รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๒๓ (สมัยสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง)
วันที่พฤหัสบดีที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓
ณ อาคารรัฐสภา
----------------
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมจะอนุญาตให้ท่านได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ ที่ผ่านมาท่านสมาชิกทําได้ดีเกือบทั้งหมด คือรักษาเวลาได้ดี มีบางท่านที่อ่านก็เลย ทําให้เวลาเกินไป เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราได้รักษาเวลา เป็นความสามารถอย่างหนึ่งของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการรักษาเวลา รายชื่อผมจะไม่อ่านทั้งหมดแต่ว่าขอไล่ไป ทีละท่าน เนื่องจากท่านทราบดีอยู่แล้วนะครับ เริ่มต้นจากคุณบุญฐิณ ประทุมลี ขอเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายบุญฐิณ ประทุมลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีเรื่องที่จะหารือกับท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เกี่ยวกับผิวจราจรชํารุดเสียหาย สัญจรไปมาลําบาก บริเวณบ้านนาดู่ ตําบลนาโสก อําเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ทางหลวงชนบทหมายเลข มห. ๔๐๒๐ ซึ่งเส้นทางนี้ส่วนหนึ่งได้โอนไปให้ อบจ. แต่ว่า อบจ. ก็ไม่สามารถดําเนินการได้ ชาวบ้านเขามาร้องทุกข์ ดังนั้นอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมทางหลวงชนบท และผู้บริหาร อบจ. ได้ดําเนินการแก้ไขให้ชาวบ้านด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องหัวสะพานชํารุดบริเวณหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ ๑๔ ตําบลกกตูม อําเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร หมู่บ้านของน้องชมพู่ ชาวบ้านลําบากมาก ในการขนสินค้าการเกษตรและการสัญจร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่สามารถดําเนินการได้ โดยเฉพาะเทศบาลตําบลกกตูม จึงอยากจะฝากจังหวัดมุกดาหารช่วยดูแลหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องว่าแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ชาวบ้านด้วย ขอขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณศาสตรา ศรีปาน🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมมีปัญหาของชาวบ้านที่อําเภอหาดใหญ่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจหลังโควิด-๑๙ (COVID-19) วันนี้ตลาดกิมหยง ตลาดสันติสุข แผงในตลาดปิดไปหลายแผง เพราะเรา พึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติ วันนี้เรายังโชคดีที่ห้องเครื่องเรามีหลายห้องเครื่อง เรายังมี มหาวิทยาลัย ยังมีโรงพยาบาล สนามบิน เรามีอาหารอร่อย มีโรงแรม แต่วันนี้ดูเหมือนจะดี แต่ว่าชาวหาดใหญ่รู้กันว่าวันนี้พวกเราหาดใหญ่เหมือนดอกไม้ริมทาง หนุ่มหาดใหญ่จีบใคร ไม่เคยติดครับ ที่ผมพูดอย่างนี้เหมือนกับว่าเขามาหาเราเหมือนจะชอบเรา ๆ สรุปไปเสร็จ ไอ้หนุ่มเมืองลุง ไอ้หนุ่มเมืองคอน ไอ้หนุ่มหลีเป๊ะ ไอ้หนุ่มเมืองตรังด้วยครับ วันนี้สิ่งที่เราขาด คือแลนด์มาร์ก (Landmark) ครับ แลนด์มาร์ก (Landmark) แห่งใหม่ของพวกเรา หลังโควิด-๑๙ (COVID 19) เห็นชัดเจนครับ การท่องเที่ยวส่งเสริมมา จัดอีเวนต์ (Event) ไป จัดอีเวนต์ (Event) เที่ยวงานปลากะพง สุขภาพบ้าง โน่นนี่ ที่ผมบอกไม่ใช่ไม่ดีนะครับ แต่มันได้แค่เยียวยาแต่ไม่ยั่งยืน วันนี้ต้องเป็นแมนเมด (Man-made) เท่านั้นเราต้อง สร้างใหม่ ผมและทีมงานได้ระดมสถาปนิกเมืองสงขลาพัฒนาเมืองดีปา (DEPA) เทศบาลนคร หาดใหญ่ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับตรงนี้🔗
มีโดรน (Drone) ขึ้นไปพบคลองพาดผ่านเมือง ๑๑ กิโลเมตร เราเขียนแบบ ถอดแบบ ออกแบบ ตีราคาเรียบร้อยฝากท่านประธานนะครับ เดี๋ยวเอาเอกสารแนบไปนะครับ ไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สร้างเพื่อพิจารณา เผื่อหนุ่มหาดใหญ่จะได้จีบใครติดสักที ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณบุญรื่น ศรีธเรศ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางบุญรื่น ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ขอหารือ ท่านประธานเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ค่ะ ดิฉันได้รับคําร้องขอ จาก นายสุริยา สําราญรื่น นายกเทศบาลตําบลภูปอ พร้อมคณะสมาชิกสภาเทศบาลตําบลภูปอ ว่าพี่น้องเกษตรกรชาวตําบลภูปอมีน้ําใช้ไม่เพียงพอในการทําการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น การทํานา ทําไร่ ทําสวน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพราะว่าเขตพื้นที่ตําบลภูปอเป็นเขตแล้งน้ําค่ะ อาศัยน้ําฝนเพียงอย่างเดียว และตําบลภูปอก็ไม่ได้รับบริการการใช้น้ําจากเขื่อนลําปาวด้วย ดิฉันจึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในส่วนของ กรมชลประทาน ได้จัดงบประมาณเพื่อขุดลอกอ่างเก็บน้ําห้วยขมิ้นซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ ๗๗ ไร่ อยู่ในบริเวณบ้านโนนสวรรค์ หมู่ที่ ๓ ตําบลภูปอ อําเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่ออ่างนี้ได้รับการพัฒนาขุดลอกคงสามารถจุน้ําได้เพียงพอที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้อง ชาวตําบลภูปอได้เป็นอย่างดี จึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โปรด ไปดูแลพื้นที่ดังกล่าวนี้ให้ด้วย ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณนริศ ขํานุรักษ์ ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน เรื่องที่ ๑ เรื่องขอให้กระทรวงพลังงานสนับสนุนโรงไฟฟ้าชุมชนหรือโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อทดแทนกับการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ทําลายทรัพยากรธรรมชาติและมีคนประท้วงอยู่ เช่น หน้าศาลากลางพัทลุงขณะนี้ก็มีคนประท้วงสร้างอ่างเก็บน้ําขนาดใหญ่ แล้วก็เร่งให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทําคลองส่งน้ําเข้าสู่ไร่นาให้ครบถ้วน🔗
เรื่องถัดมา ขอให้กระทรวงคมนาคมจัดโครงการจัดทําไฟส่องสว่างบริเวณ แยกบ้านเหมืองตะกั่ว ผ่านบ้านท่าเชียดไปยังเทศบาลตําบลตะโหมด โดยกรมทางหลวง และจากหลังที่ว่าการอําเภอตะโหมดผ่านพรุนายขาวไปยังท่าเชียดโดยกรมทางหลวงชนบท🔗
เรื่องถัดมา ขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก่อสร้างสนามกีฬาประจํา อําเภอตะโหมด โดยก่อสร้างที่พื้นที่ที่มีความพร้อมไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนแม่ขรี หรือที่อื่นใด ก็ได้ที่มีความพร้อมเป็นสนามกีฬาประจําอําเภอ🔗
เรื่องถัดมา ขอให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สั่งการให้ การเคหะแห่งชาติปรับปรุงบ้านเรือน ทางเดินและภูมิทัศน์ของหมู่บ้านริมทะเล บริเวณ หมู่บ้านแหลมไก่ผู้ บ้านหาดไข่เต่า บ้านบางมวง บ้านเกาะนางคําเหนือ ใต้🔗
เรื่องสุดท้าย ขอให้กระทรวงวัฒนธรรมได้จดทะเบียนหนังตะลุงเป็นมรดกทาง วัฒนธรรม เพราะเป็นศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามสืบทอดกันมายาวนานเป็นการละเล่น ที่สอดแทรกคติธรรมและกระตุ้นจิตสํานึกให้คนรักชาติ รักบ้านเมือง ซึ่งขณะนี้มโนราห์นั้น ได้จดทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแล้ว แล้วก็เหลือหนังตะลุงซึ่งก่อเกิดที่จังหวัดพัทลุง เป็นความภาคภูมิใจของคนพัทลุงและทําให้เป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สําคัญของคน ในจังหวัดพัทลุง กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณอภิชาติ ศิริสุนทร ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน ๑ เรื่อง เนื่องจากว่าผมได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายจักรพันธ์ เผ่าเพ็ง ชาวจังหวัดยโสธรว่าถนนเส้นทางระหว่างบ้านทุ่งแต้ อําเภอเมือง จังหวัดยโสธร ไปบ้านคําฮี ตําบลขั้นไดใหญ่ อําเภอเมือง จังหวัดยโสธร ระยะทางประมาณ ๑๕ กิโลเมตร ชํารุดทรุดโทรมเป็นจํานวนมาก ทําให้พี่น้องประชาชนสัญจรไปมาลําบาก ขนพืชผลทางการเกษตรลําบาก และเกิดอุบัติเหตุ บ่อยครั้ง ดังนั้นถนนเส้นนี้ได้ก่อสร้างมาประมาณ ๒๐ กว่าปี แต่ไม่มีการบํารุงรักษาใด ๆ ทั้งสิ้น จึงเรียนมาถึงท่านประธานผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรและองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดยโสธรเพื่อดําเนินการแก้ไขซ่อมแซมต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสุชาติ อุสาหะ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสุชาติ อุสาหะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธานสภา ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรก ก็คือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและอธิบดีกรมทางหลวง เรื่องทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ ตอนสระพัง-เขาวัง บริเวณ กม. ๑๔๘+๗๐๐ ซึ่งตัดกับ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓๔๙ ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าอําเภอหนองหญ้าปล้องและ อําเภอแก่งกระจาน ต้องการให้กรมทางหลวงสร้างสะพานต่างระดับ เนื่องจากว่า พี่น้องประชาชนที่ออกจากทั้ง ๒ อําเภอ ทั้งอําเภอหนองหญ้าปล้องและอําเภอแก่งกระจาน และอําเภอใกล้เคียงไม่มีสะพานต่างระดับที่จะเข้าสู่จังหวัดเพชรบุรี ทําให้ต้องไปกลับรถ ในช่องทางที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายบ้าง ใต้สะพานลอยบ้าง อะไรบ้างอย่างนี้นะครับ ก็ทําให้ เกิดปัญหาเรื่องของความไม่ปลอดภัยต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็อยากกราบเรียน ท่านประธานสภาฝากไปยังท่านอธิบดีกรมทางหลวงและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมให้ช่วยเร่งรัด🔗
เรื่องที่ ๒ ก็ขอให้กรมทางหลวงได้ประสานงานกับองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดเพชรบุรี เนื่องจากที่อําเภอหนองหญ้าปล้อง ตําบลท่าตะคร้อ มีเส้นทาง สาย ๖๐๒๖ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี ระยะทางประมาณ ๖๓๐ เมตร มีถนน ของกรมทางหลวงก็คือสาย ๓๓๔๙ และสาย ๓๕๑๐ ปิดหัวปิดท้ายอยู่บริเวณตําบลท่าตะคร้อ ระยะทางประมาณ ๖๓๐ เมตร ซึ่งทําให้พี่น้องประชาชนที่สัญจรเข้าสู่อําเภอนี้และ อําเภอใกล้เคียงสับสนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเขตทางก็กว้างไม่เท่ากัน แล้วก็การดูแลรักษา ก็ต่างกัน อยากให้กรมทางหลวงเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการบริหารจัดการ แล้วก็ปรับปรุง ระยะทาง ๖๓๐ เมตร เพื่อให้เป็นเส้นทางเดียวกัน แล้วก็พี่น้องประชาชนที่เดินทางจาก กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงเข้าสู่จังหวัดเพชรบุรีจะได้มีไปเส้นทางที่เป็นมาตรฐาน เดียวกัน แล้วก็เข้าใจในการเข้าสู่เป้าหมายต่าง ๆ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไป คุณธนกร ไชยกุล🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพอย่างสูง ผม นายธนกร ไชยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร เขต ๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมี ข้อหารือท่านประธานเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเรื่องถนนขนส่งพืชผล ทางการเกษตรที่ชํารุด เนื่องจากสภาพถนนชํารุดสมควรได้รับการบูรณะปรับปรุง สภาพปัจจุบันเป็นถนนดินลูกรัง ขอให้เป็นถนนลาดยางหรือคอนกรีตเสริมเหล็กประกอบด้วย🔗
๑. ถนนสายบ้านนาเรียง บ้านดอนโบม บ้านหนองหมี บ้านคําน้อย อําเภอกุดชุม ระยะทาง ๕ กิโลเมตร🔗
๒. ถนนบ้านศรีชุมพล บ้านจําปา อําเภอกุดชุม ระยะทาง ๓ กิโลเมตร🔗
๓. ถนนบ้านกุดปลาดุก ตําบลโนนเปือย อําเภอกุดชุม ไปบ้านห้วยยาง อําเภอไทยเจริญ ระยะทาง ๓ กิโลเมตร🔗
๔. ถนนบ้านศรีสว่าง อําเภอเลิงนกทา ไปบ้านโนนประทาย อําเภอกุดชุม ระยะทาง ๕ กิโลเมตร🔗
๕. ถนนบ้านหนองบึง ตําบลห้องแซง ไปบ้านศรีแก้ว อําเภอเลิงนกทา ระยะทาง ๕ กิโลเมตร🔗
๖. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๑ ตอนเทศบาลตําบลสามแยก ถึงเทศบาลตําบลเลิงนกทา ให้ปรับปรุงผิวจราจรและระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระยะทาง ๕ กิโลเมตร🔗
๗. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๑ ตอนสามแยกบ้านกุดโจดไปอําเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ให้ขยายไหล่ทางและระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ถนน ๒๑๖ เป็นถนนที่ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล (PODUL) เมื่อปี ๒๕๖๒ ผมฝากกราบเรียน ท่านประธานสภาผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่าน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้โปรด พิจารณาอนุเคราะห์ดําเนินการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้ด้วย กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป พลตํารวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจตรีสุรินทร์ ปาลาเร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขต ๘ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตนําปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เดินทางไปทํางานในประเทศมาเลเซียนํามาเรียนท่านประธาน ฝากไปยังนายกรัฐมนตรี ดังนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจุบันผมเป็นอนุกรรมาธิการบูรณาการงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ในการประชุมครั้งที่ผ่านมามีการพิจารณางบประมาณของศูนย์อํานวยการจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ผมได้นําเรียนปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๕ จังหวัดภาคใต้ ต่อ พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. ว่าปัจจุบันมีพี่น้องในพื้นที่ ๕ จังหวัด ชายแดนภาคใต้จํานวนหลายแสนคนได้เดินทางไปทํางานในประเทศมาเลเซีย ส่งรายได้ กลับมาดูแลครอบครัวรวมเป็นรายได้ของประเทศปีละหลายพันล้านบาท และได้รับ ความเดือดร้อนทําให้อยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตทํางานอย่างถูกต้อง ตามกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ สาเหตุสําคัญที่ทําให้พี่น้องไม่สามารถได้รับ ใบอนุญาตทํางานในประเทศมาเลเซียได้เนื่องจากกระบวนการขออนุญาตทํางานมีขั้นตอน ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ผมได้นําฝากให้ท่านเลขาธิการ ศอ.บต. นําปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชนดังกล่าวไปพิจารณาให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และขณะนี้ท่านเลขาธิการ ศอ.บต. ได้ดําเนินการในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการดําเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่และเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐหลายภาคส่วน จึงฝากท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีให้มีบัญชาการสั่งการให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนการดําเนินงานของศูนย์อํานวยการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยต่อไป ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๒๙ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน นักเรียน และนักท่องเที่ยวถึงการเดินเรือในคลองภาษีเจริญ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้มีการเดินเรือคือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เริ่มตั้งแต่เวลา ช่วงเช้า ๐๖.๐๐-๐๙.๐๐ นาฬิกา และช่วงเย็น ๑๖.๐๐-๑๙.๐๐ นาฬิกา โดยให้บริการ ๑๕ นาทีต่อลํา ส่วนในวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะให้บริการตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา โดยให้บริการ ๖๐ นาทีต่อลํา จากการเดินเรือปัจจุบันนี้ทําให้พี่น้องประชาชนนั้นไม่ได้รับความสะดวกสบาย ยังอยากให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นได้โปรดเพิ่มจํานวนเที่ยวระหว่างวันจันทร์ถึงวันศุกร์ และลดเวลาในวันเสาร์ วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์จาก ๖๐ นาทีให้เป็น ๓๐ นาที และขอให้ศึกษาเส้นทางเดินเรือในคลองภาษีเจริญซึ่งเป็นคลองขุดที่สวยงามให้มีการประสาน กับหน่วยงานของ ททท. จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นแหล่งไหว้พระ ๙ วัด หรือชมบรรยากาศของคลองขุดของคลองภาษีเจริญ ดังนั้นดิฉันจึงขอฝากท่านประธานไปยัง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ ททท. ให้ช่วยดําเนินการในข้อร้องเรียนของ พี่น้องประชาชนด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อําเภอนาทวี อําเภอสะบ้าย้อย สํานักแต้ว สํานักขาม ของอําเภอสะเดา ท่านประธานสภาที่เคารพครับ จังหวัดสงขลามีประชากรทั้งหมด ๑,๕๐๐,๐๐๐ คนโดยประมาณ มีทั้งหมด ๑๖ อําเภอ อําเภอชายแดน ประกอบด้วย อําเภอสะบ้าย้อย อําเภอนาทวี และอําเภอสะเดา ท่านประธานครับ วันนี้ปัญหาของด่านสะเดาแห่งใหม่ซึ่งตั้งอยู่ที่ตําบลสํานักขาม เป็นด่าน ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มูลค่าการก่อสร้าง ๒,๒๐๐ ล้านบาท วันนี้ปัญหาที่ไม่สามารถเปิดได้ เพราะไม่มีถนนเชื่อม ถนนประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร ไม่สามารถเชื่อมต่อไปที่อาคารแห่งนี้ได้ เพราะฉะนั้นผมเลยเรียกร้องจากท่านนายกรัฐมนตรีจัดสรรงบประมาณงบกลาง ๘๒ ล้านบาท เพื่อสร้างถนนเชื่อมและค่าเวนคืน ๒๒ ล้านบาท นี่คือปัญหาเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นที่ด่านแห่งนี้ ไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ ด่านที่ ๒ ตําบลประกอบ อําเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นบ้านของผม ด่านแห่งนี้ เปิดมาแล้ว ๕ ปี ปรากฏว่าถนน ๔ เลน (Lane) ๕ กิโลเมตรจากแยกเข้าด่าน ๑๖ จุด ยังไม่สามารถสร้างได้ เพราะติดปัญหาในเรื่องของค่าเวนคืน ค่าอาสิน เพราะฉะนั้นปัญหาเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นของจังหวัดสงขลาเราต้องไปร่วมกันแก้ สิ่งที่สําคัญวันนี้โครงการถนนวงแหวน ของสะเดา-นาทวี และสะบ้าย้อยซึ่งเป็นอําเภอเล็ก ๆ ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นได้ผมคิดว่าปัญหา ในเรื่องของการค้าชายแดน การท่องเที่ยว การขนส่งสินค้าเกษตร ยางพารา แล้วก็ทุเรียน ในอนาคตจะดีขึ้น ก็เลยเรียกร้องกรมทางหลวงชนบทและคมนาคมช่วยดําเนินการออกแบบ และก่อสร้างด้วย ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณนพพล เหลืองทองนารา🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิก กระผม นพพล เหลืองทองนารา จังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิราม วันนี้ผมจะมากราบขอความช่วยเหลือจากท่านประธานอีกตามเคย นั่นก็คือ เรื่องน้ํา แต่ว่าวันนี้ผมเองก็ต้องขอชื่นชมในแนวคิดของข้าราชการในกรมชลประทานของ สํานักงานชลประทานที่ ๓ ทั้ง ๔ โครงการส่งน้ําที่ได้ส่งน้ําให้กับเกษตรกรในการเพาะปลูก ก็ทําให้ช่วยบรรเทาเบาบางในส่วนนาข้าวที่ยังขาดน้ําอยู่ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าได้มีการปล่อยน้ํา ก่อนหน้านี้ ซึ่งในระดับน้ําพอ ๆ กันก็จะดีกว่านี้ แต่ก็ถือว่าวันนี้เป็นบทสรุปสุดท้ายก่อนจะ ปิดฤดูการทํานาปีในปี ๒๕๖๓ ผมเองก็ต้องขอบคุณ แล้วก็ส่วนไหนที่ถ้าทางชลประทานกับ ทางเกษตรกรนั้นยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ผมเองก็พร้อมที่จะเป็นคนกลางในการที่จะ เชื่อมประสานให้ความเข้าใจ เพื่อจะได้ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ผมเอง ก็ต้องขอบคุณแล้วก็สิ่งไหนที่ยังขาดตกบกพร่องในส่วนของชลประทานก็ขอให้ได้ปรับ แนวความคิดมาให้เข้ากับทางราษฎรด้วย ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล🔗
ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธานนะครับ เพื่อส่งต่อ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นดังต่อไปนี้🔗
เรื่องแรก ปัญหาความเดือดร้อนของผู้สัญจรไปมา พี่น้องประชาชนที่ใช้ ถนนทางหลวงหมายเลข ๓๓๐๙ แยกทางหลวงหมายเลข ๙ มุ่งหน้าเข้าสู่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อําเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วง กม. ๑๗-๑๙ เนื่องจากมีการทรุดตัวของถนน เป็นอย่างมาก ทําให้รถจักรยานยนต์ รถยนต์เองที่ขับขี่ในบริเวณดังกล่าวนั้นเกิดอุบัติเหตุ บ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วงที่เกิดฝนตกนั้นจะทําให้รถเสียหลักแล้วก็ตกถนน เพราะฉะนั้น ฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกรมทางหลวงเพื่อจะจัดสรรงบประมาณ ในการซ่อมบํารุงสายทางดังกล่าวด้วย🔗
ประเด็นที่ ๒ ฝากท่านประธานส่งต่อไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เรื่องการขยายจุดเสี่ยง จุดอันตรายและจุดคับแคบ ๒ จุดด้วยกัน คือช่วงสะพาน ประตูน้ําบ้านลาดบางแต ซึ่งสะพานนี้จะอยู่บริเวณเลียบคลองเปรมประชากร ซึ่งคับแคบ ทําให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และรถนั้นไม่สามารถสวนกันได้ จะทําให้เกิดความไม่สะดวก ในการสัญจรไปมากับประชาชนอย่างมาก แล้วอีกจุดหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือจุดสะพาน หน้าวัดธรรมนาวา หมู่ที่ ๗ ตําบลเชียงรากน้อย เชื่อมหมู่ที่ ๑๒ ตําบลเชียงรากน้อย อําเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จุดนี้สะพานเป็นสะพานเหล็กรุ่นเก่า เมื่อฝนตกแล้วก็จะทําให้ เกิดอุบัติเหตุ คือมอเตอร์ไซค์นั้นลื่นแล้วก็คับแคบ ฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องด้วยครับ กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไป คุณปดิพัทธ์ สันติภาดา🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคก้าวไกล ถ้าเป็น คนพิษณุโลก เขต ๑ ตอนนี้ตื่นขึ้นมาตอนเช้าต้องเจอ ๒ อย่างที่เป็นอุปสรรคในการ ดําเนินชีวิต ๑. เจอน้ําประปาสีน้ําตาลที่ไม่กล้าเอามาใช้ล้างหน้า แปรงฟัน ๒. เจอด่านตํารวจ ตรวจจราจร ๒ อย่างนี้ทําให้คุณภาพชีวิตของคนพิษณุโลกไม่ดีเลย น้ําประปาที่ไม่มีคุณภาพ ปริมาณไม่เพียงพอ สร้างความลําบากมากในการอุปโภคบริโภค และแม้แต่ร้านค้าเองก็ต้องทําการปิดตัวในบางวันเพราะไม่มีน้ําประปาใช้งานนะครับ ความลําบากตอนนี้ ร้านหลายร้านต้องปิด ผู้คนต้องตื่นตี ๒ ตี ๓ มารองน้ําใช้ เพื่อนบ้าน ทะเลาะกันเพราะมีการติดตั้งปั๊มเพื่อแย่งน้ํากัน หลายคนต้องซื้อแท็งก์น้ําสํารอง คนยาก คนจนก็ต้องซื้อโอ่ง อ่าง กะละมังมารองน้ําไว้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกที่พยายามแก้ไข แต่ยังไม่มีความร่วมมือในระดับจังหวัดที่จะมีการจัดสรรน้ํา ทั้งในภาคเกษตรแล้วก็น้ําในเมือง อย่างที่เป็นรูปธรรม กลับเอาเงินไปสร้างสรรค์โครงการต่าง ๆ ที่ดูจะไกลเกินเอื้อม สมาร์ต ซิตี (Smart city) ไมซ์ ซิตี (MICE city) แม้แต่น้ําประปาที่มีคุณภาพยังไม่มีปัญญาทํากัน ผมคิดว่า ชาวพิษณุโลกยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้นะครับ ผมอยากให้ทางจังหวัดได้มีการจัดการประชุมของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ําทั้งหมดแล้วแก้ไข ถ้าในยุคของผู้ว่าราชการจังหวัดปัจจุบัน ทําไม่ได้ ก็ส่งเรื่องให้เป็นภารกิจเร่งด่วนของผู้ว่าราชการจังหวัดคนต่อไปนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ คือด่านตรวจ แล้วก็จุดตรวจรถของจราจร ผมและประชาชนเข้าใจว่า ตํารวจมีหน้าที่ต้องควบคุมการจราจรแล้วก็บังคับใช้กฎหมาย แต่ว่าด่านที่มีมากเกินไป ในตอนนี้ทําให้การจราจรติดขัด ร้านค้าบริเวณด่านค้าขายไม่ได้เลยนะครับ จากที่เคยค้าขาย ได้พอประมาณในเศรษฐกิจที่ตกต่ําอยู่แล้ว แต่พอมีด่านตํารวจเกิดขึ้นอย่างถี่ยิบ ก็ทําให้ ยิ่งค้าขายไม่ได้เข้าไปใหญ่ รวมถึงความถี่ในการตรวจ ทําให้เป็นข้อสงสัยว่าทําไมถึงมี การตรวจมากขนาดนี้ เป็นการตรวจที่มากเกินจําเป็นหรือไม่ และเป็นทางหนึ่งของการ เรียกหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบธรรมหรือไม่ ผมอยากให้ทางตํารวจจราจรของพิษณุโลก ได้มีโอกาสทบทวนและอํานวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ร้อยตํารวจเอก อรุณ สวัสดี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจเอก อรุณ สวัสดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขต ๔ อันประกอบด้วย อําเภอระโนด อําเภอกระแสสินธุ์ อําเภอสทิงพระ และอําเภอสิงหนคร ได้รับการร้องเรียนจากคณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียน และครู ผู้ปกครอง โรงเรียน วัดโตนดด้วน ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตําบลกระแสสินธุ์ อําเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา ซึ่งสร้างมา ประมาณปี ๒๔๗๕ ตอนนี้ก็อายุประมาณ ๘๘-๘๙ ปีแล้วนะครับ ได้ชํารุดทรุดโทรมอย่างมาก กล่าวคือข้อที่ ๑ เสาปูน ซึ่งเป็นเสาหลักของอาคารเรียนแตกร้าวแล้วก็ขึ้นสนิม พื้นอาคาร ชํารุด เป็นพื้นไม้ปลวกกินเป็นหย่อม ๆ จนพรุนไปหมดแล้วนะครับ ฝา หน้าต่าง แล้วก็ หลังคารั่วมาเป็นหย่อม ๆ แล้วตอนนี้หน้าฝน ท่านประธานลองนึกดู เด็กนักเรียนก็ต้อง หลบไปหลบมาเพราะฝนสาด สรุปก็คือทรุดโทรมทั้งหลังครับท่านประธาน พร้อมที่จะถล่มได้ ทุกเมื่อนะครับ เป็นที่หวาดเสียวของครูและนักเรียน เรียนไปเสียวไป ครูก็บอกนะครับ พอฟ้าร้องฟ้าลั่นทีก็เสียวทีกลัวจะตึกถล่มครับ🔗
ข้อที่ ๒ โรงเรียนแห่งนี้เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่อนุบาล ๒ ถึงประถมศึกษา ปีที่ ๖ ๘ ชั้นเรียนครับท่านประธาน แต่มีนักเรียน ๑๙๒ คน ครูมี ๘ ท่าน รวมทั้งครูใหญ่ด้วย ขาดภารโรงก็ไม่มี เพราะฉะนั้นครูใหญ่ทําหน้าที่ภารโรงไปด้วย เพราะฉะนั้นอยากจะเรียน ท่านประธานผ่านถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา เขต ๑ จังหวัดสงขลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าไปช่วยดําเนินการแก้ไขที่โรงเรียน แห่งนี้ ก่อนที่จะมีข่าวว่าโรงเรียนได้ถล่ม กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย มีเรื่องด่วนครับ ผมได้รับแจ้งจาก สท. วิเชียร ว่าตอนนี้ฝายมะนาวกําลังจะพังแล้ว ผมประสานไปท่านนายอําเภอแล้ว ผมก็อยากจะประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยได้สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า ปภ. เอาเครื่องมือลงไปช่วยก่อนที่ฝายจะพังครับ🔗
ต่อไปเรื่องที่ ๑ เรื่องถนนพังชํารุดมาก จากบ้านโนนกกบาก ไปบ้านดุงใหญ่ อําเภอบ้านดุง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปแก้ไข🔗
เรื่องต่อไปเป็นเรื่องของโครงการโคขุน ๑ ล้านตัว ของท่านรัฐมนตรี ประภัตรครับ เขตเลือกตั้งผม อําเภอบ้านดุง อําเภอทุ่งฝน อําเภอพิบูลย์รักษ์ อําเภอสร้างคอม ตั้งวิสาหกิจขึ้นมาจํานวนมากแล้วแต่ว่าตอนนี้ยังกู้เงินไม่ได้ตามโครงการ ขัดข้องที่ไหน อย่างไร ขอฝากท่านรัฐมนตรีช่วยกําชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปด้วย🔗
เรื่องสุดท้าย เรื่องการยกเลิกที่ดิน ส.ป.ก. ในเขตเทศบาลเมืองบ้านดุง ท่านรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับปากว่าจะดําเนินการแล้ว ขอให้ ส.ป.ก. ได้ดําเนินการตั้งเรื่องยกเลิกเขต ส.ป.ก. ในเทศบาลเมืองบ้านดุงโดยด่วนครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย ผมได้รับเรื่องร้องเรียน จากชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดสตูล ซึ่งเป็นตัวแทนของเครือข่ายสถาบันเกษตรกร แปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราธรรมชาติ เครือข่ายนี้ประกอบไปด้วยกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ ครอบคลุม ๖ จังหวัดในภาคใต้ ซึ่งมีสมาชิกกว่า ๔๕,๐๐๐ ครัวเรือน เป็นกลุ่มที่รับซื้อน้ํายาง จากพี่น้องชาวสวนยางโดยตรง และนํามาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งก็รวมไปถึงแบร์ริเออร์ (Barrier) ยางพาราและเสาหลักนําทางยางพาราที่กระทรวงคมนาคมกําลังจะเริ่มนโยบาย ในเร็ววันนี้ด้วย เนื่องจากเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกร ปัจจัยหลาย ๆ อย่างบางที อาจจะสู้บริษัทเอกชนใหญ่ ๆ ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เครื่องไม้เครื่องมือ ทําให้การแข่งขันในตลาดเป็นไปอย่างยากลําบาก กลุ่มเครือข่ายได้เข้ามา ปรึกษาผมแล้วอยากจะให้ผมเป็นกระบอกเสียงผ่านไปยังกระทรวงการคลัง อยากจะให้ มีการแก้กฎกระทรวงเรื่องวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการจะสนับสนุน ให้หน่วยงาน ของรัฐสามารถจัดซื้อพัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่จัดทําขึ้นจากยางพาราของสหกรณ์ที่ได้รับ การรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือสถาบันเกษตรที่เป็นนิติบุคคล โดยใช้วิธี เฉพาะเจาะจงได้ โดยใช้วิธีเชิญชวนทั่วไปได้ และโดยใช้วิธีการคัดเลือกได้ ถ้าทําได้จะทําให้ เกิดประโยชน์กับพี่น้องชาวสวนยางเป็นอย่างมาก เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อสหกรณ์ขายของ ได้เยอะ กําไรเหล่านั้นก็จะแบ่งปันผลกลับไปให้กับพี่น้องชาวสวนยางโดยตรง และที่สําคัญ ก็ยังทําให้สหกรณ์สามารถที่จะกําหนดราคาการซื้อน้ํายางจากพี่น้องชาวสวนยางได้ในราคา ที่สูงขึ้นด้วย ผมจะขออนุญาตส่งหนังสือของพี่น้องชาวสวนยางผ่านไปยังท่านประธานสภา เพื่อประสานงานต่อไปด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวจิราพร สินธุไพร ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ดิฉัน ขอปรึกษาหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลถึงกรณีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพการแสดงออก ทางการเมืองของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน มีหลายรายถูกจับกุมและ ถูกตั้งข้อกล่าวหาที่เกินกว่าเหตุ แล้วยังพบปัญหาการคุกคามสิทธิเสรีภาพในโรงเรียนระดับ มัธยมศึกษา แม้ว่าล่าสุดทาง สพฐ. จะมีคําสั่งให้โรงเรียนสามารถเปิดพื้นที่ให้แสดงความเห็น ทางการเมืองไทยได้ แต่ก็พบว่ามีหลายโรงเรียนที่ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนต่อข้อสั่งการ ดังกล่าว และล่าสุดทางคณะทํางานติดตามการชุมนุมในคณะกรรมาธิการการปกครอง และ ส.ส. พรรคเพื่อไทยก็ยังได้รับเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง มีทั้งกรณีปัญหานักเรียน นักศึกษาถูกครูอาจารย์คุกคาม แล้วก็กรณีของครูอาจารย์ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง คุกคาม บังคับควบคุมไม่ให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่แสดงออกทางการเมือง รวมทั้งมีการขู่ว่า จะตัดงบประมาณโรงเรียน ซึ่งคณะทํางานติดตามการชุมนุมได้รวบรวมข้อมูลส่งไปยัง คณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง ข้อเท็จจริงต่อไป แต่ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันกราบเรียนว่าสิ่งที่คณะทํางานติดตาม การชุมนุมได้ดําเนินการอยู่ในขณะนี้สามารถแก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราว แต่สิ่งที่สําคัญที่สุด คือรัฐบาลต้องมอบนโยบายที่ชัดเจนให้สถานศึกษาเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสําหรับ การแสดงความเห็น และการแสดงออกทางการเมือง วันนี้นักเรียน นักศึกษาเขาไม่ได้ต้องการ ให้ผู้ใหญ่เข้าข้าง แต่เขาต้องการให้ผู้ใหญ่เข้าใจโดยการเปิดพื้นที่ เปิดใจรับฟัง ขอให้รัฐบาล ได้แก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และไม่ใช่ด้วยการจับกุม คุมขังผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเกษม ศุภรานนท์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เกษม ศุภรานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ เขต ๑🔗
เรื่องที่ ๑ ที่ผมจะหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยคือค่าตอบแทนของประธานชุมชนในเขตเทศบาลนครราชสีมา และทั่วประเทศ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ประธานชุมชนนั้นทํางานแบบเสียสละ ทํางานด้วย ความจริงใจ ทํางานเพื่ออาสาจริง ๆ ครับ โควิด (COVID) เข้ามาก็จะต้องมีการคัดกรอง ในเขตชุมชน แล้วอาสาสมัครประชุมที่เทศบาล ๒ ครั้ง ๓ ครั้งไม่มีค่าตอบแทน น่าสงสาร และน่าเห็นใจ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ขอค่าตอบแทนให้กับ ประธานชุมชนในเขตเทศบาลทุกเทศบาลในประเทศเรา โดยเฉพาะเทศบาลนครนครราชสีมา ด้วยความเคารพครับ ถ้าเปรียบก็เหมือนกับปิดทองหลังพระหรือปิดทองตูดพระ ทํางานด้วย อาสาจริง ๆ ทุก ๆ เรื่อง ประชุม ๓ ครั้ง ๔ ครั้งไม่มีค่าตอบแทน ต้องขอบคุณท่านประธาน กรุณาเรียนฝากไปยังท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗
เรื่องที่ ๒ จะมีมอเตอร์เวย์ (Motorway) มาที่นครราชสีมา-กรุงเทพฯ แล้วมี อยู่ช่วงหนึ่งครับ หน้า มทส. ประตู ๑ เขาเรียกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนครราชสีมา เป็นสามแยก อยากจะให้เป็นสี่แยก ฝากไปถึงรัฐมนตรีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ด้วยครับ ขอความกรุณาท่าน ตามภาพที่เห็นนะครับ เพื่อความสะดวกของทางเทศบาลโพธิ์กลาง ออกมาในเมืองแล้วก็ทางของ มทส. ประตู ๑ ได้ทะลุไปยังที่เทศบาลโพธิ์กลาง ในขณะนี้ก็จะ เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ออกจากเทศบาลโพธิ์กลางต้องเลี้ยวซ้ายไปค่ายสุรธรรมพิทักษ์ ก็จะเจอปัญหาอุบัติเหตุเป็นประจํา ในขณะเดียวกันทาง มทส. ออกมาก็จะต้องเลี้ยวซ้ายไป ยูเทิร์น (U-turn) อีกครั้งหนึ่ง เพราะมีไฟแดงไฟเขียวอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าทําเป็นสี่แยกไฟแดง ทะลุออกไป ก็ใช้งบไม่มากหรอกครับ ก็เรียนฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ท่านศักดิ์สยาม กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสุเทพ อู่อ้น🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ มีเรื่องหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่องนะครับ🔗
เรื่องแรก ก็คือเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องแรงงานมอเตอร์ไซค์วิน แท็กซี่ หาบเร่ แผงลอย ที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาโดยด่วน จากการจัดเวทีรับฟังปัญหา จากพรรคฝ่ายค้าน ได้รับทราบปัญหาที่รัฐบาลต้องรีบดําเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยด่วนให้กับพี่น้องประชาชนคนทํางานเปราะบาง อาชีพที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ให้ได้รับ การดูแลจัดระบบให้ทุกคนได้มีอาชีพที่มั่นคง ไม่ให้มีการแก้ไขปัญหาโดยการเลือกปฏิบัติ เหมือนที่ผ่านมา ผมในฐานะพรรคอนาคตใหม่เดิมสู่พรรคก้าวไกล ได้ใช้ความพยายาม ในการนําเสนอปัญหาทางรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง หรือจะต้องให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานต้องออกมา จํานวนมาก ๆ เหมือนกับนักศึกษา แล้วรัฐบาลถึงจะดําเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ซึ่งทางผมใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการอภิปรายในระบบที่จะต้องมีการเยียวยา แบบถ้วนหน้า🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวจังหวัดภูเก็ต จากการ ลงพื้นที่ของกรรมาธิการการแรงงานได้รับทราบปัญหา โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตนั้นมีรายได้ ๙๘ เปอร์เซ็นต์มาจากการท่องเที่ยว ปัจจุบันที่ลงพื้นที่ไปเมื่อวันจันทร์ วันอังคาร สภาพธุรกิจเจ๊ง ปิดกันจํานวนมาก โดยเฉพาะปลายเดือนสิงหาคมนี้ก็จะมีภาพสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานหอการค้า ซึ่งบอกว่าได้เคยฝาก เรื่องนี้กับท่านรองนายกรัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มา ยังไม่มีการดําเนินการ จึงฝากผม ให้มากราบเรียนกับท่านประธานไปยังรัฐบาลให้รีบแก้ไขปัญหาโดยด่วนให้กับพี่น้อง ชาวจังหวัดภูเก็ต พี่น้องแรงงานชาวจังหวัดภูเก็ต ตอนนี้จากตัวเลขการตกงานในระบบ ประมาณ ๔๐,๐๐๐ คน จะเพิ่มขึ้นเป็น ๑๒๐,๐๐๐ คน และนอกระบบอีกประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน จึงเรียนให้ทราบ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสาคร เกี่ยวข้อง🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคําร้องเรียน จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือเทศบาลเมืองกระบี่ ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้และสํานักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ ๑๒ ได้ต่ออนุญาตการใช้พื้นที่ ของป่าไสโป๊ะเพื่อที่จะให้ทางเทศบาลเมืองกระบี่ได้นําไปใช้ต่อในเรื่องของการทํา สวนสาธารณะ สวนพฤกษาสวรรค์ ซึ่งเป็นป่าในเมืองกระบี่ เป็นที่ใช้งานแล้วก็เป็นที่ ท่องเที่ยวของชาวไทยและชาวต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจศึกษาธรรมชาติ เพราะว่าพื้นที่ป่าผืนนี้ได้รับอนุญาตมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ถึงปี ๒๕๖๒ ทางเทศบาลได้ขอต่ออายุ มาแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการต่ออายุจากทางสํานักงานทรัพยากรป่าไม้ที่ ๑๒ หรือกรมป่าไม้ อยากจะให้ท่านประธานได้ช่วยประสานและได้อนุญาตเพื่อประโยชน์ต่อการท่องเที่ยว ของชาวไทยและชาวต่างประเทศด้วยครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่ง ได้รับการร้องเรียนจากสมาคมประมงของจังหวัดกระบี่ ในเรื่อง ของการกําหนดเขตชายฝั่งทะเลของจังหวัดกระบี่ ซึ่งเขตชายฝั่งทะเลของผู้ประกอบการ ประมงพื้นบ้านและของผู้ประกอบการประมงพาณิชย์ การกําหนดชายฝั่งทะเลต้องห่างจาก ฝั่งทะเล ๓ ไมล์ทะเล และห่างจากเกาะ ๑.๕ ไมล์ทะเล จังหวัดใกล้เคียงได้รับการขีดกรอบ อย่างถูกต้องสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ในจังหวัดกระบี่ยังไม่ได้มีการปรับปรุงคือการขีดกรอบ ๓ ไมล์ทะเล และ ๑.๕ ไมล์ทะเล เป็นการขีดกรอบแบบคร่าว ๆ เป็นการขีดกรอบ เป็นรูปเหลี่ยมเพื่อความสะดวก แต่ยังไม่ได้มีความชัดเจนในกรอบที่สามารถจะให้ชาวประมง พื้นบ้านและชาวประมงพาณิชย์ได้ทํามาหากินได้อย่างสมบูรณ์แบบ แล้วก็ได้อย่างเต็มที่ อยากจะร้องเรียนไปยังกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขีดกรอบให้กับ พี่น้องชาวประมงได้อย่างชัดเจน เพื่อการทํามาหากินของพี่น้องชาวประมงด้วยครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป นางสาวละออง ติยะไพรัช🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอผ่านท่านประธานไปถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาของ พี่น้องอําเภอแม่ฟ้าหลวงก็คือปัญหาเรื่องของที่ดิน ที่ดินทํากินและแหล่งน้ําอุปโภคบริโภค ดิฉัน ขอให้ท่านประธานผ่านไปที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัญหาแหล่งน้ําก็คือว่าอําเภอแม่ฟ้าหลวง เป็นอําเภอที่เป็นต้นน้ํา แต่เราไม่สามารถเก็บน้ําไว้ได้เพราะเนื่องจากว่าในเรื่องของเอกสารสิทธิ ที่เราไม่สามารถที่จะไปทําอะไรในเขตป่าหรืออุทยานได้ และสําคัญที่สุดตอนนี้ พี่น้องประชาชนมีอาชีพในเรื่องของการปลูกชา กาแฟ แล้วก็ส่วนที่เป็นมาตรฐานสินค้า คือจีเอพี (GAP) แม้กระทั่งเรื่องของการทําโรงฆ่าสัตว์ต่าง ๆ ไม่สามารถทําได้ ทําให้ พี่น้องประชาชนมีค่าใช้จ่ายในการดํารงชีวิตและประกอบอาชีพนี้สูงมาก ท่านประธานคะ ในส่วนของอําเภอแม่ฟ้าหลวง อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นเขตป่าหรือไม่มีสิทธิทํากิน ในเมื่อเราอนุญาตให้พี่น้องประชาชนอยู่ได้ รัฐบาลควรจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหา ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องของถนนตําบลจันจว้าใต้ อําเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ถนนบ้านม่วง หมู่ที่ ๔ ประมาณ ๒.๗ กิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่ดิฉันก็แปลกใจเหมือนกันว่า ทําไมท้องถิ่นในจังหวัดเชียงรายหรือกรมโยธาธิการและผังเมืองทําไมไม่ไปสร้างถนนแห่งนี้ เพราะถนนหลายเส้นในจังหวัดเชียงรายเป็นถนนที่ยังดี แต่ก็ยังมีการรื้อแล้วก็สร้างใหม่ แต่ถนนในตําบลจันจว้า บ้านม่วง หมู่ที่ ๔ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ นะคะ แต่เวลาฤดูแล้งจะมี ฝุ่นละอองทําให้พี่น้องประชาชนมีปัญหาในเรื่องสุขภาพมาก🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องของการออกแบบของกรมโยธาธิการและผังเมือง ในการ ออกแบบในส่วนของเวียงหนองหล่มในการจัดเก็บน้ํา ถ้าทําตรงนี้ได้จะทําให้พี่น้องประชาชน มีความอยู่ดีกินดีมากขึ้น ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณวัฒนา สิทธิวัง🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายวัฒนา สิทธิวัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําปาง เขต ๔ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากท่านกํานันจิดาภา ขัดเรือน และพี่น้องประชาชนตําบลนาแก้ว อําเภอเกาะคา จังหวัดลําปาง เนื่องจากประสบปัญหาการขาดแคลนน้ําเพื่ออุปโภคบริโภค และน้ําเพื่อการเกษตร ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจําตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา บัดนี้เกิดขึ้น ซ้ําซาก สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง พี่น้องต้องช่วยกันหากระสอบทรายมากั้นลําน้ําวัง เพื่อจะกักเก็บน้ําไว้ใช้แบบนี้ทุกปี โดยไม่มี หน่วยงานใด ๆ มาเหลียวแล แม้จะร้องเรียนไปทุกหน่วยงานแล้วก็ตาม จนถึงวันนี้เวลานี้ ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะได้รับการแก้ไข ทําให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลําบาก จึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดําเนินการจัดสรรงบประมาณ ก่อสร้างฝายคอนกรีตเพื่อกักเก็บน้ําไว้ใช้ ลําน้ําวัง ช่วงบ้านจอมปิง หมู่ที่ ๘ ตําบลนาแก้ว อําเภอเกาะคา หากเสร็จแล้วก็จะสามารถใช้ประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนถึง ๒ ตําบล คือตําบลนาแก้ว ตําบลนาแซง และนอกจากประโยชน์ทางอุปโภคบริโภคแล้วยังช่วยเหลือ ทางด้านการเกษตรกว่า ๒๕,๓๐๐ ไร่ ประชากรจํานวน ๒,๓๐๐ ครัวเรือน ดังนั้นจึงขอฝาก ท่านประธานไปยังกรมชลประทานได้รีบเร่งดําเนินการก่อสร้างเพื่อแก้ไข พี่น้องจะได้ลืมตา อ้าปาก พ้นจากปัญหาความยากจน และเป็นการแก้ไขได้อย่างยั่งยืนตลอดไป เพราะน้ํา คือชีวิตของพวกเรา ขอกราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปนางสาวธนภร โสมทองแดง🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวธนภร โสมทองแดง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเรื่องหารือท่านประธานผ่านไปยังผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร และนําส่งต่อไปถึง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดิฉัน ได้รับร้องเรียนจากพี่น้องชาวสุขุมวิท ซอย ๑๑ ได้รับผลกระทบจากสถานที่บริการ ชื่อร้านอินซานิตี ไนท์คลับ (Insanity Nightclub) ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกับร้านชูการ์ คลับ (Sugar Club) ตั้งอยู่กลางซอยสุขุมวิท ๑๑ เปิดบริการฝ่าฝืนคําสั่งสถานการณ์ฉุกเฉินและ เกินเวลาที่กฎหมายกําหนด ทุกวันหลังเที่ยงคืนจะมีผู้คนไปใช้บริการจํานวนมาก พี่น้อง ได้รับความเดือดร้อนจากการจราจรติดขัด เสียงดังรบกวนเวลาพักผ่อน และเกรงว่า จะสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด ๒๐๑๙ (COVID 2019) พี่น้องได้ร้องเรียนไปยัง สน. ลุมพินี แต่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ เพียงแค่ส่งตํารวจจราจรมาแก้ปัญหา การจราจรติดขัดหน้าร้านเท่านั้น พี่น้องร้องเรียนไปยังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้รับการแก้ปัญหาดังกล่าวนี้เช่นกัน จดหมายฉบับนี้พี่น้องได้เขียนมาถึงดิฉันว่าพี่น้อง เข้าใจแล้วว่าเจ้าหน้าที่รัฐรับส่วยจากสถานบริการดังกล่าว จึงไม่มีการแก้ไขปัญหาตามที่ พี่น้องร้องขอ ดิฉันกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวสุขุมวิท ซอย ๑๑ ด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณจุลพันธ์ โนนศรีชัย🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ โนนศรีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา คืออยากจะขอปรึกษาท่านประธานเรื่องที่จอดรถคนพิการ ไม่มีการบังคับใช้ตามกฎหมาย ไปถึงหน่วยงานกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ คือปัญหาที่เราเคยเห็นในโซเชียล (Social) ต่าง ๆ ว่าที่จอดรถ คนพิการจะมีคนปกติที่ขับรถหรูหราไปจอดในที่จอดรถของคนพิการ โดยไม่มีใครที่สามารถ ที่จะทําอะไรได้แล้วก็ไม่มีหน่วยงานไหนที่บังคับใช้กฎหมายได้เลย เพราะฉะนั้นผมก็เลย ขอเสนอแนะในความที่ผมเป็นคนพิการด้วยที่ประสบปัญหามาด้วยตัวเอง ก็เสนอแนะไปทาง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ทําเอ็มโอยู (MOU) กับกรมการขนส่งทางบก ให้ออกทะเบียน ป้ายทะเบียนรถยนต์คนพิการโดยเฉพาะ เพื่อจะได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ตํารวจ หรืออะไรที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดําเนินการตามกฎหมายครับ และอีกอย่างหนึ่ง เป็นการแก้ไขเฉพาะหน้าก็คือว่าให้เจ้าของสถานที่นั้นเป็นคนปรับ แล้วเงินจํานวนนั้น ก็คือให้เจ้าหน้าที่ที่เป็นคนงานของเขาได้ผลประโยชน์ เพื่อจะเป็นแรงจูงใจในการดูแลที่จอดรถ ของคนพิการ เพื่อไม่ให้คนปกติมาจอด มันจะได้แก้ปัญหาได้ ซึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ผมเคยเห็นศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง เขาเขียนแค่ว่าใครมาจอดแล้วจะปรับ ๑,๐๐๐ บาท ก็ไม่มี ใครมาจอดแล้ว คือเป็นการแก้ปัญหาที่ง่าย ๆ แต่ก็ไม่มีใครที่คิดจะทํา เพราะฉะนั้น ผมขอร้องเรียนไปที่หน่วยงานที่รับผิดชอบช่วยดูแลด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เรื่องที่ผมจะขอหารือในวันนี้ก็คือปัญหาการเวนคืนของที่ดินการรถไฟ ของโครงการอีอีซี (EEC) รวมไปถึงโครงการพัฒนาพื้นที่ตลอดแนวทางรถไฟเชื่อม ๓ สนามบิน ตลอดช่วงเวลา ๖ เดือนที่ผ่านมา ประชาชนจํานวน ๑๓๕ หลังคาเรือนในเขตลาดกระบัง ๙๗๙ ครัวเรือนในเขตห้วยขวาง ๒,๔๓๖ ครัวเรือนในเขตราชเทวี ซึ่งนี่เป็นแค่ จํานวนประชาชนที่ได้รับผลกระทบแค่ในกรุงเทพมหานคร ยังไม่ได้นับรวมถึงประชาชน ในจังหวัดฉะเชิงเทราและจังหวัดชลบุรีอีก คนในพื้นที่ต้องอยู่กันอย่างหวาดกลัวมากเลย เพราะมีเจ้าหน้าที่ของการรถไฟได้เข้าไปสํารวจในชุมชนโดยไม่คํานึงถึงศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ ทําราวกับชาวบ้านเป็นทาส มีการให้ชาวบ้านเซ็นเอกสารเพื่อเดินหน้า โครงการโดยไม่ถามความเห็นเขาเลย นอกจากนี้ยังมีการพ่นสีสเปรย์ (Spray) ใส่ผนังบ้าน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็ยังไม่มีท่าทีที่จะหยุด ล่าสุดผู้ใหญ่ของทางการรถไฟก็ได้ยืนยัน กับชาวบ้านในหลายเวทีว่าไม่ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาในพื้นที่ แต่ผมก็ได้รับข้อมูลมาว่า ทางการรถไฟจะเข้าไปทําการพ่นสีสเปรย์ (Spray) ในชุมชนนิคมมักกะสันในเขตราชเทวี ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้อีกแล้ว คือประชาชนเหล่านี้อาศัยอยู่บนพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่พวกเขาก็อยู่กันมานานหลายช่วงอายุคน พวกเขามีทะเบียนบ้าน พวกเขาคือประชากร ของกรุงเทพมหานคร หนําซ้ําพื้นที่ที่ไม่ใช่แนวที่รถไฟวิ่งก็ยังโดน เพราะทราบมาว่าจะนําไป ถวายนายทุนเพื่อสร้างมักกะสันคอมเพลกซ์ (Complex) จะมีโรงแรม ๕ ดาว ห้างสรรพสินค้า ศูนย์ประชุม ศูนย์จัดนิทรรศการ เราจะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้นะครับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ มิฉะนั้นพวกเขาจะเตรียมตัวไม่ทัน ถ้าโครงการยังเดินหน้าต่อแบบนี้ประชาชนจํานวนหลายพันครัวเรือนก็จะกลายเป็นคนไร้บ้าน ทันที ซึ่งตรงนี้ผมยอมรับไม่ได้ ก็ขอฝากท่านประธานส่งข้อหารือนี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณวัชรพล โตมรศักดิ์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วัชรพล โตมรศักดิ์ โคราช พรรคชาติพัฒนา ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๑ เรื่อง เพื่อที่จะฝากไปยังกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย และกรมโยธาธิการและผังเมือง ในจังหวัดนครราชสีมาของผม ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้อง ๒ ตําบล ไม่ว่าจะเป็นตําบลบ้านเกาะ ก็คือท่านนายกวัชรพล จอนเกาะ และท่านกํานันสังวรณ์ จอนเกาะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นําที่ได้มาร้องเรียนผม ก็คือท่านดอกเตอร์สรายุทธ โตนอก รวมไปถึงท่านผู้นําเขตตําบลหมื่นไวย ไม่ว่าจะเป็น ท่านกํานันโชค ภู่ถนนนอก และท่านนายกวัชรินทร์ พัดเกาะ ก็คือมีถนนอยู่เส้นหนึ่งเป็นถนน ที่เชื่อมต่อระหว่างตําบลบ้านเกาะไปตําบลหมื่นไวยก็คือถนนสายบ้านโคกไผ่น้อย หมู่ที่ ๔ ในตําบลบ้านเกาะไปถึงบ้านประโดก หมู่ที่ ๑ ตําบลหมื่นไวย ถนนเส้นนี้ได้เกิดปัญหาน้ําท่วม ซ้ําซาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งเกิดจากปัญหาในเรื่องของการที่ เมืองขยายตัวและชุมชนหนาแน่น ทําให้ทางน้ําเดิมที่เป็นไร่นา เป็นทุ่งนา หรือเป็นท่อระบายน้ํา หรือเป็นรางระบายน้ําของชลประทานนั้นเกิดการตื้นเขินและมีการบุกรุก จึงทําให้ปัญหา ของถนนเส้นนี้ต่ําลง แล้วก็เกิดปัญหาน้ําท่วมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้กระทั่งฝนตก เพียงเล็กน้อยก็ท่วมจึงได้รับเรื่องร้องเรียน ในประเด็นหลักที่ผมอยากจะกราบเรียน ขอความกรุณาจากท่านประธานก็คืออยากจะขอให้ทาง ปภ. กรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยได้ดําเนินการไปช่วยเหลือในระยะสั้นเบื้องต้นก่อนก็คือการขุดลอก เพื่อที่จะ ลําเลียงน้ําที่ท่วมขังนี้ออกไปจากตัวนี้ โดยส่งต่อไปยังลําเหมืองหลวงของชลประทาน และลําเหมืองน้อยของ อบต. และที่สําคัญที่สุดไปกว่านั้นก็คือในเขตตําบลบ้านเกาะ ซึ่งมีระยะทางประมาณ ๕๐๐ เมตร ถนนเส้นนี้หนักหนาสาหัสมาก มีอย่างเดียวก็คือ ต้องลําเลียงน้ําไปออกยังถนนมิตรภาพ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒ ของกรมทางหลวง เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงอยากจะขออนุญาตได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กระทรวงมหาดไทยขอความกรุณาเร่งด่วนด้วยเพราะช่วงนี้หน้าฝน พี่น้องประชาชน เดือดร้อนมากอย่างภาพที่ท่านได้เห็นครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ วันนี้ขอหารือท่านประธานเรื่องขอให้เร่งรัดการดําเนินการทางวินัย กับข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย กรณีการทุจริตจัดซื้อยาฆ่าแมลงปีงบประมาณ ๒๕๕๓-๒๕๕๕ ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ แล้วก็ข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวข้องเป็นจํานวนมาก วงเงิน ๗,๒๐๐ ล้านบาท ซึ่งสารเคมีต่าง ๆ ได้ซื้อไปแจกให้กับเกษตรกรเกือบ ๖,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ในภาคอีสานทั้งหมด อาทิ จังหวัดอุบลราชธานี ๑,๔๐๐ ล้านบาท จังหวัดมุกดาหาร ๘๐๐ ล้านบาท จังหวัดมหาสารคาม ๗๐๐ ล้านบาท จังหวัดยโสธร ๔๐๐ ล้านบาท จังหวัด อํานาจเจริญ ๔๐๐ ล้านบาท ณ ขณะนี้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้สรุปเรื่องดังกล่าว ในส่วนของจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอํานาจเจริญ จังหวัดมุกดาหาร และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ปปง. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขยายผลเอาผิดตามกฎหมายต่อไป ซึ่งผู้ที่กระทําความผิด ณ ปัจจุบันนี้ ทาง ปปง. ได้ดําเนินการอายัดทรัพย์ไปแล้ว ๓๒๗ รายการ ๔๒๐ ล้านบาท ส่วนคดีอื่น ๆ อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และยังมี จังหวัดภาคอีสานอีกหลายจังหวัดเกือบทุกจังหวัดที่คดียังไม่คืบหน้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทุจริต คล้าย ๆ กัน อาทิ จังหวัดลพบุรีซึ่งการสืบสวนสอบสวนไม่คืบหน้า เพราะว่าจังหวัดดังกล่าว เส้นใหญ่ ฝากท่านประธานอีกข้อหนึ่งก็คือมีนักการเมืองใหญ่ท่านหนึ่งเคยบอกไว้ว่า ถ้ายาฆ่าแมลงมีการจัดซื้อจัดจ้างไม่มีการทุจริต มีเนื้อยา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ประชาชน ชาวภาคอีสานก็คงเป็นมะเร็งตายกันหมด นี่เป็นสิ่งดีที่อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ ช่วยกันทุจริตไปประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ทําให้เนื้อยามีน้อยลง ทําให้ประชาชนปลอดภัย ดังนั้นจึงเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้เร่งรัดดําเนินการทางวินัย ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยเร่งด่วนเพราะเป็นนโยบายในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย จากสภาวะเศรษฐกิจไทยตกต่ําต่อเนื่องถูกซ้ําเติมด้วยการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) เศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยย่ําแย่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ รายได้ครัวเรือน ลดลง ประชาชนไม่มีเงินเพียงพอต่อการดํารงชีพ นักเรียน นักศึกษาสุ่มเสี่ยงที่จะถูกให้ออก จากระบบการศึกษา กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ซึ่งท่านประธานชวน หลีกภัย เป็นผู้ริเริ่ม ยังเป็นเสาหลักให้กับอนาคตไทย จากรายงานวันที่ ๑๓ สิงหาคมที่ผ่านมา กองทุนมีเงินหมุนเวียนมากถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในทางกลับกันเหลือเงินคงเหลือ ประมาณ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งไม่พอเพียงในการทําอนาคตให้กับเด็กไทยในด้านต่าง ๆ กระผมขอร้องเรียนให้รัฐบาลใส่เงินสนับสนุนกองทุนนี้ และขยายโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครอง สามารถกู้ยืมเงินได้ในส่วนของค่าครองชีพ ในส่วนของประถมศึกษาและ มัธยมศึกษาตอนต้น เพิ่มวงเงินกู้ให้ค่าครองชีพในลักษณะที่ ๑ ซึ่งปัจจุบันชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลายและปริญญาโทไม่เพียงพอต่อการดํารงชีพ ในอนาคตอันใกล้นั้นจะมีนักศึกษา ตกงานเป็นจํานวนมาก ผมขอโอกาสให้นักศึกษากลับไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท โดยให้ กองทุนเพิ่มโอกาสในการกู้ยืมเงินสําหรับการศึกษาปริญญาโทต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวกุลวลี นพอมรบดี🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน กุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันมีเรื่องขอหารือท่านประธานทั้งหมด ๔ เรื่องนะคะ🔗
เรื่องแรก เป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องในพื้นที่หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๔ ตําบลบ้านไร่ อําเภอเมืองราชบุรี ร้องขอให้มีการขยายเขตท่อเมนประปาหมู่บ้านพร้อมทั้ง ก่อสร้างอาคารเก็บเครื่องสูบน้ําระบบประปาหมู่บ้านแบบผิวดินขนาดใหญ่มากเพื่อแก้ไข ปัญหาการขาดแคลนน้ําอุปโภคบริโภค🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องหมู่ที่ ๘ ตําบลเกาะพลับพลา อําเภอเมืองราชบุรี ขอให้มีการปรับปรุงผิวถนนจราจรคอนกรีตเสริมเหล็กถนนสายเขาน้อย บ้านตีนเขา เนื่องจากสภาพปัจจุบันผิวถนนคอนกรีตแตกร้าวเป็นอันตรายกับผู้ที่สัญจรไปมา ทั้ง ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย สมควร ที่จะดูแลน้อง ๆ อปท. นะคะ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้มีการติดตั้งสัญญาณไฟจราจรในพื้นที่ดังนี้ ที่แรก ถนนเส้นเพชรเกษมสายเก่า ทล. ๓๒๓๘ พิกัดบริเวณทางแยกเข้าวัดบ้านกล้วย เส้นที่ ๒ ถนนเส้น รบ. ๑๐๐๔ จากแยกเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข ๔ ไปตําบลพิกุลทอง พิกัด บริเวณทางแยกเข้าสํานักงานเทศบาลตําบลหลักเมือง ทั้ง ๒ จุดนี้รถสัญจรไปมาด้วยความเร็วสูง บ่อยครั้งทําให้เกิดอุบัติเหตุ🔗
เรื่องที่ ๔ รพ.สต. เจดีย์หัก อําเภอเมืองราชบุรีได้รับการจัดตั้งเป็นคลินิก หมอครอบครัว ซึ่งถือว่าเป็นการยกระดับ รพ.สต. เป็นการขยายการบริการเพื่อรองรับ ประชาชนจากเดิมปีหนึ่ง ๒๐,๐๐๐ คน ตอนนี้ถ้าขยายก็จะเป็น ๓๐,๐๐๐ คนต่อปี และเพื่อเป็นการลดความแออัดของโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี สามารถดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดัน โรคไต ให้บริการทํากายภาพบําบัด มีเครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ตรวจครรภ์สําหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ตรวจคลื่นหัวใจ อุปกรณ์เหล่านี้ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรมาให้กับ รพ.สต. เจดีย์หักแล้ว แต่เนื่องจากว่าสภาพปัจจุบัน พื้นที่ค่อนข้างเล็กไม่สามารถให้การบริการได้ ดิฉันจึงอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยัง กระทรวงสาธารณสุขได้ช่วยพิจารณาให้งบประมาณในการก่อสร้างอาคารกับ รพ.สต. เจดีย์หักใหม่ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป ท่านสุดท้าย คุณวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ขอนําเอา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือต่อท่านประธานเพื่อบอกกล่าวไปยังรัฐบาล ให้ดําเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน🔗
เรื่องที่ ๑ ผมได้รับคําร้องทุกข์ จากพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลชุมชนตําบลพยุห์ อําเภอพยุห์ อยู่ ๒ ฟากฝั่ง ถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๒๑ ขณะนี้กําลังได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากว่าได้รับ หนังสือจากทางแขวงการทางศรีสะเกษที่ ๒ ให้รื้อถอนบ้านและอาคาร เนื่องจากว่า จะขยายถนนพร้อมทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ พี่น้องเหล่านี้ได้อาศัยอยู่ช่วงจากบรรพบุรุษร่วม เกือบ ๑๐๐ ปี ซึ่งส่วนใหญ่เขาประกอบอาชีพค้าขาย ๔ เดือนที่ผ่านมานั้นโดนภาวะ โควิด (COVID) ก็แย่อยู่แล้ว พอมาคราวนี้ต้องให้รื้อบ้าน รื้ออาคารอีก จึงถือโอกาสนี้นําเรียน ท่านประธานเพื่อจะส่งเอกสารให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสัญจรไปมาของพี่น้องประชาชน ในอําเภอศรีรัตนะและอําเภอเบญจลักษ์ ถนนสายที่ ๑ เป็นถนนเริ่มต้นจากบ้านพิงพวย หมู่ที่ ๑ ไปหาบ้านหนองสังข์ตะวันออก ไปหาบ้านหนองสังข์ตะวันตก และบ้านหนองจิก ระยะทาง ๗ กิโลเมตร ผมได้หารือในที่ประชุมสภาแห่งนี้เมื่อปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับ การอนุมัติจากทางจังหวัด จํานวนเงิน ๔๙๙,๐๐๐ บาท เอาหินคลุกไปลง ปรับเกรด (Grade) เสร็จ แล้วก็ดังภาพที่ปรากฏ เส้นทางที่ ๒ เป็นเส้นทางที่ตําบลเสื่องข้าวที่ได้รับถ่ายโอน ภารกิจมาจากกรมโยธาธิการและผังเมือง มีระยะทาง ๖ กิโลเมตร ขอให้ท่านประธาน ได้โปรดสั่งการไปยังรัฐบาลดังเอกสารที่ผมจะมอบให้กับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอจบ การปรึกษานะครับ ผมขออนุญาตชื่นชมเพื่อน ๆ สมาชิกที่เคารพทุกคนนะครับ ที่ได้รักษาเวลา เป็นอย่างดีทุกท่าน แล้วก็ขอขอบพระคุณสมาชิกที่สวมหน้ากาก เราร่วมมือป้องกันปัญหา ร่วมกับทางฝ่ายสาธารณสุขนะครับ🔗
จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๖๖ คน🔗
บัดนี้มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ทั้งหมด ๒๘๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ ผมขอเปิดการประชุมและดําเนินการไปตาม ระเบียบวาระต่อไปนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม มีการเปลี่ยนแปลง เล็กน้อยนะครับ คือเดิมนั้นจะต้องแจ้งเรื่องสมาชิกลาออก แต่บัดนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผมก็จะข้ามเรื่องที่เจ้าหน้าที่กําหนดไว้เรื่องนี้ไปครับ🔗
ก่อนจะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระ ขออนุญาตที่ประชุมนะครับ ถ้าสมาชิกไม่ขัดข้องจะขอนําเรื่องที่ ๗.๒ คือการตั้งกรรมาธิการวิสามัญแทนตําแหน่งที่ว่าง🔗
๗.๒ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการขุดคลองไทยและการพัฒนา พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ แทนตําแหน่งที่ว่างลง ๑ ตําแหน่ง เพราะลาออก (นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล)🔗
โดยที่เรื่องนี้ยังไม่บรรจุระเบียบวาระนะครับ ผมขอเรียนให้ทราบว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการขุดคลองไทยและการพัฒนาพื้นที่ระเบียง เศรษฐกิจภาคใต้ ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตําแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล ได้ขอลาออกจากตําแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็น กรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) ขออนุญาตที่ประชุมว่านําเรื่องนี้เข้ามาพิจารณา ก่อนนะครับ โดยที่ตําแหน่งนี้เป็นตําแหน่งในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล ขอเชิญเสนอ แทนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายทองแดง เบ็ญจะปัก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๑ ขอเสนอ รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการขุดคลองไทยและการพัฒนาพื้นที่ระเบียง เศรษฐกิจภาคใต้ แทนตําแหน่งที่ว่างลง ๑ ตําแหน่ง ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล นายเกษมสันต์ มีทิพย์ ขอผู้รับรองครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปจะเป็นเรื่องซึ่งไม่อยู่ในระเบียบวาระอีกเรื่องหนึ่ง🔗
ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงิน ตามพระราชกําหนด ๓ ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ แทนตําแหน่งที่ว่างลง ๑ ตําแหน่ง เพราะลาออก (นายสุชาติ ชมกลิ่น)🔗
โดยที่เรื่องนี้ยังไม่บรรจุระเบียบวาระนะครับ ผมขอเรียนให้ทราบว่าประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินตามพระราชกําหนด ๓ ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการ แทนตําแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้ขอลาออกจากตําแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ กรรมาธิการนี้เป็นสัดส่วน ของพรรคพลังประชารัฐ ขอเชิญเสนอชื่อกรรมาธิการแทนตําแหน่งที่ว่างครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเสนอชื่อ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เพื่อทดแทนในตําแหน่งกรรมาธิการที่ว่างลง ขอผู้รับรองครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ มีเรื่องเข้ามาใหม่อีกเรื่องหนึ่งนะครับ เพื่อประโยชน์ที่สมาชิกจะได้ทําหน้าที่🔗
ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาการออกประทานบัตร เหมืองแร่และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการทําเหมืองแร่ แทนตําแหน่งที่ว่างลง ๑ ตําแหน่ง เพราะลาออก (นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี)🔗
ขออนุญาตที่ประชุมว่า ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แก้ปัญหาการออกประทานบัตรเหมืองแร่และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการทําเหมืองแร่ ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตําแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี ได้ขอลาออกจากตําแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) ตําแหน่งที่ว่างเป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ขอเชิญเสนอชื่อแทนตําแหน่งที่ว่างครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ขอเสนอชื่อ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขการออกประทานบัตรเหมืองแร่และผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมจากการทําเหมืองแร่ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยคือ นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ขอผู้รับรองค่ะ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องครับ ที่ประชุมอนุญาตให้มีการรับกรรมาธิการในตําแหน่งที่ว่างที่เสนอมาทั้งหมดนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา🔗
วันนี้จะมีเรื่องค้างพิจารณา ท่านสมาชิกดูระเบียบวาระจะเห็นว่าเรื่องที่ ค้างพิจารณามีอยู่ ๑๕๓ เรื่อง มีเรื่องเสนอใหม่เข้าไปอีก ๖ เรื่อง เราก็จะเห็นว่าจะเป็น ๑๕๙ เรื่อง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสมาชิกได้ช่วยกันพิจารณาผ่านไปได้ถึงประมาณเกือบ ๓๐ เรื่อง ก็ทําให้จํานวนค้างพิจารณาลดลง แต่ว่าเราจะใช้เวลาวันนี้พิจารณาเรื่องที่ค้างพิจารณา ไปตามลําดับ เรื่องค้างพิจารณาที่อยู่ในระเบียบวาระแรกก็คือเรื่องที่ ๕.๑🔗
๕.๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษา ตรวจสอบและติดตาม การดําเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และช่วงนครราชสีมา-หนองคาย (นายวินท์ สุธีรชัย และนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เป็นผู้เสนอ)🔗
เนื่องจากญัตตินี้มีเรื่อง ทํานองเดียวกันอีก ๑ ฉบับ ของคุณประเสริฐ จันทรรวงทอง และคุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม เป็นผู้เสนอ ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระที่ ๕.๕๖ เห็นว่าเป็นเรื่องทํานองเดียวกัน ก็ขออนุญาต ที่ประชุมขอนํามาพิจารณารวมกันเพื่อสมาชิกจะได้ไม่เสียเวลาในการพิจารณา ๒ เรื่องนี้ เจ้าของเรื่องได้ทําหนังสือถึงผมว่าจะขอใช้เวลา โดยหลักแล้วเราจะใช้เวลาอย่างนี้ครับ การเสนอของเจ้าของญัตตินั้นก็จะให้เวลาเบื้องต้นก็คือ ๑๐ นาที แต่ว่าโดยทั่วไปเราก็อนุโลม เพราะเข้าใจดีว่าผู้เสนอมีเรื่องจําเป็นที่เสนอกรณีนี้ ๕.๑ ของท่านวินท์นั้น ผมขออนุญาต ที่ประชุมว่าโดยหลักก็ยึดไว้ ๑๐ นาที แต่ว่าอนุโลมท่านวินท์ขอพิจารณาเวลาตาม ความเหมาะสม อนุญาตตามที่เห็นสมควรและถ้าเห็นว่าซ้ําซ้อนผมก็จะทักท้วง เพื่อไม่ให้ เสียเวลาเรามีงานที่เพื่อน ๆ เสนอไปอีกหลายเรื่อง ซึ่งอยากให้ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของ ท่านสมาชิกและไม่อยากให้ค้างยาวเกินไป ขอเชิญท่านเจ้าของญัตติท่านแรก ท่านวินท์ สุธีรชัย ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผมเป็นผู้ร่วมเสนอญัตติ แล้วเดี๋ยวผมจะเป็นคนอภิปรายเปิด ตามที่แจ้งไปนะครับ🔗
ท่านสุรเชษฐ์จะขอ อภิปรายก่อนใช่ไหมครับ🔗
ครับ🔗
คุมเวลานะครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในญัตตินี้ก็คือทางคุณวินท์แล้วก็ผมร่วมกันยื่นญัตตินี้ แต่ที่คุยกันก็คือเดี๋ยวผม จะเป็นคนอภิปรายเปิด แล้วก็เตรียมหัวข้อในการอภิปรายมาประมาณ ๔๐ นาที แต่ว่าก็ได้ ประสานไปว่าจะกระชับให้เหลือประมาณ ๓๐ นาที แล้วก็อย่างที่ท่านประธานได้นําเรียน ผมเห็นด้วย และผมจะพยายามใช้เวลาให้กระชับที่สุด ถ้าท่านประธานเห็นว่าเยิ่นเย้อ ท่านประธานก็สามารถตักเตือนผมได้ แต่ผมมั่นใจว่าเตรียมมามีสาระนะครับ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา ตรวจสอบและติดตาม การดําเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และช่วง นครราชสีมา-หนองคาย โดยโครงการนี้ก็ตามที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติได้ใช้มาตรา ๔๔ ออกคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อออกมาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง ตามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรจีน รายละเอียดก็อยู่ในมือของทุกท่านแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจะขอ ข้ามไปเพื่ออภิปรายเหตุผลในการสนับสนุนว่าควรจะมีการพิจารณาเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง ก่อนอื่นผมขอบอกไว้ก่อนว่าผมเห็นด้วยกับการเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับโคราช หรือว่า จังหวัดนครราชสีมา เพราะว่าตรงนี้เป็นประตูสู่อีสาน มีความสําคัญจริง การเชื่อมต่อกับ ประเทศจีนผมก็เห็นด้วย ผมว่าประเทศไทยเรามีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ที่จะต้อง เชื่อมต่อกับประเทศจีน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจะไม่เยิ่นเย้อ แล้วผมก็เชื่อว่าเดี๋ยวเพื่อนสมาชิก ก็คงอภิปรายประเด็นนี้ เอาเป็นว่าผมเห็นด้วยกับการเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ-โคราช แล้วก็การเชื่อมต่อกับประเทศจีน แต่ประเด็นคือมันไม่เกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูง เวลาเรามองระบบคมนาคมเราจะมองแบบเด็กอยากได้ของเล่น มองเป็นชิ้น ๆ ชอบตัวนี้ แล้วก็ฝันว่ามันจะดี ไม่ได้นะครับ คือเราต้องมองการคมนาคมแบบเป็นระบบ คือในเส้นทาง ระหว่างกรุงเทพฯ-โคราช รัฐบาลจะดําเนินการสร้างทั้งรถไฟทางคู่ ก็คือเรามีทางเดี่ยวอยู่ จะทําให้เป็นทั้งคู่ แล้วก็มีรถไฟความเร็วสูงก็คือโครงการนี้ที่เราพิจารณากัน แล้วก็มอเตอร์เวย์ (Motorway) ซึ่งสร้างอยู่ก็ใกล้ ๆ จะแล้วเสร็จ เพราะฉะนั้นแผนการลงทุนตอนนี้มันซ้ําซ้อน มันเกินจําเป็น มันไม่คุ้มค่า นี่คือเหตุผลที่ผมยืนยันว่าเราควรจะต้องศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะจะใช้งบประมาณมหาศาล สถานการณ์ตอนนี้รถไฟทางคู่ที่กําลังจะสร้างกันใช้เงิน ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทเฉพาะท่อนกรุงเทพฯ-โคราชนะครับ รถไฟความเร็วสูงที่เราจะพูดกัน ในญัตตินี้อีก ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินมหาศาลนะครับ มอเตอร์เวย์ (Motorway) อีก ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตามนะครับ ตามหลักวิชาการในการพัฒนาเมืองการทําแบบนี้ ไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เนื่องจากเราจะไปเพิ่มท่อระหว่างกรุงเทพฯ-โคราช โดยที่เมืองกรุงเทพฯ กับโคราชยังมีขนาดต่างกันอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นวิธีการที่ดีต่อการลงทุนคือเราต้องไปพัฒนา เมืองโคราช คือเงินต้องเอาไปลงที่เมืองโคราช ทําถนนให้เป็นผังเมือง ให้มันน่าอยู่ น่าเดิน มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ที่รองรับ ทีนี้พอเมืองโคราชใหญ่ขึ้นมาค่อยพูดถึงเรื่องของ การเชื่อมต่อขนาดใหญ่ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีการเชื่อมต่อนะครับ ท่านประธาน ระบบรางมีแล้วเป็นทางแต่ว่าเป็นทางเดี่ยว ไม่ได้ดีนะครับ ทางเดี่ยวก็วิ่งได้ ประมาณสัก ๖๐-๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะว่ารถต้องจอดรอสับหลีกกัน เพราะฉะนั้น คนก็เลยใช้ถนนเป็นหลัก ใช้ถนนเยอะ นั่นก็คือถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่แล้ว ก็คือหมายถึงว่าถ้าไปเทียบกับที่อื่น ๆ ของโลกถนนมิตรภาพถือว่ามีขนาดใหญ่ ทีนี้นโยบาย ของรัฐบาล ตั้งแต่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนที่แล้ว ต่อเนื่องมาแผนนี้ แล้วต่อมากลายเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติก็ฟังดูดีนะครับ ผมเห็นด้วยที่จะทําเรื่องของ โหมดชิฟต์ (Mode shift) คําว่า โหมดชิฟต์ (Mode shift) ก็คือเราต้องการให้คนขับรถยนต์ ส่วนตัวน้อยลง หันไปใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น ตอนนี้เราใช้ถนนมากเกินไปมาก ๆ เราต้องการให้คนใช้ระบบราง เพราะฉะนั้นนโยบายก็ดีนะครับ แต่ว่าแผนงานขาดกระทั่ง ตรรกะก็คือจะเอาแต่สร้าง จะเอาผลักงบประมาณกัน ก็คือรางเรามี ๑ ทางอยู่แล้วจะขยาย ให้เป็น ๔ ทาง คือการทําทางเดี่ยวให้เป็นทางคู่เป็นการเพิ่มคาพาซิตี (Capacity) ให้กับ ระบบประมาณ ๑๐ เท่า เพราะรถไม่ต้องออกจอดรอสับหลีก แล้วขบวนก็ยาวขึ้นได้ ความถี่ มากขึ้นได้ แต่เขาไม่ได้ทําจาก ๑ ทางไป ๒ ทาง เขาจะดับเบิล (Double) อีกคู่หนึ่งก็คือ ในโครงการรถไฟความเร็วสูง สิ่งที่เรียกว่าโครงการรถไฟทางคู่คือทําทางเดี่ยวที่มีอยู่แล้ว ๑ ทางให้เป็น ๒ ทาง แล้วเขาจะดับเบิล (Double) อีกคู่หนึ่งในโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นขนาด ๑.๔๓๕ เมตร อันนี้คือขาดตรรกะการลงทุน คือต้อง ๑ เป็น ๒ แล้วค่อย ๒ เป็น ๔ อีกสัก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้า เมื่อปริมาณการเดินทางสูงมากพอ ไม่อย่างนั้น เงินก็จะถูกลงไปกองโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร ในขณะเดียวกันในนโยบายบอกว่า โหมดชิฟต์ (Mode shift) แต่ว่ารัฐบาลก็อนุมัติมอเตอร์เวย์ (Motorway) ทีนี้การที่เราอนุมัติ มอเตอร์เวย์ (Motorway) ก็คือเป็นการเพิ่มคาพาซิตี (Capacity) ให้กับระบบถนนประมาณ ๒ เท่า เพราะฉะนั้นก็จะขัดแย้งกันกับนโยบายที่ควรจะเป็น ผมพยายามทํารูปให้ง่าย ให้เพื่อนสมาชิกได้เข้าใจ อันนี้คือสภาพที่เป็นอยู่คือถนนเรามีอยู่แล้ว แล้วก็คนใช้ ค่อนข้างมาก ก็เหมือนถังขนาดใหญ่ แล้วน้ําที่อยู่ในถังก็คือใกล้ ๆ เต็ม ก็คือถนนใกล้ ๆ จะเต็มความจุ ขณะเดียวกันรถไฟเรามีสิ่งที่เรียกว่าทางเดี่ยวอยู่แล้ว แต่ทีนี้ทางเดี่ยวคาพาซิตี (Capacity) มันต่ํา แล้วก็การให้บริการไม่ดีก็เลยคนใช้น้อย ทีนี้ถ้าจะทําตามนโยบายให้เกิด โหมดชิฟต์ (Mode shift) ต้องทําอย่างไร ก็คือการปรับปรุงจากทางเดี่ยวให้เป็นทางคู่ อย่างที่ผมเรียนครับจากทางเดี่ยวเป็นทางคู่เป็นการเพิ่มคาพาซิตี (Capacity) ให้กับระบบ ประมาณ ๑๐ เท่า นั่นก็แปลว่าเมื่อรถติด หรือว่าในยามเทศกาลในวันศุกร์ วันอาทิตย์ หรือเทศกาลหยุดยาวคนส่วนหนึ่งที่ทนรถติดไม่ได้ก็จะหันมาใช้ระบบรางแทน ใช้ระบบ ขนส่งสาธารณะแทน นั่นก็คือนโยบายโหมดชิฟต์ (Mode shift) ควรจะเป็น แต่ที่นี้สิ่งที่ รัฐบาลกําลังทํา ปากบอกว่าจะทําโหมดชิฟต์ (Mode shift) แต่ในทางปฏิบัติเล่นอนุมัติ ทุกโครงการก็เลยไม่เกิดโหมดชิฟต์ (Mode shift) เพราะว่าพอเขาจะไปสร้างมอเตอร์เวย์ (Motorway) ก็เป็นการเพิ่มความจุให้กับระบบถนนประมาณ ๒ เท่า ก็จะมีถังใหญ่ขึ้น อย่างที่เห็นนะครับ เพราะฉะนั้นน้ําในถังก็เหมือนรถที่แบ่งระหว่าง ๒ สายการเดินทาง ก็จะไม่ติดเพราะว่าจะกระจายกันไปตาม ๒ เส้นทาง เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะลงทุนในระบบรางก็คือคนจะใช้น้อยมากครับ ปริมาตรน้ําในถนนกับทางเดี่ยว ก็จะเท่ากันกับถนนกับทางคู่ในภาพนี้ แล้วก็ถนนมอเตอร์เวย์ (Motorway) บวกทางคู่ในภาพนี้ เพราะฉะนั้นการลงทุนต้องคิดว่าจะทําอะไรก่อนหรือหลัง จะอะไรสําคัญกว่าอะไร แต่สิ่งที่ รัฐบาลกําลังทําอยู่ไม่ใช่ครับ เพราะว่านี่กําลังใส่มอเตอร์เวย์ (Motorway) ลงไปแล้ว เพราะฉะนั้นโหมดชิฟต์ (Mode shift) ไม่เกิดแน่ ๆ ในการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-โคราช แล้วนี่ยังจะไปเพิ่มรถไฟความเร็วสูงไปอีกทั้ง ๆ ที่ทางคู่ก็จะทํานะครับ เพราะฉะนั้นทางคู่นี่ เพียงพอแล้ว ไม่ได้มีความจําเป็นที่จะต้องทํารถไฟความเร็วสูงใด ๆ เลย มันเกินจําเป็น ไปมาก ในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูงนี้ภาพรวมก็จะมีด้วยกัน ๖ สถานีจากกรุงเทพฯ ไปโคราช ระยะทาง ๒๕๓ กิโลเมตร ขนาดรางเป็น ๑.๔๓๕ เมตร แต่ว่ารางรถไฟที่เราเห็นใน บ้านเราปกติก็คือขนาด ๑.๐๐ เมตร อันนี้จะทํา ๑.๔๓๕ เมตร ก็อย่างที่ผมเรียนครับ คือเขาจะทําจากทางเดี่ยว ๑.๐๐ เมตร ให้เป็นทางคู่ ก็คือมี ๑.๐๐ เมตร ๒ อัน แล้วก็จะดับเบิล (Double) อีกคู่หนึ่ง คือจะทําจาก ๑ ไป ๔ โดยใช้เงินลงทุนถึง ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท แบบเกินจําเป็น แล้วก็ยังมีการออกแบบ ช่วงกรุงเทพฯ-โคราชนี้เราคงหยุดไม่ทันนะครับ เพราะเขาก็เดินมาตลอดในช่วงตั้งแต่รัฐบาล คสช. มาถึงปัจจุบันนี้ แต่ช่วงโคราช ไปจังหวัดหนองคายที่ผมอยากจะศึกษามาก ๆ แล้วก็อยากจะให้สภาช่วยกันพิจารณามาก ๆ ว่าเราต้องรู้จักเสียดายเงินภาษีครับ คือเอาไปใช้ทําอย่างอื่นได้มากกว่านี้ ช่วงโคราช ถึงจังหวัดหนองคายก็จะมี ๕ สถานี ระยะทาง ๓๕๕ กิโลเมตร ใช้เงินลงทุน ๒๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันจ่ายเงินค่าออกแบบรายละเอียดอยู่ ๗๕๑ ล้านบาท เฉพาะออกแบบยังไม่ได้เริ่ม ก่อสร้าง ยังเบรกทันนะครับท่อนนี้ ฉะนั้นเงินลงทุนทั้งหมดประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่อย่างที่ผมเรียนครับ มอเตอร์เวย์ (Motorway) ก็มีแผนจะทํานะครับ ทางคู่ก็มีแผนจะทํา มันต้องเลือกครับไม่ใช่จะทําทุกอย่างพร้อม ๆ กัน ผลการศึกษาก็ออกมานะครับ แล้วก็ออกมา ตัวเลขต่ํา คือปริมาณผู้โดยสารอยู่ที่ประมาณ ๕,๓๐๐ คน แล้วส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนรวยได้ใช้ นาน ๆ ทีในเรื่องของโครงการรถไฟความเร็วสูง มันจะต่างกับการพัฒนาระบบขนส่ง สาธารณะในเมืองที่ผมสนับสนุน อย่างเช่นว่ารถเมล์ในกรุงเทพฯ มีคนใช้อยู่ประมาณสัก ๓ ล้านคน แล้วก็ใช้เงินซื้อรถเมล์ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่นี่เรากําลังจะผลาญเงินภาษี ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้คนรวยได้ใช้นาน ๆ ที มีตัวเลขอยู่แค่เพียง ๕,๓๐๐ คน แล้วข้อเท็จจริงสิ่งที่เกิดขึ้นผมเปรียบเทียบให้ดูง่าย ๆ สายสีม่วงที่สร้างกันมานี้ ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้ว มีการใช้งานแล้ว ทุกวันนี้มีคนใช้อยู่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ก็คือมากกว่านี้ ๑๐ กว่าเท่า แล้วก็ใช้เงินลงทุน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือน้อยกว่านี้ ๓ เท่า มีคนใช้เยอะกว่า แล้วก็ลงทุน น้อยกว่า แต่ท่านทราบไหมครับ รถไฟสายสีม่วงก็ขาดทุนตลอด รัฐต้องควักเงินสนับสนุน อยู่ตลอด เพราะฉะนั้นสร้างอันนี้มาแน่นอนขาดทุนแน่ ๆ ฉะนั้นมันเกินจําเป็นไปมากนะครับ ความเป็นมาของโครงการนี้นอกจากไม่ควรทําแล้วก็ยังทําอย่างไม่ถูกต้องด้วยนะครับ เพราะว่าสิ่งที่ทําก่อนหน้านี้มีการหารือระหว่างไทย-จีนหลายครั้ง แต่ว่าโครงการก็ยังไม่เกิด เพราะว่ามันต้องศึกษาให้รอบคอบก่อนพิจารณาลงทุน อันนี้เป็นเรื่องปกติของโครงสร้าง พื้นฐานขนาดใหญ่ จนรัฐบาล คสช. เข้ามาแล้วทุบโต๊ะให้ทําโดยใช้ มาตรา ๔๔ ก็เริ่มเจรจา โดยการทําข้อตกลงเอ็มโอยู (MOU) ระหว่าง ๒ ประเทศเมื่อปี ๒๕๕๗ แล้วก็มีการประชุม ต่อรองกันมา แล้วก็ทุบโต๊ะโดยใช้ มาตรา ๔๔ เพราะกฎหมายปกติอย่างไรก็ทําไม่ได้ เส้นนี้ ไม่ควรทําอย่างยิ่ง ก็ใช้ มาตรา ๔๔ เมื่อปี ๒๕๖๐ ทีนี้ถามว่าใช้ มาตรา ๔๔ เพื่อใคร คือเขาใช้ในการปลดล็อกให้วิศวกรและสถาปนิกซึ่งเป็นอาชีพควบคุมของคนไทย ให้คนจีน สามารถมาทํางานได้ แล้วการลงทุนมันมากกว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท โครงการอื่นจะต้องเข้า กระบวนการพีพีพี (PPP) ผ่านซูเปอร์บอร์ด (Super Board) แต่โครงการนี้ก็ไม่ต้อง ปลดล็อก ด้วย มาตรา ๔๔ แล้วก็มาตรฐานราคากลางก็ไม่มี ก็เชื่อประเทศจีน ประเทศจีนบอกเท่าไร ก็เท่านั้น พื้นที่ก่อสร้างแนวเส้นทางก็ผ่านเขตป่าสงวน ก็มีการลัดขั้นตอนทําอีไอเอ (EIA) กัน แล้วกฎหมายปกติก็มีการละเว้นถึง ๗ ฉบับด้วยกัน โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ฮั้วประมูล ตกลง เราปลดล็อกเพื่อใครครับ นอกจากนั้นลักษณะการปลดล็อกโดยใช้ มาตรา ๔๔ โดยเลือกให้ ประเทศจีนดําเนินการโดยตรง มันทําให้ปิดโอกาสการแข่งขันแล้วประเทศเสียหายมาก ผมยกตัวอย่างให้ในกรณีของประเทศอินโดนีเซีย ก็มีประเทศจีนกับประเทศญี่ปุ่นแย่งกันทํา รถไฟความเร็วสูง แล้วในกรณีของประเทศอินโดนีเซีย ประเทศจีนชนะคือให้ผลประโยชน์ที่ดีกว่า ประเทศอินโดนีเซียก็เรียกให้ประเทศจีนทํา ในกรณีของประเทศอินเดีย ประเทศญี่ปุ่นชนะ เพราะว่าให้เงื่อนไขที่ดีกว่า ผมยกตัวอย่างในกรณีของประเทศอินเดียซึ่งมีขนาดใกล้ ๆ กับ สิ่งที่เราจะทํากรุงเทพฯ-หนองคาย ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเทศญี่ปุ่นให้ประเทศอินเดียกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นาน ๕๐ ปี ดอกเบี้ยอยู่ที่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปลอดชําระดอกเบี้ย ๑๐ ปี ๐.๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ ขณะที่เราเจรจากับประเทศจีนดอกเบี้ยอยู่ที่ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วมันมีเหตุผลอะไรที่จะไปประเคนให้ประเทศจีนโดยไม่ประมูลครับ ทําไมเราไม่เปิดโอกาส ให้ประเทศญี่ปุ่นมาแข่งขัน แล้วก็ยังมีประเทศทางยุโรปอะไรต่าง ๆ เข้ามาแข่งขันได้อีก มากมาย เพื่อให้คนไทยได้ของดีราคาถูกเหมาะสม นอกจากนั้นอย่างที่ผมเรียนในเรื่องของ ความซ้ําซ้อนของโครงการ คือใส่โครงการมากเกินไปมาก ๆ เกิดอาการสําลักโครงการระหว่าง กรุงเทพฯ กับหนองคาย ผมก็ต้องถามว่าแล้วที่อื่นไม่ต้องพัฒนาหรือครับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ไปจังหวัดนครสวรรค์ ไปจังหวัดพิษณุโลกอะไรไม่ต้องพัฒนาหรือครับ กรุงเทพฯ ลงไปภาคใต้ ของท่านประธานไม่ต้องพัฒนาหรือครับ ถ้าจะเอาเงินมาทุ่มกับตรงนี้ทั้งหมด เฉพาะโครงการ รถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ไปหนองคายนั้น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วกรมทางหลวง ก็ต่างหน่วยงาน ต่างคิดต่างทําวางแผนจะทํามอเตอร์เวย์ (Motorway) หรือว่าทางหลวงพิเศษ ระหว่างเมืองอีก ๑๔๘,๐๐๐ ล้านบาท และโครงการรถไฟทางคู่ก็มีแผนอยู่แล้วตั้งแต่สมัย ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรีนานมากแล้วนะครับ ๘๑,๐๐๐ ล้านบาทก็จะทํานะครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลใช้เงินภาษีไปอุดหนุนสารพัดโครงการมาแข่งขันกันเอง แย่งดีมานด์ (Demand) กันเอง อันนี้เป็นการลงทุนแบบสิ้นคิด คือคิดแต่จะผลาญงบประมาณ เพราะว่า หลักการคมนาคมจริง ๆ มันเป็นเรื่องของการขนคนกับขนของเท่านั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ รถไฟความเร็วสูง อยู่ที่ว่าเราจะทําทั้งมอเตอร์เวย์ (Motorway) ทั้งทางคู่ ทั้งรถไฟความเร็วสูง ทั้งสนามบินอะไรต่าง ๆ มาแย่งดีมานด์ (Demand) กันเอง แล้วก็มีคนชอบพูดว่าทําไปเถอะ รถไฟความเร็วสูงมันเป็นการเชื่อมต่อ ๓ ประเทศ คือประเทศไทย ประเทศลาวและประเทศจีน อันนี้ผมอยากให้พิจารณาลึกกว่านั้น ไม่ใช่อยากอย่างเดียว คือรถไฟความเร็วสูงใช้ในการ ขนคนเท่านั้น การขนของตามแผนปัจจุบันที่จะทําก็จะเชื่อมต่อด้วยรถไฟทางคู่ คือเขาจะทํา ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าอยู่ที่บริเวณชายแดนไทย-ลาว พอรถไฟจากประเทศลาวมาก็จะเปลี่ยนมาใช้ รถไฟทางคู่ขนาดมิเตอร์เกจ (Metre gauge) ก็คือรถไฟธรรมดาของเรานี่แหละ แต่ปรับปรุง ประสิทธิภาพให้มันดีจากทางเดี่ยวเป็นทางคู่ อันนี้ที่มีประโยชน์จริง ๆ ต่อการขนของ คราวนี้ ในส่วนของการขนคนที่บอกว่าเชื่อมต่อกับประเทศจีนเพื่อขนคน ประเทศไทยกับประเทศจีน มีระยะทาง ๑,๖๑๖ กิโลเมตร อันนี้ประเทศจีนส่วนใต้สุดแล้วนะครับ ส่วนแถวคุนหมิง ๑,๖๑๖ กิโลเมตร ผมถามท่านประธานจริง ๆ เถอะครับว่าจะมีสักกี่คนใช้รถไฟระยะทาง ขนาดนี้ คนส่วนมากบินแน่นอนครับ แล้วอันนี้ไปดูทั่วโลกคนส่วนมากก็จะบินด้วยระยะทางนี้ คือมันจะมีระยะทางที่เหมาะสมกับแต่ละหมวด อย่างเช่นว่าใกล้ ๆ รถยนต์ก็จะได้เปรียบ กลาง ๆ รถไฟได้เปรียบ แต่ถ้าไกล ๆ เครื่องบินก็จะได้เปรียบ นี่ ๑,๖๑๖ กิโลเมตร คนส่วนมากบินแน่นอน ฉะนั้นคนที่จะใช้รถไฟความเร็วสูงน้อยมาก แล้วทางคู่ก็จะทําอย่างที่ ผมบอก เพราะว่าทางคู่ขนได้ทั้งคนทั้งของ แล้วทางคู่นี้สามารถเอารถโดยสารปกติไปวิ่งได้ ก็วิ่งได้ถึง ๑๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถไฟความเร็วสูง ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง แทบไม่ต่างกันเลย เพราะว่ารถไฟมันต้องชะลอเข้าสถานีแล้วค่อย ๆ เร่ง มันไม่ได้วิ่งที่ ความเร็วสูงสุดตลอด ในขณะเดียวกันเรื่องของการเชื่อมต่อถนนก็มีอยู่แล้ว และนี่ก็คิดจะ สร้างมอเตอร์เวย์ (Motorway) แถมเข้าไปอีก แล้วใครจะมาใช้ครับ ฉะนั้นรถไฟทางคู่ มันเกินพอแล้ว ท่านอย่าหลงประเด็นว่ารถไฟความเร็วสูงจริง ๆ มันไม่ได้เชื่อมไทย-ลาว อย่างที่โฆษณาเกินจริง เพราะว่ามันเป็นรถไฟคนละชนิดกัน ที่เราจะทําในโครงการ กรุงเทพฯ-โคราช ต่อไปจังหวัดหนองคายเป็นรถไฟหัวกระสุนสําหรับขนคนเท่านั้น แต่รถไฟ ที่ลาวเป็นรถไฟเขาเรียกความเร็วปานกลางถ้าจะใช้ศัพท์ตามท่านนายกรัฐมนตรีก็คือขนได้ ทั้งคนทั้งของ แล้วก็วิ่งด้วย ๑๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีประโยชน์จริง ๆ ต่อการเชื่อมต่อไทย-จีนคือรถไฟทางคู่ครับ แล้วคนก็คือจะบินเป็นหลัก แต่ถ้าเกิดคนมาใช้ราง ก็ใช้รถไฟทางคู่ก็มีคาพาซิตี (Capacity) เกินพอแล้วอย่างที่ผมเรียนทางเดี่ยวเป็นทางคู่ เพิ่มคาพาซิตี (Capacity) ให้กับระบบประมาณ ๑๐ เท่าอยู่แล้ว นอกจากนั้นเดี๋ยวส่วนนี้ ทางคุณวินท์ก็จะมาขยายความเพิ่มเติมในเรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรม อันนี้เราไปสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประเทศจีน ไม่ใช่สร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทย แล้วก็มีปัญหาเรื่องของการถ่ายทอดเทคโนโลยีก็ไม่ได้ทําอย่างเพียงพอ คือจะถ่ายทอด เทคโนโลยีแค่เราโอเปอเรต (Operate) เป็นนะครับ แต่ว่าเราผลิตชิ้นส่วนเองแทบไม่ได้ เรื่องสร้างรถไฟไม่ต้องพูดถึง เพราะฉะนั้นตรงนี้เหมือนกับเราจ่ายเงินเฉพาะช่วง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ๕๗,๐๐๐ ล้านบาทไปให้ประเทศจีน ไปสร้างงาน สร้างรายได้ให้ ประเทศจีน นอกจากนั้นเราจะเร่งทํารถไฟความเร็วสูงกันแบบไม่ค่อยคิดก็เลยจะมีปัญหาอีก เพราะว่ารถไฟสายเหนือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ รัฐบาลก็ประเคนให้ประเทศญี่ปุ่นไปพิจารณา รถไฟสายกรุงเทพฯ-หนองคายที่เราคุยกันอยู่ก็ยกให้ประเทศจีนไปพิจารณา เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะเกิดปัญหาใหญ่ในอนาคต เพราะอะไรครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ คือรถไฟจีนกับ รถไฟญี่ปุ่นเป็นขนาด ๑.๔๓๕ เมตรเท่ากัน แต่ว่ามันใช้คนละระบบ เพราะฉะนั้น มันไม่สามารถแชร์รางร่วมกันได้ เลยจะต้องสร้างโครงสร้างที่ซ้ําซ้อนจากกรุงเทพฯ ไปถึง พระนครศรีอยุธยา เพราะว่าใช้คนละระบบกัน เสียค่าโง่ไปฟรี ๆ อีกแสนล้านบาทนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือเราต้องคิดให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน คือรัฐบาลควรจะต้องเลือกก่อนว่า เราจะเชื่อมั่นในระบบมาตรฐานรถไฟความเร็วสูงแบบไหน แล้วใช้ระบบเดียวครับ ไม่ใช่ว่า เส้นนี้ใช้ระบบหนึ่ง อีกเส้นหนึ่งใช้ระบบหนึ่ง อย่างนี้จะมีปัญหาเรื่องของการเชื่อมต่อ แล้วก็ ในอนาคตจะพัฒนาได้ยาก รวมถึงมีค่าโง่จากโครงการที่มันซ้ําซ้อน ที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผม ผมอยากให้คิดให้รอบคอบก่อนการลงทุนครับ ผมว่าสภาแห่งนี้ ละครับที่จะหยุดยั้งได้ เพราะฉะนั้นเราต้องทบทวนความเหมาะสมของโครงการรถไฟ ความเร็วสูงในอนาคต ทบทวนเงื่อนไขการลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด แล้วเราต้องรู้จักเรียนรู้แล้วก็ศึกษาเทคโนโลยีจากการลงทุนให้มากขึ้น ไม่ใช่จะเอาแต่ สร้างกันอย่างเดียว จะผลาญงบประมาณกันอย่างเดียว เราต้องวางแผนเชื่อมโยงการพัฒนา ด้านอื่น ๆ แล้วเราก็ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน ให้ประชาชนช่วยกันคิด เป็นภาษีของเขา ไม่ใช่จะเอา มาตรา ๔๔ ฟาดลงไปแล้วบอกว่าต้องทํา แล้วก็มีกฎเกณฑ์ ข้อบังคับอะไรก็ไม่สน จะใช้ มาตรา ๔๔ นี้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากให้ศึกษากันมาก ๆ เรามีบทเรียนแล้ว เราหยุดยั้งโครงการระหว่างกรุงเทพฯ-โคราชไม่ทัน แต่เราจะหยุดยั้งช่วงต่อขยายจาก นครราชสีมาไปหนองคายได้ทัน รวมถึงเส้นอื่น ๆ ในสายทางอื่น ๆ โดยสรุปประเทศไทย สิ่งที่เราต้องการคือรถกระบะ ไม่ใช่รถสปอร์ตนะครับ รถกระบะก็เหมือนรถไฟทางคู่นี่ครับ ที่ขนได้ทั้งคนทั้งของ และรถไฟทางคู่ก็ไม่ได้น่าเกลียดแบบรถไฟทุกวันนี้นะครับ รถไฟทางคู่ ที่เราจะปรับปรุงทางเดี่ยวให้ดีขึ้น ซื้อขบวนใหม่อะไรอย่างนี้ มันจะวิ่งได้สูงสุดถึง ๑๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถสปอร์ตที่เราจะซื้อคือรถไฟความเร็วสูงของประเทศจีน ก็ไม่ใช่รถสปอร์ตชั้นดีด้วยนะครับ รถไฟความเร็วสูงความเร็วแค่ ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ใช่แบบ ๔๐๐-๕๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงอะไรลักษณะอย่างนั้น แต่นี่ประเทศไทยเรา แย่กว่านั้นคือเราจะเอาทางคู่ จะเอาทางคู่มาอัดโครงการให้สําลักโครงการในเส้นทางนี้ แล้วก็ ละเลยพื้นที่อื่นเพราะว่าไม่มีงบประมาณเหลือแล้ว จะทุ่มแต่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นมันซ้ําซ้อน เกินจําเป็น ไม่คุ้มค่า โครงการนี้ในช่วงกรุงเทพฯ-โคราชก็ไม่ควรทํา แต่ก็ดันทํากันมา แถมทําแบบไม่โปร่งใส อย่างที่ผมเรียนใช้ มาตรา ๔๔ แล้วนี่ก็กําลังดันทุรังจะทําต่อไปในเส้นทางส่วนขยายไป จังหวัดหนองคายและเส้นทางอื่น ๆ อันนี้ผมเตือนแล้วเตือนอีกก็ไม่ฟังนะครับ ล่าสุด ท่านนายกรัฐมนตรีออกมาพูด แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ออกมาพูดถึงโครงการ ที่เรียกว่าเอ็มอาร์แมป (MR-Map) ซึ่งจะมีความซ้ําซ้อนระหว่างระบบถนนกับระบบราง ทําให้งบประมาณกระจุกตัว ไม่กระจายตัว ตรงนี้ต้องระวังมาก ๆ นะครับ เราใช้เงินภาษี มหาศาล เพราะฉะนั้นแม้พวกเราจะหยุดโครงการในช่วงกรุงเทพฯ-โคราชไม่ทัน แต่มันจําเป็นที่จะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก ในอนาคต เพราะว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีของกระทรวงคมนาคมมีปัญหาอย่างยิ่งครับ คือเอาโครงการที่ต่างหน่วยงานต่างคิด ต่างวางแผน ต่างทํา เอามากอง ๆ รวมกัน คือจะเอา แต่สร้าง เอาแต่ผลาญ ตอนนี้มีโครงการกว่า ๗.๘ ล้านล้านบาท ท่านประธานฟังไม่ผิดนะครับ ๗.๘ ล้านล้านบาท เยอะมากนะครับ งบประมาณประจําปีปกติของเราก็คือปีนี้ ๓.๓ ล้านล้านบาท นี่เฉพาะคมนาคมอย่างเดียว ๗.๘ ล้านล้านบาท ที่สําคัญเป็นการวางแผนอย่างไร้ทิศทาง และใช้เงินมากเกินจําเป็น ผมยกตัวอย่างแค่ช่วงเดียวกรุงเทพฯ-โคราช ก็ใช้เงินไปถึง ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาทมากขนาดไหนครับ ตอนนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่าน อยู่ในห้องกรรมาธิการงบประมาณ แต่ละปีเราตัดงบประมาณเหนื่อยกันมากนะครับ ตัดได้ แค่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ต้องไปต่อรอง ไปรบกวนหน่วยงานต่าง ๆ กระทรวง ทบวง กรมเขามานี่ เขาไม่มีใครอยากโดนตัดงบหรอกครับ เราต้องบอกว่าประเทศเรา ต้องประหยัดนะ ช่วยลดหน่อย อันนี้ยังไม่จําเป็นได้ไหม แต่ละปีเราประหยัดได้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ แต่นี่เราจะไปผลาญกับโครงการที่มันซ้ําซ้อนเกินจําเป็น ไม่คุ้มค่า ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคืออะไรครับ คือเราไม่ต้องไปตัดงบกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ทั่วประเทศอีก ๒๐ ปีนะครับ เพราะฉะนั้นผมถามท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรงเรื่องนี้ว่าการที่ท่านจะทําทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง แล้วก็มอเตอร์เวย์ (Motorway) นี่ อะไรคือตรรกะที่จะต้องทําทั้ง ๓ อย่าง พร้อม ๆ กันในเส้นทางเดียวกัน ผมฝากเพื่อนสมาชิกคิดง่าย ๆ นะครับ หากประเทศไทยเรา ร่ํารวยขนาดนั้นแบ่งไปทําเส้นทางอื่นไม่ดีกว่าหรือครับ เอารถไฟความเร็วสูงไปทางนี้ เอามอเตอร์เวย์ (Motorway) ไปอีกทางหนึ่ง เอารถไฟทางคู่ไปอีกทางหนึ่งก่อน แล้วพอมัน เริ่ม ๆ เต็มค่อยขยาย อันนี้มีรถไฟทางคู่อยู่แล้วค่อยไปทํามอเตอร์เวย์ (Motorway) อันนี้มี มอเตอร์เวย์ (Motorway) อยู่แล้วค่อยไปทําทางคู่ไม่ดีกว่าหรือครับ หรือจริง ๆ แล้วปัญหา ที่ใหญ่กว่าคมนาคมเรามีปัญหาเรื่องของอาร์แอนด์ดี (R&D) การวิจัยและพัฒนา มีปัญหา เรื่องระบบการศึกษา มีปัญหาเรื่องสาธารณสุข มีปัญหาอีกสารพัด แล้วเรื่องพวกนั้น ไม่ต้องใช้เงินหรือครับ ทําไมเราต้องเอามาผลาญกับสิ่งที่มันเกินจําเป็น ซ้ําซ้อน ไม่คุ้มค่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจุดยืนของผมและพรรคก้าวไกล ผมสนับสนุนการพัฒนาเส้นทางระหว่าง กรุงเทพฯ-โคราช ฟังดี ๆ นะครับ ผมสนับสนุนการพัฒนาเส้นทาง แล้วผมไม่ได้รังเกียจ การที่จะเป็นรถไฟทางคู่ ไม่ได้รังเกียจที่จะสร้างมอเตอร์เวย์ (Motorway) ไม่ได้รังเกียจ ที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูง แต่สิ่งที่ผมคัดค้านไม่เห็นด้วยอย่างหัวชนฝาก็คือการที่รัฐบาล กําลังจะทําทั้ง ๓ อย่างพร้อม ๆ กันครับ มันเสียดายเงินภาษี คือแผนแม่บทต้องวางดีกว่านี้ ต้องมีการจัดลําดับความสําคัญ แล้วก็ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการลงทุน ผมอยากให้ เพื่อนสมาชิก ซึ่งการที่เพื่อนสมาชิกเป็น ส.ส. ท่านไม่ใช่เป็น ส.ส. เฉพาะโคราช ท่านไม่ได้เป็น ส.ส. เฉพาะจังหวัดของท่านเอง ท่านจะต้องคิดเสมอว่าท่านเป็น ส.ส. ของคนไทยทั้งประเทศ ท่านต้องคิดเสมอว่าด้วยเงินที่เท่ากันลงทุนแบบไหนดี บางคนอาจจะชอบระบบรางนะครับ ซึ่งระบบรางเราขาดอยู่มากจริง ผมอยากให้ท่านคิดอย่างนี้ครับ แค่ท่านมองเรื่องของ กรุงเทพฯ-โคราช ท่านจะทําทางคู่ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะทํามอเตอร์เวย์ (Motorway) ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะใส่รถไฟความเร็วสูงดับเบิล (Double) ไปอีก ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท ขณะที่จังหวัดอีก ๓๐ จังหวัดไม่มีกระทั่งรถไฟธรรมดา ๆ รถไฟทางเดี่ยวครับ เพราะฉะนั้น ด้วยเงินที่เท่ากันมันไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่านี้ และถ้าจะมองเรื่องของการพัฒนาประเทศ ในภาพรวม จะไม่ให้ประเทศไทยเป็นแค่กรุงเทพฯ อยากจะให้เกิดหัวเมืองตามต่างจังหวัด ผมเคยอภิปรายในรายละเอียดตั้งแต่ตอนรัฐบาลแถลงนโยบายด้านคมนาคม เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ท่านลองไปฟังดูนะครับ แล้วผมอยากให้เกิดการถกเถียงกันมาก ๆ เพราะเสียดาย เงินภาษีจริง ๆ ครับ ท่านจะเอาไปผลาญกับโครงการขนาดใหญ่ด้านคมนาคมอย่างนี้ นอกจากนั้นตอนแรกผมก็นึกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะเข้าใจแล้วว่าแผนแม่บท ด้านคมนาคมของยุทธศาสตร์ชาติมีปัญหา แต่ผมรู้สึกเฟล (Fail) มากที่ฟังท่านมาพูดถึง เรื่องเอ็มอาร์แมป (MR-Map) แต่ประเด็นนี้ผมก็จะประหยัดเวลาที่ประชุมนะครับ ผมให้ท่าน กลับไปย้อนดูได้ เรื่องนี้ผมเคยอภิปรายไปแล้วว่าผมไม่เห็นด้วยมาก ๆ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และผมพิสูจน์ได้ว่ามันผิดการวางแผนอย่างนี้ ในเรื่องของเอ็มอาร์แมป (MR-Map) ลองไป เสิร์ช (Search) ในยูทูบ (YouTube) สุรเชษฐ์ ก้าวไกล ผมอภิปรายเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคมนะครับ คือมันเป็นแผนแบบเพ้อเจ้อมากครับแผนนี้ เพราะฉะนั้นก้าวต่อไปภายใต้ข้อจํากัดอย่างนี้ อย่างที่ผมบอกเราไปหยุดกรุงเทพฯ-โคราช คงไม่ทัน แต่เราต้องศึกษาเรื่องรถไฟความเร็วสูง อย่างจริงจัง เพราะตอนนี้กําลังออกแบบอยู่ในช่วงของโคราชไปหนองคาย แล้วก็ในเส้นทาง อื่น ๆ อีกมาก และรัฐบาลก็อนุมัติโครงการ ๓ สนามบินอะไรไปแล้วด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นทางออกหลัก ๆ ก็มีอยู่ ๒ ทาง ทางหนึ่งเป็นทางที่ผมและพรรคก้าวไกล ได้ยื่นญัตติไว้ตามที่อภิปรายเปิด ก็คือตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมานะครับ แต่อย่างไรก็ตาม มีเพื่อนสมาชิกที่เป็นวิป (Whip) ได้มีการประสานกันแล้วว่าตอนนี้กรรมาธิการวิสามัญ อะไรต่าง ๆ มันเยอะมาก เสนอให้ตั้งเป็นอนุกรรมาธิการภายใต้คณะกรรมาธิการการคมนาคม ผมก็บอกว่าโดยส่วนตัวผม ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการการคมนาคมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น โดยส่วนตัวถ้ามีข้อติดขัดจริง ๆ ผมก็รับได้ที่จะเป็นอนุกรรมาธิการภายใต้คณะกรรมาธิการ การคมนาคม แต่ว่าข้อเสนอที่ผมเห็นว่าดีกว่าก็คือกรรมาธิการวิสามัญนะครับ แต่เงื่อนไข จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ผมอยากให้กรรมาธิการชุดนี้เปิดโอกาสให้ ส.ส. ที่สนใจเข้าร่วม อย่างเต็มที่แล้วมาช่วยกันคิดครับ ไม่ใช่มีแต่ ส.ส. โคราช ต้องเอา ส.ส. ทั้งประเทศมาช่วยกัน คิดว่าด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจํากัดเราจะใช้อย่างไรดีและที่สําคัญจะต้องมีอํานาจในการ ตรวจสอบและติดตามว่าสิ่งที่ทํา ๆ กันมาเป็นไปอย่างโปร่งใส รอบคอบหรือไม่ ฝากไปทาง รัฐบาลครับ อย่ากลัวการตรวจสอบ ผมขออนุญาตเวลาที่ประชุมเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณวินท์ สุธีรชัย แล้วก็คุณอนุรักษ์ บุญศล คุณฐิตินันท์ แสงนาค เชิญคุณวินท์ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วินท์ สุธีรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นผมต้อง ขอขอบคุณท่านประธานและวิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่ายที่อนุญาตให้ผมอภิปรายญัตติที่ผมยื่น ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ได้มาอภิปรายในวันคล้ายวันเกิดผมวันนี้ ๒๐ สิงหาคม นี่เป็น ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดจริง ๆ สําหรับวันนี้ ญัตติ แต่งตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบ และติดตามการดําเนินการโครงการไทย-จีนนี้นะครับ ก่อนอื่นผมต้องเล่าให้ฟังว่าเป็นคําถาม ที่ผมได้รับมาจากประชาชน มีคําถามว่า ส.ส. วินท์ครับ รัฐบาลทหารแบบ คสช. ไปต่อรอง กับรัฐบาลพ่อค้าจีนจะรอดหรือครับ ผมเองเมื่อเจอคําถามนี้ก็อ้ําอึ้งครับ ผมตอบไม่ได้ว่า รัฐบาลทหาร คสช. จะต่อรองการค้ากับพ่อค้าจีนได้เก่งแค่ไหน เพราะผมเองก็จําได้แต่คําพูด ของท่านนายกรัฐมนตรีว่าผมไม่เก่งเศรษฐกิจแต่จริงใจ ผมเองก็เคยมีประสบการณ์การค้าขาย กับประเทศจีนครับ แต่ผมบอกได้เลยว่าเขี้ยวลากดิน ฉะนั้นหากเราเปรียบเทียบรัฐบาลเผด็จการ ในประเทศมาเลเซียซึ่งมีการคอร์รัปชันสูง และเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลมาเลเซียที่มาจาก ประชาธิปไตย เขาสามารถลดราคาของรถไฟฟ้ามาเลเซีย-จีน ได้ถึง ๓๓ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ ๑ ใน ๓ ของราคาทั้งหมด ผมก็ตอบไม่ได้ว่ารัฐบาล🔗
คุณวินธ์ต้องระวังนะครับ ไปเอ่ยชื่อประเทศอื่นในทํานองเสียหายต้องระวังครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ผมก็ตอบ ไม่ได้ว่ารัฐบาลไทยที่มาจากประชาธิปไตยจะสามารถทําได้หรือไม่ พอผมนําข้อมูลที่มีการ เปิดเผยอันน้อยนิดมาเปรียบเทียบ เช่น เงินเดือนวิศวกรในโครงการ ผมได้แต่ลําบากใจครับ โพรเจกต์ เมเจอร์ (Project Major) คนจีน เงินเดือน ๘๖๖,๒๕๐ บาทต่อเดือน นี่เฉพาะ เงินเดือนนะครับ ผมไม่ทราบว่ากะจะเป็นเศรษฐีเลยหรือเปล่า แล้วก็ไม่ทราบว่าโบนัสสิ้นปี จะมากน้อยแค่ไหน เอาละ เราก็คิดว่าอันนี้อาจจะเป็นตําแหน่งพิเศษซึ่งคนไทยทําไม่ได้ ผมก็ เจาะลึกลงไปอีกครับ ในตําแหน่งเดียวกันของวิศวกรจีนและวิศวกรไทย ปรากฏว่าเงินเดือน ในตําแหน่งเดียวกัน หน้าที่เดียวกัน มีความรับผิดชอบเท่ากัน วิศวกรจีนมีเงินเดือนมากกว่า วิศวกรไทยถึง ๓ เท่า ผมยกตัวอย่างเช่น บริดจ์ สเปเชียลลิสต์ (Bridge Specialist) ของประเทศจีน เงินเดือน ๔๖๗,๗๗๕ บาท แต่เงินเดือนคนไทย วิศวกรไทย บริดจ์ สเปเชียลลิสต์ (Bridge Specialist) ๑๔๕,๘๖๐ บาท และเป็นอย่างนี้ในทุกตําแหน่ง ผมมีประสบการณ์ ทํางานมาก่อนกับวิศวกรหลากหลายประเทศ บอกได้เลยว่าวิศวกรไทยเก่งไม่แพ้ชาติใด ในโลก และวิศวกรไทยฐานเงินเดือนเทียบเท่ากัน จะมีก็แต่ค่าเอกซ์แปต (Expat) ซึ่งเต็มที่ ก็คือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของฐานเงินเดือน อันนี้เป็นประสบการณ์ตรง ไม่ใช่ ๓ เท่าแบบนี้ ฉะนั้นถ้าให้ผมมานั่งดูโครงการนี้ ผมบอกได้เลยว่าผมอาจจะตัดราคาได้มากถึง ๒ หรือ ๓ เท่า ถ้าเป็นแบบนี้ในทุกรายการนะครับ ผมก็ไม่ทราบอีกว่ารัฐบาลทหาร คสช. ต่อรองแบบไหน แต่ในยุคนั้นมีการออก มาตรา ๔๔ ให้สถาปนิกและวิศวกรจีนเซ็นแบบได้ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์สถาปนิกและวิศวกรไทย ข้ออ้างในการออก มาตรา ๔๔ นี้ คือประเทศไทยไม่เคยทํารถไฟความเร็วสูงมาก่อน แต่ขอโทษนะครับท่านประธาน ประเทศไทยเราก็ไม่เคยทํารถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) มาก่อน ประเทศไทยเราก็ไม่เคยทํา รถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที (MRT) มาก่อน แต่ทําไมพวกเราทําได้ด้วยเงื่อนไขที่วิศวกรและ สถาปนิกไทยเซ็นแบบได้ ท่านประธานครับ รัฐบาลในตอนนั้นอาจจะไม่รู้ว่าเขาทํากันแบบนี้ ทั่วโลก เพื่อให้สถาปนิกและวิศวกรได้รับรู้ มีการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี จากต่างประเทศมาให้ตนเอง ทั่วโลกนะครับ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย และในอดีตเราก็ทํา โครงการที่ซับซ้อนขนาดนี้ได้มาแล้ว รัฐบาล คสช. ในตอนนั้นอาจจะไม่รู้ว่าในวงการเขามี เทคนิคที่เรียกว่า ล็อกสเปก (Spec) การล็อกสเปก (Spec) ก็คือให้วิศวกรเซ็นแบบ เพื่อให้เอกชน ในประเทศนั้น ๆ เขาได้เปรียบ แต่เอกชนประเทศเรา ประเทศไทยเสียเปรียบใช่หรือไม่ ผมก็ไม่ทราบ วัสดุก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ กระจก ระบบไอที (IT) หนังเทียม พรม ไม้ มันจะเป็นสเปก (Spec) ของประเทศอื่นหรือไม่ หรือเป็นสเปก (Spec) ที่เหมาะกับ คนไทย ข้อมูลพวกนี้เราไม่มีครับ เราจึงไม่สามารถจะตอบได้ว่าจริงหรือเท็จแค่ไหน แต่เป็นคําเตือนจากเอกชนไทยที่บอกว่าแม้จะมีความพยายามบังคับให้ใช้ของประเทศไทย แต่เอกชนก็รู้กันดีว่าเทคนิคล็อกสเปก (Spec) มีมากมายมหาศาล มีหลากหลายวิธี และการที่บังคับเขาอาจจะทําไม่ได้จริง ฉะนั้นหากเอกชนจีนนําสิ่งเหล่านี้ไปกินหมดจริง และทําให้เอกชนไทย เอสเอ็มอี (SMEs) ไทยได้แต่มองตาปริบ ๆ ผมก็ได้แต่สงสาร ท่านนายกรัฐมนตรีในสมัย คสช. ซึ่งก็คือท่านนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันว่าลูกน้องที่ท่าน เสนอมาให้ท่านเซ็น มาตรา ๔๔ ฉบับนี้ผมไม่ทราบว่าเขาใช้หัวคิดหรือใช้ตาตุ่มคิดนะครับ🔗
สุดท้ายนี้ผมก็มองว่าเอาเถอะครับ โครงการนี้มาไกลแล้วก็อาจจะต้อง เดินหน้าต่อไป แต่คําถามทั้งหมดควรจะต้องมีคณะกรรมาธิการมาให้คําตอบ และต้องมี คณะกรรมาธิการมาผลักดันเพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง รวมถึงในสัญญาที่ยังไม่มีการเซ็น คณะกรรมาธิการก็ควรจะต้องมาดําเนินการ มาทําให้ความมั่นใจ เอาโครงการในอดีต เอาสัญญาในอดีตมาเป็นบทเรียน และทําให้สัญญาฉบับใหม่ประเทศไทยและ ประชาชนไทยได้ประโยชน์มากขึ้น โครงการนี้ ๓.๕ กิโลเมตร สร้างมาแล้ว ๓ ปียังไม่เสร็จ เพียง ๓.๕ กิโลเมตรนะครับ ทั้ง ๆ ที่โครงการรถไฟในประเทศเพื่อนบ้านเราไปไกลแล้ว ดังนั้นเราจึงมีแต่คําถาม เราจึงไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะมาให้คําตอบตรงนี้ และผมขอเสนอ ที่จะตั้งคณะกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นวิสามัญ หรือไม่ว่าจะเป็นอนุกรรมาธิการของ คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อจะมาค้นหาคําตอบนี้อย่างแท้จริง ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ฉบับต่อไป ของคุณประเสริฐ จันทรรวงทอง และคุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม🔗
๕.๕๖ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม การดําเนินงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา และนครราชสีมา-หนองคาย (นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และนายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม เป็นผู้เสนอ)🔗
เชิญคุณประเสริฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ผมได้ขอเสนอ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ติดตามการดําเนินการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และนครราชสีมา-หนองคาย โดยมีรายละเอียดญัตติดังนี้🔗
ตามที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ร่วมมือการก่อสร้างรถไฟ ความเร็วสูงเชื่อมโยงภูมิภาค โดยเป็นการร่วมมือระหว่างปี ๒๕๕๘ ถึงปี ๒๕๖๕ ระยะที่ ๑ ช่วงกรุงเทพฯ-โคราช และระยะที่ ๒ โคราช-หนองคาย โดยมีกระทรวงคมนาคมและ คณะกรรมการเพื่อความร่วมมือรถไฟระหว่างไทย-จีนเป็นผู้รับผิดชอบในระยะที่ ๑ อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและจัดหาผู้รับจ้าง ระยะที่ ๒ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลาง สํารองเงินจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ดําเนินการจ้างที่ปรึกษาและออกแบบให้แล้วเสร็จภายใน ๑๙ เดือน โดยประเทศไทยได้รับ ประโยชน์จากการเจรจาและการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงทั้ง ๒ ระยะ ที่จะเชื่อมกับระเบียง เศรษฐกิจในส่วนภูมิภาคและยกสถานะประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistics) การคมนาคมไปสู่ประตูอาเซียน (ASEAN) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจริญทางด้านเศรษฐกิจที่จะต้องเชื่อมต่อกับสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว ทั้งนี้ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นประชากร ส่วนใหญ่ของประเทศสามารถเดินทางมายังกรุงเทพฯ ได้สะดวกขึ้น ทั้งการท่องเที่ยวและ กลับภูมิลําเนาได้สะดวกและรวดเร็ว เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของชาติผมได้ขอเสนอ ญัตตินี้เข้าสู่สภาเพื่อพิจารณา🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการนี้เป็นแนวคิดหนึ่งของอดีตท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อครั้งดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ต้องการพัฒนาระบบราง ซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพระบบหนึ่ง ในเรื่องของการรถไฟนั้นไม่ได้รับ การพัฒนามานาน เพราะฉะนั้นได้เล็งเห็นความสําคัญดังกล่าวรัฐบาลในขณะนั้นจึงมีการออก พระราชกําหนดในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ๒ ล้านล้านบาท แม้ว่าในขณะนั้นจะยังไม่ได้ ดําเนินการก่อสร้าง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นรากฐานที่สําคัญและเป็นแม่แบบในการที่รัฐบาล ในยุคต่อ ๆ มานั้นได้ดําเนินการ โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมานั้น มีระยะทางก่อสร้างทั้งสิ้น ๒๕๓ กิโลเมตร ในวงเงินประมาณ ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท โครงการนี้ มีกําหนดแล้วเสร็จ ปี ๒๕๖๖ ผมถือว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบในการพัฒนาเส้นทางรถไฟ ความเร็วสูงอีก ๕ เส้นทาง ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดหนองคาย รถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน รถไฟความเร็วสูงจากอู่ตะเภาไปยังจังหวัดระยอง รถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ รถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ โครงการรถไฟความเร็วสูงที่ได้วางแผนเอาไว้ทั้งระบบนั้นมีระยะทางทั้งสิ้น ๒,๕๐๕ กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า ๑.๗ ล้านล้านบาท🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้เสนอญัตตินี้ขึ้นมาด้วยความห่วงใย ผมอยาก ให้มีการดําเนินการก่อสร้างทั้งสายกรุงเทพฯ-โคราชให้เสร็จโดยเร็ว และให้มีการก่อสร้าง สายโคราช-หนองคาย สัญญาในการก่อสร้างมีทั้งหมด ๔ ระยะ ระยะที่ ๑ นั้นเป็นการ ก่อสร้างช่วงกลางดง-ปางอโศก มีระยะทางทั้งสิ้น ๓.๕ กิโลเมตร ใช้เงินลงทุน ๓๖๒ ล้านบาท วางศิลาฤกษ์มาตั้งแต่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ วันนี้ระยะเวลาผ่านมาร่วม ๓ ปี ระยะทาง ๓.๕ กิโลเมตรเท่านั้นเองนะครับ ถามว่าเป็นรถไฟความเร็วสูงไหม มันวิ่งไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นแล้วระยะเวลาเดิมที่ ๓.๕ กิโลเมตร เดิมตั้งใจไว้จะทําแค่ ๖ เดือนในสัญญา ปรากฏว่ามีการก่อสร้างใช้ระยะเวลานานถึงร่วม ๓ ปี สิ่งที่กังวลก็คือว่าวันนี้จาก ๔ สัญญา ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ไปทําสัญญากับผู้รับจ้างนั้นได้ริเริ่มเป็นการเกิดรูปร่างแค่ ๒ สัญญา อีกสัญญาหนึ่งก็คือช่วงสีคิ้วกับตําบลกุดจิก อําเภอสูงเนิน อันนี้อยู่ระหว่าง การก่อสร้าง แต่ใน ๒ สัญญานั้นมีระยะทางแค่ ๑๔.๕ กิโลเมตรเท่านั้นเอง ส่วนที่ยังเหลืออีก ๒๐๐ กว่ากิโลเมตรนี้ยังไม่ได้ดําเนินการแต่อย่างใด เพราะฉะนั้น ความล่าช้าของโครงการที่เกิดขึ้น ๓.๕ กิโลเมตรใช้เวลาร่วม ๓ ปี ถ้าเกิดสร้าง ๒๕๓ กิโลเมตร เดิมเป้าหมายจะเสร็จปี ๒๕๖๖ ผมว่าไม่เสร็จ วันนี้สภาแห่งนี้มีความห่วงใยว่าถ้าสภานั้น ไม่มีการตั้งกรรมาธิการหรือไม่มีการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมา เกรงว่าการก่อสร้างโครงการ ดังกล่าวนั้นจะกินระยะเวลานาน แล้วก็ทําให้สิ้นเปลืองงบประมาณเป็นจํานวนมาก โครงการ ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงอีกสายหนึ่งที่ผมอยากพูดถึงก็คือเรื่องของรถไฟความเร็วสูง สายนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง ๓๕๕ กิโลเมตร ใช้วงเงินในการก่อสร้างทั้งสิ้น ๒.๑ แสนล้านบาท โครงการนี้มีความจําเป็น แล้วก็จะทวีความสําคัญมากขึ้นในอนาคต ที่ผมได้กราบเรียนเช่นนี้เนื่องจากว่าผมไม่อยากให้สภาแห่งนี้ได้มองถึงเรื่องผลตอบแทน ทางด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างทางด้านการคมนาคมของประเทศที่จะเป็นผลต่อพี่น้องประชาชนในเรื่องของการ เดินทาง ลดภาระอุบัติเหตุ ลดภาระเรื่องการบริโภคน้ํามัน ลดภาระเรื่องการรักษาพยาบาล ซึ่งในแต่ละปีนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการสาธารณสุขเป็นจํานวนเงินหลายหมื่นล้านบาท โครงการรถไฟความเร็วสูง นครราชสีมา-หนองคายนั้นเริ่มต้นจากจังหวัดนครราชสีมา ก็คือ จากตัวเมืองเข้าไปอําเภอบัวใหญ่ ผมต้องขอขอบคุณท่าน ส.ส. โกศล ปัทมะ ส.ส. จังหวัดนครราชสีมาซึ่งอยู่เขตบัวใหญ่นะครับ ท่านได้ศึกษาและติดตามโครงการนี้ มาโดยตลอด แล้วก็เห็นว่าโครงการนี้ถ้าสร้างจากจังหวัดนครราชสีมาไปเชื่อมยัง จังหวัดหนองคาย พี่น้องประชาชนที่เดินทางมาจากจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดนครสวรรค์ และอีกหลายจังหวัดสามารถใช้เส้นทางนี้มาขึ้นรถไฟที่บัวใหญ่ได้ เพราะฉะนั้นแล้วโครงการนี้ จึงจะมีประโยชน์ต่อภาคอีสาน แล้วก็ถ้าโครงการนี้แล้วเสร็จ ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการนี้ไปใกล้ชายแดนจังหวัดหนองคาย แล้วก็ใกล้สาธารณรัฐประชาชนลาว ผมคิดว่า ระบบคมนาคมของการเดินทางระหว่างประเทศในช่วงนั้นจะมีการติดต่อกันที่ง่ายขึ้น เป็นการเชื่อมระบบขนส่งที่มีความสะดวกอย่างยิ่ง แม้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยจะมีการ เปิดเวทีทั้ง ๔ จังหวัดในการสํารวจความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน แต่ผมเรียน ท่านประธานว่าพี่น้องประชาชนได้รับรู้โครงการอย่างนี้น้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีความสงสัยว่าสถานะโครงการนี้เป็นอย่างไร เพราะอย่างน้อย ๆ การออกแบบ โครงการก่อสร้างรถไฟโคราช-หนองคายนั้นจะต้องมีการออกแบบที่สอดคล้องกับการ ก่อสร้าง ระยะที่ ๑ ก็คือกรุงเทพฯ-โคราช ผมเห็นว่าโครงการเหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าวันนี้การเดินทางทางอากาศ ทางเครื่องบิน จากสถานการณ์โควิด (COVID) ย่อมสร้างความหวั่นไหวให้กับผู้เดินทาง เนื่องจากไม่ได้อยู่ในที่โล่ง เพราะฉะนั้นแล้วทางรถไฟความเร็วสูงนั้นจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่พี่น้องประชาชนไม่เฉพาะแต่คนอีสาน แต่พี่น้องภาคอื่น ๆ ก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นแล้วผมเรียนว่าความล่าช้าของโครงการที่เกิดขึ้น ข่าวเกี่ยวกับ รถไฟความเร็วสูงประชาชนยังรับรู้น้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแหล่งเงินทุน วันนี้ เพิ่งก่อสัญญาได้แค่ ๒ สัญญา แต่ยังมีอีก ๒ สัญญาซึ่งมีองค์ประกอบอีกหลายอย่าง ทั้ง ๔ สัญญาจะแยกเป็นสัญญาเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกมาก เพราะฉะนั้นแล้วแหล่งเงินทุน ซึ่งต้องใช้เงินจํานวนมากนั้น วันนี้พี่น้องประชาชนสงสัยว่ารัฐบาลจะมีแนวทางในการ ดําเนินการเรื่องนี้อย่างไร การก่อสร้างจะแล้วเสร็จเมื่อไร การเวนคืนที่ดินและการก่อสร้าง ดังกล่าวนั้นจะกระทบกระเทือนอย่างไรต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ เส้นทางรถไฟ ไปถึงไหน เป็นการกระจายความเจริญเข้าสู่ท้องถิ่น เดิมการคมนาคมกระจุกแต่กรุงเทพฯ ท่านประธานลองนึกภาพที่ประเทศญี่ปุ่น รถไฟความเร็วสูงที่ประเทศญี่ปุ่นมีเป็นจํานวนมาก และบ้านเมืองเขาก็มีการกระจายโดยไม่กระจุกตัวไปตามพื้นที่ต่าง ๆ วันนี้ผมอยากเห็น หัวเมืองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย ได้มีความเจริญและมีการพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่จําเป็นต้องอาศัย กรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องดังกล่าวนั้นผมเห็นว่าสภาแห่งนี้ควรจะตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด หรืออย่างน้อย ๆ ต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการสามัญการคมนาคม เพื่อศึกษาเรื่องนี้ อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แล้วก็เพื่อให้โครงการนี้ ได้ก่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติต่อไป ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับผมขออนุญาต กําหนดผู้อภิปรายเพื่อประโยชน์ของเพื่อนสมาชิกนะครับ มีญัตติที่ท่านเสนอมาเป็นปี ยังไม่ได้รับการพิจารณา อย่างกรณีที่ท่านสมาชิกสุรเชษฐ์ได้กล่าวเสนอญัตติไว้ตั้งแต่ เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือเราเสนอเรื่องฝนแล้งตอนที่มาอภิปรายกันตอนน้ําท่วม เหล่านี้เป็นต้น มันมีทางหนึ่งที่เราจะขจัดปัญหานี้ได้ก็คือเราต้องควบคุมพวกเราเอง ในการอภิปราย เช่นเวลาอย่างที่สมาชิกส่วนใหญ่ได้ทําขณะนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ว่า จํานวนที่ผ่านมานั้นจะเปิดโอกาสให้เต็มที่ ขอมา ๓๐ ท่านก็พูดทั้ง ๓๐ ท่าน แต่สําหรับ ญัตตินี้ได้เสนอมาทั้งหมดเหลืออีก ๔ ท่าน ผมขอคุมไว้ ๔ ท่าน ท่านละ ๗ นาที และประเดี๋ยวจะมีญัตติอื่น ซึ่งของท่านสมาชิกเช่นเดียวกันจะได้มีการพิจารณา เพื่อว่า เราไม่อยากให้ญัตติที่ท่านขอมาตั้งแต่ปีที่แล้วต้องเสนอในปีหน้าสมัยประชุมต่อไป โดยวิธี ที่เราควบคุมเวลา แล้วก็สมาชิกดูว่าถ้าเป็นเรื่องที่ซ้ํากันก็ค่อย ๆ ลดจํานวนคนลงมาบ้าง ก็จะเป็นประโยชน์นะครับ ผมขออนุญาตเรียนเพื่อพวกเราได้มีความเห็นร่วมกัน แล้วก็ ผลงานท่านจะได้ออกมาครับ ต่อไปจะเป็นคุณอนุรักษ์ บุญศล แล้วก็จะเป็นคุณธีรภัทร พริ้งศุลกะ คุณเกษม ศุภรานนท์ แล้วท่านฐิตินันท์ แสงนาค ขอเชิญคุณอนุรักษ์ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทยเป็นโครงการ เมกะโพรเจกต์ (Mega project) ของประเทศไทยในการก่อสร้างระบบรถไฟความเร็วสูง เมื่อสักเกือบ ๑๐ ปีที่แล้วดิฉันนั้นเป็นกรรมาธิการรถไฟความเร็วสูง ๒ ล้านล้านบาท แล้วก็ได้ พิจารณาอย่างรอบคอบในครั้งนั้น แล้วก็ยังอยู่ในห้วงสํานึกอยู่ตลอดเวลาว่าถ้ารถไฟความเร็วสูงนี้ จากกรุงเทพฯ-หนองคาย หรือจะหนองคาย-กรุงเทพฯ แล้วเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงของ สปป. ลาวไปประเทศเวียดนาม ไปคุนหมิง มณฑลยูนนานนั้นจะเกิดความมหัศจรรย์ในเรื่องของ เศรษฐกิจในลุ่มแม่น้ําโขง ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดหนองคาย จังหวัดอุดรธานีรับเต็ม ๆ เลยค่ะ ถ้าจังหวัดอุดรธานีจะเป็นฮับ (Hub) เสียด้วยซ้ําไป แล้วยังกระจายไปที่จังหวัดสกลนคร บ้านดิฉัน ไปที่จังหวัดนครพนม จังหวัดหนองบัวลําภู แล้วก็ยังเลยไปถึงจังหวัดนครพนมได้ด้วย นี่คือรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดหนองคายแล้วเชื่อมต่อ ซึ่งมีรางอยู่แล้ว เชื่อมต่อไปที่ สปป. ลาว แล้วไปถึงคุนหมิงได้ด้วย อันนี้ดิฉันสนับสนุน เพราะว่าภายใต้ของ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคราวนั้นดิฉันเป็นกรรมาธิการรถไฟความเร็วสูง ๒ ล้านล้านบาท ต้องย้ําอีกครั้งหนึ่งว่ามีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ําโขง เชื่อมโยงตลาดการค้าในกลุ่มประเทศแถบลุ่มน้ําโขง เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลาง ของอินโดจีน แล้วโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนจะทําให้มีการเชื่อมต่อ แล้วในเรื่องของ เศรษฐกิจระดับภูมิภาคก็จะเกิดขึ้นเป็นวงกว้างเลยทีเดียว การก่อสร้างรถไฟลาว-จีน ก่อสร้าง เส้นทางรถไฟจากบ่อเต็นของ สปป. ลาว ซึ่งอยู่ชายแดนลาว-จีนเข้าสู่อุดมไทร หลวงพระบาง วังเวียง จนถึงเวียงจันทน์ ระยะทางนั้น ๔๑๔ กิโลเมตร มูลค่าการลงทุนประมาณเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะแล้วเสร็จในปลายปี ๒๕๖๔ ถ้าเขาแล้วเสร็จนี่ค่ะ ถ้าเราไม่มี การก่อสร้างและไม่ขยับนี้เลยเราจะสูญเสียในเรื่องของเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ดิฉันเป็น คนอีสานค่ะ เรามีความหวังไว้ว่าเราจะไปเที่ยวทะเลที่ประเทศเวียดนาม แค่นอนคืนเดียว หรือไปกลับ เราไปตั้งแต่ตี ๕ จะกลับ ๒ ทุ่มอย่างนี้ค่ะ ด้วยความรถไฟความเร็วสูงของ สปป. ลาวไปประเทศจีน นี่คือความหวังของคนอีสานว่าเราสามารถที่จะไปเที่ยวทะเลได้ แล้วคนในมณฑลยูนนาน คนใน สปป. ลาว คนในประเทศเวียดนาม คนในประเทศพม่า บางส่วนนั้น ก็อยากมาดูว่าเมืองไทยโดยเฉพาะริมฝั่งแม่น้ําโขงซึ่งถือว่าเป็นคนผิวเหลือง เหมือนกันนั้นมีวัฒนธรรม อารยธรรมอะไร อย่างไรที่คล้ายกัน เหมือนกันบ้าง นี่คือ การเคลื่อนไหวของมหภาคทางเศรษฐกิจอย่างยิ่งใหญ่เลยทีเดียวค่ะ ทีนี้ในเรื่องของการเชื่อมโยงคุนหมิงของประเทศจีนกับกรุงเวียงจันทน์ของ สปป. ลาว รถไฟไทยจากจังหวัดหนองคายเชื่อมต่อ สปป. ลาวได้แล้วนั้น ดิฉันเสนอว่าขอให้ ตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ว่ารถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพ-หนองคาย และเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงไป สปป. ลาวสู่คุนหมิงของประเทศจีน เชื่อมต่อทางเศรษฐกิจ ไทย ลาว เวียดนาม และคุนหมิงของประเทศจีนในมณฑลยูนนาน คุนหมิงเป็นเมืองเอกของ มณฑลยูนนาน มีประชากรเกือบ ๖ ล้านคน หรือกว่า ๖ ล้านคน ถ้ามณฑลยูนนานแล้ว ในมณฑลหนึ่ง ๖๐ ล้านคน กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่าถ้ามันมีการเคลื่อนไหว แล้วประเทศเวียดนามทั้งประเทศที่ผ่านมี ๑๐๐ ล้านคน การเคลื่อนไหวของคนในระบบการ ท่องเที่ยวจะเกิดขึ้นมากมายขนาดไหน เงินลงทุนของเรา ๑.๗ แสนล้านบาท มันน่าลงทุน ให้กับอีสานตอนบนเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียวนะคะ แล้วการท่องเที่ยวโดยรถไฟความเร็วสูง จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจได้ดีเพียงใด ดิฉันเสนอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมมีดําริอย่างเร่งด่วนในการเชื่อมต่อ ที่เขาจะเสร็จแล้วในปี ๒๕๖๔ แล้วก็ ขอให้ไม่คิดนอกกรอบจนเกินไปในเรื่องของราง ไม่เอารางการก่อสร้างเล็กกว่าเขา เราจะเพิ่ม รางที่กว้าง ถ้าเล็กกว่าเขาเราจะได้เพิ่มรางเท่ากับของเขาเพราะการเชื่อมต่อค่ะ รางก็ควรเป็น อันเดียวกับเขาที่เขาสร้างเสร็จ ๑.๔๓ เมตร แล้วมันก็จะเชื่อมเหมือนกับเชื่อมโลกได้เลย ทีเดียว ดิฉันสนับสนุนให้มีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย จะทําให้รถไฟ สายนี้เป็นรถไฟสายไหมแห่งศตวรรษที่ ๒๑ และจะเสริมสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย ในการขนส่งเชื่อมโยงกับนานาประเทศที่ดิฉันได้กล่าวมาแล้ว ฉะนั้นเงินภาษีราษฎรของ คนไทยทั้งประเทศ ๑.๗ แสนล้านบาทจะทําให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย ไม่ใช่เฉพาะ ภาคอีสานเท่านั้น ถ้ามณฑลยูนนาน ถ้าประเทศเวียดนามเดินทางด้วยรถไฟสายไหมนี้ จากคุนหมิงมากรุงเทพมหานครผ่านกี่จังหวัดคะ แล้วเขาอยากจะไปที่จังหวัดใด ดิฉัน โดยเฉพาะลงไปอีกว่าจังหวัดอุดรธานี จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม จังหวัดหนองคาย จังหวัดเลย จังหวัดหนองบัวลําภูนั้นจะได้รับประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านสมาชิกที่มีความประสงค์จะอภิปรายก็เสนอชื่อเข้ามานะครับ เพื่อว่าญัตติต่อไป ๕.๒ จะได้รู้เวลา ของท่านวีระกร ของคุณหมอจาตุรงค์ แล้วก็ของคุณผ่องศรี จะได้ประมาณเวลา ได้ถูกนะครับ ท่านละ ๗ นาที สมมุติว่าเราทราบบุคคลที่แน่นอนแล้วก็จะได้คํานวณเวลาได้ เจ้าของญัตติเขาจะได้เตรียมตัวครับ ต่อไปคุณธีรภัทร พริ้งศุลกะ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญหรือ การส่งเรื่องให้กรรมาธิการสามัญ คณะกรรมาธิการการคมนาคมเพื่อพิจารณาเส้นทางรถไฟ ความเร็วสูง ผมเป็นคนสุราษฎร์ธานี อยู่ภาคใต้ รถไฟความเร็วสูงเมื่อเริ่มมีการสร้างแล้ว ระยะทางเกือบ ๑,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร และใช้เวลาสร้างกว่าจะเสร็จเกือบ ๒๐ ปีหรือ ๓๐ ปี ถึงเวลานั้นอาจจะต้องใช้งบประมาณเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นผมจึงขอ นําข้อมูลบางส่วนเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่อาจจะมีการตั้งขึ้นในส่วน ของความเป็นจริงและความเป็นไปได้เกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟซึ่งพึงจะมี นโยบายในการ ขยายรถไฟไปสู่ภาคส่วนของประเทศต่าง ๆ เริ่มได้มีมาในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีการ ก่อสร้างรถไฟเพิ่มเติมจากจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย อําเภอเด่นชัย หรือจากโคราช ไปจังหวัดนครพนม ในส่วนเส้นทางของทางภาคใต้นั้นมีการพิจารณามากันเป็นระยะเวลา นานแล้ว เส้นทางเชื่อมระหว่างอันดามันและอ่าวไทย คือเส้นทางสายจังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดสุราษฎร์ธานีและมีบางส่วนจากจังหวัดพังงาขยายต่อไปยังจังหวัดกระบี่ เส้นทางเส้นนี้เป็นเส้นทางหลักที่มีศักยภาพในการเชื่อมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวจากทั้ง ๒ ด้านของชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวในแต่ละปีเกือบ ๓๐ ล้านคนที่มาเที่ยวในแถบนี้ก็คือจังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่และ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๘๐ เปอร์เซ็นต์ใน ๓๐ ล้านคน เลือกที่จะท่องเที่ยวในพื้นที่แถบนี้ ปัจจุบันทางรถไฟเส้นนี้เป็นเพียงทางรถไฟสั้น ๆ เดินทางจากชุมทางทุ่งโพธิ์ ไปยังสถานี อําเภอคีรีรัฐนิคม และไม่ได้มีการขยายต่อเส้นทางนี้ไปยังจังหวัดภูเก็ต ทั้ง ๆ ที่ยังมีแผนการ ในการขยายเส้นนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๔๘๘ ท่านประธานครับ เส้นทางจากสถานี ทุ่งโพธิ์ไปจนถึงจังหวัดภูเก็ตนั้น ระยะทางทั้งหมดประมาณเกือบ ๒๐๐ กิโลเมตร โดยประกอบจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปจนถึงตําบลท่านุ่น อําเภอตะกั่วทุ่ง ระยะทาง ประมาณ ๑๖๐ กว่ากิโลเมตร และประมาณอีก ๔๐ กิโลเมตรเป็นรถไฟรางเบาหรือที่เรียกกันว่า แมส ไลต์ เรลเวย์ (Mass light railway) ระยะทางอีกประมาณ ๔๐ กิโลเมตร ซึ่งเริ่มจาก ท่านุ่นไปยังท่าอากาศยานภูเก็ตและไปถึงห้าแยกฉลอง งบประมาณใช้ไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนรถไฟจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปยังท่านุ่น จังหวัดพังงา อีกประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สามารถเชื่อมการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ระยะทางไม่มาก สามารถดําเนินการได้โดยเริ่มจากแผนที่เรามีในปัจจุบันนี้ ขอให้กรรมาธิการได้มีโอกาส ติดตามในเส้นนี้ด้วย ระยะทางจะมีถึง ๑๒ สถานี ต่อจากอําเภอคีรีรัฐนิคมไปอําเภอพนม ไปอําเภอบ้านตาขุน ไปอําเภอปลายพระยา ไปที่อําเภอทับปุด และจากที่อําเภอทับปุด สามารถที่จะต่อขยายไปยังสนามบินจังหวัดกระบี่เพื่อเชื่อมการท่องเที่ยว และจากสถานีทับปุด ก็จะเดินทางไปยังสถานีตะกั่วทุ่งและไปจบที่สถานีท่านุ่นในที่สุด นี่คือเส้นทางหนึ่งซึ่งเชื่อม จากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปยังฝั่งอันดามัน กับอีกเส้นทางหนึ่งจากสถานีสุราษฎร์ธานีไปยัง อําเภอดอนสัก เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่อยู่ในแผนและอยู่ในแนวคิดของสํานักงานนโยบาย และแผนการขนส่งมาเป็นเวลานานแล้ว ได้มีการสํารวจออกแบบเส้นทางนี้แล้ว เส้นทางนี้ จะใช้ระยะทางประมาณ ๗๐ กว่ากิโลเมตร บนเส้นทางเดิมโดยออกจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี สถานีเดิม ๓ สถานี และไปเข้าทางหลวงที่เรียกว่าเซาเทิร์น ซีบอร์ด (Southern seaboard) ซึ่งได้มีการทําไว้แล้วก็คือทางหลวง หมายเลข ๔๔ บริเวณตรงกลางได้มีการเว้นไว้เพื่อทําการ ขนส่ง ซึ่งตรงนี้เหมาะสมสําหรับการสร้างเส้นทางรถไฟเป็นอย่างยิ่ง ระยะทางช่วงนี้ก็อีก ประมาณ ๓๐ กว่ากิโลเมตร หลังจากนั้นก็จะไปจบปลายทางที่อําเภอดอนสัก เมื่อเราได้ทํา ตั้งแต่อําเภอดอนสักมาถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานีไปจนถึงจังหวัดพังงา และจังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ตด้วยการใช้รถไฟรางเบา ผมเชื่อว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องในบริเวณจังหวัดภาคใต้ทั้งหมด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ สนข. ได้มีการออกแบบและดําเนินการมานานแล้ว แต่ยังอยู่ในช่วงที่ยังใช้เวลาในการดําเนินการ และออกแบบ ถามว่าทําไมเรื่องนี้จึงไม่ได้มีการพัฒนาหรือยกระดับให้มีการก่อสร้างได้ชัดเจนภายใน ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ งบประมาณไม่มากเลย จากอําเภอดอนสักมาถึงสุราษฎร์ธานีประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปจังหวัดพังงาอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และในบริเวณของจังหวัดภูเก็ตเองอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งหมดนี้ใช้งบประมาณประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างที่ผมได้นําเรียนข้างต้น ไม่ได้มากเลยครับ ผมขออ้างคําพูดของ ท่านอาจารย์สุรเชษฐ์ด้วยซ้ําที่ว่างบประมาณส่วนนี้ถ้าเราได้มีการจัดสรรได้อย่างเหมาะสม มีการสร้างอย่างเหมาะสม เงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทสามารถตัดทอนมาดําเนินการในส่วนนี้ได้ และสามารถดําเนินการให้เสร็จเหมือนอย่างคําที่เด็ก ๆ ใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือขอให้ใช้คําว่า ขอให้มันจบในรุ่นเรา สําหรับผมขอเพียงแต่ว่าขอให้มันสร้างเสร็จในรุ่นเรา ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเกษม ศุภรานนท์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม เกษม ศุภรานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ เขต ๑ จังหวัดนครราชสีมา ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าจังหวัดนครราชสีมาหรือโคราชนั้นช่วงนี้เงียบเหงาไม่เหมือนสมัยก่อนครับ เราเป็นประตูสู่อีสาน ท่านประธานคงอยากจะไปโคราชสักเดี๋ยว มันเดี๋ยวไม่ได้เพราะไม่มี เครื่องบิน เครื่องบินจะบินข้ามไปจังหวัดข้างเคียงของเรา มีสนามบินแต่ว่ายังใช้ประโยชน์ ไม่ได้ พวกเรารอตลอด รอเรื่องเหล่านี้ รอความเจริญสู่โคราชเราซึ่งมีทั้งหมด ๓๒ อําเภอ เดี๋ยวนี้จะเพิ่มอีก ๕ อําเภอ เป็น ๓๗ อําเภอแล้ว ใหญ่โตมาก เพราะฉะนั้นเรื่องรถไฟความเร็วสูง ที่มีเพื่อนสมาชิกได้กรุณาอภิปรายแล้วก็พูดถึงรายละเอียด ผมเองเฝ้ารอไม่ว่าจะเป็นทาง มอเตอร์เวย์ (Motorway) ซึ่งเราดูแล้วโคราชถ้ามีมาเราก็จะมีความสุข ในขณะเดียวกัน รถไฟความเร็วสูงนําเรียนท่านประธานเลยมีประโยชน์มาก และกราบขอบพระคุณ นายกรัฐมนตรี ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ฯพณฯ รัฐมนตรีที่มีแนวดําริที่สร้างจริง ปฏิบัติจริง ให้กับคนโคราชแล้วก็ให้กับชาวไทย เรียนด้วยความเคารพว่าในระยะทาง ๒๕๓ กิโลเมตร ที่ลงสู่ชาวโคราชนั้นเป็นเรื่องที่เราสบายใจ เพื่อจะแก้ปัญหาเรื่องการบิน เพราะว่าสนามบิน ในโคราชเรามีแต่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ อยากจะเรียนท่านประธานว่าประโยชน์ของรถไฟ ความเร็วสูงในเรื่องเศรษฐกิจ ในเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม🔗
ผมอยากจะกราบเรียนด้านสังคมก่อนนะครับ เราประหยัดเรื่องคุณภาพชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลปีใหม่ เทศกาลตรุษจีน เทศกาลอะไรก็แล้วแต่ที่เราเสียชีวิตกันมาก ๆ เสียใจแล้วก็เสียความรู้สึกที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์เรา ตายกันหลายศพครับ ถ้าหากเรามี รถไฟความเร็วสูงเหล่านี้เราจะเซฟ (Save) ชีวิตได้ทางด้านสังคมเรียนด้วยความเคารพว่า คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นท่านครับ ลูกหลานจะมาจากกรุงเทพฯ ไปทํางานหาเงินมาเลี้ยง สู่ครอบครัวก็จะดีขึ้น และโดยเฉพาะสังคมในโคราชเราก็จะมีความสุข ไปไหว้ย่าโมสักเดี๋ยว ไปเที่ยวพิมายสักเดี๋ยว มันก็จะมีความสุขกันโดยรถไฟความเร็วสูง🔗
ด้านเศรษฐกิจ ต่อในอนาคตนี้มันจะมีท่าเรือบกที่จะผลิตเป็นฮับ (Hub) ของโคราชเราที่จะส่งสินค้าเข้าไปในจังหวัดระยอง อีอีซี (EEC) หลายสิ่งหลายอย่างมันจะ ประสานกันสอดคล้องกันหมด นั่งรถไฟไปลงที่โคราช มันสะดวกจริง ๆ ท่านประธาน แต่เสียอย่างเดียวมันช้าไปนิดหนึ่งครับ อยากให้ทําเร็ว ๆ นะครับ ประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเคลื่อนที่เรื่องการเกษตรสด ๆ จากกรุงเทพฯ ลงโคราช โคราชมากรุงเทพฯ มันจะช่วยได้เยอะเรื่องเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวก็ช่วยได้เยอะ ลดหย่อนเวลาในการเดินทาง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุด อยากจะให้มันจบนะครับ โครงการนี้จะจบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ตอนนี้ยังไม่สมบูรณ์เท่าไร ก็เรียนฝากท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรีและ ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอยากให้ช่วยกรุณาในเรื่องนี้ด้วยครับ🔗
เรื่องสิ่งแวดล้อม มลพิษสิ่งแวดล้อมก็จะหมดไปถ้าเรามีรถไฟอย่างนี้นะครับ ผ่านไปเถอะครับ โคราชผ่านกลางเมือง ไปโรงแรมสีมาธานี ไปที่ห้าแยกนิ้งหน่องหรือสถานี หัวรถไฟ ทราบจากเพื่อนกันว่าตอนนี้เขาจะสร้างศูนย์ซ่อมสร้าง ไม่ซ่อมแล้วนะครับ จะเป็น ห้างสรรพสินค้าแล้ว มันก็จะพาความเจริญมาสู่ชาวโคราช เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่เราสบายใจ แล้วเรามีความสุข แล้วอยากจะส่งเสริม สนับสนุนให้มีการสร้างอย่างโดยเร็ว และมีการสร้าง อย่างปกติ ทําอะไร คิดอะไรมันก็จะมีแต่อุปสรรค บางครั้ง ๒ บวก ๒ เป็น ๔ บางครั้ง ๔ บวกศูนย์ก็เป็น ๔ ๓ บวก ๑ ก็เป็น ๔ ถึงแม้จะมีอุปสรรคเราก็แก้ไขปรับปรุงพัฒนาไป🔗
เรื่องที่ผมอยากจะนําเรียนท่านประธานอีกเรื่องหนึ่งก็คือ โคราชเป็นประตู สู่อีสานเรา เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติก็อธิบายไปแล้ว ถ้ามาถึงโคราชแล้วขยายไป เถอะครับจังหวัดหนองคาย ขยายไปเถอะครับจังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น ซึ่งจะต่อเนื่องไป เรื่องเหล่านี้ก็เรียนด้วยความเคารพว่าเรามีความสุขกับโครงการดี ๆ อย่างนี้ นอกจากมอเตอร์เวย์ (Motorway) แล้วนะครับ สําคัญที่สุดก็คือจะเป็นเวทีสู่ประตูโลก ท่านประธาน จะมาจากลาวก็ดี เพื่อนสมาชิกเราบอกว่าจะไปเที่ยวดานังสักเดี๋ยว ก็ไปได้ สะดวก ด้วยความเคารพครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมนําเรียนเพื่อเป็นปากเสียงให้กับ ชาวโคราช ซึ่งผมอยู่เขต ๑ ก็รถไฟจะผ่านอยู่แล้วครับ เมื่อก่อนเห็นแต่รถไฟปู้นปู้น เดี๋ยวนี้ อยากเห็นความเร็วสูง ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างประเทศ อิจฉาเขาครับ เขามีรถไฟความเร็วสูง นานแล้ว จนเก่าหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ขนกระเป๋าใหญ่ ๆ ขึ้นปู้ดป้าด ๆ ของเราเมื่อไรจะมาสักที รออยู่ครับท่านประธาน แล้วก็เรียนเชิญท่านประธาน ไปเที่ยวโคราชด้วยหากรถไฟเสร็จนะครับ ก็คงจะใช้เวลาอันมีค่าของสภาประมาณนี้ ก็สรุป โดยสังเขปก็คือด้านเศรษฐกิจเราจะประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วประหยัดคนประหยัดเงินในการที่เราขนส่งคน และที่สําคัญที่สุดก็คือจะเป็นประตู สู่เวทีโลก และสําคัญที่สุดก็คือสิ่งแวดล้อมจะดีขึ้น อากาศก็จะสดใสเมื่อมีรถไฟความเร็วสูง ผ่านไปนะครับ ด้วยความเคารพครับ ใช้เวลาประมาณนี้ กราบขอบคุณท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งครับ🔗
ขอบคุณครับ เหลืออีก ๓ ท่านนะครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมว่าได้แจ้งความจํานงเข้ามาก็มีทั้งหมด ๓ ท่าน ก็ขออนุญาตว่าจบ ๓ ท่านแล้วก็ถือว่าจบนะครับ แล้วก็จะได้ให้เจ้าของญัตติสรุปได้ แล้วก็หลังจากนั้นก็จะได้ขอมติที่ประชุมครับ เพราะฉะนั้นมีเวลา วาระต่อไปก็กรุณา เตรียมตัวได้นะครับ ต่อไปท่านวัชรพล โตมรศักดิ์ เจ้าของพื้นที่นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ โคราช พรรคชาติพัฒนา ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาต ได้ขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้กรุณาเสนอ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา ตรวจสอบและติดตาม การดําเนินการโครงการรถไฟ ความเร็วสูงช่วง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และช่วง นครราชสีมา-หนองคาย ซึ่งจริง ๆ แล้วผมเอง ก็ตั้งใจที่จะยื่นญัตติเรื่องนี้เข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุผลที่อยากจะขออนุญาตได้ให้ ทางรถไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ดําเนินการในการที่จะตรวจสอบ ต้องขออนุญาตได้ชื่นชมและกราบขอบคุณรัฐบาลในสมัยที่แล้วที่ท่านกรุณาได้ดําเนินการ ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งถือว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับคนอีสาน และที่สําคัญกว่านั้นก็คือให้กับประเทศชาติ ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ เพราะว่ารถไฟ ความเร็วสูงที่เกิดขึ้นในช่วงแรกที่เริ่มต้นตั้งแต่ ปี ๒๕๖๐ คือวันที่ ๑๑ กรกฎาคม จะเป็น รถไฟสายประวัติศาสตร์ความเร็วสูงจากมาบกะเบาไปที่สถานีรถไฟจิระหรือนครราชสีมานั้น ถือว่าเป็นโครงการที่ก่อประโยชน์ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมขออนุญาตได้ลุกขึ้นมาอภิปราย ต่อท่านประธานก็คือว่าในโครงการที่เกิดขึ้น ได้เกิดความสับสนและเกิดข้อกังขาให้กับพี่น้อง ชาวจังหวัดนครราชสีมา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านประธานคงจะทราบข่าวในช่วงปี ๒ ปีที่ผ่านมา ว่ามีการดําเนินการในการออกแบบก่อสร้างรถไฟทางคู่ก็ดี หรือรถไฟความเร็วสูงก็ดีที่จะ มีการดําเนินการในการผ่าเมืองโคราช จึงทําให้จังหวัดรวมไปถึงองค์กรต่าง ๆ และตัวกระผมเอง ได้มีการร่วมประชุมหารือกับทางการรถไฟแห่งประเทศไทยมาโดยตลอด แต่พอท้ายที่สุดแล้ว หลังจากเดิมที่มีการออกแบบในการที่จะให้รถไฟทางคู่อยู่บนทางดิน แล้วก็รถไฟความเร็วสูง ยกระดับขึ้น มันเกิดปัญหาครับ เพราะตัวเมืองโคราชจะถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน และสิ่งสําคัญไปกว่านั้นก็คือนอกจากการแบ่งเป็น ๒ ส่วนแล้ว จุดตัดถนนต่าง ๆ จะเกิด ปัญหาในการที่พี่น้องประชาชนจะข้าม เพราะไม่สามารถจะข้ามได้เลยครับ เพราะต้องทํา เป็นยูเทิร์น (U-turn) เกือกม้าเป็นจุด ๆ นี่คือสิ่งหนึ่งที่ชาวโคราชได้ลุกขึ้นมาร้องขอ ให้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยและโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ทบทวน ท่านอดีตรักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยท่านได้ลงไปหารือกับพี่น้องชาวโคราช แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้รับปากแล้วมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยให้การรถไฟนั้น ดําเนินการในการที่จะสร้างยกระดับเพียงครึ่งหนึ่งระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร ก็คือรถไฟ ที่จะเข้าสู่เมืองโคราชในช่วงอินเตอร์เชนจ์ (Interchange) คือบายพาส (Bypass) ผ่านเมือง ก็จะยกระดับขึ้น แล้วก็ไปทุบสะพานสีมาธานี นอกจากนั้นก็จะไปลดระดับลงบริเวณสถานีจิระ แล้วก็เรื่อยไปสู่สะพานหัวทะเล สิ่งหนึ่งที่วันนี้ชาวโคราชยังกังวลแล้วได้เกิดเป็นคําถาม ที่ผมอยากจะกราบเรียนฝากก็คือว่าอยากจะเห็นการรถไฟแห่งประเทศไทยมีโอกาสได้กลับไป พูดคุยกัน เพราะในขณะนี้แบบที่ออกมาก่อนจะเข้าสู่ถนนบายพาส (Bypass) เลี่ยงเมือง มีตําบลบ้านใหม่ ซึ่งเป็นตําบลใหญ่มีประชากร ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คน มีบ้านจัดสรรจํานวน หลายโครงการ พี่น้องประชาชนเคยใช้เส้นทางข้ามทางรถไฟและเข้าสู่ตัวเมืองอย่างสะดวก ทราบข่าวว่าในแบบที่ออกมานั้นเป็นการยกระดับด้วยการพูนดิน นี่คือสิ่งหนึ่งจะทําให้เมือง ถูกผ่าออกเป็น ๒ ซีก และสําคัญไปกว่านั้นก็คือจุดกลับรถก็จะมีปัญหาอีกครับ จะลดจํานวนลง แล้วอุโมงค์ที่จะกลับรถนั้นรถใหญ่ไม่สามารถที่จะวิ่งลอดได้ ตรงนี้ถึงอยากจะเห็นมีการ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะมีการพิจารณาในการที่จะออกแบบให้คุ้มกับการลงทุน นอกเหนือกว่านั้นสิ่งหนึ่งที่ท่าน ส.ส. เกษม ที่ท่านเป็น ส.ส. เขต ๑ ได้พูดไป ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ก็คือการที่การรถไฟแห่งประเทศไทยจะไปสร้างศูนย์ซ่อมบริเวณสถานี นครราชสีมา ผมเองได้มีโอกาสได้พูดคุยกับท่านผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยท่านใหม่ ท่านเห็นด้วยครับ บนพื้นที่ ๒๐๐ กว่าไร่ในเขตเมืองจะมาสร้างโรงซ่อมนั้นเป็นไปไม่ได้ จึงอยากที่จะเห็นท่านไปรับปากกับคนโคราชในการที่บอกว่าเราจะย้ายศูนย์ซ่อมนี้ ออกนอกเมืองเพื่อที่จะทําให้บริเวณสถานีแห่งนั้นได้เป็นแลนด์มาร์ก (Landmark) ไม่เหมือน ที่อําเภอพล จังหวัดขอนแก่น วันนี้รถไฟไปผ่าเมืองทําให้พี่น้องเดือดร้อนเป็นจํานวนมาก แล้วนอกเหนือจากนั้นยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่พี่น้องชาวโคราชต้องการคําตอบ ก็คือที่ การรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นจะมีการทุบสะพานตรงบริเวณข้ามไปฝั่งตําบลหัวทะเลหรือไม่ ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมขออนุญาตได้กราบเรียนท่านประธานในฐานะตัวแทนของพี่น้อง ชาวโคราชเราเห็นด้วยกับโครงการอย่างนี้ เพราะจะเป็นโครงการที่ก่อประโยชน์ให้กับ คนอีสานได้เดินทางสู่กรุงเทพมหานคร และในอนาคตจะมีการต่อรถไฟไปถึงจังหวัดหนองคาย ข้ามฝั่งไปประเทศจีน จะทําให้มีการค้าขาย มีการแลกเปลี่ยน มีการท่องเที่ยว มีการ สร้างรายได้ แต่เราไม่อยากจะเห็นงบประมาณที่ลงทุนไปนับแสนล้านบาทได้ก่อให้เกิด ผลเสียหายต่อเมืองต่าง ๆ รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ น่าจะเป็นประโยชน์ น่าจะเป็น ความงดงามกับการลงทุนคุ้มค่า ตรงนี้ครับ ท้ายที่สุดก็คือผมอยากให้กรรมาธิการได้มีการตั้ง กรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา เพื่อที่จะได้ลงลึกไปตรวจสอบดูถึงความต้องการและในการ ดําเนินการออกแบบมากกว่าการที่จะให้ที่ปรึกษาโครงการเป็นคนคิดแบบ คิดโครงการ โดยไม่ทราบถึงผลกระทบและสิ่งที่จะตามมากับพี่น้องประชาชน การลงทุนครั้งนี้ครับ เป็นจํานวนเงินมหาศาล ผมอยากให้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ได้ประโยชน์กับพื้นที่ ได้ประโยชน์ กับพี่น้องประชาชน และที่สําคัญที่สุดก็คือการลงทุนเพื่ออนาคตในการที่จะทําให้เมือง สวยงาม ทําให้การรถไฟนั้นมีประโยชน์ และสําคัญไปกว่านั้นก็คือโคราชเป็นประตูสู่อีสาน เป็นไปไม่ได้เลยครับที่จะเอาโรงซ่อมไปไว้ในตัวเมืองที่ ๒๐๐ กว่าไร่ เป็นไปไม่ได้เลยครับ ที่ตําบลบ้านใหม่ที่ท่านจะไปพูนดินแล้วยกระดับทางรถไฟ ทั้ง ๆ ที่ท่านควรจะทําทางรถไฟ แบบยกระดับ ทั้งหมดทั้งปวงผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในการที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา ตรวจสอบและติดตามการดําเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา เพื่อให้เป็นทางรถไฟความเร็วสูงสายแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความงดงามและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นความพอใจของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาวโคราช กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณฐิตินันท์ แสงนาค ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๑ ตัวแทนคนเมือง พรรคภูมิใจไทย ญัตติที่จะอภิปรายต่อไปนี้เป็นญัตติที่ผมภูมิใจที่สุด ตั้งแต่เป็น ส.ส. มาปีกว่า เพราะอะไรหรือครับ การศึกษารถไฟความเร็วสูงเส้นทางภาคอีสาน มันเป็นความฝันของคนภาคอีสาน และผมเชื่อว่าเป็นความฝันของพี่น้องประชาชนทุกภาค ของประเทศไทยที่จะได้มีโอกาสใช้รถไฟความเร็วสูง อย่าลืมนะครับ รถไฟที่เราใช้อยู่ปัจจุบัน เกือบ ๑๐๐ ปีนะครับ บางขบวนยังใช้อยู่ มีสมาชิกหลายท่านพูดรายละเอียดไปแล้วว่า ต่างประเทศเขาใช้กันมานานแล้ว แต่ของเรามันเป็นเพียงภาพในฝัน ไม่ต้องไปคิดเล็กคิดน้อย ไม่ต้องไปมองถึงความคุ้มค่าของการลงทุนครับ มันเป็นบริการสาธารณประโยชน์ สิ่งที่จะได้ กับประชาชนและประเทศชาติ แน่นอนครับ ความคุ้มค่ามันมีอยู่แล้ว แต่คงไม่ใช่ ณ ตอนนี้ ท่านลองดูโครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ (Tollway) สิครับ เป็น ๑๐ ปีนะกว่าจะมีผู้ใช้ ที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ หรือแม้แต่โครงการ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport rail link) ก็ต้องปิดเป็นบางช่วง เพราะว่าไม่มีผู้โดยสาร ขาดทุน นั่นคือการเริ่มโครงการ ปัจจุบันนี้ ท่านไปดูสิครับ ไม่มีที่จะยืน สิ่งสําคัญที่สุดของประเทศไทยเราก็คือเรื่องของการคมนาคม ซึ่งจะทําให้ประชาชนทุกคนเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ํา คนที่พอมีรายได้ก็สามารถใช้ รถยนต์ส่วนตัว คนที่รายได้น้อยก็ใช้รถเมล์ รถไฟเก่า ๆ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง เราเคยได้ยิน เป็นประจํา ท่านสมาชิกทั้งหมดในสภานี้ครับ มีท่านสมาชิกบอกว่าให้มันจบในรุ่นเราเถอะ ผมขอเรียกร้องว่าให้รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพมหานคร-โคราช โคราช-ขอนแก่น อุดรธานี-หนองคาย จบในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ นี้ ผมเชื่อว่าหลายท่านมาเป็น ส.ส. เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยากจะสร้างประวัติศาสตร์ ให้ตัวเองในการเข้ามาเป็นสมาชิกในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ วิธีนี้คือวิธีหนึ่งที่เราจะสร้าง ประวัติศาสตร์ให้ตัวเราเองได้ให้สภาแห่งนี้ นั่นก็คือทําคุณประโยชน์ให้บ้านเมือง เริ่มที่ เส้นทางรถไฟสายนี้ก่อนครับ ส่วนจะขยับขยายไปที่ภาคเหนือ ภาคใต้ ผมว่าโอกาสเป็นไปได้ สูงมาก เรื่องเทคโนโลยีการดําเนินงานท่านประธานทราบไหมครับ จังหวัดขอนแก่นของผม มีโรงงานผลิตรางรถไฟส่งต่างประเทศ หัวลากที่ท่านเห็นอยู่ตามสนามบินสุวรรณภูมิส่วนหนึ่ง เมด อิน ขอนแก่น (Made in Khon Kaen) ครับท่านประธาน เป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ นี่ผมยกตัวอย่างแค่จังหวัดขอนแก่นจังหวัดเดียวนะครับ ผมว่า ทั่วประเทศหลายจังหวัดมีศักยภาพที่จะสามารถผลิตได้ เทคโนโลยีสมัยนี้ทันกันครับ โลกรู้ เรารู้เพราะระบบโซเชียล (Social) มันสามารถจะรู้ถึงกันได้ ไม่เหมือนเมื่อก่อนต้องโทรเลข โทรศัพท์ ปัจจุบันนี้โลกรู้อะไร เรารู้ทันกัน เทคโนโลยีมันสามารถถ่ายทอดกันได้ ผมเชื่อว่า วิศวกร สถาปนิกไทย เก่งไม่แพ้ใครในโลก ผมเคยเป็นช่างมาก่อน ผมจบเทคนิคยานยนต์ ผมชนะเลิศการประกวดฝีมือมา อันดับ ๑ ของภาคอีสาน อันดับ ๒ ของประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมมองว่านั่นคือเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีมันไปเร็วมาก คนรุ่นใหม่ หัวไว ฉลาด ผมคิดว่า ณ วันนี้พวกเขาเหล่านั้นถ้ามีโอกาสที่จะเอาเขาเข้ามาช่วย ผมว่า แทบจะไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ คนเก่ง ๆ ในประเทศไทยเราไปทํางานเป็น วิศวกร เป็นผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเยอะมาก ถ้าเราจะมีโครงการระดมสมองคนเก่งคืนถิ่น ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ผมว่าทุกคนรักชาติ รักประเทศไทย มาช่วยกันพัฒนาด้วยกัน นอกจากรถไฟความเร็วสูง จังหวัดขอนแก่นเดี๋ยวนี้มีท่าเรือบกแล้วนะครับ เริ่มทํากันมาแล้ว และเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกจากโคราช ขออนุญาตที่เอ่ยนาม เขาบอกว่าที่โคราชก็มี เพราะฉะนั้นงบประมาณในการลงทุน ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมว่ามันจิ๊บจ๊อยมากเลย ไม่เชื่อ ท่านประธานลองดูรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินที่กรุงเทพฯ ไม่กี่กิโลเมตรเองใช้งบประมาณ มหาศาล แต่นี่บริการคนทั้งภาคกลาง ภาคอีสาน ซึ่งเป็นประชากรที่มีจํานวนมากที่สุด ในประเทศไทย ผมว่าพี่น้องประชาชนคนไทย โดยเฉพาะภาคอีสานคงจะภูมิใจมาก และสําคัญเหนืออื่นใดผมว่าพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ นี้จะต้องถูกจารึก ไว้ในสภาแห่งนี้ ในสัปปายะสภาสถานแห่งนี้ว่าพวกเราเป็นผู้สร้างสรรค์ความเจริญ ให้ชาติบ้านเมือง กอบกู้ภาพลักษณ์ของเราให้ประชาชนเชื่อมั่นเชื่อถือว่า ส.ส. มีประโยชน์ สนับสนุนโครงการนี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านสุดท้าย คุณเทพไท เสนพงศ์🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ต่อญัตติของเพื่อนสมาชิก ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องรถไฟความเร็วสูงช่วง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา นครราชสีมา-หนองคาย ก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมเองก็ยินดี สําหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงในภาคอีสาน ซึ่งเข้าใจว่าก็เป็นความจําเป็นที่จะต้อง เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านจากประเทศจีนมาประเทศลาว แล้วก็จะจังหวัดหนองคาย เข้ามาส่งกรุงเทพฯ ในขณะเดียวกันในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากพื้นที่ภาคใต้ ก็จะขออนุญาต ท่านประธานอภิปรายในเรื่องนี้ไปถึงรถไฟความเร็วสูงในพื้นที่ภาคใต้ด้วยครับ เพราะว่าพื้นที่ ภาคใต้ก็ต้องยอมรับว่าถ้าหากจะทํารถไฟความเร็วสูงให้ครบวงจรก็ต้องผ่านไปยังพื้นที่ภาคใต้ ไปสู่ประเทศมาเลเซีย แล้วก็ประเทศสิงคโปร์ด้วย แต่ว่าวันนี้ความคืบหน้าของรถไฟความเร็วสูง ในพื้นที่ภาคใต้แทบจะไม่มีเลยครับ ก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าคนภาคใต้ไม่ได้คาดหวัง เรื่องรถไฟความเร็วสูงเท่าไรหรอกครับ คนภาคใต้ขอแค่รัฐบาลได้ทํารถไฟรางคู่ก็เพียงพอแล้ว ผมคิดว่าสามารถที่จะเร่งความเร็วได้ครับ ถ้าพูดถึงรถไฟความเร็วสูง แล้วมาพูดถึงรถไฟทางคู่ ก็ต้องเรียนกับท่านประธานนะครับ ผมยังจําได้ว่ารถไฟรางคู่เกิดขึ้นในยุคที่ท่านประธานเป็น นายกรัฐมนตรี ถ้าท่านประธานเห็นภาพนี้เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ท่านประธานในฐานะ นายกรัฐมนตรีได้ทําพิธีตอกหมุดรถไฟรางคู่ที่สะพานพระรามหก ซึ่งมีท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดอกเตอร์มานะ มหาสุวีระชัย ถ้าจําไม่ผิด ตอนนั้นอาจจะเป็นเลขารัฐมนตรี นี่คือภาพประวัติศาสตร์ครับ รถไฟรางคู่เกิดขึ้นในยุค ท่านประธาน ที่ท่านประธานคิดเรื่องนี้มาเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๓๖ ครม. ได้เห็นชอบ ในช่วงแรกให้ดําเนินการสร้างรถไฟรางคู่ เส้นทางชานเมือง ๔ เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางคลองรังสิต ชุมทางภาชี-ลพบุรี เส้นทางหัวหมาก-ฉะเชิงเทรา เส้นทางบางซื่อ-ตลิ่งชัน-นครปฐม และชุมทางภาชี-มาบกะเบา ระยะทาง ๒๓๑ กิโลเมตร วงเงิน ๗,๐๖๔ ล้านบาท ช่วงนั้น วงเงินก็ไม่มาก แต่ว่าท่านประธานก็ได้เริ่ม แล้วก็ได้วางรากฐานการสร้างรถไฟรางคู่ แล้วก็ถ้าหากว่าท่านประธานดูโครงการรถไฟรางคู่ที่สืบเนื่องกันมาในยุคท่านประธาน แล้วท่านประธานก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ๒ ครั้ง ท่านประธานก็ได้ผลักดันเรื่องนี้ แต่ว่าพอมา ยุคอื่น ๆ ก็จะได้เห็นว่าความคืบหน้าในการสร้างรถไฟความเร็วสูงน้อยมากครับ เราก็ไปมุ่งเน้นเรื่องรถไฟความเร็วสูง เพราะกระแสโลกต้องการเรื่องรถไฟความเร็วสูงนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วให้มันเหมาะสมกับประเทศไทย ผมคิดว่ารถไฟรางคู่สามารถที่จะไม่ต้องรอ สับรางตามสถานีต่าง ๆ สามารถที่จะทําความเร็วได้พอ ๆ กับเครื่องบิน โดยเฉพาะพื้นที่ ในภาคใต้ที่นิยมโดยสารรถไฟเยอะแล้วก็สูง ก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าถ้าหากว่า มีรถไฟรางคู่สามารถทําความเร็วได้ โดยไม่ต้องสับหลีกรอเวลา จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ปกติ ๑๒-๑๓ ชั่วโมง อาจจะเหลือ ๖ ชั่วโมง ถ้าเปรียบเทียบกับ ๖ ชั่วโมงกับการโดยสาร เครื่องบินเวลาไม่ต่างกันมากหรอกครับ เราโดยสารเครื่องบินกว่าจะเดินทางมาที่สนามบิน กว่าต้องมารอเช็กอิน (Check in) รอสแกน (Scan) สัมภาระขึ้นเครื่องบิน กว่าจะลง สนามบินดอนเมือง กว่าจะรอแท็กซี่ กว่าจะเดินทางผมว่าระยะทาง ๓-๔ ชั่วโมงเช่นเดียวกัน แต่ว่าจริง ๆ ในวันนี้ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสําคัญเกี่ยวกับ รถไฟรางคู่มากนัก เพราะกระแสโลกไปสนใจเรื่องรถไฟความเร็วสูงกันมากเราก็เลยพูดถึง รถไฟความเร็วสูง ผมเห็นว่าการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงผมก็ไม่ได้คัดค้านนะครับ ถ้ามีความจําเป็นก็ทํา แต่ว่าโครงสร้างพื้นฐานความจําเป็นของพี่น้องประชาชนก็คือรถไฟรางคู่ ถ้าสร้างรถไฟรางคู่ค่าโดยสารก็ต้องเรียนท่านประธานว่าค่าโดยสารรถไฟประเทศไทยก็ถูกมาก ราคาต่อกิโลเมตรไม่มากนัก ประชาชนระดับชาวบ้านที่ต้องการความปลอดภัยสูง แล้วก็มี ความเร็วพอสมควรเขาก็มีศักยภาพหรือมีกําลังซื้อที่จะโดยสารรถไฟได้ครับ แต่ว่าเวลาสร้าง รถไฟความเร็วสูงก็ต้องเรียนกับท่านประธาน ถ้าคํานวณค่าโดยสารต่อกิโลเมตรแล้ว สูงมากครับ พอ ๆ กับค่าโดยสารเครื่องบินโลว์คอสต์ (Low cost) ด้วยซ้ําไปครับ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมสนับสนุนให้มีการสร้างรถไฟความเร็วสูง จากจังหวัดหนองคายมาโคราช จากโคราชมากรุงเทพฯ แล้วก็สนับสนุนต่อไปจากกรุงเทพฯ ลงไปสู่ภาคใต้ ไปสู่ปาดังเบซาร์ไปสู่ประเทศมาเลเซีย ไปสู่ประเทศสิงคโปร์ ก็ทําให้ครบวงจร ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้มีการก่อสร้างรถไฟรางคู่ คู่ขนานกันไปกับโครงการนี้ด้วย ผมไม่อยากจะให้รัฐบาลชุดไหนก็ตามละเลยโครงการรถไฟรางคู่ที่ประชาชนต้องการ และเป็นโครงการที่ดี แล้วก็จุดเริ่มต้นในยุคที่ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรี ในยุคที่ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เพราะเห็นได้จากแผนชาร์ต (Chart) โครงการสร้างรถไฟรางคู่ สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ๒ ยุค ตั้งแต่ชวน ๑ ถึงชวน ๒ ชวน ๑ ถึงชวน ๒ เราก็ได้เห็น ความคืบหน้ามาตามลําดับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ผ่านไปยังรัฐบาลว่ารัฐบาลไม่ควรที่จะละเลยโครงสร้างพื้นฐานของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องโครงการโลจิสติกส์ (Logistics) ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณท่านเทพไทนะครับ ขออนุญาตเนื่องจากเป็นประเด็นที่ต้องมีการลงมตินะครับ ตามข้อบังคับก็อนุญาตให้เจ้าของ ญัตติได้สรุป ผมขอเชิญเจ้าของญัตติสรุปท่านละ ๕ นาที เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เมื่อสักครู่ผมนั่งฟังอยู่ตลอด มีเพื่อนสมาชิกหลายคนโดยเฉพาะ ส.ส. จากโคราชก็ได้อภิปรายอยากให้สร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงในช่วงกรุงเทพฯ–โคราช แล้วก็ต่อขยายจากโคราชไปจังหวัดหนองคาย ผมเข้าใจได้นะครับ แล้วเช่นเดียวกันถ้าญัตติ เกี่ยวกับรถไฟทางคู่ ผมก็ว่าท่านก็คงสนับสนุน เช่นเดียวกันถ้าญัตติเกี่ยวกับมอเตอร์เวย์ (Motorway) ท่านก็จะสนับสนุน เช่นเดียวกันถ้าโครงการไปหัวหินก็คงจะมี ส.ส. ที่มาจาก พื้นที่นั้นก็คงสนับสนุน ไปจังหวัดพิษณุโลกก็ใช่ จังหวัดนครสวรรค์ใช่ จังหวัดเชียงใหม่ใช่ ทุกอย่างใช่หมดเลย แล้วเราจะเอางบประมาณจากไหน ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันคิดว่า งบประมาณมีอยู่อย่างจํากัด ฉะนั้นการใช้ทรัพยากรให้เป็นไปอย่างเหมาะสมคุ้มค่า จะมองแบบเป็นจุด ๆ เป็นโครงการ เป็นท่อน ๆ ไม่ได้นะครับ การบริหารทรัพยากรอย่างจํากัด แปลว่าอะไรครับ แปลว่าถ้าที่หนึ่งได้มากก็คือที่อื่น ๆ ได้น้อย ถ้ากรมหนึ่งได้มากก็คือกรมอื่น ได้น้อย ถ้ากระทรวงหนึ่งได้มากกระทรวงอื่นได้น้อย ถ้ากระทรวงคมนาคมได้มากก็แปลว่า กระทรวงสาธารณสุขได้น้อย กระทรวงศึกษาธิการได้น้อย เพราะฉะนั้นโครงการนี้อย่างที่ผมเรียน ผมไม่ได้มีปัญหากับเรื่องของการพัฒนาเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ-โคราช ผมเห็นด้วยด้วยซ้ํา แล้วผมก็ไม่ได้มีปัญหากับโครงการรถไฟความเร็วสูง ผมไม่ได้มีปัญหากับรถไฟทางคู่ ผมไม่ได้ มีปัญหากับมอเตอร์เวย์ (Motorway) ผมไม่ได้มีปัญหากับการซ่อมถนนหรืออะไรต่าง ๆ แต่ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจํากัดนี้เราต้องรู้จักจัดลําดับความสําคัญ อะไรควรทําก่อนทําหลัง อะไรมีความคุ้มค่ามากกว่าอีกอย่างหนึ่ง คือเราต้องคิดอย่างนี้เสมอนะครับ ฉะนั้นปัญหานี้ ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านต้องช่วยกันมอง แล้วก็มองแบบให้รอบด้าน ไม่ใช่มองแค่ พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่มองถึงประเทศชาติในภาพรวม ไม่ได้มองถึงแค่เรื่องคมนาคมโลจิสติกส์ (Logistics) ว่าสําคัญ แต่ปัญหาอื่น ๆ ก็สําคัญเช่นกัน มันต้องจัดลําดับความสําคัญว่าอะไร ควรทําก่อนทําหลัง ผมใช้ศัพท์ง่าย ๆ นะครับ คือผมไม่อยากให้มองเหมือนเด็กอยากได้ของเล่น อันนี้ก็จะเอา อันนั้นก็จะเอา เพียงแต่เราต้องมาดูว่าเพื่อจะตอบโจทย์นี้ อย่างเช่นว่า เราจะตอบโจทย์ กรุงเทพฯ-โคราชอย่างนี้ ซึ่งผมบอกว่าผมเห็นด้วยนะ แต่อะไรควรจะ มาก่อนมาหลัง อะไรมีประโยชน์มากกว่าอะไร ด้วยต้นทุนที่เท่ากันเราจะเอาเงินไปใช้ อย่างไหนดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะกล่าวต่อเพื่อนสมาชิก ผมเข้าใจดีเรื่องของ สังคมประชาธิปไตยนี้เห็นต่างต้องอยู่ร่วมกันได้ และผมว่าทางออกของเรื่องนี้ก็ชัดเจนนะครับ ควรจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรืออย่างน้อยถ้าเพื่อนสมาชิกบอกว่ามีมากแล้วอะไรต่าง ๆ เรื่องนี้จะเข้าคณะอนุกรรมาธิการการคมนาคมผมก็ยอมได้นะครับ แต่โดยญัตติผมให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นเพื่อนสมาชิกเรามาถกเถียงกันด้วยข้อเท็จจริง ทั้งหมด คือไม่ใช่อยากได้หรือไม่อยากได้โครงการนี้ แต่ต้องบอกด้วยว่าด้วยเงินที่เท่ากันเอาไปทําอะไรดี แล้วผมก็ให้แผนแม่บทการพัฒนาประเทศในด้านคมนาคมไปแล้ว ผมก็จัดลําดับความสําคัญ เคยเล่าเรื่องนี้ไปแล้ว ก็อยากให้เพื่อนสมาชิกไปย้อนดูกัน หลัก ๆ ผมอภิปรายไปตอนเรื่องของ นโยบายภาพใหญ่ของกระทรวงคมนาคมทั้งหมด เมื่อตอนที่รัฐบาลเพิ่งตั้ง แล้วก็ล่าสุด ตอนงบ ปี ๒๕๖๔ ผมก็อภิปรายในวาระหนึ่งในเรื่องของเอ็มอาร์แมป (MR-Map) แล้วก็ แผนงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่คมนาคมที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นคําถามที่ต้องตอบ จากการตั้งกรรมาธิการชุดนี้ คําถามที่ทุกคนต้องตอบร่วมกันให้ได้ อะไรคือตรรกะที่จะต้องทํา ทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และมอเตอร์เวย์ (Motorway) พร้อม ๆ กันในเส้นทาง เดียวกัน แบ่งเงินไปทําเส้นทางอื่นหรือเรื่องอื่นเลยจะดีกว่าหรือไม่ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณประเสริฐครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ผมขอสรุปญัตติที่ได้ยื่นต่อสภาแห่งนี้เรื่องรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-โคราช และโคราช-หนองคาย โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ซึ่งจะสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ของคนได้ ที่สําคัญก็คือว่าการคมนาคมของประเทศในระบบรางนั้นขาดการพัฒนามานาน แล้วก็ถือได้ว่าล้าหลัง เพราะฉะนั้นแล้วถ้ามีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงนั้นผมถือว่าจะเป็น การกระจายความเจริญสู่ชนบท ลดความเหลื่อมล้ํา และสร้างโอกาสให้กับคนไทยทุกคน ไม่เฉพาะแต่คนไทยที่อยู่ระหว่างเส้นทาง แต่คนไทยทั้งประเทศจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ แม้ว่าโครงการนี้จะริเริ่มที่ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา แต่ในแผนระยะยาวนั้นก็ยังได้สร้าง โครงการอีกใน ๓-๔ ภูมิภาค เหมือนกับที่ท่านประธานในสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานก็เคยมีดําริ เพราะฉะนั้นแล้วการสร้างก่อนสร้างหลังผมคิดว่าเป็นเรื่องที่จะต้อง มีการวางแผนในอนาคต โดยสรุปโครงการนี้จําเป็นต้องมีการศึกษาแก้ไขเปลี่ยนแปลง ที่ผมต้องกราบเรียนเช่นนี้เนื่องจากว่าโครงการที่ทํามาก่อนหน้านี้ในช่วงกรุงเทพฯ มายัง โคราชตอนที่ ๑ ก็คือช่วงสีคิ้วไปกุดจิก แล้วก็ช่วยกุดจิกไปโคราชนั้นมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบ หลายเรื่องซึ่งเป็นที่ถกเถียงของพี่น้องประชาชนว่าจุดตัดจุดเชื่อมรอยต่อนั้นจะมีปัญหาอย่างไร ตัวอย่างเช่น สะพานที่หน้าโรงแรมสีมาธานี พี่น้องคนโคราชให้ความเห็นเป็น ๒ ฝ่ายว่า ฝ่ายหนึ่งให้รื้อสะพานออก อีกฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่าไม่ควรรื้อ อีกฝ่ายหนึ่งให้ยกระดับ อีกฝ่ายหนึ่งให้ทําบนระดับดินเดิม สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าถ้ามีการตั้งคณะกรรมาธิการจะเป็น รอยต่อ จะเป็นตัวแทนคนกลางที่สําคัญในการที่พี่น้องประชาชนได้มาร้องทุกข์ ได้มาแสดง ความคิดเห็นต่อสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ผ่านไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย เพราะวันนี้ เวลาเขามีความทุกข์ เขาไม่รู้ว่าจะไปบอกกล่าวใคร ผมจึงเรียนท่านประธานว่าญัตติของผมนั้น แม้ว่าจะเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ แต่ผมยังมีความเห็นว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญในสภาผู้แทนราษฎรเองก็มีการตั้งหลายคณะ แล้วถ้าเข้าวิสามัญอีก อาจจะเป็นการล่าช้ากว่าวิธีอื่น เพราะฉะนั้นทางหนึ่งที่มีเหตุมีผลก็คือการตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ขึ้นในคณะกรรมาธิการการคมนาคม ซึ่งสามารถเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มาชี้แจงโดยตรง ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็จะเป็นประโยชน์เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นโดยญัตตินี้ผมได้เสนอแนวทางนี้ ไว้เช่นเดียวกัน ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานอย่างยิ่งครับ🔗
ขอบคุณครับ ความเห็น ไม่ได้ขัดแย้งกันเลยนะครับ คือเต็มใจที่จะส่งให้กรรมาธิการการคมนาคมไปตั้งอนุกรรมาธิการ ในนั้น หรือยังยืนยันที่จะตั้งกรรมาธิการ ผมถามความเห็นครับ ทราบว่าได้มีการหารือกัน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ต้องขออนุญาตเรียนท่านประธาน อย่างนี้ว่าทุกฝ่าย แล้วก็โดยเฉพาะท่านผู้เสนอญัตติเราก็ได้พูดคุยกันเนื่องจาก ณ วันนี้ จริง ๆ แล้วมีห้องประชุมก็ถูกใช้งานอยู่เยอะและเชื่อว่าญัตตินี้ก็เป็นญัตติที่มีความสําคัญ ทุกท่านก็ยอมรับในการที่จะส่งญัตตินี้ไปที่คณะกรรมาธิการการคมนาคม เพื่อให้ตั้ง คณะอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษาเรื่องนี้ต่อไป จึงขออนุญาตนําเรียนท่านประธานครับ🔗
เจ้าของญัตติไม่ขัดข้องนะครับ ถ้าไม่ขัดข้องก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้รับญัตตินี้ส่งไปยังคณะกรรมาธิการการคมนาคม จะขอให้มีกําหนดเวลาไหมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็ขออนุญาตเสนอระยะเวลาในการพิจารณา ๙๐ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ การกําหนดเวลาก็จะเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง ก็คือได้มีการติดตามนะครับ มติที่ประชุมก็คือ ส่งคณะกรรมาธิการการคมนาคม แล้วก็พิจารณาโดยกําหนดเวลา ๙๐ วัน ก็จบวาระที่ ๕.๑ ขอขอบคุณท่านเจ้าของญัตติ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ🔗
ขอเรียนว่าจะมีญัตติใน ๕.๒ และ ๕.๓ ๕.๒ นั้นมีญัตติอยู่ ๓ ญัตติ แต่ว่า หลังจากนั้น ๕.๓ จะมีญัตติอยู่ทั้งหมดถึง ๖ ญัตติ ผมเรียนเตือนไว้นะครับ มีท่านเจ้าของญัตติ บางทีอาจจะเตรียมตัวไม่พร้อม คือไม่มาหรือมาแล้วอยู่ในห้องกรรมาธิการ อยู่ห้องอื่นก็เรียนว่า มอบอํานาจได้นะครับ แต่ถ้าไม่มอบอํานาจญัตตินั้นก็จะตกไป เพราะฉะนั้นท่านต้องเตรียมตัว เรื่องนี้ ถ้าท่านไม่สามารถที่จะเสนอด้วยตัวเองได้ เว้นแต่ถ้ามีผู้เสนอ ๒ ท่าน ๓ ท่านก็ให้อีก ท่านหนึ่งเสนอได้นะครับ แต่ว่าถ้าเสนอท่านเดียวแล้วท่านไม่อยู่ญัตติก็จะตกไป เพราะฉะนั้น ท่านต้องมอบอํานาจให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสนอแทนถ้าไม่ต้องการให้ญัตติตก🔗
๕.๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนตําบลต่าง ๆ ทั่วประเทศ (นายวีระกร คําประกอบ เป็นผู้เสนอ)🔗
ซึ่งเมื่อดูระเบียบวาระแล้วจะเห็นว่ามีญัตติทํานองเดียวกันอีก ๓ ฉบับ คือฉบับของท่านวีระกรนั่นเอง แต่ว่าเป็นหัวข้อคนละเรื่อง🔗
๕.๒๘ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเกี่ยวกับถนนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มี ความสามารถดูแลได้ (นายวีระกร คําประกอบ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๑๓๔ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการถนนทางหลวงชนบทเพื่อรองรับการถ่ายโอน ภารกิจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ และนายนิยม เวชกามา เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๑๔๐ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนตําบล ทั่วประเทศ (นางผ่องศรี แซ่จึง และนางบุญรื่น ศรีธเรศ เป็นผู้เสนอ)🔗
ทั้งหมดนี้ ๔ ฉบับก็เป็นเรื่องทํานองเดียวกัน ขออนุญาตที่ประชุมนะครับ ขอนํามาพิจารณารวมกันเพื่อประโยชน์แก่สมาชิกเอง เพื่อให้ญัตติดังกล่าวนี้มีโอกาส ได้รับการพิจารณาผ่านไปโดยรวดเร็วด้วยครับ ผมขออนุญาตท่านเจ้าของญัตติอภิปราย ด้วยเวลาเริ่มต้น ๑๐ นาที เว้นแต่จําเป็นอนุโลมตามความเหมาะสม หลังจากนั้นผู้อภิปราย ก็ขอท่านละ ๗ นาทีเหมือนเดิม กรุณาส่งรายชื่อมาครับ เพื่อเราจะได้ทราบเวลา เจ้าของญัตติใน ๕.๓ ได้เตรียมตัวต่อไป ญัตติ ๕.๒ อันดับแรก ของท่านวีระกร คําประกอบ🔗
๕.๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนตําบลต่าง ๆ ทั่วประเทศ (นายวีระกร คําประกอบ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๒๘ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเกี่ยวกับถนนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีความสามารถดูแลได้ (นายวีระกร คําประกอบ เป็นผู้เสนอ)🔗
เชิญท่านวีระกร คําประกอบ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วีระกร คําประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ โดยที่ผมมีญัตติที่เพิ่งเสนอเข้าไปในวันนี้เกี่ยวกับเรื่องการถ่ายโอนอาคารบังคับน้ํา และแหล่งน้ําทั่วประเทศ ซึ่งการถ่ายโอนดังกล่าวก็อยู่ในทํานองเดียวกันคือถ่ายโอนไปให้กับ อปท. หรือองค์กร ปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศ แล้วจากการที่ถ่ายโอนไปแล้ว ความสามารถในการดูแล ความสามารถในการที่จะก่อสร้างทําไม่ได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น การที่จะทําแหล่งน้ํา ในขนาดที่ต่ํากว่า ๒ ล้านลูกบาศก์เมตรลงมา ผมถามว่าถ้า ๑,๙๙๙,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร เกือบ ๒ ล้านลูกบาศก์เมตร ขาดไปสัก ๑ ลูกบาศก์เมตร อบต. ที่ไหนในประเทศไทยจะทําได้ มันไปไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นปัญหาคือปัญหาเดียวกันคือการถ่ายโอนไปสู่ อปท. ต่าง ๆ อปท. ไม่มีศักยภาพที่จะดูแลบริหารจัดการหรือแม้แต่ก่อสร้างใหม่ได้ จึงอยากขอรวมญัตติ ที่ผมได้กราบเรียนแล้วนะครับ อยู่ในญัตติของการถ่ายโอนถนนหนทางไปยัง อปท. ทั่วประเทศด้วยครับ ขอโปรดพิจารณาครับ🔗
อนุญาตแล้วครับ ท่านวีระกร เชิญเลยครับ🔗
ผมจะขออนุญาตเสนอญัตติที่ ๑ และญัตติที่ ๒ นะครับ เรื่องของถนนไปในการอภิปรายทีเดียวเลยนะครับ ก็จะขออนุญาต เพิ่มเติมจาก ๑๐ นาทีขึ้นไปสักนิดนะครับ แต่ในส่วนญัตติของน้ําผมขออนุญาตเสนอ เป็นญัตติที่แตกต่างต่อไปนะครับ ตั้งแต่เมื่อเช้านี้ถ้าท่านประธานและเพื่อนสมาชิกจะได้ฟัง การหารือของเพื่อนสมาชิก ครึ่งหนึ่งเป็นการหารือเรื่องถนนบ้านผมทําไมทําไม่ได้ ถนนบ้านผม ไม่มีการซ่อมแซม ถนนบ้านผมทําไมเป็นอย่างนั้น เรื่องของถนนทั้งนั้นเลยครับท่านประธาน สาเหตุเพราะอะไร ก็เพราะการดูแลบริหารจัดการโดย อบต. หรือองค์การบริหารท้องถิ่น มันทําไม่ได้โดยขาดศักยภาพ ยกตัวอย่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ มีสายทาง ต้องดูแลทั้งหมด ๑,๐๐๐ กิโลเมตร โดยงบ ๓๐๐ ล้านบาท เอาอะไรไปทําละครับ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร หรือ อบต. อย่าง อบต. แม่เล่ย์ ซึ่งอยู่อําเภอแม่วงก์ สุดกู่ของประเทศไทย อยู่เกือบจะถึงประเทศพม่าแล้วครับ มีถนนต้องดูแลทั้งหมด ๓๒๐ กิโลเมตร อบต. เดียวนะครับ แต่ละเส้นทางจากเขาชนกันไปปางขนุน ๒๑ กิโลเมตร จากเขาชนกันไป ม.๑, ๒, ๓ อีก ๑๖ กิโลเมตร จากเขาชนกันไปแม่เรวา ๒๑ กิโลเมตร อบต. หนึ่งต้องดูแลขนาดนี้ ถนนที่เป็น แอสฟัลติกคอนกรีต หรือจะเป็นลาดยางทั่วไปไม่เกิน ๑๕ ปี มันก็ร่อนเป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นเตาขนมครกหมดแล้วครับ การซ่อมแซมเอายางไปปะ ปะ ปะ อย่างที่ท่านเห็น รถอ้อย วิ่งแป๊บเดียวมันก็หลุดหมดแล้วครับ หลุดตามล้อรถอ้อยไปเลยครับ ทําให้เกิดปัญหา พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนมาก ถนนดังกล่าวที่ผมพูดถึงแม่เล่ย์ทั้ง ๓ สายนี้ สร้างเมื่อปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ สมัยผมยังอยู่ดูแลกระทรวงมหาดไทยอยู่บ้างก็จัดงบประมาณ พวกนี้ไปลงให้กับพี่น้องประชาชน ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ มาจนถึงปี ๒๕๖๓ มันจะเอาอะไร มาเหลือครับ เกือบ ๓๐ ปี ๒๕ ปีไปแล้วครับ มันร่อนจนพี่น้องประชาชนเดือดร้อนกันมาก คนที่เป็นนายก อบต. ก็ได้แต่เอายางไปปะ เอายางไปปะ ท่านประธานเชื่อไหมครับ เลือกตั้งที่ไหน คนด่านายก อบต. แล้วก็ไม่มีนายก อบต. แม้แต่คนเดียวที่ได้รับเลือกซ้ํา เพราะโดนด่าเรื่อง ถนนเตาขนมครกที่ผมพูดนี่แหละครับ ความจริงแล้วการถ่ายโอนนี้เป็นการถ่ายโอนตามขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยพระราชบัญญัตินี้ออกเมื่อปี ๒๕๔๒ กรมทางหลวงชนบทได้เริ่มถ่ายโอนตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ การถ่ายโอนดังกล่าวนี้ความจริง ก็มีหลักเกณฑ์ในการถ่ายโอน ผมอยากจะยกตัวอย่างถึงหลักเกณฑ์ว่าลักษณะเฉพาะ ผมขออนุญาตอ่านตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ว่าลักษณะเฉพาะของทางหลวงชนบท ที่สําคัญคือถนนที่เริ่มหรือสิ้นสุดสายทางจากทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท หรือจากเมืองจากเทศบาลที่มีระยะมากกว่า ๘ กิโลเมตร กรณีที่ความยาวน้อยกว่า ๘ กิโลเมตรจะต้องเป็นเส้นทางรองรับปริมาณการจราจรจากหมู่บ้านออกสู่ตําบล อําเภอ จังหวัด หรือผ่านสถานที่ที่สําคัญ เช่น วัด โรงเรียน สถานที่ราชการ สถานีขนส่งสินค้า แหล่งผลิตพืชผลการเกษตร เป็นเส้นทางที่มีแนวโน้มในการพัฒนาในอนาคตและมีเขตทาง เพียงพอที่จะขยายไหล่ทางได้ ท่านประธานจะสังเกตว่าเขากําหนดไว้ว่ากรมทางหลวงชนบท มีหน้าที่ดูแลทางหลวงชนบทตามพระราชบัญญัติทางหลวงแผ่นดินซึ่งระบุไว้ว่าทางหลวงแผ่นดิน มี ๕ ประเภท ประเภทที่ ๑ คือทางหลวงพิเศษ ประเภทที่ ๒ ทางหลวงแผ่นดิน ประเภทที่ ๓ ทางหลวงชนบท ประเภทที่ ๔ ทางหลวงท้องถิ่น และประเภทที่ ๕ ทางหลวงสัมปทาน ในที่นี้ผมจะพูดถึงกรณีที่ ๓ และที่ ๔ คือทางหลวงชนบทและทางหลวงท้องถิ่นเท่านั้น อันนี้ เป็นพระราชบัญญัติทางหลวง ปี ๒๕๓๕ เพราะฉะนั้นกรณีที่เกิดขึ้นนี้ท่านจะเห็นว่าเขาแบ่ง ชัดเจนระหว่างทางหลวงชนบทกับทางหลวงท้องถิ่น ทางหลวงท้องถิ่นหมายถึงที่ อบต. หรือ อบจ. จังหวัดหรือเทศบาลมีหน้าที่ดูแล ก็ในเมื่อหลักเกณฑ์ในการถ่ายโอนเขามีอยู่แล้วว่า ทางหลวงชนบทหรือกรมทางหลวงชนบทจะต้องดูแลถนนที่มีความยาวมากกว่า ๘ กิโลเมตร แต่ที่ผมกราบเรียนท่านประธานเมื่อสักครู่นี้ท่านก็คงเห็นครับ ถนนจากสี่แยกเขาชนกัน ไปบ้านปางขนุน ๒๑ กิโลเมตร แกก็ถ่ายโอนให้ เขาชนกันไป ม.๑, ๒, ๓ ๑๖ กิโลเมตร แกก็ถ่ายโอนให้ ถนนจากเขาชนกันไปแม่เรวา ๒๑ กิโลเมตรแกก็ถ่ายโอนให้ แล้วผมถามว่า อบต. เดียวต้องดูแล ๓๒๐ กิโลเมตรจะเอางบที่ไหนครับ หลักเกณฑ์การถ่ายโอนไปยังท้องถิ่น เพื่อกระจายอํานาจนั้น เห็นด้วยกันทุกคนครับ ไม่มีใครไม่เห็นด้วย กฎหมายที่ออกมา เมื่อปี ๒๕๔๒ ผมเองก็เป็นผู้แทนราษฎรอยู่ในสภา ผมก็อภิปรายเห็นด้วย แต่การกลับเป็นว่า เมื่อถ่ายโอนไปแล้วถ่ายโอนแต่หน้าที่ แต่ไม่ยอมถ่ายโอนงบประมาณ ผมไม่อยากจะกล่าวถึง ข้อตกลงที่ได้ตั้งกรมทางหลวงชนบทขึ้นมาว่ากรมทางหลวงชนบทจะมีเวลาอยู่ได้แค่ ๕ ปี หลังจากถ่ายโอนเสร็จกรมทางหลวงชนบทต้องยกเลิก แต่เอาละภารกิจทางหลวงชนบท มีความจําเป็น ผมก็ไม่ได้กล่าวไปถึงว่าจะต้องไปยุบกรมทางหลวงชนบท แต่เมื่อทางหลวงชนบท ถ่ายโอนไปแล้ว กรมทางหลวงชนบทต้องมีหน้าที่ที่จะต้องส่งงบประมาณไปให้กับ องค์การบริหารส่วนตําบล องค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาลเหล่านี้ ได้มีโอกาสใช้ งบประมาณในการดูแล แม้ว่าในบางเรื่องเทคโนโลยีหรือเทคนิคของช่าง อบต. จะไม่มี ความสามารถเพียงพอก็ตาม แต่ด้วยพระราชบัญญัติกระจายอํานาจนี้ก็อนุญาตให้ ทางหลวงชนบทเป็นพี่เลี้ยงที่จะออกแบบหรือให้คําปรึกษาในการปรับปรุงเส้นทางเหล่านี้ได้ ดังนั้นในส่วนนั้นจึงไม่ค่อยมีปัญหา ปัญหาจึงเกิดขึ้นอยู่ที่ทําอย่างไรทางหลวงชนบท ทั่วประเทศที่ถ่ายโอนไปให้กับ อบต. อบจ. ท่านจะต้องเอางบประมาณส่งไปให้เขา ให้เพียงพอ ในส่วนนี้ผมอยากจะพูดถึงทางหลวงชนบทว่าเมื่อถ่ายโอนทางหลวงเก่าไปให้ อบต. อบจ. หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งประเทศ แทนที่ท่านจะส่งงบประมาณเพื่อให้ ดูแลบํารุงรักษาถนนสายทางเหล่านี้ กลับเป็นว่าท่านก็สร้างใหม่ของท่านไปเรื่อยครับ สร้างใหม่ไปเรื่อย สร้างเสร็จก็ส่งให้ อบต. อบจ. แต่งบดูแลบํารุงรักษาไม่ให้ อย่างที่ผม กราบเรียนท่านประธานแล้วครับ มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะให้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีงบประมาณเพียงน้อยนิดและผู้เชี่ยวชาญชํานาญการเฉพาะทางก็มีไม่มาก จะสามารถ ดูแลถนนหนทางมากมายขนาดนี้ได้ อบต. หนึ่งมีงบ อบต. ส่วนใหญ่และเป็น อบต. ขนาดเล็ก มีงบประมาณประมาณ ๑๐ ล้านบาท งบประมาณ ๑๐ ล้านบาทนี้ เป็นงบประจําที่เขาต้องใช้ในการเป็นเงินเดือนพนักงาน เป็นเรื่องของวัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ในสํานักงาน อบต. ตลอดไปจนถึงเบี้ยคนแก่ เบี้ยอะไรต่าง ๆ ที่ต้องจ่ายตามที่รัฐบาลมอบหมายมาให้จ่าย ตัดไปแล้ว ๗ ล้านบาท เหลืองบที่ อบต. จะได้บริหารจัดการเพื่อเป็นงบจัดซื้อจัดจ้างปีละประมาณ ๓ ล้านบาทโดยเฉลี่ย เท่าที่ผมสอบถามมาจะเป็นประมาณนี้แค่ ๓ ล้านบาท แต่ถามว่า ๓ ล้านบาทเอาไปดูถนน ๓๒๐ กิโลเมตร มันจะทําได้อย่างไร หรือแม้แต่ อบต. บางแห่งก็ประมาณอย่างน้อย ๒๐ กิโลเมตร ๓๐ กิโลเมตร ๔๐ กิโลเมตร ก็ทําไม่ได้แล้วครับ ถนนเส้นหนึ่ง ๑ กิโลเมตร ก็จะต้องมีแล้ว ๓-๔ ล้านบาทในการที่จะปรับปรุงหรือว่ารีไซคลิง (Recycling) ถนนใหม่ทั้งเส้น หลังจากที่มันหมดอายุอย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว ถนนแม่เล่ย์ที่ผมพูดถึงสร้างตั้งแต่ ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ บัดนี้ ปี ๒๕๖๓ แล้วครับ ๒๕ ปี ๒๘ ปีไปแล้ว มันหมดสภาพแล้ว ยางไม่มีคุณสมบัติที่จะจับเกาะติดให้เป็นรูปถนนได้แล้ว มันก็ร่อนไปทุกวัน ๆ ปัญหาก็เกิดขึ้น วันนี้สาเหตุที่ขอให้ตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญเพราะเหตุว่าไม่ใช่เดือดร้อนเฉพาะในเขต ตําบลใดตําบลหนึ่ง หรือจังหวัดผมเพียงจังหวัดเดียวก็หาไม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ท่านจะ ฟังได้จากการอภิปรายในตอนเช้าทุกเช้าที่ท่านประธานได้กรุณาให้เวลาในการหารือกับ ท่านประธาน ครึ่งหนึ่งญัตติหรือว่าเรื่องที่ท่านผู้แทนราษฎรแต่ละพื้นที่จะได้กล่าวถึงก็คือ การขอให้ช่วยปรับปรุงถนน ช่วยสร้างถนน ปรับปรุงถนน ความจริงช่วยสร้างคือหมดสภาพ ถนนแล้วครับ ไม่ใช่ว่ามันไม่มีถนน มันมีอยู่แล้ว แต่ที่เขามาขอก็คือทําใหม่ ๆ เพราะว่าถนน เมื่อหมดสภาพแล้วมันต้องทําใหม่ทั้งเส้นครับ มันจะไม่ปะอย่างที่ท่านองค์การบริหาร ส่วนตําบลทั่วประเทศทําการกันอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นที่เดือดร้อนกันทั่วไปปะแล้วใช้งาน ได้เดือน ๒ เดือนก็หลุดแล้วครับ เมื่อหลุดแล้วต้องทําใหม่ทั้งเส้น จะทําแบบรีไซคลิง (Recycling) ก็ดี หรือจะทําใหม่ทั้งหมดเลย จะเป็นคอนกรีตหรือจะเป็นอะไรก็สุดแท้แต่ จึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมเองได้พูดเรื่องอย่างนี้ เช่นเดียวกันกับที่พูดกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกในที่ประชุมของวิป (Whip) รัฐบาล ซึ่งเดิมทีจะให้ส่งไปให้คณะกรรมาธิการการคมนาคม แต่ผมบอกว่ามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ อบต. ทั้ง ๗,๐๐๐ กว่าแห่งทั่วประเทศ มีปัญหาเดียวกันทั้งหมด หรือแม้แต่องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดทั่วประเทศตามที่เขาส่งกันมา แต่ละจังหวัดต้องดูแลอย่างจังหวัดขอนแก่น ต้องดูแลถึง ๒๖,๐๐๐ กิโลเมตร จังหวัดนครสวรรค์ต้องดูแล ๑๒,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร เห็นไหมว่ามันมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ก็เลยขอกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้มาขอ ความกรุณาจากสภาผู้แทนราษฎรได้โปรดให้ความเห็นชอบในการตั้งคณะกรรมาธิการดูแล ในการถ่ายโอนถนนหนทางต่าง ๆ ทั้งประเทศไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านวีระกร ได้เสนอไปทั้ง ๒ ญัตติแล้วนะครับ ต่อไปเป็นญัตติที่ ๓ คือของคุณหมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ กับคุณนิยม เวชกามา🔗
๕.๑๓๔ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการถนนทางหลวงชนบทเพื่อรองรับการถ่ายโอน ภารกิจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ และนายนิยม เวชกามา เป็นผู้เสนอ)🔗
เชิญเจ้าของญัตติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ผมและท่าน ส.ส. นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยจํานวนมาก ๆ ได้ร่วมกันเสนอ ญัตติ เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการ ถนนทางหลวงชนบทเพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขออนุญาตทําตามท่านประธานแนะนํา อ่านญัตติซึ่งไม่ยาวนะครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามที่กรมทางหลวงชนบทได้ถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบท ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนตําบลและองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ภารกิจในการบํารุงรักษาถนนเป็นหนึ่งในภารกิจที่ถูกถ่ายโอน ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการกระจายอํานาจให้กับท้องถิ่น ในการดูแล บํารุงรักษาถนน เนื่องจากถนนเป็นภารกิจที่ต้องใช้ทรัพยากรต่าง ๆ จํานวนมาก และอาจ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนได้ หากถนนไม่ได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพที่สามารถ ใช้งานได้ ความพร้อมของท้องถิ่นในการบํารุงดูแลรักษาถนนจะต้องมีจํานวนและคุณภาพของ บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ จํานวนเครื่องจักรที่ต้องใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมของซ่อมบํารุงรวมทั้งงบประมาณ เป็นเงื่อนไขที่สําคัญ และเป็นปัญหามากที่สุดสําหรับการดูแลบํารุงรักษาถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต. ดังนั้นการพิจารณาทบทวนรูปแบบการสนับสนุนโครงการเพื่อปรับปรุง รักษาถนนจากเงินอุดหนุนทั่วไปเป็นรูปแบบการสนับสนุนงบประมาณแบบอื่น ๆ โดยยังคง ยึดหลักความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การพัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่น และการพัฒนาระบบสาธารณสุข สาธารณูปการ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ต้องให้เกิด ความทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ การมีแผนเพื่อใช้เป็นกรอบในการดําเนินงาน และการจัดสรรงบประมาณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีภารกิจอื่นที่ต้องดูแลจํานวนมาก ซึ่งหากถ้าขาดการบํารุงรักษาที่ดีและเป็นไปตามมาตรฐานแล้วก็จะก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งนอกจากจะทําให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการก่อสร้างแล้ว สิ่งสําคัญก็คือจะส่งผลต่อการ ใช้ประโยชน์และส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากถนนที่ชํารุดเสียหาย และร้องเรียนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ดําเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติด่วน ดังกล่าวมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการบริหารจัดการถนนทางหลวงชนบทเพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ รายละเอียดจะขออภิปรายเพิ่ม🔗
ผมต้องเรียนว่าขณะนี้ความเดือดร้อนและความที่พี่น้องประชาชนมาบอกกล่าว กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมว่าทั้ง ๕๐๐ เขตเรื่องสําคัญคือถนนกับแหล่งน้ํา ปรากฏว่า ขณะนี้ถนน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในความดูแลของกรมทางหลวงชนบท ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทางหลวงแผ่นดิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ และทางปกครองส่วนอื่น ๆ อีกประมาณ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ถนนที่ผมพูดถึงคือทางหลวงชนบท โดยกรมทางหลวงชนบทนั้นสืบเนื่องจากมีการปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ร.บ. เมื่อปี ๒๕๔๕ ให้มีการยุบรวมของ รพช. กับโยธาธิการเป็น กรมทางหลวงชนบทเพื่อดูแลถนนในส่วนท้องถิ่น คอลเลตเทอรัล โรด (Collateral road) ขึ้นมา และมีกําหนดว่า ๕ ปีคือ ๒๕๕๐ กรมทางหลวงชนบทก็ต้องถูกยุบไป ต่อมามีการ ปรับปรุง พ.ร.บ. กระทรวง ทบวง กรม ฉบับที่ ๕ ให้มีการต่ออายุอีก ๕ ปี จากปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๕๕ และเมื่อปี ๒๕๕๒ ก็มี พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ฉบับที่ ๖ ให้ยกเลิก ไม่ต้องยุบ ก็ทําให้ทางหลวงชนบทได้ดําเนินการต่อ สืบเนื่องจากที่เราเองจะต้อง ยื่นญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญก็สอดคล้องกับท่านวีระกร คําประกอบ ที่ได้กล่าวใน ญัตติแรกแล้ว เนื่องจากพี่น้องประชาชนเดือดร้อนมาก ๆ ถนนในพื้นที่ ออกจากบ้าน หน้าบ้านก็เห็นแล้วว่าเป็นขนมครก เป็นลูกอุกกาบาต ไม่มีการดูแล ถามว่าเป็นถนนของใคร เราก็ถาม บอกว่าถ้าเป็นของทางหลวงชนบทถ่ายโอนให้ท้องถิ่นแล้วท้องถิ่นไม่มีเงิน ไม่มีเงิน เนื่องจากเขาต้องใช้งบประมาณในการดําเนินการมากมาย แล้วก็ขัด มีปัญหา ขณะนี้จํานวน ตัวเลขที่ถนนในการถ่ายโอนโดย พ.ร.บ. การกระจายอํานาจ จากทางหลวงชนบทและ ทางหลวงใหญ่ไปประมาณ ๗๐,๑๙๔ กิโลเมตร กรมทางหลวงรับถ่ายโอนไปแล้ว ๓,๕๗๘ กิโลเมตร และได้ประสงค์จากท้องถิ่นขอคืน ๗๗๗ กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็น ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ทางหลวงชนบท ๖๖,๖๑๖ กิโลเมตรที่ถ่ายโอนแล้ว มีการทําเรื่องขอคืน ๑๐,๑๑๙ กิโลเมตร คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ๑๕.๑๙ เปอร์เซ็นต์ นี่คือ ที่ทําเรื่องขอคืนให้ทางหลวงชนบทดูแลอยู่ แต่ในช่วงที่เหลืออีก ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ยังไม่ทํา เรื่องขอคืนหรือคืนไม่ได้เป็นเรื่องที่เป็นความทุกข์ทรมานของพี่น้องประชาชนที่ต้องสัญจร ด้วยถนนที่พังไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ทุกที่ในพื้นที่ในเขตทั้งจังหวัดศรีสะเกษ อําเภอกันทรลักษณ์ ของผมก็มีหลายถนนมากมายที่บอกว่าเขาถ่ายโอนไปแล้ว ซ่อมไม่ได้ ดูแลไม่ได้ ไม่มีงบประมาณ งบประมาณของ อปท. นั้นอย่างมากก็เหลืออยู่ ๓-๔ ล้านบาทที่จะมา ซ่อมแซมนั้นไม่ได้ บางแห่งพี่น้องประชาชนต้องลงขันกันเอาคอนกรีตไปปะหลุมอุกกาบาตแต่ละที่ ให้พอวิ่งได้ บางแห่งถ้าเป็นมากต้องไปปักไม้ ปักธงเป็นเครื่องเตือนสัญญาณว่าอันตราย มากลางคืนกลางค่ํา บางแห่งระวังถนนกับคอสะพานพังครับ ที่อําเภอกันทรลักษณ์อุบัติเหตุ ๒ รายจากคอสะพานทรุด อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาอย่างมาก เพระฉะนั้น จําเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นการเกี่ยวพันกันระหว่าง อปท. บางครั้งก็จะมีส่วนของ ถนนชลประทาน ในส่วนของทางหลวงชนบท ในส่วนของกลุ่มอื่น ๆ ที่รวมกันทั้งหมดจึงต้อง มีการเข้ามาเป็นกรรมาธิการเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรของเราเป็นเจ้าภาพในการได้อภิปราย ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะการกระจายอํานาจ ข้อมูลในการกระจายอํานาจ ซึ่งบอกว่าการถ่ายโอนนั้นมีอยู่ข้อหนึ่ง ข้อ ๒.๑ ก่อนถ่ายโอนนั้นถนนต้องอยู่ในสภาพ ที่เรียบร้อยถึงจะรับโอน แต่ในสภาพจริงเราไม่แน่ใจว่าเรียบร้อยมากน้อยแค่ไหน เรียบร้อยนี่ เรียบร้อยแบบมีหลุมบ้างนิดหน่อยก็อาจจะเรียบร้อยก็ได้ แล้วหลังจากถ่ายโอนไปแล้ว ก็มีสภาพที่เป็นหลุมตลอดทั่วไปหมด ดังนั้นจึงต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา เพราะมันเกี่ยวกับองคาพยพของหลายองค์กร ที่สําคัญผมคงต้องอภิปรายว่าคงจะต้องมีการ ปรับปรุงกฎหมายในเรื่องของการถ่ายโอนของกระจายอํานาจที่ได้จัดให้มีการกระจายอํานาจ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่มักจะส่งไปแต่ถนนหรือแหล่งน้ําก็ตามที่มีขนาดน้อยกว่า ๒ ล้านลูกบาศก์เมตรให้ อปท. ทํา เป็นต้น ซึ่งผมได้ยื่นญัตติไปอีกญัตติหนึ่ง ท่านวีระกร ก็ยื่นคงจะบรรจุต่อไป ก็มีปัญหาเพราะ อปท. ไม่มีเงินทํา เดี๋ยวคงจะได้อภิปราย มันสอดคล้องกันหมด ดังนั้นถ้าจะถ่ายโอนถนน ข้อที่ ๑ กรุณามอบเรื่องสําคัญที่เป็นปัญหา อุปสรรค ปัญหาที่ ๑ ก็คือปัญหางบประมาณ ๒. ปัญหาบุคลากร ๓. ปัญหาเครื่องจักร เครื่องมือ ๔. ปัญหาระบบฐานข้อมูลทางหลวงของทั้งประเทศจากการที่จัดทําทางหลวงก็ดี หรือรวบรวมข้อมูลก็ดีกรุณามอบ แล้วก็ต้องอาศัยความรู้ความสามารถในการทําถนนบางแห่ง เพราะฉะนั้นเงินไม่ได้ไปแต่ท้องถิ่นต้องมารับ เขาก็อึกอักจะไปทําไม่รับ ทีนี้เรื่องต่อไปก็คือ อยากจะให้พิจารณาว่าถ้าทางหลวงท้องถิ่นเขาบอกว่ามันยาว มันใหญ่ ถนนที่มันกว้างแล้วก็ ไม่สามารถรับได้ มีข้อมูลที่ถ่ายโอนคืนให้สะดวก รวดเร็ว และทางหลวงชนบทจะต้องรับไป ดําเนินการทุกพื้นที่ให้เร่งดําเนินการ ไม่ใช่ประชาชนก็ยังต้องใช้ถนนพัง ๆ เป็นหลายปี เพราะฉะนั้นในเรื่องของความคล่องตัวถ้าพร้อมรับถ่ายโอนมาก็ต้องมีเงินสําหรับซ่อมแซม บํารุงในการตั้งงบประมาณ แต่ถ้าไม่มีทางท้องถิ่นบอกว่าขอถ่ายโอนคืนก็ขอให้มันทําได้ง่าย สะดวก คล่องตัว นี่จะเป็นการลดเวลาในความที่เราจะต้องหารือในช่วงเช้าทุกวัน ทุกวัน จะต้องมีพี่น้องบอกเลยถนนเส้นนี้พัง ๆ แล้วก็ไปเช็ก (Check) กันว่าเป็นของใคร ๆ เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหาที่เราจะต้องแก้แบบบูรณาการร่วมกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงขอ ความกรุณาท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่เห็นความเดือดร้อน ร่วมกันพิจารณาแล้วก็ขอเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาเป็นทั้งระบบ ของส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ทางหลวงชนบท คณะกรรมการกระจายอํานาจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ฉบับที่ ๔ ของคุณผ่องศรี แซ่จึง และคุณบุญรื่น ศรีธเรศ ขอเชิญครับ🔗
๕.๑๔๐ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนตําบล ทั่วประเทศ (นางผ่องศรี แซ่จึง และนางบุญรื่น ศรีธเรศ เป็นผู้เสนอ)🔗
เชิญเจ้าของญัตติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางบุญรื่น ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วย นางผ่องศรี แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอ ญัตติ เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการถ่ายโอน ถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ด้วยภารกิจบํารุงรักษา ถนนทางหลวงชนบทเป็นภารกิจที่กรมทางหลวงชนบทได้ถ่ายโอนทางหลวงชนบทให้กับ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการกระจายอํานาจให้กับท้องถิ่น ในการดูแลบํารุงรักษาถนน แต่ภารกิจดังกล่าวต้องใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะงบประมาณและบุคลากรที่มีองค์ความรู้ความสามารถเกี่ยวกับภารกิจในการดูแล และบํารุงรักษาถนน ซึ่งในปัจจุบันองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นไม่ได้รับการสนับสนุน งบประมาณในการบํารุงรักษาและซ่อมแซมถนนแต่อย่างใด อีกทั้งยังขาดแคลนบุคลากร ที่มีองค์ความรู้ความสามารถในเรื่องนี้ จึงส่งผลทําให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากถนนไม่ได้รับการดูแลบํารุงรักษาและซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวในเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงในทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น🔗
ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาในเรื่องปัญหาการถ่ายโอนถนนของทางหลวงชนบท ให้กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ ซึ่งท่าน ส.ส. ผ่องศรี แซ่จึง จะได้เตรียมอภิปราย ในรายละเอียดต่อไปค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ครบถ้วน ทั้ง ๔ ฉบับครับ ต่อไปนี้ก็จะขออนุญาตให้ผู้ขออภิปราย ซึ่งสมาชิกท่านใดมีความประสงค์ กรุณาส่งชื่อนะครับ ก็จะได้รู้จํานวนสมาชิก จะได้คํานวณเวลาได้นะครับ แล้วก็ผู้เสนอญัตติ อีก ๖ ฉบับ ใน ๕.๓ จะได้เตรียมตัวได้ครับ มีรายชื่อที่ส่งมาแล้ว ๑. นายคารม พลพรกลาง ๒. นายมานพ คีรีภูวดล ๓. นายองค์การ ชัยบุตร ๔. นายอภิชาติ ศิริสุนทร ๕. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ถ้ามีเพิ่มเติมกรุณาส่งมานะครับ เพื่อได้รู้ตัวเลขแล้วเราจะได้ประมาณได้ถูก แล้วสมาชิกเองก็จะได้ทราบครับ ขอเชิญคุณคารมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จังหวัดร้อยเอ็ด ขออนุญาตอภิปรายต่อ ญัตติ เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบท ให้กับองค์การบริหารส่วนตําบลต่าง ๆ ทั่วประเทศ ต่อญัตตินี้ต้องขอกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าเป็นเรื่องที่สมควรจะมีคณะกรรมาธิการวิสามัญ ด้วยเหตุผลที่จะนําเรียน ต่อท่านประธานตามความเข้าใจในฐานะที่เป็นส่วนที่เราต้องออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้ แล้วก็ทําให้ท้องถิ่นเจริญ โดยส่วนตัวยังอยู่ในหลักของการกระจายอํานาจที่คิดว่า ถ้ากระจายอํานาจให้กับท้องถิ่นให้มีความเจริญ มีความเป็นอยู่ที่ดี ให้ทุกภาคของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสานของผม ภาคใต้ของท่านประธานแล้วก็ทุกภาคมีความเจริญ มีความเป็นอยู่ที่ดี มีระบบการคมนาคมที่เขาสามารถที่จะนําผลผลิตทางการเกษตร เข้าสู่เมืองได้ ก่อนหน้าที่จะถึงญัตตินี้ก็มีการพูดญัตติเรื่องรถไฟความเร็วสูงไปจังหวัดนครราชสีมา จากจังหวัดนครราชสีมาไปจังหวัดหนองคาย ผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานซึ่งเป็นตัวแทน ประชาชนมานาน เป็นนายกรัฐมนตรีถึง ๒ สมัย และขอกราบเรียนว่าผมมั่นใจว่า ท่านประธานทราบดี ประเทศเราคือหวงอํานาจไว้ที่ส่วนกลาง ไม่กล้าปล่อยอํานาจออกจาก ส่วนกลาง ระบบบริหารประเทศเราก็คือบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลาง นายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นการแบ่งอํานาจให้เท่านั้น ท่านประธานทราบดี ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เขียนไว้ชัดเจนว่าการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น เขียนไว้แสดงว่า ให้ความสําคัญ แต่จริง ๆ แล้วไม่ให้ความสําคัญ ประเทศญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่เขาไม่มีการยึดอํานาจเพราะเหตุว่าการกระจายอํานาจเขาประสบความสําเร็จ แล้วประเทศเรา ที่มีปัญหา ทั้งเรื่องการเมืองการปกครอง การหลาย ๆ อย่าง รวมทั้งการขยายตัวของ กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองหลวง ซึ่งขยายตัวอย่างไม่สิ้นสุดก็เพราะเหตุว่าเราไม่กระจายอํานาจ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่วันนี้จะต้องมีการพูดคุยอย่างเป็นระบบ อบต. ทั่วประเทศขณะนี้ มีทั้งหมด ๕,๓๒๐ แห่ง เทศบาล ๒,๔๕๔ แห่ง อบจ. ๗๖ แห่ง ก็เรียกว่าแทบทุกจังหวัดก็เป็น อบจ. ยกเว้นพัทยากับกรุงเทพมหานคร อันนี้คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมเป็นคน อําเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ผมกลับบ้านบางทีไปเห็นในบางท้องที่บางตําบล อย่างเช่น ในตําบลหัวโทนบ้านผมเข้าไปในป่าที่เขาปลูกพืช ปลูกยางพาราซึ่งเอามาจากภาคใต้ บ้านท่านประธาน มีสวนยางที่ดีมาก มีพืชไร่ มีพืชที่ดี แต่ถนนมันไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เขา อยากทํา ไปเห็นแล้วบางทีก็สงสารชาวบ้าน เพราะฉะนั้นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหารือ ตอนเช้า ๆ คิดว่าเป็นเรื่องที่มันกระอักกระอ่วน แล้วก็เสียเวลาสภา ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขามีเงิน เขามีงบประมาณมันจะไม่อยู่ในสภาพอย่างนี้ แล้วสิ่งที่สําคัญปัจจุบันนี้ท่านประธาน ทราบไหมว่ารถในเมืองไทย ๔๐ กว่าล้านคัน ยุคนี้ไม่มีเกวียน น้อยมากที่จะมีเกวียน เขาก็ต้องใช้ถนน และถนน อบต. บางครั้งที่ไปเห็น ๔ เมตรบ้าง ความกว้าง ๕ เมตรบ้าง บางทีแคบมาก จะให้มีไหล่ถนนสัก ๕๐ เซนติเมตร ๘๐ เซนติเมตร หรือสัก ๑ เมตรเพื่อให้ จักรยานชาวบ้านเขาเดินก็ไม่มี บางครั้งเวลาทําถนนท่านประธานทราบไหม ทําทีละ ๒๐ เมตรก็มี ไปถาม อบต. อบต. บอกว่ามีงบประมาณอยู่เท่านี้ซึ่งก็จริง เพราะงบส่วนใหญ่ ก็เป็นงบของบุคลากร มีการไปจ้างคน บาง อบต. ก็จ้างคน จ้างข้าราชการซึ่งไม่รู้ให้ทําอะไร บางจังหวัดคณะกรรมการจังหวัดเปิดตําแหน่งให้ยังเรียกเงินเรียกทองกันอีก แถว ๆ บ้านผม นี่แหละ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตพูดตรงนี้ไว้ด้วยว่าโดยส่วนใหญ่ก็ต้องมีความจําเป็น ในเรื่องถนน แล้วก็ยังมีเรื่องว่าบาง อบต. กับ อบจ. เมื่อไม่กี่วันผมได้รับการร้องเรียนใน จังหวัดอุดรธานี ถนนบริเวณหน้าคําชะโนด อําเภอบ้านดุง ไปในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ การคมนาคม ถนนตรงนั้นปรากฏว่าชาวบ้านเขาอยู่ แล้วก็ไปขยายแนวถนนรุกล้ําชาวบ้าน ปักป้ายเป็นทางหลวงชนบท เขาร้องเรียนมาที่ผม ผมก็โทรถามอธิบดีกรมทางหลวงชนบท ในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุดท้ายกลายเป็นว่าตรงนั้นไปอยู่ใน อบจ. อุดรธานี ผมก็ร้องเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นภรรยาของท่านนายก อบจ. ให้ไปแก้ไข อันนี้ละครับเป็นความทับซ้อน เป็นความไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นในเรื่องที่โอนถ่ายถนนให้กับ อบต. มันต้องให้งบประมาณเขาไปด้วย ถ้าวันใดที่ท้องถิ่นเรายังไม่พัฒนาไม่เจริญทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มากระจุกตัวอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีทางที่จะเรียกว่าให้คนเท่าเทียม ให้แต่ละจังหวัดมันใกล้เคียง กันได้ ความเหลื่อมล้ํามันก็มีอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ถ้ามีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง มันจะได้ดูทั่วทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดร้อยเอ็ดบ้านผม อําเภอสุวรรณภูมิบ้านผม อําเภอเมืองสรวงบ้านผม อําเภอจตุรพักตรพิมานบ้านผม ให้ดูทั่วประเทศแล้วก็บูรณาการ จริง ๆ แล้วกรมทางหลวงชนบทไม่ควรจะมีหรอก ไม่ควรที่จะมี ถ้าให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเขามีงบประมาณ มีบุคลากร แต่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ เวลาจะซ่อมถนนที่ต้องไป กราบ อบจ. ครับ ถ้า อบจ. คนละฝักละฝ่ายกับการเมืองท้องถิ่นก็ไปกันใหญ่ ใครเดือดร้อน ประชาชนเดือดร้อน แล้วระบบบ้านเราก็เรียนตรง ๆ เลยครับ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็คือ ตัวแทนรัฐมนตรี ตัวแทนนายกรัฐมนตรี เขายิ่งไม่ค่อยจะสนใจด้วยท่านประธานทราบดี ถ้า ส.ส. ไม่มีศักยภาพ ไม่เคยเป็นผู้บริหาร ไม่เคยเป็นคนที่สําคัญผู้ว่าราชการจังหวัดแทบจะ ไม่ให้ความสนใจ ก็กราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยต่อญัตตินี้ต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ครับ ผมขออนุญาตอภิปรายใน ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนตําบล ทั่วประเทศ คือในภาคชนบทจริง ๆ ที่เป็นสภาพชนบทในเขตป่าตามชายแดนอะไรพวกนี้ ความจําเป็นในเรื่องของการใช้ถนนหนทาง อันนี้มีความจําเป็นอย่างมากเลยถ้าเทียบกับ ในเมืองมันคนละเรื่องเลยนะครับ จําเป็นตั้งแต่เรื่องของการศึกษา เรื่องของการดูแลสุขภาพ แม้กระทั่งเรื่องของความมั่นคงที่จะต้องส่งข่าวสารข้อมูลให้กับส่วนราชการ สถานภาพตอนนี้ มีอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นเรื่องของการโอนภารกิจ แล้วก็ประเด็นเรื่องของพื้นที่ที่ผมจะ อภิปรายใน ๒ ประเด็นนี้นะครับ การทําถนนผมถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐ เป็นบริการ สาธารณะที่รัฐจะต้องทํามันเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วเป็นสิทธิของพี่น้องประชาชนที่จะต้อง ได้รับการบริการสาธารณะในเรื่อง ทีนี้ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ในกรณีที่มีการโอนภารกิจ เท่าที่มีข้อมูลอยู่ในมือ หลาย ๆ พื้นที่ อปท. ก็บ่นว่าทางกรมได้โอนมา โอนภารกิจ โอนหน้าที่ให้ แต่ไม่ได้โอนงบประมาณ อันนี้เป็นปัญหาสําคัญ เพราะว่าสร้างเสร็จเรียบร้อย การดูแลบํารุงรักษาถนนหลวงในเขตชนบทก็โอนให้ท้องถิ่นดูแล แต่ว่างบประมาณที่จะต้อง ดูแลรักษา อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากครับ เพราะว่าโดยลําพังของท้องถิ่นเขาก็มีงบประมาณ บริการสาธารณะในพื้นที่จํากัดแล้วก็มีงบประมาณน้อยอยู่แล้ว ประเด็นนี้ถ้าจะให้เกิด ประสิทธิภาพจริง ๆ จําเป็นอย่างยิ่งท่านประธานครับ เมื่อโอนภารกิจหน้าที่เรียบร้อย เรื่องงบประมาณจะต้องมีความชัดเจน กรมทางหลวงชนบทจะต้องโอนงบประมาณ การบํารุงรักษาเป็นรายปีให้กับท้องถิ่นอย่างชัดเจน ไม่อย่างนั้นก็คือโอนแต่ภารกิจ ท้องถิ่น ก็ไม่สามารถที่จะจัดจ้าง หรือจะมีงบประมาณในการดําเนินการได้ แต่ในหลักการควรจะมี การโอน เพราะว่าเป็นเรื่องของกระบวนการกระจายอํานาจ คนที่เข้าถึงปัญหาและใกล้ชิด เวลาสถานการณ์อย่างหน้าฝนช่วงนี้ถนนมันขาด สะพานมันขาด หรือว่ามีประเด็นปัญหา ต้องดําเนินการเรื่องเร่งด่วนอะไร คนที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุดก็คือท้องถิ่น เพราะฉะนั้นก็คือ ในประเด็นนี้อยากจะให้มีความชัดเจนในเรื่องของทั้งภารกิจและงบประมาณนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ถึงแม้ว่าถนนทางหลวงชนบทจะอยู่ในความรับผิดชอบของ กรมทางหลวงชนบท หรือว่าอยู่ในความรับผิดชอบที่ถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแล้วก็ดี จุดสําคัญก็คือว่าเวลาดําเนินการพื้นที่นั้นถ้าเป็นพื้นที่ของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช การดําเนินงานแต่ละครั้งก็จะต้องขออนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ ผู้รับผิดชอบตามกฎหมายก็คือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แล้วก็กรมป่าไม้ อันนี้เป็นประเด็นที่ผมมองอย่างนี้ว่าเวลาถ่ายโอนหรือจะดําเนินการอะไรถนนทุกเส้นที่เป็น ความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท แล้วก็อยู่ในการรับถ่ายโอนอํานาจให้กับท้องถิ่น ควรจะมีการปลดล็อกเฉพาะถนน ที่ดินหรือว่าบริเวณที่อยู่ในขอบข่ายของถนนเส้นนั้นควรจะ ปลดล็อก ไม่อย่างนั้นก็คือว่าการจะปรับปรุงหรือว่าการจะพัฒนาพื้นที่ต่อจากถนนเดิม ก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ ถึงแม้คุณจะมีงบประมาณ ถึงแม้ว่าคุณจะมีเครื่องมือ ถึงแม้ว่า คุณจะมีบุคลากร แต่ว่าพื้นที่ตรงนั้นยังติดในกรอบเรื่องของกฎหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ความจําเป็นที่จะเกิดขึ้น ความจําเป็นที่จะทําให้ทั้งกรรมาธิการ ที่จะต้องพิจารณาตรงนี้ ส่วนสําคัญที่สุดการใช้พื้นที่ที่ทับซ้อนกัน อํานาจอีกกรมหนึ่ง ทําหน้าที่ อีกกรมหนึ่งมีพื้นที่อนุญาต ซึ่งผมมองว่าเรื่องนี้ถ้าหากว่าเราไม่แก้ไขให้เป็น เรื่องเดียวกัน การดําเนินงานก็จะเป็นเรื่องของความทับซ้อนในเชิงอํานาจของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยสรุปแล้วถ้าอยากจะให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความยั่งยืนและมีการตอบโจทย์ เรื่องของความเท่าทันต่อสถานการณ์ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับ ความเดือดร้อนกรณีเส้นทางของกรมทางหลวงที่จะโอนย้าย ระยะยาวเราจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการกระจายอํานาจ กระจายอํานาจให้เป็นอํานาจของท้องถิ่นจริง ๆ กระจายอํานาจในที่นี้คือไม่ใช่เฉพาะเรื่องของหน้าที่ภารกิจ กระจายทั้งเรื่องของบประมาณ และอํานาจในการตัดสินใจ พื้นที่ส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่ผมสํารวจร่วมกับ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ป่า ยังมีพื้นที่จํานวนมากและเป็นพื้นที่สําคัญมาก ๆ ที่จะต้อง ไปพัฒนาให้เกิดเป็นพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างจังหวัด เช่นผมยกตัวอย่างกรณีพื้นที่ที่เชื่อม ระหว่างจังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดตาก ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างอําเภอแม่ระมาดกับอําเภออมก๋อย เป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของความมั่นคงด้วย เป็นพื้นที่การพัฒนาเรื่องของพื้นที่ทาง การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วย ถ้าหากว่าตรงนี้การได้รับอนุญาตให้กรมทางหลวงชนบท หรือกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง ๒ กรมนี้ถ้าหากว่าได้รับการปลดล็อกจาก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช การดําเนินงานทั้ง ๒ กลุ่มนี้จะสะดวกรวดเร็ว ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ส่งรายชื่อ มาแล้วทั้งหมด รวมทั้งคุณมานพและคุณคารมที่พูดไปแล้วด้วยนะครับ ทั้งหมด ๑๐ ท่าน ผมขอตัดแค่ ๑๐ ท่าน ถือว่าเมื่อจบ ๑๐ ท่านแล้ว ก็จะให้เจ้าของญัตติเป็นผู้สรุป แล้วจะได้ ลงมติต่อไป เพราะเข้าใจว่าเรื่องนี้ได้มีการหารือเรื่องตั้งคณะกรรมาธิการ ก็จะได้มีการพิจารณา โดยละเอียดกันอีกทีหนึ่ง คุณผ่องศรีในฐานะผู้เสนอคนหนึ่ง จะอภิปรายเลยไหมครับ หรือคุณผ่องศรีจะใช้เวลาในการสรุป ถ้าอภิปรายก็ได้นะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพคะ ผ่องศรี แซ่จึง จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ดิฉันเสนอญัตติร่วมกับท่าน ส.ส. บุญรื่น ศรีธเรศ ซึ่งได้นําเสนอไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ขออภิปรายเพิ่มเติมสนับสนุนญัตตินี้ค่ะ สมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไปแล้วในเรื่องเดียวกัน ดิฉันจะไม่พูดซ้ําเพราะว่าปัญหาก็เป็นปัญหาเหมือนกัน ปัญหาเดิม ๆ แต่ดิฉันอยากเน้นย้ําว่าการถ่ายโอนภารกิจต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติ การถ่ายโอนนั้น จริง ๆ แล้วก็มีข้อกําหนดว่าจะต้องถ่ายโอนตามกฎกติกา และที่สําคัญก็คือ จะต้องดูความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะรับการถ่ายโอนนั้นด้วย แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ไม่ทราบว่าเป็นเพราะรีบเร่งกะทันหันหรือเปล่า หรือเหตุผลกลใดจนมาถึงวันนี้เราก็จึงได้ทราบว่ามันเกิดปัญหาอย่างมากมาย วันนี้ถ้าเราจะ พูดถึงเรื่องถนนก็จะมีถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗๘๑,๔๗๑ สายทาง คิดเป็น ๕๙๘,๓๓๘ กิโลเมตร ซึ่งแบ่งเป็นถนนคอนกรีต ๑๘๐,๔๗๐ กิโลเมตร ถนนลาดยาง ๑๒๔,๔๑๔ กิโลเมตร ถนนลูกรัง ๒๙๓,๔๕๔ กิโลเมตร ซึ่งถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วถนนลูกรังจะอยู่ที่ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ถนนลาดยางแค่ ๓๐.๑๖ เปอร์เซ็นต์ และถนนคอนกรีตก็ประมาณ ๒๐.๗๙ เปอร์เซ็นต์ เกือบครึ่งหนึ่งของถนนที่ถ่ายโอนมา ดิฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าในยุคที่เรามีรถไฟความเร็วสูงแล้ว รถไฟความเร็วสูงในกรุงเทพฯ ขึ้นหลายสีหลายเส้นทาง ถนนในเมืองใหญ่ ๆ ทําซ้ําแล้วซ้ําอีก ชํารุดนิดหนึ่งก็สร้างใหม่ เพิ่มเติมใหม่ ซ่อมแซมใหม่ แต่ถนนในชนบทเกือบครึ่งหนึ่ง ที่ถ่ายโอนไปแล้วยังเป็นลูกรังค่ะ ถ้าจะว่าไปกับยุคนี้ยุคที่รัฐบาลบอกว่าจะเป็นยุค ๔.๐ มันน่าวิตกกังวลไหมคะ ท่านนึกออกไหมว่าพี่น้องประชาชนเราจะอยู่อย่างไร หลังพายุ ที่ผ่านมา ๒ ลูกที่แล้วถนนดูไม่จืดเลยค่ะ เพราะฉะนั้นการถ่ายโอนซึ่งคนรับก็ต้องพร้อม ก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น แล้วทีนี้เราจะแก้ปัญหากันอย่างไร สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาที่เห็นชัดเจน ก็คือการลงทะเบียนว่าถนนสายใดเป็นของใครนั้นยังเป็นปัญหาค่ะ เวลาถนนมีปัญหา ก็มาถามกันว่าถนนสายนี้ใครดูแล ใครรับผิดชอบ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่นะคะ เหตุเกิดขึ้น ในเขตเลือกตั้งดิฉันแล้วเถียงกันไปเถียงกันมา ถนน ๒ สายนี้เป็นของใคร จนบัดนี้ก็ได้ทราบ แล้วว่าเป็นของใคร ดูไม่จืดค่ะ เพราะเมื่อไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของก็ไม่สามารถที่จะตั้ง งบประมาณในการซ่อมแซมบํารุงรักษาได้เลยค่ะ เพราะฉะนั้นการลงทะเบียนนี้จึงเป็นปัญหาหนึ่ง งบประมาณก็เป็นปัญหา เพื่อนสมาชิกว่าไปแล้ว บุคลากรไม่ต้องพูดถึงเลย เครื่องไม้เครื่องมือ ก็เช่นเดียวกัน เพราะว่าเมื่อรับโอนมาแล้วมันก็จะต้องบํารุง จะต้องซ่อมแซม จะต้องมี เครื่องไม้เครื่องมือ จะต้องมีเงิน ท่านประธานเชื่อไหมว่าบาง อบต. แบ่งงบประมาณกัน คนละ ๒๐ เมตร ๓๐ เมตร คนละครึ่งกิโลเมตรต้องยอม ดิฉันก็สงสัยว่าทําไมเป็นแบบนั้น ทําไมไม่รวมกันเอาสายใดสายหนึ่งไปเลย เขาบอกว่าไม่ได้เพราะว่าพี่น้องประชาชนไม่ยอม สมาชิก อบต. ก็ไม่ยอม เพราะว่าทุกคนต้องได้ ถ้าไม่ได้ก็ตอบพี่น้องประชาชนไม่ได้ว่าเลือก เข้าไปแล้วทําอะไรได้บ้าง อันนี้เป็นเรื่องที่น่าอนาถใจมาก ดิฉันเจอมาแล้วถ้าใครไม่อยู่ชนบท จะไม่เจอ เพราะฉะนั้นการถ่ายโอนจริง ๆ แล้ววันนี้เขาบอกว่า ๒๙ เปอร์เซ็นต์ แต่มันได้ ใช้จริง ๆ ประมาณ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วตาม พ.ร.บ. การถ่ายโอนจะต้องถ่ายโอน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ถ่ายโอนเงินด้วยเมื่อถ่ายโอนงานมา มีปัญหาเยอะแยะมากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องสูบน้ําที่ถ่ายโอนให้ท้องถิ่นแล้วท้องถิ่นทําอะไรไม่ได้เลย ไม่มีเงินซ่อม อย่างขุดลอก อะไรประมาณนี้ ขออภัยที่เอ่ยนาม ที่ท่านวีระกรได้พูดถึง ดินที่จะทิ้งมีปัญหาทิ้งไม่ได้ ไม่มีที่ทิ้งดิน ขุดไม่ได้ ตั้งงบไม่ได้ หรือน้ํา ๒ ล้านลูกบาศก์คิวบิกเมตร จะต้องใช้พื้นที่เท่านั้น ไม่ได้ค่ะ อันนี้ทําไมต้องพูดกัน เพราะว่าทําให้พี่น้องประชาชนเสียโอกาสเลยค่ะ ทีนี้ทําอย่างไรก็จะต้องแก้ปัญหา ตอนนี้ดิฉันทราบมาว่าอนุกรรมการเขาพิจารณาแล้วเรื่องน้ํา แต่คณะกรรมการกระจายอํานาจยังไม่ประชุมค่ะ แล้วจะประชุมกันตอนไหน เมื่อสมัยอดีต นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะสร้างรถไฟความเร็วสูงกู้ยืมเงิน ๒ ล้านล้านบาท ไม่ผ่านค่ะ มีผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านบอกว่าขอให้ถนนลูกรังนี้ทําให้เสร็จก่อนเถอะ วันนี้ถนนลูกรังก็ยังอยู่ คู่กับประเทศไทย ยังอยู่ถึง ๔๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าทําไมเราจึง ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้เลย หลายจังหวัดโดยเฉพาะภาคอีสานของดิฉัน จังหวัดตรังของท่านประธานก็ไม่ค่อยต่างกัน จังหวัดกาฬสินธุ์มีถนน ๑๖,๗๔๗ สาย ๑๒,๘๑๙ กิโลเมตร ลูกรัง ๘,๐๐๐ กว่าค่ะ จังหวัดขอนแก่น ๒๖,๐๐๐ กว่าสาย ๑๗,๖๐๐ กว่ากิโลเมตร ถนนลูกรัง ๙,๒๐๐ กว่าค่ะ จังหวัดอุดรธานี ๒๔,๒๘๖ ความยาว ๑๗,๘๒๕ กิโลเมตร ถนนลูกรัง ๑๐,๐๑๙ กิโลเมตร จังหวัดศรีสะเกษของดิฉันมีถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของท้องถิ่น ๒๒,๒๑๓ กิโลเมตร คิดเป็นความยาว ๑๗,๔๑๕ กิโลเมตร ยังเป็นถนนลูกรัง ๙,๙๙๒ กิโลเมตร คิดเป็นถนนลูกรัง ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ถนนคอนกรีต ๕๘ เปอร์เซ็นต์ ถนนลาดยาง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ นี่ของจังหวัดศรีสะเกษ เพราะฉะนั้นท่านประธาน คงไม่แปลกใจว่า ส.ส. ท่านใดลุกขึ้นมาพูดในสภาก็จะบอกว่าถนนที่ถ่ายโอนนั้นไม่ได้รับ การดูแล มีข้อหนึ่งในกติกานั้นก็คือถ้า อปท. เล็ก ๆ ไม่สามารถจะซ่อมแซมบํารุงรักษาได้ ให้ อบจ. เป็นผู้รับผิดชอบ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เลยค่ะ อบจ. เขารับไม่ไหว เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงคิดว่าเราจะทําอย่างไรกับเรื่องนี้ดี กติกาต่าง ๆ ที่ติดขัดจะต้องได้รับการแก้ไข สิ่งที่ควรจะพิจารณาที่ดิฉันอยากจะเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการนั้นก็คือจะต้องพิจารณาในส่วน ที่เป็นปัญหา เช่น ถ้าไม่สามารถที่จะโอนกลับคืนไปให้ทางหลวงชนบทเดิมได้ ก็ควรจะเพิ่ม งบประมาณให้พอเพียงที่จะอํานวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนได้รับด้วย หรือไม่เช่นนั้น อีกอันหนึ่งที่จะต้องทําเพิ่มในการศึกษาก็คือต้องดูกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ว่าจะเป็นปัญหา ทําให้เกิดความช้า ทําให้เกิดความไม่อํานวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชน พี่น้อง เสียโอกาสค่ะ เพราะฉะนั้น ๓-๔ เรื่องนี้จําเป็นจะต้องเอาขึ้นมาวางบนโต๊ะ คณะกรรมการ ที่เกี่ยวข้องต้องไม่ล่าช้า ปีนี้แล้ง แต่กฎกติกาต่าง ๆ ที่จะอํานวยความสะดวกให้กับหน่วยงาน ที่จะดําเนินการหรือแม้แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อไม่ได้รับ การแก้ไขก็ไม่สามารถจะดําเนินการได้ เหมือนท่านสมาชิกว่าไปเมื่อสักครู่ แม้จะมีเงิน มีบุคลากรแต่มีปัญหาเรื่องที่ดินก็ทําไม่ได้ มีบุคลากรมีปัญหาเรื่องเงินก็ทําไม่ได้ เพราะฉะนั้น มันพันกันอยู่ เมื่อไรเราจะพูดกันให้ตรง ๆ สักที เมื่อไรเราจะเอาปัญหาของบ้านเมือง ทุกปัญหาขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วพูดคุยกันอย่างเป็นระบบ แล้วก็แก้ปัญหาแบบบูรณาการ เพื่อจะได้จบสิ้นไม่ว่าจะเป็นใครที่เกี่ยวข้อง กรมไหนก็ตาม กระทรวงไหนก็ตาม ดิฉันคิดว่า น่าจะถึงเวลาแล้วที่จะคํานึงถึงคนชนบท คนที่มือไม่ยาว คนที่ด้อยโอกาส คนที่อยู่อย่าง ลําบากยากไร้ อย่างน้อยก็ให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น ให้เขามองเห็นว่าเขายังมีความเป็นตัวตน เขายังเป็นผู้เสียภาษีให้แก่ประเทศเหมือนเช่นคนอื่น ๆ ให้เขาเดินไปมาได้สะดวก ให้เขามีอยู่มีกิน ไม่ใช่มองเขาเหมือนพลเมืองชั้น ๒ แล้วไม่ได้ให้ความสนใจว่าเขาจะเป็นอยู่อย่างไร กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะที่กรุณาต่อเวลาให้ดิฉัน ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ🔗
คุณผ่องศรีเป็นผู้เสนอ ท่านหนึ่งครับ จะมีสมาชิกเพิ่มเข้ามาอีก ๒ ท่าน มาจากพรรคการเมืองที่ยังไม่มีตัวแทนพูด คือศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม กับท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ แต่ว่าผมขอสลับไป คุณเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ แล้วค่อยกลับมาที่คุณองค์การ ชัยบุตร เชิญคุณเกียรติครับ🔗
กราบสวัสดีท่านประธานที่เคารพ อย่างสูง กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดลพบุรี เกี่ยวกับญัตติ ๕.๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนตําบลต่าง ๆ ทั่วประเทศ เรื่องที่เขาบอกก็คือเห็นด้วยไหม บางครั้งก็เห็นด้วยถ้าการถ่ายโอนแล้ว มีงบประมาณให้เขาด้วย อันนี้ถ่ายโอนไปแล้วตั้งแต่ ปี ๒๕๔๖ งบประมาณไม่เคยให้ไปเลย ถ่ายโอนเฉพาะแค่โครงการต่าง ๆ แล้วก็สิ่งที่ อบต. ได้ไปคือได้แต่ถนนไป งบประมาณ ซ่อมแซมก็ไม่มี งบประมาณที่จะก่อสร้างใหม่ก็ไม่มี ก็ไม่ทราบว่าจะถ่ายโอนไปเพื่ออะไร และ อบต. บาง อบต. ได้งบประมาณ บาง อบต. ได้ประมาณ ๒๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายประจํา หมดไปแล้วประมาณ ๑๕ ล้านบาท ๑๖ ล้านบาท ส่วนที่เหลือยังต้องมีค่าใช้จ่ายหลาย ๆ อย่างที่ต้องใช้จ่าย การก่อสร้างถนนบาง อบต. มีอยู่ ประมาณราว ๑๐ หมู่บ้าน เงินเหลืออยู่ประมาณ ๔ ล้านบาท หมู่บ้านเฉลี่ยแล้วได้ตก ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาทแบบที่ท่านสมาชิกที่กล่าวไปแล้วข้างต้น หลายท่านที่กล่าวไปแล้วว่า ๔๐๐,๐๐๐ บาท ต่อหมู่บ้านจะได้สักเท่าไร สร้างถนนคอนกรีต ก็ได้แค่นิดเดียว ได้แค่ ๑๐๐ เมตร ๒๐๐ เมตร แล้วคราวนี้เขาจะไปบริหารจัดการอย่างไร สิ่งนี้อยากจะให้ทางรัฐบาลถ้าจะถ่ายโอนจริง ๆ งบประมาณต้องจัดสรรไปให้กับทางท้องถิ่น ให้ได้มากกว่านี้ ไม่ใช่ว่างบประมาณไม่จัดสรรไปแต่ถ่ายโอนมาแล้วให้เขารับผิดชอบ บางหมู่บ้านถนนตกประมาณราว ๒๐ กิโลเมตร การสัญจรลําบากแล้วก็ไม่สามารถที่จะหา งบประมาณได้ ไปของบประมาณจังหวัด จังหวัดก็ได้แค่มาบอกว่าเดี๋ยวให้ ๆ แล้วไม่รู้ จะประสานงานใคร สิ่งนี้ผมมีความเห็นว่าไม่เป็นการดีที่จะถ่ายโอนให้กับ อบต. แล้วก็มี งบประมาณไปเมื่อปี ๒๕๔๒ ถึงปี ๒๕๔๖ รัฐบาลเคยบอกว่าถ่ายโอนไปให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว จะมีเครื่องจักรอะไรไปให้ แล้วก็จะมีงบประมาณไปให้ ถามจริง ๆ ว่าเครื่องจักรเหล่านี้ไม่มี อบต. ไหนที่ได้เครื่องจักรจากรัฐบาล แล้วก็ไม่มี เครื่องจักร และความเหมาะสมถามจริง ๆ ว่าคือ อบต. เขาจะมีโอกาสได้พัฒนา หมู่บ้านเขาได้ไหม ไม่ได้ สิ่งนี้เราต้องมาคํานึงถึงว่าความถูกต้องคืออะไร ไม่ใช่พอถ่ายโอน ไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลปล่อยปละละเลยไม่ได้ดูแล แล้วก็ปล่อยให้เขาอยู่กันแบบ ตามมีตามเกิด ถนนหนทางถ้าอยู่ทางหลวงชนบทซึ่งเขามีทีมงาน มีวิศวกร มีช่าง มีอะไร พร้อมสรรพที่จะช่วยทํางานได้ งบประมาณให้มาจุดนี้ ผมว่าเป็นการดีกว่าถ้าถ่ายโอนไปแล้ว ถ้าไม่มีงบประมาณมาให้กับ อบต. นะครับ แล้วก็เรื่องที่ ๑ คือเรื่องบุคลากรถ้าถ่ายโอน ไปแล้ว อบต. บาง อบต. แม้แต่ช่างคุมงานก็ไม่มี สิ่งนี้รัฐบาลจะถ่ายโอนไปได้อย่างไร งบประมาณบางทีให้ไปถนนเส้นหนึ่ง ๗ ล้านบาท ๘ ล้านบาท ช่าง อบต. ของตําบลไม่มี ไม่มีขึ้นมาทําอย่างไร ก็ต้องไปขอยืม อบต. ข้างเคียงมา แล้วการทํางานแบบมืออาชีพ ของทางหลวงชนบทของเขามีมืออาชีพพร้อมทุกอย่าง เครื่องมือเขาพร้อม พอถนนเสียหาย เขาก็ส่งเครื่องจักรไปซ่อมแซมได้ แล้วงบประมาณเขาก็มืออาชีพได้มาโดยตรง การทํา งบประมาณแต่ละปี ๆ ของจังหวัดนี้มีอยู่กี่กิโลเมตร ถนนชั้น ๑ ชั้น ๒ ชั้น ๓ จะต้องทํา อย่างไร งบประมาณจัดสรรมาให้ได้ ให้เขาทําโครงการได้ แต่ถ้าให้ อบต. หนึ่งของบประมาณ ปีละ ๕ ล้านบาท อําเภอหนึ่งตกประมาณราว ๑๐ อบต. ก็ตกประมาณ ๕๐ ล้านบาท จังหวัดหนึ่งตีว่าสักประมาณกี่อําเภอ ถ้า ๑๐ อําเภอก็ตกประมาณ ๕๐๐ ล้านบาท ๕๐๐ ล้านบาทถามว่าปี ๆ หนึ่งถ้าให้กับ อบต. โดยตรง แล้วก็ความชํานาญก็สู้ทางหลวงชนบท ไม่ได้ สิ่งนี้ผมไม่เห็นด้วย แล้วก็บางครั้งถ่ายโอนงบประมาณไปให้ อบต. ทํา คืออันนี้ บอกตรง ๆ ว่าบางพื้นที่มีคนที่ใหญ่กว่า อบต. ก็มี งบประมาณที่ได้เข้าไปแล้ว พอเข้าไปถึง หมู่บ้านนั้นแล้วคือเขามีผู้มีอิทธิพลของเขาทําคนเดียว คนอื่นทําไม่ได้ อันนี้รัฐบาลฝากเป็น การบ้านช่วยดูด้วย เพราะว่าสิ่งนี้คือไม่มีใครอยากเห็นว่า อบต. เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่พอถึงเวลามีงบประมาณไป มีผู้มีอิทธิพลในหมู่บ้านเขาจ้อง เรียกว่าคือสั่ง อบต. ได้ อันนี้มีมาก ไม่ใช่ว่ามีแค่บางจุดนะ มีทั่วประเทศ ก็ขอฝากรัฐบาลด้วย แล้วสิ่งที่รัฐบาลถ้ามีการถ่ายโอนจริง ๆ ก็ขอให้เอางบประมาณไปลงในพื้นที่ด้วย ไม่ใช่ว่าถ่ายโอนเฉพาะแค่โครงการแล้วก็ งบประมาณไม่ได้เอาไปให้นะครับ กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณองค์การ ชัยบุตร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน กระผม องค์การ ชัยบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากจังหวัดมุกดาหารครับ ก่อนอื่นผมขอสนับสนุนญัตติทางหลวงชนบทไปให้ อบต. ต่าง ๆ ทั่วประเทศ แต่ผมมีประเด็นที่จะหารือกับสภา มีคําคําหนึ่งครับท่านประธาน จะปลูก ก็ต้องเตรียมดิน จะกินก็ต้องเตรียมอาหาร จะพัฒนาการก็ต้องเตรียมคน มันจะไปสอดคล้อง กับอีกคําหนึ่งที่ว่าท้องไม่มีพ่อ อันนี้คือปัญหา ในส่วนของ อบต. ในต่างจังหวัด ในชนบท พื้นที่แตกต่างกัน ใหญ่เล็กก็แตกต่างกัน บางพื้นที่ ๒ ตําบลเป็น ๑ อบต. อย่างนี้ก็มีครับ แต่ท่านจะโอนทางหลวงชนบทไปให้ แต่ท่านไม่เตรียมโครงสร้างในส่วนท้องถิ่นจะมีปัญหามาก อย่างหลาย ๆ ท่านที่ได้กล่าวมา เช่น อัตรากําลังคุณพร้อมหรือยัง ตําแหน่งที่จะไปซัปพอร์ต (Support) กับตรงนี้มาหรือยัง มีไหม ไม่มี ไม่มีแล้วมีปัญหา อย่างหลายหน่วยงานที่โอนไปแล้ว เช่น น้ํา ชลประทานโอนไปแล้วมีปัญหาทั้งหมดเลย ที่ผมตามอยู่ทุกวันนี้ มีปัญหาไปถามแล้ว ไม่ใช่ของผม อันนี้ก็ไม่ใช่ของผม จะให้ผมไปไหนล่ะ ผมเป็นผู้แทนราษฎร พี่น้องเดือดร้อน เร็ว ๆ นี้นะครับ ถนนขาด ในพื้นที่ตําบลดงเย็น อําเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ผมก็ทําหนังสือ ไปถึง ปภ. ว่าขอใช้สะพานเบลีย์ (Bailey bridge) หน่อย ปภ. ก็ลงไปนะครับ เร็วมาก แต่ไปถึง บอกว่าสะพานเบลีย์ (Bailey bridge) ของผมไม่เข้ากับคุณสมบัติของทาง ให้ไม่ได้ ให้ไม่ได้ ก็เดือดร้อน อบต. เดือดร้อนเทศบาล เทศบาลก็ไม่มีอะไร ก็บอกว่าไปเอาไม้มาทําก่อนได้ไหม เอาไม้ที่ไหนล่ะ ไปตัดไม้ก็โดนจับอีก นี่คือปัญหาทั้งหมดนะครับ ถ้าผมเห็นดีเห็นงามด้วย ถ้าสภาจะมีมติตั้งกรรมาธิการแล้วต้องเร็ว งบประมาณต่าง ๆ ต้องชัดเจน กรอบของ อบต. ทําได้ขนาดไหนก็บอกมาชัดเจนด้วย ไม่ต้องยึก ๆ หยอด ๆ เข้ามา อย่างทุกวันนี้โอนให้แล้ว ไม่อยากรับคืนเพราะว่าก็ให้คุณไปแล้ว คุณก็มีความสามารถ คุณก็ไปทําเอาสิ มันไม่ได้ครับ ถนนชนบทไม่เยอะหรอกถ้าทําจริง ๆ มันมีถนนหลวงระดับจังหวัด มีถนนหลวงระดับประเทศ ที่ไปท้องถิ่น ที่ไปบ้านนอกก็โยนให้ อบต. ทั้งหมด ทุกวันนี้หน่วยงานกี่หน่วยงาน ท่านประธานทราบไหมครับอยู่ในท้องถิ่นเกี่ยวกับถนน มีทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม เผลอ ๆ ทหารก็แจมเข้ามาอีก นี่คือ ตัวปัญหา ที่ว่าท้องไม่มีพ่อคือสร้างแล้วทิ้ง ไม่ดูแล ไม่เป็นพี่เลี้ยง ไม่อะไรเลย นี่คือปัญหา ที่เกิดขึ้น ฉะนั้นแล้วผมจะใช้เวลาสภาไม่นาน ก็อยากเห็นสภาแห่งนี้ได้ตั้งกรรมาธิการ เพื่อจะได้กําหนดรูปร่างหน้าตาว่าจะให้โอนไปจริง ๆ หรือโอนไป อบต. จะให้ อบต. เขาเตรียมรับอะไรบ้าง มีแต่ให้ไป ๆ ทุกวันนี้ให้ไป ๆ อบต. มันแน่นแล้วครับ มันแบกรับ ไม่ไหวแล้ว คืนก็ไม่คืน คืนก็ไม่รับคืน โครงสร้างก็ต้องเปิดให้เขา ตําแหน่งว่าง ตําแหน่งงาน วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมทั่วไป วิศวกรรมถนนหนทางต้องเปิดให้เขารองรับ หรือไม่ ก็โอนหน่วยงานที่มีอยู่แล้วไปให้ โอนเครื่องจักรไป ถ้ามันเก่าอย่าโอนไป ซื้อใหม่ ก็ต้องเป็น อย่างนี้ครับ ผมไปญี่ปุ่นมา ผมได้ทุนไจก้า (JICA) ไปตอนเป็นเยาวชน เขาแพ้สงครามมา ทําไมเขาถึงพัฒนาเร็ว ก็เพราะเขาให้อํานาจท้องถิ่น โครงสร้างข้างบนคือรัฐมนตรีเป็นแค่ ผู้อํานวยการ ไม่ใช่สั่งการ ท้องถิ่นเดือดร้อนมาข้างบนสั่งการอํานวยการไป รองรับ สั่งการไม่ได้ ต้องปรับนะครับ ไม่ใช่ปรับตัวท้องถิ่น ข้างบนสั่งการอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอํานวยการ คุณติดปัญหาอะไร ติดกฎหมายข้อไหนบอกมา ข้างบนจะดูแลให้ อย่างนี้ใช้ได้ อย่างนี้เอาแน่ ถ้าเป็นแล้วโอนไปแล้วเหมือนเดิมไม่เอาดีกว่า ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอภิชาติ ศิริสุนทร ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ต้อง ขออนุญาตใช้เวลาสภาแห่งนี้ไม่นานครับ เพื่อขออภิปรายตามญัตติของเพื่อนสมาชิกที่เสนอมา ที่สภาแห่งนี้ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการ ถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนตําบลทั่วประเทศ ท่านประธานครับ การถ่ายโอนภารกิจส่วนใหญ่ที่ผ่านมาของราชการส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นในด้านต่าง ๆ แต่ญัตติตรงนี้พูดถึงเรื่องการถ่ายโอนถนน ที่ผ่านมาหน่วยงานส่วนกลางโอนเพียงงานเทคนิค ที่ผ่านมาส่วนกลางโอนหน้าที่ของตัวเองซึ่งก็ไม่ได้ตัดขาดมาให้กับท้องถิ่น นั่นก็หมายความว่า ท้องถิ่นไปเอาหน้าที่ของคนอื่นมาทํา นั่นก็หมายความว่าท้องถิ่นไม่มีอํานาจในการตัดสินใจว่า จะพิจารณาแก้ปัญหาเส้นทางเส้นไหนให้กับพี่น้องประชาชน นั่นก็หมายถึงว่ากรมทางหลวงชนบท ได้ตัดสินใจว่าจะก่อสร้างเส้นทางไหนเรียบร้อย ออกแบบออกแปลนเรียบร้อยแล้ว สร้างเสร็จ ค่อยถ่ายโอนมาให้กับท้องถิ่นเขา แล้วถ่ายโอนมาก็ไม่ได้ถ่ายโอนมาทั้งหมด หน้าที่เหล่านั้น อํานาจเหล่านั้นก็ยังคงอยู่กับกรมทางหลวงชนบทเช่นเดิม เอาเฉพาะถนนมาให้เขา งบประมาณ ในการบํารุงดูแลรักษาในการซ่อมแซมก็ไม่โอนมาให้เขา บุคลากรก็ไปรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง แทนที่จะโอนบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชํานาญการหรือวิศวกรมาให้ท้องถิ่น ท่านประธาน ทราบไหมว่าท้องถิ่นขนาดเล็ก ขนาดกลาง เขาแทบที่จะไม่มีวิศวกรแม้แต่ท่านเดียว ก็มี ผอ. กองช่าง มีผู้ช่วยช่าง ไม่เกิน ๓ คนหรอกครับ มันถึงบ่งชี้ให้เห็นว่าเกิดความซ้ําซ้อนเกิดขึ้น บ่งชี้ให้เห็นว่าการถ่ายโอนอํานาจตัวนี้ไม่ได้โอนอํานาจมาโดยแท้จริง เพราะหน่วยงานเดิม ยังคงอยู่ หน่วยงานราชการส่วนกลางยังคงอยู่ ยังคงอยู่เช่นเดิมหมดเลย ผลสุดท้าย เป็นอย่างไรครับ ผลสุดท้ายการที่ท้องถิ่นเขาไม่มีงบประมาณ ไม่มีบุคลากร เมื่อถนนชํารุดทรุดโทรม ทําให้ประชาชนเดือดร้อนสุดท้ายจริง ๆ ก็คือท้องถิ่นเหล่านั้นต้องขอส่งมอบคืนให้กับหน่วยงานเดิม ซึ่งจะมอบได้ไหมครับ ทางหน่วยงานเดิมก็ไม่อยากรับครับ พอสร้างเสร็จแล้วคุณก็ไป รับผิดชอบเอาเอง นี่คือปัญหาที่มันเกิดขึ้น เหมือนกับหน่วยงานราชการส่วนกลางไม่มี ความต้องการที่จะถ่ายโอนอํานาจเหล่านี้ไปให้กับท้องถิ่นโดยแท้จริง เหมือนกับว่ายังคงอยาก รักษาอํานาจของรัฐราชการส่วนกลางไว้ดังเดิม เหมือนกับว่าท้องถิ่นถูกวางยา ไม่วางยา ได้อย่างไรครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดไปว่าโอนให้เขาแล้วงบก็ไม่มีให้เขา บุคลากรก็ไม่มี ให้เขา อํานาจในการตัดสินใจว่าเขาจะแก้จุดไหน อย่างไร ก็ไม่ให้เขา เขาจะก่อสร้างถนนเส้นไหน อย่างไรก็ไม่ให้เขามาตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่เริ่มกระบวนการออกแบบออกแปลน ดังนั้นผมถือว่าการถ่ายโอนในครั้งนี้ โอนทางหลวงชนบทอะไรก็แล้วแต่เป็นการวางยาพิษ ให้กับท้องถิ่น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ พอพี่น้องประชาชนร้องเรียนไปปุ๊บ ก็ต้องบอกแล้วครับ ท้องถิ่นไม่มีศักยภาพ หน่วยงานส่วนกลางก็บอกท้องถิ่นไม่มีศักยภาพ ดังนั้นจึงไม่อยากจะให้ อํานาจท้องถิ่น อยากจะดึงอํานาจท้องถิ่นคืน เท่าที่ผมดูเป็นการวางยาพิษแน่นอน ทางหลวงท้องถิ่นมันมีกฎหมายรองรับชัดเจนเลยครับ แต่ไม่มีงบประมาณอย่างที่ เพื่อนสมาชิกบอก ถึงแม้มีงบประมาณก็แล้วแต่ ที่เป็นงบประมาณประเภทถ่ายโอนงบเฉพาะกิจ แต่งบประมาณเหล่านั้นไม่ได้ถ่ายโอนหรือไม่ได้อุดหนุนเฉพาะกิจไปให้พื้นที่ที่มีภารกิจในการ ถ่ายโอนถนนเลย งบประมาณเหล่านั้นเป็นงบประมาณที่ถูกดึงถูกวิ่งถูกยื้อแย่งกันไปลง ในพื้นที่ใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เป็นการถ่ายโอนถนนเลย หรือเรียกง่าย ๆ หลายท่านคงได้ยิน คําว่า งบวิ่ง วิ่งสวนกันไปสวนกันมา ไม่ได้มองว่าถนนเดิมที่มันชํารุดทรุดโทรมมันจะเป็น อย่างไร ไปใหม่ไปเรื่อย ดึงหน้าดึงหลังไปเรื่อย ดังนั้นนี่ก็เป็นปัญหาสาระสําคัญ ดังนั้น งบอุดหนุนเฉพาะกิจต้องตามไปกับภารกิจถ่ายโอนให้มันชัดเจน ต้องเอาไปลงในพื้นที่ที่เป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์ ต้องเอาไปลงในพื้นที่มีการถ่ายโอนถนนในท้องถิ่นเดิมอยู่แล้ว ไม่ใช่ดึง ไปใหม่เรื่อยครับ ดังนั้นปัญหาเรื่องการถ่ายโอนทางหลวงไปสู่ อบต. ต้องทําแบบมียุทธศาสตร์ และมีเป้าหมาย ต้องโอนภารกิจคน เงิน อํานาจในการตัดสินใจให้เขาตั้งแต่เริ่มแรก ไม่ใช่ทํา แล้วค่อยไปโอนให้เขา ดังนั้นผมเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาปัญหาในการ ถ่ายโอนครั้งนี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเทพไท เสนพงศ์ และตามด้วยท่านซูการ์โน มะทา นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ขออนุญาตท่านประธาน อภิปราย ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนตําบลทั่วประเทศ ก็ต้องเรียน กับท่านประธานว่าที่ขออนุญาตอภิปรายเรื่องนี้ก็คือในฐานะเป็นผู้แทนราษฎรคนหนึ่งที่อยู่ใน ต่างจังหวัด และทุกครั้งที่ลงพื้นที่ก็จะเจอปัญหาเรื่องถนนหนทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถนนหนทางที่ชํารุด ก็ตอบกับชาวบ้านยากเลยครับว่าถนนเส้นนี้เป็นของทางหลวงชนบทหรือ หรือเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บางเส้นทางก็เป็นทางหลวงชนบท บางเส้นทางก็เป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ว่าที่มีปัญหาก็คือว่ามันชํารุดทรุดโทรม ถ้ายิ่งเป็นของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วจะไม่มีงบประมาณในการบูรณะ ในการก่อสร้างเลยครับ ต้องเรียนกับท่านประธานว่ากรมทางหลวงชนบทก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๔๕ จริง ๆ แล้ว สถานะตอนนั้นก็เป็นกรมเฉพาะกิจ อยู่ในระหว่างการถ่ายโอน ตั้งกรมนี้ขึ้นมา ๕ ปีแล้วก็ ยุบเลิกกรมนี้ไป โอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดเลยครับ แต่ท่านประธาน คงจําได้ในปี ๒๕๕๐ หลังจากนั้น ๕ ปีก่อนที่กรมนี้จะถูกยุบไป สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติ ให้กรมนี้คงอยู่ เพราะเห็นว่ามีศักยภาพมากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการสร้างถนน ซึ่งระหว่างนั้นก็มีการถ่ายโอนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเยอะมาก แล้วก็นายกองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารตอนนั้นก็มีความรู้สึกว่าเมื่อถ่ายโอนมาแล้วหวังว่างบประมาณ ก็จะตามมาด้วย ก็รับโอนมาเต็มไปหมด ตอนนี้คามือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเยอะมาก ถนนเหล่านี้ แล้วก็ไม่มีงบประมาณได้สร้างได้ทํา สุดท้ายจะโอนคืนไปยังหน่วยงานสังกัดเดิมยากมากไม่มีใครรับหรอกครับ ตอนนั้น ถ้าท่านประธานจําได้ในปี ๒๕๔๒ ที่มีพระราชบัญญัติกําหนดแผนขั้นตอนการกระจายอํานาจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรัฐบาลของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วคนที่ทําเรื่องนี้บุกเบิกเรื่องการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นตอนนั้นก็คือท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วพอตั้งแผนกระจายอํานาจขึ้นมาตอนนั้นก็มีแผน ที่จะโอนงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ที่ ๗ เปอร์เซ็นต์แล้วขยับมา ๒๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ทํามาได้ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเป้าหมายสูงสุดก็คือต้องโอนกระจายอํานาจ งบประมาณให้มา ๓๕ เปอร์เซ็นต์ พอสุดท้ายแล้วทําไม่ได้ครับ ไม่มีเงินที่จะกระจายรายได้ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามที่ พ.ร.บ. แผนการกระจายอํานาจกําหนดไว้คือ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ จนเป็นที่มาต้องแก้กฎหมายฉบับนี้ถ้าท่านประธานจําได้ ในยุคของรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ จนถึงวันนี้ก็ไม่มี พอวันนี้เรากําลังตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อที่จะโอน ทางหลวงเส้นทางทั้งหมดไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเรียนกับท่านประธานว่า ผมไม่ขัดข้องในเรื่องการกระจายอํานาจ ที่ผ่านมารัฐบาล คสช. ท่านประธานก็รู้การกระจายอํานาจ น้อยมาก ให้อํานาจกับผู้ว่าราชการจังหวัด ให้อํานาจกับข้าราชการประจําสูงกว่าข้าราชการ การเมืองในท้องถิ่น แต่ความเห็นของผมก็คือถ้าหากว่าคุณจะโอนภารกิจไปทั้งหมดคุณต้อง โอนงบประมาณไปด้วย ไม่ใช่ว่าโอนเฉพาะภารกิจไปให้ โอนแต่โครงการไปให้ แต่ว่า งบประมาณไม่ให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเอางบประมาณจากไหนมาก่อสร้างครับ บาง อบต. ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อแต่นายก อบต. มาคุยกับผมเลยครับ มีงบรายได้ ๘ ล้านบาท ค่าข้าราชการประจํา ค่าสมาชิก อบต. หมดเลยครับ ไม่มีงบพัฒนาเลยปีต่อปีท่านประธานคิดดู เหมือนกับว่าเก็บภาษีมาดูแลข้าราชการที่เป็นลูกหลานของคนในตําบล อย่างนี้ถ้าหากว่า เราจะกระจายอํานาจโอนภารกิจไปให้จากกรมทางหลวงชนบทไปอีกยิ่งเป็นภาระใหญ่เลย อันนี้ผมยกตัวอย่างเห็นชัด ๆ เลยครับ ที่โอนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. อบจ. ถนนเส้นทางเสาเภา ไปวัดไอ้ไข่ วัดเจดีย์ ท่านประธานคงรู้จักวัดเจดีย์ วัดไอ้ไข่ ที่ดังที่สุด ในตอนนี้เส้นทางนี้เป็นความรับผิดชอบของ อบจ. ถ่ายโอนมา ก่อสร้างแล้วก่อสร้างอีก ล้มเหลว มาตรฐานต่ํา ชํารุดทรุดโทรมไม่มีงบประมาณบูรณะ ทั้ง ๆ ที่เส้นทางมีความจําเป็น เยอะมาก คนเข้าวัดนี้วันหนึ่งเป็นหมื่น ๆ คน ๒. สี่แยกเบญจมราชูทิศของจังหวัดนครศรีธรรมราช เส้นทางนี้โอนให้อยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช แต่ว่าจะสร้าง สะพานลอยข้ามแยก ๓๐๐-๔๐๐ ล้านบาท เทศบาลไม่รู้จะเอางบจากไหนมา จะโอนคืนให้ ทางหลวงเขาก็ไม่รับคืนหรอกครับ สี่แยกหัวถนนศาลามีชัย หน้าห้างเซ็นทรัล จะทําอุโมงค์ ลอดทางแยกใช้งบประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ ล้านบาท ผมถามท่านประธานว่าเทศบาลจะเอางบ มาจากไหน ไม่มีหรอกครับ เส้นทางทางหลวง อบจ. เส้นชะอวด-ขอนหาด โอนให้กับ อบจ. นครศรีธรรมราช ตอนนี้ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อไม่มีศักยภาพในการซ่อมแซม รวมไปถึงเส้นทาง เส้นไม้เสียบมายังเทศบาลตําบลชะอวดเป็นคอขวดก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าภาพระหว่างเทศบาล ตําบลชะอวด กรมทางหลวงหรือเทศบาลตําบลท่าประจะ ผมก็แนะนําว่าโอนให้ทางหลวง ให้ทางหลวงก่อสร้างแล้วก็มอบคืนมาก็ยังไม่รับโอน เพราะฉะนั้นการที่เราจะถ่ายโอน ถนนทางหลวงชนบททั้งหมดไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยรัฐบาลไม่มีหลักประกันว่า จะโอนงบประมาณไปให้ด้วยผมคิดว่าเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงครับ ผมไม่ขัดข้องที่จะตั้ง คณะกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้แต่ว่าต้องทําให้จริง ต้องให้คําตอบกับผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นการสูญเปล่าแล้วก็จะเป็นประวัติศาสตร์ ซ้ํารอย ผมเห็นใจพี่น้องประชาชนที่อยู่ในชนบท ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านซูการ์โน ตามด้วย ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตอภิปรายเพื่อสนับสนุน ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการถ่ายโอนถนนทางหลวงให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ผมอยากจะเท้าความนิดหนึ่งเพื่อให้เห็นเหตุผลว่าทางสภาผู้แทนราษฎรนั้นควรจะมีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแก้ปัญหาเรื่องของการถ่ายโอนถนนให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะปัญหานี้มันไม่ใช่เพิ่งเกิดปี ๒ ปี ปัญหานี้เกิดมา ๒๐ ปีแล้วครับ ถ้าเราดูจากพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ เราจะเห็นได้ว่า จะมีการเลือกตั้งขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล อบต. ก็เกิดขึ้นจาก พ.ร.บ. ขั้นตอนการกระจายอํานาจทั้งหมด แต่ พ.ร.บ. การกระจายอํานาจ นอกจากการกระจายอํานาจ ในการปกครองแล้วยังมีการกระจายอํานาจในขั้นตอนของถ่ายโอนงบประมาณแล้วก็เนื้องานให้🔗
ประเด็นสําคัญที่สุด ผมเองก็เกิดมาได้สู่เส้นทางการเมืองในช่วงที่มี การถ่ายโอนงบประมาณหรือโครงการต่าง ๆ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสมัยนั้นปี ๒๕๔๒ ผมเองก็มีฐานะเป็นผู้บริหารคนหนึ่งขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดยะลา ตอนแรกเราก็รู้สึกดีใจว่าเราได้รับเกียรติจากพี่น้องประชาชน ได้มาเป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน จะได้มาแก้ปัญหาให้ตรงจุด ตามความต้องการของพี่น้องประชาชน เราดีใจว่าคณะกรรมการการกระจายอํานาจ ได้มีแผนขั้นตอนการกระจายเนื้องาน ถ่ายโอนงานจาก รพช. เดิม กรมโยธาธิการให้อยู่ใน ความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ๒๐ ปีผ่านมาก็มีการถ่ายโอนเฉพาะงาน มีบุคลากรบ้างบางส่วน แต่เม็ดเงินงบประมาณนั้นไม่เคยสนับสนุนให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเลย ปัญหาทั้งหมดมันไม่ใช่ว่าปัญหาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้บริหาร องค์กรส่วนท้องถิ่นไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานหรือการแก้ปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน ปัญหาทั้งหมดมันเกิดขึ้นจากความจริงใจของรัฐบาล รัฐบาลมีความจริงใจ ที่จะกระจายอํานาจให้พี่น้องประชาชน ให้ตัวแทนของพี่น้องประชาชนได้ทํางานแก้ปัญหา ของพี่น้องประชาชนจริงหรือไม่นั้นเป็นเรื่องสําคัญ อยู่ดี ๆ ครับ จากการโอนงบประมาณ โอนสายทางงานของทางหลวง ตอนนั้นเขาเรียก รพช. แล้วก็ของกรมโยธาธิการให้กับ อบจ. มีเครื่องจักรให้บ้าง แต่ว่าท่านรู้ไหมครับสภาพเครื่องจักรที่โอนไปให้กับ อบจ. ต่าง ๆ ทั่วประเทศที่รับโอนมาจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นรัฐบาลกลางนั้นแทบจะใช้งานไม่ได้เลย และที่สําคัญที่สุดหลังจากถ่ายโอนไปแล้ว องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือเทศบาล หรือ อบต. ต่าง ๆ ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้ อย่างที่ ท่านบอกนะครับ สายทางที่รับผิดชอบ ทั้งหมดมีมากมายของกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะ กรมทางหลวงชนบทซึ่งตั้งขึ้นมาหลังจากมีการโอนหน่วยงาน ยุบหน่วยงาน รพช. ไปแล้ว แต่ก็มาตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา วันนี้มันเกิดความซ้ําซ้อน ผมว่าขั้นตอนการกระจายอํานาจของ คณะกรรมการการกระจายอํานาจที่กําหนดให้การกระจายเนื้องานงบประมาณต่าง ๆ ให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความรับผิดชอบในการดูแลบริการสาธารณะนั้น มันก็ชัดเจนว่า ต้องขั้นตอนในการกระจายให้แล้วเสร็จภายใน ๔ ปี ถ้าปี ๒๕๔๒ จะต้องเสร็จภายในปี ๒๕๔๖ แต่เสร็จในปี ๒๕๔๖ ท่านก็มาตั้งกรมใหม่ขึ้นมาในกระทรวงคมนาคมคือกรมทางหลวงชนบท กลายเป็นว่างานแท้ ๆ ที่มันอยู่ในความยากลําบากที่ต้องเป็นภาระ ต้องเจอกับพี่น้องประชาชน ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแล แต่งานสายทางหลักที่เป็นสายทางรองจากทางหลวง ทางหลวงชนบทกลับไม่ทํา วันนี้ยังเป็นปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นว่าบางสายทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ แต่ระเบียบของคณะกรรมการการกระจายอํานาจ บอกว่าการถ่ายโอนสายทางงานไปแล้ว รับไปแล้วไม่สามารถจะถ่ายโอนกลับ วันนี้ถ้ารัฐบาล ให้ความจริงใจ ผมจึงเห็นว่าการถ่ายโอนยังเป็นภารกิจที่ควรจะให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ท่านต้องให้งบประมาณ ไม่ใช่งบประมาณในการซ่อมบํารุงคุณจัดแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ให้องค์กรท้องถิ่นที่มีศักยภาพวิ่งงบประมาณเอาจากกรม อันนี้เป็นเรื่องสําคัญ ที่ผมได้รับการร้องเรียนจากผู้บริหารท้องถิ่นหลายแห่ง ใครวิ่งงานได้ก็ได้งบประมาณ ไปซ่อมบํารุงเยอะ ใครวิ่งงานไม่เป็นไม่มีผู้รับเหมางานก็ไม่มีที่จะเอางบประมาณไปซ่อม เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อันนี้สําคัญที่สุด ผมจึงอยากขอความร่วมมือ ขอความเห็นใจ จากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่าเราจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องโครงการถ่ายโอนสายทางถนนของ ทางหลวงชนบทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศว่าวันนี้ถ้ามันถ่ายโอนกลับไม่ได้ เราจะทําอย่างไร มันมีปัญหาอีกเยอะแยะที่เราจะต้องมาพูดจากันในคณะกรรมาธิการเพื่อ แก้ปัญหาที่มันคาราคาซังมา ๒๐ ปีให้มันเป็นรูปธรรมให้ได้ ผมเชื่อว่าอันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผม พยายามที่มาอภิปรายเพื่อสนับสนุนให้สภาได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในเรื่องของ ญัตตินี้ ขอขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ศาสตราจารย์โกวิทย์ ตามด้วยท่านนิยม เวชกามา นะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการถ่ายโอนถนน ทางหลวงชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนตําบลต่าง ๆ ทั่วประเทศนั้น ผมสนับสนุน แล้วก็เห็นด้วย แล้วขออนุญาตท่านประธานอภิปรายหลักการประกอบการสนับสนุนญัตตินี้ด้วย ดังนี้นะครับ🔗
ประการที่ ๑ ผมคิดว่าเราคุยในหลักการว่าการกระจายอํานาจเป็นหลักใหญ่ ของประเทศที่ควรจะพิจารณา นี่คือเป็นวาระแห่งชาติของประเทศก็ได้ ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่ได้ นําเรื่องนี้มาเป็นเรื่องใหญ่🔗
ประการที่ ๒ การกระจายอํานาจเวลาพูดต้องพูดในแง่ของการจัดทําภารกิจ ระหว่างรัฐกับท้องถิ่น เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าในเมื่อไม่ได้แบ่งสันปันส่วนภารกิจรัฐ กับท้องถิ่นให้ชัดเจนก็ยังคงมีปัญหาเรื่องหนึ่งก็คือความซ้ําซ้อน อย่างวันนี้เรามาพูดเรื่องถนน ในชนบทอยู่ที่กรมทางหลวงชนบท แต่ส่วนหนึ่งถนนก็อยู่ในเขตองค์กรปกครองท้องถิ่น ที่ท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ในการดูแล หลายเรื่องที่ยังมีความซ้ําซ้อนระหว่างภารกิจรัฐกับ ท้องถิ่น อันนี้ผมคิดว่าเรื่องดิน เรื่องน้ํา เรื่องสวัสดิการสังคม เรื่องท่องเที่ยว ภารกิจเหล่านี้ ผมคิดว่ายังมีความซ้ําซ้อน แต่การแก้ปัญหาในพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจปี ๒๕๔๒ เขาบอกว่าภารกิจที่ซ้ําซ้อนกันระหว่างรัฐกับท้องถิ่นต้อง ถ่ายโอน วันนี้เป็นความถูกต้องแล้วครับ จําเป็นจะต้องถ่ายโอน แต่ปัญหาของการถ่ายโอน มันยังมีอยู่ เช่น งบประมาณไม่พอ ภารกิจที่ให้ไปไม่ให้งบประมาณ ให้คน เพราะฉะนั้น ไม่ไปทั้งชุด เพราะฉะนั้นหลักการถ่ายโอนทั่วไปจะต้องไป ๑. ภารกิจไป งบประมาณที่มีอยู่ไป บุคลากรที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะ อย่างในกรณีถนน เรื่องของวิศวกรก็ดี เรื่องของอัตราต่าง ๆ ที่ควรจะไปก็ไม่ไป มันยังคงมีปัญหา เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่บอกว่า ถ้าจะถ่ายโอนก็ไปทั้งชุด ทั้งงบ ทั้งภารกิจ ทั้งบุคลากรที่เชี่ยวชาญ ถ้าไม่มีก็ต้องจัดสรรปันส่วนไปให้กับองค์กรท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะเพิ่มเติมว่า ในการตั้งกรรมาธิการเรื่องท้องถิ่นไม่มีเฉพาะ อบต. หรือองค์การบริหารส่วนตําบลเท่านั้น ยังมีเทศบาล แล้วเทศบาลก็แบ่งเป็นเทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตําบล อบต. ก็มีขนาดไม่เหมือนกันอีก คือขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก สิ่งเหล่านี้ขีดความสามารถ ของท้องถิ่นก็แตกต่างกันไป ส่วน อบจ. เป็นพี่ใหญ่ที่ควรจะต้องดูแลหรือจัดสรรงบประมาณ ให้กับท้องถิ่นที่เป็นขนาดเล็ก ซึ่งบางเรื่องก็ยังมีปัญหาตามที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวอภิปราย ไปบ้างแล้ว ส่วนต่อมาผมอยากจะบอกว่าที่บ้านผมที่อําเภอพรหมคีรี ถ่ายโอนไปให้กับ เทศบาลตําบลแล้ว เทศบาลตําบลพรหมโลกก็บอกว่ารับมาแล้วจากกรมทางหลวงชนบท แต่ปรากฏว่างบก็ไม่ให้ไป บุคลากร วิศวกรก็ไม่ให้ไป มีปัญหาเขาก็จะโอนคืนกลับให้ กรมทางหลวง อันนี้ก็ยังเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นการเตรียมความพร้อมของภาครัฐถ้าจริงใจ ผมคิดว่าต้องสร้างความพร้อม เพราะว่าหลักการถ่ายโอนส่วนหนึ่งเรื่องงบประมาณ ก็ต้องพร้อม คือมันไปทั้งชุด ส่วนเรื่องขีดความสามารถในการดําเนินการเพื่อสร้างคุณภาพ ของถนนให้กับพี่น้องประชาชนได้ใช้ จําเป็นจะต้องดูด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะบอกว่า การพิจารณาเรื่องนี้ต้องดูให้ดี เพราะฉะนั้นขอฝากคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นในครั้งนี้อาจจะต้องดู ประเภทขนาด ประเภทขีดความสามารถว่ามันจะไปอย่างไร ในขีดความสามารถมาก อย่างเทศบาลนคร เทศบาลเมืองที่มีงบเยอะ แล้วเอางบจากกรมทางหลวงชนบทที่ถ่ายโอน มาประกอบด้วยผมว่าเขาสร้างคุณภาพได้ แล้วให้อัตรากําลังที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้เพื่อจะ ทําให้ถนนนั้นมีคุณภาพตามที่ต้องการ มีมาตรฐาน ต่อมาเราต้องไปดูใน อบต. ขนาดเล็ก อย่างที่เพื่อนสมาชิกพูดว่าบางครั้งอาจจะไม่มีความพร้อม เราก็ต้องพัฒนาเตรียมความพร้อม ในระยะ ๒ ปี ๔ ปี เพื่อครบกําหนดแล้วจะต้องดําเนินการให้พร้อม ผมคิดว่าการกระจายอํานาจ ทุกวันนี้เราอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมายทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณที่จะโอนให้ ท้องถิ่นจํานวนเท่าไร รัฐบาลเองก็ไปแบบไม่ชัดเจนมาแต่ต้น แล้วก็ไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน ในอนาคตข้างหน้า ๔ ปี ๘ ปีจะเอาอย่างไร ในส่วนต่อมาก็คือเรื่องของภารกิจที่ผมพูด ตั้งแต่ต้น ๆ ว่าจําเป็นจะต้องดําเนินการในเรื่องภารกิจที่ซ้ําซ้อน ไม่ใช่เข้าแต่เรื่องของถนน ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกมาก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ฝากคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นด้วยว่า อยากให้ดูให้ครบถ้วน อยากให้แบ่งประเภทให้ชัดเจน แล้วก็อยากเรียกร้องให้การดําเนินการ ถ่ายโอนให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมที่รัฐบาลจะต้องแก้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแก้กฎหมาย พ.ร.บ. กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจปี ๒๕๔๒ ให้ชัดเจน แผนการกระจายอํานาจ ก็ต้องชัดเจนว่าจะถ่ายโอนนอกจากกรมทางหลวงชนบทแล้วยังมีงานอื่น ๆ ด้วย อันนี้ ก็ขอฝากไว้เพื่อให้พิจารณาในครั้งนี้ด้วย เพราะฉะนั้นผมก็ขอสนับสนุนญัตตินี้ เพื่อตั้งกรรมาธิการ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิยม เวชกามา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมเป็นคนหนึ่งที่เสนอ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารการจัดการถนนทางหลวงชนบทเพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับคุณหมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ซึ่งท่านได้ประกาศไปแล้ว และร่วมกับเพื่อนอีก ๔ ญัตติด้วยกัน ทําไมผมจึงมีความต้องการที่เสนอญัตติด่วนนี้ เพราะว่าเรื่องการกระจายอํานาจ ลงสู่ท้องถิ่นเป็นวิธีการของการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่รัฐบาลไม่ว่าหลายยุคหลายสมัยยังไม่มีความจริงใจในการมอบหมายงาน มอบหมาย อํานาจไปสู่การบริหารส่วนท้องถิ่น แม้กระทั่งงบประมาณในการจัดการหลายอัน หลายงบ หลายปีที่ผ่านมาก็บอกว่า ๓๐ ๔๐ อะไรของท่านที่ตั้งไว้ยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์นั้น เพราะฉะนั้นการเสนอญัตติด่วนมอบภารกิจการจัดการเรื่องถนนของกรมทางหลวงชนบท ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้จึงเป็นภารกิจหนึ่ง เรามีคณะกรรมการกระจายอํานาจ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ แล้ว แต่การดําเนินการนั้นยังข้าง ๆ คู ๆ ตะกุกตะกัก ผมเห็นถนนหลายสาย ต้องเข้าใจว่าพี่น้องประชาชนในชนบทเดือดร้อนอยู่ ๒-๓ เรื่อง น้ําแล้ง น้ําท่วม ถนนหนทาง ซึ่งรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็รู้ วันนี้ผมจึงต้องเสนอญัตตินี้เพื่อเข้ามาสู่กระบวนการสภา ไปร่วมพิจารณาในการตั้งญัตติที่จะมอบหมายงานจากส่วนกลาง คืนถนนหนทางของ ทางหลวงชนบทไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งมี ๒๐-๓๐ ปีแล้ว แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะว่าให้แต่งานไม่ให้เงิน หลายท่านพูดแล้วว่างานเอาไป มอบงาน ให้ท้องถิ่นเขาแต่เงินอยู่ส่วนกลาง วันนี้ทําไม่ได้หรอกครับ บางคนบอกว่าเอาให้ได้อย่างไร ท้องถิ่นไม่มีศักยภาพ ไม่มีบุคลากร ผมต้องฝากไปถึงรัฐบาลนี้ฝากไปถึงคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งจะต้องตั้งขึ้นนี้ว่า เอาเถอะถ้าให้งานให้เงินท้องถิ่นเขาทําได้ ไม่ต้องห่วง ผมบอกเลยว่า เขาทําได้ แล้วไม่ต้องคิดเห็นเขาว่านายกเขาขนาดนั้น ปลัดเขาขนาดนี้ อันนั้นท่านคิดแทนเขา ในเมื่อท่านไม่ให้เงินเขาทําไม่ได้หรอกครับ ทุกเรื่องเหมือนกัน ท่านประธานก็เป็นคนบ้านนอก เหมือนผมครับ ก็เห็นอยู่แล้วว่าในท้องถิ่น ไม่ว่าเทศบาลใหญ่ เทศบาลน้อย หมายความว่า เทศบาลนคร อบจ. อบต. ทั้งหลายนี้ เขามีศักยภาพ ผมเห็นในรายการของท้องถิ่นวันนี้ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้วชุดหนึ่ง เรียกว่าคณะกรรมการถ่ายโอนอํานาจของคณะกรรมการ ที่ถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบท ผมเห็นแจ้งในหัวข้อว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสงค์ จะส่งมอบคืน เฉพาะทางหลวงชนบท ๑๐,๑๑๙ กิโลเมตร ความจริงไม่มีส่งมอบคืนหรอกครับ ถ้าส่วนกลางให้งานไปแล้วให้เงินเขาไป เขาทําได้ ผมจึงเห็นว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ จากถนนทั้งหมด ของทางหลวงชนบทที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะส่งมอบคืน เขาไม่ส่งมอบคืนอย่างไร เขาไม่มีเงินสร้าง ไม่มีเงินดูแล ให้เขาไป ทีนี้จะส่งมอบคืนทางหลวงชนบทซึ่งเป็น กรมส่วนกลางก็ไม่ประสงค์จะรับคืน ก็ไม่เอางานคืนพูดง่าย ๆ แต่ถ้าเอางานคืนมาแล้วเอาเงินให้ ผมคิดว่าทางหลวงชนบทไม่มีปัญหา นี่แหละคือปัญหาซึ่งวันนี้สภาแห่งนี้ซึ่งเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งผมดูปัญหาของท่านและอุปสรรคคือผู้บริหารยังไม่ตัดสินใจว่าจะมอบส่วนไหน แต่ที่ผม ต้องบอกวันนี้ว่าในเมื่อมีคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้แล้วต้องไปดูในรายละเอียดว่า มอบถนน มอบงบประมาณไปให้เต็มวงเงิน ไม่ใช่เอาไปครึ่งเดียว เอางานไป ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เอาเงินไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาที่สําคัญก็คือตกอยู่กับพี่น้องประชาชน ถนนหนทาง ไม่ได้รับการดูแลที่ท่านจะให้ไป อันนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ส่วนกลางจะมอบไปสู่ท้องถิ่น ไปสู่ชนบท กรมชลประทานก็เหมือนกัน กรมประมงก็เหมือนกัน และในหลายส่วนของ ภาคราชการส่วนกลางถึงเวลาแล้วที่จะขยายงานไปสู่ท้องถิ่น อย่ากอดไว้อยู่คนเดียว ในส่วนกลาง ท่านไม่เห็นหรอกว่าพี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อน ท้องถิ่นอยู่กับ พี่น้องประชาชน ส.ส. วันนี้พูดอะไรมากไม่ได้เพราะเรื่องงบประมาณ เข้าไปแตะไม่ได้ ผิดกฎหมาย ผมเอาตามเวลาเป๊ะท่านประธานไม่ต้องห่วง ผมเป็นคนรักษาเวลา ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ตามด้วย นางเทียบจุฑา ขาวขํา เชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ญัตติวันนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นครับ แล้วก็พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ ซึ่งมีมาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๔๒ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ มีท่านประธานชวน หลีกภัย ตอนนั้นดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ที่มีอยู่ขณะนี้ก็เพราะว่าเราไม่มีความจริงใจต่อหลักการในการกระจายอํานาจ ผมต้อง ขอขอบคุณผู้เสนอญัตติทั้ง ๓ ท่าน ไม่ว่าเป็นท่านวีระกร คําประกอบ ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านผ่องศรี แซ่จึง เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ทําให้เรามาทบทวน ดูอีกสักครั้งเถอะว่าหลักการในการกระจายอํานาจ นี่กลับกลายเป็นว่าเราจะเอาอํานาจของ ท้องถิ่นยกกลับคืนไปให้ส่วนภูมิภาคอีก ยกกลับคืนไปให้กรมทางหลวงชนบทอีก มันต้อง กระจายจากกรมทางหลวงชนบทไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครับ มันกลับหัวกลับหาง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้ ฝากไปถึงกรรมาธิการที่จะมีการจัดตั้งขึ้นด้วยว่า หลักการในการกระจายอํานาจ ผมทํา พ.ร.บ. กําหนดแผนและการกระจายอํานาจ ปี ๒๕๑๒ มีท่านถวิล ไพรสณฑ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านกําหนดเลยว่าต้องกระจายเม็ดเงินลงไป ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๕ มาถึงวันนี้ไม่กระจายงบประมาณไปแล้ว ยังไม่กระจายบุคลากร ไม่ถ่ายโอนภารกิจต่าง ๆ ไปให้ แล้วเขาจะอยู่ได้อย่างไรครับ มันถึงเป็นปัญหาที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาหารือกับท่านในการประชุมทุกครั้ง เรื่องถนนนี่แหละครับ วิธีแก้ปัญหาเราต้องดาวน์ไซส์ (Downsize) ต้องลดขนาดของกรมทางหลวงชนบท ตั้งแต่เบื้องต้น เรายุบ รพช. สํานักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท แล้วมันก็เกิดกรมทางหลวงชนบท เพราะความไม่พร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เราให้ระยะเวลาเพียง ๕ ปี แล้วให้ยุบ กรมทางหลวงชนบทลง ๒๐ ปีแล้วครับยังไม่สามารถทําได้ แล้ววันนี้จะทําให้กรมทางหลวงชนบท ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นผมเสนอท่านประธานอย่างนี้ว่าสิ่งที่ควรจะทํามากที่สุดก็คือ ประการที่ ๑ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เขามีความพร้อมทั้งบุคลากร ทั้งส่วนต่าง ๆ ที่เขามีความพร้อมแล้ว รัฐต้องถ่ายโอนถนนหนทางให้เขาดูแลรับผิดชอบไป ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่พร้อม แล้วจัดสรรงบประมาณให้เขาไปดําเนินการได้เองเลย นี่ลดขนาดของส่วนภูมิภาคลง ประการที่ ๒ เราทําไมไม่ทํายุทธศาสตร์แผนในการก่อสร้าง ในการซ่อมแซมถนน แต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราทํายุทธศาสตร์ ๒๐ ปี เราทําไมไม่ทําแผนสัก ๑๐ ปี หรือ ๕ ปีในแต่ละจังหวัด สมมุติว่าในจังหวัดหนึ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑๐๐ แห่ง ท่านขึ้นเลย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ ๑ ถนน ๑๐ สาย สายที่ ๑ สร้างปีไหน ซ่อมปีไหน ทําแผนอย่างนี้ไว้เลยครับ แล้วไม่ต้องมีงบวิ่งเข้ามากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอีก อย่างนี้ทําไมทําไม่ได้ครับ แล้วเราไม่ต้องมาหารือกันอย่างนี้ครับ ทุกเช้า ๆ มันยากเย็นอะไร ทุกจังหวัดต้องมีแผน ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าถนนกี่เส้นจะทําเมื่อไร ใช้งบประมาณ เท่าไร ปีไหน ราษฎรเขาก็จะได้รู้ว่าเส้นนี้จะทําปีไหน ๆ ขุดลอกคลองก็เช่นเดียวกัน เราทําไม ไม่ทําแผนอย่างนี้ครับ เราเป็นประเทศที่มีคนที่มีความรู้มากมายขนาดนี้ เรายังปล่อยให้มีการ ไปวิ่งงบประมาณมือใครยาวสาวได้สาวเอา การจัดสรรงบประมาณกลายเป็นจัดตามอําเภอใจ แล้วดูสิครับ ถ่ายโอนงบประมาณไปจากกรมทรัพยากรน้ํา ๒ ล้านลูกบาศก์เมตร ไปให้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แล้วทําได้ไหมครับ เอางบไปวางไว้ให้เขา แต่ละท้องถิ่นไม่มี ความพร้อมเลย เพราะฉะนั้นต้องดาวน์ไซส์ (Downsize) ลง ต้องลดภารกิจของ กรมทางหลวงชนบทให้เล็กลง ๆ เรื่อย ๆ แล้วให้ท้องถิ่นเขาพร้อมที่จะรับภารกิจถ่ายโอน เหล่านี้ไปครับ ผมฝากทางกรรมาธิการไปคิดอย่างนี้ครับ คิดกลับกัน หลักการกระจายอํานาจ เป็นหัวใจสําคัญในการบริหารประเทศที่จะทําให้ประชาชนประสบความสุข มีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น ทําไมไม่ให้เขาเลือกตั้งท้องถิ่นครับ ปฏิรูปครู ทําตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ มาวันนี้กลับตั้ง ศึกษาธิการจังหวัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดย้อนยุคไปไม่รู้กี่สิบปี เขาถึงบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ ทําเวลาที่เราจะเจริญก้าวหน้าถอยหลังไปไม่รู้กี่สิบปี เพราะฉะนั้นวันนี้กรรมาธิการ กรุณาเถอะครับ หลักก็คือการกระจายอํานาจ ลดภารกิจของส่วนภูมิภาคลง ให้ท้องถิ่น เขาเติบโตมากขึ้นค่อย ๆ ทําว่าปีไหนจะลดภารกิจของกรมทางหลวงชนบทลงเท่าไร และองค์การไหนพร้อมกระจายคนไป กระจายงบประมาณไป กระจายภารกิจไป ก็จะเกิด ความเจริญก้าวหน้าของทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วทําแผนด้วย แผนถนนทุกจังหวัด ต้องมีครับ ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีว่าจะสร้างปีไหน ไม่ใช่มือใครยาว สาวได้สาวเอา แล้วกระจุกไม่กระจาย บางตําบลได้เป็นร้อย ๆ ล้านบาท บางตําบลไม่ได้ แม้แต่บาทเดียว กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณเทียบจุฑาแล้วก็ตามด้วยท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขอสนับสนุน ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางบริหารจัดการถนนทางหลวงชนบท เพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภารกิจขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นภารกิจที่อยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน มีปัญหาเดือดร้อนอะไรก็มาหา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนตําบล หรือองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด เพราะฉะนั้นภารกิจที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่จะรับการถ่ายโอนการดูแลถนน ทางหลวงชนบท ซึ่งมีจํานวนมากแล้วก็มีความสําคัญต่อการสัญจรไปมา หรือการดํารงชีวิต ของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นการถ่ายโอนภารกิจในเรื่องของถนนให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะของทางหลวงชนบทนี้ประสบปัญหามากซึ่งไม่เป็น ไปตามแผนกระจายอํานาจ เพราะว่าส่วนกลางไม่ได้คํานึงถึงความพร้อมขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเลย ซึ่งปัญหาต่าง ๆ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เจอก็คือในเรื่องของถนน ที่ถ่ายโอนมามีจํานวนมาก แล้วก็ส่วนใหญ่ก็ชํารุด เสียหาย แล้วก็ได้รับงบประมาณจัดสรร ไม่เพียงพอที่จะให้มาซ่อมแซม แล้วก็ดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึง ดิฉันอยากจะขอยกตัวอย่างขององค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทั่ว ๆ ไปก็จะได้รับการถ่ายโอนถนนมาจากกรมทางหลวงชนบทมาก ก็เป็นหลายพันกิโลเมตร หรือหลาย ๆ ร้อยสาย เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานีได้รับการถ่ายโอนจาก ทางหลวงชนบทมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๒ เป็นระยะทางเกือบ ๙๐๐ กิโลเมตร แล้วก็มีทั้งหมด ๙๙ เส้นทาง ระยะทางนี้ก็จะแตกต่างกันไป ถนนทั้งหมดก็ขึ้นทะเบียนกับท้องถิ่นเรียบร้อยแล้ว สภาพถนนก่อนที่รับการถ่ายโอนบางเส้นทางชํารุดมาก บางเส้นทางก็ชํารุดน้อย เพราะฉะนั้น ในเรื่องของการซ่อมแซมต่าง ๆ ก็ใช้งบประมาณเป็นจํานวนมาก แล้วก็องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดทุกจังหวัดในประเทศไทยก็ต้องรับภาระหน้าที่ที่จะต้องบริการสาธารณะ หลาย ๆ ด้าน เพราะฉะนั้นได้รับงบประมาณที่จะมาซ่อมแซมนี้ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น ในการดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดก็ต้องดูแลถนนของตัวเองด้วย ดูแลถนนถ่ายโอนด้วย แล้วบางทีก็ต้องดูแลถนนภายในเชื่อมระหว่างตําบลกับตําบล ๒ ตําบลเชื่อมกัน อบจ. ถึงสามารถที่จะไปทําถนนหนทางบริการพี่น้องประชาชนได้ แล้วส่วนในเรื่องของภารกิจ ที่งบประมาณที่จะอุดหนุนเฉพาะกิจให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อจะมาซ่อมแซม ดูแลถนนที่ได้รับการถ่ายโอนแต่ละปีนี้ประมาณ ๒-๔ เส้นทาง แต่ละเส้นทางไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท ถ้าคิดเป็นเส้นทางที่จะซ่อมก็ได้ประมาณ ๕ กิโลเมตร ซึ่งถนนที่ถ่ายโอน มีตั้งเกือบ ๙๐๐ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นงบประมาณที่จัดสรรมาให้บํารุงซ่อมแซมถนน แก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไม่ทั่วถึง ซึ่งสภาพสังคมปัจจุบัน สภาพสังคม ด้านเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัดมันขยายตัวมากทําให้มีการคมนาคมขนส่ง แล้วก็ทางด้าน สินค้าการเกษตรก็เยอะ การสัญจรไปมาก็คับคั่งมากขึ้น ก็ทําให้สภาพผิวจราจรเสียหาย หรือบางทีมีความจําเป็นที่จะต้องขยายเส้นทาง แต่งบประมาณต่าง ๆ ก็มีไม่เพียงพอ ดิฉันอยากจะขอนําเสนอว่าการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจเพื่อในการซ่อมแซม บํารุงถนนที่ทางหลวงชนบทถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ควรกําหนดว่า จัดสรรให้ปีละ ๒ เส้นทาง หรือ ๓-๔ เส้นทาง แล้วก็ไม่ควรจะบอกเลยว่าไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท ซึ่งไม่สมดุลกับระยะทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับถ่ายโอนมา ดิฉันเห็นว่า ควรอุดหนุนให้เพียงพอกับสภาพปัญหาของถนนปัจจุบัน โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากระยะทาง ที่แต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับผิดชอบดูแลและบํารุงรักษา ควรให้ปีละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของระยะทาง จะได้เพียงพอต่อการบริการกับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นอันนี้ดิฉันนําเสนอเป็นเบื้องต้นว่าถ้าให้ไม่มากก็ควรจะให้ประมาณสัก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของระยะเส้นทางหรือสายทางเพื่อเป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนได้ค่ะ ดังนั้นการถ่ายโอนภารกิจ ปัจจุบันนี้เป็นถ่ายโอนภารกิจ หางานให้ทํา แต่ไม่ให้งบประมาณไปบริหาร ดังนั้นดิฉันจึงเห็นควรให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการถนนทางหลวงชนบท เพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นค่ะ🔗
จบใช่ไหมครับ ต่อไปเชิญท่านอัครเดชและตามด้วยท่านขจิตร ชัยนิคม นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อําเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมจะขออนุญาตท่านประธาน ได้อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการศึกษาการถ่ายโอนภารกิจการดูแล ถนนทางหลวงชนบทให้กับทางท้องถิ่นได้ดูแล ผมเองนั้นเห็นด้วยกับการกระจายอํานาจครับ เพราะว่าการกระจายอํานาจนั้นทําให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้นได้มีส่วนร่วมในการ บริหารจัดการความต้องการของตนเอง ซึ่งเห็นได้จากการกระจายอํานาจที่ผ่านมา หลายอย่างเราก็ทําได้ดี อย่างเช่น การกระจายอํานาจทางด้านการศึกษา สมัยก่อนเราเห็น การกระจายอํานาจทางด้านการศึกษา นโยบายทางการศึกษา หลายคนก็เป็นห่วงว่าท้องถิ่นนั้น จะทําให้ได้ดีเท่ากับกระทรวงศึกษาธิการไหมที่จากส่วนกลางดูแล แต่วันนี้ตั้งแต่เรามีการ กระจายอํานาจทางด้านการศึกษา เป็นที่ประจักษ์ว่าโรงเรียนที่สังกัดท้องถิ่นนั้นมีเด็ก ทุกวันนี้ในระดับประถมศึกษาเพิ่มขึ้น ๆ ครับ ผมเองนั้นในฐานะที่เป็นกรรมาธิการ งบประมาณ ก็ได้มีโอกาสตั้งข้อสังเกตนี้ให้กับทางผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการได้รับทราบว่า วันนี้สถานศึกษาในระดับประถมศึกษาของท้องถิ่นนั้น วันนี้เป็นที่นิยมแล้วสามารถผลิต เยาวชนของเราทางด้านการศึกษานั้นได้ดี เพราะว่าสามารถตอบโจทย์การศึกษาได้ ของท้องถิ่นแล้วก็ทําให้เป็นที่นิยมของผู้ปกครอง ฉะนั้นการกระจายอํานาจนั้น ผมถือว่า มีความสําคัญแล้วก็มีประโยชน์ต่อประเทศชาติและท้องถิ่นด้วย ที่ผ่านมาอย่างที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของการกระจายอํานาจว่าเรากระจายภารกิจ ถ่ายโอนภารกิจให้กับท้องถิ่นได้ดูแล แต่สิ่งที่สําคัญคืองบประมาณมันไม่ไปด้วยครับ เงินมันไม่ไปด้วยครับ ทําให้ท้องถิ่นทุกวันนี้บริหารราชการแผ่นดิน บริหารท้องถิ่นเป็นไปด้วย ความยากลําบาก วันนี้ถ้าเราจะถ่ายโอนภารกิจให้กับทางท้องถิ่นดูแลเพิ่มเติม อย่างกรณีของ ถนนทางหลวงชนบทเราต้องมานั่งคุยกันครับ มานั่งศึกษา มาหารือกันว่าวันนี้ถ้าเราจะ ถ่ายโอนให้เขา งบประมาณต้องไปด้วย เมื่อวานนี้ผมเองได้ตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในกรณีของการดูแล คลองซอย คลองไส้ไก่ ซึ่งทางท่านนายกรัฐมนตรีนั้นก็ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยมาตอบกระทู้ของผม ก็เป็นปัญหาเดียวกันว่าวันนี้เรามีการกระจายอํานาจ ถ่ายโอนภารกิจให้ท้องถิ่นได้ดูแลคลองไส้ไก่ คลองซอย แต่งบประมาณไม่ได้ไปด้วย ทําให้ วันนี้คลองซอย คลองไส้ไก่นั้นชํารุดทรุดโทรม ไม่สามารถส่งน้ําให้เกษตรกรได้ตามที่ ควรจะเป็น ฉะนั้นประสิทธิภาพในการทําการเกษตรของพี่น้องประชาชนนั้นก็ตกลง เพราะท่านประธานก็ทราบว่าน้ํานั้นคือชีวิตจิตใจของเกษตรกร อันนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่ง ของการถ่ายโอนภารกิจ โดยที่งบประมาณไม่ได้ไปด้วย แต่ถ้าวันนี้เราถ่ายโอนภารกิจ ให้กับทางท้องถิ่นได้ดูแลถนนทางหลวงชนบท แต่งบประมาณไม่ไปด้วย อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ อันนี้คือสิ่งที่เราเป็นห่วงแล้วก็เป็นกังวล แต่ข้อดีของการกระจายอํานาจอย่างที่ผมได้ กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่ามีข้อดีครับ ที่ท้องถิ่นจะได้ดูแลสิ่งที่เป็นความต้องการ ของท้องถิ่น ดูแลปัญหาของตนเอง อย่างเช่นการศึกษาที่เราถ่ายโอนไปแล้วก็ทําได้ดี แต่สิ่งที่ผมเป็นกังวลอีกประเด็นหนึ่งก็คือการถ่ายโอนภารกิจทางหลวงชนบทนั้นให้ท้องถิ่น ดูแล มันก็ติดปัญหาว่าทางหลวงชนบทนั้นหลายเส้นทางกินหลายพื้นที่ แล้ววันนี้เราก็มี กฎหมายว่ากรณีที่ท้องถิ่นจะดูแลข้ามพื้นที่ทําไม่ได้ แล้วถามว่าวันนี้ในหลายเส้นทางของ ทางหลวงชนบทที่มีระยะทางยาวกินหลายพื้นที่เราจะทําอย่างไร เพราะวันนี้ก็ต้องยอมรับ อย่างหนึ่งว่าการพัฒนาท้องถิ่นสิ่งที่มันเกิดปัญหาอยู่ก็คือการบูรณาการในหลายท้องถิ่น ร่วมกัน ถ้าไม่สามารถทําได้แล้วเราถ่ายโอนไปให้เขาอนาคตเราอาจจะเห็นปัญหา วิ่ง ๆ มา ถนนดีอีกเทศบาลหนึ่ง พอเข้าอีกท้องถิ่นหนึ่งก็อาจจะเป็นถนนที่สภาพไม่เหมือนกันอาจจะ เป็นหลุมเป็นบ่อได้ วันนี้สิ่งที่เราเป็นห่วงก็คือการบูรณาการในระดับท้องถิ่นว่าถ้าเผื่อเราจะ โอนไปให้ คําว่า ท้องถิ่น นี่คือใคร อบจ. หรือ อบต. หรือเทศบาล อันนี้ต้องมานั่งคุยกัน ฉะนั้นสิ่งที่เราจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมาศึกษาเป็นสิ่งที่ดีที่ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะได้มาตั้งคณะกรรมาธิการมาดูรายละเอียด มาศึกษาปัญหา มาเห็นข้อดี มาดูข้อเสียว่า การถ่ายโอนภารกิจทางหลวงชนบทให้ท้องถิ่นดูแลนั้นข้อดีมีอะไรบ้าง ข้อเสียมีอะไรบ้าง แล้วเราจะทําอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน สิ่งที่ผมอยากจะเสนอ อีกอย่างหนึ่งครับ ผมนั้นเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรีลงพื้นที่ได้เห็นปัญหาหลายอย่าง อีกอย่างหนึ่งก็คือถนนในชนบทที่อยู่ในการดูแลของกรมชลประทาน วันนี้ก็ชํารุดทรุดโทรมมาก ก็อยากจะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นได้ศึกษาด้วยว่าถนนที่ทางกรมชลประทาน ได้ถ่ายโอนภารกิจให้ทางท้องถิ่นดูแลไปแล้วส่วนหนึ่ง แล้วกรมชลประทานก็ดูแลไปแล้วส่วนหนึ่ง จะดูแลถนนเหล่านี้อย่างไร พอถ่ายโอนภารกิจไปแล้วตอนนี้พี่น้องในอําเภอบ้านโป่งของผม อย่างเช่นเมื่อเช้านี้ที่ตําบลท่าผา ตําบลบ้านม่วงก็ร้องเรียนมาครับ เลียบคลองชลประทาน ถนนขรุขระมาก แต่ว่าท้องถิ่นก็ไม่มีงบประมาณดําเนินการ ส่วนที่ยังไม่ถ่ายโอนยังอยู่ในการดูแล ของกรมชลประทาน ทางผู้นําก็ไปติดตามกับทางกรมชลประทาน กรมชลประทานก็บอกว่า ตอนนี้ภารกิจหลักของกรมชลประทานคือการทําคลอง การดูแลทรัพยากรน้ํา การทําถนนนั้น ไม่ใช่ภารกิจหลัก ฉะนั้นการจัดสรรงบประมาณมาทําถนนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือพี่น้องประชาชนนั้นก็เป็นไปด้วยความยากลําบาก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คืออุปสรรคทั้งนั้น ในการที่จะดูแลถนนหนทางให้กับพี่น้องประชาชนในชนบทของเรา ซึ่งมีความสําคัญในการ ที่จะใช้ในการขนส่งสินค้าเกษตร ใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นในการขนถ่ายวัสดุอุปกรณ์ ใช้ในการ ดํารงชีวิตของพี่น้องประชาชน ฉะนั้นก็อยากจะเสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นนั้น ได้ศึกษาถนนที่อยู่ในการดูแลของกรมชลประทาน แล้วก็ได้ถ่ายโอนภารกิจจาก กรมชลประทานนั้นให้ท้องถิ่นได้ดูแลด้วยว่าเราจะทําอย่างไรกับถนนเหล่านั้น ซึ่งปัจจุบันนี้ เป็นปัญหาพอสมควรกับพี่น้องในชนบทที่มีคลองชลประทานอยู่ในพื้นที่ แล้วก็มีถนน เลียบคลองชลประทานเป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะจังหวัดต่าง ๆ ที่มีเขื่อน อย่างเช่น จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีนั้นก็มีปัญหาเหล่านี้ พอสมควร ก็ขอสนับสนุนให้ทางสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ศึกษา การถ่ายโอนภารกิจถนนทางหลวงชนบทให้กับทางท้องถิ่นได้ดูแล ก็ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านขจิตร ชัยนิคม และตามด้วยนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมดูญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่า อบต. เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะดูแลถนน ดูแลสาธารณูปโภค ประเด็นปัญหามันอยู่ที่ รากเหง้าของความคิดที่เป็นเผด็จการของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้เชื่อถือประชาชนจริง ไม่ได้เคารพประชาชน ไม่ได้เอางบประมาณไป การถ่ายโอนก็มีปัญหา จะให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ถึงเวลาไม่มีเงินก็แก้ใหม่ได้ ไม่ให้ อันนี้คือปัญหารากเหง้า ถ้าภารกิจใดหรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนน เรื่องน้ํา เรื่องส่งเสริมการเกษตร แม้แต่สํานักงาน ปฏิรูปที่ดิน ถ้าภารกิจใดงบประมาณมันซ้ําซ้อนต้องถ่ายโอนไปให้หมด ถ่ายโอนภารกิจ เอาเงินไป แล้วมาทําอยู่ทําไม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเวลานี้มันไม่ใช่ส่งเสริมการปกครอง มันเป็นอุปสรรค ครั้งแรกจะตั้งขึ้นเพื่อดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นอิสระ ให้เจริญก้าวหน้า วันนี้เอางบประมาณมาไว้หมดเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ใครอยากได้ต้องวิ่งมาพินอบพิเทาเข้าเส้นเข้าสาย ทํากันทําไม แล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขามีงบลงทุนพัฒนาที่ไหน หมู่บ้านหนึ่ง อบต. ได้งบไปพัฒนา ๒๐๐,๐๐๐ บาท น่าหัวเราะเยาะ รากเหง้าอยู่ที่จิตใจที่เป็นเผด็จการของข้าราชการของพวกคณะกรรมการการกระจายอํานาจ ผมกล่าวหาด้วย แล้วออกมาแก้เลย รัฐบาลแต่ละรัฐบาลผ่านมาไม่ได้เห็นความสําคัญจริงจัง รูปแบบนี้บอกว่าทดลองไปก่อนแล้วเมื่อไรจะให้เป็นอิสระ วันนี้ยังอยู่ภายใต้อํานาจของ ผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วตั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไปกินหัวคิวเขาอีก เลิกได้หรือยัง กรมทางหลวงชนบทเวลาปรับปรุงหน่วยงานผมยังจําได้ทางหลวงชนบทจะยุบแล้วยุบอีก รพช. เสร็จแล้วก็มีคนขอบอกว่าขอให้เป็นหน่วยงานทางวิชาการเพื่อที่จะดูแลถนน เสร็จแล้ว วันต่อมา เดือนต่อมา เดี๋ยวนี้งบประมาณป่องไปหมด ทางหลวงชนบททําแล้วทําอีก แต่ อบต. เทศบาล เงินจะทําถนนลูกรังให้เป็นถนนลาดยางทั่วประเทศยังไม่มีเลย อันนี้คือ ข้อผิดพลาด ไม่ต้องพูดรายละเอียด ข้อผิดพลาดคือความเป็นเผด็จการของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่เอาใจใส่ ไม่เคารพประชาชน โดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้จะเลือกตั้งก็ไม่เลือกตั้ง กลัวมาก สําหรับการเลือกตั้ง กลัวประชาชน ไม่ไว้ใจประชาชน ทําไมไม่ให้ อบต. เขาสามารถ สร้างถนนลูกรังให้เป็นถนนลาดยางหมดทั่วประเทศ เอามาไว้ทําไม กรมทางหลวงแผ่นดิน กรมทางหลวงชนบทเงินมากมายเยอะแยะ ทําแล้วทําอีก แต่ว่า อบต. ไม่มีเงิน จะทําแต่ละ หมู่บ้าน ๒-๓ กิโลเมตร กระเถิบไปทีละ ๕๐๐ เมตร นี่คือประเทศไทย นี่คือปัญหา ปัญหา เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผ่านมา ไม่ต้องพูดเลยนะว่าปัญหาเรื่องบุคคลเขาไม่พร้อม ก็ให้เงินเขาไปสิ อยากจ้างอะไร เวลานี้เขาจะขุดคลอง ๕๐๐,๐๐๐ บาทยังขุดไม่ได้เลย ต้องให้วิศวะอะไร ที่มีอยู่ในทางหลวงชนบท กรมทรัพยากรน้ําไปเซ็นรับรอง นี่หรือการกระจายอํานาจ นี่คือปัญหารากเหง้าของการพัฒนาชนบทของประเทศไทย ตั้งเขาไว้แล้วเงินก็ไม่ให้เขา เวลานี้จะขุดลอกคลอง ๕๐๐,๐๐๐ บาทต้องมาเซ็นโดยวิศวะ แล้วเวลาเขาขอตั้งตําแหน่ง หน้าที่นี้ทําไมไม่ให้เขาตั้ง กําหนดงานไปสิ ใครก็ทําได้หมดเลยประเทศนี้ไม่ต้องไปดูถูก ไม่ต้องมาบอกเลยว่า อบต. เทศบาลไม่มีความพร้อม ให้ไปสิ กําหนดสเปก (Spec) ไปสิ อยากได้ช่างแบบไหนสรุปแล้วยุบกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ยุบเลย มีไว้ทําไม ทําอะไร ให้ท้องถิ่นเจริญบ้างบอกมาสิ ทางหลวงชนบทงบประมาณไม่ต้องไปเอามากขึ้น ๆ ให้ อบต. เขาดู เดี๋ยวนี้ทางลูกรังเขาเชื่อมทุกหมู่บ้านหมดแล้วถ้าเขามีงบประมาณ อบต. หนึ่ง ได้งบประมาณลงทุน ๒๐๐,๐๐๐ บาท มันเรื่องน่าเศร้ามาก เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่า ถ้าแก้ปัญหาเรื่องการถ่ายโอนก็คือให้เงินเขาไป ให้อํานาจเขาไป อยากให้เขามีตําแหน่งอะไร กําหนดตําแหน่ง คุณลักษณะไปให้เงินเขาไป เขาจ้างได้หมด ไม่ต้องมาดูถูกกัน คนที่ประชาชน ไว้วางใจมาให้เขามีสตางค์ เดี๋ยวนี้เขาเลือกมาไม่มีสตางค์ วันนี้เลวร้ายกว่า ไม่ให้เขาเลือกด้วย เปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้ นี่คือสาเหตุหลัก ส่วนประเด็นว่าทางเส้นนั้นเส้นนี้ไม่งบประมาณ ดูแลไม่ได้ จะดูแลได้อย่างไรให้แต่งานเขา ไม่ให้เงิน เสร็จแล้วไม่ให้ผู้เชี่ยวชาญไป จะมีผู้เชี่ยวชาญอย่างไรไม่กําหนดตําแหน่งให้เขาไป ถ้ากําหนดตําแหน่งเขาไป เขาประกาศจ้าง มันจ้างได้หมดแหละ ไม่ต้องมาพูด อํานาจปัญหาที่แท้จริงอยู่กับจิตใจที่เป็นเผด็จการ แล้วตั้งกรมขึ้นมา ตั้งขึ้นมาทําไมกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ท้องถิ่นเขาดําเนินการเอง นี่ให้เขาทดลองดู ให้เขาอยู่ภายใต้กํากับผู้ว่าราชการจังหวัดกี่ปีแล้วเมื่อไรจะปลดแอกตรงนี้ นั่นคือสิ่งที่ผมเสนอ ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญไปถึงรากเหง้าของปัญหาด้วย อย่ามาเอาปัญหาเฉพาะผิวจราจร นั่นคือสิ่งที่ผมฝากไว้ ขอบคุณมากครับ🔗
ผมล่ะเป็นห่วง เห็นท่านขจิตรสะอึกไปรอบหนึ่งก็เลยเป็นห่วงเป็นใย เชิญท่านพิมพ์ภัทราครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ พิมพภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันลุกขึ้นอภิปรายเพื่อสนับสนุนท่านผู้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ เรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบายที่เราไม่ได้อยู่ ๆ ก็จะทําเรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องที่เราจะต้องทําตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ สมัยนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ท่านแถลงนโยบายท่านก็เขียนไว้ชัด ในหน้าที่ ๘ ข้อ ๑.๒.๕ เรื่องของการเร่งรัดออกกฎหมายเพื่อกระจายอํานาจการปกครองไปสู่ ท้องถิ่นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยกําหนดแผนและขั้นตอนดําเนินการเป็นการด่วน ระบุอํานาจหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างส่วนราชการกลางกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วจะต้องมีการปกครองส่วนท้องถิ่นใน ๔ รูปแบบด้วยกัน คือองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล อบต. แล้วก็การปกครองรูปแบบพิเศษ ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องจากเราได้เห็นแล้วว่า การรวมศูนย์อํานาจยังรัฐบาลส่วนกลางไม่สามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ที่อยู่ในแดนชนบทหรือต่างเมืองได้ ดิฉันขอยกตัวอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา เรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่เรามีการกระจายอํานาจให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะเห็นได้ชัดว่าในแต่ละตําบล ในแต่ละพื้นที่จะเห็นการพัฒนาจากถนนฝุ่น ถนนลูกรัง เป็นถนน คสล. ถนนลาดยาง มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละจังหวัด แต่การถ่ายโอนครั้งนี้จะสําเร็จไม่ได้เลยค่ะ ถ้าขาดความจริงใจโดยเจ้าของ นโยบายต้องถ่ายโอนเงินงบประมาณให้เต็มเม็ดเต็มจํานวนไปยังท้องถิ่นด้วย วันนี้เราถ่ายโอน ภารกิจ ถ่ายโอนหน้าที่ ถ่ายโอนบุคลากร เฉพาะภารกิจที่ถ่ายโอนไปมีทั้งหมดทั้งสิ้นกว่า ๒๔๕ ภารกิจ เกี่ยวข้องกับ ๕๐ กรมและ ๑๑ กระทรวงด้วยกัน หนึ่งในกระทรวงที่สําคัญและ เป็นปัญหาอยู่ในตอนนี้นั่นก็คือกระทรวงคมนาคม เรื่องของถนนทางหลวงชนบทที่วันนี้ทาง อบจ. ต้องรับภาระถ่ายโอนไปจากส่วนกลาง ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเงินงบประมาณ แต่วันนี้ปัญหาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องด้านการปฏิบัติงาน วันนี้ทาง อบจ. หรือ ท้องถิ่นเองยังขาดความชํานิชํานาญ ยังขาดเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน เฉพาะทาง ยังขาดความเชื่อมโยงกันในการมองการพัฒนาในถนนสายทางหลักในแต่ละ จังหวัด ในจังหวัดเราจะต้องมีการกําหนดว่าเส้นทางใดเป็นเส้นทางเศรษฐกิจ เส้นทางใด เป็นเส้นทางเชื่อมโยง แต่ถ้าเรายังให้เจ้าหน้าที่ที่ยังไม่มีความชํานิชํานาญพอ การจัดลําดับ ความสําคัญในการของบประมาณก็จะผิดรูปผิดแบบไปด้วยกัน มันก็ส่งผลให้ภาพรวม ของการพัฒนาช้าไปด้วย🔗
ปัญหาที่ ๒ คือปัญหาด้านเครื่องมือเครื่องจักร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวันนี้ เครื่องมือทันสมัยจะอยู่ในภาคของธุรกิจเอกชน แต่ของท้องถิ่นเองเรายังมีปัญหาเครื่องจักร ไม่เพียงพอ เครื่องจักรอายุการใช้งานเยอะทําให้มีผลต่อการพัฒนาล่าช้าไปด้วยค่ะ🔗
ปัญหาที่ ๓ คือปัญหาด้านบุคลากร นอกจากเรื่องของความชํานิชํานาญแล้ว จํานวนของบุคลากรที่มีอยู่แต่ละท้องถิ่นก็มีจํานวนน้อยและที่สําคัญก็คือไม่พร้อม🔗
ปัญหาที่ ๔ ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดกันแล้วมีความคิดตรงกันก็คือเรื่องของ เงินงบประมาณ วันนี้แม้ว่าท้องถิ่นจะสามารถของบประมาณตรงผ่านยังกรมส่งเสริมได้ ยังมีเส้นทางอย่างที่ ๒ ตั้งแต่ปีงบประมาณที่ผ่านมา คือทางสํานักงบประมาณได้ให้โอกาส ทาง อบจ. ได้ขอสนับสนุนงบประมาณตรงมายังสํานักงบประมาณ แต่ท่านทราบไหมว่า ยังมีอีกหลาย อบจ. ด้วยกันที่ไม่ขอสนับสนุน อ้างว่าเคยขอสนับสนุนมาแล้วไม่ได้รับ การสนับสนุนไปก็เลยไม่ขอมา ก็ยังมีปัญหาอุปสรรคอย่างนี้ แล้วปีนี้เองสํานักงบประมาณ ได้ให้เทศบาลเมือง เทศบาลนครได้ขอตรงมาก็เป็นปัญหาเดียวกันอีกค่ะ มีความไม่พร้อม ในการขอสนับสนุนงบประมาณหรือบางครั้งเจ้าหน้าที่คีย์ (Key) ตัวเลขมา มีการคีย์ (Key) ตก คีย์ (Key) หล่น ทําให้มีความผิดพลาดในการของบประมาณด้วยค่ะ ที่สําคัญที่สุดวันนี้เราเคย อุดช่องว่างในการของบประมาณของ อบจ. ถนนของ อบจ. หรือถนนสายหลักใน อบต. ต่าง ๆ ที่เกินศักยภาพ เราเคยใช้ช่องทางของงบจังหวัด งบกลุ่มจังหวัด แต่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา สํานักงบประมาณได้บอกไปเลยว่างบจังหวัดและงบกลุ่มจังหวัดไม่สนับสนุนในการ ของบประมาณของ อบต. และ อบจ. นั่นหมายความว่าทางท้องถิ่นเองไม่สามารถใช้ช่องทางนี้ ในการซ่อมแซม หรือสร้างถนนที่เกี่ยวข้องกับโครงข่ายของทางหลวงขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัด หรือองค์การบริหารส่วนตําบลได้ ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ดิฉันจึงต้องขอสนับสนุน เพื่อนสมาชิกที่ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเรื่องนี้ ได้พิจารณาไตร่ตรอง อย่างรอบด้านและถี่ถ้วน เพราะดิฉันเห็นถึงความสําคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ว่าเป็นหน่วยงานที่สามารถแก้ไขและดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านศรีนวล ท่านสุดท้ายแล้วนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย พอดีได้ยินเสียงอภิปรายมาชั่วโมงกว่าก็อยากแสดงความคิดเห็น สมัยเป็น สมาชิกขององค์การบริหารส่วนตําบลแม่วิน ก็มีปัญหาความเดือดร้อนเวลาถ้าจะทําถนน อุปกรณ์หรือเจ้าหน้าที่ของ อบต. ไม่มีความพร้อม ถนนบางสายเกินศักยภาพของที่ อบต. จะทํา แล้วต่อมาเวลาถ้าทําหนังสือออกจาก อบต. ขอทําถนนผ่านหน่วยงานราชการ ไปยังอําเภอขึ้นมาถึง อบจ. แล้วที่ผ่านมาก็เป็นสมาชิกขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เชียงใหม่ ถนนที่เกินศักยภาพของ อบต. แล้วมาที่ อบจ. ดังนั้นถนนหลายเส้นหลายสาย ยังไม่ได้รับการดูแล ก็อยากจะแสดงความคิดเห็นว่าตอนนี้มาอยู่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทางนี้ก็ยังจะผลักดันถนนของกรมทางหลวงชนบทเพื่อจะไปเป็นของท้องถิ่น ถ้าเป็นไปได้ ถนนที่ให้ท้องถิ่นดูแลก็จะเป็นถนนที่เชื่อมโยงหมู่บ้านต่อหมู่บ้าน ที่ผ่านมาถ้าตําบลต่อตําบล อบต. ไม่สามารถที่จะทําได้ แล้ว อบต. บางที่เป็น อบต. ขนาดเล็กไม่สามารถที่จะทําถนน เส้นที่ระยะยาวได้ ทุกวันนี้มีปัญหามาตลอด แล้ว ณ วันนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านหลายคน อยากจะผลักดันเรื่องถนนให้ท้องถิ่นรับผิดชอบ ดังนั้นอยากจะแสดงความคิดเห็นว่าอยากจะฝากคณะกรรมาธิการทุกท่านขอให้พิจารณา ด้วยว่าถ้าโอนถนนจากกรมทางหลวงชนบทหรือกรมทางหลวง หรือ ทช. ทล. ไปให้ท้องถิ่น ดูแล ถ้าไม่มีงบก็ทําไม่ได้เพราะว่ามีปัญหามาตลอด ตอนนี้ถ้าเป็นไปได้ถนนที่มีความกว้าง แล้วก็ระยะถนนที่มันยาวที่เกินศักยภาพของ ไม่ว่า อบต. หรือ อบจ. อยากจะให้ ทช. และ ทล. รับผิดชอบดูแลจะดีกว่า เพื่อเป็นหน่วยงานที่ใหญ่แล้วก็มีงบประมาณเยอะ โดยเฉพาะที่ อบต. เล็ก ๆ ทําไม่ได้ตอนนี้ก็มีปัญหาอย่างมาก คือการทํางานไม่ว่า อบต. อบจ. แล้วก็ ทล. ทช. มีความสามัคคี แล้วมีโครงการผ่านขั้นตอนมาถึงคนที่รับผิดชอบหน่วยงานใหญ่ ๆ ก็คงจะลงไปทํางานให้ได้เหมือนทุกวันที่ผ่านมาในพื้นที่ก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณจาก รัฐบาลหลายเส้นหลายสาย อันนี้ก็อยากจะฝากทุกท่านทุกคนช่วยพิจารณาเพื่อให้ ความสําคัญและประโยชน์ต่อประชาชนให้มากดียิ่ง ๆ ขึ้น ขอขอบพระคุณเจ้า🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ผู้เสนอมีสิทธิอภิปรายสรุปได้อีกครั้งหนึ่งก่อนที่ ที่ประชุมจะลงมติ ผู้เสนอจะใช้สิทธิอภิปรายสรุปหรือไม่ครับ เชิญท่านวีระกรครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม วีระกร คําประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ แม้ว่าการถ่ายโอนงบประมาณ การถ่ายโอนภารกิจ จากทางหลวงชนบทซึ่งในขณะนั้นจะเป็นทั้ง รพช. ก็ดี จะเป็นทั้งกรมโยธาธิการและผังเมืองก็ดี ส่งมาให้กับท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช ๒๕๔๒ และทางหลวงชนบทได้มีการถ่ายโอนให้แก่ อปท. มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ แล้วก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าถึงขณะนี้ปัญหาต่าง ๆ ก็ยังไม่ได้รับ การดูแลหรือแก้ไขให้เกิดประสิทธิภาพต่อการบํารุงรักษาถนนสายต่าง ๆ แต่อย่างใด การกําหนดขั้นตอนและหลักเกณฑ์ ความจริงแล้วก็มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าถ้าทางยาวกว่า ๘ กิโลเมตร ต้องเป็นการดูแลของทางหลวงชนบท ต้องเป็นถนนของกรมทางหลวงชนบท โดยเฉพาะได้กําหนดว่าถ้าจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดของทางหลวงดังกล่าวนี้ออกมาจาก ทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบท และมีความยาวมากกว่า ๘ กิโลเมตร ต้องให้เป็นการ ดูแลของทางหลวงชนบท แต่อย่างไรก็ตามทางหลวงชนบทก็โอนแม้กระทั่งถนนที่ยาวกว่า ๘ กิโลเมตรท่านก็โอนไปให้ อบต. ดูแล อย่างที่ผมได้กราบเรียนในข้างต้นแล้วว่าทางหลวงใน อบต. ที่ไกลปืนเที่ยงอย่างตําบลแม่เล่ย์ อําเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ มีถึง ๓ เส้นด้วยกัน ที่ยาว ๒๑ กิโลเมตร ๑๖ กิโลเมตร ๒๑ กิโลเมตรอีก ๒ เส้นทาง ตําบลเดียวต้องดูแล ๓๒๐ กิโลเมตร งบประมาณที่ไหนครับ อบต. จะมี จากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกก็ดูแล้ว สอดคล้องกันทั้งหมดคือต้องการให้แก้ไขการดูแลบํารุงรักษาของถนนถ่ายโอนเหล่านี้ให้เกิด ประสิทธิภาพ แม้ว่าความคิดเห็นจะยังแตกต่างกันอยู่บ้าง ในส่วนหนึ่งก็เห็นด้วยกับการ กระจายอํานาจโดยการถ่ายโอนถนนเหล่านี้ไปให้ อบจ. และ อบต. และ อปท. ทั้งหลาย แต่อีกส่วนหนึ่งท่านก็เห็นว่าต้องมีการถ่ายโอนย้อนกลับมาให้กับทางหลวงชนบทให้ได้ ไม่ว่าความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกจะออกไปในแนวใดก็ตาม ก็อยากจะขอความกรุณา เพื่อนสมาชิกได้โหวตตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ ซึ่งทั้งหมดผมก็เชื่อว่าเพื่อนสมาชิก ในสภาแห่งนี้เห็นชอบร่วมกัน เพราะได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับ อบต. และ อบจ. ทั้งประเทศกว่า ๗๐๐,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ถนนที่อยู่ในความดูแลขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นยังคงมีปัญหาต่อไปหากเราไม่รีบหรือช่วยกันตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อแก้ไขปัญหา ณ วันนี้ ก็จะมีการถ่ายโอนกันต่อไป ๆ แล้วจะเอางบประมาณที่ไหนที่จะมาดูแล ขอกราบเรียน เพื่อนสมาชิกว่าอยากให้พวกเราแสดงพลังของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะทั้งพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาล ซึ่งเสนอญัตติร่วมกัน ฝ่ายค้านก็มีมาก ฝ่ายรัฐบาล ก็มีเยอะ ช่วยกันครับ วันนี้เราโหวตร่วมกันนะครับ หรือท่านประธานจะกรุณาใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ก็จะเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าเห็นร่วมกันครับ จะต่างกันเพียงนิดเดียวคือ จะให้การถ่ายโอนนี้แล้วเพิ่มงบประมาณให้กับ อบต. หรือจะให้ อบต. ซึ่งงบประมาณไม่พอ สามารถถ่ายโอนย้อนกลับมาได้ ทั้งหมดนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยกรรมาธิการวิสามัญ ไปพิจารณากันว่าถ้าหากจะถ่ายโอนย้อนกลับ คณะกรรมการการถ่ายโอนอํานาจส่วนท้องถิ่น จะต้องมีขั้นตอนอย่างไร ต้องเป็นขั้นตอนที่ง่ายขึ้น ไม่ใช่ปัจจุบันนี้ การถ่ายโอนย้อนกลับ หลาย ๆ สะพานด้วยกันนะครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถที่จะดูแลได้ แต่ถ่ายโอนย้อนกลับยากมาก🔗
น่าจะสรุป ได้แล้วนะครับ🔗
จึงขอสรุปว่าให้เพื่อนสมาชิกในสภา ได้โปรดช่วยสนับสนุนร่วมกันในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญครับ🔗
เท่าที่ฟังมา ก็ยังไม่เห็นมีใครคัดค้านสักคน เห็นด้วยกันหมดเลย มีท่านผู้เสนอญัตติท่านใดที่จะอภิปราย สรุปอีกไหมครับ แต่ถ้าจะสรุปเพียงแค่จะเรียกร้องให้ช่วยกันตั้งกรรมาธิการผมว่าไม่ต้อง อภิปรายอีกแล้วนะครับ เพราะว่าพูดกันมาเยอะแล้ว คุณหมอครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ก็ต้องถือว่าเป็น นิมิตหมายที่ดีของสภาชุดเรา เพราะว่าพี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อนมายาวนานมาก ผมว่าตั้งแต่ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมปี ๒๕๔๕ จนถึงปัจจุบันนี้การถ่ายโอนตั้งแต่ ปี ๒๕๔๖ เป็นเวลา ๑๐ กว่าปีเขาไม่รู้จะไปพึ่งใคร วันนี้ท่านประธาน พวกเราจะได้ช่วยกัน แก้ปัญหา ผมว่าเขารอฟัง แล้วก็เขาดีใจในการบริหารจัดการร่วมกันครั้งนี้มีหลายวิธีการ ก็จะไปประชุมกันในคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นเพื่อจะได้แก้ไขปัญหาให้รวดเร็ว แล้วจะได้กลับมา ให้ประธานได้บริหารจัดการ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ก็ต้องขอเรียนว่าในฐานะ ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย กับสมาชิกพรรค พวกเรามีความภูมิใจที่ว่าพวกเราเห็นพ้องต้องกัน จึงขออนุญาตให้ตั้งกรรมาธิการ แล้วเร่งทํางานตรงนี้เพื่อประโยชน์ผาสุกของพี่น้องทั่วประเทศครับ ขอบคุณนะครับ🔗
ท่านสมาชิก จากที่ได้ฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกซึ่งมีความเห็น ซึ่งผมก็เห็นว่ามีความเห็นไป ในทิศทางเดียวกันหมด โดยสนับสนุนให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณาญัตติเรื่องนี้ ดังนั้นผมจะขอถามที่ประชุม โดยใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่ครับ🔗
ถ้าไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอื่นก็ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาครับ ขอเชิญท่านสมาชิกกําหนดจํานวนกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตเสนอจํานวนคณะกรรมาธิการทั้งหมด ๓๙ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ที่ประชุมกําหนดให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญ จํานวน ๓๙ ท่าน สัดส่วน กรรมาธิการของคณะรัฐมนตรี จํานวน ๙ ท่าน สัดส่วนกรรมาธิการของแต่ละพรรคการเมือง จํานวน ๓๐ ท่าน ขอเชิญคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันได้รับมอบหมาย จากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม อธิรัฐ รัตนเศรษฐ นะคะ เนื่องจากท่าน ติดภารกิจ ดิฉันขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาปัญหาการถ่ายโอน ถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จํานวน ๙ ท่านดังนี้ ๑. นายทวี เสริมภักดีกุล ๒. นายปฐม เฉลยวาเรศ ๓. นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ๔. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ๕. นายจักรัตน์ พั้วช่วย ๖. นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ๗. นายเดชอิศม์ ขาวทอง ๘. นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ๙. นายวีระกร คําประกอบ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
จริง ๆ เสนอ สัดส่วนของกรรมาธิการในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีไม่ต้องมีผู้รับรองนะครับ ต่อไปเป็น สัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จํานวน ๘ ท่านครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จํานวน ๘ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ๒. นายวิเชียร ขาวขํา ๓. นายเอกชัย ทรงอํานาจเจริญ ๔. นายบุญแก้ว สมวงศ์ ๕. นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ๖. นายพัฒนา สัพโส ๗. นางสาวละออง ติยะไพรัช ๘. นางนฤมล ธารดํารงค์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปของพรรคพลังประชารัฐ จํานวน ๘ ท่าน ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซําศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาปัญหาการถ่ายโอน ถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ จํานวนทั้งสิ้น ๘ ท่าน ท่านที่ ๑. นายวันชัย ปริญญาศิริ ๒. นายสุรชาติ ศรีบุศกร ๓. นายมานัส อ่อนอ้าย ๔. นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ๕. นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ ๖. นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย ๗. นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ และ ๘. นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๔ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนอง พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๔ ท่าน ๑. ท่าน ส.ส. สมบูรณ์ ซารัมย์ ๒. ท่าน ส.ส. อดิพงษ์ ฐิติพิทยา ๓. ท่าน ส.ส. อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ และ ๔. ท่าน ส.ส. เกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญพรรคก้าวไกล ๓ ท่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลดังนี้ ๑. นายคารม พลพรกลาง ๒. นายองค์การ ชัยบุตร และ ๓. นายชํานาญ จันทร์เรือง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเป็นสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๓ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการถ่ายโอน ถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในสัดส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ ๓ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ๒. นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย และ ๓. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสรชัด สุจิตต์ พรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ในสัดส่วน ของพรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอท่านอนุรักษ์ จุรีมาศ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอ นายอําไพ กองมณี ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญพรรคประชาชาติ ๑ ท่านครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสมมุติ เบญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ จังหวัดปัตตานี ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ ในสัดส่วนของพรรคประชาชาติ ๑ ท่าน คือท่านซูการ์โน มะทา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญพรรคเศรษฐกิจใหม่ ๑ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางมารศรี ขจรเรืองโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคเศรษฐกิจใหม่ จํานวน ๑ ท่าน คือ นายรณพงศ์ คํานวณทิพย์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ขอเชิญเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จํานวน ๓๙ คน ๑. นายทวี เสริมภักดีกุล ๒. นายปฐม เฉลยวาเรศ ๓. นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ๔. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ๕. นายจักรัตน์ พั้วช่วย ๖. นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ๗. นายเดชอิศม์ ขาวทอง ๘. นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ๙. นายวีระกร คําประกอบ ๑๐. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ๑๑. นายวิเชียร ขาวขํา ๑๒. นายเอกชัย ทรงอํานาจเจริญ ๑๓. นายบุญแก้ว สมวงศ์ ๑๔. นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ๑๕. นายพัฒนา สัพโส ๑๖. นางสาวละออง ติยะไพรัช ๑๗. นางนฤมล ธารดํารงค์ ๑๘. นายวันชัย ปริญญาศิริ ๑๙. นายสุรชาติ ศรีบุศกร ๒๐. นายมานัส อ่อนอ้าย ๒๑. นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ๒๒. นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ ๒๓. นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย ๒๔. นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ ๒๕. นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ๒๖. นายสมบูรณ์ ซารัมย์ ๒๗. นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา ๒๘. นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ๒๙. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ๓๐. นายคารม พลพรกลาง ๓๑. นายองค์การ ชัยบุตร ๓๒. นายชํานาญ จันทร์เรือง ๓๓. นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ๓๔. นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ๓๕. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ๓๖. นายอนุรักษ์ จุรีมาศ ๓๗. นายอําไพ กองมณี ๓๘. นายซูการ์โน มะทา ๓๙. นายรณพงศ์ คํานวณทิพย์🔗
ขอเชิญ กําหนดเวลาในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอระยะเวลาพิจารณาทั้งหมด ๑๒๐ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าเป็นการจบการพิจารณาศึกษาปัญหาการถ่ายโอน ถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น🔗
๕.๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุนน้ํามัน (นายระวี มาศฉมาดล เป็นผู้เสนอ)🔗
เนื่องจากมีญัตติทํานองเดียวกันอีก ๕ ฉบับ คือ🔗
๕.๑๖ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุนน้ํามัน (นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นผู้เสนอ)🔗
๖.๖ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ํามันและพลังงานให้เป็นระบบ และยั่งยืน (นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล เป็นผู้เสนอ)🔗
ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การปรับแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๖๘๐ (PDP2018) เพื่อให้ราคาพลังงานในประเทศเหมาะสมและรองรับความต้องการของประชาชน (นายบุญลือ ประเสริฐโสภา เป็นผู้เสนอ)🔗
ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรม (นายเกียรติ สิทธีอมร เป็นผู้เสนอ)🔗
ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การปรับโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุนน้ํามันอย่างเป็นระบบ (นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ เป็นผู้เสนอ)🔗
ซึ่ง ๓ ญัตติ หลังนี้ยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องทํานองเดียวกัน น่าจะนํามา พิจารณารวมกัน จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗
ถ้าไม่มี ท่านสมาชิกเห็นเป็นอื่นก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบ ผมขอดําเนินการตามนี้นะครับ สําหรับญัตติของสมาชิกที่เสนอมาซึ่งยังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระ ผมจะให้เจ้าหน้าที่ แจกเอกสารท่านสมาชิกเพื่อประกอบการพิจารณา เชิญเจ้าหน้าที่แจกเอกสารครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ผู้เสนอแถลงเหตุผลตามลําดับ🔗
๕.๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุนน้ํามัน (นายระวี มาศฉมาดล เป็นผู้เสนอ)🔗
เชิญท่านระวี มาศฉมาดล ท่านแรกครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ วันนี้กระผมจะมา ขออภิปรายญัตติปรับโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุนน้ํามัน เรื่องพลังงานเป็น สายเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจทุกแขนง ธุรกิจทุกแขนงจะเกี่ยวข้องกับพลังงานทั้งหมด ราคาน้ํามัน ราคาแก๊สขึ้นลงเพียงบาทเดียวต่อลิตรหรือต่อกิโลกรัมจะมีผลต่อค่าครองชีพ ของประชาชนจํานวนมาก และในเรื่องโครงสร้างราคาพลังงานมันซับซ้อนครับ มีประเด็น ต่าง ๆ มากมาย ดังนั้นผมอาจจะต้องขอเวลาที่จะอภิปรายอย่างสั้นที่สุดจะใช้เวลาประมาณ เกือบ ๒๐ นาที สิ่งแรกก็คือว่าผมขออนุญาตที่จะขึ้นชี้แจงให้เห็นถึงเรื่องของโครงสร้าง ราคาพลังงาน ช่องแรกจะเป็นช่องชนิดของน้ํามันหรือแก๊ส พอช่องที่ ๒ ก็คือเป็นราคา หน้าโรงกลั่น ช่องที่ ๓ เป็นภาษีสรรพสามิตที่มีการเก็บ ช่องที่ ๔ เป็นภาษีท้องถิ่น เป็นภาษี กองทุนน้ํามัน เป็นภาษีกองทุนอนุรักษ์ จากนั้นเป็นภาษีแวต (VAT) เป็นค่าการตลาด และช่องสุดท้ายเป็นราคาขายปลีก ผมจะขออนุญาตที่จะยกตัวอย่างอันแรกนะครับ🔗
ท่านระวีครับ ในการนําเสนอของผู้ยื่นญัตติ ความจริงไม่ได้กําหนดเวลา แต่เนื่องจากว่ามีท่านสมาชิกเรา ได้เสนอญัตติอีกหลายท่านซึ่งต้องอภิปราย แล้วก็ยังมีท่านสมาชิกเรายื่นความจํานงที่จะ อภิปรายร่วมอีกจํานวนหลายท่าน แจ้งชื่อมาแล้ว ฉะนั้นผมขอความร่วมมือ ประมาณสัก ท่านละไม่เกิน ๑๕ นาที สําหรับผู้เสนอญัตติได้ไหมครับ เพราะว่าก็ใช้เวลานานทีเดียว เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ผมจะพยายามพูดให้เร็วขึ้น จากตารางที่เสนอนี้ถ้าเราสังเกตจะเห็นว่าราคาช่องแรกคือ ราคาน้ํามันหรือแก๊สหน้าโรงกลั่น ราคาก็จะอยู่ใกล้เคียงกับราคาตลาดโลกทั่วไป ของแต่ละประเทศที่มีการกลั่นน้ํามัน แต่ราคาช่องสุดท้ายซึ่งเป็นราคาขายปลีก สําหรับ ประเทศไทยก็มีคําถามนะครับว่าราคานี้ที่คนไทยใช้น้ํามันและแก๊สแพง เพราะประเทศไทย เก็บภาษีมากใช่หรือไม่ เพราะมีภาษีเรียงเป็นตับอย่างที่ผมได้พูดมาแล้ว คําตอบก็คือ ใช่ส่วนหนึ่งครับ ประเทศไทยเก็บภาษีมากพอสมควร ไม่ใช่แต่ปัญหาภาษีเพียงอย่างเดียว ท่านประธานติดตามนะครับว่ามีอะไรซ่อนอยู่ ผมจะพาท่านประธานเข้าไปเจาะว่า ในโครงสร้างราคาพลังงานที่ซับซ้อน ยากที่ประชาชนจะเข้าใจมีอะไรที่ซ่อนอยู่ โดยผม ขออนุญาตที่จะอภิปรายในปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานเป็น ๔ ประเด็นนะครับ ในประเด็นแรกก็คือ ๑. ราคาน้ํามันหน้าโรงกลั่นมีช่องว่างตรงไหน ๒. ราคาแก๊สหน้าโรงแยกแก๊ส ๓. ราคาเอทานอล (Ethanol) ๔. การใช้เงินกองทุน ผมขอเริ่มปัญหาที่ ๑ นะครับคือราคาน้ํามัน หน้าโรงกลั่นในราคาน้ํามันหน้าโรงกลั่น อันแรกช่องซ้ายมือคือราคาหน้าโรงกลั่นหรือ หน้าโรงแยกแก๊ส ส่วนปลายนี่เป็นราคาขายปลีกนะครับ ประเด็นสําคัญก็คือรัฐบาลไทยมีการ กําหนดอย่างนี้ว่ากําหนดให้ราคาน้ํามันสําเร็จรูป น้ํามันเบนซินสําเร็จรูปที่หน้าโรงกลั่น ของประเทศไทยให้ใช้ราคาเสมือนนําเข้าน้ํามันสําเร็จรูปจากประเทศสิงคโปร์ นั่นก็คือว่า ใช้ราคาตลาดโลกของประเทศสิงคโปร์บวกกับค่าขนส่ง ค่าพรีเมียม (Premium) ต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการนําเข้าจนมาถึงกรุงเทพฯ ต่อไปนะครับ ในส่วนของน้ํามันดีเซล ก็เช่นกันนะครับ กําหนดให้ราคาน้ํามันดีเซลสําเร็จรูปที่หน้าโรงกลั่นของประเทศไทยให้ใช้ เป็นราคาเสมือนกับนําเข้าน้ํามันดีเซลสําเร็จรูปจากประเทศสิงคโปร์บวกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการขนส่ง บวกค่าพรีเมียม (Premium) บวกอะไรบ้างครับ ค่าพรีเมียม (Premium) ก็คือ ประกอบด้วยค่าขนส่งจากประเทศสิงคโปร์มาถึงท่าเรือศรีราชาที่ตั้งโรงกลั่นน้ํามัน ของประเทศไทย บวกค่าประกันภัย บวกค่าสูญเสีย บวกค่าสํารองน้ํามันเพื่อความมั่นคง หลังจากนั้นก็บวกค่าขนส่งทางท่อจากศรีราชามาถึงกรุงเทพฯ จุดนี้ละครับ จุดที่มีการบวก ค่าพรีเมียม (Premium) เข้าไปในหน้าโรงกลั่นของประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่โรงกลั่นของ ประเทศไทย ไม่ได้นําน้ํามันสําเร็จรูปจากประเทศสิงคโปร์เข้ามาเลย เรากลั่นในประเทศไทยเรา เรากลั่นจากน้ํามันดิบภายในประเทศเราส่วนหนึ่งกลั่นจากน้ํามันดิบที่ประเทศไทยนําเข้า น้ํามันดิบจากตะวันออกกลาง จากไหนก็แล้วแต่มากลั่น เราไม่ได้นําน้ํามันสําเร็จรูปจาก ประเทศสิงคโปร์ ดังนั้นค่าพรีเมียม (Premium) ตรงนี้ถามว่าใครได้ ถ้าประชาชนได้วันนี้ ผมก็ไม่จําเป็นต้องเสนอญัตตินี้ แต่ใครได้ท่านก็ลองคิดดูนะครับ แล้วใครที่เป็นคนเสีย ใครที่เป็นคนจ่าย ดังนั้นนะครับ กระผมขอเรียกร้องให้รัฐบาล ต้องมีมาตรการตลาดเสรี ที่แท้จริงในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมจริง ป้องกันการผูกขาด ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ต่อไปนะครับ กระทรวงพลังงานต้องยุติการให้เงินกินเปล่า กับโรงกลั่นน้ํามันที่มีการกําหนดว่าให้ใช้ราคาเสมือนนําเข้าจากประเทศสิงคโปร์และบวก ค่านําเข้าต่าง ๆ ซึ่งไม่มีการนําเข้ามาเลยแม้แต่หยดเดียว ดังนั้นสิ่งนี้ก็คือปัญหาที่มันเกิดขึ้น ข้อเสนอของผมก็คือขอให้รัฐบาลไทยได้มีการปรับราคาน้ํามันสําเร็จรูปให้มีราคาใกล้เคียงกับ ราคาที่โรงกลั่นน้ํามันไทยส่งออกซึ่งนั่นมันคือราคาเอฟโอบี ไทยแลนด์ (FOB Thailand) เช่นเดียวกับสินค้าอื่น ๆ ที่ผลิตในประเทศไทย ปัญหาที่ ๒ ก็คือราคาแก๊สที่หน้าโรงแยกแก๊ส เป็นอย่างไร ก่อนอื่นผมขอแสดงตัวเลขให้ท่านประธานได้เห็นก่อนว่า ปี ๒๕๖๐ เรามีปริมาณแก๊สแอลพีจี (LPG) ในประเทศไทยพอเพียง เรามีแก๊สจากโรงแยกแก๊ส ของประเทศไทยอยู่ที่ ๖๑ เปอร์เซ็นต์ เรามีแก๊สแอลพีจี (LPG) จากโรงกลั่นน้ํามันเราอยู่ที่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เรานําเข้าเพื่อใช้เพียง ๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เรามาดูตัวเลขต่อไปนะครับ นอกจากเราแยกแก๊สมาใช้เองแล้วนะครับ ประเทศไทยยังส่งออกแก๊สแอลพีจี (LPG) ในปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ เฉพาะปี ๒๕๖๑ เราส่งออกประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาท ภาพต่อไปครับ จะเป็นการที่จะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีแหล่งแก๊สอยู่ที่ลานกระบือ บงกช เอราวัณ แล้วก็เรามีโรงงานแยกแก๊สที่จังหวัดระยอง ที่ลานกระบือ จากประเด็นนี้นะครับ ในช่วงยุคของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ทําให้ประเทศไทยโชติช่วงชัชวาลขึ้น เรามีการกําหนดว่า ราคาแก๊สแอลพีจี (LPG) ที่หน้าโรงแยกแก๊สของเราอยู่ที่ ๑๐ บาทต่อกิโลกรัม หลังจากนั้นมา ในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๗ ในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ได้มีการยกเลิกราคาหน้าโรงแยกแก๊ส ๑๐ บาทต่อกิโลกรัม ปล่อยให้เกิดการลอยตัวตามที่คณะกรรมการกําหนดขึ้น ก่อให้เกิดผลเสียคือว่าราคาจาก ๑๐ บาท ก็กลายเป็นราคาหน้าโรงแยกแก๊สไทยลอยตัวขึ้นมาใกล้เคียงกับราคาตลาดโลก ไม่พอแค่นั้น พอเดือนธันวาคมปี ๒๕๕๙ กระทรวงพลังงานก็มีมติออกมาอีกว่าให้กําหนด ราคาแก๊สแอลพีจี (LPG) ที่หน้าโรงแยกแก๊สของประเทศไทยให้เป็นราคาเสมือนนําเข้าแก๊ส แอลพีจี (LPG) จากซาอุดิอาระเบีย บวกค่าขนส่งคล้าย ๆ กับปัญหาน้ํามัน ราคาที่บวกเข้าไป ทําให้ราคาแก๊สแอลพีจี (LPG) หน้าโรงแยกแก๊สแพงกว่าซาอุดิอาระเบียอีกครับ เพราะว่า มันบวกค่าขนส่ง บวกค่าประกันภัย บวกค่าสูญเสีย บวกค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เข้าไปอีกเยอะมาก🔗
มาดูตัวเลขต่อไป ตัวเลขนี้ก็คือตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่าราคาตลาดโลก ที่ตะวันออกกลางอยู่ที่ ๑๓.๒๓ บาท จะเห็นว่าหลังจากท่านนายกรัฐมนตรีมีมติให้ลอยตัว จาก ๑๐ บาท มันขึ้นมาเป็น ๑๓.๒๓ บาท ใกล้เคียงกับราคาตลาดโลก เมื่อปี ๒๕๕๙ มีมติ ให้ใช้ราคาเสมือนนําเข้าซ้ําเข้ามาอีก ปรากฏว่าในภาพต่อไป อันนี้ก็คือเป็นกราฟแสดงว่า ก่อนปี ๒๕๕๗ ราคาแอลพีจี (LPG) ที่หน้าโรงแยกแก๊สไทยอยู่ที่ประมาณไม่ถึง ๑๐ บาท เฉลี่ยที่ ๙.๙๓ บาท แต่หลังจากประกาศปั๊บ เคิร์ฟ (Curve) ขึ้นทันทีครับ ขึ้นมาเป็น ๑๓.๔๒ บาท ใกล้เคียงราคาตลาดโลก ต่อไปเมื่อมีการกําหนดปี ๒๕๕๙ ว่าราคาหน้าโรงแยกแก๊ส กลายเป็นเสมือนนําเข้าจากซาอุดิอาระเบียก็มีการบวกค่าโสหุ้ยเข้าไปอีก ราคาขึ้นมาเป็น ๑๕.๔๐ บาททันทีครับ การที่ราคาเราสูงกว่าราคาตลาดโลกขึ้นมาอีก ๒ บาทกว่า เป็น ๑๕.๔๐ บาท ก็มีคําถามว่าแก๊สหุงต้มทั้งหมดเราผลิตในอ่าวไทย แก๊สของเราเป็น ส่วนมากเรานําเข้ามาอยู่ที่อัตราเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เหตุใดเราตั้งราคาสูงกว่า แล้วใคร ได้ประโยชน์นี้ครับ ราคาต่างจากเดิม ๑๐ บาท ตอนนี้ขึ้นมาเป็น ๑๕.๔ บาท ราคาแพงขึ้นอยู่ที่ ๕.๔๐ บาท ประชาชนเป็นผู้เสียประโยชน์ใช่หรือไม่ ผมยกตัวอย่าง เงินเก็บเข้ากองทุน อนุรักษ์พลังงานเพียง ๑๐ สตางค์ต่อลิตร ปีหนึ่งท่านประธานทราบไหมครับ เป็นเงิน ๑๒,๐๐๐ บาท แล้วราคาขึ้น ๕.๔๐ บาทต่อกิโลกรัมของแก๊สแอลพีจี (LPG) ประชาชน ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปมากเพียงใดครับ เท่านั้นยังไม่พอครับ พอราคาแก๊สแอลพีจี (LPG) มันแพงขึ้น ประชาชนก็หันมาใช้แอลพีจี (LPG) น้อยลง ก็มีการอําพรางราคาอีกครับ ก็คือแทนที่จะเป็นราคาจาก ๑๕.๔๐ บาทแล้วก็บวกไปตามขั้นตอน ก็ปรากฏว่ารัฐบาล เอาเงินกองทุนน้ํามันที่ประชาชนเป็นคนเสีย ๖๑ สตางค์มาลบออกอีกเพื่อให้ราคามันถูกลงอีก ๖๑ สตางค์ เงิน ๖๑ สตางค์นี้จ่ายให้ใคร ก็จ่ายให้กับโรงแยกแก๊ส เท่านั้นยังไม่พอครับ ผมจะเสนอตัวเลขนี้ให้ท่านประธานได้เห็น มีคําถามว่าที่รัฐบาลต้องลอยตัวเพราะธุรกิจ โรงแยกแก๊สไปไม่ได้แล้วราคา ๑๐ บาท ขาดทุนยับเยินไม่สามารถที่จะอยู่ได้ รัฐบาลเลยต้อง ลอยตัวช่วยใช่หรือไม่ คําตอบอยู่ที่ภาพนี้ครับ ปี ๒๕๕๗ ก่อนลอยตัว กําไรของธุรกิจ แก๊สธรรมชาติอยู่ที่ ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท หลังจากลอยตัวทันทีกําไรปี ๒๕๕๘ ขึ้นมาอยู่ที่ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๓๙ ใช้ราคาเสมือนนําเข้าจากซาอุดิอาระเบียบวกพรีเมียม (Premium) กําไรขึ้นมาอยู่ที่ ๗๒,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๐ กําไรมาอยู่ที่ ๘๓,๐๐๐ ล้านบาท และปี ๒๕๖๑ กําไรอยู่ที่ ๙๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมมีตัวเลขที่เสนออีกอย่างหนึ่ง เท่านั้นยังไม่พอ นี่คือตัวเลขว่าเมื่อเกิดการลอยตัว เมื่อราคาสูงขึ้น ประชาชนคนไทยก็ใช้แก๊สแอลพีจี (LPG) น้อยลง ดังนั้นปริมาณการใช้แอลพีจี (LPG) ในปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๐ ลดลงถึง ๑ ล้านตัน แต่กําไรก็กลับเพิ่มขึ้น อันนี้แสดงให้เห็นว่ากําไรของธุรกิจพลังงานมากมายมหาศาล ไม่เป็นไป ตามที่ข้อกล่าวอ้างว่านี่คือเหตุผลที่ต้องขึ้นราคา🔗
ต่อไปปัญหาที่ ๓ ก็คือปัญหาราคาเอทานอล (Ethanol) รัฐบาลมีการกําหนดว่า ราคาที่โรงกลั่นน้ํามันซื้อเอทานอล (Ethanol) ในประเทศเป็นราคา ๒๒ บาทต่อลิตร ทั้ง ๆ ที่ ราคาตลาดโลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ ๑๑ บาท เราแพงกว่าถึงเกือบ ๑๑ บาท ถ้าราคานี้ เราซื้อสูงแบบนี้แล้วผู้ที่ได้ก็คือเกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลังหรือปลูกอ้อย ผมจะไม่พูดปัญหานี้ เลยครับ แต่สิ่งที่เราทราบมาท่านประธานก็สามารถจะไปตรวจสอบได้ว่าเกษตรกรที่ขาย มันสําปะหลัง ซื้อเท่าไรเกษตรกรก็ได้ราคาใกล้เคียงกับอันเดิม มันสําปะหลังก็อยู่ที่ ๒-๓ บาท อยู่ในรูปนั้น ดังนั้นอันนี้ก็คือปัญหาว่าผลกําไรตรงส่วนนี้ และไม่เพียงเท่านั้น ท่านประธานครับ เมื่อเป็นแบบนี้แล้วปรากฏว่าราคาแก๊สโซฮอล์ ๙๕ (Gasohol95) ทั้งแบบอี ๒๐ (E20) และอี ๘๕ (E85) มีการนําเงินกองทุนน้ํามันเข้ามาชดเชย เพราะว่าราคามันสูง แต่ราคาเอทานอล (Ethanol) ที่สูงยิ่งผสมแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) เข้าไปมาก เช่น แก๊สโซฮอล์ ๙๕ (Gasohol95) ราคาต้นทุนที่หน้าโรงกลั่นขึ้นถึง ๒๐ บาท จากน้ํามันเบนซินที่ ๑๕-๑๖ บาท ดังนั้นก็ใช้วิธี อําพรางราคา ก็คือใช้วิธีเอาเงินกองทุนถึงลิตรละ ๗.๓๘ บาท เอามาอุดหนุนโรงกลั่นน้ํามัน ในกรณีนี้🔗
ประเด็นต่อไป ปัญหาสุดท้าย ปัญหาการใช้เงินกองทุน สิ่งแรกที่ผมเพิ่งพูดไป ก็คือการใช้เงินกองทุนถูกต้องหรือไม่ เอาเงินกองทุนมาพยุงโรงกลั่นน้ํามัน เช่น ในกรณี เอทานอล (Ethanol) ที่ใช้เป็นอี ๒๐ (E20) กับอี ๘๕ (E85) ใช้เงินไปอุดหนุน ต่อมาที่บี ๑๐ (B10) ก็เช่นกันก็ใช้เงินกองทุนไปอุดหนุน และแก๊สแอลพีจี (LPG) ก็ใช้เงินไปอุดหนุนเช่นกัน แก๊สแอลพีจี (LPG) ต้องใช้อุดหนุนถึง ๖๑ สตางค์ต่อทุก ๆ กิโลเมตรของแก๊สแอลพีจี (LPG) ถามว่านโยบายแบบนี้มันสร้างภาระให้ผู้บริโภคโดยไม่จําเป็นหรือไม่ สุดท้ายนี้ผมขอเสนอ รัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ อย่างชัดเจนว่านโยบายพลังงานที่ไม่ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ไม่ใช่นโยบายเพื่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริงครับ ผมหวังว่าท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านได้ฟัง ท่านได้ยินการอภิปรายในวันนี้หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจที่จะ ประกาศลดราคาน้ํามันอย่างน้อยสัก ๒-๓ บาทต่อกิโลเมตรหรือต่อลิตรให้เป็นของขวัญกับ ประชาชนในช่วงที่ยุคโควิด (COVID) ระบาด ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีกล้าที่จะทํา กล้าที่จะประกาศ ผมเชื่อว่าประชาชนที่กําลังไล่ท่านอยู่ตอนนี้จะเปลี่ยนใจที่อยากจะให้ท่านอยู่ต่อ ในฐานะที่ท่านเป็นอัศวินม้าขาวที่มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจทันยุคโควิด (COVID) ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
๕.๑๖ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุนน้ํามัน (นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นผู้เสนอ)🔗
เชิญท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ผมได้เสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุน น้ํามัน โดยมีหลักการเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาในเรื่อง การปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุนน้ํามัน🔗
เหตุผล ด้วยปัจจุบันราคาขายปลีกน้ํามันของประเทศไทยสูงกว่า ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน (ASEAN) เช่น ประเทศมาเลเซีย ประเทศพม่า เป็นต้น ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และการขนส่งที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบทําให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างราคาพลังงานที่ไม่เหมาะสม แม้ว่าประเทศไทย จะเป็นแหล่งขุดเจาะน้ํามันได้หลายแห่ง เช่น แหล่งอู่ทอง แหล่งสังฆจาย แหล่งบึงกระเทียม และแหล่งหนองผักชี ซึ่งอยู่ในพื้นที่อําเภอเมือง และอําเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้ง มีการนําเข้าน้ํามันจากต่างประเทศเป็นจํานวนมาก แต่ราคาขายปลีกจากแหล่งที่มาทั้ง ๒ กับราคาขายที่เท่ากันส่งผลให้ราคาน้ํามันในประเทศยังคงมีราคาขายปลีกที่สูงเช่นเดิม ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน และเพื่อเป็นการรักษา ความมั่นคงของประเทศในทางเศรษฐกิจ จึงมีความจําเป็นรีบด่วนที่ควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงสร้าง ราคาพลังงานและกองทุนน้ํามันขึ้นเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเห็นด้วยกับคําอภิปรายของท่านนายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ขออภัยที่เอ่ยนาม เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าถึงเวลาแล้วครับที่ต้องมีการปรับโครงสร้าง ราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ถึงเวลาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากแพงให้ถูกลงครับ เราได้ยินคําว่าโชติช่วงชัชวาลมานานแล้วครับ เป็นคําที่ทําให้หัวใจคนไทยทั้งประเทศเบิกบาน เพราะว่าเราจะร่ํารวยจากการได้พบแหล่งน้ํามันทั้งใต้ดิน ทั้งใต้ทะเลและแก๊สธรรมชาติ จํานวนมหาศาล เราจะได้ใช้น้ํามันราคาที่ถูกลง รอแล้วครับ รอแล้ว มาถึงปัจจุบันเราก็ยังใช้ ราคาน้ํามันเชื้อเพลิงราคาแพงอยู่นะครับ คําถามก็เกิดขึ้นว่าคนไทยได้อะไรจากการขุดค้นพบ บ่อน้ํามันและแก๊สมหาศาลในอ่าวไทย ใครได้ประโยชน์ครับ ก่อนอื่นก่อนที่ผมจะยื่นญัตติ ฉบับนี้นะครับ ผมทํา ๒ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ ผมได้ปุจฉาและผมได้รับวิสัชนามา ผมจะเอา เรื่องปุจฉาของผมก่อนนะ ผมปุจฉาอะไร ผมได้ปุจฉาโดยการตั้งกระทู้ถาม ที่ ๐๐๓ ร. เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ เรื่อง การขุดเจาะน้ํามันในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ถามนายกรัฐมนตรี ให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา ถามอะไรบ้างครับ กระผมปุจฉาไป ๓ เรื่อง ก็คือ ๑. ขุดเจาะน้ํามันบริเวณใดบ้าง ในปัจจุบันและอนาคตในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ๒. ขุดเจาะน้ํามันไปแล้วปริมาณเท่าใด คําถามสุดท้าย จัดสรรงบประมาณให้แก่ท้องถิ่น ทั้งหมดแล้วจํานวนเท่าใดในจังหวัดสุพรรณบุรี วิสัชนาครับ สํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรแจ้งผมเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ ว่านายกรัฐมนตรีได้ตอบกระทู้ถาม ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เล่มที่ ๑๓๖ ตอนพิเศษ ๒๖๙ ง วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๒🔗
ข้อแรก บริษัทที่มีการขุดเจาะน้ํามันในจังหวัดสุพรรณบุรีประกอบไปด้วย ปตท.สผ. แหล่งอู่ทอง แหล่งสังฆจายเถร อําเภอเมือง อําเภออู่ทอง มีตําบลสวนแตง ตําบลศาลาขาว และตําบลเจดีย์ บริษัท แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ (สยาม) ลิมิเต็ด ขุดเจาะ ที่แหล่งหนองผักชี ตําบลวัดโบสถ์ ตําบลวังน้ําเย็น อําเภอบางปลาม้า ตําบลหัวโพธิ์ อําเภอสองพี่น้อง🔗
ข้อ ๒ ปริมาณน้ํามันดิบที่ขุดเจาะในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ถึงปี ๒๕๖๒ มีปริมาณทั้งสิ้น ๗,๕๓๓,๙๒๑ บาร์เรล ลองมาคํานวณดูครับ จํานวนดังกล่าว ถ้า ๑ บาร์เรลเท่ากับประมาณ ๑๖๐ ลิตร ก็จะได้น้ํามันดิบไปทั้งสิ้น ๔๕๒,๐๓๔,๒๖๐ ลิตร ถ้าสมมุติว่า ๔๕๒,๐๓๔,๒๖๐ ลิตร ราคาลิตรละ ๑๐ บาท ก็จะเป็นจํานวนเงิน ๔,๕๒๐,๓๔๒,๖๐๐ ล้านบาท ที่ขุดที่จังหวัดสุพรรณบุรีไป ตัวเลขที่เห็นปรากฏ คําตอบสุดท้ายนะครับ ค่าภาคหลวงที่ให้กับจังหวัดสุพรรณบุรีของผม นายกรัฐมนตรีตอบมาว่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ถึงปี ๒๕๖๒ จัดสรรให้กับท้องถิ่นรวมทั้งสิ้น ๑๕๒,๐๑๑,๑๒๘.๗๒ บาท ให้กับ อบจ. ในจํานวนนี้นะครับ แบ่งเป็น ๒ ก้อน ก้อนหนึ่ง ให้ อบจ. ๗๑,๗๓๒,๔๔๑.๐๕ บาท ให้กับ อบต. หรือเทศบาล ๘๐,๒๗๘,๖๘๗.๖๗ บาท คําถามก็คือว่าเมื่อได้รับวิสัชนาแล้วผมต้องมายื่นญัตติฉบับนี้ครับ เพราะว่าเกิดคําถาม อีกมากมาย คําถามอีกมายมายที่ตามมานั่นก็คือว่าตัวเลขที่ขุดเจาะน้ํามันไปได้ ๗ ล้านกว่าบาร์เรล หรือ ๔๕๐ กว่าล้านลิตร มันเป็นตัวเลขที่แท้จริงไหม เพราะว่าบ่อน้ํามันที่ขุดเจาะไม่สามารถ เข้าไปตรวจสอบได้เลย ถามนายก อบต. ก็บอกว่าเห็นรถคืนหนึ่งออกไม่รู้กี่สิบคัน รถบรรทุก น้ํามัน แล้วไม่มีมิเตอร์ เรียลไทม์ (Miter real time) ที่จะไปตรวจสอบด้วย นี่ประการหนึ่ง🔗
อีกประการหนึ่ง เงินจํานวนที่ให้กับท้องถิ่น ๒๘ ปี ๑๕๒ ล้านบาทนี่ ความจริงแล้วค่าภาคหลวงแร่และปิโตรเลียมมันต้องได้อย่างน้อย ๆ ร้อยละ ๒๐ แต่ปรากฏว่า ๑๕๒ ล้านบาท คือแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง นี่โครงสร้างราคาน้ํามันตั้งแต่หลุมเลยครับ ไม่ต้องเอาหน้าโรงกลั่นหรอกครับ ตั้งแต่หลุมเลยประโยชน์มันได้กับใครครับ ประชาชนได้ไหม ชาวนาได้ไหม เจ้าของแผ่นดินที่มีน้ํามันได้ไหม ประเทศ ประชาชนได้ไหมครับ คําถามเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ผมจึงต้องมายื่นญัตติว่าถึงเวลาแล้วครับ เราควรจะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แล้วภาษีที่ขุดเจาะให้เขาตามกฎหมายเห็นว่าปฏิรูปพลังงาน กําลังจะแก้ให้เป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์เสียด้วยซ้ํา แต่นี่ให้แค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วภาระในการบูรณะ ในการที่จะปรับปรุงพื้นที่ที่ขุดเจาะบ่อน้ํามันไปแล้วจะส่งผลกระทบในอนาคตอีกจํานวนเท่าไร เงินที่ให้นี้จะเพียงพอไหม ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้เลยในแต่ละจังหวัด ในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะได้ใช้น้ํามันราคาที่ถูกลง ท่านประธานครับ มีอีก ๒ เรื่อง นอกจากการปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ํามันแล้ว รัฐบาลจําเป็นจะต้องส่งเสริมอีก ๒ เรื่อง สําคัญครับ เรื่องแรก นั่นก็คือการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ขณะนี้รัฐบาลยังไม่สามารถแต่งตั้ง คณะกรรมการนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติได้ ไม่ทราบว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไร มันก็เลย ทําแผนปฏิบัติการรถไฟฟ้าไม่ได้ ศึกษาพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ มันเป็นประโยชน์ มันถึงยุค ของมันแล้วครับ น้ํามันเราจะได้นําเข้าน้อยลง นอกจากยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว สิ่งสําคัญที่สุดที่ควรจะสนับสนุนนั่นก็คือเรื่องโซลาร์ รูฟ (Solar Roof) โครงการส่งเสริม การติดตั้งโซลาร์ รูฟ (Solar Roof) อย่างเสรีควรจะเกิดขึ้นแล้ว ปี ๒๕๖๑ ไทยใช้ พลังงานหมุนเวียนทั้งสิ้น ๗,๖๖๙ พันตันเทียบกับน้ํามันดิบ เพิ่มขึ้นแค่ ๔.๗ หรือคิดเป็นร้อยละ ๙.๒ ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย ยังไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาล ต้องเร่งแก้ไขกฎหมายระเบียบในการกํากับดูแลที่เป็นปัญหา ที่เป็นอุปสรรคไม่เอื้ออํานวย ต่อการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์ รูฟ (Solor Roof) อย่างเสรี ให้เกิดค่าใช้จ่ายลดลงให้ได้ ท่านประธานครับ ไปดูมหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่สามย่าน ที่จอดรถตลาดของ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ เขาใช้โซลาร์ รูฟ (Solor Roof) แล้วครับ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จะช่วยลดใช้พลังงานจากน้ํามันลง ดังนั้นกระผมจึงขอความกรุณาจากที่ประชุมแห่งนี้ ขอกรุณาตั้งคณะกรรมาธิการได้ศึกษาโครงสร้างราคาน้ํามันให้สะท้อนต้นทุนที่เป็นจริง และการจัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ถูกต้องตามกฎหมาย หรือถ้าจะนําเข้าสู่ คณะกรรมาธิการสามัญการพลังงานผมก็ไม่ขัดข้องครับ แต่ขอให้มีผลไปสู่การลดราคาน้ํามัน อย่างแท้จริงครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปญัตติของท่านสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล🔗
๖.๖ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ํามันและพลังงานให้เป็นระบบ และยั่งยืน (สมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล เป็นผู้เสนอ)🔗
เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องญัตติที่จะขอเสนอสภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ํามัน และพลังงานให้เป็นระบบและยั่งยืน น้ํามันและพลังงานเป็นสิ่งสําคัญประเภทหนึ่ง ที่ประชาชนทุกกลุ่มล้วนจะต้องเกี่ยวข้อง น้ํามันและพลังงานเป็นส่วนประกอบในขั้นตอน การผลิต ราคาน้ํามันและพลังงานผันผวนขึ้นลงของราคาอยู่ตลอดเวลาทําให้ประชาชนได้รับ ผลกระทบเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ การเกษตร อุตสาหกรรม การประมง การขนส่ง รวมไปถึงภาคครัวเรือน ปัญหาราคาน้ํามันและพลังงานที่สูงนั้นอาจเป็นเพราะ การที่ประเทศไทยไม่มีโครงสร้างของราคาพลังงานที่เหมาะสม จึงไม่สามารถแก้ปัญหา ราคาน้ํามันและพลังงานที่ผันผวนได้ หากมีการพิจารณาศึกษาแนวทางการปรับปรุง โครงสร้างราคาน้ํามันและพลังงานเพื่อแก้ไขปัญหาราคาพลังงานให้เป็นระบบและยั่งยืน ย่อมจะส่งผลดีต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ผมจึงมีเหตุผลและรายละเอียด ที่จะชี้แจงในที่ประชุมของสภาดังต่อไปนี้ครับ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
เรามาดูกันครับ ท่านประธาน น้ํามัน ๑ ลิตร ประชาชนต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง น้ํามัน ๑ ลิตร ประชาชน จะต้องใช้จ่ายก็คือที่ต้องจ่ายค่าน้ํามันใน ๑ ลิตรตรงนั้นก็มีราคาหน้าโรงกลั่น ราคาภาษีเทศบาล ราคาภาษีสรรพสามิต กองทุนน้ํามัน กองทุนอนุรักษ์พลังงาน ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าการตลาด เรื่องภาษีทั้งหมดผมจะไม่ขอแตะ เพราะพอเข้าใจและพอรับได้ แต่อีกที่เหลือนั้นที่ผมจะพูดคร่าว ๆ เนื่องจากเวลามีน้อยนัก ผมทําเนื้อหามาอยู่ที่ประมาณ ๓๕ ถึง ๔๐ นาที แล้วก็อาจจะมี เพื่อนสมาชิกบางท่านที่พูดก่อนหน้านี้ก็ได้อภิปรายไปแล้วบ้าง ผมจะพูดแตะ ๆ เพื่อให้ท่านประธานและพี่น้องประชาชนที่ดูอยู่ทางบ้านพอเข้าใจพอสังเขป ราคาหน้าโรงกลั่นมีองค์ประกอบด้วย ๒ ส่วน ก็คือราคาต้นทุนน้ํามันและราคาค่าการกลั่น ราคาหน้าโรงกลั่นตรงนี้เป็นตัวกําหนดการขึ้นลงของราคาปีกสําเร็จรูป ถ้าหากว่าราคาต้นทุน น้ํามันดิบและค่าการกลั่นสูง แน่นอนครับราคาค้าปลีกน้ํามันสําเร็จรูปก็ต้องแพงขึ้น ถ้าหาก ราคาค่ากลั่นและน้ํามันดิบลดลงราคาค่ากลั่นก็จะลดลง ตรงนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าเขาใช้ หลักการอะไร หลักเกณฑ์อะไรในการกําหนดราคาค่ากลั่น ๒. ประชาชนต้องจ่ายเงินกองทุนน้ํามัน เงินกองทุนน้ํามันทําหน้าที่จัดเก็บเงินตรงนี้เข้าไปเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ํามัน ถ้าหากว่าราคาหน้าโรงกลั่นแพงขึ้นน้ํามันสําเร็จรูปค้าปลีกก็จะแพงขึ้น รัฐก็จะเอาเงินกองทุน ตรงนี้ไปพยุงราคาเพื่อไม่ให้เกิดการชะงักในการบริโภคและการชะงักงันของเศรษฐกิจ รวมทั้ง การแข่งขันของประเทศ พ.ร.บ. กองทุนน้ํามันนี้กําหนดกรอบเอาไว้ว่าให้มีเงินกองทุนน้ํามันที่ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ณ ปัจจุบันกองทุนนี้เก็บเงินเข้าไปในกองทุนได้ถึง ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมถือว่ามีเสถียรภาพพอสมควร เราชะลอการเก็บก่อนได้ไหม เราเก็บให้มันน้อยลงได้ไหม เพราะเศรษฐกิจหลังโควิด (COVID) เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ภาคการขนส่ง รวมกระทั่งถึงครัวเรือน เพื่อได้พลิกฟื้น เศรษฐกิจของตัวเขาขึ้นมา ตัวต่อไปที่ประชาชนต้องจ่ายก็คือกองทุนอนุรักษ์พลังงาน กองทุนอนุรักษ์พลังงานก็จะทําหน้าที่คล้าย ๆ เหมือนกองทุนน้ํามัน แต่กองทุน อนุรักษ์พลังงานนี้ได้มีการจัดสรรเงินพลังงานเพื่อไปเป็นทุนการศึกษาด้านพลังงานและ การพัฒนาพลังงาน ผมยกตัวอย่างเช่น งบประมาณปี ๒๕๖๓ ได้มีการจัดสรรเงินกองทุน แผนประสิทธิภาพในการใช้พลังงานวงเงิน ๒,๔๐๐ ล้านบาท และแผนพัฒนาทดแทนวงเงิน ๓,๒๐๐ ล้านบาท รวมแล้วทั้ง ๒ แผนนี้ ๕,๖๐๐ ล้านบาท ตรงนี้เป็นข้อสังเกตนิดหนึ่งว่า มีการตรวจสอบความโปร่งใส ความคุ้มค่าของโครงการที่ใช้เงินเป็นพันพันล้านบาทนี้ไหมว่า มันจะเกิดประสิทธิผลประสิทธิภาพหรือไม่กับภาวะเศรษฐกิจที่เรามีอยู่อย่างนี้ ข้อถัดไป ที่ประชาชนต้องจ่าย ผมขอสไลด์ (Slide) ถัดไป ค่าการตลาด ตัวนี้สําคัญ ค่าการตลาดเป็นรายได้ ของผู้ประกอบการน้ํามันทุกยี่ห้อที่จะต้องมีค่าการตลาด ค่าการตลาดตามที่สถาบันปิโตรเลียม ได้ทําวิจัยไว้ว่าค่าการตลาดที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ ๑.๗๐-๒ บาท แล้วผมจะพาท่านประธานไปดู นี่คือกราฟที่แสดงผลค่าการตลาดของน้ํามันดีเซล เส้นที่ขีดขวางเอาไว้ก็คือเส้นที่ไม่เกิน ๒ บาท ถ้าท่านประธานดู ท่านประธานจะเห็นว่ามันเกิน ๒ บาทไปหลายจุด ถ้าเรามาดู เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๐๒๐ ที่ผ่านมานี้เองราคาน้ํามันดีเซลราคาต่ําสุดอยู่ที่ ๑.๕๖ บาท หลังจากรัฐปลดล็อกเฟส ๑ (Phase 1) เฟส ๒ (Phase 2) ราคาน้ํามันก็เริ่มขยับตัวสูงขึ้น ๆ เฟส ๓ (Phase 3) สูงขึ้น เฟส ๔ (Phase 4) ทะลุไปเลย ทะลุตามที่สถาบันปิโตรเลียม กําหนดราคาที่เหมาะสมเอาไว้ที่ ๑.๗๐-๒ บาท นี่แหละครับ ๔ ปัจจัยตรงนี้ซึ่งเป็นปัญหา ทําให้เกิดภาระทุกภาคส่วนที่ต้องรับผิดชอบ ถ้าหากเรามาดูราคาน้ํามัน ค่าการตลาด ของราคาน้ํามันดีเซลใน ๑ วันจะมีผู้ใช้น้ํามันดีเซลอยู่ทั้งหมด ๖๕.๙ ล้านลิตรต่อวัน ผมคํานวณง่าย ๆ สมมุติว่าเอา ๒ บาทเต็มพิกัด ค่าการตลาดที่เกิดขึ้นกับประชาชนในเรื่องของผู้ใช้น้ํามันดีเซลจะตกต่อปี ๔๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตรงนี้เป็นการแสดงกราฟของค่าการตลาดของน้ํามันเบนซินหนักกว่าครับ หนักกว่าของน้ํามันดีเซล ถ้าเรามาดูที่ ๓ เดือนล่าสุดเหมือนกัน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๒๐ ที่ผ่านมาค่าการตลาด ของน้ํามันเบนซินสูงขึ้น ๆ ทะลุจนเกือบจะติด ๒.๕๐ บาท ถ้าเรามาดูน้ํามันเบนซินมีประชาชน ที่ใช้ต่อวัน วันละ ๒๙.๒๓ ล้านลิตร ถ้าเราคิดที่ ๒ บาทเหมือนกัน ผมก็เอามาคํานวณ ให้ท่านประธานเหมือนเดิม ถ้าในราคาที่ ๒ บาทค่าการตลาดกับผู้ที่ใช้น้ํามันเบนซิน ปีหนึ่งค่าการตลาดจะตกอยู่ที่ ๒๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อปี เรามาดูกลุ่มแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ครับ ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียน ๑ วันจะใช้ปริมาณแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) อยู่ที่ ๒๘.๔๕ ล้านลิตร ถ้าเราใช้ค่าการตลาดที่ ๒ บาทเหมือนกัน ๑ ปีจะมีค่าการตลาดของน้ํามัน แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) อยู่ที่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อปี ถ้าเรานําน้ํามันค่าการตลาด ของน้ํามัน ๓ ตัวนี้มารวมกันน้ํามันเบนซิน น้ํามันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) น้ํามันดีเซล รวมแล้วค่าการตลาดของราคาน้ํามัน ๓ ชนิดดังกล่าวอยู่ที่ ๙๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อปี มหาศาลครับ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานหมุนเวียนจะเป็นพวกแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) หรือเอทานอล (Ethanol) ซึ่งเป็นผลผลิตมาจากอ้อยและมันสําปะหลังกับมีค่าการตลาด สูงกว่าน้ํามันปิโตรเลียมถึง ๓.๕๐ บาท นี่ครับที่ผมมาชี้ให้ท่านประธานเห็น ผมขอถัดไปเรื่องที่ ๒ เลยนะครับ เพราะเนื่องจากเวลามีน้อยมาก🔗
เรื่องที่ ๒ ค่าไฟฟ้า ค่าไฟฟ้าจากมาตรการที่มีการคืนค่าประกันมิเตอร์ ของประชาชน ประชาชนดีใจที่จะได้ลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้อีกนิดหนึ่ง แต่หลังจากนั้น ค่าไฟฟ้ากลับแพงขึ้น ๓๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ การไฟฟ้าอ้างว่าอะไรครับ เวิร์ก ฟรอม โฮม (Work From Home) ก็ในเมื่อคุณต้องไปทํางานที่บ้านคุณก็ต้องมีการเปิดไฟ มีการเปิด แอร์คอนดิชัน (Air condition) มีการเปิดคอมพิวเตอร์ค่าไฟคุณก็ต้องแพงขึ้นสิ แต่หลังจากที่ เราไปทํางานกันอย่างปกติ ค่าไฟก็ยังแพงเหมือนเดิม คนจะต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับ เรื่องค่าครองชีพ ถ้าเขาไม่มีเงินจ่าย แน่นอนครับ ไฟถูกตัด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงพลังงาน กฟผ. กฟน. กฟภ. ได้เคยชี้แจงเอาไว้ว่าถ้าหากการไฟฟ้าไปซื้อไฟ หรือลงทุนกับเอกชน ซื้อไฟจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศกัมพูชาเราจะได้ค่าไฟที่ถูกลง เสร็จแล้วปรากฏว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็ไปซื้อไฟฟ้า จากต่างประเทศจริง ๆ ซึ่งไปซื้อกับการไฟฟ้าหงสา ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนอยู่ใน ประเทศลาว มีผู้ถือหุ้นอยู่ ๓ ราย รายที่ ๑ ก็คือรัฐวิสาหกิจถือหุ้นลาว รายที่ ๒ ก็คือบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิง จํากัด (มหาชน) ถือหุ้นไว้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐวิสาหกิจถือหุ้นลาว ถือหุ้นไว้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ รายที่ ๓ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จํากัด (มหาชน) ถือหุ้นไว้อีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่น่าสังเกตครับ ข้อสังเกตอยู่ตรงที่ว่าบริษัทไฟฟ้า ราชบุรี โฮลดิง (มหาชน) จํากัด เป็นบริษัทลูกที่การไฟฟ้าแต่งตั้งขึ้นมาให้ไปถือหุ้น ราคาค่าหน่วยไฟฟ้า ๑.๗๓ บาท เท่ากับว่าเรามีการลงทุน มีต้นทุนอยู่ในตรงนั้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้สามารถลดราคาได้ไหมครับ ลดได้ครับ แต่บริษัทลูกขายให้บริษัทแม่ ซึ่งเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็สร้างราคาช่วงอีก ไปขายให้การไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค ไปขายให้การไฟฟ้านครหลวง จึงเป็นที่มาของค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น ไหนบอกว่า ถ้าหากมีการไปซื้อไฟฟ้าจากเอกชนที่ลงทุนจากต่างประเทศ ราคาไฟฟ้าจะถูกลง เห็นไหมครับ ท่านประธาน ผมและประชาชนถูกหลอกหรือไม่อย่างนี้ ในขณะเดียวกัน การซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเห็นได้ชัดว่าประเทศไทยมีแนวโน้มจะต้องพึ่งพาไฟฟ้า จากเพื่อนบ้าน ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นจุดอ่อนเรื่องความมั่นคงของพลังงาน ทําไมเราไม่ส่งเสริม โซลาร์ รูฟทอป (Solar Rooftop) ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนอย่างจริงจังเพื่อให้ประชาชน เข้าไปถึงได้อย่างเป็นรูปธรรม ผมมีทางออกอย่างนี้ครับ ในปัญหาทั้งเรื่องราคาน้ํามันและ ราคาไฟฟ้า ทางออกที่ ๑ ถ้าหากว่าเรามีการกําหนดควบคุมราคาค่าการตลาดของน้ํามัน แน่นอนครับราคาน้ํามันก็จะถูกลง ก็จะส่งผลให้ต้นทุนในการขนส่ง ต้นทุนในภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม การเกษตร ขนส่ง หรือครัวเรือนก็ลดลง ค่าครองชีพของ พี่น้องประชาชนก็ลดลง ผมขอเวลาเพิ่มอีกนิดนะครับ จะจบแล้วครับ และถ้าหากมีการ ส่งเสริมให้มีโซลาร์ รูฟทอป (Solar Rooftop) ให้มีการใช้พลังงานทดแทน ประชาชน ก็จะสามารถนําพลังงานทดแทนนั้นมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลอะไรครับ พลังงานก็จะเข้าไป หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมกระทั่งถึงฐานราก ก็จะเกิดการลดต้นทุน ค่าใช้จ่ายครัวเรือน สิ่งที่ประชาชนและประเทศไทยจะได้รับก็คือพึ่งตนเองได้ ก่อให้เกิด การพัฒนาด้านพื้นที่ ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงในด้านพลังงาน บ้านเราเมืองเรา ในน้ํามีปลา ในนามีข้าว ในอ่าวมีน้ํามันและมีแก๊ส แต่เรายังมีคนไทยอีกมากมายที่ลําบาก และยากจน ฉะนั้นแล้วค่าการกลั่นก็ดี ค่ากองทุนน้ํามันก็ดี ค่าการตลาด รวมกระทั่งถึง ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยก็ดี น่าที่จะต้องตั้งคณะทํางานเพื่อศึกษาว่าเขาใช้เกณฑ์อะไรในการคิด ค่าผันแปร และอีกประเด็นหนึ่งครับว่าทําไมรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่เข้ามา ควบคุมเพื่อให้เกิดการกําหนดราคาน้ํามันและพลังงานให้เกิดความเป็นธรรมและมี เสถียรภาพ ถ้าหากมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญผมก็อยากจะให้เจ้ากระทรวงที่เปลี่ยน คนใหม่มาแล้วมาร่วมกันบูรณาการ ปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ํามันและพลังงานเถอะครับ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน แต่ถ้าเจ้ากระทรวงวิสัยทัศน์ไปไม่ถึงไหน เลือกตั้งครั้งใหม่เดี๋ยวผมจะลงไปนั่งเอง ฉะนั้นผมจึงขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาพิจารณาโครงสร้างราคาน้ํามันและพลังงานอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปญัตติของท่านบุญลือ ประเสริฐโสภา🔗
ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาการปรับแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๖๘๐ (PDP2018) เพื่อให้ราคาพลังงานในประเทศเหมาะสมและรองรับความต้องการของ ประชาชน (นายบุญลือ ประเสริฐโสภา เป็นผู้เสนอ)🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตท่านประธานทําตามข้อบังคับ การประชุมสภา ข้อ ๔๙ และ ข้อ ๕๐ ขออนุญาตอ่านญัตติที่ผมพร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ทั้ง ๒๐ ท่าน ได้เสนอญัตติด่วนต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการปรับแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐ (PDP2018) เพื่อให้ราคาพลังงานในประเทศไทยเหมาะสมและรองรับ ความต้องการของประชาชน🔗
ด้วยปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและประชาชนประเทศไทยมีความต้องการ ใช้พลังงานน้ํามันและก๊าซเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นแหล่ง ขุดเจาะน้ํามันหลายแห่งทั้งบก เช่น แหล่งฝางจังหวัดเชียงใหม่ แหล่งอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และแหล่งของอ่าวไทย เช่น แหล่งจัสมินและบานเย็น แหล่งบัวหลวง แหล่งสงขลา รวมถึง จังหวัดราชบุรีซึ่งมีโรงไฟฟ้าถึง ๕,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ แต่ปรากฏว่าประเทศไทยนําเข้าน้ํามัน จากต่างประเทศจํานวนมากจึงจําเป็นที่จะต้องปรับแผนพัฒนากําลังการผลิตไฟฟ้า ของประเทศ ในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าของประเทศให้เพียงพอ ต้องการรองรับ การเจริญเติบโตของประเทศในภาพรวม อีกทั้งราคาพลังงานในประเทศไทยแพงกว่า ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา มาเลเซีย จากโครงสร้างพลังงานที่ไม่เหมาะสมในการ เก็บเงินกองทุนน้ํามันสูงขึ้น ทําให้ประชาชนต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางขนส่ง รวมถึงราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นผมจึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎร เพื่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการปรับแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐ (PDP2018) เพื่อให้ราคาพลังงานในประเทศมีความเหมาะสมและรองรับความต้องการ ของประชาชน โดยญัตติดังกล่าวจะเสนอสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๙ และ ข้อ ๕๐ โดยในรายละเอียดหลักการและเหตุผล ผมจะขออภิปรายในเวลาอันจํากัด ที่ท่านประธานได้กําหนดดังนี้🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านคงทราบดีว่าขณะนี้บ้านเมืองของเรา เกิดวิกฤติโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ทําให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ รวมถึง ผู้ประกอบการได้มีผลกระทบ ได้รับความเดือดร้อนทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาชนธุรกิจ ระบบอิมพอร์ต (Import) เอกซ์พอร์ต (Export) การขนส่งสินค้า พี่น้องเกษตรกร พี่น้องเกษตรกรรมทุกสาขาอาชีพ รวมถึงเพื่อนข้าราชการ นักศึกษา นักเรียน ล้วนได้รับ ผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า จึงเป็นเหตุให้ผมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย อยู่นิ่งไม่ได้ จริง ๆ เรื่องนี้ผมเคยเสนอสอบถามรัฐบาลโดยการยื่นกระทู้ถามด้วยวาจาไปเมื่อช่วง หลังจากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาไม่นาน นอกจากนี้ยังมีการยื่นกระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๐๘๗ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาพลังงานแบบยั่งยืน โดยในครั้งนั้นท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้มอบให้ท่านสนธิรัตน์ ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้นมาตอบกระทู้ ท่านประธานคงจําได้ ท่านก็เป็นประธานอยู่ในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะของกระผม ท่านคงทราบดีว่าวันนี้ปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมีอยู่จํานวนมาก ตามที่เพื่อนสมาชิกได้มีความรู้สึก เช่นเดียวกับผม ได้ยื่นญัตติไปก่อนหน้า แล้วก็ในการอภิปรายวันนี้ต้องเรียนว่าโดยเฉพาะ แหล่งน้ํามันดิบ วันนี้ในประเทศไทยมีอยู่มากผมจะขอสรุป ไม่ว่าจะเป็นอําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เฉลี่ยวันละ ๑,๔๐๐ บาร์เรล อําเภอน้ําพอง จังหวัดขอนแก่น พบก๊าซ ๔ หลุมเจาะเฉพาะ ๗๐ ล้านบาร์เรลต่อวัน จังหวัดกาฬสินธุ์ ก๊าซธรรมชาติ ๑๐ ลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน อําเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี ก๊าซธรรมชาติ ๔ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีก๊าซหุงต้ม รวมถึงแอลพีจี (LPG) วันละ ๒๐๐ กว่าตัน จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงพื้นที่อ่าวไทยเราจะเห็นได้ว่ามีน้ํามันดิบ มีก๊าซ นับว่าเป็นพลังงาน เป็นวัตถุดิบซึ่งวันหนึ่งมีไม่ต่ํากว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน เพราะฉะนั้นก่อนสถานการณ์ โควิด (COVID) ก็จะเห็นได้ว่าประเทศไทยใช้น้ํามัน ใช้พลังงานรวมกันวันหนึ่งประมาณ ๒.๕ ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นแสดงให้เห็นได้ว่าวันนี้เรามีวัตถุดิบอยู่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ความรู้สึกของพี่น้องประชาชนก็อาจจะรู้สึกว่าเรามีวัตถุดิบ เรามีน้ํามันดิบ มีก๊าซ แต่ทําไม พี่น้องประชาชนยังแบกภาระใช้น้ํามันแพง ใช้ก๊าซแพง เรื่องนี้ผมต้องฝากท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งผมดูจากการตั้ง ครม. ครั้งนี้ ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีทราบดีอยู่แล้ว จึงให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน ท่านสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ควบ ๒ ตําแหน่งเพื่อที่จะนั่งหัวโต๊ะ เรียกกระทรวงการคลัง กรมจัดเก็บทั้ง ๓ กรมมาคุยกัน เชิญกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น เราต้องพูดความจริงว่าวันนี้น้ํามันมันแพงเพราะภาษี น้ํามันนําเข้าวันนี้ ภาษีนําเข้า แวต (VAT) ๗ เปอร์เซ็นต์ ภาษีศุลกากรเป็นสิ่งที่รัฐมนตรีโดยรัฐบาลชุดนี้ ต้องดําเนินการ มิฉะนั้นแล้วเราจะแก้ปัญหาพลังงานไม่ได้เลย ผมจึงอยากจะเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่าท่านต้องใช้อํานาจ รองนายกรัฐมนตรีด้วย เชิญทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยเพื่อที่จะปรับแผน พีดีพี (PDP) ใหม่ทั้งหมด ผมขออนุญาตขึ้นชาร์ต (Chart) แบบเร็ว ๆ ว่าวันนี้ไม่ปรับคงจะ ไม่ไหวแล้ว สถานการณ์ทั้งโลกเป็นอยู่แบบนี้ วันนี้ประเทศไทยใช้พลังงานทั้งหมด ไฟฟ้าทั้งหมด ๓๐,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ ส่วนหนึ่งอยู่ที่จังหวัดราชบุรี ๕,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ วันนี้เราใช้พลังงานน้ํา เราซื้อน้ําจากประเทศลาวประเทศเพื่อนบ้าน เราใช้ก๊าซจากประเทศพม่า วัตถุดิบต่าง ๆ ที่เรามีอยู่วันนี้ เราไม่สามารถที่จะใช้ได้เลยผมต้องเรียนตรง ๆ ว่าวันนี้ ปตท. ต้องทําหน้าที่เป็นผู้จัดการบ่อซึ่งดูแลวัตถุดิบทั้งหมดที่ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่ว่าวันหนึ่ง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาร์เรล ต้องจัดการให้มีประสิทธิภาพทําน้ํามันดิบที่มีอยู่ในบ่อตามจังหวัด ที่ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่ให้เหมือนน้ํามันนําเข้าที่เราซื้อเข้ามา มิเช่นนั้นแล้ววันนี้พี่น้องประชาชน แบกภาระ รัฐบาลต้องกล้าครับ นอกจากนี้ผมมีทางเลือก ผมอยากนําเสนอท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีนะครับว่าในฐานะที่ท่านเคยเป็นรองผู้ว่าการอยู่ ปตท. ท่านเป็น คนคร่ําหวอดอยู่ในกระทรวงพลังงานมาพอสมควร ท่านตัดสินใจเถอะครับ วันนี้พลังงานไฟฟ้า แสงอาทิตย์ ซึ่งมีต้นทุนต่ํามากถึง ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านให้ กฟผ. ที่มีแหล่งน้ําอยู่แล้ว มีเขื่อนอยู่ทั้งหมด ๙ เขื่อน ๑๖ โครงการ รวมอยู่ประมาณ ๒,๗๐๐ กว่าเมกะวัตต์ ท่านตัดสินใจเลยครับ ท่านจะอีบิดดิง (e-Bidding) อย่างไร ท่านจะให้เอกชนเข้าไป ดําเนินการหรือร่วมกับรัฐอย่างไร ท่านประกาศให้ชัดเจน ผมคิดว่า ๒,๗๐๐ กว่าเมกะวัตต์ สามารถที่จะช่วยแบกภาระให้กับพี่น้องประชาชนได้ โดยเฉพาะในแผนที่กรมทดแทนพลังงาน ได้เสนอไว้ว่าพลังงานแสงอาทิตย์จะต้องมีประมาณ ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งโดยข้อเท็จจริง มันเป็นไปไม่ได้ ชีวมวล ๓,๓๐๐ กว่าเมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ ๕๔๖ เมกะวัตต์ และพลังงาน แสงอาทิตย์ ทุ่นลอยน้ํา ก็คือสิ่งที่ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่ในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีพลังงานลม แล้วก็ขยะอุตสาหกรรม ซึ่งขยะอุตสาหกรรม ผมต้องบอกตรง ๆ ว่ามันเป็นเรื่องที่ยากจริง ๆ วันนี้กระทรวงมหาดไทยอาจจะมีความตั้งใจ อย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าชุมชนที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล ผมก็เรียนว่าเป็นนโยบายที่ดี นอกจากนี้ผมก็ยังยืนยันว่าวันที่รัฐบาลได้แถลงนโยบาย พรรคภูมิใจไทยได้เสนอในข้อ ๕.๖.๓ ในเรื่องพลังงานหมุนเวียน ในเรื่องพลังงานชีวภาพ ชีวมวล พลังงานอ้อย ข้าวโพด มันสําปะหลัง ตรงนี้เป็นอะไรที่เราจะต้องทําอย่างจริงจังนะครับ มิเช่นนั้นแล้วผมเรียนว่าจะให้พี่น้องประชาชนแบกภาระโดยที่กระทรวงพลังงานหรือรัฐบาลเอง ไม่แก้ไข ก็เป็นเรื่องที่ผมเองในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรก็คงจะต้องทําในเรื่องนี้นะครับ เสนอเพื่อให้สภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทาง หรือถ้าไม่ตั้งจะส่งเรื่องนี้เข้าสู่ คณะกรรมาธิการสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ผมก็เรียนว่าจะเป็นประโยชน์กับการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนในยามที่เกิดโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ในวันนี้นะครับ เราขอเป็นส่วนหนึ่ง ที่จะช่วยกันแบ่งเบาภาระพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ🔗
ญัตติ ฉบับต่อไปที่เป็นเรื่องทํานองเดียวกันของท่านเกียรติ สิทธีอมร🔗
ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรม (นายเกียรติ สิทธีอมร เป็นผู้เสนอ)🔗
เชิญท่านเสนอครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้ยื่นญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรม เหตุผลที่ต้องทําอย่างนั้น ก็เพราะว่าท่านประธานทราบไหมครับในรอบ ๙ ปีที่ผ่านมาผมพูดเรื่องนี้ ๑๖ ครั้ง ทั้งแถลงข่าว ทั้งลงเฟซบุ๊ก (Facebook) ทั้งพูดในสภาผู้แทนราษฎรและในเวทีสัมมนาต่าง ๆ แต่ใน ๑๖ ครั้งใน ๙ ปี ผมไม่เคยได้รับคําตอบ ในการที่ผมปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ในสภาครั้งนี้ ผมได้พูดทั้งหมด ๔ ครั้งแล้ว ในวาระต่าง ๆ กัน แล้วก็ดีใจในประเด็นหนึ่ง วันแรกที่นโยบาย ของรัฐบาลเข้าสภา ไม่มีคําว่าเป็นธรรมอยู่ แต่ต่อมาพอมีการผลักดันก็มีการใส่ว่าโครงสร้าง พลังงานต้องมีความเป็นธรรม แล้วผมก็เลยติดตามดูว่ามันเป็นธรรมจริงไหม ก็มีคําถาม ผมพูดทั้งหมด ๔ ครั้งตั้งแต่มีสภารุ่นนี้มา ฉะนั้นโครงสร้างพลังงานเอง ต้องยอมรับว่า ณ วันนี้ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้งในส่วนของราคาน้ํามันดิบสําเร็จรูป ก๊าซหุงต้ม ก๊าซธรรมชาติ ทั้งที่ขายส่ง ขายปลีก จําหน่ายให้กับโรงไฟฟ้าและหน่วยงานต่าง ๆ ทําให้ ประชาชนต้องแบกรับราคาพลังงานอย่างไม่เป็นธรรม และกระทบต่อค่าครองชีพของ ประชาชนอย่างยิ่ง ผมจึงได้เสนอญัตติด่วนเข้ามาในวันที่ ๑๓ สิงหาคมที่ผ่านมา ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ในเรื่องโครงสร้างราคาพลังงาน ต้องคุยกันให้ได้ข้อยุติก่อนว่า นโยบายและหลักการในการบริหารจัดการคืออะไร แต่ละประเทศมีทรัพยากรไม่เท่ากัน และมีชนิดของทรัพยากรที่ไม่เหมือนกัน บางประเทศไม่มีเลย ต้องนําเข้าทั้งหมด ร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนั้นก็ต้องอิงราคาขายที่จะสามารถจัดซื้อได้ บางประเทศ เช่น ประเทศไทย มีบางส่วนอยู่ในประเทศ นําเข้าบางส่วน คําถามก็เลยมีว่าถ้าเป็นกรณีเช่นนี้เกลี่ยต้นทุน กันอย่างไร เพราะต้นทุนของที่มีอยู่ในประเทศย่อมไม่เท่ากับต้นทุนที่มีการนําเข้า บางประเทศก็มีทรัพยากรเพื่อใช้กับตัวเองโดยลําพัง เพราะฉะนั้นคําถามมีอยู่ว่าหลักที่เราใช้ ในการบริหารจัดการกํากับดูแลราคาพลังงานคืออะไร สําหรับประเทศที่มีทรัพยากรบางส่วน มีการนําเข้าบางส่วน เขาใช้ระบบที่เขาเรียกว่าคอสต์พลัส (Cost plus) คือเอาต้นทุน ที่มีทั้งหมดจากทุกแหล่งทั้งในประเทศและที่นําเข้ามาเกลี่ยและหาความยุติธรรมในเรื่องต้นทุน ก่อนที่จะไปบวกเรื่องภาษี ก่อนที่จะไปบวกเรื่องกําไรในขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการผลิต และจําหน่าย มีหลายคนรวมทั้งกระทรวงเอง หลายครั้งชอบพูดคําว่าต้องอิงราคาตลาด ผมก็ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ ท่านประธานคงทราบนะครับ ในโลกนี้ที่องค์การการค้าโลก เป็นคนกําหนดในเรื่องระเบียบทางการค้า แต่ท่านประธานทราบไหมครับ น้ํามัน ก๊าซธรรมชาติเป็นข้อยกเว้น ไม่ได้เป็นไปตามกติกาขององค์การการค้าโลก ได้รับการยกเว้น เพราะอะไร เพราะมีไม่กี่ประเทศที่มีทรัพยากรเหลือจนสามารถขายไปยังประเทศที่ไม่มี ทรัพยากรเลยหรือไม่มีทรัพยากรเพียงพอได้ ก็เป็นเหตุที่เขาได้รับการยกเว้น นี่คือเหตุที่ทําไม มีกลุ่มที่ชื่อโอเปก (OPEC) ขึ้นมา และกลุ่มโอเปก (OPEC) ทําอะไรครับ นั่งคุยกันครับ วันนี้ จะเพิ่มกําลังการผลิตดีไหม ราคาน้ํามันควรจะอยู่ที่เท่าไร ราคาก๊าซควรจะอยู่ที่เท่าไร ข้อยกเว้นครับ เพราะฉะนั้นราคาตลาดที่ชอบอ้างอิงกัน ส่วนใหญ่จะเป็นราคาตลาดที่อยู่ ในระดับสูงและไม่ได้คํานึงถึงต้นทุนที่เราจัดหาได้ภายในประเทศของเราเองและมีการจัดการ ในเรื่องโครงสร้างของพลังงานอย่างไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นราคาพลังงานในประเทศไทย ถามว่าวันนี้มันแพงเพราะภาษีหรือเปล่า ผมเรียนท่านประธานนะครับ ภาษีเป็นเพียง ส่วนเดียวครับ แต่ไม่ได้แพงเพราะภาษีมันอยู่ที่การบริหารจัดการ ฉะนั้นการที่จะบริหารจัดการ ระบบคอสต์พลัส (Cost plus) หรือเอาต้นทุนมาเกลี่ย คําถามมีอยู่ว่าทําไมจนถึงวันนี้เรายัง ไม่เคยเปิดเผยต้นทุนของพลังงานที่เรามีในประเทศเลย ก๊าซปากหลุมเท่าไรครับ ไม่มีการเปิดเผยนะครับ ก๊าซธรรมชาติที่เรามีในอ่าวไทย ในแหล่งต่าง ๆ แน่นอนครับที่เปิดเผยก็คือราคาที่เราซื้อจากต่างประเทศ แต่ราคาของที่เรามีเองไม่เปิดเผย ถือเป็นความลับ แต่เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังในแต่ละรายการ เพราะฉะนั้นคําถามผมมีอยู่ว่า หลักการที่ใช้ในการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ต้นทุนที่เป็นธรรมกับประชาชนคนไทยทุกคน คืออะไร ผมอยากเริ่มต้นที่น้ํามัน ขออนุญาตขึ้นชาร์ต (Chart) เลยนะครับ🔗
ชาร์ต (Chart) ทุกตัวที่ผมนํามาแสดง ในวันนี้เป็นข้อมูลของกระทรวงทั้งสิ้นผมไม่ได้จัดทําขึ้นเอง น้ํามันสําเร็จรูปปัจจุบันก็มีทั้ง ดีเซล ๕๑ เปอร์เซ็นต์ เบนซิน ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ในโรงกลั่นเวลากลั่นน้ํามันดิบออกมามันได้ แอลพีจี (LPG) มาด้วย ได้น้ํามันเตามาด้วย และได้น้ํามันเครื่องบินมาด้วย ผมชี้ว่าทั้งหมด ๑๒๙ ล้านลิตรต่อวัน ถ้าบริหารจัดการไม่ดีทุก ๑ บาทที่มันแพงขึ้นโดยไม่ควรจะเป็น มันมีคนได้ประโยชน์ปีละ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทุก ๑ บาท แล้วเดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็นว่าตอนนี้ มันแพงไปสักกี่บาท เห็นไหมครับ อันนี้คือโครงสร้างของการใช้น้ํามันสําเร็จรูปในประเทศไทย ราคาเบนซินกับดีเซลในประเทศไทยสูงและไม่สัมพันธ์กับราคาน้ํามันดิบและอัตราแลกเปลี่ยน ผมเอาตัวอย่างมาให้ท่านประธานเห็นในวันที่ราคาน้ํามันดิบอยู่ที่ ๒๗ เหรียญสหรัฐ ๔๐ เหรียญสหรัฐ เอาละตัวเดียวเท่ากับปัจจุบันในวันนี้ ๔๓ เหรียญสหรัฐ ปี ๒๕๖๓ นะครับ ปีที่ใกล้เคียงคือปี ๒๕๔๘ แต่ในขณะเดียวกันปี ๒๕๔๘ อัตราแลกเปลี่ยนมันแย่ลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ถ้าเอาตัวเลขปี ๒๕๔๘ มาคํานวณเราก็ควรจะได้ราคาน้ํามัน ของปี ๒๕๔๘ ที่ถูกลงไปอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๔๘ ราคาค้าปลีกน้ํามันเบนซินอยู่ที่ ๑๙ บาทเท่านั้น วันนี้อยู่ที่ ๒๙ บาท น้ํามันดีเซลอยู่ที่ ๑๔.๕๙ บาท ทั้ง ๆ ที่อัตราแลกเปลี่ยน แย่ลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ วันนี้เราอยู่ที่ ๒๒ บาท คําถามคือทําไม ส่วนหนึ่งเป็นภาษีที่อาจจะ ปรับปรุงเพิ่มมากขึ้น แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ใช่ แล้วผมจะชี้ต่อไปเลยว่าที่ผมบอกว่ามันไม่สัมพันธ์ กับราคาน้ํามันดิบและอัตราแลกเปลี่ยนเพราะอะไร จุดแรกที่ท่านประธานต้องไปดู ดูที่กําไร โรงกลั่น ทําไมเราเปรียบเทียบกําไรโรงกลั่น นี่คือเทคโนโลยีล้วน ๆ เอาน้ํามันดิบเข้าไปในโรงกลั่น กลั่นออกมาเป็นน้ํามันเกรด (Grade) ต่าง ๆ ต้นทุนการกลั่นของโรงงานที่ดีที่สุดในโลก ย่อมใกล้เคียงกันถูกไหมครับ เทคโนโลยีเดียวกัน แล้วทําไมเราเอาของประเทศสิงคโปร์ มาเป็นมาตรฐานอ้างอิงเพื่อดูประสิทธิภาพโรงกลั่นเท่านั้นเอง ไม่ได้เอาราคาขายปลีก ประเทศสิงคโปร์มาเทียบ ท่านประธานลองดูสิว่าทําไมกําไรโรงกลั่นของประเทศไทย ถึงสูงกว่าประเทศสิงคโปร์ต่อเนื่องเลยนะครับ ทุกปีเลย ๘๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๑๓๘ เปอร์เซ็นต์บ้าง วันนี้ ๓๑๖ เปอร์เซ็นต์ นี่ผิดปกติครับ แล้วผมตั้งคําถามนี้ ๒-๓ รอบแล้ว ท่านประธาน คงทราบดี ผมไม่เคยได้ยินใครชี้แจงเลยครับ เพราะท่านประธานทราบไหมว่าถ้าสิ่งที่ผม เอาขึ้นมาชี้แจงในสภาแห่งนี้ถ้าไม่ตรงความจริงผมโดนยําตายแล้วครับ ทุกวันนี้ไม่มีใคร เคยตอบผมเลย เพราะฉะนั้นสมมุติฐานของผมก็คือว่าไม่มีใครสามารถที่จะเถียงข้อมูลนี้ได้ คําถามมีอยู่ว่าเราบริหารจัดการอย่างไรที่ให้โรงกลั่นสามารถมีกําไรมากกว่าที่ควรจะเป็นได้ถึง ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ ณ วันนี้ นั่นคือต้นทุนที่ ๑ ที่ถูกบิดเบือนไป แล้วท่านประธานเห็นไหมครับ เวลาเราประกาศขึ้นหรือลงราคาน้ํามันที่ปั๊ม ถ้าท่านประธานติดตามดูเหมือนที่ผมติดตาม วันที่น้ํามันโลกขึ้นเราลง วันที่น้ํามันโลกลงเราขึ้น ประชาชนงงหมดเลย ไม่รู้จะเข้าใจ ได้อย่างไรว่าบรรทัดฐานหรือวิธีการในการกํากับดูแลของประเทศไทยเป็นอย่างไร ทั้ง ๆ ที่เรามีกองทุนน้ํามันนะครับ กองทุนน้ํามันมีไว้ใช้เพื่ออะไรครับท่านประธาน วันที่ โลกมันขึ้นเราก็ต้องบอกว่าประเทศควรจะขึ้นช้า ๆ วันที่โลกมันลงเราก็บอกลงช้า ๆ ไม่ให้มัน ผันผวนถูกไหมครับ แต่ทําไมท่านประธานช่วยอธิบายผมนิดหนึ่ง ซึ่งอันนี้ผมตั้งคําถามไปที่ กระทรวงและผู้กํากับด้วยนะครับ เขาไม่เคยตอบผมว่าทําไมวันที่โลกมันขึ้นเราลง แล้ววันที่โลกลงเราขึ้น ฉะนั้นวิธีการบริหารไม่เคยมีความชัดเจนกับประชาชนเลยนะครับ แล้วค่าการตลาดครับ อีกส่วนหนึ่งที่ผิดปกติอย่างยิ่งครับ อันนี้เป็นตัวเลขของค่าการตลาด ในปี ๒๕๔๘ ผมเทียบปี ๒๕๔๘ กับปี ๒๕๖๓ ให้เห็นนะครับ ยกขึ้นมาให้เห็นเลยนะครับ นี่คือค่าการตลาดสินค้าตัวเดียวกัน ในปี ๒๕๔๘ กําไรอยู่ประมาณ ๘๐ สตางค์ ถึง ๑.๕๐ บาท ต่อลิตร ปีนี้ครับ ๒.๓๐ บาท ถึง ๓.๖๕ บาท ค่าแรงคนไม่ได้เพิ่มขึ้นเยอะขนาดนั้น แล้วค่าแรงคนมิได้มีส่วนของต้นทุนสูงขนาดนั้น ที่จะบอกว่าในสิบกว่าปีค่าแรงคนมันเพิ่มขึ้นมาก ในธุรกิจน้ํามัน ไม่ใช่ครับท่านประธาน คํานวณได้ครับ ค่าแรงคนมีส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับ ราคาขายของน้ํามัน เพราะฉะนั้นทําไมครับ เมื่อสักครู่ผู้อภิปรายท่านหนึ่งท่านบอกว่ามีการวิจัย เคยพูดว่ามันอยู่ประมาณ ๑.๗๐-๒ บาท วันนี้ครับท่านประธาน ๒.๓๐-๓.๖๕ บาท อธิบายผมทีเถอะครับใครได้ประโยชน์ครับ ทําไมประชาชนต้องเสียหายถึงขนาดนี้ ถ้ามันไป ๓ บาทกว่า ทุก ๑ บาทครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ผมพูดไว้แล้วนะครับ ทุก ๑ บาทคือ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กําไรไปอยู่ในกระเป๋าใครก็ไม่รู้ วันนี้ถ้าอยู่ที่ ๒ บาทก็เกือบแสนล้านบาท ไปอยู่ในกระเป๋าใครก็ไม่ทราบ อันนี้คือในส่วนของราคาน้ํามัน ก๊าซหุงต้มครับ นี่คือภาพของ ก๊าซหุงต้มในช่วงปี ๒๕๕๑ จนถึงปี ๒๕๕๕ ที่ผมอยากจะเน้นให้เห็นก็คือว่าครัวเรือนเดิมอยู่ที่ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นภาคปิโตรเคมี ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นขนส่ง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ที่มามาจาก ไหนบ้าง นําเข้า ๒๔ เปอร์เซ็นต์มาจากโรงแยกแก๊ส ๕๐ เปอร์เซ็นต์ โรงกลั่น ๒๗ เปอร์เซ็นต์ วันนี้เป็นอย่างไรครับ หันมาดูภาพวันนี้ ครัวเรือนลดลงอยู่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ปิโตรเคมี ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ ท่านประธานคงทราบ แล้วผมเคยพูดไปแล้วในสภา แห่งนี้ว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีวันนี้ซื้อก๊าซแอลพีจี (LPG) ในสัดส่วนที่สูงมาก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าครัวเรือนคือประชาชนทั้งประเทศใช้ยังไม่เท่าปิโตรเคมี และปิโตรเคมี ทําไมซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าประชาชน เขาอ้างว่าเป็นสัญญาระยะยาว ควรจะสังคายนาไหมครับ ทําไมประชาชนต้องแบกรับปิโตรเคมี ทั้ง ๆ ที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีผลผลิตของ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขายในราคาที่อ้างอิงราคาน้ํามันในตลาด แต่ภาคครัวเรือนไม่รู้จะ อ้างอิงกับใคร ตอนนี้ที่ต้องนําเข้า เราเคยนําเข้าเยอะนะครับ แต่วันนี้เรานําเข้าน้อย เพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี เราเคยนําเข้าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง และนําเข้าในราคาที่แพง คําถามมีอยู่ว่าท่านไปเกลี่ยต้นทุนกันอย่างไร ไม่มีใครเคยอธิบายให้ทราบเลยครับ แม้กระทั่ง คณะกรรมการกํากับดูแลกิจการพลังงาน กระทรวงพลังงานไม่เคยอธิบายครับ บอกว่า เป็นราคาตลาด แต่มันเกลี่ยครับ ต้นทุนส่วนหนึ่งเรามีผลิตในประเทศ ทรัพยากรในประเทศ ต้นทุนต่ํากว่า เกลี่ยส่วนที่นําเข้ามาใช้ในประเทศที่ต้นทุนสูงกว่า เกลี่ยกันอย่างไร ให้ประโยชน์กับประชาชนอย่างไร และทําไมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีถึงซื้อในราคาที่ถูกกว่า ประชาชน ต้องอธิบายให้ได้ ก๊าซธรรมชาติครับ ขออนุญาตท่านประธานอีกสักไม่กี่นาทีนะครับ ก๊าซธรรมชาติ วันนี้โครงสร้างพลังงานของประเทศไทยเราพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิต กระแสไฟฟ้า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก๊าซทั้งหมด ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นําเข้า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของความต้องการทั้งหมด เราเอาก๊าซธรรมชาติที่นําเข้ามาไปผลิตกระแสไฟฟ้า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ ราคาขายก๊าซผมเคยพูดแล้วขอพูดอีกเพราะยังไม่มีการแก้ไข ส่วนที่ดีและถูกขายปิโตรเคมี ส่วนที่สูงขึ้นมาไปเกลี่ยราคาที่สูงขึ้นขายให้โรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนใช้ มันเข้าท่า หรือเปล่าครับท่านประธาน ถ้าเรานึกถึงประชาชนจริง ๆ ปิโตรเคมีไม่จําเป็นจะต้องใช้ราคาที่ถูก มันขึ้นอยู่กับวิธีเกลี่ย ไม่ต้องพูดถึงระยะทางของการส่งก๊าซ ส่งก๊าซไม่ใช่เป็นประเด็น ประเด็นคือการเกลี่ยต้นทุนของราคาก๊าซที่นําไปใช้เป็นต้นทุนในการผลิต เพราะฉะนั้น ส่วนที่แพงตอนนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเอาไปใช้ผลิต อุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมเอาไปใช้ ครัวเรือนเอาไปใช้ ขนส่งเอาไปใช้ แต่ของที่เป็นก๊าซที่ราคาถูกและดี ปิโตรเคมีเสียส่วนใหญ่ วิธีอย่างนี้มันไม่เป็นธรรม กองทุนน้ํามันที่มีการอุดหนุนการนําเข้าก๊าซ ท่านประธาน ทราบไหมว่าต้นทุนของการอุดหนุนไม่เท่ากันครับ ภาคอุตสาหกรรมอุดหนุนประมาณ ๑๒ บาท ขนส่งประมาณ ๔ บาท ครัวเรือน ๑.๔๓ บาท ปิโตรเคมีใช้มากที่สุดอุดหนุน บาทเดียวครับ ที่เหลือเงินอุดหนุนที่จ่ายเป็นภาระของคนซื้อนะครับ แพงกว่าปิโตรเคมี ทั้งสิ้น ค่าผ่านท่อก็มีคนวิจารณ์เยอะแยะผมไม่ลงในรายละเอียด ผมเคยถามเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายนปีที่แล้ว มันมีวาระของสภาของคณะกรรมการกํากับดูแลกิจการพลังงาน ผมเคยถาม ในสภาแห่งนี้ถามว่าคณะกรรมการกํากับทราบไหมว่าต้นทุนก๊าซของหลุมในอ่าวไทยราคาเท่าไร กรรมการบอกไม่ทราบ บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ แล้วผมก็พูดต่อไปบอกว่าแล้วท่านไม่ทราบต้นทุน ท่านจะกํากับด้วยวิธีไหน เพราะปกติระบบคอสต์พลัส (Cost plus) ท่านต้องเฉลี่ยต้นทุน ของที่หาได้จากต่างประเทศและจากในประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าตอบไม่ได้อะไรคือ หลักประกันว่าประชาชนจะมั่นใจว่าราคาก๊าซ ราคาพลังงานที่เราบริโภคจะถูกที่สุดและเป็น ประโยชน์สูงสุดกับประเทศ พลังงานไฟฟ้ามีบางท่านพูดไปแล้วผมจะไม่พูดซ้ํา ผมอยากจะสรุป อย่างนี้ครับ ความเป็นธรรมมันต้องเกิดขึ้น เมื่อพลังงานแพง ขนส่งแพง ไฟฟ้าแพง ของแพง ประชาชนเดือดร้อน เดือดร้อนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นหลักแม้กระทั่งเป็นนโยบายของ รัฐบาลเองมันต้องมีการอธิบายให้ชัดเจนว่าหลักที่ใช้ในการบริหารจัดการที่ให้เกิดความเป็นธรรม คืออะไร วิธีง่าย ๆ หลายประเทศเขาทําอย่างนี้ครับ เปิดเผยต้นทุน เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ผมเรียนท่านประธานครับ มีงานวิจัยของสถาบันจุฬาลงกรณ์ เคยเข้าไปดูว่าราคาก๊าซปากหลุม อยู่ที่เท่าไร ที่คณะกรรมการบอกว่าไม่ทราบ ท่านประธานทราบไหมอยู่ที่เท่าไร อยู่ที่ ๓ บาท แล้วทําไมขายที่ปั๊มวันนี้ ๑๓ บาท ต้องอธิบายให้ได้ครับ บางสัญญาสัมปทาน ที่ปากหลุมอยู่ที่ ๑.๕๐ บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้นเองครับ วันนี้ ๑๐ กว่าบาท เป็นภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบของกระทรวงต้องอธิบาย ตอนนี้ผู้บริโภครับภาระแทนในขณะที่ ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ประโยชน์เป็นหลักหมื่นล้านบาท เป็นหลักแสนล้านบาท อันนี้ ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง อย่างที่ผมเรียนท่านประธานนะครับ ผมพูดมาแล้วใน ๙ ปี ๑๖ ครั้ง ผมไม่เคยได้รับคําตอบ ผมก็เลยต้องยื่นญัตติขอให้ตั้งกรรมาธิการมาช่วยกันพิจารณา ส่วนนโยบายทางเลือกวันนี้ยังไม่ชัดครับ หลายท่านบางท่านได้พูดไปแล้วว่านโยบายทางเลือก ของเราคืออะไร ทั้งลม น้ํา แสงอาทิตย์ ชีวมวล ชีวภาพ ขยะ เอาอย่างไรครับ มีช่องทาง เยอะแยะที่จะทําได้โดยไม่ต้องเป็นภาระกับประชาชน นี่คือเหตุผลที่ผมได้ยื่นญัตติเข้ามา เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ แต่ถ้าเกิดบอกว่าสภาแห่งนี้มีความเห็นว่าส่งเรื่องให้ คณะกรรมาธิการสามัญที่มีอยู่แล้วผมไม่ขัดข้อง แต่ขอให้มีการกลับมารายงานกับสภาแห่งนี้ โดยเร็วที่สุด ต้องมีการศึกษาชัดเจนให้ชัดเจนให้เกิดความโปร่งใส ต้นทุนทั้งหมดต้องเอามาอธิบายให้สภาแห่งนี้รับทราบ และชี้แจงให้ประชาชนรับทราบว่า ราคาพลังงานที่เป็นธรรมคืออะไร และหลักการที่รัฐบาลใช้ในการบริหารจัดการให้เกิด ความเป็นธรรมนั้นใช้หลักคิดอะไรบ้าง ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป ฉบับสุดท้ายของหมอจาตุรงค์🔗
ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุนน้ํามันอย่างเป็นระบบ (นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ เป็นผู้เสนอ)🔗
เชิญเสนอครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ผมและคณะเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จํานวนมากทีเดียว ที่มีความตั้งใจและร่วมกันขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุนน้ํามันอย่างเป็นระบบ ผมขออนุญาตทําตามท่านประธานแนะนําอ่านญัตติซึ่งไม่ยาวมากนะครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยปัจจุบันประเทศไทยมีราคาขายปลีกน้ํามันราคาสูง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศมาเลเซีย และประเทศเมียนมา ทั้งที่ประเทศไทยมีแหล่งขุดเจาะน้ํามันหลายแห่ง ทั้งบนบกและในอ่าวไทย ปัจจัยหนึ่ง เกิดจากปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงที่ไม่มีความเหมาะสม โดยน้ํามัน ๑ ลิตร มีโครงสร้างราคาน้ํามัน ๗ ประการ คือราคาหน้าโรงกลั่น ภาษีเทศบาล ภาษีสรรพสามิต กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง กองทุนลดพลังงาน ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าการตลาด จะเห็นได้ว่ารัฐต้องจ่ายให้กับส่วนแบ่งเหล่านี้เป็นจํานวนมาก ประชาชน จึงจ่ายค่าน้ํามันสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นจําเป็นที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และกองทุนน้ํามันอย่างเป็นระบบ ให้สอดคล้องและเพียงพอกับความต้องการของประชาชน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและประเทศไทยโดยรวม ตลอดจนเพื่อบรรเทา ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การขนส่งและราคาสินค้า🔗
ดังนั้น จึงขอเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุนน้ํามันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ราคาพลังงานในประเทศไทยมีความเหมาะสมตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และ ข้อ ๕๐ ส่วนเหตุผลรายละเอียดจะขอชี้แจง ในที่ประชุมสภา ท่านประธานครับ ผมอยู่ต่างจังหวัด พี่น้องต่างจังหวัดในช่วงที่โควิด-๑๙ (COVID-19) ระบาดอย่างรุนแรง พี่น้องเขาถามผมว่าราคาน้ํามันตลาดโลก ณ วันนั้น ประมาณช่วงเดือนเมษายน ราคาน้ํามันโรงกลั่น น้ํามันดิบ ๑๔ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาปัจจุบันวันนี้ ๔๔ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ทําไมราคาน้ํามันดิบต่ํามาก ๆ แต่ราคาขาย ทําไมต่ํานิดเดียว ผมก็มาดูครับ ราคาน้ํามันเบนซิน ณ วันที่ ๑ เมษายน น้ํามันเบนซิน โรงกลั่น ๕.๓๒ บาท ขาย ๒๕.๖๖ บาท น้ํามันดีเซลโรงกลั่น ๙.๕๗ บาท ขาย ๒๐.๔๙ บาท แต่พอมาวันนี้น้ํามันเบนซินเพิ่มจาก ๑๔ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น ๔๔ ราคา ๑๐.๑๔ บาท แต่ขายวันนี้ ๒๙.๓๖ บาท น้ํามันดีเซลราคา ๑๐ บาท ขาย ๒๑.๙๙ บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคน บอกน้ํามันราคาลงมาก ราคาควรจะเหลือไม่ถึง ๒๐ บาท เหลือสัก ๑๐ บาท นี่น้ํามันเพิ่ม ๔๐ ราคาก็ควรจะไม่มาก แต่ไฉนจึงทําให้เราต้องใช้น้ํามันแพง พี่น้องประชาชนเขาไม่มีโอกาส ที่จะมาต่อสู้ดิ้นรน เขาก็มีแต่เรียกร้องบอกผ่านมายังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าช่วยไปแก้ไข ไปบริหารจัดการให้น้ํามันสําหรับเขาได้ใช้ถูกลง ถ้าถูกลงผลเยอะมากในการที่เป็นประโยชน์ เช่น ราคาสินค้าขนส่งและเขาต้องใช้น้ํามันทั้งดีเซลที่เป็นประโยชน์ในเรือกสวนไร่นา แต่เขากลับต้องถูกกระทําด้วยราคาน้ํามันที่แพงทั้งที่แทบจะไม่มีเงินเหลืออยู่แล้ว เป็นหนี้เป็นสิน ทีนี้กลับมาดูน้ํามันเทียบกันเขาก็บอกว่าทําไมประเทศมาเลเซียกับประเทศไทยอยู่ใกล้กันนิดเดียว แต่ราคาน้ํามันห่างกัน ๑๐ บาท ผมขออนุญาตยกตัวอย่างน้ํามันดีเซลของประเทศไทย ณ วันที่ ๑๘ ตุลาคม ราคา ๒๕.๖๙ บาท น้ํามันดีเซลของประเทศมาเลเซียราคา ๑๕.๗๕ บาท ราคาต่างกันเกือบ ๑๐ บาท ๙ บาทกว่า ก็ปรากฏว่ามีคนเฉลยมาว่าเพราะประเทศมาเลเซีย เก็บเรื่องภาษีน้ํามันมีแค่ ๒ ส่วน ของเรา ๔ ส่วน ส่วนของประเทศมาเลเซียก็คือน้ํามันดิบ น้ํามันหน้าโรงกลั่น น้ํามันที่ใช้จริงบวกกับค่าการตลาด ๒ ตัวเท่านั้น แต่ของประเทศไทยนั้น ปาเข้าไปภาษี ๓ ตัว ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เก็บกองทุนอีกครับ กองทุนพลังงานอีก ๒ ๕ ตัว ของเขามีตัวเดียวจึงต่างกันเกือบ ๑๐ บาท ทําให้ไม่แปลกเลย ผมเป็นคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรมจึงไม่แปลกเลยว่า ในเมื่อภาคใต้ราคามันต่างกัน เขาก็เอาราคาน้ํามันมาขายทําให้เกิดน้ํามันเถื่อน ทําให้เกิด ปัญหา แล้วทําไมเราถึงต้องสิ้นเปลืองงบประมาณไปปราบปราม ไปป้องกันดูแลน้ํามันเถื่อน ที่เข้ามาราคาต่างกัน แกป (Gap) ต่างกันตั้ง ๘-๙ บาท ทําไมเราต้องไปทํา ทําไมเราไม่ปรับ โครงสร้างราคาน้ํามันให้เป็นธรรม ให้กับคนไทยทั้งประเทศได้ชื่นใจหน่อย ถ้าน้ํามันเหลือสัก ๑๐ บาทต้น ๆ เหมือนกับประเทศมาเลเซีย ประเทศพม่าจะแพงกว่าประเทศมาเลเซีย นิดหน่อย แต่ก็ถูกกว่าเราถ้าเปรียบเทียบ ของประเทศพม่าเขาประมาณ ๑๙ บาทดีเซล ของประเทศมาเลเซียประมาณ ๑๕ บาท ของประเทศไทย ๒๕ บาท ถ้าเราเปรียบเทียบ ตรงนี้ได้ นี่คือความอัดอั้นตันใจของผู้ซึ่งไม่มีโอกาส ประชาชน ๖๙ ล้านคน ใช้น้ํามันวันหนึ่ง ๑.๔ ล้านบาร์เรล นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่ผมจะนําเรียนท่านประธาน ประเด็นที่ ๒ ก็มีคนสงสัยว่า เรามีแหล่งขุดเจาะน้ํามันเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะในอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ซึ่งมีการ ทับถมของซาก เป็นแพลงก์ตอน (Plankton) หลายล้านปีทําให้มีแหล่งน้ํามันเยอะมาก บนบกก็มีส่วนหนึ่งแต่การทับถมมันไม่พอ เราขุดเจาะจากแหล่งทั้งหมดวันหนึ่งจะได้สักเท่าไร และเรานําเข้าเท่าไร ตัวเลขตรงนี้ต้นทุนเท่าไร อย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ช่วยกัน ร่วมเสนอญัตติทั้งหมดที่พูดถึง แหล่งจัสมิน แหล่งบานเย็น วันหนึ่งได้ ๑๒,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน แหล่งบัวหลวง ๗,๔๐๐ บาร์เรลต่อวัน แหล่งสงขลา ๑๗,๕๐๐ บาร์เรลต่อวัน แหล่งเอราวัณ ซึ่งใหญ่มาก รวมตั้งแต่บรรพต ปลาทอง สตูลแหล่งไพลิน ๓๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน และแถมยังมีก๊าซธรรมชาติอีก ๕๓,๘๐๐ บาร์เรลต่อวัน และแหล่งที่ ๕ แหล่งทานตะวันอีก ๒๕,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน เบ็ดเสร็จรวมตัวเลขแล้ว ๙๑,๙๐๐ บาร์เรลต่อวัน น้ํามันดิบที่เห็น ที่แจ้งชัดมีขนาดนี้ แต่เวลาเราไปเทียบราคาน้ํามันดิบจากประเทศสิงคโปร์ซึ่งอ้างว่าเรามี ค่าขนส่งมาเยอะ แต่ราคาน้ํามันดิบในทุนของเราก็มีอยู่แล้วทําไมไม่คิดด้วย เพราะฉะนั้นการที่ โครงสร้างราคาน้ํามันมันเปลี่ยนแปลง มันไม่เป็นธรรม มันจากหลายสาเหตุอย่างที่ผมอภิปราย ครั้งแรกคือเรื่องของภาษีก็เป็นส่วนหนึ่ง เรื่องการบริหารจัดการ เรื่องของการดูแลว่าการขุดเจาะ เราได้มามากน้อยแจ้งให้ประชาชน ยุคนี้เป็นยุคข่าวสาร อย่างเมื่อสักครู่ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงการได้ขุดเจาะน้ํามันที่จังหวัดสุพรรณบุรี แล้วขายไปได้ตั้ง ๔,๐๐๐ ล้านบาท ได้เงินมาให้กับหน่วยของพื้นที่ที่ต้องดูแลสภาพเขาเสียไป มันนิดเดียว เพราะฉะนั้นต้องปรับปรุงตรงนี้ ผมยังกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้เราจะดําเนินงานโครงการหรือนโยบายพลังงาน ของประเทศไทยอย่างไร เราอยากอยู่แบบนี้หรือเปล่าครับ ต้องเก็บเงินมา เก็บภาษี กองทุนน้ํามัน เก็บต่าง ๆ เยอะไปหมดรวมแล้วเป็น ๑๐ บาท แล้วก็มาแบ่งซับซิไดซ์ (Subsidize) แต่ละที่ ชดเชยกันอย่างไร เป็นอย่างนี้ไปตลอดทั้งปีหรือตลอดไปหรือ ประเทศไทยเราไม่มีนโยบายที่ดีกว่านี้หรือ เราจะไม่ทําว่าอันไหนที่ไม่เป็นประโยชน์ เราก็ไม่ต้องเก็บ นี่คือไม่ต้องมาคิด ๒. นโยบายที่เรามาใช้พลังงานโดยใช้เอทานอล (Ethanol) กับมันสําปะหลังเข้ามาทดแทน ไม่ว่าจะเป็นแก๊สโซฮอล์ ๙๕ (Gasohol95) อี ๑๐ (E10) อี ๒๐ (E20) อี ๘๕ (E85) และดีเซล บี ๗ (B7) บี ๑๐ (B10) บี ๒๐ (B20) ก็รู้ ๆ อยู่แล้วว่าถ้าเราเอา พลังงานพวกนี้ที่เราทําสินค้าเกษตรเราก็หวงแหนเพราะเราเป็นครัวของโลกต้องมาชดเชย มาทําพลังงานแล้วราคาก็แพงกว่าน้ํามันทั่วไป รัฐบาลก็ต้องซับซิไดซ์ (Subsidize) เงินเข้าไปอีก จํานวนมาก เราจะถมกันขนาดนี้แล้วเมื่อไรจะเต็ม จะเป็นอย่างนี้ไปอย่างไร เพราะฉะนั้น ต้องแก้ที่ต้นเหตุเลยนะครับ คือราคาสินค้าเกษตรเราต้องให้เขาอยู่ได้โดยที่มีราคาที่ขายได้ สูงกว่ามาทําน้ํามัน แล้วพี่น้องประชาชนเขามีพลังที่ทําเกษตรแล้วภูมิใจ ไม่ต้องเอาน้ํามันมาใช้ ไม่ต้องเอาสินค้าเกษตร เอทานอล (Ethanol) หรือแอลกอฮอล์ หรือมันสําปะหลังมาเป็น น้ํามันทําเป็นเสริม🔗
ประเด็นถัดมาก็คือเรื่องการใช้พลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน ผมต้อง เรียนว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องจริงจังกับการลดการใช้น้ํามัน เราสตาร์ต (Start) รถครั้งหนึ่ง ก๊าซที่ออกมา ก๊าชที่เป็นพิษมากที่สุดก็คือไนตรัสออกไซด์ (Nitrous oxide) กับซัลเฟอร์ (Sulfur) ซึ่งเป็นพิษทางสิ่งแวดล้อมซึ่งสะสม เป็นพิษทั้งคนที่อยู่ รวมทั้งสภาพแวดล้อม แล้วก็จะสั่งสมไปเรื่อย ๆ ทั้งโลกร้อนทั้งอะไร เป็นการเผาไหม้ ถ้าเผาไหม้แบบน้ํามัน ไม่สมบูรณ์ก็มีก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เข้ามาอีก สุขภาพร่างกาย ผมเป็นแพทย์ก็อดห่วงไม่ได้ ยิ่งรถติด ๆ เพราะฉะนั้นนโยบายที่เราอยากเห็นก็คือลดการใช้น้ํามันโดยใช้พลังงานทางเลือก ทุกรูปแบบ ทุกวิถีทาง เรื่องของการใช้รถไฟฟ้า ทุกคนก็พอรู้ว่ามีรถไฟฟ้ามาราคาไม่แพง แต่ไม่เห็นเป็นรูปธรรมสักที การที่จัดนโยบายว่าใครรณรงค์กันมาซื้อรถไฟฟ้าเราลดภาษีให้เขา เก็บภาษีให้น้อยที่สุด เมื่อใช้รถไฟฟ้าเยอะการบริโภคน้ํามัน การใช้น้ํามันน้อยลงมันก็จะเป็น การช่วยสิ่งแวดล้อมไปอีกทางหนึ่ง เรื่องของรถไฟฟ้าต้องมาแน่ ๆ แต่ทําไมถึงมาช้า มันติดอยู่ ตรงไหน มันมีเหตุผลกลใดตรงไหนที่ทําให้มาไม่ได้ เพราะมีปัญหาว่าถ้าเข้ามาแล้วมันจะ ขัดผลประโยชน์อย่างไรหรือไม่ พลังงานทางเลือกต่อไปก็คือพลังงานโซลาร์เซลล์ (Solar cell) โซลาร์รูฟ (Solar roof) ตอนนี้ไฟที่บ้านทุกคนเขาก็ไม่อยากเสียค่าไฟ เพราะว่า มีทั้งเอฟที (Ft) เขาซื้อไฟหลอดติดโซลาร์เซลล์ (Solar cell) หลอดหนึ่ง ๘๐๐ บาท ๙๐๐ บาท ๕๐๐ บาท ติดทั้งปีทั้งชาติ ไม่ต้องเปิดสวิทช์เลย ค่ําก็เปิด เช้ามาก็ปิด ธรรมชาติ ไม่ต้องเสียค่าไฟ เพราะฉะนั้นนี่คือยกตัวอย่างสั้น ๆ ยิ่งเป็นห้างสรรพสินค้า อย่างของ คุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ท่านก็พยายามจะใช้โซลาร์เซลล์ (Solar cell) ในการปูข้างบนทั้งหมด มันก็จะประหยัดในการผลตอบแทนคืนมา แล้วถ้าเป็นแหล่งอื่น ๆ ผมไปดูงานในฐานะที่เป็น กรรมาธิการเรื่องน้ํา ไปดูงานที่จังหวัดภาคใต้เขาบอกว่าเขาใช้น้ํามันในการสูบน้ําเพื่อไปเลี้ยง ที่เกาะต่าง ๆ ลําบากมาก ก็แนะนําว่าถ้าใช้โซลาร์เซลล์ (Solar cell) คลุมที่แหล่งน้ํานั้นแล้ว ใช้มาแทบจะไม่ต้องใช้น้ํามันเลย เพราะฉะนั้นก็เป็นทางเลือกแล้ว หรือจะใช้กังหันลม ลมมาเยอะเราใช้กังหันลมตัวหนึ่งผลิตได้เป็น ๑-๒ เมกะวัตต์ ตัวใหญ่ ๆ ลงทุนครั้งเดียว นี่คือพลังงานลม หรือจะเป็นพลังงานทางเลือกอื่น ๆ พลังงานสะอาดอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่าเราต้องมาพิจารณากันแล้วว่าประเทศไทยเราจะเดินกันอย่างนี้หรือครับ เราจะให้พลังงานเป็นแบบนี้ บิดเบี้ยวแบบนี้ แล้วคนที่ไม่มีปากมีเสียงก็ต้องทนรับเคราะห์รับกรรมใช้แต่ของแพง และเขาก็ไม่มีทางต่อสู้ ดิ้นรน กลับให้เราช่วยกันปรับโครงสร้างประเทศชาติใหม่ เพราะฉะนั้นวันนี้จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ พี่น้องประชาชนเห็นว่ารัฐบาลหรือสภาเราได้ร่วมกันเสนอญัตติตรงนี้ ผมดีใจที่ท่านประธาน ได้บรรจุญัตตินี้แล้วนําเข้ามาพิจารณา วันนี้เราจะได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาแก้ไขปัญหา ตรงนี้อย่างจริงจังเป็นทั้งระบบ ทําให้เป็นขวัญเป็นกําลังใจกับพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ ให้เขามีความสุข ใช้น้ํามันราคาถูก ส่งเสริมในเรื่องของพลังงานสะอาด ช่วยลดภาษี ช่วยให้เขาได้ลืมตาอ้าปากแล้วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ถ้าเกิดทาง คณะกรรมาธิการอาจจะไม่ได้ตั้งด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม จะส่งไปในกองทุน ส่งไปใน คณะกรรมาธิการการพลังงานก็ขอให้พวกเราได้ช่วยกันไปตามดู ผู้เสนอญัตติมีโอกาสเข้าไปดูด้วย เข้าไปเสนอแนะไปดูด้วยในส่วนคณะกรรมาธิการ ศึกษาเสร็จส่งมายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจะดู ผลการศึกษาเหมือนที่กรรมาธิการอื่น ๆ ทําให้เร็วที่สุด ให้เป็นประโยชน์สูงสุด แล้วรีบ ประกาศส่งไปรัฐบาลก็เป็นอีกทางหนึ่ง ท้ายที่สุดนี้ก็ต้องขอเป็นกําลังใจให้กับผู้ซึ่งจะมา ดําเนินการตรงนี้อย่างเป็นระบบในการแก้ไขปัญหาในเรื่องของพลังงานโครงสร้างน้ํามัน ทั้งน้ํามัน ทั้งแก๊ส ทั้งหมดให้เป็นรูปธรรมนะครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ผู้เสนอญัตติทั้ง ๖ ฉบับได้อภิปรายเสนอเหตุผลไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ต่อไปเป็น ท่านสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายนะครับ มีท่านมานพ คีรีภูวดล ท่านณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ท่านทองแดง เบ็ญจะปัก ท่านคมเดช ไชยศิวามงคล เชิญท่านมานพ ท่านแรกครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ผมขออนุญาตอภิปรายในญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ํามันและพลังงานให้เป็นระบบที่ยั่งยืน ในส่วนของน้ํามัน ท่านสมาชิกก็ได้อภิปรายไปเยอะแล้ว ผมขออนุญาตมาลงลึกในประเด็นเรื่องของ พลังงานไฟฟ้าและลงลึกในประเด็นเรื่องของพลังงานไฟฟ้าที่เป็นพลังงานทางเลือกครับ หัวใจสําคัญของการออกแบบพลังงาน การวางระบบพลังงานก็คือเรื่องของการวางแผน ในการผลิตว่าเราจะผลิตพลังงานไฟฟ้าอย่างไร อันนี้คือหัวใจของมัน ถ้าหากว่าไม่มี การวางแผนที่สอดคล้องกับทรัพยากรของประเทศ ก็จะเกิดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นที่เราเห็น ๆ อยู่ทั่วไป คือเท่าที่เห็นอยู่ตอนนี้ในประเทศไทยแหล่งพลังงานที่มาผลิตไฟฟ้า แหล่งที่มา ก็ไม่กี่ที่มา คือพลังงานเรื่องน้ํามันเชื้อเพลิง อันนี้ก็นําไปใช้ในการผลิตพลังงาน พลังงานน้ํา ก็จะมีอยู่แต่มีส่วนน้อย พลังงานก๊าซธรรมชาติ แล้วก็พลังงานเกี่ยวกับเรื่องของลิกไนต์ พวกถ่านหินอะไรพวกนี้ อันนี้คือที่เป็นอยู่และเป็นระบบใหญ่ แล้วเป็นพลังงานที่กระจายไปสู่ การใช้ของพี่น้องประชาชนและอุตสาหกรรมทั่วประเทศ แต่ว่าผมยังไม่เห็นในเรื่องของการ วางแผนการผลิตที่เป็นพลังงานทางเลือก เป็นพลังงานสะอาด อันนี้เหมือนว่าจะเขียนไว้ แต่ว่าผมไม่เห็นรูปแบบ ระบบที่เป็นจริงเป็นจัง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานคลื่นน้ํา พลังงานชีวมวล หรือพลังงานอื่น ๆ ที่เป็นพลังงานหมุนเวียนได้และเป็น พลังงานสะอาด ผมอยากจะยกประเด็นเรื่องของพลังงานแสงอาทิตย์ครับ คือบ้านเรา ผมคิดว่าอยู่ในเส้นศูนย์สูตรที่มีความร้อนตลอดปีและศักยภาพของประเทศมีความเหมาะสม ที่จะใช้พลังงานไฟฟ้าในการผลิต แต่ว่าทําไมไม่เกิด บางประเทศที่อยู่ในเขตหนาว อย่างประเทศเยอรมนีก็ดี หรือหลายประเทศในยุโรป เขาคิดที่จะใช้พลังงานสะอาด พลังงาน ที่พระผู้เป็นเจ้าได้มอบให้พวกเราคือพลังงานแสงอาทิตย์นํามาใช้ เพราะว่าที่ผ่านมากระบวนการทําเรื่องนี้เราใช้พลังงานที่จะต้องไปทําลายทรัพยากรอีกอย่างหนึ่ง เพื่อได้พลังงานอย่างหนึ่งมันก็เกิดความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ทางภาคใต้หรือกรณีการขุด ลิกไนต์ที่มีแผนอยู่ทั่วไปมันก็เกิดความขัดแย้งการต่อต้าน ทั้งหมดคือไม่ได้สู่การวางแผนร่วมกัน ระหว่างผู้ใช้พลังงานแล้วก็คนที่ออกแบบการผลิตพลังงาน ผมอยากจะชวนท่านประธาน มาดูเรื่องนี้ ที่มันไม่เป็นธรรมทุกวันนี้ อันที่ ๑ ก็คือราคาของพลังงานไม่เป็นธรรม เพราะว่า ผู้ที่กําหนดราคาพลังงาน อย่างกรณีไฟฟ้ามันมีค่าเอฟที (Ft) เอฟที (Ft) ดูไปแล้วมันคือ ค่าอะไร ไล่ไปดูแล้วก็ยังนึกไม่ออกว่ามันคือค่าอะไร คือค่าดําเนินการที่เกิดขึ้นจากการลงทุน ซึ่งไม่ได้ระบุ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นภาระของพี่น้องประชาชนจะต้องไปรับผิดชอบในค่าใช้จ่าย การมีส่วนร่วมในการออกแบบเรื่องนี้สําคัญมาก ที่ผ่านมาผมเข้าใจว่าเมื่อมีหน่วยงาน ที่รับผิดชอบแล้วก็คิดการออกแบบกัน ก็บอกว่าพลังงานจะไม่พอสําหรับการใช้ แต่ผมถามว่าเราเคยเลือกรูปแบบหรือว่าทางเลือกใหม่ ๆ ที่เป็นพลังงานพอที่ประชาชน จะพึ่งพาตัวเองได้ไหม อันนี้ผมคิดว่าไม่เกิดรูปธรรมที่ชัดเจน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เรามี ครัวเรือนในประเทศไทยประมาณ ๒๒ ล้านครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน ๕๐๐ หน่วย ถ้าหากเรา เติมเต็มให้เกิดชุมชนครัวเรือนเหล่านี้มีศักยภาพในการผลิตไฟใช้เองได้ระดับหนึ่ง แล้วก็ ไฟหลวงหรือว่าไฟของการไฟฟ้าเอามาเติมในระดับหนึ่งเราจะประหยัดพลังงานจํานวนมาก ซึ่งผมเข้าใจว่าในระดับเทคโนโลยีวันนี้มันสามารถทําได้ ออกแบบระบบพลังงานไฟฟ้า ทั้งประเทศในครัวเรือน ทุกหลังคามีระบบการสร้างพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แล้วก็ใช้ไฟ ถ้าไฟไม่พอก็ดึงเอามาจากไฟของรัฐบาล ไฟหลวงหรือไฟของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพียงแต่ ปัญหาทั้งหมดไม่มีการปลดล็อกหรือว่าไม่มีการส่งเสริมจริง ๆ จัง ๆ เช่น เรื่องของวัตถุดิบ วัตถุดิบที่จะมาทํา อันที่ ๑ คือการส่งเสริมมันไม่ทุ่มเทจริง ๆ อันที่ ๒ คือเรื่องราคาวัตถุดิบ ซึ่งผมเข้าใจว่าถ้าหากรัฐมีนโยบายลงทุนแล้วก็มีความตั้งใจที่จะทําให้เกิดพลังงานที่สะอาด แล้วเกิดจากประชาชนได้ร่วมออกแบบผลิตจริง ๆ ต้นทุนการผลิตคิดว่าไม่มาก หลาย ๆ ประเทศก็ทําได้ และหลาย ๆ ประเทศก็วางเป็นยุทธศาสตร์ วางเป็นแผนระยะยาว ๒๐ ปี ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศอินเดีย เขาก็วางแผนว่าเขาจะมี พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์กี่เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั้งหมด แต่ของบ้านเราไม่มีนะครับ ผมลองคํานวณคร่าว ๆ ถ้าครัวเรือนที่ได้ใช้ไฟ ๒๒ ล้านครัวเรือน หน่วยใช้ไฟไม่เกิน ๕๐๐ กว่าหน่วย แต่ละปีเราจะประหยัดงบประมาณได้ประมาณ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต่อ ๑ เดือนนะครับ ทั้งปีก็ประมาณ ๑๓๒,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นเรื่องง่าย ๆ เพราะประชาชนก็ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ใช้หลังคาตัวเอง ใช้พื้นที่ของตัวเองในการที่จะ ร่วมผลิตพลังงานไฟฟ้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเด็นนี้สําคัญครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ในสภาหรือว่าจะไปฝากเรื่องนี้ไว้กับกรรมาธิการที่มีอยู่แล้ว ผมคิดว่าการออกแบบนโยบายหรือการสร้างรูปธรรมเรื่องของการส่งเสริมให้ครัวเรือนได้ผลิต พลังงานไฟฟ้าใช้เองก็จะเป็นเรื่องที่ดีครับ สิ่งที่ผมอยากจะสรุปอย่างนี้ว่าในโครงสร้าง การออกแบบการผลิตพลังงานของประเทศ เรามีพลังงานทางเลือกที่มีอยู่เยอะแยะมากมาย แต่เราไม่เคยเลือกพลังงานทางนี้แบบจริงจังเลย ขอบคุณมากครับ🔗
เชิญท่านณธีภัสร์ครับ ท่านละ ๗ นาทีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ พลังงานนั้นมีหลายประเภทดังที่หลาย ๆ ท่านได้ มีการอภิปรายไปแล้ว เนื่องด้วยข้อจํากัดด้านเวลาผมขออนุญาตอภิปรายเฉพาะเจาะจงลงไป แต่ในส่วนของน้ํามันนะครับ คนไทยมีส่วนใช้น้ํามันกันอย่างถ้วนทั่วแม้ผู้ที่สมถะที่สุด น้ํามันเชื้อเพลิงที่สันดาปคือเปลวไฟ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนประเทศไทย ที่ผ่านมาเราบริโภคพลังงานที่เป็นน้ํามันเชื้อเพลิงสําเร็จรูป กันอย่างหนัก ซึ่งก็เป็นไปตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ น้ํามันเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยสําคัญ ทางเศรษฐกิจและชีวิตของประชาชน และแน่นอนว่าเราขาดมันไม่ได้ หากสิ่งใดที่มี ความสําคัญอย่างยิ่งยวดต่อสังคมและประเทศชาติ ความไม่แน่นอนและไร้ประสิทธิภาพ ในการจัดการสิ่งนั้นก็จะกลายเป็นปัญหาเรื่องความมั่นคง ความมั่นคงทางพลังงาน หมายถึงเราจะต้องมีพลังงานใช้อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม ประเทศไทยของเรามีปัญหาเรื่องนี้ หรือไม่ ผมคิดว่า ณ ปัจจุบันนี้เรามีปัญหาเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน แล้วเราก็มีมันมา โดยตลอด แล้วถามว่าเราสามารถทําให้ประเทศไทยนั้นมีความมั่นคงทางด้านพลังงานมากขึ้น ได้หรือไม่ ผมแน่ใจครับว่าเราทําได้ เราต้องร่วมมือช่วยกันทําให้มีและที่สําคัญรัฐบาลต้องมี ความจริงใจที่อยากจะมีด้วยครับ น้ํามันเชื้อเพลิงมีต้นทุนอันซับซ้อนก่อนที่จะมาเป็นน้ํามัน ที่หน้าปั๊ม ประเทศของเราเป็นผู้นําเข้าน้ํามันสุทธิเราผลิตเองได้บ้างในประเทศแต่ไม่เพียงพอ จึงจําเป็นจะต้องนําเข้าน้ํามันดิบมา กลั่นเป็นน้ํามันสําเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ประเภทต่าง ๆ เราส่งออกน้ํามันดิบจํานวนหนึ่งด้วย แต่เป็นน้ํามันดิบที่ไม่เหมาะที่จะมากลั่นใช้ ในประเทศ แต่ก่อนนี้โรงกลั่นในประเทศมีน้อย กําลังการผลิตน้อย จึงต้องนําเข้าน้ํามัน สําเร็จรูปจากต่างประเทศ ซึ่งแหล่งซื้อขายน้ํามันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ก็คือตลาดสิงคโปร์ เราจึงกําหนดเพดานราคาหน้าโรงกลั่นในประเทศให้เป็นราคาเทียบเท่าการนําเข้าหรือ อิมพอร์ต พาริตี ไพรซ์ (Import parity price) เพื่อให้กลไกตลาดเสรีที่มีการซื้อขายกันเป็น จํานวนมาก เป็นตัวกําหนดราคาที่เหมาะสมที่นํามาใช้อ้างอิง ซึ่งก็คือราคา มีน ออฟ แพลตต์ สิงคโปร์ (Mean Of Platts Singapore) หรือ เอ็มโอพีเอส (MOPS) บวกกับค่าขนส่งจาก ประเทศสิงคโปร์มาประเทศไทย ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียน้ํามันระหว่างขนส่ง ค่าปรับ คุณภาพน้ํามัน ค่าปรับอุณหภูมิ ค่าผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ ค่าสํารองน้ํามันเพื่อความมั่นคง รวมทั้งค่าบริการอื่น ๆ เป็นราคาเทียบเท่านําเข้าที่ใช้เป็นราคาอ้างอิงหน้าโรงกลั่น ซึ่งเมื่อมา รวมกับภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินหักเข้ากองทุนอีก ๒ กองทุน และค่าการตลาด ก็จะเป็นราคาหน้าปั๊มที่เราจะต้องจ่าย เพื่อให้ได้น้ํามันมาเติมรถยนต์ ท่านประธานครับ ในปัจจุบันหากโรงกลั่นในประเทศผลิตได้เกินความต้องการในประเทศก็จะมี บางส่วนที่จะต้องส่งออกไปขายนอกประเทศ ซึ่งการขายจะอิงราคาเทียบเท่าส่งออกหรือ เอกซ์พอร์ต พาริตี ไพรซ์ (Export parity price) ที่ยังต้องอิงราคาเอ็มโอพีเอส (MOPS) เพื่อให้ขายได้ในตลาดกลางของภูมิภาค ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการกําหนดราคาตามกลไก การค้าเสรีโดยอุปสงค์และอุปทานในตลาด เราไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ครับ เราเป็นประเทศ ที่บริโภคพลังงานด้วยการซื้อหาจากต่างประเทศเป็นจํานวนมาก ดังนั้นต้นทุนที่แท้จริงในการใช้ น้ํามันเชื้อเพลิงของเราจึงขึ้นอยู่กับตลาด แล้วเราจะมีวิธีการอย่างไรในการบริหารจัดการ การใช้น้ํามันเชื้อเพลิงในประเทศไทยให้มีความมั่นคงทางพลังงานโดยสอดคล้องกับ กลไกตลาด ให้พี่น้องประชาชนภาคครัวเรือน ภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมได้ใช้น้ํามัน ด้วยราคาที่เหมาะสมเป็นธรรมและยั่งยืน เป็นธรรมทั้งสําหรับผู้ขาย ผู้ใช้และผู้ผลิต ให้ยั่งยืน ด้วยความไม่ขาดแคลน ไม่ผันผวนเกินไปและคํานึงถึงสิ่งแวดล้อม ภาครัฐต้องกํากับควบคุม แรงจูงใจของฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งแรงจูงใจในการบริโภคและแรงจูงใจทางธุรกิจให้เกิด เป็นความเป็นมั่นคงทางพลังงานขึ้นในประเทศ แต่นโยบายการอุดหนุนราคาน้ํามันเชื้อเพลิง ที่รัฐทําอยู่นั้นเป็นการทําให้กลไกตลาดเกิดการบิดเบือน ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของ พลังงานแต่ละประเภท เช่น น้ํามันเบนซินไร้สารตะกั่ววันนี้ราคาอยู่ที่ ๒๙.๓๖ บาทต่อลิตร ราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ ๑๐.๑๔ บาทต่อลิตร หักเข้ากองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ๖.๕๘ บาท ซึ่งพอ ๆ กับจํานวนภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากน้ํามันชนิดนี้ ส่วนแก๊สโซฮอล์ อี ๒๐ (Gasohol E20) ที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ใช้ ราคาปลีกอยู่ ๒๐.๔๔ บาทต่อลิตร กองทุนอุดหนุนให้อีก ๒.๒๘ บาท ราคาหน้าโรงกลั่นแพงกว่าเบนซินไร้สารตะกั่วประมาณ ๒ บาท แต่ด้วยโครงสร้างราคาทําให้แก๊สโซฮอล์ อี ๒๐ (Gasohol E20) ถูกกว่าเกือบถึง ๙ บาท โดยที่เอทานอล (Ethanol) มีราคากลางอยู่ที่ ๒๓.๑๖ บาทต่อลิตร จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เกิดความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ใช้น้ํามันในกลุ่มต่าง ๆ หากเราต้องการส่งเสริมพลังงานทดแทน ที่เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งเอทานอล (Ethanol) และน้ํามันปาล์มก็ควรจะต้องหาทางพัฒนา เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพการผลิตที่สามารถแข่งขันในตลาดให้ได้ แม้การใช้ เชื้อเพลิงชีวภาพผสมในน้ํามันเชื้อเพลิงจะช่วยลดการนําเข้าน้ํามันดิบได้ แต่การบิดเบือน กลไกตลาดอย่างรุนแรงก็ไม่ยั่งยืนครับ กลไกตลาดเสรีที่เป็นไปตามอุปสงค์อุปทานที่แท้จริง ก็เปรียบเสมือนเครื่องจักรมหึมา การไปฝืนก็จะต้องเสียทุนรอนมากมาย ในระยะยาวก็อาจ ฝืนไม่อยู่ ทั้งไม่คุ้มค่าและสุ่มเสี่ยง พลังงานไทยจะยั่งยืนต้องไม่ฝืนความจริงหรือไป บิดเบือนความจริงเพื่อคนกลุ่มน้อยที่ได้ประโยชน์ ในโครงสร้างราคาพลังงาน เชื้อเพลิง เกือบทุกชนิดจะต้องถูกหักเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จากข้อมูล เมื่อปี ๒๕๖๑ กองทุนนี้มีเงินสะสมถึง ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และด้วยพระราชกฤษฎีกา ที่ออกในปี ๒๕๖๑ ทําให้กองทุนนี้ต้องนําเงินส่งคืนกระทรวงการคลังถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินของกองทุนนี้เป็นเงินนอกงบประมาณจํานวนมากมายที่มีการใช้ด้วยการยกเว้นจาก วิธีการงบประมาณโดยปกติ การฉ้อฉลและความไม่โปร่งใสในการอนุมัติโครงการต่าง ๆ ที่ใช้เงินจากกองทุนนี้ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ใช่หรือไม่ จึงมีคําถามว่ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จึงมีความจําเป็นอยู่อีกหรือไม่ หากจะส่งเสริมพลังงานทดแทนหรือการอนุรักษ์พลังงาน ก็ทําผ่านแผนงานต่าง ๆ ด้วยเงินในงบประมาณได้ไม่ใช่หรือครับ ผมอยากจะกล่าวว่า เรื่องพลังงานนั้นอย่างไรก็หนีไม่พ้นเรื่องการเมือง เพราะมีผลประโยชน์มหาศาล เข้าไปเกี่ยวข้อง การเมืองเรื่องพลังงานของไทยไม่เป็นธรรมกับคนส่วนใหญ่ ผลประโยชน์ ไหลไปที่คนส่วนน้อย การเมืองเบื้องหลังรัฐที่จัดโครงสร้างพลังงานอย่างที่คนส่วนน้อย ที่แสวงหากําไรต้องการก็ควรจะต้องแก้ไขด้วยการเมืองที่ดีครับ เพื่อแก้ไขการสมรู้ร่วมคิด ที่เป็นการเอารัดเอาเปรียบพี่น้องประชาชนมาอย่างยาวนาน แก้ไขสิ่งเก่าที่ไม่ดีและมีความหวัง กับสิ่งใหม่ ใช้แนวทางใหม่ที่ก้าวไกลออกจากความล้าหลังและมีพลังไปสู่ความก้าวหน้าครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไป ท่านทองแดงครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ทองแดง เบ็ญจะปัก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๑ พรรคก้าวไกล ขออภิปรายเรื่องการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ผมจะให้ข้อสังเกตสักนิดหนึ่งว่าการใช้พลังงาน ของเรานั้นปกติพลังงานที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ก็จะเป็นพลังงานที่เราใช้เพื่อการขับเคลื่อน เศรษฐกิจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมนะครับ แต่ผมจะแยก พูดถึงเรื่องการใช้ของภาคครัวเรือนของประชาชนนะครับ การใช้พลังงานส่วนนี้ที่เป็นน้ํามัน ของภาคครัวเรือนก็จะเป็นน้ํามันที่เราใช้หุงต้มหรือน้ํามันพืชที่เราผลิตได้ในประเทศ การที่เรา ผลิตได้ในประเทศจะเป็นน้ํามันปาล์มและเป็นน้ํามันที่ผลิตจากมะพร้าว แล้วก็น้ํามันพืช ที่เราทํามาจากถั่วเหลืองและถั่วเขียว พลังงานชนิดนี้ที่เราใช้มากที่สุดและมีขบวนการลักลอบ เข้ามาจากต่างประเทศเพื่อทําให้พลังงานเราส่วนนี้เอามาใช้ หรือที่เราผลิตได้ทําให้ ราคาตกต่ําเหมือนกับในปัจจุบันนี้เราจะมีคณะกรรมาธิการแก้ไขราคาพืชผลทางการเกษตร เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้นะครับ ผมก็อยู่ในนั้นโดยมีท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นประธาน แล้วก็มีท่านวีระกร คําประกอบ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการการลักลอบนําน้ํามันปาล์ม หรือน้ํามันทดแทนเข้ามาเพื่อทําให้การใช้พลังงานในภาคครัวเรือนของเรานั้นมีราคาสูงขึ้น คือการนําเข้ามามันเกิดขึ้นจากคนลักลอบหรือคนที่มีผลประโยชน์ต่อเนื่องกันไม่ว่าจะอยู่ใน ภาคการเมืองด้วยและนักธุรกิจที่อยู่ด้วยกัน การลักลอบเข้ามาทําให้พลังงานในประเทศไทยเรานั้นไม่ยั่งยืน อย่างเช่น น้ํามันปาล์ม ในสมัยหนึ่งก็จะมีการนําน้ํามันปาล์มเข้ามาแล้วก็เอามาขายตัดราคาหรือเขาเรียกว่าเอาเข้ามา ธงโน้นธงนี้มากมาย นี่ก็คือการเข้ามาโดยไม่ผ่านการเสียภาษีศุลกากร ตรงนี้ก็เป็นพลังงาน ที่จะทําให้ประเทศไทยเราตกอยู่ในความลําบาก แม้จะเป็นพลังงานที่เกิดขึ้นในการขุดเจาะ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติก็ตาม การที่เราผลิตได้จากน้ํามันปาล์มก็ตาม พวกนี้สุดท้าย ผลประโยชน์ต่าง ๆ นั้นก็ตกไปอยู่กับนายทุน ในเมื่อนายทุนได้ผลประโยชน์จากส่วนนี้ ก็สนับสนุนหรือส่งเสริมให้ประชาชน หรือขึ้นภาษีจากทางหน่วยงานราชการนั้น ขึ้นภาษี เก็บภาษีแวต (VAT) เก็บภาษีเสร็จแล้วสุดท้ายเอาไปผลิต เมื่อนําน้ํามันต่าง ๆ น้ํามันปาล์ม หรือน้ํามันถั่วเหลืองนี้เข้ามาแล้วก็เอามาบรรจุหรือผลิตแล้วก็เสียภาษี สุดท้ายประชาชน เป็นคนได้รับผลกระทบที่มากมาย เพราะประชาชนคนส่วนใหญ่นั้นเราใช้น้ํามันพืชในการ ปรุงอาหาร ใช้น้ํามันพืชในการทําขนมในครัวเรือนต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในครัวเรือนต่าง ๆ จะใช้น้ํามันจํานวนมาก พูดจริง ๆ แล้วก็คือมากมาย รถยนต์ใช้เยอะก็จริง อุตสาหกรรม ใช้เยอะก็จริง แต่ผลกระทบนั้นมันมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะผลิต เป็นน้ํามันเอามาให้ประชาชนบริโภคหรือจะผลิตลงในส่วนต่าง ๆ ของอุตสาหกรรม สุดท้าย ผลกระทบนี้ก็ไหลมาสู่ประชาชนอยู่ดี จะพัฒนาให้ยั่งยืนได้อย่างไร นอกเสียจากเราต้องให้ ประชาชนเข้าใจและตรวจสอบได้ในการที่ภาครัฐจะนําสัมปทานเข้ามาก็ดีหรือทาง หน่วยงานราชการ อย่างเช่น ในประเทศไทยเรามีส่วนที่ติดกับทะเลประมาณ ๒๒ จังหวัด เราจะต้องควบคุมดูแลให้ดี ไม่ว่าจะเป็นทางเข้าทางไหนก็แล้วแต่ น้ํามันพวกนี้ไหลเข้ามาได้ ทําให้ประเทศไทยเราไม่ยั่งยืน หรือเรื่องทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็ส่งผลให้ประชาชน บางทีเขาก็ซื้อแพง บางทีเราก็ซื้อถูกหรือการผลิตต่าง ๆ ทําให้ประชาชนมีผลกระทบมากมาย จากภาคครัวเรือนนี้ อยากจะให้ทางรัฐบาลมีความยุติธรรมหรือมีความเป็นธรรมให้กับ ประชาชน ผลิตอะไรออกมาก็แล้วแต่ ควบคุมดูแล เสร็จแล้วก็ให้ประชาชนได้รับ ผลประโยชน์ในการเก็บภาษีต่าง ๆ เพื่อประชาชนจะได้รู้ว่าการที่จะทําทิศทางใดนั้น เขาจะได้รู้ว่าเขาจะทําอย่างไรได้ในชีวิตประจําวันของเขา จะได้กําหนดได้ เพราะความไม่เป็นธรรม เกิดขึ้นนี้แหละ ถึงทําให้ในระบบพลังงานของเราในปัจจุบันนี้มีปัญหามากมาย รถเวลาวิ่งมา ก็ทําถนนไว้หรือเราทําถนนไม่ครบวงจร ทําให้การใช้พลังงานจากน้ํามันดีเซล จากน้ํามัน เบนซินต่าง ๆ ทําให้รถติด ทําให้อะไรต่าง ๆ คือประชาชนต้องใช้ในส่วนนี้ด้วย อยากจะฝากไว้ว่า การใช้น้ํามันที่มากที่สุดหรือพลังงานของเราจะมั่นคงที่สุดคือให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ จากการผลิตพวกน้ํามันพืช พวกอะไรในครัวเรือนให้ถูกลงมานะครับ ฝากไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป ท่านคมเดชครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล พรรคเพื่อไทย ตามที่มีการยื่นญัตติเกี่ยวกับพลังงาน คือผมมีข้อมูล อย่างนี้ครับท่านประธาน ผมได้ยินข่าวจากข้อมูลหนึ่งว่าทางรัฐบาลจะร่างกฎหมายเกี่ยวกับการกู้เงินเพิ่ม ผมได้ข่าวว่า จะกู้เงินอีก ๑ ล้านล้านบาท อันนี้มันจะเป็นปัญหาประเทศนะครับ ผมดูแล้วข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้เงินไป ๑.๙ ล้านล้านบาทมันยังไม่จบเลย แต่ข่าวตัวหนึ่งมาเข้าหูแล้วว่าจะแก้ไขกฎหมาย ให้กู้เงินเพิ่มได้ประมาณ ๑ ล้านล้านบาท คือผมมีข้อมูลอย่างนี้ท่านประธาน ประเทศไทย มีพลังงานปิโตรเลียม ก๊าซอยู่ที่อันดับ ๒๔ ของโลก ประเทศสหรัฐอเมริกาสั่งน้ํามันประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ ๓๙ ของโลก จาก ๒๒๐ กว่าประเทศ ตัวข้อมูลนี้ผมเอามาจากซีไอเอ (CIA) และอีไอเอ (EIA) ซึ่งเป็นสถาบันที่จัดอันดับ ส่วนประเทศไทยที่ปิดข้อมูลไว้ถ้าเราดูเว็บไซต์ (Website) เราจะเห็นว่าตัวข้อมูลที่เราเช็ก (Check) เข้าไปจะเขียนว่าปิดปรับปรุง ปิดปรับปรุงทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นตัวข้อมูลที่ได้รับจะเป็นข้อมูลที่เป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของ สัมปทานของประเทศไทยทั้งหมด เพราะว่าอยู่ต่างประเทศเขาจะต้องทํางบดุล ส่วนใหญ่ จะเป็นบริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ต้องทํางบดุลทุกปี ๆ มีข้อมูลตัวหนึ่ง รายได้จากการ ประกอบกิจกรรมปิโตรเลียมตาม พ.ร.บ. ปี ๒๕๑๔ การจัดเก็บกรมเชื้อเพลิงตามธรรมชาติ ประกอบด้วยค่าภาคหลวงปิโตรเลียม และเงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษจากเอสอาร์บี (SRB) โดยมีรายละเอียดดังนี้ มูลค่าปิโตรเลียมที่ผลิตจากก๊าซ ปี ๒๕๒๔ ถึงปี ๒๕๕๓ น้ํามันดิบ ปี ๒๕๒๖ ถึงปี ๒๕๕๓ ตกเข้าไป ๒,๙๙๔,๓๐๑.๘๙ ล้านบาท เกือบ ๓ ล้านล้านบาท การจัดเก็บค่าภาคหลวงรวมทั้งสิ้น ๓๗๔,๒๖๖.๑๙ ล้านบาท ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ ๓๑,๕๗๑.๙๔ ล้านบาท ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมรวมแล้ว ๔๘๘,๘๕๔.๗๖ ล้านบาท จัดเก็บ รวมระยะเวลา ๒๙ ปี เป็นข้อมูลที่ได้รับมา ๒๙ ปีรัฐมีรายได้ ๘๙๔,๖๙๒.๘๙ ล้านบาท ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมตีให้ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเอา ๒๙ ปี มาหาร ๘๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตกปีหนึ่งประมาณ ๒๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท การจัดเก็บภาษี เกี่ยวกับพลังงานของประเทศไทยเฉลี่ยปีละ ๒๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท สะสมจากปิโตรเลียม รวมทั้งสิ้นเป็นการจัดเก็บ ๒๙.๘๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ มันเป็นลับ ลวง พราง ตัวนี้ เป็นผลประโยชน์อันมหาศาลของประเทศไทย เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่ามากที่สุด แต่เก็บเงินได้น้อยที่สุดแล้วปิดข้อมูลตลอด แอลพีจี (LPG) การจัดเก็บของสถาบัน อีไอเอ (EIA) ซึ่งเป็นสถาบันการจัดเก็บข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกาตกอันดับที่ ๑๓ ของโลกครับ ประเทศไทยมีแก๊ส มีพลังงาน มีน้ํามัน แก๊สมากกว่าประเทศซาอุดีอาระเบีย พลังงานมากกว่าประเทศซาอุดีอาระเบีย แสดงว่าการจัดการมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ในขณะที่ประเทศไทยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีข่าวว่าจะกู้เงินอีก ๑ ล้านล้านบาท และมีข่าว ถึงขนาดว่าถ้าไปไม่รอดจะต้องเข้าไปกู้ไอเอ็มเอฟ (IMF) อีก ถ้าไม่แก้พังนะครับท่านประธาน สภาพประเทศไทยง่อนแง่น เสี่ยงต่อการล้มละลายอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการที่ เจ้าของญัตติเสนอญัตติเกี่ยวกับพลังงานให้แก้ไขปรับปรุงในการจัดการควรจะมีการจัดตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่กู้เงิน ไม่ใช่เอาหนี้มาใช้หนี้ แล้วก็เอาหนี้ มาใช้หนี้ แล้วเข้าโครงการไอเอ็มเอฟ (IMF) ทั้งหมด ตัวข้อมูลตรงนี้ที่ผมได้มามันได้มาจาก บริษัททั้งนั้นเลย บริษัทที่เป็นเจ้าของสัมปทานของประเทศไทยทั้งหมด แล้วมีจุดหนึ่ง ที่น่าสังเกตที่สุด คือการปฏิวัติรัฐประหารทีไรครั้งใดก็ตามต้องต่อสัญญาให้บริษัทเชฟรอน ทุกเที่ยวเลย สมัยบิ๊กบังก็ต่อ สมัยบิ๊กตู่ต่ออีก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาประเทศ ถ้าเรามีทรัพยากรมากมายขนาดนี้ เงินหมุนเวียนไม่ต่ํากว่าปีหนึ่ง ๒ ล้านล้านบาท ถ้าเราแก้ไขปรับปรุงดีและไม่เอื้อนายทุนมันจะแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ผมขอเสนอ ท่านประธานครับ🔗
ท่านสมาชิก ได้อภิปรายกันครบทุกท่านแล้วนะครับ ไม่มีท่านใดจะอภิปรายแล้วนะครับ ถือว่าเป็นการ ปิดการอภิปราย ท่านเจ้าของญัตติจะใช้สิทธิตามข้อบังคับไหมครับในการสรุป ถ้าไม่ใช้สิทธิ ขั้นตอนต่อไปก็ต้องขอมติจากที่ประชุม เพราะว่าญัตติทั้ง ๖ ฉบับเป็นญัตติเพื่อขอให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา ท่านอรรถกรมีอะไร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากวิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่าย มีความเห็นตรงกันครับท่านประธาน แล้วก็ได้มีการประสานกับผู้เสนอญัตติเป็นที่เรียบร้อย แล้วว่าญัตติที่มีความสําคัญแบบนี้เราก็อยากจะขออนุญาตส่งไปที่คณะกรรมาธิการ การพลังงาน เพื่อให้คณะกรรมาธิการการพลังงานได้ศึกษาวิธีการแก้ไขปัญหาต่อไปครับ จึงขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ🔗
ท่านเสนอ เป็นญัตติให้ส่งคณะกรรมาธิการสามัญคือคณะกรรมาธิการการพลังงาน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ใช่ครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
๒๐ ท่านนะครับ ผู้รับรองครบนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
มีผู้เสนอ ญัตติให้ส่งคณะกรรมาธิการการพลังงาน โดยไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญนะครับ ถ้าไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถือว่าที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องทั้ง ๖ ฉบับไปที่คณะกรรมาธิการการพลังงานนะครับ ท่านจะใช้เวลาเท่าไรครับ🔗
กราบขอบพระคุณครับ ขออนุญาตเสนอระยะเวลาพิจารณา ๙๐ วันครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้เสนอ ใช้เวลาในการศึกษาพิจารณา ๙๐ วันนะครับ มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ เชิญท่านเกียรติครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่ตอนที่ผม นําเสนอญัตติของผม ผมได้พูดชัดเจนว่า ๑. ให้มีกรอบเวลาที่ชัดเจน แต่ ๙๐ วันผมคิดว่า เยอะมากนะครับ จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องยากเลย ข้อมูลมีทั้งหมดอยู่แล้วของกระทรวง เปิดเผยเท่านั้นเองครับ ผมคิดว่า ๓๐-๖๐ วันน่าจะเพียงพอ แล้วรีบกลับมารายงานให้สภา รับทราบครับ ขอเสนอไม่เกิน ๖๐ วันครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ท่านอรรถกรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อรรถกร ผมขอถอนครับ🔗
เราจะเอา กี่วันดีครับ ๓๐ วัน หรือ ๖๐ วัน🔗
เรียนท่านประธานครับ ผมขอเสนอ ๖๐ วัน ขอผู้รับรองครับ🔗
ท่านอรรถกร ถอนแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นมีท่านสมาชิกคือท่านเกียรติท่านเดียวที่เสนอ ๖๐ วัน มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นอีกไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติให้คณะกรรมาธิการการพลังงานพิจารณาเรื่องนี้ภายใน ๖๐ วัน แล้วนํากลับมารายงานสภา เป็นการจบวาระที่ ๕.๓🔗
๕.๔ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาการปรับปรุงพื้นที่และสภาพภายในเรือนจําทั่วประเทศให้มีสภาพเหมาะสม (นายวีระกร คําประกอบ เป็นผู้เสนอ)🔗
เนื่องจากมีญัตติทํานองเดียวกันอีก ๔ ฉบับคือของท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ของท่านนริศ ขํานุรักษ์ และท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ของท่านสาคร เกี่ยวข้อง และของท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องทํานองเดียวกัน เกี่ยวกับเรื่องเรือนจํา เกี่ยวกับเรื่องนักโทษ แล้วเรื่องการบริหารของกรมราชทัณฑ์ เป็นเรื่องคล้ายกันหมด ดังนั้นขออนุญาตนํามาพิจารณา รวมกันเลย ถ้าที่ไม่ประชุมไม่ขัดข้องผมจะขอดําเนินการต่อนะครับ🔗
เชิญท่านวีระกร เสนอครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม วีระกร คําประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ในญัตติของผม ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การปรับปรุงพื้นที่และสภาพภายในเรือนจําทั่วประเทศให้มีความเหมาะสม ในหลักการแล้ว อยากให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพื้นที่และสภาพ ภายในเรือนจําให้มีสภาพเหมาะสม🔗
เหตุผล ด้วยเรือนจําในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย สร้างมานานกันทั้งนั้น ยกตัวอย่างนครสวรรค์สร้างเมื่อปี ๒๔๓๕ มีพื้นที่อยู่ ๗ ไร่ นักโทษขณะนั้นมีเป็นเรือนร้อย ปัจจุบันนี้ที่นครสวรรค์แห่งเดียวมีนักโทษประมาณ ๓,๐๐๐ คน แต่ก็ยังคงพื้นที่อยู่แค่ ๗ ไร่ แม้ว่าเวลาจะผ่านไป ๑๓๐ ปี สภาพภายในเรือนจําก็แออัดเหลือเกินมีความยากลําบาก เรือนนอนนักโทษทั้งหลายก็ต้องนอนอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ผมพูดตั้งแต่ผมเข้ามาเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยนี้ได้ไม่กี่วัน เพราะเหตุว่าไปเห็นสภาพแล้วมันเหลืออดจริง ๆ เวลานอนนอนไม่ได้ ต้องเอาขาเสียบหว่างขากัน ผมยังบอกกับท่านประธานขณะนั้น คือท่านศุภชัยว่าท่านประธานรู้จักไหมครับ คําว่า สับหว่างขา นักโทษที่จังหวัดนครสวรรค์ ต้องนอนเอาขาเสียบเข้าหากันเพราะว่าที่นอนไม่พอ ในแต่ละห้องขัง ห้องนอน เรือนนอน ซึ่งสภาพอยู่ประมาณสัก ๔ เมตร คูณ ๔ เมตร ท่านประธานรู้ไหมครับเขานอนกันประมาณ ๘๐ คน มันเหลือเชื่อว่าคนเข้าไปแออัดกันได้อย่างไรอย่างนั้น นี่คือสภาพข้อเท็จจริง ไม่ต้องไปพูดถึงอย่างที่เราเห็นในทีวี (TV) คุกอเมริกาจะมีสนามฟุตบอล สนามบาสเกตบอล ให้เล่นกันอะไรกัน ไม่ต้องไปพูดถึงขนาดนั้น หรือสนามออกกําลังกายไม่ต้องไปพูดถึง เอาแค่เรือนนอนก็อยู่ในสภาพที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงแล้วปริมาณเรือนจําในประเทศไทยเรารองรับผู้ต้องขัง ได้ประมาณสัก ๒๐๐,๐๐๐ คน แต่ขณะนี้ ณ วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ ผลปรากฏ เรามีนักโทษทั้งประเทศ ๓๗๙,๓๓๑ คน สูงที่สุดในอาเซียน (ASEAN) ติดอันโลกเป็นอันดับที่ ๓ คุกครับ นักโทษเรามีมากที่สุดเป็นอันดับ ๓ ของเอเชีย (Asia) น้อยกันแต่เพียง ประเทศอินเดียและประเทศจีนเท่านั้นเอง เพราะเขามีประชากรพันกว่าล้านคน เรามี ๖๐ ล้านคน แต่เรามีนักโทษเป็นอันดับ ๓ รองจากเขา ๒ ประเทศนี้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ไม่แปลกใจเลยว่าความแออัดยัดเยียดที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ต้องขังส่วนใหญ่จะเป็นผู้ต้องขัง ยาเสพติด ท่านประธานทราบไหมว่าในช่วงระยะเวลาที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ท่านปราบปรามยาเสพติดจนราบคาบในปี ๒๕๔๕ เป็นต้นมา ปริมาณนักโทษจากปี ๒๕๔๕ สูงสุดขณะนั้นคือ ๒๕๔,๐๗๐ คน ลงมาอย่างรวดเร็ว ในอีก ๒ ปีถัดมา ปี ๒๕๔๗ ลดลงมาเหลือ ๑๖๗,๑๐๐ กว่าคน ในอีก ๒ ปีถัดมาลดเหลือ ๑๕๒,๐๐๐ คน และหลังจากนั้นโดยประมาณ ก็คือปี ๒๕๔๗ หลังจากนั้นก็จะเริ่มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังจากปีที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ต้องออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเพราะโดนปฏิวัติรัฐประหาร จํานวนนักโทษก็สูงขึ้น ๆ เรื่อย ๆ อยากจะให้เพียงมองเห็นว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วนักโทษที่มีอยู่มากในเรือนจําส่วนใหญ่ ก็คือนักโทษยาเสพติดทั้งนั้น จนปัจจุบันต่ําสุดในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณนักโทษเหลือแค่ ๑๕๒,๐๐๐ คน วันนี้ขึ้นมาเป็น ๓๗๙,๐๐๐ คน มากขึ้นมา ๒๒๐,๐๐๐ คน นี่คือให้เห็น เพียงเท่านั้นว่าจริง ๆ แล้ว ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนคือนักโทษยาเสพติดทั้งนั้นที่เพิ่มขึ้น จากการ ที่เขาเอาตัวอย่างมาให้เราเห็น ทั่วประเทศความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีถึง ๓๐๐,๐๐๐ คน จะเห็นได้ว่าความผิดอื่น ๆ นั้นไม่มาก แต่ว่าความผิดจากยาเสพติดนั้นมากเหลือเกินครับ ในประเทศไทยความจริงแล้วคุกหรือว่าเรือนจําน่าจะมีไว้สําหรับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ของผู้ที่ทําความผิดตามกฎหมาย ทุกคนไม่ว่าทําผิดข้อหาอะไรต้องจับติดคุกติดตารางทั้งหมด จะเป็นไปได้ไหมที่เราอาจจะ ๑. เราปรับปรุงพื้นที่สภาพคุกให้เหมาะสม แล้วปริมาณนักโทษ ในคุกเราพยายามหาวิธีการอื่นกัน จึงได้นําเสนอท่านประธานว่าเราน่าที่จะมีคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาดูแลในเรื่องของพื้นที่สภาพความเหมาะสมในคุก และในขณะเดียวกัน ก็พิจารณาไปด้วยว่าโทษใดที่ควรจะไม่ต้องติดคุก น่าจะแก้ไขเป็นอย่างอื่นได้ไหม นักโทษ ยาเสพติดความจริงถ้ามีวิธีการอื่น ซึ่งมีการศึกษาไว้หลายแนวทางด้วยกันว่าถ้าเป็นนักโทษ ยาเสพติด ซึ่งผมเรียนแล้วว่ามีถึง ๓๐๐,๐๐๐ คน ถ้านักโทษยาเสพติดแก้ไขเป็นอย่างอื่นได้ไหม เราเอาไปทําอย่างอื่นเพื่อปรับ อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าการที่เอามาเข้าเรือนจํา จริง ๆ เรือนจํา สมควรที่จะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือแก้ไขพฤติกรรมของคนที่ทําความผิด แต่กลายเป็นว่าปัจจุบันนี้ความแออัดที่เกิดขึ้นในคุกกลายเป็นนักโทษที่เข้ามาติดคุกก็ได้รับ บทเรียนใหม่ ๆ แนวทางใหม่ ๆ ในการออกจากคุกแล้วจะทําอย่างไร จะเห็นได้ว่าเปอร์เซ็นต์ ของคนที่เข้าคุกแล้วเข้าคุกอีก เข้าแล้วเข้าอีกเยอะทีเดียวครับท่านประธาน ก็เลยอยากจะกราบเรียนท่านว่าในปัจจุบันนี้ปัญหาของคุกมีทุกจังหวัด ๑. ความแออัด สภาพแออัด ไม่ใช่สภาพที่จะเอาคนไปยัดใส่ ไม่ใช่เหมือนคอกหมู คนนะไม่ใช่หมู ไม่ใช่มีกี่ตัว ก็ยัดใส่กันเข้าไป พื้นที่ห้องเรือนนอนมีแค่นี้ ๔ คูณ ๔ เมตร ควรจะสําหรับ ๒๐ คน ๓๐ คน ก็จัดใส่กันไปเสีย จนกระทั่งเป็น ๘๐ คนที่จังหวัดนครสวรรค์ ผมไปดูมาเหลือเชื่อว่าเขานอนกันได้อย่างไร ๑. ก็คือความแออัดในคุก ๒. เรือนจําในประเทศไทยเป็นเรือนจําที่สร้างน่าจะเกิน ๑๐๐ ปี ทั้งนั้นครับ จังหวัดนครสวรรค์ ๑๓๕ ปี ยังใช้เหมือนเดิม สภาพเหมือนเดิม จากการที่ สมัยเมื่อ ๑๓๕ ปีที่แล้วมีนักโทษที่อยู่ในเรือนจําเป็นร้อย วันนี้ ๓,๐๐๐ คน แต่ก็ยังอยู่ ในสภาพที่ชํารุดทรุดโทรม ประตู หน้าต่าง อะไรต่าง ๆ เอาว่ามันไม่ใช่คุกสมัยใหม่ ต้องปรับปรุงแล้ว ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ผมต้องชื่นชมท่าน เมื่อผมได้พูดเป็นกระทู้สดที่ถามท่านแล้ว และท่านก็กรุณาตอบแล้ว ท่านไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ได้ทําการปรับปรุงคุก โดยเฉพาะคุกที่อยู่จังหวัดนครสวรรค์ ในปีหน้านี้ ตั้งงบที่จะเป็นคุก ไม่ใช่คุกเฉพาะที่จังหวัดนครสวรรค์ แต่เป็นคุกศูนย์ หลาย ๆ จังหวัด ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เช่น จังหวัดกําแพงเพชรหรือจังหวัดตากก็จะมารวมกันอยู่ตรงนี้ ในคุกดังกล่าวนี้จะมีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สาธารณะ มีที่ให้นักโทษได้เล่นกีฬาออกกําลังกายบ้าง มีพื้นที่ที่จะจัดทําสันทนาการอะไรต่าง ๆ กว้างขวาง และโดยเฉพาะความคิดของท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนั้นท่านจะให้มีโรงงาน เอาแรงงานของคนในคุก ก็จะได้เรียนรู้เป็นภาควิชาการด้วย อันนี้ต้องขอบคุณท่าน และท่านก็จะได้จัดทําที่หนองน้ําขุ่น ซึ่งมีพื้นที่ ๗๗๐ ไร่ จากการที่เราเคยมีแค่ ๗ ไร่ ต้องขอบคุณ แล้วก็หวังว่าทาง สภาผู้แทนราษฎรจะได้ตั้งคณะกรรมาธิการหรือศึกษาเรื่องนี้กันอย่างจริงจังต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป ของท่านนริศกับท่านอัครเดชครับ🔗
๕.๑๒๘ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการปรับปรุงการบริหารงานราชทัณฑ์ของประเทศ (นายนริศ ขํานุรักษ์ และนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้เสนอ)🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อําเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมและท่านนริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมกันเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการปรับปรุงการบริหารงาน ราชทัณฑ์ของประเทศ🔗
เนื่องด้วยปัจจุบันนี้กรมราชทัณฑ์ได้มีภารกิจในการดูแลทัณฑสถาน ทั่วประเทศ แล้วก็มีภารกิจในการควบคุมแก้ไขพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง โดยมุ่งพัฒนาเป็น องค์กรพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังให้กับตนเป็นพลเมืองดี มีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี ไม่หวนกลับมากระทําความผิดซ้ํา ได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือในการ ประกอบอาชีพที่สุจริต และสามารถดํารงชีวิตสังคมภายนอกได้อย่างปกติโดยสังคมให้การ ยอมรับ อย่างไรก็ตามปัจจุบันการบริหารงานราชทัณฑ์ประสบปัญหาในการบริหารงาน หลายด้าน ได้แก่ ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจํา ซึ่งปัจจุบันมีจํานวนผู้ต้องขังกว่า ๓๗๐,๐๐๐ คน ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน ๒๕๖๓ ในขณะที่เรือนจําสามารถรองรับผู้ต้องขังได้เพียง ๑๑๐,๐๐๐ คน ตามหลักมาตรฐานสากล ส่งผลให้เกิดสภาพความแออัดในเรือนจํา ก่อให้เกิด ปัญหาด้านการควบคุมแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยปัญหาการค้ายาเสพติดในเรือนจํา ผู้ต้องขัง ทั้งหมดร้อยละ ๗๐ เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด เป็นทั้งผู้ค้ารายย่อย ผู้ค้ารายใหญ่ และผู้มีอิทธิพล ซึ่งยังพยายามที่จะกระทําความผิดโดยใช้เรือนจําเป็นฐานการติดต่อซื้อขาย ยาเสพติด ปัญหาจํานวนเจ้าหน้าที่ไม่สอดคล้องกับจํานวนผู้ต้องขัง โดยกรมราชทัณฑ์ มีอัตรากําลังเจ้าหน้าที่ ๑๑๐,๐๐๐ คน แต่ต้องมีภารกิจปฏิบัติต่อผู้ต้องขังจํานวน ๓๗๐,๐๐๐ คน ปัญหาเรือนจําทรุดโทรม ปัญหาเรือนจําชํารุด ความแออัดในเรือนจํา ปัญหาด้านงบประมาณ ปัญหาการควบคุมผู้ต้องขังต่างชาติ เป็นต้น จากปัญหาการบริหารงานราชทัณฑ์ดังกล่าวข้างต้นจําเป็นต้องมีการปรับปรุงการบริหารงาน ราชทัณฑ์ของประเทศให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การก่อสร้างปรับปรุงและพัฒนาเรือนจํา และทัณฑสถานอย่างเป็นระบบให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง และมีความเป็นมาตรฐานเป็นที่เชื่อถือของสังคม ปรับปรุงและพัฒนามาตรฐานการควบคุม และปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้เป็นไปตามหลักอาชญาวิทยาและหลักทัณฑวิทยา การนําเทคโนโลยี และอุปกรณ์เสริมความมั่นคงมาช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการควบคุมรักษาความปลอดภัย และระงับเหตุร้าย เป็นต้น ท่านประธานครับ ที่ผมได้แถลงไปเมื่อสักครู่ก็เป็นญัตติที่ท่านนริศ ขํานุรักษ์ และกระผมเองได้ยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้ให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา ความสําคัญและปัญหาที่เราเจออยู่ในขณะนี้ที่เรือนจํา แล้วก็ทัณฑสถานทั่วประเทศนั้น มีความแออัด อย่างที่เพื่อนสมาชิกครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวีระกร คําประกอบ ท่านก็ได้เรียน กับท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกครับว่าวันนี้ทัณฑสถานแล้วก็เรือนจํานั้นมีปริมาณ ผู้ต้องขังเกินสภาพจากความสามารถที่เรือนจํานั้นจะได้รองรับผู้ต้องขัง ทําให้ปัจจุบันนี้ มีปัญหาเยอะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพอนามัยของผู้ต้องขัง แน่นอนครับการเป็น ผู้ต้องขัง สิทธิในการเรียกร้องของผู้ต้องขังนั้นก็น้อยกว่าคนทั่วไป การที่ผู้ต้องขังจะออกมา เรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ การกิน การดํารงชีวิตในเรือนจํานั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องด้วยตนเองนั้นได้ต้องคําพิพากษาจําคุก แต่สิทธิของความเป็นมนุษย์ยังคงอยู่ติดตัว เนื่องจากผู้ต้องขังนั้นก็คือคนคนหนึ่งที่วันหนึ่งได้หลงกระทําความผิด แล้วศาลนั้นได้ลงโทษ ฉะนั้นสิ่งที่สําคัญก็คือการดูแลสิทธิประโยชน์ แล้วก็ความเป็นอยู่ในเรือนจําให้ผู้ต้องขังนั้น ได้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ ให้ผู้ต้องขังนั้นได้เข้ามาใช้ชีวิตกับ พี่น้องประชาชนที่ทํามาหากินอย่างสุจริตได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นสิ่งสําคัญที่รัฐบาล จะต้องให้กรมราชทัณฑ์ได้ดํารงพันธกิจนี้ให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเรือนจํา การที่เรา สามารถปรับปรุงคุณภาพของเรือนจําได้ ทัณฑสถานได้ ให้บุคคลเหล่านั้นได้กลับมาใช้ชีวิต ได้ปกติเป็นสิ่งสําคัญครับท่านประธาน ถ้าเรือนจําที่มีสภาพแออัด หลายคนที่ต้องขังแล้วต้อง เสียชีวิตในเรือนจํา เนื่องจากสภาพของเรือนจํานั้นไม่สามารถที่จะรองรับผู้คนได้หรือนักโทษได้ อันนี้เป็นสิ่งสําคัญที่รัฐบาลจะต้องดําเนินการแก้ไขปัญหา ฉะนั้นการที่ท่านนริศ ขํานุรักษ์ และผมเองได้ร่วมกันเสนอญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาการแก้ไขปัญหาเรือนจําหรือทัณฑสถานทั่วประเทศนั้น เป็นเรื่องที่เราขอให้ ทางรัฐบาลได้มาดูแลสิทธิของผู้ต้องขังที่มีอยู่ ถึงแม้ว่าเขาจะกระทําความผิดในช่วงหนึ่ง ของชีวิต แต่เขาก็คือคนคนหนึ่งครับ เป็นคนไทยที่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม แล้วก็ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ฉะนั้นกระผมในนามของท่านนริศ ขํานุรักษ์ ด้วย จึงขอให้ สภาแห่งนี้ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อปรับปรุงการบริหารงานราชทัณฑ์ของประเทศ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไป เป็นญัตติของท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ครับ🔗
๕.๑๔ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหานักโทษล้นเรือนจํา (นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม เป็นผู้เสนอ)🔗
ขอเชิญ ท่านอุบลศักดิ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ มวลสมาชิก พรรคเพื่อไทยจํานวนมากให้ความสําคัญกับผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจํา จึงได้ร่วมกันยื่นญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหา นักโทษล้นเรือนจํา🔗
ปัจจุบันนักโทษในเรือนจํานั้นมีปัญหาสําคัญ ปัญหาของรัฐบาล ท่านประธานครับ ท่านทราบไหมว่ากรมราชทัณฑ์ซึ่งมีภารกิจในการควบคุมดูแลนักโทษที่ถูกคุมขัง นํามาซึ่ง ปัญหาหลาย ๆ ด้าน จํานวนผู้ถูกคุมขังท่านทราบไหมว่าขณะนี้มีไม่น้อยกว่า ๓๘๐,๐๐๐ คน ซึ่งอยู่ใน ความรับผิดชอบของเรือนจํา ซึ่งมีอยู่ทั้งประเทศ ๑๕๓ เรือนจําทั่วประเทศ โดยกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้ดูแล เกินความสามารถที่จะควบคุมดูแลได้ ห้องนอนหรือเตียงนอนมีทั้งหมดประมาณ ๒๒๐,๐๐๐ เตียง แต่นักโทษมีไม่น้อยกว่า ๓๘๐,๐๐๐ คน ถามว่าจะนอนกันอย่างไร จะพักอย่างไร อีกจํานวน ๑๖๐,๐๐๐ คนไม่มีที่นอน จะนอนตรงไหนท่านประธานลองนึกภาพ ดูเองก็แล้วกัน วันนี้ต้องยอมรับว่าเรือนจําของประเทศไทยนั้นอยู่ติดอันดับ ๖ ของโลก ซึ่งมีนักโทษจํานวนมาก ถ้าในเอเชีย (Asia) อยู่ในอันดับ ๓ ผมอยากกราบเรียนว่าวันนี้ ถ้าเปรียบเทียบอัตราต่อเจ้าหน้าที่ ๑ : ๓๓ ท่าน เกิดปัญหาในการปกครองและการก่อปัญหา ในทางการปฏิบัติ ปัญหาการจลาจล ผู้ต้องขังแหกเรือนจํา ปัญหาด้านสุขภาพอนามัย ปัญหา สุขภาพจิต ติดเชื้อโรคได้ง่าย การอบรมฟื้นฟูแก้ไขพฤติกรรมซึ่งมีงบประมาณไม่เพียงพอ ท่านทราบไหมว่าวันนี้งบประมาณกระทรวงยุติธรรมมีทั้งหมดประมาณ ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้น ต้องกราบเรียนว่าพฤติกรรมดังกล่าวนั้นมีนักโทษที่ทําความผิดซ้ํา ๆ ซาก ๆ เข้า ๆ ออก ๆ นักโทษชั้นดีก็มีโอกาสได้ปล่อยให้พ้นโทษ แต่อย่างไรก็ตามปัญหาต่าง ๆ ที่สะสมมาอย่างช้านาน ต้องยอมรับความจริงว่านักโทษเขากระทําความผิดจริงหรือไม่ เนื่องจากว่ากฎหมายประเทศไทยเรานั้นถ้าหากว่าไม่สามารถหาพยานมาหักล้างในการ ดําเนินคดีได้ แน่นอนครับติดคุกแน่ จะสังเกตได้ว่าวันนี้คนจนเท่านั้นที่มีโอกาสติดคุก คนรวย ไม่มีโอกาสติดคุก เพราะคุกหรือเรือนจําสร้างไว้ให้สําหรับคนจนเท่านั้นเป็นที่ประจักษ์ชัด ผมอยากกราบเรียนว่าวันนี้ท่านทราบไหมว่าอาหารในเรือนจําหรือนักโทษของทางทหาร วันหนึ่งประมาณ ๗๕ บาท แต่นักโทษที่อยู่ในเรือนจําได้วันละประมาณ ๔๕ บาท แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ถึงครับ ถามว่าวันหนึ่งมื้อหนึ่งกินไม่ถึง ๒๐ บาท กินอะไรครับ กระดูกหมูยังไม่มีโอกาสเลย ใช้ราดเอา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นประจักษ์เห็นชัดว่าถ้าหากการควบคุมหรือการบริหารจัดการ เป็นอย่างนี้ ผมต้องเรียนว่างบประมาณมีจํากัด ผมก็ต้องขอชมท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ท่านมีนโยบายหลายนโยบายแต่ไม่สามารถจะทําได้ เพราะขาดปัจจัย เรือนจํามีอยู่ร้อยกว่าเรือนจํา แออัดอยู่ในเมือง อยู่ในที่ชุมชน แทนที่จะสร้าง เรือนจําออกไปนอกเมือง ทั้งอากาศ เมื่อสักครู่นี้ท่าน ส.ส. วีระกรได้นําเรียนไปแล้วว่า เมืองนอก ต่างประเทศ ท่านทราบไหมว่าเขาคิดว่าคนที่ถูกต้องโทษนั้นไม่ใช่อาชญากรรม แต่โอกาสในจังหวะหนึ่งที่เขาผิดพลาดหรือประมาทเลินเล่อทําให้ต้องโดนต้องคดี แน่นอนที่สุดครับ แต่เขาเป็นโจรโดยสันดานหรือไม่ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ ในขณะเดียวกันเมื่อเข้ามาอยู่ในเรือนจําแล้ว แทนที่จะหาความรู้ให้นักโทษหรือผู้ที่อยู่ในเรือนจํานั้นได้ศึกษาหาความรู้ เช่นเอาอาจารย์ ไปสอนภาษาอังกฤษ หรือสอนวิชาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือนจําที่จังหวัดลพบุรี ผมในฐานะที่เป็นนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา ผมเอาอาจารย์อาชีวศึกษาเข้าไปสอน ในเรือนจํา ปีหนึ่งนักโทษสามารถจบได้ไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คน สร้างอาชีพให้เขา ที่ผ่านมานั้น ท่านทราบไหมอยู่กันอย่างไร อด ๆ อยาก ๆ อาหาร ๔๐ บาท ๕๐ บาท มันจะพอกินไหม ผมอยากกราบเรียนว่าวันนี้อยากเห็นรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ทรัพยากรบุคคลได้มีชีวิต อย่างดีกว่าปัจจุบัน อย่างน้อยถ้าหากว่าขาดอาหาร ออกจากเรือนจําไปสติปัญญาสมอง อาจจะเป็นภาระให้กับรัฐบาลอีก แต่ถ้าหากว่าจะไปฝึกฝนนักโทษทั่วประเทศให้มีการศึกษา อบรม เรียนเพิ่มวิทยฐานะ ออกไปเขาก็มีงานทําครับ ถึงกราบเรียนว่าวันนี้ถ้าหาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะใช้นโยบายของผมเรามีอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ๔๘๐ วิทยาลัย มีอยู่ทุกจังหวัด เกือบทุกอําเภอ สามารถจะประสานงานกับผู้บัญชาการเรือนจํา เปิดโอกาสให้อาจารย์เข้าไปสอนวิชาอาชีพได้ บางท่านจบถึงปริญญาตรีก็มี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ อยากเห็นนักโทษของประเทศไทยเมื่อออกจากเรือนจําแล้วเขาก็มีอาชีพ มีฐานะ สามารถยังชีพ ตัวเองและครอบครัวได้ เมื่อออกไปแล้วไม่มีสติปัญญา สมองก็มึน อาหารก็ไม่เพียงพอต่อการ จะชุบชีวิตตัวเอง แน่นอนสมองอาจจะเสื่อมก็เกิดปัญหา ความรู้อาจจะลืม เพราะฉะนั้น ต้องให้ความรู้เติมเต็ม และสุขภาพอนามัยต้องมีความสมบูรณ์ เพียงแต่ไปกักบริเวณเพื่อที่เขา ได้กระทําการโดยมิชอบในสังคม ผมไม่อยากเห็นว่านักโทษคืออาชญากร ท่านเห็นไหมครับว่า นักโทษบางคน อย่างเช่นตัวอย่างที่ผ่านมาที่จังหวัดชัยภูมิคุณอ้วนหรืออย่างไร ข่มขืน แล้วเข้าออกคุก เข้าออก ออกเข้าอยู่อย่างนี้ แทนที่หมอจิตวิทยาไปศึกษา ไปสอน ไปให้ความรู้ และเรียนรู้ว่าก่อนที่จะออกจากเรือนจําได้นั้น ควรจะเช็ก (Check) ตรวจสอบสุขภาพว่า สติปัญญาเป็นอย่างไร ออกแล้วไม่ไปทําความผิดอีก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเห็นว่างบประมาณเพียง ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท มีเจ้าหน้าที่อยู่ประมาณหมื่นกว่าคนพอไหมครับ แน่นอนท่านรัฐมนตรี อาจจะมีสติปัญญา มีมันสมอง มีความคิดอันเลอเลิศ แต่มันทําไม่ได้ อยากเห็นว่าวันนี้รัฐบาล ได้สร้างเรือนจําเพิ่มขึ้นให้เขาอยู่อย่างมีความสุข สุขภาพอนามัยที่ดี เพียงแต่กักบริเวณ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงนักโทษในเรือนจํา ไม่ใช่เป็นอาชญากร ตลอดชีวิต เขาถูกตราบาปว่าเป็นอาชญากร ออกไปในสังคมเขาอยู่ได้อย่างสง่างามเหมือน ทุกคนที่เขามีโอกาสผิดพลาดไปในช่วงวัยหนึ่งที่เขาเกิดผิดพลาดในชีวิตของเขาให้กลับมาเป็น บุคคลที่ดี ผมหวังว่าการที่ผมและคณะได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา เรื่องนี้เหมือนต่างประเทศ นักโทษเขามีการศึกษา มีการเรียน มีอบรม ออกไปก็มีงานทํา ของเราออกไปวนกลับอีกไม่มีอาชีพ ออกไปไม่รู้จะหากินอย่างไรก็กลับไปกระทําความผิดอีก ซ้ํา ๆ ซาก ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมมั่นใจว่าสภาแห่งนี้จะเห็นความสําคัญนักโทษในเรือนจําที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์หาพยานหลักฐานมาหักล้างไม่ได้ จําเป็นต้องถูกดําเนินคดีเพราะ ความยากจน ผมต้องขอกราบพระคุณท่านประธานที่กรุณาได้บรรจุญัตติของผม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย หัวใจคือประชาชน อยากเห็น นักโทษมีศักดิ์ศรีเหมือนมนุษย์ทุกคนของประเทศไทย กราบขอบพระคุณครับ🔗
ฉบับต่อไป เป็นของท่านสาคร เกี่ยวข้อง🔗
๕.๑๔๔ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาเรื่องแนวทางการย้ายเรือนจําออกจากเขตชุมชนเมือง (นายสาคร เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอ)🔗
ท่านได้มอบหมายให้ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ เป็นผู้นําเสนอ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านสาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ผมได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องแนวทางการย้ายเรือนจําออกจากเขตชุมชนเมือง🔗
สาระที่ยื่นญัตติในครั้งนี้ก็คือกรมราชทัณฑ์มีภารกิจในการควบคุมผู้ต้องขัง ให้เป็นไปตามคําพิพากษาของศาล และแก้ไขฟื้นฟูพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังเพื่อคืนคนดี สู่สังคม กรมราชทัณฑ์ถือเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่มีอํานาจในการดูแล ผู้กระทําความผิดทั้งในระหว่างที่มีการพิจารณาคดีและเมื่อมีการตัดสินโทษ กล่าวคือเมื่อศาล ได้พิจารณาให้ฝากขังผู้ต้องหาซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดีแล้ว พนักงานสอบสวนก็จะนําส่งที่ เรือนจําตามเขตอํานาจศาล เป็นการฝากขังระหว่างพิจารณาคดี และเมื่อผู้ต้องหาได้รับ การตัดสินโทษประหารชีวิตจําคุกหรือกักขัง จะต้องอยู่ในเรือนจําหรือทัณฑสถานเพื่อ ดําเนินการควบคุมตามหลักอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา รวมไปถึงการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทํา ความผิด การพัฒนาพฤตินิสัยและการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย เพื่อกลับคืนสู่สังคม ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์มีเรือนจําและทัณฑสถานรองรับทั้งสิ้น ๑๔๓ แห่งทั่วประเทศ สภาพแวดล้อมและแนวคิดวิธีการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและสถานการณ์การก่ออาชญากรรม ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ส่งผลอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพการควบคุมผู้ต้องขัง และพัฒนาพฤตินิสัยอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเรือนจําหลายแห่งมีอายุการใช้งาน มานาน และบางแห่งได้เปิดทําการมาแล้วมากกว่าร้อยปี ทําให้ไม่สามารถรองรับการควบคุม ผู้ต้องขังตามมาตรฐานขั้นต่ําและสิทธิพื้นฐานของผู้ต้องขังอย่างเหมาะสมตามมาตรฐาน สากลได้ และด้วยทิศทางนโยบายที่เปลี่ยนแปลงสู่การมุ่งการบําบัด แก้ไขฟื้นฟูและพัฒนา พฤตินิสัย เรือนจําและทัณฑสถานในปัจจุบันไม่สามารถจัดกิจกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันงานราชทัณฑ์กําลังเผชิญกับปัญหากระแสการเปลี่ยนแปลงสําคัญ ได้แก่ ปัญหา ผู้ต้องขังล้นเรือนจํา ซึ่งปัจจุบันกรมราชทัณฑ์มีผู้ต้องราชทัณฑ์อยู่ในความดูแลประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน แต่เรือนจําและทัณฑสถานมีพื้นที่ความจุมาตรฐานเพียง ๑๙๐,๐๐๐ คน เท่านั้น ทําให้เรือนจําและทัณฑสถานทุกแห่งอยู่ในสภาพการควบคุมเกินความจุ ซึ่งขนาด ประชากรดังกล่าวทําให้การดําเนินการในการบําบัดฟื้นฟูและแก้ไขพฤตินิสัยไม่สามารถ ดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรไม่สามารถจัดให้กับ ผู้ต้องขังทุกคนอย่างเหมาะสม และพื้นที่ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมยังไม่เพียงพอเนื่องจาก ต้องให้ผู้ต้องขังอยู่อาศัยและประกอบกิจกรรมอื่นด้วย เพื่อให้การปฏิบัติด้านการควบคุมและ การแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยสามารถดําเนินการได้ตามมาตรฐาน จึงมีความจําเป็นที่จะต้อง ก่อสร้างเรือนจําหรือทัณฑสถานให้มีพื้นที่เพียงพอต่อจํานวนผู้ต้องขังอย่างเหมาะสม🔗
ส่วนปัญหาการพัฒนาเมืองและสภาพภูมิประเทศโดยเรือนจําและทัณฑสถาน ส่วนใหญ่จะมีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทและอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง เว้นแต่เรือนจําที่จะมีที่ตั้งอยู่ ใกล้ศาลหรือเพื่อความสะดวกในกระบวนการพิจารณาคดี แต่ปัจจุบันพื้นที่รอบเรือนจํา ได้มีการพัฒนากลายเป็นพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสําคัญของพื้นที่ อาทิ อาคารหน่วยงาน ราชการในจังหวัด สวนสาธารณะ หรือแม้แต่พื้นที่สนับสนุนการท่องเที่ยว ทําให้ประชาชน ที่อยู่อาศัยรู้สึกวิตกกังวลต่อการที่มีที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้กับเรือนจํา นอกจากนี้ด้วยมาตรการ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและสิ่งของต้องห้ามในเรือนจํา ทําให้เทคโนโลยีเสริม ความมั่นคงบางประเภทกระทบต่อชีวิตของประชาชน เช่น เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ สําหรับกระแสความคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขัง โดยที่กระแสเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชนได้เติบโตขึ้นอย่างมากและมีความสําคัญในฐานะที่เป็นประเด็นร่วมของ ประชาคมโลก และในกระบวนการยุติธรรมได้มีการเน้นถึงกระบวนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง อย่างเหมาะสมและองค์การสหประชาชาติได้มีการออกแนวทางมาตรฐานขั้นต่ํามาใช้เป็น เครื่องมือในการกํากับ สําหรับประเทศสมาชิกในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังด้วยสิทธิมนุษยชน มีมาตรฐานขั้นต่ําขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง และข้อกําหนด สหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจํา หรือข้อกําหนดกรุงเทพฯ ซึ่งการมีพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมและเพียงพอต่อความเป็นอยู่ การจัดกิจกรรมขั้นพื้นฐานทําให้ เรือนจําหรือทันฑสถานที่อยู่ในโครงสร้างรูปแบบเก่าไม่สามารถขยับพัฒนาให้การปฏิบัติ ตามมาตรฐานดังกล่าวดําเนินงานได้อย่างเต็มศักยภาพ ด้วยเหตุนี้จึงขอเสนอญัตติดังกล่าว มาให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องแนวทางการย้ายเรือนจํา ออกจากเขตชุมชนเมืองตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ซึ่งผมจะขอชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมในที่ประชุมนี้ ท่านประธานครับ ผมก็อ่านญัตติ ตามวิธีปฏิบัติของการเสนอญัตติในสภาผู้แทนราษฎรให้ที่ประชุมได้รับทราบ สาระสําคัญของ ญัตตินี้ผมเชื่อว่าพวกเราคงประจักษ์ว่าเรือนจําที่ตั้งมานานกว่า ๑๐๐ ปีหลายแห่งนั้น อยู่ในสภาพที่จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา หลายสิบปี ผมจะนําหนังสือเข้าไปมอบให้ตามเรือนจําต่าง ๆ อยู่เป็นประจํา เป็นหนังสือ ที่รวบรวมมาจากเพื่อนสํานักพิมพ์ต่าง ๆ เนื่องจากผมเป็นคนอ่านหนังสือ เป็นคนเขียนหนังสือ เพราะฉะนั้นก็จะมีเพื่อนฝูงอยู่ตามสํานักพิมพ์ต่าง ๆ ก็จะไปรวบรวมหนังสือแล้วก็นําไป มอบให้ตามเรือนจํา ทุกครั้งที่นําไปมอบให้ตามเรือนจําเจ้าหน้าที่ก็จะพาผมไปชมบางส่วน ที่สามารถเข้าไปได้ จะไปดูสภาพภายในเรือนจําต่าง ๆ หลายครั้ง เฉพาะส่วนที่ผม สามารถเข้าไปดูได้ก็เห็นสภาพของเรือนจําว่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างมาก กราบเรียนท่านประธานว่าสภาพเรือนจําโดยทั่วไปที่เราประสบพบเห็นนั้นก็จะอยู่ในสภาพ ที่มีความแออัดยัดเยียด มีผู้ต้องหาต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจําจํานวนมาก นักโทษ จํานวนมากนั้นแน่นอนที่สุดครับ ในอดีตเราอาจจะหวังให้เขาหลาบจําด้วยการมีที่อยู่ที่ไม่ต้อง ดีมากนักเพื่อไม่อยากจะกลับเข้ามาอยู่อีก แต่ผมคิดว่าในปัจจุบันคนที่เข้าไปอยู่ในเรือนจํานั้น ท่านประธานก็คงทราบดีว่ามีหลายประเภทมากและมีคนจํานวนไม่น้อยที่เขาไม่น่าที่จะต้อง เข้าไปอยู่เรือนจําจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม จะด้วยสาเหตุของกระบวนการยุติธรรม ที่ขาดตกบกพร่อง จะด้วยสาเหตุของความเหลื่อมล้ําในสังคม ด้วยสาเหตุทางเศรษฐกิจ หรืออะไรก็ตาม เมื่อเขาเข้าไปอยู่ในเรือนจําแล้ว เขาออกมาเขาควรจะเป็นคนดีของสังคม จะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แต่เราก็พบว่ามีหลายครั้งคนจํานวนไม่น้อย ก็ต้องกลับเข้าไปอยู่ในเรือนจําอีก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรือนจําควรจะเป็นที่ที่สร้างคนดี ให้กับสังคม สร้างคนเพื่อให้เขากลับมาเป็นบุคคลซึ่งสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติในสังคมต่อไป ท่านสาคร เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผู้ยื่นญัตตินี้คนหนึ่งนะครับ รวมทั้ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ อีกจํานวนมากได้เป็นผู้รับรองญัตตินี้ ท่านสาครได้เล่าให้ผมฟังว่าที่จังหวัดกระบี่เรือนจํานั้น อยู่กลางเมืองแวดล้อมไปด้วยโรงเรียน และแน่นอนที่สุดครับ เรือนจําที่อยู่กลางเมืองนั้น ท่านประธานคงนึกภาพออกว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ใกล้เรือนจํานั้นจะมีสภาพชีวิตและจิตใจ อย่างไร เมื่อสักครู่ที่ผมอ่านญัตติให้ท่านประธานฟัง ท่านประธานก็จะเห็นว่าบ้านเรือน พี่น้องประชาชนที่ไปอยู่ใกล้เรือนจํามาก ๆ หลายครั้งถูกตัดโทรศัพท์ เพราะเรือนจําบางที เขาตัดสัญญาณโทรศัพท์เพื่อป้องกันเรื่องยาเสพติด พี่น้องประชาชนที่อยู่รอบเรือนจําก็ได้รับ ผลกระทบไปด้วย อันนี้เป็นสาเหตุส่วนหนึ่ง แต่สภาพจิตใจ สภาพความเป็นอยู่ของคนที่อยู่ใกล้ เรือนจํานั้น ผมเชื่อว่าคงไม่อยู่ในสภาพที่มีความสุขแน่นอน เพราะฉะนั้นเรือนจําที่อยู่ในเมืองนั้น ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้ควรหาที่ให้ออกไปอยู่นอกเมือง โดยเฉพาะที่จังหวัดกระบี่เป็นเมืองท่องเที่ยว เราควรจะนําเรือนจําออกไปสู่นอกเมือง แล้วก็ทําที่ที่เป็นเรือนจําในปัจจุบันให้เป็นสวนสาธารณะหรือทําให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ขึ้นมาใหม่ ให้มีแลนด์มาร์ก (Landmark) ที่จะทําให้คนได้มาเที่ยวจังหวัดกระบี่เพิ่มมากขึ้น ผมคิดว่าก็จะมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ท่านสาคร เกี่ยวข้อง ได้บอกผมว่าที่จังหวัดกระบี่นั้น กรมราชทัณฑ์มีที่ดินอยู่แล้ว อยู่นอกเมืองประมาณ ๔๕ ไร่ เพราะฉะนั้นถ้าเราย้ายเรือนจํานี้ ออกไปนอกเมือง ที่ ๔๕ ไร่นั้นผมว่าเพียงพอที่จะสร้างเรือนจําขึ้นมา เพราะฉะนั้น นอกเหนือจากมาตรฐานเรือนจําโดยทั่วไป ซึ่งควรอยู่ในสภาพที่เหมาะสม เพื่อที่จะรองรับ ในการพัฒนาคน ในการเปลี่ยนแปลงคนให้กลับมาสู่สังคม เป็นคนดีของสังคมแล้ว เราก็ควรจะ ทําให้เรือนจํานั้นเป็นที่ที่ไม่ส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในจังหวัดนั้น ๆ ด้วย จึงขอฝากให้ที่ประชุมนี้ช่วยพิจารณาในญัตตินี้ด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปเป็นญัตติของท่านสฤษฏ์พงษ์ครับ🔗
๕.๑๕๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการย้ายเรือนจําออกจากเขตชุมชนเมือง (นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอ) (เรื่องตามระเบียบวาระหมายเลข ๕.๑๔๙-๕.๑๕๓ ค้างมาจากการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๒๐ (สมัยสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓)🔗
เชิญท่านสฤษฏ์พงษ์นําเสนอครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ ๒ ด้วยเหตุที่เพื่อนสมาชิกได้ยื่นญัตติให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในเรื่องของการย้ายเรือนจําออกจากเขตชุมชนเมือง ในประเด็นของผมในจังหวัดกระบี่ กราบเรียนท่านประธาน เรือนจําจังหวัดกระบี่เปิดเมื่อปี ๒๔๙๖ จนถึงปัจจุบัน ๑๓๓ ปีแล้ว ความจุของเรือนจําที่ใช้มาตรฐานนักโทษ จุได้ไม่เกิน ๑,๗๕๐ คน แต่ปัจจุบันนี้เรือนจํา จังหวัดกระบี่มีนักโทษ ๒,๙๐๐ คน ในจํานวนพื้นที่ดิน ๔ ไร่ ขอภาพสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ🔗
เมื่อไม่กี่วันนี้นะครับ พี่น้องญาติของ ผู้ต้องหาไปเยี่ยม ในพื้นที่หน้าเรือนจําจังหวัดกระบี่อยู่ในตัวเมือง ในเขตเทศบาลแล้วก็ ช่องทางด้านหน้าเรือนจําเป็นถนนทูเวย์ (Two way) ๒ ช่องการจราจร สิ่งสําคัญที่สุด แวดล้อม ๓๖๐ องศาของเรือนจํากระบี่ ด้านหน้าเป็นโรงเรียนอํามาตย์พานิชนุกูล เป็นโรงเรียนประจําจังหวัด มีเด็กนักเรียน ๓,๐๐๐ คน อยู่ทางด้านทิศใต้ไปเป็นโรงเรียน อิศรานุสรณ์ เป็นเด็กตั้งแต่อนุบาลจนถึง ป. ๖ มีเด็กนักเรียน ๒,๙๐๐ กว่าคน ฝั่งตะวันออก ของเรือนจําเป็นโรงเรียนอุตรกิจ มีเด็กนักเรียนประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ คน ด้านหลังของเรือนจํา เป็นทิศตะวันตก เป็นโรงเรียนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและเป็นศูนย์ราชการรอง ติดกับเรือนจํา ล้อมรอบเป็นสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพราะฉะนั้นในพื้นที่เรือนจํา จังหวัดกระบี่ ถ้าเราจะมองในบริบทรอบ ๆ ด้านหลังยังมีพื้นที่เหลืออยู่ประมาณ ๒ ไร่ เพราะฉะนั้นอันนี้ผมเคยหารือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ท่านก็เอาใจใส่ดีในเรื่องของการที่จะหาวิธีการในการผลักดันเพื่อที่จะ ๑. ขยายเรือนจําไปก่อน โดยใช้งบประมาณน่าจะประมาณสัก ๓๐๐ ล้านบาท เพื่อลดความแออัดของนักโทษ วันนี้นักโทษโดยมาตรฐานสากล ๑ คนนักโทษ โดยสากลต้องใช้พื้นที่ ๗.๕ ตารางเมตร แต่ในประเทศไทยนักโทษ ๑ คน ใช้พื้นที่ ๒.๒๕ ตารางเมตร แต่ในขณะเดียวกันพอนักโทษเยอะขึ้นต้องมีสภาพเตียงเป็น ๒ ชั้น จะเห็นได้จากภาพสไลด์ (Slide) อันนี้เป็นนักโทษผู้หญิงนะครับ ถ้านอนหงายธรรมดาก็จะไม่พอต้องนอนตะแคง พอมากเข้า ๆ จากนอนตะแคงก็ต้องงอเข่า มากกว่างอเข่าก็ต้องนั่งหลับเป็นเวรหมุนเวียนกันไป สภาพในเรื่องของผู้ต้องขังก็คงจะไม่แตกต่างกันมาก แต่พอเรามาดูสถิติในส่วนของ จังหวัดกระบี่เคยมีการศึกษาสร้างเรือนจําใหม่เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว แต่ปรากฏว่าด้วยเหตุประการใด ผมไม่ทราบงบประมาณก็ตกไป โดยที่ดินเรือนจําจังหวัดกระบี่ได้ขึ้นเป็นที่ น.ส.ล. น.ส.ล. คือ หนังสือที่หลวง มีพื้นที่ ๗๘ ไร่ อยู่ที่บ้านบางขนุน ห่างจากตัวเมืองประมาณสัก ๕ กิโลเมตร จากศาล เนื่องจากว่าเรือนจําจะต้องมีกฎหมายว่าจะต้องห่างจากศาลจังหวัดกี่กิโลเมตร ถ้าจําไม่ผิดน่าจะอยู่ที่ไม่เกิน ๒๐ กิโลเมตรอะไรประมาณนี้แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นได้ ซึ่งในขณะนี้ น.ส.ล. ที่หลวงที่สงวนเอาไว้เพื่อที่จะสร้างเรือนจํา ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรือนจําชั่วคราวที่อยู่ใน ถนนเพชรเกษม ตรงนี้มีพี่น้องประชาชนเข้าไปบุกรุกบางส่วนแล้ว เพราะฉะนั้นก็เป็นที่ น่าเสียดายว่าที่ดินสงวนเอาไว้เพื่อที่จะสร้างเรือนจํานั้นก็ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ๒,๙๐๐ คนนักโทษหรือทั่วประเทศ มีตาราง ด้วยว่านักโทษในประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ที่ ๓๗๙,๒๗๔ คนในภาพรวม ตรงนี้ ถ้าท่านประธานสังเกตเห็น ผู้ต้องขังจะเป็นผู้ต้องขังที่อยู่ในความผิดของพระราชบัญญัติ ยาเสพติดถึง ๗๙.๘๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ๓๐๒,๘๔๙ คน ที่เป็นนักโทษยาเสพติด ท่านประธานลองดูลึกเข้าไปอีกว่าบริหารการจัดการนักโทษ วันนี้กระบวนการยุติธรรม ระหว่างตํารวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์นั้น ปรากฏว่าเป็นตัวเลขที่น่าสงสัยและเป็นที่ น่าสังเกตว่าผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณา ระหว่างอุทธรณ์ ฎีกามีถึง ๕๐,๕๕๑ คน ท่านประธานลองนึกในใจว่าถ้าเรามีกระบวนการ ๕๐,๐๐๐ กว่าคนนี้ มีกระบวนการ ให้ประกันหรือว่าใช้ระบบในเรื่องของผู้ต้องหาในการประกันตัวจะทําให้เรือนจํา ลดความแออัดลงทันที เพราะฉะนั้นในกระบวนการยุติธรรมตรงนี้มันบ่งบอกหลายมิติว่า ในกระบวนการประกันระหว่างอุทธรณ์ ฎีกา หรือในส่วนของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา พี่น้องประชาชนที่มีคดีนั้นยังมีความยากลําบากในเรื่องของหานายประกัน วันนี้ ก็เกิดอาชีพ ๑ อาชีพก็คือไปรับประกันก็ต้องขึ้นทะเบียนกัน อันนี้ก็ไม่ว่ากัน แต่ว่าถ้าเราจะ บริหารการจัดการด้วย ๒ เรื่อง เราจะทําอย่างไรให้ประเทศไทยเรานั้นสถิติในส่วนของยาเสพติด ลดลง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เรายังมีข้อสูญเสียจากนักโทษกลุ่มเหล่านี้ที่ไม่มีงานทํา แล้วยังถูกจองจํา แล้วก็ยังถูกติดคุก แล้วก็ยังไปเบียดในเรื่องของนักโทษอื่น ๆ ทําให้การบริหารในส่วนของ กระทรวงยุติธรรมมีความยากลําบาก เพราะฉะนั้นก็ต้องคิดว่าสถิติ ณ วันนี้คุกประเทศไทยแน่น ติดอันดับ ๖ ของโลก ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดีเลย อันดับ ๖ ของโลกถ้าเป็นลําดับที่รักษาโควิด (COVID) ได้ติดอันดับ ๑ ของโลกอย่างนี้มีชื่อเสียง ประเทศไทยเรามีชื่อเสียงในผลงานของ กระทรวงสาธารณสุข แต่ว่าผลงานในเรื่องของคนไทยเอาพี่น้องมีความผิด มีโทษติดอันดับ ๖ ของโลก โดยเฉพาะเป็นยาเสพติดมันสะท้อนถึงในเรื่องของนโยบายอื่นมากมาย การท่องเที่ยวอย่างนี้นะครับ ใครจะกล้าเข้ามาในเมื่อล้อมรอบบริเวณสังคมในพื้นที่มีแต่ นักโทษยาเสพติด ในขณะเดียวกันนักโทษที่พ้นโทษมาแล้วนั้นเป็นตัวเลขไม่น้อยทีเดียว ในการที่จะหมุนเวียนกระทําความผิดซ้ําขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นกระบวนการอยู่ในเรือนจํา ที่เรายกระดับพัฒนานักโทษให้มีความรู้ มีอาชีพ ออกมาแล้วเหมือนกับคนปกติและสังคมภายนอกยอมรับเขาได้ แสดงว่าวันนี้เรายังมี ความบกพร่อง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้กระผมก็ต้องฝากท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก ในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ดีหรือว่าจะส่งไปให้คณะกรรมาธิการสามัญที่เกี่ยวข้อง ในการพิจารณาก็คงจะต้องดูในประเด็นเหล่านี้ด้วย ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมที่ท่านมีนโยบายดี ๆ ใหม่ ๆ ที่ทําให้การบริหาร การจัดการในส่วนของเรือนจําทั่วประเทศ ณ วันนี้ดีขึ้นเยอะ เนื่องจากว่าในอดีตที่ผ่านมา ผมเคยไปบรรยาย เคยเข้าไปเยี่ยม เคยไปให้กําลังใจนักโทษในส่วนของทํากิจกรรม ไม่ว่า ในวันรพีก็ดี หรือว่าในวันอื่น ๆ ก็ดีนั้น เห็นได้ว่าวันนี้ในส่วนของด้านสุขภาพในเรื่องของ อาหารความสะอาดอะไรต่าง ๆ มีอีกมาก กลับมานิดหนึ่งก่อนจบท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของพื้นที่จังหวัดกระบี่ถ้าย้ายไม่ได้ก็ควรที่จะขยายไปยังมีพื้นที่ว่างอยู่ แล้วก็ต้องฝาก เพื่อนสมาชิก ต้องขอขอบคุณเพื่อนทุกคนที่ได้เซ็นญัตติให้ผมแล้วก็เพื่อนสมาชิก ส.ส. พรรคภูมิใจไทยก็มีความเห็นด้วยในเรื่องของการที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ ในเรื่องของศึกษาย้ายเรือนจําที่อยู่ในชุมชนมีความหนาแน่นเพื่อจะพัฒนาในเรื่องของ ราชทัณฑ์ให้มีสิ่งที่ดีขึ้นกับนักโทษ ขอบคุณมากครับ🔗
ผู้เสนอ ญัตติทั้ง ๕ ฉบับได้อภิปรายเสนอเหตุผลแล้วนะครับ ต่อไปเป็นท่านสมาชิกที่จะอภิปราย แสดงความคิดเห็นนะครับ เชิญท่านคารม ท่านแรก แล้วท่านนิกร ท่านเทียบจุฑา ท่านณัฐวุฒิ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จังหวัดร้อยเอ็ด สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกต บุญผะเหวด ประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ จังหวัดร้อยเอ็ดถ้าจะดูตามญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการปรับปรุงพื้นที่และสภาพภายในเรือนจําทั่วประเทศให้มีสภาพเหมาะสม รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหานักโทษล้นเรือนจํา การปรับปรุงการพิจารณางานราชทัณฑ์ ของประเทศและการย้ายเรือนจําออกจากเขตชุมชน ขอกราบเรียนท่านประธานว่าในญัตติ ที่ผมถืออยู่นี้อยู่ลําดับท้าย ๆ จังหวัดร้อยเอ็ดอยู่ลําดับที่ ๑๔ เรือนจําจังหวัดร้อยเอ็ดมี ๒ แห่ง อํานาจการควบคุมไม่เกิน ๒๐ ปี หมายความว่าในเรือนจํา มีผู้ต้องขังชาย ๓,๖๕๙ คน หญิง ๒๙๓ คน ความจุเต็มที่ของเรือนจํา ๑,๔๔๐ คน ผู้หญิงได้ ๑๓๐ คน จุเต็มที่เพิ่มอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังได้เพียง ๑,๘๗๒ คน หญิงก็ได้เพียง ๑๖๙ คน ท่านประธานทราบไหมครับ ผู้ต้องขังเกินไป ๗๓.๓๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานลองคิดตามผมว่าอยู่ได้อย่างไร ทั้งที่ความจริง จังหวัดร้อยเอ็ดมีเรือนจําชั่วคราวอยู่ที่ถนนรอบเมือง ตําบลหนองแวง อําเภอเมืองร้อยเอ็ด เป็นเรือนจําชั่วคราวสําหรับการฝึกอาชีพ สําหรับเรื่องที่พัฒนาผู้ต้องขัง ผมขออนุญาต กราบเรียนในฐานะที่เป็นนักกฎหมายว่าเรือนจําเป็นเรื่องทัณฑวิทยาส่วนหนึ่ง เป็นเรื่อง อาชญาวิทยาส่วนหนึ่ง หลัง ๆ มานี้โลกก็มองเรื่องสิทธิมนุษยชน ในทางพุทธเขาเรียกว่า ก็ต้องให้โอกาสแก้ไข ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องช่วยกันคิดต่อญัตตินี้ ผมจึงเห็นด้วยในการที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น ท่านประธานลองดูว่าขณะนี้ ผู้ต้องขังในเรือนจําทั้งหมด ๓๕๐,๐๐๐ คน หรือ ๓๗๐,๐๐๐ คนก็แล้วแต่ เพราะมี สมาชิกท่านอื่นอภิปรายแล้ว ผมเพียงแต่จะบอกว่างบประมาณแผ่นดิน สมมุติว่าดูแลผู้ต้องขังสัก ๑๐๐ บาทต่อวันต่อคน ท่านลองคิดดูตามผมนะครับ ปีหนึ่ง ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงินเหล่านี้แทนที่จะได้พัฒนาประเทศ แทนที่จะเอาไปช่วยบ้านเมืองในเรื่องอื่นเรากลับต้องมาช่วยผู้ต้องขัง ซึ่งจําเป็นต้องช่วย เพราะเขาก็ยังเป็นมนุษย์เป็นคนอยู่ แต่สิ่งที่อยากจะขออนุญาตกราบเรียนในสิ่งที่เคยพบ เรือนจําดี ๆ ที่เวลาผมเป็นทนายความผมไปเยี่ยมบริการดี ๆ เรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร เรือนจําต่างจังหวัดก็ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็คือว่าคนเข้าไปอยู่ที่เรือนจําเยอะ เป็นผู้ต้องขังเยอะ เหตุผลเพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะ ๑. มันมีปัญหาว่าหลักของการจําคุกผู้ต้องขัง เขามองอะไรบ้าง จริง ๆ การที่จะจําคุกคนคนหนึ่งมันต้องมองถึงเรื่องความร้ายแรง เป็นผู้กระทําความผิดโดยสันดาน แล้วก็ไม่ใช่เรียกหลักประกันแพงเกินไป แล้วก็เขาจะไปยุ่งเหยิง พยานหลักฐานไหม ผมไม่อยากพูดนะครับ วันนี้มีคําพูดให้มันจบที่เรือนจํา แล้วก็ให้มันจบ ที่รุ่นเรา คําพูดพวกนี้แม้ว่าอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นนี้ ไม่ควรจะพูด ไม่มีที่ไหนจบที่รุ่นเรา แล้วก็ไม่มีอะไรจบที่เรือนจํา ทุกอย่างต้องเดินไปหน้าต้องดูแลแก้ไข ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าเรื่องการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องก็ดี เรื่องการรอลงอาญาก็ดี การคุมประพฤติก็ดี การพักการลงโทษก็ดี การลดวันต้องโทษก็ดี มาตรการเหล่านี้ศาลต้องใช้ต่อคนที่ถูกกล่าวหา กระทําความผิดอย่างละเอียด ไม่ใช่ว่าเขาผิดแล้วก็ต้องเข้าเรือนจํา คนที่ฆ่าบุคคลอื่นถึงตาย ต้องเข้าเรือนจํา ทารุณโหดร้ายต้องเข้าครับ แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุ เพราะเหตุว่าทรัพยากรมนุษย์ ถ้าไปกองอยู่ตรงนั้นนอกจากงบประมาณแล้ว ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าผมรู้จัก นักโทษในภาคอีสานเป็นคนใกล้ตัว เป็นลูกของแม่บ้านทํางานที่บ้านผม ขอไม่ระบุจังหวัด ในภาคอีสานก็แล้วกัน จนอยู่แล้วนะครับ ทํานา ลูกอยู่ในเรือนจํายังมีเล่นการพนัน อันนี้ ต้องบอกจังหวัดที่มีเล่นอยู่นะครับ ลูกในเรือนจําไม่พอ จนอยู่แล้วยังต้องเอาเงินให้ลูก ในเรือนจําอีก เดือนหนึ่งเป็นหมื่นบาท อธิบดีกรมราชทัณฑ์ต้องตรวจสอบเรื่องนี้ ในจังหวัดใหญ่ ของภาคอีสานมีครับ บางทีผมก็ต้องมาให้สตางค์กับแม่บ้านเพราะเขาก็สงสารลูก อันนี้ เป็นเรื่องที่ต้องสะท้อนแล้วต้องฟัง ท่านข้าราชการกรมราชทัณฑ์ อธิบดีฟังอยู่ท่านไป ตรวจสอบ แล้วมีพยานยืนยันไม่กล่าวหาแน่นอน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนว่า เรือนจําที่แออัดอย่างนี้ การสร้างเรือนจําในสถานที่มันมีพื้นที่ อย่างจังหวัดร้อยเอ็ดท่านลองดูครับ อันนี้เป็นข้อมูลซึ่งผมไม่ใช่คนยื่นญัตติแต่อันนี้จริง ก็ย้ายออกไปจากตัวเมือง เรือนจําจังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ใกล้โรงพยาบาลจังหวัดร้อยเอ็ด อยู่กลางเมืองแน่นอน อยู่ถนนสุริยเดชบํารุง ไปชายขอบ ไปแถว ๆ ทุ่งกุลาซึ่งมีพื้นที่ว่างเป็นที่สาธารณะได้ไหม อยู่ในกฎเกณฑ์ที่มาศาลก็ได้ อย่างที่ ท่านองอาจบอกว่าตัดสัญญาณโทรศัพท์ ไม่ต้องไปตัดสัญญาณคนที่อยู่ใกล้ด้วย แล้วอีกอย่าง ก็ต้องขอกราบเรียนไปยังศาลยุติธรรมด้วยว่าเวลาคดีระหว่างอุทธรณ์ ฎีกา เรียกหลักประกัน ให้มันน้อย ๆ หน่อยเขาจะได้ประกันตัวไม่ต้องเข้าเรือนจํา ชาวบ้านที่ผมรู้จักต้องเสียเงินเช่า หลักประกันบางทีเป็นแสนบาทเพื่อจะให้ลูกเขาออกมา แล้วบางอย่างก็ต้องดูพฤติการณ์ แห่งคดี ถ้าอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ฎีกาอย่างที่บอก หรือว่าดูแล้วเขาไม่หลบหนีก็ไม่ควรที่จะให้ ไปอยู่ในเรือนจํา เพราะเหตุว่าการอยู่ในเรือนจําก็ทุกข์ที่สุดแล้ว ทุกข์ต่อไปก็คือเสียชีวิต เท่านั้น จึงกราบเรียนว่าต่อญัตตินี้ผมเห็นด้วยที่จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ท่านนิกร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ผมขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับญัตติเสนอให้มีการศึกษาปรับปรุงเรือนจํา หลายญัตติที่เสนอขึ้นมา เห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญ ประเด็นผมก็คือจะเน้นไปเรื่องความสัมฤทธิ์ของระบบราชทัณฑ์ ผมเคยศึกษาเรื่องนี้มาตอนช่วงเป็นกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมของสภาเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ปัญหาก็ยังใกล้เคียงเหมือนเดิม ผลสัมฤทธิ์สุดท้ายที่สําคัญจากที่เราศึกษาเข้าไปในเรือนจําเกี่ยวกับสวัสดิภาพของนักโทษ คือโดยรวมวันนั้นเป็นแบบนี้ วันนี้ก็ยังเป็นแบบนี้ ผมหวังว่าท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ท่านณรัชต์ เศวตนันทน์ จะฟังอยู่ ผมรู้จักกับท่านแต่ว่าตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นอธิบดี ก็ไม่มีโอกาสได้เสนอความเห็นนี้ ที่สําคัญผลสัมฤทธิ์สุดท้ายของระบบราชทัณฑ์หรือระบบตรงนี้ ของศูนย์เกี่ยวกับทัณฑสถานต่าง ๆ คือทําให้คนที่เข้าไปสู่ระบบกลับออกมาเป็นคนที่ดี หมายความว่าถ้าอยู่ก็ต้องอยู่จนดีขึ้น หรืออยู่จนเพียงพอ หรือออกมาก็สามารถกลับไปสู่ สังคมได้ ถ้าเราเป็นสังคมเดียวเป็นครอบครัวเดียวเขาก็กลับเข้าไปในสังคมยังอยู่กับเรานี่แหละ เขาเป็นคนไทย ดังนั้นผลสัมฤทธิ์อยู่ที่นั่น แต่ปัญหาของผลสัมฤทธิ์ที่ชี้ชัดก็คือว่าปัญหา การกระทําความผิดซ้ําของนักโทษที่ถูกปล่อยตัวแล้ว ท่านประธานอาจจะตกใจ อย่างตัวเลข ในปี ๒๕๕๙ ปล่อยตัวมา ๑๔๗,๐๑๘ คน กระทําความผิดซ้ํา ๔๐,๖๓๐ คน คิดเป็น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ออกมา ๓ ปี ทําความผิดกลับเข้าไป ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๖๐ ปล่อยตัวออกมา ๑๓๕,๗๔๖ คน กระทําความผิดซ้ํา ๔๐,๖๗๒ คน คิดเป็น ๓๔.๖ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมาปล่อยตัวออกมา ๑๑๐,๐๔๘ คน กระทําความผิดซ้ํากลับเข้าไปอีก ๒๙,๕๗๓ คน คิดเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขตัวนี้มันบ่งชี้ว่าความสัมฤทธิ์มีปัญหา ดังนั้นเราจะมาดูว่า ปัญหามันอยู่ตรงไหนกันแน่ ระบบกระบวนการยุติธรรมเรียกว่าที่ไม่ครบวงจร คือเป็นไม้เรียว ที่ไม่ครบวงจร เราอาจจะมีคนทําผิดไปบ้างก็ต้องลงโทษกันในระบบของสังคมทั่วไป ระบบยุติธรรมที่ครบวงจรมีอะไรบ้าง มีการดําเนินการกล่าวโทษโดยการจับกุมโดยตํารวจ ส่วนแรก ต่อมาก็คือการดําเนินการพิจารณาคดีโดยอัยการและศาล สรุปแล้วมีความผิด ก็ลงโทษเอาไปกักขังในกระบวนการราชทัณฑ์ ดังนั้นไม้เรียวที่อยู่พอทําผิดแล้วไม้เรียวก็คือ ระบบราชทัณฑ์นั่นเอง เพื่อจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเพื่อจะกลับไปสู่สังคมได้ ตามที่ผมเรียนแล้ว แต่ปัญหาก็คือว่าทัณฑสถานเองระบบตรงนี้มีปัญหาในตัวเอง ประเด็นแรก เป็นการรวมนักโทษที่ไม่เหมาะสม เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกก็ได้พูดแล้วว่านักโทษล้นคุก แต่เราเจาะไปดูนักโทษตรงนี้สิว่าเป็นอย่างไร นักโทษตรงนี้มีนักโทษที่ไม่เหมาะสมที่จะเข้าไปสู่ ดินแดนนี้หรือไปสู่สถานที่นี้เป็นจํานวนมาก นักโทษส่วนใหญ่ของเรามาจากยาเสพติด ประเด็นปัญหาก็คือว่าจริง ๆ นักโทษยาเสพติด คนที่ติดยาเสพติดเป็นผู้ป่วย แต่ระบบของเรา เราไม่มี ฮาล์ฟเวย์ เฮาส์ (Halfway house) หรือบ้านกึ่งวิถี ผมเคยเจอมะเป็นมุสลิมสนิทกัน แล้วแกก็มาร้องไห้ แล้วก็เรียกให้ตํารวจจับลูกไปขัง ไปเข้าคุก เพราะลูกติดยา แม่ไม่รู้ จะทําอย่างไร น้ําตาก็ไหลไป แล้วก็ให้ตํารวจมาจับลูกเพราะจัดการไม่ได้ ระบบในประเทศ ที่พัฒนาแล้วเขามี ฮาล์ฟเวย์ เฮาส์ (Halfway house) หรือบ้านกึ่งวิถี คือคนพวกนี้ติดยาเสพติด เป็นผู้ป่วยเอาไปบําบัดเอาไปรักษาพอหายก็ปล่อยกลับไปในสังคม ไม่จําเป็นต้องเอาไปเข้าคุก แต่ของเราเราไม่มีทางไป เราก็ส่งเข้าคุกหมด ก็ไปล้นคุก พอไปล้นคุกแล้วทีนี้พอเข้าไปอาจจะไป มีเพื่อนมีฝูง บางคนก็ไปศึกษาอวิชาคือไปศึกษาวิชากระทําผิดฉกชิงวิ่งราวอะไรพวกนี้ คือไปได้วิชาไม่ดีมาก็มี แต่ประเด็นคือคนที่ไปอยู่ในนั้นไม่ควรจะอยู่ ปัญหาต่อมาคืออาชีพ พอออกมาแล้วคนติดคุกหาอาชีพยาก ไปสมัครงานกับบริษัทท่านประธาน ท่านประธาน มีบริษัทท่านประธานจะรับไหมจากประวัติการติดคุก บริษัทเอกชนไม่รับ อย่าว่าแต่เอกชนเลย หลวงเราในการรับคนมาทํางานเป็นเจ้าหน้าที่หรือเป็นคนงานก็ตาม พอติดคุกมาหลวงก็ไม่รับ แล้วใครจะรับเขา เวลาเขาออกมาเขาอยากจะทําดี อยากจะเป็นคนดีเขาไม่มีอาชีพ ทํางาน ที่ไหนก็ไม่ได้ไม่มีใครรับเลย เขาวนไปวนมาก็ไปฉกชิงวิ่งราวแล้วก็กลับเข้าไปสู่คุกใหม่ บางทีเราก็อาจจะมองให้ครบทุกมิติ ลักษณะของการฝึกผมเคยศึกษาเรื่องนี้ ซึ่งผมคิดว่าท่านอธิบดีท่านปัจจุบันคงกําลังปรับปรุงอยู่ ไม่เป็นอย่างนั้น เราเคยศึกษาเรื่องการฝึกอาชีพในเรือนจํา ในเมื่อคนไม่รับแล้วอาชีพ ของคนที่เป็นคนคุกที่ออกมาจากคุกก็มีงานอะไร งานโยธาธิการ ทําก่อสร้าง อ๊อกเหล็ก ดัดเหล็กอย่างนี้เขารับ แต่ว่างานตรงนี้เราไม่ฝึก เราฝึกกันน้อย เรากลายเป็นเดินผิดทาง เราไปฝึกอะไร ไปฝึกทําเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) เป็นสินค้าราชทัณฑ์เพื่อขายเอาเงินมาเข้า ทัณฑสถานแห่งนั้น ผู้คุมช่วยกัน มันเป็นแรงงานที่ไม่ต้องจ่าย บางแห่งน่าเสียดายไปทํา โต๊ะมุกขายได้ราคาเพราะค่าแรงไม่ต้องจ่าย ทีนี้ปัญหาก็คือว่าโต๊ะมุกที่ว่าพอคุณออกมา ถูกปล่อยตัว คุณจะไปทําโต๊ะมุกที่ไหน ไม่มีทาง ดังนั้นอาชีพที่ควรฝึกเราไม่ฝึก เราไปฝึก อาชีพอื่นที่ไม่มีตลาดแรงงาน ดังนั้นตรงนี้เป็นความบกพร่อง ผมคิดว่าเราควรจะมาพิจารณา ตรงนี้แล้วก็มีการปรับปรุง เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยที่จะมีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง แล้วก็อยากให้ไม้เรียวของสังคมตรงนี้ครบวงจรเพื่อคนที่เข้าไปจะได้ออกมา แล้วสังคม จะได้อยู่กันอย่างมีความสุข จะได้ปลอดภัย กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไป ท่านเทียบจุฑา ขาวขํา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอสนับสนุนญัตติด่วนก็ว่าได้ค่ะ ญัตติเกี่ยวกับการขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการปรับปรุงพื้นที่และสภาพภายในเรือนจํา ทั่วประเทศให้มีสภาพเหมาะสม รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหานักโทษล้นเรือนจํา แล้วก็การปรับปรุงบริหารงานราชทัณฑ์ของประเทศ และการย้ายเรือนจําออกจากเขตชุมชนเมือง ตามญัตติของเพื่อนสมาชิก โดยท่านอุบลศักด์ บัวหลวงงาม สมาชิกพรรคเพื่อไทย และเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ พรรคที่ได้นําเสนอ ดิฉันเห็นด้วยกับญัตตินี้แล้วก็ขอสนับสนุนอย่างยิ่ง ประเด็นของดิฉัน ดิฉันอยากจะขอนําเสนอ ยกตัวอย่างของจังหวัดอุดรธานี เรือนจํากลาง จังหวัดอุดรธานีตั้งอยู่ใจกลางเมือง ได้ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี ๒๔๖๐ จนถึงปัจจุบันนี้ ก็มีการก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันนี้มีเนื้อที่ของเรือนจําจังหวัดอุดรธานี ๔๙ ไร่ เนื้อที่ ๔๙ ไร่สร้างอาคารต่อเติมอาคารสถานที่เต็มพื้นที่แล้วเพื่อรองรับผู้ต้องขัง ซึ่งปัจจุบันนี้ผู้ต้องขังชายและหญิงมีจํานวน ๕,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งโดยปกติแล้วเรือนจําแห่งนี้ จะก่อสร้างรองรับผู้ต้องขังได้เพียง ๓,๕๐๐ คนเท่านั้น ทําให้มีความแออัดและคับแคบ เป็นอย่างมาก อีกทั้งเรือนจํานี้ที่ดิฉันเห็นด้วยเพราะตั้งอยู่ในใจกลางเมืองเทศบาลนคร อุดรธานี แล้วก็อยู่ใจกลางใกล้กับโรงเรียน สถานศึกษา เช่น โรงเรียนอุดรพิทยานุกูลซึ่งเป็น โรงเรียนประจําจังหวัดหลาย ๆ แห่ง โรงเรียนสตรีราชินูทิศ และใกล้วิทยาลัยอาชีวศึกษา แล้วก็ยังใกล้โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี โรงเรียนหมากแข้งด้วย เพราะฉะนั้นเหมือนกับว่า เรือนจํากลางก็อยู่กลางจริง ๆ กลางสถานศึกษา แล้วก็ใจกลางของส่วนราชการก็อยู่ข้าง ๆ รอบ ๆ นะคะ นี่เป็นเหตุผลที่ดิฉันขอสนับสนุนเห็นด้วย ขอให้ย้ายเรือนจําออกไปอยู่นอกเมือง ซึ่งเป็นปัญหาและอุปสรรคในการบริหารและการพัฒนาเมือง โดยเฉพาะจังหวัดอุดรธานีเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว แล้วถ้าหากว่าย้ายตรงนี้ออกไป นอกเมือง พื้นที่ตรงนี้ดิฉันก็ขอนําเสนอว่าควรจะเป็นสวนสาธารณะให้พี่น้องจังหวัดอุดรธานี ได้มาพักผ่อนแล้วก็ออกกําลังกาย และดิฉันก็ได้รับฟังจากผู้ที่อยู่ข้างเคียงแถว ๆ เรือนจํา ก็บอกว่ามีความหวาดผวา หวาดกลัว มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นอย่างมาก ดิฉันจึงเห็นควรขอให้ย้ายเรือนจํา โดยเฉพาะเรือนจํากลางจังหวัดอุดรธานีออกไปอยู่นอกเมือง ขณะเดียวกันในเรือนจํานี้ก็ได้ขอพื้นที่รองรับไว้เป็นการชั่วคราวแต่ยังไม่ได้ย้ายออกไป ก็คือพื้นที่ที่บ้านโคกก่อง ตําบลกุดสระ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีเนื้อที่ประมาณ ๑๖๑ ไร่ เพื่อเตรียมการก่อสร้างเพื่อจะเป็นเรือนจําใหม่ของจังหวัดอุดรธานี แต่ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แวว ในการที่จะย้ายเรือนจําออกไปอยู่นอกเมือง ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งในการย้ายเรือนจํา เมืองอุดรธานี ดิฉันได้รับการร้องเรียนมาหลาย ๆ คนจากประชาชนทั้งชุมชนในเมืองและนอกเมือง ดิฉันต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ได้นําญัตตินี้เข้ามาในที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรเพื่อช่วยกันได้พิจารณาเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเกี่ยวกับ เรื่องเรือนจําทั่วประเทศให้มีสภาพที่เหมาะสม แล้วก็การบริหารของงานราชทัณฑ์ได้คล่องตัวขึ้น และที่สําคัญก็ให้ออกไปจากใจกลางเมือง กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
อีก ๓ ท่าน ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ท่านกัลยา รุ่งวิจิตรชัย เชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนญัตติการบริหารงานราชฑัณฑ์ของท่านนริศ ขํานุรักษ์ และท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ จากพรรคประชาธิปัตย์ครับ ตลอดจน ท่านสมาชิกท่านอื่น ๆ ซึ่งได้มีการอภิปรายไปบ้างแล้ว แต่ผมจะขอพูดในนามของพรรคก้าวไกล อยู่สัก ๓ ประการด้วยกันครับ อย่างไรก็ตามก่อนจะถึง ๓ ประการที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ผมอยากจะย้ําถึงหัวใจของงานบริหารงานราชทัณฑ์ ในฐานะที่ผมเองเคยเป็นหนึ่งใน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ในสมัยสภานิติบัญญัติ ที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนั้นมีการแก้ พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ในปี ๒๔๗๙ ท่านลองดูนะครับ ถ้านับถึงปัจจุบันก็เกือบ ๑๐๐ ปี มาเป็นฉบับในปี ๒๕๖๐ ผมอยากย้ําให้เห็นว่าเรือนจําคือ พื้นที่ที่ทําให้เราได้แสดงความเป็นมนุษย์ครับ ความเป็นมนุษย์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในระหว่างเจ้าหน้าที่ พัศดีกับตัวผู้ต้องขัง ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ต้องขังด้วยกันเอง ไม่ว่าตัวเจ้าหน้าที่ พัศดี ผู้คุมเรือนจําต่าง ๆ กับญาติของผู้ต้องขัง หรือแม้บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ในกระบวนการยุติธรรมกับตัวผู้ต้องขังหรือคนที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นในเรือนจําจึงต้องใช้เรื่องของหัวใจ มากกว่าเรื่องของกฎหมาย จึงต้องใช้เรื่องของความเข้าใจ ความใส่ใจ ความเมตตากรุณา ความมีเหตุมีผลมากกว่าระเบียบหรือโซ่ตรวนที่ตีตรานักโทษเหล่านั้น ๓ ประการที่ผม อยากจะสนับสนุนญัตตินี้ครับ🔗
ประการที่ ๑ เป็นที่ตระหนักกันดีครับว่าปัญหานักโทษล้นเรือนจํานั้น เป็นปัญหาที่สําคัญที่สุดครับ ท่านอาจจะพูดถึงตัวเลข ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่มีอยู่ทุกวัน แต่ในความเป็นจริงในแต่ละปีจะมีนักโทษที่หมุนเวียนเข้าออกเรือนจําในสถานะที่แตกต่างกัน รวมทั้งหมดประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ในขณะที่ศักยภาพของเรือนจําไทยรองรับได้อยู่ที่ ระหว่าง ๕๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ คน ท่านเห็นไหมครับว่าจํานวนนักโทษนั้นมีมากกว่าศักยภาพ ของเรือนจําไม่น้อยกว่า ๖ เท่าครับ ผมคิดว่าตรงนี้ที่เป็นประเด็นที่การศึกษาฉบับนี้จะต้อง พูดถึงเรื่องของการปรับปรุงกฎหมาย พูดถึงระเบียบต่าง ๆ ต้องมีการแยกประเภทของคดี คดีใดเรียกว่าอาชญากรรมโดยแท้ ซึ่งในภาษาละติน นักกฎหมายเรียนมาเรียกว่า มาลา อินเซ (Mala In Se) คดีใดเป็นอาชญากรรมทางเทคนิค เป็นเรื่องของกฎหมายกําหนดว่าเขาเป็นผู้ผิด แต่อาจจะไม่ใช่เป็นเรื่องของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยเจตจํานงหรือในจิตใจโดยแท้ของตัวเขา ซึ่งในภาษาละตินเราเรียกว่า มาลา โพรฮิบิตา (Mala Prohibita) กรณียาเสพติดนั้นคือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของนักโทษในเรือนจํา ซึ่งหลายท่านได้พูดไปแล้วว่า การปรับปรุงระบบราชทัณฑ์อาจจะต้องมีสถานที่เรียกว่าสถานกักกันทางเลือก สถานกักกันเอกชน หรือแม้กระทั่งในสถานะที่อาจจะเป็นบ้านกึ่งวิถี ผมคิดว่านี่เป็นประการแรกเลยว่า จําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพูดถึงการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบหรือข้อจํากัดใด ๆ ที่ทําให้ เราไม่สามารถนําไปสู่การแก้ไขปัญหานักโทษล้นเรือนจําได้ นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ🔗
ประการที่ ๒ เรื่องการพัฒนาดูแลขวัญกําลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานในเรือนจํา ผมเคยหารือในสภาแห่งนี้ไปถึงท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์อยู่ ๒ ประเด็นด้วยกัน สภาท่านทําหนังสือ ไปแล้วนะครับ วันนี้ผมยังรอคําตอบจากกรมราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์เองโดยท่านรัฐมนตรี มีการแถลง มีการระบุการเรียกนักโทษออกเป็นหลายคํา เช่น กลุ่มหนุมาน กลุ่มเทวดาตกสวรรค์ แต่มีกลุ่มหนึ่งคือนักโทษชั้นเลวซึ่งเขามีภาษาในการเรียก ด้วยความเคารพผมไม่สามารถ พูดในสภาแห่งนี้ได้ว่าคํานั้นเป็นการดูถูกหรือตีตรานักโทษขนาดไหน ผมอยากอย่างยิ่งที่จะย้ําว่า ท่านอธิบดีหรือท่านรัฐมนตรีได้ฟังอยู่ขอถอนคํานั้นออกจากการเรียกนักโทษได้หรือไม่ เพราะไม่ว่าเขาจะกระทําความผิดอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เขาคือคนคนหนึ่งซึ่งมีหัวจิตหัวใจ มีความเป็นมนุษย์ไม่แตกต่างกับผู้อื่น อีกทางหนึ่งครับท่านประธาน กฎหมายราชทัณฑ์ ปี ๒๕๖๐ นั้นให้มีระเบียบ ผมเป็นคนเขียนกับมือเลยนะครับ กําหนดเงินเพิ่มให้กับเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลนักโทษ แต่ปรากฏมาปีนี้แล้ว ผ่านปีงบประมาณปี ๒๕๖๑ งบประมาณปี ๒๕๖๒ งบประมาณปี ๒๕๖๓ งบประมาณปี ๒๕๖๔ กําลังจะเข้าสภา ท่านทราบไหมว่าผู้คุม หรือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลนักโทษทั้งหมดยังไม่มีใครได้รับเงินเพิ่มพิเศษ ซึ่งกฎหมายแม่บทเขียนไว้ เลยครับ นี่คือความเห็นอกเห็นใจซึ่งผมคิดว่าเราต้องมีทั้ง ๒ ด้าน ผู้คุมคนหนึ่งมาเล่าให้ผมฟัง ในตอนประชุมคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ เขาบอกว่าถ้าท่านอยากรู้ความยากลําบาก ของพวกผม ท่านลองเข้าไปดมกลิ่นนักโทษขณะที่ตื่นนอนว่ากลิ่นนักโทษที่รวมตัวกัน ซ้อนกันต่าง ๆ ซึ่งเราพูดถึงความแออัดนั้นกลิ่นของเขารุนแรงขนาดไหน ผมไม่ได้หมายถึงว่า กลิ่นของเขาเป็นกลิ่นที่เลวร้ายนะครับ แต่มันคือข้อจํากัดที่ทําให้เราไม่สามารถพัฒนา เรื่องของการดูแลนักโทษได้ ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิ เรื่องสวัสดิการ เรื่องการพัฒนา พฤตินิสัย เรื่องการฝึกอาชีพ สิ่งเหล่านี้ต้องให้ความสําคัญหมดเลยครับ ปรัชญาการแก้ไข ในเรือนจําจึงไม่ใช่การใช้พระเดชหรือการควบคุม แต่เป็นการให้เขาได้เรียนรู้คุณธรรม ไม่ได้ใช้หลักคําสอนทางศาสนานะครับ แต่คือการเรียนรู้คุณธรรม ยอมรับถึงความผิดพลาด ท่าน ส.ส. คารมท่านบอกไปแล้วครับ คนเราชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหนมันเกิดขึ้นได้หมด ให้เขาเรียนรู้ ความผิดพลาดสํานึกในสิ่งที่กระทําความผิด รับผิดชอบต่อเหยื่อที่เป็นผู้ถูกกระทํา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีโปรแกรมในการประเมิน โปรแกรมในการบําบัดเป็นการเฉพาะ เขามาชี้แจงในกรรมาธิการเราที่ศึกษาเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทางเพศ ราชทัณฑ์บอกครับ เขาไม่มีการประเมินก่อนออกจากเรือนจําว่านักโทษคนนั้นเสี่ยงต่อการ กระทําความผิดซ้ําหรือไม่ พูดง่าย ๆ คือไม่มี ริสก์ แอสเซสเมนต์ ทูล (Risk Assessment Tool) ไม่ต้องพูดถึงวิธีการบําบัดเป็นการเฉพาะว่าคนเหล่านี้ต้องมีการบําบัดเป็นการเฉพาะ ด้วยรูปแบบที่แตกต่างอย่างไร ท่านเห็นไหมครับว่าต้องมีการให้ขวัญกําลังใจเจ้าหน้าที่ แต่ในขณะเดียวกันต้องคุ้มครองสวัสดิภาพของนักโทษในเรือนจําไปพร้อมกัน นั่นเป็น ประการที่ ๒ ครับ🔗
ประการที่ ๓ คือการดูแลกลุ่มผู้ต้องขังเป็นการเฉพาะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้ต้องหาที่เจ็บป่วย กลุ่มผู้ต้องหาที่มีความพิการ กลุ่มผู้ต้องขังที่สูงอายุ กลุ่มผู้ต้องขังที่เป็นผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผมอยากเน้นย้ําถึงข้อกําหนด กรุงเทพมหานครที่เรียกว่าแบงก์คอก รูลส์ (Bangkok Rules) ซึ่งริเริ่มโดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ท่านทําไว้ดีมากเลยครับ อยากเอาตรงนี้เข้าไปใช้ในเรือนจําทุก ๆ แห่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องขยายรวมไปถึงกรณีการดูแลนักโทษหรือผู้ต้องขังที่เป็นผู้มี ความหลากหลายทางเพศด้วยครับ ผมขออนุญาตจบแบบนี้ครับ สิ่งที่เรือนจําต้องทํานั้นคือ การเป็นพื้นที่ที่คืนความเป็นมนุษย์ให้กับทุกคน โดยส่วนตัวญัตตินี้จึงมีความสําคัญมากกว่า การจะส่งให้คณะกรรมาธิการการกฎหมายคณะหนึ่งเท่านั้น ผมอยากเสนอให้มีการ ศึกษาร่วมกันเป็น ๓ คณะ คือคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมและคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ถ้าเราทําแบบนั้นเราถึงจะพูดถึง การบริหารราชทัณฑ์ที่เป็นจริงขึ้นได้แน่นอน ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านพิสิฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ท่านวีระกร คําประกอบ ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ รวมไปถึงท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ และท่านอื่นที่ได้นําเสนอ เรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ เรามีประชากรไทยเพียง ๖๐ กว่าล้านคน แต่มีถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่ตกทุกข์ได้ยาก คิดเป็นสัดส่วนก็ ๐.๐๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ต้องถือว่า เป็นจํานวนที่สูง แล้วประเด็นที่ท่านนําเสนอผมก็เห็นด้วยว่าเราคงต้องช่วยกันดูแลเกี่ยวกับ ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากในลักษณะนี้ เพื่อจะได้กลับไปสู่เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไป ทีนี้ปัญหา สําคัญอันหนึ่งที่ผมขออยากจะขออนุญาตยกขึ้นมาก็คือเรื่องของพื้นที่ที่ท่านผู้นําเสนอ ได้บอกกล่าวกันแล้ว ภาพก็ชัดเจนว่ามีความแออัดยัดเยียดมาก แล้วทางออกก็คงต้องแก้ไข โดยที่ได้นําเสนอ ทีนี้ผมอยากจะขออนุญาตยกตัวอย่างประเทศหนึ่งที่เขาได้แก้ปัญหานี้ แล้วก็ได้รับความสําเร็จจนกระทั่งเป็นข่าวไปทั่วโลกมาแล้วก็คือประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่ปี ๒๐๐๖ เป็นต้นมาปรากฏว่าคนที่เข้าคุกในประเทศเนเธอร์แลนด์ลดต่ําลง จนถึง ขณะนี้จํานวนก็ลดลงมาเรียกว่าคุกไม่มีคนเข้าไปอยู่ ต้องให้ต่างประเทศมาเช่า แล้วคนที่อยู่ ก็มักจะเป็นคนต่างประเทศที่หลบหนีเข้าเมืองมากกว่า คําถามก็คงจะถามว่าประเทศเนเธอร์แลนด์ ทําอย่างไรจึงทําให้คุกเขาไม่มีคนอยู่ถึงขนาดต้องเอาคุกไปให้ประเทศอื่นเช่า แน่นอนครับ ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจสังคมที่มีการปรับปรุงแก้ไข แต่ที่สําคัญก็คือเรื่องของวิธีการ ในการเอาคนเข้าคุก เอาคนที่ทําผิดจะต้องติดคุก เท่าที่อ่านรายงานของเขาในระยะก่อนหน้านี้ เขาก็มีปัญหาคนล้นคุกเหมือนกัน มีปัญหาเรื่องของยาเสพติดเหมือนกัน แต่เขาก็มีการปฏิรูป ในเรื่องเหล่านี้ แทนที่จะตัดสินคดีความแล้วเอาเข้าคุกเสียทีเดียว เขามีระบบมีวิธีการ ต่าง ๆ นานา เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมอยากจะขอให้กระทรวงยุติธรรมได้ลองศึกษากรณีตัวอย่าง ของประเทศเนเธอร์แลนด์ว่าเขาทําอย่างไรจึงทําให้คุกเขาไม่มีคนไปอยู่แล้วถึงขนาดให้เช่า กับต่างประเทศได้🔗
อีกประการหนึ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตนําเสนอก็คือเรื่องของคนที่ติดคุก เท่าที่ดูจากข้อมูลกว่าร้อยละ ๘๐ เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งผมคิดว่าคนกลุ่ม ประเภทนี้น่าจะเป็นคนที่มีลักษณะที่ต่างจากคนกลุ่มอื่น ๆ เพราะฉะนั้นวิธีการที่นําคนเหล่านี้ มาติดคุกเสียทีเดียวก็อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ทําให้เกิดการกําราบหรือว่าไม่กล้าที่จะเข้าไปเสพ เพราะการเสพแน่นอนมันเป็นฤทธิ์ยาที่ทําให้มีการเสพติดยากที่จะแก้ไข เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเห็นการปฏิรูปในเรื่องนี้ว่าเรามีวิธีการเยียวยาด้านอื่นไหม ซึ่งก็น่าจะทําให้เกิดผล ทางสังคมและเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เรามีคนที่อยู่ในคุกจากตัวเลขที่ปรากฏเป็นหลัก ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ คน ขณะที่ประเทศมีบุคลากรทางเศรษฐกิจลดน้อยลง อัตรา การเกิดลดลง โรงงานต่าง ๆ ขาดแคลนคน ผมเคยไปเห็นการทําธุรกิจในบางประเทศ ที่เขาเรียกว่าโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ก็คือทําการจ้างคนที่เคยติดคุก มาแล้วเท่านั้น เพื่อจะเป็นการช่วยเหลือเยียวยาให้เขากลับเข้าไปสู่คนดีในสังคมได้ เพราะเวลาที่ติดคุกแล้ว เป็นประวัติที่ไม่ดี ไปสมัครงานที่ไหนก็อาจจะไม่มี ซึ่งเรื่องอย่างนี้ประเทศหรือรัฐบาล อาจจะต้องมีการช่วยเหลือโดยการให้โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ลักษณะนี้ได้รับสิทธิประโยชน์เพื่อจะให้โรงงานหรือกิจการเหล่านี้เป็นกิจการที่ได้ช่วยเหลือ สังคมอย่างแท้จริงในลักษณะนี้ครับ เพราะฉะนั้นประเด็นหลัก ๆ ของการแก้ไข ส่วนหนึ่ง ผมเห็นด้วยกับการที่จะให้มีการขยายพื้นที่ อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กล่าว แต่อีกด้านหนึ่งก็คงต้องไปดูระบบวิธีการที่เราตัดสินคดีความ รวมไปถึงระบบที่จะให้คน ไม่กลับมาเข้าคุกอีก ก็คือให้เขาได้มีอาชีพ ได้มีงาน ได้มีภาวะทางสังคมที่ดีขึ้น ขอบพระคุณมากครับ🔗
เชิญท่านกัลยาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันเห็นด้วยกับญัตติของการเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การปรับปรุงพื้นที่และสภาพภายในเรือนจําทั่วประเทศให้มีความเหมาะสม ของท่านวีระกร คําประกอบ และเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน ดิฉันเองนั้นมีความคิดว่าคนที่อยู่ในเรือนจํา หรือผู้ต้องขังทุกคนนี้ไม่ใช่เป็นคนชั่วโดยสันดาน ทําไมดิฉันมั่นใจอย่างนี้ เพราะว่าดิฉันเอง เคยได้เข้าไปคลุกคลีในเรือนจําหลายครั้ง แล้วก็เคยเป็นผู้ที่คัดกรองนักโทษก่อนที่จะ ปล่อยออกจากเรือนจํา ดิฉันมีโอกาสได้พูดคุยพบปะกับนักโทษเยอะแยะมากมาย ทั้งชายและหญิงข้างในเรือนจํา ทั้งแดนชายและแดนหญิงก็ได้พูดคุย บางคนติดคุก ด้วยความจําเป็น ผู้หญิงบางคนก็ต่อสู้ป้องกันตัวเมื่อถูกรังแก บางคนก็ถูกหลอก หลาย ๆ คน ก็ผิดพลาดพลั้งไป ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่เป็นความทุกข์อย่างมหาศาล ที่เขาได้เข้าไปอยู่ในที่ที่จํากัดสิทธิเสรีภาพเขาทุกสิ่งทุกอย่าง บางคนโดนหลายปีมาก ๆ น่าสงสารนะคะ แล้วดิฉันคิดว่าวันนี้ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้เสนอให้มีการปรับปรุง สภาพเรือนจําดิฉันจะไม่พูดแล้ว จะได้ไม่ซ้ํา แต่ดิฉันคิดว่าปรับปรุงสภาพเรือนจําอย่างเดียว ไม่เพียงพอ เราต้องปรับปรุงสภาพจิตใจของผู้ต้องขัง ดิฉันเองนั้นเคยได้รับเชิญไปเปิด หลักสูตรอบรมสมาธิ เรียกว่า สัคคสาสมาธิ ตรงนี้เป็นการฝึกปฏิบัติสมาธิ เรียกว่าพัฒนาจิตใจ ให้กับผู้ต้องขังซึ่งเป็นโครงการที่ดีมาก ๆ ถ้าจําไม่ผิดน่าจะเริ่มต้นเมื่อปี ๒๕๕๘ แล้วก็มี ต่อเนื่องมาอีกสัก ๒-๓ ปี ดิฉันไม่มั่นใจว่าในปัจจุบันนี้ตามเรือนจําต่าง ๆ หรือทัณฑสถาน ทั่วประเทศยังมีโครงการนี้อยู่หรือไม่ ก็อยากจะฝากไปว่าโครงการที่สามารถจะอบรมจิตใจ ของผู้ต้องขังซึ่งเขามีความทุกข์ แล้วก็มีความบอบช้ําทางจิตใจอย่างมาก ๆ ถ้าเขาได้รับ การฝึกสมาธิในทางที่ถูกต้อง ฝึกแบบถูกต้องแล้วก็พัฒนาจิตใจก็จะทําให้เขาสามารถคืนคนดี สู่สังคมได้ ขนาดน้ําที่มันเป็นน้ําเสียถ้าเราผ่านเครื่องกรองที่ดีมีคุณภาพยังสามารถนําน้ํา กลับมาดื่มได้ ฉะนั้นคนเขามีความคิดมีจิตใจและบางคนก็ไม่ได้ชั่วโดยสันดาน ถ้าเขาผ่าน การฝึกจิต อบรมคุณธรรม เขาก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ ซึ่งตรงนี้ ดิฉันก็ชอบเรือนจําที่จังหวัดเชียงใหม่ เขาก็ยังให้สโลแกน (Slogan) ที่น่ารัก คือการฝึกจิต เหมือนกับว่าเข้ามาเหมือนร็อตไวเลอร์ (Rottweiler) แต่ออกไปเหมือนพุดเดิล (Poodle) ท่านประธานคงเข้าใจนะคะ คือจะทําให้ผู้ต้องขังที่จะออกไปใช้ชีวิตปกติภายนอกได้มี ความละมุนละไมแล้วก็มีความอ่อนโยนในจิตใจ อันนี้ก็เป็น ๑ เรื่องที่ดิฉันอยากจะฝากถ้าเกิด มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งซึ่งดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่มีเพื่อนสมาชิกได้ฝากไปก็เลยได้นําเรื่องนี้ ฝากนะคะ คือเรื่องโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ซึ่งเป็นโครงการราชทัณฑ์ปันสุขเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งตรงนี้ต้องสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่พระบาทสมเด็จ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ท่านทรงมีพระเมตตาแม้แต่กับผู้ต้องขัง ซึ่งสูญเสีย อิสรภาพว่าจะมีสุขภาพอนามัยอย่างไรเวลาอยู่ในห้องขัง ท่านได้พระราชทานครุภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ให้กับทัณฑสถานแล้วก็เรือนจําหลายแห่ง ดิฉันคิดว่าอาจจะไปเรื่อย ๆ จนครบทั่วประเทศนะคะ แล้วก็ตรงนี้ก็มีการฝึกอบรมผู้ต้องขังที่สมัครใจจะเป็น เรียกว่า ถ้าเป็นคนที่อยู่นอกห้องขังเราเรียกว่า อสม. ใช่ไหมคะ ที่รู้จักการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทําซีพีอาร์ (CPR) ได้ วัดความดันได้ เรียกว่าเบื้องต้นของการรับกู้ชีพปัจจุบันทันด่วน จะสามารถทําได้ ก็จะได้รับการฝึกฝนจาก สสจ. หรือทางสาธารณสุขจังหวัดของแต่ละจังหวัด เพื่อให้ผู้อาสาตรงนี้เข้ามาเรียนรู้อบรมอย่างถูกวิธี เรียกว่า อสรจ. ดิฉันก็เห็นว่าถ้าเราสามารถ จะต่อยอด อสรจ. เหล่านี้ คือเขาสมัครใจที่จะเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ถ้าเขาพ้นโทษ ออกไปแล้วก็ไปอยู่ในหมู่บ้านชุมชน เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้เขาไปต่อยอดเป็น อสม. เพราะฝึกฝนมาเหมือนกันเลยนะคะ แล้วก็ผ่านโดยเรียกว่าสาธารณสุขจังหวัดด้วย ก็จะได้ทําให้ บุคคลเหล่านี้สามารถที่จะได้ทําประโยชน์ให้กับชุมชนและหมู่บ้านก็เป็นการต่อยอด ก็อยากจะให้โครงการ ๒ โครงการนี้เป็นการบําบัดแล้วก็เป็นการปรับสภาพทางจิตใจอีกทางหนึ่ง เสริมไปกับการปรับปรุงสภาพ เรียกว่ากายภาพของเรือนจําเราก็จะปรับปรุงสภาพจิตใจ ของนักโทษไปด้วย ดิฉันก็จะฝาก ๒ เรื่องนี้ ให้กับทางกรรมาธิการที่อาจจะมีการตั้งขึ้น หรือถ้าไม่ตั้งขึ้นก็ฝากส่งไปในคณะกรรมาธิการสามัญด้วยนะคะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
อีก ๔ ท่านที่จะเรียนเชิญอภิปราย มีท่านสมชาย ท่านพันตํารวจตรี ชวลิต ท่านขจิตร และท่านหมอจาตุรงค์ เชิญท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายสนับสนุนญัตติ การขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการปรับปรุงพื้นที่และสภาพภายในเรือนจํา ทั่วประเทศให้มีความเหมาะสม ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ยื่นญัตติเข้ามาในสภานี้ พอพูดถึงปัญหา เรือนจําคือปัญหาสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรม และเรือนจําคือคําตอบ ของปัญหาสังคมว่าทําไมในหลายประเทศเขาปิดเรือนจํากันไปตามที่หลายท่านอภิปราย แต่สังคมไทยกําลังพูดว่าเรือนจําแออัด โดยเฉพาะพื้นที่เรือนจํากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งผมคุ้นชินกับเขาเพราะว่านอกจากไปเยี่ยมผู้ต้องหาในฐานะทนายความแล้ว ไปเป็น วิทยากรให้กับนักโทษในเรือนจําหลายรอบ สิ่งหนึ่งที่ปรากฏต่อหน้าก็คือความแออัดยัดเยียด พื้นที่เรือนจํากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ขณะนี้มีนักโทษอยู่ประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าคน ในขณะที่ความจุอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าคน นี่คือความแออัดที่เรารู้สึกว่าอย่างไร ถ้าห้องนอนหนึ่งจุได้ ๕ คน แต่นอนตั้ง ๘ คน อย่างนี้มันมีความรู้สึก สิ่งที่จะตอบคําถามนี้ได้ ถ้าเราพูดว่าจะลดผู้ต้องหาหรือผู้ต้องขังในเรือนจําสิ่งหนึ่งที่จะต้องตอบคําถามให้ได้ว่า เราปล่อยให้สภาพสังคมเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร พื้นฐานของการประกอบอาชญากรรมมาจาก สภาพอะไร ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่มีความเปลี่ยนแปลงไป แน่นอนครับความยากจนคือพื้นฐานหนึ่งของการก่ออาชญากรรม แต่ว่าเรือนจําปัจจุบันนี้ ที่มันปรากฏอยู่ก็คือนักโทษที่มาจากคดียาเสพติดเกินกว่าครึ่งและในครึ่งนั้นของนักโทษอีก ก็คือนักโทษที่ไม่ได้รับสิทธิในการที่จะปล่อยตัวชั่วคราวโดยคําสั่งศาล ซึ่งอยู่ในระหว่าง พิจารณาคดี เมื่อสักครู่นี้ก็มีสมาชิกท่านหนึ่งเขาบอกว่าประมาณ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คน แล้ว ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คนนี้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ก็คือคนยากจนที่ไม่มีหลักทรัพย์จะไปยื่น ประกันตัวให้กับตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่ง นี่คือเรื่องของกระบวนการยุติธรรมในการที่จะจัดการอย่างไร จะไม่ให้ผู้ต้องหาเพิ่มเติมขึ้น สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาแล้วก็ต้องพูดกันต่อไปว่านโยบายของ กรมราชทัณฑ์ซึ่งผมเห็นแล้วผมมีความรู้สึกชื่นชม แต่มันจะเป็นจริงได้หรือไม่ก็คือการกําหนด วิสัยทัศน์ของกรมราชทัณฑ์ว่าจะเป็นองค์กรพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มันจะไปสู่เป้าหมายใน วิสัยทัศน์นี้ได้อย่างไร แน่นอนครับ ความแออัดยัดเยียดแบบนี้ไม่สามารถที่จะไปสู่วิสัยทัศน์ ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้ แม้แต่จัดการกันเรื่องการอยู่รอดด้วยกันก็ยังยาก เพราะฉะนั้นจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ก็คือแนวนโยบายแห่งรัฐที่จะต้องไปมองภาพว่า ถ้ากําหนดให้สถาบันองค์กรราชทัณฑ์ทั้งหลายเป็นองค์กรในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เราจะยื่นมืออะไรเข้าไปช่วยเหลือ อย่างน้อยเรื่องการงบประมาณ แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้อง ตอบคําถามให้ได้ว่าเจ้าหน้าที่ที่ทําหน้าที่ในฐานะผู้ควบคุมหรือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เข้าใจบทบาทในโครงสร้างที่เรารับหลักการของสากลมาว่าพื้นที่ของราชทัณฑ์ควรจะเป็น พื้นที่พึงได้รับการปฏิบัติคุ้มครองเคารพต่อสิทธิขั้นพื้นฐานและคุ้มครองความเป็นมนุษย์ เจ้าหน้าที่ทุกคนของราชทัณฑ์เข้าใจหลักคิดแบบนี้ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานได้หรือไม่🔗
ส่วนที่ ๒ ที่อยากจะพูดต่อก็คือแนวคิดในเรื่องของระบบคิดของสังคมไทย ที่จะบอกว่าผู้กระทําผิดคือคนร้าย คนที่ถูกดําเนินคดีในศาลคือคนชั่ว ภาพรวมของสังคม มองอย่างนั้น ถ้าไม่ปลดปล่อยความคิดว่าคนเหล่านี้ถูกประณามว่าเป็นคนชั่ว ไอ้ขี้คุก ถ้าไม่ปลดปล่อยความรู้สึกอย่างนี้ออกมา แน่นอนครับ มันคงยากสําหรับการที่จะแก้ปัญหาต่อไป ทีนี้ปัญหาที่จะต้องนํามาสู่แนวนโยบายในการที่จะจัดสรรงบประมาณ วิธีการในปัจจุบัน ก็คงหนักอยู่พอสมควร เพราะว่าเรือนจําที่ผ่านมาอายุหลาย ๆ สิบปีถึงร้อยปีทั้งนั้น มันมีความคับแคบ และโดยเฉพาะถ้าเราพูดถึงจะใช้เรือนจําเป็นองค์กรในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้ คนที่โดนคดีไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตาม เขาได้กลับมาสู่สังคมโดยปกติสุขในอนาคตข้างหน้า หลังจากที่เขาพ้นข้อกล่าวหาเราจะทําอย่างไร แนวคิดในเรื่องของการออกแบบสถาปัตยกรรม ของเรือนจําที่ผ่านมาไม่ได้ตอบโจทย์นี้เลยว่าจะเอาพื้นที่ตรงนี้มาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ฟื้นฟูจิตใจให้เขามีความพร้อมที่จะเดินออกจากประตูเรือนจําแล้วกลับมาสู่สังคมด้วยความ ปกติสุข เป็นคนที่เข้าใจความเป็นมนุษย์ เมื่อผิดก็ผิดไปแล้ว แล้วเขาก็กลับมาสู่สังคม ที่สามารถจะดําเนินชีวิตต่อไปได้ แนวคิดในเรื่องการออกแบบสถาปัตย์ของเรือนจําที่จะสร้าง ขึ้นใหม่มันควรจะไปหาวิธีตอบโจทย์นี้ด้วย ผมก็จึงฝากไว้สําหรับคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น หรืออาจจะเป็นคณะไหนก็ได้ที่ปฏิบัติในเรื่องนี้ ก็เป็นข้อคิดจากพรรคก้าวไกล ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่าน พันตํารวจตรี ชวลิตครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นผมก็ต้องขอบอกก่อนว่าประเด็นเรื่องการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ภายในเรือนจํา ของประเทศไทยนั้นเป็นสิ่งที่สําคัญ แล้วผมก็เห็นด้วยว่าสมควรทํานะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็มีประเด็นรายล้อมที่เกี่ยวข้องมาอภิปรายในวาระนี้ด้วยนะครับ คือเนื่องจากเรือนจํานั้น มักถูกวางตําแหน่งไว้เป็นพื้นที่สุดท้ายของกระบวนการยุติธรรม คือเมื่อทุกอย่างสําเร็จลุล่วงลงแล้ว ผู้ต้องหาจึงมาลงเอยที่เรือนจํากลายเป็นผู้ต้องขังในที่สุด แล้วถูกมองผ่านกรอบความคิด แบบเก่าว่าเป็นสถานที่ที่เอาไว้ลงโทษผู้กระทําความผิด หรือหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นคนไม่ดี เป็นคนเลวแต่เพียงเท่านั้น แต่แนวคิดในโลกสมัยใหม่ไม่มีใครเป็นคนดีบริสุทธิ์หรือว่า เป็นคนเลวบริสุทธิ์อีกแล้วนะครับ คือแนวคิดที่เรียบง่ายนี้สําคัญอย่างไร ผมก็ต้องบอกว่า สําคัญมากเลย เพราะมันจะเปลี่ยนวิธีคิดต่อคนที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไปทั้งระบบเลย เพราะถ้าเราตั้งใจจะสร้างเรือนจําขึ้นเพื่อลงโทษคนเลวเราก็เพียงแค่สร้างสิ่งปลูกสร้างที่แน่นหนา ป้องกันการหลบหนี พรากอิสรภาพและสิทธิต่าง ๆ ไปจากเขาเพื่อเป็นการลงโทษ อาจจะดูแล เพิ่มเติมว่าให้มีที่หลับนอน มีอาหารการกินที่ไม่แย่มากแค่พออยู่ได้ และไม่ส่งผลเสียออกมา สู่สังคมก็เพียงพอแล้วอันนี้เป็นความคิดแบบเก่า แต่ในแนวคิดสมัยใหม่คนที่ต้องกลายเป็น ผู้ต้องขังนั้นไม่ได้แปลว่าเขาคือคนเลวบริสุทธิ์ แต่เขาคือคนที่ป่วยทางสังคมคือคนที่ไม่รู้ คือคนที่ทําผิดพลาด ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นการผิดพลาดที่รุนแรงแต่เราทุกคนก็เคยผิดพลาด ใช่ไหมครับ ดังนั้นผู้ต้องขังจึงเป็นคนเหมือนกันกับเรา เมื่อเขาเป็นคนเหมือนกับเราแล้ว เพียงแต่ป่วย เพียงแต่ไม่รู้ หรือว่าผิดพลาดรุนแรงกว่า เรือนจําหรือสถานกักกันจึงควรทําหน้าที่ เป็นสถานที่ฟื้นฟูอาการป่วย เป็นสถานที่ที่ทลายความไม่รู้ เป็นสถานที่ที่ฝึกฝนเพื่อไม่ให้เขาเกิด ความผิดพลาดซ้ําขึ้นอีก ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยกับการปรับปรุงพื้นที่และสภาพภายในเรือนจํา ทั่วประเทศ เพียงแต่อยากให้การพัฒนา การปรับปรุงทั้งหลายเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดสมัยใหม่ เหล่านี้ การปรับปรุงพื้นที่และสภาพภายในที่จะเกิดขึ้นก็ควรทําไปเพื่อให้เกิดการฟื้นฟู การเตรียมความพร้อมสําหรับการออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้งหนึ่งอย่างมีคุณภาพ เพื่อไม่ต้องให้เขากลับเข้าไปซ้ํารอยเดิมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมก็ทราบมาว่าทางกรมราชทัณฑ์ ก็มีแนวคิดอย่างนี้อยู่ก็ขอชื่นชมมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ แล้วก็อยากให้ทางกรมราชทัณฑ์ ให้ความสําคัญกับโครงการที่สนับสนุนแนวคิดนี้มากขึ้นไปอีก คือพูดให้ดูดีเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องลงมือเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังด้วย เพราะฉะนั้นการปรับปรุงพื้นที่และสภาพภายในเรือนจํา ทั่วประเทศจึงไม่ควรเป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่จองจําให้กับผู้ต้องขังแต่เพียงเท่านั้น แต่ต้องเป็น พื้นที่ที่จะฟื้นฟูเยียวยา ให้ความรู้และสนับสนุนให้พวกเขามาสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่เช่นนั้นถ้าเรายังใช้แนวคิดเดิม ๆ อยู่เราก็จะประสบปัญหาเดิม ๆ ซ้ําไปซ้ํามา คือนักโทษล้นคุก เพราะสาเหตุส่วนหนึ่งก็คืออัตราการกลับมากระทําความผิดซ้ําสูง แล้วเราก็ต้องมาตั้งญัตติด่วน ตั้งคณะกรรมาธิการปรับปรุงขยายพื้นที่เรือนจําซ้ําไปซ้ํามาแบบนี้ ไม่รู้จบ เพราะผู้กระทําความผิดก็ไม่ได้น้อยลง ยิ่งถ้าสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองแย่ลง ก็มีแต่จะทําให้นักโทษเพิ่มขึ้น สุดท้ายนี้ผมก็อยากที่จะขอแนะนําภาพยนตร์เรื่องหนึ่งชื่อเรื่อง แวร์ ทู อินเวด เนกซ์ (Where to Invade Next) ชื่อภาษาไทยก็คือบุกให้แหลกแหกตาดูโลก กํากับโดยไมเคิล มัวร์ (Michael Moore) หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีที่มีการพูดถึง ระบบยุติธรรมและเรือนจําในรูปแบบที่ก้าวหน้ามาก ๆ เลยนะครับ เขาพาไปดูของจริงเลย สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องจริง ๆ แล้วเล่าเรื่องลําดับเรื่องอย่างสนุกมากไม่น่าเบื่อ อันนี้ ผมรับประกันได้ เป็นหนังที่เขาขายคนอเมริกันโดยผู้กํากับชาวอเมริกันที่พยายามจะเปลี่ยน ความคิดคนอเมริกันที่กําลังล้าหลังอยู่ในเรื่องระบบยุติธรรมและเรือนจําให้เขาเข้าใจระบบ ที่ก้าวหน้าแบบยุโรป เพราะระบบยุติธรรมและเรือนจําที่ก้าวหน้าในยุโรปดังกล่าวทําให้ประเทศ ที่ใช้ระบบนั้นเกิดอาชญากรรมต่ําลงกว่าเดิมมากเลยนะครับ ประเทศหนึ่งที่เขาพาไปดูคือ ประเทศนอร์เวย์ที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมต่ําที่สุดในโลก ซึ่งเป็นประเทศที่ก้าวหน้ามาก ด้วยแนวคิดด้านนี้ ผมถึงบอกว่าทัศนคติของคนไทยเราส่วนใหญ่กับคนอเมริกาส่วนใหญ่ก็คือคล้าย ๆ กัน ในประเด็นนี้คือยังไม่ได้ก้าวหน้าคล้าย ๆ กัน ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้จะทําให้เราเข้าใจ ได้อย่างดีเลยนะครับ ผมดูแล้วก็เห็นว่ามันทําให้เราสามารถเข้าใจได้ลึกซึ้ง ดีกว่าการที่เรา เดินทางไปดูงานที่ยุโรปเองอีกนะครับ หนังเรื่องนี้ ก็เลยอยากเชิญชวนท่านกรรมาธิการ ที่กําลังจะตั้งหรือว่าคณะที่จะส่งประเด็นไปนะครับ หากกรรมาธิการวิสามัญไม่ได้ตั้ง เชิญชวนสมาชิกสภาแห่งนี้ เชิญชวนท่านผู้ชมทางบ้านด้วยนะครับ ลองไปหารับชมกันนะครับ หนังชื่อ แวร์ ทู อินเวด เนกซ์ (Where to invade next) บุกให้แหลกแหกตาดูโลก กํากับโดย ไมเคิล มัวร์ (Michael Moore) เชิญชวนนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านขจิตรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมเห็นด้วยกับการเสนอญัตติ ของท่านวีระกรในเรื่องที่จะพูดถึงการปรับปรุงสภาพในเรือนจําให้เหมาะสม และเห็นด้วย กับคุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ที่เสนอญัตติให้พิจารณาเรื่องนักโทษล้นคุก แล้วก็เห็นด้วย กับท่านอัครเดชที่เสนอญัตติให้พูดถึงเรื่องการบริหารราชการของกรมราชทัณฑ์ หรือการบริหารเรือนจํา สภาพของประเทศไทยเวลานี้สิ่งแรกที่ผมจะพูดก็คือว่าทําไมนักโทษ จึงล้นคุก สาเหตุชัดเจนครับ ของกรมราชทัณฑ์หรือเกี่ยวกับเรื่องตํารวจปราบปรามยาเสพติด ก็ตาม ก็ชัดเจนแล้วว่านักโทษที่เกิดจากคดียาเสพติด ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นท่านวีระกร ได้พูดถึงว่าในสมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณได้ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง แล้วก็ได้ปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดอย่างถูกต้องว่าผู้เสพเป็นผู้ป่วย ส่วนผู้ค้าคือคนที่ จะต้องปราบ นั่นคือการบริหารราชการแผ่นดินที่ถูกต้องก็นํามาซึ่งการลดจํานวนนักโทษ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหานักโทษล้นคุกอาจจะต้องฝากให้กรรมาธิการซึ่งจะตั้งขึ้น ต้องไปดูเรื่องกฎหมายปราบปรามยาเสพติดแล้วก็การพิจารณาเกี่ยวกับโทษของยาเสพติด ก็จะทําให้นักโทษล้นคุกก็หมดสภาพไป เพราะว่านักโทษที่มาจากยาเสพติดประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์จากสถิติของทุกฝ่ายตรงกัน ส่วนเรื่องการปรับปรุงสถานที่ให้เหมาะสม ผมเคยไปดูเรือนจําที่ประเทศสิงคโปร์ในสมัยที่ผมเป็นกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษย์ชน ซึ่งมีท่านวิรุฬห์ พื้นแสน เป็นประธาน ไปดูสภาพเรือนจําก็เป็นการให้เกียรติ ของผู้ต้องโทษ เป็นการจัดการศึกษา มีความเกรงใจในชั่วโมงที่ผู้ต้องโทษรับการศึกษา เราเข้าไปชมจะมีเวลาที่จํากัดและต้องไม่ไปเบียดเบียนเวลาของผู้ต้องโทษ ซึ่งเป็นการเคารพสิทธิ ในระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าเป็นผู้ต้องโทษก็ได้รับเกียรติจากทุกฝ่ายจากทุกท่าน ทั้งผู้บัญชาการเรือนจํา ผมคิดว่าวิธีการที่เราจะต้องศึกษาจากต่างประเทศ ผมคิดว่า กรมราชทัณฑ์ก็คงไปศึกษาแล้ว ถึงมีวิสัยทัศน์หรือพันธกิจที่จะปรับปรุงสถานที่ของ กรมราชทัณฑ์ให้ดีขึ้น แต่ว่าในสภาพความเป็นจริงปัจจุบันนี้ อย่างเช่น ที่เรือนจําจังหวัดอุดรธานี ที่ท่าน ส.ส. เทียบจุฑาพูดถึง ก็สมควรที่จะย้ายออกจากเขตที่มีความเจริญไปยังพื้นที่ของ กรมราชทัณฑ์ก็ตาม ของกรมธนารักษ์หรือว่าพื้นที่สาธารณะอีกมากมาย สภาพที่ไม่เหมาะสม ในเรือนจําทั่วประเทศของประเทศไทยควรจะมีงบประมาณซึ่งจะต้องย้ายเรือนจําออกไป นอกเมือง เสร็จแล้วก็ปรับปรุงสถานที่ให้ดี ผมเห็นด้วยว่าควรดําเนินการโดยเร่งด่วน แล้วผมต้องชมเชยท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน ผมเคยคุยกับท่านเรื่องการที่จะย้าย เรือนจําจังหวัดอุดรธานีออกไปนอกเมืองท่านเห็นด้วย ท่านสนับสนุน ท่านบอกให้หาข้อมูล แล้วทําเรื่องมาอันนี้ต้องขอบคุณไว้เป็นเบื้องต้น แล้ว ส.ส. จังหวัดอุดรธานีทั้งหมดก็จะทําเรื่องนี้ เสนอท่านเพื่อให้สนองนโยบายของท่านโดยเร็ว ที่คุมขังที่จะเปลี่ยนให้คนที่ต้องโทษ ออกมาเป็นคนดีของสังคม เขาจะต้องได้รับเกียรติทั้งอยู่ในเรือนจําแล้วขณะที่ออกมา เขาต้องอยู่ในสภาพที่เหมาะสม ผมอยากเห็นประเทศไทยได้ปรับปรุงเรื่องนี้ ได้เห็น ความสัมพันธ์ของพลเมืองไทยส่วนหนึ่งที่เกิดความผิดพลาดด้วยจังหวะ ด้วยผิดไม่จริง หรือการต่อสู้ในคดีผิดพลาดให้เขากลับมาเป็นพลเมืองดีผมเห็นด้วย ผมคิดว่าสภาพ การจัดเรือนจําหรือที่คุมขังในประเทศที่เจริญแล้วน่าจะเป็นแบบอย่างที่ดี บริเวณกว้างขวาง ของประเทศไทยพร้อมที่จะรับนโยบายเหล่านี้ แล้วผมยังเห็นไปถึงว่ารัฐบาลไทยควรจะ เปิดโอกาสให้เอกชนสร้างเรือนจําได้ ประมูลเสร็จแล้วก็สามารถที่จะทําให้นักโทษที่เข้าไปอยู่ กลับออกมาเป็นพลเมืองดีได้ด้วยเทคนิคและวิธีการบริหารของเอกชน นั่นคือสิ่งที่ผมเห็นด้วย แล้วก็อยากให้ประเทศไทยบรรลุนโยบายนี้ในสมัยท่านรัฐมนตรีท่านนี้ เพราะว่าผมเคยคุย แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กันท่านก็บอกว่าจะดําเนินการเรื่องนี้ แต่ไม่ทราบว่าในสถานการณ์ ทุกวันนี้เราจะสามารถทําอะไรได้หรือไม่ ผมหวังอย่างยิ่งว่าประเทศไทยเราจะก้าวไปเป็น ประเทศที่เจริญด้วยการให้ความเคารพทุกฝ่ายอย่างจริงใจ ให้โอกาสของคนที่ผิดพลาด ให้เกียรติ การให้เกียรติ ให้เกียรติในเรือนจํา ในที่คุมขัง ผมดูเรือนจําในต่างประเทศเดินเข้าไป มีสถานที่ มีที่หลับนอนที่ถือว่าให้เกียรติกันมากแล้วก็ออกมาทําให้คนที่เข้าไปแล้วตั้งใจที่จะ ทําความดี เป็นพลเมืองดี นั่นคือสิ่งที่ผมเห็นว่าเรือนจําของประเทศไทยควรจะได้รับ การปรับปรุง แล้วก็นักโทษที่ล้นคุกสาเหตุมาจากกฎหมายหรือการพิจารณาโทษเรื่อง ยาเสพติดด้วย ควรจะได้รับการปรับปรุงโดยเร็ว ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ หมอจาตุรงค์ แล้วก็เชิญท่านคมเดชเป็นท่านสุดท้าย คงจะพอแล้วครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ผมต้องขอสนับสนุนญัตติของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๕ ญัตติ ของท่านวีระกร คําประกอบ ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ท่านนริศ ขํานุรักษ์ ท่านสาคร เกี่ยวข้อง ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง แล้วก็เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ที่ท่านประธานได้เปิดโอกาสให้ทําญัตติแล้วก็อภิปรายเรื่องของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ปรับปรุงพื้นที่ภายในเรือนจํา ย้ายเรือนจํา รวมทั้งการให้ดูแลในเรื่องของสวัสดิการต่าง ๆ ขณะนี้เรือนจําในประเทศไทยรวมทั้งทัณฑสถานมีอยู่ ๑๔๓ แห่ง อยู่ที่เรือนจํากลาง ๓๓ แห่ง พิเศษ ๔ แห่ง ทัณฑสถาน ๒๔ แห่ง แล้วก็ส่วนภูมิภาค ๕๐ แห่ง คือที่จังหวัด ๕๐ แห่ง อําเภอ ๒๖ แห่ง ขณะนี้เรือนจําของเรามีนักโทษหรือว่าผู้ต้องขัง ๓๗๘,๑๕๙ คน สถิติเมื่อ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๓ เมื่อเทียบกับความรับได้ ๒๕๔,๓๐๒ คน ซึ่งถือว่ามากกว่า ประมาณเกือบ ๆ เท่าตัว ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ยังแออัดอยู่ ผู้ต้องขังของเรามากเป็นอันดับ ๖ ของโลก อันดับ ๓ ของเอเชีย (Asia) อันดับ ๑ ของอาเซียน (ASEAN) ทีนี้ผมเองต้องเรียนว่า การที่ผู้ที่เข้ามาต้องคุมขังในเรือนจําเราต้องคิด ผมพยายามนั่งคิดแทนผู้ที่เข้ามาเขาคิด อย่างไร ยิ่งผมเป็นแพทย์ยิ่งต้องนั่งคิดเลยว่าเขาเข้ามา จิตใจครั้งแรกเลยเขาต้องปรับสภาพ เลยครับ คนที่เคยอยู่ข้างนอกแล้วเข้ามาอยู่ข้างใน เขาคิดว่าชีวิตจะมีค่าไหม อยู่โดดเดี่ยวไหม จะออกไปอย่างไร และที่สําคัญความที่เขาอยู่ในนี้เราจะต้องช่วยเหลือกันอย่างไร ในเรือนจํา หน้าที่ของเรือนจําโดยเฉพาะผู้บัญชาการเรือนจํา ผบ. ผมเองได้มีโอกาสเข้าไปรับทราบ ได้พูดคุยกับ ผบ. เรือนจําที่อําเภอกันทรลักษ์ ซึ่งถือว่าเป็นเรือนจําที่ได้รับความร่วมมือจาก พี่น้องประชาชนเข้ามาช่วยเหลือปรับปรุงภูมิทัศน์ มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ทําให้สภาพ ของเรือนจําไม่น่ากลัว ผู้คนที่อยู่ในเขตนั้นรู้สึกว่าเรือนจําข้างหน้าปลูกดอกไม้ ดอกทานตะวัน มาถ่ายรูป มาเซลฟี (Selfie) ได้ มีอาหารการกิน มีที่ขายกาแฟ มีพระพุทธรูปให้สักการะ นี่คือสิ่งหนึ่งที่ทําให้เรือนจํากับคนที่มาอยู่มีความรู้สึกเหมือนเป็นพี่เป็นน้อง มีความอบอุ่น นั่นคือวิสัยทัศน์ต้องให้รางวัลกับผู้ดูแล นักโทษที่อยู่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ผู้หญิงประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ทุกคนเขาต้องมีความตั้งใจ มีความหวังตั้งแต่วันแรกที่ก้าว เข้ามาว่าถ้าออกไปเขาจะอยู่อย่างไร เรือนจําจึงไม่ใช่เฉพาะที่คุมขังอย่างเดียว ต้องเป็นที่ซึ่ง แก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัย ต้องมีการฝึกอาชีพ ต้องมีการอบรมจริยธรรม คุณธรรม และต้องให้เขามีความหวังแล้วสร้างเขาให้มีโอกาส เราต้องให้โอกาสกับผู้ที่เข้าไปในเรือนจํา ทุกอย่างต้องเปิดโอกาสปรับตัวแก้ไข ทีนี้ก็มีคนสงสัยว่าออกมาแล้วอัตราส่วนในการที่จะ กลับมาติดซ้ําใหม่เยอะ ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาที่ต้องฝากทางท่านประธาน ฝากทางกรรมาธิการ หรืออธิบดีต้องดูแลว่าสาเหตุของการที่กลับมาทําซ้ําจากอะไร อันดับแรกคือเขาคิดว่าเขาโดดเดี่ยว เขาไม่มีความหมายและคนไม่ให้โอกาส อยู่ข้างนอกก็ไม่รู้จะทํามาหากินอย่างไร นั่นคือสิ่งซึ่ง เราอย่าได้ไปกีดกันต้องให้โอกาสเขาในการทํางาน สิ่งหนึ่งที่ชื่นชมก็คือการมีพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๖๐ ได้มีการปรับปรุงให้เป็นสากลแล้วก็มีการให้ฝึกอาชีพ ทางกรมราชทัณฑ์ได้ทํา เอ็มโอยู (MOU) กับกรมการจัดหางาน ได้ทํากับทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ทํากับ ทางส่วนของสภาอุตสาหกรรม ตลอดจนประธานหอการค้า แต่ก็ยังไม่มีอาชีวะนะครับ ผมอยากเรียนว่าต้องมีอาชีวะเข้าไปด้วย เพราะอาชีวะมีพลังเยอะ ถ้าได้ทําเอ็มโอยู (MOU) ได้มีการฝึกอาชีพ และที่สําคัญอยากให้ฝึกอาชีพที่เขาออกไปแล้วเป็นตลาดแรงงาน ออกไปแล้ว ทํางานได้เลย โดยเฉพาะงานฝ่ายอาชีวะที่พวกเราเห็นชัดก็คืองานฝีมือช่าง ใคร ๆ ก็อยาก เลี้ยงตัวเองได้เขาก็ไม่อยากกลับไปอยู่ที่เดิม เพราะฉะนั้นอยากให้มีการปรับปรุงในส่วนของ การฝึกอาชีพเขาให้มีความอยู่ได้อย่างดี นอกจากนั้นก็ต้องเรียนว่าเรือนจําพอเข้ามา เขาจะได้ผ้าห่ม ๓ ผืน ๑ ผืนปูนอน อีก ๑ ผืนหนุนหัว อีก ๑ ผืนที่ห่ม ขนาดที่อยู่ก็ประมาณ ๑.๒๐ ตารางเมตร ถ้าเป็นเรือนจําใหม่ เรือนจําเก่าอาจจะแออัดหน่อย เรือนจําใหม่ห้องหนึ่งก็ ๓๐ คน ๔๐ คน เรือนจําเก่าอาจจะเป็นร้อย เพราะฉะนั้นการดูแลในเรื่องสุขลักษณะ เรื่องทางการแพทย์ เรื่องของการติดเชื้ออะไรต่าง ๆ เราก็ต้องดูแล ตื่นเช้ามาก็ต้องมีกิจวัตร ที่ทําให้เขามีความสุข ชีวิตแต่ละวันให้เขามีค่า นอกจากนั้นทราบว่ามีโครงการที่เรียกว่า เรื่องเล่าชาวเรือนจํา ซึ่งเข้าใจว่ามีถึงแอปพิโสด (Episode) ที่ ๒๑ แล้ว เป็นการอัดคลิป (Clip) สิ่งดี ๆ ของเรือนจําแต่ละที่ส่งให้กับเรือนจําไปเปิดให้พี่น้องที่อยู่ในเรือนจํา ได้ดูกิจกรรมต่าง ๆซึ่งจะเป็นประโยชน์ ทราบว่าอันนี้ก็เป็นนโยบายของท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน แล้วก็มีท่านสรยุทธ์มาเป็นพิธีกร ตรงนี้ก็เป็นสิ่งซึ่งทําให้พี่น้องที่อยู่ตรงนี้ ผู้ปกครองก็ดี ญาติพี่น้องก็ดี ได้มีความผูกพันกันแล้วก็เป็นกําลังใจ🔗
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการย้าย เมื่อสักครู่นี้เรื่องของย้ายเรือนจํา ซึ่งพูดไปแล้ว เราจะมีการย้ายเรือนจําในงบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ ถึงปี ๒๕๖๙ มีการปรับปรุงที่เรือนจํา แต่ย้ายผู้ต้องขัง ผู้ต้องขังที่ติดใหม่ ๆ มีระเบียบหลักเกณฑ์ในการย้ายผู้ต้องขังกลับภูมิลําเนาเดิม คุณสมบัติผู้ต้องขัง ๑. ต้องเป็นผู้ต้องขังตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป ต้องไม่กระทําผิดวินัย ต้องไม่มี คดีอายัดผู้ต้องขังวัยหนุ่ม ต้องกําหนดโทษไม่เกิน ๕ ปี ๑๐ ปี ระเบียบต่าง ๆ หรือหลักฐานต้องมี ขอย้ายต้องมีสําเนาทะเบียนบ้านภูมิลําเนา ผมอยากเรียนว่าถ้าเป็นไปได้ ถ้าเขาติดอยู่ในเรือนจําเขาอยากกลับไปหาพ่อหาแม่ หาผู้ปกครอง หาครอบครัว ถ้าเป็นไปได้เรือนจําไหนที่มีโอกาสย้ายได้ให้เขาย้ายไปพื้นที่เลย เพราะนั่นคือเป็นขวัญกําลังใจเติมให้กับครอบครัวที่เขาสูญเสีย พ่อแม่จะได้ไปเฝ้าจะได้ไปเยี่ยม ถ้าอยู่ในพื้นที่ใกล้ที่สุด ถ้าเขาขอหรือมีโอกาสผมอยากให้ได้ย้ายกลับเข้ามา จะเป็นประโยชน์ แล้วก็จะสร้างขวัญและกําลังใจ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ขอขอบคุณทางคณะผู้ซึ่งยื่นญัตติทั้ง ๕ ท่าน รวมทั้งสมาชิกและท่านประธาน ซึ่งการที่ปฏิบัติตรงนี้ถ้าเรามีโอกาสตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็จะได้เข้าไปดูกัน แต่ถ้าไม่มีโอกาสก็มอบให้แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเข้ามาเสนอ พวกเราจะได้ดูแลแล้วก็อยากให้นําไปปฏิบัติ ผู้ซึ่งปฏิบัติเข้าไปดูแลเพื่อให้เกิดความผาสุก แล้วก็ให้นักโทษเรือนจําเขาอยู่อย่างมีความสุข และพวกเราก็จะมีความสุขไปด้วย ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญท่านคมเดชครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล พรรคเพื่อไทย เขต ๓ จังหวัดกาฬสินธุ์ ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนท่านสมาชิกที่นําเสนอเกี่ยวกับการบริหารจัดการสถานที่กักกันหรือกักขังต่าง ๆ ผมชี้ให้เห็นประเด็นอย่างนี้ครับ เพราะว่าตามที่ฟังมามีสมาชิกอยู่หลายฝ่ายก็ได้นําเสนอ การแก้ไขไปแล้ว แต่ผมจะชี้ให้เห็นต้นเหตุ มันมีต้นเหตุกับปลายเหตุ มีเหตุและผลของมัน ผมมองว่ามันเกิดจากปัญหาหลัก ๆ อยู่ ๒ หลักด้วยกัน ๑. ความเหลื่อมล้ํา ๒. ปัญหา เกี่ยวกับยาเสพติด ปัญหาความเหลื่อมล้ํา จากข้อมูลทางวิชาการประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ํา อันดับหนึ่งของโลก แล้วล่าสุดจากสถาบันเกี่ยวกับการตรวจสอบนําเสนอว่าประเทศไทย มีติดยาเสพติดมากที่สุดในโลกขึ้นมาอีกประเด็นหนึ่ง ผมชี้ให้เห็นอย่างนี้ครับ มีอยู่ ๕ ประเด็น ด้วยกัน ประเด็นแรก ผู้ที่รู้ดีที่สุดคือผู้รักษากฎหมาย ไม่ว่าตํารวจหรือทหารซึ่งมี กอ.รมน. เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทุกพื้นที่ มีคนมาร้องเรียนและบอกว่าเป็นคนมีสีทั้งหมดที่ให้ การสนับสนุน นี่เป็นประเด็นแรก ประเด็นที่ ๒ ตํารวจหรือผู้รักษากฎหมายในการจับกุมต่าง ๆ เอาทั้งเงินทั้งยาบ้าไปขาย นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิด ประเด็นที่ ๓ ไม่ใช่มีแต่ยาเสพติดเท่านั้น มีทั้งบ่อนการพนันและหวยใต้ดินซึ่งเปรียบเสมือนว่าเลี้ยงไก่เพื่อเก็บกินไข่ มาจากการซื้อขาย ตําแหน่งและเก็บส่วย ประเด็นที่ ๔ ตั้งคําถามว่ารัฐบาลหลังจากการปฏิวัติมีอํานาจเต็ม แต่ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ยาบ้าแทนที่จะแก้ไขได้อย่างดีตามที่มีอํานาจเต็ม แต่ปรากฏว่ายาบ้าแทบจะใส่แผงขายแบบลอตเตอรี่ มันมากถึงขนาดนั้นครับ ประเด็นที่ ๕ ยาเสพติดที่ถูกจับขึ้นโรงขึ้นศาลปรากฏว่าจับได้แต่ปลาซิวปลาสร้อย รายใหญ่จับไม่ได้เลย เหตุเพราะว่าคนมีสีหนุนเรื่องนี้ทั้งหมด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ผมชี้ให้เห็นอย่างนี้ จริง ๆ ข้อมูล ผมจะใช้ในการยื่นญัตติเกี่ยวกับยาเสพติด ผมขอใช้ ๑ อย่าง ท่านประธานดูตรงนี้ครับ หญิงสาวอายุ ๒๓ ปีอยู่อําเภอยางตลาด เสพติดยาบ้าอาการหลอนยอมรับว่าจุดไฟวางเพลิง เผาบ้านหลังยายไปทํานา กลับมาเป็นลมพบเพลิงลุกไหม้แทบวายวอด และลามไปไหม้ บ้านข้างเคียงอีก ๑ หลัง ติดจนหลอนครับ ติดยาบ้าเผาบ้านตัวเอง ผมจะใช้ในเที่ยวหน้า แต่ผมชี้ให้เห็นว่านี่คือปัญหา ยาเสพติด ประเด็นที่ ๒ อยู่อําเภอหนองกุงศรี ประเด็นที่ ๓ อยู่ตําบลกุดจิก อยู่อําเภอท่าคันโท ขอเงินพ่อแม่ ๑๐๐ บาทไปซื้อยาบ้าไม่ได้ มีเงิน ๒๐ บาทซื้อน้ํามันเผาบ้านครับ เกิดขึ้นจริง ๆ ตรงนี้ นี่คือเป็นประเด็นที่เกิดขึ้น อีกประเด็นหนึ่งที่ผมชี้ให้เห็นว่าเป็นความเหลื่อมล้ํา ด้านธุรกิจ ด้านการเงิน ด้านการขาดโอกาส ความเป็นอยู่ ปากท้องของพี่น้องประชาชน ปรากฏว่าที่เราเห็นข้อมูลชัดเจนก็คือ อย่างความเหลื่อมล้ําด้านความยุติธรรมเรื่องคุณบอส ขับรถชนตํารวจตายแต่คดีกลับถูกยกทั้งหมด นี่คือความเหลื่อมล้ําส่วนหนึ่ง แล้วส่วนหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในช่วง ๓ ปีก่อนท่านประธานคงจําได้ บริษัทกระทิงแดงไปสร้างโรงงานอยู่อําเภอน้ําพอง อยู่เขื่อนอุบลรัตน์ โดยการเช่าที่ดินสาธารณประโยชน์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เซ็นรับรองเรียบร้อยครับ แต่จังหวัดกาฬสินธุ์ ผมอยู่ เขต ๓ ปรากฏว่าอยู่บ้านหนองกุงไทย อําเภอห้วยเม็ก ตายายไปเก็บเห็ดถูกจับติดคุกเกือบตลอดชีวิตครับ นี่คือความเหลื่อมล้ํา ที่เกิดขึ้น ผมชี้ให้ท่านเห็นประเด็นหลัก ๆ ๒ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นการแก้ไขควรจะแก้ไขเป็น องคาพยพทั้งหมด เราจะเห็นตัวเลขของท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา จากการติดคุกอยู่ ๓๗๐,๐๐๐ คน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน แต่สมัยท่านทักษิณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน แตกต่างกันครับ ความเหลื่อมล้ําคนจนคนรวยสมัยนายกรัฐมนตรีปู ๖ ล้านกว่าคน ปรากฏว่าสมัยท่าน ประยุทธ์ จันทร์โอชา ๑๘ ล้านคน ตกงานอีก ๑๐ ล้านคน จีดีพี (GDP) ติดลบ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านคิดดู การแก้ไขปัญหาเป็นองคาพยพทั้งหมด เป็นต้นเหตุ ปลายเหตุ การแก้ไขต้องแก้ไข เป็นระบบทั้งหมดครับ ไม่ใช่แก้ไขที่ปลายเหตุอย่างเดียว การแก้ไขตามที่สมาชิกท่านนําเสนอ ผมก็ให้การสนับสนุนคิดว่าเป็นสิ่งถูกต้อง แต่อย่าลืมเรื่องยาเสพติดกับความเหลื่อมล้ํา ด้านธุรกิจ ขอขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ อภิปรายกันพอสมควรแล้วนะครับ ถือว่าปิดการอภิปราย คุณหมอบัญญัติจะอภิปราย หรือครับ เอาสั้น ๆ นะครับ ท่านสุดท้ายจะได้ปิดการอภิปรายนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออภิปรายสนับสนุนญัตติเพื่อนสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง ๒ ท่านนะครับ ท่านนริศ ขํารุนรักษ์ และท่านสาคร เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยญัตติของเพื่อนสมาชิก ท่านวีระกร คําประกอบ ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การปรับปรุงพื้นที่และสภาพภายในเรือนจําทั่วประเทศให้มีสภาพเหมาะสม รวมทั้งหาแนวทาง แก้ไขปัญหานักโทษล้นเรือนจําและการปรับปรุงการบริหารงานราชทัณฑ์ของประเทศ และการย้ายเรือนจําออกจากเขตชุมชนเมือง ปัจจุบันปัญหาใหญ่ก็คือนักโทษล้นเรือนจํา ประเทศไทยมีผู้ต้องขังประมาณ ๓๗๐,๐๐๐ คน เป็นอันดับ ๖ ของโลก แล้วก็เป็นอันดับ ๓ ของเอเชีย (Asia) เป็นอันดับที่ ๑ ของอาเซียน (ASEAN) เฉพาะเรือนจํากลางที่จังหวัดระยอง มีนักโทษถึง ๗๖,๐๐๐ คน ขณะที่เรือนจํากลางจังหวัดระยองรับนักโทษได้เพียง ๓,๓๐๐ คน มีความหนาแน่นเป็นอันดับ ๓ ของประเทศ ด้วยความหนาแน่นถึง ๒๒๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติด ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะ เข้า ๆ ออก ๆ เรือนจํา ผิดกับประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งท่านดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ได้กล่าวว่าตั้งแต่ปี ๒๐๐๖ ก็คือ ๑๔ ปีที่ผ่านมา นักโทษน้อยมากจนกระทั่งเรือนจําจะต้อง เปิดให้เช่า เป็นความฝันหรือเป็นความหวังของประเทศไทยที่อยากจะมีผู้กระทําความผิด แล้วก็ต้องติดคุกหรือเข้าเรือนจําให้น้อยลงตามลําดับ แต่ประเทศไทยสวนทางกับที่เราหวังไว้ นักโทษยังมากแล้วยังล้นคุกอยู่ ทําให้สภาพความเป็นอยู่ของนักโทษในเรือนจํานั้นมีสภาพ ที่ไม่ถูกสุขอนามัย ทางแก้จะต้องทําให้นักโทษลดลง การทําให้นักโทษลดลง อันดับ ๑ ต้องจัดการเรื่องอบายมุข เรื่องของยาเสพติด ถ้าปัญหายาเสพติดไม่แพร่ระบาดนักโทษจําพวก ยาเสพติดก็จะลดลงเป็นอันดับแรก ปริมาณผู้ต้องขังที่เข้าไปในเรือนจําก็จะลดลงเป็นอันดับแรก ผมอยากจะปรารภชื่อของกรมราชทัณฑ์ในต่างประเทศซึ่งแปลความหมายได้ดีมาก ของเรา ราชทัณฑ์ก็หมายถึงว่าเอาไปลงโทษ ของต่างประเทศเขาเรียกว่าดีพาร์ตเมนต์ ออฟ คอร์เรกชันส์ (Department of Corrections) ซึ่งดีพาร์ตเมนต์ ออฟ คอร์เรกชันส์ (Department of Corrections) หมายถึงว่าเป็นแผนกหรือว่าเป็นหน่วยงานที่ทําคนที่ผิดให้เป็นถูก เป็นการฝึกคน ให้ทําให้ถูก เพราะผู้ที่กระทําความผิดได้รับการพิพากษาให้จําคุก ก็แปลว่าคนกระทําความผิด จะผิดโดยประมาท จะผิดโดยเจตนาหรืออย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อจําคุกตามคําพิพากษาของศาลแล้ว กรมราชทัณฑ์มีหน้าที่ทําคนเหล่านั้นให้เป็นคนที่ถูกที่ต้องเมื่อพ้นโทษ ดังนั้นกรมราชทัณฑ์จึงมี ภาระมากเป็นเหมือนครู ครูก็จะต้องทําคนที่ไม่รู้ให้เป็นคนที่รู้ ทําคนที่ผิดให้เป็นคนที่ถูก กรมราชทัณฑ์ยังต้องทําหน้าที่เหมือนเป็นพระ เพราะว่าคนทําความผิดเกิดจากจิตที่ทําความผิด แล้วก็ทําให้มือ ให้ร่างกายไปกระทําความผิด หรือทําให้ปากคือวาจาไปกล่าวร้าย ทําให้ผู้อื่นได้รับ ความเสียหาย ก็เป็นการกระทําความผิด เพราะฉะนั้นกรมราชทัณฑ์ต้องเป็นทั้งครู ต้องเป็น ทั้งพระ แล้วก็ต้องเป็นทั้งอาชีวศึกษา ฝึกอาชีพให้คนที่อยู่ในเรือนจํานั้นได้มีอาชีพ เมื่อพ้นโทษ ออกไปแล้วก็มีอาชีพ มีผู้ที่สําเร็จปริญญาในคุกมากมายโดยเฉพาะวิชานิติศาสตร์ จบนิติศาสตร์ปริญญาเพราะว่าเรียนการศึกษานอกโรงเรียน เรียนทางไกล แต่ระบบ อุดมศึกษาจบออกมาแล้วก็มาสอบเป็นอาชีพทนายความ แล้วก็อาชีพอื่น ๆ อีกมากมาย คือนักโทษนั้นได้บริหารเวลาที่อยู่ในคุกให้เป็นประโยชน์ โดยการฝึกอาชีพ ทั้งงานอาชีวะ แล้วก็ฝึกทั้งเรื่องของวิชาการด้วย การฝึกจิตหลักพระพุทธศาสนา ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ประเทศไทยหรือทั่วโลกไม่นิยมนําไปประหารชีวิต นิยมจําคุกตลอดชีวิต เพราะว่าถ้าจิต คิดผิดไปทําชั่ว เอาร่างกายไปยิงทิ้งเสียหรือไปประหารชีวิตเสีย จิตนั้นก็ยังล่องลอยไปด้วย ความผิดอวิชาอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นการที่อยู่กรมราชทัณฑ์แล้วเขาเป็นคนยกจิตใจให้สูงขึ้น ครั้งหน้าต่อไปจะไม่ทําความผิด นี่คืออานิสงส์ผลบุญที่กรมราชทัณฑ์ให้แก่ผู้ต้องขังจํานวน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าราย แล้วก็จะไม่เข้าไปอีก ก็หวังที่จะให้คุกนั้นมีปริมาณความหนาแน่น ลดน้อยถอยลง คุกนั้นยังต้องมีพื้นที่เพียงพอที่จะฝึกทางร่างกาย เพราะว่าอยู่แออัด ไม่สามารถออกกําลังกายได้ คนเราจะฝึกจิตอยู่เฉย ๆ ฝึกไม่ได้ จะต้องมีการเดินการเหิน แม้กระทั่งต้องเดินจงกรมก็ต้องมีพื้นที่ในการเดิน จะฝึกจิตอย่างเดียวฝึกไม่ได้ครับ ร่างกาย ของคนเรานั้นกายกับจิตต้องไปด้วยกัน ยิ่งจิตของคนทําความผิดก็ยิ่งน่าจะมีความกระสับกระส่าย มีความไม่สงบ การฝึกวิชาพลศึกษา ในการฝึกทางกายก็จะโน้มน้าวให้มีการพัฒนาทางจิตด้วย การฝึกอาชีพก็ต้องการพื้นที่ครับ ถ้าหนาแน่นเกินไปก็ย่อมฝึกไม่ได้ ดังนั้นกรมราชทัณฑ์จึงมีภาระที่จะต้อง ๑. ขยายพื้นที่ ต้องตั้งงบประมาณ แต่เนื่องจาก งบประมาณก็มีจํากัด การขยายพื้นที่เป็นเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณมีข้อจํากัด ผมว่า ลดปริมาณของคนติดคุกจะดีกว่า การลดปริมาณคนติดคุกนั้นก็ต้องกําจัดแหล่งอบายมุข ซึ่งแหล่งอบายมุขไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นสุรา ไม่ว่าจะเป็นการพนันต่าง ๆ ต้องจัดการให้ลดน้อยถอยลง จะต้องส่งเสริมให้คนมีคุณธรรมและจริยธรรม มีความยับยั้งชั่งใจ ในการกระทําการใด ๆ เวลามีโทสะ มีความโมโหก็จะเปลี่ยนจากความโมโหกลายเป็นอาฆาต พยาบาทจองเวร เมื่อจองเวรก็จะต้องไปจัดการผู้ที่ตนจองเวรก็จะเกิดเป็นคดีขึ้น ดังนั้น การส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่คนทุกเพศทุกวัยในสังคมจึงเป็นสิ่งที่เป็นต้นทาง ในการลดความแออัดของคุกมากขึ้นตามลําดับ เรื่องสุขภาพอยากจะที่จะให้ดูแลคนคุก เหมือนคนที่มีเกียรติเช่นเดียวกับเรา อย่าให้เขาบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หรือติดโรคเนื่องจาก ความแออัดในคุกโดยไม่จําเป็น ก็อยากที่จะให้พัฒนาเรื่องการแพทย์ การสาธารณสุข ในเรือนจําด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
เป็นการ ปิดการอภิปรายแล้วนะครับ เพื่อจะลงมติในขั้นตอนต่อไป แต่ก่อนที่จะลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ให้สิทธิผู้เสนอญัตติได้สรุปอีกครั้งหนึ่ง คงไม่มีใครใช้สิทธิแล้วนะครับ ถ้าไม่ใช้สิทธิ ขั้นตอนต่อไปเป็นการลงมติ ขออนุญาตไปลงมติในการประชุมครั้งต่อไปนะครับ วันนี้ขอปิดประชุม ขอบพระคุณอย่างสูงครับ🔗