unknown · · 255 lines

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์เวลา ๐๙.๒๙ นาฬิกา)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือ ตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๒๔ รายชื่อ ๓๐ ท่าน ก็จะขอไปตามลําดับนะครับ ท่านแรก คุณโกศล ปัทมะ เชิญครับ🔗

นายโกศล ปัทมะ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายโกศล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๕ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนเรื่องการขาดแคลนน้ําเพื่ออุปโภคบริโภค และน้ําเพื่อการเกษตร ๒ เรื่อง ขอหารือท่านประธาน ดังนี้🔗

เรื่องแรก กระผมได้รับการร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้านวินัย สุขแจ่ม หมู่ที่ ๙ ผู้ใหญ่บ้านรัศมี สืบสุนทร หมู่ที่ ๘ และสมาชิก อบต. พี่น้องประชาชนบ้านอัมพวันพัฒนา บ้านโนนสูง บ้านโมกมัน บ้านโนนอุดม ตําบลสีสุก และตําบลบึงสําโรง อําเภอแก้งสนามนาง เรื่องการขาดแคลนน้ํา โดยขอให้กรมทรัพยากรน้ํา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าไปดําเนินการขุดลอกและฟื้นฟูแก้มลิงหนองน้ําขุ่นที่อยู่ติดแม่น้ําชีให้สามารถกักเก็บน้ํา แล้วก็ใช้เพื่อการเกษตรกรรมและอุปโภคบริโภคของพี่น้องประชาชน🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากผู้นํา ไม่ว่ากํานัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. ของอําเภอบัวใหญ่เรื่องการขาดแคลนน้ํา โดยขอให้กรมชลประทานเข้าไปดําเนินการ แก้ไขปัญหา โดยการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ําของสถานีสูบน้ําพี ๒ (P2) แนวท่อที่ ๒ บ้านเจริญสุข อําเภอแก้งสนามนาง จากแม่น้ําชีสู่ลุ่มน้ําห้วยยางและกระจายน้ําให้กับพี่น้องประชาชน โดยการขุดลอกลําห้วยยาง ลําห้วยใหญ่ พร้อมอาคารบังคับน้ําตลอดลําห้วย และการขุดลอก แก้มลิงหนองน้ําบ้านบุไทย บ้านหนองขามเตี้ย บ้านหนองขี้หนู ตําบลห้วยยาง ขุดลอกอ่างเก็บ น้ําห้วยน้ําเค็ม แก้มลิงหนองทะเล แก้มลิงบ้านหัน ตําบลหนองแจ้งใหญ่ ให้มีลักษณะเป็น อ่างพวงเพื่อกระจายน้ําให้กับพี่น้องประชาชนชาวอําเภอบัวใหญ่ ผมหวังว่าถ้าทําเป็นระบบ พี่น้องประชาชนจะได้รับน้ําจากแม่น้ําชี ไม่ต้องปล่อยให้แม่น้ําชีไหลไปสู่จังหวัดขอนแก่น แล้วก็พี่น้องชาวอําเภอบัวใหญ่จะมีน้ําใช้ตลอดทั้งปี กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณจักรัตน์ พั้วช่วย ครับ🔗

นายจักรัตน์ พั้วช่วย เพชรบูรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จักรัตน์ พั้วช่วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขตอําเภอหล่มสัก อําเภอหล่มเก่า อําเภอน้ําหนาว ส.ส. คนไทหล่ม วันนี้ผมขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรก จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะอําเภอหล่มสัก อําเภอหล่มเก่า ยังประสบปัญหาการกักเก็บน้ําเอาไว้ใช้ในด้านการเกษตรหลังหมดฤดูฝน สาเหตุสําคัญคือ ฝายกั้นน้ําหลาย ๆ จุดได้ชํารุดทรุดโทรมไม่สามารถกักเก็บน้ําได้ ขออนุญาตท่านประธาน แสดงรูปนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายจักรัตน์ พั้วช่วย เพชรบูรณ์

ฝายแรก ชื่อฝายห้วยน้ําเลา กั้นลําน้ําเลา หมู่ที่ ๔ ตําบลตาดกลอย อําเภอหล่มเก่า สภาพปัจจุบันมีเศษไม้จํานวนมากที่ไหลมากับน้ํา มากองรวมกันขัดขวางทางน้ําและประตูระบายน้ําก็เสียหายไม่สามารถเปิดปิดได้ ทําให้ น้ําท่วมบริเวณพื้นที่หน้าฝายทุกปี🔗

ฝ่ายที่ ๒ ชื่อฝายร่องทราย กั้นลําน้ําพุง หมู่ที่ ๔ ตําบลน้ําเฮี้ย อําเภอหล่มสัก สภาพคันคอนกรีตตัวฝายพังและแตกเสียหายมาก ไม่สามารถกักเก็บน้ําได้ ฝายทั้ง ๒ แห่ง เป็นความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่งบประมาณในแต่ละปีมีจํานวน จํากัดไม่สามารถปรับปรุงซ่อมแซมได้ จึงอยากได้ฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่มีศักยภาพ เช่น กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ํา ช่วยสนับสนุนงบประมาณปรับปรุง ซ่อมแซมให้ด้วยครับ🔗

เรื่องสุดท้าย พี่น้องชาวไร่ยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์ (Burley) และยาเส้นพันธุ์พื้นเมือง ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝากเรื่องผมมาถึงท่านนายกรัฐมนตรี โดยผ่านท่านประธาน เรื่องขอเงิน ชดเชยเกิดจากผลกระทบที่ถูกลดโควตาการปลูกลงในรอบการผลิต ปี ๒๕๖๒ ที่เกิดจากการ ขึ้นภาษี ซึ่งทราบว่าทางกรมสรรพสามิตและการยาสูบแห่งประเทศไทย ได้ทําเรื่องของบกลาง ปี ๒๕๖๓ ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีช่วยอนุมัติจ่ายเงินชดเชยให้กับ เกษตรกรด้วยครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกครับ เครื่องจับ เวลาเสีย เพราะฉะนั้นสมาชิกกรุณาคุมเวลาเองนะครับ ขอบพระคุณครับ คุณวันนิวัติ สมบูรณ์ ไม่พร้อมนะครับ ต่อไปคุณระวี มาศฉมาดล คุณหมอเชิญครับ🔗

นายระวี มาศฉมาดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ วันนี้ กระผมขอหารือไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในประเด็นฝนตกไม่ทั่วฟ้า กลุ่มข้าราชการหลากหลายวิชาชีพ ตําแหน่งประเภททั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุขชุมชน ทันตาภิบาล เภสัชกร รังสีการแพทย์ จํานวนประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน ซึ่งเดิมเจ้าหน้าที่เหล่านี้ จบการศึกษาด้านสาธารณสุขด้วยวุฒิอนุปริญญา จึงถูกบรรจุเป็นเพียงข้าราชการ ตําแหน่ง ประเภททั่วไป และได้รับราชการมาหลายปีแล้ว จนปัจจุบันนี้เจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นหัวหน้างาน เป็นหัวหน้าฝ่าย ต่อมาหลักสูตรสาธารณสุขเปลี่ยนเป็นให้เรียนจนจบวุฒิปริญญาตรี ทําให้ คนที่จบใหม่เข้าทํางานเป็นลูกจ้างกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ จึงเป็น ลูกน้องของรุ่นพี่เหล่านี้ที่เป็นข้าราชการสายทั่วไป ภายหลังเมื่อผ่านโควิด (COVID) รัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอนุมัติการบรรจุข้าราชการใหม่ ๔๕,๐๐๐ อัตรา บรรดาลูกจ้างได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการสายวิชาการเลย ซึ่งต่อไปก็จะแซงหน้ารุ่นพี่ที่เป็น หัวหน้างานต่อไป เจ้าหน้าที่ประเภททั่วไป ๑๐,๐๐๐ คนนี้ เป็นกองหน้าในการนํารุ่นน้อง และนํา อสม. ในการต้านภัยโควิด (COVID) แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่ได้รับขวัญกําลังใจ อะไรเลย ฝนจึงตกไม่ทั่วฟ้าครับ ผมขอเรียกร้องท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ช่วยทําให้ฝนตกทั่วฟ้า โดยดําเนินการอนุมัติให้ข้าราชการประเภททั่วไปที่ปัจจุบันนี้ได้เรียน จบปริญญาตรีด้านสาธารณสุขแล้ว ให้ดํารงตําแหน่งประเภทวิชาการได้เป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากการต้านภัยโควิด (COVID) โดยขอรับอัตราเงินเดือนเท่าเดิมใช้เลขอัตราเดิม โดยกระทรวงสาธารณสุขไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มแต่อย่างใดครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ คุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร🔗

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร แบบแบ่งเขต เขต ๒๒ เขตธนบุรี เขตคลองสาน และเขตบางกอกใหญ่ ผมขอปรึกษาหารือนําความ เดือดร้อนของประชาชนมาสู่สภาแห่งนี้นะครับ🔗

เรื่องแรก เรื่องการจราจรติดขัดแสนสาหัสจริง ๆ ครับ ตรงแยกรัชดา ตัดถนนราชพฤกษ์ ก็เป็นผลมาจากการสร้างอุโมงค์ที่ทํามาประมาณปีครึ่งกว่าแล้ว ตั้งแต่ ผมรับตําแหน่งนะครับ แต่จากการสังเกตของผมมีการก่อสร้างน้อยมาก และเป็นไปได้ อย่างเชื่องช้าทําให้การจราจรติดขัด ถ้าดูในกูเกิล แมป (Google map) ปกติแล้วจะเป็น สีแดง สีเลือดหมูนะครับ ตรงนี้เป็นสีเลือดหมูตลอด ถ้ามีสีดําได้เป็นสีดําไปแล้วครับ ก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งก่อสร้าง แล้วก็บรรเทาการปิดถนนด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องน้ําท่วมในชุมชนซอยสุพรรณ หลังโรงกรองน้ํา แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ เนื่องจากฝนตกมาเป็นจํานวนมากก็มีน้ําท่วมขังและรอระบายนะครับ ส่งผลให้ชาวบ้านประสบความยากลําบากในการออกมาใช้ชีวิตอย่างมาก ฝากกระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานครช่วยดูแลด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ เรื่องสุดท้าย เรื่องของรางรถไฟเส้นสถานีวงเวียนใหญ่ไปสถานีมหาชัย ซึ่งสภาพรางชํารุดทรุดโทรม บางแห่งก็เรียกได้ว่าขี้ดินสูงเกินกว่ารางรถไฟแล้ว ทั้งนี้เส้นทาง เหล่านี้มีผู้สัญจรเป็นจํานวนมากจากสถานีมหาชัยเข้ามาทํางานในกรุงเทพมหานคร แล้วต่อ รถไฟฟ้าบริเวณตลาดพลู ก็อยากให้มีความปลอดภัยกับชีวิตพี่น้องประชาชนมากขึ้น แล้วก็ เป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคตเมื่อนักท่องเที่ยวกลับมาด้วย ก็ฝากไปถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้จัดสรรงบประมาณมาดูแลเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนด้วยครับ ขอบคุณ ท่านประธานมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย🔗

นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย สระบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขอหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ดิฉันได้รับ การร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๕ และเกษตรกร ตําบลหนองแก อําเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ว่าพื้นที่ทํานา จํานวน ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ไร่ ขาดน้ําในการทําการเกษตร ซึ่งดิฉันได้ลงพื้นที่ไปดูก็พบว่าพื้นที่ตรงนี้ติดกับคลองชลประทานชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งน้ํา ในคลองชลประทานชัยนาท-ป่าสัก นั้นมีจํานวนมากอยู่ แต่ไม่สามารถที่จะส่งมาให้พื้นที่ ด้านซ้ายซึ่งเป็นเขตอําเภอพระพุทธบาท ตําบลหนองแก ได้ใช้น้ําในการทําการเกษตรได้เลย จึงอยากจะเรียนผ่านท่านประธานถึงกรมชลประทานให้ทําการขุดลอกคลองเลียบริมเขต ฝั่งด้านซ้ายของตําบลหนองแกเพื่อที่จะเอาไว้กักเก็บน้ํา แล้วก็ได้ทําท่อลอดถนนผ่านไป เพื่อที่จะดึงน้ําจากคลองชลประทานชัยนาทเข้าสู่คลองริมเขตแห่งนี้ ทุกวันนี้ชาวบ้านก็เห็นน้ํา เต็มคลอง มองตาปริบ ๆ แต่ว่าน้ําก็ไหลผ่านไปทุกวัน ไม่สามารถจะใช้น้ําได้เลย ดังนั้นขอให้ ทางกรมชลประทานได้ช่วยทําท่อลอด แล้วก็ขุดลอกให้เรียบร้อยด้วย เพื่อประโยชน์ในการใช้น้ํา🔗

เรื่องที่ ๒ ก็คือถนนเลียบคลองชัยนาท-ป่าสัก เป็นหลุมบ่อ ขรุขระ และโดยเฉพาะ ยามค่ําคืนไม่มีไฟส่องสว่าง ดังนั้นอยากจะให้ทางกรมชลประทานร่วมกับทางหลวงชนบท ได้ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างและปรับปรุงพื้นผิวถนนด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ครับ🔗

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๗ ขอปรึกษาหารือท่านประธาน ๑ เรื่องครับ🔗

ก็คือในขณะนี้สังคมประเทศไทยกําลังสนทนากันเรื่องรัฐบาลจะซื้อเรือดําน้ํา ผมก็ถือโอกาสจะขอแสดงความคิดเห็นว่าถ้าหากประเทศไทยจะต้องมีเรือดําน้ําจริง เพื่ออวด ศักยภาพให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ผมแนะนําว่าให้เอามาแลกกับสินค้าเกษตรครับ แลกกับ ยางพารา แลกกับข้าว แลกกับมันสําปะหลัง เพื่อจะให้ราคายางพาราขึ้น ให้ราคามันสําปะหลังขึ้น ให้ราคาข้าวเปลือกขึ้น รัฐบาลไม่ต้องไปจ่ายส่วนต่างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร แล้วก็ให้ใช้ เวลายาว ๆ ตั้งแต่ปีนี้ถึงปี ๒๕๗๐ พี่น้องที่ประกอบการปลูกยางพารา ที่ปลูกมันสําปะหลัง ที่ปลูกข้าวก็จะได้วางแผนตัวเองถูกว่าเมื่อเอายางพาราไปแลกกับเรือดําน้ําแล้ว ยางพารา กิโลกรัมละ ๖๐ บาท ยางพาราจะมีราคาเสถียรภาพถึงปี ๒๕๗๐ เมื่อเราจะได้เรือมา พี่น้องประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อมีเงินจากการขายยาง ขายข้าว ขายมันสําปะหลังแล้ว ก็จะนําไปซื้อสินค้าในพื้นที่ ก็จะทําให้เศรษฐกิจฟื้นฟู รัฐบาลเก็บภาษีได้ด้วย กระผมจึงอยาก เสนอท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ได้คิดในการที่จะซื้อเรือดําน้ํา ในวันนี้ อยากจะซื้อ ๑๐ ลํา ประชาชนก็คงไม่ว่า ก็ขอให้แลกสินค้าเกษตร ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณประมวล พงศ์ถาวราเดช ครับ🔗

นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ประจวบคีรีขันธ์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ผมกราบเรียนท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือการหาแหล่งน้ํา ของขุมเหมืองเก่าเพื่อมาทําน้ําอุปโภคบริโภค เพราะฉะนั้นในพื้นที่ป่าทับสะแก ตําบลนาหูกวาง อําเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีขุมเหมืองแร่เก่าและมีแหล่งน้ําจํานวน หลายล้านลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นผมอยากให้กรมป่าไม้ โดยการขออนุญาตขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นให้กรมป่าไม้อนุญาตให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปดําเนินการ เพื่อเอาน้ําจากขุมเหมืองเก่ามาใช้อุปโภคบริโภค เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ ผมคิดว่าขุมเหมืองเก่าทั่วประเทศได้เป็นข้อมูลของ กพร. เรียบร้อยแล้ว เพราะนั้นกรมชลประทานสามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่มี ขุมเหมืองเก่าทั่วประเทศ โดยเฉพาะขุมเหมืองเก่าทับสะแกที่ตําบลนาหูกวาง อําเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์🔗

ส่วนเรื่องที่ ๒ คือการวางแนวกันคลื่นเพื่อไม่ให้กัดเซาะบ้านเรือนของ พี่น้องประชาชนในหมู่ที่ ๒ บ้านทุ่งประดู่ อําเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งช่วงนี้ จะเข้าช่วงมรสุม ผมอยากให้กรมเจ้าท่าเข้าไปดําเนินการหาแนวทางกันคลื่นที่ซัดตลิ่ง เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่มีบ้านอยู่ในบริเวณนั้น เพื่อบรรเทา แก้ไขปัญหาในการอยู่อาศัยเพื่อความมั่นคงของพี่น้องประชาชน และขอให้กรมเจ้าท่าเข้าไป ดําเนินการตามแนวทางที่กรมเจ้าท่าได้ดําเนินการมาแล้ว ซึ่งจะดําเนินการตามงบประมาณ ในปีถัดไปเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนบ้านทุ่งประดู่ หมู่ที่ ๒ ให้เป็นการถาวรตลอดไป ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณจักรพรรดิ ไชยสาส์น ครับ🔗

นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๖ จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย วันนี้ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสสมาชิกได้หารือ ขอจอภาพ ประกอบด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น อุดรธานี

ผมขอหารือเรื่องที่ ๑ ถนนชํารุด ระหว่างอําเภอเมืองอุดรธานีกับอําเภอกุมภวาปี อําเภอเมืองอุดรธานีนั้นเป็นเขตเลือกตั้งของ ท่าน ส.ส. อาภรณ์ สาราคํา ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ซึ่งเขตเลือกตั้งที่ ๖ คือเขตของผมเอง เป็นระยะทาง ๒,๓๐๐ เมตร แล้วก็เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒ ที่ ในเขตอําเภอเมือง ก็คือเทศบาลเมืองโนนสูง-น้ําคํา แล้วก็เขตอําเภอกุมภวาปีนั้นก็เป็นตําบลเสอเพลอ อบต. เสอเพลอ กํานันทรงศักดิ์ สุวรรณภักดี ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน บ้านทองอินทร์ ดูตามสภาพของถนนแล้วก็น่าจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปดูแล แล้วก็ แก้ไข อปท. ทั้ง ๒ นั้นงบประมาณคงจะไม่พอในการที่จะดําเนินการ ก็ขอฝากท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ประชาชนได้รับความสุขต่อไปครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ครับ🔗

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

เรื่องที่ ๑ คือปากทางเข้าชุมชน บ้านโนนสวรรค์ในเขตเทศบาลเมือง อําเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากว่า บริเวณช่วงระหว่างกลางของทางเข้าเป็นถนนที่ลอดผ่านอุโมงค์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ทําให้เทศบาลไม่สามารถดําเนินการเชื่อมต่อถนนได้ อย่างในภาพ ท่านประธานจะเห็นว่า มีถนนที่ขาดอยู่ประมาณสัก ๑๐๐ เมตรเท่านั้นเอง สอบถามไปปรากฏว่านายสถานีคนที่แล้ว แจ้งว่าไม่สามารถดําเนินการทําถนนได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย พอนายสถานีคนใหม่มามีความยินดีที่จะให้เทศบาลเข้าไปทําเพื่อแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้ แต่ก็ยังติดตรงข้อระเบียบว่าไม่สามารถทําถนนคอนกรีตได้ ต้องทําถนนลาดยางเท่านั้น ผมจึงต้องฝากท่านประธานหารือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยว่าขอให้เห็นแก่ประโยชน์ สาธารณะเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน🔗

เรื่องที่ ๒ คือในซอยขุขันธ์ ๑๖ มีชุมชนเล็ก ๆ อยู่ชุมชนหนึ่งในเขตเทศบาลแท้ ๆ แต่ยังไม่มีน้ําประปาใช้ ได้ประสานงานเบื้องต้นไปกับการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดศรีสะเกษ ก็ได้รับความอนุเคราะห์อย่างดี ตอนนี้เรื่องอยู่ที่ประปาเขต ๘ แล้ว ฝากท่านประธานว่าขอให้ ดูแลให้ชาวบ้านชุมชนนี้เขามีน้ําประปาใช้ด้วย🔗

เรื่องสุดท้าย ปีนี้พริกของอําเภอวังหินกําลังจะออกในเดือนพฤศจิกายนนี้ ชาวบ้านร้องเรียนมาว่าปีที่แล้วราคาพริกไม่ดีเลย ปีนี้ผลผลิตจะออกมาเร็ว ๆ นี้ ฝากรัฐบาล ช่วยดูแลราคาพริกให้กับพี่น้องชาวอําเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณสมชาย ฝั่งชลจิตร🔗

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผม ขออนุญาตหารือกับท่านประธานไปยังท่านผู้ว่าราชการจังหวัดระนองซึ่งเป็นพื้นที่ที่ พี่น้องชาติพันธุ์กลุ่มมอแกน ซึ่งอาศัยอยู่ตามเกาะแก่ง และเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งก็มีการประกาศ เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ แต่ว่าพี่น้องชาวมอแกนซึ่งเป็นชาติพันธุ์อาศัยอยู่ตามเกาะแก่ง ในฝั่งอันดามัน แน่นอนครับ พวกเขาได้รับการศึกษาในระบบน้อยมาก และที่อยู่ด้วยกัน ก็เป็นผู้ที่มีลักษณะของการถือบัตรประจําตัวประชาชนเลขศูนย์ ท่านประธานครับ ประชาชน ชาวไทยก็ยังมีกลุ่มหนึ่งซึ่งต้องถือบัตรประจําตัวประชาชนเลขศูนย์ แล้วก็ต้องมีกําหนด ระยะเวลาในการเข้ามาต่อบัตรอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยในลักษณะบัตรประจําตัว ประชาชนเลขศูนย์ พวกเขาอยู่ในเกาะแก่งเดินทางก็ลําบาก รายได้ก็น้อย ระยะเวลาในการ เดินทางมาก็มีปัญหาในการที่จะต้องใช้จ่ายเพื่อรอคิวในการทําบัตรประชาชนเลขศูนย์ และอีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มที่มีบัตรประชาชนแล้ว ในฐานะที่เป็นคนสัญชาติไทย ชาติพันธุ์ มอแกน (Mogan) เขาไม่ได้รับการดูแลในการเข้าสู่ระบบการช่วยเหลือโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมา เพราะเขาไม่มีความสามารถที่จะเดินทางมาลงทะเบียนในระบบได้ ผมจึงฝากไปยัง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดระนองว่าช่วยดําเนินการในการจัดตั้งอําเภอเคลื่อนที่หรือดําเนินการ อําเภอเคลื่อนที่เพื่อให้บริการประชาชนกลุ่มนี้ ในลักษณะที่เขาเป็นคนกลุ่มน้อยชายขอบ จริง ๆ ครับ ฝากท่านประธานประสานงานไปยังจังหวัดระนองด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณสัณหพจน์ สุขศรีเมือง🔗

นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สัณหพจน์ สุขศรีเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช แบบแบ่งเขต วันนี้ขออนุญาตท่านประธานหารือในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือ กรมชลประทาน ขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของเทศบาลตําบลหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากท่านนายกเทศมนตรีเรวัตร ด่านตันติศุภกุล ท่านได้ขอ ความช่วยเหลือให้ประสานกับกรมชลประทานในส่วนของการตั้งโรงสูบน้ําที่จะใช้ในเทศบาล ตําบลหัวไทร แต่ได้รับคําตอบจากหนังสือของกรมชลประทาน เลขที่ สชป ๑๕/๖๔๙ ประเด็นที่ ๑ ก็คือการขอใช้ที่ดินราชพัสดุในการครอบครองของกรมชลประทานนั้น ตามระเบียบ ของกรมชลประทานคือยังให้ใช้เป็นอาคารถาวรไม่ได้ ประเด็นที่ ๒ คือการขอใช้น้ํา ทางกรมชลประทานให้ตรงนี้ไม่ได้ เพราะว่าต้องป้องกันภัยแล้ง แต่จากเหตุผลทั้ง ๒ เหตุผล เหตุผลแรกคือพอฟังได้ แต่ต้องหาทางแก้ไขให้กับทางเทศบาลด้วย ไม่ใช่ส่งไปให้กับเทศบาล ไปหาที่ดินเพื่อจะขุดแหล่งน้ําเอง เนื่องจากว่าคลองชะอวด-แพรกเมือง ตรงนั้นอยู่ใกล้กับ เทศบาลหัวไทรเพียง ๒-๓ กิโลเมตรเท่านั้น เพียงแต่ว่าเราขอแค่ที่ตรงนั้น ที่ผ่านมาสํานักงาน ชลประทานที่ ๑๕ เองยังบริหารจัดการน้ําในเขตลุ่มน้ําปากพนังไม่ได้เลยทั้งตอนบนและตอนล่าง ยังมีปัญหาอยู่ตลอด ถ้าเกิดว่าในช่วงคลองชะอวด-แพรกเมือง มีน้ําเยอะก็ปล่อยทิ้ง ไม่มี การเก็บกักไว้ ประตูเก็บกักน้ําก็ไม่มี น้ํามีเยอะแยะมากมาย ถ้าเกิดบริหารจัดการดี ๆ เพียงพอครับ ผมคิดว่าต้องหารือเพื่อที่จะปรึกษากันในหลายฝ่ายหาทางออกให้กับเทศบาล เพื่อจะได้ใช้ที่นี้ต่อไปครับ ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณศราวุธ เพชรพนมพร ครับ🔗

นายศราวุธ เพชรพนมพร อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายศราวุธ เพชรพนมพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก ก็คือเรื่องที่ผมเคยหารือท่านประธานไปเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๒ เรื่องการแก้ไขปัญหาการติดขัดของจราจรในเขตเทศบาลนครอุดรธานี รวมไปถึง ถนนวงแหวนของจังหวัดอุดรธานี จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคําตอบนะครับ ไม่ได้รับแจ้ง ความคืบหน้าของการดําเนินการในโครงการนี้ จึงหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ตอบกลับด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของการแก้ปัญหาความแออัดของผู้ต้องขังในเรือนจํากลาง จังหวัดอุดรธานี โดยการย้ายเรือนจํากลางของจังหวัดอุดรธานี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนคร อุดรธานี ไปไว้บริเวณนอกเมืองนะครับ เรือนจําแห่งนี้ก่อสร้างมาเป็นเวลานานกว่า ๑๐๐ ปี ใช้งานมานาน แล้วก็ในปัจจุบันปัญหาของเรือนจําแห่งนี้ก็คือในเรื่องของจํานวนผู้ต้องขัง ที่มากเกินปริมาณที่เรือนจําสามารถจะรับได้ ปัจจุบันมีผู้ต้องขังชาย หญิงรวมประมาณ ๕,๐๐๐ คน ความจุของเรือนจํามีเพียงประมาณ ๓,๕๐๐ คน มีความแออัดเป็นอย่างมาก และปัญหาที่สําคัญก็คือเรือนจําแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง อยู่ใกล้วัด ใกล้โรงเรียน แล้วก็ ใกล้แหล่งชุมชน พูดง่าย ๆ คือในเรือนจําแห่งนี้ล้อมรอบด้วยแหล่งชุมชนเลย จึงเป็นปัญหา ต่อการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองท่องเที่ยวและน่าอยู่🔗

ท่านประธานครับ ทั้ง ๒ เรื่องนี้ ครม. เคยมีมติอนุมัติให้จังหวัดอุดรธานี ดําเนินการแล้วเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ แต่ว่าจนถึงขณะนี้ทั้ง ๒ โครงการ ก็ยังไม่ได้ รับงบประมาณตามที่ ครม. อนุมัติหรือดําเนินการอย่างใด จึงเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ทั้ง ๒ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คือกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงคมนาคม ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไป พลตํารวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ครับ🔗

พลตํารวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ สงขลา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม พลตํารวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขต ๘ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตนําปัญหาอันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาด โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ส่งผลกระทบต่อวัด มัสยิด และโบสถ์คริสต์ ทั่วประเทศ นําเรียน หารือท่านประธานฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณา ให้ความช่วยเหลือเยียวยาตามอํานาจหน้าที่ดังนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคมและวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างรุนแรง ทําให้รัฐบาลต้องกําหนดมาตรการ เพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้วยรูปแบบต่าง ๆ ในทุกภาคส่วน เว้นแต่ องค์กรศาสนา ไม่ว่าวัด มัสยิด โบสถ์คริสต์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของชุมชนก็ไม่ได้รับการดูแล แต่อย่างใด ในขณะเดียวกันวัดและมัสยิดก็เป็นสถานที่สุ่มเสี่ยงของการแพร่ระบาดของ โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) โดยรัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลือแก่วัด มัสยิด และโบสถ์คริสต์ อย่างชัดเจน อยากนําเรียนท่านนายกรัฐมนตรีผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณา ความช่วยเหลือแก่วัดและมัสยิดตามสมควร นอกจากนี้ฝากให้มีการพิจารณาทบทวน อัตราค่าตอบแทนของอิหม่าม จํานวน ๑,๒๐๐ บาท คอเต็บ ๑,๐๐๐ บาท และบิหลั่น ๑,๐๐๐ บาท อันเนื่องจากการปรับปรุงครั้งสุดท้ายตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบันมากกว่า ๑๐ ปีแล้วในสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ปัจจุบัน เศรษฐกิจและค่าครองชีพเพิ่มสูงมากขึ้น ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณอาภรณ์ สาราคํา🔗

นางอาภรณ์ สาราคํา อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอาภรณ์ สาราคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๔ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องถนนในโรงเรียนชํารุด ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากนายพัฒนา ศรีโบราณ ผู้อํานวยการ โรงเรียนอนุบาลประจักษ์ศิลปาคม ตําบลนาม่วง อําเภอประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี และแม่ผู้ใหญ่วงจันทร์ แดงสนาม ถึงความเดือดร้อนของเด็กนักเรียนและผู้ปกครองมานาน หลายปี โรงเรียนอนุบาลประจักษ์ศิลปาคมเป็นโรงเรียนในโครงการโรงเรียนที่มีคุณภาพ ประจําตําบล แต่ถนนในโรงเรียนยังเป็นลูกรัง เมื่อฝนตกถนนก็ถูกน้ํากัดเซาะ ถนนเป็นหลุม เป็นบ่อมีน้ําขัง เด็กนักเรียนเดินทางลําบาก เสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้าต้องเปื้อนโคลนจากถนน ส่งผลให้เด็กนักเรียนขาดสมาธิในการเรียน ผู้ปกครองที่มารับมาส่งนักเรียนก็ประสบปัญหา ในการขับขี่รถจักรยานยนต์เกิดอุบัติเหตุเนื่องจากถนนลื่น แต่พอหมดหน้าฝนก็ประสบปัญหา ฝุ่นละอองคลุ้งไปทั่วโรงเรียน ท่านประธานคะ จะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก คุณภาพของการศึกษา และคุณภาพในชีวิตของเด็กนักเรียนต้องเท่าเทียมกันค่ะ ดิฉันขอให้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการช่วยทําถนนคอนกรีตให้กับเด็กนักเรียน โรงเรียน อนุบาลประจักษ์ศิลปาคม เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเด็กนักเรียนอย่างเร่งด่วนด้วยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนางสาวภริม พูลเจริญ ครับ🔗

นางสาวภริม พูลเจริญ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวภริม พูลเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ อําเภอเมือง เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องผักตบชวาในคลองสําโรง ขอคลิป วิดีโอ (Clip video) ด้วยค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
นางสาวภริม พูลเจริญ สมุทรปราการ

จากในคลิปวิดีโอ (Clip Video) เราจะเห็นได้ว่ามีผักตบชวาเป็นจํานวนมากเป็นระยะทางประมาณ ๑-๒ กิโลเมตร ซึ่งผักตบชวา จะเริ่มมีตั้งแต่บริเวณวัดหนามแดง ยาวไปจนถึงประตูสูบน้ําสําโรงเหนือ เพื่อไม่ให้น้ําท่วม เวลาฝนตกหนัก ๆ เราจะก็สูบน้ําออกคลองมหาวงก์ เขตปู่เจ้าสมิงพราย แล้วระบายลงสู่ แม่น้ําเจ้าพระยา ส่วนผักตบชวาก็จะไหลมากองอยู่ที่หน้าประตูน้ํา แต่พอเราหยุดสูบผักตบชวาที่ค้างอยู่ ก็จะขยายพันธุ์จนเต็มคลองหนาแน่นจนคนสามารถเดินข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งได้เลยค่ะ และมีสัตว์เลื้อยคลานเข้าไปอาศัยอยู่ในดงผักตบชวาเป็นจํานวนมาก ซึ่งทําให้ประชาชนผู้ที่ อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งคลองเขาได้รับความเดือดร้อน เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง แล้วก็น้ําเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการกําจัดผักตบชวาได้มี การบริหารจัดการในการกําจัดอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่ดิฉันพูดมาข้างต้นก็จะหมดไปค่ะ ดังนั้น ดิฉันจึงขอความกรุณาท่านประธานฝากไปยังหน่วยงานหรือเทศบาล อบต. ที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ามาเร่งแก้ปัญหาเพราะประชาชนที่เขาอาศัยอยู่ในบริเวณริมฝั่งคลองเขาได้รับ ความเดือดร้อนจริง ๆ วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือเพียงแค่เรื่องเดียว ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณคําพอง เทพาคํา🔗

นายคําพอง เทพาคํา แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม คําพอง เทพาคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ ๓ เรื่อง🔗

เรื่องแรก ก็คือเรื่องขอเปิดทางเข้าออกมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเชื่อมต่อกับ ถนนสายอุบลราชธานี-เดชอุดม จากหน้าสนามกีฬามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีไปถึงแยก บ้านบัววัดเพื่อลดอุบัติเหตุ เพราะว่าบริเวณนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยเนื่องจากว่าการจราจร แออัดมาก นักศึกษาเข้าออกก็มีการยูเทิร์น (U-turn) ก็มีปัญหาในเรื่องของอุบัติเหตุ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอติดตั้งสัญญาณไฟจราจร ถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๖ บริเวณแยกบ้านกุดเป่ง อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทางที่จะไปอําเภอกันทรารมย์ อันนี้ก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครับ มีอยู่รายหนึ่งตอนนี้กําลังนอนรักษาตัวอยู่ อุบัติเหตุแต่ละครั้ง รุนแรงมากที่บริเวณแยกนี้ จึงขอให้มีการติดตั้งสัญญาณไฟจราจร🔗

เรื่องที่ ๓ ขอให้มีการสํารวจออกโฉนดที่ดินที่ตกสํารวจที่ตําบลโคกตะเคียน อําเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๑๔ มีจํานวน ๔๔๘ ราย อันนี้พี่น้อง ก็ได้ยื่นขอให้มีการสํารวจมาหลายรอบแล้ว แต่ปรากฏว่ายังไม่มีการดําเนินการใด จึงขอฝาก ท่านประธานให้ส่งไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดําเนินการให้พี่น้องเพื่อที่จะได้มีเอกสารสิทธิ ในการประกอบอาชีพในการทํามาหากิน ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณปกรณ์ มุ่งเจริญพร🔗

นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ปกรณ์ มุ่งเจริญพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมมีเรื่องที่จะกราบเรียนท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก เป็นเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสุรินทร์และ จังหวัดใกล้เคียงถึงศูนย์ศิลปาชีพอีสานใต้จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งก่อสร้างมาร่วม ๒๐ ปี แต่การ ใช้ประโยชน์ ๑๐ ปีให้หลังไม่ได้มีการใช้ประโยชน์เลยครับ ซึ่งขณะนี้เองได้รับการดูแล จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์แล้วก็กองกําลังสุรนารี ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือเจ้าภาพแต่ละจังหวัด ก็คือจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด แล้วก็จังหวัดอุบลราชธานี ขอให้แต่ละจังหวัดซึ่งถือว่าเป็นเจ้าภาพในการนํางบประมาณมาก่อสร้างศูนย์ศิลปาชีพแห่งนี้ ช่วยกันพิจารณาหาทางมาบริหารจัดการให้ศูนย์ศิลปาชีพอีสานใต้แห่งนี้ได้เกิดประโยชน์ สูงสุดกับพี่น้องชาวจังหวัดสุรินทร์และจัดหวัดใกล้เคียงครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร สุรินทร์

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับเสียงสะท้อนอีกเช่นกัน แล้วก็ลงพื้นที่ไปดูพื้นที่จริงที่อ่างเก็บน้ําหนองสระเต่า ที่อําเภอลําดวน ในเขตเทศบาล ซึ่งใช้เป็นแหล่งน้ําดิบในการผลิตน้ําประปาให้กับพี่น้องในเขตเทศบาลอําเภอลําดวน จํานวน ๕ หมู่บ้าน บวกกับตําบลตรําดม อีก ๒ หมู่บ้าน รวมเป็น ๗ หมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้เอง แหล่งน้ําดิบที่ใช้ในการผลิตน้ําดิบเพื่อการอุปโภคบริโภค อย่างภาพที่เห็นนะครับ เป็นภาพที่ แห้งเกรียม อย่างกับภาพในฤดูแล้ง ภาพนี้ผมถ่ายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จึงอยากฝากไปถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือการประปาส่วนภูมิภาคช่วยเร่งจัดหางบประมาณไปทําการ ขุดลอกด้วยครับ เพราะเกรงว่าถ้าผ่านฤดูฝนนี้ไปแล้ว พี่น้องชาวอําเภอลําดวนจะมีน้ําอุปโภค กันอย่างไรก็ขอฝากท่านประธานตรงนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ครับ🔗

นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน เขต ๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้ขอหารือ ท่านประธานเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน🔗

เรื่องแรก เรื่องปัญหาดินสไลด์ (Slide) ในพื้นที่จังหวัดน่าน สืบเนื่องจากที่ พายุฝนเข้ามาในช่วงก่อนทําให้เกิดปัญหาดินสไลด์ (Slide) ในจังหวัดน่านหลายจุด ทําให้รถ ไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ แล้วก็เป็นอันตรายอย่างยิ่งกับผู้สัญจรไปมา ซึ่งส่วนใหญ่ ก็เป็นจุดที่เกิดเป็นประจําโดยเฉพาะบนพื้นที่สูง ก็อยากขอหารือท่านประธานผ่านไปยัง กระทรวงคมนาคมให้ช่วยแก้ปัญหาให้กับพี่น้องโดยทําพนังกันดินสไลด์ (Slide) จะเป็น คอนกรีตหรือว่าเรียงหินก็ได้ครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากท่านจิตร เสียงกลอง นายก อบต. และ อําเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เรื่องอยากให้ช่วยติดตามความคืบหน้าของโครงการก่อสร้าง อ่างเก็บน้ําสอง บ้านเวียงสอง ตําบลและ อําเภอทุ่งช้าง ซึ่งทาง อบต. แล้วก็พี่น้องประชาชน ตําบลและ ได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการชลประทานมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ แล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่ประการใด ก็ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ให้ช่วยเร่งดําเนินการให้กับพี่น้องด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ผมได้รับการร้องเรียนมาจากกลุ่มเกษตรกรบ้านทุ่งค้อน บ้านน้ํายาว บ้านดอนน้ํายาว ตําบลอวน อําเภอปัว จังหวัดน่าน ให้ช่วยหารือท่านประธานผ่านไปยัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ช่วยจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างโครงการสร้างฝาย ทดน้ําลําน้ํายาวเพื่อการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ําในพื้นที่ทางการเกษตร กว่า ๒,๐๐๐ ไร่ ของตําบลอวน ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณภราดร ปริศนานันทกุล ไม่พร้อมไม่เป็นไรครับ สักครู่ค่อยกลับมาครับ เชิญคุณรังสรรค์ มณีรัตน์ ก่อนครับ🔗

นายรังสรรค์ มณีรัตน์ ลําพูน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคเพื่อไทย เนื่องจากผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาลตําบลบ้านโฮ่ง อําเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน ว่าพี่น้องเกษตรกรผู้ใช้น้ําได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากโครงการก่อสร้างฝายบ้านโฮ่งหลวง หมู่ที่ ๒ ตําบลบ้านโฮ่ง อําเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน ซึ่งได้รับงบสนับสนุนจากกรมทรัพยากรน้ํา ภาค ๑ ลําปาง งบประมาณ ๔๐ ล้านบาท และมีผู้รับจ้างประมูลไปได้ในราคา ๓๐ ล้านบาท ต่อมาทางผู้รับจ้าง ก็เข้าทํางานแต่ปรากฏว่าสร้างฝายไม่เสร็จ จนกระทั่งวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๑ หมดสัญญา ตอนนี้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลําไย มะม่วง ข้าว และพืชอื่น ๆ เนื้อที่ประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากไม่มีน้ําใช้ ดังนั้นผมจึงขอความอนุเคราะห์ ท่านประธานผ่านไปยังกรมทรัพยากรน้ําได้โปรดยกเลิกสัญญาเดิม และจัดหาผู้รับจ้าง รายใหม่เข้ามาดําเนินการก่อสร้างฝายแห่งนี้ให้แล้วเสร็จ โดยจะใช้งบปี ๒๕๖๔ หรือถ้าจะ อนุเคราะห์ก็ของบเหลือจ่ายของปี ๒๕๖๓ เพื่อบรรเทาความเสียหายของพี่น้องประชาชน🔗

อีกเรื่องหนึ่ง ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้รถใช้ถนนว่าถนนหมายเลข ๑๐๖ ช่วงบ้านดอยก้อม ถึงบ้านห้วยห้า ตําบลบ้านโฮ่ง อําเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน บริเวณนั้น มืดมากในยามค่ําคืนทําให้เกิดอุบัติเหตุมาหลายราย สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมามากมาย ดังนั้นจึงขอผ่านท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้โปรดสั่งการให้ผู้ที่ เกี่ยวข้องได้โปรดติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณดังกล่าวด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญคุณภราดรครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล อ่างทอง

ท่านประธานที่เคารพ ผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาต หารือท่านประธาน ๒-๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก เรื่องการก่อสร้างพื้นที่ถนนบริเวณสี่แยกไฟแดงกลางเมือง จังหวัดอ่างทอง บริเวณที่เรียกว่าแยกเรือนจําครับ สี่แยกนี้ได้ดําเนินการก่อสร้างมาเป็นเวลา ๒ เดือนกว่าแล้ว ซึ่งพี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจํานวนมาก ผมเองได้มีโอกาสหารือกับ แขวงทางหลวงอ่างทองซึ่งก็ได้กําชับกับผู้รับเหมาไปแล้ว แต่ว่าก็ยังดําเนินการด้วยความ ล่าช้าอยู่ จึงอยากรบกวนท่านประธานส่งผ่านไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งดําเนินการ ให้แล้วเสร็จด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องน้ําทําการเกษตรของจังหวัดอ่างทอง ผมได้รับร้องเรียนจาก พี่น้องประชาชน รวมถึง ส.ส. กรวีร์ได้มีโอกาสร่วมลงพื้นที่เพื่อไปดูพื้นที่บริเวณปลายคลอง ชลประทานต่าง ๆ ขณะนี้แม้ว่าปริมาณน้ําจะเพิ่มมากขึ้น แต่ว่ามีวัชพืชขึ้นเยอะมากครับ อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยดําเนินการแก้ไข อย่างไรก็ดีขณะนี้ต้องขอบคุณ ท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทองที่ได้ส่งเครื่องมือเครื่องจักรไปดําเนินการแล้ว แต่ว่าคลองมีจํานวนมากครับ จําเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเครื่องจักรเพิ่มขึ้น จึงขอความร่วมมือ ไปทางกรมชลประทานเพื่อให้เร่งดําเนินการเพื่อพี่น้องประชาชนครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ถึงกรมโยธาธิการและผังเมือง ผมได้รับร้องเรียนครั้งนี้หารือ กับท่านประธานเป็นครั้งที่ ๓ ครับ บริเวณหมู่ที่ ๒ ตําบลโผงเผง หน้าบ้านคุณกัลยา เนื่องจากว่าตลิ่งพังค่อนข้างที่จะมากครับ ขณะนี้จะถึงบ้านของประชาชนแล้ว จึงอยากจะ ให้เร่งดําเนินการ ผมเองได้พยายามติดต่อประสานงานไปทางสํานักงานโยธาธิการและ ผังเมืองจังหวัดอ่างทองหลายครั้ง ผมติดต่อมาหลายเดือนแล้วยังติดต่อไม่ได้ จึงฝาก ท่านประธานหาคนหายให้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนางสาวธนภร โสมทองแดง🔗

นางสาวธนภร โสมทองแดง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวธนภร โสมทองแดง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเรื่องหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับร้องเรียนจากนายสันติ จิตวิโส ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๖ ตําบลหนองไม้ซุง อําเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พี่น้องได้รับผลกระทบจากถนนเลียบคันคลองห้วยบ่าชํารุดทรุดพัง อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ดังกล่าวด้วยนะคะ🔗

ถัดมา ดิฉันได้รับร้องเรียนจากนายเสน่ห์ ผูกชอบ นายก อบต. ตําบลหนองน้ําส้ม และนายโอฬาร คงสมทอง ส.อบต. ตําบลโพสาวหาญ อําเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พี่น้องได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทบัญชากิจ จํากัด รับเหมาก่อสร้างทางหลวงพิเศษ บางปะอิน-โคราช จุดแรกพี่น้องได้รับผลกระทบหลังบ้านแสงแห่งธรรม ตําบลหนองน้ําส้ม หมู่ที่ ๖ ผู้รับเหมาทําการก่อสร้างสะพานข้ามคลองป่าสักใต้ ปัจจุบันนี้ตอม่อทรุดพัง ส่งผลให้ ถนนแตกร้าว การสัญจรไปมายากลําบาก🔗

ถัดไปเป็นตําบลรอยต่อ ตําบลโพสาวหาญ พี่น้องหมู่ที่ ๗ หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๑ ได้รับผลกระทบจากทางคู่ขนานทางด่วน ซึ่งทําให้เฉพาะพื้นที่ที่มี บ้านพักอาศัย ปัจจุบันนี้ทําทางด่วนผิดรูปแบบ สร้างสูงชัน ทําให้ดินสไลด์ (Slide) ตกลงมา ในทางคู่ขนาน เป็นอุปสรรคในการสัญจรไปมา แล้วก็เกรงว่าจะส่งผลกระทบให้เกิดอุบัติเหตุ ล้มตายได้ ท่านประธานคะ ชาวบ้านวิงวอนขอร้องว่าที่ดินเลียบทางด่วนนี้ได้มีการเวนคืน ไปแล้ว ชาวบ้านร้องขอให้ทําทางคู่ขนานให้สุดหมู่บ้าน ดิฉันจึงฝากเรียนท่านประธานไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้กําชับ เร่งรัด กํากับการก่อสร้างทางด่วนบางปะอิน-โคราช และเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวบ้านอย่างเร่งด่วนด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณสมเกียรติ วอนเพียร🔗

นายสมเกียรติ วอนเพียร กาญจนบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมเกียรติ วอนเพียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ ผมมีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธานครับ เนื่องด้วย ตอนนี้จังหวัดกาญจนบุรีมีคนจากต่างจังหวัด จากต่างประเทศไปเที่ยวเป็นจํานวนมาก ถนนทุกเส้นทางจึงเต็มไปด้วยรถจํานวนมาก โดยเฉพาะวันหยุดหรือวันนักขัตฤกษ์ แต่มีถนน ช่วงหนึ่งจากอําเภอท่ามะกาไปอําเภอท่าม่วงมี ๒ ช่องจราจร ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้นํา ท้องถิ่นและชาวบ้านในเขตตําบลวังศาลา ตําบลวังขนาย และประชาชนในเขตอําเภอท่าม่วง ว่าถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๕๔๘ หรือถนนแสงชูโตสายเก่า เริ่มต้นจาก อําเภอท่ามะกาช่วงสุดเขตเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น กม. ที่ ๔+๖๕๔ ผ่านเทศบาล ตําบลวังศาลา ตําบลวังขนาย ถึงสามแยกไฟแดงบ้านใหม่ อําเภอท่าม่วง กม. ที่ ๑๗+๒๓๕ รวมระยะทางประมาณ ๑๒ กิโลเมตร ปัจจุบันเป็นถนน ๒ ช่องทางจราจร มีรถสัญจร หนาแน่นเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินเป็นจํานวนมากต่อเนื่อง มาโดยตลอด ประกอบกับบริเวณดังกล่าวมีการสร้างที่อยู่อาศัยหนาแน่น มีโรงงาน อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลายแห่ง วัด โรงเรียน หน่วยราชการ ภาคธุรกิจ เกิดขึ้น มากมาย ผมเห็นว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการสัญจรไปมาของพี่น้องประชาชน ควรขยาย ถนนเป็น ๔ ช่องจราจร เพื่อลดอุบัติเหตุ จึงนําเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องช่วยดําเนินการขยายถนนให้ด้วยครับ ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ไม่พร้อมนะครับ ต่อไปคุณวัชรพล โตมรศักดิ์🔗

นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วัชรพล โตมรศักดิ์ โคราช พรรคชาติพัฒนา ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๑ เรื่อง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนและมีความสําคัญอย่างยิ่งที่จะเกิดขึ้นในเขตอําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมาของผม ก็คือในส่วนของตําบลหนองบัวศาลา ท่านประธานครับ เรื่องที่ ผมจะกราบรบกวนท่านประธานก็คืออยากจะให้ส่งต่อไปที่กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมควบคุมมลพิษ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือบ่อขยะของเทศบาลนครนครราชสีมา ซึ่งเป็นบ่อขยะที่ได้อาศัยที่ของกองทัพภาคที่ ๒ ในการให้ความอนุเคราะห์ที่จะช่วยเหลือ ในการที่จะทิ้งขยะ ซึ่งในบ่อขยะแห่งนี้ทางเทศบาลนครนครราชสีมาสามารถที่จะกําจัดได้ วันหนึ่งประมาณ ๒๕๐ ตัน แต่เนื่องจากปริมาณขยะที่ทางเทศบาลนครบวกกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ต่าง ๆ ประมาณ ๓๐ กว่าแห่ง ได้นํามาทิ้งที่นี่ จึงทําให้ปริมาณขยะจาก ๒๕๐ ตัน ที่ดําเนินการได้เพิ่มเป็นจํานวน ๔๐๐-๕๐๐ ตันต่อวัน จึงทําให้ขยะที่มีมันมีจํานวนมาก เกินกว่าการกําจัดได้ จึงเกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้กับพี่น้องในเขตข้างเคียงก็คือ ตําบลหนองบัวศาลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมได้รับการร้องเรียนจากท่านผู้ใหญ่จําลอง มหิงษาเดช ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านของบ้านหนองปลิงใหม่ หมู่ที่ ๙ ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาลุกลามใหญ่โตมาก จึงอยากจะฝากท่านประธานไปถึงกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รีบ ดําเนินการในการที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องของขยะแห่งนี้ จะทําอย่างไรพี่น้องประชาชน วันนี้จะรับประทานอาหารก็ไม่ได้ จะอยู่อย่างไรก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของมลพิษ และที่สําคัญไปกว่านั้นก็คืออ่างเก็บน้ําบ้านหนองปลิงซึ่งอยู่ห่างเพียง ๑๐๐ เมตร ได้ก่อสร้าง มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ น้ําในบ่อแห่งนี้ใช้ไม่ได้เลย น้ําจากขยะนี้ได้ไหลลง และปัญหาน้ําเสีย ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทําให้พี่น้องประชาชนอยู่กันอย่างยากเย็นแสนเข็ญมาก จึงอยากจะกราบฝาก ท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รีบเข้าไปช่วยเหลือและดําเนินการแก้ไข โดยเร่งด่วนครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณสมมุติ เบ็ญจลักษณ์🔗

นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ปัตตานี

ท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ จังหวัดปัตตานี เขต ๔ อําเภอยะรัง อําเภอมายอ อําเภอทุ่งยางแดง วันนี้ผมได้รับการร้องเรียนจากผู้นํา แล้วก็ประชาชนในพื้นที่ในเรื่องของน้ําหลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยแล้ง ปริมาณน้ําไม่พอใช้ในการดําเนินชีวิต น้ําไม่เพียงพอต่อการทําเกษตร น้ําที่ใช้อุปโภคบริโภค มีสีแดง ไม่สะอาด จึงได้นําเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยในโครงการต่าง ๆ ดังนี้ ก็คือ โครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ําบ้านป่ามะพร้าวและบ้านโต๊ะชูด หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๖ ตําบลพิเทน อําเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี โครงการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านแบบบาดาล หมู่ที่ ๑ บ้านบาโง หมู่ที่ ๒ บ้านปาหนัน ตําบลปานัน อําเภอมายอ จังหวัดปัตตานี โครงการปรับปรุงระบบผลิตน้ําประปา ระบบปรับปรุงคุณภาพสมาร์ต เพียว คอมแพกต์ (Smart pure compact) หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๔ และหมู่ที่ ๕ ตําบลเมาะมาวี อําเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โครงการปรับปรุง ซ่อมแซมวางเมนประปาหมู่บ้าน หมู่ที่ ๖ ตําบลระแว้ง อําเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โครงการ ก่อสร้างประปาแบบบาดาล หมู่ที่ ๒ ตําบลตะโละแมะนา อําเภอทุ่งยางแดง🔗

และเรื่องที่อยากจะฝากอีกเรื่องต่อกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาก็คือที่ตําบลพิเทน มีศูนย์ศิลปาชีพบ้านพิเทน ซึ่งเป็นโครงการพระราชดําริ สิ่งที่อยากจะได้ก็คือก่อสร้าง ถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมก่อสร้างพนังกั้นดิน กั้นน้ํากัดเซาะตลิ่ง สายศูนย์ศิลปาชีพ บ้านป่ามะพร้าว เพราะตรงนี้คือแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญ พี่น้องก็จะไปรวมที่นั่น ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนางสาวรังสิมา รอดรัศมี🔗

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่อยู่ถนนซอยคลองข่อย เทศบาลเมืองสมุทรสงคราม ว่าได้รับความเดือดร้อนมากเกี่ยวกับเรื่องถนนที่เข้าซอย ท่านประธานดูสิว่าถนนเหมือนเป็น หลุมเป็นบ่อมากเลย แล้วก็พอเสร็จแล้วประชาชนต้องเอาอิฐที่เขาทุบทิ้งตามที่ต่าง ๆ เอาไป ใส่กระสอบแล้วก็มาถมกันเอง ดิฉันก็ไปขอเจ้าของที่ดินไปประสานให้เรียบร้อยแล้ว แต่ทาง หน่วยราชการก็ไม่ประสานต่อ ระยะเวลาเกือบ ๒ ปีแล้วค่ะ ถนนเส้นนี้ก็ยังไม่ได้ลาดยาง เพราะฉะนั้นก็ฝากท่านประธาน ประชาชนต้องลงมือไปถมกันเอง เพราะฉะนั้นก็ฝาก ท่านประธานทําหนังสือถึงเทศบาลเมืองสมุทรสงครามให้ไปดําเนินการให้เจ้าของที่เขามอบที่ เขารอจะเซ็นอยู่ แต่หน่วยราชการไม่ดําเนินการนะคะ🔗

อีกเส้นหนึ่ง ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากนางสาวจินตนา ภู่พงษ์พันธ์ แล้วก็ ประชาชนอีก ๒๘ ท่าน อยู่หมู่ที่ ๑๑ ตําบลกระดังงา อําเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับความเดือดร้อนมาก เนื่องจากถนนเส้นนี้เจ้าของที่ได้มอบที่เป็นที่สาธารณะแล้ว แต่ว่า ทางหน่วยงานบอกว่าที่ตรงนี้ไม่สามารถดําเนินการทําถนนให้กับประชาชนได้ ก็เลยร้องเรียน ผ่านดิฉันมา เดี๋ยวดิฉันจะส่งเอกสารโฉนดที่ดินแล้วก็หนังสือที่ร้องเรียนไปถึงนายอําเภอแล้ว ครั้งหนึ่งที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ฝากเรียนท่านประธานผ่านไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม🔗

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย วันนี้ได้มีโอกาสหารือกับท่านประธานฝากไปยังหน่วยงาน หลายหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการระบบบริหารจัดการน้ําเจ้าพระยา-ป่าสัก ตรงส่วนที่กั้นน้ําระหว่างประตูน้ํามโนรมย์🔗

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ลพบุรี

ท่านจะเห็นภาพว่าตรงประตูน้ํา มโนรมย์นั้นไม่ใช่เขื่อนกั้นน้ําครับ เป็นฝายกั้นน้ําธรรมดา เส้นน้ําสายนี้จะผ่านไปสู่ จังหวัดนครสวรรค์ ผ่านจังหวัดลพบุรี อําเภอหนองม่วง อําเภอโคกสําโรง อําเภอบ้านหมี่ อําเภอท่าวุ้ง และอําเภอเมือง ไปถึงคลองชลประทาน ๑๐ ท่านจะเห็นสภาพว่าหน้าแล้ง ก็แล้งที่สุด วันหนึ่งท่านใช้งบประมาณค่าไฟฟ้าวันละ ๑๖๐,๐๐๐ บาท รวมแล้วประมาณ ๒๐ กว่าล้านบาท กรมชลประทานยังไม่มีงบประมาณ อยากให้กรมชลประทานได้กรุณา จัดสรรงบประมาณไปสร้างเขื่อนกั้นน้ําอย่างถาวร เส้นน้ําสายนี้นั้นผมกราบเรียนว่าสร้างตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ ๖ ไปจนถึงเขื่อนพระราม ๖ เป็นเขื่อนแห่งแรกของประเทศไทย แล้วก็ไปสู่ กระบวนการจังหวัดสระบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครนายก กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดปราจีนบุรี เพราะฉะนั้นเส้นทางสายนี้ท่านจะเห็นภาพว่าโครงการดังกล่าวนั้นไม่เหมาะสมเลย ยามจําเป็น แล้งก็แล้งสุดตัว เวลาน้ํามากก็พัง พังก็พี่น้องราษฎรเดือดร้อนในจังหวัดลพบุรีน้ําท่วม อยู่เป็นประจํา🔗

ประเด็นที่ ๒ เรื่องสัญจรไปมา ตั้งแต่สร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ผ่ากลางระหว่าง เขตอําเภอพัฒนานิคม ซึ่งมีฝั่งตะวันออก ตําบลมะนาวหวาน ตําบลห้วยขุนราม ตําบลน้ําสุด และขณะเดียวกันในเขตทางตะวันตกคืออําเภอพัฒนานิคม ตําบลโคกสลุง เส้นทางนี้ราษฎร จะมาประสานงานกับส่วนราชการต้องไปผ่านจังหวัดสระบุรีถึงจะมาได้หลายสิบกิโลเมตร เพราะฉะนั้นฝากเรื่องสร้างเขื่อนระหว่าง ๒ ฝั่ง ตะวันออกและตะวันตกของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน เชิญครับ🔗

นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน จันทบุรี

เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉัน มีเรื่องที่จะหารือท่านประธาน ๒ เรื่องค่ะ🔗

เรื่องแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เรื่องการไม่มี ไฟฟ้าใช้ ในหมู่บ้านคลองตาคง ซอยบ้านป่าในฝัน หมู่ที่ ๑ ตําบลโป่งน้ําร้อน อําเภอโป่งน้ําร้อน จังหวัดจันทบุรี ชาวบ้านได้มีการทําหนังสือไปเรียบร้อยแล้วที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อําเภอสอยดาว ก็อยากจะขอให้ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเร่งรัดประสานงบประมาณลงพื้นที่ เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน จึงขอความอนุเคราะห์ไปยังกระทรวงมหาดไทยนะคะ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ําประปา ดิฉันได้ลงพื้นที่ ราษฎรก็ได้มีการ นําเรียนความเดือดร้อนว่าในพื้นที่ตําบลโป่งน้ําร้อน อําเภอโป่งน้ําร้อน จังหวัดจันทบุรีนั้น มีความแห้งแล้งมาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง ชาวบ้านไม่มีน้ําประปาใช้ ต้องใช้น้ําคลองขุ่น ๆ ซักเสื้อผ้าแล้วก็อาบน้ํา ชาวบ้านจึงอยากได้ระบบน้ําประปา ๒ หมู่บ้าน ก็คือหมู่ที่ ๘ บ้านเครือหวาย ตําบลโป่งน้ําร้อน อําเภอโป่งน้ําร้อน จังหวัดจันทบุรี และซอยบ้านป่าในฝัน หมู่บ้านคลองตาคง หมู่ที่ ๑ ตําบลโป่งน้ําร้อน อําเภอโป่งน้ําร้อน จังหวัดจันทบุรี เช่นเดียวกัน ชาวบ้านอยากได้เป็นน้ําบาดาล จึงขอความอนุเคราะห์ไปยังกรมทรัพยากรน้ําบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอบคุณมากค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปนางสาวกุลวลี นพอมรบดี🔗

นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน กุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันมีเรื่องขอหารือท่านประธาน ๔ เรื่อง🔗

เรื่องแรก ดิฉันได้รับการประสานงานจากท่านผู้ใหญ่สมชาย ชื่นชม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๒ ตําบลเจดีย์หัก อําเภอเมืองราชบุรี ขอให้มีการขยายถนนและวางท่อระบายน้ํา เส้นต้นสําโรง พิกัดเริ่มจากศาลาต้นโพธิ์จนถึงแยกเจดีย์หัก โดยถนนเส้นนี้เป็นถนนที่เชื่อมต่อ กับถนนของทางเทศบาลเมืองราชบุรีและถนนทางหลวงหมายเลข ๔ ของกรมทางหลวง เพื่อให้การจราจรที่คล่องตัวขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ําไม่ให้ท่วมขังถนน🔗

เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับการร้องขอจากพี่น้องหมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๕ ตําบลหลุมดิน อําเภอเมืองราชบุรี ขอให้มีการปรับปรุงซ่อมแซมถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและทํากําแพง กันดินสไลด์ (Slide) ถนนเส้นเลียบคลองบางสองร้อย เพราะสภาพปัจจุบันถนนเส้นนี้ เกิดการทรุดตัวมีรอยแตกร้าวเป็นช่วง ๆ จนทําให้เสาไฟฟ้าแล้วก็การ์ด เรล (Guard rail) เอียงตกลงไป ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างมาก ทั้ง ๒ เรื่องนี้ดิฉันอยากจะฝากไปถึงกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นกระทรวงมหาดไทย พี่ใหญ่ช่วยดูแลน้อง ๆ อปท. ด้วยนะคะ🔗

เรื่องที่ ๓ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากท่านผู้อํานวยการ คณะครู อาจารย์ และผู้ปกครอง โรงเรียนวัดห้วยหมู ตําบลเจดีย์หัก อําเภอเมืองราชบุรี ว่าอาคารเรียนและ โรงอาหารซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง ๔๐ ปี ทั้ง ๒ อาคารเกิดการทรุดตัวและมีรอยแตกร้าว เกรงว่า จะเป็นอันตรายกับเด็ก ๆ จึงอยากจะฝากในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการช่วยจัดสรร งบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียนและโรงอาหารใหม่ให้กับน้อง ๆ นักเรียนโรงเรียน วัดห้วยหมูด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๔ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องหมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๔ ตําบลบ้านไร่ อําเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ขอให้มีการวางท่อระบายน้ําและก่อสร้างทางเท้าบนถนน ทางหลวงหมายเลข ๓๐๘๘ เส้นราชบุรี-ปากท่อ พิกัดกิโลเมตรที่ ๑+๕๐๐ บ้านคลองอู่เรือ ถึงกิโลเมตรที่ ๔+๐๐๐ โค้งบางศรีเพชร บ้านเตาปูน เพื่อป้องกันน้ําท่วมขังบนท้องถนน และน้ําท่วมเข้าบ้านเรือนพี่น้องที่อาศัยอยู่ตามถนน ๒ ข้างทาง ทั้งนี้ก็ฝากในส่วนของ แขวงทางหลวงสมุทรสงคราม กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมได้ช่วยดําเนินการให้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกได้ปรึกษา ทั้งหมด ๒๘ ท่านนะครับ เพราะว่ามีขาดไป ๑ ท่าน อีกท่านหนึ่งต้องเข้าห้องพยาบาล ผมขออนุญาตสรุป ชื่นชมและขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ เพราะผมทราบดีว่าเรามี เรื่องปัญหาประชาชนมาก แต่ว่าทุกคนพยายามรักษาเวลา ซึ่งเป็นการแสดงถึงประสิทธิภาพ ในการทํางาน อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้เรายกระดับสภาของเราให้มีมาตรฐาน เรื่องเวลา ก็เป็นเรื่องสําคัญก็ต้องขอขอบคุณสมาชิกทุกท่าน เชิญครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เมื่อวานท่านให้ผมบ่นนะครับ วันนี้อยากบ่นอีกเรื่องหนึ่งท่านครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

วันนี้ไม่อนุญาตแล้วครับ ขอไปตามวาระครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

อยากชวนให้ท่านไปดู ม็อบ (Mob) ที่หน้าทําเนียบรัฐบาลครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เราไปตามวาระครับ🔗

จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๖๓ คน🔗

บัดนี้มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ทั้งหมด ๒๗๗ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขอเปิดการประชุมครับ เราไปตามระเบียบวาระ นะครับ วาระที่จะประชุมกันต่อไปนี้ก็ขออนุญาตที่ประชุมนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗

มีเรื่องที่จะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่อยู่ในระเบียบวาระ คือเรื่องที่สมาชิก ท่านนิยม วิวรรธนดิฐกุล ได้มีหนังสือขอถอนญัตติ ๕.๑๒ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาความคุ้มค่าปัญหาและผลกระทบในการก่อสร้าง รถไฟทางคู่ สายเด่นชัย–เชียงราย-เชียงของ เจ้าของญัตติเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีหน่วยงาน ที่รับผิดชอบได้พิจารณาศึกษาและเริ่มดําเนินการไปบางส่วนแล้ว จึงขอถอนญัตติดังกล่าว ออกจากระเบียบวาระการประชุม ซึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ในการจะถอนญัตติที่ประธาน สั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมจะกระทําได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของที่ประชุม ดังนั้นจึงขอถามที่ประชุมว่า การขอถอนญัตติของท่านนิยม วิวรรธนดิฐกุล สมาชิกจะมี ความเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมอนุญาตให้ท่านสมาชิก ท่านนิยม วิวรรธนดิฐกุล ถอนญัตติของท่านนะครับ🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

๔.๓ รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณามีมติให้รับฟังความคิดเห็น ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน (ค้างการพิจารณามาจากการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๒๖ (สมัยสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๓)🔗

ซึ่งเมื่อวานนี้ก็มีการพิจารณาในวาระ ๔.๓ รายงานของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณามีมติให้รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ผมติดตามการประชุมอยู่นะครับ เมื่อตอนที่ ท่านสุชาติ และท่านศุภชัยดําเนินการทําหน้าที่ประธาน เราได้อภิปรายกันไปทั่วถึงมาก พอสมควร วันนี้มีรายชื่อที่ยังอยู่ในบัญชีขออภิปรายอยู่ทั้งหมด ๑๑ ท่าน ฝ่ายค้านมี พรรคก้าวไกล อีก ๔ ท่าน มีท่านซูการ์โน อีก ๑ ท่าน ฝ่ายรัฐบาลมี ๖ ท่าน ผมขอเรียน ที่ประชุมอย่างที่ได้เรียนเมื่อวานว่า กรณีใดที่เห็นว่าได้มีการอภิปรายพอสมควรแล้ว ผมอยากให้พวกเราได้ประหยัดเวลาเพื่อพิจารณาเรื่องอื่นต่อไป เพราะมีเรื่องของพวกเราเอง อีกหลายเรื่อง ดังนั้นทั้งหมด ๑๑ ท่าน ถ้ายังยืนยันก็จะให้อภิปรายนะครับ แต่ถ้าหาก ท่านเห็นว่าได้อภิปรายมามากพอสมควรแล้ว บางท่านจะขอถอนไป อย่างเมื่อวานมี ท่านสมาชิกประมาณ ๒-๓ ท่าน ก็ถอนไปทําให้เราพิจารณาได้เร็วขึ้นในบางเรื่อง ท่านสมาชิก พรรคก้าวไกล มี ๔ ท่าน ยืนยันทั้ง ๔ ท่านไหมครับ หรือว่าจะลดลงมา เพราะว่าเมื่อวานผมเข้าใจว่าเราได้พูดกันมามากพอสมควร ถ้ายืนยันผมก็ยินดีให้อภิปราย ส่วนรายชื่อทั้งหมดทั้ง ๑๑ ท่านนี้ ผมขอหารือที่ประชุมว่าจะขอเพียงเท่านี้ สมาชิก จะเห็นด้วยไหมครับ ยกเว้นกรณีพาดพิงครับ สมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ เพราะไม่อยากให้อภิปรายแล้วก็มีแถมทีละท่าน ๆ เรื่องนี้ที่เรียนเพราะสมาชิกเข้ามาบ่น กับผมว่าท่านประธานต้องคุมเรื่องนี้หน่อย ผมก็เห็นด้วยว่าเราอาจจะต้องเตรียมให้พร้อมว่า มีเท่าไร และหลังจากนั้นกรรมาธิการชุดต่อไปหรือวาระต่อไปก็จะได้มีเวลาเตรียมตัว เพราะเมื่อวานนี้ได้ขอให้กรรมาธิการชุดต่อไปเขาเตรียมรับ แต่ว่าเราไม่เสร็จ เขาก็เลย ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ ก็ขออนุญาตที่ประชุมว่าถ้าอย่างนั้นผมอนุมัติให้ ถือว่าที่ประชุม อนุญาตให้ทั้ง ๑๑ ท่านได้อภิปราย และถ้าจบแล้วก็ถือว่าจบเท่านี้ ยกเว้นมีการพาดพิง ให้ผู้อื่นเสียหาย หรือพรรคการเมืองอื่นเสียหายก็มีสิทธิที่จะลุกขึ้นอภิปรายเพื่อชี้แจงได้ครับ ผมขออนุญาตไปตามลําดับสําหรับเช้าวันนี้ ท่านแรกคือท่านคําพอง เทพาคํา หลังจากนั้น ก็จะเป็นคุณประกอบ รัตนพันธ์ ขอเชิญเลยครับ เข้าใจว่าท่านสมาชิกติดประชุมวาระอื่น ขอท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ครับ ยังไม่พร้อมนะครับ ลําดับที่ ๔ เชิญท่านธีรัจชัย เป็นรายชื่อที่ส่งมาตามลําดับนะครับ เชิญครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตท่านประธานในการอภิปรายเกี่ยวกับรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณามติให้รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวกระผมเองนั้น ได้อ่านรายงานของท่านคณะกรรมาธิการก็มีความรู้สึกเห็นถึงความตั้งใจในข้อจํากัดในช่วงที่มี ข้อจํากัดมาก ข้อจํากัดที่มีความสําคัญก็คือข้อจํากัดในความเชื่อถือของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งมีอุปสรรคจากการที่ทางการประชุมในครั้งตั้งกรรมาธิการนั้นมีการคัดค้านว่าไม่ควรตั้ง ควรที่จะให้รัฐบาลนั้นเป็นผู้รับฟังเอง ทําให้กลุ่มเยาวชน นิสิต นักศึกษา ที่เป็นผู้ที่เคลื่อนไหว จริง ๆ แสดงออกจริง ๆ ในการที่จะให้รัฐบาลนั้นแก้ไขปัญหาซึ่งจะสร้างอนาคตอันมืดมน ให้เขา ตัวจริงไม่ได้มาให้ข้อเท็จจริง มีแต่เยาวชนบางกลุ่มซึ่งอาจจะไม่ใช่คนที่เคลื่อนไหวจริง เข้ามาให้ข้อเท็จจริง ในเนื้อหาของรายงานฉบับนี้ก็มีข้อเสนอแนะหลายอย่างก็หาได้ตามสื่อ ผมเข้าใจว่าเมื่อมีข้อจํากัดในความเชื่อถือ คนไม่ให้ความร่วมมือก็จะต้องมีลักษณะประมาณนี้ สิ่งที่ผมเรียนว่าเหตุใดถึงไม่มีความร่วมมือก็คือว่าผู้ที่ก่อเกิดปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎร ผู้ที่ก่อเกิดปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่คณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็เป็นคนรุ่นใหม่ หลายท่านเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดก้าวหน้าอยากจะเห็น บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ผมเข้าใจ และผมเคารพและเชื่อมั่น และชื่นชมกับท่าน เหล่านี้ที่เป็นกรรมาธิการ แต่ตัวจริงก็คือตัวรัฐบาลครับ รัฐบาลสืบเนื่องมาจากการรัฐประหาร รัฐบาลสืบเนื่องมาจากการใช้อํานาจในการที่ร่างกฎกติการัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการสืบทอด อํานาจ ไม่ว่าจะเป็น ส.ว. ๒๕๐ คน ที่มาใช้ในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ที่มาในการควบคุม การปฏิรูปประเทศ ที่มาในการกําหนดกฎหมายยุทธศาสตร์ที่ใช้เสียง ส.ว. ๒๕๐ เสียง บวกกับ ส.ส. อีก ๑๒๖ เสียง ก็สามารถที่จะคุมกฎหมายออกอะไรก็ได้ ชนะเสมอ ที่มาของรัฐบาลที่มีผู้นําไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนนั่นคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือเรียกกันว่า ๓ ป ทั้ง ๓ ท่านนี้เป็นแกนนําที่สําคัญในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่มา รัฐประหาร และเป็นการวางกลไก มีการวางกลไกในส่วนขององค์กรอิสระ ไม่ว่า กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ที่ใช้กลไกในการที่จัดการพลิกจากตัวเองที่มาตั้งพรรคการเมือง และเป็นฝ่ายแพ้การเลือกตั้งเข้ามาสู่การกุมอํานาจ มีการยุบพรรคการเมืองเพื่อดูด ส.ส. เข้าไปในพรรคเพื่อให้ความได้เปรียบและครองอํานาจต่อไป แต่การบริหารประเทศนั้น ไม่ได้ บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและมีฝีมือ และส่งตรงต่อประชาชนอย่างแท้จริง มีปัญหาความอยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมประเทศไทย ซึ่งเสื่อมที่สุดในรอบเป็นร้อยปี ที่ผ่านมา นั่นเป็นสาเหตุของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ถึงออกมา ผมเชื่อว่าเขาต้องการครับ ต้องการที่คุยกับตัวจริงมากกว่าตัวแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นคนหนุ่ม ที่เป็น กรรมาธิการเหล่านี้เขาไม่ต้องการ เหมือนกับว่าผู้อํานวยการโรงเรียนให้นักเรียนนั้นไปบอก ปัญหากับครูประจําชั้น แต่ผู้อํานวยการไม่ดู เขาคิดอย่างนั้นเขาถึงไม่มาให้ความร่วมมือ ท่านประธานครับ เมื่อเป็นอย่างนี้คนที่จะต้องฟังจริง ๆ คือรัฐบาล คือ พลเอก ประยุทธ์ พลเอก ประวิตร พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา จะต้องมาฟังโดยตรง แต่การฟังโดยตรงไม่ใช่ฟัง แบบหูทวนลมฟังและผ่านไป การฟังต้องฟังด้วยจิตใจที่มีเจตนาที่จะมองเห็นประโยชน์ ประเทศชาติเป็นสําคัญ แต่ถ้าเกิดมาฟังแบบหูทวนลมมันไม่ได้ ถ้าฟังแบบเป็นพิธีการก็ไม่ได้ เหมือนกับที่เราตั้งคณะกรรมาธิการก็ตั้งเป็นพิธีการ เหมือนกับการถ่วงเวลาซึ่งนักเรียน นักศึกษาเขาเห็น เหมือนกับตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ตั้งมาเกือบปี ถ้าไม่มีม็อบ (Mob) ก็ไม่เสร็จ นั่นคือกระบวนการพิธีกรรมในการถ่วงเวลา ดังนั้นทางฝ่ายรัฐบาล ท่าน ๓ ป จะต้องเข้ามาฟัง แล้วก็ต้องมาแก้ไขจริง ๆ แต่ท่าทีที่ผ่านมานั้นไม่มีครับ ไม่มีท่าที ในการที่จะแก้ไขปัญหาใด ๆ เลย มีท่าทีคือมองนักศึกษาเป็นศัตรู จะโค่นล้มรัฐบาล ปากหนึ่ง ก็บอกว่าไม่ทําอะไร แต่อีกส่วนหนึ่งตํารวจไปคุกคาม ไปจับดําเนินคดี อีกส่วนหนึ่งก็คือ ไปประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ขึ้นมาเป็นเงื่อนไขทั้งที่โรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ไม่ได้มี การระบาดในประเทศไทย แต่ใช้เป็นเงื่อนไขในการที่ตัดทอนกําลังผู้ที่เห็นต่าง ผู้ที่คิดมา เคลื่อนไหวในการที่จะเรียกร้องอนาคตของตัวเอง ขอเรียนว่าการต่อสู้ของนักเรียน นิสิต นักศึกษานั้นไม่ใช่การต่อสู้ในเชิงเกลียดชังรัฐบาลเหมือนตอน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ หรือปี ๒๕๓๕ แต่เป็นการต่อสู้เพื่ออนาคตของเขาเอง เป็นการต่อสู้เพื่อปัจจุบัน ของนักเรียน นิสิต นักศึกษาของเขาเองที่มองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง ถ้าท่านพลเอก ทั้ง ๓ ท่าน ๓ ป ทั้ง ๓ ท่าน มีความจริงใจที่อยากเห็นบ้านเมืองเดินต่อไป ไม่ไปสู่ความตึงเครียด และนองเลือด ผมคิดว่าควรจะฟังและแก้ไข และการแก้ไขไม่ใช่ว่ามาแก้ไขแบบมีลูกเล่นติ๊ดชึ่ง มีแท็กติก (Tactic) เช่นอาจจะปล่อยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น วางโครงสร้าง ส.ส.ร. แบบเอื้อต่อฝ่ายกุมอํานาจนั้นจะมีเสียงข้างมากในการรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ร. และมากําหนดรัฐธรรมนูญแบบสืบทอดอํานาจต่อ ถ้าทําอย่างนั้นปัญหาไม่มีทางจบ เราจะมองแบบยุค ๑๔ ตุลาคม ๖ ตุลาคมไม่ได้ครับ เดี๋ยวนี้การตรวจสอบทางสื่อมวลชน โซเชียล (Social) ข้อเท็จจริงมันตรวจสอบได้ทั้งหมด ถ้าจริงใจต้องทําอย่างจริงใจ กติกาที่ออกมา ในการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ต้องให้กระจายถึงคนทุกกลุ่มได้มีโอกาสเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญ ของประชาชนอย่างแท้จริง อย่าทํา ผมเตือนว่าอย่าทํา ถ้าท่านทําไม่จบ และท่านนั้นจะเป็น ผู้ที่ถูกตราบาปในชีวิต ท่านร่ํารวยมากแล้ว มีอํานาจวาสนามากแล้ว ถอยเถอะครับ เพื่อประเทศชาติ ถอยเถอะครับเพื่ออนาคตของเยาวชน นิสิต นักศึกษา ที่จะต้องเติบโต และอยู่กับโลกต่อไป ท่านอายุเหลือไม่มากแล้ว ขอให้ท่านทําเพื่อประเทศไทยสักครั้งหนึ่ง แต่ถ้าท่านไม่ทําก็ช่วยไม่ได้ที่ท่านจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนที่อาจจะเป็น ๓ ป เหมือน ๓ ทรราชในอดีตก็ได้ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ระวังคําพูดนะครับ เชิญต่อ คุณประกอบ รัตนพันธ์🔗

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้อ่านรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณามีมติ ให้รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมให้ความสําคัญในรายงานฉบับนี้เป็นพิเศษ ๒ เรื่องด้วยกัน ก็ถือว่า เป็นหัวใจของการรับฟังความคิดเห็น🔗

เรื่องแรก ข้อสรุปของผู้บริหาร แล้วก็เรื่องข้อสังเกต เท่าที่ผมได้ตรวจสอบ รายงาน ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าผมมีความพึงพอใจที่คณะกรรมาธิการได้กรุณา เรียกทุกภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้องมาให้ความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา เช่นผู้ที่ มีประสบการณ์ในเรื่องชุมนุม ผมกราบเรียนว่าอดีตเป็นบทเรียนที่มีความสําคัญที่สุด และผู้อาวุโสนั้นเขามีประสบการณ์ในเรื่องการชุมนุม สามารถที่จะบอกได้ว่าการชุมนุม ครั้งนั้นมีวัตถุประสงค์อะไร มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร ผมกราบเรียนว่าถ้าเกิดผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่มีประสบการณ์ให้ความคิดตรงไปตรงมาก็จะเกิดประโยชน์ในทางที่ดีสําหรับลูกหลาน ของเราที่มาชุมนุม🔗

ส่วนที่ ๒ ที่ผมดีใจมากคือคณะกรรมาธิการได้เชิญตัวแทนผู้ชุมนุมมาบอก ความคิดเห็น วัตถุประสงค์และความต้องการว่าวันนี้ประเทศชาติของเรามีปัญหาอะไร และลูก ๆ ของเรา นักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชนต้องการให้เปลี่ยนแปลง อย่างไร ผมกราบเรียนว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากที่สุด และเท่าที่รับทราบ ผู้แทน ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือผู้แทนของผู้ชุมนุมได้ให้ความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และบริสุทธิ์ใจ ใสซื่อ น่ารักมาก🔗

และส่วนที่ ๓ คณะกรรมาธิการกรุณาไปสังเกตถึงที่ชุมนุมเลยว่าที่ชุมนุมนั้น มีลักษณะเป็นเช่นไร เป็นการชุมนุมที่เชื่อถือได้หรือไม่ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ เรื่องนี้ดีที่สุด และที่สําคัญที่สุดเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ (Online) ให้พี่น้องประชาชน ทั่วไปได้แสดงความคิดเห็น การพิจารณาในครั้งนี้จะมีประโยชน์มากถ้าเกิดว่าคณะกรรมาธิการ ได้มีบทสรุปอย่างตรงไปตรงมาและตรงประเด็น ท่านประธานที่เคารพครับ ปรากฏว่าผลสรุป ของฝ่ายบริหารเห็นว่าในการชุมนุมครั้งนี้ผู้ชุมนุมอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน ๓ ด้าน ด้วยกัน คือ ด้านสังคม ด้านการเมือง และด้านเศรษฐกิจ เรื่องด้านสังคมผมอยากกราบเรียนถาม คณะกรรมาธิการว่านักศึกษาหรือตัวแทนผู้ชุมนุมได้พูดถึงสังคมที่โปร่งใส สังคมที่ใสสะอาด สังคมที่ดีหรือไม่ เพราะว่าในเรื่องทางสังคมนั้นก็อยากกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า ถ้าบ้านเมืองของเรามีสังคมอย่างสงบสุข สังคมที่พึ่งพากัน และสังคมที่มีประโยชน์ ผมกราบเรียนว่าสังคมก็จะดีขึ้นมาก🔗

เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เรื่องการเมืองที่มีความ สําคัญมาก และท่านประธานเองย้ําอยู่เสมอนะครับว่าในเรื่องของการเมืองที่ผ่านระบบการ เลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ถ้าเกิดว่าการเลือกตั้งโปร่งใส ปราศจากการซื้อสิทธิขายเสียง ก็ทําให้ระบอบประชาธิปไตยนั้นมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ถ้าตราบใดในทางการเมืองผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้ปกครองของบ้านเมืองยังคงปล่อยให้มีการซื้อสิทธิขายเสียง ผมกราบเรียนว่าไม่มีประโยชน์ อันใด ท่านประธานจะเห็นว่าหลายครั้งที่มีการยึดอํานาจ มีการปฏิวัติ มีการเปลี่ยนแปลง ในทางการเมือง เราเปลี่ยนแปลงได้อย่างเดียวก็คือเปลี่ยนแปลงเรื่องของการเลือกตั้ง แต่แล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลง สาระสําคัญของระบอบประชาธิปไตยได้ นั่นก็หมายความว่าการซื้อสิทธิ การขายเสียง การที่ ไม่มีระบบธรรมาภิบาลนี่ยังคงเกิดอยู่ตลอดเวลา ที่ผมกราบเรียนตรงนี้เพื่อที่จะให้ผู้แทน ผู้ชุมนุมและพี่น้องประชาชนทั้งหลายได้ตระหนักเรื่องสําคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตย คือต้องต่อต้าน ต่อสู้ในการซื้อสิทธิขายเสียงให้ได้ ผมกราบเรียนว่าสําคัญมากกว่าการเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญด้วยซ้ําไป เพราะนี่คือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของข้อสรุป ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ให้มีข้อสังเกตทั้งในเรื่องของสภา ให้ข้อสังเกตทั้งในเรื่องของคณะรัฐมนตรี และให้ข้อสังเกตในเรื่องของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แต่ว่าลืมไปครับ ผมคิดว่าท่านจะต้องมีข้อสังเกตของผู้ชุมนุมด้วยว่าผู้ชุมนุมนั้นเขาจะมี ข้อสังเกตอย่างไร ซึ่งผมกราบเรียนว่าถ้าทําเช่นนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างสมบูรณ์ในการ พิจารณาของคณะกรรมาธิการในชุดนี้ แล้วก็เป็นทิศทางที่ดีที่ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชนทั่วไปได้เปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครอง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม ได้อย่างถูกต้องอย่างเป็นธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติครับ ขอกราบ ขอบพระคุณอย่างสูงท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก่อนที่จะเชิญท่านต่อไป ผมขอเรียนว่าผมไม่ต้องไปขัดจังหวะเวลาท่านอภิปรายให้เสียสมาธิ ก็เลยขอเรียนว่าต้องระวัง ข้อ ๖๙ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นหรือเกี่ยวกับประเด็นที่กําลังปรึกษากันอยู่ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ําซาก หรือซ้ํากับผู้อื่น ห้ามมิให้นําเอกสารใด ๆ มาอ่านในที่ประชุมฟังโดยไม่จําเป็น กรณีเอกสารนี้ถ้าขออนุญาตประธานก็ได้นะครับ ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือใช้วาจา อันไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์หรือออกชื่อ สมาชิก หรือบุคคลอื่นโดยไม่จําเป็น อันนี้ก็เรียนเพื่อเราจะได้ยึดแนวปฏิบัติ จะได้ไม่มีใคร ทักท้วงหรือจะได้ไม่มีปัญหาตามมานะครับ ท่านคําพองมาแล้วนะครับ ขอเชิญท่านคําพอง เทพาคํา ครับ🔗

นายคําพอง เทพาคํา แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม คําพอง เทพาคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ก็ต้องกราบขออภัย ท่านประธานเมื่อสักครู่อยู่ห้องกรรมาธิการครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึง คณะกรรมาธิการว่าจริง ๆ แล้วข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน มีความชัดเจนและมีเป้าหมายที่จะให้มีการดําเนินการ และผู้ที่จะดําเนินการได้ตามข้อเรียกร้อง ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเรียกร้องของนักศึกษาก็คือรัฐบาล ก็ไม่เป็นไรครับ เราก็ถือว่าถ้ามีคณะกรรมาธิการแล้วมาศึกษาเพิ่มเติม ฟังข้อเรียกร้องเพิ่มเติม เพื่อคิดว่า จะให้มีความเข้าใจมากขึ้นและมีข้อเสนอแนะที่จะให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบคือรัฐบาล ดําเนินการให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องนั้น แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่ามีข้อเรียกร้องที่สําคัญ เรื่องของการหยุดคุกคามประชาชน เรายังเห็นว่าข้อเรียกร้องนี้สามารถที่จะยุติได้ เพราะมี ความชัดเจนอยู่แล้วว่าการที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งเราก็รู้ว่าปัญหาทางการเมือง เกิดขึ้นจากการที่มีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ความเป็นประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ ของประชาชนไม่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นจึงมีการเคลื่อนไหว พอมีการเคลื่อนไหวก็มีการทํา การคุกคาม ผมไม่กล่าวย้ําว่าคุกคามโดยข้อกฎหมายซึ่งไม่จําเป็น อย่างกรณีมาตรา ๑๑๖ ซึ่งในการดําเนินการตามกฎหมายเจ้าหน้าที่ก็ใช้วิธีการเหมือนกับสืบจับกุม คุมขัง เหมือนกับ นักศึกษา ประชาชน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นอาชญากร เช่นไปนอกเครื่องแบบ จริง ๆ แล้วผมคิดว่าการที่จะไปควบคุม หมายศาลก็มีควรจะไปในเครื่องแบบ และแสดงตัว อย่างชัดเจน จริงอยู่มีการแสดงตัว แสดงบัตร แต่ก็ดูเหมือนว่าไปสร้างความตระหนกตกใจ สร้างความปั่นป่วนให้กับประชาชนผู้พบเห็นอย่างหลาย ๆ กรณี ฉะนั้นผมคิดว่าเมื่อ คณะกรรมาธิการจะให้คําแนะนํากับรัฐบาลหรือผู้ที่มีหน้าที่ที่จะต้องดําเนินการเรื่องของ ข้อเรียกร้องก็ต้องให้เกิดเป็นผลอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่าการคุกคามประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง หรือแม้แต่นักศึกษานักเรียนหนักถึงขนาดว่าเด็กอนุบาลก็ยังไปแสดงอาการคุกคามเขา เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญผมคิดว่าก็เห็นสัญญาณปรากฏออกมาว่ามีความพยายามที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะนําไปสู่การทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือเป็นการแก้รัฐธรรมนูญ ในบทบัญญัติมาตราที่เป็นปัญหากับการเมืองไทยก็เห็นสัญญาณ แต่ผมคิดว่าเรื่องหนึ่งที่ ทางคณะกรรมาธิการให้ข้อเสนอในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการที่บอกว่าให้ไปทําความเข้าใจ กับนิสิต นักศึกษา นักเรียน และประชาชนให้เข้าใจเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตย ผมคิดว่าถ้าประชาชน นิสิต นักเรียน นักศึกษา ถ้าเขาได้ก้าวมาถึงขนาดยื่นข้อเรียกร้อง ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ผมคิดว่าเขาเลยความเข้าใจในเรื่องของ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เลยมาแล้วครับ เข้าใจแล้วถึงมีข้อเรียกร้อง ดังนั้นสิ่งที่จะบอกว่าต้องกลับไปเรียนรู้ใหม่อาจจะไม่จําเป็นก็ได้ เพราะทุกคนวันนี้คนไทยก็ตาสว่างกันหมดแล้วว่าอะไรคือประชาธิปไตย อะไรคือเผด็จการ การเมืองที่ผ่านมาเราก็รู้ว่าเราไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้อํานาจอธิปไตยของเขา อย่างแท้จริงโดยสมบูรณ์ เจตนารมณ์ของประชาชนในหลายครั้งถูกปิดกั้นในเรื่องของ ประชาธิปไตย ผมคิดว่าไม่เป็นไรถ้าหากจะบอกว่าประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา เหล่านั้นที่เรียกร้องยังไม่เข้าใจ กระทรวงศึกษาธิการก็ว่ากันไป ส่วนเรื่องยุบสภาหลายท่าน ก็บอกว่าให้แก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน แต่ผมคิดว่าก็ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจนอย่าไปถ่วงเวลา เมื่อทุกฝ่ายเห็นว่าถึงเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นต้องมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน เพราะสถานการณ์ทางการเมืองรอไม่ได้ เพราะเรารอเราพัฒนาการมาเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี เหตุการณ์ต่าง ๆ เราก็เป็นบทเรียนอยู่แล้ว ผมคิดว่าเรื่องของการยุบสภา อย่าไป ถ่วงเวลา ก็จะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่รอบนี้ก่อนที่จะมีการยุบสภาจะต้องให้อํานาจประชาชนมาก ๆ ถ้าไม่จําเป็นพวกเรา ก็ไม่ควรที่จะไปฝังชิป (Chip) หรือส่งคนไปเป็นกลไกและไปถ่วงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็น ประชาธิปไตย ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ท่านรักษาเวลา ต่อไปคุณสําลี รักสุทธี หลังจากนั้นก็จะเป็น รองศาสตราจารย์สุรวาท ขอเชิญ คุณสําลีครับ ถ้าไม่พร้อมผมขออนุญาตไปท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท ขอเชิญครับ🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขออนุญาตที่จะอภิปราย และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานที่คณะกรรมาธิการวิสามัญได้จัดทําขึ้นแล้วก็มา รายงาน ก่อนอื่นผมใคร่ขอชื่นชมในความพยายามและการเปิดใจที่กว้างในการที่ทําหน้าที่ ของกรรมาธิการทุกท่าน แล้วก็เรียบเรียงเป็นรายงานมา แต่เรียนว่าผมเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยก็ตรวจแบบฝึกหัด ตรวจรายงานวิทยานิพนธ์อะไรมามาก เพื่อให้เห็นคุณค่าของ การทํางานที่ท่านได้ทุ่มเท จะขออนุญาตอภิปรายผ่านท่านประธานสภาไปยังคณะกรรมาธิการ ตลอดทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในส่วนต่าง ๆ วันนี้เรื่องของการเรียนรู้ การเรียนการสอนทั้งหลาย ของนักเรียนกับครูอาจารย์ทั้งหลาย วันนี้เขาบอกว่าครูกับผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ไปพร้อมกัน สิ่งที่ครูรู้แล้วและสิ่งที่นักเรียน นักศึกษาจะต่อยอดกับสิ่งที่ครูหรือข้อยุติที่มี หรือข้อมูลที่มี ในโลกวันนี้และต่อยอดไปข้างหน้า เรียกว่าถ้าจะสู้เขาได้จะต้องอยู่บนฐานของความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์และเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด เด็กวันนี้เขาคือมนุษย์ที่สามารถที่จะรับรู้ เรียนรู้ เข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ มีชีวิตจิตใจ เด็กวันนี้คือมนุษย์ที่มีอายุน้อยกว่าเท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ ก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีอายุมากกว่า วันนี้มีข้อที่ชวนคิดว่าเด็กวันนี้เขารู้ เขาเข้าใจโลกของเขา เขารู้ เขาเข้าใจโลกปัจจุบัน เขามีความฝันเฉพาะสําหรับกลุ่มเขา ของคนในยุคเขา พวกผม เป็นอาจารย์ก็ตามจะสอนให้เขาคิด ไม่ได้สอนให้เขาเชื่อ ถ้าจะให้เขาเชื่อจะต้องให้เขาจํานน ในหลักเหตุผลซึ่งผ่านกระบวนการคิดของเขา วันนี้เขาคิดที่จะอยู่ไปอีกไม่น้อยกว่า ๕๐ ปี เขาจะก้าวเข้าไปสู่ศตวรรษที่ ๒๒ อาจจะอยู่ในพุทธศักราช ๒๖๐๐ ด้วยซ้ํา วันนี้เป็นเรื่องที่ จะต้องหาความพอดีของคนอย่างพวกเราที่มีอายุที่ผ่านโลกมาว่าเราจะให้เขาย้อนกลับคืนไป เป็นเหมือนเราเมื่อ ๕๐ ปีคงไม่ได้ เพราะเขามีความฝัน เพราะเขารู้ว่าอะไรที่ผ่านมานั้น เป็นความผิดพลาดล้มเหลว ถ้าจะอยู่อย่างนี้ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น เขาถึงจะต้องคิดว่าไปข้างหน้านั้นจะเป็นอย่างไร วันนี้เราอย่าบอกว่าจะสอนเขา ไม่ใช่สอน เพราะเราเป็นอาจารย์ ให้เชื่อ เราจะไม่สอนเขาเพราะเราเป็นรองศาสตราจารย์ อย่างผมเป็น ดอกเตอร์และให้เขาเชื่อ ไม่ใช่อย่างนั้น จะสอนเขาเพราะเหตุว่ามีอายุมาก อาบน้ําร้อนก่อน ให้เชื่ออย่างนั้น ไม่ได้ครับวันนี้ เพราะอะไร เพราะว่าคนรุ่นเราทําให้เขาเห็นนะครับ สิ่งที่เรา พูดสิ่งที่เราสอนเขากับสิ่งที่เราทํายังมีพวกเราจํานวนมากที่ไม่ได้ทําตามที่สอนเขา และบอกเขา เช่นอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น วันนี้เราบอกว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข แต่ว่าเราก็มีเหตุจําเป็นที่จะต้องไปสนับสนุนเผด็จการให้มาดูแลบ้านเมือง ก็ด้วยเหตุผล ความจําเป็นที่ทุกคนมีอันนี้เราก็เข้าใจ แต่ว่าผู้ฟังหรือนักเรียนทั้งหลายเขาจะเชื่อหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ต่อรายงานที่ท่านคณะกรรมาธิการได้เสนอมานั้น เราอยากเห็นอย่างยิ่งถึงข้อเท็จจริงที่ท่านไปรับฟังนะครับ เช่นว่าเขาเรียกร้องให้หยุดคุกคาม คําว่า คุกคาม ของเขานั้นคืออะไรที่เขาไม่อยากให้คุกคามนะครับ รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะร่างหรือจะร่างไปในแนวใด ๆ อะไรทั้งหลายนั่นคือรายงานควรจะนําเสนอนะครับ รวมทั้งยุบสภา ยุบสภานั้นยุบทันทีหรือว่าทําอะไรก่อนหลังแล้วจึงยุบ รวมทั้งจุดยืนอื่น ๆ หรือความฝันของเขา นั่นคืออะไรนะครับ เพื่อที่จะรีพอร์ต (Report) แล้วก็ให้ความเห็นของ คณะกรรมาธิการนะครับ ซึ่งเราอยากเห็นว่าวันนี้สิ่งที่เขาแสดงออกอย่างที่ผมเรียนว่าเราสอน ให้เขาคิด แล้วก็ต่อยอดและคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดี เพราะฉะนั้นแล้วข้อเสนอแนะที่ควรจะมีก็คือสถานศึกษาควรเปิดโอกาสให้ห้องเรียน ให้สถานศึกษานั้นเป็นกิจกรรมภายในของเขา แต่ว่าอย่างไรก็ตามเขาจะคิดเห็นเป็นอย่างไร จะถูกจะผิดจากความคิดเห็นของอาจารย์ที่มีต่อพวกเขา จะเสนอแนะอะไร จะเชื่อไม่เชื่อก็อยู่ ตรงนั้นภายใต้ขอบเขตครับ ผมอยากเห็นข้อเสนอแนะที่ว่าจะตอบสนองข้อเรียกร้องนั้นอย่างไร เช่นเรื่องของการหยุดคุกคาม วันนี้ถ้าเราเดาได้ก็คือเรื่องของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความพยายาม ที่จะไปทําอะไรต่าง ๆ พยายามที่จะไปตั้งข้อหาอะไรต่าง ๆ เช่นเรื่องควบคุมโรคในขณะที่ เวลาผ่านมาหลายเดือนแล้ว โรคก็ไม่มีติดต่ออะไรก็มาตั้งข้อหาวันนี้ เรื่องของการใช้ เครื่องกระจายเสียงก็ไม่ได้รบกวนอะไร แล้วก็ผ่านพ้นมา เรื่องของความสะอาดก็ไม่ได้เกิด ความสกปรกอะไรทั้งหลาย แต่ก็มีการตั้งข้อกล่าวหาอย่างนี้หรือเปล่า รวมทั้งการไปพบ ผู้ปกครองหรือไปดักรอ นอกจากจะออกหมายเรียกหมายจับอะไรทั้งหลาย ตรงนี้กรรมาธิการ ควรที่จะเสนอแนะ แล้วก็พิจารณาว่าการคุกคามอย่างนี้ไม่น่าจะดําเนินการต่อไปควรจะหยุด อยู่ตรงนั้นเพื่อให้ข้อเรียกร้องของเขา ซึ่งพวกเราเห็นว่าข้อเรียกร้องนั้นไม่ได้ผิดอะไร แล้วก็ สมควรอย่างยิ่งที่จะตอบสนองข้อเรียกร้องเหล่านั้น ก็ขอขอบคุณและผ่านท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการเพื่อที่จะปรับปรุงแก้ไขหรือเพิ่มเติมรายงานที่ผมนําเรียนที่เป็นข้อเสนอแนะ ที่จะเป็นประโยชน์ในการที่จะเดินหน้าประเทศไทยต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสําลี รักสุทธี นะครับ กรรมาธิการจะชี้แจ้งตอนไหนอนุญาตนะครับ เชิญคุณสําลีเลยครับ🔗

นายสําลี รักสุทธี แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สําลี รักสุทธี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ภูมิลําเนา จังหวัดมหาสารคาม ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอชมเชยการทํางานขอคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ ถือว่าเป็นกรรมาธิการชุดล้วนแล้วแต่เป็นคนหนุ่มไฟแรง ทํางานเสร็จเร็ว การเสร็จเร็วนั้น ผมคงมองดูแล้วไม่ได้หมายถึงว่าต้องการอยากจะหนีคําครหาว่าซื้อเวลานะครับ อ่านดูแล้ว เป็นรายงานที่ดีครับ มีคุณภาพใช้เวลาไม่นานครับ ผมเห็นว่าคนที่ทํางานโดยใช้เวลาไม่นาน แล้วก็เขียนรายงานได้ค่อนข้างดีอย่างนี้ ถือว่าเป็นการทํางานที่มีคุณภาพครับ เพราะดูแล้ว มีสาระ สัจจะที่เกิดจากสถานการณ์จริง ไม่ได้โมเม ไม่ได้นั่งเทียนเขียน ถือว่าเป็นการเขียน จากสถานการณ์นะครับ ต่อคําถามที่ว่าควรตั้งหรือไม่ตั้งคณะกรรมาธิการผมว่ามันเลยไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนนําขึ้นมาเป็นประเด็นว่าตั้งไปทําให้เสียเวลา ท่านประธานครับ การพูดคุยกันนั้นเป็นสิ่งที่ดี ชาวอีสานเขาถือคติว่าผียังพูดคุยกันได้ แล้วคนทําไมจะพูดคุยกันไม่ได้ อันนี้เป็นคติของชาวอีสานนะครับ อีสานก็มีการถือผีกันเยอะ การพูดคุยกับผียังพูดได้ แล้วคนเราพูดคุยกันจะไม่ได้เชียวหรือ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วย กับรายงานในหลายประเด็นที่จะนําสู่สันติของสังคมไทย สังคมเราเจ็บปวดจากความเห็นต่าง มานานแล้ว เราไม่อยากจะให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ํา ไม่อยากจะให้กงล้อที่ไม่ดี ที่ผมไม่อยากจะใช้ คําว่า อุบาทว์ แล้วก็สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเกิดขึ้น ดังนั้นการที่ให้พื้นที่ของประชาชน ก็คือตัวแทนของประชาชน เข้าไปมีส่วนร่วมในการพูดคุย ผมเห็น ผมฟังกรรมาธิการที่เขาพูด เมื่อวานนี้บอกว่าเข้าไปคลุกอยู่กับม็อบ (Mob) เข้าไปพูดคุยอยู่กับม็อบ (Mob) แล้วก็เห็น สมาชิกหลายท่านก็เข้าไปเช่นเดียวกัน นี่คือบรรยากาศที่ดีนะครับ ท่านครับ ผมเองก็อยากจะ เสนอทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้นํา ฝ่ายมีอํานาจ แล้วก็ฝ่ายที่เรียกร้องคือนิสิต นักศึกษา ประชาชน สิ่งใดที่พอจะหันหน้าเข้าหากันหรือถอยคนละก้าวเป็นสิ่งที่ดีนะครับ แม้แต่การจัด กิจกรรมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ในรายงานนี้บอกว่าต้องการให้เปิดพื้นที่ ให้เปิดพื้นที่ ให้เขาได้แสดงออก ไม่ควรไปปิดกั้นมากเกินไป ผมเห็นด้วยครับ แม้แต่การโชว์กระดาษสีขาว เราก็ควรมองไปในทางที่ดี มองลูก มองหลานไปในทางที่สร้างสรรค์ว่ากระดาษสีขาวนั้น หมายถึงความบริสุทธิ์ แม้แต่การชู ๓ นิ้วเอง ผมเห็นว่าโดยส่วนตัว ให้เรามองไปในทางที่ดี ให้เขาชูไปเถอะ มิหนําซ้ําร่วมชูกับเขาด้วยก็ได้ เพราะอะไรครับ เราอย่าไปตีความหมายว่า การชู ๓ นิ้วนั้นหมายถึงการต่อต้านเผด็จการอย่างเดียว ถ้าเราตีความหมายไปในทางที่ดี ให้ลูกเขาได้เข้าใจ ว่าชู ๓ นิ้วนั้นมันสุดยอด สุดยอดอะไรครับ ถ้าหมายถึงชาติก็ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ก็ ๓ นิ้ว และถ้าพูดถึงศาสนาก็พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ ๓ ครับ ถ้าพูดถึงศาสนาที่ใหญ่ ๆ ของโลกก็พระเจ้า พระศาสดา พระคัมภีร์ ก็ ๓ ครับ นี่คือ ความหมายของ ๓ ครับ ถ้าพูดถึงผู้มีพระคุณก็บิดา มารดา แล้วก็ครูบาอาจารย์ ก็ ๓ ครับ และถ้าพูดถึงการลดกิเลส ตัณหา ก็อโลภะ อโทสะ อโมหะ ก็คือไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ก็ ๓ ครับ นี่คือความหมายของ ๓ อย่าไปตีความหมายเพียงแค่นั้น แล้วก็มีการร้องเพลง แล้วชู ๓ นิ้ว ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีเสียด้วยซ้ํา ชูเถอะลูก ครูก็จะชูด้วย เพราะนี่คือหมายถึง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต่อให้เขาจะตีไปอย่างไรก็ให้เขาตีไปเถอะ รับรองว่าไม่กล้าชู ตลอดวันอย่างแน่นอน ถ้าเราผ่อนคลาย แล้วทุกอย่างก็จะผ่อนคลาย ถ้าเราหันหน้าเข้าหากัน ถอยคนละก้าวจะดีครับ เราเห็นมาแล้วจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ ๒๕๓๕ พฤษภาทมิฬ นั่นคือต่างคนต่างแสดงอัตตา ที่ภาษาพระเขาเรียกว่า อัตตาโต อัตตาโตนี่คือ ยอมไม่ได้ อย่างไรต้องเอาชนะคะคานให้ได้ ในที่สุดสิ่งที่เราไม่ต้องการก็เกิดขึ้น ผมเห็น การทํางานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมเห็นว่าคลี่คลายไปในทางที่ดี ดีนะครับ ทุกวันนี้ เด็ก ๆ เขาก็รู้สึกผ่อนคลายที่มีพี่ ๆ ไปคุย เพราะฉะนั้นการตั้งกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมาไม่ได้สูญเปล่า ทีมคนหนุ่มชุดนี้แม้จะมีฝ่ายรัฐบาล เป็นส่วนใหญ่ แต่ผมเห็นว่าคุ้มค่า มิหนําซ้ํายังดีกว่าคณะกรรมาธิการบางคณะกรรมาธิการ เสียด้วยซ้ําไม่อยากจะเอ่ย ก็แค่เรียกคนนั้นคนนี้มารายงาน คนนั้นคนนี้มารายงานแล้วก็ จบกันไป แต่กรรมาธิการชุดนี้เกิดจากสถานการณ์จริง ดีที่ไม่ได้เขียนด้วยเลือดและน้ําตา แต่เขาเขียนจากเสียงเรียกร้อง เขียนจากคําบ่น แม้อาจจะเป็นคําก่นด่าที่หยาบบ้างก็ถือว่า เป็นการเขียนจากสถานการณ์ที่ไม่มีเลือดและน้ําตา ท่านประธานครับ ผมในฐานะที่ก็เป็น คนหนึ่งที่ไม่ต่างกับท่านทั้งหลายที่ห่วงใยบ้านเมือง อยากจะให้พวกเราได้เดินหน้าไปเจรจา คุยกับลูก ๆ แล้วก็ผู้หลักผู้ใหญ่ก็คงจะผ่อนคลายไปในทางที่ดี ซึ่งแน่นอนท่านนายกรัฐมนตรี ผู้นําก็คงจะต้องถือเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ แล้วก็หันหน้าเข้าเจรจาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้น ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณซูการ์โน มะทา ประเด็นใดที่เห็นว่าซ้ําก็หลีกเลี่ยงจะได้ประหยัดเวลา เชิญเลยครับ🔗

นายซูการ์โน มะทา ยะลา

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ วันนี้ ผมขออนุญาตมาอภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณามีมติให้รับฟัง ความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีความเชื่อว่ากระบวนการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม การกดขี่ การทุจริตคอร์รัปชัน เกิดความขัดแย้งในสังคมนั้นก็ต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตยและความยุติธรรมบนพื้นฐาน ของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามแนวทางสันติวิธี ก่อนอื่นผมก็ต้องชื่นชมประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้และคณะกรรมาธิการที่พยายามศึกษาปัญหาความขัดแย้ง ในสังคมไทยในอดีตกาล การต่อสู้เรียกร้องความต้องการของพี่น้องประชาชนเรามีบทเรียน ที่สําคัญในอดีตที่เราไม่ได้ใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นเวทีในการแก้ปัญหา ดังนั้นผมเชื่อว่า วันนี้คณะกรรมาธิการชุดนี้ แม้ว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นคณะกรรมาธิการ วิสามัญที่ไม่สมบูรณ์ แต่ผมก็ถือว่าท่านได้ใช้ในกรอบของเวทีสภาผู้แทนราษฎรในการนํา ปัญหาความเดือดร้อน ความต้องการของพี่น้องประชาชนมาสู่เวทีของสภาผู้แทนราษฎร อย่างน้อยท่านก็ได้ทําหน้าที่ในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทยเหมือนผมและพวกเราทุกคน ๕๐๐ กว่าคนที่อยู่ในสภาแห่งนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จากรายงานผลการพิจารณา ของคณะกรรมาธิการ ผมคงอาจจะใช้เวลาไม่ครบ ๗ นาที แต่ว่าผมเชื่อว่ารายงานฉบับนี้ ก็เป็นประโยชน์ส่วนหนึ่งที่พวกเราที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนจะได้มารับรู้ปัญหา ทั้งหมด แต่ว่าผมยังดูในสาระเนื้อหาบางเรื่องก็อยากฝากถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการว่าการศึกษาปัญหาต่าง ๆ นั้นบางเรื่องเราเล่าเรื่องความเป็นมาแล้ว แต่เราไม่ได้ศึกษาถึงแก่นแท้ของปัญหาจริง ๆ แล้ว การพิจารณาผลสรุปสุดท้ายก็ไม่ตอบโจทย์ ความต้องการของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ในรายงานฉบับนี้ไม่พูดถึงปัญหา ที่เป็นรากเหง้าที่เกิดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปฏิวัติ ผมก็ไม่อยากพูดถึง เพราะว่าท่านประธานก็ย้ําเตือนพวกเราว่าอาจจะเอาแค่ในเนื้อหา แต่ผม บอกว่าในรายงานควรจะเท้าความไปด้วยว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ตั้งแต่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปัญหาทั้งหมดมันเกิดขึ้นในสังคมมีอะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของรัฐธรรมนูญก็ชัดเจน ว่ามีการยอมรับและไม่รับอยู่ ๒ ฝ่าย ฉะนั้นผมเห็นว่าในส่วนรายงานฉบับนี้ควรจะมีการเพิ่มเติมเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้นที่เป็น ต้นรากเหง้าแท้ ๆ ของปัญหา เช่น รัฐธรรมนูญ ความเหลื่อมล้ําในสังคม ความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนที่เกิดจากผลของการปฏิวัติว่าทําให้ประเทศไทยเรามีสภาพเศรษฐกิจอย่างไร วันนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิ่งสําคัญที่สุดที่ผมให้ความสําคัญที่สุด แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการ ก็ได้ให้ความสําคัญคือ วันนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้โอกาสให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา แล้วก็ภาคประชาชนได้แสดงออกทางความคิดเห็น แนวคิดต่าง ๆ ภายใต้การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมคิดว่าวันนี้เขาคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ได้ศึกษาจากแหล่งที่ผมบอกว่าปัญหาทั้งหมดมาจากรัฐธรรมนูญว่า สุดท้ายเขาเกรงกลัวว่า อนาคตของเขาจะได้รับผลกระทบอย่างไร วันนี้หลายปัญหา เช่นความเหลื่อมล้ําในสังคม ก็คือเป็นปัญหาหนึ่งที่นักศึกษาเอามาพูดกันในเวทีทั้งหมดนะครับ หรือแม้กระทั่งเรื่องของ เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน แม้กระทั่งเรื่องของการประกอบอาชีพต่าง ๆ เหล่านี้ก็มาจากปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผมกล่าวมาข้างต้นนะครับ แล้วก็สุดท้ายสิ่งที่ผมอยากจะ เรียนผ่านท่านประธานไปถึงประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการว่าในข้อเสนอแนะของ คณะกรรมาธิการนั้นผมคิดว่าเรายังไม่ได้พูดถึงส่วนหนึ่งก็คือ จริง ๆ แล้วในการเรียกร้อง ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ภาคประชาชนตามที่ท่านได้ศึกษามาทั้งหมดนั้นก็ถูกคุกคาม การถูกคุกคามโดยการลิดรอนสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น ผมคิดว่าเรา ควรจะมีการบรรจุไว้ในข้อสังเกตหรือในรายงานบ้างนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเป็นห่วง พี่น้องที่อยู่ในต่างจังหวัด พี่น้องในกรุงเทพมหานครอาจจะอยู่ในเมืองหลวง แต่พี่น้อง นักศึกษา นักเรียน ที่เรียกร้องตามโรงเรียน ตามสถาบัน หรือในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น หลังจากที่นักเรียน นักศึกษาเหล่านี้ได้ไปใช้สิทธิ ในการทําการเปิดการชุมนุมแล้วก็ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และปัญหาของ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ไม่มีแค่ พ.ร.ก. เรื่องของโควิด (COVID) อย่างเดียว มีกฎหมายพิเศษ หลายฉบับ ผมอยากฝากทางคณะกรรมาธิการถึงท่านประธานด้วยว่าควรจะศึกษาว่า ในกระบวนการทั้งหมดที่นักเรียนเข้ามาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นั้น หลังจาก เขาได้ขึ้นเวทีปราศรัยแล้ว ทําไมพวกเขาจึงถูกคุกคามนะครับ อยากฝากในประเด็นนี้ เป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการถูกคุกคามหลังขึ้นเวทีประชาธิปไตยหลาย ๆ พื้นที่ก็ถูกคุกคาม โดยเจ้าหน้าที่ตํารวจหรือทหาร สําคัญที่สุดสุดท้าย คนใน ๓ จังหวัด เวลาถูกคุกคามแล้ว ไปกระทบถึงระบบครอบครัว ทําให้เขาไม่กล้ากลับมาบ้าน มีการตรวจสอบที่เป็นการละเมิด สิทธิเสรีภาพของประชาชน การตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ควรจะระบุอยู่ ในรายงานฉบับนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก่อนกรรมาธิการ ท่านชี้แจง ผมขออนุญาตอีกท่านนะครับ กระจายไปให้พรรคการเมือง ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม เชิญครับ🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมขออภิปรายรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณามีมติให้รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน ของสภาผู้แทนราษฎร ผมได้อ่านรายงานทั้งหมดแล้วขอชื่นชมว่า มีรายละเอียดที่ให้ข้อมูลที่ดีมากในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการไปสํารวจความคิดเห็นของกลุ่ม หลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียน กลุ่มมหาวิทยาลัย กลุ่มประชาชน และกลุ่มเยาวชน นอกจากนั้นก็มีการรับฟังผ่านออนไลน์ (Online) อันนั้นก็คือความหลากหลายของการรับฟังซึ่งขอชมเชยไว้ด้วย สําหรับข้อมูลวันนี้ผมขออภิปราย ในส่วนที่เห็นว่าเป็นข้อเสนอให้กับท่านกรรมาธิการด้วย ส่วนความเห็นอื่น ๆ ก็เห็นด้วยที่เป็น ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะของกรรมาธิการ ผมขอมาลงในหน้า ๕๐ แล้วกัน ในรายงาน หน้า ๕๐ เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ก็คือว่าทางกรรมาธิการได้ไปรับฟังความเห็นที่เป็นความเห็น ของสถานการณ์ทางการเมืองในการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และในหน้า ๕๑ ก็เป็นความเห็นที่ผ่านออนไลน์ (Online) สํารวจทัศนคติของ ประชาชน ผมเรียนเพิ่มเติมอย่างนี้ในส่วนที่เป็นความเห็นที่ได้แสดงไว้ในหน้า ๕๐ นั้น เป็นความเห็นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ๑๐ ข้อ ตั้งแต่เรื่องของการเรียกร้องรัฐธรรมนูญก็ดี การให้มี ส.ส.ร. ก็ดี รวมทั้งข้อเรียกร้องการยุบสภาก็ดี รวมทั้งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออก ทางการเมืองของนักเรียนในโรงเรียนก็ดี ผมเข้าใจว่ามันมีประเภทอยู่ในแบบสอบถาม ที่ปรากฏอยู่ในภาคผนวก ค ข้อเสนอของผมก็คือว่าส่วนที่ท่านทํานั้นดีแล้วที่แสดงเปอร์เซ็นต์ แสดงจํานวนการแสดงความคิดเห็น แต่ผมอยากจะเห็นว่าเป็นกลุ่ม ๆ ก็ได้ถ้าจะทํา ผมคิดว่า ความเห็นระหว่างนักเรียน กับนิสิต นักศึกษาอาจจะแตกต่างกันบ้าง เพราะว่าเป็นนักเรียน ในโรงเรียน ซึ่งท่านไปเข้าใจว่าจะเป็นนักเรียนที่เป็นโรงเรียนประจําจังหวัด หรือโรงเรียนที่อยู่ ในลักษณะที่เป็นในตัวเมือง ก็ไม่ว่ากัน ส่วนนิสิต นักศึกษาก็จะเป็นนักเรียนที่อยู่ ในมหาวิทยาลัยประเภทต่าง ๆ แล้วก็เยาวชน อันนี้ผมเสียดายนิดหนึ่งว่าถ้าได้แยกแยะ ให้เห็นเป็นกลุ่ม ๆ เช่น เราเห็นในหน้า ๕๑ ว่าทัศนะของประชาชนเป็นอย่างไร ทัศนะของ นักเรียน นักศึกษาแยกกันแล้วจะเป็นอย่างไร รวมทั้งเยาวชน นั่นคือข้อคิดเห็นประการที่ ๑ อยากจะเพิ่มเติมให้กับกรรมาธิการว่าถ้าจะทําได้อย่างนี้ก็อาจจะได้เห็นบรรยากาศ หรือว่า ความเห็นที่มีความแตกต่างอย่างไรบ้างกับ ๑๐ ข้อที่ปรากฏอยู่ นั่นคือส่วนที่ ๑ ครับ🔗

ส่วนที่ ๒ ผมเห็นว่าในการทําข้อเสนออยู่ในหน้า ๕๖ และหน้า ๕๗ ซึ่งเป็น ข้อเสนอในหน้า ๕๖ และข้อสังเกตในหน้า ๕๗ นั้น ส่วนในหน้า ๕๖ ส่วนใหญ่ก็จะล้อมาจาก ข้างหน้าซึ่งเป็นเรื่องของการเปิดพื้นที่ ก็เห็นด้วยในการเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษา ได้มีบรรยากาศในทางการเมืองหรือพื้นที่ที่แสดงออก แต่อย่างไรก็ตามการเปิดพื้นที่ ผมเข้าใจว่าเวลามีข้อเสนอต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผมเข้าใจว่าตรงนี้มีความสําคัญ ซึ่งในหน้า ๕๖ ขอเพิ่มเติมว่ากิจกรรมส่วนหนึ่งเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่เป็นเรื่องของพื้นที่ อาจจะเป็นการแสดงออกในลักษณะต่าง ๆ แต่ว่ากิจกรรมบางส่วนซึ่งไม่แน่ใจว่าทางกรรมาธิการ ได้ถามไหมว่าพื้นที่ในกิจกรรมอื่น ๆ เช่น เป็นชุมนุมของนักเรียน หรือกิจกรรมนักศึกษา หรือพื้นที่ที่จัดกิจกรรมชมรม หรือว่ากิจกรรมอื่น ๆ ที่เขาควรมีโอกาสที่ได้แลกเปลี่ยน ผมจึงคิดว่าในข้อเสนอก็ควรจะระบุลงไป หรืออาจจะทําเป็นข้อสังเกตต่อกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งปรากฏอยู่ในหน้า ๕๗ ให้มันชัดเจนลงไปเลยว่าการเปิดพื้นที่สําหรับสถานศึกษา เพื่อแสดง ความคิดนั้นควรที่จะกําหนดอาจจะเป็นลานความคิด ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญที่สถานศึกษาและมหาวิทยาลัยควรดําเนินการให้มีลานความคิด ขึ้นในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย ซึ่งบางสถานศึกษาอาจจะไม่มีพื้นที่แบบนี้ก็ได้ แต่สําหรับ มหาวิทยาลัยที่มีความคิดความอ่านทางการเมืองก็จะมีการดําเนินการในลักษณะนี้ได้มากกว่า แต่ลานความคิดอาจจะเพิ่มเรื่องของการทํากิจกรรมอื่นนอกจากกิจกรรมทางการเมืองที่ผม ได้กล่าวไว้แล้ว นั่นคือส่วนในหน้า ๕๖-๕๗ ซึ่งท่านก็ส่วนหนึ่งเขียนไว้ดีแต่ผมอยากเพิ่มเติม แต่ท่านจะชี้แจงอย่างไรก็ยินดีที่จะรับฟังซึ่งกันและกันในการแลกเปลี่ยน🔗

ประเด็นสุดท้าย เรื่องของความปลอดภัย ก็เสนอว่าอาจจะเป็นการให้นักเรียน ได้กําหนดความปลอดภัยของตัวเองนอกจากเราไปกําหนดความปลอดภัยก็ได้ นั่นคือ ๓ ส่วน ที่ผมขอเสนอไว้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ขออีก ท่านหนึ่งนะครับ แล้วหลังจากนั้นกรรมาธิการจะได้ชี้แจง นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน ครับ🔗

นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตยานนาวา-บางคอแหลม พรรคก้าวไกล ก็ต้องขอบคุณที่สภาแห่งนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา มีมติให้รับฟังความเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน ดิฉันได้อ่าน รายงานของท่านแล้วก็เห็นว่าท่านได้มีการรวบรวมการชุมนุมมาแทบจะทุกการชุมนุม แล้วก็ มีการรวบรวมข้อเรียกร้องของนักศึกษาว่าแต่ละกลุ่มเรียกร้องอะไรบ้าง ซึ่งดีแล้วก็มี ประโยชน์ถ้า พลเอก ประยุทธ์ ได้มานั่งอ่านรายงานฉบับนี้จริง ๆ แต่ดิฉันคิดว่าการตั้ง คณะกรรมาธิการนี้จุดประสงค์เพื่อการรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษานั้น ดิฉันก็ยัง ไม่เห็นว่ามีการรับฟังอย่างแท้จริงอยู่ในนั้น ท่านเพียงแต่ไปนั่งฟัง ฟังเขาพูด จดข้อมูลมาทํา รูปเล่ม แบบนั้นสําหรับดิฉันและพรรคก้าวไกลไม่ได้เรียกว่าการรับฟังนะคะ ที่ดิฉันบอกว่า ไม่มีการรับฟังนั้นเพราะอะไร เพราะว่าที่ผ่านมาตั้งแต่วันแรกที่คณะกรรมาธิการนี้ได้จัดตั้งขึ้น จนกระทั่งถึงวันนี้นิสิต นักศึกษาก็ยังคงโดนจับแทบจะวันเว้นวัน ประชาชนยังคงถูกคุกคาม แทบจะตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่คณะกรรมาธิการนี้ประกอบด้วย ส.ส. ส่วนใหญ่ทั้งหมดในฝั่ง รัฐบาลจากหลากหลายพรรค ซึ่งก็ต้องบอกว่าท่านสามารถทําอะไรได้มากมายกว่าดิฉัน หรือ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านด้วยซ้ํา ท่านน่าจะใช้โอกาสนี้ในการพิสูจน์ให้เห็นว่าท่านรับฟัง ประชาชนจริง ๆ และท่านยืนหยัด ท่านต่อสู้เพื่อประชาชน เพื่อให้เขามีสิทธิเสรีภาพในการ แสดงออกจริง ๆ แต่อย่างที่เห็นคณะกรรมาธิการนี้สุดท้ายก็ไม่ได้มีส่วนช่วยเหลือหรือว่า ได้ต่อสู้เพื่อประชาชน นักเรียน นักศึกษาที่ถูกคุกคามจากการชุมนุมเลย ที่เห็นในรายงาน ท่านก็มีเขียนจดหมายไปหาหน่วยงานต่าง ๆ หากระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สํานักงานตํารวจแห่งชาติ สพฐ. ว่าควรให้สิทธิกับนักเรียน นักศึกษาในการแสดงออก แต่สุดท้ายยังมีคนโดนจับอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับว่าท่าน พูดตรง ๆ ว่าเหมือนท่านแค่เพียงทําหน้าที่ให้จบ ๆ ไป ท่านเพียงแต่ทําในส่วนของท่านให้จบไป แต่ในมุมของประชาชนที่เขาไปเรียกร้องนั้น เขารู้สึกว่าในฐานะที่ท่านเป็นคณะกรรมาธิการ ที่จะรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษานั้น ท่านไม่ได้ยืนหยัดเพื่อเขา ท่านไม่ได้ทําให้เขา รู้สึกว่าเสียงของเขาจะถูกรับฟังจริง ๆ และผู้มีอํานาจในประเทศนี้จะให้อิสรภาพในการพูด กับพวกเขาอย่างแท้จริง ท่านประธานคะ การรับฟังนี้ไม่ใช่แค่การไปยืนสังเกตการณ์ จดข้อเรียกร้อง ทํารูปเล่มแล้วจบ การรับฟังในมุมมองของพวกเราพรรคก้าวไกลคือ ท่านต้องรับฟังด้วยใจ ท่านต้องใช้หัวใจในการฟัง ท่านต้องเข้าไปยืนอยู่ในหัวใจของประชาชน อย่างนั้นพรรคก้าวไกล เรียกว่าการรับฟัง บางครั้งนี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าคณะกรรมาธิการท่านไม่ประสบความสําเร็จ ในการตั้งคณะกรรมาธิการและต้องจบการทําหน้าที่อย่างรวดเร็วนะคะ พูดตรง ๆ จากใจ ดิฉันก็เห็นใจคณะกรรมาธิการ และสิ่งที่น่าเศร้าสําหรับดิฉันก็คือดิฉันไม่แน่ใจว่ารายงาน ฉบับนี้จะได้รับการปรายตามองจาก พลเอก ประยุทธ์ และผู้มีอํานาจคนอื่น ๆ ความรู้สึกของดิฉันก็ไม่ได้ต่างกับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่กําลังถูกคุกคาม และเบื่อหน่ายสุด ๆ กับความอยุติธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นซ้ํา ๆ ซาก ๆ หากเสียงของ พวกเขาไม่ได้รับฟังอย่างแท้จริงจากผู้มีอํานาจ พูดตรง ๆ ว่าดิฉันก็ยังไม่เห็นทางออกใด ๆ ของประเทศไทยนี่เลยนะคะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญกรรมาธิการครับ🔗

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กรรมาธิการ ขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ท่านกรุณา ได้ให้ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ไม่ว่าจะเป็นท่านคําพอง เทพาคํา ท่านประกอบ รัตนพันธ์ ท่านสุรวาท ทองบุ ท่านสําลี รักสุทธี ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ท่านโกวิทย์ พวงงาม ท่านซูการ์โน มะทา และท่านวรรณวรี ตะล่อมสิน ทางกรรมาธิการก็ต้องขอยืนยันว่าพวกเรา มีความตั้งใจในการที่จะทําหน้าที่รับฟังให้ดีที่สุดนะครับ ตามที่ท่านกรรมาธิการบางท่าน บอกว่าของเราไปรับฟังมาก็ไปแค่ยืนฟัง ไปแค่จด แล้วก็กลับบ้านมาทํารูปเล่ม ก็ต้อง กราบเรียนว่ามันไม่ใช่เช่นนั้นครับ พวกเราไปเราทราบครับว่าการทําหน้าที่กรรมาธิการ ของเรานั้นมีความยากลําบาก การทําหน้าที่มีความยากลําบากไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ไปนั่ง อยู่ในหัวใจของผู้ชุมนุมหรือไม่ แต่การที่เราทํางานด้วยความยากลําบากก็เนื่องจากว่า องค์ประกอบของกรรมาธิการที่ควรจะเป็นนั้นไม่ครบ อาจจะเป็นเพราะความไม่เชื่อ หรือทัศนคติที่แตกต่าง ไม่เป็นไรครับ เราทําหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ที่สุด สิ่งที่กรรมาธิการ ยืนยันตั้งแต่วันแรกที่บอกว่าเราต้องรีบด่วนสรุป เพราะไม่ได้ความร่วมมือ ก็ไม่ใช่ครับ ก็เพราะว่าวันแรกนั้นเราถูกตั้งคําถามมากเหลือเกินว่าคณะกรรมาธิการตั้งขึ้นมาเพื่อเตะถ่วง หรือไม่ เราได้เวลา ๙๐ วัน สิ่งที่เราต้องทําคือเราต้องฟังให้มากที่สุด แล้วก็สรุปให้เร็วที่สุด พิสูจน์ให้ผู้ชุมนุมเขาได้เห็นว่าเราไม่ได้เตะถ่วงเวลา บางท่านบอกว่ากรรมาธิการไม่ได้รับ ความร่วมมือจากผู้ชุมนุม ก็ไม่ใช่เช่นนั้นครับ เพราะในหลายการชุมนุมที่เราไปผู้ชุมนุม ก็เข้ามาให้การต้อนรับ บางกลุ่มที่ทราบว่าเราจะไป บางกลุ่มส่งเมสเสจ (Message) มาขอร้องว่าช่วยไปดูหน่อยว่าเจ้าหน้าที่จะทําอะไรกับผู้ชุมนุมหรือไม่ หลังจากที่เราไปสํารวจ เราก็เห็นว่าเรียบร้อยดี แล้วเราติดตามเหตุการณ์ครับ ไม่ใช่ว่าเราฟังเฉย ๆ ยกตัวอย่าง อย่างเช่นกรณีก่อนหน้านี้ที่โรงเรียนหอวัง เมื่อวานท่านประธานภราดรได้พูดไปแล้ว ออกข่าวว่าผู้อํานวยการจะห้ามและมีการส่งในไลน์ (LINE) กลุ่ม มีการคุกคามนักเรียนว่า ถ้าใครไปชุมนุมจะให้ออก พวกเราก็เชิญผู้อํานวยการโรงเรียนหอวังมา ได้พูดคุยทําความเข้าใจ และได้มีหนังสือ สพฐ. ให้เปิดพื้นที่ให้กับนักเรียน นักศึกษา นักศึกษาเราก็ไปคุยกับกระทรวง อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมครับ และหลังจากนั้นท่านก็จะได้เห็นหนังสือจาก สพฐ. ส่งไปตามโรงเรียนต่าง ๆ แล้วก็ยังเขียนระบุว่าจากหนังสือหารือของคณะกรรมาธิการ รับฟังความคิดเห็น นี่คือสิ่งที่เราพยายามทําให้เต็มที่ ในบางการชุมนุมที่มีผู้ถูกจับกุม ต้องถามว่าผมกับท่านเป็น ส.ส. เหมือนกัน เรารู้สึกไม่ต่างกันครับ แต่ด้วยความเป็น ส.ส. คําถามก็คือว่าเราไปสั่งให้ใครทําโน่น ทํานี่ได้จริงหรือ เรามีหน้าที่นิติบัญญัติ ถ้าตํารวจเขาจะ ไปจับใครเราจะไปสั่งตํารวจว่าหยุดนะอย่าจับได้จริงหรือ ท่านทําไม่ได้ พวกผมก็ทําไม่ได้ เช่นเดียวกัน สิ่งที่เราทําได้คือเราให้ข้อสังเกต เราให้ข้อเสนอแนะ บางการชุมนุมผู้ชุมนุมถูกจับกุม เมสเสจ (Message) มาเลยครับ เมสเสจ (Message) มาส่วนตัวถึงกรรมาธิการเกือบครบทุกคน แล้วเราก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ไปเจอกันหน้า สน. เราก็ไปถามถึงวิธีการดําเนินคดี ถึงสิทธิของผู้ที่ถูกดําเนินคดีต่าง ๆ นานาเหล่านั้น นี่คือสิ่งที่ กรรมาธิการทํา และต้องกราบเรียนท่านเพิ่มเติมครับว่าบางท่านกรุณาให้ความเห็นว่า อยากจะให้พูดไปถึงอดีตที่ผ่านมา โครงสร้างเป็นอย่างไร ต้องกราบเรียนว่ากรรมาธิการ คณะเรามีหน้าที่ในการรับฟังและนําเสนออย่างตรงไปตรงมา กรรมาธิการคณะเรามาจาก หลายพรรค มีความเห็นหลากหลาย สิ่งที่เราทําได้คือเราต้องตัดอคติ เราต้องตัดทัศนคติ ส่วนตัวของกรรมาธิการแต่ละท่าน และรายงานให้ตรงที่สุด วันนี้จะหากท่านเห็นว่า กรรมาธิการนี้ยังเป็นการถ่วงเวลาก็ขอให้ท่านคิดในมุมดีครับว่าการมีกรรมาธิการคณะนี้ ก็เท่ากับเป็นตราประทับให้กับรัฐบาลได้รู้ว่าการชุมนุมของกลุ่มนิสิต นักศึกษานั้นเป็นไป ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะได้รับการรับรองจากกรรมาธิการคณะนี้แล้วครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญกรรมาธิการครับ🔗

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะ กรรมาธิการ ผมได้ติดตาม แล้วก็ได้นั่งฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากเพื่อนสมาชิก ตั้งแต่เมื่อวานที่เราได้นําเสนอรายงานฉบับนี้ต่อรัฐสภา ต้องยอมรับว่าข้อคิดเห็นหลายเรื่อง ข้อเสนอแนะหลายอย่างนั้นเป็นประโยชน์ และต้องยอมรับจริง ๆ ว่าในขณะที่พวกเรา กรรมาธิการได้พูดคุยกันนั้น ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะหลายเรื่องที่เพื่อนสมาชิก ได้กล่าวขึ้นมาพวกเราไม่ได้นึกถึงครับ พวกเราอาจจะเพราะว่าด้วยการมองในมุมมอง ของกรรมาธิการเองที่อาจจะต้องยอมรับว่าอาจจะขาดตกบกพร่องไปในบางส่วน และถ้าหากว่า ได้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ จากเพื่อนสมาชิกที่ได้นําเสนอมาตั้งแต่เมื่อวานจนมาถึงวันนี้ก็คิดว่า น่าจะมีประโยชน์ ดังนั้นผมจึงต้องบอกตรง ๆ นะครับว่าเสียดายครับ เสียดายโอกาสของ การทําหน้าที่ของกรรมาธิการชุดนี้ที่ควรที่จะต้องมีตัวแทนจากเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน แล้วก็ฝ่ายรัฐบาลมาร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามพวกเราเข้าใจครับ เข้าใจและเคารพในการ ตัดสินใจของเพื่อนสมาชิกที่จะตัดสินใจด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ที่จะไม่มาร่วมในการทําหน้าที่ กับกรรมาธิการชุดนี้ อย่างไรก็ตามผมเชื่อนะครับ ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้มาร่วม ผมเชื่อ โดยบริสุทธิ์ใจว่าทุกท่านก็รัก ท่านไม่ได้มาร่วมแต่ท่านก็ห่วงนักศึกษา ห่วงนักเรียน ห่วงเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่น้อยไปกว่าพวกเราหรอกครับ ทําไมผมถึงเชื่ออย่างนั้น หลายเวทีที่กรรมาธิการ ท่านประธาน ท่านเลขานุการ แล้วก็กรรมาธิการหลายท่านไปร่วม สังเกตการณ์ ผมก็เจอพวกท่านครับ ผมเจอเพื่อนสมาชิกหลายคนไปร่วมรับฟัง ไปร่วม สังเกตการณ์จากข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของนักศึกษาตามเวทีต่าง ๆ ผมเจอเพื่อนสมาชิก หลายท่านตามไปที่ สน. ผมเห็นเพื่อนสมาชิกหลายท่านทําไปกระทั่งเป็นนายประกันให้กับ ผู้ที่ถูกจับกุม เหล่านี้แหละครับผมจึงรู้ว่าท่านเองก็ห่วงใยกับนักศึกษา แล้วก็มีความคิดเห็น มีความหวังดีที่ไม่ต่างกับคณะกรรมาธิการชุดนี้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นเมื่อวานนี้ผมเอง ได้ฟังเพื่อนสมาชิก ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ท่านปดิพัทธ์ในฐานะที่ท่านเป็นกรรมาธิการ สามัญ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของ ประชาชน ผมก็อยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนั้นครับ พร้อมกับเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน จากพรรคก้าวไกล ผมต้องขอบคุณ ท่านรู้ว่าข้อจํากัดของคณะกรรมาธิการชุดนี้นั้นเรามีจํากัด ผมอยากจะยกคําของท่านประธานภราดรที่บอกว่าเป็นคณะกรรมาธิการที่อาจจะไม่ค่อย สมประกอบนัก ก็เป็นเรื่องจริง ท่านรู้ว่าต่อให้พวกเราเชิญนิสิต เชิญนักเรียน เชิญนักศึกษา เพื่อที่จะมาให้ข้อเท็จจริงกับคณะกรรมาธิการ นักศึกษาเหล่านั้นเขาอาจจะไม่สะดวกใจ ที่จะมา ท่านจึงใช้เวทีของคณะกรรมาธิการสามัญเชิญนักศึกษา เชิญผู้แทนของนักเรียน เพื่อที่จะมาสะท้อนความคิดเห็น เพื่อที่จะรับฟังปัญหาของเขา รับฟังข้อเรียกร้องของเขา ผ่านเวทีรัฐสภา นั่นคือสิ่งที่ผมขอชื่นชมและขอขอบคุณ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ บนข้อจํากัดของการทําหน้าที่ของกรรมาธิการ บนคณะกรรมาธิการ ชุดที่เราอาจจะเรียกได้ว่าไม่ค่อยสมประกอบนัก พวกเราก็ทําหน้าที่บนข้อจํากัดอย่างเต็มที่ และทําหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ถ้าหากว่าเพื่อนสมาชิกได้ดูในรายงาน คําครหาต่าง ๆ ในวันที่ตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมาบอกว่าเตะถ่วงบ้าง พวกเราก็พยายามที่จะเร่งรัด ในการทํางานให้รวดเร็วที่สุดครับ เราได้เวลาจากสภาแห่งนี้ไป ๙๐ วัน เราใช้เวลาเพียงแค่ ๓๐ วัน เพื่อที่จะสรุปและนําเสนอต่อสภาแห่งนี้เพื่อให้ทันสมัยประชุมในรอบนี้ เพื่อให้ทัน ต่อสถานการณ์ เพราะรู้ครับ ถ้าหากว่ารอเนิ่นช้าไปสถานการณ์มันอาจจะเปลี่ยนแปลง และเราอยากที่จะให้สภาแห่งนี้ร่วมกันขบคิดและนําเสนอเรื่องเหล่านี้ไปสู่รัฐบาลและผู้มีส่วน เกี่ยวข้องต่อไป ประเด็นที่เมื่อวานนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็บอกครับว่ากรรมาธิการชุดนี้ เป็นตัวแทนของรัฐบาลหรือไม่ พวกเราฟังแล้วเราก็ไม่สบายใจครับ กรรมาธิการชุดนี้ตั้งโดยสภา และเรายืนหยัดเราทําหน้าที่ว่าเราทําหน้าที่ในฐานะที่เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย เราไม่ได้ ทําหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลนะครับ และหากว่าท่านดูในรายงานนี้ท่านจะพบว่า ถ้าหากว่า อ่านโดยปราศจากอคติซึ่งกันและกันแล้วเราจะพบว่ารายงานชุดนี้เราเอียงเข้าข้างนักเรียน นักศึกษาเพื่อสนับสนุน เพื่อเปิดพื้นที่ และช่วยเหลือให้เขามีเวทีในการแสดงออกถึง ความคิดเห็นที่แตกต่างตามกฎหมายด้วยซ้ํา นี่คือสิ่งที่พวกเรายืนยันและตอบคําถามกับ เพื่อนสมาชิกได้อย่างเต็มปากว่าพวกเราทุ่มเทแล้วก็ตั้งใจเพื่อให้รายงานฉบับนี้ออกมาได้ ดีที่สุดบนข้อจํากัดต่าง ๆ อย่างที่ผมได้กราบเรียน และท่านสมาชิกหลายท่านก็บอกครับว่า เสียงต่าง ๆ ของเยาวชน ของนักศึกษา ของประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้น รัฐบาล คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ยินจริงหรือไม่ ผมเรียนแบบนี้ครับ ถ้าหากว่าจะย้อนกลับไปได้ เมื่อสักเดือน ๒ เดือนเศษที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา เราคิดไหมครับว่า ณ วันนั้นเมื่อ ๒ เดือนก่อนรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด พวกกระผมด้วยพรรคภูมิใจไทย เราจะยื่นญัตติเพื่อที่จะขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ เราจึงมีการพูดถึงการยอมรับว่า เมื่อได้กติกาที่ถูกต้องเป็นประชาธิปไตยแล้วเราจะเดินหน้าไปสู่การยุบสภา เมื่อ ๒ เดือน ที่แล้ว ๓ เดือนที่แล้วมีใครพูดเรื่องนี้ไหมครับ ไม่มีครับ วันนี้จึงเป็นสิ่งที่บอกให้เห็นและตอกย้ํา ให้เห็นครับว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้นเสียงที่ยิ่งใหญ่และเสียงที่ดังที่สุดไม่ใช่เสียงจาก ปลายกระบอกปืนครับ แต่เป็นเสียงของพี่น้องประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว และนี่คือสิ่งที่ ยืนยันได้ว่าเสียงของพวกเขานั้นมันดังมากพอที่จะส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาลและผู้ที่มีอํานาจ และท้ายที่สุดครับท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะบอกว่าจริงครับที่หน้าที่และภารกิจของ คณะกรรมาธิการชุดนี้มันอาจจะสิ้นสุดลงจากการที่เรานํามาเสนอต่อสภาแห่งนี้ แต่ผม อยากจะเชิญชวนครับ และบอกเป็นยังเพื่อนสมาชิกทุกคนในฐานะที่อยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ รายงานฉบับนี้มีทั้งข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของกรรมาธิการ ถ้าหากว่าเพื่อนสมาชิก อ่านแล้ว ผมนั่งฟังมาแทบจะไม่มีใครที่เห็นต่างและเห็นค้านกับข้อเสนอและข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการ ผมอยากที่จะให้เวทีสภาแห่งนี้ช่วยกันผลักดัน ช่วยกันติดตามและ ทําให้ข้อเสนอเหล่านี้นําไปสู่การปฏิบัติจากรัฐบาล จากผู้มีอํานาจรัฐ และสุดท้ายถ้าหากว่า เรื่องนี้จะต้องจบ ผมขอร้องนะครับ อย่าผลักใสไล่ส่งเรื่องที่เป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ให้มันไปจบบนข้างถนนนะครับ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเวลาที่เราผลักข้อขัดแย้ง ต่าง ๆ ให้ไปสู้กันบนท้องถนนนั้นจุดจบที่สุดไม่ได้เป็นชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยเลย ดังนั้นถ้าจะจบผมอยากที่จะให้มันจบ และข้อเสนอแนะทุกอย่างมันมาจบที่สภาของพวกเรา ในที่นี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีสมาชิกที่อยู่ในบัญชีชื่อ ต้องอภิปรายอีก ๓ ท่านนะครับ ท่านต่อไปคือท่านอิสสระ สมชัย🔗

นายอิสสระ สมชัย แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอิสสระ สมชัย ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ ผมได้อ่าน รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณามีมติให้รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน ซึ่งนําเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันนี้แล้วครับ อาจจะไม่ครบถ้วนทุกหน้า แต่ก็มีข้อสังเกตที่อยากจะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ฟังท่านประธานกรรมาธิการได้เล่าถึงการทํางานของ คณะกรรมาธิการว่าเป็นไปด้วยความลําบากใจ เพราะว่ามีเฉพาะฝ่ายรัฐบาลเท่านั้นเอง เป็นกรรมาธิการ แต่ก็ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการไปรับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งถึงกับไปรับฟังความคิดเห็นในเวทีการปราศรัยของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนหลายเวที และได้รวบรวมเอาความคิดเหล่านั้นเข้ามาสรุปในรูปเล่มนี้ ท่านประธานครับ นอกจากจะมีการเดินทางไปรับฟังในเวทีจริง ๆ แล้ว ท่านก็ยังได้ทําการ สอบถาม รับฟังความคิดเห็นร่วมกับทางสถาบันพระปกเกล้า อาจจะซ้ํากันกับ อาจารย์โกวิทย์ พวงงาม ที่ท่านได้พูดถึงการรายงานในหน้า ๕๐ ท่านประธานครับ ในรายงานหน้า ๕๐ นั้นเป็นรายงานที่ควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ ในข้อ ๒ นั้นเป็นแบบสอบถามของพี่น้องประชาชน รวมทั้งนิสิต นักศึกษา จํานวน ๒,๐๐๐ กว่าราย ได้รายงานสรุปความคิดเห็นจากแบบสอบถามบอกว่า ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า มีประชาชนทั้งหมด ๕๔.๒ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยที่ให้มีการแก้ไข ส่วนไม่เห็นด้วยนั้น มีเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์แค่นั้นเอง ก็แสดงว่าในการเรียกร้องครั้งนี้ได้รับการตอบสนองจาก พี่น้องประชาชนเห็นด้วยนะครับ ในข้อ ๓ เห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ส.ส.ร. ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง อันนี้ก็ปรากฏว่ามีเสียงสนับสนุนเห็นด้วยจากแบบสอบถาม ทั้งหมด ๕๙ เปอร์เซ็นต์ มีไม่เห็นด้วยอยู่เพียง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ในข้อ ๔ ท่านเห็นด้วยหรือไม่ เกี่ยวกับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่เสนอให้มีการยุบสภา มีเห็นด้วย ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วยอยู่ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ข้อ ๕ ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่เสนอให้หยุดคุกคาม ประชาชน มีเห็นด้วยทั้งหมด ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๓-๔ ข้อนี้ ก็ตรงกับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ที่ดําเนินการอยู่เวลานี้ ท่านประธานครับ ข้อเรียกร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่าผมเองก็เป็นผู้หนึ่งที่ลงคะแนนให้เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ ใช้ในปัจจุบันนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ เสนอให้มี การร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้นมา ครั้งแรกอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ปรากฏว่าไม่ผ่านความเห็นชอบ ได้มีการตั้งคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา ก็คืออาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นฉบับที่ ๒ ก็ถามประชามติอีก ท่านประธานที่เคารพครับ ในความคิดเห็นของผมนั้นที่ผมต้องรับรองรัฐธรรมนูญฉบับนั้น เพราะเห็นว่าถ้าเราไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ฉบับต่อไปใครจะเป็นคนตั้ง ใครจะเป็นคนร่าง ผมว่าถ้าเราไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัยแล้ว แน่นอนที่สุดครับ คณะทหารก็จะเป็น คนร่างเอง ทีนี้เราจะไม่มีสิทธิเลือกเลย นี่แหละครับ ผมรู้ดีว่ามีข้อบกพร่องหลายประการ ที่จําเป็นจะต้องแก้ไข มาถึงวันนี้ ข้อเรียกร้องของนักศึกษา ผมเรียนให้ทราบว่าแสดงว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้มีปัญหาจริง ๆ และผมก็เห็นว่าปัญหานั้นกําลังเกิดขึ้นกับบ้านเมือง อยู่เวลานี้ สมควรที่จะต้องมีการแก้ไข ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเพื่อให้เป็น รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนจริง ๆ ผมเชื่อว่ารัฐบาลก็รับฟังอยู่เวลานี้ จะเห็นได้ว่าได้มี ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด ๒๐๐ กว่าคน ลงชื่อร่วมกันเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ เพื่อเป็นการเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้มี ส.ส.ร. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๑๕๐ คน มาจากทุกจังหวัด เพราะฉะนั้น ข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษาและประชาชนที่เรียกร้องเวลานี้ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ก็ถือว่าได้เริ่มดําเนินการแล้ว ส่วนข้อต่อมาคือการยุบสภา การยุบสภานั้นผมขอกราบเรียนว่า ถ้าหากเราไปยุบสภาแล้วจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจะต้องมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้เรียบร้อย มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่เราเรียกร้องเสียก่อน แล้วค่อยมี การยุบสภา ที่ผมพูดนี้ไม่ได้แปลว่าผมกลัวการเลือกตั้ง ผมไม่กลัวครับ ชีวิตการเมืองผมนั้น ผมอยู่สภาผู้แทนราษฎรไม่เคยอยู่ครบเทอมสักทีครับ ยุบสภาไป ๘ ครั้ง ไม่ยุบสภาก็ปฏิวัติ เจออย่างนี้มาตลอด เพราะฉะนั้นถ้าจะยุบสภาอีกครั้งหนึ่งหลังจากมีรัฐธรรมนูญ ฉบับที่สมบูรณ์ใช้แล้วผมยินดีเป็นอย่างยิ่ง ส่วนข้อที่ ๓ คือขอให้เจ้าหน้าที่หยุดคุกคาม พี่น้องประชาชน ผมขอเรียนให้ทราบว่าการเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษาขณะนี้ เขาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๔ ที่เขียนไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา การสื่อสาร และด้วยวิธีการอื่น ๆ ประกอบกับมาตรา ๔๔ ซึ่งมาตรา ๔๔ บอกว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ เพราะฉะนั้นเมื่อเขาใช้สิทธิดังนี้แล้วก็สมควรที่จะให้เขาดําเนินการไป เพียงแต่ว่าให้อยู่ในกรอบ ผมเองนั้นเคยมีประสบการณ์โดนตั้งข้อหามาทั้งหมด ๒๐ กว่าข้อหา ขณะนี้ยังสู้คดีที่ศาลอยู่ครับ เพราะฉะนั้นการชุมนุมกับการถูกหมายจับไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นแต่เพียงว่าขอให้ปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาให้ถูกต้องโดยใช้วิธีละมุนละม่อม ผมมีประเด็น ที่จะพูดอีกแต่ว่าเวลาหมดก่อนก็ขอใช้สิทธิเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ อีก ๒ ท่าน คุณฐิตินันท์ แสงนาค แล้วก็ท่านศุภชัย ใจสมุทร เชิญครับ🔗

นายฐิตินันท์ แสงนาค ขอนแก่น

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ผม นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๑ ตัวแทนคนเมือง พรรคภูมิใจไทย ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมคณะกรรมการวิสามัญพิจารณา มีมติให้รับฟังความข้อคิดเห็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชนทั่วไป เรื่องนี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมผ่านเหตุการณ์พวกนี้มาเยอะแล้วครับ เข้าใจดีในการทําม็อบ (Mob) ในการเป็นผู้ชุมนุมประท้วง เคยเล่าแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ยุคม็อบ (Mob) มือถือยุคแรก ๆ ข้อเรียกร้องของน้อง ๆ นิสิต นักศึกษา ผมสนับสนุนมาตั้งแต่ต้น นี่ครั้งที่ ๓ แล้วที่ผม อภิปราย ผมเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ผมก็จะเรียกร้อง ๓ ข้อนี้ แต่มีบางประเด็น บางกลุ่มที่แตกขยายข้อเรียกร้องออกไป จากเยาวชนปลดแอกเป็นประชาชนปลดแอก เป็นอีกหลายกลุ่มหลายเวทีซึ่งผมก็ห่วง โดยเฉพาะเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญผมเป็นคนหนึ่ง ที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมเป็นคนหนึ่งที่ออกมาต่อต้านเพราะผมมีโอกาสได้ทํา ความคิดเห็นข้อมูล ทําเวทีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๘ ตอนนั้นทําออกมาฉบับปี ๒๕๕๘ เกือบ ๒๐๐ หน้า ผมยังจําได้เกือบทุกหมวด ทางผู้ที่มีอํานาจดูแล้วบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ผ่าน เคยพูดแล้วว่าสาระสําคัญส่วนหนึ่งก็คือให้สิทธิพลเมืองมากเกินไป ไม่เป็นไรครับ เมื่อมาเป็นปี ๒๕๖๐ ก็มีพ่วงต่อท้ายเข้ามาห้อยท้ายอีกตอนที่ให้ลงประชามติ มีพ่วงท้ายว่า ให้ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งตอนที่ผมทําสภาปฏิรูปมา ส่งข้อมูลให้ สนช. ตอนนั้นไม่มีเรื่องนี้นะครับ เพื่อน ๆ หลายคน สมาชิกทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างก็มีความเห็นตรงกันว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เหมือนกับน้อง ๆ นักศึกษาทุกวันนี้ครับ หลายคนก็มองในแง่ดีว่ามันจะผ่านไป แค่เป็น บทเฉพาะกาล ๕ ปี แต่ในความเป็นจริง ๕ ปี คือ ๘ ปีนะครับ เพราะสภา ๑ ชุดอยู่ได้ ๔ ปี ผมเป็นห่วงแค่ข้อ ๓ ข้อ ๑ ก็คือหยุดคุกคามประชาชน นิสิต นักศึกษา ข้อ ๒ แก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ข้อ ๓ ให้ยุบสภา มีบางท่านที่หลงประเด็นว่าให้ยุบสภา การจะ ยุบสภาตอนนี้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ อํานาจการเลือกตั้ง ของ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรีก็ยังมีเช่นเดิม ยังอยู่ในบทเฉพาะกาลอยู่ เพราะฉะนั้น ผมอยากฝากไปถึงผู้เรียกร้อง ผมคนหนึ่งที่เคยเรียกร้องว่าไปทีละขั้นตอน ทีละสเตป (Step) ก้าวบันไดไปทีละขั้น เดี๋ยวนี้ข้อเรียกร้องชักจะเลยเถิดไปไกลมากแล้วครับ แต่อย่างไรผมยัง สนับสนุน ๓ ข้อนี้อยู่ และจะสนับสนุนต่อไป ถ้ายุบสภาแล้วไม่แก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จก่อน สภาพการณ์ผมมองจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยทํามา เราจะไม่มีการเลือกตั้งนะครับ มีสภาอยู่ ๕๐๐ คน คอยดูแลประชาชนน้อง ๆ อยู่ เป็นหูเป็นตาให้อยู่ ยังเอาไม่อยู่ ถ้าไม่มี สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นครับ ยิ่งกว่าภาวะฉุกเฉิน ผมเลยเตือนผู้ที่ยังเข้าใจ ไม่กระจ่างในเรื่องนี้ ในฐานะรุ่นพี่ที่เคยทํามาก่อนว่าที่น้อง ๆ ทํามาถูกแล้วครับ อย่าหลง ประเด็น อย่าโลภ มี ๒ จะเอา ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ เอา ๓ ข้อนี้ให้บรรลุก่อน ก้าวทีละก้าว พวกพี่ ๆ ที่เป็น ส.ส. ก็ตาม ที่เป็นประชาชนก็ตามคอยดูแลปกป้องน้อง ๆ อยู่ ผมต้องขอ รัฐบาลจริง ๆ นะครับว่าข้อ ๑ อย่าคุกคามประชาชน เด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา อันนี้ ผมขออย่างนี้นะครับ ฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลด้วย เด็กพวกนี้เขาบริสุทธิ์ มีไหมที่จะถูก ชักชวนชักจูง มีบ้างครับ มากคนก็มากความ หลายความคิด แต่เราต้องปักธงให้ตรงว่า จุดหมายเราคืออะไร แล้วเดินไปสู่จุดหมายร่วมกัน สมาชิกในสภาแห่งนี้ทุกคนครับ ก็รักประชาธิปไตย ไม่อย่างนั้นคงไม่เป็น ส.ส. หรอกครับ ผมเข้ามาผมก็หวังจะแก้รัฐธรรมนูญ อันนี้พูดตรง ๆ เพราะว่าผมไม่สนับสนุนตั้งแต่ทีแรกอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมีขั้นตอนกระบวนการ ซึ่งสภาเขากําลังทําอยู่ ผมก็เป็น ส.ส. ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนได้ตามกําลัง ความสามารถและกฎหมายเอื้ออํานวย หน้าที่ภาระที่ได้รับมอบมา ผมอยากเรียกร้องไปถึง ผู้ชุมนุมเอง ฝ่ายรัฐบาลผู้มีอํานาจเองว่าอย่ากระทําการอะไรที่รุนแรงเด็ดขาด มีอะไรเกิดขึ้น ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ถือธงนําหน้า ผมทํามาแล้ว เรียนท่านประธาน รายงานฉบับนี้เป็นรายงาน ที่ดีแม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะเปิดท่อให้ทุกฝ่ายมีช่องหายใจ หันหน้า เข้าหากัน ประชาธิปไตยไม่มีใครได้อะไรทุก ๆ อย่างครับ ประชาธิปไตยคือการฟังเหตุและผล ของกันและกัน ก็ขอฝากท่านประธานไปถึงผู้เกี่ยวข้องและรับผิดชอบไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านศุภชัยครับ🔗

นายศุภชัย ใจสมุทร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาอันสั้น ๆ นี้ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้ได้ทํา ผมเข้าใจว่าท่านทํางานด้วยความลําบากใจ อึดอัดใจ แต่อยากจะเรียนว่า ภารกิจหน้าที่ที่ท่านได้ทําไปเป็นไปอย่างสมบูรณ์ครับ ผมขอชื่นชมในสิ่งที่ท่านได้ทําไป ท่านประธานครับ ความรักชาติ ความรักประชาธิปไตย มันไม่เกี่ยวกับเรื่องอายุมาก อายุน้อย หนุ่ม แก่ หรือเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ความเป็นจริงก็คือว่าสิ่งหนึ่งซึ่งพวกเราที่อยู่ที่นี่ อยู่ที่นี่กันทุกคน เรามีความคิดซึ่งผมคิดว่าเราเหมือนกันก็คือเราเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการกําลังทําอยู่ก็ด้วยเชื่อมั่นในความเป็นรัฐสภา ความเป็น ระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาเราจึงทําหน้าที่ของเรา ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยและ ไม่ร่วมท่านก็เป็นสิทธิของท่าน แต่ผมก็ไม่คิดว่ารายงานนี้จะบกพร่องไปเพียงเพราะท่านไม่ได้ เข้ามาร่วม ท่านประธานครับ ผมเป็นคนจังหวัดตรังขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานทราบดี ในวันที่ผมอายุ ๑๒ ขวบ มีทนายความหนุ่มคนหนึ่งคือท่านประธานได้ลงสมัครผู้แทนราษฎร วันนั้นท่านหนุ่มมากและจนถึงวันนี้ระบบรัฐสภาไทยก็ยังมีชื่อนายชวน หลีกภัย อยู่ เหตุผล ประการเดียวครับ เพราะท่านเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา ผมตอนนั้นผมยังเป็นเด็ก ผมก็ชื่นชม ท่านอยู่ และวันนี้ก็ต้องเรียนท่านตรง ๆ ว่าระบบรัฐสภาเป็นระบบที่มั่นคง ความเป็นท่านเอง ท่านประธานก็เพราะระบบรัฐสภามีความเป็นอกาลิโก เป็นสิ่งที่พวกเราต้องประคับประคอง เพียงแต่อยากจะเรียนเรื่องนี้ก็ด้วยความรู้สึกว่าผมได้ติดตามคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ว่าเขาทํางานกันอย่างเต็มที่ ผมเห็นหลายท่านซึ่งวันนี้ก็ยังแสดงจุดยืนสําคัญในการที่แสดง ความห่วงใยต่อหมู่นิสิต นักศึกษา ที่ออกมาชุมนุม ในส่วนของการชุมนุม ผมขออนุญาตที่จะ แสดงความคิดเห็นว่าวันที่ผมเห็นโรงเรียนเก่าของผมยก ๓ นิ้วกันทั้งโรงเรียนในหน้าเสาธง ผมเห็นแล้วผมปลาบปลื้ม เพราะผมเห็นภาพทั้งหมดนี้เป็นภาพที่ผมอยากเห็นเมื่อ ๔๐ กว่าปี ที่แล้ว ที่ผมเป็นนักเรียนคนเดียวของโรงเรียนกระมังที่แอบไปชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันนั้นกับวันนี้มีความต่าง แต่เป็นความงดงามของวันนี้ แต่วันนั้นถ้าผมจะยกนิ้ว ๓ นิ้ว วันนั้น ถ้ามีการยกนิ้ว ๓ นิ้ว ผมอาจจะต้องไปยกในตามสุมทุมพุ่มไม้หรือในห้องน้ํา แต่วันนี้ ประชาธิปไตยเบ่งบาน มีการชุมนุมผมเรียกว่าเป็นความงดงาม ถามว่าทําไมเป็นความงดงาม เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาเห็นอยู่ทั้งชีวิตของเขา วันนี้ถ้าเรามองย้อนกลับไป ๒๐ ปี ในบ้าน พ่ออาจจะเป็น นปช. แม่อาจจะเป็น กปปส. แม่อาจจะเป็นเหลือง พ่ออาจจะเป็นแดง ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่อยู่ในวัยคนหนุ่ม คนสาว ที่อายุประมาณ ๒๐ ปีทั้งนั้น มีทีวี (TV) เครื่องโทรทัศน์อยู่ ๒ ช่อง เปิดแช่ช่องสื่อทางการเมืองทั้งวันทั้งคืนซึมซับไป เพราะฉะนั้น อยู่ ๆ วันดีคืนดีผมก็ไม่เห็นด้วยว่าทางรัฐจะไปห้ามไปปรามบอกว่าเด็ก ๆ ทั้งหลายหนูกลับไป โรงเรียนเถอะ ก็ชีวิตเขาถูกหล่อหลอมมาแบบนี้ เพราะฉะนั้นการที่เขาได้แสดงออกก็เป็นสิ่งที่ เราพึงจะให้โอกาส และผมได้ฟังได้อ่านในรายงานแล้วก็พบว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่เราเห็นตรงกัน การแสดงออกของนักเรียน นิสิต นักศึกษา มีเหตุผลเป็นประการเดียว ก็คือความรักชาติ ความปรารถนาดีต่อชาติอยากให้เป็น ถามว่าพวกเราที่นี่ทุกคน ฝ่ายรัฐบาลพูดกันตรง ๆ พวกเราก็ไม่เห็นด้วยกับระบบเผด็จการ ไม่ต้องบอกว่าฝ่ายค้านต่อต้านเผด็จการมากกว่าฝ่ายรัฐบาลหรอกครับ ความจริงเราก็ไม่เห็นด้วย แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเรามีก็คือว่าประเทศจะต้องเดินหน้าด้วยระบบรัฐสภา เราฝันให้ไกล เราไปให้ถึง วันนี้เรามากันไกลพอสมควร เรามายังไม่ถึง ๒ ปี สิ่งที่เราแสดงกันให้เห็นก็คือว่าวันนี้รัฐสภา แห่งนี้พร้อมที่จะร่วมกันเดินหน้าในการแก้รัฐธรรมนูญที่บอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ที่เป็น อุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ที่เยาวชน นิสิต นักศึกษา นักเรียนเห็น ก็ไม่ต่างจากที่เราเห็น หรอกครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะเรียนก็คือว่าในวันที่เมื่อ ๔๐ กว่าปีที่แล้ว ผมไปชุมนุม อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันนี้ลูกหลานก็กําลังออกมาเรียกร้อง มันก็ไม่ต่างกัน ประเด็น มีอยู่นิดเดียวครับที่อยากจะฝากก็คือว่า ผมได้เห็นว่าการชุมนุมตลอดมาภายหลังของเรา ทุกอย่างถ้าเป็นประชาชนล้วน ๆ ประชาชนออกมาแสดงจุดยืนในการเรียกร้อง ทุกอย่าง จะเป็นพลังบริสุทธิ์ แต่คําถามว่าจริง ๆ แล้ว เราได้พบว่ามีนักการเมืองเดินนําหน้าประชาชน เสียทั้งสิ้น พลังประชาชนอันเป็นพลังบริสุทธิ์ก็เลือนหายไป เพราะเป้าหมายในการเรียกร้อง ของประชาชนกับนักการเมืองที่แฝงไปอยู่ตรงนั้นต่างกัน ประชาชนต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่นักการเมืองแฝงไว้เรื่องอํานาจ วันนี้สิ่งที่อยากจะเรียนต่อท่านประธานก็คือว่าวันนี้ผมเชื่อ ในพลังบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ของนิสิต นักศึกษา ของนักเรียน เพราะแผ่นดินนี้จะเป็น แผ่นดินของเขา ที่จะต้องรับจากรุ่นของพวกผม รุ่นของท่านประธานและอีกหลายรุ่นไป เพียงแต่ขออย่างเดียวครับ ขอให้พลังของนิสิต นักศึกษาจงเป็นพลังอันบริสุทธิ์ต่อไป อย่าให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกเลยครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ มีสมาชิก ได้อภิปรายทั้งหมด ผมรวมเมื่อวานกับวันนี้ ๒๔ ท่านครับ เราได้ใช้เวลาอันมีค่ายิ่งผ่านไป เมื่อวานนี้ก็ค่อนวัน ครึ่งวัน วันนี้ก็ครึ่งวัน ก็ได้ประโยชน์จากความเห็นท่านสมาชิก วันนี้ คนสุดท้ายได้อภิปรายแล้ว ท่านประธานคณะกรรมาธิการมีอะไรที่จะสรุป ขอเชิญครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธาน ที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ผมในฐานะประธานกรรมาธิการ ผมต้องถือโอกาสตรงนี้ขอบคุณเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒๔ ท่าน ด้วยกัน เมื่อวาน ๑๓ ท่าน และวันนี้ตั้งแต่เช้าอีก ๑๑ ท่าน เราทั้งสิ้น ๒๔ ท่านที่ได้ลุกขึ้น อภิปรายและผมเชื่อว่ามีอีกหลายท่านที่ประสงค์ที่จะร่วมแสดงความคิดเห็น แต่เนื่องจาก เวลาที่จํากัด ผมขอบคุณทุกท่านที่ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น แล้วก็สะท้อนต่อรายงาน ของคณะกรรมาธิการ เห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง ไม่ว่ากันครับ นี่คือความงดงามของ ระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ผมอยากจะยืนยันกับสภาแห่งนี้ ยืนยันกับท่านประธานก็คือว่า แม้ว่ากรรมาธิการชุดนี้จะถูกมองว่าไม่ค่อยสมประกอบสักเท่าไรนัก เพราะองค์ประกอบของ พวกเรามีเพียงสมาชิกฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่ผมยืนยันในครั้งสุดท้ายก่อนที่กรรมาธิการชุดนี้ จะสิ้นสุดลงว่าพวกเรากรรมาธิการทั้งหมดมีความตั้งใจในการที่จะทําหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จากสภาผู้แทนราษฎรอย่างดีที่สุด เราทําหน้าที่ทั้งในการลงไปรับฟังความคิดเห็น ทําหน้าที่ ทั้งมอนิเตอร์ (Monitor) ผ่านระบบออนไลน์ (Online) เรายืนยันว่าเราทําหน้าที่ด้วยความ ตรงไปตรงมาและด้วยความบริสุทธิ์ใจและไร้ซึ่งอคติในทุก ๆ ฝ่าย ผมไม่ค่อยสบายใจนักครับ ท่านประธาน ที่มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้บอกว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้พยายามที่จะ ซื้อเวลา เตะถ่วงและเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ในการที่จะทําหน้าที่เหมือนกับว่าให้รัฐบาล สั่งให้ไปรับฟังความคิดเห็นก็ฟังไปผ่าน ๆ ผมไม่สบายใจนักครับ เพราะอย่างที่บอกเมื่อวานและท่านกรรมาธิการหลายท่านได้ยืนยันว่ากรรมาธิการชุดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากรัฐบาล หากแต่ว่ามันเกิดขึ้นจากสภาผู้แทนราษฎร ผมไม่ว่าอะไรเลย ถ้าหากว่าท่านจะดูถูกผม หรือท่านจะด่าว่าผม เช่นเดียวกันผมก็เชื่อว่ากรรมาธิการที่นั่งอยู่ ตรงนี้ก็คงจะไม่ว่าอะไรท่านเช่นเดียวกันหากท่านจะดูถูกพวกเรา แล้วก็ด่าพวกเรา แต่สิ่งที่ ไม่น่าสบายใจที่สุดก็คือว่าท่านกําลังที่จะดูถูกรัฐสภา ท่านกําลังดูถูกสภาผู้แทนราษฎร นั่นหมายความว่าท่านดูถูกตัวเอง และท่านดูถูกพี่น้องประชาชน ท่านบอกว่าคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ทําหน้าที่ไปสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย สุดท้ายแล้วกรรมาธิการชุดนี้ก็ได้แค่เตะถ่วง ซึ่งนั่นหมายความว่าเรากําลังดูถูกสภาผู้แทนราษฎร เรากําลังจะบอกว่าสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตั้งคณะกรรมาธิการมาไปศึกษาในเรื่องต่าง ๆ เราไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ เราต้อง แยกบทบาทให้ชัดเจน บทบาทของฝ่ายบริหารซึ่งแน่นอนปัญหาทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น ในประเทศนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารทั้งหมดแหละครับ ถ้าเราคิดกันแบบนั้น สภาผู้แทนราษฎรไม่ต้องทําอะไรแล้วครับ แต่วันนี้ทําไมเรามีญัตติมากมาย วันนี้ทําไมเรามี กระทู้มากมายที่เข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎร เพราะเราเชื่ออย่างไรครับ เราเชื่อเหมือนกันว่า ระบบรัฐสภาจะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศนี้ เช่นเดียวกันกับปัญหานี้ เช่นเดียวกัน กับปัญหาเรื่องการชุมนุม เรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เราก็เชื่อเช่นเดียวกันว่าสภานี้ จะเป็นอีก ๑ องค์กรที่ช่วยในการที่จะแก้ไขปัญหาและเดินหน้าประเทศไปด้วยกัน เราจะเห็นว่า สภาแห่งนี้ได้ทําหน้าที่อย่างเต็มที่ ผมต้องถือโอกาสตรงนี้อีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ช่วยกันแสดงความคิดเห็น และถึงแม้ว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ จะสิ้นสุดภารกิจหน้าที่ลงหลังจากที่ได้ร่วมกันลงมติกับข้อสังเกต แต่ก็ยืนยันกับท่านประธาน แล้วก็ยืนยันกับสภาว่าหน้าที่ของพวกผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่หมดสิ้น ณ วันนี้ ก็ยังจะทําหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนและพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น ที่แตกต่างกันของพี่น้องประชาชนต่อไป เช่นเดียวกันกับเพื่อนสมาชิก เช่นเดียวกันกับ พวกเราที่ยังมีหน้าที่ร่วมกันในการที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา แล้วก็คลี่คลายสถานการณ์ ให้ประเทศเดินหน้าต่อไปข้างหน้าได้ สถานการณ์ที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ยืนยัน แล้วก็ตอกย้ํา อีกครั้งว่าในประเทศนี้เสียงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเสียงที่ดังที่สุดคือเสียงของพี่น้องประชาชน วันนี้หลังจากที่มีการชุมนุมเรียกร้องในประเด็นต่าง ๆ เราจะเห็นว่าพวกเราในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราไม่ได้อยู่เฉย และเราก็พยายามที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหา ท่านจะเห็นว่าเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญกําลังจะเกิดขึ้นหลังจากที่ทุกพรรคการเมือง เห็นพ้องต้องกันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้น ซึ่งในสัปดาห์สุดท้ายของ เดือนกันยายนก็จะเดินหน้าสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน อย่างแท้จริง ทั้งหมดทั้งสิ้นเกิดขึ้นจากสภาแห่งนี้ ผมต้องถือโอกาสตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ในท้ายที่สุดขอบคุณท่านประธานสภาที่ให้โอกาส แล้วก็ขอบคุณสภาแห่งนี้ที่มอบหมาย ให้พวกผมไปปฏิบัติหน้าที่ที่ค่อนข้างที่จะหนักหนาสาหัส แต่อย่างไรก็ดีจะดีหรือไม่ เราทํา หน้าที่ของพวกเราในฐานะตัวแทนของพวกท่านอย่างเต็มความสามารถ แล้วก็หวังว่าหลังจาก ที่เสร็จสิ้นภารกิจนี้แล้วพวกเรายังมีภารกิจร่วมกันที่จะขับเคลื่อน แล้วก็นําข้อเรียกร้องต่าง ๆ ทั้งหมดที่เราสรุปเห็นร่วมกันนําไปสู่การปฏิบัติในอนาคต ต้องถือโอกาสตรงนี้ขอบคุณ ท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปจะต้องขอมติจาก ที่ประชุมนะครับว่าจะเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ คือเท่าที่ติดตามฟังมา ตลอดตั้งแต่เมื่อวาน ก็มีความเห็นที่แตกต่างกันบ้าง โดยเฉพาะการวิจารณ์ความสมบูรณ์ ของรายงาน แต่ว่าที่สมาชิกประกาศว่าไม่เห็นด้วยกับรายงานนี้ ก็ไม่มีนะครับ มีก็วิจารณ์ ความไม่สมบูรณ์หรือความอยากจะเห็นอะไรเพิ่มมากกว่านั้นเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าสมาชิกไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ผมต้องถามสมาชิกเพื่อจะใช้ ข้อ ๘๘ ว่า ถ้าไม่มีสมาชิก คัดค้านในรายงานของคณะกรรมาธิการ และไม่มีผู้เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ก็จะถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับญัตตินี้นะครับ สมาชิกไม่เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปก็จะมีรายงาน ก็คือข้อสังเกตของกรรมาธิการนะครับ กรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงาน เพื่อสภา พิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย อันนี้เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ ผมขอถามความเห็นสมาชิกว่าสมาชิกมีความเห็น เป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าไม่มี ก็ถือว่าท่านสมาชิก ได้ให้ความเห็นชอบกับข้อสังเกตของกรรมาธิการนะครับ ก่อนจะจบวาระนี้ก็ต้องขอบคุณ คณะกรรมาธิการ สมาชิกทุกท่านนะครับ ผมขอเรียนนิดเดียวครับ ได้มีการอภิปรายกันมา แล้วก็อาจจะกล่าวถึงเรื่องกระบวนการประชาธิปไตย ก็อยากจะขอเป็นกําลังใจให้กับพวกเรา ทุกคนนะครับ เมื่อเราตัดสินใจเข้ามาทํางานการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ในระบบ รัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราก็ต้องมีส่วนสําคัญในการช่วยรักษา แล้วก็ ไม่ใช่เพียงรักษา แต่เราต้องพยายามทําให้ประสิทธิภาพของระบบนี้เป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพจริงนะครับ ผมเรียนบ่อย ๆ ว่าข้างนอกจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในนี้ต้องรักษา คุณภาพของระบอบประชาธิปไตยให้ได้ เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติเราต้องเป็นแบบอย่าง ในการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ ความเห็นเราไม่ต้องเหมือนกันหรอกครับ แต่เป้าหมายคือ เราจะจรรโลงรักษาระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไว้ด้วยกัน ผมขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกคนสําหรับวาระนี้เราได้ใช้เวลาพอสมควรครับ ขอขอบคุณทุกฝ่ายครับ🔗

๔.๔ รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การปฏิบัติตามกฎหมายของโครงการ ก่อสร้างทางรถไฟยกระดับและถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร และการใช้ประโยชน์ ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (โฮปเวลล์) ซึ่งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน พิจารณาเสร็จแล้ว ด้วยท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการและเป็นประธานคณะทํางาน ได้เสนอให้มีการศึกษาปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายกรณีข้อพิพาทในโครงการ ให้เอกชนลงทุนก่อสร้างทางรถไฟยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร โดยได้รับสิทธิสัมปทาน เดินรถระบบรถไฟชุมชนและทางด่วนยกระดับสําหรับรถยนต์หรือที่เรียกว่าโครงการโฮปเวลล์ ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคําพิพากษาให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย ชําระเงินให้กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เป็นเงินกว่า ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ตามคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการว่ามีข้อเท็จจริงและมีความเป็นมาประการใด รวมทั้ง การดําเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เพียงใด จึงเป็นเรื่อง สําคัญที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินงานตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม อันเป็น ประโยชน์ของแผ่นดินและประชาชน ประกอบกับข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและปัญหา ข้อพิพาทในกรณีนี้ไม่ค่อยปรากฏต่อสาธารณชน จึงทําให้ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกต้อง สมควรที่คณะกรรมาธิการจะพึงต้องศึกษาความเป็นมา ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และปัญหาข้อพิพาทต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงและเพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไข ปัญหาให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป บัดนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษา ข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายเรื่องดังกล่าว โดยได้จัดทํารายงานการพิจารณาศึกษา การปฏิบัติตามกฎหมายของโครงการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอเสนอ รายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาและขออนุญาตท่านประธาน เชิญนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษาประจําคณะกรรมาธิการและประธานคณะทํางาน และคณะทํางานขึ้นกล่าวชี้แจงรายละเอียดของรายงาน ข้อสังเกตด้านกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรมและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗

เชิญท่านพีระพันธุ์ครับ🔗

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะเป็น ที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และในฐานะ ประธานคณะทํางานพิจารณาศึกษาการปฏิบัติตามกฎหมายกรณีโฮปเวลล์ ก็ต้องขออนุญาต กราบขอบพระคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ตั้งแต่ครั้งแรก คือท่านปิยบุตร แสงกนกกุล แล้วก็รักษาการต่อมาคือท่านสุทัศน์ เงินหมื่น แล้วก็ท่านปัจจุบันคือท่านสิระ เจนจาคะ และคณะกรรมาธิการทุกท่านที่ได้ให้โอกาส แล้วก็สนับสนุนการทํางานของคณะทํางานชุดนี้ มาตั้งแต่ต้น อย่างที่ท่านรองประธานกล่าวไปเมื่อสักครู่เรื่องความเป็นมา ในกรณีเรื่องนี้ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาในกรณีที่เกิดประเด็นเรื่องข้อพิพาทของกรณีโฮปเวลล์ ขึ้นมานั้น ก็ได้ให้มีการตั้งคณะทํางานขึ้นมาคณะหนึ่งโดยให้ผมเป็นประธานคณะทํางานชุดนี้ ก็คือคณะทํางานพิจารณาศึกษาการปฏิบัติตามกฎหมายกรณีโฮปเวลล์ ก็ประกอบด้วย ตัวกระผม แล้วก็ท่านชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ท่านโกวิทย์ ธารนา ท่านพีระภัฏ บุญเจริญ แล้วก็ท่านนงภรณ์ รุ่งเพ็ชรวงศ์ ก็ได้ทํางานกันมาในระยะเวลาที่กรอบกําหนดไว้ ให้ประมาณ ๓๐ วัน เราก็ได้ทํางานกันมาศึกษาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายในกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ผมขออนุญาต กราบเรียนในเบื้องต้นว่าตัวละครที่เกี่ยวข้องหลัก ๆ ในกรณีนี้มีอยู่ ๒ บริษัท บริษัทแรกก็คือ บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) อันนี้เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในเมืองฮ่องกง เป็นต่างด้าว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันที่ ๒ ผมไม่อยากจะใช้คําว่า บริษัท แต่เขาชื่อว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ที่ผมเรียนว่าผมไม่อยากจะบอกเขาเป็นบริษัทเพราะเขาจดทะเบียนไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันนี้ จะเป็นตัวละครหลักในกรณีนี้ ประเด็นที่ ๒ ที่อยากขออนุญาตกราบเรียนไว้เป็นเบื้องต้น ก็คือว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ แล้วกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง🔗

ประการที่ ๑ ก็จะเป็นเรื่องของมติคณะรัฐมนตรี มติคณะรัฐมนตรีเปรียบเสมือน กฎหมายของส่วนราชการ ในการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีจะไม่เคยบอกว่าไม่อนุมัติ เรื่องอะไรที่มีการเสนอ แต่จะบอกเฉพาะที่อนุมัติ เช่นมีการขอเสนอแต่งตั้งบุคคลไป ๕ คน ครม. หรือคณะรัฐมนตรีอนุมัติแต่งตั้งแค่ ๒ คน แปลว่าอีก ๓ คน ไม่อนุมัติ หลักเกณฑ์นี้ ก็ได้รับการยืนยันจากทางสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่ามติคณะรัฐมนตรีถ้าไม่ได้พูดถึง เรื่องอะไรแปลว่าไม่อนุญาต ไม่อนุมัติ🔗

ประการที่ ๒ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องนี้ที่สําคัญก็คือกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการกํากับดูแลการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งในขณะที่เกิดเหตุตั้งแต่เริ่มต้น ช่วงปี ๒๕๓๒-๒๕๓๓ ประเทศไทยเรามีกฎหมายตรงนี้เรียกว่า ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๑ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ เป็นกฎหมายที่กํากับดูแลการประกอบธุรกิจ ของคนต่างด้าว ต่อมาก็มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ หลักเกณฑ์ของกฎหมาย ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๑ หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า ปว. ๒๘๑ หลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ก็คือว่ากฎหมาย ฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เนื่องจาก เป็นกฎหมายเจตนารมณ์มุ่งเพื่อที่จะกํากับดูแลการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว เพื่อคุ้มครอง ประโยชน์ของคนไทย และเจตนารมณ์อีกประการหนึ่งก็คือเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผล กระทบทางด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือว่าความมั่นคงของประเทศ กฎหมายลักษณะ เช่นนี้ตามกฎหมายก็ถือว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน ซึ่งการกระทําอะไรที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายเช่นนี้จะมีผลเป็นโมฆะ ตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑ คําว่า โมฆะ แปลว่า ไม่เคยเกิดขึ้นเลย ไม่มีผลบังคับเลย ไม่เคยมีตัวตนเลย อันนี้ก็เป็นเรื่องของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว🔗

กฎหมายฉบับต่อไปที่จะเกี่ยวข้องกับกรณีเรื่องนี้ก็คือ กฎหมายเกี่ยวกับ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครองนี้ก็คือเป็นเรื่องของการกําหนดหลักเกณฑ์การสั่งการทางปกครอง ถ้าการสั่งการทางปกครองอะไรก็แล้วแต่เป็นการสั่งการที่ต่อมาทราบว่าไม่ชอบ หรือไม่ชอบ ด้วยกฎหมายผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเพิกถอน กฎหมายฉบับนี้มีข้อพิเศษอยู่ประการหนึ่งก็คือว่า ไม่มีอายุความ คือพูดง่าย ๆ พบเมื่อไรถอนเมื่อนั้น เวลาจะผ่านไป ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี หรือแม้แต่ ๑๐๐ ปี ก็ต้องเพิกถอน ไม่มีกฎเกณฑ์ กติกาว่าภายในกําหนดเมื่อไร เพราะถือว่า สั่งโดยไม่ชอบต้องเพิกถอนทั้งนั้น🔗

ประการต่อไปที่เกี่ยวกับกฎหมายก็คือเรื่องของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ในตัวพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กําหนดหลักเกณฑ์หลัก ๆ ที่สําคัญไว้ ประการที่ ๑ เลยก็คือกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสัญญา การทํานิติกรรมสัญญาต่าง ๆ ก่อนที่จะมี พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง การทําสัญญาต่าง ๆ นิติกรรมต่าง ๆ นั้นถือว่าเป็นสัญญาทางแพ่ง การบังคับใช้ก็จะต้องดูหลักของกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์เท่านั้น แต่ในกรณีที่มีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครองขึ้นมาแล้วได้กําหนดหลักกฎหมายไว้ใหม่ว่า สัญญาบางประเภทที่กําหนดไว้ โดยเฉพาะสัญญาที่เกี่ยวกับการให้สิทธิสัมปทานนั้นเป็นสัญญาทางปกครอง ซึ่งจะต้องใช้ อายุความในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กําหนดไว้ในกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครองเท่านั้น ไม่ได้ไปใช้อายุความตามกฎหมายแพ่งเนื่องจากถือว่าเป็นคดีทางปกครอง เพราะฉะนั้นสัญญาอะไรที่เป็นเรื่องสัญญาทางสัมปทานตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมานั้น ต้องถือว่าเป็นสัญญาปกครอง ไม่ใช่สัญญาทางแพ่ง จึงต้องใช้อายุความทางปกครอง ไม่ได้ใช้ อายุความทางแพ่ง ในประเด็นตรงส่วนนี้ก็มีประเด็นต่อไปในกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของ การจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ได้กําหนดวิธีนับอายุความเอาไว้ อายุความที่ว่านี่วิธีนับก็ไม่ได้ต่างจากทางแพ่ง หลักทั่วไปกฎหมายกําหนดไว้เหมือนกันหมด ว่าให้นับแต่วันที่รู้เหตุ หรือควรจะรู้เหตุนั้นได้ เมื่อไรที่รู้เหตุนั้นหรือควรจะรู้เหตุนั้นได้ ก็ให้นับ ๑ ตั้งแต่วันนั้น อันนี้เป็นหลักกฎหมายและบัญญัติไว้ในกฎหมาย ทั้งส่วนของ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์และทั้งส่วนของกฎหมายวิธีจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปก็คือกฎหมายเรื่องอนุญาโตตุลาการ ในกฎหมายอนุญาโตตุลาการไม่ได้เขียนเรื่องของกําหนดอายุความไว้ครับ เหตุที่ไม่ได้กําหนด อายุความไว้ เพราะว่าเจตนารมณ์กฎหมายบอกว่าให้อนุญาโตตุลาการที่มาทําหน้าที่พิจารณา กฎหมายเป็นคนดูว่าสัญญาที่พิพาทกัน และต้องให้อนุญาโตตุลาการทําการพิจารณาวินิจฉัย เป็นสัญญาทางแพ่งหรือเป็นสัญญาทางปกครอง ถ้าหากว่าเป็นสัญญาทางแพ่งก็จะไปใช้ อายุความที่จะขึ้นสู่อนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คือ ๑๐ ปี กฎหมาย อายุความทั่วไปในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คือ ๑๐ ปีนะครับ ยกเว้นแต่บัญญัติไว้เป็นเฉพาะ เช่นคดีละเมิดเป็นต้น แต่ว่าในทางปกครองได้กําหนดระยะอายุความไว้ ๑ ปี ตอนที่เริ่มต้น ของกฎหมายนะครับ คือกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ได้กําหนด อายุความไว้ ๑ ปีนับแต่วันรู้หรือควรจะรู้เหตุ ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงอายุความในคดีปกครองจาก ๑ ปี เป็น ๕ ปี เพราะฉะนั้นในการที่จะพิจารณา ข้อพิพาทที่จะเสนอเข้าสู่อนุญาโตตุลาการได้ อันดับแรกเลย คณะอนุญาโตตุลาการจะต้อง พิจารณาก่อนว่าสัญญาที่จะขึ้นมาให้ตนเองพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดนั้น เป็นสัญญาทางแพ่ง หรือเป็นสัญญาทางปกครอง ถ้าหากเป็นสัญญาทางแพ่งอนุญาโตตุลาการก็จะต้องดูว่า ที่ยื่นมานี่อยู่ในอายุความ ๑๐ ปีหรือไม่ ถ้าไม่อยู่ก็รับไว้ไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าเป็นสัญญา ทางปกครอง ก่อนปี ๒๕๕๑ ๑ ปีเท่านั้น ถ้าหากว่าเกิดเหตุรู้หรือควรจะรู้นับมาถึงวันที่ ตัวเองได้รับเรื่องมาเกิน ๑ ปีแล้วรับไม่ได้ ไม่มีอํานาจ ต่อเมื่อหลังจากกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ แก้ไข ๕ ปี เพราะฉะนั้นหลังจากเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เป็นต้นมา จึงสามารถรับคดี ทางปกครองที่อายุความเกิน ๕ ปีได้ อันนี้คือเรื่องของอนุญาโตตุลาการ ส่วนในการทํางาน ทําหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการที่จะชี้ขาดวินิจฉัย ข้อพิพาทนั้น ตามหลักปฏิบัติก็จะต้อง ปฏิบัติตามแนวทางของการพิจารณาคดีแพ่ง ง่าย ๆ ก็คือว่าจะต้องมีการกําหนดประเด็น ข้อพิพาท เพื่อเป็นแนวทางในการกําหนดข้อโต้เถียง โต้แย้ง แล้วก็จะได้นําพยานเข้ามาสืบ มาชี้แจงกัน และทางอนุญาโตตุลาการก็จะได้ชี้แจงทําความคิดเห็นเป็นประเด็น ๆ ไป ซึ่งทาง ศาลเรียกว่า การกําหนดประเด็นข้อพิพาท ภาษาชาวบ้านก็ง่าย ๆ ก็ทะเลาะกันเรื่องอะไร เถียงกันเรื่องอะไรบ้าง ไม่ต้องมาอ่านเต็มฉบับ เอาเฉพาะย่อ ๆ เอาประเด็นมาตั้งเป็นประเด็น แล้วก็สืบกันตามนั้น ตัดสินตามนั้น อันนี้เป็นหลักเกณฑ์แล้วก็หลักการ และหลักปฏิบัติ หลักกฎหมายของอนุญาโตตุลาการครับ🔗

สุดท้ายในเรื่องของกฎหมายในส่วนนี้ที่ผมอยากกราบเรียนก่อนก็คือว่า ในเรื่องของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ผมขอย้อนกลับไปนิดหนึ่งว่า การกระทําอะไรที่ขัดต่อกฎหมายที่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชนนั้นเป็นโมฆะ โมฆะนะครับ ไม่ใช่โมฆียะ โมฆียะบอกสามารถให้สัตยาบันได้ แต่โมฆะกรรมคือโมฆะไม่เคยเกิด ไม่มีใครให้สัตยาบันหรือทําอะไรให้กลับเป็นผลบังคับ หรือผลดีทางกฎหมายที่มีผลผูกพันกันได้เลย🔗

อีกประเด็นหนึ่ง ในส่วนของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็คือเขามีหลัก ทางสัญญาว่าถ้าหากว่ามีการบอกเลิกสัญญากัน โดยอาศัยสิทธิตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พูดง่าย ๆ ตามหลักกฎหมาย การที่เราทําสัญญาอะไรกับใคร บางครั้งเราอาจจะเขียนเป็น เงื่อนไขในสัญญาว่า ถ้าใครทําผิดสัญญาบอกเลิกได้ อันนั้นเป็นการอาศัยสิทธิตามข้อตกลงในสัญญา แต่ถึงแม้ไม่เขียนไว้กฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ก็มีกฎบัญญัติกําหนดว่าสามารถบอกเลิกได้ แต่เป็นการบอกเลิกโดยอาศัยสิทธิ พื้นฐานที่ว่ามีข้อพิพาทว่าผลแห่งสัญญานั้นไม่สําเร็จ กรณีนี้ผลที่ตามมาก็คือว่าตามกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ บอกว่าคู่ความต้องกลับคืนสู่สถานะเดิม ถ้าการบอกเลิก ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่างกัน ผลต่างกับการบอกเลิกสัญญาด้วยการผิดสัญญา การบอกเลิกสัญญาด้วยการผิดสัญญา คนที่ผิดสัญญาไม่มีสิทธิที่จะมาเรียกร้องอะไร เว้นแต่ พิสูจน์ได้ว่าไม่ผิดสัญญา เมื่อไม่ผิดสัญญาก็ปฏิบัติกันตามสัญญาต่อไปจบ ไม่มีเรื่องเรียกร้อง แต่ในกรณีใช้สิทธิตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างจะมีสิทธิเรียกร้อง ซึ่งกันและกัน คนที่บอกเลิกสัญญารับอะไรมาจากเขาต้องคืนเขาหมด คนที่ถูกบอกเลิกสัญญา เคยให้อะไรกับผู้บอกเลิกสัญญาก็มีสิทธิเรียกร้องคืนหมด เพราะว่ากฎหมายกําหนดว่า กลับคืนสู่สถานะเดิม นี่คือตามกฎหมาย มาตรา ๓๙๑ ของประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ ส่วนในกรณีข้อเท็จจริงกรณีโฮปเวลล์ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าความเป็นจริงแล้ว โครงการโฮปเวลล์ สุดท้ายประกอบไปด้วย ๓ ส่วนใหญ่ ๆ ส่วนที่ ๑ ก็คือเป็นโครงการ ทํารถไฟยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนที่ ๒ ก็เป็นรถไฟยกระดับชุมชน ส่วนที่ ๓ ก็คือว่าทางยกระดับสําหรับรถยนต์ อันนี้ประกอบกันเป็นโครงการโฮปเวลล์ที่เป็นข้อพิพาท แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วโครงการโฮปเวลล์มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่กันยายน ปี ๒๕๓๒ จนกระทั่ง ที่ผมยืนพูดกับท่านอยู่ตรงนี้ก็คือมาถึงเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๓ แล้ว ๓๐ ปีเต็ม ไม่เคยมี ตรงไหนเลยตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ผมเรียนอย่างนี้ก็เพราะว่า เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๒ เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ ทางกระทรวงคมนาคมได้เสนอ โครงการมีสั้น ๆ เท่านั้นเอง ขออนุมัติทําโครงการทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร เท่านี้นะครับ แค่ทํารถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร ๓ เส้นทาง ประกอบไปด้วย เส้นทาง กรุงเทพฯ-บางซื่อ เส้นทางยมราช-มักกะสัน และเส้นทางมักกะสัน-แม่น้ํา ๓ เส้นทาง ระยะทาง ๑๓ กิโลเมตร คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงคมนาคมไปดําเนินการ โครงการนี้ ก็คือแค่ทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร ๓ เส้นทาง ๑๓ กิโลเมตร หลังจาก ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๒ แล้ว กระทรวงคมนาคมก็รับมติ ไปดําเนินการตั้งคณะกรรมการมาดําเนินโครงการนี้ทันที แต่ว่าไม่ใช่แบบที่คณะรัฐมนตรี อนุมัติ ผมเรียนแล้วว่าคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ทําแค่ทางรถไฟยกระดับ ๓ เส้นทาง ๑๓ กิโลเมตร แต่ทางกระทรวงคมนาคมวันนั้นคณะกรรมการไปกําหนดเป็นทําโครงการ ทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร และไปเพิ่มโครงการรถไฟชุมชน และไปเพิ่มโครงการ ทางด่วนยกระดับสําหรับรถยนต์อีก ๒ โครงการไปเอง โดยคณะรัฐมนตรีไม่ได้อนุมัติ นอกจากนั้นยังกําหนดเส้นทางเพิ่มเองจากที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ ๓ เส้นทาง ๑๓ กิโลเมตร เป็น ๔ เส้นทาง ๒๓.๓ กิโลเมตร แล้วก็เอาสิ่งที่ตัวเองกําหนดเองไปกําหนดเป็นทีโออาร์ (TOR) เชิญชวนเอกชนมาดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ปรากฏว่ามีเอกชน ๔ ราย มาซื้อซอง วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๓ กําหนดยื่นซอง วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๓ มาซื้อซอง ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๒ กําหนดยื่น ๑๕ มกราคม ๒๕๓๓ ปรากฏว่าในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๓ มีผู้มายื่นซองประกวดราคาหรือเสนอเงื่อนไข เพียงรายเดียว ๑ รายเท่านั้น รายนั้นก็คือ บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) ซึ่งผมจะ ขออนุญาตเรียกง่าย ๆ สั้น ๆ ต่อไปว่า โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ที่เหลือไม่มา ซึ่งตามระเบียบพัสดุ ที่ใช้บังคับอยู่วันนั้นเป็นระเบียบพัสดุของสํานักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๒๑ กําหนดว่า ในกรณีที่มีผู้เสนอราคารายเดียวต้องยกเลิกโครงการและดําเนินการใหม่ ก็มีการเสนอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขณะนั้นอนุมัติให้เดินต่อไปโดยไม่ต้องยกเลิก ปรากฏว่า เมื่อเดินไปผิดอีก เพราะว่าบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) เสนอหลักประกันตามเงื่อนไข ของระเบียบต้องมีหลักประกัน เสนอหลักประกันผิดระเบียบราชการ ก็มีการช่วยเหลืออนุมัติ ขอให้โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ออกหนังสือส่วนตัวของบริษัทมาค้ําประกันตัวเองซึ่งทําไม่ได้ ในระบบระเบียบราชการ แต่ก็อนุมัติให้ทํากันไปได้อีก เพราะฉะนั้นก็ต้องถือได้ว่าการที่ บริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) มายื่นซองประกวดราคามาดําเนินการในส่วนนี้ผิดระเบียบราชการ ทั้งสิ้น และต้องถือว่าไม่ใช่มีผู้เสนอราคารายเดียว แม้แต่รายเดียวนั้นก็ขาดคุณสมบัติ เพราะผิดระเบียบราชการในเรื่องของหลักประกัน ความเป็นจริงแล้วโครงการนี้คือไม่มี ผู้เสนอราคาที่ถูกต้องตามระเบียบราชการ ต้องทําใหม่หมด แต่ไม่มีการทํา เดินหน้าต่อ แต่ประเด็นสําคัญในส่วนนี้ที่สําคัญยิ่งกว่าตรงนี้ก็คือว่าบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) นั้นเป็น บริษัทจดทะเบียนมาจากฮ่องกงครับ แปลว่าเป็นบริษัทต่างด้าวตามกฎหมายไทย ซึ่งตาม ปว. ๒๘๑ ที่ผมได้กล่าวนําไปก่อนนั้น กําหนดไว้ในบัญชีท้ายก็คือบัญชี ข บอกว่าห้ามไม่ให้ บริษัทต่างด้าวประกอบธุรกิจขนส่งทางบกในประเทศไทยจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรีนะครับ ทีนี้โครงการทางรถไฟยกระดับเป็นการขนส่งทางบกครับ เป็นการ ขนส่งทางบก ซึ่งวันที่ทางบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) มาซื้อซอง แล้วมายื่นประกวดราคา ซื้อซองเดือนตุลาคม ๒๕๓๒ มาประกวดราคาเอาเดือนมกราคม ๒๕๓๓ ไม่เคยได้รับอนุญาต จากคณะรัฐมนตรีให้ประกอบธุรกิจขนส่งทางบกในประเทศไทย แปลว่าอะไรครับ แปลว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ไม่มีสิทธิที่จะเข้าเสนอราคาครับ และกระทรวงคมนาคม หรือคณะกรรมการก็ไม่มีสิทธิจะคัดเลือกบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ให้เป็นคนดําเนินโครงการนี้ เพราะต้องห้ามตาม ปว. ๒๘๑ เพราะฉะนั้นการที่กระทรวงคมนาคมก็ดี คณะกรรมการ ดําเนินการโครงการก็ดี ดําเนินการเลือกบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) มานี้จึงผิดกฎหมาย ปว. ๒๘๑ การคัดเลือกบริษัทนี้มาจึงเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่สามารถกลับไปยืนยัน ให้ถูกต้องได้เลย อย่างไรก็ตามก็ยังมีการเดินหน้าโครงการนี้ต่อ มีการนําเรื่องเสนอเข้า คณะรัฐมนตรีนะครับ โดยส่งหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรีในวันนั้น วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๓๓ ขออนุญาตรายงานความคืบหน้าโครงการนี้ต่อท่านนายกรัฐมนตรี และขอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบว่าบัดนี้ทางกระทรวงคมนาคมได้คัดเลือกเอาบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) เป็นผู้ทําโครงการนี้ โดยมีคําขอไป ๓ เรื่อง ก็คือขอที่จะอนุมัติโครงการนี้ขออนุมัติ ทําสัญญากับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ผมย้ําบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ไม่ใช่ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด แล้วก็ขอสิทธิพิเศษให้กับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ๔ เรื่อง หรือ ๔ ข้อ ข้อ ๑ ขอให้ส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ (BOI) ให้กับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ในโครงการนี้ ข้อ ๒ อันนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ ขอยกเว้นการบังคับใช้ ปว. ๒๘๑ กับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ข้อ ๓ ขอยกเว้นภาษีค่าธรรมเนียมการกู้ยืมเงินของบริษัทนี้ บริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) และข้อสุดท้ายซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย ขอให้รัฐบาลสนับสนุนบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ในกรณีที่ เขาเกิดจําเป็นต้องสร้างเข้าไปในที่ดินของส่วนราชการอื่น ๆ ทั่วไปหมด หรือแม้แต่ที่ดิน ของเอกชน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ๔ ข้อ ท่านนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็แทงเกษียนคําสั่งบอกว่า ให้เอาเรื่องนี้ไปเข้าคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจก่อน คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจพิจารณาแล้ว มีมติ ๒ ข้อ ข้อที่ ๑ บอกว่าอนุมัติให้ทําโครงการนี้ได้และให้ทําสัญญากับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ข้อ ๒ ที่ขอมา ๔ ข้อเมื่อสักครู่นี้ อนุมัติ เขียนมาแค่ ๒ ข้อ ข้อ ๑ คืออนุมัติเรื่อง ให้ส่งเสริมการลงทุน ข้อ ๒ เรื่องขอยกเว้นภาษีนี่อนุมัติ แต่ให้ไปหารือกับกระทรวงการคลัง ต่อไป ส่วนข้อ ๒ ที่บอกขอยกเว้นการบังคับใช้กฎหมาย ปว. ๒๘๑ ไม่พูดถึง ข้อ ๔ ที่บอกว่า ขอให้สนับสนุนเวลาจะสร้างเข้าไปในที่ของเอกชนหรือที่ของส่วนราชการทั่วไปนั้นก็ไม่พูดถึง ซึ่งตามหลักเกณฑ์ที่ผมได้เรียนแล้ว แปลว่าไม่ให้อย่างไรครับ ขอมา ๔ ข้อ คณะรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจเห็นชอบเป็นมติออกมา ๒ ข้อ อีก ๒ ข้อไม่อยู่ในมติ แปลว่าไม่เห็นชอบด้วย คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจมีมตินี้ เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๓ ส่งเรื่องไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรี วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๓๓ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าให้เอาเข้า ครม. ชุดใหญ่ ครม. ชุดใหญ่ก็พิจารณาเรื่องนี้ เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ เห็นชอบ ตามมติคณะ ครม. ด้านเศรษฐกิจ แปลว่าคณะรัฐมนตรีสุดท้ายมีมติอย่างไรครับ มีมติโอเค (OK) ทําสัญญาได้กับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) และเห็นชอบเพียงแค่ ๒ ข้อ คือเรื่องบีโอไอ (BOI) กับเรื่องภาษี ส่วนเรื่องที่ขอยกเว้น ปว. ๒๘๑ กับเรื่องที่จะขอสนับสนุนเวลาสร้าง เข้าไปในที่คนอื่นเขานั้นไม่พูดถึง แปลว่าไม่ให้ นี่คือมติคณะรัฐมนตรี แต่ว่ามีเพิ่มอยู่อย่างหนึ่ง คณะรัฐมนตรีบอกว่าสัญญาที่จะเซ็นกันนี้ต้องให้อัยการเขาตรวจแก้ก่อนนะ ถ้าอัยการ ยังไม่ตรวจแก้ยังเซ็นไม่ได้ หลังจากนั้นกระทรวงคมนาคมก็ทําหนังสือแจ้งไปยัง บริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ประมาณวันที่ ๖ กรกฎาคม แจ้งไปบอกว่าคณะรัฐมนตรีมีมติ อย่างนี้ เหมือนที่ผมมากราบเรียนท่านไป แปลว่าทางบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ได้ทราบมติ แบบนี้แล้ว มติที่ผมเรียนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เลยนะครับ เรื่องทั้งหมดที่ผมนําเรียนท่านสมาชิกมาจนถึงตรงนี้ยังไม่มีเรื่องประเทศไทยเลยนะครับ เป็นบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) อย่างเดียว เพราะฉะนั้นมติคณะรัฐมนตรีทั้งหมด การทํา โครงการนี้ทั้งหมดจะถูก จะไม่ถูก จะชอบไม่ชอบ ไม่เกี่ยวอะไรกับคนอื่นเลยนอกจาก บริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ปรากฏว่าหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอย่างนี้แล้ว ผู้บริหาร และเจ้าของบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) คือนายกอร์ดอน วู ไปทําเรื่องขอจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ขึ้นมาเป็นนิติบุคคลต่างด้าวตามกฎหมายไทย กับกระทรวงพาณิชย์ โดยยื่นเรื่องตั้งแต่ประมาณเดือนสิงหาคม ๒๕๓๓ ประเด็นสําคัญ ก็คือว่าจดทะเบียนบริษัทนี้ได้ไหม ตามหลักทั่วไปการจะจดทะเบียนบริษัทให้เป็นนิติบุคคล ต่างด้าวตามกฎหมายไทย จดได้ครับ แต่ต้องไม่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย แต่เผอิญบริษัทที่นายกอร์ดอน วู ไปจดทะเบียนตั้งชื่อว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เกิดไประบุในวัตถุประสงค์ข้อแรกเลยบอกว่า บริษัทนี้เป็นต่างด้าว จะมาทําธุรกิจ ในโครงการโฮปเวลล์นี่ครับ ก็เลยเปิดปัญหาที่กระทรวงพาณิชย์วันนั้นว่าแล้วจะจดได้หรือ ในเมื่อวัตถุประสงค์ข้อนี้ต้องห้ามตามบัญชี ข ท้าย ปว. ๒๘๑ เขาไม่ให้คนต่างด้าวทํา เว้นแต่ได้รับอนุญาต แล้วมีหลักฐานอนุญาตไหม ถ้าไม่มีจดไม่ได้ นายกอร์ดอน วู กับพวกก็เลยเอามติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ ไปแสดง ต่อเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ วันนั้นก็คือกรมทะเบียนการค้า วันนี้ เปลี่ยนชื่อเป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปรากฏว่าเอกสารที่เอาไปยื่นที่ผมเรียนท่านสมาชิกว่า เป็นมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ เป็นมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ไว้แก่ บริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ไม่ใช่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ประการที่ ๒ มติคณะรัฐมนตรีนั้นไม่ได้อนุมัติหรืออนุญาตให้ยกเว้นการบังคับใช้ ปว. ๒๘๑ แม้แต่กระทั่ง กับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ก็ไม่ให้ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ตรวจตราดู ให้ดีแล้วก็จะเห็นว่ามติคณะรัฐมนตรีที่เอามาแสดงมันไม่เกี่ยวอะไรกับบริษัทที่จะจดทะเบียน ขึ้นใหม่เลย ไม่ได้เกี่ยวกับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด แต่เป็นบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) มันใช้กันไม่ได้อยู่แล้ว อันที่ ๒ ก็เห็นอยู่แล้วว่าเขาอนุมัติมาแค่ ๒ เรื่องจาก ๔ เรื่อง อีก ๒ เรื่องไม่ได้ให้ และในจังหวะเดียวกันตรงนั้นมีหนังสือเวียนจากสํานักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีอีก ๑ ฉบับ หนังสือเวียนอันนี้ ลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๐ บอกว่าถ้าหาก หน่วยงานราชการไหนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีให้ดําเนินการตามขั้นตอน ที่กําหนดไว้นั้น สุดท้ายให้ส่งเรื่องผ่านรัฐมนตรีมาถามสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า ความหมายหรือสิ่งที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีคืออะไร ก็ถูกต้องครับ เพราะเจ้าของ หนังสือคือสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เขาต้องเป็นคนรู้ว่าหนังสือเขาเขียนอย่างนี้ แปลว่าอะไร ในเมื่อคนอ่านนั้นอ่านแล้วไม่เข้าใจคุณต้องมาถามเขา แล้วมีหนังสือเวียนกํากับ ว่าต้องทําแบบนี้ แต่ในทางปฏิบัติในกรณีนี้เปล่าครับ แทนที่เจ้าหน้าที่ของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี ๒๕๓๓ จะดําเนินการสอบถามมาที่สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า ที่บริษัท นายกอร์ดอน วู เอาเอกสารมาแสดง วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ เกี่ยวข้องกับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด จริงไหม แล้วได้รับยกเว้น ปว. ๒๘๑ ตามที่กล่าวอ้าง จริงหรือเปล่า เปล่าครับ ไม่ถาม แทนที่ว่าจะถามก็ไม่ถาม แล้วทําอย่างไรครับ เอาหนังสือ ของสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปวิเคราะห์กันเอง และไปตีความกันเอง สุดท้ายตีความ บอกว่าใช้ได้กับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ทั้ง ๆ ที่ใช้ไม่ได้ครับ มติ ครม. ให้กับ บริษัทหนึ่งจะใช้กับอีกบริษัทหนึ่งไม่ได้ อันนี้ประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ มติคณะรัฐมนตรี ที่ผมเรียนว่าขอไป ๔ เรื่อง อนุมัติมาแค่ ๒ เรื่อง และในอีก ๒ เรื่องที่ไม่อนุมัติมาคือเรื่อง ขอยกเว้น ปว. ๒๘๑ ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์บอกว่าขอไป ๔ เรื่อง อนุมัติ ๒ เรื่อง อีกเรื่องไม่พูดถึงแปลว่าเห็นชอบด้วย มีไหมครับ ที่ผมเรียนมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ที่ กระทรวงพาณิชย์ ในประเด็นเรื่องนี้ในปีปัจจุบันสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ให้ถ้อยคํา กับคณะทํางานว่ากระทรวงพาณิชย์ตีความผิดและทําผิดหมด หลังจากนั้นนายทะเบียน หุ้นส่วนบริษัทของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ จึงได้รับจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ซึ่งผมจะไม่เรียกบริษัทเพราะผมถือว่าไม่ชอบด้วย กฎหมายก็คือ โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ผลที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ถือว่าเป็นการจดทะเบียน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายที่ ๑ ที่สําคัญที่สุดก็คือกฎหมาย ปว. ๒๘๑ ซึ่งเป็น กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผลคือการจดทะเบียน ครั้งนี้เป็นโมฆะทันที ตั้งแต่วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ตามหลักเกณฑ์ของประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑ เป็นโมฆะ คําว่าเป็นโมฆะของการจดทะเบียนตรงนี้ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าบริษัทนี้ไม่เคยมีตัวตนเกิดขึ้นในประเทศไทยเลย และไม่เคย มีอํานาจตามกฎหมายที่จะทํานิติกรรมสัญญาหรือทําอะไรในนามบริษัทนี้ได้เลย หากกระทํา ลงไปแล้วผลก็ตามมาเหมือนกับสิ่งที่ทางกฎหมายเรียกว่าทฤษฎีต้นไม้พิษ เพราะว่าต้นทาง มันผิดก็ต้องผิดทั้งสาย แปลว่าการกระทําต่าง ๆ ที่ตามมาเป็นโมฆะด้วยกันหมดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นบริษัทหรือชื่อว่า โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) นี้จึงไม่เคยมีตัวตนเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่สมมุติว่ามีตัวตนเกิดขึ้นหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ไปติดเรื่องกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ที่ต้องถือว่าการสั่งรับจดทะเบียนบริษัทนี้ ชื่อบริษัทนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทรวงพาณิชย์ จะต้องเพิกถอนคําสั่งนี้ แต่ถึงแม้ไม่เพิกถอนผลทางการกฎหมายที่คุณไปทําอะไรไว้ก็เป็น โมฆะอยู่ดี แต่ตามหลักวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองต้องเพิกถอน ปรากฏว่าหลังจากที่ กระทรวงพาณิชย์รับจดทะเบียนจัดตั้งโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) เพื่อจะให้มีสถานะเป็นบริษัท ต่างด้าวตามกฎหมายไทยไปทํานิติกรรมสัญญาได้ เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พอมาวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ บริษัทนี้ก็เข้าทําสัญญาสัญญาสัมปทานทําโครงการโฮปเวลล์กับ กระทรวงคมนาคม ตรงนี้มีประเด็นสําคัญที่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกก็คือว่าถ้าย้อนหลังไปสิ่งที่ผมได้นํารายงานท่านไปว่าคณะรัฐมนตรีมีมติให้คนที่ ทําสัญญาที่จะเข้ามาทําโครงการนี้ได้ตามมติคณะรัฐมนตรีคือโฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ครับ ไม่ใช่ โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) นี่ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องนี้🔗

ประเด็นที่ ๒ คณะรัฐมนตรีบอกว่าสัญญาที่จะเซ็นต้องให้อัยการตรวจแก้ และให้แก้ตามอัยการก่อนถึงเซ็นได้🔗

ประเด็นที่ ๓ ซึ่งอันนี้ก็เป็นประเด็นสําคัญ คณะรัฐมนตรีบอกว่าการลงนาม ในสัญญาอันนี้ให้กระทรวงคมนาคมไปลงนามแทนรัฐบาล จากการตรวจสอบกับกระทรวงการคลัง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบอกว่ามติ ครม. ที่กําหนดลักษณะเช่นนี้แปลว่าโครงการนี้เป็นโครงการ ของรัฐบาลครับ โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมลงนามแทน ใครที่จะไปลงนามได้จะต้อง ได้รับอนุมัติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน เพราะถือว่าเป็นตัวแทนรัฐบาล ๓ เรื่องหลัก ปรากฏว่าเรื่องที่ ๑ คนที่จะลงนามจริง ๆ กลายเป็นโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) เรื่องที่ ๒ จะต้องให้อัยการตรวจก่อน แก้ไขก่อนและต้องแก้ไขตามอัยการก่อน เข้าไปเซ็นสัญญา วันที่ ๙ พฤศจิกายน ก่อนหน้าวันที่ ๙ ส่งร่างสัญญานี้ไปให้อัยการตรวจแล้วครับ ปรากฏว่า ทางอัยการบอกว่า คณะรัฐมนตรีเขามีมติให้โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ไม่ใช่หรือ แล้วทําไมในร่าง สัญญาที่ส่งมาให้ตรวจกลายเป็นโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) มันผิดคน มันคนละคน ลงนาม ไม่ได้ อัยการก็เสนอมาบอกว่า เอาอย่างนี้กระทรวงคมนาคมคุณจะต้องให้โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ลงนามด้วยนะ เพราะอย่างน้อยจะต้องมีโฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ด้วย เพราะมติ ครม. บอกอย่างนั้น ซึ่งผิดถูกก็ไปว่ากัน แต่อัยการเห็นแล้วว่าสัญญานี้ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ตามมติคณะรัฐมนตรี อันที่ ๒ คณะรัฐมนตรีบอกว่าสัญญาลงนามได้ต้องให้อัยการท้วงติงและแก้ตามเขา ปรากฏว่า นอกจากเรื่องเมื่อสักครู่อัยการท้วงติงอีก ๓ ข้อครับ ผมไม่อยากพูดในรายละเอียด อยู่ใน รายงานแล้ว รวมเป็น ๔ ข้อ เสนอให้กระทรวงคมนาคมแก้ไข ปรากฏว่ากระทรวงคมนาคม ไปหารือกับกอร์ดอน วู ฮ่องกง ปรากฏว่านายกอร์ดอน วู บอกไม่เอาด้วย ทําได้หรือครับ แต่ทําไปแล้ว ปรากฏว่าทางโฮปเวลล์ (ฮ่องกง) บอกไม่เอา ไม่เห็นด้วย กระทรวงคมนาคม เลยไม่แก้ไขสัญญาตามที่อัยการท้วงติงครับ เพราะฉะนั้นนี่ก็ผิดมติ ครม. อีก แล้วก็ไป ลงนามกันในวันนั้น คือวันที่ ๙ พฤศจิกายน เท่านี้ไม่พอครับ ผมเรียนแล้วนะครับ มติบอกว่า ให้กระทรวงคมนาคมเท่านั้นไปลงนามสัญญานี้แทนรัฐบาล ปรากฏว่าพอวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ มีอีก ๑ รายเข้าไปเซ็นด้วยคือการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าไปเซ็นในฐานะตัวแทน รัฐบาลด้วย โดยที่คณะรัฐมนตรีไม่เคยอนุมัติและไม่เคยมอบหมาย ประเด็นเรื่องนี้ ได้สอบถามว่าแล้วไปเซ็นได้อย่างไร การรถไฟแห่งประเทศไทยบอกไม่ทราบแต่ว่าบอร์ด (Board) การรถไฟแห่งประเทศไทยบอกให้ไปเซ็น บอร์ด (Board) การรถไฟแห่งประเทศไทย สามารถบอกให้ไปเซ็นแทนรัฐบาลได้เลยหรือครับ เพราะฉะนั้นการลงนามในสัญญาฉบับนี้ไม่มีตรงไหนที่ถูกต้องตามกฎหมายและตามวิธีปฏิบัติ ราชการอีกเหมือนกัน สัญญาฉบับนี้จึงเป็นโมฆะตั้งแต่วันที่ลงนามแล้ว แต่ก็ยังถูลู่ถูกังใช้กันมา แต่ที่ไม่น่าเชื่อครับ กระทรวงคมนาคมรายงานคณะรัฐมนตรีบอกว่าได้แก้ไขสัญญาตามที่ อัยการท้วงติงแล้ว เอาล่ะครับ เขาก็ทํากันมา ปรากฏว่าตั้งแต่เซ็นสัญญา วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ เป็นต้นมา จนปี ๒๕๓๕ งานไม่ไปไหนเลยครับ ช่วงนั้นรัฐบาลปี ๒๕๓๕ ช่วงแรก ก็เริ่มเป็นห่วงโครงการนี้แล้วครับว่าอะไรตั้ง ๒ ปีแล้ว มันไม่คืบหน้าไปไหนเลย ก็เลยมีมติ คณะรัฐมนตรี เพราะว่าเห็นว่ามันเป็นโครงการรัฐบาล ทุกอย่างโครงการนี้เข้า ครม. หมด เพราะผมเรียนแล้วว่าเป็นโครงการรัฐบาลให้กระทรวงคมนาคมลงนามแทน แต่ก็แปลกใจ เรื่องที่ผมกราบเรียนมาถึงตรงนี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ จนปีที่เกิดเหตุวันนี้ไม่เคยมีใครไปตรวจสอบ เรื่องเหล่านี้เลย จนกระทั่งเกิดเหตุที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินนี่ครับ ปรากฏว่า ครม. ปี ๒๕๓๕ ก็มีมติให้ไปเร่งรัด เร่งรัดกันแล้วเร่งรัดกันอีก จนเปลี่ยนรัฐบาลมาปี ๒๕๓๕ ก็หลายครั้ง ต่อมามาถึงรัฐบาลปี ๒๕๓๘ ก็บอกว่าไปไม่ไหวแล้วกระมังโครงการนี้ จากปี ๒๕๓๓ มาปี ๒๕๓๘ แล้ว ไม่ไปไหนเลย คืบหน้านิดเดียวก็เลยตั้งคณะทํางาน ด้านกฎหมายขึ้นมาศึกษาพิจารณาว่าจะเอาอย่างไรต่อไปกับโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ที่เป็นคนลงนามในสัญญาและจะต้องทําโครงการโฮปเวลล์ จนปี ๒๕๓๘ มันยังไม่ไปไหนเลย คณะทํางานชุดนี้ก็เสนอว่าดูแล้วไปไม่ได้ ดูแล้วควรจะต้องเลิกสัญญาแล้วล่ะ เพราะว่าไม่น่าเชื่อ แล้วว่าเขาทําได้ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นมาอีก เปลี่ยนรัฐบาล พอรัฐบาล ช่วงปี ๒๕๔๐ เอาเรื่องนี้มาพิจารณาอีก คราวนี้มีมติให้เลิกเลยครับ รัฐบาลช่วงปี ๒๕๔๐ มีมติบอกให้เลิกโครงการโฮปเวลล์ ให้เลิกสัญญา ประเด็นคือเลิกแบบไหนครับ ผมได้นําร่อง เรียนไปตอนต้นว่าการเลิกสัญญามีได้ ๒ แบบ แบบที่ ๑ คือเลิกตามข้อตกลงในสัญญาที่บอก เขาผิดสัญญา แบบที่ ๒ เลิกตามอาศัยสิทธิตามเบสิก (Basic) คือหลักกฎหมายเขียนไว้ เลิกอย่างไร เลิกอย่างนั้น ๒ อย่างผลต่างกัน บอกเลิกสัญญาแบบแรกคนที่ถูกบอกเลิกสัญญา ผิดสัญญาไม่มีสิทธิเรียกร้องไปสู้คดีอย่างเดียว แต่บอกเลิกแบบที่ ๒ กลายเป็นกลับคืนสู่ สถานะเดิม เขากลายเป็นคนมีสิทธิเรียกร้อง เรียกเงินทั้งหมดคืนไม่ว่าจะผิดสัญญาหรือว่า ไม่ผิดสัญญาคนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้นคณะรัฐมนตรี ปี ๒๕๔๐ มีมติบอกว่าให้เลิกสัญญา และตั้งคณะทํางานบอกเลิกสัญญาขึ้นมาครับ อีก ๑ ชุด ให้ไปดําเนินการศึกษาการบอกเลิก สัญญา ซึ่งคณะรัฐมนตรีวันนั้นเลือกให้เลิกสัญญาด้วยวิธีปฏิบัติผิดสัญญาตามเงื่อนไข ข้อ ๒๗ ของสัญญาสัมปทาน เพราะทางคณะทํางานกฎหมายเสนอว่าถ้าไปใช้การเลิกสัญญา โดยอาศัยหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะทําให้ภาครัฐเสียเปรียบและเสียหาย เนื่องจาก จะทําให้คู่กรณีมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย เนื่องจากกลับคืนสู่สถานะเดิม เพราะฉะนั้นให้ใช้ วิธีเลิกสัญญาที่เขาผิดสัญญาและข้อเท็จจริงก็ปรากฏมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ จนปี ๒๕๔๐ นั่นล่ะ ว่าผิดสัญญามาตลอด เพราะฉะนั้นคณะทํางานบอกเลิกสัญญาจึงนํามติคณะรัฐมนตรี ไปดําเนินการ ดําเนินการอะไรครับ ดําเนินการตามเงื่อนไขของ ข้อ ๒๗ ของสัญญาสัมปทาน ว่าการจะบอกเลิกสัญญาด้วยเหตุผิดสัญญาต้องดําเนินการ ๑ ๒ ๓ ๔ ข้อ ๔ สุดท้ายนี่ บอกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วครับ ต้องออกเป็นจดหมายลงนามโดยภาครัฐก็คือคู่สัญญา ในวันนั้น เป็นคนบอกเลิกสัญญา แต่อย่างที่เรียนครับ เป็นโครงการรัฐบาลทุกอย่างต้องเข้า คณะรัฐมนตรี เผอิญไปถึงขั้นสุดท้ายที่คณะทํางานบอกเลิกสัญญา เขายกร่างหนังสือบอกเลิกสัญญาขึ้นมา เสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เพียงให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คู่สัญญาลงนาม ก็เกิดเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกันขึ้นมาอีก เปลี่ยนแปลงทางการเมืองกันขึ้นมาอีก เปลี่ยนแปลง ทางการเมือง เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เปลี่ยนรัฐบาล ทางกระทรวงคมนาคม ก็เปลี่ยนรัฐมนตรีใหม่ ๆ สด ๆ ร้อน ๆ แต่ว่าเผอิญในช่วงนั้นที่ผมเรียนว่าคู่สัญญาโผล่ เข้ามาใหม่อีกคู่หนึ่งก็คือการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งมาได้อย่างไรไม่ทราบนั้น ปรากฏว่า ในช่วงนั้นคนที่กํากับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทยคือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการ แต่ว่าก่อนหน้านั้นที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการเป็นคนกํากับดูแล และคณะทํางานบอกเลิกสัญญาเขาก็ทํางานประสานกับรัฐมนตรีว่าการมาทุกรัฐบาล มาตั้งแต่ต้นมาจนปีนั้น เขาก็ไม่ทราบครับ พอเขาทําเสร็จ ทําหนังสือบอกเลิกเสร็จ เขาก็เลยเสนอมาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเหมือนเดิมว่า บัดนี้คณะทํางานทําตาม มติ ครม. ที่ผ่านมาเสร็จแล้ว ยกร่างหนังสือมาให้บอกเลิกสัญญาด้วยวิธีปฏิบัติ ด้วยวิธี ผิดสัญญาเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เพียงให้ท่านลงนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวง คมนาคมดูแล้วก็ต้องให้ ครม. อนุมัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจึงนําเรื่องนี้ เข้าคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๐ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ไป บอกเลิกสัญญาด้วยเหตุผิดสัญญาตามหนังสือที่คณะทํางานบอกเลิกสัญญาแจ้งมา คณะรัฐมนตรีก็มีมติ วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๐ ให้กระทรวงคมนาคมบอกเลิกสัญญา ตามหนังสือที่คณะทํางานบอกเลิกสัญญายกร่างมาได้ เรื่องควรจะจบตรงนี้ครับ แต่ที่ไม่จบ และมีเรื่องมาวันนี้เพราะว่าก่อนวันที่ ๒๓ ที่มีการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ประมาณ วันที่ ๒๑-๒๒ ธันวาคม ล่วงหน้าก่อนนั้นวันสองวัน อยู่ดี ๆ มีนิติกร ระดับ ๙ ของกระทรวง คมนาคมวิ่งไปบอกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม บอกว่า ๑ ในคณะทํางานซึ่งเป็น ตัวแทนจากอัยการโทรศัพท์นะครับ โทรศัพท์แจ้งมาด้วยวาจาว่าที่ไปบอกเลิก จะบอกเลิก สัญญาด้วยเหตุผิดสัญญาไม่เอา ให้บอกใหม่ ให้บอกว่าให้บอกเลิกสัญญาด้วยเหตุ ทางกฎหมาย มีการประชุมหารือกันที่กระทรวงคมนาคม ตั้งแต่วันที่ ๒๒ ก่อนประชุม ครม. วันที่ ๒๓ ด้วยว่า ทาง ๑ ในคณะนั้นบอกมาทางโทรศัพท์ซึ่งเป็นไปได้อย่างไรครับ ทางโทรศัพท์ แต่ก็เป็นไปแล้ว มีการประชุมหารือกันใหม่แล้ว แต่วันที่ ๒๓ ธันวาคม คณะรัฐมนตรีมีมติไปแล้วว่าให้บอกเลิกสัญญาด้วยวิธีผิดสัญญาเราจะได้ไม่เสียเปรียบ ปรากฏว่าหลังจากวันนั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นก็ทําเรื่องขอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เอาเรื่องกลับเข้าคณะรัฐมนตรีใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อยกเลิก มติเก่าและออกมติใหม่ว่าให้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามกฎหมาย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ เรื่องนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๑ ยกเลิกมติเดิมและเปลี่ยนมติใหม่ว่า ให้เลิกสัญญาด้วยสิทธิตามกฎหมายและมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญา วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ ว่าเลิกแล้วนะกับโฮปเวลล์โดยสิทธิตามกฎหมาย ตรงนี้แหละครับที่เป็นประเด็น เพราะพอบอกเลิกอย่างนี้ปั๊บ หลังจากนั้นไม่นานโฮปเวลล์ยื่นสิทธิเรียกร้องขอเงินคืนทั้งหมดเลย เพราะว่าผลของการบอกเลิกตรงนี้ทําให้เขามีสิทธิตามมาตรา ๓๙๑ ของประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์กลับคืนสู่สถานะเดิม แปลว่าอะไรที่เขาเคยจ่ายไปในโครงการนี้ต้องคืนเขาหมด ไม่ต้องมาพิจารณาเรื่องผิดสัญญาหรือไม่ผิดแล้ว เพราะเป็นผลทางกฎหมาย เงินที่บริษัท โฮปเวลล์ อ้างว่าจ่ายไป ณ วันนั้นมี ๒ ก้อนใหญ่ ๆ ก้อนที่ ๑ ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เป็นเรื่องมัดจําสัญญา เป็นเรื่องประกันสัญญา เป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ก้อนที่ ๒ เป็นเงิน ประมาณ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการหล่อตอม่ออนุสาวรีย์ นั่นแหละครับ แล้วก็โครงการต่าง ๆ ทั้งหมด ๒ ส่วน รวมเป็นเงินประมาณ ๑๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เรียกร้องมาเลยครับ ทางกระทรวงคมนาคม ก็ปฏิเสธไม่จ่าย สุดท้ายจึงเป็นเหตุให้ทางโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ไปยื่นเรื่องต่ออนุญาโตตุลาการ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗ บอกเลิกสัญญา วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ ไปใช้สิทธิยื่น อนุญาโตตุลาการ ปี ๒๕๔๗ ๖ ปีให้หลัง ไปใช้สิทธิเรียกเงินจํานวน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท บวก ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมเป็น ๑๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท คืนจากกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพราะบอกเลิกด้วยเหตุตามกฎหมาย เขามีสิทธิเรียกตาม มาตรา ๓๓๑ การรถไฟแห่งประเทศไทยกับกระทรวงคมนาคมก็ต่อสู้เป็นประเด็นที่ ๑ บอกว่าคดีนี้ขาดอายุความ เพราะว่านี่เป็นคดีปกครอง เป็นสัญญาทางปกครอง วันนั้น มีกฎหมายวิธีจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บังคับใช้แล้ว อายุความ ๑ ปี นับแต่วันรู้หรือควรจะรู้ เพราะฉะนั้นอนุญาโตตุลาการไม่มีอํานาจที่จะรับ พิจารณาชี้ขาดข้อพิพาทอันนี้ได้ เพราะว่าเกิน ๑ ปี ตามกฎหมายแล้ว เหตุบอกเลิกสัญญา วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ เพราะฉะนั้นวันที่รู้หรือควรจะรู้สิทธิที่จะต้องใช้สิทธิเริ่มนับ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ การที่คุณมายื่นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗ นั้น เลย ๑ ปี นับแต่วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ แล้ว นี่เป็นประเด็นที่ ๑ ที่เราต่อสู้ ประเด็นที่ ๒ เราต่อสู้ บอกว่าเงินที่คุณเรียกมา ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นฟังแค่นี้ก็น่าจะทราบ ว่าประเด็นพิพาทมีง่าย ๆ ๒ ประเด็นเอง ประเด็นที่ ๑ อายุความขาดไหม ประเด็นที่ ๒ จะต้องใช้จ่ายเงินกันคืนจริงหรือเปล่า ถ้าจริงใช้เท่าไร ต้องกําหนดประเด็นพิพาท ๒ ข้อนี้ ง่าย ๆ ปรากกว่าอนุญาโตตุลาการในกรณีนี้ไม่ทราบพิจารณาอย่างไร ไม่กําหนดประเด็น ไม่มีการกําหนดประเด็นข้อพิพาท เมื่อไม่กําหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วนําสืบกันอย่างไร โดยเฉพาะตอนจะต้องมาพิสูจน์ว่าเงินที่เรียกคืน ๒,๐๐๐ ล้านบาท บวก ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาทยังพอเข้าใจเพราะมีหลักฐานชัดเรื่องเงินประกัน แต่ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท จะพิสูจน์กันอย่างไร ไม่กําหนด ปรากฏว่าวินิจฉัยเลย วินิจฉัยที่ ๑ บอกว่าคดีนี้ไม่ขาดอายุความ ยังอยู่ในอายุความ ถามว่าทําไมยังอยู่ บอกว่าอายุความ ๑๐ ปี ทําไม ๑๐ ปี เป็นอายุความทางแพ่ง ในเมื่อคดีนี้เป็นคดีปกครองคุณต้องใช้อายุความปกครอง ทางกฎหมายวิธีปกครอง ไม่ใช่ไปใช้อายุความตามกฎหมายแพ่ง คุณต้องใช้ ๑ ปี ไม่ใช่ใช้ ๑๐ ปี อนุญาโตตุลาการบอกใช้ ๑๐ ปี ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสัญญาปกครองไม่ใช่สัญญาทางแพ่ง จึงบอกว่าไม่ขาดฉันมีอํานาจพิจารณาชี้ขาดวินิจฉัยได้ ประเด็นที่ ๒ ปรากฏว่าจะใช้เท่าไรล่ะ โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) หอบใบเสร็จรับเงินเป็นลัง ๆ เลยเรื่องจริง หอบใบเสร็จรับเงินเป็นเงิน เบ็ดเสร็จ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่อย่างไรที่ฉันจ่ายไปต้องมาคืนฉัน อีก ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีหลักฐานอยู่แล้วต้องคืนแน่ ๆ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท หอบใบเสร็จมาครับ แต่ปรากฏว่า ไม่เคยมีการนําสืบพิสูจน์ชี้แจงกันว่าใบเสร็จ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถูกต้องหรือเปล่า แต่ว่า อนุญาโตตุลาการชี้ขาดมาเลย เอาไปเท่ากัน ๙,๐๐๐ ล้านบาท มันผิดหลักกระบวนพิจารณา ชี้ขาดคดี ชี้มาเลย ๙,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลข ๙,๐๐๐ ล้านบาท ที่อนุญาโตตุลาการชี้มา ไม่มีที่มาที่ไปว่าวินิจฉัยจากหลักฐานอะไร แต่อนุญาโตตุลาการบอกให้ไปเลย ๙,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเลขกลม ๆ ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเอา ๙,๐๐๐ ล้านบาท ไปบวกกับ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทเศษ มันเลยกลายเป็น ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท บวกดอกเบี้ยเลยกลายเป็น ๑๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท พออนุญาโตตุลาการชี้มาแบบนี้ ทางกระทรวงคมนาคมกับการรถไฟแห่งประเทศไทยก็บอก ไม่ได้ ผิดแล้ว อายุความมันก็ขาด คุณไปชี้ ๑๐ ปีไม่ได้ เงินตรงนี้ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ กระทรวง คมนาคมกับการรถไฟแห่งประเทศไทยเลยยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่เรียกว่า ศาลปกครองกลาง ปรากฏว่าศาลปกครองชั้นต้นหรือศาลปกครองกลางวินิจฉัยประเด็นที่ ๑ ก่อนเลยเพราะเป็นหัวใจก็คือเรื่องอายุความ ปรากฏว่าศาลปกครองชั้นต้นก็ถูกครึ่งหนึ่ง ผิดครึ่งหนึ่ง ถูกครึ่งหนึ่งตรงบอกว่าคดีนี้ขาดอยู่ความ เมื่อขาดอายุความแล้วนี่อนุญาโตตุลาการ ไม่มีสิทธิพิจารณาวินิจฉัย เพราะฉะนั้นคําวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีผลบังคับ ไม่ต้องไปพูดถึงแล้ว จบคดี ตรงนี้ถูก แต่ผิดตรงที่ว่าเผอิญศาลชั้นต้นไปนับอายุความผิดอีก ผมเรียนแล้วว่าอายุความทางปกครองเมื่อปี ๒๕๔๗ ตามกฎหมายเก่ามัน ๑ ปีนะครับ ๑ ปีนับแต่วันรู้หรือควรรู้ มาแก้ไขเอาปี ๒๕๕๑ เป็น ๕ ปี เพราะฉะนั้นวันที่เขายื่นต่อ อนุญาโตตุลาการ ยื่นเมื่อปี ๒๕๔๗ จึงต้องใช้อายุความเดิมคือ ๑ ปี แต่ว่าทางศาลปกครอง ชั้นต้นไปเอา ๕ ปีครับ ตามกฎหมายปี ๒๕๕๑ อันนี้เข้าใจผิดครับ เพราะอะไร ประเด็น แห่งคดีที่ขึ้นศาลปกครองเขาไม่ได้วินิจฉัยว่าคดีที่ขึ้นศาลปกครองขาดอายุความหรือเปล่า เพราะถ้าประเด็นบอกว่าขึ้นศาลปกครองขาดอายุความหรือเปล่า ถูกต้องแล้วใช้อายุความ ๕ ปี ปี ๒๕๕๑ แต่ประเด็นนี้บอกไม่ใช่ เขาบอกอายุความเมื่อปี ๒๕๔๗ เพราะฉะนั้น ศาลปกครองต้องเอาอายุความของกฎหมายเก่าคือ ๑ ปี ๑ ปีนับแต่วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ ๑ ปี บวกปี ๒๕๔๑ ก็คือปี ๒๕๔๒ แต่ว่าศาลปกครองชั้นต้นตรงนี้ไปเอา ๕ ปี ตามกฎหมายที่แก้ไขมาใช้ แต่เผอิญโชคดีอย่างไรครับ เอา ๕ ปีไปบวกปี ๒๕๔๑ เลยเป็น ปี ๒๕๔๖ เมื่อเป็นปี ๒๕๔๖ คุณมายื่น ปี ๒๕๔๗ ศาลปกครองชั้นต้นเลยบอก ขาดอายุความ เห็นไหมครับ ที่นี้พอเป็นอย่างนี้ปั๊บ ทางโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ก็ไม่พอใจ ก็อุทธรณ์ไปที่ศาลปกครองสูงสุด ว่าคดีนี้ยังไม่ขาดอายุความ ต้องจ่ายเงินเขา ต้องเข้าใจ ตรงนี้ก่อนนะครับว่าศาลปกครองชั้นต้นพอบอกว่าขาดอายุความก็ไม่ไปพิจารณาวินิจฉัย เรื่องเงินเลยครับ เพราะเมื่อขาดแล้วก็ไม่ต้องไปพูดเรื่องเงินแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องจํานวนเงิน ที่ถูกต้อง เป็นครั้งที่ ๒ แล้วนะครับที่ไม่เคยได้รับการพิจารณาวินิจฉัย ไม่เคยเอา พยานหลักฐานมาพิสูจน์เอามาดูกัน อนุญาโตตุลาการก็ไม่ได้ดู พอมาศาลปกครองชั้นต้น ก็ไม่ได้ดูอีกเพราะบอกว่าขาดอายุความไม่ต้องดูแล้ว ไม่ต้องพูดถึงแล้ว ทีนี้พอมาตรงนี้ โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) เขาก็เลยอุทธรณ์ไปที่ศาลปกครองสูงสุดบอกยังไม่ขาดอายุความ ตรงนี้ล่ะครับมีเหตุพิสดารเกิดขึ้นมาอีก สุดท้ายศาลปกครองสูงสุดบอกไม่ขาดอายุความ จริง ๆ ครับ มันเป็นไปได้อย่างไรครับ มันเป็นไปได้อย่างไรว่ามันไม่ขาดอายุความ ก็ในเมื่อ อายุความประเด็นเขาบอกว่าปี ๒๕๔๗ ยื่นเรื่องต่ออนุญาโตตุลาการ ปี ๒๕๔๗ มันขาดแล้ว อายุความมันควรจะใช้แค่ ๑ ปี แต่ว่าศาลปกครองชั้นต้นไปเอา ๕ ปี อย่างไรบวกก็ยังขาด ใช่ไหมครับ ปี ๒๕๔๑ บวก ๕ มันเป็นปี ๒๕๔๖ ขาดอายุความ มันจะไม่ขาดได้อย่างไร ศาลปกครองสูงสุดบอกไม่ขาด ทําไมไม่ขาดครับ ศาลปกครองสูงสุดบอกว่าเผอิญมีมติ ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ ๑๘/๒๕๔๕ บอกว่าการเริ่มนับอายุความ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดเปิดทําการเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๔ เป็นไปได้อย่างไร กฎหมายเขียนไว้ว่าให้เริ่มนับตั้งแต่วันรู้หรือควรรู้ คุณจะเป็นศาล คุณเป็นใคร คุณมีอํานาจ อย่างไรคุณก็ต้องทําตามกฎหมายครับ แต่คุณไม่มีสิทธิมาเขียนกฎหมายใหม่ แต่คุณไปลงมติ บอกว่าไม่เอา ฉันจะนับตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทําการคือมีนาคม ๒๕๔๔ เพราะฉะนั้น เมื่อเอา ๕ ปีไปเป็นบวกปี ๒๕๔๔ เลยเป็นปี ๒๕๔๙ อย่างไรครับ ก็เลยบอกไม่ขาดอายุความ แต่ประเด็นก็คือปี ๒๕๔๙ มาอย่างไร มาจากคุณเอา ๕ ไปบวกปี ๒๕๔๔ แต่ปี ๒๕๔๔ มาอย่างไร มาจากมติของพวกเขาเอง ไม่ใช่มาจากสภาที่พวกเราทําหน้าที่ออกกฎหมายครับ ถ้าเขาเห็นว่าไม่ถูกต้องเขาต้องเสนอให้แก้กฎหมายสิครับ ไม่ใช่ไปออกมติกันเองว่าฉันจะไม่นับตามที่กฎหมายบอกว่ารู้หรือควรรู้ ฉันจะเอาวันที่ ศาลฉันเปิดทําการ มันมีที่ไหนครับ นี่ประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ เอาล่ะครับ ถึงแม้คุณจะบอกว่า ไม่ขาดอายุความ ตามหลักนิติธรรมคุณควรจะส่งเรื่องนี้กลับไปศาลปกครองชั้นต้น ให้เขา พิจารณาวินิจฉัยใหม่ใช่ไหมครับ เขาต้องส่งกลับไปให้พิจารณาวินิจฉัยใหม่ โดยเฉพาะ ในประเด็นที่ยังไม่ได้พิจารณาคือประเด็นอะไรครับ เรื่องเงินอย่างไรครับ แต่กรณีนี้ไม่ส่งกลับ ชี้ขาดเลยว่าให้จ่ายเลย เพราะฉะนั้นสรุปแล้วเงินที่บอกว่าให้จ่ายหมื่นกว่าล้านบาท ไม่เคย ได้รับการวินิจฉัยและเอาพยานหลักฐานมาพิจารณากันเลย ผิดหลักนิติธรรม ปรากฏว่า หลังจากเกิดเรื่องคราวนี้ก็เป็นครั้งแรกในรอบ ๓๐ ปี ความจริงไม่ถึงเพราะนับตั้งแต่ปีที่ เขายื่นคือปี ๒๕๔๗ ก็นับแต่นั้นมาก็ ๒๕ ปี ที่อะไรครับ ที่กระทรวงคมนาคมกับการรถไฟ แห่งประเทศไทยไปงัดเอาสําเนาใบเสร็จรับเงินที่เคยถูกเรียกร้องเอามานั่งตรวจ เอามาตรวจ กันแล้วปรากฏว่าที่เรียกร้องมา ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ประมาณเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นใบเสร็จโครงการอะไรก็ไม่ทราบ ไม่เกี่ยวกับโครงการนี้เลย ส่วนอีก ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาท เป็นใบเสร็จซึ่งยังไม่สามารถยืนยันรับรองได้เพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลง เพราะฉะนั้น ที่เรียกร้องเป็นใบเสร็จมาหมื่นกว่าล้านบาทใช้ได้แน่ ๆ แค่ ๑,๗๓๒ ล้านบาทเท่านั้นเอง เพิ่งมาตรวจพบกันครั้งนี้แหละครับ แต่ว่าทั้งหมดที่ผมเรียนนี่มีตัวละครประหลาดอยู่ไม่กี่คน หรอกครับ ที่เป็นคนเดินงานทั้งหมดตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ มาจนปัจจุบันเลย สิ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้น มีคนดําเนินการอยู่เบื้องหลังที่ทําให้ผลมันออกมาแบบนี้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นคณะทํางาน ของเราก็จึงทํารายงานนี้ส่งไปที่ทางคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชนที่อนุมัติตั้งให้เราไปทําการศึกษา เราก็ส่งไปพร้อมกับให้ข้อสังเกตว่าเรื่องนี้ ควรจะส่งเรื่องไปให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขเรื่องของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการให้มี ความละเอียดชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะขั้นตอนและวิธีการในการปฏิบัติงานของสํานักงาน อนุญาโตตุลาการ ผู้ที่จะทําหน้าที่อนุญาโตตุลาการและอายุความ การรับพิจารณารับข้อพิพาท ของคณะอนุญาโตตุลาการในประเด็นระหว่างสัญญาทางแพ่งและสัญญาทางปกครอง ให้ชัดเจน รวมทั้งให้แก้ไขพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อกําหนดให้อํานาจหน้าที่ของผู้บริหารศาลปกครองและที่ประชุมใหญ่ ของตุลาการศาลปกครองสูงสุดในการออกระเบียบ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ของตุลาการศาลปกครองจะต้องไม่เป็นการขัดหรือแย้งหรือมีลักษณะที่เสมือนหนึ่งเป็นการ แก้ไขหลักเกณฑ์ของกฎหมายในพระราชบัญญัตินั้นเอง ข้อ ๒ ก็ขอให้มีการปรับปรุง หลักเกณฑ์การทํางานของสํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวกับการติดตาม การปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี แล้วก็ข้อ ๓ คณะกรรมาธิการพบว่ามีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเบื้องต้นที่เป็นพิรุธบ่งชี้ให้น่าเชื่อว่ามีการกระทําอันมีลักษณะเป็นการทุจริต ประพฤติมิชอบของผู้เกี่ยวข้องโครงการโฮปเวลล์มาตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน ทั้งภาคการเมือง ภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งอาจมีผลต่อความผูกพันตามสัญญาสัมปทานโครงการโฮปเวลล์ และการปฏิบัติตามคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดยเฉพาะการตรวจสอบและทบทวน จํานวนเงินค่าใช้จ่ายในการดําเนินการโครงการโฮปเวลล์ ของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด อ้างอิงและนํามา ประกอบคําเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้มีความถูกต้อง เนื่องจากพบว่าการรถไฟ แห่งประเทศไทยทําการตรวจสอบแล้วปรากฏว่ามีจํานวนเงินตามใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องเพียง ๑,๗๓๒ ล้านบาทเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของแผ่นดินและประชาชน คณะกรรมาธิการขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาดําเนินการตามกฎหมายกับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด และบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยควรที่จะให้หน่วยงานภาครัฐ ที่มีอํานาจหน้าที่ดําเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานต่าง ๆ และดําเนินการตามกฎหมายต่าง ๆ กับผู้กระทําผิด หากพบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ที่เพียงพอต่อไปโดยด่วน และควรให้กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีโครงการโฮปเวลล์ทั้งหมดตรวจสอบและทบทวนการดําเนินการต่าง ๆ ของตนเองว่ามีข้อบกพร่องหรือผิดพลาดประการใดบ้าง และให้หน่วยงานดังกล่าวดําเนินการ แก้ไขข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดนั้นโดยด่วนที่สุด ผมเรียนนะครับ ที่เรียนอย่างนี้เพราะว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด จดทะเบียน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผลเป็นโมฆะ แปลว่ากระบวนการทั้งหมด แม้แต่คําพิพากษา ศาลปกครองก็โมฆะด้วย เพราะการที่เขายื่นคําร้องหรือยื่นฟ้องเราทั้งหมดทําไม่ได้ ตามกฎหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่สามารถชําระเงินได้ เพราะเป็นคําพิพากษา ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ตัวคําพิพากษานะครับ คนที่เขายื่นฟ้องไม่ได้มีอํานาจฟ้อง ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ญัตตินี้ ก็ขอความเห็นชอบเห็นด้วยกับรายงานคณะกรรมาธิการหรือไม่ แต่ว่ามีท่านสมาชิกขอ อภิปราย ๒ ท่านครับ ท่านแรก นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ขอเวลาไว้พิเศษ ๑๒ นาที ท่านที่ ๒ ท่านศาสตราจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม ขอเชิญนายแพทย์ระวีครับ🔗

นายระวี มาศฉมาดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ วันนี้ กระผมจะขออนุญาตที่มาอภิปรายตํานานโฮปเวลล์ ๓๑ ปีสําหรับตํานานโฮปเวลล์ ประเด็น อยู่ที่ว่าจะจบเป็นแค่บทเรียนของประเทศไทย หรือจะเป็นอภิมหาค่าโง่ ประเด็นปัญหา โฮปเวลล์เกิดขึ้นเมื่อไร ความชัดเจนก็คือมติ ครม. วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๒ กําหนด ให้มีการก่อสร้างรถไฟยกระดับ ๓ ช่วง ระยะทาง ๑๓ กิโลเมตรเท่านั้น ปรากฏว่าจาก วันที่ ๑๙ กันยายนเพียงไม่กี่วัน วันที่ ๖ ตุลาคม ท่านมนตรี พงษ์พานิช อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ตั้งคณะกรรมการพิจารณาโครงการลงทุนทางด่วนยกระดับ แต่เปลี่ยนไปแล้ว รถไฟและรถยนต์ ทั้ง ๆ ที่มติ ครม. เขียนรถไฟอย่างเดียว นอกจากนั้นไม่พอ ๔ วัน หลังจาก ตั้งคณะกรรมการ ๔ วันเท่านั้น วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๒ คณะกรรมการประชุมนัดเดียวจบ มีมติให้ตั้งโครงการก่อสร้าง ชั้น ๑ เป็นรถไฟ ชั้น ๒ เป็นรถยนต์ จาก ๓ ช่วง เปลี่ยนเป็น ๔ ช่วง ระยะทางจาก ๑๓ กิโลเมตร กลายเป็น ๒๓.๓ กิโลเมตร แสดงว่ามติ ครม. ไม่มี ความหมายครับ เท่านั้นไม่พอนะครับ จากวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๒ รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๖ วันเท่านั้น ประกาศขายซองได้แล้วครับ ถ้าสมัยนี้ทําแบบนี้ต้องสุดยอด ดังนั้นวันที่ ๑๖ ตุลาคมขายซองซึ่งมีบริษัทมาซื้อ ๔ ซอง จากนั้นวันที่ ๑๕ มกราคม มีการยื่นซอง บริษัทเดียวครับ คือบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) หลังจากนั้นก็มีประเด็นว่า บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) ที่มายื่นเป็นโมฆะหรือไม่ เพราะการยื่นครั้งนี้มีจุดที่ น่าสงสัยว่าจะเป็นโมฆะ อันแรกคือ ผิดระเบียบพัสดุ ปี ๒๕๒๑ เพราะเสนอราคาเจ้าเดียว ถ้าตามกฎหมายต้องยุติแล้วเปิดประมูลยื่นซองใหม่ แต่อันนี้ต่อเลยครับ ๒. คือเสนอเกิน ทีโออาร์ (TOR) และมติ ครม. เมื่อสักครู่บอกนะครับ ๔ ช่วง ขยายจาก ๑๓ กิโลเมตร เป็น ๒๓.๓ กิโลเมตร แต่ว่าในการยื่นซองยื่นเป็น ๗ ช่วง เป็น ๖๓.๓ กิโลเมตร และมีประเด็น สําคัญนี้ว่า บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) เป็นนิติบุคคลต่างด้าว ณ ตอนนั้น ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๑ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ มีบัญชีขอระบุชัดเจนว่า ห้ามนิติบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจขนส่งทางบก แต่โฮปเวลล์เป็นนิติบุคคลชัดเจน และไม่ได้ยื่นขออนุญาตตามที่ท่านพีระพันธุ์ได้ให้ข้อมูลนะครับ ไม่ได้ยื่นขออนุญาตยกเว้น ดังนั้นก็เป็นประเด็นที่ว่าน่าจะโมฆะตั้งแต่การยื่นซองแล้วครับ ต่อมามติ ครม. วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ ตกลงให้กระทรวงคมนาคมไปทําสัญญากับบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) ซึ่งก็มีประเด็นนะครับว่าให้ทํากับบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) แต่ตอนนั้น ยังไม่มีชื่อคําว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เลย คราวนี้สังเกตนะครับว่ามติ ครม. ให้ไปทําสัญญาวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ แต่ปรากฏว่า การเซ็นสัญญาถ้าปกติ เดือนมิถุนายน ๒๕๓๓ ถัดไปอีกประมาณเดือนหนึ่งต้องเซ็นสัญญาแล้วปรากฏว่าไม่เซ็น เพราะว่าบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) เป็นนิติบุคคลที่ไม่สามารถประกอบธุรกิจ ขนส่งได้ ก็มีการยื้อกันครับ ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ยื้อกันอยู่ ๔-๕ เดือน แต่ปรากฏว่าบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ก็เป็นนิติบุคคลต่างด้าวเหมือนเดิม เพราะอะไรครับ เพราะจํานวนหุ้น กับจํานวนผู้ถือหุ้นทั้ง ๒ เงื่อนไข ต่างด้าวเกินครึ่งหนึ่งครับ และวัตถุประสงค์ข้อแรกก็คือ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ทําธุรกิจเดินรถไฟชุมชน เพราะฉะนั้นแสดงว่า ก็ผิดประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๑ ดังนั้น บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เอง ก็ไม่สามารถที่จะประกอบธุรกิจขนส่งทางบกได้เช่นกัน ก็เป็นประเด็นว่าการจดทะเบียน วันที่ ๕ พฤศจิกายน ผิดกฎหมายหรือไม่ ขั้นต่อมาพอจดทะเบียนบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เสร็จ วันที่ ๕ พฤศจิกายนปั๊บ วันที่ ๙ ทําสัญญาเลย ก็มีกระทรวง คมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เป็นผู้เซ็น ก็มีประเด็นว่าเป็นโมฆะหรือไม่ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ที่ทําสัญญา ประเด็นที่ น่าสงสัยจะเป็นโมฆะก็คือ ๑. จดทะเบียนบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด น่าจะเป็นโมฆะ ๒. ครม. อนุมัติให้ทําสัญญากับบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) แต่นี่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เป็นคนทําสัญญา ๓. คือการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ได้มีในมติ ให้มาเซ็นสัญญาด้วย ก็เป็นการลงนามโดยพลการหรือไม่ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าสงสัยว่า สัญญานี้เป็นโมฆะตั้งแต่เริ่มต้น แต่หลังจากทําสัญญาแล้วอะไรเกิดขึ้น บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ไม่ทําอะไรครับ ในสมัยต่อมา ท่านวินัย สมพงษ์ ก็เข้ามาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็เรียก บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด มาเจรจา เร่งรัดให้ทํางาน ปรากฏว่าการเจรจาครั้งนั้นเขาก็ตัดสินใจทําครับ ตอกเสาเข็ม หล่อพิพิธภัณฑ์ ตอม่อที่ให้คนไทยเห็นทั่วทั้งประเทศเป็นเสาคาอยู่อย่างนั้น หลังจากนั้นปรากฏว่าท่านวินัย สมพงษ์ ก็ออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็เป็น ครม. ชุดอื่นมาทํางานแทน บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ก็หยุดครับ ครม. หลายชุดก็มีการเร่งรัดให้ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ทํางาน แต่ก็ไม่ทํางานครับ ดังนั้นตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ที่เซ็นสัญญาก็ไม่ได้ทําอะไรมาก เพียงแต่หล่อตอม่อ หล่อเสาขึ้นเท่านั้น แล้วก็หยุดไป เพราะเบื้องลึกเป็นอย่างไรผมคิดว่าทุกคนก็รู้ว่าไม่คุ้มค่าการลงทุน ดังนั้นต่อมา ๓๐ กันยายน ๒๕๔๐ ครม. ก็มีมติว่าต้องบอกเลิกสัญญา บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด โดยให้เหตุผลว่าบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ผิดสัญญาข้อ ๒๗ ครับ และหลังจากนั้น วันที่ ๑๔ ตุลาคม ก็ตั้งกรรมการพิจารณาการบอกเลิกสัญญา ก็พอดีครับ พอตั้งกรรมการเสร็จ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ มีการเปลี่ยนรัฐบาลอีก พอเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ รัฐมนตรีคมนาคมคนใหม่ก็ยื่นเข้า ครม. อีกครั้งว่ายืนยันการบอกเลิกสัญญาตามการผิดสัญญา ของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ข้อ ๒๗ ดังนั้น ครม. มีมติย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า ผิดสัญญา ข้อ ๒๗ เมื่อ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๐ ปรากฏว่าช่วงนั้นก็มีการล็อบบี (Lobby) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ผลักดันให้มีการเปลี่ยนเหตุในการบอกเลิกสัญญา เป็นบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต่อมา ครม. มีมติกลับอีกที วันที่ ๒๐ มกราคม ครม. ก็มีมติให้บอกเลิกสัญญาตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หลังจากนั้นวันที่ ๒๗ กระทรวงคมนาคมก็แจ้งยกเลิกสัญญากับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด คราวนี้ มีประเด็นที่ต่างกัน ๒ ประเด็น ผมขออนุญาตที่จะยกมาว่าการบอกเลิกโดยการแจ้งว่า เขาผิดสัญญา ข้อ ๒๗ กับแจ้งบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่างกันอย่างไร ข้อแรก การบอกเลิกสัญญาว่าบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ผิดสัญญา ข้อ ๒๗ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ต้องรับผิดชอบต่อภาครัฐฝ่ายเดียวครับ เพราะเขาเป็น ฝ่ายผิดสัญญา บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด จะเรียกค่าเสียหายจากรัฐไม่ได้ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด จะเรียกค่าใช้จ่ายงบอื่นที่จ่ายไปแล้วก็ไม่ได้ อันนี้คือ จุดสําคัญอยู่ที่จุดนี้ ส่วนการบอกเลิกด้วยเหตุกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คู่สัญญาทั้ง ๒ ฝ่าย จะกลับคืนสู่สถานะเดิมเหมือนก่อนมาเซ็นสัญญา ดังนั้นผลประโยชน์ที่รัฐได้ต้องส่งคืนให้ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ดังนั้นตรงนี้ล่ะครับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ก็สามารถจะเกิดประเด็นในการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายคืนมาได้จากรัฐ เช่นเดียวกันครับ ผลประโยชน์ที่ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ได้รับ ก็ต้องคืนให้รัฐ ซึ่งอันนี้ก็ไม่มี ประเด็นอะไรมาก จะเห็นข้อแตกต่างกัน แต่คําถามคือถ้ามันแตกต่างกันแบบนี้แล้วทําไม ครม. จึงเปลี่ยนเหตุในการบอกเลิกสัญญา อันนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันต้องดําเนินการต่อ ต่อไปก็คือหลังจากที่ได้มีการบอกเลิกสัญญาไปแล้ว บอกเลิกสัญญาในวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ ที่จริงแล้วบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ต้องเรียกร้องทันทีภายใน เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ปรากฏว่าไม่เรียกร้องครับ ผมคาดว่า ณ วันนั้นเขาอาจจะคิดว่า จบไปแล้ว ปรากฏว่าหลังจากนั้นเกือบ ๗ ปี วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด จึงยื่นหนังสือต่ออนุญาโตตุลาการเรียกร้องค่าเสียหาย ๑๔,๗๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็มีประเด็นว่าอายุความตาม พ.ร.บ. ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๕๑ กําหนดชัดเจนว่าอายุความ ๑ ปีนับจากวันที่รู้หรือควรรู้ อันนี้ก็เป็นประเด็น ที่อนุญาโตตุลาการต้องพิจารณา หลังจากที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ยื่นไป ๔ ปี ปี ๒๕๕๑ อนุญาโตตุลาการก็ชี้ขาดคดีออกมาว่าอนุญาโตตุลาการมีอํานาจรับข้อเสนอ และอายุความ ๑๐ ปี และตัดสินให้รัฐต้องจ่ายค่าเสียหาย ๙,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ สืบคดีเลยว่าเสียหายเท่าไรแน่นอน ต่อมาพอเกิดตัดสินอย่างนี้ปั๊บ ปี ๒๕๕๒ รัฐบาลก็ฟ้อง ศาลปกครองกลางให้ถอนคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ หลังจากนั้นศาลปกครองกลางก็ได้มี คําพิพากษาเมื่อมีนาคม ๒๕๕๗ คือหลังจากที่รัฐยื่นเข้าสู่ศาลปกครองกลาง ๕ ปี ก็มีคําตัดสินว่า คําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะอายุความ ๑ ปี พอตัดสินในเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๗ ปั๊บเดือนเมษายนเดือนถัดไป บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ก็ยื่น คําอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด หลังจากนั้นอีก ๕ ปีศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิพากษาว่า รัฐต้องจ่ายเงินให้ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท นี่ก็คือจะจบลง ว่าเป็นตํานานอภิมหาค่าโง่ที่บัดซบที่สุดของประเทศไทย เพราะว่าเขาผิดสัญญาแน่นอน เขาไม่ก่อสร้างแน่นอน เพียงแต่เราบอกเลิกสัญญาให้ถูกต้อง ให้รัฐไม่ต้องเสียหาย แต่ทําไม เกิดเป็นแบบนี้ได้ ดังนั้นผมมีข้อเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีว่า ข้อ ๑ ท่านต้องดําเนินการ สอบสวนขยายผลข้อเท็จจริงทั้งหมดที่อาจจะทําให้เกิดการทุจริตมิชอบของผู้เกี่ยวข้อง ผมเสนอครับ ตั้งอาจารย์วิชา มหาคุณ มาเป็นหัวหน้าคณะทํางานดําเนินการสอบย้อนหลังเลย ข้อ ๒ ดําเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทําผิดในประเด็นนี้ แล้วก็ดําเนินการทางกฎหมายกับ ผู้กระทําผิดคือบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ข้อ ๓ ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองสูงสุดใหม่ ด้วยข้อมูลใหม่ที่หามาได้ทั้งหมด ยื่นให้ศาลปกครองสูงสุดใหม่เพื่อที่จะพิจารณาตัดสินใหม่ว่า ประเทศไทยไม่ควรจะผิดในเรื่องนี้ ข้อต่อไปก็คือการแก้ไข พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ ซึ่งก็มี การยื่นญัตติ แล้วก็ยื่น พ.ร.บ. ที่จะแก้ไขในสภารอคิวอยู่ ข้อ ๕ แก้ไข พ.ร.บ. จัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๖ ปรับปรุงการทํางานของ สํานักงานเลขาธิการ ครม. อันนี้เป็นข้อเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรี ผมก็เสนอต่อไปว่าบุคคล ที่ควรจะติดตามมาสอบสวน ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเสนอตั้งคณะกรรมการมาสอบสวน คนแรกคือเลขานุการของรัฐมนตรีมนตรี พงษ์พานิช เพราะรัฐมนตรีเสียชีวิตไปแล้ว เอาเลขานุการมาสอบสวนว่าคุณทําโครงการตอนแรกทําไมรวดเร็วมาก ทําอะไร อย่างไร มีการฮั้วกันอย่างไร ข้อ ๒ คณะกรรมการดําเนินโครงการโฮปเวลล์ เมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๓๒ เรียกกรรมการนี้มาสอบ ข้อ ๓ เจ้าหน้าที่กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ที่รับ จดทะเบียน บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ว่าจดทะเบียนได้อย่างถูกต้อง กรณีนี้มีชื่อครับ นางพิมลวรรณ คชเดช และคณะ🔗

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านระวี หมดเวลาแล้วนะครับ🔗

นายระวี มาศฉมาดล แบบบัญชีรายชื่อ

กําลังจะจบแล้วครับท่านประธาน ขออนุญาตอีกนิดเดียวครับ ต่อไปก็ควรจะเรียกผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยในช่วง ปี ๒๕๓๓-๒๕๓๔ และปี ๒๕๔๐-๒๕๔๑ ต่อไปก็คือเชิญคณะกรรมการบอกเลิกสัญญา ครม. ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๔ มาสอบถามว่าเพราะอะไรจึงมีการเปลี่ยนเหตุของการบอกเลิกสัญญา และกลายเป็นค่าโง่ ต่อไปคือต้องเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปี ๒๕๔๐ ผู้เซ็นสัญญา บอกเลิกสัญญา แล้วก็สําคัญคือรัฐมนตรีช่วยว่าการครับ ผู้ที่เป็นชนวนเปลี่ยนเหตุในการ บอกเลิกสัญญา ข้อ ๘ เลขานุการคณะกรรมการคือคุณทวีศักดิ์ กองแพง จะต้องเชิญมาให้ข้อมูลว่า เพราะอะไรถึงได้มีการเปลี่ยน แล้วก็ผู้แทนอัยการสูงสุดผู้ที่เป็นคนโทรศัพท์บอกคุณทวีศักดิ์ ที่เปลี่ยนเหตุ ก็ต้องเรียกมาสอบครับ สุดท้ายนะครับ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่าเหตุใดจึงยืนยันว่าการจดทะเบียนของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด วันที่ ๕ พ.ย. ๒๕๓๓ ถูกกฎหมาย ถูกจริงหรือไม่ ผมขออนุญาต จบเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกโปรดรักษาเวลาด้วยนะครับ และท่านประธานชวนก็ได้กําชับไว้แล้วครับ ต่อไป เชิญท่านวีระกรครับ🔗

นายวีระกร คําประกอบ นครสวรรค์

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผม วีระกร คําประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดนครสวรรค์ ท่านประธานที่เคารพครับ ได้ฟังการรายงานของท่านคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ทําให้มีความรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความจําเป็นที่จะต้องรื้อฟื้นใหม่ทั้งหมดนะครับ โดยเฉพาะสิ่งที่ท่านพีระพันธุ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านได้ชี้แจงไว้ละเอียดมากเลย จนทําให้มองเห็นถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ผมเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่สมัยปี ๒๕๓๒ แล้วก็รู้เรื่องพอสมควรว่าในขณะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีคือท่านชาติชาย ชุณหะวัณ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมชื่อ มนตรี พงษ์พานิช ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม เสียชีวิตแล้วทั้งคู่นะครับ แต่ว่าเรื่องราวผมก็ได้รับฟังจากเพื่อน ๆ ที่เป็นอัยการอยู่ในสํานักงานอัยการสูงสุดที่ทําสัญญาเรื่องนี้ บอกมันไม่ชอบมาพากลตั้งแต่ ตอนนั้นแล้ว ทั้งตัวท่านนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นและกระทรวงคมนาคมสมัยนั้นก็มีการติดต่อ กับอัยการตลอดเวลา ซึ่งจะติดต่อเรื่องใดผมก็จะไม่พูดถึง แต่ว่าพอจะมองเห็นได้ว่า ผิดธรรมชาติมาโดยตลอด ตั้งแต่มติ ครม. ที่ให้ก็ให้แค่ ๑๓ กิโลเมตร แล้วก็เป็นเรื่องของ การทําทางรถไฟยกระดับเท่านั้นเอง แต่ก็กลับเป็นว่าเปลี่ยนมาเป็น ๖๓.๓ กิโลเมตร มีทั้งรถไฟ มีทั้งรถไฟชุมชน มีทั้งทางยกระดับ เปลี่ยนไปหมดเลย อันนั้นก็ผิดตั้งแต่เบื้องต้น แล้วว่า ครม. สมัยนั้นก็แก้ไขอะไรต่าง ๆ จนผิดพลาดมาโดยตลอด หรือแม้กระทั่ง การที่ ครม. อนุญาตให้บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) มีสิทธิในการทําสัญญา ได้รับเลือก ในการทําสัญญา ทั้ง ๆ ที่มีบริษัทเดียวที่ยื่นมาก็ทําได้ บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) และบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทต่างด้าวก็สามารถมาทํา สัญญาได้ทั้ง ๆ ที่ก็ผิดหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๘๑ ก็ทําได้ ผิดมาโดยตลอด ฟังแล้วน่าเศร้าใจว่าประเทศไทยมีคนที่เห็นแก่ได้ และสามารถ ที่จะทําผิดกฎหมายได้ในทุกระดับ ประเทศไทยนี่น่าอนาถใจนะท่านประธานครับ เพียงคนไม่กี่คนแต่ก็ทําให้เรามีความรู้สึกว่าเราต้องมาเสียเงิน ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ล่าสุด ตามคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๒ ให้จ่ายเงินให้ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นเรื่องที่ แปลกประหลาดและพิสดารมาก ทั้งที่เห็นอยู่ว่ามันผิดกันมาเป็นขั้น ๆ ทําผิดกันมาจนกระทั่ง แทบจะทุกกระทรวงเกี่ยวข้องหมดเลยครับ แทบจะทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องหมด ที่เอื้อให้กับ การทําสัญญาที่ผิดรูปผิดร่าง และวิปริตเช่นนี้ ประเทศไทยต้องเสียเงินมากมาย ตามคําพิพากษา จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ แต่ว่าผมก็ยังนึกว่าถ้ามีคนทําผิด ทําทุจริตสักคนหนึ่ง ก็ยังพอมองเห็นว่าเป็นเรื่องที่บกพร่องกันได้ หรือว่าเป็นความชั่วเฉพาะตัว แต่นี่ชั่วทุกระดับ เลยครับท่านประธาน ความชั่วทุกระดับไปจนถึง อย่าให้พูดเลยเดี๋ยวจะโดนฟ้อง แต่อะไรกัน ขนาดนี้ท่านประธาน ท่านประธานฟังผมพูดนี่ท่านก็คงจะอเนจอนาถใจเหมือนกันนะครับ ชี้แจงตั้งแต่ต้นมาจนถึงจบเมื่อสักครู่นี้ และยิ่งถ้าฟังท่านพีระพันธ🔗

ผมนี่จดทุกตัวอักษรที่ท่านพูดนะครับ พยายามที่จะทํา ความเข้าใจว่าอาจจะเกิดขึ้นเพราะคนชั่วบางคน แต่เมื่อมาเห็นแล้วนี่ความชั่วนี้เกิดทุกระดับ ตั้งแต่ระดับหัวหน้าคณะรัฐบาล ระดับรัฐมนตรี ระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการ ระดับการรถไฟ แห่งประเทศไทย ระดับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของกระทรวงพาณิชย์ที่รับจดทะเบียน มิถูกต้อง ไปจนถึงเรื่องของอนุญาโตตุลาการ เรื่องของศาล แม้แต่ศาลปกครองและ ศาลปกครองสูงสุด ผิดทุกระดับเลยครับท่านประธาน มีการทุจริตทุกระดับ สิ่งหนึ่งที่ผม อยากจะให้ท่านประธานที่ได้ศึกษาปัญหาเรื่องนี้ได้เปิดเผยต่อเราสักนิดหนึ่ง ท่านพูดถึง เรื่องของ ครม. ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๒ อันมีท่านชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี มีท่านมนตรี พงษ์พานิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อันนั้น ผมเข้าใจ แต่สิ่งที่ท่านพูดตอนหนึ่งที่ว่ามีบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการถ่ายทํานี้ไม่กี่คน ตั้งแต่ ปี ๒๕๓๓ ถึงปัจจุบัน ท่านประธานครับตรงนี้ผมสงสัย และผมอยากให้ประธานคณะกรรมาธิการ หรือท่านที่เป็นประธานในการศึกษาเรื่องนี้ต้องเปิดเผยในที่ประชุม ครม. อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เพื่อที่จะจารึกว่าคนไหนที่จะต้องทําให้ประเทศไทยสูญเสียเงินขนาดนี้ คนไหนที่สามารถ บงการได้ตั้งแต่ต้นจนจบนี่ ซึ่งส่วนใหญ่ตายกันไปหมดแล้วนะครับ แต่ยังคงหลงเหลืออยู่ คนนี้ที่ยังหลงเหลืออยู่อยากรู้จริง ๆ ครับ อยากจะให้พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ ได้รับทราบชื่อบุคคลผู้นี้จริง ๆ ว่าคือใคร ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอันวาร์ สาและ และตามด้วยท่านสงวน พงษ์มณี นะครับ เชิญครับ🔗

นายอันวาร์ สาและ ปัตตานี

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าอย่างที่ ท่านผู้อภิปรายก่อนหน้าผมได้อภิปราย งานนี้คงมีคนชั่วจริง ๆ ครับ เพราะถ้าไม่ชั่วจริงก็คง ไม่ทําให้เกิดค่าเสียหายจํานวนมหาศาลขนาดนี้ครับ ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมแปลกใจ กับประเด็นนี้ก็คือว่ามันเป็นข่าวมานานมาก และเป็นคดีที่เกิดขึ้นมาแล้ว ๓๐ ปี แต่นั่นไม่เป็นไรหรอกครับท่านประธาน ผมไม่คิดว่าจะย้อนหลังตรงนั้น คิดว่าหลังจากนี้ไป เราจะต้องเดินไปอย่างไรที่ประเทศไม่เสียหาย ในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ท่านประธานครับ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ตอนที่รัฐบาลมีมติพิจารณาในเรื่องของการซื้อเรือดําน้ํา และเป็นคนหนึ่ง ที่ไม่เห็นด้วยกับการซื้อเรือดําน้ํา และผมก็ยกเคส (Case) ของเหมืองทองอัครา ซึ่งกําลังสู้ความอยู่ ว่าสิ่งเหล่านี้อันนั้นไม่เป็นไรหรอกครับยังสู้คดีกันอยู่ แต่เรื่องที่จบแล้ว ที่สู้คดีกันจนจบ ที่เห็นไปตามข่าวคือเรื่องของโฮปเวลล์นี่แหละครับ เพราะว่าผลการพิพากษาของ ศาลปกครองสูงสุด คือรัฐต้องจ่ายและถึงที่สุดแล้วเหมือนคําพิพากษาของศาลฎีกา ฝ่ายรัฐจะต้องจ่ายที่เขาเรียกร้องก็คือ ๒.๔ หมื่นล้านบาท นี่เป็นจํานวนเงินที่มาก และคําพิพากษาอันนี้ศาลปกครองสูงสุดก็ได้ชี้ขาดว่าตัวเลขนี้เราก็ต้องจ่ายพูดตรง ๆ ครับ แต่ทีนี้ไม่นับเงินก้อน มีดอกเบี้ยที่เดินอยู่ด้วยครับท่านประธาน ดอกเบี้ยที่เดินที่เกิดขึ้นนี่ เท่าที่ผมอ่านตามที่กระแสข่าวที่รายงานก็คือรู้สึกตัวเลขจะประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ บาท ต่อวัน เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าสิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องทําก็คือว่า ทําอย่างไรที่จะต้องหยุด จํานวนเงินก้อนนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดอกเบี้ยที่เดินอยู่ทุกวัน ผมคิดว่าถ้าหยุดดอกเบี้ยตรงนี้ได้ เพราะว่า อย่างที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้เป็นคําพิพากษาสิ้นสุดของศาลแล้วว่าเราจะต้องชําระ เรามีทางอื่น นอกเหนือจากนี้ได้อีกไหมครับ ผมว่าที่ท่านกรรมาธิการพีระพันธุ์ได้ชี้แจงมา ผมก็ได้ รู้รายละเอียดค่อนข้างจะลึกซึ้งแต่ก็สับสนไปด้วยในตัวครับ ท่านลองคิดดูว่าในกรณีของ ผู้ที่เขาชนะคดีแต่ปรากฏว่าวันนี้สิ่งที่แปลกมากว่าเขาไม่ได้เรียกร้องที่จะรีบบังคับคดี ซึ่งเหตุผลผมก็ไม่ทราบได้ว่าเขาเป็นเพราะอะไร อาจจะประเด็นหนึ่งไม่แน่ใจว่าจะ มีการคุกคามหรือไม่ หรืออาจจะคิดว่าตัวเขาไม่ได้เสียหาย ปล่อยเวลาไปเรื่อย ๆ ตัวเลข ไม่ได้หายครับ ก็นับเป็นดอกเบี้ยเพิ่มไปเรื่อย ๆ จํานวนเพิ่ม วันเพิ่ม ตัวเลขนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือจะเป็นประเด็นนี้หรือเปล่าเขาถึงไม่กระตือรือร้นในการที่จะบังคับคดีตรงนี้ ผมคิดว่า เงินก้อนนี้เป็นสิ่งที่สําคัญต่อประเทศเราตอนนี้มาก เพราะในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้สิ่งที่ เราต้องการคือเม็ดเงินที่จะทําให้พี่น้องประชาชนได้อยู่ดีกินดี แล้วก็เกิดความเชื่อมั่น ในการลงทุน แต่เหตุที่เกิดวันนี้ผมตั้งข้อสงสัยอย่างหนึ่งว่าเมื่อมีคําตัดสินอย่างนี้ แล้วปรากฏว่า วันนี้เราไม่ได้มีการรีบชําระและดอกเบี้ยเดินไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันคนที่เป็นนักลงทุน ต่างประเทศเขาจะมองอย่างไรในพื้นที่ตรงนี้ เพราะว่าอะไรครับ บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ชนะคดี แต่วันนี้ก็ยังไม่มีผลต่อทางคดีที่เขาจะได้รับชําระตรงนั้น ผมคิดของผมเองว่าถ้าเป็นนักลงทุน ที่ประเทศอื่นเขาคิดว่าถ้าเขาลงทุนแล้วเกิดข้อพิพาทในบ้านเรา ถ้าเคส (Case) ของเขา เกิดในกรณีอย่างนี้ถามว่าจะมีใครกล้ามาลงทุนในประเทศเราครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในกรณีของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้สร้างมา แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องรับเรื่องนี้ ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีอันนี้ก็จะเป็นผลงานของท่านอีกเรื่องหนึ่ง วันนี้ หยุดรายจ่ายตรงนี้เลือดไหลเรื่อย ๆ วันละ ๒,๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อวัน ไปเรื่อย ๆ ปีหนึ่ง ณ วันนี้จนถึงวันที่เขาพิพากษา เราเสียไปแล้ว ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ถ้าเราได้หยุด ตรงนี้ ซึ่งท่านจะไปเจรจาอย่างไรสุดแล้วแต่นะครับ ให้เงินก้อนนี้หยุดแล้วก็ไม่ต้องรับภาระ เพิ่มไปจากนี้ ผมก็คิดว่าเป็นทางหนึ่งที่รัฐบาลควรจะทํา แล้วก็เป็นผลงานที่รัฐบาลสามารถ พูดว่าเงินก้อนนี้รัฐบาลได้รักษาผลประโยชน์ของภาษีพี่น้องประชาชนได้ ผมก็แปลกใจว่า ท่านกรรมาธิการพีระพันธุ์ก็ต้องบอกว่าท่านเคยอยู่พรรคเดียวกับผมแล้วก็เป็นคนที่ผมนับถือ แต่ท่านครับวันนี้ผมสับสนมากเรื่องนี้ว่ากรณีท่านพีระพันธุ์ก็เคยเป็นอดีตของศาล และข้อมูล ที่ท่านได้พูดไป ผมเองไม่ได้จบทางกฎหมายหรอก แต่ถ้าสมมติว่าในกรณีของท่านผมดูแล้ว เหมือนกับว่าผมไม่สามารถที่จะว่าคําพิพากษาตกลงเราจะเอากันอย่างไรดีครับ และถ้าท่าน มีความรู้สึกอย่างนี้แล้ว พวกเราทั้งหมดที่เป็น ส.ส. ผมคิดว่าผมมีความรู้น้อยด้อยกว่าท่าน แน่นอนครับ เรื่องเหล่านี้เราจะวางตัวอย่างไร และค่าเสียหายที่เพิ่มขึ้นทุกวันนี่ ต้องมี คนรับผิดชอบหรือไม่ และใครเป็นผู้รับผิดชอบครับ อันนี้ก็เป็นคําถามที่ผมถามท่านนะครับ และผมคิดว่าขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีรีบเถอะเรื่องนี้ ท่านไม่ได้ทํา แต่ถ้าสมมติว่าท่านยัง ปล่อยปละ อันนี้อาจจะเป็นผลงานชิ้นโบว์ดําของรัฐบาลได้นะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสงวน พงษ์มณี ตามด้วยท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญครับ🔗

นายสงวน พงษ์มณี ลําพูน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน เขต ๑ ผมตามเรื่องนี้มานานมาก แล้วก็เพิ่งมาเข้าใจ อย่างถ่องแท้เมื่อทางคณะกรรมาธิการได้ให้ท่านอาจารย์พีระพันธุ์มาพูดโดยละเอียด ผมเองไม่คิดอยากจะพูดอะไรในเรื่องนี้เพราะว่ารู้สึกตัวเองมีความรู้น้อย แต่ว่ามีหลายเรื่อง ที่ผมอยากจะพูดต่อสภาแห่งนี้ผ่านท่านประธานไปว่า วันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะสังคายนา เรื่องของกฎหมายต่าง ๆ ที่มันย้อนแย้งกันตลอดเวลา ถ้าวันนี้มีผู้กล่าวว่าคําพิพากษา ของศาลปกครองชั้นต้นก็ผิด ศาลปกครองสูงสุดก็ยังใช้ไม่ได้ต้องโต้แย้งโดยระบบอื่น เนื่องจากว่า มันผิดมาแต่ต้น จากข้อมูลตรงนี้นับจากวันนี้ไป นานไป ๑ วัน คือ ๒,๔๐๐,๐๐๐ บาท ที่รัฐต้องเสียให้เขา ตัวนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องมีการเจรจากันหรือไม่สําหรับคนที่รับผิดชอบ เรื่องต่อไปครับ ทุกอย่างดูเหมือนว่าผ่าน ครม.ตลอดตั้งแต่ต้น แต่มาวันนี้เราบอกว่ามันไม่ใช่ ข้อตกลงนี้ผิดจากที่ ครม. ก็แสดงว่าองคาพยพของรัฐไทยก็ทําผิดร่วมกันมาแต่ต้น ทําไม ครม. บอกว่าคุณทําไม่ถูก ทําไมไม่โต้แย้งตั้งแต่ตอนแรก ตั้งแต่ทํางานครั้งแรก อนุมัติ เท่านั้นข้อเท่านี้ข้อแต่ไปทําเกิน หรืออยู่ ๆ ก็มีการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาร่วม ทําเปิดเผย ไม่ได้ทําแบบลับ ๆ ล่อ ๆ มีหลักฐานมีอะไร ถ้าสมมุติเรายุติว่าเราไม่ต้องใช้ เพราะเขาผิดกฎหมายมาแต่ต้น ความน่าเชื่อถือของรัฐเราจะอยู่ตรงไหน การลงทุนเดี๋ยวนี้ ลงทุนกันไม่มีขอบเขต ไม่มีเขตของประเทศแล้วครับ ลงทุนกันไปทั่วหมดแล้ว แล้วเขาก็ ระมัดระวังเรื่องข้อกฎหมายเหมือนกันหมด ผมพูดประเด็นนี้ทําไม ผมอยากให้ปัจจุบันนี้ ครม. มติของท่านเป็นสิ่งที่องคาพยพของรัฐต้องปฏิบัติตาม ยิ่งตอนนี้เราเป็นรัฐราชการ ยิ่งต้องปฏิบัติตามหมดเลย บ่อยครั้งมากครับ ต้องขอเอ่ยชื่อ ท่านอาจารย์พีระพันธุ์ครับ ที่ผมเจ็บปวดเพราะเราบริหารประเทศโดยความเห็นทางกฎหมายของฝ่ายกฎหมายรัฐบาล ไม่ได้เอาสารบัญญัติของกฎหมายมาบริหารประเทศ วันนี้ผมฟังดูแล้วเหมือนกับว่าตอนนั้น ใช้ความเห็นของคนนอก ครม. ไปทํา และ ครม. ก็รู้แต่ไม่ทําอะไรเลย วันนี้พอเราแพ้ เราบอกว่าเราไม่ยอมรับ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๓ ผมได้รับฟังหรือว่าผมฟังผิด เหมือนกับว่าแนวทางปฏิบัติของศาลปกครองสูงสุดที่นับอายุความเป็นแนวทางที่ผ่าน การประชุมใหญ่ของศาลปกครองมา ถ้าตรงนั้นใช้ไม่ได้ผมว่าหนักนะครับ หนักมาก เพราะว่า ศาลฎีกาล่าสุดก็มีแนวทางสําหรับการรับฟ้องหน่วยงาน ๆ หนึ่งขึ้นมาว่าถ้ากระบวนการ สอบสวนไม่ชอบรับฟ้องได้ เป็นแนวทางครับ เหมือนผมกําลังถามตัวเองว่าศาลเคยวางว่า ถ้ายึดอํานาจมาแล้วเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ผมก็ดูว่าทําไมศาลมีแนวทางอย่างนี้ ก็ไปปรากฏว่า คําพิพากษานี้หรือแนวทางนี้เกิดขึ้นในชั้นที่มาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นบอกว่า อํานาจ อธิปไตยมาจากประชาชนหรือมาจากปวงชน คือเป็นของที่ใครยึดมาได้ มาจากประชาชนได้ คนนั้นก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ พอมาวันนี้ถ้าผมจะโต้แย้งเรื่องนี้ผมก็บอกว่าเดี๋ยวนี้อํานาจอธิปไตย เป็นของประชาชน เพราะฉะนั้นใครยึดอํานาจมาก็ไม่ได้ รถนั้นเป็นรถของผมใครเอาไป ก็ยังเป็นรถของผมอยู่เหมือนเดิมนี่คือแนวทางที่วางไว้โดยศาล ซึ่งต้องมีการประชุมกันแล้ว และมีตัวกําหนดออกมา ในประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นไปได้ไหมครับ เราตรวจสอบกฎหมาย และขอเสนอแก้กฎหมายในสมัยของพวกเรา วันนี้ผมก็ไปร่างเพิ่งเสร็จ ร่างเกี่ยวกับกรณีของ ศาลปกครองเรื่องการให้อํานาจในการให้เบี้ยเลี้ยง ให้ค่าประชุมของศาลปกครองสูงสุดฟังมาศาลปกครองให้แนวทางอะไรหลายอย่าง ผมเห็น อนาคตว่าเขาใช้ระบบไต่สวนในการพิจารณาคดีก็ดีใจอย่างหนึ่งว่าอย่างนี้มันก็ดีขึ้น และผม ก็ยกตัวอย่างให้เห็นว่าศาลปกครองวันนี้ กรณีผู้ว่าราชการจังหวัดลําปางถูกสั่งให้ออกหมดเลย ตอนนี้คืนสิทธิให้หมดเพราะผมเห็นว่าศาลปกครองก็ให้ความเป็นธรรม กรณีของท้องถิ่น ที่จังหวัดลําปางก็เหมือนกัน ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่าผู้ว่าราชการจังหวัดผิด ผมพูดเรื่องนี้มันเกี่ยวกับเรื่องที่ท่านกําลังนําเสนอไหม มันเกี่ยวครับ ผมคิดว่าศาลทุกศาล มีแนวทางของตัวเองอย่างชัดเจน ในเรื่องนี้ถ้าหากว่าเราบอกว่าแนวทางนี้ไม่ถูกเราจะแก้ ทําได้ครับ เพราะเราเป็นผู้บัญญัติกฎหมาย เป็นผู้ตรากฎหมาย แต่ว่าเรื่องที่ผ่านมาเราจะแก้ ย้อนหลังได้หรือ และแก้นี่บอกว่าศาลได้รับฟ้องเพราะไม่ได้เป็นบริษัทมาแต่ต้น เรื่องนี้ใครผิด คนฟ้องก็ต้องผิด ครม. ตอนนั้นก็ต้องผิด ผิดด้วยกันหมด เหมือนการบุกรุกป่า ไปไล่รื้อไล่อะไรเขา เขาไม่ได้เสกมาเหมือนลิเกนี่ พอบุกรุกวันนี้พรุ่งนี้เป็นโครงสร้างเต็มไปหมดเลย ก็มีกระบวนการ ทํามาอย่างเปิดเผยพอวันนี้ว่าทุบ ให้ไปทุบเลย นี่คือวิธีการบังคับใช้กฎหมายของรัฐไทย ที่ถูกต้องอย่างนั้นหรือ ผมพูดทั้งหมดนี่นะครับ ผมศึกษารายละเอียดอย่างมากที่เหมือนกับ ท่านอันวาร์ต้องขออนุญาตเอ่ยชื่อท่าน เพราะเราศึกษาเรื่องนี้มาด้วยกันพอสมควร ไม่จําเป็น อีกแล้วเพราะว่าผมดีใจที่ท่านอาจารย์พีระพันธุ์ซึ่งผมเคารพท่านมาก แล้วก็ท่านได้อธิบาย เห็นชัดเจนมาก แต่ที่ผมต้องลุกขึ้นมาพูดและขออนุญาตพูดเพียง ๒ ประเด็นเท่านั้น ประเด็นแรก ท่านประธานครับ ผมขอบคุณท่านประธานชวน และท่านประธานทุกท่าน ที่กรุณาเอาเรื่องของการรับทราบมาเป็นภารกิจของเรา และที่กรุณาผลักดันให้คณะกรรมาธิการ สามัญและวิสามัญนําเรื่องมารายงานต่อสภาซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ผมคิดว่ามากกว่าสภาก่อน ๆ ที่ผมอยู่ ท่านครับ นี่ท่านทําดีอยู่แล้วก็ทําต่อไป แต่ที่ผมจะถามกับท่านว่าและคําตัดสินที่ว่านี้ ณ วันนี้เรามีสิทธิที่จะเสนอบอกว่าเราไม่เห็นด้วย มีกระบวนการต่อสู้และผลของมันเราจะรอ ให้ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ต่อวัน ๒,๔๐๐,๐๐๐ ต่อวัน ปีหนึ่ง ๘๗๐ กว่าล้านบาท ตัวนี้ใครจะต้อง รับผิดชอบดําเนินการ ผมเห็นว่ากระทรวงคมนาคมต้องไปเจรจาต้องไปคุยก่อนเอาอย่างไร จะจบโดยการเจรจาหรือว่าเราจะหาทางไม่ใช้หนี้เขาเลยเพื่อให้เราเป็นที่ยอมรับของ คนทั้งโลกในการลงทุนอย่างนั้นหรือ นี่เป็นคําถามจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบ้าน ๆ แบบผมนี่ครับ ไม่มีความรู้อะไรมาก ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิสิฐครับ🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการนะครับ โดยเฉพาะท่านประธานอนุกรรมาธิการที่ได้มี การศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดทําให้เราได้เห็นภาพต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านของกฎหมาย ผมก็อยากจะขออนุญาตให้ข้อมูลในมุมมองที่ผมได้เคยสัมผัสมานะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสําหรับคนรุ่นหลังที่อาจจะเกิดไม่ทัน เพราะเรื่องนี้เกิดมาแล้วร่วม ๓๑ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ปี ๒๕๓๓ นะครับ ในช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟูมาก เราก็อยาก ที่จะเป็นเสือตัวที่ ๕ พยายามจะเปิดเสรีต่าง ๆ แล้วก็การลงทุนก็ไหลมาเทมาอย่างมากมาย เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วก็มีผลอย่างมากมายทั้งในเรื่องของปัญหา การขาดแคลนทรัพยากรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของปัญหาความเป็นอยู่ของผู้คนนะครับ ในกรุงเทพมหานครนี่ ปัญหารถติดรุนแรงมากในช่วงนั้น เพราะฉะนั้นการที่กระทรวงคมนาคมเห็นโอกาสตรงนี้ในการที่จะแก้ปัญหาของการขนส่ง ปัญหารถติด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถไฟเหล่านี้ก็ดีหรือทางด่วน ซึ่งช่วงนั้นก็ต้องยอมรับว่า ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความรีบร้อน รวมไปถึงโครงการสื่อสารด้วยโทรศัพท์ ๓ ล้านเลขหมาย วิธีการต่าง ๆ อย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ประทานโทษขอเอ่ยนามนะครับ ท่านพีระพันธุ์ ได้กล่าวนี่ถูกต้องครับ ได้มีการให้โครงการต่าง ๆ เหล่านี้เกิดอย่างไม่ค่อยถูกต้อง เป็นที่มา ของความไม่พอใจของประชาชน มีการกล่าวกันว่าเป็นการให้โครงการที่เรียกว่าอภิมหาโพรเจกต์ (Project) ต่าง ๆ มากมาย เป็นความรู้สึกของประชาชนว่ามีการคอร์รัปชันเกิดขึ้นในช่วงนั้น และในปี ๒๕๓๔ เดือนมีนาคม ก็เป็นเหตุให้เกิดการปฏิวัติหรือการรัฐประหารของ รสช. เหตุผลข้อแรกที่เขาอ้างก็คือมีการให้โครงการอภิมหาโพรเจกต์ (Project) ยังไม่โปร่งใส อันนี้ คือเป็นที่มาของการที่ทหารเข้ามากระทําการรัฐประหาร เพราะฉะนั้นผมก็จะขอย้ําประเด็นที่ ผมเคยกล่าวว่าปัญหาการเมืองของบ้านเราทุกวันนี้ มักจะเกิดจากการที่รัฐบาลในช่วงหนึ่ง ๆ มีการทํางานที่ไม่โปร่งใสจนกระทั่งประชาชนเอือมระอา แล้วก็เป็นเหตุให้ผู้ฉวยโอกาสเข้ามา ทําการรัฐประหารครองอํานาจ นี่คือเป็นสิ่งที่เราต้องถือเป็นบทเรียนที่จะไม่ให้เกิด เมื่อเกิด รัฐประหารแล้วก็มีการตั้งรัฐบาลพลเรือนโดยท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน เข้ามา ผมเองก็ได้มีส่วนได้รับรู้เห็นถึงการพยายามจะแก้ไขปัญหาตอนนั้น โดยการเรียกผู้ที่ได้รับ สัญญามาเจรจา บางสัญญายังไม่ได้มีการลงนาม ก็มีการรื้อสัญญาเกิดขึ้น แต่กรณีของ สัญญาโฮปเวลล์ ได้มีการลงนามไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นในช่วงของ ท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ เจ้าของก็คือนายกอร์ดอน วู ก็พยายามที่จะมาต่อรองขอ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แล้วก็ขู่รัฐบาลว่าจะถอนสัญญา เป็นประเด็นทางความเชื่อมั่น ของเศรษฐกิจที่ทําให้รัฐบาลลําบากใจมากในช่วงนั้น ซึ่งรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ก็ยืนกรานที่จะไม่ให้มากไปกว่าที่ได้เคยให้ไปแล้ว คือเราโอนเนอร์ (Owner) สัญญาที่เคยให้ แต่จะมาขอใหม่นี่ไม่ให้ ซึ่งนายกอร์ดอน วู ก็ยอมรับแล้วก็ได้เดินหน้าในการก่อสร้างโครงการ ต่อไป หลายท่านในที่นี้อาจจะได้เกี่ยวข้องว่าใครที่อยู่ในแวดวงการเงินช่วงนั้น ก็จะเจอ นายกอร์ดอน วู มาขอกู้เงิน ผมเองก็ประสบด้วยตนเองเหมือนกัน แต่ทางเราก็ไม่ให้ เพราะเห็นว่าโครงการนี่ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โครงการก็เดินไปเรื่อย ๆ โดยมีการ สร้างตอม่อต่าง ๆ เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่เรียกกันว่าบีทีโอ (BTO) คือเป็นโครงการที่เขาออกแบบเอง สร้างเอง กําหนดทุกอย่างเอง โดยที่ฝ่ายรัฐหรือการรถไฟ แห่งประเทศไทยไม่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของการออกแบบ เพราะฉะนั้นไม่มีแบบแผน ไม่มีกําหนดเวลาว่าจะเสร็จเมื่อไร เพราะฉะนั้นที่เราบอกว่าเขาล่าช้า ๆ นี่เป็นความรู้สึก ของเราเอง เขามีหน้าที่ว่าภายใน ๓๐ ปีนับแต่ลงนามเขาต้องทําให้เสร็จ แต่ถ้าทําไม่เสร็จ เขาก็ต้องเสียประโยชน์เอง เพราะแต่ละปี ๆ เขาต้องจ่ายเงินให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย ปีละประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ คือการรถไฟแห่งประเทศไทยนั่งเฉย ๆ ไม่ทําอะไร แต่ได้เงินจากโฮปเวลล์ปีละ ๖๐๐ ล้านบาท โดยที่ถ้าเกิดช้าก็เป็นปัญหาของเขาเอง เพราะฉะนั้นตอนที่คณะรัฐมนตรีในช่วงของท่าน พลเอก ชวลิต วันที่ ๓๐ กันยายน ยกเลิก โครงการ ผมเองก็แปลกใจมากว่าทําไมไปยกเลิก เพราะในสายตาของพวกเรา เราไม่ได้ เสียหายอะไร ในเมื่อเขาล่าช้าก็เป็นเรื่องของเขา และเราก็ไม่มีสิทธิที่จะไปขีดเส้นว่าเขาช้า หรือไม่ เพราะการเขียนโครงการหรือการก่อสร้างเป็นเรื่องของเขา อันนั้นก็เป็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้น ไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็เข้าใจว่าเมื่อเดือนมกราคม อันนี้ผมมองอีกข้างหนึ่งนะครับ ท่านอาจจะต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ผมก็เข้าใจว่านักกฎหมายที่มาขอแก้ไขเขาเติมอย่างนี้ตรงท้ายว่า ยกเลิกโดยให้เป็นไปตาม กระบวนการของกฎหมายต่อไป ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเรื่องที่ศาลอาจจะไปตีความเองหรือใครจะไปตีความเอง แต่ผมไม่ยืนยันท่านลองไป ตรวจสอบดูว่าผู้ที่จะขอแก้มติ ครม. ครั้งนั้นคงจะไม่กล้าหรือไม่อยากที่จะเขียน เลยอ้างว่า ล่าช้าเพราะไม่มีอะไรจะมาวัด เพราะการทําโครงการเป็นลักษณะบีทีโอ (BTO) ที่เขา ออกแบบเองสร้างเอง แต่ถ้าไปบอกว่ายกเลิกเฉย ๆ โดยให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ต่อไปก็คือเป็นการเขียนกลาง ๆ อันนี้ผมขออนุญาตตั้งเป็นประเด็นแต่ไม่ยืนยัน ทีนี้ข้อสังเกต ของท่านผมก็ขออนุญาตให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าในข้อ๒ ปัญหาเรื่องของมติ ครม. ก็อยากจะขอเสริมว่าสิ่งที่น่าแก้ไขก็คือเรื่องของการที่คณะรัฐมนตรีเมื่อมีการลงมติแล้ว ไม่มี การเขียนรายงานการประชุมที่มีการรับรอง พูดง่าย ๆ ก็คือเลขาธิการ ครม. ท่านก็เขียนมติ ของท่านเองแล้วก็ส่งไปตามหน่วยงานต่าง ๆ ผมเองเจอกับตัวเองว่าในที่ประชุม ครม. ว่าอย่างหนึ่ง แต่มติ ครม. ที่เลขาธิการ ครม. เขียนเป็นอีกอย่างหนึ่ง ผมต้องไปตามแก้อีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรแก้ไข ควรปรับปรุงในระบบบริหารราชการแผ่นดินของเราก็คือ เมื่อมีการประชุม ครม. แล้วควรต้องมีการเขียนรายงานการประชุม แล้วก็รับรองรายงาน การประชุมอีกครั้งหนึ่งเหมือนกับที่เราทํากันในการประชุมในที่ต่าง ๆ อันนี้เป็นจุดอ่อน ที่ผมคิดว่าต้องมีการแก้ไข และประการสุดท้ายเรื่องของ ข้อ ๓ ข้อสังเกตของท่านในเรื่องของ การไปตรวจสอบข้อมูล ผมก็อยากขอเพิ่มว่าในการดูข้อมูลจริง ๆ บริษัทนี้เป็นบริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกง เขาต้องมีการเปิดเผยข้อมูลที่มากมายด้วยกัน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องไปตรวจสอบว่าสิ่งที่เขาเรียกมานี่สอดคล้องกับรายงานที่เขามีอยู่ ในรายงานประจําปีของเขาหรือไม่ อันนี้ก็จะเป็นวิธีการหนึ่งที่เราจะดูรายได้ แล้วก็ท้ายที่สุด ผมก็เห็นด้วยกับเราก็ต้องดูแลเรื่องนี้ แล้วก็เอาคนที่กระทํามิชอบมาลงโทษให้ได้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ กรรมาธิการมีอะไรชี้แจงไหมครับ เชิญครับ🔗

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ คณะทํางาน ผมขออนุญาตตอบท่านสมาชิกว่าเรื่องนี้ จากข้อสังเกตที่ท่านให้ความเห็นไปว่ามีผู้กระทําความผิดจากการศึกษาของคณะทํางาน กับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และจะไปจบอย่างไร ผมเรียนท่านอย่างนี้ให้เกิดความชัดเจน ขณะนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมา ชุดหนึ่งเป็นมติ ครม. ด้วย คณะนี้จะสะสางเรื่องบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งหมด เหมือนคดี คลองด่านที่ผมเคยทํามาแล้ว คดีคลองด่านนั้นศาลปกครองสูงสุดตัดสินจนพวกเราเห็นว่า เป็นคําตัดสินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มแรก ขอให้เอา เรื่องนี้เข้าเป็นหลักฐานใหม่ แล้วพลิกคดีกลับมาจากคดีอาญาจนกระทั่งไปตั้งเป็นคดีใหม่ ศาลปกครองสูงสุดยอมรับถอนคําพิพากษาเรื่องคลองด่าน แล้วก็ยอมดําเนินคดี ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาคดีใหม่ เรื่องนี้ก็จะไปจบแบบนั้น แต่ว่าคณะทํางานชุดนี้ ที่นายกรัฐมนตรีตั้งจะมีทั้งดีเอสไอ (DSI) จะเป็น ป.ป.ท. จะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมด ต้องทํางานด้วยความรวดเร็วและโปร่งใส ให้คดีแพ่งเป็นคดีอาญาให้ได้ และคลองด่านนั้น คือไม่ได้ใช้คดีอื่นต่อ ใช้กฎหมายฟอกเงิน การทุจริตมาตรา ๓ (๕) ถือเป็นการฟอกเงิน และใช้กฎหมายตรงนี้จัดการกับคนที่ทําให้บ้านเมืองเสียหาย อันนี้คือประเด็นที่สรุปให้ฟังง่าย ๆ ประเด็นที่ ๒ ผมเคยสอบสวนเรื่องนี้เมื่อปี ๒๕๕๑ ในฐานะที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. และเป็นประธานอนุกรรมาธิการ แล้วก็ได้ดําเนินการเรื่องนี้จนกระทั่ง มีหลักฐาน อยู่ในสภาแห่งนี้เอาไปสู้กันในชั้นศาลปกครองกลางจนเป็นเหตุให้เราชนะมาแล้ว ในศาลปกครองกลางตอนนั้น เพราะฉะนั้นหลักฐานตรงนั้นยังเอามาใช้ได้ ให้เห็นว่ากระบวนการที่ไม่ชอบมาพากล เกิดขึ้นมานี่ จากข้อเท็จจริงและพฤติกรรมและข้อกฎหมายที่ทําผิดกันทั้งหมด สามารถ ดําเนินการได้ครับ ผมยืนยันว่าเรื่องนี้เรามีตัวอย่างทําแล้ว แล้วก็เราได้ดําเนินการมาแล้ว และทุกวันนี้ผมคาดว่าเรื่องนี้คงจะนําไปสู่เป็นคดีตัวอย่างคดีที่ ๓ ที่มีการต้องจ่ายค่าโง่ ไม่ว่ากรณีใครทําอะไรก็แล้วแต่ต้องรับผิดชอบตรงนั้นครับ ก็ขอกราบเรียนแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านพีระพันธุ์ เชิญครับ🔗

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ แล้วก็เป็นประธาน คณะทํางานชุดนี้ครับ ต้องขอบคุณท่านสมาชิกที่มีข้อสอบถามนะครับ🔗

ประการแรก ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าการทํางานของคณะทํางานชุดนี้ ตามกรอบที่ได้รับมอบมา คือไปศึกษาปัญหาข้อกฎหมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้นําเรียน ผ่านไปยังท่านสมาชิก เป็นประเด็นทางแง่ของผลทางกฎหมาย อะไรที่ถูกกฎหมาย อะไรที่ ผิดกฎหมาย กฎหมายว่าอย่างไร เราพูดไปตามนั้นครับ ส่วนผลทางคดีเป็นอย่างไรนั้น เราไม่ได้ไปพิจารณาว่าเป็นอย่างไร แต่เราพิจารณาว่าผลทางกฎหมายแต่ละเรื่องคืออะไร นี่ประเด็นที่ ๑ นะครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ผมได้ยินไม่ชัด แต่ผมได้ยินคล้าย ๆ กับว่ามีข้อสงสัยว่าเหตุที่ยัง ไม่มีการบังคับคดีมีไปข่มขู่หรือไปอะไรเขาหรือเปล่า ผมเรียนว่าไม่มีครับ และผมเชื่อว่า ไม่มีรัฐบาลไหนทําอย่างนั้น เพียงแต่ทรัพย์สินราชการไม่อยู่ภายใต้การบังคับคดี ตามกฎหมาย ทรัพย์สินราชการไม่ตกอยู่ในการบังคับคดี🔗

ประการต่อไปครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ศาลปกครอง การกระทําอะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมันเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ และก็เกี่ยวกับศาล หลายแห่ง วันนี้ในประเทศไทยเราไม่ได้มีแค่ศาลปกครองนะครับ เรามีศาลยุติธรรม เรามี ศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นอะไรที่จะเกี่ยวข้องกับศาลอื่นก็ยังอยู่ในอํานาจศาลอื่นที่จะพิจารณา วินิจฉัย เพียงแต่ว่าที่เราเสนอแนะผ่านไปก็คือว่ารัฐบาลควรที่จะไปดําเนินการตรวจสอบ ข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อที่จะใช้ดําเนินการให้หน่วยงานของรัฐปกป้องประโยชน์ของประเทศ ของประชาชน เหมือนที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้กล่าวขึ้นมา เราจะต้องรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเพื่อดําเนินการไปสู่ศาลอื่นด้วย ที่เราพูดกัน ศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นคือศาลปกครอง แต่ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจบที่ศาลปกครอง ยังมีประเด็นที่ต้องไปที่ศาลอื่นต่อ และโดยเฉพาะ ถ้ามีหลักฐานชัดเจน ดําเนินการได้ก็อาจจะต้องไปที่ศาลคดีทุจริตอีก เพราะฉะนั้นคดีเรื่องนี้ จึงไม่ได้จบเพียงแค่ศาลปกครอง อย่าไปคิดว่าศาลปกครองเขาชี้แล้วทําไมยังไม่จบ เพราะมีข้อ ยังจบไม่ได้อย่างไรครับ และยังมีข้อสงสัยและมีหลักฐานอีกหลายชิ้นหลายอย่าง และโดยเฉพาะ ที่ผมเรียนว่าถ้าทุกอย่างดําเนินการตามกฎหมายที่ผมบอก การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท มันไม่ชอบ เมื่อไม่ชอบมันเป็นโมฆะ เมื่อมันเป็นโมฆะการกระทําอะไรมันโมฆะตามหมดครับ แม้แต่คําฟ้องก็เป็นโมฆะ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลอื่นก็ต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ถึงได้นําเรียนว่าข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการขอให้ทางสภาส่งเรื่อง ต่อไปที่ทางรัฐบาลเพื่อที่ให้ทางรัฐบาลเขาดําเนินการต่อไป เพื่อเป็นการปกป้องประโยชน์ ของประชาชนของประเทศชาติเหมือนที่ท่านเป็นห่วง เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็เลยขอเรียน ทําความเข้าใจเพิ่มเติม🔗

ส่วนที่ ๒ ผมและคณะก็ประหลาดใจไม่ต่างจากท่านที่ทําไมเรื่องนี้เกิดขึ้นมา ตั้งนมนานไม่มีใครไปตรวจสอบเลยครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอส่วนหนึ่งของเราที่ได้เสนอ เอาไว้ก็คือบอกว่าจะต้องมีการปรับปรุงระบบการทํางานของสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อจะต้องติดตามการทํางานขององค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องปฏิบัติตามมติ คณะรัฐมนตรีว่าปฏิบัติได้ถูกต้องจริงแท้แค่ไหน จะต้องมีการดําเนินการอย่างละเอียด รอบคอบและจริงจังต่อไป ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นอย่างที่คดีนี้ที่เกิดขึ้น เราเห็นตรงกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าขอให้เป็นข้อสังเกตไปว่าให้เขาไปดําเนินการอย่าให้เกิดอย่างนี้ขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ท่านเป็นห่วงผมก็ขออนุญาตสรุปก็คือว่าเป็นอยู่ในเงื่อนไขข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการอยู่แล้ว ประการที่ ๒ ทรัพย์สินของรัฐบาลหรือราชการไม่ตกอยู่ในบังคับคดี ประการที่ ๓ คดีนี้ยังไม่จบแค่ศาลปกครอง ยังมีศาลอื่นรออยู่ เพียงแต่ว่าหน่วยงานที่มี อํานาจหน้าที่จะต้องรวบรวมข้อมูลหลักฐานตรวจสอบ แล้วก็นําข้อกฎหมายต่าง ๆ เหล่านั้น นําสู่ศาลที่เกี่ยวข้องต่อไป ก็ขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านวีระกรมีอะไรไหมครับ เชิญครับ🔗

นายวีระกร คําประกอบ นครสวรรค์

ท่านประธานที่เคารพ ผม วีระกร คําประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อสักครู่นี้ผมขอคําตอบจาก ท่านกรรมาธิการพีระพันธุ์ไว้ว่า ตัวละครที่ท่านพูดถึงตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ ถึงปัจจุบัน ท่านกล่าวว่า มีตัวละครอยู่เบื้องหลังไม่กี่คน พอจะบอกกับพวกเราได้ไหมครับว่าตัวละครพวกนี้คือใคร แล้วก็อยากจะฝากไปถึงท่านด้วยว่าได้นําเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาใช้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งผมในฐานะที่เคยเป็นประธาน และออกกฎหมายฉบับนี้ในช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรียึดทรัพย์ไอ้พวกชั่วพวกนี้ให้หมดเลยนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านพีระพันธุ์ พอที่จะเปิดเผยได้ไหม เชิญครับ🔗

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ผมขออนุญาตเรียนว่าการตรวจสอบของเรามีหลายอย่างบ่งชี้ น่าสงสัย แต่ว่าอย่างที่ผมเรียนระยะเวลาที่เราได้รับมอบมา ๓๐ วัน ประกอบกับเรามีอํานาจ ตามกรอบของระเบียบข้อบังคับของสภาแค่ศึกษาข้อกฎหมาย เราไม่สามารถสอบสวน หรือเรียกสํานวนหรือว่าเรียกบุคคลมาให้การยืนยันหรือว่าขอหลักฐานจากใครต่อใครมาได้ว่า นายคนนี้ผิดจริงอย่างที่เราตั้งข้อสังเกต เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ในกรรมาธิการถึงไม่ได้ระบุ แต่เป็นข้อสังเกตขอให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องมีอํานาจหน้าที่ไปทําการสืบสวน สอบสวน ขยายผลเอาคนนี้มาให้ได้ เพราะเขามีอํานาจที่จะเรียกเอกสาร เรียกพยานบุคคล เรียกอะไร แต่กรรมาธิการเราไม่มี โดยเฉพาะของผมนี่ได้รับมอบไปแค่ให้ไปดูข้อกฎหมาย เราก็บอกว่า ถ้ามีการกระทําความผิดแบบนี้จะต้องติดคุก จะต้องทําโทษ แต่ว่าจริงหรือไม่ขอให้รัฐบาล ไปตรวจให้ได้ เพราะฉะนั้นชั้นนี้ผมก็ต้องกราบขออภัยท่านประธานผ่านไปทาง ขออภัยเอ่ยนาม ท่านวีระกร ซึ่งผมคงเอ่ยนามตรงนี้ไม่ได้ แต่ถ้าเจอท่านข้างนอกผมจะบอกให้ฟังว่าเป็นใคร ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ หรือไม่ จากที่ได้ฟังการอภิปรายแสดงความคิดเห็นของท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านแล้ว ผมรับฟัง ได้ว่าสมาชิกทุกท่านเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ ผมจึงขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ผมขอถามที่ประชุมว่ามีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เมื่อไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ🔗

ท่านสมาชิกครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของ คณะกรรมาธิการเพื่อให้สภาพิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดําเนินการต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ รายละเอียดของ ข้อสังเกตปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ตามที่นั่งของ ท่านสมาชิกเพื่อประกอบการพิจารณาแล้ว🔗

ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตคณะกรรมาธิการ หรือไม่ แล้วก็เช่นเดียวกันเท่าที่ได้ฟังท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นก็เห็นว่า ท่านสมาชิกได้มีความเห็นด้วยกับทางกรรมาธิการมาโดยตลอด ฉะนั้นผมขอถามที่ประชุมว่า ผมจะขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามท่านสมาชิกว่ามีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอื่นหรือไม่ครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เมื่อไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการ ก็จะได้ส่งไปให้คณะรัฐมนตรีและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้นําไปสู่ การปฏิบัติต่อไป ผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการทุก ๆ ท่านนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

ต่อไปจะเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔.๕🔗

๔.๕ รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและ ปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนพิจารณาเสร็จแล้ว ที่ปรากฏมาตั้งแต่อดีตล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น ประเทศไทยจึงจําเป็นอย่างยิ่งต้องขจัดการกระทําดังกล่าวให้หมดไป และหาทางป้องกัน ไม่ให้มีการกระทําเช่นนี้เกิดขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งเพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ให้สอดรับ กับพันธกรณีระหว่างประเทศ ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงได้มีการพิจารณาศึกษา เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอเสนอรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา และขออนุญาตท่านประธานเชิญ นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ขึ้นกล่าวชี้แจงรายละเอียดของรายงาน ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗

เชิญท่านอาดิลันครับ🔗

นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติขออนุญาตรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ของคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม พิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้ บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... โดยมีการประชุมของคณะอนุกรรมาธิการจํานวนหลายครั้ง ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลรวมทั้งได้วิเคราะห์ศึกษาเปรียบเทียบและ บูรณาการสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติ จํานวน ๓ ฉบับด้วยกัน ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ของท่านรังสิมันต์ โรม เป็นผู้เสนอ ฉบับที่ ๒ เป็นร่างพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ฉบับประชาชน ที่เสนอ ผ่านกรรมาธิการ ฉบับที่ ๓ เป็นร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ฉบับของกระทรวงยุติธรรม🔗

เหตุผลและความจําเป็นในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ เพื่อต้องการให้มี กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย โดยกําหนดให้มีการค้นตัว การจับ หรือการคุมขัง การกระทําใด ๆ ต่อสิทธิเสรีภาพ ในร่างกายของบุคคลจะต้องมีการแจ้งสิทธิและจัดทําบันทึกการควบคุมตัวโดยที่ไม่มีการเลือก ปฏิบัติ รวมทั้งกําหนดให้ศาลเองเป็นกลไกสําคัญในการตรวจสอบการใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่ ของรัฐอันกระทบกระเทือนต่อเสรีภาพในร่างกายของบุคคล สร้างระบบความรับผิดและ ลบล้างวัฒนธรรมปล่อยให้คนผิดลอยนวล ตลอดจนมีกลไกสนับสนุนช่วยเหลือผู้ได้รับ ความเสียหายให้ได้รับความเป็นธรรมผ่านคณะกรรมการ🔗

สาระสําคัญของพระราชบัญญัติไม่ว่าจะเป็นบทนิยามเรื่องการทรมานที่มี การบัญญัติไว้ขยายความให้หมายถึงให้ได้มาซึ่งบุคคล การทรมาน การกระทําโดยเจตนา ไม่ว่าด้วยประการใดอันก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่กาย หรือจิตใจต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด เพื่อวัตถุประสงค์ให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคํารับสารภาพ จากบุคคล หรือบุคคลที่ ๓ ลงโทษบุคคลนั้นสําหรับการกระทําซึ่งบุคคลนั้นหรือบุคคลที่ ๓ ได้กระทําหรือถูกสงสัยว่าได้กระทํา ข่มขู่ ขู่เข็ญบุคคลนั้น หรือบุคคลที่สาม หรือด้วยเหตุ อื่นใดบนพื้นฐานของการเลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด แต่ทั้งนี้จะไม่รวมถึงการเจ็บปวด หรือความทุกข์ทรมานอันเป็นปกติจากการลงโทษทั้งปวง โดยชอบด้วยกฎหมาย นี่คือ บทนิยามของทรมานที่พยายามจะควบคุมในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ บทนิยามที่สําคัญ อีกบทหนึ่งก็คือการกระทําให้บุคคลสูญหาย ในกฎหมายในร่างฉบับนี้จะมีให้ความหมายถึง การควบคุมตัวหรือการกระทําด้วยประการใดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือโดยบุคคล หรือบุคคลที่ได้รับคําสั่งสนับสนุนหรือเห็นเป็นใจจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และได้มีการปฏิเสธว่า มิได้กระทําการดังกล่าว หรือปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคลนั้น หรือกระทํา ด้วยประการอื่นใดในทํานองเดียวกัน นี่คือบทนิยามที่สําคัญนะครับ ในส่วนของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทําให้บุคคลสูญหาย ซึ่งจะประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมการ ๑ คน และจะมีกรรมการอีก ๑๐ ท่าน กรรมการจะประกอบด้วย มีการสรรหาโดยจะมีคณะกรรมการสรรหาซึ่งประกอบด้วยประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานโดยตําแหน่ง มีอัยการสูงสุด มีผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ผู้แทนพรรคการเมือง และผู้แทนสื่อมวลชนร่วมเป็นคณะกรรมการสรรหาและคัดเลือก มาให้ได้ ๑๐ คน เป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการนะครับ หลังจากนั้นได้คณะกรรมการแล้วนําเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งถือเป็นกลไก สนับสนุนช่วยเหลือให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายได้รับความเป็นธรรมผ่านการช่วยเหลือ ทางกฎหมายเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และนําตัวผู้ที่เกี่ยวข้องมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทางอาญา และมาตรการชดเชยฟื้นฟูและเยียวยาความเสียหายทางร่างกาย จิตใจ และสังคม และการป้องกันไม่ให้การละเมิดเกิดขึ้นซ้ําอีก เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และพันธกรณีระหว่างประเทศ ส่วนหมวดของการป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหายนั้นกําหนดกรอบแนวคิดป้องกัน และปราบปรามการทรมานการกระทําให้บุคคลสูญหายไว้เพื่อให้เกิดความชัดเจน ในการ ปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติ ยืนยันหลักการที่รัฐจะต้องคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพในชีวิต และร่างกายของบุคคลโดยไม่เลือกปฏิบัติ การทรมาน การกระทําหรือลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ํายีศักดิ์ศรีและการกระทําให้บุคคลสูญหายจะกระทํามิได้ ซึ่งหมายถึง การที่รัฐเองจะต้องมีมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างมีประสิทธิผล ชดเชย เยียวยา คืนความเป็นธรรมให้กับผู้ได้รับความเสียหาย และสุดท้ายรัฐเองจะต้องดําเนินมาตรการ ที่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทําละเมิดซ้ําในเหตุการณ์เกี่ยวกับการซ้อมทรมาน หรือบังคับให้สูญหาย นอกจากนั้นแล้วจะมีบทที่ฝ่ายตุลาการเองในการตรวจสอบถ่วงดุล การใช้อํานาจโดยของเจ้าหน้าที่รัฐให้มีคําสั่งระงับหรือเพิกถอนการกระทําซึ่งกระทําต่อสิทธิ และเสรีภาพในชีวิตและร่างกายเช่นว่านั้นได้ ศาลยังมีอํานาจในการกําหนดวิธีการ ตามสมควรเพื่อคุ้มครองชดเชย เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการของ คณะกรรมการดังกล่าวข้างต้น ส่วนของการปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคล สูญหายนั้นได้กําหนดฐานความผิดทําให้บุคคลสูญหายไว้ กําหนดฐานความผิดการกระทํา ทรมาน กําหนดฐานความผิดลักษณะที่โหดร้าย การกระทําที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือ ย่ํายีศักดิ์ศรี แล้วก็มีเหตุเพิ่มโทษกรณีที่ความผิดของผู้ที่สมคบคิด ผู้ใช้ผู้สนับสนุนก็มีโทษ ที่จะต้องรับผิด ความรับผิดของผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลยก็มีโทษที่จะต้องรับผิด เหตุลดโทษจากการให้ความช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลกับเจ้าพนักงาน หรือทั้งหลายเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการสากลของอนุสัญญา กําหนดและยืนยันหลักการ ในเรื่องของหลักความรับผิดสากล หลักกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและ ความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา หลักสิทธิเด็ดขาด จะอ้างเหตุฉุกเฉิน อ้างเหตุ สงคราม อ้างเหตุความไม่สงบ ความมั่นคงมายกเว้นในการจะให้มีการละเมิดในการ ซ้อมทรมาน ในการบังคับให้สูญหายไม่ได้ หลักการไม่ส่งตัวกลับเพื่อไปเผชิญกับอันตราย กรณีที่มีการขอส่งตัวผู้ร้ายระหว่างประเทศไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการสากล และเป็นหลักประกันในการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคล สูญหายให้มีประสิทธิผล การป้องกันการทรมาน การกระทําให้บุคคลสูญหายนั้นกําหนดให้มี หน้าที่ควบคุม ผู้ที่มีหน้าที่ควบคุมตัวต้องให้สิทธิกับผู้ถูกควบคุมตัวและได้รับแจ้งสิทธิ ให้ทราบถึงสิ่งที่ตัวเองมีสิทธิ สามารถติดต่อกับญาติหรือบุคคลที่ไว้วางใจ และสามารถพบ ทนายความ ปรึกษาทนายความ และได้รับการตรวจร่างกายในขณะที่เริ่มต้นถูกควบคุมตัว โดยที่จะมีการกําหนดข้อสําคัญในการที่จะต้องบันทึก หลังจากควบคุมตัวแล้วให้เจ้าหน้าที่ ผู้ควบคุมตัวนั้นต้องแจ้งการควบคุมตัวต่อนายอําเภอและพนักงานอัยการแห่งท้องที่นั้น ๆ เพื่อเป็นมาตรการในการควบคุมตรวจสอบซึ่งกันและกัน กําหนดให้ญาติหรือบุคคลเพื่อประโยชน์ ของผู้ถูกควบคุมตัวหรือคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีสิทธิร้องขอให้เปิดเผย ข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมตัวได้ อันนี้มีบัญญัติไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นอกจากนั้นแล้วให้ศาลยุติธรรมเป็นกลไกในการตรวจสอบ การใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างระบบความพร้อม ความรับผิดและการลบล้างวัฒนธรรม ปล่อยให้คนผิดลอยนวล กําหนดให้ผู้เสียหาย พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พนักงานฝ่ายปกครอง คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการหรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกควบคุมตัวมีสิทธิ ยื่นคําร้องต่อศาลอาญาคือศาลยุติธรรมให้ยุติการกระทําความผิดทางกฎหมายนี้ได้ คําสั่งที่จะ ไม่เปิดเผยข้อมูลต้องเป็นกรณีที่ศาลได้เรียกคนที่ถูกควบคุมตัวมาสอบถามต่อหน้าศาลแล้ว และมีเหตุยกเว้นไม่ให้เปิดเผยข้อมูลตามกฎหมาย นั่นหมายถึงการให้หลักแล้วจะต้องได้รับ การเปิดเผย เว้นแต่มีกรณีจําเป็นที่มีการไต่สวนโดยศาลว่ามีเหตุจําเป็นอะไรที่ไม่สามารถที่จะ เปิดเผยข้อมูลที่ได้จากการควบคุมตัวได้ นี่คือเป็นหลัก เป็นข้อยกเว้นกรณีที่ไม่ให้มีการ เปิดเผยข้อมูล นอกจากนั้นแล้วในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กําหนดบทต้องห้ามรับฟัง พยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้น หรือได้มาเนื่องจากการกระทําความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้ แม้ว่าในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเองได้รับรอง หลักต้องห้ามรับฟังพยานหลักฐาน แต่ก็ยังคงเปิดช่องว่าให้มีการรับฟังพยานหลักฐาน ดังกล่าวได้ ซึ่งหลักดังกล่าวนั้นขัดต่อหลักการของอนุสัญญาที่ไม่ประสงค์ให้รับฟัง พยานหลักฐานที่ได้มาจากการทรมาน ในคดีในพื้นที่ขัดแย้งในประเทศไทยยังคงมีการรับฟัง พยานหลักฐานที่ได้มาจากการบังคับใช้กฎหมายที่มีการร้องเรียนว่ามีการซ้อม มีการทรมาน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีการระบุไว้เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ในการ ดําเนินคดีมีการรับรองความเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาเพื่อให้สามีหรือภรรยาหรือคู่ชีวิต หรือบุพการี ผู้สืบสันดานและผู้อยู่ในอุปการะทั้งนิตินัยและพฤตินัยสามารถมีส่วนร่วม ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้ สามารถได้เข้าถึงความเป็นธรรมได้ นอกจากนั้นแล้ว เรื่องกําหนดอายุความ เรื่องอายุความให้การกระทําความผิดฐานกระทําให้บุคคลสูญหาย เป็นความผิดต่อเนื่องตลอดเวลาจนกว่าจะเปิดเผยชะตากรรมหรือปล่อยตัวบุคคล ที่ถูกควบคุมตัวและการสืบสวนสอบสวนต้องดําเนินการอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะพบบุคคล ที่ถูกกระทําให้สูญหายหรือปรากฏหลักฐานว่าเขาคนนั้นได้ตายไป กําหนดความผิดฐาน กระทําให้บุคคลสูญหายและฐานกระทําทรมานไม่มีอายุความ กําหนดให้พนักงานอัยการ มีอํานาจสอบสวนคดีความตามพระราชบัญญัตินี้ และดําเนินคดีไม่ให้ดําเนินคดี ต้องอยู่ในอํานาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ การสั่งคดีหรือไม่ฟ้องคดี ให้เป็นอํานาจของอัยการสูงสุด นี่คือสาระสําคัญที่จะนําเสนอต่อที่ประชุมเพื่อจะได้พิจารณาให้ ในประเด็นของร่างพระราชบัญญัติ กําหนดรับรองสิทธิของผู้ได้รับความเสียหายให้ได้รับทราบ ถึงผลของความคืบหน้าคดี มีการกําหนดว่าสามารถจะติดตามความคืบหน้าของการติดตาม ของคดีที่มีคนที่เราติดตามเรื่องของสูญหายหรือซ้อมทรมาน รวมถึงให้เป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการในการที่จะให้ความช่วยเหลือกับบุคคลหรือญาติที่มีการติดตามด้วย เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นแล้วเมื่อศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุด กําหนดให้พนักงานอัยการ ร่วมกับคณะกรรมการมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทําความผิดให้กับผู้เสียหาย ได้ด้วย ช่วยเป็นคนทํางานในการเรียกร้องสิทธิให้กับประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากกรณี มีการซ้อมทรมานหรือบังคับสูญหาย คดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อยู่ในเขตอํานาจ พิจารณาคดีของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ นี่คือสาระสําคัญที่ใหญ่ ๆ บทกําหนดโทษนั้น ได้กําหนดโทษตามความร้ายแรงของการกระทําความผิดและรวมถึงผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีส่วนรู้เห็นในการกระทําความผิด ทั้งหลายนี้กําหนดเป็นบทความผิดและลงโทษ เพื่อประสิทธิผลในการป้องกันการปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ดําเนินการหรือเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกคุมตัวโดยมีวัตถุประสงค์ ขัดขวางการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนะครับ ร่างพระราชบัญญัติที่นําเสนอในวันนี้ นอกจากที่ได้นําเรียนในเบื้องต้นว่าเราพิจารณา จากอีก ๓ ร่างที่นําเสนอแล้ว ในปัจจุบันยังมีร่างพระราชบัญญัติที่นําเสนอโดย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและอยู่ในระหว่างการดําเนินการของสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้ บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ซึ่งนําเสนอโดยท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา กับคณะ และฉบับที่ ๒ เป็นร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... โดยท่านสุทัศน์ เงินหมื่น กับคณะเป็นผู้เสนอ ฉบับที่ ๓ เป็นร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... นําเสนอโดย ท่านสิระ เจนจาคะ กับคณะ ซึ่งเป็นร่างฉบับเดียวกันกับที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอ ในวันนี้ ปัจจุบันนี้ทั้ง ๓ ร่าง อยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเริ่มรับฟังความคิดเห็น ตั้งแต่วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๓ รับฟังความคิดเห็นก่อนที่จะนําเสนอกลับมาสู่ สภาผู้แทนราษฎร เข้าสู่กระบวนการต่อไป อีกฉบับหนึ่งเป็นร่างกฎหมายที่อยู่ในระหว่าง การพิจารณาของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นร่างของคณะรัฐมนตรี ปัจจุบันนี้ อยู่ในชั้นของกฤษฎีกา นี่คือสาระสําคัญและสถานการณ์ มาตรการในการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพเบื้องต้นของพี่น้องประชาชนในเรื่องของการไม่ให้มีการซ้อม ไม่ให้มีการทรมาน ไม่ให้มีการบังคับให้สูญหาย ในคณะกรรมาธิการเองได้มีการตั้งข้อสังเกตและมีข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมาธิการเพื่อเสนอต่อฝ่ายบริหารนะครับ จากการศึกษากฎหมายและรับฟัง ความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกมิติ เห็นว่ามีความจําเป็นอย่างเร่งด่วนในการ ตรากฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีบทบัญญัติ แห่งกฎหมายรับรอง ซึ่งจะเป็นการยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ให้เทียบเท่าสากล และสอดคล้อง สอดรับกับหลักการรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการ จึงจําเป็นอย่างยิ่งต้องยกร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นการบูรณาการ สาระสําคัญแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับประชาชน ฉบับของกระทรวงยุติธรรมเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นแนวทางสําคัญในการตรากฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทําให้บุคคลสูญหายของประเทศไทยต่อไป คณะกรรมาธิการจึงได้ทํารายงาน การพิจารณาศึกษา เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและ การกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... พร้อมนําเสนอต่อสภาในวันนี้ จึงเรียนมาเพื่อโปรด พิจารณา ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านสมาชิกที่แจ้งความจํานงที่อยากจะขออภิปรายนะครับ ผมขออนุญาตแจ้ง ให้ท่านทราบ ๓ ท่าน ๑. ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ๒. ท่านเพชรดาว โต๊ะมีนา ๓. ท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมอยากจะเริ่มจากการอ่านรายชื่อของผู้ที่เคยถูกซ้อมทรมานและผู้ถูกบังคับสูญหายที่เกิดขึ้น ในประเทศนี้ครับ แต่เนื่องจากว่าเวลาที่ได้จากท่านประธาน ๗ นาทีนั้น ผมคงไม่สามารถ อ่านทุกรายชื่อได้ทั้งหมดในเวลาจํากัด เพราะว่ามีคนที่ถูกซ้อมทรมานบังคับสูญหาย เสียมากมายเหลือเกินในประเทศแห่งนี้ ท่านประธานครับ รายงานฉบับนี้ที่ทางคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนศึกษามานั้น มีความสอดคล้องและสอดรับ กับอนุสัญญาระหว่างประเทศอยู่อย่างน้อยที่สุด ๒ ฉบับด้วยกันครับ ก็คืออนุสัญญาต่อต้าน การทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรี ที่เราเรียกกันว่าแคต (CAT) กับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคน จากการบังคับให้สูญหายหรือซีอีดี (CED) ผมมีประเด็นที่อยากจะอภิปรายสนับสนุนรายงาน ฉบับนี้อยู่ทั้งหมด ๓ ประการด้วยกัน🔗

ประการที่ ๑ รายงานฉบับนี้ยังไม่ได้พูดถึงการซ้อมทรมานหรือการบังคับ สูญหายที่ไปไกลกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนสัญชาติไทยและที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยเท่านั้น ผมเรียนย้ําแบบนี้กับท่านประธานนะครับว่าผมเคารพเรื่องของเขตอํานาจแห่งรัฐ หรือเขตอํานาจศาลของประเทศใดประเทศหนึ่งที่เราใช้คําในภาษาอังกฤษว่า สเตต จูริสดิกชัน (State Jurisdiction) แต่หลายกรณีที่เกิดขึ้นคือการบังคับสูญหายหรือการซ้อมทรมานของ พี่น้องที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือมาจากที่อื่นก็แล้วแต่แล้วมาอยู่ในประเทศไทย เช่นกรณีของพี่น้องผู้นําด้านแรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งวันนี้เราก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปจาก ประเทศเราแล้วกลับไปอยู่ที่ประเทศไหน ทั้ง ๆ ที่กําลังจะถูกรองรับจากยูเอ็นเอชซีอาร์ (UNHCR) ว่าเขาจะเป็นผู้ลี้ภัยที่ได้รับสถานะของผู้ลี้ภัยด้วยซ้ํา หรือในทํานองกลับกันสิ่งที่เรา เห็นมาในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาหรือหลายปีก่อนหน้านี้หลังรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ ก็คือ มีการบังคับสูญหายของคนสัญชาติไทยในประเทศอื่น ๆ ผมอยากจะขอความชัดเจน และอยากจะเรียนย้ําแบบนี้ว่าการสูญหายหลายครั้งของคนสัญชาติไทยในประเทศอื่น ๆ นั้น ปฏิเสธความเชื่อมโยงกับประเทศไทยไปเสียไม่ได้ แต่ผมไม่มั่นใจว่าทั้งตัวรายงานฉบับนี้ และร่างกฎหมายกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ ฉบับที่ทางคณะกรรมาธิการรับและเป็นข้อเสนอ ฉบับที่ท่าน ส.ส. นายรังสิมันต์ โรม ท่านใส่มาในนี้ ฉบับที่ประชาชนเสนอนั้นครอบคลุมไปถึง กรณีที่ผมได้สอบถามเมื่อสักครู่นี้หรือไม่ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ🔗

ในประการที่ ๒ รายงานกล่าวถึงกรณีสถานะของรัฐไทย แต่ไม่ได้พูดถึง สถานะของรัฐไทยในสายตาของสังคมระหว่างประเทศหรือในสายตาของสังคมนานาชาติ ผมเรียนท่านประธานแบบนี้ว่าการศึกษารายงานฉบับหนึ่งนั้นหนีไม่พ้นต้องเห็นภาพรวม และเชื่อมโยงบริบทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่นรายงานฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงการไม่เข้าเป็นภาคี สมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย ค.ศ. ๑๙๕๑ รายงานฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงเจตนารมณ์ หรือความมุ่งมั่นในการที่ประเทศไทยจะถอนข้อสงวน ข้อ ๒๒ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วย สิทธิเด็ก ทั้ง ๆ ที่ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกหลายท่านคงทราบดีว่า ณ ขณะนี้ทั่วโลก ๑๙๒ ประเทศนะครับ ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่ยอมถอนข้อสงวน ข้อ ๒๒ ภายใต้ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่เกี่ยวข้องกับสถานะของเด็กที่เป็นผู้ลี้ภัย รายงาน ฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงกรณีการตั้งคําถามจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือกรณีของรายงานที่เรียกว่ายูพีอาร์ (UPR) ฉะนั้นหนีไม่พ้นครับ ผมมองรายงานฉบับนี้ ในเชิงบวกว่าถ้าท่านได้ใส่ไปว่ากรณีศึกษาของท่านจะทําให้รัฐไทยนั้นถูกมองจาก พี่น้องประชาชนทั่วโลกว่าเราเป็นรัฐที่ยอมรับกติการะหว่างประเทศ เป็นรัฐที่ไม่ละอายใคร ก็จะทํารายงานฉบับนี้ให้ได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น อย่าลืมว่าประเทศไทยเคยถูกกล่าวหา จากเลขาธิการสหประชาชาติเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาว่าเราเป็น ๑ ใน ๓๘ ประเทศทั่วโลก ที่เป็นที่ น่าละอายด้านสิทธิมนุษยชน ภาษาอังกฤษใช้คําว่า เชมฟูล สเตต (Shameful state) นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ🔗

ประการที่ ๓ ในร่างกฎหมายที่ถูกแนบมากับรายงานฉบับนี้มีการพูดถึง หลักการระหว่างประเทศอยู่ ๓ หลักด้วยกัน หลักการประการที่ ๑ เรียกว่าความรับผิดชอบ สากล ยูนิเวอร์ซัล จูริสดิกชัน (Universal jurisdiction) หลักการที่ ๒ เรียกว่าหลักการ ความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือหลักอาญาตามหลักสิทธิเด็ดขาดที่เรียกว่า นอนดีโรเกชัน (Non-Derogation) หลักการประการที่ ๓ คือการห้ามมิให้มีการส่งกลับผู้ลี้ ภัยในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า นอนรีฟอลมอง (Non-refoulement) แต่สิ่งที่รายงานฉบับนี้ ไม่ได้กล่าว และทําให้ผมยังคลางแคลงใจอยู่ว่าร่าง พ.ร.บ. การป้องกันการปราบปราม การทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหายนั้น ท่านจะสามารถตอบโจทย์และรองรับ หลักการเหล่านี้ได้จริงหรือไม่ ผมยกตัวอย่างแค่หลักการเดียวที่เรียกว่าหลักการห้ามมิให้ มีการส่งกลับที่เรียกนอนเรฟอลมอง (Non-refoulement) เมื่อปี ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ประเทศไทยออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามา ในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลําเนา พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ มีผลบังคับใช้ ๑๘๐ วัน ก็ประมาณเดือนมิถุนายน ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ระเบียบตัวนั้นไปให้อํานาจในการใช้ดุลพินิจ ของกรรมการว่าตกลงจะส่งหรือไม่ส่งใคร จะให้ใครอยู่หรือไม่ให้ใครอยู่ ผมเกรงว่าการตั้ง คณะกรรมาธิการหรือกรรมการที่อยู่ในกฎหมายการซ้อมอุ้มหายและการบังคับให้สูญหาย ต่าง ๆ นั้นเกรงว่าก็จะเป็นการให้อํานาจดุลพินิจเช่นเดียวกัน ทั้งที่จริง ๆ หลักนี้ต้องเป็นหลักสิทธิเด็ดขาดครับ ฉะนั้นท่านตอบยืนยันกับผมได้หรือไม่ว่า ร่างกฎหมายที่ถูกแนบมาในรายงานฉบับนี้นั้นจะไม่ให้การใช้ดุลยพินิจแต่เป็นสิทธิเด็ดขาด ที่ท่านจะพิทักษ์สิทธิของคนไม่ให้ถูกทรมานหรือการไม่ให้มีการบังคับให้สูญหายครับ ผมจบแบบนี้ครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ รายงานฉบับนี้มีค่าอย่างยิ่งครับ เพราะท่าน ได้ยกร่างกฎหมายออกมาและเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้ร่วมลงนามไปแล้วร้อยกว่าท่าน สิ่งที่เสียดายอย่างยิ่ง เพื่อนสมาชิกทั้งหมดที่ลงนามมีจากทุกพรรคครับ แต่ร่างฉบับนั้น ยังไม่ได้ถูกบรรจุวาระ ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาซึ่งผมคิดว่าถ้าเราเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. ฉบับนั้นได้ นั่นคือความสง่างามของสภาแห่งนี้ นั่นคือการตอบโจทย์กับคนที่ถูกบังคับสูญหาย ต่าง ๆ ครอบครัวของเขาว่าไม่ควรมีใครที่ถูกกระทําแบบนี้อีกในแผ่นดินนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณเพชรดาว เชิญครับ🔗

นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ดิฉันสนับสนุนรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ด้วยเหตุผลหลัก ๒ ประการ🔗

ประการแรก ดิฉันเกิดมาจากครอบครัวที่มีคนในครอบครัวถูกบังคับให้ สูญหายถึง ๒ คน คนแรกคือคุณปู่ของดิฉัน หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ โต๊ะมีนา และคนที่ ๒ คือคุณลุง พี่ชายคนโตของคุณพ่อ คือนายอาหมัด โต๊ะมีนา และสหายและลูกศิษย์ของคุณปู่ อีก ๒ คน คือนายแวสะแม มูฮัมหมัด และนายเจ๊ะสาเฮาะ ยูโซ๊ะ รวม ๔ ชีวิต ที่ได้ไป รายงานตัวต่อตํารวจสันติบาลสงขลา เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๔๙๗ และหลังจากนั้น ครอบครัวก็ไม่ได้มีโอกาสพบบุคคลทั้ง ๔ อีกเลย ครอบครัวของเราได้ออกตระเวนตามหา และค้นหาความจริงเกี่ยวกับการหายตัวไปของหะยีสุหลงและพวก ทั้งติดตามไปยังสันติบาล สงขลา ไปพบผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีสมัยนั้น มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ได้รับคําตอบว่าทั้ง ๔ คน ได้เซ็นชื่อว่าถูกปล่อยตัวไปแล้ว และหะยีสุหลงกับพวกอาจจะ อยู่นอกประเทศไทย ในปี ๒๕๐๐ รัฐบาลได้เปลี่ยนขั้วอีกครั้งมาเป็น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีการรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาอีกครั้งได้มีการรับสารภาพว่า ได้สังหารบุคคลทั้ง ๔ คนในบังกะโลริมทะเลสาบสงขลา ได้นําศพไปผูกกับแท่งซีเมนต์ ในทะเลสาบสงขลาและทิ้งไว้ใกล้กับเกาะหนู-เกาะแมว ซึ่งเมื่อทุกอย่างกระจ่างได้มีการส่ง นักประดาน้ําลงไปงมหาศพแต่ด้วยระยะเวลาผ่านไปแล้ว ๓ ปี ทําให้ไม่พบศพหรือซากใด ๆ อีกแล้ว เหตุการณ์ที่ดิฉันกล่าวถึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๖๖ ปีที่แล้ว เวลาผ่านไปมีอีก หลายคดีที่มีการอุ้มหาย อุ้มฆ่าเกิดขึ้น อาทิ คดีทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายที่ว่าความ ให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งหายตัวไปในปี ๒๕๔๗ คดีของบิลลี่หรือ นายพอละจี รักจงเจริญ ในปี ๒๕๕๗ นายเด่น คําแหล้ ประธานโฉนดชุมชน ปี ๒๕๕๙ นายสุรชัย แซ่ด่าน ปี ๒๕๖๒ และล่าสุด นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๓ นั่นคือตัวอย่างของการอุ้มหายในสังคมไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน🔗

ส่วนเหตุผลประการที่ ๒ การทรมาน ซึ่งเป็นการทําร้ายร่างกายที่ยากมาก ที่จะหาพยานหลักฐาน ในช่วงแรกที่ดิฉันได้ลงไปรับเรื่อง ลงไปเยี่ยมผู้ที่ถูกซ้อมทรมาน สมัยที่ดิฉันรับราชการเป็นผู้อํานวยการศูนย์สุขภาพจิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสุขภาพจิตได้รับหนังสือจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ๓๔ คําร้อง ๔๑ ราย ในช่วงปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๕๓ เรื่อง ขอให้ประเมินสภาพจิตใจของผู้ที่ถูกทรมาน เยี่ยมได้เพียง ๒๐ ราย ไปเยี่ยมได้ที่บ้านบ้าง ที่เรือนจําบ้าง บางรายต้องย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร บางรายไม่พร้อมที่จะเปิดเผย เราพบความทุกข์ทรมานด้านจิตใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คําว่า ไซโคโลจิคัล ดิสเทรส (Psychological distress) หรือภาวะกดดัน ด้านจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นซึมเศร้าวิตกกังวลหรือโรคเครียดภายหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือพีทีเอสดี (PTSD) โพสทรอแมติก สเตรส ดิสออร์เดอร์ (Post-Traumatic Stress Disorder) สิ่งที่เขาขอคือความปลอดภัยค่ะ การที่จะได้รับค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรม อยากให้เอาชื่อเขาออกจากบัญชีดํา ต่อมามีการรวมตัวของเหยื่อผู้ถูกกระทําตั้งเป็นองค์กร เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี หรือแฮป (HAP) มีกลุ่มด้วยใจ มีองค์กรอื่น ๆ ได้ทํางานกัน เป็นระบบมากขึ้น ได้รวมกลุ่มกันเพื่อประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้น ดูแลเบื้องต้นได้ รวมทั้ง มีการส่งต่อทํากิจกรรมร่วมกัน ในปี ๒๕๖๐ ศูนย์สุขภาพจิตที่ ๑๒ กรมสุขภาพจิต ได้เชิญ ผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์จากกรมสุขภาพจิตเอง แม้ว่าจะเป็นอาจารย์ดาราวรรณ ต๊ะปินตา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทํากิจกรรมกลุ่มค่ะ แล้วเราก็พบว่าเมื่อมีการวินิจฉัย มีโรคทางจิตเวชประมาณ ๒๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยจากต่างประเทศนะคะ ท่านประธานที่เคารพคะ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราเชื่อว่าเวลามีการจับกุม มีส่วนที่กระทําความผิดจริง แล้วก็ยังมีส่วนที่จับแพะ จึงมีการใช้วิธีที่ได้มาซึ่งข้อมูลนั่นคือ การบังคับใช้โดยใช้ความรุนแรงและมีวิธีการซ้อมทรมานในโลกสมัยใหม่ที่ชื่อว่า ไวต์ ทอร์เชอร์ (White Torture) หรือทรมานสีขาวอาจเป็นวิธีที่เลวร้ายที่สุดของการทรมาน เพราะเป็นวิธีการทรมานทั้งอารมณ์ จิตใจ โสตประสาท และความรู้สึกทั้งหมด แทนที่จะ ทรมานทางกายเมื่อรอดชีวิตมา สิ่งที่ได้พบคือไม่มีบาดแผลทางกายค่ะ แต่มีบาดแผล ทางจิตใจกับประสบการณ์อันเลวร้ายตามมาหลอกหลอนตลอด ต้องได้รับการดูแลเยียวยา บําบัดรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ จากประสบการณ์ในครอบครัว จากประสบการณ์ในการทํางาน ที่ผ่านมา การทรมานและการอุ้มหายที่เกิดขึ้นในหลายกรณีนั้น ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมาย ที่มาบังคับใช้กับความผิดเรื่องนี้ โดยเฉพาะประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาคุ้มครองบุคคล ทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหาย เมื่อวันที่ ๙ มกราคม แม้ปัจจุบันได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา แต่ยังไม่มีสัตยาบันเป็นรัฐภาคีค่ะ ในสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปี ๒๕๖๐ ได้มีการลงมติ เห็นชอบในสัตยาบันอันนี้และรับรองอนุสัญญาดังกล่าว และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ อนุสัญญาที่มีชื่อที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติชุดนี้นะคะ ฉะนั้นดิฉันเห็นด้วยแล้วก็สนับสนุน กับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการเห็นว่ามีความจําเป็นเร่งด่วนในการ ตรากฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย ไม่เพียงแต่ เป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนประชาชนไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรองรับ แต่เป็นการยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในประเทศไทยและเทียบเท่ากับมาตรฐานสากลขอบคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกมลศักดิ์ครับ🔗

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เขต ๔ พรรคประชาชาติ ขออนุญาตอภิปรายแสดงความเห็นสนับสนุนรายงานการพิจารณาศึกษา ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหายของ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ขอเรียนตามตรงว่าผมในฐานะที่ทํางานด้านสิทธิมนุษยชนมานานนะครับ มีความคาดหวังแล้วก็ฝันมานานว่าประเทศไทยเราน่าจะมีกฎหมายเป็นการเฉพาะ เพื่อป้องกัน การซ้อมทรมานและบังคับให้สูญหาย ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สภานิติบัญญัติแห่งนี้ ในช่วงสมัยนี้กรรมาธิการกฎหมายยุติธรรมได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติจากการพิจารณา ศึกษา ซึ่งก่อนหน้านี้ตามที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้ชี้แจงก็มีส่วนของพรรคการเมือง หลายพรรค รวมถึงพรรคประชาชาติเองก็ได้ยื่นเสนอญัตติร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะมองสภาพปัญหาในประเทศไทยแล้ว ต้องยอมรับว่าการทรมานและบังคับให้สูญหาย มีมานานแล้ว ผมมีข้อมูลของสิทธิมนุษยชนและสันติธรรมของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลผู้สูญหายตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ถึง ปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ปรากฏว่ามีบุคคล สูญหายในประเทศไทยทั้งหมด ๑๑๑ คน จาก ๗๗ กรณี ๑ ในนั้นที่ผมจําฝังใจก็คือกรณี ที่ท่านสมาชิกเพชรดาว โต๊ะมีนา ได้พูดถึงคุณปู่ ท่านหะยีสุหลง โต๊ะมีนา ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ ที่อยู่ในความทรงจําของผมและพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่จดจําสําหรับ ผมเอง ไม่ลืมตลอดชีวิตก็คือในฐานะที่ทํางานร่วมกันกับท่านทนายสมชาย นีละไพจิตร ในนามประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมในขณะนั้น ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๗ ก็เกิดเหตุการณ์ การบังคับให้สูญหายแล้วก็หายตัวไป ไม่สามารถที่หาได้แม้กระทั่งศพจนถึงทุกวันนี้ หลายเหตุการณ์ที่ผมกล่าวถึงนี่คือสภาพปัญหาในอดีตของประเทศไทย แล้วก็มันก่อให้เกิด ปัญหาความขัดแย้งในสังคม ความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมยังมีอยู่ในประเทศนี้ สิ่งที่สามารถที่จะบรรเทาป้องกันได้ก็คือเราต้องมีกฎหมายเป็นการเฉพาะ โดยเฉพาะ รัฐธรรมนูญทุกฉบับ รัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ ฉบับที่ ๒๐ นี้ ก็ได้กําหนดในหมวด ๓ เรื่องสิทธิ เสรีภาพไว้ชัดเจน ในมาตรา ๒๘ วรรคสี่ ก็คือการทรมาน การทารุณกรรมหรือการลงโทษ ด้วยวิธีการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรมจะกระทํามิได้ แต่เรายังไม่เคยมีกฎหมายลูกประกอบ เพื่อป้องกันการทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ การซ้อมทรมาน มีมาหลายปี มีมานาน มีมาตลอด กับการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในเรื่องของกฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ผมดูร่างฉบับนี้แล้ว คํานิยามของร่างพระราชบัญญัติที่จากการพิจารณาศึกษา ในมาตรา ๔ ในเรื่องของการควบคุมตัว ผมอ่านคํานิยามในตรงนี้ ก็คือว่าให้หมายความถึง การเชิญตัวบุคคลไปสอบถามหรือซักถาม ตรงนี้น่าจะครอบคลุมถึงการบังคับใช้กฎหมาย พิเศษ ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กับกฎอัยการศึกที่ใช้อยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่รัฐบาลนี้กําลังใช้อยู่ควบคุมการชุมนุมของนักศึกษา เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมา การเข้าสู่กระบวนการซักถามสิทธิของผู้ถูกซักถามมีน้อยกว่าผู้ต้องหาตามวิธีพิจารณา ความอาญา แต่ถ้าดูร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้กําหนดสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวไว้ ๙ อนุด้วยกัน ในส่วนที่ ๓ หนึ่งในนั้นก็คือว่าต้องแจ้งให้ญาติของบุคคลที่ถูกควบคุมตัวทราบ ถึงวิธีการเคลื่อนย้ายหรือสถานที่ควบคุมตัว ยังมีอีกก็คือว่าปัจจุบันนี้คนที่ถูกเข้าสู่ กระบวนการซักถามตาม พ.ร.ก. นี้ ไม่สามารถพบทนายสองต่อสอง เหมือนเช่นผู้ต้องหา ตามวิธีพิจารณาความอาญา แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กําหนดสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัว สามารถพบทนายความได้ นี่คือกระบวนการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการซ้อมทรมานและ ยังมีอีกหลายมาตรา หลายหมวดที่สามารถป้องกันการซ้อมทรมาน โดยเฉพาะในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ผมไม่อาจที่จะอภิปรายในหลาย ๆ หมวด หลาย ๆ มาตราของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ด้วยเวลาอันจํากัด แต่กล่าวโดยสรุปก็คือว่าผมคาดหวังว่าในการประชุมสภาเราสมัยหน้า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้น่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาเรา แม้ว่าท่านสมาชิกบางท่าน อาจจะดูแล้วกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ครอบคลุมในหลาย ๆ ด้าน แต่ทําอย่างไรเราจะให้มี พระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่สภา เพื่อตั้งกรรมาธิการพิจารณาโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง แต่สําคัญที่สุด ประตูสภาต้องเปิดให้พระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่สภาให้ได้ในการประชุม สมัยหน้า เพราะเป็นกระบวนการป้องกันปราบปรามลดเงื่อนไขการสร้างความขัดแย้ง ในกระบวนการยุติธรรม สําคัญที่สุดก็คือว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะลบล้างวัฒนธรรมปล่อยคนผิดลอยนวล โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่กระทําการละเมิดต่อพี่น้องประชาชน และยังเป็นการยับยั้งการอุ้มหาย กับผู้เห็นต่าง โดยเฉพาะผู้เห็นต่างทางการเมืองที่รัฐใช้วิธีการบังคับให้สูญหายและการทรมาน เพื่อไม่ให้ดําเนินการกับผู้เห็นต่างในทางการเมืองและอื่น ๆ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการมีอะไรชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ🔗

นายน้ําแท้ มีบุญสล้าง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายน้ําแท้ มีบุญสล้าง ในฐานะที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ แม้เราจะมีบทมาตรา ที่ให้มีการแจ้งญาติ แจ้งสิทธิให้พบทนายความ แจ้งการควบคุม แต่ว่าวิธีการที่ดีที่สุด และเป็นจุดแข็งที่สุดของกฎหมายฉบับนี้ที่ป้องกันการซ้อมทรมานคือการป้องกันการจับขัง เอาไปไว้ในที่ลับ กฎหมายฉบับนี้จะบังคับให้เจ้าหน้าที่ที่ทําการจับ การขัง ต้องนําผู้ถูกจับ ผู้ถูกขัง เอามาที่แจ้ง วิธีการเอามาที่แจ้งก็คือการแจ้งนายอําเภอประจําท้องที่ การแจ้งอัยการ ประจําท้องที่ เพื่อให้มาตรวจสอบการจับทันที ดังนั้นเมื่อมีการจับ มีการขังเอาตัวบุคคลใดไป ญาติของผู้ถูกจับสามารถไปร้องเรียนต่อนายอําเภอ ร้องเรียนต่ออัยการว่ามีผู้ถูกจับ โดยเจ้าหน้าที่เอาตัวไป นายอําเภอและอัยการมีหน้าที่ที่จะต้องไปรอ ณ ที่ทําการของ เจ้าหน้าที่ที่ทําการจับกุม กรณีนี้คือกรณีที่เป็นจุดแข็งที่สุดของ พ.ร.บ. ฉบับนี้คือจับไม่ให้ เอาไปที่ลับ แต่จับให้เอามาขึ้นที่แจ้ง ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าสภาแห่งนี้จะเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ หรือไม่ จากที่ผมได้ฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกทุกท่านก็มีความเห็นเห็นด้วยกับรายงาน ของคณะกรรมาธิการ ฉะนั้นผมจึงขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ เพื่อขอถามที่ประชุมว่ามีสมาชิก ท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้าไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นผมถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับรายงานของ คณะกรรมาธิการนะครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุม เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการ ได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อให้สภาพิจารณาว่าเห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมจะได้ส่ง รายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดําเนินการต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ รายละเอียดของข้อสังเกตปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ตามที่นั่งของท่านสมาชิกเพื่อประกอบการพิจารณาแล้วนะครับ ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ แล้วจากการที่ผมได้ฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกก็ปรากฏว่าท่านสมาชิกที่อภิปราย ทุกท่านเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ดังนั้นผมจึงขออนุญาตใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ผมขอถามที่ประชุมว่ามีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้าไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมแห่งนี้ได้มีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการทุกท่านครับ จบแล้วครับ ต่อไป เป็นการพิจารณาเรื่องด่วน🔗

เรื่องด่วน🔗

๑. ร่างพระราชบัญญัติหอการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติหอการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มายัง สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาตามมาตรา ๑๓๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้มีการ วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามมาตรา ๗๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ คณะรัฐมนตรีจึงได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป รายละเอียดปรากฏ ตามเอกสารที่ได้จัดวางตามที่นั่งของท่านสมาชิกนะครับ🔗

ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาผมได้อนุญาตให้บุคคลภายนอก เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมสภาตามข้อบังคับ ข้อ ๗๖ จึงขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วม ชี้แจงในที่ประชุม ๑. นางสาวปัทมาวดี บุญโญภาส รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ๒. นายชัยวัธ มะระพฤกษ์วรรณ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ๓. นางสาวสุกัญญา ถนอมกล่อม นิติกรชํานาญการพิเศษ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า🔗

(ผู้ชี้แจงเข้าประจําที่)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรี แถลงหลักการและเหตุผลครับ เชิญครับ🔗

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ กระผมได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เสนอร่างพระราชบัญญัติหอการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในวาระที่ ๑🔗

อย่างไรก็ตามขออนุญาตท่านประธานได้กรุณาอนุญาตให้ผู้เข้าร่วมชี้แจง เพิ่มเติมอีก ๑ ท่าน คือ นางภาณุมาศ สิทธิเวคิน กรรมการร่างกฎหมายประจําสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา🔗

สําหรับความเป็นมาของร่างพระราชบัญญัติหอการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้น โดยเหตุที่พระราชบัญญัติหอการค้า พุทธศักราช ๒๕๐๙ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน สมควร แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติบางประการให้มีความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน โดยกําหนดหน้าที่ของหอการค้าในการดําเนินการต่าง ๆ เพิ่มขึ้น อันจะเป็นการส่งเสริม การค้าและการประกอบวิสาหกิจของสมาชิกได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งแก้ไขหลักเกณฑ์การเลิก หอการค้าโดยมติของที่ประชุมใหญ่ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ตลอดจนปรับปรุงอัตรา ค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ซึ่งกล่าวโดยสาระสําคัญของการแก้ไขนั้นมีด้วยกันทั้งสิ้น ๓ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ก็คือในเรื่องของการเพิ่มอํานาจหน้าที่ของหอการค้า ซึ่งหอการค้าที่ว่านั้นมีด้วยกัน ๔ ประเภท ประเภทที่ ๑ ก็คือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประเภทที่ ๒ ก็คือหอการค้าไทย ประเภทที่ ๓ ก็คือหอการค้าจังหวัด และประเภทที่ ๔ ก็คือหอการค้าต่างประเทศ ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเพิ่มอํานาจหน้าที่ให้กับหอการค้าทั้ง ๔ ประเภทดังกล่าว อํานาจหน้าที่ใหญ่ ๆ ที่มี การเพิ่มเติมไปจากกฎหมายฉบับเดิมก็คือในเรื่องของการเปิดโอกาสให้หอการค้าสามารถ รับรองเอกสารต่าง ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องของการให้การรับรองเอกสารที่ใช้ในทาง การค้าระหว่างประเทศ เช่น ใบรับรองภาษี ใบอนุญาตการส่งออก เป็นต้น โดยต่อไปนี้ ไม่จําเป็นต้องไปขออนุญาตจากกรมการกงสุลไทยให้การรับรองอีก เพราะหอการค้าสามารถรับรองได้ด้วยตนเอง นอกจากนั้นในการเพิ่มอํานาจก็คือ การเพิ่มอํานาจในการทําความตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ เปิดโอกาสให้ หอการค้าสามารถดําเนินการได้ และในประการถัดมาก็คือเพิ่มอํานาจให้หอการค้าสามารถ ที่จะตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทให้แก่สมาชิกของหอการค้าได้ต่อไป อันนี้ก็คือในเรื่อง สาระสําคัญของการแก้ไขในเรื่องการเพิ่มอํานาจ นอกจากนั้นก็เป็นการแก้ไขในเรื่องของ กรณีที่ถ้าจะมีการยกเลิกหอการค้าจากเดิมในกฎหมายปัจจุบันต้องใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง แต่ว่าของใหม่นั้นต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ และประการสุดท้ายก็คือเรื่องของ การแก้ไขค่าธรรมเนียมให้มีความทันสมัยแล้วก็สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมากขึ้น อันนี้ก็คือสาระสําคัญทั้งหมดของการแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายดังกล่าวนั้นจะทําให้หอการค้าสามารถดําเนินงานได้สะดวกขึ้น ตอบสนองต่อ การพัฒนาเศรษฐกิจและเป็นการส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของประเทศและ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศส่งผลดีต่อบรรยากาศในการลงทุน ทําให้เกิด การจ้างงานและรายได้จากการประกอบธุรกิจในประเทศและการสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่ภาคธุรกิจของไทยในเวทีการค้าโลกได้มากขึ้น ในนามคณะรัฐมนตรีจึงขอเสนอ ร่างพระราชบัญญัติหอการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติจะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ได้มีท่านสมาชิกเสนอรายชื่อเพื่อแสดงความจํานงที่จะอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ หอการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ๓ ท่าน เชิญท่านเกษมสันต์ มีทิพย์ และตามด้วยท่านวินท์ สุธีรชัย และท่านสุรสิทธิ์ นิติวุฒิวรลักษณ์ เชิญท่านเกษมสันต์ครับ🔗

นายเกษมสันต์ มีทิพย์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายเกษมสันต์ มีทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลจากจังหวัดพิษณุโลก ขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติ หอการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการแก้ไขพระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ. ๒๕๐๙ เพื่อให้มีความเหมาะสมกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ในสิ่งที่ พ.ร.บ. นี้ได้แก้ไขเข้ามามีเรื่องสําคัญ ๆ อยู่ประมาณ ๓ เรื่องเท่าที่ผมดู ก็คือเรื่องที่ให้หอการค้าเป็นสถาบันอนุญาโตตุลาการชี้ขาด ข้อพิพาททางการค้า รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาททางการค้า ทําความตกลง หรือความร่วมมือกับหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานรัฐและการรับรองการอนุญาตส่งออก รับรองเอกสารที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ แล้วก็ปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมให้เหมาะสม กับปัจจุบัน ซึ่งผมจะไม่ลงในรายละเอียดที่กําหนดมาใน พ.ร.บ. ซึ่งผมเห็นด้วยและผมถือว่า เป็นเรื่องดี ท่านประธานครับ หอการค้าเป็นภาคเอกชนองค์กรหนึ่ง ซึ่งมีการรวมตัวกัน ของภาคเอกชนหลาย ๆ องค์กร เช่น กกร. ก็จะเป็นคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ๓ สถาบัน และยังมีการรวมตัวกันของภาคเอกชนกับรัฐบาล เช่น กรอ. คือคณะกรรมการ ร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับประเทศ ในระดับกลุ่ม จังหวัดและระดับจังหวัด องค์กรภาคเอกชนเหล่านี้เป็นองค์กรที่เสมือนเป็นองค์กรหลัก ที่ช่วยกันร่วมกันพัฒนาประเทศและพื้นที่ตามภูมิภาคตามจังหวัดและกลุ่มจังหวัด มาโดยตลอด ข้าราชการที่เวียนมารับตําแหน่งโดยส่วนใหญ่มาแล้วก็ไป และโดยส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ แต่องค์กรเอกชนเหล่านี้ถึงแม้ว่าผู้บริหารที่เป็นประธานเวียนขึ้นมา รับตําแหน่งจะมีวาระในตําแหน่งคล้าย ๆ กับราชการก็ตาม แต่กลุ่มเอกชนเหล่านี้ก็ยังเป็นคนในพื้นที่ที่มีจิตสาธารณะที่ต้องการเห็นบ้านเมืองพัฒนาที่ดีขึ้น ตําแหน่งเหล่านี้เป็นตําแหน่งที่ไม่มีเงินเดือนเหมือนข้าราชการหรือเหมือนนักการเมือง รายได้ ของภาคเอกชนซึ่งเป็นองค์กรสาธารณะเหล่านี้ เป็นองค์กรที่ไม่ได้แสวงหากําไร มีรายได้มาอยู่ ๒ ทางคือ รายได้จากค่าสมาชิกและเงินบริจาค ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมาก ๆ สําหรับ องค์กรสาธารณะที่มาช่วยกันในการพัฒนาประเทศ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าการพัฒนา ต่าง ๆ ในจังหวัดพิษณุโลกหรือกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างมาจากการรวมตัวกันผลักดัน ของภาคเอกชน ซึ่งตรงกับมาตรา ๒๘ (๘) ในการแก้ไขนี้ หรือว่า (๓) เดิม คือให้คําปรึกษา เสนอข้อแนะนําแก่รัฐบาลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศหรือกลุ่มจังหวัด หรือจังหวัด ในพื้นที่นั้น ๆ ล่าสุดภาคเอกชนในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างก็ได้มีการร่วมมือกันจัดตั้ง ระเบียงเศรษฐกิจไลเมก (LIMEC) ขึ้นมา ซึ่งย่อมาจาก หลวงพระบาง-อินโดจีน-เมาะลําไย อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ (Luangprabang-Indochina-Mawlamyine Economic Corridor) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของภาคเอกชน อันประกอบไปด้วย หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของทั้ง ๓ ประเทศ ประเทศไทยก็จะมีกลุ่มจังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง ๑ ซึ่งประกอบไปด้วย จังหวัดตาก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดเพชรบูรณ์ มีภาคเอกชนจากสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาวที่อยู่ใน ๒ แขวง ก็คือ แขวงหลวงพระบางและแขวงไชยบุรี แล้วก็มาจาก สหภาพเมียนมาคือ รัฐกะฉิ่นกับรัฐมอญที่เมืองเมาะลําไย เพื่อทําความตกลงกัน ด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา และโลจิสติกส์ (Logistics) ล่าสุด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ๑ ทุกพรรคการเมืองนะครับ ท่านประธาน ได้มีโอกาสร่วมรับฟังข้อมูลจากนักวิชาการ สกสว. องค์กรที่สนับสนุน ภาคเอกชนมาตลอดอย่าง สสปน. และภาคเอกชนที่รวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มไลเมก (LIMEC) มาให้ความเห็น มาให้ข้อมูลกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกจังหวัดในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างก็ได้มีความเห็นร่วมกันว่าจะมีการตั้งญัตติ เพื่อให้มีการศึกษาให้จัดตั้ง เพื่อที่จะจัดตั้งพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ๑ เป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษ เหล่านี้ก็จะสอดคล้องกับ พ.ร.บ. ของหอการค้าที่จะทําขึ้นมา คือการให้คําแนะนํา ทั้งรัฐบาล แล้วก็ทั้งสภาผู้แทนราษฎร การที่เศรษฐกิจประเทศ จะฟื้นตัว รัฐต้องกระจายการพัฒนาในรูปแบบพื้นที่พัฒนาพิเศษไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในขนาดกลุ่มจังหวัดเพราะไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไปจึงจะทําให้เศรษฐกิจ ของประเทศในระดับฐานรากตามภูมิภาคต่าง ๆ ดีขึ้นและจะทําให้เศรษฐกิจของประเทศ โดยรวมดีขึ้น ที่อภิปรายมาทั้งหมดซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับหอการค้า เกี่ยวกับภาคเอกชน มาจนถึงตอนนี้เพราะเห็นว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับหอการค้า และเห็นด้วยกับการปรับปรุง แก้ไข พ.ร.บ. หอการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ เชิญครับ แล้วตามด้วยท่านเกียรติ สิทธีอมร แล้วก็ ท่านวีระกร คําประกอบ ครับ🔗

นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในส่วน ของการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งมีอยู่ ๓ หลักการ ที่ท่านรัฐมนตรีได้กราบเรียนไปแล้ว มีทั้งหมด ๖ มาตราด้วยกัน ซึ่งในส่วนของการแก้ไขนี้ เป็นการแก้ไขที่ไม่มาก แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสําคัญต่อการพัฒนาในเรื่องของหน้าที่ หอการค้าไทย ผมเรียนเบื้องต้นนะครับ หอการค้าเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าผู้ที่ได้ทําหน้าที่ เป็นสมาชิกอยู่ทุกวันนี้ เราต้องยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีความเสียสละ เพราะท่านไม่มีค่าตอบแทน นอกจากนี้ในเรื่องของการทํางานท่านก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะว่าพระราชบัญญัติ ในมาตรา ๒๙ (๑) ถึง (๙) ได้กําหนดเอาไว้แล้วว่าห้ามดําเนินการอะไรบ้าง เพื่อที่จะไม่ให้ มีประโยชน์ทับซ้อน การดําเนินงานของหอการค้า ผมเรียนว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่พวกเราทุกคน เข้าใจในความเสียสละอย่างดี พระราชบัญญัติหอการค้าซึ่งได้ดําเนินการให้หอการค้านั้น เป็นนิติบุคคล ได้เริ่มต้นเมื่อ ๕๔ ปีที่แล้ว ก็คือปี ๒๕๐๙ แต่ก็เรียนว่าในเรื่องของการรวมตัว ของสมาชิกหอการค้านั้น ได้มีการรวมตัวกันไม่น้อยกว่า ๘๕ ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นรูปของ กลุ่มชมรมใดก็ตาม ตรงนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทําให้เราได้มีโอกาสเห็น ทุกจังหวัดเรามีหอการค้า จังหวัด ซึ่งเป็นการรวมตัว แล้วก็ทําหน้าที่ให้มีความสอดคล้องกับหน้าที่ของหอการค้า ในมาตรา ๒๘ เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละจังหวัดซึ่งมีบริบทการค้า ที่มีความแตกต่างกัน สิ่งสําคัญที่สุดก็คือเรามีองค์กรหนึ่งที่ได้เป็นส่วนช่วยในเรื่องของ การสนับสนุนส่งเสริมการค้า เรื่องของการบริการ รวมทั้งในเรื่องของอุตสาหกรรม เกษตรกรรมทั้งหลายในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยการประสานกับสภาหอการและหอการค้าไทย เป็นที่น่าชื่นชมนะครับ ได้มีผลงานอยู่ตลอดเวลา และผมเองอยากเรียนว่านอกเหนือจาก การสนับสนุนสิ่งเหล่านี้แล้ว ในเรื่องของหอการค้าที่จะพยายามที่จะทําให้ระบบ ของการส่งเสริมการค้าอุตสาหกรรมเกษตรกรรมทั้งหลายมีความเป็นมาตรฐานขึ้น ในเรื่องของเอกสารในระดับต่างประเทศ การสนับสนุนในเรื่องของคุณภาพมาตรฐาน แล้วก็ในเรื่องของความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรของภาคเอกชนและของภาครัฐเป็นสิ่งที่ทําให้ การดําเนินงานของหอการค้านั้นมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผมเรียนว่าในการพัฒนา การทํางานของหอการค้านั้น ไม่ใช่ทําในเฉพาะภารกิจที่เป็นภาพรวมอย่างเดียว แต่ว่า หอการค้าในระดับจังหวัดเอง หรือสภาหอการค้า หรือหอการค้าไทยเอง ก็ได้มีการคิดค้น ต่อการที่จะทําให้การส่งเสริมสนับสนุนในภารกิจเหล่านี้ได้มีความก้าวหน้าไปอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรที่มีการปรับ แล้วก็มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น ในเรื่องของสินค้า ท้องถิ่นที่หอการค้าเองก็พยายามดูในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าพื้นบ้าน สินค้าที่จะสนับสนุน ในเรื่องของการขายในระบบออนไลน์ (Online) ซึ่งก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าในปัจจุบัน มีการดําเนินการมากขึ้น มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นในภาวะของไข้หวัดโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากเรียนว่าการพัฒนาสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่หอการค้า ได้ดําเนินการอย่างต่อเนื่องเสมอมา ผมเรียนว่านอกเหนือจากในเรื่องของหน้าที่ที่ผมได้ กราบเรียนไปแล้ว ในส่วนที่เป็นการเพิ่มใหม่ในหน้าที่ในมาตรา ๒๘ นี่ ผมคิดว่าเป็นสิ่งสําคัญ ต่อการที่เราดําเนินงานไปแล้วนะครับ เราก็ไม่อยากที่จะเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่าง สมาชิก ผมเรียนว่าแม้ว่าจะมีการแก้ไขในมาตรา ๒๘ (๖) ที่หอการค้าจะทําหน้าที่ สถาบันอนุญาโตตุลาการ โดยการจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางการค้า แม้ว่าในวันนี้โดยความเป็นจริงสมาชิกไม่มีการเรียกว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้ ก็จะเป็นการรองรับในเรื่องของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ผมเรียนว่าเดิมที ก่อนการจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาท มีกฎหมาย มีระเบียบอะไรค่อนข้างเยอะ ที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งผมขออนุญาตยกตัวอย่างว่า มีพระราชบัญญัติ อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มีอนุญาโตตุลาการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของการค้าไทย ของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มีระเบียบเกี่ยวกับในเรื่องของอนุญาโตตุลาการมากมาย ทั้งในระบบประกันภัย แล้วก็ ในระบบของตลาดหลักทรัพย์ที่มีอยู่ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าการตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยก็จะเป็น สิ่งหนึ่งที่สภาหอการค้านั้นจะได้มีการดําเนินการเพื่อให้สอดรับกับพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทปี ๒๕๖๒ ซึ่งได้มีการจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยเหล่านี้ในการรองรับกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็เป็นช่องทางหนึ่งในการที่จะแก้ปัญหาข้อขัดแย้งในอนาคต นอกเหนือจากนี้ ผมอยากเรียนว่าหอการค้าเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องการความมั่นคง การที่มีการแก้ไขในส่วนที่ ให้เลิกหอการค้าโดยใช้มติที่มีจํานวน ๓ ใน ๔ ผมถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นการสร้างความมั่นคง ให้กับองค์กร ส่วนในประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากกราบเรียนก็คือประเด็นของเรื่องภาษี ความจริงมีคนถามว่าทําไมต้องไปกําหนดไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่เขียนเป็นอนุบัญญัติ แต่ผมเรียนว่าสภาแห่งนี้ในอดีตเราต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องการที่จะให้ สภาผู้แทนราษฎรได้รับรู้ว่าค่าธรรมเนียมเหล่านี้เป็นภาษีของแผ่นดิน แล้วก็เป็นภาระ ของผู้ที่จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นสภาแห่งนี้จึงได้มีโอกาสได้พิจารณาในโอกาสนี้ต่อไป ผมเรียนด้วยความสนับสนุนว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสําหรับ พี่น้องประชาชนและของสมาชิก ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเกียรติ สิทธีอมร เชิญครับ🔗

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอร่วม อภิปรายในร่าง พ.ร.บ. แก้ไขหอการค้า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหอการค้า ก็เรียนท่านประธาน นิดหนึ่งนะครับ พอดีในเอกสารที่สมาชิกได้รับมีบทสรุปสําหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในข้อนี้ในหน้าที่ ๒ พอดีสรุปแบบย่อไปนิดหนึ่งกลัวจะเข้าใจผิด ที่นี่เขียนว่าแก้ไขเพิ่มเติม ให้หอการค้าประกอบวิสาหกิจได้ ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่ แก้ไขเพิ่มเติมตรงนี้แค่ถ้อยคําในช่องที่ห้าม ในมาตรา ๒๙ ซึ่งห้ามทําอะไรบ้าง อันนี้เพื่อประโยชน์ของสมาชิก และท่านประธานเอง เวลาอ่านเอกสารบทสรุปของสภาจะได้ไม่เข้าใจผิดนะครับ ทีนี้ในส่วนของเนื้อหาจริง ๆ วันเกิดคือปี ๒๕๐๙ พอโตขึ้นมาหน่อยแก้ไขปี ๒๕๕๐ และตอนนี้ก็ถึงเวลาก็ยังเป็นผู้ใหญ่อยู่ ยังไม่แก่ ก็ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกสักนิดหนึ่ง ทําไมถึงต้องแก้ไข ให้มันตรงครับ ให้มันตรง กับงานที่ทําจริง ๆ ที่ผ่านมามีหลายเรื่อง ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้นมีพัฒนาการไปเรื่อย ๆ ก็พบว่า บทบาทของหอการค้าเองถึงแม้จะมีสถานะที่เป็นองค์กรไม่แสวงหากําไร แต่ทําภารกิจ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อมวลสมาชิกที่เป็นภาคธุรกิจ เพราะฉะนั้นเมื่อมีหลายเรื่อง ที่ได้มีพัฒนาการที่ต้องเป็นภารกิจหลักหรือเป็นภารกิจเสริมของหอการค้า ก็มีความจําเป็น ที่จะต้องปรับปรุงให้กฎหมายนั้นสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หลายเรื่องที่ดําเนินการ โดยหอการค้าก็เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน บางเรื่องก็เป็นนโยบาย ของภาครัฐ บางเรื่องก็เป็นเรื่องของกระทรวงที่อยู่ในกํากับดูแล ที่มีหน้าที่กํากับดูแล หอการค้าก็มอบหมายให้ทางหอการค้าไทยนั้นมีหน้าที่มีบทบาทในการที่จะเข้าไปพูดคุยดูแล แล้วก็ให้ความรู้กับสมาชิก เพราะฉะนั้นบทบาทเปลี่ยนก็ถึงเวลาที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง กฎหมายให้มันสอดคล้อง โดยเฉพาะในมาตรา ๒๘ ที่พูดถึงภารกิจที่สําคัญ ๆ เดิมมี ๕ วงเล็บเท่านั้น ก็ปรับปรุงให้มันสอดคล้องกับความจริง ณ วันนี้ก็คือ ๑๑ วงเล็บ ทีนี้ไม่ว่า จะอย่างไรก็แล้วแต่ผมก็ยังยืนยันความเป็นนิติบุคคลที่เป็นองค์กรไม่แสวงหากําไรนั้น ยังเป็นสิ่งที่สําคัญในแง่ของความเป็นหอการค้าไทย ซึ่งก็สอดคล้องกับมาตรฐานของหอการค้าในทุกประเทศนะครับ ทุกประเทศก็เป็นลักษณะนี้ ไม่ได้มีอะไรผิดแปลกแตกต่าง แล้วก็ยืนยันด้วย มาตรา ๓๐ ของ พ.ร.บ. นี้ ถึงแม้ไม่ได้อยู่ ในเอกสารฉบับนี้นะครับ แต่มาตรา ๓๐ ระบุไว้ชัดเจน ไม่ได้เปลี่ยนแปลง คือห้ามมิให้ หอการค้าแบ่งปันผลกําไรหรือรายได้ให้แก่สมาชิกหรือดําเนินการในทางการเมือง เพราะฉะนั้นก็เห็นได้ชัดว่าบทบาทก็คงเป็นองค์กรที่ร่วมมือกับรัฐ หรือร่วมมือกับรัฐบาล ร่วมมือกับกระทรวงในการที่จะช่วยทําให้มวลสมาชิกซึ่งเป็นภาคธุรกิจนั้นสามารถดําเนินการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการเพิ่มพูนขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นกระบอกเสียง ให้มวลสมาชิกไปยังรัฐบาลในการออกแบบนโยบายต่าง ๆ นะครับ บทบาทของหอการค้า ท่านประธานคงทราบในกรอบของ กรอ. ซึ่งหอการค้าเป็นส่วนหนึ่งของ กกร. กรรมการ ร่วมภาคเอกชน ๓ สถาบัน มีบทบาทโดยตรง มีกฎหมายรองรับ เพราะฉะนั้นแน่นอนครับ เราต้องทําให้หอการค้าเข้มแข็ง แล้วก็อันนี้ก็ถือว่าเป็นก้าวหนึ่งของการปรับปรุงกฎหมาย นอกเหนือจากนั้นผมคิดว่าภารกิจของหอการค้าเองก็ควรได้รับการสนับสนุนในเรื่อง ของงบประมาณ ในเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นกิจกรรมที่สําคัญที่สร้างความสามารถให้กับภาคเอกชน ในการแข่งขันในโลกของโลกาภิวัตน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว🔗

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นภารกิจของหอการค้า ซึ่งอันนี้ผมก็กล่าวเรียนท่านประธาน ด้วยความภาคภูมิใจครับ คืออนุญาโตตุลาการ ผมเคยเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนในการปรับปรุงกติกา ของอนุญาโตตุลาการการค้าไทยให้ได้มาตรฐานเป็นสากล ตอนนี้กฎระเบียบของ การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการการค้าไทยนั้น สอดคล้องกับมาตรฐานของไอซีซี (ICC) หรือหอการค้านานาชาติแห่งกรุงปารีสร้อยเปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ต่างอย่างไรครับ ต่างกับ อนุญาโตตุลาการอื่น ๆ อย่างไรครับ ต่างตรงที่ว่ามีกรรมการในการกํากับดูแล มิใช่ปล่อยให้ เป็นเรื่องของตัวองค์คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้พิจารณาอย่างเดียว แต่กรรมการนั้นสามารถ เข้าไปกํากับดูแลการดําเนินการได้ ซึ่งอันนี้เป็นข้อที่เป็นจุดแข็งของกระบวนการ อนุญาโตตุลาการของการค้าไทย แล้วก็นอกจากนั้นก็มีการเพิ่มเติมในเรื่องของการไกล่เกลี่ย อันนี้เปิดช่องให้มีการไกล่เกลี่ยได้ในกรณีที่ความขัดแย้งนั้นสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ก่อนที่จะไปสู่กระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ อันนั้นก็เป็นอีกข้อหนึ่งซึ่งเป็นข้อดี แล้วก็มีคนใช้บริการของอนุญาโตตุลาการการค้าไทยกันพอสมควร ท่านประธาน คงไม่ทราบว่าคนที่เป็นอนุญาโตตุลาการของอนุญาโตตุลาการการค้าไทยนั้น หลายท่าน ก็ไปเป็นอนุญาโตตุลาการของเวทีระหว่างประเทศด้วยครับ และด้วยบทบาทของหอการค้า และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยที่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งหอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทย ทําให้ประเทศไทยเองมีบทบาทในหอการค้านานาชาติที่กรุงปารีส พูดง่าย ๆ หอการค้าโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง แล้วก็แม้กระทั่งอนุญาโตตุลาการการค้าไทยเองก็เชื่อมโยง ไปยังอนุญาโตตุลาการไอซีซี (ICC) ที่กรุงปารีสด้วย เพราะฉะนั้นก็มีจุดแข็งมากมายนะครับ ที่สมควรแก่การที่จะระบุว่าเป็นภารกิจซึ่งมีการปรับปรุงให้ชัดขึ้นว่าการดําเนินการ ด้านอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาททางการค้าและมีศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ทางการค้านั้นเป็นภารกิจหลักภารกิจหนึ่งของหอการค้า ซึ่งอันนี้สอดคล้องตรงกับภารกิจ ของหอการค้าที่ได้ดําเนินการมา นอกจากนั้นท่านประธานอาจจะไม่ทราบ หอการค้าเอง มีส่วนร่วม แม้กระทั่งการช่วยวิจัยนโยบาย แม้กระทั่งภาคเกษตร หอการค้าเคยร่วมมือ กับรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย ทําโครงการ ๑ ไร่ ๑ แสน อันนี้เป็นประโยชน์มากเลย และเป็นต้นแบบของภาคการเกษตร โดยใช้ศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียงไปจับ และมีการดําเนินการร่วมกับภาคเกษตรกรรม และเกษตรกรในหลายพื้นที่ หลาย ๆ จังหวัด บางโครงการในบางพื้นที่พบว่าสามารถทํารายได้ ๑ ไร่ ถึง ๔๐๐,๐๐๐ บาท เลยนะครับ อันนี้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมาก แล้วข้อมูลเหล่านั้นก็ส่งต่อมายังรัฐบาลในหลายยุคหลายสมัย ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและสมควรแก่การสนับสนุนนะครับ🔗

ประการสุดท้าย ผมคิดว่าอย่างในมาตรา ๒๘ ที่มีการปรับปรุงแก้ไขเป็น ๑๑ วงเล็บนี่ผมไม่ติดใจนะครับ ก็เห็นว่าสอดคล้อง มาตรา ๒๙ ที่พูดถึงข้อห้ามที่มี การปรับปรุงข้อมูลไปเล็กน้อยนี้ ผมคิดว่าในชั้นกรรมาธิการอาจจะทําให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะที่เขียนมานี้มันกํากวมนิดหนึ่งครับ แต่ไปปรับในชั้นกรรมาธิการได้ พูดง่าย ๆ มาตรานี้ เขาบอกว่าห้ามมิให้หอการค้ากระทําการใด ๆ ดังต่อไปนี้ แล้วก็เขียนใน (๑) ปรับ (๑) ไป บอกว่าประกอบวิสาหกิจ คือห้ามประกอบวิสาหกิจ โดยหอการค้านั้นเองหรือเข้าดําเนินการ ในการประกอบวิสาหกิจของสมาชิก หรือเข้ามีส่วนถือหุ้นเป็นหุ้นส่วนหรือร่วมทุน ในการประกอบวิสาหกิจกับบุคคลใด ๆ ตรงนี้ชัดครับ ตรงนี้ไม่ติดใจ แต่พอบอกทั้งนี้ ไม่รวมถึงการถือตราสารหนี้หรือเข้าถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้แก่หอการค้า ถึงตรงนี้ก็ยังไม่ติดใจ ประโยคต่อไปนั่นแหละที่กํากวม นิดหนึ่ง ก็คือพอบอกว่าหรือการดําเนินการเพื่อให้เป็นไปตามหน้าที่ของหอการค้า ตามมาตรา ๒๘ ตรงนี้ถ้าเขียนอย่างนี้อาจถูกตีความได้ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งทําตามภารกิจ แต่ไม่ได้มีสถานะเป็นวิสาหกิจ แต่ถ้าไม่เขียนหรือระบุให้ชัดอาจตีความไปได้ว่าเป็นวิสาหกิจ ได้เหมือนกันในการดําเนินการ ตรงนี้ครับแค่ไปทําให้ชัดเท่านั้นเอง ผมคิดว่านอกเหนือจากนั้น ก็สมควรแก่การสนับสนุนนะครับ แล้วก็ควรจะรีบทําให้รวดเร็ว เพราะว่าภารกิจของหอการค้า และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจเองและมหาวิทยาลัยหอการค้าเองเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เชิญท่านวีระกร คําประกอบ เชิญครับ🔗

นายวีระกร คําประกอบ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คําประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้กรุณาเสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งเป็นการปรับปรุงพระราชบัญญัติหอการค้า ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ ซึ่งถือได้ว่าหลายอย่างก็เป็นเรื่องที่ปี ๒๕๐๙ นี่ก็ล้าสมัยมากนะครับ จนถึงวันนี้ปี ๒๕๖๓ การแก้ไขอาจจะมีขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ว่าหลายเรื่องยังไม่ได้ แก้ไขเลยนะครับ ปี ๒๕๐๙ มาถึงวันนี้ก็ ๕๔ ปีแล้วนะครับ สิ่งหนึ่งตั้งแต่มาตรา ๒๘ ที่มีการแก้ไขนี้ ผมขออนุญาตชื่นชมทางท่านรัฐมนตรีนะครับ คือการเพิ่มอํานาจหน้าที่ ของหอการค้า ส่วนที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องการท่องเที่ยว จะเห็นได้ว่าในปี ๒๕๐๙ นั้น การท่องเที่ยวประเทศไทยยังเป็นเรื่องที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้นํารายได้ใหญ่โตเข้าประเทศนัก แต่ในปัจจุบันนี้ธุรกิจการท่องเที่ยวหรือว่าเศรษฐกิจทางด้านที่เกิดจากการท่องเที่ยว ได้ทํารายได้ให้กับประเทศไทยประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ที่เข้าประเทศ และประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มันเกี่ยวข้องมากมายเหลือเกินนะครับ ไม่ว่าตั้งแต่สนามบิน ลงสนามบินมา จะเป็นรถลาต่าง ๆ รถทัศนาจร ไปจนถึงโรงแรมที่พัก ไปจนถึงไกด์ ไปจนถึงอะไรมากมาย ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยว ผมเชื่อว่าบุคคลไม่ต่ํากว่า ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องธุรกิจการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้น การที่เพิ่มให้หอการค้ามีหน้าที่ในการส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยว อีกส่วนหนึ่งนั้นถือเป็น เรื่องที่ดีเยี่ยม เรามีนักท่องเที่ยวปีหนึ่ง ๒๐-๓๐ ล้านคน แล้วครับ ในสมัยปี ๒๕๐๙ ผมก็ยัง อายุ ๑๐ ขวบ นักท่องเที่ยวฝรั่งก็ยังน้อยครับ เห็นฝรั่งเดินมานี่เป็นเรื่องที่แปลกหูแปลกตา เป็นเด็ก ๆ นี่แทบจะต้องเดินดูเขาเลยนะฝรั่งหน้าตาเป็นอย่างไร แหม่มสวย ไม่สวย แต่ระยะหลังฝรั่งเข้ามา ประเทศจีนเข้ามา เรามีนักท่องเที่ยวปีหนึ่งประมาณ ๒๐-๓๐ ล้านคน ใกล้ ๓๐ ล้านคน เข้าไปทุกทีแล้วครับ เพราะฉะนั้นต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ได้นําเสนอเรื่องนี้เข้ามา อีกส่วนหนึ่งในเรื่องของการออกใบรับรองแหล่งกําเนิดสินค้า จัดทําและรับรองเอกสารที่ใช้ ในการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งรับรองลายมือชื่อของบุคคลในเอกสาร ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ ก็อยากจะเรียนความจริงหอการค้าก็มีหน้าที่ที่ทําเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งก็คงจะใช้อํานาจหน้าที่ ตาม (๕) ซึ่งได้ให้อํานาจกับหอการค้าที่จะปฏิบัติภารกิจอื่น ๆ ตามแต่ที่กฎหมายจะระบุ ให้เป็นหน้าที่ของหอการค้า การออกแหล่งกําเนิดสินค้าหรือ (Country of origin) ความจริง ก็ทํากันมาน่าจะนานมากแล้ว ความจริงหอการค้ามีหน้าที่มานานแล้ว ผมก็ยังสงสัยว่า ทําไมถึงเพิ่งจะมาลงในรายละเอียดเป็นหน้าที่หนึ่งซึ่งแยกเป็นเอกเทศ ไม่ไปรวมไว้ใน (๕) ซึ่งถือได้ว่าการเขียนอย่างนี้ก็จะทําให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สําคัญที่สุดก็คือใน (๔) ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ ที่กําหนดขึ้นมา ผมอยากให้ทางกระทรวงพาณิชย์ได้กรุณาให้ความสําคัญกับ (๔) หรืออนุ ๔ ให้มากนะครับ คือการวางมาตรฐานคุณภาพของสินค้า รวมทั้งตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ท่านประธานทราบไหมว่าช้าหรือเร็วประเทศไทยจะต้องเข้าสู่เอฟทีเอ (FTA) ซึ่งเป็น ไฮ สแตนดาร์ด (High standard) อย่างที่เราได้ตั้งกรรมาธิการซีพีทีพีพี (CPTPP) ไปแล้ว นั่นแหละครับ แม้ว่าไม่เป็นที่ประสงค์โดยเฉพาะกับพี่น้องเกษตรกร แต่ในวันหนึ่งข้างหน้า ไม่ช้าก็เร็วอาจจะ ๒๐ ปีข้างหน้าก็ตามมันหลีกหนีไม่พ้น เมื่อสังคมโลกเขายกระดับ สแตนดาร์ด (Standard) หรือยกระดับมาตรฐานของสินค้าขึ้น ในโลกนี้การทําเอฟทีเอ (FTA) จึงต้องไปตามไฮ สแตนดาร์ด (High standard) เอฟทีเอ (FTA) หรือการค้าเสรีที่ยกระดับ มาตรฐานขึ้น การวางมาตรฐานแห่งคุณภาพสินค้าจะเป็นมาตรการที่สําคัญยิ่งในการปกป้อง การค้าของประเทศไทยได้ ผมคิดว่าในประเด็นนี้กระทรวงพาณิชย์คงจะต้องพิจารณา นิดหนึ่งนะครับ ท่านอย่าลืมว่าการออกมาตรฐานสินค้าหมายถึงว่าเราจะออกมาตรฐาน ที่เราจะปกป้องการค้าไม่ให้เขามาดัมป์ (Dump) ตลาด ไม่ให้เขาเอาสินค้าที่เป็นพืชจีเอ็มโอ (GMO) เข้ามา เอาสินค้าเช่นสุกรเอาที่มีสารเร่งเนื้อแดงเข้ามา ซึ่งขัดต่อกฎหมาย ภายในประเทศ การวางมาตรฐานเหล่านี้จะทําให้คู่ค้าระหว่างประเทศเราเขาตระหนักถึงว่า อันนี้เป็นการกระทําไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นการกระทําของภาคเอกชนด้วยกัน หรือเป็นของ ภาคประชาชนที่ว่าได้วางกฎ วางระเบียบ และวางมาตรฐานขึ้นมาเพื่อให้เป็นมาตรฐาน ของประเทศไทย การที่จะเอาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพหรือว่าผิดกฎหมาย ผิดมาตรฐาน ต่ํากว่ามาตรฐานเข้ามาในประเทศไทยนั้นย่อมทําไม่ได้ถ้าหากหอการค้านี้ได้วางมาตรฐานไว้ รวมทั้งตรวจสอบมาตรฐานสินค้าด้วย ผมอยากให้องค์กรตรงนี้ของหอการค้า อยากให้ กระทรวงพาณิชย์ได้เพิ่มอํานาจหน้าที่ในส่วนนี้ เพราะอย่างที่ผมเรียนแล้ววันหนึ่งข้างหน้า ช้าหรือเร็วเราต้องเข้าสู่เอฟทีเอ (FTA) ที่เป็นไฮ สแตนดาร์ด (High standard) ขึ้น และเมื่อเป็นเอฟทีเอ (FTA) ที่เป็นไฮ สแตนดาร์ด (High standard) ขึ้น ท่านต้องมีเครื่องมือ ป้องกันตัวเอง ปกป้องการค้าหรือปกป้องตัวเองเหมือนกับที่หมอทวีศิลป์บอกต้องตั้งการ์ด (Guard) ให้สูง ถ้าไม่มีการ์ด (Guard) ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะมาปกป้องตัวเอง ไปไม่เป็นนะครับ ผมจะบอกให้ เพราะว่าการค้าโลกในอนาคตที่จะเป็นไฮ สแตนดาร์ด (High standard) ต่างประเทศเขายกระดับไปหมดแล้ว เขายกมาตรฐานกันหมดแล้ว แต่ของประเทศไทย ยังไม่มีมาตรฐาน ยังไม่สร้างมาตรฐาน หอการค้านี่แหละที่จะเป็นตัวสร้างมาตรฐานส่วนนี้ ขึ้นมา ท่านประธาน ให้ผม ๗ นาทีหรือกว่าไม่ทราบครับ ผมขออนุญาตต่ออีกสักนิดนะครับ พอดีผมเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สําคัญในฐานะที่เป็นประธานที่ศึกษาซีพีทีพีพี (CPTPP) สัญญา ที่ไม่ช้าก็เร็วเราต้องเข้า ถึงแม้ว่าวันนี้เราไม่เข้าแต่ไม่ช้าก็เร็วเราต้องเข้า ผมอยากจะเห็นว่าประเทศไทยเราจะมีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะปกป้องตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมเกษตรกรรมหรือจะเป็นปศุสัตว์ก็ตาม อยากให้ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ ความสําคัญใน (๔) นี้ และเพิ่มอํานาจหน้าที่ให้กับหอการค้าให้มากยิ่งขึ้น อย่าให้เขา เพียงแค่นี้นะครับ ให้เขามีอํานาจที่แทบจะเรียกว่ามีองค์กรในการตรวจสอบ มีองค์กร ในการวางมาตรฐานไม่ใช่ว่าปล่อยให้เขาทํางานกันแบบไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือครับ อยากให้ มีทุนมีรอนเพื่อที่จะสร้างองค์กรตรวจสอบ องค์กรวางมาตรฐานสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้า อุตสาหกรรม ท่านก็จะต้องวางมาตรฐาน เพราะฉะนั้นองค์กรในส่วนนี้ของหอการค้าจะต้อง เข้มแข็ง จะต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ จะต้องมีบุคลากรที่เหมาะสม และที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ อยากฝากท่านไว้เลยนะครับ ทั้งหมดนี้ผมเห็นข้อนี้ที่ท่านรัฐมนตรี จะต้องเอาใจใส่ให้มากเลยครับ ในอนาคตอย่างที่ผมเรียนแล้ว ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้า ไม่ช้าก็เร็วประเทศไทยต้องเข้าแน่ เพราะถ้าไม่เข้าเราจะยืนอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ครับ เราต้องพึ่งพาค้าขายกับประเทศทั่วโลก เพราะฉะนั้นข้อนี้จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้อง วางมาตรการที่จะเตรียมป้องกันตัวเองและต้องสร้าง เหมือนกับเป็นสถาบันหอการค้าเลย มหาวิทยาลัยหอการค้าอาจจะต้องลงมาเล่นเรื่องพวกนี้ เอามหาวิทยาลัยมาตรวจสอบ มาดูเรื่องพวกนี้ สร้างมาตรฐานให้กับมหาวิทยาลัยที่จะเข้าตรวจสอบได้ วางมาตรฐานได้ ทั้งสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าปศุสัตว์แล้วก็สินค้าเกษตรกรรม เราคงจะต้องลงลึก ในรายละเอียดในส่วนนี้นะครับ ใน (๖) การเป็นสถาบันอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาท ทางการค้ารวมทั้งการจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาททางการค้า ซึ่งในส่วนนี้ ท่านเกียรติ สิทธีอมร ก็ได้เรียนสภาไปแล้วว่าเป็นเรื่องที่ดี แม้กระทั่งก่อนจะเข้า อนุญาโตตุลาการซึ่งก็เคยมีมาก่อนนะครับ แต่ในส่วนของศูนย์ไกล่เกลี่ยก่อนที่จะเข้า อนุญาโตตุลาการก็เป็นเรื่องที่สําคัญ ไม่ต้องรกโรงรกศาล ไม่ต้องทําให้เรื่องใหญ่เรื่องโต คุยกันเสียก่อนให้รู้เรื่อง ไกล่เกลี่ยกันเสียก่อนให้รู้เรื่อง ก็ถือได้ว่าอันนี้ก็เป็นการระบุหน้าที่ ของหอการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็คงขอเพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวินท์ครับ🔗

นายวินท์ สุธีรชัย แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วินท์ สุธีรชัย สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่าง พ.ร.บ. หอการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เข้ามาในสภาวันนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากว่าฉบับเก่าตั้งแต่ ปี ๒๕๐๙ ก็ถือว่าเป็นฉบับที่อาจจะไม่ทันสมัยมากนัก ทีนี้ผมก็ไล่อ่านบทข้อแก้ไข ก็อ่านไป เรื่อย ๆ จนถึงมาตรา ๒๘ หอการค้ามีหน้าที่ดังต่อไปนี้ ไปถึงข้อที่ ๓ ออกใบรับรอง แหล่งกําเนิดของสินค้าตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยประกาศ กําหนด มาถึงจุดนี้ผมก็สะดุดเล็กน้อย ใบรับรองแหล่งกําเนิดสินค้าหรือที่เรียกกันว่า เซอร์ทิฟิเคต ออฟ ออริจิน (Certificate of Origin) ซีโอ (C/O) เป็นใบที่สําคัญมาก ใบซีโอ (C/O) เอาไว้ใช้ในการนําเข้าไปต่างประเทศในการส่งออกจากประเทศไทย และไปนําเข้า ในประเทศอื่น ๆ เนื่องจากว่าความสัมพันธ์ในโลกนี้บางประเทศอาจจะไม่ถูกกับบางประเทศ หรือบางประเทศต้องการจะสร้างความสัมพันธ์เพิ่มในประเทศอื่น ๆ ฉะนั้นสัญญาการค้า ต่างประเทศก็จะใช้ใบซีโอ (C/O) เป็นหลัก ทุกวันนี้มีสงครามการค้าที่เกิดขึ้นในประเทศใหญ่ ๆ ของโลก ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน ประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะมี การกีดกันสินค้าจากประเทศจีน และประเทศจีนก็จะมีการกีดกันการค้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้นถ้าประเทศไทยเราออกใบซีโอ (C/O) หรือใบแสดงแหล่งกําเนิดสินค้าอย่างง่ายดาย ปัญหาที่ตามมาคืออะไรครับ ประเทศไทยเราจะกลายเป็นประเทศซักฟอกขาวแห่งโลก ท่านประธานครับ สมมุติบริษัทเอกชนในประเทศจีนอยากจะส่งของไปบริษัทเอกชน ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะมาที่ประเทศไทย ขอให้หอการค้าออกใบซีโอ (C/O) ในนาม ของประเทศว่าสินค้านี้มาจากประเทศไทยแล้วส่งไปประเทศสหรัฐอเมริกาได้ หรือบริษัทเอกชน ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ต้องการส่งของไปประเทศจีนก็สามารถมาขอใบซีโอ (C/O) จากหอการค้าประเทศไทยและไปส่งไปที่ประเทศจีนได้ เพราะเรามีความสัมพันธ์อันดี กับทั้งสองประเทศ ผมไม่อยากจะเห็นประเทศไทยเป็นผงซักฟอกของโลกครับท่านประธาน ฉะนั้นผมก็ไปสืบดูว่าปัจจุบันหลักเกณฑ์ของหอการค้าในการออกใบซีโอ (C/O) อะไรบ้าง คําตอบที่ได้รับนะครับท่านประธาน ขอเอกสาร ๓ ฉบับ ใบกํากับภาษี ใบแพ็กเกจจิง (Packaging) ใบแพ็กกิง (Packing) และใบบิล ออฟ เลดดิง (Bill of Lading) บีแอล (B/L) สําหรับการขึ้นเรือ ๓ เอกสารนี้ ไม่บ่งบอกเลยว่าสินค้าเหล่านี้ผลิตในประเทศไทย ผมตั้งคําถามว่าการที่หอการค้าตรวจสอบเพียงเอกสาร ๓ ฉบับ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้านี้ มาจากประเทศอะไร ผลิตในอะไร และนี่แหละครับจะเป็นจุดอ่อน จุดโหว่ให้ประเทศเรา กลายเป็นผงซักฟอกโลก และเราก็อาจจะถูกแบน (Ban) จากประเทศอื่น ๆ ถูกสอดส่อง จากประเทศอื่น ๆ ว่าสินค้าที่มาจากประเทศไทยแล้วจริง ๆ แล้วเป็นของไทยจริงหรือไม่ บริษัทเอกชนไทยที่ทําอย่างตรงไปตรงมาก็จะมีปัญหาครับ ฉะนั้นโดยรวมผมขอสนับสนุน การแก้ไขพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้เป็นไปตามสถานการณ์ แต่ต้องเป็นไปตามสถานการณ์ อย่างแท้จริง เรื่องนี้ก็ต้องขอฝากกรรมาธิการเพื่อที่จะพิจารณาเพิ่มเติม แล้วก็ปรับให้เข้ากับ สถานการณ์โลกอย่างแท้จริงด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เชิญท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ครับ🔗

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ท่านได้กรุณา นํา พ.ร.บ. ที่เป็นประโยชน์ฉบับนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้อง ขออนุญาตอภิปรายให้การสนับสนุนในเรื่องของการดําเนินกิจการของหอการค้าไทย ให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้ทราบพอสังเขป วันนี้เราพูดถึงหอการค้า พ.ร.บ. นี้ผมก็เข้าใจว่าเป็น พ.ร.บ. ที่ใช้กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นหลัก เพราะว่า ในกํากับดูแลของหอการค้าแห่งประเทศไทยนั้นก็จะมีมหาวิทยาลัยหอการค้า แล้วก็ยังมี หอการค้าจังหวัดต่าง ๆ ด้วย สิ่งที่ผมอยากจะให้ความสําคัญนั่นก็คือในส่วนของ ภาคีเครือข่ายของหอการค้าไทยที่มีความเข้มแข็งมากนั่นก็คือหอการค้าจังหวัดต่าง ๆ ครับ เพราะในแต่ละปีนั้นหอการค้าจังหวัดต่าง ๆ เขาก็จะรับนโยบายจากหอการค้าไทย แล้วก็ นําไปสู่การปฏิบัติในส่วนภูมิภาค หลายนโยบายที่ถือว่าเป็นประโยชน์ แล้วก็เป็นคุณูปการ กับประชาชนคนไทยมาก อย่างเช่น โครงการ ๑ ไร่ ๑ ล้าน ที่หอการค้าเขาคิดโครงการว่า ๑ ไร่ในที่ดินสามารถที่จะทํารายได้ได้ถึงประมาณ ๑ ล้านบาท ตอนแรกเริ่มจาก ๑ ไร่ ๑ แสนก่อน และตอนหลังเป็น ๑ ไร่ ๑ ล้าน ถนนคนเดินในจังหวัดต่าง ๆ หลายจังหวัดก็มีจุดเริ่มต้น จากหอการค้า หอการค้ายังมีบทบาทสําคัญมากในการที่เป็น กรอ. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรอ. จังหวัด กรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนอย่างที่ท่านเกียรติได้พูดถึงเมื่อสักครู่ แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมยังต้องฝากท่านรัฐมนตรีว่ากลไกนี้เป็นกลไกที่ดีมาก แต่กลไกนี้ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรค เพราะอะไร เพราะว่าไม่มีกฎหมายหรือไม่มีบทบัญญัติที่จะให้คุณหรือให้โทษอย่างชัดเจน กับการแสดงความเห็นของมติ กรอ. กับการมีส่วนร่วมของ กรอ. ผมยกตัวอย่างเช่นวันนี้อาจจะมีกฎหมายบอกว่ามีประกาศคณะ กรอ. ขึ้น แต่ในการประชุม กรอ. ในแต่ละจังหวัดนั้น ในความเป็นจริงแล้วต้องแล้วแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดอีกทีหนึ่งครับ องค์ประกอบของเขาจะต้องมีหน่วยงานราชการ มีภาคเอกชน มีหอการค้า มีสภาอุตสาหกรรม มีสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว แต่ถึงเวลาจะประชุมหรือไม่ประชุมอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ถ้าจังหวัดไหนโชคดีหน่อย อย่างจังหวัดผมถือว่าโชคดีครับ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ประชุม กรอ. กันทุกเดือน ประชุมกันเสร็จ ส่งรายงานไปให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตต่าง ๆ ดูด้วย ว่านี่นะ ความเห็นของรัฐและเอกชน เห็นว่าทิศทางในการพัฒนาจังหวัด จะไปทางไหน แต่ในบางจังหวัด ๒ ปีก็ไม่ประชุมครับ ๑ ปีก็ไม่ประชุมครับ ฉะนั้นตัวนี้ ต้องฝากท่านด้วยครับว่าในลําดับต่อไปท่านจะต้องดูแล กํากับดูแลกระทรวงอื่น ๆ ให้เขา ให้ความร่วมมือกับหอการค้าด้วย วันนี้หอการค้าเขาแตกยอดออกไปครับ กลายเป็นมี กลุ่มวายอีซี (YEC) ก็คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานของผู้ประกอบธุรกิจที่เขามาร่วมกันทํา ลักษณะอย่างนี้ครับ ทําเป็นซีเอสอาร์ (CSR) เหมือนกัน มีส่วนร่วม มีแนวคิดของคนรุ่นใหม่ เหมือนกันและหอการค้ามีการวางกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดมากนะครับ เพราะคําถามก็คือ ในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ท่านร่าง พ.ร.บ. หอการค้า พ.ศ. ๒๕๐๙ ตั้งแต่โน้นครับ มีหอการค้า มาถึงปัจจุบันนี้ท่านคิดว่าประธานหอการค้าในแต่ละจังหวัดจะมีอายุเท่าไร การที่คนที่อายุ ๕๐ ปีกว่า ๆ ๖๐ ปี ๗๐ ปี เป็นประธานหอการค้า และการที่คนอายุ ๒๐ ปีกว่า ๆ ๒๐ ปีต้น ๆ มาเป็นกรรมการ มาเป็นสมาชิก ทํางานร่วมกันอาจจะได้ครับ แต่ไม่ไหลลื่น ดังนั้นเขาจึงมีกลไกของวายอีซี (YEC) ขึ้นมา ซึ่งก็ต้องชื่นชมว่าวายอีซี (YEC) ของหอการค้า ในแต่ละจังหวัดเข้มแข็งมาก แล้วก็เป็นพลังสําคัญในการแสดงความคิดเห็นมาก ส่วนหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าเรายังต้องดูแลเขาเนื่องจากหอการค้าไทยไม่ต้องเป็นห่วงครับ เพราะกรรมการ หอการค้าไทยนั้นส่วนมากเป็นวิสาหกิจใหญ่อยู่แล้ว เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ อยู่แล้ว เรื่องเงินทุน เรื่องเงินสนับสนุน ผมเชื่อว่าหอการค้าไทยไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่ยังจําเป็น จะต้องดูแล ที่ต้องฝากทางรัฐบาลด้วยครับ นั่นก็คือการดูแลหอการค้าจังหวัด หลายต่อหลาย จังหวัดที่ผมได้รับฟังมา ในการทํางบประมาณแต่ละปี ผู้ว่าราชการจังหวัดก็จะถาม ถามว่า หอการค้าจังหวัดมีโครงการไหนอยากจะทําบ้าง หอการค้าจังหวัดเสนอมา ถึงเวลางบประมาณมา หอการค้าไม่เคยได้ใช้ครับ แปลงไปทําอย่างอื่นหมด ก็ต้องฝากท่านไปดูแลเขาในเรื่องเหล่านี้ด้วย ท่านประธานครับ มาดูใน พ.ร.บ. ผมอยากจะฝากข้อสังเกตให้ท่านกรรมาธิการ ในมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๘ จะไม่ลงรายละเอียดเยอะ แต่จะฝากข้อสังเกตท่านไว้ เพียง ๒ ประเด็น ก็คือประเด็นของการออกใบรับรองแหล่งกําเนิดสินค้ากับการวางมาตรฐาน แห่งคุณภาพสินค้า หากสิ่งเหล่านี้เป็นบทบาทหน้าที่ของหอการค้า ผมเห็นด้วย แต่ไม่อยากจะให้เป็นการเพิ่มขั้นตอนหรือเพิ่มภาระให้กับประชาชน วันนี้เรามีมาตรฐาน อุตสาหกรรม วันนี้เรามี อย. เรามีมาตรฐานต่าง ๆ มากมาย วันนี้สิ่งที่ผมจะต้องฝาก กรรมาธิการไปถามดูว่าการกําหนดคุณภาพมาตรฐานสินค้าของหอการค้าที่จะสามารถ กําหนดได้ จะไปเกี่ยวข้อง จะไปแตกต่างหรือจะไปมีส่วนร่วมกับมาตรฐานสินค้าเดิม ๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ว่าเป็น มอก. หรือ อย. อย่างใด ไม่ใช่ว่าในอนาคตมี มอก. มี อย. แล้วก็ ต้องไปขอของหอการค้าเพิ่มอีกนะครับ ตัวนั้นก็จะเป็นภาระ นิดเดียวสุดท้ายครับ ท่านประธาน ข้อสุดท้าย ในประเด็นที่ว่าในการประชุมใหญ่ ข้อ ๔๔ ที่ฝากกรรมาธิการ ไปด้วย ในประเด็นที่ว่าเมื่อที่ประชุมใหญ่ลงมติให้เลิกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมด คํานี้ที่ผมจะต้องฝากท่านกรรมาธิการไปดูครับ ในที่ประชุมใหญ่เดิมทีบอกว่าถ้าที่ประชุมใหญ่ บอกให้เลิกก็ถือว่าเลิก ตอนนี้ท่านบอกว่าออกมาให้มีคะแนนเสียง ๓ ใน ๔ ของสมาชิก ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความรัดกุมขึ้น แต่ถ้าถามผมจากประสบการณ์คือเลิกไม่ได้ครับ เพราะสมาชิกหอการค้าประกอบด้วยสมาชิกสามัญ วิสามัญ สมาชิกสมทบ ถ้าท่านพูดแค่ คําว่า สมาชิกทั้งหมด และไม่ได้อยู่ในที่ประชุมด้วยแสดงว่าเลิกไม่ได้ ฝากกรรมาธิการไปดู ประเด็นนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราก็ได้ประชุมมาพอสมควรนะครับ วันนี้ขอปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๑๗ นาฬิกา