unknown · · 521 lines

(เนื่องจาก นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ติดราชการ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง จึงปฏิบัติหน้าที่แทน ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๓๒ นาฬิกา)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญนั่งครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิก ได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ โดยผมจะให้ ปรึกษาหารือกันตามลําดับรายชื่อและเวลาที่ยื่น โดยใช้เวลาท่านละ ๒ นาที ผมขออนุญาตว่า จะไม่อ่านรายชื่อท่านล่วงหน้า เพราะว่าทุกท่านคงจะทราบแล้วว่าท่านได้ยื่นความจํานงที่จะ ขอหารือ ฉะนั้นทุกท่านก็คงจะมีความรับผิดชอบในตัวเอง แต่ขอให้ท่านสมาชิกเราที่ใช้สิทธิ ในการหารือได้ช่วยกันรักษาเวลานะครับ ท่านแรกเชิญ นางสาวกวินนาถ ตาคีย์ เชิญครับ🔗

นางสาวกวินนาถ ตาคีย์ ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กวินนาถ ตาคีย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังท้องถิ่นไท วันนี้ ขออนุญาตหารือกับท่านประธาน ๑ เรื่อง สืบเนื่องจากผมได้รับเรื่องร้องเรียนมาจาก พี่น้องประชาชนตําบลหนองปรือ อําเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ว่ามีการลักลอบเปิดตู้ม้า ตู้สล็อต (Slot) ในบริเวณชุมชนของเขาหลายแห่ง ซึ่งวันนี้ผมได้นําวิดีโอ (Video) และภาพถ่ายมาบางส่วนให้ท่านประธานได้ชมในวันนี้ ขอวิดีโอ (Video) ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
นางสาวกวินนาถ ตาคีย์ ชลบุรี

วิดีโอ (Video) นี้ถ่ายจากร้านขายของ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชุมชนหนองสมอ ตําบลหนองปรือ อําเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ถ้าท่านได้ ดูฝั่งทางด้านซ้ายมือก็จะมีตู้สล็อต (Slot) อยู่ ๒ ตู้ เปิดอย่างเด่นชัด เปิดเผย ขอเป็นภาพ ต่อไปครับ ภาพนี้ก็คือจากคลิปวิดีโอ (Clip video) เมื่อสักครู่นี้นะครับ ก็คือเป็นตู้สล็อต (Slot) ที่ตั้งไว้ ซึ่งง่ายต่อการที่เยาวชนจะเข้ามาเล่นได้เลย ภาพนี้ที่วงกลมไว้ เป็นตู้สล็อต (Slot) เหมือนกันตั้งอยู่ที่ร้านขายข้าวสารแห่งหนึ่งในชุมชนมาบตาโต้ ๒ ขอภาพต่อไปเลยครับ ส่วนภาพนี้ถ่ายจากตลาดแห่งหนึ่งของซอยสยามคันทรีคลับ ซึ่งทั้ง ๓ ภาพนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อําเภอบางละมุง ตําบลหนองปรือ แล้วก็มีอีกหลายแห่ง ที่ผมไม่ได้ถ่ายมาด้วย จะเห็นได้ว่ามีการเปิดอย่างเปิดเผยหลายแห่ง ซึ่งอาจจะเป็นการ มอมเมาเยาวชนได้ แล้วประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผมจึงอยากจะนําเรียน ต่อท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้กํากับดูแลและกวาดล้างให้หมดสิ้น ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ตามด้วยท่านนิยม เวชกามา🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคําสวย ร่ํารวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม ท่านประธานครับ วันนี้ ผมหารือด้วยเวลา ๒ นาที ก็คือเรื่องของที่ทํากินกับเอกสารสิทธิของชาวบ้าน ซึ่งวันนี้ ผมอยากฝากรัฐบาลไว้ว่าให้รีบไปดําเนินการให้ เพราะว่าความเหลื่อมล้ําจะได้ลดน้อยถอยลง และอีกอย่างการไปจัดสรรที่ทํากินให้ การไปออกเอกสารสิทธิให้จะเป็นการช่วยเหลือ ชาวบ้านที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากนัก เขตเลือกตั้งของผม เขตเลือกตั้งที่ ๕ จังหวัดสุรินทร์ มี ๒๗ ตําบล ๓๓๙ หมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นอําเภอศีขรภูมิ อําเภอสําโรงทาบ อําเภอสนม อําเภอลําดวน อําเภอศรีณรงค์ มีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิในที่ทํากินที่ชาวบ้านอยู่กับมาเกือบ ๑๐๐-๒๐๐ ปี ตั้งแต่มรดกทวดมาถึงลูกทุกวันนี้ บางคนยังไม่มีเอกสารสิทธิในการถือครองเลย ก็อยากฝากไปทางรัฐบาลให้ดําเนินการเร่งด่วน เมื่อสักครู่เจอท่าน ส.ส. ปกรณ์ มุ่งเจริญพร ก็บอกว่าในเขตของท่านก็เหมือนกัน เจอ ส.ส. คุณากร ก็บอกว่าเหมือนกัน จังหวัดสุรินทร์ เรามีปัญหามาก ผมเข้าใจว่าจังหวัดอื่น ๆ ก็เหมือนกัน อย่างน้อย ๆ ก็เกิดมาชาตินี้ในวันนี้ ในยุคของเขายุคนี้ขอให้เขาได้ถือเอกสารสิทธิไว้เพื่อเป็นการประกันว่าเขาเกิดมาเป็นคนไทย บนผืนแผ่นดินไทยที่เขาใช้ชีวิตอยู่ เขาจะได้มีที่ดินที่เป็นเอกสารสิทธิเพื่อที่จะนําไปทําอย่างอื่น หรืออยู่ในความครอบครองของตัวเองได้ จึงอยากฝากรัฐบาลว่าควรที่จะดําเนินการ อย่างเร่งด่วนโดยเฉพาะที่จังหวัดสุรินทร์ วันนี้เกือบทุกอําเภอใน ๑๗ อําเภอ ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้ดําเนินการสั่งรัฐมนตรีหรืออธิบดีที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของการออกเอกสารสิทธิหรือการจัดสรรสิทธิทํากินให้กับชาวบ้านอย่างเร่งด่วน ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิยม ตามด้วยนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์🔗

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมนําเอาความเดือดร้อนของพี่น้องมาหารือท่านเพื่อฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บ้านโคกสะอาด หมู่ ๑๔ ตําบลอุ่มจาน อําเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร เดือดร้อนเนื่องจาก ไปอยู่ตามไร่ ตามนาไม่มีไฟฟ้าใช้ จํานวน ๑๘ หลังคาเรือน ฝากท่านประธานด้วย เส้นทาง จากบ้านโคกสะอาดไปทางบ้านแก้งท่าลับ บ้านนี้มี ๑๙๒ หลังคาเรือน แต่ที่ไม่มีคือ ๑๘ หลังคาเรือน🔗

ข้อที่ ๒ ถนน ซึ่งเป็นเส้นทางไปสู่วัดถ้ําผาจันทร์ อําเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นหลุมเป็นบ่อขรุขระ ระยะทาง ๗ กิโลเมตร ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมทางหลวงชนบท ไปดูแลด้วยครับ🔗

ข้อที่ ๓ เทศบาลแจ้งเก็บภาษีทุกหลังคาเรือน ในบ้านผมหลังคาเรือนละ ๑๙ บาท คืออะไร รัฐบาลไม่มีเงินใช้จ่ายแล้วหรืออย่างไร🔗

สุดท้ายจริง ๆ ตํารวจตั้งด่านลอยเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในเขตเลือกตั้งที่ ๒ ของผม พี่น้องไปไร่ ไปนา ขี่มอเตอร์ไซค์ไป กลับมาถูกตรวจจับหมด ซึ่งบางทีก็ฝากสํานักงานตํารวจแห่งชาติว่าอันไหนควรอะลุ่มอล่วยซึ่งไม่จําเป็น บางทีก็ไม่ได้ ใส่หมวกไปเพราะไปไร่ ไปนา ฝนตก โดยเฉพาะโซน (Zone) ของอําเภอกุสุมาลย์เดือดร้อนมาก ฝากท่านประธานช่วยประสานหน่อย ซึ่งอยู่ติดกลับบ้านท่านครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ คุณฐิติภัสร์ ตามด้วยท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ นะครับ🔗

นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ เขตวังทองหลาง พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันมีเรื่องนําเรียนหารือ ท่านประธานอยู่ด้วยกัน ๓ เรื่อง ผ่านไปยังท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อยากให้ ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้พิจารณาตรวจสอบการดําเนินการและบริหารจัดการ ด้านสุขอนามัยโดยบังคับใช้ พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ตลาดทั่วทั้ง กรุงเทพมหานคร ทั้งที่เป็นเอกชนและเป็นของกรุงเทพมหานครเอง ซึ่งตลาดบางแห่งมีอายุ เกินกว่า ๑๐ ปี ไม่มีการปรับปรุง มีกลิ่นเหม็น น้ําเน่าเสีย และไม่มีการบริหารจัดการที่ดี ไม่มีบ่อบําบัดน้ําเสีย ปล่อยลงก่อนลงท่อระบายน้ําทําให้มีปัญหาน้ําท่วมขังบริเวณรอบ ๆ ตลาดสด ก็อยากนําเรียนหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้ได้ พิจารณายกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของตลาดสด อยากให้ ประชาชนกรุงเทพมหานครได้มีตลาดสด อาหารสะอาด ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี🔗

เรื่องที่ ๒ ตอนนี้รถไฟฟ้าสายสีเหลืองบริเวณถนนศรีนครินทร์มีความคืบหน้า ในการก่อสร้างไปมากแล้ว แต่ว่าบริเวณศาลาที่พักผู้โดยสารบนถนนศรีนครินทร์ตั้งแต่ช่วง แยกลําสาลีจนถึงแยกพัฒนาการ ศาลาที่พักผู้โดยสารไฟฟ้าดับ อยากให้ ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพร้อมทั้งผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวงได้พิจารณาแก้ไข ไฟฟ้าแสงสว่างบริเวณที่พักผู้โดยสารเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน🔗

เรื่องที่ ๓ ฝากเรื่องของไฟฟ้าแสงสว่างบริเวณใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบ ซอยรามคําแหง ๘๑ แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ แล้วก็ข้ามไปยังแขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง มีไฟฟ้าดับอยู่ก็อยากนําเรียนหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญ ท่านณัฐชา ตามด้วยคุณยศวัฒน์ มาไพศาลสิน เชิญครับ🔗

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร จากชาวบางขุนเทียน ขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธาน แล้วก็ตามเรื่อง เมื่อครั้งสมัยประชุมที่หนึ่ง ผมได้ปรึกษาหารือเรื่องของสะพานลอยในถนนบางขุนเทียน ชายทะเลไป แต่ว่ายังไม่ได้รับหนังสือตอบกลับแต่อย่างใด จึงขออนุญาตตามเรื่องนี้แล้วก็ ย้ําจุดอีกครั้งชัด ๆ นะครับ ขออนุญาตฝากถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขอสะพานลอย ให้กับพี่น้องประชาชนชาวบางขุนเทียนบริเวณจุดเทียนทะเลซอย ๗ บริเวณที่ ๒ บริเวณแยก สะแกงาม บริเวณที่ ๓ บริเวณซอยเทียนทะเล ๒๖🔗

เรื่องที่ ๒ ขอหลังคาสะพานลอยให้กับพี่น้องประชาชนที่ข้ามสัญจรไปมา บริเวณถนนพระราม ๒ เนื่องจากเป็นถนนที่มีขนาดกว้างมาก เพราะฉะนั้นการข้ามไป ข้ามมาของพี่น้องประชาชนจะต้องใช้สะพานลอย ซึ่งตอนนี้มีความลําบากอย่างมากก็คือว่า ถ้าเกิดมีฝนตกหรือแดดร้อนจัด ๆ ผู้สูงอายุก็ดี หรือเด็กเล็ก ๆ ก็ดี ที่ข้ามไปข้ามมา ได้รับ ความเดือดร้อนและไม่สะดวกสบายครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ฝากช่วย จัดงานกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับเขตบางขุนเทียน เนื่องจากว่าบริเวณถนนบางขุนเทียน ชายทะเลมีร้านค้าอาหารทะเลกว่า ๑๐๐ ร้านค้า เพราะฉะนั้นวันนี้เศรษฐกิจซบเซา ไม่มีนักท่องเที่ยว อยากให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน โดยการเชิญชวนนักท่องเที่ยว ชาวไทยด้วยกันเองมาลองลิ้มชิมรสอาหารทะเลในเขตบางขุนเทียน🔗

เรื่องที่ ๔ ฝากเรื่องของรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่ใช้สําหรับการค้าขาย วันนี้ ไม่ถูกกฎหมาย แต่ว่าทําในสิ่งที่กฎหมายห้าม นั่นคือว่าการต่อขยายรถมอเตอร์ไซค์ เพื่อประกอบการค้าขาย แต่พี่น้องประชาชนเหล่านั้นไม่สามารถขยับไปซื้อรถกระบะได้ ไม่สามารถขยับไปซื้อรถที่ใหญ่กว่านี้ได้ เพราะฉะนั้นขอให้ช่วยแก้กฎหมายในเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านยศวัฒน์ ตามด้วยท่านดะนัย มะหิพันธ์🔗

นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน กาญจนบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย เขตที่ ๓ อําเภอท่ามะกา อําเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรีครับ ท่านประธานครับ ตามที่ผมได้เคย หารือรวมถึงอภิปราย ตั้งแต่เมื่อสมัยประชุมที่แล้ว ในเรื่องความจําเป็นแล้วก็ความต้องการ ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนในด้านของสุขภาพ นั่นก็คือในเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือ รวมถึงอาคารที่จะรับรองพ่อแม่พี่น้องประชาชน เพื่อที่จะใช้รับการรักษาของโรงพยาบาลต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมาผมเองแล้วก็เพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งประเทศ ผมเชื่อทุก ๆ ท่านใน ๓๕๐ ท่าน ในสมาชิกเขต ได้ลงพื้นที่กัน แล้วก็ได้นําเสนอให้โรงพยาบาลนั้นได้รับการสนับสนุนในเรื่องของการก่อสร้าง อาคาร เพื่อที่จะรองรับผู้ป่วย และขณะเดียวกันในวันนี้ผมเองก็ได้เห็นในเอกสาร ในเรื่องของ หนังสือเล่มขาวคาดแดง ปรากฏว่ามีโรงพยาบาลหลาย ๆ โรงพยาบาลที่มีความจําเป็น และโดนตัดทิ้งไป นั่นเหตุผลที่ผมทราบมาก็คือด้วยโรงพยาบาลนั้นไม่ได้ทําในเรื่องของอีไอเอ (EIA) เพราะฉะนั้นวันนี้ในเรื่องของอีไอเอ (EIA) ก็ดี ในเรื่องของความจําเป็นของชาวบ้านนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่จําเป็นกว่า ผมจึงอยากฝากเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีและ ครม. ว่าสิ่งที่สําคัญของคนไทยที่ผ่านโควิด (COVID) มา เรารู้แล้วว่า อะไรคือสิ่งอันดับต้น ๆ อะไรคือสิ่งที่เราต้องการเป็นอันดับ ๑ นั่นคือด้านสุขภาพนั่นเอง ขอฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งให้พิจารณาถึงคุณภาพชีวิต ด้านสุขภาพเพื่อรักษาพี่น้องประชาชนครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านดะนัย ตามด้วยท่านพยม พรหมเพชร นะครับ🔗

นายดะนัย มะหิพันธ์ อํานาจเจริญ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย เขต ๒ จังหวัดอํานาจเจริญ ท่านประธานครับ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายประมาณ ทองนาม ชาวบ้านตําบลโคกสาร อําเภอชานุมาน เขตเลือกตั้งของผมเอง ประมาณต้นปีที่แล้วเขาได้รับการฟ้องจากบริษัท อะมานะฮ์ ลิสซิง จํากัด (มหาชน) ให้ชดใช้เงินทั้งหมด ๖๒๐,๐๐๐ บาท ในฐานะผู้ค้ําประกันรถยนต์ มีการเจรจาต่อรองกัน สุดท้ายเขาต้องชําระอยู่ที่ ๔๗๐,๐๐๐ บาท โดยให้ชําระให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ เขาได้ชําระเงิน ๓ งวด งวดแรก ๓๐๐,๐๐๐ บาท งวดที่ ๒ ๕๐,๐๐๐ บาท งวดที่ ๓ ๑๒๐,๐๐๐ บาท ซึ่งในงวดที่ ๓ นั้นเขาชําระในวันที่ ๓๑ มีนาคม เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ซึ่งเป็นวันเสาร์ โดยชําระให้กับ นางฐิติมา จันทร์เทพ ซึ่งเป็นตัวแทน บริษัท นึกว่าเรื่องจบครับ ท่านประธานครับ ต่อมาในวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ เขาได้รับ หนังสือจากสํานักงานบังคับคดีจังหวัดอํานาจเจริญ เรื่องการขายทอดตลาดบ้านพร้อมที่ดิน เขาก็รู้สึกตกใจ แล้วก็ไปติดตามที่บริษัท อะมานะฮ์ ลิสซิง จํากัด (มหาชน) ที่ว่านี้ ก็ได้รับ คําตอบจากบริษัทว่าเงินงวดสุดท้ายที่คุณชําระมา ๑๒๐,๐๐๐ บาท ไม่เข้ามาในบริษัท ไม่เข้ามาในธนาคาร จึงจําเป็นจะต้องฟ้องและขายทอดตลาดบ้านของคุณ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคมที่ผ่านมา นางภคพร ขาวพุทธชาติ ได้ไปพบเขาที่บ้านแล้วบอกว่าเขา ไปซื้อบ้านของบุคคลคนนี้ได้ ๒๙๐,๐๐๐ บาท ถ้าจะซื้อคืนจะต้องจ่ายเพิ่มอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ชาวบ้านซึ่งเขาไม่รู้เรื่องกฎหมายโดนเอาเปรียบ ผมเองในฐานะ ที่เป็นผู้แทนราษฎรขอร้องเรียนเรื่องนี้แทนตัวเขา แล้วก็ขอส่งเอกสารนี้ให้กับท่านประธาน เพื่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงไปพิจารณาโดยเร่งด่วนครับ เพราะว่ามีลักษณะเช่นนี้ เกิดขึ้นบ่อยมากในจังหวัดอํานาจเจริญ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพยม พรหมเพชร แล้วตามด้วยคุณเทียบจุฑา ขาวขํา ครับ🔗

นายพยม พรหมเพชร สงขลา

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพยม พรหมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคพลังประชารัฐ เขต ๓ ขอหารือท่านประธานจากการรับทราบข้อมูลมาจากเจ้าตัวที่ได้ประสบปัญหา ตามที่รัฐบาล ชุดก่อนได้มีคําสั่ง คสช. ดําเนินการสอบสวนหาความผิดของข้าราชการผู้ถูกร้องเรียน โดยใช้ มาตรา ๔๔ ปรากฏว่ามีข้าราชการนายหนึ่งคือ นายจํารัส สวนจันทร์ อดีตผู้อํานวยการโครงการ ชลประทานศรีสะเกษ คสช. ได้มีคําสั่งที่ ๓๕/๖๐ ดําเนินการสอบหาความผิด ทั้งความผิด ละเมิดและความผิดวินัย เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดําเนินการสืบหาข้อเท็จจริงแล้ว ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีความผิดทั้งทางละเมิดและทางวินัย พร้อมทั้งรายงานผลการ สอบสวนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สตง. ป.ป.ช. สง.ก.ต.ช. ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อมาสํานักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งไปยัง ป.ป.ท. และเลขาธิการ ป.ป.ท. ได้แจ้งไปยังกรมชลประทานในสังกัด และนายจํารัส สวนจันทร์ ผู้ถูกกล่าวหา แจ้งว่านายกรัฐมนตรีมีหลักการในคําสั่ง คสช. ว่าต้องรอผลจาก ป.ป.ช. ก่อน จะดําเนินการต่อไป ถึงแม้ว่าผลการสอบสวนของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง แจ้งว่า ไม่มีความผิดพลาด และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจ้งว่าไม่มีความผิดทางวินัย เป็นระยะเวลา ๓ ปีแล้วครับ อยากจะให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการผู้นี้ และหวัง อย่างยิ่งว่าผลการสอบที่ปรากฏแล้วไม่มีความผิดทั้งวินัยก็ขอให้คืนความเป็นธรรม เพราะเวลาเหลือประมาณ ๑ ปีท่านจะเกษียณอายุแล้ว ขอความเป็นธรรมและขอให้กําลังใจ กับข้าราชการที่ถูกกล่าวหา ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณเทียบจุฑา ตามด้วยท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล นะครับ🔗

นางเทียบจุฑา ขาวขํา อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ดิฉันได้รับแจ้งจากนายกองค์การบริหารส่วนตําบลบ้านก้อง ตําบลนาแค และกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ว่าวันที่ ๑๓-๑๔ สิงหาคมที่ผ่านมา ขอรูปภาพด้วยนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นางเทียบจุฑา ขาวขํา อุดรธานี

ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอําเภอนายูง ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะเป็นพื้นที่ราบสูงแล้วเต็มไปด้วย ภูเขาล้อมรอบ ทําให้มีปริมาณน้ําฝนมากจึงได้เกิดน้ําป่าไหลหลากลงลําห้วยรางและ ลําห้วยโสมเอ่อล้น ท่วมอ่างเก็บน้ําห้วยปด ท่วมจนผนังกั้นน้ําแตก แล้วก็ไหลท่วมบ้านเรือน วัด โรงเรียน ที่ทํากิน ไร่นาของพี่น้องประชาชนในตําบลบ้านก้อง ตําบลนาแค ได้รับ ความเสียหายอย่างหนัก ดิฉันจึงขออนุญาตนําความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือ กับท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบดําเนินการอย่างเร่งด่วน🔗

๑. ขอให้ซ่อมแซมอ่างเก็บน้ําห้วยปด เนื่องจากน้ําป่าไหลหลาก เมื่อวันที่ ๑๓ ที่ผ่านมาทําให้ผนังเก็บน้ํานั้นแตก ขอให้เร่งรัดในการปรับปรุงซ่อมแซมให้อย่างเร่งด่วน เพื่อเก็บน้ําได้ทันในฤดูฝนนี้ การสร้างนี้คงใช้เวลาไม่นานนัก เป็นเพียงเขื่อนดินเท่านั้น🔗

๒. ขอให้เร่งแก้ปัญหาระบบสาธารณูปโภคที่เสียหาย ขอให้หน่วยงาน เกี่ยวข้องช่วยกันบูรณะซ่อมแซมเป็นการเร่งด่วน เบื้องต้น ซึ่ง อบจ. อุดรธานีได้นํารถและ เครื่องจักรเข้าไปช่วยเหลือ ๒ ตําบลแล้ว ขอให้เร่งรัดช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ที่เสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้ในด้านการเกษตร การประมง และด้านสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ แล้วก็ขอให้หน่วยงานช่วยกันบูรณาการประชุมวางแผนแก้ปัญหาน้ําท่วม น้ําแล้งให้กับพื้นที่ ดังกล่าวนี้ด้วย กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมดเวลา แล้ว ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกรวีร์ แล้วก็ตามด้วยท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ครับ🔗

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดอ่างทอง ขออนุญาตหารือท่านประธานเรื่องภัยแล้งในจังหวัดอ่างทองมี ๒ ประเด็น🔗

ประเด็นแรกในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมพร้อมด้วยท่าน ส.ส. ภราดรนั้น ได้รับคําร้องเรียนจากพี่น้องในจังหวัดอ่างทองเป็นจํานวนมากถึงเรื่องของปัญหาภัยแล้ง หลายจังหวัดเจอกับปัญหาของน้ําท่วม แต่ที่จังหวัดอ่างทองนั้น ปีนี้เราเจอกับปัญหาภัยแล้ง ปริมาณฝนที่ตกมาในจังหวัดอ่างทองนั้นมีปริมาณน้อยครับ ทําให้หลายพื้นที่ยังไม่สามารถที่จะเริ่มทํานาได้ รวมไปถึงพี่น้องเกษตรกรที่เริ่มลงทุน ทําการเกษตรไปแล้วก็กําลังกังวลกับความเสี่ยงที่จะต้องได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ เรื่องของภัยแล้ง ดังนั้นฝากท่านประธานไปยังทางท่านนายกรัฐมนตรี ทางรัฐบาลได้ช่วยคิด เตรียมแผนที่จะหามาตรการออกมา เพื่อที่จะช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องเกษตรกรไว้ล่วงหน้า รอได้เลยครับ ขอภาพประกอบด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ประเด็นที่ ๒ ผมเองได้รับ คําร้องเรียนจากพี่น้องหลายพื้นที่ในคลองชลประทานหลายคลอง ตอนนี้ก็เริ่มพอที่จะมีน้ํา ปล่อยออกมาให้กับพี่น้องเกษตรกรได้บ้าง แต่อย่างที่เห็นในรูป มีผัก มีวัชพืชจํานวนมาก ที่กีดขวางลําคลองในชุมชมบางชุมชนนั้นน้ําเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนพี่น้องประชาชน เป็นจํานวนมากท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง ท่านนายกสุรเชษ นิ่มกุล ได้บริหารเอาเครื่องจักรของ อบจ. เพื่อที่จะมาบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร แต่ไม่เพียงพอครับ เนื่องจากว่าเครื่องจักรกลของที่จังหวัดอ่างทองนั้นมีน้อย จึงอยากจะขอ ฝากเรื่องไปยังกรมชลประทาน สํานักที่ ๑๒ โครงการส่งน้ําและบํารุงรักษาชัณสูตร โครงการ ส่งน้ําและบํารุงรักษายางมณี และโครงการส่งน้ําและบํารุงรักษามหาราช ที่ดูแล เขตชลประทานในจังหวัดอ่างทอง เพื่อที่จะช่วยจัดสรรเครื่องจักรกลเอามาแก้ไขปัญหา เรื่องวัชพืชให้กับพี่น้อง ๗ อําเภอ ในจังหวัดอ่างทองด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป เชิญท่านกมลศักดิ์และตามด้วยท่านโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์🔗

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เขต ๔ พรรคประชาชาติ วันนี้ผมมีประเด็นหารือกับท่านประธานกรณีที่มีประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีการร้องเรียนมา กรณีที่มีการตรวจบัตรและถ่ายบัตรประชาชนตามด่านต่าง ๆ รวมถึง ด่านลอย เป็นที่ทราบกันดีว่าในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการตั้งด่านเป็นจํานวนมาก แล้วก็ทุกครั้งที่ประชาชนสัญจรไปมาก็จะมีการขอตรวจดูบัตรประชาชนและมีการถ่ายรูปบัตร ประเด็นสําคัญก็คือการถ่ายรูปบัตรที่ผมจะหารือกับท่านประธาน เพราะว่าอํานาจในการ ตรวจบัตรเป็นอํานาจหน้าที่ของเจ้าพนักงาน โดยเฉพาะเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตามด่าน อันนี้เป็นอํานาจของเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติงาน แต่ว่ากรณีสําคัญก็คือว่าเมื่อตรวจแล้วมีการ ถ่ายรูปบัตรประชาชนด้วย ไม่ต้องอะไรมากหรอกครับ ผมเองในฐานะเป็น ส.ส. ผ่านด่าน ยิ่งรู้ว่าเป็น ส.ส. บางทีก็ถ่ายรูปเลย กรณีลักษณะอย่างนี้ ถ้าเราไปดูข้อกฎหมายก็คือว่า จะมี พ.ร.บ. บัตรประจําตัวประชาชน แล้วก็ต้องอิงกับคําสั่งของกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ ๑๔๙๖/๒๕๖๑ ซึ่งได้กําหนดให้เจ้าพนักงานมีอํานาจตรวจบัตร นั่นหมายความว่า ถ้าไม่ใช่ด่านปกติเป็นด่านลอย เจ้าพนักงานที่มีอํานาจตรวจบัตรจะต้องเป็นเจ้าพนักงาน ที่มียศตั้งแต่ร้อยตรีขึ้นไป แต่หากกรณีที่มีการตรวจอยู่ที่ด่าน มีอํานาจในการตรวจ แต่ไม่มี อํานาจในการถ่ายรูปบัตรประชาชน ผมจึงอยากให้ท่านประธานมีหนังสือถึง กอ.รมน. ภาค ๔ และผู้บัญชาการตํารวจภาค ๙ ให้เจ้าพนักงานปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่เฉพาะแต่ว่า ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น เจ้าพนักงานเองก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเช่นกัน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านโชติวุฒิและตามด้วยท่านศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ นะครับ🔗

นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สิงห์บุรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม โชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ จังหวัดสิงห์บุรี พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ขอหารือท่านประธาน เกี่ยวกับเรื่องพี่น้องเกษตรกรจังหวัดสิงห์บุรีนะครับ🔗

เรื่องแรก เรื่องคลองส่งน้ําเพื่อการเกษตรในจังหวัดสิงห์บุรีทุกเส้นก็จะมี วัชพืชเป็นจํานวนมาก จนบางคลองดูเหมือนจะเป็นป่าแล้ว ก็ขอฝากท่านประธานไปถึง กรมชลประทานช่วยเร่งรัดดําเนินการแก้ไขให้ด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอเพิ่มระดับปริมาณน้ําที่จะส่งให้กับพี่น้องเกษตรกร แต่ถ้า ปริมาณน้ําไม่เพียงพอ ผมเสนอให้กรมชลประทานนําเครื่องสูบน้ําไปช่วยพี่น้องเกษตรกร สูบน้ําจากแหล่งน้ําใกล้ ๆ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร🔗

เรื่องที่ ๓ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมแนวทางการช่วยเหลือ เยียวยาพี่น้องเกษตรกรอีก ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือชาวนาที่เริ่มทํานาไปแล้ว แต่เกิด ความเสียหายเนื่องจากขาดน้ํา🔗

ส่วนกลุ่มที่ ๒ ชาวนาที่ไม่ได้ทํานาซึ่งดูจากสถานการณ์น้ํา ณ ปัจจุบันนี้เข้าใจว่า น่าจะมีพี่น้องเกษตรกรส่วนมากที่ไม่ได้ทํานา ก็ขอให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาให้กับพี่น้องเกษตรกรด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศิรสิทธิ์ ตามด้วยท่านนาที รัชกิจประการ นะครับ🔗

นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขตอําเภอปากช่อง พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้รับเรื่องร้องทุกข์จากท่านกํานัน ทนงศักดิ์ สินแสนสุข และท่านนายกเทศมนตรี สมเกียรติ พยัคฆ์กุล ว่าสามแยกบ้านไร่ ตําบลหมูสี นั้นมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง พี่น้องประชาชนต้องการที่จะให้มีไฟสัญญาณ จราจรให้เกิดความปลอดภัย พร้อมทั้งขยายเส้นทางเป็น ๔ เลน (Lane) ท่านประธานครับ ขณะนี้ทางคณะรัฐมนตรีได้จัดสรรงบประมาณลงไปแล้ว ต้องขอกราบขอบพระคุณแทน พี่น้องประชาชนชาวอําเภอปากช่อง แต่ยังไม่ได้ขยายไหล่ทางแต่อย่างใด ผมจึงนําเรียน ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้จัดสรรงบประมาณมาก่อสร้าง ให้เกิดความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนชาวอําเภอปากช่องด้วยครับ🔗

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องโครงสร้างทางพื้นฐานถนนในหมู่บ้านนั้นชํารุดเสียหายมาก ไม่ว่าจะเป็นตําบลจันทึก ตําบลบางไทร ตําบลคลองม่วง ตําบลขนงพระ ตําบลหนองสาหร่าย และอีกหลายตําบลในเขตอําเภอปากช่องนั้นได้มีถนนชํารุดเสียหายมาก จึงขอนําเรียน ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยจัดสรรงบประมาณ มาช่วยเหลือด้วยครับ🔗

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องไฟส่องสว่างบริเวณทางเข้าปากช่องสายใน หลังโลตัส ไฟมันดับต้องการให้แก้ไขครับ ส่วนทางด้านหน้าโลตัสนั้นที่ติดกับบายพาส (Bypass) พี่น้องประชาชนต้องการศาลาพักผู้โดยสาร ให้กรมทางหลวงนั้นจัดสรรงบประมาณทําด้วย ผมจึงหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอได้โปรดช่วย พี่น้องประชาชนชาวอําเภอปากช่องด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญ ท่านนาที ตามด้วยท่านชลน่าน ศรีแก้ว เชิญครับ🔗

นางนาที รัชกิจประการ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางนาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ดิฉันจะขออนุญาตท่านประธานหารือสัก ๑ เรื่องนะคะ เนื่องจากดิฉัน ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนบ้านเหมืองตะกั่ว เรื่องการคัดค้านการสร้างเขื่อน ซึ่งชาวบ้านไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผล ๓ ประเด็น🔗

ประเด็นแรกก็คืออาชีพที่เปลี่ยนไปค่ะท่านประธาน ในอดีตพี่น้องประชาชน ได้ทํานา แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนอาชีพเป็นสวนเกษตรผลไม้แล้วก็ปลูกยางพาราจึงไม่ต้องการเขื่อน🔗

ประเด็นที่ ๒ ชาวบ้านเขากลัวว่า เมื่อมีการสร้างเขื่อนอาจจะทําให้น้ําท่วมได้ ในอนาคตเนื่องจากขาดความสมบูรณ์ของป่าเพราะต้องมีการตัดไม้ รวมถึงในฤดูน้ําหลาก น้ําที่นั่นจะเชี่ยว เพราะฉะนั้นเขื่อนก็จะต้องปล่อยน้ําอาจจะได้ผลกระทบจากเขื่อน ที่ปล่อยน้ําด้วยก็ได้🔗

ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของผลประโยชน์ พี่น้องชาวบ้านที่อยู่ในเรื่องของการ สร้างเขื่อนมีประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็เป็นคนนอกพื้นที่รวมถึงโรงงาน ฉะนั้น ชาวบ้านเดือดร้อน ก็เลยจะขออนุญาตฝากท่านประธานไปยังสํานักงานชลประทานและ ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทุกภาคส่วนนะคะ ให้ได้ทบทวนแล้วก็ทําประชาพิจารณ์อีกสักครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะได้สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชน เพราะขณะนี้มีการข่มขู่ พี่น้องประชาชนด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชลน่าน ตามด้วย พันตํารวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา นะครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตกราบเรียนหารือ ท่านประธานถึงความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนที่ได้รับมา ๓ เรื่องครับ จะขออนุญาต ใช้ภาพประกอบในการที่จะกราบเรียนท่านประธาน🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

เรื่องที่ ๑ เป็นความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนคนในจังหวัดน่านได้รับความเสียหายจากพายุซินลากู (Sinlaku) ที่เข้าเมื่อ วันที่ ๒ สิงหาคม ที่ผ่านมาครับ สะพานและถนนชํารุดเสียหาย หมู่บ้านที่ ๑ เป็นสะพานที่ บ้านห้วยเลา หมู่ที่ ๗ ตําบลเชียงของ อําเภอนาน้อย หมู่บ้านที่ ๒ เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง บ้านสาลี่ หมู่ที่ ๔ กับบ้านวนาไพร หมู่ที่ ๗ ตําบลน้ํามวบ อําเภอเวียงสา จังหวัดน่าน แล้วก็ หมู่บ้านที่ ๓ ที่มีความชํารุดเสียหายคือบ้านป่าแพะ หมู่ที่ ๓ ตําบลแม่ขะนิง จากพายุซินลากู (Sinlaku) ฝากไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ซึ่งขณะนี้ ทางพื้นที่ได้นําเรื่องที่จะส่งมายังกรม ปภ. เพื่อของบกลางในการที่จะไปก่อสร้างสะพาน ทดแทน ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของท่านผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๒ บ้านนาเหลือง บ้านห้วยม่วง ที่ตําบลนาเหลือง อําเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ขอความอนุเคราะห์ให้ติดตามเรื่องการก่อสร้าง ฝายนาเหลือง ลูกที่ ๒ ซึ่งได้รับความเสียหายตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม ปี ๒๕๖๒ จากพายุ ตอนนั้น ชาวบ้านเอาเงินชาวนาไปช่วยกันซ่อมแซม โดนซินลากู (Sinlaku) ถล่มพังเสียหาย เหมือนเดิม ก็ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ช่วยดูแลเรื่องงบประมาณในการสร้างฝายทดแทนด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ เป็นการขออนุญาตไปยังกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ขออนุมัติ สร้างสะพานเพิ่มเติมข้ามลําน้ําสาที่บ้านวังแข หมู่ที่ ๒ ตําบลแม่สา ไปยังบ้านห้วยสันทราย หมู่ที่ ๔ ตําบลปงสนุก ขอสร้างสะพานเพิ่มเติม ขยายสะพานครับ สะพานเดิมนี้กว้าง ๓ เมตร ยาว ๕๖ เมตร จะขยายเป็น ๕ เมตร กว้างอีก ๒ เมตร ก็ฝากไปยังกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ขออนุญาตให้อนุญาตให้กับทางพื้นที่ด้วย กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านฐนภัทร ตามด้วยท่านศักดินัย นุ่มหนู ครับ🔗

พันตํารวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร กระผม พันตํารวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดจันทบุรี พรรคพลังประชารัฐ ผมขอหารือเนื่องจากกระผมได้รับข้อร้องเรียน จากข้าราชการตํารวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตอําเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งประกอบ ไปด้วยสถานีตํารวจภูธรสะตอน สถานีตํารวจภูธรสอยดาว ซึ่งรวมไปถึงข้าราชการครู อาจารย์และข้าราชการทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ในอําเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งอําเภอสอยดาวนั้นอยู่ในแนวเขตแดนที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชา ซึ่งบุคคลเหล่านี้ ได้เสียสิทธิที่ควรจะได้รับสําหรับการนับเวลาราชการทวีคูณ ตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ถึงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ รวม ๗ ปี ๖ เดือน ๑๐ วัน ซึ่งในเวลาข้างต้นนั้น ทั้ง ๕ ตําบล ซึ่งประกอบไปด้วยตําบลปะตง ตําบลทุ่งขนาน ตําบลทับช้าง ตําบลทรายขาว และตําบลสะตอน อยู่ในเขตการปกครองของอําเภอโป่งน้ําร้อน จึงอยู่ในเขตพื้นที่ประกาศ กฎอัยการศึก ถึงแม้จะมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเป็นอําเภอ แยกการปกครองจาก อําเภอโป่งน้ําร้อน แต่เนื่องจากกฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ มาตรา ๕ บัญญัติว่า การที่ จะยกเลิกกฎอัยการศึกแห่งใดนั้น จะเป็นไปได้ก็ต่อมีกระแสพระบรมราชโองการเสมอ ดังนั้นเมื่อไม่มีพระบรมราชโองการประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ ๕ ตําบล ของกิ่งอําเภอสอยดาว จึงถือว่ากิ่งอําเภอสอยดาวยังคงเป็นพื้นที่กฎอัยการศึก ข้าราชการ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในห้วงเวลาดังกล่าวตามประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ดังกล่าวนั้น มีสิทธิ ในการที่จะนับอายุราชการทวีคูณ ปัจจุบันอดีตข้าราชการที่เกษียณหลังปี พ.ศ. ๒๕๔๑ นั้น จะมีสิทธิในการนับอายุราชการเป็นทวีคูณก็ต่อเมื่อต้องมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองเท่านั้น ซึ่งกราบเรียนว่าทุกรายที่ได้มีการฟ้องร้องนั้นชนะทุกราย จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง อธิบดีกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลัง อยากให้ข้าราชการได้สิทธิดังกล่าวได้ตาม กฎหมาย โดยไม่ต้องมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศักดินัย ตามด้วยท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ🔗

นายศักดินัย นุ่มหนู ตราด

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกล ขอนําปัญหาของ พี่น้องชาวตราดมาหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก ผมได้รับการประสานจากท่านรุ่งเรือง บุญเชษฐ์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๔ บ้านแหลมอวน ตําบลคลองใหญ่ อําเภอแหลมงอบ ท่านบอกว่าในชุมชนของท่าน มีคลองหนึ่งชื่อคลองมะปริงซึ่งเป็นคลองที่ชาวบ้านใช้ในการสัญจรออกไปทําการประมง ออกไปทํามาหากินซึ่งเคยได้รับการขุดลอกคลองเมื่อ ๑๐ ปีผ่านมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็ตื้นเขินอย่างมาก ไม่สามารถที่จะนําเรือออกไปทําการประมงได้อย่างสะดวก ต้องรอเวลา น้ําขึ้นเท่านั้นซึ่งเป็นความยากลําบากของผู้ที่เป็นชาวประมงที่ออกไปทํามาหากิน ของชาวบ้าน หมู่ที่ ๔ นี้ ก็อยากจะขอเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังหน่วยขุดลอก ของกรมเจ้าท่า ได้ช่วยเร่งรัดทําโครงการในการที่จะเข้ามาขุดลอกคลองของบ้านมะปริงนี้ ด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงในเรื่องของการขาดแคลน แรงงานประจําเรือ ซึ่งตอนนี้ในส่วนงานของราชการเรายังไม่ได้ให้แรงงานต่างด้าวเข้ามา ทํางานในภาคประมงของจังหวัดบ้านเรา ซึ่งจังหวัดบ้านผมในจังหวัดตราดก็ใช้แรงงาน จากประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ชิดติดกัน ซึ่งตอนนี้ทุกคนทุกฝ่าย ภาคแรงงานก็ดี เจ้าของเรือก็ดี ก็รอที่ภาครัฐจะเปิดให้นําแรงงานเข้ามาเพื่อที่จะได้มาทํางานสร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจ ให้กับครอบครัว ก็อยากจะขอเรียนผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ช่วยกัน เร่งรัดดําเนินมาตรการที่จะให้แรงงานได้เข้ามาทํางานในอุตสาหกรรมการประมงของ จังหวัดตราดได้ ก็เรียนฝากท่านประธานด้วยครับ เพราะเรื่องนี้สําคัญจริง ๆ ครับ ขอขอบคุณ มากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิสิฐ ตามด้วยคุณทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ เชิญครับ🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อตอนต้นเดือนนี้ทางกระทรวงการคลังได้นําเสนอการกู้เงินจากเอดีบี (ADB) จํานวน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นหลักดอกเบี้ยลอยตัวแล้วก็ ทําสแวป (Swap) ประเด็นก็คือว่าดอกเบี้ยที่จ่ายแพงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องออกพันธบัตร ภายในประเทศ ดอกเบี้ยพันธบัตรภายในประเทศ พันธบัตรรัฐบาล ๕ ปี ๑๐ ปี ขณะนี้ ดอกเบี้ยจะต่ํามาก สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าทําไมกระทรวงการคลังจึงรีบร้อนในการกู้เงิน จากเอดีบี (ADB) ทั้งที่ภายในประเทศเองมีสภาพคล่องล้น แล้วเราก็มีทุนสํารองถึง ๒๗๔,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ มีการเกินดุลการชําระเงิน ในภาพแม็กโคร (Macro) เราไม่ต้องการใช้เงินเลยจากต่างประเทศ ซึ่งต่างจากอดีตที่เราเคยหนุนให้กระทรวงการคลัง ไปกู้เงินเพื่อแลกเป็นเงินบาท แต่ในเวลานี้เป็นเวลาที่เรามีเงินล้นแล้วประชาชนก็มีความ เดือดร้อนว่าจะเอาเงินไปลงทุนอย่างไรดีเพราะแบงก์กดดอกเบี้ยต่ํามาก แต่การที่รัฐบาล ท่านไปเป็นหนี้กับต่างประเทศโดยใช่เหตุ คิดดูเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท อายุ ๑๐ ปี แค่ดอกเบี้ย ๑ เปอร์เซ็นต์ก็หมายถึงภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายต่างประเทศ ๔,๕๐๐ ล้านบาท เงินเหล่านี้ ควรจะเป็นเงินที่เป็นรายได้ของประชาชนคนไทยที่เขาจะได้เก็บออมแล้วก็ใช้ในยามเกษียณ ยามชรา ดังนั้นที่ผมขออนุญาตท้วงติงกระทรวงการคลังก็คืออยากจะให้ท่านประสาน นโยบายกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยว่าการที่มีการก่อหนี้ต่างประเทศควรจะมอง ภาพรวมของประเทศ อย่ามองแต่เรื่องของการเงิน เรื่องเฉพาะหน้าว่าจะเป็นการ ไดเวอร์ซิฟาย ริสก์ (Diversify risk) อย่างที่ท่านกล่าวอ้าง เพราะว่าสถานการณ์ปัจจุบัน ตรงกันข้ามกับอดีตครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณทัศนีย์ ตามด้วยคุณไพลิน เทียนสุวรรณ ครับ🔗

นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ เชียงใหม่

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลถึงเรื่องที่มีข่าวว่า ค่าตอบแทนพิเศษของพี่น้อง อสม. ตามมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เป็นจํานวน ๕๐๐ บาท ในระยะเวลา ๗ เดือน คือตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๖๓ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๓ นั้น แต่เดิมเคยมีข่าวว่าเราจะให้ อสม. ทั้งหมด ๑๙ เดือน คือเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ ถึง เดือนกันยายน ๒๕๖๔ จึงอยากทราบความชัดเจนว่าจะให้พี่น้อง อสม. ทั้งหมดเท่าไรกันแน่ แต่อยากจะขอความกรุณาท่านนายกรัฐมนตรีกรุณาให้ตามเดิมคือ ๑๙ เดือน เพราะเพื่อเป็น ขวัญกําลังใจให้กับพี่น้อง อสม. ที่เขาทํางานเป็นด่านหน้าในการตรวจคัดกรองโรค เพราะว่า ท่านมั่นใจหรือว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) นี้เราจะหมดไป แต่ว่าตอนนี้ทั้งโลกกําลังระบาดอยู่ แล้วดิฉันไม่มั่นใจว่าเราจะกลับมาระบาดอีกรอบเมื่อไร จึงอยากจะขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ให้ค่าตอบแทนพิเศษพี่น้อง อสม. ตามเดิมที่เคยให้ข่าวไว้คือ ๑๙ เดือนด้วย แต่ ณ วันนี้ ทั้งพี่น้อง อสม. ก็ยังไม่ได้รับค่าตอบแทนพิเศษแม้แต่เพียงเดือนเดียว จึงอยากขอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยติดตามเร่งดําเนินการค่าตอบแทนพิเศษนี้ให้กับพี่น้อง อสม. เพื่อเป็น ขวัญและกําลังใจต่อไปด้วย ขอบคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณไพลิน ตามด้วยท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ครับ🔗

นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต ๗ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันเองมีข้อหารือมานําเรียน กับท่านประธานด้วยกันทั้งหมด ๒ เรื่องนะคะ🔗

ประเด็นแรก ก็คือประเด็นในเรื่องการปล่อยน้ําเสียของโรงงานอุตสาหกรรม ในพื้นที่อําเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ดิฉันเองได้รับเรื่องร้องเรียนจาก พ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวอําเภอพระสมุทรเจดีย์ในเรื่องเกี่ยวกับการปล่อยน้ําเสีย ของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ โดยที่โรงงานไม่ได้มีการบําบัดน้ํา แล้วก็ปล่อยน้ําเสีย ลงตามคูคลอง แล้วก็ทําให้เกิดการส่งกลิ่นเน่าเหม็น แล้วก็ทําลายสัตว์น้ําในเขตลําคลอง แล้วก็ในเรื่องเกี่ยวกับการที่มีเรือสินค้าเทียบท่าที่บริเวณปากแม่น้ําเจ้าพระยา เกิดการรั่วไหล ของคราบน้ํามัน สร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมชายฝั่ง แล้วก็ทําให้สัตว์น้ําที่เป็นสัตว์น้ําขนาดเล็กและขนาดใหญ่เกิดความสูญเสียและเสียหาย แล้วทําให้เกิดการตายเกิดขึ้น ซึ่งประเด็นตรงนี้จะเกี่ยวโยงไปเกี่ยวกับการทําประมง ในเขตพื้นที่ ดิฉันเองก็ขอนําเรียนฝากท่านประธานในเรื่องนี้🔗

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือดิฉันเองขอทวงถามในเรื่องของหลังคาสะพานลอย ในเขตพื้นที่ตําบลบางจาก อําเภอพระประแดง ตรงนี้ดิฉันเองได้หารือผ่านสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๓ บัดนี้ก็ยังไม่เห็นโครงการ ดิฉันเองขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนโครงการสร้างหลังคาสะพานลอยหน้าโรงเรียนสิริวัฒนาและโรงเรียนบ้านบางจาก ในเขตพื้นที่ตําบลบางจาก อําเภอพระประแดง ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดําเนินการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของบุตรหลานและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในช่วงหน้าฝน ก็ขอฝากท่านประธานใน ๒ ประเด็นนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญ ท่านกิตติศักดิ์ ตามด้วยนางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ เชิญครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตนําเรียนปัญหาที่พี่น้องประชาชนร้องเรียนมา ๓ ข้อครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

๑. การขุดลอกลําห้วยคะคางช่วงประตูระบายน้ําบ้านท่าตูม ตําบลท่าตูม อําเภอเมืองมหาสารคาม ผมได้รับการประสานงานจากนายสิงห์ทอง ไชยคําภา นายก อบต. ท่าตูม กํานัน นายดาว ประทุมไชย และผู้ใหญ่บ้าน นายสุทัศน์ ประทุมไชย และพี่น้องชาวท่าตูม และราษฎร์พัฒนา เนื่องจากห้วยคะคางเป็นลําคลองที่สําคัญมีความยาว ๕๐ กิโลเมตร จากอ่างเก็บน้ําคะคางที่ตําบลโคกก่อ ผ่านตําบลตลาด ถึงตําบลท่าตูม ส่วนใหญ่มีสภาพ ทรุดโทรม ตื้นเขิน ไม่สามารถจะเก็บน้ําได้ หน้าฝนน้ําก็จะท่วม หน้าแล้งก็ไม่มีน้ําใช้ โดยเฉพาะช่วงหน้าบานประตูระบายน้ําท่าตูม จึงขอให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์พิจารณาดําเนินการด้วย🔗

๒. เรื่องปัญหาถนนทางหลวงท้องถิ่นสายแยก ทล. ๒๐๔๐ บ้านโคกสี ตําบลหนองปลิง ถึงสามแยก ทล. มค. ๒๐๐๘ บ้านหนองอีดํา ตําบลหนองโน ผมได้รับ การประสานงานจากพี่น้องในตําบลหนองปลิง ตําบลหนองโน เรื่องถนนที่มีสภาพทรุดโทรม เป็นหลุมเป็นบ่อ ซึ่งในภาพดังกล่าวมีความยาว ๓ กิโลเมตร เป็นความรับผิดชอบของ อบจ. มหาสารคาม แต่ไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงขอรับการสนับสนุนจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติพิจารณาสนับสนุนงบโครงการฟื้นฟูเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท🔗

๓. ปัญหาถนนทางหลวงท้องถิ่น มค. ถ. ๑-๐๐๒๔ สายบ้านเขวาน้อย ตําบลหนองม่วง อําเภอบรบือ ถึงบ้านภูดิน ตําบลโคกก่อ อําเภอเมืองมหาสารคาม ระยะทาง ๖ กิโลเมตรกว่า ก็ขอให้ผู้เกี่ยวข้องดําเนินการแก้ไขต่อไปครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณวชิราภรณ์ ตามด้วยคุณคารม พลพรกลาง ครับ🔗

๑. ศาลจังหวัดเวียงสระได้เปิดทําการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ เป็นศาลชั้นต้น ที่มีอํานาจหน้าที่ในการพิพากษาคดีแพ่งแล้วก็คดีอาญาทั้งปวง สถิติในการพิพากษา มีมากกว่า ๑๐,๐๐๐ คดี🔗

ประการที่ ๒ การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นพนักงาน สอบสวน พนักงานอัยการ ขาดความคล่องตัวเนื่องจากไม่มีเรือนจําอยู่ในพื้นที่เวลาจะเบิกตัว ผู้ต้องหามาก็จําเป็นจะต้องเบิกตัวมาจากเรือนจําพิเศษในอําเภอเมือง ซึ่งอยู่ห่างจากศาล จังหวัดเวียงสระ ไปกลับก็ ๑๔๐ กิโลเมตร อีกทั้งเส้นทางคมนาคมบางช่วงเป็น ๒ เลน (Lane) การเดินทางทําให้ไม่ปลอดภัยแล้วก็สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้ง ผู้ต้องหายังมีการตีตรวนที่ข้อเท้า การเดินทางเป็นระยะเวลาไกลย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพ ร่างกายแล้วก็จิตใจของผู้ต้องหา ซึ่งผู้ต้องหาบางรายเมื่อกลับจากการขึ้นศาลเกิดการเจ็บป่วย🔗

ประการสุดท้ายค่ะ ในขณะนี้ในพื้นที่ก่อสร้างเรือนจําที่อําเภอเวียงสระ มีความพร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนตําบลคลองฉนวน สํานักงานที่ดิน สาขาเวียงสระ อีกทั้งเมื่อวันที่ ๒๐ ที่ผ่านมาท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม และท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสภาพ การก่อสร้างเรือนจําอําเภอเวียงสระแล้ว แต่อย่างไรก็ตามอยากฝากเรียนท่านประธาน ไปยังกระทรวงยุติธรรมให้เร่งดําเนินการในเรื่องนี้ด่วน กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านคารม ตามด้วยท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ เชิญครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จังหวัดร้อยเอ็ด ขออนุญาตนําเรื่องหารือท่าน ๒ เรื่องในเวลา ๒ นาที🔗

เรื่องแรกเป็นเรื่องของการจัดตั้งศาลจังหวัดสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีคําขวัญว่า สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกต บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ เป็นจังหวัดที่มีความหนาแน่นในประเทศอยู่อันดับต้น ๆ อันดับที่ ๒๓ หรืออันดับที่ ๒๕ ประมาณนี้นะครับ อยากเรียนต่อท่านประธานว่าขณะนี้มีเพียงศาลจังหวัดร้อยเอ็ดเท่านั้น ที่ทําหน้าที่อํานวยความยุติธรรมให้กับประชาชน แต่ว่าปริมาณคดี เฉพาะที่ผมมีข้อมูลจาก การตรวจสอบในภาค ๔ เฉพาะปี ๒๕๖๑ มีคดีค้างถึง ๔,๘๒๗ คดี เพราะฉะนั้นมีความ จําเป็นในการที่จะพิจารณาจัดตั้งศาลจังหวัดสุวรรณภูมิ เพื่อให้บริการในเขตอําเภอสุวรรณภูมิ อําเภอเกษตรวิสัย อําเภอโพนทราย อําเภอเมืองสรวง อําเภอใกล้เคียง แล้วก็มีพื้นที่อยู่แล้ว บริเวณหน้าศูนย์วิจัยอาหารสัตว์ อําเภอสุวรรณภูมิ แล้วประชาชนก็เรียกร้องมา จึงนําเรียน หารือในเรื่องแรก🔗

เรื่องที่ ๒ ขอนําเรียนหารือท่านประธานเกี่ยวกับการขุดลอกลําน้ําเสียวใหญ่ ซึ่งเป็นลําน้ําที่มีความสําคัญ ลําน้ําโบราณที่สามารถใช้ในการผลิตน้ําประปา ทําให้อําเภอ สุวรรณภูมิ อําเภอเกษตรวิสัย มีน้ําประปาบริการประชาชนได้ แต่เนื่องจากมีความตื้นเขิน ประกอบกับว่ามีการลุกล้ําด้วย เพราะฉะนั้นอยากกราบเรียนท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกรมเจ้าท่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม ที่สามารถจะให้งบประมาณมาจัดการขุดลอกเพื่อให้มีน้ําใช้ในหน้าแล้ง โดยเฉพาะปีนี้น้ําน้อยมาก จึงกราบเรียนท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยความเคารพครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสะถิระ ตามด้วยนางสาวธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ เชิญครับ🔗

นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมใคร่ขอหารือกับท่านประธาน ถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในอําเภอสัตหีบที่ได้รับการร้องเรียนอยู่เป็น ประจําคือการให้บริการสาธารณูปโภคชนิดหนึ่ง คือการให้บริการด้านการไฟฟ้าของกิจการ ไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ ปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนมากที่สุดแบ่งเป็นประเด็น ดังนี้ครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ การขยายเขตไฟฟ้าแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่สัตหีบ สนามบิน มีแล้ว รถไฟฟ้ากําลังจะมี แต่บางพื้นที่ไฟฟ้ายังไม่มีครับท่านประธาน🔗

ประเด็นที่ ๒ กระแสไฟฟ้าตกและดับอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงความรวดเร็วในการ แก้ปัญหาที่ขัดข้องเมื่อเกิดเหตุ🔗

ประเด็นที่ ๓ ความล่าช้าในการขอรับคืนเงินการประกันมิเตอร์ไฟฟ้าครับ🔗

ประเด็นสุดท้าย มาตรฐานการให้บริการยังไม่ได้เทียบเท่ากับการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค ท่านประธานครับ อําเภอสัตหีบผมก็ยังเป็นอําเภอเดียวในประเทศไทยที่ยังมีทั้ง บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ําภาคตะวันออก จํากัด (มหาชน) หรืออีสต์ วอเตอร์ (East water) และกิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ ซึ่งทั้ง ๒ องค์กรเป็นที่คิดถึง และพูดถึงของประชาชนอําเภอสัตหีบของผมเป็นประจําทุกวันครับ แต่อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือก็ยังสามารถทําให้เรายังมีไฟฟ้าใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ และรายได้ของกิจการไฟฟ้าก็เพื่อทุนการศึกษาของบุตรหลานข้าราชการกองทัพเรือ และสวัสดิการของข้าราชการในกองทัพ ท่านประธานครับ ผมก็ยังเชื่อมั่นว่ากองทัพเรือ ไม่เคยทิ้งประชาชน ด้วยศักยภาพของกองทัพเรือนั้นท่านจะสามารถพัฒนาและปรับปรุง กิจการไฟฟ้าของของท่านเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอําเภอสัตหีบ ด้วยความจริงใจและจริงจัง🔗

ดังนั้น ผมจึงใคร่ขอท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกัน ช่วยเร่งรัดการพัฒนาแก้ไขปรับปรุงการให้บริการไฟฟ้า อําเภอสัตหีบของกิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อําเภอสัตหีบ เป็นการด่วนที่สุด พร้อมแจ้งแผนการพัฒนาให้ท้องถิ่น ท้องที่และพี่น้องประชาชนทราบ เป็นการด่วนด้วยเช่นกัน กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญนางสาวธีรรัตน์ ตามด้วยท่านเทพไท เสนพงศ์ ครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันมีความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเรื่องของ การเดินทางที่ประสบอุบัติเหตุ เนื่องจากคุณภาพของถนนมีความชํารุด ทรุดโทรม เสียหาย แล้วก็ไม่ได้รับการซ่อมแซมมาเป็นเวลานาน ในวันนี้ดิฉันจึงขอประสานไปถึงกรุงเทพมหานคร ได้โปรดทํางานร่วมกับสํานักการโยธาลงไปถึงสํานักงานเขตลาดกระบังไปซ่อมแซม ถนนแฮปปี้เพลส บริเวณตรงข้ามศูนย์ไอซีดี (ICD) เนื่องจากว่าถนนแฮปปี้เพลสแห่งนี้ มีความชํารุดโทรมมาเป็นเวลานานแล้ว มีการปรับปรุงในช่วงของต้นซอยไป แต่เหลือ ๘๐๐ เมตรสุดท้ายท้ายซอย ซึ่งประชาชนดั้งเดิมอาศัยอยู่เป็นจํานวนมาก แต่ไม่ได้รับ การดูแล ฉะนั้นดิฉันจึงอยากที่จะให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรีบลงไปดูแลโดยด่วน เพราะว่า ทุก ๆ วันมีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง แล้วก็มีรถบรรทุก รถเทรลเลอร์ รถ ๑๘ ล้อขนาดใหญ่ ที่ไม่ควรจะมาวิ่งในชุมชน แต่ก็ไม่ได้รับการป้องกันจากเจ้าหน้าที่ เช่น เจ้าหน้าที่ตํารวจ หรือว่าเจ้าหน้าที่จากสํานักงานเขตให้มาควบคุมไม่ให้มาวิ่งในชุมชน ทําให้ถนนเกิด ความทรุดโทรม ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของข้าราชการที่จะต้องลงไปดูแลและช่วยเหลือประชาชน สัปดาห์ที่แล้วที่ดิฉันได้หารือในเรื่องของเส้นคลองลํากอไผ่ ถนนเลียบคลองลํากอไผ่ ตอนนี้ ก็ชํารุดทรุดโทรมมาก รวมถึงมีน้ําขัง ซึ่งในช่วงที่ฝนไม่ตกแล้วก็มีน้ําแห้งไปก็อยากให้ เจ้าหน้าที่ไปปะหลุมหรือว่าซ่อมแซมเบื้องต้นก็ยังดี ถ้าหากว่ายังไม่มีงบประมาณในเรื่องของ การวางท่อระบายน้ําหรือขยายเส้นทางให้เพิ่มเติม ขอให้รีบลงไปโดยด่วนด้วยค่ะ แล้วก็ ถนนร่มเกล้า ๑๙ แยก ๖ ถนนร่มเกล้า ๒๑ แยก ๗ มีการทําเบื้องต้นในเรื่องของต้นซอย แต่ท้ายซอยยังไม่ได้รับการแก้ไข และซอยกลางน้ําแขวงขุมทอง ดารุลมุกีม ด้วยค่ะ ขอบคุณ ท่านประธานค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณเทพไท เสนพงศ์ ตามด้วยคุณธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ครับ🔗

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ ขอเป็นกระบอกเสียงให้กับนักเสี่ยงโชค สืบเนื่องจากผมได้รับการร้องเรียนเรื่องการขาย สลากกินแบ่งรัฐบาลหรือลอตเตอรี่เกินราคา ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกครับท่านประธาน เป็นมาทุกยุคทุกสมัยไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาการขายเกินราคาได้ แม้กระทั่งยุค คสช. ที่มี มาตรา ๔๔ ได้แต่งตั้ง พลตรี อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ ๑ ในสมัยนั้นเป็นประธานกรรมการ คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ แก้ปัญหาระยะเพียงสั้น ๆ ไม่นาน จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการขายเกินราคาขึ้นมาอีก ผมคิดว่าเป็นปัญหาของ พี่น้องประชาชนคนที่เป็นนักเสี่ยงโชคที่ตั้งความหวังไว้ว่าสักวันหนึ่งก็อยากจะมีโชคจาก การซื้อลอตเตอรี่ รัฐบาลก็พยายามที่จะแก้ปัญหา ผมเห็นความตั้งใจที่อยากจะแก้ปัญหานี้มา ๘ ครั้ง โดยการพิมพ์ฉลากกินแบ่งรัฐบาลเพิ่ม จากเมื่อก่อน ๓๗ ล้านฉบับ จนมาถึง ๙๐ ล้านฉบับ เพิ่มขึ้นมา ๕๓ ล้านฉบับ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือร้อยละ ๔๓.๒๔ เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๑ จนถึงปัจจุบันก็ยังแก้ไม่สําเร็จ ไม่ว่าจะแก้ด้วยวิธีการเพิ่มอย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวยชุด ที่ท่านประธานเห็นในภาพ หวยชุด ๆ ละ ๕๐-๖๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นการยั่วยวน การจูงใจให้มี การซื้อ ผมอยากให้รัฐบาลมาแก้ปัญหาโดยจัดทําหวยชุดเสียเองเพื่อจะได้ควบคุมได้ มิฉะนั้น แม่ค้าก็จะอ้างว่ามีปัญหาเรื่องต้นทุนในการรวบรวมหวยชุด เพราะฉะนั้นฝากรัฐบาลว่า ให้แก้ปัญหานี้โดยด่วนครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรากหญ้านะครับ เขาเรียกว่าคนมีเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น ฝากท่านประธานไปครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านธัญญ์วาริน ตามด้วยท่านศิริพงษ์ รัสมี ครับ🔗

นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภา ดิฉัน ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ จะขอปรึกษาหารือเรื่องที่มีนักเรียนจากทั่วประเทศร้องเรียนมายังตัวดิฉันเอง แล้วก็ ส.ส. พรรคก้าวไกลอีกหลายท่าน โดยที่มีนักเรียนหลายคนร้องเรียนมาว่าเขาถูกคุกคามจาก ครูบาอาจารย์ จากผู้บริหารสถานศึกษา แล้วก็ถูกเอาตํารวจมาข่มขู่ดําเนินคดี ซึ่งเด็กเหล่านี้ ถูกคุกคามทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพียงเพราะว่าเด็กเขาชู ๓ นิ้ว ผูกโบว์ขาว ถือกระดาษเปล่า มันน่ากลัวตรงไหนคะ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรผิดกฎหมาย แต่ครูบาอาจารย์สถานศึกษา กลับกลัวสิ่งเหล่านี้ ดิฉันไม่เข้าใจว่าเด็กเขาทําผิดตรงไหน นี่คือสิทธิเสรีภาพของเยาวชน ของนักเรียนที่สามารถทําได้ในกรอบของกฎหมาย แล้วดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าจะกลัวอะไรในเมื่อ ท่านนายกรัฐมนตรียังออกมาบอกว่ามีเด็กหลายคนที่โดนบูลลี (Bully) โดนบังคับให้ออกมา แสดงความคิดเห็น แต่นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้บอกว่าเด็กที่โดนบูลลี (Bully) โดยครูบาอาจารย์ ของตัวเอง ผู้บริหารสถานศึกษาของตัวเอง เขาจะดูแลรักษา เยียวยา ป้องกันเด็กเหล่านั้น อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็รู้ดีท่านมาจากไหน ก็มาจากม็อบ (Mob) ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านรัฐมนตรี ก็เป่านกหวีดมาได้ดีกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จะกลัวอะไรกับการที่เด็กจะออกมาแสดงประชาธิปไตย ดิฉันเห็นคลิป (Clip) ที่เด็กออกมา อธิบายหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และกฎหมายให้ครูบาอาจารย์ฟัง ก็รู้สึก สะท้อนใจว่าครูบาอาจารย์สมัยนี้เก่งสู้เด็กไม่ได้ ฉลาดสู้เด็กไม่ได้เลย ก็จะฝากท่านไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรี พม. ว่าจะดูแล เยียวยา ป้องกันเด็กเหล่านี้อย่างไร สิ่งที่สําคัญโรงเรียนควรจะเป็นที่บ่มเพาะวัฒนธรรม ประชาธิปไตย ไม่ใช่บ่มเพาะวัฒนธรรมอํานาจนิยม ฝากด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศิริพงษ์ ตามด้วยท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม เชิญครับ🔗

นายศิริพงษ์ รัสมี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศิริพงษ์ รัสมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๗ เขตหนองจอก พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมจะหารือต่อไปนี้เป็นเรื่องที่สําคัญต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๕๐ คน นั่นก็คือในเรื่องของศักดิ์ศรีของ ส.ส. ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ เมื่อวันพุธที่ ๕ สิงหาคม เวลา ๑๑.๐๐ น. โดยประมาณ คณะอนุกรรมาธิการแผนงานบูรณาการ ๒ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ วันนั้นได้มีการพิจารณาในเรื่องของกรมทรัพยากรน้ําบาดาล ทั้งนี้และทั้งนั้นได้มีการอภิปรายในห้องประชุมและมีการเปรียบเทียบระหว่างกรมทรัพยากร น้ําบาดาลจะดําเนินการในการขุดเจาะน้ําบาดาลเองกับจ้างบริษัทผู้รับเหมา ในวันนั้นมีการ อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้และทั้งนั้นได้มีการพักการประชุมได้เกิดเหตุการณ์ที่ ท่านอธิบดีกรมทรัพยากรน้ําบาดาลได้ขึ้นมาพูดว่ามีอัดเสียงโทรศัพท์ไว้ว่ามีการข่มขู่ เมื่อคืนนี้ ก็เลยมีการพักการประชุม ทั้งนี้และทั้งนั้นเหตุเกิดตั้งแต่วันที่ ๕ ผมไม่อยากจะให้เรื่องหายไป ก็เลยขอเรียกร้องท่านอธิบดีกรมทรัพยากรน้ําบาดาลให้ออกมาเปิดเผยรายชื่อ คณะอนุกรรมาธิการคนไหนที่ทําในสิ่งที่ไม่ดีต่อสภาผู้แทนราษฎรของเรา คนที่จะต้อง รับผิดชอบคนแรกก็คือท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ ๒ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ แล้วก็คนต่อไปก็คือท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการ เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตท่านประธานสภาว่าเรียกร้องคนที่ทําในสิ่งที่ไม่ดี เพื่อศักดิ์ศรีของ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรของเราที่เกิดในวันพุธที่ ๕ สิงหาคม ขอบคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญ ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ตามด้วยท่านปรีดา บุญเพลิง ครับ ท่านอุบลศักดิ์ยังมาไม่ทัน ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗

นายปรีดา บุญเพลิง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ทรงเกียรติ ผม ปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ขอหารือ ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สพฐ. ก.ค.ศ. ก.พ.ร. เรื่องการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งได้ขึ้นบัญชีไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ และจะครบกําหนด ๒ ปีในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ การดําเนินการบรรจุและแต่งตั้งเป็นไปตามประกาศและระเบียบ ทุกประการ ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากบุคคลที่สอบขึ้นบัญชีไว้ไม่สามารถบรรจุและแต่งตั้งได้ ด้วยเหตุผลจากแผนการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีนักเรียนต่ํากว่า ๑๒๐ คนลงมา ทําให้เกิดสุญญากาศทางการบริหารคุณภาพการศึกษาตกต่ํา หากเปรียบเทียบโรงเรียน ไม่มีผู้บริหารโรงเรียนมาหลายปี มีแต่ผู้รักษาการ การตัดสินใจในการบริหารโรงเรียนจะมีไหม เหมือนกับประเทศเรานี้แหละถ้าไม่มีนายกรัฐมนตรีและให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาการ ท่านนึกภาพดูสิครับว่าประเทศชาติจะบริหารประเทศไปอย่างไร ดังนั้นผมอยากจะเรียน ให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กํากับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยหารือเรื่องนี้ กับ สพฐ. ก.ค.ศ. ก.พ.ร. เพื่อหาทางออกให้โรงเรียนที่ยังไม่มีผู้บริหารได้มีผู้บริหารตัวจริง และขณะนี้บางจังหวัดก็ยังประกาศรับสมัคร ผอ. สถานศึกษา ปี ๒๕๖๓ อย่างเช่น จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดภูเก็ต ประกาศรับสมัครสอบ บรรจุเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ๑ อัตราเท่านั้นหมดทั้งจังหวัด เพราะฉะนั้นทําให้เกิด การสิ้นเปลืองงบประมาณ ผมอยากจะให้ได้มีการบรรจุผู้บริหารสถานศึกษาที่ขึ้นบัญชีไว้ ข้ามจังหวัดได้ โรงเรียนจะได้มีผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษาให้นักเรียนมีคุณภาพ ต่อไป ขอบคุณครับ🔗

จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๘๕ คน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิก ที่ยื่นความจํานงของหารือไว้หมดแล้วนะครับ เรียนท่านสมาชิกว่าขณะนี้ท่านสมาชิกมาลงชื่อ ประชุม จํานวน ๒๘๗ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมและดําเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗

เรียนท่านสมาชิกก่อนที่จะมีการถามตอบกระทู้ตามระเบียบวาระกระทู้ถาม ผมขอเรียนให้ที่ประชุมทราบว่าสําหรับการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะ ขอให้ ไปดําเนินการถามและตอบในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปนะครับ🔗

๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗

๑.๑.๑ กระทู้ถาม ที่ ๐๘๒ ส. (นายสุทิน คลังแสง เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถามนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมาย นายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ตอบ🔗

กระทู้ถามสด ด้วยวาจาวันนี้ กระทู้แรกถามสดด้วยวาจาของท่านสุทิน คลังแสง ด้วยได้รับการประสานงาน จากเจ้าหน้าที่แจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ตอบกระทู้ถามเรื่องนี้แทน ในการนี้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง คือท่านสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามดังกล่าวแทน ฉะนั้นจึงขออนุญาตเชิญท่านสุทิน คลังแสง ได้ถามและเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านสันติ พร้อมพัฒน์ ได้เตรียมตัวตอบ เชิญท่านสุทินครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพ ผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ใคร่ขอถามกระทู้ไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้ทราบว่าได้มอบรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมา ขออนุญาตเกริ่นเข้าสู่คําถามครับ เป็นคําถามที่อยากจะสอบถามเรื่องความคืบหน้า เกี่ยวกับการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.บ. เงินกู้ ซึ่งเราเพิ่งผ่านสภาไปเมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว ก็เป็นที่ทราบ และยังจํากันได้ว่าเมื่อสัก ๒ เดือนที่แล้ว รัฐบาลได้ยื่นขอสภาเพื่ออนุมัติให้กู้เงินเพื่อแก้ปัญหา วิกฤติการณ์โควิด (COVID) ซึ่งครั้งนั้นกู้เงินเป็นจํานวน ๑ ล้านล้านบาท แล้วก็ใช้มาตรการ ทางการเงินอีก ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยเหตุผลว่าจะไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมความแล้วเราใช้เม็ดเงินตอนนั้น เงินสด เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ใช้มาตรการทางการเงิน อีก ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็รวม ๑,๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยเราคาดหวังกันว่าจะได้ช่วย แก้ปัญหาให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงขณะนี้เราเองก็ได้ทราบสัญญาณ เศรษฐกิจที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง🔗

ประการแรก เมื่อวานนี้สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจําง่าย ๆ กันว่าสภาพัฒน์ เรียกง่าย ๆ นะครับ ได้แถลงตัวเลขการขยายตัวของจีดีพี (GDP) บอกว่าในไตรมาสที่ ๓ คือเดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม เดือนกันยายนนี้จะติดลบ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตก ส่งผลต่อความเชื่อมั่นทั้งผู้ลงทุน ผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านทั่วไปก็วิตกกับการดําเนินชีวิตที่จะมีขึ้น ซ้ําอีกก็เมื่อวานนี้สด ๆ ทางรัฐบาลก็มีการอนุมัติให้กู้เงิน ใช้คําว่า เพื่อไปโปะหรือแก้ปัญหางบปี ๒๕๖๓ อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่ง ณ ขณะนี้หมู่ประชาชนทั่วไปเองก็เกิดความสับสนว่ากู้แล้วกู้เล่า แล้วก็กู้หลายครั้ง สภาเองเราก็เกิดความกังวลว่าเมื่ออนุมัติให้กู้เงินแล้วก็คาดหวังว่าเศรษฐกิจ จะมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่สัญญาณนั้นกลับตรงกันข้าม ดําดิ่งลงตลอด แล้วยิ่งไปดูวิถีชีวิตของ ประชาชนแล้วการเยียวยาก็ทราบว่าหมดลงแล้ว ความเดือดร้อนในหมู่พี่น้องประชาชน ก็ปรากฏชัด เราเองซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้ซึ่งอนุมัติงบให้ อนุมัติการให้กู้เงิน จึงเกิดคําถามในใจ ที่อยากจะถามเพื่อนําไปตอบพี่น้องประชาชนและประชาชนจะได้ฟัง🔗

คําถามที่ ๑ จากวันที่เราอนุมัติให้กู้เงินจนมาถึงวันนี้ อยากทราบว่าท่านกู้เงิน ไปเท่าไรแล้ว กู้ที่ไหน ชัด ๆ นะครับ กู้เท่าไรแล้วที่อนุมัติให้กู้ ๑ ล้านล้านบาท แล้วกู้ที่ไหน เงื่อนไขอย่างไร อยากทราบเป็นข้อแรกครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีสันติตอบครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายให้มาตอบกระทู้ถามสดของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านสุทิน คลังแสง ต่อคําถามของท่านว่าตามที่ท่านและสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้อนุมัติให้รัฐบาลไปกู้เงิน ประมาณ ๑.๙ ล้านล้านบาท บัดนี้ได้ใช้เงินไปเท่าไร อย่างไร และการอนุมัติเงินกู้ดังกล่าว กู้มาเท่าไรแล้ว และกู้ที่ไหน ผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสุทิน คลังแสง ที่ได้เป็นห่วงเป็นใยในความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและในระบบเศรษฐกิจ ก่อนอื่นผมต้องกราบเรียนท่านว่าการกู้เงินตาม พ.ร.บ. เงินกู้ที่กู้เงิน ๑.๙ ล้านล้านบาทนั้น ก็เพื่อที่จะมาแก้ไขปัญหาแล้วก็บรรเทาความเดือดร้อนอันเนื่องมาจาก โควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งก็ต้องเรียนว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนว่าโรคโควิด (COVID) ได้ระบาดไปทั่วโลก ทําให้เศรษฐกิจทั้งของประเทศไทยและของทั่วโลกประสบปัญหาอย่าง รุนแรงแบบที่ไม่เคยพบมาก่อน เราจะเห็นว่าเศรษฐกิจของทั้งโลกแปรปรวน มีปัญหา ในทุกประเทศ ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ในสังคมในประชาคมโลกก็อดที่จะถูก กระทบไม่ได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลของ ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็จึงได้เร่ง ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงเกิดการกู้เงินจํานวนดังกล่าวตามที่ท่านได้ถามถึงนั้นขึ้น โดยสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็ได้อนุมัติให้ไปใช้แล้ว เงินกู้ดังกล่าวนั้นแยกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก ก็จํานวน ๑ ล้านล้านบาท เป็นเงินกู้ที่จะนํามาช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องของการถูกเลิกจ้างจากที่เศรษฐกิจมันตกต่ํา ทําให้อุตสาหกรรม ธุรกิจการค้าการขายหรือเกิดจากการป้องกันไม่ให้โควิด (COVID) แพร่หลายอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะทําให้เกิดปัญหามากมายของประเทศได้ เงินก้อนนี้ก็จะนําไปเยียวยาผู้ที่ตกงานแล้วก็ไป ช่วยเหลือในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวและ อีกส่วนหนึ่งก็จะไปดําเนินการในเรื่องของการควบคุมดูแลโรค โดยเฉพาะในโรงพยาบาล ในด้านต่าง ๆ มากมาย การช่วยเหลือเยียวยานั้นเราได้จําแนกเป็นจํานวนวงเงิน ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะไปเยียวยาในด้านของของพี่น้องประชาชนแล้วก็อีก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เยียวยา ในด้านของการแพทย์และสาธารณสุข ส่วนอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ก็จะไปเยียวยาฟื้นฟู ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม บัดนี้ พ.ร.บ. เงินกู้ได้รับการอนุมัติ แล้วก็กู้เงินไปเยียวยาดูแล พี่น้องประชาชนจํานวน ๓๔๔,๗๓๕ ล้านบาท ได้รับอนุมัติเงินกู้จาก ครม. ไปแล้วนะครับ กู้แล้ว แล้วก็ได้ใช้จ่ายดําเนินการช่วยเหลือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไปแล้ว ๓๑๘,๗๖๑ ล้านบาท การกู้เงินดังกล่าวนั้นโดยกระทรวงการคลัง สํานักงานบริหารหนี้ สาธารณะเป็นผู้ดําเนินการกู้ตาม พ.ร.บ. นี้ ก็จากพีเอ็น (PN) ตั๋วแลกเงินส่วนหนึ่ง แล้วก็กู้จากพันธบัตรรัฐบาล และกู้จากพันธบัตรออมทรัพย์ ตามจํานวนเงินที่ได้กล่าวไปแล้ว ขณะนี้ได้ใช้แล้ว เงินดังกล่าวได้ลงไปเยียวยาพี่น้องประชาชนตามที่เราทราบกันอยู่แล้ว คําถามแรกก็ขอตอบนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน สุทิน คลังแสง ถามคําถามที่ ๒ ครับ เชิญครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณ ฯพณฯ ท่านรัฐมนตรีครับที่ได้กรุณาตอบ คือคําถามนี้เราได้พยายามถามว่าจะกู้จากที่ไหน ตั้งแต่ตอนคราวพิจารณาที่สภา ก็ไม่ได้รับคําตอบว่าจะกู้ที่ไหน วันนี้ก็ถามอีก แล้วคําถามนี้ ที่จริงเราต้องถามในคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบ แต่ทราบว่าที่นั่นก็ไม่ได้รับ คําตอบ ยังมีปัญหาการทํางานกันอยู่ที่นั่นว่า ยังไม่มีใครที่จะรู้ กู้ที่ไหน กู้อย่างไร ใช้อย่างไร แต่ก็กราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ที่อย่างน้อยที่สุดก็ได้ทราบว่าเรากู้มา แล้วก็ใช้ไปกับการเยียวยา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แล้วกู้จากภายในก็คือใช้กู้จากพันธบัตรและพีเอ็น (PN) นั่นก็แสดงว่าในกรอบ ๑ ล้านล้านบาทที่ขออนุมัติไป แล้วก็ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับเยียวยานี่ คราวที่แล้ว เยียวยายังไม่หมด ก็เยียวยาไปเพียง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างน้อยที่สุดก็จะเหลือไว้ เยียวยาชาวบ้านอีกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าใจ อย่างนั้น ก็เลยอยากจะถามต่อในข้อที่ ๒ เลยครับว่า การเยียวยาพี่น้องประชาชน ขณะนี้ท่านได้ทําจบสิ้นหรือยัง จะมีโครงการที่เยียวยาต่อหรือไม่ ถ้าเยียวยาต่อจะเยียวยา กลุ่มไหนอย่างไร อันนี้ข้อที่ ๒ ขอถามครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ขอบคุณ ท่านสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคามนะครับ คําถามที่ ๒ ว่าจะมีการเยียวยาต่อหรือไม่ แล้วก็กลุ่มใด ก่อนอื่นผมก็ขอลงรายละเอียดว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแรกที่เป็นเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยา ก็ได้เยียวยา ในด้านของประชาชนที่ถูกเลิกจ้าง อันเนื่องมาจากธุรกิจอุตสาหกรรมทั่วโลกชะลอตัว ทําให้โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง หรือผู้ประกอบการหลายแห่งนี้ก็จะต้องหยุดงาน ชั่วคราว เมื่อมีเหตุดังนั้นรัฐบาลจึงได้นําเงินจํานวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นแยกเป็น เยียวยาประชาชนที่ประสบปัญหาในเรื่องของการตกงาน หรือการที่ถูกเลิกจ้างชั่วคราว ตั้งวงเงินไว้ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่พวกเรารับทราบกันว่าทางกระทรวงการคลังได้ ดําเนินการไปแล้ว จํานวน ๑๕,๑๗๖,๗๔๔ คน เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท จํานวน ๓ เดือน ได้เบิกจ่ายไปแล้ว ๑๕๙,๕๘๓ ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้วประมาณ ๙๔ เปอร์เซ็นต์ ครอบคลุม พี่น้องประชาชน ๑๕ ล้านคน นอกจากนั้นได้ช่วยเหลือเกษตรกรในวงเงินตามที่ ครม. ได้อนุมัติไป ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะนี้ได้เบิกจ่ายไปแล้ว ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ครอบคลุมพี่น้องเกษตรกร ๗.๕ ล้านราย อันดับที่ ๓ เยียวยากลุ่มเปราะบาง จํานวน ๒๐,๓๔๕ ล้านบาท ครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง ๖.๖ ล้านราย แล้วก็ยังมีช่วยเหลือ ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก ๓,๔๙๓ ล้านบาท ครอบคลุมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ๑.๑๖ ล้านราย และอีกส่วนหนึ่งยังชดเชยให้กับลูกจ้างประกันสังคม ซึ่งไม่เข้าระเบียบ ของประกันสังคมเนื่องจากว่าทํางานยังไม่ครบ ๖ เดือน อีกประมาณ ๘๙๗ ล้านบาท ครอบคลุมผู้ที่อยู่ในประกันสังคมตามที่ผมได้พูดถึงประมาณ ๖๐,๐๐๐ ราย ดังนั้น เงินดังกล่าวก็ถูกเบิกจ่ายไปประมาณ ๒.๙๔ แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกนั้นก็จะนําไป เยียวยาผู้ที่ตกหล่น ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกําลังรวบรวมอยู่ อันนี้คือในส่วนของ ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแรก ส่วนอีก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่เกี่ยวกับการแพทย์และ สาธารณสุขนั้นกระทรวงสาธารณสุขกําลังดําเนินการในเรื่องของการเพิ่มปริมาณแล้วก็ จํานวนของแพทย์ของเทคโนโลยีต่าง ๆ ส่วนอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นเงินฟื้นฟู เศรษฐกิจ แล้วก็ทางด้านสังคมจํานวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งสภาพัฒน์กําลังรวบรวม ดําเนินการในโครงการต่าง ๆ ซึ่งทางสภาพัฒน์เองได้รวบรวมโครงการส่งไปยัง ครม. แล้วก็ ครม. ได้อนุมัติโครงการแล้วประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่เหลือก็กําลังดําเนินการอยู่ คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้ ส่วนอีก ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งดําเนินการ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้แยกเป็น ๒ ส่วน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับในซีกของธนาคารแห่งประเทศไทย ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแรกนี้ ก็นําไปสนับสนุนเป็นซอฟต์โลน (Soft loan) ให้กู้ดอกเบี้ยต่ําแก่เอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งได้ดําเนินการไปให้เอสเอ็มอี (SMEs) กู้ใช้ไปแล้วประมาณ ๑๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ครอบคลุมเอสเอ็มอี (SMEs) จํานวน ๖๗,๐๐๐ ราย โดยการช่วยเหลือเยียวยาเอสเอ็มอี (SMEs) นั้น เพื่อจูงใจให้ธนาคารเร่งรัดในการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) เพื่อได้ไป ช่วยเหลือในช่วงโควิดนั้น หากเกิดความเสียหายก็จะแบ่งเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือถ้าเกิดความเสียหายขึ้นรัฐจะชดเชยธนาคารประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เงื่อนไข การกู้ก็คือกู้เพิ่มเติมได้รายละ ๒๐ เปอร์เซ็นต์จากหนี้คงค้างที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน โดยอัตรา ดอกเบี้ยไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ ระยะเวลา ๒ ปี บัดนี้ได้ปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ไปแล้ว ๑๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ครอบคลุม ๖๗,๐๐๐ ราย ดังที่ได้กล่าวถึง ส่วนอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กํากับ ดูแล โดยไปช่วยในเรื่องของ ตั๋วแลกเงิน ตั๋วเงิน ที่อยู่ในตลาดไปช่วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในด้านความน่าเชื่อถือของบริษัท หรือของสถาบันการเงินต่าง ๆ ว่าเมื่อพี่น้องประชาชนซื้อตั๋วแลกเงินเหล่านี้แล้ว เมื่อถึงเวลา ครบกําหนดมาเคลม (Claim) คืนจะได้มีเงิน ปรากฏว่ามาตรการนี้ออกไปแล้วสถาบันการเงิน หรือบริษัทต่าง ๆ ก็ได้เกิดความเชื่อถือจากพี่น้องประชาชน ขณะนี้ก็ไม่มีสถาบันเหล่านี้ หรือว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มาขอกู้เงินก้อนนี้เลย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ยังไม่เกิด ความจําเป็นในการใช้ ก็ขอตอบท่านผู้แทนดังนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านสุทิน คลังแสง เป็นคําถามสุดท้าย เชิญครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทย จังหวัดมหาสารคาม ผมเข้าใจว่าเวลาผมเหลืออีก ๑๐ นาทีเศษ แต่ท่านรัฐมนตรีท่านเหลือนาทีเศษ เพราะฉะนั้นผมก็จะใช้เวลาผมให้ครบนะครับ ผมเรียนอย่างนี้ว่าที่ท่านรัฐมนตรีตอบนั้น🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสุทินครับ ท่านจะใช้เวลาครบ ไม่ครบ แต่ท่านก็มีสิทธิถามได้ ๓ ครั้งตามข้อบังคับครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ครับ ก็เรียนต่อคําตอบที่ท่านรัฐมนตรี ได้ตอบเมื่อสักครู่นี้นะครับ ก็เข้าใจได้ว่าเฉพาะเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งแยกมาเป็น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทสําหรับเยียวยาท่านได้ใช้ไปเพียงประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังเหลืออีกประมาณเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ยังไม่ได้ใช้ แล้วที่ผมถามว่าท่านมีโครงการจะเยียวยาต่อไหม ท่านก็ตอบเพียงว่าจะเยียวยาเฉพาะกลุ่มที่ ตกหล่น นั่นแสดงว่ากลุ่มที่ได้รับการเยียวยาแล้วก็ไม่มีอีก จะเยียวยาเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่ได้รับ การเยียวยา ถ้าเป็นเช่นนั้นสภาก็คงจะต้องตั้งข้อสังเกตฝากว่าที่ท่านขอแล้วก็อธิบายต่อสภา ชัดเจนว่า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น โดยเป็น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะไปใช้ถึงชาวบ้าน โดยตรง ท่านยังใช้ไม่หมด ถ้าใช้ไม่หมดท่านก็จะต้องนําเงินเหล่านี้ไปเยียวยาชาวบ้านต่ออีก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มตกหล่น แล้วก็กลุ่มที่ยังได้ไปแล้ว ท่านจะใช้อย่างไรให้เขาได้รับการเยียวยา เม็ดเงินที่สภาอนุมัติให้ท่านนั่นส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามครับ ข้อสังเกตประการที่ ๒ ที่ผม ในฐานะตัวแทนของสภา ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเราอนุมัติเงินให้ไปเยอะ ๑ ล้านล้านบาท แถมใช้ มาตรการทางการเงินอีก ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อสักครู่ท่านก็ตอบว่าไม่มีคนมากู้ทาง เอสเอ็มอี (SMEs) นี่กําลังบ่งบอกว่าการใช้เงินกู้ของรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ใช้ยังไม่หมด แล้วก็ใช้ได้ไม่ตรงจุดยังไม่ครอบคลุม เราก็เลยคิดได้ว่าเพราะการบริหารงบประมาณที่ไม่มี ประสิทธิภาพนั่นเอง จึงเป็นปัญหาว่าวันนี้ในไตรมาสที่ ๓ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติจึงได้แสดงตัวเลขออกมาว่ายังติดลบ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นผมเองเป็นห่วงว่า การอนุมัติเงินกู้ที่ให้ไป นอกจากท่านยังใช้ได้ไม่ครบไม่ตรงเวลา แก้ปัญหาไม่ทันกาลแล้วนี่ ของเก่าใช้ยังไม่หมด ของใหม่ท่านอนุมัติกู้อีกเมื่อวาน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันก็เกิดความ สับสนว่าของเก่าก็ยังใช้ไม่หมด ทําไมต้องกู้ใหม่อีก เมื่อวานต้องอนุมัติอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คําถามที่ ๓ จึงอยากจะถามต่อว่าเมื่อท่านบริหารจัดการงบประมาณแบบนี้ คือล่าช้าแล้วนี่ แล้วก็ยังบอกว่า ยังไม่มีคํามั่นว่าจะต้องเยียวยาชาวบ้านต่ออีก ถามว่าเมื่อไม่เยียวยาต่อ เศรษฐกิจก็ดําดิ่งลงอย่างนี้ ความลําบากที่ชาวบ้านไม่ได้รับเยียวยาก็จะต้องเผชิญกับความ ลําบากต่อไปอย่างนี้ ท่านจะแก้ปัญหาอย่างไรกับความลําบากของชาวบ้าน ระดับจุลภาคคือ ความลําบากอันเนื่องจากโพรโมชัน (Promotion) หรือการเยียวยาหมดลงแล้ว เขาไม่มีอะไร จะอยู่ไม่มีอะไรจะกิน นี่ระดับจุลภาค ส่วนมหภาคคือตัวเลขจีดีพี (GDP) มันตกลง แล้วเชื่อว่า จะตกลงอีกเรื่อย ๆ ท่านจะแก้ปัญหานี้อย่างไร จะให้ความเชื่อมั่นกับพี่น้องประชาชนอย่างไร ว่าจะพาพี่น้องประชาชนอยู่ได้ ผ่าวิกฤตินี้ได้ แล้วไม่ดําดิ่งลงไปกว่านี้อีก นี่คําถามที่ ๓ ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรี ตอบครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ขอบคุณ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรครับ แล้วก็ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสุทิน คลังแสง คําถามที่ ๓ ของท่าน ท่านได้กล่าวว่าขณะนี้เงิน ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะนํามาเยียวยา ให้ความช่วยเหลือกับผู้ประสบภัยโควิด (COVID) ในครั้งนี้ กับที่ยังเหลืออยู่อีกประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมต้องขอกราบเรียนท่านว่า ภัยโควิด (COVID) ยังไม่จบสิ้นนะครับ เพราะฉะนั้นเงินที่ยังเหลืออยู่ก็จะเป็นเงินที่เตรียมการไว้ สําหรับหากมีเหตุการณ์ของ โควิด (COVID) ที่ยังไม่จบสิ้นนั้น หรือว่าวัคซีนจะออกมาช้าออกมาเร็วก็ยังไม่สามารถที่จะ คาดการณ์ได้ เพราะฉะนั้นเงินก้อนนี้ ๑.๙ ล้านล้านบาทตัวนี้ก็จะต้องใช้เพื่อการนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์หลังจากดูแลผู้ที่ตกหล่นแล้ว เงินยังเหลือก็จะสํารองไว้ใช้ ต่อไปเพื่อแก้ไขปัญหาในการให้เยียวยากับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ขณะนี้ก็ยังมีผู้ที่เดือดร้อน แจ้งมาอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ก็จะได้ดําเนินการสิ่งเหล่านี้อยู่ ส่วนเรื่องเอสเอ็มอี (SMEs) ที่งบเงินกู้ได้อนุมัติไว้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ได้กู้ไปเพียง ๑.๑ แสนล้านบาท โดยประมาณนั้น ก็เนื่องจากว่าในระบบการเงินนั้นก็จะมีกฎมีเกณฑ์อะไร ต่าง ๆ ในวันอังคารที่ผ่านมาคือเมื่อวานนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านใหม่ ท่านก็ได้เสนอ ครม. ในการผ่อนปรนเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะให้เอสเอ็มอี (SMEs) สามารถเข้าถึง แหล่งเงินนี้ได้คล่องตัวยิ่งขึ้น ขณะนี้ธนาคารและกระทรวงการคลังกําลังไปดําเนินการหา มาตรการในการผ่อนปรนเพื่อให้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ หรือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ให้ไหลลงไปยังเอสเอ็มอี (SMEs) เพื่อได้ช่วยเหลือผ่อนคลาย ให้เอสเอ็มอี (SMEs) สามารถที่จะดําเนินการต่อไปได้ นั่นก็คือเปิดการสร้างงานให้กับแรงงาน ได้อีกจํานวนมาก ก็ขอกราบเรียน ส่วนท่านถามว่าแล้วยังจะมีการเยียวยาช่วยเหลือต่อไป หรือไม่ ในเบื้องต้นก็ได้ช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ตกงานหรือถูกเลิกจ้างชั่วคราวทั้งหลายทั้งมวล รวมแล้วก็ครอบคลุมไป ๒๐ กว่าล้านคน แต่จากนี้ไป ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้บัญชา ใน ครม. แล้วว่าให้ลงไปดูภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม ภาคการลงทุน ต่าง ๆ เพื่อหามาตรการที่จะไปกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมนั้นสามารถที่จะเปิดดําเนินการ ก่อนที่การรักษาโควิด (COVID) จะเกิดประสิทธิภาพที่จะมีวัคซีน เพราะฉะนั้นเราก็เริ่ม รีสตาร์ต (Restart) ในอุตสาหกรรมทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเราก็ผ่อนปรน ให้นักลงทุน นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยที่จะเข้ามาในบ้านเราได้ในระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ ก็ต้องเรียนว่าเราก็ระมัดระวังเรื่องการ์ด (Guard) ตก เราก็เกรงว่าเราจะมีรอบ ๒ เหมือนกับ ประเทศอื่น ๆ เราก็ระมัดระวังในด้านเศรษฐกิจ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ท่านได้พยายามในหลายด้าน ในการที่จะฟื้นฟูให้อุตสาหกรรมภาคการผลิตต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น สําหรับที่ท่านบอกว่าเศรษฐกิจของเราติดลบถึง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ตามประกาศของสภาพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น อันนี้ก็ต้องเรียนว่าเป็นความจริง แต่ถ้ามาเทียบกับ อุตสาหกรรมหรือประเทศหลาย ๆ ประเทศในโลกตัวเลขของเราก็ยังดีกว่าประเทศเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สิงคโปร์ ตัวเลขของเราก็ดีกว่าในประเทศหลาย ๆ ประเทศในโลก แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแล้วก็รัฐบาลก็คือเราเองได้ป้องกันโควิด (COVID) ได้อย่างดีเลิศอาจจะกล่าวได้ว่าดีที่สุดในโลกก็ว่าได้ ทําให้เราเซฟ (Save) ชีวิตของ พี่น้องประชาชนได้เป็นจํานวนมาก ในหลาย ๆ ประเทศที่ไม่มีความเข้มงวดพวกเราก็คง เห็นว่าสูญเสีย ล้มตาย เจ็บไข้ได้ป่วย ขณะนี้ก็ ๒.๒ ล้านรายเข้าไปแล้ว เสียชีวิตก็เกือบจะ ๑ ล้านคนเข้าไปแล้ว อันนี้ก็เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะดูแลโรคระบาดในครั้งนี้อย่างดี ที่สุด ก็กราบเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นห่วงเป็นใยพี่น้องประชาชนแล้วก็ เศรษฐกิจของบ้านเมืองเราด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทย จังหวัดมหาสารคาม คําถามหมดแล้วนะครับ แต่ว่าผมขออนุญาต เวลาที่เหลือตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการตอบคําถามของท่านรัฐมนตรี🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาสั้น ๆ นะครับ ท่านสุทิน🔗

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ก็ตามเวลาครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คือความจริง แล้วถาม ๓ ครั้งถือว่าจบแล้วนะครับ หมดแล้วครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ก็เป็นตั้งข้อสังเกตในกรอบเวลาก็จะ พยายามสั้น ๆ นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ฟังท่านรัฐมนตรีตอบนี่มันก็ได้สรุปแล้วก็ แลเห็นได้หลายอย่าง อย่างแรกที่สุดที่มันเป็นเหตุทําให้เศรษฐกิจล่าช้า ก็คือแม้จะมีเงินให้ แม้จะอนุมัติเงินกู้ให้ แต่การบริหารจัดการที่ล่าช้าและไม่ตรงเป้าก็ยังคงเป็นไปตามข้อสังเกต ของสภาที่เคยได้ให้ข้อสังเกตแล้วก็อภิปรายกันเยอะที่เป็นห่วงเรื่องนี้ เรื่องหนึ่งซึ่งเราคิดว่าท่านรัฐมนตรีไม่ได้ตอบ หรือตอบไม่ชัด มันเป็นตัวที่ชัดเจนก็คือเรื่องของ เงินฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนั้นก็เป็นเงินหนึ่งซึ่งเราคิดว่าจะมาช่วยกระตุ้น ให้เศรษฐกิจดีขึ้นสอดรับกับเงินเยียวยา แต่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านแจ้งกับสภาคราวนั้น ว่าเมื่อสภาอนุมัติแล้ว ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับการฟื้นฟูท่านจะดําเนินการจัดการ เซ็นสัญญาได้ภายในเดือนกรกฎาคมจบสิ้น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเม็ดเงินก็จะออก หลังจากเดือนกรกฎาคม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเราคิดว่าน่าจะตรงกับเวลา สอดคล้องกับเวลา แต่วันนี้เดือนสิงหาคมจะปลายเดือนแล้วท่านเพิ่งอนุมัติ สภาพัฒน์หรือคณะกรรมการชุดนั้น กลั่นกรองเพิ่งอนุมัติไปได้เพียง ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ยังเหลืออีกประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเพิ่งอนุมัติ กว่าจะอนุมัติจบ กว่าจะเซ็นสัญญาได้ กว่าเม็ดเงินจะลงไป เราคาดหมายว่าอีกหลายเดือน อันนี้คือความล่าช้าไม่ตรงกับที่บอกกับสภาไว้ ไม่ตรงยังไม่พอ แต่ว่าจะไม่ทันกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซ้ําร้ายท่านยังจะกู้เพิ่มอีก อย่างเมื่อวานอนุมัติอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็ฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีไปถึงรัฐบาลว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของท่านวันนี้เราวิตกอย่างยิ่ง แล้วเราวิตกว่ามันจะลุกลาม แล้วก็ ดําดิ่งลงไปถึงจุดที่ท่านจะเยียวยาได้ เพราะฉะนั้นจะให้กู้กี่ครั้ง แม้ท่านจะกู้ซ้ําซ้อนเราอนุมัติ กี่ครั้งพิสูจน์แล้วว่าวันนี้ยังไม่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นก็ฝากให้ท่านต้องไปปรับปรุง แล้วก็ให้ ความเชื่อมั่นกับพี่น้องประชาชนให้มากกว่านี้ แล้วก็ทําให้เป็นมรรคเป็นผลมากกว่านี้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีมีอะไร🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ก็ไม่มีอะไร ก็เพียงแต่ว่าจะขอบคุณท่านนะครับ แล้วก็ข้อสังเกตของท่าน ทางกระทรวงการคลังจะรับไป เร่งรัดในการดําเนินการให้ทันใจ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็ถือว่า เป็นการถามตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของท่านสุทิน คลังแสง ตอบโดยท่านรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงการคลัง ท่านสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นที่เรียบร้อยนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่กรุณาให้เกียรติกับสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา🔗

๑.๑.๒ กระทู้ถาม ที่ ๐๘๓ ส. (นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ🔗

ด้วยสํานักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่า เนื่องจากในวันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีภารกิจสําคัญที่ได้มีการนัดหมายไว้ล่วงหน้า ทําให้ไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามได้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามดังกล่าวออกไปก่อน หากท่านท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ยังคงประสงค์ที่จะตั้งเป็นกระทู้ถามสดด้วยวาจาอยู่ ก็ให้เสนอใหม่เพื่อพิจารณาในคราวถัดไปนะครับ แจ้งท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้รับทราบ ท่านวิโรจน์มีอะไรจะหารือครับ เชิญครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขอ ความกรุณาจากท่านประธานอย่างนี้ครับ เนื่องจากประเด็นการคุกคามนักเรียน โดยครูบางท่าน ผู้อํานวยการบางคน เป็นเรื่องที่แพร่กระจายไปทั่วประเทศ แล้วมีนักเรียน ที่ตอนนี้กําลังตกเป็นเหยื่ออยู่ประมาณเกือบ ๒ ล้านคน มีพ่อแม่ที่หวาดหวั่นรวมกันเกือบ ๔ ล้านคน ทั้งหมดทั้งมวลของประชาชนที่กําลังตกอยู่ในภัยคุกคามเกือบ ๖ ล้านคน ผมเข้าใจดีครับว่าทางท่านรัฐมนตรีท่านอาจจะติดภารกิจ แต่ผมยืนยันว่าภารกิจนี้สําคัญกว่า ผมจึงขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธานว่า ผมขออนุญาตตั้งคําถามฝ่ายเดียว🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้ ท่านวิโรจน์ครับ ขอเรียนให้ทราบว่าไม่มีข้อบังคับข้อใดรองรับการที่จะถามกระทู้ถาม ฝ่ายเดียวนะครับ แต่ว่าคราวก่อนผมเคยอนุญาตให้ท่านจิรายุ ไม่ได้ให้ท่านจิรายุถาม เนื่องจากว่ากระทู้ถามของท่านจิรายุถูกเลื่อนมา ๒ สัปดาห์ต่อกัน ผมก็เลยให้โอกาส ท่านจิรายุเอาปัญหานั้นหารือสั้น ๆ สัก ๕ นาทีนะครับ เพียงแต่ว่าท่านจิรายุจะพูดยาวเกิน ๕ นาที แต่ถ้ากรณีของท่านนี่ ปัญหาที่เมื่อเช้าผมฟังและพิจารณาด้วยตัวเอง ผมก็ทราบว่า มันเป็นปัญหาเร่งด่วนที่น่าจะได้รับการแก้ไข ฉะนั้นถ้าท่านยืนยันที่จะสอบถามเรื่องนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นการถามกระทู้ แต่ผมจะขออนุญาตให้ ท่านได้เอาเรื่องนี้พูดหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ นําเอาเรื่องนี้ไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข ถ้าเกิดว่ามีเหตุการณ์อย่างที่ท่านได้พูด ฉะนั้น ผมขออนุญาตท่านใช้เวลาประมาณสัก ๕ นาทีนะครับท่านครับ และเรื่องนี้เมื่อท่านได้หารือ ในที่ประชุมแล้ว สัปดาห์หน้าท่านก็คงจะถามเรื่องนี้ไม่ได้อีก แต่ถ้าท่านยืนยันจะเอาเรื่องนี้ ถามอีกสัปดาห์หน้า ผมก็คิดว่าให้ท่านรอถามสัปดาห์หน้า ท่านวิโรจน์จะเลือกเอาแบบไหนดีครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตหารือด้วยความเคารพยิ่งอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ คือมีข้อมูลจาก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน นักเรียนถูกคุกคามวันหนึ่งที่มีการแจ้งนี่ ๔๐ เคส (Case) นั่นหมายความว่าถ้าเรารออีก ๑ สัปดาห์ จะมีนักเรียนที่ถูกคุกคามอย่างน้อยอีก ๒๐๐ เคส (Case) นี่คือแค่ที่รับแจ้ง ดังนั้นผมคิดว่าเวลา ๕ นาที มันน้อยเกินไปที่จะส่งเสียงเล็ก ๆ ของพวกเขาให้กับผู้มีอํานาจได้รับทราบ เพื่อได้สั่งการ เพื่อที่จะหยุดคุกคามเขาได้ทันที🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ความจริง ๕ นาที ไม่ใช่น้อย ๆ นะครับท่านวิโรจน์ เอาอย่างนี้แล้วกันนะครับ ผมขยายให้ท่านเป็น ๑๐ นาที🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมขอ ๑๕ นาที ขอให้ท่าน พิจารณาเสียงวิงวอนของเด็ก ๆ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่เอาล่ะครับ มันยาวเกินไป นั่นเป็นการถามกระทู้ปกติ ฉะนั้นก็ต้องเอาไว้ถามอาทิตย์หน้าให้รัฐมนตรี พร้อมมาตอบ เพราะถ้าถามไปโดยที่ไม่มีใครตอบมันไม่มีข้อบังคับข้อใดรองรับก็อนุญาตท่าน ๑๐ นาที ให้ท่านนําเรื่องนี้เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรรับทราบ โดยการลักษณะคล้าย ๆ การหารือ เชิญครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมก็ยังยืนยันว่าผมอยากจะ ถามทางท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็ถ้าจะถาม ก็ต้องเป็นสัปดาห์หน้าละครับ รัฐมนตรีแจ้งมาแล้วว่าติด🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

อย่างนั้นผมขออนุญาต ใช้เวลาสัก ๒๐ นาที เพื่อตราเรื่องนี้ไว้ในสภาว่า ณ วันนี้ลูกหลานของเราที่อยู่ในโรงเรียน ถูกคุกคามโดยครูบางคน ผู้อํานวยการบางคน คุณพ่อ คุณแม่ไม่รู้หรอกว่าที่ขี่มอเตอร์ไซค์ ไปส่งลูกเรา กอดลูกเรา จังหวะที่เราปล่อยมือจากลูกเราแล้วส่งลูกเราเข้าไปอยู่ในรั้วโรงเรียน เขากําลังอยู่ในสมรภูมิหรือเปล่า วันที่เขากลับบ้านเขาบอกกับแม่ว่าไม่มีอะไรครับแม่ ก็ดีครับแม่🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมเข้าใจ ท่านวิโรจน์ ฟังประธานนิดหนึ่งนะครับ ผมเข้าใจในประเด็นปัญหาที่ท่านนําเสนอเมื่อเช้า ผมก็ฟัง ผมก็เข้าใจ แต่ว่าการถามตอบกระทู้เพียงฝ่ายเดียวไม่มีข้อบังคับรองรับ ฉะนั้น ถ้าประธานอนุญาตให้ท่านถามฝ่ายเดียว ใช้เวลา ๑๕-๒๐ นาที ก็เป็นการกระทําผิดข้อบังคับ ของประธาน ฉะนั้นท่านก็เข้าใจประธานด้วยนะครับ แต่ถ้าท่านเห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหา เร่งด่วนที่อยากจะสะท้อนออกไป มีการถ่ายทอดสด หน่วยราชการต่าง ๆ ก็คงจะรับฟัง รับรู้ รับทราบ ผมให้เวลายาวสุด ๑๐ นาทีครับ แต่ถ้าท่านจะใช้เวลามากกว่านี้ขอให้ไปถาม ในสัปดาห์หน้า🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ สุดท้าย จริง ๆ ครับ ผมตัดสินใจว่าผมขออนุญาตถามท่านรัฐมนตรีที่สัปดาห์หน้า แต่ผมอย่างนี้ ได้ไหมครับ ผมขออนุญาตฝากเบอร์โทรศัพท์ให้กับคุณพ่อ คุณแม่ที่กรณีที่ลูกหลานถูกคุกคาม จะโทรศัพท์ไปที่ไหนบ้าง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐจริง ๆ ครับ คือชื่อว่าศูนย์เฉพาะกิจ เพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน หรือ สพค. ผมให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ก็คือ ๐๒ ๒๘๘๕๗๙๕ ดังนั้นผมขออนุญาตตั้งกระทู้ถามเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้าครับ ท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านจะได้ถาม แล้วผู้ตอบก็มาตอบ จะได้ไม่ถามฝ่ายเดียวนะครับ อย่างนั้นก็ถือว่ากระทู้ถามสดด้วยวาจาของ ท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ขอเลื่อนไปถามในคราวต่อไปนะครับ🔗

๑.๑.๓ กระทู้ถาม ที่ ๐.๘๔ ส. (นายอรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบหมายให้ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบ🔗

ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีหนังสือแจ้งว่าติดภารกิจสําคัญไม่สามารถตอบ กระทู้ถามในวันนี้ได้จึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คือท่านถาวร เสนเนียม เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ขอเชิญท่านอรรถกร ศิริลัทยากร ถาม และเชิญ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้เตรียมตอบ เชิญครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตกราบขอบพระคุณท่านถาวร เสนเนียม ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคมที่ท่านให้ความกรุณามาตอบกระทู้ที่เป็นข้อสงสัยของสมาชิกที่สภาแห่งนี้ โดยในวันนี้ผมอยากจะขอสอบถามกระทรวงคมนาคมในเรื่องที่เกี่ยวกับแนวทางของการฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) อย่างที่พวกเราทราบกันดีว่า บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน เป็นสัญลักษณ์สัญลักษณ์หนึ่งในทางธุรกิจการบิน ที่อยู่กับประเทศมากว่า ๖๐ ปี ในอดีตก่อนที่จะมีบริษัทที่ทําการบินที่เกี่ยวกับโลว์คอสต์ (Low cost) หรือว่าสายการบินราคาถูกราคาย่อมเยา จริง ๆ ต้องบอกว่าบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) ประสบความสําเร็จในระดับประเทศ ในระดับโลกก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ พี่น้องประชาชนชาวไทยคาดหวังว่าอยากจะมาร่วมงานด้วย อยากจะมาสมัครงาน มีโวลุม (Volume) มากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันมีเครื่องบินกว่า ๑๐๐ ลํา และในอดีต ที่ผ่านมาก็มักจะมีการจัดอันดับ ซึ่งบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) ก็ติดอันดับสายการ บินที่ดีที่สุดในโลกจากการจัดอันดับในหลาย ๆ สํานัก แต่ทว่าในปัจจุบันบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) ต้องประสบปัญหาการขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาหลายปี โดยเฉพาะใน ปีหลัง ๆ บางปีขาดทุน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท บางปีขาดทุนหมื่นกว่าล้านบาท โดยปัญหา ต่าง ๆ ที่เห็นอยู่ เราก็เห็นตามข่าว ทําให้คนไทยหลายคนซึ่งมีความรัก มีความเชื่อมั่น มีความผูกพันกับบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) ก็มีความเป็นห่วง แล้วก็อยากทราบถึง ปัญหาและแนวทางในการแก้ไข แนวทางในการหาทางออกของสายการบินของประเทศ ตัวผมก็เช่นกันครับ เวลาผมจะบินไปที่ไหนไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ผมก็นึกถึง บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) เป็นลําดับแรกมาโดยตลอด จนในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ก็ได้มีมติ ครม. ให้บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) เข้าสู่กระบวนการในการฟื้นฟู กิจการภายใต้คําสั่งของศาลล้มละลายตามกฎหมายล้มละลาย ในช่วงคําถามที่ ๑ ผมอยากจะขออนุญาตเรียนถามท่านรัฐมนตรี อยากจะขอทราบเหตุผลว่าปัจจัยต่าง ๆ มีปัจจัยอะไรบ้าง ทําให้บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) จะต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติ ที่เลวร้ายขนาดนี้ และในฐานะที่ท่านก็คือกระทรวงคมนาคมเป็นกระทรวงที่กํากับดูแลบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) ท่านได้ตรวจสอบถึงแนวทางการบริหารที่ผิดพลาดในอดีต ที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างการซื้อเครื่องบินลําใหญ่ ๆ ที่ไม่สามารถทํากําไรได้ แล้วหลังจากนั้นก็มีค่าใช้จ่ายในการบํารุงรักษาหรือค่าจอดต่าง ๆ หรือจะเป็นเรื่องที่ปรากฏ ในข่าวว่ามีผู้บริหารบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) บางคนได้ใช้สิทธิพิเศษหรือสวัสดิการ ต่าง ๆ ให้มีการบินฟรีบ้างจนเกิดความเสียหาย จนทําให้บางเส้นทางถึงแม้จะเป็นเส้นทาง ที่เป็นที่นิยม ถึงจะมีเคบิน แฟกเตอร์ (Cabin Factor) หรือจํานวนผู้โดยสารต่อไฟลต์ (Flight) เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงก็ยังขาดทุน ก็เลยอยากสอบถามท่านรัฐมนตรีเบื้องต้นว่า ปัญหา ต่าง ๆ เกิดขึ้นมาจากอะไรครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗

นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม นายถาวร เสนเนียม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๖ จังหวัดสงขลา จากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม ต้องขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ให้ความสนใจสายการบินแห่งชาตินะครับ สายการบินที่คนไทยภาคภูมิใจ แล้วก็ดําเนินกิจการมาปีนี้เป็นปีที่ ๖๐ เราดําเนินการขาดทุน ในช่วง ๑๐ ปีหลัง ๕๐ ปีแรกกําไรมาอย่างต่อเนื่อง คําถามของท่านนั้นท่านถามว่า สาเหตุ ของการขาดทุนเพราะอะไร อยากจะกราบเรียนว่าปฐมเหตุจากการที่ขาดทุน ผมขอกราบเรียนเบื้องต้นไปตั้งแต่ผมเข้ามา รับหน้าที่ประมาณเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒ มาถึงวันนี้ก็ประมาณ ๑ ปี ในวันที่ผมเข้าไป กํากับดูแลจากการได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการนั้น การบริหารรัฐวิสาหกิจ จะต้องมีคณะกรรมการ คนร. หรือคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ภายใต้โครงสร้างของ พระราชบัญญัติการพัฒนา การกํากับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ ปี ๒๕๖๒ รัฐมนตรีผู้กํากับ จะเข้าไปกํากับให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการที่มีแผนรัฐวิสาหกิจอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การกํากับเราก็ต้องดูย้อนหลังไปว่าจากการที่ท่านสมาชิกสอบถามว่ามีการขาดทุนติดต่อกัน ประมาณ ๔-๕ ปีหลัง ๆ เกิดจากปฐมเหตุอะไร ผมก็ตั้งคณะทํางานขึ้นมา ๑ ชุด เพื่อที่จะ ตรวจสอบและนําไปสู่การแก้ไข นั่นคือตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๓ และต่อมา เพิ่มเติมแก้ไขคําสั่งเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๓ มี พลตํารวจโท ชาญเทพ เสสะเวช อดีตผู้บัญชาการตํารวจนครบาลเป็นประธาน มีคณะทํางานอยู่ ๓๓ คน ผลของการ ตรวจสอบเบื้องต้นแค่ย้อนหลังประมาณ ๒ ปี ปรากฏว่าปฐมเหตุนั้นในห้วงปี ๒๕๔๖ ถึงปี ๒๕๔๗ รัฐบาลในยุคนั้นได้เห็นชอบให้การบินไทยจัดซื้อเครื่องบิน เอ ๓๔๐-๕๐๐ (A340-500) และ เอ ๓๔๐-๖๐๐ (A340-600) รวม ๑๐ ลํา เป็นเครื่องบินชนิด ๔ เครื่องยนต์ แล้วก็ตั้งใจว่าจะเอามาบินระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นคือ กรุงเทพฯ-ลอสแอนเจลิส แล้วก็กรุงเทพฯ-นิวยอร์ก ผลของการดําเนินการบินในช่วงนั้น ปรากฏว่าขาดทุนทุกเที่ยวบินครับ แค่ ๒-๓ ปีขาดทุนไปแล้ว ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ หลังจากนั้นการบินไทยก็กลับมาคิดใหม่ เอาเครื่องบิน ๔ เครื่องยนต์ เอ ๓๔๐-๕๐๐ (A340-500) เอ ๓๔๐-๖๐๐ (A340-600) ๑๐ ลํานี้มาบินในเส้นทางเพิ่มเติม อีก ๕๑ เส้นทาง ก็ปรากฏว่าขาดทุนหนักเข้าไปอีก ขาดทุนเข้าไปอีก ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือปฐมเหตุ หลังจากนั้นถามกลับมาว่าแล้วซื้อไปได้อย่างไร ผมดูย้อนหลังปรากฏว่า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ทําการทักท้วงแล้ว ทักท้วงทั้งบอร์ด (Board) การบินไทยในขณะนั้น และทักท้วงทางรัฐบาล แต่ไม่ฟังสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ขณะนี้ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแล้ว ดังนั้น ผมก็สืบต่อไปว่าแล้วดําเนินการอย่างไรต่อไป ขณะนี้เครื่องบินทั้ง ๑๐ ลํานั้นขายออกไปให้ กองทัพอากาศแล้ว ๑ ลํา ยังคงจอดอยู่ ซึ่งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการบํารุงรักษา ค่าประกันภัยและค่าจอดรวมแล้วตั้งแต่วันซื้อจนถึงวันนี้ ขาดทุนทั้งค่าด้อยค่า และค่าประกอบการ ขาดทุนทั้งหมด ๖๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขณะนี้คณะกรรมการ ที่ผมตั้งขึ้นมาเพื่อดําเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในการบริหารงานของการบินไทยว่า บกพร่องเรื่องไหนบ้าง เรื่องนี้คือเรื่องปฐมเหตุ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีชุดนี้ได้มีมติว่าในระหว่างที่การบินไทยขาดทุนนั้นจะดําเนินการ ฟื้นฟูอย่างไร ก็ปรากฏว่าการบินไทยได้เสนอแผนฟื้นฟูผ่าน คนร. และส่งมาที่คณะรัฐมนตรี เพื่อที่จะดําเนินการฟื้นฟูในช่วงนั้น ปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีภายใต้การนําของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งท่านให้ความใส่ใจและเป็นห่วงเป็นใยการบินไทยอย่างมาก ก็มาพิจารณาดูว่าการที่จะฟื้นฟูการบินไทยนั้นมีกี่ช่องทาง ช่องทางแรกคือ ๑. รัฐบาล เข้าไปอุ้ม ปรากฏว่าการบินไทยเสนอมาให้การบินไทยเข้าไปกู้เงินอีก ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท และรัฐบาลจะต้องค้ํา และถ้าเอาเงิน ๕๔,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมาใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ในช่วงนั้น ถ้าหากไม่ได้ผลอีกก็จะต้องเพิ่มทุนด้วยการออกหุ้นกู้อีก ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั่นคือทางเลือกที่ ๑ ที่เขาเสนอมา รัฐบาลบอกเอาเก็บไว้ก่อน ทางเลือกที่ ๒ รัฐบาล ปล่อยไปเลย ให้ดําเนินกิจการไป จะล้มหรือจะฟุบหรือจะฟื้นก็สุดแล้วแต่ความสามารถ ของการบินไทย ก็ไม่น่าจะใช่ สุดท้ายมาเจอทางเลือกที่ ๓ ก็คือบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) เป็นรัฐวิสาหกิจจะต้องดําเนินการฟื้นฟูด้วยการบริหารส่งเข้าสู่วิธีการศาลล้มละลาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย และจะให้เกิดความคล่องตัวได้นั้น ท่านประธานครับ การบินไทย จะต้องลดการถือหุ้นของกระทรวงการคลังที่ถือหุ้นอยู่ประมาณ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่ให้ ถือหุ้นเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปลี่ยนจากรัฐวิสาหกิจมาเป็นบริษัทปกติธรรมดา เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากนั้นเมื่อโอนหุ้นแล้ว การบินไทย ก็ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป รัฐมนตรีทุกคนก็ไม่มีอํานาจที่จะกํากับ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนําของ พลเอก ประยุทธ์ก็ยังคงห่วงใยจึงตั้งคณะทํางานขึ้นมา ๑ คณะ เพื่อดําเนินการติดตามให้เกิดความเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างการบินไทยกับรัฐบาล โดยมี ฯพณฯ วิษณุ เครืองาม เป็นประธานและมีกรรมการอื่นอีกรวม ๘ ท่าน เพื่อติดต่อ ประสานงานเหตุขัดข้องในการฟื้นฟูกิจการการบินไทยมายังรัฐบาล รัฐบาลจะให้คําแนะนํา ให้ความช่วยเหลืออย่างไร เช่น ประสานกับหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจในสังกัดรัฐบาลว่า ในขณะที่ทําการฟื้นฟูเกิดปัญหาอะไรจะได้ช่วยเหลือได้ หลังจากนั้นการบินไทยก็ยื่นเข้าฟื้นฟู และเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคมที่ผ่านมานี้ ศาลได้ดําเนินการไต่สวนไปแล้ว ๒ ปาก นั่นคือคนที่จะ เป็นผู้บริหารแผนและจัดทําแผนยื่นต่อศาล ผู้ที่เข้าไปเบิกความ ๒ ท่าน ก็คือ ท่านปิยะสวัสดิ์ และท่านชาญศิลป์ และวันที่ ๒๐ วันที่ ๒๕ ศาลนัดอีก ๒ นัด ถ้าเสร็จวันที่ ๒๐ ก็คงจะเสร็จ ถ้าไม่เสร็จก็ต่อวันที่ ๒๕ นั่นคือ ผอ. ฝ่ายการเงิน และผู้ตรวจสอบบัญชีจะเข้าไปเบิกความ ในศาล และที่สําคัญที่สุดขณะนี้มีผู้ที่เป็นเจ้าหนี้รายย่อยยื่นคัดค้าน เพื่อที่จะเข้ามาร่วม บริหารแผนด้วย ศาลได้นัดไกล่เกลี่ยไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๗ ที่ผ่านมา ยังไม่มีการตกลง จะนัด ไกล่เกลี่ยใหม่ในวันที่ ๒๐ และวันที ๒๕ สิงหาคมนี้ อย่างไรก็ตามครับ เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการ การบินไทยผ่านไปได้ด้วยดี ทางรัฐบาลก็ได้แต่งตั้งนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ให้ทําหน้าที่ รักษาการดีดี (DD) การบินไทย แทนคุณจักรกฤษณ์ที่ลาออก ส่วนการฟื้นฟูจะเดินไปอย่างไร ฟื้นฟูได้หรือไม่ อย่างไร เดี๋ยวถ้ามีคําถาม คําถามที่ ๒ ผมจะได้ตอบครับท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน อรรถกร คําถามที่ ๒ ครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ อรรถกรนะครับ ขออนุญาตนะครับ ก่อนอื่นเลยผมต้องขออนุญาตชื่นชมท่านรัฐมนตรี จากใจจริง เพราะว่าจากที่ท่านได้ตอบกระทู้ไปเมื่อสักครู่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าท่านนั้นใส่ใจ ถึงแม้ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นในอดีต ก่อนที่ท่านจะเข้ามารับตําแหน่งก็ตามแต่ท่านก็ไม่ได้ ปล่อยไว้ เพราะว่าอันนี้เป็นปัญหาที่มีความสําคัญในระดับประเทศ แล้วเมื่อสักครู่จริง ๆ ท่านรัฐมนตรีก็ได้เกริ่น ๆ ตอบในประเด็นคําถามที่ ๒ ของผมไปแล้วนะครับ ก็ขออนุญาต เรียนถามท่านรัฐมนตรีครับว่านโยบายต่าง ๆ หลังจากนี้ที่ท่านจะสนับสนุนในการฟื้นฟู กิจการของบริษัทการบินไทยทั้งในระยะสั้นหรือระยะยาวเป็นอย่างไร และยังมีพนักงานอีก ผมเข้าใจว่าน่าจะประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าคนนะครับ ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งสิ่งที่ น่าเป็นห่วงคือว่าทุกวันนี้ธุรกิจการบินทั่วโลกบินไม่ได้ ประสบปัญหาการขาดทุน อย่างต่อเนื่อง ก็กลัวว่าผลกระทบเหล่านี้ก็จะมาตกอยู่ที่พนักงานของบริษัทการบินไทยครับ ขออนุญาตเรียนสอบถามท่านรัฐมนตรีว่ามีแนวทางอย่างไร หรือว่ามาตรการอย่างไร ที่จะดูแลคนที่จะได้รับผลกระทบเหล่านี้ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน รัฐมนตรีครับ🔗

นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

อยากจะ กราบเรียนท่านประธานไปยังผู้ที่ตั้งกระทู้ถามสดว่าในเรื่องของการบริหารแผนฟื้นฟู ซึ่งแผนนี้อยู่ในศาลอยู่ระหว่างการไต่สวน แต่สิ่งสําคัญที่สุดแผนฟื้นฟูจะเดินไปได้หรือไม่ เกิดความมั่นใจกับเจ้าหนี้หรือไม่ เกิดความสบายใจของลูกค้าหรือไม่ เพราะมีเจ้าหนี้ อยู่ ๒ ล้านกว่าคน ยอดหนี้ทั้งหมด ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สินทรัพย์เรามีอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งสําคัญที่สุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไปยังหน่วยงานทั้งหมดที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการ ที่เป็นเจ้าหนี้ หรือผู้ที่มีอิทธิพลทางด้านการตัดสินใจที่จะให้การฟื้นฟูเป็นไปได้อย่างราบรื่น หรือไม่ ให้ให้ความร่วมมือ เพราะเจ้าหนี้ทั้งหมด ๒ ล้านกว่ารายนี้ เจ้าหนี้รายใหญ่ ให้ความร่วมมือหมดแล้ว และศาลก็ได้มีความเมตตาด้วยการให้เจ้าหนี้กับลูกหนี้ติดต่อ ประสานงานกันผ่านระบบออนไลน์ (Online) การไต่สวนจึงสะดวกยิ่งขึ้น สิ่งสําคัญที่สุด ที่ท่านผู้ถามถามมาว่าการฟื้นฟูมีความหวังหรือไม่ อย่างไร สิ่งแรกครับอยากกราบเรียนว่า การบริหารแผนนี้ ท่านชาญศิลป์หลังจากท่านเข้ามากํากับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคมที่ผ่านมา ท่านก็แยกการบริหารจัดการออกเป็น ๒ แนวทาง แนวทางการบริหารภายในนั้น ท่านได้พบ พนักงานและชี้แจง เริ่มต้นโครงการที่เรียกว่า ทูเกตเทอร์ วี แคน (Together We Can) นั่นคือขอความร่วมมือจากพนักงานทุกคนในการลดเงินเดือน ลดรายได้ที่เขาเคยรับ ปรากฏว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ของพนักงานทั้งหมดจาก ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ให้ความร่วมมือ แม้แต่เงินเดือนระดับ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท เขาก็ยินยอมพร้อมใจที่จะลด เพราะเขาเป็นคนที่ รักองค์กรนี้ รักคุณเท่าฟ้า เขาก็รักการบินไทยนั่นแหละครับท่านประธาน นั่นคือในเรื่องของ การบริหารภายใน ส่วนเรื่องของการปรับพนักงานออกหรือไม่ มีคนสอบถามมาก ผมไปไหน ก็แล้วแต่ เจอพนักงานการบินไทยก็ถามจะปรับออกหรือไม่ ถ้าแผนของการฟื้นฟู เป็นไปตามที่คาดหวังและขณะนี้การลดค่าใช้จ่ายเป็นไปตามแผน การที่จะเอาพนักงาน ลดลงนั้นหรือปรับออกนั้นก็คงจะไม่ทํา แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าแผนฟื้นฟูที่ผ่านเข้าไป ในศาล ผู้บริหารแผนพบปัญหาอุปสรรคก็ต้องอาจจะใช้วิธีการลดด้วยการสมัครใจลาออก โดยมีค่าตอบแทนโดยไม่ได้บังคับ นั่นคือสิ่งที่จะต้องดําเนินการ อย่างไรก็ตาม แค่นั้นยังไม่พอครับท่านประธาน สิ่งที่เราพบก็คือผมเข้ามาบริหารการบินไทยนี่ มีฝูงบินอยู่ทั้งหมด ๑๐๒ ลํา ปรากฏว่าเครื่องบินจะต้องปลดระวางอยู่ในช่วงนั้น เข้าช่วงแผนที่จะจัดหาเครื่องบิน ๓๘ ลํา ใช้เงินหมื่นกว่าล้านบาท ขอโทษครับ ๑๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมก็บอกกลับไปทบทวนว่าซื้อทดแทนเครื่องบินกลุ่มไหน บินเส้นทางไหน ลําตัวกว้าง ลําตัวแคบ หรือพิสัยไกล พิสัยใกล้ ก็ปรากฏว่าตอบไม่ได้ เมื่อการบินไทยตอบไม่ได้ผมกลับออกไปดําเนินการปรับแผนใหม่ จนกระทั่งชะลอไม่มีการซื้อ จนวันนี้ ทีนี้มาถึงวันนี้ ๑๐๒ ลํา ในขณะที่กราวด์ (Ground) อยู่จะทําอย่างไร ก็ปรากฏว่า ผู้บริหารแผนดําเนินการให้ลดดาวน์ไซซิง (Downsizing) ทั้งองค์กรพนักงานและเครื่องบิน ปรากฏที่ผมสอบถามมาครั้งสุดท้ายนะครับท่านประธาน น่าจะลดจาก ๑๐๒ ลํา เหลือฝูงบิน ของการบินไทยไม่เกิน ๖๐ ลํา และลดจาก ๑๑ แบบให้เหลือประมาณ ๓ แบบเพื่อเป็น การประหยัดค่าใช้จ่าย ถ้าเป็นไปตามนี้ผมก็คาดหวังว่าการบินไทยจะต้องกลับมาฟื้นเป็น สายการบินแห่งชาติที่เราภาคภูมิใจ รักคุณเท่าฟ้าอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามครับ อยากจะกราบเรียนไปยังพนักงานผ่านท่านประธานสภาว่าไม่ต้องกังวลใจครับ การบริหาร จัดการฟื้นฟูจะเป็นไปได้หรือไม่ สําเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัย ๓ ปัจจัย ๑. พนักงาน การบินไทยเองและวัฒนธรรมของการบินไทยว่าคุณจะร่วมมือปรับเปลี่ยนจากความไม่เป็น รัฐวิสาหกิจที่ติดขัดโน่นนี่เยอะแยะ อุ้ยอ้าย การตัดสินใจได้เร็ว ดําเนินการธุรกิจให้เป็นธุรกิจ ที่แท้จริง อุตสาหกรรมการบินมีการแข่งขันกันมาก โควิด (COVID) เข้ามา บริษัทการบิน ในเมืองไทยอย่างน้อยก็ ๒ บริษัทต้องเข้าแผนฟื้นฟู และต่างชาติล้มละลายไปแล้วก็มี คุณจะต้องปรับการทํางานของพวกคุณ ประการที่ ๒ นั่นคือผู้บริหารแผนจะต้องจริงใจ และจริงจังในการบริหารแผน ๓. แผนฟื้นฟูจะต้องฟังเจ้าหนี้ด้วย ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ถ้าสมัครใจทํากันอย่างสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว ผมมั่นใจว่าทูเกตเทอร์ วี แคน (Together We Can) เราไปด้วยกันได้ แล้วก็สามารถที่จะฟื้นฟูกิจการการบินไทยได้ครับท่านประธาน กราบ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอรรถกร มีอะไรจะสอบถามอีกไหมครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ขออนุญาตถามต่อในคําถามที่ ๓ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้ข้องเกี่ยวโดยตรงกับทางบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) แต่ก็เป็น เรื่องของความห่วงใยในเรื่องของการบินในประเทศ โดยต้องกราบเรียนผ่านท่านประธานว่า เรารู้กันว่าทุกวันนี้ก็มีวิกฤติของการแพร่กระจายของเชื้อโคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) เชื้อนี้ยังไม่หมดสิ้นไปก็ทําให้ธุรกิจการบินต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศหยุดชะงัก แต่จริง ๆ ก็ต้องบอกว่าทางรัฐบาลก็บริหารการจัดการการแพร่ระบาดของโรค ได้อย่างดีเยี่ยม แล้วก็ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และผมเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้เราก็จะ สามารถเดินทางในประเทศและต่างประเทศได้อย่างเป็นปกติเหมือนอดีตที่ผ่านมา โดยเราจะไม่ต้องกังวลกับไวรัสโคโรนา (Corona) ต่อไป ผมก็มีความสงสัยว่าการที่ กระทรวงคมนาคมมีแผนที่จะเพิ่มเติมสนามบินภายในประเทศต่าง ๆ หรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะในจังหวัดที่เป็นจังหวัดที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศได้ ผมขอยกตัวอย่างนิดหนึ่งว่าขอสอบถามความคืบหน้าของสนามบินพัทลุง ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นความห่วงใยจากท่าน ส.ส. นริศ ขํานุรักษ์ ส.ส. จังหวัดพัทลุงจากพรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ในเรื่องสนามบินหรือว่าสนามบินในจังหวัดอื่น ๆ ที่เราสามารถจะไป ส่งเสริม สนับสนุน การท่องเที่ยวแล้วก็อํานวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนได้สามารถ เดินทางไปมาได้อย่างสะดวก แล้วก็ผมยังยืนยันว่าในอนาคตข้างหน้าผมเชื่อว่าการท่องเที่ยว ก็จะกลับมาเป็นปัจจัยสําคัญให้เศรษฐกิจในประเทศได้หมุนไป ก็เลยอยากจะขอทราบ แนวทางจากท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ท่านประธานครับ ในเรื่องของนโยบายของรัฐบาลนี้เราทราบดีว่าการท่องเที่ยวเป็นบทบาท อันสําคัญที่จะทําให้เศรษฐกิจของประเทศไทยฟื้น แต่อย่างไรก็ตามเที่ยวบินในปี ๒๕๖๒ ที่เข้ามาในประเทศไทยมีประมาณ ๑,๑๐๐,๐๐๐ เที่ยว พอเกิดโควิด (COVID) ตั้งแต่มีนาคม ขึ้นมาแล้วเราปิดน่านฟ้าในเดือนเมษายนเที่ยวบินเหลือประมาณ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของเที่ยวบินทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามนโยบายเชื่อมโลก เชื่อมไทยสู่เมืองรองของรัฐบาลนี้ นั่นคือต้องการที่จะเน้นให้การท่องเที่ยวในเมืองรอง ๕๓ เมืองทั้งหมดรวมทั้งจังหวัดพัทลุง ด้วยจะได้ฟื้นขึ้นมา ท่าน ส.ส. นริศ ได้ทําหนังสือบอกว่านี่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน จากจังหวัดพัทลุงสอบถามมาว่าจะสร้างสนามบินที่จังหวัดพัทลุงหรือไม่ ผมก็นําไปหารือ ท่านรัฐมนตรีว่าการ หลังจากนั้นก็ได้สั่งการให้ทางกรมท่าอากาศยานได้จัดขอเงินงบประมาณ ได้ ๗ ล้านบาทโดยประมาณ และขณะนี้ได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลังแล้ว และนําไปสู่การทําการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างสนามบินที่จังหวัดพัทลุง ผมคิดว่า สิ้นเดือนนี้จะได้หาผู้รับจ้างได้เสร็จเรียบร้อย แล้วจะได้ตอบไปยังท่าน ส.ส. นริศ และ พี่น้องประชาชนที่สนใจเรื่องของการท่องเที่ยวเมืองรองให้ทราบ อย่างไรก็ตามถ้าไม่พูดเรื่องนี้ ก็คงไม่สมบูรณ์ นั่นคือหลังจากผมตั้งคณะทํางานขึ้นมาตรวจสอบการส่อทุจริตหรือการ บริหารงานที่ไม่ได้ประสิทธิภาพแล้ว ปรากฏว่าทางคณะกรรมการกฤษฎีกาบอกมาว่า คณะกรรมการชุดนี้หมดอํานาจแล้ว แต่อย่างไรก็ตามภายในเดือนนี้ผมจะได้แถลงแล้วก็ ส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) ส่งเรื่องให้กับรัฐบาล เพื่อดําเนินการต่อไปในสิ่งที่เราพบว่ามีการส่อทุจริตเกิดขึ้นครับ ท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าเป็นการจบกระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ ๑.๑.๓ ของท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมท่านถาวร เสนเนียม ที่กรุณาให้เกียรติสภาของพวกเรา🔗

๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗

๑.๒.๑ กระทู้ถาม ที่ ๑๘๘ เรื่อง การเตรียมรับมือ โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ระบาด รอบสอง (พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ตอบ🔗

ด้วยกระทรวงสาธารณสุขได้มีหนังสือแจ้งว่าตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีบัญชามอบหมาย ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ตอบกระทู้ถามเรื่องนี้แทนนั้น ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง สาธารณสุขคือท่านสาธิต ปิตุเตชะ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามดังกล่าวแทน ฉะนั้นจึงขอเชิญ พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ได้ถาม แล้วก็เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง สาธารณสุขได้เตรียมตอบนะครับ เชิญท่านสุพิศาลครับ🔗

พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้มาถามเรื่องกําเนิดโควิด (COVID) แต่ไม่ใช่ถามประเด็นโควิด (COVID) เพราะคราวที่แล้ว ผมเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่ไม่เป็นไรครับ ท่านมอบหมายให้มาตอบ ก็ตอบ ขอสไลด์ (Slide) ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

ล่าสุดครับ ด่วนที่สุดเมื่อวานนี้ครับ สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ชาติแถลงจีดีพี (GDP) ลบ ๑๒.๒ เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ ๒ เกิดจากประเด็นของการบริโภคติดลบ ๖.๖ เปอร์เซ็นต์ การลงทุนภาคเอกชนติดลบ ๑๕.๐ เปอร์เซ็นต์ มูลค่าของการส่งออกติดลบ ก็เลยได้ติดลบ ๑๒.๒ เปอร์เซ็นต์ กระทู้ที่ถาม คําถามคือมันเป็นเนื่องจากที่โควิด (COVID) เกิดขึ้น ผมถาม ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่ควบคุม ศบค. หรือศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด ที่เราเรียนรู้กันอยู่ทุกวันนี้ครับว่ามันเกิดสภาพของโรคโควิด (COVID) เข้ามา โดยเฉพาะ การล่าช้าในการเยียวยาต่าง ๆ ขาดประสิทธิภาพ หรือการสั่งการในประเด็นต่าง ๆ ติดตามออกมา ในรูปแบบต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจของประเทศเกิดประเด็นปัญหาขึ้นครับ ประเด็นก็คือ เศรษฐกิจของประเทศครับท่านประธาน แม้จะมียอดการเกิดขึ้นและการควบคุมที่เป็นไปตาม เป้าหมายที่ ศบค. ดําเนินการ ผมเห็นด้วยครับ แล้วก็เป็นตามแนวทาง วิธีการที่ศูนย์บริการ กําหนดตามวิธีที่แตกต่าง อันจะเชื่อถือก็ตาม แต่ด้วยแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล และแนวทางของ ศบค. ที่จะผลักดันการควบคุมตามข้อกําหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้ ประเทศผ่านวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ มิมีความชัดเจนครับท่านประธาน ให้ประชาชนได้รับรู้ กันทั่ว ประกอบกับสถานการณ์โควิด (COVID) รอบ ๒ จะมาอีกครับท่านประธาน ที่ประเทศจีน ในช่วงที่ผมถามกระทู้นี้เดือนพฤษภาคม ประเทศจีนเกิดแล้ว ประเทศเกาหลีเกิดแล้ว คลัสเตอร์ (Cluster) ครับ มันจึงเป็นคําถามเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องไวรัส ผมแถมให้หน่อย ว่าระบบการกักตัว การคัดกรอง การติดตามมีประสิทธิภาพครับ ผมเห็นแล้วว่าประเทศเรา คุมได้ครับ ตายแค่ ๕๘ คน ป่วย ๓,๐๐๐ กว่าคน แต่ ๓,๐๐๐ คนก็หายนะครับ แสดงว่า ประเทศเราเปิดได้ครับ เศรษฐกิจโดยประมาณคือติดลบ ๘ เปอร์เซ็นต์ คําถามคือ มีการปรับหรือเปลี่ยน เตรียมยุทธศาสตร์อย่างไรครับ ในประเด็นคําถามของผม ๘ มาตรการ ที่ออกมาเยียวยาในโควิด (COVID) ใช้ไปเถอะครับ แต่ช้าครับ รัฐบาลชักช้าครับ จ่ายไม่ทั่วถึง ไม่ทุกกลุ่ม เลือกปฏิบัติใช่หรือไม่ เห็นไหมครับว่าที่กําลังขณะนี้ กําลังทยอยจ่าย เอสเอ็มอี (SMEs) ก็กําลังทยอยอยู่ ก็ช้าครับท่านประธาน นั่นคือประเด็นเรื่องของเศรษฐกิจ เดิมตอน ช่วงที่ถาม ปี ๒๕๖๑ มีเศรษฐกิจอยู่ ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ พอเริ่มปี ๒๕๖๒ ปรับลดเหลือ ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นนิว โลว์ อีโคโนมิก อินเดกซ์ (New Low Economic Index) ครับ เกิดขึ้นที่ไหนครับ ท่องเที่ยว ลบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งออกลบ ๕๙ เปอร์เซ็นต์ รายได้ ภาคการเกษตรติดลบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ บริโภคลงทุนก็ติดลบ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ติดลบหมดเลย จนไปถึงการนําเข้าวัสดุก็ยังติดลบ ไม่สามารถประกอบการค้าได้ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นของจีดีพี (GDP) ประเทศไทย การหดตัวของตัวชี้วัดทั้งหมดครับท่านประธาน ประเด็นทั้ง ๒ คําถาม ก็คือเป็นประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นคําถามครับ การถามครั้งแรก มี ๒ คําถามครับท่านประธาน รัฐบาลมีแนวทางที่จะฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของประเทศ ให้กลับมาเช่นเดิมในระดับ ๔ เปอร์เซ็นต์ ด้วยการจัดการอย่างไรที่ประชาชนจะได้รับผล ทันทีจากการจัดการของรัฐบาล มิใช่แค่แจกเงินเยียวยาตลอดไปหรือกู้เงินมาใช้ แบบเมื่อ กระทู้ถามสดอันแรกครับ🔗

๒. จะบริหารจัดการในมิติใดบ้างในระยะสั้น ๓-๖ เดือน หรือระยะยาว มากกว่า ๑ ปี คําถามแรกครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยอง ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งวันนี้ได้รับมอบหมายให้มาตอบกระทู้ของเพื่อนสมาชิกท่าน พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ซึ่งมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ผมขออนุญาตตอบคําถามของท่านด้วยความเห็น เรื่องมุมมองทางด้านเศรษฐกิจแล้วก็ตัวเลข ก่อนอื่นผมเรียนท่านว่าตัวเลขการติดลบ ๑๒.๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ใน ควอร์เตอร์ (Quarter) ๒ ของปี ๒๕๖๓ ไม่ใช่เป็น นิว โลว์ (New low) เราเคยต่ํากว่านี้ครั้งหนึ่งปี ๒๕๔๐ ตัวตัวเลขติดลบ ๑๒.๗ เปอร์เซ็นต์ อันนั้นเป็นต่ําสุดเท่าที่ประเทศไทยเคยพบมา อันนี้ก็เป็นการตกต่ําในรอบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา ผมเรียนว่าตัวเลขขนาดเศรษฐกิจไทยเราต้องยอมรับว่าเราต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลกในภาวะ เศรษฐกิจสถานการณ์โควิด (COVID) แน่นอนที่สุดครับ ตัวเลขหรือขนาดเศรษฐกิจที่เรามี สัดส่วนในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศไทยเราพึ่งพาการส่งออก ตัวเลข เศรษฐกิจในด้านการส่งออกของเรามีตัวเลขเกือบ ๑ ใน ๔ ของขนาดเศรษฐกิจ ส่วนตัวเลข ของการท่องเที่ยวเรามีอัตราการลดลงเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์จากสถานการณ์ ตัวเลขภาคการขนส่ง ทั้ง ๒ ตัวมูลค่าการส่งออกหรือมูลค่าการท่องเที่ยวรวมกันแล้ว ผมว่าเป็น ๓ ใน ๔ ของขนาด เศรษฐกิจของเรา เพราะฉะนั้นแน่นอนที่สุดเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด (COVID) การส่งออก การท่องเที่ยว คนเดินทางระหว่างประเทศเหมือนกับปิดประเทศในทุกประเทศ ทั่วโลก ก็มีส่วนกระทบอย่างรุนแรงกับขนาดเศรษฐกิจและตัวเลขเศรษฐกิจของเรา ผมอยาก ให้ท่านเปรียบเทียบอย่างนี้ ตัวเลขการติดลบการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ปี ๒๕๖๓ ควอร์เตอร์ (Quarter) ที่ ๒ ของประเทศที่เป็นในแถบบ้านเราเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิลิปปินส์ลดลง ๑๖.๕ เปอร์เซ็นต์ มาเลเซีย ๑๗.๑ เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซีย ๕.๓ เปอร์เซ็นต์ สิงคโปร์ที่มีขนาดเศรษฐกิจอาจจะใหญ่เท่าเราแต่ขนาดประเทศเล็กกว่าเขาติดลบ ๑๓.๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าเปรียบเทียบของเราก็อยู่ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกัน อาจจะแตกต่างกันบ้างด้วยความเป็นธรรมเราดูของประเทศเวียดนามซึ่งติดลบน้อยหน่อย แต่ก็เนื่องจากเวียดนามเขาอาจจะไม่พึ่งพาเศรษฐกิจของโลกเขาอาจจะพึ่งพาตัวเอง มากหน่อย ไปดูเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นมหาอํานาจทางเศรษฐกิจ สหราชอาณาจักร ลบ ๒๑.๗ เปอร์เซ็นต์ สหรัฐอเมริกาลบ ๙.๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ทั้งหมดคือสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลก ใบนี้ ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจ แล้วผมมั่นใจว่าในทุกประเทศทั่วโลกมีการตัดสินใจของ ผู้นําประเทศในแนวทางที่จะบริหารสถานการณ์โควิด (COVID) กับการบริหารเศรษฐกิจ รักษาความสมดุลหรือการเลือกวิธีการที่จะใช้การเรียนรู้ประสบการณ์กับโรคระบาดของ โควิด-๑๙ (COVID-19) กับการจัดการสถานการณ์โควิด (COVID) อย่างไร เรายอมรับแล้วก็ โลกยอมรับเราว่าเราเลือกวิธีการที่ป้องกันให้ดีที่สุดก่อน แล้วเราก็ได้ทําสําเร็จแล้วในแง่ของ การป้องกันโรค แน่นอนที่สุดครับสมดุลของเรื่องเศรษฐกิจก็ต้องเดินคู่กัน รัฐบาลนี้ภายใต้ การนําของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ได้มีความกังวล แล้วก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การบริหารจัดการแบบ ศบค. การสั่งการ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้ทันกับสถานการณ์ก็เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ การดําเนินการที่จะแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจคู่กันไปกับการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อ ผมเรียนว่าหลายประเทศมี ความแตกต่างกัน ผมเรียนท่านไปแล้ว แต่เรายืนอยู่และเราป้องกันการแพร่ระบาดได้ ประสบความสําเร็จ ในขณะเดียวกันภายในประเทศเรามีหลายมาตรการท่านทราบดีอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ คนทั้งประเทศในทุกภาคส่วนทราบดี ทั้งมาตรการเยียวยา ทั้งมาตรการเงินกู้ ทั้งมาตรการจัดการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายรูปแบบ แต่ผมเรียนว่าในมาตรการที่เรากําลังจะดําเนินการ ในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าเรา พูดถึงตัวเลขเศรษฐกิจ ถ้าพูดถึงการท่องเที่ยว ไทยเที่ยวไทย ที่เราพยายามทําให้มันเกิดการ เดินทางของคนในประเทศ ถ้าเราดูขนาดตัวเลขแล้ว ถ้าเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์แล้วจํานวน น้อยมากครับ เราได้รับรายได้จากการท่องเที่ยวทุกปีหลายร้อยล้านบาท แล้วก็มีนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาเที่ยวประเทศเราจํานวนมาก เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่จะทําให้ขนาดเศรษฐกิจของ การท่องเที่ยวที่จะเติบโตได้ นั่นก็คือการที่จะต้องส่งเสริมการเดินทางระหว่างประเทศ ถามว่า การเดินทางระหว่างประเทศในสถานการณ์นี้เหมาะสมหรือไม่ ก็ต้องตอบว่ายังไม่ถึงกับ เหมาะสม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็หยุดไม่ได้ เราต้องเตรียมการครับ เนื่องจากว่า เราป้องกันได้ตัวเลขเราเป็นศูนย์ แต่ในขณะเดียวกันประเทศรอบเรา โลกทั้งโลกยังมีตัวเลข การแพร่ระบาดเชื้อที่เดินหน้าตัวเลขกว่า ๒๐ ล้านคนแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะขับเคลื่อน ที่จะเดินหน้าไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยการเปิดให้มีการเดินทางจากคนต่างประเทศมากขึ้น แต่ไม่ถึงกับเป็นการเปิดประเทศ เราก็มีการเตรียมการหลายเรื่องครับ ผมเรียนความคืบหน้า ว่าขณะนี้มีการเตรียมการที่จะส่งเสริมการเดินทางจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ ทราเวล บับเบิล (Travel Bubble) ซึ่งได้มีการพิจารณาลงรายละเอียดแล้วว่าจะมีมาตรการ อย่างไรสําหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ซึ่งอันนี้ก็เป็นโครงการที่เขาจะเดินทางมา เพื่อท่องเที่ยว เพียงแต่ว่าเราจะต้องจับคู่กับประเทศที่เราคิดว่ามีความปลอดภัยสูง รวมทั้ง มาตรการที่จะป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเต็มรูปแบบเมื่อเขาเดินทางเข้ามาในประเทศเรา🔗

๒. การประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ ๆ ซึ่งจําลองคณะใหญ่ๆ ไม่เกิน ๑๐๐ คน ซึ่งขณะนี้ สปน. ที่เป็นหน่วยงานที่จะจัดประชุมระดับใหญ่ได้มีการหารือ เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะจัดประชุมขนาดใหญ่มีคนไม่เกิน ๑๐๐ คนที่เดินทางมาจาก ต่างประเทศ และกลุ่มพวกนี้อาจจะต้องมีมาตรการที่ไม่ต้องควอรันทีน (Quarantine) แต่ว่า การไม่ต้องควอรันทีน (Quarantine) หรือไม่ได้กักตัว เรามีศักยภาพมีความพร้อมที่เรา จะตรวจทั้ง ๒ ครั้ง ไม่ว่าจะตรวจครั้งแรก ๓-๕ วัน หรือตรวจครั้งที่ ๒ ภายใต้ระยะเวลา ๑๑-๑๓ วัน ทั้งหมดนี้คือการเตรียมความพร้อมที่จะเปิดการส่งเสริมการเดินทาง จากต่างประเทศเข้ามานะครับ การแข่งขันกีฬาในระดับที่ ขณะนี้เราได้มีการพิจารณาว่า การแข่งขันกีฬาอาจจะเปิดการแข่งขันกีฬาที่มีผู้ชม ซึ่งเปิดไปแล้วที่เว้นระยะห่าง แต่ต่อไป ในประเทศอาจจะเปิดให้มีผู้ชมเข้าได้ไม่ต้องเว้นระยะห่าง รวมทั้งการแข่งขันกีฬาในระดับ นานาชาติที่เดินมาจากต่างประเทศ แต่ว่ามีกระบวนการที่จะต้องคัดกรอง มีการตรวจ และมีการกักตัว การกักตัวของการแข่งกีฬาต้องมีความพร้อมที่จะให้เขาฝึกซ้อม เพื่อไม่ให้ ถูกครหาว่าเอาเปรียบนักกีฬาซึ่งเดินทางมาจากต่างประเทศ ทั้งหมดนี้กําลังถูกเตรียมการ ใน ศบค. และจะมีการประชุม ศบค. ชุดใหญ่ เพื่อความคืบหน้าในวันที่ ๒๑ คือวันศุกร์นี้ ในมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมการเดินทางจากต่างประเทศ ในบางชุด บางกลุ่ม ที่จะเกิดประโยชน์ในแง่ของตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จะขับเคลื่อนในการ ฟื้นฟูเศรษฐกิจควบคู่กันไปกับการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้ออย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นผมเรียนว่ารัฐบาลนี้ได้ให้ความสําคัญแล้วก็เตรียมความพร้อมตลอดเวลา เพียงแต่ว่าสมดุลตรงนี้เราต้องร่วมกันรับผิดชอบ สมดุลที่เราจะต้องอยู่กับตัวเลขการเป็นศูนย์ ศูนย์ในประเทศคือสิ่งที่เราสําเร็จแล้ว แต่จะสําเร็จมากกว่านั้นท่านสุพิศาลต้องดูระยองโมเดล (Rayong Model) หมายความว่าทีมมาตรการสอบสวนโรคของกระทรวงสาธารณสุข ทีมฝ่ายความมั่นคงว่าเราพบผู้ติดเชื้อที่ไหน เมื่อเราเปิดนโยบายส่งเสริมให้คนเดินทางมาจาก ต่างประเทศได้แล้ว พบผู้ติดเชื้อที่ไหนจะต้องเข้าไปสอบสวน ต้องไปควบคุม เหมือนที่เกิด ที่จังหวัดเชียงใหม่ขณะนี้ สอบสวนโรค กักตัว ตรวจทันที ตรวจซ้ํา เพื่อไม่ให้มีการแพร่ระบาด ออกไป เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอนคู่กันไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการ เดินทางมาจากต่างประเทศของทั้งนักธุรกิจ ทั้งนักลงทุน ทั้งการแข่งขันกีฬา ทั้งการประชุม ต่าง ๆ ผมตอบคําถามท่านในคําถามแรกแค่นี้ก่อนครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่าน พลตํารวจตรี สุพิศาล ถามครั้งที่ ๒ ครับ🔗

พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะกระทรวงนี้ผมว่าน่าจะรับผิดชอบกระทรวงเศรษฐกิจ เลยนะครับ ไม่ต้องมารับผิดชอบกระทรวงสาธารณสุขแล้วครับ🔗

คําถามต่อไปขอสไลด์ (Slide) เลยครับ ท่านพูดถึงจังหวัดระยอง กรุงเทพฯ ที่ผ่านไป ผมยินดีอย่างยิ่งเลยครับ เพราะว่าท่านเองเป็นเจ้าของพื้นที่ที่จังหวัดระยอง แล้วก็ใช้เครื่องมือที่แข็งแรง ซึ่งเป็นโมเดล (Model) ที่แข็งแรงในเรื่องการสอบสวนโรค โดยเฉพาะระบบของกระทรวงนี้ แต่สิ่งสําคัญคือโมเดล (Model) ตรงนี้จะต้องถูกขับเคลื่อนไป เพื่อใช้ ผมก็เลยอยากให้ข้อมูลเพิ่มเติมครับ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปในเรื่องของกระทู้เพิ่มเติมใน การถามครั้งที่ ๒ การถามครั้งที่ ๒ มี ๒ คําถาม เดี๋ยวท่านอธิบายเยอะ ๆ หน่อยนะครับ คือ ในระบบเศรษฐกิจของโลกทั้งโลก ขณะนี้สิ่งที่เป็นระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ยืดหยุ่น เป็นระบบเศรษฐกิจที่ต้องนํามาใช้ครับท่านประธาน แล้วก็เป็นระบบที่สําคัญอย่างยิ่งของ ประเทศเรา ประเทศเรากําลังอยู่ในระบบที่จะรอรับแรงกระแทก แล้วผลกระแทกที่เกิดขึ้น ในรอบ ๒ หรือรอบ ๓ ที่กําลังมา เราได้เป็นกู๊ดวิน (Goodwin) ของการป้องกันที่ดีมาก ที่ท่านผ่านมาแล้ว คนตายไม่ถึง ๖๐ คน ถือว่าผ่านได้ดี การกําหนดในระบบนี้มีการกําหนด กฎหมาย มาตรการ และสําคัญคือความมั่นคงทางสาธารณสุขต้องสมดุลกับความมั่นคงทาง เศรษฐกิจครับ เมื่อสักครู่ท่านก็พูดถึงประเด็นนี้เหมือนกันว่าต้องทํา แต่ต้องลบทิ้งความมั่นคง ทางการทหารออก การทหารต้องถอยมาครับท่านประธาน ถ้ายังปรากฏตัวออกเป็นอีเวนต์ (Event) ต่าง ๆ มาทําหน้าที่แทน ผมว่านั่นจะเปลี่ยนมิติตรงนี้ จะทําให้เศรษฐกิจดูสมดุลขึ้นได้ วาระสุขภาพ แน่นอนครับมันเป็นวาระหลักของโลกครับท่าน แล้วประเทศไทยต้องอยู่กับมัน จนกว่าจะมียา ผู้ประกอบการที่ท่านพูดเมื่อสักครู่เรื่องของการท่องเที่ยว ต้องสร้าง ความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพกับความเสี่ยง โดยเฉพาะประเทศไทยต้องสนใจที่คําถามนี้ ก็คือเศรษฐกิจรากหญ้า ท้องถิ่นให้มากในการลงทุน งบกําลังเข้าอยู่สภานี้ มีงบบูรณาการ เศรษฐกิจรากฐานน้อยมาก ผมก็สงสัยว่ารัฐบาลไม่คิดที่จะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ หรืออย่างไร นั่นคือคําถามครับ การก้าวกระโดดของดิจิทัล (Digital) ท่านก็รู้อยู่แล้วนะครับ ลีปฟรอก ดิจิทัลไลเซชัน (Leapfrog Digitalization) ระบบการค้าในเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เมื่อเช้าก็มีการถามเหมือนกันครับ เรื่องการช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) รายย่อยที่ต้องรีบ ปล่อยเงินครับ ท่านปล่อยสิครับให้เอสเอ็มอี (SMEs) จับคู่ธุรกิจกัน ใครที่เป็นหนี้ต่อหนี้กัน ปล่อยเงิน ๑๐๐ ล้านบาท แล้วผ่านระบบล้างหนี้ให้เอสเอ็มอี (SMEs) ให้หมดทั้งระบบ แล้วเอาเงินกลับมา มันจะทําให้เขามีเงินสดอยู่ในมือ จับคู่เขานะครับ ใช้บล็อกเชน (Blockchain) จับคู่ครับ แล้วก็จะล้างหนี้ของเขาได้ จับหนี้ ก หนี้ ข จับกัน ก็จะเป็นการ ล้างหนี้ที่รวดเร็ว เอสเอ็มอี (SMEs) จะได้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้ครับ แล้วเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital) ต้องรีบจ่ายครับ🔗

สุดท้ายเลยครับท่าน ระบบเศรษฐกิจสังคมที่ยืดหยุ่น คือการใช้กฎหมาย คําถามตรงนี้มันอยู่ที่การใช้กฎหมาย เคลื่อนเศรษฐกิจให้โดยเร็ว พระราชบัญญัติจัดทํา ยุทธศาสตร์ชาติ ปี ๒๕๖๐ ที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๒๔ วรรคสาม มีไว้ทําไมครับ มีไว้เพื่อ แก้ปัญหาประเทศชาติครับท่านประธาน รัฐบาลไม่สนใจครับ ไม่อ่านด้วย เพราะรอจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว ไม่อ่านครับ แล้วแก้จริงหรือเปล่ารัฐธรรมนูญผมยังไม่รู้ ต้องทําครับ ท่านดูสไลด์ (Slide) ต่อไป ในพระราชบัญญัตินี้ โดยเฉพาะมาตรา ๑๐ วรรคสี่ บอกว่าคณะกรรมการที่จัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ถ้าเห็นว่ามีความจําเป็นจะต้องแก้ไขเพิ่มเติม หรือให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง หรือความจําเป็นของประเทศขณะนี้ให้คณะกรรมการ จัดทํายุทธศาสตร์ของชาติขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการและคณะรัฐมนตรีก่อนและ เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบจึงดําเนินการต่อไปได้ โดยเฉพาะถัดไปมาตรา ๑๑ ในมาตรา ๑๑ บอกเลยว่าคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ตั้งแต่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านประธานของเราด้วยเป็นคณะกรรมการ มีความจําเป็นที่จะต้องแก้ไขแผนแม่บท จะต้องขอความเห็นชอบแล้วรีบดําเนินการโดยเร็ว แล้วคณะกรรมการนี้ต้องทบทวน แต่สิ่ง สําคัญคือคณะกรรมการต้องขอความเห็นชอบที่รัฐสภานี้ ผมรอมา ๒-๓ เดือนแล้วตั้งแต่ มีเรื่องอยู่นี่ มันเป็นเรื่องของสถานการณ์โลกเปลี่ยนไปจนไม่เหมาะสม หรือเหมาะสม ก็ยังไม่ทราบ นี่คือคําถามว่าทําไมรัฐบาลไม่นําความเห็นชอบเข้ามาที่รัฐสภาแห่งนี้ เพื่อดําเนินการโดยผ่านพวกเรา นั่นคือวัตถุประสงค์ของคําถามผมคําถามนี้ แต่มันจะไปแตะ เรื่องการขับเคลื่อน ดูว่าภาพแรงงานการจ้างงานในเดือนที่ผ่านมาตกต่ําที่สุดในเรื่องของ แรงงาน ลบ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ลบ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ลบ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ลบ ๓๘ เปอร์เซ็นต์ นี่คือภาพของเศรษฐกิจภาคแรงงานเรา คนแรงงานเราตกต่ํามาก แต่อาชีพที่กําลังเติบโต ในช่วงโควิด (COVID) เห็นไหมครับ มันมีตัวอยู่เรื่องของแพทย์ เรื่องเภสัชกร เรื่องสาธารณสุข นั่นคือหน้าที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของรัฐบาล รัฐบาลเคยออกคําสั่งตั้งที่ปรึกษา แต่เอาไม่อยู่ แต่ก็ดีครับ ถัดมาล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคมที่ผ่านมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ที่ผมถามคําถามนี้ก็เป็นข้อมูลใหม่เด็ด ๆ เลยว่าหลังจากมีที่ปรึกษาแล้วท่านก็ตั้ง ศบค. เศรษฐกิจขึ้นมาเป็นชุดที่ ๑ ผมไม่รู้จะมีชุดที่ ๒ ชุดที่ ๓ หรือเปล่า แต่ชุดที่ ๑ มี ฯพณฯ แล้วก็ ขับเคลื่อน แล้วดูการขับเคลื่อนจะมีอีก มีผู้ที่ร่วมทําเป็นชุดที่ ๒ เมื่อวานนี้มีประชุม ผมเห็นเลยเป็นภาพข่าว แล้วคณะกรรมการที่จะต้องทํางานในชุดที่ ๒ เกี่ยวกับการวิเคราะห์ และเสนอมาตรการเศรษฐกิจเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชน รวมทั้ง เอสเอ็มอี (SMEs) คล้าย ๆ ที่ผมพรีเซ็นต์ (Present) เมื่อสักครู่นี้หรือเปล่า ที่ผมถามท่าน รัฐมนตรีไปเมื่อสักครู่นี้เหมือนกันเลย แล้วมีคณะกรรมการอีกคณะหนึ่งเสนอบทบาทเศรษฐกิจ และส่งเสริมการลงทุนระยะปานกลางและระยะยาวเหมือนเมื่อสักครู่นี้ที่ผมพูดไป แล้วก็ การวิเคราะห์พูดง่าย ๆ ว่าชุดนี้ต้องรีบ เป็นคําถามครับ เป็นการถามครั้งที่ ๓ ถ้าท่าน ยังประชุมแบบนั่งอยู่ในห้องแอร์ (Air condition) แล้วก็ไม่เคลื่อนมาตรการหรือเคลื่อน ข้อบังคับทางกฎหมายหรือข้อกําหนดอะไรออกมา เพื่อให้ผู้ที่รอคอยในภาครากหญ้า ผมมุ่งเน้น ถึงเศรษฐกิจรากหญ้าท้องถิ่นทั้งหมด ที่ท่านบอกจะทําท้องถิ่นท่องเที่ยวเมืองรอง เมื่อเช้าก็มี ท่านพูดเรื่องเมืองรองหลายคน ท่านรัฐมนตรีตอบมาว่าจะสร้างเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น🔗

คําถามในการถามครั้งที่ ๒ คือการระบาดของโรคโควิด (COVID) รอบที่ ๒ ถ้าเกิดขึ้นภายหลังจากการผ่อนผันที่ท่านผ่อนปรนตามที่กําหนดจะมีแนวทางการรับมือ เชิงปริมาณด้านเศรษฐกิจ เมื่อสักครู่นี้บางส่วนท่านรัฐมนตรีตอบมาแล้ว ผมพอจะเข้าใจได้ ถึงบอกว่าท่านควรจะเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจมากกว่า ไม่ควรจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ที่เกิดแบบทั่วประเทศทั้งแบบคลัสเตอร์ (Cluster) เป็นหย่อม ๆ อย่างที่ จังหวัดระยอง ท่านคงมีโมเดล (Model) ที่จังหวัดระยอง เดี๋ยวท่านช่วยอธิบายหน่อยครับ จังหวัดระยองท่านถอยหลังให้คนในท้องถิ่นกลับมาทํางานทําการ มีเศรษฐกิจหมุน มีกระเป๋าสตางค์ เปิดขึ้นได้อย่างไรช่วยอธิบายหน่อยครับ นั่นคือสิ่งที่เพื่อให้หยุดการแพร่ระบาดในรอบที่ ๒ ที่อาจจะมีหรือรอบที่ ๓ ที่กําลังจะมีมาอย่างมี ประสิทธิภาพของ ศบค. ที่ผ่านมาอย่างไร ศบค. ก็คือท่านคงอยู่ในนั้นด้วย และโดยต้อง ไม่ทําให้เกิดการหยุดชะงักงันในระบบเศรษฐกิจฐานราก คําถามคือเศรษฐกิจฐานราก ฐานรากก็คือพวกเศรษฐกิจท้องถิ่น แม่ค้า พ่อค้าที่อยู่ตามริมถนน ตรอก ซอก ซอย หรือแม่ค้าอยู่ตามตลาดนัดหัวเมือง พวกนี้เขาสามารถค้าขาย แล้วแรงงานมีกําลังซื้อ ที่จ่ายเงินจ้างแรงงานออกไปทํางานในโรงงาน ไม่ทํางานหรือปล่อยให้คนงานถูกเลย์เอาต์ (Layout) ท่านออกข้อกําหนดสิครับว่าให้โรงงาน ๆ หนึ่ง ทํางานมากกว่า ๑ กะ ทํา ๒ กะ คนงานไม่ไปไหนครับ ก็แบ่งเป็น ๒ กะไป มี ๑,๐๐๐ คน เลย์เอาต์ (Layout) ออก ๕๐๐ คน ก็เอาอีก ๕๐๐ คนมาทําอีกกะหนึ่ง ก็ทําระบบเศรษฐกิจ ทําเรื่องอะไรครับ ตอนนี้เศรษฐกิจ เรื่องหน้ากากอนามัยหรือวัตถุที่มาทําเกี่ยวกับยาง เราก็จะทําให้เศรษฐกิจของเราฐานราก เติบโตครับ นั่นคือประเด็นคําถามว่าอย่างไร และคําถามสุดท้ายคือขอทราบรายละเอียดครับ ขอทราบรายละเอียดว่าการป้องกันแบบเชิงปริมาณ ในระบบเศรษฐกิจของท่านรูปแบบ อย่างไหนที่จะช่วยให้คนจน ประชาชนที่เป็นรากหญ้าทั้งหมดรออยู่นี้ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่รอเงินอยู่จะปล่อยจากรัฐบาล ซึ่งจะปล่อยถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๔ ควรจะรีบปล่อยครับ เพราะไม่อย่างนั้นประเทศก็เสียหาย เป็นคําถามครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระยอง ในฐานะของรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการสาธารณสุข ตอบคําถามแทน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เพื่อนสมาชิก ท่านสุพิศาลถามคําถามผมจดไม่ทันครับ ท่านถามเยอะมาก แต่ว่าผมขออนุญาตสรุป ประเด็นว่าท่านถามคําถามด้วยความเป็นห่วงว่าสถานการณ์ในระลอก ๒ กับการที่จะไป ช่วยดูแลเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเราทราบทั่วกันว่าผลกระทบครั้งนี้ มันรุนแรงในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ โรงแรม ภาคบริการ ภาคอาหาร ภาคการเดินทาง ก็มีผลกระทบทั้งหมด อันนี้ก็ถือว่าสถานการณ์นี้เป็น สถานการณ์ที่เราคิดว่าทุกประเทศทั่วโลกต้องเผชิญ และขอยืนยันว่าท่านพยายาม ให้เน้นเรื่องของการเฟล็กซิเบิล (Flexible) หรือการยืดหยุ่นในระบบเศรษฐกิจ ท่านยกตัวอย่างเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ตัวยุทธศาสตร์ชาติจะเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ชาติที่กําหนดเขากําหนดแต่หลักการแล้วก็ทิศทางให้เห็นภาพ แต่ความยืดหยุ่น ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้กําหนดว่าจะต้องทําอะไรอย่างไร ขึ้นอยู่กับผู้บริหารจัดการในแต่ละ คณะกรรมการที่ท่านพยายามพูดถึงว่าในแต่ละส่วนจะต้องไปบริหารจัดการเพื่อบริหาร เศรษฐกิจอย่างไร การดูตัวเลขทั้งหมดของรัฐบาลในภาพกว้าง ในภาพใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น การจัดทํางบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ท่านจะเห็นภาพการจัดการงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ มีการ โอนงบประมาณที่ไม่เกี่ยวข้องหรือทําไม่ได้กับสถานการณ์โควิด (COVID) เช่น การประชุม สัมมนา การเดินทางไปต่างประเทศ ที่ไม่สามารถดําเนินการได้ภายใต้สถานการณ์โควิด (COVID) ประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการจัดทํา พ.ร.บ. โอนงบประมาณเข้ามาส่วนกลาง ให้รัฐบาลได้จัดการในเรื่องนี้ การจัดทํางบเงินกู้ การจัดทํา พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๔ เชื่อมโยงไปถึงปี ๒๕๖๕ ในการที่จะให้คนที่นั่งดูมอนิเตอร์ (Monitor) ภาพใหญ่จะได้จัดการ ในการที่จะไปเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนอย่างไร อันนี้ผมอธิบายภาพกว้างให้ท่าน ผมเรียนว่าผู้ได้รับผลกระทบก็ตรงกันนะครับ ในแง่ของทฤษฎีเศรษฐกิจ คือเอสเอ็มอี (SMEs) ฐานรากในหลักการทุกประเทศกําลังพัฒนา แน่นอนที่สุดเราจะต้องช่วยสนับสนุนเขา เรื่องมาตรการของ ครม. ที่ออกมาในการสนับสนุนเงินกู้ผ่านธนาคารแห่งประเทศไทยไปยัง สถาบันการเงิน ในช่วงแรกเราก็พบ แล้วในสภานี้ก็สะท้อนตรงกันว่าการเข้าถึงของผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ อาจจะยังไม่ได้ เข้าถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากว่าในกลไกของสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ มีอุปสรรคอยู่บ้าง ก็มีการแก้ไขโดยธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะไปแก้เกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านั้น เพื่อที่จะให้รองรับการไปดูแลและการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่กระทบกับสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ว่านี้ ผมเรียนว่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ครม. ได้มีการอนุมัติ ศบค. เศรษฐกิจมีโครงสร้างเล็ก ๆ มีหลายกระทรวงนะครับ แต่ก็ไม่ได้มี ทุกกระทรวง เพื่อที่จะจัดการโดยมีท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ ท่านสุพัฒนพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านใหม่เข้ามา เพื่อที่จะดูแลว่าส่วนของสถานการณ์ เศรษฐกิจโควิด (COVID) จะมีมาตรการอย่างไรที่จะออกมาเพื่อที่จะไปอุดรอยรั่ว ไปซ่อม ในส่วนการเยียวยาในการจัดการที่ยังไม่ทั่วถึงกับผู้ประกอบการทั้งหมด ซึ่งผมเข้าใจว่าขณะนี้ กําลังประชุมอยู่ หลังจากการประชุมท่านก็จะได้ทราบว่ามาตรการที่จะเดินมาระรอกต่อไป ของศูนย์ ศบค. เศรษฐกิจนั้นจะดําเนินการอย่างไรไปบ้าง ผมพูดถึงหลักการ เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ผมเรียนว่าเราพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลแล้วก็กระทรวงสาธารณสุขเราเข้าใจดีว่า เราไม่สามารถอยู่กับตัวเลขศูนย์ได้ตลอดไป เราจําเป็นต้องเดินหน้ากับสถานการณ์ การป้องกันการแพร่ระบาดเชื้ออย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกันไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผมเรียนเพื่อความปลอดภัยนะครับ เราจะฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ถ้าเมื่อใดก็ตาม เราส่งเสริมการเดินทางจากต่างประเทศของคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ แล้ว เกิดเหตุการณ์หรือกรณีมีช่องทางธรรมชาติ ถ้าเกิดเหตุการณ์ระลอกสองเกิดขึ้น ท่านมองภาพเลยนะครับว่าสิ่งที่เราลงทุนมาตั้งแต่ต้น เราจะสูญเสียเราจะได้รับผลกระทบ มากกว่าเดิมอีกแสนสาหัส และถึงเวลานั้นถ้าเราไม่ช่วยกันเราก็จะประสบปัญหาว่าทั้งตัวเลข เศรษฐกิจ ทั้งการแพร่ระบาดเชื้อในระลอกสอง ทั้งแผนที่เราวางมา เงินที่เรามีอยู่ กับแผน ที่เราจะจัดการใช้เงินในการที่จะช่วยเหลือเยียวยาจะต้องใช้มากขึ้น สถานการณ์นั้นจะหนัก กว่าเดิม เพราะฉะนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงมีมาตรการที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจจะต้องเดินคู่ กับความปลอดภัยและการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้ออย่างมีประสิทธิภาพ ผมยกตัวอย่าง สั้น ๆ กับท่านนะครับ เพื่อระยะเวลาที่มีจํากัด โครงการทราเวล บับเบิล (Travel Bubble) หรือโครงการที่จะเป็นแพ็กเกจ (Package) ของนักเดินทางจากต่างประเทศที่จะเข้ามา รักษาแล้วก็เดินทางมาเที่ยวในกลุ่มจังหวัดที่เรากําหนดไว้ให้ ผมเรียนว่าในด้านความ ปลอดภัยเรามีความพร้อมด้านสาธารณสุข ผมยกตัวอย่าง เช่น ขณะนี้ที่ท่านเห็นที่มีความ เดือดร้อนอย่างสูงสุด นั่นก็คือเกาะสมุยของผู้ประกอบการต่าง ๆ ท่านเคยเห็นไหมครับ เซเว่น อีเลฟเว่นปิดตัวลงเนื่องจากว่าไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา เพราะเกาะสมุย พึ่งพานักท่องเที่ยวจากต่างประเทศร้อยละ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จังหวัดภูเก็ตครับ จังหวัดภูเก็ต ก็ได้รับความเดือดร้อนจํานวนมาก ซึ่งขณะนี้รัฐบาลทราบปัญหาและกําลังดําเนินการ โครงการเที่ยวระหว่างจังหวัดนะครับ คือจังหวัดภูเก็ตและเกาะสมุยมีการเตรียมความพร้อม ที่จะเดินหน้าประมาณเดือนตุลาคมนี้อย่างชัดเจนว่า เรามีความพร้อมด้านสาธารณสุข มีสถานพยาบาลรองรับ ๓ แห่ง มีความสามารถในการตรวจหาเชื้อ ๑,๐๐๐ คน ต่อ ๑ วัน มีการจัดการให้มีสถานกักกันและมีการตรวจ ๒ ครั้ง ตรวจครั้งแรกใน ๓-๕ วัน แล้วตรวจ ครั้งที่ ๒ คือ ๑๑-๑๓ วัน ตามไกด์ไลน์ (Guide Line) ที่ต้องกักตัว ๑๔ วัน ตามข้อมูล ทางวิชาการของกรมควบคุมโรค ที่เกาะสมุยก็มีความพร้อมตามมาตรการต่าง ๆ ที่จะต้อง รองรับการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้ออย่างเต็มที่ เพื่อที่จะให้ส่งเสริมคนที่เดินทางมาจาก ต่างประเทศได้มาเที่ยวมาจับจ่ายใช้สอยในจังหวัดที่เราเห็นว่ามีความเดือดร้อน เมื่อเรา นําร่องจังหวัดเหล่านี้สําเร็จเมื่อไร โครงการในแต่ละจังหวัดหรือว่าโครงการในแต่ละพื้นที่ ที่เราจะส่งเสริมให้มีการเดินทางมาจากต่างประเทศก็จะเปิดดําเนินการได้มากขึ้น หรือแบบเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ อันนี้ผมเรียนว่าเราได้มีโครงการที่อบรมสําหรับกรณี การเดินทางเข้ามาของกลุ่มนักธุรกิจ หรือกลุ่มการประชุมสัมมนาที่จะมีจํานวน ๑๐๐ คน กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมควบคุมโรค ไม่ได้มีการดําเนินการจัดประชุมผู้ติดตามนะครับ ซึ่งผู้ติดตามนี้จะต้องมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพเพียงพอในการที่จะติดตามนักธุรกิจเหล่านั้น ในการที่เขามาทําธุรกิจ มีการมาประชุมเพื่อที่จะ ๑. ทั้งสื่อสารในภาษาต่างประเทศได้ ๒. จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อของกระทรวงสาธารณสุข ของกรมควบคุมโรคหรือมีจิตใจให้บริการ ทั้งหมดนี้ได้มีการอบรมสัมมนาไปแล้ว ๑ รุ่น พร้อมที่จะติดตามเพื่อที่จะส่งเสริมการเดินทางจากต่างประเทศของกลุ่มบุคคลคนเหล่านี้ อันนี้ก็เป็นการที่จะต้องปูทาง แล้วก็เปิดส่งเสริมให้การเดินทางจากต่างประเทศเข้ามา ในประเทศเราทําได้มากขึ้นตามนโยบายและตามแนวทางที่ท่านคิดว่าจะต้องเปิดให้มีการ ดําเนินการ สุดท้ายผมสรุปอย่างนี้ว่าการเตรียมการทั้งหมดไม่ใช่จะมีการเตรียมการ เพื่อตั้งรับอย่างเดียว เราต้องยอมรับว่าสิ่งที่เราสําเร็จที่ผ่านมาในอดีต นั่นคือการป้องกัน การแพร่ระบาดเชื้อของกระทรวงสาธารณสุข การได้รับการยอมรับจากนานาชาติทั่วโลกว่า เรามีคุณภาพของบุคลากรทางการแพทย์ เรามีสถานพยาบาลที่ได้รับการยอมรับ เรามี สถานพักฟื้นหรือได้รับการเชื่อมั่นจากต่างประเทศทั่วโลกแล้ว สิ่งที่จะต้องเตรียมก็คือว่า เราจะต้องทําการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะรองรับความเชื่อมั่นและสิ่งที่เป็นโอกาสที่เกิดขึ้น ในวิกฤติวันนี้ เพื่อรองรับสถานการณ์โควิด (COVID) หรือวัคซีนที่เราจะได้เราทํา ๒ อย่าง วัคซีนที่เราจะได้เราร่วมมือกับต่างประเทศ แล้วถ้าต่างประเทศ อย่างเช่น ผมยกตัวอย่างเช่น ที่ออกซ์ฟอร์ด (Oxford) ที่มีความคืบหน้ามากที่สุดในโลกและประเทศจีน เราได้มีความ ร่วมมือกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในประเทศเรา ร่วมมือกับเขาว่าถ้าเขาผลิตวัคซีนต้นแบบได้ เมื่อไร นําไปสู่การผลิตวัคซีนเพื่อจําหน่าย เราจะได้เงื่อนไขว่าเราได้รับวัคซีนจากเขาในราคา ต้นทุน รวมทั้งประเทศจีน ในขณะเดียวกันเราไม่ได้หยุดเพียงแค่ไปทําความร่วมมือกับ ต่างประเทศเท่านั้น เรามีสถาบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ดําเนินการ ทดลองด้วยตัวเอง ขณะนี้ก็อยู่ในขั้นที่ทดลองในสัตว์ในขั้นที่ ๒ แล้ว แต่อาจจะช้ากว่า ต่างประเทศ เพราะฉะนั้นเมื่อสถานการณ์โควิด (COVID) ได้คลี่คลายลงโดยมีการผลิต วัคซีนได้ และเราได้รับวัคซีนมา การได้รับวัคซีนก็ต้องมีการทําการวิจัยอีกต่อไปด้วยว่า กลุ่มคนประเภทไหนที่จะได้รับวัคซีนก่อน เช่น ผู้มีความเสี่ยงสูง บุคลากรทางการแพทย์ เมื่อสถานการณ์นั้นมาถึง การเตรียมความพร้อมของเราที่จะรองรับสิ่งที่จะเข้ามา ในประเทศนี้จะต้องมีความพร้อม ต้องเกิดประโยชน์สูงสุด เขาเรียกว่าประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ต้องทําไปคู่ขนานพร้อมกัน โรงพยาบาลเอกชน สถานพยาบาลต่าง ๆ สถานพักฟื้น การมาซื้อที่ของคนที่มีเงินมากในต่างประเทศที่สูงอายุก็จะเกิดขึ้น การเตรียมความพร้อมทั้งหมดนี้ รัฐบาลนี้ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วเพื่อที่จะรองรับ สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตเมื่อได้มีวัคซีนเกิดขึ้น และการเดินทางไปมาระหว่างประเทศสามารถ ที่จะเดินทางไปมาระหว่างประเทศได้เต็มพิกัดร้อยเปอร์เซ็นต์ในอนาคตอีกประมาณปีครึ่ง เพราะฉะนั้นเราคงไม่ได้ทําแต่เพียงการป้องกันและการฟื้นฟูเศรษฐกิจในขณะเดียวกัน แต่เราเตรียมความพร้อมสําหรับการรองรับโอกาสในวิกฤติที่เราเกิดขึ้น เหมือนที่ผมเรียนท่านว่า ที่ระยองโมเดล (Model) ครับ วันนั้นทหารอียิปต์มาจังหวัดระยอง รัฐบาลถูกตําหนิ ผมถูกคนจังหวัดระยองต่อว่า แต่ในวิกฤตินั้นเราได้สร้างความเชื่อมั่นกลับมาให้จังหวัดระยอง โดยการสอบสวนโรค การขีดวงผู้มีการติดเชื้อสูง เราป้องกัน เราตรวจเชิงรุก ประชาชน เกือบ ๗,๐๐๐ คนเราไม่พบผู้ติดเชื้อเลย หลังจากวันนั้นครับ ท่านสุพิศาลครับ ขณะนี้ ผมเรียนว่าจังหวัดระยองคืนสู่สภาวะปกติร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีความหนาแน่นมากกว่าเดิม เพราะอะไร เพราะเขามีความเชื่อมั่น ผมสั่งการท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกับเจ้าหน้าที่ ในจังหวัดว่าวันที่มีวิกฤติท่านแก้วิกฤติอย่างเดียวไม่ได้ แต่วันที่กระแสมา การจัดกีฬาที่มีคนดู เว้นระยะห่างไปที่นั่น ท่านต้องจัดการทรัพยากรที่หลั่งไหลมาตามกระแส ไม่ให้มันรั่วไหล ให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด ให้กับคนจังหวัดระยอง เช่นกันครับประเทศไทยเราต้องทําพร้อมกัน เราต้องทําพร้อมว่าอีกปีหนึ่งข้างหน้าจะมี คนหลั่งไหลมารักษาพยาบาล มีผู้สูงอายุมาอยู่ที่นี่ ทั้งหมดนี้จะต้องถูกวางแผนให้พร้อม ไปในขณะเดียวกันกับการแก้ไขสถานการณ์โควิด (COVID) และการฟื้นฟูเศรษฐกิจเดินคู่ไป เพื่อรองรับโอกาสที่จะเกิดขึ้นในปีครึ่งข้างหน้าในสถานการณ์ที่มีวัคซีนแล้ว ก็ขอ กราบขอบพระคุณท่านที่มีความเป็นห่วงเป็นใยและให้คําแนะนําครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

จบกระทู้ถาม ทั่วไปเรื่องที่ ๒ ท่านสมาชิกครับ กราบเรียนท่านสมาชิกสักนิดว่า ถึงแม้กระทู้ถามทั่วไปไม่ได้ กําหนดระยะเวลาเหมือนกระทู้ถามสด คือท่านไม่มีเวลาจํากัด แต่มันมีข้อบังคับ ข้อ ๑๕๒ กระทู้ถามต้องชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียนซ้ําซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่มีลักษณะเป็น การอภิปราย คือเข้าเนื้อหาเลยแล้วก็ตั้งกระทู้เลย เพราะฉะนั้นฝากท่านช่วยปฏิบัติตาม ข้อบังคับ ข้อ ๑๕๒ ด้วยนะครับ แล้วถามได้แค่ ๒ ครั้ง นอกจากไม่หมดประเด็นประธาน อนุญาตได้ครั้งที่ ๓ แต่ต้องเป็นอํานาจประธาน ฝากท่านด้วยนะครับ ลองอ่านดูข้อบังคับ ข้อ ๑๕๒ กระทู้ถามฉบับต่อไปครับ🔗

๑.๒.๒ กระทู้ถามที่ ๒๓๒ เรื่อง แนวทางการพิจารณาให้เกิดเบี้ยบํานาญ แห่งชาติ (นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ตอบ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง มอบหมายให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ตอบ🔗

ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคือท่านปรีดี ดาวฉาย ท่านก็ติดภารกิจมอบต่ออีกให้ท่านรัฐมนตรีสันติ พร้อมพัฒน์ มาเป็นผู้ตอบกระทู้ดังกล่าวแทน ดังนั้น ขอเชิญท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ตั้งกระทู้ถามได้เลยครับ🔗

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร จากชาวบางขุนเทียน พรรคก้าวไกล ขออนุญาตตั้งกระทู้ถามทั่วไปถามทาง ท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ได้มอบหมายให้กับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ไม่เป็นอะไรในส่วนที่เกี่ยวข้องพอดีเลย ถึงแนวทางการพิจารณาให้เกิดเบี้ยบํานาญแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา มีภาคประชาชนได้เข้าชื่อยื่นเสนอต่อทางรัฐบาล แล้วก็ได้ นําเรื่องต่าง ๆ ไปมอบให้กับตัวแทนรัฐบาล นั่นก็คือท่านจุรินทร์ได้ออกมารับหนังสือจาก ภาคประชาชนที่ทําเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ ๑๓ ที่ผ่านมา ถึงแนวทางการพิจารณาเรื่องของ สวัสดิการบํานาญแห่งชาติ นั่นก็คือเบี้ย ๓,๐๐๐ บาทให้กับผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป เพราะฉะนั้น วันนี้ผมถึงตั้งกระทู้ถามไปยังฟากฝ่ายรัฐบาลว่าวันนี้มีแนวทางชัดเจนอย่างไร ผ่านมาแล้ว เดือนกว่า วันนี้แนวทางของทางรัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไร ผมมีข้อมูลจากทาง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นรายงานการคาดการณ์ประชากรของประเทศไทย ในข้อมูลสมมุติภาวะเจริญพันธุ์ระดับสูงจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อัปเดต (Update) ข้อมูลเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๓ เรามีประชากรผู้มีอายุ ๖๐ ปีขึ้น ไปถึง ๑๒,๔๐๐,๐๐๐ คน ถือเป็นประชากรอัตราส่วนที่ ๑๘.๐๙ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด เพราะปัจจุบันประชากรของประเทศไทยมีทั้งสิ้น ๖๖,๕๕๓,๐๐๐ คน นี่คืออัตราปัจจุบัน แต่ถ้าเกิดผมมองก้าวไปอีก ๑๐ ปี ปี ๒๕๗๓ ปี ๒๕๗๓ ประชากร คนไทยจะอยู่ที่ ๖๗,๓๒๑,๐๐๐ คน จะมีประชากรผู้สูงอายุถึง ๑๗,๑๒๐,๐๐๐ คน ถือเป็น ๒๕.๔๓ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด นั่นหมายความว่าอะไรครับ นั่นหมายความว่า สังคมไทยที่กําลังพูดถึงกันอยู่ว่ากําลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุพูดกันมาแล้วหลายปีต่อหลายปี แล้วสังคมผู้สูงอายุจะเป็นอย่างไร อีก ๑๐ ปีเราจะมีประชากรผู้สูงอายุถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด นั่นคือ ๑ ใน ๔ ของประชาชนคนทั้งชาติ แล้วอีก ๒๐ ปี จะมีประชากรผู้สูงอายุถึง ๓๑.๑๔ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๒๐ ล้านคน แล้ววันนี้หากเราไม่มีการเตรียมการ ไม่มีการรองรับถึงสภาวะของ ผู้สูงอายุ ไม่มีแนวทางที่จะพัฒนาคุณภาพของผู้สูงอายุ ไม่มีแนวทางที่จะดูแลผู้สูงอายุ ผู้เฒ่าผู้แก่ คนใกล้ชิดของเรา เราจะอยู่ในประเทศนี้กันอย่างไร วันนี้ผมจึงขอตั้งกระทู้ถาม เข้าคําถามเลยครับ เพราะท่านประธานได้แนะนําไว้ก่อนเข้าเรื่อง🔗

คําถามที่ ๑ รัฐบาลมีแนวทางการรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างไรในปัจจุบัน และรัฐบาลมีความเห็นอย่างไรกับการเกิดกองทุนบํานาญแห่งชาติในภาคประชาชนเสนอ และหลาย ๆ พรรคการเมืองที่ได้เสนอไปแล้ว วันนี้รัฐบาลมีแนวทางอย่างไรครับ สําหรับ คําถามที่ ๑🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านรัฐมนตรีสันติครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้เป็นผู้มาตอบกระทู้ถาม ผมขอเริ่มจากกระทู้ถามของท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้อง ขอเรียนอย่างนี้ครับว่าเรื่องของผู้สูงอายุนั้นเป็นบุคคลที่ได้สร้างคุณเป็นประโยชน์กับ ประเทศชาติบ้านเมืองมาเป็นเวลาอันยาวนาน เมื่อท่านแก่ชราจนกระทั่งหลังจากอายุ ๖๐ ปี เราก็ให้เกียรติท่านเป็นผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นจากการที่เขาประกอบสัมมาอาชีพตลอด ช่วงเวลาของท่านจนกระทั่งท่านเป็นผู้สูงอายุนั้น การที่พวกเราโดยเฉพาะรัฐบาลก็ต้อง คํานึงถึง คิดถึงที่จะดูแลผู้สูงอายุให้สามารถดํารงชีพอยู่ได้ตามอัตภาพอันดีอันสมควร จากการที่ถามว่าแนวทางที่จะทําให้เกิดเบี้ยบํานาญแห่งชาติ นั่นก็หมายถึงว่าเราจะจ่าย เบี้ยบํานาญให้กับผู้สูงอายุทุกตัวคน ซึ่งจริง ๆ แล้วขณะนี้รัฐบาลก็ได้ดูแลผู้สูงอายุอยู่แล้ว เมื่อครบอายุ ๖๐ ปีนั้น เราก็มีเบี้ยผู้สูงอายุตั้งแต่ ๖๐๐ บาทถึง ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งดําเนินการ อยู่แล้ว ส่วนการที่จะดูแลถึง ๓,๐๐๐ บาท อันนั้นก็ต้องถามว่ารัฐบาลมีความตั้งใจอย่างไร ที่จะให้เกิดเบี้ยบํานาญของผู้สูงอายุที่เดือนหนึ่งถึง ๓,๐๐๐ บาท อันนี้ก็ต้องเรียนท่านณัฐชา ว่าการดูแลผู้สูงอายุนั้นก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป ตามแต่กําลังงบประมาณของแผ่นดินที่จะ เอื้ออํานวย แต่ในขณะนี้รัฐบาลก็ได้มีมาตรการหลายมาตรการที่จะให้ผู้ที่เป็นวัยทํางาน แล้วก็จะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุนั้นให้มีการออม ที่เรียกว่ากองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง หรือผู้ใช้แรงงาน หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ก็สามารถที่จะ ร่วมกับกองทุนประกันสังคมในการออมเพื่อวันเกษียณ หรือเมื่อครบอายุ ๖๐ ปี ในขณะเดียวกันนั้นในระบบของภาคเอกชนก็ยังมีประกันสังคมที่ได้เก็บเงินกับผู้ใช้แรงงาน กับผู้ประกอบการ กับรัฐทั้ง ๓ ฝ่าย ออมเอาไว้ที่ประกันสังคม เมื่อถึงคราวเกษียณหรือออกจากงานก็จะได้รับเงินชดเชยเหล่านี้ เพราะฉะนั้นจึงขอ กราบเรียนตอบคําถามแรกท่านณัฐชาว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะดูแลผู้สูงอายุเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว แล้วยิ่งขณะนี้ปี ๒๕๖๓ นั้นประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ส่วนผู้สูงอายุจะได้รับการ ดูแลเพิ่มขึ้นจนกระทั่งเป็นสวัสดิการแห่งรัฐก็จะต้องกราบเรียนว่ารัฐบาลก็กําลังหาช่องทาง ที่จะดําเนินการในขั้นตอนเหล่านี้อยู่ ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณแผ่นดินว่าจะ เอื้ออํานวยได้ขนาดไหน ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านณัฐชาถามครั้งที่ ๒ ครับ🔗

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณท่านประธานครับ จากที่ท่านรัฐมนตรีได้ตอบคําถามแรกไปผมก็ยังงง ๆ ไปพร้อมกับพี่น้องประชาชน ท่านบอกว่า ผู้สูงอายุได้ทําคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติรัฐบาลให้เกียรติเป็นผู้สูงอายุ ถึงท่านไม่ให้เกียรติ เขาก็เป็นผู้สูงอายุครับ อายุ ๖๐ ปีเป็นผู้สูงอายุแน่นอน ส่วนตามอัตภาพอันสมควร ผมคิดว่าวันนี้เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปได้ ๖๐๐ บาท แล้วก็ ๗๐ ปีขึ้นไปได้ ๗๐๐ บาท แล้วก็ ๘๐ ปีขึ้นไปได้ ๑,๐๐๐ บาท ตรงนี้ท่านผู้ตอบกระทู้เองก็ทราบดีว่าปัจจุบัน สังคมไทยเป็นอยู่อย่างไร การจับจ่ายใช้สอยของผู้สูงอายุที่ท่านบอกว่าท่านให้เกียรติ เป็นผู้สูงอายุที่ท่านบอกว่าได้ดูแลตามอัตภาพแล้ว ๖๐๐ บาทใช้ไม่ได้หรอกครับ ณ วันนี้ ๖๐๐ บาทใช้ไม่ได้ และวันนี้เราได้รับเบี้ยยังชีพคนชรา ๖๐๐ บาทมาอย่างยาวนานแล้ว ส่วนว่าแนวทางจะเป็นอย่างไรช่วงก่อนเลือกตั้งก็ประคบประหงมดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ ต้องอย่างโน้น ต้องอย่างนี้มีแนวทางโฆษณามากมายครับ แต่พอวันที่ท่านมาเป็นรัฐบาล วันที่ท่าน มาบริหารราชการแผ่นดิน วันที่ท่านมาเป็นพ่อเมืองดูแลพี่น้องประชาชนคนทั้งชาติ ท่านบอกว่า อันนี้คือตามอัตภาพอันสมควรดูแลอยู่แล้ว รัฐที่ดีควรดูแลครับไม่ใช่ช่วยเหลือ แต่ปัจจุบัน ที่ท่านบอกว่าท่านดูแลนี่พี่น้องประชาชนเขาเข้าใจดีนั่นคือเงินช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านบอกว่าต้องไปตามเรื่องของงบประมาณ โอเค (OK) ไม่ว่ากัน งบประมาณปัจจุบัน ๓.๓ ล้านล้านบาท ท่านให้กับหน่วยงานใดผมไม่รู้หรอกครับมีกระจัดกระจายกันทั่วไป แต่ถ้า เกิดท่านจะให้กับประชาชน ผมคํานวณมาแล้วครับ ปี ๒๕๖๔ ท่านต้องใช้เงินในการ จ่ายเบี้ยบํานาญแห่งชาติ ๓,๐๐๐ บาทแก่ผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปจํานวน ๑๒ ล้านกว่าคนนั้น ท่านต้องใช้เงินทั้งสิ้น ๔๓๓,๔๔๐ ล้านบาท อีก ๑๐ ปีท่านจะต้องเตรียมเงินเท่าไร อีก ๑๐ ปี ท่านเตรียมเงินอีก ๖๑๖,๓๒๐ ล้านบาท นี่คืองบประมาณ ถ้าเกิดตั้งไว้จะได้รับเข้าสู่ผู้สูงอายุ ทุกครอบครัว สูงอายุหมายถึง ๖๐ ปีขึ้นไปจะได้เบี้ยบํานาญ ๓,๐๐๐ บาท อยู่กัน ๒ คน ตายายได้รับ ๖,๐๐๐ บาท ใช้ชีวิตอยู่ได้จริงครับ แต่ทุกวันนี้ใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไรไม่รู้ เกิดเหตุที ต้องมีเงินอุดหนุนอย่างอื่นเข้าไปช่วย ต้องมี ๑,๐๐๐ บาทเข้าไปช่วย ช่วย ๓ เดือน แล้วเดือนที่ ๔ เดือนที่ ๕ เดือนที่ ๖ เขากินอะไรครับ ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนผู้สูงอายุต้องใช้ ชีวิตอยู่อย่างอัตคัดขัดสนที่ท่านบอกว่าตามอัตภาพที่ดูแลอยู่แล้ว ๖๐๐ บาท วันนี้ไม่เพียงพอ จริง ๆ ครับท่านรัฐมนตรี ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ เพราะว่าวันนี้ผมตั้งใจ ถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าวันนี้บริหารราชการแผ่นดิน ก่อนมาถึงวันนี้ ๖ ปีที่แล้วก็บริหารมา พูดนักพูดหนาอยากดูแลนู่น นี่ นั่น แต่วันนี้ไม่คืบหน้าครับ ภาคประชาชนก็ได้เสนอ วันนี้ ท่านบอกว่าเดี๋ยวในกรอบงบประมาณจะว่ากันอย่างไร ในเรื่องของกฎหมายจะว่ากันอย่างไร ไม่เป็นอะไรครับ วันนี้เพื่อนสมาชิก ส.ส. วรรณวิภา ไม้สน นําร่างพระราชบัญญัติบํานาญ พื้นฐานถ้วนหน้ายื่นต่อสภาแล้วครับ ท่านรอรับเลย รอรับแล้วก็เปิดรับฟังความคิดเห็นแล้วก็ ทํากระบวนการต่อไปในสัดส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติตั้งแล้วครับ ในคณะกรรมาธิการการ สวัสดิการสังคมได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการมาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้เลยว่าแนวทางการหารายได้ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทจะหาจากไหน ตั้งไว้แล้วครับ เพราะฉะนั้นวันนี้หากท่าน มีความบริสุทธิ์ใจจริงคําถามแรกไม่เป็นอะไร ท่านตอบในคําถามที่ ๒ ให้ชัดครับ ให้พี่น้องประชาชนได้ชื่นใจสักครั้งหนึ่งว่าวันนี้เบี้ยบํานาญแห่งชาติกับการยุบสภานี่อันไหน ถึงก่อนกัน🔗

คําถามที่ ๒ หนทางที่จะเป็นไปได้ในการเกิดเรื่องนี้รัฐบาลจะตอบกับ พี่น้องอย่างไรในเรื่องของกระบวนการหากเรื่องนี้ถึงมือรัฐบาล หากพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถึงมือรัฐบาลจะดําเนินการอย่างไร รวดเร็วแค่ไหน ขอไทม์ไลน์ (Timeline) ชัด ๆ ครับ วันนี้ ยื่นไปแล้วด้วยครับ ถ้าท่านมีข้อมูลท่านตอบได้เลยว่าไทม์ไลน์ (Timeline) จะทําอย่างไร ต่อไป จะตั้งแช่ไว้ตรงนั้น แล้วก็พิจารณาว่าเป็นงบการเงินรอนายกรัฐมนตรีมาผ่านหูผ่านตาก่อน หรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่วันนี้ขอให้ท่านตอบในสภาแห่งนี้ พี่น้องประชาชนกว่า ๑๒ ล้านคน ณ ปัจจุบันนี้กําลังดูอยู่ครับ เพราะวันนี้เขาได้รับเกียรติจากท่านแล้ว เขาเป็นผู้สูงอายุ เรียบร้อย เพราะเขา ๖๐ ปีขึ้นไป เขารอฟังคําตอบข้อที่ ๒ อยู่ครับ ขออนุญาตถามคําถาม ข้อที่ ๒ ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีสันติตอบครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ขอบคุณ ท่านประธานที่เคารพ ท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้อง กราบเรียนว่าหากพระราชบัญญัติตามที่ท่านได้พูดถึงนั้นเข้าสู่สภา ก็คงต้องให้ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นผู้พิจารณา ส่วนรัฐบาลนั้นถ้าสภาได้พิจารณาอย่างไรก็เป็น เรื่องปกติที่รัฐบาลก็จะต้องดําเนินการไป แต่เหนือสิ่งอื่นใดนะครับ ผมได้เรียนแล้วว่าผู้สูงอายุนั้น เป็นผู้ทําคุณประโยชน์ ซึ่งรัฐบาลเองก็ได้ดําเนินการดูแลผู้สูงอายุทั้งทางตรง ทางอ้อม เบี้ยผู้สูงอายุนั้นก็เป็นเบี้ยผู้สูงอายุที่ดูแลผู้สูงอายุในส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่อีกหลาย ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุก็ได้ใช้บริการอย่างเต็มที่ เรื่องคุณภาพยา เรื่องคุณภาพของหมออะไรต่าง ๆ รัฐบาลก็ติดตามดูแลอยู่ตลอดเวลา ก็ต้อง เรียนว่าสําหรับผู้สูงอายุนั้นรัฐบาลเป็นห่วงเป็นใย แล้วก็การที่จะเพิ่มเบี้ยบํานาญแห่งชาตินั้น รัฐบาลมีความตั้งใจ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ตามที่ผมได้กล่าวแล้วว่ามันก็คงอยู่ที่ว่างบประมาณ แผ่นดินที่เราเก็บจากภาษีพี่น้องประชาชนที่จะวนกลับมาให้กับผู้สูงอายุนั้น ก็จะได้ ดําเนินการตามกําลังของงบประมาณนะครับ รัฐบาลมีความตั้งใจจะดูแลผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นกี่พันก็แล้วแต่ ถ้าหากว่ากําลังของงบประมาณเอื้ออํานวยในระบบ การเก็บภาษี ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยรัฐบาลก็ไม่ขัดข้องหรอกครับ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

จบกระทู้ถามทั่วไปฉบับที่ ๒ อีก ๒ ฉบับ รัฐมนตรีขอเลื่อนทั้ง ๒ ฉบับ ก่อนท่านรัฐมนตรีสันติ จะกลับขอฝากท่านรัฐมนตรีสันติหน่อยครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านลองไปปรึกษาหารือกับ คณะรัฐมนตรีหน่อยนะครับ เวลาวันประชุมว่าในกรณีการตอบกระทู้นี่สมัยก่อนผมก็เคยเป็น รัฐมนตรีมา ๒-๓ สมัย เราจะกันวันพุธไว้เลยนะครับ เหมือนกับวันอังคารเวลาท่านมีประชุม ครม. วันพุธส่วนใหญ่เราจะกันนัดไว้เลยว่าพยายามอย่ารับนัด เพราะว่าจะต้องมาตอบกระทู้ ในสภา เพราะทุกอาทิตย์นี่เห็นเลื่อนกันทุกอาทิตย์เลย เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ท่านลอง ปรึกษาหารือว่าบรรดาท่านรัฐมนตรีทั้งหลายวันพุธลองพยายามหาเวลาอย่าไปรับนัด ล่วงหน้านะครับ พยายามให้ความสําคัญกับสภานิดหนึ่ง ฝากท่านไปปรึกษา ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ ท่านจะได้ใกล้ชิดจะได้ตอบปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิก ตั้งกระทู้ถามทันต่อสถานการณ์ ทันต่อความเดือดร้อนของประชาชน ฝากท่านด้วยนะครับ ท่านสันติครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ขอบคุณท่านประธานครับ รับไปครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

กระทู้ถาม ฉบับต่อไปนะครับ ฉบับที่ ๓🔗

๑.๒.๓ กระทู้ถาม ที่ ๒๓๔ เรื่อง ขอให้แก้ปัญหาการจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมจากการท่องเที่ยวเข้าชมอุทยานแห่งชาติ และอุทยานแห่งชาติทางทะเล ทั่วประเทศ (นายสาคร เกี่ยวข้อง เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม🔗

ซึ่งท่านมี หนังสือแจ้งมาแล้วว่าท่านติดภารกิจที่นัดไว้ล่วงหน้า จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ออกไปเป็น วันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม🔗

๑.๒.๔ กระทู้ถาม ที่ ๒๓๕ เรื่อง ผลกระทบจากพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ๒๕๖๓ โครงการก่อสร้างโรงอาหารแบบ ๑๐๑ ล./๒๗ พิเศษ (ปรับปรุงชั้นบนเป็นโรงพลศึกษา) โรงเรียนจอมพระประชาสรรค์ อําเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ (นายคุณากร ปรีชาชนะชัย เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ🔗

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้มีหนังสือ แจ้งว่ามีภารกิจสําคัญที่นัดหมายไว้ล่วงหน้า แล้วขอเลื่อนการตอบกระทู้เป็นวันพุธที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๓ จึงแจ้งให้ผู้ตั้งกระทู้ถามทราบ เป็นการจบกระทู้ถามทั่วไปนะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทําหน้าที่ประธานในห้องประชุม กระทู้ถามแยกเฉพาะ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สําหรับกระทู้ถาม แยกเฉพาะวันนี้มี ๖ กระทู้ เลื่อนไป ๒ กระทู้ มี ๔ กระทู้นะครับ เรียนเบื้องต้นว่ากระทู้ถาม แยกเฉพาะอยู่ในส่วนที่ ๔ ของข้อบังคับ ซึ่งเป็นกระทู้ถามที่มีลักษณะเฉพาะเรื่อง เฉพาะพื้นที่ เฉพาะบุคคล หรือสมาชิกระบุให้ตอบในห้องกระทู้ถาม ข้อบังคับของกระทู้นี้ ก็คือว่าผู้ถาม ผู้ตอบจะต้องทําให้เสร็จภายใน ๒๐ นาทีต่อกระทู้ และกําหนดไว้เฉพาะในเรื่อง การถามและตอบกระทู้ว่าการตั้งกระทู้ถามต้องชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ําซาก หรือมี ลักษณะเป็นการอภิปราย เช่นเดียวกับท่านรัฐมนตรีตอบก็ต้องชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ําซาก หรือมีลักษณะเป็นการอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๒ ผู้ถามกระทู้มีสิทธิถามได้ ๒ ครั้ง ภายใน ๒๐ นาที เพราะฉะนั้นเมื่อถามแล้วจะได้คํานวณเวลาไว้ด้วยว่ายังมีคําถามอีก ก็ต้องกันเวลาไว้ครับ ขออนุญาตไปกระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๑.๓.๑🔗

๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗

๑.๓.๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๑๑๗ เรื่อง การปรับปรุงระบบคลองส่งน้ํา (คลองไส้ไก่) ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ (นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ🔗

ในโอกาสนี้ผมขออนุญาต ให้เจ้าหน้าที่ผู้ให้ข้อมูล คือ ๑. นางคณิตา ราษฎร์นุ้ย ๒. นางสาวรุจิรา คลองลาแซ ๓. นายไพศาล พันธุระ อนุญาตให้อยู่ในที่ประชุมเพื่อให้ข้อมูลได้ครับ ขอเชิญเจ้าของกระทู้ คุณอัครเดชเชิญครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อําเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมได้ทํา กระทู้ถามแยกเฉพาะ ถามท่านนายกรัฐมนตรีถึงการปรับปรุงระบบคลองส่งน้ําขนาดเล็ก หรือคลองซอย หรือคลองไส้ไก่ที่มีอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องด้วยคลองส่งน้ํา หรือคลองซอย หรือคลองไส้ไก่นั้น เป็นคลองที่มีขนาดเล็ก ที่มีระบบการระบายน้ํารอบพื้นที่ตามภูมิปัญญา ชาวบ้าน ซึ่งมีความสําคัญต่อการทําการเกษตรของพี่น้องเกษตรกร การขุดคลองซอย หรือคลองไส้ไก่นั้น เป็นการขุดคลองเพื่อให้คดเคี้ยวไปตามพื้นที่เพื่อที่จะได้กระจายน้ําให้เต็ม พื้นที่ในการที่จะทําการเกษตร เพื่อให้พืชผลทางการเกษตรนั้นได้ผลที่มีประสิทธิภาพ ลดพลังงานในการสูบน้ํา ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่มีต้นทุนสูง นอกจากนี้ยังเป็นการจัดการพื้นที่ ให้เหมาะสมกับการเกษตร เป็นการทําการเกษตรตามทฤษฎีโคก หนอง นา ตามนโยบาย ของรัฐบาลในปัจจุบันด้วย แต่ปัจจุบันนั้นคลองไส้ไก่ไม่สามารถระบายน้ําในพื้นที่ รอบการเกษตรกรได้ เนื่องจากคลองมีสภาพทรุดโทรม เหตุที่คลองมีสภาพทรุดโทรมครับ ท่านประธาน สืบเนื่องด้วยจากพระราชบัญญัติการกระจายอํานาจได้มีการถ่ายโอนภารกิจ คลองซอย หรือคลองไส้ไก่ หรือคลองที่มีขนาดเล็กให้ท้องถิ่นนั้นได้ดูแลภายใต้การกํากับของ กระทรวงมหาดไทย ปัจจุบันนั้นคลองซอย หรือคลองไส้ไก่นั้น อย่างที่ได้กราบเรียน ท่านประธานว่ามีสภาพทรุดโทรม บางแห่งนั้นก็มีผิวคอนกรีตที่ชํารุด มีวัชพืช ขยะมูลฝอย ทําให้คลองนั้นตื้นเขิน ไม่สามารถกักเก็บน้ําและระบายน้ํากระจายไปทั่วทุกพื้นที่ได้ตาม ประสิทธิภาพที่ควรจะเป็น ซึ่งปัจจุบันนี้พี่น้องเกษตรกรนั้นก็ต้องใช้ทุนส่วนตัวในการที่จะ บํารุงรักษา ซึ่งเป็นภาระของพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยคลองปัจจุบันนี้อย่างที่ได้ กราบเรียนท่านประธานก็คือได้มีการถ่ายโอนภารกิจให้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในกํากับดูในของกระทรวงมหาดไทยนั้นได้ดูแล แล้วก็ทําการบํารุงรักษา แล้วก็สร้างให้ พี่น้องประชาชนในส่วนที่มีความจําเป็น ท่านประธานครับจากการที่กระผมนั้น ในฐานะ ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาสลงไปสํารวจพื้นที่กับพี่น้องประชาชน ขออนุญาต นําภาพปัจจุบันให้กับท่านประธานได้ดู🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

ท่านประธานครับ นี่เป็นพื้นที่ ในเขตอําเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งกระผมนั้นได้ให้ทีมงานไปถ่ายภาพมาให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งวันนี้ท่านได้มาตอบกระทู้ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็คือท่านนิพนธ์ บุญญามณี มาตอบกระทู้ กระผมในนามตัวแทนของพี่น้องชาวจังหวัดราชบุรี และในนามตัวแทนของพี่น้องเกษตรกร ก็ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ที่สละเวลาของท่านมารับทราบปัญหา แล้วก็มาตอบกระทู้ในสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้อันนี้ คือสภาพจริงครับท่านประธาน ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่พี่น้องประชาชนได้ร้องเรียนกับผม ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ประสานให้ทางรัฐบาลนั้นได้ทราบ เดิมคลองนั้น สร้างเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว หลายเส้นทางนั้นปัจจุบันนี้ขาดการดูแล อย่างภาพที่ท่านประธาน เห็นในตอนนี้ทางด้านขวาดาดคลองที่เป็นคอนกรีตยังอยู่ครับ แต่ทางด้านซ้ายปัจจุบันนั้น ได้พังทลายลงมา แล้วก็เป็นคลองดิน อันนี้คือภาพที่ได้นํามาแสดงให้ท่านประธาน บางภาพ ขอให้ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ได้สไลด์ (Slide) ภาพต่อครับ อันนี้เป็นภาพที่วัชพืชได้ขึ้น ในคลองซอย ท่านประธานจะเห็นปูนที่ชํารุดลงมา ภาพต่อไป อันนี้เป็นท่อคอนกรีต ที่พี่น้องประชาชนนั้นได้ใช้เงินทุนส่วนตัว หรือกองทุนที่ระดมกันมาได้ซื้อท่อคอนกรีตมาแก้ไข ปัญหาชั่วคราว เนื่องจากคลองนั้นไม่มีสภาพที่จะสามารถส่งน้ําไปบํารุงเพื่อการเกษตรได้ อันนี้ก็ คือสภาพในปัจจุบันในเขตอําเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีครับ ภาพต่อไป อันนี้ ท่านประธานก็จะเห็นว่ามีสภาพที่ทรุดโทรม แล้วก็ชํารุดเสียหาย ภาพต่อไปครับ เป็นภาพ ของรองนายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองปลาหมอที่ลงไปสํารวจพื้นที่พร้อมกับทีมงาน ผู้ช่วยของผมเอง ผู้ช่วย ส.ส. นะครับ คอนกรีตพังทลาย ภาพต่อไปครับ วัชพืชปกคลุม ไม่สามารถระบายน้ํา ส่งน้ําให้กับพี่น้องเกษตรกรได้ อันนี้ก็คือสภาพที่เป็นคลองในปัจจุบัน ถ้าท่านประธานไปแหวกดูก็จะเป็นคลองไส้ไก่ หรือคลองซอย แต่ปัจจุบันต้นไม้ขึ้นปกคลุมหมด ไม่มีคนดูแล ไม่มีหน่วยงานที่ดูแล จากภาพที่ท่านประธานเห็นครับ อันนี้เป็นภาพที่แสดง ให้เห็นได้เลยว่าปัจจุบันนี้การถ่ายโอนภารกิจไปให้ท้องถิ่นได้ดูแลครับท่านประธาน ท้องถิ่นนี่ ผมได้มีโอกาสไปพูดคุยกับท่านผู้นํามีปัญหาอยู่ ๓ ประการครับ🔗

ประการที่ ๑ ก็คือท้องถิ่นนั้นได้รับถ่ายโอนภารกิจมา แต่ไม่ได้รับงบประมาณ ในการที่จะเข้ามาดูแลบํารุงรักษาคลองซอยหรือคลองไส้ไก่ตามที่ทางกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้ดูแลนะครับ อันนี้ก็คือประเด็นปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ อันนี้คือประเด็นที่ ๑🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เหลือเวลาอีก ๓ นาทีเศษ ยังไม่ได้ถามเลยนะครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน เรื่องของทางผู้นําท้องถิ่น ก็คือนายกองค์การบริหารส่วนตําบล นายกเทศมนตรีบางแห่ง ไม่ทราบด้วยซ้ําว่าคลองไส้ไก่หรือคลองซอยนั้นเป็นภารกิจที่ตนเองนั้นต้องเข้าไปดูแล🔗

ประเด็นที่ ๓ เมื่อทราบแล้วบางแห่งก็ไม่กล้าตั้งงบประมาณครับ เพราะว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีการตั้งงบประมาณก็กลัวผิดระเบียบ สตง. กลัวโดนเรียกเงินคืน อันนี้คือสิ่งที่ผู้นํานั้นได้สะท้อนปัญหาผ่านผม ฉะนั้นก็ขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ผ่านท่านประธานว่ารัฐบาลมีนโยบายจัดสรร งบประมาณในการปรับปรุงระบบคลองส่งน้ําหรือคลองไส้ไก่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียดจากท่านรัฐมนตรีครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ตอบกระทู้ แล้วก็ให้ข้อมูลในการถามกระทู้ เรื่อง การปรับปรุงระบบคลองส่งน้ําหรือคลองไส้ไก่ทุกพื้นที่ ทั่วประเทศของท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดราชบุรีในวันนี้นะครับ ซึ่งจากคําถามแล้วก็ที่ท่านได้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาในพื้นที่นั้นก็ถือ ว่าเมื่อก่อนคลองไส้ไก่หรือว่าคลอง คัน คูน้ําที่ส่งน้ําเข้าไร่นาแปลงย่อยเป็นภารกิจหลักของ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็ถ่ายโอนมาตามแผนการถ่ายโอน ภารกิจให้องค์กรปกครองท้องถิ่นในแผน ๑ เมื่อปี ๒๕๔๕ เพราะฉะนั้นเมื่อถ่ายโอนมา ให้กับท้องถิ่นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล หรือ อบต. ก็ถือว่า เป็นของท้องถิ่นนะครับ ผู้บริหารท้องถิ่นย่อมมีอํานาจและหน้าที่ตามกฎหมายแผนขั้นตอน กระจายอํานาจอยู่แล้วในการที่จะทําเรื่องดังกล่าวได้ ในส่วนของเรื่องแผนการจัดการน้ํา ทางรัฐบาลเองก็ได้ทํายุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรน้ําระยะ ๒๐ ปี ตั้งแต่ ปี ๒๔๖๐-๒๕๘๐ เพื่อที่จะได้ดูแลน้ําอุปโภค บริโภค แล้วก็สร้างความมั่นคงในการใช้น้ํา ให้กับพี่น้องประชาชน โดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นฝ่ายอํานวยการ แล้วก็มี องค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่เป็นหน่วยปฏิบัติการนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ในการปรับปรุงคลองไส้ไก่ก็ต้องถือว่าเป็นภารกิจหนึ่งของท้องถิ่นนะครับ โดยรัฐบาลเอง ก็พยายามที่จะให้การสนับสนุนงบประมาณให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น เพื่อดําเนินการ พัฒนาแหล่งน้ํา ซึ่งตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมารัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้กับการดูแล เรื่องแหล่งน้ํา โดยในปี ๒๕๖๒ จัดงบประมาณให้ทั้งสิ้น ๔๔๗ โครงการ เป็นงบประมาณ ๖๗๗,๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ต่อมาในปี ๒๕๖๓ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่น จํานวน ๑,๐๒๒ โครงการ เป็นงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๑๐๒,๗๙๐,๐๐๐ กว่าบาท แล้วก็ต่อมา รัฐบาลก็ได้จัดสรรงบกลางให้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ํา โดยมีรายละเอียดดังนี้ ก็คือว่าโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งปี ๒๕๖๒/๒๕๖๓ จํานวน ๕๕๐ โครงการ แล้วก็ใช้ งบประมาณไปทั้งสิ้น ๒๘๑ ล้านบาทเศษ นอกจากนั้นยังมีโครงการน้ํากระตุ้นเศรษฐกิจ ฐานรากขององค์กรปกครองท้องถิ่น จํานวน ๔,๗๖๗ โครงการ แล้วก็ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๑,๘๙๗,๙๓๔,๐๐๐ กว่าบาท รวมงบประมาณทั้งสิ้นเกี่ยวกับการจัดการแหล่งน้ํา และแก้ไขภัยแล้ง จํานวน ๖,๓๓๙ โครงการ แล้วก็ใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น ๔,๒๘๒,๔๗๐,๐๐๐ กว่าบาท โดยเป็นการดําเนินการขุดลอกและปรับคลองส่งน้ํา คลองไส้ไก่ จํานวน ๑,๐๑๑ โครงการ แล้วก็งบประมาณใช้ไปในการขุดลอก ทั้งนี้ ๑,๔๐๑ ล้านบาทเศษ เพราะฉะนั้นนี่คือในส่วนของงบประมาณปี ๒๕๖๒ และปี ๒๕๖๓ และในปี ๒๕๖๔ นั้น ขณะนี้กําลังอยู่ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งท่านอัครเดชเองก็เป็นกรรมาธิการ งบประมาณอยู่ด้วย ก็คิดว่าอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลเองก็พยายามที่จะ จัดสรรงบประมาณให้กับระดับแปลงนาหรือคัน คูน้ํา หรือที่เรียกว่าคลองไส้ไก่ เพราะฉะนั้น นี่คือในสิ่งที่ท่านอัครเดชได้สอบถามว่าในส่วนของรัฐบาลมีนโยบายในการจัดสรรงบประมาณ ในการปรับปรุงคลองส่งน้ําไส้ไก่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศหรือไม่ อย่างไร ก็ขอตอบดังที่ได้ กราบเรียนไปแล้วเบื้องต้นครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญคุณอัครเดชถามได้ อีกครั้งหนึ่งครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ อําเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ขอกราบขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้มาชี้แจงผลงานของทาง กระทรวงมหาดไทยที่ได้มีการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาแหล่งน้ําให้กับพี่น้องเกษตรกร แต่อยากจะกราบเรียนกับท่านรัฐมนตรีว่าตามที่ผมได้ลงพื้นที่ที่ท่านได้ชี้แจงเรื่องของการ จัดสรรงบประมาณในการพัฒนาแหล่งน้ํา ในรายละเอียดก็อยากจะกราบเรียนท่านรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานว่าอยากให้ทางกระทรวงมหาดไทยได้ลงไปดูรายละเอียดครับว่า เงินงบประมาณได้รับจัดสรรนั้นเป็นการพัฒนาแหล่งน้ําในลักษณะไหน อาจจะเป็นเรื่องของ การขุดลอก ในเรื่องของแหล่งน้ําที่อยู่ในภารกิจของทางกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่ใช่เป็น คลองไส้ไก่หรือคลองซอย ก็เป็นการขุดลอกแหล่งน้ําที่อยู่ในพื้นที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันนี้คลองไส้ไก่หรือคลองซอยต่าง ๆ อย่างที่ได้เรียนท่านรัฐมนตรีว่า ปัจจุบันนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนที่เข้ามาดูแลจริงจัง แม้กระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็คือเทศบาล อบต. หรือ อบจ. ก็ยังไม่ได้เข้ามาดูแล อย่างที่ได้กราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่า ตัวนี้เป็นปัญหาใหญ่ของพี่น้องเกษตรกรจริง ๆ เพราะว่าทางผู้นําท้องที่ ผู้นําท้องถิ่น ก็เรียนว่างบประมาณที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงมา ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นงบขุดลอกแหล่งน้ํา งบในการปรับปรุงแหล่งน้ําทั่วไป แต่ว่าคลองไส้ไก่หรือว่าคลองซอยขาดการดูแล แล้วก็ ไม่ได้มีหน่วยงานไหนที่ตอนนี้สนใจเข้ามาพัฒนา ผมได้คุยกับเพื่อนสมาชิกหลายพื้นที่ มีประสบปัญหาคล้าย ๆ กันกับพื้นที่ของกระผม ก็เลยอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ถามท่านรัฐมนตรีว่าอยากให้ท่านทางกระทรวงมหาดไทย เมื่อมีการจัดสรรในส่วนของ งบประมาณในการพัฒนาแหล่งน้ําให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วนี่ ท่านได้มีนโยบาย ลงไปดูรายละเอียดให้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรนั้นไปเป็นการดูแลคลองซอย หรือคลองไส้ไก่ให้พี่น้องเกษตรกรหรือไม่ อย่างไร ขอกราบเรียนถามท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผมขออนุญาตตอบในประเด็นที่ ๒ ว่ารัฐบาลจะดําเนินการมีแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกรและแก้ไขปัญหาการกักเก็บน้ํา ในหน้าแล้งอย่างไร แล้วก็ในส่วนของคลองไส้ไก่รัฐบาลจะดําเนินการอย่างไรต่อ ผมขอ อนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เมื่อภารกิจการดูแลเรื่องคลองไส้ไก่เป็นภารกิจที่ถ่ายมา โดยชอบแล้วก็ถือว่าเป็นภารกิจของท้องถิ่น อันนี้ต้องทําความเข้าใจว่าภารกิจที่ถ่ายโอน มาตามกฎหมายก็ถือว่าเป็นภารกิจของท้องถิ่นแล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้ผมก็จะได้แจ้งให้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีหนังสือประสานไปยังองค์กรปกครองท้องถิ่น เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นหน่วยงานที่มีความอิสระ จะไปสั่งการเสียทีเดียวก็ คงไม่ได้ แต่ว่าจะประสานให้ดําเนินการ ในเบื้องต้นก็จะให้เร่งรัดในการดําเนินการตรวจสอบ คลองที่ถ่ายโอนมาทั้งหมด แล้วก็ให้สํารวจว่าอยู่ในสภาพอย่างไร ก็จะได้จัดทําแผน เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สิ่งสําคัญประการแรกก็คือเรื่องการจัดทําแผน สิ่งใดที่ไม่อยู่ใน แผนพัฒนาจะเอาไปตั้งงบประมาณไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าจะตั้งงบประมาณพัฒนา ในพื้นที่ต้องปรากฏเรื่องนั้นอยู่ในแผน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็จะให้กรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นรับไปดําเนินการในการที่จะประสานย้ําเตือนให้องค์กรปกครองท้องถิ่นได้ลงไปสํารวจ คลองไส้ไก่ที่ได้รับการถ่ายโอนมาจากกรมชลประทานเมื่อปี ๒๕๔๕ นะครับ แล้วก็จะได้ บรรจุแผนในการซ่อมบํารุงรักษาให้ปรากฏอยู่ในแผนพัฒนาของท้องถิ่นนั้น ๆ แล้วจะได้ จัดตั้งงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ของท้องถิ่นเอง หรือว่าจะเป็นรายได้ที่ขอเงินอุดหนุน เฉพาะกิจมายังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็สามารถทําได้อีกช่องทางหนึ่ง เพราะฉะนั้น อันนี้จะเป็นช่องทางในการแก้ปัญหาในการที่จะดูแลเรื่องคลองไส้ไก่ แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ก็ยืนยันได้ ว่ารัฐบาลจะยังคงมีนโยบายชัดเจนในการที่จะดูแลแหล่งน้ําทั้งหมดให้พี่น้องประชาชน ซึ่งในปี ๒๕๖๓ ก็ได้กราบเรียนไปแล้วรายละเอียดทั้งหมด แล้วก็เมื่อ ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ เอง เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลเองก็ยังได้อนุมัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ ๒๕๖๓ จากงบกลางครับท่านประธาน เป็นการไปแก้ปัญหาในพื้นที่กับ กระทรวงมหาดไทย ๙,๙๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะไปแก้ปัญหาเรื่องแหล่งน้ํา แล้วก็จํานวน ๑๕,๐๐๐ โครงการ แล้วก็ในจํานวนนี้เป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑,๙๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นรัฐบาลเองก็พยายามที่จะจัดงบประมาณ ทั้งในส่วนที่งบประมาณประจําปี และงบที่มาจากงบกลางหรือว่างบเงินกู้ต่าง ๆ ที่ได้มีโอกาสลงไปดูแลเรื่องแหล่งน้ํา เพราะรัฐบาลเข้าใจว่าน้ําเป็นปัจจัยสําคัญในการผลิตนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า เรามีพื้นที่ในพื้นที่ที่เป็นเกษตรกรรมให้พี่น้องประชาชนทําพื้นที่เกษตรกรรมก็เป็นหน้าที่ของ รัฐในการที่จะต้องหาแหล่งน้ํา หาน้ํามาให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ในการทําการเกษตรได้ อย่างเพียงพอกับความต้องการของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นรัฐบาลยืนยันว่า จะสนับสนุนงบประมาณในทุกวิถีทาง และจะกําชับให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสานกับ อปท. ทั้งหลายในการที่จะทําแผนในการปรับปรุงศักยภาพของคลองส่งน้ํา แล้วขอจัดสรรขอรับงบประมาณต่อไป ขอกราบเรียนด้วยความเคารพครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ใช้เวลา ครบถ้วนนะครับ เดี๋ยวกระทู้ที่ ๒ ต่อไป🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

ท่านประธานครับ ขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตสั้น ๆ นิดเดียวครับท่านประธาน ว่าในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ในการที่จะประสานกับทางท้องถิ่นให้ได้รับงบประมาณ กราบเรียนท่านประธานว่า ผมได้มีโอกาสคุยกับทางกรมชลประทานตอนพิจารณางบประมาณว่า ถ้าเกิดเป็นการทํางาน ในลักษณะบูรณาการระหว่างท้องถิ่นกับชลประทานก็จะเป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนมากในการสร้างความเข้าใจให้กับผู้นําท้องถิ่นครับ เลยขออนุญาตกราบเรียน ท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานมา ณ โอกาสนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านนิพนธ์ บุญญามณี มา ณ โอกาสนี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ กระทู้ ๑.๓.๒ ไม่เลื่อนใช่ไหม ต่อไปกระทู้ที่ ๑.๓.๒ ได้เลยไหมครับ ของคุณอัครเดช ก็พักรอ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ กระทู้ถาม ๑.๓.๒🔗

พักประชุมเวลา ๑๑.๐๔ นาฬิกา🔗

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๑.๑๙ นาฬิกา🔗

ต่อไปจะเป็น กระทู้ถามที่ ๑.๓.๒🔗

๑.๓.๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๑๑๘ เรื่อง การบังคับใช้กฎหมาย การจัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพของบริษัทข้ามชาติ (นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ตอบ🔗

ทั้งผู้ถามและผู้ตอบ มีประสบการณ์มากแล้ว แต่ว่าขออนุญาตว่าโดยข้อบังคับการตั้งกระทู้ถามและตอบ กระทู้ถามนั้นต้องชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ําซาก หรือมีลักษณะเป็นอภิปราย ตรงนี้ครับที่ยาก เช่นเดียวกับผู้ตอบนะครับ ตาม ข้อ ๑๕๒ การตอบกระทู้ถามก็ต้องชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ําซาก หรือมีลักษณะเป็นการอภิปราย สําหรับกระทู้ถามแยกเฉพาะนี้ ข้อบังคับกําหนดให้ถามตอบให้เสร็จภายใน ๒๐ นาทีนะครับ และเมื่อถามครั้งแรกแล้วผู้ถาม มีสิทธิถามได้อีกครั้งหนึ่งครับ แล้วก็ครั้งนี้ทางกระทรวงการคลังได้ขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ ดังต่อไปนี้เข้ามาเป็นผู้ให้ข้อมูลได้ นางสาวสุปราณี จันทรมาศ นางสาวบุณฑรีก์ โฆษิตานุฤทธิ์ นายเพิ่มพร จิระสกุลไทย ๓ ท่านนะครับ ไม่มีอะไรแนะนํามาก นอกจากรักษาความมี ระเบียบในห้องประชุมเท่านั้นเองครับ ขอเชิญท่านสมาชิกอัครเดชครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อําเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมได้ ตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึงการบังคับใช้กฎหมายจัดตั้งกองทุน สํารองเลี้ยงชีพของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็คือท่านสันติ พร้อมพัฒน์ มาตอบกระทู้ในครั้งนี้ ก็ต้องขอกราบขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังท่านสันติ พร้อมพัฒน์ มา ณ โอกาสนี้ในเบื้องต้นก่อนครับ ท่านประธานครับ เนื่องด้วยปัจจุบันนี้ได้มีบริษัทข้ามชาติ ขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยจํานวนมาก แล้วก็ได้มีการจ้างงานให้ลูกจ้าง ซึ่งเป็นคนไทย ก็เป็นจํานวนหลายแสนคน ปัจจุบันนี้กองทุนสํารองเลี้ยงชีพที่รัฐบาลได้มีกฎหมายรับรองไว้ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ไม่ได้เป็นภาคบังคับให้บริษัทเอกชนได้ทํา แต่ว่าเป็นภาคสมัครใจ ซึ่งก็เข้าใจ ในบริบทของการทําธุรกิจที่ทางรัฐบาลนั้นก็ต้องดูแลทั้งนายจ้างแล้วก็ลูกจ้าง ซึ่งก็อาจจะ เป็นภาระของนายจ้างในการที่จะต้องประกอบธุรกิจ แต่สิ่งที่สําคัญก็คือสวัสดิการของลูกจ้าง ที่ปัจจุบันนี้อยู่ในตลาดแรงงาน โดยลูกจ้างนั้นได้มีข้อร้องเรียนมาว่าการที่มีกองทุนสํารอง เลี้ยงชีพนั้นก็จะเป็นหลักประกันในการที่จะทําให้ลูกจ้างนั้นได้ทํางานแล้วมีหลักประกันในการ ใช้ชีวิตหลังจากชราภาพก็คือหลังจากเกษียณ หรืออยู่ในวัยที่สภาพร่างกายที่ไม่สามารถทํางานได้ ก็จะเป็นเรื่องของหลักประกันทางด้านการเงินให้แก่ครอบครัวของลูกจ้าง ซึ่งลูกจ้างนั้น ปัจจุบันนี้บริษัทที่มาลงทุนในประเทศไทยที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ทางลูกจ้างนั้นได้ทําหนังสือ ร้องเรียนมายังผม ผมเองนั้นได้ทําข้อหารือไปยังท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันพุธที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๒ ไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้ได้ดูแลลูกจ้างที่อยู่ในบริษัท ข้ามชาติขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันนี้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่นั้น เมื่อมีกําไรก็ได้ขนเงินกําไร กลับไปยังประเทศของตนเอง ก็ไม่ได้ดูแลสวัสดิการลูกจ้างที่เป็นคนไทยเท่าที่ควร ซึ่งทางกระทรวงแรงงานได้มีหนังสือตอบกลับผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาที่กระผมว่าปัจจุบันนี้ กระทรวงการคลังได้ออกพระราชบัญญัติกองทุนชราภาพ ซึ่งเป็นกองทุนบําเหน็จบํานาญ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในภาคเอกชนด้วย ซึ่งจะเป็นการสร้างประกันให้กับพี่น้อง ที่ใช้แรงงานอยู่ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนที่ใช้แรงงานอยู่ในตลาดแรงงานนั้นคาดหวัง จะเป็นสวัสดิการ แล้วก็เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนหลังจากที่ได้ทํางาน กับบริษัทเอกชน ซึ่งสิ่งที่กระผมนั้นจะได้เรียนถามท่านรัฐมนตรีก็คือในส่วนของบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ซึ่งมีเงินทุน แล้วก็มีความพร้อม เราไม่ได้หมายถึง บริษัทเอกชนที่เป็นคนไทยนะครับ ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในภาวะวิกฤติ โดยเฉพาะโควิด ๑๙ (COVID-19) ก็อยู่ในภาวะที่ยากลําบากอยู่แล้วในการประกอบธุรกิจ แต่บริษัทเอกชนข้ามชาติ ขนาดใหญ่มีทุน มีเทคโนโลยี ซึ่งอย่างที่ได้กราบเรียนท่านประธานครับว่าตอนที่ผมได้ ตั้งข้อหารือไปถึงท่านประธานก็คือบริษัทเหล่านี้ก็ขนเงิน ขนกําไรกลับไปยังประเทศ ของตนเอง ก็ไม่ได้ดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่ใช้แรงงานอยู่ในบริษัทดังกล่าว ส่วนบริษัทเอกชนที่อยู่ในประเทศไทยที่เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) อันนี้ผมไม่ได้ถามถึง บริษัทเอกชนที่เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) ในลักษณะของภาคบังคับ แต่ถามท่านรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าทางกระทรวงการคลังมีมาตรการในการออกกฎหมาย บังคับใช้ให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มาลงทุนในเมืองไทยในการจัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ หรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียดจากท่านรัฐมนตรี ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายให้มาตอบกระทู้ ของท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากคําถามข้อที่ ๑ ขอตอบว่า ตามพระราชบัญญัติกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๕ กองทุนจะมีขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อลูกจ้างและนายจ้างตกลงกันจัดตั้งขึ้น และได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างกรณีที่ลูกจ้างประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิต หรือออกจากงาน หรือลาออกจากกองทุน โดยลูกจ้างจะได้รับเงินสะสมจากนายจ้างตามที่ได้สมทบตามเกณฑ์ ที่กําหนดไว้ในข้อบังคับกองทุนนั้น ทั้งนี้การจัดตั้งกองทุนนายจ้างเดียวหรือกองทุนที่มี หลายนายจ้างรวมกัน ซึ่งอาจจะมีนโยบายการลงทุนนโยบายเดียวหรือหลาย ๆ นโยบายก็ได้ ดังนั้นการจัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพจึงเป็นไปตามความสมัครใจของนายจ้างและลูกจ้าง แล้วก็ขอเรียนว่าในเรื่องกองทุนสํารองเลี้ยงชีพนั้นยังไม่ได้มีกฎหมายบังคับว่า บริษัทข้ามชาตินั้น จะต้องตั้งกองทุนดังกล่าว เป็นเรื่องของนายจ้างแล้วก็ลูกจ้างตั้งขึ้นด้วยความสมัครใจครับ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านอัครเดชเลยครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ตามที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงมาว่า ปัจจุบันนี้รัฐบาลยังไม่มีกฎหมายในการบังคับให้บริษัทเอกชนข้ามชาติขนาดใหญ่ได้จัดตั้ง กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ แต่อยากจะเรียนท่านประธานครับ อย่างที่ผมได้นําชาร์ต (Chart) ให้ทางฝ่ายโสตได้นําเสนอว่าผลประโยชน์ของกองทุนสํารองเลี้ยงชีพนั้นมันมีประโยชน์ ก็คือตัวโพรวิเดนต์ ฟันด์ (Provident Fund) เป็นเงินสะสมที่ลูกจ้างได้สะสม แล้วก็ตาม กฎหมายปี ๒๕๓๐ ก็มีส่วนที่นายจ้างนั้นจะต้องมีการสมทบด้วย ซึ่งเป็นส่วนที่ทาง สถานประกอบการนั้นจะต้องได้ออกระเบียบรองรับขึ้นไป ซึ่งรายละเอียดได้นําเสนอให้ ท่านประธาน แล้วก็ทางท่านรัฐมนตรีได้ทราบ ซึ่งตรงนี้เป็นประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ที่จะได้รับสวัสดิการอย่างที่ได้กราบเรียนท่านประธาน ก็คือหลังจากที่ได้เกษียณหรือชราภาพไป ก็จะได้เป็นหลักกันให้กับครอบครัว ฉะนั้นถ้าทางรัฐบาลไม่มีเงินนโยบายในการบังคับ ให้บริษัทข้ามชาติได้ทํากองทุนสํารองเลี้ยงชีพ เพื่อเป็นหลักประกันให้กับพี่น้องประชาชน ที่ใช้แรงงานอยู่ในบริษัทเหล่านั้น ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติ ต่างชาติ แล้วก็ขนเงินกําไรกลับไปยัง ประเทศของตนเอง กระผมเองก็อยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าหากยังไม่มีมาตรการ ดังกล่าวทางกระทรวงการคลังมีมาตรการแก้ไขปัญหาและจัดการเรื่องดังกล่าวกับ บริษัทข้ามชาติที่เข้ามาประกอบการในประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียดจาก ท่านรัฐมนตรี กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต้องขอบคุณท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ท่านได้ให้ความ ห่วงใยในพี่น้องแรงงานที่ทํางานกับบริษัทขนาดใหญ่ก็คือบริษัทข้ามชาติที่บริษัทต่างชาติ ได้มาลงทุนอยู่ในประเทศไทย ท่านได้เป็นห่วงเป็นใยในผู้ใช้แรงงานเหล่านั้นว่าเมื่อทํางาน ครบเกษียณ หรือว่าถูกออกจากงาน หรืออาจจะเสียชีวิต หรืออะไรก็แล้วแต่ก็จะได้มีเงินสะสม เงินเก็บ เงินอะไรที่บริษัทข้ามชาติ กับผู้ใช้แรงงาน กับพนักงานได้ตกลงกันไว้อย่างไร กระทรวงการคลังเองก็มีความตั้งใจที่จะออกร่างพระราชบัญญัติกองทุนบําเหน็จบํานาญ แห่งชาติ พ.ศ. .... เพื่อจัดตั้งกองทุนบําเหน็จบํานาญแห่งชาติ ใช้ชื่อย่อว่า กบช. ซึ่งเป็น กองทุนสํารองเลี้ยงชีพภาคบังคับสําหรับใช้กับแรงงานในระบบ ก็จะใช้ได้ตั้งแต่ลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่องค์กรต่าง ๆ ครอบคลุมไปถึง รัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีการออมในเงินกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ซึ่งรวมถึงลูกจ้าง บริษัทข้ามชาติที่ประกอบกิจการในประเทศไทยด้วย เพื่อให้แรงงานในระบบทุกคนได้รับ การออมเมื่อเกษียณเพิ่มเติมในระดับที่เหมาะสม และมีรายได้หลังเกษียณเพียงพอ ในการดํารงชีพต่อไป เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.บ. กบช. ขณะนี้ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนการจัดทําสรุปผลการฟังความคิดเห็น รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ตามกฎหมายที่ผ่านทางเว็บไซต์ของหน่วยงานแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากมีการแก้ไขในประเด็นการบูรณาการข้อมูลระบบบําเหน็จบํานาญ ทั้งระบบของประเทศไทย โดยให้กองทุนบําเหน็จบํานาญแห่งชาติทําหน้าที่จัดทําฐานข้อมูล ระบบบําเหน็จบํานาญดังกล่าว กระทรวงการคลังซึ่งได้ดําเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็น ในระหว่างวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ถึงวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ก่อนพิจารณานําเสนอ ครม. ต่อไป ขณะนี้กําลังดําเนินการ แล้วก็กระทรวงการคลังได้ดําริ แล้วก็มีความตั้งใจที่จะ ร่าง พ.ร.บ. บําเหน็จบํานาญแห่งชาติอันนี้ เพื่อพี่น้องที่ทํางานในภาคแรงงานของภาคเอกชน รวมถึงของรัฐบาลด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ติดใจอะไรไหม เชิญครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

ท่านประธานครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ในเบื้องต้นก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านสันติ พร้อมพัฒน์ ผ่านท่านประธานที่ท่านได้สละเวลาอันมีค่า มาตอบกระทู้ถามให้กับพี่น้องประชาชนที่ใช้แรงงานอยู่ในภาคเอกชน ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติ ก็กราบเรียนท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานครับว่า สิ่งที่กระผมได้มีความเป็นห่วงนั้นก็คือ ลูกจ้างในบริษัทข้ามชาติที่ปัจจุบันนี้อย่างที่ได้กราบเรียนว่าได้ขนเงินกลับไปที่ประเทศ ของตนเอง ส่วนบริษัทเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นของคนไทยนั้นปัจจุบันนี้อยู่ในภาวะ ยากลําบากอยู่แล้ว ตรงนี้เราไม่ได้ติดใจอะไร เพียงแต่ว่าตอนนี้ที่ท่านได้ตั้งตัวกองทุน บําเหน็จบํานาญ หรือที่เรียกว่า กบช. ก็ครอบคลุมทั้งในส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และลูกจ้าง เอกชนทั่วไป ก็อยากจะกลับเรียนท่านประธานว่าในส่วนของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ที่เราได้เห็นเป็นประจักษ์อยู่แล้วตามสื่อทั่วไปว่า มีกําไรมหาศาลเลย ซึ่งตรงนี้ได้ใช้แรงงาน ใช้ทรัพยากรของประเทศไทยเป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เป็นภาระให้กับพี่น้องคนไทยลูกหลานของเรา ตรงนี้ อยากจะให้ทางท่านรัฐมนตรี รัฐบาลได้พิจารณาในเรื่องของตรงนี้ แล้วก็นําผลกําไรตรงนั้น กลับมาให้กับพี่น้องประชาชนที่ใช้แรงงาน ถ้าเป็นไปได้นอกจากกฎหมายที่ท่านได้ชี้แจงมา ตามข้อ ๒ ที่ผมได้ถามไปแล้ว ถ้ามีมาตรการอื่นใดก็กราบเรียนท่านรัฐมนตรีได้พิจารณา เพิ่มเติมสําหรับบริษัทข้ามชาติตรงนี้ให้กับพี่น้องที่ใช้แรงงาน ก็ขอขอบคุณท่านประธาน และท่านรัฐมนตรีมา ณ โอกาสนี้ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ อันนี้ ฝากท่านรัฐมนตรีเป็นข้อสังเกตนะครับ ก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีและท่านอัครเดช พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ขอจบกระทู้ที่ ๑.๓.๒ ก็ขอบคุณที่ทุกกระทู้ก็อยู่ภายในเวลาที่ได้กําหนดไว้🔗

ต่อไปจะเป็นกระทู้ที่ ๑.๓.๕ ขอเลื่อนขึ้นมาเพื่อความสะดวก เนื่องจากท่าน รัฐมนตรีได้อยู่ในที่นี้แล้วครับ🔗

๑.๓.๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๑๒๙ เรื่อง ขอให้เก็บภาษีหรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีจะออกประกาศ กระทรวงการคลังลงในราชกิจจานุเบกษากําหนดเป็นสินค้าต้องห้ามในการส่งออกหรือในการ นําเข้า (นายอนุชา น้อยวงศ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง🔗

ทางกระทรวงการคลัง ได้ขออนุญาตให้บุคคลต่อไปนี้เข้ามาให้ข้อมูล นางสาวกาญจนา ตั้งปกรณ์ ขอเชิญนะครับ นางสาวพูนพิลาศ ลีละยูวะ นายเอก สารทวาหา นางพัฒน์นรี สุรัชวรางกรณ์ ท่านอนุชา และท่านรัฐมนตรีทราบดีอยู่แล้วนะครับ ผมก็จะไม่เสียเวลา นอกจากให้ถามตอบได้ ๒ ครั้ง เว้นแต่เวลาเหลือจะอนุโลมให้ ภายใน ๒๐ นาที ส่วนผู้เข้าฟังการประชุมก็อยู่ในความสงบ เชิญท่านอนุชาครับ🔗

นายอนุชา น้อยวงศ์ พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อนุชา น้อยวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากเขต ๓ จังหวัดพิษณุโลก พรรคพลังประชารัฐ กระผมขอตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ดังต่อไปนี้ ปัจจุบันราคาหนังโคและกระบือในประเทศตกต่ํามากที่สุด เป็นประวัติการณ์ของประเทศไทย หนังโคจากราคากิโลกรัมละ ๔๐ บาท เหลือเพียง ๓ บาท ยังไม่มีคนซื้อท่านประธานที่เคารพ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรเพราะรายได้ของหนังโคตัวหนึ่ง หายไปกว่า ๑,๐๐๐ บาท จึงขอกราบเรียนถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านท่านประธานสภา ดังนี้ ๑. หนังโค กระบือ ในปัจจุบันมิได้เก็บภาษีนําเข้า แต่เดิม เมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อนเก็บภาษีกิโลกรัมละ ๔ บาท ธุรกิจการฟอกหนังโค กระบือ ผู้ประกอบการต่างชาติอาศัยช่องโหว่นี้นําหนังสัตว์จากต่างประเทศเข้ามาฟอกในประเทศไทย โดยไม่ได้เสียภาษีแต่ประการใด และการส่งออกหนังดังกล่าวกลับไปต่างประเทศมิได้ เสียภาษีอีกเช่นกัน การได้รับการยกเว้นภาษีดังกล่าวนี้ ต่างชาตินําหนังเข้ามาปีละกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ติดต่อกันมา ๒๐ กว่าปีแล้ว เป็นเงินถึง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ได้เก็บภาษีแม้แต่บาทเดียว แล้วนําหนังออกไปต่างประเทศอีกเช่นกันก็ไม่ได้เก็บภาษี แม้แต่บาทเดียว ท่านประธานที่เคารพ การที่ไม่ได้เสียภาษีทําให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้ ขาดดุลเศรษฐกิจเป็นจํานวนมาก ปัจจุบันนี้โรงงานฟอกหนังใหญ่ที่สุดในโลกมาสร้าง ในประเทศไทยโดยอาศัยคนไทยเป็นนอมินี (Nominee) กระทรวงการคลังจะมีมาตรการ ในการแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีการนําเข้า ส่งออกหนังโค กระบือ เพื่อไม่ให้ประเทศไทย สูญเสียดุลการค้าไปมากกว่านี้หรือไม่ อย่างไร เพื่อจะได้เก็บภาษีหนังโค กระบือ เป็นรายได้ของประเทศ และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะมีอํานาจประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาโดยอนุมัติของรัฐมนตรีในการกําหนดสินค้าใดเป็นสินค้าที่ต้องห้าม ในการส่งออกหรือการนําเข้า หากมีการประกาศดังกล่าวจะทําให้ราคาหนังโคในประเทศไทย ที่ตกต่ํามานานขึ้นราคาทันที นี่เป็นคําถามแรกนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับ มอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้มาตอบกระทู้ถามของท่านอนุชา น้อยวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก คําถาม ข้อที่ ๑ กระทรวงการคลังขอเรียนว่า การยกเว้นอากรขาเข้าในเรื่องของหนังดิบ แล้วก็การส่งออกนั้นที่กระทรวงการคลัง โดยกรมศุลกากรยกเว้นภาษีอากรนั้น ก็เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่ประเทศไทยเรามีระหว่าง ดับเบิลยูทีโอ (WTO) และเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศเพื่อนบ้าน กับประเทศคู่ค้านั่นเอง ในขณะเดียวกันในเรื่องของการนําเข้าหนังเหล่านี้ ท่านถามว่ากระทรวงการคลังมีอํานาจ ในการห้ามนําเข้า ห้ามส่งออกหรือไม่ อย่างไร และต้องขอตอบว่าในเรื่องของการนําเข้า หรือการส่งออกนั้นเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ แต่ถึงอย่างไรผมได้เรียนไปแล้วว่าเราก็มี ข้อตกลงกับทางดับเบิลยูทีโอ (WTO) แล้วก็เอฟทีเอ (FTA) ในเรื่องของภาษีว่าจํานวนนําเข้า เท่าไร ส่งออกเท่าไร ถ้าเกินพิกัดก็จะมีเรื่องของภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนการห้ามก็เป็นเรื่อง ของทางกระทรวงพาณิชย์ที่จะดําเนินการ ส่วนหนังที่นําเข้ามาเมื่อฟอกย้อมเสร็จเรียบร้อย โดยการตกแต่งแล้วหนังเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่านํามาฟอกที่ประเทศไทยแล้วก็ส่งออก หนังเหล่านี้เมื่อเข้ามาในประเทศไทยแล้วก็ไปส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องหนังของไทย เป็นจํานวนมาก เช่น กระเป๋าก็ดี เสื้อหนังก็ดี รองเท้า แล้วก็ถามว่าหนังวัว หนังควาย หรือหนังเหล่านี้ประเทศไทยก็มีทําไมต้องนําเข้า การฟอกหนังของประเทศไทยก็มีศักยภาพ มีคุณภาพ ก็ต้องเรียนว่าด้วยกายภาพของวัวหรือของโค กระบือ ของประเทศไทย คุณภาพหนังก็ยังไม่มีคุณภาพเท่ากับโค กระบือ ของประเทศที่เรานําเข้า เนื่องจากว่า การเลี้ยงดู การเลี้ยงวัวหรือการเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ของต่างประเทศเขาเลี้ยงแบบจํากัดพื้นที่ แต่ของประเทศไทยส่วนใหญ่ก็เลี้ยงปล่อยไปตามทุ่งตามนา เพราะฉะนั้นหนังเหล่านี้ก็จะมีขูด ไม่สมประกอบว่าอย่างนั้นเถอะ แล้วก็โค กระบือประเทศไทยจะตัวเล็กกว่าโค กระบือ ของต่างประเทศ เพราะฉะนั้นเวลาที่จะเอาหนังมาทําเบาะรถยนต์ก็ดี ทําอะไรต่าง ๆ ก็จะ ต้องการหนังส่วนหนึ่งที่มีคุณภาพเอาไว้ข้างบน แล้วในด้านอื่น ๆ ก็จะเป็นหนังคุณภาพ อาจจะลดลง ทั้ง ๆ ที่เรามีการฟอกหนังที่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกก็ตาม ก็เรียนท่านอนุชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญท่านอนุชาครั้งที่ ๒ เชิญครับ🔗

นายอนุชา น้อยวงศ์ พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุชา น้อยวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากเขต ๓ จังหวัดพิษณุโลก พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธาน ที่เคารพ กระผมขอถามในข้อที่ ๒ ต่อ ฯพณฯ รัฐมนตรี ช่องทางการเก็บภาษีเพื่อเป็นรายได้ ของรัฐทําให้รัฐมีรายได้ ทุกวันนี้การเก็บภาษีมุ่งไปที่ภาษีเล็กน้อยซึ่งไม่เป็นประโยชน์ เช่น ภาษียาสูบ พี่น้องชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย มาร้องเรียนที่สภาผู้แทนราษฎร กระผมเป็นกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ต้องลงไปรับเรื่องร้องเรียนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งได้นําภาพมาในวันนี้ขอให้ตอนจบค่อยเปิดนะครับ มาให้ ฯพณฯ รัฐมนตรีได้ดู เก็บภาษีเขากิโลกรัมละ ๕ บาท ไปขึ้นเป็นกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท จาก ๕ บาท คนยากคนจน ทั้งนั้นที่ปลูก แต่หนังสัตว์นี้ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ แต่เดิมมี การเก็บภาษีเป็นรายได้รัฐกิโลกรัมละ ๔ บาท เราผ่านมาหลายสิบปีไม่ได้เก็บสักบาทหนึ่ง ปรากฏว่าหนังทั้งโลกมาฟอกประเทศไทย วันนี้ท่านเก็บภาษีกิโลกรัมละ ๕๐ บาท เขาไม่มีที่ จะไปฟอกที่ไหน เขาต้องฟอกที่ประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพ กระผมเห็นว่าประเทศชาติ ทุกวันนี้อยู่ในภาวะที่ขาดดุล มีปัญหาของประเทศ มีปัญหาเรื่องภาษีที่เราเก็บไม่ได้อะไรนี่ ท่านเก็บกิโลกรัมละ ๕๐ บาท คนพวกนี้ก็ต้องนําหนังมาฟอก เพราะไม่มีที่ใดในโลกให้ไปฟอก นําโครเมียมลงทะเลเหมือนประเทศไทย ฉะนั้นผมขอให้ ฯพณฯ รัฐมนตรีหารายได้จากทางนี้ ฉะนั้นเวลาผมยังมี ผมจะขอพูดถึงเรื่องรายได้ของรัฐ และตอนสุดท้ายจะขอความกรุณาจาก ท่านประธาน นําเรียนท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งในคําตอบที่ ฯพณฯ ได้ตอบผมเมื่อสักครู่นี้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ในเรื่องของ ภาษีบุหรี่ ผมเองก็เป็นผู้แทนอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ ก็อยู่ติดกับจังหวัดพิษณุโลกนั่นเอง ก็ได้ทราบถึงปัญหาของผู้ปลูกยาสูบว่าเดิมก็เป็นชาวไร่ยาสูบ แล้วก็ปลูกยาสูบส่งโรงงาน ยาสูบ แล้วก็อยู่ ๆ วันหนึ่งก็ไปขึ้นภาษีถึงหลายสิบเท่าอย่างที่ท่านได้พูดนั้นเป็นความจริง จากการที่ผมได้ลงไปดูในเรื่องของยาสูบก็ทราบว่าประเทศไทยก็ไปทําข้อตกลงกับองค์การ การค้าโลก กับดับเบิลยูทีโอ (WTO) เช่นเดียวกันในเรื่องของสุขอนามัยในด้านของบุหรี่ ซึ่งอ้างว่าบุหรี่ทําร้ายสุขภาพ ก็เลยมีมาตรการที่จะจํากัดการสูบบุหรี่ วิธีการก็เลยได้ขึ้น ราคาบุหรี่ ขึ้นภาษีบุหรี่ขึ้นมาถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เลยทําให้บุหรี่มีราคาแพงมาก ก็ทําให้ ยาสูบนั้นใบยานั้นขายได้ลําบาก ปริมาณความต้องการก็ลดลงเนื่องจากว่าผู้สูบบุหรี่ก็ลดลง ผมเองได้พยายามที่จะลดภาษีตัวนี้ลง แต่ก็ติดที่เอ็นจีโอ (NGO) ของประเทศไทยในเรื่อง สุขอนามัยก็ได้มาร้องเรียนว่า ถ้าหากปล่อยให้ภาษีบุหรี่เป็นอย่างเดิมมันก็จะทําให้สุขอนามัย ของพี่น้องประชาชนมีความเสียหาย ก็เป็นประเด็นหนึ่ง แต่ว่าทางกระทรวงการคลัง ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ได้ชดเชยเจรจากับชาวไร่ยาสูบในการชดเชยการที่ปลูกยาสูบลดลง ตามที่โรงงานยาสูบได้เจรจากับผู้ปลูกใบยาลดลงตามสัดส่วนที่สามารถบริโภคได้ภายใน ก็เรียนท่านในเรื่องของยาสูบ🔗

ส่วนเรื่องของการฟอกหนังที่บอกว่าหนังส่วนใหญ่มาฟอกในประเทศไทย ก็คงต้องเรียนว่าเป็นอุตสาหกรรมอันหนึ่งที่ส่งเสริมในด้านของการฟอกหนังในเรื่อง อุตสาหกรรมหนังตามที่ผมได้เรียนไปแล้ว ส่วนการที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยให้ โรงงานฟอกหนังเหล่านี้ เมื่อฟอกแล้วมีสารตะกั่วหรือมีสารใด ๆ แล้วก็ปล่อยลงแหล่งน้ํา สาธารณะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมจะนําข้อเสนอแนะ ข้อร้องเรียนของท่านส่ง กระทรวงอุตสาหกรรมให้ไปดําเนินการดูให้โรงงานเหล่านี้ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม แล้วก็ พ.ร.บ. ของการประกอบการโรงฟอกหนังของกระทรวงอุตสาหกรรม ก็เรียนท่าน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็จบนะครับ ที่จริงไม่ใช่ เพราะเวลาเหลือนะครับ แต่ว่าตามข้อบังคับนั้นให้ถามได้อีก ๑ ครั้ง เว้นแต่ข้อซักถามต่อไป เพราะคําตอบยังไม่หมดประเด็น และประธานอนุญาต ถ้ามีความประสงค์จะถามเรื่องเดิม ที่ยังไม่หมดประเด็นก็อนุญาตครับ และไม่ใช่เพราะเวลาเหลือนะครับ โดยหลักครับ เชิญเลยครับ🔗

นายอนุชา น้อยวงศ์ พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อนุชา น้อยวงศ์ จากเขต ๓ จังหวัดพิษณุโลก พรรคพลังประชารัฐ ท่านเจ้าหน้าที่โปรดกรุณาเปิดไฟล์ (File) ที่ผมได้แนบมา เปิดไปเรื่อย ๆ ฯพณฯ รัฐมนตรีจะได้เห็น🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายอนุชา น้อยวงศ์ พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพ กระผมถือ ลังเอกสารมา ๑ ลัง นี่เป็นเรื่องร้องเรียนของพี่น้องชาวสมุทรปราการส่งถึงผม จะนําไป กราบเรียน ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ในเรื่องการปล่อยสารโครเมียม (Chromium) ลงแม่น้ําเจ้าพระยา เอกสารนี้ ๑ ลังของ พี่น้องประชาชน ไม่ใช่ผมส่งนะครับ ฉะนั้นผมนํามาให้ท่านประธานได้เห็นว่าท่านรัฐมนตรี ได้โปรดพิจารณาในเรื่องนี้ ฯพณฯ รัฐมนตรีที่เคารพ ท่านประธานที่เคารพ กระผมเป็น คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ เราตั้งคณะอนุกรรมาธิการเรื่องราคาหนังและ ปศุสัตว์ตกต่ํา ตอนนี้ใกล้สรุปแล้วมีเรื่องมากมาย ผมจะได้กราบเรียนถึงท่านประธานสภา ให้ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึงข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาของ ประเทศเรา ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังยังไม่ได้เข้าใจอะไรอีกมากมาย ท่านประธานสภาที่เคารพ เช่น บอกว่าวัวประเทศไทยยังไม่ได้มาตรฐาน กราบเรียนท่าน ด้วยความเคารพ วัวประเทศไทยทุกวันนี้ที่โพนยางคําเป็นวัวชาโรเลย์มาเลี้ยง เป็นวัวเลือด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การเลี้ยงดูอย่างดี เนื้อมาตรฐาน โรงงานฟอกหนังประเทศไทยซื้อของเขา กิโลกรัมละ ๘ บาท แต่ซื้อวัวจากต่างประเทศเข้ามากิโลกรัมละ ๓๐ บาท มันหมายความว่า เขาใช้โอกาสช่องว่างกดราคา เขาไม่ได้คํานึงถึงสัตว์ในประเทศเรา วันนี้รัฐบาลมีนโยบาย โคขุนกู้วิกฤตของ ฯพณฯ รัฐมนตรี ท่านประภัตร โพธสุธน ที่จะได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง งบประมาณถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หนังไม่ได้ตกต่ํา หนังประเทศไทยไม่ใช่ไม่ดี หนังประเทศไทย ดีมาก แต่ตัวเลขต่าง ๆ ที่มาทําให้พวกเราเห็นมันเป็นข้อมูลจากโรงงานฟอกหนัง ซึ่งถือโอกาสกดราคาคนในประเทศ ท่านประธานที่เคารพ ท่านใส่รองเท้าหนังคู่ละ ๑,๐๐๐ กว่าบาท มาตลอด วันนี้ลดเหลือ ๑๐๐ กว่าบาท หรือเปล่า แต่หนัง ๔๐ บาท เหลือ ๒ บาท ๓ บาท จนพี่น้องประชาชนเอาไปทิ้งทุกวันนี้ ผมได้รับการร้องเรียนจาก พี่น้องประชาชนมากมายในเรื่องนี้ เพราะเขารู้ว่าผมมีความรู้ด้านนี้ ผมเป็นหนี้บุญคุณ ประเทศชาติ มาจากภาษีอากรของพี่น้องประชาชนเลี้ยงดูผม ผมต้องทําหน้าที่ให้เต็มที่ ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณต่อผม แต่ท่าน ยังไม่เข้าใจอะไรอีกมากมาย เรื่องนี้หากท่านตั้งใจที่จะเก็บภาษีจริง ๆ ท่านมีรายได้ เข้าประเทศปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทแน่นอน ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรีจะตอบก็ได้ หรือจะรับเป็นข้อสังเกต เชิญครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ต้องขอบคุณท่านอนุชาที่นําปัญหาของพี่น้องเกษตรกรมาแจ้ง ผมจะรับข้อเสนอแนะของท่าน แล้วก็จะไปดูโรงงานฟอกหนังเหล่านั้น แล้วก็จะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีบทบาทในการ ดูแลเรื่องการนําเข้า แล้วก็ส่งออกหนังของโค กระบือ แล้วก็จะไปดูเรื่องของคุณภาพ เรื่องอะไรต่าง ๆ ตามคําเสนอแนะของท่าน แล้วก็จะไปดูว่ามีช่องทางใดที่จะสามารถเก็บภาษี เพื่อทําให้หนังของเกษตรกรไทยได้มีราคาสูงขึ้น ก็จะขอรับข้อสังเกตแล้วก็ข้อเสนอแนะนั้น ไปดําเนินการนะครับ ขอบคุณนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านอนุชา ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ และเจ้าหน้าที่ที่มาร่วมในการประชุม🔗

กระทู้ถาม ที่ ๑.๓.๓ ๑๒๗ เรื่อง “สร้างสนามกีฬารวมกลางแจ้งจุด ลานกีฬา ประอําเภอสว่างแดนดิน” อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร (นางอนุรักษ์ บุญศล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอเลื่อนไปนะครับ🔗

ต่อไปเป็นกระทู้ที่ ๑.๓.๔ ขอเชิญเจ้าหน้าที่ ท่านสมาชิก ท่านรัฐมนตรี🔗

๑.๓.๔ กระทู้ถาม ที่ ๑๒๘ เรื่อง ผลกระทบจากการก่อสร้างอาคารสูง ในเขตกรุงเทพมหานคร (นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ🔗

ในโอกาสเดียวกัน ก็ขออนุญาตเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นผู้ให้ข้อมูลนะครับ นายศุภกิจ จันปาน นางธิดารัตน์ วันชัย อนุญาตนะครับ แล้วก็อนุญาตให้บุคคลที่ท่านสมาชิกขออนุญาตเข้ามาทั้งหมดเพิ่มเติม ๑๐ ท่านเข้ามาฟัง เตือนอย่างเดียวก็คือรักษาความเรียบร้อย อย่าเชียร์เสียงดัง หรืออย่ายกมือเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ขอเรียนย้ํา เพราะว่าท่านสมาชิกมีประสบการณ์ ท่านรัฐมนตรีก็มีประสบการณ์แล้ว แต่ว่าโดยข้อบังคับจําเป็นต้องเรียนว่ากระทู้ถามนั้น ข้อบังคับกําหนดไว้ ข้อ ๑๕๒ ต้องชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ําซากหรือมีลักษณะ เป็นการอภิปราย เช่นเดียวกับรัฐมนตรีผู้ตอบก็ต้องชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ําซากหรือ มีลักษณะเป็นการอภิปราย กระทู้ถามแยกเฉพาะนี้เป็นกระทู้ถามที่ข้อบังคับกําหนดให้ ถามตอบให้เสร็จใน ๒๐ นาที สมาชิกเข้าใจแล้วนะครับ ซึ่งจะไม่เหมือนกระทู้ถามสด ด้วยวาจาครึ่งชั่วโมง ของเรามี ๒๐ นาที โดยถามได้อีก ๒ ครั้ง เว้นแต่ประเด็นไม่จบสิ้น แล้วก็ยังมีเวลาประธานอนุญาตถึงจะถามได้อีกสักครั้งหนึ่ง แต่ว่าโดยทั่วไปแล้วก็ท่านกรณิศ ก็มีความเข้าใจดี แล้วก็เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้ ท่านรัฐมนตรีก็ตอบกระทู้มายาวนาน หลายครั้งแล้วนะครับ ขอเชิญคุณกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ถามคําถามแรกครับ เชิญครับ🔗

นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตคลองเตยและเขตวัฒนา พรรคพลังประชารัฐค่ะ สืบเนื่องนะคะ ท่านประธาน วันนี้ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในหลายชุมชนด้วยกัน เกี่ยวกับผลกระทบในเรื่องของการก่อสร้างอาคารสูงในเขต กรุงเทพมหานครค่ะ ท่านประธานคะ เนื่องจากผลกระทบที่ส่งถึงทางประชาชนโดยรอบ เกี่ยวกับรอบ ๆ โครงการอาคารสูงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในกรุงเทพมหานครนี้ ซึ่งทําให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความปลอดภัย ในการก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของวัสดุที่ตกหล่นตามบ้านเรือนคนนะคะ ซึ่งเรา มี พ.ร.บ. ควบคุมอาคารของกรุงเทพมหานครกําหนดไว้อย่างชัดเจน แต่ผู้ประกอบการ ก็ละเลยหรือหลีกเลี่ยง ซึ่งก็ส่งผลกระทบในการทําให้วัสดุต่าง ๆ ตกหล่นมาถึงบ้านเรือน ประชาชนได้ รวมไปถึงเส้นทางการจราจรในพื้นที่นะคะท่านประธาน นอกจากจะทําให้ การจราจรติดขัดแล้วยังทําให้วัสดุต่าง ๆ ที่รถบรรทุกขนาดใหญ่ขนส่งอุปกรณ์ต่าง ๆ เรี่ยราด ตกหล่น แล้วก็ไม่มีผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของในการก่อสร้างนั้นมาดําเนินการเก็บทําความ สะอาด ทําให้ส่งผลกระทบกับประชาชนที่อยู่ในบริเวณซอยนั้นเป็นอย่างมากค่ะ รวมไปถึง ในเรื่องของด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของฝุ่นละอองต่าง ๆ ที่ผู้รับเหมา ไม่ดําเนินการในเรื่องของ พ.ร.บ. ที่ควบคุมอาคารให้มีการปิดกั้นวัสดุ ฝุ่นละออง รวมไปถึง ภาวะทางเสียง เพราะว่าผู้ประกอบการบางทีก็หลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยการที่จะดําเนินการ เกินกว่าที่กฎหมายกําหนดค่ะท่านประธาน แล้วรวมไปถึงในเรื่องของสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่จํานวนประชากรที่จะเพิ่มขึ้นในส่วนของอาคารสูงต่าง ๆ ไม่ได้รองรับไว้ในส่วนของผังเมือง วันนี้ดิฉันก็เห็นว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ไม่ใช่เขตใดเขตหนึ่ง แต่ว่าเป็นใน ๕๐ เขตของกรุงเทพมหานคร แล้วก็แนวโน้มในการก่อสร้างอาคารสูงก็จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ดิฉันจึงอยากจะขอถามท่านประธานในคําถามแรกผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านทรงศักดิ์ ทองศรี ที่วันนี้ท่านให้ความกรุณา มาตอบคําถามของดิฉัน🔗

คําถามที่ ๑ จากกรณีปัญหาการก่อสร้างอาคารสูงที่เกิดขึ้น พบว่า สาเหตุ ส่วนหนึ่งเกิดมาจากปัญหาในทางกฎหมายค่ะท่านประธาน บทบัญญัติแห่งกฎหมาย มีความไม่ชัดเจน เป็นเหตุให้ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเกิดความ สับสน และเปิดช่องให้เกิดการตีความเพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มทุนใด กลุ่มทุนหนึ่ง ในฐานะรัฐที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกคนในสังคม จึงขอทราบแนวทางในการที่จะเกิดกรณีบทบัญญัติแห่งกฎหมายมีความไม่ชัดเจน เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานจะมีเกณฑ์อย่างไรในการจะวินิจฉัยค่ะท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายทรงศักดิ์ ทองศรี ครับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยมาตอบกระทู้ถาม ที่ ๑๒๘ ของท่านสมาชิกสภาผู้ภาผู้แทนราษฎร ต้องกราบขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ท่านเป็นผู้แทนของ กรุงเทพมหานคร ได้ถามเรื่องผลกระทบจาการก่อสร้างอาคารสูงในเขตกรุงเทพมหานคร ผมเรียนอย่างนี้ครับ ก็ต้องขอบคุณที่ท่านมีความห่วงใยในเรื่องของการก่อสร้างอาคารสูง ซึ่งนับวันมานี้กรุงเทพมหานครก็จะมีพื้นที่น้อยลงมาก ก็จะเป็นเรื่องของการสร้างอาคารสูง อย่างมากมายก็จะมีผลกระทบเรื่องของความเป็นอยู่ เรื่องของความรู้สึก เรื่องของ สิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ว่าการก่อสร้างอาคารดังกล่าวมีกฎหมาย ผมเรียนว่าเป็นบทบัญญัติ แห่งกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร เป็นกฎหมายที่กําหนดเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ สาธารณะให้อาคารมีความปลอดภัย มีความมั่นคงแข็งแรง โดยพระราชบัญญัติควบคุม อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ กําหนดให้เป็นข้อกําหนดที่เป็นรายละเอียดให้นําไปปฏิบัติโดยการ ออกเป็นกฎกระทรวง โดยองค์กรปกครองท้องถิ่นต้องถือปฏิบัติอย่างชัดเจนและ มีความเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง แล้วก็ต้องสามารถที่จะแก้ปัญหาในขณะนั้นได้ โดยการออกกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาความถูกต้อง ความเหมาะสม สามารถ บังคับได้จริง รวมถึงผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย มีลําดับขั้นตอนการยกร่าง ตั้งแต่ ระดับชั้นอนุกรรมการยกร่าง ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ แล้วต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจาก คณะกรรมการควบคุมอาคาร มีการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของ กระทรวงมหาดไทย และผ่านขั้นตอนการพิจารณาของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยรอบคอบว่ามีความถูกต้องชัดเจนเพียงพอที่นําไปบังคับใช้กฎหมายได้จริงตาม วัตถุประสงค์ของกฎหมาย โดยมีกรณีการก่อสร้าง ที่ท่านถามผมเข้าใจว่าเป็นเรื่อของอาคารสูง เรายังมีกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๓ (พ.ศ. ๒๕๓๕) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๐ (พ.ศ. ๒๕๔๐) กําหนดหลักเกณฑ์การก่อสร้างเรื่องต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน ผมเรียนว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายดุลยพินิจ เป็นกฎหมายซึ่งมีหลักเกณฑ์ ซึ่งต้องปฏิบัติไปตาม ขั้นตอนก่อนที่จะมีการออกใบอนุญาต การกําหนดการใช้ที่ดินให้เป็นอาคารสูง ผมเรียนว่า ในกฎหมายควบคุมการก่อสร้าง โดยเฉพาะอาคารสูงเขามีเกณฑ์ของกฎหมายอย่างชัดเจน อย่างเช่น การก่อสร้างอาคารใหญ่พิเศษที่มีพื้นที่รวมกันทุกชั้นไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ ตารางเมตร ด้านของที่ดินที่ติดถนนสาธารณะจะต้องยาวไม่น้อยกว่า ๑๒ เมตร และถนนสาธารณะนั้น ต้องมีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร ยาวต่อเนื่องกันตลอดไปถึงเชื่อมทางหลวงสาธารณะอื่น ที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร ส่วนกรณีหากพื้นที่อาคารรวมกันทุกชั้นเกินกว่า ๓๐,๐๐๐ ตารางเมตร ที่ดินที่ก่อสร้างอาคารต้องติดถนนสาธารณะที่มีเขตทางกว้างไม่น้อย กว่า ๑๘ เมตร ยาวต่อเนื่องกันตลอดไปถึงเชื่อมกับถนนสาธารณะอื่นที่มีทางกว้างไม่น้อยกว่า ๑๘ เมตร มันมีหลักเกณฑ์ซึ่งกําหนดไว้อย่างชัดเจนในกฎกระทรวง แล้วก็ยังมี ข้อ ๓ กําหนด ไว้อีกว่า กําหนดให้ต้องมีถนนที่มีผิวจราจรกว้างไม่น้อยกว่า ๖ เมตรโดยรอบอาคาร เพื่อให้ รถดับเพลิงสามารถเข้าออกได้โดยสะดวก ใน ข้อ ๔ กําหนดให้อาคารสูงหรืออาคาร ขนาดใหญ่พิเศษต้องมีขอบนอกสุดของอาคาร ไม่ว่าอยู่ในระดับเหนือพื้นดินหรือ ต่ํากว่าพื้นดินต้องห่างจากที่ดินของผู้อื่นหรือถนนสาธารณะไม่น้อยกว่า ๖ เมตร ใน ข้อ ๕ กําหนดให้ต้องมีอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมกันทุกชั้นของอาคารทุกหลังต่อเนื่อง พื้นดินที่ใช้ตั้งอาคารไม่เกิน ๑๐ ต่อ ๑ ก็มีหลักเกณฑ์ชัดเจนนะครับ แล้วนอกจากนี้ ยังมีกฎกระทรวงฉบับอื่นอีกต้องปฏิบัติด้วย เช่น กฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๕ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ข้อ ๔๔ กําหนดให้ความสูงของอาคารต้องไม่เกิน ๒ เท่าระยะราบจากแนวอาคารถึงแนวถนน สาธารณะฝั่งตรงข้ามที่อยู่ใกล้กับอาคารนั้น ซึ่งในการพิจารณาอนุญาตของเจ้าหน้าที่จะต้อง พิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงและกฎอื่นอีกเกี่ยวข้องทั้งหมด อีกทั้งต้องมีการ ตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายผังเมือง การตรวจสอบหลักฐานการผ่านการทํา อีไอเอ (EIA) ด้วย หากกรณีอาคารที่ขออนุญาตไม่ผ่านหลักเกณฑ์การกําหนดตามกฎหมาย หน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ในการออกใบอนุญาตก็ไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ก่อสร้าง อาคารได้ ที่ผมเรียนทั้งหมดนี้เป็นเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ที่ออกใบอนุญาตนั้น ไม่สามารถใช้ดุลยพินิจได้เลยนะครับ ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่มีปัญหาเรื่อง การตีความบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวก็สามารถหารือต่อคณะกรรมการควบคุมอาคารได้ อันนี้เป็นเกณฑ์ตามกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกท่านต้องปฏิบัติตามก่อนที่จะออกใบอนุญาต ในการก่อสร้างอาคารสูง ทั้งไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ ตารางเมตร และเกิน ๓๐,๐๐๐ ตารางเมตร ในเบื้องต้นขอตอบเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณกรณิศเชิญนะครับ🔗

นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา กรุงเทพมหานคร

ดิฉันต้องขอขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีเป็นอย่างมากนะคะ ดิฉันเองวันนี้ไม่ได้มาคนเดียวนะคะท่านประธาน ดิฉันมีประชาชนที่เขาได้รับผลกระทบเรื่องนี้ แล้วก็ขอบคุณที่ท่านให้ข้อกฎหมายที่ท่านได้ นําเสนอมา พวกเรารับทราบดี แล้วก็มีอยู่หลายโครงการวันนี้ดิฉันจะขออนุญาตหลังจากที่ ปิดในส่วนของกระทู้ถามของดิฉันแล้วจะให้ประชาชนได้ยื่นหนังสือกับท่านรัฐมนตรีนิดหนึ่ง เพราะว่าสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีพูดมาในเรื่องของข้อกฎหมายในทางปฏิบัติมีผู้ประกอบการที่เลี่ยง กฎหมาย แล้วก็กําลังก่อสร้างซึ่งผิดกฎหมายอย่างชัดเจนมีอยู่ประมาณ ๔-๕ เคส (Case) ดิฉันอยากจะขอส่งมอบท่านหลังจากการประชุมเสร็จสิ้นลง🔗

ในส่วนของคําถามที่ ๒ ท่านประธานคะ ดิฉันจะฝากคําถามท่านประธานผ่าน ไปยังท่านรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่เกิดขึ้น หากมีการก่อสร้าง อาคารสูงที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ ขอทราบว่า ประชาชนจะพึงได้รับสิทธิในการดูแลตนเองและครอบครัวหรือไม่ อย่างไร นอกจาก การดําเนินคดีความทางศาลแล้วจะต้องใช้ทุนทรัพย์ แล้วก็มีเวลาในการที่จะต้องร้องเรียน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก ไม่ว่าจะเป็นสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น ซึ่งอาจจะทําให้ไม่สามารถที่จะให้การช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที หลายท่านไม่ได้รับ การเยียวยาค่ะท่านรัฐมนตรีคะ ปล่อยปละละเลย บางครั้งโครงการเสร็จไปจนล่วงเลยไปนาน หลายปีแล้วจะต้องฟ้องร้องกัน สุดท้ายหลายท่านก็ไม่ได้รับการดูแลเยียวยาเลย ก็เลย อยากจะทราบในเรื่องของข้อกฎหมายและสิทธิที่ประชาชนควรจะได้รับค่ะ ท่านประธานคะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมเรียนด้วยความเคารพว่าในเรื่อง ของการออกใบอนุญาตในการก่อสร้างอาคารเป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติและกําหนดให้ ต้องทําอย่างเคร่งครัดจริง ๆ ผมก็ยังต้องเรียนถามเป็นข้อมูลท่านครับ อาจจะต้องหลังจาก การตอบกันแล้วว่าที่ไหน เพื่อจะได้มีโอกาสได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะว่าเป็นกฎหมาย ซึ่งบัญญัติมา แล้วก็เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม โดยเฉพาะเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต กํากับการดูแลทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเมื่อมีการก่อสร้างแล้ว ตั้งแต่เริ่มการก่อสร้างก่อน ถ้าทําไม่ถูกต้องสร้างไม่ได้อยู่แล้ว แล้วในขณะเดียวกันในระหว่างการก่อสร้างเอง ก็มีเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นต้องไปกํากับดูแลการก่อสร้างว่า การก่อสร้างนั้นเป็นไปตามใบอนุญาตหรือไม่ ตามรูปแบบรายการหรือไม่ มีผลกระทบกับ พี่น้องประชาชนอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของการก่อสร้างอาจจะมีผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น เรื่องมีการจัดให้ทํารั้วกั้นบริเวณการก่อสร้างแนวติดสาธารณะหรือไม่ อย่างไร เรื่องของ การป้องกันวัสดุร่วงหล่นหรือไม่ เป็นอันตรายหรือไม่อย่างนี้นะครับ เจ้าหน้าที่ก็ต้องไป กํากับดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้าเห็นว่าผู้ประกอบการมีการก่อสร้างทําแล้วไม่เรียบร้อย ก็เป็นอํานาจของเจ้าหน้าที่ในการดําเนินการ เช่น เรื่องการระงับการก่อสร้าง การให้แก้ไข การดูแลประชาชนเรื่องผลกระทบ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ละครับ ต้องทําอย่างเคร่งครัด อันนี้เป็นกฎหมายจริง ๆ แล้วก็ผมเชื่อมั่นว่าประชาชนเองที่มีผลกระทบก็ต้องใช้สิทธิได้ แล้วเจ้าหน้าที่เองผมเรียนว่า ณ วันนี้พยายามที่จะกําชับ เร่งรัดให้ดําเนินการไปตามกฎหมาย อย่างทุกประการ ตรงไหนที่มีปัญหาอย่างไร ผมขอกรุณาท่านประธานว่า เดี๋ยวทาง ท่านผู้แทนได้กรุณาให้ข้อมูล ผมจะได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดู เพื่อติดตามดําเนินการให้เป็นไป ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณกรณิศยังมีอะไรติดใจ อนุญาตนะครับ เชิญครับ🔗

นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา กรุงเทพมหานคร

ถ้ามีเวลาดิฉันขออนุญาต คําถามที่ ๓ จริง ๆ ในส่วนของการเยียวยาท่านรัฐมนตรียังไม่ได้ตอบดิฉัน ก็ขออนุญาต ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบในเรื่องของการเยียวยาดูและประชาชนว่าเรามีกฎหมายในการที่ จะบังคับผู้ประกอบการหรือไม่ค่ะท่าน🔗

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ข้อ ๓ ที่อยากจะขอสอบถาม กรณีที่จะมีการพิจารณา ผังเมืองใหม่ ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงของการพิจารณาอยู่นะคะ ซึ่งหน่วยงานราชการจะต้องมี การนําเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ เนื่องจากกฎหมายผังเมืองเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาทําความ เข้าใจและมีผลกระทบทางตรงและทางอ้อมกับประชาชนในเรื่องของความปลอดภัย ในส่วนของชีวิตและทรัพย์ของประชาชน ผลกระทบทางด้านสุขภาพ การจราจร มลภาวะ ทางอากาศ ไม่ทราบว่าตอนนี้ที่กําลังพิจารณาอยู่ได้มีการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าไป มีส่วนร่วมในการที่จะพิจารณาในการจัดทําผังเมืองใหม่หรือไม่ อย่างไรค่ะท่านประธาน กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมเรียนเบื้องต้นก่อนครับว่า เรื่องการเยียวยาเป็นเรื่องที่ถ้าเกิดว่าการก่อสร้างเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดําเนินการไปตรวจสอบดู ในภาคของคนที่ดําเนินการก่อสร้าง ก็มีมาตรการทางการปกครองอยู่แล้ว เช่น การระงับการก่อสร้าง หรือการทําอย่างไร ให้มีความเรียบร้อยต่อไป แต่ว่าเรื่องความเสียหายก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายอาจจะต้อง ไปฟ้องร้องคดีทางแพ่งเพื่อเรียกร้องสิทธิที่มีอยู่อันเกิดจากผลกระทบในเรื่องของ การก่อสร้างอาคารที่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในเบื้องต้น อันนี้คือเป็นไปตามหลัก กฎหมายทุกประการ ผมจะตอบแทนว่าจะให้บริษัทหรือคนที่ไปก่อสร้างอาคารทั้งหลาย ไปเยียวยาประชาชนมันก็ต้องมีการเรียกว่าโต้เถียงกันว่าใครผิดใครถูก อย่างนี้เป็นต้น แต่ว่า ในหลักการถ้าเป็นความผิดของผู้ประกอบการในการก่อสร้าง นั่นเป็นเรื่องที่ถ้าเกิด ความเสียหายแน่นอนทางกฎหมายก็ต้องช่วยเหลือในการเยียวยาประชาชนอยู่แล้ว แต่ว่า ประเด็นปัญหาคือว่าการก่อสร้างอาคารทุกครั้งก่อนการก่อสร้างมีการตรวจสอบ เรื่องใบอนุญาตทั้งหลายในการขอก่อสร้างอยู่แล้ว เรื่องของรูปแบบรายการ เรื่องของ สถานที่ เรื่องของจํานวนปริมาณอาคารทั้งหลาย พื้นที่ทั้งหลาย ในพื้นที่ที่ก่อสร้าง ตามกฎหมายของ พ.ร.บ. ควบคุมอาคารอยู่แล้วนะครับ ส่วนเรื่องของความเสียหาย ก็เป็นเรื่องที่ถ้าเกิดเสียหายจริง ถ้าบริษัทไม่เยียวยาก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายประชาชนก็ต้อง ไปฟ้องร้อง อันนี้ผมเรียนว่าเป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว🔗

ส่วนเรื่องคําถามของท่านสมาชิกครับท่านประธาน เรื่องการที่จะเปิดโอกาส ให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาจัดทํากฎหมายผังเมืองหรือไม่ อย่างไร ผมเรียนว่ากฎหมายผังเมืองเป็นกฎหมาย ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจริง ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองได้เปิดให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในระหว่างขั้นตอน การวางหรือการจัดทําร่างผังเมือง ไม่ว่าเป็นขั้นตอนตามมาตรา ๙ กรมโยธาธิการและผังเมือง จะจัดทําเอกสารและแผนที่ แผนผังเพื่อโฆษณาหนังสือพิมพ์ วิทยุ เว็บไซต์ (Website) ติดต่อกันเป็นเวลา ๗ วัน และปิดประกาศเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน ดังนั้นประชาชน สามารถมีส่วนร่วมในการพิจารณา โดยแสดงข้อคิดเห็นข้อคิดเห็นของประชาชน ซึ่งจะ เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นได้ อันนี้เป็นขั้นตอนตามกฎหมาย ขั้นตอนตาม มาตรา ๓๐ ภายหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนในขั้นตอนที่ ๓ แล้ว เมื่อคณะกรรมการผังเมืองให้ความเห็นชอบผังเมืองแล้ว กรมโยธาธิการและผังเมือง จะดําเนินการปิดประกาศแผนที่แสดงเขตและรายละเอียดของผังเมืองรวมเป็นเวลาไม่น้อย กว่า ๙๐ วัน เพื่อให้ประชาชนนั้นได้ไปตรวจดูผังเมือง ข้อกําหนด ข้อผังเมืองรวมอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็แล้วแต่ หากผู้มีส่วนได้เสียประสงค์จะยื่นคําร้องในระยะเวลาปิดประกาศ ๙๐ วัน ดังกล่าวจะต้องยื่นคําร้องขอแสดงความเห็นเกี่ยวข้องกับข้อกําหนดในการใช้ประโยชน์ที่ดิน พร้อมสงวนสิทธิเป็นหนังสือในวันประชุมรับฟังข้อคิดเห็นของประชาชนหรือภายใน ระยะเวลาที่กําหนดในการแสดงข้อคิดเห็นเป็นหนังสือ ถ้าไม่แสดงเป็นหนังสือจะเสียสิทธิ ในการแสดงความคิดเห็น แล้วก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็จะทําไม่ได้ อย่างไรก็ตามแต่ ในระหว่างมีการวางหรือจัดทําผังเมืองได้มีกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ โดยจัดการประชุมย่อย หรือว่ารายสาขา เพื่อนําความเห็นและความต้องการของประชาชน มาวิเคราะห์เป็นข้อมูลเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดอ่อน ปัญหาอุปสรรคในการจัดทําผังข้อกําหนด เพื่อนําไปประกอบในการกําหนดแผนงานในโครงการต่อไป อันนี้ผมเรียนว่านี่เป็นงานของ การมีส่วนร่วมภาคประชาชน เรามีระดับขั้นตอนในการดําเนินการ มีทั้งหมด ๘ ขั้นตอน ด้วยกัน เรื่องของ พ.ร.บ. ผังเมืองโดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ผังเมืองรวม ตามพระราชบัญญัติผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มุ่งเน้นกระบวนการเชิงวิชาการและเชิงเทคนิค ระหว่างการวางผังก่อนถึงการประกาศราชกิจจานุเบกษา กรมโยธาธิการและผังเมือง จะกําหนดขึ้นเป็นขั้นตอนการดําเนินการทั้งหมด ๘ ขั้นตอนด้วยกัน ในส่วนแรก ๑-๗ ขั้นตอน ใช้เวลาประมาณ ๑ ปีกับ ๔ เดือน ส่วนขั้นตอนที่ ๘ ใช้เวลา ๓ เดือน ก็เรียนเป็นรายละเอียด ว่าขั้นตอนที่ ๑ เป็นการสํารวจกําหนดเขตผังวิเคราะห์และจัดทําร่างผังเมืองรวม🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต้องสรุปแล้วครับ เกินเวลาไปมากแล้ว🔗

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

จะจบแล้วครับ ขั้นตอนที่ ๒ การประชุมเพื่อพิจารณาร่างผังเมืองรวม ขั้นตอนที่ ๓ เป็นการประชุมเพื่อรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน ขั้นตอนที่ ๔ การประชุมของคณะกรรมการผังเมือง ขั้นตอนที่ ๕ การปิดประกาศพร้อมกับข้อกําหนด ๙๐ วัน ขั้นตอนที่ ๖ เป็นการรวบรวม ตรวจสอบ พิจารณาคําร้องและแจ้งผลการพิจารณาคําร้อง ขั้นตอนที่ ๗ เป็นการจัดทําเอกสารประกอบ ยกร่างประกาศของกระทรวงมหาดไทย ขั้นตอนที่ ๘ ก็เป็นเรื่องของการนําเข้า ครม. ก็นําไปสู่การประกาศในราชกิจานุเบกษา เป็นแผนของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการกําหนดผังเมืองรวมทั้งหมด ขอบคุณ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จบกระทู้ถามนะครับ จบกระทู้ถามแล้วก็ต้องขอบพระคุณทั้งผู้ถาม ท่านรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ แล้วก็ผู้ที่มาร่วมฟัง กระทู้อีก ๒ กระทู้เลื่อนไป วันนี้ก็จบได้ ๔ กระทู้ รัฐมนตรีขอเลื่อนไป ๒ กระทู้ จบการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะครับ ขอบคุณทุกฝ่ายครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏ ในระเบียบวาระ คือ รับทราบเรื่องโครงการ “รัฐสภาร่วมใจ บริจาคโลหิต”🔗

ด้วยสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับสํานักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และศูนย์บริจาคโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้จัดโครงการ “รัฐสภาร่วมใจ บริจาคโลหิต” ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ (ครั้งที่ ๔) ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐-๑๕.๐๐ นาฬิกา ณ สํานักบริการทางการแพทย์ประจํารัฐสภา ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ในการนี้ สํานักบริการทางการแพทย์ประจํารัฐสภาจึงขอเรียนเชิญ ท่านสมาชิกเข้าร่วมบริจาคโลหิตตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าวข้างต้นด้วยครับ จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบ🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเอาเรื่อง คณะกรรมาธิการวิสามัญขอขยายเวลาขึ้นมาเสนอที่ประชุมก่อนนะครับ เนื่องจาก คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชา กัญชง และกระท่อม อย่างเป็นระบบ ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว ออกไปอีก ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๓🔗

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไข ปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญญา กัญชง และกระท่อม อย่างเป็นระบบ ได้มีหนังสือแจ้งว่า กระบวนการจัดทํารายงานของคณะกรรมาธิการต้องมีความครอบคลุมในมิติด้านต่าง ๆ และ กฎหมายที่เกี่ยวข้องตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จ จึงขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาออกไปอีก ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๓ จึงต้องเรียนถามที่ประชุมนะครับ จะมี ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมอนุญาตให้คณะกรรมาธิการดังกล่าวขยายเวลาศึกษาออกไปอีก ๓๐ วัน ตามที่ ร้องขอนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม🔗

รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ (สมัยสามัญ ประจําปีครั้งที่สอง) มีทั้งหมด ๖ ครั้ง🔗

ครั้งที่ ๒๑ วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓🔗

ครั้งที่ ๒๒ วันพุธที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓🔗

ครั้งที่ ๒๓ วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓🔗

ครั้งที่ ๒๔ เป็นพิเศษ วันศุกร์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓🔗

ครั้งที่ ๒๕ วันพุธที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓🔗

ครั้งที่ ๒๖ วันพฤหัสบดีที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓🔗

ทั้งหมด ๖ ครั้งนะครับ ซึ่งวางไว้ให้ท่านสมาชิกได้ตรวจดูแล้วก่อนที่จะเสนอ ให้สภารับรอง ท่านสมาชิกเห็นว่ามีอะไรที่ผิดพลาดต้องการแก้ไขหรือมีความเห็น เป็นอย่างอื่นไหมครับ เชิญคุณหมอบัญญัติครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัด ระยอง ขออนุญาตปรึกษาท่านประธานว่าตรงจุดที่เอกสารบันทึกการประชุมตรงนั้นค่อนข้างมืด เวลาจะไปอ่านเอกสารตรงนั้นไม่มีแสงสว่างที่เพียงพอ อยากจะให้ท่านประธานให้ทาง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ติดไฟแสงสว่างตรงโต๊ะที่เอกสารเป็นตั้ง ๆ ตรงนั้นด้วย เพื่อความสะดวกในการอ่านเอกสารในการตรวจบันทึกการประชุมด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณ คุณหมอบัญญัติมากครับ รับไปดําเนินการนะครับ ท่านเลขาธิการดูด้วยนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

๔.๑ รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน พิจารณาเสร็จแล้ว (พิจารณาต่อจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๒๐ (สมัยสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓)🔗

เป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๒๐ (สมัยสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่ประชุม ได้พิจารณารายงานดังกล่าว ประธานคณะกรรมาธิการได้แถลงรายงานแล้ว วันนั้นสมาชิก ได้อภิปรายความคิดเห็น ผมขอดําเนินการต่อเพราะยังไม่จบนะครับ ขอเชิญ คณะกรรมาธิการและผู้แทนครับ🔗

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

วันนั้น ผมเป็นประธานที่ประชุมอยู่ตอนเกิดไฟฟ้าขัดข้อง ไฟดับเหลือแต่แสงกับระบบเครื่องเสียง แต่เครื่องปรับอากาศไม่ทํางาน กลัวว่าจะหายใจกันไม่ออกก็เลยต้องปิดการประชุม วันนี้ ขอดําเนินการต่อนะครับ มีท่านสมาชิกอีกหลายท่านที่จะขออภิปรายต่อ ผมขออ่านรายชื่อ ๔ ท่านต่อไปที่จะอภิปราย ท่านนิยม เวชกามา ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ท่านทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ท่านละ ๗ นาที เชิญท่านนิยมครับ🔗

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนั้นผมเป็นคนสุดท้ายที่จะต้องพูด ไฟดับก็เลยไม่ได้พูด ดังนั้นวันนี้ ผมก็ขอต่อจากวันนั้น ก็มีคนมาเพิ่ม หลายคนก็มีแนวคิดเหมือน ๆ กัน ผมเห็นด้วย กับรายงานฉบับนี้ เป็นรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งเป็นการศึกษาจากคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งมีหลายท่านเป็นคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ มีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล โดยมี ท่านชวลิตเป็นประธาน ความปรองดองของชาติเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าท่านผู้ใด ไม่อยากปรองดอง ผมก็ยังไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะเดินได้อย่างไร คิดได้อย่างไรไม่อยากปรองดอง เรื่องนี้รัฐบาลต้องรับไปเลย กรรมาธิการเขาจะทําได้ขนาดนี้ต้องเสียเวลา เชิญหลายฝ่าย ผมอ่านดูแล้วรายละเอียด คนขัดแย้งกัน คนกลุ่มนี้ยุคก่อนจะจับท่าน อยู่คนละฝ่าย แต่วันนี้ เห็นด้วยกับการปรองดอง เพราะฉะนั้นผมคงไม่ต้องเอาความเห็นทั้งหมดทั้ง ๙ ข้อ ของท่านคณะกรรมาธิการชุดนี้หรอกครับ ผมอยากนําเสนอด้วยเวลาอันจํากัด วันนี้เหลือ ๕ นาที ก็เอาสั้น ๆ ในส่วนที่เห็นด้วยอย่างยิ่งทั้ง ๙ ข้อ เพียงแต่ว่าผมจะแสดงความคิดเห็น ซึ่งเห็นว่าจําเป็นใน ๙ ข้อ คือประเด็นที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นหัวมาเลย ข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการบอกว่าจากการศึกษายืนยันเลยว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ ขึ้นมาหัวข้อแรก ปัญหาขัดแย้งก็ขัดแย้งมานานแล้ว ก่อนรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมา แต่ยิ่งเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ยิ่งสร้างความขัดแย้งให้บ้านให้เมือง เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลย แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ เพราะหลายท่าน ก่อนรัฐธรรมนูญจะประกาศใช้ใหม่ก็บอกว่า ทําเพื่อเขาและมีคลิป (Clip) ออกมาตั้งหลายรอบ เขาบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนให้เขา อันนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าพี่น้องประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ข้อสังเกตผมเห็นด้วยเลยว่า การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยการแก้ไข ปี ๒๕๖๐ บอกว่าเสนอให้ฝ่ายรัฐบาล และทุกภาคส่วนร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญ หลายคนบอกว่าแก้ตรงข้อที่มีปัญหาที่จะแก้ได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนใส่กุญแจเอาไว้ไม่ให้แก้ เพราะฉะนั้นต้องไปแก้ที่ มาตรา ๒๖๕ อันนี้คือปัญหาที่ต้องการแก้ ความจริงร่างรายงานฉบับนี้เขียนไว้ตั้งนานแล้ว แต่ผมมาเห็น ในข้อสุดท้าย ข้อสังเกต ข้อ ๙ ทําไมเกิดขึ้นเหมาะเจาะกับปัจจุบัน ซึ่งการชุมนุมเสร็จไป เมื่อวันที่ ๑๖ ซึ่งหลายปีไม่เคยมี ถนนราชดําเนินกลาง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไม่เคยมี คนมากมายขนาดนี้ คนเรือนหมื่นเรือนแสนหายไปตั้งนานแล้ว ไม่มี ๖-๗ ปีที่ผ่านมา หมวด ๑๖ ผมมาอ่านดูข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ทําไมมันเข้ากับเหตุการณ์ เหลือเกิน ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า ในเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศเกือบแสนคน มาชุมนุม ก็เรียกร้องในแนวเดียวกัน ก็ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะบ้านเมืองเดินไม่ได้ ผมถึง บอกว่าสถานการณ์เมื่อประชาชนเขาต้องการแบบนี้รัฐบาลรับไปจัดการ ด้วยความเคารพ จริง ๆ ว่าถ้าท่านไม่ทํา เขาเรียกร้องวันนี้ไม่มากมายแค่ ๓ ข้อ โดยเนื้อหาคือหยุดคุกคามประชาชน อันนี้ไม่ต้องบอกว่าไม่ได้ทํา รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า คุณทําอะไร รัฐบาลชุดนี้ฝากท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ด้วยว่าท่านทําอะไรรู้อยู่แก่ใจ แก้รัฐธรรมนูญที่สําคัญ สุดท้ายที่เขาบอกแก้เสร็จแล้วก็เลือกตั้งใหม่เท่านั้นเอง คนกลุ่มนี้เรียก ตนเองว่ากลุ่มคนปลดแอกเผด็จการ ทุกคนมีใจมาร่วมกัน อันนี้ผมต้องพูดคือข้อสังเกตกับ กองทัพ วันนี้กองทัพอย่ามายุ่งกับการเมือง ท่านก็รู้ว่าท่านมายุ่งเมื่อไรปัญหามันเกิดขึ้น คณะกรรมาธิการชุดนี้เขียนไว้ดีมากครับ บอกข้อสังเกตเกี่ยวกับกองทัพ การแทรกแซง ทางการเมืองของกองทัพ โดยเฉพาะการรัฐประหารส่งผลให้สังคมไทยขาดโอกาสการเรียนรู้ ที่จะจัดการวิกฤติการณ์ทางการเมืองตามครรลองในระบอบประชาธิปไตย เขียนดีมากครับ เพราะฉะนั้นกองทัพคิดอะไรวันนี้ บ้านเมืองมันเดินไม่ได้ หยุดเถอะครับท่านกองทัพ แล้วท่านกลับมาปฏิญาณสาบานตนต่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่า ต่อไปนี้จะไม่มี รัฐประหารอีกแล้ว จะไม่มีการทําให้ประเทศไทยยุติการเดินหน้า อันที่ผมต้องพูดถึงนิดหนึ่ง คือกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องสําคัญ ความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีไม่เกิดครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการยุติธรรมต้องมี กฎหมายไม่ต้องพูดยุติธรรมแน่นอน แต่กระบวนการคนนี่ครับ ความยุติธรรมวันนี้ล้มเหลวหมดทั้งระบบ ทั้งตํารวจ ทั้งอัยการ เพราะการทํางานในเบื้องต้นมันเดินไม่ได้ ผมจึงฝากท่านประธานไปถึงคณะรัฐมนตรี วันนี้ ผมต้องยกย่องชมเชยคณะกรรมาธิการว่าทําดีที่สุดแล้ว ถ้ารัฐบาลไม่รับไปแสดงว่าไม่อยาก ปรองดอง ท่านคิดอะไรกลับไปทบทวนบทบาทตัวเองครับ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอบคุณมากครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านพิสิฐ เชิญครับ🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ การศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ยังมีหลายประการด้วยกันที่ผม ขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตนะครับ ประการแรกเรื่องของการจัดทํารัฐธรรมนูญ มีหลายท่าน ได้ประกาศว่าควรจะกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมเป็นหนึ่งในผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งในการจัดทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราก็ได้พบช่องโหว่และความบกพร่อง ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มากมายด้วยกัน ตัวอย่างเช่น เรื่องของการสรรหากรรมการ ในคณะกรรมการขององค์กรอิสระต่าง ๆ ปรากฏว่ามีข้อบกพร่องเกิดขึ้น ผมจะไม่ลง รายละเอียดนะครับ อันนี้คือตัวอย่างหนึ่งที่ทําให้ระบบการควบคุมรัฐบาลล้มเหลว นําไปสู่การ คอร์รัปชันในเรื่องของการเลือกตั้ง เป็นตัวอย่างนะครับ แล้วก็คณะกรรมการชุดนั้นก็ต้อง ถูกคดีอาญากัน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แน่นอนฉบับปี ๒๕๕๐ ก็มีหลายประการที่มีการแก้ไขโดยชุดของท่านบวรศักดิ์ ในปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ซึ่งก็ไม่ได้มีการประกาศใช้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจะขอให้มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นหลัก เพราะว่ามีการเขียนหลายประเด็น ด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของวินัยการคลัง ซึ่งผมให้ความสําคัญมาก ซึ่งก็มีประเด็น ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ไม่ได้เปิดช่องให้มีการดูแลเรื่องการคลังอย่างเพียงพอ อันนี้ ผมขอพูดเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไว้เพียงเท่านี้ก่อน🔗

ส่วนในเรื่องของการนิรโทษกรรม อย่างที่ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงไปแล้ว เมื่อครั้งที่แล้วมันเป็นเรื่องของอดีต แต่เผอิญมาประจวบเหมาะกับปัจจุบันที่มีการเคลื่อนไหวกัน อาจจะนําไปสู่ความเข้าใจผิดได้ จากถ้อยคําที่ท่านเขียน ผมคิดว่าท่านคงจะหมายถึงให้มี การอภัยโทษผู้ที่ได้รับโทษต่าง ๆ ที่ถูกคดีในอดีตที่ผ่านมามากกว่า แต่แน่นอนถ้าหากมีปัญหา เรื่องของสิทธิทางการเมืองที่ถูกเพิกถอน ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องถ้าเราจะคืนสิทธิเหล่านี้ ให้กับบางท่านที่อาจจะทําไปโดยไม่ได้มีการเกิดความเสียหายในแง่ของการทําความรุนแรง หรือเรื่องของการเกิดการคอร์รัปชัน อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับนิรโทษกรรม ประเด็นที่ผม อยากจะตอกย้ําไว้ในเรื่องนี้ก็คือว่า หากเราไม่ระมัดระวัง แล้วก็มีการกระพือเรื่องนิรโทษกรรมไป จะเป็นการให้ท้ายกับผู้ที่พยายามที่จะฝ่าฝืนกฎหมายในขณะนี้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการพูดจาหรือในเรื่องของการชี้นําเกี่ยวกับเรื่องสถาบัน ซึ่งผมคิดว่าถ้าหาก เรื่องสถาบันมีการหยิบยกขึ้นมาว่าต้องมีการนิรโทษกรรมจะเกิดประเด็นเรื่องของ ความแตกแยก ความขัดแย้ง ที่จะรุนแรงกว่าที่เราเห็นในปัจจุบัน ท่านประธานครับ ในรายงานฉบับนี้ ผมคิดว่าได้มีความพยายามจะพูดในเรื่องของการรัฐประหาร แต่ผม อยากจะขอให้ข้อมูลกับผู้ที่อาจจะยังไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ว่ารัฐประหารที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นในปี ๒๕๓๔ ก็ดี หรือปี ๒๕๔๙ ก็ดี หรือปี ๒๕๕๗ ก็ดี ล้วนแต่มีที่มาอันเดียวกันครับ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าผู้กระหายอํานาจต้องการที่จะเข้ามา เพื่อเผด็จการโดยเอกเทศ แต่ที่เข้ามานี้มีเหตุครับ มีเงื่อนไขที่ทําให้เขาเข้ามา เงื่อนไขนี้ ทั้ง ๓ ครั้ง ๓ คราตรงกัน ก็คือเรื่องของการมีการทุจริตอย่างมโหฬารโดยรัฐบาลที่บริหาร ประเทศโดยไม่ได้คํานึงถึงหลักของความมีธรรมาภิบาล ในปี ๒๕๓๔ นี่ ข้อแรก ที่ฝ่ายรัฐประหารยกขึ้นมา ก็คือว่ามีการอนุมัติอภิมหาโพรเจกต์ (Project) อย่างไม่โปร่งใส ในปี ๒๕๔๙ ก็เช่นกัน มีผู้นําที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวที่ทําให้ประชาชนไม่พอใจ ก็ออกมา เคลื่อนไหว หรือแม้กระทั่งล่าสุดครั้งสุดท้ายก็มีความพยายามที่จะมีการนิรโทษกรรมสุดซอย ก็เป็นที่มาของการเคลื่อนไหว ทั้งหมดนี้เป็นเงื่อนไขที่ทําให้ฝ่ายทหาร ฝ่ายกองทัพต้องเข้ามา แทรกแซง ผมคิดว่าถ้าท่านจะทําให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ขึ้น ท่านน่าจะต้องมีการเตือนสติ ผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ครับ ว่าเพื่อจะไม่ให้มีการรัฐประหารต่อไปในอนาคต รัฐบาลจะต้องมี ความซื่อสัตย์ มีความโปร่งใส หากยังคงเป็นอย่างนี้ เข้ามาก็ยังกอบโกย หากินกับเงินภาษีนี้ ไม่มีทางหรอกครับ🔗

(นายคารม พลพรกลาง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขออนุญาต ประท้วงครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีผู้ประท้วงครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคก้าวไกล ขออนุญาต ประท้วงท่านผู้อภิปราย ข้อ ๖๙ วรรคสอง ต้องด้วยความเคารพท่านอาจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม แล้วก็เข้าใจในการอภิปรายท่านในเรื่องของรับทราบญัตตินี้ แล้วผมก็พยายามฟังด้วยความ เป็นผู้ใหญ่ เพียงแต่ว่ามีหลายคําพูดทีเดียวที่พาดพิงบุคคลภายนอกแล้วเสียหาย ทํานองเรื่อง รัฐบาลทุจริต ทํานองเรื่องการนิรโทษกรรม ทําให้เกิดการยึดอํานาจซึ่งผมขณะนั้น อยู่นอกสภา ผมว่าเรื่องนี้ถ้าจะอภิปรายได้ ไม่ควรลงลึกขนาดนั้น ก็ต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าเรื่องนี้จะต้องระมัดระวัง ท่านพูดอภิปรายเรื่องการปรองดอง แต่ท่านไปพูด เชิงกลับสร้างปัญหา ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมไม่ได้ประท้วง โดยที่อยากลุกขึ้นประท้วง แต่ว่าคําพูดของท่านผู้อภิปรายนี้น่าจะต้องระมัดระวัง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญต่อครับ🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผมเพียงแต่ขอให้ท่านที่ประสงค์จะทํารายงานฉบับนี้ได้โปรดพิจารณาประเด็นให้ถ่องแท้ว่า เพื่อจะให้สมบูรณ์ท่านควรจะคํานึงถึงที่มาของการเกิดการรัฐประหารว่าส่วนใหญ่ในอดีต ที่ผ่านมาเกิดเพราะอะไร ทําไมเมื่อมีรัฐประหารแล้วประชาชนไม่ออกมาต่อต้าน ก็เพราะว่า มีความเอือมระอาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วเราในฐานะพรรคประชาธิปัตย์เราเห็นด้วยกับ เรื่องของการให้สิทธิประชาชน ให้นักศึกษาได้ชุมนุมอย่างสันติ แต่ไม่เห็นด้วยกับการทําการ รุนแรงที่ทําให้เกิดการกระทบกระทั่งถึงสถาบันครับ ขอขอบพระคุณมากครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป เชิญท่านทัศนีย์ครับ🔗

นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายแนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ตามที่ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนได้เสนอ เพื่อให้รัฐบาลได้รับ ไปพิจารณาต่อไป ท่านประธานคะ ก่อนที่เราจะปรองดองกันได้ฝากท่านประธานสภาไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีก่อนว่า ๑. ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเปิดใจให้กว้างก่อนด้วยความยุติธรรม เพราะคําว่าปรองดอง คือการได้รับความยุติธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ใช่ว่าฝ่ายหนึ่งได้รับความ ยุติธรรม อีกฝ่ายหนึ่งได้รับยุติความเป็นธรรม เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ก็เกิด จากการไม่ได้รับความยุติธรรมของฝ่ายหนึ่ง และอีกฝ่ายหนึ่งสามารถแสดงความคิดเห็นได้ ถ้าเป็นความคิดเห็นที่ถูกใจกับผู้มีอํานาจ แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ เมื่อเห็นต่างกับผู้มีอํานาจ ก็จะใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ประเทศไทยเราตอนนี้ กําลังเข้าสู่วิกฤติอย่างหนัก แล้วนับวันยิ่งจะเลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ สาเหตุสําคัญก็มาจาก รัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยว ทางออกของประเทศจึงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่าย ต้องร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรา ต้องมีความร่วมมือ ด้วยความจริงใจ รวดเร็ว รัฐบาลต้องเปิดใจให้กว้าง การรับฟังความคิดเห็น ซึ่งตอนนี้สถานการณ์ ที่เกิดขึ้นเราจึงจําเป็นต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นิสิต นักศึกษา หรือกระทั่ง นักเรียน ความคิดเห็นย่อมมีคนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่ข้อเรียกร้องของประชาชนก็ยังอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เราก็สามารถทําความเข้าใจชี้แจงกันไป ซึ่งไม่ใช่ไม่เห็นด้วยแล้วต้องประหัตประหารเอากันให้ ตายไปข้างหนึ่ง อย่างไรเสียนักเรียน นักศึกษาก็เป็นลูกหลานเรา เป็นประชาชนที่มีสิทธิ มีเสียงที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคือรัฐบาลจึงควรต้องรับฟังและส่งเสริมให้มีการพูดจากัน เราถึงจะเรียกว่าปรองดอง เราจะปรองดองกันได้รัฐบาลต้องหยุดคุกคามประชาชนก่อน เพราะการคุกคามเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นที่ทําให้สู่วิกฤติในครั้งนี้ ความขัดแย้งมีพื้นฐาน จากความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันไปทั่วทุกระดับ ลงไปถึงระดับในครอบครัว ความเห็น ที่แตกต่างกันนั้นในสังคมที่เจริญแล้วเราสามารถมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ไม่นําไปสู่ ความขัดแย้งหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เพราะเขามีวิธีการแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่เป็น ประชาธิปไตย มีหลักการที่เป็นธรรม นําไปสู่ข้อยุติที่ทุกฝ่ายสามารถที่จะยอมรับกันได้ กระบวนการปรองดองเราจะเริ่มต้นได้เราไม่ต้องอาศัยคนจํานวนมากเลย ณ วันนี้เรา เริ่มต้นที่ พลเอก ประยุทธ์ และคณะ ก่อนว่าเราต้องการปรองดองด้วยความจริงใจหรือไม่ ไม่ใช่ปากท่านพูดว่าขอให้เลิกขัดแย้ง ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ก็ยังมีการคุกคามเยาวชน นักศึกษาอย่างต่อเนื่อง ท่านต้องหยุดการกระทําพูดอย่าง ทําอย่าง ณ วันนี้ก่อนเลยนะคะ เพราะการที่ท่านทําปากว่าตาขยิบอย่างนี้เราจะไม่สามารถ เริ่มปรองดองกันได้เลย สิ่งแรกสุดอยู่ที่ความจริงใจของท่าน ดิฉันมั่นใจ ถ้าชายชาติทหารที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับปากในวันนี้อย่างจริงใจว่าเราจะมาหาทางออกร่วมกัน รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง เพื่อไปหาข้อยุติที่เป็นธรรม เราจะสามารถเริ่มปรองดองกันได้ แต่หากท่านปล่อยให้สถานการณ์ ให้วิกฤติความขัดแย้งนี้รุนแรงเรื่อย ๆ เราอาจจะสาย เกินไป ถ้าเราหลีกเลี่ยงความสูญเสียไม่ได้ ท่านที่รับผิดชอบก็คือท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งวันนี้ดิฉันก็มีข้อที่เด็ก ๆ ที่เสนอมาว่าเป็นหลักการผู้ใหญ่ที่ดีที่ดิฉันอาจจะขออนุญาต อ่านให้ท่านประธานและพวกเราฟังที่เราเป็นผู้ใหญ่ด้วยกัน เพื่อเราจะหาทางออกร่วมกันได้ ที่เด็ก ๆ พูดมาว่า ผู้ใหญ่เอ๋ย ผู้ใหญ่ดีต้องมีหน้าที่ ๑๐ อย่างด้วยกัน ๑. เปิดใจกว้างศาสนา ๒. เห็นค่ามนุษย์มั่น ๓. มีวิจารณญาณ ๔. วาจานั้น ไม่ยัดเยียดเหยียดหยาม ๕. ยึดมั่นในเหตุผล ๖. เคารพคนคิดต่าง ๗. รับฟังเด็กบ้าง รับรู้โลกอย่างไม่กีดขวาง ๘. อีโก้ (Ego) ต้องขจัด ๙. ต้องปรับตัวตลอดกาล โลกใหม่ กว้างใหญ่ไพศาลให้เหมาะกับการพัฒนา ๑๐. ทําตนให้เป็นประโยชน์ ทําผิดก็ขอโทษ อย่าโยนผิดให้ลูกหลาน ถึงแม้จะเป็นความคิดของเด็ก ๆ ดิฉันคิดว่าถ้าเราผู้ใหญ่ในวันนี้ นําความคิดที่เด็กเสนอมาวันนี้เข้าไปด้วยกันเราจะสามารถปรองดองกันได้ อย่าให้เหตุการณ์ เลวร้ายไปกว่านี้เลยค่ะ ดิฉันขอบคุณค่ะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไป ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ เชิญครับ🔗

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอขอบคุณคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่ได้ศึกษาแล้วก็มีรายงานการพิจารณาเรื่องแนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ของคนในชาติ มาให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้พิจารณา ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าเมื่อเราพิจารณาในเรื่องของความปรองดองและความสมานฉันท์ สิ่งที่เรา จะต้องคิดเป็นอันดับแรกก็คือว่า ทําไมเราต้องมีการปรองดองและมีการสมานฉันท์เกิดขึ้น ในบ้านเมืองของเรา ผมคิดว่าการที่เราต้องมีการปรองดองและสมานฉันท์นั้น ปัจจัยสําคัญ ที่สุดก็เพราะว่าบ้านเมืองนี้มีความขัดแย้งกันมานานพอสมควร ตามรายงานของ คณะกรรมาธิการบอกว่าเราขัดแย้งกันอย่างน้อยที่สุดในยุคหลัง ๆ นี้ก็ประมาณ ๑๖ ปี ที่เรามีความขัดแย้งเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ผมเชื่อมั่นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น คงไม่ใช่เป็นเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งกันตามปกติ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องที่มีความคิดเห็น ต่างกันแต่เพียงเท่านั้น พบคิดว่าปัจจัยพื้นฐานสําคัญที่ทําให้เกิดความขัดแย้งจนอาจจะต้อง นํามาสู่ความปรองดองนั้น ผมคิดว่าเราจะต้องพิจารณาที่รากเหง้าปัญหาของความขัดแย้ง ในบ้านเมืองของเรา ถ้าเราพิจารณาแต่เพียงผิวเผิน เราพิจารณาแต่เพียงเปลือกนอกที่เราแค่ มองเห็น เราก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ถึงแม้เราจะมีการนิรโทษกรรม เดี๋ยวความขัดแย้งก็ต้องเกิดขึ้นอีกครับ เพราะอะไรครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยว่าเมื่อเกิด ความขัดแย้งจนนําไปสู่ความปรองดอง การนิรโทษกรรมนั้นเป็นปัจจัยหนึ่ง แล้วก็อาจจะ ถือว่าเป็นปัจจัยที่สําคัญที่จะช่วยทําให้คนที่มีความคิดที่แตกต่างกันหรือมีการกระทํา ที่แตกต่างกัน ในช่วง ๑๖ ปีที่ผ่านมานั้น มาเข้าใจกันมากขึ้น ปรองดองกันมากขึ้น สมานฉันท์ กันมากขึ้น แต่การนิรโทษกรรมก็ไม่ได้หมายความว่าจะก่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ได้ ตลอดไป ถ้าเราไม่ได้แก้ที่รากเหง้าของปัญหาที่นําไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าเราไม่แก้ที่รากเหง้า ความขัดแย้งก็ดํารงอยู่ และความขัดแย้งที่ดํารงอยู่นั้นก็มีโอกาสที่จะเกิดการปะทะกัน ทั้งความคิด เกิดการปะทะกันทั้งการกระทํา และหลายครั้งก็นําไปสู่ความรุนแรง และหลายครั้ง ก็จะต้องนํามาสู่การพิจารณาในเรื่องของการปรองดอง การสมานฉันท์กันอีก เพราะฉะนั้น ผมอยากจะบอกว่าปัญหารากเหง้าที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราที่สําคัญที่นําไปสู่ความขัดแย้ง แล้วก็ฝังรากลึกมานาน อาจจะนานมากกว่า ๑๖ ปีตามรายงานของคณะกรรมาธิการด้วย ปัญหาที่สําคัญผมมองว่ามีอยู่ ๓ ปัญหา ปัญหาแรกก็คือความเหลื่อมล้ําในสังคม ผมคิดว่า แค่พูดประโยคนี้ขึ้นมาทุกคนก็คงประจักษ์ว่าบ้านนี้เมืองนี้มีความเหลื่อมล้ําทางสังคมแน่นอน ทั้งความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ําทางสังคมเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าและเกิดขึ้น ต่อเนื่องมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นความเหลื่อมล้ําที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นก็ต้องยอมรับว่า เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา มีวิธีการมากมายที่จะต้องแก้ไข สิ่งเหล่านี้🔗

ประการที่ ๒ ความไม่ยุติธรรมในบ้านเมือง ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เราก็ประจักษ์กันอยู่ อย่างต่อเนื่องตลอดมา เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ชัดเจนว่าเรามักจะเรียกร้องให้มีการปฏิรูป หน่วยงานองค์กรที่อยู่ในกระบวนการของความยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง เช่นปฏิรูปตํารวจ เราจะได้ยินมาอย่างต่อเนื่อง แต่เราก็ยังไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรมว่าปฏิรูปตํารวจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ยุติธรรมนั้นจะทําอะไรกันอย่างไร เพราะฉะนั้นความไม่ยุติธรรมในบ้านเมืองจึงดํารงอยู่ ยิ่งในช่วงเดือน ๒ เดือนที่ผ่านมาเราเห็นความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นในองค์กรของกระบวนการ ยุติธรรมเพิ่มมากขึ้น เรื่องที่ไปเกี่ยวข้องกับอัยการ เรื่องที่ไปเกี่ยวข้องกับตํารวจถูกตั้งคําถาม อย่างมากในสังคมของเรา และเราก็ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนจะแก้ไขปัญหาสิ่งเหล่านี้ นี่คือ ส่วนหนึ่งของรากเหง้าของปัญหา🔗

ประการที่ ๓ ก็คือการใช้อํานาจหน้าที่ของผู้มีอํานาจโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ ของตนเองและพวกพ้อง ในช่วง ๑๖ ปีที่ผ่านมาเราต้องยอมรับความจริงครับว่าผู้มีอํานาจ ในบ้านเมืองหลายส่วนทีเดียวที่ใช้อํานาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อตนเองและพวกพ้องอันนําไปสู่ ความขัดแย้งในบ้านเมืองนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเฉพาะ ๓ รากเหง้าสําคัญที่ผมหยิบยก ขึ้นมาว่าถ้าเราไม่แก้ที่ปัญหารากเหง้าเราก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแล้วก็ คงไม่สามารถนําไปสู่ความปรองดองและความสมานฉันท์ในชาติบ้านเมืองของเราได้ ทางคณะกรรมาธิการนําเสนอรายงานว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจจะเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่นําไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ได้ ผมกราบเรียนว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นนั้นแน่นอนที่สุดครับย่อมดีกว่ารัฐธรรมนูญ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เมื่อเราแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วรัฐธรรมนูญนั้นเป็นตัวบท เป็นแม่บทของกฎหมายต่าง ๆ ที่เราจะนํามาบังคับใช้กันย่อมมีช่องว่างช่องโหว่ แต่ถ้าเรา มีคนที่พยายามแสดงหาช่องว่างช่องโหว่เหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา รัฐธรรมนูญก็คงไม่สามารถไป แก้ไขอะไรได้ทุกสิ่งทุกอย่างจนกระทั่งสามารถนําไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ได้ ถึงที่สุด ผมเชื่อว่าความปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้คนที่เกี่ยวข้องในสังคมทุก ๆ ส่วนจะต้องมี ความเข้าใจตรงกันว่าเราจะต้องพยายามหาทุกวิถีทางในการทําให้ปัญหารากเหง้าที่นําไปสู่ ความขัดแย้งและนําไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์นั้นลดลง เมื่อเรามีรัฐธรรมนูญที่เป็น ประชาธิปไตยมากขึ้นแล้วคนที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นก็ต้องมีพฤติกรรมที่เหมาะสมในการ ที่จะทําให้บ้านเมืองเกิดบรรยากาศของการปรองดองสมานฉันท์ด้วย พฤติกรรมที่สําคัญ มี ๓ ส่วนครับ🔗

ส่วนแรกก็คือทุกฝ่ายจะต้องเคารพการใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้ขอบเขต ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข🔗

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าเราต้องพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ในสังคม ประชาธิปไตยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก🔗

ประการที่ ๓ เราต้องไม่ดําเนินการใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งและไม่ใช้ ความรุนแรงทุกรูปแบบ และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต้องคํานึงถึงแนวทางสันติวิธีเป็นหลัก ผมเชื่อว่าถ้าเราช่วยกันคิดคํานึงถึงสิ่งที่ผมได้อภิปรายในวันนี้ แนวทางของการปรองดอง สมานฉันท์น่าจะเกิดขึ้นได้จริงในบ้านเมืองของเรา ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปจะเรียนเชิญอีก ๔ ท่าน เริ่มจากท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ท่านวีระกร คําประกอบ ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ท่านนิกร จํานง เชิญท่านประเดิมชัยครับ🔗

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๕ เขตดินแดง เขตห้วยขวาง ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมในการทํางานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชน ที่ได้เล็งเห็นถึงความสําคัญในเรื่องของการที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ แล้วก็ได้หยิบยกในประเด็นเรื่องของการศึกษา เรื่องแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเราจะพัฒนาไปไม่ได้เลย ถ้าขาดซึ่งความรักและความสามัคคี ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ในเหตุการณ์ที่ผ่านมา ในอดีตในหลายยุคหลายสมัยเกิดจากการที่คนในประเทศของเรานั้นมีความคิดเห็น ที่ไม่ตรงกัน มูลเหตุของความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันอาจจะมาจากหลายสาเหตุจนนําไปสู่ความคิดที่แตกแยก แล้วก็นํามาซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย จนนําไปสู่ทําให้ประเทศชาติของเรานั้นมีการพัฒนา ที่ค่อนข้างล้าหลังกว่าหลายประเทศในแถบภูมิภาคเดียวกัน ก็ด้วยเหตุที่ว่าคนในชาติ ขาดซึ่งความรักและความสามัคคี แต่การขาดซึ่งความรักและความสามัคคีของคนในชาติ ไม่ใช่ความผิดท่านประธานครับ เพราะว่าถ้าคนในชาติของเราได้รับการดูแลจากผู้ปกครอง อย่างเป็นธรรม มีความเสมอภาค มีความเท่าเทียมกัน ผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คงจะ ไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งนํามาสู่เรื่องของการศึกษา แล้วก็นํามาให้สภาได้พิจารณาอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่ผมอยากจะได้นํากราบเรียนประธานว่าการที่เราจะต้องร่วมกันเดินไปข้างหน้า เพื่อที่จะ ทําให้ประเทศชาติของเราสามารถขับเคลื่อนไปได้นั้น หัวใจหลักที่จะนําไปสู่กลไกของ การแก้ปัญหาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ซึ่งประกอบไปด้วยหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติที่พวกเราทําหน้าที่กันอยู่ในขณะนี้ก็มีส่วนสําคัญที่จะทําให้การขับเคลื่อน ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาของชาติเป็นไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารซึ่งมีหน้าที่ ในการที่จะบังคับใช้กฎหมาย ในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติอย่างเป็นธรรม อย่างยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตุลาการที่มีหน้าที่ในการที่จะต้องชี้ผิดชี้ถูก บนพื้นฐาน ของความถูกต้องและยุติธรรม ทั้ง ๓ องค์ประกอบนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักที่สําคัญ ที่จะทําให้เกิดความสมานฉันท์หรือว่าความปรองดองในประเทศชาติบ้านเมืองของเรา แต่สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ในอดีตที่ผ่านมานั้น ท่านประธานครับ ถ้าเราลองนึกย้อนหลัง กลับไปดูเราก็จะเห็นว่ากลไกหรือกระบวนการต่าง ๆ ที่แต่ละฝ่ายได้ทําหน้าที่ ผมเชื่อว่าท่านประธานก็คงมีคําตอบอยู่ในใจ หรือว่าพี่น้องประชาชนคงมีคําตอบอยู่ในใจ ว่าเป็นอย่างไร แต่โดยทัศนะของผม ผมคิดว่าองค์ประกอบหลักทั้ง ๓ สิ่งที่ผมได้นําเรียน ท่านประธานไปเมื่อสักครู่ ถ้าทําหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา อย่างเที่ยงธรรม เหตุการณ์ ความวุ่นวายของบ้านเมืองของเราก็คงจะไม่เกิดขึ้น แม้จนกระทั่งถึง ณ ปัจจุบัน ในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านประธานครับ ก็เป็นเรื่องที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่ถืออํานาจ หรือว่าถือกฎหมายอยู่ในมือ หรือว่ามีอํานาจอยู่ในมือในขณะนี้ต้องการที่จะให้คําว่า ปรองดอง มีการปรองดองเกิดขึ้นในประเทศของเราหรือไม่ การใช้อํานาจมืด การใช้วิธีการ ในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเฉพาะเรื่องของการจํากัดเรื่องสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงออกในขณะนี้ก็ยังคงมีเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตรงนี้เปรียบเสมือนการสุมไฟ เติมเชื้อเพลิงเข้าไปให้ลุกโชติช่วงมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมคิดว่าไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ สิ่งที่พวกเราทุกภาคส่วนน่าที่จะได้ให้การสนับสนุนก็คือว่าเปิดเวทีให้ทุกคนสามารถที่จะได้ แสดงออกภายใต้กรอบของกฎหมาย และคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็พร้อมที่จะต้องเปิดใจ เพื่อที่จะรับฟังพวกเขาเหล่านั้น และนํามาคิดหาทางในการที่จะนําไปสู่การแก้ไขปัญหา ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้น่าที่จะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ฉะนั้นการที่ทางคณะกรรมาธิการได้สรุป เป็นข้อสังเกตในประเด็นหลัก ๆ ไว้ ๔-๕ ข้อ ซึ่งค่อนข้างครอบคลุมในบริบทที่เป็นปัญหามาทั้งหมด ตรงนี้ผมขออนุญาตเรียนท่านประธาน แล้วก็ฝากไปถึงผู้มีอํานาจ ขอให้ได้เปิดใจเพื่อที่จะได้รับเอาผลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการไปบูรณาการในการที่จะทําให้ประเทศชาติของเรานั้นสามารถที่จะได้ เดินหน้าไป เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันทั้งประเทศ แต่ถ้าตราบใดที่ ผู้มีอํานาจยังมองคนที่มีความคิดเห็นต่าง ยังมองคนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองเป็นฝ่ายที่ไม่ถูกต้อง ผมคิดว่าประเทศชาติมันเดินหน้าไปไม่ได้ ฉะนั้นตรงนี้ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธาน ฝากไปถึงทางผู้ที่รับผิดชอบทุกภาคส่วนได้พิจารณา กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านอัครเดชอยู่ไหมครับ🔗

(นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ไม่อยู่ในที่ประชุม)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านนิกรครับ🔗

นายนิกร จํานง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ขออภิปราย เกี่ยวกับรายงานแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีสมาชิกได้อภิปรายเรื่องนี้กันเป็นอย่างมากและหลายท่านแล้ว และผมเอง จําเป็นจะต้องอภิปราย เพราะว่าผมเองมีประสบการณ์เรื่องนี้โดยตรงครับ เคยทํางานเรื่อง ความปรองดอง สมานฉันท์มาตรง ๆ ๒ ฉบับ และ ๒ ฉบับที่ว่าผมจะมานําเสนอก็คือสําเร็จ เป็นรายงาน แต่ไม่มีผลสัมฤทธิ์ เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่จริงถ้าเราสัมฤทธิ์เสียก่อนแล้ว เราก็คงไม่มาถึงวันนี้ ฉบับแรกท่านประธานครับ เป็นรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นชุดที่มี ท่านสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน เขาเป็นผู้ยึดอํานาจ แล้วก็มาเป็นประธานกรรมาธิการ เราศึกษากันเมื่อปี ๒๕๕๕ ผมเป็นกรรมาธิการด้วย ไปได้ดีมากเลยครับ เราเกือบจะค้นพบ ทางออกแล้ว มีการนําเสนอแล้วก็คุยกันนะครับ แต่ไปแตกหักตอนปลาย เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่จริงมีหมดแล้ว ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน ระยะสุดท้ายเราตกลงกันแล้วเราจะไม่โหวต เพราะว่าเรื่องนี้จะมีความเห็นแย้งกันอยู่มากระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ตอนนั้น เราไม่โหวตแต่เราไปติ๊ก (Tick) เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เรื่องการปรองดอง วงแตกครับ ก็คือว่า ผมอยู่ฝ่ายรัฐบาลตอนนั้น ฝ่ายค้านในขณะนั้นลุกขึ้นเลยแล้วก็วอล์กเอาต์ (Walkout) ดังนั้น การรายงานของฉบับนั้นรายงานเฉพาะกรรมาธิการฝ่ายของรัฐบาล คือเราขัดแย้งกันเอง ในพรรคการเมืองด้วยกันในคราวนั้น ก็มีท่านสนธิและผมก็นั่งอยู่ข้างท่านสนธิ ก็รายงานไป จนจบ เป็นรายงานที่รายงานโดยฝ่ายเดียว น่าเสียดายมาก ดีมาก ๆ ตอนนั้น เราให้สถาบัน พระปกเกล้าได้ศึกษา ฉบับต่อมาครับท่านประธาน ผมมีโอกาสได้ไปทําในปี ๒๕๕๘ คือการ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและการสร้างความปรองดองในสังคมไทย ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เราใช้เวลาปีครึ่ง มีการศึกษา ฉบับนี้ดีอย่างนี้ครับท่านประธาน เรารวมเอาประมาณ ๙ ฉบับ ตั้งแต่ต้นเลยที่ทํา แล้วล้มเหลว ทําแล้วอย่างไร สรุปความบกพร่องทั้งหมดแล้วมาเรียงหมด รวมทั้งของ ท่านสนธิด้วย ฉบับไหนก็ตามเรารวมมาหมด แล้วก็ศึกษาความผิดพลาดนะครับ เพราะเรา รู้แล้วว่าปรองดองควรจะทําอย่างไร ก็ได้ข้อสรุปท่านประธานครับ มีแนวทางโดยปัญหา ยืดเยื้อเราสรุปเป็น ๓ มิติ มิติในอดีตคือต้องแก้ปัญหาในอดีตด้วย คือต้องกลับไปทําให้อดีต มันโปร่งใส ชัดเจนว่าเรื่องเกิดอย่างไร อะไร อย่างไร มีภารกิจคือการสร้างความเข้าใจร่วม ของสังคมต่อเหตุการณ์ความขัดแย้ง การแสวงหาเปิดเผยข้อเท็จจริงของความรุนแรง การอํานวยความยุติธรรมเพื่อความปรองดอง โดยการใช้การอภัยและการเยียวยาดูแลรักษา ท่านประธานครับ เรายังมีการศึกษาชี้ถึงมิติแห่งปัจจุบัน ก็คือสภาวะปัจจุบันที่เอื้อต่อการ อยู่ร่วมกันจะทําอย่างไร มีรายละเอียดหมด ทีนี้ผมจะเน้นตรงนี้ว่าวันนี้เรามาถึงตรงนี้แล้ว เรามาถึงปัจจุบันที่เริ่มกําลังมีความขัดแย้งที่ผมเชื่อว่าจะรุนแรง เรามองไปในอนาคตดีกว่า ในอนาคตในรายงานฉบับนั้นมันเป็นภารกิจที่ ๖ คือการป้องกันความขัดแย้งที่เกิดในอนาคต เผื่อจะเป็นประโยชน์ในวันนี้บ้าง ท่านประธานครับ🔗

ข้อ ๑ เสนอว่าควรมีการเฝ้าระวังสถานการณ์ความขัดแย้งและหลีกเลี่ยงการ เผชิญหน้าหรือปะทะรุนแรงระหว่างประชาชนกับประชาชน หรือประชาชนกับฝ่ายรัฐ นี่คือ ข้อแรกนะครับ ที่ห้ามไม่ให้มีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต🔗

ข้อที่ ๒ ปฏิรูปและบทบาทของสื่อสารมวลชน ตรงนี้ในวันนั้นเมื่อปี ๒๕๕๙ ยังมีปัญหาเรื่องสื่อที่ไปถือข้าง สรุปว่าถือข้าง ตอนนั้นเราก็เสนอว่าให้อยู่ในจรรยาบรรณ ของสื่ออย่าถือข้าง เพราะว่าถ้าเป็นการเป่ากันอย่างนั้นจะมีปัญหาความขัดแย้งได้ แต่ปัจจุบันนี้ ผมตั้งเป็นข้อสังเกตว่า ปัจจุบันนี้สื่อโซเชียล (Social) เราคุมไม่ได้ ไหลแรงกว่าปัญหาที่เราพูดกัน ตอนนั้น ๑๐ เท่าหรือ ๒๐ เท่า ฉะนั้นตรงนี้ต้องระวังมาก เป็นการสร้างความเกลียดชัง เฮตสปีช (Hate Speech) ตรงโน้นตรงนี้จะขยายตัวไป ส่วนที่ ๓ ให้มีการสนับสนุนเสรีภาพ ส่วนบุคคล คือต้องมีการเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย ไม่อย่างนั้นจบไม่ลง เพราะว่าเป็นเหมือน รถไฟวิ่งเข้าใส่กัน คนโน้นก็ถือว่าถูก คนนี้ก็ถือว่าถูก จะมีความขัดแย้ง ข้อต่อไปจัดให้มีกลไก กติกา ส่งเสริมให้มีพื้นที่ในการใช้สิทธิ โดยใช้สันติวิธีก็คือมีการพูดคุยกันในหลักรัฐธรรมนูญ ให้มีการชุมนุมกันได้ แต่ว่าต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ประเด็นที่ ๕ คือในการควบคุมฝูงชน ซึ่งอาจจะเกิดมีการควบคุมฝูงชนให้ปฏิบัติตามสถานการณ์อย่างรอบคอบ เน้นการเจรจา และปฏิบัติตามกฎหมาย ตามหลักสากลอย่างเคร่งครัดก็คือค่อย ๆ ขยับไป ๆ การใช้อาวุธ ห้ามกระทํา มีปัญหาการพลาดพลั้งเหมือนที่เป็นมาแล้วอดีต ดังนั้นต้องมีการฝึกฝน ฝ่ายที่ควบคุม นี่เป็นความเห็นที่เราเสนอในอนาคต ให้รัฐใช้มาตรการทางการบริหาร สร้างความ เข้าใจและเจรจากันด้วยเหตุผล ให้ทุก ๆ รัฐบาลไม่ควรสนับสนุนม็อบ (Mob) คือมี บางรัฐบาลไปหนุนม็อบ (Mob) ขึ้นมา เอาม็อบ (Mob) ชนม็อบ (Mob) อันนี้ห้ามทําเด็ดขาด เพราะว่ามันจะสร้างปัญหาต่อเนื่องไป นอกจากนั้นก็มีมาตรการตรวจสอบการลงโทษ ถ้าใครไปทําให้เกิดความสูญเสีย เสียชีวิตอะไรพวกนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เพราะถ้ากฎหมายไม่เป็นธรรมมันเป็นการกระพือความขัดแย้งเข้าไปอีก การใช้มาตรการ ป้องกันต้นตอเรื่องความขัดแย้ง เช่น การทุจริตก็ดีอะไรตรงนี้ไม่ให้มี เพราะว่ามีแล้วจะมีการ ประท้วงและขยายผล แล้วก็มีอีก ๒-๓ ข้อ โดยรวมคือให้มีวัฒนธรรมในการเข้าใจ ความคิด ของคนอื่นด้วย ไม่ใช่ถือแต่ความคิดของตัวเอง รายงานฉบับนี้ดีมาก แต่เสร็จที่รายงาน รายงานต่อสภา สปท. ไม่ได้ทํา เพราะว่าไม่สามารถจะนําเข้า ตอนนั้นรัฐบาลไม่พร้อมที่จะทํา เรื่องนี้ ท่านประธานสภา สปท. ก็นําเสนอท่านนายกรัฐมนตรีไปเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๐ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย รายงานฉบับนี้ที่เสนอมาผมเห็นว่าเป็นรายงานที่ดี มีความ หลากหลาย มีการตรวจสอบและศึกษาจากความบกพร่องมาและมีการนําเสนอ ดังนั้น ข้อสังเกตก็มีหลายมุม แต่ข้อสังเกตมีหลายมุม ผมใช้คําว่าเกินไป ดังนั้นข้อสังเกตนี้ เราไม่สามารถจะแยกรับได้ รับก็ต้องรับทั้งหมด ก็ต้องพิจารณากันต่อไป แต่ผมเห็นว่าฉบับนี้ ผมตั้งความหวังว่าน่าจะเป็นฉบับที่ได้มีผลบ้าง เพราะว่า ๒ ฉบับที่ผ่านมาสําเร็จ แต่ไม่ สัมฤทธิ์ ฉบับนี้ผมอยากให้สําเร็จด้วย แล้วก็ให้สัมฤทธิผลด้วย ก็ฝากความหวังนี้ไว้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดที่ไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกต อยากจะอภิปรายสลับบ้างไหมครับ ถ้าไม่มี ก็เชิญท่านอัครเดชต่อนะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมเชิญท่าน บังเอิญผมไม่เห็น ท่านไม่ได้ยิน ท่านอยู่ในห้องประชุม ขออภัยด้วยนะครับ เชิญท่านอัครเดชครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ อําเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้อ่านรายงานผลการพิจารณาแนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ผมเองก็ได้ฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในเรื่องของรายงานฉบับนี้ ผมขออนุญาตท่านประธาน ได้อภิปรายถึงข้อสังเกตของรายงานฉบับนี้ที่คณะกรรมาธิการได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้พิจารณาในรายละเอียด ตัวรายงานฉบับนี้ในส่วนของข้อสังเกต ผมได้อ่านทั้ง ๙ ข้อ ในส่วนของข้อสังเกตที่ทางคณะกรรมาธิการได้ส่งให้สภาได้รายงาน ผมจะพูดเพียงแค่ ๔ ประเด็น หรือ ๔ ข้อ ที่ผมคิดว่ามีความสําคัญ แล้วคิดว่าข้อสังเกตที่ทางกรรมาธิการได้ทํามานั้นยังขาด ความสมบูรณ์อยู่ จึงขออนุญาตได้อภิปรายในส่วนที่ผมเองคิดว่าน่าจะต้องมีการปรับปรุง เพิ่มเติมในรายงานฉบับนี้ก็คือ🔗

เรื่องแรก เนื่องจากรายงานฉบับนี้ในข้อที่ ๑ หลักการและเหตุผลนั้น สืบเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่รายงานฉบับนี้นั้นได้มีการลงบันทึกไว้ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองนั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนถึงปัจจุบันก็คือ ปี ๒๕๖๓ รวมระยะเวลา ๑๖ ปี ก็เป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งสีแบ่งฝ่าย ซึ่งก็เป็นที่ทราบกัน แล้วเพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง จนนํามาสู่เรื่องของการตั้งข้อสังเกต ในรายงานฉบับนี้ ซึ่งข้อสังเกตนั้นก็มาจากผลการศึกษาที่คณะกรรมาธิการนั้นได้มีการเชิญ ผู้ที่เกี่ยวข้องมาเข้าสู่กระบวนการในการศึกษาหาข้อเท็จจริง แล้วก็ศึกษาเพื่อเป็นข้อสรุป ส่งให้ทางรัฐบาลได้ดําเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งมาสู่เรื่องของแนวทางการสร้าง ความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ🔗

ประเด็นที่ ๑ ที่ผมคิดว่าสิ่งที่ทางรายงานฉบับนี้นั้นยังขาดความสมบูรณ์ไป ก็คือเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ปัจจุบันนี้กระบวนการยุติธรรมก็มีปัญหา แต่ว่ามีปัญหา มานานแล้วในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ถ้าเราบอกว่าตั้งแต่ต้นน้ํา ในส่วนของพนักงาน สอบสวนก็คือตํารวจ อัยการมาถึงศาล อย่างคดีที่เป็นประเด็นในสังคมอยู่ทุกวันนี้ก็คือ คดีของกระทิงแดงที่ทุกท่านได้ทราบอยู่ ก็เป็นประเด็นทางสังคมและประเด็นทางการเมือง อันนั้นเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่รายงานได้เสนอมาในที่ประชุมก็คือ ความขัดแย้งทางการเมือง กระบวนการยุติธรรมที่ทางรายงานฉบับนี้ได้เสนอมา เป็นความ เหลื่อมล้ําทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย อันนี้เป็นปัญหา ที่ซับซ้อนแล้วก็เป็นมาอย่างยาวนาน ก่อนที่จะมีความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งรายงานฉบับนี้ นํามาลงไว้ ผมเองที่ขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายก็กลัวว่าพี่น้องประชาชนที่ได้เห็น รายงานฉบับนี้ ตลอดจนได้รับฟังการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรจะคิดว่าความเหลื่อมล้ํา ในเรื่องของสังคม เศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมายนั้นเพิ่งจะเริ่มต้น จากเหตุความไม่สงบ ทางการเมือง จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ ความเหลื่อมล้ํานี้เริ่มต้นมาแล้วก็ฝังรากลึกในสังคมไทย มาอย่างยาวนานแล้ว ฉะนั้นถ้าเกิดท่านตั้งหลักการและเหตุผลในเรื่องของการเมืองแล้ว ผมอยากจะเรียนว่ากระบวนการยุติธรรม ความเหลื่อมล้ํานั้นในการบังคับใช้กฎหมาย ในเรื่องของหลักนิติรัฐ นิติธรรมที่ท่านเสนอมานั้น ผมเห็นด้วยกับการปฏิรูป แต่เรื่องของ กระบวนการยุติธรรมในการปฏิรูปนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของสังคมไทย แล้วก็ปัญหา ความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่งเริ่มต้น เมื่อปี ๒๕๔๘ ตามที่ท่านได้ลงไว้ในรายงานฉบับนี้ สิ่งที่ผมอยากจะเสนอให้มีการปฏิรูปตามที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอแนะนั้น ก็คือ ความเหลื่อมล้ําและการบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติสําหรับคนที่อยู่ในสังคม อันนี้ผมเห็นด้วย แต่ถ้าความขัดแย้งทางการเมืองแล้วเอารายงานฉบับนี้มาอ้างอิงในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ผมคิดว่าสิ่งนี้อาจจะทําให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิดได้ เพราะว่าถ้าศาลตัดสินเข้าข้างใคร คนนั้นก็บอกว่าศาลนั้นยุติธรรม แต่ถ้าศาลตัดสินไม่เป็นไปตามความคิดของตนเองนั้น ก็จะบอกว่าศาลนั้นไม่ยุติธรรม อันนี้คือประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาในสังคม ฉะนั้นการที่ทุกคนนั้น ยอมรับในการตัดสินของศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง หรือกระบวนการตุลาการอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าทุกคนเคารพในคําตัดสินของศาล ปัญหา ในบ้านเมืองนี้ก็จะไม่เกิด ความแตกแยกในสังคมก็จะไม่เกิด ฉะนั้นวันนี้เราจะได้เห็นว่า แกนนําต่าง ๆ ก็พยายามที่จะชักจูงมวลชนให้เห็นในแนวทางของตน โดยเอาคําสั่งศาล คําพิจารณาของศาลมาเป็นประเด็นทางการเมือง อันนี้คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย แล้วอยากให้ คณะกรรมาธิการได้ลงรายละเอียดในข้อสังเกตนี้🔗

ข้อสังเกตที่ ๒ ก็คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันนี้ผมเห็นด้วยครับ ที่จะได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และเป็นที่ต้องการของ พี่น้องประชาชนในการที่อยากจะเห็นกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่มีส่วนร่วมของ พี่น้องประชาชน อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตรายงานของคณะกรรมาธิการ ในเรื่องของการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งจะเป็นประเด็นที่จะทําให้บ้านเมืองนั้น สามารถเดินหน้าไปได้🔗

ส่วนที่ ๓ ก็คือเรื่องของการนิรโทษกรรม อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่บ้านเมืองนั้นวุ่นวายไปเมื่อตอนที่มีการแบ่งแยกสีเสื้อก็มีเรื่องของนิรโทษกรรม ที่เป็นประเด็นทางการเมืองที่ไม่ได้นิรโทษกรรมเฉพาะส่วนที่เป็นประเด็นทางการเมือง แต่นิรโทษกรรมไปถึงเรื่องของอาญา เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันทําให้เรามีคําหนึ่งก็คือ นิรโทษกรรมสุดซอยหรือนิรโทษกรรมเหมาเข่ง จึงเป็นที่มาของความแตกแยกทางการเมือง ฉะนั้นคําว่านิรโทษกรรมนั้น ผมเห็นด้วยครับ ที่จะได้มีการนิรโทษกรรมในส่วนของผู้ที่ เป็นประเด็นทางการเมืองเท่านั้น อันนี้ก็อยากให้ทางรายงานของกรรมาธิการนั้น ได้ลงรายละเอียดให้ชัดเจนกว่านี้นะครับ🔗

ส่วนที่ ๔ ซึ่งเป็นประเด็นสุดท้ายก็คือเกี่ยวกับกองทัพ เห็นด้วยที่กองทัพนั้น ไม่ควรจะต้องออกมาทํารัฐประหาร เห็นด้วยที่กองทัพนั้นจะต้องอยู่ในหน้าที่ของตนเอง ก็คือเป็นรั้วของชาติเท่านั้น ฉะนั้นประเด็นทางการเมืองนั้นก็อยากให้กระบวนการ ทางการเมืองได้แก้ปัญหาด้วยกันเอง ฉะนั้นกองทัพก็จะต้องอยู่ในขอบเขตอํานาจหน้าที่ของตน ในการทําหน้าที่ปกป้องประเทศชาติดูเรื่องของความมั่นคง อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับ รายงานฉบับนี้ ฉะนั้นก็ขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายทั้ง ๔ ประเด็น ตามที่ได้ กราบเรียนท่านประธานไป ณ โอกาสนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านวีระกรครับ🔗

นายวีระกร คําประกอบ นครสวรรค์

ประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คําประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ อ่านรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะในเรื่องของแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ของคนในชาติ ดูเหมือนว่าจะเป็นการสรุปเอาจากเหตุการณ์ในอดีตหลาย ๆ เหตุการณ์ ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าบางเรื่องบางราวก็จะถูกบ้าง ไม่ถูกบ้างนะครับ แต่ก็ถือได้ว่าก็พยายาม ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรกที่ท่านพูดถึงเรื่องการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งในเรื่องนี้ก็เป็นที่ทราบว่าในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านก็พยายามกําลังที่จะเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอยู่ โดยเฉพาะของ พรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ก็กําลังจะใช้ มาตรา ๒๕๖ แห่งรัฐธรรมนูญ ในการขอตั้ง สสร. เพื่อที่จะตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น ซึ่งก็ขอเรียนว่า อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ท่านได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างความปรองดองในชาติ ซึ่งก็จะตรงกับการที่น้อง ๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ต้องบอกว่าลูก ๆ หลาน ๆ แล้ว เพราะว่าผมเองก็ผ่านวัยนั้น ซึ่งเคยทํากิจกรรมในมหาวิทยาลัยมาก็เมื่ออายุ ๑๘ ปี ๑๙ ปี ๒๐ ปี วันนี้อายุ ๖๖ ปี ก็ ๔๖ ปีมาแล้ว บางเรื่องบางราวก็ไม่ค่อยจะเข้าใจเด็กเท่าไร แต่ว่าเรื่องที่ ๑ ที่เขาขอมา ผมเชื่อว่าเราสามารถที่จะทําการปรองดองได้ ผมพยายามเอาที่ ท่านศึกษามาโยงกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องนิรโทษกรรมผมขอผ่านแล้วกัน เพราะพูดแล้ว มันก็มี นิรโทษกรรมทั้งสุดซอย ไม่สุดซอย นิรโทษกรรมเป็นบางเรื่องบางราว แต่ถ้าสุดซอยที่ไหน ก็เจ๊งทุกที ในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องที่สําคัญ ถูกต้อง ในเรื่องที่ท่านได้ศึกษามา การประท้วงไม่ว่าของเสื้อแดงหรือเสื้อเหลืองมีมูลเหตุสําคัญเหมือนกัน ก็คือการไม่ได้รับ ความยุติธรรมจากผู้มีอํานาจในขณะนั้น ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณเรื่องนี้ ในส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับกองทัพเขียนไว้น่ารักมากเลยว่า ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของเหล่าทัพ ควรมีการกําหนดว่า จะยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะไม่ทําการ รัฐประหาร น่ารักดีครับ แต่ท่านคิดว่าเขาจะไม่ปฏิวัติ เพราะเขาถวายสัตย์ไว้อย่างนี้ ท่านว่า มันจะเป็นไปได้ไหม บางทีกรรมาธิการก็เขียนแบบมุ้งมิ้งไปหน่อยกระมัง ดูแล้วไม่ค่อยเข้าท่า เท่าไร ให้เขาถวายสัตย์และเขาจะไม่ปฏิวัติ เพราะว่าเหตุที่จะเกิดการปฏิวัติแต่ละครั้งมันต้อง มีสถานการณ์ที่ชักนําให้มีความสุขงอม ท่านประธานครับ ผมจะขอไม่คุยไม่เยอะในเรื่องที่ท่านศึกษามา ขอพูดถึงในเรื่องที่เป็น ปัจจุบันผมเองเกิดมาในชีวิตนี้เมื่อรู้ความได้ก็อยู่ในวงการเมืองมาตลอด เพราะพ่อเป็น ผู้แทนราษฎร ผมคิดว่าผมรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง สามารถที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นจากม็อบ (Mob) นั้น ม็อบ (Mob) นี้ หรือการเมืองไปอย่างนั้นอย่างนี้ ผมพอ คาดการณ์ได้ ผมพอจะรู้ว่าอย่างไรพรรคพลังประชารัฐก็ได้เป็นแกนนําตั้งรัฐบาลแน่นอน ผมคาดการณ์ได้มาตั้งแต่ต้นแล้ว ผมเลยมาอยู่พรรคนี้ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ น้อง ๆ สมัยนี้ซึ่งมาด้วยความตั้งใจที่อยากจะแก้ไขบ้านเมือง แรก ๆ ก็มาด้วยเฟซบุ๊ก (Facebook) มาด้วยไลน์ (LINE) ชวนกันมา ผมดูคลิป (Clip) หลายคลิป (Clip) ที่น้อง ๆ ทั้งหลายมาร่วมชุมนุมก็เป็นแบบม็อบ (Mob) ที่เรียกว่าก็มาด้วยความสนุกสนานร่าเริง ว่าไปคือไม่ซีเรียส (Serious) มาก แต่จากการที่เขามาม็อบ (Mob) เข้าสู่ที่ชุมนุมหลายครั้ง ๆ การที่ได้ฟังผู้อภิปรายบนเวที ที่จะพูดให้เห็นถึงเรื่องนั้น เรื่องนี้ ก็จะอิน (In) ไปครับ แรก ๆ มากลัวจะตกเทรนด์ (Trend) เท่านั้นแหละครับ ถ้าไม่มาชุมนุมเดี๋ยวตกเทรนด์ (Trend) แต่เดี๋ยวนี้ฟังบ่อย ๆ ขึ้น ชักจะอิน (In) ครับ ตอนนี้เริ่มอิน (In) แล้ว เรื่องอื่นผมคง ไม่กลัวเท่าไร เพราะว่าน้อง ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นน้อง ๆ ที่มีการศึกษา เขาเข้าใจว่าอะไร เป็นอะไร ซึ่งผมก็ชื่นชมแล้วก็ขอร้องอย่างหนึ่งนะ รัฐบาลอย่าได้ไปจับกุม อย่าได้ไปยุ่งวุ่นวาย กับเขาเลยนะครับ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เราควรจะส่งเสริมให้เขาได้มีโอกาสแสดงออก นี่คือ หลักการประชาธิปไตย แน่นอนครับ ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงออกที่อยู่ในกรอบแห่งกฎหมาย น้อง ๆ เขาอย่างเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านประธานก็คงเห็นว่าเขาก็พยายามทําความ เดือดร้อนให้น้อยที่สุด ก็คือเอาวันอาทิตย์ วันที่การจราจรไม่มาก แล้วก็มีเส้นทางที่พอจะ หลบเลี่ยงได้ เขาก็เอาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจัดการชุมนุมขึ้น ซึ่งผมเห็นเป็นเรื่องที่ดี ในความรู้สึกผม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมกังวลก็คือ ผมรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง แต่เรื่องที่ท่านจะ ประท้วง น้อง ๆ ประท้วง ที่เข้าไปใกล้แตะต้องเรื่องของสถาบัน อันนี้ถือเป็นเรื่องที่ผมไม่เคย เจอมาก่อน ในการชุมนุมทุกครั้ง ไม่ว่าตั้งแต่ผมเป็นนักศึกษาก็ดี หรือมาเป็นชุมนุมเสื้อแดง ชุมนุมเสื้อเหลืองก็ดี ไม่เคยมีการเอาเรื่องของสถาบันมาเกี่ยวข้อง วันนี้เราจะไม่พูดไม่ได้ ในสภาผู้แทนราษฎร เราต้องพูดเพราะเหตุว่าเป็นเรื่องอะไรที่ผู้ใหญ่ต้องเริ่มเข้าใจแล้วว่า เขาต้องการอะไร และต้องรีบทําความเข้าใจอย่างรวดเร็ว อย่างเร่งด่วน มิฉะนั้น จะบานปลายไปใหญ่ ท่านประธานสังเกตนะว่าเมื่อประมาณสัก ๑ เดือนมานี้ การแตะต้อง เรื่องของสถาบัน เป็นการแตะ ๆ เฉย ๆ แต่ตอนนี้ไม่ได้แตะเฉย ๆ แล้วท่านประธานครับ เต็ม ๆ เลยนะครับ เมื่อเต็ม ๆ แล้วนี่ผมอยากจะให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขครับ ต้องเร่ง ทําความเข้าใจ ต้องเร่งพูดคุย ส่งคนที่มีวาทศิลป์หรือว่าที่จะพูดคุยกับน้อง ๆ ได้ ไปทําความเข้าใจเขาเถอะครับไม่เช่นนั้นการลุกลามบานปลายผมคาดไม่ออกเลยว่า จะออกไปในแนวไหนนะครับ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ต้องขอฝากไปยังรัฐบาล ด้วยครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านทองแดง เบ็ญจะปัก เชิญครับ🔗

นายทองแดง เบ็ญจะปัก สมุทรสาคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ทองแดง เบ็ญจะปัก จังหวัดสมุทรสาคร เขต ๑ พรรคก้าวไกลครับ มีประเด็นที่จะ ให้ความคิดเห็นสักหน่อยหนึ่งในเรื่องการปรองดองและสมานฉันท์ ผมว่าการปรองดองและ สมานฉันท์นั้นที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้หลักผู้ใหญ่หรือหน่วยงานราชการต่าง ๆ จะต้อง ให้ความเป็นธรรมต่อประชาชนผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและผู้อยู่ใต้สายงานที่เราดูแลและควบคุม แต่ส่วนมากก็จะเห็นว่าจะปรองดองหรือสมานฉันท์กันได้หรือไม่ได้นั้น ผมว่าทุกคน ไม่ได้เอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ ผมว่าในสถานการณ์แบบนี้หรือที่ประเทศไทย เราเป็นมาอยู่อย่างนี้ตลอดระยะเวลา ๒๐ ปี หรือ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ ที่เราอยู่ในสถานการณ์ อย่างนี้มาตลอดเวลา ก็เพราะว่าเราขาดคุณธรรม อย่างเช่น วิหารธรรมหรือพรหมวิหาร ๔ อย่างนี้เรารู้ ทุกคนรู้ แต่ไม่เคยเอามาใช้ ไม่เคยเอามาปฏิบัติ เมื่อไม่เอามาใช้ ไม่เอามาปฏิบัติ ก็พูดออกแต่หนังสือ พูดออกแต่ตรงโน้นตรงนี้ เสร็จแล้วการปฏิบัติจริง ๆ นั้นไม่ได้เอามา ปฏิบัติ ไม่ได้เอามาใช้ พูดให้สวยหรูไปอย่างนั้นว่าทุกคนมีความเมตตา ทุกคนมีความกรุณา ต่อบ้านเมือง ถ้าผู้ใหญ่พูดก็จะพูดแต่ว่ามีความเมตตา กรุณาต่อประชาชน โน่นนี่นั่นหลาย ๆ อย่าง แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ได้ทําเลย ไม่ได้ทําเลยคืออะไร ยกตัวอย่างเช่นจังหวัดสมุทรสาคร เราจะมาปรองดองสามัคคีอะไรกัน แต่ว่าหน่วยงานราชการอย่างการดูแลผลประโยชน์ ทางทะเล บางทีก็ออกคําสั่งไม่ให้เรือประมงออกไปทํามาหากินอย่างนี้ ประมงชายฝั่งอย่างนี้ ที่เขาสามารถที่จะออกไปทํามาหากินได้โดยบางทีเขาออกไปตอนเย็น กลับมาตอนเช้าอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นตํารวจน้ํา หรือไม่ว่าจะเป็นกรมเจ้าท่า ไม่ว่าจะเป็นกรมประมง พวกนี้เขาออกมา สกัดจับ จับแล้วก็ปรับทีละ ๕,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาท ทั้ง ๆ ที่เขาไปทํามาหากิน วันหนึ่ง ได้มาไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท หรือไม่เกิน ๕๐๐ บาท หักค่าน้ํามัน หักค่าเหนื่อยแล้ว ไม่มีเลย เพราะคนพวกนี้เขาต้องทํามาหากิน เพราะคนพวกนี้เขาก็เป็นประชากรส่วนหนึ่ง ของประเทศไทยเรา แต่อํานาจที่ใช้ไป อย่างเช่นอํานาจรัฐที่สั่งลงไปบอกว่าเรือแบบนั้น ออกไม่ได้ เรือแบบนี้ออกไม่ได้ แต่เราไม่ได้สนใจที่จะแก้ไขปัญหาให้ประชาชนเลย ผมอยากจะเรียกร้องหรืออยากจะบอกออกไปว่าหน่วยงานราชการต่าง ๆ ต้องดูนะครับ ไม่ใช่เอาแต่เรื่องนิติรัฐไปใช้ ต้องมีคุณธรรมด้วย บางทีเขาทํามาหากินอยู่ดี ๆ ก็ไปจับเรือเขา เรือบางทีจีพีเอส (GPS) ขาด หลุด ก็ไปปรับเขาทีละ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ บาท เป็นแสนบาท บางทีตรงนี้จะเป็นปรองดองตรงไหน ประชาชนยังลําบาก ทํามาหากินก็ฝืดเคือง อย่างนี้ ถึงบอกว่าเราก็เรียกร้อง ๆ แต่จะปรองดอง เรียกร้องแต่สามัคคี แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้ปฏิบัติเลย ได้แต่พูด ไม่ว่าจะผ่านรัฐบาลมาไม่รู้กี่สมัยแล้วก็พูด แต่ทีนี้ผมอยากจะให้ ตระหนักถึงว่าเราต้องให้ความเมตตาต่อประชาชน เขาทํามาหากินได้ เขาเสียภาษีได้ เขาส่งเงิน เข้ารัฐก็จะมีบางครั้งทางหน่วยงานราชการหรือคนที่พูดที่อยู่ในอํานาจ อยู่ในตําแหน่งหน้าที่ ที่มีเงินเดือน แต่ประชาชนไม่มีเงินเดือน เพราะเมื่อเขาหยุดงานหรือไม่ได้ทํางาน เขาไม่มี รายได้ไหนเข้ามาเลย ไม่มีการชดเชย แต่หน่วยงานราชการต่าง ๆ มีการชดเชย มีเบี้ยเลี้ยงให้ เพราะฉะนั้นต้องนึกถึง ถ้าคนพวกนี้เขาทํามาหากินไม่ได้ หรือไม่สามารถที่จะประกอบอาชีพ ได้เขาก็ไม่สามารถที่จ่ายค่าน้ําประปา ค่าไฟฟ้า ไม่สามารถเสียภาษีทางนี้ได้เลย อย่างนี้ เป็นต้น บางคนก็จะบอกว่าความสามัคคีนั้นจะหาทางเดียวไม่ได้ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็ต้องให้ด้วย ด้วยความเมตตา ด้วยความกรุณาแบบนี้ อย่าเอาความเห็นแก่ตัวมาใช้ บางทีเหมือนกับที่เขา บอกว่า อยากได้ดีไม่ทําดีนั้นมีมาก มีแต่อยากหากไม่ทําน่าขําหนอ อยากได้ดีต้องทําดี อย่ารีรอ ดีแต่ขอรอแต่ดีไม่ดีเลย อย่างนี้เราต้องนําเอาไปใช้ เอาไปปฏิบัติ เอาไปคิด สิ่งต่าง ๆ พวกนี้ผมอยากจะให้ทางราชการตอนนี้เน้นหนักไปว่าบางวัด เราต้องดึงวัดเข้ามา ช่วยในการปรองดองในการสามัคคีตรงนี้แล้วจะได้ผล ถ้าเราไม่ดึงพระเข้ามาก็จะเหมือน บอกว่า ถ้าธรรมะไม่กลับมาโลกาจะวินาศ ก็จะแก่งแย่งกันอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา แล้วคนที่ ได้รับผลคือใคร ประชาชนคนยากคนจน ยิ่งจนลงไปยิ่งหาเงินยากยิ่งลําบาก ส่งลูกไปโรงเรียน ก็ต้องใช้เงิน คือออกไปทํางานก็ต้องใช้เงิน ทุกอย่างต้องใช้เงิน เพราะฉะนั้นต้องให้คนที่ ประมาณสัก ๖๐-๗๐ ล้านคน ตรงนี้ให้เขามีรายได้ ให้เขามีเงินใช้จ่ายประจําวัน เขาจะได้ เสียภาษีได้ หรือจะเสียภาษีทางตรงหรือทางอ้อมนั้นจะได้ส่งเข้ามาสู่หน่วยงานราชการได้ เพราะฉะนั้นผมว่าการปรองดอง การสามัคคีต้องมีคุณธรรมด้วย ขอบคุณมากครับท่านประธาน สวัสดีครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงครับ🔗

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ที่ให้ความสนใจต่อการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการสร้าง ความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติเป็นอย่างมาก โดยมีเพื่อนสมาชิกร่วมอภิปราย ให้ข้อเสนอแนะกว่า ๔๐ ท่าน แสดงว่าประเด็นการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ เป็นประเด็นสําคัญของบ้านเมืองที่เพื่อนสมาชิกให้ความสนใจ รวมทั้งพี่น้องประชาชน ก็ได้ติดตามกันอย่างมากอยู่ทางบ้าน กระผมขออนุญาตที่จะสรุปข้อสังเกตข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเท่าที่ได้ฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน เกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ และมีติติงให้ข้อเสนอแนะบ้าง ซึ่งผมคิดว่า ทางคณะกรรมาธิการก็ขอขอบคุณ และคงจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทางฝ่ายรัฐบาล หากสมาชิก ให้ความเห็นชอบก็จะได้รับไปพิจารณา ในส่วนข้อสังเกต ข้อเสนอแนะทั้ง ๙ ข้อ ที่คณะกรรมาธิการได้จัดทํามานั้น หลักแล้วมีการศึกษาให้ความเห็นไว้มากมาย แต่สิ่งที่ แตกต่างจากรายงานฉบับอื่น ๆ ที่ผ่านมาก็คือ การที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เชิญผู้ที่เคยมี ความคิดต่างทางการเมืองในอดีตทุกกลุ่มมาให้ข้อคิดข้อเสนอแนะ สิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่เกิดขึ้น ก็คือว่าทุกกลุ่มล้วนต้องการที่จะร่วมไม้ร่วมมือกันในการที่จะแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมือง ด้วยการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ พร้อมขออภัย ขอโทษต่อสังคมในสิ่งที่อาจจะมีการ ทําเกินเลยในการอภิปรายหรือในการแสดงความเห็นต่อสังคมในขณะนั้น งานของ คณะกรรมาธิการทั้ง ๙ ข้อ โดยสรุปนะครับ🔗

ประการที่ ๑ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม เมื่อแก้ไขแล้วเสร็จควรยุบสภาเพื่อเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ ที่เป็นธรรมทันที ตรงนี้ก็จะตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนที่มีการชุมนุม อยู่ในขณะนี้ ในขณะเดียวกันในอดีตก็มีการศึกษาในเรื่องนี้มาแล้วเช่นกัน ก็เป็นการตรงกัน อย่างเหลือเชื่อนะครับ🔗

ประการที่ ๒ เรื่องการนิรโทษกรรม ก็เป็นเหตุเป็นผลของความขัดแย้งที่มีมา อย่างช้านานอยู่แล้ว เมื่อผ่านพ้นมาในระยะเวลาหนึ่งก็เป็นสิ่งที่เป็นเครื่องมือในอันที่จะทําให้ มีการปรองดอง สมานฉันท์ต่อกัน🔗

ประการที่ ๓ เรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อสร้างความเป็นธรรม ในสังคมและลดความเหลื่อมล้ําทางสังคมและเศรษฐกิจ ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เพื่อนสมาชิก รวมทั้ง พี่น้องประชาชนก็เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ําถึงปลายน้ําอยู่ในช่วงที่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ก็ตรงกับสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ทําการศึกษา🔗

ประการที่ ๔ การรักษาบรรยากาศการปรองดอง สมานฉันท์ในการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งให้อยู่ในกรอบของสันติวิธี ควรใช้คุณธรรมขั้นสูงในการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งด้วยเมตตาและอภัย ซึ่งเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็ได้ยกคําสอนทางศาสนา มาปรับใช้ก็ตรงกับงานของคณะกรรมาธิการ🔗

ข้อสังเกตเกี่ยวกับสื่อในข้อที่ ๕ สิ่งที่สื่อควรระมัดระวังการเสนอข่าว ในการ เสนอข้อมูลที่จะก่อให้เกิดความแตกแยก ทําให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ยกระดับเป็น ความรุนแรงสร้างความเกลียดชังระหว่างกัน ก็เป็นข้อสังเกตที่คณะกรรมาธิการให้ความสําคัญ เพราะการสื่อสารสมัยปัจจุบันนี้มีสื่อโซเชียล (Social) มีสื่อทางทีวี (TV) ที่ควรระมัดระวัง อย่างยิ่งก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจะได้รับไปพิจารณา🔗

ข้อสังเกตข้อที่ ๖ เกี่ยวกับการเยียวยา การชดเชย เยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับ ผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทุกฝ่ายและคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการกระทําที่มีการดําเนินการที่ขัดต่อหลักนิติธรรม ตรงนี้ก็เป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการเยียวยา ชดเชย ฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทุกฝ่าย🔗

ประการที่ ๗ การแสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษ ขออภัย ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน พรรคการเมือง ผู้นําในการชุมนุม หน่วยงานด้านความมั่นคง และสื่อมวลชนควรพิจารณาทบทวนบทบาทและการกระทําของตนในสถานการณ์ เหตุการณ์ ความรุนแรงที่ผ่านมาโดยผู้นําทุกฝ่ายควรขอโทษ ขออภัยต่อสาธารณชนต่อเหตุการณ์ ความรุนแรงในอดีตที่เกิดขึ้น🔗

ประการที่ ๘ ข้อสังเกตเกี่ยวกับกองทัพ ตรงนี้อาจจะมีความเห็นที่เห็นว่า ดําเนินการเพราะสถานการณ์ในขณะนั้นทําให้กองทัพอาจจะต้องเข้ามาดําเนินการแก้ไข ปัญหาบ้านเมือง แต่ในความเห็นของคณะกรรมาธิการเห็นว่านานาอารยะประเทศที่เขาเจริญแล้ว เขาให้ความสําคัญกับอํานาจอธิปไตยของประชาชน ตรงนี้ก็อยากจะฝากเป็นหลักไว้ เพื่อที่จะให้ได้มีการตระหนักรับรู้ร่วมกันว่าประเทศที่จะเดินไปข้างหน้าได้ควรให้ความสําคัญ กับความคิดเห็นหรืออํานาจอธิปไตยของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสําคัญ🔗

ประการที่ ๙ ข้อสังเกตเกี่ยวกับการชุมนุม เสรีภาพในการชุมนุมเป็นเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเป็นสิทธิทางการเมืองที่ได้รับ การรับรองและคุ้มครองจากรัฐ อย่างไรก็ตามการใช้เสรีภาพของผู้ชุมนุมก็ต้องเป็นไปตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งก็หมายความว่าต้องไม่ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง นั่นเอง🔗

ในท้ายที่สุดกระผมมั่นใจว่าข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๙ ข้อดังกล่าว หากรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองที่กําลัง มีอยู่ในขณะนี้ ก็จะสามารถสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองได้ และทันกับสถานการณ์ กระผมขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ความสําคัญ กับรายงานการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติอย่างดียิ่ง มา ณ โอกาสนี้อีกครั้งหนึ่ง ขอขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านวิรัช เชิญครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าในส่วนของรายงานการพิจารณา ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ในตอนแรกที่ได้รับ และได้อ่านทั้งหมดต้องเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่าดูแล้วมันอาจจะสั้น มันอาจจะกะทัดรัด แต่ถึงอย่างไรก็ตามทีก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความปรองดอง การสร้างความปรองดอง ท่านประธานครับ ผมเคยอยู่ทั้งในส่วนหลาย ๆ สี ได้มีโอกาสเห็น ได้มีโอกาสคลุกคลี ได้มีโอกาสทํางานร่วมกับทุก ๆ ฝ่าย แต่สิ่งหนึ่งท่านประธานครับ ในเรื่องกระบวนการ ยุติธรรม ผมต้องเรียนท่านประธานว่า โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย วันนี้เราได้แลเห็นว่า บางครั้งองค์กรอิสระบางองค์กรจะใช้บังคับเฉพาะในส่วนพวกที่เห็นต่าง แล้วก็ใช้พวกที่เห็น ต่างเอากฎหมายมาใช้บังคับ ผมต้องเรียนท่านประธานตรง ๆ ก็คือ โดยเฉพาะ ป.ป.ช. ซึ่งผมต้องเรียนตรง ๆ ว่าตรงนี้จะเป็นตัวการหลักที่บางครั้งความปรองดองของคนในชาติ อยากสร้างความปรองดอง แต่ปรองดองไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมเลยต้องเรียนท่านประธานว่า ขออนุญาตท่านประธานวันนี้ในส่วนของรายงานแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ แล้วก็ในส่วนของข้อสังเกต ผมเรียนท่านประธานว่าวันนี้เราต้องรับ และในขณะเดียวกันก็ต้องรับทั้งข้อสังเกต แล้วก็จะต้องเรียนท่านประธานว่าข้ออภิปราย ในส่วนของท่านสมาชิกทุก ๆ คน ก็ส่งไปพร้อมให้รัฐบาลได้พิจารณา เพื่อความปรองดอง การสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ เราต้องสร้างความปรองดองในสภาเสียก่อน ก็คือ ขออนุญาตท่านประธานเสนอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ เพื่อให้ความปรองดองในสภาเกิดความ เรียบร้อยขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก่อนจะใช้ ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ หรือจะลงมติอย่างไรก็ตามนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดที่เห็นต่าง คือไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกต หรือไม่เห็นด้วยกับรายงานมีไหมครับ ที่จะอภิปราย ที่มีความเห็นต่าง🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่มี ถ้าไม่มี ผมขออนุญาตใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ที่ถือว่าที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบด้วยกับรายงาน ของคณะกรรมาธิการ และเห็นชอบด้วยกับข้อสังเกตที่จะส่งไปให้รัฐบาลหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดําเนินการต่อไปนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบทั้ง ๒ กรณี คือทั้งรายงานด้วย แล้วก็ข้อสังเกตที่จะส่งรัฐบาลด้วยนะครับ แล้วก็ขอเพิ่มเติมเหมือนกับ ที่ท่านวิรัชเสนอนะครับ ขอเอาสรุปของสมาชิกทุกท่านที่มีข้อเสนอแนะเอาแนบไปด้วย ส่งไปให้รัฐบาลด้วย เพื่อประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม ขอให้ฝ่ายการประชุมได้จัดทําสรุป คําอภิปรายของแต่ละท่านด้วยนะครับ เป็นการจบการรายงานของคณะกรรมาธิการ ขอบพระคุณอย่างสูง คณะกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ🔗

๔.๒ รายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่อง การศึกษามาตรการป้องกัน การเกิดโรคระบาดหรือโรคติดต่อในประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข พิจารณาเสร็จแล้วนะครับ🔗

ขอเชิญ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขนะครับ และขอเชิญท่านภาวนา อังคสิทธิ์ ผู้ชํานาญการ ประจําคณะกรรมาธิการเข้าร่วมชี้แจงได้นะครับ มีท่านสมาชิกแจ้งความจํานง ที่จะอภิปรายมาแล้ว ๔ ท่านนะครับ มีคุณหมอกิตติศักดิ์ พรรคเพื่อไทย ท่านนริศ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านวิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย และท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ หมอจาตุรงค์ พรรคเพื่อไทยนะครับ ๔ ท่าน ท่านละ ๗ นาที เดี๋ยวรอสักครู่นะครับ กรรมาธิการกําลังลงมาจากชั้นบนครับ ในระหว่างรอคณะกรรมาธิการกําลังลงมานะครับ ผมขอพักประชุมนะครับ🔗

พักการประชุม ๑๔.๒๐ นาฬิกา🔗

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๔.๒๕ นาฬิกา🔗

ขอดําเนินการประชุมต่อนะครับ คณะกรรมาธิการพร้อมแล้วใช่ไหมครับ เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ เชิญท่านผู้ชํานาญการด้วย เชิญเลยครับ ถ้าพร้อมแล้ว เชิญประธานคณะกรรมาธิการได้แถลงรายงานได้เลยนะครับ🔗

นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่อง การศึกษามาตรการป้องกัน การเกิดโรคระบาดหรือโรคติดต่อในประเทศไทยต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ดังนี้🔗

ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๒๒ วันพุธที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓ ได้มีมติมอบหมายให้คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขพิจารณาศึกษา มาตรการป้องกันการเกิดโรคระบาดและโรคติดต่อในประเทศไทย ในกรณีศึกษาการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ซึ่งคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ได้มีการพิจารณาศึกษาและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการเรียบร้อยแล้ว โดยในการ พิจารณาได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและข้อเท็จจริง ตลอดจนชี้แจงแสดงความคิดเห็น จํานวน ๗ ครั้ง นอกจากนี้คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือ ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบการพิจารณาจํานวน ๑๐ หน่วยงาน ได้แก่ ๑. ศูนย์บริการสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ๒. กระทรวงศึกษาธิการ ๓. กระทรวงกลาโหม ๔. กรมควบคุมโรค ๕. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ๖. กรมอนามัย ๗. กรมศาสนา ๘. กรมราชทัณฑ์ ๙. สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา ๑๐. สมาคม โรคติดต่อแห่งประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาพิจารณาสามารถสรุปผลการศึกษาได้ ดังนี้🔗

การระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ถือเป็นโรคระบาดจากไวรัสอุบัติใหม่ มีการระบาดทั่วไปโดยมีระยะฟักตัวของโรคค่อนข้างนาน สามารถแพร่เชื้อได้ก่อนเกิดอาการ และยังไม่มียารักษาที่เฉพาะต่อโรค อัตราการตายขึ้นกับ ประสิทธิภาพและความเพียงพอของระบบสุขภาพที่รองรับผู้ป่วยในภาวะวิกฤติ รวมทั้งมีเชื้อ อยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลานาน หลังจากอาการของโรคดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันอัตราของการ ติดเชื้อของไทยอยู่อันดับที่ ๑๑๔ ของโลก มีผู้ป่วยยืนยันสะสม ณ วันนี้ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๓ จํานวน ๓,๓๘๒ ราย เสียชีวิต ๕๘ ราย คิดเป็นร้อยละ ๑.๑๗ จากการจัดระบบสาธารณสุข ที่มีคุณภาพสามารถรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยได้ดี ตลอดจนการให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการดูแลตนเองไม่ให้ติดเชื้อ หรือเป็นผู้แพร่เชื้อต่อประชาชนก็ประสบความสําเร็จ เป็นอย่างสูง ประชาชนให้ความร่วมมือจากความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้หน้ากากอนามัย การล้างมือ การเว้นระยะห่างทางสังคม มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และมีการขยาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ๓ ครั้ง รวมทั้งมีมาตรการให้ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศคัดกรอง ณ ด่านตรวจและเข้ากักกันในพื้นที่ที่กําหนด ซึ่งประเทศไทยไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด (COVID) ภายในประเทศยาวนานถึง ๘๕ วัน มีเพียงรายงานผู้ป่วยที่ติดเชื้อมาจาก ต่างประเทศเท่านั้น การตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ ปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับ การรองรับมาตรฐานกระจายตามต่างจังหวัด จํานวน ๑๙๐ แห่ง โดยกําหนดเป้าหมาย ให้ทุกจังหวัดต้องมีห้องปฏิบัติการอย่างน้อย ๑ ห้อง เพื่อรองรับการตรวจวินิจฉัย การรักษา การติดตามผู้ป่วย การเฝ้าระวังโรค การสอบสวนโรคให้แก่ประชาชนในแต่ละพื้นที่ของ ประเทศไทยอย่างทั่วถึง ประกอบทั้งมีการพัฒนาการตรวจและวินิจฉัยโรคด้วยวิธีใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความแม่นยําและทราบผลได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งออกแบบ วิธีตรวจที่ลดค่าใช้จ่าย การบริหารจัดการอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่นํามาใช้ ป้องกันการแพร่ระบาด ประเทศไทยต้องประสบปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกัน ส่วนบุคคล หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากากชนิดเอ็น ๙๕ (N95) ด้วยการสร้าง ความตระหนักรู้ให้แก่บุคลากรด้านการสาธารณสุขและประชาชน ให้เลือกใช้หน้ากากอนามัย ให้เหมาะสมกับลักษณะงานที่ทํา โดยส่งเสริมการทําหน้ากากอนามัยชนิดแบบผ้าให้ใช้ กันเองในครัวเรือน ปัจจุบันอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ชนิดเอ็น ๙๕ (N95) มีจํานวนผู้ผลิตเพิ่มมากขึ้น จํานวน ๑๙ ราย พอเพียงกับการใช้ ในประเทศ การกระจายเครื่องมือและอุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์ไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) คณะกรรมการอาหาร และยาได้กําหนดกลุ่มบุคคลที่มีความจําเป็นต้องใช้ชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลและร่วมกับ หลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนานวัตกรรมชุดพีพีอี (PPE) ที่สามารถ ใช้ซ้ําได้ไม่น้อยกว่า ๒๐ ครั้ง เพื่อลดการนําเข้าสินค้าจากต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการได้กําหนดให้หน้ากากอนามัย เจล (Gel) ล้างมือและใยสังเคราะห์ถูกกําหนดเป็นสินค้าที่อยู่ในความควบคุม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พุทธศักราช ๒๕๔๒ การแก้ไขปัญหา การขาดแคลนแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อบนพื้นผิววัสดุ ทําให้ปริมาณใช้เพียงพอ ภายในประเทศ การรักษาพยาบาล เพื่อป้องกันผู้ป่วยที่มีจํานวนมากเกินกว่าหน่วยบริการ สาธารณสุขที่จะสามารถรองรับได้ จึงมีการจําลองสถานการณ์การออกมาตรการต่าง ๆ ซึ่งจะทําให้สามารถชะลอการติดเชื้อและลดอัตราการเสียชีวิต การดูแลผู้ป่วยที่มีอาการ รุนแรง โดยจะมีการเตรียมทีมบุคลากรทางการแพทย์ จัดตั้งห้องแยกผู้ป่วยแพร่เชื้อ ทางอากาศ ห้องปฏิบัติการทุกเขตสุขภาพได้พัฒนาและปรับปรุงระบบการให้คําปรึกษา และการบริหารยาต้านไวรัสที่มีชื่อว่าฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) การทดลองใช้สมุนไพรไทย ฟ้าทะลายโจรมาเป็นยารักษาโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านการเพิ่มจํานวน เซลล์ (Cell) ในหลอดทดลอง และได้มีการวิจัยในคน โดยเริ่มทดลองในคนไข้โควิด (COVID) แล้วจํานวน ๖ ราย พบว่าอาการของโรคโควิด (COVID) ลดลง และตรวจไม่พบโรคโควิด (COVID) ในผู้ป่วย ๓ ราย จาก ๖ รายใน ๕ วัน และไม่พบเชื้อทุกรายใน ๓ สัปดาห์ จึงได้ดําเนินการ ขยายการทดลองต่อไป มาตรการเชิงรุก ให้ยุติเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคือการมีวัคซีนฉีดให้ ประชาชนครบทุกคน ขณะนี้มีโครงการวัคซีนมากกว่า ๑๐๐ โครงการ ในหลายสิบประเทศ ทั่วโลกที่กําลังเร่งวิจัยพัฒนา ประเทศไทยจําเป็นต้องเร่งพัฒนาวัคซีนของเราเอง ด้วยอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเราจะมีวัคซีนอย่างเพียงพอ ฉีดให้กับคนไทย ทุกคน โดยที่เราจะเร่งสร้างความพร้อมรองรับการผลิตวัคซีน โดยสูตรของต่างประเทศ และเตรียมความพร้อม ในการประสานงานกับประเทศที่มีโอกาสที่จะผลิตวัคซีนสําเร็จ เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นจะได้ขาย วัคซีนให้กับประเทศไทยเป็นลําดับต้น ๆ และในเดือนพฤศจิกายนนี้ประเทศไทยก็จะขยับ เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายที่สําคัญที่สุดคือการทดลองในมนุษย์ในอาสาสมัครคาดว่าภายใน ๑๒-๑๘ เดือน ถ้าผลการทดลองในมนุษย์ ๓ ขั้นตอนย่อยตามหลักวิชาการทําสําเร็จ ประเทศไทยเราก็จะมีวัคซีนใช้เป็นของเราเอง ในระหว่างรอความสําเร็จของวัคซีนเราต้อง เตรียมการว่าจะฉีดวัคซีนให้กับประชากรไทยทั้งประเทศทั่วถึงได้อย่างไร จะจัดหาวัคซีน ขนส่งวัคซีนถึงประชาชนในกลุ่ม การสื่อสารและประชาสัมพันธ์เพื่อลดความเสี่ยง ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ได้จัดให้ มีการแถลงข่าวสถานการณ์ทุกวัน รณรงค์และประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชน เกิดความตระหนักรู้และป้องกันตนเองจากเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ด้วยข้อมูลของประเทศชุดเดียวกัน รวมทั้งจัดการต่อข่าวปลอมที่เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้ประชาชน เกิดความตื่นตระหนกจนเกินไป จึงมีการสื่อสารและชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการตรวจคัดกรอง แยกกัก กักกัน หรือคุมไว้ให้สังเกต เพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคจากผู้เดินทาง มาจากท้องที่ หรือเมืองท่านอกราชอาณาจักร มีการพัฒนาฐานข้อมูลหรือแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ให้สามารถติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโลกได้อย่าง ทันท่วงที และทันต่อสถานการณ์ มีการเชื่อมโยงข้อมูลบุคคลว่ามีการเดินทางไปที่ใดบ้าง โดยเฉพาะการติดตามข้อมูลบุคคล กลุ่มเสี่ยงหรือมีประวัติการรักษาพยาบาล เพื่อเป็นการ สอบสวนหาความเชื่อมโยงของการระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมาตรการ รองรับการระบาดของเชื้อไวรัสระลอกที่ ๒ ต่อไป คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข จึงขอเสนอ รายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติเรื่องการศึกษามาตรการป้องกันการเกิดโรคระบาด หรือโรคติดต่อในประเทศไทยต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมีรายละเอียดปรากฏตามรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการที่ได้แจกให้กับ สมาชิกทุกท่านไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้จะขออนุญาตท่านประธานให้กรรมาธิการ ๓ ท่าน คือ คุณหมอเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกคณะกรรมาธิการ ได้นําเสนอผลงานดําเนินการของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการกําหนดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) และคุณหมอวาโย อัศวรุ่งเรือง รองประธานคณะกรรมาธิการได้นําเสนอ ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของกรรมาธิการ และอีกท่านหนึ่งคือคุณหมอสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ ได้นําเสนอข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ลําดับต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านประธาน กรรมาธิการนะครับ อนุญาตให้กรรมาธิการได้สรุปนะครับ ส่วนใดที่มีเอกสารอยู่แล้วก็ กรุณาสรุป ส่วนใดเป็นเรื่องใหม่ก็อนุญาตให้ลงรายละเอียดได้ครับ เชิญเลยครับ🔗

นายเอกภพ เพียรพิเศษ กรรมาธิการ

เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการครับ ในส่วนของผมจะดําเนินการขยายความในเรื่องของ ผลการพิจารณาของกรรมาธิการนะครับ ที่ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม โรคระบาดโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) มาชี้แจงในกรรมาธิการก็จะมีกรมควบคุมโรค กรมท่าอากาศยาน สํานักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงการต่างประเทศ บริษัทท่าอากาศยานไทย คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข องค์การเภสัชกรรม กระทรวงมหาดไทย ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ข้อสรุปในภาพรวม คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขของสภาผู้แทนราษฎรเราได้ดําเนินการติดตามสถานการณ์ การระบาด แล้วก็ติดตามการดําเนินการของหน่วยงานต่าง ๆ เริ่มมาตั้งแต่เดือนมกราคม ที่ผ่านมานะครับ แล้วก็ในสรุปรายงานครั้งนี้เนื่องจากว่าเรายังอยู่ในช่วงของการระบาดของ ไวรัสโควิด (COVID) อยู่การระบาดนี้ยังมีอยู่ทั่วโลกยังไม่สิ้นสุด อันนี้เราถือว่าเป็นการสรุป บทเรียนจากการรับมือในช่วงต้นเท่านั้นนะครับ ซึ่งตรงนี้ยังต้องมีการดําเนินการติดตาม การทํางาน การรับมือในช่วงต่อ ๆ ไปนะครับ การรายงานที่ทํามาครั้งนี้เป็นรายงานที่มีมิติ โดยส่วนใหญ่เป็นมิติทางด้านสาธารณสุขนะครับ อาจจะไม่ได้รวมถึงมิติทางด้านเศรษฐกิจและสังคม มากนัก แล้วก็ไม่ได้รวมถึงมิติทางด้านกฎหมายถึงเหตุผลของการคงอยู่ของพระราชกําหนด บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ยังมีอยู่ตอนนี้ก็ตาม ซึ่งจากผลการศึกษาและการชี้แจงของหน่วยงานนี่เราได้ข้อมูลและ ทราบว่าทางกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะกรมควบคุมโรค ได้มีการดําเนินการ อย่างรวดเร็วและมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินและมีการคัดกรองคนที่มาจากเมือง ต้นกําเนิดของโรคระบาด ตั้งแต่วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๓ ถึงแม้ในช่วงต้นอาจจะมีเรื่องของ การสับสนในนโยบายการรับมือบ้าง ถึงแม้ว่าจะมีความขาดแคลนในเรื่องของวัสดุ ครุภัณฑ์ ทางการแพทย์ โดยเฉพาะอุปกรณ์ในการป้องกันตัวของผู้ปฏิบัติงานสาธารณสุขบ้าง แต่สุดท้ายประเทศไทยของเราก็สามารถควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนา (Corona) ได้ แต่อย่างที่เรารู้กันว่า ปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ในยุคหลังโควิด (COVID) แต่เรากําลังอยู่ในช่วง ของโควิด (COVID) ซึ่งอาจจะต้องอยู่แบบนี้ไปอีกประมาณ ๑-๒ ปี สิ่งที่ต้องทําตอนนี้คือ ต้องรักษาสมดุลระหว่างมาตรการสาธารณสุขกับเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน การสื่อสารให้ประชาชนมีความกลัวแล้วก็ยึดติดกับจํานวนผู้ติดเชื้อที่เป็นศูนย์ ถือเป็นเรื่องที่ ต้องแก้ไข สิ่งที่ต้องสื่อสารคือความสามารถในการรับมือของสาธารณสุขกับจํานวนผู้ติดเชื้อ ที่อาจจะต้องมีบ้างในวาระ ในโอกาสต่อ ๆ ไป ถ้ามีการเปิดเศรษฐกิจนะครับ อาจจะ มีการระบาดในระลอกที่ ๒ ระลอกที่ ๓ ก็ไม่ได้มีความผิดปกติอะไร เป็นสิ่งที่เราจะต้อง เตรียมการเพื่อรับมือ และต้องมีการสื่อสารข้อมูลว่ากลุ่มที่ต้องระมัดระวังก็คือว่ากลุ่มที่ มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยหนัก แล้วก็ยังต้องมีการเน้นย้ําเรื่องของระยะห่างหรือ ที่ตามภาษาอังกฤษที่เรียกว่าฟิสิคัล ดิสแทนซิง (Physical distancing) ด้วย เราต้องอยู่กับ ไวรัสโคโรนา (Corona) อย่างมีความเข้าใจครับ ไม่ใช่มีความกลัว นี่คือสรุปผลการพิจารณา ของกรรมาธิการที่ได้ดําเนินการผ่านมาครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เชิญต่อครับ🔗

นายวาโย อัศวรุ่งเรือง กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุขครับ ได้รับมอบหมายที่จะมารายงานต่อ สภาแห่งนี้ให้พี่น้องสมาชิกและประชาชนที่อยู่ทางบ้านได้รับทราบถึงข้อคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขของพวกเรา ซึ่งรายละเอียดมีจํานวน ค่อนข้างมาก ได้ปรากฏอยู่ในรายงานแล้ว แต่ว่าผมจะขอสรุปเป็นภาพกว้าง ๆ ให้ท่านสมาชิกได้เห็นภาพกันโดยง่ายครับ โดยหากจะสรุปจากรายงานฉบับนี้ในส่วนที่เป็น ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ อาจจะสรุปได้ว่าการปฏิบัติงานควรจะ แบ่งออกเป็น ๓ ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง แล้วก็ระยะยาว🔗

ซึ่งในระยะสั้นจากที่เราได้ศึกษาแล้วก็อย่างที่ได้เรียนกันไปก่อนแล้ว จากท่านประธานและท่านโฆษก การมอบหมายของคณะกรรมาธิการ ตั้งแต่ช่วง เดือนมกราคมได้ศึกษาต่อเนื่องมายาวนานก็จะมีบางส่วนที่ทางหน่วยงานราชการได้ทํา ไปแล้ว แล้วก็ยังมีกําลังทําอยู่หรืออาจยังไม่ได้ทํา ก็กล่าวสรุปไปเลยนะครับ ในระยะสั้น เริ่มแรกก็ต้องปิดประเทศก่อน ซึ่งทางรัฐบาลก็ได้ปิดประเทศไปแล้ว แล้วก็ได้ผลอยู่พอสมควร ซึ่งอาจจะใช้มาตรการต่าง ๆ ทั้งภายในแล้วก็ภายนอก แต่ว่าโดยส่วนมากก็จะเป็นมาตรการ ทางกฎหมาย อย่างที่ท่านโฆษกได้กล่าวไปว่ามีการใช้พระราชกําหนดการบริหารราชการ ในภาวะฉุกเฉินหรือว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินนะครับ แล้วก็ร่วมกับในช่วงแรกที่เป็น พ.ร.บ. โรคติดต่อ โดยที่การปิดประเทศก็ปิดพรมแดนทั้งทางบก ทางน้ํา แล้วก็ทางอากาศ ซึ่งสามารถที่จะคอนเทน (Contain) เชื้อ ป้องกันเชื้อให้อยู่ภายนอกแล้วก็ไม่ให้เข้ามา ภายใน ไม่มีการอิมพอร์ต (Import) เชื้อเข้ามาภายในได้อย่างค่อนข้างดี และทําให้ เกิดสเตต ควอรันทีน (State quarantine) ซึ่งการติดเชื้อในประเทศเราก็ไม่มีการติดเชื้อ ภายในประเทศเองมากว่า ๘๐ วันแล้ว แต่ว่ายังคงมีการอิมพอร์ต (Import) เชื้อ อย่างวันนี้ ก็มีเพิ่ม ๑ ราย แต่ว่าอยู่ในสเตต ควอรันทีน (State quarantine) ที่รัฐจัดหาไว้ให้🔗

ส่วนสําคัญก็จะอยู่ในการดําเนินการในระยะกลาง ซึ่งอาจจะแบ่งออกเป็น ๒ ประเด็นสําคัญได้แก่ เรื่องของการจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ แล้วก็การป้องกันและ การยืดระยะเวลาไม่ให้เข้าสู่ในระยะที่ ๓ ผมจะขอพูดถึงเรื่องของการจัดสรรก่อน การจัดสรร ทรัพยากรก็จะแบ่งเป็นในเรื่องของอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ เรื่องของกําลังพล แล้วก็เรื่องขององค์ความรู้ด้วย ในเรื่องของอุปกรณ์ก็มีการจัดการ ออกประกาศในการควบคุมราคาในสินค้าที่จําเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ หน้ากากอนามัย แล้วก็หน้ากากชนิดต่าง ๆ ในทางการแพทย์เช่น เอ็น ๙๕ (N95) รวมไปถึง แอลกอฮอล์ที่เอาไว้ใช้สําหรับทําแอลกอฮอล์เจล (Alcohol gel) ต่าง ๆ ด้วย ในเรื่องของ กําลังพลก็รวมไปถึงเรื่องบุคลากรที่ต้องให้ความสําคัญทั้งในแง่ของแพทย์ พยาบาล แล้วก็ หน่วยที่มีความสําคัญที่อยู่ด่านหน้าในเรื่องนี้ แล้วก็ได้รับความชื่นชมในต่างประเทศ ค่อนข้างมาก รวมไปถึงองค์การอนามัยโลกหรือดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ก็คืออาสาสมัคร สาธารณสุขประจําหมู่บ้านของพวกเรา คือ อสม. แล้วก็อาสาสมัครในกรุงเทพมหานครก็คือ อสส. กทม. ด้วย ซึ่งต้องให้ความสําคัญ ในส่วนขององค์ความรู้ทางกรมควบคุมโรค ควรที่จะต้องทําร่วมมือกันกับสมาคมวิชาชีพด้วย โดยเฉพาะสมาคมโรคติดเชื้อ แห่งประเทศไทยที่จะต้องทํางานร่วมกันและให้ความรู้มีการจัดสรรอย่างแพร่กระจาย อย่างถูกต้องไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยกตัวอย่างในเรื่องที่เกิดความไม่เข้าใจ หรือความเข้าใจที่อาจจะคลาดเคลื่อนไปกับหลักวิชาการ เช่นในเรื่องของเครื่องฉีดพ่นว่า สรุปแล้วมีนัยสําคัญในทางการแพทย์หรือไม่ ซึ่งเหล่านี้ทั้ง คร. กรมควบคุมโรคเอง และสภาวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของวิชาการจะต้องร่วมมือกันแล้วก็แพร่กระจาย ความเข้าใจอันถูกต้องไปสู่ท้องถิ่นด้วย ในส่วนอุปกรณ์ก็ต้องมีการควบคุมกันต่อไป ในส่วนที่ เป็นการป้องกันในระยะกลาง อันที่ ๓ คือการป้องกันและการยืดระยะเวลาที่จะเข้าสู่ระยะ เฟส ๓ (Phase 3) ตอนนี้ยังถือว่าประเทศเรายังไม่เข้าสู่ระยะที่ ๓ คือยังไม่มีการติดเชื้อ ภายในประเทศจากคนสู่คน โดยที่ไม่รู้แหล่งที่มา ซึ่งตอนนี้จากการศึกษาของ คณะกรรมาธิการของเราก็พบว่ามีการเตรียมการในหลายประเด็น ยกตัวอย่างแอปพลิเคชัน (Application) ของ สพฉ. เนียมส์แคร์ (NIEMS-Care) ที่เข้ามาเพื่อเตรียมตัวจะเข้าสู่เฟส ๓ (Phase 3) รวมถึงการวางยุทธศาสตร์ในการทําโรงพยาบาลสนามจากตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดผมยังไม่กล่าวถึง แต่อย่างไรก็ตามการป้องกันหรือว่า การยืดระยะเวลาที่ประเทศเราจะเข้าสู่การติดเชื้อหรือการแพร่ระบาดในระยะที่ ๓ คงจะต้อง มีการบาลานซ์ (Balance) คงจะต้องมีการชั่งน้ําหนักระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางสาธารณสุข แล้วก็ผลสัมฤทธิ์ หรือว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทางเศรษฐกิจด้วย อีกกรณีหนึ่งก็คือ การบาลานซ์ (Balance) ในเรื่องของการศึกษาให้กับอนาคตของชาติทั้งในระดับโรงเรียน แล้วก็ระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งทางกรรมาธิการของพวกเราก็เห็นว่ามีข้อคิดเห็น และมีข้อเสนอแนะว่าควรที่จะต้องจัดให้มีการเรียนการสอนจะเป็นที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลัย หรือว่าจะเป็นในทางออนไลน์ (Online) ควรจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละพื้นที่ว่า พื้นที่ไหนมีความปลอดภัย พื้นที่ไหนมีการแพร่ระบาดอยู่ ไม่ควรที่จะใช้เป็นทั้งประเทศคือปิด คือปิดหมด หรือว่าเปิดคือเปิดหมด อาจจะต้องมีการเขาเรียกว่าอินดิวิดวล ไรต์ส (Individual rights) ในแอเรีย (Area) ต่าง ๆ สุดท้ายในเรื่องของความเชื่อมั่นที่จะต้องให้ ความสําคัญ เพราะว่าหากเรากดตัวเลขผู้ติดเชื้อให้อยู่ศูนย์เป็นระยะเวลานาน ๆ ถือว่า ประสบความสําเร็จในแง่ของสาธารณสุข แต่ว่าอาจจะมีความล้มเหลวในแง่ของทางเศรษฐกิจ ซึ่งคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขก็คงไม่สามารถที่จะลงลึก หรือว่าศึกษาในเรื่องผลกระทบ ทางเศรษฐกิจได้ แต่ก็ขอแสดงความคิดเห็นแล้วก็เสนอแนะในฐานะของคณะกรรมาธิการว่า จะต้องสร้างความเชื่อมั่น แล้วก็ลดความวิตกกังวลทั้งภายในประเทศ แล้วก็ต่างประเทศด้วย โดยผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่นกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น ระยะสั้น ระยะกลาง จนมาถึงระยะยาว ระยะยาวเรายังมองกันไปในแง่ของ ๕ ปี ๑๐ ปี ในอนาคตที่โรคระบาดมันอาจจะจบลงไป หมายถึงโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ตรงนี้ อาจจะจบลงไป แต่ว่าโรคระบาดเราจะเห็นได้ว่ามีเกิดขึ้นในช่วงทุก ๆ ๑๐ ปี เพราะฉะนั้น โรคระบาดยังคงอยู่ในสังคมมนุษย์แล้วอาจจะต้องเกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป เราคงไม่ได้ มองกันแค่ในระยะของเรื่องโควิด (COVID) เท่านั้น หากที่จะต้องมองไปถึง ในอนาคตในระยะยาวต่อไปอีก ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีด้วยว่าจะต้องทําให้เกิดบีเฮฟวิเออร์ เชนจ์ (Behavior change) จะต้องทําให้เกิดพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของเยาวชนคนในชาติ ของพวกเรา เพราะฉะนั้นจะต้องเริ่มที่กระทรวงศึกษาธิการด้วย ที่จะต้องทําให้มีหลักสูตร ต่าง ๆ ในการเรียน ในการสอนวิชาสุขศึกษา อยู่ในวิชาพลศึกษา ให้เด็ก ๆ ของพวกเรา ให้ประชาชนของเรามีจิตใจที่รักความสะอาด นอกจากในสถานศึกษาเรายังต้องเสริมสร้าง วัฒนธรรมการรักความสะอาดให้เกิดขึ้นในสังคมไทยด้วย เพราะว่าอย่างที่ได้เรียนไปว่า โรคติดต่อจะไม่ติดต่อ ถ้าคนเราไม่ติดต่อกันครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณกรรมาธิการครับ มีท่านสมาชิกเข้าชื่อกันแล้ว ๔ ท่าน ผมขออนุญาตไปตามลําดับ ท่านแรก คุณกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เชิญคุณหมอครับ🔗

นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ประธานคณะกรรมาธิการ

ขออนุญาต ท่านประธานครับ ขออนุญาตให้ทางนายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ก่อนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณหมอเดี๋ยวนะครับ เชิญเลยครับ🔗

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ

ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตนําเสนอเกี่ยวกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการโดยสรุป จะเห็นได้ว่าหลังจาก เกิดโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) จะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมายที่เรา เรียกกันว่านิว นอร์มัล (New normal) หรือชีวิตวิถีใหม่ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรก็จึงได้ตั้งข้อสังเกตต่าง ๆ ไว้เพื่อจะเป็นบทเรียน เพื่อจะเป็นการเตรียมการ เป็นการที่จะวางแผนให้กับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น🔗

ข้อ ๑ การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัย รวมถึงการควบคุม ราคาสินค้าผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีความจําเป็นที่ต้องใช้รองรับสถานการณ์แพร่ระบาด ของโรค จะเห็นได้ว่ายังไม่สามารถดําเนินการควบคุมหรือว่าการกระจายหน้ากากอนามัย ให้กับประชาชนได้อย่างเพียงพอ อย่างทั่วถึงและไม่ทันท่วงที ในกรณีนี้คณะกรรมาธิการ เห็นได้ว่าเรื่องมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ การที่จะไปกํากับควบคุม ไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันต่าง ๆ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ นี่คือประเด็นในเรื่องของการ ที่จะควบคุม หรือการกระจายหน้ากากอนามัย หรือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ประเทศไทยควรจะมีโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้มาตรฐานซึ่งเป็นของรัฐก็ดี หรืออาจจะเป็นของโรงงานอื่น ๆ ก็ดี ในการผลิตวัคซีน ในการผลิตยา เวชภัณฑ์และ เครื่องมือทางการแพทย์ โดยความร่วมมือขององค์การเภสัชกรรมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือร่วมมือกับบริษัทผู้ประกอบกิจการที่มีความสามารถผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อใช้ สําหรับในทางการแพทย์โดยตรง คณะกรรมการอาหารและยาควรเป็นผู้กําหนดหลักเกณฑ์ และควบคุมมาตรฐานในการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ อุปกรณ์และเครื่องมือการแพทย์ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมทั้งรองรับ การแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต🔗

ข้อ ๒ เป็นเรื่องที่ควรคํานึงถึงภาระงานของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) โดยเฉพาะการสับเปลี่ยน หน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานให้มีความเหมาะสม ไม่ให้ทํางานหนักจนเกินไป ซึ่งอาจจะเป็น อันตรายต่อสุขภาพ อาจจะทําให้การปฏิบัติงานไม่ได้ศักยภาพ การจัดบุคลากรไม่ว่าจะเป็น อสม. เป็นเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ในระดับต่าง ๆ ก็จะต้องคํานึงถึงศักยภาพของบุคลากรดังกล่าว🔗

ข้อ ๓ กระทรวงศึกษาธิการควรจะส่งเสริมกระตุ้นการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมเกี่ยวกับสุขภาพในโรงเรียน โดยบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนวิชาสุขศึกษา พลศึกษา ซึ่งควรสนับสนุนให้ติดตั้งอ่างล้างมือให้มีจํานวนเพียงพอและครบถ้วนทั่วถึง รวมทั้งการดูแลเรื่องห้องน้ําสะอาด การสร้างพฤติกรรมสุขภาพร่าง ๆ ที่จะเป็นการป้องกันโรค ไปในตัว🔗

ข้อ ๔ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ควรนําข้อมูล ทางวิชาการที่มีอยู่เผยแพร่ไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ซึ่งอาจจะทําให้สิ้นเปลืองงบประมาณ แต่ผลที่ได้อาจจะไม่คุ้มต่าง ๆ เหล่านี้🔗

ข้อ ๕ ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ทําได้ลําบาก จนกว่าจะมีการป้องกันและการรักษาโรคที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่าย การพัฒนา สมุนไพรไทยของเราเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เพราะว่าถ้าเรามีผลการทดสอบ ตรวจสอบ ผลการวิจัยที่ได้มาตรฐานจะทําให้การใช้สมุนไพรไทยในการป้องกันการรักษาโรคเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ อาจจะสามารถส่งออกเป็นสินค้าออกไปยังต่างประเทศทํารายได้ให้กับ ประเทศไทยเราได้ด้วย🔗

ข้อ ๖ กระทรวงสาธารณสุขควรพิจารณาและวางแผนการจัดสรรงบประมาณ เพื่อส่งเสริมในเรื่องของการที่จะฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้แก่เด็กในระดับประถมศึกษา ในระดับมัธยมเพื่อที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น อาจจะมีภูมิคุ้มกันที่สามารถจะช่วยลดอาการ ทางด้านโรคทางเดินหายใจได้🔗

ข้อ ๗ ในการจัดสรรงบประมาณต่าง ๆ ถ้ามีการกระจายลงไปสู่ท้องถิ่นให้ทาง ท้องถิ่นรับในบางส่วนก็จะเป็นการกระจายการใช้จ่ายงบประมาณและทําให้รวดเร็วยิ่งขึ้น🔗

ข้อ ๘ ควรสนับสนุนงบประมาณในการสร้างโรงพยาบาลเฉพาะทาง เพื่อดําเนินงานด้านการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ทั้งเรื่องของการ ป้องกันโรค การรักษาโรค ตลอดการคัดกรอง รวมทั้งการเตรียมอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ ต่าง ๆ ที่จําเป็นเป็นเหมือนโรงพยาบาลต้นแบบ🔗

ข้อ ๙ การบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพและระบบการจัดสรร ทรัพยากรด้านสาธารณสุขควรจะรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ซึ่งเราก็ถือว่าได้ผ่าน ประสบการณ์มากพอสมควรในเรื่องดังกล่าวนี้ กระทรวงสาธารณสุขก็ดี การจัดการระบบ หลักประกันสุขภาพ ระบบจัดสรรทรัพยากรด้านสาธารณสุขก็ควรจะเตรียมพร้อม🔗

ข้อ ๑๐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสําคัญกําหนดแผนดําเนินการต่าง ๆ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันการดูแลตนเองจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ให้มีความรัดกุมและมีมาตรฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การรักษาระยะห่างในการทํางานด้านต่าง ๆ หรืองานประเพณี งานทุกอย่างถ้ามีการ จัดระบบการรักษาระยะห่างทางสังคม การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือควรจะได้มีการ ส่งเสริมแล้วก็จัดมาตรฐานให้เป็นที่ปฏิบัติได้อย่างทั่วถึง ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป ขอเชิญท่านกิตติศักดิ์ เชิญครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้ก็ขอมาอภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่องการศึกษามาตรการป้องกันการเกิดโรคระบาดและโรคติดต่อในประเทศไทย ของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้ทําสรุปรายงานมา ก็ต้อง ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ทํารายงานที่ค่อนข้าง สมบูรณ์แบบ แล้วก็ผมขอตั้งข้อสังเกตนะครับว่า รายงานฉบับนี้ได้เรียกหน่วยงานทั้ง ๑๔ หน่วยงาน มาให้ข้อมูลในช่วงโควิด-๑๙ (COVID-19) ในครั้งนี้ ผมขอตั้งข้อสังเกตดังนี้ ๑. รายงานฉบับนี้ยังขาดเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเราจะต้องเอาปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาแก้ไขในเชิงระบบ แล้วเราก็คิดว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคตเราจะป้องกันแก้ไขอย่างไร ทําไมถึงพูดอย่างนั้นครับ ๑. การระบาด รัฐเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ๔ มกราคม ๒๕๖๓ แต่ทําไมมีการระบาดที่สนามมวย ลุมพินี สถานบันเทิงทองหล่อ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ มีนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงเดินทาง มาเที่ยวที่ไทย แล้วก็วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ไปเที่ยวที่ทองหล่อ เราทราบก็ตอนวันที่ ๔ มีนาคม แล้วก็แม้กระทั่งว่าทราบวันที่ ๔ มีนาคม มีการระบาดที่ทองหล่อแล้ว วันที่ ๖ มีนาคม ยังมีการชกมวยที่สนามมวยลุมพินีทั้งที่มีการประกาศห้ามชกมวย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ก็นําเรียนว่าเมื่อเราทราบว่าเราประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ ๔ มกราคม เราจะทําอย่างไร ให้การคัดกรองซึ่งถือว่ามีความสําคัญ ช่วงนั้นเรื่องอื่นไม่สําคัญเท่าการคัดกรอง เพราะเชื้อมา จากต่างประเทศ ในประเทศเราไม่มี ฉะนั้นเราต้องลงทุน เราต้องโฟกัส (Focus) เรื่องการคัด กรองให้ดี ถ้าเราคัดกรองให้ดีเราจะทํางานน้อยลง เราจะประหยัดใช้งบประมาณน้อยลง เรา จะมีการระบาดน้อยลง การคัดกรองที่เราเห็นมีปัญหาเราก็ต้องเรคอร์ด (Record) เช่น ช่วงที่ มีผีน้อยเข้ามา ช่วงแรกที่ไม่ได้คัดกรองทุกคน ช่วงการตรวจเฉพาะที่มาจากอู่ฮั่น ซึ่งจริง ๆ ตอนนั้นต้องคิดแล้วว่าในบริเวณประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกงที่มาระบาด ที่บริเวณทองหล่อก็น่าจะมีเชื้ออยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่เราจะต้องมีการศึกษาในตัวนี้ด้วย การคัดกรอง ที่ไม่รวดเร็ว ไม่ครอบคลุม ไม่แม่นยํา ที่ไม่แม่นยําก็บอกว่าการจะทําอะไรเราต้องรู้จริง แล้วก็ ต้องคิดว่าการที่เราจะวางแผนในการที่จะคัดกรองให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีความสําคัญ รั่วมาคนหนึ่ง ๑ วันเขาสัมผัสอีก ๑๐๐ คน หนึ่งวันเขาสัมผัสอีก ๑๐๐ คน อีก ๑ วันสัมผัส อีก ๑๐๐ คน มันจะขนานไหน เพราะฉะนั้นแล้วในช่วงที่การคัดกรองมีความสําคัญเราต้อง โฟกัส (Focus) ในจุดนั้นให้รวดเร็ว แม่นยํา ครอบคลุมในทุกรูรั่วที่จะเกิดขึ้น🔗

อันที่ ๒ คือการสืบสวนโรค เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทองหล่อแล้ว มีเหตุการณ์ ที่ลุมพินีแล้ว ความรวดเร็ว แม่นยําที่จะต้องสืบสวนโรค ซึ่งช่วงแรกเราตรวจเฉพาะคนที่มีไข้ คนที่มีอาการ แล้วก็ไม่ได้แอกเกรสซิฟ (Aggressive) เรียกว่ารุนแรงในการที่จะทําให้คนที่อยู่ สนามมวยลุมพินีทั้ง ๕๐๐-๖๐๐ คน ได้รับการคัดกรอง ทราบว่าอีก ๑ เดือน ก็มีการคัดกรอง แค่ ๑๐๐ คน นี่คือสิ่งที่เรายังต้องมีความรวดเร็ว แล้วก็แม่นยํา ครอบคลุมในปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าเราลงทุนตั้งแต่ตอนนั้นประเทศไทยเราอาจจะมีปัญหาน้อยกว่านี้นะครับ แล้วก็สังเกตว่า เขาไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งตัวนี้ไม่มีอาการ แล้วก็ไปตรวจโรงพยาบาลหลวงก็ไม่ได้ ก็ต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน เฉพาะที่โรงพยาบาลรามคําแหงมีตัวเลขว่าเขาตรวจ วันที่ ๑๔ มีนาคม ถึงวันที่ ๕ เมษายน ๗,๗๗๖ ราย พบมีผู้ติดเชื้อ ๙๕ ราย ๑.๒๒ เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ไม่มีอาการเลย นี่คือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ว่าการที่ไม่มีอาการก็สามารถจะมีการติดเชื้อได้ เพราะฉะนั้นแล้วผู้ที่มีความเสี่ยงที่สัมผัสในกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด ถึงแม้ไม่มีอาการจะต้องมีการ ตรวจอย่างรวดเร็ว แล้วก็เรียกว่าแม่นยํา ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วผมมีเวลาแค่ ๗ นาที เพราะฉะนั้นการเน้นในเรื่องการคัดกรองการสืบสวนโรคนี้มีความสําคัญ ส่วนการบริหาร จัดการอื่น ๆ ที่ยังมีปัญหา ไม่ว่าการบริหารจัดการหน้ากาก อุปกรณ์ เรื่องของสิ่งที่มีปัญหาต่าง ๆ ท่านควรจะ เรคอร์ด (Record) เข้าไปในรายงานนี้ด้วย ส่วนในปัญหาของโควิด (COVID) เรามีจุดแข็งคือระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง มีบุคลากรการแพทย์ที่มีความสํานึก มีจรรยาบรรณ ที่ดี แล้วก็มี อสม. เป็นเครือข่ายที่แข็งแรงครับ เราถึงรอดมาได้จนถึงตอนนี้ จุดอ่อนของเรา คือการจัดการช้าเกินไป เร็วเกินไปในบางครั้งนะครับ แล้วก็เข้มเกินไป ช้าเกินไปก็ไม่ดี แล้วถ้าเข้มเกินไปในช่วงแรกก็จะดีนะครับ แต่ว่าเข้มเกินไปในช่วงท้ายก็ทําให้เศรษฐกิจเสีย ฉะนั้นจุดพอดีระหว่างการที่จะต้องเข้มเกินไป เร็วเกินไป หรือช้าเกินไป อ่อนเกินไป มีความสําคัญเพราะกระทบกับเศรษฐกิจด้วยนะครับ แล้วในปัจจุบันนี้ก็นําเรียนว่าจะต้อง โฟกัส (Focus) ๒ เรื่องนะครับ จะป้องกันการแพร่เชื้อจากภายนอกประเทศได้อย่างไร รู้ได้อย่างไรว่าไม่มีรูรั่ว ผมตั้งคําถามนะครับตอนนี้ อันที่ ๒ วัคซีนท่านเตรียมไว้อย่างไร คน ๖๖ ล้านคน ถามว่าวัคซีนจะมาอย่างไร ผลิตได้อย่างไร แล้วจะมีการวางแผนในการที่จะ ฉีดวัคซีนของคนไทยอย่างไรต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ท่านต่อไป คือคุณวิรัตน์ วรศสิริน หลังจากนั้นจะเป็นท่านนริศ ขํารุรักษ์ แล้วก็เป็นคุณหมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ครับ เชิญครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการนะครับ คณะกรรมาธิการได้เสนอรายงานผลการพิจารณา ศึกษามาตรการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) มา ณ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ก็เรียนท่านคณะกรรมาธิการทั้งหมดว่า เห็นด้วย ทุกข้อทั้งหมดนะครับ วันนี้ก็เพียงอยากจะขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องหน้ากากอนามัย เล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ ตามข้อสังเกตของท่านที่เขียนมาว่ามีความประสงค์ที่จะแก้ไขปัญหา การขาดแคลนหน้ากากอนามัย และการควบคุมราคาให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม ไม่ให้เป็น ภาระของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง สาเหตุของการ ขาดแคลนในช่วงเวลาที่ผ่านมาเดือนกุมภาพันธ์ ที่โรคไวรัสกําลังระบาดอย่างมากในขณะนั้น เป็นเพราะว่าสถานการณ์โควิด (COVID) ในต่างประเทศเองก็รุนแรงนะครับ หน้ากากอนามัย ก็ขาดแคลนอย่างมากในขณะนั้น ทําให้ราคาหน้ากากอนามัยสูงอย่างมากก็เลยเกิดนกรู้ ในเวลานั้นนะครับ เกิดนกรู้ว่าวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ จะมีการประกาศห้ามส่งออก หน้ากากอนามัย จึงมีการเร่งส่งออกก่อนที่ราชกิจจานุเบกษา จะประกาศและมีผลบังคับ ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ผมไปเดินหาเสียงผมก็เห็นแล้ว หน้ากากอนามัยขายเต็มไปหมดแล้ว ไม่ขาดแคลนแล้วตอนนี้ ราคาก็พอเหมาะพอสมแล้วครับ ถ้าพูดถึงหน้ากากอนามัยนี้เป็นสิ่งที่ป้องกันโรคติดต่อใช่ไหม ต้องตอบว่าใช่ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๗ บัญญัติว่าบุคคลย่อมได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่อร้ายแรง จากรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ตรงนี้ผมก็ไม่เห็นมีในรายงานนะครับ ในเมื่อหน้ากาก เป็นสิ่งที่ป้องกัน รัฐจะต้องจัดหาให้ในช่วงระยะเวลาเช่นนี้ที่รัฐประกาศให้โควิด (COVID) เป็นโรคติดต่อร้ายแรงอยู่ในขณะนี้ จะต้องให้กับประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และอีกอย่างหนึ่ง ผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชนที่จะต้องรับการตรวจโควิด (COVID) ก่อนที่จะผ่าตัดจะให้เขา ทําอย่างไร เขาต้องเสียค่าตรวจโควิด (COVID) ๕,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท จะให้เข็นเตียงผู้ป่วย ออกมาตรวจโรงพยาบาลรัฐแล้วเข็นกลับไปผ่าตัดใหม่หรืออย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญ เจ้าของเรือแป๊ะบงการเขียนเองนะครับ ก็จะต้องทําตามรัฐธรรมนูญนี้ จึงจะถูกต้อง ผมก็หวังว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ ท่านก็ไม่ค่อยปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็จะเรียกร้องให้คนปฏิบัติตามกฎหมาย ขอประทานโทษท่านประธานเป็นอย่างสูง ออกนอกเลน (Lane) นิดเดียว เข้าต่อนะครับ เรื่องสถิติผู้ป่วยโควิด (COVID) ณ ขณะนี้ ๓,๓๗๘ คน และรักษาหายไปแล้ว ๓,๑๙๔ คน ก็ตามที่ท่าน ผบ.ทบ. ท่านบอกนะครับ โควิด (COVID) รักษาหาย แต่ชังชาติรักษาไม่หาย แต่ยังมีอีกโรคหนึ่งที่รักษาไม่หาย ท่านประธาน โรคเกลียดคนไทยเข้าสมองก็รักษาไม่หายเหมือนกันนะครับ ถ้า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียังมีโรคเกลียดคนไทยเข้าสมอง ผมคิดว่าท่านก็จะรวมไทย สร้างชาติไม่ได้🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวิรัตน์อย่าไปไกลนักครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

ขอประทานโทษครับท่านประธาน ผมเข้าเลน (Lane) แล้วครับ ขอบคุณครับ ก็จะมีคนเสียชีวิตทั้งหมดจากผู้ป่วยโควิด (COVID) ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด ๕๘ คน ไม่ทราบว่าคณะกรรมาธิการทราบไหมว่ามีคนฆ่าตัวตาย จากสถานการณ์โควิด (COVID) นี้เท่าไร ขอภาพเลยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับตามภาพนี้ แท่งแดงข้างขวาเป็นข้อมูลการฆ่าตัวตายจากกรมสุขภาพจิต จัดทําโดยทีดีอาร์ไอ (TDRI) ตามแท่งขวาคนพยายามฆ่าตัวตายในปีนี้แท่งสีแดง ๙๘๑ คน เปรียบเทียบกับปีที่แล้ว ๖๐๕ คน ท่านประธานจะเห็นว่าเพิ่มขึ้น ๓๗๖ คน ปีนี้มีคนพยายามฆ่าตัวตาย ๙๘๑ คน ส่วนคนที่ ฆ่าตัวตายสําเร็จปีนี้ ๖๐๕ คนแท่งแดงฝั่งซ้ายมือนะครับ เปรียบเทียบกับปีที่แล้ว ที่ฆ่าตัวตายสําเร็จ ๑๙๑ คน ปีนี้มีคนฆ่าตัวตาย ๖๐๕ คน นี่สถิติมาถึงแค่เดือนเมษายนเท่านั้น จะเห็นได้ว่าคนไม่ป่วยด้วยโควิด (COVID) โควิด (COVID) แม้จะตายน้อย ๕๘ คน แต่คน ฆ่าตัวตายมากมายเหลือเกิน ถามว่ารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ควบคุมโควิด (COVID) ได้ดีไหม ก็ถือว่าดีที่สุดของเอเชีย (Asia) ถ้าถามว่าประเทศอื่น ๆ ทําเหมือนท่านได้ไหม ถ้าจะ ประกาศพระราชกําหนดฉุกเฉิน ประกาศเคอร์ฟิว (Curfew) ห้ามทํามาค้าขายทั้งประเทศ แล้วก็หยุดอยู่กับบ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ เขาทําจะได้ผลเหมือนประเทศไทยไหม ก็ตอบว่า ได้เลยครับ ได้ผลเหมือนกัน แต่ทําไมเขาไม่ทํา ทําไมอเมริกาประเทศใหญ่ ๆ เขาไม่ทํา เพราะอะไร เพราะว่านั่นมันเป็นอํานาจเผด็จการแล้วจะทําให้มีคนเสียหาย แล้วประชาชน จะอดอยากจากพิษเศรษฐกิจมากมาย อย่างที่ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟัง สิ่งนี้ควรนําไป ศึกษาและป้องกัน ขอภาพที่ ๒ นะครับ ข่าวเมื่อคืนอู่ฮั่นคัมแบ็ก (Comeback) จัดปาร์ตี้ (Party) ใหญ่ไม่หวั่นโควิด (COVID) โควิด (COVID) ไม่มีหรอกครับที่นั่น ของเราไม่มีเชื้อมา ๘๖ วันติดต่อกันแล้ว เราก็ยังใส่หน้ากากอนามัยกันอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเหตุ ๑๐ ประการ เช่น ไปฟังเขามา เล่ามา ลือมา อ่านมา แม้กระทั่งครูบอกก็อย่า เพิ่งเชื่อ คนพูดที่เชื่อถือได้ เช่น หมอก็อย่าเพิ่งเชื่อ พระพุทธเจ้าบอกไว้ พุทธสุภาษิตบอกว่า จงอย่าเชื่อสิ่งใดง่าย ๆ แม้แต่คําพูดของเราเอง จนกว่าจะพิสูจน์ด้วยปัญญาและเหตุผลแล้ว เราจะเป็นมนุษย์หน้ากากไปอีกนานเท่าไร หรือว่าเราจะเชื่อนายกรัฐมนตรีของเราไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นหรืออย่างไร กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณนริศ ขํานุรักษ์ ครับ ใครไม่อภิปรายก็กรุณาสวมหน้ากากด้วยครับ เชิญท่านนริศครับ🔗

นายนริศ ขํานุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตได้อภิปรายรายงาน ผลการพิจารณาศึกษามาตรการป้องกันการเกิดโรคระบาดหรือโรคติดต่อในประเทศ ของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ในบางประเด็นเป็นการสอบถาม และบางประเด็น เป็นความเห็นบางประการ ประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่จะ ให้ประเทศไทยได้มีโรงงานผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้มาตรฐานเป็นของรัฐ ประเด็นนี้ผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งครับ และมีรายละเอียดว่าผมอยากจะให้ครอบคลุมในภูมิภาคอื่นด้วยนะครับ ยกตัวอย่างบริษัทในเครือซีพี (CP) ได้จัดตั้งโรงงานขึ้นมาด้วยงบประมาณประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อผลิตหน้ากากอนามัยแล้วก็มอบให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมคิดว่าโรงงานโรงนี้ ใช้ได้เฉพาะแค่กรุงเทพฯ หรือภาคกลางเท่านั้น ส่วนภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ก็ยังคง ขาดแคลน แต่ว่าถ้าเรามีที่ภาคเหนือเป็นของมหาวิทยาลัย มช. มหาวิทยาลัยนเรศวรหรือมหาวิทยาลัย แม่ฟ้าหลวง ภาคอีสานอาจจะเป็นมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสุรนารี หรือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภาคใต้อาจจะเป็น มอ. และมหาวิทยาลัยทักษิณ ผมคิดว่า จะครอบคลุมทุกภูมิภาค ยามปกติก็ผลิตขายทั่วไป แต่ยามวิกฤติก็เอามาใช้แทน ความขาดแคลน ผมจึงขอสอบถามทั้ง ๆ ที่ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ว่าในรายละเอียด กรรมาธิการมีแนวคิดเช่นผมหรือไม่ อย่างไร🔗

เรื่องที่ ๒ ประเด็นการทํางานด้านวิจัย การค้นหาเชื้อโรค ต้องชื่นชมครับว่า ประเทศไทยเราค้นพบ แม้ว่าไม่ได้เป็นประเทศแรกของโลก เพราะว่าประเทศจีนเป็นประเทศ ที่ค้นพบก่อนหน้าเรา แต่ว่าเหตุที่ประเทศจีนต้องรีบแถลง เพราะว่าประเทศไทยเป็นประเทศ ที่ค้นพบเป็นประเทศที่ ๒ เพราะว่าถ้าประเทศจีนไม่แถลงเราจะเป็นคนแถลง ประเทศจีน จึงรีบแถลง จึงนํามาสู่การมีมาตรการป้องกันและแก้ไขให้กับคนทั่วโลก สิ่งนี้ผมจึงขออนุญาต ชื่นชม ตลอดจนการรักษาพยาบาล ประเทศไทยขณะนี้มีทั่วโลกครับ พยายามที่จะขอเข้ามา รักษาพยาบาลเชื้อโรคโควิด (COVID) ในประเทศไทย ยกตัวอย่าง จังหวัดพัทลุงตรวจหา ๙๓๓ ราย ไม่พบเชื้อ ๙๑๔ ราย พบเชื้อ ๑๔ ราย และรักษาหายเป็นปกติทั้ง ๑๔ ราย นี่คือความสามารถของหมอคนไทย ผมจึงถามว่าคณะกรรมาธิการได้ศึกษาหรือไม่ว่า เราจะยกระดับการตรวจพบและการรักษาพยาบาลให้ได้สูงกว่านี้ การค้นพบอยากให้ได้ที่ ๑ ส่วนการรักษาพยาบาลนั้น เราอาจจะมาเป็นที่ต้น ๆ ของโลกแล้วนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ เรื่อง อสม. เราทราบดีว่าต่างประเทศและองค์การอนามัยโลก ยกย่อง อสม. ของเราในการทําหน้าที่คัดกรองในหมู่บ้าน ในการใช้พลังทางสังคม กดดันและ มีการกักตัว แต่ว่ากราบเรียนท่านประธานครับว่า อสม. ในพื้นที่เขตเมืองทํางานยุ่งยาก ซับซ้อนและประสบความสําเร็จน้อยกว่า อสม. ในชนบท อาจจะเป็นเรื่องวัฒนธรรมความเชื่อ ผมจึงขออนุญาตได้สอบถามว่าทางกรรมาธิการได้ศึกษาประเด็น อสม. ในเขตเมืองว่า เราจะเพิ่มกลไก ศักยภาพอะไรให้เขาประสบความสําเร็จเหมือนกับ อสม. ในเขตชนบท ผมยกตัวอย่างว่าเรื่องสนามมวย สนามมวยวันนั้นที่เกิดโรคโควิด (COVID) ระบาด อสม. ตามได้ทุกราย และนําทุกรายนั้นเข้าสู่การกักตัวได้ทุกราย แล้วก็รักษาได้หายทุกราย🔗

ประเด็นถัดมา ประเด็นเรื่องภาคเอกชน คิดว่าเราเกิดโรคโควิด (COVID) ระบาดครั้งนี้ ความร่วมมือของภาคเอกชนสูงมาก ยกตัวอย่าง บริษัทในเครือซีพี (CP) แล้ว เมื่อสักครู่ แล้วบริษัทยักษ์ใหญ่อีกหลายบริษัทบริจาคให้รัฐบาล เพื่อช่วยเหลือประชาชน ทั้งเวชภัณฑ์ ทั้งเครื่องมือแพทย์ ทั้งการประกอบอาชีพและเรื่องเศรษฐกิจท่ามกลาง ที่เขาขาดแคลนเช่นเดียวกัน ลําบากเช่นเดียวกัน เขาได้เสียสละเป็นอย่างยิ่ง ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่กรรมาธิการต้องขยายครับ เพื่อให้เป็นกําลังใจให้กับภาคเอกชนที่เข้ามา สนับสนุนงานทางด้านสาธารณสุขของประเทศ จึงสอบถามว่าทางกรรมาธิการได้ศึกษา ประเด็นเช่นนี้หรือไม่อย่างไร🔗

เรื่องเครื่องมือเครื่องใช้ซึ่งกรรมาธิการก็ได้รายงาน ก็เป็นที่พอใจมาก แม้ว่า น้ํายาที่มาตรวจจะแพงสําหรับคนไทยแต่ว่ากรรมาธิการเสนอว่าคนไทยควรได้รับสิทธินี้ โดยเท่าเทียมกัน ประเด็นเรื่องกลไกท้องที่ กลไกของมหาดไทยได้เข้ามาช่วยที่ทําให้ งานป้องกันและแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ได้ประสบความสําเร็จนี้ กลไกของ กระทรวงมหาดไทยโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ทําให้ผู้ใหญ่บ้าน กํานันและนายอําเภอ มาเข้มแข็งขึ้นผมจึงสอบถามว่ายังมีกลไกใด ๆ อีกไหมครับ ถ้าหากว่ากลไกของ กระทรวงมหาดไทยอ่อนแอลงเช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดบางจังหวัดไม่เอาไหน ไม่ใส่ใจ เพราะว่าถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เอาไหนไม่ใส่ใจ กํานัน นายอําเภอก็อ่อนแอลงเช่นกัน มีกลไกใดเข้าไปเสริมกลไกเช่นนี้ด้วย🔗

เรื่องสื่อมวลชน สื่อมวลชนได้ทําหน้าที่ช่วยรัฐบาลได้เป็นอย่างดี เพราะได้นํา ข้อเสนอแนะจากผู้รับผิดชอบไปสู่ประชาชนโดยเร็ว ถ้าผ่านกระบวนการธรรมดาของราชการ ก็จะทําให้เกิดมีปัญหาได้ ทางกรรมาธิการได้ศึกษาหรือไม่ว่าสื่อมวลชนที่เป็นของรัฐ ได้ทําหน้าที่เท่ากับสื่อมวลชนของทางเอกชนหรือไม่อย่างไรนะครับ ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานว่า ผมอภิปรายครั้งนี้หวังว่าจะเป็นกําลังใจให้ผู้ทํางานและขอบคุณแพทย์ พยาบาล ทีมวิจัย กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. และเป็นการอภิปรายที่แสดงความห่วงใย ที่ไม่อยากให้เกิดโรคเช่นนี้ระบาดอีก เพราะว่าถ้าหากมีการระบาดอีก ผมคิดว่ามันจะทําให้ การดูแลรักษายากขึ้นและจบไม่เร็วเหมือนรอบแรก สุดท้ายขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ ที่ได้พยายามศึกษาเรื่องนี้จนเป็นผลงานของคณะกรรมาธิการที่น่ายกย่องและขอบคุณ สภาผู้แทนราษฎรที่บรรจุให้พวกเราได้อภิปราย รับรู้ และได้แสดงความคิดเห็นในรายงาน ฉบับนี้ กราบขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณหมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ เชิญครับ🔗

นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ซึ่งตัวผมและท่าน ส.ส. นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ได้เสนอญัตติด่วนให้หามาตรการป้องกัน แก้ไข ควบคุม ในเรื่องของการ ระบาดของโคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) หรือว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) และ วันนี้สภาก็ได้ส่งเรื่องให้กับคณะกรรมาธิการได้นํามาศึกษาและมาให้พวกเราได้ฟังใช้เวลา ประมาณ ๗-๘ เดือน ท่านประธานครับ ตอนนี้ก็เป็นช่วงที่ถือว่าเข้าเดือนที่ ๘ จากเดือนมกราคม ถึงเดือนสิงหาคม ขณะนั้นมีผู้ซึ่งเป็นโรคโควิด ๒๐๑๙ (COVID 2019) ประมาณ ๑๓ ประเทศ ประเทศไทยมีประมาณ ๘ ราย ให้หลัง ๘ เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงวันนี้นั้นทั่วโลก มีผู้ซึ่งติดเชื้อทั้งสิ้น ๒๒,๐๔๙,๔๔๙ ราย ประเทศไทยในวันนี้มี ๓,๓๘๒ ราย เสียชีวิต ๕๘ ราย คงที่มา ๗๐ กว่าวันแล้ว ผู้ป่วยรายใหม่ ๑ ราย จากการเฝ้าระวังในการคัดกรอง ผู้ป่วย ในการคัดกรองผู้ซึ่งมีส่วนที่จําเป็นแล้วก็อยู่ในขั้นของพีโอไอ (POI) ที่จะต้องคัดกรองนั้น ทั้งสิ้น ๔,๕๖๐,๒๓๒ ราย จากทางสนามบิน จากท่าเรือ ๑๓๐,๙๓๗ ราย จากพรหมแดน ๒,๒๓๔,๐๘๑ ราย และจากที่ สตม. แจ้งมาแล้วอีก ๒๕๔,๓๐๒ ราย ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังนั้น ๓๙๗,๔๒๒ ราย ที่ผมต้องพูดตัวเลขตรงนี้ เพราะว่าในตอนท้ายนั้น ผมจะขอสรุปในเรื่องว่าการเฝ้าระวัง การศึกษาของคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาของทางด้าน สาธารณสุขควบคุมโรคระบาดถือว่าทํางานได้ดี แต่ก็ขอเพิ่มเติมในบางสิ่งบางประการ ที่จะเพิ่มเติม ในเรื่องแรกก็คือ เรื่องที่กรรมาธิการหรือพวกเราได้ดําเนินการตรงนี้ อยากฝาก ว่าโรคอุบัติใหม่นั้นมักจะเกิดขึ้นมาโดยบางทีถ้าเราไม่มีการตั้งตัวเตรียมรับมือไว้ก่อน มาแล้วครั้งแรกนี่เราอาจจะฉุกละหุก เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นโรคซาร์ส (SARS) โรคเมอร์ส (MERS) โรคไข้หวัดนก ก็จะทยอยมานะครับ ทุก ๕ ปี ๑๐ ปี ขณะนี้มาปี ๒๕๖๒ ดังนั้น จึงต้องฝากกรรมาธิการหรือผู้บริหารว่าเราต้องเตรียมตัวในการรับมือ เป็นการเตรียมพร้อม ในเรื่องของคุรุภัณฑ์ อุปกรณ์ บุคลากร ความรู้ความสามารถ เพื่อจะไม่ให้เกิดโรคอุบัติใหม่ ขึ้นมา และเราต้องดูเฝ้าระวังไม่ให้เกิดมีการระบาดรอบ ๒ ซึ่งหลายคนก็พูดว่ามาแน่ มาแน่ แต่ไม่รู้วันไหน ซึ่งก็ต้องระวัง เนื่องจากขณะนี้เป็นข่าวอยู่เนือง ๆ ว่ามีผู้เล็ดลอดจาก ช่องทางธรรมชาติเข้ามา โดยเฉพาะทางตรวจคนเข้าเมือง เราจับผู้ที่เข้ามาทํางานทางช่องทางธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้ผ่าน จุดที่ผมได้พูดถึงในด่านตรวจของทางราชการ ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะว่าถ้าเข้ามา อีก ๑ คน ๒ คน ก็จะเป็นเรื่องที่เรากังวลเหมือนกับที่เราอภิปรายคราวที่แล้วในเรื่องของที่มี การระบาดในการเข้ามาของทางทหารที่จังหวัดระยองเป็นต้น เพราะฉะนั้นต้องฝากในเรื่องของ การตระหนักเฝ้าระวังผู้ซึ่งจะเล็ดลอดเข้ามาในช่องทางธรรมชาติ แล้วก็มีอีกข่าวหนึ่ง ก็คือข่าวจากว่าคนที่เดินทางจากที่ประเทศไทยไปเจอที่ประเทศญี่ปุ่น คนที่เดินทาง จากประเทศไทย คนมาเลเซียและมีการติดเชื้อ ซึ่งกําลังมองอยู่ว่าติดเชื้อจากเรา หรือระหว่างทาง หรือระยะฟักตัว แล้วก็มีเกี่ยวพันกับคนไทย ซึ่งขณะนี้ทางส่วนราชการก็ได้เฝ้าระวัง ผู้เกี่ยวข้อง ๔๐ กว่ารายแล้ว แล้วก็เฝ้าระวังเป็นสเตต ควอรันทีน (State quarantine) ๑๔ วันแล้ว นี่คือสิ่งที่เราจะต้องตระเตรียมรับมือ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น🔗

ประเด็นถัดมาก็คือการที่เราจะต้องยืนยันสร้างความมั่นใจ ผมต้องชื่นชม กระทรวงสาธารณสุขภาคบุคลากรที่พวกเราภาคภูมิใจ ผมในฐานะเป็นแพทย์นี่ ต้องยืนยัน เต็มร้อยเลยว่าทุกคนถวายจิตใจ หัวใจให้กับการเฝ้าระวัง การรักษา ทุกคนมุ่งมั่น ตั้งแต่ อสม. ๑,๐๔๐,๐๐๐ คน ขะมักเขม้นตั้งใจไม่ได้หลับไม่ได้นอน รู้ว่ามีคนเข้ามา ท่านรีบเข้าไปเลย กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ภาคส่วนราชการ รพ.สต. หรือแม้กระทั่งระดับข้างบน ซึ่งถือว่า เป็นองคาพยพที่เป็นระดับต้น ๆ ของโลก จนทําให้การติดเชื้อของเราลําดับไปท้าย ๆ ถึง ๑๑๔ ดังนั้นนี่คือความภูมิใจและรัฐบาลก็ให้กําลังใจ โดยเฉพาะ อสม. ที่จะให้รางวัล ในเรื่องของการเพิ่มค่าตอบแทน ๕๐๐ บาท จาก ๗ เดือน เป็น ๑๘ เดือน แล้วก็ ๒,๐๐๐ บาท ก็อยากให้เขาโอนเงินให้กับ อสม. ไปโดยตรง ไม่ต้องไปจัดให้กับหน่วยราชการ พาไปเที่ยว ให้เขาตามอัธยาศัย โอนเงินไปเลย🔗

ถัดมาที่จะพูดถึงก็คือเรื่องของวัคซีน วัคซีนขณะนี้มีอยู่ ๑๗๐ ตัว องค์กร ที่ศึกษากัน มีอยู่ ๑๐ องค์กรที่กําลังใกล้เป็นรูปเป็นร่างและวัคซีนทั้งหมด ขณะนี้ประเทศ รัสเซียประกาศเป็นประเทศแรกที่ค้นพบว่าใช้วัคซีนได้ แต่ก็กังวลในเรื่องของความปลอดภัย เพราะว่าเนื่องจากเป็นระยะเร่งด่วน ประเทศไทยขณะนี้ตามที่ทางท่านปกรณ์ มุ่งเจริญพร ประธานกรรมาธิการและคณะได้แถลงว่าเราเห็นด้วยอย่างยิ่ง ว่าเราต้องร่วมมือในการพัฒนา วัคซีน ถ้าเราสามารถจับมือกับประเทศเพื่อนบ้านที่ทําวัคซีนแล้วสําเร็จ โดยผ่านการ ทดสอบเรื่องความปลอดภัย โดยที่ทดสอบในคนแล้วเป็นผลสําเร็จ ผมเชื่อว่า จะเป็นประเทศแรก ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องคนไทยทั่วโลก ดังนั้นวัคซีนตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนที่เกิดจากการใช้ยีนส์ (Gene) ของไวรัส เกิดจากใช้ไวรัสที่ตายหรือ จากการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสตัวอื่น ๆ เข้ามาใช้ ผมเป็นกําลังใจ แล้วก็ทราบข่าวว่ารัฐบาล ของบประมาณอีกประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ ล้านบาท ผมว่าต้องให้เลยครับ เพราะอันนี้ คือเราเสียเงินตรงนี้ดีกว่าที่จะไปรักษา ป้องกัน ควบคุมต่าง ๆ มากมายเหลือเกิน ดังนั้นต้องเป็นกําลังใจให้ ท้ายที่สุดนี้ก็ต้องขอกราบขอบคุณท่านประธาน ท่านชวน หลีกภัย และท่านประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขที่พวกเราอภิปรายวันที่ ๒๙ วันที่ ๓๐ ในวันนั้นแล้ว ท่านได้ทํางานให้กับพวกเราซึ่งจะเป็นประโยชน์ให้กับหน่วยราชการทั้งหมด รับไปดําเนินการ ต้องขอขอบคุณและเป็นกําลังใจให้กับผู้ปฏิบัติทั้งแพทย์ พยาบาล อสม. นักรบชุดกาวน์ (Gown) ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ขอกราบขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ครับ🔗

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม จากการศึกษามาตรการการป้องกันการเกิดโรคระบาดหรือโรคติดต่อ ในประเทศไทยของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร อันนี้ก็ต้อง กราบขอบพระคุณนะคะ ที่ได้ศึกษาปัญหาต่าง ๆ แต่ว่าดิฉันได้นั่งฟังท่านสมาชิกได้อภิปราย หลาย ๆ ประเด็นที่ตรงกับดิฉันแล้ว ดิฉันก็จะไม่อภิปรายนะคะ จะเสียเวลาของสภา แต่จากที่ดิฉันฟังท่านสมาชิกบางท่านบอกว่าจะไม่ให้ใส่หน้ากาก จะใส่อีกนานเท่าไร อะไรอย่างนี้ค่ะ เพราะว่าอึดอัดหรืออะไร แต่ดิฉันดูข่าวด่วน เพิ่งจะมาตอน ๑๕.๑๓ นาฬิกา ข่าวด่วนนะคะ โรงพยาบาลรามาธิบดีรับเจอผู้ป่วยติดโควิดรายใหม่ หลังเพิ่งพ้นที่กักตัว ๑๔ วัน นี่ข่าวด่วนเพิ่งจะมา เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นด้วยกับท่านประธานรัฐสภาว่าควรให้ สมาชิกทุกท่านพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ แล้วก็คนที่มาติดต่อในสภาผู้แทนราษฎรเรายังต้อง ใส่หน้ากากอยู่นะคะ เพราะว่าไม่อย่างนั้นแล้วปัญหาถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งคนใด ติดโควิด (COVID) สภาต้องปิดไปเลยนะคะ ไม่อย่างนั้นจะเป็นปัญหาต่ออีกระยะยาวเลย แล้วก็อีกประการหนึ่งคือ จากการที่ดิฉันเป็นประธานคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ดิฉันได้ไปลงพื้นที่จังหวัดแนวตะเข็บของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด เชียงราย เมื่อสักครู่ที่คุณหมอเป็น ส.ส. จังหวัดเชียงราย ดิฉันก็ได้ไปที่จังหวัดเชียงรายมา แล้วก็ไปที่จังหวัดตาก ที่อําเภอแม่สอดก็ได้พบปัญหาว่าขณะนี้มีคนลักลอบเข้าทางช่องทาง ธรรมชาติ คือเห็นกับตาเลยว่าคือช่องทางธรรมชาติเรา โดยเฉพาะจากภาคเหนือ อําเภอแม่สอดไปถึงจังหวัดกาญจนบุรี ๕๗๐ กิโลเมตร เป็นช่องทางธรรมชาติที่สามารถเดิน ข้ามได้โดยไม่ต้องตรวจอะไรเลย เพราะว่าเราไม่มีรั้วกําแพงกั้น เขาก็ถอดกางเกงแล้วก็ชูขึ้น เหนือหัวแล้วก็เดินข้ามฝั่งมาเลย ประเด็นนี้ดิฉันก็เป็นห่วงว่าจะทําให้เราไม่สามารถที่จะ ตรวจสอบคนที่เข้ามาโดยไม่ถูกกฎหมายได้ และอีกประการหนึ่งคือในจังหวัดสมุทรสงคราม ก็มีแรงงานต่างด้าวได้เข้ามาทํางานในประเทศไทยมาก แต่เขาได้ออกเดินทางกลับไปก่อน ที่จะมีโควิด (COVID) แต่พอมีโควิด (COVID) แล้วก็ไม่สามารถที่จะกลับมาได้ แต่ตอนนี้เขา กลับมาดิฉันก็ถามแล้วกลับมาได้อย่างไร เขาบอกเขาเสียเงิน ๗,๐๐๐ บาท ๗,๐๐๐ บาท รับจากชายแดนมาเลย อําเภอสังขละบุรี แต่ว่ารับมามันยังมีขั้นตอนการลักลอบเข้ามาคือ มานอนพัก มันจะมีบ้านพักเป็นช่วง ๆ พอรับมาแล้วตรงไหนผ่านด่านที่ไม่ใช่เข้าเวร ไม่มีเวร ที่สามารถที่จะฮั้วกันได้ เขาก็จะให้นอนที่บ้านพักของผู้ที่มีอาชีพส่งคนงานต่างด้าวเข้าประเทศ แล้วก็พอผ่านด่านไหนก็ให้คนงานเดินอ้อมป้อมจุดตรวจแล้วก็มีรถไปรับ แล้วก็พักเป็นช่วง ๆ เพราะฉะนั้นแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทางประเทศพม่าเข้ามาแล้วกว่าจะถึงจังหวัดสมุทรสาคร หรือกรุงเทพมหานคร หรือสมุทรสงครามต้องใช้เวลาประมาณ ๗ วัน ณ ขณะนี้ ดิฉันก็ถาม ว่าเสียเท่าไร เขาบอก ๗,๐๐๐ บาทส่งถึงที่ อันนี้ก็อยากจะเรียนท่านคณะกรรมาธิการว่า การที่ท่านไปศึกษาอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าตราบใดเจ้าหน้าที่ของรัฐยังมีการรับใต้โต๊ะแล้วให้คน ที่ไม่ได้ผ่านการคัดกรองลักลอบเข้าทางด่านธรรมชาติ จุดผ่อนปรน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เข้ามาได้โรคโควิด (COVID) นี้มันก็จะไม่หมดไป แล้วเราไม่สามารถที่จะควบคุมได้เลยนะคะ ให้เราควบคุมอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ตอนนี้มันทะลักเข้ามา โดยที่เขาก็กลับเข้ามาทํางาน เหมือนเดิมโดยไม่ต้องผ่านอะไรเลย ก็อยากจะฝากทางท่านคณะกรรมาธิการว่าเราจะหา แนวทางอย่างไร แต่ดิฉันก็มานั่งคิดว่าคณะกรรมาธิการก็ไม่สามารถจะทําอะไรได้มาก เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเราเองที่อยู่ตามจุดตรวจต่าง ๆ มีการทุจริตในหน้าที่ โดยรับ ผลประโยชน์ โดยสามารถให้เขาเข้ามาได้ โดยการที่ไม่มีการคัดกรองอะไร แล้วก็ เอื้อประโยชน์ให้เขาสามารถผ่านด่านนั้น ๆ คือบางที่ไม่รับ จุดไหนไม่รับเขาก็จะดู ดิฉัน ก็ถามว่าเสียทุกจุดไหม เขาไม่ได้เสียทุกจุด ทุกด่าน แต่ถ้าด่านไหนฮั้วไม่ได้ก็ให้คนงานพม่า เดินในป่าแล้วก็มีที่พักให้ พอด่านไหนที่ว่าสามารถจ่ายเงินได้ ฮั้วได้ก็สามารถขนแรงงานมาได้ เพราะฉะนั้นปัญหาในประเทศเรามันจะไม่หมดไป ถ้าตราบใดข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานของรัฐ มีการทุจริตต่อหน้าที่ รับผลประโยชน์ใต้โต๊ะ โรคก็จะระบาดกลับมาอีกนะคะ ดิฉันเป็นห่วงตรงนี้ ในฐานะที่ดิฉัน เป็นพยาบาลก็จะฝากอีกเรื่องหนึ่งคือว่า ขณะนี้ผลกระทบจากโควิด (COVID) ก็ทําให้ เศรษฐกิจแย่นะคะ คือประชาชนก็ไม่มีรายได้ ก็มีการฆ่าตัวตาย ที่ฉันบอกในฐานะที่ดิฉันเป็น พยาบาลจิตเวชมาก่อนนะคะ ดิฉันก็เน้นเรื่องสุขภาพจิต ก็อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการ เน้นให้พยาบาลจิตเวช หมอจิตเวชได้นึกถึงคนที่มีผลกระทบก่อนที่เขาคิดจะฆ่าตัวตายต่อไป ในอนาคต ขอให้เน้นเรื่องนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ก่อนที่ กรรมาธิการจะตอบ ก็ขออนุญาตอีก ๒ ท่านนะครับ คุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ กับ ศาสตราจารย์โกวิทย์ เชิญคุณองอาจครับ🔗

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขที่ได้รายงาน ผลการพิจารณาศึกษาญัตติเรื่องการศึกษามาตรการป้องกันการเกิดโรคระบาดหรือโรคติดต่อ ในประเทศไทย ซึ่งก็มุ่งเน้นไปเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ตามรายงานฉบับนี้นะครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับรายงานฉบับนี้ก็ขอถือโอกาสนี้ชี้ให้เห็นว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ขึ้นในประเทศไทยนั้น ผมเชื่อว่า ในช่วงแรกผู้คนในสังคมไทยก็ยังไม่ค่อยมีความชัดเจน ยังไม่ได้มีความตระหนักรู้ว่า การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน อย่างไร จะเห็น ได้ว่าในช่วงเดือน ๒ เดือนแรก การปฏิบัติตน การดําเนินการของผู้คนในสังคม ทั้งภาครัฐเองก็ดี ภาคประชาชนก็ดี ก็ยังดําเนินการไปตามทิศทางที่แต่ละฝ่ายเห็นว่าถูกต้อง เหมาะสม ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดในช่วงแรก ๆ ผมได้มีโอกาสเดินทางไป ต่างประเทศ ซึ่งไม่ไกลมากจากประเทศไทย การเดินทางไปต่างประเทศในขณะนั้นก็ไม่ได้ มีการเตือนหรือให้มีการระมัดระวังในเรื่องของการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) การไปในสนามบินก็อาจจะมีการใส่หน้ากากบ้าง ไม่ใส่บ้าง ขึ้นไปบนเครื่องบินก็อาจจะ มีการใส่บ้างไม่ใส่บ้าง เพราะว่าเรายังไม่ค่อยมั่นใจในวิธีการที่จะดําเนินการกันอย่างไร อย่างไรก็ดีในช่วงแรก ๆ ถึงแม้ว่าจะมีความขลุกขลักอยู่บ้างในการดําเนินการ ซึ่งผมเห็นว่า ความขลุกขลักนั้นก็คงมีอยู่ ๒ เรื่องที่สําคัญก็คือ ๑. เรื่องการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการ บริหารจัดการของภาครัฐที่จะเข้ามาดําเนินการแก้ไขปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) ๒. ก็คือเรื่องของการสื่อสารและการรับรู้ต่อการดําเนินการจัดการและมาตรการในระยะ วิกฤติเมื่อมีการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่หลังจากขลุกขลักในช่วงแรก ๆ ทางภาครัฐเองก็คงตระหนักถึงปัญหานี้ดี ก็จึงมีการปรับเปลี่ยนการทํางาน จนกระทั่ง เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น มีการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการในเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) มีการสื่อสารที่ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมมากยิ่งขึ้น จึงทําให้สถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ในประเทศไทยซึ่งมีปัญหาในช่วงแรก ๆ หลายปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็ได้รับการแก้ไขไปใน ทิศทางที่ดีขึ้น แต่พื้นฐานสําคัญที่ทําให้เราสามารถแก้ไขไปในทิศทางที่ดีขึ้นนั้นก็คือ ๓-๔ ส่วนด้วยกันครับท่านประธาน ๑. ระบบสาธารณสุขที่มีศักยภาพที่มีคุณภาพ ตรงนั้น ก็คงเป็นที่ประจักษ์กันทั่วไปอยู่แล้วจนได้รับคําชื่นชมจากต่างประเทศด้วย ๒. ก็คือบุคลากร ทางด้านสาธารณสุข ผมคิดว่านอกจากแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ที่ทํางานอยู่ในโรงพยาบาล ผมมีโอกาสไปโรงพยาบาลในช่วงที่มีการระบาด ของโควิด-๑๙ (COVID-19) เจ้าหน้าที่หรือคนงานที่ทําความสะอาดในโรงพยาบาลนั้น เขาต้องทํางานหนักค่อนข้างมาก คนเหล่านี้แหละครับที่มีส่วนสําคัญในการช่วยทําให้การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้น ไปในทิศทางที่ไม่เป็นปัญหามากนักและที่สําคัญก็คือความร่วมมือของพี่น้องประชาชน คนไทย ผมคิดว่าตรงนี้เป็นจุดเด่นสําคัญของสังคมไทยเราในช่วงระยะเวลาที่มีวิกฤติ สถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) อีกส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะพูดถึงในส่วนที่ ๔ ก็คือ สื่อมวลชน ทั้งสื่อมวลชนภาครัฐ สื่อมวลชนกระแสหลัก สื่อสังคมออนไลน์ (Online) ผมเชื่อว่า ในช่วงนั้นสื่อต่าง ๆ เหล่านั้นได้ทําหน้าที่ที่ค่อนข้างเหมาะสมสมบูรณ์ในการเป็นสื่อกลางเป็น สื่อโดยตรงถึงพี่น้องประชาชน จึงทําให้สถานการณ์โดยรวมโดยทั่วไปผมคิดว่า ไปในทิศทางที่อาจจะดีกว่าที่หลายคนคาด ๔ ประการนี้ผมเชื่อว่าเป็นหัวใจสําคัญ แล้วก็ อยากจะให้ภาครัฐ อยากจะให้สังคมไทยคํานึงถึง ๔ ส่วนที่สําคัญนี้ต่อไป เพราะอะไรครับ ท่านประธาน เพราะการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นยังไม่ได้หยุดแค่นี้ถึงแม้ว่า เราจะไม่มีผู้ติดเชื้อมานานแล้วก็ตาม แต่ไม่มีใครรับรองได้ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน เพราะฉะนั้นเราจึงได้ยินข่าวสารอยู่บ่อยครั้งว่าให้ระมัดระวังการแพร่ระบาดรอบ ๒ ถามว่า เราจะระมัดระวังการแพร่ระบาดรอบ ๒ ได้อย่างไรครับท่านประธาน ถ้าเรายังประมาท ถ้าเรายังละเลยที่จะไม่ปฏิบัติตนให้เหมือนอย่างที่เราปฏิบัติในช่วงที่ผ่านมา ผมคิดว่าหัวใจ สําคัญก็คือประการแรกผู้คนในสังคมจะต้องดูแลตนเองเพื่อส่วนรวม เราไม่ได้คิดแต่เพียงดูแล ตัวเองเพื่อตัวเราเองเท่านั้น เราต้องคิดว่าเราดูแลตนเองเพื่อส่วนรวม ประการที่ ๒ ต้องคํานึงถึงส่วนรวมเพื่อสังคม ส่วนรวมไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนในบ้าน คนใกล้ชิด คนใน ที่ทํางาน ไม่ใช่แค่คนในสภา แต่ผมคิดว่าเราต้องคิดถึงเพื่อสังคมโดยรวมทั้งหมด เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วตรงนั้น ก็เป็นปัญหาที่ต้องเข้าไปแก้ไข การเดินทางเข้ามาในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นคนต่างชาติ คนต่างด้าว หรือแม้แต่คนไทยเอง ผมเชื่อว่าเราพยายามป้องกัน เราพยายามมีมาตรการ ที่เหมาะสม แต่การลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวทางช่องทางธรรมชาติ อย่างที่มี หลายท่านอภิปรายไปแล้วนั้นก็เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นเราก็ควร จะต้องเอาจริงเอาจังเรื่องเหล่านี้ เพราะเราไม่มีใครรู้ได้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะนําเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) เข้ามาสู่คนไทยหรือไม่อย่างไร ตรงนี้ก็คงต้องฝากผู้ที่เกี่ยวข้องไปดําเนินการ เอาจริงเอาจังกับการเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าในเมื่อเราต้องอยู่ร่วมกันต่อไป ขณะที่ยังมีโควิด-๑๙ (COVID-19) อยู่นั้น การสร้างสมดุลกับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ต้องถือว่าเป็นหัวใจสําคัญเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะต้องอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ ต่อไปผมคิดว่าภาครัฐจะต้องช่วยทําให้การสร้างสมดุลระหว่างสาธารณสุขกับผลกระทบ ทางด้านเศรษฐกิจที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชนนั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้ แล้วก็สามารถป้องกันแก้ไขปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) ได้ด้วย ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป ศาสตราจารย์โกวิทย์ครับ🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม(แบบบัญชีรายชื่อ) : กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมขอชมเชยรายงาน ผลการศึกษาพิจารณาญัตติการศึกษามาตรการป้องกันการเกิดโรคระบาดและโรคติดต่อ ในประเทศไทย กรณีการระบาดของโรคเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) แล้วก็ ทางกรรมาธิการศึกษาโดยเฉพาะคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้ทํา รายงานให้สภาได้รับทราบวันนี้ ผมขอชมเชยว่าได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไว้ อย่างละเอียดแล้วก็เสนอมาตรการต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุม อันนี้ก็ขอชมเชยไว้ด้วย แต่ประเด็นที่ผมจะอภิปรายเพิ่มเติมเพื่อเป็นประโยชน์กับกรรมาธิการบางส่วนที่จะรับ ไปพิจารณา นั่นก็คือสิ่งที่ผมจะเสนอสัก ๒ ประเด็น โดยไม่ให้ซ้ํากับที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอ ไปแล้ว🔗

ส่วนที่ ๑ ผมเข้าใจว่าข้อเสนอโดยภาพรวมเราคิดว่าเราได้เสนอให้กระทรวง ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงอื่น ๆ ที่ปรากฏในรายงานได้ร่วมกันวางมาตรการ เพื่อทําให้การแพร่ระบาดหรือการป้องกัน โรคติดต่อในประเทศไทยได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อันนั้นก็เป็นสิ่งที่จําเป็น แต่ส่วนหนึ่งที่ผม คิดว่าการคิดอีกแบบหนึ่งที่ผมเสนอก็คือให้คิดจากฐานข้างล่าง ผมคิดว่าประชาชนคนไทย ถ้าไม่มีโรคหรือว่าไม่มีการระบาดของโรค หรือการไม่เป็นโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ผมคิดว่า อาจจะเริ่มต้นจากข้างล่างก็ได้ การเริ่มต้นจากส่วนล่างก็คือการเริ่มต้นจากชุมชนท้องถิ่น ผมคิดว่าในชุมชนท้องถิ่นนั้นมีหน่วยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ ขอยกตัวอย่างสัก ๓ หน่วย🔗

กลุ่มแรกคือกลุ่มท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นเทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในรูปแบบของ อบต. หรือองค์การบริหารส่วนตําบล ส่วนนี้ก็มีความสําคัญต่อการทําหน้าที่ ตามกฎหมายอยู่แล้วที่บัญญัติให้มีการป้องกันโรคติดต่อ🔗

กลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มที่เราพูดถึงกันมากก็คือกลุ่ม อสม. ซึ่งที่ผ่านมาบทบาท เป็นที่ประจักษ์ แล้วทําให้เป็นที่คาดหวังได้ เพราะ อสม. นั้นกระจายอยู่ทั่วประเทศ มีอยู่ ทุกชุมชน ทุกตําบล🔗

กลุ่มที่ ๓ ก็คือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลหรือ รพ.สต. ผมเข้าใจว่า ทั้ง ๓ ส่วน ที่ผมเสนอถ้าจะทําในรูปของคณะกรรมการป้องกันโรคระบาดและโรคติดต่อ ในระดับชุมชน ระดับตําบล ก็จะเป็นการประสานความร่วมมือ เพราะที่ผ่านมาเรายังพบ เรื่องชุมชนที่สามารถเฝ้าระวังตนเองไม่ให้แพร่เชื้อนี้ เรื่องของโควิด (COVID) ก็มีอยู่มาก แต่เราหมดโควิด (COVID) แล้ว ผมเข้าใจว่าต่อนี้ไปต้องให้หน่วยที่ผมเสนอนี้ได้มีบทบาท เกี่ยวข้องในเรื่องของการให้การศึกษา การเรียนรู้ การส่งเสริมสุขภาพในชุมชนด้วย นั่นคือ ประเด็นที่ ๑ ที่ผมคิดว่ามีความสําคัญต่อการทําให้ฐานข้างล่างมีระบบสุขภาพที่มีความมั่นคง ในชีวิตของประชาชนเองตามที่ผมกล่าวแล้ว🔗

ส่วนที่ ๒ น่าจะไปเชื่อมโยงกับกลุ่มที่เขาเรียกว่า ภาคเอกชนหรือ ภาคประชาสังคม ที่ผ่านมาผมได้ติดตามข่าว ผมขอยกตัวอย่างโน้ต อุดม ได้ทําร่วมกับ ตูน บอดี้สแลม ทําเรื่องตลาดใจ ผมพยายามเฝ้าดูรายการตลาดใจมาตลอด ที่ผ่านมากลุ่มนี้ ได้พยายามช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่อยู่ไกล ที่อยู่ในถิ่นดินแดนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบ สาธารณสุขได้ อาจจะเป็นทางคนไทยภูเขา หรือ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือพื้นที่ ที่ทุรกันดาร เพราะฉะนั้นจะต้องเชื่อมโยง โดยเฉพาะกรรมการระดับชุมชนที่ผมเสนอ กับภาคเอกชนที่เขาสามารถบริหารจัดการเรื่องนี้ได้ดีในเรื่องสุขภาพ และการช่วยเหลือ เยียวยาของคนที่ห่างไกลเรื่องการรับบริการจากสาธารณสุข นั่นคือ ๒ ส่วนที่จะมาผนึกกําลัง ร่วมกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดระหว่างฐานข้างล่าง ก็กราบเรียนท่านประธานว่าฐานข้างล่าง ยังมีความสําคัญ โดยเฉพาะระดับชุมชนท้องถิ่นที่มีกลไกเรื่องสุขภาพ กลไกเรื่องสาธารณสุข ที่มีความร่วมมือกันอยู่แล้ว กับฐานของภาคเอกชนที่เขามีใจ มีจิตอาสา มีการเสียสละ ทั้งเงิน ทั้งงบประมาณเข้ามาช่วยอย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างแล้ว นั่นคือ ๒ ส่วน เพราะฉะนั้นการทํางานที่เราคิดว่าจะเชื่อมกับข้างบน ก็คือหน่วยที่เป็นกระทรวง ทบวง กรม ที่อยู่ในระดับบนมีความจําเป็นจะต้องเสริม แล้วก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน บูรณาการทําให้การที่ เราเรียกว่าการป้องกันโรคระบาดและโรคติดต่อในประเทศไทยนั้นจะได้ยับยั้งร่วมกัน ทั้งส่วนข้างล่างและส่วนข้างบน ก็จะทําให้สิ่งที่กรรมาธิการได้เสนอไว้นี้ ผมอยากจะเรียน ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณา ในข้อเสนอที่ผมได้เสนอ แล้วก็นําไปพิจารณาต่อไปด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ขอบคุณครับ ท่านศาสตราจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม ขออภิปรายอีกท่านหนึ่ง เชิญเลยครับ🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขอร่วมกับเพื่อนสมาชิกนะครับ ในการชื่นชมบุคลากรทางด้านสาธารณสุขของเรา ไม่ว่าจะเป็นระดับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขก็ดี ไปถึงโรงพยาบาลต่าง ๆ แล้วก็ ไปถึง อสม. นะครับ ที่ได้ดูแลให้ประเทศไทยได้พ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ของโลกนะครับ ผมต้อง ย้ําว่าของโลก เพราะว่าผมเฝ้าดูเหตุการณ์นี้ในสื่อต่างประเทศนี่ ประเทศใหญ่ ๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ทวีปยุโรป หรือประเทศญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศอื่น ๆ แม้กระทั่งประเทศจีนเองก็ประสบปัญหานี้อย่างรุนแรง ณ เวลานี้มีผู้ป่วยเกินกว่า ๒๐ ล้านคน ทั่วโลก และอัตราการตายผมเชื่อว่าต้องมีเกินกว่า ๑ ล้านคน ในเวลาอันสั้นนี้ เพราะฉะนั้น บุคลากรสาธารณสุขของเราสามารถดูแลให้จํานวนของผู้ป่วยอยู่ในอัตราไม่กี่พันคน ทั้งที่เรา เป็นประเทศแรกที่ได้รับเชื้อจากประเทศจีนเมื่อเดือนมกราคม แล้วก็มีอัตราการตายที่ต่ํามาก ก็ต้องถือว่าเป็นความสําเร็จที่ต้องน่าชื่นชม แล้วก็น่าจะเป็นชื่อเสียงที่ดีของประเทศไทยต่อไป ในเรื่องของสาธารณสุข แล้วก็จะมีส่วนช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจด้วยว่าต่อไปในการ เดินทางเข้ามาหรือออกไปนี้ก็จะเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศได้ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ผมก็มีความเป็นห่วงในเรื่องของประเทศเพื่อนบ้านที่อาจจะมีปัญหาลุกลาม เพราะฉะนั้น เรื่องของการระแวดระวัง โดยเฉพาะบทบาทของ อสม. แล้วก็ที่เรามีอยู่ ระบบที่เป็นอยู่นี้ ก็ต้องดูแลเรื่องนี้ให้อย่างเต็มที่ครับ ผมมีข้อคิดเห็นที่อยากจะขอเพิ่มในเรื่องของวัคซีนนะครับ ว่า ณ เวลานี้วัคซีนเป็นเรื่องใหญ่ที่จะมีส่วนช่วยทําให้เรื่องของโรคได้รับการดูแลให้เบ็ดเสร็จได้ ถ้าเกิดวัคซีนนี้มีผลจริง ทุกวันนี้ข่าวคราวที่ออกมานี้ก็ยังไม่มีที่ไหน ยกเว้นที่ประเทศรัสเซีย ที่เขาประกาศว่าเขาใช้ได้แล้ว แต่ถึงกระนั้นถ้าใช้ได้ก็ถูกประเทศใหญ่ ๆ เขาซื้อไปหมด ประเทศใหญ่ ๆ เขาก็จะเอาเงินที่เขามีอยู่มากมายไปซื้อจากบริษัทยาทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้นก็จะมีคําถามในบ้านเราว่าถ้าเกิดวัคซีนของเราเองที่เราพัฒนาอาจจะต้องใช้ เวลายาวนานกว่าข้างนอกนี้ แล้วเราจะต้องใช้เวลารอมากกว่าที่ต่างประเทศนี้ ก็จะเกิด ผลเสียทางเศรษฐกิจได้ เพราะเท่ากับว่าเราก็ไม่สามารถเปิดประเทศได้เร็วเท่ากับที่อื่น เพราะฉะนั้นตอนนี้ต้องทํางานแข่งกับเวลา ด้านหนึ่งผมเห็นด้วยที่เราต้องพยายามพัฒนาวัคซีน ในบ้านเรา แต่ถ้าหากในต่างประเทศเขาเกิดมีวัคซีน อย่างเช่น มีประเทศอย่างประเทศจีน เขาก็ประกาศว่าเขาพร้อมที่จะเอาวัคซีนมาช่วยเหลือประเทศภายนอก ผมก็ไม่แน่ใจว่า ผู้นําของเราได้มีโอกาสติดต่อพูดจากับเขาแค่ไหนว่าเราจะมีโอกาสที่จะได้วัคซีนก่อนไหม อย่างประเทศสิงคโปร์นี่ตามข่าวก็เข้าใจว่าเขาได้มีการทําลักษณะนี้แล้ว เรื่องนี้ผมคิดว่า เราไม่ควรจะพึ่งพาแต่การผลิตภายในอย่างเดียวตามที่มีรายงานในขณะนี้ ควรจะต้องมีการ พยายามที่จะขอความร่วมมือจากประเทศ อาจจะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน อาจจะเป็น ประเทศใหญ่อย่างประเทศจีน หรืออย่างประเทศอื่นก็ตาม แน่นอนเรื่องของงบประมาณอาจจะต้องสูงอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องคํานึงถึง เพราะฉะนั้น เรื่องของการที่ว่า ถ้าหากเรามีวัคซีนแล้วคนกลุ่มไหนในประเทศที่ควรจะต้องได้รับวัคซีนก่อน ผมก็อยากจะให้ได้มีการคิดเรื่องนี้ว่าเราควรต้องมีการจัดไพรออริตี (Priority) ว่าบุคลากร ทางการแพทย์ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยอาจจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนก่อน ก่อนพวกผมที่อยู่ในสภา ที่อาจจะไม่มีโอกาสไปสัมผัสกับผู้ป่วยอย่างนี้เป็นต้น อันนี้ผมคิดว่าแผนพวกนี้คงต้องมี การกําหนดขึ้นมา ประการสุดท้ายก็คือเรื่องของอุปกรณ์ข้าวของต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุดพีพีอี (PPE) ชุดที่ป้องกันตัว ซึ่ง ณ เวลานี้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากนะครับ แล้วก็ยัง ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน ผมได้รับทราบว่ามีเอกชนไทยที่มีความสามารถที่จะผลิตตัวพีพีอี (PPE) ชุดป้องกันเหล่านี้ขึ้นมาได้ แต่ก็จะเจอปัญหาเรื่องของการรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะ จาก อย. ถ้าหาก อย. ได้ทําหน้าที่ในการรับรองมาตรฐานเรื่องของพีพีอี (PPE) ให้ชัดเจน ประเทศไทยก็จะสามารถผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ให้ใช้ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ผมเชื่อ ว่าทั่วโลกจะมีความต้องการชุดหมีหรือพีพีอี (PPE) นี้เป็นจํานวนมาก อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ ในทางด้านเศรษฐกิจต่อไปครับ ขอขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการ ๔ ท่านขอตอบชี้แจง ผมขอเชิญทั้ง ๔ ท่าน โดยลําดับต่อไปนี้ ท่านสมาชิก โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย ท่านสมาชิกบัญญัติ เจตนจันทร์ ท่านสมาชิกสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ท่านสมาชิกธีรภัทร พริ้งศุลกะ ไปโดยลําดับ กรุณาควบคุมเวลาด้วย เชิญเลยครับ🔗

นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ในฐานะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ต้องขอบคุณทาง สภาผู้แทนราษฎรที่ให้โอกาสทางกรรมาธิการการสาธารณสุขได้มีโอกาสมาชี้แจง แล้วก็ ขอบคุณท่านนายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ แล้วก็ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ที่มีข้อเสนอแนะดี ๆ ฝากทางกรรมาธิการมา เพื่อที่จะให้กรรมาธิการได้ให้ ข้อมูลเพิ่มเติมสําหรับโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) หรือโคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Coronavirus ๒๐๑๙) ผมจะขอพูดส่วนแรกในส่วนที่เกี่ยวกับวัคซีน ในส่วนที่เกี่ยวกับวัคซีนตอนนี้ในระดับโลก ก็ได้มีการผลิตวัคซีนหลายร้อยแห่ง แล้วผมคิดว่าสําคัญครับ สําหรับประเทศไทยต้องขอบคุณ ทางสถาบันวัคซีนแห่งชาติ แล้วก็จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทางศาสตราจารย์ นายแพทย์เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ได้ศึกษาวิจัยวัคซีนโควิด-๑๙ (COVID) หรือซียูโควิด (CU COVID) วันนี้ ต้องเรียนว่าเกี่ยวกับวัคซีนในส่วนของสถาบันวัคซีนแห่งชาติแยกเป็น ๓ ส่วน ในส่วนแรกคือ ๑. สนับสนุนให้ในประเทศไทยทั้งมหาวิทยาลัยแล้วก็บริษัทเอกชน เกิดงานวิจัยและพัฒนา โดยมอบทุนสนับสนุนให้กับหน่วยงานนั้น ๆ ไป ส่วนหน่วยงานอันที่ ๒ เกี่ยวกับวัคซีนคือการ รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ในกรณีที่ต่างประเทศสามารถคิดค้นวัคซีน โควิด-๑๙ (COVID-19) ได้สําเร็จ และไม่สามารถผลิตให้จํานวนเพียงพอกับการใช้ทั่วโลก เราก็อาจจะได้มีโอกาสรับถ่ายทอดเทคโนโลยีของวัคซีนนั้นกลับมาผลิตในประเทศไทยได้ และ ๓. เป็นส่วนสําคัญคือการจัดหาวัคซีนโควิด-๑๙ (COVID-19) เพื่อมอบให้กับประชาชน คนไทยและมอบให้กับประชาชนทั่วโลก วันนี้ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) หรือหน่วยงานกาวิ (GAVI) ก็เป็นหน่วยงานที่ได้สร้างแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เกี่ยวกับการจัดสรรหาวัคซีน โควิด-๑๙ (COVID-19) เพื่อมอบให้กับคนทั่วโลก โดยคาดหวังว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ ประชากรในประเทศนั้น ๆ ในทุก ๆ ประเทศในโลกนี้มีโอกาสที่จะได้รับวัคซีนโควิด-๑๙ (COVID-19) นี่คือสิ่งสําคัญในส่วนของวัคซีน แล้ววันนี้เรากลับมาพูดถึงซียูโควิด-๑๙ (CU COVID-19) ซึ่งเป็นวัคซีนไทยตัวหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ถือว่าในประเทศไทยก็มีคนจับตามองเยอะ ซียู โควิด-๑๙ (CU COVID-19) ได้พัฒนาไปถึงขั้นไหน วันนี้เราต้องบอกว่าในส่วนของวัคซีนมีการพัฒนาวิจัยแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอน ขั้นตอนแรกเป็นระยะทดลองก่อนการทดสอบในมนุษย์หรือพรีคลินิคัล เทสติง (Preclinical testing) และขั้นตอนที่ ๒ ระยะทดลองทางคลินิกหรือทดสอบในมนุษย์ วันนี้ ในส่วนของซียู โควิด-๑๙ (CU COVID-19) อยู่ในขั้นตอนที่ ๑ คือระยะทดลองก่อนการ ทดสอบในมนุษย์ ซึ่งได้ทดสอบในลิงเรียบร้อยแล้ว แล้วก็พบว่าผลงานวิจัยตัวซียู โควิด-๑๙ (CU COVID-19) สามารถเพิ่มภูมิต้านทานในการทําลายเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ในตัวลิง ซึ่งเป็นสัตว์ทดลองได้ แล้ววันนี้ครับ ทางซียู โควิด-๑๙ (CU COVID-19) ก็ได้ดําเนินการ เพื่อจะเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองทางคลินิกหรือทดสอบในมนุษย์ ซึ่งคาดว่าจะทดสอบ ในมนุษย์ได้ในประมาณเดือนพฤศจิกายนหรือเดือนธันวาคมนี้ โดยในขั้นตอนนี้ในส่วนของ กรรมวิธีในการผลิตวัคซีนบางส่วนเพื่อมาใช้ในการทดสอบทางคลินิก ทางซียู โควิด-๑๙ (CU COVID-19) จะต้องขอความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียเพื่อผลิตวัคซีนจํานวน ประมาณเกือบ ๑๐,๐๐๐ โดส (Dose) เพื่อจะนําเอากลับมาทดสอบทางคลินิกให้กับ ประเทศไทย วันนี้อยู่ในขั้นตอนที่เรารอวัคซีน เพื่อจะกลับมาทดสอบในประเทศไทย โดยเป็น นวัตกรรมหรือเป็นสิ่งที่คนไทย โดยทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา เพราะฉะนั้นแล้ววันนี้พวกเราคนไทยก็เฝ้ารอ ผมเชื่อว่าทางคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ก็พยายามชี้แจงและเอาข้อมูลที่เป็นข้อมูลสําคัญที่คนไทยเรายังไม่ทราบเกี่ยวกับวัคซีนตัวนี้ เอามาชี้แจงในสภา เราก็รอเดือนพฤศจิกายนนี้อาจจะได้มีโอกาสทดสอบวัคซีน ส่วนในเรื่อง ที่ถามเรื่องของการสืบสวนหรือสอบสวนโรค หรือเคส (Case) เพเชียนต์ อันเดอร์ อินเวสทิเกชัน (Patient Under Investigation) หรือพียูไอ (PUI) ต้องเรียนก่อนว่าในช่วง ๑-๒ เดือนแรก ของการที่มีการระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) คือเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ประเทศไทยก็ได้สืบสวนโรคหรือหาคนไข้ที่เป็นพียูไอ (PUI) ตามที่ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เป็นคนกําหนด ก็คือคนไข้รายนั้นจะต้องมีอาการก็คือไข้ ไอ น้ํามูก แล้วก็เดินทางมาจาก ประเทศที่มีการสัมผัสของโรค เพราะฉะนั้นแล้วที่ผ่านมาประเทศไทยก็พยายามทําตาม ที่ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เรกคอมเมนด์ (Recommend) หรือว่าแนะนําให้ต้องทํา แต่สุดท้ายแล้วในเมื่อมีการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) และอาการของ โควิด-๑๙ (COVID-19) เริ่มเปลี่ยนแปลงไปก็คือ เขาไม่แสดงอาการการเป็นไข้ สุดท้ายนี้ ประเทศไทยก็พยายามปรับพียูไอ (PUI) หรือ เพเชียนต์ อันเดอร์ อินเวสทิเกชัน (Patient Under Investigation) คือคนไข้ที่จะต้องสืบสวนโรคใหม่ โดยที่คนไข้รายนั้นไม่จําเป็น ต้องมีไข้ อาจจะมีไอ น้ํามูก แต่สําคัญครับ ต้องมีประวัติสัมผัสกับคนที่ป่วยเป็นโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) และสุดท้ายในกรณีที่มีการระบาดมากจริง ๆ แล้ว คนไทยที่มีอาการเหมือนจะ เจ็บป่วย ถ้ารู้สึกได้ว่าตัวเองจะเป็นโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็สามารถตรวจได้ ซึ่งวันนี้ สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือโครงการ ๓๐ บาท หรือบัตรทองก็ให้โอกาส คนไทยทุกคนได้มีโอกาสตรวจรักษาแล้วก็วินิจฉัยโควิด-๑๙ (COVID-19) อันนี้ในส่วนของ การสืบสวนโรค และสุดท้ายครับ ในส่วนของการคัดกรองวันนี้ทุกคนอาจจะคิดว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) ทั่วโลกเป็นเยอะ แต่เมืองไทยเป็นน้อยลง คําถามหนึ่งที่ทุกคนอยากถามว่า แล้ววันนี้หน่วยงานราชการของไทยยังทําอะไรอยู่หรือเปล่า ในส่วนของโควิด-๑๙ (COVID-19) วันนี้ทางคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขก็ได้สอบถามไปทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าวันนี้ในระยะที่โควิด-๑๙ (COVID-19) ในประเทศไทยไม่มีผู้ป่วยมา ๘๐ กว่าวันแล้ว แล้วทางหน่วยงานได้ทําอะไรให้กับประเทศไทยหรือว่าได้ตรวจ หรือว่าอยู่เฉย ๆ วันนี้ ต้องขอบคุณทางหน่วยงานราชการที่ยังคงตระหนักในส่วนของการระบาดนี้อยู่ โดยที่ในส่วน ของหน่วยงานราชการโดยกรมควบคุมโรคได้ทําอะไรไปบ้าง วันนี้ก็คือมีการตรวจในคนที่ คาดว่าจะเป็น เช่น คนป่วยที่ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบหรือปอดบวมที่ไม่สามารถ หาสาเหตุได้ วันนี้คนไข้กลุ่มเหล่านี้ทางการแพทย์ ทางโรงพยาบาล หมอและพยาบาล ก็ได้ตรวจคนไข้กลุ่มเหล่านี้ว่ามีเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) หรือเปล่า และคนที่ ๒ คือการ ตรวจเชิงรุกในชุมชน หมายความว่าอย่างไร ในกรณีที่ยังไม่พบโควิด-๑๙ (COVID-19) ๘๐ กว่าวันในประเทศไทยแล้ว ทางหน่วยงานราชการก็ยังพยายามค้นหาในชุมชนว่า มีหลงเหลือหรือมีหลุดรอด เล็ดลอดเข้ามาในเมืองไทย ทําอย่างไรครับ เขาก็ไปตรวจในชุมชน โดยเฉพาะชุมชนที่เราเชื่อว่ามีคนต่างด้าวอยู่จํานวนมาก นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้ โควิด-๑๙ (COVID-19) หลุดมาในประเทศไทยได้ และสําคัญครับ อันที่ ๓ ตรวจตามความต้องการ เช่น ในกรณีที่บริษัทเอกชนหรือว่าบริษัทใด ๆ ที่จําเป็น จะต้องรับชาวต่างชาติเข้ามาสู่ประเทศไทย อาจจะมีความจําเป็นต้องตรวจหาโควิด-๑๙ (COVID-19) นี่คือสิ่งที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทําอยู่ในประเทศไทยวันนี้ในส่วนที่ กรรมาธิการสาธารณสุขได้มีโอกาสสอบถามเพื่อมาตอบให้กับพวกเราพี่น้อง ส.ส. แล้วก็ ประชาชนทุกคนให้รับทราบว่าหน่วยงานราชการได้ทําอะไรบ้าง และสุดท้ายครับ คนที่เป็น คนสําคัญที่ช่วยดูแลระบบสุขภาพให้ดีขึ้น นอกจากบุคลากรทางการแพทย์คือแพทย์ พยาบาล แล้วก็นักเทคนิคการแพทย์ หรือแม้แต่ผู้เข็นเตียงทั้งหมด วันนี้ อสม. ประเทศไทย ก็สามารถทําให้โควิด-๑๙ (COVID-19) ของประเทศไทยนี้ผ่านพ้นไปได้ วันนี้มีสิ่งหนึ่ง ที่ทางกรรมาธิการได้ห่วงใยในส่วนของ อสม. เนื่องจากวันนี้เราทราบว่า อสม. ประเทศไทย ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร แล้วก็ในจังหวัดใหญ่ ๆ ที่เป็นเขตเมืองหรือบางคนก็เรียกว่า อสส. ด้วย กลุ่มนี้ยังมีจํานวน อสม. หรือ อสส. ไม่เพียงพอ ต่อการดูแลประชาชนในเขตพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ไม่เพียงพอ วันนี้อาจจะต้องฝาก ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเพิ่มปริมาณ อสม. ในส่วนของกรรมาธิการสาธารณสุขที่เป็น ข้อห่วงใยให้ดูแลประชาชนได้ทั่วถึง และสําคัญครับ มีบัญชีของ อสม. หลาย ๆ บัญชี บางคนอาจจะไม่ทราบ วันนี้กรรมาธิการก็ได้รับข้อร้องเรียนนี้มา แล้วก็บอกว่าบัญชี อสม. บัญชี ๒ คือ อสม. ที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนหลังจากผ่านการอบรมแล้ว ยังรอขึ้นบัญชีเป็น บัญชี ๑ อยู่ ซึ่งอันนี้ก็คือขวัญและกําลังใจที่ อสม. จะต้องมีเป็นบัญชีหนึ่ง นี่ก็คือในส่วนของ กรรมาธิการก็พยายามสืบหาปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้น ทําไมบัญชี ๒ ยังไม่ได้เพิ่มขึ้น แล้วก็ พยายามเพิ่มจํานวน อสม. ในเขตเมืองให้มากขึ้น เพื่อทําให้เกิดการครอบคลุมในการที่จะ เข้าไปดูแลคนไข้โควิด-๑๙ (COVID-19) ได้มากขึ้น ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านกรรมาธิการ บัญญัติ เจตนจันทร์ เชิญเลยครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ เลขานุการคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอตอบข้อคําถาม ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านนริศ ขํานุรักษ์ ต่อกรณีรับทราบผลการพิจารณาศึกษา เรื่องการศึกษามาตรการป้องกันการเกิดโรคระบาดหรือโรคติดต่อในประเทศไทย ที่คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขได้พิจารณาเสร็จแล้ว ๒ ประเด็นนะครับ🔗

ประเด็นที่หนึ่งกรณีที่เพื่อนสมาชิกกังวลว่าข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ กรณีที่เสนอให้รัฐบาลผลิตเครื่องมือแพทย์ หน้ากากอนามัย แล้วก็ชุดป้องกันโรคโควิด (COVID) โดยให้องค์การเภสัชกรรมผลิต แล้วท่านก็ตั้งคําถามว่าจะเพียงพอหรือไม่ ถ้าจะให้ ในส่วนภูมิภาคทั้ง ๔ ภาค ดําเนินการด้วยจะดีและมีความเพียงพอ ในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณากัน แล้วก็มีความห่วงใยว่าความมั่นคงทางด้านอุปกรณ์การแพทย์ และเครื่องมือแพทย์ สําหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด (COVID) นั้น มีความสําคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ พี่น้องประชาชนจะดําเนินการมาตรการต่าง ๆ ในการ ป้องกันโรคโควิด (COVID) หรือโรคอุบัติใหม่โคโรนาไวรัส ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) นี้ แต่ถ้าอุปกรณ์ เช่น หน้ากากอนามัย หน้ากากผ้าก็ดี เครื่องมือต่าง ๆ เช่น ชุดเสื้อเกราะ ชุดพีพีอี (PPE) ป้องกันเชื้อโรคไม่เพียงพอ แล้วทุกประเทศทั่วโลกก็จําเป็นต้องใช้ เมืองไทย คนไทยก็จะไม่อยู่ในสถานะที่มีความปลอดภัย คณะกรรมาธิการเป็นห่วงในส่วนนี้ว่า ในเบื้องต้นก็ขอให้องค์การเภสัชกรรมได้รับเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ แล้วก็เนื่องจากอุปกรณ์ ต่าง ๆ เหล่านี้ จะต้องมีการวิจัยพัฒนาควบคู่ไปด้วย ก็ขอให้กระทรวงอุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยต่าง ๆ ก็มีการวิจัยควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหม ซึ่งมีโรงงานของกระทรวงกลาโหม ทางด้านการทหารก็ควรที่จะถือว่า เป็นยุทธปัจจัย ยุทธภัณฑ์ในการสู้รบกับโรคระบาด ซึ่งก็เหมือนกับเป็นข้าศึกอย่างหนึ่ง เหมือนกัน ในส่วนนี้คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขได้ตระหนักเรื่องนี้ แล้วก็ได้ศึกษาเรื่องนี้ ซึ่งอยู่ในข้อสังเกตเช่นเดียวกัน🔗

ประเด็นที่ ๒ ของเพื่อนสมาชิกที่สอบถามว่ากรณีที่ อสม. ในเขตเมือง เช่น ในกรุงเทพมหานครหรือในเมืองใหญ่ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขได้ศึกษาเรื่องนี้ หรือไม่ ขอตอบท่านสมาชิกว่าคณะกรรมาธิการมีความห่วงใยต่อการกระจายตัวของ อสม. ในเขตเมือง ในกรณีกรุงเทพมหานครก็เรียกว่า อสส. หรืออาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานครว่าอาจจะมีการไม่เพียงพอจึงทําให้มีโรคระบาดเป็นเฉพาะโควิด (COVID) ในเขตเมืองมากกว่าในเขตชนบทซึ่งกระทรวงสาธารณสุขโดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ก็รับเรื่องนี้ไปดําเนินการ ขณะเดียวกันกรณีใช้ชื่อที่แตกต่างกันก็อาจจะทําให้พี่น้องประชาชน หรือสังคมสับสนว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสําคัญแก่ อสส. ให้ความสําคัญแก่ อสม. ซึ่งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพก็รับข้อสังเกตนี้ไป เพราะว่าอันนี้เป็นเรื่องของการตั้งชื่อ แล้วก็อยู่ในอํานาจของกระทรวงสาธารณสุขที่จะปรับชื่อต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกัน กรณีอาสาสมัครต่างจังหวัดก็แปลว่าอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน ถ้า อสม. ถ้าใช้ในกรุงเทพมหานครก็เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขในเขตเมืองหรือในเขต กรุงเทพมหานคร นอกจากนั้นคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขก็ยังได้เสนอแนะ กระทรวงสาธารณสุขว่า กรณีอาสาสมัครสาธารณสุขปัจจุบันมี ๑,๐๕๐,๐๐๐ คนเศษ แล้วก็ ทางรัฐบาลก็ดูแลค่าป่วยการก่อนที่จะมีโควิด (COVID) จํานวน ๑,๐๐๐ บาท ช่วงที่ มีโควิด (COVID) รัฐบาลก็ดูแลขวัญ กําลังใจเป็นค่าเสี่ยงภัย ๕๐๐ บาท ตั้งใจจะดูแล ๑๙ เดือน จนถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๔ แต่เนื่องด้วยวิธีการจัดงบประมาณก็ดูแล ๗ เดือน ในเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ ถึงกันยายน ๒๕๖๓ หลังจากนั้น ๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ จนถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ ในส่วนนี้คณะกรรมาธิการก็ได้กําชับว่าจะต้องดูแลให้ต่อเนื่อง จะใช้งบประมาณเป็นงบกลางหรืองบเงินกู้ส่วนใดก็แล้วแต่ ก็ขออย่าให้มีรอยต่อในส่วนนั้น นอกจากนั้นการทําประกันอุบัติภัยกลุ่ม เนื่องจาก อสม. จะต้องดูแลพี่น้องประชาชน นอกสถานที่ สวัสดิการเรื่องของการประกันกลุ่ม ซึ่งยังไม่มีที่ใดได้มีการกล่าวถึงไว้ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขก็ได้มีข้อเสนอแนะในส่วนนี้ว่าควรจะหาบริษัทประกัน ในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งใช้งบประมาณไม่มากเลยครับ เป็นการประกันภัยกลุ่มให้ อสม. ๑,๐๕๐,๐๐๐ กว่าคนนี้ ก็จะเป็นการเสริมเพิ่มเติมเพื่อให้ขวัญกําลังใจของอาสาสมัคร สาธารณสุขในส่วนนี้ด้วย🔗

ต่อข้อห่วงใยของท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม เรื่องของการให้ การศึกษา การให้ความรู้แก่พี่น้องประชาชน เพื่อให้ต้านทานโรคโควิด (COVID) นั้น คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขขอเรียนให้ความมั่นใจว่า คณะกรรมาธิการนั้นได้ตระหนัก เรื่องนี้ว่าลําพังให้ความรู้อย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ ความรู้นั้นกรณีหลายกรณีในปัจจุบันจะต้อง มีการแก้ข่าวเท็จด้วย คือเฟกนิวส์ (Fake News) หน่วยงานของกรมควบคุมโรคจําเป็น จะต้องให้ความรู้และต้องแก้ข่าว หน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการก็ในเด็กและเยาวชน ในโรงเรียน พี่น้องประชาชนทั่วไปก็ให้กรมอนามัยก็ดี กรมควบคุมโรคก็ดี ให้ความรู้ นอกจาก มีความรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องหาวิธีการให้เกิดความตระหนัก ให้ได้มีการฝึก การอบรม การตระหนักให้รู้ถึงโทษภัยของโรค แล้วก็ต่อไปก็ต้องให้ปฏิบัติได้จริง แล้วก็ต้องมีจิตอาสา ที่จะบอกต่อ ซึ่งสมัยนี้จะเรียกว่าการมีความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ หรือเรียกว่าเป็น เฮลท์ลิเทอเรซี (Health literacy) นั่นเอง ก็ขอถือโอกาสนี้ตอบข้อคําถามและข้อห่วงใยของ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อกรณีศึกษารายงานเรื่องการพิจารณาศึกษาญัตติเพื่อศึกษา มาตรการการป้องกันการเกิดโรคระบาดหรือโรคติดต่อในประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ได้นําเสนอต่อสภาเพื่อขอความเห็นชอบรับทราบ รายงานนี้ พร้อมทั้งเห็นชอบในข้อสังเกตเพื่อส่งให้รัฐบาลดําเนินการต่อไปครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป กรรมาธิการสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ครับ🔗

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ขอกราบเรียนว่าในข้อแนะนําและสิ่งที่สมาชิกได้อภิปรายเป็นเรื่องที่ คณะกรรมาธิการน้อมรับไปเพื่อที่จะไปหาวิธีที่จะส่งให้ถึงรัฐบาลรับไปดําเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านวิรัตน์ วรศสิริน ท่านเป็นห่วงเป็นใย เรื่องหน้ากากอนามัย แล้วก็อุปกรณ์ป้องกันโรคขั้นพื้นฐานที่ทั้งขาดแคลน ทั้งในเรื่องของ ราคาที่ควบคุม ท่านมองเห็นว่าปัญหาใหญ่คือเรื่องของการปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน ปล่อยให้มีข้อมูลลับออกไปถึงคนที่จะไปกักตุนต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเรากังวลกันอย่างยิ่ง ว่าเรื่องดังกล่าวนี้เราจะต้องใช้ความพยายาม รัฐบาลต้องให้ความสําคัญเป็นกรณีพิเศษ และสําหรับในเรื่องของการที่จะต้องสวมหน้ากากอนามัยและปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ นั้น คณะกรรมาธิการกราบเรียนว่ายังมีความจําเป็น เพราะว่าเรายังมีโอกาสที่จะเกิดโรคระบาด ซ้ําระยะใหม่ระยะที่ ๒ อีก เนื่องจากเรายังมีช่องโหว่หลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง คนเข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือว่าเรื่องของบุคคลที่ผ่านเกณฑ์การกักตัวแล้ว แต่ว่าช่วงนั้นยังตรวจไม่พบเชื้อ แต่อาจจะมาพบเชื้อภายหลัง ซึ่งเป็นผู้ที่จะทําให้เกิด การติดเชื้อ เพราะฉะนั้นการที่สวมหน้ากากอนามัย การรักษาระยะห่าง การล้างมือต่าง ๆ นั้น จึงเป็นมาตรการที่มีความจําเป็นและใช้ต่อไป ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่อาจจะช่วยทําให้ป้องกันโรคอื่น ๆ ได้ด้วย🔗

สําหรับท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกผู้อาวุโสท่านก็เป็นห่วงในเรื่องของ บุคคลเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจะเป็นช่องโหว่ที่สําคัญที่จะทําให้เกิดการแพร่เชื้อ ในประเทศไทยได้ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษาในเรื่องดังกล่าวโดยเชิญผู้เกี่ยวข้อง มาให้ข้อมูล ซึ่งก็พบว่ายังเป็นปัญหาที่ควบคุมยาก เพราะบุคคลดังกล่าวเข้ามาแล้วก็ผู้ที่เป็น นายจ้างในเมืองไทยก็ยังต้องการ แต่อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการก็ได้พูดคุยวิธีการต่าง ๆ ที่จะดูแลในเรื่องนี้ โดยควรจะให้นายจ้างได้มีภาระความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว ในเรื่อง ของการปฏิบัติตัวของคนงานที่เข้ามา เพราะเชื่อว่านายจ้างจะรู้ว่าใครเข้ามาโดยถูกกฎหมาย หรือผิดกฎหมาย นายจ้างควรจะแนะนําเรื่องของการปฏิบัติตัวตามมาตรการต่าง ๆ หรือหากว่ามีการส่งตรวจโรคต่าง ๆ โดยที่จะไม่เกิดปัญหาในเรื่องของกฎหมายด้านอื่น ๆ การทําประวัติของลูกจ้างดังกล่าวไว้จะช่วยทําให้การสอบสวนโรคง่ายขึ้น และการสร้าง สมดุลระหว่างการควบคุมโรคและการผ่อนคลายมาตรการทางเศรษฐกิจ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่คณะกรรมาธิการให้ความสําคัญและได้ทําการศึกษา เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศยังมีความห่วงใย เพราะว่าจะให้เชื้อโรค ผู้ติดเชื้อภายในประเทศเป็นศูนย์ แต่ว่าในเรื่องของเศรษฐกิจทรุดโทรม จนอยู่ไม่ได้ นั่นเป็นเรื่องที่คนไทยเป็นห่วง คณะกรรมาธิการรับทราบและขอขอบพระคุณท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เชื่อว่ารัฐบาลคงจะนําไปพิจารณาและ ปฏิบัติต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ กรรมาธิการ ท่านที่ ๔ นะครับ ท่านสุดท้าย ท่านกรรมาธิการ ธีรภัทร พริ้งศุลกะ เชิญครับ🔗

นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ กรรมาธิการ

ขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ ก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ทุกท่านที่ให้ความสําคัญกับญัตตินี้ แล้วก็ได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางและได้นํามาสู่ คณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาและเป็นที่มาของการเสนอรายงานมาในครั้งนี้ กระผม ขออนุญาตตอบประเด็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคําถามของท่านรังสิมา รอดรัศมี🔗

ประเด็นแรกก็คือว่า เรื่องการใช้หน้ากาก ถามว่ายังมีความจําเป็นอยู่ไหม ปัจจุบันนี้สถานการณ์ล่าสุดเราก็ยังพบว่ามีผู้ติดเชื้ออยู่ ซึ่งการสวมหน้ากากนี้มันไม่ใช่จําเป็น เฉพาะการป้องกันโรคโควิด (COVID) เท่านั้น ยังสามารถป้องกันโรคในเรื่องเกี่ยวกับ ทางเดินหายใจชนิดอื่นได้ด้วย เพราะฉะนั้นยังถือว่าจะมีความจําเป็นอยู่หรือไม่ ก็ยังน่าจะมี ความจําเป็น เพราะการใส่หน้ากากเป็นเรื่องของการขอความร่วมมือ มิได้เป็นการบังคับ แต่อย่างใดนะครับ และนอกจากนี้เมืองไทยเอง พวกเราเองมีการใช้หน้ากากมาตั้งแต่ปลายปี ที่แล้ว เหตุผลก็คือเราป้องกันฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เพราะฉะนั้นการใช้หน้ากากนะครับ ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจและผมเชื่อว่ายังมีความจําเป็นอยู่ที่🔗

ประเด็นที่ ๒ เนื่องจากกรอบการทํางานของคณะกรรมาธิการเราเริ่ม ทํางานตั้งแต่ที่สภาได้ส่งญัตติมาให้กรรมาธิการเป็นต้นมาเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม จนถึง วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๓ เหตุการณ์ผ่านมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม จนถึงเข้า เดือนสิงหาคมแล้ว สถานการณ์ปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนไปบ้างพอสมควร ประเทศไทยได้รับการ ยอมรับและได้รับการยกย่องจากดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ว่าเป็นประเทศที่มีมาตรฐานในการ ป้องกันได้อย่างดีเยี่ยม จึงเป็นเหตุให้มีหลายส่วน ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแรงงาน ที่เดินทางกลับไปประเทศเพื่อนบ้านและมีความพยายามที่เดินทางกลับเข้ามาทํางานในประเทศไทย อีกครั้ง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการจะขอรับเรื่องนี้เข้าไปพิจารณาในส่วนของกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง โดยอาจจะมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น สํานักงานตรวจคนเข้าเมือง สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ กรมแรงงาน หรือในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข อย่างเช่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมควบคุมโรค ทั้งนี้ เพื่อจะได้เป็นตัวกลางในการบูรณาการ วิธีการแก้ปัญหาเรื่องการข้ามพรมแดนเข้ามาอย่างผิดกฎหมายต่อไป ทางคณะกรรมาธิการ ก็ต้องขอขอบคุณความห่วงใยของท่านสมาชิก ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ซึ่งทางกรรมาธิการ จะได้นําข้อเสนอแนะของท่านทั้ง ๒-๓ ประเด็นนี้เข้ามาพิจารณาในคณะกรรมาธิการ ในครั้งต่อ ๆ ไป🔗

ส่วนของท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม สําหรับวัคซีน ถ้าหากจะได้มีการได้มา ในล็อต (Lot) แรก ๆ นะครับ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในส่วนนี้ เท่าที่ทราบก็คือว่าจะต้องมีการ คัดเลือก โดยเฉพาะจะให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่มีความสุ่มเสี่ยงกับโรคชนิดนี้มากกว่า กลุ่มอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนนี้เป็นกลุ่ม ลําดับแรก ๆ และกลุ่มต่อมาจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะถือว่ามีความสูญเสียเป็นไปได้ง่าย มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ🔗

ส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้ฝากไว้นะครับ ทางคณะกรรมาธิการ ก็จะนําเข้ามาพิจารณาในลําดับต่อไป สุดท้ายกระผมขอความกรุณาจากเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ขอให้ความเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้ประธานสภาได้ส่งรายงานและ ข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีต่อไป ขอบคุณเพื่อนสมาชิกและท่านประธานมากครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิก ได้อภิปรายทุกท่านที่ได้เสนอนะครับ และทางคณะกรรมาธิการก็ได้กรุณาชี้แจงครบ ถือว่า การอภิปรายยุติแล้ว แต่โดยที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๒๕ ผู้เสนอ จึงมีสิทธิที่จะอภิปรายเป็นครั้งสุดท้ายได้ ขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ🔗

นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ปกรณ์ มุ่งเจริญพร ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงยิ่ง ตลอดจนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านที่ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นข้อสังเกต ผมอยากจะนําเรียนต่อที่ประชุมครับว่าวันนี้ สถานการณ์โรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นโควิด-๑๙ (COVID-19) สร้างผลกระทบให้กับคนทั้งโลก แต่สําหรับประเทศไทยของเราผมคิดว่าโชคดีกว่าหลาย ๆ ประเทศ เพราะเราสามารถป้องกัน และยับยั้งโรคได้อย่างรวดเร็วที่สุด อย่างหนึ่งสิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนต่อที่ประชุม จริง ๆ แล้วที่เราประสบความสําเร็จในการป้องกันโรคในครั้งนี้ ก็เพราะเรามีเครือข่ายอย่างที่ ที่ประชุมได้รับทราบก็คือ เรามีระบบสาธารณสุขเราที่ถือว่าไม่แพ้ใครในโลกนี้ เรามีระบบการ ปกครองในส่วนภูมิภาคในท้องถิ่น อสส. ที่สําคัญเรามีบุคลากรที่อาสามารับใช้พี่น้องประชาชน ในเรื่องสาธารณสุขก็คือ อสม. ที่สําคัญกว่านั้นเรามีพี่น้องประชาชนที่เคารพในกฎ กติกา ตั้งแต่มีการอุบัติใหม่ของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) มาแล้วพี่น้องคนไทยของเราระบบโรค ทางเดินหายใจน้อยลงทันที นี่เป็นสิ่งที่วันนี้ผมคิดว่าสิ่งที่เราได้ประโยชน์จากการได้รับ ผลกระทบในครั้งนี้มันก็มีเช่นเดียวกัน อย่างเช่น กรณีวันนี้ถามว่าเป็นความโชคดีหรือเปล่า ที่เราสามารถป้องกันโรคได้ ผมว่าเป็นความโชคดีของเราที่เรามีพืชสมุนไพร เรามีพืชสมุนไพร หลายตัวที่วันนี้ถือว่าสามารถยับยั้งโรคได้แต่ขาดการวิจัยรองรับเท่านั้นเอง นี่คือโอกาสของ คนไทย โรคอุบัติใหม่คราวนี้สิ่งที่คนไทยจะได้รับผมคิดว่ามันมากกว่าที่เราจะเสียหาย ในอนาคตข้างหน้า สิ่งที่เราได้รับก็คือวันนี้ความเชื่อมั่นของคนทั้งโลกที่มีต่อประเทศไทย สิ่งที่ จะได้รับโอกาสข้างหน้าก็คือความเชื่อมั่นของสมุนไพรไทย จึงเป็นโอกาส ผมถือโอกาส ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ วันที่ ๒ ถึงวันที่ ๖ เดือนกันยายนที่จะถึงนี้ กรมการแพทย์แผนไทย กับกรรมาธิการการสาธารณสุขจะได้ร่วมกันจัดงานสมุนไพรแห่งชาติที่เมืองทองธานี ถ้าท่านใดมีโอกาสก็ขออนุญาตเรียนเชิญร่วมชมให้กําลังใจพวกเราด้วยครับ โอกาสนี้ ขอขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณเพื่อนสมาชิกต่อข้อเสนอแนะที่มีต่อพวกเราเราจะได้ นําเสนอต่อรัฐบาลต่อไป ขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านประธาน กรรมาธิการครับ ต่อไปก็ต้องขอมติที่ประชุมนะครับว่าจะเห็นด้วยกับรายงานของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ เท่าที่ฟังการอภิปรายมาตั้งแต่ท่านแรก ท่านสุดท้าย ไม่มีผู้ใด ที่คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับรายงานนี้ ผมขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ญัตติใดไม่มีผู้คัดค้าน ให้ประธานถามที่ประชุมว่าจะมีผู้เห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ ท่านสมาชิกที่มีความเห็น เป็นอย่างอื่นมีไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าไม่มี ให้ถือว่าที่ประชุม ลงมติเห็นชอบด้วยกับญัตตินั้น ก็คือเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ🔗

โดยที่มีข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการด้วย ข้อสังเกตนี้ ตาม ข้อ ๑๐๕ ก็จะ ไม่ให้มีการอภิปราย แต่ต้องขอมติจากที่ประชุมเช่นเดียวกัน แล้วก็ตลอดมาก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ข้อสังเกตของกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นถ้าที่ประชุมไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่า ที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเพื่อดําเนินการส่งต่อไป ก็ถือว่าที่ประชุมนี้ ได้ให้ความเห็นชอบกับข้อเสนอรายงานของกรรมาธิการและข้อสังเกต ก็จบ ขอบพระคุณ ท่านประธานและกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ทราบว่ากรรมาธิการชุดต่อไปเตรียมพร้อมแล้ว ขอเชิญเลยครับ🔗

๔.๓ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การบริหารราชการ กรุงเทพมหานคร กรณีสภาเขตและสมาชิกสภาเขต ซึ่งคณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ก็เสนอมาเพื่อที่ประชุมนี้ ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบกับรายงานของกรรมาธิการต่อไป ขอเชิญท่านกรรมาธิการ เชิญเลยครับ🔗

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกที่มีความประสงค์ จะอภิปรายกรุณาส่งรายชื่อมาเลย เพราะว่าจะได้ทราบจํานวนสมาชิกที่จะอภิปราย เพราะว่าถ้าเรื่องนี้เสร็จเราก็มีสิทธิที่จะไปสู่ระเบียบวาระที่ค้างพิจารณาของท่านวินท์ สุธีรชัย และท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ กับของท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม กับท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องค้างพิจารณาในวาระที่ ๕.๑ และ ๕.๒ ต่อไปครับ ท่านกรรมาธิการพร้อม ท่านประธานมีอะไรจะเริ่มชี้แจงก่อน เชิญเลยครับ เชิญครับ🔗

นายซูการ์โน มะทา ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายซูการ์โน มะทา ประธาน คณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจการปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการ รูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ขอรายงานให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบว่า ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๒๑ สมัยสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง วันพุธที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๒ ได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจการปกครอง ส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ เพื่อให้มีอํานาจ หน้าที่ ตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ (๑๙) ในการกระทํากิจการการเสาะหา ข้อเท็จจริงหรือการศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการ และการปฏิบัติ ของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมการกระจายอํานาจให้กับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ🔗

บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการพิจารณาศึกษาเรื่องการบริหารราชการ กรุงเทพมหานคร ในกรณีสภาเขตและสมาชิกสภาเขตเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีข้อเสนอ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครให้สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๘๐ และแผนปฏิรูปประเทศ ดังนี้🔗

๑. กําหนดให้มีสภาเขตและสมาชิกสภาเขตแต่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โครงสร้าง ที่มา องค์ประกอบ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกสภาเขตและผู้อํานวยการเขต เพื่อให้มีความยึดโยงกับพื้นที่และประชาชน สามารถสะท้อนปัญหาของประชาชนในพื้นที่ และสอดคล้องกับหลักการกระจายอํานาจ โดยโครงสร้างของสภาอาจมีลักษณะเป็นสภาคู่ ระหว่างสภาเขตและสภาประชาคมเขต สภาเขตมีที่มาแบบผสมผสานระหว่างมาจากการ เลือกตั้งกันเองของประธานกรรมการชุมชน จํานวนอย่างน้อย ๕ คน และมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชน จํานวนอย่างน้อยเขตละ ๗ คน🔗

๒. กําหนดบทบาทหน้าที่และอํานาจของสภาเขตให้ชัดเจน เพื่อให้มี ความเชื่อมโยงกับกรุงเทพมหานครและประชาชน โดยสภาเขตต้องมีบทบาท อํานาจหน้าที่ การเสนอความเห็นต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานครในการจัดสรร งบประมาณเพื่อการพัฒนาเขต ให้ข้อคิดเห็น ข้อสังเกต และพิจารณาแผนพัฒนาเขต ต่อผู้อํานวยการเขต และสภากรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารและพัฒนาเขต เสนอข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการพัฒนาต่อสภากรุงเทพมหานคร กํากับ ติดตาม ดูแลการดําเนินการ ให้ข้อเสนอ ข้อคิดเห็น การจัดการ จัดทํา และการใช้จ่ายงบประมาณของสํานักงานเขต ให้คําปรึกษา และเสนอแนะต่อผู้อํานวยการเขตเกี่ยวกับการปรับปรุงหรือแก้ไขการบริการประชาชน ภายในเขต ประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการชุมชน สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในเขตเพื่อการพัฒนาเขต และการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แต่งตั้ง คณะกรรมการเพื่อกระทํากิจการหรือพิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวกับ การงานของสภาเขต และเสนอข้อสอบถามไปยังสภากรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครหรือผู้อํานวยการเขตชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่🔗

๓. กําหนดบทบาทหน้าที่ของสภาประชาคมเขต โดยเป็นที่ปรึกษาให้แก่ สภาเขตและสมาชิกสภาเขต ในการจัดให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะหรือคําปรึกษา ในการ พัฒนาพื้นที่ การอนุรักษ์ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งให้ความร่วมมือในการดําเนินการพัฒนา ปรับปรุง และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เพื่อให้ ประชาชนในพื้นที่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี กระผมจึงขอเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาของ คณะกรรมาธิการ เรื่อง การบริหารราชการกรุงเทพมหานคร กรณีสภาเขตและสมาชิกสภาเขต ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านประธาน กรรมาธิการครับ มีสมาชิกเข้าชื่อกันมาแล้วขณะนี้ ๑๒ ท่านนะครับ ขอท่านสมาชิก ได้ควบคุมเวลาอภิปรายนะครับ ผมขออ่านรายชื่อเพื่อท่านจะได้เตรียมตัวนะครับ นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ นายทศพร ทองศิริ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ขอเชิญนางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน ครับ🔗

นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตยานนาวา เขตบางคอแหลม พรรคก้าวไกล ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านสําหรับรายงานฉบับนี้ ก็มีประโยชน์มาก ท่านประธานคะ ตั้งแต่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ปฏิวัติรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ พลเอก ประยุทธ์ ไม่ได้เพียงแต่ยึดอํานาจการปกครองระดับประเทศ แต่ พลเอก ประยุทธ์ ยึดอํานาจการปกครองระดับท้องถิ่นด้วย โดยท่านใช้อํานาจของ ม. ๔๔ ปลดผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ที่มาจากการเลือกตั้ง ปลดสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด ๓๐ คน และแต่งตั้ง ส.ก. ชุดใหม่เข้ามาแทน ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นอดีตทหาร อดีตตํารวจ และอดีตข้าราชการนะคะ จนถึงวันนี้ ๖ ปีผ่านไป ท่านก็ยังคงไม่ยอมจัดให้มีการเลือกตั้ง ท้องถิ่นนะคะ ความสําคัญของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ ส.ก. นั้นมีความสําคัญมาก เพราะถือเป็นตําแหน่งที่ถืองบประมาณเยอะมาก อย่างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีงบของกรุงเทพมหานครที่จะต้องบริหารถึงราว ๆ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะคะ ส่วน ส.ก. ก็มีงบที่ต้องบริหารหลายสิบล้านบาทต่อปี ซึ่งท่านประธานคะ ไม่ใช่แค่ปลดเพียงผู้ว่าฯ และ ส.ก. เท่านั้น แต่ พลเอก ประยุทธ์ ก็ยังปลดสมาชิกสภาเขตหรือ ส.ข. ด้วย แล้วก็มีการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร โดยสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศให้ยุบ ให้เลิกการเลือกตั้ง ส.ข. อีกด้วยนะคะ และท่านก็จะตั้งสิ่งที่เรียกว่าประชาคมเขตขึ้นมาแทน ส.ข. โดยประชมคมเขตนั้น ท่านก็เขียนกฎเอาไว้ว่าจะมาจากการเสนอชื่อ โดย ผอ. เขต มันเป็นการเลือกหรือเป็นการจิ้มจากตัวแทนกลุ่มอาชีพต่าง ๆ แต่ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง เหมือนอย่างเมื่อก่อน ซึ่งมันสามารถอนุมานได้ว่าหลังรัฐประหารนั้น ทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้ง ส.ก. เป็นคนของ พลเอก ประยุทธ์แทบทั้งหมด เพราะท่านตั้งคนเหล่านี้มากับมือ แถมตอนนี้ ก็ไม่ได้มีสมาชิกสภาเขตมาตรวจสอบและถ่วงดุลการทํางานของ ผอ. เขตด้วยค่ะ ลองคิดตาม หลักโลจิก (Logic) ง่าย ๆ ตามหลักเหตุผลง่าย ๆ ผู้ที่ไม่ได้มาจากประชาชนไม่มีทางเลยที่เขา จะมาทํางานเพื่อประชาชน ผู้ที่ไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาจากการแต่งตั้งแบบนี้ คนที่เขา จะติดหนี้บุญเพียงคนเดียวก็คือคนที่แต่งตั้งเขาเข้ามา ดิฉันจินตนาการไม่ออกเลยว่าทําไม คนเหล่านี้ต้องทํางานเพื่อประชาชน โดยรวมแล้วดิฉันเห็นด้วยในหลักการของผลการศึกษา เรื่องการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร กรณีสภาเขตและสมาชิกสภาเขตว่าควรจะต้องจัด ให้มีการเลือกตั้ง ส.ข. เพราะมันเป็นการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น เป็นการกระจายอํานาจ กลับคืนสู่มือประชาชน ซึ่งหลักการกระจายอํานาจนั้นเป็นหลักการของพรรคอนาคตใหม่ ที่เราพูดกันไว้ตั้งแต่วันแรกที่ตั้งพรรคอนาคตใหม่จนกระทั่งวันนี้ที่โดนยุบพรรคแล้วเปลี่ยน ชื่อพรรคเป็นพรรคก้าวไกล หลักการนี้ก็ยังเป็นหลักการที่เรายึดมั่นอยู่เหมือนเดิม แล้วโดยเฉพาะปลายปีนี้ที่เราคาดการณ์ว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ส.ก. หากนายกรัฐมนตรีไม่เลื่อนอีก ซึ่งดิฉันคิดว่าท่านไม่ควรเลื่อนแล้ว เพราะว่า ถ้าเลื่อนอีกท่านอาจจะเจอปัญหาหนัก เจอกระแสกดดันจากประชาชนข้างนอกที่เขาทวงถาม แล้วรอมานานหลายปี พวกเรา ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล เราหวังว่าจะเอาอํานาจ ที่เป็นของชนชั้นนําคืนกลับมาให้กับประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร แล้วเห็นด้วยกับ กรรมาธิการในหลักการ ซึ่งหลังจากนี้ ส.ส. ของกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกลทั้ง ๖ ท่าน จะขึ้นอภิปรายทุกคน โดยเราจะมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตให้กับทางกรรมาธิการ ในหลากหลายประเด็นค่ะ ขอบคุณมากค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณคุณวรรณวรีครับ รักษาเวลาไว้ดีครับ ต่อไปท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ขอบคุณท่านซูการ์โน มะทา ที่กรุณาเรื่องนี้ เพราะนี่คือความคิดเห็นของ พี่น้องประชาชนในระดับรากหญ้า พรรคเพื่อไทยทํางานในกรุงเทพมหานครมาโดยตลอด แล้วขอขอบคุณท่านประธานภาค กทม. รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ที่กรุณานําเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมาธิการ สะท้อนให้ประชาชนได้เห็นว่าวันนี้กรุงเทพมหานคร ที่ท่านเดินกันไปเดินกันมามีคนชื่นชอบพรรคฝ่ายค้าน ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ ถ้ารวม พรรคก้าวไกลด้วย รวมพรรคเพื่อไทยด้วย แนวคิดเดียวกันครับ ผมอยากจะบอกอย่างนี้ว่า มันเป็นการคิดแบบ คสช. ผมจะบอกว่าคิดแบบ คสช. อย่างไรนะครับ สมาชิกสภาเขต บ้านของผมคลองสามวามีประชากรเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คน เขตใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของ กรุงเทพมาหานคร แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาเขาจัดตั้ง ส.ก. สมัยก่อนสมาชิกสภา กรุงเทพมหานคร มีทั้งหมด ๒ คนครับ ๒ คนในคลองสามวาบ้านของผม แต่พอ คสช. พลเอก ประยุทธ์ปฏิวัติปุ๊บใช้วิธีการแต่งตั้งมาทั้งหมด ๓๐ คน แล้วก็มาแก้ไขกฎหมาย ฉบับปัจจุบันที่คณะกรรมาธิการคณะนี้คิด ท่านประธานลองคิดตามว่า พลเอก ประยุทธ์ แล้วก็ให้คณะกรรมการต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานครที่แต่งตั้งมาโดย คสช. ซึ่งผม บอกเลยว่าไม่เท่ ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็มาจากการแต่งตั้งจาก คสช. ไม่เท่ครับ เพราะท่านไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตย จนถึงปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชน อย่าลืมนะครับ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาจาก การแต่งตั้งทั้งหมด นี่มันผ่านยุคประชาธิปไตยกันมาถึงไหนแล้วครับ แล้วผมอยากจะบอก อย่างนี้ครับเมื่อสักครู่นี้ผมบอกว่าเขตคลองสามวาเดิมมี ส.ก. ๒ คน ผมเอาสมาชิก สภากรุงเทพมหานครก่อน พอมีการปฏิวัติปุ๊บท่านตั้งคนเข้าไป ๓๐ คน มาจาก คสช. สุดท้าย ก็ไปลงพื้นที่ไหวหรือครับมี ๕๐ เขตกรุงเทพมหานครใหญ่จะตาย แบ่งออกเป็นฝั่งเหนือ ฝั่งใต้ ฝั่งธน แล้วกฎหมายฉบับใหม่ที่เขากําลังร่างกัน ที่ท่านได้ไปศึกษาปรากฏว่า ส.ก. ให้ยึดหลักจํานวน ประชากร ถ้าเกิน ๑๕๐,๐๐๐ คนขึ้นไปก็ให้นับเป็นคนที่ ๒ แล้วมีเขตไหนที่มีประชากรเกิน ๓๐๐,๐๐๐ คนในเขต คือเขียนแบบนี้รู้เลยว่าตั้งใจอะไร สุดท้ายก็หารเหลือเพียง ๕๐ เขต มี ส.ก. สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ๕๐ คน คําถามก็คือเขตชั้นในมีประชากรต่อ ๑ เขต ๖๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านมีสมาชิกสภากรุงเทพฯ ๑ คน เขตลาดกระบังของท่าน ดอกเตอร์ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ ใหญ่โตมโหระทึกก็มีสมาชิกสภากรุงเทพฯ ๑ คน เขตคลองสามวาบ้านผมก็มีสมาชิกสภากรุงเทพฯ ๑ คน ท่านเอาอะไรคิดครับ ผมจึงบอก มันคิดในยุคพวกที่ปฏิวัติ พวกเสพติดอํานาจ พวกเผด็จการชอบคิดแบบนี้ เอาแบบนี้ ฉันคิดแบบนี้ ฉันทําแบบนี้ ขอบคุณคณะนี้ที่กรุณา เมื่อสักครู่ที่ผมพูดถึงสมาชิกสภากรุงเทพฯ หลังปฏิวัติมาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบันนี้ ผมอยากรู้เหมือนกันว่าท่านได้ตรวจสอบ อะไรบ้าง ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาหลายสมัย แล้วผมก็เป็นคนติดตามตรวจสอบ กรุงเทพมหานคร ท่านประธานจําได้ไหมครับ กล้องแหกตา กล้องดัมมี (Dummy) ก็ผมนี่แหละครับเป็นคนตรวจสอบ รถเมล์ รถดับเพลิงต่าง ๆ คําถามก็คือท่านมี สมาชิกสภากรุงเทพฯ วันนี้ที่มาจาก คสช. ท่านได้ตรวจสอบอะไรให้กับพี่น้องชาว กรุงเทพมหานครบ้าง ผมจะวกกลับมาที่สมาชิกสภาเขต ก่อนการปฏิวัติมีสมาชิกสภาเขต ๘ คนบ้าง ๙ คนบ้าง แล้วแต่จํานวนประชากร คนเหล่านี้มาจากการเลือกตั้งครับ บางเขต ผสมกันหลายพรรค เมื่อหลายพรรคก็เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนประจําเขตครับ ผู้อํานวยการเขตรับเงินมา งบประมาณมาประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ บาทแต่ละเขต จะไปทํา ตามใจชอบไม่ได้นะครับ ท่านประธานถ้ามีโอกาสไปบ้านผม แถว ๆ บ้านผม ถนนรามอินทรา ก่อนปีงบประมาณจะหมดเดือนหน้ามีกระบือมา ๕ ตัว ตั้งอยู่เกาะกลางถนนผม เป็นควาย หุ่นจําลอง มีควายเผือก ๑ ตัว ควายดํา ๔ ตัว ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไรครับ ถามว่า ถนนหนทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่เขตต้องการอะไรมากกว่าหุ่นควาย ต้องการอะไร มากกว่าหุ่นกระบือครับ ผมถามหน่อยว่าต้องแก้ไขสาธารณูปโภคถูกไหมครับ แต่ไม่มีสมาชิก สภาเขตไปตรวจสอบเลย ผู้อํานวยการเขตคิดอะไรได้ก็ตามแต่ใจท่าน ก็ไม่ผิดหรอกครับ ก็เป็นเรื่องของท่านไป เพราะไม่มีใครตรวจสอบ แล้วยิ่งสมาชิกสภาเขตไม่มี เดือดร้อนหนัก เพราะสมาชิกสภากรุงเทพมหานครบ้านผมในเขตคลองสามวากินอยู่ ๕ แขวง พื้นที่กว้างมาก ผมขับรถจากจุดหนึ่งข้ามไปอีกจุดหนึ่ง ๔-๕ ชั่วโมงต้องวนรอบเขตถึงจะครบ คําถามก็คือ แล้วท่านคิดอย่างไร ทําไม ส.ส. เลือกตามจํานวนประชากรล่ะ แต่ทําไมสมาชิกสภาเขต และสมาชิกสภากรุงเทพฯ ท่านคิดเอาเองว่า ๕๐ เขตเท่าไรก็หารเท่านั้น งบประมาณเท่าไร หารเท่านั้น ท่านประธานครับ ท่านประธานเคยเป็นประมุขฝ่ายบริหาร เคยเป็น นายกรัฐมนตรีมา ท่านก็รู้ว่ากรุงเทพมหานครมาของบอุดหนุนต่อรัฐบาลเป็นประจํา เมื่อ ๒-๓ วันก่อน ผมเข้าไปนั่งในคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณท้องถิ่น พิจารณางบของ กทม. ท่านผู้ว่าอัศวิน ขวัญเมือง มาชี้แจงในที่ประชุมครับ เราซักถามในโครงการต่าง ๆ เช่น สะพานข้ามแยกข้างสภาที่ข้ามแยกเกียกกายข้ามไปฝั่งโน้น เกิดปัญหาอะไรขึ้น กทม. เงินไม่ได้หรือ ได้ แล้วเกิดปัญหาอะไร เป็นปัญหาภายในของกรุงเทพมหานคร ท่านผู้ว่า อัศวิน ขออภัยที่เอ่ยนาม แต่เป็นข้อบันทึกที่อยู่ในกรรมาธิการเลยครับ ท่านก็บอกว่าขออภัย ต่อไปนี้จะไม่ให้เกิดขึ้นอีกแล้ว ระบบถ่วงดุลอํานาจทั้งในระดับท้องถิ่น ทั้งในชาติหมดสิ้น กันไปแล้วมาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๗ แต่เราคิดว่าปีที่แล้วเลือกตั้งน่าจะมีอะไรดีขึ้นบ้าง วันดีคืนดี ท่าน มท. ๑ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็โยนเผือกร้อนให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง วันดีคืนดีเราไม่เคยเห็นคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ออกมาบอกว่าเอาเผือกร้อนกลับไปด้วย ที่ มท. ๑ เดชะบุญครับ ท่านนายกรัฐมนตรียังกรุณาบอกว่า เดี๋ยวจะให้จัดเลือกตั้ง ท้องถิ่นก่อน แต่ที่ผมอยากจะบอกท่านประธานว่า ๑. การคิดโดยคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ หรือ คสช. เป็นการคิดผิดที่สุดที่ยกเลิกการมีสมาชิกสภาเขต และท่านรู้ไหมครับ พอยกเลิกไม่พอยังไปให้อํานาจของผู้อํานวยการเขตก็คือนายอําเภอนี่แหละ ตั้งที่ปรึกษา หรือตั้งคณะกรรมการพิจารณางบประมาณของเขต ผลัดกันเกาหลัง เผลอ ๆ จะผลัดกัน สระผม ผมจึงบอกท่านประธานว่า การอภิปรายในรัฐสภาถ้าเป็นประเด็นที่สําคัญ ต้องถูกบันทึกไว้ ๑. สภานิติบัญญัติแห่งชาติท่านจะไปออกกฎหมายอะไรในช่วง ๔-๕ ปี ที่ผ่านมาเรื่องของท่าน แต่กาลยุคมันเปลี่ยนไป สมาชิกสภาเขตต้องกลับมาเกิดขึ้นโดยทันที และการที่ท่านไปเขียนบอกว่าจะให้ตั้งที่ปรึกษาโดยผู้อํานวยการเขตหรือนายอําเภอ ตั้งมา เพื่ออะไรครับ แล้วผมถามว่านายอําเภอหรือผู้อํานวยการเขตจะตั้งฝ่ายตรงข้ามมาหรือครับ มันก็ต้องตั้งพวก ได้ครับพี่ ดีครับท่าน ทันครับผม เหมาะสมครับนาย ใช่ ครับ จ้า มันเป็นอย่างนี้อยู่แล้วครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมฝากคณะกรรมาธิการชุดนี้เดินให้สุดนะครับ สมาชิกสภาเขต เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง ผมไม่สนใจว่าพรรคการเมืองไหนจะได้ ต่อให้ พรรครัฐบาลได้ แต่ท่านก็ตรวจสอบอย่างเป็นธรรม🔗

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ การจัดสรรงบประมาณของ กรุงเทพมหานครพี่น้องประชาชนไม่ทราบนะครับ ท่านรู้ไหมว่ากรุงเทพฯ ชั้นในมีประชากร เมื่อสักครู่นี้ผมบอกว่า ๗๐,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ ๑ เขต ครับ ผมไม่เอ่ย ชื่อเขต เพราะเขตชั้นในถ้าเป็นเขตเลือกตั้งของ ส.ส. จะต้องเอา ๓ เขตมารวมกัน เพื่อให้ได้ประชากรแล้วมี ส.ส. ๑ คน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ กรุงเทพมหานคร ใช้วิธีหารเท่าครับ ฝากไปยังท่านซูการ์โนครับ ๕๐ เขตหารเท่านะครับ หมายความว่า เขตดอนเมืองของท่านการุณ โหสกุล เขตสายไหมของท่านอนุดิษฐ์ นาครทรรพ หรือใคร ก็แล้วแต่ ท่านประเดิมชัย คนในกรุงเทพมหานครถูกหารเท่ากันหมดครับ ท่านเอาอะไร คิดละครับ ท่านจึงเห็นเกาะกลางถนนชั้นในนี่สวยงามเลยครับ วันดีคืนดีใครอยู่ในกรุงเทพฯ ชั้นใน ก็จะเห็นเปลี่ยนทางเท้าอีกแล้ว เห็นไหมครับ วันดีคืนดีก็จะเห็นป้ายรถเมล์อัจฉริยะ ผมบอกผู้ว่าราชการอัศวินนะครับ กรุงเทพมหานครโดยพรรคเพื่อไทยตรวจสอบท่าน อย่างเข้มข้น ผมบอกไปยังรองผู้ว่าราชการ กทม. ทุกคนนะครับ ท่านอย่าคิดว่าตัวนวลอยู่นะครับ หรือว่าสะดวกสบายอยู่นะครับ ข้อมูลเป็นลังครับ แล้วผมบอกท่านผู้ว่าราชการอัศวินว่า ถ้าท่านไม่เร่งแก้ไขปัญหาแบบนี้จะมีปัญหาหลังการเลือกตั้งในอนาคตแน่นอน อะไรที่ซุกไว้ ใต้พรมมันจะถูกเปิดออกมาครับ ท่านประธานครับ ถ้าเกิดท่านมีโอกาสวิ่งเส้นมอเตอร์เวย์ (Motorway) นะครับ จากถนนรามอินทราวิ่งเลาะไปครับ ที่จะไปขึ้นทางด่วนออกวงแหวน กาญจนาภิเษก ท่านจะเห็นป้าย พลตํารวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง เบ้อเริ่มเลยนะครับ สวนสาธารณะนี้เป็นสวนแบบเอาฟาง เอาหญ้า เอาวัว เอาควาย จําลองมาทํา ท่านเป็น หน้าที่ของผู้ว่า กทม. ใช้งบประมาณของแผ่นดินไม่มีสิทธิที่จะไปอวดอ้างสรรพคุณอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านจะต้องตรวจสอบต่อไปครับ🔗

สุดท้ายปลายทางท่านประธานที่เคารพครับ ผมพูดด้วยเพื่อที่จะให้ ท่านกรรมาธิการได้โปรดไปพิจารณานะครับ เสียดายผมไม่ได้เข้าไปนั่งอยู่ในคณะนี้🔗

๑. ท่านต้องแก้ไขเรื่องของจํานวนสมาชิกสภากรุงเทพฯ ก่อนนะครับ สมาชิกสภากรุงเทพฯ สมาชิกสภาเขตมี ๓ ระดับนะครับ ส.ส. วัดตามจํานวนประชากร รู้กันอยู่แล้ว ส.ก. ท่านไปใช้ตรรกเดิมหารเท่าจากจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ คนขึ้นไปไม่ได้ คือถ้าเขตไหนไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่ํากว่านั้น ก็ให้ ๑ คน หมายความว่าเขตอื่นมี ๖๐,๐๐๐ คน ๓๐,๐๐๐ คน ก็ ๑ คนนะครับ ท่านต้องไปแก้ไขตรงนี้ต้องดูตามจํานวน ประชากรที่อยู่ในทะเบียนบ้านให้ชัดเจนและลดจํานวนมา เช่น ส.ก. เกิน ๘๐,๐๐๐ คน หรือ ๖๐,๐๐๐ คนขึ้นไป ต้องมีอย่างน้อย ๑ คน🔗

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของสมาชิกสภาเขตครับ ท่านต้องเอากลับมาครับ ท่านไม่ต้องไปสนใจนะครับ รู้ได้อย่างไรละครับ เลือกคราวหน้าอาจจะไม่ใช่พวกผม หรืออาจจะเป็นพวกผมท่านรู้ได้อย่างไรละครับ ท่านมีสมาชิกสภาเขตการจัดสรรงบประมาณ การตรวจสอบงบประมาณก็จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครครับ🔗

ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ เรื่องความไม่ใส่ใจงบกลางที่ขอรัฐบาล จากกรุงเทพมหานครครับ จัดเก็บภาษีได้เองจํานวนมากครับท่านประธานครับ ผมน้อยใจนะ ท่านประธานชวนครับ เขตบ้านผมไม่ต้องพูดถึงป้ายรถเมล์อัจฉริยะที่จะไปเสียบชาร์จ (Charge) มีทีวีกดเรียกแท็กซี่ เอาแค่ป้ายรถเมล์ที่มีหลังคานี่ ผู้ว่าอัศวินช่วยจัดให้หน่อยเถอะ นี่ครับคนกรุงเทพมหานครเหมือนกัน ไปดูได้เลยครับ ถ้าเกิดท่านเอาไปตั้งแถว ๆ รามอินทรา บ้านผมบ้างนี่นะครับ จะเป็นประโยชน์ คนชานเมืองเขาใช้รถเมล์เยอะ คนในกรุงเทพมหานคร เขาใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน ใช้รถไฟฟ้าบนดิน ไม่รู้กี่ล้านครับท่านประธาน แต่สุดท้ายได้แต่ คนกรุงเทพฯ ชั้นใน ผมจะฝากบอกท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ไปให้สุดครับ ท่านต้องเอาสมาชิกสภาเขตกลับคืนมาให้ได้ และท่านต้องทําให้สมาชิก สภากรุงเทพมหานครมีตามจํานวนประชากร มันจะมี ๑๐๐ คน ก็ให้ไป ๑๐๐ คน ไม่ใช่หารเท่า ๕๐ เขต ผมฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการนะครับ ขอบพระคุณท่านครับ ที่ดําเนินการเรื่องนี้และเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครยิ่ง ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ท่านสมาชิกครับ ผมอนุโลมให้ท่านจิรายุ เพราะว่าพรรคท่านมีเสียงมากที่สุด แล้วก็มี ผู้อภิปราย ๓ ท่าน อนุโลมให้ท่านไป ต่อไปคุณทศพร ทองศิริ เชิญครับ🔗

นายทศพร ทองศิริ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายทศพร ทองศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตราษฎร์บูรณะ เขตทุ่งครุ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมจะขออภิปรายในรายงาน ผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร กรณีสภาเขตและสมาชิกสภาเขตของคณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร การกระจายอํานาจให้แก่สมาชิก สภาเขตกรุงเทพมหานครหรือ ส.ข. คือจุดเริ่มต้นในหัวข้อหลักที่ผมจะขออภิปรายในวันนี้ ที่ผ่านมาสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร หรือ ส.ข. ที่ได้รับการเลือกตั้งโดยพี่น้องประชาชน ในเขตราษฎร์บูรณะและเขตทุ่งครุนั้น มีด้วยกันเขตละ ๗ ท่าน นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง ส.ข. ครั้งล่าสุดก่อนการยึดอํานาจของ คสช. หากแต่ถ้าถามถึงบทบาทและอํานาจหน้าที่ของ ส.ข. ในพื้นที่นั้นว่าคืออะไร จะได้คําตอบเพียงแต่ว่า ส.ข. เป็นที่ปรึกษาของผู้อํานวยการเขต ไม่มีหน้าที่หลักเป็นบทเฉพาะกาล ไม่มีทั้งพื้นที่ในสภาให้เข้าประชุม ไม่มีทั้งหน้าที่ ในการตัดสินหรือชี้ขาดในเรื่องไหน ภายในเขตพื้นที่ของตน ทั้ง ๆ ที่ ส.ข. เป็นตําแหน่ง ที่ได้มาจากการเลือกตั้ง มาจากเสียงของพี่น้องประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส.ข. ดํารงตําแหน่งเป็นระยะเวลา ๔ ปี ใน ๑ สมัย มีรายได้เป็นเงินเดือนจํานวน ๑๐,๗๐๐ บาท โดยประมาณ แต่กลับไม่มีอํานาจหน้าที่ ในการใช้ ไม่มีอํานาจหน้าที่ในการตรวจสอบความผิดปกติภายในพื้นที่ ไม่มีอํานาจ ในการถ่วงดุล เพื่อตรวจสอบการใช้งบของเขตในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน ที่เป็นผู้เลือกตัว ส.ข. มา ซึ่งแค่ในเรื่องดังกล่าวนี้ ก็ถือว่าผิดต่อหลักการกระจายอํานาจ ที่กฎหมายได้วางรากฐานไว้แล้วตั้งแต่ต้นโดยทันที ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ สมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร หรือ ส.ข. ในพื้นที่หลาย ๆ ท่าน ก็จะได้รับข้อมูลว่า ในอดีต ส.ข. นั้นมักจะถูกมองข้ามถึงอํานาจหน้าที่จากหน่วยงานราชการต่าง ๆ ในพื้นที่ มาโดยตลอด การเข้าร่วมประชุมประจําเดือนที่สํานักงานเขต ส.ข. ไม่สามารถมีปากมีเสียง ในการตัดสินใจเรื่องการแก้ไขปัญหาเพื่อพี่น้องประชาชนได้ ทั้ง ๆ ที่ ส.ข. เป็นตัวแทน ที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่มากกว่าใคร อาจจะมากกว่าเจ้าหน้าที่ของสํานักงานเขต บางคนหรือบางฝ่ายงานในสํานักงานเขตเสียด้วยซ้ํา แต่สิ่งที่ ส.ข. สามารถทําได้ก็คือ การแจ้งข้อสังเกต ข้อสงสัยหรือสิ่งที่เป็นปัญหาเร่งด่วนผ่านไปยังสมาชิก สภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. เพียงเท่านั้น ซึ่งในลําดับถัดไปก็เป็นคําถามต่อตรงที่ว่า อย่างนั้นถ้าเกิดว่า ส.ก. และ ส.ข. อยู่กันคนละฝั่ง คนละฝ่าย คนละพรรค คนละแนวความคิด คนละอุดมการณ์ ปัญหาในพื้นที่นั้น ๆ ย่อมที่จะไม่ได้รับความสะดวก ในการแก้ไขเป็นแน่แท้ใช่หรือไม่ เพราะมีการอิงเรื่องอํานาจและเรื่องการเมืองเข้ามาผนวก ผสมปนเปกันไป จนในท้ายที่สุดผลของเหตุในเรื่องนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือใครครับ ก็คือประชาชน ในความเห็นของผม ปัญหาในเรื่องนี้แก้ไขได้ด้วยการเพิ่มอํานาจให้กับสมาชิก สภาเขตกรุงเทพมหานคร หรือ ส.ข. เพราะเป็นความจําเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้หลักการ ของการกระจายอํานาจ เพราะถ้า ส.ข. มีอํานาจ ส.ข. ก็ไม่จําเป็นจะต้องอยู่ภายใต้ปีก ของใคร ผมเห็นควรให้ ส.ข. สามารถตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่หรือการละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่ของหน่วยงานราชการและเอกชนในพื้นที่ของตนเองได้ ส.ข. ควรจะต้องสามารถ ถ่วงดุลถึงความเหมาะสมของการใช้งบประมาณรายปีเพื่อการดําเนินการ ไม่ว่าจะเป็น การรื้อถอน การซ่อมแซม การบูรณะ รวมกระทั่งการก่อสร้างของหน่วยงานราชการ ที่ได้งบประจําปีในพื้นที่ เพื่อลดปัญหาด้านการทุจริตคอร์รัปชันและเพิ่มประสิทธิภาพ ของการพัฒนาพื้นที่แบบถูกที่ถูกจุดได้ในระยะยาว ส.ข. โดยส่วนมากเป็นคนในพื้นที่ครับ ท่านประธานและรู้ซึ้งถึงปัญหาในระดับรากหญ้าได้เป็นอย่างดีว่าพื้นที่ตรงไหนสมควรที่จะทํา อะไร เราจะให้คนตาบอดมานําทางเราได้อย่างไรครับ นั่นคือเหตุผลที่เป็นเหตุผลหลัก ในการสนับสนุนให้เราตระหนักถึงความสําคัญของการมีสมาชิกสภาเขตหรือ ส.ข. ในกรุงเทพมหานครอีกครั้ง โดยภายหลังจากการเพิ่มอํานาจให้กับ ส.ข. แล้วเรื่องหนึ่งที่เราจะลืมไม่ได้เลยก็คือ เรื่องการขอปรับในเรื่องของค่าตอบแทนรายเดือนให้แก่ ส.ข. ด้วยนะครับ เพื่อให้ตัวแทนของ พี่น้องประชาชนในนาม ส.ข. นี้สามารถที่จะทํางานเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ในการแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืน อย่ากลัวว่า ส.ข. จะเป็นลูกน้องใคร ถ้าเรามีการ กระจายอํานาจที่เหมาะสมให้แก่ตัวของ ส.ข. เอง อย่าลืมถ้า ส.ข. ทํางานได้ไม่ดีคนที่จะ ตัดสินว่า ส.ข. ท่านนั้น ๆ สมควรที่จะดํารงตําแหน่งเป็นตัวแทนของพวกเขาต่อไปอีกหรือไม่ คือใคร คือประชาชนครับ ขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป ขอสลับไปคุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ หลังจากนั้นจะเป็นคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นะครับ🔗

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้เรากําลังพิจารณารายงาน ผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร กรณีสภาเขตและสมาชิก สภาเขต ที่เรามาศึกษาเรื่องนี้โดยคณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจ การปกครอง ส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ก็เพราะว่ามีการร้องไปที่คณะกรรมาธิการ ชุดนี้ว่าสมาชิกสภาเขตที่มีการเลือกตั้งมา ๓๐ กว่าปีนั้นจะไม่มีการเลือกตั้งอีกต่อไป หรืออาจจะเรียกได้ว่าเว้นวรรคที่จะไม่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต ที่ผมบอกว่าเว้นวรรค ก็เพราะว่าในกฎหมายตอนที่บอกไม่ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตออกในสมัย สภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นไม่ได้บอกว่าไม่มีการเลือกตั้ง แต่เขาเขียนถ้อยคําไว้ค่อนข้าง สวยหรูครับ กฎหมายที่ออกในสภานิติบัญญัติแห่งชาติตอนนั้นบอกว่า ในประเด็นที่เกี่ยวกับ สมาชิกสภาเขตมีข้อความบัญญัติไว้ดังนี้ว่า ให้ดําเนินการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบ บริหารราชการกรุงเทพมหานครให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ในระหว่างที่กฎหมายตามวรรคหนึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับ มิให้นํามาตรา ๗๑ ถึงมาตรา ๘๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พุทธศักราช ๒๕๒๘ มาใช้บังคับ มาตรา ๗๑ ถึงมาตรา ๘๐ ก็คือการเลือกตั้งและทําให้มี ส.ข. ครั้งนั้นเขาบอกว่า ถ้ายังปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศไม่สําเร็จ โดยเร็วก็ยังไม่ต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต อันนี้ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่จุดเริ่มต้นเรื่องนี้ไม่ใช่อยู่ตรงนี้ครับ จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้อยู่ที่มีการเสนอที่จะไม่ให้มีสมาชิก สภาเขตโดยกรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ ตอนนั้นมีการเสนอว่าไม่ควรจะมีสมาชิก สภาเขตอีกต่อไป และให้มีการแต่งตั้งประชาคมเขตขึ้นมาแทน มีเหตุผลมากมายที่บอกว่า จะไม่ให้มีสมาชิกสภาเขต ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลในเรื่องของเชิงบุคคลทั้งนั้น เช่น สมาชิก สภาเขตไม่ทํางานบ้าง สมาชิกสภาเขตอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง แต่ไม่ได้พิจารณาในเรื่องของ หลักการ เรื่องของการกระจายอํานาจว่ากฎหมายให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต เพราะต้องการกระจายอํานาจให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนในการตัดสินใจเลือกคนที่เขาคิดว่า เหมาะสมที่สุด ใกล้ชิดเขามากที่สุดมาทําหน้าที่เป็นตัวแทนของเขาในการบริหารจัดการ ในการตรวจสอบ ในการดูแลเขตที่เขาเลือกมา นั่นคือเหตุผลสําคัญ เพราะฉะนั้นในตอนนั้น พยายามจะบอกว่าไม่ต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต แล้วก็ให้แต่งตั้งประชาคมเขตแทน ใครเป็นคนตั้งครับ ผู้อํานวยการเขต แล้วขณะที่กําลังจะพยายามไม่ให้มีสมาชิกสภาเขตนั้น ก็ทําแบบสอบถามพี่น้องประชาชน กทม. ทําแบบสอบถามพี่น้องประชาชนออกเป็น ร่างกฎหมายผ่านเว็บไซต์ (Website) กทม. พบว่าในส่วนของการยกเลิกสมาชิกสภาเขต มีช่องให้กากบาทเพียงแค่ช่องเห็นด้วย ใครต้องการยกเลิกสมาชิกสภาเขตแล้วก็มีช่องบอกว่า เห็นด้วย ส่วนช่องไม่เห็นด้วยไม่มี นี่คือการทําแบบสอบถามตั้งแต่เริ่มต้นว่าต้องการไม่ให้มี สมาชิกสภาเขต นี่เป็นจุดเริ่มต้นครับ ถัดมาก็คือสภาปฏิรูปในยุคหลังการยึดอํานาจ ก็ไม่ต้องการมีสมาชิกสภาเขตเช่นเดียวกัน จนกระทั่งมาถึง อย่างที่ผมบอกไปเมื่อสักครู่ มาถึงยุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก่อนจะหมด วาระไม่นานครับ รีบออกกฎหมายฉบับนี้ โดยอ้างว่าต้องแก้ไขกฎหมายระเบียบบริหาร ราชการกรุงเทพมหานครให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ให้แล้วเสร็จโดยเร็วก่อนถึงจะให้มีการเลือกตั้ง ผมถามว่าจะแก้กฎหมายเมื่อไร อย่างไร มาถึง วันนี้ผ่านมาแล้ว ๒ ปี ๓ ปีไม่มีการแก้กฎหมายอะไร ไม่มีการพิจารณาเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องปฏิรูปประเทศอะไรที่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย เพียงแต่หาข้ออ้างที่สวยหรูใส่มาใน กฎหมาย วันที่ไม่ต้องการให้มีสมาชิกสภาเขต และนั่นคือเหตุผลว่าทําไมผมจึงได้ทําเสนอ ร่างกฎหมายพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ยื่นต่อท่านประธานสภาให้ช่วยบรรจุร่างนี้ในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาเขตกลับมาอีก แต่แน่นอนที่สุดครับ การมีสมาชิกสภาเขตเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน ท่านประธานต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีรับรอง ผมส่งร่างนี้ไปตั้งแต่ที่สํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรรับเรื่องนี้ไว้ วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๓.๔๑ นาฬิกา จนถึงวันนี้ นายกรัฐมนตรียังไม่ได้รับรองครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ ผมจึงอยากกราบเรียน ท่านประธานว่า การที่ไม่ให้มีสมาชิกสภาเขต ไม่ให้มีการเลือกตั้ง จะด้วยข้ออ้างใดก็ตาม ถือเป็นการทําลายหลักการสําคัญของการกระจายอํานาจ เราควรจะต้องพยายามที่จะทําให้ เพิ่มอํานาจประชาชน ลดอํานาจรัฐ แต่นี่เรากลับไปเพิ่มอํานาจรัฐ ลดอํานาจประชาชน เพิ่มอํานาจให้ผู้อํานวยการเขตแต่งตั้งประชาคมเขตได้ แล้วท่านประธานลองนึกดูเถอะครับ ว่าผู้อํานวยการเขตจะตั้งใครครับ ไม่ว่าจะมีวิธีการเลือกกันมาอย่างไรก็ตาม ผมไม่มีเวลา อธิบายตรงนี้ว่าประชาคมจะเลือกกันมาอย่างไร แต่สุดท้ายผู้อํานวยการเขตก็ต้องเป็นคนเซ็น แต่งตั้ง แล้วถามว่าเขาจะตั้งใครครับ กระบวนการเลือกมาอย่างไรก็ตามก็ต้องมาอยู่ที่ ผู้อํานวยการเขต แล้วคนเหล่านั้นที่เขาตั้งมา มีหรือครับที่เขาจะไปตรวจสอบผู้อํานวยการเขต ไปตรวจสอบเจ้าหน้าที่เขต ไปตรวจสอบการทํางานของเขต ไม่มีหรอกครับ แต่ถ้าเรามี สมาชิกสภาเขต สมาชิกสภาเขตประชุมกันเดือนละ ๑ ครั้งก็จริง แต่ทุกครั้งที่มีการประชุม มีการตรวจสอบกันอย่างจริงจังเกือบทุกสํานักงานเขต และนอกเหนือจากนั้นสมาชิกสภาเขต ยังทําหน้าที่เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนในการเสนอแผนพัฒนาเขต ในการที่จะนําปัญหา ของพี่น้องประชาชนมาบอกกล่าวกับสํานักงานเขต ท่านผู้อํานวยการเขตคนหนึ่งมาชี้แจงกับ คณะอนุกรรมาธิการ บอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ต้องมีแล้วตัวแทนประชาชน ประชาชนสามารถติดต่อ ผ่านไลน์ (LINE) ได้ ผ่านเฟซบุ๊ก (Facebook) ได้ ผมว่านี่คือความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ของ ข้าราชการคนหนึ่งที่มาชี้แจงกับคณะอนุกรรมาธิการ ท่านกําลังไม่เข้าใจเรื่องของการกระจาย อํานาจ ท่านไม่เข้าใจเรื่องอธิปไตยเป็นของประชาชน ท่านกําลังไม่เข้าใจว่าทําไมเราต้องมี ตัวแทนประชาชนเพราะอะไร เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงกราบเรียนว่า วันนี้รายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้นั้น ผมอยากจะฝากไปยังรัฐบาลนะครับ โดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรี เราเสนอร่างกฎหมายไปแล้วที่จะให้กลับมามีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตอีก ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตตามปกติจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เป็นอย่างมาก แต่ถ้าไม่มี ผลกระทบอะไรเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ผลกระทบประการแรก ทําให้ประชาชนไม่มีโอกาสใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนระดับท้องถิ่นที่ทํางานรับใช้ใกล้ชิดประชาชน มากที่สุด ข้อที่ ๒ ทําให้ไม่มีผู้แทนประชาชนร่วมพัฒนาเขตและนําปัญหาของประชาชนไปสู่ การแก้ไข ข้อที่ ๓ ทําให้ไม่มีผู้แทนประชาชนทําหน้าที่ตรวจสอบการทํางานของผู้บริหารเขต ก่อให้เกิดการใช้อํานาจเกินขอบเขต และแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบได้โดยง่าย และข้อ ๔ ทําให้อํานาจของประชาชนลดลง แทนที่จะกระจายอํานาจไปให้ประชาชนเพิ่มมากขึ้น ผมจึงขอฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลว่า ขอให้ช่วยพิจารณารับรองกฎหมายให้มีการ เลือกตั้งสมาชิกสภาเขต ส่วนเรื่องอื่น ๆ อีกเยอะที่จะต้องพูดจากันในเรื่องนี้ ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะพูดถึงอํานาจหน้าที่ ถึงการทํางานของสมาชิกสภาเขตอย่างไรถึงจะเกิด ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด แต่ผมขอยืนยันว่าสมาชิกสภาเขตเป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดและเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน อย่างแน่นอน ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หลังจากนั้นจะเป็นคุณสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ แล้วก็จะเป็น คุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เชิญคุณจุลพันธ์ครับ🔗

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ไม่อยู่ในที่ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าไม่พร้อมขออนุญาต ผ่านไปก่อนนะครับ คุณสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ เชิญครับ🔗

นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครจากเขตบางนา และเขตพระโขนง วันนี้ผมจะขออภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่องการบริหาร ราชการกรุงเทพมหานคร กรณีสภาเขตและสมาชิกสภาเขต ซึ่งเนื้อหาโดยรวมในภาพกว้าง ๆ ผมเห็นด้วยที่ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้เสนออยากให้มีสภาเขตและสมาชิกสภาเขตกลับมา เป็นเหมือนเดิมจากที่ไม่มีมานานหลายปี ผมเองในฐานะที่เป็น ส.ส. ก็ต้องรับเรื่อง หลาย ๆ เรื่องจากประชาชนแทน จากเดิมที่เขาจะต้องไปแจ้งที่ ส.ข. ผมก็อยากที่จะมาให้ข้อมูล เกี่ยวกับหน่วยงานภายในของสํานักงานเขตที่ทาง กทม. ส่วนกลางกระจายอํานาจให้ทาง ผู้อํานวยการสํานักงานเขตแต่ละเขตรับผิดชอบดูแลหน่วยงานภายในและดูแลสารทุกข์สุขดิบ ของประชาชนในพื้นที่ สํานักงานเขตเองมีผู้อํานวยการเป็นผู้รับผิดชอบกํากับดูแลข้าราชการ ภายในของกรุงเทพมหานครและลูกจ้างจะมีผู้ช่วย ๑ ท่านเป็นอย่างน้อยหรือมากกว่านั้น โดยส่วนใหญ่ปัจจุบันทุก ๆ เขตจะมีผู้ช่วยอยู่ ๒ ท่านคือผู้ช่วย ๑ ผู้ช่วย ๒ และมีหน่วยงาน ภายใน ๑๐ หน่วยงาน ซึ่งจะเรียกว่าฝ่าย ก็จะประกอบไปด้วย ฝ่ายปกครอง ฝ่ายทะเบียน ฝ่ายการคลัง ฝ่ายรายได้ ฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล ฝ่ายพัฒนา ชุมชนและสวัสดิการสังคม ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ สุดท้ายฝ่ายการศึกษา ผมขอหยิบยกมาสัก ๒ ฝ่ายที่ได้มีการติดต่อกับทางประชาชนมาบ่อยครั้งในการที่จะเข้าไป แก้ปัญหาให้ก็คือฝ่ายโยธา ซึ่งดูภาพรวมเขตในหลาย ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนน คลอง ไฟฟ้า หมายถึงไฟส่องสว่างถนน รวมถึงการปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ตรงนี้ ฝ่ายโยธาซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ เดิมที่มี ส.ข. ที่จะแจ้งเรื่องต่าง ๆ ให้กับทางสํานักงานเขต ปัจจุบันไม่มีแล้ว แต่ทางนั้นแจ้งว่าก็มีการแจ้งผ่านทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ทางไลน์ (LINE) อะไรก็ตาม ผลสุดท้ายประชาชนแจ้งไปก็ใช้เวลานานหรือหลายครั้งก็ไม่มีการตอบรับ ในการแก้ไขปัญหาพอสมควร เขาก็ต้องแจ้งมาทาง ส.ส. ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน ซึ่งผม ก็ได้รับรายงานแต่ละเดือนเป็นจํานวนไม่น้อย อีกฝ่ายหนึ่งที่มีการแจ้งมาเยอะพอสมควรก็คือ ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นฝ่ายที่ทาง กทม. เองมีการเก็บ ค่าธรรมเนียมกับลูกบ้านแต่ละหลังคาเรือนเป็นรายเดือนด้วยซ้ํา ควรที่จะได้รับการบริการที่มี คุณภาพและดีกว่านี้ เพราะในพื้นที่ของผมก็มีขยะตกค้างเป็นจํานวนมาก ได้รับทราบข้อมูล มาว่าจํานวนอัตรากําลังของคนเก็บขยะ หมายถึงรถเก็บขยะมีน้อยไม่เพียงพอกับจํานวนขยะ ที่มีอยู่ ตรงนี้เดี๋ยวผมอาจจะต้องหารือในรอบถัด ๆ ไป จะเห็นได้ว่าทั้ง ๑๐ ฝ่ายที่ทาง กรุงเทพมหานครโอนภารกิจมาให้กับสํานักงานเขตก็มีเยอะพอสมควร แต่เป็นไปได้ว่าอาจจะต้องมีการทยอยเพิ่มอํานาจมาเพิ่มขึ้น ตรงนี้ทางสภาเขตหรือสมาชิกสภาเขต มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยังคงกลับมามีอยู่และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนให้กับ ชาวบ้านที่อยู่ในเขตนั้น โดยสรุปแล้วผมก็อย่างที่แจ้งไปว่าภาพรวม ผมเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ เพียงแต่ว่ามีข้อที่ไม่เห็นด้วยเป็นบางส่วน นั่นก็คือการได้มาของสมาชิกสภาเขตที่ในรายงาน เห็นว่าอาจจะมาได้ ๒ ช่องทาง คือจากการเลือกตั้งจํานวนหนึ่งคือ ๗ คนเป็นอย่างน้อย และการแต่งตั้งหรือเลือกกันเองของประธานชุมชน ๕ ท่าน ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเราอาจจะ มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดน่าจะเป็นการดีกว่า เพราะว่าการเลือกของประธานชุมชน ปัจจุบันหลาย ๆ ชุมชน ประธานชุมชนอาจจะไม่ได้เกิดจากการเลือกตั้งด้วยซ้ํา เพราะว่า บางชุมชนก็มีแค่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เสนอชื่อไป ตรงนี้ก็จะได้เป็นประธานชุมชนหรือ กรรมการชุมชนโดยอัตโนมัติ🔗

เรื่องที่ ๒ ที่ไม่เห็นด้วยก็คือเรื่องของประธาน เรื่องของสภาประชาคมเขต ซึ่งอย่างที่ท่าน ส.ส. ก็กล่าวไปแล้วว่าบางทีก็อาจจะไม่จําเป็น เพราะว่าเป็นการได้มาโดยการ เลือกของผู้อํานวยการเขต ซึ่งมันก็อาจจะคล้าย ๆ กับการเลือกเองโดยผู้มีอํานาจนะครับ ตรงนี้ถ้าไม่มีได้ก็จะเป็นการดี แต่ถ้าจะยังคงมีอยู่ผมเสนอความคิดเห็นว่าอาจจะมาจาก การเลือกในตําแหน่งที่มีอยู่แล้วก็คือประธานชุมชน หรือประธานโซน (Zone) ซึ่งทุก ๆ เขต ในกรุงเทพมหานครก็จะมีการแบ่งเป็นประธานโซน (Zone) ตรงนี้ก็อาจจะเป็นตัวเลือกหนึ่ง ถ้าต้องการที่จะยังคงอยู่ของสภาประชาคมเขต ผมก็ขออภิปรายเพียงเท่านี้ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ครับ🔗

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง ก่อนอื่น ผมต้องขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจ การปกครอง ส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษของสภาผู้แทนราษฎรที่ได้หยิบยกปัญหา ของกรุงเทพมหานครไปศึกษาเป็นเรื่องเร่งด่วน แล้วนํากลับมารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของรูปแบบการปกครองที่ว่าด้วยการมีสภาเขตในกรุงเทพมหานคร ส่วนนั้นผมต้องขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ แต่ผมจะขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า ผมมีข้อคิดมุมมองที่ต่างไปจากกรรมาธิการที่ไปศึกษาอีกหลายประเด็น ที่ผมเห็นว่าน่าที่จะ ศึกษาและเป็นประโยชน์กับคนกรุงเทพมหานครได้มากไปกว่านี้ อีกสักครู่ผมจะขออนุญาต เรียนให้ท่านประธานได้รับทราบ ท่านประธานคงทราบดีว่ากรุงเทพมหานคร เป็นเมืองใหญ่มีพื้นที่ ๑๕,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตร มีเขตการปกครอง ๕๐ สํานักงานเขต มีหน่วยราชการที่เรียกว่าสํานัก ๑๗ สํานัก มีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งคือผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร มีฝ่ายนิติบัญญัติที่เรียกว่า สภากรุงเทพมหานคร ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ (ในปัจจุบันมาจากการแต่งตั้ง) จากปี ๒๕๒๘ ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วย การบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ กําหนดให้มีผู้ว่าราชการ กําหนดให้ มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและกําหนดให้มีสมาชิกสภาเขต ผมคนหนึ่งที่เคยผ่านการเป็น สมาชิกสภาเขตในปี ๒๕๓๓ รู้ถึงบทบาทและหน้าที่ในการทํางานเป็นอย่างดี สมาชิกสภาเขตเป็นตัวแทนที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน ที่จะนําปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนในทุกเรื่องไปเสนอให้กับทางผู้ที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้อํานวยการเขต หรือว่าข้าราชการที่รับผิดชอบ นําไปสู่การแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็น ส้วมตัน ท่อเต็ม น้ําท่วม ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ไฟดับ ขยะตกค้าง ร้อยแปดพันประการ สมาชิกสภาเขตไม่เคยปฏิเสธใครที่มีปัญหา ทุกเรื่องเรื่องถึงสภาเขตนําเสนอผู้เกี่ยวข้อง ต้องได้รับการแก้ไขปัญหา เพราะว่าถ้าประชาชนแจ้งคนที่รับผิดชอบโดยตรง แน่นอนว่า กลไกหรือว่าการให้บริการของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก็จะไม่ค่อยรวดเร็ว แต่ถ้าผ่านช่องทาง คนที่เป็นตัวแทนของประชาชนในขณะนั้นก็จะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว อยู่มาวันดีคืนดี จากปี ๒๕๒๘ จนถึงปี ๒๕๕๗ ปฏิวัติรัฐประหารยกเลิกมันไปเสีย ก็เพราะด้วยเหตุที่มองว่า สภาเขตไม่มีประโยชน์ เป็นเพียงแค่หัวคะแนนของพรรคการเมือง เป็นเพียงแค่หัวคะแนน ของนักการเมือง ยกเลิกไปเสีย ท่านประธานครับ คนที่กระทําอย่างนั้นคิดผิดอย่างแรง ทําร้ายประชาชนคนกรุงเทพมหานครอย่างร้ายแรงที่สุด จากปี ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบันไม่มี ส.ข. ถึงแม้จะมี ส.ก. มาจากการแต่งตั้งก็ตามแต่ แต่ท่านทั้งหลายเหล่านั้นเป็นผู้ที่ทรงคุณวุฒิและ สูงวัยทั้งสิ้น จะลงไปพบปะพี่น้องประชาชนก็เป็นไปด้วยความยากลําบาก เพราะว่าท่านมี ภารกิจหน้าที่การงาน ทั้งในส่วนของการเป็น ส.ก. และหน้าที่ประจําของท่าน ก็ไม่ค่อยที่จะ ทราบปัญหาความเดือดร้อนในท้องที่เท่าที่ควร ฉะนั้นการที่ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ ไปศึกษามา บอกว่า ส.ข. มีความจําเป็น ต้องขอบคุณที่ท่านศึกษามา แต่การที่ท่านไปศึกษา แล้วแตกลูกออกไปที่จะให้รูปแบบของการได้มาซึ่งสภาเขตที่จะไปช่วยดูแลปัญหา ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในการศึกษา ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมอยากจะนําเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ถ้าเราดูในเอกสาร ประกอบการพิจารณาที่ทางกรรมาธิการศึกษามา ในรูปแบบของการได้มาของสภาเขต มาทั้งการเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชนและมาทั้งการเลือกตั้งโดยประธานชุมชน ในเขตนั้น ๆ ที่บอกว่าถ้ามีชุมชนชุมชน ๑๐ ชุมชน ให้เลือกตัวแทนชุมชนขึ้นมาเป็นสภาเขต อย่างน้อย ๒ คน ท่านประธานครับ เขตผมมี ๒๔ ชุมชน ผมก็ต้องมีอย่างน้อย ๔ คน ๑๐ คน ต่อ ๒ คน ๒๐ คน ก็ได้ ๔ คน เขตท่าน ส.ส. สุภาภรณ์ที่นั่งข้าง ๆ ผม เขตภาษีเจริญ มี ๕๔ ชุมชน ก็ต้องมี ส.ข. ที่มาจากชุมชนอย่างน้อย ๑๐ คน เขตดอนเมือง เป็นเขตที่มีชุมชนมากที่สุดที่ผ่านการจัดตั้งของกรุงเทพมหานคร มีประมาณ ๙๘ ชุมชน นั่นหมายความว่าจะมี ส.ข. ที่มาจากชุมชนเกือบ ๒๐ คน แต่ ส.ข. ที่มาจากการเลือกตั้งจาก ประชาชนมีแค่ ๗ คน ผมไม่ทราบว่าเอาอะไรคิด เอาอะไรเป็นตัวยึดโยงในการนํามาสู่ แนวความคิดในการสร้างกรอบตรงนี้ ชุมชนไม่ได้ครอบคลุมทั้งบริบทของพื้นที่ กทม. ไม่ได้ จัดตั้งชุมชนครอบคลุมทั้งพื้นที่ อยู่ที่ตรงไหนพร้อม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นที่บุกรุก เพราะว่า ต้องการเข้าไปแก้ไขปัญหาก็จึงได้จัดตั้งเป็นชุมชนขึ้นมา ฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าทางกรรมาธิการคิดผิด ถ้าท่านต้องการที่จะให้กระจายให้ ส.ข. ให้ครอบคลุมทั้งเขต ท่านอาจจะมองในบริบทของแขวง แล้วก็กระจายไปตามจํานวน ประชากร แทนที่จะกําหนด ๗ คน อาจจะมีมากกว่า ๗ คน แล้วกระจายไปให้ครอบคลุม ทุกแขวง เขาก็จะได้ดูแลครอบคลุมทุกพื้นที่ อย่างนี้ผมคิดว่าน่าที่จะเป็นประโยชน์กว่า🔗

ประการที่ ๒ อยากจะเรียนก็คือที่จริง กทม. ถึงเวลาต้องผ่าตัด ท่านประธาน ลองเทียบระหว่างเขตกับเทศบาล เมื่อก่อนเทศบาลมาดูงาน กทม. แต่ตอนนี้ในทางกลับกัน กทม. ไปดูงานเทศบาล เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าการบริหารงานของเทศบาลมีความ คล่องตัวกว่าเขต ผู้อํานวยการเขตมาจากข้าราชการ การเสนอในการแก้ไขปัญหา การตัดสินใจต้องเสนอผ่านตามลําดับชั้นขึ้นไป จนกระทั่งถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผ่านปลัดไป ไม่ได้มีอํานาจเท่าที่ควรในการที่จะแก้ไขปัญหาให้เบ็ดเสร็จภายในตัวเอง ถึงเวลาแล้วครับที่เขตจะต้องมีผู้บริหารเป็นของตัวเอง อาจจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ เรียกผู้อํานวยการเขตเหมือนเดิม หรือจะเรียกว่านายกเขตอะไรก็ตามแต่ แต่ต้องมาจาก การเลือกตั้งถึงจะเซอร์วิส (Service) ถึงจะบริการพี่น้องประชาชนได้ดี ผมคิดว่าตรงนี้ ฝากทางคณะกรรมาธิการได้ไปศึกษาต่อ ท่านอาจจะมีเวลาจํากัดในการศึกษาแล้วก็พิจารณา ในส่วนที่เกี่ยวข้องยังไม่ครบถ้วนรอบด้าน เพราะเท่าที่ผมดูจากรายงานที่ท่านเขียนมา ผมคิดว่า มันน้อยเกินไปในบริบทที่ท่านได้ศึกษามา ที่มันจะนําไปสู่ประโยชน์ที่แท้จริงให้กับคนกรุงเทพมหานคร แต่ผมเรียนยืนยันท่านประธานประการสุดท้ายในที่นี้ก็คือว่าเขตมีความจําเป็นที่จะต้องมีคน มาช่วยดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน สมาชิกสภากรุงเทพมหานครยิ่งปัจจุบัน เขียนให้มีเขตละ ๑ คน เขตหนองจอกพื้นที่ ๒๐๐ ตารางกิโลเมตร ประชากร ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน มี ส.ก. ได้ ๑ คน เทียบกับเขตสัมพันธวงศ์ พื้นที่ ๑ ตารางกิโลเมตร มีประชากร ๒๐,๐๐๐ กว่าคน มี ส.ก. ได้ ๑ คน มันไม่ยุติธรรมต่อพี่น้องประชาชนในเรื่องของการให้บริการ เหมือนกันครับ ถ้าเรานึกภาพตรงนี้แล้วจําลองในเรื่องของการที่จะให้มีคนไปช่วยเป็นสะพานในการ เชื่อมปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาสู่คนที่มีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประเดิมชัยรีบสรุปนะครับ🔗

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ กรุงเทพมหานคร

ตรงนี้ก็ขออนุญาต นําเรียนท่านประธาน ผมคิดว่าท่านประธานจะเห็นใจผมว่าพรรคผมพรรคใหญ่เสนอน้อย ก็เลยขออภัยที่พูดเกินเลยไปนิดหนึ่งครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อนุโลมครับ เข้าใจครับ🔗

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ กรุงเทพมหานคร

กราบขอบพระคุณครับ ขอนําเรียนท่านประธานฝากไปถึงท่านประธานซูการ์โน ได้ไปพิจารณาทบทวนในสิ่งที่ มันจะเป็นบริบทเพื่อให้ครอบคลุมครบถ้วนรอบด้านและเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อ พี่น้องประชาชน ก็ขอถือโอกาสนี้ฝากแล้วขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ครับ🔗

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมและกราบขอบพระคุณท่านประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่าน ที่ให้ความสําคัญกับการบริหารราชการ กรุงเทพมหานคร และศึกษาปัญหาของสภาเขตและสมาชิกสภาเขต ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ เพราะในอดีตหลายสิบปีที่ผ่านมา ส.ข. หรือสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานครก็เป็นบุคลากร ทางการเมืองกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทสําคัญในการดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ดีครับ หลังจากมีการปฏิวัติรัฐประหารก็ไม่มีการเลือกตั้งมาหลายปีอย่างที่เรา ทราบกัน ทุกท้องถิ่น ทุกพื้นที่ทั่วประเทศก็มีการรักษาการให้นายกรัฐมนตรีหรือให้ ผู้บริหารเก่ารักษาการเช่นเดียวกัน กทม. ก็ได้ให้ผู้ว่าราชการรักษาการ แต่ว่าด้วยมีปัญหา ในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ ขอเอ่ยนามนะครับ ก็ได้ถูก ออกไป แล้วก็มีการตั้งรองผู้ว่าราชการท่านใหม่ขึ้นมา คือท่าน พลตํารวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งที่ผ่านมาผมก็ได้ติดตามการทํางานของท่าน ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้มาจาก การเลือกตั้ง แต่ท่านก็เป็นรองผู้ว่าราชการมาก่อน ก็ได้ทํางานได้ต่อเนื่องและดูแล พี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานครได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าเราทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ก่อนจะเลือกตั้งสิ่งสําคัญที่สุดก็คือโครงสร้างของการ บริหารราชการท้องถิ่น ซึ่งก็มีข้อโต้แย้งกันในหลายประการ อย่างเช่นที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึง ส.ก. ว่าจํานวนอาจจะไม่เหมาะสม แต่ส่วนเรื่อง ส.ข. นั้นก็เป็นข้อโต้แย้งเช่นเดียวกัน เพราะหลายคนก็อาจจะมองในมุมการเมืองว่า ส.ข. เป็นเหมือนทีมงานของคนในพื้นที่ หรือของนักการเมือง ทั้ง ส.ส. ส.ก. ก็จะผูกพันกัน ก็อยากจะดูแลกัน อยากจะให้มีตําแหน่ง ทํางานต่อไป แต่ถ้าให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลหรือนโยบายนี้ด้วย ผมก็ติดตามอยู่เพราะว่า ในปัจจุบันเรื่องของการพิจารณางบประมาณ ส.ก. ที่มีอยู่ หรือที่จะเลือกตั้งต่อไปในอนาคต ก็ทําหน้าที่นั้นอยู่แล้ว การพิจารณางบประมาณ การพัฒนาเขต พัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ส.ก. ทําหน้าที่นั้นอยู่แล้ว มีคนทําอยู่ เพราะฉะนั้นบทบาทนี้ของ ส.ข. ก็แทบไม่มีความจําเป็น ต้องมีเลยในเรื่องงบประมาณ ถ้ามีก็จะไปซ้ําซ้อนกับ ส.ก. โดยไม่จําเป็นเลย หรืองานในเรื่อง การที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการประสานงานกับเขต อย่างที่ท่านกล่าวถึง การดูแลเรื่องน้ําไหล ไฟสว่าง น้ําท่วม เก็บขยะต่าง ๆ วันนี้เรามีประธานชุมชนนะครับ ประธานชุมชนมีทุกชุมชน ทุกเขตผมว่ามีหลายสิบชุมชน บางที่เป็นร้อยชุมชน ประธานชุมชนมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนนะครับ ท่านทําความเข้าใจด้วย ไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของระบบราชการนะครับ ผมไปสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ประธานชุมชนในหลายพื้นที่ เขามีการแข่งขัน มีการหาเสียง มีการเลือกตั้งกัน ถ้าชุมชนไหน สมัครหลายคน มีพี่น้องประชาชนสนใจเยอะก็มีการเลือกตั้งกันอย่างตรงไปตรงมาเลยครับ ผมว่าตรงไปตรงมากว่าการเลือกตั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้านอีก และประธานชุมชนเหล่านี้ก็เป็น ตัวแทนที่ทางเขต ทาง ผอ. เขตก็จะเรียกมาเป็นที่ปรึกษา มาประสานงานต่าง ๆ หรือเป็นคน ที่จะมาร้องเรียนเรื่องที่ชาวบ้านเดือดร้อนในชุมชน และเป็นตัวแทนจริง ๆ ของชุมชนนั้นเลย เพราะฉะนั้นบทบาทหน้าที่ของ ส.ข. จึงไม่มีความจําเป็นในปัจจุบัน อันนี้ต้องให้ความ เป็นธรรมกับนโยบายนี้ด้วย แล้วที่สําคัญวันนี้โลกมันเปลี่ยนไปครับ วันนี้เรามีช่องทางสื่อสาร ติดต่อกับราชการมากมายหลายช่องทางไม่เหมือนในอดีต ในอดีตประชาชนจะมาที่เขต จะมาร้องเรียนเรื่องต่าง ๆ เป็นไปด้วยความยากลําบาก ต้องเดินทางไกลบางทีก็ไม่สะดวก จึงต้องใช้ ส.ข. หรือสมาชิกสภาเขตเป็นตัวกลาง วันนี้ท่านมีทั้งโทรศัพท์ ๑๕๕๕ มีโซเชียล มีเดีย (Social media) มีเฟซบุ๊ก (Facebook) มีช่องทางมากมายในการที่จะร้องเรียน รวมทั้งศูนย์ดํารงธรรม ผมเชื่อว่าวันนี้ถ้าพี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องขยะ ตกค้าง น้ําท่วมในชุมชน ท่อระบายน้ําอุดตัน ท่านโพสต์ (Post) ลงเฟซบุ๊ก (Facebook) เลยครับ หรือท่านโทรศัพท์แจ้ง ๑๕๕๕ ไม่ต้องไปที่สภาเขตหรอกครับ หน่วยราชการ เขาลงมาดูแลอยู่แล้ว เพราะวันนี้โลกมันเปลี่ยนไปครับ มีเรื่องของโซเชียล มีเดีย (Social media) มีช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายมาก เพราะฉะนั้นบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปทําให้ วันนี้ความจําเป็นของการมีสมาชิกสภาเขตเปลี่ยนไปด้วย ถ้าวันนี้เราไปผลักดันยืนยันว่า ต้องมีสมาชิกสภาเขตบทบาทเขาจะไปทําอะไรครับ เพราะอย่างที่ผมกล่าวการรับเรื่อง ร้องเรียนแก้ไขปัญหาให้พี่น้องในพื้นที่เขามีประธานชุมชนเขาดูแลอยู่แล้ว มีช่องทาง ต่าง ๆ ในการสื่อสารระหว่าง ผอ. เขตกับประชาชนอยู่แล้ว ผมเห็นมีบทบาทอย่างเดียวก็คือ มีคนกลุ่มหนึ่งที่จะมาช่วยเราทํางานในพื้นที่ ซึ่งถามว่าบทบาทเหล่านี้มีความจําเป็นไหม มีครับ แต่ผมก็เชื่อว่าท่าน ส.ส. หรือ ส.ข. ในอนาคตที่จะมี ท่านก็มีทีมงานของท่านอยู่แล้ว ที่มาช่วยกันทํางานดูแลพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นบทบาทที่จะต้องมี ส.ข. เพื่อทําหน้าที่นี้ผมว่ามันไม่ใช่ปัญหาครับ เราสามารถหา กลุ่มคนต่าง ๆ มาทําหน้าที่กันได้ แต่ที่สําคัญครับ วันนี้มันเป็นเรื่องที่พวกเราต้องมาช่วยกัน ขบคิดด้วย เพราะว่าถ้ามีการเสนอ พ.ร.บ. แก้ไขการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร คงไม่ได้มีแค่เรื่องสมาชิกสภาเขต มีหลายเรื่องที่ผมอยากให้ทางคณะกรรมาธิการช่วยศึกษา ต่อด้วย เพราะว่ามันยังมีประเด็นเยอะ เพราะต้องยอมรับจริง ๆ ว่า กทม. ก็เป็นหน่วยงาน หนึ่งที่มีปัญหา ผมไม่อยากยกตัวอย่างอะไรมาก แต่เอาง่าย ๆ นะครับ ท่านลองขับรถผ่าน ดินแดง ท่านเห็นศาลากลางกรุงเทพมหานครแห่งใหม่ไหมครับ ตึกสูง ๆ ที่อยู่ตรงดินแดง ก่อนขึ้นทางด่วน สร้างมาเกือบ ๒๐ ปียังไม่ได้ใช้ มันมีปัญหาจริง ๆ ครับ ในการบริหาร ราชการของเขาในการดําเนินการในบางเรื่อง ซึ่งต้องปรับปรุงแก้ไขจริง ๆ ก็ฝากให้ท่าน พิจารณาในเรื่องอื่น ๆ เพิ่มด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ หลังจากนั้นจะเป็นคุณกษิดิ์เดช ชุติมันต์ นะครับ เชิญท่าน พลตํารวจตรี ชวลิต ครับ🔗

พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมเห็นด้วยนะครับ ที่ชาวกรุงเทพฯ จะมีสภาเขตของตัวเอง กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งนะครับ หลังจากที่ถูก คสช. ยุบไป แต่ไม่เห็นด้วยที่จะกําหนดให้หน้าที่ ของสภาเขตเป็นเพียงคนทํางาน ทําข้อมูลความเห็นให้สภากรุงเทพมหานคร หรือว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เอาไปตัดสินใจอีกทีแค่นั้น สภาเขตที่ควรจะเป็นคือต้องไม่เป็น ลูกน้องใครนะครับท่านประธาน ต้องมีอํานาจเต็มของตัวเอง ต้องไม่ขึ้นกับใครนอกจาก ประชาชนในเขตเองนะครับ แบบนี้ถึงจะเรียกว่าการกระจายอํานาจอย่างแท้จริง จะว่าไปแล้ว กรุงเทพมหานครถือว่าล้าหลังมาก ๆ เลยสําหรับการกระจายอํานาจ เมื่อเทียบกับ ต่างจังหวัดทั้ง ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศ คือต่างจังหวัดเขามีการปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับจังหวัดคือ อบจ. และเขาก็ยังมีระดับสับย่อยกว่านั้นก็คือเป็นพื้นที่ย่อยระดับตําบล ก็คือเทศบาลและ อบต. ด้วย คือพื้นที่ใหญ่ระดับจังหวัดถือว่าใหญ่เกินไปนะครับ ถึงแม้ว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัดจะมีตําแหน่งบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง มีสภาที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ก็ดูแลไม่ทั่วถึงนะครับ เพราะว่าพื้นที่รับผิดชอบใหญ่เกินไป จํานวนประชากรในพื้นที่ก็จะมากไป ต่างจังหวัดจึงมีการปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับ สับย่อยกว่านั้นก็คือเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ระดับตําบลเลย นั่นก็คือเทศบาลและ อบต. พื้นที่เล็ก ๆ ระดับตําบลนี้เขาก็จะมีทั้งตําแหน่งบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง มีสภาที่มาจากการเลือกตั้ง มีข้าราชการของตัวเองนะครับ มีงบประมาณของตัวเอง แต่ถึงแม้จะมีน้อยและคนต้องเพิ่ม อีกมาก แต่เขาก็ตัดสินใจได้เองนะครับ ไม่ขึ้นกับ อบจ. แล้วก็ไม่ขึ้นกับรัฐส่วนกลางนะครับ หันมามองที่กรุงเทพมหานครของเรานี้ เราไม่มีการปกครองส่วนท้องถิ่นระดับที่ย่อยกว่า จังหวัดเลย ดังนั้นท้องถิ่นส่วนย่อยกว่ากรุงเทพมหานคร เช่น ระดับเขต ๕๐ เขต ก็ควรจะมี การปกครองส่วนท้องถิ่นของตัวเองที่ไม่ขึ้นกับใครเช่นเดียวกันนะครับ ผู้บริหารระดับเขต ที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีนะครับ โดยสภาเขตต้องมีอํานาจออกกฎหมายในเขต อนุมัติ งบประมาณในเขต ตรวจสอบผู้บริหารระดับเขต เหมือนกับ ส.ก. และ ส.ส. อย่างพวกเรา ทั้งสภาเขตและผู้บริหารเขตจากการเลือกตั้งต้องมีความรับผิดชอบ มีภาระงานและมีศักดิ์ศรี เท่า ๆ กับสภากรุงเทพฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเท่า ๆ กับนายกรัฐมนตรีและ ส.ส. อย่างพวกเราด้วยนะครับ ทั้ง ๓ ระดับนี้ คือทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับเขต หรือระดับตําบลในต่างจังหวัด คือผมเน้นคําว่าต้องมีความรับผิดชอบ มีภาระงาน และมีศักดิ์ศรี เท่า ๆ กัน นี่เป็นหลักการที่เรียบง่ายมากเลยนะครับท่านประธาน ปัจจุบันท่านลองนึกภาพ นายกรัฐมนตรีมีข้าราชการในสังกัดเป็น ๑๐๐,๐๐๐ คนนะครับ ที่ท่านรับผิดชอบ ดูแล การทํางานได้หมดหรือครับ แม้แต่สภา ส.ส. ของพวกเราเองนี่นะครับ ต่อให้เราเอาเวลา ประชุมของสภาทั้งหมดมาใช้ในการปรึกษาหารือความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ท่านคิดว่าจะเอาปัญหาทั้งหมด ทั้งประเทศมาพูดได้หมดหรือครับ ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า ผมคิดว่าก็ยังไม่ถึงเลยนะครับท่านประธาน ปัญหาเหล่านี้ต้องยกไปให้สภาท้องถิ่นพูดนะครับ ต้องยกอํานาจ ยกงบประมาณ เอาบุคลากร เอาข้าราชการไปให้ผู้บริหารท้องถิ่น ให้เขาแก้ไขเอง ถึงจะแก้ไขปัญหาจํานวนมากพวกนี้ได้นะครับ การกระจายอํานาจที่แท้จริง คือการเอาข้าราชการ เอาส่วนราชการ เอางบประมาณ เอาความรับผิดชอบมาแบ่งเฉลี่ย สังกัดกับท้องถิ่น พื้นที่ปกครองระดับย่อยก็ต้องรับผิดชอบงานที่ลงลึกในรายละเอียด เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจําวันของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวกับประชาชน ในด้านนี้ ถ้ายังขึ้นอยู่กับรัฐส่วนกลางอยู่ก็ต้องเปลี่ยนมาสังกัดท้องถิ่นให้หมด ส่วนพื้นที่ การปกครองระดับใหญ่ขึ้นมาอย่างจังหวัดหรือว่าอย่างประเทศ ก็รับผิดชอบเฉพาะภาพรวม ภาพกว้างไม่ต้องลงในรายละเอียด คือจํานวนข้าราชการใต้บังคับบัญชาควรจะเท่า ๆ กัน กับท้องถิ่นระดับสับย่อยนะครับ ความรับผิดชอบ ภาระงานจึงจะแบ่งเฉลี่ยเท่า ๆ กัน และเงินเดือนก็ควรจะเท่ากันด้วย ส่วนข้าราชการที่สังกัดกับรัฐส่วนกลางนี้ แต่ละกระทรวง สายการบังคับบัญชายาวมาก เวลาผู้ปฏิบัติงานดูแลประชาชน ขาดทรัพยากร ขาดคน ขาดงบประมาณ ขาดเครื่องไม้เครื่องมือ ผู้บริหารระดับสูงเขาจะมองเห็นไหมครับ นี่คือสาเหตุสําคัญเลยนะครับที่ทําให้การบริหารงานข้าราชการไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ เราเห็นกันในปัจจุบัน ข้าราชการมีสายบังคับบัญชาที่ยาวมาก ก็เพราะว่าเราเป็นรัฐรวมศูนย์ ไว้ที่ส่วนกลางนั่นเอง ยกตัวอย่างตํารวจก็ได้นะครับ ตํารวจท้องที่เป็นงานที่สัมพันธ์กับ วิถีชีวิตประชาชนมาก ตามหลักต้องสังกัดกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ประเทศอื่น ๆ เขาก็เป็นแบบนั้น แต่ของประเทศไทยขึ้นอยู่กับรัฐส่วนกลาง เราลองมานับดูกันว่ามี สายการบังคับบัญชากี่ชั้น ก็ตั้งแต่ชั้นประทวน รองสารวัตร สารวัตร อันนี้เป็นปฏิบัติงาน ขึ้นไปมีรองผู้กํากับ ผู้กํากับ อันนี้คือหัวหน้าสถานี เป็นตําแหน่งบริหาร แล้วก็ยังมีรองผู้การ มีผู้การ รองผู้บัญชาการ ผู้บัญชาการ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. ผบ.ตร. จนไปถึง นายกรัฐมนตรีนี่ครับ สังเกตว่าตําแหน่งบริหารเยอะแยะพวกนี้มันไม่จําเป็นเลยนะครับ ยิ่งมี สายบังคับบัญชายาวเท่าไร ยิ่งเพิ่มโอกาสการฝาก การวิ่งเต้นได้เท่านั้นเลย ลองเปรียบเทียบ ดูว่า สถานีตํารวจในกรุงเทพมหานคร ถ้าเกิดว่าเปลี่ยนมาขึ้นอยู่กับเขต ผู้กํากับสถานี มีผู้บังคับบัญชาเพียงแค่ ผอ.เขต หรือปลัดเขต แล้วแต่จะเรียกหรือถ้าขึ้นไปอีกก็จะเป็น ผู้บริหารเขตที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้ว ลองแบบนี้นะครับ เทียบกับแบบ ปัจจุบันที่ผู้กํากับสถานีมีผู้บังคับบัญชาไล่ไปจนถึงนายกรัฐมนตรีไปถึงตั้ง ๘ ชั้นเลยนะครับ อะไรจะมากมายขนาดนั้น คือการที่มีนายเยอะ ๆ ขนาดนี้ ใครสักคนฝากมา ผู้ปฏิบัติงาน ก็ต้องกล้ํากลืนฝืนทําผิด เวลาเรื่องแดงก็ติดคุกไปคนเดียว ส่วนนาย ๆ ระดับสูงที่สั่งให้ทําผิด มันก็ลอยตัวไป นี่คือวัฏจักรของสังคมไทยที่เกิดจากรัฐราชการรวมศูนย์ อยู่ที่รัฐส่วนกลาง นั่นเอง นอกจากนี้เขาไม่ได้ฝากกันแค่เรื่องคดีนะครับ เขาฝากคนเข้าทํางาน ฝากบริษัท รับเหมา ฝากการจัดซื้อจัดจ้าง นี่มันเป็นปัญหาทุกกระทรวงเลย ไม่ใช่แค่ตํารวจ เพราะเป็น รัฐราชการรวมศูนย์ที่ส่วนกลางนั่นเอง แต่ถ้ากระจายอํานาจแล้ว ข้าราชการมีลําดับชั้น น้อย ๆ แล้ว บางท่านอาจจะกังวลเรื่องแคเรีย พาท (Career path) ของข้าราชการว่าเขาจะ เติบโตอย่างไร ผมก็ต้องบอกไปเลยว่าข้าราชการเองเขาจะทํางานได้อย่างภาคภูมิใจมาก เพราะว่าไม่ต้องมีผู้บังคับบัญชาหลาย ๆ ชั้นมากดหัวเขา ถึงแม้จะมีลําดับชั้นน้อยแล้ว ก็ทําให้ผู้ปฏิบัติงานแต่ละท่านมีอํานาจการตัดสินใจเองได้มากขึ้น นี่เป็นไปตามหลักการ บริหารองค์กรยุคใหม่ที่แฟลช (Flash) มากขึ้น เพื่อเพิ่มอํานาจให้ผู้ปฏิบัติงานมากขึ้น เป็นการเอ็มเพาเวอร์ (Empower) ให้องค์กรมีประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน อย่างมากเลยนะครับ สุดท้ายนี้ท่านประธาน เมื่อเขตได้รับการกระจายอํานาจมากแล้ว ก็ต้องมีกิจกรรมที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าทาวน์ฮอลล์ (Town hall) หรือว่าสภาประชาชน นั่นเองครับ คือผู้บริหารเขต รัฐสภาเขต ต้องเปิดห้องให้ประชาชนที่เดือดร้อนมาบอกปัญหา ด้วยตัวเองเป็นประจําทุกสัปดาห์ ถ้าสถานีตํารวจย้ายมาสังกัดกับเขตแล้ว ทีนี้ปัญหา เรื่องบ่อน เรื่องตํารวจรีดไถ ตํารวจเฉื่อยชา รับวิ่งเต้นคดี ปัญหาคาราคาซังเหล่านี้จะหมดไป ได้นะครับ ถ้าผู้บริหารไม่แก้ไขก็เตรียมโดนชาวบ้านไล่ได้อย่างง่าย ๆ ได้เลย แต่คีย์ (Key) สําคัญเลยคือผู้บริหารเขตต้องมาจากการเลือกตั้ง และประชาชนที่มาแจ้งปัญหา ในสภาประชาชนเอง ก็ต้องรับฟังจริง ๆ ถ้ายังเป็นกิจกรรมอย่างที่สํานักงานเขตทุกวันนี้ ทํากันอยู่ คือผู้นําชุมชนถูกเรียกมาฟังข้าราชการเล่าอยู่ฝ่ายเดียว แบบนั้นเป็นของปลอม คือถ้าจะไปดูงานจากต่างประเทศมาแล้วเอามาใช้อย่างไม่เข้าใจแบบนี้ ก็ไม่เกิดประโยชน์ครับ ท่านประธาน ก็ขอเชิญชวนเพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน รวมถึงท่านประธาน พ่อแม่พี่น้องที่อยู่ทางบ้านทุกท่าน ก็ร่วมด้วยช่วยกันผลักดันให้ประเทศของเราเกิด การกระจายอํานาจอย่างแท้จริงต่อไปให้ได้นะครับ โดยเฉพาะระดับเขตของกรุงเทพมหานคร ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณกษิดิ์เดช ชุติมันต์ เชิญครับ หลังจากนั้นจะเป็นคุณจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ครับ🔗

นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๘ เขตลาดพร้าว เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ก็ขอมาเล่าเรื่องราวประสบการณ์จริงในการเป็น ส.ก. สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ๒ สมัย ถามว่าที่มาที่ไปเรื่องการยกเลิก ส.ข. นั้นมันเป็น แค่ส่วนหนึ่งของแผนงานปฏิรูปกรุงเทพมหานครในเรื่องของการบริหารจัดการ ซึ่งแน่นอน ที่สุดเราก็มองว่าหลักการการบริหารที่ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุดนี้ทําอย่างไรกับ เมืองใหญ่ ๆ แล้วก็เราไปดูโมเดล (Model) ของประเทศญี่ปุ่น เรามองว่าถ้าเป็นแบบสภานคร โดยการแบ่งกรุงเทพมหานครออกมาเป็นสัก ๓-๔ ส่วน แล้วก็แบ่งงบประมาณ แล้วก็นโยบาย ออกไปก็จะได้การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าปกติ มากกว่าที่เป็นอยู่ ฉะนั้น ส่วนหนึ่งของการยกเลิก ส.ข. มันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งในนั้น แต่ส่วนหนึ่งในนั้นด้วยเหตุผลของ คสช. ผมเชื่อส่วนหนึ่งว่าเป็นความหวังดี ซึ่งเรื่องราวที่เสนอแผนการปฏิรูปต่าง ๆ มาจากข้าราชการประจํา กรุงเทพมหานคร ซึ่งทาง คสช. ในตอนนั้นผมได้ยินว่ามีการให้ปลัดกรุงเทพมหานครศึกษา แล้วก็หาแนวทางการบริหารจัดการกรุงเทพมหานครในรูปแบบต่าง ๆ อันนี้คือส่วนหนึ่ง ที่เขาเสนอไปว่า ส.ข. ที่ไม่ควรมีเพราะอํานาจหน้าที่ซับซ้อน เป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาเขต ซึ่งใน ส.ก. ก็มีผู้ช่วยอยู่แล้ว แล้วก็ในส่วนสํานักงานเขตก็มีชุมชนที่เป็นประธานชุมชน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งด้วยก็เป็นที่ปรึกษาได้อยู่แล้ว ทีนี้บริบทของคําว่า ส.ข. มันยิ่งใหญ่ กว่านั้นเยอะในการปฏิบัติหน้าที่ของเขา เริ่มมาจากการเป็นที่ปรึกษาเขต ผมเรียนนิดหนึ่ง ไม่ว่าโครงการใหญ่ ๆ ที่ใช้งบประมาณเยอะ ๆ ก็ต้องจ้างที่ปรึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ปรึกษาทําหน้าที่อะไรบ้าง ให้คําปรึกษาเรื่องโครงการต่าง ๆ ให้คําปรึกษาด้านงบประมาณ และเวลาในการจัดการ ถ้าถามว่าไม่มีที่ปรึกษาอยู่ได้ไหม ถ้าอยู่ได้เขาคงไม่จ้างกัน วันนี้ ส.ข. ก็ยิ่งใหญ่มาก ถ้ามองในอํานาจหน้าที่คําว่าเพียงแค่ปรึกษามันยิ่งใหญ่มาก แต่เราจะ วางตัวของตัวเราอย่างไรในการเป็น ส.ข. ที่ประชาชนให้ความไว้วางใจและหน่วยงานราชการ ให้เกียรติในการปฏิบัติหน้าที่ อย่าไปมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของนักการเมือง หรือว่าเป็นมือ เป็นไม้ให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เราก็จะมองว่าประโยชน์ของ ส.ข. นั้นมากมาย โดยเฉพาะการวางแผน การแก้ไขปัญหาท้องถิ่น ไม่มีใครรู้ดีเท่า ส.ข. หรอกครับ เพราะว่า ส.ก. บางทีก็ไม่ได้เป็นคนพื้นที่นั้น พิจารณางบประมาณใหญ่ของกรุงเทพมหานครจะบอกว่า พิจารณาของเขตตัวเองก็มีส่วน แต่ภาระหน้าที่มันยิ่งใหญ่กว่านั้น ต้องให้ ส.ข. เขาช่วยดูแล กับผู้อํานวยการเขต แล้วยกร่างขึ้นมา งานสาธารณูปโภคต่าง ๆ งานงบประมาณด้าน การโยธา งานด้านโครงการต่าง ๆ ต้องตอบโจทย์กับชาวบ้านมากมาย ซึ่งก็เป็นที่ทราบดีว่า ส่วนใหญ่แล้วการแก้ไขปัญหาเสนอปัญหาก็มาจาก ส.ข. ผมไม่มองว่าเป็นมือเป็นไม้ ผมมอง ว่าเป็นมือเป็นไม้ของประชาชนมากกว่าเป็นของนักการเมือง แล้วก็ที่สําคัญการบริหารจัดการ แบบกู๊ด กัฟเวิร์นแนนซ์ (Good governance) การมีธรรมาภิบาลเขาก็จะเน้นเรื่องการ ถ่วงดุลอํานาจ แล้วการให้ความร่วมมือในการบริหารจัดการร่วมกันก็สื่อสาร ๒ ทาง อันนี้ ในเขตลาดพร้าวช่วงผมเป็นอยู่ ๒ สมัย งบปีหนึ่งก็เป็นพันล้านบาทในการพัฒนา เขตลาดพร้าว ซึ่งผมยอมรับเลยว่า ส.ข. ในวันนั้นได้ช่วยเหลือไว้มากในการตอบโจทย์ปัญหา ของประชาชน เรามีสภาที่ขลังมาก ณ วันนั้น ผอ. เขตท่านลุกออกไปเลยท่านบอกว่า ท่านจัดการกันเอง ปูกรอบมาให้ว่าจะทําอะไร อย่างไร มีการเสนอแผนแล้วก็ส่งร่างเข้า เป็นการถ่วงดุลอํานาจในการบริหารที่สมบูรณ์แบบมากนะครับ เพียงแต่ว่าจะต้องเพิ่มในเรื่อง ของระเบียบปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบันนี้ ถ้า ส.ข. ท่านใด ต้องขออภัยว่าอ่อน ๆ ใช้คําว่าอ่อน ๆ แล้วกัน ผู้อํานวยการเขตเขาไม่อยากให้อํานาจนะครับ ไม่รับฟัง ท่านก็คงทําอะไรเขาไม่ได้ เพราะเขาอ้างว่าไม่มีกฎหมายตรงนี้ เป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาเขต แต่คนที่แข็ง ๆ นะครับ ต้องเรียนเชิญให้มาเป็นที่ปรึกษาตลอดเวลาเลยด้วยซ้ําไปนะครับ ต้องรับฟัง ผมถึงบอกว่า วันนี้ถ้ากรุงเทพมหานครเพิ่มเรื่องของข้อระเบียบไปว่าจะต้องประชุมกันทุกเดือน โดยมีเรื่องของ ส.ข. เข้าสู่กระบวนการ ผมยังยืนยันว่าไม่ซับซ้อนนะครับ หน้าที่ ถ้าจะมาพูดถึงประชาคมเขต มาเสนอแทน ส.ข. ผมว่ามันเป็นอย่างที่หลาย ๆ ท่านอภิปรายไปนะครับ มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งมันขาดเจตนารมณ์ของความเป็นผู้แทนนะครับ ก็ต้องขอพาดพิงนิดหนึ่งครับ ปัจจุบัน สภากรุงเทพมหานคร ผมเชื่อว่า ส.ก. สรรหาไม่ทราบปัญหาหรอกครับ อาจจะทราบก็เพียง ผิวเผินว่าแนวทางการพัฒนาอย่างไร ประชาชนในเขตเขตนั้นถึงจะมีความสุขนะครับ อันนี้ เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องพึ่งพา ส.ข. แล้วก็หน้าที่ที่เขามีอยู่ ผมเชื่อว่าสัดส่วนเหมือนเดิมก็ได้ ผมเห็นการบริหารจัดการแล้วว่ามันมีประสิทธิภาพ ก็สนับสนุนรายงานฉบับนี้ เพียงแต่ว่า ถ้าท่านอ่านดูรายงานฉบับนี้ กรรมการท่านก็มีความหวังดี แต่ว่ายังไม่ได้มีท่านใดเป็นผู้แทน จากกรุงเทพมหานคร อดีตเคยเป็นผู้แทนท้องถิ่นมาก่อน ซึ่งจะสามารถให้ข้อเสนอแนะ ได้อย่างดี ซึ่งรายงานฉบับนี้อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการเริ่มของการของการสนับสนุนการให้มี ส.ข. ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ หลังจากนั้นจะเป็น คุณศิริพงษ์ รัสมี ขอเชิญคุณจิรวัฒน์ครับ🔗

นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล เขตตลิ่งชัน ทวีวัฒนา หนองแขม แขวงหนองค้างพลูครับ อย่างแรกผมต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจที่ได้จัดทํารายงาน ที่มีประโยชน์ แต่ว่าในส่วนของรายงานนั้นก็มีทั้งบทสรุป มีเรื่องของข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ อย่างแรกผมเรียนก่อนว่าผมเห็นด้วย บางส่วนกับข้อเสนอและอาจจะตั้งข้อสังเกตบางส่วนที่ผมไม่ได้เห็นด้วยกับข้อเสนอ และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ อย่างแรกผมก็ต้องขอบคุณ อีกประการหนึ่งก็คือท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ และท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ได้มีการยื่น ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร กทม. แล้วก็ได้มีการใส่เข้ามาในรายงานฉบับนี้ด้วย ประการต่อมา ผมอยากจะเรียนว่าวันนี้ปัญหาที่บ้านเมืองเกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดเฉพาะปัญหา การเมืองในระดับชาติ มันยังเข้าไปสู่ในระดับท้องถิ่นด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่ามีการ รัฐประหารในปี ๒๕๕๗ สิ่งนี้ก็จําเป็นที่จะต้องตอกย้ํากับพี่น้องชาว กทม. เพื่อให้เห็นสภาพ การเมืองของกรุงเทพมหานครวันนี้ โดยเฉพาะการเมืองท้องถิ่นถูกแทรกแซงจาก คณะรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโยกย้าย การปลดผู้ว่า กทม. มาเป็นผู้ว่าฯ อัศวิน หรือว่าอย่างในเรื่องของการระงับการเลือกตั้ง ส.ก. แล้วก็ได้จัดให้มีการสรรหา โดยผู้ที่สรรหา ขณะนี้ก็ยังทํางานอยู่นะครับ เป็นสมาชิกสภา กทม. ที่มาจากการสรรหา พูดง่าย ๆ ก็คือว่า อยู่ในเครือข่ายหรือระบอบของ คสช. แน่นอนที่สุดครับว่า ท่านไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ ท่านก็ไม่ได้ทราบหรอกว่าปัญหาของพื้นที่ของคน กทม. ของคนในเขตนั้นจริง ๆ เป็นปัญหา อะไร ฉะนั้นมันก็ขาดสะพานในการเชื่อมโยงระหว่างปัญหาในระดับท้องถิ่นเข้าไปสู่สมาชิก สภา กทม. ดังนั้นปัญหาอีกเยอะแยะมากมายครับ ๖ ปีที่ผ่านมาที่การเมืองท้องถิ่นของ พี่น้อง กทม. วันนี้ถูกยึดอํานาจไปสู่ระบอบ คสช. ทําให้ไม่มีตัวแทนของประชาชนในระดับ ท้องถิ่น กทม. เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ประเด็นต่อมาที่อยากจะเรียนก็คือว่า สมาชิกสภาเขตก็ยังต้องถือว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ผมไม่เห็นด้วยที่จะมีการยกเลิก สมาชิกสภาเขต ส.ข. ก็คือตัวแทนของคนในระดับเขตพื้นที่นั้น คนที่ทราบปัญหามากที่สุดว่า ระบบสาธารณูปโภคจุดไหนมีปัญหา ถนนเส้นไหนที่ผุพังมีปัญหา เผลอ ๆ รู้ดีกว่า ส.ส. อีกครับท่านเชื่อไหม ส.ข. ส.ก. นี่รู้ดีกว่า ส.ส. อีก เป็นผู้นํามวลชน เป็นผู้นําในระดับท้องถิ่น เป็นผู้นําชาวบ้านยิ่งกว่า ส.ส. อีก ดังนั้นสิ่งที่รากลึกในตัวแทนของประชาชนในการกระจาย อํานาจตามระบอบประชาธิปไตยและอํานาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนจําเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ ระเบียบ กทม. ระเบียบบริหาร กทม. ที่ร่างโดยข้าราชการประจํา และร่างในยุคของ คสช. ก็ทําร่างกฎหมายออกมายกเลิก ส.ข. เสีย จัดให้มีที่ปรึกษาเขต หรือเรียกในภาษาตามร่างพระราชบัญญัติว่า คณะกรรมการประชาคมเขต มีที่มาอย่างไร ก็มีที่มาจาก สปท. คือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้ข้อเสนอข้าราชการประจําไปออก ระเบียบ กทม. มาใหม่ แล้วถามว่าก็ต้องเอาอํานาจเข้ามาในระบบรัฐราชการรวมศูนย์ อยู่แล้ว เพราะถ้าลองให้ฝ่ายประชาชน ฝ่ายนักการเมืองไปร่างสิเขาก็ไม่เอาด้วย เขาก็บอกต้องมีตัวแทนประชาชน ฝ่ายข้าราชการประจําร่างก็บอกตัวแทนประชาชนอย่ายุ่ง เอาอํานาจผมคืนมา ก็มันทํางานสบาย มันไม่ต้องมีใครมาถกเถียง ไม่ต้องมีใครมาเสนอแนะ ไม่ต้องมีใครมายุ่งกับการจัดทํางบประมาณมันก็สบาย แต่คนลําบากคือประชาชน ดังนั้น ข้อเสนออย่างน้อยที่สุดก็ยังดีว่าคณะกรรมาธิการมีข้อเสนอว่าให้มี ส.ข. ต้องขอบคุณครับ แต่ประเด็นที่ยังมีความเห็นต่างกันอยู่ก็คือในเรื่องของคณะประชาคมเขต ในส่วนนี้ ไม่จําเป็นต้องมีหรอกครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องของหน่วยงานที่มีความทับซ้อนและแนวคิด รูปแบบนี้ก็มาจากสมาชิกวุฒิสภาไม่จําเป็นที่จะต้องเอามาใส่ไว้ในระดับท้องถิ่น เพราะว่า สมาชิกสภาเขตนั้นมีอํานาจหน้าที่บัญญัติไว้โดยตรงอยู่แล้ว ไม่ได้ไปยุ่งกับงบประมาณ เพียงแค่เสนอแผน เสนอข้อคิดเห็น ตั้งกระทู้ต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็เป็นอํานาจ ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารตามลําดับชั้น ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับผู้บริหาร ระดับ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัดเจนอยู่แล้วไม่จําเป็นต้องไปสร้างหน่วยงานให้มีความ ซ้ําซ้อน แล้วนโยบายการบริหารงบประมาณตอนนี้อย่าไปสร้างภาระงบประมาณ คือคุณไป สร้างหน่วยงานซ้ําซ้อนตรวจสอบกันไปตรวจสอบกันมา แล้วมันไม่ได้ประโยชน์ สุดท้าย ก็สร้างภาระในเรื่องของงบประมาณ กทม. อีก ดังนั้นสิ่งที่สําคัญก็คืออย่าไปมีครับ เพราะแนวคิดนี้มาจากแนวคิดสมัย สปท. แนวคิดสมัย ส.ว. อย่าเอาไปสร้างหน่วยงาน ซ้ําซ้อนให้เกิดความสับสนกับประชาชน แล้วก็ไปสร้างรัฐราชการเพิ่มอํานาจให้กับผู้อํานวยการ เขตอีก แล้วเผลอ ๆ ก็จะมีการสร้างเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ที่ทําให้การเมืองของประชาชน ห่างไกลออกไปในระดับท้องถิ่นของ กทม. อีก🔗

ส่วนประเด็นที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมจากในส่วนของข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการได้เสนอในเรื่องของการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตที่ให้เป็น แบบสภาคู่ ผมเห็นด้วยครับ ลําพังเราจะพึ่งนักการเมืองอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะผมก็ไม่แน่ใจ เหมือนกันว่านักการเมืองคนนั้นทุจริตหรือเปล่า สุจริตหรือเปล่า แต่ต้องมีสภาคู่คือสภา ของประชาชน ก็เหมือนกับสมาชิก ๒ ประเภทที่เราเคยมีในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ในรูปแบบนี้เป็นสมาชิกสภาเขต แต่เป็น ๒ ประเภท คือประเภทที่ ๑ มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน ดีครับ ประเภทที่ ๒ คือมาจากการเลือกตั้งของประธานคณะกรรมการชุมชน แต่ผมตั้งข้อสังเกตประการหนึ่งคือ ท่านต้องอย่าลืมว่าในพื้นที่มันไม่ได้มีเฉพาะประธานชุมชน ดังนั้นมันยังมีหมู่บ้านที่อาศัย ท่านประธานครับ ผมขอเวลาอีกนิดหนึ่งนี่ประเด็นสําคัญ ก็คือผมอยากจะเสนอคณะกรรมาธิการว่าประธานชุมชนนี่ ในพื้นที่ไม่ได้มีเฉพาะประธาน ชุมชนอย่างเดียว มันยังมีระดับหมู่บ้าน นิติบุคคล คอนโดมิเนียม ยังมีสมาคม สภาวิชาชีพ ในพื้นที่นั้น ๆ ที่เห็นปัญหาไม่ต่างกับประธานชุมชนครับ ดังนั้นข้อสังเกตก็คือว่าจะต้องเพิ่ม สัดส่วนของประธานชุมชนอย่างเดียวไม่ได้ เพราะว่าอะไรครับ เพราะประธานชุมชน เขาอาจจะมักคุ้นแล้วก็ดีเฟนด์ (Defend) เฉพาะปัญหาพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งมันแคบไป หรืออาจจะไม่ได้เข้าใจสภาพการณ์และปัญหาพื้นที่ของทั่วเขต เห็นไหมครับ ดังนั้นนี่จึงเป็น ปัญหา และประเด็นที่ ๓ ที่เป็นปัญหาก็คือว่าประธานชุมชนอาจเกิดจากการแทรกแซง หรือการวางตัวจากฝ่ายการเมืองได้ ดังนั้นดีไหมครับที่มีสมาชิก ๒ ประเภท ดี แต่จะต้องไป แก้ในส่วนนี้ว่าให้มีพื้นที่ที่เปิดกว้างให้กับองค์กรหน่วยงานอื่น ๆ ดังนั้นผมฝากในประเด็น ที่สําคัญตรงนี้ไว้ และยืนยัน พี่น้องประชาชน กทม. ฟังอยู่นี่ต้องมี ส.ข. เขาคือมวลชน ในระดับพื้นที่อย่าไปตัดเขาออก แล้วมันจะเป็นการสร้างภาระให้ประชาชน แล้วไปเพิ่ม อํานาจส่วนราชการ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณศิริพงษ์ รัสมี ครับ แล้วจากคุณศิริพงษ์ รัสมี ก็จะมาคุณณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ นะครับ จะได้เตรียมตัวครับ🔗

นายศิริพงษ์ รัสมี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายศิริพงษ์ รัสมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๗ หนองจอก พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่รายงาน เรื่องการพิจารณาการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร กรณีสภาเขตและสมาชิกสภาเขต ในกรุงเทพมหานคร ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรุงเทพมหานครเรียกว่าการบริหาร ราชการแบบพิเศษจริง ๆ ในขณะนี้ถ้าเราจะมองในกรุงเทพมหานครมีเพียงชุมชนที่ขึ้น ทะเบียนถูกต้องตามระเบียบกรุงเทพมหานคร แล้วก็มีสํานักงานเขตหนองจอก สํานักงานเขต ทั้ง ๕๐ เขต ในกรุงเทพมหานครมีเพียง ๒ ส่วนนี้เท่านั้นที่จะคอยดูแล จะคอยให้การ สนับสนุนกับพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง ของประเทศไทย กรุงเทพมหานครเป็นการบริหารราชการแบบพิเศษ ซึ่งการบริหารราชการ ที่ใหญ่ที่สุด ผมว่าในโลกนี้ก็ว่าได้ ถ้าจะมาเปรียบระหว่างต่างจังหวัดกับกรุงเทพมหานคร คือต่างจังหวัดต่าง ๆ ต่างจังหวัดต่าง ๆ ทั้ง ๗๐ กว่าจังหวัด มีตั้งแต่กํานัน มีตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เทศบาล อบจ. นายก อบจ. มีตั้ง ๕ หน่วยงาน แต่กรุงเทพมหานครมีเพียงชุมชน เท่านั้นที่ขึ้นกับสํานักงานเขตในกรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นฝ่ายบริหาร มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เรียนกับท่านประธาน ที่เคารพว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ แล้วก็ปี ๒๕๕๐ สมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่เรียกว่า ส.ก. ในอดีตจะมีทั้งเขตการปกครอง ๑ คน เขตการปกครอง ๒ คน นั่นหมายถึงประชากร ไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ คน จะมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครได้เพียงคนเดียว แต่ถ้าประชากร เกินตั้งแต่ ๑๕๐,๐๐๑ คนขึ้นไปจะมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครได้ ๒ คน แต่พอมา ปี ๒๕๕๗ ก็ได้มีการปรับลดในเรื่องของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร โดยการแต่งตั้งของ คสช. มีมาในขณะนี้อยู่ที่ ๓๐ คน เป็นการแต่งตั้งมา ส.ก. ในอดีตไม่ได้รักษาการ เพราะฉะนั้น ในการปรับลดลักษณะเช่นนี้ ในสมาชิกสภากรุงเทพมหานครมันจะไม่เกิดการสมดุล หรือว่าการดูแลพี่น้องในเขตต่าง ๆ ในเขตชั้นใน เขตป้อมปราบ เขตพญาไท เขตต่าง ๆ มีไม่กี่ตารางกิโลเมตร ๓ ตารางกิโลเมตร ๕ ตารางกิโลเมตร ๘ ตารางกิโลเมตร แต่เขตชั้นนอก เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง เขตคลองสามวา และโดยเฉพาะเขตหนองจอกถึง ๒๓๖ ตารางกิโลเมตร ในขณะนี้ประชากรเกือบ ๑๘๐,๐๐๐ คน แต่การที่ยุบหรือว่าการยกเลิก ส.ก. เหลือเพียงคน เดียวตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ผมว่ามันไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไรนัก เขตชั้นในมีประชากร ประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ๘๐,๐๐๐ คน ๙๐,๐๐๐ คน ก็มี ส.ก. ๑ คน เขต ๑๘๐,๐๐๐ คน ๒๐๐,๐๐๐ คน ก็มี ส.ก. ๑ คน อันนี้ก็คือปัญหาในการ ดูแลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กลับมาที่ ส.ข. หรือว่าสมาชิกสภาเขต ผมเองเคยดํารงตําแหน่ง สมาชิกสภาเขตหนองจอกมา ๘ ปี เป็นประธานสภาเขตหนองจอกมา ๔ ปี เพราะฉะนั้น จะได้รับรู้ปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ที่เราดูแลอยู่ นั่นก็คือพื้นที่เขตหนองจอก หรือว่า หลาย ๆ พื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ส.ข. มีความจําเป็น เป็นคนที่ใกล้ชิดกับประชาชนนะครับ ไม่ใช่ใกล้ชิดกับชุมชนอย่างเดียว ใกล้ชิดกับประชาชนที่อยู่ตามหมู่บ้านจัดสรร อยู่ตาม คอนโดมิเนียม แล้วก็อยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในความจําเป็นของสมาชิกสภาเขต หรือว่า ส.ข. มีความจําเป็นอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานครที่จะต้องมี จะต้องมี แล้วก็ต้องมี ถ้าไม่มีผมยกตัวอย่างในวันนี้ครับ ท่านประธานครับ การก่อสร้างเขื่อนคลองแสนแสบและ นครเนื่องเขตของกรุงเทพมหานคร ในเขตหนองจอก งบประมาณเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท การก่อสร้างมาแล้ว ๓ ปี ขณะนี้ต่อสัญญาก่อสร้างยังไม่เสร็จ เขื่อนได้ถล่มลงแล้วก็พังลง บ้านพี่น้องประชาชนได้เกิดชํารุดแล้วก็ร้าว มัสยิด โรงเรียน ศูนย์เด็กอ่อนก่อนวัยเรียน ได้ชํารุด ประมาณ ๓๐ แห่ง เมื่อชํารุดลงมาแล้ว วันนี้คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็ได้เชิญผู้รับเหมา เชิญกรุงเทพมหานคร แล้วก็เชิญสํานักระบายน้ํา เชิญพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน ที่ยังไม่ได้รับการชดเชยหรือว่า การดูแลจากที่บ้านชํารุดแล้วก็พังในขณะนี้มาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ สาเหตุที่ผม ยกตัวอย่างแบบนี้ครับท่านประธาน ถ้ามีสมาชิกสภาเขต มีสภาเขต คอยดูแลในการ ดําเนินงาน ในการก่อสร้างของหน่วยงานรัฐทั้ง ๕๐ เขต ซึ่งกระจายไปเต็มทั้งพื้นที่ กรุงเทพมหานคร มีปัญหาก็ปรึกษาผู้อํานวยการเขต มีปัญหาเกี่ยวกับผู้รับเหมาก็เสนอ ผู้อํานวยการเขต แล้วก็เข้าประชุมสภาเขตแต่ละเดือน ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นสมาชิกสภาเขตยังจะช่วยเหลือในเรื่องของการคอร์รัปชันของข้าราชการด้วย ข้าราชการยิ้มเลยนะครับ ในขณะนี้ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ไม่มีสภาเขตไปคอยร่วมประชุม ไม่มีสภาเขตไปคอยเสนอแนะ ไม่มีสภาเขตไปคอยซักถาม ผู้อํานวยการเขตแต่ละเขตยิ้มเลย ในเรื่องของการดําเนินการในการจัดซื้อจัดจ้างในสิ่งต่าง ๆ ผมไม่ได้บอกว่าคอร์รัปชัน แต่มันน่าจะมี จากประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นทั้งกํานัน ทั้งผู้ใหญ่บ้าน ทั้งสมาชิกสภาเขต ในเขตต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นผมเองขอเรียกร้องสภาแห่งนี้ให้มีสมาชิกสภาเขตทั้ง ๕๐ เขตของกรุงเทพมหานคร เพื่อไปบรรเทาความเดือดร้อน รับประสานงานจากชุมชน จากพี่น้องประชาชนไปสู่ สํานักงานเขตต่าง ๆ ใน ๕๐ เขต เพื่อจะอํานวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนให้มีสมาชิกสภาเขตตามสัดส่วน ๗ คน กับ ๘ คน ที่ทางรายงาน พิจารณามา ผมเห็นว่ามีทั้งการเลือกตั้ง ทั้งการแต่งตั้ง ๑๐ ชุมชนแต่งตั้งมา ๒ คน ของผมมี ๑๐๐ ชุมชน ๑๐๐ ชุมชน แต่งตั้ง ๒๐ คน แล้วก็เลือกตั้งอีก ๗ คน เกือบ ๓๐ คน เพราะฉะนั้น รายงานฉบับนี้ทางประธาน ทางคณะกรรมาธิการต้องไปดูแล้วก็ต้องพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง ในส่วนตรงนี้ เอ่ยถึงประธานชุมชนสักนิดหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานครที่มีการจัดตั้งชุมชน มีประมาณสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองท่านประธาน ที่อยู่ตามหมู่บ้านจัดสรร อยู่ตาม คอนโดมิเนียม อยู่ตามระหว่างรอยต่อของชุมชนต่าง ๆ ที่ยังไม่มีชุมชนอีกมากมายนะครับ ถ้าเราไม่เลือกตั้งสมาชิกสภาเขต หรือว่า ส.ข. จะมีการแต่งตั้งจากการคัดเลือกชุมชนอะไร ก็แล้วแต่ขึ้นมา ผมว่าพี่น้องที่ไม่มีชุมชนที่อยู่ตามหมู่บ้าน ที่อยู่ตามคอนโดมิเนียม จะไม่ได้รับ ความเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ผม ศิริพงษ์ รัสมี ยินดีให้มีสมาชิกสภาเขตหนองจอก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมดเวลา แล้วครับ ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เชิญครับ🔗

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร จากชาวบางขุนเทียน พรรคก้าวไกล วันนี้ขออนุญาตอภิปรายรายงาน ผลการพิจารณา เรื่องการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร กรณีสภาเขตและสมาชิกสภาเขต ของคณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการ รูปแบบพิเศษ ก่อนอื่นที่อยากจะบอกก็คือ ผมเปิดรายงานฉบับนี้ในหน้าแผนภาพแสดง โครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของสภาเขตและประชาคมเขต ในหน้านี้เขียนไว้ชัดเจน ผู้อํานวยการเขตอยู่ตรงกลาง มีสภาประชาคมเขตอยู่ด้านซ้าย มีสภาเขตอยู่ด้านขวา แล้วก็ กําหนดบทบาทหน้าที่ของสภาเขต เรื่องนี้ถ้าอภิปรายกันสั้น ๆ ถ้าอภิปรายกันง่าย ๆ ง่ายนิดเดียวครับ เลือกตั้ง ผอ. เขตเลยครับ เลือกตั้ง ผอ. เขตพี่น้องประชาชนมีเรื่องราวใด ๆ ก็แสดงความเห็นผ่านบัตรเลือกตั้ง เพราะวันนี้ ผอ. เขตทําอะไรอยู่ครับ มีปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน วันนี้อยู่แบบโดดเดี่ยวเดียวดายไม่มี เพื่อนข้าง ๆ มา ๗ ปีแล้ว ไม่มี ส.ข. มี ส.ก. แต่งตั้งกว่า ๒๐ คน ส.ก. แต่งตั้งก็มีพลตรี ๑ คน มีพลเอก ๑ คน มีปลัดกระทรวงมหาดไทย ๑ คน มีพลโท ๑ คน มีพลตํารวจตรี มีพลตํารวจโท อีก ๓ คน นายพลปาไปครึ่งหนึ่งแล้วนะครับ แต่ช่วงที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส ในกรุงเทพมหานคร เพื่อน ส.ส. ต่างพรรค เพื่อน ส.ส. ทั้งฟากฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลลงพื้นที่ กันหนักหน่วงช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เนื่องจากผลกระทบจากโรคระบาด สมาชิกสภา กรุงเทพมหานครแต่งตั้งหายไปไหนครับ หรือกลัวติดโรคระบาด เพราะอายุเข้าขั้นทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นวันนี้ที่ท่านนั่งอยู่แต่ละคน ส.ก. แต่งตั้งทั้งหลาย ๒๐ กว่าคน พี่น้องประชาชน คิดว่าท่านไม่มีตัวตนนะครับ วันนี้เขาคิดว่าไม่มีตัวตน เดือดร้อนกี่ครั้งกี่คราวปรึกษาหารือ ในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าวันไหนท่านประธานจัดคิวปรึกษาหารือให้เป็น ส.ส. กรุงเทพมหานครติดกันทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล พี่น้องประชาชนโทรศัพท์มาถามครับ วันนี้ท่าน ส.ส. ประชุมสภากรุงเทพมหานครหรือสภาผู้แทนราษฎร งงกันไปหมด ขอน้ํา ขอไฟ ขอสะพานลอย ขอหลังคา ถนนน้ําท่วมในซอย มีปัญหาทั่วไปเยอะแยะไปหมด ในกรุงเทพมหานคร แต่วันนี้ที่ต้องมาพูดในสภาผู้แทนราษฎรเพราะอะไรครับ เพราะไม่มี คนเหล่านี้ ไม่มีกลไกเหล่านี้ ผอ. เขตเคยรับฟังไหมครับ ประชุมเขตมีปัญหามาก ส.ส. จะเข้า ไปนั่งฟังด้วยสักคนหนึ่งว่าเราเอาความเห็นจากพี่น้องประชาชน เอาความเดือดร้อนจาก พี่น้องประชาชนไปพูดในที่ประชุมเขตสักหน่อยก็ยากลําบากเหลือเกินกว่าจะได้เข้าไปนั่ง ได้ด้วย แล้ววันนี้ประชุมกันอย่างไรก็ไม่รู้ ปัญหามีเกิดทุกหย่อมหญ้า แล้วพี่น้องประชาชน ก็ร้องทุกข์กันมา เอาแหละครับวันนี้ ส.ก. ที่ท่านแต่งตั้งมาโอเค (OK) ไม่ว่ากันใกล้จะ หมดอายุแล้ว ไม่ใช่หน้าที่ทั้ง ๒ อย่างเลยใกล้จะหมดอายุแล้ว ก็เลือกตั้งกันไปการกระจายอํานาจ ก็มีการเลือกตั้งสมาชิกกรุงเทพมหานคร แต่สมาชิกสภาเขตผมเห็นด้วยที่อยากจะให้มีสมาชิก สภาเขต เพราะว่าจะเป็นการใกล้ชิดที่สุด ถามว่าวันนี้ถ้าพี่น้องประชาชนเดือดร้อน ใกล้ที่สุด ที่พี่น้องประชาชนเลือกตั้งมานั่นคือประธานชุมชนครับ ถัดจากประธานชุมชน ประธาน ชุมชนเอาเรื่องไปพูดในที่ประชุมของสํานักงานเขต ได้เรื่องหรือไม่ได้เรื่องอย่างไรไม่ทราบ สุดท้ายก็หยุดอยู่แค่เขต แต่ถ้ามีสมาชิกสภาเขต บทบาทหน้าที่สมาชิกสภาเขตคือให้ความเห็น ต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และให้ความเห็นในสภากรุงเทพมหานคร อย่างน้อย ๆ ยังก้าวเข้าไปสู่ระดับจังหวัด ยังไปพูดให้ความเห็นในระดับสภากรุงเทพมหานครได้ คนที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนจะได้ไปบ่งบอกความรู้สึกว่าวันนี้เดือดร้อนอย่างไร ทุกข์ยาก อย่างไร แต่กระบวนการในหน้าแผนผังเขียนว่า มีสมาชิกสภาเขตที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ให้เลือกตั้งขึ้นมา ๗ คน ถ้าเกิดมีเพิ่มมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ให้เพิ่มอีก ๑ คนก็คือฝั่งของการเลือกตั้ง แต่จะมีฝั่งของการคัดสรร นั่นคือคัดสรรมาจาก ประธานชุมชน นั่นก็คือ ๑๐ ชุมชนก็คัดมา ๒ เพราะฉะนั้นเขตบางขุนเทียนของผม ยกตัวอย่างง่าย ๆ ๕๐ กว่าชุมชน ก็มีประมาณ ๑๐ คน แสดงว่าเป็นตัวแทนจากประธานชุมชน ๑๐ คน เป็นตัวแทนจากการเลือกตั้งอีก ๗ คน ๑๗ คนนี้ทํางาน ๑๒๐ ตารางกิโลเมตร ทํางานกับประชากร ๑๙๘,๐๐๐ คน ก็สมส่วนครับ นี่แหละครับ การกระจายอํานาจที่แท้จริงเพื่อรู้ถึงสารทุกข์สุขดิบของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเกิดขึ้นจริงและผมสนับสนุนให้เกิดขึ้นกับการเลือกตั้ง ถึงแม้ว่าบางข้อ บางกฎเกณฑ์อาจจะติดขัดอย่างเล็กน้อยในเรื่องของประธานชุมชน ในการคัดเลือกของ ประธานชุมชน เพราะว่าอะไรครับ เพื่อนสมาชิกพูดไปหลายคนแล้วผมไม่ลงรายละเอียด เนื่องจากว่ามีคนนอกชุมชน ของผมมี ๕๓ ชุมชน แต่ยังมีอีก ๒๐ กว่าชุมชนที่ยังไม่ได้เป็น ชุมชน ยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ มีหลาย ๆ พื้นที่น้ําท่วมเรื้อรัง มีหลาย ๆ พื้นที่ถนนเป็นหลุม เป็นบ่อ แต่ขอไม่ได้เนื่องจากสํานักงานเขตบอกว่าพื้นที่ตรงนี้ยังไม่ได้เป็นชุมชน พื้นที่ตรงนี้ ยังไม่ได้จดจัดตั้งเป็นชุมชน มีครับ เยอะแยะมาก และปัญหาเหล่านี้ที่เกิดขึ้น พื้นที่ที่เป็น ชุมชนแล้วอย่างน้อย ๆ ได้รับ ได้ฟัง ได้ร้องขอจากทางสํานักงานเขตได้ แต่วันนี้พื้นที่ที่ยัง ไม่เป็นชุมชนเยอะมากครับ ฝากไปถึงทางกรรมาธิการด้วยว่าเยอะจริง ๆ คือในส่วน ของเพื่อนสมาชิกที่พูดมาไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม หมู่บ้าน อันนี้เขามีนิติบุคคล อย่างน้อย ๆ ความเดือดร้อนก็น้อยลงหน่อย ไม่ว่ากัน อันนี้จะมีหรือไม่มีก็สุดแท้แต่ แต่ในส่วนของที่ไม่ได้เป็นชุมชนเดือดร้อนจริง ๆ อยากจะสะท้อนถึงผู้ที่คิดกระบวนการ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นในฟากฝ่ายของพวกผมเห็นด้วย และอยากให้มีอย่างไร สมาชิกสภาเขต เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนจริง ๆ เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนทางท่านประธาน แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป เชิญท่านโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี และตามด้วย ท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เชิญครับ🔗

นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตจอมทอง เขตธนบุรี พรรคภูมิใจไทย ก่อนอื่นผมจะต้องขออนุญาต ออกตัวก่อนว่า ผมเองนั้นเคยรับตําแหน่งเป็นสมาชิกสภาเขตจอมทองมาก่อน เมื่อครั้ง ปี ๒๕๔๑ ถึงปี ๒๕๔๕ แล้วก็เป็นประธานตอนปี ๒๕๔๓ ๒๐ ปีที่ผ่านมา จากประสบการณ์ ที่เป็น ส.ข. ขออนุญาตอย่างนี้ครับ เชื่อว่าผู้คนในกรุงเทพมหานครมีจํานวนมากที่ยังไม่เข้าใจ คําว่า ส.ข. และเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งได้รับสิทธิในการเลือกตั้ง ยังไม่ทราบว่า ส.ข. มีไว้ทําไม มีหน้าที่อะไร สภาเขตกรุงเทพมหานครหรือว่า ส.ข. เกิดขึ้นมาครั้งแรกในพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ปี ๒๕๒๘ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมขออนุญาตสนับสนุนให้มีสมาชิกสภาเขตหรือว่า ส.ข. ยกตัวอย่าง อย่างเขตจอมทอง มีทั้งหมด ๔ แขวง เดิมมี ส.ข. อยู่ ๘ คน ส.ก. ๒ คน ใน ๔ แขวงนี้เราก็จะแบ่งไปเลยว่า ส.ข. แขวงนี้ ๒ คนไปดูแล แขวงนี้ ๒ คนดูแล ซึ่งเทียบแล้วไม่มาก เพราะว่าทุกวันนี้ ผมเป็น ส.ส. กลับต้องทําหน้าที่เป็น ส.ข. ด้วย ส.ข. มีหน้าที่ทําอะไรครับ รับเรื่องร้องเรียน ทุกเรื่อง ประสานไปยังฝ่ายต่าง ๆ แล้วก็ผู้อํานวยการเขต และที่สําคัญคอยถ่วงดุลอํานาจของ ผอ. เขต อันนี้เป็นข้อสําคัญ เพราะ ผอ. เขตแต่ละท่านวางกล้ามเยอะ บางเขตไม่ธรรมดา ถ้าไม่มี ส.ข. โดยเฉพาะมีการจัดตั้งคณะกรรมการประชาคมเรียบร้อยเลย กลายเป็นพวก ของ ผอ. เขต ถ้าเราพูดแล้วมันยาว ความชอบธรรมมันไม่มี เพราะฉะนั้นจําเป็นจะต้องมี สมาชิกสภาเขต ส่วนพี่ ๆ เมื่อสักครู่หลายท่านได้อภิปรายไปค่อนข้างจะมาก บทบาทของ ส.ข. มีอะไร ค่อนข้างจะมีการพูดจาไปมากแล้ว แล้วก็พอจะเข้าใจพอสังเขป ขออนุญาตเล่าเรื่องนิดหนึ่งจริง ๆ ส.ข. นี้มีบทบาทเยอะนะครับ ตอนผมทํางานอยู่นี่ผมไม่มี วันว่างเลย ส.ข. ผมยุ่งเหมือนกับการทํางานเป็น ส.ส. เลยครับ ผมมีศูนย์ประสานงาน ๒ แห่ง ตอนเป็นสมาชิกสภาเขตและเป็นคนเดียวในกรุงเทพมหานครในจํานวนสมาชิกสภาเขต ๓๐๐ กว่าคนนะครับ มีออกหน่วยบริการตัดผมฟรี อะไรก็แล้วแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า หน่วยแพทย์ เคลื่อนที่ ผมทําเหมือนกับเป็น ส.ส. เลยครับ จริง ๆ มันขึ้นอยู่ที่แต่ละคนที่จะสร้างบทบาท เป็น ส.ส. ถ้าไม่มีบทบาทยังเล็กกว่า ส.ข. เลยครับ แล้วผมเห็นว่าส่วนใหญ่ที่เป็น ส.ส. ในตอนนี้ส่วนใหญ่เดิมเป็นสมาชิกสภาเขตหรือ ส.ข. มาทั้งนั้น เพราะว่าได้เข้าถึงประชาชน แล้วก็ได้อิน (In) กับบทบาทหน้าที่การทํางานมานะครับ ผมขออนุญาตพูดสั้น ๆ นะครับ ให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะทางบ้านที่ได้รับทราบบทบาทของสมาชิกสภาเขตหรือ ส.ข. ให้พี่น้องได้ทราบทั่วกัน ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญ ท่านเท่าพิภพครับ ตามด้วยท่านจักรพันธ์ พรนิมิตร เชิญครับ🔗

นายเท่าภิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปรายรายงานของทาง คณะกรรมการกระจายอํานาจที่ได้ทํามาเกี่ยวกับ ส.ข. ก็ต้องขอบคุณท่านซูการ์โน มะทา ประธานคณะกรรมาธิการที่ทําเรื่องนี้มา ซึ่งเพื่อน ส.ส. กทม. พรรคก้าวไกลของผม ได้อภิปรายไปหลายเรื่องนะครับ เป็นตามลําดับ เป็นซีรีย์ (Series) สามารถติดตามได้ ในภายหลังว่าทั้งหน้าที่ ทั้งอะไรต่าง ๆ ซึ่งอย่างที่ทุกท่านทราบว่ากรุงเทพมหานครนั้น มีปัญหามากมาย ผมคิดว่าการแก้ปัญหากรุงเทพมหานคร มันต้องแก้เรื่องการบริหารจัดการ เสียก่อนนะครับ ผมแบ่งออกเป็น ๒ ประเด็นสั้น ๆ ก็คือประเด็นแรกถ้าเปรียบกรุงเทพมหานคร เหมือนบ้านหลังหนึ่งครับท่านประธาน เราเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้าน แต่เราแทบจะไม่ทราบเลย ว่าในบ้านนี้ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย สายไฟก็ไม่ใช่ ท่อน้ําก็ไม่ใช่ พอจะซ่อมแซมบ้าน ของเราเองที่เราอยู่ก็ต้องไปถามเจ้าของที่แท้จริงก่อนว่าอันนี้ซ่อมได้ไหม อันนี้ย้ายได้ไหม อันนั้นฉันทําเลยได้ไหมหรือว่าต้องขอคุณก่อน สุดท้ายครับ บ้านหลังนี้มันจะสมบูรณ์ ได้อย่างไรครับ ก็เปรียบเสมือนว่ากรุงเทพมหานคร อย่างเช่น ทราบไหมครับท่านประธานว่า ในกรุงเทพมหานครถนนที่ข้ามแม่น้ําเจ้าพระยาของ กทม. อย่างเดียวมีแค่ ๑ สะพาน เท่านั้นเอง นอกนั้นเป็นของกรมทางหลวงชนบท กรุงเทพมหานครอยากจะทําอะไรไม่ได้เลย หรือว่าอย่างที่ผมอภิปรายไปเมื่อสัปดาห์ก่อนเกี่ยวกับขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ จะย้าย ป้ายรถเมล์จะเปลี่ยนสายรถเมล์ก็ต้องไปถาม บขส. ซึ่งผู้ว่าราชการเองก็สั่งไม่ได้ แล้วอย่างนี้ กรุงเทพมหานคร มันจะสมบูรณ์ได้อย่างไร นี่คือปมแรกที่เราจะต้องคลายก็คือการถ่ายโอน อํานาจการจัดการบริหารสิ่งเหล่านี้ให้มาอยู่ในมือของ กทม.🔗

เรื่องที่ ๒ อย่างที่เพื่อนสมาชิกพรรคผมและทางกรรมาธิการได้เล็งเห็นถึงคือ การกระจายอํานาจ การกระจายอํานาจหลักใหญ่มันก็คือต้องกระจายไปให้ลึกที่สุด ลึกที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ในประเทศไทยก็มีการกระจายมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญนั้นมา ทั้งใน กทม. ก็มีแผนในปี ๒๕๔๓ มีช่วงหนึ่งเคยคุยกันเรื่องมีนายกนครเลยด้วยซ้ํา ซึ่งการ กระจายอํานาจที่ว่านี้ในกรุงเทพฯ เราเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นจังหวัดแรก แต่ตอนนี้ เรากลับล้าหลังเหลือเกินครับประธาน ล้าหลังอย่างไรครับ ที่อื่นมีนายก อบจ. โอเค (OK) ในกรุงเทพฯ เรามีผู้ว่าราชการ กทม. ต่างจังหวัดมี ส.จ. เรามี ส.ก. ครับ นายก อบต. ของ ต่างจังหวัด กรุงเทพมหานครไม่มี ถ้าเปรียบนายก อบต. ระดับตําบล ก็น่าจะเป็นเขต ใช่ไหมครับ น่าจะเป็นอําเภอ ซึ่งเราก็ไม่มีที่มาจากการเลือกตั้งเลย ส.อบต. ที่ต่างจังหวัดมี ส.ข. ก็อาจจะแทน ส.อบต. ได้ ตรงนี้ละครับ การกระจายอํานาจหรือการเลือกตั้ง โดยประชาชนมันทําให้ผู้ที่มีอํานาจหรือได้รับเลือกเขาเรียกว่ามีความรับผิดชอบหรือว่า แอกเคาน์ทะบิลิตี (Accountability) กับประชาชน หลายท่านได้อภิปรายบอกว่า ไม่ต้องหรอก ผอ. เขตเขาดูได้ ก็นี่ความเป็นจริงครับ ผอ. เขต ๒ ปีเขาก็ไปแล้วครับ ถ้าใครทํางานกับพรรคฝ่ายค้านดี ๆ หรือไปแตะงานใหญ่ ๆ อย่างรถไฟฟ้าสายสีทองที่ผมทํา ผมเจอ ผอ. เขต มา ๓ คนแล้วครับ ท่านประธาน โดนย้าย โดนโน่น โดนนี่กันตลอด ถามว่าสุดท้ายนี้มันจะทํางานรับใช้ ประชาชนได้จริงหรือ อย่างที่ท่านสมาชิกท่านกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ได้พูดถึงสภานคร หรือนายกนครไป แล้วก็ท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ และท่านณัฐชาที่บอกว่าให้เลือกตั้ง ผอ. เขต ผมก็รู้สึกว่าเป็นข้อเสนอที่ดีที่รัฐสภาแห่งนี้ควรจะบันทึกไว้และพี่น้องประชาชน ควรได้ตรึกตรองถึงความสําคัญของการกระจายอํานาจครั้งนี้ครับ ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลง ทั้งทีนะครับท่านประธาน เราก็อยากจะเปลี่ยนแปลงให้มันไปดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ผมคิดว่า ถ้าเรามีสภานคร เอาเป็นว่า คิดง่าย ๆ ว่าในกรุงเทพมหานครมี ๑๐ นครย่อยแล้วกันครับ ก็คือกระจายกรุปปิง (Grouping) หรือจัดกลุ่มไปตามความเหมือนลักษณะภูมิศาสตร์ต่าง ๆ อย่างเช่นในเมืองหรือเมืองเก่า ก็เป็น ๑ นคร หรือว่าต่างจังหวัดที่เป็นแถว ๆ ชานเมือง กทม. ก็เป็น ๑ นคร เราก็จะได้ประมาณ ๕ เขตที่เป็น ๑ นคร แล้วก็เลือกตั้งขึ้นมา มีผู้บริหารนคร ที่จะมาดูแลในภาพรวมของนครแห่งนี้ เป็นนครย่อยในกรุงเทพมหานคร และในระดับเขต ลงมา เราก็จะมีการเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง ผอ.เขต อันนี้ก็เป็นเรื่องถกเถียงกันได้ เพราะเข้าใจว่าข้าราชการ กทม. หลายคนหรือในกระทรวงก็ค่อนข้างต่อต้านในเรื่องนี้ ผมว่าในสภาแห่งนี้เราหาจุดตรงกลางกันได้นะครับ ดังนั้น ส.ข. ถ้าจะมีอํานาจหรือให้มีอยู่ ต่อไป ก็ต้องมาพูดถึงเรื่องบทบาทอํานาจหน้าที่กันให้ชัดเจน ไม่ใช่เป็นแค่ที่ปรึกษา แต่ได้รับ การรับเลือกมาจากประชาชนแล้วมีอํานาจเต็มที่ที่จะปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน ถ้า ส.ข. ที่รัฐเลือกมา ผมแนะนําให้เลือกตั้งโดยตรง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งจาก ประธานชุมชน และ ส.ข. นั้นก็จะทําหน้าที่ในสภานครที่จะไปรวมกับ ส.ข. คนอื่นอีก ๕ เขต สมมุติว่าในเขตหนึ่งมี ๕ คน ถ้าไปรวมอีก ๕ เขตก็เป็น ๒๕ คน ก็มีอํานาจในการออกนครบัญญัติ ที่บังคับใช้ในเขตเล็ก ๆ ลงไปอีก นี่คือการกระจายอํานาจและการดึงจุดเด่นและ การแก้ปัญหาที่ตรงจุด ท่านประธานครับ ผมก็อยากฝากไปยังท่านกรรมาธิการทุกท่านว่า ก็ต้องขอขอบคุณที่ทําเรื่องนี้มา ก็อยากฝากข้อเสนอที่ผมได้อภิปรายไปเบื้องต้นแล้วและ ข้อเสนอของพรรคก้าวไกลที่อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว ให้ทางกรรมาธิการได้พิจารณา เพิ่มเติม ผมเห็นด้วยในหลักการว่าต้องมี ส.ข. แต่ในรายละเอียด ผมก็อยากเพิ่มเติมให้ มันดีขึ้นกว่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป เชิญท่านจักรพันธ์ ตามด้วยท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครับ🔗

นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จักรพันธ์ พรนิมิตร จากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณา จัดทํารายงานฉบับนี้ผ่านทางท่านคณะอนุกรรมาธิการทุกท่าน ถือว่าเป็นงานที่มีประโยชน์ ต่อสภาแล้วก็จะใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมือง ผมอยากจะ ใช้คําว่าเป็นเมืองของพวกเราทุกคน ของคนไทยทุกคนไม่ใช่เฉพาะของคน กทม. เพราะว่า กทม. นั้นเป็นรูปแบบการบริหารจัดการเมืองแบบพิเศษ แบบมหานครเพียงแห่งเดียว ในประเทศของเราที่เป็นรูปของมหานคร ณ ขณะนี้ แล้วก็ไม่ได้รับผิดชอบเฉพาะคน ๑๐ ล้านคนที่อยู่ใน กทม. เท่านั้น แต่ยังให้บริการคนจากต่างจังหวัด จากทั่วประเทศ ดังนั้นเรื่องของ กทม. เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็ทุกคนในประเทศนี้ควรที่จะมีสิทธิมีเสียง ที่จะพูดถึงการบริหารจัดการ กทม. ที่เหมาะสม ท่านประธานครับ ผมคิดว่าโจทย์ใหญ่ ก่อนที่ผมจะลงไปในรายละเอียดในวาระวันนี้คือ เรื่องของการพิจารณารายงานฉบับนี้ครับ โจทย์ใหญ่ของกรุงเทพมหานครที่เราคุย อภิปรายกันอยู่ในวันนี้ ก็คือบริหารจัดการ กทม. อย่างไร ให้มีประสิทธิภาพ ความจริงเมื่อพูดถึงเรื่องนี้เราไม่ต้องศึกษาอะไรเพิ่มเติมมากมายหรอกครับ เพราะว่าตลอดเวลาตั้งแต่มี พ.ร.บ. บริหารราชการกรุงเทพมหานคร ปี ๒๕๒๘ เป็นต้นมา แล้วก็มีปรับปรุงมาเป็นครั้งคราว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเกือบ ๔๐ ปี มีการพูดถึงการปรับปรุง การปฏิรูปการบริหารจัดการ กทม. อยู่แทบจะตลอดเวลา เคยมีข้อเสนอแบบที่ท่านสมาชิก เมื่อสักครู่ได้อภิปรายก็คือเรื่องของการจัดระบบการบริหารมหานคร กทม. ให้เป็น ๒ ชั้น ภาษาอังกฤษก็ทูเทียร์ (Two-tier) ก็คือ ๒ ชั้น ก็คือหมายความว่าระดับบนสุดมหานครจะมี ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ข้างบน ๑ ท่าน แล้วก็ข้างล่างจะเป็นนครเล็ก ๆ มีการเสนอรูปแบบ โครงสร้างไว้ ๕-๖ นคร แบบที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายเมื่อสักครู่ มีการเสนออีกหลายอย่าง แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่สําคัญคือเราควรจะต้องศึกษาเปรียบเทียบกับมหานครในต่างประเทศด้วย ท่านประธานเชื่อไหมว่าในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยหลายแห่งในเอเชีย (Asia) ก็จะมีที่ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะมีเหมือนกัน แม้ว่าเขาจะใช้รูปแบบการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย แต่ในระดับเมืองหลายแห่งใช้ระบบการว่างจ้างผู้บริหารเมือง เพราะว่าโจทย์ของเขาคือทําอย่างไรให้คนที่อยู่อาศัยในเมืองนั้นได้รับการบริการในเมืองที่อยู่ ให้ดีที่สุด โดยที่ไม่ต้องยึดติดกับรูปแบบที่มาของผู้บริหารเมืองที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเราจึง เห็นนครหลายขนาด ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ที่มีการว่าจ้างผู้บริหารนครมาบริหารเมืองนั้น ๆ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เหมือนเราว่าจ้างผู้จัดการทีมฟุตบอล เหมือนเราว่าจ้างผู้ว่าการ ผู้บริหารองค์กร รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ก็ใช้หลักการเดียวกัน ดังนั้นผมคิดว่ามันหลากหลายว่า เราจะบริหารจัดการกรุงเทพมหานครไปในรูปแบบไหน ดังนั้นเราตีโจทย์ตรงนั้นให้ได้เสียก่อน แล้วถึงจะมาถึงโจทย์ที่อยู่ในเล่มนี้ที่บอกว่า ควร หรือไม่ควรมีสมาชิกสภาเขต ซึ่งผมคิดว่า พอถึงจุดนั้นมันจะกลายเป็นประเด็นที่ย่อยมาก แล้วยิ่งย่อยไปกว่านั้นคือที่มาจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ เพราะว่าถ้าเป็นวิจัยก็คงเป็นวิจัยเบื้องต้น ในหัวข้อย่อยหัวข้อหนึ่งในการปฏิรูปกรุงเทพมหานคร ที่ผมพูดว่าเป็นทั้งหัวข้อย่อยแล้วก็ เป็นทั้งการศึกษาวิจัยแบบเบื้องต้น ก็เพราะว่าการศึกษา การปฏิรูป การบริหารราชการ กรุงเทพมหานครมันมีหลายมิติและหลายเรื่องมากกว่านี้ เพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่าน ยกตัวอย่างของมหานครแบบกรุงเทพมหานคร แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านไม่มีอํานาจเลย ในบางเรื่อง หลายเรื่องประชาชนก็ไม่ทราบว่าเราเดินลงไปในถนนเป็นอํานาจของตํารวจ จราจร ซึ่งขึ้นอยู่กับ สตช. สํานักงานตํารวจแห่งชาติ บางคนบอกไฟจราจรสี่แยกดับต้องแจ้ง ตํารวจ ไม่ใช่ครับ อันนั้นต้องมาแจ้ง กทม. แจ้งเขต แจ้งเขตบอกไม่ใช่หน้าที่เขต เป็นหน้าที่ของ สจส. สจส. คืออะไร สจส. คือสํานักการจราจรและขนส่งของ กรุงเทพมหานคร วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ ท่านประธานเชื่อไหมว่าแถวบ้านผมมันจะมีทาง อุโมงค์ลอดตามสี่แยก ใน ๑ อุโมงค์ที่ท่านประธานลอดไปจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง ท่านจะผ่านพื้นที่ สน. ตํารวจ ๒ แห่ง ถ้าท่านไปชนกันกลางอุโมงค์รถท่านหัวอยู่ สน. หนึ่ง ท้ายจะอยู่อีก สน. หนึ่ง เพราะฉะนั้นท่านจะไปแจ้งความอย่างไร ยังไม่นับว่าไฟในอุโมงค์ ระบบต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับหน่วยงานไม่ต่ํากว่า ๓ หน่วยงานในกรุงเทพมหานคร ดังนั้นเรื่องพวกนี้ เป็นเรื่องที่เราพูดกันมามากแล้ว ฉะนั้นประเด็นผมคิดว่าสิ่งที่พี่น้องประชาชนอยากจะได้ยิน จากสภาแห่งนี้คงเป็นเรื่องของจะบริหารจัดการกรุงเทพมหานครอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และตอบสนองโจทย์ของปัญหาในชีวิตเขา ทําอย่างไรฝนตกแล้วน้ําไม่ท่วม ทําอย่างไร เดินทางไปส่งลูกตอนเช้าไม่ต้องใช้เวลา ๒-๓ ชั่วโมง กลับอีก ๒-๓ ชั่วโมง เพราะว่าต้องข้าม แม่น้ําจากฝั่งธนบุรีไปฝั่งกรุงเทพมหานคร เขาไม่สนใจหรอกว่าเราจะมีผู้บริหารมาจาก แบบไหน ระบบไหน มีกี่คน ถ้าผมจะพูดให้แรงหน่อยเขาไม่สนใจหรอกว่าจะมีนักการเมือง กี่คนในกรุงเทพมหานคร ถ้าฝนตกแล้วใครก็ได้ที่ทําให้บ้านเขาน้ําไม่ท่วม ทําให้บ้านเขา มีสวนสาธารณะอยู่ใกล้ ๆ บ้าน ทําให้การจราจรมันคล่องตัว ผมคิดว่าโจทย์มันอยู่ตรงนั้น ดังนั้นผมคิดว่าสิ่งที่ท่านอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการทํามาเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในแง่ ที่ว่าเป็นงานเบื้องต้นที่จะนําไปศึกษาต่อยอดต่อไปครับ ว่าเราจะบริหารจัดการ กรุงเทพมหานครให้มันมีประสิทธิภาพอย่างไร แล้วผมคงต้องฝากว่าในคณะกรรมาธิการ แล้วกันนะครับ เพราะถ้าหากว่าท่านจะไปศึกษาเพิ่มเติมผมคิดว่าประเด็นก็คือเรื่องของการ เปรียบเทียบกับมหานครใหญ่ ๆ ผมคิดว่าอันนั้นก็จะเป็นประโยชน์ เพราะว่ามันจะทํา ให้เราได้เห็นโลกทัศน์ใหม่ ๆ แล้วก็กรุงเทพมหานครก็เป็นมหานครชั้นนําของภูมิภาคแล้วก็ ของโลกด้วย มันไม่เสียหายถ้าหากเราจะมีการศึกษาเปรียบเทียบแบบนั้นอยู่คู่กับรายงาน ของเราที่เราจัดทําขึ้นนะครับ ก็ขอบพระคุณท่านกรรมาธิการอีกครั้งสําหรับการจัดทํา รายงานอันมีประโยชน์ชิ้นนี้นะครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และตามด้วยท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ครับ🔗

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ก่อนจะเริ่มการอภิปราย โดยผมจะเป็นคนกล่าวสรุปประเด็นจากเพื่อนสมาชิกร่วมพรรคก้าวไกลทั้ง ๗ ท่านที่ผ่านมา ทั้งหมดนะครับ ผมจะขออนุญาตท่านประธานครับ กล่าวคําให้กําลังใจแก่น้อง ๆ เยาวชน รวมถึงพี่น้องประชาชนผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยทุกคนครับ ที่ออกไปทวงคืนอนาคตของ พวกเขาผ่านการแสดงออกอย่างสันติ โดยที่ผมแสดงออกเช่นกันโดยการติดโบว์ขาวไว้ที่ บัตรแสดงตน หวังว่าจะไม่เป็นการผิดระเบียบรัฐสภาที่กําหนดให้สมาชิกจะต้องติด บัตรแสดงตนไว้ที่หน้าอกตลอดเวลาที่อยู่ในบริเวณรัฐสภานะครับ🔗

โดยผมจะขอเริ่มจากท่านวรรณวรี ตะล่อมสิน จากเขตยานนาวา บางคอแหลม ที่ได้เปิดประเด็นไว้ให้พวกเราเห็นแล้วว่าการปฏิวัติรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ได้ใช้ ม. ๔๔ เพื่อปลดตัวแทนจากประชาชนและระงับ การเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้ส่งผลกระทบมายังความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของ สมาชิกสภาเขต แล้วส่งผลกระทบไปยังชาวกรุงเทพมหานครในช่วง ๖ ปีที่ผ่านมาได้อย่างไร🔗

ต่อมากับท่านทศพร ทองศิริ จากเขตราษฎร์บูรณะ เขตทุ่งครุ ที่ได้อภิปราย สนับสนุนในการเพิ่มบทบาทอํานาจหน้าที่ให้กับสมาชิกสภาเขต ตัวแทนประชาชนที่ถือได้ว่า มีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่มากที่สุด มากกว่าพวกเรา ส.ก. และ ส.ส. เสียอีก ด้วยซ้ํา🔗

ท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ จากเขตบางนา เขตพระโขนง ที่ได้อธิบายให้เห็น ถึงโครงสร้างหน่วยงานภายในสํานักงานเขตของกรุงเทพมหานครที่เปรียบเสมือนได้ว่า เป็นการย่อส่วนกรุงเทพฯ โดยมีตัวแทนจากสํานักต่าง ๆ ลงมาประจําที่สํานักงานเขต ภายใต้ การกํากับดูแลของผู้อํานวยการเขตที่เปรียบเสมือนได้ว่าเป็นผู้ว่าราชการในเขตนั้น ๆ แต่ต่างกันอยู่ที่ว่าผู้อํานวยการเขตในปัจจุบันยังไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ พี่น้องประชาชนนั่นเองครับ🔗

ท่าน พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อ ที่ได้อภิปรายเปรียบเทียบให้เห็นถึงความย้อนแย้งของโมเดล (Model) การกระจายอํานาจ ของรัฐไทยในปัจจุบันที่แสดงให้เห็นว่า ในต่างจังหวัดทุกวันนี้ทั้ง ๆ ที่พวกเขามีงบประมาณ รวมกันทั้งจังหวัดราว ๆ รวมหลักพันล้านหรือหลักหมื่นล้านบาทเท่านั้น พวกเรายังกําหนด ให้เขาต้องมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒ ระดับ ก็คือในระดับจังหวัดที่เราเรียกกันว่า อบจ. หรือในระดับรองลงมา อย่างเช่น เทศบาล และ อบต. กันเลย แต่ทําไมครับท่านประธาน กรุงเทพมหานคร ที่ถืองบประมาณในมือราว ๆ ปีละเกือบแสนล้าน มากกว่าต่างจังหวัด อยู่ราว ๆ ๑๐-๑๐๐ เท่า เราถึงกําหนดให้มีตัวแทนประชาชนที่กระจุกตัวอยู่ที่การเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ และการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร อย่างเดียวเท่านั้น🔗

ท่านจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ จากเขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา และท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ จากเขตบางขุนเทียน ที่ได้ชี้ประเด็นให้เห็นถึงความซ้อนทับกันของอํานาจ และโครงสร้างในหน่วยงานราชการปัจจุบันครับ และได้อภิปรายแสดงเหตุผล เพื่อลบล้าง มายาคติที่บอกว่า ข้าราชการที่มาจากการแต่งตั้ง ดีกว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะพวกเขาปราศจากการเมืองครับท่านประธาน🔗

ท่านณัฐชาได้แสดงเหตุผลในการอภิปรายแล้วว่าไม่ว่าจะเป็นใครครับ ข้าราชการหรือนักการเมืองล้วนมีผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยกันทั้งสิ้น เพราะพวกเราเห็นแล้วว่า ใครก็ตามที่เข้ามาอยู่ในอํานาจก็ล้วนมีโอกาสที่จะถูกอํานาจกลืนกินได้ทั้งสิ้น ยิ่งสายป่านการบริหารยาว มีลําดับการบังคับบัญชาหลายชั้นมากเท่าไร อย่าง ผอ. เขต ที่หากเทียบสายการบังคับบัญชา เริ่มตั้งแต่ผู้ว่าฯ โยงยาวไปถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยก็ยิ่งมีความห่างไกล ที่ไม่ยึดโยงกับพี่น้องประชาชน ขาดการตรวจสอบ มากขึ้นเท่านั้น🔗

ท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร จากเขตธนบุรี เขตคลองสาน ที่อภิปรายนําเสนอ ให้เห็นถึงโมเดลการกระจายในต่างประเทศที่เขาศิวิไลซ์ (Civilize) แล้ว อย่างเช่นการ กระจายอํานาจแบบหลายขั้น ทูเทียร์ ซิสเต็ม (Two Tier System) ระบบการกระจาย อํานาจที่ตัดโซ่ตรวนแห่งการบังคับบัญชาของระบบรัฐราชการรวมศูนย์ขนาดใหญ่ที่มีความ เทอะทะให้มีความเล็กลง สายป่านสั้นลงและดึงผู้มีอํานาจลงไปอยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน มากที่สุดให้พวกเราสามารถให้คุณ ให้โทษกับพวกเขาได้นั่นเอง นั่นก็คือการจัดให้มีสภาเขต และการเลือกตั้ง ผอ. เขตนั่นเองครับท่านประธาน🔗

ทุกท่านครับ จากเหตุและผลทั้งหมดที่เพื่อนสมาชิกร่วมพรรคของผม ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ ล้วนบอกกับพวกเราแล้วว่าถึงเวลาแล้ววันนี้พวกเราต้องมาช่วยกัน ช่วยกันหมุนนาฬิกาประเทศไทย หมุนนาฬิกาของชาวกรุงเทพมหานครให้กลับมาเป็นปัจจุบัน หลังจากที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้หมุนนาฬิกาของคนไทยทุกคนให้ถอยย้อนหลังกลับไป หลายสิบปีนับตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ เมื่อ ๖ ปีก่อนที่ผ่านมา🔗

ดังนั้น ผมจึงขอสรุปการอภิปรายในครั้งนี้เพื่อสนับสนุนผลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ ในส่วนที่ว่าให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต ให้พวกเรานําผู้แทนที่มา จากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนกลับคืนมา ให้สภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา มาร่วมกันคืนอํานาจให้คนกรุงเทพฯ คืนอนาคตใหม่ให้กับประชาชน ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านจุลพันธ์เข้ามาในห้องหรือยังครับ ถ้าท่านจุลพันธ์ยังไม่พร้อม เชิญท่านประสิทธิ์ มะหะหมัด ตามด้วยท่านวิรัตน์ วรศสิริน🔗

นายประสิทธิ์ มะหะหมัด กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ มะหะหมัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร สะพานสูง ประเวศน์ ท่านประธานครับก่อนอื่นผมขออนุญาตท่านประธานขอบคุณคณะกรรมาธิการ กระจายอํานาจการปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎรและอนุกรรมาธิการที่ทํารายงานผลการพิจารณาศึกษาการบริหารราชการ กรุงเทพมหานคร กรณีสภาเขตและสมาชิกสภาเขต ท่านประธานครับ รายงานผลการ พิจารณา ผมว่าท่านสมาชิกเราหลายท่านได้พูดถึงความเป็นไปได้และความอยากจะเป็น ผมในนามของคนที่เคยเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร แต่ไม่เคยเป็น ส.ข. นะครับ แต่ผลการพิจารณาเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากกรณีของสมาชิกสภาเขต หรือที่เรียกว่า ส.ข. ผมเป็น ส.ก. ผมมีประสบการณ์ในการทํางาน ส.ก. ก็คือสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เป็นระดับท้องถิ่นเหมือนกันที่อยู่เคียงคู่กับ ส.ข. มาตั้งแต่อดีตเป็นระยะเวลาถึง ๒๐ ปี ท่านประธานครับ ตั้งแต่มีการปฏิวัติ ไม่ให้มีการเลือก ส.ก. หยุดการทํางานของ ส.ข. มาเป็น ระยะเวลา ๕ ปี หลายคนคงจะมองว่าการบริหารจัดการกรุงเทพมหานครโดยไม่มี ส.ข. นั้น มันก็ทําได้ปกติ ไม่มีอะไรเป็นปัญหาอุปสรรคในการทํางาน นั่นคือการมองของประชาชน ทั่วไป แล้วหลายคนก็ยังมองว่าการบริหารจัดการกรุงเทพมหานครโดยไม่มี ส.ข. นั้น มันมีปัญหา ผมเรียนในฐานะที่เป็น ส.ก. มาก่อนและว่างงานมาหลายปีกว่าจะเป็น ส.ส. ในปัจจุบัน ผมบอกท่านประธานเลยว่าผมสนับสนุนเหลือเกินให้มีการเลือก ส.ข. หรือสมาชิก สภาเขตในแต่ละเขตของกรุงเทพมหานคร ท่านประธานเชื่อผมไหมครับว่าการไม่มี ส.ข. มาเป็นระยะเวลา ๕ ปีนี้ หมายถึงว่า ส.ข. ในอดีตเขาตายไปหรือครับ เขายังอยู่ เขายังทํางาน ให้กับประชาชนที่เขารักอยู่ ถามว่าผมรู้ได้อย่างไร ผมเป็น ส.ก. มาก่อน เป็น ส.ก. ในเขตสะพานสูงที่ไม่มี ส.ข. ในกลุ่มการเมืองเดียวกันมาหลายปี แต่ผมก็ยังชื่นชม ชื่นใจว่า ส.ข. ที่ว่าไม่ได้เป็นกลุ่มการเมืองเดียวกับผม ยังทํางานให้กับประชาชน และเป็นที่น่าภาคภูมิใจก็คือว่าเขาไม่ได้ดํารงตําแหน่ง ส.ข. ผมเชื่อมั่นว่าเกินกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เขายังทํางานให้กับประชาชนอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ถามว่า เอาหลักการเหตุผลตรงไหนมาละครับ ผมบอกผมเป็นนักการเมืองต่อจากการเป็น ส.ก. คือการเป็น ส.ส. นั้นยังเกี่ยวโยง ยังติดตามและแก้ปัญหาให้กับประชาชนโดยตลอด ท่านประธานครับ ตอนนี้ฝนตก ตอนนี้น้ําท่วม ตอนนี้มียุงลาย ไปถามประชาชน ประชาชน ก็บอกว่าให้ไปหา ส.ข. และถามว่า ส.ข. มีไหมครับ ไม่มี แล้ว ส.ข. ตายไปบ้างไหมครับ อาจจะมีตาย แต่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ยังมีอยู่ แล้วถามว่า ส.ข. ทําอย่างไรละครับ เขามีจิตสํานึก ในการที่จะทํางานให้กับประชาชนอยู่ เขาให้นักการเมืองในระดับที่สูงขึ้นจากเขาที่ยังมีอยู่ ในตําแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น ส.ก. จากการแต่งตั้งเขาก็ไปบอกครับ ว่าเขาต้องการให้บุคคล เหล่านั้นแก้ไขปัญหาให้เขาอย่างไร จนกระทั่งมาบอก ส.ส. ที่เขานั้นคาดหวังว่าจะแก้ไข ปัญหา ผมบอกท่านประธานถึงปัญหาเรื่องฉีดหมอกควันกําจัดยุงลายอย่างเดียว ว่าตอนนี้ ผมเป็น ส.ส. หน้าที่ฉีดยุงลายป้องกันไข้เลือดออกให้กับประชาชนนั้นเป็นหน้าที่ของ ส.ส. หรือไม่ ผมบอกว่าไม่ใช่ครับ แต่เป็นหน้าที่ของนักการเมืองซึ่งมีอุดมการณ์ที่จะแก้ไขปัญหา ให้กับประชาชน แน่นอนครับ ผมเป็น ส.ส. รู้จัก ส.ข. มาก่อน ส.ข. นอกพรรค หรือคนละพรรคกัน แต่เขามีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันในการทําประโยชน์ให้ประชาชน ผมก็เอามาทํางาน ไม่มีตําแหน่ง แต่ด้วยความรักในการเป็น ส.ข. และต้องการที่จะทํางาน ในอนาคตและชีวิตของเขาที่เหลืออยู่ให้บริการประชาชนต่อไป ผมขอสนับสนุนให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตทุกเขตในกรุงเทพมหานคร กระบวนการที่จะจัดการนั้น ผมว่า ท่านกรรมาธิการได้เริ่มต้นเหมือนท่านดอกเตอร์จักรพันธ์ นี่คือส่วนหนึ่งเป็นจุดจุดหนึ่งที่เรา จําเป็นที่จะต้องชื่นชมท่านอนุกรรมาธิการ อยากจะเรียนท่านศึกษาควบคู่กันไป ระหว่าง สมาชิกสภาเขตกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่จะมีเกิดขึ้น พระราชบัญญัติการบริหาร องค์กรหรือกรุงเทพมหานครมีการแก้ไขมา ๗-๘ ครั้งแล้ว เพื่อให้คนกรุงเทพมหานครนั้น มีชีวิตที่ดีขึ้น มันต้องมีการเปลี่ยนแปลง และขอยืนยันว่าสิ่งหนึ่งที่ผมและประชาชน ในกรุงเทพมหานครปรารถนาก็คือทําอย่างไรให้เขาอยู่กรุงเทพมหานครอย่างสุขสบาย เหมือนเช่นที่เขาเคยอยู่ และมีคนที่เป็นที่พึ่ง ที่หวังเป็นนักการเมืองเล็ก ๆ ไม่ต้องมีระเบียบ กติกามากมาย สามารถประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วมาแก้ไขปัญหาให้กับเขาได้ ผมคิดว่า ส.ก. หลายคนที่มีโอกาสเป็น ส.ส. มีความคิดเช่นเดียวกับผมว่าให้มีการคัดเลือก หรือเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตของกรุงเทพมหานคร ขอขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านวิรัตน์ วรศสิริน ครับ เชิญครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ขอขอบคุณ ท่านคณะกรรมาธิการที่ได้รายงานผลการพิจารณาการบริหารกรุงเทพมหานครกรณี สมาชิกสภาเขตมายังสภาผู้แทนราษฎร เรียนท่านประธาน พรรคเสรีรวมไทยเอง เป็นเพราะว่าไม่มี ส.ส. เขต ในกรุงเทพมหานคร การอภิปรายต่าง ๆ ก็อาจจะตกไปบ้าง ซึ่งส่วนตัวผมเองก็ไม่เคยเป็น ส.ก. ส.ข. มาก่อน ก็ย่อมไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงลึก ๆ เพราะไม่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติมา แต่เป็นเพราะว่าผมเองเป็นคนกรุงเทพมหานครโดยกําเนิด เกิดและโตที่นี้ ก็เห็นสภาพต่าง ๆ จึงใคร่จะแสดงความเห็นบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่คงไม่ลึกซึ้งเหมือนหลาย ๆ ท่านที่ชํานาญมากกว่าผมมากมาย ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ หลังจากมีผลบังคับใช้ทําให้เราได้มี ส.ก. ส.ข. เกิดขึ้น ซึ่งผมเองก็ได้เห็น ส.ข. มากกว่า ส.ก. นะครับ เห็น ส.ข. วิ่งไปวิ่งมาตลอด ที่บ้านผมนี่เห็นอยู่ตลอดนะครับ มาหาอยู่เรื่อย ๆ มาหาจนรําคาญก็มี ถามว่าน้องมาทําไม บอกมาให้พี่เลือกครั้งหน้าอย่างไร ก็แล้วไปถ้าอย่างนั้น ก็มาบ่อย ๆ บางทีเราจัดงานเลี้ยง ก็มาช่วยขนโต๊ะ เก้าอี้ มาช่วยดูแลทําโน่นทํานี่ จัดงานอะไรต่าง ๆ ก็มา บางครั้งก็มาฉีดยุงก็มี เราก็เห็นอยู่บ่อย ๆ ส.ข. นี่ก็อยู่ใกล้ชิดประชาชนเท่าที่ผมเห็นนะครับ ดูแล้วคนที่เป็น ส.ข. ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักการเมืองในอนาคต ต้องเป็นคนที่มีอุดมการณ์ เป็นคนที่มี ความต้องการที่จะช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริงถึงจะเข้ามาเป็น ส.ข. ได้นะครับ ที่มาจาก การเลือกตั้งเขตละ ๗ คน ก็มีหน้าที่หลัก ๆ ดังนี้นะครับ ๑. ก็เป็นที่ปรึกษาให้กับ ผู้อํานวยการเขต เป็นองค์กร เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้าราชการในเขตนั้นนะครับ จริง ๆ แล้ว ส.ข. ก็ไม่มีอํานาจอะไรที่จะมาพิจารณางบประมาณอะไรต่าง ๆ ก็ไม่ได้มีอํานาจเลย เพราะการเสนองานโครงการต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องของข้าราชการ กทม. เสนอนะครับ ส่วนการ พิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติก็อํานาจอยู่ที่สภากรุงเทพมหานคร ก็ไม่อยู่กับ ส.ข. เลย ก็นับได้ว่า ส.ข. นี้เป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เลย เห็นแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องเลยนะครับ ก็ห่างไกลกับการที่จะมาทุจริตอะไรต่าง ๆ ก็คง ไม่น่าจะมีโอกาส แต่ในทางกลับกัน ส.ข. เองกลับมีงานมากมาย ลงไปดูแลพี่น้องประชาชน เอาเรื่องทุกข์ร้อนของชาวบ้านไปประสานบอกกับ ผอ. เขตให้ไปจัดการเรื่องต่าง ๆ นะครับ แต่ก็จะไปบังคับข้าราชการให้ทํามันก็เป็นไปไม่ได้ ก็เพียงเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ตรวจสอบ เรื่องต่าง ๆ ในเขตนั้น ๆ คืองานมากมายแต่เงินเดือนนิดเดียว ส.ข. นี่มีเงินเดือนเท่าไรเองครับ ท่านประธาน ๑๑,๙๙๐ บาท นิดเดียวเองท่านประธาน แต่ว่าดูแลคนเป็นแสนคนนะครับ คือ เหนื่อยก็เหนื่อย เงินก็น้อย แต่ว่าเป็นงานเสียสละครับเพราะเป็นงานของนักการเมือง การเป็นนักการเมืองเป็นงานที่เสียสละ ส.ข. เริ่มต้นอนาคตก็เป็นนักการเมืองที่ดี ในสภานี้ มีมากมายตามที่เห็นมาแล้ว ในช่วงเวลาในยุครัฐประหารที่ผ่านมานี้ประชาชนก็คาดหวังถึง การปฏิรูปประเทศ การกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นต่าง ๆ การคาดหวังของประชาชนก็อาจจะ ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง พระราชบัญญัติบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ปี ๒๕๖๒ ก็มายกเลิก การมี ส.ข. เสียอย่างนั้น เพราะอาจจะเห็นว่า ส.ข. เป็นฐานเสียงของนักการเมืองในกรุงเทพมหานคร ก็แน่นอนต้องเป็นฐานเสียงนักการเมืองอย่างแน่นอน แต่ว่าถ้าคิดอย่างนั้นก็น่าจะมีวิธีอื่น ที่ดีกว่านี้นะครับ ในความเป็นจริงแล้วการทํารัฐประหาร ก็เป็นการรวมศูนย์อํานาจ แต่ว่า เราจะให้คณะรัฐประหารมาเป็นคนกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นมันดูจะขัดแย้งกันอยู่นะครับ ท่านประธาน เราก็เลยได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างนี้ตามที่ว่านี้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๒ บัญญัติไว้ว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง เขียนเสียสวยหรูว่ามาจาก การเลือกตั้ง แต่เนื้อใน ผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งจากความเห็นชอบของ สภาท้องถิ่น ในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ รูปแบบพิเศษก็อย่าง กทม. นี้ จะให้มาด้วยวิธีอื่นก็ได้ โอ้ท่านประธาน เขียนหัวเสียดีเลย ข้างในบอกว่ามาด้วยวิธีอื่นก็ได้ ก็เลยได้ผู้ว่า กทม. นี้นะครับ ท่านประธานครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สปท. ก็ได้เสนอยกเลิกสมาชิกสภาเขต ส.ข. นะครับ เพราะมองว่า ส.ข. เป็นหัวคะแนนของ พรรคการเมือง ก็เลยจะแทนที่ด้วยคณะกรรมการประชาคมเขต จะเปลี่ยนจากการเลือกตั้ง มาเป็นการแต่งตั้ง จาก ส.ข. มาเป็นกรรมการประชาคมเขต จะทําให้ดุลการตรวจสอบ ข้าราชการในสํานักงานเขตเป็นไปไม่ได้โดยทันที ใครจะกล้าไปตรวจสอบผู้ที่แต่งตั้งตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ กทม. ก็มีงบประมาณในการดูแลถึง ๗๙,๐๐๐ ล้านบาทในแต่ละปี ก็ได้ ส.ข. นี่แหละ มาช่วยกันดูแลตรวจสอบ จึงเห็นด้วยควรจะให้มี ส.ข. ต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ กรรมาธิการมีอะไรชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ🔗

นายซูการ์โน มะทา ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ต้องกล่าวคําขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลาย ๆ ท่าน ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตแล้วก็ข้อเสนอแนะให้กับทางกรรมาธิการในการรายงาน เรื่องของการจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ข. เขตหรือไม่ ผมอยากเรียนท่านประธานไปถึง เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าหลังจากที่ทางสภาผู้แทนราษฎรได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการ รูปแบบพิเศษ เมื่อวันพุธที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๒ นั้น ผมในฐานะที่ได้รับความไว้วางใจจาก เพื่อนกรรมาธิการให้ดํารงตําแหน่งในฐานะประธานคณะกรรมาธิการนั้น เราเข้าใจนะครับ ผมก็ได้ตั้งประเด็นในการที่จะทํางานให้กับกรรมาธิการได้ตอบโจทย์ความต้องการของ พี่น้องประชาชน สิ่งสําคัญที่สุดคือเราเน้นในเรื่องของการกระจายอํานาจ ดังนั้นในชื่อของ คณะกรรมาธิการตามที่ทางสภาได้ตั้งขึ้นมานั้น เราก็พยายามจะตอบโจทย์ในชื่อของ คณะกรรมาธิการว่าเราจะมีการกระจายอํานาจการปกครอง เราจะมาดูแลเรื่องของ จังหวัดจัดการตนเอง เราจะดูแลเรื่องของการบริหารราชการในรูปแบบพิเศษที่เป็นไปตาม กรอบรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ดังนั้นสิ่งที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งข้อสังเกตและ แสดงความเห็นนั้น ผมคิดว่าก็ยังมีประโยชน์กับคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทาง คณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งเรามีท่านอาจารย์พรชัยเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ ก็ได้ ไปปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่เป็นประเด็นที่คิดว่าเป็นข้อเสนอแนะ เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา ต่อไป แต่ข้อเท็จจริงอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กล่าวมาทั้งหมดก็คือ ปัญหาของ กระบวนการกระจายอํานาจหรือการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการบริหารราชการรูปแบบ พิเศษอย่างกรุงเทพมหานคร ปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้นจากการปฏิวัติรัฐประหาร อันนี้เป็น ข้อเท็จจริง ซึ่งผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการก็ได้รับการร้องเรียนจากพวกเรา ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้บริหารองค์กรท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร เทศบาล อบจ. ต่าง ๆ หรือ อบต. ที่ได้ถูกคําสั่งตามมาตรา ๔๔ ของ คสช. นั้นให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ อันนี้เราก็ได้มี การสอบถามไปยังทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดําเนินการแก้ปัญหา ส่วนประเด็นการทํา หน้าที่ในบทบาทภารกิจอื่นนั้น ทางคณะกรรมาธิการเราได้พยายามเน้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันนี้เราให้ความสําคัญเรื่องของการกระจายอํานาจ การกระจายอํานาจให้ประชาชนมีหน้าที่ ในการเลือกตั้งตัวแทนของตัวเองมาบริหารองค์กร ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร หรือ อบจ. หรือเทศบาล อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมในฐานะที่เป็นประธาน และพวกเรากรรมาธิการ ทุกคนตอนนี้กําลังจัดงานสัมมนาเพื่อไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนจากภูมิภาค ต่าง ๆ ในหลายจังหวัดของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายอํานาจเรื่องของ จังหวัดจัดการตนเอง หรือแม้กระทั่งการบริหารราชการรูปแบบพิเศษอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งเรามีการดําเนินการมายาวนาน แต่ด้วยคําสั่งของ คสช. ทําให้ปัญหาการบริหาร กรุงเทพมหานครดูเสมือนว่าจะไม่เป็นประชาธิปไตย ดังนั้นผมอยากเรียนผ่านท่านประธาน ถึงเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด นอกจากเรื่องของสภาเขตและสมาชิกสภาเขตของ กทม. แล้ว สิ่งหนึ่งที่เราพยายามตั้งคณะทํางานขึ้นมา เพื่อดําเนินการก็คือเรื่องของการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ หรือจังหวัดจัดการตนเอง และยังมีเรื่องของการนําข้อกฎหมายหรือระเบียบวิธีการดําเนินงานขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ล้าสมัย บางคนอยากเห็นว่าทําไมการบริหารระดับภูมิภาคมีทั้งภูมิภาค แล้วมีทั้งท้องถิ่น มีทั้ง อบจ. มีทั้ง กทม. วันนี้ผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็ได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมา เพื่อให้ดูว่า กทม. ทําอย่างไรให้มีการทํางานแบบเมืองหลักและ เมืองรอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของที่มาของผู้อํานวยการเขตเลือกตั้ง อันนี้หลาย ๆ ความเห็นเราก็มีการศึกษาอยู่ ผมก็อยากขออนุญาตท่านประธานให้ท่านรองประธาน ที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์โกวิทย์หรือว่าอาจารย์พรชัยได้ตอบประเด็นที่มาของ สภาเขต ส่วนประเด็นของบทบาทหน้าที่ บางท่านยังเน้นเรื่องบทบาทหน้าที่ของสภาเขตว่า ควรจะเพิ่มเติมอย่างไร ก็จะมอบให้อาจารย์พรชัยเป็นผู้ตอบ ขออนุญาตท่านประธานเท่านี้ ก่อนครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ เอาแบบสรุป ๆ นะครับ🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผมขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจ การปกครอง ส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ท่านซูการ์โน มะทา ที่ได้กรุณา มอบหมายให้ผมได้ชี้แจงคําถามของเพื่อนสมาชิกที่ได้สอบถามมาหลายท่านด้วยกัน และขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ให้ความสนใจกับเรื่องการกระจายอํานาจ ที่ท่านได้สอบถาม และให้ความเห็นมีอยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน ผมเรียนว่าในส่วนที่ ๑ เป็นความเห็นทั่วไปที่เกี่ยวข้อง กับ กทม. ซึ่งสมาชิกหลายท่านได้เรียกร้องว่าจะปฏิรูปกรุงเทพมหานครในส่วนต่าง ๆ ได้อย่างไร ประเด็นเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดก็ดี ซึ่งเราเว้นวรรคในการเลือกตั้งมา สิ่งนี้ ก็เป็นสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอมา เรื่องสมาชิกสภากรุงเทพมหานครหรือ ส.ก. เรื่องของ ส.ข. ก็ดี สิ่งนี้ผมเรียนว่าในกรรมาธิการเราพยายามพูดกันว่าจะต้องดําเนินการอย่างไร ซึ่งเราก็มี การตั้งคณะทํางานศึกษากันอยู่แล้ว นั่นคือในส่วนที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอ ไม่ว่าจะเป็น ข้อเสนอที่ทําให้กรุงเทพมหานครมี ๒ ชั้น คือมีเลือกผู้ว่าราชการแล้วก็มีนครต่าง ๆ ที่ซ่อนอยู่ ในกรุงเทพมหานคร เหมือนที่กรุงโตเกียวที่มีระบบทูเทียร์ (Two-tier) หรือระบบ ๒ ชั้น นั่นคือส่วนที่ ๑ ที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอมาก็น้อมรับไว้🔗

ส่วนที่ ๒ ผมคิดว่าเรื่องที่เราศึกษานั้นเป็นเรื่องเฉพาะกรณีสภาเขตและ สมาชิกสภาเขต ซึ่งได้ทําการศึกษาแล้วเสนอเพื่อนสมาชิกมา แล้วได้รับความสนใจกับเพื่อน สมาชิกเป็นอย่างมาก โดยภาพรวมแล้วเพื่อนสมาชิกโดยสรุปก็คือเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาเขต เราเสนอให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต ผมขอพูดในโครงสร้างสักนิดหนึ่งว่า สมาชิกสภาเขตเป็นข้อเสนอที่เราได้พยายามไปดําเนินการในอนุกรรมาธิการ แล้วก็ไปรับฟัง ความเห็นมา แล้วเป็นข้อสรุปว่าให้มีที่มา ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ก็คือการเลือกตั้งจาก ประชาชนโดยตรง เราใช้คําว่าอย่างน้อย ๗ คน แล้วการเพิ่มก็เพิ่มตามประชากรในเขตนั้น ๆ ส่วนที่ ๒ เลือกกันเองโดยประธานชุมชนอย่างน้อย ๕ คน แล้วก็เพิ่มตามจํานวนชุมชนหรือ ชุมชนในแต่ละเขตนี่คือข้อเสนอเป็นตุ๊กตา แต่ผมเรียนว่ายังมีข้อห่วงใยของเพื่อนสมาชิก ที่บอกเราให้ไปดูว่าในชุมชนบางพื้นที่ที่อาจจะไม่ครอบคลุม เช่น ชุมชนหมู่บ้านจัดสรร ชุมชน คอนโดมิเนียม หรือชุมชนที่ กทม. ยังไม่ได้เข้าไปถึงจัดตั้งเป็นประธานชุมชน ขอเรียนว่า เราให้ประธานกรรมการชุมชนเลือกกันเอง แล้วก็น้อมรับในส่วนที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้เสนอเราไว้ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการเลือกกันเองที่เกี่ยวข้องกับชุมชนที่เราต้องเข้าให้ถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ นี่คือ สิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่าวันนี้เราได้เสนอในจุดนี้และขอน้อมรับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านที่เสนอ แล้วคณะกรรมาธิการของเราอย่างที่ท่านประธานบอกว่า เราไม่ได้จบสิ้น แค่วันนี้หรือครั้งนี้เรายังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ทําให้การกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นนั้นบรรลุเป้าหมาย ตามที่เพื่อนสมาชิกต้องการครับ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ กรรมาธิการจะชี้แจงต่อหรือครับ เชิญครับ🔗

นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม พรชัย ตระกูลวรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการและ ประธานอนุกรรมาธิการที่รับผิดชอบในเรื่องนี้จะขออนุญาตท่านประธานยืนยันในสิ่งซึ่ง ท่านประธานกรรมาธิการเมื่อสักครู่ แล้วก็เพื่อนกรรมาธิการท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ได้รายงานต่อท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ซึ่งได้อภิปรายไปก่อนหน้านั้น ผมเรียนว่า ผมเช่นเดียวกันกับทุกท่านนะครับ ที่รับทราบมาโดยตลอดว่ากรุงเทพมหานครมีปัญหา ต่าง ๆ ค่อนข้างมากอยู่ ทั้งในเชิงโครงสร้าง ในเชิงการให้บริการ แล้วก็ในเชิงการมีส่วนร่วม ทางการเมืองในหลายระดับ อย่างไรก็ตามลักษณะการทํางานของกรรมาธิการอย่างที่ ท่านประธานสภาคงทราบว่าเราก็รับเรื่องที่มีผู้ร้อง ผมในฐานะประธานอนุกรรมาธิการเอง เมื่อได้รับเรื่องจากท่านประธานกรรมาธิการให้ทําการศึกษาในเรื่องควรหรือไม่ควรที่จะมีการ เลือกตั้งสมาชิกสภาเขตตามที่มีผู้ร้องมา ก็ได้พยายามกําหนดบทบาทแล้วก็ขอบเขต ในการศึกษาเพื่อที่จะทํารายงานให้ตรงกับประเด็นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อันนี้จึงเป็น ที่มาว่าในหลายเรื่องซึ่งเป็นปัญหาอยู่ อย่างที่เมื่อสักครู่ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ได้นําเสนอไปแล้ว การจะมีหรือไม่มีนครย่อยออกไปอะไรทํานองนั้น ก็เป็นประเด็นซึ่งอยู่ใน ระหว่างการศึกษา แต่ในรายงานฉบับนี้โฟกัส (Focus) เฉพาะเรื่องการเลือกสมาชิกสภาเขต โดยตรง เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกจํานวนมากเท่าที่ผมจับความได้ก็ล้วนแล้วแต่เห็นด้วยกับ รายงานที่กรรมาธิการเสนอในวันนี้นะครับ หลายท่านบอกว่าดีที่เอาการเลือก ส.ข. กลับมา แต่ผมขออนุญาตรายงานท่านประธานสภาให้ได้รับทราบว่าข้อเสนอของกรรมาธิการ ตามรายงานนี้ไม่เป็นเพียงการนําการเลือกตั้ง ส.ข. กลับมาเท่านั้น แต่ยังเป็นพัฒนาการ อีกขั้นหนึ่ง อนุกรรมาธิการแล้วก็กรรมาธิการได้ไปทําการศึกษาว่าบทบาทหน้าที่เดิม ข้อจํากัดของการทําหน้าที่ของ ส.ข. ตั้งแต่เริ่มมีพระราชบัญญัติกรุงเทพมหานคร เมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๘ เป็นต้นมา ยังมีความไม่ชัดเจนแล้วก็ไม่มีบทบาทหน้าที่ที่จะสามารถ ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานครได้เท่าที่ควร ฉะนั้น ในคราวนี้จึงไม่ได้เป็นแต่เพียงการเสนอให้เลือกตั้ง ส.ข. โดยตรงเท่านั้น แต่ยังได้มีการเสนอ ให้ปรับแก้ในส่วนของบทบาทหน้าที่ ไม่ได้เป็นเพียงที่ปรึกษาของผู้อํานวยการเขต แต่มีบทบาท หน้าที่อื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในรายละเอียดนั้น ท่านสามารถดูได้ใน ๔.๒ หน้าที่ ๑๓ ของตัวร่างรายงาน กรรมาธิการได้พยายามนําเสนอในสิ่งที่สามารถทําได้ทันที โดยพยายาม หลีกเลี่ยงที่จะไป หรือเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งจะทําให้การเลือกสมาชิกสภาเขต สลับซับซ้อนแล้วก็ยุ่งยากมากเกินไป ก็คาดหวังว่าจะสามารถทําให้ดําเนินการได้จริงในการ เลือกตั้งของกรุงเทพมหานคร หากจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้🔗

อีกประการหนึ่งซึ่งเมื่อครู่เท่าที่ผมได้รับฟังเพื่อนสมาชิกอภิปราย หลายท่าน ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประชาคม แล้วก็เกี่ยวกับกรรมการชุมชน ประธานชุมชน ผมก็เลย อยากจะขออาศัยโอกาสนี้นําเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกครับว่า ต้องยอมรับ ความจริงว่าในช่วงระยะเวลา ๕ ปีเศษที่ผ่านมานี้ นิเวศทางสังคมในกรุงเทพมหานคร ที่ว่าด้วยการบริหารจัดการในเชิงพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร อันสืบเนื่องมาจาก การจัดตั้งองค์กรเชิงท้องถิ่นที่ไม่เป็นทางการแล้วก็ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษาบ้าง ทําหน้าที่ เป็นผู้ช่วยบ้าง ลักษณะเป็นอาสาสมัคร ประชาคมก็ดี กรรมการชุมชนในแต่ละชุมชน ที่ถูกจัดตั้งขึ้นก็ดี ก็มีลักษณะเป็นแบบนี้ คือเป็นงานเชิงอาสาสมัคร ผมเองด้วยความที่ ไม่ได้เป็น ส.ส. เขต ไม่ได้มีพื้นที่เขตรับผิดชอบโดยตรง แต่เมื่อได้รับผิดชอบให้ศึกษา ประเด็นปัญหาดังกล่าวนี้ก็ได้พยายามลงไปสํารวจแล้วก็ทําความเข้าใจ อนุกรรมาธิการ ได้ทําประชาคมในหลายเขตพื้นที่ด้วยกัน อนุกรรมาธิการหลายท่านรวมทั้งผมเองด้วย ก็ได้ลงไปเดินสํารวจแล้วก็พบปะพี่น้องประชาชน พบปะกับบุคคลซึ่งเคยทําหน้าที่ ส.ข. และ ยังคงทําหน้าที่ ส.ข. อยู่ พบปะกับประธานชุมชน กรรมการชุมชนที่มีการจัดตั้งขึ้น ในช่วงระยะเวลา ๔-๕ ปีที่ผ่านมา เราก็พบว่าหลายแห่งก็ประสบความสําเร็จ แล้วก็เป็น ที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนในบทบาทต่าง ๆ ที่ได้ดําเนินการไป แม้จะในฐานะ เป็นอาสาสมัครก็ตาม แต่ในหลายแห่งก็เป็นจริงอย่างที่ท่านสมาชิกเมื่อครู่ได้เคยอภิปราย ไว้บ้างแล้วว่าเป็นคล้าย ๆ ฝาก ๆ กันมาอะไรทํานองเช่นนั้น ซึ่งผมจะขออนุญาตไม่ลง รายละเอียด ในกระบวนการที่เราเตรียมจัดทําข้อเสนอจนนํามาสู่ข้อเสนอว่าทําไม เราจึงเห็นว่าควรจะมีทั้งการเลือกตั้งทางตรง แล้วก็การเลือกกันเองของประธานชุมชน เข้ามาเป็นองค์ประกอบในสภาเขต จึงมีที่มาจากข้อเท็จจริงของระบบนิเวศเชิงสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป ผมเองยึดหลักการและเชื่อว่าเพื่อนกรรมาธิการทุกท่านที่อยู่ในกรรมาธิการ ชุดเดียวกันนี้ ก็ยึดหลักการว่าสิ่งที่เราพยายามจะทําแล้วก็นําเสนอ วางอยู่บนเงื่อนไข ของความเป็นประชาธิปไตย การกระจายอํานาจ แล้วก็การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ก็ในเมื่อมีชุมชนแล้วก็กรรมการชุมชน มีประชาคมเกิดขึ้นแล้ว การจะไปเบียดขับแล้วก็ ปฏิเสธยอมรับโดยไม่ให้โอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน ทั้ง ๆ ที่เขาก็ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเชิงอาสาสมัครเช่นนี้มา ๔-๕ ปีแล้ว ก็ดูจะขัดกับหลักการ ของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจนเกินไป อันนี้ก็เป็นที่มาของข้อเสนอว่าทําไม เราจึงเสนอให้มีทั้งการเลือกตั้ง ส.ข. โดยตรง แล้วก็การมีตัวแทนที่เลือกกันเองเข้ามาด้วย จากประธานชุมชนต่าง ๆ ก็มีประเด็นที่จะนําเรียนท่านประธานสภาเพียงเท่านี้ครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ การอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่องการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร กรณีสภาเขตและสมาชิกสภาเขต ก็ถือว่าได้มี การอภิปรายซักถามเป็นที่ชัดเจนแล้ว ต่อไปผมก็จะได้ขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วย กับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ แล้วก็ประกอบกับนอกจากรายงานของ คณะกรรมาธิการแล้ว คณะกรรมาธิการก็ยังได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของ คณะกรรมาธิการ เพื่อให้สภาพิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อดําเนินการต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ รายละเอียดของข้อสังเกตปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ ตามที่นั่งของท่านสมาชิกเพื่อประกอบการพิจารณาแล้ว ท่านสมาชิกครับ จากการอภิปราย ของท่านสมาชิกเราก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือเห็นชอบกับรายงานของ คณะกรรมาธิการและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ดังนั้นหากไม่มีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการและข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ มีใครเห็นเป็นอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้าไม่มีก็ถือว่า ท่านสมาชิกได้เห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้ตอบชี้แจงทุกท่านนะครับ ท่านสมาชิกครับ วันนี้เรา ได้ประชุมพิจารณาระเบียบวาระมาค่อนข้างยาวนานนะครับ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านที่อยู่ร่วมประชุมกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง วันนี้ขอกราบขอบพระคุณ ขอปิดการประชุมนะครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๙.๑๗ นาฬิกา