไว้เฉย ๆ ทิ้งไว้เฉย ๆ ทิ้งไว้เหมือนเป็นตำหนิทิ้งไว้ ในสาระของมันก็คือ ผมขออ่านนิดหนึ่ง มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ให้กระทรวงการคลัง จัดตั้งบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ อันนี้คำถามหนึ่ง ขณะนี้ เป็นรัฐวิสาหกิจจริงหรือเปล่า กระทรวงการคลังถือหุ้นเท่าไร ๕๑ หรือ ๔๙ แน่ แล้วในวรรค ต่อไปก็พูดง่าย ๆ ว่าให้กรมธนารักษ์จัดตั้งงบประมาณเพื่อชำระค่าเช่าเป็นเรื่องของบริษัทนี้ เป็นคนก่อสร้างศูนย์ราชการ แต่ปรากฏว่าตอนท้ายของบันทึกนี้เขียนว่าปัจจุบันสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงในการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อาคารโครงการ ศูนย์ราชการแผ่นดินระหว่างกันกับกรมธนารักษ์และบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ตรงนี้เป็นคำถามว่าเหตุใดถึงไม่เซ็นชื่อ เพราะว่ามันจะต้องมีเข้าชื่อ ไม่ลงนามในเอกสาร มันมีอะไรอยู่ในกอไผ่หรือเปล่า แล้วก็มันมีเงื่อนไขที่ผิดกฎหมายในนั้นใช่ไหมถึงไม่ลงนาม เพราะมันจะกลายเป็นหนี้ค่าเช่า ท่านประธานครับ ตรงนี้คือสาเหตุ ประชาชนจะได้ทราบ ทั่วกันว่าทำไมสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่เซ็นชื่อ หรือเซ็นไปแล้วผมไม่ทราบ แต่ในหมาย เหตุนี้ยืนยันว่าเป็นหมายเหตุที่ ๑๙ แต่ไม่มีสาระของหมายเหตุนี้ในประเด็นของงบดุล แต่เขียนไว้ตอนท้ายติ่งไว้ ช่วยตอบด้วยครับ🔗
ขออีกท่านนะครับ ท่านเลขาธิการอย่าเพิ่งตอบ ขอมาใหม่อีกท่าน คุณขจิตร ชัยนิคม เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตแสดงความเห็น เพื่อฝากไว้ ท่านจะตอบหรือไม่ตอบก็ได้ ประเด็นรายงานของท่านในคำวินิจฉัยในหน้า ๖๔ เรื่อง คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการดำรงอยู่ของพรรค ไทยรักษาชาติ มีคำวินิจฉัยให้ยุบ ผมเห็นว่าคำอธิบายของท่าน ศาลรัฐธรรมนูญหรือ ข้อเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนอยู่แล้ว แต่ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมอักษรที่ชัดเจน ท่านไปเอาคำวินิจฉัยโดยอ้างอย่างอื่น ซึ่งการกำหนดในรัฐธรรมนูญเมื่อชัดเจนแล้วก็ต้อง ปฏิบัติตามนั้น ท่านอาจจะได้รับอิทธิพลจากสังคมอื่น ๆ แต่ผมยืนยันไว้ว่าท่านไม่ได้ใช้ หลักการกำหนดไว้ในตัวอักษรของรัฐธรรมนูญในการตัดสิน อีกคำวินิจฉัยหนึ่งซึ่งผมขอ แสดงความเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับท่านแล้วก็เป็นการวินิจฉัยที่สร้างปัญหามาก ก็คือคำวินิจฉัย คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีซึ่งท่านอ้าง ท่านได้ทำลายบรรทัดฐานความเชื่อเดิมที่ว่า ข้าราชการเป็นคำวินิจฉัยในหน้า ๗๒ เป็นการวินิจฉัยคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ซึ่งความเข้าใจตามลายลักษณ์อักษรก็คือว่านายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแน่นอน เพราะรับเงินจากงบประมาณของรัฐแล้วทำหน้าที่นี้ แต่ท่านไปวินิจฉัยว่าไม่เป็นเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ซึ่งมันทำให้คนทั่วไปคิดว่าท่านวินิจฉัยโดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอย่างอื่น ซึ่งผม ไม่ขอคำอธิบาย แต่ผมแสดงความเห็นไว้ว่าคำวินิจฉัยของท่านไม่ได้อยู่บนพื้นฐาน ความถูกต้องในการกำหนดมาเดิมและท่านใช้วิจารณญาณของท่าน โดยผมเห็นว่าทำให้ คำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจากความเชื่อเดิมเปลี่ยนแปลงไปตามมาตรฐานของท่าน ขอบคุณครับ🔗
ท่านเลขาธิการครับ อะไรที่อยู่นอกเหนือภารกิจของท่านจะชี้แจงก็ไม่ว่าอะไร เพราะว่าสมาชิกท่านหลังที่ถามนั้น ก็เป็นเรื่องคำวินิจฉัย ไม่ใช่เรื่องรายงานของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าท่านมีอะไรที่อยากจะ ชี้แจงก็เพื่อประโยชน์ของศาลรัฐธรรมนูญเองก็อนุญาตครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ มีท่านผู้อภิปรายเพิ่มเติมหลายท่านเหมือนกัน ผมขออนุญาต ใช้เวลาให้ประหยัดที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุด ในส่วนของท่านเทพไท เสนพงศ์ ท่านได้มีหลักคิด แล้วก็ข้อเสนอแนะในเชิงของสิ่งที่ควรหรือไม่ควร ซึ่งตรงนี้เป็นความคาดหวังในเรื่องของ การปฏิบัติหน้าที่หรือการปฏิบัติตัวขององค์กรในสาขาด้านงานยุติธรรม ซึ่งท่านมีข้อพิจารณา โดยความเห็นจากความดุลพินิจของท่านว่าองค์กรด้านยุติธรรมไม่ควรมีหลักสูตรอบรม ซึ่งควรมีแต่เฉพาะองค์กรที่ทำหน้าที่ในด้านอื่น ซึ่งในส่วนนี้ผมคิดว่าในเรื่องของความสำคัญ ขององค์กรด้านยุติธรรมก็คงจะไม่ต่างจากองค์กรอื่นในเรื่องของความสำคัญ แต่มุมมองของ ท่านมองเรื่องความเหมาะความควรว่ามันจะเป็นเหตุให้เกิดการเข้าไปมีส่วนในการสร้าง ผลกระทบในทางยุติธรรมหรือไม่ ตรงนี้ในทางปฏิบัติจะมีการพิจารณากันมาก่อนที่จะเปิด หลักสูตร แล้วก็มีการกำหนดในเรื่องของวิธีปฏิบัติต่าง ๆ ไว้ให้แบ่งแยกกันออกไปว่ากรณีของ การอบรมการศึกษาเหล่านั้นเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แล้วก็เป็นเรื่องของการสร้าง ความเข้าใจในเรื่องของหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วก็หลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ใน ๓ เรื่องนี้ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับรากฐานของสังคมการเมืองของประชาชน ซึ่งคิดว่าลำพังการทำหน้าที่ ในองค์กรยุติธรรมซึ่งเป็นองค์กรแนวตั้งรับ เป็นองค์กรที่รอให้คดีเข้ามาสู่ศาล ฉะนั้นคิดว่าทางใดที่สามารถทำงานเชิงรุกได้โดยที่ไม่ไปขัด กับหลักความยุติธรรม ก็เป็นปกติที่ทางหน่วยงานทางราชการที่รองรับกับการทำภารกิจทาง ศาลต้องหาแนวทาง หาวิธี หาเครื่องมือต่าง ๆ มาประกอบ อย่างที่ผมกราบเรียนว่าบุคลากร ที่มาอบรมนั้นเป็นบุคคลระดับนโยบาย🔗
ท่านเลขาธิการครับ อาจจะต้องขอร้องให้บางเรื่องต้องสรุปนะครับ🔗
ครับ สรุปว่าเป็นข้อเสนอแนะในเชิงความเหมาะความควร แต่ว่าในทางปฏิบัติผมก็ขอรับไปหา วิธีการให้ท่านได้ไม่ต้องกังวลในจุดที่ต่อไปนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณนะครับที่ท่านเอง ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอด แล้วก็เป็นสิ่งที่ทางศาลเองก็ให้ความเคารพในความ คิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านครับ🔗
ในส่วนของท่านคารม ท่านได้พูดถึงเรื่องของการทำการวิเคราะห์คำวินิจฉัย ตรงนั้นเป็นส่วนที่อยู่ในภารกิจของงานวิชาการของสำนักงาน ที่จะต้องมีการเอาคำวินิจฉัยต่าง ๆ มาวิเคราะห์ ซึ่งมีทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอง แล้วก็ศาลอื่น หรือศาลต่างประเทศด้วย มาวิเคราะห์ มาศึกษาเปรียบเทียบ ซึ่งการวิเคราะห์ตรงนี้แม้จะใช้คำว่าผลกระทบแต่ไม่ได้ หมายความว่าผลกระทบนั้นเป็นเรื่องที่จะมีผลต่อความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม ผลกระทบ เหล่านั้นเป็นการวิเคราะห์ในเรื่องของการที่คำวินิจฉัยต่าง ๆ ที่มีคดีต่าง ๆ เข้ามาสู่ศาลและ มีคำวินิจฉัยออกไปนั้น จะมีการจำแนกประเภทของคดีอย่างไร แล้วก็คดีแต่ละประเภทที่เป็น คดีประเภทข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ที่จัดหมวดหมู่เข้าไปอยู่ในประเภทเดียวกันต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะมีการวิเคราะห์ในส่วนของศาลเองแล้วก็เปรียบเทียบกับศาลอื่น รวมถึง ของต่างประเทศด้วย เพราะฉะนั้นในการวิเคราะห์ตรงนี้เป็นการวิเคราะห์เพื่อไปใช้ประโยชน์ ในการพัฒนา ในการยกระดับมาตรฐาน และหลักประกันในเรื่องของความยุติธรรม ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่จะว่าไปแล้วก็เป็นภารกิจทางวิชาการโดยแท้ จะไม่เป็นเรื่องที่เอาไปใช้ในการ สื่อสาร เพราะว่าการสื่อสารของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้นเราสื่อสารในรูปแบบของการ นำคำวินิจฉัยทั้งส่วนกลาง และคำวินิจฉัยส่วนตนไปเผยแพร่ ซึ่งตรงนั้นถือว่าคำวินิจฉัยก็คือ ทำวินิจฉัย ความเห็นหรือข้อวิเคราะห์ต่าง ๆ ไม่อาจไปทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่นไปได้ อันนี้เป็นหลักการที่เราทำวิเคราะห์ เป็นเรื่องของทางวิชาการ ไม่ได้เป็นเรื่อง ของการที่จะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคำวินิจฉัยใด ๆ แต่ประการใด🔗
อีกประการหนึ่งนะครับ เดี๋ยวผมขออนุญาตไปที่ท่านธีรัจชัย ท่านได้กรุณา ยกประเด็นเรื่องเปรียบเทียบคดีของรัฐบาล คดีของฝ่ายค้าน คดีที่เกี่ยวข้องกับหุ้นสื่อ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ขอกราบเรียนว่าคดีของหุ้นสื่อนั้นเป็นคดีที่มีข้อเท็จจริงที่ซับซ้อน แล้วก็มี ผู้ถูกร้องจำนวนมากนะครับ หลักเกือบร้อย เพราะฉะนั้นตรงนี้กระบวนการในการตรวจสอบ ข้อเท็จจริง การขอข้อเท็จจริงเพิ่มเติม การแสวงหาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ว่าเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขของกระบวนการ ที่ต้องใช้เวลาเช่นเดียวกันนะครับ บางคดีก็อย่างเช่น คดีเรื่องกฎหมายงบประมาณ คดีเรื่อง พระราชกำหนด สัญญาระหว่างประเทศ อะไรต่าง ๆ จะเกี่ยวกับรัฐบาลก็จริงแต่ว่า มีกรอบเวลาที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะเจาะจงว่าต้องให้แล้วเสร็จในเวลานั้นเวลานี้ เพราะฉะนั้นคดีเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากเงื่อนเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้🔗
ส่วนที่ ๒ ขึ้นอยู่กับรูปคดีที่จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจำนวนมาก แล้วก็จำนวนของผู้ถูกร้องมีจำนวนมากด้วย อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง ในเรื่องของการพัฒนา ระบบบริหารจัดการคดี ตรงนี้เป็นการพัฒนาระบบศาลรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นไป ตามมาตรฐานหรือแนวปฏิบัติตามเทคนิคทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ต้องมีองค์ประกอบของ ระบบบริหารจัดการคดี ตั้งแต่รับคำร้องไปจนถึงการสิ้นสุดของคดี มีระบบการจัดทำระบบ สำนวนทางอิเล็กทรอนิกส์ การจัดทำระบบการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็มีการ จัดทำระบบเทคโนโลยีดิจิทัล (Technology Digital) ในเรื่องของห้องพิจารณาคดีทาง อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบของกระบวนการปฏิบัติจัดทำให้ระบบ ศาลอิเล็กทรอนิกส์นั้นสามารถปฏิบัติการได้ตามหลักการและเทคนิคทางเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นเรื่องของการซ้ำซ้อนหรือเป็นเรื่องของการใช้งบประมาณ ที่ไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด🔗
อีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านสุพิศาลได้ยกคำถามเรื่องหนี้ และกรณีของท่านธีรัจชัย ก็พูดถึงเรื่องค่าใช้สอยต่าง ๆ นั้นผมเข้าใจว่าทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีได้ชี้แจงรายละเอียดไปแล้ว สำหรับประเด็นที่ท่านหยิบยกเรื่องการไม่ตกลงทำสัญญารับมอบอาคารของบริษัท ธนารักษ์ พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด อันนี้เป็นเรื่องที่หลายองค์กรต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของราชการ ในการที่จะรับหรือไม่รับ ขณะที่ ธพส. นั้นที่เป็นองค์ที่บริหารจัดการแบบเอกชน ฉะนั้นตราบใด ที่เงื่อนไขในการที่จะทำความตกลงกันไม่สอดรับกับเงื่อนไขของกฎหมายสำหรับองค์กร ราชการที่จะรับรองหรือทำความตกลงกัน ราชการไม่สามารถทำได้จนกว่าทางอีกฝ่ายหนึ่ง สามารถที่จะปรับเงื่อนไขให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของระเบียบทางราชการ อันนี้ก็เป็นเรื่องของ ฝ่ายที่จะมาทำสัญญาหรือทำความตกลง ยังไม่สามารถปรับเงื่อนไขให้เป็นไปตามกฎหมายได้ แม้เราจะอยากทำก็ไม่สามารถทำได้🔗
ส่วนเรื่องของท่านขจิตรได้ยกตัวอย่างเรื่องคดีต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามกระแส สังคมบ้าง เป็นไปตามอิทธิพลของสังคมบ้าง ก็คงเป็นคำตอบเดียวอย่างที่ได้กราบเรียนไว้ ก่อนหน้านี้แล้ว เรื่องบางเรื่องที่อาจจะเกิดจากความรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ที่ได้รับ ผลคดีนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นเรื่องเดียวกับความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม หรือสิ่งที่ ศาลจะทำในสิ่งที่ขัดกับกฎหมายแต่ประการใด ต้องกราบขอบพระคุณท่านผู้ทรงเกียรติ ที่กรุณาให้ความสนใจซักถามลงลึกในรายละเอียดในแง่มุมหลายแง่มุม ซึ่งจะนำไปพิจารณา ใช้ประโยชน์กับองค์กร กับประเทศชาติและประชาชนให้มากที่สุด ขออนุญาต กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไว้เป็นอย่างสูงนะครับ ขออนุญาตจบ การนำเสนอหรือชี้แจงเรื่องรายงานประจำปี ๒๕๖๒ ของศาลรัฐธรรมนูญไว้ในชั้นนี้ เพียงเท่านี้ ขอกราบขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งครับ🔗
ต้องขอบคุณ ท่านเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญและเจ้าหน้าที่นะครับ ขอเพื่อนสมาชิกที่ได้เคารพ เรื่องเวลาจึงได้มีโอกาสอภิปรายทั่วถึงทุกคน วาระนี้เป็นวาระเพื่อทราบนะครับ เราได้ใช้เวลา พอสมควร ถือว่าที่ประชุมได้รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๒ ของศาลรัฐธรรมนูญครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม🔗
- รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่สอง)🔗
ครั้งที่ ๑๘ วันพุธที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓🔗
ครั้งที่ ๑๙ วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๓🔗
ครั้งที่ ๒๐ วันพุธที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๓🔗
ซึ่งตามระเบียบวาระก็ได้วางไว้ให้สมาชิกได้ตรวจสอบแล้วนะครับ ถ้าสมาชิก ไม่มีทักท้วงเห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๓ ครั้งที่กล่าวไปแล้วครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
- รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน พิจารณาเสร็จแล้ว🔗
คณะอนุกรรมาธิการได้ทำการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เรียบร้อยแล้ว โดยแบ่งงานการศึกษา ออกเป็น ๓ ส่วน ดังนี้🔗
ส่วนแรก งานวิชาการ ได้ศึกษารวบรวมงานวิชาการที่ได้มีการศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ไว้แล้วจำนวนมาก อาทิ งานศึกษาวิจัยของสถาบัน พระปกเกล้า ของ คอป. ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นต้น พบว่างานวิชาการที่ได้ ศึกษาวิจัยไว้ดังกล่าวมีสาระครอบคลุมแนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยมี ตัวอย่างที่สร้างความปรองดองสมานฉันท์ได้เป็นผลสำเร็จทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับว่าเพียงพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์ โดยนำงานวิชาการมาปรับใช้กับงานด้านปฏิบัติการ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เป็นรูปธรรม🔗
ส่วนที่ ๒ เป็นการเชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล โดยได้เชิญ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๑. กระทรวงกลาโหม ๒. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๓. กระทรวงยุติธรรม ๔. สำนักงานศาลยุติธรรม ๕. ศาลรัฐธรรมนูญ ๖. สำนักงาน อัยการสูงสุด ๗. สถาบันพระปกเกล้า ๘. กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ๙. กรมราชทัณฑ์🔗
ส่วนที่ ๓ เป็นการเชิญตัวแทนกลุ่มผู้ที่เคยมีความเห็นต่างทางการเมือง จนนำไปสู่ความขัดแย้งมาให้ข้อมูลพร้อม ๆ กัน ต่อหน้าคณะอนุกรรมาธิการและผู้แทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีผู้มาให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมาธิการ ดังนี้ ๑. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ๒. นายสุริยะใส กตะศิลา ๓. นายพิภพ ธงไชย ๔. นายสำราญ รอดเพชร และ ๕. นายประสาร มฤคพิทักษ์ บุคคลดังกล่าวได้ให้ข้อมูลว่าเวลาแห่งความขัดแย้ง ในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า ๑๕ ปี ได้สุกงอมทางความคิด ร่วมกัน โดยเห็นว่าทุกกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองล้วนมีความรักชาติ รักประชาชน รักแผ่นดินถิ่นเกิดเหมือนกัน ต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ต้องการขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน เพียงแต่วิธีคิดเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย ดังกล่าวแตกต่างกัน จนนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ลุกลามไปจนเกิดการปะทะกัน เสียเลือดเสียเนื้อ บาดเจ็บล้มตายกันทุกกลุ่ม และบางส่วนต้องรับโทษอยู่ในเรือนจำ อยู่ในปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่เป็นความเห็นต่างทางการเมือง มิได้มีเถยจิตเป็นโจรหรือกระทำผิดอาญา ร้ายแรงต่อบ้านเมืองแต่อย่างใด เวลาผ่านมากว่า ๑๕ ปีดังกล่าว แกนนำแต่ละกลุ่ม ได้แลกเปลี่ยนพบปะพูดคุยทำความเข้าใจในอันที่จะสามัคคีปรองดองกัน เพราะทุกคน ทุกกลุ่มก็หวังดีต่อบ้านเมือง ไม่มีใครคิดร้ายต่อบ้านเมือง ต่อประเทศตนเองดังกล่าวข้างต้น การปรองดองสมานฉันท์มิใช่การให้ความสำคัญกับการนิรโทษกรรมเป็นสำคัญอย่างที่เข้าใจกัน แต่การปรองดองสมานฉันท์ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของสังคม ความรู้สึกของผู้สูญเสีย ซึ่งจำเป็นจะต้องมีสำนึกการขออภัยต่อสังคม ขออภัยต่อผู้สูญเสีย ซึ่งนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ของการปรองดองสมานฉันท์ ต้องมีการเสนอให้มีการให้เกียรติกับผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บล้มตาย จากเหตุการณ์ความไม่สงบให้เป็นที่ปรากฏ สำหรับการนิรโทษกรรมควรนิรโทษกรรม เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลควรตั้ง คณะกรรมการพิเศษขึ้นมาพิจารณาในประเด็นนี้โดยเฉพาะ โดยคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่า ควรนิรโทษกรรมคดีการเมือง คดีอาญาที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง ยกเว้นคดีอาญา ตามมาตรา ๑๑๒ และคดีทุจริต ทั้งนี้กระบวนการในการพิจารณาคดีทุจริตควรให้เป็นไปตาม หลักนิติธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศใดประชาชนในชาติยังแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ขัดแย้งกันอยู่ ประเทศนั้นหาความสงบสุข หาความเจริญได้ยาก หากมีศึกสงครามจะเป็น ศึกสงครามที่สู้รบกันด้วยอาวุธหรือสงครามเศรษฐกิจก็ตามก็จะมีแต่ความพ่ายแพ้ เฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันหลังวิกฤติไวรัสโควิด (COVID) ระบาด ขณะนี้ประเทศของเรากำลัง ประสบปัญหาเศรษฐกิจปากท้องอย่างหนักนับเป็นวิกฤติของประเทศ ถ้าประชาชนไม่มีความสามัคคีปรองดองกัน เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะร่วมกันฝ่าฟันวิกฤติ ของบ้านเมืองไปได้ ประการสำคัญ คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ดำเนินการศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๗ และยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล ซึ่งคณะกรรมการ ป.ย.ป. ที่รัฐบาลตั้งไว้ สามารถรับไปดำเนินการต่อเนื่องได้ทันที ไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาลจะปฏิเสธ เพราะคณะกรรมาธิการได้ดำเนินการตามนโยบาย ของรัฐบาลและตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้คณะกรรมาธิการได้มีข้อสังเกตจำนวน ๙ ข้อ ให้รัฐบาลรับไปพิจารณาดำเนินการดังนี้ ๑. การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒. การนิรโทษกรรมคดีการเมืองและคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจ ทางการเมือง ๓. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ๔. การรักษาบรรยากาศการปรองดอง สมานฉันท์ ๕. ข้อสังเกตเกี่ยวกับสื่อ ๖. ข้อสังเกตด้านการเยียวยา ๗. การแสดงความ รับผิดชอบด้วยการขอโทษ ขออภัยต่อสังคม ๘. ข้อสังเกตเกี่ยวกับภารกิจของกองทัพ และ ๙. ข้อสังเกตเกี่ยวกับการชุมนุมและสิทธิผู้ชุมนุม🔗
รายละเอียดปรากฏตามรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ซึ่งได้แจกจ่ายให้กับท่านสมาชิกทุกท่านไว้เรียบร้อยแล้ว อนึ่ง ท่านสมาชิกและประชาชน ที่รับชมอยู่ทางบ้านอาจมีข้อสงสัยว่างานการศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้เกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องอยู่ในปัจจุบันด้วยหรือไม่ ขอเรียนข้อเท็จจริงว่างานการศึกษา ของคณะอนุกรรมาธิการได้ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน และได้รับความเห็นชอบให้รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรได้ เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ส่วนการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ครั้งหลังสุด เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ เป็นเหตุการณ์ในปัจจุบัน และสภาผู้แทนราษฎรได้เคยมีมติ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้ว รวมทั้งรัฐบาลสามารถรับเรื่องข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษาได้เองโดยตรง อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ข้อแรก เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สามารถนำข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการไปปรับใช้ได้ เพราะข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ก็ตรงกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สมควรได้รับการแก้ไขให้เป็น รัฐธรรมนูญของประชาชน จึงขออนุญาตเสนอรายงานการศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติมาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ขอขอบคุณครับ🔗
ท่านรองประธาน กรรมาธิการได้รายงานเบื้องต้นนะครับ ขณะนี้มีสมาชิกเสนอชื่อเข้ามาเพื่อขออภิปราย จำนวน ๒๒ ท่าน แต่ว่าโดยที่ผ่านมาสมาชิกได้เคารพต่อเงื่อนเวลาอย่างดียิ่ง ต้องขอขอบคุณ ทุกคน ผมจะอนุญาตให้ทุกท่านได้มีโอกาสอภิปราย ฝ่ายค้านขณะนี้เข้าชื่อมา ๑๘ ท่านครับ ท่านแรกคือคุณสงวน พงษ์มณี🔗
คุณสงวนไม่อยู่นะครับ ถ้าอย่างนั้นไปท่านต่อไปครับ คุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตพรรคอนาคตใหม่ จังหวัดนครปฐมค่ะ เมื่อพูดถึง รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ เล่มที่ปรากฏอยู่นี้ ดิฉันคิดว่าในที่สุดแล้วก็น่าจะโหวตยกมือรับรองให้รายงานฉบับนี้ ได้ผ่านสภาในวันนี้ แต่ดิฉันอ่านแล้วแทบจะหมดหวังถ้าผู้นำประเทศของเราคนที่เป็นคีย์แมน (Key man) ระดับคุมกำลังที่จะสามารถทำรัฐประหารได้ทุกเมื่อเชื่อวันคือท่านผู้บัญชาการ ทหารบกและนายกรัฐมนตรีของเราซึ่งเป็นประมุขฝ่ายบริหารยังมีพฤติกรรม มีทัศนะ ที่ไม่เข้าใจต้นเหตุของปัญหา ยังแบ่งแยกประชาชนเป็นคนชังชาติกับคนรักชาติซ้ำซาก อยู่อย่างเดิมค่ะ ท่านประธานคะ ความรักมีหลายรูปแบบในต่างวัฒนธรรม ในต่างบริบทกัน คนบางเผ่าแสดงความรักกันด้วยใช้ปลายจมูกมาแตะกัน อย่างคนจีนแสดงความรักกัน ด้วยการถามว่ากินข้าวหรือยัง ฝรั่งแสดงความรักกันด้วยการกอด ด้วยการจูบ แล้วก็ความรัก ของคนรุ่นใหม่ในบริบทใหม่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับที่ท่านผู้บัญชาการทหารบกต้องการ หรือว่ากล่าวหาคนอื่น อันนี้คือจุดอ่อนของระบบกองทัพ คนที่ชินกับระบบกองทัพแล้วขึ้นมา บริหารประเทศและปรับตัวไม่ได้มันทำให้การปรองดองเป็นไปได้ยากยิ่ง ไม่ว่าเราจะศึกษา ออกงานวิจัย ออกงานเอกสารมาต่าง ๆ มากมาย แต่ถ้าคนเป็นระดับผู้นำไม่ได้ให้ความสำคัญ แล้วก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือ ไม่มีความจริงใจก็ไม่เกิดประโยชน์ค่ะ🔗
คุณอมรัตน์ต้องพยายาม อย่าไปขัดข้อบังคับ ข้อ ๖๙ นะครับ คือ ไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด ก็ระวังด้วยครับ🔗
ขอบคุณค่ะ ดิฉันได้มีโอกาส เข้าไปเยี่ยมผู้ต้องหา ๒ คนที่โดนจับเมื่อเร็ว ๆ นี้ ดิฉันก็ได้รับการยืนยันว่าเขาก็รักชาติ ในแบบของเขา แล้วก็การปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นในประเทศนี้อยู่ค่ะ ทุกคนก็ยืนยันเช่นนี้ การไปปิดกั้นการแสดงออก การไปกดทับเสรีภาพของคนรุ่นใหม่ เยาวชน รังแต่จะเกิดผลเสียค่ะ ๒ เรื่องชัด ๆ พฤติกรรม ที่ท่านผู้บัญชาการทหารบกควรจะทบทวนตัวเองได้แล้ว ท่านทำเรื่องใหญ่ ๆ ๒ เรื่อง ล่าสุดนี้ ท่านไปในงานที่ครบรอบโรงเรียนนายร้อย จปร. ๑๓๓ ปี และท่านได้พูดในงานนั้นว่า โควิด (COVID) เป็นแล้วหาย แต่โรคชังชาติเป็นแล้วรักษาไม่หายนะคะ วุฒิภาวะขนาด ผู้นำกองทัพท่านพูดเหน็บประชาชนลอย ๆ ได้อย่างไรคะ กระแสทางโซเชียล (Social) ก็กระหึ่มขึ้นมา ในที่สุดท่านได้เหน็บแนมกลับมาอีกว่าอย่าร้อนตัว จะร้อนตัวไปทำไม คำพูดมันสะท้อนจิตสำนึกและทัศนคติของท่านว่าอยู่ในข่ายจะต้องปรับปรุงนะคะ หลังเหตุการณ์กราดยิงที่โคราชจำได้ไหมคะ ท่านก็ยังไม่ได้รับบทเรียน เมื่อท่านถูกโจมตี วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการร้องไห้หลังการแถลงข่าว วันรุ่งขึ้นท่านได้จูงสุนัขมาแล้วก็ พูดเหน็บแนมประชาชนว่าสุนัขทหารยังรู้จักบุญคุณของกองทัพ รู้สึกรัก รู้สึกหวงแหน ประเทศชาติ สุนัขทหารตัวนี้ถ้าพิมพ์ทวิตเตอร์ (Twiiter) เป็น เล่นเฟซบุ๊ก (Facebook) เล่นไอจี (IG) เป็นคงสนุกแน่ เจ้าซีบร้าถ้าอ่านหนังสือออกคงจะมองโพสต์ (Post) ของคนที่ สร้างความเกลียดชัง คงอยากจะเป็นซีบร้าเหมือนเดิม คงกลัวที่จะกลายมาเป็นมนุษย์ ถ้าท่านรู้ว่าซีบร้าคิดอย่างไรได้ ท่านเป็นมนุษย์ถ้าท่านรู้ว่าสุนัขที่ชื่อซีบร้าคิดอย่างไรได้ ท่านก็ควรจะรู้ว่าเยาวชนที่เป็นมนุษย์เหมือนกันตอนนี้คิดอะไรอยู่ ใครจะทำอะไรเลวร้าย เท่าไหนก็ไม่ผิดใช่ไหมคะถ้าแปะหน้าอกว่ารักชาติ ส่วนคนที่เห็นต่างถูกแปะหน้าอกว่าชังชาติ ไปแล้วไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไปหมด เพราะฉะนั้นรายงานเล่มนี้จะไม่มีประโยชน์เลยค่ะ ดิฉันได้รู้จักกับสื่อสารมวลชนหลายคนที่ต้องเซนเซอร์ (Censor) ตัวเองไม่สามารถเสนอข่าว ในสื่อกระแสหลักได้ เพราะการที่ไม่ให้เสนอข่าวแบบนี้จะสร้างความปรองดองได้อย่างไร ถ้ายัดเยียดให้ประชาชนฟังข่าวสารอยู่เพียงข้างเดียว ท่านประธานคะ ในข้อเรียกร้องของ สนท. นะคะ ล่าสุดเมื่อวานนี้นะคะ ๓ ข้อเรียกร้อง ๒ จุดยืน และ ๑ ความฝัน ชัดเจนแล้วนะคะ ๓ ข้อเรียกร้องของพวกเขาดิฉันจะขอเข้ามาพูด ทบทวนในที่ประชุมสภาแห่งนี้ให้ดัง ๆ ให้ทุกท่านที่เป็นตัวแทนของประชาชนได้ยิน แล้วจะได้ เข้าใจสักทีนะคะ🔗
คุณอมรัตน์ครับ อยากให้ อยู่ในเรื่องที่รายงานของกรรมาธิการชุดนี้ครับ🔗
ได้ค่ะท่านประธาน คนเหล่าก็ได้รับผลกระทบเหมือนกันนะคะ จนกว่าจะมาเป็นวันนี้ค่ะ🔗
พยายามอยู่ในประเด็นนะครับ🔗
ค่ะ ๓ ข้อเรียกร้องของ นักศึกษาก็คือหยุดคุกคามประชาชน แก้รัฐธรรมนูญ และยุบสภา ๒ จุดยืนคือไม่เอา รัฐประหาร ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ ส่วน ๑ ความฝันของพวกเขาขอให้พวกท่านผู้มีอำนาจ ได้เข้าใจให้ดี ๆ นะคะ ๑ ความฝันของพวกเขาที่ออกมาบนท้องถนนตอนนี้คือเขาต้องการ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันขอให้ ท่านผู้มีอำนาจหยุดเถอะค่ะ หยุดการเข้าใจผิด แล้วก็ยัดเยียดความเกลียดชัง ยัดเยียด การแตกแยกกันไปมากกว่านี้นะคะ🔗
ล่าสุดเมื่อคืนนี้มีการไปเตรียมไปล้อมจับนักศึกษาที่หอพัก ซึ่งก็จะมีเรื่องไปถึง ผู้สังเกตการณ์ของยูเอ็น (UN) เรื่องไปถึงคณาจารย์ที่เตรียมเรื่องประกัน ดิฉันก็อยากจะ ขอความจริงใจนะคะ จากการที่นายกรัฐมนตรีพูดว่าให้มีเสรีภาพในการชุมนุมได้ แต่ท่าน ก็ปากว่าตาขยิบทำเป็นหลับตาข้างเดียวนะคะ ส่งเจ้าหน้าที่ยังออกไปคุกคามเยาวชน มีหลักฐานปรากฏอยู่ทั่วไปไปหมดนะคะ ดิฉันก็ไม่มีอะไรพูดมากไปกว่านี้ เหลือเวลาอีกแค่ ๑ นาที ดิฉันขอนะคะ ขอความจริงใจ ท่านเป็นคนเลือกได้ ความรุนแรงทั้งหมดเกิดจาก ผู้มีอำนาจทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดจากผู้ชุมนุมนะคะ แล้วถ้าเกิดจะมีใครที่ออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง ท่านดำเนินคดีได้ตามกฎหมายค่ะ แต่ท่านไม่มีสิทธิที่จะไปคุกคาม ข่มขู่ กีดกันผู้ร่วมชุมนุม ทั้งหมดที่ตอนนี้กำลังแสดงจุดยืนว่าต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศร่วมกันและไม่ต้องการ รัฐบาลนี้ให้อยู่ต่อไปค่ะ ขอบคุณมากค่ะ🔗
กรรมาธิการจะชี้แจง ช่วงใดก็กรุณาแจ้งให้ทราบนะครับ รวมทั้งผู้ชี้แจง ต่อไปผมขอเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ การอภิปรายนั้นต้องอยู่ในประเด็น หรือเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษากันอยู่ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือซ้ำกับผู้อื่น ห้ามนำเอกสารใด ๆ มาอ่านในที่ประชุม ห้ามผู้อภิปราย แสดงกริยาหรือวาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด ก่อนที่สมาชิกอีกฝ่ายหนึ่ง จะประท้วง ผมขอเรียนเตือนไว้นะครับ ท่านต่อไปมาแล้วนะครับ ท่านสงวน พงษ์มณี หลังจากนั้นก็จะเป็นฝ่ายรัฐบาลนะครับ คุณหมอระวี มาศฉมาดล ครับ เชิญท่านสงวนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ผมต้องการที่จะ แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ให้เห็นว่าหลักการปรองดองมันเคยเกิดขึ้นแล้วแล้วได้ผล และเคยเกิดขึ้นแล้วไม่สำเร็จ ตอนแรกผมเข้าใจว่าการปรองดองมันต้องเป็นการยื่นมือ ของฝ่ายอำนาจ แต่พอมาทบทวนเรื่องที่ขณะที่ผมเป็นรัฐบาลแล้วเสนอกฎหมายนิรโทษ มันไม่ใช่เลย การปรองดองนะครับท่านประธาน ยังเป็นเรื่องของการลงตัวของความคิดเห็น ของคนทั้งสังคม พวกผมเสนอกฎหมายนิรโทษเฉพาะผู้นำ ยังถูก ป.ป.ช. กล่าวหาว่า เสนอกฎหมายสุดซอย มูลเหตุของการไม่ปรองดอง หลักมันคือกระบวนการยุติธรรม ที่ใช้วิธีการต่าง ๆ ทำให้ฝ่ายตัวเองมีโอกาสเป็นผู้ถูกต้อง ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ผิด วันนี้สถานการณ์ทุกวันเกิดอะไรขึ้น ทุกคนรู้ เกิดอะไรขึ้นทุกคนเข้าใจ แล้วมันคืออะไร มันคือดอกและผลของการทำงานของ ฝ่ายอำนาจตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ มาจนถึงปัจจุบัน ความจริงการปรองดองจะสำเร็จได้ถ้ามันลงตัว มันจำเป็นไหมต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่จำเป็นครับ ทำไมพูดอย่างนั้น ในปี ๒๕๒๓ ผมอายุ ๓๐ กว่าปี ผมได้รับอานิสงส์จากคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก เปรม คำสั่งที่ ๖๖/๒๕๑๓ สาระสำคัญของมันก็คือการยอมให้คนที่มีความเห็นทางการเมืองต่างกัน มาอยู่ในสังคมเดียวกันได้ เท่านั้นเองครับ องคาพยพของรัฐในขณะนั้นยอมรับ ขึ้นต่อ และปฏิบัติตามคำสั่งนี้โดยการไม่หยิบคดีขึ้นมา ผมเองถูกคดีหลายคดี เป็นคดีแบบเดียวกับ คุณสุรชัย แซ่ด่าน ก็มี คือไปรบกันแล้วมีการเป็นการตายเกิดขึ้นก็ถูกฟ้องเขาก็ติดคุก ผมไม่ถูกฟ้องครับ เป็นหมันไปเพราะว่าหมดอายุความ กระบวนการยุติธรรมหยุดนิ่ง เขาเห็นว่า คนในสังคมเดียวกันคิดเห็นทางการเมืองต่างกันต้องอยู่ด้วยกันได้ นี่แหละคือสาระสำคัญ ของคำว่าปรองดอง ท่านครับ ในข้อ ๔.๒ ประเด็นการพิจารณาผมเห็นว่าเป็นแนวทาง ที่ท่านกำหนดไว้ได้ดี แนวทางการดำเนินการสร้างความปรองดองตามหลักยุติธรรมในระยะ เปลี่ยนผ่านและความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และนิรโทษกรรม สมบูรณ์แล้วครับเรื่องนี้ แต่ท่านใช้ภาษาต่างจากผมนิดหนึ่ง วันนี้ไม่ใช่สังคมเปลี่ยนผ่าน สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว วิธีคิดของคนในสังคมเปลี่ยนไปแล้ว กระบวนการนำเสนอเปลี่ยนไปจากเดิม ความห่วงใย ความหวังและการแสดงออกเพื่อบ้านเมืองมันชัดเจนกว่ารุ่นเดิมมาก ความเห็นต่าง ๆ ของคน ในสังคมขณะนี้ใครมีความเห็นทางการเมืองอย่างไรวิธีคิดของเขาก็กำหนดการทำงานของเขา ออกมาเหมือนที่เราได้รับรู้รับทราบ หากเราปล่อยให้สิ่งนี้ดำเนินไปโดยวิถีปฏิบัติของ กระบวนการคิดและกระบวนการทำงานของคนในสังคมนี้อย่างเป็นอยู่ทุกวันนี้โดยฝ่ายรัฐ ละเลยที่จะเข้ามาวิเคราะห์ ถ้าเราจะเริ่มต้นปรองดอง วันนี้รัฐสภาต้องเปิดประชุมลับ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญโดยผู้นำฝ่ายค้านเป็นผู้เสนอ แล้วเราปิดประตูคุยกันหาทางออก ร่วมกัน แล้วอะไรจะเกิดขึ้นครับ ความปรองดองจะเกิดขึ้น วันนี้เมื่อสังคมเห็นว่ากฎเกณฑ์ที่มีอยู่ มันไม่สามารถจะใช้ได้ เราควรจะแก้รัฐธรรมนูญไหมเพื่ออะไรครับ เพื่อการปรองดอง เพื่อรักษาบ้านเมือง เพื่อรักษาประเทศ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้เจตนารมณ์ต้องแก้ปัญหา สถานการณ์ความขัดแย้งทั้งระบบ ไม่ใช่ไปยกโทษให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้วยังมีโทษของ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นไปได้ไหมครับเวลามันตรงที่ตรงเวลาแล้วเราเริ่มตั้งแต่วันนี้ถือเป็น นิมิตหมายที่ดีที่เรามาช่วยกันคิดเรื่องนี้ ท่านลองมองในมุมนี้สิครับ มองว่าสังคมเราจะอยู่ ได้อย่างไรถ้าจุดเริ่มต้นเราต่างกัน วิ่งผลัด ๔ คูณ ๑๐๐ ไม้ ๑ ส่งไม้ ๒ ส่งไม้ ๓ ส่งไม้ ๔ แต่นี่ไม้ ๑ ไม้ ๒ ไม้ ๓ ไม้ ๔ มาอยู่แถวเดียวกันหมดแล้วมันจะเข้าเส้นชัยอย่างไร ผมพูดเรื่องนี้ผมหมายถึงอะไรครับ ผมหมายถึงการจัดการอำนาจของสังคมนี้ซึ่งรัฐบาลนี้ดูแล เป็นหลัก ยังไม่เป็นระบบ ผมจะพูดอีกเรื่องหนึ่งเหมือนมันไม่เกี่ยวข้องกัน แต่มันเกี่ยวข้องกัน ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาพูดต่อสภาแห่งนี้ของวุฒิสภา บอกว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นยังเกิดขึ้นไม่ได้ กกต. ก็ออกมาแถลงข่าวสวนทันทีเลยว่าฉันพร้อมนะ โยนความผิดให้ฉันไม่ได้ ท่านเห็นไหมครับ ผมพูดเรื่องนี้ทำไม เกี่ยวกับปรองดองตรงไหน มันเกี่ยวกับปรองดองตรงที่ว่าฐานคิดของคนในสังคมขณะนี้มันเคลื่อนตัวมาอยู่ในฟลอร์ (Floor) เดียวกัน อยู่เสมอภาคกันแล้ว กกต. เขาประกาศว่าอย่างไรครับ เขาบอกว่าผม ไม่ได้มาจาก คสช. ผมไม่ได้มาจากรัฐบาล ผมมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เห็นไหมครับ นั่นแสดงว่าเขาประกาศที่มาชัดเจนว่าเขามองปัญหาการเมืองขณะนี้ต้องเลือกตั้งท้องถิ่น แต่รัฐบาลไม่พร้อม นี่เขาพูดนะครับ ผมอธิบายเพิ่มเท่านั้น ผมจะจบลงอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากที่คณะกรรมาธิการคณะนี้ได้ทำสิ่งนี้แล้วมานำเสนอต่อสภา แล้วก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาบรรจุวาระนี้ ผมยังยืนยันเหมือนเดิมว่า การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะความลงตัวทางความคิดของพวกเราทุกฝ่ายทุกคน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณระวี มาศฉมาดล แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็น ผมเรียนชื่อไว้เลยนะครับ คุณนิคม บุญวิเศษ คุณคารม พลพรกลาง คุณสรวิทย์ คนสมบูรณ์ คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ รายชื่อที่ส่งเข้ามา โดยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกฝ่ายค้านเป็นผู้อภิปราย เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ กระผม ต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุวาระนี้เข้าสู่ที่ประชุมในวันนี้ แล้วต้องขอบคุณ คณะกรรมาธิการคณะนี้ที่นำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคน ในชาติมาถูกจังหวะที่กำลังจะมีข้อขัดแย้งใหม่ ข้อขัดแย้งใหม่ที่เกิดจากการนำเสนอ ข้อเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ ถ้าสภาเราได้ศึกษาบทเรียนขัดแย้งในอดีตนำมาปรับใช้ให้ เหมาะสมทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายเรียกร้อง ฝ่ายทหารก็จะเกิดประโยชน์ในการที่จะไม่สร้างความ เสียหายต่อประเทศที่จะมีขึ้นในครั้งหน้าต่อไป ผมเองอยู่ในเหตุการณ์ข้อขัดแย้งตั้งแต่ยุคที่ รุนแรงที่สุดก็คือยุค ๑๔ ตุลาคม ๖ ตุลาคม ผมถูกคุกคามในสมัยนั้นซึ่งต่างในสมัยนี้เยอะ ผมจำเป็นต้องเดินทางเข้าต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในความขัดแย้งครั้งนั้นมีการบาดเจ็บล้มตายเสียหายกันเป็นหมื่น ๆ คน ทั้ง ๒ ฝ่าย ต่อมา ในความขัดแย้งใน ๑๖ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนถึงปี ๒๕๖๓ ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ตลอด ความขัดแย้งทั้ง ๒ ครั้ง สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติมากมาย ไม่ว่าจะเกิดการ แตกแยกทางความคิด ยิ่งในช่วงหลังระหว่างเพื่อน ระหว่างครอบครัว สามีภรรยาคิดต่างกัน ฝ่ายหนึ่งคิดแบบแดง ฝ่ายหนึ่งคิดแบบเหลือง คุยเรื่องการเมืองเมื่อไรได้ทะเลาะกัน ผมกับ เพื่อน ๆหลายคนที่ได้ทำงานร่วมกันเกิดความคิดแตกแยกเป็น ๒ กลุ่ม ไม่ว่ากลุ่มใดในสังคม ก็แตกแยกเป็นฝ่ายหนึ่งคนด้วยกับฝ่ายแนวคิดแบบเหลือง ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับความคิด ฝ่ายแดง เพื่อน ๆ นั่งอยู่ด้วยกัน ขับรถอยู่ด้วยกัน เห็นเพื่อนขับรถเริ่มง่วงพูดเรื่องประเด็น การเมืองขึ้นตาสว่างทันที เริ่มเถียงกันทันที หายง่วงเลย อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นแตกแยกทาง ความคิด ส่งผลให้เกิดการแตกแยกทางความคิดอย่างกระจายทั่วประเทศและอย่างซึมลึก การต่อสู้ในช่วงปี ๒๕๔๘-๒๕๖๓ มีการบาดเจ็บล้มตายหลายพันคน เกิดความเสียหายทาง เศรษฐกิจมากมาย มีการเผาบ้านเผาเมือง ปัจจุบันนี้ความขัดแย้งแม้ว่าจะลดลงแล้ว แต่ความขัดแย้งลึก ๆ ในความคิดเวลาพูดคุยกันพวกนี้พวกแดง พวกนี้พวกเหลือง ก็ยังมีอยู่ พวกนี้พวกทักษิณ อะไรแบบนี้ก็ยังคงอยู่ในความคิดลึก ๆ แม้ว่าภาพภายนอกจะลดลง นี่คือความเสียหายต่อประเทศชาติที่ก่อให้เกิดขึ้นมากมาย หลังจากการยึดอำนาจ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ รัฐบาลได้มีการตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ขึ้น ได้มีการ พบปะระหว่างแกนนำแดง แกนนำเหลือง แกนนำทั้งสองฝ่ายได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุย หาข้อสรุปที่จะปรองดองสมานฉันท์กันในรายละเอียด เราได้มีการพบปะกันหลายครั้ง ผมเป็นส่วนหนึ่งของตัวแทนแกนนำเหลืองที่ได้พบ ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็เห็นชอบในการ ที่จะต้องสร้างการปรองดองสมานฉันท์ขึ้นเพื่อที่จะลดความขัดแย้ง ลดผลกระทบ ผลเสีย โดยทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบว่าจำเป็นที่จะต้องนำด้วยการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง จึงจะ เป็นที่มาของการที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในบ้านเมืองได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นว่า การที่จะนิรโทษกรรมจะมีข้อยกเว้นอยู่ ๓ ส่วน ส่วนแรกคือยกเว้นคดีมาตรา ๑๑๒ ข้อ ๒ ก็คือยกเว้นคดีอาญาโดยเนื้อแท้ เช่น การไปยิงประชาชน การยิงทหาร ยิงตำรวจเสียชีวิต กับอันที่ ๓ ไม่นิรโทษกรรมคดีคอร์รัปชัน แต่ในที่สุดท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่เอา ก็เป็นอันว่า แนวคิดที่จะมีการเสนอให้มีการปรองดองสมานฉันท์นิรโทษกรรมก็หยุดไป ต่อมาในภาวะ หลังโควิด (COVID) ระบาดมันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ที่จะให้คนในชาติร่วมกันในการฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ ครั้งที่รุนแรงของโลก อาจจะพอ ๆ กับระดับสงครามโลก เพราะว่าครั้งนี้มันเป็นสงคราม ชีวภาพ เราต้องต่อสู้กับโควิด (COVID) ก่อผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ อย่างรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งที่ผ่านมา ในส่วนตัวผม ผมเห็นด้วยกับแนวทางการ ปรองดองสมานฉันท์ที่จะใช้วิธีการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองในยุคปี ๒๕๔๘-๒๕๖๓ นี้ ความจริงในปี ๒๕๕๖ สภาในสมัยนั้นได้มีการอนุมัติวาระที่หนึ่งในการที่จะออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในวาระที่สอง วาระที่สามขึ้น เป็นการนิรโทษกรรมสุดซอย ก็ทำให้ พ.ร.บ. นี้แม้ว่าจะผ่านออกมา ตอนกลางคืน แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถจะดำเนินการได้เพราะเกิดการต่อสู้ประท้วงของ ประชาชนในการคัดค้านนิรโทษกรรมสุดซอย ผมขออนุญาตที่จะย้อนยุคว่าความขัดแย้ง ในอดีต ๑๔ ตุลา กับ ๖ ตุลา เป็นความขัดแย้งอุดมการณ์ระหว่างประชาธิปไตย กับคอมมิวนิสต์ แต่ที่สุดก็จบลงโดย พลเอก เปรมตัดสินใจใช้ประกาศมาตรา ๖๖/๒๓ ทำให้ ความขัดแย้งนี้จบไป ประเทศแอฟริกาใต้เป็นตัวอย่างในการขัดแย้งระหว่างผิวขาวกับผิวดำ ฆ่ากันตายมากมาย ความขัดแย้งกันประมาณเกือบ ๓๐ ปี ในที่สุด เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) ก็สามารถที่จะจบความขัดแย้งในสังคมเขาได้ด้วยการนิรโทษกรรม เช่นกัน การนิรโทษกรรมเป็นขบวนการที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้เกิดการปรองดอง สมานฉันท์ได้ ในข้อต่อไป การนิรโทษกรรมควรจะนิรโทษกรรมทุกคดี ไม่ว่าแพ่งหรืออาญา ยกเว้น ๓ ข้อที่ผมได้กล่าวถึงแล้ว เป้าหมายในการนิรโทษกรรมเพื่อจะสลายข้อขัดแย้ง ลดความแตกแยก ลดความเกลียดชัง ในการนิรโทษกรรมถ้าจะมีต่อไปต้องมีมาตรการ ที่เหมาะสม ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาว่าไปก่อม็อบ (Mob) ไปสร้างความขัดแย้งในสังคม สร้างความรุนแรง ไม่ต้องกลัวหลังจากจบไปเดี๋ยวสภา รัฐบาล จะออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมใหม่ อันจะเป็นฉนวน ถ้ามีความคิดแบบนี้ก็จะทำให้ข้อขัดแย้งในปัจจุบันที่กำลังจะมีอยู่ ฝ่ายหนึ่งก็อาจจะไม่กลัว อีกฝ่ายหนึ่งก็เช่นกันว่าทำไปเถอะจะจัดการอย่างรุนแรง อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าประท้วง อย่างรุนแรง ผิดกฎหมายก็ช่างเดี๋ยวจะมีการนิรโทษกรรมต่อไป อันนี้ก็จะเป็นข้อเสียของ การออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ผมก็ขอเสนอว่าถ้าเกิดต่อจากนี้ไปถ้ารัฐบาลเห็นชอบ ที่จะทำการปรองดองสมานฉันท์ โดยการออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ก็ควรที่จะใช้ชื่อใหม่ น่าจะเป็นใช้ชื่อว่า พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยรัฐบาลจะเสนอเอง หรือ ส.ส. ในสภาจะร่วมมือกันที่จะเสนอเข้าสภาต่อไป ในแนวทางนี้กระผมเห็นด้วยนะครับว่า ควรจะต้องออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เพื่อแก้ไขความขัดแย้งในอดีต ส่วนความขัดแย้ง ในปัจจุบันก็จะต้องให้ทั้งสองฝ่ายสรุปบทเรียนความขัดแย้ง ความเสียหายของประเทศ ในอดีตอย่าให้เกิดมาอยู่ในรูปแบบนี้อีก ผมก็ต้องขอขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ🔗
ต่อไปท่านนิคม บุญวิเศษ ผมขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกนะครับ เนื่องจากมีชื่อเข้ามาขณะนี้ประมาณเกือบ ๓๐ ท่าน ขอพวกเราได้รักษาเวลานะครับ🔗
ท่านนิคม อยู่ไหมครับ🔗
ถ้าท่านนิคม ไม่อยู่ เชิญท่านคารม พลพรกลาง ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ต่อรายงานของกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชน ขออนุญาตที่จะอภิปรายในเวลา ๗ นาที เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งคิดว่าน่าจะ เป็นประโยชน์กับท่านประธาน กับประชาชน และกับประเทศเรา ท่านประธานครับ ขณะนี้ บรรยากาศเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบดีว่าหลายคนกังวล เดินเข้ามาถามผมเมื่อเช้านี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้ใหญ่ก็ถามถึงสถานการณ์บ้านเมือง ในฐานะที่เคย อยู่ในกลุ่มที่เคลื่อนไหวกลุ่มคนเสื้อแดง ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยว่าบรรยากาศขณะนี้ ท่านประธานเองก็กังวล กรรมาธิการก็กังวล ผมนั่งอยู่ตรงนี้ผมรู้จักแทบทุกท่าน เป็นคน ที่เคารพ ข้าราชการก็กังวล กังวลในสภาพบ้านเมืองว่าจะเป็นอย่างไร ที่กังวลนี้เป็นเรื่อง ที่เกิดขึ้นจริงครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าขณะนี้มีสภาผู้แทนราษฎรมีบรรยากาศของ การเรียกร้องตามรัฐธรรมนูญในเรื่องที่เราก็ทราบอยู่ สถานการณ์ตรงนี้ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รับรู้ ผมเคยเห็นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ นั่นคือจุดเริ่มต้นของความยุ่งยากมาถึงขณะนี้ แล้ววันนี้ ผมก็เชื่อว่าต้องพูดกันด้วยเหตุผล ในทางการเมืองครับไม่มีทางที่จะเขียนกฎหมายไม่ว่า จะเป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ว่า จะเป็นรัฐธรรมนูญ เขียนให้คนรักกันได้ครับท่านประธาน ท่านประธานก็เคยเข้าป่ามา ท่านประธานเป็นคนบ้านเดียวกับผม ท่านประธานเป็นคนอีสาน ผมเป็นคนอีสาน เปรียบเทียบไปแล้วผัวเมียอยู่กันไม่ได้อยู่กันด้วยด้วยทะเบียนสมรสหรอกครับ ทะเบียนสมรส ไม่ได้ผูกให้คนรักกันได้ กฎหมายก็ไม่ผูกให้คนยอมกันได้ คนจะรักกันได้ คนจะปรองดองกันได้ ต้องเข้าใจและรักกัน ผมเคยเห็นข้าราชการต้องเดินฝ่าผู้ชุมนุมเข้าไปทำงาน ผมสงสารครับ ทั้งที่ผมอยู่กับผู้ชุมนุมนะครับ ผมเคยเห็นชาวบ้านที่ทำมาหากินไม่ได้ มีปัญหากับผู้ชุมนุม เพราะฉะนั้นมุมมองผมกับผู้ชุมนุมถามว่าผมเข้าใจไหมครับ เมื่อไม่กี่วันผมก็ไปประกัน คุณอานนท์ นำภา ขออนุญาตเอ่ยนาม ในฐานะเป็นคนร้อยเอ็ดด้วยกัน ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย เราช่วยกันได้ แต่ถ้าถามว่าจะให้ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่เป็นความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในทาง กฎหมาย ผมว่าก็ต้องแยกแยะ เพราะฉะนั้นท่านกรรมาธิการ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ เป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพ แล้วก็ผ่านโลก ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาเยอะ ผมมองเลยครับว่าขณะนี้ถ้าเราไม่ช่วยกันหาทางออก ขณะนี้ยังไปได้ครับ แต่ทุก ๆ คนต้อง อดทน ท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องอดทนในการที่จะบริหารบ้านเมืองฝ่าวิกฤติ ไม่ใช่ถึงขนาด วิกฤติ ปัญหาที่เผชิญอยู่ ท่านประธานครับ พวกเราก็ต้องอดทนแล้วก็หาทางออก ก็เล่นการเมืองกันมากไม่ได้ ต้องคิดตอบปัญหานี้เพื่อบ้านเมือง ขณะนี้ในรายงานนี้ผมอ่าน ไม่นานแต่ก็เข้าใจทั้งหมดเลย ท่านเอาความคิดของคนที่ผ่านสถานการณ์มาหมด บ้านเรา ตั้งแต่มีโควิด (COVID) มามันเป็นเรื่องที่ซ้ำเติมประเทศชาติพออยู่แล้ว พอมาเจอลักษณะ ที่มีน้อง ๆ เขามาเรียกร้อง ท่านประธานต้องเข้าใจนะครับว่าเขาก็เรียกร้องในส่วนที่เขาคิดว่า มันต้องเปลี่ยนแปลง หลักใหญ่ใจความก็คือรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วอยู่ตรงที่รัฐธรรมนูญ พวกผมก็ไม่เห็นด้วยหรอกครับ ผมก็เคยขึ้นเวทีปราศรัยต่อต้าน แล้วก็รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมก็ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อมันเป็นกฎหมายเราจะมาบอกว่าจะต้องฉีกทิ้งก็ผิดกฎหมายอาญา มันต้องแก้ไข เราต้องเปิดทางแก้ไขด้วยความจริงใจครับ ไม่มาหลอก ขออภัยครับใช้คำพูด ไม่เหมาะ ไม่มาไม่จริงใจต่อกัน ไม่ตรงไปตรงมาในการที่จะแก้ปัญหาบ้านเมือง ขณะนี้ถ้าเรา จะค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ อ่านหาทางออก รับฟังปัญหาเขาไปโดยจริงใจแล้วก็นำเข้ามาสู่สภา สภายังมีอยู่ ผมเคยกราบเรียนท่านประธานว่าผมเคยอยู่ที่พรรคการเมืองหนึ่ง แล้วก็ถูกยุบไป แล้วมาอยู่พรรคการเมืองใหม่ เราเห็นแล้วว่าบางทีในความคิดเห็นที่ก้าวหน้าบางทีก็ต้องใส่ ความเป็นประเพณี ความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ใส่ไปด้วย แต่ว่าที่เขาคิดก้าวหน้าไม่ใช่เรื่องผิดครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าต่อญัตตินี้เป็นญัตติที่มีประโยชน์ ถามว่าโดยส่วนตัวผมก็ เห็นว่าเป็นรายงานที่มีประโยชน์ ผมก็เห็นด้วยโดยส่วนตัว ในฐานะเป็น ส.ส. ต้องใช้เอกสิทธิ์ ที่จะเห็นด้วย เพราะเหตุว่าประเทศเรายังสงบอยู่ ท่านลองมองออกไปในโลกสิครับ ฝากท่าน กรรมาธิการผ่านท่านประธานไปว่าท่านเห็นในสังคมที่มันรุนแรง สังคมที่มีแต่รบราฆ่าฟัน สังคมที่มีแต่ออกไปข้างนอกไม่มีความปลอดภัย มันไม่มีทางที่ประเทศจะเจริญได้ครับ เพราะฉะนั้นสภาจะต้องช่วยกันประคับประคอง สิ่งไหนที่เกินเลยไปจากสิ่งที่กฎหมายเขา ห้ามก็ต้องว่ากันไป ผมไม่สนับสนุนใครที่จะทำผิดกฎหมาย และผมก็เชื่อว่าประเทศเราก็ ผ่านวิกฤติมาเยอะ ขณะนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ต่อรายงานนี้ผมจึงเห็นว่ากรรมาธิการก็ได้ สอบถามคนในนี้ที่ผมรู้จักแทบทุกคน เคยร่วม เคยต่อสู้ เคยอยู่ในฝ่ายที่ความคิดต่างกัน ไม่ว่าจะ ส.ว. บางท่าน ผมเคยทำคดี มาตรา ๑๑๒ หลายคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีของคุณสมยศ ไม่ว่าจะเป็นคดีของคุณสุรชัย สิ่งเหล่านี้มันต้องหาทางออก แต่หลักใหญ่ใจความก็คือว่าถ้าเรา มองประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ได้มองการเมืองเกินไป ฝ่ายบริหารก็ต้องดู ทหารก็ต้องอดทน ทหารก็ไม่ใช่จะใจร้อน ถ้ามีอะไรขึ้นก็ต้องมีอำนาจที่มีอยู่ก็ใช้ นักการเมืองก็เล่นแต่การเมือง ผมก็นักการเมืองแต่ผมไม่เล่นการเมือง สิ่งที่ไม่ถูกผมจะบอกว่าไม่ถูก ท้ายที่สุดก็ต้อง กราบขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ต่อรายงานนี้ผมรับทราบครับ แล้วก็เห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมขออภิปราย ขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้กระผม ได้มีโอกาสอภิปรายถึงแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ตามที่คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้นำเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ครับ ก็กราบเรียนว่าองค์กรหลักที่จะทำให้ความสมานฉันท์ ความปรองดองของคนในชาติได้ก็คือรัฐบาล ก็คือหน่วยงานที่มีอำนาจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของนอกจากรัฐบาลแล้วก็ยังมีหน่วยงาน สำคัญที่ควรจะกล่าวถึงก็คือเช่นกองทัพหรือทหาร และอีกหน่วยงานหนึ่งคือตำรวจ ตำรวจ ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่จะสร้างความสำเร็จในเรื่องดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูล เข้าถึงความต้องการของพี่น้องประชาชน เข้าถึงกลุ่มต่าง ๆ ว่าแต่ละกลุ่ม ทั้งฝ่ายที่อยู่ในรัฐบาล ฝ่ายที่เห็นด้วยกับรัฐบาล ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล หรือความเห็นแตกต่างจากรัฐบาล ต่าง ๆ เหล่านี้รัฐบาลทราบ นอกจากนี้แล้วรัฐบาล ยังสามารถที่จะหาข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง รัฐบาลมีเครือข่ายที่จะเข้าไป ศึกษาในเรื่องดังกล่าว สามารถจะทราบได้ว่าที่ใด จังหวัดใด กลุ่มใด มีความเรียกร้องต้องการ อย่างใด ใช้สายกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ท่านสามารถที่จะทราบ ความต้องการที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนว่าเขาต้องการอย่างไร โดยตั้งอยู่บนสมมุติฐาน ของความเชื่อที่ว่าคนไทยทุกคนมีความหวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง คนไทยทุกคนต้องเห็น ประเทศชาติบ้านเมืองมีอนาคตที่สดใส เป็นประชาธิปไตยตามแนวทางชาวโลกของเรา ที่เชื่อถืออยู่ในขณะนี้ สำหรับหน่วยงานที่นำปัญหามาพิจารณาก็จะสามารถแยกได้ ปัญหาใด ที่สามารถที่จะทำตามได้ รัฐบาลก็เลือกดูว่ามีอะไรบ้างที่เขาเรียกร้อง กลุ่มนักเรียน นักศึกษา เรียกร้องอะไร กลุ่มประชาชนเรียกร้องอะไร กลุ่มของกลุ่มบางคนที่เห็นด้วยกับรัฐบาล เขาเรียกร้องอะไร ยกตัวอย่างที่เราเห็นแล้วนักศึกษาเขาก็เรียกร้องว่ารัฐบาลหรือฝ่ายราชการ อย่าไปคุกคามพี่น้องประชาชนที่กำลังแสดงออกถึงความรักบ้านรักเมือง แสดงออกถึง ความต้องการที่จะให้บ้านเมืองเดินทางไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ต่าง ๆ เหล่านี้ ข้อนี้ก็นำมาพิจารณาดูว่าทำได้ไหม ผมว่าทำได้นะครับ โดยแจ้งไปทางตำรวจว่าให้คอยดู อย่าไปตั้งข้อหาที่เกินจริง ข้อหาที่เกินไป ให้มองในแง่ว่าคนไทยทุกคนหวังดีต่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ครูบาอาจารย์ หรือว่าจะเป็นกลุ่มประชาชนใดก็ตาม การแสดงออกต่าง ๆ นั้นอย่าไปคอยที่จะขัดขวางโดยใช้กฎหมายที่เกินความจำเป็น สำหรับ เรื่องใดที่มีการเรียกร้องที่จะทำยากก็ไกล่เกลี่ยกัน ดูว่าทำแบบนี้ได้ไหม แบบนี้ได้ไหม เช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งค่อนข้างจะตรงกันว่าประเทศไทยควรจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะทราบดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๖๐ นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นก็ยอมรับกันว่า เพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการ มีบทบัญญัติข้อเนื้อหาสาระหลายอย่างที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวุฒิสภา วุฒิสมาชิก ที่มาของวุฒิสมาชิก อำนาจของวุฒิสมาชิก ไม่ว่าจะเป็น การที่จะให้นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ครั้งก่อนเป็นคนเลือก ส.ว. ทั้ง ๒๕๐ คน คนคนเดียวเลือกได้ ๒๕๐ คน ประชาชนทั้งประเทศเลือกได้ ๕๐๐ คน เหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สมควร ในเรื่องที่จะให้ ส.ว. มาเลือกนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ตั้ง ส.ว. เอา ส.ว. ทั้ง ๒๕๐ คน มาเลือกตัวเองเหล่านี้ก็ไม่สมควร สิ่งนี้ก็พิจารณาดูว่าการเรียกร้องไม่ได้เกินไป เป็นการ เรียกร้องเพื่อให้เห็นอนาคตของประเทศไทยที่จะเป็นประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ อันไหนที่เรียกร้องเกินไปทำยาก ทำไม่ได้ก็คุยกันบอกกัน บอกกันด้วยความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อนที่หวังดีด้วยกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการก้าวล่วงไปถึงสถาบันต่าง ๆ นั้น ทุกคนก็เป็นห่วง กราบเรียนว่าเราคุยกัน ไม่ใช่ว่าเริ่มต้นปั๊บก็ตั้งข้อหากัน แบบนี้ผมเชื่อว่า เป็นเรื่องที่ลำบาก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากเรียนว่าข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เขาเสนอมานั้นลงท้าย ก็ลงไปที่เมื่อแก้กฎหมายเสร็จแล้วตามความต้องการของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศแล้ว ตามความต้องการของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วก็จึงมีการยุบสภา ซึ่งคงใช้เวลา ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป หลังจากที่กฎหมายรัฐธรรมนูญเสร็จ การเลือกตั้งที่เป็น ที่พึงพอใจแล้ว มีการเลือกตั้ง ทุกคนต้องเคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าเมื่อผลออกมา เป็นอย่างไร เจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างไร อยากให้ใครมาเป็นรัฐบาล ก็สามารถที่จะดำเนินการไปได้ ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งครับ การสร้างความยุติธรรม ซึ่งใน คณะกรรมาธิการก็เสนอไว้ ความยุติธรรมในสังคม กระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ ซึ่งผมคง ไม่ลงไปละเอียด เอาเป็นว่าถ้าใครก็ตามทำอะไรผิดก็ผิดเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด ใครก็ตามทำถูกก็ถือว่าได้รับคำยกย่องชมเชย ไม่ว่ากลุ่มหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด กลุ่มหนึ่ง ทำอะไรก็ผิดหมด แบบนี้ลำบากครับ ชาติใดสังคมใดที่มีแต่ความไม่ยุติธรรม สังคมนั้น จะสามัคคีอยู่กันได้ยากครับ ผมขอสนับสนุน ขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษานี้ เป็นเรื่องที่ดี รัฐบาลควรนำไปรับฟังและปฏิบัติ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ธัญขออภิปรายรับทราบเกี่ยวกับรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ที่ศึกษาโดยคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ในส่วนที่ธัญอยากจะอภิปรายเพิ่มเติมก็คือ ส่วนข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ก็คือประเด็นของสื่อมวลชนในเล่มนี้ค่ะ ซึ่งอยู่ใน หน้า ๑๒ หัวข้อที่ ๕ ซึ่งกล่าวโดยสรุปดังนี้ สื่อต้องไม่นำข้อเสนอ ข้อมูลและถ้อยคำ ที่สร้างความเกลียดชังหรือยั่วยุให้ใช้ความรุนแรงต่อคู่ขัดแย้ง รวมทั้งไม่นำเสนอภาพ แห่งความรุนแรงในลักษณะที่ชี้นำให้เห็นว่าการใช้ความรุนแรงในสังคมนั้น เป็นเรื่องปกติ ธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ สื่อควรคำนึงถึงผลกระทบและความเหมาะสมของสิ่งที่นำเสนอต่อ สังคมด้วย ธัญเห็นด้วยทั้งหมดในประการทั้งปวง แต่ว่าในการนำเสนอข่าวการเมืองนั้น จะต้องคำนึงถึงผลกระทบและต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่นำเสนอความเกลียดชัง และความรุนแรง เพราะจะทำให้สังคมนั้นยิ่งแตกแยก ยิ่งร้าวลึกและกลายเป็นสังคมนิยม ดรามา (Drama) หากเรามองกว้างออกไป ไม่เพียงแค่ข่าวการเมืองเท่านั้น ธัญอยากจะ อภิปรายเพิ่มเติมถึงนิยามของสื่อว่าจริง ๆ แล้วสื่อมวลชนด้านอื่น ๆ นั้นหมายรวมถึง อะไรบ้างที่อยากจะให้กับคณะกรรมาธิการนี้ได้เพิ่มเติมลงไป ก็คือหมายรวมถึงโทรทัศน์ ละครทีวี (TV) บทเพลง ภาพยนตร์ วัฒนธรรมต่าง ๆ ที่สังคมไทยก็มีการนำเสนอ ความเกลียดชัง ความรุนแรงที่เคลือบฉาบด้วยความโรแมนติก (Romantic) ไม่ว่าจะเป็น การตบตีแย่งผู้ชาย ตบจูบ ยิ่งตบแรงยิ่งจูบแรงก็จะยิ่งเรตติง (Rating) ดีค่ะ หรือฉากที่เป็น พระเอกนั้นข่มขืนนางเอกก็กลายเป็นเรื่องชอบธรรมไปได้ เพราะพระเอกก็จะให้เหตุผลว่า ทำไปเพราะรัก เรื่องการข่มขืนนั้นก็จะกลายเป็นเรื่องที่ชอบธรรม สะท้อนความไม่เท่าเทียม บทบาทของหญิงชายในสังคมไทย การทำรัฐประหารที่เกิดขึ้นมานั้นทุก ๆ ครั้งก็จะมีข้ออ้าง ว่าทำไปเพราะรักประเทศ ฟังดูคุ้น ๆ ใช่ไหมคะ แล้วก็มีคนบางส่วนในสังคมนั้นก็เชื่อว่า การรัฐประหารนั้นชอบธรรม ทำไปเพราะความรักชาติ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลย เพราะนั่นยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้ง แตกร้าวในสังคมมากยิ่งขึ้น การทำรัฐประหารก็ไม่ต่างจาก การข่มขืนประชาชนทั้งประเทศ ดังที่ได้ยกตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนะคะ เราสามารถสรุปได้ว่าสื่อมวลชนเป็นเพียงแค่ ปลายเหตุค่ะท่านประธาน เพราะต้นเหตุที่แท้จริงแล้วเราทุกคนในที่นี้ เราทุกคนในสังคมไทย นั้น ถูกบ่มเพาะในสังคมที่สร้างความเกลียดชังตั้งแต่ยังเด็ก แล้วก็ในสถานศึกษาแล้วเรา ก็ส่งต่อความเกลียดชังความรุนแรงนั้นในสังคมแล้วก็ผ่านสื่อ ตัวอย่างในอดีตที่เราเกิดขึ้นมา ที่สื่อต้องเรียนรู้อย่างเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่การนำเสนอสื่อนั้น ในบางสำนัก ที่นำเสนอความเกลียดชัง นำพาสังคมก้าวสู่ความสยดสยอง อย่างเหตุการณ์ที่ธัญยกตัวอย่าง ไป ๖ ตุลาคม เราจะเห็นฝ่ายที่เห็นต่างจากนักศึกษาธรรมศาสตร์เอาเก้าอี้ฟาดศพที่ถูกแขวน อยู่บนต้นไม้ และที่สำคัญสิ่งที่เราเห็นคืออะไรคะ คือคนไทยด้วยกันยืนมุงดูแล้วก็หัวเราะ ต่อกระซิก ยิ้มแย้มด้วยความเริงร่ามีความสุข มองว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่สนุกสนาน เป็นเรื่องที่สะใจกลายเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ (Entertainment) ค่ะท่านประธาน การสื่อสาร ความเกลียดชังในสังคมไทยนะคะ ธัญสามารถวิเคราะห์ออกมาได้เลยดังนี้นะคะ เรามีการ สื่อสารในประเทศของเราแค่ ๒ แบบเท่านั้นเอง ง่าย ๆ นะคะ การสื่อสารที่ทำให้เรา เกลียดชังผู้อื่น อันนี้คือหวังผลทางการเมืองค่ะท่านประธาน เช่น คำว่าพวกชังชาติ มีเป้าหมายหวังผลทางการเมือง หรือไม่ว่าจะเป็นในละครโทรทัศน์ที่เราจะมีคำด่าหรือ มีคำพูดขึ้นมา ขออนุญาตใช้คำนี้นะคะ ไอ้ อี บ้านนอก ซึ่งคำต่าง ๆ เหล่านี้ ก็สะท้อนถึง รัฐรวมศูนย์ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญเพียงแค่กรุงเทพฯ และคนที่มาต่างจังหวัดนั้น ก็จะได้รับบทคนใช้ซึ่งมีศักดิ์และศรีไม่เท่ากัน ๒. การสื่อสารให้เราเกลียดชังตนเอง อันนี้คือ หวังผลอะไร หวังผลทางการตลาดค่ะท่าน ก็คือการสื่อสารให้เราไม่มีความสุขกับตนเอง ไม่มีความภาคภูมิใจในตนเอง ต้องเสียเงินเพื่อซื้อสินค้านั้น ๆ เช่น คำพูดด่าทอต่าง ๆ ในสังคมหรือการบูลลี (Bully) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องสีผิว เรื่องความงามที่ การตลาดกำหนดขึ้นมา แล้วก็สร้างความน่าเกลียดให้อีกกลุ่มหนึ่ง แล้วก็เกิดขึ้นผ่าน วาทกรรมต่าง ๆ ของความงามที่ด่าทอแล้วก็บูลลี (Bully) กันในสังคมค่ะท่านประธาน แต่ประเทศนั้นประเทศที่มีเสรีภาพเขาจะสื่อสารอยู่ ๒ อย่าง ซึ่งต่างจากประเทศเราค่ะ คือการสื่อสารให้เราเคารพตนเอง กับ ๒. การสื่อสารให้เราเคารพผู้อื่น ก็คือการรักตัวเอง เพื่อที่จะรักตัวเอง แล้วก็รักผู้อื่นและเคารพผู้อื่น แล้วก็เคารพสิทธิและเสียงของผู้อื่นค่ะ ข้อเสนอแนะของธัญต่อคณะกรรมาธิการนะคะ ธัญอยากจะให้คณะกรรมาธิการได้นำ หลักสูตรในเรื่องของมีเดีย ลิตเทอเรซี (Media literacy) หรือการเรียนรู้เท่าทันสื่อ บรรจุเป็นหนึ่งในทักษะการใช้ชีวิตของนักเรียนและเยาวชนของประเทศไทยค่ะ การเรียนรู้ เท่าทันสื่อนั้นก็คือการไม่หลงเชื่อเนื้อหาที่ได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟัง และสามารถที่จะคิดวิเคราะห์ สงสัย และรู้จักตั้งคำถามได้ว่าสิ่งนั้นจริงหรือไม่ และสิ่งนั้นมีจุดมุ่งหมายหวังผลทางการเมือง หรือหวังผลทางการตลาด ทักษะมีเดีย ลิตเทอเรซี (Media literacy) นี้ หรือการเรียนรู้ เท่าทันสื่อเป็นหนึ่งทักษะสำคัญของคนยุคสมัยนี้ค่ะ แล้วก็ธัญอยากให้กรรมาธิการมีการจัด สัมมนาเกี่ยวกับสื่อมวลชน เกี่ยวกับการผลิตสื่ออย่างไรที่ลดความเกลียดชังในสังคมค่ะ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญค่ะท่านประธาน และต้องดำเนินการทันทีก่อนที่จะมีการยิ้มร่า หัวเราะ ต่อกระซิกเวลาที่มีการสูญเสียในประเทศนี้ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ในวันนี้การอภิปรายในเรื่องของข้อเสนอรายงานแนวทางในการสร้างความ ปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งผมได้ดูจากรายงานแล้วก็มีประเด็นสำคัญที่จะอภิปราย ก็คงอยู่ในส่วนของข้อสังเกต ซึ่งส่วนที่อยู่ในข้อสังเกตนั้นผมขออนุญาตอยากจะเรียนว่าโดยเฉพาะมีอยู่หลายข้อที่ผม อยากจะอภิปราย แต่ผมอาจจะต้องขอเริ่มจากข้อท้ายเลยก็คือข้อสังเกตที่เกี่ยวกับการชุมนุม และสิทธิของผู้ชุมนุม ท่านประธานครับ ก่อนจะไปสู่เรื่องนั้น ผมอยากจะเรียนว่าการสร้าง ความปรองดองนั้นก็คือจะต้องไม่สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในกระบวนการที่จะสร้างความ ปรองดอง ความปรองดองนั้นก็คือการออมชอม ประนีประนอมยอมกัน ไม่แก่งแย่งกัน ตกลงกันด้วยการไกล่เกลี่ย ตกลงกันด้วยไมตรีจิต ซึ่งความปรองดองตรงข้ามกับความขัดแย้ง ซึ่งความขัดแย้งนั้นคือความไม่ลงรอยกัน ไม่เห็นพ้องต้องกัน ท่านประธานครับ ความขัดแย้ง เกิดขึ้นรุนแรงกันมาโดยตลอด อย่างเช่น ในข้อ ๙ ข้อสังเกตการชุมนุม การใช้สิทธิ ผู้ชุมนุมนั้น ซึ่งอาจจะหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผมก็อยากจะย้อนในอดีต เช่นเดียวกันครับว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่รุนแรงนั้น ไม่ว่าเหตุการณ์ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งก็มีการชุมนุมของนิสิต นักศึกษาอย่างมากมาย จนเกิดวิกฤติขึ้น แล้วก็ในเหตุการณ์ ดังกล่าวนั้นก็ยังเกิดอีกครั้งหนึ่งในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ซึ่งมีการชุมนุมมีความขัดแย้งกัน มากมาย ผมอยากจะเรียนว่าเรื่อง ๒ เหตุการณ์ใหญ่นั้นผ่านพ้นไปได้ก็ด้วยการที่เป็นผู้นำ อย่างแท้จริงของการปรองดองของคนในชาติ ก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงทำให้เรื่องที่เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในระดับนั้น ได้ข้อยุติลง ซึ่งพอจบลงไปแล้วสิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความสงบของประเทศที่จะเดินหน้าต่อไป แต่สิ่งเหล่านี้ กลับมาเกิดปัญหาขึ้นในปัจจุบัน คือการชุมนุมที่เกิดขึ้นในส่วนที่อาจจะกล่าวถึงในวันที่ ๑๐ ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาด้วย ท่านประธานครับ การชุมนุมดังกล่าวนั้นเป็นการสร้างความขัดแย้ง ความขัดแย้งให้เกิดขึ้นกับสังคมไทย ไม่ใช่เป็นการสร้างความปรองดองเลย ซึ่งการชุมนุม ดังกล่าวนั้นทำให้รายงานของคณะกรรมาธิการปรองดองทั้งหมด โดยเฉพาะในส่วนข้อสังเกต ผมไม่สามารถรับได้หรอกครับ มันไปไม่ได้ในยามนี้ ก็ด้วยเหตุอยากจะเรียนครับว่าไม่ว่าการ ชุมนุมที่เรียกร้องให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นข้อสังเกต คณะกรรมาธิการ ข้อ ๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญหรือการเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็น เรื่องที่สร้างความขัดแย้งมาโดยตลอดอยู่แล้ว อย่างที่ปรากฏตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ต่อเนื่องมาถึง ปี ๒๕๕๗ ก็เกิดจากการที่ไปพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งให้ เป็นไปตามที่พวกตนฝ่ายตนต้องการเท่านั้น สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เป็นการไปสร้างความ ปรองดอง ถ้าสร้างความปรองดองก็คือจะต้องอยู่กันในสังคมได้ด้วยความสงบเรียบร้อย เข้าใจซึ่งกันและกันและรับรอง ไม่มีปัญหากับความเห็นต่าง แล้วก็อยู่กันด้วยไมตรีจิต แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่าง ๆ ผู้เรียกร้อง ล้วนใช้แต่วาทกรรม โจมตีอีกฝ่ายหนึ่งอย่างรุนแรงทั้งสิ้น ไม่ใช่การปรองดอง ดังนั้นผมจึง เห็นว่าข้อ ๑ ที่เสนอมานั้นผมไม่เห็นด้วยทั้งหลักการการใช้ถ้อยคำในเอกสารของ คณะกรรมาธิการ มีคำว่าสืบทอดอำนาจบ้าง มีแต่เรื่องที่ผู้ใดที่ไปยื้อหรือถ่วงเวลาแก้ไข รัฐธรรมนูญ กลายเป็นคนไม่ดีไปหมด มีแต่พวกท่านดี ถ้ามีดีอยู่พวกเดียวมันปรองดองไม่ได้ หรอกครับ ต้องดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย นี่คือประเด็นที่ ๑🔗
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการนิรโทษกรรม หลักการเรื่องนิรโทษกรรมนี้ผมอยู่ใน เหตุการณ์มาโดยตลอด เป็นทั้งผู้ที่เห็นว่าควรจะต้องมีนิรโทษกรรม แล้วจนกระทั่งเป็น ผู้ไปชุมนุม จนกระทั่งมีคดีตอนนี้มีคดีกบฏอยู่ด้วย แต่ผมอยากจะเรียนว่าผมเห็นด้วยในการ นิรโทษกรรม ถ้าเหตุการณ์ได้ข้อยุติมีความสงบเพียงพอแล้ว แล้วก็จะไม่เกิดเหตุใด ๆ ขึ้นแล้ว เราก็ควรจะนิรโทษกรรม แต่ในปัจจุบันนั้นก็น่าเสียดายกลับเกิดเหตุการณ์ชุมนุมขึ้นไล่มา น่าจะเป็นตั้งแต่ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว แล้วก็จนถึงปัจจุบัน ทุกเหตุการณ์ในการชุมนุมนั้น ผมเห็นว่าบรรยากาศของการนิรโทษกรรมนั้นกลับกลายเป็นการจะไปสร้างความขัดแย้ง ครั้งใหม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะว่าก็จะต้องมีฝ่ายไม่เห็นด้วยในการที่จะนิรโทษกรรมกับ บุคคลที่ผมไม่อยากระบุชื่อ ไปกล่าวอะไรต่าง ๆ นานา มีบุคคลที่เขาก็มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วย แล้วก็เขาควรที่จะไม่เห็นด้วยอย่างมากด้วย ดังนั้นเรื่องนิรโทษกรรมแม้ผมเคยเห็นด้วย แต่ผมก็ยังเห็นว่าบรรยากาศตอนนี้ไปแล้วกลับกลายเป็นสร้างความขัดแย้ง🔗
อีกประการหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนไว้ก็คือเรื่องข้อสังเกตเกี่ยวกับกองทัพ ซึ่งอยู่ในข้อ ๘ ข้อสังเกตเกี่ยวกับกองทัพนั้นเป็นข้อที่เป็นปัญหามาโดยตลอด ถ้าท่านจะสร้าง ความปรองดองท่านต้องเริ่มมองฝ่ายหนึ่งด้วยความที่มีไมตรีจิตซึ่งกันและกัน แต่ถ้อยคำหรือ วิธีการมองกองทัพหรือทหารเป็นการมองด้วยความอคติ ด้วยความที่รู้สึกไม่ดีอย่างมาก ๆ แล้วเมื่อคนรู้สึกไม่ดีใช้วาทกรรมจงเกลียดจงชังกันอย่างนั้น มองทหารกลายเป็นอุปสรรค ทั้งสิ้น แม้กระทั่งไปถึงขนาดจะไปยุ่งเกี่ยวกับพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของเหล่าทัพ กำหนดว่า ให้ถวายสัตย์ว่าจะไม่ทำการปฏิวัติรัฐประหาร ท่านทำอย่างนี้เท่ากับท่านผลักดันให้กองทัพ กลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ทำไมท่านไม่ดูกองทัพในลักษณะที่🔗
หมดเวลาแล้ว ท่านไพบูลย์ครับ🔗
พอดีผมได้มาอีก ๓ นาทีครับ ท่านประธานชวนให้ไว้ ขอบคุณครับท่านประธาน ผมขออนุญาตใกล้ ๆ จบแล้วเพื่อที่จะให้ ไม่เป็นภาระกับท่านอื่น ๆ นะครับ🔗
ประท้วง เรื่องอะไรครับ🔗
ประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๙ ท่านผู้อภิปรายเอ่ยอ้างว่าท่านประธานก่อนหน้านี้ท่านให้เวลา ๑๐ นาที ผมคิดว่านั่นจะไม่เป็นกลางและไม่เป็นธรรมต่อท่านผู้อภิปรายท่านอื่นครับ ขอให้ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ🔗
ผมกำลัง เช็ก (Check) กับเจ้าหน้าที่ บังเอิญว่าผมเพิ่งมาเปลี่ยนกะกับท่านชวน ไม่เป็นไรอย่าเพิ่ง ประท้วงเลยครับ ผมถามเจ้าหน้าที่ดูก่อนว่าท่านชวนได้อนุญาตให้จริง ๆ หรือเปล่า ท่านไพบูลย์ครับ หมดเวลาแล้วนะครับ🔗
ถ้าอย่างนั้นก็ขอสรุปเท่านั้นเอง ว่าในการชุมนุมนักศึกษาใช้ ๓ นิ้วเป็นสัญลักษณ์ ผมก็มี ๓ นิ้วเหมือนกัน นิ้วที่ ๑ คือชาติ นิ้วที่ ๒ คือศาสนา นิ้วที่ ๓ คือพระมหากษัตริย์ ขอบคุณครับ🔗
จบแล้วนะครับ ต่อไปผมแจ้งชื่อล่วงหน้า ๔ ท่าน เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ท่านสมคิด เชื้อคง ท่านเทพไท เสนพงศ์ เชิญท่านสมชายครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตท่านประธานอภิปรายรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการสร้าง ความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่รายงานต่อสภาฉบับนี้ เรื่องความปรองดองทั้งในสภา และนอกสภาเราพูดกันมาหลายปีแล้ว แต่สิ่งที่มันเป็นอยู่และดำรงอยู่บนความเป็นจริง ความขัดแย้งมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ของสังคม แน่นอนครับความขัดแย้งทางการเมืองมันอาจจะมาจากแนวคิดหรือทฤษฎี ไม่ตรงกันก็นำมาสู่ความขัดแย้งได้ ความขัดแย้งที่อาจจะมาจากผลประโยชน์ทางการเมือง ที่ไม่ตรงกันก็ขัดแย้งได้ ระหว่างพี่น้องเกษตรกรกับกลุ่มทุนผูกขาดในระบบการค้าเกษตรกร สินค้าเกษตรก็เป็นผลพวงของความขัดแย้ง ความคิดเชิงวัฒนธรรมซึ่งเรานำแนวคิดเรื่อง คนเท่ากัน นั่นก็คือหลักคิดเรื่องประชาธิปไตย แน่นอนครับโครงสร้างและบรรทัดฐานของ สังคมนี้อาจจะมีความเชื่อเรื่องคนไม่เท่ากันอยู่ และสามารถสร้างอิทธิพลครอบงำทาง ความคิดถ่ายทอดสืบทอดกันมาอย่างยาวนานได้ก็จะเป็นความขัดแย้งซึ่งส่งผลทางการเมืองได้ แต่วันนี้ผมอยากจะวิจารณ์รายงานของคณะกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้ว่าสิ่งที่ท่านนำมาเสนอ ในหนังสือฉบับนี้เอกสารฉบับนี้มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ของความขัดแย้ง แล้วข้อศึกษา วิธีการศึกษาที่นำเอาบุคคลที่อยู่ในสถานการณ์ของความขัดแย้งตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนถึง ปัจจุบันนี้มาให้ข้อมูลให้สัมภาษณ์ เขาเหล่านั้นคือตัวแสดง เป็นแอกเตอร์ (Actor) ทาง การเมืองที่อาจจะเป็นระดับ ๑ ๒ ๓ ก็ได้ ไม่ใช่ตัวจริง ไม่ใช่ผู้กำกับ เพราะความขัดแย้ง ที่ดำรงอยู่ที่ผ่านมามันสะท้อนออกมาจากรายงานนี้แค่ปรากฏการณ์ของความขัดแย้ง ไม่ได้ศึกษาถึงโครงสร้างของความขัดแย้งที่เป็นจริงว่ามันคืออะไร แน่นอนครับหลังจาก การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ มีรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งที่ชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ คนร่างและการผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาทราบไหมครับว่าท่านวางระเบิดแล้ว เหยียบไว้ด้วยตัวเอง มันพร้อมที่จะระเบิดตลอดเวลาเพราะไม่ได้เอาความเป็นจริงที่สังคม ในอนาคตข้างหน้าต้องการไว้อยู่ ท่านคิดแต่ว่าจะรักษาโครงสร้างของอำนาจเก่า อิทธิพลเก่า ผลประโยชน์เก่าไว้กับท่าน ท่านคือวางระเบิดไว้ใต้เท้า มันจึงปรากฏการณ์มา ณ วันนี้ ผมยกตัวอย่างความขัดแย้งที่ไม่ลงลึกในทางเศรษฐกิจให้ได้ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๕๗ โครงการรับจำนำข้าว การพูดถึงการคอร์รัปชัน การพูดถึงการไม่มีธรรมาภิบาล มันแค่วาทกรรม เพื่อทำลายฝ่ายตรงกันข้าม แต่เรื่องเป็นจริงคือความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ของชาวนา กับกลุ่มทุนผูกขาดการค้าข้าวที่เอาหยาดเหงื่อแรงงานของชาวนาทั่วประเทศเป็นกำไร มาอย่างยาวนาน วันหนึ่งรัฐบาลคณะหนึ่งต้องการจะเอื้อมมือไปดูแลชาวนา อาจจะเรียกว่า เป็นการซับซิไดซ์ (Subsidize) หรือการหนุนช่วยด้านราคา แต่ใช้วิธีการพูดว่ารับจำนำข้าว ก็หมายความว่ารัฐบาลกำลังยื่นมือไปแย่งเนื้อมาจากปาก อาจจะเรียกว่าสุนัขให้มันเพราะ ๆ ก็ได้ วันนั้นผลพวงของเรื่องนี้มันจึงเกิดความขัดแย้งเป็นขบวนการใหญ่ที่ต้องการทำลายอำนาจ ทางการเมืองที่มาจากประชาชนให้ได้ เพราะไปทำลายผลประโยชน์ของกลุ่มทุนผูกขาด การค้าข้าว นี่คือเบื้องลึกของความขัดแย้งที่ยังซ่อนไว้ใต้รองเท้า ฉบับนี้ไม่ได้ศึกษา นี่เฉพาะ เรื่องนี้เรื่องเดียว เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือวันนี้ภายในเงื่อนไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นี่คือการที่คนกลุ่มหนึ่ง จำนวนน้อยของประเทศนี้ที่เคยเสวยสุข ไม่อยากให้ประชาชนได้มีส่วนรวมและมีอำนาจ อย่างแท้จริงในทางการเมือง นั่นก็คือพยายามที่จะบอกว่าประชาชนโง่ ไม่มีความสามารถที่จะ ปกครองบ้านเมืองนี้ได้ นี่คือรัฐธรรมนูญที่บอกว่าอำนาจทางการเมืองฉันไม่ยอมให้ประชาชน มาเป็นใหญ่ มันจึงมีบางคนพูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้เพื่อพวกเรา ได้ยินกันไหมครับ เบื้องลึกของความขัดแย้งหรือใต้ฐานรากของความขัดแย้งจริง ๆ เรื่องนี้ไม่ได้ศึกษา ก็ขอวิพากษ์วิจารณ์ไว้เพียงเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านธีรัจชัยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เอกซ์เปกโต พาโตรนุม (Expecto Patronum) สิ่งที่ผมพูด คือเป็นสิ่งที่นักศึกษาประชาชนได้พูดกล่าวไว้เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคมในการชุมนุม มันเป็นคาถา ของผู้พิทักษ์เพื่อปกป้องประชาธิปไตยที่มีความลึกซึ้งในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และความขัดแย้งทางการเมืองในยุคนี้ ในปัจจุบันนี้ ณ วันนี้ ความลึกซึ้งเป็นอย่างไรครับ ความลึกซึ้งก็คือเขามองถึงว่าคาถานี้เป็นการสะท้อนถึงแง่มุมส่วนลึกที่เป็นบวกของฝ่ายที่ ครองอำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบันมันจะต้องออกมา ไม่ใช่แง่มุมลบในการมาปราบ ในการคุกคาม ในการกำจัดน้อง ๆ นักศึกษา อยากจะสะท้อนถึงแง่มุมดี ๆ คาถานั้นเสกปั้นโดยคาถานั้น มาจากภาพยนตร์เรื่อง แฮรี พอตเตอร์ (Harry Potter) นี่คือการเคลื่อนไหวแบบใหม่ ใช้ความร่วมสมัยเข้ามาเคลื่อนไหวแต่ลึกซึ้งด้วยปรัชญาแนวคิดที่ลึกซึ้ง แล้วมองถึงฝ่าย มีอำนาจว่าจะมีความคิดด้านบวกอยู่ในส่วนลึกของจิตใจที่ออกมาใช้ในตัวนี้ มันสอดคล้องกับ รายงานฉบับนี้ที่ต้องการความสมานฉันท์ ถึงแม้ว่ารายงานฉบับนี้จะพูดในส่วนใหญ่เนื้อหา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๕๓ ถึงปี ๒๕๕๗ และถึงปัจจุบัน นั่นคือการเคลื่อนไหวสู่การ รัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๗ และมาถึงปัจจุบันซึ่งเป็นการครองอำนาจของรัฐบาลที่มา จาก คสช. และ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ผมเห็นด้วยกับแนวทาง ของกรรมาธิการที่ต้องการให้มีการนิรโทษกรรม แต่เป็นการนิรโทษกรรมที่เห็นแตกต่างบางส่วน ก็คือผมต้องการเห็นด้วยทั้งหมดในการแก้ไขนิรโทษกรรม ไม่ยกเว้นเฉพาะทุกอย่าง แต่เฉพาะคดีทุจริตก็ว่าคดีทุจริตไป แต่ทุกอย่างต้องเบ็ดเสร็จ การนิรโทษกรรม ที่คณะกรรมาธิการได้เสนอมานั้นพูดถึงกันก็คือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เรื่องหนึ่ง แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ถ้าต้นเหตุไม่ได้แก้ไข นิรโทษไปเดี๋ยวก็เกิดเหตุ ขึ้นมาใหม่ สาเหตุของประเทศไทยที่ยังติดปัญหาความขัดแย้งอยู่มันมีอยู่ ๔ เสา เสาที่ ๑ ก็คือความยุติธรรม ไม่ยุติธรรม ความยุติธรรมของเรามีหลากหลายมาตรฐาน คนมีอำนาจ จะไม่ค่อยผิดแม้ว่าความผิดทางการเมืองอะไรก็แล้วแต่ คนจนจะผิดเสมอถูกจัดเต็มเสมอ บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพเสมอแต่คนรวยนั้นอ่อน ในทางการเมืองจะมีฝ่ายที่ อยู่กับผู้มีอำนาจจะรอดพ้นจากการดำเนินคดีและถูกเสมอ นี่คือความยุติธรรมต้องปรับปรุง นั่นก็คือจะต้องให้กระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวนการนั้นยึดโยงกับประชาชน เพราะ ประชาชนคือชาติ ชาติคือประชาชน อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารของเรามีการตรวจสอบ ถ่วงดุลกันตลอด แต่อำนาจตุลาการไม่เคยมี อำนาจอัยการไม่เคยมี ตำรวจต่าง ๆ อยู่กับ อำนาจบริหาร สิ่งเหล่านี้จึงเกิดคดีบอสกระทิงแดง เกิดคดีอีกหลายคดี แล้วเกิดความ ลักลั่นในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่ผมอภิปรายไปเมื่อเช้า🔗
สิ่งที่ ๒ ก็คือทหารต้องไปทำหน้าที่ของตัวเอง เลิกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทหารต้องอยู่ในกรม กอง อย่าเข้ามา ไม่มีความสามารถในการบริหารประเทศอย่าเข้ามา ธุรกิจของทหาร ม้า มวย หวย ทีวี (TV) ต่าง ๆ ควรจะยุติเข้าไปทำหน้าที่ทหารอาชีพ ถ้าเป็น อย่างนี้ปัญหาโครงสร้างตรงนี้ก็จะแก้อีกเปราะหนึ่ง🔗
ประการที่ ๓ เสาที่ ๓ ก็คืออย่าให้เกิดความเหลื่อมล้ำในทุนผูกขาด นโยบาย ที่มาจากการรัฐประหารอย่าเอื้อต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ต้องลดให้กระจายมาสู่ทุนขนาดน้อย การพัฒนางบประมาณต้องจัดสรรลงสู่ประชาชนอย่างแท้จริงก็จะได้มีระบบหมุนเวียน เศรษฐกิจ ไม่ใช่กระจุกแต่กลุ่มทุนขนาดใหญ่และกลุ่มเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร ได้ประโยชน์นี้หรือนักการเมืองบางส่วนที่ได้ประโยชน์นี้🔗
๕๐ งบประมาณให้เขาจริง ๆ แต่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น ถ้า ๔ เสาเหล่านี้ได้การปฏิรูปขึ้นมา เปลี่ยนแปลงขึ้นมาความขัดแย้งจะลดอย่างฮวบฮาบ และจะเกิดความสมานฉันท์ ปรองดอง ขึ้นมาเอง ผมเรียนอย่างนี้นะครับ คนที่ไม่เห็นอันตรายต่อเผด็จการก็คือคนที่ได้ประโยชน์ หรืออยู่ข้างเดียวกับเผด็จการ เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) ได้กล่าวไว้ในส่วนนี้ ผมคิดจริง ๆ ผมไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับเผด็จการครับ ผมอยู่ตรงข้ามกับเผด็จการ ผมไม่ได้ ประโยชน์ แล้วก็รังเกียจเผด็จการ และถึงเวลาหรือยังครับที่ประเทศไทยนั้นเราจะต่อสู้ เพื่อเอาชนะเผด็จการ เราในฐานะนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เราถึงคราวหรือยัง ที่จะไม่ต้องแก้ปลายเหตุ มานิรโทษกรรมทีละนิด ๆ แต่แก้ปลายเหตุอย่างนี้ เราแก้โครงสร้าง ได้ไหม เราแก้ที่ดันทหารกลับไปอยู่กรม กองได้ไหม เราแก้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อย่างจริงจังได้ไหม เราแก้ทุนผูกขาดได้ไหม และเรากระจายอำนาจไปให้ประชาชน อย่างแท้จริงได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เราจะทำ ผมคิดว่าผมก็จะทำและ จะสู้ต่อไป ไม่มีวันถดถอย เพื่อจะไม่ต้องมาศึกษาเรื่องการปรองดองอะไรกันอีก ด้วยความ เคารพขอฝากพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน เราไม่ว่าอยู่ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เราถึง เวลาหรือยัง เด็ก ๆ น้อง ๆ นิสิต นักศึกษา เขากล้าที่ออกมายืนข้างหน้า ไม่กลัวคุกตาราง ไม่กลัวตาย แล้วเราจะอยู่เบื้องหลังเขาหรือครับ แล้วมารับตำแหน่งอย่างนี้สภาผู้แทนราษฎร หรือครับ เราไม่ช่วยกับเขาหรือครับในการเคลื่อนไหวตรงนี้ แล้วขุดสำนึกจุดด้านบวกของที่ดี ของผู้มีอำนาจปัจจุบันนั้นให้ออกมารับสภาพ อย่าสืบทอดอำนาจ อย่ารักษาอำนาจยาวไกล อีกเลย แต่ละคนก็อายุมากแล้วครับ ๗๐ ปี ๘๐ ปี จะมีอำนาจไปถึงไหน จะกินสักกี่มื้อ จะเอาอำนาจไปทำอะไร ถอยขึ้นมาวางระบบประเทศให้คนรุ่นหลังเขาเติบโต เขามีอนาคต เขาเติบโตขึ้นมาโดยรากฐานชีวิตที่ดี ทำไมเราไม่ทำ เราเป็นนักการเมืองสักครั้งหนึ่งทำสิครับ ผมขอฝากด้วยความเคารพครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านสมคิด เชื้อคง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กราบขอบคุณท่านประธานครับที่ได้ให้โอกาสอภิปรายเกี่ยวกับรายงานพิจารณาการศึกษา แนวทางการสร้างความปรองดอง ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เป็นผู้นำเสนอ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า หลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายเรื่องความปรองดองไปเยอะ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะเรียน ท่านประธานว่าการปรองดองมันต้องมีสาเหตุมาจากเบื้องต้น มันต้องมีต้นเหตุก็คือเรื่อง ไม่ปรองดอง มันถึงจะมาเรื่องนี้ ผมเรียนอย่างนี้ว่าในฐานะที่เคยอยู่ในเหตุการณ์กฎหมาย เกี่ยวกับการปรองดอง หลายครั้งที่เราเคยเสนอ ผมยกตัวอย่างว่าเมื่อสภาสมัยที่แล้ว ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ ก็มีกฎหมายเรื่องปรองดองเข้ามาสู่สภาอยู่หลายฉบับ ฉบับที่เด่น ๆ ก็มีอยู่ ๕ ฉบับนะครับ ฉบับของ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้ที่ยึดอำนาจ แต่ว่าพอท่านมาอยู่ ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ท่านก็ได้นำเสนอเรื่องปรองดอง แปลกไหมครับท่านประธาน คนยึดอำนาจเมื่อเดือนกันยายน ปี ๒๕๔๙ พอเข้าสภาปี ๒๕๕๔ ปรากฏว่าท่านเขียน พ.ร.บ. ปรองดองเข้ามาในสภา บรรยากาศวันนั้นถ้าท่านประธานอยู่ ท่านก็คงดูภาพออก เหมือนระเบิดลงสภาเลยนะครับ วุ่นวายกันไปหมด ทุกคนไม่ยอมรับ หลายฝ่ายไม่ยอมรับ เพราะอะไรครับ เพราะผมก็มองว่าอาจจะยังไม่ตกผลึกทางความคิด ความขัดแย้งก็ยังมี ทั้ง ๆ ที่ความต้องการของ พลเอก สนธิ นั้นที่เข้ามาโดยภาพภาพรวมผมสิต้องไม่รับ เพราะอยู่ในอีกกลุ่มหนึ่ง พลเอก สนธิ เป็นฝ่ายที่จะยึดอำนาจ ต้องขออภัยที่เอ่ยชื่อท่าน เพราะเรื่องนี้ท่านเป็นผู้ดำเนินการ อีกฉบับหนึ่งก็ของท่าน ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง อีกฉบับหนึ่งก็ของคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อีกฉบับก็ของท่านนิยม วรปัญญา ฉบับที่เข้าไปและมีปัญหาอีกฉบับหนึ่งซึ่งผมร่วมอยู่ด้วยคือฉบับของนายวรชัย เหมะ ซึ่งพอเข้าสภาก็เกิดปัญหาอย่างที่ว่า ก็นำมาสู่กระบวนการ กปปส. นำมาสู่กระบวนการ ซึ่งกล่าวขานกัน ลักหลับบ้าง ปรองดองเอื้อพวกพ้องบ้าง ทั้ง ๆ ที่ในเนื้อหา พ.ร.บ. ที่จะ ปรองดองนั้นเป็นเนื้อหาไม่เอาผิดกับผู้ชุมนุมในเงื่อนไขทางการเมือง คล้าย ๆ กัน เขียนคล้ายกันเกือบหมด ของท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นั้นท่านเขียนทำนองว่าชุมนุม ทางการเมืองระหว่างวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๘ ถึงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ หากมีการ กระทำใดที่เป็นความผิดก็ให้ถือว่าไม่เป็นความผิด อันนี้คือทางการเมืองล้วน ๆ ของคุณวรชัย ที่มีปัญหาอย่างที่พี่น้องทั้งหลายที่ดูอยู่ แล้วก็ท่านกรรมาธิการที่อยู่ข้างบนก็รู้หลายท่านว่า เหตุการณ์มันเกิดอย่างไร ที่มีปัญหาหนึ่งตอนเสนอก็เสนอคล้าย ๆ กัน ผู้มีเหตุจูงใจทาง การเมือง เราจะต้องให้สิทธิเขาว่าเขาไม่ได้คิดจะกระทำผิด เพียงแต่ว่าทางการเมืองความเชื่อ ทุกคนเชื่อไม่เหมือนกัน แต่มาเขียนฆ่ากัน มาประหัตประหารกันด้วยความคิดแปลกแยก นี่คือบอกว่าวันนี้คณะกรรมาธิการชุดนี้เสนอเข้ามา ข้อสังเกตหลายอัน ผมก็เชื่อว่าท่านที่อยู่ เป็นกรรมาธิการท่านก็ทราบเรื่องดี แต่อยากจะทำให้เห็นว่าวันนี้ผมเห็นด้วยในข้อเสนอที่จะ ทำเรื่องปรองดองกัน มันถึงเวลาแล้วครับ เมื่อก่อนผมก็พูดแบบนี้แหละมันถึงเวลา เริ่มต้น ก็คือว่าความจริง คสช. ที่เข้ามายึดอำนาจ ใครที่ไม่ถูกกระทำไม่ทราบหรอกครับ ใครที่ ไม่ถูกเรียกไปปรับทัศนคติก็ไม่ทราบว่ามันเป็นอย่างไร ผมอาจจะโดนน้อยหน่อย ๒-๓ ครั้ง แต่ก็มีความรู้สึกว่าเราไม่มีอิสรภาพ เราไม่ได้ทำผิดอะไร พอดีรัฐบาล คสช. พลเอก ประยุทธ์ พลเอก ประวิทย์ เป็นคนนำทีมที่จะทำเรื่องปรองดอง ผมเห็นผมก็รับได้ ก็เชิญผู้แทน เชิญ ส.ส. เชิญอะไรไป อดีตทั้งหมดเข้าไปอยู่ในค่ายบ้าง ไปพูดจากันที่ศาลากลางบ้าง หลายกลุ่มได้เข้าไปโดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทำ แต่เรื่องนั้นก็เงียบก็หายไปเลย จนกระทั่ง มีการเลือกตั้งมันก็ยังไม่เดินทางต่อ เพราะฉะนั้นการไม่เดินทางต่อเหล่านั้นความปรองดอง ไม่เกิดขึ้น ผมก็เคยพูดในแห่งนี้หลายครั้งว่าการปรองดองไม่มีอะไรมากหรอกครับ พูดกัน ด้วยเหตุด้วยผล พูดกันด้วยภาษาดอกไม้ ไม่ใช่มึงวาพาโวยมันไม่มีทางปรองดองได้ เคารพ เหตุผลซึ่งกันและกัน ถ้าไปแบ่งกลุ่มแบ่งเหล่าว่าคนนี้ได้คนโน้นไม่ได้ ทำไม่ได้หรอกครับ ช่วงหลายปีมานี้ผมเทียวขึ้นศาลกับเข้าคุก ไปเยี่ยมเพื่อนในคุก เห็นแล้วสะท้อนใจเหมือนกัน ผมไม่ได้ดีใจเลยว่าฝ่ายไหนติดคุก กลุ่มไหนเสียชีวิต ผมไม่เคยดีใจ กลุ่มไหนติดคุก เราก็แสดงความเห็นใจ ไม่ได้พูดเอาเท่ห์นะครับ นี่นิสัยผม คือเราเองอยากเห็นบ้านเมือง มันเดินหน้าไปด้วยกัน การศึกษากฎหมายฉบับนี้ผมอ่านความเห็นหลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะ ท่านที่เกี่ยวข้องทางการเมืองทั้งหลาย ผมก็เชื่อว่าได้ช่วยให้บรรยากาศมันดีขึ้น บ้านอื่นเมืองอื่น รบกันจะเป็นจะตายเขาก็ยังปรองดองได้ ของเราคนไทยด้วยกันต้องพูดจากันรู้เรื่อง ขอให้ ทุกคนถอยคนละก้าว ผู้ที่ถูกกระทำเขาถอยอยู่แล้ว แต่ผู้ที่กระทำต้องฝึกถอย ไปสะกดคำว่า ถอย ให้เป็น กลุ่มที่คิดกลาง ๆ ไม่มีปัญหา ท่านกรรมาธิการทั้งหลายก็รู้กลุ่มที่คิดกลาง ไม่มีปัญหา แต่กลุ่มที่สุดโต่งต้องเดินมาหากัน ผมก็ดีใจในเอกสารเล่มนี้มีทุกกลุ่มเข้ามาพูดคุย เพราะฉะนั้นผมก็ยังมองเห็นว่าน่าจะเป็นแนวทางที่ดีในการที่จะร่วมมือกันอย่างจริงจังที่จะ ทำให้ประเทศนี้เดินหน้าไปด้วยกัน บรรยากาศบ้านเมืองทุกวันนี้มันมาเร็ว เปลี่ยนเร็ว ไปเร็ว พวกเราต้องรีบสนองความต้องการของสังคม สนองความต้องการของคนทั่วไปว่าบ้านเมือง ก็กำลังแย่ เศรษฐกิจก็แย่ ทุกอย่างก็แย่ไปหมด มีบางเรื่องที่ให้ประชาชนชื่นใจสักเรื่องได้ไหม ผมก็ถือว่าเรื่องนี้พอที่จะให้พี่น้องประชาชนได้ชื่นใจ ไม่รบกวนเวลาท่านประธานมาก ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเทพไท เสนพงศ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมการทำงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชน ซึ่งได้มีผลงานมาสู่สภาแห่งนี้อยู่เป็นประจำ ตั้งแต่สมัยประธานกรรมาธิการ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ต่อเนื่องมาถึงประธานกรรมาธิการ คุณสิระ เจนจาคะ ต้องเรียนกับท่านประธานว่าได้โดยดูเนื้อหารายงานฉบับนี้แล้วก็ต้องบอกว่าตรงประเด็น แล้วก็ตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองจริง ๆ ทันต่อเหตุการณ์ ข้อสังเกตทั้งหมด ผมคิดว่าสามารถที่จะนำมาใช้ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันได้ แล้วเป็นความเห็น ที่ค่อนข้างจะรอบด้าน เพราะกรรมาธิการชุดนี้ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่ครบทุกกลุ่ม ทุกคนก็ตาม แต่ว่าอย่างน้อยก็มี ๑๐ กว่าท่าน ซึ่งดูรายชื่อแล้วท่านประธานก็คงเห็นว่าเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องและเป็นผู้นำทาง ความคิดของการชุมนุมแทบทั้งสิ้น แต่วันนี้ที่อยากจะอภิปรายแสดงความเห็นก็คือเกี่ยวกับ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ทั้งหมดมี ๙ ข้อ ซึ่งตั้งแต่ ๑. การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ ประชาชนและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒. การนิรโทษกรรม ๓. เรื่องกระบวนการยุติธรรม ๔. เรื่องการรักษาบรรยากาศของการปรองดอง สมานฉันท์ ๕. ข้อสังเกตเกี่ยวกับสื่อ ๖. ข้อสังเกตเกี่ยวกับการเยียวยา ๗. การแสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษ ๘. ข้อสังเกต เกี่ยวกับกองทัพ และ ๙. ข้อสังเกตเกี่ยวกับการชุมนุมและสิทธิผู้ชุมนุม ใจจริงก็อยากจะ อภิปรายทั้ง ๙ ข้อครับท่านประธาน แต่ว่าด้วยเวลา ๗ นาที ขออภิปรายแค่ ๒ ข้อ เป็นประเด็นหลักก่อน ประเด็นแรกก็คือเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและแก้ไข รัฐธรรมนูญ ต้องเรียนว่าเป็นข้อสังเกตที่ตรงใจผมมากครับ ผมเองต้องเรียนกับท่านประธาน ว่าได้ต่อสู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ แต่ว่าถ้าหากว่าจะเกินไปถึงการแต่งตั้ง ส.ส.ร. เพื่อให้ ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็ไม่ขัดข้องครับท่านประธานแต่ว่าอันดับแรกก็ต้องแก้ไข มาตรา ๒๕๖ ก่อน เพราะนี่คือกุญแจหรือว่าเราต้องสะเดาะกุญแจอันนี้ออกก่อนเพื่อที่จะ นำไปสู่การแก้ไขมาตราอื่น ๆ ครับ ส่วนเรื่องการตั้ง ส.ส.ร. แน่นอนที่สุดครับท่านประธาน ก็คงจะใช้เวลาพอสมควร ก็ต้องเรียนว่าบางคนก็อาจจะว่าไม่ทันใจ ไม่ทันสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเรียกร้องของนักศึกษาให้มีการยุบสภา ก็ต้องเรียนว่าถ้าหากว่ามีการ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็คงใช้เวลานานเป็นปีครับ ผมก็เห็นเพื่อนอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ขอประทานโทษที่เอ่ยนามคือ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ท่านก็บอกว่า ท่านจะร่างรัฐธรรมนูญแผ่นเดียว แล้วก็ขอให้นำรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ มาใช้ แล้วก็ยุบ สภาเลือกตั้ง ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมไม่ขัดข้องนะครับ ผมไม่รังเกียจกับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ แต่ว่าผมต้องคิดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีช่องโหว่ค่อนข้าง จะเยอะ รัฐธรรมนูญที่อุดช่องโหว่ของฉบับปี ๒๕๔๐ ได้ก็คือรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นะครับ เพียงแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีที่มาไม่สง่างาม เพราะมันเป็นการร่างโดย คมช. แต่ว่าก็ผ่านประชามติ ซึ่งค่อนข้างที่จะสมบูรณ์มากกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าจะรวบรัดตัดความเพื่อที่จะให้เกิดความสมบูรณ์และเกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว ผมไม่ขัดข้องถ้าหากว่าที่จะนำรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติและฉบับที่สมบูรณ์ขึ้นมาครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ที่จะอภิปรายก็คือเรื่องการนิรโทษกรรม ต้องเรียนกับท่านประธาน ข้อเสนอของกรรมาธิการชุดนี้ นิรโทษกรรม เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้น ห้วงเวลา ปี ๒๕๔๘ จนถึงปัจจุบัน ๑๖ ปีครับ ไม่ใช่ ๑๖ ปีแห่งความหลังครับ ๑๖ ปีจนถึง ปัจจุบันด้วยครับท่านประธานครับ ก็ต้องเรียนว่ามันก็ต่อเนื่องมาเป็นยาวนาน ผมเห็นด้วย กับการนิรโทษกรรมคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เห็นต่างทางการเมือง ความคิดต่าง ทางการเมืองแน่นอนท่านประธานเห็นต่างกันได้ แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอาฆาตมาดร้าย เอาเป็นเอาตายกัน มันแค่เป็นความคิดที่เราแตกต่างกันและหลากหลายกัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นความสวยงาม ในระบอบประชาธิปไตยครับ ข้อ ๒.๒ บอกนิรโทษกรรมคดีการเมืองและคดีอาญาที่มีมูลเหตุ จูงใจทางการเมือง ยกเว้นคดีความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และคดีทุจริต อันนี้ก็เห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย คดีการเมืองแล้วก็คดีอาญาที่มีมูลเหตุทางการเมือง แต่ว่ากรรมาธิการตั้งข้อสังเกตยกเว้นการกระทำผิดตามมาตรา ๑๑๒ เมื่อก่อนผมขอเรียนกับ ท่านประธาน มาตรา ๑๑๒ ผมก็ไม่อยากจะให้มีการนิรโทษกรรม เพราะว่ามันเป็นเรื่อง ละเอียดอ่อน แต่ว่าไม่กี่วันที่ผ่านมาถ้าท่านประธานเห็นท่าทีของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อเรื่องมาตรา ๑๑๒ ท่านประธานก็จะเห็นได้ชัดนะครับ พลเอก ประยุทธ์พูดในสื่อนะครับ พลเอก ประยุทธ์เผยในหลวงทรงมีพระเมตตาไม่ให้ใช้มาตรา ๑๑๒ อย่างน้อยก็สื่อหลายฉบับ ขึ้นเรื่องนี้ขึ้นมา แสดงเจตนาว่าไม่ให้มีการใช้มาตรา ๑๑๒ ครับ ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์บอกว่า อยากบอกคนไทยว่าวันนี้มาตรา ๑๑๒ ไม่ได้ใช้เลย เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง พระเมตตาไม่ให้ใช้ นี่คือสิ่งที่ท่านทรงทำให้แล้ว ก็เรียนกับท่านประธานว่าเมื่อไม่มีการใช้ มาตรา ๑๑๒ อีกต่อไป คนที่กระทำความผิดในมาตรา ๑๑๒ ที่ผ่านมาก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะ ไม่นิรโทษกรรมให้เขาด้วย ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้ผมอยากจะให้เพิ่มการนิรโทษกรรมครอบคลุม ไปถึงคดีทางการเมือง คดีอาญาผู้ที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง แล้วก็ผู้กระทำผิดมาตรา ๑๑๒ ส่วนคดีทุจริตอันนี้ถือว่าเป็นคดีความตามกฎหมายอาญา คดีทุจริตตามกฎหมาย ป.ป.ช. อันนี้ไม่ว่ากันครับ เพราะฉะนั้นฝากเรียนกับท่านประธานว่าผมเองสนับสนุนรายงานของ คณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับทั้ง ๙ ข้อ แล้วก็ขอบคุณสำหรับผลงานดี ๆ ที่คณะกรรมาธิการ ชุดนี้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญอีก ๔ ท่านนะครับ ท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา ท่านสุทิน คลังแสง นางสาวเบญจา แสงจันทร์ แล้วก็ตามด้วยท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ และท่านกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาแทนราษฎร จากจังหวัดพิษณุโลก พรรคก้าวไกล ผมอยากจะขอขอบคุณทางกรรมาธิการนะครับ เพราะรายงานฉบับนี้มาในจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งนะครับ ถึงแม้จะเป็นการศึกษา เพราะรายงานฉบับนี้มาในจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งนะครับ ถึงแม้จะเป็นการศึกษา ก่อนหน้าที่จะมีการชุมนุมใหญ่หรือชุมนุมอย่างกระจัดกระจายอยู่ในทั่วประเทศตอนนี้ กว่า ๑๐๐ ที่แล้วนะครับ ผมขอสนับสนุนข้อสังเกตของกรรมาธิการนะครับ และด้วยเวลาที่จำกัด ผมขอสนับสนุนอย่างน้อย ๓ ข้อด้วยกัน ความปรองดองที่จะเกิดขึ้นนี้แน่นอนจะต้องมาจาก การทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไปแล้วผมคงไม่พูดถึงความสำคัญนะครับ แต่ผมเสนอว่าเราจะต้องเติมคำว่า เร่งด่วนเข้าไปด้วย ตอนนี้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดูเหมือนว่าที่เป็นความต้องการ ของหลายพรรคการเมืองและเกือบจะทุกพรรคการเมือง แต่ดูเหมือนว่ามีกระบวนการที่จะ ทำให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ถูกดีเลย์ (Delay) ไปเรื่อย ๆ และท่านประธานครับ ความล่าช้าเหล่านี้เองยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังประสบอยู่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นได้สร้างปัญหามากมายมหาศาล ที่ทำให้อำนาจที่มาจาก การแต่งตั้งทำให้ประชาชนในประเทศนี้หมดความหวังที่จะใช้ชีวิตต่อไป เราจะอยู่ในประเทศนี้ อย่างไรครับที่คนเป็นจำนวนมาก อาจจะมากกว่าครึ่งหนึ่งไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้งนะครับว่า ถ้าเลือกตั้งอีก ๒ ปี ๘ เดือนข้างหน้านี้ พวกเขาจะมีประโยชน์หรือไม่เมื่อเสียงของเขา ไม่ได้รับความเคารพ เพราะอำนาจที่มาจากการแต่งตั้งยังอยู่ครบถ้วน พวกเขาไม่มีความ เชื่อมั่นในการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นว่าการโกงการเลือกตั้ง หลักฐานทุจริตต่าง ๆ นั้นจะนำพาไปสู่ คดีความหรือไม่ อย่างเช่นที่จังหวัดลำปางได้เกิดขึ้น พวกเขาหมดความหวังในการเลือกตั้งท้องถิ่น ท่านประธานครับ รัฐบาลให้ความเห็นเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นกลับไปกลับมา จนตอนนี้ ประชาชนเชื่อแล้วครับว่าไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นครับ ตอนนี้เราอยู่ในยุคเดียวกับที่ คสช. ประกาศเลื่อนเลือกตั้งได้ตามใจชอบ กฎหมายพวกนี้ทำให้ประชาชนมากมายมหาศาล ในประเทศนี้มองไม่เห็นว่าชีวิตที่ปกติสุขในประเทศนี้หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะกฎเกณฑ์ และกลไกในประเทศนี้บิดเบี้ยวไปหมด ผมเชื่อว่าวันนี้ทุกคนถ้าไปเดินถนนตอนกลางคืน และถูกรถซูเปอร์คาร์ (Super car) ชนนะครับ พวกเขาคิดในใจว่าตายฟรีแน่นอน เพราะไม่มีความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของประเทศนี้เรียบร้อยแล้ว นี่เราอยู่ในประเทศแบบนี้ครับท่าน เพราะฉะนั้นความปรองดองเกี่ยวข้องกับกลไกที่อยู่ใน รัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนแน่นอน แล้วถ้าเราไม่เพิ่มความเร่งด่วน ความจริงใจในการแก้ไข รัฐธรรมนูญร่วมกัน แน่นอนเราคงจะไปพูดถึงรัฐบาลให้ยุบสภาก็คงจะยาก เดี๋ยวตอน อภิปรายไม่ไว้วางใจก็เจอกัน แต่ว่าตอนนี้อำนาจในนิติบัญญัติพวกเราต้องร่วมกันแก้ไข รัฐธรรมนูญ นี่คือความเร่งด่วน ไม่ใช่แค่จะแก้ไขปัญหาระยะยาวได้เท่านั้น แต่จะช่วยชีวิต ของคนตอนนี้ที่กำลังเสี่ยงอยู่บนถนนได้ด้วย ท่านประธานครับ ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม แน่นอนผมจะพูดอย่างตรงไปตรงมา หลายข้อเรียกร้องคนส่วนหนึ่งฟังแล้วไม่สบายใจ แต่ถ้าเราเชื่อมั่นว่านี่คือคนไทยที่จะอยู่ร่วมกับแผ่นดินของเราต่อ ข้อเรียกร้องเหล่านั้นจะต้อง ถูกนำมาพิจารณาในพื้นที่ที่ปลอดภัย ในพื้นที่ที่มีเสรีภาพ ในพื้นที่ที่สามารถใช้หลักวิชาการ พูดคุยกันได้ แต่เนื่องจากพื้นที่นั้นไม่มีครับ ก็เลยต้องไปปรากฏอยู่ในพื้นที่ของการชุมนุม สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราจะช่วยให้ประเทศนั้นผ่านพ้นวิกฤติได้ถ้าเปิดให้มี ส.ส.ร. แล้วทำให้ ความเข้าใจหรือแม้แต่ความขัดแย้งทุกอย่างในประเทศนี้ถูกนำมาสร้างฉันทามติร่วมกัน และเราใฝ่ฝันอย่างนี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เกิดขึ้นคนรุ่นเก่าเห็นแล้วก็สบายใจ คนรุ่นใหม่ เห็นแล้วก็รู้สึกอยู่ในประเทศนี้อย่างมีอนาคต ผมพูดถึงการถกเถียงทุกหมวด ทุกมาตรา ไม่ใช่เป็นการก็อปปี เพสต์ (Copy paste) ในหมวดที่เราบอกว่าห้ามแตะต้อง แล้วก็ค่อยไปคุยกันเรื่องอื่น แต่ผมคิดว่าทุกหมวดสามารถนำมาคุยกันได้ด้วยเจตนารมณ์ที่ดี ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์และพูดคุยหาฉันทามติร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นข้อเรียกร้องที่นำไปสู่ เงื่อนไขของกลุ่มที่ต้องการใช้ความรุนแรง การเจรจาเกิดขึ้นได้ตลอดครับ แต่ตอนนี้เราต้อง เลือกว่าเราจะให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นก่อนจนทุกคนเสียหายแล้วค่อยเจรจา หรือเราเห็น ความเสียหายมาพอแล้ว แล้วเราเจรจาร่วมกันในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ร่วมกัน🔗
ข้อสังเกตที่ ๒ คือข้อสังเกตเกี่ยวกับสื่อ ท่านประธานครับ ในวันที่เราพยายาม พูดคุยกันอย่างสันติในสภาแห่งนี้ สื่อมวลชนบางช่องกลับใช้ถ้อยคำที่รุนแรง มีข้อกล่าวหา และยังไม่เคยมีความรับผิดชอบเลย เช้านี้ผมดูช่องหนึ่งผู้ประกาศบอกว่าหัวหน้าพรรคผม เป็นพวกอีแอบอยู่เบื้องหลังการชุมนุมในการที่สนับสนุนทั้งแนวคิด ทุนทรัพย์ ท้าทาย แล้วเป็นต้นเหตุของการจาบจ้วงเบื้องสูง นี่พูดในการออกอากาศนะครับ แล้วก็เรียกนักศึกษา ว่าไอ้พวกนี้ มีการพูดถึงพวกอาจารย์ที่ลงชื่อสนับสนุนนักศึกษาให้ออกมาที่ม็อบ (Mob) ท้าทายว่าออกมาสิ ออกมาสิ ท่านประธานครับ เราปล่อยให้สื่อมวลชนแบบนี้อยู่ในประเทศ ได้อย่างไร ผมไม่ได้บอกว่าพวกเขาแสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้นะครับ แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยได้เลยครับ แต่กลับกลายมาเป็นทำหน้าที่ราวกับเหตุการณ์ แบบ ๖ ตุลา ในสื่อแบบดาวสยามที่จะปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังแตกแยก เรื่องนี้ผมคิดว่า สภาของเราจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบ🔗
และข้อสุดท้ายนะครับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่กลายเป็นเครื่องมือในการ ฟ้องร้องทุกคดี ผมกำลังจะพูดถึงกรณีของคุณธเนตร อนันตวงษ์ ถูกข้อหาตามกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ในกรณีที่นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ โดน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ในการวิจารณ์ คสช. โดนคุกเข้าไป ๓ ปี ๙ เดือน โดยที่ศาลอาญาพิพากษาทีหลังว่าเขาบริสุทธิ์ ๓ ปี ๙ เดือนนี้พ่อเขาเสียชีวิตด้วยนะครับ ไม่มีโอกาสได้เห็นคุณพ่อที่จะเสียชีวิตไป แต่โชคดี เขาได้ค่าชดเชยวันละเท่าไรครับท่านประธาน วันละ ๕๐๐ บาท ประเทศอย่างนี้หรือครับ เราจะอยู่กันอย่างปรองดอง ในเมื่อความยุติธรรมของคนเล็กคนน้อยถูกขยี้ไม่มีชิ้นดีแบบนี้🔗
สุดท้ายนะครับ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการชุมนุมและสิทธิของ ผู้ชุมนุม ผมอยากจะเห็นเจ้าหน้าที่จริงใจตอบในห้องกรรมาธิการว่าไม่คุกคามนักศึกษา นอกห้องไปคุกคาม เรื่องนี้ผมเองก็รับไม่ได้ แล้วผมอยากจะขอขอบคุณ ช่วงสุดท้าย เกินเวลานิดเดียวนะครับ สถาบันการศึกษาที่อำนวยความสะดวกให้กับการแสดงความคิดเห็น อย่างเสรีและปกป้องว่าการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษาและผู้ชุมนุมในสถาบันการศึกษา สามารถทำได้ ผมอยากใช้เวทีนี้ในการขอบคุณด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปเชิญ คุณเบญจา แสงจันทร์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พูดถึง เรื่องการปรองดองก็อดไม่ได้ที่จะต้องย้อนกลับไปดูว่ารัฐบาลเผด็จการทหารในยุค คสช. ที่ผ่านมาซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยอ้างว่าเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองและ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ต้องถามนะคะว่ารัฐบาล คสช. คืนความปรองดองให้กับสังคม จริงหรือไม่ กับการใช้งบประมาณไปกว่า ๑,๓๐๐ ล้านบาท ในช่วง ๓ ปี แล้วได้เพียงแค่ ตุ๊กตาน้องเกี่ยวก้อยกลับมาตัวหนึ่งเพื่อคืนความปรองดองให้สังคม แล้วสุดท้ายเราได้เห็น ความปรองดองหรือการปฏิรูปในยุคสมัยของ คสช. จริงหรือไม่คะ ตอบได้คำเดียวว่าไม่ เราไม่เห็นการปรองดองในช่วงยุครัฐบาล คสช. ที่ผ่านมา เราไม่เห็นความจริงใจของการ ส่งเสริมการปรองดอง นอกจากการไล่จับ ไล่ฟ้องร้องคนเห็นต่าง และไม่มีทางมองเห็น แสงสว่างของการปรองดองได้เลย ถ้านายกรัฐมนตรียังคงชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ซึ่งเป็น คนที่เข้ามาสร้างความขัดแย้ง จากรายงานในการสร้างการปรองดองของคนในชาติทั้งหมด ๔๐ กว่าหน้า ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ดิฉันเห็นด้วย และขอตั้งข้อสังเกตในการแสดงความคิดเห็นต่อการสร้างความปรองดองต่อสภาแห่งนี้ค่ะ🔗
ประการที่ ๑ เรื่องเร่งด่วนที่เราต้องทำ นั่นก็คือดิฉันเห็นว่าควรจะต้องมีการ ลดความขัดแย้งเฉพาะหน้าเพื่อสร้างความปรองดองในอนาคต นั่นคือการที่พวกเราทุกคน ต้องตระหนักถึงการเรียกร้องของนักศึกษา เยาวชนคนหนุ่มสาว พี่น้องประชาชนที่อยู่ ข้างนอกสภานั้นว่าเป็นการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์แห่ง เจเนอเรชัน (Generation) ของความคิดแห่งยุคสมัย ซึ่งความเคลื่อนไหวแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะในประเทศไทย เกิดขึ้นทั่วโลก ดังนั้นการพูดคุยกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ คนหนุ่มสาว เราต้องไม่ใช้วิธีการบังคับ ต้องไม่ชี้นำ ไม่ครอบงำเขา ไม่ใช้คำสั่งห้ามคิด ห้ามสงสัย เราต้องเป็นผู้ซึ่งต้องทำหน้าที่รับฟังพวกเขา และเราต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของการ สร้างความเกลียดชัง โดยเฉพาะกับเยาวชนรุ่นหนุ่มสาวที่มีการชุมนุมเรียกร้องในหลายพื้นที่ ในเวลานี้ รัฐบาลที่เป็นคู่ขัดแย้งของผู้ชุมนุมโดยตรง ท่านต้องไม่ชี้นำสังคมและท่านเป็น ผู้บังคับใช้กฎหมายอยู่ เพราะฉะนั้นท่านต้องรับฟังความเห็น ข้อเสนอของผู้ชุมนุม อย่างจริงใจ มีสติ มีวุฒิภาวะและต้องอดทนอดกลั้นต่อข้อเสนอที่อาจจะไม่ถูกใจท่านนัก รวมถึงสื่อมวลชนด้วยที่จะต้องรายงานข่าวตามความจริงและข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ยุยงปลุกปั่นให้เกิดการเกลียดชังและต้องนำเสนอข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน รัฐก็ต้องมีหน้าที่ ที่จะปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนด้วยนะคะ ต้องไม่กระทำการที่มีลักษณะข่มขู่คุกคามต่อนักศึกษา ประชาชนและอาจารย์ นักวิชาการ ต่าง ๆ แบบที่รัฐกำลังทำอยู่ในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องรับฟังความคิดเห็นต่างจาก ทุกคน หยุดมองประชาชนเป็นศัตรู ไม่กล่าวร้าย ไม่ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง และต้อง ไม่สร้างความรุนแรง รัฐต้องให้ความคุ้มครอง สร้างความปลอดภัยให้กับชีวิตของประชาชน อย่างเสมอภาคเท่าเทียม ไม่ควรมีใครต้องถูกอุ้มหายและถูกไล่ล่าหรือถูกขู่ฆ่าจากการทำร้าย เพราะว่ามีการแสดงออกที่ไปขัดใจกับรัฐเท่านั้น ดังนั้นดิฉันขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ลงไป รับฟังปัญหา พูดคุยอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็พูดคุยอย่างฉันมิตร อย่างจริงใจ ลงไปรับฟัง ด้วยตัวเอง เหมือนอย่างที่นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ได้เดินสายไปพบสื่อมวลชนด้วยตัวท่านเองมาแล้ว🔗
ประการที่ ๒ เรื่องที่จำเป็นอย่างมากก็คือในรายงานฉบับนี้พูดถึงเรื่องของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญและยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็น และต้องเร่งดำเนินการ ไม่มีใครในที่นี้ที่ไม่เห็นด้วย ทุกคนในที่นี้เห็นด้วยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีปัญหาและต้องแก้ไข ดังนั้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องแก้ไขโดยนำไปสู่การ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับค่ะ และเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย ผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องยึดโยงกับประชาชน รัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นของประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงค่ะ นั่นคือรัฐธรรมนูญ ที่จะสร้างความปรองดองได้อย่างแท้จริงเช่นกัน การเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีการคิดเห็น อย่างเสรี เสมอภาคและเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรอบด้าน โดยสามารถที่จะเป็นหลักประกัน สิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริงค่ะ🔗
ประการที่ ๓ และเป็นประการสุดท้ายนะคะ โครงสร้างทางสังคมต้อง เป็นธรรมและยั่งยืนค่ะ เราต้องยอมรับความจริงว่าความขัดแย้งที่อยู่ถึงทุกวันนี้ไม่ใช่ความ ขัดแย้งในเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว มันเป็นความขัดแย้งของความ ไม่เป็นธรรมจากรัฐ ความไม่เป็นธรรมจากกฎหมาย ความไม่เป็นธรรมจากกระบวนการ ยุติธรรม รวมถึงความไม่เป็นธรรมจากโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมด้วย ทั้งหมดนี้นะคะ มันมาจากโครงสร้างการเมืองที่มันบิดเบี้ยวค่ะ ดังนั้นเมื่อมันไม่เป็นประชาธิปไตย และประชาชนขาดการมีส่วนร่วม ไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงและรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ประกันความชอบธรรมให้กับพวกเขา มันจึงไม่เกิดการปรองดองค่ะ และที่สำคัญนะคะ ความเป็นจริงแล้วเราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างคณะกรรมการปรองดองขึ้นมาเลยก็ได้ค่ะ ความเห็นต่าง ความคิดไม่เหมือนกันเป็นเรื่องปกติสังคม เราสามารถที่จะทำให้สังคมหนึ่ง คิดเหมือนกันได้ ไม่ได้นะคะ เพียงแค่ผู้มีอำนาจ นักการเมือง กองทัพ ผู้บังคับใช้กฎหมาย คนเหล่านี้รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เราก็สามารถรักกันได้แม้คิดไม่เหมือนกัน ต้องยอมรับความแตกต่างทางอุดมการณ์ด้วยค่ะ เปิดใจรับฟังและเราต้องเปิดใจให้กว้าง ให้เยาวชนในสังคมของเราได้ออกไปวัดพื้นที่แห่งเสรีภาพและพื้นที่ทางความคิดของเขาด้วยค่ะ เรามักพูดกันเสมอว่าคนยุคใหม่ต้องสร้างสรรค์ ต้องคิดนอกกรอบ ดิฉันขอสรุปค่ะ ท่านประธานว่าเวลาที่เราบอกว่าคนยุคใหม่ต้องสร้างสรรค์ต้องคิดนอกกรอบ เราต้องเข้าใจ บริบททางสังคมของพวกเขาด้วยค่ะว่าอนาคตเป็นของพวกเขา ให้มองว่าพวกเขาเป็นลูก เป็นหลานของเรา ถ้าพวกท่านไม่รับฟังเขา เราลองนึกไปถึงอีก ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้านะคะว่า คนที่จะออกมาเรียกร้องความปรองดอง ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยในวันนั้นอาจจะเป็น ลูกหลานของพวกเรา ซึ่งวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา วันนั้นปลายกระบอกปืนอาจจะ หันมาที่ลูกหลานของพวกท่าน เราทุกคนในที่นี้เลือกได้ว่าเราจะให้ยุคสมัยเปลี่ยน โลกสังคมปรับ แล้วเราจะอยู่กับมันหรือว่าเราจะต้องปรับและเปลี่ยนวิธีคิดด้วยนะคะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ก่อนที่ท่านศาสตราจารย์กนกจะอภิปรายนะครับ ผมขอแจ้งรายชื่อท่านผู้จะอภิปรายต่อไป ๔ ท่านครับ ท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นะครับ เชิญท่านจาตุรงค์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย กระผมขออธิบาย ต้องขอบคุณท่านประธานนะครับที่ได้บรรจุระเบียบวาระ รับทราบรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของ คนในชาติ ของคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งต้องเรียนว่า มาได้จังหวะที่ดี เพราะว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ศึกษาตั้งแต่ปีที่แล้วและวันนี้ท่านประธาน ได้อนุญาตให้บรรจุ ก็ต้องเรียนว่าเรื่องของแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของ คนในชาติ ซึ่งได้มีการประชุมโดยมีท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการที่ดูเรื่องนี้ แล้วก็ได้มีการศึกษาหารือทั้งหมด ต้องบอกว่ามีข้อสังเกตทั้งหมด ๙ ข้อ ซึ่งเป็นประโยชน์ มีการพูดถึงเรื่องของความเป็นมาในเรื่องของสภาพปัญหา ท่านประธานครับ ก็ต้องเรียน ขณะนี้เราเองออกพื้นที่หรือพบกับพี่น้องประชาชน คำถามแรกที่พี่น้องประชาชนจะถามเลยว่าบ้านเมืองเราจะมีความปรองดอง จะมีความสงบ เขาจะทำมาหากินได้สะดวกไหม มีเงินไหม หลังจากที่ข้อ ๔.๑ ที่ท่านประธานกรรมาธิการ ได้พูดถึงเรื่องสภาพปัญหาแล้วว่าขณะที่ก่อนโควิด (COVID) สภาพก็แย่อยู่แล้ว ขณะนี้ สภาพยิ่งแย่ เขาจะอยู่กันอย่างไร เศรษฐกิจที่เขาได้รับเงินชดเชยจะครบแล้ว ๓ เดือน หลังจากนั้นจะอยู่อย่างไร นี่คือความเป็นห่วง เขานอนไม่หลับ เขามีความกังวล ส่งผลมายัง พวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่รับทราบถึงว่าบ้านเมืองขณะนี้อยากให้มี ความปรองดอง สมานฉันท์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและผมคิดว่านั่นคือจะทำให้เรื่องของการลงทุน ต่างประเทศและให้เขาลืมตาอ้าปากไปยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้เรื่องของการปรองดอง สมานฉันท์นั้นที่มีข้อสังเกตถึง ๙ ข้อ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ข้อที่ ๑ การนิรโทษกรรม ข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ กระบวนการยุติธรรม ข้อที่ ๔ การรับบรรยากาศของการปรองดองสมานฉันท์ ข้อที่ ๕ ข้อสังเกตเกี่ยวกับสื่อ ข้อที่ ๖ ข้อสังเกตด้านการเยียวยา ข้อที่ ๗ การแสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษ ข้อที่ ๘ ข้อสังเกตเกี่ยวกับภารกิจของกองทัพ และข้อที่ ๙ ข้อสังเกตเกี่ยวกับชุมชนและสิทธิมนุษยชน ซึ่งทั้ง ๙ เรื่องนี้ท่านได้แยกแยะแล้วก็ได้เป็นประเด็นแล้ว ผมต้องเรียนว่าเรื่องที่สำคัญก็คือ เรื่องของรัฐธรรมนูญ เพราะว่าขณะนี้ทุกคนอยากเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและ ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้สามารถดูแลพี่น้องคนไทย ซึ่งขณะนี้อย่างยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี หลายคนก็บอกว่าตอนนี้เขาอายุอยู่ในกลุ่มเจเนอเรชัน แซด (Generation Z) เกิดตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ เข้าอายุ ๒๐ ปีกว่า เขาก็อยากดูแลบ้านเมืองเขาเอง เพราะฉะนั้นก็อยากให้ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นประชาธิปไตย ได้มีการปรับปรุงแก้ไขต่าง ๆ ที่คิดว่าให้สอดคล้องกับ สถานการณ์บ้านเมืองจริง ๆ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่ารัฐบาลเป็นผู้ซึ่งจะต้องมาเป็นเจ้าภาพ เจ้าภาพในที่นี้คือรัฐบาลมีเครื่องไม้เครื่องมืออยู่ทุกอย่าง เราทำอย่างไรต้องหาทางออกให้กับ สถานการณ์บ้านเมืองให้เกิดความปรองดอง สมานฉันท์ ต้องใช้เรื่องของความยุติธรรม หลัก ของความยุติธรรม ทุกคนเสมอภาคในความยุติธรรม ต้องใช้ในเรื่องของความเมตตาและรับ ฟังความคิดเห็นต่างของคนในชาติ แล้วเอาประเด็นต่าง ๆ มาสรุป รัฐบาลต้องเปิดโอกาสและ รับฟังเพื่อหาทางออกไม่ใช่หาทางตัน ต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ สิ่งซึ่งที่จะ เป็นประโยชน์ทำให้บ้านเมืองเกิดความผาสุกได้ก็คือการที่พี่น้องประชาชนอยู่ด้วยความผาสุก และมีการยอมรับซึ่งกันและกัน ตรงนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่าวันนี้ ในเรื่องของการรับทราบ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเขาฟังอยู่ พอรู้ว่าจะมีเรื่องของการ รับทราบขึ้นมา ทางข่าวอินเตอร์เน็ต ทางโซเชียล (Social) เขาฟัง เขาอยากรู้ว่าเราสภา ผู้แทนราษฎรจะมีความเห็นอย่างไร ผมก็เรียนว่าสนับสนุนอย่างยิ่งให้เกิดความปรองดอง สมานฉันท์ และที่สำคัญต้องใช้ความยุติธรรม ใช้หลักของการให้ความเมตตาเพราะคนที่อยู่ ขณะนี้เป็นลูกเป็นหลาน เราต้องฟังเขา เพราะอนาคตประเทศชาติอีก ๒๐ ปี ๓๐ ปี เขาก็จะได้เข้ามาดูแลตรงนี้ว่าเหตุผลอย่างไร เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนว่าวันนี้สรุปเลยนะครับ ว่าต้องหาทางออกให้กับประเทศชาติ ต้องมีความปรองดอง สมานฉันท์ รัฐบาลต้องขอ เป็นเจ้าภาพร่วมและผมเชื่อว่าทุกคนทำด้วยความจริงใจและจะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ ให้เศรษฐกิจ สังคม มีความปลอดภัย เจริญรุ่งเรือง เพราะฉะนั้นก็อยากให้เร่งดำเนินการ ปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน ขอกราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจิรวัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล เขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตหนองแขม แขวงหนองค้างพลู ท่านประธานครับ ผมได้อ่านรายงานจบเล่มแล้วก็มีข้อสรุปและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่สำคัญ ในรายงานนั้นมีข้อสังเกตที่สำคัญและเป็นสาระสำคัญของรายงานนั้นอยู่ ๙ ข้อ แต่ผมอยากจะหยิบยกประเด็นข้อสังเกตที่ตรงกับเหตุการณ์ แล้วก็น่าจะเป็นข้อสังเกต ที่นำไปสู่ทางออกของวิกฤตการณ์ทางการเมืองวันนี้ได้ ข้อสังเกต ๕ ข้อ ตั้งแต่ข้อ ๑ ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าวันนี้ข้อเรียกร้องของนิสิต นักศึกษาก็ได้นำไปสู่การตกลงร่วมของหลายฝ่ายของพรรคการเมือง นายกรัฐมนตรีเอง ก็เด้งรับบอกว่าถ้าจะต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญก็แก้ ดังนั้นผมคิดว่าในประเด็นเรื่องของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้พวกเราเห็นตรงกันทั้งหมดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นปัญหา และนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นรัฐธรรมนูญที่ผมกล่าวถึงนั่นคือรัฐธรรมนูญ ที่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยของคณะ คสช. โครงสร้างทางการเมืองทุกวันนี้บิดเบี้ยวหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างสถาบันทางการเมือง วุฒิสภา ระบบการเลือกตั้ง รวมถึงองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ล้วนถูกแต่งตั้งและผ่านความเห็นชอบมาสมัย คสช. ดังนั้นองค์กร จึงผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นการขยายอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาที่ให้มีอำนาจเลือก นายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปที่ให้มีอำนาจเหนือ สภาผู้แทนราษฎร วันนี้รัฐบาล สมาชิกวุฒิสภาอยากจะหยิบกฎหมายอะไรเข้าสภาก็ผ่าน การปฏิรูปเป็นฟาสต์แทร็ก (Fast track) หรือในเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ก็มีอำนาจเหนือรัฐบาล แต่ปรากฏว่าผลการเลือกตั้งไม่ได้นายกรัฐมนตรี รัฐบาลที่ตัวเอง ต้องการก็อาศัยคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาตินี่แหละเข้ามาดำเนินการโดยมี ป.ป.ช. ในการดำเนินคดี ดังนั้นสุดท้ายแล้วนี่คือรัฐธรรมนูญที่ผมย้ำอีกครั้งได้มีการอภิปรายไปแล้ว คือรัฐธรรมนูญที่แย่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา แล้วถ้าไม่แก้ก็จะนำไปสู่ความตายของ ประชาชน🔗
ประการต่อมาก็คือในเรื่องของการนิรโทษกรรม นิรโทษกรรมทุกครั้ง ที่มีวิกฤตการณ์ทางการเมืองมันเป็นเรื่องของผู้ชุมนุมที่มีความเห็นต่างในทางการเมือง เขาไม่ได้ไปกระทำความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ได้ไปกระทำต่อชีวิตร่างกาย ทรัพย์สินของ บุคคลใด ดังนั้นเพียงแค่ความเห็นต่างในทางการเมืองมันก็ควรที่จะถูกได้รับการยอมรับ และรับฟังในสังคมประชาธิปไตย ประเทศเราเคยมีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาไม่น้อยกว่า ๒๒ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้มีอำนาจเอง ให้กับนิสิต นักศึกษาเอง สมัยปี ๒๕๑๕-๒๕๑๖ ดังนั้นถ้าวันนี้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนถึงความขัดแย้ง ในปัจจุบัน และในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ถ้ามีใครต้องมีความผิดทางอาญา มีใครต้อง ถูกศาลพิพากษาเพราะความเห็นต่างทางการเมืองเขาต้องได้รับการนิรโทษกรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก็เป็นเรื่องสำคัญ สังคมวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจนก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมในทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการทางกฎหมายวันนี้ตำรวจ อัยการ หมดความน่าเชื่อถือท่านเชื่อไหมครับ เหลือเพียงแค่ศาลครับวันนี้ คดีอะไรบ้างละครับ เอาง่าย ๆ ถ้าสภาวันนี้จะไปเรียกร้อง ความเป็นธรรมให้กับสังคม จะบอกว่าองค์กรตำรวจ องค์กรอัยการต้องเป็นที่พึ่ง สภาเรา ก็ต้องเป็นที่พึ่งให้ประชาชนด้วย ใครล่ะที่เป็น ส.ส. แล้วไปเรียกรับเงินอธิบดี พวกเราก็ต้อง จับเอามาลงโทษให้ได้ เอามาจับลงโทษกลางสภาให้ได้ ไม่ใช่ว่าไปเรียกร้องให้องค์กรอื่นสุจริต แต่องค์กรตัวเองสกปรกอย่างนี้ก็ไม่ได้ครับ ดังนั้นท่านประธาน ผมก็ฝากเรื่องนี้ด้วย ถ้าปรองดองกันในทางสังคมสภาก็ต้องเอาเรื่องนี้มาสู่กระบวนการด้วย จะได้ไม่เป็นที่ เคลือบแครงสงสัยให้กับสังคมว่านักการเมืองก็ทุจริต นักการเมืองก็ชั่ว อย่างนี้ไม่ได้ครับ นอกจากนี้ในเรื่องของบทบาทของกองทัพก็เป็นเรื่องที่สำคัญ กองทัพทุกครั้งที่ไม่ว่าใครจะมา เป็นรัฐบาลท่านต้องวางตัวเป็นกลาง และปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะท่านต้องอย่าลืมนะครับ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารอากาศ ก็เป็นแค่ตาม กฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน ก็เป็นเทียบเท่าอธิบดี ก็ต้องอยู่ภายใต้การบริหารงาน ของรัฐบาลที่มาจากประชาชน ดังนั้นภารกิจที่สำคัญของกองทัพไม่ใช่มีอำนาจเหนือรัฐบาล ไม่ใช่มาคอยห่วงเรื่องของกิจการนโยบายรัฐบาล แต่ต้องดำเนินการปกป้องแผ่นดินจาก อริราชศัตรูทำให้บ้านเมืองสงบ โดยเฉพาะสิทธิของผู้ชุมนุม พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ วันนี้ต้องเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องสำคัญตามสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องไปขออนุญาตหรอกครับ แต่ใช้ระบบการแจ้งก็พอแล้ว ดังนั้นการกระทำความผิดใด ต่อ พ.ร.บ. ชุมนุม มันต้องมีระบบให้โอกาสผู้ชุมนุม คือไม่ใช่ว่าทำผิดปุ๊บผิดเลย ไม่ใช่ ต้องมี คำสั่งทางปกครองไปให้ผู้ชุมนุมก่อนนะครับ เพื่อเป็นการเตือนว่าท่านกำลังทำผิดกฎหมาย แต่ไม่ใช่เอากฎหมายมุ่งเอาความผิดกับสิทธิที่เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของนิสิตนักศึกษา ประเด็นที่วันนี้ได้เกิดเหตุการณ์การชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็บังเอิญว่ารายงานเรื่อง การปรองดองแม้ว่าเราจะมีการศึกษาเสร็จกันไปก่อนหน้าที่จะมีเหตุการณ์เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ผมคิดว่าข้อสังเกตดังกล่าวนั้นก็สามารถที่จะเอาไปประกอบกับ เหตุการณ์วันนี้ได้ครับ เพราะปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้พรมวันนี้มันถูกเด็กเขาเอาพรมออกและเอา ปัญหาขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์บนเวทีสาธารณะแล้วครับ วันนี้จริง ๆ บ้านเมืองคือปัญหา ของ พลเอก ประยุทธ์ทำบ้านเมืองพัง เศรษฐกิจพัง อาจจะไม่ใช่เรื่องสถาบันก็ได้ แต่วันนี้ พลเอก ประยุทธ์ทำให้นิสิตนักศึกษาต้องคิดว่าเอาสถาบันเข้ามาเกี่ยว เพราะท่านบริหาร ประเทศพังครับ เศรษฐกิจพังครับ แล้วโดยเฉพาะการใช้อำนาจคุกคามประชาชน นี่แหละจึง ทำให้เกิดการตั้งเวทีสาธารณะและพูดกันอย่างตรงไปตรงมา สุดท้ายผมฝากนิดเดียวครับ ประเด็นที่สำคัญก็คือว่ากฎหมายไม่สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ โดยเฉพาะการใช้อำนาจ และกฎหมายที่เป็นกดขี่คุกคามผู้เห็นต่างทางการเมือง ดังนั้นผมฝากไปยังรัฐบาลครับว่า ท่านต้องใช้อำนาจอย่างมีศิลปะ และใช้อำนาจเพื่อความสงบและนำไปสู่สันติสุขของสังคม ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เวลาท่านสมาชิกอภิปรายโปรดได้มองดูเวลาด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าหมดเวลาแล้วท่านค่อยมาสรุป ฉะนั้นทุกคนก็เกินไปเรื่อย ๆ เพราะขณะนี้มีท่านสมาชิกยื่นความจำนงมากทีเดียว ฉะนั้น ก็ต้องขอทุกท่านได้รักษาเวลาด้วย ต่อไปเชิญท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร จากชาวบางขุนเทียน พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ขออนุญาตอภิปรายรายงาน พิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ท่านประธานครับ นี่คืออีก ๑ รายงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชน ซึ่งรายงานฉบับนี้ได้เริ่มขึ้นเมื่อสมัยครั้งอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ยังอยู่ วันนี้ถึงแม้ว่าจะถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิทางการเมืองออกไปแล้ว ท่านยังมี เจตจำนงที่จะอภิปรายเรื่องนี้อยู่ในหัวใจของประชาชน สามารถติดตามได้ผ่านเฟซบุ๊ก แฟนเพจ (Facebook Fanpage) ปิยบุตร แสงกนกกุล เอาละครับ เรื่องราวเหล่านี้เป็นการ พูดกันมาอย่างยาวนาน เหตุการณ์ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ จนมาถึงปี ๒๕๖๓ ปัจจุบัน ๑๖ ปี เรื่องราวเริ่มต้นความขัดแย้งเมื่อครั้งผมอายุ ๑๔ ปี วันนี้อายุ ๓๐ ปีบริบูรณ์ก็มาพูด ในสภาแห่งนี้ครับท่านประธาน ๑๖ ปีแห่งความขัดแย้ง สุดท้ายแล้ววันนี้ถามว่าเรากำลังพูด เรื่องอดีต แล้วปัจจุบันกำลังสร้างความไม่สมานฉันท์ในชาติอยู่หรือไม่ กำลังสร้างความ ไม่ปรองดองของคนในชาติอยู่หรือไม่ เรื่องเก่ายังแก้ไม่เสร็จ เรื่องใหม่กำลังคืบคลานมาทุกวัน สุดท้ายทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องเดียวกันครับ นั่นคือความไม่ยุติธรรมในสังคม วันนี้เหตุการณ์ ต่าง ๆ มีหลายผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต้องล้มหายตายจากไปพร้อมกับความไม่ยุติธรรม ในสังคมไทย และผ่านมากี่รุ่นกี่ปีก็ต้องพูดเรื่องราวเหล่านี้ พูดกันกี่ครั้ง เมื่อไม่สมประโยชน์กันทางการเมืองก็มีปัญหาต้องแยกย้าย เลิกพูด แล้วอีกกี่ปีอีกกี่คนล่ะครับ ที่ต้องเสียชีวิตไปพร้อมกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชีวิตเขา วันนี้การเห็นต่างทางการเมือง ไม่ใช่ความผิด เรื่องต่าง ๆ ที่พูดคุยกันในประเทศ เรื่องต่าง ๆ ที่กลุ่มต่าง ๆ ออกมาพูดคุย ล้วนแล้วแต่เป็นการแสดงออกของพี่น้องประชาชนคนในชาติทั้งสิ้น วันนี้เรื่องเก่าเรากำลัง พิจารณาอยู่ ส่วนเรื่องใหม่ก็พยายามสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้น แล้วอีก ๑๐ ปี อีก ๒๐ ปี จะต้องมาพูดเรื่องของวันนี้ใช่ไหมครับ อีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีจะต้องมามีรายงานพิจารณาเรื่อง ความปรองดองและความสมานฉันท์ของคนในชาติ เมื่อเหตุการณ์ปี ๒๕๖๓ ใช่ไหมครับ มันต้องพูดคุยกันได้แล้วครับว่าวันนี้เราจะยุติเรื่องนี้ได้อย่างไร เป็นโอกาสที่ดีครับวันนี้ มีรายงานเรื่องนี้เข้ามาจะได้เห็นการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าทำงานกันอย่างไร เหตุการณ์ต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่มีการพิจารณาผ่านรายงานฉบับนี้ มีทุกกลุ่ม มีทุกสี มีทุกฟาก มีทุกฝ่ายอยู่ในเล่มนี้แล้วเรามาดูกันว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชนจะโหวต อย่างไร จะนำรายงานฉบับนี้ไปให้ฟากฝ่ายบริหารหรือไม่ จะนำรายงานฉบับนี้ไปให้ ผ่านสายตา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านสายตา พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือไม่ หรือแค่ตัวหนังสือ ๑๔ หน้า ๑๕ หน้า จะผ่านสายตาเขาไม่ได้จะไปให้เขาระคายเคือง พลเอก ประยุทธ์ ไม่ได้เลย เดี๋ยวเราดูกันว่าผู้แทนประชาชนจะโหวตอย่างไร เอกสารฉบับนี้ ไม่ใช่มีแต่พวกผม ไม่ใช่มีแต่พวกท่าน ไม่ได้มีพวกไหนพวกหนึ่ง แต่เอกสารฉบับนี้เป็น การรวบรวมความเห็นของทุกกลุ่มก้อน เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก เทพไท เสนพงศ์ ก็บอกแล้ว เป็นรายงานที่ดี เพราะรับฟังความเห็นจากคนทุกฝ่าย แต่ดูกันว่ารายงานที่ดีฉบับนี้ ท่านจะโหวตกันอย่างไร ท่านจะนำออกไปพิจารณาหรือไม่ แล้วถ้าผลโหวตออกมาว่า ไม่ส่งรายงานฉบับนี้ให้ฝ่ายบริหาร เลิกเล่นละครเถอะครับว่าจะปรองดองกัน เลิกเล่นละคร เถอะครับว่าจะหันหน้าเข้าหากัน วันนี้เกิดเหตุการณ์ปี ๒๕๖๓ และเรื่องนี้อาจจะต้องเป็น แนวทางในการพิจารณาในสภาในอนาคตว่ามีการเรียกร้องของน้อง ๆ นักศึกษาทั้ง ๑๐ ข้อ มีอาจารย์กว่า ๑๐๕ คนออกมาให้การสนับสนุนแล้วบอกว่าแนวทางที่เสนอมีเหตุมีผล แต่สุดท้ายวันนี้มีผู้แทนราษฎรมาพูดในสภาว่าผิดแน่นอน สนับสนุนให้จับกุม ทำร้ายจิตใจ คนทั่วประเทศ ก็น้อง ๆ เหล่านี้และอาจารย์ นักศึกษาเหล่านี้ก็อยู่ในประเทศครับ เขาก็แสดงความเห็นในประเทศ วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องนำเรื่องทุกอย่างที่มีการ แสดงออกของภาคประชาชนมาตั้งบนโต๊ะแล้วผู้แทนที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน คน ๗๐ กว่าล้านคน เลือกมา ๕๐๐ คน เป็นตัวแทนของทุกกลุ่ม ทุกภาค ทุกส่วน ทุกคนมา หารือกันในสภาแห่งนี้ว่าน้อง ๆ เสนอมา ๑๐ ข้อ เป็นอย่างไรกันบ้าง มีเรื่องอะไรบ้าง พิจารณากันไป ว่ากันด้วยเหตุด้วยผลว่าวันนี้ถึงเวลาหรือยัง นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ เนื่องจากเวลามีอยู่อย่างจำกัด เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากท่านประธานนะครับ รายงาน ฉบับนี้อยากให้พี่น้องประชาชนพูดในสภาแห่งนี้และสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เหตุการณ์วันนี้น่าสนใจครับ ตัวแทนของประชาชนทุกคนจะได้ทำหน้าที่ในสภาอันทรงเกียรติ สภาแห่งใหม่อันนี้แหละครับ เรื่องความปรองดองพูดกันมาตั้งแต่สภาที่แล้วมาสภานี้ แล้ววันนี้เป็นอีก ๑ วันประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าคนเริ่มเรื่องที่จะเริ่มพิจารณาไม่ได้อยู่ในสภา แห่งนี้แล้วก็ไม่เป็นอะไร ท่านได้ติดตามอยู่และฝากพี่น้องประชาชนได้ติดตามต่อไปว่า ผลโหวตวันนี้จะเป็นอย่างไร ผมขอสนับสนุนให้รายงานฉบับนี้ต้องไปถึงมือฝ่ายบริหาร แล้วเลิกเล่นละคร หันหน้าเข้าแก้ปัญหาเสียที ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านณัฐชา อยากจะขออนุญาตทำความเข้าใจนิดหนึ่งนะครับ การอภิปรายในสภาการแสดงความเห็น ของ ส.ส. แต่ละคนแต่ละท่านล้วนแล้วแต่เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน ฉะนั้นเราอย่าเพิ่งไป พูดถึงเพื่อนสมาชิกคนอื่น ไม่ใช่ว่าความคิดส่วนหนึ่งเราคิดว่าถูกต้องแล้วทุกคนก็ต้องคิดว่า ถูกต้องเหมือนกันหมด ฉะนั้นเรา ๕๐๐ คนอยู่ที่นี่อาจจะ ๕๐๐ ความคิด ฉะนั้นเราอย่าเพิ่ง ไปสรุปอย่าไปเพิ่มความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น ต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ขอฝาก ท่านสมาชิกนิดหนึ่ง ผมไม่อยากให้เวทีแห่งนี้เป็นเวทีที่จะไปขยายความขัดแย้ง เราพูด ในลักษณะว่าทำอย่างไรถึงจะเกิดความปรองดอง สมานฉันท์ ก็โอเค (OK) แล้วครับ ต่อไป เชิญท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตอภิปรายรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้าง ความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ๓ ประเด็นครับ ประเด็นที่ ๑ คือการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราไม่ปฏิเสธว่ารัฐธรรมนูญคือกฎหมาย สูงสุดของประเทศซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตเพิ่มเติมก็คือว่า กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญนั้นจำเป็นจะต้องนำความคิดเห็นและความต้องการของ ประชาชนทุกกลุ่มทุกเงื่อนไขมาแสดงให้ปรากฏ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจว่าข้อที่เห็นเหมือนกัน และข้อที่เห็นต่างกันนั้นที่ชัดเจนมันคืออะไร และที่สำคัญก็คือเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน และการเรียนรู้ระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อที่เห็นต่างที่จะนำไปสู่ การเคารพและอดทนต่อความแตกต่างระหว่างกัน ในเวลาเดียวกันกระบวนการเรียนรู้ ระหว่างกันนี้สุดท้ายจะนำไปสู่กระบวนการประนีประนอม โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญของ รัฐธรรมนูญคือหลักคิดทางการเมืองและสังคม และวิธีการใช้อำนาจรัฐ เช่น ระบบ การตรวจสอบและถ่วงดุล เสรีภาพและอิสรภาพ ความยุติธรรม เป็นต้น รัฐธรรมนูญ ที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีกลุ่มใดได้หมดทุกเรื่อง แต่เกิดจากการประนีประนอมหลักคิดและวิธีการ ใช้อำนาจรัฐที่แต่ละกลุ่มมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน และนำไปสู่การประนีประนอม ถ้าพูด ในประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศเราจะเรียกว่าการประนีประนอมที่ยิ่งใหญ่ หรือเรียกว่าแกรนด์ คอมโพรไมส์ (Grand compromise) ในประเทศต่าง ๆ ที่เราศึกษามา เพื่อที่จะสามารถนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในประเทศชาติเดียวกันให้ได้ เราไม่สามารถที่จะผลัก คนใดคนหนึ่งออกจากการเป็นพลเมืองหรือการเป็นประชาชนได้ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ จะต้องหาพื้นที่ของการอยู่ร่วมกันของคนในชาติให้ได้ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ที่ผมขออนุญาต ฝากเพิ่มเติม🔗
ประเด็นที่ ๒ คือกระบวนการยุติธรรม ความยุติธรรมที่พูดถึงนี้ผมอยากจะ ขออนุญาตพูดลึกลงไปถึงปัญหาที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทาง เศรษฐกิจที่ทำให้เกิดปัญหาที่เป็นพื้นฐานของความขัดแย้งทางการเมืองที่สำคัญ ๒ เรื่อง นั่นก็คือปัญหาความยากจนและปัญหาความไม่รู้ของประชาชน นั่นก็หมายความว่า ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีบริบทและมีเงื่อนไขที่เหมาะสมที่จะเอื้อให้เกิด ความยุติธรรม ถ้าบริบทของความยากจน บริบทของความไม่รู้มันเป็นบริษัทที่ปิดกั้น ความยุติธรรมครับ นั่นก็หมายความว่าการแก้ไขปัญหาความยากจน การแก้ไขปัญหาความ ไม่รู้คือการเริ่มต้นที่จะสร้างฐานของความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมของเรา เพราะฉะนั้น รัฐบาลหรือผู้ใช้อำนาจรัฐจะต้องมองเห็นฐานของความยุติธรรมนี้ให้ชัดเจน และทำหน้าที่ สร้างสิ่งเหล่านี้ร่วมกัน รวมทั้งสภาผู้แทนราษฎรในที่นี้ด้วยเช่นเดียวกัน ถ้าลงไป ในรายละเอียดแล้วจะพบว่ากฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ของระบบราชการที่เรา สร้างขึ้นมานั้นก็เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้วยเช่นเดียวกันที่จะต้องแก้ไข เช่น ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เป็นต้น หรือแม้กระทั่ง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๐ หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ใช้อยู่ ที่ปิดกั้นบทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน เป็นต้น ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่เรา พูดถึงหรือความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่เราพูดถึงในรายงานนี้จะต้องสร้างความยุติธรรม ที่พูดถึงนี้ไม่มีวันจะสำเร็จได้ถ้าเราไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาฐานรากของความยุติธรรม นั่นก็คือความยากจนและความไม่รู้ของประชาชน เพราะฉะนั้นความยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จะมองข้ามความยากจนและความไม่รู้ของพี่น้องประชาชน มองข้ามไม่ได้🔗
ประการที่ ๓ การรักษาบรรยากาศการปรองดองและการสมานฉันท์ ของคนในชาติ บรรยากาศของความปรองดองและสมานฉันท์นั้นแสดงให้ปรากฏ คือการเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน ถ้าเราไม่เปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน แล้วบอกว่าเราจะ มีบรรยากาศของการปรองดองนั้นเป็นไปไม่ได้ครับท่านประธาน เมื่อเราเปิดใจที่จะรับฟังแล้ว บรรยากาศของความปรองดองยังขึ้นอยู่กับการเคารพความเห็นต่างครับ ถ้าเราไม่เคารพความเห็นต่าง เราปรองดองไม่ได้ เราสมานฉันท์ไม่ได้ และที่สำคัญครับ บรรยากาศของการปรองดองและสมานฉันท์เกิดขึ้นได้เมื่อเรามีความอดทนต่อกัน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งอดทนต่อความแตกต่าง ในที่นี้ผมไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดต้องอดทนกับฝ่ายใด เท่านั้น แต่หมายถึงทุกกลุ่ม ทุกเงื่อนไข ต้องอดทนต่อความแตกต่างของกันและกันครับ การเปิดใจที่จะรับฟังความเคารพที่เห็นต่าง ความอดทนในความแตกต่างนี้มันเป็นบทพิสูจน์ ของความจริงใจ ความจริงใจไม่ใช่คำง่าย ๆ ที่พูดออกมา แต่ความจริงใจเป็นเงื่อนไขสำคัญ ของการรักษาบรรยากาศของการปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติ ถ้าเราไม่จริงใจ ต่อกันแล้วเป็นไปไม่ได้หรอกครับที่เราจะปรองดองและสมานฉันท์ นั่นก็หมายความว่า บรรยากาศนี้เราต้องการให้ทุกฝ่าย ทุกกลุ่มจะต้องแสดงความจริงใจต่อกัน เมื่อเราจริงใจ ต่อกันได้เราก็จะอดทนต่อกันได้ เราก็จะรอคอยได้ และเราก็จะเชื่อว่าในที่สุดเราจะบรรลุ เป้าหมายที่เราเห็นร่วมกันได้ เป้าหมายที่เราเห็นร่วมกันนั้นก็คือการมีประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีประชาธิปไตย การเดินหน้าประเทศไทย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น ถ้าเป้าหมายเหล่านี้ที่เรามีร่วมกัน เรื่องที่เราเห็นแตกต่างกันเป็นเรื่องที่เราจะต้องเข้าใจ ซึ่งกันและกันและประนีประนอมให้ได้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้วคนหนึ่งได้หมด คนหนึ่ง เสียหมด ปัญหานี้ก็จะนำไปสู่ความรุนแรงในชาติบ้านเมืองของเรา🔗
ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ผมขออนุญาตสรุปว่ารัฐบาลจะต้องรับรายงานนี้ไปสู่ การปฏิบัติ และสิ่งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลว่าท่านเห็นด้วยกับการปรองดอง และการสมานฉันท์ของคนในชาติหรือไม่ โอกาสอยู่ในมือของรัฐบาลแล้ว ท่านจะรับหรือท่าน จะโยนทิ้งตัดสินใจให้ชัดเจนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ขอแจ้งท่านสมาชิก ๓ ท่านนะครับ ท่านมานพ คีรีภูวดล ท่านรังสิมันต์ โรม แล้วก็ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ต้องขอบคุณท่านประธานที่บรรจุวาระนี้เข้าในสภา ขอบคุณกรรมาธิการที่ศึกษาแล้วก็ให้สภา ได้พิจารณาเรื่องนี้ เบื้องต้นผมคิดว่าเป็นรายงานที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ซึ่งมีข้อเสนอ ที่ชัดเจนในเรื่องของการปรองดอง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้ครับว่าในเนื้อหา ทั้ง ๙ ประเด็นที่เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ เป็นประเด็นที่ผมคิดว่ามีความชัดเจนอยู่ ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากจะเพิ่มเติมในเนื้อหาตรงนี้ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องเรื่องของประเด็น การเมืองแต่ว่าเป็นประเด็นที่จำเป็นจะต้องพูดในสภาแห่งนี้ เพราะว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องปรองดองกัน เพราะว่ามันคือระเบิดอีกลูกหนึ่งที่วางไว้ที่ใต้พรมที่รอการระเบิด ท่านประธานครับ ผมชอบคำนี้มากเลย คำว่าปรองดอง คำว่าปรองดอง มันหมายถึงอนาคต ที่สดใส มันหมายถึงโจทย์ใหม่ ๆ ที่มีคำตอบและมีความหวังอยู่ข้างหน้า เพราะฉะนั้นจะทำให้ จริงได้ผมคิดว่า ๙ ข้อก็เพียงพอสำหรับผู้บริหารที่จะต้องทำต่อ โดยหลักการที่ผมเข้าใจว่า ถ้าคำว่าปรองดอง โดยความคิดส่วนตัวผมคิดว่ามันต้องมีพื้นที่ที่ปลอดภัย ซึ่งหมายความว่า มันต้องมีกลไกบางอย่างที่ทำให้คนที่คิดต่าง คนที่มีความเห็นต่าง คนที่อยู่ในสถานะ ที่แตกต่างจะต้องมีความปลอดภัยในการที่จะต้องแสดงความคิดเห็น จะต้องมีความปลอดภัย ที่จะต้องแสดงออกซึ่งในพื้นที่ของตัวเองหรือในพื้นที่ของบุคคลอื่น อันที่ ๒ ก็คือเรื่องของ เสรีภาพ เราจำเป็นจะต้องฟัง แล้วก็มุมมองความคิดเห็นของคนที่คิดต่างโดยเบื้องลึกจริง ๆ เขาคิดอย่างไร ผมคิดว่าอันนี้คือโดยบทสรุปส่วนตัวของผมคิดว่าถ้า ๒ หลักการนี้ เป็นหลักการกลางโดยเอาข้อสังเกตทั้ง ๙ ประเด็นของกรรมาธิการขยับต่อไปให้ฝ่ายบริหาร หรือว่าทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องยึดหลักการ ๒ หลักการนี้จะเป็นประเด็นที่จะนำไปสู่เป้าหมาย บรรลุผลเป้าหมายของการปรองดองจริง ๆ อันนี้ในส่วนของการเมือง ผมคิดว่าสมาชิกในสภานี้ได้พูดคุยเยอะแล้วนะครับ ที่จริงแล้วก็ไม่ต้องรออะไรมากครับ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายที่มีอำนาจอยู่ในขณะนี้ก็ต้องรับฟังความคิดเห็นของน้อง ๆ นักศึกษาที่มีอยู่ ข้างนอกสภาและทั่วประเทศ และกลุ่มอื่น ๆ ที่คิดต่าง เราจะสยบความคิดต่างตรงนี้ บนพื้นฐานของความปลอดภัยและเสรีภาพอย่างไร ผมคิดว่านี่คือหลักการใหญ่ เรื่องที่ผม ได้แจ้งท่านประธานไว้เมื่อสักครู่ ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับรายงานใน ๒ ประเด็น คือเรื่องของ กระบวนการยุติธรรม แล้วก็เรื่องของการนิรโทษกรรม ท่านประธานครับ ประเด็นเรื่องของ ความเหลื่อมล้ำ ผมอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรนี้ผมคิดว่าหลายครั้งแล้ว ใหญ่ที่สุดก็คือเรื่อง ของปัญหาทรัพยากรป่าไม้ ที่ดิน อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ท่านประธานทราบไหมครับว่า มีครัวเรือนประมาณ ๒๘ ล้านคน มีที่ดินไม่ถึง ๑ ไร่ แล้วคนจำนวนประมาณ ๒ ล้านครัวเรือนไม่มีที่ดินทำกิน แล้วคนจำนวนประมาณ ๑๘ ล้านคนอยู่ในที่ดิน ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อยู่ในที่ดินที่เป็นที่ดินของรัฐ แล้ววันนี้ความขัดแย้งเหล่านี้ก่อให้เกิด ความขัดแย้ง อันนี้ที่ผมเรียกว่าระเบิดลูกใหญ่ ๆ ที่อยู่ใต้พรมที่รอพวกเรา จะแก้ไขหรือ ไม่แก้ไข เพราะฉะนั้นหลักการการปรองดองในเรื่องของที่ดินป่าไม้ ในเรื่องของที่ดิน ทรัพยากรจึงเป็นหลักการเดียวกับเรื่องหลักการการเมืองครับ ท่านประธานทราบไหมครับ ตอนนี้คดีที่อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่นะครับ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินป่าไม้ประมาณ ๗๐,๐๐๐ กว่าคดี รวมถึงคดีที่เป็นคดีนโยบายที่เราเรียกว่านโยบายทวงคืนผืนป่าตรงนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดจะปรองดอง ผมอยากจะให้กรรมาธิการได้มองทั้งเรื่องมิติทางการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นร้อน ๆ อยู่นอกสภาในตอนนี้ แล้วก็เป็นประเด็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินที่สะสมมานาน หลาย ๆ ท่านคงทราบอยู่แล้วนะครับปัญหาเรื่องที่ดิน ถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องที่ดินได้ ผมคิดว่าปัญหาอื่น ๆ เรื่องความเหลื่อมล้ำก็สามารถที่จะแก้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเสนอให้กับกรรมาธิการมองเรื่องนี้ว่าทำอย่างไรกระบวนการ กระจายอำนาจในเรื่องของที่ดินจะนำไปสู่ให้เกิดพลังความสามัคคีของพี่น้องและเกิดความ เท่าเทียม จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องพูดอยู่ ๒ เรื่องซึ่งอยู่ในหลักการตรงนี้ก็คือเรื่องของการ กระจายอำนาจ อันนี้เป็นหลักการใหญ่ครับ เพราะว่าถ้าเราเอาเรื่องรัฐส่วนกลางไปตัดสินใจ คนท้องถิ่นหรือว่าคนในพื้นที่หรือราชการส่วนภูมิภาค อันนี้ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการ ตัดสินใจได้นะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่าเรื่องนี้พี่น้องที่เจอคดี ประมาณ ๗๐,๐๐๐ คดี ตอนนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องของคดีเรื่องการเมือง เป็นคดีเรื่องของ ความไม่เป็นธรรมในเชิงกระบวนการยุติธรรม เราบอกตลอดและเราทราบตลอดนะครับ ท่านประธาน ตกลงป่าบุกรุกคนหรือคนบุกรุกป่า กฎหมายแต่ละอย่างที่ออกมาสร้าง ความขัดแย้งให้กับพี่น้องประชาชนแล้วก็เจ้าหน้าที่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมขอสนับสนุน ในกระบวนการที่เกิดขึ้นทั้ง ๙ ข้อในเล่มนี้ของกรรมาธิการ ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความจำเป็น จะเป็นพื้นฐาน บรรทัดฐานของประเด็นการปรองดองซึ่งจะนำไปสู่ประเด็นอื่นคือ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือป่าไม้ ท่านประธานทราบไหมครับ เมื่ออาทิตย์ ที่ผ่านมาผมกลับไปที่จังหวัดเชียงใหม่ นั่งคุยกับหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งส่วนราชการ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และภาคธุรกิจ ปีที่แล้วผมอภิปรายเรื่องของไฟป่า หมอกควัน แล้วก็มีการสูญเสียชีวิต แต่ปีนี้ผมคาดว่าจะเกิดกระบวนการที่ดีและมีกลไกในการประสาน ความร่วมมือ ปรากฏว่ามีคำสั่งออกมานะครับ เป็นการรวบอำนาจของจังหวัด รวบอำนาจ ของส่วนภูมิภาคทั้งหมดมารวมไว้ที่ส่วนกลางแล้วสั่งการ ผมคิดว่าอันนี้คือเผือกร้อน ๆ ใหม่ ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๘ จังหวัดภาคเหนือจะต้องโดนแรงบีบของประชาชน เพราะว่า เป็นคำสั่งส่วนกลาง เราไม่อยากเห็นกระบวนการแก้ไขปัญหาที่มาจากส่วนกลาง เพราะว่า ส่วนกลางผมคิดว่ามีหน้าที่ในการสนับสนุน แล้วก็ในเรื่องประเด็นเรื่องของทั้งนโยบาย และวิชาการ ประเด็นระบบการตัดสินใจควรจะอยู่ในพื้นที่ โดยสรุปครับท่านประธานครับ ผมเห็นด้วย แล้วก็ยืนยันว่าเล่มนี้เป็นการศึกษาที่มีความหมายที่จะต้องถึงมือผู้บริหาร ประเด็นเดียวกันคือฝากกรรมาธิการว่านอกจากประเด็นการเมืองแล้ว ประเด็นเรื่อง ของทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ ๗๐,๐๐๐ คดี เป็นเผือกร้อน ๆ อยู่นี้ อยากให้ กรรมาธิการมีเนื้อหาเข้าไปเป็นองค์ประกอบในรายงานด้วยครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรังสิมันต์ โรม ครับ🔗
ท่านรังสิมันต์ น่าจะยังเข้ามาไม่ทันนะครับ ต่อไปเชิญท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้อ่านรายงาน การพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ของคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน โดยละเอียดทั้งเล่มนะครับ ผมได้เห็นความตั้งใจของคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่นำเสนอรายงานนี้อย่างเรียกได้ว่า ตรงประเด็นกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเกือบจะทุกเรื่องที่ท่านได้นำเสนอไปนะครับ แต่จากการฟังการพิจารณารายงานในวันนี้ผมกลับเกิดความสงสัยในใจว่าพวกเราในสภา ตีความคำว่าปรองดอง สมานฉันท์ตรงกันหรือเปล่า ผมว่านี่คือเรื่องใหญ่สุด เพราะคำว่า ความปรองดอง สมานฉันท์ นี้เราพูดได้ครับ เราสนับสนุนได้ แต่เราต้องปรับความหมาย ตรงนั้นให้ตรงกันก่อน ความจริงในรายงานกรรมาธิการเองที่พูดถึงข้อสังเกตข้อหนึ่งอาจจะ เป็นคำตอบกรอบหรือความหมายของคำว่าความปรองดองได้ค่อนข้างดี และเป็นการปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรม ก็คือในข้อที่ท่านเขียนว่าการรักษาบรรยากาศของการปรองดอง สมานฉันท์นี้ ต้องยุติการกระทำที่จะนำไปสู่การสร้างความขัดแย้ง แต่ท่านเขียนต่อว่าไปทำความเข้าใจ ความจริงซึ่งเป็นสาเหตุของความขัดแย้งนั้น อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ที่เรากำลังอภิปราย กันในสภาวันนี้ ผมกำลังสงสัยว่าเราตีความคำว่าปรองดอง สมานฉันท์ตามแบบของรายงาน ฉบับนี้และเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นหรือไม่ เพราะรายงานฉบับนี้ไม่ควรจะเป็นเครื่องมือเพื่อที่จะ นำไปตำหนิใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นการเฉพาะ รายงานฉบับนี้ไม่ควรจะเป็นเรื่องของ การเปิดเกมรุกกับใคร หรือไม่ควรจะเป็นรายงานที่นำไปแสวงหาคะแนนความนิยมจากใคร ไม่ว่าฝ่ายใดทั้งสิ้น จะเป็นขวา เป็นซ้าย เป็นกลาง หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราจะเริ่มต้น ความคิดเรื่องความปรองดอง สมานฉันท์นี้ ผมว่าขั้นแรกสุดคือต้องเปิดใจก่อนว่าทุกคน ไม่ว่าเป็นฝ่ายใดนั้นต่างมีส่วนในการที่จะต้องรับผิดรับชอบต่อบ้านเมืองด้วยกันทั้งสิ้น ๑๖ ปี ในรายงานฉบับนี้ผมอยู่มาตลอดครับ เป็นมาตั้งแต่เป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรี เป็นแกนนำ การชุมนุม และเป็นผู้ต้องหาคดีกบฏในศาลอาญา เป็นมาครบทั้ง ๑๖ ปี ผมบอกท่านประธาน ได้เลยว่าไม่ว่าเราจะยืนอยู่ตรงไหนก็ตาม ถ้าคิดกันในมุมปกติทั่วไปแล้ว ทุกฝ่ายต่างมีเหตุผล เข้าข้างตัวเองได้ทั้งนั้นครับ ท่านจะยืนฝ่ายรัฐก็มีเหตุผลของรัฐ ท่านจะยืนฝ่ายผู้ชุมนุม ท่านก็มีเหตุผลของผู้ชุมนุมที่จะไปตำหนิคนอื่น แต่ถ้าเรายึดความเห็นของเราเป็นใหญ่ บรรยากาศ ความปรองดอง สมานฉันท์ในประเทศนี้ยากครับที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นการเปิดใจกว้าง เพื่อที่จะทำความเข้าใจว่าทุกฝ่ายต่างมีส่วนร่วมในการที่จะสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ให้เกิดขึ้นได้นั้นจึงเป็นเรื่องหลักที่ต้องทำความเข้าใจ เขาจะเป็นรัฐบาล เขาจะเป็นทหาร เป็นฝ่ายค้าน เป็นผู้ชุมนุม เป็นพรรคการเมือง เป็นเอ็นจีโอ (NGO) เป็นชาวบ้าน หรือเป็นใคร ก็แล้วแต่ทุกคนต่างมีส่วนด้วยกันทั้งนั้นครับ เพราะฉะนั้นเมื่อทุกคนมีส่วนรับผิดรับชอบ รายงานฉบับนี้จึงจะเกิดผล แล้วก็มีส่วนซึ่งจะสร้างบรรยากาศความปรองดองให้เกิดขึ้นได้จริง ผมไปดูในข้อสังเกตครับ ทั้ง ๙ ข้อของกรรมาธิการ บางส่วนผมไม่เห็นด้วย แต่ผมมอง ในภาพรวมทั้งหมดแล้วผมเห็นว่าข้อเสนอของท่านเป็นสิ่งซึ่งมีเหตุมีผล แล้วความจริงท่าน เขียนไว้ในวัตถุประสงค์ที่ท่านศึกษาเอาไว้เอง ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาอยู่ ๓-๔ ข้อ ท่านเขียนไว้บอกว่าที่จำเป็นต้องศึกษาเรื่องนี้เพราะประการที่ ๑ เงื่อนไขของเวลา เรามีความ ขัดแย้งกันมายาวนานมากถึง ๑๖ ปีแล้ว ประการที่ ๒ ท่านเห็นว่าเศรษฐกิจมันแย่ ถ้าขัดแย้งต่อไป คนจะยิ่งแย่ลงอีก ประการที่ ๓ ท่านบอกว่าฝั่งของรัฐบาลคือท่านนายกรัฐมนตรีก็ดูเหมือนว่า ถึงเวลาต้องรวมใจไทยสร้างชาติ และประการที่ ๔ ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญก็ยังเขียนเอาไว้ด้วย ดังนั้นท่านบอกว่าจะศึกษาเรื่องนี้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อส่งไปยังรัฐบาลรับไปพิจารณาตามที่เห็นสมควรต่อไป แปลว่าข้อสังเกตนี้ถ้ามีเหตุมีผล ส่งไปยังรัฐบาลได้ครับ ผมเห็นด้วยนะครับ แต่รัฐบาลรับไปแล้วท่านก็เขียนเองว่าพิจารณา ตามที่เห็นสมควร ก็ควรจะเป็นสิทธิของเขาที่จะพิจารณา ซึ่งที่สุดเราก็จะไปโทษตำหนิใคร ไม่ได้ถ้ากระบวนการปรองดอง สมานฉันท์ยังดำเนินการอยู่ แต่ว่าตราบใดก็ตามที่ กระบวนการต่าง ๆ ที่ท่านเสนอตามข้อสังเกตยังไม่เกิดขึ้น ดีที่สุดของสังคมนี้ที่ผมบอกว่า ทุกฝ่ายต่างมีเหตุผลเข้าข้างตัวเองแต่กรอบที่คุมอยู่คือรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพราะฉะนั้น ใครก็ตามจะอ้างว่าไม่ได้ทำตามกฎหมายเพราะเห็นว่ากฎหมายไม่ยุติธรรมไม่ได้ครับ สิทธิทุกอย่างถูกกำหนดโดยกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมายแล้ว เพราะฉะนั้นทั้ง ๘-๙ ข้อที่เสนอไป ข้อสุดท้ายจะเป็นประเด็นที่จะเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ในขณะนี้ มากที่สุดคือเรื่องของการชุมนุม ในข้อสังเกตรายงานฉบับนี้เขียนเรื่องการชุมนุมไว้ดีนะครับ ผมยอมรับ แล้วในรายงานนี้ก็เขียนชัดว่าอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สุด เพราะฉะนั้นเมื่อดูภาพรวมของรายงานฉบับนี้ ดูความตั้งใจของ กรรมาธิการ ดูข้อสังเกตแล้วผมคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสถานการณ์ที่ดี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะนี้ผมเป็นห่วงท่านประธานครับ ที่อยากจะสรุปให้ท่านประธานฟังก็คือว่าสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงพัฒนาเร็วและมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในแง่เนื้อหา ความขัดแย้งและการกระทำที่เกิดขึ้น ผมหวังว่ารายงานฉบับนี้ถ้าส่งให้รัฐบาลอย่างน้อย ไปปรับแนวความคิดทุกฝ่าย ต้องทุกฝ่ายนะครับ แล้วลดเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความขัดแย้งลง นั่นจึงจะสามารถสร้างความสมานฉันท์ให้กับบ้านเมืองได้อย่างแท้จริง ผมภาวนา อย่าให้บ้านเมืองนี้มีสถานการณ์เหตุการณ์รุนแรงใด ๆ ที่มีการสูญเสียชีวิตผู้คนเกิดขึ้นอีกเลย เราสูญเสียมามากแล้ว ขอให้ทุกฝ่ายไม่ใช้สถานการณ์ใด ๆ ก็แล้วแต่เพื่อประโยชน์ของตัวเอง มากกว่าประโยชน์ของบ้านเมือง ถ้าเป็นเช่นนั้นประเทศนี้อยู่ได้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรังสิมันต์ โรม ตามด้วยท่านชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ต้องเรียนว่าจริง ๆ แล้วตัวผมเองอยู่ในกรรมาธิการนี้ด้วย แต่ครั้งนี้ ขอใช้สิทธิในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมีบางประเด็นที่ผมต้องการ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมต่อจากรายงานฉบับนี้ เพื่อให้รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่มีความ สมบูรณ์มากขึ้น ประเด็นแรกผมเห็นด้วยและสนับสนุนข้อสังเกตในเรื่องของการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เราต้องยอมรับความจริงว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่บังคับใช้อยู่ไม่เอื้อต่อการสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดอง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีหลายหมวด หลายมาตรา ยกตัวอย่างเช่นมาตรา ๒๖๙ ที่กำหนดให้มี ส.ว. ๒๕๐ คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. มาตรา ๒๗๒ ที่ ส.ว. ชุดนี้มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี เราต่างรู้กันดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีกลไกที่สืบทอดอำนาจเพื่อให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี อย่างน้อย ๒ สมัยติดต่อกัน และตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นี่แหละครับที่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง กลไกแบบนี้ หากไม่มีการเอาออกไป ผมคิดว่าเราจะปรองดองกันได้ยาก และต้องย้ำว่าที่ปรองดองกันไม่ได้ ไม่ใช่เพราะว่าคนเห็นต่างจากรัฐบาล เขาไม่อยากปรองดอง แต่เป็นเพราะฝ่ายรัฐบาล ไม่ยอมลดราวาศอก ถ้ารัฐบาลยังไม่ยอมรับให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นเนื้อหาที่เป็นประชาธิปไตย คงเป็นการยากที่เราจะสร้างบรรยากาศแห่งการพูดคุยได้ ท่านประธานที่เคารพครับ นับตั้งแต่รายงานฉบับนี้ถูกบรรจุเข้าสู่สภา ผมเองก็มีความหวังว่าเราอาจจะได้เห็นการ แก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย เงื่อนไขหนึ่งก็คือการทำลาย ส.ว. ที่มาจาก คสช. และเนื่องจากรายงานฉบับนี้ศึกษาโดยคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีประธานคณะกรรมาธิการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก ฝั่งรัฐบาล ผมก็หวังว่าเพื่อนสมาชิกจากฟากรัฐบาลจะช่วยกันสนับสนุนรายงานฉบับนี้ เพื่อส่งต่อข้อสังเกตไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการกดปุ่ม ส.ว.และ ส.ส. ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ เพื่อสนับสนุนให้มีความเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญและสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน ตามที่รายงานฉบับนี้ได้ศึกษามา อย่างไรก็ตามครับ ก็ต้องเรียนว่าเราเองก็ยังไม่รู้ว่าตกลงแล้ว เราจะได้แก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ รัฐธรรมนูญจะถูกร่างเป็นฉบับประชาชนหรือเปล่า ผมก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึง ส.ว. ว่าที่ผ่านมาการที่ท่านออกมาขู่การชุมนุมทาง การเมืองของนักศึกษาว่าเป็นการจาบจ้วงสถาบันและอาจจะนำไปสู่การนองเลือดนั้น เรียนท่านประธาน ไปถึง ส.ว. และเจ้าของ ส.ว. ว่าเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองท่านไม่พูด เรื่องนี้จะดีกว่า การพูดอภิปรายของ ส.ว. แบบนี้มีแต่จะสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว และหากสถานการณ์ยังดำเนินการแบบนี้ต่อไป ความขัดแย้งเก่ายังไม่ได้ถูกแก้เราก็จะสร้าง ความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา โอกาสที่เราจะนำไปสู่การปรองดองก็คงเป็นเรื่องยาก ผมจึงขอเรียกร้องต่อเพื่อนสมาชิกทุกคนว่าเพื่อประโยชน์ของการปรองดองที่จะมีขึ้น เรามีความจำเป็นที่จะต้องรีบแก้รัฐธรรมนูญและยุบ ส.ว. ทั้ง ๒๕๐ คนนี้เสีย🔗
นอกจากนี้ อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกตั้งข้อสังเกตในรายงานฉบับนี้คือการนิรโทษกรรม ซึ่งในรายงานก็เขียนอย่างชัดเจนว่าเป็นการนิรโทษกรรมสำหรับคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทาง การเมือง หมายความว่าการพิจารณาว่าใครจะได้รับการนิรโทษกรรมบ้างก็จะต้องไป พิจารณาจากสิ่งที่เขากระทำว่ามีสาเหตุมาจากอะไร กฎหมายที่เคยใช้เพื่อลงโทษบุคคลนั้น ไม่ใช่สาระสำคัญของการพิจารณา ปัญหาจึงมีว่ารายงานเล่มนี้กลับเลือกที่จะยกเว้นผู้ที่ถูก ดำเนินคดีตามมาตรา ๑๑๒ ซึ่งเราก็ต้องยอมรับว่าคนเห็นต่างจำนวนมากถูกดำเนินคดี ตามมาตรานี้ การไประบุเช่นนี้จึงไม่สามารถสร้างบรรยากาศแห่งการปรองดองตามที่รายงาน ฉบับนี้หวังเอาไว้ได้ ในทางกลับกันการระบุเช่นนี้เป็นการชี้โพรงให้เห็นว่ากฎหมายอะไร ที่เป็นสาเหตุของการสร้างบรรยากาศที่ปรองดองไม่ได้เราจึงไม่ควรระบุเอาไว้ในรายงานว่า ให้ยกเว้นกฎหมายอะไรเฉพาะเจาะจงแบบที่ปรากฏในรายงาน เพราะมาตรา ๑๑๒ ก็คือ เครื่องมือหนึ่งที่ถูกใช้เพื่อรังแกคนเห็นต่างทางการเมือง เหมือนกับที่ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ว่าด้วยเรื่องยุยงปลุกปั่น พ.ร.บ. ประชามติ และกฎหมายอีกหลายฉบับที่ถูกใช้เพื่อจัดการคนเห็นต่างทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าทุกท่านรู้อยู่แก่ใจของตนเองดีว่ารากของปัญหาเรื่องนี้อยู่ตรงไหน ผมไม่สบายใจเลย ที่ได้ยินเพื่อนสมาชิกบางท่านจากฝ่ายรัฐบาลแกล้งหลับตาข้างเดียวทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว ซึ่งผมคิดว่าท่านกำลังเพิ่มอุณหภูมิของสถานการณ์ให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ สถานการณ์การชุมนุมของนักศึกษาตอนนี้ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองสมควรรับฟังความจริง อันกระอักกระอ่วนนี้ ไม่ใช่ผลักอนาคตของชาติไปเป็นศัตรู ท่านต้องไม่ลืมว่าหากย้อนกลับไป เมื่อ ๑๖ ปีที่แล้ว นักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ตอนนี้เขามีอายุไม่กี่ขวบครับ หมายความว่า ๑๖ ปีที่ผ่านมาเราทั้งหลายในห้องนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างพวกเขา ขึ้นมา ผมทราบว่าเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลจะไม่เห็นชอบในรายงานฉบับนี้ ผมก็อยากจะให้ ท่านเปิดตาทั้งสองข้าง เพราะผมเชื่อว่าท่านก็ทราบดีว่ารากแห่งความขัดแย้งนี้ ความจริง อันกระอักกระอ่วนนี้คืออะไร ในฐานะของการเป็นผู้แทนราษฎรไม่ว่าจากพรรคการเมืองไหน เรามาช่วยกันเถอะครับ สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมจึงขอเรียนต่อท่านประธานว่า หากรายงานฉบับนี้และข้อสังเกตถูกส่งไปยังคณะรัฐมนตรี ก็ขอให้เอานำสิ่งที่ผมได้อธิบาย อยู่นี้เพื่อแนบไปกับรายงานฉบับนี้เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ต่อไปด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชัยวุฒิ แล้วตามด้วยท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ รายงานการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติฉบับนี้นะครับ ซึ่งผมได้อ่านแล้วไม่มีความคิดเลยครับว่ารายงานฉบับนี้จะสร้างความปรองดองได้ คือชื่อปรองดองแต่เนื้อหาไม่มีความปรองดองเลยครับ เป็นความเห็นแบบอคติของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเราก็ทราบว่าคนกลุ่มนี้คือคนกลุ่มไหน ซึ่งพูดแบบนี้มาตลอดเหมือนในรายงานฉบับนี้นะครับ ผมลงไปในเนื้อหานะครับ ซึ่งผมเรียนเลยว่าเป็นเนื้อหาที่ไม่มีความครบถ้วนสมบูรณ์นะครับ เพราะเนื้อหาที่ท่านเขียนรายงานมา ๑๑ หน้า มีทีเป็นเนื้อหาสาระจริง ๆ ประมาณ ๓-๔ หน้า ในภาคผนวกก็เป็นความเห็นของบุคคลต่าง ๆ ซึ่งท่านเรียกมาชี้แจงอยู่ ๕-๖ ครั้ง ไม่มีความเห็นที่เป็นวิชาการ เป็นความเห็นที่มาจากกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้นเองนะครับ โดยเฉพาะผมมาดูในข้อสังเกตซึ่งผมรับไม่ได้จริง ๆ คืออ่านปุ๊บก็รู้สึกเลยว่ามันเป็นข้อสังเกต ที่ผ่านจากสภาไปหน่วยงานอื่นไม่ได้เลย โดยเฉพาะข้อแรก ท่านเขียนข้อสังเกตข้อแรกเป็น เรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมก็พยายาม ดูในเนื้อหาการศึกษาของท่านทั้งเล่มนะครับ ไม่มีการศึกษาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเลยครับ ว่ารัฐธรรมนูญข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไร ทำไมถึงปรองดองไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมว่าการแก้รัฐธรรมนูญคือจุดเริ่มของการสร้างความไม่ปรองดองนะครับ สร้างความแตกแยกในสังคมเพราะการจะแก้รัฐธรรมนูญนะครับ ท่านบอกเลยครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องแก้ให้เป็นประชาธิปไตยตามข้อเรียกร้องของประชาชนโดยทั่วไป และนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่กำลังเคลื่อนไหว ทำไมต้องแก้ตามเขาครับ แล้วประชาชน คนไทยที่เหลือที่ไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวท่านไม่ฟังเขาหรือครับ คนที่ลงประชามติเห็นชอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ๑๖ ล้านคน ความคิดความเห็นเขาอยู่ที่ไหนหรือครับ ถ้าข้อสังเกตนี้ ออกมาว่าท่านจะแก้รัฐธรรมนูญโดยเลิกทั้งฉบับ แล้วตั้ง ส.ส.ร. ตามความคิดข้อสังเกต ของท่านมันจะปรองดองได้อย่างไรครับ คนที่เหลืออีกกลุ่มหนึ่งก็ต้องออกมาเคลื่อนไหว ออกมาแสดงความคิดเห็นที่ต่างกับคนกลุ่มนี้ และที่สำคัญครับ ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเดิม ท่านจะรู้ได้อย่างไรครับว่า มันจะดีกว่าเดิม จะสร้างความปรองดองได้ ไม่มีเลยครับ ในรายงานฉบับนี้ไม่มีพูดเหตุผลนี้ เลย ท่านต้องตอบนะครับเรื่องนี้ ผมว่าความคิดนี้เป็นอคติ เป็นความคิดของคนบางกลุ่ม ที่ตั้งใจยัดเยียดเข้ามาในสภานะครับ เพราะในรายงานฉบับนี้ท่านไม่มีการศึกษาเรื่อง รัฐธรรมนูญเลย🔗
ส่วนข้อที่ ๒ ที่พบเห็นในข้อสังเกตและคิดว่าเดี๋ยวคงมีเพื่อนสมาชิกช่วยกัน พูดหลายคนคือเรื่องของการนิรโทษกรรม เช่นเดียวกันครับ ท่านบอกว่านิรโทษกรรม เป็นจุดเริ่มต้นของความปรองดอง ท่านเคยดูอดีตไหมครับ นิรโทษกรรมแล้วมันปรองดอง ไหมครับ รัฐบาลที่ผ่านมาครับ รัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์ นิรโทษกรรมแล้วเป็นอย่างไรครับ เกิดความแตกแยก พี่น้องประชาชนออกมาเดินประท้วงเป็นล้านคนเต็มถนนจนรัฐบาล ไปไม่ได้ต้องยุบสภา บ้านเมืองเดินหน้าไม่ได้นำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร นี่ครับนิรโทษกรรม นี่คือการสร้างความปรองดองแบบของท่านหรือครับ ท่านต้องดูอดีต สิครับ มันไม่มีเหตุผลในนี้เลยครับที่ท่านเชื่อมโยงว่าการนิรโทษกรรมแล้วจะทำให้เกิดความ ปรองดอง สมานฉันท์ และสุดท้ายที่ผมเห็นว่าเป็นรายงานที่ท่านมีข้อสังเกตข้อสุดท้าย ข้อ ๙ ครับ ในหน้า ๑๔ ข้อสังเกตเกี่ยวกับการชุมนุมและสิทธิของผู้ชุมนุม ถูกต้องครับ ท่านเขียนว่าเราต้องเคารพสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเป็นสิทธิทางการเมืองที่ต้องได้รับการรับรอง และคุ้มครองจากรัฐ และท่านก็เขียนว่าอย่างไรก็ตามการใช้เสรีภาพของผู้ชุมนุมไม่ใช่ว่าจะ กระทำได้โดยไม่มีขอบเขตจำกัด แต่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ท่านครับ ท่านคิดว่าการชุมนุมในปัจจุบันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญไหมครับ ผมไม่เห็นด้วยนะครับ รัฐธรรมนูญมีหลายมาตรา ท่านอาจอ้างมาตรา ๓๔ บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา การสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายที่ตราขึ้น ข้อยกเว้นก็คือเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี หรือเพื่อป้องกัน สุขภาพของประชาชน ถามว่าการเคลื่อนไหวในตอนนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญข้อนี้ไหมครับ ไม่เป็นเลยครับ เพราะการรักษาความมั่นคงแห่งรัฐ ผมว่าไม่ได้เกิดขึ้นเลยครับ การคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นก็ไม่มี เพราะไปก้าวล่วงละเมิดสิทธิคนอื่นมากมายในการชุมนุม ที่สำคัญครับ แม้แต่ในรัฐธรรมนูญเอง ถ้าท่านไปดูมาตรา ๖ ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมก็ละเมิดมาตรานี้ อย่างต่อเนื่อง มาตรา ๖ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ท่านทราบไหมครับว่าม็อบ (Mob) ในปัจจุบัน การเคลื่อนไหวที่ท่านว่าเป็นนิสิตนักศึกษา มีเจตนาแอบแฝงละเมิดมาตรานี้ไหมครับ มีอย่างชัดแจ้งนะครับ แล้วท่านยังส่งรายงาน ฉบับนี้มาโดยเขียนว่าให้เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุมได้อย่างไร ในเมื่อเขาละเมิดทั้ง กฎหมาย ละเมิดทั้งรัฐธรรมนูญ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ โดยเฉพาะในข้อสังเกต ทั้งหมด ขอให้ท่านนำกลับไปเลยครับ🔗
ขอบคุณครับ เดี๋ยวก่อนที่ท่านวิโรจน์จะได้อภิปรายต่อนะครับ ทางกรรมาธิการท่านชวลิตจะขออนุญาต ตอบชี้แจง เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ก่อนที่จะเข้าใจกันคลาดเคลื่อนไป มากกว่านี้ ผมจำเป็นจะต้องออกมาชี้แจง เพราะเดิมตั้งใจที่จะชี้แจงตอนจบ ตอนสรุป แต่เมื่อมีการให้ความเห็นในทางที่อาจจะทำให้รายงานฉบับนี้มีการเข้าใจกันไปคลาดเคลื่อน เดี๋ยวจะทำให้ทางผู้ชมทางบ้านรวมทั้งเพื่อนสมาชิกได้เข้าใจกันคลาดเคลื่อนไปด้วย ถ้าเพื่อนสมาชิกที่ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ได้ฟังการให้ความเห็นของผมตั้งแต่ต้น ท่านก็จะเข้าใจว่างานของคณะกรรมาธิการนี้จบตั้งแต่วันที่ ๖ สิงหาคม เรื่องที่เกิดใหม่ในวันที่ ๑๐ สิงหาคม เป็นเรื่องที่มีคณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภาแห่งนี้ ได้ให้ความเห็นชอบ หรือรัฐบาลก็จะมีส่วนในการที่จะรับเรื่องนี้ไว้ ดังนั้นงานของ คณะกรรมาธิการจึงไม่ได้ไปทำอะไรเพื่อประโยชน์เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เรามองถึงภาพรวม ของประเทศ อยากจะทำความเข้าใจข้อนี้ในข้อแรกนะครับ🔗
ในข้อที่ ๒ เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ แม้กระทั่งพรรคการเมืองที่เข้ามาร่วมรัฐบาลถึงขนาดตั้งเงื่อนไขว่าถ้าไม่มีการกำหนดไว้ ในนโยบายที่แถลงต่อสภาว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาลนี้ ดังนั้นถ้าจะ บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีข้อบกพร่อง ผมคิดว่าคงไม่ใช่ แล้วกรรมาธิการที่กำลังพิจารณา อยู่ในขณะนี้ก็ได้ดำเนินการมาจนถึงขั้นที่จะสรุป ท่านนายกรัฐมนตรีก็รับที่จะดำเนินการ เพียงรอฟังผลของคณะกรรมาธิการ ท่านถามว่าแล้วรัฐธรรมนูญฉบับที่จะร่างใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร เท่าที่ดูคณะกรรมาธิการได้ศึกษาไว้ในส่วนของศึกษา การแก้รัฐธรรมนูญ ก็คือการให้ ส.ส.ร. ซึ่งมาจากตัวแทนพี่น้องประชาชนแล้วก็ทำประชามติ นั่นก็คือการฟังเสียงของพี่น้องประชาชน ในส่วนของเรื่องสิทธิผู้ชุมนุม เราเขียนไว้ตั้งแต่ ยังไม่มีการชุมนุมของนักศึกษา เพราะทำมานาน แต่หลักที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือว่าเรา ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดเลย ขออนุญาตท่านประธานในการที่จะอ่านนะครับ การใช้เสรีภาพของ ผู้ชุมนุมมิใช่ว่าจะกระทำได้โดยไม่มีขอบเขตจำกัดแต่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ หมายความว่าถ้าผู้ชุมนุมกระทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะข้อใดข้อหนึ่ง ฝ่ายผู้มีอำนาจ รัฐหรือฝ่ายเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย เราไม่เคยไปปกป้องหรือไป พิพากษาว่าการชุมนุมนั้นการชุมนุมนี้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ นี่คือสิ่งที่อยากจะทำความ เข้าใจ สิ่งที่อยากจะเรียนด้วยความจริงใจว่าขณะนี้บ้านเมืองของเราหนักหนาสาหัส ด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ถ้าหากประชาชนคนในชาติยังแบ่งกันเป็นฝักเป็นฝ่าย ยังมีข้อที่คิดที่จะ เอาเปรียบหรือไม่มองถึงประโยชน์ส่วนรวม ผมว่าประเทศชาติเราไปไม่รอดครับ ทำอย่างไร เราถึงจะร่วมไม้ร่วมมือกันหันหน้ามาดูว่าตรงไหนรับได้ ตรงไหนรับไม่ได้ สิ่งที่จะเสนอต่อ รัฐบาลไปนี้เมื่อผ่านสภาไปแล้วผมก็บอกว่าให้เป็นไปตามที่เห็นสมควร ไม่ได้กำหนดเลยว่า จะต้องทำตามข้อสังเกตนี้ทั้ง ๙ ข้อ รัฐบาลสามารถที่จะรับสิ่งดี ๆ ที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อส่วนรวมไปใช้ประโยชน์ได้ อันไหนที่เห็นว่าเป็นข้อบกพร่อง ท่านก็ไม่รับก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่ถ้าท่านจะปฏิเสธแนวทางการสร้างความปรองดองของคนในชาติ ผมคิดว่าปัญหานั้น จะสะท้อนกลับมายังตัวท่านเอง หรือทางฝ่ายรัฐบาลเอง ผมขออนุญาตที่จะให้ความเห็นสั้น ๆ เพียงเท่านี้ก่อน แล้วก็จะไปสรุปตอนช่วงท้าย ตอบปัญหาท่านอื่น ๆ ด้วย แต่ช่วงนี้จำเป็น ที่จะต้องมาทำความเข้าใจ ไม่อย่างนั้นจะคลาดเคลื่อนไปกันใหญ่ว่า ทางกรรมาธิการนี้ทำเรื่องรองรับการชุมนุมของนิสิต นักศึกษาในปัจจุบัน ไม่ใช่ นี่เราดูกันมาตั้งแต่ ๑๕-๑๖ ปีที่แล้วนะครับ ขอขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ก่อนที่ท่านวิโรจน์จะอภิปรายนะครับ เสร็จจากท่านวิโรจน์ แล้วก็ตามด้วยท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร ท่านชลน่าน ศรีแก้ว แล้วก็ท่านชุมพล จุลใส เชิญท่านวิโรจน์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ สังคมไทยเราพูดถึงแนวทางการสร้างความปรองดองกันมานานแล้ว แต่สร้างไม่เคยได้สักทีครับ เมื่อสักครู่ก็ชัดแล้วว่าทำไมถึงสร้างกันไม่ได้ ถ้านับตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ปัจจุบันก็ครบ ๑๐ ปีพอดี นับตั้งแต่รายงานที่ออกมาในปี ๒๕๕๕ ความปรองดอง ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย นั่นเป็นเพราะว่ารัฐไม่เคยเข้าใจนิยามของคำว่าปรองดอง โดยหลักสากล ความปรองดองต้องเริ่มต้นจากการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากการกระทำ อันมิชอบและป่าเถื่อนของรัฐบาลในอดีต โดยเฉพาะรัฐบาลเผด็จการและเมื่อทราบความจริง แล้วก็จะนำไปสู่กระบวนการเยียวยาความเสียหายอย่างเข้าอกเข้าใจกัน มีการรับผิด ย้ำว่า ต้องมีการรับผิด ขอโทษ จากนั้นจึงมีการอภัยหรือนิรโทษกรรม เมื่อนั้นความปรองดอง ถึงจะเกิดขึ้นได้ ที่สำคัญครับท่านประธาน เมื่อความจริงถูกทำให้ปรากฏแล้วก็สมควรต้องมี การชำระประวัติศาสตร์ บันทึกไว้ในแบบเรียนหรือฐานข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้คนในรุ่นหลัง ได้เรียนรู้ความล้มเหลวในอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมที่คนในชาติต้องมาฆ่า ห้ำหั่นกันเองเกิดขึ้นซ้ำอีก รวมทั้งรัฐบาลในยุคต่อ ๆ มาจะได้สำเหนียก มีความอดทนอดกลั้น และไม่ประพฤติชั่วร้ายอย่างที่เคยทำมาในอดีต ที่ผ่านมาครับ รัฐไทย โดยเฉพาะรัฐบาลเผด็จการ ไม่เคยมองคำว่าปรองดองในมุมนี้เลย คำว่าปรองดองของรัฐไทยคือการกล่าวโทษ ไปที่ประชาชน ทุกครั้งที่มีรายงานอะไรก็ตามจะบอกว่าประชาชนผิด ไม่เคยตีแผ่ความผิด ของผู้มีอำนาจและกองทัพผู้ที่ครอบครองอาวุธและใช้อาวุธประหัตประหารประชาชนเลย จากนั้นก็จะซื้อเวลาไปเรื่อย ๆ ครับ เพื่อให้คดีความต่าง ๆ ทยอยหมดอายุความ บีบให้เหยื่อ ยอมรับกับชะตากรรมของตน และขอให้สังคมนี้ลืมและอย่าพูดถึงมันอีก ตั้งแต่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พฤษภาทมิฬปี ๒๕๓๕ เมษาหฤโหด พฤษภาอำมหิต ในปี ๒๕๕๓ เหมือนเราอุจจาระเลอะกางเกง แต่เราไม่ยอมล้าง แต่พยายามจะเอากางเกง ตัวใหม่มาใส่ทับ กลิ่นอย่างไรก็คลุ้ง คราบอย่างไรก็เห็น นั่งอย่างไรก็ไม่สบาย เพราะอุจจาระ มันเต็มกางเกง แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าความปรองดองครับ ยิ่งในปัจจุบันครับ ภายใต้รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ ที่ปัจจุบันท่านมีอายุ ๖๖ ปีแล้ว แต่กลับเลือกที่จะใช้วิธีในการส่งเจ้าหน้าที่ ไปคุกคามนักเรียน ม.ต้น นักเรียน ม.ปลาย นิสิต นักศึกษา อายุที่น้อยที่สุดที่ผมได้รับรายงาน จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน คืออายุ ๑๒ ปี น้อยกว่าท่านถึง ๕๔ ปี คุกคามกัน แบบนี้ทั่วประเทศ ตั้งแต่จังหวัดลพบุรี จังหวัดแพร่ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชลบุรี จังหวัดสกลนคร จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครพนม จังหวัดยโสธร หาดใหญ่ จังหวัดร้อยเอ็ด แม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร วิธีการก็คือว่าครูบางคนเอาข้อมูลส่วนตัว นักเรียนไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. จากนั้นเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็ไปคุกคาม นักเรียน โทรศัพท์ไปคุกคามผู้ปกครอง มีการเปิดโรงเรียนให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้เข้ามา ในโรงเรียน เรียกนักเรียนไปกดดันข่มขู่ ขู่ว่าจะไล่ออกบ้าง ขู่ว่าจะให้เกรด (Grade) สอบตกบ้าง ขู่ว่าจะไม่ให้สอบบ้าง แต่ที่แย่ที่สุดคือพยายามที่จะกดดันผลักดันให้นักเรียนไปจัดกิจกรรม นอกโรงเรียนเพื่อหมายให้ตำรวจแจ้งความดำเนินคดีกับลูกศิษย์ตัวเองในข้อหา พ.ร.บ. ชุมนุม สาธารณะ และ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ทำไมครับ นักเรียนเขาอยากจะแค่ชูกระดาษเปล่าอย่างสงบ จะเป็นจะตายกันให้ได้ นักเรียนเขาเอากระดาษกาวมาปิดทับชื่อตัวเองครับ ท่านประธานครับ ปรากฏมีครูบางคนไปดึงออกแล้วถ่ายคลิป (Clip) นักเรียนด้วย ผมว่าถ้าทำอย่างนี้ผมว่าไม่ใช่ครูแล้วครับ ณ วินาทีที่ท่านดึงกระดาษกาวนักเรียนออก ท่านไม่ใช่ครูแล้ว แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ถ้ามีโอกาสเดี๋ยวผมจะจูงหมามาด่าท่านซ้ำอีก ผมยืนยันว่า ถ้าอย่างนี้ยกเลิกวิชาหน้าที่พลเมืองไปเลย เพราะวัตถุประสงค์ของวิชานี้คือการสร้างจิตสำนึก และการทำให้นักเรียนเห็นคุณค่าของวิถีทางของประชาธิปไตย แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติ กลับปิดกั้นคุกคามนักเรียนไม่ให้ใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่เขาโหยหา วันพุธที่ ๕ สิงหาคม พลเอก ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมรับฟังนักศึกษา อีก ๒ วันต่อมา วันที่ ๗ ออกหมายจับ ๓๑ คน ซึ่งในจำนวนนั้นมีนักเรียน นักศึกษารวมอยู่ด้วย โอ้โฮ อำมหิต จริง ๆ ผมเข้าไปประชุมในคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง วันที่ ๕ สิงหาคม วันเดียวกัน ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติบอกว่าไม่มีคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี หรือ ผบ.ตร. ในการ คุกคามนักเรียน แต่ปรากฏว่าวันที่ ๑๐ สิงหาคม ก็ยังมีการไปคุกคามนักเรียนที่โรงเรียน หาดใหญ่วิทยาลัยและสตรีศึกษาที่จังหวัดร้อยเอ็ด ผมคิดว่าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเลิกปากว่าตาขยิบ และถ้ายังคุกคามนักเรียน นักศึกษาไม่เลิก เขาจะไม่เหลือความ ไว้เนื้อเชื่อใจกับ พลเอก ประยุทธ์เลย และจะทำให้ภาพลักษณ์ของ พลเอก ประยุทธ์ดูตกต่ำ ลงเรื่อย ๆ🔗
ท่านวิโรจน์ มีท่านสมาชิกประท้วง ประท้วงเรื่องอะไรครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ คือผู้อภิปรายนี่ใช้ถ้อยคำ ใส่ร้ายและเสียดสีท่านนายกรัฐมนตรี ผมว่าไม่ถูกต้อง ท่านก็พูดเองว่าเป็นการทำงาน ของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายในการดำเนินคดีต่าง ๆ แต่ท่านก็ไปยัดเยียดว่าเป็นความผิด ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอำมหิตไปสั่งการให้ทำ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเป็นการใส่ร้าย อยากให้ท่านถอนคำพูดครับ🔗
ขอวินิจฉัยนะครับ ผมเองก็ตั้งใจฟังท่านวิโรจน์อยู่ จริง ๆ แล้วคำว่าอำมหิต นี่ท่านวิโรจน์ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร แต่ว่าท่านวิโรจน์ก็ลดความร้อนแรงลงสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะสภาแห่งนี้ความร้อนแรง เอาไปไว้เวทีข้างนอก แต่ที่นี่เราจะพูดกันด้วยเหตุด้วยผล ขอให้ระมัดระวังนิดหนึ่ง ไม่ให้ถอนคำพูดหรอกครับ แต่ให้ลดความร้อนแรงในการที่จะเสียดสีบุคคลข้างนอกลงบ้าง เชิญอภิปรายต่อครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ นอกจากการคุกคามจะเป็นอุปสรรคของความปรองดองแล้ว ผมว่าทัศนคติ ของรัฐบาลจะต้องเปลี่ยนด้วย อย่าไปเพ่งโทษเขา อย่าไปกล่าวหาเขาอยู่นั่น อย่าไปใช้คำว่า จาบจ้วงบ้าง ชังชาติบ้าง จาบจ้วงบ้าง ชังชาติบ้าง จนทุกวันนี้คำพูดเหล่านี้คนที่พูดนี่ดูเป็น ตัวตลกไปแล้ว มีการกล่าวหาว่านักศึกษาหลอกง่าย ถ้าหลอกง่ายก็อยากให้ท่าน นายกรัฐมนตรีหลอกเขากลับไปบ้างสิครับ ไปกล่าวหาว่าเขาเป็นเครื่องมือของใคร เขาไม่มีทาง เป็นเครื่องมือเหมือนกับกลุ่มคน ๒๕๐ คน ที่มาโหวตให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีหรอกครับ ผมยืนยันครับว่าตราบใดที่รัฐบาลยังคงคุกคามประชาชน ไม่มีความจริงใจที่จะสร้าง นิติรัฐที่ให้ประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย ไม่คิดที่จะให้มีรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมและยังหวงรัฐธรรมนูญที่เป็นดำริจากเผด็จการให้คงอยู่ต่อไป ซ้ำร้าย ยังสถาปนานิติรัฐอภิสิทธิ์ที่อนุญาตให้ผู้มีอำนาจ คนรวยที่ยอมจ่ายส่วยให้แก่เครือข่าย ป่าอุปถัมภ์ให้ไม่ต้องรับผิดใด ๆ อย่าว่าเหตุการณ์ในอดีตที่ ณ วันนี้ยังหาความปรองดองกัน ไม่ได้เลยครับ แม้แต่ความขัดแย้งในวันนี้ที่อาจจะเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดที่เราอาจจะ ได้เห็นในช่วงชีวิตนี้ของเราก็อาจจะไม่มีทางปรองดองกันได้ สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ ถ้าแม้กระทั่งรายงานฉบับนี้ยังไม่ยอมรับไปอ่าน ผมขอยืนยันครับว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังทำอยู่ ไม่ได้เรียกว่าการปรองดอง แต่เป็นการปองร้ายประชาชน ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านอรรถกร ศิริลัทยากร ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมประท้วง ท่านประธาน ข้อ ๙ (๑) ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมประท้วงท่านประธานว่าท่านประธานไม่เป็นกลาง คือที่เมื่อสักครู่ ผมไม่ประท้วงเพราะผมต้องการให้ท่านวิโรจน์พูดให้จบ แล้วท่านวิโรจน์เขาก็มีลักษณะ การพูดแบบนี้ซึ่งที่ผ่านมามันก็ไม่มีข้อบังคับไหนเลยว่าห้ามพูดร้อนแรง ห้ามพูดด้วยอารมณ์ อันจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมาท่านอื่น ๆ เพื่อนสมาชิกก็พูดด้วยหัวใจ ผมก็เข้าใจ แต่พอท่านประธานบอกว่า ให้ลดความร้อนแรง และสภาแห่งนี้ไม่ควรจะร้อนแรงแล้วไปพูดกันข้างนอก ท่านประธาน กำลังเอาความคิดเห็นส่วนตัวมาใช้ ซึ่งไม่มีข้อบังคับข้อไหนเลยที่เขียนเรื่องนี้เอาไว้ ผมจึง ขอร้องต่อท่านประธานว่าให้ท่านประธานเป็นกลาง แล้วจริง ๆ ท่านประธานไม่จำเป็นต้อง ใส่ความเห็นเลยครับ อันนี้พูดกันด้วยกัลยาณมิตรนะครับ พอท่านประธานใส่ความเห็น🔗
เอาละครับ ผมพอวินิจฉัยได้แล้วครับ ถ้าผมไม่เป็นกลาง ผมให้คุณวิโรจน์ถอนแล้วครับ เพราะคำพูด ของคุณวิโรจน์ค่อนข้างชัดเจน เพียงแต่ว่ามันพูดคนละประโยคเท่านั้นเอง ผมยังอนุโลม ให้คุณวิโรจน์ได้อภิปรายต่อ เพียงแต่ว่าคำไหนที่มันจะไปเสียดสี คำไหนที่จะไป กระทบกระเทือนคนข้างนอก ก็ขอให้ระมัดระวัง คำว่าร้อนแรง คือขอให้ระมัดระวัง นี่ผมอนุญาตให้พูดขนาดนั้นยังว่าผมไม่เป็นกลางอีก เชิญท่านนั่งได้แล้ว พอแล้วครับ ผมวินิจฉัยแล้วถือว่าจบครับ เชิญนั่งครับ ท่านอรรถกรเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นต่อรายงานของการปรองดองฉบับนี้ จริง ๆ จากการที่ได้อ่าน จากการที่ได้ศึกษา ผมรู้สึกว่ารายงานฉบับนี้เหมือนกับเป็นรายงานที่มีเนื้อหาและการศึกษา รูปแบบหนึ่ง ส่วนข้อสังเกตก็เหมือนกับไปเอาข้อสังเกตของรายงานฉบับไหนก็ไม่รู้มาต่อ เพราะว่ามีหลายประเด็นที่เนื้อหาก็ไม่ได้มีความข้องเกี่ยวไปกับข้อสังเกต ในบทสรุปของ รายงายฉบับนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจครับ แต่ก็เต็มไปด้วยความน่าสงสัย ความเคลือบแคลงใจ เช่นเดียวกัน อย่างที่ผมได้เน้นย้ำไปครับ ความสงสัยในเรื่องของข้อสังเกตที่ท่าน คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เขียนไว้ในรายงานฉบับนี้ ยกตัวอย่าง ในประเด็นของการจัดทำ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วย แล้วก็ ดีใจที่น้อง ๆ นิสิต นักศึกษานั้นมีความตื่นตัว มีความอยากมีส่วนร่วมในการสร้าง ประเทศไทยของเราให้ดีขึ้น แต่การแสดงออกก็ต้องอยู่ในหลักของกฎเกณฑ์ ต้องอยู่ในหลัก ของกฎหมาย ผมไม่แน่ใจนะครับ แต่ว่าจากประสบการณ์ทางการเมือง ผมก็เห็นมา หลายม็อบ (Mob) เห็นมาหลายการชุมนุม เบื้องหน้าก็ใช้น้อง ๆ ใช้คนปกติมาร่วมชุมนุม แต่เบื้องหลังมักจะมีกลุ่มหรือองค์กรเข้ามาสนับสนุนเพื่อผลประโยชน์ทางใดทางหนึ่งเสมอ อันนี้คือความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าน้อง ๆ นิสิต นักศึกษานั้นมีคนอยู่เบื้องหลัง แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามันมักจะเป็นอย่างนั้นครับ🔗
นอกจากนี้ครับ ถ้าพูดถึงเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ในส่วนของสภา แห่งนี้ก็มีการตื่นตัว ทั้ง ส.ส. ทั้ง ส.ว. โดยเฉพาะทาง ส.ส. ของเราครับ ก็มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อการศึกษา และเข้าใจว่าการศึกษานั้นกำลังจะสำเร็จ แล้วก็ส่งเรื่องเข้ามาให้สภาของเราได้ศึกษาและพิจารณาต่อไปด้วย นอกจากนี้ก็ยังได้เห็น ความคิดเห็นจากคนของรัฐบาลว่ารัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ รัฐบาลก็ยินดีที่จะรับฟัง ความคิดเห็นเผื่อในวันหน้าก็อาจจะมีการแก้ไขในบางประเด็นต่อไป อย่างเมื่อสักครู่นี้ครับ ท่านชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เลขาวิป (Whip) รัฐบาล ท่านก็ได้กล่าวไปว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีพี่น้องประชาชนคนไทย ๑๖ กว่าล้านเสียง ก็ได้เห็นชอบ แล้วก็ทำประชามติผ่านไปแล้ว ผมยอมรับตรง ๆ ครับว่า ณ วันที่ลงประชามติ ผมไม่ได้เลือก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ผมเห็นว่า ๑๖ ล้านกว่าเสียง เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ผมก็ต้อง ยอมรับ แต่ประเด็นที่ถ้าจะมีการแก้ ผมก็ขอเน้นย้ำนะครับว่าจะต้องเพิ่มในส่วนของการ มีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน อีกประเด็นที่ผมจะขออนุญาตอธิบาย นั่นก็คือประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับการชุมนุมและสิทธิของผู้ชุมนุม อย่างที่ผมบอกไปที่ผมกราบเรียนท่านประธานไป ผมเห็นด้วยกับการแสดงออกความคิดเห็นในแง่มุมต่าง ๆ แต่เราจะพูดว่าสิทธิเสรีภาพ สามารถพูดได้ทุกเรื่อง มันไม่ใช่ครับ กฎหมายถ้าท่านจะยกมาบางข้อ บางมาตราแล้ว มันไม่สมบูรณ์ มันจะต้องดูกฎหมายหลาย ๆ ฉบับประกอบกัน กฎหมายบางฉบับมีมาตรา มากกว่า ๑๐๐ มาตรา ดังนั้นสิ่งที่ผมรู้สึกก็คือว่าเราจะต้องดูว่าเราให้สิทธิเสรีภาพในการ แสดงออกก็จริง แต่การแสดงออกนั้นจะต้องอยู่ในขอบเขต จะต้องอยู่ในกฎหมาย ผมขออนุญาตนะครับ อันนี้คือความเป็นห่วงจริง ๆ เพราะว่าผมเห็นข้อเรียกร้อง ๑๐ ข้อ จากน้อง ๆ นิสิต นักศึกษา ผมก็เป็นห่วงจริงครับว่ามันเกินกรอบกฎหมาย เกินกรอบ รัฐธรรมนูญที่เราสามารถทำได้ใช่หรือไม่ รัฐธรรมนูญก็ระบุไว้ชัดเจนว่าประเทศเปลี่ยนแปลง รูปแบบการปกครองไม่ได้ และสิ่งที่ผมอยากจะพูดประเด็นสุดท้าย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมไม่แน่ใจว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีกี่คนเพราะผมไม่ได้จบที่โน่น แต่ผมเชื่อว่าไม่ทุกคน ที่เป็นศิษย์เก่าก็ดี ศิษย์ปัจจุบันก็ดี หรือว่าน้อง ๆ ที่จะเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับ ๑๐ ข้อที่เรียกร้อง ดังนั้นกระผมเห็นว่ารายงานฉบับนี้ยังไม่ได้มีความ สมบูรณ์เพียงพอที่จะให้พวกเรา ส.ส. นั้นเห็นชอบ โดยเฉพาะในข้อสังเกตทั้ง ๙ ข้อยังมี ข้อบกพร่องซึ่งยังจะต้องมีการแก้ไข ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านชลน่าน ศรีแก้ว เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ขอบคุณท่านประธานที่อนุญาตให้ผม ได้มีส่วนร่วมในการทำหน้าที่ของสภาฝ่ายนิติบัญญัติ ในการที่จะพิจารณารายงานการศึกษา ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของสภาผู้แทนราษฎรเรา ที่อุตส่าห์และกรุณาส่งรายงานนี้เข้าสู่สภา เป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ท่านประธานครับ ผมมีเวลา ๗ นาที ขอใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างสูงสุด เรื่องที่ ๑ ผมจะไม่ดูในรายละเอียดของวิธีการศึกษากระบวนการการศึกษาของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ แต่ขอบคุณกรรมาธิการชุดนี้ ขอบคุณอนุกรรมาธิการ ตลอดจนผู้ที่ มีส่วนในการศึกษาทุกท่าน ดูรายชื่อแล้วเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยตรงทั้งนั้นนะครับ จะเกี่ยวข้องมุมไหน อย่างไร ก็ว่ากันไป แต่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามา มีส่วนร่วม ถึงแม้ระยะเวลาการศึกษาจะสั้น ขอบเขตของการศึกษาจะแคบไปสักนิดหนึ่ง แต่ว่าประเด็นหลักก็คือว่าทำอย่างไรในสถานการณ์อย่างนี้รายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับ ประเทศชาติบ้านเมือง วินาทีนี้สิ่งสำคัญที่สุดประเทศต้องมีทางออก สภาพปัญหาและสาเหตุ ที่ศึกษามาเป็นภาพโดยรวมตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ แต่ขณะนี้สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เกิดความขัดแย้งหรือความเห็นต่างของคนในชาติอย่างรุนแรง กระทบไปทุกส่วน เราต้อง หาทางออกครับ เพราะฉะนั้นก่อนที่ผมจะลงในรายละเอียด ผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเรา ฝ่ายนิติบัญญัติเราต้องมีศักดิ์ศรีครับ ต้องหาทางออกให้กับ ประเทศในโอกาสนี้ ถ้าท่านเองเห็นว่ารายงานฉบับนี้ส่งไปแล้วไม่มีประโยชน์ ขณะที่ทุกฝ่าย ๙ ข้อที่เขียนมาเป็นข้อสังเกต มันเป็นข้อสังเกตและข้อเสนอให้รัฐบาลหรือคนที่มีอำนาจ รับไปทำ ควรจะทำ ไม่ได้บังคับให้ทำครับ ควรจะทำ ถ้าท่านมีมติว่าไม่ส่ง ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ พวกเราฝ่ายค้านทั้งหมดจะไม่ขอร่วมเป็นสภากับท่าน ให้ถูกตราหน้าว่าปัญหาประเทศชาติมีขนาดนี้ยังไม่แก้ ไม่หาทางออกกลับซ้ำเติมเข้าไปอีก จุดความเดือด ปล่อยประเด็นให้เกิดความแตกแยกขึ้นมาอีกผมไม่เห็นด้วยครับท่านประธาน ขอร้องครับ อย่าเห็นแก่บางเรื่องบางราว ต้องเห็นแก่ประโยชน์ต่อประเทศชาติ เราต้องส่ง ไม่ได้มีข้อผูกมัดใด ๆ ควรทำ ควรทำนะครับ ไม่ใช่บอกต้องทำ ควรทำ ถ้าท่านจะโหวต ไม่เห็นด้วยไม่ส่ง พวกผมขอวอล์กเอาต์ (Walkout) ไม่ขอร่วมสังฆกรรม แล้วจะบอกกับ พี่น้องประชาชนคนไทยว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ณ วินาทีนี้มันควรโดนยุบเลย ไม่ต้องรอ ไปถึง ๙ เดือน ๑๐ เดือน ยุบทิ้งไปเลย ฝากผู้มีอำนาจนะครับ ผมท้าเลย ยุบไปเลย ไม่ต้องให้อยู่ อยู่ไปก็เปลืองครับ ไม่มีประโยชน์ใด ๆ แค่ปัญหาประเทศชาติคุณยังไม่รับแล้วคุณจะไปอยู่ทำไม🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมอยากให้กรรมาธิการชุดนี้เน้นถึงรากเหง้า ของปัญหา ผมเข้าใจวิธีการศึกษาของท่าน ท่านเอาข้อสังเกต ๙ ข้อของท่านมาตอบโจทย์ ว่านี่คือรากเหง้าของปัญหา ตัวรัฐธรรมนูญนี่แหละครับคือรากเหง้าของปัญหา โครงสร้างของ การใช้อำนาจอยู่ขณะนี้คือรากเหง้าของปัญหา ถ้าท่านไม่แก้ตรงนี้ท่านจะแก้รากเหง้าของ ปัญหาได้อย่างไร กระบวนการยุติธรรมที่มันสุดแสนอัปยศอยู่ขณะนี้ท่านไม่แก้ท่านจะทำ อย่างไร สิทธิของพี่น้องประชาชนที่มีอยู่ขณะนี้ที่เขาถูกคุกคามอยู่ท่านไม่แก้ ท่านจะแก้ รากเหง้าของปัญหาได้อย่างไร สภาแห่งนี้มีหน้าที่ในการที่จะหาทางออกให้ประเทศ สภาแห่งนี้ไม่ใช่ศาลนะครับที่จะไปตัดสินว่าคุณมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิ เราไม่ใช่ศาลครับ การแสดงออกตามสิทธิเมื่อเขาอ้างว่าเป็นสิทธิเขามีสิทธิที่จะแสดงออก แต่ถ้าทำผิดกฎหมาย ไปละเมิดใครคุณก็ว่าไปตามกฎหมาย อย่าเหมาความตีรวมว่าแสดงออกอย่างนี้มันผิด ต่อประเทศ จะต้องถูกกำจัด ถูกกวาดล้าง นั่นคือวิธีคิดที่เป็นรากเหง้าของปัญหา จนถึงปัจจุบัน ท่านประธานครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งต้องส่งครับ ส่งให้รัฐบาลได้รับรู้รับทราบว่า พวกเราฝ่ายนิติบัญญัติเราเป็นห่วงประเทศชาติ เราหาทางออกให้กับประเทศชาติ ฝ่ายค้านเอง จะรวบรวมรัฐธรรมนูญยื่นวันที่ ๑๗ ครับ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมติของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นทางออก ผมก็ฝากไปยังฝ่ายรัฐบาลต้องเร่งทำ ช่วยกันทำ การปลดเงื่อนไขต่าง ๆ ขณะนี้ต้องรีบทำครับ อย่าให้ลูกหลานเราได้รับ ความเสียหายจากการที่คุณเพียงตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำอย่างนี้เป็นภัยต่อประเทศชาติ บ้านเมืองแล้วใช้กำลังไปเข่นฆ่าและปราบปรามเขา อย่าได้ทำนะครับ ท่านประธานครับ ถ้าเขาทำผิดกฎหมายคุณจับเขาสิครับ จับไปติดคุกเลย ขึ้นศาล ศาลมีครับ องค์กรยุติธรรมมี ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ข้อสังเกตก็เขียนได้ดีครับ เป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ทั้งนี้ต้องไม่ละเมิดตามที่กฎหมายบัญญัติ ใครได้รับความเสียหายก็ว่ากัน ไปตามนั้น แจ้งความไป แต่อย่าเหมาความรวมว่าการแสดงออกอย่างนี้เป็นภัย ต่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้นต้องปราบ ต้องกำจัด ผมสงสารมาก ผู้ร่วมชุมนุมขณะนี้เหมือน ติดคุกท่านประธานครับ เขากล้าหาญไปเปิดเผย ไปพูดอะไรบางสิ่งบางอย่าง แต่ข้อเสนอ ของเขาบนเวทีเขาต้องถูกควบคุมบริเวณด้วยตัวของเขาเอง ด้วยพรรคพวกเขาเอง เพราะกลัวความปลอดภัย นี่หรือคำประเทศไทย ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่มีทางปรองดอง สมานฉันท์ ท่านประธานครับ ป.ย.ป. ที่ตั้งขึ้นมามีประโยชน์ไหม สำนักงาน ป.ย.ป. ของบประมาณทุกปี ปีนี้ขออีก ปีที่แล้วผมถามว่าหน้าที่ท่านคืออะไร เขาบอกว่าก็เก็บมาเชื่อมประสานทุกฝ่าย ผมเลยสรุปว่าอ๋อ หน้าที่ท่านตัดแปะอย่างเดียว ตัดแปะอย่างเดียวมันไม่เกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นโดยสรุปครับ สภาแห่งนี้ควรส่งเรื่องนี้ เข้าไปถึงรัฐบาลให้เขาได้รับรู้รับทราบข้อสังเกต ๙ ข้อนี้จะมีแนวทางการนำไปสู่การปฏิบัติ อย่างไร จะปฏิบัติหรือไม่อย่างไร ๖๐ วันพ้นแล้วรายงานมาสภาครับว่าทำหรือไม่ทำ ข้อ ๒ ถ้าท่านไม่รับ พวกผมประกาศเลยพวกผมจะไม่ร่วมสังฆกรรม ในนามของฝ่ายค้าน ๒๑๑ คน เป็นหน้าที่ของเสียงข้างมากและเสียงข้างมากต้องรับผิดชอบ🔗
สุดท้ายท่านประธานครับ สภาเราต้องคำนึงถึงพี่น้องประชาชน เราเป็น ตัวแทนของที่น้องประชาชน ถ้าเรื่องนี้ท่านไม่เห็นแก่ประชาชนแล้ว เห็นแต่ใครบางคน บางกลุ่ม บางพวกแล้วนี้ ผมเรียกร้องให้ยุบสภาพรุ่งนี้เลยครับ อย่าได้อยู่อย่าได้เป็นอย่างนี้เลย อายพี่น้องประชาชนครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
อย่าเพิ่งยุบ เลยครับ ต่อไปเชิญท่านชุมพล จุลใส เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมต้องขอชื่นชมแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ จากการศึกษา ของคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ผมดู รายชื่อคณะกรรมาธิการแล้วถือว่าน่าชื่นชมครับที่ท่านพยายามทำให้เกิดความสมานฉันท์ ให้กับคนในชาตินี้ ในประเทศไทยนี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการที่เป็นแนวทางในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมพูดอย่างเต็มปากเต็มคำ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมเป็นผู้หนึ่งที่รณรงค์ในการรับ ร่างรัฐธรรมนูญ ผมเป็น ส.ส. จังหวัดชุมพร ผมเป็นคนหนึ่งในการรณรงค์รับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๒ คำถาม และพี่น้องชาวจังหวัดชุมพรของผมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอันดับ ๑ ทั้ง ๒ คำถาม ด้วยเหตุผลอะไรครับ ในขณะนั้นประเทศของเราต้องมีทางออกสิครับ ณ วันนี้ท่านมาบอกว่าผมก็เห็นด้วยนะที่ท่านบอกว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ แก้โดยทันที แต่ผมไม่เห็นด้วยที่ว่าในสถานการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ จนถึงปัจจุบันนี้ สาเหตุหนึ่งมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน มันไม่ใช่หรอกครับ ถ้าเราย้อนกลับไปให้ดี ๆ ท่านประธานครับ ท่านคณะกรรมาธิการครับ ท่านก็อยู่ในสภานี้ กันมานานแล้วครับ อยู่ที่ตัวคนที่เป็นรัฐบาลในขณะนั้น ผมไม่อยากจะพูดถึงอดีตนะครับ ว่าเป็นมาอย่างไร ท่านก็รู้ท่านก็เข้าใจ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างท่านก็จะโทษแต่รัฐธรรมนูญ แต่ไม่โทษตัวคนเลย อย่างนี้ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ผมก็ไม่ปฏิเสธอีกเหมือนครับว่า ผมเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวเมื่อปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ เพราะเหตุอะไรครับ ในปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ สมัยนั้นรัฐธรรมนูญก็เป็นประชาธิปไตยฉบับหนึ่ง มาจากเสียงข้างมากถูกต้องทุกอย่าง แต่ในขณะนั้นเหตุผลอะไรครับ เพราะรัฐบาลในขณะนั้นทรยศหักหลังประชาชนอย่างไรครับ ใช้เสียงข้างมากในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับคนผิด คนโกง คนทุจริตคอร์รัปชัน คนเผาศาลากลาง อย่างนี้ ก็รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนไม่ใช่หรือครับ เพราะตอนนั้น ท่านไม่ฟังประชาชน ท่านประธานครับ นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ผมไม่ยอมรับหรอกครับ แต่ผมเข้าใจดี🔗
เรื่องที่ ๒ การนิรโทษกรรม ท่านเขียนไว้ อ่านแล้วดูดี อ่านแล้วไปได้ แต่ท่านประธานครับ ในข้อ ๒.๒ ที่บอกว่านิรโทษกรรมทางการเมือง คดีอาญาที่มีเหตุจูงใจ ทางการเมือง ยกเว้นคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และคดีทุจริต อันนี้ผม เห็นด้วยนะครับ แต่คดีอาญาที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง เผาศาลากลางมีเหตุจูงใจ ทางการเมืองไหมครับ ขออนุญาตนะครับอันนี้ต้องถาม คดีที่เผาบ้านเผาเมืองที่ผ่านมา เป็นเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่ครับ🔗
ผ่านไปครับ ข้อสังเกตข้อ ๖ ข้อสังเกตด้านการเยียวยา การเยียวยาที่ได้รับ ผลกระทบทางการเมือง ผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้อภิปรายในปี ๒๕๕๔ ผมไม่เห็นด้วยกับในขณะนั้น ที่รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ชุมนุมทางการเมือง ผู้เสียชีวิต ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท ในขณะเดียวกันทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตายในหน้าที่ได้ไม่เกิน ๒ ล้านบาท อย่างนี้เรียกว่าการเยียวยาที่ได้รับความเป็นธรรมหรือครับ ผมขออนุญาตนำเรียน คณะกรรมาธิการไว้ในเรื่องของการเยียวยา🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับ ข้อ ๘ ข้อสังเกตเกี่ยวกับกองทัพ ท่านเขียนบอกว่าต้อง กำหนดไว้เลยกองทัพห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง คุณบังคับเขาได้หรือครับ ที่ผ่านมา ท่านไม่เห็นหรือครับเพราะนักการเมือง นักการเมืองบางคนบ้าอำนาจไม่ฟังเสียงประชาชน ทหารถึงได้ออกมาปฏิวัติรัฐประหาร อันนี้เราต้องไม่ปฏิเสธกันครับ เพื่อน ๆ ในสภาแห่งนี้ ที่อยู่ร่วมกันในสภากับพวกผมก็เคยเห็นกัน ผมเองที่ประท้วงในปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ เดินลงถนน เหมือนกับพวกท่านนี่แหละ ผมประสบปัญหามาอย่างมากมาย แต่ว่าผมก็ต้องยอมรับ ในกติกา ผมขึ้นศาลครับ ท่านประธานทราบไหมครับ ณ วันนี้ผมมีกี่คดี ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าวันนี้คดีแพ่งถึงที่สุดแล้วผมต้องชดเชยเงินเท่าไร คดีแพ่งที่สิ้นสุดลงไปแล้ว จนถึงฎีกาแล้วผมต้องชดใช้ค่าเสียหายบุกดีเอสไอ (DSI) จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ผมไปเสียมาแล้ว เพราะฉะนั้นผมนำเรียนว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเราห้ามไม่ได้หรอกครับ กองทัพที่เขาออกมา ถ้าเขาไม่ออกมามีสงครามกลางเมืองใครจะรับผิดชอบ ผมก็นำเรียน ท่านประธาน นำเรียนคณะกรรมาธิการไว้ ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการที่พยายามสร้างความ ปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ แต่ผมยังรับไม่ได้นะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านต่อไป ครูมานิตย์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย ผู้แทนสุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม ถ้าผมไม่ชื่นชมกรรมาธิการชุดนี้ที่นำเสนอ เรื่องแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ รู้สึกว่าตัวเองจะเสียใจ เป็นอย่างยิ่ง เพราะที่จริงแล้ว ๒-๓ วันนี้ผมทำเรื่องเป็นอนุกรรมาธิการงบประมาณอยู่ แต่ก็ มีความจำเป็น ๗ นาทีต่อจากนี้ไปผมจะพูดแบบครูที่นั่งดูด้วยความเป็นห่วงกับบ้านเมือง ในช่วงหลัง ๆ ถ้ามีเวลา แต่จะพูดถึงความปรองดองที่กรรมาธิการมีเจตนา ก็ต้องขอชื่นชม นอกจากกรรมาธิการแล้วผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์วุฒิสาร ตันไชย ท่าน พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ท่านอาจารย์โคทม ท่านพิภพ ธงไชย ท่านคำนูณ สิทธิสมาน บุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเห็นของประเทศเดินไปข้างหน้าด้วย ความสงบ ท่านประธานครับ เราฟังเพลงชาติไทยทุกวัน ในเนื้อหาสาระของเพลงชาตินั้นมันเปี่ยมล้น ไปด้วยความสุข มันเปี่ยมล้นไปด้วยความรักความสามัคคีแล้วก็ความเป็นไทย แต่นั่นคือ ตัวเพลง แต่ข้อเท็จจริงที่ยืนอยู่บนประเทศนี้ เรื่องของความปรองดองเราแสวงหากันมา นานแล้ว แต่ยังไม่ถึงจุดนั้นสักทีหนึ่ง เพราะอะไรครับ เพราะว่าคนที่มีอำนาจที่แท้จริง ไม่ยอมสดับรับฟัง ไม่ยอมเอาไปแก้ปัญหา ผมไม่เชื่อว่าเพื่อนผมตั้ง ๕๐๐ คน ที่นั่งอยู่ ในสภาแห่งนี้ ทั้งท่านประธานด้วยว่าไม่มีใครจะไม่รู้รากเหง้าของปัญหาในประเทศไทย ที่เกิดขึ้นทั้งอดีตและความน่าจะเป็นในอนาคต ทุกคนเชื่อหมด แต่วันหนึ่งพอนั่งอยู่ซีกหนึ่ง ก็คิดอีกแบบหนึ่ง พอไปนั่งอยู่อีกซีกหนึ่งก็คิดอีกแบบหนึ่ง เอาท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผมเคารพนับถือ ท่านประธานจำได้นะครับ เพลงที่คืนความสุขให้กับประชาชน อีกไม่นานประชาชน นั่งไปนั่งมาปีนี้ปีที่ ๖ ปีที่ ๗ แล้ว กะว่าอยู่ไปอีกปีไหนผมไม่รู้ ถ้าท่าน ปฏิวัติวันนั้น แล้ว ๒ ปีท่านคืนอำนาจ แก้ไขหาจุดอ่อนความบกพร่องที่ท่านได้พูดไว้ ท่านจะ ทำความปรองดอง ท่านจะทำทุกอย่างที่ให้ประเทศไทยเดินไปได้ ท้ายที่สุดท่านเอาตัวท่าน เป็นบรรทัดฐานมากลายเป็นปัญหาเสียเอง ทุกคนรู้ เด็กนักเรียนรู้ แล้วผู้แทนไม่รู้ได้อย่างไร วันนี้ เห็นไหมครับ พออำนาจเข้ามาความโลภมันเกิด ปัญหาก็แก้ไม่ได้ วันนี้เรื่องนี้จะส่งถึง รัฐบาลโดยสภาแห่งนี้ได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่ผมฝากกรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบนช่วยรวบรวมส่งไปให้ ท่านนายกรัฐมนตรีสักโหลเล่ม คือ ๑๒ เล่ม แล้วก็ให้อ่านข้อสังเกต ๙ ข้อ นอกนั้นก็ส่งไปให้ ท่านรัฐมนตรี ส่งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผมเชื่อแน่ว่าถ้าได้อ่านรายงานฉบับนี้ผมเชื่อว่าต้อง อายใจตัวเองบ้างว่าสิ่งที่เราได้พูด สิ่งที่เราได้คิด เราพูดไปตามสาธารณะ เราไม่ได้ปฏิบัติเลย วันนี้ผมก็เป็นห่วง เอาเรื่องวันนี้ สถานการณ์รายงานเข้ามาพอดี แต่จริง ๆ เจตนา ของกรรมาธิการอยากรายงานเหตุที่เกิดขึ้นมาในอดีต อยากให้มีการนิรโทษกรรม อยากให้ช่วยแก้กฎหมาย ให้ยกเลิกกฎหมายบางข้อบางฉบับ ผมไม่พูด เพราะหลายคน ได้อธิบายความมาแล้ว ผมก็สิ้นกระแสความตรงนั้น แต่ว่าบังเอิญเหตุการณ์ใหม่กำลังจะ เข้ามาพอดี ยิ่งกว่าดินพอกหมูอีกนะครับท่านประธานที่เคารพ ดูแล้วสุ่มเสี่ยง ผมบอก นายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานไปตั้งแต่วันอภิปรายเรื่องเด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา ผมจำวันที่ไม่ได้ ผมบอกแล้วว่าเรื่องของเด็กที่มาเรียกร้องขอให้มองเป็นความสวยงาม ระบอบประชาธิปไตยในโลกนี้ความคิดต่างเป็นความสวยงาม ความคิดต่างเป็นประโยชน์ เพียงแต่ว่าเราตะล่อมเอามุมไหน เอาเหตุการณ์อะไรมาผนวกด้วยกัน หรือทุกวันเขาเรียกว่า มาบูรณาการแล้วค่อย ๆ แก้ วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ผมไม่ได้โทษหรอกครับแต่ผมกล่าวหา ท่านเลย ท่านไม่ยอมที่จะเดินลงมาแก้ปัญหา ท่านจะคุยเรื่องปรองดอง ท่านแก้ เรื่องรัฐธรรมนูญ วันหนึ่งท่านบอกว่าท่านเห็นด้วย วันหนึ่งท่านก็เฉย ท่านประกาศสิครับ ผมจะให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ผมจะให้มีการแก้รัฐธรรมนูญโดย ส.ส.ร. ว่ากันไปเลย ยกเว้น หมวดพระมหากษัตริย์ สถาบันที่เราเคารพนับถือก็ว่ากันไป หมวดอื่นก็มาว่าเพื่อเดินหน้า ไปตามกระบวนการระบอบประชาธิปไตยภายใต้การปกครองพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ก็จบ อันนี้เดินยิ้ม แต่งตั้ง ครม. เสร็จก็เดินยิ้มลูกเดียว ฉะนั้นผมคิดว่าคนที่มี อำนาจสูงสุดในการถือกฎหมายของรัฐวันนี้คือท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านตั้งใจท่านบอกว่า ให้กระทำ ให้คณะกรรมาธิการไปนั่งคุย ไปแลกเปลี่ยนปัญหาว่าอยากให้นายกรัฐมนตรี แก้ไขปัญหาอย่างไรบ้าง ผมว่าบ้านเมืองมันเดินไปได้ วันนี้ปัญหาเศรษฐกิจก็รุมเร้ารัฐบาล ปัญหาการเมืองก็รุมเร้ารัฐบาล ปัญหาของเด็กก็กำลังรุมเร้า ผมเป็นห่วงท่าน เพราะผมเห็นว่า บางอิริยาบถของท่านนายกรัฐมนตรีก็มีความตั้งใจในการทำงานเพื่อบ้านเมือง แต่พอเรื่อง การเมือง เรื่องรัฐธรรมนูญ ท่านไม่เอาเลย เพราะท่านตระหนักเรื่องของความมั่นคง เห็นไหม ขนาดโควิด (COVID) ท่านใช้ พ.ร.ก. ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ท่านเก่งแต่ความมั่นคงอย่างเดียว ท่านมองว่าการเมืองไม่ใช่ความสวยงาม ผมเลยเป็นห่วงบ้านเมืองเหมือนกับท่านประธาน ที่ผมเคารพ🔗
ท้ายที่สุดครับ วันนี้ผมฝากท่านประธานเป็นประโยคสุดท้ายว่าความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีจะไม่เกิด แล้วก็ฝากท่านนายกรัฐมนตรีลงมาดูเรื่องที่กรรมาธิการทำไปวันนี้ ค่อนข้างจะสมบูรณ์แล้ว ส่วนเพื่อนซีกรัฐบาลจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิของท่าน แต่พวกผมเห็นด้วยกันแนวทางรายงานทั้งของท่านดอกเตอร์ แล้วก็ท่านสิระนะครับ ถ้าหาก ว่าไม่เห็นด้วยในการส่งไปตามระบบราชการ ก็ฝากท่านประธาน ท่านกรรมาธิการแพ็ก (Pack) ใส่ห่อสักโหลหนึ่งเอาไปส่งที่ทำเนียบรัฐบาลให้ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วนอกนั้น ก็คนละ ๖ เล่ม ๖ เล่ม เผื่อเขาจะได้ศึกษา เกิดวิชัน (Vision) ขึ้นมาจะได้แก้ปัญหาเป็นกุญแจ ไขบ้านไขเมืองได้ ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกอีก ๔ ท่านนะครับ มีท่านฐิตินันท์ แสงนาค ท่านรองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ ท่านขจิตร ชัยนิคม ท่านวิรัตน์ วรศสิริน เชิญท่านฐิตินันท์ แสงนาค ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๑ ตัวแทนคนเมือง พรรคภูมิใจไทย ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการสามัญชุดนี้ ที่ได้ศึกษาแนวทางรายงานฉบับนี้มาให้สภาผู้แทนราษฎรของเราได้พิจารณา ท่านประธานครับ จากปี ๒๕๔๘-๒๕๖๓ ๑๖ ปีครับ ๑๖ ปีแห่งความหลัง ทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งหวานและขมขื่น เป็นบทเพลงซึ่งผ่านมาหลายสิบปีแล้วแต่ยังใช้กับปัจจุบันได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมเป็น คนหนึ่งผลิตผลที่เกิดจากม็อบ (Mob) ครับ ม็อบ (Mob) ปี ๒๕๓๕ พฤษภาทมิฬหรือม็อบ (Mob) มือถือ ผมนี่ละครับถือธงนำคนแรกขี่มอเตอร์ไซค์รอบเมืองกับทีมงานลูกน้องผม ๑๐๐ กว่าคัน ในการทำม็อบ (Mob) ไม่ว่าจะเป็นผู้นำม็อบ (Mob) หรือลูกทีมม็อบ (Mob) มันมีแรงจูงใจ มันมีเหตุและผลในตัวมันเอง ซึ่งความเชื่อของแต่ละคนนั้นต่างกันครับ ในการทำม็อบ (Mob) มีอยู่ ๒ เรื่องที่จะทำให้ม็อบ (Mob) จุดติดหรือไม่ติด ในฐานะที่ ผมจบนิเทศศาสตร์มาในระดับปริญญาตรี เอกการประชาสัมพันธ์ ก็คือเรื่องการ ประชาสัมพันธ์ หรือพับบลิก รีเลชันส์ (Public Relations) คือบอกให้รู้ไว้ แจ้งให้ทราบ และกลไกหนึ่งก็คือการโฆษณาหรือแอดเวอร์ไทซิง (Advertising) บอกว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านนึกไม่ออกดูโฆษณาครีมหน้าขาวทุกวันนี้ ทาปุ๊บขาวปั๊บ นั่นคือการ โฆษณาชวนเชื่อครับ ในม็อบ (Mob) ก็เหมือนกัน ในปี ๒๕๓๕ ลูกน้องผมสามารถจะขับรถตามหลังผมได้ ๑๐๐ คัน ผมก็ใช้วิธีการต่าง ๆ ให้เขาเชื่อ และสุดท้ายปี ๒๕๕๓ ตัวเลขกลับกัน ผมก็เป็นหนึ่ง ที่มากินมานอนอยู่ราชประสงค์กับเขา วิ่งหลบกระสุนก็มี เพราะฉะนั้นผมอยากให้ เพื่อนสมาชิกทั้ง ๕๐๐ ท่าน ได้รู้ไว้ว่ามันมีแรงจูงใจมีความเชื่อของแต่ละคนครับ ไม่มีใคร ที่จะมาชักจูง ชักชวนกันได้หรอก มันเป็นความเชื่อ แต่บังเอิญการที่เกิดม็อบ (Mob) ขึ้นมา ความเชื่อของคนส่วนใหญ่มันตรงกัน ผมไม่คิดนะครับว่าม็อบ (Mob) นักเรียน นิสิต นักศึกษาในวันนี้จะเป็นภัยอันตรายต่อชาติ ผมมองถึงพลังที่บริสุทธิ์ แน่นอนครับ ท่านประธาน เหรียญมี ๒ ด้าน มีด้านดีก็ต้องมีด้านไม่ดี เราจะมองด้านดีของเด็ก ๆ เขาว่า เขาสามารถกล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าทำ เด็กพวกนี้ละครับอีก ๒๐ ปี หรือ ๓๐ ปีข้างหน้า บางคนอาจจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นคณะรัฐมนตรี มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แทนพวกเราที่นั่งอยู่ เพราะฉะนั้นเราจะประคับประคองเขาไปได้อย่างไร โดยเฉพาะที่เขา เรียกร้องมา ๓ ข้อ ข้อ ๔ ผมไม่พูดนะครับ ผมสนับสนุนตั้งแต่ทีแรกเลย หยุดคุกคาม ประชาชน เยาวชน นักศึกษา แต่ใช่ว่าจะยกเว้นคนที่กระทำความผิดนะครับ คนที่ไปกระทำ ความผิดชัดเจนอันนั้นไม่ยกเว้น เพราะว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม อย่างสันติ ผมมีโอกาสได้ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๘ ครับ ในนั้นมีอยู่ ๒ ประเด็น ที่รัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็คือ ๑. สิทธิพลเมือง ๒. หน้าที่พลเมือง ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้น ให้สิทธิมากเกินไป ผู้มีอำนาจบอกว่าพลเมืองจะต้องมีหน้าที่ เหมือนคำขวัญเด็กครับ เด็กเอ๋ย เด็กดีมีหน้าที่ ๑๐ อย่างด้วยกัน สิทธิอย่ามากเกินไป ประชาชนเก่งและฉลาด จริง ๆ แล้วปกครองยากมาก เหมือนลูกหลานของเรา เถียงคำไม่ตกฟาก รู้ดีกว่าเรา ท่านประธานครับ ที่ผมพูดเช่นนี้ผมไม่ได้เชียร์ฝ่ายไหน ผมพูดในความรู้สึกและประสบการณ์ ที่ผ่านมา ผมเคยร่วมชุมนุมกับทุกสีเสื้อครับ สุดท้ายพอเห็นทีท่าว่าไม่ดี มีการใส่สีตีไข่มาก ก็ถอนตัวออกมา มาอยู่ฝ่ายที่เป็นกลาง ตอนนั้นเขาให้ชื่อว่าม็อบ (Mob) พิราบขาว ใส่เสื้อขาว ท่านประธานเชื่อไหมว่าโดนด่า หาว่าพวกโลกสวย เป็นกลางไม่มี เป็นนิ้วกลาง มีนิ้วกลางก็ชูไม่ได้ โชว์ไม่ได้ด้วย นั่นคือประสบการณ์จริงครับ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิก ๕๐๐ คนในที่นี้ ผมทราบว่าบรรดาพี่ ๆ หลายท่านผ่านประสบการณ์โชกโชนมาแล้ว ต่อสู้มาแทบเอาชีวิตไม่รอด ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ผมไม่โชกโชนเหมือนท่าน ผมผ่านมา หลายเวที หลายด้าน พอมองเห็น ที่พูดนี่ผมเห็นว่ารายงานฉบับนี้มีประโยชน์ในการที่จะ นำมาศึกษาพิจารณา แต่จะถึงขั้นว่าสมบูรณ์แบบหรือไม่ คงไม่ใช่ครับ ทุกสิ่งทุกอย่างมีข้อดี และข้อเสีย เราจะรับมาพิจารณาในประเด็นข้อดีหรือจะดูข้อเสียของมัน ถ้าเราจะเอาข้อดี มันก็มี แต่ถ้าจะดูข้อเสีย ผลเสียมันก็มีอีกเช่นกัน ดังนั้นในวันนี้ผมเพียงแค่แสดงทัศนคติ ความรู้ส่วนตัวที่ผ่านมา ประสบการณ์ที่เคยพบปะมา พบเห็นมา ให้บรรดาสมาชิกผู้อาวุโสทั้งหลายได้ตระหนักคิดไปด้วยกันครับ โดยเฉพาะม็อบ (Mob) นักเรียน นักศึกษา ไม่เป็นอันตรายหรอกครับ ไม่ต้องไปกลัว ไม่ลุกเป็นไฟ เด็กพวกนี้ เขาไม่มีอาวุธ ผมเองก็ไม่กลัว มีโอกาสผมก็ไปฟังน้อง ๆ เขา ไปไม่ได้ผมก็ให้ผู้แทนไปฟัง บางอย่างมีประโยชน์มีสาระ ผมก็นำกลับมาคิดและปรึกษาหารือกัน ฝากท่านประธานไปถึง สมาชิกทั้งหมดในวันนี้ทั้งที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ใคร่ครวญเอาประโยชน์ของประเทศชาติ แล้วก็ น้อง ๆ นิสิต นักศึกษา และประชาชนเป็นหลัก ขอบคุณมากครับ🔗
เชิญท่านรองศาสตราจารย์รงค์ เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ผมขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับรายงาน การพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เข้าเรื่องเลยนะครับ งานชิ้นนี้สำหรับผม ผมคิดว่ายังไม่สมบูรณ์ครับ ผมเป็นอาจารย์ที่สอนหนังสือ สอบดุษฎีนิพนธ์ สอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาบ่อย ตัวรายงานน่าจะเป็นแค่พรอปโพซัล (Proposal) ที่เป็นข้อบังคับ เพราะยังไม่ได้ตอบโจทย์ว่า แนวทางในการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติเป็นอย่างไร มันยังไม่ตอบ โจทย์ ที่พวกเราอภิปรายนี้เราอภิปรายข้อสังเกตซึ่งมันจะเป็นภาคผนวกนั่นเอง แต่แนวทาง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เรารอคอยเพื่อที่จะส่งให้รัฐบาล ผมไม่ได้ติดใจว่าจะส่งหรือไม่ส่ง แต่ถ้าส่งไปแล้วจะต้องเป็นรายงานที่สมบูรณ์ อ่านแล้วรู้ อ่านแล้วเข้าใจ เป็นเอกสารสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งว่าสภาชุดนี้ ณ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้บอกว่าแนวทาง การสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ของคนในชาติ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ นอกจากนั้น ยังมีข้อสังเกต ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ว่าไปให้เสร็จครับ ท่านประธานครับ นี่คือที่ผมกำลัง นำเรียนว่าผมยังตะขิดตะขวงใจว่าถ้าเราจะส่งเอกสารไปซึ่งจะส่งไปก็ไม่เป็นไร เพราะส่งไป เดี๋ยวฝ่ายรัฐบาลก็จะตำหนิว่าเอ๊ะ สภาทำได้แค่นี้หรือ ทั้ง ๆ ที่ประกอบไปด้วยบุคลากร ประกอบไปด้วยบุคคลมากมาย🔗
ท่านประธานครับ ท่านประธานดูอันแรกเลย ในบทสรุป หลักการและเหตุผล บอกว่าความขัดแย้ง วันนี้เรามีความขัดแย้งทางสังคมหรือความขัดแย้งทางการเมืองครับ โซเชียลคอนฟลิกต์ (Social conflict) กับโพลิติคัลคอนฟลิกต์ (Political conflict) แตกต่างกัน ท่านประธานดูในบทสรุปผู้บริหาร บรรทัดที่ ๓ เลยว่าระยะเวลา ๑๖ ปีมานี้ ประเทศไทยมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและทางอุดมการณ์ อันนี้เป็นฮิตเวิร์ด (Hit word) เป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) เป็นเรื่องใหญ่มาก ความขัดแย้งทางการเมืองคืออะไร ความขัดแย้งทางอุดมการณ์คืออะไรครับ ณ ๑๖ ปีมานี้ต้องนิยาม จะต้องให้คำอธิบาย แล้วมันจะบอกได้เองว่าแนวทางจะออกมาเป็นอย่างไร ผมคิดว่ามาสูตรได้ถูกต้อง น่าสนใจว่า เป็นความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมืองคือใครครับ ในรายงานก็ไม่ได้บอก อีกว่าตัวละครแห่งความขัดแย้งหรือแอกเตอร์ส (Actors) ที่มันขัดแย้งกัน ใคร เช่นกองทัพ หรือทหาร หรือว่าทุนใหม่ ทุนเก่า หรือว่ากลุ่มคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ กับคนรุ่นลูก หมายถึงเจนวาย (Gen Y) เจนแซด (Gen Z) ว่าไปให้เสร็จ ในเล่มนี้เขาไม่ได้บอกครับท่านประธาน เมื่อเราพูด ถึงความขัดแย้งเราต้องพูดแอกเตอร์ส (Actors) เสียให้เสร็จ เพราะฉะนั้นความขัดแย้งที่เป็น อุดมการณ์ ผมคิดว่าคำนี้มันซ่อนรูปอยู่ อะไรที่เป็นความขัดแย้งในวันนี้ ถ้าอุดมการณ์ทางการเมืองของไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ต้องไปดูในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราไม่ได้ขัดแย้งนะครับ หรือพวกเราในสังคมไทยคิดว่าขัดแย้ง สภาแห่งนี้ยอมรับหรือว่าขัดแย้ง ผมคิดว่าคงเห็นด้วยกับผมว่ารัฐธรรมนูญของไทยและพวกเรานี้มีอุดมการณ์ทางการเมือง อย่างแน่นอนว่าอยู่ในหมวด ๑ มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ ประเทศไทยเป็นอาณาจักรเดียว มีใครคิดเรื่องอุดมการณ์นี้ไหม มีใครคิดถึงประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใครคิดนอกจากนี้ไปไหม หรือเราส่งเสริมอะไร นอกจากนี้ไปไหม อันนี้ผมยกตัวอย่างว่าเป็นไอดีโอโลจี (Ideology) หรืออุดมการณ์ทาง การเมืองซึ่งตกผลึกแล้ว ปักแน่นแล้ว แล้วมันไม่ขัดแย้งนี่ครับท่านประธาน เมื่อมันไม่ขัดแย้ง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ไม่มี เมื่อไม่มีก็เป็นความขัดแย้งทางการเมือง อะไรล่ะในรอบ ๑๖ ปี มานี้ตามที่จัดตั้งไว้ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ เป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเวลาเรา พูดถึงความขัดแย้ง ถ้าเราจะหาทางออกนั้นเราจำเป็นจะต้องไปดูถึงแอกเตอร์ส (Actors) ไม่มีครับ ท่านประธานครับ พอมาดูอีกนะครับ ในตัวบทสรุปผู้บริหาร หน้า ค จากหลักการ และเหตุผลไปถึงข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเลย ข้อสังเกต แล้วไหนแนวทาง พอพลิกไป ดูในเนื้อหาในคอนเทนต์ส (Contents) มันเลย ผลการศึกษาไม่มี ประเด็นการพิจารณาไม่มี แล้วก็ไปเอาสุดท้ายมานิด ๆ หน่อย ๆ จากไหนครับ จากรายงานฉบับสมบูรณ์ของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่มีศาสตราจารย์ ดอกเตอร์คณิต ณ นคร เป็นประธาน ถ้าผิดผมขอประทานโทษ ชิ้นนั้น เป็นชิ้นหลัก เป็นเหมือนเอกสารหลักมาสร้างข้อเสนอแนะ ท่านประธานที่เคารพครับ ความจำเป็นนะครับท่านประธาน สภานี้มาถูกเวลา เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกว่าเราควรจะพูด ปรองดอง สำหรับแนวทาง เขียนสิครับ เราจะได้อ่าน เราจะได้ศึกษา เราจะได้วิพากษ์วิจารณ์ เราจะได้ข้อเสนอแนะกันว่าแนวทางทำอย่างไร เช่นทหารทำอย่างไร เช่นผู้ชุมนุมทำอย่างไร โยกมาแล้วก็ปรับขึ้นมาเขียนให้ชัดเจน เขียนฮาวทู (How to) ออกมา แต่ที่สำคัญครับ ถ้าเรา จะเอาเอกสารชิ้นนี้มาฟาดฟันว่าใครคัดค้านแล้วเป็นพวกที่ไม่ส่งเสริม หรือเป็นพวกที่เป็น ฝ่ายตรงกันข้าม ไม่ได้ เราต้องเคารพว่าในการมอง ในการอ่านเอกสารชิ้นนี้เราให้คุณค่า มันแตกต่างกัน สำหรับผมนะครับ เอกสารชิ้นนี้จะไม่มีคุณค่ามากไปกว่ารายงานของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งเราอ่านกันทั่วไป มีให้ในสถาบันอุดมศึกษา มีที่ห้องสมุดพระปกเกล้า ที่สภาก็มี และเรา อ่านกันเยอะ เอกสารชิ้นนั้นจะมีคุณค่าในการที่จะชี้ให้เห็นว่าสมานฉันท์จะไปอย่างไร ปรองดองเราจะทำอย่างไร ซึ่งตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้เราก็มีเงื่อนไข มีบริบทที่แตกต่างกัน อีกแล้ว ปี ๒๕๕๓ เป็นโจทย์สำคัญ วันนี้ปี ๒๕๖๓ ไม่ใช่โจทย์ของ พ.ศ. ๒๕๕๓ เพราะฉะนั้น แนวทางที่ไปทึกทักเอามาจากของเก่าแล้วมาบอกว่าต้องทำอย่างนั้นทำอย่างนี้บนเงื่อนไข สถานการณ์ปี ๒๕๖๓ กับปี ๒๕๕๓ ซึ่งมีเงื่อนไขในความขัดแย้งทางการเมืองแตกต่างกัน แล้วเราจะมาสรุปและบอกว่าตั้งข้อสังเกต ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ไม่น่าจะมีน้ำหนักและมีพลังเพียงพอ ท่านประธานครับ สุดท้ายการสร้างสมานฉันท์ เห็นหน้า รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์รงค์ ก็บอกได้ว่าเป็นสมานฉันท์หรือว่ากวนยียวน อันนี้สมมุตินะครับ บุคคลมีบุคลิก มีลักษณะ ท่วงท่าลีลา ท่าทางของเขาซึ่งเป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นการสร้างสมานฉันท์นี้ในทางสังคม ทำอย่างไร ในทางกฎหมาย ในมิติกฎหมายทำอย่างไร ในมิติทางสังคมวิทยา ทางเศรษฐศาสตร์ทำอย่างไร อะไรเป็นปัจจัยเหตุที่มันเป็นปัจจัยเหตุหลักที่นำไปสู่ความ ขัดแย้ง อะไรเป็นปัจจัยที่ผกผันที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ตรงนี้ต่างหาก แต่ไม่ใช่ที่อุดมการณ์ครับ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ แล้วคนที่จะนำไปสู่การสร้างสมานฉันท์จะต้องเป็นตัวแบบ บุคลิกที่นำไปสู่สมานฉันท์มากกว่าที่จะไปบิลต์ (Built) ให้ความสมานฉันท์นั้น ๆ ไม่อาจจะ เกิดขึ้นหรือว่านำไปสู่ความรุนแรงในอนาคตครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านขจิตรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ในรายงานของคณะกรรมาธิการ เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ของคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของสภาผู้แทนราษฎร ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุเรื่องนี้เข้ามาในสถานการณ์ ที่สอดคล้องกับปัจจุบัน ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการซึ่งเสนอผลงานนี้ได้ทันเหตุการณ์และ เหมาะสมกับเวลา ท่านประธานครับ ถ้าจะดูเนื้อหาผมก็มีความเห็นด้วยตรงกันกับข้อสรุป ของกรรมาธิการ ในเรื่องข้อสังเกตว่าการสมานฉันท์จะเกิดขึ้นโดยการทำตามข้อเรียกร้อง สถานการณ์ขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่ฝ่ายที่ต้องการประชาธิปไตยที่ดีกว่าในปัจจุบัน ใช้คำว่า ดีกว่า ที่สมบูรณ์กว่า ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องโดยกระบวนการนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ต้องยอมรับว่าเกิดกระแสความคิดนี้ในระดับทั่วประเทศ ในขณะเดียวกัน กรรมาธิการขอเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปสู่ความ สมบูรณ์ สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของฝ่ายที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งความจริงก็รู้กันอยู่ ผมจะไม่พูดแต่ผมฝากว่าเวลารัฐบาลหรือผู้มีอำนาจจะทำการแก้ไข รัฐธรรมนูญ อย่าเที่ยวไปเขียนว่าเอาคนที่ไม่สนใจการเมืองมาเป็นคนแก้ ที่ผ่านมาเวลา ยึดอำนาจจะร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องมีคุณสมบัติว่าคนที่จะมาร่างต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง พรรคการเมือง คือสรุปสั้น ๆ ไม่สนใจการเมือง มันเกิดข้อผิดพลาดเยอะ เพราะฉะนั้น ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องเอาคนที่สนใจพรรคการเมือง เอาตัวแทนพรรคการเมือง เอากลุ่มที่เรียกร้อง เอากลุ่มที่เขาศึกษาว่าเรื่องมันควรจะเป็นประชาธิปไตยอย่างไร เอาทหาร มาด้วยก็ได้ ไม่รังเกียจ เพราะฉะนั้นข้อแรกผมเห็นด้วย แล้วสถานการณ์นี้ต้องรีบดำเนินการ🔗
ท่านประธานครับ ในเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของสากล เวลามีข้อขัดแย้งความเห็น ไม่ตรงกันยิ่งร้ายแรงเท่าไรก็ต้องมีการนิรโทษกรรม การนิรโทษกรรมจะมีประโยชน์ ทั่วโลกศึกษามาแล้ว เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อปี ๒๕๕๕ เราศึกษามาทั่วโลก ไม่มีการสมานฉันท์หรือการปรองดองใดที่ไม่มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อที่จะให้ยกโทษให้กัน แม้ในประเทศไทยถ้าเราจะศึกษากรณีปี ๒๕๒๐ ปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๒๓ คำสั่งที่ ๒๒/๒๕๒๓ ก็เป็นการให้อภัยที่ยิ่งใหญ่มาก คนที่อยู่ในป่าถืออาวุธขึ้นมาประหัตประหาร แย่งชิงอำนาจรัฐ เผาโรงพัก เข่นฆ่ากันเป็นหมื่น ๆ ก็ยังอภัยกันได้ด้วยคำสั่งทางการบริหารเท่านั้น ไม่ได้ออกเป็นกฎหมาย คำสั่งที่ ๒๒/๒๕๒๓ เป็นคำสั่งทางการบริหาร ทำให้เกิดความสงบ มาจนทุกวันนี้ นั่นก็คือการพร้อมที่จะให้อภัยกัน เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากเขาเรียกว่า แรงจูงใจทางการเมือง ในการต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ ด้วยความเห็นประหัตประหารกัน ยิ่งใหญ่ สูญเสียมากกว่านี้ครับ แต่เราก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เพราะการให้อภัย เพราะการ แก้กันที่กฎหมาย กฎหมายนิรโทษกรรมมีความจำเป็นจะต้องออกเพื่อให้เห็นว่าต้องการ ภาพแห่งความสามัคคี ถ้าเราพูดถึงความสามัคคี ความปรองดองเราต้องมองไปอนาคต ข้างหน้าว่าเราต้องการอย่างไร แล้วเราต้องเสียสละความขนขื่นความเจ็บปวดในอดีตให้ได้ เพื่อเข้าสู่สถานการณ์แห่งความสามัคคี ซึ่งผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตนี้ แล้วก็ข้อสังเกตอื่น ๆ ซึ่งท่านได้เสนอมา ผมคิดว่าเพียงแต่เริ่มต้นด้วยรายงานนี้ถ้าสภาส่งไป ถ้าประธาน คณะกรรมการประสานรัฐบาล ซึ่งได้ข่าวดีถ้าไม่ใช่ข่าวลวงนะครับ ข่าวดีว่ารัฐบาลคุยกัน พรรคใหญ่ ๆ ๓-๔ พรรค มีข้อสรุปว่าจะแก้รัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้องของนักศึกษา ของกระบวนการประชาชน ซึ่งผมคิดว่าในสถานการณ์ทุกวันนี้ไม่ว่าฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องการแก้ไข ก็พยายามที่จะผ่อนสั้น ผ่อนยาว พยายามที่จะทำเป็นจังหวะเพื่อให้เกิดสติ ผมตามดู ฝ่ายรัฐบาล ผมไม่ใช่ไม่พอใจ เวลาชุมนุมท่านก็บอกว่าประกาศยกเลิกมาตรา ๙ ก็แสดงว่า ท่านรู้ว่าอย่างไรก็ห้ามไม่ได้ ท่านก็ผ่อนปรนไปให้ชุมนุมได้ ถ้ามีการรับข้อเสนอในการ แก้รัฐธรรมนูญ ฝ่ายเรียกร้องก็ปรับกระบวนการพอประมาณ ผมคิดว่าทั้ง ๒ ฝ่าย ใช้สติปัญญา ผมจะขอบคุณอย่างยิ่งถ้าหากฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ตั้งข้อหาไปจับคนโน้นคนนี้มา ซึ่งสร้างเงื่อนไขที่จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น อย่าสร้างเงื่อนไขเลยครับ สร้างสติปัญญา แล้วเคารพซึ่งกันและกัน ตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าจะใช้ความสามัคคีใช้ความเห็นที่แตกต่างนี้ สร้างรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ซึ่งเป็นของประชาชน เป็นประชาธิปไตย เราอ้างกันว่าจะเดินไปสู่ ความเป็นประชาธิปไตยเป้าหมายเดียวกัน เพราะฉะนั้นเมื่อเป้าหมายเดียวกันทุกคน ต้องถอย ทหารผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของทหาร ของกรรมาธิการจะต้องสัญญาว่าไม่ใช้ ความรุนแรง ไม่ใช้อำนาจ ไม่มายึดอำนาจ เสร็จแล้วก็ทำงานล้มเหลว เลิกสักที รับฟังทุกส่วน ทหารกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง ดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย อะไรที่สงสัยว่า ไม่ถูกกฎหมายก็ดำเนินการได้ ฝ่ายเรียกร้องก็ต้องเคารพอยู่ในกรอบ ผมคิดว่าเรากำลังเดินไป ด้วยบทเรียนข้อสรุปว่าเราได้สูญเสียมากแล้ว ชีวิตกลางกรุงเทพมหานครมีการสูญเสียชีวิต เป็นร้อยจนทุกวันนี้ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจนสำหรับความเสียหาย นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนว่าผมเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ รายงานในระยะสั้น ๆ ท่านทำได้แค่นี้แต่เป็นข้อสรุป ท่านไปเอาการศึกษาฉบับสมบูรณ์ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๕๕ แล้วท่านไปเอาข้อศึกษาของกรรมาธิการวิสามัญ หลายคณะขึ้นมาศึกษา ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ผมรับได้ ยินดี แล้วก็เห็นด้วย ไม่ใช่ว่าตั้งขึ้นใหม่ ไม่ว่าเรื่องที่ดิน ไม่ว่าเรื่องน้ำ ไม่เอาเรื่องเดิมมา เสร็จแล้วสภานี้ก็ศึกษาแล้วทิ้งไป ผมขอบคุณที่คณะกรรมาธิการยังไปเอารายงานเดิมมาศึกษาเพื่อย่นเวลาในการที่จะสรุป ข้อเท็จจริงเสนอรัฐบาล ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป ท่านวิรัตน์ วรศสิริน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เรียนท่านประธาน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเนื้อหาหลักทั้งหมดและข้อสังเกตต่าง ๆ ในรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของ คนในชาติ ที่จัดทำสรุปมาโดยคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการเป็นอย่างสูง ขอภาพที่ ๑ นะครับ🔗
ทั้งหมดนี้ แนวทางนี้จะสำเร็จได้ ก็ด้วยทรานซิชันนัล จัสทิซ (Transitional Justice) คือหลักการเปลี่ยนผ่านบนความยุติธรรม ซึ่งเป็นหลักการสากลทั่วไป หลักการนี้ประกอบไปด้วยการค้นหาความจริง การดำเนินการ ตามกฎหมายอย่างยุติธรรมอย่างเป็นธรรม การเยียวยา การปฏิรูปเพื่อความปรองดอง ความจริง ยุติธรรม เยียวยา ปรองดอง ๔ ประการนี้เท่านั้น ซึ่งจะเป็นต้นทางสู่การปรองดอง ให้สำเร็จลุล่วงไปยังปลายทางได้ กราบเรียนท่านประธานครับ ความขัดแย้งในสังคมไทย เกิดจากอะไร ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งเกิดความ ขัดแย้งในสังคมขึ้นจน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้เป็นข้ออ้างในการเข้ายึดอำนาจ โดยอ้างถึงความแตกความสามัคคีของคนในชาติ และอ้างว่าต้องการเข้ามาจัดการปรองดอง รวมไทยเพื่อชาติ แต่กราบเรียนท่านประธานว่า พลเอก ประยุทธ์ จะสามารถปรองดอง รวมไทยคนในชาติได้หรือไม่ ก็เป็นคำถามที่จะต้องถามต่อไป นิสิต นักเรียน นักศึกษา ผมคิดว่าทุกท่านได้อภิปรายไปแล้ว ๑๐ กว่าปี ๑๖ ปีที่ผ่านมาเขา ยังเด็กอยู่ เขาไม่ได้มีส่วนในการสร้างความขัดแย้งในสังคมนี้ แต่วันนี้ทำไม พลเอก ประยุทธ์ ทำอย่างไร เพียงแค่ ๖-๗ ปีเท่านั้นมีคนวัยรุ่นหนุ่มสาวนับเป็นล้านคนที่สร้างความขัดแย้ง ขึ้นมา เพียงเวลาไม่นานเท่าไรนักเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างคาดไม่ถึง จริง ๆ สิ่งที่ผมรักและเทิดทูนที่สุดสิ่งหนึ่ง พลเอก ประยุทธ์ใช้เวลาเพียงไม่นานจริง ๆ ทำให้ คนในชาตินับเป็นล้าน ๆ คนหรืออาจจะมากกว่านั้นมีความคิดเปลี่ยนไป ซึ่งคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าท่านทำอย่างไร ๖-๗ ปีของท่านไม่ได้ให้ความยุติธรรม ท่านชอบที่จะแอบอ้างเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจ หลายอย่างทำให้สังคมไทยเปลี่ยนไปจนทุกวันนี้ ซึ่งคาดไม่ถึงจริง ๆ นะครับ สิ่งนี้ใคร่อยากจะเรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์รับผิดชอบในการบริหารประเทศ ๖-๗ ปีที่ผ่านมา สังคมไทยไม่เคยเกิดเรื่องอย่างนี้ ไม่เคยมี ท่านประธานครับ ขณะนี้ประชาชนโดยเฉพาะ นักเรียน นิสิต นักศึกษา กำลังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม อย่างคดีบอส อยู่วิทยา หรือบ่อนกลางกรุง นักเรียน นักศึกษาเขาจะไปบูชาเทพเจ้ากระทิงแดงกันแล้ว เพราะว่าจะช่วยให้เขาพ้นจากความผิดได้ หากชุมนุมประท้วง ไม่ได้ฆ่าคนตายก็มีความผิด หากบูชาเทพเจ้ากระทิงแดงอาจจะรอดพ้นจากความผิดได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความ แตกแยกในสังคม🔗
อีกความปรองดองนะครับ นักเรียนเขาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดย ส.ส.ร. และยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ท่านประธานครับ เราก็ทราบดีกันอยู่แล้วทั้งสภาว่ารัฐธรรมนูญนี้มีปัญหา ทำไมเราจะต้องรอ ให้ประชาชนเขารวบรวมรายชื่อถึง ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่า เป็นปัญหา ทำไมสภาเราไม่พิจารณาและช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ก่อนที่ประเทศชาติ อาจจะสูญเสียมากกว่านี้ กราบเรียนท่านประธานนะครับ การปรองดองไม่ได้เกิดจากคำพูด ที่ท่านนายกรัฐมนตรีมักจะพูดเสมอว่าขอให้ทุกคนรักชาติ ท่านมักจะพูดว่าให้รักชาติ ให้เห็นแก่ส่วนรวม ผมเชื่อว่าชาวบ้านเขารักชาติ เขาไม่ต้องมียศตำแหน่ง เขาหากิน เป็นคนทำมาค้าขาย แต่ผมเชื่อว่าทุกคนรักชาติไม่แพ้ท่านนายกรัฐมนตรีหรอกครับ แต่ว่า คำว่ารักชาติของชาวบ้าน ของพี่น้องประชาชนไม่ได้อยู่บนผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น อยู่ในจิตสำนึกอย่างนั้น แต่ว่าคำว่ารักชาติของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านได้เป็น นายกรัฐมนตรีมาจนวันนี้ เพราะว่าท่านมักพูดคำว่ารักชาติ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านสมาชิกอีก ๔ ท่าน ที่จะอภิปรายต่อไปมีท่านหมอบัญญัติ เจตนจันทร์ ท่านนิคม บุญวิเศษ ท่านนิยม เวชกามา ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญคุณหมอบัญญัติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออภิปรายรับทราบรายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ของคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการที่ได้หยิบยกเรื่องนี้นำมาศึกษา แล้วก็จัดทำรายงานด้วยความพยายาม แล้วก็บรรจุรายละเอียดต่าง ๆ ที่ทรงคุณค่า แก่การบันทึกไว้เป็นผลงานของการกลั่นความคิด ความนึกคิด และการส่งผ่านสิ่งดี ๆ ต่าง ๆ ไปให้รัฐบาลเพื่อดำเนินการ ซึ่งก็จะทันยุคทันสมัยในปัจจุบันนี้ โดยปรารภถึงเหตุความไม่สงบ และความรุนแรงทางด้านการเมืองในช่วง ๑๖ ปีที่ผ่านมาที่ทำให้ประเทศไทยมีความบอบช้ำ ในเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองและอุดมการณ์ที่มีต่อรัฐบาล ทำให้สังคมไทยนั้น แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย และเกิดผลกระทบทางด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเรื่องอื่น ๆ ซึ่งเป็นความสูญเสียอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นทางออกของสังคมไทยไปสู่สังคมที่ปกติสุขดังเดิม🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อผมรับทราบรายงานนี้แล้วแต่ก็มีข้อสังเกต ที่ผมคิดว่ามีความไม่สมบูรณ์ในรายงานฉบับนี้ ในความเห็นส่วนตัวผมนะครับ ก็คือเรื่องของ ข้อสังเกตในบางข้อบางประการที่อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างจากท่านกรรมาธิการนะครับ ก่อนอื่นผมจะต้องขอนำคำจำกัดความของคำว่าสมานฉันท์ และคำว่าปรองดอง ให้มาตรงกัน เสียก่อน ถ้าข้อความหรือใจความสำคัญไม่ตรงกันอาจจะคุยกันไปคนละเรื่อง คำว่า สมานฉันท์แปลว่าความเห็นพ้องต้องกันนะครับ เรื่องใด ๆ ที่จะสมานฉันท์กันได้คนในชาติ จะต้องเห็นพ้องต้องกัน เพราะฉะนั้นเรื่องใดที่ไม่เห็นพ้องต้องกันในยุคนี้ในสมัยนี้ก็อย่าได้ นำมาเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้เอ่ยคำว่าดำเนินการไปด้วยความสมานฉันท์นะครับ คำที่ ๒ คำว่า ปรองดอง คำว่าปรองดองแปลได้หลายอย่าง แต่ว่าในที่นี้แปลว่ายอมกัน คนในชาติ จะปรองดองกันได้ต้องยอมกัน ไม่ว่าจะเรื่องใดที่มีความเห็นแตกต่างกันแต่ยอมกันได้ ก็ปรองดองกันได้ เพราะฉะนั้นสมานฉันท์และปรองดองก็จะแปลได้ว่าต้องมีความเห็นพ้องกัน และยอมกันได้ ท่านประธานที่เคารพ วิธีการที่จะทำให้สังคมหรือคนในชาติมีความสมานฉันท์ และมีความปรองดองกันนั้นจะต้องแสวงหาจุดร่วมกัน ผมอยู่จังหวัดระยองผมอาจจะถูกกันบ้าง ไม่ถูกกันบ้างกับคนระยอง แต่ถ้าผมไปอยู่ต่างประเทศ ผมเจอคนระยองผมต้องรู้สึกว่ามีความ สมานฉันท์กันมีความปรองดองกันมากกว่าต่างชาติอย่างแน่นอน เพราะเรามีจุดร่วมกัน เรามีภาษาระยองเหมือนกัน เรามีสุนทรภู่ที่ระยองเหมือนกัน เรามีคำว่าฮิ ด้วยกัน อันนี้ก็คือ ว่าเป็นจุดร่วมกัน ซึ่งหลายชาติหลายสังคมหาจุดร่วมกันยาก เพราะมีหลายวัฒนธรรมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องจุดร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เรามีพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพร่วมกัน สิ่งนี้เป็นจุดที่นำไปสู่การสมานฉันท์และปรองดองเป็นอย่างยิ่ง เราเป็นประเทศที่มีเอกราช ร่วมกัน เรามีวัฒนธรรมที่มีคุณค่าร่วมกัน แต่เราก็ต้องสงวนจุดต่างในประเด็นที่ ๒ นะครับ จุดต่างของแต่ละคนมีแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผิวสี ผิวพรรณ เชื้อชาติ ศาสนา ฐานะ อาชีพต่าง ๆ การศึกษาเป็นจุดต่าง เราก็ต้องสงวนจุดต่าง อย่านำจุดต่างมาเป็นจุดแตกแยกกัน เพื่อให้เราไม่สมานฉันท์และ ไม่ปรองดองกัน โบราณท่านบอกว่ามี ๓ อย่างที่ไม่ควรที่จะมาวิจารณ์ ให้ถือว่าเป็นสิ่งที่แต่ละคน เป็นสิทธิเฉพาะตัว คือ ๑. วัด ๒. วิว (View) ๓. วัง คำว่าวัดก็คือศาสนา จะมาบอกว่า ศาสนานี้ดีกว่าศาสนาโน้นศาสนานี้ รังแต่จะทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะเป็นศรัทธาความเชื่อสูงสุด ๒. วิว (View) วิว (View) ที่จังหวัดระยองไม่เห็นสวยเลย หรือวิว (View) ที่จังหวัดโน้น จังหวัดฉันสวยกว่า มันแก้ได้ไหม มันแก้ไม่ได้ วิว (View) ก็ไม่ควรจะมาวิจารณ์ ๓. วัง วังคือพระมหากษัตริย์ เรามีความกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ เพราะพระมหากษัตริย์ ท่านสละเลือดเนื้อรวบรวมประเทศชาติบ้านเมือง เรามีความกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ ของเรา เพราะฉะนั้นใครก็แล้วแต่ถ้ามาแตะเรื่องวัด เรื่องวิว เรื่องวัง ก็คงไม่สมานฉันท์และ ไม่ปรองดองกัน🔗
ต่อไปหลักนิติธรรม การนิรโทษกรรมในข้อสังเกตนั้นพวกผมประสบปัญหานี้ มาเลย การนิรโทษกรรมสุดซอยทำให้ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม ผมไม่เห็นด้วยกับ การนิรโทษกรรม แต่ผมเห็นด้วยกับการอภัยโทษ ซึ่งพระมหากษัตริย์ท่านจะทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ อภัยโทษ ต้องรับโทษก่อนแล้วอภัยโทษ ดังนั้นผมจึงอยากจะให้กรรมาธิการสามัญ ชุดนี้เพื่อความสมบูรณ์ของข้อสังเกต ได้ถอนรายงานฉบับนี้ไปปรับปรุงข้อสังเกตโดยเฉพาะ เรื่องนิรโทษกรรม เพื่อให้รายงานนี้มีความสมบูรณ์พอที่จะส่งไปให้รัฐบาลดำเนินการได้ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ต่อไปท่านนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ🔗
ท่านนิคมครับ มีท่านวิรัช🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัด นครราชสีมา ไม่ทราบว่าตอนนี้ท่านประธานทราบไหมครับว่าไฟรอบในตัวอาคารทั้งหมด รวมทั้งลิฟต์นี้ดับหมดแล้ว ในขณะนี้เราเหลือไฟอยู่เฉพาะห้องนี้ เรายังมีท่านสมาชิกหลายท่าน ที่ยังอยู่ในห้องอนุกรรมาธิการ วันนี้ก็กำลังเดินลงมา เมื่อสักครู่นี้ก็ได้รับรายงานจาก ท่านบุญสิงห์ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ท่านประธานครับ ตอนนี้ ก็มืดเกือบหมดแล้ว ท่านประธานจะแก้อย่างไร หรือว่าส่วนของการไฟฟ้ายืนยันมาว่า จะเปิดให้ได้ภายใน ๑๐-๑๕ นาที ก็เรียนท่านประธานครับ อันนี้ก็เป็นความห่วงใยครับ🔗
ครับ ก็ทราบว่าตอนนี้ไฟห้องประชุมเราใช้ไฟสำรองอยู่ จากนอกห้องประชุมตอนนี้ยังดับอยู่ เพราะถนนสามเสนทั้งสายไฟดับหมด แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าไฟจะกลับมาใช้ได้เมื่อไร แต่ถึงอย่างไรก็ตามได้ข่าวว่ามีคนยังอยู่ในลิฟต์ก็มี เห็นท่านเลขาธิการพยายามจะหาช่าง ไปช่วยเหลืออยู่นะครับ ส่วนการประชุมในห้องประชุมก็ยังมีการถ่ายทอดอยู่นะครับ การถ่ายทอดไม่ได้หยุดชะงักลง หยุดไปแค่ ๕ นาที ตอนนี้ก็ถ่ายทอดตามปกติ ก็คงจะ ดำเนินการต่อไหมครับ🔗
ผมขออนุญาตเรียนท่านประธาน ว่าทราบว่าแอร์คอนดิชัน (Air-condition) ขณะนี้ก็ไม่ทำงานแล้ว เราก็ใช้ไฟสำรอง แล้วไฟสำรอง ท่านประธานก็เห็นอยู่เพียงแค่ภายในห้อง แล้วเดินออกไปข้างนอกก็ไม่เห็นอะไร ก็ต้องฝากเรียนท่านประธานว่าทราบว่ายังมีทั้งท่านสมาชิก แล้วก็ผู้ที่มาชี้แจงยังติดอยู่ในลิฟต์ หลายท่าน ขอช่วยดูด้วยครับ🔗
เจ้าหน้าที่ ท่านเลขาธิการครับ แอร์คอนดิชัน (Air-condition) ยังเปิดทำงานอยู่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้น ให้ท่านนิคมอภิปรายอีกท่านเดียว ถ้าเกิดไฟยังไม่กลับมาเดี๋ยวดูอีกทีนะครับ เชิญท่านนิคม ต่อครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา นโยบายแรกคือ สร้างความรัก ความสามัคคี ความปรองดอง แล้วต้องการทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ วันนี้ ผมเห็นรายงานพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายสิระ เจนจาคะ ประธานกรรมาธิการ นายสุทัศน์ เงินหมื่น ประธานที่ปรึกษา นายชวลิต วิชยสุทธิ์ เป็นรองประธาน คนที่หนึ่ง แล้วท่านก็มาเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ การศึกษา ผมรู้สึกว่าดีครับท่านประธาน ได้อ่านแล้วใน ๙ ข้อนี้ถือว่าเป็นการศึกษา ที่ครบถ้วน แต่อาจจะมีการเพิ่มเติมซึ่งผมจะได้อภิปรายดังต่อไปนี้🔗
จากการศึกษานั้นคณะอนุชุดนี้ได้เรียนเชิญบุคคลบางคน เท่าที่ผมนั่งดู ก็หลายท่านที่มีความขัดแย้งกันในอดีตมาให้ข้อมูล หลายท่านก็ให้ความเห็นตรงกันว่า ต้องการสร้างความรัก ความสามัคคี ความปรองดอง ผมก็ไม่แน่ใจว่าใครที่ไม่อยากจะ ให้ประเทศเกิดความปรองดอง สมานฉันท์ เราไม่เบื่อหรือครับความขัดแย้งทางการเมือง ผมเป็นนักการเมืองใหม่ ก่อนที่จะเข้ามาผมเบื่อมาก เข้ามาเพื่อที่ต้องการมาแก้เรื่องนี้ โดยเฉพาะ วันนี้เป็นโอกาสดีแล้วครับผมเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชน เราไม่ห่วงใยอนาคตของลูกหลานเราหรือครับ เราไม่ห่วงใยประเทศเรา หรือครับ ท่านดูรอบข้างเราสิครับ จากที่เขาเดินตามหลังเรา ตอนนี้กลายเป็นเรา เดินตามหลังเขาแล้ว เพราะอะไรครับ เพราะความขัดแย้งใช่หรือไม่ วันนี้เราต้องเปิดอก คุยกันแล้วครับ ต้องเปิดใจให้กว้าง เราต้องมีความจริงใจต่อกัน อย่ามองประโยชน์ของตัวเอง เป็นหลัก มองของส่วนรวมสิครับ ถ้าเราไม่มีความสามัคคีปรองดองประเทศไทยมันเดินไม่ได้ ผมเชื่อว่าหลายคนเห็นด้วยกับผม คนไหนไม่เห็นด้วยก็ชี้แจงมา ท่านบอกว่ารายงานนี้ ไม่สมบูรณ์ ท่านก็ต้องแนะนำมาว่าควรจะเติมข้อไหนเข้าไปบ้าง ไม่ใช่บอกไม่สมบูรณ์แล้ว เลิกทำไม่ทำต่อ ความเสียหายมันก็เกิดกับประชาชนและประเทศชาติของเราใช่หรือไม่ ที่ท่านบอกว่าจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ฝ่ายค้านฝ่ายเดียวเห็นด้วยนะครับ ฝ่ายรัฐบาลหลายพรรคก็เห็นด้วย เพียงแต่เราจะแก้ไขอย่างไรให้ถูกใจทุกคนทุกฝ่าย ให้ประเทศได้เป็นประเทศที่เราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขจริง ๆ ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน แล้วทำไมเราจะแก้ไขไม่ได้ ถูกไหมครับ🔗
อีกประการหนึ่งครับ การนิรโทษกรรมเป็นเรื่องสำคัญ ผมเห็นว่าตรงนี้ เป็นประเด็นหัวใจสำคัญ ถ้าทุกฝ่ายมีการนิรโทษกรรมทุกฝ่าย ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน เลิกขัดแย้งกัน ทำไมจะทำไม่ได้ เราอาจจะมีการเยียวยาให้กับผู้สูญเสียชีวิต สูญเสียทรัพย์สิน อิสรภาพต่าง ๆ รัฐบาลมีงบประมาณอยู่แล้วครับ เรากู้มาทำอย่างอื่นเรายังสามารถกู้ได้ เราเอางบประมาณทุ่มลงไปเรื่องความปรองดอง สมานฉันท์ ๑ ล้านล้านบาท ผมคิดว่า ก็คุ้มค่าถ้าประเทศมันเดินได้ เงิน ๑ ล้านล้านบาทเราสามารถหาคืนได้ แต่ถ้าประเทศ ไม่ปรองดอง ไม่สมานฉันท์มันเดินไม่ได้หรอกครับ ท่านจะกู้กี่ล้านล้านบาท ประเทศก็ล่มจม แบบนี้ ฉะนั้นการปรองดอง สมานฉันท์จะต้องร่วมมือกับฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระทั้งหลาย รวมทั้งพี่น้องประชาชนด้วยต้องช่วยกันครับ นี่คือประเทศ ของเรา ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะมีการปรองดอง สมานฉันท์🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องกระบวนการยุติธรรม มีคนพูดหลายคนว่ากระบวนการ ยุติธรรมก็สำคัญ ความยุติธรรมไม่มี สามัคคีไม่เกิด ฉะนั้นเรื่องนี้ก็ต้องดำเนินการต่อ เรื่องสื่อ เช่นกัน เราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าสมัยนี้มันมีสื่อเลือกข้าง ฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้สื่อเสนอข่าว ตรงไปตรงมา เอาข้อเท็จจริงมาพูด มีจรรยาบรรณในการทำสื่อ เราต้องช่วยกันครับ ช่วยกันคิด ไม่ใช่ว่าท่านไม่เห็นด้วยแล้วท่านเลิก🔗
อีกประเด็นหนึ่งครับ เรื่องหน้าที่ ทุกคนมีหน้าที่ ประชาชนมีหน้าที่เป็น พลเมืองที่ดี ข้าราชการมีหน้าที่ของข้าราชการ ทหาร ตำรวจมีหน้าที่ของตัวเอง ทุกคน ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าหน้าที่ไม่ใช่แต่มาทำ ถ้าทุกคนเห็นหน้าที่ตัวเองเป็นหลัก ทุกอย่างไม่มีปัญหาหรอกครับ อย่ามาแย่งหน้าที่กัน🔗
อีกประการหนึ่งครับ เรื่องการศึกษา ผมเห็นว่าการศึกษามีความสำคัญมาก ในตรงนี้ไม่ได้พูดถึงการศึกษา ถ้าคนมีการศึกษาดีสังคมมันจะดีครับ ถ้าสังคมดีไม่ขัดแย้งกัน การเมืองมันก็จะดีด้วย ถ้าการเมืองดีเศรษฐกิจมันจะดี เห็นไหมครับ การเมืองไม่มีความ ขัดแย้ง มีเสถียรภาพ ทุกอย่างจะดีหมดครับ เศรษฐกิจดีขึ้น พ่อแม่พี่น้องเรามีเงินในกระเป๋า ส่งลูกเรียนหนังสือได้ ลูกเราก็มีการศึกษาดี สังคมก็ดีตาม มันก็จะวนเวียนกันอย่างนี้ ฉะนั้น เราต้องมาสร้างสังคมให้ดีโดยจะต้องมีการศึกษาที่ดี วิชาพลเมืองดี วิชาเศรษฐกิจ วิชาสร้าง ความรัก ความสามัคคี ความปรองดอง วิชาคุณธรรม ศีลธรรม ประวัติศาสตร์ทั้งหลาย ควรจะมีการบรรจุแล้วก็มีการบังคับให้เรียนเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ เพราะทุกวันนี้วิชาเหล่านี้ ผมเชื่อว่าไม่ค่อยจะเน้นกันเท่าไร เพราะเราไปแข่งขันทางด้านวิชาความรู้สมัยใหม่กันมากเกินไป จริง ๆ ความรู้สมัยใหม่เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่อย่าลืมว่าประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทุกอย่าง ก็เป็นเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตของพวกเราเช่นกัน ฉะนั้นผมเห็นว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงาน ที่ทำมาดีแล้ว ส่วนใดที่ไม่ดีอยากให้ทุกท่านช่วยกันเสริมเข้ามา แล้วก็ส่งให้รัฐบาลไปพิจารณา ทำต่อ เพราะถ้าเราไม่ช่วยกันแล้วประเทศเราเดินไม่ได้ครับ ประเทศเดินไม่ได้เขาโทษใครครับ โทษนักการเมืองใช่หรือไม่ นักการเมืองอย่าน้ำเน่า ท่านได้ยินไหมครับคำนี้ ผมอยากให้พวกเรา ช่วยกันว่าพวกเราอย่าน้ำเน่า พวกเราช่วยกันเถอะครับ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ยังไม่ได้ รับแจ้งจากการไฟฟ้าว่าไฟฟ้าจะกลับมาเมื่อไรนะครับ เขายังไม่ยืนยัน ในขณะเดียวกันตอนนี้ ห้องประชุมของเราใช้ไฟสำรอง ซึ่งใช้ได้เฉพาะระบบเสียงกับระบบแสง ระบบเครื่องปรับอากาศ ไม่ทำงาน พอท่านวิรัชท้วงมาผมก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน หายใจไม่ค่อยออกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นปิดประชุมแล้วครับ ขอบคุณครับ🔗