รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๒๑ (สมัยสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓
ณ อาคารรัฐสภา
-------------------
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมขออนุญาตให้สมาชิกได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๒๔ ท่านแรก คุณรังสรรค์ มณีรัตน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคเพื่อไทย เนื่องจาก ผมได้รับข้อร้องเรียนจากนายวีระพันธ์ วิมลศรี นายกองค์การบริหารส่วนตําบลเหล่ายาว อําเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน ว่าบริเวณตรงหน้าองค์การบริหารส่วนตําบลเหล่ายาว มีที่ทําการของตํารวจ มีที่พักนักเดินทาง มีที่พักผ่อนหย่อนใจไว้แวะสําหรับเข้าห้องน้ํา แต่ว่าในเวลากลางคืนบริเวณนั้นมืดมาก ถนนหมายเลข ๑๐๖ ที่เชื่อมต่อระหว่างบ้านโฮ่ง ไปอําเภอเมืองลําพูน บริเวณตรงหน้าองค์การบริหารส่วนตําบลเหล่ายาวนั้นมืดมาก เกรงว่า จะเกิดอุบัติเหตุในเวลาค่ําคืน ดังนั้นท่านนายก อบต. จึงขอประสานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม ช่วยติดตั้งไฟส่องสว่างเพื่อบริการพี่น้องประชาชนด้วย🔗
อีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากท่านวีระพันธ์ วิมลศรี ได้ขออนุเคราะห์งบประมาณ ถึงกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากสะพานเชื่อมต่อระหว่างบ้านท้องฝายหมู่ที่ ๙ ตําบลเหล่ายาว อําเภอบ้านโฮ่ง เชื่อมต่อบ้านหล่ายแก้ว หมู่ที่ ๑ ตําบลศรีเตี้ย อําเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน บริเวณดังกล่าวสะพานต้องได้รับการซ่อมแซมและดูแลเป็นอย่างดีถึงจะสะดวก แก่พี่น้องอําเภอบ้านโฮ่ง ดังนั้นทางองค์การบริหารส่วนตําบลเหล่ายาว จึงของบประมาณ ไปยังกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นผมจึงเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรมการปกครอง ส่วนท้องถิ่นช่วยอนุมัติงบประมาณสร้างสะพานขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่าง ๒ หมู่บ้าน ดังกล่าวด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ขอบคุณมาก ที่รักษาเวลานะครับ ต่อไปคุณสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ กระผมขอหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในเรื่องขอให้ เข้มงวดในมาตรการการพยุงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปีนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากเป็นอันดับที่ ๕ รองจากข้าว ยางพารา อ้อย และมันสําปะหลัง ในแต่ละปีเกษตรกรจะประสบกับปัญหาแตกต่างกันไป ภัยแล้งบ้าง น้ําท่วมบ้าง ในปีที่ผ่านมาประสบกับหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด เกษตรกรก็ต่อสู้กันมาตลอด แพ้บ้าง ชนะบ้าง แต่มีปัญหาหนึ่งที่ไม่เคยชนะเลย แพ้ตลอด ก็คือเรื่องของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ําในช่วงการเก็บเกี่ยว และปีนี้ก็เช่นเดิมครับ กําลังจะเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาก็ตกลงมารอเรียบร้อยแล้วครับ กระผมจึงขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เข้มงวดในมาตรการพยุงราคา ข้าวโพด อย่างเช่น ๑. การนําเข้าข้าวสาลีขอให้ตรวจสอบเป็นไปด้วยความถูกต้องและชัดเจน ว่ามีอัตราส่วน ๓ ต่อ ๑ ชัดเจนเพียงใด และขอทราบตัวเลขว่าในปีที่ผ่านมาและปีนี้ มีการนําเข้าข้าวสาลีมากน้อยเพียงใด ๒. การนําเข้าข้าวบาร์เลย์และดีดีจีเอส (DDGS) ว่ามี จํานวนมากเกินไปจนกระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศหรือไม่ และ ๓. ขอให้ทบทวนการนําเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนสิงหาคมว่ามีผลกระทบต่อข้าวโพดภายในประเทศหรือไม่ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่า หากกระทรวงพาณิชย์ควบคุมมาตรการการพยุงราคาข้าวโพดภายในประเทศอย่างเข้มงวด จะทําให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปีนี้มีราคาไม่ต่ํากว่า ๙ บาทอย่างแน่นอน ซึ่งจะนําไปสู่ไม่ให้ รัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการจ่ายชดเชยส่วนต่างโครงการประกันรายได้อย่างแน่นอน ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไปคุณวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมขอหารือเกี่ยวกับเส้นทางคมนาคมในพื้นที่อําเภอจุน อําเภอเชียงคํา และอําเภอภูซาง ท่านประธานครับ เส้นทางที่ ๑ ก็คือการขยายไหล่ทางในย่านชุมชนของอําเภอจุน ในสมัยพวกผมเป็นรัฐบาลนั้นก็เห็นการจราจรคับแคบ คือเส้นทางหมายเลข ๑๐๙๑ ตั้งแต่ สี่แยกตลาดห้วยข้าวก่ําไปถึงที่ว่าการอําเภอจุน ๑ กิโลเมตรนั้นได้รับการขยายไหล่ทางไปแล้ว แต่หลังจากนั้นมา ๗-๘ ปีก็ยังไม่มีการขยายไหล่ทางเพิ่ม ซึ่งจะทําให้พี่น้องประชาชนได้รับ ความยากลําบาก🔗
ส่วนเส้นทางที่ ๒ การขยายไหล่ทางหมายเลข ๑๐๙๓ สบบง-ทุ่งกล้วย ซึ่งจะเชื่อมไปเส้นทางของด่านบ้านฮวกไปถึง สปป.ลาว เส้นทางนี้ยุคพวกผมเป็นรัฐบาล ก็ได้มา ๓ กิโลเมตรในการขยายไหล่ทาง ปัจจุบันก็ยังไม่มีการเริ่มต้นเลย ในขณะที่มีการ พิจารณางบประมาณก็อยากให้มีการดูแลเส้นทางเหล่านี้🔗
อีกเส้นทางหนึ่งครับ หลังธนาคารกสิกรไทย สาขาเชียงคํา ถึงตําบลเจดีย์คํา และตําบลร่มเย็น ก็อยากให้มีการสํารวจตรวจสอบขยายไหล่ทางเพราะแคบมาก การเดินทาง เป็นไปด้วยความยากลําบากและเป็นย่านชุมชน รถผ่านกันก็ยังลําบากเลยนะครับ รู้สึกจะเส้นทางขนาดแค่ ๔ เมตร ยังจะสามารถขยายไปด้านข้างด้านละเมตรก็จะทําให้ การจราจรระหว่างพี่น้อง ๒-๓ ตําบลนี้ไปมาสะดวกรวดเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากให้ ท่านประธานกรุณาได้ทําหนังสือถึงกรมทางหลวง เร่งรัดดําเนินการสํารวจตรวจสอบด้วยครับ กราบขอบคุณท่านอย่างสูงครับ🔗
ขอบคุณคุณวิสุทธิ์ครับ ต่อไปคุณสุรทิน พิจารณ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ🔗
เรื่องแรก ที่จะหารือท่านประธานคือแหล่งน้ําบ้านขุหลุ หมู่ที่ ๒ บ้านนิคม ตําบลขุหลุ อําเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ใหญ่บุญมี แก้วกนก นายกวิกรานต์ และหลวงพ่อพระครูเกษมธรรมานุวัตร เจ้าคณะอําเภอตระการพืชผล เป็นคนร้องมา เรียนท่านประธานที่เคารพว่า ตอนต้นปีงบประมาณอยู่อันดับ ๑ ของการพัฒนาแหล่งน้ํา ห้วยขุหลุ แต่พอมากลางปีเดี๋ยวนี้หายไปแล้ว อยากจะเร่งรัดไปที่อธิบดีกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยากเร่งรัดเข้ามาให้พี่น้องได้ทราบว่าจะได้ขุดลอกหรือไม่🔗
เรื่องที่ ๒ คือบึงละหาน ตําบลละหาน อําเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เนื้อที่ ๑๘,๐๐๐ ไร่ ปรากฏว่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ไปปักเขตเป็นเขตห้ามล่า พี่น้องประชาชนจะเข้าไปหาปูหาปลาเพื่อเลี้ยงชีพก็ไม่ได้ อยากจะเร่งรัดกรมชลประทาน เข้าไปขุดลอกเพื่อจะกักเก็บน้ําฝนไว้ใช้ในตอนหน้าแล้งครับ🔗
เรื่องที่ ๓ คืออ่างเก็บน้ําบ้านคลองเจริญ ผู้ร้องมาคือกํานันอภิวัฒน์ สมคําพี่ และนายอําเภอสาคร เถินมงคล เป็นผู้ร้อง ว่าอยากจะให้กรมชลประทานเข้าไปตั้งงบประมาณ ขุดลอกซึ่งได้ออกแบบไปเรียบร้อยแล้วหลายปี แต่ปรากฏว่าโครงการไม่ได้คืบหน้าไปไหน ขอให้เร่งรัดไปที่อธิบดีกรมชลประทาน เร่งรัดงบประมาณลงมาขุดลอกเพื่อที่จะเก็บน้ําฝน เพราะว่าตรงนี้ใกล้แม่น้ําชี ถ้าเก็บน้ําฝนไว้ตอนหน้าฝน หน้าแล้งก็จะมีน้ําให้พี่น้องแก้ปัญหา น้ําแล้งแถวตําบลนางแดด ส่งไปที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ จากการที่ผู้ชํานาญการประจําตัวผม นายทรรศนัย ทีน้ําคํา นายพันธุ์ศักดิ์ ซาบุ นายฐิติพงษ์ หมื่นหาญ ได้ลงพื้นที่พบปะกับ นายสุพจน์ มุงคุณโคตร แล้วก็ตัวแทนของอาจารย์โรงเรียนบ้านกุดแกลบ หมู่ที่ ๕ ตําบลนาหนัง อําเภอโพนพิสัย ทราบว่าเป็นโรงเรียนเก่าแก่ซึ่งได้รื้อถอนกันเนื่องจากได้งบประมาณจากทางภาครัฐ ต่อมามี ไวรัสโคโรนา (Corona) ระบาด ปรากฏว่าทางรัฐบาลได้มีการโอนงบประมาณคืนไป จึงทําให้ เด็กนักเรียนไม่มีที่เรียนหนังสือ สุดท้ายอาจารย์ก็มากั้นห้องจาก ๑ ห้องกลายเป็น ๒ ห้อง แคบ ๆ คนที่นั่งแถวหน้านั่งติดกระดานดําเลยครับ ก็ขอความกรุณาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของบคืนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องภัยแล้ง บ้านหลัว หมู่ที่ ๒ ตําบลห้วยหลัว อําเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร เดิมทีก็มีเครื่องสูบน้ําซึ่งมันพัง เสร็จแล้วเทศบาลได้นําเครื่องสูบน้ําใหม่มาให้ แต่กรมเจ้าท่ามีคําสั่งให้รื้อเครื่องสูบน้ําไป จึงทําให้ไม่สามารถสูบน้ําจากแม่น้ําสงครามขึ้นมา ตรงท่อนี้ จริง ๆ เขาจะสูบน้ําตรงท่อนี้แล้วก็จะไหลลงไปตามคลองชลประทาน แต่ปรากฏว่า คลองชลประทานก็ตื้นเขินไม่สามารถที่จะส่งน้ําไปจนถึงปลายทางได้ เนื่องจากคลองมันตื้น🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องความเดือดร้อนของบ้านแก่งนาง หมู่ที่ ๗ ตําบลกกตูม อําเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร มีความเดือดร้อน หมู่ที่ ๗ หมู่ที่ ๑๐ หมู่ที่ ๑๑ หมู่ที่ ๑๒ และหมู่ที่ ๑๕ เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าใช้ครับ ขนาดมีทางลาดยางเข้าไปแล้ว แต่หมู่บ้าน ทั้ง ๗-๘ หมู่บ้านนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้ ขอความกรุณาท่านประธานสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ขออนุญาตหารือ ๔ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้กรมทางหลวงชนบทดําเนินการซ่อมแซมถนนสายวัดเห้งเจีย บ้านเนินงาม ทางไปโรงเรียนอิสลาฮียะห์ ตําบลสะเตงนอก อําเภอเมือง จังหวัดยะลา เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ยังเสียหายไม่มีคูระบายน้ํา ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ เส้นทางนี้ เป็นเส้นทางย่านชุมชนติดกับเทศบาลนครยะลา ซึ่งมีการพัฒนาในระดับที่ดี แต่ในส่วนของ รอยต่อยังมีปัญหาเรื่องของมาตรฐานของเส้นทาง🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กรมทางหลวงชนบทดําเนินการขยายสะพานบนถนน สายฝั่งธน-นัดโต๊ะโมง หมู่ที่ ๔ หน้าตลาดเฉลิมพระเกียรติ ตําบลสะเตงนอก อําเภอเมือง ยะลา จังหวัดยะลา เนื่องจากมีการขยายทางแล้วแต่ไม่ได้ขยายสะพานทําให้มีลักษณะเป็น คอขวดและเกิดอุบัติเหตุ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กรมทางหลวงมีหนังสือถึงกรมทางหลวงชนบทดําเนินการ ปรับปรุงถนนหลังวัดตรีมิตร หมู่ที่ ๙ ตําบลสะเตงนอก อําเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นถนนเก่า ทรุดโทรม ไม่ได้มีการดูแลเป็นระยะเวลานาน แล้วก็เกิดอุบัติเหตุ แล้วก็ขอให้ มีการขยายสะพานด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายเรื่องที่ ๔ ขอให้กรมทางหลวงชนบทพิจารณาเปิดช่องทาง เข้าออกเมืองยะลาอีก ๑ เส้นทาง เนื่องจากปัจจุบันนี้ในเมืองยะลามีประชากรเพิ่มขึ้น จํานวนมาก มีศูนย์ราชการ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือศูนย์ปฏิบัติการตํารวจสืบสวนจังหวัดชายแดนภาคใต้และสถานศึกษา ทําให้มีคนจํานวนมาก ในจังหวัดยะลา และเส้นทางเข้าออกมีทางเดียว กรณีมีปัญหาจะได้ระบายประชากร ได้รวดเร็ว ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ เขตเลือกตั้งที่ ๔ วันนี้ผมได้รับ การร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่อําเภอยะรัง ปัญหาการจราจรคับคั่ง โดยเฉพาะ ช่วงเวลาเร่งด่วนการจราจรหนาแน่นมากทําให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก มีผู้เสียชีวิตก็มากที่ผ่านมา นั่นก็คือถนนสายหลักของอําเภอยะรัง ก็คือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๐ ถนนปัตตานี-ยะลา ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ประชาชนถามว่าเมื่อไรจะทําเป็น ๔ ช่องจราจรให้เสร็จสมบูรณ์เสียที ทั้ง ๆ ที่เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลัก ตลอดเส้นทางมีบ้านของผู้อยู่อาศัย ชุมชนหนาแน่น มีทั้งโรงเรียนเอกชน โรงเรียนสายสามัญ สถานีตํารวจ โรงพยาบาล ตลาดนัด ชุมชนหลายชุมชน แล้วก็มีค่ายสิรินธร ควรทําทั้งตลอดสาย ไม่ใช่ทําแค่เฉพาะ ๕๐๐ เมตร หรือ ๑ กิโลเมตร นั่นคือสิ่งที่อยากจะฝากกระทรวงคมนาคม🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องทุเรียน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีผลผลิตลดลง เมื่อเทียบกับทุกปี เหลือประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และทุเรียนก็ออกมาหลายรุ่นทําให้ ตัดทุเรียนไม่ได้มาตรฐาน ด้วยสถานการณ์ในเรื่องของราคาดีมาก พ่อค้าก็มาซื้อเหมาถึงสวน และขาดคุณภาพที่มาตรฐาน จึงอยากจะฝากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ช่วยให้มีห้องเย็นกลางเพื่อให้ได้คุณภาพและราคามาตรฐาน เพื่อซื้อทุเรียนสุกและแก่ เพื่อนําไปแปรรูปต่อไป🔗
นั่นคือสิ่งที่อยากจะฝากท่านประธานผ่านทั้ง ๓ กระทรวงตามที่ผม ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ขอขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสมศักดิ์ คุณเงิน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สมศักดิ์ คุณเงิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมใคร่ขออนุญาตนําความทุกข์ร้อนของ พี่น้องรอบริมเขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งอยู่ทางด้านตอนเหนือมาฝากท่านประธานเพื่อปรึกษาหารือ ท่านประธานครับ เขื่อนอุบลรัตน์ขึ้นชื่อว่าเป็นเขื่อนที่ขนาดใหญ่ที่สุดในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่มากกว่า ๒๕๐,๐๐๐ ไร่ ความจุของน้ํา ๒,๔๓๑ ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันเหลือน้ํา ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๓๕๙ ล้านลูกบาศก์เมตร และมีน้ําใช้การได้ติดลบ ๒๒๒ ล้านลูกบาศก์เมตร ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นภัยแล้งที่สุด ในรอบ ๕๐ ปี พี่น้องทางด้านตอนเหนือเขื่อนอุบลรัตน์หลายตําบล หลายอําเภอ ต่างหา วิธีการที่จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ในที่สุดบรรดาผู้นําท้องที่ในตําบลบ้านผือ อําเภอหนองเรือ ตําบลกุดขอนแก่น อําเภอภูเวียง ได้ปรึกษาหารือกันและสรุปว่าขอให้ได้มีการสร้างแก้มลิง ขึ้นมาทางด้านตอนเหนือเขื่อนก่อนที่น้ําจะไหลลงสู่เขื่อนอุบลรัตน์ในช่วงของลําน้ําเชิญ ตอนล่าง โดยสร้างอ่างเก็บน้ําแก้มลิงเพื่อเก็บกักน้ําแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้อง มากกว่า ๕ ตําบล มากกว่า ๒ อําเภอที่บริเวณด้านเหนือเขื่อน ก็จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง ได้มากกว่า ๒๐,๐๐๐ ไร่ มากกว่า ๕ ตําบล เพราะฉะนั้นกระผมขอนําความทุกข์ร้อนดังกล่าว มากราบเรียนท่านประธานว่าขอความกรุณาได้บอกไปยังกรมชลประทาน เขื่อนอุบลรัตน์ และสํานักทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ได้กรุณาสร้างแก้มลิงทางด้านตอนเหนือเขื่อนเพื่อแก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนดังกล่าวด้วย จักขอบพระคุณท่านประธาน กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณพีระเพชร ศิริกุล🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎร ท่านชวน หลีกภัย ที่เคารพ กระผม นายพีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๔ พรรคเพื่อไทย หัวใจคือประชาชน ขอหารือ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเกษตรกรผ่านไปยัง เจ้ากระทรวง ทบวง กรม ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจํานวน ๓ เรื่องครับ🔗
๑. กระผมได้รับเรื่องราวร้องทุกข์จากพี่น้องประชาชนผู้สัญจรไปมา บนทางหลวงหมายเลข ๒๐๔๑ ตอนสี่แยกสมเด็จแยกดงแหลม และทางหลวงหมายเลข ๒๒๗ ช่วงแยกดงแหลม บ้านโพน-คําม่วง-สามชัย ซึ่งมีการจราจรคับคั่ง ถนนคับแคบ เกิดอุบัติเหตุ บ่อยครั้งไม่เว้นแต่ละสัปดาห์ ประชาชนเสียชีวิตและทรัพย์สินเสียหาย ขอขยายช่องทาง จราจรจาก ๒ ช่องทางจราจรเป็น ๔ ช่องทางจราจร ซึ่งเรื่องนี้กระผมได้หารือท่านประธาน ผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ในส่วนของแขวงการทางกาฬสินธุ์ได้ดําเนินการออกแบบและประมาณการค่าก่อสร้างไว้ เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นจึงขอความกรุณา ความเมตตาจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้กรุณามีบัญชาให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ดําเนินการ พร้อมจัดสรรงบประมาณดําเนินการให้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยรักษาชีวิต ทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนผู้ใช้เส้นทางดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับปากกับพี่น้องชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ไว้แล้วแต่เรื่องราว ก็ยังเงียบอยู่🔗
เรื่องที่ ๒ โครงการขุดลอกลําห้วยทรายตอนล่าง บ้านม่วงใต้ หมู่ที่ ๓ ตําบลม่วงนา อําเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์🔗
เรื่องที่ ๓ โครงการก่อสร้างฝายน้ําล้น บ้านแซงบาดาล หมู่ที่ ๑ ตําบลแซงบาดาล อําเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งผมได้รับเรื่องราวร้องทุกข์จากพี่น้องเกษตรกร ทั้ง ๒ หมู่บ้าน ๒ อําเภอ ถึงความเดือดร้อนในเรื่องน้ําเพื่อการเกษตร ทางท้องถิ่นอยากจะ ดําเนินการให้ แต่ขาดแคลนงบประมาณที่มีอยู่อย่างจํากัด ฉะนั้นขอให้กระทรวง ทบวง กรม ที่มีหน้าที่รับผิดชอบได้กรุณาจัดสรรงบประมาณลงไปดําเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนดังกล่าว รายละเอียดของโครงการทั้ง ๓ โครงการ กระผมขอส่งผ่าน ให้ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านชวน หลีกภัย ด้วยความเคารพ ได้กรุณาส่งให้ หน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบได้จัดสรรงบประมาณลงไปดําเนินการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนต่อไป กราบเรียนมาด้วยความเคารพครับ ส่วนรายละเอียดจะนําส่งผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ขอบคุณครับ🔗
ส่งมาได้นะครับ ต่อไป คุณสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ขอหารือท่านประธานในเรื่องของพี่น้องประชาชนขาดกระแสไฟฟ้าใช้ ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ได้รับร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในจังหวัดกระบี่ ในอําเภอเหนือคลอง และอําเภอเกาะลันตา โดยอําเภอเหนือคลองที่บ้านเกาะฮั่ง ตําบลเกาะศรีบอยา พี่น้องประชาชน มีทั้งหมด ๑๖๕ ครัวเรือน มีพื้นที่ ๑๕ ตารางกิโลเมตร มีพี่น้องประชาชนอาศัยอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าครัวเรือน ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พี่น้องประชาชนไม่เคยมีกระแสไฟฟ้าใช้มาตลอด ซึ่งในขณะนี้ พี่น้องประชาชนก็ต้องการที่จะใช้กระแสไฟฟ้าในพื้นที่ แต่ปรากฏว่าในส่วนของการปักเสา พาดสายก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ก็ขออนุญาตให้กองทุนพัฒนาไฟฟ้าซึ่งจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๒๔ ของพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็ขอให้กองทุนช่วยดูแลด้วย🔗
อีกพื้นที่หนึ่ง ที่อําเภอเกาะลันตาใหญ่ บ้านเกาะปอ มีพี่น้อง ๙๕ ครัวเรือน ประชาชนอาศัยอยู่ประมาณ ๕๐๐ คน แล้วก็ยังขาดกระแสไฟฟ้าใช้ แล้วพื้นที่ก็เป็น แหล่งการท่องเที่ยวด้วย ก็ขอให้ท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงพลังงานได้ดูแลในพื้นที่ ๒ พื้นที่ ซึ่งเป็นเกาะอยู่ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ด้วย ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสมชาย ฝั่งชลจิตร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตหารือกับท่านประธาน🔗
เรื่องแรก ก็คือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องในสหกรณ์นิคมแม่ริม จํากัด จังหวัดเชียงใหม่ เพราะว่าสหกรณ์นี้ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าไม้จากกรมป่าไม้ ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๒ วันที่ ๒๐ ธันวาคม และได้ ป.ส. ๒๓ เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากว่ากระบวนการ จัดการในการมอบพื้นที่ให้กับพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะผู้ได้รับ อนุญาตไม่ดําเนินการให้แล้วเสร็จจนกระทั่งบัดนี้ พี่น้องซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ ราย ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากว่า ไม่สามารถขอใช้ไฟฟ้า หรือการบริหาร หรือการช่วยเหลือจากราชการได้ จึงอยากจะฝาก กราบเรียนท่านประธานไปยังกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยดูแล เรื่องนี้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนมาจากพี่น้องซึ่งควรจะได้รับสิทธิในฐานะ ที่เป็นผู้มีอายุครบ ๖๐ ปี ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่พี่น้องเหล่านั้นมีฐานะเป็นผู้นํา ทางศาสนาของมัสยิดหรือสุเหร่าในฐานะเป็นอิหม่าม วันนี้เขามีอายุครบรอบ ๖๐ ปีแล้ว แต่สิทธิในการเป็นผู้สูงอายุที่ควรจะได้รับค่าตอบแทน ๖๐๐ บาท ยังไม่ได้รับ ก็อยากจะฝาก ไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าช่วยดูแลเรื่องนี้ให้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณอนันต์ ผลอํานวย ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอนันต์ ผลอํานวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกําแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข ถึงปัญหาอุปสรรคในโครงการให้กําลังใจเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ อสม. ผมได้รับคําบอกเล่าจากท่านสาธารณสุขอําเภอคลองขลุง ท่านนิคม สุกใส และท่านผู้อํานวยการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลท่าไม้ ท่านวีระชัย สีตลพฤกษ์ ว่าโครงการให้กําลังใจของ อสม. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขนั้นมีปัญหาอุปสรรคอยู่ ๔-๕ เรื่องก็คือ🔗
๑. อสม. ไม่มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟนทุกคน จึงไม่สามารถโหลดแอป (App) เป๋าตังได้ ถึงบางคนมีแต่ก็ใช้งานไม่ค่อยเป็น🔗
๒. อสม. ที่เคยใช้แอป (App) เป๋าตังแล้วตอนชิมช้อปใช้ จํารหัสพินโค้ด (PIN Code) ๖ หลักไม่ได้ ก็เข้าแอป (App) เป๋าตังไม่ได้ ก็ต้องเสียเวลาไปติดต่อธนาคาร🔗
๓. คือขั้นตอนการสแกนใบหน้าไม่ผ่าน แล้วก็ผ่านยาก เนื่องจากว่าใบหน้า ไม่เหมือนเดิม บางคนถ่ายรูปแล้วห่างกันไปหลายเดือน บางคนก็เป็นปี ก็ทําให้ใบหน้าซ้ํา แล้วก็ห่างกันก็ทําให้สแกน (Scan) ไม่ได้🔗
๔. อสม. ไม่สามารถทําการลงแอป (App) ตามขั้นตอนทั้งหมด เจ้าหน้าที่ สาธารณสุขต้องมาลงให้ และ อสม. ไม่สามารถทําการลงแอป (App) ดังที่ได้เรียนในเบื้องต้นแล้ว ทําให้ลําบากต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และสุดท้ายอาจจะพบปัญหาความยุ่งยากในขณะ เดินทางไปท่องเที่ยวได้ เพราะต้องเช็กอิน (Check-in) เพื่อต้องการใช้คิวอาร์โค้ด (QR Code) เป็นรหัส ฉะนั้นข้อเสนอของสาธารณสุขอําเภอและท่านผู้อํานวยการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพที่ดูแล อสม. ก็คืออยากให้รัฐบาลอํานวยความสะดวกโดยไม่ต้อง ลงทะเบียนผ่านแอป (App) เพราะมันยุ่งยาก เพียงแต่ให้เจ้าหน้าที่ที่ลงทะเบียนรายชื่อ อสม. ที่ต้องการไปแล้วโอนเงินเข้าทางหน่วยงานที่ดูแล อสม. หรือจะเป็นบริษัททัวร์โดยตรงก็ได้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณอนุรักษ์ บุญศล ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต กราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงสํานักงานกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการก่อสร้างระบบ สูบน้ําด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายอําพันธ์ อรัญปักษ์ นายก อบต. ตําบลบงเหนือ อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ด้วยโครงการ ระบบสูบน้ําด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หรือง่าย ๆ ก็คือการขุดบ่อบาดาลแล้วสูบน้ําด้วยแผง โซลาร์เซลล์ (Solar cell) ในตําบลบงเหนือได้สํารวจความต้องการของเกษตรกรทั้งหมด ๕๓ แห่ง รวมเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มแล้วรวมทั้งสิ้น ๕๓ ราย พื้นที่ที่จะได้รับประโยชน์ ๒,๕๐๐ ไร่ หากเรื่องที่ดิฉันหารือกับท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้รับการแก้ไข ประชาชนจะได้เพิ่มศักยภาพการผลิตและเพิ่มพูนมูลค่าด้านการเกษตรขึ้น อย่างมากเพราะมีน้ําค่ะ รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระบรมราโชวาทว่าน้ําคือชีวิต น้ําคือการประกอบสัมมาหาเลี้ยงชีพ น้ําคือชีวิต น้ําคือพลังชีวิต น้ําสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต น้ําสามารถหล่อเลี้ยงชีวิต พร้อม ๕๓ ชีวิตที่อยู่ในโครงการรอคอยความหวังของ อบต. บงเหนือ ต้องการน้ําเพื่อเกื้อกูลชีวิต ขอให้กระทรวงพลังงานดูแลเกษตรกรกลุ่มนี้อย่างเร่งด่วน พลังงานทดแทนคือแผนพัฒนา พลังงานเพื่อช่วยคนยากจน จะส่งผลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์พูนสุข นั่นคือความมั่งคั่ง ยั่งยืน อย่างแท้จริง เป็นพระคุณอย่างสูงค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อําเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมมีเรื่อง หารือท่านประธานเพื่อนําไปให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนทั้งหมด ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ได้ขอให้ทางกระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบทได้ก่อสร้าง ไฟสัญญาณจราจรที่บริเวณแยกคันคลองชลประทาน หมู่ที่ ๕ บ้านหนองกลางด่าน ตําบลกรับใหญ่ อําเภอบ้านโป่ง เนื่องด้วยสี่แยกนี้ได้มีอุบัติเหตุเป็นประจํา จึงขอให้ ทางส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดังที่ได้กล่าวมาได้ดําเนินการก่อสร้างไฟสัญญาณจราจรด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้ทางกระทรวงมหาดไทยซึ่งได้รับการถ่ายโอนภารกิจ จากทางกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ปรับปรุงถนนสายเลียบคลองส่งน้ํา สาย ๔ ขวา ๒ ฝั่งขวา หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๖ ตําบลคุ้งพยอมเชื่อมต่อตําบลเบิกไพร อําเภอบ้านโป่ง ระยะทาง ๓ กิโลเมตร ให้กับพี่น้องประชาชน เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวพี่น้องประชาชน ใช้ในการขนส่งสินค้าทางการเกษตรและใช้เดินทางในชีวิตประจําวัน จึงขอให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ดําเนินการด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้ทางกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถ่ายโอนภารกิจจากกรมทางหลวง ได้แก้ไขปัญหาน้ําท่วมซ้ําซากที่บริเวณหน้าวัดดอนตูม ในเขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง เนื่องจาก ถนนเส้นนี้เป็นถนนสายหลักที่เชื่อมต่อระหว่างตลาดบ้านโป่งกับถนนเส้นแสงชูโต เป็นเส้นทางที่พี่น้องประชาชนใช้เป็นจํานวนมาก เวลาฝนตกจึงทําให้น้ําท่วมขัง และน้ําท่วมนี้ เป็นน้ําท่วมที่ซ้ําซาก พี่น้องประชาชนมีความเดือดร้อน จึงขอให้ทางกระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดสรรงบประมาณให้กับเทศบาลเมืองบ้านโป่งด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา อําเภอปากช่อง พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ช้างที่อยู่บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นั้นได้ลงมาทําร้าย ร่างกาย ทําลายทรัพย์สิน เหยียบย่ําพืชผลทางการเกษตรของพี่น้องประชาชนเสียหาย จํานวนมากเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ผมเคยนําเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาแต่อย่างใด ครั้งนี้อีกสักครั้งครับ ขอนําเรียน ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้มาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนด้วยครับ🔗
เรื่องต่อมา เรื่องไฟส่องสว่างถนนทางหลวงหมายเลข ๒๐๙๐ ช่วงปางแก เชื่อมอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และทางหลวงชนบทหมายเลข ๑๐๑๖ สายกุดคล้า-ผ่านศึก ถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒ ช่วงกลางดง-มวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ไฟส่องสว่าง ไม่เพียงพอ ขอเพิ่มไฟส่องสว่างเพราะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และเสาไฟที่มีอยู่แล้วมันชํารุด ทรุดโทรมใช้การไม่ได้ ขอให้ไปซ่อม จึงนําเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนด้วยครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณจีรเดช ศรีวิราช ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายจีรเดช ศรีวิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรก เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่าน สจ. อภิเชษฐ์ แสงเมือง และท่านนิกร ยศกล้า ผู้ใหญ่บ้านกาดถีเหนือ ตําบลห้วยแก้ว อําเภอภูกามยาว ฝากปัญหาถึง รัฐบาลในการขุดอ่างสร้างทํานบดิน ห้วยจําหม้อ บ้านกาดถี สถานที่แห่งนี้อยู่บนพื้นที่ ส.ป.ก. มีเนื้อที่ประมาณ ๒๐๐ ไร่ สามารถกักเก็บน้ําไว้ใช้ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้หลายตําบล ทั้งตําบลห้วยแก้ว ห้วยลาน ไปจนถึงตําบลศรีโพธิ์เงิน จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ กว่า ๑,๕๐๐ ไร่ โครงการนี้ขอมานานแล้วครับ แต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลแก้ไข หากปรับปรุงให้ดีสถานที่แห่งนี้ใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย ทั้งการท่องเที่ยว การประมง เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้พี่น้องได้อีกทาง ขอฝากท่านประธานถึงรัฐบาลให้รีบเร่งดําเนินการ ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องแหล่งน้ําเช่นเดียวกัน ผมได้รับการร้องขอจาก ดาบตํารวจ อุดม บานเย็น นายกองค์การบริหารส่วนตําบลดงสุวรรณ และท่านกํานันสุทัศน์ ไชยโพธิ์ ให้ฝากเรื่องถึงรัฐบาลในการพัฒนาอ่างเก็บน้ําหนองขวาง ตําบลดงสุวรรณ อําเภอดอกคําใต้ ซึ่งมีพื้นที่สามารถขุดขยายได้อีกประมาณ ๑๖๐ ไร่ แม้อ่างแห่งนี้จะมีพื้นที่ถึง ๗๐๐ ไร่แล้วก็ตาม แต่ในยามหน้าแล้งน้ําในอ่างมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะใช้ประโยชน์ในหลายด้าน ทั้งภาคการเกษตร การอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเกษตรครอบคลุม ถึง ๖ ตําบล ทั้งตําบลห้วยลาน ตําบลป่าซาง ตําบลสว่างอารมณ์ ตําบลสันโค้ง ตําบลแม่อิง และตําบลห้วยแก้ว มีพื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า ๑๕,๐๐๐ ไร่ และสถานที่นี้หากปรับปรุงให้ดี สามารถทําเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ําและแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญของจังหวัดพะเยา ได้อีกทางหนึ่ง ขอฝากท่านประธานถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกล ขอหารือท่านประธาน ๒-๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ที่จังหวัดปัตตานีที่มัสยิดกรือแซะ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม มีกลุ่ม ภาคประชาชนไปแสดงความคิดเห็นภายใต้เสรีภาพตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ ตามสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยไปลงนามมาแล้วกับนานาชาติ ปรากฏว่ามีทหารพราน มีตํารวจ ไปหายาย ไปหาแม่ ไปหาน้อง ๆ เขา ก็คือคุณฟาเดล มะเด็ง คุณอับดุลมานาฟ อิสมิง คุณอุสมาน อาลีมามะ นางสาวสุไรยะ วาหะ ซึ่งการกระทําดังกล่าวก็ต้องให้รัฐบาล หยุดปากว่าตาขยิบ แล้วก็ไปดูแลประชาชนให้สมกับเงินภาษีที่ท่านได้รับด้วย🔗
เรื่องถัดมาที่จังหวัดพัทลุงเช่นเดียวกันครับ พันตํารวจเอก ต่อศักดิ์ สารีรัตน์ ท่านเป็นผู้กํากับจังหวัดพัทลุง ส่งหนังสือไปที่โรงเรียนสตรีพัทลุง ไปคุกคามนักเรียน ไปห้าม ไม่ให้นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองร่วมชุมนุม พร้อมกับแนบความผิดไปด้วย จริง ๆ ครูต้อง ปกป้องนักเรียนนะครับ อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกมาปกป้องนักเรียน ทําไมปี ๒๕๔๗ พวกครูถึงบอกว่าให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นประชาธิปไตยได้ครับ ออกมาไล่ อดีตท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ แต่วันนี้พวกครูเลือกข้างแล้วหรือครับ ขอให้ดําเนินการ แก้ไขด้วยครับ อย่าขี้ขลาดตาขาว อย่ารังแกเยาวชนลูกหลานของเรา🔗
เรื่องสุดท้ายครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่จะต้องเข้าไปดูแล ราคาน้ํามันที่ขายปลีก ณ วันนี้แพงมาก ๆ เมื่อเทียบกับราคาน้ํามันตลาดโลกที่มีการซื้อขายกัน ทําไมล่ะครับ คนไทยถึงต้องใช้น้ํามันแพงกว่าที่อื่น แพงกว่าหลาย ๆ ประเทศ อย่ามาอ้าง โน่นนี่นั่นเลยครับ ถ้าบริหารไม่เป็นลาออกเถอะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณประมวล พงศ์ถาวราเดช ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอกราบเรียนท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ🔗
เรื่องแรก คือผมได้รับการร้องเรียนจากผู้ใหญ่สุนทร ทับซ้อน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๖ บ้านไร่บน ตําบลช้างแรก และนางอุลิท วัฒนถิ่นเขาน้อย ซึ่งได้รับความเดือดร้อน ในที่ดินทํากินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรมกรมหลวงชุมพร ด้านทิศเหนือ (ตอนบน) หมู่ที่ ๖ บ้านไร่บน ตําบลช้างแรก อําเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเข้าไปทํากินในที่ดังกล่าว ดังนั้น ผมอยากให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนสามารถ หาที่ทํากินตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ โดยให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเจ้าภาพในการดําเนินการแก้ปัญหาให้พี่น้องได้อยู่ทํากินอย่างมั่นคงและถาวรต่อไป🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องนิคมสหกรณ์บางสะพาน อําเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ ๑๖๐,๐๐๐ ไร่ อยู่ในป่าไชยราช ป่าคลองกรูด ป่าพรุน้ําเค็ม ซึ่งได้รับความร่วมมือ จากพื้นที่ โดยมี ทสจ. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ นิคมสหกรณ์ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ดําเนินการสํารวจตรวจสอบเขตพื้นที่ และลงนามโดย ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่งมาที่กรมป่าไม้เพื่อให้อธิบดีกรมป่าไม้อนุญาต ขอใช้พื้นที่ป่าสงวนดังกล่าว ในพื้นที่ ๑๖๐,๐๐๐ ไร่ เพื่อออก ป.ส. ๒๓ ให้พี่น้องประชาชน ที่อยู่ในเขตนิคมสหกรณ์บางสะพาน เพื่อจะได้สิทธิทํากิน และเพื่อจะได้สิทธิต่าง ๆ ไม่ว่า การชดเชยจากหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าการขอสิ่งอุปโภคบริโภคในพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานไปถึงหน่วยงานดังกล่าวที่รับผิดชอบ ขอให้ รีบดําเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไป คุณสุรวิทย์ คนสมบูรณ์🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผม ขอหารือเพื่อแก้ปัญหาการก่อสร้างแหล่งน้ําบริเวณเชิงเขาพื้นที่รอยต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นปัญหาทั่วประเทศ ปกติน้ําจากภูเขาจะไหลลงไปท่วมไร่นา ของพี่น้องเกษตรกร ถึงหน้าแล้งก็จะเป็นพื้นที่แห้งแล้งขาดน้ํา การสร้างแหล่งน้ําบริเวณเชิงเขา ทําให้มีแหล่งน้ําที่สามารถเก็บกักน้ํา ลดน้ําท่วมพื้นที่ไร่นา พื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน แก้ปัญหาภัยแล้ง และที่สําคัญคือแหล่งน้ําดังกล่าวจะไหลลงสู่พื้นที่ของพี่น้องเกษตรกร โดยไม่ต้องใช้เครื่องสูบต่าง ๆ เพราะไหลลงตามแรงโน้มถ่วง เป็นแหล่งน้ําเพื่อการอุปโภค บริโภคของพี่น้องประชาชน เป็นแหล่งน้ําเพื่อการเกษตร แหล่งน้ําเพื่อการประมง ที่สําคัญ คือสามารถสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งในพื้นที่เขตป่าอุทยานก็ดี ป่าสงวนก็ดี พื้นที่ของประชาชนก็ดี ปัญหาก็คือการขออนุญาตใช้พื้นที่เพื่อทําแหล่งน้ํา รอยต่อดังกล่าวนั้นจะต้องขอไปที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือกรมป่าไม้ ซึ่งใช้เวลานานมาก ส่วนใหญ่เรื่องจะเงียบหายไป โครงการก็เลยไม่เกิด จึงขอให้กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ประสานทําความตกลงเพื่อสั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ ได้มอบอํานาจในการอนุมัติใช้พื้นที่ดังกล่าวให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ซึ่งทราบปัญหาของพื้นที่เป็นอย่างดี ได้พิจารณาอนุมัติใช้พื้นที่แทนอธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ ซึ่งจะทําให้เกิดผลดีกับพี่น้องประชาชน ต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ต่อมาสามารถควบคุมเพลิงได้ในเวลา ๒๓.๕๐ นาฬิกา ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เนื่องจากซอยตากสิน ๒๓ เป็นซอยคับแคบและเป็นเส้นทางลัดออกถนนเจริญนคร ๖๐ ได้ แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่าประปาหัวแดงบริเวณที่เกิดเหตุมีเพียงหัวเดียว แล้วก็ไม่สามารถใช้การได้ ถังดับเพลิงติดประจําชุมชนก็ไม่มี พี่น้องประชาชนไม่มีที่อยู่อาศัยรวมประมาณ ๓๐๐ กว่าชีวิต และไม่สามารถนําทรัพย์สินติดตัวมาได้ ส่วนใหญ่มีเพียงเสื้อผ้าที่ใส่ติดตัวมาเพียงชุดเดียวเท่านั้น เคราะห์ดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต มีเพียงบาดเจ็บเล็กน้อย ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าถ้ามีประปาหัวแดงใกล้ที่เกิดเหตุ ๒-๓ หัว และสามารถใช้การได้ รวมถึง มีถังดับเพลิงประจําชุมชนสักส่วนหนึ่งคงจะไม่เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้รุนแรงขนาดนี้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาแล้วเราก็ต้องหาวิธีป้องกัน การป้องกันลักษณะที่อยากจะให้ทาง สํานักงานเขตทั่วกรุงเทพมหานครทั้ง ๕๐ เขต ควรหาแนวทางร่วมกับการประปานครหลวง ช่วยดําเนินการติดตั้งประปานครหลวงบริเวณซอยเล็กซอยน้อยที่มีความเสี่ยง จึงขอเรียน ท่านประธานสภาฝากไปยังกรุงเทพมหานครและการประปานครหลวงช่วยดําเนินการ ติดประปาหัวแดงในจุดเสี่ยง โดยเฉพาะตรอกซอยคับแคบในกรุงเทพมหานคร ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณโกศล ปัทมะ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายโกศล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย วันนี้ ผมมีเรื่องหารือมายังท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ๓ เรื่อง ดังนี้🔗
เรื่องที่ ๑ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนอําเภอแก้งสนามนาง ท่าน ส.ส. สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ท่าน ส.ส. โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย ตลอดจนผู้ใช้รถใช้ถนน ได้รับความยากลําบากในการใช้เส้นทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๒ ช่วงอําเภอแก้งสนามนาง ถึงจังหวัดชัยภูมิ ดังนั้น จึงขอให้กรมทางหลวงเพิ่มประสิทธิภาพถนนโดยการขยายเป็น ๔ ช่องจราจรตลอดเส้นทาง เพื่อรองรับพี่น้องประชาชนที่จะมาใช้รถไฟความเร็วสูง ที่สถานีอําเภอบัวใหญ่ และเชื่อมระหว่างภาคเหนือแล้วพี่น้องประชาชนภาคอีสานใต้ เช่นจังหวัดบุรีรัมย์🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้ดําเนินการปรับปรุงแก้ไขสี่แยกไฟแดงบริเวณตลาดโนนตาเถร อําเภอโนนแดง ซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างทางหลวงชนบทกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒ หรือถนนมิตรภาพ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวไม่มีช่องจราจรรอเลี้ยวขวา แล้วเกิดอุบัติเหตุ บ่อยครั้ง พี่น้องประชาชนได้รับความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจํานวนมาก🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพทางแยกบ้านวัด ช่วงอําเภอคง และขยายถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๗ ช่วงบ้านวัดถึงอําเภอประทาย เป็น ๔ ช่องจราจร ตลอดเส้นทาง เพราะเส้นทางดังกล่าวนี้พี่น้องประชาชน ไม่ว่าพี่น้องอําเภอโนนแดง พี่น้องอําเภอประทาย พี่น้องจังหวัดมหาสารคาม พี่น้องจังหวัดร้อยเอ็ด และพี่น้องจังหวัดมุกดาหาร ใช้สัญจรไปมา โดยเฉพาะช่วงเทศกาลหรือวัดหยุดต่าง ๆ รถติดขัดเป็นจํานวนมาก ก็ฝาก กรมทางหลวงพิจารณาดําเนินการ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณนพดล แก้วสุพัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขอหารือท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๓ เรื่องดังนี้🔗
เรื่องแรก ขอให้ชะลอหรือเลื่อนการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ของท้องถิ่น ปี ๒๕๖๓ ออกไปก่อน เนื่องจากยังไม่ชัดเจนในเรื่องอัตราและราคาประเมิน และพี่น้องชาวบ้านยังมีการอุทธรณ์อีกจํานวนมาก ขอให้กระทรวงมหาดไทยและ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นช่วยพิจารณาเรื่องนี้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้ชดเชยรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขาดหายไปมาก ในงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ นี้ เนื่องจากมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ลดลงกับอัตราภาษี กระทบกับรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะไปกระทบกับการบริหารงานบุคคล ของส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นรายจ่ายประจําจะเกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ทําให้อาจจะไม่ต่อสัญญาจ้าง กับพนักงานจ้าง เพราะว่าต้องลดรายจ่าย🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้ทบทวนนโยบายนักบริบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล จ้างตําบลละ ๒ คน เนื่องจากบางที่ไม่มีผู้ป่วยติดเตียง หรือไม่เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชน หรือไม่มีภารกิจในพื้นที่จริง เรื่องนี้ ขอให้กระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นช่วยพิจารณาดําเนินการด้วยครับ ขอขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณนพ ชีวานันท์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายนพ ชีวานันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้ขอหารือท่านประธาน จํานวน ๓ เรื่อง ถึงความเดือดร้อนที่ได้รับ การร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน🔗
เรื่องแรก ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ขอให้ช่วยซ่อมแซม ทางหลวงหมายเลข ๓๔๗ ช่วงตั้งแต่สี่แยกบางปะหันจนถึงสี่แยกเจ้าปลุก อําเภอมหาราช ระยะทางประมาณ ๑๖ กิโลเมตร พื้นผิวถนนมีการชํารุดเสียหาย มีหลุมมีบ่อตลอดระยะทาง มีการซ่อมแซมบ่อยครั้งแต่ก็ยังไม่ดีครับ ใช้ได้ไม่นานถนนก็พัง ถนนมีการทรุดตัวทําให้เกิด อุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลากลางคืน ชาวบ้านมีความเดือดร้อนมาก ฝากกรมทางหลวงช่วยรีบดําเนินการแก้ไขให้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกําจัดผักตบชวาในแม่น้ําลพบุรี ตั้งแต่ช่วงอําเภอบ้านแพรกถึงอําเภอมหาราช ผมเคยแจ้งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ แต่ยังไม่ได้รับ การตอบรับ ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่จัดการเองก็ยังขาดศักยภาพที่จะทําได้ เนื่องจากจํานวนผักตบชวาในแม่น้ําลพบุรีนั้นมีจํานวนมากแทบจะเต็มลําน้ํา ขอฝาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลให้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอสะพานลอยคนข้ามถนนในถนนสายเอเชีย ทางหลวงหมายเลข ๓๒ ช่วงทางเข้าโรงพยาบาลบางปะหัน เนื่องจากมีชุมชนชาวบ้านอาศัยอยู่ในละแวกนั้น จํานวนมาก รวมทั้งมีโรงพยาบาลด้วย จึงขอให้กรมทางหลวงช่วยสร้างสะพานลอยคนข้าม เพื่อความสะดวก ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนให้ด้วยครับ ท่านประธานครับ ผมขอฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยรีบดําเนินการและแจ้งผลตอบกลับมาด้วย เพราะหลาย ๆ เรื่องที่เคยหารือไปยังไม่ได้รับการตอบกลับ หรือแจ้งกลับมาแต่ล่าช้ามาก เช่นผมเคยหารือเรื่องภัยแล้ง เรื่องน้ําไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เพิ่งได้รับการตอบกลับ เมื่อเดือนที่ผ่านมาเองครับ ฝากท่านประธานประสานไปยังหน่วยต่าง ๆ ให้รีบดําเนินการ เร่งรัดเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนของประชาชนด้วยครับ เพราะความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนจะให้มานับวันรอไม่ได้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเกษมสันต์ มีทิพย์🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายเกษมสันต์ มีทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดพิษณุโลก พรรคก้าวไกล ขอปรึกษาหารือท่านประธานไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ในจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกเป็นจังหวัดหลักของภาคเหนือตอนล่าง มีประชากร อยู่ในจังหวัด ทั้งประชากรที่เป็นประชากรถาวรและประชากรแฝงอยู่เป็นจํานวนมาก เป็นจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและศูนย์กลางของส่วนราชการต่าง ๆ ทําให้ การจราจรติดขัดและการจราจรไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน อยากจะนําเสนอไปยัง กระทรวงคมนาคมในส่วนของกรมทางหลวงให้ทําการขยายช่องทางจราจรในเขตเทศบาล นครพิษณุโลกไปจนถึงทางเลี่ยงเมือง เช่น ทางหลวงหมายเลข ๑๒ จากในเมืองไปจนถึง ตําบลบ้านกร่าง และจากแยกเรือนแพไปจนถึงอําเภอวังทอง และเส้นทางอื่น ๆ และทําการ สร้างสะพานกลับรถในส่วนทางหลวงหมายเลข ๑๒ เนื่องจากว่ามีหลายเส้นทางที่ไม่มี สัญญาณไฟจราจรและจะไม่มีช่องว่างให้กับการข้ามถนนครับ แล้วก็ให้มีการสร้างสะพาน ข้ามแยกตรงทางเลี่ยงเมืองที่จะเป็นทางไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อที่จะให้การคมนาคมขนส่ง คล่องตัวและยังให้มีการตัดทางจากเขตเมืองออกไปยังทางเลี่ยงเมืองอื่นเพื่อระบายรถ เพื่อที่จะไม่ให้มีการจราจรที่ติดขัดและเป็นการพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่า และสอบถามไปยัง โครงการขนส่งมวลชนของจังหวัดพิษณุโลกด้วยครับ และอีกอันหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับทาง การรถไฟคือการพัฒนาจุดตัดทางข้ามทางรถไฟในเขตเทศบาลนครพิษณุโลกให้ขยายเป็น พื้นที่ที่มากพอ เป็น ๔ ช่องจราจรเพื่อที่จะได้ระบายการจราจรได้ ผมจะส่งเอกสารนี้ ให้ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ🔗
ได้ครับ ต่อไป นางสาวศรีนวล บุญลือ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ได้รับการร้องเรียนจาก หมู่ที่ ๑ บ้านเหมืองฟู หมู่ที่ ๒ บ้านเด่น หมู่ที่ ๑๓ บ้านเปียง อยู่เขตเทศบาลบ้านแม อําเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ มีปัญหา ความเดือดร้อนเป็นพื้นที่ทําการเกษตร ลําเหมืองตื้นเขิน น้ําไม่พอใช้ ปัจจุบันนี้ใช้เครื่องสูบน้ํา ไฟฟ้าคิดหน่วยไฟราคาแพงมาก ไม่คุ้มทุน ราคาพืชผลทางด้านการเกษตรถูกมาก ขาดทุน ต่อเนื่องทุกปี ข้าเจ้าในนามตัวแทนของพี่น้องประชาชน เขต ๘ จังหวัดเชียงใหม่ ขอความเมตตาจาก ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอช่วยสนับสนุนโครงการ โซลาร์เซลล์ (Solar cell) หรือพลังงานแสงอาทิตย์ให้เกษตรกรในครั้งนี้ด้วย ขอขอบคุณเจ้า🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณจุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางจุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม แขวงทางหลวงอุดรธานี ๒ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากผู้ใช้รถใช้ถนน บนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๐๒๓ ผ่านตัวเมืองอําเภอกุมภวาปี ผ่านตัวเมืองอําเภอศรีธาตุ ถึงอําเภอวังสามหมอ ประมาณ ๕๕ กิโลเมตร สัญจรไปมาด้วยความลําบาก เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ถนนคับแคบ จึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งต้องขยายให้ถนนมีความกว้างเพิ่มมากขึ้น ให้มีไหล่ทาง ตลอดเส้นทาง และขอปรับปรุงถนนทางหลวงที่คับแคบทางผ่านย่านชุมชน ๕ ช่วง ดังต่อไปนี้ค่ะ🔗
ช่วงที่ ๑ ช่วงลงสะพานลําน้ําปาว กม. ที่ ๙+๑+๓๑๕ สามแยกบ้านนาแบก ตําบลเวียงคํา ขอขยายถนนให้กว้างขึ้นเป็น ๔ ช่องจราจร ประมาณ ๑ กิโลเมตร🔗
ช่วงที่ ๒ ปรับปรุงถนนทางผ่านย่านชุมชนหน้าโรงพยาบาลอําเภอศรีธาตุ ขอขยายให้กว้างขึ้นเป็น ๔ ช่องจราจร🔗
ช่วงที่ ๓ ขอขยายถนนย่านชุมชนในตัวเมืองอําเภอศรีธาตุ ซึ่งเป็นย่านชุมชน ย่านเศรษฐกิจและส่วนราชการ โรงเรียน ร้านค้า การจราจรหนาแน่น ขอขยายให้กว้างขึ้น กว่าเดิมและปรับปรุงผ่านย่านชุมชนให้เป็น ๔ ช่องจราจร🔗
ช่วงที่ ๔ ขอขยายทางผ่านย่านชุมชนหน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตําบลหนองหญ้าไซ หน้าเทศบาลหนองหญ้าไซ🔗
ช่วงที่ ๕ ขอขยายจุดเสี่ยงอันตรายหน้าโรงเรียนบ้านหนองหญ้าไซ ได้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง🔗
ดิฉันจึงขอนําเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม และแขวงทางหลวง ๒ ให้มาปรับปรุงทําถนนสายดังกล่าวอย่างเร่งด่วนด้วยค่ะ ขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเทพไท เสนพงศ์🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องขอขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่เมื่อวานได้มีมติอนุมัติงบกลางจํานวน ๓,๖๒๒ ล้านบาท เพื่อที่จะเป็นการเยียวยาค่าตอบแทนให้กับ อสม. ตามที่ได้เคยอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ซึ่ง อสม. ได้ทําหน้าที่ในการเฝ้าระวังแล้วก็ป้องกันการแพร่ระบาด ของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่ง ครม. ได้มีมติอนุมัติเบื้องต้นจํานวน ๗ เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๓ เดือนละ ๕๐๐ บาทนะครับ เป็นวงเงิน ๓,๖๒๒ ล้านบาท ซึ่งให้กับ อสม. จํานวน ๑,๐๕๔,๗๒๙ คน แต่ว่าสิ่งที่อยากจะนําเรียน ไปยังนายกรัฐมนตรีก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับปากว่าจะให้ ๑๙ เดือน ก็ยังเหลืออีก ๑๒ เดือน ก็อยากจะถามไปว่าอีก ๑๒ เดือนนี้ จะให้เมื่อไร แล้วก็อยากจะให้ตั้งเป็นงบประมาณประจําปีให้กับ อสม. ในปี ๒๕๖๕ คนละ ๕๐๐ บาท ซึ่งเพิ่มจากเดิม ๑,๐๐๐ บาท เป็น ๑,๕๐๐ บาท ก็ไม่มากหรอกครับ ถ้าเทียบกับนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองทุกพรรคในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เช่น พรรคประชาธิปัตย์เสนอว่าให้ อสม. เดือนละ ๑,๒๐๐ บาท พรรคภูมิใจไทยเสนอให้เดือนละ ๒,๕๐๐ บาท พรรคพลังประชารัฐเสนอให้ ๕,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นเงิน ๑,๕๐๐ บาทที่จะให้กับ อสม. เป็นค่าตอบแทนซึ่งจัดตั้งในงบประมาณ ประจําปีทุกปีผมคิดว่าไม่เป็นภาระสําหรับงบประมาณของรัฐบาลครับ จึงเรียนมาถึง ท่านนายกรัฐมนตรีครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอหารือท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรผ่านไปยังกระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้มีการจัดทําโครงการครูคืนถิ่น เป็นวาระพิเศษ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่พวกเราทราบกันดี ได้ประสบกับความยากลําบากในการบริหารจัดการเรียนการสอน รวมทั้งการควบคุมการแพร่ระบาด ตลอดทั้งครูก็ประสบกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเช่นเดียวกับ คนไทยทุกคน รวมทั้งภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวที่จะพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะครูที่ทําหน้าที่ จัดการเรียนการสอนอยู่ต่างถิ่น ต่างเขต ต่างภูมิภาค ต่างจังหวัด ต่างอําเภอ ต่างตําบล นับแสนคนที่มีความยากลําบากแล้วก็มีภาระหนี้สินตรงนี้ต้องรับภาระ จึงขอหารือไปยัง ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรผ่านไปยังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อปลดล็อกหลักเกณฑ์ การย้าย วิธีการย้ายให้ยืดหยุ่นคล่องตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระยะเวลาในการทําหน้าที่ของ โรงเรียนเดิม ของครูผู้ช่วยจาก ๔ ปีเป็น ๒ ปี หรือครูตําแหน่งอื่น ๆ ด้วย เปิดโอกาสให้มีการ ย้ายข้ามหน่วยงานทั้งนอกกระทรวงและในกระทรวง ตลอดทั้งเปิดโอกาสให้ไปสอบบรรจุ เพื่อย้ายให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในการนับอายุราชการและเงินเดือนอย่างที่เคยปฏิบัติมา ทั้งนี้ การย้ายออกนั้นเพื่อไม่ให้มีปัญหากระทบกับการเรียนการสอนก็ขอให้มีการย้ายเข้าทดแทน หรือบรรจุทดแทนก่อนการย้ายในทุกโรงเรียน ทั้งนี้เพื่อเป็นขวัญกําลังใจและประสิทธิภาพ การทําหน้าที่ของครู และจะส่งผลให้คุณภาพการเรียนการสอนในที่สุดครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณประทวน สุทธิอํานวยเดช ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประทวน สุทธิอํานวยเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๑ ขออนุญาตหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรก ในบริเวณพื้นที่ปากซอยดงจําปา ซอย ๔ ริมถนนพหลโยธิน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑ หมู่ ๒ ตําบลนิคมสร้างตนเอง จังหวัดลพบุรี ในบริเวณนี้ เป็นพื้นที่ดินของแขวงการทาง ในอดีตนั้นมีการนํากิ่งไม้เศษไม้ไปทิ้งไว้ในบริเวณดังกล่าว แล้วก็มีการสวมรอยพี่น้องประชาชนเอาขยะมูลฝอยไปทิ้งด้วย ต่อมาไม่รู้ว่ามีใครเอาไฟไปจุด พอไฟจุดปุ๊บแถวนั้นเป็นวัชพืชด้วย เกิดไฟไหม้ พอไฟไหม้ปุ๊บบ้านเรือนที่อยู่ใกล้ ๆ นั้น ก็ผวากันไปหมดเลยว่าไฟจะไหม้บ้าน นั่นเป็นเรื่องในอดีตครับท่านประธาน ชาวบ้าน ได้ร้องเรียนผ่านไปยังศูนย์ดํารงธรรม ทางศูนย์ดํารงธรรมก็ส่งไปทางแขวง ปัจจุบันนี้ครับ ทางแขวงการทางได้นํารถแทรกเตอร์มาปรับกลบวัชพืช ขยะมูลฝอยหมดเรียบร้อยดีมาก ในส่วนของประชาชนก็กราบขอบพระคุณฝากผมมายังแขวงการทาง แต่เขากลัวว่าอนาคต จะเกิดขึ้นอีกท่านประธานครับ เขาก็เลยให้ผมนําเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ช่วยทําป้ายติดหรือจะทํารั้วกั้นแล้วก็บอกว่าห้ามทิ้งกิ่งไม้เศษขยะมูลฝอยที่นี่ เด็ดขาด ก็จะทําให้ประชาชนไม่ต้องผวาต่อไป นั่นเรื่องที่ ๑🔗
เรื่องที่ ๒ ก็บริเวณจุดเสี่ยงที่บ้านสระวัง ถนนสี่แยกนี้เขาเรียกบ้านสระวัง บ้านด่านกระเบา บนถนนหมายเลข ๒๐๗๕ อยากให้ทางหลวงชนบททําไฟส่องสว่าง และสัญญาณจราจรเพราะตรงนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครับ ก็ฝากท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิก ที่เคารพครับ ผมขอแสดงความชื่นชมนะครับ พวกเราได้นําปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนตามวัตถุประสงค์ของข้อบังคับ แล้วทุกคนได้พยายามใช้เวลาอย่างดีซึ่งขอชื่นชม เพราะก็เป็นศักยภาพอันหนึ่งของสมาชิกในการย่อเรื่องให้อยู่ในเวลาที่กําหนด สําหรับบางท่าน ที่ต้องอ่านก็เกินเวลาไปแต่ว่าต้องพยายามปรับเพื่อยกระดับมาตรฐานตัวเราเองขึ้นมา ผมขอเรียนว่าวันนี้เราประชุมเป็นพิเศษ เพราะว่ามีเรื่องค้างอยู่ขณะนี้ ๑๗๐ กว่าเรื่อง แล้วก็ เสนอเข้ามาใหม่อีก ๘ เรื่อง ขณะนี้รวมแล้วทั้งหมด ๑๘๐ กว่าญัตติที่ค้างอยู่ ถ้าเรา ไม่ดําเนินการผลงานท่านจะไม่ออกมา เพราะฉะนั้นวันนี้ขอประชุมเป็นพิเศษ เพื่อปรึกษาหารือเรื่องที่ค้างจากสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนเรื่องที่ค้างจากเมื่อวานนั้นก็จะไปต่อ ในสัปดาห์ต่อไปครับ🔗
จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๖๓ คน🔗
ผมขออนุญาตที่ประชุมว่า ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อ ๓๐๕ ท่าน จากสมาชิกทั้งหมด ๔๘๘ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาต เปิดประชุมนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗
ขอเรียนท่านสมาชิกว่ามีเรื่องที่ไม่อยู่ในระเบียบวาระการประชุม แต่ว่าได้รับ แจ้งจากนายทะเบียนพรรคการเมืองของคณะกรรมการการเลือกตั้งมา ขออนุญาตในที่นี้เลยนะครับ ขอเรียนแจ้งที่ประชุมได้รับทราบก็คือ🔗
ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ การเลือกตั้งได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เรื่อง รับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคประชานิยม ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ นั้น🔗
พลตํารวจเอก ยงยุทธ เทพจํานงค์ หัวหน้าพรรคประชานิยม ได้มีหนังสือแจ้ง ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชานิยม ครั้งที่ ๔/๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๓ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกพรรคประชานิยม ตามข้อ ๑๒๒ ของข้อบังคับพรรคประชานิยม พ.ศ. ๒๕๖๑ กรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้ พรรคประชานิยมสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมืองตามมาตรา ๙๑ วรรคหนึ่ง (๗) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐🔗
คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงประกาศให้พรรคประชานิยมสิ้นสภาพ ความเป็นพรรคการเมืองตามมาตรา ๙๑ วรรคหนึ่ง (๗) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐🔗
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือตั้งแต่วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓🔗
ในการนี้นายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีหนังสือแจ้งเรื่องสถานภาพการเป็น สมาชิกพรรคการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าพรรคพลังประชารัฐได้มีหนังสือแจ้ง การเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่ง พลตํารวจเอก ยงยุทธ เทพจํานงค์ ได้สมัครเข้าเป็น สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ แล้ว🔗
จึงแจ้งที่ประชุมได้รับทราบ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา🔗
ผมขออนุญาตเรื่องในวาระที่ค้างพิจารณาครั้งที่แล้ว เชิญท่านวิรัชครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นต้องเรียนท่านประธานว่าตามที่ท่านประธานได้เรียกประชุม สามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง เป็นพิเศษ ในวันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม คือในวันนี้ คือเริ่มตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๙.๐๐ นาฬิกา ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าเนื่องจากในวันนี้ ได้มีการนัดหมายล่วงหน้าในส่วนของคณะกรรมาธิการหลายคณะ แล้วก็จําเป็นที่จะต้อง ออกเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทราบว่าประมาณเกือบ ๒๐ คณะ แต่ถึงอย่างไรก็ตามทีครับ ท่านประธาน ก็จะพยายามให้การประชุมในวันนี้นั้นราบรื่นแล้วก็เป็นไปได้ด้วยดี แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีในส่วนของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ และในส่วนของอนุกรรมาธิการซึ่งกําลังพิจารณาอยู่ในวันนี้ก็ ๘ ห้อง รวมทั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดใหญ่อีก ๑ ห้อง เพราะฉะนั้นบรรดาท่านสมาชิกก็อาจจะไปกระจายอยู่ตาม ห้องต่าง ๆ ในห้องประชุมก็อาจจะมีน้อย ก็ต้องเรียนท่านประธานเพื่อทราบ🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากเมื่อวานที่มีฝนตกแล้วก็ไฟดับ แล้วในขณะเดียวกันบริเวณรัฐสภาเรา ต้องเรียนท่านประธานว่าเพื่อความปลอดภัย ในส่วนของเวลาไฟดับ ไม่ว่าจะเป็นลิฟต์ (Lift) ไม่ว่าจะเป็นไฟในส่วนของทางเดินต่าง ๆ ฝากท่านประธานไปยังเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ดูกําชับในเรื่องนี้เป็นพิเศษด้วยครับ ขอเรียนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณวิรัชครับ ผมเรียนเรื่องไฟฟ้าดับเมื่อวานนะครับ ก็อยู่ แล้วก็ท่านประธานกรรมาธิการกิจการ สภาผู้แทนราษฎรกับผมแล้วก็คณะก็มาตรวจดู เพราะทราบว่ามีวุฒิสมาชิกหรืออย่างไรนี่ครับ ติดอยู่ในลิฟต์ (Lift) ๒ ท่าน ก็ตามมาดูกันจนจบเรื่อง แล้วตอนค่ําก็ได้รับรายงานจาก การไฟฟ้านครหลวงว่าเหตุที่เกิดเมื่อวานนี้เป็นเรื่องที่ตรวจสอบพบเบื้องต้นว่าต้นไม้บริเวณ หน้ารัฐสภาสัมผัสสายไฟฟ้าจนทําให้ลัดวงจร ก็สอบถามต่อไปว่าต้นไม้ที่ว่านี้อยู่ในสภาหรือไม่ ก็บอกว่าไม่ใช่นะครับ อยู่ข้างนอก แต่ว่าอยู่หน้ารัฐสภาครับ เมื่อเช้านี้ก็มีการประชุมภายใน อีกครั้งหนึ่งสําหรับเตรียมรับกับสถานการณ์ โชคดีว่าในห้องนี้เมื่อวานนี้มีไฟฟ้าสํารองครับ ที่เราประชุมกันได้เมื่อวาน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องเตรียมการณ์ความไม่พร้อมเหล่านี้เอาไว้ เมื่อเช้าก็ได้มีการให้ท่านรองเลขาธิการ ท่านสุชาติมารายงานหารือกันครับ แล้วก็เตรียม ป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าด้วย อย่างไรก็ตามผมเรียนเพื่อนสมาชิกว่า ความไม่พร้อมยังมีอยู่จนกว่าจะสิ้นปี เพราะว่าตามสัญญาการก่อสร้างนั้นก็ต้องสิ้นปีนะครับ แล้วก็เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมก็ลงไปในพื้นที่เองนะครับ ไปลุยในพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ และบริษัท เพื่อไปดูว่าอะไรที่ยังมีปัญหาอยู่มาก ก็ทราบว่าทางบริษัทก็เพิ่มคนเข้ามา เป็นประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าคนในการทํางานเร่งเพื่อให้เสร็จในปลายปีนี้ ก็เรียนความก้าวหน้า ให้พวกเรารับทราบ ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ท่านอนันต์ ผลอํานวย ก็ติดตามดูร่วมกับผมอยู่ในขณะนี้ครับ ก็เรียนพวกเรารับทราบ แล้วก็ขอขอบคุณ ที่สมาชิกได้มาเข้าชื่อลงชื่อครบองค์ประชุมนะครับ เพื่อเราได้พิจารณาเรื่องที่คิดว่าไม่ค่อย มีปัญหามาก แต่ว่าเป็นผลงานของท่านสมาชิกที่เสนอไป ถ้าเราไม่ทําให้เรื่องเหล่านี้ผ่านไป ผลงานท่านก็จะไม่ปรากฏนะครับ🔗
ผมขออนุญาตว่าเรื่องที่ค้างอยู่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้พิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแผนการใช้น้ํามันปาล์ม (ปาล์มดีเซล) เป็นพลังงานทดแทนอย่างสมดุลและยั่งยืน นายสาคร เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอ แล้วก็มีญัตติอื่นทํานองเดียวกันอีก ๖ ฉบับ ซึ่งสมาชิก ได้มีการอภิปรายจนยุติการอภิปรายแล้ว และเจ้าของญัตติไม่มีความประสงค์จะสรุป เรื่องจึงจบไป แต่ว่าค้างยังไม่ได้มีการลงมติ วันนี้ก็ต้องขออนุญาตที่ประชุมว่าจะดําเนินการ ต่อไปเพื่อขอมติที่ประชุมว่าจะมีการตั้งกรรมาธิการหรือไม่ ทีนี้เท่าที่ฟังมาตลอดช่วงเวลาของการอภิปรายนั้นก็ไม่มีข้อคัดค้าน สมาชิกในที่ประชุม ก็มีความเห็นชอบด้วยกับญัตตินี้ แต่ว่าจะตั้งกรรมาธิการหรือไม่นั้นก็ต้องขอมติที่ประชุม ซึ่งก็ต้องเรียนถามว่าเมื่อปรากฏว่าไม่มีสมาชิกท่านใดมีความเห็นที่แตกต่างในการเสนอ ญัตตินี้ คือไม่มีผู้ใดคัดค้านในการตั้งกรรมาธิการ ผมก็ขออนุญาตใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ญัตติใดไม่มีผู้คัดค้านให้ประธานถามที่ประชุมว่ามีผู้เห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ เมื่อไม่มีผู้เห็น เป็นอย่างอื่นให้ถือว่าที่ประชุมลงมติเห็นชอบด้วยญัตตินั้น ที่ประชุมไม่มีความเห็น เป็นอย่างอื่นนะครับ🔗
ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบ ตามญัตติที่เสนอ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ขอท่านสมาชิกได้เสนอกรรมาธิการ ก็เป็นสัดส่วนซึ่งได้กําหนด สมาชิกท่านใดจะเสนอจํานวนกรรมาธิการ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตเสนอจํานวน กรรมาธิการชุดนี้ ๓๙ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองครบ สมาชิก มีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ที่ประชุมไม่มีความเห็น เป็นอย่างอื่นก็ถือว่าเห็นชอบกรรมาธิการวิสามัญ ๓๙ ท่าน สัดส่วนก็จะเป็นของ คณะรัฐมนตรี ๙ ท่าน อีก ๓๐ ท่านเป็นสัดส่วนของพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทย ๘ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ ๘ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๔ ท่าน พรรคก้าวไกล ๓ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๓ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน พรรคประชาชาติ ๑ ท่าน พรรคเศรษฐกิจใหม่ ๑ ท่าน สัดส่วนจะเป็นอย่างนี้ ก็ขอเชิญครับ ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม สุชาติ อุสาหะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการปาล์มน้ํามันอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จํานวน ๙ ท่าน ดังนี้ ๑. นางสุทิศา สงวนตระกูล ๒. นางสาวพัชรี พยัควงษ์ ๓. นางสาวนิยดา กุลวาไชย ๔. นายวีระกร คําประกอบ ๕. นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ๖. พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ๗. นายสินิตย์ เลิศไกร ๘. นายระวี มาศฉมาดล ๙. นายนิพันธ์ ศิริธร🔗
อันนี้เป็นสัดส่วนของ คณะรัฐมนตรีนะครับ ไม่ต้องมีผู้รับรอง ต่อไปพรรคเพื่อไทย ๘ ท่าน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแผนการใช้น้ํามันปาล์ม ปาล์มดีเซล เป็นพลังงาน ทดแทน ในสัดส่วนพรรคเพื่อไทย ๘ คน ดังนี้ ๑. นายนิรมิต สุจารี ๒. นายเอกธนัช อินทร์รอด ๓. นายสุชาติ ภิญโญ ๔. นายชูศักดิ์ แอกทอง ๕. นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ๖. นายณรงค์ รุ่งธนวงศ์ ๗. นายสุวิชา พานิชผล ๘. นายนิยม ประสงค์ชัยกุล ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคพลังประชารัฐ ๘ ท่านครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตปาล์มน้ํามันตกต่ําอย่าง เป็นระบบ ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐทั้งหมด ๘ ท่าน ๑. ร้อยตํารวจเอก อรุณ สวัสดี ๒. นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ๓. นายวัชระ ยาวอหะซัน ๔. นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ๕. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ๖. นายอํานวย ยุติธรรม ๗. นายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์ ๘. ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคภูมิใจไทย ๔ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพิษณุ พลธี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคภูมิใจไทย ผมขอเสนอ สัดส่วนกรรมาธิการของพรรคภูมิใจไทยจํานวน ๔ ท่าน ดังนี้ ๑. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ๒. นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ๓. นางสาวภัคจิรา รัชกิจประการ ๔. นายชัยฤทธิ์ ถ่ายย้วน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคก้าวไกล ๓ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตปาล์มน้ํามัน ตกต่ําอย่างเป็นระบบ ๓ ท่าน ดังนี้ ๑. นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ๒. นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ๓. นายสุพิท มีแก้ว ขอผู้รับรองครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ ๓ ท่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาคร เกี่ยวข้อง พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไข ปัญหาราคาผลผลิตปาล์มน้ํามันตกต่ําอย่างเป็นระบบ ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๑. นายชุมพล จุลใส ๒.นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล และ ๓. นายสาคร เกี่ยวข้อง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วน ของพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน นายโกไสย เดชรุ่งเรือง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอกรรมาธิการในสัดส่วนของ พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน นายศุภชัย นาคสุวรรณ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคประชาชาติ ๑ ท่านครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ ขอเสนอกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของ พรรคประชาชาติ จํานวน ๑ ท่าน คือ นายวิทยา พานิชพงศ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ สุดท้ายพรรคเศรษฐกิจใหม่ ๑ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของ พรรคเศรษฐกิจใหม่จํานวน ๑ ท่าน นายพิชัย ขจรเรืองโรจน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ท่านเลขาธิการกรุณาอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗
รายนามคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหาร จัดการปาล์มน้ํามันอย่างเป็นระบบ จํานวน ๓๙ ท่าน ๑. นางสุทิศา สงวนตระกูล ๒. นางสาวพัชรี พยัควงษ์ ๓. นางสาวนิยดา กุลวาไชย ๔. นายวีระกร คําประกอบ ๕. นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ๖. พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ๗. นายสินิตย์ เลิศไกร ๘. นายระวี มาศฉมาดล ๙. นายนิพันธ์ ศิริธร ๑๐.นายนิรมิต สุจารี ๑๑. นายเอกธนัช อินทร์รอด ๑๒. นายสุชาติ ภิญโญ ๑๓. นายชูศักดิ์ แอกทอง ๑๔. นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ๑๕. นายณรงค์ รุ่งธนวงศ์ ๑๖. นายสุวิชา พานิชผล ๑๗. นายนิยม ประสงค์ชัยกุล ๑๘. ร้อยตํารวจเอก อรุณ สวัสดี ๑๙. นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ๒๐. นายวัชระ ยาวอหะซัน ๒๑. นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ๒๒. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ๒๓. นายอํานวย ยุติธรรม ๒๔. นายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์ ๒๕. ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ๒๖. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ๒๗. นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ๒๘. นางสาวภัคจิรา รัชกิจประการ ๒๙. นายชัยฤทธิ์ ถ่ายย้วน ๓๐. นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ๓๑. นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ๓๒. นายสุพิท มีแก้ว ๓๓. นายชุมพล จุลใส ๓๔. นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ๓๕. นายสาคร เกี่ยวข้อง ๓๖. นายโกไสย เดชรุ่งเรือง ๓๗. นายศุภชัย นาคสุวรรณ์ ๓๘. นายวิทยา พานิชพงศ์ และ ๓๙. นายพิชัย ขจรเรืองโรจน์🔗
ท่านสมาชิกมีอะไร จะเปลี่ยนแปลงไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ก็รายชื่อของ กรรมาธิการ ๓๙ ท่าน ต่อไปขอเชิญกําหนดระยะเวลาในการพิจารณา เชิญเลยครับ🔗
กําหนดเวลาพิจารณา ๙๐ วันค่ะ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
มีสมาชิกรับรองนะครับ ๙๐ วันนะครับ มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุม มีมติกําหนดระยะเวลาในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ ๙๐ วัน ผมเรียน เป็นข้อสังเกตนิดเดียวว่ามีกรรมาธิการที่เราตั้งไปนี้มากคณะจนแทบจะไม่มีห้องประชุม เพราะว่าส่วนใหญ่งานยังไม่สําเร็จ ก็ฝากเป็นข้อสังเกตไว้เพื่อกรรมาธิการจะได้มีเวลา ได้พิจารณาให้เสร็จในเวลาที่สมควร จบการพิจารณาวาระนี้ไปซึ่งเป็นเรื่องค้างพิจารณา ทั้งหมด ๗ เรื่อง จบไป ในวาระต่อไปเป็นเรื่อง ๕.๘ นะครับ🔗
๕.๘ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษารถรับจ้างสาธารณะส่วนบุคคลในการให้บริการกับผู้บริโภคและอัตราค่าโดยสาร ที่เหมาะสมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (นางสาวธีรรัตน์ สําเร็จวานิชย์ เป็นผู้เสนอ)🔗
เนื่องจากปรากฏว่ามีญัตติทํานองเดียวกันรวมอีก ๗ ฉบับ ดังต่อไปนี้ ใช้เวลา เรียนให้ทราบเพราะว่าต้องบันทึกรายชื่อของญัตติไว้ในรายงานการประชุม ญัตติที่เสนอมา เพิ่มเติมก็คือ🔗
๕.๑๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาและหาแนวทางแก้ปัญหาการให้บริการรถโดยสารผิดกฎหมายและการกําหนด มาตรฐานค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะ (นายชาญวิทย์ วิภูศิริ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๖๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางแก้ปัญหารถจักรยานยนต์รับจ้างทั้งประเภทรับขนส่งคนโดยสารและ ประเภทรับขนส่งสิ่งของ (นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๖๔ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะ ประจําทาง (นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๑๑๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษากรณีการบริการรถรับจ้างสาธารณะและส่วนบุคคล เพื่อบริการให้กับผู้บริโภค อย่างทั่วถึงและราคาเหมาะสมในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๑๑๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการให้บริการ การกําหนดอัตราค่าโดยสาร ระบบบริหารจัดการ และแผนงาน พัฒนาในอนาคตของระบบขนส่งสาธารณะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล (นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๑๑๙ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษารถรับจ้างสาธารณะส่วนบุคคลในการให้บริการกับผู้บริโภคและอัตรา ค่าโดยสารที่เหมาะสม (นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล และนายภราดร ปริศนานันทกุล เป็นผู้เสนอ)🔗
ญัตติลําดับที่ ๘ คือ ญัตติซึ่งยังไม่บรรจุระเบียบวาระเป็นของคุณโสภณ ซารัมย์🔗
ญัตติ เรื่อง ขอให้คณะกรรมาธิการการคมนาคมพิจารณาศึกษาปัญหาและ หาแนวทางการแก้ไขการให้บริการและการกําหนดอัตราค่าโดยสารของรถรับจ้างสาธารณะ (นายโสภณ ซารัมย์ เป็นผู้เสนอ)🔗
อันนี้รวมทั้งหมด ๘ ญัตติ ก็เห็นว่าซึ่งเป็นเรื่องทํานองเดียวกันสามารถที่จะรวมพิจารณาด้วยกันได้ ผมขออนุญาต ที่ประชุมว่าถ้าที่ประชุมไม่ขัดข้องจะขอนําญัตติทั้งหมดนี้มาพิจารณารวมกันนะครับ🔗
สมาชิกไม่ขัดข้อง ก็ถือว่า อนุมัติให้นําญัตติทั้งหมดมาพิจารณารวมกัน โดยลําดับต้นขอกําหนดเวลาว่าเจ้าของญัตติ อภิปรายประมาณสัก ๑๐ นาทีหรือน้อยกว่านั้น หรือมากกว่านั้น อนุโลมเท่าที่จําเป็น ส่วนผู้อภิปรายภายหลังก็ท่านละไม่เกิน ๗ นาที สําหรับผู้เสนอที่กําหนดไว้ไม่เกิน ๑๐ นาทีนั้น ถ้าเห็นว่ามันซ้ําประเด็นเนื่องจากมีผู้เสนอทํานองเดียวกันก็ใช้เวลาสั้นกว่านั้นก็จะเป็นประโยชน์ ที่ทําให้เราสามารถทําให้เรื่องวาระพิจารณานี้เสร็จได้ในเวลาที่ไม่นานเกินไปนะครับ ขอเชิญ เจ้าของญัตติแรกครับ🔗
๕.๘ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษารถรับจ้างสาธารณะส่วนบุคคลในการให้บริการกับผู้บริโภคและอัตราค่าโดยสาร ที่เหมาะสมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (นางสาวธีรรัตน์ สําเร็จวานิชย์ เป็นผู้เสนอ)🔗
นางสาวธีรรัตน์ สําเร็จวานิชย์ ผู้เสนอ ได้ทําหนังสือมอบอํานาจมา มอบให้นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล เป็นผู้เสนอญัตติ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ด้วยปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยวทั่วประเทศ ประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ นิยมใช้การบริการรถรับจ้างสาธารณะส่วนบุคคลเป็นจํานวนมาก เนื่องจากระบบขนส่งของ ภาครัฐ เช่น รถเมล์ รถร่วมบริการ รถสองแถว มอเตอร์ไซค์ และรถแท็กซี่ ยังไม่สามารถ ให้บริการได้เพียงพอ นอกจากนี้การให้บริการที่ไม่ทั่วถึง ไม่เป็นระเบียบ และพฤติกรรม ผู้ให้บริการไม่สุภาพ ปฏิเสธผู้โดยสาร มาไม่ตรงเวลา และปรากฏข่าวก่อการอาชญากรรม จึงทําให้มีรถที่เป็นรถส่วนบุคคลจัดตั้งขึ้นมาในรูปแบบของบริษัท โดยใช้อุปกรณ์ทาง อิเล็กทรอนิกส์ในการติดต่อระหว่างผู้ให้บริการและผู้โดยสาร การให้บริการในรูปแบบ ดังกล่าวมีการกําหนดค่าโดยสารเอง อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ จึงทําให้ต้องมีการศึกษา ในการจัดระเบียบระบบขนส่งการเดินรถของผู้ประกอบการ และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา การใช้รถรับจ้างสาธารณะส่วนบุคคล ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องสําคัญและส่งผลกระทบ ต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม ดังนั้น จึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวมาเพื่อให้ ที่ประชุมพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาในเรื่องรถรับจ้างสาธารณะ ส่วนบุคคลในการให้บริการกับผู้บริโภคและอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมในพื้นที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔๑ และข้อ ๔๒ ส่วนเหตุผลและรายละเอียดจะมีเพื่อนสมาชิกอภิปรายต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗
ญัตติในลําดับที่ ๒ ของคุณชาญวิทย์ วิภูศิริ ขอเชิญครับ🔗
๕.๑๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาและหาแนวทางแก้ปัญหาการให้บริการรถโดยสารผิดกฎหมายและการกําหนด มาตรฐานค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะ (นายชาญวิทย์ วิภูศิริ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายชาญวิทย์ วิภูศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ผมได้ขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง การขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหา การให้บริการรถโดยสารผิดกฎหมายและการกําหนดมาตรฐานค่าโดยสารรถโดยสาร สาธารณะ ท่านประธานครับ วันนี้เราคงไม่มีใครปฏิเสธว่าเราไม่รู้จักแอปพลิเคชัน (Application) ชื่อแกร็บ (Grab) เพราะว่าวันนี้ได้เข้ามาเป็นแอปพลิเคชัน (Application) หลัก ในการเดินทางของคน โดยเฉพาะคนในเมืองหลวง แกร็บ (Grab) เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่ ปี ๒๕๕๖ ถึงวันนี้ก็ ๗ ปีแล้ว ถามว่ามีคนใช้เยอะไหม ผมเอาสถิติมาให้ท่านประธานได้ดูนะครับ ปี ๒๕๖๑ เฉลี่ยต่อเดือนมีคนใช้แอปพลิเคชัน แกร็บ (Application Grab) ในการเรียกรถ เดือนละ ๗๐๐,๐๐๐ คน ปีนี้ปี ๒๕๖๓ ผมไม่แน่ใจว่าอาจจะขึ้นไปเป็น ๑ ล้านคน โดยเฉพาะ ช่วงโควิด (COVID) ที่ผ่านมาเราก็จะได้เห็นว่าแอปพลิเคชัน (Application) นี้ทําให้ชีวิต คนไทยสะดวกมากขึ้น เราอยู่บ้านสั่งอาหารออนไลน์ (Online) ได้ มีคนขับรถมอเตอร์ไซค์มาส่ง ให้ถึงบ้าน ชีวิตเราก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แล้วก็เป็นช่องทางในช่วงวิกฤตการณ์โควิด (COVID) ให้คนได้สั่งอาหาร ให้คนได้หารายได้ ให้ร้านอาหารยังพอมีคนมาซื้ออาหารเลี้ยงตัว อยู่ได้นะครับ บริการของแกร็บ (Grab) ก็มีหลายอย่าง มีทั้งการส่งอาหาร การสั่งของ วันนี้ เห็นว่าไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เกต (Supermarket) แทนเราได้แล้วด้วยนะครับ ประชาชนก็ได้ ประโยชน์กันเยอะ แต่ว่าวันนี้ที่ผมจะอภิปรายจะเป็นบริการหลักของแกร็บ (Grab) ดั้งเดิม ก็คือการเรียกรถโดยสารออนไลน์ (Online) โดยใช้แอปพลิเคชัน (Application) บริการเรียกรถ ก็แบ่งง่าย ๆ เป็น ๒ หมวด ก็คือการเรียกแท็กซี่ปกติ แท็กซี่เขียวเหลืองทั่วไป กับอีกบริการหนึ่ง ก็คือแกร็บคาร์ (GrabCar) ก็คือรถโดยสารที่ใช้รถยนต์บ้านป้ายดํามาวิ่งรับบริการ ถามว่า แอปพลิเคชัน (Application) เรียกรถมันให้ความสะดวกไหมครับ ผมว่าวันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ ถ้าเราเคยจําได้ก่อนที่จะมีแอปพลิเคชัน (Application) นี้เข้ามาเรามีความยากลําบากในการ เรียกแท็กซี่มากเลย พอเรียกมาก็ถ้าไม่ฝนตก รถติด ไกล ส่งรถ เราก็รออยู่นั่นละครับ เรียก ๕ คันได้สักคันเราก็ถือว่าดีแล้วนะครับ แต่ตั้งแต่มีแอปพลิเคชัน (Application) นี้มา ผมว่าทุก ๆ คนก็ปรับตัวนะครับ แท็กซี่เองก็ปรับตัว เพราะว่าต้องมีคู่แข่งขัน ทําให้การ ให้บริการดีขึ้น ประชาชนก็ได้ประโยชน์ ทั้งเรื่องความปลอดภัย บางทีเรียกรถไปรับถึงที่บ้านได้ ไม่ต้องเดินออกมาจากในซอยลึก ๆ แท็กซี่เองก็ชอบเพราะว่าแท็กซี่เองก็มีช่องทาง ในการหารายได้มากขึ้น แล้วก็ไม่ต้องขับรถวนหาผู้โดยสารแบบไม่รู้ทิศทาง แต่ว่าปัญหา มันก็ยังมีครับ ไม่ว่าแอปพลิเคชัน (Application) มันจะดีอย่างไร เพราะว่าแกร็บคาร์ (GrabCar) เป็นบริการของรถยนต์บ้านป้ายดําที่ไม่ได้จดทะเบียนรถยนต์สาธารณะ เป็นรถที่ประชาชน ทั่วไปนํามาขับหารายได้ผ่านทางแอปพลิเคชัน (Application) เท่านั้น ไม่สามารถจะไปโบกรถ แกร็บคาร์ (GrabCar) ได้ริมถนนเหมือนรถแท็กซี่ทั่วไป ถามว่าแกร็บคาร์ (GrabCar) มีปัญหา อย่างไร ถ้าท่านประธานไปถามแท็กซี่ แท็กซี่ก็จะบอกว่าแกร็บคาร์ (GrabCar) เอาเปรียบเขา เอาเปรียบเขาอย่างไร แท็กซี่มีกฎหมายควบคุมมากมายนะครับ ยกตัวอย่างเช่นแท็กซี่ต้องมี ใบขับขี่สาธารณะ แกร็บคาร์ (GrabCar) ไม่ต้องมี ใช้ใบขับขี่เอกชนทั่วไป รถที่จะมาทําแท็กซี่ ปกติแล้วต้องเป็นรถที่อายุใช้งานไม่เกิน ๒ ปี หรือว่าวิ่งไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ กิโลเมตร แต่ว่า แกร็บคาร์ (GrabCar) ที่กําหนดจากในเว็บไซต์ (Website) ต้องเป็นรถยนต์ที่ใช้มาไม่เกิน ๙ ปี ไม่จํากัดระยะทาง เพราะฉะนั้นรถยนต์เก่าขนาดไหนก็ใช้ได้ แท็กซี่อายุการใช้งานของรถ ได้แค่ ๙ ปี พอ ๙ ปีต้องซื้อรถใหม่ ต้องเปลี่ยนรถใหม่เพื่อไปวิ่งแท็กซี่ แต่แกร็บคาร์ (GrabCar) ไม่มีกําหนดเลยนะครับ รถเอามาวิ่งนี่กี่ปีก็ได้ จะวิ่งไปกี่หมื่นกี่แสนกิโลเมตร แกร็บคาร์ (GrabCar) ไม่ได้สนใจตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นแท็กซี่เขาก็รู้สึกว่าเขาถูกเอาเปรียบ เขาต้องเปลี่ยนรถทุก ๆ ๙ ปี ต้องไปสอบใบขับขี่สาธารณะ มีมิเตอร์ (Meter) ควบคุม ค่าโดยสาร ในขณะที่แกร็บคาร์ (GrabCar) สามารถกําหนดค่าโดยสารได้เอง ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นปัญหาอีกส่วนหนึ่ง เพราะว่าแกร็บคาร์ (GrabCar) ช่วงที่เขาเข้ามาใหม่ ๆ ยังมีคู่แข่งชื่อ อูเบอร์ (Uber) เพราะฉะนั้นเขาก็ใช้วิธีการให้เงินอุดหนุนคนขับ ปรากฏว่าค่าโดยสารของ แกร็บคาร์ (GrabCar) ถูกกว่ารถแท็กซี่ทั่วไปมากเลยนะครับ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์เพราะว่า เขาแข่งกันอยู่ ก็ทําให้พี่น้องแท็กซี่เขาก็ได้รับผลกระทบนะครับ ค่าโดยสารของแกร็บคาร์ (GrabCar) ถูกมาก คนก็หันไปใช้บริการแกร็บคาร์ (GrabCar) กันหมด พอผลสุดท้ายแกร็บ (Grab) กับอูเบอร์ (Uber) แข่งกันไปแข่งกันมาวันนี้ก็เหลือ ผู้เล่นเจ้าเดียวแล้วครับ อูเบอร์ (Uber) ก็ออกจากตลาดเมืองไทยไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้แกร็บ (Grab) ก็ถือว่าเป็นแอปพลิเคชันออนไลน์ (Application online) เรียกรถเจ้าเดียว ในประเทศไทย วันนี้ราคาก็ปรับตัวขึ้นมา แต่ว่าแท็กซี่เขาก็ยังรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบเพราะว่า เขามีกฎหมายควบคุมมากมาย อีกเรื่องหนึ่งก็คือแท็กซี่ต้องมีประกันตาม พ.ร.บ. คุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ บวกด้วยประกันภัยชั้น ๓ ซึ่งแกร็บคาร์ (GrabCar) ก็ไม่ได้กําหนดตรงนี้ ทําให้แท็กซี่มีต้นทุนในการให้บริการสูงกว่าแกร็บคาร์ (GrabCar) พี่น้องแท็กซี่เขาถึงออกมา ต่อต้านตลอดว่ามันไม่ยุติธรรมที่จะทําให้รถแกร็บคาร์ (GrabCar) วิ่งอยู่ในถนนเมืองไทย โดยผิดกฎหมาย ทุกวันนี้ผิดกฎหมายแล้วก็มีค่าใช้จ่ายต้นทุนในการวิ่งต่อระยะทางต่ํากว่า ของพวกเขา ทําให้การแข่งขันมันไม่เป็นธรรม วันนี้เราก็เลยอยากจะตั้งกรรมาธิการ เพื่อศึกษาแล้วก็ออกกฎคุ้มครองแกร็บคาร์ (GrabCar) กับแท็กซี่ให้เขาแข่งกันได้อย่างเป็นธรรม ผมยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านเราใกล้ ๆ แค่นี้เอง ประเทศมาเลเซียเขาได้ออกกฎหมาย ทําให้รถสาธารณะ รถยนต์ของเอกชนทั่วไปวิ่งได้ถูกกฎหมายตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ หรือเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว เขาดําเนินการไปเรียบร้อยแล้วนะครับ วันนี้เราคงไม่สามารถปฏิเสธความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีที่ทําให้ชีวิตของพวกเราดําเนินไปได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น เพราะฉะนั้น ผมจึงขอตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็ทําให้แกร็บคาร์ (GrabCar) ถูกกฎหมาย ให้เขามีกฎหมายคุ้มครองแล้วก็มีกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ทําให้พี่น้องแท็กซี่เขารู้สึกว่ามันเป็นเกิด ความเป็นธรรม มีต้นทุนในการดําเนินการที่สูสีกัน จะได้แข่งกันได้ จะได้เกิดการแข่งขัน ที่เป็นธรรม แล้วก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคนในประเทศไทยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป ลําดับที่ ๓ ครับ🔗
๕.๖๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางแก้ปัญหารถจักรยานยนต์รับจ้างทั้งประเภทรับขนส่งคนโดยสารและ ประเภทรับขนส่งสิ่งของ (นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
ขอเชิญคุณสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากเขตบางนาและ เขตพระโขนง พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานที่บรรจุญัตติผมเข้ามา ร่วมกับญัตติที่เกี่ยวข้องกับอัตราค่าโดยสารรถสาธารณะ ซึ่งญัตติของผมมีความเหมือนอยู่ พอสมควร แล้วก็มีความแตกต่างอยู่เช่นกัน ญัตติของผมก็คือขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ปัญหาการใช้รถจักรยานยนต์รับจ้าง ทั้งส่งคนและรถจักรยานยนต์รับจ้างส่งสิ่งของ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมติดตามมาตั้งแต่แรก ผมได้ใช้วิธีการในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ในช่องทางอื่น ๆ ที่ทาง ส.ส. สามารถทําได้ เช่นปรึกษาหารือกับทางท่านประธาน แล้วก็ตั้งกระทู้ถามแยกเฉพาะถามรัฐมนตรี ซึ่งสิ่งที่ผม ได้ดําเนินการไปแล้วอย่างที่บอกก็คือการปรึกษาหารือเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ สิ่งที่ผมเสนอหรือเรียกร้อง ๒ ด้าน ในด้านแรกให้เปิดรับผู้ขับวินมอเตอร์ไซค์รอบใหม่โดยด่วน เพราะว่าในตอนนั้นผ่านมา ๑ ปีเต็มแล้วก็ยังไม่มีการเปิดรับผู้ขับวินมอเตอร์ไซค์รอบใหม่ ทําให้มีวินมอเตอร์ไซค์เถื่อนเกิดขึ้นมาก เนื่องจากว่าเขาไม่สามารถที่จะไปลงทะเบียนที่จะ ขับวินมอเตอร์ไซค์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วในเรื่องนี้ก็มีการเปิดรับลงทะเบียนรอบใหม่ เมื่อต้นปีที่ผ่านมาคือ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓ แล้วก็มีการปรับเปลี่ยนเกี่ยวกับทางด้าน การจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์พอสมควร เช่นเมื่อก่อนเปิดรับลงทะเบียนตามช่วงเวลาที่ กําหนด ตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นประชาชนที่ต้องการจะประกอบอาชีพนี้ก็สามารถเข้าไปที่ สํานักงานเขต ที่ฝ่ายเทศกิจ แล้วก็ลงทะเบียนรอไว้ได้ตลอดเวลา แล้วทางผู้ที่เกี่ยวข้องเขาจะ พิจารณาอนุมัติประมาณ ๓-๔ เดือนต่อครั้ง ล่าสุดที่เขาอนุมัติไปก็คือสิ้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมาครับ🔗
ในส่วนที่ ๒ ที่ผมหารือก็คืออยากทําให้ข้อมูลผู้ขับวินมอเตอร์ไซค์เป็นข้อมูล ที่เปิดเผยในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในลักษณะของแมชชีน เรดาเบิล (Machine-readable) เพื่อที่จะให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปตรวจสอบได้ว่าวินที่เขารับบริการเป็นวินที่ลงทะเบียน ถูกต้องหรือเปล่า ที่จะให้ผู้พัฒนาโปรแกรมหรือแอปพลิเคชัน (Application) นําข้อมูล ตรงนี้ไปต่อยอดพัฒนาบริการต่าง ๆ เข้ามาให้บริการประชาชนแข่งกับเจ้าอื่น ๆ เจ้าใหญ่ ที่เขามีให้บริการในต่างประเทศแล้ว แล้วก็เริ่มเข้ามาในประเทศไทยนานพอสมควรแล้วครับ อันนี้ปรากฏว่าที่ผมเข้าไปเช็ก (Check) ก็ยังไม่ดําเนินการ ทั้งที่ปกติเราเข้าไปลงทะเบียน ก็มีข้อมูลอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าภาครัฐเองทั้งที่มี พ.ร.บ. เกี่ยวกับด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ มารองรับแล้วก็ยังไม่ดําเนินการ ผมขอให้ใส่ใจตรงนี้ด้วยครับ ตามที่ผมกล่าวญัตติของผม จะแบ่งเป็น ๒ เรื่องหลักที่เข้าใจง่ายก็คือวินมอเตอร์ไซค์แบบดั้งเดิม แล้วก็วินมอเตอร์ไซค์ ร่วมสมัยก็คือวินที่ใช้แอปพลิเคชัน (Application) เรียก ที่เราใช้กันมาอย่างแพร่หลายหลายปี แต่ไม่มีการพูดถึงหรือแก้ไขถึง มีแต่เพียงเป็นนโยบายหาเสียงของบางพรรค แต่ก็ยัง ไม่ดําเนินการอย่างจริงจังนะครับ สําหรับข้อมูลวินดั้งเดิมเมื่อปีที่แล้วมีอยู่ประมาณ ๑๘๕,๐๐๐ คนที่ลงทะเบียนทั่วประเทศ แต่ละที่เราไม่สามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลได้อย่าง สะดวก ผมทราบเพียงแต่ว่าปัจจุบันในเขตบางนามี ๗๐ วิน มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น ๒,๑๑๘ คน มันจะดีขึ้นถ้าในเขตอื่น ๆ เราสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ว่ามีวินกี่คน มีจํานวนวินกี่แห่ง เพราะว่าประชาชนก็จะได้รู้สึกปลอดภัยขึ้น แล้วผู้ขับวินเองก็จะได้ทราบว่าในที่นั้น ๆ มีวินเยอะหรือยัง ถ้าเขาไปประกอบอาชีพนี้จะมีรายได้เพียงพอเลี้ยงครอบครัวเขาหรือเปล่า อันนี้คือข้อมูลของวินดั้งเดิม ส่วนปัญหาที่ผมเคยเข้าไปคลุกคลีหรือพูดคุยทั้ง ๒ ส่วนนั้น ในวินดั้งเดิมบางวินก็จะเก็บค่าเช่าเป็นรายเดือนหรือรายวันสําหรับคนขับวิน ทั้งในกรณี ที่ลงทะเบียนถูกต้องแล้วก็ลงทะเบียนไม่ถูกต้องคือวินเถื่อนด้วย อีกส่วนหนึ่งที่บางวินก็เสีย ก็คือเสียค่าเช่าที่ดินสําหรับจอดวิน แยกเป็น ๒ ส่วน แล้วหนําซ้ําบางวินก็มีการแบ่งเป็นกะ ก็คือวันหนึ่งเสีย ๒ รอบ ถ้าต้องการขับทั้งวันก็ต้องเสียค่าเช่าตรงนี้ ๒ รอบ ก็ถือว่าเป็น รายจ่ายที่เพิ่มเข้ามา รายได้เขาก็ดูไม่มากอยู่แล้วก็ต้องเสียรายจ่ายตรงนี้เข้าไปเพิ่มนะครับ ถัดมาในส่วนของวินร่วมสมัย ที่ผ่านมาเมื่อเข้ามาทําตลาดในประเทศไทยช่วงแรก ๆ เหมือนกับมีการโพรโมชัน (Promotion) จูงใจให้คนที่ขับซึ่งเขาเรียกว่าพาร์ตเนอร์ (Partner) ซึ่งยังเป็นการตีความกันอยู่ว่าจะเรียกว่าพาร์ตเนอร์ (Partner) ได้หรือเปล่านะครับ พาร์ตเนอร์ (Partner) ในช่วงแรก ๆ ก็จะมีรายได้ดี เจ้าของแอปพลิเคชัน (Application) ลงทุนถึงขนาดขาดทุนรายปีปีละหลายร้อยล้านบาทติดต่อกันหลายปีนะครับ แต่ในช่วงหลัง ๆ คนขับก็บอกว่ารายได้ลดลง ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) เจ้าของแอปพลิเคชัน (Application) ทุกประเภทก็มีการตั้งเงื่อนไขต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะต้องซื้อ ชุดเครื่องแบบเพื่อประกอบการขับขี่โดยการบังคับซื้อ แล้วก็สวัสดิการก็ไม่ได้มีให้เหมือน ๆ กัน ในตอนเริ่มต้นก็อีกแบบหนึ่ง เมื่อมีการขับมาหรือทํายอดอะไรก็อีกแบบหนึ่ง ซึ่งน่าจะต้อง มีการทบทวนจัดระเบียบตรงนี้เพิ่มเติม ในแอปพลิเคชัน (Application) เรียกขนส่งคนและ ขนส่งอาหารก็มีหลายอันด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นวีเซิร์ฟ (Weserve) เดลิเวอรี (Delivery) แกร็บ (Grab) ไลน์แมน (LineMan) ฮอนเนสต์บี (Honestbee) เก็ต (Get) หรือ โกเจก (Gojek) วีเฟรช (WeFresh) แพนด้า (Panda) ลาลามูฟ (Lalamove) แล้วก็จะพูดถึง แอป (App) ที่เป็นของไทยนะครับ เป็นแอป (App) จังหวัดอุบลราชธานี เดี๋ยวจะพูดในสไลด์ (Slide) ถัด ๆ ไป🔗
ในส่วนที่ ๒ ที่ผมได้ดําเนินการไปแล้วก็คือตั้งกระทู้ถามแยกเฉพาะ ถามเกี่ยวกับการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ตรงนี้ล่ะครับ ในคําถามแรกที่ผมถามไปก็คือ ทราบมาว่ารัฐบาลกําลังจะออกกฎหมายเพื่อให้ผู้ที่เรียกวินมอเตอร์ไซค์ผ่านแอปพลิเคชัน (Application) มันถูกต้องตามกฎหมายเสียทีนะครับ ก็มีคําตอบลงในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ว่ากําลังจะมีการยกร่างกฎกระทรวง ๒ ฉบับ🔗
ฉบับแรกก็คือร่างกฎกระทรวงการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และการต่ออายุใบอนุญาตประกอบการรถยนต์ส่วนบุคคลรับจ้างบรรทุกคนโดยสารผ่าน แอปพลิเคชันหรือระบบอื่นใด พ.ศ. ….🔗
ฉบับที่ ๒ ก็คือร่างกฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนํา รถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้ในการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารผ่านแอปพลิเคชันหรือระบบอื่นใด พ.ศ. ....🔗
สิ่งที่ผมอยากจะทวงถามก็คือร่างที่จะเกิดขึ้นมานี้จะประกาศใช้เมื่อไร ภายในปีนี้ หรือปีถัด ๆ ไป ในส่วนคําถามที่ ๒ ที่ผมได้ถามไปก็คือสวัสดิการเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพ เกี่ยวกับขับวินด้านนี้นะครับ คําตอบที่ได้ก็คือให้ผู้ขับรถสาธารณะมาสมัครเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา ๔๐ อันนี้ก็มีส่วนถูกครับ เพราะว่าทุก ๆ คน ที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันตน ที่ไม่ได้ทํางานประจําก็สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนในมาตรา ๔๐ ได้ เพียงแต่ว่าถ้าเราจะ ชี้เฉพาะเจาะจงไปเราควรจะดูถึงเกี่ยวกับการประกันอุบัติเหตุของกลุ่มคนพวกนี้ ซึ่งลักษณะ การทํางานมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าอาชีพอื่น ๆ ผมจะชี้ให้เห็นว่าแอปพลิเคชัน (Application) ที่เข้ามาในประเทศไทยตั้งนานมากแล้วส่วนใหญ่ก็เป็นแอปพลิเคชัน (Application) ที่แพร่หลายในต่างประเทศ เพราะว่าอีโคซิสเต็ม (E-co system) เกี่ยวกับ ที่จะทําให้สตาร์ตอัป (Startup) หรือผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) ในประเทศไทย มันไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเท่าที่ควรหรือได้รับสนับสนุนน้อยมากครับ อย่างใน แกร็บ (Grab) เขามีผู้สนับสนุนเป็นเอกชนรายใหญ่ชื่อดังมากมายครับ จะขอยกตัวอย่าง ในประเทศไทยนะครับ แกร็บ (Grab) มีธนาคารกสิกรไทยและเซ็นทรัลกรุ๊ปเป็นผู้ถือหุ้นแล้วนะครับ ทั้งที่มันอาจจะยังไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนโกเจก (Gojek) หรือเก็ต (Get) ที่ให้บริการ ในประเทศไทยก็มีธนาคารเอสซีบี (SCB) และกลุ่มเดอะมอลล์กรุ๊ปเป็นหุ้นส่วนแล้วนะครับ ลาลามูฟ (Lalamove) ก็มีธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นหุ้นส่วน ส่วนอุบลฮีโร่ (UBONHERO) ที่ผมพูดถึงนี่คือแอปพลิเคชัน (Application) ของคนไทยที่ให้บริการที่ในจังหวัดอุบลราชธานี ภายในตัวเมืองนะครับ จะเห็นได้ว่าเขาต้องทําอย่างโดดเดี่ยวไม่มีหุ้นส่วนหรือใครมาเป็น พันธมิตรเพื่อให้กิจการเขาเจริญเติบโตได้อย่างแอปพลิเคชัน (Application) ชื่อดังอย่างที่ ผ่าน ๆ มา ผมก็เลยสรุปรวบรวมญัตตินี้นะครับ ถึงแม้ว่าญัตติผมจะได้ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญหรือไม่ อย่างที่ท่านประธานบอกว่าตอนนี้มันตั้งหลายคณะแล้ว แล้วห้องประชุม ก็อาจจะไม่เพียงพอ จริง ๆ แล้วเราก็มีหน่วยงานที่กํากับหรือคณะกรรมาธิการอื่น ๆ ที่จัดการดูแลตรงนี้ได้ ผมขอฝากความคาดหวังที่ต้องการให้แก้ไขเป็น ๒ ข้อหลัก ๆ แล้วก็ ๒ ข้อย่อยของแต่ละหมวดนะครับ ข้อแรก ก็คืออยากให้รัฐบาลสร้างความตระหนักและรับรู้ ว่าในโลกปัจจุบันเราปฏิเสธความทันสมัยไม่ได้ ผู้ที่ขับวินดั้งเดิมควรจะลดอคติกับผู้ที่ ขับวินร่วมสมัย จะได้ไม่เกิดการทะเลาะเบาะแว้งหรือมีปัญหากันตามที่เราได้เห็นข่าวกันอยู่บ้าง ในส่วนที่ ๒ ก็คืออยากให้โอเพน ดาต้า กัฟเวิร์นเมนต์ (Open data government) ในส่วน ของผู้ขับวินเพื่อที่จะทําให้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) สามารถนําข้อมูลตรงนี้ ไปพัฒนานวัตกรรมหรือบริการที่เหมาะสมกับคนไทย อาจจะเป็นบริการใหม่ ๆ ที่เรา ไม่คาดคิดนะครับ เพราะว่าคนไทยก็จะมีคาแรกเตอร์ (Character) หรือวิถีชีวิตที่แตกต่าง กับในต่างประเทศ สําหรับเฉพาะในส่วนของวินดั้งเดิม ผมอยากให้ผู้ที่ขับวินแล้วลงทะเบียน ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายมีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียลดลง คือเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราก็คง จะรู้อยู่ว่ามันจะมีผู้คุมวินแล้วบางทีก็อาจจะเก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ถ้าเราลงทะเบียนได้อย่างถูกต้อง เพราะในข้อเท็จจริงแล้วผู้ลงทะเบียน ทางรัฐเองจะส่งเสื้อสําหรับแต่ละคนให้ฟรีด้วยซ้ํา ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในข้อ ๒ คืออยากให้เอาจริงเอาจังกับผู้ขับวินเถื่อนคือไม่ได้ลงทะเบียน เนื่องจากปัจจุบันภาครัฐเปิดให้คนอยากที่จะลงทะเบียน มีความพร้อม มีใบขับขี่สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันต้องใช้ใบขับขี่สาธารณะ เขาไปลงทะเบียนได้ตลอดเวลา แล้วก็ภายใน ๓-๔ เดือน เขาก็จะอนุมัติให้ คือประชาชนส่วนใหญ่หลาย ๆ คนมีความกังวลมากที่นั่งวินเถื่อนเพราะว่า เขาไม่ต้องแบกภาระ เขาไม่ต้องที่จะคํานึงถึงว่าใครจะถูกตรวจสอบเขาได้ เพราะเขาไม่ได้ ลงทะเบียนถูกต้อง การให้บริการเขาก็เป็นไปอย่างที่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ในส่วนวินร่วมสมัย ผมอยากให้ทางภาครัฐเข้ามาดูแลจัดการให้ผู้ขับขี่ได้รับบริการอย่างเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมา อาจจะมีการทุ่มตลาดแล้วก็มีโพรโมชัน (Promotion) ทําให้ผู้ขับขี่มีรายได้มากและตอนนี้ เขาก็อาจจะไม่จําเป็นจะต้องแคร์ (Care) ผู้ขับขี่หรือพาร์ตเนอร์ (Partner) มากสักเท่าไรแล้ว เพราะว่าตอนนี้มีปริมาณผู้ขับขี่มากพอที่เขาจะกําหนดกลไกตลาดได้เองแล้ว เพราะที่ผ่านมา ภาครัฐไม่เคยเข้าไปยุ่งตรงนี้เลย จนทําให้ที่ผ่านมามีเข้ามาในประเทศไทย ๒ อัน อย่างที่ ผู้อภิปรายท่านเมื่อสักครู่นี้ได้แจ้งไว้ มีแกร็บ (Grab) กับอูเบอร์ (Uber) อูเบอร์ (Uber) นี่ ถูกซื้อไปแล้วหลายปี เราก็ยังไม่ดําเนินการอะไรตรงนี้เลยครับ แล้วก็ขอให้มีการโอเพน ดาต้า กัฟเวิร์นเมนต์ (Open data government) ตรงส่วนนี้เพราะว่าจะได้เกิดผู้ประกอบการ หน้าใหม่ที่เป็นคนไทยอย่างแท้จริง เราคนไทยก็อยากจะสนับสนุนคนไทย ถ้ามีบริการที่ ตอบโจทย์แล้วก็มีคุณภาพ ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ฉบับต่อไปเป็นลําดับที่ ๔ ของคุณปารีณา ไกรคุปต์ ขอเชิญครับ🔗
๕.๖๔ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะ ประจําทาง (นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะผู้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะประจําทาง สืบเนื่องจากมีผู้ประกอบการทั้งรายย่อยและรายใหญ่เดินทางมาที่รัฐสภาและได้มา ยื่นหนังสือเพื่อร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีข้อเสนอทั้งหมดประมาณ ๘ ข้อ🔗
ข้อแรก เป็นเรื่องของการอยากให้ขยายอายุรถตู้โดยสาร เดิมจากกําหนด ๑๐ ปี แล้วก็ต้องเปลี่ยนเป็นไมโครบัส (Microbus) ก็ต้องการให้ขยายจาก ๑๐ ปี เป็น ๑๕ ปี เพื่อที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ไม่สามารถออกรถใหม่ได้ในช่วงขณะนี้ แล้วก็จะมีรถตู้ โดยสารขนาดเล็กที่จะครบกําหนดในปลายปีนี้จํานวนมาก ซึ่งเรื่องนี้ทางผู้ประกอบการ รถโดยสารขนาดเล็ก ม.๒(จ) ได้มีการต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ แล้ว แต่ดิฉันเพิ่งจะได้รับ เรื่องร้องเรียนที่รัฐสภาเมื่อไม่นานนี้ ซึ่งปัจจุบันนี้ประกอบด้วยสภาวะเศรษฐกิจแล้วก็โควิด (COVID) ทําให้มีผู้ประกอบการที่เคยถอยรถไมโครบัส (Microbus) ออกมาก่อนหน้านี้ ขาดทุนแล้วก็ต้องเลิกกิจการ ซึ่งทางรัฐบาลก็ได้ช่วยผ่อนปรนโดยการให้ชําระค่างวดรถ โดยการให้ชําระเฉพาะดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่ไฟแนนซ์ (Finance) กําหนดเอง ซึ่งข้อกําหนดนี้กําลังจะสิ้นสุดลง ซึ่งผู้ประกอบการก็จะต้องเริ่มที่จะต้องมาจ่ายเต็ม ก็จะทําให้ ผู้ประกอบการไปต่อไม่ได้ ผู้ประกอบการก็จึงขอความกรุณาให้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข การใช้อายุของรถตู้โดยสารขนาดเล็กจาก ๑๐ ปีเป็น ๑๕ ปี🔗
ข้อที่ ๒ ข้อเรียกร้องก็คือขอให้ช่วยเหลือรถตู้โดยสารขนาดเล็ก ม.๒(จ) ซึ่งเคยได้รับการช่วยเหลือจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ในปี ๒๕๕๗ ที่อนุญาตให้สามารถนํารถตู้ที่ผิดกฎหมายจัดการเดินรถโดยสารประจําทางได้ แต่มีกําหนด เงื่อนไขว่าให้มีสัญญาการเดินรถร่วมกับทางราชการได้เพียงตามอายุการใช้งานของรถ ๗ ปี แต่สัญญานี้ก็จะสิ้นสุดลงไม่เกิน ๗ ปี ซึ่งมันก็จะเกิดผลกระทบต่อไปนะคะ🔗
ข้อที่ ๓ ก็ขอให้ทางราชการพิจารณาให้มีรถตู้มาตรฐาน ม.๒(จ) หรือรถตู้ โดยสารขนาดเล็กในสารบบมาตรฐานของรถโดยสารประจําทาง🔗
ข้อที่ ๔ ขอให้พิจารณาคงสิทธิให้แก่ผู้ประกอบการรถร่วม บริษัท ขนส่ง จํากัด ที่เคยเดินรถกับราชการแล้วก็ถูกยกเลิกสัญญาไป เนื่องจากเงื่อนไขรถหมดอายุ ตามข้อกําหนดการทางราชการ แล้วก็ไม่สามารถนํารถไปเปลี่ยนเป็นไมโครบัส (Microbus) ตามข้อกําหนดการข้อที่ ๑ มาร่วมเดินทาง บริษัท ขนส่ง จํากัด ได้อย่างเดิม🔗
ข้อที่ ๕ ขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการร่วมหลายฝ่าย ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนทางราชการ ตัวแทนรัฐวิสาหกิจของสัญญาผู้แทนประกอบการร่วม เอกชน เพื่อร่วมกันตัดสินใจ ร่วมดําเนินการ ร่วมติดตาม ประเมินผล ร่วมตรวจสอบ และพิจารณาเปลี่ยนแปลงแก้ไขในระเบียบต่าง ๆ เพื่อไปสู่การขับเคลื่อนผู้ประกอบการ รถตู้ขนาดเล็กที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ในอนาคต🔗
ข้อที่ ๖ ขอให้พิจารณาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในการรับส่งพัสดุภัณฑ์ โดยใช้ รถตู้โดยสาร หมวด ๒ รถร่วม บริษัท ขนส่ง จํากัด เนื่องจาก บริษัท ขนส่ง จํากัด ไม่อนุญาต ให้ผู้ประกอบการแต่ละช่องขายตั๋วทั้ง ๔ อาคาร รับส่งพัสดุภัณฑ์เอง แต่กลับให้สิทธิ ผู้ให้บริการโปรแกรม (Program) ขายตั๋วรถเป็นผู้แสวงหาผลประโยชน์ และเป็นการ เพิ่มภาระใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการที่ต้องเสียค่าหัวคิวให้กับผู้บริการในโปรแกรม (Program) รถขายตั๋ว🔗
ข้อที่ ๗ ก็มีการขอให้ยกเลิกเงื่อนไขการเดินรถที่ได้รับเฉพาะต้นทาง และปลายทาง และแก้ไขหลักเกณฑ์การประกอบกิจการรถตู้ ม.๒(จ) หรือรถตู้ขนาดเล็ก และ ช ให้เป็นหมวดเดียวกัน คือหมวด จ ทั้งหมดและมีความเท่าเทียมกันในการ ประกอบการ🔗
ข้อสุดท้าย ก็ขอให้พิจารณาต่อสัญญาและขยายเส้นทางเดินรถร่วม บริษัท ขนส่ง จํากัด กรมการขนส่งทางบกในเส้นทางที่เป็นรถตู้โดยสารสาธารณะหมวด ๒ และหมวด ๓ ซึ่งเคยได้ยื่นหนังสือให้กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งท่าน ก็ได้ให้ความเมตตาให้เข้ามาร่วมพิจารณาในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนผู้ประกอบการรถตู้ แต่ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็เป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการรถตู้ ได้นําเรื่องราวต่าง ๆ มาให้ดิฉันเพื่อเสนอยังสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะในข้อ ๑ นั้น ทางเครือข่ายรถตู้โดยสารสาธารณะมีการเคลื่อนไหวก่อนหน้าที่ดิฉันจะมีโอกาสได้ ความเมตตาจากท่านประธานสภาได้มีโอกาสอภิปรายในญัตตินี้ ซึ่งเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ทางเครือข่ายรถตู้สาธารณะแห่งประเทศไทยได้ทําหนังสือไปถึงสํานักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อขอให้ช่วยเหลือในการขยายอายุรถตู้จาก ๑๐ ปี เป็น ๑๕ ปี โดยอ้างปัญหาผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติโควิด (COVID) ซึ่งทั้ง ๒ หน่วยงาน คือสํานักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้มอบให้กรมการขนส่งทางบก และบริษัท ขนส่ง จํากัด ได้รับผิดชอบเรื่องนี้ ซึ่งถึงทุกวันนี้ทางกรมการขนส่งทางบก และบริษัท ขนส่ง จํากัด ก็ยังไม่ได้ทําหนังสือตอบทางผู้ประกอบการมา แต่ได้มีการ ทําประกาศผ่านทางเว็บไซต์ (Website) บริษัท ขนส่ง จํากัด ว่าขอยืนยันตามมติกรรมการ ขนส่งทางบกกลางว่าจะไม่มีการขยายอายุรถตู้ และให้เปลี่ยนเป็นรถไมโครบัส (Microbus) ภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม สําหรับรถตู้ที่จะหมดอายุใน ๑๐ ปีในรุ่นที่จะถึงนี้ ซึ่งจากประกาศนี้ ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่ายังไม่มีการแก้ไขหรือการเสนอความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการ ที่ไม่สามารถออกรถไมโครบัส (Microbus) ได้ ซึ่งถ้าผู้ประกอบการที่จะต้องเปลี่ยนรถภายใน วันที่ ๓๑ ธันวาคมนี้ได้รับประกาศแล้ว แล้วก็หมดอายุแล้วจะต้องทําการเปลี่ยนรถภายใน ๑๘๐ วัน และถ้าไม่สามารถเปลี่ยนได้ทางผู้ประกอบการก็จะถูกตัดสิทธิจากการเป็นรถร่วม บริษัท ขนส่ง จํากัด ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายรายไม่สามารถเปลี่ยนรถไมโครบัส (Microbus) ได้ ดิฉันจึงอภิปรายถึงท่านประธานสภา แล้วก็หวังว่าทางสภาจะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการ การคมนาคมได้ไปศึกษาแก้ไขปัญหานี้ต่อไป ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ลําดับที่ ๕ ของ พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ขอเชิญครับ🔗
๕.๑๑๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษา กรณีการบริการรถรับจ้างสาธารณะและส่วนบุคคล เพื่อให้บริการให้กับ ผู้บริโภคอย่างทั่วถึงและราคาเหมาะสมในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้เป็นวันเดียวที่ผมไม่ต้องพูดเร่ง แล้วไม่ต้องขมวด ประเด็นเยอะมาก มีเวลาพอ ในวันนี้ผมได้ขอเสนอญัตติเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาในเรื่องกรณีการบริการรถรับจ้างสาธารณะ และส่วนบุคคลเพื่อบริการให้แก่ผู้บริโภคอย่างทั่วถึงและราคาเหมาะสมในเขต กรุงเทพมหานครและปริมณฑลครับ ท่านประธานครับ มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจแล้วเป็นเรื่องที่ จะต้องดูแลประชาชนผู้ยากไร้มาก ๆ จากกรณีที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้มีการสร้าง ระบบการขนส่งระบบรางเกิดขึ้นจํานวนมากมายมหาศาล ที่เราเรียกว่ารถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) รถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที (MRT) หรือแอร์พอร์ตลิงก์ (Airport link) ต่าง ๆ นานา ท่านประธานครับ สายสีต่าง ๆ เป็นบริการทางเลือกครับ มันเป็นบริการที่คนรวย คนมีจะกิน หรือคนที่มีอัฐพอที่จะขึ้นได้ แล้วผู้ที่จัดการคือคนที่มีสตางค์คือทุนใหญ่ครับ เข้ามาทํามาหากิน บนเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานคร นั่นคือบริการทางเลือกสาธารณะครับ ทีนี้บริการที่เข้ามา มันเป็นการเสริมให้กรุงเทพมหานครมีการขนส่งอย่างเป็นระบบ แต่ทําให้เกิดปัญหา การขนส่งโดยสารแก่ผู้ยากไร้ ตามตรอก ตามซอย ตามหมู่บ้าน และไม่สามารถเข้าถึงได้ ประกอบกับค่าใช้จ่ายของบริการรถทางเลือกสูงมากครับ ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมมี รายละเอียดว่าทําไมสูงขนาดไหน แล้วทําไมจึงทําให้เกิดระบบปัญหาต่าง ๆ กราบเรียน ท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้วยังมีระบบบริการสาธารณะที่เราเรียกว่าแท็กซี่หรือแท็กซี่ ส่วนบุคคลที่เรียกว่าอูเบอร์ (Uber) หรือแกร็บ (Grab) อะไรที่พูดกัน ก็เป็นบริการทางเลือก อีกทางหนึ่งที่ออกมาทํามาหากิน อันนี้โอเค (OK) ทางเลือกครับ ประชาชนมีสตางค์ก็โอเค (OK) ไปทําได้ แต่ราคายังไม่เป็นธรรมเท่าที่ควรครับ ในระบบนั้นเป็นระบบที่ทําให้เข้าถึงบริการ เดินทางได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่สําคัญผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าค่าใช้จ่าย ของคนจนครับ คนจนในเมืองครับ เรามีคนในเมือง กรุงเทพมหานคร ปริมณฑลโดยรอบ ๑๐ กว่าล้านคน คนจนเกินกว่าครึ่ง ๕ ล้านคนแน่นอน ถ้าเขามีรายได้อยู่แค่เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ สิ่งที่ควรจะดูแลเขาได้คือเขาจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายเดินทาง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินรายได้ แสดงว่า ๒,๐๐๐ บาทคือค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ถ้าต่อหัวต่อวันคือวันละ ๖๐ บาท ไป ๓๐ บาท กลับ ๓๐ บาท นั่นคือเขาอยู่ได้ครับ แต่ถ้าเขามีรายได้ต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐ บาทมันก็ต้องลดทอนลงไป นั่นคือทุกข์ยากของเขาครับ ท่านประธานครับ จะเห็นว่าในเขตกรุงเทพมหานครเราจะมีรถเอ็มอาร์ที (MRT) ซึ่งมีบริการ ซึ่งมีอัตราค่าโดยสารต่าง ๆ มันราคาแพงครับ ดูจากตารางก็ได้ครับ ว่าสูงสุดคือ ๔๒ บาท ตอนนี้มีการลดราคาอยู่ครับ โพรโมชัน (Promotion) ของสายสีม่วงซึ่งระยะทางไม่ได้เท่าไร ก็คืออยู่ ๒๐ บาท เห็นไหมครับ ถ้า ๔๒ บาทนี่ตายเลยครับ โอเวอร์ (Over) กว่า ๓๐ บาท สายต่าง ๆ อัตรามีถึง ๕๙ บาทครับ ท่านประธานครับ นอกจากรถรับจ้างแล้วยังมี รถรับจ้างที่เราเรียกว่ารถแท็กซี่ จํานวนรถรับจ้างที่มีอยู่ในกรุงเทพมหานคร ๗๘,๓๙๘ คัน รถรับจ้างที่เราเรียกว่าแท็กซี่ รวมทั้งบุคคล นิติบุคคลเป็นองค์ประกอบสําคัญ แต่รถแท็กซี่ พวกนี้ยังก่อปัญหาครับ ประเภทไม่รับคนไทย กรมการขนส่งทางบกต้องตั้งคําถามว่าทําไม ถึงไม่รับคนไทยเรียกแล้วจะรอแต่ฝรั่ง โดยเฉพาะย่านใจกลางเมือง แถวสยามสแควร์ แถวถนนสุขุมวิท เรียกเท่าไรก็ไม่ไปครับ เราจะทําอย่างไรถึงจะซับซิไดซ์ (Subsidize) หรือออกมาตรการให้แท็กซี่พวกนี้บริการคนไทยในราคาเป็นธรรมตามมิเตอร์ (Meter) ที่ตั้ง ได้ชัดเจน โดยมีการซับซิไดซ์ (Subsidize) หรือกฎเกณฑ์ว่าต้องรับคนไทยอย่างน้อยวันละ ๓ คน ถ้าไม่มีก็ไม่ต่อใบอนุญาต ตลอดจน ๔ ล้อเล็ก รถจักรยานยนต์ รถจักรยานยนต์มีท่าน ส.ส. ผู้มีเกียรติในพรรคผมพูดไปแล้ว ๘๘,๖๐๘ คัน นอกจากนั้นก็ยังมีรถตุ๊กตุ๊กที่บริการ ตุ๊กตุ๊กนี่ก็เหมือนกันครับจ้องจะรับแต่ฝรั่งมังค่าเรียกเท่าไรไม่ไป เอาระยะสั้นเป็นหลัก นี่คือปัญหาของคนจน สิ่งสําคัญคือเราต้องกลับมาดูในเรื่องของรถโดยสารประจําทางซึ่งเป็น รถประเภทเดียวในหมวด ๑ คือมี ๑๐,๒๐๒ คัน ซึ่งวิ่งอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มันน้อยครับ แล้วมันก็ไม่สามารถเข้าถึงชุมชนและหมู่บ้านได้ ค่าโดยสารก็ตั้งแต่ ๘ บาท ๙ บาท ไล่ไปเลยครับ ถ้าติดแอร์หน่อยก็ไปถึง ๒๕ บาท ๒๕ บาทก็โอเค (OK) พอได้ เพราะว่าไปเที่ยวละ ๓๐ บาท ถ้ามีเหลือ ๓๐ บาทก็พอไหวท่านจะได้นั่งรถแอร์ แต่ผมว่าก็ยังไม่มีเพียงพอ ปัญหาคือ มันไม่เพียงพอ นั่งรอแล้วรถแอร์ ๓๐ นาทีบางทีถึงจะมาสักคันหนึ่ง มันไม่คัฟเวอร์ (Cover) ในกรุงเทพมหานคร มันคือปัญหาของคนจนจริง ๆ ที่นั่งรอ ผมขับรถผ่านไปเจอคนจนนั่งรอ รถเมล์ รอแล้วรออีกไม่สามารถจะขึ้นได้ หรือต่อรถไม่ได้ เสียหายในการเดินทางวันละชั่วโมง ถึง ๒ ชั่วโมง นั่นคือทุกข์ของคนจนครับ กลับมาดูว่าเราจะทําอย่างไร การคํานวณค่าบริการ ที่ดีมีหลักครับ ผมหยิบหลักนี้มาจากงานวิจัย งานวิจัยของท่านหนึ่งเดี๋ยวจะบอกว่างานวิจัย ของท่านไหน ในการคํานวณแท็กซี่มิเตอร์มีการคํานวณเงินจากมาตรวัดที่ติดอยู่ ก็ปรับขึ้น ตามอัตราเป็นวิธีที่นิยมกันโดยใช้การคํานวณจากค่าเริ่มต้นไปถึงค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้น ตามระยะทางที่เป็นอัตราที่กําหนด มีอัตราก้าวหน้า มีอัตราอะไร แต่จะถูกคนขับแท็กซี่ กดปุ่มเร่งพรืด ๆ เลย เลขมันขึ้นเลยครับ นี่ก็ต้องดําเนินคดี นี่คือปัญหา ถ้าท่านมาจาก สนามบินดอนเมืองโดนมา ๕๐๐ บาทครับ แต่ก่อน ๑๓๐-๑๔๐ บาท เดี๋ยวนี้จากสนามบิน สุวรรณภูมิมาใจกลางเมือง ๕๐๐ บาท ตกใจครับท่านประธาน ยิ่งมีฝรั่งมังค่ามาโดนหมดครับ อันที่ ๒ การคํานวณค่าโดยสารโดยวิธีการแบ่งตามเขตพื้นที่ตามเซกเตอร์ (Sector) ราคานี้ จะเพิ่มขึ้นตามการข้ามเขตต่าง ๆ นานา เรื่องการบริการภายในแท็กซี่ก็จะต้องมีแผนที่ มีแมป (Map) มีกูเกิล (Google) มีสิ่งเหล่านี้เข้ามาบอกเพื่อช่วยให้ผู้โดยสารทราบราคา ชัดเจนมันจะได้รู้เส้นทาง ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital platform) ที่บริการ ภาครัฐจะต้อง ทําให้อัตราค่าโดยสารที่เป็นระบบคงที่ คือค่าโดยสารที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามระยะทาง เป็นวิธี นิยมในเมืองขนาดเล็กที่เป็นระยะทางสั้น ๆ มักจะคิดเป็นค่าบริการเดินทางคือเหมาจ่าย อันนี้ก็คือต่อรองกันคนไทยนิยมใช้ ราคา ๓๐ บาทไม่มีแล้วครับ เดี๋ยวนี้แบงก์ ๕๐ บาท เผลอ ๆ แบงก์ ๑๐๐ บาท ในระยะสั้นต่อรองกันเพื่อจะไป นั่นเลือกอีกว่าจะรับหรือไม่รับ นั่นคือทุกข์ร้อนของคนในเมือง ถ้าอย่างนั้นเราจะวางระบบอย่างไรที่จะช่วยเหลือ นั่นคือเป็น ประเด็นรถสาธารณะทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผมว่าในหัวเมืองใหญ่ ๆ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสงขลาก็เหมือนกันครับ ซึ่งจะต้องมีระบบอันนี้ช่วยเหลือ ผมจึงบอกว่าการวางแผนระบบการขนส่งหรือเรียกว่า ฟีดเดอร์ (Feeder) พรรคก้าวไกลของผมมีนโยบายตั้งแต่แรกแล้วครับ คือการสร้างระบบ ฟีดเดอร์ (Feeder) ให้บริการคนในพื้นที่หมู่บ้าน ชุมชน อย่างทั่วถึง เพื่อเข้าถึงรถทางเลือก หรือรถสาธารณะที่สามารถต่อได้ ระบบการขนส่งหรือระบบฟีดเดอร์ (Feeder) นี้ เหมาะสม และตอบโจทย์ในการใช้งานผู้โดยสาร ย่อมเป็นประโยชน์แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย มิใช่ในเขต กรุงเทพฯ หรือปริมณฑลเท่านั้น ทั่วทุกจังหวัดที่มีระบบขนส่งสาธารณะ ฉะนั้นการคํานวณ ปริมาณผู้ใช้ กรมการขนส่งทางบกเองหรือกรุงเทพมหานครเองซึ่งจะต้องดูแลคนจน คนจนนะครับ ผมบอกคนจนคนมีรายได้น้อย คนรวยผมไม่สนใจหรอกครับ เพราะว่า เขามีรายได้อยู่แล้ว ถ้าเขาข้ามกับดักรายได้ปานกลางของประเทศ คือ ๓๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป เขาไม่ต้องสนใจครับ เขาจะขึ้นอะไรก็ได้ ท่านประธานครับ ผมขออีกสักแป๊บเดียวครับ เพื่ออภิปรายในเรื่องของเส้นทางที่เราจําลองขึ้นมาครับ เส้นทางของรถชัตเทิลบัส (Shuttle Bus) หรือในระบบฟีดเดอร์ (Feeder) จะมี ๓ เส้นทางที่วิ่งกัน วิ่งเป็นลูป (Loop) เพื่อรับคน ในหมู่บ้าน มี ๓ เส้นทางครับ ตัวอย่าง บี๑ (B1) บี๒ (B2) บี๓ (B3) เพื่อให้เห็นว่าการที่มีรถฟีดเดอร์ (Feeder) เพื่อเก็บคน จากในหมู่บ้านหรือจากเส้นทางซึ่งแต่ก่อนมันอาจจะเป็นรถสองแถวเล็กหรือรถกระป้อ แต่เราทําให้ดีหน่อยครับ ให้มีบริการ และสําคัญคือต้องราคาถูกครับ ต้องซับซิไดซ์ (Subsidize) โดยภาครัฐบาลหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ที่จะดูแลภาคประชาชน ใช้เงินอันนี้เพื่อกําหนดเส้นทางเพื่อให้เกิดการฟีดเดอร์ (Feeder) รถสาธารณะให้กับ ประชาชนครับ🔗
สุดท้ายครับ สิ่งสําคัญคือมีงานวิจัยของท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ นันทวัฒน์ บรมานันท์ ซึ่งปรากฏในหนังสือที่ระลึก เนื่องจากโอกาสมงคลอายุ ๕ รอบนักษัตร ของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เขียนไว้ครับ ผมหยิบมาเลย หน้า ๓๒๐ มีที่มาที่ไป ผมไม่ได้คิดเองครับ แต่ผมอยากให้หากจะต้องมีการทดลอง ให้กรุงเทพมหานคร ไม่ทดลองหรอกครับ ผมว่าเอาจริง ๆ เลยครับ ให้กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดปกครองตนเอง รัฐก็ควรจะส่งคืนภารกิจนี้ ส่งคืนภารกิจการจัดทําบริการ สาธารณะด้านขนส่งมวลชนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครให้กับกรุงเทพมหานคร เพราะกรุงเทพมหานครเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ กรุงเทพมหานครและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ที่กําหนดให้ภารกิจในการจัดทํา บริการสาธารณะด้านขนส่งมวลชนภายในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นควรที่จะให้กรุงเทพมหานครเข้ามารับผิดชอบในเรื่องการ ขนส่งมวลชนด้วยตัวเอง ทําได้ครับ ท่านประธานครับ ขณะนี้เรามีงบประมาณซึ่งองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถสร้างตัวตนได้ เป็นหน่วยรับงบประมาณชัดเจน กรุงเทพมหานครรับมานานแล้วครับ แล้วมีธุรกิจที่เรียกว่าวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ต้องเอาไปทําครับ รถ ขสมก. ควรจะยกภารกิจนี้ตัดโอนให้กับทางกรุงเทพมหานคร อย่างชัดเจน และจะทําให้เกิดระบบรถฟีดเดอร์ (Feeder) ซึ่งมาบริการ เอารายได้จาก กรุงเทพมหานครมาสนับสนุนคนจนในเมือง เพื่อให้ได้เม็ดเงิน แล้วมาบริการคนจน ๕ ล้านคนเศษ เพื่อให้ได้บริการที่ดีและราคาถูกครับ ท่านประธานครับ ผมขอไว้เท่านี้ครับ สุดท้ายก็คือขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ครับ กราบขอบพระคุณมากครับ ที่ให้เวลา วันนี้เป็นวันที่ผมพูดช้าที่สุดครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป เป็นลําดับที่ ๖ ของคุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ขอเชิญนะครับ🔗
๕.๑๑๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการให้บริการ การกําหนดอัตราค่าโดยสาร ระบบบริหารจัดการ และแผนงาน พัฒนาในอนาคตของระบบขนส่งสาธารณะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล (นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เป็นผู้เสนอ)🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล วันนี้ผมได้ขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การให้บริการ การกําหนดอัตราค่าโดยสาร ระบบบริหารจัดการ และแผนงานพัฒนาในอนาคต ของระบบขนส่งสาธารณะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ท่านประธานครับ ผมก็เป็นผู้แทนกรุงเทพมหานคร และส่วนตัวตั้งแต่เด็กก็นั่งรถเมล์หรือใช้รถขนส่งสาธารณะ เป็นประจํา เช้านี้ผมก็ได้นั่งรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที (MRT) จากบ้านผมที่ท่าพระขึ้นมาลงสถานีบางโพ แล้วก็ต่อวินมอเตอร์ไซค์มา ก็ถือว่าสะดวกขึ้นเยอะที่มีรถไฟฟ้าหลายสายออกไปทาง ชานเมือง แต่ทราบไหมว่าปัญหาของคนกรุงเทพมหานครกลับไม่ได้ทุเลาลงเลย คนกรุงเทพมหานครใช้เวลาบนท้องถนนเพิ่มขึ้น สวนทางกับสถานีรถไฟฟ้า ตอนนี้เราใช้เวลา เฉลี่ยกันอยู่ที่ ๕๖ ชั่วโมงต่อปี เพิ่มขึ้นจาก ๕ ปีก่อนที่อยู่ที่ ๔๕ ชั่วโมงต่อปี ทําไมเป็นอย่างนั้นครับ ทําไมความล้มเหลวนี้จึงเกิดขึ้นได้ มองเผิน ๆ แล้วอาจจะเป็นเรื่องของปัญหารถติด ปัญหาที่เรา ใช้เวลามากขึ้นนะครับ แต่ยังมีปัญหาเรื่องค่าโดยสารที่แพง การไม่ตรงเวลาของรถขนส่งสาธารณะด้วย การขนส่งสาธารณะเป็นสิ่งที่สําคัญมากนะครับ ท่านประธาน การขนส่งสาธารณะสําคัญอย่างไร เพราะมันเป็นโอกาส มันเป็นเครื่องมือ ในการเลื่อนชนชั้นของผู้มีรายได้น้อย การเข้าถึงงานที่ไกลกว่าและดีกว่า ถ้าเขาใช้เวลา น้อยลงในการที่จะไปทํางานที่โน่น เขาก็อาจจะสามารถเดินทางไปรับงานที่ดีขึ้นที่มีรายได้ มากขึ้นได้ เพื่อนสมาชิกผมได้พูดไปถึงวินมอเตอร์ไซค์หรือแกร็บ (Grab) ต่าง ๆ รวมถึง ผู้อภิปรายท่านก่อน ท่าน ส.ส. สุพิศาลก็ได้พูดถึงเรื่องฟีดเดอร์ ไลน์ (Feeder line) ซึ่งอันนี้ ก็เป็นสิ่งที่แก้ปัญหาได้ในกรุงเทพมหานครอย่างแน่นอน แต่ตั้งแต่ผู้อภิปรายคนอื่นมาไม่มีใคร พูดถึงสิ่งที่เราสามารถจัดการได้โดยไม่ใช้เงิน ในความคิดของผมเองปัญหาเรื่องรถเมล์ ไม่เพียงพอ แออัด บางปัญหาอาจจะเกิดจากการที่สายรถเมล์มันวิ่งไกลไป อันนี้มันจัดการ ได้ด้วยการบริหารจัดการทั้งนั้น หรือว่าค่าโดยสารแพง จริง ๆ แล้วมันก็อาจจะจัดการได้ โดยการมีฟีดเดอร์ ไลน์ (Feeder line) หรือว่าการควบคุมของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ปัญหามันอยู่ที่ตรงนี้ละครับ การบริหารจัดการ ปัจจุบันการขนส่งสาธารณะถูกกํากับดูแล โดยสํานักการจราจรและขนส่งกรุงเทพมหานคร เป็นหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร เป็นสํานักหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาสํารวจข้อมูล วิเคราะห์ วางแผน ออกแบบระบบการจราจรขนส่ง การกําหนดมาตรฐานและการดําเนินงานด้านจราจรและ ขนส่งในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็เหมือนกับเป็นหน่วยงานที่ดูภาพรวมภาพใหญ่ เป็นหน่วยงานที่วางแผน แต่เชื่อไหมว่าเขาทําอะไรไม่ได้เลย เป็นเหมือนเสือกระดาษ ทําไมเราต้องมีหน่วยงานนี้ที่มีอํานาจมากขึ้น ที่ไม่ใช่เสือกระดาษ ก็เพราะว่าการขนส่ง สาธารณะมันไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่งที่จะทําได้ มันเป็นเรื่องของคอนเนกทิวิตี (Connectivity) หรือการเชื่อมโยงของโครงข่ายขนส่งสาธารณะที่จะสอดรับกันจากรถเมล์ ไปรถไฟฟ้าซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ จากเส้นเลือดฝอยต่าง ๆ ระบบเรือข้ามฟาก หรือแม้กระทั่ง วินมอเตอร์ไซค์ สองแถวในซอยเอง มันต้องมีอํานาจจัดการที่รวมศูนย์พอสมควรที่จะบูรณาการ ของทุกฝ่ายได้ มีอํานาจเหนือทุกฝ่ายได้ และจะแก้ปัญหาได้ เชื่อไหมว่าสํานักการจราจร และขนส่ง กทม. เองไม่มีอํานาจขั้นสุด ดูจากง่าย ๆ ผมเอาตัวอย่างว่าถ้าอยากจะเปลี่ยน สายรถเมล์ ที่ว่าสายรถเมล์นี้ไม่มี หรืออยากมีสายรถเมล์ขึ้นตรงนี้ อย่างเช่นเลียบด่วนเอง ไม่มีสายรถเมล์เลย กทม. ทําได้ไหมครับ สํานักงานนี้ทําไม่ได้นะครับ ต้องเป็นหน้าที่ของ ขสมก. อยากจะเปลี่ยนทางฟีดเดอร์ ไลน์ (Feeder line) เลิกวิ่งทางเดียวกับรถไฟฟ้าได้แล้ว จะไป แชร์ คาพาซิตี (Share capacity) กันทําไม ไม่ได้นะครับ ก็ต้องขอ ขสมก. ถามว่าราคา รถไฟฟ้าแพง บีทีเอส (BTS) เอ็มอาร์ที (MRT) แพง ก็ไม่ได้นะครับ ต้องเป็นของเอกชน อย่างบีทีเอส (BTS) ให้ลดราคา ให้ปรับราคา ต้องไปติดต่อรัฐวิสาหกิจอย่างเอ็มอาร์ที (MRT) หรือรถไฟฟ้ามหานครเพื่อลดราคา จะทําท่าเรือจะทําเรือเมล์อันนี้ยากเลยครับ คือวางแผนหมด เสร็จสรรพต้องไปติดต่อที่กรมเจ้าท่าว่าจะให้ทําหรือเปล่า เอาง่าย ๆ ครับเพื่อน ส.ส. ผม อภิปรายเรื่องวินมอเตอร์ไซค์ ดูรู้สึกว่าวินมอเตอร์ไซค์น่าจะเป็นของ กทม. เขตต่าง ๆ เขตโน้นเขตนี้ เอาจริง ๆ ก็กําหนดไม่ได้ครับ เพราะว่าต้องผ่านคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ผมถามว่า คณะกรรมการ ๔ ฝ่ายนี้คือใครบ้าง ก็มีตํารวจ มีขนส่ง มีเทศกิจ แล้วอีกอย่างหนึ่ง ช็อก (Shock) มากครับท่านประธาน ทหารครับ มาทําไม ทหารมาทําไม มาทําอะไรกับ วินมอเตอร์ไซค์ เกี่ยวอะไรด้วย ผมก็ไม่แน่ใจว่าระบบการจัดการอย่างนี้เราควรจะ เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ หรือว่ามันมีผลประโยชน์ต้องมาฉันขอด้วย กําลังพลเหลือก็ปรับลดงบ ก็ฝากกรรมาธิการที่อยู่ห้องประมาณ วันนี้เห็น ผบ.ทบ. มาก็ปรับลด คนเขาเกินมาดูเรื่อง วินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งจริง ๆ แล้วอย่างที่ผมบอกไปว่าการไร้อํานาจมันทําให้การจัดการ มันไม่เป็นระบบเท่าที่ควร ผมยกตัวอย่างที่ประเทศฝรั่งเศสจะมีหน่วยงานอาร์เอทีพี (RATP) ถ้าภาษาฝรั่งเศสเขาจะอ่านว่า เรจี ออโทนอม เด ทองสปอร์ส พารีเซียง (Regie autonome des transports parisiens) ซึ่งหน่วยงานนี้จะดูหมดเลย ตั้งแต่รถใต้ดิน รถบัส รถราง เขาจะจัดการโดยรวม สังเกตไหมครับ ถ้าเขามีหน่วยงานหนึ่งที่ดูรวมได้ บัตรโดยสารก็ใช้ ใบเดียวได้ ประเทศไทยยังใช้บัตรโดยสารอันเดียวกันไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการไปวางแผน อะไรให้มันเติบโตได้พัฒนากว่านี้หรอกครับ ผมก็อยากวิงวอนว่าการขนส่งสาธารณะ เป็นสิ่งที่สําคัญในการ อย่างที่ผมเรียนไปข้างต้นว่าเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคน เป็นการให้ทุกคนได้ไต่เต้า ได้ปรับเปลี่ยนชนชั้นทางสังคม ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะขนส่งสาธารณะถ้าเราดีเราถึงจะเรียกตัวเองว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้นะครับ อย่างที่คําพูดของนายกเทศมนตรีกรุงบูโกต้าได้กล่าวไว้ว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ใช่ประเทศ ที่คนจนมีรถ แต่เป็นประเทศที่คนรวยใช้ขนส่งสาธารณะนะครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ในลําดับต่อไป เป็นลําดับที่ ๗ ญัตติของคุณกรวีร์ ปริศนานันทกุล และคุณภราดร ปริศนานันทกุล ขอเชิญนะครับ🔗
๕.๑๑๙ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษารถรับจ้างสาธารณะส่วนบุคคลในการให้บริการกับผู้บริโภคและอัตรา ค่าโดยสารที่เหมาะสม (นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล และนายภราดร ปริศนานันทกุล เป็นผู้เสนอ)🔗
ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาบรรจุ ญัตติด่วนของผม พร้อมด้วยท่าน ส.ส. ภราดร แล้วก็เพื่อนสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นญัตติด่วน เรื่องที่พวกเรานั้นเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เพื่อให้ตั้งกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษารถรับจ้างสาธารณะส่วนบุคคลในการให้บริการกับผู้บริโภค และกําหนดอัตราที่เหมาะสม เป็นธรรม ผมบอกกับท่านประธานแบบนี้ว่า จริง ๆ แล้ว สิ่งที่พวกเราพรรคภูมิใจไทยนั้นได้ยื่นญัตติด่วน เรายื่นไปตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ครับ ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์โควิด (COVID) แล้วพอเกิดสถานการณ์โควิด (COVID) ไป จึงทําให้ เห็นชัดว่านโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายที่เป็นความต้องการและเป็นความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชน และจะกระทบกับพี่น้องประชาชนเป็นจํานวนมากจริง ๆ หากจะย้อน กลับไปในช่วงปีเศษที่อยู่ในช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครับ พรรคภูมิใจไทยของ พวกกระผม มวลเหล่าสมาชิกนั้นก็ได้ให้คํามั่นสัญญากับพี่น้องประชาชน และกําหนด เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของพรรค เรื่องของแชร์ริง อีโคโนมี (Sharing economy) หรือ เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน เพราะเรามีความเชื่อครับ เราเชื่อและเรามีเจตนาที่ดีว่าถ้าหากว่า พี่น้องประชาชนเขาสามารถที่จะแปรเปลี่ยนเอาสินทรัพย์ที่เขามีอยู่กับตัวของเขาสามารถ ที่จะนําเอามาสร้างอาชีพ เอามาสร้างรายได้ เอามาแก้ไขปัญหาเรื่องปากเรื่องท้องของ พี่น้องประชาชนได้ สิ่งนั้นจะทําให้เกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวง รถยนต์สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ก็คือหนึ่งในอีกอาชีพที่เรามองเห็นโอกาส ว่าถ้าหากเราสามารถที่จะเอาขึ้นมาอยู่บนระบบที่ถูกต้องแล้ว มีการกํากับ มีการควบคุมดูแล แล้วจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้เป็นจํานวนมาก จะสามารถสร้างประโยชน์ ให้กับรัฐบาลและสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยได้เป็นจํานวนมากครับ นั่นคือเจตนา ของพวกเราที่เราอยากที่จะแก้ไข ที่อยากที่จะเข้ามาทลายข้อจํากัดต่าง ๆ ที่มันเป็นปัญหา ที่เป็นอุปสรรคที่จะนําให้กับพี่น้องประชาชนไม่สามารถที่จะนําเอาสินทรัพย์ที่เขามีเอามา สร้างรายได้เพื่อช่วยปัญหาเรื่องปากเรื่องท้องของพี่น้องประชาชนได้ แล้วเราต้องยอมรับครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ของประเทศ กรุงเทพมหานครเป็นตัวอย่างที่ดีครับ ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะนั้นยังไม่ดีมากพอ เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ ๆ หัวเมืองใหญ่ ๆ ในต่างประเทศ เรายังมีระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่เพียงพอ ไม่ทั่วถึง ไม่มีระเบียบ และสุดท้าย ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนครับ เห็นได้จากไหนครับ ท่านลองดูครับ รถแท็กซี่ พี่น้องประชาชนเป็นจํานวนมาก ผมเองก็มีประสบการณ์ครับ ที่เรียกแท็กซี่แล้วถูกปฏิเสธ จากคนขับแท็กซี่ปฏิเสธลูกค้า เราจะเห็นข่าวความไม่ปลอดภัยของคนขับแท็กซี่กับผู้โดยสาร เราจะเห็นการคิดค่าบริการที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ขับกับผู้โดยสาร สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น อยู่เป็นประจําในเมืองใหญ่ ๆ ของประเทศไทยแล้วนอกจากนั้นแล้วพวกเราเองเราทราบครับ ว่าข้อจํากัดทางกฎหมายของรัฐนั้นด้วยการรวบอํานาจรัฐเอาไว้ และเป็นข้อจํากัดที่ทําให้พี่น้องประชาชนที่ทุกวันนี้ออกมาขับแกร็บ (Grab) มาขับวินมอเตอร์ไซค์ เพื่อส่งอาหารฟู้ดเดลิเวอรี (Food delivery) ตามบ้านต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เราจึงตั้งใจที่จะเสนอเป็นนโยบายเพื่อที่จะเข้าไปผลักดันและเข้าไปแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกที่สําคัญที่จะมาดูให้รอบด้านว่ามีปัญหา มีอุปสรรคที่เป็นข้อจํากัดที่เกิดขึ้นจากหน่วยงานของรัฐส่วนใดบ้าง เพื่อที่จะนําไปสู่ การแก้ไขปัญหาและผลักดันเรื่องของแชร์ริง อีโคโนมี (Sharing economy) ให้เกิดผลสําเร็จ ในท้ายที่สุดได้ ช่วงที่ผ่านมาในสถานการณ์โควิด (COVID) สิ่งที่พวกเราได้เห็นนอกจากสิ่งที่เป็น นิวนอร์มัล (New normal) หรือว่าวิถีชีวิตใหม่ เราเห็นอาชีพใหม่ครับ เราเห็นโอกาสใหม่ เราเห็นการปรับตัวของพี่น้องประชาชนใหม่ ๆ และเราเห็นพฤติกรรมการบริโภคใหม่ ๆ หลายเรื่อง วันนี้เรื่องของการสั่งอาหารฟู้ดเดลิเวอรี (Food delivery) การใช้งานแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไปแล้วครับ เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชน ทั่วประเทศไทยนั้นใช้งานกันอย่างแพร่หลาย เรามีแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ มากมายที่เป็นแอปพลิเคชัน (Application) ยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็นแกร็บ (Grab) ไม่ว่าจะเป็น ไลน์แมน (Lineman) ไม่ว่าจะเป็นแพนด้าฟู้ด (Panda food) แล้วก็อีกต่าง ๆ มากมาย เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปครอบคลุมกว้างขวาง ผมคงไม่ไปลงรายละเอียดตรงนั้น ส่วนมากของแอปพลิเคชัน (Application) ทั้งหมดเหล่านี้เป็นแอปพลิเคชัน (Application) และเป็นบริษัทที่มาจากต่างชาติแทบทั้งสิ้น และเป็นเรื่องแปลกของประเทศไทยและเป็น เรื่องแปลกของสังคมไทยที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานครับ ว่าเราปล่อยให้สิ่งที่ ต้องบอกว่าไม่มีกฎหมายรองรับ และเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายนั้นเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย เจ้าหน้าที่ของรัฐจะไปบังคับจับกุมก็ไปบังคับไม่ได้ เพราะเมื่อไปบังคับจับกุมแล้วมันก็ไปเป็น ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับ ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร หรือไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้บริการต่าง ๆ มันก็เกิดผลกระทบไปหมด คําถามของผมก็คือว่าแล้วเราจะปล่อยให้ สถานการณ์แบบนี้คงอยู่ต่อไปหรือครับ เราเห็นเราพบแล้วว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็น ความต้องการของพี่น้องประชาชน เราเห็นแล้วเราพบแล้วว่าสิ่งนี้คือโอกาสมากมายมหาศาล ที่จะสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน แต่มันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น ผมจึงอยากจะเสนอครับ ว่าเราเอาสิ่งที่มันผิดกฎหมายอยู่นั้น เราเอาสิ่งที่ไม่ถูกไม่ต้อง เราเอาสิ่งที่กฎหมายยังไม่เอื้ออํานวยนั้นเอามาวางบนโต๊ะครับ และเราเอามาพูดคุยเพื่อที่จะ หาทางออก เพื่อที่จะมาทลายข้อจํากัดต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน สิ่งที่ผมอยากที่จะเสนอท่านประธานแล้วก็ฝากไปถึงทางกรรมาธิการนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ชุดสามัญหรือจะเป็นวิสามัญที่ตั้งขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะก็ตาม คือผมอยากจะเห็น การบริหารจัดการที่เป็นธรรม เป็นธรรมกับทั้งผู้ขับหรือที่เราเรียกว่าเป็นไรเดอร์ (Rider) ผู้ให้บริการ ผู้โดยสาร ลูกค้า และที่สําคัญที่สุดก็คือเป็นธรรมกับทางรัฐบาลด้วย ที่จะมี กําหนดมาตรการ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ที่ออกมาเพื่อที่จะรองรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ของโลกในยุคปัจจุบัน ผมเชื่อว่าการศึกษาเอาข้อจํากัดต่าง ๆ เพื่อที่จะมาดูว่าเราจะสามารถ ที่จะผลักดันรถรับจ้างส่วนบุคคลให้เป็นรถรับจ้างสาธารณะได้อย่างไรนั้น น่าจะเป็น ประโยชน์อย่างมากกับสังคมไทยแล้วก็ประเทศไทยของเรา แล้วก็ท้ายที่สุดนะครับ แม้ว่า ผมจะเสนอญัตติด่วนเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญ แต่ผมไม่ขัดข้องครับ เพราะเห็นด้วยกับท่านประธานที่ได้ให้แนวคิดเอาไว้ว่าวันนี้เรามีกรรมาธิการวิสามัญ อยู่มากมายเหลือเกิน แล้วก็ถ้าหากว่าเรื่องใดที่สามารถที่จะให้กรรมาธิการสามัญสามารถ ที่จะพิจารณาได้ ผมก็คิดว่าไม่ขัดข้องครับ ถ้าหากว่ามีการพิจารณาเพื่อหาแนวทางต่าง ๆ และนําไปสู่การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ลําดับที่ ๘ ฉบับสุดท้าย เป็นของท่านโสภณ ซารัมย์ เชิญเลยครับ🔗
ญัตติ เรื่อง ขอให้คณะกรรมาธิการการคมนาคมพิจารณาศึกษาปัญหาและ หาแนวทางการแก้ไขการให้บริการและการกําหนดอัตราค่าโดยสารของรถรับจ้างสาธารณะ (นายโสภณ ซารัมย์ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย กระผมเป็นอีกผู้หนึ่ง ที่ได้เสนอญัตติในการแก้ปัญหารถสาธารณะ แต่ว่าญัตติของกระผมจะต่างกับญัตติของ ท่านสมาชิกที่เสนอไปแล้ว อยากกราบเรียนท่านประธานให้ทราบว่าในฐานะที่สภานี้ ได้มอบหมายให้ตัวกระผมและคณะได้เป็นกรรมาธิการการคมนาคม คณะกรรมาธิการ การคมนาคมให้ความสนใจกับเรื่องรถโดยสารและการบริการรถโดยสารอยู่แล้ว แล้วก็จะมี เรื่องร้องเรียนทํานองนี้ คณะกรรมาธิการก็ได้เชิญตัวแทนต่าง ๆ มาปรึกษาหารือเป็นลําดับ ก่อนอื่นกระผมต้องขออนุญาตท่านประธานเพื่อเป็นไปตามธรรมเนียมและข้อปฏิบัติของ สภาแห่งนี้ กระผมขออนุญาตท่านประธานได้อ่านญัตติ ญัตติที่ผมเสนอวันนี้ก็คือปัจจุบัน รถรับจ้างสาธารณะกลายเป็นปัจจัยสําคัญในการเดินทางของประชาชน ซึ่งเป็นการให้บริการ สาธารณะและตอบสนองความต้องการและความคล่องตัวเป็นอย่างมากกับการเดินทาง ไปเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดเชียงใหม่ โดยรถรับจ้างสาธารณะในปัจจุบัน มีหลายประเภท มีแท็กซี่ รถรับจ้าง และรถสองแถว ซึ่งการให้บริการของรถสาธารณะ เหล่านั้นเป็นการแบ่งเบาภาระระบบการขนส่งมวลชนที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของ ประชาชนที่มีอย่างมากทุกวันนี้ รวมทั้งการส่งเสริมให้ธุรกิจการท่องเที่ยวอีกอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการให้รถรับจ้างสาธารณะที่ยังมีปัญหาอยู่หลายประการนี้ รวมทั้งเรื่อง การบริการที่ต่ํากว่ามาตรฐาน ปัญหาอัตราค่าโดยสารที่ไม่เป็นมาตรฐานที่กําหนดไว้ชัดเจน จึงทําให้มีการเอารัดเอาเปรียบต่อผู้โดยสาร ซึ่งมีการร้องเรียนหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง บางรายมีการดําเนินกิจการข้ามเขต แย่งลูกค้า มีการทะเลาะวิวาทกันอยู่หลายครั้งอย่างที่ ปรากฏ ปัญหาเหล่านี้จะสร้างความหวาดกลัวกระทบกระเทือนต่อผู้โดยสารและ ผู้ประกอบการรถรับจ้างสาธารณะโดยภาพรวม สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน ผู้ใช้บริการ และอาจเป็นผลกระทบต่อการท่องเที่ยวด้วย จึงอยากให้มีแนวทางในการศึกษา แก้ปัญหาอย่างมีระบบ และการสร้างมาตรฐานให้การบริการสาธารณะ และการสร้าง ความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการท่องเที่ยวภายในประเทศต่อไป ดังนั้นกระผมจึงขอเสนอ ญัตติเพื่อให้สภานี้ได้ลงมติเพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการให้บริการและการ กําหนดค่าโดยสารของรถรับจ้างสาธารณะให้คณะกรรมาธิการการคมนาคมได้ศึกษา ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙🔗
ส่วนเหตุผลรายละเอียดกระผมกราบเรียนท่านประธานดังนี้ครับ อย่างที่ผม กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่าเรื่องนี้ทางกรรมาธิการการคมนาคมได้ดําเนินการอยู่แล้ว แล้วก็เป็นที่ทราบดีว่าวันนี้เรามีรถสาธารณะที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลายประเภท อย่างเช่น ท่านสมาชิกที่อภิปรายไปว่ามีรถร่วม รถสองแถว โดยเฉพาะที่มีรูปแบบใหม่ก็คือ แกร็บ (Grab) อย่างที่สมาชิกได้พูดแล้ว ในเมื่อกฎหมายเดิมไม่ได้ครอบคลุมการใช้บริการ แล้วก็ไม่ครอบคลุมในการจัดระบบ ผมเองก็ได้ตระหนักในเรื่องนี้ สิ่งที่สภานี้จะได้มอบให้ ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการวิสามัญหรือให้ชุดกรรมาธิการการคมนาคมไปศึกษาอยู่ ๒ เรื่อง ที่จะต้องได้รับการปรับปรุง ก็คือ ๑. การจัดระบบ ๒. การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่ยัง ไม่สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน ฉะนั้นผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าแนวทางที่กระผม เสนอก็คือ วันนี้กรรมาธิการการคมนาคมเรามีอนุกรรมาธิการอยู่ ๒ คณะอยู่แล้ว ตามดําริ ของท่านประธาน ผมก็ได้หารือเรื่องนี้ในกรรมาธิการว่าเราจะเร่งอนุกรรมาธิการที่เรามีอยู่ ให้เสร็จ ส่วนวันนี้ถ้าสภานี้ได้ยินยอมที่จะให้กรรมาธิการการคมนาคมได้ไปศึกษาเรื่องนี้ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าคณะกรรมาธิการโดยตัวกระผมนี้ยินดีที่จะเชิญ ท่านผู้เสนอญัตติไปร่วมปรึกษาหารือแล้วศึกษาเรื่องนี้จนกว่าอนุกรรมาธิการที่เรามีอยู่สําเร็จ ถ้าเรื่องการแก้ปัญหารถสาธารณะยังไม่เสร็จ ถ้าประสงค์จะตั้งอนุกรรมาธิการในกรรมาธิการเรา ผมก็ยินดี แต่ว่าถ้าทําเสร็จเราก็จะสามารถแบ่งเบาภาระการประชุมสภาแห่งนี้ได้ ผมได้ วางแผนไว้แล้วในการประชุมคราวหน้า ถ้าสภาแห่งนี้ได้รับข้อเสนอของตัวกระผมเราก็จะนัด ประชุมทันที แล้วก็เชิญท่านผู้เสนอญัตติทุกท่านไปร่วมเป็นที่ปรึกษาแล้วก็ทํางานร่วมกัน ให้เสร็จโดยเร็ว ถ้ายังไม่เสร็จก็ตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมา ส่วนรายละเอียดเรื่องปัญหาต่าง ๆ ผมไม่กราบเรียนเพราะท่านสมาชิกได้กราบเรียนไปแล้ว ฉะนั้นจึงกราบเรียนท่านประธานสภา ไปยังท่านสมาชิก โดยเฉพาะผู้เสนอญัตติ ถ้าสภาเห็นชอบด้วยตัวกระผม มอบให้กรรมาธิการ การคมนาคมไปทํา ถ้าจําเป็นจะตั้งคณะอนุกรรมาธิการต่อหลังจากที่คณะอนุกรรมาธิการ ๒ อนุกรรมาธิการนี้เสร็จแล้วก็ตั้งต่อ จึงกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านโสภณนะครับ แล้วก็ขออนุญาตว่าเนื่องจากเป็นฉบับสุดท้ายก่อนที่จะเปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปราย บังเอิญผมไม่ได้ขอร้องในช่วงหลังว่าสําหรับผู้ไม่อภิปรายนั้นขอให้สวมหน้ากาก ต่อเมื่อเห็นพรรคภูมิใจไทยได้ทําหน้าที่นี้คือสมาชิกที่อยู่รอบผู้อภิปรายสวมหน้ากาก ก็ขออนุญาตขอบคุณด้วยครับ ต่อไปมีผู้เข้าชื่อขออภิปรายขณะนี้ ๓ ท่านนะครับ ท่านสมาชิก ที่อภิปรายกรุณาส่งชื่อมานะครับ จะได้คํานวณเวลาเพื่อว่าเราจะทําเรื่องนี้ให้เสร็จภายใน เวลาเท่าไร แล้วก็จะสามารถดําเนินการต่อไปได้อีกสักเรื่องครับ ท่านแรก คุณศุภชัย ใจสมุทร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่าผมขอสนับสนุนญัตติที่เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ได้เสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้นะครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย มาตั้งแต่ต้นในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง สิ่งนี้สิ่งที่เราเรียกกันว่าเป็นเศรษฐกิจแบ่งปัน หรือแชร์ริง อีโคโนมี (Sharing economy) ประเด็นเรื่องของการที่จะให้พี่น้องประชาชน ผู้มีทรัพย์สินสามารถที่จะนําทรัพย์สินมาใช้ประโยชน์สร้างรายได้ให้กับตัวเองเป็นเรื่องที่เรา สนับสนุน นั่นคือสิ่งที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ในส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของการที่ นํารถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ส่วนบุคคลมาใช้ขับรับจ้าง แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้ เรื่องที่ท่านกําลังอภิปรายไปเฉพาะประเด็นเรื่องรถแกร็บ (Grab) ขออนุญาตที่จะระบุถึง แอปพลิเคชัน (Application) ตัวนี้ เป็นเรื่องที่ยังผิดกฎหมายอยู่ เป็นเรื่องที่ยังคลุมเครือ และเจ้าหน้าที่ของรัฐท่านก็อิหลักอิเหลื่อในการที่จะต้องดูแลเรื่องนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในที่สุดแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในกระแสของโลกมันจําเป็นที่จะต้องปฏิรูปให้เข้ากับสิ่งที่เป็นไป แต่ประเด็นอย่างที่ท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไป ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ การคมนาคมท่านก็บอกว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยังผิดกฎหมาย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจําเป็นที่จะต้องปรับปรุง ซึ่งผมสนับสนุน และผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ท่านจะต้อง เร่งดําเนินการ เพราะวันนี้พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๕๗ ไม่ได้อนุญาตให้บุคคลทั่วไปสามารถ นํารถยนต์ส่วนบุคคลก็ดี หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมาขับให้บริการในลักษณะที่เป็นการ ให้บริการเหมือนเป็นรถรับจ้างได้ การกระทํานี้เป็นการกระทําที่ผิดกฎหมาย แต่อย่างที่ได้ กราบเรียนต่อท่านประธานไปเมื่อสักครู่ว่าวันนี้กระแสโลกมันเปลี่ยนไป สังคม เศรษฐกิจ เปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีก็เป็นตัวหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นนี้เป็นปัญหาที่จําเป็นที่เราในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็จะต้องร่วมผลักดันให้ฝ่ายบริหารได้ดําเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้เกิดความถูกต้อง และเป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวม โลกหลาย ๆ ประเทศก็เหมือนประเทศเราในวันนี้ครับ ก่อนหน้านี้แอปพลิเคชัน (Application) เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย มีความขัดแย้งระหว่างผู้ขับแท็กซี่กับผู้มาขับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลาย ๆ ประเทศก็มีการ ตีกันชกกันปรากฏเป็นข่าว แต่หน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องร่วมกันช่วยเหลือ ในการที่จะแก้ปัญหา สิ่งที่อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือว่าวันนี้กฎหมายที่จะต้อง ดําเนินการควรอย่างยิ่งที่จะต้องคํานึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก มีส่วนที่เกี่ยวข้องก็คือ ๑. เรื่องของด้านบุคคลก็ดี ในฐานะของคนขับรัฐต้องเข้ามาดูแล ให้เกิดความชัดเจน มีความปลอดภัยกับผู้ใช้บริการ ๒. ก็คือด้านตัวรถ แน่นอนครับ รถต้อง มีสภาพที่ดี ซึ่งผมจะไม่เข้ารายละเอียดครับ ๓. ก็คือด้านระบบและการให้บริการ รวมถึง เรื่องของการประกันภัยอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องรายละเอียดที่กฎหมายจะต้องเร่งรีบ และสิ่งที่มันเกิดขึ้นเท่าที่ปรากฏอยู่ในสื่อสารมวลชนที่เป็นข่าว เราก็เห็นว่ามันมีเรื่อง ความเป็นธรรม ความไม่เป็นธรรม ระหว่างเจ้าของรถกับเจ้าของผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน (Application) เรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างกันเองก็เป็นปัญหา เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่ก็ต้องฝากด้วย เมื่อถึงเวลาถ้าท่านจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญกันมาหรือไม่ หรือจะต้อง ไปศึกษาต่อก็ตามนะครับ ต้องฝากด้วย เมื่อวันก่อนเราพูดกันถึงเรื่องแอปพลิเคชัน (Application) แพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ ที่มาจากต่างประเทศ แล้วเราไม่ได้ ประโยชน์จากภาษีที่เขาได้จากรายได้ที่มาทํามาหากินในเมืองไทย เรื่องนี้ก็ต้องฝากด้วย เรื่องสําคัญที่สุด ผมก็คิดว่าเรื่องจําเป็นอันสําคัญที่เราจะต้องส่งเสริมและพัฒนาก็คือจะทํา อย่างไรให้มีผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน (Application) ที่เป็นคนไทย วันนี้เราพูดถึง แกร็บ (Grab) ต่อให้แกร็บ (Grab) เข้ามาลงทุนในเมืองไทย มีผู้ประกอบการในเมืองไทย เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นแอปพลิเคชัน (Application) ที่มาจากต่างประเทศ เราไม่ได้ประโยชน์ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากให้โปรดได้พิจารณากันด้วย ส่งเสริมด้วย สิ่งที่ขออนุญาตแถมท้ายในเวลาอันจํากัด เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้มีการพูดถึงการให้บริการ ในกรุงเทพมหานครคือองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทยซึ่งดูแลกระทรวงคมนาคม สิ่งที่อยากจะเรียน ต่อท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกและพี่น้องประชาชนกรุงเทพมหานครหรือใกล้เคียงได้ทราบ ก็คือว่า วันนี้ ขสมก. กําลังจะปฏิรูปแล้วครับ การปฏิรูป ขสมก. โดยท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ จะผลักดันให้มีการดําเนินการอย่างน้อย ๒ ข้อละครับ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ก็คือการเปลี่ยนรถใหม่ เปลี่ยนรถใหม่โดยไม่ซื้อ แต่เช่าในรถใหม่มาจํานวน ๓,๕๐๐ คัน การปฏิรูป ขสมก. จะเกิดขึ้นก็จะทําให้พี่น้อง กรุงเทพมหานครสามารถมีรถใหม่ รถแอร์ ๓,๕๐๐ คันใหม่เอี่ยม ไม่ต้องไปเสียเวลาที่จะต้อง ซ่อมบํารุงนะครับ ผู้ให้เช่าก็ต้องรับผิดชอบเรื่องพวกนั้น ไม่มีภาระเรื่องการซื้อรถ มีการปรับ เส้นทางให้มันเหมาะสม ไม่วิ่งทับซ้อนกัน เรื่องสําคัญที่สุดก็คือการที่มีรถใหม่ ๆ อย่างนี้ พี่น้องประชาชนสามารถที่จะขึ้นจะลงได้ทั้งวันด้วยราคาค่าโดยสารไม่เกิน ๓๐ บาท ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้กําลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้าภายใน ๑ ปีข้างหน้าครับท่านประธาน จึงขออนุญาตที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกเพื่อได้โปรดทราบด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ และเขตดุสิต ดิฉันขอพูดถึงเรื่องรถโดยสารสาธารณะประจําทางซึ่งก็เป็น อีกเรื่องหนึ่งของระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ซึ่งเนื้อหานี้ก็เป็นปัญหาที่พี่น้องประชาชน ในกรุงเทพฯ สะท้อนมา เมื่อสักครู่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากท่านผู้ที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ว่า ขสมก. กําลังจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ถึงแม้ว่ารัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ผ่านการอนุมัติก่อสร้างรถไฟฟ้าหลายเส้นทางในกรุงเทพฯ ให้ได้ใช้ประโยชน์ แต่ก็ยังติดปัญหาในเรื่องของรถโดยสารประจําทาง เพราะเมื่อออกมาจากสถานีแล้วก็ย่อม ต้องต่อรถประจําทาง รถมอเตอร์ไซค์ หรือรถแท็กซี่เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย🔗
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งดิฉันได้รับการร้องเรียนแล้วก็พี่น้องประชาชนพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ก็คือเรื่องของเส้นทางที่ทับซ้อนของรถโดยสารประจําทาง ปัจจุบันนี้กรุงเทพมหานครมีการ เปลี่ยนแปลงเส้นทางถนนหลายเส้น แต่รถเมล์หรือรถประจําทางนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้โดยสารต้องรอรถนานมากเนื่องจากรถติดขัดจากเส้นทางที่ทับซ้อนกัน อีกทั้งรถประจําทาง มีไม่พอกับผู้โดยสาร ถ้ารถประจําทางมีการปรับปรุงในเรื่องของกิริยามารยาทของคนขับ และกระเป๋ารถ มีการใช้แอปพลิเคชัน (Application) สามารถตรวจเช็ก (Check) เส้นทาง มีสภาพรถที่ใหม่ สะอาด เส้นทางไม่ทับซ้อนกันและตรงเวลา คุณภาพชีวิตของ คนกรุงเทพมหานครจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะมีการเพิ่มค่าโดยสารบ้าง เพื่อแลกกับการปรับปรุงที่ดีขึ้นจริง ดิฉันคิดว่าคนกรุงเทพมหานครยอมค่ะ🔗
อีกเรื่องหนึ่งที่พี่น้องประชาชนหลาย ๆ ท่านได้พูดถึงแล้วก็ฝากมา คืออยาก ให้มีการจ่ายค่าโดยสารในระบบของอีทิกเก็ต (E-ticket) แทนการจ่ายเงินสด ในส่วนของ ผู้ที่มีรายได้น้อยก็อยากให้ใช้เป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรนักศึกษาเพื่อใช้ในการลดหย่อน ค่าโดยสาร ส่วนผู้ที่สามารถจ่ายได้หรือนักท่องเที่ยวนั้นก็จ่ายในราคาปกติ ดิฉันเชื่อว่า คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพมหานครจะต้องดีขึ้น ดิฉันจึงเห็นด้วยกับการศึกษาเพิ่มเติม ในญัตตินี้ โดยให้กรรมาธิการสามัญตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นเพื่อศึกษาในประเด็นที่กล่าวมานี้ค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณนิกร จํานง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ขออภิปราย ให้ความเห็นเกี่ยวกับญัตติเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับค่าโดยสารรถสาธารณะของทุกญัตติว่า ผมเห็นด้วยที่จะต้องศึกษา ผมเองมีประสบการณ์อยู่บ้างในการกํากับดูแลเรื่องนี้ ๓ ปี ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๕ จนถึงปี ๒๕๔๗ แล้วก็เรียนว่าเรกูเลเตอร์ (Regulator) เรื่องนี้ ผู้กํากับควบคุม ก็คือคณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลาง ซึ่งมีครบถ้วนอยู่ในเชิงอํานาจ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคมนาคมเป็นประธาน แล้วก็นอกจากนั้นแถวจังหวัดต่าง ๆ รถสาธารณะ ก็มีคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบก จังหวัดก็ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ท่านประธานครับ เรื่องนี้อยากจะเรียนว่าเกี่ยวกับราคาเราต้องแยก พิจารณาเป็น ๒ มิติให้ชัดเจน มิติที่ว่ามิติแรกก็คือแบบทั่วไป มิติที่ ๒ ก็คือการบริการ แบบพันธะบริการเชิงสังคม หรือพับลิก เซอร์วิส ออบลิเกชัน (Public Services Obligations) หรือพีเอสโอ (PSO) ขณะนี้เราสับสนอลหม่านกันหมดระหว่าง ๒ อย่าง คือเราไม่แยกออกจากกัน ในการพิจารณา มันทําให้เรากําหนดนโยบายไม่ได้🔗
ประเด็นแรกก็คือแบบทั่วไป คือค่าโดยสารอย่างรถทัวร์รถอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เป็นรถดี ๆ ไม่มีปัญหา เพราะว่าอุปสงค์ อุปทาน หรืออินวิซิเบิล แฮนด์ (Invisible hand) มือที่มองไม่เห็น ถ้าแพงผู้โดยสารก็ไม่นั่ง จัดการไปเองได้ เรื่องนี้ผมได้เคยทํารถบัสโดยสาร ๕ ดาวมาก่อน ก็คือถือว่าคนที่นั่งเครื่องบินเฟิสต์คลาส (First class) มาจากต่างประเทศ เป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน เขาก็อยากได้รถดี ๆ ฉะนั้นเราจัดรถดี ๆ เป็นรถยูดี (UD) แล้วก็มีคนขับ ๒ คน ใส่ถุงมือ รถใหม่มาก ค่าโดยสารแพงมากเพื่อจะรับกับนักท่องเที่ยวหรือผู้โดยสาร ลักษณะแบบนี้ ตรงนี้เป็นการบริการไป เขาไม่มีปัญหา เขามีเงินจ่าย แต่ปัญหาในอีก ส่วนหนึ่งก็คือเหมือนรถมอเตอร์ไซค์ที่กําลังพูดอยู่เหมือนกัน ผมเป็นคนทําเรื่องมอเตอร์ไซค์ ป้ายเหลืองเองครับท่านประธาน ตอนนั้นก็คือว่ามีปัญหาเรื่องคิว (Queue) เรื่องทะเลาะกัน อย่างโน้นอย่างนี้ เราก็เลยจัดให้กรมการขนส่งทางบกบวกกับตํารวจและบวกกับท้องถิ่น เป็นคนดูแล ไปเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างป้ายเหลือง ซึ่งตรงนี้เรามีการกําหนดเรื่องว่ารถจะต้องปลอดภัย ท่อไอเสียต้องไม่ไปโดนขากรณีผู้โดยสาร ผู้หญิงและมีที่จับข้างหลัง ให้มีหมวกกันน็อก (Knock) ตรงนี้เป็นเรื่องที่ปลอดภัยอยู่แล้ว มีการกําหนดค่าโดยสารด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่จะพูดถึงตอนนี้ก็คือว่า ประเด็นค่าโดยสารแบบพันธะบริการเชิงสังคม หรือพีเอสโอ (PSO) ต้องพิจารณาให้ดีมาก ผมเรียนว่าตัวอย่างเรื่องรถ ขสมก. ท่านประธานที่เคารพครับ รถ ขสมก. เอง อยากจะเรียนว่า เมื่อวานนี้เป็นระบบบริการที่มีปัญหามากเลย แล้วเราก็คิดว่าขาดทุนตอนนี้เป็นแสนล้านบาท แล้วเป็นหนี้ แต่ประเด็นปัญหาก็คือว่ารถ ขสมก. เป็นรถที่เกิดมาเพื่อขาดทุน เกิดมาเพื่อ บริการประชาชนที่มีรายได้น้อย ชื่อว่าองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ดังนั้นหนี้สินเป็นจํานวนมาก ถ้าเรามองภาพนี้ บริการไม่ดี ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคยไปเยี่ยมอู่แล้วก็เคยไปบอกกับ คนขับและพนักงานครบทุกอู่ใน กทม. แล้วบอกว่าตอนเช้า ๆ ผู้โดยสารที่ขึ้นมาคุณไป ขู่เขาไม่ได้ คุณต้องบริการเขาดี ๆ เพราะว่าเขาคือแม่ค้า เขาคือคนจน เขาก็เป็นคนที่มีฐานะด้อย เหมือนกับคุณนั่นแหละ เหมือนกับคนที่เป็นคนขับหรือเป็นกระเป๋านั่นแหละ คนจน ต้องช่วยกันดูแลกันเอง ไม่อย่างนั้นใครจะมาดูแลคุณล่ะ คนที่เขานั่งรถเก๋งเขาไม่มาสนใจ เรื่องนี้หรอก เพราะว่าเขาจะเจอหน้ากันอยู่ทุกวัน ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้เป็นคน ชั้นกลางเขาไม่ค่อยใช้กัน เมื่อวานนี้ ครม. มีมติอนุมัติเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องของ ขสมก. ไปอีก ๗,๘๙๕ ล้านบาท ก็ทับเข้าไปในนี้ ดังนั้นตรงนี้จะเป็นปัญหาว่าเราต้องทําความเข้าใจ กับนโยบายด้านนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลกหลายเมืองมาก ท่านประธานก็คงทราบว่ารถลักษณะแบบ ขสมก. เขาบริการฟรี แล้วถ้าอย่างนั้นกําไร เขาจะหาจากไหนล่ะ มันเป็นบริการสาธารณะของเมืองใหญ่ แต่ของเรากลายเป็นว่า เราผลักภาระไป เรื่องนี้ก็คือว่าให้ผู้โดยสารสู้กับผู้ประกอบการ ก็คือว่าผู้ประกอบการ อย่างรถเมล์เขียว เมื่อก่อนเราเรียกกันว่ามัจจุราชเขียวที่ขับเร็วมาก เป็นผู้ประกอบการที่เป็น รถร่วม ดังนั้นเราผลักให้ผู้โดยสาร ค่าโดยสารแพงประชาชนก็เดือดร้อน ค่าโดยสารถูก ผู้ประกอบการก็เดือดร้อนบริการไม่ได้ ดังนั้นต้องมาคิดเรื่องนี้ ผมเรียนท่านประธานว่า เราควรจะจัดระบบใหม่ก็คือว่าอยากจะให้เมืองใหญ่เข้ามามีส่วนในการดูแล ผมเรียน ท่านประธานว่าเงินทะเบียนภาษี กทม. เรายกตัวอย่าง กทม. ปีนี้ได้ไปประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเงินภาษีตรงนี้เท่ากับให้กับ กทม. ดังนั้น กทม. ก็ต้องมาคิดว่าเอากลับมาเป็นค่าโดยสารตรงนี้ ผมอยากให้เป็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ คือว่าค่าโดยสารให้แบ่งเป็น ๓ ส่วน รัฐบาลกลางคอยดูแล ๑ ส่วน กทม. หรือเมืองใหญ่ที่ได้เงินภาษีจากป้ายทะเบียนรถไปปีละ ประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาทแบ่งมาส่วนหนึ่งมากองตรงนี้ แล้วก็ประชาชนผู้โดยสาร ก็จะได้จ่ายอีกส่วน จะได้เป็นจ่ายส่วนน้อย หมายความว่าเป็นส่วนนี้ แต่ส่วนประเด็นเรื่องรถ มีประเทศเดียวในโลกที่มีรถ ๒ วรรณะ คือ เรามีรถติดแอร์ (Air condition) สําหรับคนที่มี ฐานะดีนั่ง แล้วก็รถร้อนสําหรับคนจนนั่ง จริง ๆ แล้วราคารถติดแอร์ (Air condition) แพงกว่ารถร้อนประมาณสัก ๕๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเองค่าแอร์ (Air condition) ท่านประธานครับ ถ้าเรามีรถวรรณะเดียวคือมีรถติดแอร์ (Air condition) แต่การขึ้นรถตรงนี้ จ่ายค่าโดยสารต่างกัน คนที่เป็นนักเรียนจ่ายค่าโดยสารต่ํามาก คนยากจน ผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ก็ได้สวัสดิการไปจ่ายต่ํา แล้วก็ผู้ที่เป็นผู้ยากจนก็จ่ายต่ําลงไปอีก ดังนั้นเราก็ควรจะเป็นลักษณะ แบบนี้ให้มีวรรณะเดียว แล้วก็รถบนถนนจะได้ลดจํานวนลงเพราะว่ามีรถอย่างเดียว ไม่ใช่ ไปต่อกันคันหน้ารถติดแอร์ (Air conditon) ว่าง แต่คันหลังรถร้อนแน่นไปหมดอย่างนี้มันไม่ถูก เสียทรัพยากรเปล่า ๆ ดังนั้นผมก็เลยเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะศึกษากันให้ชัดเจน แล้วก็มีทําได้ ก็คือโดยใช้นโยบายจากคณะกรรมการนโยบายขนส่งทางบกซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมเป็นประธาน แล้วก็ในนี้อาจจะต้องแก้กฎหมาย กทม. ว่าให้เขามีภารกิจในการ ดูแลเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นผมเห็นด้วยว่าควรจะมีการศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด ผมเป็น คณะกรรมาธิการการคมนาคมอยู่แล้วจะช่วยดูแลอีกแรงหนึ่ง ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ สมาชิก ได้มีโอกาสอภิปรายครบถ้วนทุกท่านที่ประสงค์นะครับ ฉะนั้นถือว่าการอภิปรายนั้นก็ยุติครับ แต่โดยข้อบังคับนั้นผู้เสนอมีสิทธิอภิปรายสรุปได้อีกครั้งหนึ่ง ไม่ได้มีการเสนอชื่อมา แต่ผมจะเรียนถามว่าเจ้าของญัตติใดมีความประสงค์จะสรุปสัก ๕ นาที อนุญาตครับ🔗
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าการอภิปราย ในเรื่องนี้ก็จบนะครับ ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของการขอมติที่ประชุมนะครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ต้องขออนุญาตเรียน ท่านประธานนะครับ เนื่องจาก ณ เวลานี้ในปัจจุบันมีกรรมาธิการวิสามัญหลายคณะ ซึ่งก็รับภารกิจจากห้องใหญ่ของเรานี้ไปประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาของพี่น้อง ประชาชน นอกจากนี้ผมก็ได้หารือกับวิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งวิป (Whip) ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลครับ ก็อยากจะขออนุญาตเสนอให้ส่งเรื่องของการพิจารณาศึกษาการแก้ไข ปัญหารถรับจ้างสาธารณะส่วนบุคคลและอัตราค่าบริการต่าง ๆ ที่วันนี้ท่านสมาชิก ได้อภิปรายอย่างกว้างขวางไปยังคณะกรรมาธิการการคมนาคมให้รับเรื่องไปศึกษาพิจารณา และแก้ไขปัญหาต่อไปด้วยครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ เจ้าของญัตติอื่น ๆ ก็ไม่มีข้อขัดข้องอันนี้นะครับ🔗
เพราะฉะนั้นทุกญัตติ ดังกล่าวนี้ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ส่งญัตติดังกล่าวไปยังกรรมาธิการการคมนาคม ใช่ไหมครับ เราก็ไม่ได้กําหนดเวลาพิจารณา จะกําหนดเวลาไหมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเสนอระยะเวลาพิจารณา ๙๐ วันครับ🔗
๙๐ วันนะครับ สมาชิก ไม่ขัดข้องนะครับ🔗
ถือว่าที่ประชุมให้ความ เห็นชอบนะครับ ต้องขอบพระคุณสมาชิกทุกท่านนะครับ เราก็จบญัตตินี้ครับ🔗
ขออนุญาตอีกญัตติหนึ่งนะครับ ในระเบียบวาระเราจะเห็นว่ามีเรื่องทํานอง เดียวกันเป็นญัตติอีก ๙ ฉบับ ซึ่งผมขออ่านญัตติดังต่อไปนี้นะครับ🔗
๕.๙ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาการประมงพื้นบ้านในกลุ่มจังหวัดที่มีสภาพ พื้นที่ท้องทะเลน้ําตื้น (นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๑๐ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาดําเนินการศึกษาผลกระทบที่มีต่อผู้ประกอบอาชีพประมงขนาดกลางและขนาดเล็ก จากมาตรการแก้ไขปัญหาการทําประมงของรัฐบาล (นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๒๖ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาการประมงพื้นบ้านในกลุ่มจังหวัด ที่มีสภาพพื้นที่ท้องทะเลน้ําตื้น (นายสุชาติ อุสาหะ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๓๙ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาผลกระทบจากการประกาศกําหนดแนวเขตการทําประมงชายฝั่งในเขต จังหวัดสมุทรปราการ ตามพระราชกําหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ (นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๗๗ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาการประมงของประเทศ (นายนริศ ขํานุรักษ์ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๑๐๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาประมงพาณิชย์และประมงชายฝั่ง (นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๑๐๖ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ (นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๑๑๔ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาการประมงพื้นบ้าน (นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๑๔๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาประมงชายฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในการทวงคืนพื้นที่สาธารณะ อ่าวบ้านดอนและอ่าวพุนพิน (นายสมชาติ ประดิษฐพร กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
ญัตติที่ ๙ ยังไม่บรรจุระเบียบวาระ🔗
ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแก้ปัญหาผู้ประกอบอาชีพ ประมง ทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้านครอบคลุมทั้งด้านปัญหาระเบียบกฎหมาย และมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพประมงอย่างเป็นรูปธรรม (นายบัญญัติ เจตนจันทร์ เป็นผู้เสนอ)🔗
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องทํานองเดียวกันนะครับ เห็นสมควรจะนํามาพิจารณา รวมกัน ก็ต้องขออนุญาตสมาชิก ท่านสมาชิกมีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ ถ้าจะนํามา พิจารณารวมกัน🔗
ถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าสมาชิกในที่ประชุมนี้ให้ความเห็นชอบในการนําญัตติทั้งหมดนี้มารวมกัน สําหรับญัตติ ที่ยังไม่ได้บรรจุไว้ก็จะให้เจ้าหน้าที่แจกระเบียบวาระให้ท่านสมาชิกนะครับ🔗
ต่อไปผมขอเชิญญัตติแรกของนางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ เป็นผู้เสนอ ท่านมีเวลาเสนอได้ ๑๐ นาที อนุโลมครับ มีความจําเป็นก็อนุโลมน้อยหรือมากกว่านั้น เชิญเลยครับ🔗
๕.๙ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาการประมงพื้นบ้านในกลุ่มจังหวัดที่มีสภาพ พื้นที่ท้องทะเลน้ําตื้น (นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๗ จังหวัดสมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันเองได้ขอยื่นญัตติขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบและแนวทาง การแก้ปัญหาของประมงพื้นบ้านในกลุ่มจังหวัดที่มีสภาพพื้นที่ท้องทะเลน้ําตื้น สืบเนื่องมาจากปัจจุบันประมงพื้นบ้านกําลังประสบปัญหาอย่างหนักจากการแก้ไข การปรับปรุง พ.ร.ก. ประมง ปี ๒๕๕๘ ในภาพรวมการแก้กฎหมายใด ๆ ก็แล้วแต่มีทั้งข้อดี และข้อด้อย ดิฉันเองจึงขอนําประเด็นปัญหาวันนี้ที่ประมงเองได้ประสบปัญหาก็คือ ในมาตรา ๓๔ และมาตรา ๖๗ ซึ่งกระทบโดยตรงกับผู้ประกอบกิจการประมงพาณิชย์ และประมงพื้นบ้าน ผลกระทบจากการแก้ไข พ.ร.ก. ประมงในมาตรา ๓๔ ของพระราชกําหนด การประมงปี ๒๕๕๘ มีความว่า ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทําการประมงพื้นบ้าน ทําการ ประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่งพื้นที่ห่างจากชายฝั่งออกไป ๓ ไมล์ทะเล ซึ่งในข้อนี้นั้น ทําให้เกิดข้อจํากัดในการประกอบอาชีพแก่กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านที่อาศัยพื้นที่ชายฝั่งน้ําตื้น ในการทํามาหากิน เพราะเราจะต้องอย่าลืมว่าท้องทะเลนั้นมีความหลากหลายของสัตว์น้ํา และสัตว์น้ําแต่ละประเภทก็อาศัยระบบนิเวศน์ไม่เหมือนกัน บางชนิดอยู่ในพื้นที่ไม่เกิน ๓ ไมล์ทะเล แต่บางชนิดต้องห่างไกลออกไป ซึ่งการระบุไว้ว่าผู้ที่ได้รับใบอนุญาต ทําการประมงพื้นบ้านนั้นจะต้องประกอบกิจการอยู่ในเขต ซึ่งตรงนี้ดิฉันมองว่าเป็นการ จํากัดสิทธิเกินไป แล้วถ้าเกิดเรามองไปที่อุปกรณ์ในการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านแล้วนั้น การที่จะทําให้สัตว์น้ําที่อยู่ในพื้นที่ทะเลน้ําตื้นได้สูญเสียสัตว์น้ําที่มีขนาดเล็กลงไปอย่างยิ่ง ในอีกมุมหนึ่งถ้าเราอาจจะมองในเรื่องของระบบนิเวศน์ ดิฉันต้องขอนําเรียนกับท่านประธาน อย่างนี้ค่ะ ว่าในพื้นที่ที่ในมาตรา ๓๔ กําหนดไว้ในการประกอบอาชีพห้ามเกินไป ๓ ไมล์ทะเล ซึ่งถ้าเกิดเราประกอบอาชีพโดยใช้เครื่องมือในการออกทะเลไม่เกิน ๓ ไมล์ทะเลนั้น ประมงพื้นบ้านจะสูญเสียสัตว์น้ําที่เป็นสัตว์น้ําขนาดเล็ก ซึ่งจะทําให้ระบบนิเวศน์สูญเสีย เป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานคะสิ่งที่ดิฉันกล่าวมานั้นดิฉันเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านทราบดี แต่อาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องที่สําคัญ แต่หากเรายังปล่อยให้เกิดปัญหาแบบนี้ต่อไป ประเทศของเราอาจจะสูญเสียทรัพยากรชายฝั่ง ที่อุดมสมบูรณ์ไปตลอด จนถึงอาชีพประมงหน้าบ้านก็คงหายไป ถ้าหากเกิดเรื่องแบบนี้ เราก็จะซื้ออาหารทะเลที่แพงขึ้น และอาหารทะเลที่เราจะนําเม็ดเงินมาสู่ประเทศ ในภาคธุรกิจก็จะลดน้อยลงด้วย เป็นเหตุให้ดิฉันเองจะต้องนําญัตตินี้มาขอให้สภาแห่งนี้ ตั้งกรรมาธิการเพื่อรับฟัง แล้วก็หาแนวทางแก้ปัญหาให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ดิฉันเอง ขอยกตัวอย่างพื้นที่ของกลุ่มจังหวัด ตัว ก ซึ่งประกอบไปด้วย จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดชลบุรี ดิฉันทราบถึง ความจําเป็นที่กลุ่มประมงพื้นบ้านได้เรียกร้อง ซึ่งมีทั้งมาตรา ๓๔ แล้วก็มาตรา ๖๗ ในส่วนนี้ ดิฉันเองจะขอยกตัวอย่างอาชีพประมงพื้นบ้านในจังหวัดสมุทรปราการ ประกอบไปด้วย อําเภอพระสมุทรเจดีย์ อําเภอบางบ่อ ตําบลคลองด่าน แล้วก็ตําบลบางปู ซึ่งเป็นหนึ่งใน ประมงพื้นบ้าน ซึ่งพวกเขาใช้เครื่องมือที่เรียกว่าโพงพาง ซึ่งลักษณะของโพงพางนั้น เป็นลักษณะอวนคล้ายถุง ปากอวนกว้างยึดกับที่ โดยใช้กระแสน้ําพัดให้สัตว์น้ําเข้ามาใน ถุงอวน ตามประกาศการใช้ พ.ร.ก. ประมงปี ๒๕๕๘ นั้น ในมาตรา ๖๗ ซึ่งมีข้อบังคับ มิให้ใช้เครื่องมือโพงพาง แล้วก็เครื่องมือลอบพับได้หรือไอ้โง่จับสัตว์น้ํา แล้วก็อวนลากที่มี ตาอวนก้นถุงเล็กกว่าขนาดที่อธิบดีประกาศกําหนด ซึ่งเครื่องมืออวนรุนที่ใช้ติดกับเครื่องยนต์ เว้นแต่อวนรุนเคย โดยมีบทลงโทษในมาตรา ๑๔๖ ปรับตั้งแต่ ๑๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท และมาตรา ๑๖๙ ให้ริบเครื่องมือทํากินประมงและสัตว์น้ําทั้งหมด จากการที่มีการประกาศ พระราชกําหนดประมงในปี ๒๕๕๘ ส่งผลกระทบให้กับพ่อแม่พี่น้องที่ประกอบอาชีพประมง พื้นบ้าน ซึ่งตรงนี้เองรวมไปถึงประมงหน้าบ้าน ดิฉันเองขอขยายความคําว่าประมงหน้าบ้าน ก็คือว่าประชาชนที่มีภูมิลําเนาที่ติดริมคลอง ริมฝั่ง ริมชายทะเล ซึ่งพวกเขาเหล่านั้น ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ประมงหน้าบ้านมารุ่นสู่รุ่น นับเวลาเป็นร้อย ๆ ปี ซึ่งในเขต พื้นที่อําเภอพระสมุทรเจดีย์เองได้ดําเนินกิจการประมงหน้าบ้านมีจํานวน ๒๐๑ รายในพื้นที่ แล้วก็ประกอบไปด้วยตัวเลขจํานวนประชากร ๒,๐๐๐ คน ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อวัน ๑๐๐-๕๐๐ บาท ซึ่งเงินจํานวนเหล่านี้อาจจะดูไม่มาก แต่ถ้าเกิดมองในมุมของผู้ประกอบอาชีพด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต ดิฉันเองขอความกรุณาท่านประธาน ก็คือว่าเขาเหล่านั้นวันนี้ไม่มีอาชีพทํากิน เพราะว่าตาม พ.ร.ก. ที่ได้ออกกําหนดขึ้นมา วันนี้หน่วยงานภาครัฐไม่ได้ชดเชยเยียวยาให้กับ คนกลุ่มนี้ พ่อแม่พี่น้องประชาชนต้องหยุดการประกอบอาชีพ ไม่มีรายได้ในการส่งเสีย ครอบครัว ส่งผลกระทบให้กับบุตรหลานไม่ได้เรียนหนังสือ ซึ่งนักวิชาการบางกลุ่ม มีข้อเสนอแนะว่าขอให้เขาหยุดประกอบอาชีพประมงโดยเด็ดขาด แล้วก็ไปประกอบอาชีพอื่น ความเป็นจริงมันไม่ใช่ มันทําไม่ได้ นั่นคือถิ่นกําเนิด เขาไม่สามารถย้ายถิ่นฐานไปประกอบ อาชีพอย่างอื่นได้เลย อย่างที่ดิฉันเองยกตัวอย่างในเขตพื้นที่อําเภอพระสมุทรเจดีย์ ประชาชนดั้งเดิมที่ประกอบประมงหน้าบ้านไม่สามารถที่จะย้ายถิ่นฐานไปทําอาชีพอื่นได้เลย เพราะว่าพื้นที่ตรงนั้นไม่สามารถปลูกผัก ปลูกข้าว ปลูกปาล์ม ไม่สามารถเลย สามารถที่จะ ทําได้อย่างเดียวคือทําประมงหน้าบ้าน เป็นเหตุที่ดิฉันเองต้องขอหยิบยกประเด็นนี้ยื่นญัตติ ผ่านท่านประธานสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องเกี่ยวกับประมงพื้นบ้าน ในกลุ่มสภาพพื้นที่ทะเลน้ําตื้น ดิฉันขอนําเรียนอย่างนี้ว่าในมาตรา ๖๗ ดิฉันเองได้ศึกษา แล้วได้ไปสอบถามปัญหาต่าง ๆ ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตดังนี้ค่ะ🔗
ในมาตรา ๖๗ คําว่า โพงพางและอวนลาก จะเขียนไว้ว่า ความในวรรคหนึ่ง และวรรคสาม มิให้บังคับใช้แก่การศึกษาวิจัยซึ่งกระทําโดยทางราชการ เพื่อประโยชน์ในการ หาขนาดช่องตาอวนที่เหมาะสมที่ประชาชนพึงได้รับ โดยได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายแล้ว ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่ผู้กระทําการประมงพื้นบ้าน หรือประมงน้ําจืดที่ได้รับอนุญาตผ่อนปรนให้ใช้เครื่องมือทําการประมงตามรูปแบบเครื่องมือ ขนาดเรือ วิธีการทําประมงพื้นบ้านที่ทําประมงและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกําหนด🔗
จากท่อนขมวดนี้ดิฉันคิดว่าในเมื่อมีการเปิดช่องให้มีการศึกษาวิจัยแล้ว เราควรจะมีผู้ที่ริเริ่มดําเนินการ ตรงนี้ในฐานะที่พวกเราเป็นตัวแทนของประชาชนที่ได้ รับเลือกเข้ามาแก้ปัญหา ดิฉันเองขอเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องนี้ รวมถึงหาเจ้าภาพหรือหน่วยงานหลักในการศึกษา ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถ ที่จะช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบได้เป็นอย่างดี อาจจะช้าไปนิดหนึ่ง แต่ไม่สายเกินไป ที่เราจะช่วยกันผลักดันในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และผลักดันให้ประชาชนสามารถกลับมา ประกอบอาชีพได้ นอกจากจะช่วยพวกเขาให้มีรายได้แล้ว ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นการ ช่วยอนุรักษ์อาชีพพื้นบ้านที่มีการทํากินมาช้านาน รวมถึงการรักษาวิถีอัตลักษณ์ดั้งเดิม ให้คงอยู่ตลอดไป ดิฉันเองก็ขอกราบเรียนท่านประธานฝากไปทางหน่วยงานให้ร่วมมาช่วยกัน พิจารณาในประเด็นนี้ค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ลําดับที่ ๒ ของคุณธีรภัทร พริ้งศุลกะ ขอเชิญครับ🔗
๕.๑๐ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาดําเนินการศึกษาผลกระทบที่มีต่อผู้ประกอบอาชีพประมงขนาดกลางและขนาดเล็ก จากมาตรการแก้ไขปัญหาการทําประมงของรัฐบาล (นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้ขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาการดําเนินการศึกษาผลกระทบ ที่มีต่อผู้ประกอบอาชีพประมงขนาดกลางและขนาดเล็กจากมาตรการแก้ไขปัญหาการทํา ประมงของรัฐบาล สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลได้มีมาตรการแก้ไขปัญหาการทําประมง ผิดกฎหมายหลังจากที่มีประกาศเตือนจากสหภาพยุโรป จนนําไปสู่การตราพระราชกําหนด การประมง พุทธศักราช ๒๕๕๘ เพื่อจัดระเบียบการประมงในประเทศและในน่านน้ําทั่วไป เพื่อป้องกันไม่ให้การทําประมงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อรักษาทรัพยากรสัตว์น้ํา และสภาพแวดล้อมให้ดํารงอยู่อย่างเหมาะสม และเป็นมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับของ นานาประเทศ อย่างไรก็ตามผลจากการบังคับใช้พระราชกําหนดฉบับนี้ก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อประชาชนผู้ทําการประมงขนาดกลางและขนาดเล็กในหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน อย่างหนักจากการจับกุมอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ การใช้กฎหมายและกฎระเบียบ อย่างเคร่งครัดเช่นนี้ส่งผลต่อการประกอบชีวิตและวิถีของชาวประมงเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่ ไม่สามารถประกอบอาชีพประมงได้เหมือนเดิม ทําให้ขาดรายได้ มีปัญหาหนี้สิน และมี ผู้ได้รับผลประโยชน์เพียงไม่กี่ราย ซึ่งหากยังไม่มีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลต่อ ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในระยะยาวในอนาคต ท่านประธานครับ ญัตติฉบับนี้กระผมได้เสนอไปเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ซึ่งเหตุการณ์ในขณะนั้นกับปัจจุบันนี้ต่างกันมาก เนื่องจากในช่วงปลายปี ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ทั้งทางกรมเจ้าท่าและกรมประมงได้บูรณาการหน่วยงานเปิดโอกาสให้ประมงขนาดเล็ก ซึ่งผมขอเรียกว่าประมงพื้นบ้านได้รับการแก้ไข ได้เปิดโอกาสให้มีการจดทะเบียนของเรือเหล่านี้ จนกระทั่งปัจจุบันหลังจากตัวเลขล่าสุดประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ กลุ่มประมงพื้นบ้าน และรวมทั้งเรือประมงอื่น ๆ สามารถจดทะเบียนได้หลังจากที่ไม่ได้มีการอนุญาตมาเป็น เวลานาน จํานวนถึง ๓๐,๐๐๐ กว่าลํา ซึ่งประเด็นนี้ผมขอข้ามไปเพื่อเข้าสู่ปัญหาของ ชาวประมงพื้นบ้านซึ่งประสบปัญหาในปัจจุบัน ท่านประธานครับ ปัญหาปัจจุบันของ ชาวประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นเรื่องที่ได้รับการพูดโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด เดียวกันของผมก็คือคุณวิวรรธน์ นิลวัชรมณี ได้พูดถึงการทําประมงพื้นบ้าน โดยมีปัญหากับ นายทุนผู้ครอบครองบริเวณพื้นที่ที่เรียกกันอ่าวบ้านดอน ท่านประธานครับ บริเวณอ่าวบ้านดอน ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะครับ เป็นพื้นที่ที่มีความยาวประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร กินพื้นที่ ประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ กว่าไร่ บริเวณพื้นที่เหล่านี้เป็นปลายทางของสายน้ําขนาดเล็กและ ขนาดใหญ่จํานวนมากมายที่ไหลลงสู่จนเรียกชื่อว่าอ่าวบ้านดอน บริเวณโค้งเริ่มต้นตั้งแต่ อําเภอไชยา อําเภอท่าฉาง อําเภอเมือง อําเภอพุนพิน อําเภอดอนสัก และอําเภอกาญจนดิษฐ์ บริเวณพื้นที่นี้ครับเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์จากสภาพธรรมชาติ จนกระทั่งได้มีการใช้ ทรัพยากรเหล่านี้ในหมู่ชาวประมงร่วมกันเป็นเวลานาน แต่ปัญหาของการกระทําเหล่านี้ มันเริ่มขึ้นเมื่อได้มีการให้พื้นที่ทะเลสาธารณะแห่งนี้มีการให้อนุญาตเลี้ยงหอยเป็นครั้งแรก ในช่วงประมาณปี ๒๕๒๒-๒๕๒๓ โดยให้อนุญาตในบริเวณพื้นที่ ๔ อําเภอ ก็คือ อําเภอไชยา อําเภอท่าฉาง อําเภอกาญจนดิษฐ์ และอําเภอดอนสัก ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตเหล่านี้นั้น มีพื้นที่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ไร่ใน ๔๕๐,๐๐๐ ไร่ แต่เมื่อมีการส่งเสริมการส่งออกทะเลภายใต้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ ๙ ภายใต้โครงการซีฟู้ด แบงก์ (Seafood bank) ส่งผลให้มีการบุกรุกพื้นที่ทะเลกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ และทะเลกลายเป็นที่ในการซื้อขาย ที่ไม่ถูกกฎหมาย จากเดิมที่มีราคาเพียง ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท กลายเป็น ๓๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท ในปัจจุบัน ท่านประธานครับ สภาพปัญหาในฝั่งบริเวณอ่าวบ้านดอนนั้นมาจากพื้นที่ ที่ชาวประมงชายฝั่งในอ่าวบ้านดอนถูกยึดครองโดยเอกชนหรือนายทุนเพื่อสร้างคอกหอย เป็นแนวรั้วกลางทะเล ปลูกขนําเพื่อเฝ้าหอย รวมไปถึงปลูกรีสอร์ต (Resort) กลางทะเล หรือทํากิจกรรมอย่างอื่นเพื่อผลประโยชน์ในบริเวณนี้ ทําให้เกิดเป็นปัญหากระทบกับ ชาวประมงพื้นบ้าน เกิดเป็นปัญหาระหว่างชาวบ้านกับนายทุนมากกว่า ๓๐ ปี จึงนําไปสู่ การปิดอ่าวโดยชาวประมงพื้นบ้านในปี ๒๕๕๗ ซึ่ง คสช. มีคําสั่งให้จังหวัดทหารบก สุราษฎร์ธานีเข้าไปจัดระเบียบและมีข้อตกลงร่วมกันระหว่างชาวประมงพื้นบ้านและ ผู้ประกอบการเลี้ยงหอยทําให้ปัญหานั้นลดเลาและทุเลาเบาบางลง จนกระทั่งปัจจุบันครับ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีความขัดแย้งล่าสุดในปี ๒๕๖๓ เกิดจากกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน ถูกลิดรอนสิทธิในที่ทํากิน ถูกข่มขู่จากผู้มีอิทธิพลเข้าไปยึดครองพื้นที่ทั้งในเขตและนอกเขต อนุญาต โดยเฉพาะอําเภอพุนพินและอําเภอเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บังเอิญเกิดมีลูกหอยแครง ในธรรมชาติเกิดขึ้นมาก และเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดและ รองผู้ว่าราชการจังหวัดรวมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น กรมประมงหรือกรมเจ้าท่า ได้มีความพยายามในการดําเนินการแก้ไขทั้งหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ตลอดมา ซึ่งปัจจุบันนี้ต้องมีหน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วย ก็คือศูนย์อํานวยการการรักษาผลประโยชน์ ของชาติทางทะเลหรือ ศรชล. เข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการกับหน่วยงาน ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องจนนําไปสู่การบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด หรือที่เรียกกันว่าการเซ็ตซีโร่ (Set zero) อ่าวบ้านดอน ซึ่งคณะกรรมการจังหวัดได้มีคําสั่งให้รื้อถอนขนําที่ก่อสร้างโดย ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งรวมประมาณแล้วเกือบ ๖๐๐ หลัง ซึ่งดําเนินการมาจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันแนวทางในการ แก้ปัญหาของคณะกรรมการประมงประจําจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้อําเภอพุนพินและอําเภอเมือง เป็นพื้นที่ใช้สาธารณประโยชน์ร่วมกัน โดยกรมประมงได้วางแนวทางในการบริหารทรัพยากร หอยแครงเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ดังนี้ ๑. บูรณาการกําลังเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนในพื้นที่ โดยร่วมกันบังคับใช้กฎหมายในการจัดการแปลงหอยที่รุกล้ําในพื้นที่สาธารณะอย่างเคร่งครัด ๒. ใช้กลไกของคณะกรรมการการประมงประจําจังหวัด เพื่อบริหารพื้นที่ที่เหมาะสมสําหรับ การเลี้ยงหอยทะเล พร้อมประกาศให้เป็นพื้นที่เลี้ยงหอยตามอนุญาต คือให้ชาวประมง พื้นบ้านหรือกลุ่มชาวบ้านที่อยู่บริเวณชายฝั่งรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หรือองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในการเพาะเลี้ยงเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน ๓. กําหนดให้พื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์น้ํา ห้ามทําการประมงอย่างเด็ดขาด เพื่ออนุรักษ์เป็นระบบนิเวศสําหรับสิ่งมีชีวิตตามชายฝั่งทะเล เพื่อความสมบูรณ์ในระยะยาว🔗
ส่วนกระผมขอมีข้อเสนอเพิ่มเติมในส่วนประเด็นนี้เพื่อความยั่งยืนของ อ่าวบ้านดอนสําหรับคนสุราษฎร์ในอนาคต ก็คือ ๑. กําหนดให้มีมาตรการและกติกาในการ ตอบแทนสาธารณะหรือที่เรียกกันว่าภาษีสังคมจากการได้ผลประโยชน์ในทรัพยากรร่วมกัน เพื่อนํามาพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น ๒. ให้มีมาตรการหรือกติกาในการควบคุมมลพิษหรือ วิกฤติสิ่งแวดล้อมหากมีขึ้น เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติในการใช้ทะเลสาธารณะ เพื่อความเป็นธรรม ทางสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของชุมชน ๓. ส่งเสริมให้มีเวทีการพูดคุยเพื่อแสวงหา ทางออกการอยู่ร่วมกัน การใช้พื้นที่ร่วมกัน ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคราชการ ทั้งนี้เพื่อให้คนสุราษฎร์เองได้มีพื้นที่ในการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างยั่งยืน เป็นประโยชน์ และเป็นรายได้ส่วนหนึ่งที่นํากลับเข้ามาพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีครับ ผมขอฝาก ขอบพระคุณท่านประธานมาเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปญัตติ ลําดับที่ ๓ ของคุณสุชาติ อุสาหะ กับคณะ ขอเชิญครับ🔗
๕.๒๖ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาการประมงพื้นบ้านในกลุ่มจังหวัด ที่มีสภาพพื้นที่ท้องทะเลน้ําตื้น (นายสุชาติ อุสาหะ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสุชาติ อุสาหะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาการประมงพื้นบ้านในกลุ่มจังหวัดที่มีสภาพพื้นที่ ท้องทะเลน้ําตื้น เหตุผลเรื่องนี้นะครับ จากการที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกําหนด การประมง พ. ศ. ๒๕๕๘ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ. ศ. ๒๕๖๐ บังคับใช้ทั่วท้องทะเลไทยนั้น ผมเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องที่ดีเพื่อยกระดับมาตรฐานการประมงไทยสู่ระดับสากล ตามกฎของ ไอยูยู (IUU) ในกรณีพระราชกําหนด มาตรา ๓๔ และมาตรา ๖๗ บัญญัติว่า🔗
มาตรา ๓๔ ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทําการประมงพื้นบ้านทําการประมง ในเขตทะเลนอกชายฝั่ง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ในการ อนุญาตดังกล่าว อธิบดีจะประกาศอนุญาตให้เป็นการทั่วไปก็ได้ โดยจะกําหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการทําการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่งด้วยก็ได้🔗
มาตรา ๖๗ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อใช้ซึ่งเครื่องมือทําการ ประมง (๔) เครื่องมืออวนรุนที่ใช้ติดกับเรือยนต์ เว้นแต่เป็นอวนรุนเคย แต่ปัญหาข้อเท็จจริง ในเรื่องนี้พบว่าสภาพระดับความลึกของท้องทะเลไทยมีความแตกต่างกันในแต่ละเขตพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางและภาคใต้ โดยกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ ดังกล่าวมีจํานวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนและประสบปัญหา ไม่สามารถประกอบอาชีพ ประมงพื้นบ้านเลี้ยงครอบครัวอย่างปกติสุขได้ เนื่องจากสภาพท้องทะเลที่มีลักษณะเป็น ทะเลน้ําตื้น ทะเลชายฝั่งเป็นทะเลโคลน การประกอบอาชีพประมงตามวิถีชีวิตพื้นบ้าน จึงมีข้อจํากัดหลายประการ เช่นบริเวณพื้นที่ทําการประมงพื้นบ้านมีระยะห่างชายฝั่งไม่เกิน ๓ ไมล์ทะเล การใช้เครื่องมืออวนรุนซึ่งอาจมองว่าอวนรุนเป็นเครื่องมือประมงที่ทําลายสัตว์น้ําเศรษฐกิจ เช่น ปลาทู ปลาอินทรีย์ ปลาหลังเขียว เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงพื้นที่กลุ่มจังหวัดที่จะมี สภาพท้องทะเลน้ําตื้นซึ่งทะเลชายฝั่งเป็นทะเลโคลน เช่น จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดเพชรบุรีนั้นมีพื้นที่ท้องทะเลเป็นธรรมชาติ ปากแม่น้ําเจ้าพระยา มีน้ําจืดผสมน้ําเค็มที่เรียกว่าน้ํากร่อย ทรัพยากรสัตว์น้ําเป็นปลาขนาดเล็ก กุ้ง และหอย ชนิดต่าง ๆ มิได้เป็นที่อยู่อาศัยหรือขยายพันธุ์ของปลาทู ปลาอินทรีย์ และปลาหลังเขียว ดังที่ชาวประมงและกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดเพชรบุรี ได้ทดลองใช้อวนรุนแล้วแจงนับสัตว์น้ําที่จับได้ ปรากฏว่า ไม่พบปลาทู ปลาอินทรีย์ หรือปลาหลังเขียว และอวนรุนยังมีความเร็วต่ํา มีตาอวนใหญ่ จึงไม่สามารถจับปลาทั้ง ๓ ประเภทดังกล่าวข้างต้นได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นเรื่องสําคัญ กระทบถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน สมควรได้รับการแก้ปัญหา อย่างเร่งด่วน เพื่อแสวงหาหลักเกณฑ์ผ่อนปรนอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อกลุ่ม ชาวประมงพื้นบ้านที่ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ ปัญหาการว่างงาน ปัญหา เศรษฐกิจ โดยเฉพาะในจังหวัดเพชรบุรีของกระผมในเขตอําเภอบ้านแหลม ตําบลบางขุนไทร ตําบลหาดเจ้าสําราญ และกว่าอีก ๒๐ จังหวัดในประเทศนี้ กระผมจึงขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาการประมง พื้นบ้านในกลุ่มจังหวัดที่มีสภาพพื้นที่ท้องทะเลน้ําตื้น จึงขอกราบเรียนท่านประธานสภา ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็น ญัตติลําดับที่ ๔ ของคุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ขอเชิญครับ🔗
๕.๓๙ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาผลกระทบจากการประกาศกําหนดแนวเขตการทําประมงชายฝั่งในเขต จังหวัดสมุทรปราการ ตามพระราชกําหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ (นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เป็นผู้เสนอ)🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อชาติ ขอเสนอ ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ผลกระทบจากการประกาศกําหนดแนวเขตการทําประมงชายฝั่งในเขตจังหวัดสมุทรปราการ และอีกหลายจังหวัด ท่านประธานครับ ปัจจุบันนั้นอาชีพการประมงเป็นอาชีพหลัก ที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่ง รวมทั้งจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดฉะเชิงเทรา และบางส่วนของจังหวัดชลบุรีเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากทรัพยากรทางธรรมชาตินั้นเริ่มลดลงไปเป็นจํานวนมาก เนื่องจากจํานวนประชากร ที่เพิ่มขึ้น การทําประมงด้วยเครื่องมือหนักที่ไม่คํานึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปริมาณสัตว์น้ํา ที่ลดลงเป็นจํานวนมาก รัฐบาลมีการออกกฎหมายพระราชกําหนดการประมง ปี ๒๕๕๘ เพื่อกําหนดมาตรการแนวทางในการทําประมงประเภทต่าง ๆ โดยสภาพกฎหมายมีผลบังคับ เหมือนกันทั่วประเทศ โดยมิได้คํานึงถึงสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดที่มีความ แตกต่างกัน จึงทําให้สภาพปัญหามีความแตกต่างกัน จังหวัดสมุทรปราการเป็นอีกจังหวัดหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการประกาศกําหนดเขตการทําการประมงชายฝั่ง โดยกําหนดให้ประกอบการประมงชายฝั่งสามารถออกจับสัตว์น้ําได้ กําหนดจุดจากชายฝั่งออกไประยะทาง ๓,๐๐๐ เมตร ซึ่งระยะที่ชาวประมงพื้นบ้านในเขต จังหวัดสมุทรปราการไม่สามารถที่จะจับสัตว์น้ําได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อการดํารงชีพได้ เนื่องจากสภาพชายฝั่งของจังหวัดส่วนมากเป็นป่าชายเลน ซึ่งมีความแตกต่างจากชายฝั่งทะเล ในแถบจังหวัดทางภาคใต้ซึ่งเป็นดินทรายสามารถจับสัตว์น้ําได้ในปริมาณที่มากกว่า จากปัญหาสภาพชายฝั่งในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน แต่กฎหมายออกมามีการบังคับใช้ เหมือนกันในทุกพื้นที่โดยไม่ได้มีการศึกษาถึงสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ จึงส่งผลให้ ประชาชนผู้ประกอบการประมงในชายฝั่งนั้นได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ประกอบกับ ที่ผ่านมาทางสหภาพยุโรปได้ออกระเบียบป้องกันยับยั้งขจัดการทําประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน การไร้การควบคุม หรือไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) กําหนดให้ประเทศ ที่ส่งออกสินค้าประมงที่จับจากทะเลไปยังสหภาพยุโรปต้องทําระบบป้องกันยับยั้งและขจัด การทําประมงแบบไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) และต้องมีใบรับรองการจับสัตว์น้ําหรือ แคตซ์ เซอร์ทิฟิเคต (Catch certificate) ประกอบกับส่งออกสัตว์น้ําไปยังสหภาพยุโรปทุกครั้ง เพื่อรับรองผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ฉะนั้นทางรัฐบาลที่แล้วก็ได้ออกกฎหมายมากมายผมคงไม่ต้อง บอกรายละเอียดพวกนี้นะครับ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการทําอาชีพประมง ไม่ว่าจะเป็นประมงพื้นบ้าน หรือประมงพาณิชย์ จากการที่ได้รับการร้องเรียนจากชาวประมงในจังหวัดสมุทรปราการ ผมก็ได้ลงพื้นที่เพื่อพบกับชาวประมงในจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งประมงพื้นบ้านและประมง พาณิชย์ พบความเดือดร้อนของการทําประมงของชาวประมงเป็นอันมาก กล่าวคือการทํา ประมงพื้นบ้านมีบริบทแตกต่างกับจังหวัดอื่น ๆ ที่มีชายฝั่งติดทะเล ซึ่งในจํานวนที่เหมือน หรือคล้ายคลึงกัน ก็คือดินเป็นดินโคลนชายฝั่งของจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรีบางส่วน จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดเพชรบุรีบางส่วน เป็นต้น ในจํานวนสัตว์น้ํา ก็เป็นสัตว์น้ําเฉพาะถิ่น ไม่มีสัตว์น้ําทางเศรษฐกิจที่สําคัญ ยกเว้นปลาทูในฤดูการวางไข่ แต่ชาวประมงรู้ดีว่าเป็นฤดูปลาทูหรือไม่ ในฤดูวางไข่นั้นจะไม่มีการจับปลาอยู่แล้ว ฉะนั้น แนวทางแก้ไขจึงควรร่วมมือกันของชาวประมงพื้นบ้านร่วมกับทางการประมงเชิงอนุรักษ์ เพื่อส่งเสริมให้มีสัตว์น้ําตัวอ่อนที่เข้ามาอยู่ชายฝั่งได้เพิ่มปริมาณมากขึ้น รวมทั้งโรงงาน อุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้บริเวณชายฝั่งไม่แอบทิ้งน้ําเสียลงสู่ทะเล ส่วนเรื่องขนาดของตาข่ายที่ต้องให้ชาวประมงเข้ามีส่วนร่วมเพื่อกําหนดขนาดให้เหมาะสม ปัจจุบันรัฐบาลออกกฎหมายโดยขาดความเข้าใจอย่างแท้จริง และสิ่งสําคัญนั้นควรจัดตั้ง กองทุนเพื่อช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านให้สามารถดํารงชีพอยู่ได้เป็นปกติในบางฤดูกาล ที่ไม่สามารถที่จะทําประมงได้ สําหรับประมงพื้นบ้านได้ขอแก้ไขพระราชกําหนด ปี ๒๕๕๘ และปี ๒๕๖๐ โดยเฉพาะมาตรา ๕ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๓๔ เรื่องการแบ่งขนาดของเรือ ตั้งแต่ ๑๐ ตันกรอสขึ้นไปเป็นเรือประมงพาณิชย์ ซึ่งควรจะดูที่เครื่องมือ ชนิด และความยาว ของเครื่องมือด้วย การให้อํานาจของคณะกรรมการประมงประจําจังหวัดมีอํานาจในเขตทะเล ชายฝั่ง ๑๒ ไมล์ทะเล และการจัดโซน (Zone) โดยกําหนดจากเครื่องมือจับปลาหรือสัตว์น้ํา ท่านประธานครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะประเทศไทยตีโจทย์ไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) ตามอียู (EU) ที่กําหนดให้เลี้ยวซ้ายก็เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาก็เลี้ยวขวา จะให้ตีลังกาทําเพื่อ อียู (EU) พอใจโดยไม่มีใครโต้แย้ง คําตอบของการยกเลิกใบเหลืองให้กับประเทศไทย ดูเหมือนว่าจะประสบความสําเร็จเฉพาะรัฐบาล แต่ชาวประมงต้องทนทุกข์ทรมานกับสิ่งที่ รัฐบาลดําเนินการ จริงอยู่ครับ ที่รัฐบาลต้องดําเนินการเรื่องการประมงต้องพัฒนาให้ สอดคล้องกับหลักสากล แต่การดําเนินการออกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ขาดความรู้ ความเข้าใจ มีการกําหนดโทษที่รุนแรงชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ยิ่งกว่าโจรสลัด มีการออกกฎหมายกว่า ๒๐๐ ฉบับ การที่มีอคติจ้องจับผิดจนชาวประมงต้องถูกจับดําเนินคดี กว่า ๑๐,๐๐๐ ราย ทั้งเสียค่าปรับรุนแรง ต้องติดคุก มีหนี้สินล้นพ้นตัว เรือกลายเป็นเศษไม้ เศษเหล็ก ยังไม่นับที่ต้องจอดทิ้งอีกหลายร้อยลํา ท่านประธานครับ นับว่าชาวประมงไทย ถูกรัฐบาลที่แล้วกระทําให้ต้องเผชิญชะตากรรมบนฐานความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ขาดข้อมูล ข้อโต้แย้งใด ๆ ในส่วนของทรัพยากรสัตว์น้ําที่เป็นหัวใจของไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) ต้องกลับไปดูว่า ๔ ปีที่ผ่านมานั้นรัฐบาลออกมาตรการทําให้เรือประมาณ ๓,๐๐๐ ลํา ต้องจอดทิ้งเลิกการทําประมงแล้วนะครับ ทรัพยากรสัตว์น้ําได้กลับมาอุดมสมบูรณ์หรือไม่ ขณะเดียวกันมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกือบ ๑๐ หน่วยงานที่คอยจ้องจับผิดชาวประมง ฉะนั้น วันนี้ผมจึงขออนุญาตท่านประธานให้สภาผู้แทนราษฎรของเรานั้นตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการประกาศกําหนดแนวเขตการทําประมงชายฝั่ง ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านสงครามครับ ต่อไปเชิญท่านนริศ ขํานุรักษ์ ครับ🔗
๕.๗๗ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาการประมงของประเทศ (นายนริศ ขํานุรักษ์ เป็นผู้เสนอ)🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้เสนอญัตติโดยกราบเรียน ท่านประธานสภาเพื่อเสนอญัตติ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาการประมงของประเทศ โดยเสนอไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ความละเอียดของญัตติปรากฏตามเอกสารที่ได้มีการแจกจ่าย ให้เพื่อนสมาชิกในที่ประชุมแห่งนี้ ผมจึงขออนุญาตได้อภิปรายสนับสนุนญัตตินี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าความสําคัญของการเสนอญัตติครั้งนี้ มีอยู่ ๓ ประการด้วยกันครับ🔗
ประการที่ ๑ ในอดีตนั้นเราเป็นเจ้าของทะเล เป็นเจ้าทะเลที่แท้จริงครับ แม้ว่าแสนยานุภาพทางทะเลด้านการทหารเราอาจจะสู้ประเทศอังกฤษ ประเทศสเปน ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศจีน แต่ว่าถ้าแสนยานุภาพทางการประมงแล้ว ประเทศไทยติด ๑ ใน ๑๐ ของโลกนะครับ เรามีกองทัพเรือประมง ๓๒,๕๒๙ ลํา เรามีรายได้ จากการทําการประมงแต่ละปีประมาณ ๑๔๕,๐๐๐ กว่าล้านบาททุกปี และเราได้ดุลการค้า ทางการประมง โดยถือว่าการประมงเป็นเศรษฐกิจรายได้ขนาดใหญ่ของประเทศ นี่เป็นเหตุผลที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ ก็คือเรามีคนในอาชีพประมงเป็นจํานวนมาก คนที่มีอาชีพประมง มากกว่า ๒,๐๐๐ หมู่บ้าน ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คนถึง ๑ ล้านคน ซึ่งประเทศไทย มีคนอยู่รวม ๖๐ กว่าล้านคน การที่จะมีชาวประมงหรือเกี่ยวข้องกับการประมง ๑ ล้านคน ถือว่าเป็นคนจํานวนมากของประเทศ🔗
ประการที่ ๓ เรามีธุรกิจต่อเนื่องจากการประมง ไม่ว่าจะเป็นปลากระป๋อง ปลาป่น ปลาแช่แข็ง ชิ้นส่วนปลาและอีกมากมาย ความยิ่งใหญ่ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน มันมาจากเพราะว่าเราต่อเรือเองได้ เราเดินเรือเองได้ เราเรียนรู้ในการทําการประมง แบบของเรา เรามีความเชื่อตามแบบฉบับของเรา เราจึงมีความยิ่งใหญ่มาในอดีต ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในปี ๒๕๕๗ หลังจากที่เรายิ่งใหญ่มายาวนานมากจนมาถึง ปี ๒๕๕๗ ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤติทางด้านการประมง ถือว่าเป็นวิกฤติที่รุนแรงที่สุดของ ประเทศไทย เพราะเราถูกกล่าวหาจากสหภาพยุโรปว่าเรามีเรือเถื่อนไม่มีทะเบียนมากมาย เราไม่มีการตรวจสอบทําการประมงที่ดีพอ การประมงไทยเราถูกกล่าวหาว่าเรามีการค้ามนุษย์ และมีการใช้แรงงานผิดกฎหมาย เราถูกกล่าวหาว่าเรามีกฎหมายและระเบียบที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย ไม่ทันกับเหตุการณ์และเราไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างเคร่งครัด ครบถ้วน และสุดท้ายเราถูกกล่าวหาว่าเราทําการประมงไม่ได้มาตรฐานเท่ากับอียู (EU) ซึ่งเขาบอกว่าเขามีมาตรฐานสูงกว่าเรา นี่คือข้อกล่าวหา และอียู (EU) ให้ใบเหลืองและสั่งให้เรา ปฏิบัติโดยการให้เราควบคุมการตรวจสอบการย้อนกลับ ให้เราสร้างระบบการตรวจสอบ ขึ้นมาใหม่อย่างเข้มงวดกวดขัน ให้มีการปรับปรุงโทษทางความผิด แล้วก็ให้เราดูแลเรื่อง แรงงาน🔗
ผมจึงขออนุญาตท่านประธานฝากคณะกรรมาธิการที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กรรมาธิการวิสามัญหรือกรรมาธิการสามัญที่จะรับเรื่องนี้ไปพิจารณาว่าขอให้ได้พิจารณา🔗
๑. ให้ไปดูกฎหมาย ดูกฎกระทรวง ดูระเบียบที่เกี่ยวข้องว่าเหมาะสม แล้วหรือไม่ เพราะยังมีการโต้แย้งจากหลายฝ่ายครับ ว่าทั้งจากประมงพาณิชย์ ประมง พื้นบ้าน ผู้มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการประมง ว่ากฎหมายของเรายังไม่เข้มงวดพอ ทั้ง ๆ ที่เรา ได้ปรับปรุง ได้แก้ไขกฎหมายทางการประมงมาโดยลําดับแล้วก็ตาม ผมจึงฝาก คณะกรรมาธิการที่จะเกิดขึ้นไปดูเรื่องกฎหมาย ระเบียบ และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ให้ครบถ้วนให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย🔗
๒. ประเด็นการซื้อเรือคืน เจ้าของเรือซึ่งได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก จากโครงการซื้อเรือคืน เขาได้แค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าเรือ แต่ว่ากราบเรียน ท่านประธานว่าโครงการนี้ล่าช้ามาก ขณะนี้ซื้อเรือได้ยังไม่ครบ ผมอยากให้กรรมาธิการ เข้าไปดูว่าทําอย่างไรให้เขาได้เกินมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือใกล้เคียงกับมูลค่าเรือ และขอให้ได้เร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน🔗
๓. เรื่องสินเชื่อ อยากให้กรรมาธิการชุดนี้เข้าไปดูว่าผู้ประกอบการประมง เขาต้องการสินเชื่อ ทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน เพราะกลัวว่าจะได้เฉพาะประมง พาณิชย์ และประมงพื้นบ้านไม่ได้รับสินเชื่อ แล้วก็ให้ได้ไปดูแลการเยียวยาพี่น้องชาวประมง และผู้ประกอบการอาชีพทางการประมงในเรื่องสินเชื่อและในเรื่องการเยียวยา🔗
ผมฝากกรรมาธิการที่จะเกิดขึ้นไปดูแลแรงงาน ว่าแรงงานประมงขณะนี้ ขาดแคลนมากน้อยแค่ไหน อย่างไร และรัฐควรจะช่วยเหลือในเรื่องการขาดแคลนแรงงานนี้ อย่างไร และที่ผ่านมาผู้ประกอบอาชีพทําการประมงหลังจาก ปี ๒๕๕๗ เขามีปัญหาเรื่อง ใบอนุญาตแรงงานต้องมีแรงงานประจําเรือ ต้องมีใบต่างด้าว ต้องมีวีซ่า (Visa) ซึ่งเกิดความ ยุ่งยากกว่าที่เจ้าของเรือผู้ประกอบอาชีพทําการประมงจะปฏิบัติได้ และอยากให้ ทางคณะกรรมาธิการไปดูประเด็นสิทธิมนุษยชน ดูประเด็นการค้ามนุษย์ให้ครบถ้วนด้วย แล้วก็ให้ไปดูเรื่องการนําสินค้าทางด้านการประมงเข้ามาในประเทศว่ามาทําลายสินค้าประมง ในประเทศมากน้อยแค่ไหน อย่างไร🔗
อยากฝากกรรมาธิการไปดูเรื่องต้นทุนของอาชีพทําการประมง ไม่ว่าเรื่อง น้ํามัน เรื่องการเจรจาพื้นที่ทําการประมง อยากให้ไปดูเรื่องใบอนุญาตของการประมง พาณิชย์ว่าขณะนี้ใบอนุญาตเรือประมงพาณิชย์ที่จะออกไปต้องมีใบอนุญาตที่มีเงื่อนไข มากมายกว่าจะได้ออกเรือแต่ละครั้งเป็นอุปสรรคต่ออาชีพทําการประมงหรือไม่ อย่างไร🔗
และฝากกับท่านประธานว่าเวลาที่พวกเราพูดถึงเรื่องการประมง ทั้งประมง พาณิชย์ ทั้งประมงพื้นบ้าน เราก็พูดภาพเราเห็นแต่ประมงพาณิชย์ในทะเลอันดามัน ในทะเล อ่าวไทย ถ้าพูดถึงประมงพื้นบ้านก็ชายทะเลอันดามันและชายทะเลอ่าวไทย แต่ว่าผมกราบเรียน ท่านประธานยังมีประมงพื้นบ้านอยู่ในลุ่มน้ํา เช่นลุ่มน้ําทะเลสาบสงขลา ทะเลสาบสงขลา มีเนื้อที่อยู่ ๗๐๐,๐๐๐ ไร่ มีเรือประมงมากกว่า ๒,๙๐๐ ลํา มีมูลค่าสัตว์น้ําปีหนึ่ง โดยเฉพาะ ปี ๒๕๖๒ ถึง ๒๐๐ กว่าล้านบาทในการซื้อขายกัน ในทะเลสาบสงขลาเป็นทะเลสาบที่มี สัตว์น้ําหลากหลาย เพราะว่ามีน้ําจืด น้ําเค็ม มีน้ํากร่อย ทําให้สัตว์น้ําอุดมสมบูรณ์ แต่ว่าการมองการทําการประมงหลายหน่วยงานไม่มองว่าเป็นประมงพื้นบ้าน จึงไม่ได้รับ การแก้ไข ไม่ได้รับการเยียวยา เขาทําการประมงอย่างยถากรรม ผมจึงฝากกรรมาธิการ ที่จะเกิดขึ้นเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวประมงในพื้นที่เขตทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็น ประมงพื้นบ้าน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมเสนอญัตตินี้โดยการอภิปรายได้ไม่ครบถ้วน เพราะ ๑. ปัญหามันมากมายสําหรับปัญหาทางด้านการประมง ๒. มีผู้อภิปรายครอบคลุม ไปแล้วหลายท่าน ๓. เวลาในการอภิปรายจํากัด ต้องแบ่งปันเวลาให้กับเพื่อนสมาชิก และผมเองก็ไม่ขัดข้องที่สภาจะให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญตามญัตติของผม หรือส่ง กรรมาธิการสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ แต่หวังว่าทุกประเด็นที่กระผมอภิปรายในสภามา กรรมาธิการจะรับไปพิจารณาและศึกษาเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ผมได้ตั้งญัตตินี้ขึ้นมา สุดท้ายหวังว่าปัญหาของพี่น้องประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน ประมงในทะเลสาบสงขลา อาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับการประมงและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ําได้รับการแก้ไข ทําให้พี่น้อง ชาวประมงได้ลืมตาอ้าปากได้ ทําให้พี่น้องชาวประมงและประเทศไทยกลับมามีรายได้ปีละ ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาทเหมือนในอดีต และทําให้ประมงไทยกลับมาเป็นเจ้าของทะเล อีกครั้งหนึ่ง และสุดท้ายทําให้แสนยานุภาพทางการประมงของเราซึ่งเคยยิ่งใหญ่ ติด ๑ ใน ๑๐ ของโลกกลับมายืนแถวหน้าของโลกได้อีกครั้งครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกก็ช่วยกันรักษาเวลานะครับ ญัตติต่อไป เชิญครับ🔗
๕.๑๐๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาประมงพาณิชย์และประมงชายฝั่ง (นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ผมเป็นผู้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ปัญหาประมงพาณิชย์และประมงชายฝั่ง ด้วยหลักการเพื่อที่จะให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ปัญหา ประมงพาณิชย์และประมงชายฝั่ง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทย ถ้าเราจะดูในเรื่องของชายฝั่งทะเลภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอันดามันหรือว่าฝั่งอ่าวไทย ถ้ารวม ระยะทางแล้วนั้นมีมากกว่า ๓,๐๐๐ กิโลเมตร ประเด็นปัญหาในเรื่องของประมง ในอดีต ที่ผ่านมาเรือประมงพาณิชย์ของประเทศไทยมีมากกว่า ๓๐,๐๐๐ กว่าลํา แต่ในขณะนี้ เราจะเห็นว่าสถิติของเรือประมงยังเหลือประมาณ ๑๐,๐๐๐ ลํานิด ๆ ในขณะที่เรือประมง พื้นบ้านหรือประมงชายฝั่งก็มีอยู่ประมาณสัก ๒-๓ เท่าในส่วนของเรือประมงพาณิชย์ สําหรับเขตในเรื่องของการทําประมงเขาแบ่งออกเป็น ๓ โซน (Zone) ประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ และนอกน่านน้ําของประเทศไทย สภาพปัญหาในวันนี้ ในส่วนของภาคใต้ ในโซน (Zone) อันดามัน ผมได้รับการร้องทุกข์ การร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ชาวประมงชายฝั่ง แล้วก็เพื่อน ส.ส. ไม่ว่าตั้งแต่อันดามัน จังหวัดระนอง ซึ่งมีท่าน ส.ส. คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ จังหวัดสตูลมีท่าน ส.ส. วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ส.ส. พิบูลย์ รัชกิจประการ ซึ่งอยู่ติดชายฝั่งอันดามันหัวกับท้าย ความยาวก็ร่วม ๑,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ประเด็นต่อมา หลังจากที่เรามีกฎหมายพระราชกําหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ และมีการแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ นั้น ประกอบกับในส่วนของไอยูยู (IUU) ที่ให้ใบเหลืองของประเทศ ไทย ก็ทําให้พี่น้องชาวประมงมีความเจ็บปวดมาตลอด โดยพี่น้องชาวประมงพาณิชย์ก็ไม่ สามารถที่จะปรับตัวให้ทันกับข้อบังคับความกดดันของอียู (EU) ได้ จะเห็นได้ว่าเรือประมง หลายบริษัทที่ไปทําผิดกฎหมาย โทษปรับมากกว่ากฎหมายใด ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย เป็นโทษปรับ บางลํามีโทษปรับ ๓๐๐-๔๐๐ ล้านบาท ถึงกับขนาดล้มละลายได้เนื่องจากว่า เขาจะมีมาตรการคํานวณในเรื่องของความยาวของเรือ จํานวนของแรงงาน แล้วก็คูณกับ ค่าปรับ เพราะฉะนั้นการกระทําความผิดตามกฎหมายประมงนี้มีความผิดที่ร้ายแรงมาก ก็ทําให้ ผู้ประกอบอาชีพประมงพาณิชย์ก็ลดน้อยลง บางคนถึงกับเลิก บางคนหยุดกิจการ บางคน จะขายกิจการประมง🔗
ประเด็นต่อมานั้นประมงพื้นบ้านเป็นพี่น้องประชาชนที่มีสภาพปัญหา ในเรื่องของ ๑. ใบอนุญาต พี่น้องประมงพื้นบ้านในส่วนของฝั่งอันดามันโดยเฉพาะที่ จังหวัดกระบี่เขาก็จะมีอาชีพอยู่ ๒ อาชีพด้วยกัน คือใช้เรือหางยาวหาปลา พอช่วง หน้าท่องเที่ยวเขาก็จะปรับเรือที่ทําอาชีพประมงพื้นบ้านมารับนักท่องเที่ยว เพราะฉะนั้น ประเด็นเหล่านี้ก็จะเกิดให้กระทําผิดกฎหมายในเรื่องของใบอนุญาต ถ้าหากเป็นไปได้ ก็ต้องฝากคณะกรรมาธิการสามัญ หรือว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นก็คงจะต้อง ไปดูว่าในเรือของพี่น้องประมงพื้นบ้านนั้นจะให้มีใบอนุญาตควบคู่กัน ๒ ใบได้หรือไม่ ในช่วงหน้าท่องเที่ยว ณ วันนี้เราจะเห็นได้ว่าพี่น้องประมงหลังจากมีโควิด-๑๙ (COVID-19) นักท่องเที่ยวไม่มี พี่น้องประมงชายฝั่งก็เอาเรือไปหาปลาได้ อันนี้ก็เป็นการประทังชีวิต ในเรื่องของอาชีพที่ใช้เครื่องมือในการประมงก็คือเรือ ในช่วงมีนักท่องเที่ยวก็เปลี่ยนอาชีพ ไปรับนักท่องเที่ยว ในช่วงโลว์ (Low) นักท่องเที่ยวไม่มีก็เอาเรือนี้ไปหาปลา แล้วก็มา ซัปพอร์ต (Support) มาขายตามตลาด แล้วก็ขายเอง อันนี้ก็เป็นเรื่องของสภาพปัญหา พี่น้องประมงพื้นบ้าน🔗
อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของมาตรฐานท่าเทียบเรือ ในมาตรฐานของท่าเทียบเรือ ในการจอดของเรือประมงขึ้นฝั่งวันนี้ก็ยังมีปัญหาแล้วก็ไม่ได้มีคุณภาพในเรื่องของการจอด การแบ่งโซน (Zone) ต่าง ๆ ต่อมาหลังจากกฎหมายนี้ออกมาวันนี้ความชัดเจนของกฎหมาย ที่เขาบอกว่าบริเวณแนวชายเกาะห่างออกไป ๑.๕ ไมล์ทะเล ในกรณีชายฝั่งห่างออกไป ๓ ไมล์ทะเล วันนี้กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ได้กําหนดเขตพื้นที่ที่มีความชัดเจน เพราะฉะนั้นก็ยังมี ปัญหาในเรื่องว่า ๓ ไมล์ทะเลจากฝั่งบางพื้นที่อยู่ที่ไหน เพราะเครื่องมือของพี่น้องประมงชายฝั่ง เขาไม่มีเครื่องมือในการวัด ถ้าผมจําไม่ผิดวันนี้มีการประกาศแต่เฉพาะที่จังหวัดตราด ที่สามารถที่จะมีกฎหมายบังคับชัดเจนแล้วจากฝั่ง ๓ ไมล์ทะเลแค่ไหน เพียงใด แล้วก็ จากเกาะ ๑.๕ ไมล์ทะเล อย่างกรณีของจังหวัดภูเก็ตถือว่าเป็นจังหวัดที่มีเกาะทั้งหมด ก็ประกาศ ๑.๕ ไมล์ทะเลทั้งเกาะ เพราะฉะนั้นส่วนนี้ก็ต้องขอฝากท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่รับผิดชอบในส่วนของกรมประมง ซึ่งมีคณะกรรมการประมงจังหวัดในการ แก้ปัญหาก็ได้พิจารณาส่งเรื่องไปยังกรมประมงแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ถ้าเป็นไปได้ ก็ประกาศให้เร็วขึ้น พี่น้องประมงก็จะได้ยึดหลักในเรื่องของการออกไปหาปลา โดยไม่ผิดกฎหมายได้ เพราะในเรื่องของพี่น้องประมงชายฝั่งนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นพี่น้อง ที่ต่อเรือขึ้นมาเอง แล้วก็เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่มี ประเด็นที่เสนอฝากเพื่อที่จะให้ คณะกรรมาธิการวิสามัญถ้าในกรณีสภาเห็นด้วยเห็นชอบในการตั้ง แต่ถ้าในกรณีสภาเห็นว่า ไม่มีความจําเป็นผมก็ไม่ขัดข้องที่จะนําเรื่องสู่คณะกรรมาธิการสามัญการเกษตรและสหกรณ์ ในการพิจารณาก็ดี แต่กระผมขอฝากท่านประธานว่าในเรื่องของกฎหมายประมงในปัจจุบัน ที่มีปัญหาแล้วก็บางส่วนได้รับผลกระทบ เราจะต้องมีมาตรการเยียวยาให้กับพี่น้อง ชาวประมง แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ในเรื่องของสินเชื่อในการพักหนี้ของพี่น้องประมงซึ่งมีหนี้สิน รายใหญ่เช่นกัน แล้วก็ในเรื่องของการออกใบอนุญาตในเรื่องของพี่น้องประมงชายฝั่ง ถ้าเป็นไปได้อยากให้ไปศึกษาในเรื่องของกําหนดโซนนิง (Zoning) เพราะบางพื้นที่ พี่น้องประมงที่เขาไปเลี้ยงปู เลี้ยงหอย เลี้ยงปลากะชัง มันเหมือนกับการบุกรุกชายฝั่ง เพราะฉะนั้นบางพื้นที่ก็เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐหลายหน่วย ไม่ว่าจะเป็นกรมเจ้าท่าก็ดี กรมประมงก็ดี แล้วก็ยังมีสิ่งล่วงล้ําลําน้ําในกรณีสร้างบ้าน ล้วนแต่เป็นอาชีพของประมง การเชื่อมโยงต่อเนื่องในวิถีชีวิตของเขาทั้งสิ้น ในจังหวัดกระบี่ที่เกาะลันตามีพี่น้องชาวประมงทําประมงมาหลายชั่วชีวิต แล้วก็ถูก กรมประมงไปจับ ในขณะเดียวกันกรมเจ้าท่าก็ให้ไปรื้อบ้าน ซึ่งตรงนี้ก็ต้องฝากไว้ด้วยว่า วิถีชีวิตของชาวประมงนั้นเขามีความสามารถ เขามีวิถีชีวิตที่จะมีความรู้ความชํานาญในเรื่อง ของการออกเรือหาปลา แต่ถ้าเราจะย้ายถิ่นให้เขาขึ้นมาบนฝั่งแล้วเปลี่ยนอาชีพเขาค่อนข้าง ที่จะทํายาก แล้วเขาก็ไม่สามารถที่จะมาประกอบอาชีพอื่นได้ ท้ายที่สุดสิ่งสําคัญที่สุดในเรื่อง ของการที่จะแก้ปัญหาเรื่องประมงพื้นบ้าน ประมงชายฝั่งนั้นคือจะต้องเอากฎหมาย มาทบทวนในการแก้ว่าเราจะเยียวยาแก้กฎหมายที่มีโทษมากเกินไปอย่างไร แล้วก็ผ่อนผัน ให้กับพี่น้องเกษตรพื้นบ้านได้อย่างไร และอาณาเขตการทับซ้อนพื้นที่ระหว่างประมงพื้นบ้าน หรือประมงชายฝั่งกับประมงพาณิชย์อย่างไร ก็ขอฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการที่จะ ตั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิสามัญหรือสามัญประจําสภาก็ดี ขอบคุณมากครับ🔗
ญัตติฉบับต่อไป เป็นของท่านพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ เชิญผู้เสนอครับ🔗
๕.๑๐๖ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ (นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอเสนอ ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไข ปัญหาประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนข้อมูลจากทาง นายกสมาคมประมงต่าง ๆ ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และได้รับการประสานงานจาก ท่านดอกเตอร์วิชิต ปลั่งศรีสกุล ซึ่งเป็นผู้ประสานงานเกี่ยวกับประมงให้กระผม ว่าได้เกิด ปัญหาขึ้นในเรื่องชาวประมงได้รับความเดือดร้อน จากการที่รัฐบาลได้ออกพระราชกําหนด การประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ และ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งเกิดผลกระทบทําให้ชาวบ้านอาชีพประมง ปฏิบัติตัวลําบากมากเพราะมีข้อมูลขั้นตอนที่ทํางานยุ่งยากลําบาก และต้นทุนที่สูงขึ้น ทําให้ อาชีพประมงไม่คุ้นเคย บางท่านก็ไม่ไหว ต้นทุนสูงไม่ทําก็ไม่ทํากันไป จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ทั้งหลายทั้งปวงผมว่ามาจากการที่รัฐบาลเราโดนบังคับจากอียู (EU) ให้ออกกฎหมายประมง ทีนี้ผมเข้าใจว่าการที่อียู (EU) บังคับน่าจะเป็นประมงใหญ่ จับปลา จับอะไรได้เยอะ ๆ กลัวว่าการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจะมากเกินไปทําให้ทุกประเทศที่เป็น สมาชิกเกี่ยวกับประมงจะต้องออกระเบียบกฎหมาย ซึ่งมันก็ถูกต้องถ้าเป็นประมงใหญ่ ประมงพาณิชย์ซึ่งอยู่นอกน่านน้ําเราไปเกิน ๓ ไมล์ทะเล แต่เหตุการณ์ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เวลามาออกกฎระเบียบเพื่อให้ตรงความต้องการของอียู (EU) มันก็ไปกระทบกับประมง พื้นบ้านด้วย ซึ่งรัฐบาลก็ทราบดี ออกกฎหมายตัวหนึ่งมันก็ต้องพิจารณาถึงกฎหมายหลาย ๆ อย่างด้วย ทําให้ดึงหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานเข้ามาร่วม ทําให้มีผลบังคับใช้กฎหมาย ชาวประมงเองก็ลําบาก เพราะว่าทั้งชีวิตเกิดขึ้นมาอยู่กับทะเล ไม่เคยปรับตัว วันนี้ต้องมา ปรับตัวเข้ากับกฎหมายใหม่ซึ่งรัฐบาลโดนอียู (EU) บังคับให้ทํา ที่ออก พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ กับ พ.ศ. ๒๕๖๐ ผมเองได้ยินชาวประมงพูดก็รู้สึกเห็นใจแล้วก็เข้าใจเขา แต่จะทําอย่างไรได้ มันเหมือนหนึ่งกับว่าบางครั้ง เช่นไอยูยู (IUU) มันก็มีข้อว่าเราต้อง รายงาน เราต้องควบคุม และเหนือสิ่งอื่นใดเราจับสัตว์น้ํามากเกินไปหรือเปล่า ประเด็นนี้สําคัญทําให้มีการควบคุมเรือไม่สามารถจะต่อใบอนุญาตให้ถูกกฎหมายได้ ผมใช้คําว่า ไม่สามารถจะต่อให้ถูกกฎหมายได้ ก็เหลือเรือไม่มาก ตัวที่ต่อไม่ได้ก็จอดจนปี ๒ ปีพัง ก็เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเยียวยาให้หน่อย ก็เกิดประเด็นปัญหาขึ้นมาว่าจากที่ยื่นแล้ว ผมไม่ทราบตอนนี้เท่าไร จากเมื่อปีที่แล้ว ๒,๐๐๐ กว่าลํา แล้วรัฐบาลบอกว่าเยียวยาได้ ๕๐๐ ลํา ในปี ๒๕๖๓ อันนี้ก็คือปัญหาที่เขาไม่อยากทําแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่ารัฐบาลเองไม่อยาก ให้เรือมากเกินไปหรือเปล่า ก็เลยมีเรือเหลืออยู่เฉพาะเท่าที่จําเป็นเท่านั้น ก็ขอความกรุณา รัฐบาลช่วยดูส่วนที่เยียวยาด้วย เรื่องปัญหากฎหมายประมง เป็นปัญหาของชาติที่เกิดขึ้นมา ปัญหาคือเรารับใบเหลืองจากอียู (EU) เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๘ ในเรื่องไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) การทําประมงผิดกฎหมาย คือเราไร้การควบคุมแล้วก็ไร้การรายงาน ชาวประมง ถ้าพูดถึงควบคุมแรงงานนี้ก็ปวดหัว ต้องมานั่งทําบัญชี ต้องมานั่งรายงาน ก็น่าเห็นใจเขา แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขกฎหมาย มีการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่าง ประเทศ คือ ๑. ด้านกฎหมาย คือ พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ และ พ.ศ. ๒๕๖๐ ด้านการ จัดการกองเรือ คือเรือพื้นบ้านและเรือพาณิชย์ ด้านการติดตามควบคุมเฝ้าระวัง คือตั้งศูนย์ต่าง ๆ เช่นศูนย์ปีโป้ (PIPO) ต่าง ๆ ด้านการตรวจสอบย้อนกลับคือจดทะเบียนท่าเทียบเรือทั้งหมด ๑,๐๖๓ ท่าต้องผ่านการตรวจสุขอนามัย ซึ่งก็ต้องเพิ่มกระบวนการและเพิ่มต้นทุนเข้าไป มีการกํากับเอกสารการซื้อขาย ระบบบัญชีเข้ามาอีกแล้วครับ ด้านการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้กฎหมาย โดยมีการตั้งศาลอาญา ตั้งองค์คณะผู้พิพากษาแยกคดีประมง เป็นต่างหากไป ด้านแรงงานได้ดําเนินการปรับปรุง พ.ร.ก. บริหารแรงงานต่างด้าว การเข้าไป ในภาคีต่าง ๆ ปี ๒๕๖๑ ก็ต้องดําเนินการตามระเบียบไป พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ต่อเนื่องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นกฎหมายที่ทําลายอาชีพพี่น้องประมงทั่วประเทศ ใน ๒๒ จังหวัดที่ติดทะเล ประมงเป็นอาชีพของคนไทย อยู่ใต้การบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ ตาม พ.ร.บ. ปี ๒๔๙๐ ปี ๒๕๕๘ ครม. เห็นชอบให้ออก พ.ร.ก. ปี ๒๕๕๘ เป็นกรณีจําเป็น ทําให้พี่น้องทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อน แล้วไม่เห็นด้วย และคัดค้าน ร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ แต่รัฐบาลช่วงนั้นก็ให้พี่น้องชาวประมงรับไปก่อน เป็นกฎหมายที่ให้รับไปก่อน เพื่อจําเป็นที่จะได้แก้ไขปัญหาของประเทศต่อไปแล้วค่อยไปแก้ไขปัญหากันทีหลัง สิ่งที่พี่น้อง ประมงทั่วประเทศได้รับการบังคับใช้กฎหมายประมงคือรีบเร่ง หลังจากที่ทําแล้วก็รีบเร่งในการ แก้ไขปัญหา มีการออกกฎหมายควบคุมประมง การจัดทํารายงานและระบบติดตามเรือประมง การค้ามนุษย์ กฎหมายทั้งหมด ๓๐๐ กว่าฉบับ ทําให้ผลกระทบต่ออาชีพประมงจมดิ่งลงไปใน วังวนกฎหมายที่ใช้อยู่ ทําให้ชาวประมงต้องถูกจับดําเนินคดีไปแล้วหลายพันราย เสียค่าปรับ เป็นเงินหมื่น เงินแสน เป็นล้านก็มี และสูญสิ้นอาชีพไปเลย กฎหมายที่ไม่คํานึงถึง ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและวิถีการทําประมงในแต่ละพื้นที่ กฎหมายฉบับนี้ พี่น้องชาวประมงทั่วประเทศเรียกกฎหมายนี้ว่าเป็นกฎหมายทําลายล้างอาชีพประมง ให้สูญสิ้น กฎหมายเหมาเข่ง หมายความว่าเป็นกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เช่น ถ้าเจ้าของเรือ มีเรือประมง ๕ ลํา เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเรือคนเดียวกันไปทําผิดกฎหมาย ๑ ลํา อีก ๔ ลําก็ถูกเหมารวม ถูกระงับการออกทําประมงไปด้วยจนกว่าคดีจะสิ้นสุด บทลงโทษ ที่รุนแรง โทษปรับที่สูงกว่าหลายประเทศกับกฎเหล็กไอยูยู (IUU) ผลกระทบในลักษณะ การเลือกปฏิบัติ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมายที่เกิดขึ้น ไม่ได้ก่อให้เกิดระบบการจัดการประมงอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน แต่กลับนําไปสู่การจัดสรร ทรัพยากรที่เหลื่อมล้ําไม่เท่าเทียมกัน ท่านประธานครับ ระเบียบที่ต้องปฏิบัติกันที่ชาวประมง เจออยู่ ผมขออนุญาตนําเรียนคร่าว ๆ อย่างนี้ เช่น ถ้าประมงไม่ติดตั้งระบบการติดตาม เรือประมง ไม่ดูแลรักษาระบบติดตามเรือให้ใช้ได้ตลอดเวลา มีโทษนะครับ ปรับเงินเป็นหมื่น เป็นแสน ไม่นําใบอนุญาตปิดไว้ในเรือหรือไม่นําบัตรที่ใช้แทนใบอนุญาตติดตัวไปก็ถูกปรับ เหมือนกัน เป็นเจ้าของเรือประมงใช้คนประจําเรือที่ไม่มีหนังสือประจําเรือตามกฎหมาย ว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ําก็โดนปรับมากมาย อันนี้ก็ถือว่าส่วนหนึ่งผิด แต่ว่าการ เปรียบเทียบปรับทําอย่างไรโทษสูงสุดถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตทําการประมงเลยครับ นําเรือประมงพาณิชย์ขนาดตั้งแต่ ๓๐ ตันกรอสออกไปทําการประมงโดยไม่นําเอกสาร คือไม่ติดเอกสารตามที่เจ้าหน้าที่อนุญาตไปนะครับ และไม่แสดงหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่ ณ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือก็มีความผิดตามโทษเหมือนกันนะครับ ท่านประธานครับ มีหลายเรื่องที่เป็นอัตราโทษที่ค่อนข้างจะสูงนะครับ ซึ่งประมงไม่ทราบ ก็ต้องทราบเพราะเป็นกฎหมาย จึงเกิดการจับ ปรับต่าง ๆ มากมาย ท่านประธานครับ ผมเองก็ขออนุญาตนําเรียนว่าปัญหาประมงที่เกิดขึ้นผมเคยยื่นกระทู้ถามต่อ สภาผู้แทนราษฎร โดยมีท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านประภัตร มาตอบ วันนั้นบางส่วนแก้ไขได้ และบางส่วนท่านรัฐมนตรีรับว่าจะนําไปปรับปรุงแก้ไข เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อไป นั่นแสดงให้เห็นว่าการออก พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ และ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่มีอยู่นั้นมีความไม่ครบถ้วน ยังสามารถปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ประชาชน ไม่เดือดร้อนต่อไปได้🔗
สรุปครับ ท่านประธานครับ ผม นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ เพราะปัญหาประมงเป็นปัญหาใหญ่ มีผลกระทบต่อชีวิตอาชีพ ประมง ควรออกกฎหมายให้รอบคอบ โดยแยกเป็นประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน เพราะมันจะทําให้ไม่เกิดปัญหา แยกได้แยกไปเลยครับ ประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน ออกกฎหมายให้ใช้ได้แต่ง่าย ๆ ควรสร้างและสนับสนุนอาชีพใหม่ประมง ท่านต้องเสริมสร้าง อาชีพ ฝากรัฐบาลด้วยนะครับ เสริมสร้างอาชีพใหม่ให้ประมง และดูแลบทลงโทษที่ไม่ให้ สูงเกินไป และเร่งเยียวยาในส่วนที่ประมงที่ขึ้นทะเบียนเอาไว้ที่รัฐบาลต้องชดเชย ก็กราบเรียนท่านประธานส่งถึงรัฐบาลเพื่อตั้งกรรมาธิการในชุดนี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ฉบับต่อไป เป็นของท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ เชิญครับ🔗
๕.๑๑๔ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาการประมงพื้นบ้าน (นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ เป็นผู้เสนอ)🔗
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกล ญัตตินี้ผมเสนอมายังสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ เพราะว่าพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่จังหวัดกระบี่ฝากมาว่า ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราช่วยกันดูแลอาชีพประมง และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อเดือนก่อน ผมก็ได้หารือกับท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรให้อธิบดีกรมประมงรีบออก ประกาศ มาตรา ๕๗ ตาม พ.ร.ก. การประมงที่ออกมาเมื่อปี ๒๕๕๘ ซึ่งเกี่ยวกับประกาศ การกําหนดการจับสัตว์น้ําขนาดเล็ก ทุกวันนี้วิกฤติของประมงทั้งฝั่งอ่าวไทย ฝั่งอันดามัน อยู่ที่การทําประมงแบบป้อนโรงงานอาหารสัตว์ครับ การประมงพื้นบ้านได้รับกระทบกระเทือน จากประมงพาณิชย์มาก การกําหนดเขตที่ชายฝั่งที่สมาคมประมงจังหวัดกระบี่ฝากมา การให้ คํานิยามของทะเลชายฝั่ง การให้คํานิยามของประมงพื้นบ้านก็ยังเป็นปัญหาของการยอมรับ กันอยู่ ท่านทราบไหมครับว่าสัตว์น้ําวัยอ่อนถูกกวาดต้อนจากท้องทะเลเยอะแยะมากครับ จากการทําประมงที่ผิดกฎหมาย จากการทําประมงโดยใช้เรือปั่นไฟทําลายลูกปลา ขอสไลด์ (Slide) ครับ🔗
ท่านจะเห็นว่าสถิติ มีรูปแบบของสัตว์น้ําเศรษฐกิจถูกทําลาย ถูกจับขึ้นมา ๔๖ เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นปลาเป็ด ๕๓ เปอร์เซ็นต์ครับ สถิติของพวกนี้ล่ะครับเป็นสถิติที่นักวิชาการ นักวิจัยยืนยันแล้วว่า สัตว์น้ําทะเลของเราถูกกวาดต้อน ถูกทําลายล้าง นี่คือรูปแบบที่มีการใช้เรืออวน แล้วก็จับสัตว์น้ําวัยอ่อน ใช้อวนตาถี่ แล้วก็จะมีสัตว์น้ํากว่า ๕๐ ชนิด ๕๐ สปีชีส์ (Species) ในช่วงท้ายจะมีวิดีโอ (Video) จากชาวต่างประเทศที่เข้ามา ถ่ายทําให้พวกเราได้ชมกันด้วย สมดุลของสัตว์น้ําชายทะเลถูกทําลายล้างอย่างต่อเนื่องครับ ประมงพื้นบ้านเขาถูกจํากัดเขตไม่ให้ออกเกิน ๓ ไมล์ทะเล ประกาศก็ยังไม่ออกมาชัด แล้วก็ อยู่ในเขตของเขตอุทยานแห่งชาติก็ยังเป็นปัญหากันอยู่ มีตัวอย่างดี ๆ ครับท่านประธาน ที่หาดมหาราช อําเภอสทิงพระ ผู้ใหญ่สมานครับ ผมไปเจอมาเมื่อ ๒ วันที่ผ่านมาครับ ท่านตกลงกับชุมชนครับ กําหนดเขต กําหนดระยะ ปรากฏว่าพี่น้องชุมชนประมงของเขา ให้ความร่วมมือ ปลาเล็ก ๆ กลับคืนสู่ระบบนิเวศ สามารถจับปลาตัวใหญ่ได้มากขึ้น สําหรับ ประมงพาณิชย์ที่มีการกําหนดออกเรือไว้ถึง ๒๔๐ วัน แต่มีเครื่องมือที่ทําลายล้างมากกว่า ผมอยากให้มีการลองเสนอเปลี่ยนจํานวนวันนะครับ ลองดูว่ามีการขายโควตา (Quota) การจับสัตว์น้ําจริงหรือไม่ ภาพนี้คือภาพที่ผมเคยนําเสนอในสภาแห่งนี้ นี่คือการใช้เรือปั่นไฟ ทําลายลูกปลาหลังเขียวนะครับ โดยเฉพาะฝั่งอ่าวไทยทําลายล้างกันมาก เรือที่สร้างเองครับ ประมงพื้นบ้าน พี่น้องชาวประมงสร้างกันเอง ต้องไปจดทะเบียนแล้วให้ระบุที่มา แล้วก็ต้องมี ใบนายท้าย ใบเอนจิเนียริง (Engineering) ซึ่งใช้กับเรือใหญ่ได้ผลครับ แต่กฎหมายฉบับนี้ จะไปใช้กับประมงพื้นบ้านไม่ได้ นี่คืออวนลากคู่ กวาดทุกอย่างจากท้องทะเล สัตว์พื้นน้ํา ถูกลากไปหมด กลายเป็นปลาเป็ด ปลาขนาดเล็กถูกทําลาย ประมงพาณิชย์รุกล้ําครับ นี่คือภาพที่เราเห็นกันในท้องทะเล เรามักจะไม่ค่อยได้เห็นกันเพราะว่าเราอยู่กันสบาย สามารถซื้อสัตว์น้ําอาหารทะเลได้ แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดก็นี่ล่ะครับ ปริมาณของสัตว์น้ําหายไป จนกระทั่งพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ ลุกขึ้นมาบอกกับหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกรมประมงหรือประมงจังหวัดในแต่ละจังหวัด ยกตัวอย่างบ้านผมไม่ต้องไกลเลย จังหวัดกระบี่ เวลามีปัญหา ประมงจังหวัดกับพี่น้องประชาชนในการจดทะเบียนเรือของจาแมะ ที่เกาะลันตาน้อย บ้านผมนะครับ ท่านทราบไหมว่าตัวข้าราชการเวลาทํางานกับภาคประชาชน เขาไม่ได้มองความสําคัญของภาคประชาชนนะครับ เขายึดระเบียบเป็นหลัก ทําให้เกิดปัญหา การสื่อสารกัน แล้วในรูปแบบของการจัดการในท้องถิ่นแต่ละจังหวัด กลุ่มตัวแทนที่เป็น นักการเมืองระดับจังหวัด เช่น สจ. เวลาได้รับคําร้องเรียนขึ้นมา สะท้อนในสภาองค์การ บริหารส่วนจังหวัด แต่กว่าเรื่องจะไปถึงต้องส่งหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการ ท่านผู้ว่าราชการ ทําหนังสือไปถึงประมงจังหวัด กว่าจะได้คําตอบกลับมาใช้เวลา ๕ เดือน ๖ เดือน นี่คือความ อ่อนด้อย นี่คือการรวบอํานาจไว้ที่ราชการส่วนกลาง โดยส่วนท้องถิ่นไม่มีส่วนรับรู้ ท่านประธานครับ พี่น้องชาวประมงเขาก็สงสัยกันว่าตอนนี้มีเรือประมงพื้นบ้านอยู่กี่ลํา หลายท่านที่เป็น ส.ส. ลุกขึ้นอภิปราย ๓๐,๐๐๐ ลําบ้าง ๕๐,๐๐๐ ลําบ้าง นี่คือข้อมูล ที่ไม่สามารถรวบรวมได้หรือในจํานวนเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้ เกิดอะไรขึ้นกับ ข้าราชการประเทศไทยโดยเฉพาะกรมประมงครับ รัฐควรจะต้องผลักดันนะครับ มีข้อเสนอ ของกลุ่มประมงพื้นบ้านในรูปแบบสมาพันธ์ว่าควรจะมีโรงเรียนชาวประมง ที่จังหวัดกระบี่ บ้านผมมีสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ําสัตว์ทะเลอยู่ด้วย ปรากฏว่าจังหวัดกระบี่เอาหอยชักตีน มาเป็นจุดขาย หลายท่านไปเที่ยวจังหวัดกระบี่ไปกินหอยชักตีน ทราบไหมว่าหอยชักตีน มันเกิดตามธรรมชาตินะครับ แต่หน่วยงานของรัฐไม่เคยสนับสนุนเลยในการตั้งงบประมาณ เพื่อเพาะเลี้ยง กลายเป็นว่าโยนไปให้ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เพาะเลี้ยง ผมถึงอยากเรียกร้อง ว่าหน่วยงานของรัฐช่วยกันดูแลตรงนี้ด้วย การทําประมงยังกระทบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่สําคัญอีกตัวหนึ่งก็คือพะยูนครับ เราได้ข่าวพะยูนเสียชีวิต มาเรียมเสียชีวิต การทําประมงเกี่ยวข้องแน่นอนครับ เราจะต้อง กําหนดโซน (Zone) ให้พะยูนอยู่ร่วมกับเราได้ อยู่ร่วมกับหญ้าทะเลของเราได้ จังหวัดตรัง บ้านท่านประธานชวน หลีกภัย มีข่าวการตายเหมือนกัน จังหวัดกระบี่บ้านผมก็มีข่าว การตายของพะยูนออกมาเรื่อย ๆ เหมือนกัน เกี่ยวข้องกับประมงครับ ผลกระทบพวกนี้ เราต้องรีบแก้ไข และเมื่อเราสามารถต่อสู้ให้ยกเลิกการทําประมงเรือปั่นไฟหรือการทําลายล้าง ได้แล้ว ท่านทราบไหมว่าที่อ่าวท่าศาลาจังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อไม่มีเรืออวนลาก เรือปั่นไฟแล้วความอุดมสมบูรณ์กลับมาครับ ปูตัวใหญ่ขึ้น ปลาตัวใหญ่ขึ้น และอาชีพ ต่อเนื่องของประมงจะยิ่งใหญ่ได้ อาชีพประมงจะต้องยิ่งใหญ่ได้ก็ต้องให้ชาวประมงมีคุณภาพ ชีวิตที่ดี มีเงินส่งลูกเรียน ไม่สูญเสียวิถีชีวิตของชาวประมง ซึ่งผมกังวลกับการขยายตัวอวน ที่ขยายสถิติของการใช้อวนว่าปัจจุบันตาอวนเล็กลง ทําให้สัตว์น้ําถูกทําลาย ท่านเห็น วิดีโอ (Video) นี้ไหมครับ นี่ล่ะครับกว่า ๕๐ ชนิด สัตว์น้ําเล็ก ๆ ถูกทําลาย ยังมีผลกระทบ ต่อเนื่องอีกว่าการทําท่าเรือพัฒนาชายฝั่งที่นิคมอุตสาหกรรมจะนะก็เช่นเดียวกัน การอ้างพัฒนาชายฝั่งย่อมมีผลกระทบกับวิถีชีวิตของพี่น้องชาวประมงเช่นเดียวกัน ก็อยากจะฝากถึงคณะกรรมาธิการที่สภาแห่งนี้จะได้ตั้งเพื่อศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้ ประเทศไทยของเรามีสัตว์น้ํา โดยเฉพาะสัตว์น้ําทะเลให้พวกเราได้บริโภคยันลูกหลานของเราครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ญัตติ ต่อไปของท่านสมชาติ ประดิษฐพร กับคณะ ครับ🔗
๕.๑๔๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาประมงชายฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในการทวงคืนพื้นที่สาธารณะ อ่าวบ้านดอนและอ่าวพุนพิน (นายสมชาติ ประดิษฐพร กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมชาติ ประดิษฐพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมกับคณะได้เสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาประมงชายฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในการทวงคืนพื้นที่สาธารณะอ่าวบ้านดอนและอ่าวพุนพิน ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพว่าผมและพรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาโดยตลอด โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการประมงชายฝั่ง และที่สําคัญ ที่ผมจะอธิบายให้เห็นก็คือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในอ่าวบ้านดอน ที่พี่น้อง ประชาชนมีความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากการที่เคยทําประมงชายฝั่งได้ แต่สิ่งเหล่านั้น ก็หมดไป จึงเป็นผลที่ทําให้ผมได้เสนอญัตตินี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นพรรคการเมือง เมื่อประชาชนเดือดร้อนเราจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ครับ ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน อาชีพการทําประมงเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่ง เป็นอย่างมาก เนื่องจากทรัพยากรทางธรรมชาติเริ่มลดลงเป็นจํานวนมากและสถานการณ์ การบุกรุกพื้นที่แนวเขตพื้นที่สาธารณะมีเป็นจํานวนมากเช่นกัน จนเป็นเหตุให้ประชาชน ที่ทําประมงชายฝั่งอย่างแท้จริงเกิดความเดือดร้อน โดยเฉพาะอ่าวบ้านดอนในเขตอําเภอเมือง และอําเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดิมเมื่อปี ๒๕๔๓ มีการประกาศให้บริเวณพื้นที่ อ่าวบ้านดอนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ํานานาชาติตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar) ไม่สามารถที่จะ ทําการเพาะเลี้ยงหอยได้ แต่อนุญาตให้ชาวบ้านและประมงทั่วไปสามารถเข้ามาในพื้นที่เพื่อจับหอยออกไปได้ แต่ห้ามใช้ เครื่องมือที่ผิดกฎหมายในการทําประมงในบริเวณดังกล่าว แต่ต้องชื่นชมพี่น้องประชาชนที่ได้ ปฏิบัติตามกฎหมายได้ดีโดยตลอดมา แต่ในปัจจุบันชาวบ้านและชาวประมงไม่สามารถเข้าไป ทําประมงพื้นบ้านในบริเวณดังกล่าวได้ เนื่องจากประสบปัญหาการรุกล้ําพื้นที่ของกลุ่มนายทุน บุกรุกพื้นที่ ซึ่งกลุ่มนายทุนได้เข้ามาจับจองพื้นที่ในบริเวณดังกล่าวเพื่อทําฟาร์มหอยเลี้ยงสัตว์น้ํา และปลูกอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจํานวนมาก อีกทั้งมีการกีดกันขัดขวางและข่มขู่ ชาวบ้าน ไม่ให้ชาวบ้านได้เข้าไปทําประมงพื้นบ้านอันเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของชาวบ้าน ที่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ร่วมกันได้อีก ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบต่อการ ดําเนินชีวิตและการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเป็นจํานวนมาก อ่าวบ้านดอนครอบคลุม หลายอําเภอของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีระยะทางประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร มีลักษณะพื้นที่ เป็นเวิ้งคล้ายกระทะ จึงมีความสําคัญต่อการทําประมงพื้นบ้านของชาวบ้านเป็นอย่างมาก เพื่อหาเลี้ยงชีพ ด้วยเหตุผลที่ผมได้กล่าวมาเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรที่จะตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาประมงชายฝั่งอย่างยั่งยืน จึงขอเสนอญัตติด่วน ดังกล่าวมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แก้ไขปัญหาประมงชายฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในการทวงคืนพื้นที่สาธารณะอ่าวบ้านดอน และอ่าวพุนพิน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ แต่กราบเรียนท่านประธาน หากมีการส่งญัตตินี้ไปให้คณะกรรมาธิการสามัญใดที่เกี่ยวข้อง กระผมก็ไม่ขัดข้อง แต่อาจจะขอกล่าวในที่ประชุมนี้เพื่อเสนอท่านประธานว่าขอให้ คณะกรรมาธิการสามัญชุดที่ได้รับไปได้ตั้งอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาอย่างเป็นระบบ ต่อไป ขอขอบคุณมากครับ🔗
ฉบับสุดท้าย ซึ่งยังไม่บรรจุระเบียบวาระ ของท่านคุณหมอบัญญัติ ให้สภาศึกษาแล้วส่งไปให้รัฐบาล ดําเนินการ เชิญครับ🔗
ญัตติ เรื่อง ขอให้ศึกษาแก้ปัญหาผู้ประกอบอาชีพประมงทั้งประมงพาณิชย์ และประมงพื้นบ้านครอบคลุมทั้งด้านปัญหาระเบียบกฎหมายและมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพประมงอย่างเป็นรูปธรรม (นายบัญญัติ เจตนจันทร์ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอเสนอญัตติด่วนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ศึกษาแก้ปัญหาผู้ประกอบอาชีพประมง ทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน ครอบคลุม ทั้งระเบียบกฎหมายและมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพประมงอย่างเป็น รูปธรรม ท่านประธานที่เคารพ ด้วยสถานการณ์ผู้ประกอบอาชีพประมงในห้วงระยะเวลา ๕-๖ ปีที่ผ่านมา ทั้งหน่วยราชการต่าง ๆ ออกระเบียบ ออกกฎหมาย ประกาศและมาตรการต่าง ๆ มาบังคับใช้กับผู้ประกอบการประมง จนส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมง อย่างรุนแรง ทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้านเป็นวงกว้าง บางรายถึงขั้นต้องเลิกกิจการ บางรายประสบปัญหาขาดทุน บางรายขาดแคลนแรงงาน แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยได้รับ การปลดใบเหลืองจากสหภาพยุโรปแล้วสถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งปัญหาที่เดือดร้อนที่สุด ของภาคธุรกิจประมงก็คือการออกกฎหมายของภาครัฐที่เกินความจําเป็น เช่น พระราชกําหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งมีบทลงโทษ ที่รุนแรงเกินไป และมีโทษที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน (ASEAN) และปัญหา ที่รองลงมาก็คือปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจประมง ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุนี้จึงจําเป็นที่รัฐบาลจะต้องเร่งรัดแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการแก้ไขกฎหมาย แก้ไข ระเบียบประกาศและมาตรการต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพประมง รัฐบาล จะต้องเร่งรัดหามาตรการเยียวยาผู้ประกอบการประมง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ แก้ไขปัญหาไอยูยู (IUU) ของภาครัฐที่ผ่านมา และรัฐบาลต้องเพิ่มมาตรการดูแลการนําเข้า สินค้าประมงจากต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาดภายในประเทศอย่างเร่งด่วน ตลอดจน แก้ไขปัญหาแรงงานให้กิจการประมงและแปรรูปสินค้าประมง ทั้งกรณีแรงงานต่างด้าว เช่น ขอให้ใช้บทลงโทษด้วยกฎหมายแรงงานเพียงกฎหมายเดียว และเปิดโอกาสให้มีการ ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวปีละ ๒ ครั้ง เป็นต้น รวมทั้งกําหนดมาตรการแก้ไขปัญหา ขาดแคลนแรงงานอย่างยั่งยืน ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องชาวประมงจังหวัดระยอง และภาคตะวันออก รวมทั้ง ๒๒ จังหวัด ที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลนั้นมีปัญหาคล้ายคลึงกัน สมาคมประมงประมาณ ๕๙ สมาคมใน ๒๒ จังหวัดนั้นต่างมีการประชุมแล้วก็มีการเรียกร้อง ให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวประมงของทั้ง ๒๒ จังหวัดนั้น สมาคมประมงในจังหวัดระยอง ซึ่งประกอบด้วยสมาคมประมงจังหวัดระยอง สมาคมประมงบ้านเพ สมาคมประมงสุนทรภู่ และสมาคมประมงปากน้ําประแสร์ ได้เรียกร้อง ๑๑ ข้อ สอดคล้องกับสมาคมการประมง แห่งประเทศไทยให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา🔗
ข้อที่ ๑ ขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการประมงทั้งหมดหยุดออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบในทางลบต่ออาชีพการประมง เว้นแต่ การออกกฎระเบียบประกาศที่เป็นการผ่อนคลายปัญหา🔗
ข้อที่ ๒ ขอให้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายพระราชกําหนดประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยเร่งด่วน🔗
ข้อที่ ๓ ขอให้รัฐบาลเร่งดําเนินการซื้อเรือประมงออกนอกระบบคืนโดยเร็ว🔗
ข้อที่ ๔ ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการช่วยเหลือชาวประมงในโครงการสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับชาวประมงโดยเร่งด่วน🔗
ข้อที่ ๕ ขอให้กรมประมง กรมจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัด การอนุญาตให้ใช้กฎหมายมาตรา ๘๓ แห่งพระราชกําหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ในการ แก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมงโดยเร่งด่วน🔗
ข้อที่ ๖ ขอให้ยกเลิกแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาในการปฏิบัติของ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ส่งผลกระทบกับชาวประมงที่เป็นอยู่โดยเร็ว🔗
ข้อที่ ๗ เรือประมงที่มีขนาดไม่เกิน ๓๐ ตันกรอส ไม่ควรมีนโยบายให้ติด วีเอ็มเอส (VMS) เช่น การชักชวนให้เรือประมงขนาดต่ํากว่า ๓๐ ตันกรอสทดลองติด วีเอ็มเอส (VMS) ฟรี🔗
ข้อที่ ๘ ขอให้หยุดการนําเข้าสินค้าสัตว์น้ําจากต่างประเทศโดยทันที ด้วยเหตุผลว่าไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามพระราชกําหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ตามมาตรา ๙๒ ซึ่งการนําเข้าสัตว์น้ําจะต้องมีการตรวจสอบว่าสัตว์น้ําเหล่านั้นได้มาโดยชอบ ด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามมาตรา ๙๒ วรรคสองและวรรคสาม สินค้าประมงจากต่างประเทศ เมื่อนําเข้ามาทุ่มตลาดสินค้าสัตว์น้ําของชาวประมงไทยที่ทําถูกต้องตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัดซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า เพราะมีการนําเข้าสินค้าสัตว์น้ําแบบเสรีไร้การควบคุม มาสต๊อก (Stock) ไว้เต็มห้องเย็นหมดแล้ว ดังนั้นจึงต้องแก้ไขระเบียบกรมประมงเดิม ที่อนุญาตให้บุคคลธรรมดาสามารถนําเข้าสัตว์น้ําได้เสรี มีมาตรการในการป้องกันปกป้อง สินค้าสัตว์น้ําภายในประเทศ🔗
ข้อที่ ๙ ขอให้พิจารณาเพิ่มวันทําการประมงให้กับพี่น้องชาวประมง ทั้งประเทศโดยเร่งด่วน เพราะทําให้เกิดปัญหาการประกอบอาชีพ ขาดทุนมาถึง ๔-๕ ปีแล้ว เนื่องจากมีการกําหนดให้ทําการประมงได้ทั้งปี แต่ต้องมีรายจ่ายค่าจ้างแรงงานตลอดทั้งปี🔗
ข้อที่ ๑๐ ขอให้คณะกรรมการกํากับดูแลโครงการจําหน่ายน้ํามันดีเซล สําหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักร ทบทวนแนวทางที่จะบังคับให้บริษัท จําหน่ายน้ํามันบังคับให้ชาวประมงต้องจ่ายเงินผ่านบัตรฟลีต คาร์ด (fleet card) ซึ่งจะทําให้ สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวประมงเพิ่มขึ้นทันที🔗
ในข้อสุดท้าย ขอให้มีการทบทวนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวประมงกรณี ที่ถูกบังคับใช้กฎหมายประมงที่ไม่เป็นธรรม โดยการตั้งคณะกรรมการร่วมกับชาวประมง พิจารณาผู้ได้รับผลกระทบ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออภิปรายในญัตตินี้เพื่อเสนอปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรค ต่อชาวประมงซึ่งมีความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เพื่อให้รัฐบาลรับไปดําเนินการ กรณี สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาปัญหาเรื่องนี้กระผมก็ไม่ขัดข้อง ที่จะส่งเรื่องนี้ให้กรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรที่ตั้งขึ้นรับไปพิจารณาดําเนินการ โดยเร่งด่วน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้ชาวประมงของจังหวัดระยองและชาวประมงของประเทศไทย ได้รับการแก้ไขปัญหา มีชีวิตความเป็นอยู่ดังเดิมที่ดีขึ้นด้วยครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ🔗
เจ้าของญัตติ ทั้ง ๑๐ ฉบับได้เสนอแถลงเหตุผลเรียบร้อยแล้วนะครับ ต่อไปจะเรียนเชิญท่านสมาชิก อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๗ และข้อ ๖๘ ซึ่งจะเรียนเชิญ ๔ ท่านก่อนนะครับ ท่านนิกร จํานง ท่านวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ท่านศักดินัย นุ่มหนู ท่านพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล เชิญท่านนิกรครับ ท่านละ ๗ นาทีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ผมขออภิปรายญัตติรวม ขอให้ศึกษาเรื่องปัญหาการประมง ทั้งประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก ประมงพาณิชย์ ตลอดจนประมงน้ําลึกขนาดใหญ่ ประเด็นนี้เกี่ยวเนื่องกันหมดเหมือนทะเล เป็นเนื้อเดียวกันเราแยกไม่ได้🔗
ท่านประธานครับ ส่วนแรกผมจะพูดถึงประมงพื้นบ้านก่อน ประมงพื้นบ้าน อยู่ในเขตชายฝั่ง ๓ ไมล์ทะเล เดิมก็เป็น ๒ ไมล์ทะเล ตอนหลังนี้เป็น ๓ ไมล์ทะเล ซึ่งพื้นที่ ตรงนี้จริง ๆ แล้ว ตามกฎหมายอาจจะมีได้ตั้งแต่ ๑.๕ ไมล์ทะเลจนถึง ๑๒ ไมล์ทะเล ขึ้นอยู่กับ ความจําเป็นหรือลักษณะของพื้นที่ ตรงนี้ขยับไปขยับมาได้ ในพื้นที่ตรงนี้เองก็มี ประมงพื้นบ้านอยู่ แล้วในตรงนี้เองที่เรามีเป็นลักษณะน้ําตื้น เรามีปัญหาเดิมเป็นปัญหาเรื่อง โพงพาง เป็นปัญหาเรื่องไซนั่ง เครื่องมือประมงที่มีปัญหาซึ่งเราแก้กันมาตามสมควรแล้ว ขณะนี้โพงพางก็ยกเลิกไป ยกเว้นผมเคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่หัวเขาแดง จังหวัดสงขลา ตรงนั้นที่จังหวัดสงขลาวันนี้ยังมีปัญหาเรื่องโพงพางอยู่บ้าง เพราะว่าเป็นปัญหาบาปเดิม ของการแก้ปัญหา คือตอนนั้นหลายสิบปีแล้วมีการให้โพงพางออกไป แล้วก็ไปหาที่ฝั่งตรงข้าม ที่ท่าสะอ้านให้คนละ ๒ ไร่ ให้ยกเลิกอาชีพนี้แล้วไปขึ้นบก ฝั่งตรงข้ามกับตําบลหัวเขา ที่หัวเขาแดง ปรากฏว่าพื้นที่ตรงนั้นใช้การไม่ได้เลย เป็นพื้นที่เค็ม น้ําไม่มี ประกอบอาชีพไม่ได้ เขาก็เลย กลับลงไปในทะเลใหม่ ก็เลยมีปัญหายืดเยื้ออยู่ ก็กําลังแก้ปัญหาอยู่ เรายังมีปัญหาเรื่องอวนรุน ซึ่งตอนนี้ก็ลดลงไปแล้ว ไม่ค่อยมีแล้ว ดังนั้นในพื้นที่ประมงพื้นบ้านตรงนี้ไม่มีปัญหา ระหว่างกันและกัน กําลังแก้กันไปได้ ปัญหามันถูกกระทบจากประมงพาณิชย์ คือประมง พาณิชย์เองเป็นส่วนที่ ๒ ของปัญหา ก็คือว่าเป็นปัญหาเชิงภูมิภาค ท่านประธานครับ เรามีข้อได้เปรียบ เสียเปรียบอยู่มากในเรื่องประมง เพราะว่าอ่าวไทยนี้เป็นรูปตัว ก เขตเศรษฐกิจจําเพาะที่ออกมาจากประเทศเวียดนามก็ดี ประเทศกัมพูชาก็ดีมันมาก่ายกันเอง ดังนั้นพื้นที่ในการทําประมงของเราเหลืออยู่น้อยมาก พอน้อยมากในขณะที่กองเรือเราใหญ่มาก ดังนั้นปลาโตไม่ทัน หมายถึงว่าพื้นที่ที่อยู่นอกเรากันไว้แล้ว ๓ ไมล์ทะเลตอนนี้ ออกไปจากตรงนั้น พื้นที่ตรงนั้นเรือประมงพาณิชย์เราไม่พอทํามาหากิน ปลาโตไม่ทัน ดังนั้นเรือประมงพาณิชย์ ก็เลยล้ําเข้ามาในพื้นที่ ๓ ไมล์ทะเล ก็มากระทบกระเทือนชาวประมงพื้นบ้าน ก็เป็นปัญหา กันอยู่ตรงนี้ การผลักดันออกไป เดิมเราเคยมีพื้นที่เรือขนาดใหญ่เป็นเรือเหล็กออกไป ข้างนอกแล้วไปทําประมงนอกน่านน้ําเลย ไปทําสัญญากับประเทศอินโดนีเซียบ้าง พม่าบ้าง แต่ตอนหลังนี่รัฐบาลไม่ค่อยได้ดูแลเขา ข้อตกลงพื้นที่ตรงนี้ไม่ค่อยได้ตกลงเพื่อเอาพื้นที่มาให้ ชาวประมงเราไปลงทุนระหว่างประเทศกับเขา ปรากฏว่าตอนหลังก็เลยไปแอบจับปลา ก็เลย ถูกจับกันเป็นอย่างมากในขณะนี้ ก็เดือดร้อนไปอีกแบบ ตรงนี้เราจะต้องแก้ไขปัญหาตรงนี้ โดยการที่ว่ารัฐบาลจะต้องไปเจรจากับต่างประเทศแล้วก็หาพื้นที่ให้ประมงของเราออกไป จับปลาได้ เพราะว่าเราอยู่ในพื้นที่แคบแบบนี้ มีแต่จะมีปัญหากันเองท่านประธานครับ แล้วก็ ไปกระทบกระเทือนกันไปหมด🔗
ประเด็นถัดมาเป็นประเด็นปัญหาระดับชาติ คือกรณีไอยูยู (IUU) ผมอยู่ ตอนนั้นที่ไอยูยู (IUU) เข้ามา ไอยูยู (IUU) ก็คือการทําประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและ ไร้การควบคุม คือ อิลลิกัล อันรีพอร์ตเตต แอนด์ อันเรกกูเลเตต ฟิชชิง (Illegal Unreported and Unregulated Fishing) จุดตรงนี้เองก็คือมีการต่อรอง ผมเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ ดูเผิน ๆ เป็นการดูแลเรื่องธรรมชาติ แต่จริง ๆ มีวาระซ่อนเร้นอยู่ ของอียู (EU) นั่นแหละ ผมได้มีโอกาสไปเจรจาต่อรองช่วงที่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขามาคุยกันอียู (EU) เรื่องไอยูยู (IUU) เราจับได้ว่าอย่างนี้ครับ คือมันเป็นการต่อรอง ผู้ที่มาเจรจาตอนนั้นเป็นคนมาจากประเทศสเปน ประเทศสเปนเป็นประเทศที่ส่งออกสัตว์น้ํา แข่งกับเราอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็เป็นการต่อรองกันไปต่อรองกันมา ผมยังขู่เขาไปว่า ถ้าหากว่าจะดําเนินการตรงนี้ เพราะว่าสิ่งที่เขาเอามาต่อรองก็คือสินค้าประมงของเรา ก็คือปลาทูน่ากระป๋อง ที่เราบอกว่าเราจะสูญเสียเป็น ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ แล้วตรงนี้ เราไม่ได้ดูให้ลึกให้ดีว่าจริง ๆ แล้วปลาทูน่ากระป๋องผมยังแย้งว่าปลาทูน่าของเราที่เราเอามา ผลิตปลากระป๋องเราไม่เคยจับได้ในเขตของเราเลย เพราะเรือที่จับปลาทูน่าของเราไม่มี เราซื้อมาทั้งนั้น เรานําเข้าจากรัฐเอกราชปาปัวนิวกินี เรานําเข้าจากเกาะไต้หวัน เรานําเข้า จากประเทศเกาะต่าง ๆ เหล่านี้ ฉะนั้นถ้าคุณจะแก้ปัญหาตรงนี้คุณจะต้องไม่ให้กองทุน ประเทศพวกนั้นจับปลาแบบไอยูยู (IUU) มาโทษเราไม่ได้ เพราะว่าการผลิตปลาทูน่ากระป๋อง ของเราเป็นอุตสาหกรรม ไม่ใช่เป็นการประมง เพราะว่าเราซื้อวัตถุดิบเข้ามาแล้วมาผลิต ปลากระป๋องส่งขายทั่วโลก เป็นอันดับหนึ่งของโลก ดังนั้นจะมากดดันตรงนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการเจรจาของเราเราต้องพลิกเรื่องปลาทูน่าที่เราส่งออกมากให้มาเป็น ภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่ภาคประมงถึงจะต่อรองกันได้ ไม่อย่างนั้นเขามาบีบโดยเรื่องที่เรา ไม่ได้ทําผิด เราไปจับปลาทูน่าผิดพลาดตรงไหนหรือที่จะต้องมาลงโทษเราแบบนี้ ปัญหา ที่เราผิดพลาดขณะนี้ผิดใหญ่ผิดโตก็คืออย่างนี้ครับ พอมาต่อรอเรือของเรามีประมาณ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ลํา เรือที่เป็นเรือประมงพาณิชย์ที่สามารถจะเข้าในกลไกของไอยูยู (IUU) มีประมาณ ๑๒,๐๐๐ ลํา เป็นเรือประมงพาณิชย์ ที่เหลือเป็นเรือของชาวบ้านหมดเลย เป็นเรือประมงขนาดเล็ก เป็นเรือประมงพื้นบ้าน แต่เราไปเผลอบอกเขาว่าเรามีอยู่ ๖๐,๐๐๐ ลํา เขาก็เรียกร้องสิ เขาเรียกร้องให้เรือเหล่านี้จดทะเบียนเสียให้หมด ท่านประธานครับ จะจดได้อย่างไรในเมื่อมีปัญหาเรื่องเครื่องติดตามก็มี มีปัญหาเรื่องคนที่จะขึ้นเรือต้องมี สมุดประจําเรือ คนขึ้นเรือ ลูกเรือต้องบันทึก มันทําไม่ได้ แต่ว่าเราไปเจรจารับเขามาทั้งหมด มันก็เลยเป็นปัญหาใหญ่โตมโหฬารที่มีปัญหา ผมพูดกันตรงไปตรงมาว่าตอนนั้นที่มารัฐบาล ของเราเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นรัฐมนตรีเองก็ไปต่อรองแล้วมันเหมือนกับว่า ไม่มีพลังพอ ก็เลยไปต่อรองเสียเปรียบเขาก็ออกเป็นกฎหมายเร่งด่วนออกมา แล้วก็มาสร้าง ปัญหาให้กับชาวประมงเราเป็นอย่างมาก ดังนั้นผมเห็นด้วยครับ อยากจะให้มีการศึกษาเรื่องนี้ อย่างจริงจัง แล้วก็มีข้อเสนอว่าให้ใช้อนุกรรมาธิการ เพราะว่าคณะกรรมาธิการการเกษตร และสหกรณ์ถ้าเราจะไปวางไปศึกษาเรามีอยู่หลายประเด็น ให้ตั้งเป็นอนุกรรมาธิการศึกษา แล้วเรียกร้องไปที่รัฐบาล แล้วให้รัฐบาลไปแก้กฎหมายเสีย เราต้องใช้พลังประชาชนที่มาจาก การเลือกตั้ง สภาแห่งนี้แก้กฎหมายนี้ได้ ก็นําเรียนเป็นข้อเสนอครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวรศิษฎ์ เชิญครับ รวมไปถึงจังหวัดปัตตานีก็ท่าน ส.ส. อับดุลบาซิม อาบู แล้วก็ท่านวศิน พงษ์ศิริ จากจังหวัดตราด ก็ได้ส่งเรื่องมา หลายเรื่องครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขกฎหมาย เรื่องของบทลงโทษ ที่มีความรุนแรงจนเกินไป หรือแม้กระทั่งเรื่องราคาสัตว์น้ํา รวมไปถึงเรื่องพื้นที่ทับซ้อนของ เขตพื้นที่อุทยานด้วยนะครับ โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายครับ ท่านประธานครับ ต้องเรียนก่อนครับ ว่ากฎหมายส่วนใหญ่นั้นดีและเหมาะสมอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด กฎหมายที่ออกมานั้น ผมเข้าใจดีครับว่าออกมาเพื่อที่จะยกระดับมาตรฐานและควบคุมการทําการประมงของไทย ให้ดีขึ้น แต่ก็ยังมีบางส่วนที่จะต้องถูกปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับความเป็นจริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก. การประมง รวมไปถึงกฎหมายแรงงานที่ออกมาบังคับใช้ยิบย่อยจนทําให้ การทําการประมงนั้นเป็นไปอย่างยากลําบากครับ ยิ่งไปกว่านั้นบทลงโทษที่มีความรุนแรง จนเกินไป บางคนทําผิดกฎหมาย ทําผิด พ.ร.ก. การประมงครั้งเดียวท่านเชื่อไหมครับ โดนปรับกันเป็นล้านบาทครับ บางคนเป็น ๑๐ ล้านบาท ขายเรือมาจ่ายค่าปรับยังไม่พอเลย ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในโลกนี้ผมกล้าพูดเลยว่าโทษของกฎหมายประมงไทย รุนแรงที่สุดในโลกครับ ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องแรงงานเป็นเรื่องที่เรามีปัญหามาตลอดเหมือนกัน เป็นปัญหาที่ภาคประมงประสบปัญหามาโดยตลอด อย่างที่หลาย ๆ ท่านทราบว่าปัจจุบันนี้ งานในภาคแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นรับเหมาก่อสร้างเอย งานโรงงานเอย หรือแม้กระทั่งแรงงาน ในภาคประมงเอย คนไทยนิยมทํากันน้อยลง เราจึงต้องหันไปพึ่งพิงแรงงานจากประเทศ เพื่อนบ้านมากขึ้น แล้วเราก็เจอกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานมาโดยตลอด เพราะว่า การนําเข้าแรงงานมีวิธีการ มีขั้นตอนที่ค่อนข้างที่จะยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างที่จะสูง การเปิดให้ใช้ มาตรา ๘๓ ของ พ.ร.ก. การประมงนั้นก็พอที่จะช่วยบรรเทาได้ในบางส่วนครับ แต่ปัญหาก็คือ พ.ร.ก. การประมง มาตรา ๘๓ ไม่ได้เปิดให้ขึ้นทะเบียนตลอด เปิดเป็นช่วง ๆ พอถึงช่วงที่มันปิดเราก็ไม่สามารถที่จะหาแรงงานมาทดแทนได้ วันก่อนผมได้มีโอกาสคุยกับ ท่านอธิบดีกรมประมง ท่านมีศักดิ์ ภักดีคง ซึ่งเป็นคนที่ผมค่อนข้างที่จะชื่นชมท่านมาก เกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาแรงงานอย่างยั่งยืน เรื่องของโครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือ บนเรือประมง เพื่อที่จะเอามาลดแรงงานคนบนเรือประมงลง ซึ่งท่านก็ได้ของบประมาณ ในส่วนของเงินกู้ไป ก็อยากจะฝากผ่านไปยังสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ และสํานักงบประมาณ ถ้าเป็นไปได้อนุมัติให้เขาได้ก็ให้เขาเถอะครับ เพราะว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการที่เป็นคุณประโยชน์กับพี่น้องชาวประมงอย่างมหาศาล ถ้าเราสามารถที่จะพัฒนาเครื่องมือบนเรือมาช่วยทุ่นแรงได้ ท่านทราบไหมครับ มันจะได้ ประโยชน์ถึง ๔ ต่อด้วยกัน ต่อที่ ๑ สามารถลดจํานวนแรงงานลงได้ การทํางานก็ปลอดภัย มากขึ้น ต่อที่ ๒ สามารถจ่ายค่าแรงให้แรงงานได้สูงขึ้น ต่อที่ ๓ ช่วยกําจัดปัญหาการขาดแคลน แรงงานต่างด้าวออกไป ต่อที่ ๔ ก็คือจะทําให้คนไทยเราหันมาทําประมงมากขึ้นเพราะมี ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น เรื่องต่อไปที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนก็คือ เรื่องของราคาสัตว์น้ําครับ ท่านประธานครับ ในระยะ ๖-๗ ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้เข้ามา กวาดล้าง เข้ามาจัดการกับประมงผิดกฎหมาย และมีการจัดระเบียบอาชีพประมง ใหม่ทั้งหมด ทําให้พี่น้องชาวประมงจํานวนมากต้องล้มเลิกอาชีพไป ในส่วนที่ยังประกอบ อาชีพกันต่อก็โดนกฎหมายโควตาควบคุมการจับสัตว์น้ําเข้ามาควบคุม ทําให้ปริมาณ การจับสัตว์น้ําลดลงอย่างมีนัยสําคัญ หน่วยงานก็ยังปลอบใจพวกเราครับ บอกว่าถึงแม้ว่าเรา จะจับสัตว์น้ําได้น้อยลงแต่ราคาสัตว์น้ําจะสูงขึ้น ตามหลักอุปสงค์ อุปทาน ควรจะเป็นแบบนั้น เมื่อปริมาณสัตว์น้ําในตลาดลดลงคนก็แย่งกันซื้อ ราคาก็ต้องสูงขึ้น แต่ในความเป็นจริง วันนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น ต้องบอกว่าวันนี้ราคาสัตว์น้ําลดลงย่ําแย่ลงอย่างมาก เพราะมีการ นําเข้าสัตว์น้ําจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตีตลาดในประเทศไทย นําเข้ามาขายในราคาที่ถูกกว่า เพราะอะไรครับ เพราะว่าต้นทุนเขาต่ํากว่าเรา กฎระเบียบเขาไม่ยุ่งยากเหมือนเรา ค่าปรับ เขาไม่แพงเหมือนเรา คําถามก็คือว่าสิ่งที่พี่น้องชาวประมงไทยพยายามทํากันมาตลอด ๖-๗ ปี ยอมเสียสละ ยอมเจ๊ง ยอมเป็นหนี้ นี่คือสิ่งที่พวกเขาสมควรจะได้รับใช่หรือไม่ คําถามก็คือ ยุติธรรมสําหรับพวกเขาเหล่านั้นหรือเปล่า สุดท้ายสิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องให้กับ พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านหรือว่าประมงชายฝั่งก็คือ พี่น้องประมงพื้นบ้านโดนกฎหมายเล่นงาน จากอาชีพที่เขาทํากันมาหลายสิบปี วันนี้ กลับกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ถูกตราหน้าว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นโพงพางบ้างล่ะ เรือลากเล็กบ้างล่ะ คราดปลิงทะเลบ้างล่ะ คําถามก็คือแล้วจะให้เขาไปทําอะไร เจ้าหน้าที่ บอกว่าคุณจะต้องเปลี่ยนอาชีพ มันไม่ได้ง่ายเหมือนที่ปากพูดนะครับในเรื่องของกระทํา เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าไปดูแลคนกลุ่มนี้ด้วย นอกจากนั้นปัญหาเขตอุทยานก็มีปัญหาครับ ยกตัวอย่างอย่างเช่นในจังหวัดสตูลบ้านผม พื้นที่ที่เป็นน้ําริมชายฝั่งต้องบอกว่าทุกตารางนิ้ว เป็นพื้นที่อุทยานแทบทั้งสิ้น ก็จะมีปัญหาระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านอยู่เสมอมา เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าไปกําหนดจะเป็นข้อตกลงกันก็ได้หรือว่าจะแบ่งเขตกันใหม่ก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามให้ชาวบ้านสามารถทํามาหากินได้ สุดท้ายครับท่านประธานครับ พี่น้องชาวประมงจังหวัดระนองก็เรียกร้องกันมาเกี่ยวกับประมงพื้นบ้านว่าอยากจะให้มีการ ทําโครงการน้ํามันเพื่อชาวประมง วันนี้พี่น้องประมงพาณิชย์ได้ใช้น้ํามันนี้แล้ว แต่ชาวประมงพื้นบ้าน ยังไม่ได้ใช้ ด้วยกฎหมาย ด้วยจุดบริการ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลพี่น้องชาวประมงให้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป ท่านศักดินัยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกล ผมขอสนับสนุน ในญัตติที่เพื่อนสมาชิกที่ได้นําเสนอในเรื่องของการให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาแก้ไขปัญหาของประมง จากที่มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่สะท้อนปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมานั้นก็เป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าการบริหารจัดการเพื่อการแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องชาวประมงของบ้านเรานั้นมีปัญหามีอุปสรรคแล้วก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวประมงได้ จะเห็นว่าสถานการณ์ ณ วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ ประมงนอกน่านน้ํา ตลอดจนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องกับอาชีพประมง ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบ ล้วนแล้วแต่วิกฤติตาม ๆ กัน จากที่รัฐบาล คสช. ออกกฎหมาย ออก พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ แล้วก็ใช้มาตรการในการที่กํากับควบคุมอย่างเข้มงวด กับชีวิตของพี่น้องชาวประมง ซึ่งประมงไทยที่เราเคยเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ถือว่าเป็น มหาอํานาจทางทะเลของโลกก็ว่าได้ ทุกจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมการประมงนั้นล้วนแล้วแต่ มีเศรษฐกิจที่ดี ทุกจังหวัดใน ๒๒ จังหวัดที่ติดทะเลล้วนแล้วแต่มีความเติบโต ผู้คนที่อยู่ในนั้น ก็คึกคักเพราะว่ามีเศรษฐกิจที่ดี จากการที่ทํามูลค่านับแสนล้านบาทเข้าประเทศ ตอนหลัง กลายมาเป็นผู้ที่เหมือนเป็นผู้ร้ายของแผ่นดินนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จากความ วิกฤติของพี่น้องชาวประมงจากการบริหารงานของรัฐบาล ผมคิดว่าจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข หากวันนี้สภาเปิดให้พี่น้องประชาชนได้มาพูด มีพื้นที่ให้กับ พี่น้องชาวประมง ผมเชื่อเหลือเกินครับว่าเขาพร้อมที่จะมา ดังนั้นผมจึงขอที่จะใช้เวลาสั้น ๆ เพื่อที่จะพูดเป็นเสียงตัวแทนของพี่น้องชาวประมงทั้งประเทศ แต่ผมเป็น ส.ส. จังหวัดตราด เห็นชีวิตของคนจังหวัดตราด ซึ่งผมเชื่อว่าพี่น้องชาวประมงในทุกจังหวัดของประเทศไทย วิกฤตการณ์แบบเดียวกัน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดมีเด็กหลายคนที่อยากจะมีอนาคตที่ดีอยากมี ความฝันมีความหวังที่จะไปได้ไกลของชีวิต แต่ไม่สามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้จากอาชีพ ที่พ่อแม่ครอบครัวทําการประมงแล้วต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติ จากมาตรการที่คุมเข้มและมี บทลงโทษที่เข้มงวดจากที่เพื่อน ส.ส. หลายท่านได้กล่าวถึงไปแล้วนั้น มีหลายครอบครัว ในจังหวัดตราดในพื้นที่ภาคตะวันออกที่ถูกดําเนินคดี ถูกโทษปรับจนสิ้นเนื้อประดาตัว หลายคนหมดความหวังว่าชีวิตข้างหน้าในวันพรุ่งนี้จะไปต่ออย่างไร อันนี้อยากที่จะให้สภาแห่งนี้ เสียงสะท้อนนี้ดังไปถึงรัฐบาลที่มีหน้าที่ในการรับผิดชอบ เพราะบางเรื่องต้องบอกอย่างนี้ว่า เรื่อง ณ วันนี้มีเรื่องที่จะต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน เมื่อเศรษฐกิจของประเทศนี้ไม่ดีหลายคนก็อยากที่จะมาทําอาชีพประมง เป็นประมงพื้นบ้าน ประมงขนาดเล็ก มีเรือสักลําหนึ่งที่จะออกไปทํามาหากิน แต่ว่ากระบวนการหรือขั้นตอน ในการที่จะออกไปทํามาหากินนั้น ท่านประธานครับ ต้องมีการขออนุญาตทําหนังสือรับรอง ทําทะเบียนเรือ ซึ่งโอเค (OK) นั่นหลักการที่ถูกต้อง แต่ว่ามันล่าช้ามาก กว่าที่พี่น้องประมง ชาวบ้านที่จะออกไปทํามาหากินเลี้ยงชีพภายใต้วิกฤติแบบนี้ต้องใช้เวลา แล้วก็ต้องรอคอย พวกเราที่ทํางาน รัฐบาลก็ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ล้วนแล้วแต่มีฐานะ แต่พี่น้อง ชาวประมงบางทีเขารอไปวันหนึ่งก็ต้องเลี้ยงลูก ลูกต้องไปโรงเรียน ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็น อุปสรรคอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นในสิ่งที่การเรียกร้องของพี่น้องชาวประมงวันนี้ต้องการที่จะ กลับมามีชีวิตที่มีความสุข มีอาชีพที่มั่นคงอีกครั้ง หากวันนี้เราต้องมีการแก้ไขกฎหมาย มีการปรับปรุงกฎหมายของที่เป็นอยู่เดิมนี้ซึ่งไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาของ พี่น้องชาวประมงได้ต้องยึดหลักของการมีส่วนร่วมให้คนที่เป็นเจ้าของปัญหา เป็นเจ้าของ อาชีพนั้นจริง ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะพี่น้องชาวประมงหลายคนที่เราได้สัมผัส ที่ผมได้ พูดคุยมาล้วนแล้วแต่มีความรู้ความเข้าใจ แล้วก็มีความสามารถที่จะออกระเบียบกฎเกณฑ์ ร่วมไปกับเจ้าหน้าที่ของรัฐนี้ได้ ก็มีการเรียกร้องขอให้มีส่วนร่วมในเวลาเราออกกฎหมาย จะไปบังคับ ก็ขอให้รัฐบาลเปิดพื้นที่ให้กับพี่น้องประชาชนได้เข้ามามีส่วนในการที่จะ ออกแบบนี้ด้วย สิ่งที่เขาเรียกร้องในวันนี้อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของกองทุนเพื่อการช่วยเหลือ กองทุนนี้วันนี้พี่น้องชาวประมงทั้งหมดล้วนแล้วแต่วิกฤติ การที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่นั้นได้ เขาต้องมีกองทุน ต้องมีการช่วยเหลือเรื่องนี้จากรัฐบาล เราพูดถึงเรื่องการซื้อเรือคืน ก็ยังไม่ดําเนินการอย่างจริงจัง ชาวประมงก็รออยู่ และสิ่งที่สําคัญเร่งด่วนอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของการนิรโทษกรรม จากยุคของการที่ คสช. ที่ออก พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ มีบทลงโทษที่รุนแรง ไม่มีช่วงเวลาของการประนีประนอมในการที่จะเปลี่ยนผ่านในการที่จะ ใช้มาตรการทางกฎหมายต่าง ๆ นั้น ทําให้พี่น้องชาวประมงนั้นปรับตัวไม่ทัน เขาเลยต้องคดี ต้องโทษ มีโทษปรับ แล้วบางคนคดีก็ยังอยู่ในศาลเยอะแยะ ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะต้อง พิจารณาเรื่องของการนิรโทษกรรมให้คนเหล่านี้ ให้คนในประเทศนี้ได้กลับขึ้นมายืน อย่างเข้มแข็งอีกครั้ง รัฐบาล คสช. ปฏิวัติมายังนิรโทษกรรมตนเองได้เลยครับ นี่ให้กับคนในชาติ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราควรจะต้องได้ทํา และอีกหลาย ๆ เรื่องผมคิดว่าด้วยเวลาอันจํากัด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแรงงานก็ดีที่จะออกไปทําการประมงได้ สิ่งที่มันเกี่ยวข้องกันก็คือ เรื่องของแรงงานที่ต้องให้การสนับสนุน ประชาชนเขารู้สึกว่าเขามีรัฐบาลก็เพื่อที่ต้องมาช่วยเขา ในการที่จะได้พัฒนาอาชีพ พัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ กลายเป็นว่ารัฐบาลทําให้เขาเกิด ผลกระทบอย่างหนัก เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาลเองต้องปรับตัว เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุน ในส่วนของญัตติที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อจะศึกษาแก้ไขปัญหาชีวิตให้กับพี่น้อง ชาวประมง ขอขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
เรียนเชิญ อีก ๓ ท่านนะครับ ท่านพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล นายสุทา ประทีป ณ ถลาง และหมอจาตุรงค์ เชิญท่านพิมพ์รพี พรรคประชาธิปัตย์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ดิฉันขอใช้โอกาสนี้อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาผลกระทบอาชีพประมงขนาดกลาง ขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากมาตรฐานของ รัฐบาล ท่านประธานคะ ประเทศไทยเรามีการประมงเป็นอาชีพ ค่อนข้างจะมีความสําคัญ ต่อการส่งออกของประเทศมานานแล้ว เราแบ่งพื้นที่การทําประมงเป็นทั้งหมด ๗ แหล่ง คือฝั่งอ่าวไทยตะวันออก ฝั่งอ่าวไทยตอนบน ฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง ฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง ดิฉัน อยู่ฝั่งอันดามันค่ะ เป็นฝั่งอันดามันตอนบน แล้วก็ฝั่งอันดามันตอนล่าง ครอบคลุมจังหวัด ๒ ข้าง คือจังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์เมื่อที่ผ่านมาท่านหมอบัญญัติได้พูดเรื่องของอ่าวไทยตอนบนแล้ว ท่าน ส.ส. สมชาติจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้พูดเรื่องของอ่าวไทยตอนล่าง ตอนกลาง ดิฉัน ขอพูดเรื่องของอันดามัน ท่านประธานคะ จากสถิติปริมาณการจับสัตว์น้ําของประเทศไทย พบว่าประมงพื้นบ้านเรามีประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ ตัน ๑๖๐,๐๐๐ ตันนับอย่างไร ดิฉันว่าก็รถสิบล้อประมาณ ๑๕,๐๐๐ คันต่อเรียงกัน ถือว่าเยอะมากนะคะ ถ้าเกิดเป็น ประมงพื้นบ้าน เรามีประมงพื้นบ้าน เรือลําเล็ก ๆ อยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ลํา แล้วก็ มีเรือประมงพาณิชย์ ๑๐,๐๐๐ ลํา ประมงพาณิชย์ตอนนี้แทบจะทําอะไรไม่ค่อยได้เลย เพราะว่ามีปัญหามากมาย ดิฉันเป็นลูกหลานคนใต้ เป็น ส.ส. จากภาคใต้ เป็นตัวแทนของคนใต้ และเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของชาวประมงทั้งพื้นบ้านและทั้งพาณิชย์ด้วย ชีวิตของชาวประมง ๕-๖ ปีที่ผ่านมาเดือดร้อนมาก ๆ ตั้งแต่ผลกระทบถึงไอยูยู (IUU) ที่เกิดขึ้น แล้วก็มีกฎหมาย ออกมาหลายฉบับทําให้แทบจะหมดลมหายใจกันเลยทีเดียว ประมงพาณิชย์แทบจะจบสิ้น ประมงพื้นบ้านก็กระทบกระเทือนเดือดร้อนแสนสาหัส ท่านประธานคะ ดิฉันอภิปรายวันนี้ ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยประเด็นทั้งหมด ๕ ประเด็นหลัก🔗
ประเด็นที่ ๑ ขอให้มีการทบทวนการใช้กฎหมายเกี่ยวกับชาวประมงอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพราะว่าที่ผ่านมารัฐบาลออกกฎหมายรุนแรงเกินไป เหมือนที่ท่าน ส.ส. พูดว่าประเทศไทย มีกฎหมายประมงที่รุนแรงที่สุดในโลก ไม่ได้คํานึงถึงวัฒนธรรม ตัดแบบเหมารวมเขียนไปให้ ฝรั่งพอใจ ลืมไปว่าคนที่เดือดร้อนคือคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น เราต้องดูว่ามาตรการที่ออกมา ทั้งหมดจากพระราชกําหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ และฉบับแก้ไข พ.ศ. ๒๕๖๐ ท่านประธานคะมีทั้งหมด ๓๐๐ ฉบับ มหัศจรรย์อัศจรรย์ยิ่งนัก ๓๐๐ ฉบับ ชาวประมงอยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นคนผิดกฎหมายโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะกฎหมายสร้างนี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ผิดพลาด อย่างมาก เป็นความผิดที่เราตัวแทนของประชาชนในสภาแห่งนี้ต้องช่วยกันแก้ไข เป็นข้อต่อเชื่อมระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เรียกประชาชนเข้ามาให้ใกล้ ๆ แล้วช่วยกัน ออกกฎหมาย ช่วยกันคิด ช่วยกันทํา ต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ ออกกฎหมายนี้ด้วย ให้เข้าใจเขาเป็นอย่างมาก กฎหมายไม่ควรใช้เป็นเพียงแต่เครื่องมือของ อํานาจรัฐ กฎหมายควรใช้เป็นไปเพื่อการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม รัฐไม่ควรจะคิดว่า เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่จัดการอะไรก็ได้ บังคับกติกาโดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม อันนี้ดิฉันคิดว่า เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาชาติได้ และเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ในห้องสุริยันแห่งนี้ ควรจะต้องจัดการประเด็นปัญหานี้ให้ชาวประมงด้วย ดิฉันหวังว่าสภานี้คงมีพื้นที่ให้กับ ชาวประมงในวันนี้นะคะ🔗
ประเด็นที่ ๒ ความขัดแย้งระหว่างประมงพาณิชย์กับประมงพื้นบ้าน เป็นมานานแล้ว ประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้านก็แย่งกันหาปลา สมัยก่อนประมงพาณิชย์ ก็มีเครื่องมือที่ใหญ่กว่า มีเงินมากกว่า ประมงพื้นบ้านก็ไปได้น้อยกว่า แต่วันนี้ประมงพาณิชย์ ก็ชะงักงันแล้ว ประมงพื้นบ้านก็ลําบากมากขึ้นเหมือนกัน ดิฉันก็เห็นว่าเป็นอย่างนั้น ที่สําคัญที่สุด คือเราต้องตั้งกติกาไม่ให้เขาเบียดเบียนกัน จัดสรรกันให้ลงตัว คุยกันให้มาก แล้วก็เอาเขา มาคุยกัน แล้วสามารถตั้งกองทุนอนุรักษ์ทะเลไทย ช่วยสนับสนุนการร่วมกันพัฒนาประมง ในทะเลไทยได้ สําคัญที่สุดดิฉันเสนอให้มีการตั้งสภาประมงแห่งชาติเพื่อจะได้มานั่งคุยกัน ที่จังหวัดกระบี่เอกชนกับรัฐบาลช่วยกันทํา เมื่อ ๖ ปีที่แล้วเรามีการจมเรือหลวงเกล็ดแก้ว คุณชวน ภูเก้าล้วน มูลนิธิศรีผ่อง ภูเก้าล้วน จมเรือนี้ด้วยเงินของเอกชนเอง จมเรือหลวง เกล็ดแก้วนี้ วันนี้ ๖ ปีผ่านไปกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งดําน้ํา แล้วก็เป็นแหล่งที่มีปลา อุดมสมบูรณ์มากขึ้น อันนี้คือตัวอย่างดี ๆ ที่ควรจะต้องช่วยกันดูแล และเป็นตัวอย่างของ ระบบที่เขาเรียกว่า ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ (Social enterprise) เป็นพระราชบัญญัติที่เราออกมาแล้วช่วยกันคือระหว่างวิสาหกิจสังคมค่ะ🔗
ประเด็นที่ ๓ เรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมง ชาวประมง หลับตาขึ้นเราคิดถึงอะไรคะ เราคิดถึงผู้ชาย ผู้หญิง เรือ ปลา พายุ ฝน แล้วก็บ้านริมน้ํา ปัญหาชีวิตของชาวประมงมีปัญหาหนักมากเพราะว่าบ้านที่เขาอยู่ถูกกล่าวหาว่ารุกล้ําลําน้ํา ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนมันอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิมแต่กฎหมายยังไม่ได้สร้าง เขาก็อยู่ตรงนั้นละค่ะ แต่วันนี้ถูกกล่าวหาแล้วว่ารุกล้ําลําน้ํา มีกติกามากมายที่หาว่าชาวประมงทําผิด เช่น อุปกรณ์ ชาวประมงต่าง ๆ ที่ทําจากสิ่งที่เคยถูกก็กลายเป็นสิ่งที่ผิด แต่อย่างไรก็แล้วแต่เราควรจะให้ รัฐบาลและชาวประมงมานั่งช่วยกันคิดว่าเราจะช่วยกันอย่างไรพัฒนาให้ทุกอย่างดีขึ้น ศึกษา อุปกรณ์ประมงพื้นบ้านให้ชัดเจน ใช้ภูมิปัญญาช่วยกันตัดเสื้อแต่ละตัวให้กับชาวบ้านให้ได้🔗
ประเด็นสุดท้าย คือการส่งเสริมอาชีพ ดิฉันอยู่จังหวัดกระบี่ ดิฉันเห็นมีความ ชัดเจนมาก ๆ ของชาวประมงที่มีการพัฒนามากขึ้น เราไม่ขายปลาที่เหลือเป็นปลาเป็ด หรือปลาที่เป็นอาหารสัตว์ เราไม่ขายปลาหมึกเป็นปลาหมึกตัว ๆ ที่ต้องมาแช่น้ําให้น้ําหนัก มากขึ้น แต่เราขายปลาหมึกสดค่ะ ตัวหนึ่งเราขาย ๓๐๐ บาท จากปลาหมึกธรรมดาเป็น ปลาหมึกซาชิมิ นี่คือนวัตกรรมที่ชาวประมงทํา ไม่มีการสนับสนุนจากภาครัฐบาล ดิฉัน เอามาเป็นตัวอย่างว่าถ้าเราช่วยเขาคิดมันจะดีขึ้นขนาดไหน🔗
อีกอันหนึ่งสัตว์น้ําของชาติไทยคือปลากัด ที่จังหวัดกระบี่ชาวประมงเลี้ยง ปลากัดด้วยนะคะ แล้วตัวนี้ชื่อไบท์เล่ย์ ขายตัวละเป็นแสนบาท ถ้าเราสามารถให้กรมประมง มาช่วยเรื่องพวกนี้จะดีขึ้นขนาดไหน ท่านประธานคะดิฉันขออีก ๑ นาทีเท่านั้น ดิฉันดูเฟซบุ๊ก (Facebook) ของชาวประมงค่ะ เขียนแล้วรันทดใจ เขาเขียนว่า ชาวเลอย่างเราชีวิตไม่เคย แน่นอน ต้นทุนคือน้ํามัน ที่เหลือคือโชคชะตา ออกเรือไปแล้วไม่รู้ว่าจะเจออะไร ทุก ๆ เช้า ก็จะให้เมียรักเอาข้าวแกงใส่ลงไปในเรือ ให้ไอ้บ่าว ไอ้บ่าวคือเด็ก ๆ ลูกน้องเอาน้ําจืดใส่เรือ พอล้างหน้าเป็นพอ แล้วก็ต้องเวลาห่างบ้านห่างไป ๓-๖ วัน วิ่งเรือไปให้ไกลที่สุด พร้อมกับ อวนปู อวนกุ้งอีก ๒ ปาก กับลอบหมึกที่วางไว้ใต้ทะเล คะเนว่า หากขากลับมาโชคดีกู้ลอบ ได้อะไรมาบ้างจะได้พอมีค่าน้ํามันไว้เป็นเสบียงไว้ครั้งหน้า เราวางอวนไว้ทั้งคืน สุดท้ายได้ อังเกยจิ๋วแค่ ๔ ตัว ออกไป ๗ วันได้มาแค่ ๔ ตัว หัวรุ่งเช้าเราไม่ท้อใจ หวังว่ากลับมาจะเจอว่า หมึกที่จะมีลอบจะได้ ก็พบว่าอีก ๒๕ ลอบเราได้มาอีก ๑ ตัว ทะเลไม่มีอะไรแน่นอน นี่สิเขาคงบอกว่าอย่าเอาปัญหาไปบอกนายแบงก์เขาคงไม่เข้าใจ ท่านประธานคะ แต่ดิฉันเชื่อว่า ถ้าประมงบอกปัญหานี้มาถึงสภาผู้แทนราษฎรเราต้องเข้าใจ เราต้องหาทางช่วยเหลือเขา ดิฉันขอใช้พื้นที่เล็ก ๆ ของสภานี้ สภาที่สวยสง่า สง่างามเป็นที่พึ่งของชาวประมง โดยการ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญสนับสนุนกฎหมาย สนับสนุนชาวประมงพื้นบ้าน ชาวประมง ขนาดเล็ก ชาวประมงขนาดกลางค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ท่านต่อไป ท่านสุทาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุทา ประทีป ณ ถลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดภูเก็ต ผมขออภิปราย สนับสนุนญัตติเกี่ยวกับการประมงตามที่เพื่อนสมาชิกได้นําเสนอมา ผมจะพยายามที่จะไม่พูด ถึงเรื่องที่ผู้เสนอญัตติได้กล่าวมาแล้ว พยายามพูดในสิ่งที่ไม่ได้นําเสนอในนี้ครับ ผมได้รับ ร้องเรียนเรื่องความเดือดร้อนของชาวประมงอําเภอเกาะยาว ซึ่งคนที่ออกกฎหมาย ไม่ได้ประกอบอาชีพ คนที่ประกอบอาชีพไม่ได้ออกกฎหมาย มันจึงเป็นปัญหาความเดือดร้อน เกาะยาวเขาทําประกอบอาชีพเรืออวนล้อมปลากะตักมายาวนานมาก ผมมีชีวิตเกิดขึ้นมา รับรู้ได้ก็เห็นเขาทําการประมงแล้ว ทีนี้เราออกกฎหมายแล้วเรามาใช้กฎหมายโดยห้ามทําการ ประมงภายใน ๓ ไมล์ทะเล อันนั้นก็เป็นปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่รัฐผู้ออกกฎหมาย ปลากะตักเป็นปลา ชายฝั่ง ออกไปนอกชายฝั่งมันไม่มีแล้ว ฉะนั้นเมื่อออกกฎหมายมาห้ามทําเกินภายในเขต ๓ ไมล์ทะเลก็เกิดปัญหาเรื่องของการดํารงชีพที่เขาประกอบอาชีพมาทั้งเกาะ เรือ ๑ ลํา เลี้ยงคนเกาะยาวประมาณ ๒๐-๓๐ คน ฉะนั้นเมื่อออกกฎหมายมาเป็นพระราชกําหนด การประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ทําให้ชาวประมงอวนล้อมปลากะตักเกาะยาวไม่สามารถประกอบ อาชีพได้เลย สุดท้ายก็ต้องลอบทําการประมง โดนจับ โดนปรับเป็นแสนเป็นล้านบาท บางคน โดนเป็นล้านบาทหมดเนื้อหมดตัว อันนี้ก็ยังเป็นปัญหาของความเดือดร้อน ฉะนั้นเรื่องการ ออกกฎหมายในบางเรื่องเกี่ยวกับเรื่องเฉพาะอย่างต้องไปดูชาวบ้านว่าเขาประกอบอาชีพ อะไร ไม่ใช่ออกกฎหมายมาควบคุมกันทั้งประเทศ แล้วไม่รู้ข้อขีดความจํากัดในแต่ละพื้นที่ มันก็เป็นปัญหาประเด็นเรื่องของความเป็นอยู่ เรื่องของการดํารงชีพ🔗
ประการที่ ๒ สิ่งสําคัญ ผมยังไม่ได้ยินว่าใครกล่าวเรื่องตรงนี้เลยนะครับ เรื่องของการฟื้นฟูทรัพยากรประมงถ้าเราไม่ดูแล เรามาดูแลเฉพาะการออกกํากับเครื่องมือ เครื่องใช้อย่างเดียวนี้ยังไม่พอ เครื่องมือประมงไม่ใช่เครื่องมือที่จะทําลายล้างสัตว์น้ํา หมดทะเลไปได้ แต่สิ่งที่ทําให้สัตว์น้ําหมดทะเลไปเลยคือเรื่องของสิ่งแวดล้อม จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันนี้จากพระราชกําหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ออกมานี้มากําหนดไม่ให้ชาวประมง พื้นบ้านออกทําการประมงเกิน ๓ ไมล์ทะเล เรื่องนี้ก็เป็นความไม่เข้าใจของผู้ออกกฎหมาย อย่าลืมว่าชาวประมงพื้นบ้านขีดความสามารถในการทําประมงแบบทําลายล้างเหมือนประมง พาณิชย์ไม่มีก็จริง แต่อย่าลืมว่าประมงพื้นบ้านเมื่อถูกจํากัดพื้นที่ที่อยู่บริเวณชายฝั่ง หน่วยการทําประมงมันเยอะมาก สรุปแล้วมันจะทําลายล้างมากกว่าประมงพาณิชย์ด้วยซ้ํา แต่ถ้าเราออกกฎหมาย แล้วอีกอย่างหนึ่งประมงพื้นบ้านเป็นประมงเรือขนาดเล็ก โดยพื้นฐาน ประมงพื้นบ้านก็ไม่จับปลาขนาดเล็กอยู่แล้ว เขาจับปลาใหญ่ จับปลาเล็กกลับมามันก็ไม่มีราคา อย่างไรก็ขายไม่ได้ เรือประมงขนาดเล็กจะจับปลาเป็ดปลาไก่ไปขายโรงงานก็ทําไม่ได้ เพราะราคามันไม่คุ้ม สุดท้ายเรือประมงขนาดเล็กเขาก็ออกไปหากินนอก ๓ ไมล์ทะเล ซึ่งจะจับปลาขนาดใหญ่ เขาได้กลับมา ๙ ตัว ๑๐ ตัวเขาอยู่ได้ แต่ถ้าทําอยู่ในเขตพื้นที่ ๓ ไมล์ทะเลเราก็เท่ากับส่งเสริมให้ประมงพื้นบ้านไปทําลายสัตว์น้ําวัยอ่อนด้วย นอกจากนี้ ก็ยังมีเครื่องมือที่ขายตามท้องตลาดที่ขายที่ไม่ใช่ชาวประมง ที่ไปหาปลาหาอะไรตามชายฝั่งนี้ อวนขนาดแค่เซ็นครึ่งขายกันเต็มท้องตลาด ตรงนี้ก็ทําลายมหาศาล ตรงนี้ก็ต้องไปดู แต่สิ่งที่ สําคัญที่สุดคือการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง ถ้าเราไม่มีโซนนิง (Zoning) เรายังปล่อยให้เกิดการ พัฒนาอุตสาหกรรมไปตลอดแนวชายฝั่ง ผมเชื่อเลยว่าเอาเรือขึ้นหมดทะเล ทั้งประมง พาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน ก็ไม่มีสัตว์น้ําที่จะให้เราไว้ใช้ในอนาคตได้เลย มันจะเป็นแหล่ง ประมงเสื่อมโทรมถาวร ตรงนี้สําคัญที่สุด ยกตัวอย่างในอ่าวบ้านดอน เรามีอุตสาหกรรม มีอะไรต่าง ๆ ในแม่น้ําตาปี ในละแวกตรงนั้นเต็มหมดเลย ปล่อยน้ําเสีย ทราบไหมว่าปีหนึ่ง ที่มีน้ําท่วมไม่ทราบว่าโรงงานปล่อยน้ําเสียพร้อมกับน้ําท่วมหรือเปล่า หอยตายทั้งอ่าว ตายหมดเลย เปลือกกองอย่างภูเขา แล้วโรงงานอุตสาหกรรมหลาย ๆ อย่างตลอดแนว ชายฝั่งเกิดขึ้นมา ตอนนี้มาดูว่านอกจากประมงพื้นบ้านจะต้องรับอะไรอีกเยอะ คือพื้นที่ ชายฝั่งโดนน้ําเสีย สัตว์น้ําไม่มี ออกไปข้างนอกโดนกฎหมายบังคับ ยังมีพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ที่ให้ชาวประมงพื้นบ้านไม่สามารถเข้าไปทําได้อีก สรุปแล้วประมงพื้นบ้านปัจจุบันไม่มีที่ทํากิน จากภาวะต่าง ๆ ที่เกิดรุมเร้าเข้ามา ตรงนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ควรให้รัฐเข้ามาแก้ไข ที่ไม่ให้เกิน ๓ ไมล์ตรงนี้ต้องแก้ไข ถ้าปล่อยไว้ ถามว่าปัจจุบันนี้ใครโดนจับบ้างไหม ก็ไม่มี แต่วันดีวันร้ายขึ้นมาเจ้าหน้าที่ไปเจอถ้าจับมา ก็ไม่มีข้อแก้ตัว มันก็เป็นความผิดขึ้นมาอีก ก็ไม่ควรให้เป็นความผิดที่มันยังคั่งค้างอยู่ ควรจะ แก้ไขในส่วนนี้ ผมขอกราบเรียนเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญหมอจาตุรงค์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผม แล้วก็ท่าน ส.ส. พรเทพ ซึ่งเป็นผู้ซึ่งชักชวนให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคเพื่อไทยไปพบกับพี่น้องชาวประมงที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แล้วก็มี ท่านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยไปด้วย ไปพบกับพี่น้อง ซึ่งเขามีความรู้สึกว่ายากลําบาก เดือดร้อน ข้นแค้นจากภาระที่มีพระราชกําหนดในช่วง ปี ๒๕๕๘ กับปี ๒๕๖๐ มีการตรวจจับเข้มข้น มีการไม่ออกใบอนุญาต หรือว่าไปขอ ใบอนุญาตก็ต่อได้ยาก ถ้าไม่เจอก็ไม่มีการตักเตือน ไม่มีการบอกกล่าว ไม่ต่อใบอนุญาต ทําให้ เขาสิ้นเนื้อประดาตัว เดือดร้อนจากที่เคยมีเงินมีทองมากมาย ตอนนี้ประมงพื้นบ้านแทบจะ ล่มสลาย รวมทั้งประมงพาณิชย์ เป็นที่น่าเสียดายว่าประเทศไทยเราเคยมีกองเรือที่ถือว่า ยิ่งใหญ่ แล้วก็มีความภาคภูมิใจในเรื่องของประมงนํารายได้ให้ประเทศมากมายมหาศาล เป็นลําดับต้น ๆ ขณะนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน จนมีบางคนบอกว่าเป็นเพราะว่า เราออกมาตรการเข้มข้นเกินไปหรือเปล่า เรียกว่าทําให้พี่น้องประมงนั้นมีปัญหาอย่างมาก สิ่งซึ่งจะขออนุญาตนําเรียนปัญหาต่าง ๆ อันดับที่ ๑ คือเรื่องของประมงพื้นบ้านซึ่งมีขนาดเรือ น้อยกว่า ๑๐ ตันกรอส มีจํานวนบางคนก็บอก ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ลํา อันดับแรกเลย ปัญหาคือโครงสร้างของคณะกรรมการประมงจังหวัดแทบจะไม่ให้มีพี่น้องชาวประมงเข้าไป มีสิทธิมีเสียงในการแก้ไขในเรื่องของโครงสร้าง ประเด็นที่ ๒ คณะกรรมการประมงจังหวัด อัตราส่วนที่เป็นข้าราชการประจํา ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ พี่น้องที่เป็นผู้ซึ่งสัมผัสจริง มีความ เดือดร้อนจริงไม่มีสิทธิที่จะไปออก เพราะฉะนั้นโอกาสในการแก้ไขปัญหาลําบาก ยาก พระราชบัญญัติการประมง มาตรา ๒๕ บอกให้รัฐต้องสนับสนุนองค์กรชุมชนประมง อย่างเป็นรูปธรรม ก็ไม่เห็นรัฐบาลสนับสนุนประมงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากการจ่ายเงิน เยียวยาเรื่องโควิด (COVID) โคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แล้วที่สําคัญก็คือการสร้างความเข้มแข็ง เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับประมง เขาสามารถ จับสัตว์น้ําได้ เขาสามารถเป็นผู้ขายเพื่อเป็นอาหารได้ นี่คือสิ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์ ส่วนประมงพาณิชย์ที่ไม่ได้ต่อใบอนุญาตแล้วก็ผิดกฎหมายมีจํานวนมาก แล้วก็การเยียวยา ทราบว่าการเยียวยานั้นยังไม่ได้รับการเยียวยา เพิ่งเยียวยาไปรอบเดียว จํานวนก็ ๒๐๐-๓๐๐ ลํา ยังรอต่ออีก ๕๐๐-๖๐๐ ลําเป็นอย่างน้อย ซึ่งการเยียวยาก็จะทําให้เขาได้คืนทุนมาบ้าง ซึ่งเราไปหาเขาก็บอกว่าลําบากมากชีวิต ก็รอว่าจะเยียวยาช่วยเหลือกันอย่างไร ประมงพาณิชย์ ที่ถูกกฎหมายจริง ๆ ขณะนี้มี ๑๔,๐๐๐ ลํา เราอยากเห็นการบริหารจัดการในเรื่อง พระราชบัญญัติซึ่งมีมากมายเหลือเกิน กฎหมายบางอันถ้าเราปรับได้ ลดได้ หรือบางคน อาจจะเรียกว่ากิโยตินกฎหมายก็ว่าได้ ทําให้กฎหมายนั้นลดขั้นตอนลง มีคนบ่นว่า ประมวลกฎหมายน่าจะทํากรุ๊ปปิง (Grouping) กฎหมายเป็นกลุ่ม ไม่ใช่หลายเรื่องหน่วยงานไหน ก็บังคับหมด บางครั้ง ๖-๗ หน่วยงานที่มาดูแล มาใช้แล้วก็เก็บภาษีกับเขา ซึ่งตรงนี้เขาก็บ่นมาว่ารัฐบาลน่าจะเป็นการทํากฎหมายให้เป็นวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) ได้ไหม ไม่ต้องเสียเยอะ หรือว่าให้สะดวกในการดําเนินการ เพราะฉะนั้นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นสําหรับพี่น้องชาวประมงนั้นต้องเป็นปัญหาที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ทําอย่างไร ที่เราจะย้อนกลับมาว่าเมื่อก่อนนี้เรามีสัตว์น้ํา มีการเก็บประมงมีอะไรต่าง ๆ เยอะแยะ ทําให้เรา ขึ้นชื่อ เราจะช่วยให้เขากลับคืนมาอย่างไร บางคนถึงกับต้องเปลี่ยนอาชีพเพราะว่าอยู่ไม่ไหวแล้ว จากที่ลูกเคยมีเงินไปโรงเรียน บ้านต้องขาย รถต้องขาย เรือต้องขายอะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่อง ที่ฟาสต์สเตต (Fast state) เป็นปัญหาที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้ผมดีใจ ที่ท่านประธานได้นําญัตติ จะสังเกตไหมครับว่าญัตติทั้งหมด ๑๐ ญัตติ ก็แสดงว่าเป็นปัญหาจริง ๆ ในกรรมาธิการที่ผมอยู่ ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ในเรื่องของแก้ไขปัญหาราคาผลิตผล เกษตรกรรม เราก็ดูแลทั้งเรื่องพืช สัตว์น้ํา ประมง หรือแม้กระทั่งเกลือทะเล ก็เคยเชิญมา ชี้แจงในระดับหนึ่ง ทั้งในส่วนผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน แต่ว่าเราไม่มีโอกาสมีเจ้าภาพ ที่จะเป็นทุกส่วน ทุกองคาพยพ ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และสมาคมอะไรต่าง ๆ ที่เขาดูแล เราน่าจะมาร่วมกันในการแก้ปัญหาให้กับพี่น้อง ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถเอาความคิดเห็น ระดมจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้เดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นผู้ซึ่งจะทําอย่างไรให้ประมง นอกจากแก้ปัญหาแล้วเราต้องพัฒนาต่อยอดให้กับพี่น้องประมงให้เขามีความสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นวันนี้หลายท่านบอกว่าดีใจ เขารอฟังนะครับว่าพวกเราจะได้มาแก้ปัญหา ซึ่งพื้นที่ของท่าน ส.ส. พรเทพ พวกเราได้ไปกัน วันนั้นเรียกว่าเขาตื้นตันน้ําตาจะไหล ว่าเราจะได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้เขาอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เป็นโอกาสอันดี ที่สภาผู้แทนราษฎรของพวกเราจะได้รวบรวมญัตติ แล้วก็ผมเชื่อมั่นว่าการตั้งกรรมาธิการ วิสามัญจะเป็นสิ่งที่เบ็ดเสร็จ เป็นสิ่งที่สามารถเอาความรู้ความสามารถ คนเก่ง คนที่ มีความสามารถ ตลอดจนทางออกให้กับเขาให้พบกับแสงสว่าง ผมจึงขอเสนอร่วมสนับสนุน ญัตติในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาให้เขาได้มีความผาสุก ต้องขอกราบขอบคุณ ท่านประธาน ท่านสุชาติ ตันเจริญ มากครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ขออีกท่านนะครับ ท่านสุดท้าย รองศาสตราจารย์รงค์ เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครศรีธรรมราช ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นต่อญัตติเกี่ยวกับเรื่องประมง ท่านประธานครับ ผมคิดว่าญัตตินี้หลังจากนี้ จะทําอย่างไรผมไม่อาจจะพยากรณ์ได้ แต่ผมเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่าญัตติเกี่ยวกับประมงสําคัญมาก เพราะอย่างน้อยที่สุดมีเพื่อนสมาชิกจากหลายพรรคเสนอมา เป็นเจ้าของญัตติ ๙ ญัตติ บางญัตติเสนอมาตั้งแต่เราเปิดสภาชุดที่เราเป็น ส.ส. กันนี้ใหม่ ๆ เลย ๙ ญัตติ ๒. ตัวประมง พื้นบ้านหรือตัวประมงในประเทศไทยเรามีจังหวัดที่ติดกับทะเล แล้วมีพี่น้องเป็นอาชีพ ประมงตั้ง ๒๓ จังหวัด ถ้าเช่นนั้นจะต้องมีพี่น้องชาวบ้านอยู่กินดํารงชีวิตกับทะเลหลายแสน ครัวเรือนหรือหลายล้านคน ท่านประธานครับ กลับมาดูบ้านผมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดที่มีความยาวของทะเลยาวที่สุดในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่อําเภอหัวไทรมาอําเภอปากพนัง มาอําเภอเมือง ไปอําเภอท่าศาลา อําเภอสิชล อําเภอขนอม เปรียบเทียบก็คือมีเขตเลือกตั้ง ตั้งแต่เขต ๑ เขต ๒ เขต ๗ เขต ๘ มีความแตกต่างกันระหว่างสภาพภูมิศาสตร์ มีทั้งในอ่าว มีทั้งทะเลใหญ่หรือทะเลหลวง อันนี้ผมคิดว่าสําคัญมากเวลาพูดถึงประมงวันนี้ ทั้งระดับ มหภาคคือระดับประเทศ ทั้งระดับจุลภาคก็คือที่บ้านผม บ้านผมเองในเขตเลือกตั้งผมนะครับ ตําบลท่าไร่ มีคลองนะครับ บ้านบางใหญ่ บ้านบางควาย ตําบลท่าไร่ ตําบลปากนคร ก็มีคลองซอยเยอะแยะเต็มไปหมด ตําบลท่าซักก็มีกลุ่มพี่น้องมุสลิมแล้วก็ลากยาวมา เป็นพี่น้องประมง ตําบลปากพูนเต็มไปหมดหากินกับทะเล วันนี้เกิดอะไรครับท่านประธาน สิ่งที่พูดกันตรงนี้จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ ก็คืออันที่ ๑ ตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องประมงเป็นเรื่อง ซับซ้อน ซับซ้อนนานาชาติก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับประมงบ้านผมที่บ้านบางควาย นานาชาติ ก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับประมงบ้านผมที่ตําบลท่าซัก ไอยูยู (IUU) อุตสาหกรรมการใช้พื้นที่ในทะเล ซับซ้อนมาก ก่อให้เกิดใหญ่หลวงเลยคือความขัดแย้ง ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงประมง ต้องพูดถึงตัวคน ให้เห็นตัวคนด้วย นอกเหนือจากปลา เรือ เครื่องมือ ความสมบูรณ์หรือ ความร่อยหรอ ซึ่งเป็นเรื่องเป็นประเด็นอยู่แล้ว แต่คนที่อยู่กับทะเล คนที่เป็นชาวบ้าน ชาวประมงเป็นอย่างไรครับ วันนี้เกิดความขัดแย้งครับ ความขัดแย้งระหว่างเรือประมง พื้นบ้านกับเรือประมงพาณิชย์ เรือประมง ๒ วา ๓ วา ผมอาจจะไม่ชํานาญว่ากี่วากันแน่นะครับ แต่ว่าขัดแย้งกันมากระหว่างประมงพื้นบ้านกับประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้านในอ่าวปากนคร อําเภอท่าศาลาอาจจะขัดแย้งกับตัวคําว่านายทุนสัมปทานหอย อันนี้มีอยู่ตลอดเวลา ชาวบ้าน ขัดแย้งกับทางเจ้าหน้าที่ประมง เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองอื่น ๆ กรณีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่อ่าวบ้านดอน ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก็มี ที่ขับรถท้าทายยิงปืนยิงอะไร รูปแบบของ การจัดการของรัฐในการที่อนุรักษ์จะทําบ้านปลา บ้านปลาแบบไหน ถกเถียงกันว่าบ้านปลา โมเดลเอ (Model A) กับบ้านปลาโมเดลบี (Model B) โมเดลเอ (Model A) อาจจะทําให้ ชาวบ้านตรงนั้นเดือดร้อน โมเดลบี (Model B) ชาวบ้านเสนอไม่ได้รับการส่งเสริม สิ่งเหล่านี้ นี่คือความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นความขัดแย้งเป็นความขัดแย้งที่มีตัวละครในอ่าว ในทะเล หรือหน้าทะเลซับซ้อน เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เวลาพูดประมงขอให้ไปพิจารณา ตรงนี้ด้วย เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ ผมเป็นห่วงประมงพื้นบ้าน เพราะประมงพื้นบ้าน บางบ้าน บางบ้านนะครับท่านประธาน ที่มีการใช้เครื่องมือสุ่มเสี่ยงก็จะไม่ได้รับการ ช่วยเหลือชดเชย ท่านประธานครับ ชาวบ้านร้องเรียนมาตลอดว่าชาวบ้านตําบลปากนคร กลุ่มนี้ ชาวบ้านบ้านบางควายกลุ่มนี้ นี่สมมติที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อําเภอเมืองนะครับ เขาไม่ได้รับการดูแล ไม่ได้รับการชดเชย หรือไม่ได้รับการเยียวยา แต่ในขณะอีกบ้านหนึ่ง ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเด็กดีหรือกู๊ดบอย (Good boy) ของเจ้าหน้าที่ แต่อาจจะไม่เป็นกู๊ดบอย (Good boy) ก็ได้บ้านนี้ สมมตินะครับท่านประธาน ขอโทษถ้าใช้ วาจาที่ไม่สุภาพแบดบอย (Bad boy) ก็แล้วกัน ของเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้รับการดูแล สิ่งเหล่านี้ ก่อให้เกิดความซับซ้อนและความขัดแย้งที่ซับซ้อนอยู่ในประมง ท่านประธานครับ ขออนุญาต บรรยายความให้เขาฟังนิดหนึ่ง เขาไม่มีที่ทํามาหากิน ชาวประมงพื้นบ้านที่ตําบลปากนคร ไปอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ไปอยู่ที่เกาะสมุย ไปอยู่ในเขตเมือง มารับจ้างในเมืองนะครับ แต่บ้าน อยู่ริมทะเลอยู่ติดกับทะเลเลย อันนี้คือสภาพที่เป็นจริงของพี่น้องเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้นี่เอง ความลําบากยากแค้นเหล่านี้ช่วงนี้ต้องได้รับการดูแล ส่วนจะดูแลแบบไหน ชาวบ้านที่บ้านผม ที่ตําบลปากนคร ที่ตําบลท่าไร่ รวมถึงตําบลท่าซัก บ่นมาว่าตั้งแต่ปลาบึก ท่านประธาน คงจําได้คําว่าปลาบึก ท่านสมาชิกสภาก็ปลาบึก ปลาบึกคืออะไรครับ ปลาบึกคือพายุใหญ่ เมื่อปีกลาย เขายังไม่ได้รับการดูแล เขายังไม่ได้รับการเยียวยา บ้านของเขายังลําบากอยู่ หลาย ๆ พื้นที่ อันนี้จึงเป็นภาวะของการกดดันบางครั้งที่จะทําให้เขารวมตัว แล้วก็ส่งเสียง ขึ้นมา ชุมนุมขึ้นมา แต่ว่ายังอยู่ในโอวาทครับ เป็นคนดีนะครับ ไม่อยากจะทําให้บ้านเมือง เสียหาย ก็ชุมนุมเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่งหนังสือร้องเรียน เกิดขึ้นเยอะครับท่านประธาน วันนี้ เราต้องการให้ทางราชการมีมาตรการในการดูแลเขา ผมคิดว่าในระดับการชดเชยก็ชุดหนึ่ง แต่ในระดับระยะยาว ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับที่ อบต. ท่าศาลา ที่เขามีข้อบัญญัติเกี่ยวกับ ทะเล ท่านประธานครับ ถ้าเรามีอยู่ ๒๐ กว่าจังหวัด แล้วเรามี อบต. อบจ. หรือมีเทศบาล อยู่ริมทะเลทั้งหมด พี่น้องของท้องถิ่นเหล่านั้นควรจะมีข้อบัญญัติเกี่ยวกับทะเล เกี่ยวกับ ประมง เพราะพี่น้องประมงอยู่อาศัยและพักหรือหากินอยู่ในทะเลมาก เราควรจะมี ข้อบัญญัติ อันนี้พูดถึงความรับผิดชอบของท้องถิ่น รัฐไม่ใช่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกรมประมงอย่างเดียว หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่คําว่า รัฐ หมายถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าเทศบาล หรือ อบต. ดูสิครับว่า มีข้อบัญญัติเกี่ยวกับประมงไหม เพื่ออย่างน้อยที่สุด ช่วยเหลือพี่น้อง เยียวยาพี่น้อง หรือสร้าง ความยั่งยืน ผมชื่นชมว่าที่อําเภอท่าศาลาเขามีข้อบัญญัติตรงนี้ขึ้นมา แล้วก็สามารถ ที่จะทําให้การดูแลทะเลหน้าบ้านของเขาเป็นทะเลที่มีความสมบูรณ์ มีกติกา มีบทบัญญัติ อะไรต่าง ๆ ที่จะทําให้พี่น้องเขาเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างข้อบัญญัติ แล้วช่วยกันดูแลรักษาข้อบัญญัติเหล่านั้น ทําให้ทะเลหน้าบ้านของเขาสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น รัฐตรงนี้ต้องไปช่วย แล้วรัฐท้องถิ่นที่ว่าจะต้องมาช่วยกับกรมประมงหรือมาช่วยกับกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อทําแผนตรงนี้ขึ้นมา วันนี้ถ้าอ่าวปากนคร อ่าวบ้านดอน หรือแต่ละอ่าว อ่าวปัตตานีหรือที่ไหน ๆ ควรจะมีแผนเฉพาะของเขาที่ดูแลของท้องถิ่น แล้วก็ ไปของบประมาณ ไปต่องบประมาณระดับชาติ ตรงนี้น่าจะเป็นมาตรการอันหนึ่งที่จะไปสร้าง ความอยู่ดีกินดีและสร้างความหวังให้เขาได้มากกว่าที่จะสร้างความคับแค้นใจที่เขาจับปลา ไม่ได้ หรือใช้เครื่องมือที่ผิดกฎหมายครับท่านประธาน ก็ขอขอบคุณที่ให้โอกาสได้แสดง ความคิดความเห็นเกี่ยวกับประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเน้นที่ประมงพื้นบ้านและ ตัวชาวบ้านครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ก็ถือว่า การอภิปรายสิ้นสุดลงนะครับ ก่อนที่จะขอมติ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ เจ้าของญัตติทั้ง ๑๐ ฉบับ มีสิทธิที่อภิปรายสรุปได้อีก ๑ ครั้ง ท่านจะใช้สิทธิไหมครับ🔗
ถ้าไม่ใช้สิทธิ ขั้นตอนต่อไปเป็นการขอมติจากที่ประชุมในการจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เชิญท่านอรรถกรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตเรียนต่อท่านประธาน อย่างนี้ว่า เนื่องจากญัตติที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในวันนี้ ผมได้รับการประสานจากทาง คณะกรรมาธิการสามัญการเกษตรและสหกรณ์ แล้วเขาก็กําลังจะตั้งอนุกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะอยู่แล้ว ผมจึงขออนุญาตเสนอว่าขอให้ทางสภาส่งญัตติ ทั้ง ๑๐ ญัตติเหล่านี้เข้าสู่คณะกรรมาธิการสามัญให้ทางคณะกรรมาธิการสามัญนั้น ได้ไปทําการศึกษาต่อไปครับ ขอผู้รับรองครับ🔗
มีท่านสมาชิก ขอให้เสนอญัตติทั้ง ๑๐ ฉบับส่งกรรมาธิการสามัญคือกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ โดยเฉพาะญัตติของหมอบัญญัติ ท่านก็เปลี่ยน ให้ส่งกรรมาธิการเหมือนกัน แทนที่จะส่งรัฐบาล ตรงนี้ที่ประชุมก็ไม่ขัดข้องนะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ต้องถามที่ประชุมว่าตกลงว่าเราจะให้ส่งกรรมาธิการสามัญคือกรรมาธิการ การเกษตรและสหกรณ์ มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมให้ส่งคณะกรรมาธิการสามัญการเกษตรและสหกรณ์ ทั้ง ๑๐ ฉบับนะครับ ก็เป็นการจบพิจารณาญัตติทั้ง ๑๐ ฉบับนะครับ🔗
ขออนุญาตระเบียบวาระต่อไปนะครับ🔗
๕.๑๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน (ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน เป็นผู้เสนอ)🔗
แต่เนื่องจากมีญัตติที่คล้ายคลึงกันทํานองเดียวกันแล้วก็เกี่ยวข้องกัน อีก ๘ ฉบับ คือ🔗
๕.๑๕ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาการศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาในประเทศไทย (นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และนายพัฒนา สัพโส เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๓๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ผู้เรียน (นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๓๘ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาหาแนวทางในการวางแผนการผลิตบัณฑิตในระดับอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดแรงงาน (รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๔๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาผลกระทบต่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีการยุบเลิก โรงเรียนขนาดเล็ก (นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๗๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับ นโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ (นายพิสิฐ ลี้อาธรรม เป็นผู้เสนอ)🔗
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องที่เสนอใหม่🔗
๖.๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ผู้เรียน (นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
๖.๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาสังคมและเศรษฐกิจในประเทศไทย (นายสฤษดิ์ บุตรเนียร กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
ญัตติด่วนซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ🔗
ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาและหาแนวทางการแก้ไขในเรื่องการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ (ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน เป็นผู้เสนอ)🔗
ทั้งหมด ๙ ฉบับ รวมของท่านอาจารย์กนกเป็นเรื่องที่คล้ายคลึงกัน เป็นทํานองเดียวกันคงจะเอามาพิจารณารวมกันไปเลยนะครับ ถ้าที่ประชุมไม่ขัดข้อง ก็ดําเนินการตามนี้นะครับ ท่านอรรถกรมีอะไรเชิญครับ🔗
ต้องขออภัยนะครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ต้องขออนุญาตย้อนไปเมื่อสักครู่นี้นิดเดียวในส่วนของปลายญัตติที่แล้ว ต้องขอกราบ ประทานโทษท่านประธานด้วยเพราะว่าผมลืมเสนอระยะเวลาในการพิจารณา ผมก็เลย ขออนุญาตเสนอตอนนี้ได้ไหมครับ เพื่อให้สภาได้กําหนดระยะเวลาพิจารณาในเรื่องของ การพิจารณาญัตติที่แล้วครับ🔗
ปกติ คณะกรรมาธิการสามัญเราไม่ได้กําหนดระยะเวลา แต่ในเมื่อท่านสมาชิกเสนอกําหนด ระยะเวลาก็ได้ครับ ท่านเสนอกี่วัน เฉพาะเรื่องนี้นะครับ🔗
ขอเสนอ ๙๐ วัน ขอผู้รับรอง ด้วยครับ🔗
มีท่านสมาชิก ขอกําหนดระยะเวลา ๙๐ วัน ในการศึกษาเรื่องญัตติทั้ง ๑๐ ฉบับที่ผ่านมาของคณะกรรมาธิการ การเกษตรและสหกรณ์นะครับ ไม่มีสมาชิกท่านใดขัดข้องนะครับ🔗
ผมดําเนินการ ตามระเบียบวาระต่อนะครับ ก็เป็นเรื่องทํานองเดียวกัน คล้ายคลึงกันทั้ง ๙ ฉบับ นํามา พิจารณารวมกันเลยนะครับ ที่ประชุมไม่ขัดข้อง ขอให้ดําเนินการต่อไปนะครับ🔗
ขอเชิญ เจ้าของญัตติ ศาสตราจารย์กนก ขอเชิญเสนอเหตุผลครับ🔗
๕.๑๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน (ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เนื่องด้วยในปัจจุบันอัตราการเกิด ของประชากรเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้อัตราการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยลดลง จากสถิติในช่วงปี ๒๕๐๕-๒๕๒๕ จํานวนเด็กเกิดใหม่ของประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ ๑ ล้านคน ถึง ๑,๒๐๐,๐๐๐ คนต่อปี อย่างไรก็ตาม หลังปี ๒๕๒๕ จํานวนเด็กเกิดใหม่ในรอบ ๓๐ ปี ของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ๒๕๔๐ มีจํานวนเด็กเกิดใหม่ของ ประเทศไทย ๘๘๐,๐๒๓ คน แต่ในปี ๒๕๖๐ จํานวนเด็กเกิดใหม่ของประเทศไทยอยู่ที่ ๗๒๗,๐๕๕ คน หากพิจารณาตามตัวเลขข้างต้น สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ประชากรวัยเรียน ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อจํานวนนักเรียนที่เข้าไปศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยลดลง เป็นจํานวนมาก ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเอกชนรวมถึงมหาวิทยาลัยของรัฐกําลัง ประสบปัญหาขาดแคลนนักศึกษา ในอนาคตอาจจะต้องมีการยุบหลักสูตรสาขาวิชา ยุบห้องเรียน และอาจต้องเลิกจ้างอาจารย์หรือเลิกกิจการในที่สุด จากปัญหาวิกฤติของ มหาวิทยาลัยในประเทศไทย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีที่นั่งในมหาวิทยาลัยมากกว่า ผู้เรียน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการไม่มีการวางแผนผลิตกําลังคนให้ตรงกับความต้องการ ของตลาด หลายสาขาวิชามีผู้จบมากจนเกินความต้องการของตลาด ในขณะที่บางสาขา เช่น แพทย์ พยาบาลมีการขาดแคลนจํานวนมาก จึงควรมีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียน การสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและก้าวทันต่อเทคโนโลยี ดังนั้น จึงขอเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อให้ที่ประชุมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการ ของตลาดแรงงานในปัจจุบัน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔๑ ด้วยเหตุผลและรายละเอียดที่จะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง กนก วงษ์ตระหง่าน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ในญัตติที่ผมได้อ่านไปนั้นผมขออนุญาตที่จะ กราบเรียนท่านประธานว่า ตลาดแรงงานของไทยเราเปลี่ยนแปลงไปจริง ๆ อย่างที่ผม ได้เรียนไปแล้วก็คือเด็กเกิดใหม่ลดลงจํานวนมาก จํานวนนักศึกษาของเราลดลงอย่างน่าตกใจ และถ้าเราคิดอีก ๒๐ ปีจากนี้ไปคือ พ.ศ. ๒๕๘๓ ผมเชื่อว่าจํานวนนักศึกษาของเราที่จะเข้า มหาวิทยาลัยอาจจะเหลือน้อยมากจนแทบไม่เหลือเลยด้วยซ้ําไป นั่นก็หมายความว่าจํานวน นักศึกษาในมหาวิทยาลัยจะลดลงอย่างมหาศาล ในเวลาเดียวกันนักเรียนที่เขาไปเรียน ในมหาวิทยาลัยต่างก็สนใจในวิชาชีพเพื่อหวังว่าเรียนจบแล้วจะมีงานทําแล้วก็มีรายได้ สิ่งเหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสําคัญอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นเทคโนโลยีที่มีการ เปลี่ยนแปลงหรือที่เรียกว่าเทคโนโลยี ดิสรัปชัน (Disruption) นั้นเกิดขึ้นอย่างมหาศาล ทําให้ตลาดแรงงานกระบวนการทํางานต่าง ๆ ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ หรืออาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ (Artificial intelligence) ที่ทําให้บทบาทของการทํางานด้วยแรงงานนั้นต้องเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เกิดการลดการจ้างงานอย่างมหาศาล สิ่งเหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสําคัญอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นครับท่านประธาน ระบบงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนมหาวิทยาลัย ซึ่งเรียกกัน ง่าย ๆ ว่าเป็นงบประมาณรายหัวนั้น เป็นการให้งบประมาณกับมหาวิทยาลัยตามจํานวน นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยรับ และเนื่องจากจํานวนนักศึกษาของมหาวิทยาลัยลดลง จึงทําให้ มหาวิทยาลัยจํานวนมากมีงบประมาณไม่เพียงพอกับการจัดการเรียนการสอน แม้กระทั่ง การที่จะคงสภาพมหาวิทยาลัยให้อยู่ไว้ก็เป็นความยากลําบากแล้วในปัจจุบัน นั่นคือปัญหา ที่กดดันมหาวิทยาลัยอีกด้านหนึ่ง ในเวลาเดียวกันการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน ในยุคศตวรรษที่ ๒๑ นั้นมีเกิดขึ้นชัดเจนดังที่เราทราบกันอยู่ก็คือว่า การเรียนการสอน กับการทํางานในวันนี้แทบจะเป็นเรื่องเดียวกันไปแล้ว หลายคนหลายมหาวิทยาลัยเขาบอกว่า ไม่ต้องไปเรียน แต่ไปทํางานก่อน แล้วเอาประสบการณ์และความรู้จากการทํางานนั้น ไปประเมินผลแล้วก็ได้รับปริญญา สิ่งเหล่านี้คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๒๑ การเรียนการสอนในยุคปัจจุบันและอนาคตจะต้องเรียนได้ในทุกที่ทุกเวลาทุกเงื่อนไข สิ่งเหล่านี้ไม่จําเป็นที่จะต้องไปเรียนในมหาวิทยาลัยอีกต่อไป การใช้สื่อไอที (IT) ที่ทําให้แบบแผน การเรียนรู้ของเราเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แพลตฟอร์ม (Platform) ของการเรียนรู้ การเรียนการสอน แบบใหม่เกิดขึ้นทุกวันตลอดเวลา อย่างที่เราเห็นในกรณีของโควิด (COVID) วันนี้ก็มีการสอน ออนไลน์ (Online) กันอย่างกว้างขวาง และยิ่งไปกว่านั้นการเรียนรู้วันนี้ไม่ใช่เป็นการเรียนรู้ ระหว่างอายุ ๑๘ ปีถึงอายุ ๒๕ ปีในมหาวิทยาลัยอีกเช่นเดิมแล้ว แต่มันเป็นการเรียนรู้ ตลอดชีวิต คนอายุ ๖๐ ปีก็ยังอยากจะไปเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยด้วยเหตุผลต่าง ๆ เป็นต้น เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ทําให้มหาวิทยาลัยจะต้อง กลับมาทบทวนตัวเองแล้วก็เปลี่ยนแปลง นั่นก็หมายความว่าการปรับตัวของมหาวิทยาลัย เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วก็เป็นเรื่องที่จําเป็น หัวใจสําคัญของการเปลี่ยนแปลง มหาวิทยาลัยคือการเปลี่ยนความคิด หรือที่เรียกกันว่ามายด์เซต (Mindset) แล้วก็ การเปลี่ยนวิธีการทํางานหรือการปฏิบัติหน้าที่ของมหาวิทยาลัย คนสําคัญที่สุดในมหาวิทยาลัยก็คืออาจารย์และนักวิจัย นั่นก็หมายความว่าอาจารย์ และนักวิจัยจะต้องเปลี่ยนความคิดของตัวเองใหม่ เปลี่ยนวิธีการทํางานของตนเองใหม่ เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่ผมได้กล่าวไปแล้ว และประการที่ ๒ ที่สําคัญก็คือผู้บริหาร มหาวิทยาลัย ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็จะต้องปรับวิธีการบริหารใหม่ ปรับวิธีการทํางานใหม่ เพื่อให้บุคลากรในมหาวิทยาลัยสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ ตลาดแรงงานและเทคโนโลยีที่ผมได้กล่าวไปแล้ว หัวใจสําคัญของการเปลี่ยนแปลงในเรื่อง การเรียนการสอนก็คือ ประการแรก สาระวิชาและเนื้อหาวิชา ตลอดจนหลักสูตรต่าง ๆ ที่สอนในมหาวิทยาลัยจะต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งหมด ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น วันนี้ความต้องการในตลาดแรงงาน ในที่ทํางาน จนถึงการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ ไม่ได้แบ่งเป็นรายสาขาวิชาอีกแล้ว เช่น เราเรียนวิศวะ ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหา ได้ทั้งหมด เพราะเรื่องวิศวะจะต้องไปเกี่ยวข้องกับคน จําเป็นจะต้องมีการเข้าใจพฤติกรรม ของคน ความคิดและทัศนคติของคน นั่นก็หมายความว่าหลักสูตรระหว่างวิศวะกับสาขาวิชา ทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์จะต้องสัมพันธ์กันแล้วก็ร่วมกันเป็นต้น ซึ่งในปัจจุบัน ด้วยระบบปัจจุบัน มายด์เซต (Mindset) ปัจจุบัน เราทําสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ นั่นเป็นตัวอย่าง ที่ชัดเจนในเรื่องของสาระวิชา ประการที่ ๒ คือวิธีการสอน วิธีการสอนที่อาจารย์ยืนอยู่ หน้าห้องแล้วก็นักเรียนนั่งฟังมันได้หมดไปแล้ว แต่เราต้องการวิธีการสอนที่จะทําให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจ และที่สําคัญก็คือสามารถนําไปปฏิบัติได้จริง สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่พานักเรียนเข้าห้องแล็บ (Lab) ห้องทดลอง แต่จะต้องพานักเรียนลงสู่สถานปฏิบัติการจริง พื้นที่จริงของพี่น้องประชาชนที่จะทําให้เกิดการเรียนรู้ภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง และที่สําคัญ ประการที่ ๓ ก็คือวิธีการประเมินผลและวิธีการวัดผลจะต้องเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะมานั่งเช็ก (Check) เวลาเรียนครบชั่วโมงหรือไม่ แล้วก็สอบกัน ปลายเทอมหรือมีมิดเทอม (Midterm) ก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับ สถานการณ์ในปัจจุบันแล้วทั้งสิ้น การเรียน การสอน ไม่ใช่เพื่อปริญญาอีกแล้ว แต่การเรียน การสอนคือการสร้างสมรรถนะหรือคอมพีเทนซี (Competency) ที่จะออกไปทํางาน ไปมีอาชีพ ไปดํารงชีวิต ให้มีความสุขแล้วก็เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผล ที่จําเป็นที่จะต้องทําให้หลักสูตรทั้งหมดที่เรามีอยู่ในประเทศของเรา ผมขออนุญาตใช้คําว่า ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่นจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนการสอน ซึ่งประเทศไทย ของเราได้รักษาสิ่งเหล่านี้มาตลอดประวัติศาสตร์ของอุดมศึกษาของเรา จะเกิดการ เคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศจีนเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบใหม่ ๆ ที่เราคิดไม่ถึง อีกมากมาย จะเกิดความเสี่ยงต่ออธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตอีกมาก นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน การเปลี่ยนแปลงของจํานวน ประชากรโดยเฉพาะในวัยเรียนของเรา รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองครับท่านประธาน มหาวิทยาลัยในวันนี้เขามีความรู้สึกว่ารัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสํานักงบประมาณกําลังลอยแพพวกเขา มหาวิทยาลัยมีความรู้สึกว่า เขาโดดเดี่ยวและไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะว่าทุกอย่างงบประมาณของรัฐ เป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองผมจึงขออนุญาตที่จะกราบเรียน กับท่านประธานว่าที่ผมเสนอญัตตินี้เพื่อที่จะยืนยันว่าประเทศไทยทิ้งมหาวิทยาลัยไม่ได้ครับ ผมขออนุญาตย้ําอีกครั้งหนึ่งครับ ประเทศไทยทิ้งมหาวิทยาลัยไม่ได้ นั่นก็หมายความว่า มหาวิทยาลัยเองจะต้องได้รับโอกาสที่จะปรับตัวแล้วก็เปลี่ยนแปลงให้ทันต่อสถานการณ์ ที่เกิดขึ้น แล้วผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยทําได้ อาจารย์มหาวิทยาลัยของเราจะต้องปรับความคิด ปรับการปฏิบัติหน้าที่ในด้านการเรียนการสอน ในด้านการวิจัยและในด้านการบริการ ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะช่วยพี่น้อง ประชาชนในการแก้ไขปัญหาด้วยการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตของเขาด้วยวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็มีความจําเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นท่านประธาน ด้วยความเคารพ ญัตติที่ผมเสนอนี้จึงเป็นการเสนอในเชิงการเมืองที่ต้องการจะบอกว่า สภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นข้อต่อสําคัญที่จะเชื่อมระหว่างมหาวิทยาลัยกับรัฐบาล กับสํานักงบประมาณ ถ้าเราปล่อยให้มหาวิทยาลัยรัฐบาลและสํานักงบประมาณทํางาน กันอยู่แบบนี้ ผมยืนยันกับท่านประธานได้ว่าอีกไม่นานมหาวิทยาลัยของประเทศไทย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนจะสูญสลายไป และตรงนั้นจะเป็นความเศร้าใจของระบบ การศึกษาของประเทศ ผมอยากเห็นสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะต้องเป็นข้อต่อที่จะเชื่อม ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชาวบ้าน กับประชาชน กับผู้ประกอบการ เพราะว่ามหาวิทยาลัย มีศักยภาพ มีองค์ความรู้ มีวิทยาศาสตร์ มีเทคโนโลยี และมีประสบการณ์ทางวิชาการอีกมาก ที่เป็นประโยชน์ แต่วันนี้เราเชื่อมกันไม่ติด เพราะว่าด้วยเหตุผลในระบบราชการของเรา ที่ทําให้มหาวิทยาลัยกับประชาชน กับผู้ประกอบการนั้นถูกห่างออกไป ด้วยเหตุผลอันนี้ ผมจึงตั้งความหวังในทางการเมืองว่าสภาผู้แทนราษฎรของเราจะเป็นจุดข้อต่อในการเชื่อม สิ่งเหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะศึกษาเรื่องการปรับปรุง หลักสูตรการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และประชาชนจึงเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญของประเทศไทย ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพผมจึงขออนุญาต ตรงนี้ต้องขออนุญาตท่านประธานจริง ๆ ว่า ผมอยากเห็นการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้เป็นข้อต่อ ทางการเมืองที่จะเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับรัฐบาลและสํานักงบประมาณ เชื่อมโยง มหาวิทยาลัยกับพี่น้องประชาชนและชาวบ้าน โดยเฉพาะคนยากคนจนที่มีอยู่ทั่วประเทศ เพราะถ้ามหาวิทยาลัยไม่ช่วยคนจนแล้ว ไม่ช่วยพี่น้องประชาชนที่อยู่ฐานรากแล้ว ผมก็ไม่มี เหตุผลที่จะคิดว่ามหาวิทยาลัยคงอยู่ไปเพื่ออะไร ด้วยเหตุผลของความสําคัญของการคงอยู่ มหาวิทยาลัยตามข้อเสนอที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ผมจึงคิดว่าการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อปรับปรุงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่ง และถ้าเป็นเช่นนั้นสภาผู้แทนราษฎรของเรา ก็จะเป็นข้อต่อทางการเมืองเพื่อรักษาชาติบ้านเมืองของเรา ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ต่อไปเป็น ญัตติของครูมานิตย์ครับ เชิญผู้เสนอครับ🔗
ท่านพัฒนา อยู่ไหมครับ🔗
ขอฉบับ ต่อไปของท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท เชิญครับ🔗
๕.๓๘ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาหาแนวทางในการวางแผนการผลิตบัณฑิตในระดับอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดแรงงาน (รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นผู้เสนอ) การว่างงานหลังสําเร็จการศึกษามากกว่าสาขาทางด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ ประกอบกับมีรายงานเพิ่มเติมอีกด้วยว่ามีคนที่จบปริญญาตรี ไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๕ ต้องทํางานในสาขาวิชาชีพที่ไม่ตรงสาขาที่ตนเองจบมา นั่นก็คือได้งาน ไม่ตรงกับคุณวุฒิที่สําเร็จมา ท่านประธานครับ จากข้อมูลสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้า และอุตสาหกรรมไทย ยังบ่งชี้อีกด้วยว่าปัจจุบันประเทศไทยกําลังประสบปัญหาการขาดแคลน แรงงานระดับปฏิบัติการ แต่แรงงานกึ่งไร้ทักษะซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานที่จบการศึกษาในระดับ มัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานในปีหนึ่ง ๆ เพียงร้อยละ ๑๖ ของแรงงานทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งหากวิเคราะห์ร่วมกับรายงานฮิวแมน แคพิตัล รีพอร์ต ๒๐๑๗ (Human capital report 2017) ที่จัดทําโดยเวิล์ด อะคาเดมิก ฟอรัม (World academic forum) ซึ่งได้บ่งชี้ว่า สัดส่วนของแรงงานมีฝีมือของประเทศไทยมีอยู่เพียงร้อยละ ๑๔ จากแรงงานทั้งหมดเท่านั้น ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์มีสัดส่วนอยู่ร้อยละ ๕๖.๒ ประเทศมาเลเซียอยู่ที่ร้อยละ ๒๕.๕ ถ้า อย่างนั้นก็จะพออนุมานได้ว่าระบบการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันไม่อาจที่จะผลิต ผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีที่มีทักษะที่เพียงพอต่ออาชีพที่ต้องอาศัยทักษะแรงงาน ขั้นสูง หรืออาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มแรงงานที่มีฝีมือที่ตลาดแรงงานต้องการกลับมีอุปทานจาก สถาบันการศึกษาต่าง ๆ อยู่ในระดับที่ต่ํากว่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่แรงงานกลุ่มอื่นที่มี อุปสงค์จํากัดกลับมีอุปทานมากเกินความต้องการของตลาดแรงงาน หรืออาจมีสาเหตุมาจาก ระบบอุตสาหกรรมและธุรกิจในประเทศไทยมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ในระดับที่ต่ําต่อเนื่องกันมาหลายปี จึงทําให้ความต้องการ แรงงานฝีมือไม่ได้ขยายตัว เพื่อรองรับการผลิตแรงงานฝีมือจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ โดยประเทศไทยเพิ่งจะมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศแตะระดับร้อยละ ๑ เมื่อปี ๒๕๖๐ นี้เอง ในขณะที่ประเทศคู่ค้าและคู่แข่งขัน ต่าง ๆ ล้วนมีระดับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสูงกว่า ประเทศไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศจีน ประเทศ เกาหลีใต้ หรือประเทศญี่ปุ่น ท่านประธานครับ การจ้างงานคนที่จบการศึกษาในระดับ ปริญญาตรีที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น สถานประกอบการจํานวนไม่น้อยจําเป็นต้องจ้างแรงงาน ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เนื่องจากไม่สามารถที่จะสรรหาแรงงานที่จบการศึกษา มัธยมตอนต้นหรือตอนปลาย ประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ ปวส. มาปฏิบัติงานได้ จึงยอมที่จะจ้างผู้สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเท่านั้น นั่นก็หมายความว่าใช้ผู้สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีนี้ไปในราคาของผู้สําเร็จระดับ อนุปริญญาหรือต่ํากว่าอนุปริญญาด้วยซ้ํา นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่ง เพราะว่าเขาไม่สามารถจ้าง แรงงานเหล่านั้นได้ จึงเป็นสาเหตุที่จะทําให้ฝีมือแรงงานประเทศไทยมีสัดส่วนไม่สูงนัก ทั้งที่ ผู้จบปริญญาตรีและผู้จ้างงานในระดับปริญญาตรีต่าง ๆ ก็เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นที่น่าเป็นห่วงมากครับ ท่านประธาน อัตราว่างงานของผู้สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากสถิติผู้จบการศึกษา ปริญญาตรีที่มีอายุ ๓๕-๔๐ ปีนั้นมีรายได้เฉลี่ยเพียง ๑๕,๐๐๐ บาทเศษ ๆ ต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งรายได้ดังกล่าวนี้เป็นที่น่ากังวลว่าจะเพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่ตกประมาณ เดือนละ ๒๑,๐๐๐ กว่าบาท และหนี้ครัวเรือนอีกครัวเรือนละ ๑๗๘,๐๐๐ บาท ในขณะที่ มีเงินเดือนเพียง ๑๕,๐๐๐-๑๙,๐๐๐ บาทเท่านั้น จากข้อมูลการสํารวจภาวะแรงงาน ประชาชนหรือเลเบอร์ ฟอร์ซ เซอร์เวย์ (Labor force survey) แอลเอฟเอส (LFS) เพราะว่า แรงงานที่จบปริญญาตรีขึ้นไปนั้นที่มีรายได้มากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนมีนะครับ แต่ว่าน้อยมากเพียงร้อยละ ๒.๓ ของแรงงานทั้งหมด โดยที่รายได้สูงเหล่านี้ล้วนประกอบ อาชีพที่ใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง และความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น เมื่อผนวกข้อมูล เวิลด์ อะคาเดมิก ฟอรัม (World academic forum) ที่อ้างอิงในรายงานแล้ว ที่ระบุว่า ตลาดแรงงานจนถึงปี ๒๐๓๐ นี้จะได้รับผลกระทบจากเอไอ (AI) หรือที่พวกเราเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงเป็นที่น่ากังวลว่าผู้สําเร็จการศึกษานั้นจะมีงานได้อย่างไร ท่านประธานครับ จากประเด็นต่าง ๆ นั้น โดยสรุปแล้วเรียนว่าความสามารถหรือศักยภาพในการผลิตในเชิง ปริมาณของสถาบันอุดมศึกษาของไทยนั้นมีมาก เนื่องจากต้องตอบสนองความต้องการ การเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา มีค่านิยมแห่งปริญญาว่าถ้าได้ปริญญาย่อมที่จะมี คุณภาพชีวิต มีหน้าที่การงาน มีอาชีพที่มั่นคง ทุกคนก็ใฝ่ฝันที่จะเรียน จนทําให้เกิดสถาบัน ต่าง ๆ มากมาย ต่างคนต่างรับ แล้วจึงทําให้เกินในสาขาที่เขาไม่ต้องการ แต่ขาดแคลน ในสาขาที่เขาต้องการมาก เพราะฉะนั้นไม่มีความสอดคล้องกัน นั่นคือเชิงปริมาณ ยังไม่นับถึง เชิงคุณภาพนะครับ มีพอที่จะจ้างงานแต่ว่าคุณภาพไม่ได้ อันนี้ก็เป็นปัญหา จากประเด็นต่าง ๆ ที่ไล่เรียงมาข้างต้น การวางแผนในการพัฒนาแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานที่เป็น บัณฑิตที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีนั้นมีความหมายเป็นอย่างมากต่อการอยู่รอดของ สังคมไทย ตลอดจนส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งต้องคํานึงถึง อุปทานในการผลิตบัณฑิตในระดับปริญญาตรี ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งครอบคลุม ถึงการวางแผนการผลิตในสาขาวิชาต่าง ๆ ให้มีจํานวนที่เหมาะสม สอดคล้องกับอุปสงค์ ด้านแรงงานในปัจจุบันและอนาคต ตลอดจนมีหลักสูตรการเรียนการสอนและการสร้างเสริม ประสบการณ์เพื่อบ่มเพาะให้บัณฑิตมีทักษะและมีคุณลักษณะที่สอดคล้องกับความต้องการ ของตลาดแรงงาน พร้อมที่จะแข่งขันและร่วมมือกับพลเมืองโลกในประเทศอื่น ๆ ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบและรอบด้าน ผมกับท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล จึงได้เสนอญัตตินี้เพื่อขอให้ สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ เนื่องจากว่าลําพัง หน่วยงานของรัฐที่มีอยู่มากมายกระจัดกระจายกันขาดการประสานงานที่ดี ขาดหน่วยงานกลาง ที่จะประสานรวบรวมตัวเลขความต้องการใช้บัณฑิตยังขาดข้อมูลที่ไม่เพียงพอ ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นปัจจุบัน และไม่มีการนําเสนอต่อสาธารณะ หน่วยงานกลางที่จะรวบรวมเสนอ ข้อมูลต่อสาธารณะของจํานวนผู้เรียนวันนี้เราแทบจะไม่มีให้เห็นนะครับ มหาวิทยาลัย ก็ต่างคนต่างผลิต ไม่ทราบว่ามีจํานวนเท่าไร ต้องการเท่าไร และมีอยู่เท่าไร แต่ที่สําคัญ ข้อจํากัดของสถาบันอุดมศึกษาวันนี้มีเกณฑ์มาตรฐานที่ล้าหลัง ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ไม่ดักรอการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ทําให้การผลิตบัณฑิตนั้นไม่เป็นที่ต้องการของผู้ใช้บัณฑิต อีกทั้งให้ความสําคัญต่อสถาบันอุดมศึกษา มีมหาวิทยาลัยจํานวนมากจํานวนหนึ่งที่ยังอยู่ใน สภาวะที่ขัดสนขาดแคลน มีความเหลื่อมล้ํากันในการจัดตั้งงบประมาณ ในการสนับสนุน งบประมาณภาครัฐ ในการสนับสนุนจํานวนบุคลากรที่เป็นทั้งสายผู้สอน วันนี้มีอาจารย์ จํานวนมากเป็นเพียงลูกจ้าง ไม่มีความมั่นคงในหน้าที่การงานในชีวิต ไม่มีความ เจริญก้าวหน้าทางวิชาการที่มี จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะดึงดูดคนดีคนเก่งเข้ามาเป็นบุคลากร ทางการศึกษา เพราะฉะนั้นหน่วยงานที่มีอยู่หรือรัฐบาลยังทํางานไร้ประสิทธิภาพอยู่ พวกเรา ที่เป็นผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เป็นพ่อเป็นแม่ของลูกหลาน เห็นสถาบันการศึกษาทํางาน เห็นผลผลิตออกมา ซึ่งพวกเรากังวลมาก จึงจําเป็นอย่างยิ่ง ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านจําเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางในการวางแผนผลิตบัณฑิตในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดแรงงานครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปครับ ฉบับของท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญท่านเสนอเหตุผลครับ🔗
๕.๗๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับ นโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ (นายพิสิฐ ลี้อาธรรม เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตเสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย ไทยแลนด์ ๔.๐🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ปัจจุบันสํานักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษาได้ออกแนวปฏิบัติในการรับทราบ การให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติหลักสูตร ของสภาสถาบันอุดมศึกษา ตามหนังสือที่ ศธ ๐๕๐๖ (๒)/ว ๗๔ โดยมีการกําหนดให้ สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ต้องส่งหลักสูตรให้แก่สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ให้การรับทราบและให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรใหม่ก็ดี หลักสูตรปรับปรุงก็ดี ที่เป็นสาระสําคัญของหลักสูตร เช่น วัตถุประสงค์ โครงสร้าง ชื่อหลักสูตร ชื่อปริญญา เนื้อหาสาระสําคัญในหมวดวิชาเฉพาะ และระบบการศึกษาก็ดี หลักสูตรปรับปรุงที่เป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอาจารย์ประจําหลักสูตร และอาจารย์ ผู้รับผิดชอบหลักสูตรก็ดี ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวถูกกําหนดให้ดําเนินการตามประกาศ กระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งการ กําหนดแนวทางเช่นว่านี้ส่งผลกระทบให้การออกหลักสูตรใหม่และการปรับปรุงหลักสูตร หรือเปลี่ยนแปลงหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาเกิดความล่าช้าโดยใช่เหตุ ไม่ทันสมัย และไม่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติ ดังกล่าวเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรศึกษาเรื่องของการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับนโยบาย ไทยแลนด์ ๔.๐ ตามข้อบังคับของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ส่วนเหตุผลและรายละเอียด ผมขออนุญาตจะชี้แจงต่อไป ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ผู้เสนอ🔗
ท่านประธานครับ กระผมเองเคยทําหน้าที่อยู่ในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง แล้วก็มีความรู้สึกว่าระบบบ้านเรามีความไม่คล่องตัว เพราะว่าเวลาจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องมีการทําหนังสือเข้ากระทรวง แล้วแต่ละขั้นตอนก็ใช้เวลา เคยมีการประชุมในระดับ ของสภามหาวิทยาลัยที่จะนําเสนอหลักสูตรหรือเปลี่ยนแปลงหลักสูตรไปยังกระทรวง ก็มาติดปัญหาว่าหากกระทําการช้าไปเพียงไม่กี่วันก็ต้องรอไปปีหน้าถึงจะเปิดหลักสูตรได้ ทําให้เกิดความล่าช้า เพราะฉะนั้นประเด็นหลักในเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องที่หน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ควรจะต้อง มีการผ่องถ่ายอํานาจต่าง ๆ ในการอนุมัติหลักสูตรไปยังมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ เขามีระบบของการควบคุมภายในกันดีอยู่แล้ว อันนี้ก็เป็น เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการมีข้อกําหนดของกระทรวงในการที่จะต้องมีอาจารย์ ประจําหลักสูตรที่เป็นอาจารย์ประจําเท่านั้นในหลักสูตรต่าง ๆ ทําให้โอกาสที่จะมีการ เชื้อเชิญบุคลากรภายนอกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาให้ความรู้กับนักศึกษาก็จะมีข้อจํากัด หรือในการสอบปริญญานิพนธ์ก็มีข้อจํากัดว่าจะต้องเป็นอาจารย์ประจําเป็นหลัก เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของการกําหนดเกณฑ์จากส่วนกลางที่ทําให้มหาวิทยาลัยอาจจะขาด ความคล่องตัว ไม่สามารถที่จะบริหารแล้วก็นําความรู้ที่เกิดขึ้นในสังคมให้กับมหาวิทยาลัยได้ เพราะว่าจะต้องใช้แต่อาจารย์ประจําเท่านั้น จึงขออนุญาตกราบเรียนนําเสนอให้สภา ได้พิจารณาเรื่องนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไป เป็นฉบับของท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร กับคณะ เชิญครับ🔗
๖.๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาสังคมและเศรษฐกิจในประเทศไทย (นายสฤษดิ์ บุตรเนียร กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย วันนี้กระผมมีเรื่องที่จะบรรจุญัตติเข้าสู่วาระ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาสังคมเศรษฐกิจในประเทศไทย ด้วยระบบการศึกษาของประเทศไทยนั้นมีปัญหาในหลาย ๆ ด้าน แต่ปัญหาสําคัญด้านหนึ่ง คือปัญหาของเด็กไทย ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน มีเด็กไทยเป็นจํานวนมากที่ต้องออกจากการเรียนกลางคัน เนื่องจากครอบครัวไม่สามารถที่จะ รับภาระค่าใช้จ่ายการศึกษาได้ ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาที่สะท้อนถึงทักษะ การศึกษา ความรู้ความสามารถของเด็กไทยที่ไม่ตอบสนองต่อตลาดแรงงานเหล่านี้ ล้วนเป็น เรื่องของความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา โดยเฉพาะเป็นเรื่องที่เกิดจากสถาบันการศึกษา เช่น หลักสูตรการศึกษา คุณภาพของคุณครู สัดส่วนขนาดของโรงเรียน รวมทั้งงบประมาณ ที่ได้รับ เป็นต้น ปัญหาเศรษฐกิจสังคมในประเทศนั้น สืบเนื่องมาจากปัญหาความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ําทางสังคม ซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ํานั้นจุดกําเนิดก็มาจากความ เหลื่อมล้ําทางด้านการศึกษา หากไม่รีบแก้ไขปัญหานี้ก็จะขยายวงกว้างและสืบทอดต่อไปเป็น มรดกอนาคตของชาติ ดังนั้นผมในฐานะของผู้ยื่นญัตติร่วมกับท่าน ส.ส. รุ่งโรจน์ ทองศรี และ ท่าน ส.ส. เกียรติ เหลืองขจรวิทย์ จึงนําเสนอขอให้ท่านได้โปรดพิจารณา จากการที่ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๕๔ กฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐต้องดําเนินการให้เด็กทุกคนได้รับ การศึกษาเป็นเวลา ๑๒ ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อลดความแตกต่างและสร้างความเท่าเทียมกัน โดยส่งเสริมและ สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินการ รัฐต้องดําเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการ ส่งเสริมให้เรียนรู้ตลอดชีวิต จัดให้มีความร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน ให้จัดการศึกษา ทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่กํากับ ส่งเสริม และสนับสนุน โดยจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษา ในความต้องการของรัฐแล้วจะเห็นว่าแม้แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญยังกําหนดไว้ จากกฎหมายรัฐธรรมนูญมาถึงกฎหมายพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ รัฐต้องจัด การศึกษาให้กับบุคคลมีสิทธิเสมอภาคกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี โดยจัดให้อย่างทั่วถึง อย่างมีคุณภาพและไม่เก็บค่าใช้จ่าย จากแนวนโยบายของภาครัฐ และหมวด ๑๖ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและมาตรา ๒๕๗ (จ) เรื่องการศึกษาก็เช่นเดียวกัน รัฐต้องดําเนินการที่จะให้มีการพัฒนาเด็กตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ทั้งมีการตั้งกองทุนและพยายามที่จะพัฒนาครู อาจารย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในทุกระดับ โดยให้ผู้เรียนนั้นได้เรียนส่งเสริมตามความถนัด จากโครงสร้างของหน่วยงานเพื่อจะให้บรรลุให้สอดคล้องในทุกระดับและประเทศชาติ ในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๗๙ ด้านที่ ๔ ใน ๖ ด้านนั้น รัฐพยายาม ที่จะส่งเสริมด้านการให้โอกาสความเสมอภาค ความเท่าเทียมกันอย่างเป็นระบบ ความเหลื่อมล้ําในสังคมถือเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง ในสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งสําคัญที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตเริ่มถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ในวันนี้กระผมมุ่งเน้นที่ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาที่จะให้เห็นว่าการศึกษานั้น มีความสําคัญซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาคน แต่โอกาสทางการศึกษานั้นความเท่าเทียมกัน ยังพบว่าเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ํามาโดยตลอดเวลา ซึ่งวันนี้ผมจะพยายาม ยกประเด็น เพราะความเหลื่อมล้ําความไม่เสมอภาคกันนั้นมีทุกมุม ไม่ว่าเรื่องรายได้ เรื่องศักยภาพ เรื่องความสามารถต่าง ๆ นั้น แต่วันนี้จะขอยกในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้เอกชนและองค์กรภาครัฐมามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ซึ่งยังมีความเหลื่อมล้ํากันอย่างมากระหว่างการศึกษากับภาครัฐ และรัฐให้เอกชนเข้ามาร่วม ในการศึกษานั้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบ ซึ่งปัจจุบันนี้จะเห็นว่าโรงเรียนของ ภาคเอกชนนั้นในระบบมีถึง ๔,๐๐๐ โรงเรียน ดูแลเด็กนักเรียนถึง ๒.๒ ล้านคน โรงเรียน นอกระบบประมาณ ๑๐,๐๐๐ โรงเรียน ดูแลนักเรียนถึง ๐.๑๕ ล้านคน มีโรงเรียนอาชีวะ ๔๐๐ โรงเรียน เด็กนักเรียน ๓๘,๐๐๐ คน เห็นว่าทางภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เข้ามามีส่วนร่วม จะเห็นว่าจากที่ท่านกนก ขออนุญาต เอ่ยนาม ที่ท่านได้อภิปรายไปในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ที่ท่านได้กล่าวไว้อย่างมากทีเดียวว่า ภาคเอกชนจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบ โดยเฉพาะการศึกษานอกระบบ ซึ่งหลักสูตร ระยะสั้น ไม่ว่าวิชาชีพ โรงเรียนเสริมสวย โรงเรียนตัดเย็บ โรงเรียนสอนทําอาหาร ซึ่งจะสอดคล้องอย่างมากทีเดียวกับในยุคการศึกษาเปลี่ยนแปลง แล้วโลกเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ ซึ่งต้องการให้เอกชนนั้นรู้จักการทํางานและสร้างงานให้สอดคล้องกับยุคของในยุคดิสรัปชัน (Disruption) การเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล (Digital) แห่งนี้ จะเห็นว่าเอกชนนั้นเมื่อได้เข้ามา มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาแล้ว การจัดการศึกษานั้นเราแบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ ๑. งบลงทุน การบริหารจัดการ การบริหารจัดการนั้นในการลงทุนนั้นเอกชนได้เข้ามาร่วมโดยลงทุนเอง ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน การจ้าง อาคารสถานที่ การจัดกระบวนการเรียนการสอนต่าง ๆ เอกชน ได้ลงทุนไปอย่างมาก ส่วนภาครัฐไม่ต้องลงทุน แต่ถ้าภาครัฐจัดเอง ไหนจะงบลงทุน อาคาร สถานที่ และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นงบมหาศาลอย่างมากทีเดียว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเอกชน ได้เข้ามาร่วมแบ่งเบาภาระถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์จากเด็กทั้งประเทศ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการจัด การศึกษานั้นเอกชนได้มาแบ่งเบาภาระแล้วตามที่ผู้อภิปรายได้กล่าวไว้นะครับ ว่ารัฐบาลเอง ภาครัฐควรจะเปลี่ยนมายด์เซต (Mindset) ว่าเอกชนเข้ามาช่วยบริหารจัดการการศึกษา ไม่ได้เข้ามาเป็นภาระ แม้แต่งบดําเนินการ รัฐบาลใช้ในระบบสูงกว่าภาคเอกชนถึง ๒ เท่า ซึ่งเป็นงบประมาณที่สูง และโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้อัตราการเกิดต่ําลงเรื่อย ๆ หากทาง ภาครัฐหรือรัฐบาลเปลี่ยนแนวความคิดว่าเอกชนเข้ามาแบ่งเบาภาระ การบริหารจัดการ ในครั้งนี้เราเชื่อเหลือเกินว่าจะเป็นโอกาสครับ รัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น เพราะเด็กทุกปีก็จะเริ่มลดลง ถ้าเปลี่ยนมายด์เซต (Mindset) การบริหารจัดการจะก้าวไป ในอนาคตอย่างดีทีเดียว ดังนั้นนอกเหนือจากงบประมาณที่เป็นสิทธิพื้นฐานอยู่แล้วที่รัฐบาล ต้องจัดสนับสนุน ความเหลื่อมล้ําในเรื่องของการจัดโครงการอาหารกลางวัน หรืองบนม ที่ให้ภาคเอกชนนั้นก็ไม่เสมอภาคกัน ซึ่งท่านจะเห็นว่าเด็กไทยทุกคนเมื่อเข้าสู่ระบบ การศึกษารัฐควรจะให้ความเสมอภาคครับ ดังนั้นในวันนี้กระผมพยายามที่จะให้เห็นว่า การศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างในการบริหารจัดการ ประเทศนั้นเริ่มเปลี่ยนไป จากเด็กเกิดน้อย สังคมผู้สูงอายุเริ่มมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น แต่หากรัฐบาลยังมองเพิกเฉยหรือไม่ให้ความสําคัญกับการจัดการศึกษาในภาคบังคับอย่างนี้ ต่อไป ผมเชื่อว่าเยาวชนในวันนี้คือกําลังของประเทศชาติและจะเป็นผู้รับใช้หรือผู้เลี้ยงดู คนแก่ในอนาคตก็จะเกิดความเดือดร้อน ดังนั้นจากปัญหาที่คุณครูเอกชนที่ต้องรับภาระ ที่ดูแลนโยบายความคิดหรือเป้าหมายเดียวกันครับ ไม่ว่าจะเด็กไทย ไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ อยู่ภาคเอกชน นั่นคือทรัพยากรของประเทศชาติ คุณครูก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะทํางานให้เอกชน หรือทํางานให้รัฐก็ทํางานเพื่อเป้าหมายประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ํา ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องที่สําคัญ แต่ก็เชื่อว่าหากรัฐได้เริ่มต้นจากวันนี้ เป็นต้นไป การบริหารจัดการหรือการแก้ไขประเทศชาติก็จะบรรลุผลมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษานั้นมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหา เศรษฐกิจ สังคมของประเทศชาติเป็นอย่างมาก เพราะการศึกษาถือว่าเป็นกลไกสําคัญที่จะ ขับเคลื่อนประเทศก้าวต่อไป ยิ่งทําให้มีคุณภาพเท่าเทียมกัน ก็ยิ่งทําให้มีความเสมอภาค และในวันนี้โครงสร้างของสังคมต่าง ๆ เริ่มที่จะเห็นว่าความสําคัญของการศึกษาในยุค หลังจากนี้เป็นต้นไป หลังจากโควิด (COVID) แล้วเราเชื่อว่าหากรัฐบาลได้ให้ความสําคัญกับ ภาคเอกชนซึ่งกําหนดกฎเกณฑ์ไว้ในรัฐธรรมนูญให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว สุดท้าย กระผมในฐานะของ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย ต้องการเห็นการขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลง การศึกษาในครั้งนี้ เราต้องเริ่มต้นจากเด็ก เริ่มจากวัยเรียน ก่อนจะไปถึงอนุบาลมันจะสาย เกินไปครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ญัตติฉบับของครูมานิตย์กับคุณพัฒนา สัพโส เมื่อสักครู่มีหนังสือมอบ ผมไม่ทันสังเกต มอบให้ท่านสุภาภรณ์ เป็นคนเสนอแทน เชิญเลยครับ🔗
๕.๑๕ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาในประเทศไทย (นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และนายพัฒนา สัพโส เป็นผู้เสนอ)🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตที่ ๒๙ เขตภาษีเจริญ เขตตลิ่งชัน ๔ แขวง พรรคเพื่อไทย ดิฉันได้รับมอบหมายจากนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และนายพัฒนา สัพโส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เรื่องขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการศึกษาเรื่องความ เหลื่อมล้ําทางการศึกษาในประเทศไทย🔗
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบบการศึกษาของประเทศไทย มีปัญหาในหลาย ๆ ด้าน แต่ปัญหาสําคัญประการหนึ่งคือปัญหาเด็กไทยไม่สามารถเข้าถึง การศึกษาได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม มีเด็กไทยจํานวนมากต้องออกจากการเรียนกลางคัน เนื่องจากครอบครัวไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ปัญหาเกี่ยวกับด้านคุณภาพ ที่สะท้อนว่าทักษะทางการศึกษา ความรู้ ความสามารถของเด็กไทยยังไม่ตอบสนองต่อ ตลาดแรงงาน เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา โดยเฉพาะในเรื่องที่ เกิดจากสถานศึกษา เช่น หลักสูตรการศึกษา คุณภาพของครูผู้สอน และสัดส่วน ขนาดของ สถานศึกษา รวมทั้งงบประมาณที่ได้รับ เป็นต้น ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวมาเพื่อให้ ที่ประชุมพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาในเรื่องความเหลื่อมล้ํา ทางการศึกษาในประเทศไทย ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๕๑ ข้อที่ ๔๑ ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง ขอขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นฉบับของท่านกุลธิดากับท่านวิโรจน์ เชิญเสนอครับ🔗
๕.๓๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ผู้เรียน (นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นผู้เสนอ)🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมได้เป็นผู้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาหาแนวทางในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ผู้เรียน ท่านประธานครับ ถ้าเราพูดถึงปัญหาทางสังคมต่าง ๆ เวลาเราถกกันในวงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องนวัตกรรม ปัญหาเรื่องความขัดแย้งในสังคม ปัญหาทางด้านคมนาคม สุดท้ายวนไปวนมามันจะอยู่ที่รากของปัญหาอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของความรู้และการศึกษา แสดงว่าอะไรครับ การศึกษานี้แทบจะเป็นต้นตอของปัญหาของทุก ๆ ปัญหาในสังคมของเรา คราวนี้เราก็มาคิดว่าแล้วประเทศเราไม่มีการศึกษาหรือ เราไม่มีระบบการศึกษาหรือ ก็มีครับ ระบบการศึกษาเราก็มีมาโดยตลอด แต่ทําไมเราถึงทําให้ปัญหาต่าง ๆ มันแก้ไม่ได้ และทําให้ บ้านเมืองเราดีขึ้นยังไม่ได้ ทั้งหมดทั้งมวลก็มาจากความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาและความ ไม่เสมอภาคของการศึกษานั่นเองครับ คราวนี้เราก็กลับมาดูว่าเราปรับหลักสูตรสิ ที่ผ่านมา ตั้งแต่หลักสูตร ปี ๒๕๒๑-๒๕๒๔ แล้วก็มีการปรับปรุงหลักสูตรของประถมศึกษาในปี ๒๕๓๓ มัธยมต้นก็ปี ๒๕๓๓ มัธยมปลายก็ปี ๒๕๓๓ เช่นเดียวกัน เราก็พยายามปรับหลักสูตรจนถึง หลักสูตรปี ๒๕๔๔ แล้วก็เป็นหลักสูตรแกนกลางปี ๒๕๕๑ ล่าสุดเรามีการปรับปรุงในบาง สาระวิชาในปี ๒๕๖๐ แต่ถ้าเราดูจากผลสอบพิซ่า (PISA) และผลการทดสอบในระดับสากลต่าง ๆ เราพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเราไม่ดีขึ้นเลย ทั้งที่ผ่านมาเราปรับหลักสูตรมาโดยตลอด มันต้องตั้งข้อสังเกตแล้วว่าตกลงแล้วหลักสูตรอาจจะใช่ที่เป็นปัญหา แต่มีปัญหาอื่นที่เรา ละเลยมันไปหรือเปล่า ถ้าเราโทษที่หลักสูตรอย่างเดียวแล้วเราไม่แก้ที่ปัญหาอื่น สุดท้าย ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาจะแก้ไม่ได้ วันนี้เราต้องตั้งคําถามว่าการศึกษาไทยเป็นระบบ ในการพัฒนาคน หรือเป็นกลไกในการคัดเลือกคนเพื่อป้อนตลาดแรงงานของชนชั้นนายทุน กันแน่ ตกลงแล้วการศึกษาในวันนี้เนื้อหาสาระที่เราอรรถฐานเข้าไป ๘-๙ สาระวิชา และมี การสอบเต็มไปหมดตกลงแล้วมันเป็นกลไกในการคัดเลือกให้เด็กที่ใครชนะก็ผ่านขึ้นไปเรื่อย ๆ ส่วนใครอ่อนแอก็แพ้ไปหรือเปล่า คุณครูที่ทุกวันนี้ในหลายโรงเรียน คุณครูบางท่านมีแม่พิมพ์ ของเด็กที่ตัวเองตั้งใจไว้อยู่ในใจแล้วพยายามปรับให้เด็กทุกคนไปเป็นแม่พิมพ์ในแบบเดียวกัน วิธีการคิดแบบนั้นตอบโจทย์การศึกษาในโลกปัจจุบันหรือเปล่า วันนี้เราต้องตั้งคําถามนะครับ สังคมแห่งความเป็นจริงคือสังคมที่โอบรับความแตกต่างหลากหลาย ให้โอกาสกับความคิด สร้างสรรค์แล้วก็ความคิดใหม่ ๆ แต่โรงเรียนหลายแห่งกลับพยายามสร้างสังคมจําลอง เป็นสังคมเชิงเดี่ยวที่บังคับให้เด็กทุก ๆ คนยอมจํานนภายใต้อํานาจนิยมอย่างเดียวกัน ใครยอมจํานนได้ดีที่สุดจะถูกมองเป็นเด็กที่น่ารัก ใครที่ฝ่าด่าน ๘ สาระวิชาสอบเยอะแยะ แล้วได้ที่ ๑ ได้ที่ ๒ ก็จะได้รับการคัดเลือกให้เรียนในระดับที่สูงต่อไป การศึกษาที่เป็นระบบ การคัดเลือกแบบนี้ไม่อาจจะที่จะพัฒนาประเทศไทยได้ และรังแต่จะสร้างความเหลื่อมล้ํา ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ หลายครั้งผมเห็นการโทษไปที่ครอบครัวว่าครอบครัวไม่อบอุ่น พ่อแม่ ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก แต่ยืนยันว่าครอบครัวของสังคมไทยเป็นครอบครัวแหว่งกลางเสียเยอะ คือเด็ก ๆ ต้องอยู่กับปู่ย่าตายายเพราะพ่อแม่ต้องไปทํางานต่างถิ่น มีเด็กถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เขาไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ระหว่างที่เราเถียงกันไปว่าเป็นปัญหาที่ครอบครัวทําไมพ่อแม่ ไม่เลี้ยงลูกเอง เด็กโตขึ้นทุกวัน ๖ ปีเขาก็อยู่ ป. ๖ อีก ๖ ปีเขาก็จบ ม. ๖ แล้ว การศึกษาไทย ต้องมีระบบที่มั่นใจว่าไม่ว่าครอบครัวเขาจะเป็นอย่างไร เราต้องพร้อมฟูมฟักให้เขา กลายขึ้นมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและสามารถวิ่งตามความฝันที่เขาอยากจะวิ่งให้ได้ และความฝันของแต่ละคนไม่จําเป็นต้องเหมือนกัน มีเรื่องที่น่าเศร้ามาก ๆ เพราะมีการ สํารวจที่ชื่อว่าอินคัม โมบิลิตี อะครอส เจเนอเรชัน (Income mobility across generation) เขาบอกว่าเด็กที่เกิดขึ้นมาในสังคมหรือครอบครัวที่ยากจนต้องใช้เวลากี่เจเนอเรชัน (Generation) ที่จะขยับสถานะทางสังคมหรือครอบครัวของตัวเองให้ขึ้นไปอยู่ในฐานะปานกลาง ประเทศเดนมาร์ก ๒ เจเนอเรชัน (Generation) เอง คือตัวเองกับรุ่นลูก ประเทศนอร์เวย์ ประเทศสวีเดน ประเทศฟินแลนด์ ใช้เวลา ๓ เจเนอเรชัน (Generation) ประเทศอินเดีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศบราซิล ๗ เจเนอเรชัน (Generation) พอผมเห็นข้อมูลนี้ แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลของประเทศไทย แต่ผมมั่นใจว่าประเทศไทยเราอาจจะต้องใช้มากกว่า ๗ เจเนอเรชัน (Generation) ซึ่งนี่คือเป็นปัญหา ถ้าเรากลับมาดูครับ จากข้อมูลของกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ระบุว่ามีเด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษาถึง ๖๗๐,๐๐๐ คน ซึ่งสร้างความสูญเสีย ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เทียบเท่ากับ ๑.๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) จะไม่ให้หลุดได้อย่างไร เพราะว่าเด็กทั้งหมดที่อยู่ในระบบการศึกษาในบ้านเรานี้พบว่า มีเด็กที่อยู่ในกลุ่มยากจน ที่มีรายได้ครอบครัวต่ํากว่า ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน ท่านประธาน ฟังไม่ผิดครับ ทั้งครอบครัวต่ํากว่า ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือนอยู่ ๑.๖๔ ล้านคน และเด็กกลุ่มนี้ ถ้าเกิดปล่อยให้หลุดจากระบบการศึกษาเขาก็ยังต้องโตเป็นผู้ใหญ่จริงไหมครับท่านประธาน แล้วยิ่งถ้าเขาโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วเขาจะมีความสามารถในการแข่งขันและร่วมมือกับพลโลก ในนานาอารยประเทศได้อย่างไร วันนี้รัฐต้องคิดเสียใหม่ อย่าโทษครอบครัว ต้องทําอย่างไรก็ได้ เด็กจะเป็นอย่างไรก็ได้ ต้องพัฒนาให้เขากลายเป็นพลเมืองที่มีขีดความสามารถให้ได้ เมื่อสักครู่ผมพูดแล้วครับท่านประธานว่าเราแก้หลักสูตรมาหลายครั้งผลสัมฤทธิ์ทาง การศึกษาก็สาละวันเตี้ยลง พิซ่า (PISA) ล่าสุดในปี ๒๐๑๘ ทั้ง ๓ วิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน เมื่อเทียบกับปี ๒๐๑๘ ปีก่อนที่เป็นปีแรกที่เราข้อสอบ ปรากฏว่า ต่ํากว่าปีแรกทั้งหมด มันสะท้อนนะครับว่าเรามาผิดทาง และยิ่งโฟกัส (Focus) ที่หลักสูตร ยิ่งแก้ไม่ได้ แล้วถามครับว่าเราควรหันมาโฟกัส (Focus) ที่อะไร ผมยืนยันครับว่าเราควร โฟกัส (Focus) กลับมาที่คุณภาพชีวิตที่ดีในโรงเรียน ผมเปรียบเทียบง่าย ๆ ครับ มีเด็กคนหนึ่ง ถ้าอยู่ในสภาวะขาดสารอาหารทุพโภชนาการ มีความโศกเศร้าถูกบูลลี (Bully) ต่อให้เขา เรียนหนังสือกับครูที่เก่งที่สุด ให้เขาได้สื่อการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เขาก็เรียนไม่รู้เรื่องครับ ผมว่า ณ วันนี้เราต้องกลับไปดู เรามีการสํารวจว่าเด็กเราร้อยละ ๖๐ ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า นักการศึกษาก็บอกเสมอว่าอาหารเช้ามีผลต่อการเรียนตลอดทั้งวัน แต่กระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่เคยคิดที่จะจัดงบประมาณในการสนับสนุนอาหารเช้าให้กับนักเรียน ให้เด็กทุกคน ได้รับประทาน น้ําดื่มสะอาดก็ยังขาดแคลนในหลายโรงเรียน ห้องน้ํานักเรียนก็ยังขาด สุขอนามัย เวลาผมไปไหนคุณครูมักจะให้ผมเข้าห้องน้ําครู บอกว่าผมอยากเข้าห้องน้ํา นักเรียน บอกไม่ได้ ต้องเข้าห้องน้ําครูเท่านั้น เพราะเข้าห้องน้ํานักเรียนแล้วกลัวว่าเข้าไปแล้ว เจอระเบิด อย่างนี้แล้วจะไปอย่างไร ความปลอดภัยก็เป็นปัญหา เราพบว่าเด็กถูกไฟดูด เสียชีวิตกันทุกปี ล่าสุดในปีนี้ก็มีที่จังหวัดลําปาง โรงเรียนชุมชนบ้านใหม่ เด็กถูกไฟดูด ที่ตู้อินเทอร์เน็ต (Internet) ประชารัฐเสียชีวิต ปี ๒๕๕๕ ที่จังหวัดลําปางก็ถูกดูดเสียชีวิต อีกเหมือนกัน ปี ๒๕๖๒ ที่จังหวัดตราด จังหวัดปทุมธานี จังหวัดกําแพงเพชร นี่มันสะท้อน ครับว่าความปลอดภัยซึ่งเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานในโรงเรียนก็ยังมีปัญหา ผมว่าถึงเวลาแล้ว การปรับปรุงหลักสูตร ปรับปรุงการเรียนการสอน ผมไม่ได้บอกว่าไม่ให้ทํา ก็นั่นทําไป แต่สิ่งที่ สังคมควรจะมาใส่ใจคือคุณภาพชีวิตที่ดีและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมภายในโรงเรียนเพื่อให้ เด็กสามารถมีพัฒนาการได้ด้วยตัวเอง ตรงนี้สําคัญมาก ๆ พอพูดถึงความเหลื่อมล้ําแล้ว มีหลายมิติมากครับท่านประธาน ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ อีกสักไม่เกิน ๒ นาที เรามีปัญหา โรงเรียนขนาดเล็กครับ ที่มีอยู่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ กว่าโรงเรียน พบว่า ๑๒,๐๐๐ โรงเรียน มีครูไม่ครบชั้น ครูไม่ครบชั้นคืออะไรครับ สมมุติว่าการจัดอัตราครูต่อเด็กคือ ๑ ต่อ ๒๐ ตามระเบียบ โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียนอยู่ ๖๐ คนก็จัดครูให้ ๓ คน ครู ๓ คน ต้องสอนทั้งโรงเรียน สมมุติว่ามีเด็ก ป. ๑ ถึง ป. ๖ ชั้นละ ๑๐ คน ครูไม่ครบชั้นแล้วเห็นไหมครับ แล้วมีปัญหาอย่างนี้ถึง ๑๒,๐๐๐ โรงเรียน แล้วเราจะกล้าคาดหวังคุณภาพการศึกษาที่ดี อย่างทั่วถึงและเสมอภาคได้อย่างไร นี่ยังไม่นับว่ามีคุณครูอีก ๑๙,๐๐๐ คนที่สอนอยู่ในระดับ ประถมศึกษาใน ๘,๐๐๐ โรงเรียนที่จบไม่ตรงเอก คือจบเอกอื่นแต่ต้องมาสอนประถม แล้วนี่ยังไม่นับว่าครูต้องออกจากนอกห้องเรียนไปทํางานอย่างอื่นถึง ๘๔ วัน จากเวลา ใน ๑ ปีการศึกษา ๒๐๐ วัน หรือ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ มีกิจกรรมมากมายที่พาครูออกนอก ห้องเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีอีกมิติของการศึกษาปฐมวัย เราพบว่าเด็ก ๓-๖ ปี จํานวน ๒๕๐,๐๐๐ คนที่อยู่ในวัย ๓ ขวบถึง ๖ ขวบไม่ได้เรียนในระดับอนุบาล ซึ่งการศึกษา และงานวิจัยยืนยันว่าการศึกษาในระดับปฐมวัยมีความสําคัญมาก ๆ ในการส่งเสริมพัฒนาการ ของเด็กในระดับชั้นที่โตขึ้นมา และหนําซ้ําหนักไปกว่านั้นสําหรับเด็กที่ได้เรียนที่อยู่กับ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๘๒๐,๐๐๐ กว่าคน กับเด็กที่อยู่ในระดับอนุบาล ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน เขามีการประเมินครับท่านประธาน เขาพบว่า มี ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มีทักษะความพร้อมและพัฒนาการต่ํากว่าวัยที่ควรจะเป็น นี่ยังไม่นับ เด็กพิเศษที่วันนี้ผมต้องการสะท้อนปัญหานี้ให้ทราบด้วย เด็กที่มีความต้องการพิเศษไม่ว่า จะเป็นเด็กที่มีภาวะการเรียนรู้บกพร่องหรือที่เรียกว่าแอลดี (LD) ที่มีอยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ เด็กสมาธิสั้นอีก ๑ ล้านคน ก็ปรากฏว่าเรามีครูที่มีความเข้าใจและมีทักษะ ในการจัดการและพัฒนาพวกเขาที่ไม่เพียงพอ นี่ละครับ ถ้าเรายืนยันว่าการศึกษาเป็น เครื่องมือเป็นกลไกในการแก้ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมอย่างน้อยก็ทําให้ปัญหามันทุเลา เบาบางลง ผมจึงยืนยันว่าความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาเป็นสิ่งที่เราต้องเร่งแก้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นเด็กเกิดมากี่ชาติก็จะจนซ้ําจนซ้อนอยู่นั่น ผมจึงขอสนับสนุนให้มีการศึกษา และเสนอมาตรการในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญหรือตั้งคณะอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการสามัญก็ดี แต่อย่างไรเรื่องนี้ต้องได้รับการศึกษาอย่างจริงจังครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ฉบับต่อไปของท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เป็นผู้เสนอ แต่ว่าท่านครูมานิตย์ได้มอบหมายให้ นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ เป็นผู้ชี้แจง เชิญคุณทัศนีย์ครับ🔗
๕.๔๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาผลกระทบต่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีการยุบเลิก โรงเรียนขนาดเล็ก (นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ได้รับมอบหมายจาก ส.ส. ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เรื่องขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบต่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กรณีการยุบเลิกโรงเรียนขนาดเล็ก🔗
ขอบคุณครับ ญัตติต่อไปของท่านนายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ได้มอบหมายให้ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม เป็นผู้ชี้แจง เชิญครับ🔗
๖.๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาที่ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้เรียน (นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ขอยื่นญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาที่ครอบคลุม ทุกกลุ่มผู้เรียน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องกราบเรียนว่าปัญหาทางเศรษฐกิจสังคม ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาความยากจน ปัญหาความ เหลื่อมล้ําต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งปัญหาในความเหลื่อมล้ําต่าง ๆ นั้นที่เกิดขึ้นและดํารงอยู่ทุกจุด ในการกําเนิด ต้องกราบเรียนว่าความเหลื่อมล้ําทางการศึกษานั้นถ้าหากไม่สามารถแก้ไข ปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาได้ ปัญหาความเหลื่อมดังกล่าวนี้ก็จะสืบเนื่องขยายวง และส่งผลกระทบไปยังหลายชั่วคน ในปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กที่หลุดพ้นจากการศึกษา ขั้นพื้นฐานประมาณ ๖๗๐,๐๐๐ คน หรือร้อยละ ๕ เปอร์เซ็นต์ของเด็กในวัยเรียน คิดเป็น ความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ ๑.๗ เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตภายในประเทศ ต้องกราบเรียนว่าปัจจุบันนี้จํานวนเด็กปฐมวัยและเยาวชนที่อยู่ใน วัยเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งอยู่ในครอบครัวที่ยากจนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของทุน เพื่อให้ สอดคล้องในการที่ขยายการศึกษา ต้องกราบเรียนว่าวันนี้พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่แล้ว มีรายได้ต่ํา เดือนละไม่ถึง ๓,๐๐๐ บาท แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าที่ท่านสมาชิก ญัตติต่าง ๆ ได้กราบเรียนมามากพอสมควร ผมในนามของคณะผู้ยื่นญัตติขอให้สภาแห่งนี้ได้ตั้ง กรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหา เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ที่เรียน แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าในการที่ผู้นําเสนอทั้งหลายทุกญัตตินั้น ซึ่งจะคล้ายคลึงกัน เนื่องจากว่าตั้งแต่วัยเรียนแล้วนั้นจนถึงสุดท้ายถ้าหากว่าการศึกษาไม่ดี แน่นอนที่สุดผมคิดว่าประเทศชาติในอนาคตก็ไม่ดี ซึ่งผมเคยกราบเรียนว่าการศึกษานั้นเริ่มตั้งแต่ในครรภ์มารดา เด็กในครรภ์จะเรียนรู้ตั้งแต่ ในครรภ์ ไม่ใช่ว่าคลอดออกมาแล้วแล้วก็บอกว่ามาเริ่มต้น วันนี้ผมมองลึกไปถึงว่าถ้าเราได้ มีการเตรียมการวางแผนครอบครัว ให้ครอบครัวที่มีปฏิสนธิเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ศึกษามาให้ดี เลยว่าในอนาคตเมื่อคลอดมาแล้วนั้นท่านจะมีแนวทางแบบไหน จะสังเกตได้ทางการแพทย์ ได้วิเคราะห์ได้สรุปแล้วว่าถ้าพ่อแม่มีพฤติกรรมอย่างไร ลูกก็จะมีนิสัยคล้ายคลึงตรงนั้น แต่ถ้าหากว่าเราได้บริโภค แม่ซึ่งดูแลครรภ์ที่มีอาหารปลอดภัย อาหารที่มีคุณภาพ เด็กนั้น ก็เจริญก้าวหน้าเติบโต อย่างเช่นหลาย ๆ ประเทศในทวีปยุโรป จะสังเกตว่าเด็กเกิดมาแล้ว สูงใหญ่ มีสมอง เนื่องจากว่าผู้ปกครองหรือคุณแม่นั้นที่ตั้งครรภ์ได้ทํานุบํารุง ต้องเตรียมการ ตั้งแต่ในครรภ์ แต่เมื่อออกมาแล้วก็ปรากฏว่าสังคมอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วนั้นว่า ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจพี่น้องประชาชนยากจนไม่สามารถจะส่งบุตรหลานได้มีโอกาส ได้ไปโรงเรียนที่มีคุณภาพ ต้องกราบเรียนว่าครูคนที่ ๑ ของนักเรียนนั้นคือแม่ แต่เมื่อคลอด มาแล้วนั้นแน่นอนคนที่ดูแลคือพ่อแม่ อันดับ ๒ คือครูประชาบาล พอเติบใหญ่เป็นช่วงที่ ๓ แน่นอนครับชีวิตของการศึกษาหรือเด็กที่จะเดินทางไปทางไหน เช่น อาจจะไปเรียนทาง ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายปฏิบัติการก็แนวทางที่ ๓ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าหากเราเชื่อมโยงกันให้ ประติดประต่อผมเชื่อว่านักศึกษาของเราหรือนักเรียนนั้นถือว่าเป็นทรัพยากรของชาติ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คิดว่าประเทศชาติก็จะมีผู้ที่มีโอกาสที่มาบริหารประเทศที่ดีกว่าที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นวันนี้ผมให้ความสําคัญเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ก็กราบเรียนสั้น ๆ เพื่อประหยัดเวลาท่านประธาน เพราะยังมีท่านสมาชิกอีกหลายท่านที่จะนําเสนอ ก็ขออนุญาตหวังว่าสภาแห่งนี้จะได้ตั้งกรรมาธิการศึกษาเพื่อเกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ต่อไป ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไป เป็นญัตติด่วนที่ ๘ ของท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ เชิญท่านศาสตราจารย์กนกครับ🔗
ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาและหาแนวทางการแก้ไขในเรื่องการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ (ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าจากที่ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิก ได้นําเสนอญัตติทั้งหมดที่ผ่านมานั้น แล้วก็มาถึงญัตติฉบับนี้ของผม ซึ่งท่านประธานสุชาติ ได้กรุณารวมไว้ ผมเห็นว่ามีความแตกต่างกันในเนื้อหาสาระค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตที่จะถอนญัตตินี้ออกไปก่อน แล้วก็นําเสนอกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะได้ แยกพิจารณา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เมื่อท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ได้เสนอขอถอนญัตติที่ท่านเสนอเข้ามาเนื่องจากมีเนื้อหาสาระที่แตกต่างกัน ในที่ประชุม มีใครมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าที่ประชุม ไม่เห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมนี้ได้อนุญาตให้ท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ได้ถอน ญัตติด่วนที่ ๘ ออกจากระเบียบวาระการประชุมไปก่อน ส่วนท่านจะเสนอเข้ามาสู่สภา ก็ค่อยพิจารณากันใหม่อีกทีนะครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ท่านผู้เสนอญัตติก็ได้ชี้แจงแถลงเหตุผลจนจบทุกท่านแล้วนะครับ ต่อไปก็จะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกที่ได้เสนอรายชื่อเอาไว้ ผมขออนุญาตแจ้งรายชื่อ ครั้งละ ๔ ท่านเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ท่านที่ ๑ ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ท่านที่ ๒ ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ท่านที่ ๓ นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ท่านที่ ๔ ท่านจักรพันธ์ พรนิมิตร เชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาเรื่องของการอภิปราย ผมอยากจะให้พวกเรา ส่งกําลังใจให้เด็กอายุ ๒ ขวบ ซึ่งเมื่อเช้านี้เขาติดอยู่ในรถโรงเรียน ขาดอากาศหายใจ เป็นระยะเวลาถึง ๖ ชั่วโมง เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมกําลังจะพูดในวันนี้ว่าเวลาที่เราพูดถึงการดูแลเด็กในบริบท ของสถานศึกษานั้นจําเป็นจะต้องดูเรื่องของความปลอดภัย น้องคนนี้ขณะนี้อาการโคม่าอยู่ เราเองต้องส่งกําลังใจให้กับคุณหมอ ให้กับตัวน้อง ให้กับครอบครัว แล้วเราไม่อยากให้ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอีก เราต้องไม่มีกรณีที่บอกว่าการติดอยู่ในรถโรงเรียนนั้นเป็นเหตุสุดวิสัย เป็นเวรกรรม เป็นความประมาท แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องป้องกันได้ครับ ถ้าเราเข้าใจเรื่องของ การศึกษาในบริบทที่ถูกต้องเหมาะสม นั่นเป็นประเด็นแรกที่ผมอยากจะพูดถึงและกล่าวถึง ในวันนี้ก่อนครับ สําหรับเรื่องของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในญัตติของท่านดอกเตอร์วิโรจน์ ลักขณาอดิศร และ ส.ส. กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ซึ่งขณะนั้น ท่านเป็น ส.ส. อยู่นั้น ผมเห็นว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน ว่าเราจําเป็นต้องย้ําว่าความสําคัญ ของการศึกษาซึ่งเป็นปรัชญาจนถึงทุกวันนี้นั้นจะต้องครอบคลุมถึงการสอนให้คนนั้นรู้จักคิด การศึกษาที่เปิดโอกาสในการเข้าถึงโอกาสของชีวิตการทํางานต่าง ๆ และการศึกษาที่สอนให้ คนเป็นคน ด้วยเหตุดังกล่าวครับ ๓ ประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นสําคัญที่อยากสนับสนุน ญัตติของท่านอาจารย์วิโรจน์🔗
ประการที่ ๑ ท่านประธานครับ วันนี้การเรียนรู้ของเด็กไม่ได้เริ่มจากกรณี ที่เขาเติบโตขึ้นมาเท่านั้น อย่างเช่นท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ครับ ว่าการศึกษาหรือการเรียนรู้ของเด็กเริ่มตั้งแต่กรณีของมารดา ที่ตั้งครรภ์ด้วยซ้ํา และกรณีแบบนี้มีความสําคัญยิ่ง จนนํามาสู่ซึ่งการเรียนรู้และออกเป็น กฎหมายเรียกว่าพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย ท่านต้องทําความเข้าใจนะครับ ระหว่างคําว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งหมายถึงเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๘ ขวบ ไม่ได้หมายถึง และไม่ใช่คําเดียวกับการเรียนการสอนในระดับชั้นประถมศึกษา ท่านเห็นไหมครับ ว่าความสําคัญเหล่านี้เป็นข้อที่ต้องเริ่มตั้งแต่ในบ้าน เป็นข้อที่ต้องเริ่มตั้งแต่ในบริบทของ ครอบครัว เป็นข้อที่ต้องเริ่มตั้งแต่ในบริบทของสถานดูแลเด็ก ไม่ว่าจะเป็นสถานรับเลี้ยงเด็ก ของรัฐ ซึ่งอยู่ในสังกัดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ของกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นสถานเลี้ยงเด็กเอกชนซึ่งอยู่ในสังกัด ของภาคเอกชนที่มีกระจายตัวอยู่ต่าง ๆ ครับ นอกเหนือจากกลุ่มเด็กเล็กเหล่านี้ต้องพูดถึง โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของกลุ่มที่เป็นประชากรชายขอบ ของกลุ่มที่มีความเปราะบาง กลุ่มที่เข้าไม่ถึงโอกาสต่าง ๆ แม้กระทั่งลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทยนะครับ สิ่งเหล่านี้ที่บริบทของการศึกษาจะต้องควานหาว่าเขาเหล่านั้นอยู่ที่ใด ผมยกตัวอย่าง ในเมืองพัทยานะครับ มีแคมป์ (Camp) คนงานก่อสร้างอยู่ทั้งหมด ๕ แคมป์ (Camp) แต่ละแคมป์ (Camp) มีเด็กอยู่ไม่ต่ํากว่า ๒๐๐ คน เกือบทั้งหมดเป็นลูกหลานแรงงาน เพื่อนบ้านชาวกัมพูชา เขาต้องเข้าถึงโอกาสในการเรียนไม่น้อยกว่าเด็กในประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการปลดล็อกระเบียบกระทรวงศึกษา ปี ๒๕๔๘ รับเด็กเหล่านี้เข้าเรียนครับ แต่หลายโรงเรียนไม่เข้าใจว่าท่านสามารถออกใบจบได้ หลายโรงเรียนไม่เข้าใจว่าเขาเหล่านั้น สามารถเบิกเงินอุดหนุนรายหัวให้เด็กได้ หลายโรงเรียนไม่เข้าใจแล้วนําไปสู่การที่บล็อก เขาว่าลงรหัสจี (G) แล้วจบสิ้นกัน แต่ความเป็นจริงแล้วโรงเรียนจะต้องเอื้ออํานวยต่อการที่ ทําให้เขาได้รับสถานะบุคคลที่ถูกต้องและเหมาะสมในระยะยาว ซึ่งไม่ใช่เครื่องหมายเท่ากับ การได้สัญชาติไทย แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีความจําเป็น แล้วเขาไปถึงกรณีได้สัญชาติ ก็ต้องสนับสนุนให้เด็กเหล่านี้ได้สัญชาติไทย นั่นเป็นประเด็นที่หนึ่งครับ🔗
ประการที่ ๒ รูปแบบของการรองรับเด็กกลุ่มปัญหาเฉพาะต่าง ๆ ท่านอาจารย์วิโรจน์ได้พูดถึงไปบ้างแล้วว่าโรงเรียนจําเป็นจะต้องเรียนรู้และยอมรับว่าวันนี้ เรามีเด็กที่มีความพิการ เรามีเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เรามีเด็กที่ถูกละเมิด มีเด็กที่ตั้งครรภ์ มีแม้กระทั่งเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทําความผิด ซึ่งในภาษาจิตวิทยาเราเรียก กลุ่มนี้ว่าคอนดักต์ ดิสออเดอร์ (Conduct disorder) แต่ท่านทราบจํานวนของบุคลากร ที่รองรับหรือไม่ครับ โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ๔๓๗ โรงเรียน มีแค่ ๒๐ กว่าโรงเรียน ที่มีศักยภาพในการดูแลเด็กพิเศษ เขตประถมศึกษา เขตมัธยมศึกษาซึ่งวันนี้พัฒนามา มีศึกษาธิการจังหวัดจะต้องแยกเขตกันอีกมากมาย แต่ทั้งประเทศมีนักจิตวิทยาที่ทํางานเรื่อง การคุ้มครองเด็กอยู่แค่ ๒๕ เขตพื้นที่ ท่านดูแลเด็กหลายแสนคนแต่มีคนอยู่แค่ ๒๕ เขตพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ที่ผมคิดว่าจําเป็นต้องเรียนรู้และมีการเพิ่มเติมบุคลากร ซึ่งเราไม่สามารถจะดําเนินการ แบบนี้ได้ถ้าเราไม่มุ่งเน้นและให้ความสําคัญ ผมไม่อยากพูดถึงในสถานการณ์ในปัจจุบันด้วยซ้ํานะครับว่าแทนที่หลาย ๆ โรงเรียนจะเปิด พื้นที่ให้เด็กมีโอกาสได้แสดงออกถึงสิทธิเสรีภาพความคิดเห็นอย่างอิสระ กลับไปปิดบัง และผลักเขาให้ออกไปนอกบริบทโรงเรียน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการกระทําความผิดกฎหมาย นี่เป็นประเด็นที่โรงเรียนจําเป็นจะต้องเรียนรู้เป็นประการที่ ๒ ครับ🔗
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมเองเป็นเด็กต่างจังหวัดนะครับ ถ้าไม่มี โครงการนักศึกษาเรียนดีจากชนบทของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่แนวคิด ของท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เขียนในปฏิทินแห่งชีวิต คุณภาพแห่งชีวิต จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ไม่มีผมในวันนี้ วันนี้กองทุน กยศ. แทนที่จะเปิดโอกาส และเป็นสิทธิของคนที่เข้าถึงดันไปตั้งเงื่อนไขว่า ต่อไปนี้ใครจะกู้จะต้องไปจิตอาสา จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ รัฐมีหน้าที่ต้องเอื้ออํานวยให้เขาเข้าถึงการศึกษาได้มากที่สุด แต่กลับกลาย พยายามจะตั้งเงื่อนไขบีบบังคับ แล้วท่านเห็นหรือไม่ครับ ท่านประธานทราบดีครับ ท่านเป็น ส.ส. ต่างจังหวัด ว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) กําลังผลักเด็กออกจากระบบการศึกษา เยอะแยะไปหมด เราพูดถึงงบประมาณในสภาแห่งนี้ ๓.๓ ล้านล้านบาท แต่เด็กหลายคน สําหรับเงิน ๑๐ บาทเขาก็ไม่มี สิ่งเหล่านี้ที่จําเป็นจะต้องมาพูดคุยและพิจารณากันอย่าง เป็นระบบว่าตกลงทิศทางการพัฒนาคนของบ้านเมืองนี้คืออย่างไร การศึกษาคือการลงทุน การศึกษาคือการลงทุนทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสําคัญเหนือสิ่งอื่นใดซึ่งไม่ควรจะมีข้อจํากัด ทั้งหมด ญัตติที่เราพูดมาในวันนี้ทั้ง ๓ ประการที่ผมนําเสนอนั้น ผมสนับสนุนและอยากให้มี การตั้งกรรมาธิการวิสามัญจริง ๆ ครับ เรามีครู มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องการศึกษานั่งในสภาแห่งนี้ เต็มไปหมด แต่หากไม่สามารถตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็ขอให้คณะกรรมาธิการสามัญ ที่จะรับเรื่องนี้ไปพิจารณาช่วยดูบริบทของการดูแลเด็ก การพัฒนาการดูแลเขาในเงื่อนไขอื่น รวมถึงสภาพแวดล้อมที่นอกเหนือไปจากแค่เรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเท่านั้นครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช กราบเรียนท่านประธานว่าญัตติที่ได้มาพูดกัน ในวันนี้ทุกญัตติผมขอสนับสนุนแล้วก็ขอให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องราว ที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตติมา แต่ผมดูแล้วมีหลายประเด็นด้วยกันนะครับ ตั้งแต่เรื่องของ การพูดถึงความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา ที่เด็กจํานวนหนึ่งที่อยู่ในวัยเด็กและเยาวชนต้องออกจาก การศึกษานอกระบบ หรือออกจากการเรียนไปกลางคันมีอยู่จํานวนมาก นั่นคือประเด็นที่ ๑🔗
ประเด็นต่อมาก็คือการส่งต่อให้เด็กเหล่านี้เข้าสู่ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัย ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ เรื่องของทุนการศึกษาก็ดีที่จะไปสนับสนุนเด็กที่ออกกลางคันก็ยังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นทุนความเสมอภาคทางการศึกษา หรือทุนให้กู้เพื่อการศึกษาหรือที่เราเรียกว่า กยศ. ก็ดี สิ่งเหล่านี้จะพัวพันมาจนถึงปลายเหตุของการเข้าสู่อุดมศึกษา ในอุดมศึกษาเอง ผมอยากเรียนท่านประธานว่าวันนี้ผมขออภิปรายเน้นเพื่อเป็นประโยชน์กับกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น เพื่อให้ข้อคิดเห็นต่ออุดมศึกษา ผมเองขอเรียนว่าก่อนมาเป็นผู้แทนราษฎรก็อยู่ในวงการ อุดมศึกษา เป็นครูบาอาจารย์มาตลอดระยะเวลาเกือบ ๓๐ ปี รู้ดีว่าอุดมศึกษามีปัญหา อย่างไร ปัจจุบันอุดมศึกษายังคงมีปัญหาหลายเรื่อง ไม่ว่าจํานวนเด็กที่ป้อนเข้าสู่ มหาวิทยาลัยนั้นก็ลดลงอย่างเห็นชัด ประการต่อมา การจัดการหลักสูตรต่าง ๆ ไม่ได้ตอบโจทย์การศึกษาเพื่ออาชีพ เพื่อการทํางานได้อย่างเหมาะสม ประการต่อมา เราพูดกันว่าการศึกษาต้องไปสร้างพลเมืองหรือสร้างคน สร้างคนที่มีความรู้ไปสามารถ จัดการตนเองได้ อย่างไรก็ตามในอดีตจนถึงปัจจุบันผมคิดว่าอุดมศึกษามีความแตกต่าง ในอดีตมีกลุ่มอุดมศึกษาที่เป็นกลุ่ม ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยที่เป็นกลุ่ม วิทยาศาสตร์ กลุ่มพยาบาล หรือกลุ่มทางด้านสุขภาพ กับอีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มทางด้านสังคมศาสตร์ซึ่งเป็นนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือบริหารจัดการต่าง ๆ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มของศิลปะ โบราณสถาน โบราณคดี สถาปัตย์ นั่นคือกลุ่มที่ ๓ ครับ กลุ่ม ๔ ก็แตกแขนงมาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผมคิดว่า เป็นการสร้างมหาวิทยาลัยเพื่อตอบโจทย์ชุมชนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น เพราะฉะนั้นจุดมุ่งหมายของมหาวิทยาลัยราชภัฏต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น กลุ่ม ๕ เป็นกลุ่มราชมงคล นั่นก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่ไปพูด เรื่องการจัดการ การพูดถึงสิ่งที่เราคิดว่าเป็นกลุ่มที่แยกมาต่างหาก ทั้ง ๕ กลุ่มนี้ก็ถูกแบ่งไว้ ตั้งแต่ต้น แต่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยทั้งหมดทําเหมือนกันครับ สร้างหลักสูตรคล้ายกัน ทําอะไร ก็ไม่ต่าง เพราะฉะนั้นเราไม่ได้แสวงหาความแตกต่างเพื่อทําให้มหาวิทยาลัยนั้นมีจุด ที่แตกต่าง ผู้เรียนมีทางเลือก นั่นคือประเด็นปัญหาที่ ๑ ปัญหาที่ ๒ ผมอยากจะเสนอว่า ต่อไปนี้เราจะกลับมาดูไหมว่าให้สร้างจุดเด่นของมหาวิทยาลัยแต่ละกลุ่มให้ตอบสิ่งที่คิดไว้ อย่างที่ผมได้เสนอ🔗
ประเด็นต่อมามหาวิทยาลัยต้องทําหน้าที่ ๔ อย่าง อย่างที่ ๑ ผมคิดว่า ผลิตบัณฑิต การเรียนการสอน อย่างที่ ๒ ต้องศึกษา วิจัย ค้นคว้าต่าง ๆ อย่างที่ ๓ ต้องให้ มหาวิทยาลัยนั้นบริการสังคมและประชาชน และทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรม ผมเข้าใจว่า มหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งมุ่งการเรียนการสอน แต่ขาดการทําวิจัยเพื่อหาสิ่งค้นคว้าค้นพบใหม่ ๆ ให้เป็นนวัตกรรมที่จะไปพัฒนาประเทศ อันนี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ มหาวิทยาลัยเมื่อมุ่งเรื่อง การเรียนการสอนก็ยังมีปัญหาเรื่องของการจัดการเรียนการสอนเพียงอย่างเดียว ผมคิดว่า มหาวิทยาลัยในโลกยุคใหม่ต้องทําให้เป็นพื้นที่การศึกษาของพี่น้องประชาชนตลอดชีวิต นั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้กรรมาธิการเรียนท่านประธานไปว่าจะต้องไปดูเรื่องเหล่านี้ ให้ครอบคลุมว่าจะให้มหาวิทยาลัยปรับเปลี่ยนความคิดนี้ได้อย่างไร อีกประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องของกลไกมหาวิทยาลัย ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยยังมีผู้ทรงคุณวุฒิ เช่นกรรมการสภา มหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยเป็นจุดหนึ่งที่จะต้องช่วยกันสร้างหลักสูตร สร้างการจัดการเรียนการสอน เพื่อจะตอบโจทย์การพัฒนาประเทศตามกลุ่มมหาวิทยาลัย ที่ผมกล่าวถึง เพราะฉะนั้นกลไกสภามหาวิทยาลัยผมเรียกร้องผ่านท่านประธานไปยัง กรรมาธิการที่จะตั้ง ต้องไปดูว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัยนั้นได้ทําหน้าที่เพื่อทําให้ มหาวิทยาลัยนั้นตอบโจทย์สังคม ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้อย่างไร ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ซึ่งผมคิดว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏกระจายอยู่ทั่วประเทศ แล้วก็เป็น มหาวิทยาลัยที่มีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏโดยเฉพาะ ที่ทําให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้ เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ต้องสร้างผู้นํา สร้างอาชีพ สร้างทักษะ พี่น้อง ประชาชน เพราะฉะนั้นมันไม่ได้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรอย่างเดียว แม้ว่าหลักสูตร เราจะต้องไปปรับปรุงเพื่อทําให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ตอบโจทย์การจัดการทักษะอาชีพ ของผู้เรียนก็ตาม แต่อย่าลืมนะครับ พี่น้องประชาชนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศก็ยังมีปัญหา เรื่องการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ กลุ่มที่อยากได้ทักษะอาชีพต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสุดท้ายผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าต่อไปนี้เรื่องของมหาวิทยาลัย เราต้องดูธรรมชาติ ดูเอกลักษณ์ ดูพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยว่าไปเน้นเรื่องอะไร ก็จําเป็น จะต้องทําให้ไปสู่เป้าหมายสิ่งนั้นอย่างที่ผมยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ และทําให้การศึกษานั้นจะได้สร้างคน สร้างพลเมือง สร้างคนที่สามารถให้พี่น้องประชาชนนั้น สามารถมาเรียนรู้กับมหาวิทยาลัยได้ตลอดชีวิต นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเสนอให้กรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นนั้นได้ไปพิจารณาสิ่งที่เป็นข้อเสนอครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ต่อไป เชิญคุณณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ประเทศไทยเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ําต่ําสูง ด้อยโอกาส ในส่วนมาก ล้นโอกาสในส่วนน้อย ใครจะปฏิเสธสภาพที่แสดงออกชัดแจ้งโดยประจักษ์เช่นนี้ ได้บ้างครับ ประชาชนคนไทยตลอดทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กยันผู้สูงอายุ ต่างก็มีชีวิตในโครงสร้าง สังคมที่อุดมไปด้วยความเหลื่อมล้ําในมิติต่าง ๆ มากมาย เด็กและเยาวชนที่อาศัยอยู่ใน ประเทศไทยเขาย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาที่เหมาะสม แต่สภาพความจริงไม่ได้เป็น เช่นนั้นครับ เพราะเด็ก ๆ ของเราจํานวนมากมายยังเผชิญกับความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา ที่รุนแรงและหนักหน่วงและหนักขึ้นด้วยผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ปัญหา ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาของประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาที่จะต้องดูในหลาย ๆ มิติ มิใช่ดูเพียงความยากดีมีจนของครอบครัวของนักเรียนเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องดูมิติของความ เหลื่อมล้ําอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสถานศึกษา คุณภาพสถานศึกษา พื้นที่โรงเรียน สภาพแวดล้อมที่ทําให้เหมาะสมกับการเรียน ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ํา จึงจําเป็นต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุดในทุก ๆ มิติ ใน ๒ ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการตั้งกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ กสศ. ขึ้นมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นและเป็น หมุดหมายที่ดี กองทุนนี้เป็นเครื่องมือที่ทําให้สามารถอุดช่องว่างของความเหลื่อมล้ํา ทางการศึกษา โดยเฉพาะปัญหาการหลุดออกนอกระบบการศึกษาของเด็กที่อยู่ในกลุ่ม ยากจนพิเศษ แต่อย่างไรก็ดีครับ ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษานั้นรัฐไม่อาจจะฝากความหวัง ไว้ที่ กสศ. ได้เพียงอย่างเดียว จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแก้ปัญหาร่วมกันหลายฝ่าย อย่างเป็นระบบและจริงจัง ท่านประธานครับ ผมขอแจกแจงประเด็นปัญหาความเหลื่อมล้ํา ทางการศึกษาให้ท่านประธานทราบพอเป็นสังเขป เพื่อให้เห็นภาพว่าปัญหานี้เป็นปัญหา ที่ควรจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังขนาดไหน ประเด็นแรก กว่าครึ่งของนักเรียนไทย ได้รับโอกาสทางการศึกษาน้อยกว่าอีกครึ่งหนึ่ง ในปีการศึกษา ๒๕๖๒ นั้น จากข้อมูลของ กสศ. ระบุว่ามีตัวเลขภาพรวมเด็กด้อยโอกาสทั้งประเทศถึงกว่า ๓,๖๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นสัดส่วน เด็กยากจนถึง ๙๙.๒๖ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓,๕๙๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับจํานวน นักเรียนไทยทั้งหมด ๗.๓ ล้านคนนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นจํานวนเด็กด้อยโอกาสถึงครึ่งหนึ่ง เลยทีเดียว ท่านประธานครับ ตัวเลขที่มากขนาดนี้ นักเรียนไทยกว่าครึ่งกําลังถูกผลักให้ได้รับ โอกาสทางการศึกษาที่น้อยกว่าอีกครึ่งหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นเด็กยากจนซึ่งเป็นผู้สมัครขอรับเงิน อุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนกว่า ๔ ล้านคนนั้นไม่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุน เป็นรายบุคคล นักเรียนยากจนแต่ละคนจึงได้รับเงินอุดหนุนเฉลี่ยอยู่ที่ต่ํากว่าคนละ ๕ บาท ต่อคนต่อวันเท่านั้น จากการศึกษายังพบอีกว่าเด็กยากจนนั้นมีความเหลื่อมล้ําในโอกาส สําเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาสูงถึง ๗ เท่า โดยเด็กที่มีรายได้ต่ําที่สุดร้อยละ ๒๐ ของประเทศมีโอกาสศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาโดยเฉลี่ยเพียงร้อยละ ๕ ของคนกลุ่มนี้ เท่านั้น และผู้ปกครองเด็กกลุ่มนี้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมเป็นเงิน เกือบทั้งหมดของรายได้ต่อเดือนที่ได้รับ หากกัดฟันสู้เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนต่อก็ต้องเป็น หนี้สิน เด็กเหล่านั้นก็จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา เมื่อหลุดไปแล้ว ก็ยากที่จะกลับคืนมา โอกาสที่เด็ก ๆ จะพัฒนาชีวิตของตนเองให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่มีมาตรฐานคุณภาพชีวิตที่ดี มีคุณภาพในสังคมก็พลอยตกไปอยู่ในความเสี่ยงโชค มิใช่สิทธิ ดังที่ควรจะเป็น ดังที่รัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ครับ ท่านประธานครับ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็น ส่วนหนึ่งที่ทําให้เกิดปัญหาเด็กนักเรียนที่ลาออกกลางคัน จากผลสํารวจ ปี ๒๕๕๒-๒๕๖๐ เป็นระยะเวลา ๙ ปี พบว่าทั่วประเทศมีนักเรียนออกกลางคันหรือเรียนไม่จบมากถึง ๑๕๐,๙๗๘ คน ซึ่งเด็กที่ออกจากระบบเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะโตมาเป็นประชากรที่ไม่มีการศึกษา ขาดคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นแรงงานที่ไร้ฝีมือและมีแนวโน้มตกเป็นเครื่องมือเข้าสู่กระบวนการ อาชญากรรมได้ครับ และนี่เป็นประเด็นแรกครับ ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ทางด้านคุณภาพการศึกษา ประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ําด้านคุณภาพค่อนข้างสูงครับ เช่น ทรัพยากรทางการศึกษา ทั้งด้านอุปกรณ์การศึกษา คุณครูที่มีความพร้อมและมีคุณภาพ ไม่เท่ากัน หรือจะเป็นความเหลื่อมล้ําจากสาเหตุจํานวนโรงเรียนที่นักเรียนสามารถเข้าถึงได้ นักเรียนในเมืองกับชนบท หรือนักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่กับขนาดเล็ก ซึ่งส่งผลต่อความ เท่าเทียมในการเรียนรู้ของเด็กครับ ท่านประธานครับ จากผลวิเคราะห์คะแนนสอบชั้น ป. ๖ เมื่อปี ๒๕๖๒ พบว่าเด็กที่เรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่มีผลคะแนนเฉลี่ยดีกว่าเด็กที่เรียน ในโรงเรียนขนาดเล็ก และเด็กนักเรียนที่เรียนในเมืองนั้นจะได้คะแนนสอบเฉลี่ยสูงกว่าเด็ก ที่เรียนนอกเมือง จากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าการศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ําทางด้านคุณภาพ ได้อย่างชัดเจนครับ และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ทําให้ผู้ปกครองจํานวนมากที่อยู่นอกเมือง ผลักดันให้ลูกหลานต้องห่างจากตัวเองไปเรียนในเมือง เพื่อให้ได้โอกาสทางการศึกษาที่ดีที่สุด ส่งผลให้สายใยของครอบครัวต้องถูกตัดลงไปด้วยระยะทาง มากไปกว่านั้นครับ จํานวน โรงเรียนมีสัดส่วนที่สูงอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น ไม่ถูกกระจายไปตามเมืองเล็ก ๆ ทําให้เด็ก ในเมืองเล็กเสียโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกับเด็กตามหัวเมืองใหญ่ ๆ ครับ หลักสูตรการศึกษาไทยนั้นมุ่งผลิตนักเรียนในรูปแบบเดียวกัน ไม่ประยุกต์ใช้ตามพื้นถิ่นอาศัย ให้เหมาะสม ทําให้เด็กนั้นเกิดความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา เช่น เด็กในเมืองมีความคุ้นชิน ต่อเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ จึงได้เปรียบเด็กนอกเมือง ในขณะที่เด็กนอกเมืองนั้น ควรได้รับการเรียนรู้ถึงการงานและการพัฒนาพื้นถิ่นอาศัยของตัวเองมากกว่า แต่การศึกษาไทย กลับให้ทุกคนเรียนเหมือน ๆ กัน และวัดผลเหมือน ๆ กัน ท่านประธานครับ หากเรายังใช้ วิธีการเดิม ๆ เพื่อแก้ปัญหาเดิม ๆ อาจไม่สามารถหลุดพ้นปัญหาได้ จึงควรมีการศึกษา หาแนวทางแก้ไขที่เป็นบูรณาการ แก้ปัญหาที่สาเหตุ ทําการปรับโครงสร้างโรงเรียน กระจายโรงเรียนสู่พื้นที่เพื่อให้เด็กเข้าถึงง่ายที่สุดครับ ท่านประธานครับ หากขึ้นชื่อว่า ความเหลื่อมล้ําแล้ว มันไม่เคยอยู่อย่างโดด ๆ ไม่ใช่ปัญหาในลักษณะที่เราจะแก้ไขอย่าง เบ็ดเสร็จ โดยเข้าไปแก้เงื่อนที่จุดเดียวได้ โยงใยความเหลื่อมล้ํายึดโยงปัญหาหลากหลาย เข้าด้วยกัน จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาให้เหลื่อมล้ําน้อยลง ก็ต้องแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ําในมิติอื่น ๆ ไปในทิศทางเดียวกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ําทาง เศรษฐกิจ ทางสังคมและสิทธิทางการเมือง และอีกมากมายสารพัดของความเหลื่อมล้ําครับ สุดท้ายนี้ผมอยากเรียนท่านประธานว่าการศึกษานั้นเป็นเครื่องมือสําคัญที่สุดในการพัฒนา ศักยภาพของมนุษย์ หากทุกคนได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ดีและเหมาะสมตามวัยและ เท่าเทียมกัน ไม่ทิ้งให้ใครอยู่ข้างหลัง ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพของประเทศ ให้ประเทศนั้นได้ก้าวไกลไปข้างหน้าอย่างมั่นคงครับ การศึกษาที่ดีและเท่าเทียมยังส่งผล ในการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ําในสังคมที่มีอยู่สูงในตอนนี้ลงมาอีกด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านจักรพันธ์ พรนิมิตร แล้วก็ตามด้วยท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านนาที รัชกิจประการ ท่านสําลี รักสุทธี แล้วก็ท่านวีระกร คําประกอบ เชิญท่านจักรพันธ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม จักรพันธ์ พรนิมิตร จากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ เมื่อเพื่อนสมาชิกได้ยื่นญัตติที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทั้ง ๘ ญัตติที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ผมก็มีความรู้สึก ๒ ความรู้สึกไปพร้อม ๆ กันนะครับ ความรู้สึกแรกก็คือดีใจที่เพื่อน ๆ สมาชิกของสภาแห่งนี้มีความสนใจปัญหาการศึกษาของ บ้านเมืองเราซึ่งเป็นปัญหาสําคัญ แต่ก็ยอมรับครับว่าอีกความรู้สึกหนึ่งก็คือรู้สึกเหนื่อยล้า เมื่อพูดถึงปัญหาการศึกษาของบ้านเรา ท่านประธานเองก็เป็นผู้แทนที่มีภูมิหลังมาจาก การศึกษา อยู่ในแวดวงการศึกษา ในสภาแห่งนี้ก็มีผู้แทนที่เคยรับผิดชอบการศึกษาทั้งในระดับสถาบัน ตั้งแต่โรงเรียนขนาดเล็ก ไปจนถึงมหาวิทยาลัย มีผู้บริหาร อดีตผู้บริหาร องค์กรการศึกษาระดับชาติ ระดับประเทศ มีท่านที่มีตําแหน่งทางวิชาการ ปริญญาเอก ตําแหน่งทางวิชาการถึงระดับสูงสุดก็อยู่มากกว่า ๑ ท่าน แต่การศึกษาของบ้านเราก็ดูจะเป็นปัญหาที่พูดกันมาตลอดเวลาที่มีการศึกษา ทําให้ ผมถึงรู้สึกว่าเหนื่อยเหมือนกันที่จะพูดเรื่องการศึกษา เพราะว่ามันเหมือนกับว่าเป็นปัญหา ที่แก้อย่างไรก็ไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าก็บังคับตัวเองว่าจะต้อง ไม่เหนื่อย เพราะการศึกษาถ้าไม่มีเรื่องการศึกษาหรือถ้าเราไม่ร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษา ประเทศเราก็จะไม่สามารถพัฒนาไปมากกว่านี้ได้ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ที่เคยเทียบเคียง กับเราสามารถที่จะก้าวกระโดดเพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือสําคัญ ดังนั้นไม่ว่าจะเหนื่อย อย่างไรก็ต้องพูดนะครับ เรื่องการศึกษา อาทิตย์ที่แล้วเราก็เพิ่งพูดเรื่องของการแก้ปัญหา หนี้สินครู ผมเองก็เป็นกรรมาธิการวิสามัญเรื่องของแก้ปัญหาหนี้ กยศ. ฉะนั้นสภาแห่งนี้ ให้ความสําคัญกับเรื่องการศึกษามาโดยตลอด แล้วผมก็จําได้ตั้งแต่ผมยังไม่เคยเป็น ผู้แทนราษฎรว่าทุกครั้งที่ดูการถ่ายทอดของสภาผู้แทนราษฎรในชุดเก่า ๆ ทุกท่าน ทุกสมัย ก็ให้ความสําคัญกับการศึกษา ดังนั้น อย่างไรเราก็ต้องพูด อย่างไรเราก็ต้องพยายาม แก้ปัญหาให้ได้ ประเด็น ๘ ญัตติที่เพื่อน ๆ สมาชิกได้ร่วมกันเสนอในวันนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ผมพยายามจัดแบ่งกลุ่มใหญ่ ๆ ผมก็คิดว่ามีแค่ ๒ กลุ่ม ก็คือเรื่องของหลักสูตรอุดมศึกษา กับเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ในส่วนของเรื่องความเหลื่อมล้ํา ผมมีโอกาสได้อภิปรายในสภา แห่งนี้หลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรายงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาหรือว่าเรื่องของการรายงานความก้าวหน้าตามแผนปฏิรูปประเทศ ดังนั้น ผมจะไม่ใช้เวลาในส่วนนั้นอีก ผมก็จะมุ่งความสนใจผมไปที่กลุ่มญัตติที่พูดถึงเรื่องหลักสูตร การเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาที่ต้องมีความสอดคล้องกับตลาดแรงงานในปัจจุบันของ ท่านอาจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ขออภัยที่เอ่ยนาม รวมทั้งของท่านอาจารย์สุรวาท ทองบุ และคณะ แล้วก็ของท่านอาจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม ขออภัยที่เอ่ยนามทุกท่านนะครับ ท่านประธานครับ ความจริงก่อนที่จะพูดว่าหลักสูตรอุดมศึกษาจะต้องตอบสนองต่อความต้องการ ของตลาดแรงงานหรือความทันสมัย ต้องตกลงกันก่อนว่าจริง ๆ มันมีหลายหลักสูตรที่ไม่จําเป็น จะต้องขึ้นอยู่กับความต้องการแรงงานเสมอไป หลักสูตรเช่นวิชาปรัชญา หลักสูตรเรื่องของ วิชารัฐศาสตร์ก็ได้ อันนี้ไม่จําเป็นจะต้องตอบสนองความต้องการแรงงาน เพราะเป็นหลักสูตร ทางสังคมศาสตร์ หรือโบราณคดี อันนี้ก็เป็นองค์ความรู้ที่ไม่จําเป็นจะต้องเชื่อมโยงกับ ความต้องการของตลาดแรงงาน ผมเข้าใจว่าความต้องการของท่านผู้เสนอญัตติก็คงจะมุ่ง ไปที่หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทํางาน ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ บริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์อะไรต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ โดยระบบของประเทศเราในปัจจุบัน ผมคิดว่าก็ออกแบบหรือพยายามที่จะทําให้เกิดความตอบสนองต่อตลาดอยู่บ้างพอสมควร ยกตัวอย่างเช่นกองทุน กยศ. เขาจะระบุไว้เลยว่าคนที่จะกู้เรียนจะต้องกู้ในหลักสูตร ที่เป็นสาขาขาดแคลนของประเทศ คือจะได้กู้ก่อนแล้วก็ได้กู้มากกว่าสาขาที่ล้นตลาด เรื่องของการปรับหลักสูตร แน่นอนมีปัญหาอย่างที่ท่านดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ได้แถลง ประกอบญัตติของท่านว่าในระดับอุดมศึกษานั้นมีข้อติดขัดอยู่มากจริง ผมเห็นด้วย แต่ว่า ถ้าเทียบกับหลักสูตรของระดับอื่น ๆ เช่น อาชีวศึกษาหรือหลักสูตรพื้นฐาน ก็ต้องยอมรับว่า ในส่วนของหลักสูตรอุดมศึกษาก็มีความยืดหยุ่นมากกว่าหลักสูตรในระดับอื่น ๆ ดังนั้น จริง ๆ แล้วถ้ายกตัวอย่างเรื่องของพื้นที่อีอีซี (EEC) ตรงนั้นก็จะมุ่งให้งบประมาณไปกับ หลักสูตรใหม่ ๆ ที่เป็นหลักสูตรพวกเอสเคิร์ฟ (S-curve) อะไรต่าง ๆ ที่เราพูดกัน ที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวกระโดดไป ดังนั้นจริง ๆ ระบบและกลไกของประเทศมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าด้วยสาเหตุหลายประการก็คงทําให้ระบบต่าง ๆ ที่ออกแบบไว้มันไม่ตอบสนอง กับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของบ้านเมืองเรา ผมคิดว่าประเด็นรายละเอียด คงจะต้องไปถกเถียงกันใน ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการวิสามัญหรือจะเป็นรูปแบบอื่น ๆ ที่สภานี้ จะมีมติต่อจากนี้ แต่ผมอยากจะแตะไว้บ้าง ๒-๓ ประเด็นเพื่อเป็นข้อมูลถ้าหากว่าจะได้มีการ พิจารณาในชั้นต่อไป ผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของเราทางตอนใต้ ผมเคยไปดูงาน ประเทศเขาจะระบุชัดเจนเลยว่าถ้าเป็นหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ประเทศ วิทยาศาสตร์ที่ต้องลงทุนมาก ๆ เขาจะให้เอกชนทําเลย แล้วมหาวิทยาลัยของ รัฐบาลจะทําแค่หลักสูตรที่เกี่ยวกับสังคมศาสตร์ที่มันไม่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ อันนี้ ก็เป็นกลไกอันหนึ่งที่กระตุ้นให้มหาวิทยาลัยเอกชน หรือภาคเอกชนเขาทําหลักสูตรที่มัน ตอบสนองตลาดจริง ๆ ส่วนรัฐบาลก็ทําแค่หลักสูตรที่ผมยกตัวอย่างไปตอนต้น ปรัชญา สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ อะไรต่าง ๆ ที่ไม่ต้องไปแข่งขันกันในตลาด รัฐบาลก็ทําไป แต่หลักสูตรที่ต้องการการแข่งขันทางการตลาดก็ให้เอกชนเขาทํา หลักสูตรไหนเวิร์ก (Work) คือทําไปแล้วมีคนรับเข้าทํางานเยอะ คนตกงานน้อย หลักสูตรนั้นก็อยู่ได้ หลักสูตรไหนที่มัน ทําไปแล้วไม่มีตลาดแรงงานรองรับหลักสูตรนั้นก็ต้องเลิกไป เอกชนก็จะมีระบบที่ยืดหยุ่น กว่าของภาครัฐ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างเพียงตัวอย่างเดียวตามเวลาที่ผมได้รับก็คงยกได้แค่ ตัวอย่างเดียวเพื่อที่จะไปประกอบการพิจารณาในชั้นต่อไปของสภาแห่งนี้ว่าเราจะออกแบบ ระบบและกลไกอย่างไรที่จะกระตุ้นให้หลักสูตรในระดับอุดมศึกษามันมีความตรงประเด็นกับ ความต้องการของตลาดแรงงานของประเทศ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ผมเองต้องขอบคุณท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่ได้บรรจุญัตติในเรื่องของ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาถึงความเหลื่อมล้ํา เพื่อศึกษาถึงการปรับปรุงหลักสูตร และเพื่อศึกษาในการสอนนักศึกษาให้ตรงกับประเด็นของการจ้างงาน ทั้ง ๘ ญัตติในวันนี้ ท่านประธานครับ ผมเองต้องเรียนว่าอยู่ในวงการศึกษามาตลอด ถึงแม้ว่าจะเป็นแพทย์ จบแพทย์มา แล้วเราก็ยังเรียนต่อจนถึงปริญญาเอกทั้งในส่วนของปรัชญาดุษฎีบัณฑิต จึงได้ มีโอกาสอยู่กับการศึกษา ในด้านการบริหารก็ทํางานในสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ จนถึงปี ๒๕๔๐-๒๕๔๓ ก็อยู่ในคณะกรรมาธิการ เป็นเลขานุการคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าขณะนี้การศึกษาของเราน่าเป็นห่วง เป็นห่วงอย่างไรครับ เรื่องแรกที่จะ อภิปรายในวันนี้ก็คือเรื่องของโครงสร้าง เรื่องหลักสูตร เรื่องของความเหลื่อมล้ํา เรื่องของ เหลื่อมล้ําระหว่างมหาวิทยาลัยในรัฐบาลกับเอกชน มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด คือมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง ๓๖ แห่ง และปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนการแก้ไข ขอเริ่มที่จํานวน เด็กนักเรียน ผมเป็นแพทย์ เด็กเกิดเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วเพิ่มปีหนึ่งเป็นล้านคน ตอนนี้เหลือ ๗๐๐,๐๐๐ คน และแนวโน้มจะลดลงเรื่อย ๆ ถ้าเทียบแล้วก็จะเหลือประมาณสัก ๐.๕-๑ เปอร์เซ็นต์ และน่าเป็นห่วงว่าเด็กเกิดน้อยลง เมื่อเด็กเกิดน้อยลง เด็กที่เข้า มหาวิทยาลัยขณะนี้เป็นที่น่าเป็นห่วง ตัวเลขที่นั่งเรียนเหลือมากกว่าจํานวนนักศึกษา ท่านประธานครับ ท่านทราบไหมว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏ ๓๖ แห่งขณะนี้มีนักเรียนที่สูงสุด คือ ๖,๐๐๐ กว่าคนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ๓,๗๐๐ คนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ สุราษฎร์ธานี แล้วก็ ๓,๔๐๐ คนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ แล้วก็ ๓,๓๐๐ คน ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี นอกนั้นต่ํากว่า ๓,๐๐๐ คน แล้วก็ลดลงมาเรื่อย ๆ จํานวนนักเรียนหายไปอย่างน่าใจหาย สาเหตุที่น่าใจหายอันดับที่ ๑ ก็คือเรื่องการรับนักเรียน ท่านประธานครับ สมัยเราสอบเข้ามหาวิทยาลัยเราไม่ได้รับนักเรียน ๕ รอบแบบนี้นะครับ ขณะนี้รับ ๕ รอบ พรีคาสต์ (Precast) อันดับแรกเลยคือรับนักเรียนหัวกะทิตามมหาวิทยาลัย เกณฑ์พิเศษรับไปก่อน มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ก็จะเอาเด็กเก่ง เด็กดี เข้าไปก่อน เด็กที่มีความรู้ความสามารถมีไครทีเรีย (Criteria) ที่สูง ลําดับที่ ๒ ก็คือรับนักเรียนประเภท โควตา (Quota) ซึ่งต้องเรียนว่าโควตา (Quota) ก็ตั้งโควตา (Quota) ขึ้นมา ลําดับที่ ๓ ก็คือ รับนักเรียนจากที่เลือก ๔ อันดับ และอันดับที่ ๔ รับนักเรียนจากแอดมิชชั่น (Admission) กลาง สุดท้ายรับนักเรียนจากมหาวิทยาลัยรับเอง เพราะฉะนั้นนักเรียนก็จะถูกคนที่ไม่ยืนยันก็เลือกต่าง ๆ ฉะนั้นนักเรียนก็จะไปฟิว (Few) อยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐที่ดี ๆ ส่วนที่น่าเป็นห่วงคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลซึ่งมีนักเรียนน้อยมาก ซึ่งเป็นรากฐาน ของท้องถิ่นและเป็นผู้ดูแลทรัพยากรดูท้องถิ่นขณะนี้น่าเป็นห่วง ผมไปเรียนปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีแล้วก็จบทางนี้มา จึงได้ทราบว่าปัญหาที่น่าเป็นห่วง ปัญหาเรื่องแรกก็คือเรื่องของเด็กน้อย เด็กขาด เพราะว่าเขาไม่ได้มีความมั่นใจหรือว่า ไม่มั่นใจว่าเรียนไปแล้วไม่รู้ว่าจบไปแล้วจะทํางานที่ไหน อย่างไร และสอดคล้องกับขณะนี้ นักเรียนที่จบไปบัณฑิตตกงาน มีข่าวมาว่าจะต้องตกงานหลัก ๓๐๐,๐๐๐ คนขึ้นหรืออย่างไร ทํานองนี้ ยิ่งเป็นข่าวที่น่าเป็นห่วง อันดับที่ ๒ ก็คือเรื่องของบุคลากรในมหาวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยเองเขาไม่ได้เป็นข้าราชการ เงินเดือนเขาอาจจะมากกว่า ๑.๕ เท่าก็จริง เป็นพนักงานในสถาบันและที่สําคัญก็คือไม่มีสิทธิในการเบิกค่าเล่าเรียนให้ลูก ไม่มีสิทธิในการ รักษาตัวเอง บุคลากรนอกจากหักเงินประกันสังคม พ่อแม่ลําบาก ฉะนั้นไม่แปลกใจเลยครับ ที่มหาวิทยาลัยมีบุคลากรเก่ง ๆ อยู่ พอสอบบรรจุครูได้เขาก็จะต้องไปเพราะเพื่อความมั่นคง ท่านประธานเชื่อไหมครับเงินเดือนของสถาบันอุดมศึกษานั้นน้อยกว่าสถาบันของทางครู ๘ เปอร์เซ็นต์ สตาร์ต (Start) ประมาณน้อยกว่า ๓,๐๐๐ บาทเป็นเวลามา ๙ ปี ซึ่งตรงนี้ ผมอยากให้กรรมาธิการช่วยไปผลักดันแล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งท่านเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งท่านรับตําแหน่งใหม่ ทราบว่าท่านก็จะคุยเรื่องนี้ให้กับสถาบันอุดมศึกษา เพราะทางคณะอาจารย์ก็น้อยใจว่าถ้าจะดูแล้ว เราคิดว่ามองจากภายนอกแล้วเขาน่าจะได้เงินเดือนที่สูงพอสมควร แต่ปรากฏว่ายังด้อย แล้วก็สิทธิเขามีแบบข้าราชการพลเรือน ถัดมาคือเรื่องทุนก็ดี เรื่องการวิจัยก็ดี ทุนในเมื่อ ได้งบประมาณน้อย งบประมาณน้อยส่งผลอะไรครับ ส่งผลให้บุคลากรมีความรู้ความสามารถ ครูบาอาจารย์ที่จะได้เรียนต่างประเทศได้ศึกษาความรู้ได้ทันสมัยก็ลดลง เมื่อต้นแบบลดลง จะส่งให้สิทธิก็ลดลง เมื่อทุนน้อยอุปกรณ์ครุภัณฑ์ก็น้อย ส่งให้เด็กน้อยก็กลับมาหาลูกหลานเรา ลูกหลานเราก็เป็นที่น่ากังวล เพราะลูกหลานเราบางคนจบแล้วก็ไม่รู้ว่าเรียนตลาดแรงงาน ต่าง ๆ ก็ให้ตรงกับที่ต้องการ ความต้องการขณะนี้ก็น้อย ก็ไม่รู้จะเรียนไปทําไม บางคนโชคดี หันไปดูในเรื่องของการขายสินค้าออนไลน์ (Online) ไปเรื่องของการทํามาหากิน ถ้าโชคดี ทํามาหากินดีไปก็ดีไป แต่ถ้าขาดทุนไม่มีที่ไปก็จะเกิดปัญหาสั่งสมมาเรื่อย ๆ นี่คือสิ่งซึ่งเรา ได้เห็นกันนะครับ ถัดมาก็คือเรื่องของวิทยากรของครูต้นแบบนี้สําคัญ ถ้าครูต้นแบบได้รับ การพัฒนาฟูมฟักที่ดี ได้รับการอบรมที่ดี แม่แบบที่ดีก็ส่งผลแต่ลูกหลานต่อไป ถ้าเกิดไม่ดี ก็จะเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และอีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องของมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่ง ที่มีข่าวว่ามีทุนจากต่างประเทศมาเทกโอเวอร์ (Takeover) แล้วถ้ามาเทกโอเวอร์ (Takeover) แล้วเขาก็เอาลูกหลานคนของประชากรเขามาเรียนที่นี่แล้วเขาก็ไม่กลับประเทศ พอไม่กลับประเทศปุ๊บก็ทํามาหากินเขาก็แย่งอาชีพ แล้วต่อไปเราก็จะถูกกลืนกินไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นจึงต้องนําเรียนว่าวันนี้ทุกคนจะต้องร่วมกันในการบูรณาการในการตั้ง กรรมาธิการ ถ้าสภาแห่งนี้ไม่ตั้ง เราก็เสนอไปยังกรรมาธิการสามัญให้พิจารณาเรื่องนี้เป็นการ เร่งด่วนเพื่อเป็นขวัญกําลังใจและลดความเหลื่อมล้ําให้กับครูบาอาจารย์ ให้กับลูกศิษย์ลูกหา ให้กับนักเรียนและพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ขณะนี้ผมมั่นใจว่าพวกเรา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๕๐๐ คนให้ความสําคัญกับการศึกษา รากฐานของตึกคือเหล็ก คืออิฐ รากฐานของชีวิตของเราคือการศึกษา ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนาที รัชกิจประการ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางนาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ดิฉันต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกทั้ง ๘ ท่านที่ได้เสนอญัตติเกี่ยวกับเรื่อง ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเพราะเป็นเรื่องสําคัญมาก ๆ วันนี้ในเรื่องของ การศึกษาเป็นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารประเทศ การพัฒนาก็ต้องอาศัย ในเรื่องของการศึกษาทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นในเรื่องของการศึกษาเป็นสิ่งที่มีความสําคัญ แล้วก็มีค่าสูงสุด เพราะว่ามนุษย์มันต้องขึ้นอยู่กับการศึกษาเราถึงจะพัฒนาการได้ การศึกษา ตามหลักของพระพุทธศาสนามาจากคําว่า สิกขา ซึ่งแปลว่าฝึกฝนแล้วก็พัฒนาตัวเอง ทั้ง ๔ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านของกาย ร่างกาย จิตใจ ศีล แล้วก็สมาธิ ปัญญา การศึกษา ไม่มีคําว่าสิ้นสุด เพราะการศึกษาเราเริ่มตั้งแต่เด็กเล็กจนกระทั่งถึงตาย เพราะฉะนั้น การศึกษาจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งยวด หากได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ถูกต้อง เหมาะสม ตามเพศ วัย ย่อมจะส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพของตนเอง รวมถึงพัฒนาศักยภาพของ ประเทศด้วย แล้วเครื่องมือที่สําคัญก็ไม่พ้นเรื่องการศึกษาค่ะ วันนี้ในเรื่องของการศึกษา เรามีตั้งแต่ปฐมวัย ซึ่งวันนี้ในเรื่องหลักสูตรและโครงสร้างของการศึกษาในเรื่องของปฐมวัย วันนี้มีปัญหามากมาย จะเห็นว่าช่วงชีวิตตั้งแต่เด็ก ๓ ขวบจนถึง ๖ ขวบ เป็นช่วงที่ มีความสําคัญที่สุด เพราะว่าเราจะต้องให้เด็กรุ่นนี้มีความสุขกับการเรียนรู้ รักในคุณธรรม รวมถึงจริยธรรมด้วย เพราะว่าการศึกษาในรุ่นนี้ถ้าเขาเกิดความรู้สึกหรือไม่มีความสุขในเรื่อง ของการเรียนเขาก็จะยึดติดแล้วก็ไม่รักในเรื่องของการศึกษา เพราะฉะนั้นในเรื่องของปฐมวัย ก็เป็นสิ่งที่สําคัญที่ผู้ปกครอง รวมถึงครูต้องร่วมด้วยช่วยกันให้เด็กมีความสุขขณะที่อยู่ในช่วง ปฐมวัย ในขณะที่ช่วงประถมศึกษาแล้วก็มัธยมศึกษาจะต้องเรียนรู้ในเรื่องของพื้นฐาน ในบ้านของตนเอง ประเพณี แล้วก็วัฒนธรรม วันนี้หลักสูตรของประถมศึกษาหรือ มัธยมศึกษาส่วนใหญ่ถ้าเป็นเสื้อก็เหมือนกับเสื้อแบบเดียวกันหมด ซึ่งมันไม่ควรที่จะ เป็นอย่างนั้นในเรื่องของหลักสูตร ในเรื่องของความแตกต่าง วัฒนธรรม ทรัพยากรที่แตกต่างกัน เด็กประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาควรจะได้รับการศึกษาที่แตกต่างกัน เพราะถ้าสมมุติว่า นักเรียนไม่รู้ในพื้นฐานบ้านของตัวเองหรือทรัพยากรของตัวเอง ก็ไม่รู้จะไปพัฒนาได้อย่างไร ในขณะเดียวกันมัธยมศึกษาเราก็ต้องเน้นในเรื่องของคณิตศาสตร์แล้วก็วิทยาศาสตร์ด้วย เพราะวิทยาศาสตร์แล้วก็คณิตศาสตร์เป็นเบื้องต้นของการศึกษาในเรื่องของระดับอุดมศึกษา ที่จะช่วยให้การศึกษาในระดับอุดมศึกษามีประโยชน์แล้วก็ใช้ไปในชีวิตประจําวันได้ค่ะ วันนี้ เราสามารถดูการประเมินไม่ว่าจะเป็นของพิซ่า (PISA) หรือโออีซีดี (OECD) จะเห็นว่า การศึกษาในบ้านเราจากการประเมินต่ํามาก เพราะเราเน้นในเรื่องของวิชาการมากกว่าที่จะ เรียนรู้ในเรื่องของประสบการณ์ชีวิตที่จะใช้กับตนเอง ในขณะเดียวกันในระดับอุดมศึกษา วันนี้การจัดหลักสูตรของอุดมศึกษาก็ไม่ได้แตกต่างกับประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาเลย เพราะว่าวันนี้ระดับอุดมศึกษาเราได้สร้างหลักสูตรที่ไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการของ แรงงานหรือผู้ประกอบการเลย วันนี้นักศึกษาที่จบมาแล้วถึงได้ตกงานกันมากมาย แต่ถ้าสมมุติว่าวันนี้ในเรื่องของแรงงานถ้าเรามีการรวบรวมแล้วก็ส่งข้อมูลให้ สถาบันการศึกษา อย่างน้อยความต้องการตรงนี้ก็จะได้นํามาหรือตั้งหลักสูตรให้มัน สอดคล้องกัน ยกตัวอย่าง อย่างวันนี้ฝีมือแรงงานที่ผู้ประกอบการต้องการมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม ยานยนต์ หรือว่าเนกซ์ เจเนอเรชัน ออโทโมทีฟ (Next generation automotive) หรือ แม้แต่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หรือว่าสมาร์ต อิเล็กทรอนิกส์ (Smart electronic) รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ในเรื่องของเมดิคัล แอนด์ เวลล์เนส ทัวริซึม (Medical and Wellness Tourism) สุดท้ายที่ประเทศเรามีแล้วก็เป็นคือประเทศเกษตร แต่วันนี้ ในเรื่องของเกษตรเทคโนโลยีชีวภาพ หรืออะกรีคัลเจอร์ แอนด์ ไบโอ-เทคโนโลยี (Agriculture and bio-technology) วันนี้ก็มีหลักสูตรที่น้อยมากที่จะได้ช่วยกันส่งเสริม หรือพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่ต่อสู้กับเขาได้ในเรื่องของความสามารถ ในการแข่งขัน เพราะว่าถ้าเราดูไม่ว่าจะเป็นโกลบัล คอมเพตทิทีฟ อินเดกซ์ (Global competitive Index) หรือจีซีไอ (GCI) หรือเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) ถ้าเราเปรียบเทียบในเรื่องของศักยภาพการแข่งขัน วันนี้เพื่อนเราเองที่อยู่ใน อาเซียน (ASEAN) ก็นําหน้าเราไปหลาย ๆ ประเทศเลย เพราะเราเองยังอยู่ในลําดับที่ ๓๘ จาก ๑๓๗ ประเทศ รอบบ้านเราก็แซงเราไป ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย เพราะฉะนั้นในเรื่องของการศึกษาก็มีความจําเป็น แล้วก็ดิฉันเองก็เห็นด้วยที่จะให้มีการตั้ง กรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเพื่อจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทยด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสําลี รักสุทธี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สําลี รักสุทธี แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ชาวจังหวัดมหาสารคามครับ ท่านประธานครับ อันที่จริงผมได้เตรียมเกี่ยวกับการปรับหลักสูตรของระดับอุดมศึกษา พอดีท่านเจ้าของญัตติก็ถอนไป ผมก็ยังไม่สละสิทธิ ยังต้องพูดในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ทางการศึกษา ประเทศไทยเรานั้นถือว่าเราได้พัฒนาการศึกษามาเป็นเวลานาน เราใช้คําว่า ปฏิรูป แล้วก็มีการบรรจุคําว่าความเหลื่อมล้ํานี้ไว้ในรัฐธรรมนูญในมาตรา ๕๔ วรรคหก ที่บัญญัติว่าให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลด ความเหลื่อมล้ําในการศึกษา ฟังดูแล้วน่าชื่นชมนะครับ เป็นสิ่งที่ดีที่รัฐธรรมนูญได้เห็น ความสําคัญของมนุษย์ ของคน ของการศึกษา เพื่อให้การศึกษาพัฒนาคน ให้คนไปพัฒนา ประเทศชาติ อันนี้เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่สิ่งที่เราปรากฏ สิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็นอยู่ ผมเห็นว่ายังมี หลายอย่างที่เรายังไม่พัฒนา ยังไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด และสิ่งที่เราต้องการนั้น ก็คือสภาพความเป็นจริงนั้นความเหลื่อมล้ํายังมีให้เห็นอย่างชนิดที่ว่าไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ทั้งนี้เพราะว่าฐานะทางเศรษฐกิจนั้นเป็นตัวกําหนดของคุณค่าทางการศึกษา เพราะผู้ปกครอง ที่มีฐานะยากจนมีส่วนที่ทําให้การศึกษาเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีผลวิจัยอย่างชัดเจนว่าเด็กที่มาจากโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกันจะมีคุณภาพ ทางการศึกษาแตกต่างกัน อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ โรงเรียนใหญ่ โดยเฉพาะโรงเรียนใหญ่ ที่อยู่ในเมืองการศึกษาจะเป็นไปได้ดี ผลสัมฤทธิ์จะสูงกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ยิ่งเล็กเท่าไร ยิ่งมีปัญหา ดังนั้นทางรัฐโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบายที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อจะยุบแล้วก็มีผลสะท้อนว่าทั้งผู้ปกครอง ทั้งครูไม่อยากจะให้ยุบ แต่ถ้าไม่ยุบแล้ว คําตอบ จัดการศึกษาได้มีคุณภาพดีจริงไหมถ้าไม่อยากจะให้ยุบ ดังนั้นผมเองในฐานะที่ เคยอยู่โรงเรียนเล็กมาก็ไม่อยากจะให้ยุบเช่นเดียวกัน แต่ถ้าไม่ยุบทําอย่างไรความเหลื่อมล้ํา มันจะหายไป วิธีแก้นั้นมี วิธีแก้ก็ไม่ยาก มันง่ายแต่ทํายาก วิธีทําง่าย ๆ ก็คือให้ครู เป็นนักสร้างสรรค์ ให้ครูที่อยู่โรงเรียนทุกคนนั้นสามารถสร้างสื่อด้วยตัวของเขาเองโดยการ นํางบประมาณลงไปให้ครูเป็นคนสร้างสื่อด้วยตัวของเขาเอง อันนี้ผมเคยพูดมาหลายครั้ง ประเทศไทยถ้าครูก้าวสู่ความเป็นผู้สร้างสรรค์ นั้นก็คือ เด็กมีปัญหาอะไรให้เขาสร้างสื่อด้วยตัวของเขาเองแล้วจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําได้ ขณะนี้ เราจะเห็นได้ว่างบประมาณทั้งหลายนั้นไปกระจุกอยู่ที่โรงเรียนใหญ่ จึงทําให้ผู้ปกครองที่อยู่ ตามชนบทต่าง ๆ พยายามนําลูกของตนเข้าไปสู่โรงเรียนใหญ่เพื่อให้ลูกของตนได้รับ การศึกษาที่ดี ทั้งเป็นความคิด เขาเรียกว่าเป็นค่านิยม จะว่าค่านิยมก็ใช่ จะว่าเป็นเพราะ ความห่วงใยลูกหลานของเขาก็ใช่ เพราะอะไร เพราะว่าความเหลื่อมล้ํานั้นยังมี โรงเรียน ขนาดใหญ่สื่อการเรียนการสอน โดยเฉพาะหนังสือส่งเสริมการอ่าน หนังสืออ่านเพิ่มเติม หนังสือเด็กจะเต็มห้องสมุดไปหมด ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กห้องสมุดโทรม ๆ หนังสือก็ไม่มี สื่อที่เร้าใจก็ไม่มี เหล่านี้คือสภาพความเป็นจริงที่มีอยู่ในสังคมไทย ดังนั้นผมจึงเห็นว่าคําว่า ความเหลื่อมล้ําคล้าย ๆ กับว่าเป็นนามธรรม แต่รูปธรรมนั้นแทบจะเกิดขึ้นได้ยากใน สังคมไทย เพราะฉะนั้นในเรื่องความเหลื่อมล้ําทําอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาได้ถ้ารัฐไม่ทุ่ม ให้ทุกโรงเรียนมีสภาพเหมือนกันทําได้ไหม ผมว่าทําได้แต่ยากในสภาพของเมืองไทยที่เป็นอยู่ ในขณะนี้ เพราะเรายังก้าวไม่ถึง ผมเคยอยู่โรงเรียนขนาดกลาง เด็กที่ย้ายมาจากโรงเรียน ขนาดเล็กมีปัญหาทั้งนั้นเลย มีปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เราไม่อยากโทษครู ไม่รู้จะโทษ อะไร เด็กเขาบอกว่าที่เขาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ผมถาม ๒ คน เขาบอกว่าเขาใช้เขาเรียกว่า ครูตู้ คําว่าครูตู้ก็คือเปิดทีวีให้เขาดูแล้วครูก็ไปอยู่อีกห้องหนึ่ง อย่างนี้คือครูเวียนไปเวียนมา มีครูคนเดียวสอนอยู่ ๓ ชั้นอย่างนี้ บางทีเขาเอาเด็กไปรวมกัน นี่ผมไม่รู้จะโทษอะไร จะโทษครู หรือโทษอะไร แต่เขาอ่านไม่ได้จริง ๆ มาจาก ๒ โรงเรียน จากโรงเรียนขนาดเล็กที่ใช้ระบบ เปิดทีวีให้ดู แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร โรงเรียนขนาดใหญ่กับโรงเรียนขนาดเล็ก ถ้าจะยุบก็ยุบไม่ได้ ครูก็บ่น ผู้บริหารก็บ่น ที่ชุมชนก็บ่น แล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ดังนั้น ผมเห็นว่าถ้าจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําได้จะต้องให้ทุกห้องเรียน ทุกโรงเรียนมีสภาพ ไม่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเด็ก ในรัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าจะต้องดูแลเด็กตั้งแต่ เด็กเล็กจนถึงมหาวิทยาลัย แต่ก่อนนี้ยังไม่มีที่บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเด็กเล็ก ตอนนี้เรามี อันที่จริงประเทศที่เจริญแล้วเขาจะดูตั้งแต่เด็กในครรภ์ จะต้องให้ผู้ปกครองเขาถือว่าเป็นครู คนแรก ผู้ปกครองคือครูคนแรก ครูคนแรกสําคัญกว่าครูทุกคน สําคัญกว่าครู และสําคัญกว่า อาจารย์มหาวิทยาลัย สําคัญกว่าครูประถม ครูคนแรกประเทศไทยยังละเลยในเรื่องนี้อยู่ ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ชัดเจน ที่ผมพูดมานี้ก็คือเรื่องของความเหลื่อมล้ํา อยากจะให้ รัฐบาลได้เอาใจใส่อย่างแท้จริงเพื่อแก้ปัญหาการศึกษาของชาติขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณ ท่านสําลีครับ ก่อนที่ท่านวีระกร คําประกอบ ผมขอแจ้งอีก ๓ ท่านที่เหลือ คือท่านนิคม บุญวิเศษ ท่านรองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ แล้วก็ท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ เชิญท่านวีระกร คําประกอบ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วีระกร คําประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดนครสวรรค์ กราบเรียนท่านประธานว่าในญัตตินี้เดิมทีก็นึกว่ามีแต่ญัตติของท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ซึ่งจะพูดถึงเรื่องของอุดมศึกษา แต่ว่าพอรวมหลาย ๆ ญัตติเข้าด้วยกันก็กลายเป็นว่า เราพูดถึงการศึกษาทั้งระบบ จึงขออนุญาตว่าผมคงจะต้องอภิปรายเรื่องการศึกษาทั้งระบบ แล้วก็ได้ขอความกรุณาท่านประธานขึ้นไปแล้วว่าขอเวลาเพิ่มหน่อยเนื่องจากว่าถ้าพูด ทั้งระบบ ๗ นาทีไม่ทันแน่นะครับ🔗
ขออนุญาต ท่านวีระกรครับ เนื่องจากว่าญัตติที่เสนอให้มีการศึกษาโครงสร้างการศึกษาทั้งระบบ เนื่องจากเจ้าของญัตติได้ถอนออกไปแล้วนะครับ🔗
แต่ก็มีเรื่องของโรงเรียน ประถมศึกษา เรื่องความไม่เหลื่อมล้ําทางการศึกษาก็เลยต้องพูดครับ🔗
ท่านก็พูด ในประเด็นที่มีในญัตติ ส่วนเวลานั้นผมคงอนุญาตให้เป็น ๑๕ นาทีอย่างที่ว่าไม่ได้นะครับ🔗
ไม่เป็นอะไรครับ คงนิดหน่อยครับ🔗
ท่านสมาชิก ทุกท่านได้กําหนดเวลาแค่ ๗ นาที แต่ถ้ามีเนื้อหาสาระที่ติดพันก็อาจจะขยับได้เหมือนกับ ทุก ๆ ท่าน ครึ่งนาที ๑ นาที เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาผมอยากยกตัวอย่างโรงเรียนสักโรงเรียนหนึ่ง โรงเรียน ในเขตเลือกตั้งผมปัจจุบันมีนักเรียนอยู่ ๒๒ คน ก็พยายามดิ้นรนที่จะไม่ให้เขายุบโรงเรียน เขาเชิญผมเข้าไปเป็นกรรมการศึกษาด้วย ผมก็ไปนั่งเป็นกรรมการศึกษาเลยไปเห็นปัญหาว่า ทําไมนักเรียน เมื่อก่อนนี้นักเรียนมี ๔๐๐-๕๐๐ คน เป็นโรงเรียนที่ประชาชนในตําบลนั้น ซึ่งเป็นตําบลใหญ่ที่สุดของอําเภอเมืองไม่อยากให้ยุบเลย เพราะว่าเขาก็เรียนจากโรงเรียนนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นระดับผู้นําของตําบลเขาเรียนจากโรงเรียนนี้เขาก็ไม่อยากยุบ ให้ผมไปช่วยแก้ สิ่งที่ผมเห็นก็คือ ครู ๑ ท่านก็เป็นอภิสิทธิ์ชน ท่านเป็นเมียท่าน เมียเธอ ก็คือย้ายตามสามี ซึ่งเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ ท่านก็หอบใบลาเป็นปึกเลยมาให้กับ ผอ. ไว้ล่วงหน้าเลย บอกว่า วันนั้นก็มาไม่ได้ วันนี้ก็มาไม่ได้ สรุปว่าท่านแทบไม่สอน จึงทําให้ครูคนอื่นเขาเอาแบบอย่าง คุณไม่สอนได้ ฉันก็ไม่สอนได้ จนทําให้ ผอ. โรงเรียนต้องไปจ้างครู ๒,๐๐๐ บาท เอาครู มาสอนแทน แล้วเด็กจะมีความรู้ได้อย่างไรครับท่านประธาน ปรากฏว่าผู้ปกครองก็เอา นักเรียนไปหมดเลยครับ คือให้ออกจากโรงเรียนหมดเลยครับ ไม่ยอมให้เรียนต่อ ก็เลย เหลืออยู่ ๒๒ คนครับ ข้อเท็จจริงก็คือเด็กที่เรียนจากโรงเรียนนี้ไปแล้วคุณภาพใช้ไม่ได้เลย คือไม่มีการสอน ครูที่มาสอน ๒,๐๐๐ บาทใครจะตั้งใจสอนล่ะครับท่านประธานครับ ทีนี้อีกโรงเรียนหนึ่งยกตัวอย่างให้เห็น ก็พยายามครับ โรงเรียนนี้เคยมีนักเรียนเป็น ๑,๐๐๐ คน ตอนนี้เหลือประมาณ ๒๐๐ กว่าคน นักเรียนก็ลดฮวบฮาบ ก็พยายามจะสร้างมาตรฐานให้ดีขึ้น ไปจ้างครูฟิลิปปินส์มาสอน ท่านประธานครับ เด็กนักเรียนก็พูดภาษาอังกฤษได้ชัดแจ๋วเลย กู๊ด มอร์นิง ทีชเชอร์ (Good morning teacher) พูดได้คําเดียว ไปพูดที่บ้าน ผู้ปกครอง ซึ่งเป็นชาวไร่ชาวนาดีใจลูกฉันพูดภาษาอังกฤษได้ ผมก็ชื่นชมโรงเรียนนี้นะ เพราะว่าได้ยิน จากพ่อแม่ผู้ปกครองมาบอกว่าลูกฉันพูดภาษาอังกฤษได้ไปเรียนโรงเรียนนี้ เขาก็เชิญผมไปเป็น กรรมการศึกษาอีกนั่นละครับท่านประธาน ก็เข้าไปถึงเราก็พยายามบอกครูฟิลิปปินส์ พูดเป็นภาษาอังกฤษกับเขาว่า ทําไมเด็กนักเรียนโรงเรียนของเราถึงแม้จะมีครูภาษาอังกฤษ โอเน็ต (O-NET) ภาษาอังกฤษตก ตกทุกวิชาท่านประธานครับ อยากจะเรียนท่านว่า ก็สอบถามเขาเป็นภาษาอังกฤษ เขาก็บอกว่านักเรียนไม่สนใจเรียนเลย เราก็บอกให้ท่องศัพท์สิ สอนแกรมมาร์ (Grammar) เขาเยอะ ๆ สอนเรียงความสิ เพราะว่าเวลาสอบเด็กนักเรียน ไม่ได้สอบการพูดหรอก เป็นสอบทางด้านการเขียน ก็ปรากฏว่าเขาก็บอกว่าเด็กนักเรียน เขาไม่สนใจ พอออกจากห้องไปเขาก็ไปวิ่งเล่นกัน เขาก็จําไม่ได้ วันรุ่งขึ้นให้ศัพท์ตัวเดิม เขาก็ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นภาษาอังกฤษที่ผู้ปกครองชื่นชมนักหนาว่าพูดภาษาอังกฤษได้ก็คือ กู๊ด มอร์นิง ทีชเชอร์ (Good morning teacher) ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาที่เกิดขึ้น ในบ้านเราผมอยากจะบอกว่าเราเริ่มจากสิ่งที่เราเรียกว่าโรงเรียนฝึกหัดครู ซึ่งคุณพ่อผม สมัยก่อนก็จบโรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร เป็นนักเรียนที่เรียนเก่งที่สุดในจังหวัด ได้ที่ ๑ ม. ๖ เขาก็เลยให้ทุนมาเรียนโรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร หลังจากนั้นก็จบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง แต่ว่าเมื่อกลับไปแล้วท่านก็ไปเป็นครูสอนหนังสือ เพราะฉะนั้นจะเรียนว่า ในระดับเบื้องต้นเราเริ่มจากการที่เรามีโรงเรียนฝึกหัดครู ซึ่งคัดนักเรียนที่เก่งมาเป็นครู เพราะฉะนั้นเด็กรุ่นเก่าถึงแม้ครูคนเดียวจะสอนหลายวิชาก็ตามแต่ก็นักเรียนมีความรู้ ต่อมา เมื่อรุ่นประมาณปี ๒๕๑๕-๒๕๓๐ เป็นรุ่นวิทยาลัยครูแล้วครับท่านประธาน ถ้าท่านประธาน จําได้ ท่านประธานก็รุ่นเดียวกับผม ณ สมัยนั้นเร่งรัดในการผลิตครู เพราะนักเรียนไม่มีโรงเรียนเรียน เด็กไม่มีโรงเรียน เรียนหนังสือ ก็รีบสร้างโรงเรียนกัน ทุกหมู่บ้านต้องมีโรงเรียน แต่หาครูไม่ได้ ก็ขนสอนกัน เปิดวิทยาลัยครูมีทไวไลต์ (Twilight) อีก ท่านคงจําได้ ภาคทไวไลต์ (Twilight) ตั้งแต่ ปี ๒๕๑๕-๒๕๓๐ จะมีทไวไลต์ (Twilight) จบ ปกส. ต้น ปกส. สูง ไม่รู้ละ สอนทุกวิชา เหมือนกัน แต่เนื่องจากไม่ได้คัดครูเหมือนเมื่อก่อน ครูที่เข้าไปเรียน ปกส. ต้น ปกส. สูง ทไวไลต์ (Twilight) ยุคนี้จึงทําให้นักเรียนคุณภาพดรอป (Drop) ลงมากเลยครับ ท่านประธาน เพราะครูคนเดียวสอนทุกวิชา มาจนถึงยุคของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเริ่มจาก สถาบันราชภัฏ ปี ๒๕๓๕ และมหาวิทยาลัยราชภัฏ ปี ๒๕๔๗ ยุคนี้จะเป็นยุคที่ทุกคน อยากจะเรียนเพื่อต่อวิทยฐานะ เอาปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก อย่างที่เพื่อนสมาชิกผม หมอจาตุรงค์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านก็จบดอกเตอร์มา ก็เรียนอย่างนี้ครับ ก็คือทุกคน อยากจะไปเรียนเพื่อต่อวิทยฐานะ แต่มหาวิทยาลัยราชภัฎเองก็สร้างบุคลากรมาโดย ไม่คํานึงถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยตัวเอง ก็เลยกลายเป็นว่าคนที่เข้ามหาวิทยาลัยราชภัฏ ณ ขณะนี้คนที่สอบได้คะแนนสูงสุดเลือกเรียนเอกอะไรนะครับท่านประธานคงรู้ เอกประถม เอกภาษาไทย เอกสังคม แต่ส่วนเด็กเรียนไม่เก่งต้องมาเรียน ต้องมาเลือกอะไรที่เขาไม่เลือกแล้ว คืออะไรรู้ไหมครับท่านประธาน คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ภาษาอังกฤษ นักศึกษาที่จบจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏถ้าอยู่ในชุดแรกก็คือ เอกประถม สังคม ภาษาไทย ก็จบแล้วมาเป็นครู อย่างเดียว แล้วถามว่าต่อไปเขาจะไปสอนใครในเมื่อนักเรียนลดลงอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคน ก็ได้พูดแล้ว ปัจจุบันอัตราการเติบโตของประชากรไทยเหลือ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ในอนาคต จะเป็น ๐ เปอร์เซ็นต์ ณ ขณะนี้มีเด็กเพิ่มขึ้นปีหนึ่งประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน นักเรียน ที่เกิดขึ้น ๗๐๐,๐๐๐ คนนี่มันไม่พอนะครับ ก็จบมาแล้วไม่รู้จะไปสอนอะไรต่อ ส่วนคนที่ ไปเรียนคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี จบแล้วเอกชนก็ไม่รับเพราะไม่มีความรู้ เพราะเป็นนักเรียน เรียนไม่เก่ง แล้วก็ไปเรียนวิชาที่มันเรียนยาก ๆ จบมาก็ไม่มีเอกชนที่จะรับ ปัญหาจึงเกิดขึ้น อย่างนี้ละครับสําหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏ ตัวอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกาครับ เขาสร้าง นักเรียนเพื่อความเป็นเลิศ ผมบังเอิญพี่สะใภ้ผมเป็นฝรั่ง เป็นอเมริกัน เขาเป็นครู ผมก็เลยดูว่า เขาเรียนเขาสอนกันอย่างไร ปรากฏว่าคนที่จะเป็นครูที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้จะเป็นครู ประถมสอนคณิตศาสตร์คุณต้องจบปริญญาตรีคณิตศาสตร์ จะเป็นครูสอนฟิสิกส์ เป็นครู สอนอะไรต้องจบด้านนั้นโดยเฉพาะ แล้วไปเรียนวิชาครูเพิ่มเติม จะเป็น ๔๐ หน่วยกิต ๕๐ หน่วยกิต แล้วแต่รัฐเขาจะกําหนดนะครับ เพราะฉะนั้นเด็กนักเรียนประถม คนที่จะไป สอนประถมก็แปลว่าจะต้องจบฟิสิกส์ เคมี และก็ต้องไปต่อเอก ต้องไปต่อวิชาครูเฉพาะทาง ก็คือประถมหรือมัธยม ดังนั้นคนที่จบคณิตศาสตร์แล้วก็ไปต่อวิชาครูประถมก็จะได้สอน เฉพาะประถมคณิตศาสตร์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเด็กเมื่อเรียนแล้วเนื่องจากครูมีความรู้ คณิตศาสตร์ทะลุปรุโปร่ง การสอนเด็กจึงสามารถที่จะสอนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และสามารถ ที่จะวางระบบ รู้ว่าเด็กคนไหนควรจะสอนอย่างไรนะครับ อุดมศึกษา คอลเลจ (College) ของอเมริกานั้นส่วนใหญ่เขาทํางานไปเรียนไป ผมเองในขณะที่ไปทํางานที่นั่นผมก็เป็นวิศวกร โรงงานอยู่ที่นั่น ก็พบว่าเพื่อน ๆ ที่เรียนอยู่ในชั้น ถ้าเป็นคนอเมริกันแล้วก็คือคนที่ทํางาน อยู่ในบริษัท บริษัทส่งมาเรียนทั้งนั้นครับ แล้วเวลาเรียนทําปริญญาโท เราก็จะช่วยอาจารย์ เป็นแอสซิสแทนต์ (Assistant) เราก็จะช่วยอาจารย์ได้สตางค์ด้วยครับ อาจารย์ทําวิจัยทาง คอมเมอร์เชียล (Commercial) ให้กับบริษัทนั้น โรงงานนี้ ทําวิจัยครับ เราก็ไปเป็นลูกมือให้เขา เพราะฉะนั้นอุดมศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงทําให้เด็ก ๆ ได้ฝึกงานตลอดระยะเวลา ท่านจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ผมพูดวันนี้มันคนละระบบกับประเทศไทย ประเทศไทยจบ ปกส. ต้น ก็สอนได้หมดทุกวิชา แต่ในของเขานี้ต้องจบเฉพาะทางแล้วไปเรียนวิชาครูโดยเฉพาะ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านรัฐมนตรีท่านใหม่คือท่านเอนก ท่านรู้ดีอยู่แล้ว เพราะท่าน เป็นนักการศึกษานะครับ ก็ขอฝากด้วยครับว่า🔗
เลยเวลาไป เยอะแล้วนะครับ🔗
ขอฝากด้วยว่าสําหรับโรงเรียน ขนาดเล็กมันจะทําอย่างที่ผมพูดในระบบอเมริกานี้ทําไม่ได้ ต้องเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่มันก็มีความจําเป็นต้องยุบโรงเรียนขนาดเล็กลง ผมอยากจะเรียนว่าถ้าจะถามว่าแล้วโรงเรียนขนาดเล็กครูจะไปไหน คือครูไม่ต้องห่วง เขาก็ ย้ายไปอยู่โรงเรียนใหญ่ ๆ ได้ แต่ว่านักเรียนจะเกิดปัญหาไหม อยากจะยกตัวอย่างโรงเรียน วัดเขาแก้วที่อําเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ นักเรียน ๑,๐๐๐ กว่าคน ถามว่าทําไมถึงมี นักเรียนตั้ง ๑,๐๐๐ กว่าคน เขามีรถโรงเรียนไปรับทั่วหมดเลย แล้วโรงเรียนของเขานั้น เขาจ้างอย่างที่ผมบอก จบเฉพาะทาง เขาจบเฉพาะทาง คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เขาจบเฉพาะทาง หมดเลย มีคอมพิวเตอร์ให้เด็กใช้หมดทุกคน สอนคอมพิวเตอร์ สอนอะไร มีกระทั่งสระว่ายน้ําครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาวางแผนการผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน ลดความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา ท่านประธาน ที่เคารพครับ เวลาอันน้อยนิดกระผมก็คงจะพูดได้ในบางส่วนเท่านั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่า ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนใด จะอยู่ชนบท อยู่ในเมือง หรือเป็นโรงเรียนที่ใหญ่หรือเล็ก ผมเชื่อว่า ความตั้งใจของอาจารย์หรือครูมีความตั้งใจที่อยากจะสอนลูกศิษย์ให้มีความรู้ สอนลูกศิษย์ ให้คิดเป็น สอนลูกศิษย์ให้มีทักษะ สอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดี แต่สิ่งเหล่านั้นความสามารถ ของครูมันลดน้อยถอยลง เนื่องจากว่ามันไม่มีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เพียงพอ มันไม่มีห้องเรียนที่เหมาะสม มันไม่มีงบประมาณต่าง ๆ เท่าเทียมกัน นี่คือความเหลื่อมล้ํา ผมเองมีเพื่อนหลายคนที่เป็น ผอ. จบจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง เป็น ผอ. ที่อุดมศึกษาหลายสถาบัน ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็น ผอ. อาจารย์ใหญ่ ทั้งหลายมีภาระหน้าที่ ไม่ใช่มีภาระในการสอนหนังสืออย่างเดียว ภาระในการที่จะต้องมาทํา วิทยฐานะตัวเอง ทุกอย่างมันเป็นภาระหมดเลย ฉะนั้นการที่จะให้คุณครูต่าง ๆ จะไปสอน นักศึกษาหรือนักเรียน เอาเวลาไปสอนจริง ๆ จัง ๆ มันน้อยลง เนื่องจากภาระคุณครูมากขึ้น ประกอบกับในถิ่นทุรกันดาร การเดินทางต่าง ๆ มันไม่สะดวก บ้านพักครูก็ไม่มี ฉะนั้น ความเหลื่อมล้ําต่าง ๆ เหล่านี้เราจะไปโทษครูไม่ได้ เราต้องโทษระบบการศึกษา ต้องโทษ รัฐบาล นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่จัดสรรงบประมาณให้ไม่เท่าเทียมกัน ท่านประธาน ลองคิดดูสิครับว่าถ้าโรงเรียนใดเป็นโรงเรียนที่มีความพร้อม เป็นโรงเรียนที่ทันสมัยอุปกรณ์ ทุกอย่างดี ใคร ๆ ก็อยากจะไปเรียนโรงเรียนนั้น ผมเองจบจากโรงเรียนบ้านนอกเป็นรุ่นแรก ปัจจุบันนี้โรงเรียนของผมก็ยังจนเหมือนเดิม นักเรียนก็น้อยลง ๆ เนื่องจากไปเรียนในเมือง กันหมด เพราะโรงเรียนขาดงบประมาณ ผมก็สงสัยว่างบประมาณของประเทศไทยมันมี ตั้งเยอะแยะมากมาย ทําไมไม่จัดสรรว่าปีนี้ให้โรงเรียนนี้ ปีนี้ให้โรงเรียนนี้ แบ่งกันไปสิครับ ไม่ใช่ว่าโรงเรียนไหนเคยได้เยอะก็เยอะขึ้น โรงเรียนไหนเคยได้น้อยก็น้อยลง เหมือนกับ งบประมาณในปี ๒๕๖๔ ว่า ในปี ๒๕๖๓ ถ้าใช้งบไม่หมด ปี ๒๕๖๔ ก็ได้น้อยลง แทนที่จะได้ มากขึ้นกว่าเดิม นี่คือการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เป็นธรรม จึงทําให้ความเหลื่อมล้ํา ทางการศึกษามันเหลื่อมล้ํามากครับ อีกประการหนึ่งก็คือว่าหลักสูตรของเรานั้นเราต้องดูว่า แรงงานในปัจจุบันยุคอนาคตที่จะไปถึง คนที่เขาประกอบกิจการต่าง ๆ เขาต้องการแรงงาน ประเภทไหน หลักสูตรเราต้องตามให้ทันในยุคสมัยใหม่นี้ หลักสูตรกว่าเราจะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงได้หลายสิบปีซึ่งมันไม่ทัน เราควรจะสอนคนให้มีแรงงานเพื่อที่จะไปทํางานได้ ในอนาคต ผมยกตัวอย่างเช่นอนาคตหรือปัจจุบันนี้มันจะมีเขาเรียกว่าสังคมผู้สูงอายุ ต่อไปแรงงาน จะขาดแคลนก็คือคนที่ดูแลผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล คุณหมอ แพทย์ต่าง ๆ จะไม่พอ ถามว่ามีคนอยากเรียนแพทย์ไหม ถามว่ามีไหม ทุกคนอยากเรียน แต่จํากัดด้วยทุนทรัพย์ ความยากจน เนื่องจากว่าเราไม่ส่งเสริมสนับสนุน ไม่มีทุนการศึกษา รัฐบาลไม่ให้เรียนฟรี ลูกชาวไร่หลานชาวนามีความรู้ความสามารถ มีสมองที่ดี แต่ไม่สามารถเข้ามาถึงตรงนี้ได้ เนื่องจากไม่มีทุนในการเรียน จึงทําให้อาชีพนี้มันขาดแคลนครับ ไม่ใช่ว่านักเรียนพวกเรา คนบ้านนอกบ้านนาไม่สามารถเรียนได้ ไม่จริงครับ แต่เราขาดทุนทรัพย์ ฉะนั้นถ้ามีการ ส่งเสริมให้มีการเรียนพยาบาล เรียนหมอ เรียนแพทย์ เพื่อรองรับอาชีพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ ผมเชื่อว่าใครที่จบทางด้านนี้ไม่ตกงานแน่นอน รวมถึงอาชีพอื่น ๆ ยุคนี้เป็นยุค ๕ จี (5G) ยุคระบบดิจิทัล (Digital) อินเทอร์เน็ต (Internet) ทั้งหลาย เราต้องเรียนรู้ในระบบพวกนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นเราจะไปเรียนวิชาเดิม ๆ จบมาก็ไปทํางาน ไม่ได้ใช้วิชาเรียนเลยในการทํางาน ต้องไปศึกษาใหม่ ต้องไปเรียนรู้ใหม่ ต้องไปเรียนพิเศษ ฉะนั้นหลักสูตรการศึกษาจะต้อง ตามทันโลกอนาคต จะตามทันหรือไม่ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล การปฏิรูปการศึกษา เราพูดมานานมาก เราควรจะให้งบทางด้านการศึกษามันมากกว่างบของทางด้านอื่น ๆ เนื่องจากทุกคนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นรัฐบาล มาเป็น ส.ส. ได้ล้วนแต่มาจาก การศึกษาเท่านั้น ไม่มีใครหรอกครับที่ไม่ได้ศึกษามา ฉะนั้นเราต้องดูที่ต้นเหตุ ปัจจุบันนี้ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทําให้เด็ก เยาวชนต่าง ๆ ที่เป็นนักเรียน นักศึกษาก็มีผลนะครับ เรียนไม่จบบ้าง มียาเสพติด การพนันรอบบ้านรอบเมือง ฉะนั้นทุกอย่างเราต้องมองให้ ครอบคลุม และอีกอย่างหนึ่งคือการรักถิ่นบ้านเกิด จะต้องมีการเรียนการสอนให้คนที่จบ รักถิ่นฐานบ้านเกิด ไปทําอาชีพที่พ่อแม่ทําอยู่ ไปพัฒนาอาชีพที่พ่อแม่ทํา เราต้องฝึกต้องสอน ให้ลูกศิษย์เรารักถิ่นบ้านเกิด อาชีพเกษตรกรรมก็เป็นอาชีพหนึ่งที่ควรส่งเสริม เกษตรนวัตกรรมใหม่ เราควรจะผลิตคนออกมา คนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านเกษตร ยุคใหม่เพื่อไปพัฒนาในถิ่นฐานตัวเองให้มีการผลิตในพื้นที่เล็ก ๆ ให้มีผลผลิตมากขึ้น ก็สามารถทําได้ จริง ๆ แล้วมันมีหลายเรื่องครับ เนื่องจากเวลาจํากัด กระผมก็ต้อง ขออภิปรายเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ ขออนุญาต อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาที่เน้นอุดมศึกษา เนื่องจากการศึกษาขั้นพื้นฐานผมเคย แสดงความคิดความเห็นในช่วงของหนี้สินครูแล้วก็งบประมาณไปแล้ว เพราะพื้นฐานของผม เป็นครูประถมอยู่ ๑๘ ปี อยู่ในมหาวิทยาลัย ๒๒ ปีก่อนลาออกมานะครับ ท่านประธานครับ เวลาพูดถึงการศึกษา เรื่องคุณภาพการศึกษาหรืออุดมศึกษาเพื่อการมีงานทํา ผมคิดว่า มีความท้าทายในอุดมศึกษาหรือมีชาลเลนจ์ (Challenge) ของอุดมศึกษาอยู่ประการแรก เด็กลดลง เด็กจํานวนน้อยมาก วันนี้อุดมศึกษามีเด็กอยู่ประมาณ ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน ลดลงเรื่อย ๆ มีมหาวิทยาลัยจํานวนมากเลย ที่นั่งของนักเรียนที่จะเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นปีที่ ๑ เหลือเฟือ มหาวิทยาลัยเยอะ เด็กน้อยลง แย่งนักเรียน เช่นเดียวกับโรงเรียนประถมมีขนาดเล็กลง ประการที่ ๒ ที่จะต้องท้าทายหรือชาลเลนจ์ (Challenge) ก็คือมหาวิทยาลัยแข่งขันกันเอง แข่งขันในระหว่างมหาวิทยาลัยด้วยกันเอง เพราะมหาวิทยาลัยทําให้เหมือนกันหมดเลย ใน ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยของอุดมศึกษากับสถาบันการศึกษาของอื่น ๆ เช่นวิทยาลัยพยาบาล ของกระทรวงสาธารณสุข เช่นอาชีวศึกษา พวกเหล่านี้คือการแข่งขันกันเอง ประการต่อมาที่ชาลเลนจ์ (Challenge) อันที่ ๓ ก็คือต่างชาติต้องแข่งขันกับมหาวิทยาลัย ต่างชาติ ซึ่งมาเปิดในประเทศไทยและมีแนวโน้มที่จะกดดันหรือว่าแนวโน้มให้เราคลี่คลาย กฎระเบียบเพื่อที่จะให้เขามาเปิดการศึกษา ประการต่อมาที่ชาลเลนจ์ (Challenge) ต่อมา รูปแบบการเรียนครับ ท่านประธานคงทราบ เราได้ยินคําว่าการเรียนแบบทางไกล การเรียน แบบทางไกล วันนี้เข้ามาชาลเลนจ์ (Challenge) มหาวิทยาลัย ชาลเลนจ์ (Challenge) ชาวอุดมศึกษาจํานวนมาก ต่อมาท่านประธานครับ ผมคิดว่าปรัชญาอุดมศึกษาเปลี่ยนไปเยอะ วันนี้เราจะคิดแบบเดิมว่าการศึกษาเพื่อการเลื่อนชั้นทางสังคม เรียนรัฐศาสตร์เพื่อไปเป็น นายอําเภอเมื่อก่อนไม่ได้ การศึกษาเพื่อการกล่อมเกลาให้คนเป็นพลเมืองดี วันนี้เราเจออะไร เรากําลังเจอความท้าทายคลื่นลูกใหม่ ๆ เยอะ ว่าตกลงการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองดี ของเราที่อุดมศึกษาทํานั้นเพียงพอไหม มีวิชาอะไร มีวิชาแกน วิชาทั่วไปที่เขาเรียก เจเนอรัล เอดดูเคชัน (General Education) หรือจีอี (GE) เพียงพอไหม การศึกษาเพื่อ การทํางาน ท่านประธานครับ ก็ชาลเลนจ์ (Challenge) อีก เพราะว่าวันนี้เวลาเราจบวิศวะ ขอประทานโทษที่เอ่ยตัวหลักสูตร แล้วเด็กได้ทํางานทางด้านวิศวะไหมครับ จํานวนมากเลย ไม่ได้ทํางานตรงกับที่เขาเรียนมานะครับ ชาลเลนจ์ (Challenge) ตัวต่อมาก็คือเรื่องภายใน มหาวิทยาลัย ก็คือการเปิดหลักสูตรเพื่อตอบสนองของผู้สอน หรือตอบสนองเคพีไอ (KPI) ของอธิการบดีหรือคณบดี เพราะว่าเขาวัดกันที่จํานวนเด็ก ถ้าเด็กน้อยมหาวิทยาลัยลดลง คณะนี้รับเด็กได้น้อยมหาวิทยาลัยลดลง หลักสูตรนี้เด็กน้อยจะปิด ก็เลยเร่งเปิดหลักสูตร บางหลักสูตรก็ไม่มีความจําเป็นหรือไม่มีความสอดคล้องกับบริบท อันนี้ก็เป็นชาลเลนจ์ (Challenge) อีกตัวหนึ่งนะครับ ผมคิดว่าอันนี้จะเป็นเรื่องที่ชาลเลนจ์ (Challenge) นะครับ ต่อมานะครับท่านประธาน ถ้าเราจะพูดถึงอุดมศึกษามาดูที่ไหน ผมคิดว่าเวลาพูดถึง อุดมศึกษา เรามีความสัมพันธ์โครงสร้างทางอํานาจหรือโครงสร้างทางอํานาจที่มี ความสัมพันธ์ที่ผมขออนุญาตที่จะนําเรียนท่านประธานเพื่อความเข้าใจง่าย ๆ ระดับชาติ อุดมศึกษาก็คือกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หน่วยงานที่มีบทบาท ในการกํากับมหาวิทยาลัยเขาเรียกคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือเรียก กกอ. กกอ. เต็มไปด้วย อาจารย์ผู้ใหญ่เป็นศาสตราจารย์ อันที่ ๒ สภามหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัยมีโครงสร้างจาก อาจารย์ภายใน มีผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่น มีผู้ทรงคุณวุฒิข้างนอก แบ่งเป็นสาขา สาขาการเงิน สาขาการคลังบ้าง สาขาบริหารบุคคลบ้าง รวมกันแล้วประมาณสรตะ ๒๐ กว่าคน ทุกมหาวิทยาลัยจะมีโครงสร้างของสภามหาวิทยาลัย อันนี้เป็นบอร์ด (Board) ใหญ่เลย มีอํานาจปลดอธิการครับ เราจะได้พบอยู่บ่อย ๆ ว่าสั่งพักงานบ้าง สั่งปลดบ้าง อํานาจสูงสุด อยู่ที่นี่ เป็นแอบโซลูต (Absolute) เลย อันต่อมาอธิการ อธิการคือคนที่จะต้องรับเอา นโยบายจากสภามหาวิทยาลัยมาทํามาปฏิบัติ ต่อมาคณะวิชาก็รับมาสอน ตัวหลักสูตร สุดท้ายก็คือ กกอ. คณะกรรมการการอุดมศึกษา สภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยก็คืออธิการ คณะวิชาหลักสูตร ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเสนอแนะว่าถ้าเราจะพัฒนามหาวิทยาลัย หรือหลักสูตรหรือให้เด็กได้เดินไปข้างหน้ามีงานทํา และทํางานได้มีความสุขมันเกี่ยวข้อง กับใครบ้าง อันแรกเลยครับ คณะกรรมการการอุดมศึกษาที่กําหนดมาตรฐานของบัณฑิต หรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มาตรฐานของหลักสูตร ผมคิดว่าวันนี้ กกอ. จะต้อง เอ็มพาวเวอร์เมนต์ (Empowerment) หมายถึงเพิ่มอํานาจตัวเองลงไปสู่ในการควบคุม กํากับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด ต้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ หลักสูตรจริง ๆ ให้สอดรับกับบริบทจริง ๆ วันนี้คณะกรรมการการอุดมศึกษามีความสําคัญมาก ดูแลไปจนถึงการเพิ่มวุฒิว่าสอดคล้อง ไม่สอดคล้อง ข้อเรียกร้องต่าง ๆ ข้อร้องเรียนต่าง ๆ อยู่ที่นี่หมดเลย แต่ว่าการทํางานผมคิดว่าช้า กกอ. นี่ช้า ลงไปเยี่ยมเยียนหน่อยครับ ลงไป เยี่ยมเยือนมหาวิทยาลัย คณะกรรมการการอุดมศึกษาลงไปเยี่ยมเยือน ผมเป็นอาจารย์อยู่ใน มหาวิทยาลัย ๒๒ ปี เพียงแต่รู้จักชื่อ แต่ไม่เคยได้รู้จักว่า กกอ. หรือคณะกรรมการลงไป เยี่ยมเยียนไปไซต์ วิสิต (Site visit) ที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ต่อมาคณะกรรมการการอุดมศึกษาผมคิดว่าจะต้องแอกทีฟ (Active) อันหนึ่งก็คือต่อสู้ เพื่อให้มีการเปรียบเทียบค่าปริญญาให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น หรือค่าตอบแทนเวลาเขา เข้าสู่งานอันไหนยากง่ายเป็นอย่างไร เริ่มตรงนี้ เพราะว่าตรงนี้จะเป็นเรื่องสําคัญ สภามหาวิทยาลัย ผมคิดว่าสภามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องใหญ่ เพราะสภามหาวิทยาลัยเป็น องค์คณะบุคคลที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติ อันนี้ต้องเร่ง ต้องสร้างความเข้มแข็ง อย่าไปอ่อนแอ จะต้องมีนโยบายที่แจ่มชัดว่าหลักสูตรที่จะเปิดใหม่ที่จะพัฒนาขึ้นในมหาวิทยาลัยนั้น ๆ จะต้องเป็นหลักสูตรแบบไหน เช่น ตัวหลักสูตรต้องควบรวม ท่านประธานครับ ตัวหลักสูตร ต้องควบรวม หลักสูตรหลาย ๆ หลักสูตรต้องควบรวม วันนี้เด็กมันลดน้อยลง ต้องเพิ่ม การจัดการมากขึ้น สกิลล์ (Skill) ว่าด้วยการจัดการเป็นสกิลล์ (Skill) ใหม่ เพราะฉะนั้น ตัวหลักสูตรนี่ต้องกําหนดให้ง่าย การย้ายหลักสูตรหรือย้ายคณะวิชาจากคณะหนึ่งไปสู่อีก คณะหนึ่ง พวกเหล่านี้จะต้องทํากันขึ้นมา ตัวคณาจารย์บริหารหลักสูตรครับ เวลาพูดถึง หลักสูตรก็คือพัฒนาหลักสูตรจะต้องมีอาจารย์ ๕ คน ผมคิดว่าตัวอาจารย์จะต้องกําหนด คุณสมบัติหรือมาตรฐานให้สูง สภามหาวิทยาลัยต้องเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ ตัวอธิการบดีต้อง เอาจริงเอาจังเรื่องนี้ ตัวคณบดีต้องเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ และ กกอ. หรือคณะกรรมการ การอุดมศึกษาต้องจริงจัง ต้องตรวจสอบ ต้องมีทีมงาน ต้องสร้างวอร์รูม (War room) ขึ้นมา เพื่อตรวจสอบ เพราะมหาวิทยาลัยเราตอนนี้กําลังเจอคําชาลเลนจ์ (Challenge) ที่ผม กําลังเรียนนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องสร้างขึ้นมา อาจารย์ การเรียนการสอนนักเรียน หรือนักศึกษา ไม่ใช่จํากัดอยู่เฉพาะในคลาสรูม (Classroom) หรือในห้องเรียน แต่เขาควรจะ สร้างหลักสูตรเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์ของเขาไปเรียนในพื้นที่จริง ไปเรียนทางสังคมศาสตร์ ไปเรียนกับฝ่ายปราชญ์ชาวบ้าน ไปเรียนกับใครก็แล้วแต่ แต่คนเหล่านั้นหรือสถานที่จริงที่เขา ไปเรียนจะต้องมีอํานาจในการวัดผลด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นตัวหลักสูตรแบบนี้ ตัวการบริหารจัดการหลักสูตร ตัวอาจารย์ประจํา ตัวมาตรฐานของบัณฑิต พวกเหล่านี้ จะต้องถูกตรวจสอบจากสภามหาวิทยาลัยให้เข้มข้น สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน เวลาพูด มหาวิทยาลัย การเมืองในมหาวิทยาลัยต้องให้ลดนะครับ ตัวสภามหาวิทยาลัยต้องลด ความเป็นการเมือง กรรมการสภาต้องลดความเป็นการเมืองลง ตัวท่านอธิการบดีกับ สภามหาวิทยาลัยก็อย่าผลัดกันเกาหลัง หมายถึงอธิการบดีนี่หมดวาระ ๔ ปีแล้วสภาแต่งตั้ง พอสภาแต่งตั้งเสร็จ อธิการบดีก็ชงเรื่องแต่งตั้งสภา สภาก็แต่งตั้งอธิการบดี ผลัดกันเกาหลัง แบบนี้มันจะสร้างระบบมาเฟีย (Mafia) ในอุดมศึกษา อันนี้จะเป็นปัญหาในการพัฒนาหรือ ยกระดับของอุดมศึกษา ที่จริงผมมีประเด็นอีกมากมายครับท่านประธาน เพียงแต่ว่าเวลามันน้อย อยากจะให้บอกว่าถ้าเราจะพัฒนาบัณฑิตก็พัฒนาที่มหาวิทยาลัย พัฒนาที่หลักสูตร เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกวิชาที่เรียน มหาวิทยาลัยที่ควรจะเปิดมากที่สุดก็คือวิทยาศาสตร์ สุขภาพ วิทยาศาสตร์สุขภาพแล้วเติมวิชาการจัดการเข้าไป เหล่านี้ตัว กกอ. ก็ดี หรือคณะกรรมการการอุดมศึกษาก็ดี คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยก็ดี ต้องเอาใจใส่ ต่อเรื่องนี้นะครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ก็เอาไว้อภิปรายในรอบต่อ ๆ ไปก็ได้มีอีกหลายรอบครับ ต่อไปเชิญท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ตามด้วยท่านละออง ติยะไพรัช ท่านศรีนวล บุญลือ แล้วก็ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชิญท่านบัญญัติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออภิปรายสนับสนุนญัตติท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน และท่านศาสตราภิชานดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม จากพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง ๒ ญัตติ รวมทั้ง ญัตติของเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้อีก ๖ ญัตติ เกี่ยวกับทางด้านการศึกษา เพื่อตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาในเรื่องของการจัดการศึกษาทั้งระดับ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อให้ได้บัณฑิตที่สอดคล้องต้องการ ของตลาดแรงงาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอให้พวกเราถามใจตัวเราเองว่าเราอยากได้ บัณฑิตมาเป็นพนักงานหรือมาเป็นผู้บริหารในบริษัท ห้างร้าน องค์กร หรือระบบราชการ ของเราอย่างไร ผมว่าทุกคนคงตอบคล้าย ๆ กันกับที่ผมจะตอบต่อไปนี้ ว่าเราอยากได้คน หรือเราอยากได้บัณฑิต หรือเราอยากได้นักศึกษาที่สําเร็จการศึกษาในแต่ละระดับว่าต้องการ คนที่นิสัยดี เรื่องนิสัยดีมาอันดับ ๑ อันดับ ๒ มีความรู้พอประมาณ🔗
คําว่านิสัยดีอันดับ ๑ แปลว่าอะไร ก็คือว่าต้องแปลว่าเป็นคนมีความซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อสัตย์สุจริตเป็นคุณสมบัติอันดับ ๑ เลย ถ้าอยู่บริษัทแล้วลักเล็กขโมยน้อยทํางาน แล้วก็ไม่รับผิดชอบต่อข้อมูล ทําอะไรก็ไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเลข ไม่ซื่อสัตย์ต่อการเงิน ไม่ซื่อสัตย์ ต่อเวลาต่าง ๆ บริษัทไหน องค์กร ห้างร้านไหน สังคมไหนเขาไม่ต้องการ🔗
คําว่านิสัยดีความหมายที่ ๒ ก็คือต้องเป็นคนรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีงาน มีหน้าที่รับผิดชอบเต็มเวลา แล้วก็ทุ่มเทรับผิดชอบต่อหน้าที่🔗
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเป็นคนมีความสุข เวลามาสัมภาษณ์งาน ดูแล้วเป็นคน ไม่มีความสุข เป็นคนที่อมทุกข์อมโรค ไม่มีบริษัท ห้างร้านไหนอยากจะได้เป็นคนทํางาน เป็นพนักงาน และสําคัญถ้าอยู่นาน ๆ เหมือนบริษัทญี่ปุ่นต้องการพนักงานที่มีความกตัญญู รู้คุณต่อองค์กร ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เป็นคนมีความกตัญญูรู้คุณต่อคุณพ่อคุณแม่ ครูบาอาจารย์ ที่เราเรียกว่าบุพการีผู้มีพระคุณ แต่ถ้าในระดับประเทศก็ต้องเป็นผู้ที่มีความกตัญญูรู้คุณ ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในกระทรวงศึกษาธิการนั้น ได้บัญญัติคุณลักษณะพึงประสงค์ไว้ ๘ ประการดีมาก ผมขออนุญาตอ่าน อยากที่จะให้ กระทรวงศึกษาธิการหรือสถาบันอุดมศึกษาทําให้ได้มันอยู่ในตัวหนังสือ ๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็คือความกตัญญู ๒. มีความซื่อสัตย์สุจริต ๓. มีวินัย ๔. ใฝ่เรียนรู้ ๕. อยู่อย่างพอเพียง อันนี้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านสอนพวกเราว่าอยู่อย่างพอเพียง ๖. มุ่งมั่นในการทํางาน ๗. รักความเป็นไทย และ ๘. ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ มีจิตสาธารณะ ดีมากแต่ว่าขอให้ทําให้ได้ ในเรื่องของการฝึกเด็กให้มีนิสัยดี เป็นคนดีนี้ผมเป็นห่วงว่ากระทรวงศึกษาธิการหรือ แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยจะมัวแต่ยัดเยียดความรู้ทางวิชาการจนลืมเรื่องของการฝึกนิสัยคน ในทางพระพุทธศาสนา การศึกษาหมายถึงสิกขา ก็คือการเรียนรู้ต้องทั้งวินัยและพระธรรม ทั้ง ๒ อย่าง จะเรียนแต่ความรู้ให้เฝือ ๆ ไป แต่ไม่สามารถควบคุมกาย วาจาได้ ก็เป็นบุคคล ที่ไม่พึงประสงค์ เพราะฉะนั้นสิ่งสําคัญก็คือ ๑. ต้องเป็นคนนิสัยดี ฝึกให้ได้ แล้วต้องตั้งแต่ อนุบาลยันประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเรื่อยไปจนกระทั่งมหาวิทยาลัยก็ต้องมีอุบายในการ ที่จะฝึกนิสัยด้วย เดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยไม่ค่อยฝึกนิสัยบัณฑิต แล้วแต่บัณฑิตจะไปทําอะไรก็ได้ บางทีก็ไม่ได้นอนตามเวลา ผมสังเกตดูเดี๋ยวนี้กลางคืนก็ไม่ค่อยนอนกัน การฝึกนิสัยต่าง ๆ🔗
ต่อไปประเด็นที่ ๒ ที่เราอยากได้พนักงานก็คือว่ามีความรู้พอประมาณ รู้เยอะ เกินไปก็ฝึกยาก คําว่ารู้เยอะเกินไปแล้วไม่ยอมรับความคิดเห็นผู้อื่น สังคมไม่ค่อยต้องการ เป็นคนที่น้ําชาล้นถ้วย สังคมไม่ต้องการ อยู่กับใครก็อยู่ไม่ได้ ความรู้พอประมาณนี้ ปัจจุบันนี้ มัธยมศึกษา ๔๙ เปอร์เซ็นต์ให้เรียนสายสามัญไปมหาวิทยาลัย ๕๑ เปอร์เซ็นต์ให้เรียน สายอาชีวะ แต่ไม่ค่อยมีสายอาชีวะในพื้นที่ ยกตัวอย่างที่จังหวัดระยองเป็นเขตเศรษฐกิจ ขนาดใหญ่ มีวิทยาลัยเทคนิค ๓ แห่ง วิทยาลัยสารพัดช่าง ๑ แห่ง วิทยาลัยการอาชีพ ๑ แห่ง ไม่สามารถดูดซับนักเรียน ม. ๓ จํานวน ๕๑ เปอร์เซ็นต์ไปเรียนได้อย่างไม่ถึงแน่นอนครับ เด็กก็มาเรียนสายสามัญเข้ามหาวิทยาลัย แล้วก็สายมหาวิทยาลัยเรียนแล้วก็ไม่ค่อยได้ปฏิบัติ เพราะเรียนแต่วิชาการ ไม่ค่อยได้ปฏิบัติ ไม่ค่อยได้ฝึกทักษะฝีมือ จบไปแล้วก็ทําอะไร ไม่ค่อยจะได้ จบแล้วต้องทํางานในห้องแอร์ (Air condition) จะมีห้องแอร์ (Air condition) สักกี่ห้องให้ทํางาน เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ในนโยบายภาพใหญ่ก็ฝากกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นว่า ให้ช่วยดูโครงสร้างด้วยว่าสามารถที่จะมีสายอาชีวะรองรับได้เพียงพอไหม ถึง ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ตามนโยบายรัฐบาลไหม ถ้าไม่ถึงก็ทําให้ถึง แล้วก็การเรียนสายอาชีวะนั้นต้องทําเป็นทวิภาคี คือดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุนด้วย ฝึกงานในโรงงานอุตสาหกรรมและแต่งตั้งหัวหน้างานให้ เป็นอาจารย์พิเศษ แล้วก็จ่ายเงินค่าตอบแทนให้เขาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผ่านมาไม่จ่ายเลยครับ ใช้เขาฟรี ไม่ได้นะครับ ต้องแต่งตั้งเขาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ในระดับมหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน จะใช้แต่ครูในมหาวิทยาลัย ความรู้ทางมหาวิทยาลัย ไม่เพียงพอ ต้องตั้งบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญ นักธุรกิจประสบความสําเร็จ โรงงาน อุตสาหกรรมที่ประสบความสําเร็จ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้มาก ๆ อย่าตีกรอบให้บัณฑิตนั้น เรียนแต่ในครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์สอนนิสัย แต่เรื่องความรู้วิชาการและทักษะต้องใช้ บุคคลภายนอกที่ประสบความสําเร็จแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือเครื่องจักรก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราต้องผลิตบัณฑิต โดยสรุปเราต้องผลิตบัณฑิต นักเรียน นักศึกษาที่พึงประสงค์ เพื่อเป็นบัณฑิตที่มีความรู้คู่คุณธรรมและมีความสุข และสําคัญต้องมีสุขภาพที่แข็งแรง เพื่อเป็นคนไทยและพลเมืองไทยที่มีความสุข สุขภาพแข็งแรง มีความรู้คู่คุณธรรม และเป็น พลโลกที่มีคุณภาพ มีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองไทยที่มีชื่อเสียงมีความยิ่งใหญ่ในสังคมโลก ต่อไปในอนาคตนะครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านละออง ติยะไพรัช เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอสนับสนุนให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการศึกษา เรื่อง ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาในประเทศไทย ดิฉันเองอยู่ในต่างจังหวัดจะเห็นความเหลื่อมล้ํา ในการศึกษามาก ในเรื่องของฐานะของพี่น้องประชาชนที่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียน โดยเฉพาะลูกหลานในพื้นที่ดิฉันเองถ้าอยากเรียนภาษาต่างประเทศจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม ก็คือเขาจะมีโปรแกรมอีพี (EP) เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีเงินก็ไม่สามารถที่จะเรียนในโปรแกรมนี้ได้ คนที่จะเรียนได้ก็คือคนที่มีฐานะ ท่านประธานเชื่อไหมว่าในส่วนของโรงเรียนค่าเทอม ที่เด็กใช้ ใช้ในเรื่องอะไรบ้าง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ที่ดิฉันเห็นก็คือถ้าอยากเรียนโปรแกรมที่เป็น ภาษาอังกฤษก็จะต้องเสียค่าครูขาดแคลน ในชนบท ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ บาทนี้ถือว่าเยอะมาก อันที่ ๒ เรื่องของชุดนักเรียน ชุดพละ ชุดพื้นเมือง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายของพี่น้อง ประชาชนทั้งนั้น ในเรื่องนี้ดิฉันยกมาว่ามันเป็นความเหลื่อมล้ําได้อย่างไร ความเหลื่อมล้ําตรงนี้ เราไม่ได้มองถึงว่าโรงเรียนขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ กระทรวงศึกษาธิการเองดิฉันอยากจะให้ ดูในเรื่องของกรอบของค่าใช้จ่ายด้วยว่าคุณอย่าคิดว่าโรงเรียนขนาดใหญ่จะต้องมีคุณภาพ มากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เราควรจะมองดูคุณภาพของครูด้วย ครูตอนนี้ดิฉันเป็นห่วงมาก ในเรื่องของครูต่างชาติที่มาสอนภาษาต่างประเทศในโรงเรียนของแต่ละอําเภอขนาดเล็ก คือ ๑. ผู้ปกครองจะต้องเสียค่าเทอมเอง ๒. ก็คือครูที่มาสอน คุณภาพของครู ดิฉันก็เป็นห่วง เหมือนกันว่าในกระทรวงศึกษาธิการเองเคยดูไหมว่าคุณภาพของครูที่อยู่ต่างจังหวัดกับ ครูภาษาอังกฤษที่อยู่ในส่วนของในเมืองมันจะมีคุณภาพที่ต่างกันเพราะราคาก็ต่างกันด้วย เรื่องของคุณภาพดิฉันก็เป็นห่วงในเรื่องของว่าครูต่างประเทศที่สอน ถ้าสอนโปรแกรม ภาษาอังกฤษ สอนเกือบทุกวิชา เกือบทุกวิชาเราไม่เคยวัดคุณภาพของครูต่างประเทศ ที่มาสอนว่าคุณภาพของคุณครูนี้ได้หรือเปล่า อันนี้โดยเฉพาะดิฉันอยู่ที่อําเภอที่เป็นชายขอบ ดิฉันจะเห็นถึงความแตกต่างของในเมืองกับนอกเมือง ดิฉันอยากให้ทางกรรมาธิการในชุด ความเหลื่อมล้ํา เราจะมองดูถึงในเรื่องของโครงสร้าง โครงสร้างของการศึกษาว่าโครงสร้าง จริง ๆ แล้วเราจะมีโครงสร้างในเรื่องของค่าใช้จ่ายในแต่ละเรื่อง ภาษาจะเป็นอย่างไร เรื่องของกิจกรรมเป็นอย่างไร และเรื่องของคุณภาพชีวิตของการศึกษา ของเราเป็นอย่างไร วันนี้ถ้าท่านดูทีวี (TV) ท่านก็จะเห็นว่าถ้าสมมุติเกมในทีวี (TV) เด็กที่ยากจนส่วนใหญ่ที่อยากเรียนหนังสือก็จะไปร้องเพลงเพื่อที่จะต้องเอาไปเรียนหนังสือ ถ้ากระทรวงศึกษาธิการอยากรู้ว่าปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างไร อยากจะให้ดูทีวี (TV) ดูทีวี (TV) ในเกมของเด็กที่จะไปร้องเพลงเพื่อจะเอาค่าเทอม แล้วยิ่งเกมเก่งจริงชิงค่าเทอม จะเห็นว่าเด็กที่ไปเล่นเกมเก่งจริง ๆ เก่งทางคณิตศาสตร์ เก่งอะไรหลายอย่าง แต่ทําไม กระทรวงศึกษาธิการไม่มองเห็นช้างเผือกชนบทแบบนี้ ทําไมโรงเรียนถึงไม่ดูแลเด็กที่สามารถ ที่จะเป็นคุณภาพหรือเป็นมันสมองของประเทศไทยของเรา ทําไมไม่มีช่องทางที่จะช่วยเหลือ เด็กที่สามารถที่จะพัฒนาได้ เป็นเด็กที่เก่งมาก วันนั้นดิฉันดูเกมเก่งจริงชิงค่าเทอม เด็กคนหนึ่ง เขาเก่งทางคณิตศาสตร์มาก แค่บอกโจทย์ปุ๊บเขาก็สามารถตอบได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ดิฉัน อยากให้กระทรวงศึกษาธิการเอง ความเหลื่อมล้ําคือจนแต่เก่ง เขาจะต้องไปหาหนทาง วิธีการที่จะมาเรียนหนังสืออย่างนี้ค่ะท่านประธาน อยากให้กรรมาธิการศึกษาในเรื่องของ ความเหลื่อมล้ําระหว่างคนจนกับคนรวย แล้วก็คนที่อยู่ในชนบทกับคนที่อยู่ในเมืองด้วยค่ะ ท่านประธาน อันนี้ดิฉันขอฝากด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศรีนวล บุญลือ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ขออภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการปรับปรุงหลักสูตร การเรียนการสอน ความต้องการของตลาดแรงงาน ในฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่ง ข้าเจ้า ขอแสดงความคิดเห็นแล้วก็เอาประสบการณ์ที่ผ่านมาได้เป็นคณะกรรมการโรงเรียน มาตั้งหลายโรงเรียน ดูแลเด็กนักเรียนทางด้านการศึกษา พอดีทางผู้ปกครองของนักเรียน ฝากมาบอกว่าปัจจุบันนี้ประเทศไทยในโรงเรียนอนุบาลจะรับเด็กนักเรียนอายุ ๓ ปี เขาก็ฝาก บอกว่าขอปรับแก้ไขขอให้เด็กนักเรียนที่เข้าอนุบาลเป็น ๒ ปีได้ไหม ก็ขอฝากท่านประธานไปด้วย ข้อที่ ๒ ปัจจุบันนี้ค่าอาหารกลางวันเด็กหัวละ ๒๐ บาท ขอปรับปรุงแก้ไขขอหัวละ ๒๕-๓๐ บาท ขอฝากท่านประธานด้วย แล้วปัจจุบันนี้อาหารกลางวันนักเรียนให้ระดับชั้น อนุบาลถึง ป. ๖ ขอให้รัฐบาลแก้ไขสนับสนุนงบประมาณอาหารกลางวันถึงมัธยมศึกษา ตอนปลาย ปัจจุบันนี้เด็กนักเรียนที่เรียนเก่ง เรียนดี และอยู่ในชนบทอยากจะมาเรียนต่อข้างนอก มัธยมศึกษาตอนปลายนั้นบางครั้งผู้ปกครองไม่มีเงินส่งเรียน แล้วก็มีค่าอาหาร ไหนจะค่ารถ ไหนจะค่าที่พัก ดังนั้นอยากจะให้รัฐบาลช่วยปรับแก้ค่าอาหารกลางวันให้จนถึงมัธยมศึกษา ตอนปลายนะเจ้า การเรียนการสอน เด็กนักเรียนขอให้มีหลักสูตรเพิ่มเติม การรู้รัก รู้สามัคคี รู้กตัญญู เด็กไทยต้องย้ําภาษาไทย ปัจจุบันนี้เวลาเด็กที่อยู่บ้านนอกหรือว่าเด็กที่ยากจน และ เด็กที่พ่อแม่มีเงินมีทองส่งลูกเรียน อันนี้จะมีการเหลื่อมล้ําทางสังคม เด็กที่เรียนดี เรียนเก่ง อยากจะเรียนต่อแต่ไม่มีเงิน แล้วอยากจะให้รัฐบาลช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาไทยให้มาก ๆ เด็กถ้ารู้ภาษาไทย มาก ๆ เด็กจะรู้คําว่ารักกตัญญูกับประเทศไทยนะเจ้า รู้รักรู้กตัญญูกับผู้ให้กําเนิดก็คือพ่อแม่ ปัจจุบันนี้เห็นข่าวแล้วน่าเศร้าใจ เด็กเกเร เด็กที่ขาดการอบรม เด็กที่ไม่รู้การกตัญญู ผู้ให้กําเนิด ที่ผ่านมานี้ทุกท่านหลายท่านหลายคนก็ได้รู้ได้เห็นทางทีวี (TV) สื่อข่าวออกมา เป็นเด็กที่ไม่รู้กตัญญูของพ่อแม่ที่ให้กําเนิด ดังนั้นอยากจะให้มีหลักสูตรการเรียนการสอน ผู้ให้กําเนิดด้วยนะเจ้า การรู้รักสามัคคี รักเพื่อนร่วมเรียนร่วมงาน อันนี้ก็เป็นประโยชน์ให้กับ สังคม ปัจจุบันนี้เด็กที่เกเร เด็กที่มีอคติ ไม่ว่าเด็กหรือว่าผู้ใหญ่มีอคติต่อกัน ดังนั้นทุกวันนี้ ทางทีวี (TV) มีสื่อออกมาแล้วก็น่าเศร้าใจ ขอให้มีหลักสูตรตรงนี้ด้วย การรู้รักศาสนาขอให้ เด็กนักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม ถ้าเด็กนักเรียนมีรู้ว่ารักคุณธรรม จริยธรรม เด็กนักเรียน ก็จะเป็นคนดีให้กับสังคม แล้วขอให้เพิ่มหลักสูตรประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่มาของ ประเทศไทยในสมัยเจ้าเรียนปริญญาตรี หลักสูตรนี้ได้เรียนแล้วมีความซาบซึ้งในใจ มาตลอดถึงจะรักประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะเกิดเป็นคนบ้านนอก จะไร้การศึกษาก็จะรัก ประเทศไทยของเราไปจนวันตายนะเจ้า อยากให้มีหลักสูตรสอนให้กับเด็กไทยในสมัยใหม่ รู้ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยแล้วก็ขอให้รู้ประวัติศาสตร์พระมหากษัตริย์ไทยด้วยนะเจ้า ขอให้มีหลักสูตร ๓ หลักสูตรนี้นะเจ้าประเทศไทยจะดี สุดท้ายนี้ก็อยากจะฝากท่านประธาน ไปยังรัฐบาล ขอให้ส่งเสริมสนับสนุนเด็กที่เรียนดีเรียนเก่ง ให้ทุนการศึกษาในการเรียนให้เด็ก ให้เรียนในประเทศไทย เด็กถ้ารู้คุณค่าการเรียนการสอนอยู่ในประเทศไทยจบมาแล้วก็ขอให้ สนับสนุนให้มีงานทํา เด็กถ้าเรียนเก่งเรียนดีรัฐบาลให้ทุนการศึกษา เรียนจบแล้วจะมีงานทํา เขาจะตั้งใจเรียน ไม่ใช่ว่าเด็กเรียนดีเรียนเก่งรัฐบาลสนับสนุนให้ทุนไปเรียนต่างประเทศ เด็กนักเรียนไปเรียนต่างประเทศ ๔ ปี ๘ ปี ถึง ๑๐ ปี กลับมาเขาจะไม่รู้คุณค่าของประเทศไทย ก็อยากจะฝากท่านประธานไปยังรัฐบาล เด็กดีเด็กฉลาดพฤติกรรมดีมีมารยาทดีรู้คุณธรรม จริยธรรมจบออกมาใคร ๆ ก็จะรับไปทํางาน แม้กระทั่งเจ้าถึงเป็น ส.ส. ก็อยากจะได้คนดีคนเก่ง คนที่มีพฤติกรรมดีมีคุณธรรมจริยธรรมก็อยากจะได้มาทํางานด้วย ต้องขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้เกียรติและให้โอกาสได้นําเสนอหลักสูตรการเรียนการสอน ขอฝาก ท่านประธานไปถึงรัฐบาล แล้วก็ถ้ามีคณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็ขอให้รับหลักสูตรนี้ ไปปรับปรุงแก้ไขด้วยเจ้า ขอขอบคุณเจ้า🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ญัตติ เรื่อง ขอตั้งกรรมาธิการวางแผนการผลิตบัณฑิตปรับปรุง หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดแรงงานปัจจุบันเพื่อลดความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา เพื่อให้ทันกับ นโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ท่านประธานครับ คือที่ผมต้องมาพูดในวันนี้ก็เพราะว่าประเทศไทย มีเด็กเกิดน้อยมากเป็นที่น่าตกใจ ซึ่งวันนี้รัฐบาลไม่ได้ใส่ใจในประเด็นนี้ อย่างเช่นในพื้นที่ ของผมใน ๔ อําเภอ ๒๐ ตําบล บางหมู่บ้านปีหนึ่งไม่มีเด็กคลอดมาเลย ไม่มีเด็กวิ่งในหมู่บ้านเลย ดังนั้นมันเป็นเรื่องที่ น่าเป็นห่วง ในโรงเรียนชั้นประถมศึกษาบางโรงเรียนมี ๓๐ คน ๔๐ คน บางโรงเรียนมี ๒๐ คน ต้องเอาไปเรียนรวมกัน ครูก็กลัวตกงาน บางทีครูคนหนึ่งก็ดูแลนักเรียนแค่ ๓ คน ๔ คน ปรากฏว่าต่อหัวของนักเรียนสูงมาก มหาวิทยาลัยเอกชนตอนนี้อยู่ไม่ได้ต้องปิดตัวลง เพราะว่ามีเด็กมาเรียนน้อย ส่วนโรงเรียน มหาวิทยาลัยชั้นนําของรัฐบาลก็พยายามที่จะฝืนสู้ ก็รักษาสถานะของตัวเองไว้ สร้างแรงจูงใจทุกรูปแบบเพื่อให้มีนักเรียนมาเรียนให้มากขึ้น แต่เราจะฝืนกระแสโลกไม่ได้ วันนี้จะเห็นว่าธนาคารหลายธนาคารในประเทศไทยเริ่มที่จะ ลดจํานวนสาขาลงเพราะว่าไปทําธุรกรรมทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือกัน วันนี้ มหาวิทยาลัยไม่ยอมปรับตัว อาจารย์ก็ไม่ยอมปรับตัว องค์ความรู้ต่าง ๆ วันนี้ครู ๑ คน มันสู้องค์ความรู้ในอินเทอร์เน็ต (Internet) ไม่ได้แล้ว อันนี้เราต้องยอมรับว่าในรายวิชา แต่ละวิชาเด็กไปดูในอินเทอร์เน็ต (Internet) สามารถดูได้หลายตําราจากหนังสือหลายเล่ม ทําให้องค์ความรู้ของเด็กในอินเทอร์เน็ต (Internet) กับครูสอน ครูสู้ไม่ได้ ดังนั้นการปรับตัว ของการศึกษาของประเทศไทยนี้จําเป็นอย่างยิ่งที่ครูจะต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง วันนี้ งบประมาณประจําปี ๒๕๖๓ ประจําปี ๒๕๖๔ ก็ยังมีงบก่อสร้างอาคาร อาคารเรียน อาคารต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย ในโรงเรียนมัธยม ผมคิดว่าวันนี้มันไม่จําเป็นอีกแล้วเพราะว่าห้องเรียน ก็เริ่มว่างลง ครูก็เริ่มจะว่างงาน ผมอยากจะให้การที่จะไปสร้างอาคารหันมาสร้างคุณภาพ ให้กับนักเรียน สร้างคุณภาพให้กับบัณฑิต วันนี้ค่าเทอมแพงมากขึ้น ไม่มีมหาวิทยาลัยไหน โรงเรียนไหนที่ค่าเทอมลดลง ยิ่งเด็กน้อยค่าบํารุงการศึกษาก็ยิ่งแพงขึ้น ปรากฏว่าเด็กที่ จะมีโอกาสเข้าโรงเรียนก็มีโอกาสน้อยลง เพราะว่าค่าครองชีพมันสูง งบประมาณของ กระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วันนี้ แยกเป็น ๒ กระทรวง เมื่อก่อนมีแต่กระทรวงศึกษาธิการ ปรากฏว่างบประมาณสูงที่สุด ในบรรดากระทรวงต่าง ๆ แต่วันนี้แยกเป็น ๒ กระทรวง ทําให้มองดูว่างบประมาณ ทางการศึกษาไม่มาก แต่ที่จริงแล้วเราลงทุนกับการศึกษามากเหลือเกิน จบมาทํางานก็ต้อง เลือกอาชีพ ผมคิดว่าวันนี้เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้เด็กเรียนไปแล้วก็ไม่รู้ว่าอนาคต จะประกอบอาชีพอะไร เพราะว่าเด็กเกิดน้อยจะต้องสร้างคุณภาพ สร้างเป้าหมายในอาชีพ ของเขาตั้งแต่มัธยม ผมคิดว่าให้เขาเรียนรู้สร้างประสบการณ์ในอาชีพตั้งแต่ระดับมัธยม ไปจนถึงมหาวิทยาลัย แล้วก็เวลาประกอบอาชีพก็ไปประกอบอาชีพตามที่ตัวเองมีประสบการณ์ ผมจะฝากท่านประธานว่าเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต วันนี้ผมดูแล้วยังไม่มีมหาวิทยาลัยไหน ที่มีการสอนทางอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วได้รับปริญญาทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ผมคิดว่าการเรียนวันนี้เขาสามารถเรียนและค้นคว้าได้ด้วยตนเองในตลาดวิชาในอินเทอร์เน็ต (Internet) ผมอยากจะให้กระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เริ่มต้นหลักสูตรการเรียนทางอินเทอร์เน็ต (Internet) เรียนด้วยตนเอง ไม่ว่าเด็กชั้นประถม เด็กชั้นมัธยม ระดับมหาวิทยาลัยหรือในวัยทํางาน ไม่ต้องลาเพื่อศึกษาต่อ แต่เรียนทางอินเทอร์เน็ต (Internet) สามารถที่จะพัฒนาตนเอง พัฒนาองค์ความรู้ให้เป็นคน ที่มีคุณภาพได้ แม้แต่ผู้สูงอายุที่ปลดเกษียณแล้วอยู่ที่บ้านอยากจะเรียนรู้สิ่งใด อยากจะมี อาชีพเสริมอย่างไร ให้เขาเรียนทางอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วก็ให้ใบประกาศนียบัตรเขา ผมอยากจะให้การศึกษาของประเทศได้ปรับตัวให้เร็วมากขึ้น เพราะว่าโลกเปลี่ยนแปลงไป เร็วมาก อยากจะบอกทางรัฐบาลว่าวันนี้ท่านต้องใส่ใจการศึกษาให้มาก ทั้ง ๆ ที่ประชากร ของประเทศไทยในวัยทํางานนั้นลดน้อยลงมาก ขอให้เพิ่มคุณภาพให้กับการศึกษาให้มากขึ้น ฝากไปถึงรัฐบาลด้วยนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกแจ้งความจํานงที่จะอภิปรายเพิ่มมาเรื่อย ๆ นะครับ ๓ ท่านสุดท้าย คุณภาสกร เงินเจริญกุล คุณทองแดง เบ็ญจะปัก แล้วก็คุณรังสิมา รอดรัศมี เชิญท่านภาสกรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ท่านประธานครับ ผมเห็นญัตตินี้ผมเลยต้องรีบขึ้นมาพูดเลยครับ หลังจากจบจากคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณนะครับ เนื่องจากว่าเป็นเรื่อง สําคัญมากนะครับ ผมมีเวลาไม่เยอะนะครับ เดี๋ยวจะแบ่งประเด็นให้เหลือสัก ๒-๓ ประเด็น ให้เห็นภาพว่าแนวคิดของผมเป็นอย่างไรบ้าง ประเด็นที่ ๑ ก่อนเข้าการศึกษา ประเด็นที่ ๒ คือตอนที่เข้าการศึกษา และประเด็นสุดท้ายคือออกเข้าสู่ตลาดแรงงาน🔗
มาประเด็นแรกเลยครับ ก่อนเข้าการศึกษา ก่อนเข้าการศึกษาเราก็จะมี ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมต้น อาชีวะ เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ด้วยอัตราการเกิดที่ต่ํา ปัญหา ๒๐ ปีข้างหน้าเราเห็นเลย เห็นตั้งแต่วันนี้เลยว่าเด็กมันน้อย หมายความว่า ตลาดแรงงานอีก ๒๐ ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีปัญหาเรื่องของตลาดแรงงาน เพราะคนที่ จะทํางานในตลาดน้อยลง เนื่องจากเด็กน้อยลง อันที่ ๑ อันที่ ๒ ถ้าตลาดแรงงานน้อย หมายความว่ารายได้ที่รัฐจะจัดเก็บหรือภาษีที่จัดเก็บก็น้อยลงอีก เหมือนกันเช่นกันครับ อันที่ ๓ หมายความว่าถ้าเราเกิด ๒-๓ ประเด็นนี้เราคงต้องมาเลือกของคุณภาพ และต้องตัด บางอย่างที่มันไม่จําเป็นลงหรือในบางสาขาวิชาการ เพราะว่าอะไร วันนี้ผมมองเปรียบเทียบ ให้เห็นชัด ๆ ง่าย ๆ ยกตัวอย่างเช่น ผมมีคนอยู่ ๑๐๐ คนผมหาเงินได้ ๑,๐๐๐ บาท ณ อีก ๒๐ ปีข้างหน้าเรารู้อยู่แล้วเราอาจจะเหลืออีก ๕ คน ถ้าเราไม่ทําอะไรเราอาจจะเหลือ แค่ไม่กี่บาท แต่ทีนี้เรากําลังมองว่า ๕ คนทําอย่างไรให้ได้เงิน ๑,๐๐๐ บาทเท่าเดิม หมายความว่าคุณภาพต้องดี แล้วจะทําอย่างไรก็ต้องมาดูกันต่อไปนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ วิธีการเข้าอุดมศึกษา ตอนนี้เรากําลังจะเข้าอุดมศึกษาแล้ว เข้าอุดมศึกษาวันนี้ผมงงมากกับการเข้า มีแก็ตแพ็ต (GAT/PAT) เต็มไปหมดเลย ก่อนแก็ตแพ็ต (GAT/PAT) มีพอร์ตฟอลิโอ (Portfolio) ด้วย เหมือนต่างประเทศด้วยพอร์ตฟอลิโอ (Portfolio) ไปพรีเซนต์ (Present) กันแล้วได้ เรากําลังมองอยู่ว่าคนที่เข้าอุดมศึกษาได้ ณ วันนี้ผมขอแบ่งเป็นคน ๒ จําพวก พวกที่ ๑ ก็คือคนไทยเรานี่เอง คนไทยที่เรียนการศึกษา ขั้นพื้นฐานแล้วอยากจบปริญญาตรี ด้วยเหตุผลคือก็ไม่รู้ว่าทัศนคติ ณ วันนี้คือต้องจบ ปริญญาตรี เดี๋ยวหาที่เรียนเอา อันที่ ๒ คือจบอะไรดี ไม่รู้แต่ต้องจบปริญญาตรีก่อน อันที่ ๓ มีหลาย ๆ ท่านอยากจบปริญญาตรีเพราะอยากมีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ สุดท้ายจบปริญญาตรีได้เงินเท่าไร ถ้าตามที่เราเสนอเงินเต็มก็คือ ๑๕,๐๐๐ บาท ณ วันนี้ ๑๕,๐๐๐ บาทเลี้ยงครอบครัวได้ไหมครับ ตัวเองยังเหนื่อยเลย วันนี้มีทัศนคติใหม่แล้ว ต้องจบปริญญาโท หนักกันเข้าไปใหญ่ แล้วหลักสูตรของอุดมศึกษาเขาทําอย่างไรครับ ณ วันนี้ก็เริ่มมีเพิ่มเป็นอินเตอร์ (Inter) เราก็จะเห็นว่าอินเตอร์ (Inter) เปิดเต็มเลย ตั้งแต่ ขั้นพื้นฐาน แล้วอันนี้คนแย่งกันเรียน แพงด้วย ความว่าเรามีปัญหาทางด้านการศึกษาอยู่ สิ่งที่มองเห็นชัด ๆ เลยก็คือภาษา เพราะมันเป็นโกลบัลไลเซชัน (Globalization) ณ วันนี้ คือเราจะเดินทางไปที่ไหนก็ได้ตลอดแรงงานเปิดหมด หลักสูตรเราต้องรองรับแบบนี้ด้วยครับ หลักสูตรนี้คงต้องมองอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้า หรือ ๔-๕ ปีข้างหน้าคนที่เรียนปี ๑ จบไป เขาจะทําอะไร ต้องคิดให้เขาเลยครับ รอให้เขาคิดเองผมว่ามันช้าไป จริง ๆ ต้องวางตั้งแต่ การศึกษาขั้นพื้นฐานเลยว่าเขาจบแล้วควรจะให้เขาเรียนอะไร ให้เด็ก ๆ คิด ผมเชื่อว่า เขาไม่รู้หรอก เราต้องเปลี่ยนวิธีการวัดผลเลย ของการศึกษาขั้นพื้นฐานผมพูดไปหลายรอบแล้ว วันนี้คงไม่ไปยุ่ง เราจะได้รู้ว่าเด็กที่จะเข้าอุดมศึกษาควรจะอันไหน และอะไรบางอย่างที่เรา ตัดทิ้งไป เพราะเนื่องจากว่าอนาคตมันเป็นเรื่องของเอไอ (AI) เรื่องของอะไรที่มาทํางานแทนคนเยอะมาก บางสาขาวิชาผมบอกเลยว่าแทบไม่ต้องใช้คน หรือใช้คนน้อยลงมาก แต่ไม่อยากจะเอ่ยในที่นี้ว่าเป็นสาขาวิชาอะไร ซึ่งผมเชื่อว่าหลาย ๆ คน ก็คงรู้ วิชาอะไรที่มันจะเพิ่มและอนาคตมีเงินหรือรายได้ที่เพิ่มเราต้องโฟกัส (Focus) แล้วเอา ตลาดแรงงาน ไม่ต้องมองแค่ในประเทศ ต่างประเทศเราก็ปล่อยคนของเราออกไปทํางานได้ คนที่มาเรียนในประเทศไทยเพราะเราเปิดหลักสูตรอินเตอร์ (Inter) รองรับคน ทั้งไทยและ ต่างชาติ เขาก็ทํางานในประเทศไทยได้ ไม่อย่างนั้นมหาวิทยาลัย ณ วันนี้เอกชนหลาย ๆ ที่ เขาอยู่ไม่ได้ครับ พอเขาอยู่ไม่ได้ก็ถูกประเทศจีนซื้อไป ในหลาย ๆ มหาวิทยาลัยผมเชื่อว่าในนี้ หลาย ๆ คนก็ทราบว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ถ้าเราไม่แก้เลย ลูกหลานเราจะเหนื่อยมากนะครับ เราต้องมองครับ ดังนั้นเราคงต้องปรับหลักสูตรเหมือนกันให้สอดคล้องกับอาชีพอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า เรารู้อยู่แล้วครับ รบกวนต้องดูตรงนี้นะครับ คงไม่ลงไปในดีเทล (Detail) ว่าจะทําอะไร พอเข้ามาในตลาดแรงงาน ตอนที่เรียนอุดมศึกษาเราต้องมองภาพหลักสูตร ออกเป็น ๒ ส่วน ณ วันนี้คนที่จบปริญญาตรีหรือปริญญาโทก็แล้วแต่ประสบการณ์ ถ้าคนที่ เรียนมาเพียว ๆ (Pure) เข้าตลาดแรงงานทํางานไม่ได้เลยครับ เพราะไม่รู้ว่าโลกการทํางานจริง เขาทําอะไรกัน ก็ต้องไปเรียนรู้ ปัญหาก็เกิดกับนายจ้างกับบริษัท เพราะเข้าไปนี่ทํางาน ๑-๒ ปีก็ออกครับ เพราะรู้แล้วว่าเขาทํางานเป็นอย่างไรเพราะที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนมา ลาออกครับ ไปบริษัทอื่นจะได้เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ที่ไหนที่ ได้ดีขึ้นก็ไป มันก็เป็นภาระของบริษัทที่ ๑ บริษัทที่ ๒ ก็ได้คนที่มีวิชาขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ฉะนั้น ตอนเรียนต้องอาศัยประสบการณ์ให้เขาทํางาน มหาวิทยาลัยต้องเจรจาบริษัทต่างชาติ ในประเทศไทยอะไรก็แล้วแต่ ส่งเขาเข้าไปทํางานเรียนรู้ ถ้าบางทีเขาทํางานดีเขาอาจจะได้งาน เลยนะครับ แต่ถ้ามันไม่ได้งานอย่างน้อยประสบการณ์ก็ได้ เข้าไปทํางานก็จะดีขึ้นนะครับ🔗
ฝากเรื่องสุดท้ายครับ ตอนที่เราใส่หลักสูตร ใส่วิชาการเข้าไปนี้ อย่าลืมใส่ ความสุขให้เขาไปด้วย เพราะถ้าเราไม่ใส่มันกลายเป็นทํางานแล้วเรียนแล้วเครียด สุดท้าย ชีวิตมันก็จะไม่มีความสุข แล้วอาจจะเจอปัญหาอย่างอื่นตามมานะครับ ช่วยรบกวน มองการศึกษาเป็นการลงทุนที่ไม่หวังผลตอบแทนนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณทองแดง เบ็ญจะปัก เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทองแดง เบ็ญจะปัก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดสมุทรสาคร ในญัตติ เรื่องการอุดมศึกษาหรือการศึกษาของประเทศไทย ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ ข้อสังเกตสักนิดหนึ่งว่าการศึกษาของเรามันเริ่มต้นจากตั้งแต่เราเป็นเด็กหรือตั้งแต่เราอยู่ ในครรภ์มารดาก็จริง ในเมื่อเราเกิดมาแล้วและในปัจจุบันนี้อย่างในประเทศไทยเรานี้ การศึกษาสมัยก่อนนั้นที่เราพอรับทราบและรับรู้มานั้น การศึกษาของเราเริ่มต้นบางครั้ง เรามองว่าการศึกษาอีกอย่างหนึ่งก็คือการศึกษาของพระภิกษุ สามเณร เป็นประชากรของ ประเทศไทยอีกส่วนหนึ่งแยกไปเป็นตรงนั้น เราจะไม่ค่อยได้พูดถึงเลยว่าพระภิกษุ สามเณร หรือคนที่ไปบวชอยู่ในวัดไม่ได้รับการสนับสนุนหรือไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น ในยุคไหน ๆ ที่ผ่านมา และยิ่งในปัจจุบันนี้แล้วไม่มีใครที่จะพูดถึงเลย พระภิกษุ สามเณร ที่เรียนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทางธรรม หรือทางโลก หรือพระปริยัติธรรมที่พระภิกษุ สามเณร เรียนอยู่นั้นจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเท่าที่ควรเลย ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยเรานั้น เป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเสียเป็นส่วนมาก แต่เราก็ปล่อยปละละเลยมาตลอดเวลา แล้วเราก็มาเจอกับสถานการณ์เหมือนปัจจุบันนี้ครับ การศึกษาเล่าเรียนที่มันหายไปนั้นสมัยก่อนนั้นเราจะเรียนโรงเรียนวัด วัดตรงโน้นวัดตรงนี้ อย่างที่ผมมาศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสมัยเป็นเด็กเป็นเณรน้อย เรียนที่วัดป้อมวิเชียรโชติการาม จังหวัดสมุทรสาคร เราเรียนไปไม่ว่าจะเป็นนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ตรงนี้ ต้องอาศัยข้าวปลาอาหารของญาติโยมที่อยู่รอบวัดประทังชีวิตไป เรียนไป เรียนตั้งแต่ นักธรรมอย่างเดียวนั้นประโยชน์มันก็ได้แค่ทางใจนะครับ แต่ถ้าเราจะเลี้ยงชีพของเรานั้น เราก็ต้องเรียนทางโลกด้วย มีทั้งทางโลกและทรงธรรมประกอบกัน รัฐบาลได้จัดสรรหรือ รัฐบาลในยุคล่วงเลยมาเรื่อย ๆ ดึงเอานักเรียนออกจากวัดหรือเอาโรงเรียนออกจากวัด หรือเอาเด็กออกจากวัด แล้วก็หน้าที่ที่พระภิกษุสามเณรที่ศึกษาเล่าเรียนมาแล้ว ยังที่จะ สามารถให้ประโยชน์แก่ประเทศชาติหรือให้ประโยชน์แก่บุตรหลานเราได้ แต่เราไม่ได้ใช้คน พวกนี้ หรือไม่ได้ให้ท่านได้ทําหน้าที่ของท่านเลย ในหลักของพระพุทธศาสนาของเรานั้น จะประกอบไปด้วย กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร กษัตริย์ก็มีหน้าที่ปกครองบ้านเมือง พราหมณ์ก็มีหน้าที่อบรมสั่งสอน เหมือนกับบ้านเราต้องเป็นพระภิกษุ สามเณรเป็นคนที่ทํา หน้าที่ตรงนี้ เราไม่ได้ปล่อยให้พระภิกษุ สามเณรได้ทําหน้าที่ตรงนี้ ส่วนมากเราจะแยก การศึกษาออกจากวัดแล้ว ปัจจุบันนี้ท่านประธานก็น่าจะพอเห็นได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็น อุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรียนในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั้น สิ่งที่เราหายไปก็คือคุณธรรมและ ศีลธรรมที่มันหายไป ที่เราเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมันมีบ่อนการพนัน มีอะไร มากมายเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น เราศึกษาเล่าเรียนไปโดยที่เราไม่ได้คิดถึงเลยว่าเรียนไปแล้ว ไปทําอะไร เรียนไปแล้วจะประคับประคองจิตใจได้อย่างไร อย่างนี้มันทําให้บุตรหลานของ เราเรียนไปแล้ว บางคนก็ผูกคอตาย บางคนก็ฆ่าตัวตาย เราจะเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า มันไม่มีทางไปหรือไม่มีใครดูแลเขา เราต้องเพิ่มตัวคุณธรรมตัวนี้เข้าไป อย่างเช่นความอดทน ขันติความอดทน โสรัจจะความสงบเสงี่ยมของคนเรา หรือตัวของนักศึกษาที่เรียนไปแล้ว จะจบปริญญาโท ปริญญาเอก บางครั้งไม่มีคุณธรรมตัวนี้ คืออาจจะเรียนรู้แต่ไม่ฝึกและ ไม่เอาไปใช้ในชีวิตประจําวัน ตรงนี้มันถึงทําให้ประเทศไทยเรายังย่ําอยู่กับที่เดิม บางคนบอกว่า เรียนพุทธศาสนาแล้วมันล้าสมัย ไม่ทันสมัย แต่ไม่ใช่นะครับ คําสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น ทันสมัยตลอดเวลาเป็นความจริง อยากจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้รับฟังนิดหนึ่งว่า อย่างเช่นในหลักคําสอนนี้เขาจะบอกว่าทางแห่งความเสื่อมนั้นมีอยู่ ๕ ประการ ๑. ดื่มน้ําเมา การดื่มน้ําเมาก็ทอนกําลังปัญญา ทอนสติปัญญา ทําให้เกิดโรค อย่างนี้เป็นต้น เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการละเล่น เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืนก็เป็นอันตรายเห็นไหม เหตุที่มันเกิดขึ้น ปัจจุบันก็คือปล่อยไม่มีสติหรือไม่มีการควบคุมตรงนี้ก็ปล่อยไป เล่นการพนันเราจะเห็น บ่อนการพนันเต็มไปหมด แล้วก็คบคนไม่ดีเป็นมิตรก็เป็นอันตราย สุดท้ายอยากจะขอฝาก คํากลอนไว้สักนิดหนึ่ง เมื่อเจ้ามามีอะไรมาด้วยเจ้า เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน เมื่อเจ้ามา มือเปล่าเจ้าจะเอาอะไร เจ้าก็ไปมือเปล่าเหมือนเจ้ามา เช่นเดียวกันครับ เมื่อคนเราเกิดมา รู้จักปลงบ้าง รู้จักคิดบ้าง สิ่งนี้จะทําให้เรามีสติกลับคืนมา จะทําให้เรารู้จักคิดกลับคืนมา ตรงนี้เป็นการศึกษาที่จะทําให้ประเทศไทยเรานั้นมีความสุขสวัสดีตลอดไป ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ก็จบไป ๑ กัณฑ์ นาน ๆ ทีได้ฟังท่านสมาชิกอภิปรายในเชิงธรรมะบ้างก็เป็นเรื่องที่ดีในสภาเรา ต่อไปเชิญท่านรังสิมา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันเห็นด้วยกับสภาควรที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนหรือว่าความเหลื่อมล้ําในการศึกษาของประเทศไทย คือดิฉันได้เห็นว่าขณะนี้การศึกษาเรามีปัญหามาก อย่างโรงเรียนครูแต่ละคนดิฉันไปพบครู แล้วครูก็บ่นมาว่างานของเขา การเรียนการสอน สอนนักเรียนเขาไม่ค่อยได้สอนเลย ให้เขาไปทํางานพัสดุ ให้เขาไปทํางานการเงิน ให้ไปจัดซื้อจัดจ้าง ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้เรียนมา บางที่มีการทุจริต เกษียณไปแล้ว แล้วให้ครูมารับผิดชอบ ครูก็ต้องมาขอย้าย ก็มาเดือดร้อน ผู้แทนราษฎรว่าเขาไม่อยากทํา แต่บังคับให้เขาทําแล้วจะเอาคุกมาให้เขา เขาไม่เอา เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะเสนอว่าควรที่จะมีครูสนับสนุนการสอน อย่างเช่นครูห้องสมุด เจ้าหน้าที่ห้องสมุด เจ้าหน้าที่พัสดุ เจ้าหน้าที่การเงินโดยเฉพาะเลยที่เขาเรียนมาโดยตรง🔗
และอีกประการหนึ่งคือโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ ตอนนี้มีทั้ง เขตพื้นที่การศึกษา มีทั้งสํานักงานศึกษาธิการจังหวัด มันเลยทําให้งานช้าลง ดิฉันก็คิดว่า ควรที่จะเอางานบุคคลกลับไปให้เขตพื้นที่เพื่อความรวดเร็ว แล้วก็ครูจะได้ไม่เสียโอกาส🔗
อีกประการหนึ่งคือเรื่องการเรียนการสอน วิชาหน้าที่พลเมือง วิชาศีลธรรม วิชาประวัติศาสตร์ ดิฉันอยากให้กลับมาบรรจุในหลักสูตรเพื่อให้คนได้มีความรู้ทางด้าน ประวัติศาสตร์ ความรู้ทางด้านศีลธรรม จะได้ให้คนเป็นคนมากขึ้น ตอนนี้คนไม่ค่อยเป็นคนแล้วค่ะ เพราะมีทัศนคติที่ไม่ดี อย่างเช่น คนที่จะมาเป็นครู ดิฉันอยากให้เขามีคุณสมบัติของความ เป็นครู ไม่ใช่มีทัศนคติที่ไม่ดี ขณะนี้ครูก็มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสถาบัน เพราะฉะนั้นดิฉันอยากให้ คนที่จะเป็นครูจะต้องให้มีทัศนคติที่ดีต่อสถาบัน เพื่อที่จะสั่งสอนเด็กให้เป็นคนดีของประเทศ แล้วก็ให้มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา โดยเฉพาะสถาบันของพระมหากษัตริย์🔗
อีกประการหนึ่งคือเรื่องอาหารโรงเรียนได้วันละ ๒๐ บาท ดิฉันคิดว่าขณะนี้ ทองบาทละ ๓๐,๐๐๐ กว่าบาทแล้ว วันนี้ก็รู้สึกจะหล่นมาหน่อยหนึ่งแต่ว่าขึ้นมาแล้ว ดิฉันมองว่า ๒๐ บาทมันซื้ออะไรไม่ค่อยได้แล้ว ก็อยากจะให้ทางกระทรวงเพิ่มงบประมาณ ค่าอาหารให้กับนักเรียนมากกว่า ๒๐ บาท แล้วก็ควรเพิ่มอาหารเช้า คือตอนนี้เด็กบางคน ไม่มีอาหารเช้า แล้วก็ไม่ได้กิน กว่าจะได้กินก็เป็นอาหารกลางวัน แล้ว ๒๐ บาทก็ไม่สามารถ ที่จะซื้ออะไรได้ ก็อยากจะให้ทางโรงเรียนหรือว่าทางกระทรวงได้พิจารณาถึงประเด็นนี้🔗
อีกประเด็นหนึ่งคือประเด็นเรื่องนมโรงเรียน ดิฉันเห็นด้วยเรื่องนมโรงเรียน ควรมี แต่มีแล้วจะทําอย่างไรให้เด็กได้กินนมโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ คือขณะนี้ เด็กกินนมโรงเรียน แต่เอาไปให้หมากิน เพราะว่าเด็กมันไม่กิน มันเบื่อ ตอนปิดเทอมเขาจะยก ไปให้หลายลังมากเลยช่วงปิดเทอม แล้วเด็กมันไม่กินเพราะว่าเป็นนมจืด เพราะฉะนั้นหมาจะอ้วน กว่าเด็กนะคะ ท่านไปดูได้ ดิฉันเป็นคนพูดตรง แล้วอยากจะให้ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทําวิจัย แล้วก็ไปสอบถามตามโรงเรียนว่าเด็กกินนมจริงไหม แล้วที่ไม่กิน ไม่กินเพราะอะไร จะทําอย่างไรให้เด็กกินนม ถ้าเด็กกินนมดิฉันว่าเด็กจะได้ประโยชน์มากเลย แต่เด็กบอกว่า ไม่กินเพราะว่าไม่หวาน มันจืด เราก็มองว่าถ้ากินนมหวานฟันจะผุ เด็กจะอ้วน แต่ดิฉันมองว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้เราไม่ศึกษา เราไม่เอาปัญหามาวิเคราะห์ งบประมาณแต่ละปี มันจะสูญเสียมหาศาลเลย แล้วบางโรงเรียนที่ดิฉันเคยอภิปรายแล้ว เอานมถุงมาแช่เย็น แล้วมันบูด เด็กก็จะท้องเสีย เพราะว่าที่พื้นที่ไกล ๆ ส่งอาทิตย์หนึ่งครั้งเดียว แล้วก็เอาน้ําแข็งใส่ แต่น้ําแข็งนี่ถุงไหนที่มันโดนน้ําแข็งมันก็ไม่เสีย แต่ถุงไหนที่มันไม่โดนน้ําแข็งมันก็จะบูด เพราะฉะนั้นก็อยากให้ทางกระทรวงศึกษาธิการศึกษาเรื่องนมโรงเรียนให้ดีนะคะ จะได้มี ประสิทธิภาพไม่สูญเสียงบประมาณโดยสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกขออภิปรายอีกท่านหนึ่งนะครับ ขอ ๕ นาที ท่านปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ถือเป็นโอกาสดีนะครับ ที่ผมได้ตบท้ายรายการของญัตติในเรื่องของความเหลื่อมล้ําทางด้าน การศึกษา ซึ่งผมเข้าใจว่าเพื่อน ๆ สมาชิกคงได้คุยรายละเอียดไปหมดแล้วนะครับ ผมก็จะ บทสรุปทิ้งท้ายนะครับ ในเรื่องของสาเหตุของการศึกษาของประเทศไทยนะครับ เป็นเรื่อง ของสังคมไทยที่ไม่เป็นประชาธิปไตย สังคมที่กดทับสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน นี่คือ ลักษณะของสังคมที่เป็นเผด็จการ ไม่ส่งเสริมความรู้ความสามารถของผู้คน สังคมเผด็จการ แบบนี้ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาคน ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาชาติ มิหนําซ้ํารังแต่ จะสนับสนุนสร้างสังคมแห่งความเป็นทาส โง่ จน เจ็บ นี่คือสภาพสังคมที่อํานาจเผด็จการ ต้องการให้เป็น และเพื่อการควบคุมปกครองได้ง่าย การปฏิรูปการเมืองก่อนเลือกตั้ง เราก็เห็นมาแล้ว สภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวไทยเกิดมาพร้อมกับหนี้ครับ ท่านประธาน เรียนหนังสือจบแล้วมีหนี้ครับ ในยุคปัจจุบันนี้ไม่รู้ว่าเราจะมีงานทําเพื่อให้ได้ ทํางานเพื่อจะได้ชดใช้หนี้หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องช่วยกันนะครับ แล้วก็สุดท้าย เราก็จะตายไปพร้อมกับการส่งต่อหนี้ให้กับลูกหลานของเรา นี่คุณภาพชีวิตของพี่น้อง ชาวไทยที่เป็นอยู่ ท่านประธานครับ การจัดสรรงบประมาณของคนปกติ นักเรียนเราก็จะเห็น กันอยู่แล้ว ทีนี้ผมจะยกตัวอย่างในเรื่องการจัดสรรงบประมาณของเด็กคนพิการ ในเรื่องของ โครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่ให้เป็นครูนะครับ แต่ก่อนงบประมาณต่อหัว ต่อครอบครัว ๒,๕๐๐ บาท ใน ๑-๒ ปีนี้ที่ผ่านมาเหลือแค่หัวละ ๔๕๐ บาทครับ แล้วก็ งบประมาณโครงการของนักศึกษาคนพิการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ก่อน ๑๐ ล้านบาท เมื่อปี ๒๕๖๒ นี้เหลือ ๓ ล้านบาทครับ ส่วนปีที่จะถึงนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีอยู่อีกไหม ทําไมถึงเป็น เช่นนี้ นี่เป็นเรื่องของอํานาจที่จะจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรงบประมาณภายใต้สังคมที่เป็น ประชาธิปไตย อํานาจสูงสุดเป็นของประชาชนจะทําให้เกิดความเป็นธรรมได้ การกระจาย อํานาจ การกระจายงบประมาณคือทางออกของการศึกษาไทย คือทางออกของการศึกษา ที่มีความเหลื่อมล้ํา ผมขอจบแบบยุคตุลาคม ๒๕๑๖ อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง เป็นพลัง แกร่งกล้ามหาศาล แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน ไม่อาจต้าน แรงมหาประชาชน ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
กลอนบทสุดท้ายนี้ เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงหลักสูตรพัฒนาการศึกษาไหมนี่ ไม่เป็นอะไรนะครับ บทส่งท้าย ท่านสมาชิกครับ ตามข้อบังคับ ข้อที่ ๗๕ ผู้เสนอมีสิทธิอภิปรายสรุปได้อีกครั้งหนึ่งก่อนที่ ที่ประชุมจะลงมตินะครับ มีผู้เสนอท่านใดจะใช้สิทธิอภิปรายสรุปไหมครับ เอาสรุปสั้น ๆ นะครับ เพราะว่าอภิปรายกันมาเยอะแล้วทั้งวันแล้ววันนี้🔗
กราบเรียน ท่านประธาน ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ สรุปในญัตติเรื่องการขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน ท่านประธานครับ ถ้าจะมีการตั้ง กรรมาธิการวิสามัญเพื่อทําเรื่องนี้ ผมขออนุญาตฝาก ๓ ประเด็นเพื่อเป็นโจทย์ให้กับ กรรมาธิการครับ🔗
ในเรื่องที่ ๑ ก็คือขอให้กรรมาธิการได้มีการสื่อสารกับกระทรวงที่รับผิดชอบ ในเรื่องนั้น ในกรณีญัตติของผมก็คือกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อที่จะได้เข้าใจปัญหาตรงกัน แล้วก็กําหนดการแก้ไขปัญหาร่วมกันครับ อันนั้นเป็นโจทย์ ข้อที่ ๑ ที่ขออนุญาตส่งไปยังกรรมาธิการวิสามัญครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือขอให้มีการกําหนดวาระร่วมกันระหว่างกรรมาธิการ วิสามัญในนามของสภาผู้แทนราษฎรกับกระทรวง เพื่อการปรับปรุงแก้ไขหลักสูตร วิธีการสอน และการนําความรู้ออกไปช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนฐานราก แล้วก็เอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วประเทศครับ🔗
ประการที่ ๓ ขอให้กรรมาธิการวิสามัญได้แจ้งให้กับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้กําหนดข้อตกลงร่วมกันระหว่างกรรมาธิการวิสามัญ ให้เป็นนโยบายที่จะให้ทุกมหาวิทยาลัยได้ปฏิบัติ แล้วก็รายงานผลของการปฏิบัติ ให้กรรมาธิการได้ทราบ เพื่อที่เราจะได้เห็นว่าการทํางานของกรรมาธิการนั้นไม่ใช่เป็นเรื่อง ของการส่งไปให้กระทรวง แล้วก็กระทรวงจะทําหรือไม่ทําก็ไม่มีฟีดแบ็ก (Feedback) กลับมาที่กรรมาธิการ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตฝาก ๓ ประเด็นนี้ให้กับกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะตั้งขึ้น🔗
และประเด็นสุดท้ายครับ ที่ผมคิดว่าอยากจะขออนุญาตส่งสัญญาณเตือนภัย ไปยังมหาวิทยาลัยนะครับว่า ถ้ามหาวิทยาลัยไม่ปรับตัวตามที่ผมได้อภิปรายไปแล้ว คือการ ไม่ปรับหลักสูตรและวิธีการสอน และการทํางานให้กับประชาชน มหาวิทยาลัยจะตาย แน่นอนนะครับ เพราะจะไม่มีคนไปมหาวิทยาลัย แล้วก็จะคงเหลือไว้เพียงพิพิธภัณฑ์ ทางการศึกษาเท่านั้นในประเทศไทยของเรา ซึ่งตรงนี้ที่ผมได้สรุปในการอภิปรายว่าผมอยากเห็น สภาผู้แทนราษฎรเป็นข้อต่อทางการเมืองระหว่างรัฐบาลคือกระทรวงที่รับผิดชอบกับ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้มีบทบาทในการช่วยแก้ไขปัญหาของ ประเทศชาติจริง ๆ เพราะโดยลําพังกระทรวงอย่างเดียวยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ ตามความคาดหวังของพี่น้องประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่าญัตติทั้ง ๘ ฉบับนี้เป็นญัตติที่เสนอมาเพื่อขอให้ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา เชิญท่านอรรถกรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตเรียนท่านประธาน ครับว่าเรื่องนี้ เรื่องญัตติที่มีความสําคัญแบบนี้ วิป (Whip) ทั้งฝ่ายรัฐบาล และวิป (Whip) ฝ่ายค้านได้พูดคุยกันว่าจะขอส่งญัตติเหล่านี้ไปยังกรรมาธิการสามัญสภาผู้แทนราษฎร แต่ขออนุญาตเพิ่มเติมสักนิดหนึ่งครับ มีญัตติทั้งหมด ๘ ญัตติครับ แต่ว่าจะขอส่งญัตติ ลําดับที่ ๕.๑๒ เสนอโดยท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน และญัตติลําดับที่ ๕.๗๓ เสนอโดยท่านรัฐมนตรีพิสิฐ ลี้อาธรรม ขอให้ส่งไปยังคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ส่วนญัตติที่เหลือขอให้ส่งไปยังคณะกรรมาธิการการศึกษา เพื่อพิจารณาศึกษาต่อไป ขออนุญาตชี้แจงเหตุผลนิดเดียวครับ คือเนื่องจากว่ากรรมาธิการ สามัญทั้ง ๒ คณะที่ผมได้นําเรียนท่านประธานไปตั้งแต่เริ่มตั้งมาเขามีข้อตกลงกันว่า ถ้าเป็นเรื่องของโรงเรียนทางคณะกรรมาธิการการศึกษาก็จะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ส่วนถ้าเป็นเรื่องของปัญหาของมหาวิทยาลัย ปัญหาของการวิจัยก็จะส่งให้คณะกรรมาธิการ การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม เป็นเจ้าภาพครับ จึงขอนําเรียนแล้วก็ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอท้วงท่านอรรถกร นิดหนึ่งครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ต่อข้อหารือของท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร กรณีส่งญัตติ ๒ ญัตติ ของศาสตราจารย์ ดอกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน และญัตติของท่านศาสตราภิชานดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ความจริงมีอีกญัตติหนึ่งของท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ และท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ซึ่งเป็นการพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับการผลิตบัณฑิตในระดับอุดมศึกษาเช่นเดียวกัน น่าจะเป็น ๓ ญัตติ จะถูกต้องหรือไม่ครับ อันนี้ก็ฝากท่านประธานพิจารณาด้วยครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ก็ด้วยท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร แล้วก็คุณหมอบัญญัติได้เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาว่า ให้ส่งญัตติทั้งหมดให้คณะกรรมาธิการรับไปพิจารณา โดย ๓ ญัตติแรก ญัตติของท่านกนก ญัตติของท่านพิสิฐ และญัตติของท่านสุรวาท ท่านวิโรจน์ เสนอไปที่คณะกรรมาธิการ การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ถูกนะครับ ส่วนญัตติที่เหลือส่งไปให้ คณะกรรมาธิการการศึกษาได้พิจารณา ที่ประชุมมีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องทั้งหมดไปสู่ คณะกรรมาธิการตามที่ได้แจ้งในที่ประชุมแล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญกําหนดระยะเวลาในการ พิจารณาของคณะกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อรรถกร ศิริลัทธยากร พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเสนอระยะเวลาพิจารณาญัตติต่าง ๆ ๙๐ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าการพิจารณาญัตติทั้ง ๘ ญัตติ ก็เป็นอันจบสิ้นลง วันนี้ท่านสมาชิกทั้งสภาก็ได้ประชุมมายาวนาน บัดนี้คงได้เวลาอันสมควรผมขอขอบคุณ ท่านสมาชิกทุกท่าน ขอปิดการประชุมครับ🔗