unknown · · 460 lines

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๘๔ คน
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อแล้ว ๒๔๙ ท่าน จากจำนวนสมาชิกทั้งหมด ๔๘๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ ผมขอเปิดประชุม ระเบียบวาระวันนี้🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗

มีระเบียบวาระที่จะแจ้งต่อที่ประชุมซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรก รับทราบประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับ ถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่ง ที่ว่างลง โดย นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้มีหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๓ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๑ (๓) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ฉะนั้นอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐๕ (๒) จึงประกาศให้ ผู้มีรายชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๑ ท่าน คือ นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร จึงเรียนที่ประชุมรับทราบครับ🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เรื่องที่ ๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย🔗

ตามมาตรา ๑๑๕ กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องปฏิญาณตน ในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกก่อนเข้ารับหน้าที่ จึงขอเชิญนายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร ซึ่งอยู่ในที่นี้กรุณายืนขึ้นกล่าวคำปฏิญาณตน เดี๋ยวผมจะเป็นผู้กล่าวนำ แล้วท่านก็โปรดระบุชื่อ ของท่านด้วยครับ ท่านสมาชิกเชิญเข้ามาครับ🔗

(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ได้ยืนขึ้นและกล่าว คำปฏิญาณตนต่อที่ประชุมตามที่ประธานได้กล่าวนำ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

“ข้าพเจ้า (นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติ หน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”🔗

ยินดีครับ เชิญนั่งลงครับ🔗

ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ครั้งนี้ไม่มีครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มีครับ🔗

ต่อไปจะเป็นระเบียบวาระเรื่องด่วน🔗

- ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อ คณะรัฐมนตรีในเรื่องวิกฤตทางเศรษฐกิจและวิกฤตทางการเมือง โดยไม่มีการลงมติ (นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ กับคณะ จำนวน ๗๙ คน เป็นผู้เสนอ) .🔗

โดยที่ญัตติเรื่องนี้ คณะกรรมการประสานงานของทั้ง ๒ ฝ่าย ได้ตกลงร่วมมือกันในการที่จะใช้เวลา ซึ่งผม ขอเชิญผู้ควบคุมเสียงทั้ง ๒ ฝ่าย ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าตามที่ได้มี การประชุมพรรคร่วมคณะกรรมการประสานงานของสภาผู้แทนราษฎร ได้ตกลงกันไว้ว่า โดยเฉพาะในวันนี้วันที่ ๙ เป็นการประชุมในส่วนพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีการลงมติตาม มาตรา ๑๕๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ วันนี้ตอนแรก จะเริ่มเวลาประมาณ ๐๙.๓๐ นาฬิกา คิดว่าจะไปเสร็จประมาณเที่ยงคืน แต่เนื่องจากว่า เริ่มช้าไปเล็กน้อยก็ขออนุญาตท่านประธานว่าที่ประชุมได้ตกลงกันว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านจะใช้ เวลาในการอภิปรายทั้งสิ้น ๑๐ ชั่วโมง ในส่วนคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกท่านรวมกัน ประมาณ ๕ ชั่วโมง เบื้องต้นนะครับ ถ้าเผื่อมีอย่างหนึ่งอย่างใดถ้าคณะรัฐมนตรีจะต้องตอบ เกินเวลาไปกว่านั้นที่ประชุมก็ไม่ขัดข้อง ก็เลยเรียนท่านประธานเพื่อทราบเบื้องต้น แล้วก็ ในระหว่างที่มีการอภิปรายถ้ามีการทักท้วงหรืออย่างหนึ่งอย่างใดก็หักเวลาฝ่ายผู้ที่ประท้วง ก็เรียนเบื้องต้นครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พรรคร่วมฝ่ายค้านมีอะไร เชิญเลยครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน กราบเรียนท่านประธานว่าตามที่ ท่านประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลได้กรุณากราบเรียนท่านประธาน นั้นก็เป็นความเข้าใจที่ตรงกันแล้ว ผมเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่งว่าในส่วนของฝ่ายค้านเอง ก็มอบให้เป็นดุลพินิจของท่านประธานว่าเราก็จะส่งรายชื่อพร้อมกำหนดเวลาให้ท่านประธาน ถ้าท่านใดที่อภิปรายเกินเวลา ท่านประธานใช้ข้อบังคับเคร่งครัดได้เลยว่าให้ท่านได้หยุดได้ เพื่อรักษาเวลาให้เป็นไปตามนั้น ส่วนว่าตกลงกันไว้ ๑๕ ชั่วโมงนั้น เมื่อเริ่มช้าก็ขอ ความกรุณาว่าจะต้องเลิกช้าไปตามความเหมาะสมครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ยินดีครับ ก่อนที่จะ อนุญาตให้ผู้เสนอแถลงเหตุผลในการเสนอญัตติ ผมขอเรียนที่ประชุมว่าการเปิดอภิปรายทั่วไป ของสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๕๒ นี้ เป็นการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีการลงมติ ซึ่งมีข้อบังคับกำหนดไว้ว่าในการ ประชุมอภิปรายตามมาตรา ๑๕๒ นี้ ข้อบังคับ ข้อ ๑๘๐ กำหนดให้นำความในหมวด ๔ ส่วนที่ ๓ การอภิปรายมาใช้บังคับในการประชุมโดยอนุโลม ผมขอเรียนย้ำนะครับว่าถึงแม้พวกเราจะ ทราบดีอยู่แล้ว แต่ว่าเพื่อเตือนอีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๘๐ การอภิปรายในส่วนที่ ๓ นั้นก็คือต้องมีการสลับกัน แต่ว่าประธานจะอนุญาตให้ผู้เสนอญัตติในกรณีที่ไม่มีการสลับ ได้อภิปรายไปโดยลำดับนะครับ และข้อบังคับ ข้อ ๖๙ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็น หรือเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษากันอยู่ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือซ้ำกับผู้อื่น ห้ามนำเอกสารใด ๆ มาอ่านในที่ประชุมฟังโดยไม่จำเป็น และห้ามไม่ให้ นำวัสดุใด ๆ เข้ามาแสดงที่ประชุม เว้นแต่ประธานจะอนุญาต ในข้อ ๖๙ ย่อหน้าที่ ๒ ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด และห้าม กล่าวถึงพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิก หรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น อันนี้ก็เป็นไปตาม ข้อบังคับของเรานะครับ ซึ่งถ้าเราปฏิบัติได้ตามนี้การอภิปรายของท่านจะได้ไม่มีใคร มาขัดจังหวะประท้วง ผมขออนุญาตว่าพวกเราขอได้เป็นแบบอย่างในการประชุม ข้างนอก จะเป็นอย่างไร ในนี้เราต้องเป็นแบบอย่างของสังคม ของระบอบประชาธิปไตยครับ ผมขออนุญาตให้ท่านผู้เสนอแถลงเหตุผลต่อไปครับ ขอเชิญนะครับ🔗

นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตสายไหม จากพรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขออนุญาต ท่านประธานอย่างนี้ครับ ในส่วนเวลาของการอภิปรายอยากให้ทางท่านผู้ควบคุมเวลาได้หยุดเวลา ให้ผมสักนิดหนึ่ง ผมจะขออนุญาตแถลงหลักการและเหตุผลของการยื่นญัตติในครั้งนี้เสียก่อน ก่อนที่จะเข้าสู่การอภิปราย ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะ ปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องวิกฤติทางเศรษฐกิจและวิกฤติทางการเมืองโดยไม่มีการลงมติ พวกเราเข้าชื่อยื่นให้กับท่านประธานเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ หลักการและเหตุผล ของการยื่นอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติในครั้งนี้เกิดขึ้นจากสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ ต้องถือว่ามีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งหลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบที่เกิดจากการ แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Corona) โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ทำให้เศรษฐกิจโลก แล้วก็เศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างรุนแรง เป็นผลทำให้เศรษฐกิจที่แย่มาก่อนการแพร่ระบาด ของโควิด-๑๙ (COVID-19) ต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมากขึ้นในทุกด้าน การส่งออก การท่องเที่ยว การบริโภคภายใน การลงทุน เกิดการหดตัวอย่างรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้นฐานะ การคลังของรัฐบาลก็ถือว่ามีความเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นการก่อหนี้เงินกู้เพื่อชดเชยการ ขาดดุลงบประมาณที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมไปถึงรัฐบาลจะต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อมา ใช้ในการเยียวยา แล้วก็แก้ไขปัญหาที่เกิดจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งก็เป็นผลให้ หนี้สาธารณะ ซึ่งปี ๒๕๖๔ คาดว่าจะสูงถึงร้อยละ ๕๘ หรืออาจจะสูงเกิน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะเกินต่อความยั่งยืนทางการคลังหากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้น ไม่เป็นไปตามประมาณการ ในขณะเดียวกันกับที่รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งฟื้นฟู เศรษฐกิจก็เกิดสถานการณ์ทางการเมืองขึ้นมาแทรกซ้อน ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่ชอบธรรม ของรัฐบาลในการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐไม่ได้อยู่ บนหลักนิติธรรม และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่พี่น้องประชาชนเห็นว่าถูกออกแบบมาเพื่อ เป็นคำยืนยันในการสืบทอดอำนาจเผด็จการก็เกิดการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา แล้วก็พี่น้องประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลนั้นหยุดการข่มขู่ คุกคามประชาชน จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน แล้วก็ยุบสภาเพื่อคืนอำนาจ ซึ่งถือเป็น ข้อเรียกร้องทางการเมืองที่อยู่ในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลกลับฉวยโอกาส ได้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือข่มขู่คุกคาม มีการจับกุมแกนนำผู้ชุมนุม ทำให้สถานการณ์ ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีมากอยู่แล้วเกิดความตึงเครียด ส่งผลให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ยากยิ่งอยู่แล้วต้องทวีความยากขึ้นตามลำดับ🔗

ด้วยเหตุนี้พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านจึงได้ร่วมกันลงชื่อ ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เพราะเห็นว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีความน่าเป็นห่วงและเปราะบาง แล้วก็เป็นภยันตรายอย่างยิ่งต่อการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการฟื้นฟู เศรษฐกิจ จึงเสนอญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปดังกล่าวยื่นให้กับท่านประธานสภา แล้วก็ได้รับ การบรรจุให้เสนอปัญหาในวันนี้ นั่นก็คือหลักการและเหตุผลครับ🔗

ต่อไปเดี๋ยวผมจะขออนุญาตท่านประธานเข้าสู่การอภิปราย เผอิญผมได้รับ มอบหมายให้ทำหน้าที่อภิปรายเป็นคนแรก ต้องกราบขออภัยท่านประธานฝากไปยัง คณะรัฐมนตรี เสียงของผมอาจจะสั่นเครือนิดหนึ่ง เพราะมีปัญหาเรื่องของเสียง แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีความจริงใจ ขณะอภิปรายต้องขออนุญาตท่านประธานได้ดื่มน้ำเพื่อให้การอภิปรายของผม ลื่นไหลแล้วก็ราบรื่น🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่เป็นไรครับ🔗

นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ การอภิปรายทั่วไปในวันนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่คณะรัฐมนตรีจะได้รับฟัง คำถามและข้อเสนอแนะ เพื่อที่จะเป็นข้อมูลอีกด้าน แล้วก็จะดีอย่างยิ่งครับหากท่านจะได้ กรุณานำเอาข้อเสนอแนะต่าง ๆ และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ไปปรับปรุงการทำงานก็จะเป็น ประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจำได้ผมลุกขึ้น อภิปรายตรงนี้หลายครั้ง เพื่อนสมาชิกของผมก็ลุกขึ้นอภิปรายฝากข้อเสนอแนะมากมาย ไปยังรัฐบาล ฝากไปยังนายกรัฐมนตรี แต่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ปัญหาต่าง ๆ ไม่ค่อยได้รับการแก้ไขครับ ข้าวยากหมากแพงเหมือนเดิม คนไทยก็ยังฆ่าตัวตายไม่เว้นแต่ละวัน ใคร ๆ เขาก็บอกครับ เขาบอกผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนดี ผมก็แอบเห็นตัวท่านเอง ท่านก็ชมตัวท่านเองอยู่บ่อย ๆ ว่าท่านเป็นคนดี ท่านประธานต้องบอกท่านนายกรัฐมนตรีครับ การเป็นคนดีถ้าเป็นคนดีท่านต้องรีบแก้ไข อย่าแก้ตัวไปวัน ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าได้ไปฟัง พวกที่เขาชอบประจบสอพลอ บอกกับท่านนายกรัฐมนตรีว่าบ้านเมืองไม่มีปัญหา ท่านบริหารราชการได้สุดยอดครับ ใครพูดแบบนี้ บอกเลยครับโกหกทั้งนั้น แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ผมต้องขอเสียทีนะครับ ก๊วนกอล์ฟวันหยุดของท่านเลิกตีเถอะครับ เอาเวลาไปแก้ปัญหาบ้านเมืองจะดีกว่า ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมจะขออนุญาต มาสะท้อนปัญหาต่าง ๆ อีกครั้ง ยืนยันนะครับหลายปัญหาเราได้เคยพูดในสภาแห่งนี้ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จบการ อภิปรายช่วงนั้นผมจะขอเสนอแนะข้อเสนอแนะดี ๆ ฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้โปรดตั้งใจฟังนะครับ🔗

เรื่องแรก ผมจะขออนุญาตหยิบยกประเด็นสำคัญเร่งด่วนในขณะนี้ขึ้นมาก่อน ในการอภิปรายหลายครั้งที่ผ่านมาท่านผู้อภิปรายก็ได้ให้ฉายานามท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ไว้เยอะแยะทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้ถูกตั้งฉายาว่าท่านเป็น นายกรัฐมนตรีที่ก่อหนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่ท่านประธานที่เคารพครับ สถิตินี้กำลังอาจจะถูกสถิติใหม่อีกเรื่องหนึ่งมาแรงแซงโค้งแทนฉายากู้หนี้ของท่าน อีกฉายาครับ ท่านกำลังจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำให้เกิดการก่อม็อบ (Mob) ทำให้เกิดการชุมนุมมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ ท่านอาจจะบอกเองว่าท่านเองก็ไม่ได้เป็นคนไปก่อม็อบ (Mob) แต่สาเหตุ ก็มาจากท่านนายกรัฐมนตรีนี่แหละ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่กำลังสร้างประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ของการเมืองไทยอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปรากฏการณ์มีการรวมตัวกันของ ลูกหลานเยาวชนคนไทยออกไปรวมตัวกันขับไล่ท่านมากที่สุดในประวัติศาสตร์ วันนี้มีเด็ก ออกมาเต็มบ้านเต็มเมือง ท่านประธานรู้ไหมครับว่าเพราะอะไร ถ้าท่านประธานไม่ทราบ ลองบอกให้ท่านนายกรัฐมนตรีลองหลับตาดู ผมจะขออนุญาตหลับตาเป็นเพื่อนท่านสัก ๑๐ วินาที ตอนหลับตาท่านมองเห็นอะไรไหมครับ ผมต้องกราบเรียนว่าไม่เห็นอะไร พอหลับตาเสร็จก็เห็นแต่ความมืด นั่นแหละครับคือความมืด ความมืดที่เป็นอนาคตของ ลูกหลานเยาวชนของเรา เยาวชนเขามองไม่เห็นอนาคต เขาเห็นแต่ความมืดเขาถึงออกมา ชู ๓ นิ้ว เขาถึงออกมาผูกริบบิ้นสีขาวไล่ท่านตั้งแต่ชั้นประถมศึกษายันอุดมศึกษาครับ แม้กระทั่งลูกหลานของคนในรัฐบาลของท่านก็ออกมาขับไล่ท่านด้วย แล้วท่านทำอย่างไรครับ พอมีการชุมนุม มีคนออกมาขับไล่ ท่านตอบโต้ ท่านตามจับเขา ท่านออกหมายเรียก ท่านตามคุกคาม โดนกันตั้งแต่เด็กอนุบาลยันไปถึงเด็กมหาวิทยาลัย ท่านประธานที่เคารพ เราเกิดในยุคที่วันนี้คุณครูต้องไปลงโทษเด็ก ๆ ที่เขาติดริบบิ้นสีขาว เราเกิดเจออยู่ในยุคที่ ปรากฏภาพของตำรวจเข้าไปกดดันคุณครู โรงเรียนกลายเป็นสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย มันเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งนะครับ เราควร จะต้องมาช่วยกันเปลี่ยนประวัติศาสตร์หน้านี้ให้จบในสภาที่รุ่นเราเถอะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขออนุญาตทำหน้าที่เป็นตัวแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ซึ่งพวกเราเป็น ส.ส. เขตทั้งหมดที่มาจากการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงของ พี่น้องประชาชนหลายล้านเสียงด้วยกัน ผมจะขออนุญาตทำแบบนี้ครับ ผมจะขออนุญาต ชู ๓ นิ้ว เป็นคำมั่นสัญญา ปฏิญาณตนต่อหน้าคนไทยทั้งประเทศว่าเราจะขอคืนอำนาจ อธิปไตยกลับมาให้กับประชาชน เราจะใช้รัฐสภาแห่งนี้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางออก ของประเทศเพื่อให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของประชาชน เราขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐ ท่านต้องยุติความรุนแรง ยุติการคุกคาม ยุติการออกหมายเรียก แล้วก็เราจะต้องยุติ รัฐธรรมนูญเผด็จการ เรากลับสู่การตั้ง ส.ส.ร. แล้วก็คืนอำนาจให้กับประชาชน ท่านประธาน ที่เคารพครับ แค่ท่าน ผม ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐบาล รัฐสภาแห่งนี้ เรามาร่วมกันเถอะครับ เรามาเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญอย่างจริงใจครับ เพราะกติกาที่เป็นปัญหาของประเทศฉบับนี้ เป็นต้นเหตุของปัญหา แล้วก็เป็นข้อเรียกร้องหลักของการเคลื่อนไหวของน้อง ๆ เยาวชน ของพวกเราทั่วประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือรายชื่อเยาวชนนักเคลื่อนไหว และนักศึกษาที่ถูกหมายเรียก หมายจับทั่วประเทศ หากท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะได้ ให้ความกรุณา ท่านจะรับฟังพวกเขาเหมือนที่ท่านได้ให้สัมภาษณ์นะครับ อยากขอร้อง ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ ได้พูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยกเลิกหมายจับเถอะครับ ยกเลิกหมายจับของเยาวชนทั่วประเทศ ถ้าเกิดขึ้นจริงบรรยากาศ ของประเทศนี้จะผ่อนคลายทันทีครับ แล้วเปิดเวทีให้ลูกหลานเยาวชนของเราเขาเข้ามาเสนอ ข้อเรียกร้องผ่านตัวท่านนายกรัฐมนตรีครับ หยุดคุกคามแต่เปลี่ยนเป็นคุ้มครอง หยุดปิดหู แล้วเปลี่ยนมารับฟัง หยุดปิดกั้นแล้วนำเสนอทางออกร่วมกัน ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรี สามารถที่จะลงมาฟังเด็ก ๆ ลูกหลานเยาวชนของเรา เอาละครับ นั่นก็คือประเด็นสำคัญ ประเด็นเร่งด่วนประเด็นแรกนะครับ🔗

ผมจะขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งของการอภิปรายในครั้งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาหลักของประเทศไทยวันนี้มีอยู่ ๒ ปัญหา นอกเหนือจาก ปัญหาการเมืองที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ก็จะเป็นเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ หลักฐาน เชิงประจักษ์ในวันนี้เขาบอกเลยครับว่าเรื่องของเศรษฐกิจของประเทศไทยไปเชื่อมโยงกับ การเมือง เพราะการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อเศรษฐกิจ อย่างที่บอกครับ ดูจากตารางเปรียบเทียบประมาณการรายได้ภาษีอากร กับภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามข้อมูลที่ผมนำแสดงบนจอภาพ จะเห็นได้ชัดเลยครับ ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๙ ซึ่งเป็นช่วงของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลจัดเก็บภาษี ได้สูงกว่าประมาณการมาโดยตลอด โดยปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๖ จัดเก็บได้สูงกว่า ประมาณการถึงเกือบ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๗.๑ แต่พอเราเกิดการยึดอำนาจ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ยึดอำนาจปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมา การจัดเก็บภาษีจากนั้น ต่ำกว่าประมาณการ บางปีต่ำเกิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยซ้ำไป เศรษฐกิจดูเหมือน จะมาเงยหัวอีกครั้งหนึ่งตอนปี ๒๕๖๒ ซึ่งตอนปี ๒๕๖๒ ต้องบอกว่าพี่น้องประชาชน เขาเกิดความหวัง ก็กำลังจะมีเลือกตั้ง แต่พอเลือกตั้งเสร็จปุ๊บนายกรัฐมนตรีคนเดิมกลับมา เศรษฐกิจก็กลับมาแย่เหมือนเดิม เมื่อไม่กี่วันมานี้คณะรัฐมนตรีเพิ่งจะอนุมัติให้ กระทรวงการคลังนั้นกู้เงินอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เพราะว่าคาดการณ์ว่าการจัดเก็บ ภาษีของปี ๒๕๖๓ จะต่ำกว่าประมาณการไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๙ หรือมากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเงินคงคลังไม่พอจ่าย สิริรวมตั้งแต่ยึดอำนาจปี ๒๕๕๗-๒๕๖๓ รัฐบาลจัดเก็บภาษีต่ำกว่า ประมาณการไปถึง ๑ ล้านล้านบาทเศษ ซึ่งยังไม่ได้นับการก่อหนี้กู้เงินอีกหลายล้านล้านบาท ทั้งหมดเกิดจากฝีมือของ พลเอก ประยุทธ์ กับพวกนะครับ ซึ่งอย่างที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานนะครับ ข้อมูลนี้ผมเคยพูดมาก่อนหน้านี้ เรื่องเหล่านี้ไม่มีโชค เกิดจาก การกระทำของท่านจริง ๆ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ได้ลากจูงแผ่นดินอันมั่งคั่งของพวกเรา ให้จมลงสู่กองหนี้สินซึ่งเป็นก้อนมหึมาทีเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ย้ำอีกครั้งนะครับ วันนี้ผมลุกขึ้นอภิปรายจะไม่มีการใช้วาทะโวหารทางการเมืองเพื่อจะมาเอาชนะคะคานกัน แต่จะพูดด้วยความเป็นห่วงประเทศชาติจริง ๆ แล้วก็จะใช้ข้อมูลทางเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ เป็นตัวชี้แจง ท่านประธานครับ ตัวเลข ๒ ตัว รายจ่ายประจำ ๒.๕๒๖ ล้านล้านบาท กับรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ ๙๙,๐๐๐ ล้านบาท ๒ ตัวนี้รวมกัน ๒.๖๒๕ ล้านล้านบาท ในขณะที่รายรับก็คือการเก็บภาษี แล้วก็รายรับอื่น ๆ ประเมินไว้ที่ ๒.๖๗๗ ล้านบาท เห็นไหมครับ ใกล้เคียงกันพอดี เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่เกิดขึ้นเรายังไม่ได้มีสตางค์ใช้เงินในการลงทุนภาครัฐ แม้แต่บาทเดียว เพราะฉะนั้นนั่นก็หมายถึงการจัดเก็บภาษีจะต้องได้ตามที่ท่านประมาณการ แต่ขณะนี้ฟันธงไปเรียบร้อยแล้วว่าปี ๒๕๖๓ จัดเก็บรายได้ได้ต่ำกว่าเป้าแน่นอน เพราะฉะนั้น รัฐบาลจะต้องกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบ ไปยังหนี้สาธารณะที่อาจจะสูงเกินร้อยละ ๖๐ ของจีดีพี (GDP) เรื่องนี้ผมอยากให้ ผู้รับผิดชอบหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พลเอก ประยุทธ์ ท่านต้องชี้แจงให้พี่น้องประชาชนทราบ เพราะไม่เช่นนั้นผมก็จะต้องบอกกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศผ่านท่านประธานไปว่า โปรดฟังอีกครั้งหนึ่งว่าสภาวะที่กำลังจะเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้เรียกว่าความล้มละลายทางการคลัง ของประเทศ ผมไม่เคยสงสัยเลยว่าทำไมรัฐบาล คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จึงไม่มีใครเขายอมมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกำลังจะนำ ประเทศไปสู่ความล้มละลายหรือเปล่า ผมให้โอกาสท่านนายกรัฐมนตรี เดี๋ยวท่านมาชี้แจง ท่านประธานที่เคารพครับ จากตารางเปรียบเทียบงบประมาณรายจ่ายกับผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศ หากเปรียบงบประมาณรายจ่ายประจำกับรายจ่ายลงทุนตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๐-๒๕๖๔ จะเห็นว่ารายจ่ายประจำโตขึ้น ๒.๒ เท่า ในขณะที่รายจ่ายลงทุนนั้น เติบโตเพียง ๑.๘ เท่า ซึ่งแสดงว่ารายจ่ายประจำไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ มีสัดส่วนการเติบโตสูงกว่ารายจ่าย เพื่อการลงทุน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวบอกอย่างชัดเจน อย่างมีนัยสำคัญว่าสาเหตุที่เกิดขึ้น รัฐราชการขณะนี้กำลังเติบโตแล้วก็เป็นการเติบโตในเชิงปริมาณ ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องเรียนผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีจริง ๆ ครับ ท่านต้องมีนโยบายที่จะจริงจัง ขณะนี้ รัฐราชการโตเหลือเกิน เราก็ต้องใช้เงินภาษีราษฎรนี่แหละครับเป็นการเข้าไปอุดหนุน ระบบราชการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะยิ่งทำให้ประเทศของเรานั้นไม่มีโอกาสได้ลงทุนอะไรใหม่ ๆ อนาคตของประเทศก็จะแย่ลงไปเรื่อย ๆ ตัวอย่างชัดเจนที่เราเห็นว่าท่านยังให้ความสำคัญ กับการขยายระบบรัฐราชการ ก็ไปดูที่กองทัพก็ได้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมด้วย ทั้งพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่ไปขยายอำนาจหน้าที่ของกองทัพออกไป อย่างกว้างขวางก็ส่งผลทำให้จำนวนข้าราชการกระทรวงกลาโหมมีจำนวนสูงมากขึ้น แล้วก็ การทำงานก็ไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานต่าง ๆ ท่านประธานทราบไหมครับ ขณะนี้จำนวน กำลังพลของกระทรวงกลาโหมของเรารวมกันมากกว่า ๓ กองทัพของประเทศใหญ่ ๆ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษ ประเทศเยอรมัน รวมกันก็ยังมีข้าราชการไม่เท่าเลย ท่านประธานที่เคารพครับ ย้ำอีกครั้งหนึ่ง การที่เรามีสัดส่วนจำนวนข้าราชการต่องาน รับผิดชอบสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกในขณะนี้เป็นภาระต่อการคลังของประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านประธานครับ กระผมเห็นว่าประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้อง กำหนดเป้าหมายของประเทศในทางเศรษฐกิจที่จะตอบสนองความต้องการของโลก แล้วก็ ต้องอยู่บนศักยภาพและบริบทของประเทศ เพื่อที่จะเป็นฐานรายได้ใหม่ทดแทนฐานรายได้เดิม ที่กำลังจะหมดไป ท่านประธานคงจำได้ สมัยก่อนประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เรามีรายได้จากภาคการเกษตร เราส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ เราส่งออกป่าไม้ เราส่งดีบุก แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไป ทรัพยากรที่เคยทำรายได้หลักให้กับประเทศวันนี้มันหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นเราก็เลยเปลี่ยนแนวความคิดมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เราก็มีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ (BOI) เกิดขึ้น ก็พิจารณา สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ถือว่าเวิร์ก (Work) ครับ ประเทศไทยของเราก็กลายเป็นฐานการผลิต เรามีรายได้ที่มาจากการส่งออกสูงถึงร้อยละ ๗๐ ประเทศไทยเป็นประเทศที่เราเรียกว่าเอกซ์พอร์ตเลด โกรท อีโคโนมี (Export-led Growth Economy) ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตามสมัยโน้นนักลงทุนตัดสินใจมาลงทุน ในประเทศไทยเพราะในภูมิภาคของเราในอาเซียน (ASEAN) เรา ประเทศไทยของเรา ได้เปรียบประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนโน้นประเทศเวียดนามเพิ่งจบจากสงคราม ก็ยังไม่มีศักยภาพในการที่จะเป็นฐานการลงทุน เพราะฉะนั้นปัจจัยเกื้อกูลประกอบกับ แรงจูงใจของบีโอไอ (BOI) ทำให้นักลงทุนแห่ เรียกว่าเข้ามาลงทุนกันในประเทศไทย จนกระทั่งประเทศไทยเป็นนิก (NIC) นิว อินดัสทรี คันทรี (New Industry Country) น่าภาคภูมิใจครับ เราเป็นผู้ผลิตรถยนต์กระบะ ขนาด ๑ ตัน ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มียอดการส่งออก จีดีพี (GDP) ตรงนี้ ๑ ล้านล้านบาท นั่นยังไม่นับรวมไปถึงสินค้า อุตสาหกรรมอื่น ๆ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตามประเทศไทยไม่ได้ มีความได้เปรียบแบบเดียวกันนี้ตลอดไป การได้เปรียบเหล่านี้ตอนนี้สิ้นสุดครับ สิทธิพิเศษ ต่าง ๆ ที่เคยเกื้อหนุนต่อการส่งออกคือจีเอสพี (GSP) ก็ต้องมีการสิ้นสุด รัฐบาลก่อน ๆ เล็งเห็นสิ่งที่กำลังจะหายไป เขาก็มีการเร่งเจรจาเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ เพื่อให้ไทยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากประเทศคู่ค้า อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็พยายามที่จะสร้าง แรงจูงใจให้นักลงทุนยังคงมาลงทุนในประเทศไทย แต่ว่าน่าเสียดายครับ รัฐบาลอื่น ๆ พยายามทำอย่างยิ่งแต่พอเรามีกองทัพออกมาปฏิวัติยึดอำนาจ ทำให้สิ่งที่รัฐบาลที่มาจากการ เลือกตั้ง ทำให้รัฐบาลของประชาชนที่เตรียมการเอาไว้มีวิสัยทัศน์ยาวไกล จบข่าวครับ การเจรจาการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้าที่สำคัญหลังจากที่ประเทศตกอยู่ ในสภาวะที่ถูกการยึดอำนาจมีกองทัพมาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล เขาก็ไม่เจรจาด้วย ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานว่าตอนนั้นเป็นต้นทุนที่ประเทศชาติและประชาชนต้องจ่ายให้กับ ระบบเผด็จการ วันนี้ความได้เปรียบของประเทศไทยหมดไปเป็นที่เรียบร้อย ทั้งปัจจัยที่เรา เคยได้จากธรรมชาติและเกิดจากการกระทำของเราเอง ขณะนี้ประเทศในอาเซียน (ASEAN) หลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเวียดนาม ประชากรเขา ๙๕ ล้านคน มีกำลังซื้อ มีค่าแรงที่ถูกกว่า เพราะฉะนั้นปัจจัยเหล่านี้กำลังทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะที่ลำบาก เรื่องนี้ก็ต้องสะท้อนปัญหาผ่านท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี เราจะต้องเตรียมการ เรื่องดังกล่าวกับสิ่งที่จะต้องขาดหายไปอย่างไร🔗

เรื่องที่ ๒ ที่กังวลกว่าเรื่องแรกก็คือรัฐบาลไทยยังไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องของ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ขณะนี้พอประเทศไทยของเราไม่มีความได้เปรียบที่จะดึงดูดนักลงทุน ให้มาลงทุนในประเทศไทย สิ่งซึ่งเราไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งแต่รัฐบาลกำลังทำก็ยิ่งทำให้การ ตัดสินใจในการลงทุนของต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนเขาถอย ก็คือการที่เราไม่ค่อยเคารพ สิทธิมนุษยชน ทุกเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีตัดสินใจไปทำ จะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ จะเป็น เรื่องของการปิดเหมืองทองก็ดี จะเป็นเรื่องของการไม่เคารพสิทธิพื้นฐานของพี่น้องประชาชน รวมไปถึงเรื่องของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ แล้วทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ทั้งหมดก็ส่งผ่านตัวชี้วัดนั่นแหละครับ ก็คือการจัดเก็บภาษีที่ผมบอกว่าท่านจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าไป ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในปี ๒๕๖๓ นอกจากนี้สถานการณ์โควิด (COVID) ก็ทำให้ความต้องการของโลกเปลี่ยนไป ขณะนี้พี่น้องประชาชนคนทั้งโลกเขาสนใจกับเรื่องของสุขภาพอนามัย แล้วก็เรื่องของ ความสะอาด ประกอบกับความได้เปรียบฐานการผลิตอุตสาหกรรมของประเทศไทยกำลัง จะหมดไป สิ่งเหล่านี้ผมก็อยากจะบอกท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานไปว่าเมื่อเรา พิจารณาถึงขีดความสามารถ ผลผลิตที่ประเทศสามารถนำไปต่อยอดเพื่อการลงทุน ความถนัดของประเทศและความต้องการของโลก สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญที่การจัดสรร งบประมาณ การลงทุนภาครัฐจะต้องตอบสนองต่อการวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อที่จะรองรับ การผลิตตามเป้าหมายใหม่ ฟังยากนิดหนึ่งแต่สั้น ๆ ก็คือเรื่องของการลงทุนในส่วนของ ภาครัฐท่านต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เหล่านี้เพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับอนาคต ของประเทศ ผมเลยต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านเคยคิด เรื่องเหล่านี้ไว้หรือไม่ นอกเหนือไปจากการบริหารอำนาจของท่าน อย่างที่เรียนไปแล้ว ท่านก็ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ท่านจับกุมคนที่เห็นต่าง สิ่งเหล่านี้ ไม่มีประโยชน์กับประเทศชาติ เพราะฉะนั้นนี่คือข้อเสนอแนะ ท่านต้องคิดเรื่องนี้🔗

ข้อเสนอสุดท้ายครับ ผมเหลือเวลาอีกประมาณ ๑๐ นาที คือการบริหาร ต้องเน้นเป้าหมาย ต้องเอาเป้าหมายนำกระบวนการ นักบริหารทั่วโลกเขาเข้าใจกับคำนี้ แต่ผมไม่ทราบว่าอาจจะเป็นเพราะท่านนายกรัฐมนตรีมาจากระบบราชการหรือเปล่า โดยเฉพาะท่านมาจากสถาบันทหารที่เน้นระเบียบและวิธีการ เพราะฉะนั้นความคุ้นชิน เหล่านี้ท่านจึงสะท้อนออกมาในรูปแบบของการบริหารที่เน้นกระบวนการโดยไม่มีเป้าหมาย ผมไม่ได้พูดมั่วนะครับ หลักฐานเชิงประจักษ์ก็คือยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีที่ท่านนายกรัฐมนตรี กำหนดให้ทุกคนในประเทศนี้เขาปฏิบัติตาม แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้ประโยชน์อันใดไม่ได้เลย เอาแค่การเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ยุทธศาสตร์ของ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ได้ นอกจากการใช้ ยุทธศาสตร์ส่วนตัวของท่านอันเดียวก็คือกู้ กู้ กู้ กู้จนกระทั่งหนี้สาธารณะของประเทศ กำลังจะชนเพดานความยั่งยืนทางการคลังไปเป็นที่เรียบร้อย ผมได้พิจารณายุทธศาสตร์ชาติ ผมดูทั้งเล่มไม่เจออะไรเลย ไม่มีอะไรมากไปกว่าระเบียบวิธีการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต้องกำหนดเป้าหมายของประเทศเอาไว้ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เป็น นามธรรม ถามเถอะครับ จับต้องตรงไหนได้บ้าง การกำหนดเป้าหมายของประเทศ จะต้องอยู่บนความเป็นไปได้ ต้องคำนึงถึงศักยภาพและบริบทของประเทศ ทั้งยังต้อง ตอบสนองความต้องการของโลก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ดอนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเขาพูดเลยครับ ยุทธศาสตร์เขาคืออเมริกัน เฟิสต์ (American first) เป้าหมายของประเทศจีน สี จิ้นผิง เขาบอกว่าต้องใช้เศรษฐกิจรุกโลก ผ่านเส้นทางสายไหม ทั้งหมดเขาดำรงความมุ่งหมาย แต่การกำหนดยุทธศาสตร์ของ ประเทศไทย เจออะไรบ้างครับ ผมคิดไม่ออกจริง ๆ วันนี้ถ้าท่านจะกำหนดยุทธศาสตร์ ต้องมีเป้าหมายชัดเจน อะไรที่ไม่ตอบสนองยุทธศาสตร์ก็ยกเลิก เช่นท่านฟันธงไปเลยครับ ยกเลิกการเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ชาติของ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เกิดประโยชน์ คือนอกจากนำมาใช้ไม่ได้แล้วยังเป็นอุปสรรคขัดขวาง การทำงานของทุกฝ่าย โดยเฉพาะการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน เห็นไหมครับ มันสอดคล้อง มันเชื่อมโยงกันหมด ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายแล้วครับ กระผมมีข้อเสนอแนะผ่านท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีครับ ถึงความจำเป็นที่ประเทศจะต้องเร่งดำเนินการ ผมมีให้ท่าน ๔ ข้อ ข้อ ๑ ลดรายจ่ายประจำ ลดจำนวนข้าราชการที่เกินความเหมาะสม เพื่อที่จะได้นำเอารายจ่ายประจำที่ลดนี้ไปลงทุนในโครงการที่มีผลิตภาพ ที่มีคุณภาพ ข้อ ๒ กำหนดเป้าหมายของประเทศเพื่อสร้างฐานการผลิตใหม่ที่ตอบสนองต่อความต้องการ ของโลกครับ อยู่ในศักยภาพของประเทศและความพร้อมของวัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ ทำได้หรือเปล่าไม่ทราบนะครับ ข้อ ๓ ท่านต้องเปลี่ยนวิธีงบประมาณใหม่ ท่านต้องกำหนด เป้าหมายนำกระบวนการโดยเป้าหมายดังกล่าวนี้จะต้องมีตัวชี้วัดความสำเร็จในเชิงคุณภาพ ของผลิตภาพที่ยั่งยืน และข้อสุดท้ายครับ สำคัญอย่างยิ่งแล้วก็เป็นเรื่องซึ่งเชื่อมโยง ๓ ข้อ ท่านทำไม่สำเร็จถ้าไม่มีข้อ ๔ ท่านต้องเคารพสิทธิเสรีภาพและอำนาจของประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเข้าใจว่าการเมืองที่ดีมีผลต่อเศรษฐกิจครับ หากประเทศ เป็นประชาธิปไตย รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน จะทำให้พี่น้องประชาชน จะทำให้นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเขาเชื่อมั่นแล้วจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจครับ รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐจะต้องเลิกใช้อำนาจข่มขู่คุกคามประชาชนและสนับสนุน ให้ประชาชนมีรัฐธรรมนูญที่มีประชาชนเป็นผู้ร่างของเขาเองครับ ทั้งหมดคือข้อเสนอที่เกิด จากความหวังดีต่อบ้านเมืองของพรรคเพื่อไทยครับ ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง และผมหวัง เป็นอย่างยิ่งว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะได้นำเอาข้อเสนอที่ผม ได้กราบเรียนไปพิจารณาด้วยความจริงใจ นอกเหนือจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ภาพรวม ที่ผมอภิปรายพร้อมให้ข้อเสนอแนะไปแล้วนั้น หลังจากนี้เป็นต้นไปท่านผู้อภิปรายจาก พรรคเพื่อไทยก็จะมาลงรายละเอียดในแต่ละพื้นที่ในแต่ละเซกเตอร์ (Sector) ให้ท่านประธาน ได้รับทราบเป็นลำดับต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การส่งออก เอสเอ็มอี (SMEs) รวมไปถึงด้านการเมืองต่าง ๆ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การคุกคามสิทธิเสรีภาพ ตลอดจนข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน รวมไปถึงเรื่องของแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็อีกหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์ ที่ได้ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็พี่น้องประชาชน ที่ติดตามการถ่ายทอดสดอยู่ในขณะนี้ครับ🔗

สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา ผมเชื่อว่าเกิดจากการสืบทอดอำนาจของหัวหน้าคณะปฏิวัติ ในปี ๒๕๕๗ ซึ่งวันนี้ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านมาจากการยึดอำนาจ แล้วก็ เขียนกติกาให้กับตัวเอง รักษาเก้าอี้มาจนกระทั่งถึงวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องประชาชนเขาไม่ได้อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้รวมทั้งพวกพ้องของท่านบริหาร บ้านเมืองนี้ต่อไป เพราะจริง ๆ ถ้าท่านบริหารประเทศแล้วพี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุขก็โอเค (OK) ครับ แต่วันนี้ปัญหาบ้านเมืองมากมาย แล้วคนไทยก็ไม่ได้กินดีอยู่ดี วันนี้ประเทศมีหนี้สินล้นพ้นตัว อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่นะครับ ท่านทำให้ แผ่นดินอันมั่งคั่ง แผ่นดินขวานทองของเรากำลังจมลงสู่กองหนี้ก้อนมหึมา คนส่วนใหญ่ ของประเทศนี้วันนี้ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไปทุกหย่อมหญ้า ปัญหามากมายหลายปัญหาที่เกินเยียวยาแล้ว จริง ๆ มีข้อเสนออีกข้อหนึ่งครับ เป็นข้อเสนอ ข้อสุดท้ายก็แล้วกัน แล้วผมคิดว่าข้อเสนอข้อนี้ถ้าทำนะครับ ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากจะช่วยเหลือคนไทย อยากจะช่วยเหลือประเทศไทยจริง ๆ ตามที่ท่านได้พร่ำพูด มาตลอด ทำง่ายนิดเดียวครับ แต่ผมก็เชื่อว่าท่านไม่ทำครับ เพราะอำนาจมันหอมหวาน มันเย้ายวนเหลือเกิน แต่ไม่พูดก็ไม่ได้ครับ เพราะสิ่งที่ผมพูด ผมพูดจากเสียงสะท้อน จากเสียงเรียกร้องของคนไทยทั้งประเทศครับ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ท่านลาออกเลยครับ ถ้าชายชาติทหารอย่างท่านกล้าหาญเหมือนกับเยาวชนที่เขาออกมาต่อสู้ เรียกร้องความถูกต้องอยู่ในขณะนี้ พอพวกผมอภิปรายกันจบ ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศ ลาออกปุ๊บ ประเทศไทยปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมดในประเทศนี้จะหายไปทันทีครับ แล้วคนไทยทั้งประเทศเช่นเดียวกัน เขาจะปรบมือโห่ร้อง แสดงความยินดีกันทั้งประเทศ ลาออกเถอะครับท่านนายกรัฐมนตรี กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป ก็จะเป็นท่านหัวหน้าพรรคและผู้นำพรรคแต่ละพรรคที่เสนอญัตติ ท่านต่อไป นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หลังจากนั้นจะเป็นนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แล้วก็นายนิคม บุญวิเศษ ส่วนรัฐบาลจะอภิปรายชี้แจงตอนไหนก็อนุญาตนะครับ เชิญคุณพิธาครับ🔗

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พวกเรามาร่วมประชุม ที่สภาแห่งนี้ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดเวลาหนึ่งของประเทศไทย ถึงแม้เราจะผ่านวิกฤติร่วมกัน มาหลายครั้งหลายคราแต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่หนักหนา อนาคตมืดมนเท่าครั้งนี้ ท่ามกลางวิกฤติ รอบด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ปัจจัยสำคัญที่ถ่วงรั้งไม่ให้ประเทศขับเคลื่อน ไปข้างหน้าได้ก็คือวิกฤติภาวะผู้นำของรัฐนาวาที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสภาวะที่กำลังก่อตัวขึ้น ในโลกใบนี้กับภูมิภาคนี้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศแห่งนี้ หลายครั้งที่เราเปรียบเทียบ สถานการณ์ตอนนี้กับวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี ๒๕๔๐ ในเรื่องผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนคนที่ตกงานก็ดีหรือการหดตัวของจีดีพี (GDP) ก็ดี ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ต่างกรรมต่างวาระ แต่สิ่งที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงระหว่างปี ๒๕๖๓ กับปี ๒๕๔๐ ก็คือระบบการเมืองหรือโครงสร้าง การเมืองที่อำนวยให้เกิดการแก้ปัญหา ในปี ๒๕๔๐ เรายังมีรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่า เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง ที่เอื้ออำนวยให้พรรคการเมืองยึดโยงกับประชาชน แก้ไขวิกฤติให้บ้านเมือง แต่ในตอนนี้เรามีระบบการเมืองที่แข็งตัว นิ่งเฉยและไม่ตอบสนอง ไม่สามารถที่จะแก้ไขสถานการณ์ที่ลื่นไหล รวดเร็วแล้วก็รุนแรงยิ่งกว่าปี ๒๕๔๐ ไม่ว่า จะเป็นปัญหาวิกฤติโควิด (COVID) เศรษฐกิจ วิกฤติการเมือง หรือประเด็นเรื่องการศึกษา ปี ๒๕๖๓ เรามีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ รัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยว ระบบการเมืองแบบที่รัฐมนตรี เศรษฐกิจหายากหาเย็น พอหาได้ก็ต้องลาออกภายใน ๒๗ วัน ไม่แม้แต่ที่จะเริ่มทำงานได้ แม้ว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทยจำนวนมากจะอยู่ในวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ ท่าทีว่าจะรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งเป็นมหาวิกฤติที่ไม่มีใครตอบได้ ว่าจะจบลงเมื่อไร อย่างใดก็ตามที คงเป็นเพราะอย่างนี้กระมังครับที่ประชาชนคนหนุ่มสาว เขาถึงต้องออกมาทวงอนาคตของพวกเขาคืน การชุมนุมของพวกเขาไม่ใช่เป็นเพียงแค่ ความคิดที่ต่างกันระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการปะทะกัน ระหว่างคนที่ต้องการจะมีความหวังกับประเทศที่หมดหวัง คนที่ยังมีหวังที่ยังใช้ชีวิตกับประเทศที่สิ้นหวัง ความสิ้นหวังที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ ถูกสะท้อนมาด้วยตัวเลขหลาย ๆ ตัว เมื่อเรานำมาวิเคราะห์แล้ว เศรษฐกิจไทยบ๊วยที่สุด บ๊วยที่สุดไม่ใช่แค่ในอาเซียน (ASEAN) แต่บ๊วยเกือบที่สุดของเอเชีย (Asia) ใช่ครับท่านประธาน จากการสำรวจของไอเอ็มเอส (IMS) ทั้งหมด ๔๕ ประเทศ เศรษฐกิจไทยสิ้นปีนี้คาดว่าจะมาเป็นที่โหล่เกือบที่สุดของเอเชีย (Asia) ไม่เพียงเท่านั้น ความล้มเหลวทางโครงสร้างเศรษฐกิจจะเริ่มส่งผลกระทบไปถึงชนชั้นกลาง ไปถึงเจ้าของ กิจการ ดังที่จะเห็นได้ว่าแม้แต่ผลประกอบการของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ก็คาดว่า จะแย่ที่สุดในอาเซียน (ASEAN) จะติดลบถึง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ มากที่สุดในภูมิภาคจากข้อมูล ของดัชนีเอ็มเอสซีไอ (MSCI) ในขณะเดียวกันนั้นค่าเงินบาทกลับแข็งตัวอันดับต้น ๆ ของ เอเชีย (Asia) ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เมื่อค่าเงินบาทแข็งตัวในเวลานี้ก็จะเป็น การซ้ำเติมผู้ส่งออกในวิกฤติโควิด (COVID) ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออกในอุตสาหกรรมข้าว อิเล็กทรอนิกส์ หรือว่าสิ่งทอ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งทุกท่านก็ทราบดีว่าประเทศของ เราพึ่งพาการส่งออก พึ่งพาการท่องเที่ยว พึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศ สูงถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) ผลกระทบ ๓ ข้อแรกเมื่อมารวมกันจะส่งผลให้เห็นตัวเลขคนว่างงาน ท่านประธานครับ ตัวเลขของคนว่างงานเพิ่มขึ้นแล้วถึง ๕ เท่า เมื่อเทียบกับช่วงที่มีการ อภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง ต่อมาคือไตรมาสหน้า คือคลื่นลูกที่ ๓ ที่จะมาถล่มระบบการเงินไทยคือหนี้สิน ที่ขอปรับโครงสร้างหนี้สินมีมูลค่า สูงถึง ๗.๒ ล้านล้านบาท ที่กำลังจะหมดอายุลงและมีสิทธิที่จะเป็นหนี้เสียอาจจะมากกว่า ที่สถาบันการเงินไทยจะรับไหว ต่อมาการหารายได้ของรัฐบาลจากการที่จัดเก็บภาษีปีนี้ หลุดเป้า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังได้ชี้แจง ทำให้รัฐบาลต้อง ทำงบประมาณขาดดุลไปอีกหลายปี จะกู้ก็กู้ได้แต่ต้นทุนในการกู้ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และลูกหลานเราก็ต้องมาชดใช้ภาระนี้แทนเราในอนาคต พอมาถึงตอนนี้ชั่วโมงนี้คำถามก็คือ เหตุการณ์เฉพาะหน้ารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ทำอะไร จากที่มาขอรัฐสภา วงเงิน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อนุมัติไป ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายจริงได้ ๔๐๐ ล้านบาท หรือ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์จากที่มาขอสภา สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่หายไปเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โครงการเราเที่ยวปันสุขมีผู้มาใช้สิทธิเพียง ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ของสิทธิทั้งหมด โรงแรมขนาดกลาง โรงแรมขนาดเล็กไม่ได้เข้าร่วม ก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจ ที่ชาวภูเก็ตมาบอกผมว่าป่าตองตอนนี้กลายเป็นป่าช้าไปเรียบร้อยแล้ว พ.ร.ก. เงินกู้ เอสเอ็มอี (SMEs) ซอฟต์โลน (Soft Loan) ก็กลับไม่ซอฟต์ (Soft) สมชื่อ เงื่อนไขที่แข็งเกินไปทำให้ เอสเอ็มอี (SMEs) เข้าถึงแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ วงเงินอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังค้างเติ่ง ผ่านมาหลายเดือนแล้วก็ยังปลดล็อกเงื่อนไขไม่ได้ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงภาวะสุญญากาศ ของการบริหารเศรษฐกิจไทย กัปตันใส่เกียร์ว่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวในยามที่พายุโหมกระหน่ำ ดูเหมือนรัฐบาลนอกจากจะใจเย็นแล้วยังจะเลือดเย็นไปไหมกับความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนในตอนนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็คงจะลุกขึ้นมาตอบพวกเราว่ารัฐบาลทำอยู่แล้ว มีโครงการอยู่แล้ว อันนี้คงไม่ได้ครับท่านประธาน เศรษฐกิจยิ่งแก้ยิ่งต้องเพิ่มความมั่นใจ มั่นใจว่าจะฟื้นตัว คนต้องออกมากล้าใช้จ่าย คนต้องกล้าที่จะลงทุนเพิ่ม แต่ผลลัพธ์ กลับตาลปัตรเมื่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังดิ่งลงเป็นประวัติการณ์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ตอนที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดัชนีนี้อยู่ที่ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตอนนั้นก็ต่ำที่สุด เป็นประวัติการณ์แล้ว ตอนนี้ดัชนีความเชื่อมั่นนั้นอยู่ที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ดิ่งลึกลงไปอีก สะท้อนว่าประชาชนไม่ได้เชื่อมั่นกับสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่เลยหรืองบประมาณที่บริหารอยู่เลย ซ้ำร้ายไปกว่านั้นหน่วยงานราชการยังคอร์รัปชันซ้ำเติมปัญหาของพี่น้องประชาชน ดังที่มีรายงานของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาว่างบประมาณปี ๒๕๖๒ ถูกหน่วยราชการยักยอก และธุรกิจจัดซื้อจัดจ้าง เป็นมูลค่าถึง ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท กับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ถ้า พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกผมคงวิจารณ์ท่านอีกอย่าง เข้ามารับตำแหน่ง ในปีแรกก็เจอพิษโควิด (COVID) เต็ม ๆ อันนี้ก็คงต้องเข้าใจกัน แต่ พลเอก ประยุทธ์ยึดอำนาจ มาบริหารประเทศมาแล้วก่อน ๕ ปีเต็ม และ พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับ อภิสิทธิ์ในการบริหารประเทศมากกว่านายกรัฐมนตรีคนอื่น ๆ มากกว่าผู้นำคนไหน ๆ ในโลก ประชาธิปไตยถึง ๒ เรื่อง นั่นก็คือ ๑. ๕ ปีแรกในการบริหารนั้นเป็น ๕ ปีเต็ม ๆ ที่ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีแรงต้าน ไม่มีการตรวจสอบ ๒. งบประมาณเกือบ ๒๐ ล้านล้านบาท ตลอด ๕ ปี งบประมาณที่สูงที่สุดกว่านายกรัฐมนตรีคนไหนในประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่ผลงานที่ได้รับ กลับมาจากอภิสิทธิ์ ๒ ข้อนั้นก็คือผลงานเศรษฐกิจรั้งท้าย บ๊วยเกือบที่สุดของเอเชีย เป็นเวลาเกือบ ๕ ปี ที่ พลเอก ประยุทธ์บริหารด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีการ ตรวจสอบ เป็นเวลานานมากพอที่ผู้นำชาติหนึ่งที่มีวิสัยทัศน์จะสามารถวางรากฐาน ของประเทศเพื่อให้ต่อสู้กับความท้าทายในศตวรรษที่ ๒๑ ได้ พูดตัวอย่างให้ชัด ๆ ก็คือ ภัยความมั่นคงที่มาในรูปแบบของเชื้อโรคอย่างโควิด (COVID) หรือภัยความมั่นคงที่มา ในรูปแบบของภัยพิบัติ อย่างน้ำท่วม อย่างไฟป่า อย่างฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ท่านมีโอกาส แต่ท่านไม่ทำ ท่านนายกรัฐมนตรีมีโอกาสตลอด ๕ ปี ไม่มีฝ่ายค้าน งบประมาณเต็มมือ ที่จะปรับเค้าโครงเศรษฐกิจ สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้ประเทศเข้มแข็งจากภายใน กระจาย ความเสี่ยงจากการพึ่งพาการส่งออก การท่องเที่ยวที่ไทยต้องยืมจมูกต่างชาติหายใจ อยู่ตลอดเวลา ทลายทุนผูกขาด สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ และเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขันให้กับประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีมีโอกาสตลอด ๕ ปี ไม่มีฝ่ายค้าน งบประมาณเต็มมือ ที่จะวางรากฐานในการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการกระจาย อำนาจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีโอกาสในการจัดทำบริการสาธารณะในพื้นที่ ผลักดัน การเพิ่มสัดส่วนงบประมาณบุคลากร ให้อำนาจ อปท. ในการออกแบบและจัดเก็บภาษี เพิ่มขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีมีโอกาสตลอด ๕ ปี ไม่มีฝ่ายค้าน งบประมาณเต็มมือ ในการ สร้างรัฐสวัสดิการที่ถ้วนหน้าครบวงจร เป็นหลักประกันในการใช้ชีวิตให้หลุดพ้นจากระบบ อุปถัมภ์ พัฒนาหลักประกันสุขภาพ ผลักดันให้แรงงานมีชั่วโมงทำงานที่เหมาะสม เพิ่มวันลาคลอด และเลี้ยงดูบุตร สร้างสถานเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพทั่วประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีมีโอกาส ตลอด ๕ ปี ไม่มีฝ่ายค้าน งบประมาณเต็มมือที่จะสร้างรัฐเปิดเผยระบบอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) บริหารราชการบนพื้นฐานของความโปร่งใสและมีส่วนร่วมจากสาธารณะ ไม่ยุ่งยากในการขอข้อมูลในเรื่องของบประมาณ ในเรื่องของสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้ ประชาชนสามารถที่จะตรวจสอบคอร์รัปชัน ตรวจสอบทุจริตและประสิทธิภาพของ การทำงานของรัฐบาลด้วยตัวเอง ท่านมีโอกาสแต่ท่านก็ไม่ได้ทำ จนทำให้คนในประเทศชาติ ของท่านต้องมารับกับสภาพที่มืดมนสิ้นหวังขณะนี้ ต่อไปในอนาคตอันใกล้ถ้ารัฐบาล ไม่ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงแก้ไขเศรษฐกิจให้เห็นว่ามีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้ แรงบีบคั้น แรงกดดันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากทุกสารทิศทั่วประเทศ จากทุกชนชั้น ความอดทน ของประชาชนจะหมดลง ความมั่นใจของประชาชนจะหมดลง ถ้าแก้ปัญหาเรื่องความมั่นใจ ไม่ได้ท่านก็จะยิ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ บริหารประเทศไม่ได้บ้านเมืองก็จะถึงทางตัน ถึงอย่างไรก็ตามเราก็ปฏิเสธไม่ได้นะครับว่านอกเหนือจากปัญหาของภาวะผู้นำของ ท่านนายกรัฐมนตรี ปัญหาที่เกิดขึ้นยังมาจากระบบการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาอำนาจ ให้กับท่านแต่กลับไม่สามารถทำให้ท่านบริหารบ้านเมืองได้ ความน่าเศร้าของประชาชน คนไทยตอนนี้ก็คือในชั่วโมงที่ประเทศของเรามืดมนที่สุดเราดันมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่มี ภาวะผู้นำอยู่ในระบบการเมืองที่บิดเบี้ยวที่สุด เมื่อ ๒ สิ่งนี้มาอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ต้อง หลับตาก็นึกภาพออกว่ามันพังพินาศแค่ไหน พรรคการเมืองที่เสนอท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ก็เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ออกแบบมาเพื่อพรรคพวกของท่าน พรรคการเมืองที่ได้คะแนนอันดับ ๑ กลับไม่สามารถ เป็นรัฐบาลได้ตามเจตจำนงของประชาชน ท่านเองก็เป็นนายกรัฐมนตรีก็เพราะกติกาที่พวกพ้อง ของท่านเขียนขึ้นเอง ระบบการเมืองนี้ตั้ง ๒๕๐ ส.ว. ให้มีจำนวนใหญ่กว่าทุกพรรคการเมือง เพื่อให้เลือกท่านกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง นอกจากนี้ยังกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เป็นบ่วงรัดประเทศเพื่อให้ท่านอยู่ในอำนาจอย่างมั่นคง ปลอดภัยมากที่สุด ดังนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จึงถูกร่างขึ้นโดยตัวมันเอง ไม่ได้มีไว้เพื่อแก้ปัญหาสังคมไทยและรับมือ กับโลกอนาคต แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่เฉพาะกิจคือการสืบทอดอำนาจให้ พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี และรักษาอำนาจของเครือข่ายของพวกท่านให้ยาวนาน ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราจึงเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้สาละวนอยู่กับการแย่งชิงต่อรองตำแหน่ง รัฐมนตรี สภาวุ่นวายกับการป้อนกล้วยให้งูกิน ทำให้เกิดรัฐบาลผสมไม่มีเอกภาพและ ไม่มีคุณภาพ ต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างทำตามนโยบายของตนเอง ประเทศเดินทางไป อย่างไร้ทิศทางมองไม่เห็นอนาคต แต่แล้วเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้คนออกมาร่ำร้องทวงคืนอนาคต ของพวกเขา นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้ก็ไม่รับฟัง นอกจากจะไม่รับฟังก็ยังคุกคาม คุกคาม เสรีภาพของผู้ออกมาทวงคืนอนาคต การใช้มาตรา ๑๑๖ อย่างไม่สมเหตุสมผล ไม่อาจจะแก้ปัญหาอะไรสักอย่าง แต่กลับยิ่งขยายความขัดแย้งไปในวงกว้าง รัฐคงหวังให้ สังคมรู้สึกกลัวและไม่กล้าเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง แต่ผมเกรงว่าผลจะออกมาตรงกันข้าม กลายเป็นการยั่วยุท้าทายให้ประชาชนโกรธ คำถามก็คือเมื่อคู่ต่อกรเป็นนักเรียนมัธยม รัฐจะต้องจับนักเรียนมัธยมจับพวกเขาอีกสักกี่คนจนกว่าจะเข้าใจว่าการคุกคามประชาชน ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย มากไปกว่านั้นในวันนี้มีคำถามถึงการรัฐประหารดังขึ้น โดยที่ นักเรียนมัธยมเหล่านี้ ประชาชน รวมถึงพวกเราที่อยู่กันที่นี่ไม่ยอมรับและต่อต้านเพื่อรักษา อำนาจของท่าน ท่านจะหันกระบอกปืนเข้าหาพวกเขาซึ่งเป็นอนาคตประชาชนมือเปล่า หรือไม่ ท่านจะยอมให้เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น ๖ ตุลาคม พฤษภาคม ๒๕๓๕ หรือการล้อมปราบปรามคนเสื้อแดงในปี ๒๕๕๓ เกิดขึ้นอีก หรือไม่ ผมหวังว่าท่านจะคิดได้และไม่ขาดสติจนกระทั่งนำพาประเทศไปถึงจุดนั้นอีก ผมอยากให้ท่านเข้าใจว่าทั้งการทำรัฐประหาร หรือแม้แต่การคุกคามประชาชนอย่างที่ท่าน กำลังทำอยู่ไม่สามารถแก้ปัญหาใด ๆ นอกจากแช่แข็งประเทศและฉุดรั้งอนาคตเอาไว้🔗

อีก ๒ สิ่งที่ฉุดรั้งอนาคตของคนไทยไว้และมีการพูดถึงอย่างกว้างขวางก็คือ ระบบราชการและระบบการศึกษา เป็นที่รู้กันอยู่ว่าระบบราชการไทยมีความแข็งตัวสูง มองภายนอกอาจจะดูเหมือนทันสมัยแต่จริง ๆ แล้วเป็นระบบอุปถัมภ์ที่มีแต่พรรคพวก แต่ละกรม แต่ละกระทรวงต่างมีอาณาจักรของตนเอง ถือกฎหมายของตนเองไม่ยอมให้ใคร ล้ำเส้น ระบบราชการแบบนี้เป็นระบบที่ล้าหลังไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ได้เลย ปัญหาหลายอย่างที่คาราคาซังก็มาจากระบบราชการแบบนี้ อีก ๑ ปัญหาที่ชัดเจนมาก คือระบบการศึกษาไทยเป็นระบบที่ล้าหลังและไม่เคยเปลี่ยน รุ่นพ่อ รุ่นแม่เราสอนกันมา อย่างไร รุ่นนี้ก็สอนไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก โรงเรียนจึงกลายเป็นสถานที่ผลิตซ้ำความรู้ เพื่อผลิตพลเมืองเชื่อง ๆ ที่เชื่อฟังรัฐ และสถาบันการศึกษากลายเป็นที่บ่มเพาะระบบอำนาจนิยม ที่แรกที่เด็กได้พบเจอ ไม่ว่าจะเกิดจากกฎระเบียบที่ล้าหลัง การใช้อำนาจของครูกับลูกศิษย์ หรือรุ่นพี่กับรุ่นน้อง ความล้าหลังและการกดทับที่ต่อเนื่องยาวนานในระบบการศึกษาไทย ส่งผลให้นักเรียน นักศึกษาที่พวกเขาโตมาจากระบบโลกาภิวัตน์มีความต้องการจะปลดแอก ตัวเองจากระบบห่วยแตกแบบนี้ ท่านประธานครับ ในอนาคตเราต้องเผชิญกับความ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เรายังมองไม่เห็นความหวัง ไม่เห็นอนาคตข้างหน้าว่าจะเดินไป อย่างไร อนาคตที่ไม่มีอนาคต ผู้นำที่ไม่มีภาวะผู้นำ ระบบการเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชน ทำให้เราไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้เลย จะเห็นได้ว่าการจัดทำงบประมาณยังคงเหมือนเดิม ระบบราชการยังคงรวมศูนย์ไม่มีเปลี่ยนแปลง และระบบการศึกษาแข็งทื่อไม่มีการปรับตัว ดังนั้นสังคมไทยตอนนี้ยังมืดมิดไร้ทางออก เพราะว่าท่านพยายามหวงแหนอดีตที่รุ่งเรือง ที่ทำให้ท่านได้ประโยชน์จากอดีตนั้น ในช่วงเวลาที่คนไทยจำนวนมากถามว่าอนาคตของเขา คืออะไร อดีตของท่านได้สร้างเวรกรรมผูกมัดพวกเขา ถ่วงพวกเขาเอาไว้ทำให้พวกเขา ก้าวไปสู่อนาคตไม่ได้ วิกฤตินี้จะรุนแรงขนาดไหนหลายท่านในห้องนี้ผ่านวิกฤติมามากกว่าผม คงรู้ดีว่าไม่มีครั้งไหนที่มีการประท้วงรัฐบาลจะเกิดขึ้นมากและกระจายไปทั่วประเทศขนาดนี้ ไม่มีครั้งไหนที่การประท้วงรัฐบาลจะลงรากลึกไปถึงนักเรียนมัธยม ถ้าการเมืองดีพื้นที่ ของนักเรียนนักศึกษาจะไม่ใช่ท้องถนน ถ้าท่านปฏิรูปประเทศจริงตั้งแต่ ๖ ปีก่อน การชุมนุม ของนักเรียนนักศึกษาจะไม่เกิดขึ้น เลิกดูถูกพวกเขาด้วยอคติว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง ถูกล้างสมอง เลิกทวงบุญคุณพวกเขา เลิกทวงบุญคุณประชาชนได้แล้วว่าท่านเข้ามาบริหารประเทศ เพราะอะไร เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาจริง ๆ ปลุกให้เขาตื่นก็คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือความล้มเหลวของท่านที่ประชาชนอยากจะทวงคืนจากท่าน เป็นเวลา ๖ ปีแล้ว ที่ประเทศไทยของเราอยู่ภายใต้การบริหารของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในประวัติศาสตร์ไทยนับว่าหาได้ยากที่ใครจะดำรงตำแหน่งคนเดียวได้ต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้ เป็นรองเพียงแค่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เท่านั้น การครองอำนาจในฐานะผู้นำสูงสุดที่ยาวนานต่อเนื่องถือเป็นเรื่องดีหากเราได้ผู้นำ ที่มีความสามารถ มีวิสัยทัศน์ เคารพประชาชน ก็จะทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้ารุ่งเรือง แต่ ๖ ปีที่ผ่านมาเป็นการพิสูจน์แล้วว่าเราได้ผู้นำที่ไม่มีภาวะผู้นำ ไม่มีความสามารถ ไร้วิสัยทัศน์ ดูถูกประชาชน เล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ชัดเจนว่าคนไทยอาจจะได้ นายกรัฐมนตรีที่แย่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา ถึงวันนี้ชัดเจนแล้วว่าความวุ่นวาย ความสิ้นหวัง ความล้าหลังในประเทศทุกวันนี้ ใจกลางของความล้มเหลวอยู่ที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเมื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ท่านควรหลีกทาง ลงจากอำนาจคืนอนาคตให้ชาติ ออกไปเถอะครับก่อนที่ประเทศชาติของเราจะย่อยยับ เกินกว่าที่พวกท่านจะชดใช้คืนไหว ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ท่านต่อไป นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ต้องขอขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่ง สำหรับท่านประธานที่ได้เปิดการอภิปรายโดยไม่ลงมติในวันนี้ เพื่อที่เราจะได้นำปัญหาวิกฤติ ของบ้านเมืองซึ่งมีหลายเรื่องประกอบกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราได้เน้นถึงเรื่องเศรษฐกิจ และการเมือง วันนี้เราจะได้นำเอาปัญหาต่าง ๆ เพื่อมาเสนอแนะต่อท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ซึ่ง ๒ ท่าน ที่ได้กล่าวมาก่อนผมก็ได้ชี้ให้เห็นชัดว่าบ้านเมืองเราค่อนข้าง ที่จะวิกฤติในเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจนั้นพูดได้ว่าเราล้มเหลวมาโดยตลอด ความจริงถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะตอบว่าความล้มเหลวของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะภัยของโควิด-๑๙ (COVID-19) อย่างที่คุณพิธาพูดเมื่อสักครู่ว่า ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเพิ่งเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อเราเปิดสภาเมื่อปีกว่าที่แล้ว คงจะพูดอย่างนั้นได้ แต่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีตั้ง ๖ ปีมาแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหา ทางด้านการเมืองไม่เคยดีขึ้นเลยครับ กลับทรุดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราเองจึงอยากให้ท่าน ได้รับฟังสภาในวันนี้ และตอนสุดท้ายเราก็หวังว่าท่านจะได้ตัดสินใจเพื่อบ้านเมือง เพื่อคนไทย เพื่อภาวะวิกฤติ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่สภาที่พูดกันในวันนี้เท่านั้น คนข้างนอก คนรากหญ้า ผมออกไปพบ ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถแท็กซี่ แม่ค้าขายข้าวแกง ร้านย่อยหรือที่ขายกันในห้าง ทุกคนก็พูดตรงกันว่าผู้แทนจะทำอย่างไรกับภาวะเศรษฐกิจที่ล้มละลายในขณะนี้ ไม่มีโอกาส ที่จะฟื้นได้เลย คนขับรถแท็กซี่ไม่มีเงินที่จะเสียค่าเช่าหรือค่าผ่อน คนขับรถตู้ประกาศว่า ใครจะเอารถตู้ไป ไม่ขายหรอกครับ ยกให้ไปผ่อนต่อก็แล้วกัน ถ้าท่านเดินไปตามถนนหนทาง บังเอิญว่าผมได้ไปดูทั้งที่เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เศรษฐกิจขนาดย่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้านอาหาร ร้านขายข้าวแกง ร้านทั่วไป ผมว่าในขณะนี้อยู่ในภาวะที่จะล้มละลายและปิด ไม่น้อยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ลองคิดดูว่าร้านเหล่านี้ต้องปิดไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เจ้าของกิจการ และคนงานต้องว่างงานอีกเท่าไร อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากภาวะที่รัฐบาลขาดภาวะความ เป็นผู้นำที่จะไปแก้ไขปัญหาของประชาชนเหล่านี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่อง ภาวะเศรษฐกิจ ผมจะพูดในประเด็นหลักใหญ่ ๆ ไม่กี่ประการเท่านั้น ให้เห็นว่าความล้มเหลว ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเรื่องของภัยโควิด (COVID) หรือเรื่องของภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก มันเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้แกนนำที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยแท้🔗

ในประการแรก เรื่องหนี้สินของรัฐบาลที่ตั้งแต่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีมา ๖ ปี ท่านกู้ทุกปี ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ยอดรวมหนี้สินของรัฐบาลที่กู้มา ไม่ได้ไปทำอะไรครับ มาเพื่อทำให้ดุลของรัฐบาลมันสมดุล หมายความว่าท่านตั้งรายจ่ายไว้สูง แต่รายรับของท่านต่ำ กู้มาตลอดครับ รวม ๖ ปี ก็ ๓.๔ ล้านล้านบาท รวมทั้งที่กู้เพื่อโควิด (COVID) ๑ ล้านล้านบาทด้วย ซึ่งอันนี้ก็อยากจะ เรียนต่อท่านประธานว่าผมก็เพิ่งเห็นว่ารัฐบาลเอาเงินไปแจกชาวบ้าน แทนที่ชาวบ้าน เขาจะชื่นชมแล้วก็ดีใจปรากฏว่ารัฐบาลถูกด่ามาโดยตลอด หลัง ๆ นี่เพิ่งแก้ปัญหาได้ เพราะการเยียวยาทางด้านภัยโควิด-๑๙ (COVID-19) ของประชาชนนั้นทำอย่างไม่ทั่วถึง มีเงื่อนไขอะไรเยอะแยะ ผมไม่จำเป็นต้องพูดเพราะว่าเรื่องมันผ่านไปแล้ว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลในประเทศ อื่น ๆ เวลาเขาเยียวยาเขาทำอย่างเสมอหน้า นี่เป็นสิ่งที่ประชาชนเขาต้องการจะมาก หรือน้อยควรจะทำอย่างเสมอหน้าและทั่วถึงในระยะเวลาที่ไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน แต่ว่า เงินที่รัฐบาลเยียวยามาปรากฏว่าเกิดปัญหาทุกด้าน ซึ่งอันนี้ท่านก็ทราบดี ถึงแม้ว่าจะแก้ไขได้ แต่ว่าได้ไม่คุ้มที่เสียไป ท่านประธานครับ เราก็เป็นห่วงว่าถ้ารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์เป็นรัฐบาลต่อไปท่านก็ต้องกู้ต่อไป ปีนี้กู้ไปตั้งวงเงินงบประมาณ ๔.๔๙ ล้านล้านบาท แต่เมื่อสักครู่ผู้อภิปรายก็บอกแล้วว่าการเก็บรายได้ของปีนี้ปี ๒๕๖๓ ก็ทำท่าว่ายังจะขาดอีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นที่กู้ไว้เดิมเพื่อให้ได้ดุลนั้นก็น่าจะไม่พอก็ต้องกู้ต่อไป การกู้เงินเพื่อให้รัฐบาลทำงบประมาณให้ได้ดุล อันนี้เป็นการเอาเงินในอนาคตของประเทศ มาใช้ก่อน ซึ่งถ้ารัฐบาลมีวิธีการที่จะหามาชดใช้ก็ยังพอทำเนา แต่การที่ท่านกู้โดยไม่พูดถึงว่า จะใช้อย่างไร เวลาท่านตั้งวงเงินใช้หนี้ไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องเงินต้น ส่วนใหญ่ก็ใช้แต่ดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นเงิน ๓.๔ ล้านล้านบาท มันจะโตอีกเท่าไรถ้าท่านยังเป็นรัฐบาลต่อไป นั่นหมายถึงว่าพวกเราและอนาคตของลูกหลานเราที่เขากำลังไม่ค่อยพอใจว่าเขาจะฝาก อนาคตกับรัฐบาลนี้ไม่ได้ เพราะรัฐบาลกำลังจะสร้างหนี้สินแล้วให้เขาต้องมาชดใช้โดยที่เขา ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยเลย เพราะฉะนั้นน่าเห็นใจประชาชนและลูกหลานของเราที่คิดว่ารัฐบาล กำลังจะสร้างหนี้สินให้กับเขาอย่างไม่ยั้งมือ เพราะท่านใช้วิธีบริหารง่าย ๆ ก็คือว่า ทำงบประมาณแล้วก็ใช้ไป ถ้าไม่พอก็กู้มา แล้วก็ถ้าเก็บรายได้ไม่พอเท่าไรก็กู้เพิ่มเติม อย่างนี้ ใคร ๆ ก็บริหารได้ และถ้าไปบริหารบริษัทหรือเป็นหัวหน้าครอบครัวก็เจ๊งตั้งแต่แรก เพราะ มีแต่กู้ ๆ แล้วเวลาจ่ายไม่พอก็ถามต่อไปว่าใครจะให้กู้ต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือว่าความเชื่อถือ ของประชาชนคนในประเทศและต่างประเทศจะเชื่อถือรัฐบาลได้อย่างไร เพราะรัฐบาล มีแต่กู้ ๆ แล้วก็ไม่ได้คิดถึงวิธีการที่จะใช้หนี้เลย🔗

ในอันที่ ๒ ในด้านเศรษฐกิจก็ชี้ชัดว่าหนี้สาธารณะซึ่งหมายถึงว่าหนี้ ของประเทศ ทั้งของรัฐบาล ทั้งรัฐวิสาหกิจ ที่รัฐบาลกู้ให้หรือว่าค้ำประกัน ในขณะนี้ตัวเลข ขึ้นถึงประมาณ ๗.๒ ล้านล้านบาท หรือประมาณ ๔๖-๔๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) อันนั้นหมายถึงว่าถ้าจีดีพี (GDP) เราโตตามที่รัฐบาลบอกไว้คือเศรษฐกิจเราจะโตประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์บ้าง ที่โม้ ๆ ไว้ แต่ถ้าจีดีพี (GDP) ของประเทศเหมือนที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือจะติดลบ ๑๒-๑๔ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นหนี้ ๐.๗ ล้านล้านบาท ก็จะขึ้นถึง ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ของประเทศ ซึ่งบ่งบอกถึงความอันตราย ความมั่นคง ของประเทศทางด้านการคลัง🔗

อันที่ ๓ หนี้ครัวเรือน หมายถึงว่าหนี้ภาคประชาชน อันนี้ก็น่าเป็นห่วงครับ เพราะจนถึงวันนี้หนี้ครัวเรือนก็มีมากถึง ๑๓ ล้านล้านบาท ๘๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ของประเทศ ซึ่งหมายถึงว่าหาเงินมาได้ ๑๐๐ บาท ทุกครัวเรือนโดยเฉลี่ย ต้องเอาไปเก็บ เอาไว้เพื่อใช้หนี้ ๘๐ บาท สามารถจะใช้ได้ในครอบครัวได้เพียง ๒๐ บาทเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นภาวะเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในการที่จะมีเงินใช้จ่าย การที่มีหนี้ครัวเรือนมากถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์อย่างนี้ก็ไม่ใช่เป็นภาวะที่รัฐบาลอย่าดีใจ แล้วรัฐบาลไม่ได้คำนึงถึง🔗

ประเด็นต่อไปนะครับว่าเราก็ข้องใจ ผมเองก็พยายามที่จะสอบถามรัฐบาล อยู่หลายครั้งว่าทำไมไม่แก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเรื่องง่าย ๆ อย่างนี้ เราพูดถึงว่าการส่งออก ของเราไม่ดี ๒-๓ ปีมาแล้ว แล้วปีนี้แน่นอนครับภาวการณ์ส่งออกจะต้องติดลบไม่น้อยกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เราส่งออกไปติดลบอาจจะมาจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน แต่อันหนึ่งที่เขาพูดกันทั่วว่าอัตราค่าแลกเปลี่ยนของเรามันแข็งเกินไป ตอนนี้อัตรา แลกเปลี่ยนของเรา ๓๑-๓๒ บาท เฉียด ๆ อย่างนั้นครับ มันแข็งเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับ ค่าของเงินในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย เอาใกล้ ๆ เรา ประเทศมาเลเซียเมื่อก่อนอัตราแลกเปลี่ยนเขา ๑๐ บาท ต่อ ๑ เหรียญ ตอนนี้เขาเหลือแค่ ๗ บาท เพราะฉะนั้นใครไปเที่ยวประเทศมาเลเซีย ใครสั่งของจาก ประเทศมาเลเซียถูกลงตั้ง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเราไปแข่งเขาได้อย่างไรครับ เพราะว่าเขา ถูกกว่าเรา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนคนซื้อเขาก็ต้องเลือกของที่ถูกกว่า และอัตราแลกเปลี่ยนนี้ เราก็เห็นชัดว่าประเทศจีนถึงแม้ว่าเขาจะถูกกดดันอย่างไร ให้ค่าเงินลอยตัวหรือทำให้ค่าเงิน ของเขาแข็งขึ้น เขาไม่ยอมครับ ของประเทศจีนจึงส่งขายได้ถูกทั่วประเทศ ทำให้เงินตรา เข้าประเทศจีนมีมากอย่างที่เราทราบ ๆ ฉะนั้นปัญหาง่าย ๆ อย่างนี้อัตราค่าแลกเปลี่ยน ที่ทำให้เราขายของไม่ออก ท่านอาจจะบอกว่าถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเราอ่อนลง เราอาจจะต้อง ซื้อน้ำมันแพง ถ้าเราซื้อน้ำมันแพงเราก็ใช้ให้น้อยลง ก็จะประหยัด แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ โรงงานก็ปิดเยอะ การขนส่งก็น้อยลง น้ำมันก็ไม่ได้โตขึ้น มันไม่ค่อย มีเหตุผล มันต้องมีเหตุผลบางประการ เป็นผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มที่ใกล้ชิดกับตัวท่าน นายกรัฐมนตรีหรือเปล่าครับ ที่เรากดอัตราแลกเปลี่ยนให้สูงขึ้นอย่างนี้มาหลายปีตั้งแต่ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีมา ซึ่งทำให้ดุลการค้าเราแล้วก็การส่งออกของเรา รวมทั้ง การท่องเที่ยวด้วย ถ้าค่าของเงินเราอ่อนลง เขาพูดกันครับ นักการธนาคารกลัวว่าค่าของ เงินเราน่าจะ ๓๕-๓๖ บาท หรือไม่เกิน ๓๘ บาท ถ้าค่าเงินของเราอ่อนลง พูดง่าย ๆ ก็คือถ้าเราส่งของไปขายต่างประเทศ ๑ เหรียญ ไม่ต้องไปทำอะไรครับได้กำไรแล้ว ๔-๕ บาท เพราะค่าของเงินอ่อนลงแทนที่จะแข็งขึ้น อย่างนี้ก็เกิดความสุขทั่วว่าขายของแล้วมาแลกเป็น เงินไทยได้เงินมากขึ้น ได้กำไรมากขึ้น ผมคิดว่านี่คือประเด็นง่าย ๆ ที่รัฐบาลไม่ยอมกระทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง อาจจะเป็น ประโยชน์ของคนบางกลุ่มก็ได้นะครับ🔗

เรื่องเศรษฐกิจอีกอันหนึ่งก็คงจะมีคนพูดต่อไปว่า อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจ ของรัฐบาลนี้ก็ต้องพบปัญหาแน่นอน เพราะการส่งออกแล้วก็เรื่องการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวก่อนหน้านี้เรามีผู้คนมาท่องเที่ยวประเทศไทยถึง ๔๐ ล้านคน แต่ตอนนี้ ๑๐ ล้านคนก็ยังไม่ถึง หมายความว่านักท่องเที่ยวจะลดลงประมาณ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ รายได้ก็ลดลง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านั้นเช่นเดียวกัน รายได้ท่องเที่ยวของประเทศเรานั้น เป็นรายได้หลักนะครับ ประมาณ ๓ ล้านล้านกว่าบาท ทีนี้ถ้าหากว่านักท่องเที่ยวขาดไปตั้ง ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒ เท่าอย่างนี้ จาก ๓ ล้านล้านบาทนี้ ๑ ล้านล้านบาท มันหายไป ๒ ล้านล้านบาท ซึ่งผมคิดว่านี่คือปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจของเรา🔗

ผมจะขอข้ามมา ท่านประธานครับ เอาปัญหาเรื่องการเมือง เพราะเรามาอยู่ ในสภานี้ ถ้าไม่พูดถึงว่าวิกฤติการเมืองที่อันตรายมาก ๆ ซึ่งวิกฤติการเมืองของประเทศเรา ไม่ได้เกิดขึ้นปีนี้หรือปีที่แล้ว ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้วิธีการจะเป็นโดยเตรียมการหรือโดยบังเอิญ ปฏิวัติรัฐประหารประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ๕ ปีในด้านการเมืองของพวกเราวิกฤติโดยตลอด เพราะประเทศต่าง ๆ เขาก็ไม่ให้ความเชื่อถือประเทศที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร แล้วก็ผู้นำประเทศมาจากอำนาจ เผด็จการ ไม่ใช่มาจากอำนาจของประชาชน เพราะฉะนั้น ๕ ปีที่ผ่านมานั้นเรามีปัญหาวิกฤติ ของด้านการเมืองมามาก จนกระทั่งก็มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ วิกฤติทางด้านการเมือง ที่เกิดขึ้นนั้นเพราะเราไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ อยากจะพูดถึง ท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านบอกว่าให้สัญญาว่าอยู่ไม่นาน แต่การอยู่ไม่นานของท่านด้วยการ ใช้อำนาจเผด็จการ ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว ใช้มาตรา ๔๔ บริหารประเทศนั้น ก่อความเสียหายในด้านประชาธิปไตย ในด้านการบริหารจัดการมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ท่านก็ไปแทรกแซงการบริหารราชการ การกระจายอำนาจของท้องถิ่น ท่านก็ไปยุบ องค์การบริหารท้องถิ่นในหลายสิบแห่ง และท่านให้ข้าราชการประจำคือปลัด อบต. บ้าง ปลัด อบจ. บ้าง ไปทำหน้าที่ผู้แทนของปวงชน แม้แต่ กทม. ท่านก็แต่งตั้งบุคคลที่ใช้อำนาจ มาตรา ๔๔ ให้เป็นผู้ว่า กทม. ซึ่งก็ไม่ถูกต้อง รวมทั้งท่านก็ใช้อำนาจไปยุบสมาชิกของ กทม. คือสภาเขต ซึ่งกำลังจะเรียกร้องกันมากมาย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าช่วงที่ท่านใช้อำนาจ ตามมาตรา ๔๔ นั้นเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคต่าง ๆ มากมาย แล้วท่าน ก็สร้างกฎหมายที่ท่านคิดว่าเป็นธรรมแต่เป็นธรรมเฉพาะบางคน บางหมู่ บางพวก ซึ่งสร้างปัญหามากมาย แม้แต่ พ.ร.บ. พรรคการเมือง หรือ พ.ร.บ. การเลือกตั้ง ถึงแม้ว่าท่านไม่ได้ใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ในการออกกฎหมายนี้ แต่ออกโดยสภานิติบัญญัติ ซึ่งเป็นคนตั้งขึ้นมา เราก็จะเห็นว่า พ.ร.บ. พรรคการเมือง ก็สร้างปัญหากับนักการเมือง เกือบทุกคน จนกระทั่งดำเนินการแทบไม่ได้ หรือ พ.ร.บ. การเลือกตั้งก็จะเห็นว่าเป็น การเลือกตั้งที่เอื้อให้กับบางพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่สนับสนุนท่านเพื่อเป็น นายกรัฐมนตรี พรรคการเมืองบางพรรคที่มีสมาชิกถึงเกือบ ๑๐๐ ท่าน มีคนไปลงคะแนน เลือกตั้งเพื่อสนับสนุนถึง ๖ ล้านคน ก็ถูกยุบลงไปเพราะว่าไม่ได้สนับสนุนท่าน ผมพูดอย่างนี้ ก็อาจจะเกินไปแต่ก็อยากจะเรียนว่าพรรคการเมืองนั้นเป็นของประชาชน ถ้าผิดถูกอย่างไร ผู้บริหารก็ต้องถูกลงโทษไป แต่ไม่ควรจะยุบพรรคการเมืองของประชาชน เขามีสมาชิก เป็นล้าน ๆ คน หรือเป็นแสน ๆ คน นี่คือการใช้อำนาจเผด็จการเพื่อทำลายการเมือง แล้ว พ.ร.บ. การเลือกตั้งก็ออกมาประหลาด ๆ อย่างที่ประชาชนทั่วไปได้เห็นว่ามีการ นับคะแนนกันเป็นเดือนยังไม่สามารถจะประกาศผลการเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นวิธีการ ที่ประหลาดมาก🔗

เรื่องสุดท้ายที่ขอพูดกับท่านประธานผ่านไปทางนายกรัฐมนตรีด้วยความ เคารพแล้วก็ด้วยความหวังดีกับท่าน ผมไม่มีอะไรที่จะไปอิจฉาในอำนาจบารมี ของท่าน แต่ก็อยากจะพูดด้วยความหวังดีว่าที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีตอนปฏิวัติก็อย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ควรจะใช้เวลานานขนาดนั้น แต่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในสภาขณะนี้ท่านบอกว่า ก็สภาเป็นคนเลือก แต่เป็นการเลือกจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่บอกว่าเป็นการสืบทอด อำนาจ มีที่ไหนครับท่านแต่งตั้ง ส.ว. ๒๕๐ คน แล้วก็ออกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ที่กำลัง เสนอแก้ไขนั้นว่าสมาชิกวุฒิสภาสามารถจะมาเลือกคนที่แต่งตั้งเขามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ มันเป็นกฎหมายที่ไม่ทราบว่าประเทศไหนเขาใช้ คือออกรัฐธรรมนูญแต่งตั้งคนจำนวน ๒๕๐ คนมา แล้วก็ให้คนเหล่านั้นมาเลือกคนที่แต่งตั้งขึ้นมา หมายความว่าชงเองกินเอง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ มันเป็นอำนาจที่ไม่อยากจะพูดว่าเดินมาด้วยความไม่ปกติ เดินมา ด้วยการหากจะพูดฉ้อฉลมันก็เกินไป แต่ว่าเดี๋ยวนี้เขารู้ทันกันหมด เด็กประถมศึกษา เด็กมัธยมศึกษา นักศึกษามา ประชาชนก็บอกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่ฉ้อฉลอย่างนี้ ไม่แก้ไขแล้วบ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร อันนี้เราพูดกันด้วยความจริงใจนะครับ🔗

อีกประการหนึ่ง คือท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศนี้ มา ๖ ปีกว่าแล้ว ขณะนี้เป็นวิกฤติของชาติบ้านเมือง ถ้าเรื่องเศรษฐกิจเดี๋ยวจะมีคนพูด อีกเยอะครับ ทั้งในเรื่องการเมือง ผมคงไม่มีอะไรมากกว่าที่จะเรียกร้องความเสียสละ จากท่าน เพื่อตัวท่านเองด้วยครับ เพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อประชาชน ถ้าท่านเห็นแก่ ชาติบ้านเมือง เห็นกับประชาชน มันหมดเวลาของการใช้อำนาจที่ไม่ตรงไปตรงมาเพื่อเป็น นายกรัฐมนตรีนั้นหมดเวลาของท่านแล้วนะครับ ผมอยากจะเรียนต่อท่านประธานว่าท่านประธานกับผมก็อยู่ในสภานี้มานาน ท่านนาน กว่าผมอีก เราก็ได้เห็นการเป็นนายกรัฐมนตรี การปฏิวัติรัฐประหารและการลงจากอำนาจ ของผู้นำหลายท่านที่ผ่านมา ผมอยากจะยกตัวอย่างเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็นว่า เราจะลงจากอำนาจแบบไหนดีที่ไม่ต้องไปเจ็บเนื้อเจ็บตัวและลงอย่างสง่างาม ท่านประธาน คงจะจำได้ว่าปี ๒๕๒๓ ท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงนั้น ท่านประธานก็อยู่ใน ครม. ของท่านด้วย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อท่าน พลเอก เปรม บริหาร ประเทศไประยะหนึ่งก็มีคนบอกว่าต้องการให้ประเทศปกครองด้วยประชาธิปไตยเต็มใบ ก็เหมือนกับ พลเอก ประยุทธ์ ตอนนี้นะครับ ไม่ได้ประชาธิปไตยเต็มใบครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ยังให้อำนาจ ส.ว. ก็เหมือนในยุคนั้น ในยุคท่านเกรียงศักดิ์ ท่าน พลเอก เปรม ให้ ส.ว. มาเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ให้ ส.ว. ออกกฎหมายที่สำคัญได้ ก็เหมือนปัจจุบันนี้ครับ กฎหมาย ปฏิรูปก็ต้องผ่านรัฐสภา ไม่ใช่ผ่านสภาอย่างเดียว แต่เมื่อประชาชนจำนวนไม่มากเท่าไร เรียกร้องบอกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบควรจะหมดไป ควรจะมีประชาธิปไตยเต็มใบ พลเอก เปรม นายกรัฐมนตรีตอนนั้นได้ยินเสียงกระซิบอันนี้ ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งไปแล้ว ผู้นำพรรคการเมืองทั้งหลายที่สนับสนุนท่านไปหาท่านให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ท่านแคร์ (Care) ต่อเสียงประชาชนที่บอกว่าขอให้เลิกเถอะประชาธิปไตยครึ่งใบ ขอให้เป็น ประชาธิปไตยเต็มใบ เพราะนานพอสมควรท่าน พลเอก เปรมบอกกับผู้นำพรรคการเมือง ที่เชิญท่านเป็นนายกรัฐมนตรี บอกว่าผมพอแล้ว อันนี้เพื่อให้ทราบว่าหลังจากนั้นท่าน ก็ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ท่านลงอย่างสง่างามสามารถจะดำรงตำแหน่ง อันทรงเกียรติของประเทศนี้ถึงเป็นประธานองคมนตรี อีกท่านหนึ่งนายกรัฐมนตรีที่มาจาก ผู้นำเหล่าทัพแต่ไม่ได้ปฏิวัติรัฐประหาร เป็นนายกรัฐมนตรีโดยอำนาจของสภา คือ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๓๙ ก็เกิดภาวะต้มยำกุ้งเหมือนท่าน พลเอก ประยุทธ์ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีตอนนี้ครับ มีเรื่องโควิด (COVID) มีเรื่องเศรษฐกิจ ถดถอย แล้วก็จีดีพี (GDP) ก็ลดใกล้เคียงกัน ต้องกู้เงินจากต่างชาติเช่นเดียวกัน มีประชาชน เรียกร้องว่าหมดเวลาของ พลเอก ประยุทธ์ แล้วต้องการให้คนอื่นเข้ามาแก้ไขปัญหาของ ประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและปัญหาการเมือง เดินม็อบ (Mob) ที่ถนนสีลมน่าจะไม่ถึงหมื่น ๒-๓ ชั่วโมง ท่านอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลประกาศทันทีว่าเมื่อประชาชนเขาไม่ต้องการ เขา ต้องการให้คนอื่นเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศ ผมขอลาออก อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของ พลเอก ๒ พลเอกที่ท่านควรจะได้คิดและเอาเป็นตัวอย่างหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับท่าน และผมก็เห็นว่า ฯพณฯ พลเอก เปรม หรือท่าน พลเอก ชวลิต เมื่อลงแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ถูกยึดทรัพย์ ไม่ถูกด่า ไม่ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ อยู่อย่างสบาย ๆ ท่านหนึ่งก็เสียชีวิตอย่างสมเกียรติ อีกท่านหนึ่งก็ยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมีคนไปหาได้ตามปกติ แต่อีกด้านหนึ่งก็อยากจะพูดกับท่าน นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าถ้าท่านไม่ฟังเสียงประชาชน ท่านยังดื้อดึงคิดว่าท่านเก่ง อยู่มา ๖ ปีแล้ว ๗ ปี ๘ ปี หรือขอเป็นต่อไป ตัวอย่างก็มีอยู่ครับ ผู้นำเหล่าทัพที่เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ดื้อดึง เกิดปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและทางด้าน การเมือง อย่างน้อยพอจะยกตัวอย่างนะครับ ต้องขอประทานโทษท่านประธาน ผมไม่ต้อง เอ่ยชื่อก็แล้วกัน เพราะว่ารู้ ๆ กันอยู่ ๒ ท่าน ท่านแรกเป็นถึงจอมพลครับ เคยเป็น ผู้บัญชาการทหารบก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสร็จแล้วก็มีการไม่พอใจว่า โกงการเลือกตั้ง ในที่สุดท่านก็หนีไปต่างประเทศและเสียชีวิตในต่างประเทศ ทรัพย์สิน ก็ถูกยึดบางส่วน อีกท่านหนึ่งก็เป็นจอมพลก็เพิ่งจะจากพวกเราไป ก็เช่นเดียวกันครับ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ก็เกิดขึ้นอย่างนี้นะครับ นักศึกษาเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เรียกร้องการ แก้ไขปัญหาประชาธิปไตย การละเมิดสิทธิ ปรากฏว่าผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญถูกจับไป เกิดการ เรียกร้องที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เกิดปัญหาวิกฤติ ในที่สุดจอมพลท่านนั้นก็ต้องไป ต่างประเทศ กลับมาในสภาพที่ไม่ใช่จอมพลแต่ห่มผ้าเหลืองกลับมาซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ทรัพย์สินก็ถูกยึดไปเยอะ เพราะฉะนั้นผมได้เอาตัวอย่างผู้นำเหล่าทัพที่มีพรรคการเมือง สนับสนุน ๒ ท่านที่ลงด้วยดีไม่มีปัญหา เราก็ยังคิดถึงท่านอยู่ และอีก ๒ คนที่ลงอย่างไม่สวย เพราะเลือกวิธีการลงของท่านเอง ใจผมแล้วผมอยากให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เลือกเส้นทางที่ท่านจะลงด้วยวิธีการที่สวย ไม่ต้องถูกขับไล่ ไม่ต้องถูกยึดทรัพย์ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ บางทีเรื่องการลาออก ลงจากอำนาจมันก็ยุ่งยากตอนเดียว เท่านั้นเอง คือตอนที่คนแวดล้อมว่าท่านเก่ง ท่านต้องอยู่ ถ้าท่านไม่อยู่แล้วประเทศชาติ จะเสียหาย ตอนนั้นแหละทำให้เราฮึกเหิมว่าเราเก่งคนเดียว ไม่มีใครเก่ง แต่วันใด ท่านตัดสินใจแบบ พลเอก เปรมว่าผมพอแล้ว ตอนนั้นท่านจะมีความสุขที่สุด ลูกหลานท่าน ก็จะมีความสุข คนรอบข้างที่เขาเยินยอท่านเขาก็ไปหาคนอื่นต่อครับ เพราะว่าท่าน หมดอำนาจไปแล้ว อันนี้พูดด้วยใจจริง ด้วยความปรารถนาดีต่อท่านนายกรัฐมนตรีว่า หมดเวลาของท่านแล้ว ท่านควรจะลาออกอย่างท่าน พลเอก เกรียงศักดิ์ หรือถอยจาก การเมืองเหมือน พลเอก เปรม หรือลาออกอย่าง พลเอก ชวลิต ท่านอย่าเอาตัวอย่าง นายกรัฐมนตรีที่ตกลงด้วยความไม่สวยแล้วก็ถูกบันทึกประวัติศาสตร์ที่ไม่สวย ยังมีเวลา สำหรับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผมยังให้โอกาสท่านตัดสินใจ แต่ตอนนี้ถ้าไปถาม คนทั่วประเทศ ไปถามคนที่เขาจะมาร่วมกัน บอกให้ท่านออกไปในวันที่ ๑๙ หรือต่อ ๆ ไป ทั่วประเทศ วันนี้เขาก็พูดอย่างเดียวกันว่าหมดเวลาของนายกรัฐมนตรีคนนี้แล้วครับ ท่านประธานครับ ขอขอบพระคุณ หวังว่าบ้านเมืองเราจะดีด้วยการเสียสละของผู้นำ ของพวกเราครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านวันมูหะมัดนอร์ รักษาข้อบังคับ ไม่เอ่ยชื่อโดยไม่จำเป็น ต้องขอขอบคุณท่าน เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ🔗

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ถึงแม้ว่าท่านจะอยู่น้อยมากในขณะนี้ ผมก็จะพูดให้ท่านฟังสิ่งที่ท่านได้กล่าวมาแล้ว ในบางประเด็น วันนี้ผมขอพูดกับประชาชนไปด้วยก็แล้วกัน รัฐบาลและตัวผมเองนั้น ได้ยึดมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณของพวกเรา ก็คือทำเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ก็คงจะรวมความไปทั้งหมดก็คือคนไทยทั้งประเทศ ฉะนั้นมีคำกล่าวว่าคนไทยทั้งประเทศ วันนี้หลายอย่างก็กล่าวมาว่าเป็นความคิดเห็นของคนไทยทั้งประเทศ วันนี้เราได้ มีการแยกแยะแล้วว่ามีคนไทยทั้งประเทศอย่างไร มี ๖๖,๕๓๓,๕๓๓ คน วันนี้ก็อายุ ๑๗ ปี คืออายุระหว่าง ๐-๑๔ ปี ๑๑ ล้านคน อายุระหว่าง ๑๕-๒๕ ปี ๙.๖ ล้านคน อายุระหว่าง ๒๖-๓๕ ปี ๙ ล้านคน อายุระหว่าง ๓๖-๔๕ ปี ๑๐ ล้านคน อายุระหว่าง ๔๖-๕๕ ปี ๑๐ ล้านคน อายุระหว่าง ๕๖-๖๕ ปี ๘ ล้านคน อายุ ๖๖ ปีขึ้นไป ๗ ล้านคน นี่คือประชากรคนไทย ทั้งประเทศ ถ้าเปรียบเทียบสัดส่วนแล้วก็จะมีอย่างนี้นะครับ ประชาชนทั่วไปที่มีหลายอาชีพ หลายกลุ่ม หลายฝ่ายที่ทำธุรกิจ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในการทำมาหากินอยู่ในวันนี้ คือประชาชนทั่วไป อีกส่วนหนึ่งที่เราแยกออกมาให้เห็นว่าวันนี้เรามีนักเรียนมัธยมศึกษา ตอนต้นอยู่เท่าไร ๒,๒๔๗,๕๔๙ คน คิดเป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของปริญญาตรีนั้น มี ๑,๕๓๖,๓๗๗ คน คือ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ นี่คือคำว่าคนไทยทั้งประเทศ เพราะฉะนั้น เราก็จำเป็นที่จะต้องทำงานให้สอดคล้องกับในเรื่องของการว่าจะดูแลคนเหล่านี้อย่างไร ทุกมาตรการที่มีอยู่เพราะเป็นรัฐบาล การจะทำให้ทุกคนมีความสุข พอใจในคนขนาดนี้ ผมคิดว่าค่อนข้างจะทำได้ยาก แต่ไม่เกินความพยายามของพวกเราหรอกครับ ถ้าหากว่า เราช่วยกัน เพราะว่าวันนี้เราก็พยายามทำให้มันสอดคล้องกับความต้องการ สอดคล้องกับ ความเดือดร้อน อันนี้เดี๋ยวรายละเอียดต่าง ๆ ผมคงจะพูดภายหลัง ก็ขอขอบคุณ ในคำอภิปรายของท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น รัฐบาลเอง ผมเองก็มีความห่วงใยในสถานการณ์ภายในประเทศในปัจจุบัน ไม่ว่าจะจาก สถานการณ์โควิด (COVID) สถานการณ์เศรษฐกิจและอื่น ๆ อย่างเป็นที่สุด พวกเรา จะพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อจะช่วยดูแลแก้ไขทุกอย่างให้กลับฟื้นคืนมาสู่ปกติโดยเร็ว แล้วก็เดินหน้าไปสู่การพัฒนาประเทศระยะต่อไป ถึงแม้ว่าเราจะมีอุปสรรคอยู่บ้าง ก็ตาม แต่เราก็ยังคงมีความเพียรพยายาม เหล่านี้เพราะเรานึกถึงชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน เราจำเป็นต้องทำด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง ข้อกฎหมาย ภายใต้ งบประมาณที่มีอยู่จำกัด การกู้เงินอะไรต่าง ๆ จำเป็นต้องกู้ก็ต้องกู้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ก็คง ไม่ต้องกู้ อันนั้นผมจะพูดตอนเย็น ๆ แล้วกัน🔗

ในส่วนของที่ท่านกล่าวอ้างว่ารัฐบาลผมไม่เคยถูกตรวจสอบมาสมัยเป็น คสช. ท่านเข้าใจผิดหรือเปล่าครับ กลไกต่าง ๆ ทำงานอยู่ทุกประการ แล้วผมก็ได้รับการตรวจสอบ มีคำชี้แจง มีคำที่เขาทักท้วงมาอะไรมา แม้กระทั่งศาล ผมก็มีการชี้แจงออกไป ไม่เคย ไม่มีการตรวจสอบนะครับ เพราะว่ามาตรา ๔๔ เขาไม่ได้ห้าม ถ้าหากว่าเป็นการกระทำ อันบริสุทธิ์ ถ้าไม่บริสุทธิ์เขาฟ้องได้หมด เพราะฉะนั้นอันนี้ก็กราบเรียนเพื่อทราบ ในส่วนของ การแก้ปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) ผมถือว่าเราแก้ปัญหาอยู่ในเกณฑ์ระดับที่น่าพอใจ เป็นระดับโลก ท่านต้องเข้าใจตรงนี้ว่าเราอย่ามองตัวเราเอง ให้คนอื่นเขามองเรา แล้วเรา ก็จะได้ขยายจากสิ่งที่เขาเข้าใจเราอะไรเราไปข้างหน้าว่าเราจะทำอย่างไรที่สอดคล้องกับ ที่เขาชื่นชมเรา อันนั้นคือสิ่งที่รัฐบาลต้องคิดแบบนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเราคงต้องร่วมมือกัน ให้มากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจเรากับเศรษฐกิจต่างประเทศหลายท่านบอกว่าเราแย่กว่าเพื่อน เดี๋ยวในเรื่องนี้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจก็คงมาชี้แจงในระยะต่อไปว่าเป็นอย่างนั้น จริงหรือไม่ เพราะว่าเป็นทั้งในส่วนของอาเซียน (ASEAN) ในส่วนของประชาคมโลกต่าง ๆ ในเรื่องขององค์กรต่าง ๆ ก็จัดลำดับออกมาหมดแล้ว อันนั้นตัวเลขก็มี ท่านก็ไม่ได้เอาจุดนั้น มาพูดเลย ท่านก็พูดแต่มุมมองของท่าน ก็ไม่เป็นไรครับ ผมรับฟังได้อยู่แล้ว ผมเคารพ ในกระบวนการของรัฐสภามาโดยตลอด ยืนยันว่าจะทำทุกอย่างให้เกิดความชอบธรรม เกิดความโปร่งใสให้มากที่สุด ป้องกันการทุจริตให้ได้มากที่สุด ปัญหาหลายปัญหาที่ท่าน อาจจะพูดในช่วงบ่ายวันนี้ ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นยาวนานมาแล้ว เผอิญรัฐบาลนี้เข้ามาก็ต้องแก้ปัญหา ก็มีการเตรียมการแก้ปัญหามาหลายปีด้วยกัน ทั้งเรื่อง กฎหมาย เรื่องกระบวนการ เรื่องกลไกต่าง ๆ ที่กล่าวมาเมื่อสักครู่ ถ้าไม่เตรียมการตรงนั้น วันนี้ทำอะไรไม่ได้หรอกครับ ปัญหาก็จะทับซ้อนไปเรื่อย ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครอยากทำ หรอกครับ ก่อนหน้าผมที่เข้ามาไม่มีใครอยากทำ ปัญหาหลายปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข วันนี้ที่ผมบอกผมรับผิดชอบคือรับผิดชอบในการที่ต้องแก้ไขทุกปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี🔗

อีกเรื่องหนึ่งขอฝากด้วยแล้วกัน ผมฟังมาหลายครั้งแล้วก็อย่ารังเกียจทหาร มากนักเลย ทหารก็คือลูกหลานของท่านนั่นแหละ ให้เขามีความภาคภูมิใจในการทำงาน ของเขาเถอะ เขาทำงานด้วยความเสียสละอดทนต่อคำว่ากล่าวอะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ และมีหลายท่านเป็นทหารมาก่อน ผมคิดว่าท่านคงไม่ประสบความสำเร็จในวงการทหาร มาเท่าไร เพราะฉะนั้นท่านก็มักจะโจมตีทหารด้วยกันอยู่เรื่อย ผมคิดว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ ผมก็ฟังได้อยู่นะ ไม่เป็นไรครับ ขอให้อย่าแยกทหารออกจากประชาชน เพราะวันนี้ทหารเรา ทำงานหน้าที่หลายอย่างด้วยกัน ถ้ายกตัวอย่างต่างประเทศอย่างไรก็ไม่เหมือน ทหารเรา ทำอะไรบ้างท่านก็น่าจะรู้ ทหารต่างประเทศเขาทำอะไรบ้างก็น่าจะรู้ ไม่ใช่บอกแต่เพียงว่า ทหารไทยมีปฏิวัติ เขาทำอย่างอื่นตั้งเยอะตั้งแยะ ทุกวันนี้ประชาชนพอใจไหม มีความสุขไหม ในการแก้ปัญหา ทั้งป้องกันประเทศ ทั้งพัฒนาประเทศ ทั้งในเรื่องของการป้องกันภัยพิบัติ ป้องกันโควิด (COVID) ช่วยในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าไม่มีทหารท่านจะมีใคร แล้วก็ทหารคือใคร คือลูกหลานของท่าน ไม่ใช่ลูกหลานผม เพราะฉะนั้นอยากจะขอให้ทุกคนให้ร่วมมือกัน อย่าสร้างความเกลียดชังกันต่อไปเลย ให้เขาได้ภูมิใจในอาชีพทหารเขาบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสิบ นายทหารระดับล่าง ๆ ที่เขาเป็นผู้ปฏิบัติงานอีกส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นรัฐบาลทำทุกอย่าง เรื่องโครงสร้างอะไรต่าง ๆ รัฐบาลวันนี้ก็กำลังเริ่มดำเนินการ ปฏิรูป ท่านไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาเลย เพราะฉะนั้นโครงสร้างเดิมยังอยู่มาตลอด รัฐบาลนี้ ได้มีการตั้งคณะทำงาน มีการศึกษา ก.พ. ก.พ.ร. ในการที่จะทำอย่างไรให้ปรับลด จำนวนข้าราชการลงให้ได้ และขณะเดียวกันก็ต้องมีหน่วยงานใหม่ขึ้นมาทดแทนโดยที่ ไม่เพิ่มอัตรากำลังมากนัก เพราะหลายอย่างปรับเปลี่ยนไปหมดแล้ว เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็มากมาย แม้กระทั่งการวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) แม้กระทั่งการใช้โทรศัพท์ ใช้ต่าง ๆ ก็มากมาย สั่งการได้ ติดตามได้ หลายคนกล่าวถึงทวิตเตอร์ (Twitter) ส่วนตัวของผม ไปออกกำลังกายบ้าง อะไรบ้าง ผมก็สั่งงานได้ทุกเรื่องไม่มีวันหยุดราชการอยู่แล้ว ถ้าท่านไป ติดตามดูสอบถามได้จากคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ ทุกคน ฉะนั้นเรื่องการปฏิรูปทุกคนอยากปฏิรูป ทั้งสิ้นละครับ แต่กระบวนการปฏิรูปในระบอบประชาธิปไตยมีความยุ่งยากอยู่พอสมควร แต่ผมไม่ได้ขัดข้อง นี่แหละครับดี พอท่านพูดมาผมฟังท่าน ผมพูดไปท่านก็ต้องฟังผม ต่างคน ต่างฟังกัน นี่แหละครับจะปฏิรูปได้สำเร็จ การปฏิรูปทางการเมือง ปฏิรูปประชาธิปไตย อะไรก็แล้วแต่ เรื่องของเด็ก ๆ ผมไม่ได้มีปัญหากับเขา มันมีแต่คนที่ทำให้เขามีปัญหากับผม สักวันก็คงรู้ว่าใครบ้างที่ไปยุ่งเกี่ยวกับตรงโน้น ก็ไม่อยากให้มันลุกลามบานปลายไปทั้งสิ้น ประเทศไทยต้องสงบให้มากที่สุดในช่วงเวลานี้ช่วงเวลาที่สำคัญที่เศรษฐกิจกำลังมีปัญหา ผมไม่ได้อ้างอันโน้นมาเพื่อปกปิดตรงโน้นตรงนี้เลย ผมกราบเรียนด้วยความสัจจริงนะครับ ขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขอบคุณท่านประธานสภาไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ทั้งที่อยู่ในห้องจำนวนน้อยและอยู่นอกห้องอีกจำนวนมาก เฉพาะในซีกของฝ่ายที่อภิปรายผม นะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านต่อไป🔗

(นายคารม พลพรกลาง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม คารม พลพรกลาง ขออนุญาตประท้วงครับ ข้อ ๖๙ วรรคสอง นิดเดียวครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประท้วงเรื่องอะไรครับ เชิญครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จังหวัดร้อยเอ็ด จริง ๆ จะเป็นการประท้วงก็ได้เนื่องจากท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า ไม่อยู่ในห้องนี้ หรือจะเป็นหารือ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยความเคารพ หลายครั้งที่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี หลายครั้งเราก็ให้เกียรติ แต่ครั้งนี้ผมขอความกรุณาท่านประธานได้ชี้แจงว่าท่านพูดถึง สมาชิกที่ไม่อยู่ในห้องและพูดถึงประชาชน อันนี้เสียหาย เพราะฉะนั้นเสียหายชัดเจนว่า ขนาดญัตติตามมาตรา ๑๕๒ ส.ส. ยังไม่เข้า ก็กราบเรียนท่านประธานว่า ๑. เรียก ส.ส. เข้ามา ๒. กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่าบางทีก็ไม่ใช่ว่าไม่ฟัง เขาก็ฟังอยู่ข้างนอก เพราะฉะนั้นกราบเรียนผ่านท่านประธานช่วยชี้แจงแล้วก็ทำความเข้าใจด้วยครับ กราบขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่เป็นประเด็นประท้วงนะครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญนะครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ตั้งแต่เช้าวันนี้การถ่ายทอดสดของทีวี (TV) และวิทยุรัฐสภาดีเลย์ (Delay) ครับ ช้าแล้วก็ใช้ไม่ได้ จงใจหรือเปล่า ท่านประธานตรวจสอบด่วน จงใจที่จะทำให้มีปัญหาหรือเปล่าสำหรับวันนี้ ท่านประธานช่วยตรวจสอบด่วนครับ ถ่ายทอดสดใช้ไม่ได้ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประท้วงเรื่องนี้หรือครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ไม่ได้ประท้วงครับ ผมบอก ท่านประธานว่าช่วยตรวจสอบเรื่องอินเทอร์เน็ต (Internet) เรื่องการถ่ายทอดสดของรัฐสภา มันรับไม่ได้ ประชาชนเขาร้องเรียนมา ดูไม่ได้ จงใจไม่ให้มีการรับทราบหรือเปล่า ท่านประธานช่วยตรวจสอบด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านเลขาธิการช่วยดู นิดหนึ่งครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วองค์ประชุมเรากว่าครบประมาณสักเกือบ ๑๐ โมง เราได้เริ่ม ผมจดไว้ว่าตอนที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ท่าน นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ ท่านเริ่มอภิปราย ประมาณ ๑๐.๐๔ นาฬิกา เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วองค์ประชุมเราไม่ได้ครบตอน ๐๙.๓๐ นาฬิกา ผมขึ้นมาเมื่อตอน ๐๙.๒๕ นาฬิกา แล้วก็กดออดเรียกพวกเรา เพราะฉะนั้น องค์ประชุมเราครบตอนประมาณสักเกือบ ๑๐ โมงแล้วถึงได้เริ่มต้น ส่วนประเด็นที่ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึง ที่จริงในห้องนี้ไม่ได้มีปัญหานะครับ เพราะว่าสนับสนุนว่าในกรณีที่ ช่วงโควิด-๑๙ (COVID-19) เราก็ปฏิบัติตามนโยบายของด้านสาธารณสุขก็คือกรณีที่สมาชิก ต้องนั่งห่างกันนะครับ แล้วก็ขอร้องว่าใครที่นั่งใกล้ชิดกัน ระยะไม่ห่างมากก็สวมหน้ากาก แล้วก็สมาชิกที่ไม่ได้อภิปราย อยู่ข้างนอกก็ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะไม่ได้นับองค์ประชุม และยังไม่ได้ลงมติใด ๆ เพราะฉะนั้นเรียนพวกเราด้วย แล้วก็เรียนท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ไม่สนับสนุนให้มานั่งเต็มในห้อง เพราะจะเป็นปัญหาต่อการติดเชื้อ ซึ่งอันนี้ก็เป็นความตั้งใจ ไว้ตั้งแต่ต้น เพราะว่าขณะนี้ถือว่าสภาไทยยังโชคดีครับ ยังไม่มีผู้ติดเชื้อ ซึ่งผมเรียนไว้ตลอด ว่าไม่รู้ว่าจะตลอดรอดฝั่งหรือไม่ แต่ว่าขณะนี้ถือว่าสถานการณ์ยังดีอยู่ แต่ว่าโดยส่วนใหญ่ พวกเราก็อยู่นะครับ อาจจะไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แล้วก็ไม่สนับสนุนให้มาอยู่ในห้องนี้มาก ในตอนนี้ เพราะคิดว่าการทิ้งระยะห่างเป็นความไม่ประมาทอันหนึ่งของพวกเราที่ทำมา ก็เรียนพวกเรา ไม่มีประเด็นที่ประท้วงนะครับ ที่นายกรัฐมนตรีพูดก็ไม่มีประเด็นอะไร ที่ขัดข้อบังคับครับ ท่านต่อไป นายนิคม บุญวิเศษ ขอเชิญครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่ได้ฟัง ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขึ้นมาตอบ ท่านได้พูดเสมือนว่าประชาชน อย่ารังเกียจทหาร ผมขอเรียนให้ท่านนายกรัฐมนตรีทราบเลยว่าประชาชนไม่ได้รังเกียจทหาร เพราะทหารก็คือลูกหลาน ก็คือเพื่อน ก็คือพี่น้องของพวกเราทั้งนั้นเลย แต่ที่เรารังเกียจ เรารังเกียจทหารบางคนที่มีอำนาจแล้วใช้อำนาจ หลายท่านเข้ามาแล้วทำให้ประเทศเสียหาย หลายคนไปนั่งอยู่ในบอร์ด (Board) ต่าง ๆ ถามว่านั่งแล้วผลประโยชน์เยอะแยะมากมาย แต่ประโยชน์ไม่เข้าประเทศชาติครับ ท่านประธานครับ การอภิปรายวันนี้ตามญัตติขอเปิด อภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ในเรื่องวิกฤติ เศรษฐกิจและการเมือง จากการที่ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒ ท่านได้บริหารมาจนถึงวันนี้เกิดวิกฤติศรัทธา เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติการเมืองมากมาย จนประชาชนทุกเครือข่าย ทุกหมู่เหล่า รวมทั้งนักเรียน นักศึกษาที่อายุน้อย ๆ มีผลกระทบด้วย ผลกระทบไปถึงบ้านเขา ถึงพ่อแม่เขา ถึงตัวเขาด้วย ทุกคนเดือดร้อนกันไปหมดครับ จึงทำให้ หลายคนออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องตามที่ท่านได้ยินตามข่าวนั่นแหละครับ มาจากอะไรล่ะครับ มาจากการบริหารของท่านใช่หรือไม่🔗

- ๒๖/๑ . โดยเฉพาะการบริหารด้านเศรษฐกิจ ท่านบริหารเรื่องเศรษฐกิจก็ลดลง ๆ เรื่อย ๆ เป็นหนี้ มากขึ้น ๆ แล้วสุดท้ายความไม่โชคดี เชื้อไวรัสโคโรนา (Corona) เข้ามาก็ยิ่งเลวร้ายไปใหญ่ ถึงขั้นวิกฤติ อีกไม่นานหายนะจะเข้ามาสู่ประเทศไทยถ้าท่านไม่รีบแก้ไข จากการระบาดของ โรคไวรัสโคโรนา (Corona) ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะของท่าน ได้มีการกู้เงินออกมา ๑.๙ ล้านล้านบาท ท่านบอกว่า ๑ ล้านล้านบาท แบ่งเป็น ๓ ก้อน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเรื่องโควิด (COVID) อีก ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท เยียวยาประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Corona) และมีเงินอีกก้อนหนึ่ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งไว้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม อันนี้คืออยู่ในส่วนของ ๑ ล้านล้านบาท อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทช่วยเหลือ ตราสารหนี้ จนมาถึงวันนี้ท่านมีเงินเยอะแยะมากมายแต่ไม่มีวี่แววว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ประชาชนยากจน ประชาชนอดอยากด้วยการทำนโยบายของท่านที่ผิดพลาด แม้กระทั่งการ แจกเงินให้กับประชาชนท่านยังสอบตก แจกล่าช้า แบ่งประชาชนเป็นขั้น แบ่งประชาชน เป็นอาชีพ แยกแยะกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่เท่าเทียมกัน ทั้ง ๆ ที่ กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนแต่ท่านไปแยกประชาชนออกมา แทนที่ใคร มีบัตรประชาชนก็ให้ทันทีในขณะที่เขากำลังลำบากแต่ท่านไม่ทำ นอกจากนั้นแล้ว กลุ่มเปราะบางที่ลำบากอยู่แล้ว ท่านยังไปยึดที่ร้านค้าร้านขาย จัดระเบียบอะไรของท่าน ก็ไม่ทราบ อย่าลืมนะครับ คนหาเช้ากินค่ำดิ้นรนต่อสู้เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ วันหนึ่งหาได้ ๓๐๐ บาท ๔๐๐ บาท ส่งลูกไปโรงเรียน แต่ท่านมายึดที่ขายของของชาวบ้าน ท่านเอาอะไรมาคิด กลุ่มพ่อค้า แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย คนที่ขายของที่อยู่ตามตึกต่าง ๆ ร้านขายลาบ ส้มตำ ไก่ย่าง แม้กระทั่งรถเข็นเองก็ตามไม่มีที่จะขายของ อาชีพเหล่านี้เป็นอาชีพสุจริต แต่ขาดการส่งเสริม ปิดกั้นอาชีพเหล่านี้ ท่านอาจจะมองไม่เห็นคนกลุ่มนี้ คนกลุ่มนี้มีจำนวนมากครับ🔗

อีกประการหนึ่ง เอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดย่อยที่มีการจ้างงาน ๕ คน ๑๐ คน หรือขนาดกลาง ๕๐ คน เอสเอ็มอี (SMEs) เหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนของท่าน ที่ท่านบอกว่าท่านตั้งไว้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะท่านแก้ผิด ท่านไปฟัง ฝ่ายบริหารของท่าน ไปตั้งกติกาไว้บอกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ให้เอสเอ็มอี (SMEs) ที่มี หนี้ตั้งแต่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ท่านบอกว่ากู้เงินมาช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ได้รับ ผลกระทบจากเชื้อไวรัสโคโรนา (Corona) แต่ท่านไม่ได้ช่วยคนกลุ่มนี้ ไปช่วยลูกค้าของ ธนาคารที่มีหนี้ตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ไวรัสโคโรนา (Corona) มาระบาด ที่เมืองไทยชัดเจน ประมาณวันที่ ๒๕-๒๖ มีนาคม จึงมีการล็อกดาวน์ (Lockdown) ประเทศ ไม่มีการค้าการขาย ปิดทุกสิ่งทุกอย่าง ธุรกิจรายเล็กรายน้อยเหล่านี้เขามาแย่ก็ตอนที่ท่าน ล็อกดาวน์ (Lockdown) ประเทศ แต่เขาไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เลย ท่านบอกว่า ท่านให้เงินธนาคารไป ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงว่า ๑ ล้านบาท ดอกเบี้ยแค่ ๑๐๐ บาท ธนาคารไปปล่อยกู้ต่อ แต่เงื่อนไขของธนาคารพาณิชย์เขาก็จะปล่อยให้เฉพาะลูกค้า ผู้ประกอบการที่สามารถคืนเงินเขาได้ ที่เขาเชื่อมั่น มียอดขาย มีหลักประกันทั้งหลาย เขาปล่อยให้ แต่ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยถามว่าจะเอาหลักทรัพย์ที่ไหนมาในขณะที่กำลังลำบาก ยอดขายไม่มี ผมจึงอยากเรียนผ่านท่านประธานฝากไปยังนายกรัฐมนตรีและทีมงาน เศรษฐกิจของท่าน ผมเคยอภิปรายไปครั้งหนึ่งว่าท่านควรจะตั้งกองทุนขึ้นมากองทุนหนึ่ง ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) เห็นไหมครับ ประชาชนสามารถเข้าถึงกองทุนได้เพราะเงื่อนไข มันง่าย กองทุนนี้สามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กรายน้อย เกิดการจ้างงานครับ เอสเอ็มอี (SMEs) อย่าลืมว่า ๔๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ทั้งประเทศ เพราะเราจะไปเอา รายได้จากการส่งออกได้ไหมครับ การส่งออกมันไม่สามารถส่งออกได้ การท่องเที่ยว มัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน เราก็จะมีเอสเอ็มอี (SMEs) ในประเทศนี่ละครับ ที่เราจะต้องประคับประคองให้เอสเอ็มอี (SMEs) เหล่านี้ ผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่ต้องเลิกจ้าง ถ้าเมื่อไรเขาไปไม่ไหวเขาเลิกจ้างจะทำอย่างไร ทุกคนตกงานครับท่านประธาน เพราะตอนนี้ หลายคนตกงานเกือบ ๑๐ ล้านคนแล้ว ฉะนั้นแนวทางการแก้ไขของทีมงานเศรษฐกิจต้องคิดใหม่ ท่านต้องรีบนำเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ผมทราบว่าใช้ไปแล้ว ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลืออีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังเพียงพอครับ รีบตั้งกองทุนมาช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ครับ🔗

อีกประการหนึ่งครับ การช่วยเหลือเยียวยาที่ท่านบอกว่าแจกเงินให้กับ พี่น้องประชาชน ๕,๐๐๐ บาท ๓ ครั้ง การหว่านเงินลงไปแบบนี้เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า เห็นด้วยครับ แต่การวางแผนระยะกลาง ระยะยาว ท่านจะทำอย่างไรเศรษฐกิจถึงจะฟื้นฟูได้ ท่านไม่มีแผนงานที่ทำ ผมได้เสนอไปแล้วว่าท่านควรจะตั้งกองทุนขึ้นมา วิธีการแทนที่ท่าน จะแจกเงินคนละ ๕,๐๐๐ บาท ท่านเอาเงินก้อนนี้ไปช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เขามีลูกจ้างอยู่ ผมยกตัวอย่างท่านประธานครับ ถ้าเราต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการหรือช่วยเหลือลูกจ้าง สัก ๑๐ ล้านคน เราเอาเงินก้อนนี้ไปช่วยเหลือผู้ประกอบการสัก ๒๐๐,๐๐๐ ราย สมมุติว่า รายหนึ่งมีลูกจ้าง ๕๐ คน เราช่วยเหลือได้ ๑๐ ล้านคน โดยวิธีการง่าย ๆ แจกเหมือนท่าน นั่นแหละครับ ยกตัวอย่างว่าผู้ประกอบการจ้างลูกจ้าง ๑๕,๐๐๐ บาท รัฐบาลช่วยไป ๕,๐๐๐ บาท ผู้ประกอบการจ่าย ๑๐,๐๐๐ บาท นั่นหมายถึงว่าลูกจ้างยังทำงานต่อเนื่อง ได้เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ผู้ประกอบการมีกำลังใจในการจ้างแรงงานต่อ เห็นไหมครับ ทำได้ ประมาณ ๑ ปี ๑๒ เดือน ใช้เงินประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒ เดือน เศรษฐกิจฟื้นแล้วครับ ผมจึงอยากให้ใช้เงินก้อนนี้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะเป็นเงินที่เรากู้อาจจะเป็น ครั้งสุดท้ายเพราะมันจำนวนมหาศาล ผมเชื่อว่ารัฐบาลฟังอยู่ก็เอาไปทำเถอะครับ มันเกิดประโยชน์แน่นอน อีกหลายอย่างที่รัฐบาลไม่สามารถช่วยเหลือได้โดยเฉพาะ ภาคอุตสาหกรรม ภาคลงทุน ภาคการท่องเที่ยว ผมได้มีโอกาสไปสัมมนาที่จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้ประกอบการการท่องเที่ยวลำบากมากท่านประธานครับ การท่องเที่ยวล็อกดาวน์ (Lockdown) เมืองนอกไม่เข้ามา แต่คนไทยเองก็ไม่เที่ยว เพราะอะไรครับ เพราะบรรยากาศ ในการท่องเที่ยวมันไม่มี ทำไมมันจึงไม่มีบรรยากาศในการท่องเที่ยว เพราะมี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ครับท่านประธาน ถามว่าคนจะเที่ยวมันต้องมีอารมณ์เที่ยว คนจะเที่ยวจะต้องมีเงินเก็บ มันถึงจะเที่ยวได้ ไม่ใช่ว่าเอาเงินให้แล้วไปเที่ยวไม่มีใครเที่ยวหรอกครับ เอาเงินให้เขาก็เก็บไว้ ใช้ในครอบครัว ฉะนั้นบรรยากาศในการท่องเที่ยวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อท่านต้องยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยว แล้วก็ป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา (Corona) อย่าให้เข้ามา จากต่างประเทศในเมื่อประเทศไทยไม่มีแล้ว อย่าทำให้ประชาชนตื่นตระหนกจนเกินไป สุดท้ายเศรษฐกิจมันจะพังนะครับท่านประธาน เศรษฐกิจพังไม่มีหมอที่ไหนรักษาได้ โรงพยาบาลก็รักษาไม่ได้ครับท่านประธาน แต่เชื้อไวรัสโคโรนา (Corona) ยังรักษาได้ ฉะนั้น อยากให้ประชาชนทุกคนมั่นใจว่าเมืองไทยเราหลายจังหวัดไม่มีเชื้อนี้แล้ว รัฐบาลต้องสร้าง ความมั่นใจตรงนี้ ไม่เช่นนั้นจะไม่เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพการท่องเที่ยวเลย เศรษฐกิจ มันจะแย่ขึ้น ๆ จนสู่หายนะได้ ฉะนั้นผมจึงอยากให้รัฐบาลรีบแก้ไขด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก🔗

อีกเรื่องหนึ่งครับ มีประชาชนฝากถามมา เขาถามเป็นคำถามมาผมก็ต้องถาม ต่อหน้าท่านประธานฝากไปยังรัฐบาล เขาขาดความมั่นใจในสลากกินแบ่งรัฐบาลเรา เขาถาม มาว่างวดหน้าจะมีเลข ๙ อีกไหม งวดที่แล้วมี ๙๙๙๙๙๗ แล้วยังมี ๙๘ อีก งวดถัดไปมี ๑๑ กับ ๘๘ ประชาชนบอกว่ามันล็อกกันหรือเปล่า ท่านคิดดูขนาดหวย ประชาชน ยังไม่มั่นใจรัฐบาลเลย เนื่องจากว่าความมั่นใจมันไม่มีแล้ว ประชาชนฝากถามนะครับ ท่านต้องตอบว่าหวยมีการล็อกจริงหรือไม่ บางครั้งจ่ายแค่ครึ่งเดียวก็มีครับ ฝากถามด้วยครับ🔗

อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน ผมได้พูด มาหลายครั้ง ผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชนที่เขาทำถูกต้องตามกติกา ท่านไปเอาเสาเขาลง ปัจจุบันนี้ยังไม่มีการเปิด หลายคนตกงานเป็นหมื่น ๆ คน ดีเจ พิธีกร ต่าง ๆ ที่มีความรู้ความสามารถ ภูมิปัญญาในการพูดสื่อสารไปถึงพี่น้องประชาชนในการ เตือนภัยต่าง ๆ บอกข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐไปถึงประชาชน แล้วก็เกิดมีการค้าการขาย ในท้องถิ่น เศรษฐกิจรากหญ้าฟื้นฟู เพราะธุรกิจรายเล็กที่เกิดใหม่ต้องอาศัยวิทยุกระจายเสียง ภาคประชาชนในการโฆษณาผลิตภัณฑ์ครับ ทำให้เศรษฐกิจรากหญ้าฟื้นฟูได้ รัฐบาล ต้องมองเห็นความสำคัญของตรงนี้ ต้องฟื้นขึ้นมาครับ เปิดโอกาสให้เขาเปิดเถอะครับ มันเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและประชาชนโดยรวมของประเทศ การค้าการขายต่าง ๆ ก็จะเกิดครับ ธุรกิจรายเล็กเกิดขึ้นก็ซื้อของธุรกิจรายกลาง ธุรกิจรายใหญ่ นั่นหมายถึงว่า รากฝอยมันเกิด ต้นไม้ใหญ่มันก็เติบโต แต่ถ้าไม่มีรากฝอยเลยถามว่าต้นไม้ใหญ่มันจะโต ได้อย่างไร ฉะนั้นช่องทางหนึ่งที่ผมขอแนะนำคือต้องเปิดวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน ขึ้นมาครับให้มีการค้าการขายของรากหญ้าให้มากที่สุด และข้อมูลข่าวสารของภาครัฐไปสู่ ประชาชนสร้างความถูกต้องโดยรัฐบาลไม่ต้องลงทุนอะไรเลยครับ ไม่ต้องไปลงทุน ๓,๐๐๐ ล้านบาท สร้างทีวี (TV) อะไรเลย คนเหล่านี้เขามีเงิน เขามีอาชีพ เขามีความรู้ ความสามารถอยู่แล้ว ให้โอกาสเขาสักครั้งเถอะครับท่านประธาน ฝากกราบไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าท่านฟังอยู่🔗

อีกประการหนึ่งครับ หลายท่านบอกผมว่าถ้าอยากให้ประเทศฟื้น ความมั่นใจ ต่างประเทศกลับคืนมามีทางเดียวก็คือขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ลาออกครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ รักษาเวลาดีครับ ๓ ท่านต่อไปครับ ๑. นายไชยา พรหมา ๒. นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ๓. นางสาวจิราพร สินธุไพร ขอเชิญคุณไชยาครับ🔗

นายไชยา พรหมา หนองบัวลำภู

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ก่อนอื่นนั้นต้องขอกราบเรียนว่าสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากวิกฤตการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ได้ขยายวงกว้างและซึมลึกอย่างรุนแรง สถานการณ์ดังกล่าวนี้เกิดจากการที่มีผู้ติดเชื้อ เราสามารถที่จะประคับประคองให้ประเทศเรา นั้นปลอดการติดเชื้อมาได้ถึง ๑๐๑ วัน แต่จนแล้วจนรอดครับท่านประธาน เราคิดว่าเราจะ ปลอดภัยกับเรื่องดังกล่าวนี้กลับมีผู้ติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้นอีก ๑ รายเมื่อไม่นานมานี้ จากนี้ไปเราก็ต้องมีมาตรการในการตั้งการ์ด (Guard) กันอีกครั้งหนึ่ง เราไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ว่า ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้นั้นได้ส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้สิน ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งหนี้ภาครัฐและหนี้ภาคเอกชน และหนี้ภาคประชาชน ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายไชยา พรหมา หนองบัวลำภู

มีการคาดการณ์ว่าหนี้ครัวเรือน ในขณะนี้โดยเฉพาะมีแนวโน้มที่สูงขึ้นต่อเนื่องในส่วนที่เหลือของปี ๒๕๖๓ นั้นสูงถึง ๑๓.๔ ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี (GDP) ถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในรอบ ๑๘ ปี เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้ม สูงขึ้นถึง ๑ ล้านล้านบาท เนื่องจากขีดความสามารถของผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะชำระหนี้ ของลูกหนี้ได้ ซึ่งเกิดมาจากสาเหตุการขาดรายได้ ท่านประธานครับ ผลของการศึกษาของ ธนาคารโลกมีการคาดการณ์ว่าประชากรโลกไม่ต่ำกว่า ๖๐ ล้านคน จะตกอยู่ในภาวะของ การยากจนขั้นสูงสุด วิกฤตการณ์เศรษฐกิจจากภัยวิกฤติของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Corona) ในครั้งนี้ประเทศไทยนั้นจะได้รับผลกระทบมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) เนื่องจากว่าเราเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกในสัดส่วน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ด้วยซ้ำไป ดังนั้นระบบเศรษฐกิจของไทยจึงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยภายนอก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวมีจำนวนลดลง ภาคการส่งออกของไทย มีแนวโน้มหดตัวสูงขึ้น เนื่องจากว่าประเทศคู่ค้าของประเทศไทยนั้นก็ประสบปัญหาเศรษฐกิจ หดตัวเช่นกัน ผลกระทบดังกล่าวนั้นทำให้เราสูญเสียรายได้เข้าประเทศ การจัดทำ งบประมาณของรัฐบาลในแต่ละปีเราต้องใช้วิธีการกู้เงินเพื่อมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ มาแล้วจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการออกพระราชกำหนดอีก ๑ ล้านล้านบาท เพื่อเป็นการกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณมาแล้วทั้งสิ้นประมาณ ๔ ล้านล้านบาท เรามาดูในเนื้อหาสาระของงบประมาณแต่ละปีนั้นเราจะเห็นว่าเรามีขีดความสามารถในการ จ่ายคืนหนี้ที่เรากู้มานั้นได้อยู่ประมาณปีละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคำนวณตัวเลข ดังกล่าวนี้แล้วเราต้องใช้เวลาถึง ๘๐ ปีที่จะสามารถใช้หนี้ดังกล่าวนั้นได้หมด หลังจาก สถานการณ์โควิด (COVID) รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด ของไวรัสโคโรนา (Corona) เป็นพระราชกำหนดเงินกู้ ๓ ฉบับ🔗

ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เราจะเห็นได้ว่ามีแผนงานดังกล่าวนี้ก็คือ แผนงานที่ ๑ จำนวน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเกี่ยวข้องกับในเรื่องของทางการแพทย์ การสาธารณสุข เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายค่าเสี่ยงภัยของบุคลากรทางการแพทย์ทางสาธารณสุข และค่าใช้จ่ายในการจัดหาผู้ชำนาญการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนการจัดหา อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ในจำนวนนี้ก็มีความชอบธรรมในการที่จะสนับสนุนให้เกิดการแก้ไข ปัญหาอย่างเป็นระบบ ในแผนงานที่ ๒ เป็นการใช้จ่ายเงินเพื่อการเยียวยาและชดเชย ภาคประชาชน ภาคเกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากการแพร่ระบาด ของไวรัสโคโรนา (Corona) วงเงินทั้งสิ้น ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท และแผนงานที่ ๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวนี้ในจำนวนเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบภายใต้การกลั่นกรองของ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ท่านประธานครับ เมื่อมาดูความคืบหน้าของการ ใช้จ่ายเงินในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะเห็นได้ว่ารัฐบาลชุดนี้เก่งในเรื่องของการแจกเงิน แต่เรื่อง ของการพัฒนาเพื่อที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจในระดับฐานรากในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนนั้น กลับไม่มีผลงานอย่างเป็นรูปธรรม เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ที่สภาแห่งนี้ได้ให้การอนุมัติเพื่อไป ใช้จ่ายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ วันนี้เราได้ใช้จ่ายเงินเพื่อการเยียวยาชดเชยรายได้รายละ ๕,๐๐๐ บาท ไปจำนวน ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๙๓ เปอร์เซ็นต์ เงินเยียวยากลุ่มที่ เปราะบางที่สุดจำนวน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้เราใช้เต็มวงเงินไปแล้วครับ ในขณะที่ เงินช่วยเหลือเพื่อพี่น้องภาคการเกษตรนั้นใช้วงเงินอยู่ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ใช้จ่ายไปเพียง ๗๖ เปอร์เซ็นต์ เหลือเงินที่พี่น้องเกษตรกรที่รอการช่วยเหลืออยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็นเงินตกค้างอยู่ในขณะนี้ นอกจากนั้นกรอบวงเงินกู้เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นการอนุมัติ โครงการอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้ตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างชัดเจน มีการเสนอ โครงการเพื่อให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นหน่วยงานกลั่นกรอง วันนี้ เสนอเข้ามาถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท ในขณะที่เรามีเงินเพียง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น วันนี้ อนุมัติไปแล้วประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน แต่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ เช่นภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก การปิดน่านฟ้าการห้ามเข้าประเทศ การจองห้องพักถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต (Resort) รถรับนักท่องเที่ยว คนขับแท็กซี่ ภัตตาคาร ร้านอาหาร ต้องปิดกิจการเพราะทนแบกรับภาระไม่ไหวเนื่องจากการขาดสภาพคล่อง รัฐบาล ทำโครงการเราเที่ยวด้วยกัน นโยบายนี้ออกมากลับไม่ประสบความสำเร็จครับ จะเห็นได้จาก ว่าเมื่อตอนเปิดโครงการใหม่ ๆ มีคนมาลงทะเบียนล้นทะลักถึง ๔.๙ ล้านคน ในช่วง วันหยุดชดเชยที่ผ่านมาช่วงวันที่ ๔-๗ นั้น ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าจากจำนวน ที่ลงทะเบียน ๔.๙ ล้านคนนั้นได้ใช้สิทธิในการจองโรงแรมและใช้จ่ายเงินเพื่อ การเที่ยวในครั้งนี้ประมาณ ๘๗๒,๙๘๒ คนเท่านั้น ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะคนนั้นอยากจะเที่ยวแต่ไม่มีเงิน เมื่อไม่มีเงินแล้วโครงการดังกล่าวนี้เพิ่งมีการ เบิกจ่ายเงินไปเพียง ๗๖๓ ล้านบาท จากวงเงินที่อนุมัติไปทั้งหมด ๒๒,๔๐๐ ล้านบาท หรือ คิดเป็นเพียง ๓.๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งหากมาตรการดังกล่าวนี้ยังเป็นอย่างนี้อยู่ผมเกรงว่า ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร คนขับแท็กซี่ รถตู้ รถรับส่ง ผู้โดยสารที่เป็นนักท่องเที่ยวคงไม่สามารถที่จะดำเนินธุรกิจได้อีกต่อไปแล้วถ้าตราบใด ที่สภาวะและการแก้ไขปัญหายังเป็นอย่างนี้อยู่ ผลกระทบของการซบเซาของภาคท่องเที่ยว ส่งผลต่อการลดชั่วโมงการทำงานของพนักงานลง ท่านประธานครับ จะเห็นได้ว่าพนักงาน ถูกขอร้องให้หยุดงานแบบไม่ต้องรับค่าตอบแทนหรือถูกบังคับให้ลาออกเนื่องจาก ผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะแบกรับภาระได้เนื่องจากการขาดสภาพคล่อง กลุ่มแรงงาน กลุ่มนี้กลับไม่ได้รับการชดเชยหรือการเยียวยาเงิน ๕,๐๐๐ บาท เพราะคนกลุ่มอาชีพที่ไม่เข้า หลักเกณฑ์ความเดือดร้อนที่รัฐบาลกำหนด เนื่องจากไม่ใช่กิจการที่ถูกปิดโดยคำสั่งของ หน่วยราชการจึงไม่สามารถลงทะเบียนรับเงินเยียวยาได้ พนักงานกลุ่มนี้แม้จะเป็นพนักงาน ภายใต้มาตรา ๓๓ ของระบบประกันสังคม แต่ก็ไม่สามารถลงทะเบียนเพื่อรับเงินเยียวได้ครับ เนื่องจากว่าการชดเชยรายได้จากกองทุนประกันสังคมตามเงื่อนไขดังกล่าวนี้จะต้องเป็นผู้ที่ ได้รับผลกระทบจากเหตุสุดวิสัยหรือเป็นกิจการที่ถูกหน่วยราชการสั่งปิด ดังนั้นคนเหล่านี้ วันนี้ถูกลอยแพและยังไม่มีมาตรการอย่างไรในการช่วยเหลือ สถานการณ์อย่างนี้คาดว่า กว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจและสถานการณ์โควิด (COVID) จะหมดไปนั้นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๒ ปีจากนี้ไปถึงจะกลับมาเข้าสู่สภาวะโดยปกติ นอกจากนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการในการ กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าด้วยการลงทะเบียนคนละครึ่งผ่านเว็บไซต์ (Website) คนละครึ่งดอทคอม (www.คนละครึ่ง.com) วงเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรัฐบาล ได้กำหนดให้กระทรวงการคลังต้องไปออกเกณฑ์มาว่าจะต้องทำอย่างไร คาดว่าในต้นเดือน ตุลาคมนี้โครงการนี้จะออกมา ผมขอเตือนรัฐบาลผ่านท่านประธานไปเลยว่าโครงการนี้ อย่าคิดอุ้มเจ้าสัวอีกเด็ดขาด เพราะรัฐบาลได้กำหนดเงื่อนไขในการจ่ายเงินดังกล่าวนี้ผ่าน ผู้ที่มีอายุ ๑๘ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จำนวนเงิน ๓,๐๐๐ บาท ใช้จ่ายวันละ ๑๐๐-๒๕๐ บาท โดยรัฐบาลจะเติมเงินผ่านแอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตัง ครึ่งหนึ่งและให้ประชาชน ออกครึ่งหนึ่ง เราจะเห็นได้ชัด ๆ เลยว่าโครงการนี้คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือ บรรดาผู้ประกอบการโมเดิร์น เทรด (Modern trade) ทั้งหลาย และร้านสะดวกซื้อ ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณ ๘,๐๐๐ กว่าแห่ง เพราะเขามีระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะโครงการนี้เป็นการจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ร้านค้าย่อย หาบเร่ แผงลอย ร้านอาหาร ร้านข้าวแกง อาหารตามสั่ง หรือบรรดา สตรีต ฟูด (Street food) ทั้งหลายนั้นไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งสุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์นั้นก็คือกลุ่มธุรกิจของเจ้าสัวที่เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลนั่นเอง นอกจากนี้รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท นอกจากเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ดังกล่าวแล้วยังมีพระราชกำหนดอีก ๒ ฉบับที่เกี่ยวข้องการเสริมสภาพคล่อง ในภาคธุรกิจ อันประกอบด้วย ร่างพระราชกำหนดการช่วยเหลือการเงินแก่วิสาหกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อม ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวนี้ หรือเรียกว่าพระราชกำหนดซอฟต์โลน (Soft Lone) ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานกลางในการจัดสภาพคล่อง ปล่อยเงินกู้ผ่านสถาบันการเงิน เพื่อให้มีการปล่อยสินเชื่อผ่อนปรนให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) นำไปหมุนเวียนในธุรกิจดังกล่าวนั้น และเมื่อครบ ๒ ปี สถาบันการเงินหรือธนาคารนั้นจะต้องส่งเงินคืนกับธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนั้นยังมีซอฟต์โลน (Soft Lone) ผ่านธนาคารออมสินอีก ๑.๕ แสนล้านบาท รวม ๒ ยอดนี้ผ่านกลไกของธนาคารพาณิชย์ในอัตราดอกเบี้ยเหมือนดอกเบี้ยให้เปล่าครับ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าธนาคารเฉพาะกิจและธนาคารพาณิชย์ และสถาบัน การเงิน ได้เงินทุนดอกเบี้ยต่ำแทบจะเป็นการให้เปล่า แล้วก็ไปปล่อยกู้ต่อคนที่เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) ในอัตราร้อยละไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา ๒ ปี แต่มาดูข้อเท็จจริงครับ ท่านประธานครับ จะประสบปัญหาต่าง ๆ อย่างที่ผมจะได้กราบเรียนดังต่อไปนี้🔗

ประการที่ ๑ ลูกค้ารายเดิมไม่มีทางเลือกครับ เนื่องจากว่าในระเบียบในการ ใช้จ่ายเงินก้อนนี้ระบุไว้ว่าเงินกู้นั้นจะต้องให้กับลูกค้ารายเดิมที่มียอดหนี้เดิมไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ณ ยอดค้าง ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ และต้องเป็นลูกค้ารายเดิม มีวงเงินไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท ดังนั้นสถาบันการเงินก็ต้องสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมครับ ไม่คิดดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม ผู้กู้ไม่มีอำนาจต่อรองครับ ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนสภาพเพื่อไปขอสินเชื่อจากแหล่งเงินกู้อื่นได้หรือสถาบันการเงินอื่นได้ เพราะไม่มีบัญชีผูกพันอยู่กับสถาบันการเงินอื่น มาตรการนี้เท่ากับเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรอง และเพิ่มอำนาจการผูกขาดให้กับธนาคารและสถาบันการเงิน ทำให้ลูกค้าของธนาคาร หมดทางเลือกในการขอสินเชื่อ🔗

ประการที่ ๒ ถามว่าดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์นั้นจริงหรือไม่ ลูกค้าเอสเอ็มอี (SMEs) ไม่มีอำนาจต่อรองครับ เพราะว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่วันนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน นอกจากเงินกู้ ๒ เปอร์เซ็นต์แล้วมีอะไรครับท่านประธาน ยังมีค่าธรรมเนียมจัดการให้กู้ เบี้ยประกันชีวิต ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน ค่าจัดการค้ำประกัน ซึ่งระเบียบดังกล่าวนี้ ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคาร แห่งประเทศไทย สรุปรวมแล้วค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เหล่านี้ผู้ประกอบการต้องจ่ายดอกเบี้ย สูงถึง ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินต้องรายงานผลดำเนินการทุก ๆ สัปดาห์ก็ตามแต่ แต่ค่าธรรมเนียม ดังกล่าวนี้กลับไม่ปรากฏครอบคลุมรายงานไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด เมื่อมีการท้วงติง เมื่อมีการร้องเรียนกลับได้รับคำตอบจากสถาบันการเงินเหล่านี้ว่าอย่างไรครับ ได้รับคำตอบว่านี่คือเป็นความยินยอมของลูกค้าเอง สภาพเหล่านี้ก็คือสภาพที่ลูกค้า ไม่มีทางเลือกครับ ยอมรับเงื่อนไขจ่ายดอกเบี้ยแพงดีกว่าไม่มีเงินให้กู้เพื่อไปเสริมสภาพคล่อง ให้ธุรกิจเดินต่อไปได้🔗

ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ผู้ประกอบการเดือดร้อนไม่สามารถเข้าถึง แหล่งเงินกู้ได้อย่างจริงจัง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม การกำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบการรายเดิมและไม่เป็นเอ็นพีแอล (NPL) นั้น ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายไม่สามารถเข้าถึงมาตรการในการช่วยเหลือได้ ท่านประธานครับ วิกฤติครั้งนี้รุนแรงกว่าวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในปี ๒๕๔๐ หลายเท่าตัวครับ ดังนั้นธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสริมสภาพคล่องเพื่อหล่อเลี้ยงให้ธุรกิจตนเองนั้นอยู่ได้ ดังนั้นการรักษาสภาพการจ้างงานเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้นั้น รัฐบาลต้องกลับมาพิจารณาใหม่ว่าธุรกิจใดที่ยังสามารถเดินต่อไปได้แต่ขาดสภาพคล่อง และรักษาสภาพการจ้างงานไว้ได้นั้นต้องให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษและลดเงื่อนไข ในการผ่อนปรน มีคำถามต่อไปว่ามาถึงวันนี้รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย ปล่อยไปแล้วเท่าไร ปล่อยให้ใคร แยกเป็นทุนจดทะเบียนระดับไหนบ้าง เท่าไรบ้าง มีการคิด ค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นคำถาม ที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เดือดร้อนทั่วประเทศ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อผมมาพิจารณาจากข้อมูลที่ผมได้รับมาจะเห็นได้ว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) โดยการให้ กู้ยืมผ่านธนาคารออมสิน ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นได้กำหนดเงื่อนไขให้ธนาคารออมสินนำไป ปล่อยให้กับลูกค้าของตนเองในลักษณะของตั๋วสัญญาใช้เงินหรือที่เรียกว่าตั๋วพีเอ็น (P/N) หรือเทอมโลน (Term loan) ในระยะเวลา ๒ ปี อัตราดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ ในวงเงินไม่ เกิน ๒๐ ล้านบาทต่อราย โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่เอาไปใช้ในกรณีรีไฟแนนซ์ (Refinance) ถามว่าวันนี้ถ้าเกิดว่าลูกค้าต้องการอยากจะได้สถาบันการเงินอื่นที่มีเงื่อนไข ผ่อนปรนมากกว่านี้ก็ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการดังกล่าวนี้ได้ เพราะถูกบังคับว่า ห้ามรีไฟแนนซ์ (Refinance) นอกจากนั้นผีซ้ำด้ำพลอยครับ รัฐบาลยังให้การสนับสนุน บรรดานอนแบงก์ (Non-Bank) ทั้งหลาย โดยเฉพาะสินเชื่อซอฟต์โลน (Soft Loan) ดังกล่าวนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการที่เป็นนอนแบงก์ (Non-Bank) ในวงเงิน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้เป็นการเอื้อประโยชน์และกระทืบซ้ำคนจนครับ ท่านประธาน ก็รู้ว่านอนแบงก์ (Non-Bank) นั้นดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ วันนี้ไปถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องมากำกับดูแลว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นไปตาม เงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดหรือไม่ เพราะผู้ประกอบการนั้นได้รับ ความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ปัญหาต่อมาก็คือการปล่อยซอฟต์โลน (Soft Loan) ของแบงก์ชาติเขาห้ามคิดค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านประธานรู้ไหมว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) ที่มาจากธนาคารออมสินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือสถาบันการเงิน บางแห่งนั้นแม้จะไม่คิดค่าธรรมเนียมอย่างที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแต่มีภาระ ค่าธรรมเนียมส่วนอื่นอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่าเป็นค่าธรรมเนียมที่อยู่นอกเหนือ กฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องมีการกำหนดประเภทหลักทรัพย์ในการ ค้ำประกันของธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) วันนี้ถ้าหากว่าจะสามารถกู้ในอัตราผ่อนปรนได้ และไม่มีหลักทรัพย์ที่เป็นหลักทรัพย์ถาวร ผู้ประกอบการต้องไปอาศัย บสย. ค้ำประกัน ซึ่งเป็นต้นทุนและเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการเสียค่าประเมินหลักทรัพย์ การจดทะเบียนจำนอง ค่าประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อเต็มวงเงิน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ยังไม่รวม เงินค่าปากถุงครับ เรารู้กันอยู่ในวงการของธุรกิจทั้งหลายว่าเงินค่าปากถุงดังกล่าวนี้เขาเก็บกัน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕ บางแห่งนั้นมีการเก็บล่วงหน้า ๖ เดือน ดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าวนี้ ที่บอกว่าเป็นดอกเบี้ยต่ำนั้นวันนี้ไม่อยู่ในสภาวะที่เป็นจริงอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ผมถึงบอกว่าการที่รัฐบาลมีมาตรการดังกล่าวนั้นรัฐบาลเกาไม่ถูกที่คัน การบริหารราชการ แผ่นดินที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาของท่านนายกรัฐมนตรี ผมมีความเห็นว่าขาดประสิทธิภาพ ขาดวิสัยทัศน์และไม่สามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามเป้าตราบใดที่คนที่เป็น นายกรัฐมนตรียังชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในขณะนี้ ถ้าญัตตินี้เป็นญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ผมต้องบอกว่าผมไม่สามารถที่จะไว้วางใจให้ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ อีกต่อไปครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ครับ🔗

นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ประเทศไทยอยู่ในความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ คนใน ประเทศขาดความเชื่อมั่นมาอย่างยาวนานภายใต้รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อมา ประเทศเจอกับสถานการณ์วิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) เราก็คาดหวังว่ารัฐบาลโดยเฉพาะ อย่างยิ่งทีมเศรษฐกิจของ พลเอก ประยุทธ์ ที่เคยบริหารประเทศแบบขอไปทีเมื่อ ๕ ปีก่อน นั้นจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้บริหารประเทศอย่างมีวิสัยทัศน์ประคองชีวิตประชาชนให้รอดได้ ในระยะสั้น และใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว แต่ท่านประธานครับ ผมต้องผิดหวัง ประชาชนทั่วประเทศโดยเฉพาะน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ต้องผิดหวัง เพราะจากการบริหารประเทศของ พลเอก ประยุทธ์ ที่ผ่านมาไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่น ว่าประเทศจะผ่านพ้นวิกฤติและมีอนาคตต่อไปได้ครับ เราทุกคนยอมรับกันว่าตอนนี้เรากำลัง เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักที่สุด โดยเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคมที่ผ่านมา สภาพัฒน์ได้แถลง จีดีพี (GDP) ไตรมาสที่ ๒ ปี ๒๕๖๓ ว่าติดลบถึง ๑๒.๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการติดลบ หนักที่สุดในรอบ ๒๒ ปี ตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และเครื่องจักรตัวขับเคลื่อน เศรษฐกิจที่สำคัญอย่างภาคการท่องเที่ยว ทุกวันนี้เรียกได้ว่าแทบจะตายสนิทครับ จากข้อมูล ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รายได้ ลดจากปีก่อนถึง ๖๗ เปอร์เซ็นต์ และดูเหมือนจะลดต่อไปเรื่อย ๆ หากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังไม่สามารถกลับเข้ามาได้ อย่าลืมนะครับว่าเมื่อเราพูดถึงการท่องเที่ยวเรากำลังพูดถึง รายได้ของประเทศถึง ๓ ล้านล้านบาทต่อปี และการจ้างงานประมาณ ๑๑ ล้านคน และนี่ก็เป็นผลพวงของการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอย่างฟุ่มเฟือยและไร้วิสัยทัศน์ที่ พลเอก ประยุทธ์ ต้องรับผิดชอบ ส่วนการส่งออกแย่ยิ่งกว่าเพราะติดลบมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และยังติดลบต่อเนื่องไปอีก โดยในเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาติดลบ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ และ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับจากปีก่อน ส่วนดัชนีอุตสาหกรรมในเดือน พฤษภาคมก็อยู่ในจุดต่ำที่สุดในรอบเกือบ ๑๐ ปี นับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ ผลกระทบ ทางเศรษฐกิจจากภาคเศรษฐกิจส่งผลต่อมายังการจ้างงานที่กระทบกับชีวิตประชาชน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากการสำรวจภาวการณ์มีงานทำของประชากร ไตรมาสที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๓ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ประเทศไทยมีจำนวนผู้ว่างงานและเสี่ยงว่างงาน เพิ่มขึ้นมาก การว่างงานในไตรมาสที่ ๒ ของปีนี้เพิ่มขึ้นถึงระดับ ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือคนกว่า ๗.๕ แสนคนไม่มีงานทำ แรงงานที่เสี่ยงต่อการตกงานก็กำลังเพิ่มขึ้น โดยคนที่มีงานทำ แต่ไม่ได้ทำงาน ท่านประธานงงไหมครับ ก็หมายถึงคนที่เคยถูกจ้างงานแต่ถูกพักงานเพราะ เศรษฐกิจที่ย่ำแย่มีมากถึง ๒.๖ ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ตัวเลขเหล่านี้รัฐบาลอาจจะมองว่าไม่เยอะ เพราะรวม ๆ แล้วก็แค่ ๓.๒ ล้านคน ย้ำนะครับ ๓.๒ ล้านคนที่ตกงานและกำลังเสี่ยงตกงาน ผมมีตัวเลขที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือคนที่มีงานทำ แต่ทำงานไม่ถึง ๓๕ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นเป็น ๑๔ ล้านคน โดยเพิ่มจากปีที่แล้วถึง ๔.๑๒ ล้านคน ท่านประธานอย่าอิจฉาพวกเขานะครับที่ทำงานน้อยลง เพราะชั่วโมง การทำงานที่น้อยลงของแรงงานนั่นหมายถึงเงินในกระเป๋าของพวกเขาที่ลดลง จากการ สำรวจของบริษัท อิปซอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด พบว่าคนไทยกว่า ๓๘ เปอร์เซ็นต์ รายได้ หายไปกว่าครึ่ง และอีก ๑๔ เปอร์เซ็นต์ รายได้หายไปทั้งหมดครับ ผลกระทบตกกับ คนรายได้น้อยมากที่สุด และคนต่างจังหวัดได้รับผลกระทบมากกว่าคนกรุงเทพฯ ในสถานการณ์ประเทศที่วิกฤติขนาดนี้ วิกฤติอาจเกิดจากภายนอก แต่การรับมือกับวิกฤติ และการสร้างความเชื่อมั่นต้องอาศัยฝีมือของผู้นำประเทศ ถ้าผู้นำประเทศสามารถสร้าง ความเชื่อมั่นได้ สถานการณ์ภายนอกจะวิกฤติแค่ไหนประชาชนก็ยังเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านพ้น ไปได้ แต่ภายใต้การบริหารงานของ พลเอก ประยุทธ์ ผมคิดว่าเราคงไม่สามารถมีความ เชื่อมั่นอะไรได้ ซึ่งเราจะเห็นได้จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ที่ผ่านมา งบประมาณฟื้นฟูโควิด (COVID) ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านมาแล้ว ๔ เดือนมีการเบิกจ่าย แล้ว ๔๐๐ ล้านบาท อีกรอบนะครับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านมา ๔ เดือนเบิกจ่ายไปแค่ ๔๐๐ ล้านบาท ความเดือดร้อนของประชาชนรากหญ้าช่างไม่มีอะไรรีบร้อนเลยสำหรับ ท่านนายกรัฐมนตรี ส่วนโครงการที่มาของบก็เป็นโครงการประเภททุบบ่อ ก่อสร้าง อบรม สัมมนา และลด แลก แจก แถม โครงการเดียวที่มีการเบิกจ่ายคือโครงการเราเที่ยวด้วยกัน งบประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ ๔ เดือน จาก ๑ กรกฎาคม ถึง ๓๑ ตุลาคม ณ วันนี้ผ่านมาแล้ว ๒ เดือนเศษ อัตราการใช้สิทธิมีไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เบิกจ่ายไปเพียง ๔๐๐ ล้านบาท ส่วนตัวเลข การท่องเที่ยวก็ดูเหมือนจะไม่ดีขึ้นจากการที่มีโครงการนี้ ในขณะที่งบฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่ไปไหน แต่งบเยียวยาประชาชนกลับเบิกจ่ายไปแล้วกว่า ๘๕.๗ เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ ระยะเวลา ตาม พ.ร.ก. จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน ๒๕๖๔ หรือแปลได้ว่าเงินเยียวยาที่เผื่อไว้ ถึงปีหน้าแทบจะไม่พอแล้ว นอกจากนี้รัฐบาลกำลังปล่อยทิ้งประชาชนให้ดูแลชีวิต ที่เปราะบางของตัวเองในสถานการณ์วิกฤติ เราต้องไม่ลืมนะครับว่าระยะของการเยียวยา จบลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาและยังไม่มีการขยายการเยียวยาเพิ่มเติม ในขณะที่ ตัวเลขทางเศรษฐกิจก็ยังไม่กลับเป็นปกติและมีแนวโน้มที่แย่ลง การปล่อยทิ้งประชาชน ให้ดูแลชีวิตตนเองตามยถากรรม ไร้การชายตามองจากผู้นำประเทศอย่าง พลเอก ประยุทธ์ เราก็ยังเห็นได้จากการที่รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยาผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ที่ส่งเงินสมทบ เข้ากองทุนประกันสังคมไม่ครบ ๖ เดือนที่ล่าช้า จากที่พี่น้องผู้ใช้แรงงานควรจะได้รับเงิน ตั้งแต่เดือนเมษายน กลับล่าช้าออกไปถึง ๔ เดือน โดยเพิ่งจะได้รับเงินเยียวยาในเดือน สิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากรัฐบาลจะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลชีวิตของเรา ได้แล้ว ในการดูแลงบประมาณของประเทศ รัฐบาลก็ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นใด ๆ ให้พวกเรา ในงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ รัฐบาลมีเวลาถึง ๒ เดือน ในการปรับ พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤติ นอกจากตัดเล็กผสมน้อยมา ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบกลางแล้วแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยครับ ส่วนการจัดเก็บรายได้ ๘ เดือนแรก ของปี ๒๕๖๓ พลาดเป้าไปแล้วกว่า ๑๑.๒ เปอร์เซ็นต์ โดยคาดว่าทั้งปีจะพลาดเป้าถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ความไม่เชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลไม่ใช่มีแค่ผมคนเดียว จากการสำรวจรายงานแนวโน้มธุรกิจโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคธุรกิจกว่า ๗๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีความเชื่อมั่นและมองว่าเศรษฐกิจจะแย่ลงไปในอีก ๑๒ เดือนข้างหน้า ร้อยละ ๓๕ มองว่าอนาคตต้นทุนทำธุรกิจจะเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๖๙ บอกว่าจะไม่มีการจ้างงานเพิ่ม และร้อยละ ๘๙ บอกว่าข้อจำกัดทางธุรกิจจะเพิ่มขึ้น โดยสรุปแล้วภายใต้การบริหารงานของ พลเอก ประยุทธ์ ไม่มีใครมองว่าแนวโน้มข้างหน้าจะสดใส ท่านจะรู้หรือไม่ครับว่าท่านกำลัง ตกอยู่ในวิกฤติศรัทธาที่ประชาชนไม่มีเหลือให้ท่านอีกแล้วครับ ท่านประธานครับ ความเชื่อมั่นของรัฐบาลเกิดจากปัญหาการเมืองที่กระทบเศรษฐกิจ หลายครั้งที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ มัวแต่เล่นการเมือง เอื้อพวกพ้องแต่กลับไม่คิดถึงบ้านเมืองในการบริหาร ประเทศเลย ในสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) เราคาดว่าจะมีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ มีความสามารถสูงมาบริหารเศรษฐกิจ แต่น่าตกใจหรือไม่ครับที่กลางวิกฤติเศรษฐกิจประเทศ ไทยกลับไม่มีทีมเศรษฐกิจมาบริหาร นับตั้งแต่ทีมเศรษฐกิจชุดเดิมเริ่มมีปัญหากันภายใน รัฐบาล จากวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ที่คุณอุตตม สาวนายน ยกเลิกการประชุมมาตรการ ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) มาจน ๔ กุมารลาออก มาจนคนบริหารเศรษฐกิจคนใหม่เข้ารับ ตำแหน่ง มาจนคนใหม่ลาออก แล้วก็มาจนถึงปัจจุบันที่เรายังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดีกับ เศรษฐกิจของประเทศ จากวันที่ ๙ กรกฎาคม ถึงวันที่ ๙ กันยายน ผ่านมากว่า ๒ เดือนเต็ม ๆ ที่ประเทศไทยไม่มีทีมเศรษฐกิจมาบริหารประเทศในช่วงวิกฤติ ผมขอถามอีกครั้งว่าเป็นไปได้ อย่างไรที่ประเทศไม่มีทีมเศรษฐกิจบริหารประเทศยามวิกฤติเศรษฐกิจ แน่นอนว่าในยาม วิกฤติเราต้องการคนเก่ง คนดีมีความสามารถเข้ามาทำงานแต่สภาพแวดล้อมการทำงาน ในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีกลับต้องเจอกับการเล่นพวกพ้อง ความไม่โปร่งใสในการ ทำงาน มีการเอื้อประโยชน์กันในหมู่พรรคพวกพรรคการเมืองของท่าน แบบนี้ก็ยากครับ ต่อให้เก่งแค่ไหน มีวิสัยทัศน์แค่ไหน เสียสละเพื่อประเทศแค่ไหนก็ทำงานไม่ได้ครับ ถึงจะมี ข้อเสนอที่ดีที่จะช่วยประชาชนและประเทศชาติได้ แต่ถ้าข้อเสนอนั้นขัดกับผลประโยชน์กับ คนของท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นอันต้องตกไป ใครจะกล้าเข้ามารับเผือกร้อนนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากปัจจัยรอบตัวทั้งหลายทั้งปวง ของท่าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ เชื้อโรค ประชาชน นักข่าว ฝ่ายค้าน นักเรียน นักศึกษา อะไรทุกอย่าง ที่ไม่ใช่ตัวท่าน แต่ผมและประชาชนอีกหลายคนก็คิดเช่นเดียวกันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจาก ตัวท่านเอง พลเอก ประยุทธ์ ไม่มีวิสัยทัศน์เพียงพอ พลเอก ประยุทธ์ไม่มีความสามารถ นำประเทศผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ พลเอก ประยุทธ์ ไม่สามารถทำให้ประเทศไทย กลายเป็นประเทศที่มีอนาคตสำหรับคนรุ่นต่อไปได้ ท่านประธานครับ ในอนาคตสิ่งที่เรา จะต้องเจอคือสังคมสูงวัย แรงงานลดลง ภาระมากขึ้น รายได้ลด รายจ่ายเพิ่ม และวิกฤติ เศรษฐกิจไทยจะหนักหนาสาหัสกว่าที่คิดไว้มาก หากยังให้ พลเอก ประยุทธ์ ที่ไม่มี ความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจเป็นผู้นำทีมเศรษฐกิจและผู้นำประเทศต่อไป ประเทศไทยก็จะเป็นเหมือนประเทศที่ล่มสลาย หากไม่แก้ที่รากฐาน หากไม่เปลี่ยน ผู้นำประเทศ ประเทศไทยก็จะเป็นคนป่วยเรื้อรังที่โดนเลี้ยงไข้ ให้ยาผิดโดยหมอกำมะลอ ที่คิดแต่จะสืบทอดอำนาจ ไม่คิดถึงอนาคตของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง จากทั้งหมดที่ผมกล่าวมาแล้ว ผมจึงต้องขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง พลเอก ประยุทธ์ ให้ท่านกลับไปพิจารณาตัวเอง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและหัวหน้ารัฐบาลเสียใหม่ เพราะการกระทำอันไร้วิสัยทัศน์และเยือกเย็นที่ผ่านมาของท่าน ผมไม่เชื่อมั่นเลยว่าท่านจะ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและนำพาประเทศให้ผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปนางสาวจิราพร สินธุไพร🔗

นางสาวจิราพร สินธุไพร ร้อยเอ็ด

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ดิฉันกราบเรียนค่ะ ว่าเป็นความโชคร้ายของคนไทยที่มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านคือบุคคลที่สามารถทำให้ประเทศไทยที่เคยอยู่ในภาวะปกติต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤติ และแม้แต่ห้วงที่ประเทศต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติ ท่านยังสามารถบริหารประเทศ ให้เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติได้ค่ะ ดิฉันกราบเรียนว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้เพิ่งมาย่ำแย่ในช่วง การเกิดวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ตั้งแต่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำการรัฐประหาร ในปี ๒๕๕๗ และเข้ามาบริหารประเทศ เศรษฐกิจประเทศไทยก็โตต่ำมาโดยตลอด เมื่อฐานเก่าของเราต่ำเตี้ยเรี่ยดิน พอมาเจอกับวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งหลายสำนัก คาดการณ์ว่าจะทำให้เศรษฐกิจภาพรวมในปีนี้หดตัว ๑๐-๑๓ เปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะ มากกว่านั้น ทำให้เศรษฐกิจภาพรวมตลอดระยะเวลา ๕-๖ ปีที่ผ่านมานี้โตเฉลี่ยแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าที่ผ่านมาประเทศไทยแทบไม่โตเลยค่ะ ในขณะที่ประเทศอื่น แม้จะเผชิญกับวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) เหมือนกับประเทศไทย แต่เขาติดลบจากฐาน เก่าที่สูง ทำให้ไม่บาดเจ็บหนักเหมือนกับประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพ วิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) นี้ทำให้ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยที่เคยเป็นรายได้หลัก ของประเทศหายไปอย่างเฉียบพลัน เมื่อประเทศไทยไม่สามารถที่จะพึ่งพาปัจจัยภายนอกได้ รัฐบาลก็ประกาศว่าจะหันกลับมาสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ นั่นก็คือทำให้เศรษฐกิจ ฐานรากเข้มแข็ง แต่ท่านประธานที่เคารพคะ ในความเป็นจริงก็คือโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจ ฐานรากที่รัฐบาลพยายามจะโฆษณาว่าให้ความสำคัญในช่วงวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) นี้ เป็นโครงการที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ทำมาแล้วกว่า ๖ ปีค่ะ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ประชาชนก็ยังจนอยู่ ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยก็ยังลำบาก ที่ผ่านมามีหลายโครงการ ยกตัวอย่างเช่น โครงการบริษัทประชารัฐรักสามัคคี เป็นโครงการ ที่สนับสนุนเงินทุนให้จังหวัดต่าง ๆ สร้างบริษัทมาลงทุนในกิจการวิสาหกิจของจังหวัด โดยให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ปรากฏว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ เป็นต้นมา กิจการของบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีไม่ปรากฏความก้าวหน้าที่เป็นประโยชน์เลยค่ะ เมื่อมีการตรวจสอบ ไปกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ก็พบว่าบริษัทประชารัฐรักสามัคคี ในทั้ง ๗๗ จังหวัด ส่วนมากประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ ที่ใช้ส่งเสริมประชาสัมพันธ์และจัดอบรมตามงบประมาณของจังหวัดเป็นอย่างยิ่ง โครงการต่อมาโครงการตลาดประชารัฐเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณเพื่อสร้างและปรับปรุง พื้นที่การค้าตามตำบลและอำเภอต่าง ๆ ทั่วประเทศกว่า ๖,๔๔๗ แห่ง โดยอ้างว่าเป็นการจัด ระเบียบหาบเร่ แผงลอย และเพิ่มพื้นที่การค้าให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย แต่ท่านประธาน ที่เคารพคะ ดูในสไลด์ (Slide) แรกของดิฉันค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นางสาวจิราพร สินธุไพร ร้อยเอ็ด

นี่คือสภาพของตลาดประชารัฐ ตอนนี้ ตลาดประชารัฐได้กลายเป็นตลาดประชาร้างไปเรียบร้อยแล้วค่ะ บางแห่งมีหญ้าขึ้นรกชัด กลายเป็นพื้นที่ร้างถูกปล่อยทิ้งไว้ โดยเฉพาะในปี ๒๕๖๐ โครงการนี้ใช้งบประมาณไป ๕๖๒ ล้านบาท แต่พบว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เพียง ๑๑๔ ล้านบาท พูดง่าย ๆ คือ ผลทางเศรษฐกิจติดลบอย่างรุนแรง ดิฉันขอสไลด์ (Slide) ต่อไปนะคะ อีก ๑ โครงการ โครงการเน็ตประชารัฐ โดยกระทรวงดีอี (DE) ได้ว่าจ้างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้วาง เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) หมู่บ้าน ใช้งบประมาณกว่า ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท อ้างว่า เพื่อให้ครอบคลุม ๒๔,๗๐๐ หมู่บ้าน เฉลี่ยแล้ว ๑ หมู่บ้าน ใช้งบประมาณไป ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่พบว่าโครงการนี้ใช้งบประมาณสูงเกินจริงแต่คุณภาพต่ำเกินมาตรฐาน นอกจากนี้ ก็ยังพบว่า กสทช. ได้เข้าไปตั้งเสาแล้วก็เครื่องส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Internet) ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๐ ในหลายพื้นที่ ใช้งบประมาณไปกว่า ๙,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านมา ๓ ปี จนถึงทุกวันนี้ กลายเป็นแค่อนุสาวรีย์ประจำหมู่บ้าน ทาง ส.ส. พรรคเพื่อไทยได้ไปลงพื้นที่ ทุกวันนี้ก็ยัง ไม่สามารถใช้การได้🔗

ท่านประธานที่เคารพคะ อีก ๑ โครงการ ที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้ก็คือโครงการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนที่ดำเนินการผ่านกองทุนประชารัฐสวัสดิการ เพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม กองทุนนี้จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติการจัดประชารัฐ สวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม พ.ศ. ๒๕๖๒ รัฐบาลได้อ้างว่าโครงการนี้ ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ถูกจุด ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ แล้วที่สำคัญ ได้ดำเนินการด้วยความรัดกุม โปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่จากเอกสารรายงานของสำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ที่อยู่ในมือของดิฉันในขณะนี้ชี้ชัดว่าโครงการบัตรคนจน ที่ดำเนินการผ่านกองทุนประชารัฐนี้แท้จริงแล้วขาดความโปร่งใส ไม่สามารถตรวจสอบได้ ขออนุญาตขึ้นสไลด์ (Slide) ที่ ๓ นะคะ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้มีรายงานของ ผู้สอบบัญชีลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๓ เสนอปลัดกระทรวงการคลัง ในหน้าแรก ย่อหน้าที่ ๒ ระบุไว้ชัดเจนว่าไม่สามารถแสดงความเห็นต่อรายงานการเงินของกองทุนประชารัฐ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ได้ เนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสม อย่างเพียงพอเพื่อเป็นเกณฑ์ในการแสดงความเห็นต่อรายงานการเงิน ในเอกสารยังได้ระบุถึง เกณฑ์การไม่แสดงความเห็นอีกว่า เพราะว่า สตง. เองไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงฐานข้อมูล เกี่ยวกับผู้ผ่านหลักเกณฑ์และมีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและฐานข้อมูลการใช้สิทธิ ในการจ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในระหว่างปีงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบ ความมีอยู่จริงและเกิดขึ้นจริงของค่าใช้จ่ายจำนวนดังกล่าวได้ และ สตง. ไม่สามารถใช้วิธี ตรวจสอบอื่นให้ได้มาซึ่งหลักฐานที่เหมาะสมอย่างเพียงพอได้ นอกจากนี้ในท้าย ของเอกสารรายงานฉบับนี้ก็ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่าการจัดทำรายงานบัญชีกองทุนไม่เป็นไป ตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายบัญชีภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ และไม่เป็นไปตาม หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค. ๐๔๒๓.๓/ว ๒๖๗ ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ เรื่อง คู่มือการ บัญชีภาครัฐสำหรับส่วนราชการ ท่านประธานที่เคารพคะ ชัดเจนว่าโครงการนี้ขาดความ โปร่งใส เฉพาะปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ปีเดียว กองทุนประชารัฐใช้เงินไปแล้วกว่า ๙๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ โครงการนี้ใช้งบประมาณไปเกือบแสนล้านบาท แต่กลับไม่สามารถ ตรวจสอบได้ แบบนี้หมายความว่าโครงการนี้ส่อไปทางทุจริตหรือไม่ แถมชื่อกองทุนนี้ กองทุนประชารัฐ ชื่อยังไปคล้องกับชื่อพรรคการเมืองบางพรรค ดิฉันไม่ได้กล่าวว่ารัฐบาล ใช้เงินรัฐไปหาเสียง แต่ถึงท่านจะทำอย่างนั้นจริง ๆ แต่ถ้าพี่น้องประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดิฉันก็ไม่ว่าค่ะ แต่ทุกวันนี้ใช้เงินไปมหาศาล พี่น้องประชาชนก็ยังจนอยู่ ยังลำบากอยู่ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันขอให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ว่าแท้จริงแล้ว ตั้งแต่มีการตั้งกองทุนประชารัฐนี้ขึ้นมามีการใช้เงินไปแล้วทั้งหมดเท่าไร และเพราะเหตุใด ถึงไม่มีบัญชีรายงานต่อ สตง. แสดงว่ากองทุนประชารัฐไม่ทำรายการบัญชีและใช้เงิน ไม่ถูกต้องตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังหรือไม่ ในเมื่อ สตง. ตรวจสอบไม่ได้ ทางกองทุนเองก็ทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายแบบนี้แล้วรัฐบาลยังจะอุดหนุนกองทุนนี้อยู่อีก หรือคะ และที่สำคัญค่ะ ขอให้ พลเอก ประยุทธ์ ได้ชี้แจงว่าทำไมตั้งแต่มีโครงการประชารัฐ ต่าง ๆ ขึ้นมา พี่น้องประชาชนกลับลำบากมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่วัตถุประสงค์ของโครงการบอกว่า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มศักยภาพให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในทางกลับกันค่ะ บริษัทยักษ์ใหญ่ บริษัทเจ้าสัว กลับยิ่งมั่งคั่งขึ้น แท้จริงแล้วท่านจงใจ ใช้คนจนเป็นเครื่องผันเงินให้กับเจ้าสัวใช่หรือไม่ ถ้าปล่อยให้ พลเอก ประยุทธ์บริหาร ประเทศต่อไปแบบนี้นะคะ จากที่เคยพูดกันเล่น ๆ ว่าได้บัตรคนจนจะกลายเป็นบัตรขอทาน ดิฉันเกรงว่าอาจจะกลายเป็นเรื่องจริงได้ค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ในอดีตประเทศเมียนมาร์ กับประเทศฟิลิปปินส์เคยมีจีดีพี (GDP) ที่สูงกว่าประเทศไทย ต่อมาประเทศไทยก็พัฒนา เศรษฐกิจประเทศจนสามารถแซง ๒ ประเทศนี้ได้ เราเคยไปไกลถึงขนาดที่ว่าตั้งเป้าหมาย จะเป็นเสือตัวที่ ๕ ของเอเชีย (Asia) แต่ดูสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในตอนนี้ภายใต้ การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรากำลังกลายเป็นเต่าแห่งเอเชีย (Asia) ค่ะ คลานต้วมเตี้ยมหยุดอยู่กับที่ รอให้ประเทศอื่นแซงประเทศไทยไปทีละประเทศ ทีละประเทศ บางครั้งถอยหลังให้เขาแซงได้เร็วขึ้นด้วยซ้ำค่ะ ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยต้องการผู้นำที่มี วิสัยทัศน์ทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุด เรากลับต้องทนอยู่กับผู้นำที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจ ในด้านเศรษฐกิจเลย และในห้วงเวลาที่ประเทศต้องการผู้นำที่สร้างความหวังนำให้ประเทศ พ้นจากวิกฤติ เรากลับได้ผู้นำที่คอยสร้างแต่ความหวาดกลัวให้กับประชาชน หลายคนบอกว่า เดือนกันยายนนี้ได้กลิ่นอายของรัฐประหาร แต่ดิฉันขอกราบเรียนว่าการทำรัฐประหารในครั้งนี้ ไม่ได้ง่ายค่ะ วันนี้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน เขาตื่นรู้กันหมดแล้วค่ะ และที่สำคัญ การทำรัฐประหารในอดีตที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้ง ซึ่งเขาก็ได้เข้ามาบริหารประเทศจนเศรษฐกิจดีขึ้น ทหารเข้ามากินบุญเก่าของ รัฐบาลที่มาจากประชาชน แต่วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ เดือดร้อน ทุกหย่อมหญ้าค่ะ การทำรัฐประหารจะเป็นการซ้ำเติมประเทศ เราจะไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ ให้ลูกหลานในอนาคตได้ จะมีประโยชน์อะไรที่ท่านจะทำรัฐประหารเพื่อรักษาอำนาจ บนซากปรักหักพังของประเทศ ท่านประธานที่เคารพคะ แม้ว่าดิฉันจะกังขาถึงที่มาของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารที่กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ดิฉันไม่กังขาถึงการบริหารราชการแผ่นดินของ พลเอก ประยุทธ์ เลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่ การทำรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ จนถึงวันนี้ค่ะ พลเอก ประยุทธ์ ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ แล้วว่าบริหารล้มเหลวทุกอย่าง มีแค่อย่างเดียวค่ะที่ พลเอก ประยุทธ์ ทำสำเร็จคือการทำ รัฐประหาร ตลอด ๖ ปีที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้พิสูจน์แล้วว่าท่านอยู่ เพื่อรักษาอำนาจของตัวเองและพวกพ้อง ไม่ได้อยู่เพื่อแก้ปัญหาของประเทศชาติ ไม่ได้อยู่ เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยดีขึ้น แล้วท่านจะอยู่ไปทำไมคะ🔗

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขอให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสียสละ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะท่านคือศูนย์รวมของปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ค่ะ ขอให้ พลเอก ประยุทธ์ ได้ประกาศลาออกต่อหน้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ หรือท่าน จะลงลายมือชื่อก็ได้ค่ะ เพื่อให้ท่านสะดวกยิ่งขึ้น ดิฉันได้ทำหนังสือลาออกมาให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียบร้อย ดิฉันกรอกรายละเอียดเรียบร้อยทุกอย่าง เสียดายท่านไม่ได้อยู่ในสภาแห่งนี้ จะขออนุญาตนำส่งท่านประธานผ่านไปยัง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงแค่ท่านลงนาม ในหนังสือฉบับนี้ก็จะสมบูรณ์ เพียงแค่ท่านลาออก ก็จะสามารถพาประเทศออกจาก วิกฤติการเมืองในครั้งนี้ได้ ท่านประธานที่เคารพคะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตผู้บัญชาการกองทัพไทย ได้เคยให้สัตย์ปฏิญาณไว้ว่าแม้แต่ชีวิตท่านก็สามารถพลี เพื่อแผ่นดินนี้ได้ แต่วันนี้ พลเอก ประยุทธ์ ไม่ต้องไปรบให้เสียเลือดเสียเนื้อที่ไหน เพียงแค่ ท่านประกาศลาออกหรือเพียงแค่ท่านหยิบปากกาจรดปลายปากกาลงในเอกสารที่ดิฉันจะได้ นำส่งท่านประธานไป เพียงแค่นี้ก็ถือว่าท่านได้เสียสละต่อแผ่นดินครั้งยิ่งใหญ่เพื่อชาวไทย ทั้งประเทศ ลาออกเถอะค่ะ จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลานในอนาคต ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป รายชื่อที่เสนอมาอีก ๔ ท่าน ๑. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ๒. นายวิรัตน์ วรศสิริน ๓. นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน ๔. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ขอเชิญคุณยุทธพงศ์ครับ🔗

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมจะอภิปรายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ จะมีการอภิปรายเพื่อเป็นข้อซักถามไปยัง นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี ใน ๒ เรื่อง ๒ ประเด็น ดังนี้🔗

เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ไม่รักษาวินัยทางการเงินการคลัง และจัดระบบภาษี ไม่เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม ไม่มีความสมดุล ไม่คำนึงถึงความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน ทำให้ฐานทางการคลังของรัฐบาลยังมีความเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นการก่อหนี้เงินกู้ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการที่รัฐบาลต้องยืมเงิน จำนวนมากเพื่อนำมาใช้เยียวยาและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากโควิด (COVID) เป็นผลให้ หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปี ๒๕๖๔ คาดว่าจะสูงถึงร้อยละ ๕๘ หรือสูงเกินกรอบความยั่งยืน ทางการคลัง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามประมาณการ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องการใช้อำนาจของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐมิได้เป็นไป บนหลักนิติธรรม ทั้ง ๒ เรื่องได้บรรจุอยู่ในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ผมขออนุญาต กล่าวโดยละเอียดต่อท่านประธาน เพื่อจะใช้เป็นข้อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหา ต่อคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ไม่รักษาวินัย ทางการเงิน การคลังและจัดระบบภาษีไม่เป็นธรรมแก่สังคม ทำให้ฐานะทางการคลัง ของรัฐบาลยังมีความเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินเพื่อมาชดเชยการขาดดุลของงบ ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่คณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติไปตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ ๑. มาตรา ๓ การใช้อำนาจของรัฐและหน่วยงานของรัฐต้อง ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม ๒. มาตรา ๖๒ รัฐต้อง รักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังมีเสถียรภาพ ยั่งยืน และจัดเก็บภาษีให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม ต่อไปมาตรา ๗๕ รัฐพึงจัดระบบ เศรษฐกิจให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน ต่อไปคือมาตรา ๑๖๔ ในการ บริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติต่าง ๆ แห่งกฎหมาย รัฐธรรมนูญ กฎหมายปฏิบัติหน้าที่ และใช้อำนาจด้วยความซื่อสัตย์ และมีความรอบคอบ และระมัดระวัง ในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน ทั้ง ๔ เรื่องครับ หากท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีปฏิบัติตามแล้วก็จะไม่เกิดปัญหาใด ๆ ในวันนี้ เพราะนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจของรัฐบาล และหน่วยงานไม่ได้อยู่บนหลัก นิติธรรม จึงเกิดปัญหา ๒ เรื่องที่ผมจะต้องซักถามท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธาน ดังนี้🔗

๑. การใช้อำนาจของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐมิได้อยู่บนหลักนิติธรรม ทำให้เกิดปัญหา กรณีการต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ได้ลำดับครับ รถไฟฟ้าสายสีเขียวทำไมถึงไม่อยู่บนหลักนิติธรรม รถไฟฟ้าสายสีเขียวก็คือ รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ก็จะมีส่วนต่อขยายที่ผมจะขออนุญาตสรุปให้ท่านประธานสั้น ๆ ก็คือ จากหมอชิตไปที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วก็ไปสะพานใหม่ ไปสิ้นสุดที่สถานีคูคต จังหวัดปทุมธานี สีเขียวใต้ก็คือตั้งแต่สถานีแบริ่งผ่านโรงเรียนนายเรือสมุทรปราการ ตัวจังหวัดสมุทรปราการ แล้วไปสิ้นสุดที่เคหะบางปู ตรงนี้ก็คือเป็นที่มาที่ทางรัฐบาลได้มีการ สร้างส่วนตัวขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) กับสายสีเขียว (ใต้) ต่อมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาตรา ๔๔ ที่ผมบอกว่าไม่อยู่บนหลักนิติธรรม ซึ่งทุกวันนี้ท่านประธาน ครับ ยังมีมาตรา ๔๔ หลงเหลืออยู่อีกหรือครับ รัฐบาลเลือกตั้งมาปีกว่าแล้วนะครับ คำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓/๒๕๖๒ เรื่อง การดำเนินการโครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียว ออกเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๒ ลงชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ท่านประธานครับ ออกคำสั่งมาตรา ๔๔ เพื่ออะไรครับ เพื่อไปเอื้อประโยชน์ให้กับการต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ให้กับบริษัทหนึ่ง ท่านประธานครับ คำสั่งนี้มีผลอย่างไรที่ผมบอกว่าไม่อยู่บนหลักนิติธรรม คือคำสั่งนี้ ในข้อ ๓ บอกให้มีคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง มีท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน แล้วก็ไปเจรจากับผู้ได้สัมปทานรายเดิม ตรงไข่แดงก็คือบริษัท บีทีเอส (BTS) ที่กำลังวิ่งรถอยู่ สัญญาสัมปทานก็ยังเหลืออีก ๑๐ ปี พอไปเจรจาเสร็จก็ให้ถือว่าเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุน ผ่าน พ.ร.บ. ร่วมทุน ปี ๒๕๖๒ เลยครับ ท่านประธานครับ พ.ร.บ. ร่วมทุนบังคับใช้เมื่อ เดือนมีนาคม ๒๕๖๒ แต่คำสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๖๒ ออกวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๒ คือไปออกคำสั่ง มาตรา ๔๔ เพื่อไปยกเว้นกฎหมาย ซึ่งผมบอกว่าไม่อยู่บนหลักนิติธรรม ท่านประธานครับ แล้วทำไมต้องไปยกเว้นกฎหมาย และขณะเดียวกันในคำสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๖๒ ก็บอกว่า จะต้องมีการแก้ไขสัญญาเพราะว่าตัวไข่แดงตั้งแต่หมอชิตผ่านพหลโยธิน สยามสแควร์ สุขุมวิท ไปสิ้นสุดที่แบริ่ง ตรงนี้เป็นไข่แดง มันมีสัญญาเดิมอยู่ ซึ่งสัญญานี้ยังเหลืออีก ๑๐ ปี ดังนั้นก็ต้องไปแก้ไขสัญญาเพราะว่าจะได้เชื่อมให้เป็นสัญญาเดียว ทีนี้ปัญหามันก็เกิดอีกครับ ท่านประธาน ทีนี้จะให้ต่อขยายเป็น ๔๐ ปี ปัญหาเรื่องนี้ที่ผิดหลักนิติธรรมเพราะเรื่องนี้ สภาผู้แทนราษฎรที่ท่านประธานเป็นประธานอยู่ สภาผู้แทนราษฎรก็เคยมีมติว่าไม่ให้มีการ ขยายสัมปทานออกไป ๔๐ ปี ให้รอให้สัมปทานเดิม ตัวไข่แดงหมดก่อนแล้วก็ค่อย เปิดประมูลใหม่ และขณะเดียวกันถ้าท่านประธานจำได้ ครม. ผ่านเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกครับท่านประธานครับ ตอนนั้นเราประชุมกันที่ทีโอที (TOT) ทางสภาก็ส่งเรื่องไปให้รัฐบาล รัฐบาลก็ส่งเรื่องกลับมาที่สภา ทาง ครม. ก็แจ้งมาสภาบอกว่า ให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ทีนี้การปฏิบัติ ตามกฎหมายที่ถูกต้องก็คือการไปเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุนให้มันถูกต้อง เรื่องนี้ก็ มีความพยายามที่จะมีการต่อขยายสัญญาสัมปทานให้ได้ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ต้อง เสียรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปถึง ๒ คน คนแรกก็คือท่านอุตตม ขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ ท่านอุตตมลาออกเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ วันที่ ๕ ก่อนลาออก ท่านอุตตมได้มีหนังสือไปถึงเลขาธิการ ครม. ขอถอนเรื่องความเห็นในการให้ต่อสัญญา สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว เหตุผล ข้อ ๑ บอกว่า คำสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๒ ให้ดำเนินการแก้ไขสัมปทานกับผู้รับสัมปทานโดยไม่ปฏิบัติไปตาม พ.ร.บ. ร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน ปี ๒๕๖๒ ตรงนี้คือปัญหาครับ ๒. รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๔ ที่คณะรัฐมนตรีจะต้องบริหารประเทศด้วยความรอบคอบ สุจริต ระมัดระวัง ท่านอุตตม ก็เห็นว่าเรื่องนี้มีเรื่องความไม่โปร่งใส มีเรื่องที่ส่อไปในทางทุจริต ท่านก็ไปถอนออก ทีนี้พอ ท่านอุตตมไปถอนเรื่องนี้ออก ก็ปรากฏว่าก็มีท่านสันติ พร้อมพัฒน์ ผมจะโยงให้ท่านประธาน เห็นว่า ท่านอุตตมท่านก็กลัวครับว่าเรื่องนี้ผิดกฎหมาย แล้วก็ไปเอื้อประโยชน์ ไปยกเว้น กฎหมายไปออกมาตรา ๔๔ เพื่อไปยกเว้นกฎหมาย ถามว่าไปออกเพื่ออะไรครับ วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ท่านสันติ พร้อมพัฒน์ ตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ดำเนินการส่งเรื่องไปถึงเลขาธิการ ครม. เลย เรื่องขอความเห็นชอบร่างสัญญาร่วมลงทุนรถไฟฟ้าสายสีเขียวออกไปอีก ๔๐ปี โดย ความเห็นท่านอุตตมท่านบอกว่าเพื่อให้เรื่องการลงนามกลับมาพิจารณาทบทวน ขอให้เพิ่มเติมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตรวจสอบพิจารณาให้ความเห็นในทุกประเด็น คือหมายความว่าให้ตรวจสอบในข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง แต่ท่านสันติ เซ็นสวนไปเลยครับ ท่านสันติบอกว่ากระทรวงการคลังเห็นควรเสนอความเห็นเฉพาะในส่วน ของข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ผมต้องเรียนว่าตรงนี้คือ ปัญหา คือมันมีมาตรา ๔๔ เพื่อไปยกเว้นกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันผมก็ต้องเรียน ท่านประธานว่ากระทรวงการคลังกลับไม่ได้เอามาพิจารณา สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีว่าการอุตตม ได้ถอนเรื่องออกมา ทีนี้ท่านสันติก็เสนอเข้าไปในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ในช่วงที่ท่านเป็น รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พอต่อมาวันที่ ๑๒ สิงหาคม ท่านรัฐมนตรีปรีดี ดาวฉาย ถวายสัตย์ปฏิญาณ วันที่ ๑๓ สิงหาคม ประชุม ครม. นัดแรก ท่านรัฐมนตรีปรีดี ก็ตกใจว่าทำไมมีเรื่องต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวรออยู่ ท่านเองก็เป็นนักกฎหมาย ท่านก็กลัวว่าจะผิดกฎหมาย ท่านก็เลยเป็นคนถอนเรื่องนี้ออกมา พอถอนออกมา วันที่ ๒๗ สิงหาคม ผมก็มีหนังสือไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่าขอให้ทบทวนตรวจสอบพิจารณาความเห็นในทุกประเด็นเกี่ยวกับร่างสัญญาโครงการ รถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ถูกต้องชัดเจนอย่างรัดกุม รอบคอบ และระมัดระวัง เพื่อประโยชน์ สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม ตรงนี้แหละครับท่านประธาน พอท่านปรีดีได้รับ หนังสือตรงนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านปรีดีท่านเป็นนักกฎหมายท่านก็เห็น ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง มันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แล้วก็มีคนไปบีบท่านบอกว่า ให้ต้องรีบเร่งให้ผ่านเรื่องนี้เข้า ครม. วันที่ ๑ กันยายน ท่านรัฐมนตรีปรีดีถึงได้ลาออก แล้วก็ เป็นข่าวที่ช็อก (Shock) กันทั้งประเทศ ท่านประธานครับ พอถึง ๑๗ สิงหาคม ท่านเห็นไหม ครับเรื่องนี้ก็คือที่ผมบอก เรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี ก็คือถอนเรื่องออกมา ให้กระทรวงการคลังเอามาพิจารณารายละเอียดเรื่อง สัญญาร่วมทุนต่าง ๆ ให้ครบถ้วน คำถามผมว่าแล้วเรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ที่รักษาการในขณะนั้นที่เป็นคนทำเรื่องก็คือท่านสันติ พร้อมพัฒน์ ทำไมท่านไม่มีความ รอบคอบ ท่านไม่มีความระมัดระวัง ท่านไม่ได้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์เลย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๔ ท่านเซ็นเข้าไปได้อย่างไร ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็เป็นเรื่อง ที่มีผลต่อผลประโยชน์ของประเทศจำนวนมาก ทีนี้ท่านประธานครับ ผมจะตั้งคำถาม เพราะว่าการอภิปรายเป็นการซักถามและแนะนำ ผมจะมีคำถามไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี🔗

๑. กระทรวงการคลังและสำนักงานอัยการสูงสุดยังมิได้กลับมาพิจารณา ทบทวนในประเด็นข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าประเด็นทางเทคนิคต่าง ๆ และผลประโยชน์ ตอบแทนอันเป็นรายได้ที่รัฐพึงจะได้จากการต่อสัญญากับเอกชนโดยไม่มีการประมูล จะทำให้รัฐเสียเปรียบหรือไม่ และมีข้อเท็จจริงในประเด็นทางเทคนิคและประเด็นรายได้ ของรัฐที่ยังไม่ตรวจสอบ ผมขอถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านยังจะคงนำเอาเรื่องร่างสัญญา ร่วมลงทุนรถไฟฟ้าสายสีเขียว ยังจะเดินหน้าให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อไปอีกหรือไม่🔗

๒. ผมมีข้อซักถามและข้อเสนอแนะไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีหลายครั้งแล้ว ผมมีหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรี ประมาณ ๘ ฉบับแล้วครับ ประเด็นทางเทคนิคและเรื่อง รายได้ผลประโยชน์ของรัฐ ให้กระทรวงการคลังและสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบหรือยัง และท่านได้ดำเนินการเรื่องนี้ไปถึงไหน อย่างไรแล้ว ผมทวงถามท่านให้ท่านได้ตอบในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ครับ🔗

๓. ท่านใช้อำนาจมาตรา ๔๔ ที่ ๓/๒๕๖๒ ไปออกเพื่อช่วยให้บริษัทบีทีเอส (BTS) ได้ขยายสัมปทานออกไปอีก ๔๐ ปีโดยไม่มีการประมูล ทั้ง ๆ ที่ พ.ร.บ. ร่วมทุน บังคับใช้อยู่ ท่านทำไปได้อย่างไร ท่านลุแก่อำนาจหรือเปล่า ท่านได้ใช้หลักนิติธรรมในการ บริหารประเทศไหม🔗

๔. ต่อไปในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ใครอยากจะได้สัมปทาน อะไรก็ออกมาตรา ๔๔ แบบนี้ให้เจ้าสัวคนอื่น ๆ ไหมครับ แล้วก็ให้เจ้าสัวมาแบกหนี้แทน แล้วก็ยกสัมปทานให้ ออกมาตรา ๔๔ แบบนี้อีกไหมในการทำงาน อย่างนี้ถือว่าท่านไม่ได้ บริหารประเทศบนหลักนิติธรรม🔗

ต่อไปเรื่องที่ ๒ ที่ผมจะเรียนท่านประธาน ก็คือปัญหาในเรื่องของการจัดซื้อ เรือดำน้ำของกองทัพเรือทั้งหมด ๓ ลำ ลำแรกซื้อไปเรียบร้อยโดยเป็นการกระทำผิด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ในเรื่องของหลักนิติธรรม มาตรา ๗๕ จัดซื้อโดยไม่คำนึงถึง ความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน จัดซื้อโดยผิดกฎหมายและผิดสัญญา คณะรัฐมนตรี ขาดความซื่อสัตย์และไม่มีความรอบคอบระมัดระวัง ปล่อยปละละเลยให้กองทัพเรือไปลงนาม ในสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างเรือดำน้ำไม่เป็นไปตามรูปแบบจีทูจี (G to G) ผมจะสรุปให้ ท่านประธานฟังว่าเรื่องนี้มันผิดกฎหมายอย่างไร มันไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างไร ตามที่พรรคเพื่อไทยได้ยื่นอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ ท่านประธานครับ การซื้อขายครั้งนี้ชัดนะครับว่าเป็นการซื้อขายแบบจีทูจี (G to G) นี่คือ สัญญานะครับ เดอะ กัฟเวิร์นเมนต์ ออฟ เดอะ คิงดอม ออฟ ไทยแลนด์ แอนด์ เดอะ กัฟเวิร์นเมนต์ ออฟ เดอะ พีเพิลส์ รีพับลิก ออฟ ไชน่า (The government of the Kingdom of Thailand and the government of the people’s republic of China) อันนี้คือการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐนะครับ ต่อมาครับท่านประธาน ตอนเซ็นสัญญา เจ้าหน้าที่ ขอรูปขึ้นจอด้วยนะครับ ขออนุญาตท่านประธานไว้แล้วครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มหาสารคาม

ท่านประธานครับ ตอนเซ็นสัญญา กลับกลายเป็นรัฐบาลฝ่ายไทยคือ พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ตอนนั้นเป็นเสนาธิการทหารเรือ ปัจจุบันท่านเป็นผู้จัดการทหารเรือ ฝ่ายจีนเป็นอาเฮียตี๋ ชื่อเฮียลู่ เป็นประธานบริษัท ไชน่า ชิปบิลดิง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชันนัล คอมพานี ลิมิเตด (China Shipbuilding and Offshore international Company Limited) ฝ่ายจีนไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้วครับ เป็น บริษัทแล้วครับ แล้วการโอนเงิน ทางกองทัพเรือโอนไปให้บริษัท ผมขออนุญาตใช้ตัวย่อว่า ซีเอสโอซี (CSOC) ก็คือ ไชน่า ชิปบิลดิง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชันนัล คอมพานี ลิมิเตด (China Shipbuilding and Offshore international Company Limited) ที่แบงก์ ออฟ ไชน่า (Bank of China) ที่กรุงปักกิ่ง ก็ไม่ได้โอนไปให้กระทรวงกลาโหมหรือกระทรวง การคลัง หรือรัฐบาลจีนครับ ๓. หนังสือฟูล เพาเวอร์ส (Full powers) ที่ผมเรียกร้องครับว่า ถ้าเรื่องนี้เป็นการซื้อขายแบบจีทูจี (G to G) จริง มันจะต้องมีหนังสือฟูล เพาเวอร์ส (Full powers) ที่เติมเอส (S) ครับ ผมขอเรียกร้องผ่านท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนี้เอามาโชว์หน่อยเถอะครับว่ามีไหม หนังสือฟูล เพาเวอร์ส (Full powers) ทั้งของฝั่งไทยกับฝั่งจีน เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะผมมีคำพิพากษาคดีการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร บอกว่าถ้าเป็น การซื้อขายแบบจีทูจี (G to G) จะต้องเป็นรัฐบาลต่อรัฐบาลตลอดทางครับ ตอนนั้นประเทศ ไทยซื้อรถดับเพลิงจากประเทศออสเตรีย ประเทศออสเตรียที่อยู่ยุโรปนะครับ คือในการซื้อ ขายระหว่างรัฐบาลแล้วคุณจะไปแวะเป็นบริษัทต่าง ๆ ไม่ได้เลย คุณจะต้องเป็นรัฐบาล ตลอดทางเท่านั้นครับ แวะไม่ได้🔗

ต่อไปนะครับ ฝ่ายจีน ที่ผมชี้ว่าท่านไม่ได้เคารพกฎหมาย ไม่ได้ใช้ความ รอบคอบความระมัดระวังเลยครับท่านนายกรัฐมนตรี เพราะวันนี้ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมด้วย ทางฝ่ายจีนก็ไม่เคยมีหนังสือรับมอบอำนาจฉบับเต็มจากรัฐบาล มาแสดงเลยครับ เขาเรียกว่าฟูล เพาเวอร์ส (Full powers) ที่เติมเอส (S) นะครับ ถามบอกว่า ผมไปรู้มาจากไหน เพราะว่าผมเป็นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ทางกองทัพเรือ เขาบอกว่ามีหนังสือแค่นี้ หมดแล้วไม่มีมากกว่านี้แล้ว ท่านประธานครับ วันนี้ที่ผมบอกว่า ผมจะมาชี้ให้ท่านประธาน เอามาให้ท่านนายกรัฐมนตรีดูครับว่ากรณีนี้ผมสงสัยว่าจะเป็น จีทูจี (G to G) เก๊ครับ เก๊อย่างไรครับท่านประธาน ท่านประธานดูสิครับ บริษัทไชน่า ชิปบิลดิง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชันนัล คอมพานี ลิมิเตด (China Shipbuilding and Offshore international Company Limited) ซีเอสโอซี (CSOC) ที่กองทัพเรือไปเซ็นสัญญาซื้อ เรือดำน้ำ มันเป็นบริษัทลูกอยู่ในเครือของซีเอสเอสซี (CSSC) ครับ ซีเอสเอสซี (CSSC) ย่อมา จากไชน่า สเตต ชิปบิลดิง คอร์ปอเรชัน ลิมิเตด (China State Shipbuilding Corporation Limited) นะครับ ก็คือซีเอสโอซี (CSOC) ที่เราไปเซ็นสัญญาเป็นบริษัทลูกของซีเอสเอสซี (CSSC) ทีนี้ท่านประธานครับ เรื่องนี้ท่านประธานต้องติดตามดูครับ มันมีข้อพิรุธอย่างมาก ปรากฏว่าบริษัทซีเอสเอสซี (CSSC) เขาก็เป็นเจ้าของบริษัทไชน่า ชิปบิลดิง เทรดดิง คอมพานี ลิมิเตด (China Shipbuilding Trading Company Limited) บริษัทเดียวกันครับ เพราะว่าผมได้ข้อมูลมาจากประเทศจีนนะครับ ทีนี้ท่านประธานครับ บริษัทนี้ท่านประธาน ไชน่า ชิปบิลดิง เทรดดิง (China Shipbuilding Trading) มาเปิดบริษัทที่ประเทศไทย ชื่อบริษัท ไชน่า ชิปบิลดิง เทรดดิง (ประเทศไทย) จำกัด ก็เป็นบริษัทของซีเอสเอสซี (CSSC) นี่แหละครับ กิจการเป็นบริษัทจำกัด เปิดจดทะเบียนวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ทุนจดทะเบียน ๕ ล้านบาท ที่อยู่นะครับ เลขที่ ๒๒/๓๓๑ อาคารเอฟเวอร์กรีน วิว ทาวเวอร์ ชั้น ๒ ถนนบางนา-ตราด แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ประกอบกิจการโรงหล่อโลหะ ท่านประธานครับ มันจะจีนจริงได้อย่างไรครับ ก็จีนเก๊สิครับ มีบริษัทรัฐบาลจีนมาจด ทะเบียนในประเทศไทย แล้วมีทุนจดทะเบียนแค่ ๕ ล้านบาท แล้วมันจะเป็นรัฐบาลจีน ได้อย่างไรครับ แล้วท่านประธานครับ มีชื่อผู้ถือหุ้นด้วยนะครับ บริษัท ไชน่า ชิปบิลดิง เทรด ดิง (ประเทศไทย) จำกัด มีนายหวง ฮุ่ย เอ๋อ ๒. นายหวง ลี่ อิ่ว ๓. นายหวง เพ่ย เฉิง ท่านประธานครับ บริษัทซีเอสโอซี (CSOC) ที่กองทัพเรือบอกว่าเป็นของรัฐบาลจีน ในนี้ ผมเอามาจากประเทศจีน เขายังบอกว่ามีออฟฟิศอยู่ที่ประเทศอเมริกา ประเทศเยอรมัน ประเทศกรีซ ประเทศรัสเซีย ประเทศปากีสถาน มันจะเป็นรัฐบาลได้อย่างไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยตอบหน่อยครับ ไม่อย่างนั้นผมจะกล่าวหาว่าท่านไม่ได้มีหลักนิติธรรม ท่านประธานครับ ผมเพิ่มนิดหนึ่งครับ แล้วจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าตรงนี้เป็นบริษัทของ ประเทศจีนจริงไหม ท่านประธานครับ นี่ภาษาจีนทั้งนั้นแหละครับ คือผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ว่าบริษัทจีนจะมีเพียงแค่ ๙๗ บริษัทที่ขึ้นต้นด้วยไชน่าครับ เช่น ๑. ไชน่า สเตต คอนสทรักชัน แอนด์ เอนจิเนียริง (China State Construction and Engineering) อันนี้ ก็คือเป็นบริษัท ๙๗ บริษัท ที่เป็นบริษัทเก่าแก่ของประเทศจีน ๒. บริษัทไชน่า เรลเวย์ (China railway) ๓. บริษัทไชน่า ฮาร์เบอร์ (China harbour) แล้วกรณีนี้ก็คือไชน่า ชิปบิลดิง (China Shipbuilding) ส่วนที่จะไปต่อกันอย่างไรมันก็คือบริษัทไชน่า ชิปบิลดิง ส่วนที่คุณ จะไปต่อท้ายอย่างไรก็แล้วแต่ว่าคุณไปทำธุรกิจอะไร แล้วประเทศจีนเขาให้จดนำหน้าด้วย ไชน่า (China) แค่ ๙๗ บริษัทครับ ท่านประธานครับ จดใหม่มากกว่านี้เขาก็ไม่ให้จดแล้ว ผมยกตัวอย่าง อย่าง บริษัทหัวเว่ย ซึ่งใหญ่มากครับ จะไปใช้ไชน่า หัวเว่ย ก็ไม่ได้ หรือบริษัท อาลีบาบา (Alibaba) คุณจะไปใช้ไชน่า อาลีบาบา (China Alibaba) ก็ไม่ได้ เขาไม่ให้จดหรอกครับ ดังนั้นไม่ต้องมาเถียงครับว่าบริษัทเดียวกันไหม เพราะว่าถ้าขึ้นต้นด้วยไชน่า ชิปบิลดิง (China Shipbuilding) มันคืออันเดียวกัน หรือบริษัท เทนเซนต์ (Tencent) จะใช้ไชน่า เทนเซนต์ (China Tencent) ก็ไม่ได้ เพราะว่าบริษัทเขาไม่ให้ใช้ไชน่า (China) นำหน้า เทนเซนต์ (Tencent) เป็นเจ้าของวีแชต (WeChat) ซึ่งใหญ่มาก🔗

ผมขอสรุปครับท่านประธาน ผมมีข้อซักถามไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่า เพราะเหตุใดท่านในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงปล่อยปละละเลยให้กองทัพเรือไปลงนามในสัญญากับบริษัทเอกชนของประเทศจีน แทนที่ กองทัพเรือจะไปลงนามกับรัฐบาลจีน เพื่อให้การใช้อำนาจรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ เป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และมีความเหมาะสม เป็นการตั้งคำถาม ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ทั้งเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว และเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำแบบจีทูจี (G to G) เก๊ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านยุทธพงศ์ก็มีข้อมูล ไว้สู้คดีนะครับ ท่านรัฐมนตรีไม่มีชี้แจง ก็จะขออนุญาตไปท่านต่อไปนะครับ ท่านวิรัตน์ วรศสิริน ครับ เชิญครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ก่อนที่จะอภิปรายในเนื้อหาหลัก ขออนุญาตเรียนสอบถามท่านนายกรัฐมนตรีผ่านไปทางท่านประธานสั้น ๆ นิดหนึ่งนะครับ เห็นท่านนายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะรวมไทยสร้างชาติ ก็เรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านรวม ครม. เรียบร้อยหรือยัง ครบหรือยังนะครับ ท่านจะรวมไทยสร้างชาติได้อย่างไร ในเมื่อท่านเป็นคู่ขัดแย้งอยู่ ท่านต่างอะไรกับคู่ขัดแย้งในอดีต ท่านจะรวมไทยสร้างชาติ ได้อย่างไรในเมื่อคนไทยครึ่งประเทศเกลียด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนไทยครึ่งโลก ไม่ชอบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นะครับ ผมก็เสนอแนะตามญัตตินี้นะครับ อย่ารวมไทย สร้างภาพต่อไปเลยครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

ผมขออนุญาตเข้าประเด็นหลัก อภิปรายในวันนี้เลยนะครับ ปัญหาการใช้อำนาจผิดประเภทและการบริหารผิดพลาดของ รัฐบาล กรณี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กับหายนะทางเศรษฐกิจ และสิทธิเสรีภาพประชาชน ผมจะชี้ ให้ท่านประธานและรัฐบาลได้เห็นถึงปัญหาการใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การกำหนดยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดในการบริหารสถานการณ์โควิด (COVID) ของรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาซับซ้อนต่อไปในอนาคต เพราะว่าโควิด (COVID) นั้นไม่ได้อยู่กับเรา เพียงชั่วครั้งขณะนี้แต่จะอยู่กับเราไปจนกว่าเราจะมีวัคซีนหรืออย่างน้อยอีก ๒-๓ ปี แล้วเรา จะอยู่กับโควิด (COVID) ด้วย พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปอีกนานเท่าไร เราจะอยู่กับหายนะทาง เศรษฐกิจไปอีกเท่าไร สิทธิการทำมาหากินและสิทธิการใช้ชีวิตตามปกติจะกลับมาได้เมื่อไร สิทธิเสรีภาพของประชาชนจะถูกละเมิดไปอีกนานเท่าไร แล้วเราจะปรับตัวหรือจะจมอยู่กับ ความกลัวต่อไป การใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินก่อให้เกิดหายนะทางเศรษฐกิจและกระทบต่อ สิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงเป็นวิกฤติที่ไม่ได้เกิดจากโควิด (COVID) ผมขออนุญาตให้ ท่านประธานได้ดูเวลาที่ผ่านมาสั้น ๆ เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ประเทศไทยได้พบผู้ติดเชื้อ รายแรกซึ่งในขณะนั้นเรามีนักท่องเที่ยวจากเมืองอู่ฮั่นจำนวนหลายหมื่นคนในประเทศ ประเทศไทยได้พบผู้ติดเชื้อโควิด (COVID) เป็นรายแรก ๆ ของโลก มาตรการของรัฐบาล ที่ล่าช้า การแก้ปัญหาที่สะเปะสะปะในเบื้องต้นในขณะที่เกิดปัญหาใหม่ ๆ เรียกว่าไม่เป็น มืออาชีพเสียเลย ในวันที่ ๖ มีนาคม สนามมวยลุมพินีแพร่ระบาดเชื้อโควิด (COVID) ไปทั้งประเทศ วันที่ ๒๒ มีนาคม พบผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด ๑๘๘ ราย วันนั้นกรุงเทพมหานคร ได้ประกาศล็อกดาวน์ (Lockdown) กรุงเทพฯ คนแห่กลับบ้านต่างจังหวัดกันมากมาย เชื้อแพร่กระจายไปทั่วประเทศ นี่เป็นการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล วันที่ ๒๖ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มีผลบังคับใช้ในวันแรก เราพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ๑๑๑ ราย ท่านประธาน จะเห็นว่าลดลงไปจากครั้งก่อนมาก เราสามารถควบคุมเชื้อได้ดีพอสมควรแล้ว ในวันที่ ๒ เมษายน ประกาศหยุดเที่ยวบินห้ามเดินทางเข้าประเทศ ผลจากการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ประกาศเคอร์ฟิว (Curfew) ห้ามทำมาหากิน หยุดเที่ยวบิน ได้ผลครับ การควบคุมเชื้อได้ผล เป็นอย่างดี วันที่ ๑๒ เมษายน ผู้ป่วยในโรงพยาบาลลดลงเหลือ ๑,๒๙๕ ราย จากผู้ติดเชื้อสะสม ๒,๕๕๑ ราย โควิด (COVID) รักษาได้นะครับ พบผู้ป่วยรายใหม่ ๓๓ คน ท่านประธานจะเห็น ได้ว่าสงกรานต์นี้เราสามารถควบคุมโควิด (COVID) ได้เบ็ดเสร็จแล้ว เหลือ ๓๓ ราย ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยนะครับ จากภาพซ้ายมือ ๓ เดือนแรกเรายังไม่ได้ใช้พระราชกำหนดฉุกเฉิน ขณะที่เชื้อซึ่งสูงอย่างมาก ต่อมาในวันที่ ๑๓ เมษายน เราเหลือผู้ติดเชื้อ ๒๘ คน ประเทศไทย เราสามารถควบคุมเชื้อได้สำเร็จ สำเร็จแล้วเรากดกราฟต่ำได้ตั้งแต่สงกรานต์แล้ว ซึ่งที่จริง ก็ควรจะยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉินได้แล้ว เราสามารถควบคุมเชื้อได้ดีด้วยความร่วมมือ ของพี่น้องประชาชนในประเทศด้วยต้นทุนของพี่น้อง ต้นทุนคือดอกเบี้ยคือหนี้สิน ที่เกิดขึ้นกับทุก ๆ คน แต่ที่น่าแปลกใจก็คือเมื่อเราสามารถควบคุมเชื้อได้แล้ว แต่รัฐบาล กลับยังมีการยืดการต่อพระราชกำหนดฉุกเฉินไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมของการ แก้ปัญหาโควิด (COVID) ในโลกนี้ ก็คือการกดกราฟต่ำ แต่รัฐบาล โดย ศบค. ตั้งเป้าหมาย ที่นำมาสู่ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาอย่างหนักถึงขั้นเรียกว่าหายนะตามมา สไลด์ (Slide) ต่อไปนะครับ รัฐบาลสามารถควบคุมเชื้อตั้งแต่เดือนเมษายนแล้วแต่ยังคง ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเรื่อยมาต่อเนื่องเกือบครึ่งปี แม้หลังจากประเทศไทยไม่พบ ผู้ติดเชื้อถึง ๑๐๐ วันติดต่อกัน ก็ยังประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่ รัฐบาลโดย ศบค. ตั้งเป้าหมายให้ประชาชนเข้าใจว่าการควบคุมเชื้อต้องเป็นศูนย์ ต้องควบคุมให้เป็นศูนย์ให้ได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความจริง ณ วันนี้เราก็ได้เห็นแล้วเรามีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นแล้ว ก็จะต้องมีอีกต่อไป แต่ในเมื่อท่านมีเป้าหมายอย่างนี้ ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร คือการทำมาหากินของประชาชน ถูกสกัดขัดขวางจากคำสั่งล็อกดาวน์ (Lockdown) พอล็อกดาวน์ (Lockdown) ห้ามก็ห้าม เขาทุกอย่างหมดเลย ห้ามทุกอย่าง ห้ามทุกจังหวัด ไม่แยกแยะ ประชาชนเสียหายกันไปหมด ทั้งประเทศ แต่พอจะผ่อนคลายก็คลายอย่างมีเงื่อนไข ธุรกิจเขาปิดก็ขาดทุน เขาเปิดต่อ ก็ยังขาดทุนเหมือนเดิม บรรยากาศการจับจ่ายถูกทำลายโดยสิ้น ร้านอาหารถูกบังคับ ให้นั่งคนเดียวท่านประธานจำได้ไหม นานแค่ไหนกว่าห้างสรรพสินค้า กว่าร้านนวด ร้านอาหารต่าง ๆ จะมาเปิดใช้บริการได้ กว่าผมจะตัดผมได้ต้องใช้เวลาอีกตั้งนาน กว่าที่จะ เดินทางข้ามจังหวัดได้ก็ต้องใช้เวลานานมาก ทั้งหมดนี้เป็นผลให้การท่องเที่ยวในประเทศ เป็นไปไม่ได้ เป็นผลให้การท่องเที่ยวในประเทศถูกทำลาย ในขณะที่เราไม่มีนักท่องเที่ยว ต่างชาติเลย สิ่งที่น่าเสียใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือการศึกษานะครับ การศึกษาหยุดชะงักลง การเรียน นักเรียนหยุดไปทั้งเทอม การเรียนในออนไลน์ (Online) ไม่มีประสิทธิผล โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เรื่องที่เป็นที่น่าเสียใจแล้วก็เป็นสิ่งที่ใจดำที่สุดก็คือคนไทยกลับบ้านไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านปล่อยให้คนไทยตกระกำลำบากในต่างประเทศ เพื่อความ สะดวกสบายในการดูแลคนบนเรือของท่าน รัฐบาลปฏิเสธไม่ช่วยคนจมน้ำขึ้นเรือทั้ง ๆ ที่ ก็เป็นคนไทย ท่านใจดำมาก พอดีท่านนายกรัฐมนตรีมาเองเลยไม่จำเป็นต้องฝาก ท่านประธานถึงท่านนายกรัฐมนตรี ฝากท่านนายกรัฐมนตรีเลยว่าท่านใจดำ รัฐบาลไม่สนใจ เขาจะอยู่อย่างไร เขาจะเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย เขาจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าเช่า คนไทยพวกนั้น เขาอาจจะอยู่ในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้ออย่างหนักก็ได้ รัฐบาลไม่สนใจเขา เพียงเพราะว่ารัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าผู้ติดเชื้อในประเทศไทยต้องเป็นศูนย์ เมื่อเป้าหมาย เป็นอย่างนี้ท่านก็ต้องทำอย่างนี้ แทนที่ท่านจะตั้งเป้าหมายเป็นการกดเคิร์ฟ (Curve) ให้ต่ำลง รักษาระดับผู้ติดเชื้อให้อยู่ในระดับที่สาธารณสุขของเรารับได้ ท่านก็ไม่ทำ ภาพต่อไปครับ ประชาชนเขาสงสัยว่าท่านต่อพระราชกำหนดฉุกเฉินทำไม หลายคนบอกว่า ใช้พระราชบัญญัติควบคุมโรคติดต่อก็เพียงพอแล้วกับการระบาดหรือไม่ระบาดระดับนี้ แต่ว่า รัฐบาลยังคงใช้อำนาจตามพระราชกำหนดฉุกเฉินทำไม นี่เป็นคำตอบ สถิติการดำเนินคดี นักศึกษาโดยอ้างพระราชกำหนดฉุกเฉิน สถิติ ๕ เดือนมีผู้ถูกดำเนินคดีภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ๑๗ คดี และมีผู้ต้องหา ๖๓ ราย แม้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดว่าท่านจะไม่ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ เพื่อควบคุมม็อบ (Mob) ก็ตาม แต่ก็มีการตั้งข้อหาตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อดำเนินคดีกับ นักเรียน นิสิต นักศึกษา นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าที่ท่านพูดใช่หรือไม่ใช่ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ การผ่อนปรนที่ล่าช้าและความมักง่ายในการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก่อให้เกิด ความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา เวลานี้หลายคน อาจจะคิดว่าเรากำลังกลับมาฟื้นตัว ธุรกิจต่าง ๆ กำลังกลับมาเริ่มต้นทำธุรกิจได้แล้ว แต่ว่า ไม่ใช่หรอกครับท่านประธาน การตัดสินใจคลายล็อกที่ล่าช้าเป็นการสะสมความเสียหาย จนกระทั่งหลายธุรกิจตกต่ำจนถึงระดับที่ไม่อาจฟื้นตัวได้ รัฐบาลโชว์แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวัน และภูมิใจกับเลขศูนย์ นอนกอดเลขศูนย์ทุกวันในทีวี (TV) ต่อเนื่องกันถึง ๑๐๐ วัน สุดท้าย ก็ต้องกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง มันเป็นศูนย์ตลอดไปไม่ได้ แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อความเสียหาย ต่อธุรกิจที่ต้องปิดตัวไปมากมาย หลายธุรกิจไม่มีทีท่าจะฟื้นตัวได้ สไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ นี่เป็นคำถามจากประชาชนในโลกโซเชียล (Social) นะครับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินชั่วคราวหรือชั่วโคตรกันแน่ การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการลุแก่อำนาจขั้นร้ายแรง ท่านเคยชินกับวิถีเผด็จการ แล้วจะหยุดหายนะนี้ได้อย่างไร🔗

ภาพต่อไปเลยครับ วันนี้ผมมีทางออกมาให้ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ ทางออกจากวิกฤติที่ไม่ได้เกิดจากโควิด (COVID) ข้อ ๑ ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยทันที คืนบรรยากาศการลงทุน คืนกฎหมายปกติ แค่กฎหมายปกติก็พอ เพื่อสร้างความ มั่นใจให้กับนักลงทุน ข้อ ๒ สร้างเป้าหมายยุทธศาสตร์โดยการกดเคิร์ฟ (Curve) ไม่ใช่เอาแต่ เลขศูนย์ไม่มีประโยชน์ ศบค. ยอมรับแล้วว่าจะเป็นศูนย์ตลอดไปไม่ได้ ประเทศเรา ระบบสาธารณสุขเรามีเตียงรองรับคนไข้ได้ ๒๐,๐๐๐ กว่าเตียง ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้อง เอาเลขศูนย์มากล่อมประชาชนกับโรคที่รักษาหาย ป้องกันได้ ท่านนายกรัฐมนตรีอายุมาก ท่านอาจจะกลัวท่านก็ต้องใส่หน้ากากนะครับ แต่จะไปโทษคนที่ไม่ใส่หน้ากากว่าเป็นคนแพร่ ระบาดเชื้อ มันไม่ถูกต้องนะครับ ข้อ ๓ หยุดพฤติกรรมการใช้อำนาจผิดประเภท คุกคามประชาชน ข้อนี้ก็จะสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้หยุด คุกคามประชาชนนะครับ หยุดใช้อำนาจตั้งข้อหาปิดปากเป็นเครื่องมือ หยุดใช้กฎหมายตาม พระราชกำหนดฉุกเฉิน หรือ ม. ๑๑๖ คุกคาม ข่มขู่ประชาชน หยุดได้แล้วครับ ขอความ กรุณานะครับ หยุดเถอะ ข้อ ๔ สร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ บรรยากาศ ที่ฟื้นฟูเศรษฐกิจนี้ก็คือบรรยากาศที่เป็นปกติภายใต้มาตรการที่ปกติ มาตรการสาธารณสุข ในระดับปกติไม่ใช่จะบังคับประชาชนจนเกิดเหตุตลอดไป🔗

กราบเรียนท่านประธานนะครับ รัฐบาลมีโครงการภูเก็ตโมเดล จะเอา นักท่องเที่ยวมากักตัว ๑๔ วัน โดยใช้ค่าใช้จ่ายตัวเอง แล้วจึงจะปล่อยให้เที่ยวในที่ที่จำกัด ทำอย่างนี้ใครจะทำ ท่านประธานครับ เป็นไปไม่ได้เลยใครจะมาเที่ยวอย่างนี้ เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นหยุดความผิดปกติได้แล้วในระดับนี้ หยุดความผิดปกติได้แล้วนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ คืนบรรยากาศที่เป็นการส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่ออะไร เพื่อ คืนความแข็งแรงให้ประชาชน ให้พร้อมกับการมีต้นทุนที่จะรองรับสถานการณ์ครั้งต่อไป เพราะว่าวิกฤติไม่ใช่มีแต่วิกฤติโควิด (COVID) ครั้งนี้ครั้งเดียว พรุ่งนี้จะเกิดวิกฤติอะไรขึ้น ยังไม่มีใครรู้ ต้องให้ประชาชนเขามีความแข็งแรงนะครับ สุดท้ายผมมีข้อเสนอนะครับ ข้อเสนอไปยังรัฐบาล ไปยังท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ท่านอาจจะต้องเป็นเต่าที่อาจจะต้อง เสี่ยงเอาหัวออกมาจากนอกกระดองเสียที แม้จะคิดว่าออกมาแล้วอาจจะมีภัยแต่เต่าตัวนี้ จำเป็นต้องใช้ชีวิตเป็นปกติ อย่ามัวหดหัวอยู่ในกระดองนะครับ กราบขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีและกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ก่อนที่คุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล จะอภิปราย ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล ขอชี้แจง เชิญครับ🔗

พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ขออนุญาตเรียน ตอบคำถามคำชี้แจงท่านสมาชิกนะครับ เกี่ยวกับเรื่องการจัดหาเรือดำน้ำที่ท่านผู้อภิปรายได้ อภิปรายไปก่อนหน้านี้ ก่อนอื่นต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่า เรื่องของการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือ โดยเฉพาะในลำที่ ๑ ที่ดำเนินการจัดหา ในปี ๒๕๖๐ นั้น เป็นการจัดหายุทโธปกรณ์และการบริการทางทหารจากมิตรประเทศ ในลักษณะของรัฐต่อรัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติไว้เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๓๐ ให้ส่วนราชการในสังกัด กระทรวงกลาโหมดำเนินการได้โดยยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การพัสดุที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติใช้และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยให้ใช้ข้อตกลงที่กำหนดขึ้นโดยความเห็นชอบระหว่างการแทนการทำสัญญาได้ กระผม ขออนุญาตภาพเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ขึ้นด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

ในประเด็นที่ว่านี้เป็นการดำเนินการโดยรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือจีทูจี (G to G) หรือไม่นั้น กระผมขอเรียนว่าในการดำเนินการจัดหาเรือดำน้ำระยะที่ ๑ นั้น กองทัพเรือ เป็นการดำเนินการโดยรัฐบาลต่อรัฐบาล จีทูจี (G to G) ได้มีการดำเนินการตามกฎหมาย ตามระเบียบ ตามข้อบังคับของราชการในทุกขั้นตอน เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี และได้ผ่านการพิจารณาด้านกฎหมายจากหน่วยที่รับผิดชอบ หน่วยที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวง การต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ ส่วนที่มีข้อสงสัยว่ามีคำถามว่าหากเป็นการดำเนินการโดยรัฐบาล ต่อรัฐบาล จีทูจี (G to G) เหตุใดจึงไม่นำร่างข้อตกลงเสนอความเห็นชอบต่อรัฐสภา และไม่มี การขอหนังสือมอบอำนาจเต็มหรือฟูลเพาเวอร์ส (Full powers) กระผมขออนุญาตเรียน ท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าในขั้นตอนของการร่างข้อตกลงนั้น กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อพิจารณาว่าข้อตกลงดังกล่าวนั้นกำหนดอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายไทย จึงไม่ได้ เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) เมื่อปี ๒๕๕๗ แต่เป็นสัญญาเชิงพาณิชย์ เป็นสัญญาซื้อขายระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ซึ่งในช่วงเวลาที่กระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาร่างข้อตกลงนั้นเราอยู่ในช่วงของการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) อยู่ แต่วันที่กองทัพเรือไปลงนามนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้มี ผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ก็มีเนื้อหาสาระ เช่นเดียวกับมาตรา ๒๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ในขั้นตอนการเสนอเรื่องให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณานั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาการดำเนินการ จัดหาเรือดำน้ำ ประกอบมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และหลักเกณฑ์ การพิจารณาความหมายและองค์ประกอบของคำว่า หนังสือสัญญาตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๖-๗/๒๕๕๑ แล้วเห็นว่าร่างข้อตกลงดังกล่าวนั้นมีลักษณะเป็นการ ทำสัญญาซื้อขายในเชิงพาณิชย์ ในทำนองเดียวกันกับการทำสัญญาระหว่างเอกชนกับเอกชน จึงไม่ได้อยู่ในภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ กับและไม่ได้เข้าลักษณะเป็น หนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้นเมื่อข้อตกลง ฉบับนี้ไม่ได้เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๗๘ แต่เป็นสัญญาเชิงพาณิชย์ ลักษณะสัญญาซื้อขายระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล จึงไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน และไม่ต้องใช้หนังสือมอบอำนาจเต็ม หรือฟูลเพาเวอร์ส (Full powers) ในการลงนาม ในข้อตกลง ซึ่งเป็นไปตามมติ เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เรื่องหลักเกณฑ์และแนวทาง ปฏิบัติเกี่ยวกับการออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม ฟูลเพาเวอร์ส (Full powers) ที่กำหนดไว้ว่า การจัดทำความตกลงในนามหน่วยงานของรัฐกับหน่วยงานของรัฐต่างประเทศ หรือองค์กร ระหว่างประเทศภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานนั้น โดยไม่ก่อให้เกิด พันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจเต็ม และมีผู้มีอำนาจลงนามของหน่วยงานนั้นหรือผู้ได้รับมอบหมายสามารถลงนามได้ สรุปคือกองทัพเรือสามารถลงนามในข้อตกลงนี้ได้ โดยไม่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจเต็ม หรือฟูลเพาเวอร์ (Full powers) เนื่องจากไม่ได้เป็นสนธิสัญญาและไม่ได้เกิดพันธะทาง กฎหมายระหว่างประเทศ🔗

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมผู้ลงนามในข้อตกลงฝ่ายไทยจึงเป็นเสนาธิการทหารเรือ ขณะที่ฝ่ายจีนเป็นผู้แทนบริษัทไชน่า ชิปบิลดิ้ง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชันแนล (China Shipbuilding & Offshore International) หรือซีเอสโอซี (CSOC) ที่ทราบนะครับ แล้วทำไมข้อตกลงถึงได้จ่ายเงินให้กับบริษัทเอกชนในเมื่อทำข้อตกลงในนามรัฐบาลจีน กระผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าขอเรียนว่าในส่วนของรัฐบาลไทยนั้น คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ผู้บัญชาการทหารเรือหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงตามมติ คณะรัฐมนตรีที่ผมได้กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งผู้บัญชาการทหารเรือนั้นก็ได้มอบให้กับประธาน คณะกรรมการจัดหาเรือดำน้ำหรือเสนาธิการทหารเรือในขณะนั้นเป็นผู้ลงนามในข้อตกลง ส่วนทางฝ่ายประเทศจีน ตรงนี้สำคัญนะครับ ทางฝ่ายประเทศจีนนั้นรัฐบาลจีนได้มอบหมาย ให้องค์การบริหารงานของรัฐด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกัน ประเทศ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนใช้ภาษาอังกฤษว่าเดอะ สเตต แอดมินิสเทรชัน ฟอร์ ไซเอนซ์ เทคโนโลยี แอนด์ อินดัสทรี ฟอร์ เนชันนัล ดีเฟนส์ (The State Administration of Science, Technology and Industry for National Defense) หรือ ย่อว่าซัสตินด์ (SASTIND) ซึ่งซัสตินด์ (SASTIND) นี้เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับรัฐบาลจีน รับผิดชอบในการดำเนินการโครงการ เป็นหน่วยงานของรัฐ ซัสตินด์ (SASTIND) มีหน้าที่ รับผิดชอบในเรื่องของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศจีน และซัสตินด์ (SASTIND) นี้ ก็ได้มอบอำนาจให้กับบริษัทไชน่า ชิปบิลดิ้ง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ที่ว่า คือซีเอสโอซี (CSOC) นั้นซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ เป็นผู้แทนรัฐบาลจีน ขอภาพนะครับ อันนี้เป็นภาพที่ซัสตินด์ (SASTIND) มอบให้ซีเอสโอซี (CSOC) ลงนาม ในภาพต่อไปครับ ภาพต่อไปก็คือเป็นหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทของซีเอสโอซี (CSOC) นั้น ชัดเจนว่าใช้คำว่าสเตตโอนด์ (State-owned) หรือเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งประเทศ จีนถือหุ้นอยู่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้แทนของรัฐบาลจีน ซึ่งบริษัทนี้ก็จะรับผิดชอบในฐานะ ผู้แทนรัฐบาลจีนในเรื่องของการหาเรื่องเทคนิคราคา ตลอดจนการเจรจาและลงนาม ในข้อตกลง ตรงนี้เป็นการดำเนินการของรัฐบาลจีน ในระดับรัฐบาลจีนนั้นก็จะมีหน่วยงาน ที่เป็นหน่วยงานของรัฐมอบหมายให้มาลงนามจีทูจี (G to G) กับฝ่ายรัฐบาลที่เป็นคู่สัญญา ส่วนที่ว่าทำไมข้อตกลงในการจ่ายเงินให้กับบริษัทเอกชนในเมื่อทำข้อตกลงรัฐบาลจีนนั้น ทำไมถึงไปจ่ายเงินให้กับเอกชนคือซีเอสโอซี (CSOC) ก็ต้องเรียนว่าที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่า การดำเนินการต่อเรือดำน้ำครั้งนี้ซัสตินด์ (SASTIND) ได้มอบอำนาจเต็มในการยื่นข้อเสนอ ข้อเทคนิคต่าง ๆ ให้ซีเอสโอซี (CSOC) ซึ่งเป็นวิสาหกิจของรัฐมาดำเนินการในนาม ของรัฐบาลจีน และการใช้จ่ายค่าก่อสร้างก็จึงได้โอนไปยังบัญชีของซีเอสโอซี (CSOC) ตามงวดการชำระเงินที่ระบุไว้ในข้อตกลง ประเด็นที่ว่าทำไมเรือดับเพลิง ต้องแยกก่อนว่า เรือดับเพลิงนั้นไม่เหมือนกับการดำเนินการในเรื่องของการต่อเรือดำน้ำที่ผมได้กล่าวแล้ว ข้างต้น แต่การดำเนินการของเรือดำน้ำที่กล่าวทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบขั้นตอน การดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ได้รับการพิจารณาจากทุกหน่วย โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ในเรื่องของมาตรา ๑๗๘ แล้วก็รวมถึงคณะกรรมการ กฤษฎีกาก็ให้ความเห็นทุกครั้งในแต่ละขั้นตอน🔗

ประเด็นที่ ๒ ผมขออนุญาตเรียนเรื่องของพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ว่าทำไมรัฐบาลต้องการเป็นศูนย์ แล้วก็ใช้เพื่อที่จะไปควบคุมอย่างอื่นหรือไม่ ขออนุญาตเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่า คงทราบกันดีว่าสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ในภาพรวมของโลกจะเห็นได้ว่ายังมีการ ระบาดติดเชื้ออยู่ทุกวันจำนวนมาก ปัจจุบันนี้ก็มีผู้ติดเชื้อมากกว่า ๒๘ ล้านคนแล้วทั่วโลก แล้วในบางประเทศที่สถานการณ์ได้คลี่คลายไปแล้วก็กลับมาระบาดใหม่ โดยเฉพาะ สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านของเราด้านตะวันตก ท่านคงทราบดี ปัจจุบันรัฐบาลเอง ก็ได้มีการผ่อนคลายการดำเนินการต่าง ๆ เรื่องของเศรษฐกิจ และเรื่องของสถานบริการ กิจการต่าง ๆ มาตามลำดับ ในกิจการที่มีโอกาสความเสี่ยงสูงซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดระบาด เป็นกลุ่มก้อนมาก็อาจจะเป็นไปได้ นอกจากนี้ยังมีคนไทยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ที่ท่านสมาชิกได้กล่าวนั้น ปัจจุบันนี้ได้เข้ามาถึงประมาณ ๗๐,๐๐๐ คน ก็ได้ผ่านกระบวนการ กักกัน ท่านจะเห็นได้ว่าการติดเชื้อทุกวันนี้ภายในประเทศนั้นแทบจะไม่มี มี ๑ ราย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ติดเชื้อนั้นก็จะมาจากต่างประเทศ ระบบการกักกันควบคุมโรคนั้นเราก็ สามารถที่จะทำให้ผู้ติดเชื้อในประเทศนั้นไม่มีหรือมีในโอกาสที่น้อย รวมถึงก็มีคนต่างชาติ ผู้ที่มาทำงานที่พันธกรณีที่เข้ามาด้วย แล้วอนาคตต่อไปก็จะมีเรื่องของนักธุรกิจอะไรเข้ามา ทั้งหมดนี้ในการดำเนินการจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่ง พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ ก็จะใช้ในเรื่องของการบริหารงานในการที่ดูแลเรื่องสาธารณสุขอย่างเป็นเอกภาพ ในเรื่องของการควบคุมการเดินทางเข้าออกตามราชอาณาจักร จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ ด้านทิศตะวันตกนั้นก็ได้มอบหมายให้กองกำลังป้องกันชายแดนทั้งหมด พลเรือน ตำรวจ ทหาร ได้ป้องกันมิให้มีผู้หลบหนีเข้าเมืองซึ่งอาจจะนำพาโควิด (COVID) เข้ามากระจาย ในประเทศไทย ทุกวันนี้กำลังพลทุกคนก็ทำงานตลอด ๒๔ ชั่วโมงในการที่สกัดกั้นไม่ให้มี ผู้ลักลอบเข้ามา เมื่อตรวจพบก็ต้องเข้าตรวจแล้วก็เขาระบบกักกันในทุกกรณี ก็เรียนว่า พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นมิใช่มีเพื่อที่จะไปเรื่องของ การเมือง จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ก็ยังมีการชุมนุมอยู่ เพียงแต่ว่าพระราชกำหนดนี้ก็เป็น การป้องกันกำหนดมาตรการต่าง ๆ ที่มิให้โควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นกลับมาระบาดเป็น กลุ่มก้อนหรือแพร่เชื้ออีก เพราะถ้าเกิดขึ้นมาแล้วก็จะทำให้กระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ตรงนี้ก็คิดว่าท่านสมาชิกควรจะเข้าใจว่าในการดำเนินการนั้นเราพยายามที่จะทำงาน บูรณาการให้เป็นเอกภาพในการที่จะทำให้การควบคุมการแพร่กระจายควบคู่ไปกับ การพัฒนาเศรษฐกิจการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจไปด้วยอย่างเต็มความสามารถนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล เห็นสลับกันกับคุณวรรณวรี ใช่ไหมครับ เชิญเลยครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตพรรคอนาคตใหม่ จากจังหวัดนครปฐม ท่านประธานคะ ดิฉันจะขอใช้เวลาที่มีค่า ของสภาแห่งนี้อภิปรายอย่างสั้น กระชับและตรงไปตรงมามากที่สุดนะคะ เพราะถ้าดิฉัน อภิปรายเกิน ๗ นาที อาจจะมีผลให้นายกรัฐมนตรีจำไม่ได้ แล้วก็ถือโอกาสเลี่ยงไม่ตอบ ตอบไม่ตรงคำถามค่ะ หลังจากปล้นอำนาจจากนายกรัฐมนตรีหญิงที่เป็นอดีตผู้บังคับบัญชา ของท่าน สืบเนื่องมาจนถึงได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่สืบทอดอำนาจจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่มีชื่อเล่นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนกหวีด รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ท่านได้ สืบทอดอำนาจและสร้างความพิกลพิการให้กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มุ่งทำลายพรรคการเมืองและไม่แยแสต่อหลักการทางด้าน สิทธิมนุษยชน ข้ออ้างในการดันทุรังอยู่ต่อในขณะที่มีม็อบ (Mob) ทั่วประเทศในขณะนี้นะคะ คือข้ออ้างว่ายังมีผู้คนออกมาขับไล่ท่านไม่ครบ ๖๗ ล้านคน เป็นข้ออ้างที่มีลักษณะตรรกะป่วย เหมือนกับที่ท่านอ้างว่ามีเบื้องหลังนักเรียน นักศึกษา โดยไม่เคยยอมรับว่าเขามีความเติบโต และเขามีพัฒนาการไปถึงไหนแล้ว เพราะท่านเลือกอยู่ในวงล้อมของม็อบ (Mob) เชียร์ ม็อบ (Mob) จัดตั้ง แล้วก็ไม่เคยที่จะออกมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงด้วยตัวเองสักครั้งเดียว บ้านเมืองเราขณะนี้วิปริต ๒ มาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากม็อบ (Mob) เชียร์รัฐบาล ตะโกนอยู่บนเวที ในประเทศประชาธิปไตยคนขึ้นเวทีไปตะโกนว่าเผด็จการจงเจริญ ประชาธิปไตยจงพินาศ ยังลอยนวลอยู่นะคะ แต่กลุ่มคนหนึ่งที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ตะโกนว่าเผด็จการจงพินาศโดนยัดเยียดคดีข้อหาความมั่นคงร้ายแรง ข้อหาที่ไม่สมเหตุสมผล คือมาตรา ๑๑๖ ยุยงปลุกปั่น การยุยงปลุกปั่นให้คนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยปลดแอก ออกจากบ่า จะเป็นการยุยงปลุกปั่นในประเทศที่เรียกตัวเองว่าปกครองระบอบประชาธิปไตย ได้อย่างไรคะท่านประธาน สิ่งที่ดิฉันตั้งใจจะถามในวันนี้ก็คือภาพโดยรวมขณะนี้ ท่านประธาน ก็คงทราบดี เราทุกท่านในสภาแห่งนี้คงจะทราบดีว่าประชาชนอกสั่นขวัญแขวนกับข่าวลือ เรื่องการรัฐประหาร สร้างความกังวลใจ สร้างความกังวลต่อนักลงทุน มีผลเสียต่อระบบ เศรษฐกิจ แล้วก็ไม่สามารถจะทำให้การเมืองมีเสถียรภาพได้ แม้กระทั่งการเคลื่อนย้าย กำลังพลตามปกติของกองทัพก็ถูกหวาดระแวง การระดมเจ้าพนักงานเพื่อมาเตรียมสกัดกั้น ม็อบ (Mob) ใหญ่ วันที่ ๑๙ กันยายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีภาพการเคลื่อนย้ายกำลังพล เข้ามาในกรุงเทพมหานครเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็คงจะเป็นการเคลื่อนย้ายตามปกติ ดิฉันไม่ได้ อยากจะมองในแง่ร้ายนะคะ ถ้าม็อบ (Mob) จำนวนมากมหาศาลก็จะต้องใช้เจ้าหน้าที่มาก ให้ได้สัดส่วนกัน แต่ประชาชนเกิดความหวั่นวิตกและสอบถามกันมามาก ดิฉันในฐานะตัวแทนผู้แทนราษฎร คนหนึ่ง พี่น้องประชาชนทั้งประเทศหวั่นกลัว หวาดวิตกสอบถามกันมา จริง ๆ ดิฉันตั้งใจ จะเรียนถามไปยังท่านประธานสภาในฐานะที่ท่านประธานสภาเคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาถึง ๒ สมัย และเป็นประธานสภามาหลายสมัย ดิฉันอยากจะถามประสบการณ์ว่าทุกครั้งที่เกิด รัฐประหารขึ้นมาในประเทศไทย ทำไมผู้แทนราษฎรทั้งหมดถึงกลับบ้านใครบ้านมัน ทำไม ถึงไม่คิดจะรวมตัวกันเพื่อต่อต้านเพื่อแสดงออกอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อให้พี่น้องประชาชน อุ่นใจว่าเราตัวแทนของพวกเขาได้มีความพยายามที่จะปกปักษ์รักษาอำนาจอธิปไตยไว้ แต่ดิฉันขอข้ามไปก่อน วันนี้ในฐานะที่ท่านนายกรัฐมนตรีให้เกียรติสภาเข้ามาในที่นี้ ดิฉัน จึงขอเรียนถามไปยังท่านนายกรัฐมนตรีดีกว่าว่าในฐานะที่ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญและท่าน มีประสบการณ์ในการทำรัฐประหาร ยึดอำนาจด้วยตัวเองมาแล้ว ดิฉันอยากจะถามว่า ท่านมีวิธีการ🔗

(นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอมรัตน์ครับ มีท่านสมาชิกประท้วงครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ จากจังหวัด ฉะเชิงเทรา ขอประท้วงผู้ที่กำลังอภิปรายครับว่าทำผิดข้อบังคับ แล้วผมคิดว่าวันนี้สภาแห่งนี้ ควรจะใช้เวลาเพื่อให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน กับเศรษฐกิจก็ดี กับการเมืองก็ดี ก็เลยอยากจะขอกราบเรียนผ่านท่านประธานครับ ท่านผู้อภิปรายได้พูดเสียดสีหลายรอบ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวท่านสมาชิก ท่านประท้วงผู้อภิปราย หรือประท้วงประธาน ผิดข้อบังคับข้อไหน🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

ผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ครับ ขอเรียนท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอมรัตน์ครับ ผมขออนุญาต ที่จริงผมก็พยายามไม่อยากขัดจังหวะในการอภิปรายของท่านสมาชิก แต่ว่า ส่วนใหญ่แล้วท่านอมรัตน์ยังออกนอกประเด็น ผมอยากให้เข้าประเด็นในการยื่นญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี เอาให้ ตรงประเด็นที่ตั้งญัตติเอาไว้ การพูดถึงเรื่องนอกประเด็นมาก ๆ ก็เสียเวลาเปล่า เชิญท่านอมรัตน์ อภิปรายต่อครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณค่ะท่านประธาน ตอนนี้แหละค่ะตรงประเด็นมากที่สุด เป็นคำถามที่ทุกคนอยากจะทราบ กำลังจะพูดในสิ่งที่ ตรงประเด็นมากที่สุด ดิฉันจะตั้งคำถามในฐานะที่ญัตตินี้🔗

(นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวนะครับ มีท่านสมาชิกประท้วงข้างหลัง🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๙ เรื่องการทำหน้าที่ความเป็นกลาง ญัตติในวรรคที่ ๒ พูดชัดเจนว่าประเด็นของรัฐบาลนั้นมีปัญหามาจากเรื่องการสืบทอดอำนาจ มาจากความเป็น เผด็จการ ฉะนั้นสิ่งที่ผู้อภิปรายได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ผมยืนยันว่ายังอยู่ในญัตติที่ทาง ฝ่ายค้านได้ยื่นต่อท่านประธานสภา ขอท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วยครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คือมีสิ่งที่ คุณอมรัตน์พูดอภิปรายตรงประเด็นก็มีเยอะ แต่ส่วนที่ออกนอกมากไปก็มี ฉะนั้นผมก็เป็น การเตือนเอาไว้เพื่อที่จะไม่ให้ผิดข้อบังคับ เพราะถ้าหากว่าออกนอกประเด็นมากไป ท่านสมาชิกลุกขึ้นประท้วงก็จะมีผลทำให้การประชุมเราไม่ค่อยราบรื่นเท่านั้นเอง ทำหน้าที่ เป็นกลางครับ ท่านเชื่อมั่นเถอะครับ ประธานทำหน้าที่เป็นกลาง เชิญคุณอมรัตน์อภิปรายต่อ เถอะครับ เอาเข้าประเด็นเลยนะครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณค่ะ ดิฉันจะถาม ให้ตรงประเด็นนะคะ ดิฉันขอถามไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าในฐานะที่ท่านเคลม (Claim) ตัวเองตลอดเวลาว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ดิฉันถามว่าในกระแสข่าวลือ ที่จะมีการรัฐประหารนี้ ท่านมีความคิดว่าจะปกป้องรักษาระบอบประชาธิปไตยของประเทศ อย่างไรไม่ให้ถูกทำลายด้วยกองทัพ และขอเป็นตัวแทน คำถามของดิฉันที่ถามไปยัง นายกรัฐมนตรีเป็นคำถามที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะทราบว่าใน ฐานะที่ท่านเคลม (Claim) ว่าตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อกองทัพ ใช้กำลังอาวุธมายึดอำนาจเราจะมีวิธีรับมือกับวิธีการอันป่าเถื่อนแบบนั้นได้อย่างไร และท่าน ยอมรับมันได้หรือไม่ ท่านจะช่วยประชาชนปกปักษ์คุ้มครองระบอบประชาธิปไตยที่เคารพ ในเรื่องหลักการสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคอย่างไรบ้าง🔗

และอีกคำถามหนึ่ง ในฐานะที่ท่านได้ดิบได้ดีมาจากการรัฐประหาร และท่าน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกองทัพตลอดมา การที่ท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกองทัพตลอดมา ท่านจะสามารถทำให้ประชาชนชาวไทยในขณะนี้ที่กำลังระส่ำระสายด้วยม็อบ (Mob) ต่าง ๆ ในการขับไล่ท่านทั่วประเทศสบายใจได้บ้างหรือไม่ โดยการจูงมือกองทัพออกมาประกาศ ให้คนรู้ว่าจะไม่เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในประเทศไทย การรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา จะเป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้ายที่ได้สร้างนิวนอร์มัล (New normal) ให้กับสังคมมากมาย มหาศาล นิวนอร์มัล (New normal) ที่รัฐประหารครั้งสุดท้ายได้สร้างก็คือ เราได้ นายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยรับฟังประชาชน หยาบคายใส่ประชาชน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอมรัตน์ หมดเวลานะครับ เลยเวลาไปแล้ว🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แบบบัญชีรายชื่อ

๑ นาทีสุดท้าย ดิฉันขอเป็น ตัวแทนของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ขอร้องท่านนายกรัฐมนตรีขอให้ท่านรับฟังเสียง ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วประเทศขณะนี้ที่ก้องกังวานไปทั่ว อย่าหลอกตัวเองอีกต่อไป รับฟังและพิจารณาลาออกให้ประเทศนี้มันเดินต่อไปได้ หมดเวลา ของท่านมาตั้งนานแล้ว การที่ยื้อยุดอยู่มาจนทุกวันนี้ทำให้ประชาชนหมดคำที่จะพูดกับท่าน อีกต่อไปแล้วนะคะ ขอให้ท่านพิจารณาตัวเอง รับฟัง หยุดหลอกตัวเอง ขอบคุณมากค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอชี้แจง ท่านสมาชิกอย่างนี้นะครับว่า เวลาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประท้วง เจ้าหน้าที่เขาจะทดเวลา เขาจะ หักเวลาของฝ่ายนั้นออกไป ฉะนั้นท่านสมาชิกก็ใช้เวลา คุณอมรัตน์ฟังประธานหน่อยนะครับ ท่านสมาชิกฟังประธานหน่อย คือไม่ฟังประธานอย่างนี้ละครับก็เลยไม่เข้าใจกัน เดี๋ยวแสดง ความยินดีกันเบา ๆ ก็ได้ครับ คืออย่างนี้ครับ เวลาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประท้วงเจ้าหน้าที่จะ หักเวลาของฝ่ายนั้นออกไป เวลาของท่านผู้อภิปรายก็ยังมีเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นเมื่อท่าน ได้รับมอบหมายจากวิป (Whip) เท่าไรก็เท่านั้น แต่ถ้าท่านเลยเวลาไปก็จะไปหักเวลา ของแต่ละฝ่ายไป ฝ่ายรัฐบาลเลยเวลาก็จะหักเวลาของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านอภิปรายเลยเวลา ก็จะหักเวลาของฝ่ายค้านไป ฉะนั้นขอให้ท่านควบคุมเวลาด้วยตัวท่านเองนะครับ เดี๋ยวจะ มาโวยวายกันทีหลังว่าผมเหลือผู้อภิปรายอยู่เท่านั้นเท่านี้เหมือนหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา มันก็คงจะไม่เหมาะ ขอแจ้งย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าขอให้ทุกฝ่ายรักษาเวลาขอตัวเองนะครับ ต่อไป เชิญท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านวิรัช มีอะไรจะหารือหรือครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช รัตนเศรษฐ บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะประธานวิป (Whip) รัฐบาล ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าเราได้มีการคุยหารือกันตอนช่วงเช้า ในการที่จะพูด หรือฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือในลักษณะที่เสียดสี กล่าวถึงบ่อย ๆ โดยไม่จำเป็น ท่านประธานควรจะต้องตัดเกมแล้วก็บอกกับผู้ที่อภิปราย ตั้งแต่เช้ามาท่านประธานก็จะเห็น ว่าบรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และในขณะเดียวกันมีบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ พี่เอยน้องเอยบ้างก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าถี่ ๆ บ่อย ๆ แล้วสิ่งที่ได้ยินออกไปผมต้องเรียน ท่านประธานว่าท่านประธานต้องตัดเกมเลย ตามข้อ ๙ เลยครับท่านประธาน ต้องฝาก ท่านประธานด้วย ด้วยความเคารพครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ประธาน ก็พยายามปฏิบัติหน้าที่เพื่อที่จะให้บรรยากาศของการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย นะครับ หนักบ้างเบาบ้างเราก็หยวน ๆ กันไป แต่ว่าถ้าจะเอาเป๊ะ ๆ เลยการประชุมก็คง เดินไปไม่ได้ ก็จะรับพิจารณานะครับ เชิญท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ🔗

(นายศุภชัย ใจสมุทร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านศุภชัย ประท้วงหรือครับ ประท้วงใครครับ🔗

นายศุภชัย ใจสมุทร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาต กราบเรียนต่อท่านประธานว่าเมื่อสักครู่ท่านประธานบอกว่าให้มันหยวน ๆ ไม่ได้นะครับ ผมว่าท่านต้องให้เป๊ะ ๆ ให้เคร่งครัด เพราะสิ่งที่ประชาชนฟังจากข้างนอกหรือเห็นการ ประชุม จะเห็นว่าบรรยากาศที่ท่านว่ามันก็ดีอยู่ แต่ใคร ท่านผู้ใดที่เป็นสมาชิกได้ใช้ถ้อยคำ ซึ่งเป็นการผิดข้อบังคับในการอภิปราย ผมว่าท่านต้องควบคุม ต้องเตือน เพราะหน้าที่ ของท่านตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙ ก็คือการที่จะควบคุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่นี้เราได้ยินกันว่าการใช้ถ้อยคำอะไรต่าง ๆ ที่เป็นการเสียดสี ผิดข้อบังคับอะไรต่าง ๆ ปรากฏอยู่ เพราะฉะนั้นแทนที่จะให้มีการประท้วง ผมว่าท่าน ใช้อำนาจของท่านเลยครับ เพื่อให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความราบรื่นตามอำนาจที่ท่านมีอยู่ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วบรรยากาศมันจะเสีย ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ก็รับพิจารณานะครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานค่ะ ดิฉันขอใช้ สิทธิพาดพิงค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยว ๆ ครับ พาดพิงเรื่องอะไรครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แบบบัญชีรายชื่อ

เมื่อสักครู่นี้มีพูดถึงว่า การอภิปรายอย่างไรที่ ส.ส. ท่านนั้นพูดค่ะ มาตรา ๗๑ วรรคสอง ก็คือพาดพิงการอภิปราย ของดิฉัน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณอมรัตน์ครับ ไม่ได้พาดพิงหรอกครับ เขาพูดในภาพรวม เขาไม่ได้พูดถึงตัวท่านอมรัตน์เพียงคนเดียวนะครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แบบบัญชีรายชื่อ

ดิฉันขอใช้สิทธิแค่ครึ่งนาที นะคะว่าขณะนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไป ตามมาตรา ๑๕๒ โดยไม่มีการลงมติ ดิฉัน กำลังตั้งคำถามไปสู่นายกรัฐมนตรีถึงมาตรการ ในฐานะที่ท่านเป็นประมุขฝ่ายบริหาร อ้างตัวเองว่ามาจากการเลือกตั้ง ดิฉันตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาและเรียบง่าย ไม่ได้เสียดสี ถามว่าท่านมีมาตรการอย่างไรในการช่วยประชาชนป้องกันการรัฐประหาร คำถามแบบนี้ ก็ตรงประเด็นตรงกับมาตรานี้นะคะ และที่ท่านประธานบอกว่านอกเรื่อง ดิฉันก็ขอให้ ท่านประธานยกตัวอย่างด้วยค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอแล้วนะครับ เราอย่าทะเลาะกัน🔗

นายนิโรธ สุนทรเลขา นครสวรรค์

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต กล่าวถ้อยคำประท้วงท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ🔗

นายนิโรธ สุนทรเลขา นครสวรรค์

ตามข้อ ๙ และหมวด ๑๐ ข้อ ๑๘๑ แล้วขอให้ท่านประธานวินิจฉัย ข้อ ๑๘๑ การแต่งกายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นไปตามหลักสากลหรือตามที่ท่านประธานกำหนดหรือไม่ คอระบายมันสากลไหมครับ คอระบายที่คอเสื้อ ถ้าไม่อย่างนั้นท่านต้องใช้ข้อ ๑๘๒ บังคับ ให้ไปแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วกลับเข้ามาอภิปรายใหม่ ให้เป๊ะ ๆ เลย เมื่อจะเป๊ะ ๆ ก็เป๊ะ ๆ เลยครับ ท่านวินิจฉัยเลยว่า ข้อ ๑๘๑ ถูกต้องตามหลักสากลนิยมไหม ตามหลักสากลนิยม พจนานุกรมว่าอย่างไร🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนิโรธ เชิญนั่งเถอะครับ🔗

นายนิโรธ สุนทรเลขา นครสวรรค์

เอาเป๊ะ ๆ เลยอย่างท่านสมาชิกท่าน พูด ให้ท่านใช้ข้อ ๑๘๒ บังคับใช้ แล้วก็ให้ท่านสมาชิกนั้นกลับบ้านไปแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วกลับมาอภิปรายใหม่ ให้เวลาอีก ๑๐ นาทีอภิปรายต่อ เอาเป๊ะ ๆ เลยครับ ท่านต้อง พิจารณาครับท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนั่งเถอะครับ ผมจะวินิจฉัยครับ🔗

นายนิโรธ สุนทรเลขา นครสวรรค์

กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมเรียน อย่างนี้ครับว่าถึงแม้การแต่งกายจะไม่เป๊ะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าก็ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะแล้ว🔗

นายนิโรธ สุนทรเลขา นครสวรรค์

ไม่อย่างนั้นท่านทำผิดข้อบังคับนะครับ ถ้าข้อบังคับนี้เป็นข้อบังคับที่กังขา ผมก็จะขออนุญาตให้ท่านประธานปรึกษาสภาเลยครับว่า มาวินิจฉัยข้อบังคับใช้เสียงของสภาวินิจฉัยข้อบังคับนี้เลยครับ🔗

(นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญ คุณปารีณาครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ🔗

นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ราชบุรี

ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ ให้ประธานช่วยควบคุมการประชุมด้วยนะคะ เพราะว่าวันนี้ผู้อภิปรายมาอภิปรายโดย ไม่รู้เรื่องอะไรเลยว่าตัวเองจะต้องอภิปรายเรื่องอะไร เพราะเมื่อสักครู่นี้ผู้อภิปรายขอเวลา ชี้แจงกับท่านประธานว่าวันนี้ดิฉันจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งวันนี้เราไม่ได้เปิดประชุมสภา เพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงขอฝากท่านประธานให้ควบคุมการประชุม หากมีสมาชิกท่านใด คิดจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งมันไม่ใช่ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวันนี้ ก็ขอให้ประธาน ควบคุมการประชุม เพราะว่าวันนี้เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเข้ามา ในสภาเยอะนะคะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวผมขอวินิจฉัยก่อนได้ไหมครับ ขอวินิจฉัยของคุณปารีณาก่อนนะครับ คุณปารีณา ได้ประท้วงว่าท่านสมาชิกอาจจะเข้าใจผิดในการยื่นขอเปิดอภิปราย ก็เป็นคำประท้วง ที่มีเหตุผลครับ ที่บอกว่ามีเหตุผลก็เนื่องจากว่าเราดูหัวข้อการยื่นขอเปิดอภิปรายเป็นการ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่อง วิกฤติทางเศรษฐกิจและวิกฤติทางการเมืองโดยไม่มีการลงมติ ฉะนั้นการอภิปรายวันนี้ ไม่ได้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฉะนั้นก็ไม่ต้องมีการเพิ่มการถอนอะไรหรอกครับ แต่ว่า ขอให้ได้เข้าใจตรงกันว่าเป็นการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามปัญหาและเสนอแนะนะครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมเข้าใจว่า ท่านประธานใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัย แต่การวินิจฉัยที่🔗

(นายนิโรธ สุนทรเลขา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิโรธ สุนทรเลขา นครสวรรค์

ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วง🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยว ประท้วงทีละคนครับ🔗

นายนิโรธ สุนทรเลขา นครสวรรค์

ท่านประธานอนุญาตหรือยังครับ ท่านต้องขออนุญาตท่านประธานก่อน ประธานอนุญาตแล้วค่อยพูด ให้มีมารยาทบ้าง🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

นั่งเถอะครับ เอาทีละคน ผมวินิจฉัยแล้วว่าคำประท้วงของท่านนั้นก็ควรรับฟัง แต่ก็ถือว่าการแต่งตัวของ ท่านสมาชิกในระยะเวลานี้ก็อยู่ในสภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก🔗

นายนิโรธ สุนทรเลขา นครสวรรค์

ไม่ใช่ครับ คอระบายสีขาวนี้ มันถูกต้อง🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ประธาน วินิจฉัยแล้วถือว่าจบครับ เชิญท่านนั่งครับ ผมวินิจฉัยแล้ว ผิดถูกอย่างไรประธานรับผิดชอบ เชิญท่านนั่งครับ🔗

นายนิโรธ สุนทรเลขา นครสวรรค์

ผมก็จะขอให้ท่านหารือ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมไม่ต้อง หารือหรอกครับ มันนอกญัตติ เชิญท่านนั่งครับ🔗

นายนิโรธ สุนทรเลขา นครสวรรค์

ท่านไม่มีอำนาจ ไม่มีสิทธิ เพราะผม เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สภาแห่งนี้เปิดไว้ให้พูดเพื่อถกเถียงให้เข้าใจ ท่านต้องหารือ ครับว่าข้อที่ผมพูดไปประท้วงนั่นมันขัดแย้งกันไหมในข้อบังคับนี้ ถ้าขัดแย้งท่านหารือ ในสภาเลยครับว่าข้อนี้ขัดแย้งไหม🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนิโรธ พอแล้วครับ ผมเข้าใจแล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ ผมวินิจฉัยแล้วถือว่าเป็นที่สิ้นสุดครับ🔗

นายนิโรธ สุนทรเลขา นครสวรรค์

ถ้าวินิจฉัยไม่ถูกก็ไม่ได้ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ประธาน มีอำนาจเด็ดขาด เชิญนั่งครับ🔗

นายนิโรธ สุนทรเลขา นครสวรรค์

ท่านมีอำนาจวินิจฉัยข้อบังคับนะครับ ไม่ใช่วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจริงหรือไม่จริง🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนั่งลง เถอะครับ เชิญท่านธีรัจชัยครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาต ประท้วงท่านประธานในการใช้ดุลพินิจ เนื่องจากว่าท่านใช้ดุลพินิจบอกว่าทางท่าน ส.ส. อมรัตน์อาจจะไม่เข้าใจในเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรืออภิปรายลงมติ เนื่องจากผมนั่งฟังอยู่ ท่าน ส.ส. อมรัตน์ได้พูดถึงการอธิบายตามมาตรา ๑๕๒ และได้พูดถึง เป็นการเปิดอภิปรายซักถามข้อเท็จจริงต่อรัฐมนตรี นำเสนอต่อรัฐมนตรี ซึ่งก็ตรงตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่คำพูดที่บอกว่าไว้วางใจ ไม่ไว้วางใจ มันไม่ใช่สาระสำคัญ เท่าไรนัก คือท่านไปพูดในเชิงตำหนิทำให้ ส.ส. อมรัตน์นั้นเสียหาย ผมอยากให้ท่านได้ พิจารณาใหม่ในส่วนนี้ อยากให้ท่านถอนได้ไหมครับ นี่คือประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ กรณีที่ ท่านสมาชิกได้กรุณามาท้วงติงในเรื่องข้อแต่งกาย การแต่งกายนั้นแต่งกายโดยสุภาพ ในส่วน การแต่งกายที่ใส่เสื้อคอย้วย🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านธีรัจชัยครับ ประเด็นนี้ผมวินิจฉัยแล้ว จบแล้วครับ เดี๋ยวผมขอวินิจฉัยประเด็นแรกที่ท่านประท้วงประธาน ท่านนั่งลงเถอะครับ ผมจะวินิจฉัย คือการวินิจฉัยประเด็นแรกผมไม่ได้ตำหนิคุณอมรัตน์ แต่ผมชี้แจงให้ท่านสมาชิกได้เข้าใจว่าญัตติขอเปิดอภิปรายในครั้งนี้เป็นการขอเปิดอภิปราย ทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ในเรื่องวิกฤติทาง เศรษฐกิจและวิกฤติทางการเมือง ฉะนั้นเนื้อหาสาระในการอภิปรายมันก็ต้องคนละรูปแบบ ของการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมแจ้งให้ท่านสมาชิกทราบ ผมไม่ได้ไปพูดให้คุณอมรัตน์ เสียหายอะไรนะครับ ฉะนั้นพวกเราก็ฟังประธานให้ดี ๆ ด้วย เชิญท่านชวลิตอภิปรายครับ🔗

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ กระผมขออนุญาตที่จะสะท้อนปัญหา เศรษฐกิจและการเมืองที่ประเทศชาติและประชาชนกำลังประสบอยู่ จากจุดเล็ก ๆ ส่วนหนึ่ง ของประเทศคือจังหวัดนครพนม ซึ่งกระผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ไปสู่ปัญหา ภาพรวมของประเทศเพื่อร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุของปัญหา แล้วเราคนไทย จะหาทางออกจากปัญหาวิกฤติของประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ สภาของเรายุคนี้ก็ทันยุคทันเหตุการณ์ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดโครงการรัฐสภาสัญจรที่จังหวัด นครพนม โดยมีการเสวนาในหัวข้อ เยาวชนกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เป็นคณะกรรมการนักเรียนกว่า ๒๐ โรงเรียน จำนวน ๒๐๐ คนเศษ เต็มห้องประชุม โดยสภาได้เชิญ ส.ส. จังหวัดนครพนม ทั้ง ๔ เขตเข้าร่วมเป็นวิทยากร ขออนุญาตสไลด์ (Slide) แรกครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ นครพนม

ในช่วงของการซักถามคำถามมีนักเรียนหญิง คนหนึ่งถามว่าขณะนี้ประเทศชาติกำลังมีปัญหา รัฐบาลก็ไม่มีเงิน ต้องกู้มาใช้จ่าย ประชาชน ก็ลำบาก รายได้ของพ่อแม่ ครอบครัวลดลงอย่างน่าใจหาย หนี้สินเพิ่มพูนขึ้น เพิ่มพูนขึ้น จะเห็นได้ว่าลำบากกันทั้งรัฐบาล ลำบากกันทั้งประชาชน แต่ทำไมรัฐบาลจึงจะเอาเงิน ที่มีอยู่อย่างจำกัดและต้องไปกู้มาไปซื้อเรือดำน้ำ ทำไมไม่นำเงินไปช่วยเหลือประชาชน ที่กำลังเดือดร้อนเช่นการช่วยเหลือทุนการศึกษาของคนยากคนจน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่กระผมกล่าวมานั้นเป็นเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากเยาวชน ลูกหลานในจังหวัดนครพนม ๑ ใน ๗๖ จังหวัด ร่วมเป็นพลังผลักดันส่งผลให้รัฐบาลถอย ไม่ซื้อเรือดำน้ำในปีนี้ได้สำเร็จ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังทิ้งท้ายว่าก็คงจะซื้อในปีหน้าต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นเป็นความเห็นส่วนเล็ก ๆ แต่จิตใจยิ่งใหญ่ สำหรับในส่วนความเดือดร้อนของประชาชน ในปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม มีสิ่งที่สะท้อนว่าประชาชนกำลังลำบากยากเข็ญ นั่นก็คือ หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขอภาพที่ ๒ ท่านประธานลองดูภาพตัวเลข หนี้ครัวเรือน ณ สิ้นปี ๒๕๖๒ ปาเข้าไป ๑๓.๔ ล้านล้านบาทเข้าไปแล้ว หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น อย่างมากมายดังกล่าว แต่ละปีสูงขึ้น ๆ อย่างน่าตกใจ สะท้อนว่าประชาชนกำลังเดือดร้อน ถึงขั้นที่เรียกว่ากำลังถังแตก นี่ยังไม่รวมหนี้นอกระบบอีกต่างหาก ประเภทหาเช้ากินค่ำ จ่ายดอกเบี้ยรายวัน รายสัปดาห์ ท่านประธานที่เคารพครับ ถัดจากปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ของประชาชนซึ่งมีหนี้ครัวเรือนเป็นดัชนีชี้วัดว่าประชาชนกำลังถังแตก🔗

ทีนี้มาดูสถานะทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๓ ครับ เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๓ สด ๆ ร้อน ๆ นี้เอง ตัวแทนสมาคมองค์กรบริหาร ส่วนท้องถิ่น จำนวน ๔๐ คน บุกทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอเงินทดแทน ให้กับท้องถิ่น ตัวเลขการจัดเก็บภาษีของท้องถิ่นที่ไม่ได้ตามเป้าหมาย ขณะนี้ตรวจสอบแล้ว นับหมื่นล้านบาท ท่านดูหน้าตาของผู้นำท้องถิ่นแต่ละท่าน อมทุกข์ เคร่งเครียด เพราะท้องถิ่นกำลังถังแตก ไม่มีงบประมาณใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าตอบแทนของพนักงานเก็บขยะ ไม่อย่างนั้นขยะจะเต็มเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาการคลังของท้องถิ่นเหมือน ฝีกลัดหนองที่กำลังใกล้จะแตกลามไปทั่วประเทศ เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๓ หนังสือพิมพ์ พาดหัวข่าวตัวใหญ่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถังแตกเริ่มบาน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไฟเขียว เทศบาลนครเกาะสมุยขออนุมัติใช้เงินสะสม จ่ายเงินเดือนพนักงานไปจนกระทั่งถึง นายกเทศมนตรี และยังมีท้องถิ่นอีกจำนวนมากที่ขอใช้เงินสะสมของตนเองจ่ายเงินเดือน พนักงาน เช่นเทศบาลนครแหลมฉบัง และอีกมากมายที่มาชี้แจงข้อมูลกับอนุกรรมาธิการ กฎหมายที่กระผมเป็นประธาน เมื่อครั้งพิจารณาให้ชะลอการบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง จึงทราบว่าท้องถิ่นเก็บภาษีปีนี้ไม่เข้าเป้านับหมื่นล้านบาทดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันนอกจากประชาชนถังแตกแล้ว ท้องถิ่นก็ถังแตกด้วย น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ จากสถานะการคลังของท้องถิ่นที่ถังแตก ดังกล่าว ทีนี้มาถึงสถานะทางการเงินการคลังของรัฐบาลบ้าง ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๔ มีข้อมูล ที่ปรากฏชัดเจนว่ารัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศใช้งบประมาณไปแล้ว กว่า ๒๓ ล้านล้านบาท มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แต่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ก็คือคนจนกลับเพิ่มขึ้น ๆ สวนทางกับงบที่ลงไป ที่ลงทะเบียนคนจนไว้ขณะนี้มีถึง ๑๔ ล้านคน ปัจจุบันถ้ามีการสำรวจกันใหม่ คนจนคงเต็มบ้านเต็มเมืองแน่นอน นอกจากนี้ตั้งแต่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ บริหารประเทศมาได้กู้เงินมาใช้แล้วเกือบ ๓ ล้านล้านบาท เด็ก ๆ ลูกหลาน ถึงรำพึงกันดัง ๆ ว่าชั่วชีวิตของหนู รัฐบาลก็ยังใช้หนี้เงินกู้ไม่หมด มรดกบาปจะตกแก่รุ่นลูก รุ่นหลานมาใช้หนี้แทนต่อไป ปัญหาเฉพาะหน้าก็คือในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ นี้รัฐบาลได้ตั้ง วงเงินงบประมาณไว้ ๓.๓ ล้านล้านบาท แต่คาดว่าจะจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าจะหาเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาจากไหนมาใช้ในการพัฒนา และใช้ในงบประจำ จ่ายเงินเดือนข้าราชการ ลูกจ้าง จะเอาเงินจากไหน ถ้าจะกู้เพิ่มอีก ก็จะเต็มเพดานที่กำหนดไว้ ก็อาจจะขัดกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง ท่านประธาน ที่เคารพครับ จากที่กระผมได้อภิปรายมาดังกล่าวข้างต้น สรุปชัด ๆ ก็คือปัจจุบันรัฐบาลกลาง ก็ถังแตก ท้องถิ่นก็ถังแตก ประชาชนก็ถังแตก ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศจะเดินหน้าอย่างไร ที่สำคัญเราจะหาทางออกจาก วิกฤติดังกล่าวได้อย่างไร🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ในด้านการเมือง โครงสร้างทางการเมือง เป็นที่ประจักษ์ว่าผิดเพี้ยนไปจากระบอบประชาธิปไตยโดยทั่วไป ทำให้เรามีรัฐบาลที่มี พรรคร่วมรัฐบาลถึง ๑๙ พรรค มากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย จึงเป็นรัฐบาลที่ไม่มี เสถียรภาพ ขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ หาคนมาร่วมลงทุน ได้ยากอย่างยิ่ง ดังนั้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจึงเติบโตต่ำสุดใน ๑๐ ประเทศอาเซียน เพราะประเทศของเราขาดความเชื่อมั่นทั้งด้านเสถียรภาพทางการเมือง ก็คงปฏิเสธไม่ได้ครับ ท่านประธานว่าผู้ที่ทำให้โครงสร้างการเมืองผิดเพี้ยน และท่านได้เข้ามาบริหารประเทศ ในโครงสร้างทางการเมืองที่ผิดเพี้ยนไปจากระบอบประชาธิปไตย นั่นก็คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้สร้างกติกาเพื่อการสืบทอดอำนาจนั่นเอง ดังนั้นเมื่อผลลัพธ์จากการบริหาร ประเทศของท่านก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อสถานะการคลังของรัฐบาล ต่อสถานะการคลัง ของท้องถิ่น และต่อปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ควรจะต้องรับผิดชอบทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในช่วงของการสรุปการอภิปรายของผมเพื่อเปรียบเทียบให้เพื่อนสมาชิกและประชาชน ที่รับชมอยู่ทางบ้านได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ขออนุญาตสไลด์ (Slide) ภาพที่ ๕ รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เปรียบเสมือนรัฐนาวา ที่มี พลเอก ประยุทธ์เป็นกัปตัน กำลัง แล่นเรือฝ่ามรสุม ฝ่าหินโสโครก ฝ่าภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นกลางทะเล ปริ่ม ๆ น้ำอยู่ ๓ ยอด ซึ่งนับว่าเป็นวิกฤติยิ่ง ภูเขาน้ำแข็งยอดแรกเปรียบเสมือนสถานะทางการคลัง ของรัฐบาลซึ่งอยู่ในขั้นเปราะบาง อาการน่าเป็นห่วง ดังที่ผมได้กราบเรียนไปแต่ต้นว่ากู้เงิน มาใช้แล้วเกือบ ๓ ล้านล้านบาท ไม่รู้จะใช้หมดเมื่อไร ประมาณการรายได้ปีนี้ก็ไม่เข้าเป้า เกินกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สรุปว่ารัฐบาลถังแตก เป็นภูเขาน้ำแข็งยอดแรก ภูเขาน้ำแข็ง ยอดที่ ๒ เปรียบเสมือนสถานะการคลังของท้องถิ่นก็อยู่ในขั้นเปราะบาง ถึงขนาดที่ท้องถิ่น ต้องขออนุมัติใช้เงินสะสมของตนเอง ไม่อย่างนั้นขยะเต็มบ้านเต็มเมืองแน่ สรุปว่าท้องถิ่น ก็กำลังถังแตก ภูเขาน้ำแข็งยอดที่ ๓ ที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำให้ประชาชนเห็นก็คือปัญหา เศรษฐกิจปากท้องประชาชนที่มีดัชนีชี้วัดให้เห็นชัดจากตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นอย่าง มีนัยสำคัญ ชี้ชัดว่าการบริหารของรัฐบาลนี้แม้จะใช้เงินมากมายอย่างไรก็ตาม แต่ก็ใช้ไม่เป็น ไม่มีฝีมือ ไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนจึงจนลง ๆ มีแต่หนี้สินรกรุงรัง สรุปว่าประชาชน ก็ถังแตก นอกเหนือจากภูเขาน้ำแข็ง ๓ ลูกดังกล่าวที่สะท้อนวิกฤติศรัทธาของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีสัญญาณอันตรายที่สะท้อนว่ารัฐบาลนี้หมดสภาพ ไร้ความ เชื่อมั่น นั่นคือการลาออกอย่างกะทันหันของนายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ว่าด้วยโครงสร้างทางการเมืองที่ผิดเพี้ยนส่งผลให้ ท่านไม่มีอิสระที่จะใช้ความรู้ความสามารถ ตลอดจนประสบการณ์ในภาคธุรกิจมาช่วยชาติ บ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญท่านก็คงจะเห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่อาจบริหารบ้านเมืองได้อย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพได้ ท่านจึง ลาออกจากตำแหน่งหลังจากเข้ารับหน้าที่ได้เพียง ๒๗ วัน ในประการสำคัญ สิ่งที่ตอกย้ำ เป็นเสมือนการยืนยันจากประชาชนที่ท่านถามว่าประชาชนเห็นจริงหรือเปล่า เห็นจริง แน่นอนจากโพลล์ (Poll) สำรวจของสวนดุสิตโพล ขอภาพที่ ๕ นะครับ เห็นได้จากสวนดุสิตโพล ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนระหว่างวันที่ ๑-๔ กันยายน ๒๕๖๓ และเผยแพร่เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๓ พบประเด็นสำคัญครับ มีประชาชนถึง ๗๑.๑๕ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่ารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีความมั่นคง เน้นนะครับ รัฐบาลนี้ไม่มีความมั่นคงสูงถึง ๗๑.๑๕ เปอร์เซ็นต์ และ ๗๗.๔๙ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ที่สำคัญกว่านั้นครับ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า การบริหารประเทศของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ย่ำแย่ แก้ไขปัญหาไม่สำเร็จ ผลสำรวจ ของสวนดุสิตโพลดังกล่าว ถ้าเปรียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ เป็นนักมวยก็หมดสภาพ ถูกถลุงยับเยิน พี่เลี้ยงต้องโยนผ้ายอมแพ้หมดทางต่อสู้เหมือนนักมวยเมาหมัดเข้ามุมไม่ถูก🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ จากข้อมูลที่กระผมได้อภิปรายมาดังกล่าวข้างต้น ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้การบริหารของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากว่า ๖ ปีเศษ ทุกองคาพยพล้วนเดือดร้อน บอบช้ำ สะท้อนผ่านสถานะทางการคลัง ของรัฐบาลกลาง ท้องถิ่น และหนี้สินครัวเรือนของประชาชน โดยไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่จะ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้ได้ เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ บริหารประเทศจนถังแตก ไปทุกภาคส่วน เห็นข้อมูลเชิงประจักษ์ดังที่กระผมได้กราบเรียนมาดังกล่าวข้างต้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าจะประมาณสถานการณ์ ณ ปัจจุบันได้แล้วว่าผมพอแล้ว ได้หรือยัง จึงขอเสนอความเห็นอย่างตรงไปตรงมา การประกาศลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีกลางสภาไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่กลับจะเป็นการแสดงสปิริต (Spirit) และเป็น การรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ ประการสำคัญน่าจะส่งผลให้การชุมนุมต่าง ๆ ทั้งปวง ในขณะนี้คลี่คลายลงได้อย่างชะงัด และเมื่อท่านลาออก รัฐสภาก็สามารถเลือกนายกรัฐมนตรี ได้ตามกติการัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ บัญชีรายชื่อที่มีอยู่ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ก็มีผลงาน ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็น อดีตนายกรัฐมนตรี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็มีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีมา หลายกระทรวง สภาของเราควรรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ให้ได้ ไม่ควรมีนายกรัฐมนตรี จากคนนอก ท่านประธานที่เคารพครับ ในอดีตมีคำกล่าวว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคดีฉันใด กรุงรัตนโกสินทร์ก็ไม่สิ้นคนดีฉันนั้น อย่าห่วงว่าเราจะหาคนดีมาแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมือง ไม่ได้ ขอขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปก่อนที่ท่านมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จะอภิปราย ท่านรัฐมนตรีสันติ พร้อมพัฒน์ ขอชี้แจง เชิญท่านรัฐมนตรีสันติครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผมจะขออนุญาตตอบข้อซักถามของท่านยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ในประเด็นของกรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียว ลำลูกกา-คูคต แล้วก็บางปู-สมุทรปราการ ก่อนอื่น ต้องขอกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าเดิมทีนั้นบริษัทบีทีเอส (BTS) ได้สัมปทาน รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ช่วงบางนา เข้ามาที่สนามกีฬาก็คือแถวสยาม ต่อจากนั้น รฟม. ได้มีโครงการสร้างส่วนต่อขยายจากบางนา ส่วนแรกจากบางนาไปยัง สมุทรปราการ ก็คือแถวบางปู แล้วก็ทางด้านเหนืออีกเส้นหนึ่งก็คือจากตรงเซ็นทรัลลาดพร้าว ไปถึงคูคตทั้งสองส่วน จากที่ได้ทั้งสองส่วนก็คือทั้งของบีทีเอส (BTS) แล้วก็ของ รฟม. ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จสามารถทดลองได้นั้น ก็เกิดข้อท้วงติงของพี่น้องประชาชนว่าในเมื่อรถไฟ ทั้งหมดก็กลายเป็น ๓ ตอน สร้างความยากลำบากในการสัญจรให้กับพี่น้องประชาชน ก็เลยได้มีแนวคิดของทั้ง รฟม. แล้วก็ของทั้งกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานว่า การที่รัฐได้สร้างสาธารณูปโภคแล้วสร้างความลำบากยากเย็นในการใช้งานของ พี่น้องประชาชน จึงได้ร่วมประชุมปรึกษาหารือกัน นอกเหนือจากความยากลำบากที่ขึ้นจาก คูคตมาถึงตรงแยกลาดพร้าว ตรงเซ็นทรัลลาดพร้าวนั้น จะมาขึ้นส่วนต่อขยายของในส่วนของ บีทีเอส (BTS) นั้นก็ต้องลงแล้วก็มาตีตั๋วขึ้นใหม่ พอไปถึงบางนาก็ต้องลงแล้วมาตีตั๋วขึ้นใหม่ สร้างความยากลำบากให้กับพี่น้องประชาชน แล้วในขณะเดียวกันถ้ามันเป็น ๓ ตอน พี่น้องประชาชนที่จะโดยสารเส้นทางนี้ก็มีความจำเป็นจะต้องเสียค่าแรกเข้า ๓ ครั้ง ซึ่ง ๓ ครั้ง รวมกันแล้วผมจำได้ว่าในสมัยนั้นเกินกว่า ๑๕๐ บาท ซึ่งถือว่าแพงมหาโหด พี่น้องประชาชนก็มีข้อท้วงติง ทางราชการไม่ว่าจะเป็น รฟม. เป็น กทม. ก็ด้วยเห็นความ เดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในการที่รัฐได้ลงทุนแล้วก็เกิดปัญหาอย่างนี้ ความไม่สะดวก และค่าโดยสารก็แพง จึงได้ปรึกษาหารือกันนะครับว่าจะร่วมทุนกันได้อย่างไร จะได้ร่วมทุน กันได้อย่างไรเพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางตั้งแต่คูคตไปถึงบางนา ตลอดสายให้มันถูกลง แต่ก็เป็นความยินดีนะครับว่าทั้ง ๒ หน่วยงาน ได้คุยกันแล้วตกลงที่จะร่วมทุนเดินรถ แล้วก็ ได้สรุปค่าโดยสารจากเกินกว่า ๑๕๐ บาทตลอดสาย คือเสียค่าแรกเข้าครั้งเดียว ๖๕ บาท ซึ่งถูกกว่าเกือบ ๒ เท่า ก็เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางชานเมืองสามารถ เข้าเมืองโดยค่าโดยสารถูกลงเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญที่สุดก็คือไม่ต้องขึ้น ๆ ลง ๆ ในการต่อรถ อันนี้ส่วนราชการก็สร้างความสะดวกแล้วก็สร้างประโยชน์ให้กับ พี่น้องประชาชน เมื่อเป็นดังนั้นทาง กทม. ก็มีเงื่อนไขอีกว่าถ้ามารวมกันแล้ว ถ้าหากว่าทาง รฟม. ซึ่งจ่ายเงินค่าก่อสร้างไปเป็นเงิน ถ้าผมจำไม่ผิดประมาณ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดังนั้นถ้าหากว่ายังบริหารกัน ๒ ส่วน ๓ ส่วน ก็จะเกิดปัญหาขัดข้องในการบริหารงาน ในการเก็บเงิน ในการจ้างพนักงานอะไรต่าง ๆ มากมาย การบำรุงรักษาเส้นทางอะไรต่าง ๆ ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่สูง เพราะฉะนั้นการที่ลดราคาลงมา ๖๕ บาท ก็จะให้มีการบริหารอย่างเป็น เอกเทศ ทาง กทม. เอง เท่าที่ผมจำได้ก็ได้เจรจากับบริษัทบีทีเอส (BTS) ว่าไหน ๆ ก็จะจ้าง ร่วมลงทุนแล้วก็จ้างให้บีทีเอส (BTS) บริหารต่อไป เพื่อลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านั้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายครับ ปรากฏว่าได้ตกลงว่าจะบริหารโดยบีทีเอส (BTS) เป็นบริษัทเดียว ก็ได้มีการร่างสัญญา เกิดขึ้น สัญญานั้นได้ผ่านการตรวจสอบของสำนักงานอัยการเป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่ ได้มีการตรวจสอบ มีการประชุมอย่างรอบคอบแล้ว ทางกรุงเทพมหานครได้ร่างสัญญา ส่งให้อัยการสูงสุดได้ตรวจสอบ ในขณะนั้นก็บังเอิญว่าท่านอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ก่อนที่ท่านลาออก ๑ วัน ที่ท่านรู้ว่าท่านจะลาออกด้วยเหตุใดนั้น ผมไม่ทราบ ท่านได้ตอบความเห็นของโครงการนี้ที่กรุงเทพมหานครได้มาขออนุมัติ แล้วก็ ขอถามความเห็นที่กระทรวงการคลัง ท่านอุตตมก็ได้ตอบข้อคิดความเห็นของตนเอง แต่หลังจากที่ท่านตอบแล้ววันรุ่งขึ้นท่านลาออก ท่านก็มีหนังสือบอกว่าเพื่อความถูกต้อง จึงขอถอนความเห็นเพื่อให้รัฐมนตรีใหม่ได้มีอิสระในการที่จะแสดงความเห็น เพื่อจะนำเข้า ครม. เมื่อเป็นดังนั้นเมื่อท่านลาออก ผมก็รักษาการโดยอัตโนมัติ เนื่องจากผมเป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการของกระทรวงการคลังตามกฎหมาย ผมก็ได้มาตรวจสอบว่าข้อคิดความเห็นของ ท่านอุตตม ตามที่ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงนั้น มีข้อความใดที่เป็นประโยชน์ มีข้อความใด ที่เป็นความเห็นที่เป็นประโยชน์นั้น ผมก็มาตรวจสอบแล้ว ข้อคิดความเห็นของ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอุตตมนั้นก็เป็นข้อคิดความเห็นที่เป็นประโยชน์ เมื่อผม เห็นแล้วผมก็มาปรับปรุงนิดหน่อยแล้วผมก็แทงข้อคิดความเห็นนั้นส่งไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเข้า ครม. ก็คงต้องเรียนว่าในขณะที่ผมเซ็นไปนั้นก็เป็นช่วงที่ท่านปรีดี ดาวฉาย ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็เป็นช่วงนั้น เพราะฉะนั้น หนังสือผมก็เดินทางไปถึง ครม. ปรากฏว่าในวันที่ ๑๒ ท่านปรีดีได้ไปถวายสัตย์ แสดงว่า ท่านปรีดีนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ในวันที่ ๑๓ มีการประชุม ครม. เรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียวนี้ได้เข้า ครม. ผมเองก็ได้ร่วมประชุมอยู่ด้วย ท่านปรีดีเองเห็นว่าท่านยังไม่ได้ดูเรื่อง ท่านจึงขอทาง ครม. ว่าขอท่านไปดูหน่อย ก็แค่นั้นเอง ก็คงจะเรียนว่าบัดนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวเส้นนี้ ท่านปรีดีก็ขอเอามาดูแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่ ของกระทรวง ไม่ว่า สคร. ไม่ว่า สศค. กำลังตรวจสอบ กำลังดูอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้เกิดความ รอบคอบในเรื่องร่างสัญญา ก็เรียนว่าผมได้ตรวจสอบแล้ว ทางสำนักงานอัยการนั้น ได้ตรวจสอบสัญญานี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็คงจะเรียนท่าน ส.ส. เพื่อทราบนะครับ🔗

อีกประเด็นหนึ่งของท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ เกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่น ที่ได้บอกว่า ทางท้องถิ่นนั้นได้มาขอพบจำนวน ๔๐ กว่าคน ผมก็อยากจะกราบเรียนท่านนะครับ ว่าท้องถิ่นนั้นได้มาร้องเรียนกับผมเช่นเดียวกัน ในเรื่องที่รัฐบาลได้เห็นว่าปัญหาโควิด (COVID) นั้นเป็นปัญหาที่ทำให้ธุรกิจในหลาย ๆ ภาคส่วน ตลอดจนการบริโภคต่าง ๆ นั้น ได้ชะลอลงแล้วก็ไม่ใช่ชะลอเฉพาะประเทศไทย ชะลอไปทั่วโลกนะครับ ดังนั้นเพื่อให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนผู้ประกอบการเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือผู้ประกอบการต่าง ๆ นั้นได้ลดค่าใช้จ่ายในด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่ดิน เรื่องของอะไรต่าง ๆ รัฐบาลจึงได้ประกาศลดค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ท้องถิ่น รับผิดชอบไปเก็บลงไป ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเงินก้อนนี้ทางนายกสมาคม สันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยได้มาพบผมที่กระทรวง ได้มาขอความอนุเคราะห์ว่า หากเงิน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นรัฐบาลได้กรุณาลดให้กับ ผู้ประกอบการไปแล้วทำให้ท้องถิ่นเสียรายได้ตรงนี้ไปประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๆ จะทำอย่างไรถ้าหากกระทรวงการคลังพอมีเงินก็ให้ช่วยสนับสนุนด้วยนะครับ ผมเองต้อง กราบเรียนท่าน ส.ส. ชวลิต วิชยสุทธิ์ ว่าความจำเป็นของท้องถิ่นผมก็ขอเรียนว่างบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติซึ่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณได้พิจารณาในการ ตรวจสอบการใช้งบประมาณต่าง ๆ ความจำเป็นต่าง ๆ ได้ตัดงบประมาณประจำปี ๒๕๖๔ ออกมาเป็นเงินประมาณ ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นผมในฐานะประธานกรรมาธิการ ผมเห็นว่าทางเทศบาลนั้นมีความเดือดร้อนในเรื่องของภาษีที่ถูกลดลงไป ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินหมื่นกว่าล้านบาท ผมจึงได้เสนอต่อที่ประชุมว่าเงินตัวนี้น่าจะนำไปให้กับทางเทศบาล ได้สามารถเอาไปใช้ในการบำรุงรักษาในการดูแลเทศบาล ประมาณ ๑๐,๐๖๗ ล้านบาท จึงเรียนมาเพื่อทราบ นอกเหนือจากนั้นเงินที่ตัดจากงบประมาณนั้นก็ยังเอาไปให้กับผู้สูงอายุ อีก ๕๘๘ ล้านบาท และยังเอาไปช่วยในด้านสาธารณสุขที่ ครม. ได้อนุมัติให้กระทรวง สาธารณสุข ซึ่งเจ้าหน้าที่ตั้งหลายหมื่นคนที่มาทำงานในเรื่องโควิด (COVID) เพิ่มมาอีก ๔๐,๐๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นก็จึงนำเงินที่กรรมาธิการได้ตัดไว้นั้นอีก ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไปให้กับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้จ้างเจ้าหน้าที่ในการดูแลเรื่องโควิด (COVID) อีก ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท จึงกราบเรียนท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ นะครับ อีกประเด็นหนึ่งของ ท่านชวลิตก็คือเรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งท่านบอกว่าขณะนี้มีหนี้ครัวเรือนอยู่ถึง ๑๓.๔ ล้านบาท ก็ต้องขอเรียนว่าคำว่าหนี้ครัวเรือนนั้นในอดีตเราก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องของครัวเรือนที่จับจ่าย ใช้สอยแล้วก็ใช้เรื่องของความฟุ่มเฟือย ผมขอกราบเรียนว่าไม่ใช่นะครับ จากการที่ผมอยู่ กระทรวงการคลังมาปีกว่าเกือบ ๒ ปี ผมได้ลงไปดูในเรื่องของหนี้ครัวเรือน หนี้ครัวเรือนนั้น ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยอย่างที่ท่านว่า หนี้ครัวเรือนมีส่วนหนึ่งเท่านั้นเองประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของหนี้ครัวเรือนที่เป็นหนี้ค่าบริโภคไปซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อันนั้นก็เป็นตัวชี้วัดว่าบ้านเมืองมีการพัฒนา มีเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชน ในครัวเรือนก็สนใจที่จะได้รับความสะดวกสบาย แต่ท่านทราบไหมว่าอีก ๗๐ เปอร์เซ็นต์นั้น เป็นหนี้ลงทุนของครัวเรือน เป็นหนี้ลงทุนของครัวเรือนเพื่อกู้เอาไปประกอบสัมมาอาชีพ สร้าง ดูแลครอบครัวของตนเอง เช่นพวกอาชีพอิสระก็ดี ที่ในครัวเรือนได้ค้าขายในสารพัด โดยเฉพาะท่านเคยเห็นไหมครับว่าอย่างรถพุ่มพวงอย่างนั้นนะครับ ไปดาวน์ (Down) รถปิกอัป (Pickup) มา แล้วก็นำผัก ผลไม้ต่าง ๆ ห้อย ๆ แล้วก็วิ่งเข้าไปขายตามหมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นหนี้ครัวเรือนทั้งสิ้น จึงกราบเรียนให้ท่านได้รับทราบนะครับ แต่ก็ต้อง ขอบคุณนะครับ ข้อคิดความเห็นกับข้อเสนอแนะของท่าน กระทรวงการคลังจะนำไปเป็น นโยบายในการดูแล ในข้อเสนอแนะที่ดี ๆ ของท่านนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ๔๕ นาที แล้วตามด้วย นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน ๑๐ นาที เชิญท่านมิ่งขวัญครับ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ วันนี้ผมอยากจะย้ำนะครับว่าการอภิปรายวันนี้มันจะเป็นการนำเสนอ ในเรื่องข้อมูล ตัวเลข แล้วก็เป็นความจริง🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านมิ่งขวัญ นั่งที่ผิดหรือเปล่าครับ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านไม่ต้องเป็นห่วงสุขภาพผม ผมยืนถูกที่ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมเป็นห่วง เพราะว่าถ่ายทอดสดไปทั่วทั้งประเทศนะครับ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เข้าใจครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้าเป็น ความประสงค์ของท่าน ผมก็ไม่ว่าอะไรละครับ เชิญครับ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านพูดอย่างนี้ ผมตัดเวลา ทดบาดเจ็บนะครับ ผมเรียนท่านอย่างนี้ครับ ผมจะบอกว่าข้อมูลที่จะพูดบ่ายวันนี้มันเป็น ความจริงที่คนไทยต้องเผชิญ แล้วก็ได้พบกับสิ่งเหล่านี้ ผมขอสไลด์ (Slide) แผ่นแรกเลยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ผมอยากจะบอกว่าวันนี้ เราคุยกัน ๒ เรื่อง อภิปรายไม่ไว้วางใจโดยไม่ลงมติ แต่เรากำลังพูดเรื่องเศรษฐกิจที่ล้มเหลว แล้วจึงมาเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในประเทศ ฉะนั้นกฎหมาย ๔ ฉบับ อันนี้ผมพูด เพื่อสำหรับคนที่ไม่มีโอกาสได้ติดตามการเมือง เรียกว่าดูทีเดียวรู้เรื่องหมด ท่านดูเราจะ คุยกันถึงกฎหมาย ๔ ฉบับ งบประมาณปี ๒๕๖๓ เงินกู้โควิด (COVID) การโยกงบ และงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ กฎหมาย ๔ ฉบับนี้เป็นเรื่องสำคัญ เรามาว่าเรื่องงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ก่อนนะครับ ทำไมต้องพูดเรื่องงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ เพราะวันนี้เป็นวันที่ ๙ เดือน ๙ เหลือเวลาอีก ๒๑ วัน งบนี้จริง ๆ ถ้าสมมุติฐานก็คือใช้ครบหมดแล้ว สิ่งที่ผมอยาก ชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้จดจำก็คือ เราตั้งงบไว้ ๓.๒ ล้านล้านบาท เรากะจะจัดเก็บ เงินรายได้ ๒.๗ ล้านล้านบาท แล้วก็เป็นงบขาดดุล ๔.๖ แสนล้านบาท แต่ ๒.๗ ล้านล้านบาท เก็บไม่ได้หรอกครับ ผมได้เตือนรัฐบาลแล้วว่าท่านตั้งรับโดยที่ไม่ได้เตรียมตัว เพราะฉะนั้น ทำไมผมถึงบอกว่า ๒.๗ ล้านล้านบาท เก็บไม่ได้ตามเป้า มีการแถลงโดยกระทรวงการคลัง ๙ เดือนที่ผ่านมาปรากฏว่าเก็บงบประมาณเก็บรายได้พลาดเป้าไป ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ท่านว่า ๒.๗ ล้านล้านบาท แล้วเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน ๓ เดือนกระมังครับ ท่านไปถึงไหมครับ อันนี้ผมว่าคงยาก ถ้าดูจากอย่างนี้บอกได้คำเดียวคนไทยมืดมน มันไม่มีทางออก หายใจ ไม่ออกจริง ๆ ครับ ผมขอเน้นเรื่องงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ หน่อยนะครับ มันมีบางจุดที่ต้อง พูดถึง ท่านสังเกตอันดับ ๑ ถึงอันดับ ๕ กระทรวงศึกษาธิการไปเกี่ยวข้องกับครูบาอาจารย์ ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน ลูกจ้างอีก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่สำคัญไปเกี่ยวกับเด็ก ๆ ประมาณบวกลบ ๑๐ ล้านคน เด็กนักเรียนครับ ปกติตลอด ๑๐ กว่าปีกระทรวงศึกษาธิการ เป็นแชมป์ของงบประมาณ แต่พอมา พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเอางบกลาง ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง อันนี้ผมเรียนก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะเฉลยว่าทำไมถึงต้องพูดถึง งบกลางท่านดูสิงบกลางได้ ๕๑๘,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการได้ ๓๖๘,๐๐๐ ล้านบาท งบกลางมันมีหัวข้อในการใช้เงินอยู่ประมาณ ๑๐-๑๒ ข้อ ข้อที่ ๑๑ ถ้าผมไม่ผิดจะเป็น งบสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินหรือจำเป็น ท่านตั้งเอาไว้ ๙๖,๖๐๐ ล้านบาท ไปดูแผ่นต่อไปครับ คนไทยคงจำเหตุการณ์ได้ดี ผมย้ำนะครับถ้าใครไม่ได้ตามการเมืองมาฟังวันนี้ชั่วโมงเดียว รู้เรื่องหมด ตอนนั้นโควิด (COVID) แพร่จากจีน ประเทศไทยทะยานขึ้นสู่อันดับ ๒ ของโลก ผมเน้น ประเทศไทยผู้ติดโควิด (COVID) ทะยานขึ้นสู่อันดับ ๒ ของโลก แล้วตอนนั้น เรากำลังตื่นเต้นกับนักท่องเที่ยว ๔๐ ล้านคนที่จะเข้าประเทศไทย ท่านว่าเกิดอะไรขึ้น ในที่สุดรัฐบาลตอนนั้นมันไม่ใช่รัฐบาลอย่างเดียวนะ คนไทยทั้งประเทศต้องเผชิญกับความ หวาดกลัวอย่างสุดขีดในชีวิตที่ไม่เคยเจอมา ๔ ข้อนี้ ตัดสินใจปิด กทม. ๒๒ มีนาคม ออก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ๒๖ มีนาคม เคอร์ฟิว (Curfew) ๒ เมษายน และปิดประเทศ ปิดทุกด่าน ทุกสนามบินวันที่ ๓ เมษายน ท่านสังเกตวันที่ ๓ เมษายน เราตัดสินใจปิดประเทศ นั่นแปลว่าอะไร แผ่นต่อไปเลยครับ นี่ครับ คุ้นเหลือเกินพระเอกของเรามาแล้ว ประชาชน ออกไปร้องกันใหญ่เลยว่าเจ๊ง ตกงาน บริษัทปิด มีคนตกงานอยู่ ๑๐ ล้านคน ไม่มีเงินจะอยู่ ได้อย่างไร ไปขอเงิน ตอนนั้นก็มีมาตรการแบบเฉพาะหน้าออกมาบอกแจก ๕,๐๐๐ บาท ก็แล้วกัน มันก็มีปัญหาเรื่องการลงทะเบียน เรื่องการแจกเงิน แจกอย่างไร วิธีอย่างไร แอป (App) แบบไหน ปรากฏนายกรัฐมนตรีออกมาเลยครับ จ่าย ๕,๐๐๐ บาท มีเงิน แค่เดือนเดียว นอกนั้นต้องรอกู้เงินไม่พอแจก ผมย้ำก่อนนะครับ ทุกข้อความที่ออกมาต้อง ขอบคุณทุกสื่อที่เขาตีพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าว ไปดูแผ่นต่อไปครับ ผมเน้นชัด ๆ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๓ นายกรัฐมนตรีบอกว่างบกลางหมดแล้ว ที่ท่านต้องใช้ ฉุกเฉินที่ท่านต้องใช้จำเป็นเร่งด่วนมันหมดแล้ว ท่านอย่าลืมนะเมื่อสักครู่ผมยกงบกลางขึ้นมา เป็นอันดับ ๑ มากกว่ากระทรวงศึกษาธิการ ผมพูดอย่างนี้ท่านอย่าหาว่าผมไปเกี่ยวอะไรกับ ม็อบ (Mob) เด็กอะไร ผมไม่เกี่ยวนะครับ ผมไม่เคยอยู่ม็อบ (Mob) สีใด แต่ผมต้องพูดความจริง ท่านดูต่อไปครับ ในเมื่อนายกรัฐมนตรีบอกไม่มีเงิน เงินหมดแล้ว คำตอบจึงมาอยู่ในห้องนี้ บอกว่าก็ผมต้องกู้เงิน โควิด-๑๙ (COVID-19) ตอนแรกผมก็ดูว่าเอ๊ะ เขาคิดแคมเปน (Champaign) โจทย์มันมาจากอะไร ทำไมต้องขอกู้ ๑.๙ ล้านล้านบาท ซึ่งมันมากมายมหาศาล เหลือเกิน จริง ๆ ท่านกู้ทีหนึ่ง ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้ แต่ปรากฏว่าคงมีคนนึกสนุกก็โควิด-๑๙ (COVID-19) ก็เลยกู้ ๑.๙ ล้านล้านบาท ผมบอกเลย ถ้าผมคุมเศรษฐกิจแล้วคุมประเทศนี้ผมไม่กู้เท่านี้ แต่คราวนี้ผมจะให้ท่านดูสีเขียว ท่านไป บอกให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีคนอภิปรายไปเมื่อเช้าแล้วว่า ใช้เงินอย่างไร ผมไม่พูดแล้วอันนี้จบ แต่ไปดูตรงสีฟ้าสิครับ กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท สั้น ๆ ไม่ว่าท่านจะบรรยายอย่างไรก็ตาม กู้มาเพื่อเยียวยาประชาชนซึ่งอดอยากแล้วก็หิวโหยและ ไม่มีเงิน ๑ ล้านล้านบาทท่านไปจัดอย่างไร ไปดูแผ่นต่อไปครับ ออกมาแถลงข่าวอย่างนี้ อาชีพอิสระ พูดเสียสวยหรูเลย ความจริงก็คือคนไม่มีเงินจะกินข้าว คนตกงาน บริษัท ที่มันเจ๊งแล้วไม่มีอะไรทำ ปรากฏว่า ๑๖ ล้านคน เกษตรกร ๑๐ ล้านครัวเรือน ท่านจ่าย ผ่าน ๑ คน ก็ ๑๐ ล้านคน ผู้เปราะบาง ผู้ด้อยโอกาส ๑๓ ล้านคน ตัวเลขสุดท้ายตรงสีเหลือง บอกว่า ๓๙ ล้านคน ผมย้ำนะครับ กระทรวงการคลังบอกว่าได้เงินไปแล้ว ๓๙ ล้านคน ๔.๒ แสนล้านบาท ก็ยังมีอีกว่าจากเดือนเดียวทีนี้บอกแจก ๓ เดือน ผมก็ถามอีกว่าแล้วแจก ๓ เดือน แล้วพอ ๓ เดือนกับอีก ๑ วันเขาไม่กินข้าวแล้วหรือ แล้วท่านหยุดได้อย่างไร แล้วท่านจัดสรรเงินอย่างไร ผมจะไปจับถ้าเป็นภาษาวัยรุ่นตอนนี้ผมไม่รู้นะตรงข้างบนเข้าใจ หรือเปล่า เขาเรียกโป๊ะแตก ท่านดูต่อไปครับ ท่านบอกว่า พ.ร.ก. เยียวยาโควิด (COVID) เป็นเรื่องเร่งด่วน ผมให้เขาใส่สีแดงเลยครับ ผมบอกเร่งด่วนเพราะมัน ๑ ล้านล้านบาท คนไม่มีจะกิน ในเมื่อมันเร่งด่วนก็ต้องใช้ ปรากฏไปดูสไลด์ (Slide) แผ่นต่อไป กระทรวงการคลังออกมาให้ข่าว เพิ่งกู้ไป ๓.๑ แสนล้านบาท ที่เหลือจะกู้ปีงบประมาณ ๒๕๖๔ โอ้โฮถ้าคิดอย่างนี้ในแง่ การเงินการคลัง ผมย้ำนะครับ ๑. ไม่มีเงินเหลืออยู่แล้วแม้แต่บาทเดียวครับ หรือ ๒. ด้วย ระบบราชการหรือไปติดขัดอะไร ทำไมไม่กู้ต่อครับ แล้วเดือนที่ ๔ เดือนที่ ๕ เดือนที่ ๖ เขาจะอยู่ได้อย่างไรครับ แล้วไปกู้งบประมาณ ปี ๒๕๖๔ กว่าจะได้ใช้อีกครับ ช่วงนี้อดข้าวไปก่อน หรือครับ ช่วงนี้ไม่ต้องกินข้าวหรือครับ ผมขอทวงเงินคืน ผมถามสั้น ๆ ๓.๑ แสนล้านบาท ถ้าปัดเศษออก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ท่านขอไป ๑ ล้านล้านบาท อีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปอยู่ที่ไหนเอามาเทลงมาช่วยครับ ผมขอประกาศดัง ๆ ให้ได้ยิน พี่น้องประชาชนฟังนะครับ เจอท่านประยุทธ์ที่ไหนเอาดอกไม้ไปให้แล้วเขาบอกว่าขอเงินครับ อีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาครับ ท่านไปดูแผ่นต่อไปครับ ผมคิดไม่เหมือนกับท่านครับ ถ้าผมคิดใหม่ วิสัยทัศน์ใหม่ คือคิดไม่เหมือนท่านแน่นอนครับ ประชาชนเขาอดอยากหิวโหยเขาจะตายนะครับ ท่านดูนะครับ เงินกู้โควิด-๑๙ (COVID-19) ๑.๙ ล้านล้านบาท วงเงินอื่นอีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวมัน ไปมีเรื่องโยกงบ ผมโยงเรื่องมาให้ท่าน คนที่ไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์เลยจะรู้เรื่อง เทไปให้คนที่ เดือดร้อนทั้งหมด ท่านไปดูตรงนี้เรามีเงิน ๒ ล้านล้านบาทแล้วนะครับ เศษด้วยครับ ไปดูแผ่นต่อไป ผมให้คนละ ๕,๐๐๐ บาท เหมือนที่ท่านให้ แต่ ๕,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน และให้ต่อเนื่องไม่หยุดแม้แต่เดือนเดียว ๑๒ เดือน คนจะได้เงิน ๓๓ ล้านคน บวกความจริง มันเกินกว่า ๓๓ ล้านคนบวก นี่ครับวิสัยทัศน์ท่านกับผมจึงไม่เหมือนกัน เพื่อประชาชนคนไทย ที่ลำบากอย่างแท้จริงครับ ท่านรักประชาชนหรือเปล่าครับ ท่านเคยไม่มีข้าวกินไหมครับ ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน มันยังมีวิธีคิดต่อไปอีกนะครับว่าถ้าเกิดสมมุติเขาเกิดไปได้งานล่ะ ธุรกิจเขาฟื้นล่ะ อันนั้นท่านค่อยมาตัดออกครับ คราวนี้ไปดูแผ่นต่อไป ผมย้ำนะครับว่า แผ่นเมื่อสักครู่เป็นแผ่นวิสัยทัศน์ว่าถ้าผมเป็นท่านผมจะทำอย่างนี้ แต่ในเมื่อท่านบอกท่านจะ ทำอย่างท่าน แล้วแต่ท่านครับ เรื่องนี้นะครับ ผมว่าถ้าพี่น้องไม่อธิบายด้วยภาษาง่าย ๆ เขาไม่เข้าใจหรอกครับ ท่านดูนะครับ ทำไมผมต้องเน้นว่าพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ๘๘,๔๕๓ ล้านบาท ผมบอกว่า ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ๑๔-๑๕ ปี หรือ ๒๐ ปีด้วยซ้ำ ท่านไปดูงบประมาณ กระทรวงศึกษาธิการที่เพื่อเด็ก ๆ เป็น ๑๐ ล้านคน ได้งบประมาณ สูงสุดอันดับ ๑ ของประเทศ แต่พอมารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ท่านสับเอางบกลางขึ้นมาเลย งบกลางปกติเขาจะได้กันอยู่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอโทษนะครับ ผมไม่อยากพูดอย่างนี้ ท่านล่อเข้าไป ๕๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่พอนะครับ พอฉุกเฉินมา ท่านบอกเงินหมดแล้ว ท่านจึงไปใช้พระราชบัญญัติโอนงบไปอีก ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ได้ไป ๖๐๗,๐๐๐ ล้านบาท ๖๐๗,๐๐๐ ล้านบาทเอาไปใช้อะไรครับ ผมเน้นข้อฉุกเฉินและจำเป็น เพื่อปากท้องคนไทยเท่านั้น ท่านตอบ ผมบอกเลยนะท่านไม่มีเหตุผลที่จะตอบหรอก ไปดูสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ทีนี้มาดูกันนะครับ โยกงบหรือโอนงบมันมีข้อสังเกตอะไร พ่อแม่พี่น้องทั้งประเทศดูดี ๆ นะครับ ท่านใช้เวลาพิจารณาโยกงบ ๘.๘ หมื่นล้านบาท พูดง่าย ๆ ถ้าหลวม ๆ ปัดเศษ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เกิน ๓ วัน นั่งประชุมกัน กินกาแฟ ไปบ้าง กินขนมไปบ้าง พูดบ้าง เข้าใจ ฟังไม่ฟัง วิ่งออกไปไหน เงินตั้ง ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านใช้เวลาเพียง ๓ วัน แต่ข้อ ๒ น่ากลัวกว่านั้นอีก คณะกรรมาธิการพอมาถึงท่านก็ทำเหมือน งานปกติ นี่คือภาวะวิกฤติของชาติ ผมจำได้เลยผมนั่งแถวนี้แต่ละคนก็ยกมือเสนอเอาตาม โควตา ผมบอกเลยนะ กรรมาธิการบางคนทำธุรกิจสีเทาและบางคนมีคดีอาญาติดตัว แล้วเอามานั่งพิจารณาอย่างนี้ ผมถามจริง ๆ เถอะงบนี้ผมขอเรียกมันว่างบสีเทา มันไม่โปร่งใสกระมัง แต่ข้อ ๓ สิครับ แล้วตรวจสอบก็ไม่ได้ เพราะอะไร งบกลาง เดี๋ยวท่านไปดูสไลด์ (Slide) แผ่นต่อไปท่านจะรู้เลย ท่านจะเกิดความแจ่มแจ้งแดงแจ๋ว่าอ๋อ มิน่างบกลางอย่างนี้ในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ถึงทะลุขึ้นมา ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท งบกลางตรวจสอบอีกไม่ได้ ท่านดูแผ่นต่อไปครับ นี่อย่างไรครับ เมื่อผ่านสภาไปแล้ว ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่สามารถจะกลับมาผ่าน สภาผู้แทนราษฎรได้อีกครับ อำนาจสั่งจ่าย ผมขอทำมืออย่างนี้ ถ้าเด็ก ๆ ที่ชอบเล่น เอามือนี้ไปทำ นี่ครับอยู่ในกำมือนี่ครับ กำมือของนายกรัฐมนตรีอยากจะบอกว่าเหมือนผู้เดียว จริง ๆ มันมีกฎระเบียบ จ่าย ๑๐๐ ล้านขึ้น ๑๐๐ ล้านลง อันนี้ผมจะไม่ไปยุ่งในกฎระเบียบ เดี๋ยวคนงงทั้งประเทศ มันอยู่ในกำมือของนายกรัฐมนตรีคนเดียว แต่มันยากต่อการ ตรวจสอบและมีโอกาสคอร์รัปชันสูง นี่คืออิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ของงบกลางมันเป็นยิ่งกว่า อภินิหารกฎหมายที่เคยมีมาอีกครับ ไปดูแผ่นต่อไปครับ ไปดูงบปี ๒๕๖๔ ท่านสังเกตไหม วันนี้ผมพยายามพูดเร็ว ผมหยุดหายใจเป็นห้วง ๆ เพราะผมพยายามจะให้ได้เนื้อหาเยอะที่สุด ผมเห็น พลเอก ประยุทธ์ตั้งใจฟัง นั่งจดยิก ๆ จดให้ทันนะครับแล้วลุกขึ้นมาตอบ เดี๋ยวผมจะ ดูท่านตอบอย่างไร งบประมาณประจำปี ๒๕๖๔ ผมพูดได้คำเดียว ขอโทษนะครับ ถ้าผิดหวัง มันก็ว่าเยอะนะครับ ผมขออนุญาตใช้คำพื้น โคตรผิดหวังเลยครับ ผิดหวังหน่วยงาน ทีมเศรษฐกิจ ใครนะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ บังเอิญชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกครับ ท่านว่าท่านทำอะไรลงไปครับ ปี ๒๕๖๓ ท่านตั้งรับไม่ทันเรื่องภาวะวิกฤติโควิด (COVID) พอให้อภัยได้ อโหสิกรรมกันได้ แต่ปี ๒๕๖๔ รู้ทั้งปีอยู่แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ท่านทำอะไรครับ งบประมาณรายได้ ท่านยังคิดเหมือนเดิมเลยครับ ขาดดุลก็เหมือนเดิม งบประมาณใช้จ่าย ก็ยังใช้จ่ายเหมือนเดิม ก็ไม่มีจะกินอยู่แล้ว เก็บรายได้ก็เก็บไม่ได้ ภาษีก็เก็บไม่ได้ ท่านยัง ไม่รู้จักว่างบประมาณในภาวะวิกฤติเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ขอพูดอีกทีภาษาไทย อันนี้ยืนยัน โคตรผิดหวัง ไปดูต่อครับ ที่มันน่ากลัวยิ่งกว่านั้นท่านดูงบปี ๒๕๖๔ งบกลาง ล่อไป ๖๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านว่ามันสูงกว่าหรือเปล่า เดี๋ยวไปดูนะครับ เข้าไป ๑๘.๖ เปอร์เซ็นต์ งบกระทรวงศึกษาธิการ ๑๐.๙ เปอร์เซ็นต์ ๕ อันนี้ในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จึงโดดเด่นขึ้นมาด้วยงบกลาง กระทรวงศึกษาธิการถูกถีบลงไปอยู่ มันถีบนี่ มันเห็นความรู้สึกว่ามันโดนถีบโดนกดลงไปอยู่อันดับ ๒ ท่านไปดูต่อไปครับ นี่อย่างไรครับ งบกลาง ปี ๒๕๖๓ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วไปบวกเป็น ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทีนี้ไม่หนำใจเอาขึ้นมาเลยครับ ๖๑๔,๐๐๐ ล้านบาท บวกเข้าไปอีก ๙๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท พูดง่าย ๆ คือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการ ตัดไป ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงกลาโหม ตัดไป ๙,๘๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น ๙,๘๐๐ กับ ๙๕,๐๐๐ ๑๐ เท่าตัวโดยประมาณ อันนี้บอกเลย เป็นตารางเปรียบเทียบ สำนักงบประมาณ สำนักปลัดบัญชี กระทรวงการคลัง ท่านไม่ต้องไป ตรวจสอบหรอก เอาอันนี้ไปอ้างอิงได้เลยครับ เสียเวลาทำงาน ต่อไปครับ ตรงนี้ดูดี ๆ ต้องอธิบายไม่อย่างนั้นไม่เข้าใจ งบกลาง ปี ๒๕๖๓ เมื่อท่านใช้พระราชบัญญัติ โอนงบประมาณแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๓ มาบวก ท่านจึงได้เงินไป ๖๐๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่พองบกลาง ปี ๒๕๖๔ ยังไม่ทันเริ่มต้นเลย ครั้งแรกท่านได้ไป ๖๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมให้เขาขึ้นตัวแดง ผมบอกตรงนี้ต้องขึ้นตัวแดง แล้วจะโอนงบมาอีกไหม แค่ท่านโอนมาอีก ๘๘,๐๐๐ เท่าเดิม ท่านจะมีเงินในกระเป๋าโดยอำนาจและกำมือของนายกรัฐมนตรี ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เยอะที่สุด นายกรัฐมนตรีสั่งอะไรก็ได้ ไปดูต่อครับ ตรงนี้ทำไมต้อง ให้เขาขีดเน้นมา เขาบอกว่างบกลาง อันนี้ผมฟ้องประชาชนให้รอจับตาดู วันนี้ท่านยังไม่ได้ ทำอะไรผิดนะครับ แต่ผมจะบอกว่าหนังสือเขาวิเคราะห์ไว้ว่างบกลางที่กระทรวงการคลังหรืออะไรทำออกมา แล้วแถลงข่าวบอกว่าเอาไปเตรียมจ่ายเพื่อบรรเทาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) สูงถึง ๑.๔ แสนล้านบาท ผมเตือนท่านก่อนนะครับ เงินของประชาชน ภาษีก็ ของประชาชน คืนเขาไปเถอะครับ อย่าเอาไปใช้ผิดประเภท ผมเตือนนะครับ แล้ววันหลัง ถ้าเรามีโอกาสสภานี้ยังอยู่เดี๋ยวผมจะมาจับผิดท่านให้คนดูครับ ไปดูแผ่นต่อไปครับ งบปี ๒๕๖๔ ทำไมผมต้องพูดซ้ำอีกทีหนึ่ง ๓.๓ ๒.๖๗ ๖.๒๓ แสนล้านบาท ทำไมต้องพูดซ้ำครับ มันมีประเด็น ไปดูสไลด์ (Slide) แผ่นต่อไปครับ ท่านดูนะครับ อันนี้คือการคาดการณ์ จีดีพี (GDP) คือรายได้มวลรวมประชาชาติ รายได้มวลรวมประชาชาติเขาดูทุกองค์กรที่สำคัญ ของประเทศว่าประเทศไทยทั้งประเทศ คน ๖๐ กว่าล้านคน เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๓ ซึ่งเหลืออีก ๓ อาทิตย์จะหมดลง ท่านจำได้ไหมครับ อภิปรายครั้งก่อนมีหน่วยงาน ราชการออกมาบอกว่ามันคงติดลบ ผมต้องเรียนอย่างนี้ ๓ ตัวเลข ผมชู ๓ นิ้วนี้อย่ามานึกว่า ผมมาทำอะไรม็อบ (Mob) ล้อท่าน ๑. ทีมเศรษฐกิจทีมที่แล้วที่เขาออกไปเขาบอกว่า ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องโควิด (COVID) เขาบอก บวก ๓ บวก ๔ จีดีพี (GDP) แต่ปรากฏว่าต่อมาอีก พอเริ่มมีโควิด (COVID) ระบาดเขาบอกคงประมาณ ลบ ๕ ลบ ๕.๓ ท่านไปดูตัวเลขได้ ท่านไปดูเทป (Tape) การอภิปรายผมก็ได้ ผมบอกว่าน่าจะไปอยู่ถึง ๑๐ กระมังครับ ปรากฏว่า เดือนมิถุนายน ธนาคารแห่งประเทศไทยบอกมา ลบ ๘.๑ เดือนกรกฎาคม กระทรวงการคลัง บอก ลบ ๘.๕ เดือนสิงหาคม สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติออกมาบอก ลบ ๗.๕ ถ้า ๓ คนบอกว่า ลบ ๘ ลบ ๘.๕ ลบ ๐.๗ ความหมายมันก็ต้องลบสิครับ อันนี้คือ การคาดการณ์ แต่ท่านมาดูของจริงสิว่าเกิดอะไรขึ้น ไปดูสไลด์ (Slide) แผ่นต่อไป เมื่อสักครู่ คือการเดา นั่นคือการทำนาย ดูองค์ประกอบ โหรหมอดูบอกว่า แต่คราวนี้ปรากฏว่า ไตรมาสที่ ๒ จีดีพี (GDP) ดิ่งเกินคาดติดลบ ๑๒.๒ ผมย้ำนะครับ อันนี้คือของจริง แล้วตีพิมพ์ ออกมาแล้วด้วย เพราะฉะนั้นไตรมาสที่ ๓ ไตรมาสที่ ๔ เดี๋ยวได้เห็นอะไรตื่นเต้นแน่นอน คนไทยบอกเลยนะครับ หายใจลึก ๆ ครับ ประหยัด อดออม เอาชีวิตให้รอดกับเรือเศรษฐกิจ ที่กำลังจะอับปางลงเร็ว ๆ นี้ ไปดูแผ่นต่อไปครับ สไลด์ (Slide) นี้ต่อไปนะครับ ถ้าคนจิตใจ ไม่เข้มแข็งอย่าดูเลยครับ เพราะมันเป็นข่าวร้ายของประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดการณ์รายได้ของปี ๒๕๖๔ ผมย้ำนะครับ ปี ๒๕๖๔ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม อีกไม่กี่วัน จะเลวร้ายที่สุด วูบลงเหลือเพียง ๖.๗๕ แสนล้านบาท ท่านว่า ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ความหมายคืออะไร พี่น้องประชาชนอาจจะไม่เข้าใจ รายได้อันดับ ๑ ของประเทศไทย เราคาดหวังถ้ามีนักท่องเที่ยว ๔๐ ล้านคนขึ้น เราจะมีรายได้สุทธิ ๒ ล้านล้านบาทบวก แต่มันเหลือ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่เขายังหวังอยู่นะครับ ซึ่งถ้าโควิด (COVID) มันเลวร้ายล่ะ ไม่มีทางครับ ท่านได้ตามข่าวล่าสุดมาหรือยัง อันนี้ผมกลัวจริง ๆ กลัววิสัยทัศน์และกลัวใจท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้ปัญหาอย่างไร ข่าวล่าสุด ผมดูทีวีแทบช็อก (Shock) ประเทศอินเดียติดโควิด (COVID) วันเดียวถ้าจำไม่ผิดทะลุ ๙๐,๐๐๐ คน ท่านว่า น่ากลัวไหมครับ แต่ประเทศอินเดียติดโควิด (COVID) แล้วคืออะไร เพราะลามมาที่ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ประเทศพม่า ผมเข้าใจว่ารัฐบาลโดยเฉพาะทหาร ตม. กำลังป้องกัน หนังสือพิมพ์ ขอโทษนะครับ เอ่ยเลยก็ได้ ไทยรัฐบอกข้าศึกประชิดทุกด้านของประเทศไทยแล้ว ๑๐ ด่าน ๑๐ จังหวัดที่เชื่อมเรา ถ้าโควิด (COVID) หลุดเข้ามาท่านว่าเกิดอะไรขึ้นครับ ทั้งหมดที่เจ๊งอยู่ เป็น ๑๐ ล้านกว่าคน ขอโทษนะครับที่จะพูดภาษาง่าย ๆ ถือว่าเป็นศพที่สังเวยวิสัยทัศน์ ที่ผิดพลาด ผมเตือนก่อนนะครับ เรื่องนี้น่ากลัวแบบที่สุด แล้วท่านอย่าหวังมันจะมาอย่างนั้น มันอาจจะไม่ได้ยิ่งกว่านี้อีก ไปดูแผ่นต่อไปครับ ส่งออก เดือนมิถุนายนออกมาเลย ติดลบ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ และร่วงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ ๓ ส่งออกอีกลมหายใจหนึ่ง เมื่อสักครู่ บอกรายได้อันดับ ๑ มาจากการท่องเที่ยว รายได้อีกอันมาจากการส่งออก นี่ไปหมดแล้วนะครับ ไปดูอีกแผ่นนะครับ ส่งออกข้าวไทยต่ำสุดในรอบ ๒๐ ปี ผมบอกแล้ว ครับใจไม่แข็งอย่าดู เปลี่ยนไปดูละครช่วงนี้ครับ เพราะอะไรครับ ก็มันเป็นอย่างนี้ครับ ท่านบริหารอย่างไรครับ ทีมเศรษฐกิจคิดอะไรอยู่ครับ ส่งออกข้าวไทยเป็นที่ ๑ ตลอดครับ นี่ต่ำที่สุดในรอบ ๒๐ ปี ไปดูแผ่นต่อไปครับ มันน่ากลัวกว่านั้นท่านรู้ไหมเบื้องหลังของ เบื้องหลังที่มันซ้อนกันอยู่อะไรครับ สมาคมผู้ส่งออกข้าวเครียดเพราะอะไรครับ ติดลบ ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในรอบ ๒๐ ปีจริงครับ แต่ท่านดูสีแดงที่ขีดเอาไว้ครับ ประเทศจีน มหามิตรของเราที่ท่านไปซื้อเรือดำน้ำเขามา กำลังจะเขี่ยไทยหลุดออกจาก ๓ คน ผู้ส่งออกข้าวของโลก เรากำลังจะสูญเสียตกอันดับ ๑ ใน ๓ ซึ่งเราครองที่ ๑ มาเกือบตลอดกาล ผมถามว่าเกิดอะไรขึ้นครับ แล้วเราจะอยู่กันได้หรือครับ หันไปทางไหนก็มีแต่ความมืดมิด แต่ความน่ากลัวไปอยู่ตรงสีเขียวครับ วอนรัฐเร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ท่านดูประโยคนี้ดี ๆ นะครับ เขาบอกว่าวอนให้รัฐ รัฐบาลนี่แหละครับ เร่งรัดพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ท่านไปดูสไลด์ (Slide) แผ่นต่อไปครับ เสียแชมป์ ๒ ปีซ้อน ท่านรู้ไหมสีแดงคืออะไรครับ หลังจากประเทศเวียดนาม คว้าแชมป์ (Champ) ข้าวที่ดีที่สุดในโลกไปครองครับ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยห่วงว่าถ้าไทย ไม่เร่งปรับปรุงคุณภาพข้าวในอีก ๕ ปีข้างหน้า คาดว่าข้าวหอมมะลิไทยอาจจะเหลือแค่ ตำนานครับ ข้าวที่ดีที่สุดในโลกคือข้าวหอมมะลิ ความภูมิใจของคนไทยคือข้าวหอมมะลิครับ การส่งออกข้าวอันดับ ๑ ของโลกคือประเทศไทย ไปหมดเลยครับ ท่านจะโทษอะไรหรือครับ โทษโควิด (COVID) หรือครับ เดี๋ยวท่านดูสไลด์ (Slide) ต่อไปท่านจะเข้าใจต่อครับ ตรงนี้ ผมย้ำนะครับ มันมีรัฐมนตรีบางคนแอบมาแหย่ผมเล่นบอกว่า ท่านมิ่งขวัญท่านพูดทีเดียวนะ รัฐมนตรีดาหน้ามาโต้ท่านประมาณ ๕ คน ๗ คน ผมว่าเที่ยวนี้ให้นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนเดียวก็พอ คนอื่นไม่ต้องลุกขึ้นมา แล้วผมจะบอกว่า ๕ ปีข้างหน้าถ้าเกิดเราเสียไปหมดล่ะแล้วเราจะเหลือหรือ ข้าวหอมมะลิ จะเหลือแค่ตำนาน อันนี้สมาคมผู้ส่งออกเขาคุยกันอย่างนั้น ท่านไปดูสไลด์ (Slide) แผ่นต่อไปครับ สิ่งที่ผมต้องเตือนท่าน นี่พูดจริง ๆ ครับ เราเกิดเป็นคนไทย เลือดเนื้อชาติเชื้อไทย แต่ท่านลืมนึกถึงศักยภาพของความเป็นคนไทยและประเทศไทย ผมขอยกตัวอย่าง กรณีศึกษาซึ่งสอนอยู่ในปริญญาโทเขาพูดและเรียนกันทั้งโลกว่าเกิดอะไรขึ้นครับ ประเทศ ออสเตรเลียครับ ดิ้นรนจะไปทำรถยนต์แข่งกับประเทศอื่น ๆ รถยนต์กำลังบูม (Boom) ทั้งโลกครับ ทำแข่งสหรัฐอเมริกา แข่งกับยุโรป แข่งประเทศเยอรมัน แข่งกับประเทศอิตาลี แข่งกับประเทศอังกฤษ แข่งกับประเทศญี่ปุ่น รถยนต์โฮลเดน (Holden) เจ๊งคามือประเทศครับ หลังจากนั้นประเทศออสเตรเลียกลับมาถามตัวเองว่าศักยภาพออสเตรเลียอยู่ตรงไหน ท่านรู้ไหมครับว่าเขาได้คำตอบว่าอะไรครับ เนื้อวัว เนื้อแกะ ลูกกีวี ปลูกผลไม้ นั่นคือ ศักยภาพของเขาครับ แล้วประเทศไทยครับ กำหนดนโยบายไว้สวยหรูเลย ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ลอกฝรั่งมาแท้ ๆ แล้วทำอะไรได้ครับ ศักยภาพประเทศไทยอยู่ที่ไหน ถ้าท่านไม่หันกลับมาสำเหนียกในความเป็นไทย ผมยืนยันว่าไม่เหลือ แล้วอีกไม่นาน อีก ๑-๒ ปี ท่านได้เห็นประเทศนี้สิ้นสภาพ ท่านไปดูสไลด์ (Slide) แผ่นต่อไปครับ ผมหยุดนิ่ง ๆ ทำไมครับ ชาวนาที่ปลูกข้าว ยอดส่งออก พันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดของโลก มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน การปลูกอ้อย การปลูกข้าวโพด สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือชีวิตจริง คือศักยภาพของความเป็นไทย ท่านอยู่กับมันตั้งแต่เกิดแต่ท่านไม่เคยเห็นความสำคัญ มันเท่าที่ควร ผมถามนิดหนึ่งครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ล่ะ กระทรวงพาณิชย์ล่ะ ทุกหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม ท่านดูอะไรของท่านอยู่ เราแพ้เขาหมดหรือ นี่คือรายได้หลัก ของคนทั้งประเทศ ท่านไปดูแผ่นต่อไป ทุเรียนล่ะ มังคุดล่ะ ลำไยล่ะ ทำไมผมพูดถึง ๓ ผลไม้นี้แยกออกมา ทุเรียนคือราชาผลไม้โลกที่เขายกย่อง มังคุดคือราชินีผลไม้โลก ที่เขายกย่อง ลำไยคนเอเชียโดยเฉพาะคนจีนเชื่อกันว่าเป็นยาโป๊ กินแล้วแข็งแรง ผมถามท่านนะ ย้อนไปดูสไลด์ (Slide) แผ่นเมื่อกี้แล้วก็กลับมาดูตรงนี้ผมจะอ่านให้ฟังครับ ข้าว มัน ยาง ปาล์ม อ้อย ข้าวโพด แล้วไปดูแผ่นต่อไปว่าทุเรียน มังคุด ลำไย ท่านว่าสินค้าหลักและ เส้นเลือดของคนไทย ผมกำลังจะบอกว่าพี่น้องทั้งประเทศครับ คนไทยทุกคน จะคนไทยแท้ ไทยเชื้อสายจีน เชื้อสายฝรั่ง เชื้ออะไรก็ไม่รู้ แต่ท่านเกิดบนแผ่นดินนี้ผมถือว่าท่านคือคนไทย เพราะที่นี่คือแผ่นดินเกิดของท่านครับ อันนี้ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ คนเรียกท่านนายกรัฐมนตรี ชื่อเล่นว่าลุงตู่ ท่านรู้ไหม ถ้าตั้งชื่อเล่นท่านภาคภาษาจีนท่านต้องชื่อนี้ครับ ท่านว่าผมพูดอะไร อยู่ครับ อยู่เฉย ๆ ปล่อยให้ต่างด้าวเข้ามาตั้งล้ง ล้งเพิ่งจะเกิดมาไม่กี่ปีนี้เองครับ ท่านว่าล้ง มาทำอะไร ครอบธุรกิจลำไยครับ ครอบธุรกิจทุเรียน ครอบข้าว ครอบทุกอย่างโดยความ ร่วมมือของไส้ศึกคือพ่อค้าที่นั่งอยู่ในประเทศไทยนี่แหละครับดึงเข้ามาครอบครับ เราเป็น ขี้ข้าเขาหรือครับ เราไม่เคยเป็นขี้ข้าใครมาตลอด เราเป็นเอกราช อยู่ ๆ ปรากฏคำ ๆ นี้ แล้วปรากฏในสมัยของรัฐบาลที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมพูดตรง ๆ นะครับ ผมไม่มีศักยภาพอะไรไปสู้ท่านได้หรอกครับ แต่ผมจะพูดในฐานะผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ของประเทศไทย และพูดในฐานะความเป็นคนไทย คำ ๆ นี้ได้เข้ามาทำลายเศรษฐกิจ ย่ำยีศักดิ์ศรีและความเป็นคนไทยอย่างรุนแรง ถ้าท่านไม่ไล่มัน วันที่ท่านไม่อยู่แล้วผมขึ้นมา แทนท่านวันไหนมันต้องออกไปจากแผ่นดินนี้ครับ แช่สไลด์ (Slide) ไว้ดูนานหน่อยครับ จะได้ทิ่มหูทิ่มตา คนไทยทั้งประเทศจะได้เห็นว่าล้งเพิ่งมาเกิดครับ และมาเกิดในสมัยท่าน เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านยอมได้อย่างไรครับ🔗

ต่อไปครับ เจ๊งอีกครับ ท่านรู้ไหมครับคนปักษ์ใต้ฝากผมมาพูดว่าอะไร แล้วคนอยู่ชายฝั่งทะเลฝากผมมาบอกว่าอะไรครับ เกิดมาในชีวิตท้องพ่อท้องแม่เขามาอยู่ ๕ ชั่วโคตร ขอโทษจริง ๆ เป็นภาษาไทยพื้น ๆ เขาเจ๊งหมดเพราะอะไร เพราะคนปักษ์ใต้ มีชีวิตอยู่ได้ด้วย ๓ อย่างครับ ๑. ปลูกยาง ๒. ปาล์มน้ำมัน และ ๓. การประมง ๓ อย่าง เจ๊งหมดเลย โดยเฉพาะประมงครับ ท่านรู้ไหมครับประมงคืออะไร ประมงชายฝั่งครับ จับกุ้งตัวเล็ก ๆ เอามาทำเคย เคยก็คือกะปิครับ อยู่ ๆ ใครไม่รู้ไปออกกฎระเบียบอะไรก็ไม่รู้ ว่าทำไมไปจับกุ้งเล็ก มันจะโตกว่า ประมงชายฝั่งเจ๊งครับ ต่อมาไม่รู้ไปเกรงใจอะไร ขอโทษนะครับ พวกฝรั่งตาน้ำข้าวครับ เรื่องนี้ต้องพูดเหมือนกัน ท่านไปเอากฎของฝรั่งบังคับ คนไทยจนเจ๊งหมดครับ วันนี้ประมงเขาจะมาเป็นหมื่น ๆ คนครับ ผมไม่ได้ปลุกม็อบ (Mob) นะ หนังสือพิมพ์ก็ลงครับ เขาจะมาพบท่านแน่นอน เพราะกิจการการทำมาหากิน การประมง ของเขา นี่ประมงนอกชายฝั่งครับกับประมงชายฝั่งครับ เขาเจ๊งหมดแล้ววันนี้ แจกเรือฟรี ขายเรือต่อ เจ๊ง เจ๊ง เจ๊ง ต่อให้ท่านขนเงินมาอีกกี่สิบล้านบาทเขาก็ไม่รอดครับ แล้วจะมีอะไร เหลือครับ ในเมื่อศักยภาพความเป็นไทยท่านไม่ได้ดูเลย ตรงนี้ผมย้ำนะครับ หมดแล้วครับ มันไม่เหลืออะไรแล้วครับ ไปดูแผ่นต่อไปครับ เรื่องนี้ท่านเพิ่งเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีมาข้อมูลนี้มาจากกระทรวงแรงงาน และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หนังสือที่ตีพิมพ์เรื่องนี้ออกมาคือกรุงเทพธุรกิจ ทำไม ผมต้องเอ่ยครับ เดี๋ยวท่านจะบอกว่าไม่จริง พูดเอาเอง ท่านดูดี ๆ นะครับ ปี พ.ศ. ที่ท่าน เข้ามายึดอำนาจการปกครองคือปี ๒๕๕๗ ครับ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ จนถึง ปี ๒๕๖๒ ปีที่แล้ว ค่าแรงงานรายวัน ๓๐๐ บาท ขึ้นมาได้ ๓๒๕ บาท ผมย้ำถึงเดือนธันวาคม ปีที่แล้วปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ยังไม่ต้องพูดถึงนะครับ เขาปิดบัญชีเรียบร้อยที่ท่านอยู่เป็นรัฐบาล ปี ๒๕๖๒ เรามีเลือกตั้งถูกไหมครับ ๕ ปีกว่า ท่านว่าค่าแรงขึ้นมา ๘.๓๓ เปอร์เซ็นต์ อันนั้น เป็นค่าจ้างแรงงานของกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดต่ำกว่านี้อีก พอมาเงินเดือนจบปริญญาตรี บอกเริ่มต้น ๑๔,๐๐๐ บาท ขึ้นมา ๗.๑๔ เปอร์เซ็นต์ ผมถามท่านจริง ๆ พอมาถึงตรงนี้ ๗.๑๔ เปอร์เซ็นต์ ๑๔,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาท ท่านลองแอบไปถามสิครับเด็ก ๆ ที่จบปริญญาตรี ขอโทษนะครับ ผมเข้าใจความรู้สึกว่าทำไมเขาต้องออกมากันเต็มไปหมดเลย เพราะเงินเดือน บรรจุจริง ๆ มันไม่ใช่ครับ มันในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงเด็ก ๆ นะครับ ผมหมายถึงเงินเดือน จะได้อยู่ ๑๒,๐๐๐-๑๓,๐๐๐ บาท แล้วเขาอยู่กันได้หรือครับ ในขณะที่ค่าแรงอยู่ ๘ จุด เงินเดือนอยู่ ๗ จุด แต่ปรากฏว่าเขาเอาค่าข้าวกะเพรารวมก๋วยเตี๋ยวด้วย ผมย้ำว่าเมื่อก่อน ๒๕-๓๐ บาท ตอนนี้มา ๔๐-๕๐ บาท แต่ในความเป็นจริงอันนี้ผมไม่ได้พูดเกินเลยนะครับ ถ้าผมเอ่ยชื่อร้านรับรองดังระเบิดเปิดเปิงเลย เมื่อวานผมให้เขาสั่งข้าวกะเพราหมูแล้วก็ ใส่ไข่ดาวมา ๑ ฟอง ผมถามเขาว่าจานละเท่าไร ผมแทบตกเก้าอี้ท่านเชื่อไหม ๑๕๐ บาท ความจริงอยากเอ่ยชื่อใจจะขาดนะ แต่มันไม่เหมาะสม ๑๕๐ บาท ท่านจำได้ไหมผมบอกว่า ค่าแรงแล้วตอนนี้มันมีทางออกไหมครับ เราขึ้นก็ไม่ได้ ลงก็ไม่ได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลบริหาร ผิดพลาดในเชิงเศรษฐกิจแล้วมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตคนไทยคือบล็อกสุดท้าย เพราะท่านปล่อยให้นายทุนมานั่งครอบงำแล้วขึ้นค่าวัตถุดิบ อาหารจึงขึ้นไปแบบถล่มทลาย มันไม่ได้ขึ้นแค่ ๖๖ มันขึ้น ๑๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเขาจะอยู่ได้หรือครับ แต่คราวนี้ถามบอก ถ้าอย่างนั้นก็แก้ปัญหาสิ ขึ้นค่าแรงรายวันเข้าไป ท่านไปดูสไลด์ (Slide) อีกแผ่นหนึ่ง นี่คือ ตัวคำตอบว่ามันขึ้นค่าแรงตามที่ท่านคิดไม่ได้เพราะอันนี้ละครับ วันนี้วันที่ ๑ มกราคม ผมไม่ได้หมายถึงวันนี้นะ วันนี้วันบนตารางจอ ๑ มกราคม ๒๕๕๙ เปิดเสรีอาเซียน (ASEAN) เด็ก ๆ ก็มานั่ง ครั้งที่แล้วผมจำได้ผมทำมืออย่างนี้ กลายเป็นมีออกมาสารพัด ๑๐ ประเทศ อาเซียน (ASEAN) ท่านว่าตรงนี้คืออะไร ในเชิงยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ของการบริหาร จัดการประเทศและเศรษฐกิจ อาเซียน (ASEAN) เป็นหนึ่งเดียวครับ ๖๕๐ ล้านคน กลายเป็น หนึ่งเดียว ขอโทษนะครับ ท่านว่าเกิดอะไรขึ้น จากที่เขาไม่เคยเหลียวไปมองประเทศกัมพูชา หรือเขมร ประเทศเวียดนาม ประเทศลาว ประเทศพม่า ตอนนี้เป็นหนึ่งเดียวแล้ว การลงทุน ก็ไหลออก ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีมีเวลาไปสำรวจรองเท้าแบรนด์ (Brand) ดังเกือบทั้งหมด ย้ายไปอยู่ประเทศเวียดนามหมดแล้ว กางเกงยีนส์ไปหมดแล้วครับ เสื้อผ้าไปหมดแล้ว แม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือก็ไปอยู่ที่โน่น ผมไม่ได้โฆษณานะ ซัมซุง (Samsung) ผลิต ในประเทศเวียดนาม ทำไมครับ ก็ค่าแรงเขาถูกกว่า ฮานอยกับโฮจิมินห์ซิตี้ ๑๐๐ กว่าบาท แค่นั้นเอง แล้วเรา ๓๐๐ กว่าบาท ผมจึงบอกว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลดค่าแรงก็ไม่ได้ ขึ้นค่าแรงก็ไม่ได้ แต่มีวิธีเดียวท่านต้องเอาคนที่มานั่งประชุมรอบโต๊ะท่าน ขอโทษที่ต้องพูดคำนี้ เจ้าสัวทั้งหลายที่คุมเรื่องอาหาร เรื่องความเป็นอยู่ นายทุนครอบงำ ประเทศนี้จึงเกิดเรื่องราว ที่เกิดคำว่าหายนะ เขาจึงรวยขึ้นมาแบบถล่มทลาย ผมอภิปรายไปครั้งที่แล้ว แล้วผมจะ ไม่พูดซ้ำนะครับ ไปเปิดดูเอาเอง แต่ผมจะบอกว่าเพราะเปิดเสรีอาเซียน (ASEAN) แล้วมาเกี่ยวอะไร ทำไมต้องมาพูดวันนี้ ก็เพราะว่าเปิดเสรีอาเซียน (ASEAN) ทุกคนจึงเท่ากันหมด พอเท่ากันหมดทีนี้ศักยภาพความได้เปรียบของประเทศไทยไม่มีเหลือแล้วครับ แล้วด้วยความ ไม่รู้จักศักยภาพของตัวเอง ตัวเองยังไม่ยืนส่องกระจกรู้จักตัวเอง ท่านรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ไปอย่างที่ทุกวันนี้ แล้วบอกให้เลยนะมันจะเจ๊งยิ่งกว่านี้อีกครับ แต่สิ่งที่จะตามมาคืออะไร ท่านแก้ไม่ได้ เรื่องนี้พูดแล้วไม่ต้องโกรธกัน ต้องคุยกันตรง ๆ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียว ที่เกิดจากการปฏิวัติแล้วเอานายทุนมานั่งล้อมตัวท่านหมด ผมไม่ต้องไปเอ่ยชื่อเขาหรอกครับ คนทั้งประเทศรู้กันอยู่เต็มอกไม่มีใครกล้าพูดกับท่านตรง ๆ ครับ ผมต้องบอกท่าน ถ้าท่านยังทำอย่างนี้อยู่ เจ๊งครับ ไปดูแผ่นต่อไป นี่คือตัวอย่าง หลายคนดูไม่ออก ผมเขียน ลูกศรให้ท่านดู สีฟ้าคือโครงการชิม ช้อป ใช้ คิดกันดีเหลือเกิน ต้องไปสมัครแอป (App) ชื่อเป๋าตัง ฟังดูเท่ห์ ผมถามจริง ๆ คนจนเขาเข้าถึงไหมครับ แอป (App) เป๋าตัง แถมยัง คนคิดแคมเปน (Campaign) ภูมิใจนักภูมิใจหนาใน ๒ นาที แอป (App) เต็ม พอมาข้างล่าง ต้องไปอ่าน ไม่ใช่บาร์โค้ด (Barcode) เท่านั้น คิวอาร์โค้ด (QR code) แล้วท่านว่าใครมี คิวอาร์โค้ด (QR code) และบาร์โค้ด (Barcode) อ่านอย่างนี้ ตัวเลขออกมาคนละเรื่อง ท่านนายกรัฐมนตรีอย่าให้เขาหลอก ทีมเศรษฐกิจท่านอาจจะหลอกท่าน ที่บอกแม่ค้า ขายก๋วยเตี๋ยว ขายส้มตำอะไร ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ราย ไม่มีหรอกครับ ฝรั่งเขาเรียก พิกเจอร์ เทลล์ สตอรี (Picture tell story) ภาพมันจะบอกเล่าเรื่องราวเอง ท่านดูภาพเดียว ผมว่าคนฉลาดอย่างท่านเข้าใจแน่นอนครับ แต่ท่านไปดูข้อ ๔ เงินมันไหลเข้าไป ชิม ช้อป ใช้ ไปสมัครแอป (App) เป๋าตัง มาบาร์โค้ด (Barcode) คิวอาร์โค้ด (QR code) ไปเข้ากระเป๋า นายทุน จริงหรือ ขอโทษนะครับ ภาษีอากรราษฎรทั้งหมด ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่ผมขนลุกไปหมด ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท กำลังจะเทเข้ากระเป๋า นายทุน เขาถึงได้รวยกันพุงปลิ้น ท่านไปดูแผ่นต่อไปว่าจริงหรือไม่จริง ก็มันเท่ห์ เขาต้องไป อ่านบาร์โค้ด (Barcode) ก็ไปหยิบ หยิบ หยิบของแล้วเอามาใส่รถเข็น สำนักข่าวนี้จึงรายงาน ข่าวออกมาเลย ผลสุดท้ายระบบล่ม ทุกคนทิ้งรถเข็นหมด เต็มไปหมดอย่างนี้ครับ หลังจาก แคมเปน (Campaign) ชิม ช้อป ใช้ เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนสมัคร อันนั้นก่อนที่โควิด (COVID) จะมา ๑,๐๐๐ บาท ผู้คนต่างพากันไปใช้สิทธิจนโควตาต่อเต็มวัน สรุปคือเจ๊งครับ แล้วย้ำนะ ข้าศึกที่ชื่อว่าโควิด (COVID) ยังไม่มาตอนท่านออกชิม ช้อป ใช้ เพราะฉะนั้น ตรงนี้คือความน่ากลัว แผ่นต่อไปครับ ครั้งที่แล้วแจก ๑,๐๐๐ ไม่หนำใจ ผมเข้าใจนะครับ วันนี้ยังไม่ได้แจก ใครที่ดูผมอภิปรายแล้วเดี๋ยวจะไปเตรียมใช้สิทธิเป๋าตังอะไรของท่าน เตรียมจะแจกอีก ๓,๐๐๐ บาท ๑๕ ล้านสิทธิ แล้วเงินไปอยู่ที่ใคร เงินจะไปอยู่ที่ใคร มันจะพ้นเงื้อมือนายทุนหรือครับ เขาก็จะพูด พูด พูด ผมจะบอกให้นะผมฟังหลักการ กระทรวงการคลังคิดให้ดี ๆ นะครับ บอกจ่ายคนละครึ่ง ห้างก็ลดราคา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่นี่ไปลดให้เขา ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ได้ ๑๐๐ บาท ซื้อของได้ ๒๐๐ บาท รัฐบาลเอาเงินภาษีมาจ่าย คิดให้รอบคอบ ผมเตือนก่อน ภาษีอากรของราษฎร ภาพต่อไปนี้ ผมจะฉายเตือนความจำก่อนที่ผมจะบอกว่าทางออกประเทศไทยจะไปอย่างไร ดูให้สบาย อย่าคิดอะไรมาก ผมบอกแล้วว่าภาพจะบอกเล่าเรื่องราว ผมมีอยู่ประมาณ ๔-๕ ภาพเท่านั้น สำนักข่าวบีบีซี (BBC) ครับ เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๗ เขาใช้คำว่ากองทัพไทยสัญญาว่าจะมี การเลือกตั้งเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๘ นี่คือข่าวบีบีซี (BBC) นะครับ บอกให้เลยนะครับ เนื่องจากผมรู้จักสื่อดีพอ นี่คือสื่ออันดับ ๑ ของประเทศอังกฤษ และอันดับต้นของโลก ไปดู สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ หวังว่าท่านคงไม่ได้ชะเง้อมาดูหน้าผมนะครับ สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รอยเตอร์ส (Reuters) บอกว่าอย่างไรครับ รอยเตอร์ส (Reuters) บอกว่า เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ นายกรัฐมนตรีไทยและหัวหน้าคณะรัฐประหารบอกว่าจะมี การเลือกตั้งในปี ๒๕๕๙ ครับ นี่เป็นข่าวระดับโลกนะครับ ไปดูแผ่นต่อไปครับ นี่อย่างไรครับ นายกรัฐมนตรีของไทยบอกว่าผมจะไม่เข้าไปยุ่งไปเกี่ยวอะไรกับตารางเวลาการเลือกตั้งเลย อันนี้ลงซีเอ็นเอ็น (CNN) สำนักข่าวอันดับ ๑ ของประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ว่าอย่างไรครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมดเวลานะครับ เว้นแต่ฝ่ายค้านจะบวกเวลาให้ครับ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เดี๋ยวนะครับ ท่านประธานครับ ผมขอเรียนก่อนครับ เขาสละเวลามาให้ผมครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

แล้วแต่ ฝ่ายค้านจะบวกให้ครับ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ก็อยู่ในเวลาฝ่ายค้านอย่างไรครับ เขาหันมาบอกผมอยู่นี่ครับ นี่ก็สละครับ ทนฟังเถอะครับ มันอาจจะไปทางออกร่วมกัน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่ได้ว่าอะไร ท่านนะครับ เพียงแต่ว่าบอกท่านช่วยเตือนท่านว่าหมดเวลาแล้ว แต่ถ้าฝ่ายค้านมีเวลา ให้ท่านอีกท่านก็บวกไปเถอะครับ ท่านพูดไปเลย ผมก็ฟังไปหลับบ้างตื่นบ้างอะไรฟังกันไป เรื่อย ๆ นี่ละครับ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ผมขอพูด ๒ ประโยค แค่นั้นนะครับ ประโยคแรก ขอบคุณครับ ประโยคที่ ๒ ผมตะเบ็งจนคอจะแตก ถ้าท่าน หลับได้ท่านเป็นมนุษย์มหัศจรรย์ครับ ไปดูแผ่นต่อไปครับ บางกอกโพสต์ออกครับ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ไปกล่าวครับ ท่านจำได้ไหมครับ เหตุการณ์นี้เกิดที่ไหนครับ สหประชาชาติครับ เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๘ และท่านไปยืนยันกับใครครับ ต่อหน้า ผู้นำทั้งโลก ๑๐๐ กว่าชาติ ไปดูแผ่นต่อไปครับ รูปนี้ท่านเอามือกุมหน้าอกทำอะไรผมก็ไม่รู้ เหมือนกันนะครับ รัฐบาลทหารไทย ผมก็พยายามให้เขาบอกว่าแบ็กฟลิปส์ (Backflips) คำนี้แปลว่าอะไรหรือ เขาก็บอกว่ากลับหลังหันครับ กลับลำตามข้อตกลงสัญญาเรื่องการ เลือกตั้งหลังจากที่ได้มีจอยต์ สเตตเมนต์ (Joint statement) คือการลงนามร่วมและแถลง ข่าวกับคนนั้นคงไม่ต้องบอกนะครับ ดอนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ดังระดับโลก ท่านก็ ดังระดับโลกนะครับ เพราะท่านกระทบไหล่กัน ในข่าวนี้บอกว่า คำว่าจุนทา (Junta) แปลว่า คณะปฏิวัติรัฐประหารนะครับ เขาแถลงข่าวบอกว่าการเลือกตั้ง แต่ว่าเขาบอกว่าท่านกลับลำ ครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๖๐ วันที่ ๙ ตุลาคม🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านมิ่งขวัญครับ ขออภัยไม่ได้ขัดจังหวะท่าน ท่านย้อนไปไกลเหลือเกิน เอาสถานการณ์ปัจจุบัน🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

จริงหรือครับ ผมถามท่าน คำเดียวท่านตอบผมนะ ผมขอถามย้อนกลับไปท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๗ กับปี ๒๕๖๓ ชื่ออะไร ท่านตอบสิครับ ประถมศึกษาปีที่ ๔ ผมว่าเขาตอบได้ ท่านตอบผมสิครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมเข้าใจ ที่ท่านถาม แต่ว่าการอภิปรายในครั้งนี้มันเป็นการอภิปรายรัฐบาลชุดนี้ ถ้าท่านจะย้อนไปถึง เรื่องราวเก่า ๆ บ้าง ท่านก็ย้อนพอประมาณ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

พอประมาณก็ได้ครับ แผ่นสุดท้ายครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เพราะผมว่า มันถอยไปไกลเหลือเกิน เอาตอนนี้รัฐบาลชุดนี้ผิดพลาดบกพร่องอะไร อย่างไร ท่านจะ เสนอแนะอะไร เชิญต่อเลยครับ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ไปดูสไลด์ (Slide) แผ่นสุดท้าย แผ่นสุดท้ายหมายถึงแผ่นสุดท้ายสำหรับเรื่องนี้นะครับ ผมจะบอกว่าผู้นำเรากระทบไหล่ คนดังระดับโลก ท่านไปดูครับ เอาขึ้นมาครับ จริง ๆ ผมก็ชื่นชมท่านนะ สูงสง่า หน้าตาดีครับ จับมือนายบัน คี มูน (Ban Ki-moon) เลขาธิการสหประชาชาติ และนั่นคือผู้นำระดับโลก ๑๕๐ กว่าชาติ ท่านไปพูดอะไรไว้ ผมจบตรงนี้ว่าแค่นี้นะครับ🔗

คราวนี้ผมขอกลับมาครับ ผมจะถามว่าผมหมดสไลด์ (Slide) ตรงนี้ ผมจะพูด อีก ๒ หัวข้อใหญ่สำคัญ แต่ด้วยเวลาอันสั้นครับ คำถามแรกครับ ผมไปเจอคนเยอะ วันก่อน ผมก็เดินไปบิ๊กซี (Big C) ผมก็ถามเขา บิ๊กซี (Big C) ไปโฆษณาให้เจ้าสัวอีก ผมเดินไปถนน ผมก็ถามเขา ผมถามว่านี่ผมจะได้อภิปราย ผมคาดว่าผมจะได้อภิปราย คุณมีคำถามอะไร ที่เป็นคนไทยแล้วอยากถามบ้าง ถ้าคุณมายืนในตำแหน่งผมแล้วจะถามนายกรัฐมนตรี เพราะ นายกรัฐมนตรีจะต้องนั่งฟัง เขาบอกโอเค (OK) ถามได้จริงหรือ ผมบอกถามมาสิ ท่านนายกรัฐมนตรีฟังให้ดี ๆ นะ ท่านยังไม่ต้องรีบมาตอบ คำถามแรกเบา ๆ ก่อน เขาบอกว่า เอ๊ะ ทำไมเวลานายกรัฐมนตรีประชุม พวกกลุ่มทุนใหญ่ เจ้าสัวใหญ่ ทำไมถึงต้องมานั่ง ล้อมรอบเต็มไปหมดเลย เขาไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนไหนเลย อันนี้จริงหรือเปล่า อันนี้คือคำถามหนึ่ง อีกคำถามหนึ่ง เขาบอกว่าเขาได้ยินอะไรไม่รู้เรื่องเหมืองทองอัครา แล้วก็มีคนเถียงกันในข่าวว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นหรือไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วมีข่าว ถ้าแพ้คดีโดยอนุญาโตตุลาการถูกปรับ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วตกลงใครจะรับผิดชอบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ต่อมาอีก เขาก็บอกว่าจริงหรือเปล่า โอ้โฮมีการเช่าที่ดินเต็มไปหมดเลย ท่านนายกรัฐมนตรีใช้มาตรา ๔๔ หรือเปล่าที่ไปให้เขาเช่าสัญญาโดยไม่มีการประมูล ต่อมาอีกเขาก็บอกมาตรา ๔๔ ไปต่อสัมปทานอะไรต่าง ๆ ของรัฐหรือเปล่า ต่อมามันก็มี คำฮิต (Hit) คนเขาได้ยินอีอีซี (EEC) อีอีซี (EEC) อีอีซี (EEC) เขาก็ถามว่าอีอีซี (EEC) ยอมให้ต่างชาติผ่านประเทศไทยด้วยรถไฟความเร็วสูง ถามจริง ๆ ประเทศไทยได้อะไร เคยแจงไหม ต่อมาฝากมาถามอีก คำถามทำนองเดียวกันแต่ดูชัดเจนกว่า เขาบอกท่านจะ ยอมยกแผ่นดินไทย แผ่นดินเกิดให้ต่างชาติเช่าเกินกว่า ๙๐ ปีหรือ เราไม่ตกเป็นอาณานิคม ของเขาหรือ ประเทศไทยได้อะไร คิดกันดีแล้วหรือ อีอีซี (EEC) นี้ ต่อมาอีก อันนี้เป็น เรื่องเรือดำน้ำพูดกันทั้งวัน เขาถามมาอยู่อันเดียว เขาบอกว่าเรือดำน้ำซื้อแล้วมันอีกตั้ง ๗ ปี ถึงจะได้ เลื่อนไปปีหน้าแล้วบวกไปเป็น ๘ ปี แต่ประเทศจีนเลิกพัฒนาเรือดำน้ำ เพราะเขา บอกเป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เขาไปพัฒนาอากาศยานโดรน (Drone) ครับ แล้วเรา ทำไมถึงไม่ซื้อมาอีก จะใช้ได้หรือตอนนั้นอีก ๘ ปีข้างหน้า ต่อมาอีก เขาก็ถามคำถามอะไรอีก เยอะไปหมดเลยครับ มันจึงมาจบตรงที่ว่าแล้วเราจะหาทางออกอย่างไร เราจะมีทางออกจาก กับดักเหล่านี้ได้อย่างไร เรื่องนี้ขอพ่อแม่พี่น้องประชาชนไทยใครก็ตาม วันนี้ผมได้ยินมา ทุกคนพูดเหมือนกันหมดประโยคลงท้ายบอก ให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออก ผมก็นั่งฟัง ตั้งแต่เช้ามาเลย ๙ โมงกว่าเริ่มแล้ว ลาออก ลาออก ลาออก ผมก็ได้ยิน ผมก็มาตั้งคำถาม แล้วพยายามจะหาและคิดแทน ผมต้องย้อนไปก่อน ผมไม่เคยไปเกี่ยวข้องกับม็อบ (Mob) สีใด ๆ ทั้งสิ้น ผมก็นั่งดูเฉย ๆ ครับ เด็ก ๆ ชูมา ๓ นิ้วครับ แล้วเขาบอกแก้รัฐธรรมนูญครับ หยุดคุกคามประชาชน ยุบสภา เขาพูด ๓ ประโยคครับ ผมก็มานั่งหยุดคุกคาม ผมก็เห็น ท่านจับปล่อย จับปล่อย ก็แปลว่าปล่อย ก็ไม่คุกคามกระมัง หรือจะบอกไม่คุกคาม ผมก็ไม่แน่ใจ ๒ คนนั้นตอนเข้าไปผมยาว ออกมาหัวเกี๋ยนเลย ท่านจับเขาไปไถผมหรือเปล่า อันนี้ผมไม่รู้เขาคุกคามหรือไม่คุกคาม แต่มาตรงนี้สำคัญครับ สมมุติเขาเขียนไว้หัวข้อที่ ๓ บอกยุบสภา แล้วทุกคนเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออก ท่านนายกรัฐมนตรี บอกไม่เห็นมีข้อเรียกร้องเลย ข้อเรียกร้องมีเพียง ๓ ข้อครับ เขาบอกว่าแก้รัฐธรรมนูญครับ หยุดคุกคาม ยุบสภา ท่านหยิบเอายุบสภา🔗

(นายสายัณห์ ยุติธรรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านประท้วง เรื่องอะไรครับ🔗

นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

ผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ขอประท้วงตามข้อ ๔๕ ในการอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นและไม่วนเวียนซ้ำซาก ได้ยินท่านผู้นี้อภิปรายดีครับ แต่ซ้ำซากวกไปวนมาตั้งแต่ตอนเช้า ผมฟังไม่รู้เรื่องเลย พูดแต่เรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร อยู่อย่างเดียว ผมว่าน่าจะพูดเรื่องสาระที่นายกรัฐมนตรีบริหารประเทศไม่ดีตรงไหนในรอบที่ ผ่านมาดีกว่าครับ ขอบคุณท่านประธานครับ วินิจฉัยด้วยครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมขอวินิจฉัย ประเด็นวนเวียนก็วนเวียนอยู่หรอกครับ ก็ไม่รู้จะให้ท่านพูดเรื่องอะไร เราก็ฟัง ๆ ไปนะครับ แล้วก็เปลี่ยนคนพูด เปลี่ยนคนฟังไปอยู่อย่างนี้แหละ ไม่เป็นไร ท่านมิ่งขวัญเรื่องใดที่วนเวียน ก็ตัด ๆ ลงหน่อยแล้วกันนะครับ ผมก็ไม่อยากขัดจังหวะ เชิญครับ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ไม่เลยครับ เหลือคำ อีกประมาณสัก ๖-๗ คำจบ แล้วผมจะช่วยท่านนายกรัฐมนตรีคิดด้วยนะครับ ท่านมา ขัดจังหวะตรงนี้เดี๋ยวคนทางบ้านด่าท่านนะบอกก่อนนะ ท่านฟังดี ๆ ข้อ ๑ ตั้งแต่เช้ามา ทุกคนบอกให้นายกรัฐมนตรีลาออก อันนี้คือประเด็น แต่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่ามันไม่อยู่ ในข้อเรียกร้อง ถ้าเกิดท่านเลือกยุบสภา อย่างนี้ต้องฟังกันให้เข้าใจนะครับ ยุบสภาตูม กฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ยังอยู่ จะตั้ง ส.ส.ร. ตั้งกรรมการอะไรขึ้นมาไม่มีประโยชน์ ท่านก็ต้อง ทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั่นคืออะไร ต้องเลือกตั้งครับ ส.ว. ๒๕๐ คน ต้องมา โหวต ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ก็จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกทีหนึ่ง นี่คือประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ถ้าท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกทีหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้น ความมีอิสระของ ส.ส.ร. หรืออะไรเขาก็ต้องเกรงใจท่าน จะแก้รัฐธรรมนูญได้หรือ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ท่านเชื่อ หรือไม่เชื่อ ประชาชนไทยทั้งประเทศโปรดฟังนะครับ ท่านอย่ายุบสภาเป็นอันขาด ไม่เกี่ยว ว่าผมอยากอยู่หรือใครพี่น้องมาบอกให้ผมกลุ่มนี้อยากอยู่ ไม่เกี่ยวครับ เพราะมันแก้ปัญหา ไม่ได้ ในเรื่องโจทย์ตอนก่อนเลือกตั้งผมจำได้ผมไปนั่งดีเบต (Debate) ที่ไหนคำถามหนึ่ง ที่ถูกถามเขาถามบอกว่าตกลงคุณจะแก้รัฐธรรมนูญหรือเปล่า ผมก็บอกถ้าใช้แล้วมีปัญหา ก็แก้สิ ปรากฏพอใช้มาแล้วมันมีปัญหาจริง ๆ ตอนนี้ต้องแก้แล้ว แต่จะแก้รัฐธรรมนูญได้ ต่อเมื่อจบตรงที่ ๑. อย่าเพิ่งยุบสภา ๒. อันนี้ด้วยความจริงใจ เมื่อเช้าท่านวันนอร์พูด ผมเออก็จริง เขาไล่มา นั่นเขาไม่ไกลกว่าหรือไปจนถึงปีไหน รัฐบาลไหนไม่รู้ ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องลาออกนี่คือข้อ ๒ ข้อ ๓ เมื่อนายกรัฐมนตรีลาออกแล้วต้องมีคนขึ้นมาแก้รัฐธรรมนูญ และแก้โดยอิสระเสรี ข้อต่อไป ประเทศต้องดำเนินไปและแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ เมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้วทุกคนพอใจทุกฝ่าย ยุบสภาแล้วเลือกตั้ง ส่วนจะใช้ เวลาเท่าไรอันนี้ขึ้นอยู่กับ อันนี้ผมว่ามันเป็นทางออกที่ดีที่สุด ผมไม่รู้ว่าท่านนายกรัฐมนตรี สบายใจหรือเปล่า ผมก็แนะนำทางออกที่ดีที่สุดให้แล้วว่าเขาบอกแต่ว่านายกรัฐมนตรีออก นายกรัฐมนตรีออก นายกรัฐมนตรีออก แต่เดี๋ยวคนทั้งประเทศก็เอ๊ะทำไมต้องนายกรัฐมนตรีออก ก็อยากให้ยุบสภาอย่างเดียว มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ สิ่งสุดท้ายผมว่าวันนี้มันไปต่อไม่ได้แล้วครับ ผมอยากให้คนไทยยังคงอยู่ ประเทศไทยต้องยังอยู่ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานสภา ขอบพระคุณเพื่อน ส.ส. ที่สละเวลาให้ผม แล้วคนที่ผมจะขอบพระคุณไปอีก ๒ กลุ่ม ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่นั่งฟัง สุดท้าย ขอบพระคุณ พี่น้องประชาชนไทยทั้งประเทศที่ท่านกำลังจะได้ฟังข้อมูลเหล่านี้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ก่อนที่คุณวรรณวรี ตะล่อมสิน จะอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรีขอชี้แจง เชิญท่าน นายกรัฐมนตรีครับ🔗

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ตามที่มีคำอภิปรายมาเมื่อสักครู่นี้ก็มีอยู่หลายอย่างด้วยกันที่จำเป็นต้องชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิด ความเข้าใจผิดกันต่อไปนะครับ ก่อนอื่นในฐานะเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเดียวกัน แล้วก็ได้มี โอกาสได้หารือกันในสภาวันนี้ก็ได้รู้ถึงวิธีคิดที่แตกต่างกัน อะไรที่ดี ๆ ผมก็รับฟังไปเพื่อจะ นำสู่การปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่ารัฐบาลผมถึงแม้ว่าผมจะไม่เก่งเศรษฐศาสตร์ แบบท่านแต่ผมมีที่ปรึกษา มีคณะทำงานผมปริญญาหางว่าวทั้งหมดครับ เพราะฉะนั้นทุกคน ก็มาหารือร่วมกัน🔗

ประเด็นแรกในเรื่องของการที่ว่าเอาเศรษฐีมาห้อมล้อมผม เขาไม่ได้บังคับ อะไรผมสักเรื่องเพราะผมไม่ได้ให้เขาบังคับ พอผมบอกว่าเขาจะช่วยประเทศชาติได้อย่างไร จะดูแลลูกจ้างพนักงานเขาอย่างไร แล้วมีอะไรที่เขาจะสามารถช่วยประชาชนในพื้นที่ได้บ้าง ผมไม่เคยไปร้องขออะไรจากเขา แล้วเขาก็ร้องขออะไรจากผมไม่ได้อยู่แล้วเพราะทุกอย่าง เป็นไปตามกติกานะครับ🔗

เรื่องต่อไปเรื่องงบกลางนะครับ ท่านพูดมาแล้วมันทำให้ทุกคนงง ๆ ฉะนั้น เรื่องงบกลางท่านพูดไม่หมดนะครับ เรื่องแรกคือรายจ่ายรายการงบกลาง ปี ๒๕๖๓ ที่ท่าน บอกว่าเป็นเงินอยู่ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑. เป็นค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินส่วนหนึ่งจำนวนน้อยมาก ๒. ค่าใช้จ่ายชดใช้เงินทดรอง ราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ๓. ค่าใช้จ่ายโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ ๔. ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ๕. เงินชดเชยค่างานก่อสร้าง ๖. เงินช่วยเหลือข้าราชการลูกจ้างและพนักงานของรัฐ ๗. เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ ๘. เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ ๙. เงินสมทบของลูกจ้างประจำ ๑๐. เงินสำรองเงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ อันนี้คือวงเงินจำนวนมาก ๆ อยู่ตรงนี้ ในส่วนของรายการที่ ๑๑ คือเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณี ฉุกเฉินที่จำเป็น ที่ท่านบอกว่าอยู่ที่ผมหมดเลย มันมีวงเงินแค่ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ใน ๙๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้ทุกอย่างต้องเข้ารับการตรวจสอบ ต้องเข้าใน ครม. จำนวนวงเงิน เกิน ๑๐๐ ล้านบาทขึ้นไปต้องเข้า ครม. หมดนะครับ แต่ทั้งหมดไม่ว่าจะน้อยกว่า ๑๐๐ ล้านบาท หรือมากกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ต้องมีแผนงานโครงการในรายละเอียดถึงจะอนุมัติได้ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ใครขอมาผมก็ให้ ๆ ไม่ใช่เงินของผมนี่ครับ ถ้าเป็นสมัยท่าน ท่านให้ได้ก็รอสมัยท่าน ก็แล้วกันนะครับ ผมให้ไม่ได้ ก็ต้องเข้าใจตรงนี้🔗

เรื่องต่อไป เรื่องที่ท่านบอกว่าทำไมเราไม่ใช้วงเงินให้มันเหมาะสม ไม่กล้า หรือใช้ไม่จริงใจ ท่านทราบอยู่แล้วว่าวงเงินที่เรากู้มาทั้งหมด ท่านอย่าเอาตัวเลขมาปนกัน ท่านกู้มาทั้งหมด ๑ ล้านล้านบาท นี่ก้อน ๑ ล้านล้านบาท นี่คือกู้จริง ๆ วงเงินที่กำหนด ตาม พ.ร.ก. ให้กู้เท่านี้ ๙ ล้านบาท อีก ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาจากไหนครับ เงินในประเทศ เงินของสมาคมธนาคารต่าง ๆ ที่เขาร่วมมือกันเพื่อจะเอา ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาบริหาร ตรงนี้ ปลดล็อกให้เขาเท่านั้นเอง ไม่ได้กู้เงินมาอีกเพิ่มเลย สรุปว่าตัวเลขกู้เงินคือ ๑ ล้านล้านบาท คราวนี้ ๑ ล้านล้านบาทใช้อะไรไปบ้าง เตรียมในกรอบที่วางไว้นะครับ อันที่ ๑ คือ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทใช้ในด้านสาธารณสุข ในเรื่องการแก้ปัญหาโควิด (COVID) หรืออะไรที่เตรียมการในเรื่องการระบาดในรอบที่ ๒ ในเรื่องงบวิจัยและพัฒนาที่จำเป็นต้อง ร่วมมือกับต่างประเทศเมื่อวัคซีนมันสามารถที่จะผลิตออกมาได้ เราร่วมมือหลายมิติด้วยกัน เราต้องการวัคซีนถึงประมาณสัก ๒๐ ล้านโดส (Dose) ระยะแรก เราก็ต้องใช้เงินตรงนี้ละครับ ตอนนี้ก็ยังเก็บไว้ ส่วนหนึ่งก็ดูแล อสม. ดูแลอะไรต่าง ๆ ไปบางส่วนตามความจำเป็น เพราะฉะนั้นอันนี้กราบเรียนให้ทราบว่านี่คือก้อนแรก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทยังอยู่ ใช้จำนวนไม่มาก น้อยมากนะครับ ใช้ยังไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ถึงกี่พันล้านบาทเลย ไปตรวจสอบได้ ตัวเลขผมจำไม่ได้ ตัวเลขกลม ๆ อันที่ ๒ คือวงเงินอีก ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขนี้ละครับ ที่ท่านพูดว่าเอาไปเยียวยา ที่ใช้เงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท คุณคูณตัวเลขดูสิว่า ๕,๐๐๐ บาท คูณ ๓ เดือน ตัวเลขกลม ๆ ๓๐ กว่าล้านบาท คูณตัวเลขออกมาว่าใช้เงินไปเท่าไร เมื่อสักครู่ คุณบอกว่าใช้เงิน ท่านสมาชิกครับ ขออนุญาตไม่ไปตรงตัวนะครับ ท่านสมาชิกก็แล้วกัน ผมไม่ค่อยถนัดเท่าไรตรงนี้ คือท่านบอกว่าจ่ายเงินคนละ ๕,๐๐๐ บาท ทำไมไม่จ่าย ๑๒ เดือน คนจำนวนประมาณ ๓๐ กว่าล้านคน ผมถามคูณตัวเลข คุณตกตัวเลขหรือไม่ คุณคูณตัวเลขดูสิครับ จะต้องใช้เงินทั้งหมดขนาดนั้น ๑,๙๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ดูตัวเลขนะครับ บิดเบือนหรือเปล่า กรุณาคูณตัวเลขดูด้วย ๕,๐๐๐ บาท ๑๒ เดือน คูณ ๓๓ ล้านบาทที่ว่า เมื่อสักครู่นี้ วันนี้ผมใช้เงินจำนวนนี้ ใช้ไป ๓ เดือนแล้ว ผมใช้อยู่ในกรอบของวงเงิน ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังเหลืออีกจำนวนหนึ่งที่ต้องให้กับคนที่ยังไม่ได้ อันนี้มันต้องทยอย ออกมาบ้าง ส่วนที่ยังติดปัญหาที่ท่านว่า บัญชีไม่พร้อมอะไรไม่พร้อม ก็กำลังตามให้เก็บให้อยู่ นี่คือข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ งบประมาณในการฟื้นฟูมีอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จำนวนนี้ทำไมถึงยังอยู่ ในวงเงินจำนวนจำกัด เพราะว่ามันจะมีอีกหลายอย่างที่ต้องแก้ไขในเรื่องของการเข้าถึง เงินทุน ผู้ประกอบการรายน้อย ผู้ประกอบการที่ไม่ได้ทำธุรกรรมธนาคาร มันกำลัง มีมาตรการอยู่ เดี๋ยวฝ่ายเศรษฐกิจคงชี้แจงให้ท่านทราบ ได้เข้าใจนะครับ ถ้าเราบอกว่ามีเงินอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้หมดเลย แล้วผมถามว่าเรามั่นใจได้อย่างไรว่า สถานการณ์ต่อไปมันจะสงบเรียบร้อย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก นั่นแหละครับเป็นสิ่งที่ผมคิด อย่างรอบคอบ ในเรื่องของศักยภาพของประเทศไทย ผมเป็นคนพูดมาตลอด เป็นคนทำมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นพืชเกษตร ๖ ชนิด ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ข้าว วันนี้ผมให้รื้อพันธุ์ข้าวขึ้นมาทำใหม่ สมัยก่อนพันธุ์ข้าวก็สู้เขาไม่ได้ วันนี้มีข้าวพันธุ์นุ่มออกมาแล้ว มีข้าวลดน้ำตาลออกมาแล้ว มีหลายข้าว แต่เราต้องแข่งขันกับตลาดระดับล่างคือของเวียดนาม ซึ่งเขาดัมป์ (Dump) ราคาลงได้มากที่สุด แต่ถ้าอีกส่วนหนึ่งบางพวกก็บอกต้องให้ราคาข้าวสูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น ประกันราคาข้าวสูงขึ้น ๆ แล้วไปขายใครครับ ท่านต้องแก้ปัญหาทั้งระบบทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ทั้งตลาดทั้งต้นทางลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูก ซึ่งวันนี้รัฐบาลกำลังหาวิธีการ ว่าจะจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือให้กับชาวไร่ ชาวนาอย่างไร เครื่องจักรทางการเกษตรอย่างไร ซึ่งคงไม่มีใครเคยคิด แต่จะทำอย่างไรให้มันได้ประโยชน์สูงสุดไม่เสียหาย นี่รัฐบาล ต้องรอบคอบจะใช้เงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์รอบคอบอย่างนี้🔗

เรื่องเศรษฐกิจ วันนี้ถ้าท่านจะเอาตัวเลขมา ตัวเลขของผมก็มี รายละเอียด การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญของประเทศไทย จีนขยายตัวร้อยละ ๓.๒ จากร้อยละ ๑๐ กว่า ร้อยละ ๘ กว่า ร้อยละ ๙ กว่า ร้อยละ ๑๐.๒ ลดลงมาจากก่อนหน้า ลบ ๖.๘ เวียดนามขยายตัวเหลือร้อยละ ๐.๓๖ ที่ท่านว่าดี เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรหดตัว ที่ติดลบ ร้อยละ ๒๑.๗ อังกฤษนะครับ มาเลเซียหดตัวที่ร้อยละ ๑๗.๑ ลดลง เศรษฐกิจสิงคโปร์ หดตัวที่ร้อยละ ๑๓.๒ อินโดนีเซียลดลงหดตัวที่ร้อยละ ๕.๓ ยูโรโซนลดลงถึงติดลบ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ สหรัฐอเมริกาหดตัวลงร้อยละ ๙.๕ ในช่วงเดียวของปีก่อน เพราะฉะนั้น ตัวเลขพวกนี้เป็นตัวเลขที่เอามาประเมินได้ เพราะฉะนั้นถ้าพูดไม่ตรงกันตัวเลขมัน ก็ไม่สอดคล้องกัน อันนี้ผมก็ต้องฟังจากการประเมินของหน่วยงานจำนวนมากที่ทำมาตาม หน้าที่ของเขา ญี่ปุ่นไตรมาสที่ ๒ ปี ๒๕๖๓ หดตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ร้อยละ ๙.๙ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ปีที่แล้วด้วย ซึ่งหดตัวเพียงแค่ลบ ๑.๘ นี่คือปัญหาด้านเศรษฐกิจ ที่มันเผชิญหน้ากันทั้งโลก ประชาคมโลก ประชาคมอาเซียน (ASEAN) รอบบ้านเราทั้งหมด มันมีผลกระทบทั้งหมด แล้วผมถามว่าผมบริหารล้มเหลว ผมก็ประคับประคองให้มันฟื้นฟูได้ ให้มีการจ้างงาน ให้มีการไม่เลิกจ้างพนักงานอะไรเยอะแยะไปหมดก็ใช้เงินไปตามลำดับ ท่านต้องฟังทางนี้บ้าง ถ้าท่านฟังทางโน้นทางเดียวก็จะเป็นอย่างที่ว่าดูน่าเชื่อถือเหมือนกัน ก็ฝากไว้ด้วยแล้วกัน🔗

ก็ขอบคุณท่านเสนอแนะในนามของอดีตรองนายกรัฐมนตรีมีความรู้ดีท่านก็ คุยกับผมมาหลายรอบแล้ว ท่านก็เคยพูดกับผมว่าท่านพร้อมที่จะเข้ามาช่วยผมในการ เป็นรองนายกรัฐมนตรี โอเค (OK) ครับ ผมคงไม่รับนะครับ ผมมีครบแล้วมีเต็มแล้วเอาไว้ คราวหน้าแล้วกัน ขอบคุณนะครับ สวัสดีครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านมิ่งขวัญ ท่านจะใช้สิทธิอะไรครับ ผมถามท่านก่อน ถ้าท่านจะอภิปรายต่อ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

พาดพิงครับ ไม่มีมาอภิปราย พูด ๒ ประโยคครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวท่านจะ ใช้สิทธิพาดพิง ประท้วง หรืออะไร🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

พาดพิงครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พาดพิง ท่านต้องยกมือขึ้นและยกมือสูง ๆ ท่วมศีรษะ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

โอเค (OK) ท่านจะให้ยก กี่ข้าง ๒ ข้างไหมครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่เป็นอะไร ข้างเดียวก็พอ พาดพิง เชิญครับ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเรื่อง ผมจะเข้าไปช่วยท่านตั้งหลายครั้ง ผมบอกก่อนเดี๋ยวคนทางบ้านจะไม่รู้เรื่อง ผมเรียนโรงเรียน วัดนวลนรดิศ ท่านประยุทธ์เรียนวัดนวลนรดิศ แล้วรุ่นมันติดกัน เวลาคุยกันมันคุยกันคนละ เรื่อง เขาชวนผม ผมก็ไม่ไป ถ้าผมไปผมไปแล้ว อันนี้อย่าพูดให้คนเข้าใจไขว้เขว อันนี้ ต้องพูดเสียทีไม่พูดมันไม่ได้ ครั้งที่แล้วท่านก็พูดอย่างนี้ แล้วเดี๋ยวคนเขาก็บอกว่าคนผิดหวัง ทั้งสภามิ่งขวัญ เขาก็มาด่าผมกัน วันนี้ผมย้ำอีกทีนะครับ ขออนุญาตตอบตรงพาดพิงว่า ไม่ไป ไม่เกี่ยว นี่จบ แล้วที่ท่านลุกขึ้นมาตอบปัญหาเศรษฐกิจอะไรเรื่องข้อมูลผิด🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอแล้วครับ ท่านใช้สิทธิ เอาเฉพาะที่พาดพิง🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ก็พาดพิงครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านบอกว่า จะขอพูด ๒ คำ นี่ผมให้พูดตั้ง ๒๐ คำแล้วนะครับ🔗

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอพูด ๒ ประเด็นสั้น ๆ อีกประเด็นเดียวครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นมาตอบนะครับ ท่านตอบโดยที่ผมอาจจะ พูดเร็วเกินไปแล้วท่านตามข้อมูล อันนี้ผมไม่ได้โกรธ ท่านดูว่าหน้าตาผมยิ้มแย้มไหมครับ ผมกำลังจะฝากกราบเรียนท่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีนะครับว่ากลับไปฟังคลิป (Clip) สัก ๑๐ รอบ แล้วท่านถึงจะเข้าใจว่าผมพูดว่าอะไร โดยเฉพาะที่สำคัญที่สุดเรื่องงบกลาง ผมก็บอกแล้วว่าอันนี้คือหัวข้อที่ ๑๑ และหัวข้อที่ ๑๒ หัวข้อที่ ๑-๑๐ มันไม่ต้องพูดเพราะ เขาไม่ได้พูดคำว่าจำเป็นและเร่งด่วน ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็ต่างคนต่างพูด ด้วยเหตุด้วยผล บางทีเหตุผลของแต่ละฝ่ายอาจจะไม่ตรงกันถ้าใช้สิทธิพาดพิงมันก็คงได้ พาดพิงกันทั้งวัน ต่อไปเชิญคุณวรรณวรี และตามท่านด้วยท่านสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เชิญครับ🔗

นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภา ที่เคารพนะคะ ดิฉัน นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตยานนาวา บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล สิ่งที่นายกรัฐมนตรีตอบตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ ก็ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับเอสเอ็มอี (SMEs) เลยนะคะ ดิฉันอยากจะไปย้อนไปว่าดิฉันเคยอภิปราย เรื่อง พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) เอาไว้เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ว่า พ.ร.ก. นี้ เขียนโดยคนบนหอคอย ซึ่งท่านก็ไม่ได้มีความเข้าใจความต้องการของเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็มีการเขียนเงื่อนไขต่าง ๆ ล็อกเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ทำให้กิจการที่เขาเดือดร้อนจริง ๆ ไม่สามารถเขาถึงวงเงินนี้ได้ในประเด็นหลัก ๒ ประเด็น ก็คือ🔗

ประเด็นที่ ๑ ไม่มีการระบุเงื่อนไขว่าผู้กู้จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน จากโควิด (COVID) ทำให้กิจการที่สุดท้ายได้รับวงเงินก้อนนี้เป็นกิจการขนาดกลางชั้นดี ที่ไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงนักเหมือนอย่างกลุ่มโรงแรมหรือท่องเที่ยว🔗

ประเด็นที่ ๒ คือ พ.ร.ก. นี้มีการกำหนดเอาไว้ว่าผู้กู้จะต้องเป็นผู้มีวงเงิน กับแบงก์เท่านั้น ซึ่งเอสเอ็มอี (SMEs) ในประเทศไทยมีวงเงินกับแบงก์แค่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ในวันนั้นพรรคก้าวไกลได้เสนอให้ท่านปรับนโยบายเพื่อให้เข้าถึง แล้วก็สอดคล้องกับ ความเดือดร้อนของเอสเอ็มอี (SMEs) ใน ๓ ข้อหลัก ๆ🔗

ข้อแรก เสนอให้กำหนดเงื่อนไขของเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ควรได้รับวงเงินให้ชัด ว่าต้องเป็นกลุ่มที่เดือดร้อนก่อน🔗

ข้อที่ ๒ ให้แบ่งวงเงินนี้ออกมาเป็น ๒ ก้อน โดยให้ทั้งกลุ่มรายกลางและ กลุ่มรายย่อย🔗

ข้อที่ ๓ คือจะต้องให้วงเงินนี้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ไม่มีวงเงินกับธนาคารด้วย🔗

ข้อเสนอที่ดิฉันและพรรคก้าวไกลได้เสนอไปตั้งแต่วันที่ ๓๐ พฤษภาคมนั้น จนถึงวันนี้ครบ ๑๐๐ วันพอดี ก็ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรใด ๆ ให้สอดคล้อง ซึ่งเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีความเดือดร้อนในกลุ่มแรก ๆ เขาตายไปเรียบร้อยแล้วนะคะ ปิดกิจการ ชำระบัญชีไปนานแล้ว ถ้าเป็นคนก็ทำบุญครบ ๑๐๐ วันพอดี ทีนี้เราลองมาดูนะคะว่า พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) มีการปล่อยกู้ไปแล้วมากน้อยแค่ไหน พ.ร.ก. นี้กำหนดระยะเวลา ๖ เดือน ให้แบงก์พาณิชย์มายื่นขอกู้กับแบงก์ชาติ และตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่เดือนกว่า ๆ เท่านั้นก็จะครบกำหนดแล้วนะคะ จนถึงตอนนี้สามารถปล่อยไปได้ ๑๑๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เท่านั้นจาก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นแค่ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินทั้งหมด ซึ่งดิฉัน ถือว่าล้มเหลว ผิดพลาด แล้วก็พลาดเป้าไปมากนะคะ และมาตรการต่อเนื่องของวงเงิน ซอฟต์โลน (Soft Loan) ที่ดิฉันเห็นว่ามีมากขึ้นก็คือมาตรการที่ บสย. ค้ำประกันการกู้ ในปีที่ ๓ ระยะเวลา ๘ ปี ค้ำประกันให้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ วงเงิน ๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งดิฉัน ก็เห็นว่าดี แต่มันยังดีไม่พอนะคะท่านประธาน ด้วยเหตุผล ๒ ข้อคือ🔗

ข้อแรก ในสถานการณ์ปกติ บสย. ก็ค้ำให้กับธุรกิจตามปกติที่เรต (Rate) ๓๐ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ถ้าคิดจะช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เดือดร้อนจริง ๆ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่พอ ท่านต้องช่วยอย่างน้อย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ถ้าเทียบกับประเทศที่เขายินดีจะช่วย เอสเอ็มอี (SMEs) จริง ๆ อย่างประเทศเยอรมัน หรือประเทศญี่ปุ่น เขาช่วยให้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ🔗

ข้อ ๒ ก็คือ วงเงินซอฟต์โลน (Soft Loan) นี้ ยังเหลือวงเงินอีกประมาณ ๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับวงเงินที่ บสย. ช่วยค้ำที่ตัวเลข ๕๗,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น แค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เขาได้รับผลกระทบจริง ๆ มีเยอะมากที่เขา ไม่มีความมั่นใจว่าเขาจะสามารถหาเงินมาคืนได้ภายในระยะเวลา ๒ ปี และเขาต้องการให้ บสย. ช่วยค้ำ และในมุมมองของแบงก์พาณิชย์ หาก บสย. ช่วยเหมือนไม่ได้เต็มใจช่วยแบบนี้ แบงก์พาณิชย์ก็ไม่กล้าปล่อยเช่นกัน ซึ่งในภาพใหญ่แล้วดิฉันยังไม่เห็นเลยว่ามีการ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขใด ๆ หรือกฎเกณฑ์ของ พ.ร.ก. นี้ให้เข้ากับสถานการณ์เลย ไม่มีการมอง อย่างคนที่เข้าใจสถานการณ์ อย่างคนที่เข้าใจเอสเอ็มอี (SMEs) และถ้ายิ่งชักช้าไปกว่านี้ เอสเอ็มอี (SMEs) ก็มีแต่ทยอยปิดตายกันไปเรื่อย ๆ คนตกงานสะสมก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน และวันนี้สิ่งที่ดิฉันอยากจะเสนอเพิ่มเติมเพื่อให้ท่านปรับเกณฑ์ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) นี้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ถึงแม้จะรู้สึกว่าดิฉันกำลังพูดกับกำแพง แต่ก็ต้องพูด เผื่อว่าท่านจะรู้สึกเห็นใจเอสเอ็มอี (SMEs) ตัวจริงที่เขาเดือดร้อนจริง ๆ ขึ้นมาบ้างนะคะ ท่านประธานทราบไหมคะ ธุรกิจที่ตายไปเยอะและตายไปก่อนเพื่อนเลยก็คือกลุ่มท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร สปา บริษัททัวร์ (Tour) พวกนี้ตายก่อน เพราะว่าได้รับผลกระทบ เต็ม ๆ ส่วนกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มต่อ ๆ มา แล้วก็จะกระทบมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย ก็มีแทบทุกกลุ่มธุรกิจ ดิฉันขอยกตัวอย่าง ๑ ในเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ดิฉันไปคุยด้วย เมื่อไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา เป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปิดกิจการมาแล้ว ๒๐ ปี มีพนักงาน ไม่ถึง ๑๐ คน และจนถึงวันนี้เขายังดำเนินกิจการอยู่นะคะ เขาก็ขายทั้งหน้าร้าน แล้วก็ ขายออนไลน์ (Online) ซึ่งต้องบอกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่เขาไม่ได้รับผลกระทบ โดยตรงจากสถานการณ์โควิด (COVID) และถึงแม้รัฐจะมีมาตรการผ่อนคลายต่าง ๆ เปิดห้าง เปิดสถานที่ เปิดตลาดให้ประชาชนกลับไปทำมาหากินตามปกติ แต่ยอดขายของ ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าร้านนี้ ๓ เดือนที่ผ่านมาก็ลดลงเรื่อย ๆ เพราะกำลังซื้อมันลดลงส่งผลให้ สภาพคล่องของเขาก็ลดลง ซึ่งเจ้าของก็เล่าให้ฟังว่าเขามีเงินกู้กับแบงก์มาหลายปีแล้ว จ่ายเงินตรงทุกงวดด้วย ก็ไปขอวงเงินซอฟต์โลน (Soft Loan) เพราะต้องการความช่วยเหลือ ด้านสภาพคล่อง แต่กลับโดนแบงก์ปฏิเสธเพราะว่าให้เหตุผลว่าวงเงินเต็ม กรณีแบบนี้ เกิดขึ้นกับธุรกิจแทบจะทุกกลุ่ม ไล่มาตั้งแต่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์แล้วก็ธุรกิจต่อเนื่อง เช่น วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ไฟฟ้า กลุ่มธุรกิจส่งออก สินค้าพวกฟุ่มเฟือย พวกเสื้อผ้า เครื่องประดับ กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที (IT) รวมไปถึงเอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งหลายแหล่ที่อยู่ในซัพพลายเชน (Supply Chain) ของกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ ตั้งแต่ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ไปจนถึงร้านค้าเล็ก ๆ ตามตลาด ตามชุมชนที่ขายของเหล่านี้ทั้งหมดได้รับ ผลกระทบจากกำลังซื้อที่หายไป แล้วก็จะหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต หลายรายที่ได้ไปคุย ก็บอกว่าสามารถต่อชีวิตเขาได้อีก ๓-๖ เดือนเท่านั้นนะคะ และปัญหาหลักที่เขาจะเจอก็คือ ขาดสภาพคล่อง ข้อเสนอของดิฉันก็คือตอนนี้ท่านยังมีวงเงินเหลืออีก ๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันเสนอให้ท่านกันวงเงินออกมา ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แบ่งให้กู้กับธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งที่ผ่านมาเขาไปกู้แต่เขากู้ไม่ผ่าน และถ้าจนถึงวันนี้กลุ่มเหล่านี้ยังดำเนินกิจการได้อยู่ และเขามีวงเงินกับแบงก์ ท่านต้องช่วยอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องพิสูจน์ความเดือดร้อน โดยที่ เสนอให้วงเงินกู้ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ปี ๒๕๖๒ อย่างเช่นร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าร้านนี้ ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เพราะว่าเขาไม่ใช่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด (COVID) ในอนาคตถ้าสถานการณ์โควิด (COVID) ดีขึ้น มีวัคซีนเขาก็สามารถกลับมาค้าขาย ได้อีกตามปกติ ซึ่งเขาแค่ขาดสภาพคล่อง ซึ่งท่านต้องเข้าไปส่งเสริมสภาพคล่องให้เขา ผ่านช่วงนี้ไปได้ ดิฉันหวังว่าทีมเศรษฐกิจของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จะรับฟังและเปลี่ยนวิธีคิด จากการคิดบนหอคอยแล้วส่งนโยบายลงมา เปลี่ยนเป็นการรับฟังเสียงของเอสเอ็มอี (SMEs) ตัวจริงว่าเขาเดือดร้อนอย่างไร สุดท้าย พลเอก ประยุทธ์ ดิฉันไม่ได้รังเกียจทหาร แต่การที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ที่มีพื้นเพมาจากการเป็นทหารมาทั้งชีวิต แล้วมาอยู่ ในตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจในวันนี้ แล้วออกนโยบายที่ช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) แบบที่ว่า สักแต่ว่าออกว่าช่วย สะท้อนว่าท่านไม่เคยเข้าใจเศรษฐกิจ ท่านไม่เคยเข้าใจชีวิตของเถ้าแก่ ของเจ้าของกิจการหรือว่าแค่เข้าใจชีวิตของคนคนหนึ่งที่เขาต้องเอามือก่ายหน้าผากคิดทั้งคืน ว่าพรุ่งนี้เขาจะหาเงินจากไหนมาจ่ายเงินเดือนลูกน้อง มาจ่ายเงินเดือนพนักงาน มาพยุงธุรกิจ ของเขาให้อยู่รอด ดิฉันเคยเป็นแบบนั้น ดังนั้นดิฉันเข้าใจว่าการรอนโยบายของท่าน อีกแค่เพียง ๑ คืน การรอให้ท่านเลิกเล่นการเมืองชิงอำนาจกันในรัฐบาล การรอให้ท่านหันมามอง และมีความจริงใจในการช่วยเหลือธุรกิจตัวเล็ก ๆ สุดท้ายมันคือความสิ้นหวัง สิ้นหวังต่อ รัฐบาลนี้ และสิ้นหวังต่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดิฉันขอเสนอให้ พลเอก ประยุทธ์ ออกไปได้แล้ว ลาออก แล้วก็คืนอำนาจให้ประชาชน ขอบคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญ ท่านสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และตามด้วยท่านเรวัต วิศรุตเวช เชิญท่านสงครามครับ🔗

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อชาติ ในฐานะหัวหน้าพรรค การอภิปรายวันนี้ก็ถือว่าเป็นการอภิปรายที่ไม่ต้องลงมติและเป็นการเสนอแนะต่อ ฝ่ายบริหาร มีหลายเรื่องที่ผู้คนกล่าวถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาล ซึ่งทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้ยินควันมันจะออกหู แล้วก็ แก้ตัว พอมีเรื่องใหม่มาเรื่องเก่าก็จางหายไป วันนี้สิ่งที่ผมจะเล่าให้ฟังจะพูดให้ฟังนะครับ มันเป็นความเป็นความตายของประชาชน ประชาชนที่เขาต้องมีอนาคตอันยืนยาว โดยเฉพาะลูกหลาน เยาวชนทั้งหลายวันนี้เขามองไม่เห็นอนาคตของเขา บางคนถึงขนาด เรียกว่าท่านปล้นอนาคตของเขาไป วันนี้ผมคงไม่มีเวลาที่จะอภิปรายได้ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น ผมขอพูดถึงเรื่องอนาคตของเยาวชนของเราที่ถูกสร้างภาระหนี้สินไว้ก็คือตัวท่านนั่นแหละ เป็นผู้สร้าง เพราะท่านไม่เคยบอกเลยว่าในอนาคตจะหาเงินมาใช้หนี้ก้อนโตนี้ได้อย่างไร ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่สร้างหนี้สินมากที่สุด ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ ๑ ของโลก ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี คนแรกที่ยึดอำนาจแล้วโดนประชาชนที่อายุน้อยที่สุดระดับประถม มัธยม เยาวชนฟันน้ำนม มาขับไล่ท่าน แม้ท่านจะมีการอ้างว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง แต่ท่านอย่าลืมนะครับว่าขนาดลูกของ ส.ส. ของพรรคแกนนำที่หนุนท่านอยู่ และลูกของ ส.ว. บางท่านยังออกมาไล่และ ปรับทัศนคติของพ่อของเขาให้เข้าไปกับโลกยุคใหม่ การเป็นคนยุคใหม่นั้นไม่ได้หมายความว่า คนนั้นจะต้องมีอายุน้อยหรือคนอายุมาก คนยุคใหม่ก็คือคนที่เขาต้องเข้าใจโลก ไม่สำคัญ ที่อายุ โลกยุคนี้มันไปถึงไหนแล้ว ต้องรับฟังความเห็นของคนรอบด้าน แต่วันนี้ใครมาคัดค้าน ท่านก็ทำท่าไม่พอใจ ชี้หน้าโยนเปลือกกล้วยใส่บ้าง ที่สำคัญที่สุดครับ คนรุ่นเก่ามักจะเสพติดอำนาจจนมึนเมาคิดว่าประเทศไทยนี้ไม่มีฉัน เดินต่อไม่ได้ นี่ละครับที่เขาเรียกว่าคนหลงตัวเองหรือคนบ้าอำนาจนั่นเอง วันนี้ผมจะมา เสนอแนะเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จริง ๆ เรื่องปัญหาเศรษฐกิจนั้นเมื่อสักครู่ท่านมิ่งขวัญ ก็ได้พูดไปเยอะแล้วนะครับ ที่ซ้ำ ๆ เดี๋ยวผมจะเอาออก เรื่องการแก้ปัญหาเรื่องหนึ่งก็คือเรื่อง เจ้าสัว วันนี้ท่านบริหารชาติจนเกิดเจ้าสัวรายใหม่ขึ้น ไม่ว่าจะด้านพลังงาน ด้านธุรกิจผูกขาด เพราะการผูกขาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน หรือด้านอื่น ๆ ในเมื่อไม่มีคู่แข่งแล้วเขาถึง ต้องมีกฎหมายป้องกันการผูกขาดอย่างไรละครับ🔗

(นายสายัณห์ ยุติธรรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานครับ ประท้วงครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิก ประท้วงข้อบังคับข้อไหนครับ🔗

นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ เมื่อสักครู่สมาชิกอภิปรายถึงลูกผมครับ เรียน ม. ๓ ครับ แต่ว่าลูกผมยังไม่สนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ ไม่ใช่ครับ ท่านกลับไปดูย้อนหลังของพีพีทีวี (PPTV) ว่าลูกผมให้สัมภาษณ์สด อย่างไร จึงจะมาพูดในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เพราะลูกผมยังเด็ก ท่านประธานช่วยวินิจฉัย ด้วยครับ ถ้าเป็นไปได้ขอให้ถอนคำพูดเลยครับ เด็กอายุ ๑๓ ปี คุณมาพูดในสภาผู้แทนราษฎร อันทรงเกียรติในแห่งนี้ได้อย่างไร ขอบคุณท่านครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสายันต์ ผมก็พยายามฟังอยู่นะครับ แต่ว่าไม่ได้ยินท่านสงครามระบุชื่อใคร ฉะนั้นก็คงไม่ต้อง🔗

นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

กราบท่านประธานที่เคารพครับ อีกนิดหนึ่งครับ ก็มีลูกผมคนเดียวที่ออกมาทวิตเตอร์ (Twitter) ครับ แล้วไม่ได้ระบุชื่อ ได้อย่างไร คนรู้ทั้งประเทศว่าลูกผม แล้วพีพีทีวี (PPTV) ก็ออกรายการสด ขอให้ถอนคำพูด เรื่องนี้ครับ เป็นประเด็นสำคัญ เยาวชนทั่วประเทศ นี่ยุวชน เป็นลูกผมจริง ๆ มันละเอียดอ่อนด้วยครับ ท่านวินิจฉัยด้วยครับว่าสมควรถอนคำพูดคำนี้ว่าเด็ก ม. ๓ ที่พูดเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานต้องให้ถอนเด็ดขาดเรื่องนี้ คนแก่ยังไม่รู้เรื่องเลยมาพูดถึงเด็กได้ อันนี้ต้องขอโทษท่านประธานนะครับ ผมพูดด้วยความจริงใจครับ ลูกผมคนเดียวที่ออกมา เรื่องนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมพอเข้าใจครับ อย่างนี้ท่านสงครามครับ ความจริงผมก็ทราบว่าท่านไม่ได้พูดถึงชื่อท่าน ส.ส. ท่านใด แต่ว่า เมื่อเจ้าตัวท่านยืนยันว่ามีคลิป (Clip) มีอะไรออกมาเป็นลูกของท่านคนเดียวก็เพื่อที่จะ ไม่ให้กระทบกับถึงเด็กและเยาวชนเรา ขอให้ท่านสงครามถอนนะครับ🔗

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้ว ผมเคารพท่านประธานนะครับ แต่ว่าอย่างที่ท่านทราบว่าผมก็ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร แล้วก็เยาวชน ที่ออกไปอายุต่ำกว่า ๑๓ ปีก็ยังมี ผมก็พูดว่าเด็ก แม้กระทั่งเด็กที่ยังมีฟันน้ำนมอยู่ก็ยังมี ฉะนั้นผมไม่ได้เอ่ยชื่อใคร แล้วยังมีลูกของ ส.ว. พ่อเขามาบอกผมเองว่าลูกเขาก็อยู่ในม็อบ (Mob) ฉะนั้นผมไม่ได้เจาะจงใครนะครับ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าลูกของท่านคนเดียวในนี้อาจจะ มีลูกของคนอื่นอีก🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสงคราม ฟังประธานนิดหนึ่งนะครับ คือท่านระบุว่าเป็นลูกของ ส.ส. ในสภา ฉะนั้นเมื่อเจ้าตัวเขา ยืนยันว่ามีแค่ลูกของเขาเท่านั้น มันเป็นความชัดเจนว่ามีความกระทบถึงลูกของท่าน ฉะนั้น เพื่อที่จะให้เกิดความเรียบร้อยในการประชุมสภา ผมวินิจฉัยว่าขอให้ท่านถอนตรงนั้นนะครับ🔗

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ลูก ส.ส. ในสภาผมคิดว่า ยังมีอีกหลายคนนะครับ ไม่ใช่ลูกของท่านคนเดียว ท่านอุตส่าห์ออกมารับ ผมด้วยความเคารพ ท่านประธานนะครับ ผมถอนก็ได้ครับ แต่ว่าถอนเพราะว่าผมเคารพท่านประธานนะครับ เพราะว่าท่านเป็นสหายแสง ผมเลยต้องถอนครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่ได้ให้ ท่านสงครามถอนเพราะความเป็นสหายแสงนะครับ คือผมไม่ได้ถือสาท่านหรอกครับ แต่ว่า ให้ท่านถอนเพราะมันไปกระทบกับบุคคลที่อยู่ข้างนอก🔗

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ถ้าอย่างนั้นผมไม่ถอนครับ เพราะว่าผมไม่ได้เจาะจง แต่พูดด้วยเคารพท่าน ถอนเพราะผมเคารพท่านครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ที่ถอนเพราะเคารพผม เชิญท่านอภิปรายต่อครับ เชิญครับ🔗

(นายสายัณห์ ยุติธรรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

ท่านประธานครับ เพื่อให้ กระจ่างแจ้งว่าลูกผมหรือไม่ ผมขออนุญาตเปิดเทปพีพีทีวี (PPTV) ที่สัมภาษณ์สดลูกสาวผม ได้ไหมครับ จะได้เข้าใจว่าลูกผมจริง และลูกผมก็ไม่ได้อยู่ตรงข้ามนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใดครับ ผมขออนุญาตได้ไหมครับหรือจะเปิดเลยครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านครับ ผมว่าพอแล้วครับ ท่านสงครามท่านก็ยอมถอนแล้วครับ อย่าไปขยายความให้มันกระทบถึง เด็กและเยาวชนเลย ผมขอนะครับ เชิญท่านสงครามอภิปรายต่อเลยนะครับ แล้วก็พยายาม หลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงบุคคลข้างนอกโดยไม่จำเป็นนะครับ เชิญครับ🔗

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมมาเสนอแนะเรื่องของการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ เรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็คือ เกี่ยวกับเรื่องของเจ้าสัวทั้งหลาย วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศจนเกิดเจ้าสัวรายใหม่ ไม่ว่าจะพลังงาน ด้านธุรกิจผูกขาด เพราะการผูกขาดนั้นไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงานหรือ ด้านอื่น ๆ ในเมื่อไม่มีคู่แข่งแล้วก็เป็นการผูกขาด ฉะนั้นเขาถึงต้องมีกฎหมายป้องกัน การผูกขาด วันนี้กฎหมายด้านการผูกขาดนั้นผมยังไม่เห็นลงโทษใครสักคนเลยทั้ง ๆ ที่มีกฎหมาย อยู่นะครับ ในรัฐบาลชุดนี้ของท่านนั้นท่านดูนะครับว่าความเจ็บปวดรวดร้าวของเรานั้นคนจน เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้ง ๆ ที่ท่านเคยบอกว่าคนจนจะหมดไปในประเทศไทยภายในปี ๒๕๖๑ นี่ปี ๒๕๖๓ จะถึงปี ๒๕๖๔ แล้ว แต่คนจนเพิ่มขึ้น ๆ คนรวยก็รวยขึ้นจนจำอะไรไม่ได้เลย แล้วท่านยังมีความสุขอยู่กับการบริหารตรงนี้ได้อย่างไรครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไม่จำเป็น ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีคนจนของพวกเราหรอกครับ แต่ช่วยเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์ ในการที่จะเฉลี่ยโอกาสและความมั่งคั่งให้อยู่กับคนทั่วไป อย่าผูกขาดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ข้อนี้ เดี๋ยวท่านต้องตอบด้วยนะครับ ผมต้องการให้ท่านตอบเรื่องนี้🔗

เรื่องต่อไปครับ ท่านบอกว่าท่านจะเปลี่ยนท่าทีตัวเองเป็นนิวนอร์มัล (New normal) ท่านฝืนยิ้มได้ไม่ถึง ๓ นาที จะโอลด์นอร์มัล (Old normal) หรือว่านิวนอร์มัล (New normal) นั้นไม่สำคัญเท่ากับว่าการอะแดปเทชัน (adaptation) ก็คือการปรับตัว ไม่ใช่ปรับตัวเองอย่างที่ท่านเข้าใจนะครับ ท่านต้องปรับทั้งระบบ คนไทยเขาอยากรู้ว่า ที่ผมถามนี้นะครับ ที่ท่านสร้างหนี้ขึ้นมาท่านจะหารายได้ที่ไหนมาจ่าย ถ้าท่านบอกว่า หมดปัญญา ท่านก็ปล่อยให้คนที่มีปัญญาเข้ามาเถอะครับ อย่าไปขวางทางคนอื่นเลยนะครับ🔗

อีกเรื่องหนึ่งครับ คนทั้งโลกที่เคยไปมาหาสู่กัน ปรากฏเกิดโควิด-๑๙ (COVID-19) ปริมาณทั้งหลายก็ลดลง การค้าขาย การแลกเปลี่ยน วัฒนธรรมก็ถดถอย ในการที่จะพบกันระหว่างคนกับคน เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ถึงวันนี้ ประชาชนทุกคนต้องมีโอกาสเข้าถึง แต่วันนี้โครงสร้างแอปพลิเคชัน (Application) นั้น อยู่กับคนระดับบน คนระดับล่าง ชาวบ้านยังไปไม่ถึง มันจึงเกิดช่องว่างอีกเหมือนกัน🔗

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ เรื่องของ อุตสาหกรรมทุกวันนี้ยังย่ำแย่ คนตกงาน โรงงานปิด ทั้งหมดนี้เพราะว่าท่านบริหารประเทศแย่ ต้องบอกว่าแย่ ทำให้คนย้ายฐานการผลิตอย่างที่เมื่อสักครู่นี้ตรงกับท่านมิ่งขวัญก็คือย้ายฐาน ไปอยู่ประเทศเวียดนามมากมาย ผมอยู่จังหวัดสมุทรปราการ โรงงานอุตสาหกรรมย้ายไป เยอะเลย แต่ว่าการผลิตมีอยู่อีก ๒ ตัว ก็คือเกษตรและการท่องเที่ยว ๒ ตัวนี้มันจะสามารถ สร้างรายได้ให้กับประชาชนคนไทยโดยตรงได้อย่างเต็มกำลัง พอดีเรื่องที่จะพูดหลายเรื่อง ตรงกับท่านมิ่งขวัญ ผมก็เลยต้องข้ามไปก่อนนะครับ การที่เรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย อย่างรุนแรงเกิดขึ้นนั้นเป็นการซ้ำเติมอันเนื่องมาจากการย้ายฐานการผลิตอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ท่านบอกถึงแม้ว่าท่านจะยกที่ดินให้กับคนต่างชาติมาลงทุน ๙๙ ปี แล้วก็มีสิทธิพิเศษต่าง ๆ เกิดขึ้น แล้วคณะกรรมการส่งเสริมสิทธิพิเศษนั้นทุกอย่างอย่าลืมนะครับทั้งหมดนี้ มันไม่ใช่แค่นี้ เขาก็ดูโอกาส ดูหลาย ๆ เรื่อง ดูการบริหาร ดูความมั่นคงเรื่องของการเมือง ดูความสามารถในการบริหารประเทศของผู้นำ ฉะนั้นเขาถึงย้ายฐานกันครับ สิ่งเหล่านี้ ท่านจะแก้ไขอย่างไร ผมไม่ได้บอกว่าที่ผ่านมาโรงงานอุตสาหกรรมทำไม่ดีนะครับ ไม่ใช่ครับ แต่ที่ไม่ดีนั้นเพราะนโยบายของรัฐบาลต่างหาก ถ้าท่านไม่สามารถปรับปรุง ไม่สามารถที่จะ แก้ไขได้ ผมแนะนำว่าท่านต้องส่งต่อในสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม ถ้าไม่ใช่ก็อย่าอยู่จนรากงอกเลย นะครับทุกวันนี้ ต่อมาเรื่องการเงินของประเทศโดยเฉพาะผลกระทบจากการปรับตัว ที่เรียกว่าอีเธอเรียม (Ethereum) ของสกุลเงินดอลลาร์ก็ดี สกุลเงินเยนก็ดี เงินอียูหรือ เงินหยวน ทุกสกุลเขาปรับตัว แล้วทีนี้การปรับตัวของสกุลเงินต่าง ๆ นั้นอันเนื่องมาจาก ผลกระทบทางการเมือง เศรษฐกิจ ในแนวนโยบายทั้งหลาย ท่านจะตอบว่าประเทศไทย ไม่กระทบคงไม่ได้ ถ้าพูดอย่างนั้นก็เท่ากับว่าท่านโกหกพวกเรา วันนี้ผมยังไม่เห็นว่า การดำเนินการใด ๆ ระหว่างรัฐบาลกับแบงก์ชาติที่จะออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนว่าจะแก้ไข ปัญหาอย่างไร เพราะการใช้วิธีการเดิม ๆ ที่เรียกว่าแมนิพูเลต (Manipulate) ก็คือการจัดการ ที่เรียกว่าบางครั้งก็บอกว่าได้ บางครั้งก็บอกว่าไม่ได้นั้นมันไม่เวิร์ก (Work) อีกต่อไปแล้ว วิธีการเดิมของการมียุทธศาสตร์ทางการเงินมันจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง แต่เรื่องยุทธศาสตร์การสืบทอดอำนาจนั้น อันนี้ผมเชื่อฝีมือท่านครับ ท่านทำได้อยู่แล้ว ทำมาจนวันนี้บ้านเมืองผุพัง แตกแยกกันเป็นก๊กเป็นเหล่า ผมถึงบอกว่าเสรีภาพ ประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญที่จะแก้ไขปัญหา ท่านเป็นคน ที่เหมือนฟังแต่ไม่ได้ยิน เพราะฉะนั้นถ้าใครบอกว่าท่านไม่ฟัง ผมก็เถียงนะครับว่าท่านฟัง แต่ท่านไม่ได้ยิน ท่านดูสิครับประเทศสิงคโปร์ ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น และอีกหลาย ๆ ประเทศ เขาตื่นตัวกัน เดี๋ยวนี้เขามีคริปโต เคอร์เรนซี (Crypto currency) แล้ว อย่างประเทศจีน เขาปรับตัว ที่ผมบอกว่าอะแดปเทชัน (Adaptation) นั้น เมื่อสักครู่นะครับ เพื่อไม่ให้ ตกขบวนเขาก็สร้างเงินหยวนขึ้นมาในเวอร์ชัน (Version) ของดิจิทัล มันนี (Digital money) หรือดิจิทัล หยวน (Digital Yuan) โลกเขาไปไกลมากแล้ว แต่ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านยังมองอะไรที่มันคับแคบจนเกินไป เราก็จะมองไม่เห็นทั้งหมด เรื่องการเกษตรวันนี้ หมูเห็ดเป็ดไก่อยู่ในวงจรของเจ้าสัวทั้งหมด เรื่องการพาณิชย์ การค้าขายเบ็ดเตล็ดหรือว่า พวกสินค้าคอนซูเมอร์ (Consumer) ทั้งหลาย จากชุมชนที่จะปีนป่ายขึ้นมาเพื่อจะมาอยู่ ห้องแถวเพื่อจะมาสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศก็อยู่ในมือของกลุ่มเจ้าสัวจนหมดเกลี้ยงแล้ว และท่านทราบไหมครับว่าร้านขายสินค้าคอนซูเมอร์ (Consumer) ทั้งหลาย วันนี้มีส่วนแบ่ง การตลาดอยู่ในมือของเจ้าสัวไม่ต่ำกว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ท่านชี้แจงด้วยนะครับว่าจริงไหมครับ แล้วผมก็อยากรู้ว่ากฎหมายโดยเฉพาะที่ดูเรื่องส่วนแบ่งเหนือการตลาด แล้วก็ พ.ร.บ. เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น เรื่องกฎหมายต่าง ๆ นั้น ผมยังไม่เคยเห็นท่านจัดการ กับเจ้าสัวคนไหนได้เลย🔗

ทีนี้มาพูดถึงเรื่องของการท่องเที่ยว ผมอนาถใจจริง ๆ ผมขอยกตัวอย่าง กรณีของถ้ำหลวง ผมเพิ่งมาเมื่ออาทิตย์นี้เองครับ ผมเห็นชาวบ้านเขาช่วยกันเทปูน ทำลานอเนกประสงค์เพื่อเป็นที่จอดรถและขายของ เพราะรัฐบาลได้ประกาศว่าจะนำ งบประมาณมาพัฒนาโดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องทำแฟซิลิตี สตัดดี (Facility study) ศึกษา สิ่งอำนวยความสะดวก แล้วสุดท้ายมาจนทุกวันนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววของงบประมาณทั้งหลาย ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะสิ่งที่รัฐบาลได้รับปากไปแล้วนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะช่วงนี้ ฝนตกหนักโคลนเต็มไปหมด ขาดการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ สิ่งอำนวย ความสะดวกต่าง ๆ ผมพูดเรื่องนี้เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะมันพิเศษกว่าถ้ำอื่น ๆ ทั่วโลก สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) บีบีซี (BBC) สื่อทั่วโลกเขาได้โฆษณาให้เราติดต่อกันไม่ต่ำกว่า ๑๐ วัน ๒๐ วัน ในการที่เด็กติดถ้ำจนเป็นที่ที่มีชื่อเสียง เรายังไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย จู่ ๆ โอกาสก็มีมาถึง แทนที่รัฐบาลจะพัฒนาตรงนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เป็นแหล่ง ศึกษา เป็นแหล่งสำหรับการเรียนรู้ของคนทั่วโลก แล้วก็ปี ๆ หนึ่งมีคนมาเที่ยวเป็นล้าน ๆ คน ทั้งที่ท่านเคยรับปากว่าจะให้งบประมาณไปพัฒนาแต่จนถึงป่านนี้ท่านก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เรื่องท่องเที่ยวที่ท่านมีแต่แจกเงิน แจกเงิน แล้วก็แจกเงิน ท่านเคยคิดวิธีการอื่นที่มีวิสัยทัศน์ ดี ๆ บ้างไหมครับ ถ้าไม่มีผมจะขอเสนอแนะให้ท่านทำเผื่อเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงได้บ้างนะครับ ซึ่งตั้งแต่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีมายังหาไม่เจอเลยนะครับ วิธีง่าย ๆ ครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมในนามพรรคเพื่อชาติจึงอยากจะชี้ทางออก บอกทางให้เอาบุญว่ารัฐบาลเปลี่ยนจากการ แจกเงินโดยตรง มาเป็นการมอบงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งครอบคลุม ไปทั่วประเทศ ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัดทั่วประเทศนั้นรัฐบาลให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ต่อไปนี้นะครับ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็คือ ๑. กทม. ๒. พัทยา ๓. อบจ. มี ๗๖ แห่ง เทศบาลนครมี ๓๐ แห่ง เทศบาลเมืองมี ๑๙๒ แห่ง เทศบาลตำบลมี ๒,๔๖๙ แห่ง อบต. มี ๕,๓๐๓ แห่ง รวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดมี ๘,๐๘๐ แห่งทั่วประเทศ แทนที่รัฐบาลจะแจกเงินให้กับประชาชนไปเที่ยวก็ให้รัฐบาลอนุมัติให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเหล่านี้จัดอบรมสัมมนาให้กับประชาชนไปนอกเขตจังหวัดได้ไม่น้อยกว่าปีละ ๒ ครั้ง เพราะทุกองค์กรมีงบประมาณที่รัฐบาลให้อยู่แล้ว อาจจะปีที่ผ่านไปนี้เพราะว่าเรา ไปลดภาษีเงินได้ท้องถิ่นทำให้ท้องถิ่นนั้นขาดหรือที่เรียกว่าถังแตกนะครับ การควบคุมเงิน ก็สามารถที่จะควบคุมได้โดยองค์กรนั้น ๆ นะครับ สภาองค์การนั้น ๆ แล้วก็ สตง. ก็คอย ควบคุมกันอยู่แล้วให้เป็นไปโดยสุจริต โปร่งใส ตรงไปตรงมาอยู่ในกรอบ ต้องไม่ให้คนที่ไปนั้น ซ้ำ ๆ แต่ละจังหวัด โดยให้หัวคะแนนของตัวเองไปอย่างเดียว ต้องกระจายไปให้ทั่ว ในการที่ ไปอบรมสัมมนาแต่ละครั้งให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นแต่ละแห่งอนุมัติเงินให้ผู้ เข้าอบรมคนละ ๒,๐๐๐ บาท เพื่อไปใช้ซื้อสินค้าของฝากจากท้องถิ่นกลับบ้าน ก็จะเกิดการ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมากมายในทุกท้องถิ่น โดยไม่ให้เงินเข้ากระเป๋าของพวกเจ้าสัว ท่านประธานที่เคารพครับ อานิสงส์แผ่ไพศาลไปทั่วประเทศมากมายมหาศาล โดยคนไทย เพื่อคนไทยอย่างแท้จริง และสุดท้ายครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเมื่อปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้น คนที่จะแก้ต้องมีวิสัยทัศน์ ต้องรู้ต้นตอปัญหา คนแก้ต้องมองปัญหาให้ออก ต้องบอกคนแก้ ให้ได้ ต้องใช้วิธีการให้ถูกต้องเหมาะสม ทุกปัญหาย่อมมีทางออก แต่อย่าทำทุกทางออก มีแต่ปัญหาเท่านั้น ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ทำได้ไหมครับ ถ้าทำไม่ได้ท่านก็อย่าอยู่ ต่อไปอีกเลยครับ ให้คนอื่นเข้ามาทำแทน อย่างน้อยที่สุดให้พี่ใหญ่ของท่านนะครับ พี่ป้อม มาทำแทนก็ยังดีกว่า ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ลำดับ ต่อไป ที่จริงเป็นของท่านเรวัตนะครับ แต่ขอสลับเป็นท่านศักดินัย นุ่มหนู ก่อนเชิญเลยครับ🔗

นายศักดินัย นุ่มหนู ตราด

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ เราฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายถึงปัญหาข้อบกพร่องในด้านเศรษฐกิจที่เป็นเศรษฐกิจ ระดับใหญ่ ทีนี้ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งที่มาจาก ในพื้นที่ของเขตเลือกตั้งในจังหวัดตราด แล้วก็อยู่กับพี่น้องประชาชน อยู่กับพี่น้อง ที่ทำเศรษฐกิจฐานรากที่จะบอกกับท่านประธานผ่านไปถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าสิ่งที่ท่านบริหารประเทศก่อให้เกิดวิกฤติต่อเศรษฐกิจ ในระดับมหภาคแล้ว ในส่วนของพี่น้องประชาชนที่เป็นเศรษฐกิจฐานรากนั้นวันนี้เขาสิ้นหวัง เขาหมดอนาคต เขาหมดกำลังใจในการที่จะอยู่ต่อ ในการที่เขาจะเดินต่ออย่างไร ผมอยาก ที่จะพูดถึงพี่น้องประชาชนใน ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกก็คือพี่น้องชาวประมงครับ พี่น้องชาวประมงที่เราพูดถึงกันหลายครั้งเป็นตัวสะท้อนได้ดีว่าสิ่งที่รัฐบาลที่นำโดย ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการบริหารประเทศ ถ้าจะบอกว่าท่านทำสิ่งเหล่านี้ เป็นผลสำเร็จ ทำสิ่งเหล่านี้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวประมงได้เป็นผลสำเร็จ เพราะได้รับ การปลดใบเหลืองและได้ใบเขียวมาแล้ว นั่นคือความสำเร็จ ถ้ามองแบบนี้โดยที่ไม่ได้มองเอา ชีวิตของพี่น้องชาวประมงเป็นตัวตั้ง ท่านก็จะมองต่อเรื่องนี้ผิดไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เป็นปัญหาสะท้อนในวันนี้ของชีวิตของคน ซึ่งผมอยากที่จะใช้เวลาสั้น ๆ นี้เพื่อจะบอกให้ ท่านประธานถึงท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านจะได้รู้ว่าชีวิตของคนเหล่านี้ เขาทุกข์ยากลำบากมาหลายปีก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร ก่อนที่จะมีการออก พ.ร.ก. พ.ศ. ๒๕๕๘ พี่น้องชาวประมงอยู่กันทำมาหากินอาจจะมีปัญหาบ้าง แต่องคาพยพของ การขับเคลื่อนทางธุรกิจ เศรษฐกิจของพี่น้องชาวประมง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจ ที่เกี่ยวข้อง เพราะว่าเรือลำหนึ่งเวลาออกทะเลนั้นจะต้องประกอบไปด้วยคนอีกมากมาย ที่มีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารก็ดี อุตสาหกรรมน้ำแข็ง การซ่อมบำรุง อุตสาหกรรมเรื่องเชือก เรื่องพลาสติกต่าง ๆ เยอะแยะ ต่าง ๆ เหล่านี้ แต่วันนี้พวกเขา ท่านรู้แล้วว่าพวกเขามีปัญหาจริง ๆ ปลายปีที่แล้วพี่น้องชาวประมงมาประท้วงกัน ที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยื่นข้อเรียกร้อง นั่นก็เป็นตัวสะท้อนให้ได้ดีว่าหากเขา ไม่ได้เดือดร้อนเขาไม่มาหรอก แล้วท่านจะบอกว่านี่คือความสำเร็จของการแก้ไขปัญหา ของชาวประมง ท่านแก้ปัญหาสำเร็จในการที่จะเอาใจกับสหภาพยุโรปหรืออียู (EU) แต่ท่านพี่น้องที่เป็นคนไทยจริง ๆ ที่เป็นชาวประมงจริง ๆ วันนี้ต้องบอกว่าเขาไม่เห็น อนาคตเลย ผมได้คุยกับพี่น้องชาวประมงในหลาย ๆ คนในหลาย ๆ จังหวัด จากชีวิตที่บอก ว่าจะส่งลูกไปเรียนให้จบปริญญาตรี บอกลูกครับวันนี้ต้องบอกใหม่แล้วว่าจบ ม. ๖ ก็พอ จบ ม. ๓ ก็พอพ่อไม่มีแรงส่งแล้ว อยากเห็นลูกที่มีอนาคต เรือที่ถูกล็อกและไม่สามารถ ที่จะออกทำการประมงได้ครับท่านประธาน มันเป็นความขมขื่น เพราะเรือมันไม่ใช่ แค่พาหนะหรือเครื่องมือทำมาหากินเท่านั้นแต่เรือมันคือชีวิตของชาวประมง มันจอดอยู่ที่ท่า ถูกล็อกไว้ไม่สามารถทำการประมงได้เพราะว่าบทลงโทษที่รุนแรงและไม่มีเรื่องของการที่จะ ผ่อนปรนในระยะของการเปลี่ยนผ่าน คนที่ออกมาเห็นเรือของตัวเองในแต่ละวัน ค่อย ๆ ที่จะ บุบสลาย ค่อย ๆ ที่จะจมลงสู่ท้องทะเล พังไปต่อหน้าต่อตา เสียน้ำตาไม่รู้ว่าครั้งแล้วครั้งเล่า เท่าไร เรียกร้องขอความเป็นธรรม ขอความเมตตา เขาอยากจะส่งลูกเขาเรียน เพราะฉะนั้น ชาวประมงที่มีเรือ ๑ ลำ ออกทะเล บางทีการจะออกทะเลแต่ละครั้งต้องใช้ทุนจำนวนมาก เอาเรือไปจำนำจำนองเอาไว้ การที่เสียเรือก็จะทำให้เสียที่ดินไปด้วย แล้วอนาคตจะเหลือ อะไร เขาไม่เหลืออะไรครับ เขามองเรือของเขาเองที่มันจมท่ามกลางน้ำตาที่ไหลริน ท่ามกลางอนาคตของลูกเต้าของตัวเองที่มองไม่เห็น เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่านี่คือ ความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาประมง มันบอกไม่ได้ครับท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีนะครับวันนี้ท่านต้องจริงจังต่อการแก้ไขปัญหาของ พี่น้องชาวประมง เอาอนาคตของเขากลับมาครับ ท่านทำลายอนาคตของเขาไปแล้ว หากจะ มองว่ารัฐบาลเป็นเหมือนพ่อที่ดูแลลูกที่จะต้องให้ความรัก ให้ความเมตตา อุ้มชูแล้วให้เขา เติบใหญ่ แต่วันนี้ท่านเป็นพ่อแบบไหนกัน พ่อที่เห็นลูกไม่มีอนาคต เพราะฉะนั้นท่านต้องเป็น พ่อที่ดีกว่านี้ ก็อยากที่จะเห็นการแก้ไข ท่านต้องมีโอกาส ท่านมีโอกาสในระยะเวลานี้ที่ท่าน จะต้องได้ไถ่บาป ปรับปรุง เพื่อที่จะแก้ให้กับชีวิตของพี่น้องชาวประมง นอกจากนี้ในชีวิตของ พี่น้องภาคเกษตรอีกหลายท่านที่ระทมขมขื่น พี่น้องชาวสวนยางพาราวันนี้อาจจะขยับดี ขึ้นมาหน่อย แต่ก่อนหน้านี้ ๓-๔ ปี คนจัดยาง กรีดยางแบ่งครึ่ง เงินมันไม่พอเลี้ยงลูกเต้า ผม ไปเจอรายหนึ่งมาเห็นแล้วก็สะเทือนใจ ผมถามว่าป้าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง บอกว่าทุกวันนี้ ป้ากินไม่อิ่มเลยหนูเอ๊ย ทำไมล่ะครับป้า ป้าบอกว่าถ้าป้ากินอิ่มลูกป้าจะอด โอ้นี่มันอะไรกัน มันต้องปันอาหาร ต้องปันกันกิน มันรันทดขนาดนี้ เพราะฉะนั้นภาคเกษตรเรา ณ เวลานี้ ต้องบอกกับท่านประธานอย่างนี้ ผ่านไปถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ว่าสินค้าเกษตรหลายตัว เวลานี้เราอยู่ในภาวะที่วิกฤติจริง ๆ ยางพาราดีขึ้นผมก็หวังว่าคงไม่ใช่เป็นเพราะช่วงนี้ที่มัน ออกไปกรีดกันไม่ค่อยได้ แต่หลายตัวไม่ว่าจะเป็นอ้อยก็ดี ปาล์มก็ดีราคาก็ยังไม่ได้ดีขึ้น นี่คือ กลุ่มเศรษฐกิจฐานรากที่มีขนาดใหญ่ แต่ว่าชีวิตไม่สามารถที่จะมีหลักประกันได้ว่าพรุ่งนี้ จะเป็นอย่างไร หลายคนที่นอนกันในค่ำคืนนี้ นอนหลับวันนี้หลายคนบอกกับผมว่าไม่อยาก ตื่นขึ้นมาเลยวันพรุ่งนี้ เพราะคนที่จะตื่นมาในวันพรุ่งนี้ได้จะต้องมีเห็นอนาคตอันเรืองรอง และจะก้าวต่อไปอย่างแข็งแรง มีกำลังใจอยากจะตื่นขึ้นมาสู้ชีวิต แต่ชีวิตนั้นไม่มีอะไร จะสู้เลยครับท่านประธาน ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีฟังเสียงเล็ก ๆ จากผมที่เป็น ส.ส. พรรคก้าวไกลที่เพิ่งเป็น ส.ส. มาสมัยแรก ผมไม่มีอะไรที่จะต้องมาขุ่นเคืองกับท่าน ผมอยาก สะท้อนปัญหา อยากจะสะท้อนความรู้สึกของคนที่อยู่ในภาคชนบทจริง ๆ ที่เขายากจน แล้วเขาลำบากมาก ผมอยากให้ท่านเห็นใจเขา หากท่านทำไม่ได้จริง ๆ ท่านต้องพิจารณา เรื่องนี้ เพราะวันนี้มีคนล้มละลาย มีคนฆ่าตัวตายแล้วจริง ๆ แล้วเป็นจำนวนมากด้วย พี่น้อง ภาคเกษตรจะไปต่ออย่างไร ภาคตะวันออก ทุเรียนปลูกมากขึ้น ผลไม้ในปีหน้าจะมีมากขึ้น เรื่อย ๆ อีก ๒-๓ ปี จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ เตรียมการไว้อย่างไร การโค่นยาง เพราะยางราคาถูก ๔-๕ ปีที่ผ่านมาราคายางถูกมาก คนหันไปปลูกทุเรียนกัน แล้วรัฐบาลมีแผนรองรับอย่างไรในอนาคตข้างหน้า ไม่ใช่ก็ชดเชย ชดเชย ชดเชย จนศักยภาพภาคเกษตรของเราอ่อนแอลงเรื่อย ๆ เราไม่มีอะไรเลยครับ มันสำปะหลังที่เป็น โรคใบด่างถึงเวลาก็ชดเชยกันไป ท่านจะทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ใช้เงินภาษีเข้าไปอุดหนุน แล้วศักยภาพความสามารถของท่านอยู่ตรงไหน ท่านไม่สามารถที่จะดูฐานรากที่เป็น ตัวรากฐานทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งจริง ๆ ให้เขาฟื้นขึ้นมาไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมถือว่าวันนี้ มันได้พิสูจน์ศักยภาพของท่านแล้ว ๗ ปีมาแล้วที่ท่านได้อยู่ในอำนาจตรงนี้ มันได้พิสูจน์คน มามากพอว่าท่านไม่มีศักยภาพพอในการที่จะบริหารเศรษฐกิจ บริหารประเทศนี้ได้ เพราะหากท่านทำได้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าทุกคนก็จะมีความสุข แต่นี่มันไม่ใช่ ท่านอย่าหลอกตัวเอง อย่ามัวแต่มองแต่ว่าเราแก้ปัญหานี้ได้ ไม่มีอะไรทุกอย่าง ดีขึ้น เสียงเรียกร้องข้างนอกมันเป็นตัวบ่งบอก มันมีรูปธรรม มีตัวชี้วัดค่อนข้างที่จะชัดเจน เรื่องการแบน (Ban) สารพาราควอต (Paraquat) นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่พี่น้องภาคเกษตร รอความหวัง รอสิ่งที่ท่านจะคิด ผมหวังว่าท่านจะพิจารณาทบทวนเรื่องนี้ ผมไม่ได้หมายถึงว่า การสนับสนุนให้เกิดการใช้สารเคมี แต่วันนี้ยังไม่มีสารทดแทนในภาคเกษตร ท่านที่จะ มาแบน (Ban) กันแบบไม่มีมาตรการรองรับ หากมีมาตรการรองรับท่านทำได้เลย ผมคิดว่า สารเคมีมันไม่ควรมีในประเทศของเรา เราควรจะเป็นประเทศที่ปลอดภัย แต่หากว่า ท่านยังไม่มีอะไรที่จะรองรับเลยก็ดำเนินการมาตรการที่เหมาะสม ไม่ใช่เกษตรกรทุกวันนี้ ไม่ว่าพี่น้องชาวประมงทุกวันนี้ท่านมองเขาอย่างเป็นอาชญากร ทุกอย่างล้วนแต่มีโทษปรับ มีบทลงโทษที่รุนแรง เขาคือคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ คนที่เคยสร้างเศรษฐกิจของประเทศนี้ มาให้พวกเราได้ลืมตาอ้าปากได้มีที่ยืนอยู่ทุกวันนี้ นี่คือคนที่เราควรที่จะต้องให้การอุ้มชูดูแล ผมก็หวังว่าในฐานะที่ท่านเป็นทหาร ผมไม่เคยได้รังเกียจทหารนะครับ ผมสนับสนุนและ นับถือทหารอาชีพ แต่ไม่เคารพนับถือทหารที่มาจากการทำการปฏิวัติรัฐประหารครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป เชิญท่านเรวัตครับ🔗

นายเรวัต วิศรุตเวช แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงปัญหาวิกฤติมีมากมาย แต่ว่าผมจำเป็นต้องเลือกปัญหาที่เป็นประเด็นสำคัญซึ่งมีอยู่ ๓ เรื่องครับ คือ ๑. หนี้สาธารณะ ๒. เหมืองทองอัครา ๓. วิกฤติโควิด (COVID) ที่กระทบต่อ เศรษฐกิจของประเทศครับ ท่านประธานครับ ประเด็นของหนี้สาธารณะ ผมจำเป็นต้องพูด เรื่องนี้เพื่อให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนได้ทราบว่าวันนี้ประเทศมีหนี้สาธารณะ ที่เป็นปัญหาอย่างไรบ้าง มันมากมายขนาดไหน แล้วเดี๋ยวผมจะถามท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีต้องตอบครับ หนี้สาธารณะเกิดจากอะไรครับ หนี้สาธารณะเกิดจากการที่ รัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่หามา ก็ทำให้ต้องกู้เงินมาใช้ หนี้ที่รัฐสะสมมาทุก ๆ ปีนั้น มันกลายมาเป็นหนี้สาธารณะ ซึ่งก็จะเป็นหนี้ของประชาชนด้วย และการใช้หนี้ก็จะอยู่ในรูป ของภาษี คำถามครับ คำถามว่าเราควรจะมีหนี้สักเท่าไร เราก็จะไปคำนวณดูว่าประเทศ มีรายได้เท่าไร โดยทั่ว ๆ ไปเราก็จะมีปริมาณหนี้ที่เหมาะสม อย่างเช่นประเทศไทย หนี้สาธารณะก็จะอยู่ที่ไม่ควรเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่งตัวเลข ๖๐ เปอร์เซ็นต์ จะเป็นสแตนดาร์ด (Standard) เบนช์มาร์ก (Benchmark) ที่ใช้กันโดยทั่ว ๆ ไปทั่วโลกครับ ความจริงนะครับท่านประธานครับ หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นก็ไม่เป็นอะไรถ้าเรามีรัฐบาล ที่มีความสามารถหาเงินได้เก่ง เราก็ชำระหนี้ได้ครับ แต่โชคร้ายครับ โชคร้ายที่คนไทย มีรัฐบาลที่ ท่านประธานฟังไว้นะครับ คือหาเงินก็ไม่ได้ ใช้เงินก็ไม่เป็น เพราะอะไร เพราะเอาเงินไปซื้อสิ่งที่ประชาชนเขาไม่ต้องการ แล้วในที่สุดก็ได้ของมาที่ไม่ได้ใช้ครับ ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ เช่นอะไรครับ เช่น จีที ๒๐๐ (GT 200) ตรวจระเบิดไม่ได้ เรือเหาะที่เหาะ ไม่ได้ รถถัง เรือดำน้ำ ไม่รู้จะเอาไปรบกับใครครับ ท่านประธานครับ ประชาชนเขาถามว่า ทำไมไม่เอาเงินไปซื้อรถเมล์ รถไฟดี ๆ ให้ประชาชนเขานั่ง ได้รับความสะดวกสบายบ้าง หรือไม่ก็เอาไปใช้ในสวัสดิการการรักษา ในเรื่องการศึกษาและสวัสดิการอื่น ๆ ซึ่งประชาชน เขาขาด เขาต้องการ ท่านประธานครับ ผมขอย้ำอีกครั้งครับว่าการมีหนี้ไม่ใช่เรื่องแย่ หากนำมาใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ครับ และถ้ามีหนี้ในระดับที่ใช้คืนได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ๖-๗ ปีที่ท่านนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศมา ท่านนายกรัฐมนตรีได้แต่กู้ครับ กู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังจะกู้ต่อไป ผมยืนยันได้เลยว่า อย่างไรก็ตามหนี้สาธารณะจะเกินเพดาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่งจะทำให้รัฐ เสียความน่าเชื่อถือครับ ผมขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ บังเอิญท่านไม่อยู่ ท่านน่าจะได้ฟังแล้วก็เตรียมจดคำถามที่ผมจะถามต่อไปนี้ ท่านต้องจดนะครับ แล้วก็ตอบด้วยครับ คำถามของผมคือ ฟังให้ดีครับ ท่านต้องตอบครับ คำถามที่ ๑ สถานะหนี้สาธารณะ ของรัฐบาลตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๕ ปัจจุบัน ณ วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๓ มีเท่าไรครับ จดนะครับ ๒. สถานะและประมาณการเศรษฐกิจตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ตามมาตรา ๑๓ ปัจจุบัน ณ ต้นเดือนกันยายน ๒๕๖๓ มีเท่าไรครับ ๓. ประมาณการรายได้ตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ตามมาตรา ๑๓ ปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนกันยายน ๒๕๖๓ มีเท่าไรครับ ทีมข้างหลังช่วยเตรียมจดคำถามแล้วก็เตรียมตอบ ด้วยครับ ๔. ภาระผูกพันทางการเงินการคลังของรัฐบาล ตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ตามาตรา ๑๓ ปัจจุบัน ณ ต้นเดือนกันยายน ๒๕๖๓ มีเท่าไรครับ ๕. หนี้สาธารณะที่เกิด จาก พ.ร.ก. กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ปัจจุบันมียอดกู้เงินทั้งสิ้นเท่าไร และใช้ไปที่ไหน ใช้อย่างไรครับ ข้อที่ ๖ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) ฟังนะครับ สัดส่วนหนี้สาธารณะ ต่อจีดีพี (GDP) ปัจจุบันมียอดเกินร้อยละ ๖๐ ไปแล้วเท่าไร นี่คือคำถามสำหรับหนี้สาธารณะ🔗

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน กรณีเหมืองทองอัครา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา ๔๔ ฉบับที่ ๗๒/๒๕๕๙ เมื่อไรครับ เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๙ ให้เหมืองทองอัครายุติประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ เกิดอะไรขึ้นครับ รัฐบาลถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายเรื่อง ม. ๔๔ เรื่อง ม. ๔๔ มันเป็นเวรกรรม จริง ๆ ครับท่านประธาน มันจะตามหลอกหลอนท่านนายกรัฐมนตรีไปอีกนานเลยครับ ในกรณีนี้ประเด็นก็คือว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นภาษีของประชาชนไปดำเนินการระงับข้อพิพาท กับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดทเต็ด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเหมืองทองอัครา ในปี ๒๕๖๒ ใช้งบเท่าไรครับ ๖๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๓ ใช้งบเท่าไรครับ ๒๑๗ ล้านบาท และในปี ๒๕๖๔ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐาน กระทรวง อุตสาหกรรมได้ตั้งงบขอมา ๑๑๑ ล้านบาท ผมในฐานะกรรมาธิการงบประมาณก็เลยขอตัด ๑๑๑ ล้านบาททั้งหมด ปรากฏว่าแพ้โหวต แพ้โหวตด้วยคะแนน ๒๑ ต่อ ๓๘ ทำให้ผม ไม่สามารถตัด ๑๑๑ ล้านบาทได้ เพราะเขาเสนอมาให้ตัดแค่ ๑๒ ล้านบาท ผมจึงสงวนความเห็น เพื่อจะไปแปรญัตติเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้วินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งในวาระที่สอง ในวันที่ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ที่จะถึงนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ใช้งบประมาณที่เป็นเงินภาษีประชาชนนั้นเพราะผมเคารพกฎหมาย ในเมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ๑๑/๒๕๖๒ วินิจฉัยว่าหัวหน้า คสช. ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐ แล้วรัฐจะไปรับภาระในเรื่องนี้ได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ครับ ผมขอกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี จดคำถามครับแล้วเตรียมตอบดังต่อไปนี้🔗

ในเรื่องของเหมือนทองอัครา ข้อที่ ๑ รัฐบาลใช้เงินสู้คดีไปแล้วเท่าไร แยกประเภทเป็นในประเทศและต่างประเทศ ขอรายละเอียดผู้รับจ้างด้วยครับ🔗

ข้อที่ ๒ จดนะครับ รัฐบาลจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้คู่กรณีกี่หมื่นล้านบาท ถ้าแพ้คดี ซึ่งมีแนวโน้มและมีความเป็นไปได้สูงที่จะแพ้🔗

ต่อไปครับ ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นสุดท้ายครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการ ศบค. ได้ตัดสินใจผิดพลาดและบกพร่อง อย่างร้ายแรงในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด (COVID) จนทำให้เกิดปัญหาวิกฤติทาง เศรษฐกิจอย่างรุนแรง ท่านประธานครับ ผมจะชี้ให้เห็นว่าท่านตัดสินใจผิดพลาดอย่างไร โดยจะให้มุมมองที่แตกต่างออกไปจากที่หลาย ๆ คนได้เคยพูดกันเรื่องนี้ ผมไม่พูดเรื่องโควิด (COVID) คงไม่ได้ เพราะว่าคงมีคำถามว่าทำไมผมไม่พูดในเมื่อผมพูดเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่ มีเคส (Case) แรกขึ้นในประเทศไทยนะครับ ผมจะทำอย่างนี้ครับ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจได้ ชัดเจนก็คือผมจะไล่ไทม์ไลน์ (Timeline) มาตั้งแต่เคส (Case) แรกครับ วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๓ ผู้ป่วยชาวจีน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวจีนป่วยในประเทศไทย ท่านฟังให้ดีนะครับ วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๓ แล้วก็มีชาวจีนป่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓ แท็กซี่คนไทยไปติดนักท่องเที่ยวชาวจีน นั่นแปลว่าอะไรครับ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓ มีคนไทยคนแรกติดเชื้อในประเทศไทยโดยที่ไม่ได้ไปรับเชื้อจากต่างประเทศครับ ท่านต้องระวังแล้ว ผมได้เตือนในสภาไปหลายครั้งมากว่าขอให้ระวัง นี่คือสัญญาณไม่ดีที่จะ มีการระบาดในประเทศไทย แต่เกิดอะไรขึ้นครับท่านดูต่อมา ท่านยังไม่ได้ทำอะไรเลย ท่านยังไม่ได้กระตือรือร้น ท่านยังไม่ได้อะเลิร์ต (Alert) อะไรทั้งสิ้น จนกระทั่งมาเกิดซูเปอร์ สเปรดเดอร์ (Super spreader) ที่สนามมวยลุมพินี เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๓ ซึ่งมันกำลัง เป็นช่วงที่มีโควิด (COVID) ระบาด ท่านปล่อยให้เปิดสนามมวยลุมพินีได้อย่างไร ต่อมา ท่านลองดูนะครับ วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๓ มีผู้ป่วยทั้งหมดเท่าไรแล้วครับ ๕๙๙ ราย ตาย ๑ ราย ท่านทำอะไรครับ ตกใจครับ ลนลานปิดห้างสรรพสินค้า ปิดร้านค้า ปิดกิจการต่าง ๆ เกิดอะไรขึ้นครับ คนตกงานทันทีหลาย ๑๐๐,๐๐๐ คน แล้วเกิดอะไรขึ้นครับ เขาก็ต้องไป เข้าแถวขอบริจาคอาหารกิน ที่เป็นข่าวครึกโครมนั่นละครับ เห็นไหมครับ ท่านเห็นผลของมันไหม ว่ามันต่อเนื่องอย่างไร ผมอยากให้ท่านติดตามดูให้เห็นชัด ๆ ว่าจริง ๆ แล้วมันมีการตัดสินใจ ที่ดีกว่านี้ครับ ต่อมาท่านมาประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ทั่วประเทศเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๓ ในเวลานั้นมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง ๑,๐๔๕ คน ตาย ๔ คน มันคือเพียง ๔ วัน หลังจากที่ปิด กทม. คือเพิ่มจาก ๕๙๙ คน เป็น ๑,๐๔๕ คน ท่านประธานที่เคารพครับ จากวันนั้นมาก็ยังมีการนำเข้าเชื้อโควิด (COVID) จากต่างชาติทุกวัน ท่านมาตัดสินใจ ปิดประเทศ ห้ามสายการบินพาณิชย์ ห้ามชาวต่างชาติเข้า จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๓ มันสายไปแล้วครับ ท่านนำเข้าเชื้ออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง ๒ เดือนเต็ม ซึ่งท่าน รู้ไหมครับว่าวันนั้นมีคนไข้ทั้งหมดรวมทั้งสิ้น ๒,๐๖๗ คน ตาย ๒๐ คน ท่านประธานครับ ท่านลองมาพิจารณาดูนะครับว่าถ้าท่านมีการตัดสินใจที่ถูกต้องท่านควรสกัดการนำเข้าของ โรคและควบคุมการระบาดภายในประเทศเอาไว้ ถ้าท่านทำอย่างนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านก็ไม่ต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ปิดเมืองทั่วประเทศในวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๓ เศรษฐกิจ ก็จะไม่พังเช่นทุกวันนี้ เพราะอะไร เพราะถ้าท่านปิดประเทศแต่เนิ่น ๆ ท่านก็ไม่ต้องปิดเมือง ขอย้ำอีกครั้งครับ ถ้าท่านปิดประเทศไม่นำเชื้อเข้ามาแต่เนิ่น ๆ ท่านก็ไม่ต้องปิดเมือง เศรษฐกิจมันยังเดินได้ก็ไม่พังครับ เพราะอะไรครับ เพราะเชื้อทั้งหมดนั้นตั้งแต่รายแรกจนถึง วันนี้มันนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้นเลยครับ จนกระทั่งเกิดอะไรขึ้นครับ พอครบ ๑๐๐ วัน มีคนไทยติดเชื้อในประเทศขึ้นมาแล้วที่เป็นดีเจ (DJ) ร้านอาหารอย่างไรครับ อย่างนี้ใครกัน ที่ต้องรับผิดชอบในการหลุดรอดของเคส (Case) ที่ทำให้ดีเจ (DJ) ต้องติดโรค มันก็ สันนิษฐานว่ามันก็อาจจะหลุดเข้ามาในทางใดทางหนึ่งหรือจากคนที่ลักลอบเข้าประเทศ ใช่ไหมครับ แล้วอะไรรู้ไหมครับ เกิดประเด็นอีกครับ ในวันที่ ๗ กันยายน ไมค์ระยองออกจากเรือนจำ มาให้สัมภาษณ์ครับ ให้สัมภาษณ์ว่าอย่างไรครับ ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่มีอะไรเสียหายนะครับ ก็คือให้สัมภาษณ์ว่าเข้าไปในเรือนจำแล้วไปพบกับคุณณัฐวุฒิ อ้าวกรมราชทัณฑ์เขายืนยันว่า เขาเข้มงวดมากโดยมีการแยกขังสำหรับผู้ต้องหาหรือนักโทษที่มาใหม่ ๑๔ วันในเรือนจำ ทุกแห่งทั่วประเทศ แล้วไปพบกับคุณณัฐวุฒิได้อย่างไรครับ เห็นไหมครับ เห็นไหมว่า มาตรการมันไม่แน่นอน แล้วมีความหละหลวม แล้วมีความเหลวแหลกอยู่ตลอดเวลา ท่านประธานครับ ท่านคุยนักคุยหนาว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินเอาอยู่ แล้วมันหลุดมาได้อย่างไรครับ ถ้ามีการระบาดระลอก ๒ ท่านต้องรับผิดชอบนะครับ คนไทยทุกคนต้องอดทนหยุดเชื้อ เพื่อชาติ การ์ด (Guard) ไม่ตก ท่านก็ปล่อยให้ทหารอียิปต์เล็ดรอดออกไปจากควอรันทีน (Quarantine) ไปเดินเล่นที่จังหวัดระยอง จึงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกิดม็อบ (Mob) ออกมาประท้วงท่านทั่วประเทศ เพราะประชาชนเขาหมดความไว้วางใจในตัวท่านที่เป็น ผู้นำรัฐบาล และร้ายไปกว่านั้นก็คือท่านอ้างว่าใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพื่อสกัดโควิด (COVID) แล้วท่านเอา พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปคุกคาม จับกุมขมขังนักศึกษา ประชาชนทำไมครับ ขออนุญาต นิดเดียวครับ ขอต่อเนื่องเพื่อให้จบประเด็นนะครับ นอกจากนั้นยังมีอีก ๑ ประเด็น ที่ประชาชนสงสัยคือ เพราะอะไรท่านถึงได้ต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเรื่อย ๆ ก็เพราะว่า ฟังนะครับ ท่านประธานครับ โปรดฟัง เพราะว่าภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้นการจัดซื้อจัดจ้างไม่ต้อง ดำเนินการตามกระบวนการปกติ เนื่องจากมีคำสั่งแก้ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเวชภัณฑ์ ที่ออกโดยกรมบัญชีกลาง เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๓ ซึ่งอาจเป็นเปิดช่องให้มี การทุจริตคอร์รัปชันโดยง่าย ท่านประธานครับ ผมขอเรียนถามผ่านท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีว่าในการบริหารสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ผิดพลาด มีการสูญเสีย ทางเศรษฐกิจอย่างมโหฬาร ใช้เงินเป็นจำนวนมาก ท่านจะแก้ปัญหานี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจ กับประชาชนได้อย่างไรครับ สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ผมมั่นใจว่าท่านนายกรัฐมนตรี ไม่มีความรู้ความสามารถที่จะแก้ปัญหาทุกปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหา การเมืองที่รุมเร้าสะสมอยู่ทุกวันนี้ได้เลย เพราะฉะนั้นผมมีข้อเสนอมีทางเลือกสำหรับ ท่านนายกรัฐมนตรีเพียงเรื่องเดียวครับ ขอให้ท่านลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ คุณนภาพร เพ็ชร์จินดา คุณประเสริฐ จันทรรวงทอง แล้วก็ คุณวรรณวิภา ไม้สน นะครับ เชิญคุณศรัณย์ครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ตั้งแต่เช้า เราได้มีการอภิปรายกันมาโดยตลอดเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังถดถอยหรือว่า มีวิกฤติอยู่ในปัจจุบันนี้ แล้วก็ตั้งแต่เช้าทุกคนก็พูดถึงเครื่องจักรเศรษฐกิจของประเทศเรา มาโดยตลอด มีส่งออก มีเกษตร มีการท่องเที่ยว ครั้งนี้ผมอยากจะขอโฟกัสที่การท่องเที่ยวครับ เพราะว่าตั้งแต่ที่ผมทำงานในสภามานี่เป็นกลุ่มที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยแล้วก็ได้ฟังเสียงของ ประชาชนมากที่สุด ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ประเทศเรากว่า ๑๗-๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) แทบทุกปีอยู่ที่การท่องเที่ยว นอกจากนั้นการท่องเที่ยวยังเป็นตลาดแรงงานที่ยิ่งใหญ่ ของประเทศไทยมาโดยตลอด มีแรงงานกว่า ๑๐ ล้านคน ทำงานอยู่เกี่ยวข้องกับ การท่องเที่ยว สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่หลายคนบอกว่ามันเป็นวิกฤติที่เกิดจากภาวะโควิด (COVID) แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นอย่างว่าตั้งแต่ก่อนโควิด (COVID) จะมา โควิด (COVID) เริ่มมีข่าวปลายปีที่แล้ว ที่ประเทศจีนเริ่มค้นพบ เริ่มมีการคอนเฟิร์ม (Confirm) ว่าเป็นเชื้อโควิด (COVID) เดือนธันวาคม เพราะฉะนั้นผมอยากให้ดูนิดหนึ่งครับว่าจริง ๆ แล้วธุรกิจท่องเที่ยว มันเริ่มซบเซา มันเริ่มถดถอย เริ่มชะลอตัวมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่ตอนที่เรามีปัญหา เศรษฐกิจ เพียงแต่ว่าพอมีการเกิดโรคระบาดโควิด (COVID) มากขึ้น แล้วก็มันกลายเป็น วิกฤติ ทุกคนผลักภาระจากเศรษฐกิจที่ล้มเหลวก่อนหน้านี้ไปโทษโควิด (COVID) จนหมด ผมอยากสื่ออย่างนี้ว่าจริง ๆ ตั้งแต่ที่เรามีการเลือกตั้งมา ตั้งแต่ที่เรามีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ มีผู้นำรัฐบาลชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เราไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง ๆ จัง ๆ เลย จริง ๆ ต้องย้อนไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ด้วยซ้ำ แต่ว่าก่อนหน้านี้มันไม่มีใครที่จะมาถามถึงตรงนี้ว่า เราแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร นับตั้งแต่ปีที่แล้วที่เริ่มมีการถดถอยทางเศรษฐกิจ สิ่งที่รัฐบาล ทำคือการหาข้อที่จะมาบอกว่ามันเกิดจากอะไร เมื่อก่อนก่อนที่จะมีโควิด-๑๙ (COVID-19) เราบอกว่ามันเกิดการชะลอตัว อันนี้ก็ยอมรับครับว่ามันเกิดการชะลอตัวในเศรษฐกิจโลกจริง ๆ แต่ปัญหาครับท่านประธาน ท่านเป็นรัฐบาล ท่านไม่ใช่สำนักข่าว เราไม่ต้องการข่าวจากท่าน ว่าตอนนี้โลกกำลังประสบภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เราต้องการทางออก เราต้องการจะรู้ว่า ท่านจะทำอะไรเพื่อแก้ปัญหานี้ ซึ่งก็ไม่เคยได้รับคำตอบ หลังจากนั้นพอเริ่มต้นปีใหม่มา ปี ๒๐๒๐ ปุ๊บเราก็ได้เจอกับโควิด-๑๙ (COVID-19) เรารู้เรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) ตั้งแต่ ปลายปี ๒๕๖๒ ใช่ไหมครับ อย่างที่ท่านสมาชิกก่อนหน้าเรียนไปตามไทม์ไลน์ (Timeline) กว่าเราจะเริ่มมีแอ็กชัน (Action) จริง ๆ ก็ปาเข้าไปเดือน ๓ เดือน ๔ แล้ว เพราะฉะนั้น มันไม่มีทางทันเลยที่เราจะรับมือ แล้วก็ที่เราจะป้องกันความเสียหายที่เกิดจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปด้วยครับ อันนี้เป็นข้อมูลอ้างอิง การท่องเที่ยวจากปีที่แล้ว ปีที่แล้วมูลค่าต่อจีดีพี (GDP) หรือว่าเปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) เกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ การท่องเที่ยวต่อจีดีพี (GDP) ของประเทศนะครับ แล้วก็มีคนทำงาน ในธุรกิจเกือบ ๑๐ ล้านคน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หรือว่ารายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทย กว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดภาวะโควิด-๑๙ (COVID-19) และท่านทำการปิดสนามบิน ปิดน่านฟ้า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้หายไป แล้วท่านทำอะไรต่อครับ ผมไม่ได้ว่าท่านทำผิดนะครับ โอเค (OK) ตอนนั้นเรามีเรื่องโรคระบาดเราต้องการการรับมือ แต่ว่าคำถามของผมคือการที่ท่านทำไปผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อมาท่านมีแผนจะรับกับมันอย่างไร ท่านจะแก้ไขอย่างไร ท่านปิดน่านฟ้าเพื่อไม่ให้เชื้อโรคเข้า โอเค (OK) แต่ว่าธุรกิจต่าง ๆ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของท่าน ท่านพร้อมที่จะรับผิดชอบเขามากน้อย ขนาดไหน ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปด้วยครับ อันนี้เราพูดกันมาตั้งแต่ต้นปี เรามีการเตือนกัน มาโดยตลอดนะครับว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) จะกระทบการท่องเที่ยวมากน้อยขนาดไหน ตอนแรกเราคาดการณ์ว่าในข่าวคาดการณ์ว่าลบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมต้อง บอกเลยครับตอนนี้ มาถึง ณ เวลานี้กว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำที่มันกระทบ กับการท่องเที่ยว เมื่อก่อนเรามีนักท่องเที่ยว ๔๐ ล้านคน ท่านปิดน่านฟ้าแน่นอนว่าเข้ามาไม่ ถึงหลักล้านแน่นอน คิดว่าจำนวนนั้นหายไปจะเกิดอะไรขึ้น ท่านอาจจะบอกว่ารณรงค์ให้ เที่ยวกันในประเทศ อย่างที่ผมเรียนไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ รายได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของ การท่องเที่ยวมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ท่านไม่สามารถเอาจำนวน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวในประเทศไท มาทำให้ชดเชยกับกลุ่มนั้นได้ ท่านต้องมีทางแก้ ทางอื่น แล้วก็ไม่เพียงเท่านั้น ต้องบอกว่าคำแนะนำหรือว่าวิธีการรับมือมีหลายคน มีผู้เชี่ยวชาญ แม้แต่พรรคเพื่อไทยเองก็เคยเสนอว่าควรจะทำอย่างไร มีไทม์ไลน์ (Timeline) อย่างไรในการรับมือปัญหาโรคระบาดโควิด (COVID) เพื่อที่จะทำให้กระทบกับการท่องเที่ยว หรือว่ากระทบกับเศรษฐกิจโดยรวมน้อยที่สุด แต่มันก็เหมือนกับว่าเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่มีอะไรกั้น เหมือนท่านได้ยินแต่ท่านไม่ได้ฟัง ท่านไม่เก็บเอาสิ่งเหล่านั้นไปทำ ท่านไม่ปรับ จากสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นมันก็ทำให้เราเดินมาถึงวิกฤติตรงนี้ ขอภาพต่อไปด้วยครับ อันนี้ ในสไลด์ (Slide) ท่านจะเห็นว่า ๓ จังหวัดที่ทำรายได้ท่องเที่ยวสูงสุด กรุงเทพฯ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้การท่องเที่ยวของประเทศไทย มันแสดงให้เห็นถึง อะไรครับ มันแสดงให้เห็นถึงว่าถึงแม้ประเทศเราจะมีตลาดการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งและ ทำรายได้ได้มาก แต่ว่ามันก็เป็นการกระจุกตัวอยู่ในบางจังหวัด บางพื้นที่ สิ่งที่เราต้องทำ เมื่ออาทิตย์ก่อนเรามีการอภิปรายกันว่าเราจะพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างไร ผมบอกเลยว่า การท่องเที่ยวของประเทศไทยเราต้องทำให้รัฐบาลมองให้เห็นก่อนว่าเราต้องการส่งเสริม ด้านไหน เพราะนโยบายที่รัฐบาลเคยทำเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ท่านมองเพียง อย่างเดียวว่าทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวเพิ่ม นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นก็กระจุกอยู่ตามจุดต่าง ๆ ท่านต้องกระจายจุดท่องเที่ยว ต้องกระจายความเจริญออกไปทั่วประเทศ นั่นคือจะแก้ได้ แต่นั่นเป็นระดับโครงสร้างซึ่งไม่แน่ใจว่าท่านเคยคิดหรือเคยสังเกตตรงนี้หรือเปล่า รูปก็คือ เป็นรูปที่ผมได้มีโอกาสลงไปที่จังหวัดภูเก็ตที่เกาะพีพี มีโอกาสลงไปเดินพบกับชาวบ้าน ต้องบอกนะครับว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ท่านให้วันหยุดชดเชยพอดีจากช่วงสงกรานต์ที่เราไม่ได้ ทำกิจกรรม ท่านก็ยกวันหยุดมาแล้วขอชดเชยวันนั้นวันนี้แทน ท่านประกาศวันหยุดชดเชยมา นี่คือสภาพที่ผมไปเจอครับ วันหยุดชดเชยหยุดยาว ๔ วัน เกาะพีพีนี่บอกเลยว่าแมวเยอะกว่าคน วันนั้นที่ผมไปผมเจอแมวเยอะกว่าเจอคน นักท่องเที่ยวแทบไม่มี นี่คือสิ่งที่มันสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหาแบบอยู่ ๆ คิดออกท่านก็ทำเลย ท่านมีวันหยุดชดเชยอยู่ในมือท่านคิดว่า ถ้าวันหยุดยาว ๆ คนก็คงไปเที่ยว แล้วท่านก็วางลงไป วางลงไป อยากจะให้หยุดวันนี้ท่าน ก็บอก ใครจะไปเที่ยวทันครับ ผมถามจริง ๆ มันไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ เราอยากจะไปแล้วเราก็ไป เที่ยวได้ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปด้วยครับ ผมขอไปถึงนโยบายเลยก็แล้วกัน นี่คือสิ่งที่เราได้รับ จากรัฐบาล นี่คือสิ่งที่เราได้รับจากผู้นำรัฐบาลและผู้นำทีมเศรษฐกิจที่ชื่อท่านประยุทธ์ สวัสดี นะครับท่านเข้ามานั่งฟังพอดี ก็คือซอฟต์โลน (Soft Loan) ซอฟต์โลน (Soft Loan) นี่ทุกท่าน พูดมาตั้งแต่เช้าว่าเป็นโครงการที่เอาเงินมาให้ธนาคารเพื่อให้ธนาคารปล่อยต่อ ปัญหาครับ ท่าน ธนาคารไม่ปล่อยครับ คนไปขอมีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่ได้ บางคนไปขอธนาคารไม่ให้ บางคน ไปขอธนาคารให้ แต่ถึงเวลาที่ต้องเอาเงิน ธนาคารไม่มีเงิน อนุมัติไปแล้วว่าผ่านโครงการแต่ ไม่มีเงินให้ นี่มันเกิดจากอะไรครับ แล้วซอฟต์โลน (Soft Loan) ผมซึ่งทำงานอยู่ใน กรรมาธิการได้รับฟังทุกครั้งที่มีคนมาชี้แจง เขาไม่เคยขอซอฟต์โลน (Soft Loan) ได้เลยครับ แล้วเราจะช่วยธุรกิจท่องเที่ยวอย่างไร ตอนนี้ธุรกิจท่องเที่ยวกำลังจะตาย ท่านบอกว่าหลัง โควิด (COVID) ธุรกิจจะฟื้น หลังโควิด (COVID) ธุรกิจท่องเที่ยวไทยเราตายหมดแล้ว ไม่ต้อง รอถึงว่าหลังโควิด (COVID) แล้ว อีกอันหนึ่งครับคือโครงการเราเที่ยวด้วยกัน อันนี้หลายท่าน ก็พูดออกมาแล้วว่าต้องการที่จะให้มีผู้ใช้ ๕ ล้านสิทธิ ผู้มาใช้จริงไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันแสดงถึงอะไรครับ มันแสดงถึงว่านโยบายต่าง ๆ เหล่านี้ท่านคิดออกมาโดยที่ท่าน ไม่ได้คำนึงถึงเลยว่าใช้ได้จริงไหม หรือว่ามันจะประสบความสำเร็จไหม แต่ผมเชื่อว่ามันไม่ใช่ว่า ไม่มีใครแนะนำสิ่งที่ถูกนะครับ ผมเชื่อว่าท่านต้องมีทีมเศรษฐกิจ อย่างน้อยในทีมท่านต้อง มีนักวิชาการ ต้องมีนักธุรกิจ หรืออย่างน้อยเจ้าสัวบางคนที่ท่านไปขอคำปรึกษาเขาก็ น่าจะต้องบอกท่านเหมือนกัน แต่ผมว่าปัญหาอยู่ที่ผู้นำ ปัญหาอยู่ที่ผู้นำรัฐบาล ผู้นำของ ทีมเศรษฐกิจไม่มีวิสัยทัศน์มากพอที่จะเลือกโครงการหรือว่านโยบายที่ถูกต้องเพื่อตอบสนอง ความต้องการของประชาชนของประเทศ เพราะฉะนั้นผมมองว่าความผิดของท่านไม่ใช่ว่า ท่านเป็นคนที่ไม่มีความสามารถ ความผิดของท่านคือท่านเป็นคนที่ไม่มีความสามารถแต่ท่าน ก็ยังรักษาอำนาจไว้ แล้วมันก็ทำให้เกิดวิกฤติจนถึงวันนี้ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือท่านไม่ได้เก่ง แต่ท่านอวดเก่ง เพราะฉะนั้นผมขอแนะนำให้ท่านออกไปครับ ง่ายที่สุดลาออก ฝากท่านประธาน บอกด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนภาพร เพ็ชร์จินดา เชิญครับ🔗

นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพนะคะ ดิฉัน นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ดิฉันจะขออภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหา เรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการเมืองต่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หมวดแรกเป็นวิกฤติ เรื่องการเมือง จากสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันม็อบ (Mob) ของนักศึกษาที่ออกมา ใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ กระบวนการของนักศึกษาขณะนี้ถือว่าสำเร็จแล้วที่ช่วย จุดชนวนความคิดให้สังคมหันมามองถึงความไม่ยุติธรรมในสังคมที่ยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ที่มีความคิดแต่ไม่กล้าที่จะมาแสดงออก ม็อบ (Mob) ที่ไม่มีการใช้เงิน ม็อบ (Mob) ที่ไม่ได้มีรถถังเป็นแบ็กอัป (Backup) แต่เป็นเหตุผลความถูกต้อง ถ้าท่าน นายกรัฐมนตรีจะจริงใจช่วยฟังข้อเรียกร้องของนักศึกษา เพราะว่าข้อเรียกร้องของพวกเขา แสนที่จะธรรมดาและเรียบง่ายมากสำหรับสังคมที่เรียกตัวเองว่าประชาธิปไตย ถ้าพูดถึงเรื่อง การรวมไทยสร้างชาติในคอนเซปต์ (Concept) ของ พลเอก ประยุทธ์ ดิฉันคิดว่ามัน จะไม่เกิดขึ้นจริง เพราะว่าท่านยังไม่สามารถที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองได้ ท่านยังเล่น ตีบทสองหน้าอยู่กับผู้ที่เห็นต่าง กำจัดผู้ที่เห็นต่างแสดงออก ไม่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม บอกว่านักศึกษาสามารถชุมนุมได้อย่างสงบ แต่พอสิ้นคำพูดตำรวจก็ไปข่มขู่ไปคุกคาม พวกเขา ตั้งข้อหามาตรา ๑๑๖ ถ้านายกรัฐมนตรีไม่สั่งตำรวจเขาจะกล้าไหม ดังนั้นแนวคิดรวมไทยสร้างชาติของท่านไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะตัวท่านเองยังมีวิถี ที่จะใช้การเป็นรัฐบาลของ คสช. อยู่ จนตอนนี้ท่านก็ยังไม่ทำอะไร จนกระทั่งม็อบ (Mob) วันที่ ๑๙ นี้เขาจะเดินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ ๒๐ แล้วนี่ ท่านคิดที่จะทำอย่างไรคะ จะทำอย่างไรกับม็อบ (Mob) นักศึกษาเหล่านี้ และการที่ ๖๐ ส.ว. วงแตกเมื่อวานนี้เพราะว่าเขากลัวหรือเพราะว่าเขาถูกท่านสั่งไม่ให้มีการประชุม ยกเลิก ภารกิจที่เขาจะประชุมนั้นไป ตราบใดที่ท่านยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ส.ว. ก็จะไม่กล้าที่จะ ให้แก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นท่านคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนที่จะเปลี่ยนแปลง จะทำให้เกิด การแก้รัฐธรรมนูญนี้ได้ ท่านจะทำความดีสักครั้งได้ไหมก่อนที่จะถูกไล่ออก ด้วยการยอมให้ แก้รัฐธรรมนูญตามเสียงเรียกร้องของสังคม🔗

ต่อไปเป็นหมวดวิกฤติทางเศรษฐกิจ ต้องการที่จะสื่อสารให้ท่านนายกรัฐมนตรี รับทราบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในต่างประเทศนี้ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง รองจากหัวหน้ารัฐบาล แต่ ครม. ชุดนี้เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาแล้ว ถึง ๒ คนในช่วง ๑ ปีเศษที่ผ่านมา แปลว่าอะไรคะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนล่าสุดนี้มีความสามารถ เคยบริหารธนาคารกสิกรไทยมาก่อน เป็นทั้งนายกสมาคม ธนาคารไทย ได้รับการยอมรับจากนักการเงินทั้งหลายในประเทศนี้ ทีแรกประชาชนเห็นชื่อ ก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาบ้าง แต่หลังจากที่รัฐมนตรีคนนี้เข้ารับตำแหน่งได้เพียง ๒๐ วัน ๕ ชั่วโมง ๓๑ นาที แล้วเขาก็ลาออก มันเกิดอะไรขึ้นคะ ท่านนายกรัฐมนตรีทราบไหมคะ ดิฉันจะชี้เป้าให้ท่านทราบนะคะ ๑. เรื่องการบริหารงานบุคคลในกระทรวงมีความล้มเหลว เกิดขึ้นในระบบราชการไทย กระทรวงการคลัง ท่านนายกรัฐมนตรีทราบไหมคะว่าเกิดมาจาก แรงบีบทางธุรกิจการเมือง โดยที่นายทุนหลายคนก็รู้ว่าใคร ท่านนายกรัฐมนตรีจะรู้ไหมคะ นายทุนพวกนี้คือใคร คนที่หนุนพรรครัฐบาลอย่างไรคะ เพราะว่ามีความใกล้ชิดกับ นายกรัฐมนตรีที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย คนที่มีความใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวกับกลุ่มนี้ กลุ่มนี้มีการร่วมมือกัน กลุ่มนี้เรียกว่าอะไรรู้ไหมคะ นายทุนด้านพลังงาน เบอร์บิ๊ก (Big) ใหญ่เบิ้ม กลุ่มนี้เขาเรียกว่าเอนเนอร์จี คอนเนกชัน ( Energy connection) ท่านนายกรัฐมนตรีจำไว้ในใจนะคะแล้วก็ไปสืบหาดู กลุ่มนี้ทำอะไร พยายามผลักดัน ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ แล้วก็บางบอร์ด (Board) ของรัฐวิสาหกิจด้วย ที่คนของตนเองเข้าไปดำรงตำแหน่งที่สำคัญ เช่นในกระทรวงการคลัง โดยมีการร่วมมือจาก ใครบางคนในทำเนียบรัฐบาล คนใกล้ตัวท่านนี้เพราะอะไรคะ คำตอบก็คืออันนี้ไม่ได้กล่าวหา ท่านนายกรัฐมนตรีนะคะ แต่ขอสมมุติให้ฟังว่าหากคนของกลุ่มเอนเนอร์จี คอนเนกชัน (Energy connection) ได้เข้ารับตำแหน่ง เขาก็จะทำเรื่องเสนอลดหย่อนภาษี เว้นภาษี โรงไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ เมกกะวัตต์ นายทุนจะประหยัดเงินไปได้หลายหมื่นล้านบาทต่อปี แล้วทุนพวกนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป มันก็จะกลับมาสนับสนุน มาคืนให้กับพรรคไหนล่ะคะ ท่านนายกรัฐมนตรีลองคิดดู แล้วการเลือกตั้งครั้งหน้าเขาจะทุ่มทุนสนับสนุนพรรคของใครกัน ทุ่มอีกมหาศาล ไม่แค่ช่วยซื้อโต๊ะจีนแค่นั้นนะคะ เรื่องซื้อโต๊ะจีนจิ๊บ ๆ แบบนั้นไม่นับ การทุ่มทุนสนับสนุนนี้มันมาอีกมาก สรุปคือเป็นอย่างไร สรุปคือประเทศไทยจะถังแตกต่อไป ประชาชนก็จะใช้ไฟฟ้าแพง ๆ ต่อไป แล้วอย่างไร นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล นายทุนก็สบาย ต่อไปอย่างไรคะ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องการขยายสัมปทานรถไฟฟ้าไปอีก ๓๐ ปี นายทุนอีกนั่นแหละ ร่วมกับคนในรัฐบาลนี้พยายามนำเรื่องมาให้อดีตรัฐมนตรีเห็นชอบ ท่านคะ สัมปทานรถไฟฟ้า จะสิ้นสุดในปี ๒๕๗๒ คืออีกตั้ง ๑๐ ปี ท่านจะรีบขยายต่อสัมปทานกันไปถึงไหน ไม่กะจะให้ผู้ให้บริการรายใหม่ ๆ ได้มีโอกาสเข้ามาแข่งขันบ้างเลยหรือ ต่อไปอีกตั้ง ๓๐ ปีนะคะ รวมยาว ๆ เลย ๔๐ ปี ท่านนายกรัฐมนตรีจะอยู่ถึงเมื่อนั้นหรือเปล่าคะ ตอนนี้อายุ ๖๐ กว่าปี รวมอีก ๔๐ ปี ๑๐๐ กว่าปี ท่านจะอยู่ถึงเวลานั้นไหม ลูกหลานเราจะเสียค่าบริการแพง ๆ บริการไม่ดี ถึงเวลานั้นจะทำอย่างไร คนไทยและคนรุ่นใหม่เขารับเรื่องนี้กันไม่ได้นะคะ ฝีมือการบริหารบ้านเมืองเรื่องเศรษฐกิจแย่แล้วยังจะมาวางอนาคตให้คนรุ่นใหม่อีกตั้ง ๔๐ ปี ท่านไม่อายหรือคะ ผลประโยชน์จากนายทุนมันมากมายมหาศาลหรืออย่างไร ทำไมถึงต้องเร่งรีบกันขนาดนี้ พอได้คนดีมีสำนึกเข้ามาทำงานแล้วเขาก็ทนไม่ได้กับเรื่องเหล่านี้จึงลาออกไป เราเสียดายคนดี ๆ ที่ไม่มีโอกาสได้ช่วยแก้ปัญหาบ้านเมือง เรื่องราวเหล่านี้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ หัวหน้ารัฐบาล รู้บ้างไหมว่าเกิดอะไรขึ้น วันข้างหน้าบ้านเมืองจะเสียหายแค่ไหนกับการเคลื่อนไหวกันแบบนี้ บ้านเมืองจะหลุดพ้นจากการทุจริตไปได้อย่างไร นักการเมืองทุจริตยังไม่พออีกหรือ ยังจะมา ลากข้าราชการประจำให้ลงไปเล่นกันด้วยอีก ประชาชนจะไว้วางใจท่านประยุทธ์ และ ครม. ได้อย่างไร สรุปจุดแข็งของรัฐบาลคือการออกกฎหมายเพื่อปกป้องพรรคพวกของตัวเอง เอาไว้จึงทำให้อยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ได้อยู่ได้เพราะความดีหรือผลงานอะไรเลย แต่อยู่ได้ด้วย องค์กรอิสระแล้วก็กฎหมาย จุดอ่อนของพรรครัฐบาลท่านคือการบริหารงานที่ล้มเหลว คอร์รัปชันมีแต่ระบบพวกพ้อง นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญการบริหารการเมืองมากกว่า บริหารบ้านเมืองและเศรษฐกิจ นักลงทุนก็ไม่กล้าลงทุนแต่ไม่กล้าโวยวาย ทำให้อยู่ในภาวะ อัมพาตทางเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจเป็นอัมพาต ชาติเป็นอัมพฤกษ์ ตราบใดที่ พลเอก ประยุทธ์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ จริง ๆ ดิฉันก็เห็นใจนายกรัฐมนตรีเพราะมีคนต่อว่าท่านเยอะแล้ว แต่ดิฉันจะเสียใจมากถ้าดิฉันจะไม่ได้พูดว่าประยุทธ์ออกไป ประยุทธ์ออกไป ท่านรีบออกไป เถอะค่ะ รีบแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วยุบสภาแล้วออกไปโดยไว เพราะถ้าเรื่องที่ดิฉันพูดวันนี้ มันไม่ใช่เรื่องจริงท่านก็จะได้รับเลือกกลับเข้ามาอีก ท่านจะกลัวอะไร หากการอภิปรายวันนี้ มันจะมีการลงมติ ดิฉันก็จะกดไม่ไว้วางใจท่านเช่นเดิมค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง ครับ🔗

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง นครราชสีมา

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย การอภิปรายทั่วไปครั้งนี้เป็นการอภิปรายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ เพื่อซักถาม ข้อเท็จจริงแล้วก็ให้รัฐบาลนั้นได้ตอบข้อสงสัยโดยไม่มีการลงมติ ประเด็นที่ผมจะอภิปราย ก็คือเรื่องการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลนั้นขาดประสิทธิภาพและล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชนเมื่อปี ๒๕๕๗ แล้วได้สร้างองค์กรขึ้นมาที่เรียกว่าองค์กรแม่น้ำห้าสายพายเรือแป๊ะ เป็นองค์กรทางการเมืองที่มีบทบาทในการปฏิรูปประเทศ ประกอบไปด้วย สนช. คสช. ครม. สปช. และ กรธ. ๕ องค์กรนี้ก็ล้วนแต่เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจวันนั้นว่าถ้ายึดอำนาจแล้ว จะนำพาประเทศมีการปฏิรูปประเทศนั้นไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น แต่ท่านประธานดูชาร์ต (Chart) ที่อยู่บนหน้าจอจะเห็นว่า ๕ องค์กรนี้ภายหลังมีบทบาทในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา แล้วสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งนั้นก็ถูกคัดเลือกมาจาก ๕ องค์กรนี้ จากนั้นในปี ๒๕๕๘ ได้มีการจัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ตามด้วยการตั้งคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศในปี ๒๕๖๐ เพื่อวางยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ท่านประธานที่เคารพครับ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนั้นวันนี้เป็นเรื่องที่ล้าหลังแล้วก็ไม่ทันกับยุคเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป อย่างรวดเร็ว โดยเรื่องการปฏิรูปประเทศนั้นถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๗ ถึงมาตรา ๒๖๑ นับถึงวันนี้เวลาผ่านพ้นมา ๗ ปี การปฏิรูปประเทศขาดประสิทธิภาพ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง การปฏิรูป ๑๑ ด้านใช้เวลานาน ไหนว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะอยู่ไม่นาน ใช้เวลานานเป็นอย่างยิ่งมีการจัดตั้งคณะกรรมการหลายชุดเพื่อซื้อเวลา เปรียบเสมือนกับ การพายเรือในอ่าง สิ้นเปลืองงบประมาณ รวมเงินค่าตอบแทน เม็ดเงินที่ สปช. และ สปท. ต้องจ่ายเงินเดือนไปทั้งสิ้น ๗๙๔ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ สปท. นั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นสภารีโมต (Remote) เป็นสภาตัวชง มีผลงานชิ้นหนึ่งที่เป็นชิ้นโบว์ดำ คือการเสนอคำถามพ่วงในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ บอกว่า ให้ ส.ว. นั้นสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ตอนทำประชามติเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๕๗ ที่ต้องการนั้น เขาบอกว่าให้ประเทศชาติมีความสงบ เรียบร้อย สังคมมีความสงบสุขเป็นธรรม ประชาชนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงลมปากเพื่อให้ดูดี เพื่อให้ได้อยู่มาในอำนาจที่ได้โดยมิชอบอย่างยาวนาน การปฏิรูป๑๑ ด้าน ยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์สักด้านเดียว ไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด กระผมจะขอยกตัวอย่างเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ ท่านประธานได้มองเห็นภาพและให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ นั้นเขาบอกว่าการปฏิรูปนั้นต้องให้เกิดผลดังนี้🔗

เรื่องแรก ให้มีการกำหนดระยะเวลาการดำเนินการในทุกขั้นตอนของ กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปรากฏวันนี้ความไม่เป็นธรรมในสังคมยังมีอยู่ โดยทั่วไป ถ้าเป็นคนของรัฐบาล หรือเป็นคนมีฐานะเป็นคนร่ำรวย การดำเนินคดีเป็นไปอย่างล่าช้า ท่านประธานลองนึกถึง คดีคนรวยขับรถหรูชนตำรวจตายเมื่อปี ๒๕๕๕ พี่น้องคนไทยทราบดีว่าคดีนี้มีการสมคบคิด ช่วยกันระหว่างกระบวนการต้นน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพนักงานตำรวจ พนักงานอัยการ จนมีคนกล่าวเอาไว้ว่ายุคประยุทธ์คุกมีไว้ขังคนจน🔗

ข้อที่ ๒ การปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและ ถ่วงดุลกันของตำรวจและอัยการอย่างเหมาะสม เพื่อมิให้คดีขาดอายุความ ข้อเท็จจริงตอนที่ พลเอก ประยุทธ์นั้นได้บริหารประเทศ ปัจจุบันไม่มีการปรับปรุงระบบการสอบสวนแต่อย่างใด ตัวอย่างเช่น คดีคนรวยขับรถหรูชนตำรวจตาย ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดเมื่อ ปี ๒๕๕๕ ถูกปล่อยให้คดีขาดอายุความตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๕๖ ทั้งที่คดีนี้เป็นข้อเท็จจริง ที่สามารถสืบทราบได้ และข้อหาไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชน อายุความ ๕ ปี หมดอายุในวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐ คดีนี้ก็ถูกปล่อยให้ขาดอายุความเช่นเดียวกัน🔗

ข้อที่ ๓ เสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรขององค์กรในกระบวนการ ยุติธรรม ไม่เคยมีครับ ไม่เคยเห็นรัฐบาลนี้พัฒนาองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ต้นน้ำแต่อย่างใด🔗

ข้อสุดท้าย การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและการแก้ไขปรับปรุง กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารบุคคลของตำรวจ ความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง โยกย้ายคำนึงถึงอาวุโสและความสามารถ ปรับปรุงกฎหมาย รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้เสร็จ ภายใน ๑ ปี เรื่องปรับปรุงกฎหมายตำรวจ วันนี้รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว ๓ ปี กฎหมาย ปฏิรูปตำรวจยังไม่แล้วเสร็จ วันนี้การโยกย้ายตำรวจขาดคุณธรรม ไม่มีระบบคุณธรรม มีการใช้เงินเข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่ ผมยกตัวอย่างตำแหน่งผู้กำกับ เขาบอกว่าเอส (S) เอ็ม (M) แอล (L) โรงพักใหญ่ ๗ ล้านบาท โรงพักกลาง ๕ ล้านบาท โรงพักเล็ก ๓ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการการใช้เงินสู่ตำแหน่งนั้นยังเป็นที่กล่าวขวัญในรัฐบาลนี้ และมากกว่า ทุกยุคทุกรัฐบาลที่ผ่านมา คดีคนรวยขับรถชนตำรวจเสียชีวิตนั้นชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลว ของกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ผมเกรงคือสิ่งเหล่านี้มันจะลุกลามไปยัง กระบวนการยุติธรรมปลายน้ำในอนาคต ท่านประธานที่เคารพ เมื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมล้มเหลวสิ่งที่ตามมา ๒ เรื่องที่ ผมอยากกราบเรียนเรื่องแรกก็เรื่องของบ่อนการพนัน เกิดทั้งกลางเมืองหลวง ทั้งต่างจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนในสมัยแห่งนี้ได้พูดตลอดทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ผมเอง ได้เคยอภิปรายเรื่องบ่อนการพนันในสภาแห่งนี้ก็หลายครั้ง ท่านประธานครับ มีการยิงกันตาย ในบ่อนการพนัน ๔ ศพ กลางบ่อนกลางเมืองกรุง วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็น ประธาน ก.ต.ช. ไม่ได้ใส่ใจปล่อยปละละเลย ไม่เคยมีนโยบายในเรื่องนี้แต่อย่างใด ไม่เคยสั่งการ กำชับเข้มงวดในฐานะที่เป็นประธาน ก.ต.ช. แต่อย่างใด ทำให้บ่อนการพนันนั้นเกิดความเหลิง เปิดที่ไหนก็ได้ ในโคราชมีหลายแห่ง เขาบอกว่ามีตำรวจใหญ่ระดับภาค ๓ อยู่เบื้องหลัง ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือเรื่องบ่อนการพนัน เรื่องยาเสพติดวันนี้ระบาดไปทั่ว หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง ทำลายสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญนโยบายนี้ น้อยมาก อย่างกับเรื่องนี้ไม่ได้เป็นนโยบายหรือวาระแห่งชาติแต่อย่างใด เหมือนไม่ใช่ปัญหา เร่งด่วน ผมต้องเรียนท่านประธานว่าผมเองมีเวลาจำกัด ผมต้องพูดถึงเรื่องการปฏิรูปประเทศ อีกหลายด้านที่รัฐบาลนี้มีความบกพร่อง เช่นการปฏิรูปกองทัพ ท่านประธานครับ หลังจาก เกิดเหตุกราดยิงที่โคราชวันนี้ ผบ.ทบ. เคยพูดว่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเรื่องโน้นเรื่องนี้ วันนี้ไม่มีการดำเนินการอะไรเลย ชี้ให้เห็นว่าอะไรต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของกองทัพ มันแตะต้องยากเหลือเกิน ท่านประธานครับ เรื่องปฏิรูปการศึกษาและอีกหลาย ๆ เรื่อง ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้เอาเรื่องการปฏิรูปเป็นข้ออ้างในการสืบทอดอำนาจ แล้วก็มีข่าวว่า มีบุคคลนั้นบุคคลนี้ถูกคุกคามบ่อย ๆ วันนี้บ้านเมืองแตกแยก การปฏิรูปประเทศที่ได้ตั้งใจ เอาไว้ว่าบ้านเมืองต้องสงบสุขนั้นท่านทำไม่ได้ ผ่านมา ๓ ปีหลังจากรัฐธรรมนูญบังคับใช้ ท่านทำไม่ได้การเปิดอภิปรายครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่สามารถ บริหารประเทศได้ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเรื่องของการยุติธรรมในวงการตำรวจ ที่กำหนดให้กฎหมายเกี่ยวกับการยุติธรรมตำรวจนั้นต้องแล้วเสร็จใน ๑ ปี วันนี้ผ่านพ้นมา ๓ ปีแล้ว วันนี้เกิดวิกฤติทางการเมืองที่เรียกว่าวิกฤติรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปที่ท่านพูดนั้นเป็น เพียงลมปาก ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีควรจะลาออก เพื่อให้ประเทศนี้ ได้มองเห็นอนาคต ให้ประเทศชาตินั้นได้เดินหน้าต่อไปท่านกลัวจะเสียสละด้วยการลาออก ตัดสินใจเถอะครับท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญนางสาววรรณวิภา ไม้สน ครับ เชิญครับ🔗

นางสาววรรณวิภา ไม้สน แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน วรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในสัดส่วน ของเครือข่ายแรงงาน และแน่นอนค่ะว่าประเด็นที่ดิฉันจะอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถาม ข้อเท็จจริง ก็คงจะดีไม่พ้นการบริหารที่มีผลกระทบโดยตรงต่อคนที่เป็นกำลังหลัก เป็นกำลัง ที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศนี้ นั่นก็คือทุกคนผู้มีงานทำทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่อยู่ ในระบบ แรงงานนอกระบบ หรือแม้แต่พนักงานออฟฟิศ รวมถึงบรรดาข้าราชการที่หลายคน ไม่คิดว่าตัวเองเป็นแรงงาน เพราะเชื่อว่าอาชีพตัวเองนั้นสูงส่งกว่าแรงงานหลายประเภท ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ๆ เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่จัดอยู่ในกลุ่มกำลังแรงงานทั้งหมด ของประเทศ ซึ่ง ณ ขณะนี้กำลังแรงงานของในประเทศไทยมีอยู่เกือบ ๓๘ ล้านคน และในบรรดา สาขาอาชีพต่าง ๆ อย่างที่เราทราบกันดีตามสื่อสาธารณะต่าง ๆ พูดถึงตัวเลขคนตกงาน ที่คาดการณ์ว่าจะมีมากกว่า ๘ ล้านคน โดยที่ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ อ้างอิงการคาดการณ์นี้จากตัวเลขการเลิกจ้างอุตสาหกรรมก่อนเกิดโควิด (COVID) และกลุ่มสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่เสี่ยงต่อการตกงาน แต่ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่เข้าทำงานวันแรกก็บอกเลยค่ะ ว่าตัวเลขเหล่านั้นไม่จริง เพราะคำนวณจากสำนักงานประกันสังคมที่จ่ายประกันว่างงาน มีเพียง ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน เห็นได้ชัดเลยว่าไม่ว่าจะเปลี่ยนเจ้ากระทรวงไปกี่คน สลับเก้าอี้รัฐมนตรีกันกี่หน แต่คนที่ได้รับผลกระทบก็คือแรงงานทั้งหมด เพราะสิ่งที่ ประชาชนอยากได้ยินจากปากท่านรัฐมนตรีก็คือท่านจะทำอย่างไรเพื่อให้ตัวเลขนั้น ไม่เป็นไปตามที่สื่อต่าง ๆ นำเสนอ ท่านมีวิธีแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้ตัวเลขนั้นเป็นไป ตามความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นนั้น แต่กลับมาบอกว่าตัวเลขนั้นจริง ตัวเลขนี้ไม่จริง อย่างนี้ จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างไรคะ แล้วตัวเลขการจ่ายเงินประกันว่างงานนี้ จะใช้เป็นหลักในการอ้างอิงคนว่างงานทั้งประเทศได้จริงหรือ แต่ก็ไม่แปลกใจค่ะ เพราะในขณะเดียวกันแม้แต่ท่านนายกรัฐมนตรีเอง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มักจะนำไปพูดเสมอ ๆ ว่ารัฐบาลบริหารประเทศดี เศรษฐกิจดี โดยอ้างตัวเลขของ การว่างงานไทยต่ำเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก แต่ไม่น่าแปลกใจเลยค่ะท่านประธาน เพราะบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ก็ได้อธิบายว่าการที่ประเทศไทยมีอันดับความทุกข์ยาก น้อยที่สุดในโลกเป็นเพราะการนิยามตัวเลขอัตราการว่างงานของประเทศไทยนั้น แปลกประหลาด แตกต่างจากประเทศอื่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นต้นมา ค่าเฉลี่ยอัตรา การว่างงานของประเทศไทยไม่เคยสูงกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์เลย โดยข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลก ระบุว่าค่าเฉลี่ยอัตราว่างงานทั่วโลกอยู่ที่ ๕.๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ของคนไทยอยู่ที่เพียงแค่ ๐.๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนประเทศที่เศรษฐกิจดีและพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ มีอัตรา การว่างงานที่สูงกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศเยอรมนี ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน ประเทศออสเตรเลีย หรือประเทศฟินแลนด์ ประเทศไทยมีอัตราการว่างงาน ที่น้อยที่สุด ทั้ง ๆ ที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเหลือไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ เดือนเมษายนที่ผ่านมา มันดูย้อนแย้งกันไปหน่อยไหมคะ การนิยามการว่างงานของไอแอลโอ (ILO) หรือองค์การแรงงานระหว่างประเทศ คือผู้ว่างงานคือผู้ที่ไม่มีงานทำ หรือหากมีงานทำ ก็ทำไม่ถึง ๑ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ย้ำนะคะ ว่างงานคือคนที่ทำงานน้อยกว่า ๑ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือต่อให้ทำน้อยกว่า ๑ ชั่วโมง แต่ถ้าได้ค่าจ้างแบบใดแบบหนึ่งก็ถือว่าคุณเป็น คนที่มีงานทำแล้ว ยกตัวอย่างเช่นคุณหาของขายระหว่างรองานใหม่ ได้เงิน ๒๐ บาทต่อวัน ก็ถือว่ามีงานทำ คุณมีงานที่ต้องทำแม้แต่ไม่ได้เงิน แต่ได้ค่าตอบแทนเป็นอาหาร ๓ มื้อ ก็ถือว่ามีงานทำแล้วเช่นกัน ประเทศไทยเราใช้ตรรกะแบบนี้มาเป็นเกณฑ์วัดคุณภาพชีวิต ของประชาชนทั้งประเทศเรื่องของการมีงานทำ ก็ไม่น่าแปลกใจเลยค่ะว่าทำไมประเทศไทย ถึงเป็นประเทศที่ทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก🔗

อีกประเด็นก็คืออัตราการว่างงานที่ต่ำเกินไป อาจเป็นผลจากการที่แรงงาน ไม่กล้าหางานใหม่ ไม่พร้อมหางาน ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ต้องการทำงานหรือขี้เกียจ ทุกคนที่ทำงานต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกัน คือรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ แต่ก็ไม่กล้า ที่จะเสี่ยงหางานใหม่เพราะกลัวว่าท้ายที่สุดแล้วจะกลายเป็นคนที่ไม่มีงานทำเลยในขณะที่ งานเก่าเองก็ให้ค่าตอบแทนไม่เพียงพอต่อการอยู่รอด หลายภาคส่วนไม่มีทางเลือก ต้องทนทำงานที่ไม่มั่นคงต่อไปตามยถากรรม ดิฉันอยากจะสื่อว่าแบบสำรวจที่ดี เราต้องสำรวจคนทุกกลุ่มและยอมรับตัวเลขจริง เพราะมันจะช่วยสะท้อนปัญหาความเป็นอยู่ ของคนในประเทศ ทำให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจหาแนวทางรับผิดชอบอย่างตรงโจทย์ ตรงจุดจริง ๆ โดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ ยิ่งต้องเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงให้ประชาชนรู้ด้วย รัฐบาลที่ดีควรส่งเสริมให้คนกล้าใช้ชีวิต กล้ามีชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่ใช่อยู่อย่างแร้นแค้น กลัวอดตายตลอดเวลา แต่ท่านประธานคะ ก็ใช่ว่ารัฐบาลไม่คิดจะทำอะไรเลย ล่าสุดมีถึง ๒ โครงการที่ออกมาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ ดิฉันขอฝากคำถามให้ท่าน ได้ไปคิดต่อนะคะว่า ๒ โครงการนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์จริงหรือไม่ เพราะการ เยียวยาแรงงานในระบบที่ดีที่สุด คือการรักษางาน เชื่อว่าแรงงานหลายคนกังวลมากที่สุด ตอนนี้ก็คือความไม่มั่นคงในอาชีพการงาน ขณะที่หางานให้คนตกงาน อีกทางหนึ่งที่ท่าน ต้องทำก็คือทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ท่านต้องมาจัดเอกซ์โป (Expo) แบบนี้อีกเป็นครั้งที่ ๒ ท่านประธานทราบไหมคะว่าตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันมีหลายสถานประกอบการที่มีการกดดัน ให้ลูกจ้างลาออกเองหรือเปิดสมัครใจลาออกเยอะมาก และคนที่จะตกงานเป็นอันดับแรก ๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวหรือซับคอนแทรกต์ (Subcontract) นั่นเอง สิ่งที่ดิฉันและพรรคก้าวไกลเน้นย้ำ พูดหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะในสภาหรือนอกสภา นั่นคือการทำเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกับเอกชนเหล่านี้ เพื่อรักษางานที่มั่นคง เพราะคนหลายคน ที่มีงานทำอยู่ในขณะนี้ไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายใจเลย เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะตกงานเมื่อไร งบประมาณในการจัดจ็อบเอกซ์โป ๒๐๒๐ (Job EXPO 2020) จากการที่ประชาชนจบใหม่ ได้งานทำแต่เป็นสัญญาจ้าง ๑๒ เดือน ไม่มีความมั่นคงในอาชีพที่ได้รับเลย มันคุ้มค่าจริงหรือไม่ แบบนี้ประชาชนจะเชื่อได้อย่างไรว่าท่านจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาจริง ๆ การจัดงานที่หางาน ให้ทำชั่วครั้งชั่วคราว สัญญาจ้างแบบนี้ท่านมองว่าเป็นผลดีแล้วควรสนับสนุนใช่หรือไม่ และท่านเคยคิดไหมว่าถ้าหมดสัญญาแล้วชีวิตเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป ไหนจะภาระหนี้สิน ส่งลูกเรียน เลี้ยงดูพ่อแม่ ทุกท่านเคยเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ไหมว่าความรู้สึกที่ว่ายิ่งทำงาน ทำไมยิ่งจนลง ถ้าท่านเคยรู้สึกแบบนี้ท่านจะรู้เลยว่าการมีงานมั่นคงระยะยาวมีคุณค่าต่อการ ใช้ชีวิตของประชาชนมากแค่ไหน เพราะฉะนั้นงบประมาณที่จัดไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเป็นการแก้ไขปัญหา แก้สถานการณ์แบบขอไปทีไม่ตรงโจทย์และความต้องการ ของประชาชนที่เผชิญอยู่ ไม่แก้ปัญหาระยะยาวเชิงโครงสร้าง ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ คงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม และสุดท้ายก็ได้แก้ไขปัญหาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ไม่จบไม่สิ้น การอุดและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุย่อมดีกว่าที่จะตามมาแก้ทีหลังและชดเชยเยียวยากันทีหลัง ส่วนมาตรการลดหย่อนเงินสมทบประกันสังคมก็เช่นกัน สิ่งที่อยากจะถามคือลูกจ้าง ได้ประโยชน์จริงหรือ แล้วเป็นการผลักภาระให้ประกันสังคมหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ มีเหตุการณ์จากผลของการประกาศกฎกระทรวงที่ทำให้สถานประกอบการไม่ยอมจ่ายค่าจ้าง กรณีให้หยุดงานตามมาตรา ๗๕ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่ก็ต้องผลักภาระไปให้ประกันสังคมจ่ายแทน การลดเงินประกันสังคมจะเป็นผลร้าย ครั้งที่ ๒ แก่กองทุนประกันสังคมหรือไม่หากมีการตกงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วอย่างนี้ ความมั่นคงในชีวิตของประชาชนจะเหลืออะไร มาอีกมิติหนึ่งในด้านการเมืองและการรวมตัว ของแรงงาน นับตั้งแต่วันที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารจนถึงวันที่มีการ เลือกตั้ง การรวมตัวกันของแรงงานนับว่าแทบไม่มีเลย แค่รวมกลุ่มพูดคุยเรื่องสิทธิ ของแรงงานในสถานประกอบการยังต้องมีทหารมาเฝ้า มีการปิดตัวของโรงงานเลิกจ้างหลายที่ แต่ก็รวมกลุ่มรวมตัวเรียกร้องต่อนายจ้างไม่ได้ เมื่อครั้งเลือกตั้งแล้วมีวิกฤติเศรษฐกิจไม่พอ หนำซ้ำยังมีโควิด-๑๙ (COVID-19) เข้ามาอีก รัฐบาลก็ยังใช้ พ.ร.บ. ต่าง ๆ ออกมาควบคุม ห้ามมีการรวมตัวอีก สิ่งที่ประเทศอังกฤษทำเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่เศรษฐกิจ ก็คือให้บทบาทแก่สหภาพแรงงานได้ใช้พลังร่วมกันในการจัดระเบียบเจรจาต่อรองโดยมี ส่วนร่วมกับรัฐบาลและนายจ้าง เพื่อประโยชน์ของคนทำงานตัวอย่างนี้ส่งผลให้มีมาตรการ เร่งด่วนเพื่อช่วยให้แรงงานพ้นวิกฤติ และแน่นอนว่าวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) มีผลระยะยาว ทั่วทั้งโลกและทั้งทางเศรษฐกิจในการสร้างหายนะให้กับคนงานทั้งประเทศ สิ่งที่ทำได้ และควรจะทำคือรัฐบาลควรสนับสนุนการรวมตัวที่เป็นสิ่งที่จำเป็นในสถานการณ์อย่างนี้ ข้อเสนอนี้จึงอยากเรียนแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ที่มีความจริงใจจะช่วย แรงงานจริง ๆ คือต้องรีบรับอนุสัญญาไอแอลโอ (ILO) ระหว่างประเทศ ข้อ ๘๗ ว่าด้วยเรื่อง สิทธิการรวมตัว และข้อ ๙๘ ว่าด้วยเรื่องเจรจาต่อรอง แรงงานเรารอรับข้อเสนอนี้มาเป็น ร้อยปีแล้ว ยิ่งวิกฤติเช่นนี้ยิ่งต้องรีบรับเพราะเรื่องนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณเลยแม้แต่บาทเดียว แถมสอดคล้องกับสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ถ้ายังอ้างโน่นอ้างนี่แล้วยังไม่รับอนุสัญญา ฉบับนี้เท่ากับว่ารัฐบาลไม่ยอมรับการรวมตัวใช่หรือไม่ ท่านประธานคะ ก่อนหน้านี้ดิฉันเป็น คนหนึ่งที่เคยคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัวและไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ตอนนี้ดิฉันเข้าใจแล้วว่า การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน การเมืองเป็นสิ่งที่กำหนดทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับการ ใช้ชีวิตประจำวันของเรา เพราะถ้าการเมืองดีเราคงไม่ต้องมาพูดว่าการทำงานอาชีพเดียว คงไม่พอกิน ถ้าการเมืองดีลูกของดิฉันคงได้รับเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้าและได้เรียนฟรี ที่ฟรีจริง ถ้าการเมืองดีก่อนหน้านี้ดิฉันคงไม่ต้องทำงานแบบเดิมมาเกือบ ๒๐ ปี แต่ยังคง ได้รับค่าจ้างเป็นรายวันที่รวมกันแล้วยังไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน ถ้าการเมืองดีดิฉัน เป็นเพียงคนเดียวไม่ต้องทำงานหนักเพื่อส่งเสียทั้งลูก เลี้ยงดูทั้งพ่อและแม่ เนื่องจากทุกคน ได้รับสวัสดิการที่ดีและไม่เหลื่อมล้ำจากรัฐ ถ้าการเมืองดีดิฉันคงไม่ต้องมายืนอยู่ตรงนี้ตอนนี้ จุดนี้แล้วมาเป็นฐานะนักการเมืองแบบนี้ ถ้าการเมืองดีเราคงมีผู้นำประเทศที่มาจากการ เลือกตั้งและทำตามนโยบายที่สัญญาไว้ มีรัฐบาลที่ทำงานยึดโยงและเห็นหัวประชาชน ถ้าการเมืองดีทุกคนจะอยู่ภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญเดียวกัน และถ้าการเมืองดี ประเทศนี้คงไม่เกิดรัฐประหารอีกต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานครับ🔗

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ สิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงเมื่อสักครู่นี้นะครับ ในประเด็น เกี่ยวโยงกับกระทรวงแรงงานนั้น ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าผมเองก็ได้เจอเพื่อนสมาชิก ท่านนี้หลายครั้ง ทั้งส่วนตัวแล้วก็ข้างนอก ก็ได้พูดถกปัญหาตัวเลขการว่างงานกัน ผมก็บอก ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติตลอดว่าตัวเลขที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานหรือถ้าเกิด ท่านเป็น ท่านต้องยึดหลักตัวเลขอะไร ตัวเลขจากประกันสังคมที่ท่านมีตัวเลข ๑๓ หลัก ท่านจะเอาตัวเลขจากการว่างงานของกลุ่มแรงงานอิสระหรือกลุ่มอะไรประมาณ ๒๐ ล้านคนนั้น ท่านต้องระบุอาชีพให้ผมด้วย แล้วผมเรียนแล้วว่าท่านก็เป็นผู้นำแรงงาน ท่านก็รู้อยู่แล้วว่า ภาคแรงงานทุกแรงงานวันนี้มันไม่เหมือนกันหมด อย่างที่ผมไปเมื่อวันอาทิตย์นี้ผมไป สหภาพแรงงานเด็นโซ่ ไปเปิดงานสหภาพ ท่านรู้ไหมว่าเขาก็จ่ายโบนัส ๖ เท่า เขารักษาการ จ้างงาน ๕,๐๐๐ กว่าคน ไม่ได้เอาคนออกเลย บางธุรกิจเขาอยู่ได้ บางธุรกิจอยู่ไม่ได้ อย่างท่านเคยอยู่ธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอ ท่านเคยเป็นผู้นำสิ่งทอ โอเค (OK) เรื่องสิ่งทออาจจะ ไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่ท่านต้องพูดภาพรวมของอุตสาหกรรมทั้งหมดนะครับ ผมขอตอบสั้น ๆ ในเรื่องของที่ท่านบอกว่าการจัดเอกซ์โป (Expo) นั้นเป็นการจัดเพื่อขอไปทีหนึ่ง ผมเรียนว่าสิ่งหนึ่งถ้าเราไม่ทำ แก้ปัญหาการว่างงานเป็นรูปธรรม ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานท่านก็ต้องทำแบบผม ภาคแรงงานที่ท่านบอกว่าตกงานเป็นล้าน ๘ ล้านคน ท่านอาจจะเอาตัวเลขของการเฝ้าระวังของมาตรา ๗๙/๑ เฝ้าระวังในการที่มาจ่าย ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าคน แต่วันนี้ท่านรู้ไหมว่า ๙๐๐,๐๐๐ กว่าคนนั้นตัวเลข ก็กลับมา ตัวเลข ๙๐๐,๐๐๐ กว่าคนนั้นกลับมาสู่ระบบ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน มีการลาออกไป แค่ ๔๘,๐๐๐ คน แล้วตัวเลขอีกตัวเลขหนึ่งที่ท่านพูดถึง ตัวเลขของการใช้มาตรา ๗๕ พีก (Peak) สูงสุดคือประมาณ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ คน แต่ก็กลับมาสู่ในระบบหมดแล้ว ผมเรียนว่าตัวเลขอย่างที่เราพูดกันแล้วว่าถ้าเราเอาตัวเลขจับต้องได้มาคุยกัน ผมพร้อมยินดี พบกับท่านแล้วคุยกับท่านตลอดเวลา ส่วนเรื่องนักศึกษาจบใหม่ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล ของ ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะว่าท่านอย่าลืมว่านักศึกษาจบใหม่ ประสบการณ์ไม่มี เหมือนนกน้อยออกจากรัง ถามว่าท่านจบใหม่วันนี้ตลาดการจ้างงาน เป็นของผู้ประกอบการ ไม่ใช่ของพวกลูกจ้าง แล้วถ้าเกิดเด็กจบใหม่วันนี้เงินเดือนสตาร์ต (Start) ๑๕,๐๐๐ บาท กับคนที่ตกงานมีประสบการณ์ถ้าไปสมัครงาน ผู้ประกอบการ จะเลือกใคร เขาก็ต้องเลือกผู้ที่มีประสบการณ์ถูกไหมครับ สิ่งนี้คือสิ่งที่เรากำลังแก้ปัญหา ให้กับนักศึกษาที่จบใหม่ตกงาน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนในภาคปริญญาตรี ภาคของอาชีวะ ไม่ต้องเป็นห่วง ภาคอาชีวะเขาผ่านอยู่แล้วเพราะว่าเขามีคนรองรับ ภาคที่น่ากลัวที่สุด คือภาคปริญญาตรี ๓๔๓,๐๐๐ รายที่จะจบ เราก็จัดจ้างงานเพื่อช่วยเหลือเขา โดยให้ ผู้ประกอบการซึ่งกำลังฟื้นตัวจากเศรษฐกิจให้จ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่ง รัฐบาลช่วยครึ่งหนึ่ง ผมถามว่าหลังจากนั้นเขาทำงานครบ ๑ ปี เขามีประสบการณ์ บริษัทจะจ้างเขาต่อไหม ร้อยละ ๗๐-๘๐ เขาต้องจ้างต่อ นี่เป็นการวิเคราะห์การคาดการณ์ ถ้าเขาไม่จ้างต่อเด็กน้อย นักศึกษาที่จบใหม่เขาก็มีประสบการณ์ เขาเหมือนนกที่มีปีกที่แข็งแรงแล้ว เขาไปสมัครงาน ที่ไหนเขาก็จะมีคนรับเขาเพราะเขามีประสบการณ์แล้ว เขาอาจจะทำงานตรงนี้แค่ ๑ ปี ๑๒ เดือน แต่เขาไปเจองานที่ดีกว่า เขาไปทำงานเขาอาจจะได้เงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท ถูกไหมครับ นี่คือสิ่งที่เรากำลังแก้ปัญหานักศึกษาจบใหม่ให้ตรงเป้าหมาย พอเราเอาเงินไปแจก ท่านก็บอกแจก พอเราไปช่วยตรงเป้าหมาย ท่านก็บอกไม่ถูกต้อง ถ้าท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานท่านจะทำแบบไหน อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากถาม อันนี้ผมตอบคุณวรรณวิภาคร่าว ๆ เดี๋ยวสักพักหนึ่งหลังจากรอท่านนายกรัฐมนตรีตอบ ทางรองนายกรัฐมนตรีตอบ เป็นหน้าที่ของผมจะตอบยาวเลย นี่ผมตอบสั้น ๆ เพื่อให้ตอบ ประเด็นของท่านก่อน ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป เชิญท่านศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ครับ🔗

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีมากนะครับ ช่วยกรุณานั่งอยู่ให้จบนะครับ สาธุ ท่านจะได้ฟังสิ่งดี ๆ เพื่อคนไทยทั้งประเทศ และสิ่งที่ผมจะอภิปรายนั้นวันนี้กินเนสส์บุ๊ก (Guinness Book) เขาจะเอาไปบันทึกว่าท่านมีความสุดยอดหลายประการ มีอะไรบ้าง ตามผมมาฟัง มิหนำซ้ำยังไม่พอยังมีการโกงมหากาพย์ อันนี้ยิ่งกว่าเรือดำน้ำ ยิ่งกว่าการ ต่ออายุรถไฟฟ้าทุกอย่างเลย เดี๋ยวให้ฟังว่าคืออะไร คนไทยทั้งประเทศอย่าไปไหนนะครับ เดี๋ยวต้องฟังให้จบท่านจะรู้ว่าความจริงประเทศไทยคืออะไร แล้ววันนี้การอภิปรายครั้งนี้ของผม ผมจะบอกว่าเป็นความเศร้าใจของประเทศชาติ ของประชาชน เป็นเสียงร้องโหยหวนดังสนั่น ลั่นไปทั้งแผ่นดินถึงเผด็จการผู้สืบทอดอำนาจ ด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสของคน ไทยทั้งประเทศ วันนี้ผมอยากจะให้ท่านดูว่าคนไทยทั้งประเทศเขาทุกข์อย่างไร ท่านดูนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่าวันนี้ ๖ ปีที่เผด็จการยึดอำนาจไปนั้นท่านฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านก็ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะสืบทอดอำนาจ ท่านเก่งเหลือเกินท่านมีแต่กู้ กู้ กู้ และท่าน กู้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กินเนสส์บุ๊ก (Guinness Book) เขาบันทึกแล้วนะครับ ยังไม่พอ ท่านผลาญงบประมาณมากที่สุดกว่า ๒๐ ล้านล้านบาท สุดยอดเลยนะครับ นี่เป็นสถิติใหม่ ยังไม่พอนะครับ ท่านเอื้อเจ้าสัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ยังไม่พอ ท่านทำให้เกิดความ เหลื่อมล้ำมากที่สุดจนติดอันดับโลกเป็นอันดับที่ ๑ เดี๋ยวผมค่อยสาธยายว่าหนึ่งอย่างไร ยังไม่พอนะครับ ท่านโกงมากที่สุด หอการค้าบอกว่าโกงถึง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ โอ้โฮมันจะเหลือ อะไรครับประเทศไทยถ้าโกงกันขนาดนี้ ยังไม่พอ ท่านทำเศรษฐกิจพังพินาศ คนตกงาน มากกว่า ๑๕ ล้านคน เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีอย่าเพิ่งตอบเพราะผมมีหลักฐาน เดี๋ยวจะมา เถียงกันเปล่า ๆ กว่า ๑๕ ล้านคนทั้งในระบบและนอกระบบ มากที่สุดเลย แล้ววันนี้คนไทย หนี้ท่วมกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขผมมีในเชิงสถิติเดี๋ยวโชว์ได้หมดทุกตัวที่พูดมา มีหลักฐานหมด แล้ววันนี้คนฆ่าตัวตายมากที่สุดในแผ่นดินตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีมา แล้ววันนี้ เด็กนักศึกษาตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกมาประท้วง ท่านคือประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีครับ และที่สุดสรุปก็คือว่าท่านล้มเหลวมากที่สุดในแผ่นดินไทยตั้งแต่ มีนายกรัฐมนตรีมา และทุกอย่างผมจะบอกว่าท่านนำพาประเทศที่เราเคยมีแต่ความสุข ความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย แดนทองถิ่นแดนของเรา วันนี้คนหลายคนเขามองตรงข้ามแล้ว มันถึงจุดเสื่อมทรุดที่สุด ความภาคภูมิใจมันหายไปหมดแล้วท่านนายกรัฐมนตรี นี่คือสิ่งที่ ผมจะฝากท่าน ผมเข้าใจนักศึกษา เข้าใจประชาชนปลดแอกที่เขาออกมาต่อสู้ ผมชื่นชมเขา เลยนะครับที่ออกมาต่อสู้ชู ๓ นิ้ว เพราะเป็นการบอกท่านในเชิงสัญลักษณ์ว่าเขารับไม่ได้ กับเผด็จการ เขารับไม่ได้กับเผด็จการ สิ่งที่ผมอยากจะบอกท่านก็คือว่า ท่านอย่าสร้าง สถานการณ์นะครับ อย่าสร้างสถานการณ์เพื่อยึดอำนาจนะ เพราะวันนี้คนเหล่านี้ เด็กเหล่านี้ เขาออกมาชุมนุมอย่างสงบสันติ แล้วท่านก็มีเหตุอะไรจะมาอ้าง จะมาอ้างความชอบธรรม อะไรครับ จะเข้ามายึดอำนาจ อย่าเด็ดขาดนะครับ ถ้ายึดไปแล้วละก็ผมบอกได้เลยพวกเขา เหล่านั้นไม่ยอมแน่ จะลุกฮือกันทั้งแผ่นดิน รวมทั้งนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ คนนี้ด้วย ท่านนายกรัฐมนตรีครับ โปรดฟังอีกครั้ง บอกคนที่คิดจะยึดอำนาจหลายคนชอบเรียกปฏิวัติ มันไม่ใช่ การยึดอำนาจคือการทำรัฐประหาร เมื่อไรที่มีการปฏิวัติ อำนาจจะเป็นของ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่ของเผด็จการ อย่าเข้าใจผิด ผมรับไม่ได้ และโปรดฟังอีกครั้งประชาชนคนไทยก็รับไม่ได้ คราวนี้ยึดอำนาจเจอกันแน่ เจอคนไทยทั้งประเทศ ผมบอกให้เลยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน แล้ววันนี้เด็กเขาชู ๓ นิ้ว ผมจะมี ๕ นิ้วชูให้ท่านนายกรัฐมนตรีดู เพื่อเป็นการยกย่องนักศึกษาและประชาชนที่ปลดแอก วันนี้ท่านทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจหลังยึดอำนาจ ท่านอ้างว่ามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง เป็นอัศวินม้าขาว เขาต่อสู้กัน ขัดแย้งกันไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องเข้ามาแก้ ขี่ม้าสีเทา ตัวหนังกลับเลย หนังถลอกปอกเปลือกหมดเข้ามาบอกว่าจะมาแก้ปัญหา นี่คือสิ่งที่ท่านสร้าง ขึ้นมาทั้งสิ้นเลย คนไทยเขารู้ทันหมดแล้ว แล้วท่านยังวางแผนคุยกับใครก่อนจะยึดอำนาจ เขาก็รู้กันหมด อันนี้เป็นสิ่งที่ท่านโกหกไม่ได้อีกแล้ว และหลังจากที่ยึดอำนาจใครล่ะครับ ที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ พวกพ้องของท่านและเจ้าสัวทั้งสิ้น ไม่จริงเถียงมาผมมีหลักฐานแฉ เดี๋ยวดูหลักฐานเต็มไปหมดเลย สะใจแน่วันนี้นายกรัฐมนตรีประยุทธ์อย่าไปไหนนะครับ ฟังให้จบเลยนะครับ🔗

สิ่งที่ผมอยากจะบอกท่านนายกรัฐมนตรีต่อไปก็คือท่านเก่งมาก ท่านทำให้ คนไทยเกิดความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก เหลื่อมล้ำอย่างไรครับ ก่อนหน้านี้มีประเทศ รัสเซีย ประเทศอินเดีย เกิดความเหลื่อมล้ำที่สุดในโลก ประเทศไทยอยู่อันดับ ๓ ประเทศ อินเดียอยู่ในรู อยู่ในถ้ำ ขุดรูอยู่ถ้ำ ขุดรูอยู่ถ้ำ วันนี้ประเทศไทยแซงประเทศอินเดียแล้ว เป็นอันดับ ๑ ของโลก อันดับ ๑ ของโลกแซงประเทศอินเดีย ขนาดขุดรูอยู่ถ้ำยังดีกว่าเราอีก นี่คืออะไร ผลงานที่ยิ่งใหญ่กินเนสส์บุ๊ก (Guinness Book) บันทึกแล้วนะครับ อันนี้บันทึกแล้ว และสิ่งที่ผมอยากจะบอกท่านก็คือว่าวันนี้ท่านเป็นผู้นำที่แปลกประหลาดมาก เขาขายยางพาราไม่ได้ ผมเคยพูดแล้วแต่ก็ต้องย้ำ เพราะนี่คือสิ่งที่มันสะเทือนใจคนไทยและ เกษตรกรทั้งประเทศ คนปลูกยางพาราขายยางไม่ได้ราคาแต่บอกให้ไปขายดาวอังคาร ทุกคนยังจำได้นะครับ ให้ไปขายดาวอังคาร ปลูกข้าวราคาตกบอกไปปลูกหมามุ่ย หมามุ่ย ราคาดี แน่จริงท่านไปปลูกหมามุ่ยสิครับ อย่าไปบอกเกษตรกร อย่าไปบอกชาวนาเขาทำ ไม่เป็นแล้วมันเจ๊ง นี่คือสิ่งที่ท่านปฏิเสธและท่านปัดมาตลอด🔗

วันนี้คนไทยทั้งแผ่นดินหนี้ครัวเรือนเพิ่มและพุ่งกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งใน และนอกระบบ ในระบบบอกว่า ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ มันบ่แม่น รวมทั้งหมดทั้งนอกระบบแล้ว มันทะลุ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมมีตัวเลขแฉนะครับ เดี๋ยวสวนมา จะแฉตัวเลขให้ดู สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นี่กินเนสส์บุ๊ก (Guinness Book) บันทึกอีกแล้ว ประชาชนเป็นหนี้ท่วม ฆ่าตัวตาย ท่านได้แต่กู้ กู้ กู้ แล้วก็แจก แจก แจก ท่านแก้ด้วยอะไรครับ ท่านสร้างจีดีพี (GDP) โอ้โฮภูมิใจ จีดีพี (GDP) เพิ่มนะ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ จีดีพี (GDP) คนรวยต้มกันทั้งนั้นเลย คนจนล้วงกระเป๋าไม่มีสตางค์เหลือสักบาท นี่คือจีดีพี (GDP) ของท่านหรือ แล้วเกิดอะไรขึ้นครับ จีดีพี (GDP) ที่ท่านว่า ผมบอกแล้วว่า คนจนไม่ได้อะไรจากจีดีพี (GDP) ของท่าน แย่กว่านั้นท่านไปชวนคนมาลงทุนมากมายก่ายกอง ไปเชิญมาเลย ไปโรดโชว์ (Roadshow) ไปอะไรต่าง ๆ บอกว่าจะแจกสารพัด ภาษีก็ไม่ต้องเสีย ทุกอย่างฟรีหมด สุดท้ายเกิดอะไรขึ้น คนไทยได้อะไรครับ คนไทยได้ค่าแรงขั้นต่ำเยี่ยงทาสเลย นี่คือผลงานดีเด่นท่านนายกรัฐมนตรี อีอีซี (EEC) ตัวดีลงทุนเป็นล้าน ๆ สุดท้ายคนไทย ได้อะไร ไม่ได้อะไรแล้วยังเจ๊งอย่างแสนสาหัสแทนที่เงินจะไปทำอย่างอื่นมีประโยชน์มากกว่า ไม่ได้ทำ🔗

และเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งฝากท่านเลย ในยุคของท่านที่มีอำนาจ เงินค่าโง่ คลองด่าน ผมเจ็บใจมากบอกประเทศไทยเงินก็ไม่ค่อยมีลำบากยากจนจะให้เงินคนจนทีหนึ่ง ลำบากกระมิดกระเมี้ยน แต่ท่านจ่ายค่าโง่คลองด่าน คดียังไม่ทันสิ้นสุดเลยท่านรีบจ่ายเลย ใครเป็นคนสั่งให้ท่านจ่ายคลองด่าน ผมสงสัยมากต้องตอบนะครับ แล้วสุดท้ายศาลตัดสิน ว่าอย่างไรครับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ศาลตัดสินบอกว่าคดีคลองด่านไม่ต้องจ่าย ค่าโง่อีกแล้วเราไม่ได้ผิด และที่จ่ายไปแล้วเป็นอย่างไรท่านพูดถึงไหม วันนี้เงียบกริบเลย ท่านไม่ทวงกลับมา มีคนสงสัยว่าเงินที่จ่ายคลองด่านไปใครมันมีส่วนต่างหรือมีส่วนแบ่งบ้างไหม ใคร ผมไม่ได้ว่า ท่านนะ เดี๋ยวท่านจะฟ้องผมอีก เดี๋ยวมันมากท่านจะฟ้องผม ๒ คดี เดี๋ยวผมจะแฉให้ ประชาชนว่าท่านฟ้องอะไรผม ๒ คดี มันมากท่านนายกรัฐมนตรีครับ และผมจะยกนิ้วที่ ๒ เพราะบอกว่าวิกฤติเศรษฐกิจหลังโควิด (COVID) ท่านนำนโยบายอะไร ลูกอีช่างแจกอีกแล้ว แจกกี่รอบ ๆ เจ้าสัวก็รวยทุกรอบ หลังโควิด (COVID) ท่านก็แจก ก่อนโควิด (COVID) ท่านก็แจก ทำอย่างอื่นไม่เป็นหรืออย่างไร ไม่อยากให้เขาตั้งฉายาว่าเป็นลูกอีช่างแจก ลูกอีช่างกู้ ไม่เอา ฉายานี้มันน่าอับอายท่านนายกรัฐมนตรี และสิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่าวันนี้ ท่านยังบอกว่าจะแจกอีก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท พี่น้องเอ๋ย แล้วบอกว่า ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ต้องร่วมมือกับเจ้าสัวในการแจก ไปดูข่าวเลย ฟังแล้วมันสะเทือนใจแทนคนไทยทั้งประเทศ เอื้อกันให้พอ เอื้อกันให้สุด ๆ ไปเลย ผมถึงบอกว่าวันนี้คนไทยเขารู้ทันหมดแล้วว่าท่าน ทำอะไร แล้วหลังโควิด (COVID) จะบอกท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ พฤติกรรมคนเราในโลก วันนี้มันจะเปลี่ยนไปหมดแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีเตรียมอะไรไว้หรือยังว่าหลังโควิด (COVID) จะเกิดอะไรขึ้น ท่านบอกว่าขอให้เปิดเป็นนิวนอร์มัล (New normal) ทุกคนต้องไปทำ ตามระเบียบ เปิดนิวนอร์มัล (New normal) สุดท้ายเป็นอย่างไรครับวันนี้ มันก็แออัด ยัดเยียดกันเหมือนเดิม ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านบอก แล้ววันนี้ที่น่ากลัวมากคือประเทศญี่ปุ่นก็ดี ประเทศเกาหลีก็ดี หลาย ๆ ประเทศก็ดี เขามีปัญหาที่ว่ากลับมาติดรอบ ๒ แล้ววันนี้ ถ้าประเทศไทยต้องติดโควิด (COVID) รอบ ๒ ระบาดรอบ ๒ ท่านมีมาตรการอะไรเตรียมไว้ หรือยัง บอกนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมดูจากงบประมาณแผ่นดินที่คลังถังแตก เราอยู่ได้ ไม่ถึงเดือนนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ได้โปรดกรุณารับทราบไว้ด้วยนะครับ และยิ่งกว่านั้นพฤติกรรมทางสังคมก็เปลี่ยน ท่านเคยบอกไหมว่าโลกทั้งโลกวันนี้เขาอยู่ ในภวังค์ที่กลัวเรื่องโควิด (COVID) จนไม่เป็นอันกินอันนอน ไม่เป็นอันทำมาหากิน วันนี้กำลังซื้อ ทั้งโลกตกหมดเลย กำลังการผลิตหรือครับ มันตกแน่นอน เพราะกำลังซื้อไม่มี นี่คือสิ่งที่ มันเกิดขึ้น และการผลิตสินค้าทั้งหมดทั้งโลกวันนี้มันกลายเป็นโอเวอร์ สต็อก (Over stock) มันผลิตและมันเหลือเยอะแยะไปหมดเลย วันนี้ท่านเตรียมมาตรการอย่างไร แล้ววันนี้ผม เคยบอกเคยแนะนำท่านแล้วว่าประเทศไทยเราเป็นทรอปปิคัล เรนฟอเรสต์ (Tropical rainforest) แปลว่าอะไรครับ เราอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร จะมีฝนตกต้องตามฤดูกาล ฝนตกชุกชุมตลอด เราต้องมุ่งเน้นไปทางเกษตร ประกาศเลยสิ ทุบโต๊ะเลย นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะ ทุบเลยปึ้ง แบบเดียวกับท่านเป็น คสช. นั่นแหละ มีมาตรา ๔๔ ประกาศเลยวันนี้ เกษตรร่ำรวย เกษตรไทยต้องร่ำรวย ต้องทำให้รวยทั่วหน้า รวยทั้งแผ่นดิน ผมอยากเห็นแบบ นี้มากเลย เมื่อไรจะเห็นสักที และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะบอก และเราจะต้องทำอาหาร ปลอดภัย ทำประเทศไทยให้เป็นครัวโลก นี่คือจุดแข็งของเรา ผมบอกท่านนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่คราวที่แล้วแล้ว ไม่มีออกมาเลยเรื่องนี้ ไม่ทำอะไรเลย และวันนี้คนตกงานเขากลับไป อยู่บ้าน อพยพกลับไปอยู่บ้านหนีตาย ปรากฏว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ผมเคยบอกท่านแล้วว่า ท่านต้องใช้ศักยภาพของคนเหล่านี้ ถึงวันนี้นะครับ เขารอคอยท่านจนรอไม่ไหว เขาต้อง กินยาล้างห้องน้ำตาย เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง ท่านตามข่าวหรือเปล่า นี่คือผลงานอันโดดเด่น ของท่านเลย และเรื่องการท่องเที่ยว ท่านบอกว่าจะมีการจัดประชุมที่เรียกว่าไมซ์ (MICE) เรื่องนานาชาติ ท่านบอกว่าจะเชิญนักท่องเที่ยว ท่านบอกวิธีการชัด ๆ ได้ไหม ท่านจะมี มาตรการอย่างไรดูแลไม่ให้โควิด (COVID) มันระบาด ไม่นำเชื้อโควิด (COVID) เข้ามา ท่านต้องพูดให้ชัดเจน และสิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือวันนี้ยังไม่มีมาตรการอะไรไม่พอนะครับ สิ่งที่ท่านทำก็คือว่าวันนี้การแก้วิกฤติเศรษฐกิจหลังโควิด (COVID) ท่านทำได้แค่แจก แจก แจก และผมย้ำว่าเจ้าสัวก็รวย รวย รวย เงินที่ท่านกู้มามากมาย ท่านสร้างภาระให้เป็นหนี้ แผ่นดินอย่างล้นพ้น ท่านเคยประกาศไหมมีมาตรการอย่างไรจะหารายได้มาชดเชยส่วนนี้ หรือว่าใช้เงินเป็นอย่างเดียว ไม่ต้องสนใจอะไรเลย วันนี้คลังถังแตกแล้วนะครับ ประกาศให้ พี่น้องคนไทยทั้งประเทศรู้ว่าคลังถังแตก คลังถังแตก คลังถังแตก และผมจะบอกให้ว่า ผมจะยกนิ้วที่ ๓ ให้กับนักต่อสู้ที่เป็นนักศึกษาและประชาชนปลดแอก ก็คือเรื่องอะไรครับ เรื่องเทรดวอร์ (Trade war) วันนี้มันจะเกิดสงครามทางการค้า สงคราม เศรษฐกิจ ระหว่างประเทศจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกามันจะลุกลามใหญ่โตไปทั้งโลก มันกระทบไปทั้งโลก ประเทศไทยต้องพึ่งพิงการส่งออกไปใน ๒ ประเทศเหล่านี้มากเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ กลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นลูกค้ารายใหญ่ของเรา แล้ววันนี้ท่านมีมาตรการ อย่างไร ท่านบอกผมสิครับ ท่านมีมาตรการอย่างไร อันนี้ต้องชัดเจน แล้วก็สิ่งที่สำคัญ อีกอันหนึ่งก็คือว่าวันนี้ท่านจะหารายได้จากที่ไหนมาชดเชยในส่วนที่เราไม่สามารถส่งออกได้ เอาแล้วครับ เมื่อตำหนิท่านนี่เดี๋ยวจะสอนมวย แล้วผมจะบอกให้ว่าสิ่งที่ท่านจะต้องระวัง ที่สุดเลยก็คือท่านต้องทำให้ประเทศไทยเป็นเซฟ ทราเวิล (Safe travel) แปลว่าอะไรครับ เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว ทราเวิลลิง (Travelling) แล้วก็เป็นเซฟ เดสทิเนชัน (Safe destination) คือจุดหมายปลายทางสำหรับความปลอดภัยจากโควิด (COVID) แล้วก็ เป็นเรื่องของการเซฟ วิทเอาต์ โควิด (Safe without COVID) นี่คือประกาศเลยครับ จะดึงเรื่องการท่องเที่ยว และจะต้องมีมาตรการในการระวังอย่าให้ติดเชื้อ เอาละครับ สอนมวยสั้น ๆ นิดเดียว เคยพูดหลายครั้งแล้ว สิ่งที่วันนี้ท่านต้องทำคือวันนี้เครื่องยนต์ ๔ ตัว มันดับสนิทจากการทำโอเวอร์รีแอกต์ (Overreact) ที่ท่านเผาบ้านเพื่อฆ่ามดเพียงตัวเดียว เศรษฐกิจพังพินาศหมดเลย เครื่องยนต์ ๔ ตัวดับสนิททำอะไรไม่ได้แล้ว มาตรการที่ท่านทำ วันนี้จะแจก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท หน่อมแน้มเหลือเกิน หน่อมแน้ม มันเป็นไปไม่ได้ วันนี้สิ่งที่ ต้องทำท่านต้องใช้ยาแรง ขอย้ำนะครับท่านนายกรัฐมนตรีต้องใช้ยาแรง ไม่อย่างนั้นเอาไม่อยู่ และยาแรงที่ท่านต้องใช้คืออะไรครับ วันนี้ท่านต้องพยายามอัดฉีดเงินเข้าไปให้ถึงมือ ประชาชน ไม่ต้องไปผ่านระบบที่ว่าต้องมาสกรีน (Screen) กัน เป็นคนไทยหรือเปล่า แจกให้ ทั่วถึงเลย อย่าไปแจก ๓,๐๐๐ บาท แจกสัก ๓๐,๐๐๐ บาทเลยท่านนายกรัฐมนตรี แน่จริง ท่านต้องหาเงินมา ต้องกู้มา ผมจะบอกให้นะ นายกรัฐมนตรีจะตอบผมว่าเอาเงินมาจากไหน ผมเตรียมชาร์ต (Chart) มาแล้วนะ แน่จริงเดี๋ยวตอบมานะ ผมจะสวนกลับเลยว่าสอนมวยว่า หาเงินมาจากไหน ขอโทษเถิดครับคนไทยทั้งแผ่นดิน ที่ทวีปยุโรป ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประเทศญี่ปุ่น หลาย ๆ ประเทศเขาทำคิวอี (QE) ท่านนายกรัฐมนตรีรู้จักคำว่า คิวอี (QE) ไหม แปลตรง ๆ ภาษาชาวบ้านคือพิมพ์แบงก์ พิมพ์เลย มันเป็นประเทศไทยไปกลัวอะไร พิมพ์เลยสิ ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะพิมพ์แบงก์เลย ผมจะทำให้คนไทยมีความสุข เงินเฟ้อนิดหน่อย ไม่เป็นอะไร เพราะประเทศเรากำลังเติบโต นี่คือสิ่งที่ท่านต้องทำ แต่อย่าพิมพ์แบงก์ไปซื้อ เรือดำน้ำ หรือไปทำสิ่งที่ไม่เหมาะควร ผมรับไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะบอกท่าน นายกรัฐมนตรี และสิ่งที่สำคัญกว่านี้คืออะไรรู้ไหมครับ กำลังซื้อมันตกหมด คนมันเป็นหนี้ มันเป็นกังวล ไม่มีกำลังซื้อก็ไม่มีกำลังใจ ใครจะลงทุนก็ไม่กล้าลงทุน นี่คือความเชื่อมั่นที่ท่าน ต้องอัดฉีดเงินเข้าไป ท่านต้องอัดฉีดเงินผ่านทั้งกองทุนหมู่บ้าน ผ่านทั้งเอสเอ็มแอล (SML) ให้หมู่บ้านเขาพัฒนา อย่าไปคิดให้เขา ชาวบ้านเขาคิดเป็นเขาฉลาด ให้เขาพัฒนาเอง จะหมู่บ้านละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท หรืออะไรก็แล้วแต่ ให้ไปเลยทั้งแผ่นดิน แล้วก็สร้างงานให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) สร้างงานให้กับอะไรต่าง ๆ อีกมากมายผมไม่อยาก เสียเวลาเยอะ แต่ขออนุญาตเถอะครับ ถ้าจะแจกเงินชาวบ้าน อย่าผ่านอีวอลเล็ต (e-Wallet) นะ เพราะมันจะไปสู่ร้าน ติ๊ง ต่อง ที่พวกเจ้าสัวมันเป็นเจ้าของอยู่ ผมไม่อยากให้ไปแบบนั้น ผมย้ำท่านเลยนะครับ และอีกเรื่องหนึ่ง ท่านต้องเติมเงินกู้ทั้งระบบ ทำอย่างไรให้เขากู้เงินได้ เครดิตบูโรที่เลวไม่ดีให้ตัดทิ้งไป ให้เขาสามารถกู้ได้ ยกไปสักพักหนึ่งเถอะ วันนี้มันจะพัง ทั้งแผ่นดินแล้ว คนเป็นหนี้ทั้งระบบท่านยังติดเครดิตบูโรอยู่ได้อย่างไร คุยกับแบงก์ชาติเลย วันนี้ประเทศเราอยู่ในภาวะวิกฤติต้องไม่มีเครดิตบูโร บสย. ให้ค้ำให้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกบางท่านอภิปรายบอกว่าจะเอา ๕๐ ๗๐ ให้ ๑๐๐ เลย วันนี้มันจะได้เกิด กำลังซื้อ จะเกิดความมั่นใจ จะเกิดการลงทุน จะเกิดการจ้างงาน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ นี่คือสิ่งที่ท่านต้องทำ วันนี้ผมฝากเลยนะครับ ท่านอุ้มเจ้าสัวได้ใช้เงินเป็นล้าน ๆ ท่านกรุณา เอาเงินมาช่วยคนยากคนจนทั้งแผ่นดินได้ไหม มันใช้น้อยกว่าอุ้มเจ้าสัวนะ ถ้าอุ้มเจ้าสัวได้ ต้องอุ้มคนเหล่านี้ได้ นี่คือสิ่งที่จะฝากบอกท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมจะยกนิ้วที่ ๔ เพื่อส่งเสริมลูกหลานที่เขาต่อสู้ ผมชื่นชมจังเลย บางทีเห็นเขาต่อสู้แล้วผมน้ำตาไหล ทำไมเด็กคนรุ่นใหม่เขาดีมากเลย คนรุ่นอย่างเรา เห็นแล้วเราอดรนทนไม่ไหว ชื่นชมในหัวใจเขาที่เป็นนักต่อสู้ เขาสู้เพื่อประชาธิปไตย เขาต้องการขับไล่เผด็จการ เขารู้แล้วว่าเผด็จการครองบ้านครองเมืองบ้านเมืองจะไปอย่างไร นี่คือสิ่งที่เด็กเขาประสบ และวิกฤติการเมืองในครั้งนี้ ผมบอกให้เลยนะครับ เด็กรุ่นใหม่ เขารับไม่ได้ เพราะสังคมเราแปรเปลี่ยนไปมากเลย ระบบคุณธรรมเราเป็นอย่างไร ความยุติธรรมในสังคมเป็นอย่างไร ครูบาอาจารย์เคยสอนเขาในเรื่องกฎหมาย ในเรื่อง คุณธรรมจริยธรรมวันนี้ไปไม่ได้หมดแล้ว เพราะมันขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ครูก็สอนไม่ได้ สอนไปเด็กก็ไม่ฟัง แล้วเขายกตัวอย่างมาบอกว่าแล้วทำไมผู้นำประเทศหรือว่ารัฐบาลทำแบบนี้ แล้วพวกเขาทำไมทำไม่ได้ ครูก็ตอบไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องรับทราบ ท่านต้อง สำเหนียกนะครับ แล้ววิกฤติการเมืองครั้งนี้เกิดจากความไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่อยู่กับร่อง กับรอย มาตรฐานท่านดูจากการร่างรัฐธรรมนูญของท่าน ท่านตั้ง ๒๕๐ ส.ว. สีเขียว ๒๕๐ ส.ว. มีสีเขียวด้วยหรือ มี เพราะว่าตั้งมาจากสีเขียว เดินมาไกล ๆ นี่เขียวพรึบเลย ๒๕๐ ส.ว. แล้วเอามาเลือกท่านเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง เขาเรียกว่าอะไรครับ ผลัดกัน เกาหลังใช่ไหมที่เขาพูดกัน เขาล้อเล่นกัน นั่นมันคือเรื่องจริง แต่มันสะเทือนใจนะ พี่น้องประชาชน ตั้ง ส.ว. มา ๒๕๐ คน แล้วให้ ส.ว. มาเลือกตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านทำได้อย่างไร และสิ่งที่เขาพูดกันคืออะไรรู้หรือเปล่า เขาเรียกคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) เป็นการขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ขัดแย้งผลประโยชน์ในเชิงโครงสร้างเลย สิ่งนี้มันไม่น่าจะให้เกิดขึ้นในประเทศไทยท่านก็ทำแล้ว กินเนสส์บุ๊ก (Guinness Book) ก็ต้อง บันทึกนะครับ ประเทศไทยมี ๒๕๐ ส.ว. ยกให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แล้วสิ่งที่ผม อยากจะฝากอีกอันหนึ่ง การเลือกตั้งมีบัตรเขย่งได้ เกิดอะไรขึ้นครับ เหมือนพระอยากจะกินปู นอกจากมีบัตรเขย่งแล้ว ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้โหวตแพ้ยังมีการโหวตใหม่ ผมยกตัวอย่างพระอยากจะกินปูทำอย่างไรเพื่อดูแล้วไม่บาป ให้ดูดีด้วย ไปเจอปูตัวหนึ่ง ใหญ่มากเลย กินอย่างไรตัวนี้ไม่บาป ให้เกิดการชอบธรรม ถ้าอย่างนั้นก็เอาไม้ตะเกียบเล็ก ๆ วางพาดถัง แล้วบอกให้ปูตัวนี้มันไต่ ถ้ามันไต่พ้นแปลว่ามันยังไม่ถึงตาย เราก็ไม่มีความชอบธรรม จะกินมัน ปรากฏว่าปูตัวนี้มันไต่พ้น พระทำอย่างไรรู้ไหมครับ ไม่ได้ปูตัวนี้ทั้งอ้วนทั้งใหญ่ ให้มันไต่ ๓ รอบ พอไต่รอบสองรอบสามเป็นอย่างไรครับ ตกถัง พระก็กินได้ นี่คือความชอบธรรม ที่ท่านทำไว้กับประเทศไทย ท่านทำอย่างนี้ นี่คือผมเปรียบเปรยให้พี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศได้รู้ว่านายกรัฐมนตรีของเราเป็นแบบนี้ ท่านทำตัวเป็นพระอยากกินปู อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ท่านคุกคามคนที่เห็นต่าง ใครเห็นต่างท่านจับหมด เอาเรื่องหมด องค์กรอิสระที่ท่านตั้งมาใช้เป็นเครื่องมือจัดการคนเหล่านี้ เรียกว่าโอ้โฮมันรวดเร็วเหลือเกิน ติดจรวดปรี๊ดเลย ถ้าคนของท่านทำผิดท่านเก็บเรื่องจนหมดอายุ ท่านปล่อยจนฟ้องไม่ได้ เห็นต่อหน้าต่อตาก็ไม่จับ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้คนไทยทั้งประเทศคงรู้ ผมไม่อยาก เอ่ยชื่อเพราะบางคนก็เคยเป็นเพื่อนผมมา เคยอยู่พรรคเดียวกัน มันรอดคนเดียว แล้วมาดูว่า วีรกรรมของท่านมีอะไรอีก ท่านเอื้อเจ้าสัว และผมอยากจะบอกว่าท่านเอื้อเจ้าสัวแบบสุด ๆ แล้วผมจะคัดมาเฉพาะว่าท่านเอื้ออะไรบ้าง โชว์ชาร์ต (Chart) ได้เลย ขึ้นเลยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

ชาร์ต (Chart) นี้มันบ่งบอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีอย่าเถียงนะ นี่คืออะไรครับ หลังจากยึดอำนาจมา เห็นไหมครับ คนจนเพิ่มขึ้นมากกว่า ๑๕ ล้านคน ตัวเลขผมมีนะ แน่จริงเดี๋ยวสวนมานะ ผมจะแฉกลับเลย ต่อครับ นี่อย่างไรผมจะเปิดโปงเลย นี่คือการปล้นมหากาพย์ เป็นหัวหน้าแก๊งผูกขาด พลังงานแห่งชาติ มูลค่าที่ปล้นร่วมกันไปนั้นไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรี ไปไหนแล้วล่ะ ทนฟังไม่ได้เลยหรือ แน่จริงออกมาสิครับอย่าไปหลบอยู่ที่ไหน ผมเสียดายจังเลยท่านทำไม ไม่เข้ามาฟัง เอาละคนไทยทั้งประเทศดูแล้วกันนายกรัฐมนตรีหนีไปแล้วเห็นไหมครับ นี่คืออะไรครับ มหากาพย์ นี่เป็นหัวหน้าแก๊ง หัวหน้าแก๊งนะครับ คนนี้หัวหน้าแก๊งท่านดูนะครับ แล้วก็มีตั้งเจ้าสัว ชื่อย่อ ส ส นี่โอ้โฮเจ้าสัวพลังงาน คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง รวยเหลือเกิน หลังจากยึดอำนาจนี่รวยเหลือเกิน เดี๋ยวจะบอกให้ว่ามันเกิดมหากาพย์อะไรกับเจ้าสัวคนนี้ แล้วก็มีนายพล น นายพล น คนใกล้ชิดใครก็ไม่รู้เป็นตัวเชื่อมและประสานงาน เสร็จแล้ว ก็ตั้งนาย พ โอ้โฮนาย พ นี่แสบมากเลย แสบอย่างไรเดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง แล้วก็มีนาย ศ เป็นลูกพี่เก่าของนาย พ แต่ว่ารัฐมนตรีที่โชว์หน้าได้เพราะเป็นรัฐมนตรีไม่ผิดกฎหมาย ผมโชว์ โจ๋งครึ่มเลย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมยังไม่อยากแตะคนนี้นะ ต้องให้ความ ยุติธรรมกับเขาด้วยเพราะเขาเพิ่งมา ท่านดูนะครับผูกขาดอะไรบ้าง ปตท. เรียบร้อยแล้วครับ กระทรวงพลังงานหมดเลยนะครับทั้งนโยบายพลังงาน จะให้เพิ่มอะไร จะตัดอะไร ล่าสุด เห็นบอกว่าไฟฟ้าชุมชนที่เคยบอกว่าจะให้ตั้งเป็นกี่พันกี่ร้อยล้านบาท ตอนนี้เหลือแค่ ๒๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เพราะว่ามันจะผูกขาดให้นายทุนไม่ได้ นี่อย่างไร แล้วก็ล้ม บรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพราะบรรษัทตัวนี้เกิดขึ้นมา ปตท. ก็จะแป็ก ตัวนี้เลยไม่ให้เกิด ต้องให้อยู่ที่ ปตท. เพราะมันจะมีประโยชน์ร่วมกันอยู่ เดี๋ยวผมจะแฉให้หมดเลยว่าร่วมอะไร พี่น้องประชาชน ขอบคุณนะครับท่านนายกรัฐมนตรีกลับมาแล้ว ต้องให้ความเป็นธรรม ท่านด้วย ผมก็แฟร์ ๆ (Fair) ดูนะครับ เจ้าสัว ส เกิดอะไรขึ้นครับชาร์ต (Chart) นี้ เห็นแล้ว มันน่าสะเทือนใจ ผมบอกว่าอันนี้เขาเรียกว่าอะไรรู้ไหม ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่พอเหลาลงไป กลายเป็นบ้องกัญชา ทำไมเป็นอย่างนั้นท่านดูนะครับ ตอนเริ่มต้นท่านยึดอำนาจมา คสช. ท่านนั่งหัวโต๊ะ บอกรีบไปสอบเลยโรงไฟฟ้า ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ ไปสอบเลย ไปสอบเลยมันทำได้อย่างไร พักเดียวเท่านั้นละครับ กลายเป็นบอกว่าหัวหน้า คสช. สั่งสอบ ให้ปลัดไปสอบ สุดท้ายนายกรัฐมนตรีสั่งให้เดินหน้าโครงการ ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ ที่เป็น ถ่านหินลิกไนต์ ที่เป็นการทำลายพอลลูชัน (Pollution) ทำลายสิ่งแวดล้อมที่จังหวัดกระบี่ นี่อย่างไร ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา พี่น้องเอ๊ย พี่น้องดูตรงนี้ พอหลังจากตรงนี้แสดงว่าอะไรรู้ไหมครับ เหมือนกับผู้กำกับพอมีการเปลี่ยนผู้กำกับใหม่ ไปถึงก็จับบ่อนจับอะไรเลย จับให้เกลี้ยงเลย พอบ่อนเข้ามาเจรจาเรียบร้อย เฮ้ยเขาเรียบร้อยแล้วโว้ย ปล่อยให้เขาเล่นได้แล้วโว้ย นี่อย่างไรมันถึงเป็นแบบนี้ ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ สุดท้ายท่านบอกว่า ให้เดินหน้าโครงการถ่านหินลิกไนต์ ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ที่จังหวัดกระบี่ การที่ท่านร่วมกันนี้ มันจะเกิดอะไรขึ้นครับ สะใจมากเลยครับ นี่คือเงินของแผ่นดิน มันน่าจะเป็นเงินของแผ่นดินนะ มูลค่ามันกว่า ๑๐ ล้านล้านบาท ประเทศไทยบอกยากจนเงินไม่มี แต่เอื้อเจ้าสัวแบบสุด ๆ เลย มูลค่ากว่า ๑๐ ล้านล้านบาท วันนี้เจ้าสัวรายนี้ร่วมมือกับท่าน เขาเรียกว่าอะไร เขาเรียกว่า ยึดเหมาเข่ง เหมาเข่งอย่างไร ดูนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ปตท. ไม่ว่าจะเป็นอะไรท่านยึดหมดเลย และยึดข้ามกระทรวงได้ด้วย ล่าสุดที่มีปัญหาเรื่องการตั้งอธิบดีกรมสรรพสามิตเกี่ยวข้อง กับเจ้าสัว ส คนนี้ เจ้าสัว ส คนนี้ท่านดูโครงสร้างนะครับ โครงสร้างน่าตื่นเต้นมากเลย เขาเรียกว่าโครงสร้างทุนใหญ่ นายทุนคนนี้เป็นเจ้าของพรรคด้วยนะ โลโก้ (Logo) คล้าย ๆ กับอะไร ผมก็พยายามหาที่ไม่พาดพิงนะ มีคนมาชวนผมบอกว่าท่าน ส.ส. ศรัณย์วุฒิ ถ้ามาอยู่พรรคผมนะ แจกเดือนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาทนะ นายทุน ส เป็นคนให้ ผมบอกไม่เอา อย่าว่าแต่ ๒๐๐,๐๐๐ บาทเลย ๒ ล้านบาทผมก็ไม่ไป นี่คือสิ่งที่ความจริงมันหลุดออกมา ไม่จริงเถียงมานะครับ หลักฐานมีนะครับ เพราะมีการอัดเทปเก็บคลิป (Clip) ไว้แล้ว เรียบร้อยด้วย ว่าชวนศรัณย์วุฒิไป ให้ ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ผมไม่เอาเพราะเป็นเงินที่มาจาก นาย ส คนนี้ แล้วท่านดูโครงสร้างมันเกิดอะไรขึ้นครับ นี่อย่างไรหัวหน้าแก๊งใหญ่เลย แล้วก็ทุกอย่าง พ เก่งมากเป็นคนประเคนให้หมด ประเคนให้ ส ประเคนให้หัวหน้าแก๊ง ส่วนคนนี้ผมเห็นใจเขา เขาเพิ่งมา แล้วก็กลายเป็นพร็อกซี (Proxy) เฉย ๆ ผมมีเวลาอีก ๑๐ นาทีเพราะว่าเพื่อนผม ยกให้ผม🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านศรัณย์วุฒิครับ ผมก็ให้เวลามาพอสมควรแล้ว ผมปล่อยมานานพอสมควรแล้ว คืออย่างนี้ ฟังนิดนะครับ ประเด็นที่เราจะอภิปรายได้ในวันนี้ ตามญัตติที่ท่านเสนอมานี้ เป็นญัตติ เพื่อเปิดอภิปรายทั่วไป ตามหัวข้อญัตติ เพื่อซักถาม กับเสนอแนะปัญหา และการแก้ไข ปัญหา ปัญหาคืออะไร ปัญหาคือวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นปัญหาของการ ท่านอภิปราย เหมือนกับไม่ไว้วางใจ คือปัญหาตอนนี้เรามีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่มันแย่อยู่แล้ว แล้วถูก โควิด-๑๙ (COVID-19) ซ้ำเติม ทำให้วิกฤติเศรษฐกิจยิ่งแย่ไปใหญ่จากการลงทุน แล้วนอกจากนั้นก็จะเกิดวิกฤติอีกอันหนึ่งคือวิกฤติการชุมนุมความไม่สงบ ซึ่งเกิดจากที่ท่าน เขียนในนี้ เกิดจากการสืบทอดอำนาจ เพราะฉะนั้นประเด็นก็อยู่แค่นี้ละครับ มันคงจะ ไม่เกี่ยวกับการบริหารประเทศ การบริหารหรือทุจริตของรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง อันนั้นไว้สำหรับเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ มันคนละญัตติ ผมจะให้ท่านอีกนิดหนึ่ง แล้วขออยู่ในประเด็นด้วยนะครับ🔗

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

ขอบคุณมากท่านประธาน มันเกี่ยวข้องเต็ม ๆ เลย ขออนุญาตเถอะครับ ผมจะได้บอกคนไทยทั้งประเทศว่าถ้าผม ไม่อธิบายว่ามันมีการทำให้ประเทศไทยเสียหาย เงินเป็นสิบล้านล้านบาทที่เรากำลังแก้วิกฤติอยู่ ผมก็บอกแล้วว่าหลังวิกฤติเราจะทำอย่างไรที่เป็นนิวนอร์มัล (New normal) ผมบอก อยู่ในเรื่องเดียวกันหมดเลยไม่มีอะไรผิด เคารพท่านประธานนะครับ ขออนุญาตเถอะครับ เคารพท่านมาก🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอให้อยู่ ในประเด็นตามที่ผมเตือนนะครับ🔗

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

เอาอย่างนี้นะครับ ผมจะสรุปย่อเลย เพราะผมรู้แล้ววันนี้ผมมาอภิปรายต้องเจอแบบนี้ เอาแผ่นนี้ขึ้นเลย แผ่นนี้เป็นมหากาพย์ เป็นมหากาพย์เลย โครงการใหญ่ ๆ เลย โรงไฟฟ้า ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ ฮั้วประมูลท่าเรือ แหลมฉบัง เฟส ๓ (Phase 3) ฮั้วประมูลท่าเรือมาบตาพุด เฟส ๓ (Phase 3) เห็นไหมครับ สัมปทานไฟฟ้า ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์ อันนี้น่าเกลียดมากเลย เรียกว่าได้มาแบบชนิดที่เรียกว่า มันต้มกันจริง ๆ ต้มกันได้หมดเลยทั้งแผ่นดินเลย ไม่มีคู่แข่งเลย ผ่านขั้นตอน ผ่านโรงไฟฟ้า เดี๋ยวผมจะแฉให้ดู วันอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเจอแน่ ๆ เลย วันนี้ผมแค่น้ำจิ้มก่อนนะ แล้วก็ เอื้อท่อก๊าซของ ปตท. เจ็บปวดมากพี่น้อง เราลงทุนเราให้มีการไปเวนคืนที่ดินชาวบ้าน เสียสละทั้งแผ่นดินไปสร้างท่อก๊าซเขาใช้เงินหลวง ตอนแรกบอกว่าจะซื้อก๊าซผ่านท่ออันนี้ ปรากฏว่านายทุน ส คนนี้เก่งมากเลยนะครับ เปลี่ยนจากการซื้อก๊าซเป็นเช่าท่อเฉย ๆ เช่าเฉย ๆ ท่านครับ แล้วมันจะได้เงินเท่าไรล่ะค่าเช่า มันไม่คุ้มกับการลงทุนเลย ผิดวัตถุประสงค์ไปหมด ทำไมเราต้องเสียค่าโง่แบบนี้ให้นายทุน ส นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะบอก และยิ่งกว่านั้น ผมสงสัยมากเลยนาย พ คนนี้ สงสัยมาก มันมีแผ่นหนึ่งที่มีคดีเต็มไปหมด หยิบขึ้นมาดูเลย คดีเต็มไปหมดเลย พ คนนี้ อยู่เบื้องหลังเก่งมากเลย นาย พ ตอนนี้กำลังชง ว่าจะให้เป็นประธานยึด ปตท. ให้เตรียมยึด ปตท. คอยจับตาดูนะนาย พ คนนี้ เตรียมชง ให้ยึด ปตท. เพราะว่ารับใช้ได้ดีมาก รับใช้ทั้ง ส และรับใช้ทั้ง ป สุดยอดเลยคดีเต็มเพียบเลย ทั้งในประเทศไทย ทั้งที่ประเทศอินโดนีเซีย รัฐเสียหายตั้งหลายหมื่นล้านบาท คดีเต็มเพียบเลย ตั้งคนนี้เลย แล้วนี่คือเหตุที่ตั้งเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ เป็นรองนายกรัฐมนตรีไม่ได้ก็เลยไปอยู่เบื้องหลัง คนนี้ละครับคือรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ตัวจริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตัวจริง คนปัจจุบันที่เป็นอยู่ผมจะไม่แตะ ผมถือว่าท่านเพิ่งจะเข้ามา ให้ความเป็นธรรมท่านด้วย ผมก้าวข้ามให้เลย คอยจับตาดูนะ พี่น้องคอยดูนะ เดี๋ยวคนนี้จะเป็นใหญ่เป็นโต พ ผมพยากรณ์ไว้เลย ผมจะสรุปเลย พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ สิ่งที่นายศรัณย์วุฒิจะบอกกับคนไทยทั้งประเทศวันนี้ ก็คือว่า ประเทศไทยเรามาถึงวันนี้ได้อย่างไร มาถึงวันที่เราได้ผู้นำแบบนี้ มาถึงวันที่ประชาชน คนไทยทั้งประเทศเคยมีความสุข ท่านยึดอำนาจแล้วก็แต่งเพลงว่า ขอเวลาอีกไม่นาน วันนี้นานเหลือเกิน นานจนเป็นแบบนี้แล้วท่านจะแต่งเพลงอะไรอีกครับท่านนายกรัฐมนตรี ผมรอฟังเพลงใหม่ เมื่อไรท่านจะบอกว่าบ๊ายบาย (Bye-bye) แต่งเพลงบ๊ายบายไปแล้วนะ ผมอยากฟังเพลงนี้ ไม่ใช่ขอเวลาอีกไม่นาน ขอมานานแล้ว ๖ ปีกว่า จะเข้า ๗ ปีแล้ว สิ่งที่คนไทย ทั้งประเทศเจ็บปวดแสนสาหัส ท่านสร้างสถานการณ์เข้ามายึดอำนาจ ท่านอวดว่าตัวเองเป็น อัศวินม้าขาวต้องเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง เรารู้ตัวละครหมดเลยท่านประชุมที่ไหน กับใคร และสิ่งที่มันเจ็บปวดกว่านั้นก็คือหลังจากท่านเข้ามา ท่านทำให้เศรษฐกิจประเทศไทย พังยับเยิน พังพินาศ เจ้าสัวกับพวกของท่านรวยเอา รวยเอา รวยเอา แล้ววันนี้คนไทย ทั้งประเทศเขาฝากผมมา แล้วเขาก็ฝากบอกด้วยว่าเมื่อสักครู่นี้สมาชิกในสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้ หลายคนได้บอกว่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออกเถอะครับ ลาออกเถอะครับ ไม่ต้อง ท่านนายกรัฐมนตรีอย่าลาออก ผมไม่ให้ท่านลาออกแล้ว และคนไทยทั้งประเทศเขาฝากผม มาบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องลาออกแล้ว เขาบอกเลยนะครับว่าเผด็จการประยุทธ์ ออกไป ออกไป ออกไป คนไทยไม่เอานายกรัฐมนตรีคนนี้แล้ว🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป เอาลุงนิยมบ้าง เชิญครับ🔗

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอร่วมอภิปรายในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องวิกฤติทางเศรษฐกิจและวิกฤติทางการเมือง ท่านประธานครับ ผมเองก็ขออภิปรายถึงท่านนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน แต่ว่าคนละประเด็นครับ ของผมต้องกราบเรียนว่าเป็นการอภิปรายเพื่อสอบถามนายกรัฐมนตรีในแง่มุมของพระพุทธศาสนา ถ้าถามว่าแล้วมันเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจอย่างไร เกี่ยวครับ มาดูต่อไป เนื่องจากมันเป็น ประวัติศาสตร์รัฐสภาแห่งนี้ จากการที่สภาแห่งนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาถึงวันนี้ มีนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๙ คือท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สภาแห่งนี้ก็ไม่เคยมี ปรากฏว่า ส.ส. พรรคฝ่ายค้านอภิปรายนายกรัฐมนตรีในเรื่องพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น วันนี้ผมก็ขออภิปรายถามนายกรัฐมนตรีว่าจากนี้ต่อไปพฤติการณ์ของท่านนายกรัฐมนตรี ว่ามันเกี่ยวอย่างไร ผมต้องสอบถามท่านนะครับ เพราะมันเป็นประเด็นที่พี่น้องพุทธศาสนิกชน พระสงฆ์ สามเณร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธ ชาวพุทธไม่ว่ายากดีมีจน เศรษฐี มหาเศรษฐีได้รับธรรมะเข้าไปก็ชุ่มฉ่ำใจทำให้เป็นคนดี แต่พุทธศาสนิกชนในประเทศไทย ๙๔.๕ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๖๐ ล้านกว่าคน ก็แบบนี้ เคารพนับถือ มีจิตเป็นเมตตา แต่แปลก จริง ๆ ชาวพุทธก็ยังสอบถาม ผมในฐานะเป็น ส.ส. ซีกนี้ก็ถามว่าแล้วธรรมะพวกนี้ทำไม ไม่ไปชโลมใจท่านนายกรัฐมนตรีให้เห็นดีเห็นงามกับพี่น้องชาวพุทธบ้าง วันนี้พระสงฆ์องค์เจ้า ต่างหวาดกลัวท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรียังอยู่ในนี้ เขาบอกเขาอยู่ ไม่ได้หรอก พระบ้านผมวันนี้ทั้งหมดทั้งประเทศไทยหายไป ๘๐,๐๐๐ กว่ารูป ตั้งแต่ พระ ๗ รูปถูกจับสึก วันนี้เหลืออยู่ ๒๒๐,๐๐๐ รูป จาก ๓๐๐,๐๐๐ รูป ท่านประธานครับ อันนี้ผมต้องเรียนถามว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าวพระผมถูกจับสึกไป ๗ รูป โดยมีพระระดับ ผู้ใหญ่ ๓ รูปคือเป็นชั้นพรหมทั้ง ๓ รูป คือพระพรหมสิทธิ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระพรหมดิลก วัดสามพระยาวรวิหาร ส่วนพระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศาราม ท่านหนีไป ประเทศเยอรมันทัน แล้วก็พระระดับพระราชาคณะ รวมแล้ว ๗ รูป อันนี้คือประเด็นว่า วันนี้พระพวกนี้ศาลเขามีคำตัดสินแล้ว เมื่อศาลตัดสินปรากฏอย่างชัดเจนว่าพระที่ถูกฟ้อง ไม่ได้ทุจริต ไม่ได้นำเงินไปใช้อย่างอื่น แต่นำเงินมาประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ประชาชน ประเทศชาติ อันนี้ผมจะบอกว่าจะมีรัฐธรรมนูญ บอกว่ามันเกี่ยวกับงบประมาณอย่างไร ศาลก็ยืนยันชัดเจนว่าพระพวกนี้ไม่ได้เอาเงินไปใช้ผิดทาง ผิดประเภท แล้วก็ไม่ต้องคืนเงิน ให้แก่รัฐ ซึ่งปรากฏตามคำพิพากษาแล้ว ชาวพุทธก็อยากถามนายกรัฐมนตรีว่ามีแนวคิด อย่างไรที่จะคืนผ้าเหลืองให้พระพวกนี้ไหม ในเมื่อเกมมันจบ ท่านประธานครับ ผมเอง ได้จัดสัมมนาให้พระจำนวน ๘๐๐ รูปที่จังหวัดสกลนคร วัดพระธาตุเชิงชุม โดยเงื่อนไข ที่จัดก็เพราะว่าพระพวกนี้ถูกจับสึก แล้วพระอีกหลายแสนรูปอย่าให้มีเหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเกี่ยวข้องกันตรงประเด็นนี้ท่านประธาน ว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๖ ผมขออนุญาตขึ้นจอแล้วเขียนไว้ว่า รัฐพึงอุปถัมภ์ มีงบประมาณนะครับ รัฐพึงอุปถัมภ์และ คุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ในการคุ้มครองอุปถัมภ์พุทธศาสนาอันเป็นศาสนา ที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา การเผยแพร่พระธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท คำว่าเถรวาทคือศาสนาในประเทศไทย นี่ละครับ เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และมีมาตรการมีกลไกในการป้องกัน ไม่ให้บ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่ารูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าว ผมต้องถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าวันนี้ ท่านได้ทำตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมถามท่านเลยครับ ท่านได้ทำตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะพี่น้องประชาชนชาวพุทธมีความแคลงใจในท่านนายกรัฐมนตรี ผมไปจังหวัดสกลนคร ที่จัดสัมมนาพระ ๘๐๐ รูป บังเอิญอีก ๒๐๐ รูปเป็นพระที่นิมนต์มาจากธรรมยุต จากป่าโดยเฉพาะ ท่านฝากคำถามมาร่วมกับพุทธศาสนิกชนว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นพุทธศาสนิกชนหรือไม่ ผมอยากฟังคำตอบท่านครับ อันนี้คือประเด็น ส่วนประเด็นสุดท้ายซึ่งผมต้องพูดถึงวันนี้ไม่พูดไม่ได้ คือผมนำเสนอกฎหมายพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองส่งเสริมพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งหลายท่าน ในสภาแห่งนี้ พรรคเพื่อไทย ผมคงไม่เอ่ยชื่อหมด ผู้เสนอตามกฎหมายคือ ๒๐ ท่าน ก็มีท่านไพจิตร ท่านสุทิน ท่านขจิตร ท่านสมคิด และอีกหลายท่านไม่ได้เอ่ยชื่อ ก็เซ็นร่วมกัน ท่านบอกเป็นกฎหมายการเงิน ใช่ เป็นกฎหมายการเงิน เพราะชาวพุทธ อยากจะให้มันมีกองทุนที่จะดูแลแก่พระสงฆ์ แก่พุทธศาสนิกชนชาวพุทธ แต่วันนี้ท่านไม่ให้ ท่านไม่เซ็นรับรอง อันนี้คือการเกี่ยวพันกับงบประมาณตรงนี้ มีหนังสือจาก สำนักนายกรัฐมนตรีมาบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว มีบัญชาไม่รับรอง พระราชบัญญัติอุปถัมภ์และส่งเสริมพุทธศาสนาแห่งชาติของนายนิยม เวชกามา และคณะ พรรคเพื่อไทย ลามไปถึงพระราชบัญญัติเดียวกันของหมอประสงค์ อันนี้ผมต้องถาม นายกรัฐมนตรีว่านายกรัฐมนตรีมีเจตนาอะไร ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เนื่องจากเงินส่วนนี้ เงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท กองทุนผมขอตั้งไว้เป็นทุนประเดิม เป็นเงินภาษีของชาวพุทธ ๖๐ กว่าล้านคน ขอท่านล้านเดียวท่านไม่ให้ จะด้วยเหตุผลใดผมอยากฟังคำตอบท่าน เพราะเงินนี้เงินเขา ภาษีของชาวพุทธล้วน ๆ แล้วขอไม่ได้หรือ ความจริงเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่ขอไปนี่ คิดจากประชากรพุทธแล้วคนละ ๑๕.๓๘ บาทเท่านั้นท่านประธาน อันนี้คือ เงินงบประมาณ วันนี้ผมจึงถามว่าเศรษฐกิจมันไปไม่ได้ ชาวพุทธเขาก็ไม่มีเงิน พระสงฆ์ ที่รอเงิน ๖๐ บาทก็ไม่ได้ อันนี้คือความยาก ความแค้นเข็ญของพี่น้องชาวพุทธศาสนิกชน ท่านให้ทางอื่นมากกว่านี้ ซื้อรถถัง ซื้อเรือดำน้ำ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาทยังจะซื้อได้ เงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาทสำหรับพี่น้องชาวพุทธผม ท่านให้ไม่ได้เชียวหรือ เนื่องจากเวลาจำกัดอีก ผมต้องถามท่านว่าจากความยากจนของพี่น้องชาวพุทธส่วนใหญ่ของประเทศ ท่านคิด จะช่วยเหลือเขาอย่างไร ผมต้องถามท่านนะ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องตอบผมหน่อย พี่น้องชาวพุทธศาสนิกชนเขารอฟังอยู่ เพราะด้วยความคับแค้นใจ ความเคลือบแคลงสงสัย ในใจ ตลอดถึงวัดพระพยอมถูกยึดที่ดินไป ท่านก็ไม่ได้ดูแลท่าน ทั้ง ๆ ที่ซื้อมาโดยชอบ ด้วยกฎหมาย แม้ในกระบวนการศาลจะถูกต้องก็ตาม ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งดูแลพุทธศาสนา ในส่วนของตามรัฐธรรมนูญนี้ผมฝากท่านว่าดูแลหน่อย ขอบคุณมาก🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ🔗

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เมื่อสักครู่มีการพูดถึงในเรื่องของการพิมพ์แบงก์ ในเรื่องของคิวอี (QE) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เดี๋ยวคงจะมีคำชี้แจง หลาย ๆ อย่างมันดำเนินการไม่ได้มากขนาดนั้น เรื่องการแจกเงิน ๓๐,๐๖๖ ล้านคน ตัวเลขก็เหมือนเดิม ลองคูณออกมาแล้วกัน จะหาเงินจากที่ไหน ๑.๙๘ ล้านล้านบาท คูณตัวเลขเอาดู อย่าลืมเลข ๐ หลายตัวอยู่ข้างหลังนะครับ เรื่องงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่บอกว่าลดลง มันก็ลดลงแน่นอน เพราะว่า มีกระทรวงใหม่ขึ้นมาคือกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เขาแยกกระทรวงออกมาแล้ว งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการก็ต้องดึงมาอยู่ตรงนี้ การกำกับดูแลมหาวิทยาลัย เรื่องคดีบอสอะไรต่าง ๆ ท่านก็พูดมาเองว่ามันเกิดตั้งแต่ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ปี ๒๕๕๕ อะไรนี่ ซึ่งจริง ๆ แล้วก่อนหน้านั้นผมก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังแก้ไขตรงนี้อยู่ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของการที่จะต้องไปแก้ในเรื่องของ กระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ทั้งตำรวจ อัยการ และศาล ซึ่งทำไปด้วยกันนะครับ ไม่ใช่ว่า ใครจะมีอำนาจเหนือกว่าใคร แต่ทำอย่างไรจะให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล แล้วกฎหมายต่าง ๆ ยังต้องแก้ไขอย่างไร ตามข้อเสนอแนะของท่านวิชา ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่นะครับ เรื่องโรงไฟฟ้าที่กล่าวเมื่อสักครู่ว่าผมได้รับผลประโยชน์อะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าผมไม่ได้อะไรนะ เพราะว่าโรงไฟฟ้าที่ว่านี้เป็นข้อตกลงของรัฐบาลก่อนหน้าผมเข้ามา แล้วไปตกลงไว้ ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ ไปทบทวนดูด้วยแล้วกันมาจากสมัยไหน ของใคร แล้วผมเข้ามา ผมนั่งทบทวนปรากฏว่า พิจารณาจากข้อกฎหมายต่าง ๆ แล้วเสียเปรียบทุกอย่างเพราะท่านไปเซ็นสัญญากันเอาไว้ ให้เขาก่อสร้าง ให้อะไรต่าง ๆ แล้วแต่ รัฐบาลมีความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะแก้ปัญหา มันก็แก้ไม่ได้เพราะมันพันด้วยสัญญาที่ทำกันไว้ก่อนหน้าผมเข้ามานะครับ เรื่องศาสนา ผมยืนยันอีกครั้ง ผมเป็นคนไทยพุทธ ผมก็เป็นคนไทยพุทธมาตั้งแต่เกิดไม่เคยเปลี่ยนศาสนา สักทีเลย แล้วครอบครัวผมก็ไทยพุทธ แล้วผมก็พุทธศาสนา แต่ท่านอย่าแยกแยะมากนักเลย ความขัดแย้งมันก็สูงขึ้นอยู่แล้ว ในขณะนี้มันก็มี ๕ ศาสนาในประเทศไทย แล้วท่านก็บอกว่า ทุกคนคือคนไทยนับถือศาสนาใด ๆ ก็ได้ ก็ต้องไปพิจารณาดูว่ามันขาดเหลือกันอย่างไร เดี๋ยวค่อยว่าอีกที ผมก็จะไปดูให้มีคนรับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็รับข้อสังเกตไปนะครับ ถ้ามันขาดเหลืออะไร อย่างไร🔗

เรื่องต่อไปผมอยากกราบเรียนในเรื่องของที่เป็นประโยชน์แล้วต้องการ สร้างการรับรู้กับบรรดาประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านด้วย ผมก็จะขอเริ่มต้นด้วยการทบทวน ความสำเร็จของเราในช่วงที่ผ่านมา ที่ฟังมาทั้งหมดเหมือนกับล้มเหลวไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมก็จะพูดถึงความสำเร็จบ้างที่หลายคนอาจจะลืมไป หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง หลายคนอาจจะไม่สนใจ เอาอย่างนั้นดีกว่าง่าย ๆ ทั้งนี้ก็สำเร็จด้วยความร่วมมือของ ประชาชนคนไทยทุกภาคส่วน ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคไวรัสโคโรนา (Corona) อยู่ภายใต้การควบคุม ยืนยันใช้คำว่าอยู่ภายใต้การควบคุม กิจกรรมต่าง ๆ ภายในประเทศที่ได้มีการล็อกดาวน์ (Lockdown) อะไรต่าง ๆ ก็ได้เริ่ม ผ่อนคลายเป็นระยะที่ ๕ แล้ว มาตรการที่เข้มงวดก็ลดลงมากเมื่อเทียบกับหลาย ๆ ประเทศ ในโลก ประเทศไทยนั้นใช้เวลาในการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ให้อยู่ใน ระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ภายใน ๒ เดือน ก่อนหน้านั้นก็มีข่าวการแพร่ระบาด ในต่างประเทศ ท่านก็คงทราบดี เราก็ทราบดี เรามีการเตรียมการต่าง ๆ รองรับตรงนี้ไว้ ในช่วงเดือนมีนาคม เดือนเมษายน เราก็เอาทุกอย่างที่เตรียมไว้พร้อมแล้วออกมาดำเนินการ ขับเคลื่อนต่อเนื่องเป็นเวลาอีก ๑๐๑ วัน ตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ถึงวันที่ ๒ กรกฎาคม ซึ่งก็ปรากฏว่าไม่ปรากฏผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศเลย โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อรายใหม่ส่วนใหญ่ ก็เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ แล้วก็อยู่ในสเตต ควอรันทีน (State quarantine) บ้าง โลคัล ควอรันทีน (Local quarantine) บ้าง ซึ่งปัจจุบันตัวเลขสะสมก็คือ ๓,๐๐๐ กว่าคน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีการรักษา มีการคัดแยก คัดกรอง รักษา จนกระทั่งวันนี้เหลือผู้ติดเชื้อ รักษาตัวอยู่ในสถานพยาบาลประมาณ ๑๐๐ คน แล้วรองรับได้แน่นอน ก็อย่างที่ท่านบอกแล้ว เรามีมาตรการความพร้อมทั้งแพทย์ พยาบาล เครื่องไม้เครื่องมือ สถานที่ครบถ้วน รัฐบาล ก็เติมสนับสนุนงบประมาณลงไปแล้ว อย่างไรก็ตามจากการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ในประเทศวันที่ ๓ ที่ผ่านมานั้น ผมว่ามันน่าจะเป็นบทเรียนที่ช่วยกระตุ้นให้เราทุกคน ตระหนักอยู่เสมอ แล้วก็การ์ด (Guard) ไม่ตก ที่เราทำมาถึงวันนี้เพราะการ์ด (Guard) เรา ไม่ตก ท่ามกลางการแพร่ระบาดอย่างหนักหน่วงทั่วโลก มากกว่าที่จะไปช่วยกันสร้างความ ตื่นตระหนก เอาเรื่องนี้มาพันเรื่องโน้น เรื่องโน้นมาพันเรื่องนี้ เพราะเราเคยได้ทำสำเร็จ มาแล้วในการแก้ไขความกังวลจากเหตุการณ์ที่จังหวัดระยอง เรียกคืนความเชื่อมั่นมาอีกครั้ง ภายในระยะเวลาอันสั้น ด้วยการสอบสวน ติดตามโรคอย่างละเอียดเอาจริงเอาจัง เพราะฉะนั้นถ้ามันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้มันก็ต้องพยายามแก้ไขปัญหาให้ได้ ปัญหาเขามีไว้ให้แก้ มันไม่มีวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่มันจะทำได้ทันทีแล้วก็ถูกต้องที่สุด เพราะสถานการณ์มันขึ้นอยู่กับ คนหลายคน พื้นที่กว้างขวางในประเทศไทย ความเข้มแข็งด้านสาธารณสุขของประเทศ ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าเรานั้นอยู่ในระดับต้น ๆ แม้ว่ารัฐบาลนั้นจะให้ความสำคัญกับการ ควบคุมโรค แต่ก็ตระหนักถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจด้วย เช่น การปิดน่านฟ้าสนามบิน ปิดสถานประกอบกิจการจำนวนมาก เราก็ได้ออกมาตรการในเชิงการลดผลกระทบเหล่านี้ ในระยะแรก เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจาก โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ไม่ใช่ประเทศไทยล็อกดาวน์ (Lockdown) ประเทศเดียว สนามบินทุกประเทศหลายประเทศวันนี้ก็ยังไม่เปิดทำการ ไม่เปิดการบินอยู่ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะเปิดอย่างไรก็ตามถ้าเขาไม่บินมามันก็จบเหมือนกันนั่นละ คราวนี้ประเด็นสำคัญ ก็คือการที่ท่านบอกว่าให้เอาคนเข้ามา ผมพยายามทำตรงนี้อยู่แล้วในการที่ศึกษาว่าต่อไป จะทำอย่างไร ผมไม่ได้หมายความว่าทำตอนนี้ เพราะว่าคนในพื้นที่ก็ยังขัดแย้งอยู่ ยังไม่ต้องการ ไม่ชอบ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจมันก็แย่ ก็ต้องหารือกันต่อไป ศึกษา ในรายละเอียดกันอีกครั้งหนึ่งว่าจะร่วมมือกันได้อย่างไร ในสิ่งที่รัฐบาลทำไปแล้วท่านจะเห็นได้ว่าเราก็พยายามใช้งบประมาณที่เรามีอยู่ ๑ ล้านล้านบาท ที่กู้มา ผมก็เรียนไปขั้นต้นแล้ว เราได้เยียวยาชดเชยรายได้ประชาชนประมาณ ๓๑.๔ ล้านคน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ๑๕.๓ ล้านคน เกษตรกร ๗.๕ ล้านคน แรงงานในระบบประกันสังคม อีก ๙๓๖,๐๐๐ คน กลุ่มเปราะบาง เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ คนพิการ ๖.๖๕ ล้านคน ประชาชนที่มีบัตรสวัสดิการของรัฐอีก ๑,๐๒๕,๐๐๐ คน ในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายให้กับ ประชาชน แรงงาน สถานประกอบการ ลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบริการโทรศัพท์มือถือ ลดค่าซื้อ ก๊าซหุงต้ม ลดภาระภาษี เลื่อนระยะเวลาการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้ นิติบุคคล ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราร้อยละ ๙๐ การส่งคือหยุด การลดและเลื่อน ระยะเวลาการส่งเงินสมทบประกันสังคมทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง การยกเว้น เลื่อนระยะเวลา ลดค่าธรรมเนียมทางธุรกรรมต่าง ๆ แน่นอนครับรายได้ลดลงแน่นอน เราก็ต้องเป็นปัญหาอีกทีว่าเราจะมีเงินเหลือเท่าไร หลังจากที่มีมาตรการลดช่วยเหลือ ประชาชนอย่างนี้ ผมคิดว่าประชาชนก็รออยู่ในเรื่องนี้ แล้วผมก็ไม่สามารถที่จะไปเก็บภาษีได้ ถ้าเขาไม่มีเงินจะจ่าย แต่ว่ามีการผ่อนชำระ ยืดระยะหนี้ เคลียร์ (Clear) หนี้ เดี๋ยวท่านรอง นายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจก็คงจะมาชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง การลดภาระหนี้เดิมที่ท่านว่า มีของประชาชนและผู้ประกอบการ เช่นการพักชำระหนี้เงินต้น ลดดอกเบี้ย การปรับ โครงสร้างหนี้ การขยายเวลาชำระหนี้ รวมถึงการหาเงินกู้ฉุกเฉินและเงินกู้ใหม่ในอัตรา ดอกเบี้ยต่ำ อันนี้กำลังพิจารณากันอยู่ว่าจะทำอย่างไรคนที่เข้าไม่ถึง คนที่ไม่มีบัญชีธุรกรรม จะทำอย่างไร กำลังหามาตรการตรงนี้อยู่นะครับ ก็ต้องกราบเรียนว่ามันมีความรับผิดชอบสูง ในเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าคิดจะทำอะไรง่าย ๆ แล้วทำไปเลยมันก็มีปัญหาทุกที ผมก็ไม่อยากให้ทุกคนต้องเดือดร้อนในเรื่องของกฎหมาย ในเรื่องของ พ.ร.บ. การใช้จ่าย งบประมาณ ท่านต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วย เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก็ได้กล่าวไปแล้ว เรามีแผนงานในการสนับสนุนการจ้างงานกว่า ๑๐๐,๐๐๐ อัตราเป็นระยะแรก รวมทั้งมอบช่วยเหลือเด็กเยาวชนที่ยากจนด้อยโอกาสกว่า ๘๐๐,๐๐๐ คนผ่านกองทุน เสมอภาคทางการศึกษา เพื่อไม่ให้เยาวชนกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้หลุดจากระบบการศึกษาไปเป็น ภาระสังคม เรามีหลายมาตรการ ไม่ว่าจะใช้งบประมาณประจำปีของหน่วยงาน ของกระทรวง งบเงินกู้อะไรก็แล้วแต่ มันไม่ใช่มุ่งกันเฉพาะเงินกู้อย่างเดียว รัฐบาลก็ใช้เงิน ตรงอื่นไปอีกมากพอสมควร งบประมาณปี ๒๕๖๓ ด้วยนะครับ แล้วมีส่งต่อไปในปี ๒๕๖๔ สำหรับในเรื่องของผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง จำกัดการเดินทาง อันนี้มีความจำเป็นอย่างที่ กราบเรียนไปแล้ว แล้วก็การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปกระทบกับคนอื่น ๆ เพียงแต่ว่าป้องกันไม่ให้มีการแพร่ระบาด แต่ก็ไม่ได้ไปบังคับใช้อะไรจนมีปัญหาไปเสียทั้งหมด ก็ดูแลกันไปนะครับ มีเรื่องก็แก้ไขปัญหากันให้ไป หลาย ๆ อย่างก็แก้ปัญหาทางกฎหมาย ให้ไปทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นปัญหาสถานประกอบการ ปัจจุบันนั้นสถานประกอบการ ทุกประเภทก็สามารถเปิดกิจกรรมได้ แต่ก็คงต้องระมัดระวังอีกเหมือนกัน เพราะเร็ว ๆ นี้ ก็มีปัญหาขึ้นมาอีกเกิดในสถานประกอบการกลางคืนในทำนองนี้ แต่เราก็ยังควบคุมได้อยู่ ติดตามคนเป็นจำนวนหลายร้อยคน เข้ามาตรวจสอบก็ไม่พบขณะนี้ ดัชนีความเชื่อมั่น ทางธุรกิจได้ปรับตัวดีต่อเนื่อง ๓ เดือน อันนี้เป็นดัชนีซึ่งหลาย ๆ คนก็บอกว่าถ้าไปถามคน ก็อย่างที่บอกแล้วคนที่อยู่ในระบบประกันสังคม คนที่อยู่นอกระบบ คนที่อาชีพอิสระ เรามี หลากหลายกว่าต่างประเทศเขาเยอะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็กรุณาไปดูในรายละเอียด อีกครั้งหนึ่งนะครับ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ๓ เดือนต่อเนื่อง เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม สถานการณ์การท่องเที่ยวภายในประเทศพบว่ามีอัตรา การเข้าพักโรงแรมเฉลี่ยทั่วประเทศปรับตัวดีขึ้น ดัชนีว่างงานในระบบประกันสังคมลดลง ราคาสินค้าการเกษตรปรับตัวดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว เนื้อหมู เราขับเคลื่อนทั้งหมดนะครับ ไม่ใช่อันใดอันหนึ่ง สถานการณ์ในปัจจุบัน ณ วันที่ ๘ กันยายน มีผู้ติดเชื้อทั่วโลก ๒๗.๔๘ ล้านคน เสียชีวิตไปแล้ว ๘๙๖,๘๔๔ คน แล้วอาจจะยังคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สำนักต่าง ๆ คาดการณ์ เศรษฐกิจโลกในปี ๒๕๖๓ คาดว่าจีดีพี (GDP) ทุกประเทศมันก็เป็นตัวเลขกลาง ตัวเลขของ องค์กรระหว่างประเทศ ก็ฟังไว้แล้วกัน จะบอกไม่มีประโยชน์เลยมันก็ไม่ได้ จะลดลง ร้อยละ ๔.๙-๖.๐ เศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๖๓ อาจจะลดลงถึงร้อยละ ๗.๕ ก็ใกล้เคียงกับที่ ประเมินไว้นะครับ เพราะว่ารายได้ของเราส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ และการส่งออกที่เป็นรายได้สำคัญของประเทศหายไปอย่างเฉียบพลัน วันนี้รัฐบาลก็พยายามปรับเตรียมการตรงนี้ว่าจะทำอย่างไรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ ผลิตผลสินค้าเอสเอ็มอี (SMEs) ต่าง ๆ รัฐบาลมีมาตรการเยอะแยะในการที่จะใช้ งบประมาณภาครัฐสนับสนุนสินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของไทย ๒๐๐-๓๐๐ ผลิตภัณฑ์ รวมความไปถึงการอนุมัติให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ในส่วนของสินค้าที่มาจากวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์อะไรก็แล้วแต่ ทั้งนี้เพื่อจะแบ่งเบาในเรื่องของรายได้ให้กับประชาชนโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางด้วยอะไรด้วย แต่อย่างไรก็ตามไอเอ็มเอฟ (IMF) นั้นก็คาดว่าเศรษฐกิจ จะหดตัวมากถึงร้อยละ ๘ ถึงร้อยละ ๑๐ และร้อยละ ๑๐.๒ อันนี้คือในภาพรวมของทางด้าน ต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรและยูโรโซน คาดว่าจะหดตัวถึง ร้อยละ ๘.๐ ร้อยละ ๑๐.๐ หรือร้อยละ ๑๐.๒ ตามลำดับ เราก็ไม่รู้มันจะยุติได้เมื่อไร ผมก็มี ศบค. ขึ้นมาก่อน เรื่องควบคุมการแพร่ระบาด การคัดกรอง การติดเชื้อ มี พ.ร.ก. ฉุกเฉินมา เพื่อจะใช้ในเรื่องของการบูรณาการกฎหมายทุกกฎหมาย เพราะกฎหมายของสาธารณสุขนั้น ไม่เพียงพอ เพราะมันเป็นกฎหมายที่จะใช้คนของสาธารณสุขได้อย่างเดียว วันนี้ใช้ทั้ง พลเรือน ตำรวจ ทหาร ทั้งเรื่องการข้ามแดน การห้ามเข้าห้ามออกเหล่านี้ กฎหมาย สธ. มันทำไม่ได้ แล้วผมไม่ได้ไปมุ่งหวังในการจะทำร้ายใคร เด็ก ๆ อะไรต่าง ๆ อย่างที่ท่าน กล่าวอ้างอะไรทั้งสิ้น ในส่วนของความเหมาะสมในการขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ อะไรต่าง ๆ กำลังพิจารณาอยู่ วันนี้ก็ได้พิจารณาในเรื่องของนายจ้างกับลูกจ้างสามารถ ส่งเงินสมทบในอัตราร้อยละ ๒ อันนี้เป็นการหารือของ ๓ ฝ่าย ของรัฐ ผู้ประกอบการ แล้วก็ ลูกจ้างด้วย เพราะฉะนั้นการจะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องแรงงานมันต้องผ่านคณะกรรมการ ๓ ฝ่าย ไม่ใช่รัฐบาลพูดกับคนนี้คนเดียว มันไม่ใช่ เราทำงานกัน ๓ ฝ่าย มันต้องยอมรับกัน การจ้างงานวันนี้เราก็บอกไปแล้วว่าจะเตรียมการที่จะจัดเอกซ์โป (Expo) เราจะรวบรวม แรงงานจากภาครัฐและเอกชนมารองรับการว่างงาน นักศึกษาที่จบใหม่ ผู้ว่างงาน จำนวน ไม่น้อยกว่า ๑ ล้านอัตรา ต้องทำบิ๊ก ดาตา (Big data) ทำแพลตฟอร์ม (Platform) ให้มันสะดวก ให้มันถูกต้อง ให้มันตรงกับที่ท่านสมาชิกกล่าวเมื่อสักครู่ เรื่องโควิด (COVID) มันเข้ามาเร็ว เราบางทีก็ยังไม่พร้อม วันนี้พยายามจะเร่งรัดให้มันพร้อมให้มากที่สุด เพราะฉะนั้น ขออย่าเพิ่งติติงทั้งหมดเลย หลายเรื่องก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำมาสมัยรัฐบาลนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ เราได้ออกมาตรการหลายอย่าง อย่างเช่นรักษาการจ้างลูกจ้างพนักงาน รัฐบาลจะจ่าย ค่าจ้างร่วมกับบริษัทเอกชน อันนี้มีการหารือแล้ว แล้วก็จะจ้างงานนิสิต นักศึกษาที่หลายคน ก็ประสบความเดือดร้อนไปด้วย ทั้งในระดับปริญญาตรี ปวส. ปวช. อีก ๒๖๐,๐๐๐ คน ระยะเวลาในการจ้างงาน ๑ ปี อันนี้ก็กราบเรียนฝากไปถึงน้อง ๆ หลาน ๆ ด้วย🔗

เรื่องเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ผ่านมาได้ออกมาตรการตรงนี้ไป ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปลดล็อกให้เข้าถึงสินเชื่อซอฟต์โลน (Soft Loan) ของ ธปท. แล้วก็ให้ บสย. เข้ามาค้ำประกัน เงินกู้ การค้ำประกันก็ใช้เงินรัฐบาลอยู่ดี ถ้าสมมุติว่ามันเกิดเอ็นพีแอล (NPL) หนี้สูญ อะไรพวกนี้รัฐบาลก็ต้องเข้าไปดูตรงนี้ แต่วันนี้เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรีคงชี้แจง เรามีโครงการช่วยในเรื่องของการปรับโครงสร้างหนี้ในกรณีมีเจ้าหนี้หลายรายหรืออะไร ก็แล้วแต่ วัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) อันนี้ก็เดี๋ยวคงจะชี้แจงเพิ่มเติม🔗

ในเรื่องโครงการชิมช้อปใช้ วันนี้ผมก็เน้นที่บอกว่าจะกี่หมื่น กี่พัน ๓,๐๐๐ บาท อะไรผมยังไม่ได้อนุมัติอะไรทั้งสิ้น เป็นการหารือกันไว้เฉย ๆ แล้วผมก็ยังไม่เห็นชอบตรงนี้ด้วย ก็จะต้องหารือกันต่อไปว่าจะทำอย่างไรเพื่อจะอุดหนุนสินค้าผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไป เป็นหลัก เช่น หาบเร่ แผงลอย รถเข็น ตลาดสด เหล่านี้เป็นต้น รัฐบาลจะช่วยค่าใช้จ่าย ๕๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อใช้จ่ายในการซื้อสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม กำลังจะออกมาเร็ว ๆ นี้ กำลัง หาข้อยุติให้ได้🔗

เรื่องการท่องเที่ยวไทย วันนี้ก็จะเห็นว่าถึงแม้ว่าจะมีคนท่องเที่ยวน้อย เพราะปริมาณนักท่องเที่ยวในประเทศไทยปริมาณไม่เกินสัก ๒-๓ ล้านคน เพราะฉะนั้นช่วงนี้ ก็ถือว่าดีขึ้นแล้วละ ดีขึ้นบ้าง แต่มันไม่เพียงพอหรอกครับกับคน ๔๐ ล้านคนที่มาจาก ต่างประเทศ ในเมื่อเขามาไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร มันก็ต้องรักษาสภาพนี้ให้ได้ไว้ก่อนใช่ไหมครับ ให้สามารถจ้างพนักงานไว้ได้อะไรไว้ได้ อันนี้ก็ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วย🔗

เรื่องต่อไปก็คือว่าในเรื่องของการเปิดรับนักท่องเที่ยวอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยัง เป็นการพิจารณาอยู่ เราต้องประคองปัญหาทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยต้อง อาศัยความร่วมมือของประชาชนด้วย ทุกคนนะครับที่เป็นคนไทย🔗

ในเรื่องของการลงทุนเพื่อจะไปหาเงินที่มาใช้ในอนาคต ท่านก็ติติงกัน เรื่องอีอีซี (EEC) วันนี้ก็หลายอย่างก็เกิดขึ้นมาแล้ว สัญญาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ๓ โครงการ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุดระยะที่ ๓ โครงการสนามบินอู่ตะเภา และระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ทั้ง ๓ โครงการนั้นคาดว่ารัฐจะมีรายได้สุทธิหลังหักเงินลงทุนของภาครัฐประมาณ ๑๙๕,๐๐๐ ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ผมก็ได้ให้นโยบายในเรื่อง ของการจ้างงานไปแล้ว ให้ความสำคัญกับการจ้างงานที่เป็นคนในพื้นที่ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่ลืมเรื่องการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาในเรื่องขยะ น้ำเสียในพื้นที่ การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ การพัฒนาระบบสาธารณสุขไม่ให้เกิดความแออัด และมีระบบการศึกษาอาชีวะที่เชื่อมโยงกับงานอีอีซี (EEC) เด็กได้รับทุนการศึกษาพร้อม เบี้ยเลี้ยงและสวัสดิการเมื่อจบแล้วก็มีงานทำทันทีนะครับ รัฐบาลก็มุ่งเน้นแผนงานต่าง ๆ อีกหลายเรื่อง ทั้งเกษตรอัจฉริยะ เกษตรแม่นยำ เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมอาหาร เศรษฐกิจชีวภาพ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ รัฐบาลให้ความสำคัญ ต่อเรื่องนี้ ผมถือว่าพี่น้องประชาชน เกษตรกร ถือเป็นรายได้หลัก เป็นกระดูกสันหลัง ของประเทศทำอย่างไรเขาจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลายอย่างเราก็ได้ปรับไปบ้างแล้ว แต่จะให้พอใจทีเดียวคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง🔗

เรื่องของการสร้างโอกาสโครงสร้างพื้นฐานทางราง ทางถนน น้ำ และอากาศ วันนี้เราเร่งรัดรถไฟฟ้า ๑๒ สายทาง แต่ก่อนก็มีอยู่สายทางเดียว วันนี้เราขยายไปทั้งหมด ๒๖๖ กิโลเมตร และให้มีรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น ๔๒๕ กิโลเมตร จากเดิมก่อนปี ๒๕๕๗ อย่าลืมว่ารถไฟฟ้าเรามีแค่ ๘๖ กิโลเมตร เร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่อีก ๑๖ โครงการ ๓,๑๕๗ กิโลเมตร จากเดิมมีอยู่เพียง ๓๕๙ กิโลเมตร เร่งรัดพัฒนามอเตอร์เวย์ (Motorway) ๓ สายทาง ระยะทางอีก ๓๒๔ กิโลเมตร จากเดิมนั้นมีเพียง ๒ สายทาง ระยะทาง ๑๔๖ กิโลเมตรเป็นต้น นอกนั้นก็ได้มีการพิจารณาในเรื่องของการพยุงราคายางพารา ในอนาคต ได้มีการมาทำแบริเออร์ (Barrier) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทุกอย่างก็แวรี (Vary) ขึ้นตามกลไกของตลาดไปด้วย แต่ก็มีแนวโน้มจะดีขึ้นนะครับ🔗

ในเรื่องของเศรษฐกิจเทคโนโลยี ๕ จี (5G) อีกเหมือนกัน เราก็เร่งการพัฒนา ๕ จี (5G) ในภาคส่วนต่าง ๆ ก็เน้นในเรื่องของระยะที่ ๑ เป็นเรื่องของภาคการศึกษา ภาคการอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ภาคขนส่ง การท่องเที่ยว ภาคการเงิน การค้าส่ง ค้าปลีก ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการมีเทคโนโลยี ๕ จี (5G) เช่นการทำธุรกิจ ออนไลน์ (Online) ผ่านโครงข่าย ๕ จี (5G) ที่มีความรวดเร็วปลอดภัยและมีเสถียรภาพสูง เข้าถึงบริการให้คำแนะนำด้านสุขภาพ วินิจฉัยโรคผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ (Video Conference) บนมือถือได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ขณะนี้กำลังดำเนินการนำร่องกับ โรงพยาบาลศิริราช โรงเรียนเกษตรอัจฉริยะ ๕ จี (5G) วันนี้ก็ได้ดำเนินการนำร่องอะไรต่าง ๆ หลายอย่างก็ต้องนำร่องเพราะว่ามันใช้งบประมาณสูง คราวนี้ถ้าทำแล้วมันก็เป็นเหมือน แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) หรือเป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ที่จะทำต่อไป ทุกอย่างมันต้อง มีการเริ่มต้นเสมอเพื่อจะได้เดินหน้าต่อไปตามงบประมาณที่เรามีอยู่อย่างจำกัด วันนี้ เรื่องเกษตรเราก็ไปนำร่องอยู่ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง🔗

ในส่วนวัคซีน เพื่อให้ทุกคนไม่ห่วงกังวลมากนัก อย่างไรก็ห่วงนะครับ ผมคิดว่า วันนี้เราหาแนวทางอยู่หลายแนวทางด้วยกัน แนวทางแรกคือดำเนินการเองโดยรัฐบาล โดยหน่วยงานด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลต่าง ๆ เหล่านี้ ก็มีเม็ดเงินต่าง ๆ ในการวิจัยและ พัฒนาในสิ่งที่เป็นความก้าวหน้าว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป อันที่ ๒ เราก็ร่วมมือกับ ต่างประเทศด้วย ปรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตจากผู้ผลิตในต่างประเทศที่มี ความพร้อม อีกอันหนึ่งก็คือร่วมในเรื่องของการวิจัยและพัฒนากับเขา มี ๓ ช่องทางนะครับ เราก็คาดว่าสิ่งที่ต้องการก็ประมาณ ๒๐ ล้านโดส (Dose) ในระยะแรก เราได้เตรียมเงินไว้ หมดแล้วละ เงินตรงนี้ก็อยู่ในส่วนของงบประมาณที่กันไว้ของกระทรวงสาธารณสุขในก้อนแรก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เกี่ยวกับเรื่องโควิด (COVID) โดยเฉพาะ เงินยังมีอยู่ อย่าคิดว่ามันหมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็จำเป็นต้องใช้อย่างระมัดระวังนะครับ แล้วก็เตรียมในเรื่องของการ รองรับอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นงบกลางอะไรก็แล้วแต่🔗

อีกเรื่องหนึ่งก็คือผมอยากจะกราบเรียนว่า ถึงแม้เราจะติติงอย่างไรก็ตาม ประเทศไทยนะครับ แต่คนข้างนอกเขาคิดกับเราอย่างไร เรื่องการแก้ปัญหาแพร่ระบาดของ ประเทศไทย จีซีไอ (GCI) จัดให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ฟื้นตัวจากโควิด (COVID) ดีที่สุด อันดับ ๑ ของโลก ยูเอส นิวส์ เวิลด์ รีพอร์ต (U.S. News World Report) จัดประเทศไทย มีความเหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจ เราแก้ปัญหาเรื่องกฎหมาย เรื่องการอำนวยความสะดวก ไปเยอะแยะ ๓๐ กว่ารายการ ซึ่งแต่ก่อนยังไม่ได้รับการดูแลตรงนี้เลย มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) จัดให้ประเทศไทยสามารถจัดการระบาดโควิด (COVID) เป็นอันดับที่ ๑ ของเอเชีย และอันดับที่ ๖ ของโลก องค์การอนามัยโลกเลือกประเทศไทย ถ่ายทำสารคดีการจัดการโควิด (COVID) สหประชาชาติชื่นชมประเทศไทยเป็นตัวอย่างของ ความแข็งแกร่งและความสามัคคีของประชาชน ศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐอเมริกาจัดให้ประเทศไทยเป็น ๑ ใน ๗ ประเทศที่เสี่ยงโควิด (COVID) ต่ำ สำนักงานบลูมเบิร์กจัดให้ประเทศไทยอยู่อันดับ ๔ ในการจัดการปัญหาโควิด (COVID) ของ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา บริษัทการท่องเที่ยวของประเทศเยอรมนีประกาศให้ ประเทศไทยมีการท่องเที่ยวปลอดภัยที่สุดในโลกในช่วงโควิด (COVID) สหภาพยุโรป ให้ประเทศไทยเป็น ๑ ใน ๑๕ ประเทศปลอดภัยที่เดินทางเข้าสหภาพยุโรปได้ สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) ชมเชยประเทศไทยเป็น ๑ ใน ๑๔ ประเทศ ที่ผู้นำประเทศและเจ้าหน้าที่ สาธารณสุขบริหารจัดการโควิด (COVID) ได้ดีมาก อันนี้เป็นสิ่งที่ข้างนอกเขามองเรา ข้างใน จะมองผมอย่างไร ผมก็ฟังท่านอยู่แล้ว ผมก็ปรับทุกอย่างให้มันดีขึ้นก็แล้วกัน ในส่วนของ ความคืบหน้าการวิจัยวัคซีนพูดไปแล้วนะครับ อันนี้ก็กราบเรียนชั้นต้น ในเรื่องของ ต่างประเทศที่เอาเข้ามา ไม่เข้ามา รอเข้ามา ไม่เคยทอดทิ้งนะครับ ผมให้กระทรวงการ ต่างประเทศเข้าไปดูแล สถานทูต สถานกงสุลเข้าไปดูแลจัดอาหารการกินไปให้ แล้วเขาก็ รอเวลาที่จะเข้ามา ซึ่งเราก็มีการทยอยเข้ามาในประเทศไทย มีการตรวจสอบคัดกรอง มีสเตต ควอรันทีน (State Quarantine) อะไรต่าง ๆ ตามกติกา เพราะคนไทยยังไม่ยอมตรงนี้ ใครจะเข้ามาก็ตามต้อง ๑๔ วันนะครับ ท่านต้องไปถามคนไทยดูว่าเขาคิดเห็นเป็นอย่างไร สุขภาพ รัฐบาลก็อยู่ตรงกลาง เพราะฉะนั้นก็ต้องช่วยกันตรงนี้ดีกว่านะครับ🔗

ต่อไปก็มีอีกเล็กน้อยนะครับ เมื่อสักครู่ผมพูดไปแล้วเรื่องคดีอะไรต่าง ๆ ก็คิดว่าคงครบแล้วละครับ ผมเองก็พยายามจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด แล้วผมก็ไม่ใช่คนใจร้าย อยู่แล้วในทุก ๆ เรื่อง เห็นจากที่ผ่านมาผมก็ใจดีเยอะหลายเรื่อง แต่ผมยึดถือกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก ไม่ได้เลือกปฏิบัติ เพราะผมไม่ได้เป็นคนไปทำเอง เป็นเรื่อง ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ อัยการ ศาล ซึ่งทั้ง ๒ หน่วย เรื่ององค์กรอิสระก็เป็น องค์กรอิสระ ซึ่งผมไปก้าวล่วงไม่ได้ ก็เข้าใจตรงนี้ด้วย ผมจะไปสั่งเขา สั่งโน่น สั่งนี่ วันนี้ ท่านก็บอกว่า ส.ว. ก็มีปัญหาโน่น นี่ แล้วผมสั่งหรือเปล่าล่ะครับ ถ้ามันมาอย่างนี้แสดงว่าผม ก็ไม่ได้ไปสั่งอะไรเขา เข้าใจไหม อันนี้ก็ขอให้แก้ปัญหากันไปก็แล้วกัน ผมก็สนับสนุน การแก้ปัญหาทุกอย่างเพื่อให้ประเทศชาติไปสู่ความสงบสุขเรียบร้อยก็แล้วกันนะครับ ก็ขอให้ ทุกคนโชคดีครับ สวัสดีครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านวิรัช ก่อนก็ได้ครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าขณะนี้เวลาที่จัดสรรในส่วนของ คณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายรัฐบาล ขณะนี้หักท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว เวลาขณะนี้เหลือ ๓ ชั่วโมง ๓๗ นาที ในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ได้ไปทั้งหมด ๑๐ ชั่วโมง ขณะนี้เหลือเพียงแค่ ๒ ชั่วโมง ๓๙ นาที เพราะฉะนั้นขออนุญาตเรียนว่ารายชื่อที่ท่านส่งมาทั้งหมดนะครับ ไล่ตั้งแต่ท่านณัฐชา ท่านครูมานิตย์ ท่านชลน่าน ท่านจิรวัฒน์ ท่านจิรายุ ท่านวิสาร ท่านจิรัฏฐ์ ท่านขจิตร จนถึงท่านสุทิน คลังแสง ถ้ารวมเวลาแล้วเกินไปประมาณครึ่งชั่วโมง อย่างไรก็อยากให้ปรับปรุงเวลาด้วยครับ เพื่อรักษาเวลาที่เราได้กำหนดตกลงกันไว้ ก็เรียน เพื่อทราบในเบื้องต้นว่าขณะนี้เวลาเหลือเพียงแค่ ๒ ชั่วโมง ๓๙ นาที ก็เรียนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็ฝาก ท่านวิป (Whip) ฝ่ายค้านช่วยดูเวลาด้วยนะครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านอาจารย์ วิษณุครับ🔗

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตใช้เวลาสภาเพื่อที่จะตอบคำถามในส่วนของญัตติตามมาตรา ๑๕๒ นั้น เนื่องจากว่าเป็นเรื่องที่ให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งคำถามสอบถาม และให้ ข้อเสนอแนะ ในส่วนของข้อเสนอแนะนั้นเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ยินดีที่จะรับไป แต่ในส่วนของคำถามนั้นเมื่อเกี่ยวข้องกับท่านผู้ใดที่รับผิดชอบก็คงจะต้อง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในส่วนที่รับผิดชอบนั้น มีคำถามในส่วนที่มาเกี่ยวพันกับ ความรับผิดชอบ หรือผมเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่บางข้อ ก็ขออนุญาตที่จะเรียนเสียในตอนนี้ ประการแรกมีท่านสมาชิกบางท่านได้พูดถึงเรื่องของ งบประมาณในส่วนของการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการว่าครั้งสุดท้ายนี้ จะเห็นว่าลดน้อยถอยลงไปน้อยกว่างบกลางซึ่งเคยอยู่ในอันดับที่รองจากงบของ กระทรวงศึกษาธิการ ที่เป็นเช่นนั้นก็ต้องกราบเรียนนะครับว่าเวลาเราเอ่ยถึงงบ กระทรวงศึกษาธิการในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นมันก็คืองบของการศึกษาในระดับโรงเรียน ในระดับมหาวิทยาลัยทั้งหมดรวมกันอยู่จึงเป็นก้อนใหญ่ แต่เมื่อบัดนี้มีการตั้งกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แยกออกมา งบที่เคยอยู่ในส่วน กระทรวงศึกษาธิการก็แบ่งออกไปเป็นงบของกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็แบ่งออกไปเป็นงบ ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพราะฉะนั้นมันก็จะแบ่งกันอยู่ อย่างนี้ อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนในส่วนของตัวเลข ประการที่ ๒ มีท่านสมาชิกบางท่าน ได้สอบถามถึงเรื่องการปฏิรูปประเทศ การปฏิรูปประเทศนั้นเป็นภาระที่ขณะนี้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายหลายฉบับกำหนดไว้ว่าต้องทำ เมื่อกำหนดอย่างนั้นก็ต้องทำกัน แต่คนที่จะทำนั้น ก็คงจะไม่ใช่คณะรัฐมนตรี ๓๖ คนนี้ ไม่ว่าจะเป็นคณะใดก็ตาม หากแต่เป็นภารกิจของ กระทรวงทั้ง ๒๐ กระทรวง กรมทั้ง ๑๔๐ กรม และเป็นภารกิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้ง ๓ ล้านคนที่มีอยู่ทั่วประเทศ บางเรื่องก็เป็นภารกิจที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมด้วย ฉะนั้น งานปฏิรูปประเทศไม่ใช่งานที่จะทำได้สำเร็จในเร็ววัน คงจะต้องอาศัยระยะเวลาหนึ่ง ความร่วมมือ ทัศนคติ การกระทำ แล้วก็ยังจะต้องออกกฎบัตรกฎหมาย รวมทั้งใช้ งบประมาณเป็นจำนวนมาก ความจริงรัฐบาลก็ได้ทำรายงานเสนอมายังสภาแห่งนี้เป็นประจำ ทุกวงรอบ ๓ เดือนอยู่แล้ว แล้วก็ได้ข้อเสนอแนะดี ๆ จากท่านสมาชิกไปทุกครั้งที่มาเสนอ รายงาน ก็นำกลับไปเสนอคณะรัฐมนตรีที่จะปรับปรุงพัฒนาแก้ไขต่อไป เมื่อวานนี้มีการ ประชุมวุฒิสภาก็ได้เสนอรายงานในส่วนที่อยากเห็นการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะวงรอบ ต่อไป จังหวะเดียวกันกับเมื่อวานนี้ที่ตอนเช้า ตอนบ่าย วุฒิสภาเขาว่ากันในเรื่องของการ ปฏิรูปประเทศ ซึ่งเขาก็ว่ากันถึง ๒ สัปดาห์กว่าจะจบเรื่องปฏิรูปในวงรอบนี้ ก็เป็นจังหวะ เดียวกับเมื่อวานวันอังคารที่คณะรัฐมนตรีประชุม แล้วก็มีเรื่องการปฏิรูปประเทศเข้าไป ในการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็ได้กำชับว่า การปฏิรูปนั้นอย่าไปทำแบบฉาบฉวย อย่าไปเอางานปกติ งานประจำมาอ้างว่าเป็นการปฏิรูป ให้เลือกเอาส่วนที่โดดเด่น ภาษาอังกฤษอาจจะใช้กันคุ้นหูมากกว่าว่าบิ๊กล็อก (Big lock) ภาษาไทยเราใช้คำว่าที่มีนัยสำคัญขึ้นมา เอาว่าในรอบ ๓ เดือนเอาสักเรื่องหนึ่งก็ยังดี แล้ว ๓ เดือนต่อไปค่อยเปลี่ยนไปทำเรื่องใหม่ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศทั้ง ๑๓ คณะ ที่ตั้งใหม่ก็ยินดีที่จะไปทำ และขณะนี้เขากำลังขะมักเขม้นในการที่จะปรับปรุงแก้ไข แผนปฏิรูปประเทศที่เคยทำเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้วเพื่อจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีในปลายเดือนนี้ ซึ่งก็จะเป็นการปรับหรือเปลี่ยนแผนปฏิรูปประเทศใหม่เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โควิด-๑๙ (COVID-19) สอดคล้องกับสถานการณ์ประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้อง กับความคิดเห็นของกรรมการปฏิรูปประเทศทั้ง ๑๓ คณะที่เพิ่งตั้งเข้ามาใหม่ ซึ่งหลายคน ไม่ได้เป็นมาก่อน เมื่อเข้ามาใหม่ก็มีความคิดใหม่ มีวิธีใหม่เกิดขึ้น คณะรัฐมนตรีได้กำชับ เมื่อวานนี้ ว่าการปฏิรูปหลายอย่างต้องอาศัยกฎหมายมันจึงใช้เวลา อะไรที่มันไม่ต้องอาศัย กฎหมายเป็นการกระทำ เป็นการแก้กฎระเบียบของหน่วยราชการให้เร่งทำพวกเหล่านี้ เสียก่อน แล้วเมื่อวานก็ได้มีการยกเรื่องหนึ่งขึ้นมาสั่งการ ว่าตัวอย่างเช่นในเรื่องการอำนวย ความสะดวกแก่ประชาชนนั้น ในอดีตใครไปติดต่อราชการขออนุญาตอนุมัติอะไรก็ต้อง ควักบัตรประจำตัวประชาชนแสดง แล้วยังจะต้องถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนทั้ง ด้านหน้าและด้านหลัง ต่อมาคณะรัฐมนตรีก็มีมติให้ถ่ายด้านเดียวคือด้านหน้าไม่ต้องถ่าย ด้านหลัง ลดไปแค่นี้ก็ประหยัดเงินของชาวบ้านไปได้จำนวนมาก แต่ก็ลำบากอยู่เหมือนกัน เพราะว่าหลายส่วนราชการยังต้องให้ถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนในเวลาไปแสดงตนอยู่ เพราะว่าเขาจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือ ซึ่งขณะนี้ใช้งบประมาณมาก แล้วก็ยังไม่มีทั่วถึง ในการที่จะติดต่อออนไลน์ (Online) ไปยังกระทรวงมหาดไทย เมื่อวานนี้คณะรัฐมนตรี ได้สั่งการเรื่องใหม่ ปรากฏว่าเหลือเชื่อครับท่านประธาน ประเทศไทยมีกฎหมาย มีกฎ มีระเบียบ มีประกาศกระทรวง มีกฎกระทรวงอยู่ ๔๐-๕๐ ฉบับด้วยกัน ที่กำหนดว่าในการ ไปติดต่อราชการนั้นประชาชนจะต้องไปแสดงตนด้วยตัวเอง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า กฎระเบียบ ๕๐ ฉบับนี้ออกมาตั้งแต่สมัยที่ยังไม่รู้จักเรื่องคอมพิวเตอร์ ยังไม่รู้จักเรื่องโซเชียล มีเดีย (Social media) ยังไม่รู้จักเรื่องออนไลน์ (Online) เลยเขียนไว้ว่าประชาชนจะต้องไป แสดงตน และบางฉบับเลยเถิดไปจนถึงขนาดเขียนว่าและจะต้องไปลงชื่อลงนามต่อหน้า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่อย่างนั้นรับเรื่องไว้ไม่ได้ คณะรัฐมนตรีก็ได้สั่งเมื่อวานนี้ว่าให้ไปแก้ ๔๐-๕๐ ฉบับนั้น แล้วก็ทำให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเหลือระยะเวลาประมาณ ๒ เดือนเศษ อันนี้ก็เป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้น แล้วในส่วนอื่นก็ยังมีพัฒนาการอีกมาก เรื่องกระบวนการ ยุติธรรม วันนี้ก็มีกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อาจารย์เข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นประธาน การบ้านก็ให้ไปแล้ว ปฏิรูปต้นน้ำคือตำรวจ ปฏิรูปกลางน้ำคืออัยการ ปฏิรูปศาลคือปลายน้ำ แต่ในส่วนของการปฏิรูปตำรวจนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดให้แยกมามีคณะกรรมการต่างหาก ซึ่งให้จัดการยกร่างกฎหมายให้เสร็จใน ๑ ปี ซึ่งเขาก็ทำเสร็จแล้วครับ แต่พอเสนอมา ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายในการเปิดรับฟังความเห็น จนกระทั่งขณะนี้ได้ปรับ เข้าสู่ระบบที่เข้าใจตรงกันแล้ว เพราะฉะนั้นในวันอังคารหน้านี้ร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ก็จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หลังจากนั้นไม่ต้องไปกฤษฎีกาแล้วครับ ส่งมายัง ท่านประธานเลย แล้วเพราะเป็นกฎหมายในเชิงปฏิรูปอาจจะบรรจุไม่ทันในสมัยประชุมนี้ เปิดสมัยประชุมวันที่ ๑ พฤศจิกายน ร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ซึ่งปรับปรุง กระบวนการแต่งตั้ง โยกย้าย ปรับปรุงในเรื่องหลายเรื่องที่มีข้อเรียกร้องมานาน ก็จะได้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมร่วมกันของ ๒ สภา เช่นเดียวกับกฎหมาย การสอบสวนซึ่งก็จะตามมา ที่จริงก็เสร็จ แต่ว่าเนื่องจากมีเหตุคดีที่เป็นที่รู้จักกันเกิดขึ้น คณะกรรมการชุดอาจารย์วิชา มหาคุณ จึงได้รับโจทย์ไปว่ากฎหมายสอบสวนที่มีอยู่ในมือ อาจจะแก้ปัญหาเหมือนอย่างเช่นที่เกิดขึ้นได้ไม่หมดจน ช่วยกรุณาไปช่วยดูอีกสักรอบหนึ่งว่า จะปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างไร แล้วเรื่องเหล่านี้ก็จะเสนอมายังสภาโดยเร็วในสมัยประชุมหน้า ต่อไป และเช่นเดียวกันครับกฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่มีการสอบถามกันมาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ได้แจ้งรัฐบาลแล้วว่าขณะนี้ได้ปรับปรุงในชั้น กระทรวงศึกษาธิการจวนจะเสร็จแล้วละ แล้วก็จะเสนอมายังที่ประชุมรัฐสภาได้ ในสมัยประชุมหน้า🔗

ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งที่มีการพูดกันเป็นเรื่องเล็กที่จริง แล้วก็ ประเด็นบางส่วนอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวของท่านนายกรัฐมนตรี ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอาจารย์นิยมได้กรุณาสอบถามขึ้น ที่จริงก็เป็นการเปรย ๆ ท่านอาจารย์นิยมรู้ดีกว่าใคร ก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไรในคำถามที่ถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นชาวพุทธหรือไม่นั้น ก็มันมีคนพูดจริง ๆ ครับท่าน ท่านนายกรัฐมนตรีก็ตอบไปแล้ว แต่ผมคิดว่ามีประเด็นที่ควร จะต้องขยายความเพื่อที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์นิยมในการที่จะไปช่วยกรุณาบอกต่อ เพราะท่านได้เป็นที่รู้จักมักคุ้นในวงการพระเถรเณรเจ้าอยู่มาก ความจริงไม่น่าจะไปสงสัยว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนับถือศาสนาพุทธหรือไม่ ซึ่งมีคนพูดและสงสัยกันจริง ๆ คนเหล่านั้น อาจจะไม่เคยเห็นภาพเวลามีการสวดมนต์ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ท่านนายกรัฐมนตรี ไปนั่งพนมมือสวดอยู่ด้วยทุกครั้ง แล้วถ้าสังเกตจากการถ่ายทอดโทรทัศน์ก็จะเห็นว่า หลายบทสวดมนต์ที่เขาแจกหนังสือคู่มือ ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะคว่ำหนังสือลงแล้วท่านก็สวด โดยที่ท่านไม่ต้องอ่าน แต่สิ่งสำคัญที่จะกราบเรียนท่านก็คือว่า ความจริงท่านจะนับถือศาสนา อะไรนั้นไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาดและเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน แต่ในส่วนของ การอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนานั้นเป็นภารกิจตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลต้องทำและเป็น นโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว รัฐบาลชุดที่แล้วซึ่งนายกรัฐมนตรีก็คือ พลเอก ประยุทธ์ ได้เสนอ ร่างกฎหมายสำคัญฉบับหนึ่งเข้าสู่สภา เป็นกฎหมายที่ต่อสู้กันมายาวนานและไม่เคยสำเร็จ รัฐบาลชุดที่แล้วเสนอเข้าสภาสำเร็จ ออกมาประกาศใช้แล้ว คือพระราชบัญญัติการศึกษา พระปริยัติธรรม ซึ่งรับรองคุณวุฒิและส่งเสริมทำนุบำรุงการศึกษาของพระ นั่นเป็นสิ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ติดตามเอาใจใส่ จนกระทั่งสามารถออกมาเป็นกฎหมายได้สำเร็จ เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง เรารู้จักพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกนั้นมีเป็นภาษาไทย มีเป็นภาษา บาลี แต่แปลกนะครับ ในโลกนี้ไม่มีพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษที่จะให้ฝรั่งเขาได้อ่าน และเข้าใจ หมายถึงแปลเป็นภาษาอังกฤษนะครับ สมาคมบาลีปกรณ์ในประเทศอังกฤษ เคยพยายามแปลแต่ก็ไม่ครบ ๔๕ เล่ม ท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการเมื่อไม่นานมานี้ว่า ให้จัดการแปรพระไตรปิฎกทั้ง ๔๕ เล่มเป็นภาษาอังกฤษ อนุมัติงบประมาณให้ดำเนินการ เรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว และได้ถวายเรื่องนี้ให้มหาเถรสมาคมได้รับเป็นผู้ร่วมดำเนินการด้วย เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชทรงรับเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ท่านนายกรัฐมนตรีรับเป็น ประธานฝ่ายฆราวาส คณะสงฆ์มอบหมายให้ท่านเจ้าคุณพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส เป็นประธานดำเนินการ ท่านนายกรัฐมนตรีมอบให้ผมเป็นประธานดำเนินการฝ่ายฆราวาส ร่วมกับท่านเจ้าคุณพรหมบัณฑิต และงานก็จะได้เริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เป็นครั้งแรก ในโลกนะครับ ท่านอาจารย์นิยมได้สอบถาม ขออภัยเอ่ยนามท่านหลายครั้ง สอบถามเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ซึ่งรัฐบาลไม่รับรอง ที่จริงการอุปถัมภ์ พระพุทธศาสนานั้นท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เสนอเป็นกฎหมายเข้าสภาเองได้ แต่ที่ต้องเดือดร้อนส่งไปให้ท่านนายกรัฐมนตรีลงนามรับรองเพราะเป็นกฎหมายการเงิน ทีนี้เพราะเมื่อเป็นกฎหมายการเงินก็ต้องดูกันให้รอบคอบ เพราะว่ากฎหมายการเงินก็คือ กฎหมายที่ใช้เงิน ในร่างกฎหมายนั้นบังเอิญใช้เงินเยอะครับ สำนักงบประมาณก็คิดว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาเองก็คิดว่า และคณะสงฆ์เองก็คิดว่า อาจจะยังไม่ใช่ความจำเป็น เร่งด่วนในขณะนี้ แต่แนวทางที่เสนอมานั้นถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นยังไม่สามารถที่จะรับรองได้ ในสถานการณ์ขณะนี้ ไม่ได้ขัดข้องในเรื่องความแตกแยกขัดแย้งอะไรกับใครหรอกครับ แต่มันใช้เงิน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะมีการนำไปปรับปรุงในส่วนของรัฐบาล ให้ภาระในการ ใช้เงินมันลดลง เพราะว่าการที่จะอุปถัมภ์โดยใช้เงินในส่วนอื่นรัฐบาลก็ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมี กฎหมายหรือไม่ ก็เอาเป็นอันว่าก็จะมีฉบับของรัฐบาลในโอกาสอันสมควร ซึ่งต้องใช้เวลายกร่าง โดยจะทำร่วมกับคณะสงฆ์ต่อไป มีการสอบถามเรื่องคืนผ้าเหลือง บังเอิญเรื่องคืนผ้าเหลืองนั้น รัฐบาลไม่ได้ไปยึดผ้าเหลืองมา เพราะฉะนั้นจะบอกให้รัฐบาลคืนนี่ยาก มันสำคัญอยู่ตรงคณะสงฆ์ เมื่อท่านมีอธิกรณ์ต้องคดี ศาลจึงตัดสินไปว่าผิดหรือไม่ผิดก็ตามทีนั้น ก็อยู่ที่ว่าท่านพ้นจากภิกขุภาวะหรือไม่ ถ้าไม่พ้นก็ไม่ต้องไปคืนผ้าเหลือง ท่านก็ครอง ผ้าเหลืองได้ต่อไป แต่ถ้าหากว่าพ้นก็เป็นเรื่องที่ท่านต้องไปบรรพชาอุปสมบทกันใหม่ และคณะสงฆ์จะยอมรับหรือไม่รับ รัฐบาลจะเข้าไปเป็นอุปัชฌาย์ให้ก็ไม่ได้ ก็คงจะต้อง ว่ากันไปในส่วนนั้น แต่เมื่อกลับไปสู่ภิกขุภาวะแล้ว มาถึงชั้นว่าแล้วสมณศักดิ์ละ ตรงนี้รัฐบาล เกี่ยวครับ ก็จะได้ว่ากันในลำดับต่อไปขอให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องก็แล้วกัน🔗

ท่านประธานครับ มีท่านสมาชิกได้สอบถามเรื่องเหมืองทองอัครา ที่จริงเรื่องนี้ คงจะต้องยาว ผมจึงไม่คิดว่าจะต้องใช้เวลาและรายละเอียดในเรื่องนี้มาก แต่กราบเรียนก่อนว่า ที่มีการไปร่ำลือกันว่ารัฐบาลแพ้แล้ว ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจะกี่พันล้าน กี่หมื่นล้าน กี่แสนล้านบาทนั้นไม่ทราบ มันอยู่ที่วงเงินที่โจทก์เขาเรียกร้อง เรื่องนี้คดีอยู่ในชั้น อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ซึ่งเปิดพิจารณาที่ประเทศสิงคโปร์ กระบวนการ อนุญาโตตุลาการยังไม่เสร็จ ยังไม่มีการจ่ายเงินในส่วนของค่าเสียหายแม้แต่บาทเดียว เพราะยังไม่รู้ว่าใครแพ้และใครชนะ แล้วถึงใครจะชนะ เช่นเขาชนะก็ไม่รู้ว่าอนุญาโตตุลาการ จะอวอร์ด (Award) คือให้ชดใช้เท่าไร วันนี้มันมีประเด็นขึ้นมาก็คือเรื่องค่าทนายที่เรา จะต้องใช้ในการสู้คดีเท่านั้น ซึ่งก็เป็นธรรมดาเมื่อเขาฟ้องเรา เราก็ต้องสู้คดี เมื่อสู้คดีแล้วคดี เกิดในต่างประเทศก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายนั้นก็ต้องควักกันทั้งโจทก์ ทั้งจำเลยละครับ บริษัทที่ฟ้องเขาก็ต้องจ่ายค่าทนาย รัฐบาลถูกฟ้องรัฐบาลก็ต้องจ่ายค่าที่ปรึกษา ค่าทนาย ค่าพยาน ค่าเดินทาง เดิมเขาจะไปว่ากันที่ฮ่องกง โควิด (COVID) ระบาด อนุญาโตตุลาการ ก็อพยพมาอยู่ประเทศสิงคโปร์ก็ต้องว่ากันไป เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนอีกหลายคดี เราฟ้องเขา เขาฟ้องเราก็ต้องจ่ายค่าทนาย ส่วนสภาแห่งนี้จะตัดค่าทนายหรืออย่างไรนั่นก็เป็นเรื่อง ของการพิจารณางบประมาณในชั้นกรรมาธิการ รัฐบาลไม่สามารถอุทธรณ์ ฎีกาอะไรในส่วนนี้ แต่ขออนุญาตกราบเรียนว่ายังไม่ได้มีการจ่าย แนวโน้มจะแพ้จะชนะอย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่สมควรที่จะต้องมาพูดในขณะนี้ แต่ในระหว่างนี้อยู่ในระหว่างการเจรจา และการเจรจานั้น อนุญาโตตุลาการเองนั่นละที่แนะนำว่าระหว่างที่ยังไม่ชี้ขาดตัดสินนั้นขอให้ไปเจรจากันเสีย มันก็อยู่ในชั้นของการเจรจา ทีนี้ก็ช่วยกันกระพือใหญ่ครับ แพ้แล้ว จ่ายแล้ว ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ขออนุญาตกราบเรียนในเบื้องต้นว่าเป็นเช่นนี้ ซึ่งมันก็เหมือนกับหลายคดี คดีบริษัทบุหรี่ ฟิลลิป มอร์ริส รัฐบาลฟิลิปปินส์ก็ฟ้องเราที่ดับเบิ้ลยูทีโอ (WTO) เราก็ต้องจ่ายค่าที่ปรึกษา กฎหมาย ค่าทนายไปสู้คดีกับเขา เช่นเดียวกับคดีวอลเตอร์ บาว ที่เขาฟ้องรัฐบาลไทย มาหลายปีแล้ว แล้วอนุญาโตตุลาการก็ตัดสินให้รัฐบาลไทยแพ้ ซึ่งเราก็จ่ายค่าทนายไปเยอะ แต่สุดท้ายก็แพ้ อุทธรณ์เราก็แพ้ ฎีกาเราก็แพ้ ไม่ได้แพ้ในศาลไทย แพ้ในอนุญาโตตุลาการ ระหว่างประเทศ ที่เราเรียกกันว่าคดีโทลล์เวย์ (Tollway) นั่นละครับ ซึ่งจ่ายเขาไปเรียบร้อย คดีก็จบไปแล้ว ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสำหรับคำถามที่อาจจะเบ็ดเตล็ดปลีกย่อย แต่ขออนุญาตใช้เวลาตอนนี้กราบเรียนไปเสียทีหนึ่งก่อน กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีสุพัฒนพงษ์ครับ🔗

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านพิเชษฐ์ มีอะไรครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ตอบคำถาม ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมมีข้อสงสัย ในคำตอบของท่าน ขออนุญาตท่านประธานถามเพื่อความกระจ่าง ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ที่ท่านบอกว่าเรา เรานี่คือใครครับ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ใช้มาตรา ๔๔ ในช่วงที่เป็นรัฐบาลของคณะรัฐประหาร ท่านบอกว่าเรานี่คือใคร รัฐบาลไทย จะต้องต่อสู้แทนนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ใช่ไหม อันที่ ๒ ถ้าแพ้คดีพวกท่านยังอยู่ไหม ท่านยัง จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีอยู่อีกกี่ปี แล้วประเทศชาติแพ้คดี ใครรับผิดชอบ จะต้องไปตาม เอากับทายาทของท่านไหม นี่คือคำถาม ๒ คำถาม ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านรัฐมนตรี สุพัฒนพงษ์ เชิญครับ🔗

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผ่านไปยังสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ผม สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าบรรยากาศจริงในสภานี้ช่างต่างจากดูในทีวี (TV) มาก ก็ขอเรียน อย่างนี้ครับ สมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งที่ได้กล่าวถึงเรื่องของกระทรวงพลังงาน ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับ โรงไฟฟ้ากระบี่ที่พูดถึง ๘๐๐ เมกะวัตต์ ไม่ใช่ ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ ส่วนจะเป็น ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ตรงไหนเดี๋ยวผมไปตามดูอีกทีหนึ่ง ซึ่งโรงไฟฟ้ากระบี่ ๘๐๐ เมกะวัตต์ มีการประท้วง ชาวบ้านไม่ยอมก็ยุติไป อันนี้ก็เป็นข้อมูล ส่วนเรื่องโรงไฟฟ้า ชุมชนนั้น อันนี้ต้องเรียนว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เกี่ยวข้องกับเกษตรกรชาวไร่ชาวนา กระทรวงพลังงานเรามีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว จำเป็นต้องหารูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมที่เกษตรกรจะได้ ประโยชน์โดยแท้จริง จึงอาจจะต้องระมัดระวัง อาจจะมีความจำเป็นที่ต้องทำเป็นโครงการ นำร่องไปเสียก่อน และหากประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่ากระทรวงพลังงานจะไม่ลังเล ที่จะสนับสนุนเพิ่มกำลังการผลิตในเรื่องนี้อย่างแน่นอน อันนี้ก็เป็นเรื่องของให้ข้อมูลกับ สมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ🔗

ส่วนในอีกบทบาทหนึ่งในหน่วยงานที่ผมกำกับดูแลในส่วนของสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็อยากจะชี้แจงถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่าน ศูนย์บริหารเศรษฐกิจซึ่งท่านสมาชิกพอจะคุ้น ๆ กันอยู่ เป็นศูนย์ที่เพิ่งตั้งใหม่ เป็นคู่แฝด กับศูนย์บริหารโควิด (COVID) ผมเรียนอย่างนี้ครับ ในช่วงที่ผ่านมาต้องเป็นที่ยอมรับกันเลย จากนานาชาติว่าประเทศไทยเราได้รับการจัดลำดับในโกลบอล โควิด-๑๙ อินเดกซ์ (Global COVID-19 Index) ว่าเป็นประเทศที่มีความสามารถในการควบคุมการระบาดโควิด (COVID) ได้ดีที่สุดของโลก โดยความสำเร็จนี้เป็นความสำเร็จของทางภาครัฐ ความสามารถบุคลากร ทางการแพทย์ ความร่วมมือร่วมใจ เสียสละและระเบียบวินัยของคนไทยในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็จำเป็นที่มีเรื่องล็อกดาวน์ (Lockdown) เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ไม่เคย เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มาก่อน ก็ส่งผลละครับ ท่านสังเกตตัวเลขนะครับ ส่งผลให้ ผลประกอบการหรือจีดีพี (GDP) ในไตรมาส ๒ ของเศรษฐกิจไทยหดตัวถึง ๑๒.๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศไทยประเทศเดียว เป็นกันทั่วโลก แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่าง ประเทศสิงคโปร์ ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศมาเลเซีย ก็ได้รับผลลบทางเศรษฐกิจ มากหรือหดตัวไปกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำไป ซึ่งก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าเราจะเติบโตน้อยที่สุด ในอาเซียน (ASEAN) นั่นเป็นตัวเลขที่ยังไม่เห็นถึงการระบาดที่แท้จริงและการระบาดรอบที่ ๒ ของประเทศเพื่อนบ้าน นี่ก็เป็นอีก ๑ ตัวอย่าง ผมคิดว่าเราทำได้ดีและเป็นที่ยอมรับของนานาชาตินะครับ ในช่วงของการต่อสู้โควิด (COVID) ประชาชนจำนวนมากอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไป มีการได้รับ ความเดือดร้อน รัฐบาลต้องออกมาตรการช่วยเหลือลดค่าใช้จ่ายเยียวยาพี่น้องคนไทยกว่า ๓๐ ล้านคน โดยใช้เงินจำนวนมาก แต่เรายอมทำเพื่อให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับ ความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารักษาไว้ก็คือวินัยทางการคลัง มาโดยตลอดนะครับ สำคัญที่สุดเลยคือเรายังรักษาเสถียรภาพทางการคลังได้อย่างดี โดยรวม สถาบันการเงินก็ยังมีความเข้มแข็ง จึงจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีแนวโน้มที่จะถูกลดหรือปรับลงเหมือนประเทศอื่น ๆ หลาย ๆ ประเทศ ดังตารางที่ได้แสดง จาก ๒ เรื่องที่เป็นมุมมองของคนที่เป็นสถาบันหรือคนต่างประเทศมอง มายังประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโกลบอล โควิด-๑๙ อินเดกซ์ (Global COVID-19 Index) หรือสถาบันการจัดอันดับทางการเงินทั้งหลายที่มีอยู่ทั้ง ๓ สถาบัน มันควรจะเป็น เรื่องที่น่าดีใจ ว่าเราผ่านพ้นวิกฤติในช่วงของการระบาดและดูแลได้อย่างดี ผมเชื่อเลยว่า ถ้าหากวันนี้มีการอภิปรายทั่วไปแบบนี้ในประเทศอื่น ผมคิดว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศหนึ่ง ที่เขาจะถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของการบริหารความสำเร็จของการควบคุมการระบาด ในขณะเดียวกันก็คงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงินของประเทศได้อย่างดี นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่า ควรจะเป็นความภาคภูมิใจ ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาลอย่างเดียว เป็นความภาคภูมิใจของ คนไทย แล้วจะเป็นจุดแข็งของประเทศไทยในอนาคตต่อไป เราอยู่ในช่วงล็อกดาวน์ (Lock down) ถ้าท่านจะสังเกต ตัวเลขทันทีที่การระบาดเกิดขึ้นรัฐบาลมีความจำเป็นต้อง ล็อกดาวน์ (Lock down) ตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ย่อมถดถอยเป็นธรรมดา แต่ภายหลัง จากที่เรามีการผ่อนคลาย เมื่อเราควบคุมได้ดีแล้ว ค่อย ๆ ผ่อนคลายเป็นระยะ ๆ รวมกัน ทั้งหมด ๖ ระยะ ถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เห็นนะครับ สีที่มันเข้มหรือแดงว่าไม่ดี ค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ จางลงมาเรื่อย ๆ จริงอยู่ครับ มันอาจจะยังไม่ดีเหมือนเดิม แต่ก็เป็น สิ่งที่ดีขึ้นติดต่อกัน ๓ เดือนมาแล้ว เราก็เชื่อว่าจะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งล่าสุดอีกเช่นกันนะครับ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวานนี้เองเห็นแล้ว เห็นทั้งหมดเลย เห็นแดงแล้วด้วย แล้วก็เห็นการพัฒนาการในช่วง ๓ เดือนที่ผ่านมาแล้ว ยืนยันว่าประเทศไทยยังมีความเสถียรภาพทางการเงินที่ดีนะครับ สำหรับความเป็นห่วงของ หลาย ๆ ท่าน ก็ต้องขอบคุณที่ว่าประเทศไทยจะถังแตกไม่มีเงิน อันนี้ก็จากมุมมองของ คนต่างชาติที่ให้ความมั่นใจและเชื่อถือและยกย่องประเทศไทยในทุก ๆ ด้าน พร้อมกับข้อมูล ที่ผมอยากจะให้ท่านสมาชิก ท่านผู้ทรงเกียรติได้รับทราบ ก็คือข้อมูลเงินคงคลังปลายงวด เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ เรายังมีเงินอยู่ ๒๖๕,๕๖๕ ล้านบาท และจากการบริหารจัดการ กระแสเงินสดของกระทรวงการคลัง รวมทั้งถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจำได้ เรามีการขยาย ระยะเวลาการเสียภาษีเลื่อนไปถึงเดือนสิงหาคม อาจจะล้ำไปถึงเดือนกันยายนได้ ตรงนี้ก็จะมีเงินภาษีก้อนหนึ่งเข้ามา ก้อนใหญ่เข้ามาอยู่ดี เพราะฉะนั้นมั่นใจได้ไม่ถังแตก เงินคงคลังยังมีและจะมีไม่น้อยกว่าเดิมจากตัวเลขที่ผมได้กล่าวมา ๒๖๕,๕๖๕ ล้านบาท เช่นเดียวกันครับ สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงหนี้สาธารณะ เพราะเราจะมี พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาท อาจจะต้องมีการกู้ชดเชยอยู่บ้างในการขาดงบประมาณในปีนี้ วันนี้เราก็ มีหนี้อยู่ประมาณ ๗,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณหรือคิดเป็น ๔๕ เปอร์เซ็นต์ เพดาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ จากตัวเลขที่ประมาณการโดย สปน. มองไปข้างหน้า ๕ ปี ตัวเลขก็ยังอยู่ในประมาณนี้ ตัวเลขยอดเงินกู้ที่เป็นแอปโซลูต นัมเบอร์ (Absolute number) ๗ ล้านกว่าบาทอาจจะมีปรับขึ้นเล็กน้อย แต่ที่ตัวหารที่ทำให้เปอร์เซ็นต์ มันสูงขึ้นก็คือจีดีพี (GDP) มันลดลง อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ ลดกันทั้งโลก ท่านไปดูหนี้สินต่อจีดีพี (GDP) ของทุกประเทศจะต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะตัวหารก็คือระบบเศรษฐกิจหรือ จีดีพี (GDP) ของทุกคนลดลง แล้ววันนี้เราตั้งเกณฑ์อยู่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ บางประเทศเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสิงคโปร์เพื่อนบ้านเราเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าจีดีพี (GDP) และอยากให้เป็นข้อมูลให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้มั่นใจ หลายคนอาจจะกลัวว่าประเทศ เวียดนาม ประเทศฟิลิปปินส์จะแซงประเทศไทย เมื่อสักครู่ประเทศฟิลิปปินส์ก็เจอเรื่องโควิด (COVID) เข้าไปก็หนักหนาสากรรจ์อยู่ ตัวเลขก่อนหน้านั้นที่ท่านเห็น วันนี้ล่าสุดประเทศ ฟิลิปปินส์ก็ยังมีปริมาณของผู้ที่ติดเชื้อไม่หยุดหรือไม่น้อยลงไปกว่าเดิมอีกเลย ยังมีความติด อย่างต่อเนื่องนะครับ ตรงนี้ก็ให้เป็นข้อมูลกับทางพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านด้วย และให้ ความมั่นใจว่าในตัวเลขแอปโซลูต นัมเบอร์ (Absolute number) ของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพี (GDP) ของประเทศไทย เราเป็นอันดับ ๒ ของอาเซียน (ASAIN) จีดีพี (GDP) ต่อหัว เราเป็นอันดับ ๓ รองจากประเทศสิงคโปร์แล้วก็ประเทศมาเลเซีย เครดิตเรตติง (Credit rating) หรืออันดับความน่าเชื่อถือเราก็อันดับ ๓ ยังทิ้งห่างหลายประเทศที่ท่านกลัวกันว่า จะมาแซงประเทศไทย แต่แน่นอนละครับ ภารกิจเหล่านี้ยังไม่ได้จบสิ้น ความสำเร็จยังไม่เกิด จนกว่าปัญหาเรื่องโควิด (COVID) จะจบลง เรายังมีภารกิจที่ต้องฟื้นฟูและเดินหน้า ประเทศไทยต่อไป ยังมีอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบการในบางเซกเตอร์ (Sector) เขายัง เดือดร้อนอยู่ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว บริการ โรงแรม ส่งออก เพราะสภาพเศรษฐกิจทั้งโลก ทรุดตัวลง ตรงนี้ยังมีภารกิจอยู่ซึ่งเป็นภารกิจที่ศูนย์บริหารเศรษฐกิจ หรือ ศบศ. จะมาทำ ท่านนายกรัฐมนตรีตระหนักถึงความเดือดร้อนและห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของพี่น้อง ประชาชน อยากให้ภารกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งนี้ให้เร่งหรือเยียวยาเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ได้รับ ผลกระทบ ช่วยฟื้นฟูลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยการเติบโตอย่างยั่งยืนเมื่อโควิด (COVID) จบสิ้นลง เรื่องจ้างแรงงาน โดยเฉพาะการจ้างแรงงานคนรุ่นใหม่ เพราะเราถือว่า เขาเป็นคนสำคัญ เป็นความหวังของครอบครัว เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต และการทำงานต่าง ๆ ต้องทำด้วยความเหมาะสม โปร่งใส รับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทั้งหมด กระผมจะใช้โอกาสนี้เล่าถึงแนวทางการฟื้นฟูตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้วางไว้ จะแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ เป็นระดับพื้นจังหวัดเลย ที่เรียกว่าเป็นไมโคร (Micro) ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายรัฐมนตรีแต่ละท่านรับผิดชอบ ๓ จังหวัด รองนายกรัฐมนตรีกำกับเติมเข้าไปอีก ผมโดนไป ๑๒ จังหวัด ที่จะร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และคนในพื้นที่ที่จะติดตามเรื่องงบประมาณปี ๒๕๖๔ การสร้างงาน สร้างโอกาส ดูแล ภาคประชาชนที่กลับสู่ท้องถิ่นให้มีงานทำ สนับสนุนเครือข่ายวิสาหกิจ ช่วยเหลือกลุ่ม เปราะบางให้ดูแลอย่างทั่วถึง นี่คือระดับไมโคร (Micro) ซึ่งมอบหมายให้รัฐมนตรีลงไป ในพื้นที่ ไม่ได้เลือกจังหวัด ทุกจังหวัดจะมีผู้ที่ดูแล ในระดับของประเทศที่เรียกว่าแมคโคร (Macro) ท่านนายกรัฐมนตรีถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ท่านเป็นผู้นำรัฐบาลเป็นทีมเศรษฐกิจ หัวหน้าเศรษฐกิจ ท่านจัดทำศูนย์บริการสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือ ศบศ. ในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา โครงสร้างก็จะคล้าย ๆ อย่างที่ผมเรียน เป็นคู่แฝดของ ศบค. ซึ่งก็ต้องถือว่าประสบ ความสำเร็จในการควบคุมโควิด-๑๙ (COVID-19) มาแล้ว ตัวท่านเองจะเป็นประธานของ ศบศ. ด้วยตัวเอง มีคณะกรรมการเป็นตัวแทนจากรัฐมนตรีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวแทนจากภาคเอกชน โดยมีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติเป็นเลขานุการ ศบศ. ในทางปฏิบัติอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าว หลายครั้ง จะเป็นการทำงานร่วมกับ โดยรวมคนเก่ง คนมากประสบการณ์จากภาคเอกชน และรัฐบาล อดีตผู้บริหารจากหลาย ๆ ที่มาร่วมกัน และมีคนรุ่นใหม่มาร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ด้วย เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตาม แล้วก็คิดเรื่องมาตรการต่าง ๆ ให้เศรษฐกิจฟื้นฟูไปได้อย่างดี มีคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการที่อยู่ทางด้านสีส้ม อันนี้ คือมาตรการในการติดตาม โครงการสำคัญ ๆ การลงทุนต้องเกิดต้องเป็นไปตามกำหนดการ ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโครงการต่าง ๆ ที่เรียกว่าเป็นโครงการเรือธง โครงการแฟลกชิป (Flagship) ทั้งหลาย วันนี้เข้าใจว่าได้ระบุไว้แล้ว ๓๖ โครงการที่จะใช้ใน การติดตาม แล้วก็จะมีอนุกรรมการอีก ๓ อนุกรรมการ ที่จะดูแลในเรื่องของมาตรการ ระยะเร่งด่วน มาตรการระยะยาว แล้วก็มาตรการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการรับฟังข้อมูล เศรษฐกิจต่าง ๆ จากทุกสาขาเพื่อประกอบการสนับสนุนด้านข้อมูลหรือการมาช่วยคิด มาตรการทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของ ๒ กลุ่มก่อนหน้านั้น ซึ่งล่าสุด ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แล้วก็ทางผมเอง แล้วก็ทีมงานก็ได้รับฟังจากกลุ่มผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้าปลีก ไม่ว่าจะเป็นพวกที่ทำอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) และกลุ่มโลจิสติกส์ (Logistics) ซึ่งก็ได้ข้อมูลมากมาย ภารกิจฟื้นฟูจะทำงานคู่กันอย่างที่ผมเรียน ศบศ. จะเป็นเชิงรุก ในขณะที่ ศบค. จะเป็นเชิงรับ จะทำงานสอดประสานกัน โดยมีมุ่งหมายที่จะกระตุ้น เศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ทุกท่านก็อุ่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ลดความสำคัญเรื่องของ การดูแลสุขภาพแล้วก็ชีวิตของพี่น้องคนไทยทุก ๆ คน ในช่วง ๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา ศบศ. ได้มีมาตรการเร่งด่วนต่าง ๆ หลายเรื่อง ด้านแรงงานซึ่งเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานก็จะมานำเสนอในรายละเอียด ด้านการท่องเที่ยวนอกจากเรื่องของโครงการ เที่ยวด้วยกันแล้วก็จะมีแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ซึ่งก็คล้ายกับ ข้อเสนอแนะของทางสมาชิกผู้ทรงเกียรติด้วย เรื่องเซฟ แอนด์ ซิล (Safe and Sealed) อยู่ในการพิจารณาอยู่ แต่ก็ต้องดูถึงการยอมรับของชุมชนในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วยนะครับ เรื่องการคลัง การแก้ปัญหา เอสเอ็มอี (SMEs) ภาคประชาชน การกระตุ้นค่าใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ก็จะมาช่วยชี้แจง แต่ผมมีข้อมูลอาจจะเสริม เพราะว่าสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ถามหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของสภาพคล่องหรือเรื่องซอฟต์โลน (Soft Loan) ต่าง ๆ จริงอยู่มีผู้ที่เข้าถึง ซอฟต์โลน (Soft Loan) ได้ไม่มาก อันนี้จริง ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ในวันที่ ๑๒-๑๓ สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลก็มีมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติมให้เข้าไปได้อีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เรียนไปแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยผู้ประกอบการและธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ในช่วงที่ล็อกดาวน์ (Lockdown) หรือช่วงที่มีการควบคุมการระบาดไว้ และได้ประโยชน์มาก ก็คือการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ขอให้สถาบันการเงินทุกฝ่าย ได้ช่วยกันลด เลื่อน ดอกเบี้ยและเงินต้นให้กับผู้ประกอบการที่เดือดร้อน ๑๒ ล้านคน ๑๒ ล้านบัญชี ท่านอาจจะถามต่อว่าแล้วสถาบันการเงินไทยแข็งแรงขนาดไหนจึงอาสาที่จะ ช่วยเหลือผู้ประกอบการเหล่านั้นตามข้อเสนอแนะของธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวเลข ที่หลายท่านอาจจะรู้สึกกังวลว่าเดี๋ยวครั้งนี้จะเหมือนต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ วันนี้สถานะ ความเข้มแข็งของสถาบันการเงินต่างกันเยอะมาก ในสไลด์ (Slide) เราจะเห็นยอดเอ็นพีแอล (NPL) ท่านดูซ้ายมือก็คือ ๑๔๒ แล้วก็บริหารจัดการกันมาเรื่อย ๆ ลดลง ลดลง ลดลง อยู่ในระดับที่เลขตัวเดียว ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน ในขณะที่เงินกองทุนซึ่งถือว่า สำคัญ เงินกองทุนหรือเรียกว่าเงินกองทุนที่เพียงพอในการดำรงสถานะความเข้มแข็งของ ธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ ๑๑ จริง ๆ ต่ำกว่านั้นก็ได้ ๘.๕ ก็ทำได้ แต่ขึงไว้ตึงที่ ๑๑ วันนี้สถาบันการเงินของไทยอยู่ที่ ๑๙ แข็งแรงกว่าเดิมเยอะเมื่อเทียบกับ ปี ๒๕๔๐ เมื่อก่อนนั้นมีประมาณ ๑๑ วันนี้ ๑๙.๒ เท่านั้นยังไม่พอนะครับ ความที่เขา ระมัดระวัง ความที่เขาเป็นห่วงเศรษฐกิจมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วนี้ ตัวเลขการตั้งสำรอง เรียกว่าเอ็นพีแอล คัฟเวอร์เรจ เรโช (NPL Coverage ratio) ถ้าท่านดูนะครับ ปี ๒๕๔๑ ปี ๒๕๔๒ อยู่ประมาณ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ประมาณนั้น วันนี้เขาตั้งกันไว้ ๑๔๔ ก็อยู่ในระดับ ถ้าพูดเป็นเงิน ๗๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าพูดถึงทุนที่เรียกว่าทุนของธนาคาร วันนี้ ๒,๘๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบกับปี ๒๕๔๐ แล้วต่างกันมาก เพราะฉะนั้นแล้วโครงการ ดีอาร์ บิซ (DR BIZ) ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้นำเสนอ เป็นการนำเสนอที่ให้สถาบัน การเงินได้ช่วยกันดูแลสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่เดือดร้อนอยู่ อันนี้ก็ให้ ความมั่นใจกับทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ รวมทั้งภาคประชาชนให้เกิดความ มั่นใจด้วยนะครับ แต่ทั้งนี้พวกเราเองก็ต้องช่วยกันรักษาไว้ซึ่งการดูแลช่วยเหลือ ประคับประคองรักษาระเบียบวินัยของการอย่าให้มีการระบาด ครั้งที่ ๒ สำหรับมาตรการระยะกลาง ระยะยาวที่ทำคู่ขนานกันไปกับมาตรการเร่งด่วนนั้นจะอาศัย การขับเคลื่อนด้านโครงการพื้นฐานที่ประเทศไทยเรามี ทั้งตัวเมืองหลวงเองและพื้นที่อีอีซี (EEC) ที่มีความคืบหน้าไปอย่างมาก ประเทศอื่นไม่มีนะครับ เราได้สะสมตรงนี้ลงทุนในส่วนนี้ ไว้เยอะทีเดียว ควบคู่กับความสำเร็จของการควบคุมโควิด-๑๙ (COVID-19) ดึงดูดนักลงทุน ต่างประเทศให้หันมาลงทุนในประเทศไทย เป็นที่ตั้ง ที่ทำการ ที่อยู่อาศัย ท่องเที่ยว ฐานการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ประเทศไทยมีศักยภาพ ซึ่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ให้ ข้อเสนอแนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแปรรูปอาหารเกษตร ศูนย์การแพทย์ แม้กระทั่งผลิต รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งก็ตรงกัน ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากทางภาคเอกชนที่ได้ มีการมาพบกับท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความมั่นใจมีข้อเสนอว่าประเทศไทย ในมุมมองของนักลงทุนต่างประเทศเขามั่นใจ เขาไม่ได้ห่วง เขาพร้อมจะมา พร้อมจะมา ลงทุน พร้อมที่จะมาอยู่ที่นี่ พร้อมที่จะมาลงทุนที่จะมีฐานการผลิตอยู่ที่เมืองไทย ซึ่งเช่นเดียวกันสำนักงานของอีอีซี (EEC) ก็ได้แจ้งยืนยันมาเช่นเดียวกันว่าหลาย ๆ นักลงทุน หลาย ๆ ผู้ประกอบการระดับโลกเล็งเห็นประเทศไทยเป็นฐานการผลิตใหม่ หรือฐาน การผลิตเสริมจากที่เคยอาศัยบางประเทศ ประเทศเดียวที่เป็นฐานการผลิตและมีความสุ่มเสี่ยง สำหรับในเรื่องของโควิด (COVID) ผมเองส่วนตัวก็เชื่อว่ามีวันสิ้นสุด เพราะเชื่อว่าการแก้ไข ระบาดโควิด (COVID) เป็นมาตรการเร่งด่วนสูงสุดของทุกประเทศทั่วโลก มีข้อมูลทาง การแพทย์มากขึ้น มีการพัฒนายารักษาและวัคซีนคืบหน้าไปมากมีโอกาสสำเร็จสูง แต่ก็ยัง ไม่แน่นอนเราจึงต้องรอ วันนี้วัคซีนตัวที่หวังได้ก็ต้องชะงักไปเสียแล้ว ยังเหลืออีก ๒ ตัว ยังต้องรอ เพราะฉะนั้นแล้วระหว่างที่เรารอ รัฐบาลก็พร้อมที่จะร่วมกับทุกภาคส่วนรักษา ความร่วมมือ ร่วมใจ เสียสละ และรักษาระเบียบวินัยควบคุมการระบาดโควิด (COVID) ให้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันทุกภาคส่วนที่ยังแข็งแรงอยู่ มีบางส่วนแข็งแรง เราต้องช่วย ช่วยคนที่ยังเปราะบาง ยังอ่อนแอ ช่วยกันสนับสนุนมาตรการของรัฐเร่งด่วนที่จะออกมา ซึ่งรายละเอียดเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีต่าง ๆ ก็คงจะมาชี้แจง ต้องเอื้อเฟื้อเกื้อกูนกัน ประคับประคองเพื่อให้วิกฤตินี้เราพ้นไปด้วยกัน เมื่อการระบาดของโควิด (COVID) จบลง ประเทศไทยเราก็จะมีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้าและเข้มแข็งมากกว่าเดิม อันนี้ก็คือหลักยึดที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึง รวมไทยสร้างชาติ ขอบคุณมากครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านณัฐชาเชิญครับ🔗

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล จากชาวบางขุนเทียน วันนี้ขอโอกาสอภิปรายทั่วไป เพื่อสะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชนโดยอาศัยอำนาจมาตรา ๑๕๒ เพื่อเสนอปัญหา ต่อคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีโดยไม่มีการลงมติ ครั้งนี้สภาไม่มีการลงมติ แต่ขอเพื่อน พี่น้องประชาชนโปรดติดตามอ่านเฟซบุ๊ก แฟนเพจ (Facebook Fanpage) ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และลงมติในนั้นได้ว่าท่านจะทนต่อไปหรือจะทำอย่างไรต่อ วันนี้เมื่อสักครู่ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้รับฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ได้โชว์วิสัยทัศน์ ก็อยากจะบอกให้ท่านทราบนะครับว่าวันนี้ที่ท่านเข้ารับตำแหน่งสถานการณ์วิกฤติถึงขีดสุด ก้าวข้ามผ่านวิกฤติที่เรียกว่าข้าวยากหมากแพง วันนี้พี่น้องประชาชนต่างพูดกันว่ายุคของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นเป็นยุคสิ้นเนื้อประดาตัว เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เวรกรรม ไม่ต้องโทษชะตาฟ้าลิขิต ครั้งนี้คือการบริหารราชการแผ่นดินของคนอวดดี หลงตัวเอง ว่าทำคุณงามความดีเรื่องโน้นเรื่องนี้เด่นชัด ไปเดินเฉี่ยวกระทรวงการคลังให้พี่น้องประชาชน ตกใจทั้งประเทศ ถ้าอวดอุตริอีกว่าจะนั่งกระทรวงการคลังผมคิดว่างานจะเข้าวัด เพราะว่า เกิดงานศพกันแบบว่าพระไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อนแน่นอน นี่โชคดีนะครับว่ายังไม่มีความแน่ชัด ว่าใครจะมานั่งกระทรวงการคลัง แต่เมื่อสักครู่ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรี โอเค (OK) ยังพอไปได้ ก็ขอให้กำลังใจ เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่พูดเรื่องราวต่าง ๆ ให้พี่น้องประชาชนได้รับฟัง พูดนโยบายมาแต่ละอย่างอ้าปากก็เห็นหน้าเจ้าสัวเลยครับ ด้านใน เพราะฉะนั้นพูดมาแต่ละอย่างพี่น้องประชาชนหันไปมองน้ำตาตกใน วันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง พ่อค้าแม่ขายทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหว เมื่อสักครู่ท่านอธิบายบอก ได้อันดับ ๑ เท่าโน้น ได้ท็อปไฟว์ (Top 5) เท่านี้ ท็อป (Top) เท่าโน้น ต่างประเทศมองมา ดูดีหมดทุกอย่างเลยครับ แต่แปลกใจนิดเดียวในประเทศทำไมคนตายรายวัน คนอดรายวัน วันนี้พี่น้องพ่อค้าแม่ค้าสู้ต้นทุนไม่ไหว ไม่ว่าจะขายในสถานที่ราชการหรือขายในสถานที่ เอกชนแบกรับต้นทุนไม่ไหวครับ เพราะค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สูงขึ้น การจับจ่ายใช้สอยก็ลดลง เลิกขายกันไปหมด พอเลิกขายเกิดอะไรขึ้นครับ หันหน้าไปทางไหน เดินไปทางไหนก็เจอแต่ หิวเมื่อไรก็แวะมา แวะไปเมื่อไรก็เสียสตางค์เท่านั้นละครับ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่มีช่องทางเลือก ให้พี่น้องประชาชนที่หาบเร่แผงลอย หันไปมองดูพนักงานประจำ เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท โอที (OT) ๑๖,๐๐๐ บาท เบี้ยเลี้ยง ๓,๐๐๐ บาท เบ็ดเสร็จได้ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ บาท วันนี้ทุกธุรกิจรัดเข็มขัดไปหมดครับ โอที (OT) ไม่ได้ เบี้ยเลี้ยง เบี้ยขยันต่าง ๆ ไม่ต้องพูดถึง สุดท้ายได้เงินเดือนสุทธิอยู่ ๑๕,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จอยู่ ๒๐,๐๐๐ บาท สังคม ความเป็นไทยมันบีบคั้น เราต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาครับ สิ้นเดือนมา รถ บ้าน บัตร ๓ อย่างนี่ละครับเป็นหนี้ที่เจ็บช้ำมาอย่างยาวนาน วันนี้เงินเดือนไม่พอขายสมบัติ ขายสมบัติหมด ก็หยิบยืม กู้หนี้ยืมสินมาอีก เพราะฉะนั้นท่านต้องพิจารณานะครับ ต่างประเทศว่าอย่างไรไม่รู้ แต่วันนี้ในประเทศไทยท่านบริหารราชการแผ่นดินอย่างไรไม่รู้หนี้นอกระบบเฟื่องฟู การพนันรุ่งเรือง ไม่ว่าจะเป็นหวยออนไลน์ (Online) จับยี่กีทุก ๓๐ นาที นี่หลัง ๆ บอร์ด การพนันใต้ดินเขาจะพิจารณาเป็นทุก ๕ นาทีเลย เพราะว่าพี่น้องประชาชนหมดความศรัทธา หันไปดูสื่อทางโทรทัศน์ ผลงานทางรัฐบาลไม่รู้จะออกอะไรครับ ช่วงนี้ก็หาจอมขมังเวทย์ กับเลขเด็ดอย่างเดียวที่รายงานข่าวกับพี่น้องประชาชน วันนี้ผมอยากจะบอกว่าเวลานี้ ที่ผมกำลังอภิปรายอยู่ ณ เวลาขณะนี้มีคนกำลังอดจริง ๆ มีคนกำลังหิวจริง ๆ มีคน ไม่ได้ไปโรงเรียนวันนี้เพราะไม่มีเงินค่าโรงเรียน มีคนกำลังเดินหาหยิบยืมพี่ป้าน้าอา และหวังว่า วันนี้จะได้รับสายโทรศัพท์ว่าจะโอนเงินมาให้ เพื่อวันพรุ่งนี้ลูกของเขา หลานของเขา จะได้ไปโรงเรียน นี่คือความเป็นจริงครับ วันนี้เราไม่ต้องไปพูดถึงครับว่าจีดีพี (GDP) เท่าโน้น จีดีพี (GDP) เท่านี้ จะติดลบอย่างไรไม่รู้ พี่น้องประชาชนวันนี้มองข้ามหมดแล้วครับ ไม่ต้องไปพูดถึงเลยจีดีพี (GDP) การลงทุนสิ้นหวัง นำเข้าส่งออกอย่าไปพูด การจับจ่ายภาครัฐตอนนี้กลายเป็นจับจ่ายภาคเจ้าสัว ส่วนเรื่อง การบริโภคครัวเรือนก็หิวเมื่อไรค่อยแวะมา มันจะไปจับจ่ายอย่างไรละครับก็เหลือแต่พื้นที่ ตรงนี้ เหลือแต่พื้นที่ตึ๊งตึง ตึ๊งตึง หิวเมื่อไรค่อยแวะมา แวะไปแวะมาหมดเนื้อหมดตัวครับ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรครับ วันนี้จีดีพี (GDP) ไม่ต้องพูดถึง เรามาพูดถึงเลย วันนี้รัฐบาล ปรับเลย ไม่ต้องพูดถึงแล้วจีดีพี (GDP) เท่าไร พูดถึงอัตราข้าวสารเฉลี่ยต่อครัวเรือน ค่าเฉลี่ย วันนี้ครัวเรือนข้าวสารน่าจะมีประมาณ ๑,๒๐๐ เม็ด ๑,๓๐๐ เม็ด น่าจะกินกันอยู่ได้อีก ไม่กี่วัน พี่น้องประชาชนเดินมาบอกผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล วันนี้พูด เป็นเสียงเดียวกัน ท่านผู้แทนวันนี้หุงข้าวสวยกินไม่ได้แล้ว ต้องหุงข้าวต้มใส่น้ำเยอะ ๆ กินได้หลายคน ท่านผู้บริหารทุกท่าน รัฐมนตรีทุกท่าน รองนายกรัฐมนตรีทุกท่านที่ฟังอยู่ ขณะนี้ท่านคิดอย่างไร มีคนเดือดร้อนจริง ๆ ครับ มีคนเดินมาบอกบอกว่าเมื่อก่อนนี้ลำบาก แต่ก็ยังพออยู่ได้ เวลาจะกินน้ำไปกดหยอดเหรียญ ๑ บาท แต่ทุกวันนี้จะไปหยอดเหรียญ ๑ บาทก็ยังคิดแล้วคิดอีก ต้องหอบขวดน้ำเปล่าไปกดที่ริมฟุตพาท (Footpath) ในโครงการ ของ กทม. ที่เขามีน้ำให้ สงสัยว่าคนจะคิดอย่างเดียวกันมากจนเกินไป วันนี้พังหมดแล้วครับ ริมฟุตพาท (Footpath) ท่านไปกดเลย เจอจุดไหนท่านโพสต์ (Post) ผ่านเฟซบุ๊ก (Facebook) ไทยคู่ฟ้าได้เลย ท่านไม่ต้องเอาจีดีพี (GDP) มาพูดแล้ว ท่านประกาศเลย ไทยคู่ฟ้าริมฟุตพาท (Footpath) จุดไหนน้ำยังใช้ได้พี่น้องประชาชนไปครับ เพราะวันนี้ เดือดร้อนจริง ๆ ไม่มีเงินยอดเหรียญ ชาวบ้านเดือดร้อนถึงขนาดนี้ท่านหันหน้าไปมองดู ทางฝั่งรัฐบาลทำอะไรครับ นี่พี่น้องประชาชนฝากมานะครับว่าสิ่งที่เขาเห็นมองผ่านไป วัน ๆ มีแต่ปกป้องอำนาจตัวเอง หาหนทางลงสวย ๆ และอีกอันหนึ่งก็คือแบ่งอำนาจให้ เพื่อนฝูง หวังว่าวันหนึ่งลงเพื่อนยังคงอยู่ใหญ่อยู่ นี่คือสิ่งที่พี่น้องประชาชนเห็นครับ แล้วอย่ามาพูดว่าทำเยอะแยะแล้ว ทำโน่นทำนี่ ทำอย่างไรประชาชนไม่เห็นเลย ทำอย่างไร ประชาชนยังอดเพิ่มขึ้น ทำอย่างไรประชาชนยังตายเพิ่มขึ้น อย่างนี้มันต้องคิดแล้วนะครับ มันต้องเปลี่ยนรูปแบบใหม่ วันนี้เปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เอายกไว้ในฐานที่เข้าใจ ท่านอย่าไปคุยกับเขาเลย เราอย่าไปยุ่งกับเขา เอารองนายกรัฐมนตรีที่มาใหม่ที่มาดูเศรษฐกิจ ท่านดูพลังงานด้วย ท่านดูปากท้องด้วยอีกอันหนึ่ง กระทรวงการคลังเว้นไว้ก่อนนะครับ อย่าให้ท่านไปเฉี่ยวเลย วัดจะยุ่ง ตอนนี้ไทม์ไลน์ (Timeline) ของหายนะกำลังซัดเข้ามา อีกแล้ว เพราะอะไรที่ผมพูดอย่างนี้ ไทม์ไลน์ (Timeline) ของหายนะ เพราะว่าเดือนตุลาคม ที่กำลังจะมาถึงไฟแนนซ์ (Finance) ที่พักชำระหนี้รถมอเตอร์ไซค์กำลังจะเรียกเก็บนะครับ กำลังจะเรียกเก็บแล้ว ที่ได้พักหายใจหายคอด้วยการเสียดอกเบี้ยนี่ก็กำลังจะเรียกเก็บ วันนี้ พี่น้องหาเช้ากินค่ำ กี่เช้าแล้วที่เขาได้หาเงินมาแล้วก็ไม่มีจะกิน พนักงานรายวันวันสุดท้าย ที่เขาได้ทำงานท่านเคยถามเขาไหมครับว่าใช้เงินเลี้ยงดูมากี่วันแล้วยังพออยู่หรือเปล่า แม่ค้าหาบเร่ แผงลอยไม่มีอีกต่อไปแล้วนะ ปัจจุบันนี้มีแต่แม่ค้าต้นนิ่ง ดอกลอย ถ้าเกิด จะอธิบายให้ชัดวันนี้ บ้านประเทศไทยกำลังอยู่ในวิกฤติ กำลังไฟไหม้อยู่ มีคน ๓๐ ล้านคน หนีออกมาได้ด้วยภูมิคุ้มกันของตัวเองพอมีพอกิน เหลือคนอีก ๓๐ ล้านคนติดอยู่ในบ้าน ประเทศไทย วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเลือกกุญแจให้ถูกดอก ให้ถูกห้องว่าจะไข แม่ค้าออกมา จะไขเอสเอ็มอี (SMEs) ออกมา จะไขข้าราชการออกมา ไขเกษตรกรออกมา ท่านยังยืนงงอยู่หน้าบ้าน แล้วก็เลือกกุญแจไม่ถูก หมายความว่าอย่างไรครับ ๕-๖ ปีที่ผ่านมา ไม่มีระบบจัดการอะไรเลย กุญแจไม่ได้เขียนไว้เลยว่าห้องไหน ๆ มองดูเขาตายรายวัน สิ่งที่มันกำลังจะเกิดขึ้นคือไฟไหม้บ้านประเทศไทยกำลังลามไปห้องครัวแล้วมันมีแก๊สอยู่ หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าถ้าไหม้ห้องครัวเมื่อไร ถังแก๊สระเบิดเมื่อไรตายยกครัว คน ๓๐ ล้านคน หมายความว่าครึ่งประเทศครับ วันนี้สิ่งที่ท่านต้องทำไม่ใช่ดับเพลิง เอาคน ๓๐ ล้านคนออกมาให้มากที่สุด วันนี้จะพัง จะถล่มอย่างไร เดี๋ยวเราค่อยสร้างกัน เพราะมันเกิดวิกฤติทางการเมือง คิดใหม่ครับ พับกระดานไปเลย คนรอบข้าง เจ้าสัวที่นั่งกัน อยู่รอบข้าง ยังมีหน้ามาพูดในสภาแห่งนี้ว่าเขาไม่ได้เชิญชวน เขาไม่ได้อะไร พูดอย่างไร นั่งอยู่รอบข้างไม่ได้ชวน ไม่ได้ชี้แนะ ไม่ได้แนะนำอะไรเลย แต่รวยเอา ๆ ฉะนั้นก็ต้องแบ่งกัน ไม่รู้ใครกันแน่ที่ไม่เข้าใจใคร ท่านนายกรัฐมนตรีต้องปรับทัศนคติตัวเองนะครับ วันนี้ พี่น้องประชาชนครึ่งประเทศรอท่านเลือกกุญแจอยู่ อย่ายืนงงอยู่หน้าบ้านไฟไหม้ รีบช่วยเขา เถอะครับพี่น้องประชาชนกำลังอดตาย เวลาผมหมดแล้ว ขอขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครูมานิตย์ครับ เชิญครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ผู้แทนสุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม จริง ๆ ก็ไม่อยากลุกขึ้นมาอภิปรายหรอกครับเพราะมันดึก แต่ว่าบังเอิญมาเห็นซูเปอร์แมน (Superman) คนที่ ๒ มา วันนี้เลยทำให้รู้สึกว่าประเทศไทย มีแสงสว่างเพิ่มขึ้น ผมฟังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมเกือบลืมอภิปรายพี่ชายผมไปเลย ซูเปอร์แมน (Superman) อัจฉริยะ นี่แหละจะมาแทนนายกรัฐมนตรี เพราะท่านคุยทุกกระทรวง ทบวง กรม แก้ปัญหาดีโน่น ดีนี่ ดีนั่น ประเทศนั้นจะมาลงทุน เอาแต่เอ็มจี (MG) กลับมาก่อน เอาพานาโซนิก (Panasonic) กลับมาก่อน เอานิสสัน (Nissan) ที่จะไปประเทศเวียดนาม กลับมาก่อน แล้วไปดูคนสุรินทร์ด้วยอย่าให้อดอยาก อย่าให้หิว ผมฟังเคลิ้มเลยเมื่อสักครู่นี้ แล้วก็อย่าตามหลังปรีดี ปรีดา อยู่ให้ครบ ไปพร้อมกับนายกรัฐมนตรี เพราะไม่น่าจะเกิน ๓ เดือนแล้วท่านก็จะไป ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้วการอภิปรายครั้งนี้ผมเห็นใจท่านนายกรัฐมนตรี เพราะผมรู้ว่าทุกคนขึ้นมา แม้แต่พรรครัฐบาลเองจิ้มตรงไหนโดนตรงนั้น ผมจะอภิปราย พยายามเลี่ยงไปหารือกับท่านประธานวิป (Whip) สุทิน ท่านสุทินว่ามานิตย์ถ้าไม่อยาก อภิปรายอะไรก็เอาเรื่องอริยสัจ ๔ ทางออกของศาสนาพุทธที่เจ้าชายสิทธัตถะเดินแสวงหา จนหาเหตุหาผล หาแห่งการแก้ปัญหาจนได้ เขาบอกว่าวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีเลยไปแล้ว พูดเรื่องธรรมะ แม้แต่ดอกเตอร์นิยมพูดเมื่อสักครู่ท่านวิษณุก็ต้องมาตอบแทน เพราะวันนี้ ท่านติดคุกอำนาจ ท่านติดคุกของความเป็นเผด็จการ ผมนี่อุตส่าห์ให้กำลังใจท่าน นั่งดูท่าน บริหารประเทศมาหลายปี แต่คำตอบที่ได้แต่ละวันมันเจ็บใจ ข้อที่ ๑ ถ้าท่านทำอะไรไม่ได้ ท่านก็จะไปโทษรัฐบาลเก่า ข้อที่ ๒ ท่านก็จะทวงความดีความชอบที่เข้ามาเพราะอะไร จำได้ไหม เขาจำได้ครับ เขาจำแม้กระทั่งว่าเพลงที่ท่านร้องได้อย่างดีเยี่ยมเลย เขาไม่คิด ว่าท่านจะมาอยู่นานขนาดนี้ เขาไม่คิดที่ท่านจะเอาประเทศไทยไปทำลายด้วยน้ำมือของ ท่านเอง ท่านหลงอำนาจ ท่านหลงทุกเรื่องทุกราว วันนี้พิสูจน์กันง่าย ๆ ถ้าท่านอยู่ได้ ท่านทำทุกอย่าง ๔ กุมารเป็นนั่งร้านให้ท่าน มีขงเบ้ง ๑ คน ท่านเอาเขาออกเฉย ๆ หรือว่า ท่านให้ซูเปอร์แมน (Superman) ภาค ๒ มา เพราะอะไรจะเกิด อะไรจะไป ใครจะตายเท่าไร ใครจะฆ่าตัวตายแต่ละวัน ทำไป ท่านติดคุกอำนาจ วันนี้ท่านประธานครับผมมาไม่ทัน มันสาย ผมจะไปทำใบรับรองเงินเดือนจะไปประกันนายกรัฐมนตรีออกจากคุกอำนาจ เพราะท่านตั้งใจให้เขาติดคุกตลอดชีวิต ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมคงมีเวลาน้อย เนื่องจากว่าท่านวิรัชบอกว่าเวลาเหลือเมื่อสักครู่เขามาบอก ผมเตรียมการมาอย่างดีแต่ก็ต้อง รีบคุย นี่ผมลุกขึ้นมาช่วยท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมไม่ได้มาทำลายนายกรัฐมนตรี ก่อนที่ นายกรัฐมนตรีจะเสียทุกอย่าง ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะติดตราไว้กับประเทศไทยในอีก ฉบับหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีคิดไม่ถึง นายกรัฐมนตรีรีบทำสิ่งที่มันดีและมีประโยชน์กับ ประเทศชาติ นั่นก็คือเตรียมวางแผนการลาออกหลังจากการยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเถอะครับ ผมดูแล้วท่านอยู่ไม่ได้หรอกครับ วันนี้คนไทยป่วยทั้งประเทศ ถามว่าทำไมที่ป่วย เพราะผู้บริหารป่วย ป่วยทางด้านจิตใจ ป่วยทางด้านความรู้ความสามารถ ป่วยไม่สามารถ ที่จะบริหาร และที่สำคัญที่สุดวันนี้ความศรัทธาของท่านหมด ท่านเข้ามาปีแรกท่านพูด อย่างไรถูกหมด ท่านเดินสง่าเหมือนอาชาของพระอิศวร แต่วันนี้ท่านลองไปดูทีวี (TV) เถอะครับ ว่าง ๆ นั่งสมาธิแล้วปัญญามันจะเกิด แล้วท่านจะรู้ว่ามันไม่ไหวแล้ว มันไม่ไหวจริง ๆ ผมก็เลยต้องลุกขึ้นมาบอกท่าน เพราะผมไม่มีโอกาสที่จะไปทำเนียบ เพราะคนรอบข้างท่าน อวย ๆ กัน อย่างซูเปอร์แมน ๒ (Superman 2) เมื่อสักครู่นี้ใช้ได้ มาถึงไม่กี่วันเอง อวยเสียจนกระทั่งว่านี่เพื่อนพ้องน้องพี่ผมทางนี้เริ่มจะตกงานกันหมด ท่านเริ่มเปิดศักราช ผมก็เลยนั่งคุยกับพรรคพวกว่าไม่ธรรมดา นี่อย่างไรคนที่ทำให้นายกรัฐมนตรีเสียหาย ไอ้ ๔ กุมารที่แล้วอวยไม่เป็น เขาบอกให้ไปตั้งพรรคก็ตั้ง เขาบอกให้ทำอะไรก็ทำ ถึงวันปลด ปลดอย่างไม่มีราคาเลย แต่ท่านอาจจะอยู่ได้นาน วันนี้นายกรัฐมนตรีก็ชื่นใจขึ้นมาหน่อย ท่านรัฐมนตรีอื่น ๆ ถ้าจะเลียนแบบวิชาบ้างก็เอาเลยครับ ท่านประธานครับ กลับมาเรื่องนี้ ผมถามเรื่องเงินฟื้นฟู ที่คุยเมื่อสักครู่นี้ผมเป็นกรรมาธิการวิสามัญเรื่องเงินกู้ ๑.๙ ล้านล้าน เดินไปถึงไหน ไม่มาถึงไหนเลย โคก หนอง นา ไปทำได้อย่างไรน้ำไม่มี แล้วสะเออะ โยนโคก หนอง นา ไปให้กระทรวงมหาดไทยทำ มันต้องเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วคนรับผิดชอบก็คือสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แทนที่มาให้รัฐมนตรีที่มาจากชาวบ้าน ที่มาจากการเลือกตั้งเขาเข้าใจปัญหาจะได้เอาไปทำ นี่ไปให้สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ วันนี้พิจารณาไปได้ไม่กี่อันเลย ผมทวงถามในที่ประชุมว่าไปทำได้อย่างไรในเมื่อน้ำไม่มี จังหวัดสุรินทร์ไม่มีน้ำ จังหวัดศรีสะเกษ ไม่มีน้ำ จังหวัดร้อยเอ็ดไม่มีน้ำ แล้วจะมาบอกว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) อีก ซอฟต์โลน (Soft Loan) ยังปล่อยไม่ถึงไหนเลย คนมาล้อมสภาทุกวัน ท่านซูเปอร์แมน ๒ (Superman 2) โธ่หน็อยแน่ มาถึงโน่น นี่ นั่นผมฟังแล้วโอ้โฮ ท่านประธานที่เคารพ ก็อยากจะฝาก นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีครับเวลามีใครมาอวยท่าน เพราะท่านวิกฤติศรัทธาก็เนื่องจาก คนอวยท่านมากอย่างไรครับ ท่านถอดฟืนการอวย ท่านถอดฟืนคนที่มาได้ครับพี่ ดีครับนาย สบายครับท่าน ผมจัดการให้เรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้ไม่มีปัญหาแต่คนฆ่าตัวตายทุกวัน ฆ่าตัวตายเพราะความอดอยาก ความเหลื่อมล้ำมันมี ชอบพูดมั่งคั่ง ยั่งยืน มั่นคง มั่นคงนะครับ พวกเจ้าสัวทั้งหลาย แล้วท่านปฏิเสธผมไม่ได้ เพราะความผูกพันระหว่างท่านกับเขามี วันเกิด โควิด (COVID) ท่านเขียนจดหมายไปถึงเขา ทำไมไม่เขียนจดหมายถึงตาสี ตาสา ยายมี ยายมา ที่อยู่ที่บ้านบ้างล่ะครับ อันนี้เขียนถึงเจ้าสัว นั่นแน่นอนที่สุด ผมไม่ได้ว่านะครับ ไม่ได้กล่าว โจมตีว่านโยบายของท่านเพื่อตอบสนองเขา บังเอิญนโยบายของท่านออกตรงกับสินค้าที่เขา มีพอดี ธุรกิจเขามีพอดี ทำให้เขารวยมั่งคั่ง มั่งคั่ง มั่งคั่งขึ้น นี่จะออกอีก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปซื้อร้านสะดวก พอชาวบ้านว่าร้านสะดวกเป็นอะไรไม่รู้ ท่านก็ถอนตัวว่าวันนี้ยัง เงินยังไม่มี เขารู้เท่าทัน แต่ทั้งหลาย ทั้งหมด ทั้งมวลถ้าเป็นเงินที่ท่านหามาได้จากการบริหารจัดการ ท่านทำไปเถอะ แต่นี่เป็นเงินกู้ กู้ กู้ แล้วก็กู้ ผมยกตัวอย่างท่านประธาน บังเอิญผมรูปหล่อ ในเรือดำน้ำ ผมไปจังหวัดสุรินทร์กลับบ้าน ชาวบ้านก็ชื่นชมว่าผมเป็นวีรบุรุษตัดเรือดำน้ำ ผมบอกไม่ใช่ บังเอิญผมนั่งเป็นอนุกรรมาธิการอยู่พอดี เพราะผมไม่ได้โกรธกับทหารเลย กับ พลเอก ประยุทธ์ ถ้าไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็ไม่ตำหนิครับ บังเอิญมาเป็นผู้บริหาร แล้วอยู่นานยังไม่รู้ตัวเองอีก วันนี้ก็หาว่าเป็นคนไปยุเด็ก ผมไม่เคย แล้วก็ทราบข่าวต่าง ๆ มา นี่ไม่เคย แต่เขาเบื่อ ไปศึกษาประวัติศาสตร์ต่าง ๆ สิครับว่าคนไทยเบื่ออะไรบ้าง แล้ววันนี้ มันอดอยาก ผมยกตัวอย่าง กลับมาเรือดำน้ำ เขาบอกว่าทำไมไม่เอาสินค้าทางการเกษตร ไปแลกเรือมา เอาข้าวไปแลก เอาอ้อยไปแลก เอาสินค้า อันนี้จะซื้อ ซื้อ ซื้อลูกเดียว มันแปลได้ ว่าทำไมต้องซื้อ ทำไมไม่ใช่กลยุทธ์จากการบริหารบ้างล่ะครับ เยอะแยะสิ่งที่เขาดี ๆ ผมเคยบอกในสภาแห่งนี้ว่าเอาไปทำเสียเพื่อเห็นแก่บ้านแก่เมือง นี่มุทะลุใหญ่ ก็คิดว่าตัวเอง คือซูเปอร์แมน (Superman) อัจฉริยะใครขวางอะไรไม่ได้ ใครขวางก็เป็นอันว่าจะเตะ ใครขวางก็เป็นอันว่าจะด่า วันนี้ผมดีใจอยู่อย่าง ผมสังเกตจากพฤติกรรมบั้นปลายของ อายุนายกรัฐมนตรีเห็นได้ชัด เพราะผมก็อยู่สภาผู้แทนราษฎรมานาน ท่านเริ่มมีอาการพูดจา ฟังเสนาะหู ไม่ได้ไปโทษรัฐบาลเก่า ไม่ได้มีอารมณ์ นี่มันบ่งบอกเหมือนฝนจะตกหมด มดก็วิ่งขึ้น แต่บังเอิญซูเปอร์แมน ๒ (Superman 2) มา ก็จะได้เปลี่ยนทันควัน พวกผม ก็จะได้อยู่ต่อ แหมยอดเยี่ยมจริง ๆ มาถึงฟาดตั้งครึ่งชั่วโมง ไปคุยถึงโควิด (COVID) ของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อะไรพันไปหมด เราก็สบายแล้ว ผมบอกพรรคพวกสบายใจได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเวลาน้อยจริง ๆ ที่จริงผมเตรียม เอกสารไว้เยอะ ผมอยากเห็นท่านนายกรัฐมนตรีวันนี้ท่านถอยกับการลุอำนาจเถอะครับ ท่านปฏิวัติมา อย่าไปพูดเลยว่าท่านไปร้องเพลงให้คำมั่นสัญญาว่าจะอยู่สบาย ท่านบอกว่าเบื้องต้น ปฏิวัติมาจะอยู่ปีหนึ่ง ท่านฟาดมา ๕-๖ ปี ท่านบอกว่าจะเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ทำลายมา ไม่เป็นอะไรทำลายพวกผม แต่วันนี้ไปทำลายประชาธิปไตยระดับท้องถิ่น อบต. อบจ. เทศบาล กรุงเทพฯ พัทยา เขารอเลือก เขาถาม เมื่อไรจะเลือก เมื่อไรจะเลือก เมื่อไรจะเลือก ทำลายทั้งระบบ วันนี้ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้มาอยู่กันด้วย ก็ต้องอยู่ครับ แต่เราควบคุมโดยรัฐธรรมนูญหมดแล้ว ส.ว. ๒๕๐ คน ผมก็ไม่โทษเขานะครับที่เขาเลือกนายกรัฐมนตรี ก็เพราะนายกรัฐมนตรี เลือกเขามา ถ้าเขาไม่เลือกนายกรัฐมนตรีเขาเป็นอะไรล่ะ เขาก็ต้องเลือก แล้วก็ควบคุมหมด เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ พรรครัฐบาลมี ๑๙ พรรค การแต่งตั้ง รัฐบาลมีพืชเศรษฐกิจมาคุยกันด้วยว่าด้วยเรื่องกล้วย อันนี้ก็ต้องคุยกันวันแก้รัฐธรรมนูญ กล้วยมันมีผลอย่างไรกับการจัดตั้งรัฐบาล มันมีผลอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมาคุยกัน ท่านประธาน ผมก็เลยบอกว่าวันนี้ครับ จริง ๆ ผมบอกแล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านไป ทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่างเถอะครับ ผมกับท่านอายุไม่ห่างกัน ถ้าน้องน้ำนี่บอกว่าให้ลาออก เขียนใบลามาแล้วนายกรัฐมนตรีไม่อยู่ไม่กล้าไปถือ ผมถือให้ แต่ผมกับท่าน เราอายุไม่ห่างกัน เราอยู่ไม่กี่ผืนผ้าหรอกครับกับบนผืนแผ่นดินนี้ เรามอบสิ่งดี ๆ สิครับให้กับผืนแผ่นดินนี้ ท่านอย่าดื้อเถอะครับ ท่านอย่าคิดว่าท่านคือซูเปอร์แมน (Superman) ท่านอย่าคิดว่าท่านคือ ฮีโร (Hero) ท่านอย่าคิดว่าได้ทุกอย่าง คืนให้เขาเถอะครับ เด็กที่เขามาเดินขบวนนี้มันเป็น ความสวยงามเพราะเขาคิดแล้ว เขาไม่เชื่อท่านแล้ว เขาวิกฤติศรัทธาท่าน เพราะเขาฟังดูแล้ว อะไรถ้าไปอยู่กับท่านนายกรัฐมนตรี อยู่กับรัฐบาลอยู่ได้ ถูกหมด ใครผิดขนาดไหนอยู่ได้ คดีหลุด คดีไม่มีปัญหา เงินทองท่านกู้มา แล้วอนาคตของเขาล่ะครับ เที่ยวนี้เขาตกงาน ๓๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ คน ขออภัยถ้าผิดข้อมูล ท่านก็บอกว่าจะจ้างก็จ้างปีเดียวก็จากเงินกู้ เขาก็รู้ว่าเงินกู้ พอผมตายไป นายกรัฐมนตรีตายไป เขาครับเสียดอกเบี้ยและเงินต้น เขาก็เลยใช้ คำว่าให้หมดในยุคเขา อย่าไปแปลความมากว่าเขาจะปฏิวัติ ว่าเขาจะทำอะไร เด็กไม่มี ปัญญาหรอกครับ ขนาดพวกเรายังไม่มีปัญญาเลย วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ผมนอนกบดาน แทบไม่กล้าหายใจเลย แล้วเด็กมันจะอยู่อย่างไร อย่าไปคิดอะไรมาก แค่เขามาเรียกโอกาส ของเขากลับ เขาอยากเห็นประเทศไทยเป็นดินแดนศิวิไลซ์เหมือนกับซูเปอร์แมน (Superman) คนที่ ๒ ว่า เขาอยากเห็นอย่างนั้น แต่วันนี้ข้อเท็จข้อจริงเราได้พิสูจน์กันอยู่ อด อด อดครับ วันก่อนผมบอกว่าขอทานยังขาดทุน วันนี้ขอทานไม่มี แต่กำลังจะมาหลังจากนี้ อีก ๒ เดือนครับ เพราะเขาไล่ออกจากงานกันเยอะแยะ ตอนนี้ซอฟต์โลน (Soft Lone) ก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ เพียงแต่ไปพักชำระหนี้กันอยู่ นั่งกันในนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานครับ เขาเรียนรู้ เขาเข้าใจ ไม่ใช่ท่านมาแล้วก็โอ้โฮท่านไปบรรยายให้ข้าราชการ ในกระทรวงท่านฟังเถอะครับ เขาจะได้นั่งพยักคอ ๆ แต่ไม่รู้ว่าเขาง่วงนอนหรือเขาฟังท่านจริง แต่ในสภาแห่งนี้ไม่ได้นะครับ อย่าเอาความจินตนาการ โลกแห่งจินตนาการ ไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีเคยจินตนาการมาหลายเรื่องแล้วจนเกิดวิกฤติศรัทธาที่เขาไม่เชื่อถือ อย่างไรครับ วันนี้เพราะวิกฤติศรัทธาไม่เชื่อถือมันถึงเกิดอย่างนี้ขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมจะลงแล้วครับ แต่ว่าผมกราบนายกรัฐมนตรีด้านหลังก็ได้ครับ ผมไม่ใช่คนนักเลงครับ ผมมาจากครู ผมบอกนายกรัฐมนตรีเตรียมการลงจากเวทีเถอะครับ รัฐมนตรีคนอื่นอยู่ต่อ วันนี้เขาวิกฤติศรัทธาไม่เชื่อท่านคนเดียว ผมไปฟังเสียงทุกเสียง ทั้งรุ่นเด็ก รุ่นเล็ก รุ่นกลาง รุ่นใหญ่ เขาไม่ฟังท่าน แล้วเขารู้ว่ามีปัญหา วันนี้คุณปรีดาหรือคุณปรีดาที่มาใหม่ลาออก อย่าไปอ้างเลยว่าเขาป่วย อมพระพร้อมด้วยโบสถ์มาพูดเขาก็ไม่เชื่อ มาทำไม ๒๐ วัน ถ้าปรีดี ไปโดนรถไฟชนที่หัวลำโพง อันนี้ก็เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าเกิดอุบัติเหตุไม่สบายจริง ๆ แต่นี่มาอยู่ปุ๊บปั๊บ ปุ๊บปั๊บลาออก มันไม่ได้ครับ นี่มันผู้แทน กว่าจะผ่านมาได้นี่ยกมือไหว้คน มาเป็นแสน ๆ ครั้ง รู้ครับ แค่ฟังข่าวก็รู้ไม่ต้องมาสอบถาม ฉะนั้นวันนี้เพื่อเห็นแก่บ้านเมือง เถอะครับ เพื่อเห็นแก่พวกเรา อยู่กันไม่กี่ผืนผ้าแล้วครับ ลาออกเถอะครับท่านนายกรัฐมนตรี รีบทำ เมื่อวานผมดีใจที่ท่านอนุมัติเงินให้ทำประชามติเพื่อไปสอบถาม แล้วก็ไปประชามติ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญแต่งตั้ง ส.ส.ร. พวกผมพรรคเพื่อไทยเรายินดี เราประกาศตลอดว่าเรายินดีที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มันมีปัญหา ไม่ว่าที่มาขององค์กรอิสระ ไม่ว่ากระบวนการการเลือกตั้ง สิ่งที่ท่านทำไว้เราก็จะมาแก้ เรายืนยัน ยกเว้นหมวด ๑ หมวด ๒ สถาบันอันสูงสุดที่เรายึดเหนี่ยวอยู่ตรงนี้เราไม่ยุ่งอยู่แล้ว แต่ประเภทองค์กรอิสระโดยเฉพาะ ท่าน ส.ว. ที่ผมเคารพทั้งหลายก็ไม่ได้ไปรังแกท่าน ก็จะหาที่อยู่ หาที่กิน หาที่ทำมาหากิน ให้ท่านอย่างดี ท่านก็ไม่ต้องกังวลใจมาก อย่างไรก็ดูแลท่านอยู่ ถ้าไม่มีตำแหน่งจริง ๆ ก็เอามาเป็นผู้ช่วยของ ส.ส. พรรคเพื่อไทยก็ได้คนละคนก็ค่อยว่ากัน ท่านนายกรัฐมนตรี ลาออกเถอะครับ แล้วเราก็จะมีความสุขด้วยกัน วันหน้าผมจะไปเยี่ยมท่านที่บ้านครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงหรือจะให้ท่านชลน่านอีกสักท่านหนึ่งแล้วค่อยชี้แจง ท่านจะชี้แจง ตอนนี้เลยหรือครับ เชิญให้ท่านรัฐมนตรีชี้แจงก่อนนะครับ🔗

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ ขออนุญาตชี้แจงข้ออภิปรายของเพื่อนสมาชิก ๒-๓ ประเด็นครับ ประเด็นแรก มีสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายพาดพิงถึงตัวเลขการส่งออกที่ติดลบในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ขออนุญาตทำความเข้าใจกับท่านประธานว่าตัวเลขส่งออกติดลบในขณะนี้เป็นสถานการณ์ ที่กำลังเผชิญกันอยู่เกือบจะเรียกว่าทุกประเทศทั่วโลก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่านอกจาก สงครามการค้าที่ยังยืดเยื้อระหว่างประเทศจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกา และยังไม่มีทีท่าจะยุติ ซ้ำร้ายก็ยังมีการปรับรูปแบบไปสู่ความตึงเครียดยิ่งขึ้นในบางขณะ บางช่วง บางกรณี สถานการณ์โลกซ้ำเติมมาด้วยสถานการณ์โควิด (COVID) เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ส่งผลให้ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ชะลอตัวก็คือว่าอัตราการเจริญเติบโตน้อยลงเป็นลำดับ แล้วก็ซ้ำมา ด้วยติดลบที่เรียกว่าเศรษฐกิจโลกหดตัว ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่หนีไม่พ้น ผลกระทบที่ว่านั้น และตัวเลขการส่งออกของทุกประเทศในโลกก็ล้วนได้รับผลกระทบ ตัวเลขการส่งออกตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนกรกฎาคมปีนี้ของประเทศไทยต้องยอมรับ ความจริงว่าติดลบ ๗.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศในโลกแล้วจะเห็นว่า ตัวเลขของเราก็ไม่ได้น่าวิตกไปกว่าประเทศอื่น ๆ ผมยกตัวอย่างเช่นอินเดีย ท่านประธาน ทราบไหมครับติดลบเท่าไร อินเดียติดลบ ๗ เดือนนี้ ๒๒.๔ เปอร์เซ็นต์ ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่ง ที่ภาวะเศรษฐกิจดีมากของโลกติดลบ ๑๔.๖ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเกาหลีติดลบ ๑๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ประเทศฟิลิปปินส์ติดลบ ๑๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็น ประเทศเทรดเดอร์ (Trader) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกประเทศหนึ่งติดลบ ๑๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านเราติดลบ ๙.๔ เปอร์เซ็นต์ นี่คือข้อเท็จจริงที่ต้อง ยอมรับว่าเป็นผลกระทบมาจากทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกและภาวะวิกฤติโควิด (COVID) ที่ทุกประเทศได้รับผลเช่นเดียวกัน ทางออกของประเทศไทยในสถานการณ์วิกฤตินั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้จัดตั้งองค์กรขึ้นมา แก้ปัญหาในสถานการณ์พิเศษที่เรียกว่า ศบศ. หรือศูนย์บริหารเศรษฐกิจในระหว่าง สถานการณ์โควิด (COVID) ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์ก็จัดตั้ง กรอ. พาณิชย์ขึ้นมา เพื่อปฏิบัติภารกิจร่วมกันระหว่างส่วนราชการกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนทำงาน อย่างใกล้ชิด เพื่อทำอย่างไรที่จะผ่อนหนักให้เป็นเบาที่สุดในเรื่องของตัวเลขการส่งออก และในเรื่องของรูปแบบการค้าการส่งออก ก็ได้มีการปรับรูปแบบเข้าสู่ยุคนิวนอร์มัล (New normal) ยุคนิวนอร์มัล (New normal) ที่ว่าก็คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการค้า ออฟไลน์ (Offline) มาเป็นการค้าแบบออนไลน์ (Online) และพัฒนาไปถึงขั้นที่เรียกว่า การค้ารูปแบบใหม่ที่เรียกว่าไฮบริดจ์ (Hybridge) คือรูปแบบผสม ใช้ทั้งออฟไลน์ (Offline) และออนไลน์ (Online) ผสมผสานกันเพื่อทะลุทะลวงทำตัวเลขการส่งออกให้ดีที่สุดเท่า ที่จะทำได้เพื่อพยุงสถานการณ์ ซึ่งที่ผ่านมาก็ปรากฏผลเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันรัฐบาล ก็ได้สร้างทัพนักธุรกิจยุคใหม่ที่เรียกว่าทัพนักธุรกิจการค้าออนไลน์ (Online) ขึ้นมา เพื่อให้เขามีศักยภาพในเรื่องการค้าออนไลน์ (Online) ในประเทศและด้านการส่งออก โดยให้การอบรมให้ความรู้เป็นกรณีเฉพาะ ที่สำคัญก็คือสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเรียน จบมหาวิทยาลัย อันนี้กระทรวงพาณิชย์ก็มีนโยบายและโครงการชัดเจนที่ต้องการ ปั้นคนเหล่านี้ที่เรียกว่าคนเจนแซด (Gen Z) หรือคนเจนซี (Gen Z) ให้เป็นซีอีโอ (CEO) เพื่อสร้างซีอีโอ เจนแซด (CEO Gen Z) หรือซีอีโอ เจนซี (CEO Gen Z) ขึ้นมา ให้เขามี ศักยภาพและความรู้ในการที่จะค้าออนไลน์ (Online) และเป็นทัพหน้าในการนำรายได้ เข้าประเทศต่อไปในอนาคตซึ่งได้เริ่มต้นดำเนินการแล้วใน ๗ มหาวิทยาลัยในภาคเหนือ และจะทำในภาคใต้ ภาคกลางแล้วก็ทุกภาคทั่วประเทศต่อไป ตั้งเป้าหมายว่าในปีนี้เราจะทำ ให้ได้ ๑๒,๐๐๐ คน นี่ก็คือสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการที่ขอกราบเรียนกับท่านประธาน ในเรื่องของการแก้ปัญหาการส่งออกในยุคนิวนอร์มัล (New normal) สมาชิกท่านหนึ่งได้พูด ในเรื่องของการส่งออกข้าว บอกว่าประเทศไทยเสียแชมป์ (Champ) ส่งออกข้าวไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้ออกข่าววิงวอนรัฐบาลให้เร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวขึ้นมา ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาตอบไปบ้างแล้ว ผมขออนุญาตขยายความเพิ่มเติม🔗

ประการที่ ๑ ความจริงกระทรวงพาณิชย์ รัฐบาล กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้ทำงานร่วมกันมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มี การหารือร่วมกัน เร่งรัดการส่งออกตลอดระยะเวลา ทั้งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ข้าว และใน กรอ. พาณิชย์ อย่างที่ผมกราบเรียน ความจริงเรื่องการเสียแชมป์ (Champ) ส่งออกนั้น ประเทศไทยเสียแชมป์ (Champ) ส่งออกข้าวมาตั้งแต่ช่วงที่มีการดำเนินการโครงการจำนำข้าว ผมขออภัยไม่ประสงค์จะพาดพิง แต่ต้องการกราบเรียนท่านประธานว่าประเทศไทย ไม่ได้เพิ่งเสียแชมป์ (Champ) วันนี้ ปีนี้ หรือเมื่อปีที่แล้ว แต่เราเสียแชมป์ (Champ) ส่งออกข้าว มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ในช่วงปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๑ เรากลับมาเป็นแชมป์ (Champ) อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นแชมป์ (Champ) ครั้งนั้นก็เพราะประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งระบายข้าว ที่ค้างอยู่ในสต็อก (Stock) จำนวนมากออกไป ทำให้ตัวเลขส่งออกเพิ่มเติมขึ้นมา แต่มาถึง เวลานี้แม้ภายใต้สถานการณ์โควิด (COVID) อย่างที่ท่านประธานทราบ ก็ไม่ได้แปลว่า สถานการณ์ส่งออกข้าวไทยนั้นเลวร้ายในทุกตลาด ยังมีบางตลาดที่ยังขยายตัวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะข้าวพรีเมียม (Premium) หรือข้าวเกรดคุณภาพสูง เช่น ข้าวขาว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่น ตลาดสหรัฐอเมริกา ตลาดออสเตรเลียเป็นต้น สามารถขยายตัวได้ อย่างเดือนที่แล้วถึงร้อยละ ๑๕ อันนี้ก็คือข้อเท็จจริงที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน สาเหตุที่การส่งออกข้าวช่วงนี้ประสบปัญหาก็เพราะเหตุว่านอกจากสถานการณ์โควิด (COVID) แล้ว ต้องยอมรับว่าราคาเราสู้คู่แข่งในตลาดไม่ได้ เนื่องจากต้นทุนข้าวของเรา สูงกว่าประเทศคู่แข่ง ขณะเดียวกันประเทศไทยในปัจจุบันขาดความหลากหลายของพันธุ์ข้าว ที่เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่นั่ง หัวโต๊ะเป็นประธาน กบข. คือประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้มอบหมายให้ ผมดำเนินการไปจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวขึ้นมา และปรากฏว่ามาถึงจุดนี้เราสามารถดำเนินการ มียุทธศาสตร์ข้าวขึ้นมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอนำเข้าที่ประชุม นบข. อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยยุทธศาสตร์ข้าวชุดใหม่นี้จะมีอายุ ๕ ปี นับตั้งแต่ ปี ๒๕๖๓ ไปจนกระทั่งถึงปี ๒๕๖๗ ยุทธศาสตร์ข้าวชุดใหม่ที่ว่านั้นมีวิสัยทัศน์ก็คือว่า จะทำประเทศไทยให้เป็นผู้นำการผลิตการตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลก โดยใช้ยุทธศาสตร์ที่ยังไม่เคยปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจนมาก่อนที่ว่าเราจะใช้ตลาดนำการผลิต โดยแบ่งตลาดเป็น ๓ เกรด (Grade) เกรด (Grade) ที่ ๑ ก็คือตลาดพรีเมียม (Premium) เกรด (Grade) ที่ ๒ คือตลาดทั่วไป และเกรด (Grade) ที่ ๓ ก็คือตลาดเฉพาะ เช่น ข้าวสี ข้าวที่มีคุณสมบัติเฉพาะและมีผู้ต้องการบริโภคเป็นการเฉพาะ เป็นต้น สำหรับข้าวที่จะมุ่งเน้น ประกอบด้วยข้าว ๗ ชนิด ๑. ข้าวหอมมะลิ ๒. ข้าวหอมไทย ๓. ข้าวพื้นนุ่ม ๔. ข้าวพื้นแข็ง ๕. ข้าวนึ่ง ๖. ข้าวเหนียว แล้วก็ ๗. ข้าวสีต่าง ๆ ที่มีตลาดเฉพาะอย่างที่ผมกราบเรียนกับ ท่านประธานเมื่อสักครู่ โดยมีการตั้งเป้าที่เป็นรูปธรรมมีตัวเลขชัดเจน เพื่อสนองต่อตลาดข้าว ในอนาคตที่เราหวังจะกลับมาเป็นแชมป์ (Champ) อีกครั้งหนึ่งในวันข้างหน้า ยุทธศาสตร์ ที่ว่าประกอบด้วย ๑. การลดต้นทุนการผลิตตั้งเป้าไว้ชัดเจนว่าต้องลดต้นทุนการผลิตข้าว จากไร่ละ ๖,๐๐๐ บาท เป็นไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท ภายในระยะเวลา ๕ ปี ประการที่ ๒ จะเพิ่มผลผลิตจากปัจจุบันเฉลี่ยผลิตได้ตกไร่ละ ๔๖๕ กิโลกรัม เพิ่มเป็น ๖๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนั้นในเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศก็ตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าต่อไปนี้ ประเทศไทยภายใต้รัฐบาลนี้จะเดินหน้ามุ่งเน้นผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติสั้น เตี้ย ดก แล้วก็ดำ โดยมีตัวเลขชัดเจนว่าจะผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวรุ่นใหม่พื้นนุ่ม อย่างน้อย ๔ สายพันธุ์ ๒. พันธุ์พื้นแข็ง ๔ พันธุ์ ๓. ข้าวหอมไทย ๒ พันธุ์ สุดท้ายข้าวที่มีโภชนาการสูง ๒ พันธุ์ รวมแล้วอย่างน้อย ๑๒ พันธุ์ ภายใน ๕ ปี เพื่อสนองต่อความต้องการของตลาดในอนาคต นอกจากนั้นในเรื่องการประกวดพันธุ์ข้าวปีนี้ประกวดไปแล้วต้นปีแต่เป็นครั้งแรกที่เราทำ ยังขรุขระก็ตกลงกันว่าจะจัดใหม่อีกครั้งหนึ่งปลายปีนี้ เพื่อเร่งรัดให้ทั้งเอกชน นักวิชาการ และผู้ที่มีศักยภาพได้เร่งทำการวิจัยผลิตข้าวพันธุ์ใหม่ขึ้นมาเพื่อนำมาประกวด และจะเป็น ทรัพยากรสำคัญของประเทศในเรื่องการส่งออกข้าวต่อไป ต่อไปก็ค่อยจัดปีละครั้งตามปกติ สำหรับตลาดนั้นก็เน้นตลาดทั้งในประเทศ ทั้งข้าว ทั้งผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูปและผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมที่ดำเนินการจากข้าว อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่า รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายที่มีความชัดเจนในเรื่องข้าวที่เป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง สมาชิกอีกท่านหนึ่ง ได้พูดถึงพืชเกษตรตัวอื่นนอกจากข้าวอย่างที่กราบเรียนกับท่านประธานว่ายังมีเรื่องมัน ยังมีเรื่องยาง ยังมีเรื่องข้าวโพดและมีเรื่องปาล์มที่ยังเป็นปัญหา ก็ขออนุญาตกราบเรียน กับท่านประธานว่าความจริงพืชเกษตรสำคัญ ๆ ที่กระผมกราบเรียนมาเมื่อสักครู่นั้น สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างเพื่อนสมาชิกบางท่านอภิปราย อย่างน้อยที่สุดช่วงระยะเวลา ฤดูการผลิตที่ผ่านมาจนกระทั่งฤดูการผลิตที่ดำเนินการอยู่นี้ราคาพืชเกษตรสำคัญ ๆ ผมกล้า พูดได้ว่าดีเกือบทุกตัว ยกตัวอย่างเช่น ข้าว ข้าวเปลือกเจ้า ณ ช่วงระยะเวลานี้ราคาตกตันละ ที่เป็นทางการนะครับ ๙,๑๐๐-๑๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน มันสำปะหลังราคาทางการ ณ วันที่ ๘ เมื่อวานนะครับ ตกกิโลกรัมละ ๒ บาท ๒๐ สตางค์ ข้าวโพดเมื่อวานเหมือนกัน ตัวเลขทางการความชื้น ๑๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ตกกิโลกรัมละ ๘ บาท ๗๐ สตางค์ แม้แต่ปาล์ม ตัวเลขเมื่อวานราคาทางการตกกิโลกรัมละ ๓.๘๐ บาท ถึง ๔.๒๐ บาท ณ หน้าโรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพารา ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่า สัปดาห์ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลขไต่เพดานไปแตะถึงกิโลกรัมละ ๖๐ บาทแล้วสำหรับ ยางแผ่นรมควันชั้น ๓ นี่ก็คือสิ่งที่อยากกราบเรียนกับท่านประธานให้ได้รับทราบเป็นภาพทั้งหมด สำหรับยางที่ราคาดีขึ้นนั้น ขออนุญาตเรียนกับท่านประธานว่านอกจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคายางธรรมชาติเพิ่มขึ้นไปด้วย เพราะ น้ำมันดิบนำไปใช้ทำยางเทียม ถ้าน้ำมันดิบแพง ยางเทียมก็แพง คนก็หันมาใช้ยางธรรมชาติ มากขึ้นก็จะมีผลให้ราคายางธรรมชาติสูงขึ้น แต่นอกจากราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นแล้วปัจจัย ภายนอกตลาดล่วงหน้าก็ปรับตัวสูงขึ้น ความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มขึ้นทำให้น้ำยางข้นขายดีขึ้น ประกอบกับภาวะทางภูมิศาสตร์ในบางประเทศผู้ผลิตเช่น ฝนตกหนัก แรงงานขาดแคลน เป็นต้น นี่คือปัจจัยภายนอกที่ส่งที่ขออนุญาตกราบเรียน แต่ปัจจัยภายในก็มีผลสำคัญอย่างยิ่ง ที่ช่วยให้ราคายางดีขึ้น โดยเฉพาะมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลชุดนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียน ยกตัวอย่างครับ เช่น สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการ ผมนำทัพเอกชนไปบุก ตลาดต่างประเทศหลายประเทศด้วยกัน แล้วก็ได้เซ็นเอ็มโอยู (MOU) ไม่ว่าจะเป็นประเทศ จีน ประเทศอินเดีย ประเทศตุรกี และในหลายประเทศ ปรากฏว่าวันนี้เราได้ตัวเลขมา หลายหมื่นล้านบาท แล้วก็กำลังเร่งรัดการส่งมอบ ซึ่งมีผลมันไม่มากก็น้อยในการที่จะช่วย กระตุ้นให้ยางในประเทศสามารถระบายไปยังต่างประเทศได้ มีการลงนามเอ็มโอยู (MOU) ๕๑๑,๕๐๐ ตัน เป็นเงิน ๔๗,๙๙๑ ล้านบาท และส่งมอบไปแล้ว ๑๔๕,๙๔๐ ตัน เป็นเงิน ๑๒,๘๓๕ ล้านบาท แม้ในช่วงวิกฤติโควิด (COVID) ก็ตาม และกำลังเร่งรัดทยอยส่งมอบ นอกจากนั้นก็เป็นมาตรการที่เป็นมติคณะรัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะไม่กี่วันมานี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงคมนาคมร่วมกับกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ อนุมัติให้มีการนำยางไปทำหลักนำทางหรือที่เรียกว่าเสาหลักกิโลเมตร ภาษาชาวบ้านนะครับ รวมทั้งนำไปทำกำแพงคอนกรีตแต่ครอบแผ่นยาง โดยอนุมัติ ในงบประมาณปี ๒๕๖๔ ๓๙,๑๗๕ ล้านบาท งบประมาณปี ๒๕๖๕ ๔๓,๙๙๕ ล้านบาท รวมแล้ว ๘๓,๑๗๐ ล้านบาท เพื่อกระตุ้นตลาดให้เห็นว่าในอนาคตอย่างน้อยภาครัฐ มีความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น และจะมีผลในการกระตุ้นยกระดับราคายางในประเทศ ให้สูงขึ้น นอกจากนั้นก็ยังมีมาตรการในเรื่องของการตลาดที่ขออนุญาตกราบเรียนว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างยิ่งยวด เพราะต้องการระบายยางออกสู่ตลาด และช่วยดึงราคา ประการที่ ๑ ปลายเดือนกันยายนนี้ วันที่ ๓๐ กันยายน ถึงวันที่ ๑ ตุลาคม กระทรวงพาณิชย์จะจัดบิซิเนส แมตชิง ออนไลน์ (Business matching online) คือหมายความว่าพบปะระหว่างผู้นำเข้าจากต่างประเทศกับผู้ส่งออกยางไทยบนออนไลน์ (Online) เพื่อที่จะทำตัวเลขการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง ที่นอน หมอนยาง เบาะรถนั่ง เป็นต้น โดยเน้นตลาดอียู (EU) ตลาดจีน ตลาดอินเดีย ตลาดเกาหลี และตลาดญี่ปุ่น เป็นต้น เดือนพฤศจิกายนก็จะมุ่งเน้นสินค้านวัตกรรมยาง โดยการยางแห่งประเทศไทย จะเป็นเจ้าภาพจัดงานแมตชิง (Matching) หรือพบปะระหว่างผู้นำเข้ากับผู้ส่งออกไทย รวมทั้งเดือนมีนาคมปีหน้า แพลน (Plan) ไว้เรียบร้อยแล้วครับว่าจะเน้นเรื่องผลิตภัณฑ์ ยางรถยนต์ แล้วก็ผู้ประกอบการอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ นอกจากนั้นมีการเตรียม จัดงานอินเทอร์เนชันนัล รับเบอร์ เอกซ์โป (International rubber expo) โดยการยางแห่ง ประเทศไทยภายใต้การรับผิดชอบของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน เตรียมจัดงานเอกซ์โป (Expo) ใหญ่ เพื่อขยายช่องทางการตลาดอย่าง ผลิตภัณฑ์ยาง นวัตกรรมยางให้เป็นเวทีพบปะระหว่างผู้ซื้อ ผู้นำเข้า กับผู้ส่งออก ผู้ขายของไทยภายใต้ วิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ที่จะทำงานร่วมกันระหว่าง ๒ กระทรวง และอีกอันหนึ่ง ที่จะเห็นอนาคตของยางไทยภายใต้รัฐบาลชุดนี้ก็คือว่าการที่เรามุ่งเน้นจะทำให้ประเทศไทย เป็นไทยแลนด์ รับเบอร์ โกลฟส์ (Thailand rubber gloves) คือเป็นฮับ (Hub) ของ ถุงมือยางโลก โดยขณะนี้การยางแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการในการชักจูงผู้ลงทุนจาก สหภาพยุโรป จากประเทศสเปน จากประเทศจีน เป็นต้น มาลงทุนทำโรงงานเพื่อใช้ประเทศไทย เป็นฐานการผลิตถุงมือยาง ปรากฏว่ามาถึงวันนี้การยางแห่งประเทศไทยภายใต้การดูแล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถดึงนักลงทุนมาได้แล้วประมาณ ๑๐ ราย แต่ละราย จะลงทุนประมาณ ๑,๐๐๐-๑,๕๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียนให้ ท่านประธานได้รับทราบว่านี่คือมาตรการที่รัฐบาลนี้ได้เร่งรัดดำเนินการ และอย่างน้อยที่สุด ก็จะส่งผลให้ราคายางดีขึ้นเป็นลำดับ สุดท้ายก็คือประเด็นที่เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งพูดถึง ในเรื่องของล้ง ท่านบอกว่าเราไม่ควรจะปล่อยให้ล้งต่างด้าวมาตั้งในประเทศไทย ควรจะไล่ออก จากแผ่นดินนี้ให้หมด ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าคำว่าล้งที่ว่านั้นก็คือผู้รับซื้อผลไม้ และรับซื้อไปเพื่อกระจายในตลาดทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก ล้งจะประกอบด้วย ผู้ประกอบการ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ คือล้งที่เป็นคนไทย ประเภทที่ ๒ คือล้งที่เป็น คนต่างประเทศ ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ล้วนแล้วแต่มีคุณูปการต่อเกษตรกร เพราะล้วนแล้วแต่จะเป็น ผู้รวบรวมผลิตและกระจายในตลาดในประเทศและนำไปสู่การส่งออกในต่างประเทศ สุดท้ายผลก็จะเกิดข้อดีกับเกษตรกรในที่สุด ผมไปประชุมที่จังหวัดจันทบุรีร่วมกับเกษตรกร ผู้ส่งออก ล้ง ผู้แปรรูปทั้งหมดเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา มีการร้องเรียนเรื่อง ล้งเอาเปรียบเกษตรกร แต่สุดท้ายพอบอกว่าถ้าอย่างนั้นเราควรกำจัดล้งต่างประเทศให้พ้นไป ดีหรือไม่ คนค้านคนแรกคือเกษตรกร ท่านบอกว่าอย่า เดี๋ยวจะไม่มีคนมาซื้อผลผลิต เพราะลำพังล้งไทยไม่พอที่จะรองรับผลผลิตของเกษตรกร ล้งต่างประเทศยังมีความจำเป็น เพียงแต่เราจะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดกำกับอย่าให้เขาเอาเปรียบเกษตรกรไทย อันนี้คือ หัวใจสำคัญ แม้แต่เรื่องลำไยไม่กี่วันผมก็กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีในที่ประชุม คณะรัฐมนตรี เพราะมีเสียงเรียกร้องจากเกษตรกรผู้ปลูกลำไยว่าภายใต้สถานการณ์โควิด (COVID) ทำอย่างไรจะอนุญาตให้ล้งจีนข้ามประเทศมาซื้อลำไยในประเทศได้ แต่สุดท้ายก็จนด้วย ปัญญาเพราะถ้าเข้ามาเขาจะต้องถูกสเตต ควอรันทีน (State quarantine) ในการที่จะ กักตัวแล้วก็จะเป็นปัญหาอุปสรรค แต่เราก็แก้ด้วยการค้าออนไลน์ (Online) แล้วขณะนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแล้วช่วยชาวสวนลำไยในภาวะวิกฤติแล้วก็เจอภัยแล้งลูกแกรนหมด ขายไม่ได้ราคา ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี พวกเรามีมติอนุมัติช่วยชาวสวนลำไยไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท ครัวละไม่เกิน ๒๕ ไร่ นี่ก็คือสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการ มาตรการที่ต้องการ กำกับล้งอย่าเอาเปรียบเกษตรกร ก็คือ ๑. เราจะต้องบังคับให้ใช้สัญญาของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อความเป็นธรรม ทั้งล้งและเกษตรกรไม่ให้เอาเปรียบกัน ประการที่ ๒ ต้องบังคับใช้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ล้งต่างประเทศรับซื้อ เพื่อการส่งออกเท่านั้น เอามาขายในประเทศแย่งอาชีพล้งไทยไม่ได้ และประการที่ ๓ พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ปี ๒๕๖๐ ต้องนำมาบังคับใช้ ล้งใดจงใจกดราคารับซื้อ มีความผิดจำคุก ๒ ปี ปรับไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของรายได้ในปีนั้นทั้งปีหรือทั้งจำทั้งปรับ อันนี้ คือมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์ตระหนัก และถ้าพบว่าล้งต่างประเทศล้งไหนเอาเปรียบ เกษตรกรก็จะบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดต่อไป ปัจจุบันจับกุมแล้ว ๑ รายที่จังหวัด จันทบุรี และกำลังเตรียมดำเนินคดีอีก ๕ ราย ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อทราบครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านชลน่าน เชิญครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กระผมได้รับ มอบหมายจากท่านผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคเพื่อไทยให้เป็นผู้อภิปรายในญัตติอภิปรายทั่วไป เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงแล้วก็เสนอแนะปัญหาให้กับคณะรัฐมนตรี กราบขอบคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาส ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อเท็จจริงและปัญหาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะใช้โอกาสตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ บอกกล่าวผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะญัตตินี้เราตั้งประเด็นว่า ปัญหาที่เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติทางการเมือง หลังจากการอภิปรายถ้าท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้เห็นความสำคัญและตัดสินใจแก้ปัญหา นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของพวกเราที่ อยากจะเห็นว่าประเทศชาติจะพ้นวิกฤติ ชีวิตนักเรียน นักศึกษาจะพ้นภัย ท่านประธานครับ ปัญหาคือทุกข์ครับ ทุกข์ของพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้นมันคือปัญหา ผมจะยกตัวอย่างแค่ ๓ ปัญหาเท่านั้นเองครับ เวลามีน้อยมาก เพื่อบอกกล่าวกับท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อนายกรัฐมนตรีจะได้ตัดสินใจ ทุกข์ของพี่น้องประชาชนอันแรกสุด ผมมี ๓ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ เป็นทุกข์ที่เขาจะต้องรับผิดชอบในการเสียค่าโง่เรื่องเหมืองทองอัครา ทุกข์ที่ ๒ เงินภาษีอากรของเขาที่จะต้องไปร่วมกันใช้เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็นเงินฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม จะถูกนำไปใช้อย่างไม่เกิดคุณค่าและประสิทธิภาพจากการต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉินของท่าน และทุกข์ที่ ๓ เรื่องนี้ผมจะใช้เวลามากหน่อย เพราะถ้าผมไม่พูด เหตุการณ์ในวันที่ ๑๙ และวันที่ ๒๐ จะเป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศรับไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้น ท่านประธานกรุณาได้ติดตามผมไป ท่านประธานครับ ทุกข์ที่ ๑ เรื่องค่าโง่เหมืองทองอัครา ผมฟังท่านรองนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ได้ตอบคำถามของเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายไป ผมไม่ซ้ำประเด็นครับ ผมไม่ซ้ำประเด็น เพราะว่าผมเองติดตามเรื่องนี้มาตลอด ตั้งแต่มีการนำเข้าสู่อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ที่คิงส์เกต (Kingsgate) เขาฟ้องราชอาณาจักรไทย มีการต่อสู้ข้อพิพาทเมื่อวันที่ ๓ ถึงวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์เมื่อต้นปี คาดการณ์ว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๔ จะมีคำวินิจฉัย หรืออะวอร์ด (Award) เขียนออกมา ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ท่านประธานครับ ฟังข่าวออกมาแล้ว นี่สิ่งที่พี่น้องประชาชนคนไทยต้องเป็นทุกข์เพราะอะไรครับ เพราะโอกาสที่เราจะชนะคดีมีน้อยมาก เพราะเหตุของทุกข์นั้นมันเกิดจากการที่หัวหน้า คสช. ในสมัยนั้นที่บอกว่าฉันไม่ใช่เป็นเจ้าหน้าที่ ของรัฐใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อำนาจตามกฎหมายที่ออกเองไปปิดเหมืองทองของเขา ท่านรองนายกรัฐมนตรีชี้แจงบอกว่าไม่ได้ปิด ไม่ได้ยุติ เป็นการปิดชั่วคราว ไม่มีใครเถียงครับ แต่สิ่งหนึ่งที่มันเป็นข้อเท็จจริงก็คือว่าการใช้กฎหมายที่ไม่ผ่านรัฐสภาที่ไม่มีใครยอมรับ ในนานาอารยะประเทศไปเวนคืน ที่ท่านใช้คำว่าเวนคืน ภาษาอังกฤษใช้คำว่าเอกซ์โพรพริเอชัน (Expropriation) ไปยึดคืนครับไปยึดคืนเหมืองของเขาเป็นของรัฐ ซึ่งมันผิดข้อตกลงเรื่อง อาฟตา (AFTA) การค้าเสรีระหว่างไทย-ออสเตรเลีย มันเป็นเหตุให้การฟ้อง สิ่งที่เราจะเสียค่าโง่มันเกิดจากการกระทำของบุคคล ผมฟังท่านรองวิษณุได้ชี้แจงท่านบอกว่า ค่าใช้จ่ายค่าทนายมันเป็นเรื่องธรรมดา รัฐบาลไหนก็ต้องเสีย เราก็เคยเสียมาเยอะ เราก็แพ้ มาเยอะเรื่องการต่อสู้ในอนุญาโตตุลาการ ท่านประธานครับ ท่านรองวิษณุท่านพูดเหมือนว่า เงินนั้นเป็นเงินของท่าน มันเป็นเงินของประชาชนครับ ประชาชนภูมิใจต่อสู้เขาพระวิหาร ออกสตางค์คนละบาท คนละ ๕๐ สตางค์ แพ้ก็ภูมิใจ มีส่วนร่วมจ่าย แต่เรื่องนี้เขาเอง ไม่มีส่วนร่วมรับรู้เลย ท่านไปใช้กฎหมายผิดประเภท ไปปิดไปยึดคืนเหมืองเขา ทำให้ พี่น้องประชาชนต้องมารับผิดชอบชดใช้แทน ตอนแรกท่านบอกว่าท่านจะรับผิดชอบเอง คืนคำครับบอกไม่รับผิดชอบ ก็รอดูกันครับว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น ผมผ่านไปเร็ว ๆ นะครับ ขอสไลด์ (Slide) ครับ ท่านประธานที่เคารพ ค่าชดเชยตรงนี้ สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นบอกว่าเรา จะไม่เสียค่าโง่ แต่เราจะเสียอะไร ๑. ชดเชยค่าเรียกร้องตามข้ออ้างสิทธิของเขา ท่านรอง บอกว่ากี่หมื่นกี่แสนก็ว่าไป ผมไม่อยากจะพูดถึงราคา เรื่องที่ ๒ เราเสนอให้เขาได้รับ สัมปทานฟรีเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย เรื่องที่ ๓ มันมีร่องรอยของการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษ ในการสำรวจเหมืองแร่ทองคำและแร่เงิน อยู่ในขั้นตอนขออาชญาบัตรพิเศษคือการสำรวจ แบบครบทุกเรื่องที่จังหวัดเพชรบูรณ์ สไลด์ (Slide) ผ่านไปเลยครับ แล้วก็ที่จังหวัดจันทบุรี ชี้แจงบอกว่าอยู่ในขั้นตอนการปิดประกาศ หลังจากนี้ถ้าไม่มีการร้องคัดค้านก็จะอนุญาต ให้สำรวจแล้วก็ทำเหมือง นั่นหมายความว่าเราจะเอาทรัพยากรธรรมชาติของพวกเรา ไปเสียค่าโง่อย่างนั้นหรือครับ อันนี้คือปัญหาของพี่น้องประชาชน คือทุกข์ของพี่น้องประชาชน ทุกข์ที่เกิดจากการกระทำของบุคคล เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้ต้องมีทางออก🔗

เรื่องต่อไปครับ เป็นเรื่องที่ท่านประกาศต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน การต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ประกาศไปถึงวันที่ ๓๐ กันยายน มีคำถามว่าทำไมต้องต่อไปถึงวันที่ ๓๐ กันยายน เพราะในช่วงนี้เป็นช่วงที่ท่านต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ การคง พ.ร.ก. ฉุกเฉินไว้มันตรงข้ามกับ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ มันทำให้กระบวนการ วิธีการ ความเชื่อมั่นต่าง ๆ หดหายไปหมด แล้วท่านจะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างไร แต่เป็นที่น่าสนใจครับ การต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มันมีหลักฐานชัดเจนว่าท่านจะนำไปใช้เป็นโอกาสในการจัดซื้อจัดจ้างการบริหารพัสดุภาครัฐ โดยใช้วิธีจำเพาะเจาะจง อันนี้คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เงินกู้จากพี่น้องประชาชน อันนี้ คือหลักฐานครับจากกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานคณะกรรมการวินิจฉัย ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างบริหารพัสดุภาครัฐ ตาม พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๐ ได้ออกกำหนดออกมาว่า ในช่วงที่มีการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ถ้าจะมีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ครุภัณฑ์ใด หรือบริหาร พัสดุเพื่อเกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขปัญหา เยียวยา ฟื้นฟู แก้ไขเยียวยาเรื่องโควิด (COVID) ไม่ต้องใช้ระเบียบของกระทรวงการคลังตามปกติ ใช้วิธีจำเพาะเจาะจงได้ เลือกผู้เข้ามา รับซื้อรับจ้างได้เลย ตรงนี้เองเป็นสิ่งที่เราเป็นห่วง ฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ได้ให้ช่วยติดตามตรวจสอบ การทำให้เร็วให้ทันการเป็นเรื่องดีครับ พ.ร.ก. นี้มีอายุถึง เดือนกันยายน ปี ๒๕๖๔ ถ้าท่านจะจัดซื้อจัดจ้างงานก่อสร้างจำเป็นต้องเร่งด่วนถึงขนาด จำเพาะเจาะจง ท่านต้องดูให้ดีว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์ ใครกันแน่ที่ได้รับการฟื้นฟู นี่เป็นเรื่องที่ ๒ ครับ🔗

ผมกลับมาเรื่องที่ ๓ ผมมีเวลา ๑๐ นาทีครับ เรื่องนี้ผมจะใช้เวลาเยอะหน่อยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองวันนี้ถ้าไม่ได้พูดเรื่องนี้จะมีความอดสูไปตลอดชีวิตของ ความเป็นนักการเมือง เพราะสิ่งที่ผมได้รับทราบมาจะเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ผมไม่ทราบ เกี่ยวกับเรื่องการชุมนุมทางการเมืองของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และพี่น้องประชาชน ที่จะเกิดในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๓ ที่เขานัดหมายกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ท่านประธานครับ เหตุการณ์นี้มันน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับการแสดงออก ได้รับการสนับสนุนจากคนที่มีอำนาจหรือผู้มีหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับ พี่น้องประชาชน เด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา แต่สิ่งที่ผมได้ยินมาจะเป็นจริงหรือเท็จผมไม่รู้ แต่ภาวนาครับ ปรารถนาอย่างแรงกล้าขอให้เป็นเท็จ มันมีเรื่องที่ไม่อยากบอกว่าไม่ควรจะ เกิดขึ้น แม้แต่คิดก็ไม่ควรจะคิดนะครับ ท่านประธานครับ ผมตั้งชื่อมันบอก ยุทธการสะพาน มัฆวานรังสรรค์ ๑๙ กันยา ปิดสวิตช์ลูกหลานประชาชน ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธาน ได้รับทราบว่าทำไมผมตั้งชื่ออย่างนั้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไรแล้ว ในฐานะท่านประธาน เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติท่านต้องแสดงครับ อย่าให้เหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้น ท่านประธานเชื่อไหมครับ วันนี้มีการประกาศของกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ประกาศ ที่จะชุมนุมนัดหมายกันวันที่ ๑๙ ถ้าเต็มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยับขยายมาสนามหลวง พักค้าง และเคลื่อนขบวนมาปิดถนนราชดำเนินกลางตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลาศไปจนถึง อนุสาวรีย์ หลังจากนั้นจะมีการเคลื่อนขบวนผ่านสะพานมัฆวานรังสรรค์ไปที่ทำเนียบรัฐบาล ท่านประธานครับ มันมียุทธการสะพานมัฆวานรังสรรค์ที่จะวางกับดักเอาไว้ ผมฟังการ ประกาศของน้องนักเรียน นิสิต นักศึกษาแล้วไม่สบายใจ ท่านประธานครับ ถ้าเขามีเพียง เจตจำนงจะมายื่นข้อเรียกร้องให้กับนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลและมีเหตุการณ์อะไร เกิดขึ้นที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ นั่นคือตราบาปของประเทศไทย ตราบาปของท่านนายกรัฐมนตรี ที่จะเกิดขึ้น ท่านประธานครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าปล่อยให้ลูกหลานเยาวชน น้อง ๆ นิสิต นักศึกษา เขาได้แสดงออกตามสิทธิเสรีภาพของเขาโดยไม่มีการไปปลุกปั่นยั่วยุผมเชื่อว่าจะ ไม่มีเหตุการณ์อะไร แล้วก็จะไม่มีการเคลื่อนพลในลักษณะที่ก่อความจลาจลหรือวุ่นวาย เขาจะมาด้วยความสงบ แต่ท่านเองต้องระมัดระวังนะครับ จะเป็นมือที่ ๓ มือที่ ๔ หรือมือที่ ๑ มือที่ ๒ ผมไม่รู้ ภาวนาขออย่าให้เกิดขึ้น จะมีลักษณะของการสร้างความปั่นป่วนยุยง โดยเฉพาะประเด็นที่สำคัญที่เป็นละเอียดอ่อน ที่เป็นเป้าหมาย ท่านประธานครับ มันเป็น เรื่องแปลกนะครับในการจัดการผู้ชุมนุมของรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ในยุคนี้ จับ ๆ ปล่อย ๆ ปล่อย ๆ จับ ๆ ขยับเป็นลักษณะการต่อรองอะไรผมไม่ทราบ และสิ่งที่สำคัญท่านประธานครับ พยายามจะยั่วยุหรือเร่งเร้าให้กระทำในสิ่งที่คิดว่าจะเป็น กับดักที่เขาใช้เป็นประโยชน์ได้ในการที่จะควบคุมและจัดการ ผมไม่ได้กล่าวหานะครับ ลักษณะเป็นอย่างนั้น ท่านประธานครับ ถ้าเกิดมีมือที่ ๓ หรือคนยั่วยุไปร่วมขึ้นเวทีแล้ว กล่าวปราศรัยในประเด็นที่เป็นละเอียดอ่อน ทำให้เวทีของผู้ชุมนุมเกิดการฮึกเหิมขึ้นมา ขยายวงกว้างออกไปบุกยึดสนามหลวง คำว่าบุกยึดสนามหลวงนี่จะออกจากปากผู้ชุมนุมบางคน ที่ยุแหย่ออกมา มาบุกยึดถนนราชดำเนินผ่าทะลุสะพานมัฆวานรังสรรค์ สะพานมัฆวานรังสรรค์เลยจากนั้นไปเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลถูกประกาศเป็นเขตพระราชฐาน ผมฟังข่าวนี้ผมตกใจครับ ท่านประธานครับ ถ้าจะใช้กลไกเหล่านี้ไปจัดการนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนแล้ว ผมฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นผู้นำท่านต้องป้องกัน ท่านต้องหามาตรการอย่างเต็มที่ที่จะไม่ให้มันเกิดขึ้น ถ้าท่านปล่อยให้มันเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการจัดการแน่นอน เว้นแต่ท่านมีความ ประสงค์และมีเจตจำนงอย่างแรงกล้าที่จะออกไประงับยับยั้งหรือทำตามข้อเรียกร้องของ น้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ เยาวชน ผมยกตัวอย่างเช่นมันเป็นปัญหา ต้นเหตุของปัญหาที่ผม พูดมา ๓ เรื่อง ทุกข์คือปัญหา ประธานวิป (Whip) ผมบอกว่าสมุทัยคือเหตุปัญหา ถ้าแก้ตามนี้ รัฐบาลรับไปแก้รับรองแก้ไขวิกฤติได้ ต้นเหตุของปัญหาคือตัวท่านนายกรัฐมนตรีครับ ความรู้ความสามารถ ทักษะผู้นำ วิสัยทัศน์ของท่านเอง การแสดงออกของท่านเอง เป็นต้นเหตุของปัญหา พี่น้องประชาชนส่งเข้ามาบอกผม ต้องขออนุญาตจริง ๆ ครับผมต้อง ขออนุญาตอ่านตามที่เขาส่งมาในเฟซบุ๊ก (Facebook) ของผมเอง ฝากบอกคุณหมอครับ ประชาชนเขาไม่ยอมรับนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะพี่น้องประชาชน ถือว่าเป็นโมฆะบุรุษ ถ้าไม่เหมาะสมผมขออนุญาตถอน แต่เป็นคำพูดของพี่น้องประชาชน โมฆะบุรุษ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าโมฆะบุรษคือบุรุษที่ไร้ค่าครับ เปล่าประโยชน์ ประชาชน มองท่านอย่างนั้นนะครับ เพื่อนผมสักครู่อภิปรายไปถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะกรุณาเห็นแก่ ประเทศชาติบ้านเมืองก็เสียสละตัวเองเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ความเป็นโมฆะบุรุษ ความไร้ค่า ความเปล่าประโยชน์ก็จะกลับคืนมา ท่านจะได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ ที่แก้ปัญหาให้กับประเทศชาติบ้านเมืองได้ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่าปล่อยให้เรื่องนี้ เกิดขึ้นนะครับ สะพานมัฆวานรังสรรค์เคยมีตำนานมาเยอะ เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ไล่เรียงมา จุดปะทะที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ มีภาพหนึ่งที่มีลูกหลานเยาวชน แม้กระทั่งผมเองจำติดตา มีกระบอกปืนหันเข้าสู่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในขณะที่มีการชุมนุม ผมจะไม่พูดถึงว่าเป็นใคร เพราะตอนนี้เขาไม่มีชีวิตแล้ว อย่าให้สะพานมัฆวานรังสรรค์ เป็นยุทธการในการจัดการหน่ออ่อนประชาธิปไตย ข้อเรียกร้องของเขามันไม่ยากเลยที่ ท่านนายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจไปพบเขา ไปพูดคุยกับเขา ไม่ได้เสียหายอะไรครับ เรื่องมาตรการความปลอดภัยท่านไม่ต้องกลัวครับ ลูกหลานเยาวชนคนไทยเราไม่ฆ่าท่านหรอก ไม่ทำร้ายท่านแน่นอน มีรัฐมนตรีท่านหนึ่งนะครับอยู่ในคณะรัฐมนตรีของท่านเอง มีความกล้าหาญมาก ไปพบปะเด็กนักเรียนที่ใช้ชื่อตัวเองเป็นนักเรียนเลวที่อยากจะบอกกับ รัฐมนตรีของเขา ผมชื่นชมนะครับ กล้าหาญมาก กล้ารับ หลาย ๆ เรื่องผมจะไม่ชื่นชม แต่ว่าตรงนี้เป็นความเด็ดเดี่ยว ผมบอกว่าถ้านายกรัฐมนตรีได้สักนิดหนึ่งของรัฐมนตรีท่านนี้ ปัญหาไม่เกิด กล้ารับสิท่านครับ เขาเรียกร้องในสิ่งที่ไม่เหนือความสามารถของท่านที่จะ ตอบสนองเลยในการที่คุกคามประชาชน ในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญและยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับในการที่จะยุบสภา ไม่ได้เหนือความสามารถของท่านเลยในการที่จะต้องให้ ส.ว. ไม่มีหน้าที่และอำนาจมาเลือกท่าน ไม่เหลือความสามารถครับ แต่ท่านไม่ตอบใด ๆ เลย ถ้าท่านเสียสละตัวเอง ไปนั่งคุยทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับผู้ชุมนุมผมว่าเหตุการณ์สงบ ไม่ใช่ว่า นักเรียน นักศึกษา เขาอยากจะลำบากนะครับ แต่ผู้ใหญ่ไม่ตอบสนอง นี่แหละครับคือความที่พี่น้องประชาชนเขาบอกว่าก็โมฆะบุรุษ ไร้ค่า เปล่าประโยชน์ อย่าให้ เขาพูดอย่างนั้นท่านประธานครับ เพราะว่าหลายคนบอกว่ามีวิกฤติศรัทธาเกิดขึ้น เขาตอบมา อย่างนั้นจริง ๆ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ สิ่งที่ผมพูดขึ้นมาในวันนี้อย่าให้มันเกิดขึ้นครับ โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง อย่าได้เป็นเหมือนที่ท่านวางแผนเอาไว้ ถ้าเกิดมีการปะทะ เกิดมีชุลมุนวุ่นวาย ท่านจะประกาศกฎอัยการศึกเหมือนวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ อย่าได้ทำครับท่านประธานครับ นั่นคือหายนะของประเทศ และเป็น ทุกข์ของประเทศที่ประเทศนี้จะอยู่ไม่ได้ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมหวังว่าจบการ อภิปรายวันนี้ และท่านประธานวิป (Whip) ก็จะมาบอกกล่าวสรุปอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านรอฟังนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีรอฟัง ถ้าท่าน ตัดสินใจออกจากความเป็นนายกรัฐมนตรี นั่นคือทางออกที่ดีที่สุดของประเทศ ขอเถอะครับ ด้วยมโนสำนึกของท่าน ผมเชื่อว่าท่านเป็นผู้ที่มีจิตใจดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง ถ้าท่านเห็น ว่าวิกฤติมันเกิดขึ้นจริงเพราะตัวท่าน ท่านเสียสละท่านจะเป็นวีรบุรุษในหัวใจของพวกเรา กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

(ประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์ เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนายกรัฐมนตรี เชิญครับ🔗

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมขออนุญาตกราบเรียนชี้แจง ในกรณีของเหมืองแร่อัครานะครับ ผมก็จำเป็นต้องอ่านคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๗๒/๒๕๕๙ เรื่อง การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ฟังดี ๆ นะครับ🔗

ตามที่ได้มีการร้องเรียนคัดค้านการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ เนื่องจาก การประกอบกิจการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่โครงการทำเหมืองแร่ทองคำหลายแห่ง เน้นย้ำนะครับ คำสั่งนี่หลายแห่ง ทุกเหมืองแร่ทองคำนะครับ ไม่ได้ระบุของใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งยังคงต้องรอการตรวจสอบวิเคราะห์และวินิจฉัยในข้อเท็จจริงและปัญหา จึงมีความจำเป็น ต้องกำหนดมาตรการในการป้องกันและระงับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ของประชาชน รวมทั้งกำหนดมาตรการในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนและ ผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ เพื่อประโยชน์ในการรักษา ความสงบเรียบร้อย รวมทั้งส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ อาศัยความตามมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) มีคำสั่ง ดังต่อไปนี้ คณะกรรมการ หมายความว่าคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ หรือตามกฎหมายว่าด้วยแร่แล้วแต่กรณี ข้อ ๒ ให้ผู้มีอำนาจในการออกอาชญาบัตร ประทานบัตร และใบอนุญาตประกอบโลหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยแร่ ระงับการอนุญาตให้ สำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ รวมถึงการต่ออายุประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำและการ ต่อใบอนุญาตประกอบโลหกรรมแร่ทองคำไว้จนกว่าคณะกรรมการจะมีมติเป็นอย่างอื่น ข้อ ๓ ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับประทานบัตรและใบอนุญาตต่าง ๆ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ระงับการประกอบกิจการไว้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ เป็นต้นไป จนกว่าคณะกรรมการจะมีมติเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการดังกล่าว ยังคงมีหน้าที่ในการฟื้นฟูพื้นที่ตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามที่ ได้กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ไม่ว่าพื้นที่ประทานบัตรจะอยู่ในความรับผิดชอบของ หน่วยงานใดก็ตาม และข้อ ๔ ให้หน่วยงานดังต่อไปนี้ ดำเนินการแก้ไขปัญหาภายหลังการให้ ระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำและการประกอบโลหกรรมแร่ทองคำ ในการฟื้นฟู กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุขดูแลสุขภาพ กระทรวงแรงงานดูแลพนักงาน ที่ได้รับผลกระทบ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตรวจสอบ วิเคราะห์ และวินิจฉัยข้อเท็จจริงและปัญหา พร้อมทั้งเสนอมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหา การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ และประกอบโลหกรรมแร่ทองคำ รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนเสนอกรอบนโยบายและ แผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการแร่ทองคำ ให้คณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบ และรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป🔗

ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ได้กระทำไป ตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ ย่อมได้รับความ คุ้มครอง แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตาม กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่🔗

อันนี้ก็เป็นคำสั่งโดยละเอียด ท่านจะเห็นได้ว่าไม่มีคำว่าเหมืองแร่อัคราเลย เป็นเหมืองแร่ทั่วไปทั้งหมด ซึ่งหลังจากได้มีการตรวจสอบแล้ว แล้วก็มีเหมืองแร่ทองคำ เป็นจำนวนมากเขาก็ได้รับประกันต่อใบอนุญาตสัมปทานไปเรียบร้อยแล้ว แต่มีอยู่ประการหนึ่งที่ผมก็กำลังสานต่ออยู่เหมือนกันว่าปัญหามันอะไรกันแน่ อันนี้เป็นการ ระงับการดำเนินกิจการเป็นการชั่วคราว จนกว่าคณะกรรมการจะมีมติอย่างอื่น คือถ้าเขา แก้ปัญหาได้อะไรได้เขาก็ต่อใบอนุญาตให้ เพราะว่ากฎหมายแร่เราก็ออกมาใหม่แล้วตอนนี้ ทุกอย่าง แม้กระทั่งการถลุงแร่ทองคำ วันนี้ก็ได้ปลดล็อกตรงนี้ไปแล้วให้สามารถ ถลุงแร่ทองคำได้ เดิมถลุงไม่ได้ต้องส่งวัตถุดิบไปต่างประเทศ มูลค่าหายไปเยอะเลย รัฐบาล ต้องแก้ปัญหาแบบนี้นะครับท่านครับ เพราะฉะนั้นขณะนี้ทั้งต่างชาติและประชาคมเขา ก็ทราบดีถึงการใช้กฎหมายของประเทศไทยตามมาตรา ๔๔ ซึ่งบริษัทที่ประกอบกิจการ เหมืองทองก็ยอมรับจึงหยุดดำเนินการ แล้วต่อมาคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่ ก็ได้ออกประกาศให้ผู้ประกอบการกลับมาประกอบกิจการได้ แต่มีบางบริษัทเห็นว่าบริษัท ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหลายรัฐบาลต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เรื่อยมาจนกระทั่ง ปี ๒๕๕๙ จึงได้นำเรื่องไปฟ้องร้องประเทศไทยผ่านกลไกระหว่างประเทศ การฟ้องร้องเป็น เรื่องทางคดี รัฐบาลก็จำเป็นต้องเข้าไปแก้ปัญหานี้ แต่ผมใช้คำสั่งมาตรา ๔๔ ในลักษณะที่ เป็นเชิงครอบคลุมไปทั้งหมด ซึ่งบริษัทอื่นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร และมีความบิดเบือนว่าผมสั่ง ปิดเหมืองทอง ยึดเหมืองทอง ไม่ใช่เลย ดูคำสั่งก็แล้วกัน ก่อตัวมาต่อเนื่องหลายรัฐบาลแล้ว เรื่องปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ผมจำเป็นต้องรับฟังเขา ใครไม่ฟังก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็แล้วแต่ แต่ผมต้องฟัง วันนี้คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่ก็ได้ออกประกาศ ให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำกลับมาประกอบกิจการได้แล้ว ผมก็ย้อนให้ฟังเพียงแค่นี้ เพราะเรื่องอื่นนั้นเป็นเรื่องของการต่อสู้ในอนุญาโตตุลาการซึ่งยังไม่มีผลตัดสินออกมา ก็จะมี การหารือกันต่อไปในการแก้ปัญหา ผมก็ทำเหมือนกับเช่นในกรณีตั้งแต่เกิดสมัยใครก็ไม่รู้ คลองด่านของใคร ทางด่วนของใคร โฮปเวลล์ (Hopewell) ของใคร ผมไม่รู้เหมือนกัน แล้วมาถึงผมแล้วท่านก็มาตีผมอยู่อย่างเดียว แล้วท่านทำไมไม่แก้สมัยท่านเป็นรัฐบาล ผมถามท่านหน่อยก็แล้วกัน อันนี้ผมพูดกับประชาชนแล้วกัน พอพูดในนี้ก็เท่านั้น เพราะว่า ท่านก็ไม่ฟังผมอยู่แล้ว🔗

ในเรื่องที่ ๒ ผมจำเป็นต้องพูดเพราะว่าผมเกรงว่ามันจะเป็นการปลุกระดม คนที่ไม่เข้าใจ มองเหมือนกับผมเป็นตัวร้ายที่จะกำจัด จำกัดใครก็แล้วแต่ เป็นการเหมือนกับ ท่านเร่งระดมให้เกิดเหตุการณ์เกิดขึ้นให้ได้ วิธีการพูดของท่าน ผมเข้าใจอย่างนี้ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไป เพราะท่านเล่นพูดเหมือนกับสะพานมัฆวานรังสรรค์บ้าง อะไรบ้าง ผมไม่เคยคิด เรื่องอะไรพวกนี้เลย เรื่องอะไรเป็นเรื่องอดีตก็คืออดีต วันนี้คือวันนี้ โลกมันเจริญไปแค่ไหนแล้ว เราก็ต้องแก้ปัญหาให้ได้ ครั้งที่แล้วมันก็ผ่านมาแล้วมันก็ผ่านไป วันนี้เราก็ต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก แล้วผมไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีกอยู่แล้ว ท่านก็มองวิเคราะห์ไปเรื่อยเรื่องเคลื่อนย้ายรถเกราะ รถถัง มันจะไปรบกับใคร ไปยิงกับใครครับ เมื่อปี ๒๕๕๗ ไม่ได้ยิงปืนสักนัดเลย ไม่ได้เอา รถถังมายึดกับใครด้วย เพราะฉะนั้นท่านอย่าปลุกในลักษณะนี้ สิ่งที่ผมห่วงคือห่วงเด็ก ห่วงนักศึกษา ห่วงอะไรต่าง ๆ ผมไม่ได้กลัวใครทั้งสิ้น อยู่มาป่านนี้ไม่กลัวหรอก เพราะฉะนั้น ผมไม่ได้กลัวใคร แต่ผมกลัวคนที่อยู่ข้างหลังที่จะทำให้เหตุการณ์บางอย่างลุกลามบานปลายขึ้น จะเห็นว่ามีการเร่งระดม ปลุกโน่น ปลุกนี่ แล้วในเรื่องที่ผ่านมาผมถามท่านสิว่ารัฐบาล ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องของการที่จะต้องห้ามนักศึกษา ห้ามอะไรต่าง ๆ ก็ว่าไปตาม กฎหมาย ตำรวจเขาก็ทำหน้าที่ของเขาไป เขาเป็นเจ้าหน้าที่เขาก็ทำของเขา ผมเสียอีก ที่ย้ำว่าขอให้ทำอย่างนุ่มนวลที่สุด อะลุ้มอล่วยให้มากที่สุด ดูแลความปลอดภัยของเขา ให้มากที่สุด เพราะผมเกรงมือที่ ๓ ที่ว่ามันเคยเกิดเมื่อปี ๒๕๕๓ มาทีหนึ่งแล้ว มือที่ ๓ ที่ว่า เมื่อสักครู่ ไม่ใช่ผมแน่นอนครับ เพราะนั่นคือลูกหลานของผม ลูกหลานของท่าน ลูกหลาน ของทุกคน ลูกหลานของ ส.ส. ในห้องนี้ก็เยอะแยะ ผมคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจนะครับ เข้าใจตอนนี้ ท่านกรุณาฟังทั้งสองข้างบ้าง ผมฟังท่าน ผมฟังนักศึกษา และผมฟังคนอีกพวกหนึ่ง ที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นอันนี้อย่าบอกว่าผมไม่ฟังใคร ผมฟังวันนี้เกิดเหตุการณ์ อย่างนี้เกิดขึ้นคืออะลุ้มอล่วยกันมาตลอด แล้วผมก็ยังให้ดูแลกันต่อไป วันนี้ท่านต้องสังเกตว่า เขาให้ประกันก็ยังจะไม่รับจึงขอติดคุก ผมถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น มีใครไปยุแหย่อะไรเขาหรือเปล่า ผมไม่รู้เหมือนกัน ก็คงเรียนให้ทราบเพียงเท่านี้ ผมไม่อยากเปิดประเด็นปัญหาต่อไป ผมรักลูกหลานอยู่แล้ว ผมเป็นคนมีลูก ผมอบรมลูกในทางที่ดี ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ไปก้าวล่วง ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับงานของพ่อ ไม่รับผลประโยชน์ ไม่เปิดเผยตัวอะไรต่าง ๆ นั่นคือลูกผม นั่นคือครอบครัวของผม และผม ถามท่านสิว่าครอบครัวของใครบ้างที่ไปร่วมชุมนุม ผมก็ต้องดูแลลูกท่านอยู่ดี เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะลูกใครทั้งนั้นผมก็ดูแลให้เขาปลอดภัย ยืนยัน ผมก็ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรแน่นอน ยืนยันตรงนี้ เพราะฉะนั้นใครจะทำจะต้องหาตัวให้เจอ ผมกราบเรียนเพียงเท่านี้นะครับ ก็ฝากให้ลูกหลานทุกคนสบายใจนะครับ ก็ขอให้อยู่ในกรอบการดำเนินการที่เรียกว่าสันติวิธี ผมฟังครับ ท่านจะว่าอะไรผมก็ฟังหมด ผมไม่จำเป็นต้องมานั่งต่อหน้า บางทีต่อหน้าบางที ก็มีปัญหาพอสมควรเหมือนกัน ท่านเห็นตัวอย่างอยู่แล้ว เพราะมีคนอยู่เบื้องหลัง อยู่พอสมควร อย่าให้ผมพูดเยอะกว่านี้แล้วกัน โอเค (OK) นะ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ก่อนที่จะอภิปรายต่อไป ทางผู้ควบคุมเสียงรัฐบาลขอหารือเรื่องเวลา ขอเชิญนะครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะตัวแทนของวิป (Whip) ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล ก็ได้รับมอบหมายจากท่านวิรัช รัตนเศรษฐ ให้ชี้แจงเรื่องเวลาที่คงเหลือของสภาแห่งนี้นะครับ ณ เวลานี้พรรคร่วมฝ่ายค้าน เหลือเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ๕๐ นาที ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีเหลือเวลา ประมาณ ๑ ชั่วโมง ๑๔ นาที จึงขออนุญาตนำเรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก เพื่อทราบทั่วกันครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ได้แจ้งรายการที่มา อภิปรายนะครับ หลังจากนี้ท่านรัฐมนตรี ๓ ท่าน ขอชี้แจงนะครับ ขอเชิญครับ🔗

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะคณะรัฐมนตรี ซึ่งญัตติในวันนี้อาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ คือ สภาผู้แทนราษฎรถามปัญหาข้อเท็จจริงจากรัฐบาลนะครับ ประเด็นที่ ๒ คือ สภาผู้แทนราษฎรเสนอแนวทางแก้ไขให้รัฐบาล กราบเรียนท่านประธานสภา ด้วยความเคารพนะครับว่าผมเองนั้นถึงจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ เพิ่งเข้ามาใช้เวลาไม่ถึง ๑ เดือน อาจจะพูดอภิปรายไม่ได้เก่งเหมือนเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ คน เพราะวันที่ผมเป็นผู้แทนนั่งอยู่ข้างล่างผมก็ไม่เคยได้อภิปราย เพราะผมคิดว่าการพูดจากัน การคุยกัน ถ้าเราพูดกันด้วยตามหลักความเป็นจริงเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้สำนวนโวหารมากนะครับ ทางกระทรวงแรงงานนั้นผมเองก็ได้รับนโยบายทำตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งท่านกำกับดูแลกระทรวงแรงงานของผม ผมขอตอบประเด็นของเพื่อนสมาชิก ๔-๕ ท่าน แต่ก็รู้จักทุกท่าน ก็ขออนุญาตตอบประเด็นของเพื่อนสมาชิกที่ถามตั้งแต่เช้าว่ากรณี ของผู้ประกันตนที่ไม่สามารถลงทะเบียนรับเงินเยียวยา ๕,๐๐๐ บาท จาก พ.ร.ก. กู้เงินได้นั้น และเขาก็ไม่สามารถได้รับเงินจากกองทุนประกันสังคมกรณีว่างงาน เนื่องจากเหตุสุดวิสัย ที่เราจ่าย ๖๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะอ้างว่าจ่ายเฉพาะลูกจ้างของสถานประกอบกิจการที่รัฐบาล ปิดเท่านั้น ผมขอชี้แจงอย่างนี้นะครับ คำนิยามของคำว่าเหตุสุดวิสัยนั้น ครอบคลุมถึงกรณี ลูกจ้างของสถานประกอบกิจการที่รัฐบาลสั่งปิดในโควิด (COVID) และรวมถึงกรณีเพิ่มเติม ในมาตรา ๗๙/๑ เพิ่มเติมมาคือผู้ประกันตนที่ไม่ได้ทำงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย มีความเสี่ยง จากการติดเชื้อไวรัสโควิด (COVID) ซึ่งต้องมีการกักตัวเป็นเวลา ๑๔ วัน มีนายจ้างรับรอง หรือนายจ้างไม่ให้มาทำงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยดังกล่าว กลุ่มเหล่านี้ทางประกันสังคม ก็ได้เยียวยา ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนนั้นไม่ได้ไปทำงาน แต่ไม่เกิน ๙๐ วัน เหมือนคนอื่น ๆ นะครับ แล้วเพิ่มเติมอีกประเด็นหนึ่งคือมาตรา ๗๙/๑ นั้น เพิ่มเติมมาคือผู้ประกันตนที่ไม่สามารถทำงานได้และไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น ไม่ว่า นายจ้างจะหยุดประกอบกิจการเองหรือหยุดประกอบกิจการตามคำสั่งของทางราชการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากโควิด (COVID) มีสิทธิได้รับ ๖๒ เปอร์เซ็นต์ของค่าแรงรายวัน แต่ไม่เกิน ๙๐ วัน อันนี้ของเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อตอนเช้าที่ถามมานะครับ🔗

ท่านต่อไปที่ถามมาว่าการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบ ไม่ครบ ๖ เดือนที่นับ ๑๕ เดือนถอยไปที่มีการล่าช้า ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่ากระทรวงแรงงานนั้น เราได้ตระหนักและให้ความเป็นห่วงบุคคล เหล่านี้เป็นที่ตั้งอยู่แล้ว ตอนที่เรามีโครงการของกระทรวงการคลังที่ชื่อโครงการเราไม่ทิ้งกัน ซึ่งมีผู้ประกันตนลงทะเบียนรับเงินเยียวยาจากโครงการดังกล่าวไปประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าราย ส่วนที่ตกค้างซึ่งมาที่กระทรวงแรงงาน เราก็ส่งรายชื่อต่าง ๆ กลับไปที่กระทรวงแรงงาน เพื่อให้ช่วยเหลือกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ซึ่งเขาส่งสมทบมาไม่ถึง ๖ เดือน ภายใน ๑๕ เดือนที่เขา ทำงาน มีประมาณ ๕๙,๗๗๖ ราย จำนวนเงิน ๘๖๙ ล้านบาทเศษ ตอนนี้เราได้จ่ายไปแล้ว ๑๐,๐๐๐ กว่าราย เราคาดว่าจะทำการจ่ายได้หมดภายในเร็ว ๆ นี้ พอดีติดปัญหาในเรื่องของ เอกสารที่เราต้องนำส่งทางกระทรวงการคลัง ส่วนในเรื่องของเพื่อนสมาชิกซึ่งได้เป็นห่วง ในเรื่องที่ผมได้มีนโยบายให้กับทางประกันสังคมได้ลดเงินสมทบลูกจ้างกับนายจ้าง จริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้มีการช่วยเหลือช่วงที่ ๑ ไปแล้วว่านายจ้างจ่าย ๔ เปอร์เซ็นต์ ลูกจ้างจ่าย ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่นิยามของประกันสังคมคือการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขของนายจ้างและลูกจ้าง ดังนั้นระยะเวลาที่หมดมา ๓ เดือน ทางบอร์ด (Board) ประกันสังคมซึ่งเป็นบอร์ด (Board) ๓ ฝ่าย มีประธานบอร์ด (Board) เป็นปลัดกระทรวง ฝ่ายลูกจ้าง ฝ่ายนายจ้าง ก็ได้หารือกัน ว่าเราอาจจะต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการให้รักษาการจ้างงาน แล้วเราต้องช่วยเหลือ ผู้ประกันตนซึ่งต้องนำส่งเงินสมทบที่หมดระยะเวลาไปแล้ว เราก็ได้ต่อขยายไปเวลาไปอีก ๓ เดือน เป็นนายจ้างจ่าย ๒ เปอร์เซ็นต์ ลูกจ้างจ่าย ๒ เปอร์เซ็นต์จาก ๕ เปอร์เซ็นต์ สิ่งนี้ ทำให้นายจ้างและลูกจ้างมีเงินกลับมาในระบบการใช้เงินในการนำมาใช้จ่ายในระบบฐานราก ของเศรษฐกิจ ๓ เดือนเป็นเงิน ๒๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมทั้ง ๒ รอบ รอบที่แล้วครั้งแรก ด้วยประมาณ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเงินเหล่านี้ถ้าเราไม่ทำนโยบายตัวนี้ช่วยเหลือ ผู้ประกันตนหรือช่วยเหลือผู้ประกอบการ เงินส่วนนี้ก็จะอยู่ในกองทุนประกันสังคม ผมเข้าใจว่า ด้วยความที่เพื่อนสมาชิกที่เคารพเป็นห่วงเงินกองทุนประกันสังคม ผมต้องกราบขอบพระคุณ ด้วยความเคารพ ผมจะนำเรียนว่าการพิจารณาในนโยบายต่าง ๆ ของประกันสังคมเป็นเรื่อง ของไตรภาคี ๓ ฝ่ายที่เขาพิจารณากัน แล้วผมก็จะเรียนเมื่อสักครู่นี้ผมได้ให้ข้อมูล เช็ก (Check) จากระบบประกันสังคมว่า ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน สถานะของเงินกองทุน ประกันสังคมมีอยู่เท่าไร ๑. ในกองทุน ๔ กรณี คือ เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุอันตราย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และตาย มีอยู่ ๗๒,๖๘๙ ล้านบาท ๒. กองทุน ๒ กรณี กองทุน ชราภาพ กองทุนสงเคราะห์บุตร มีจำนวน ๑,๘๖๗,๐๔๔ ล้านบาท ๓. กรณีการว่างงาน กองทุนนี้จะเหลือเงินอยู่ ๑๖๑,๑๐๑ ล้านบาท ผมเรียนว่าสถานะการเงินของประกันสังคมนั้น ยังมั่นคงและแข็งแรงนะครับ ผมเองต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกที่ให้ความเป็นห่วง ในระยะเวลาที่ผมเข้ามาทำงาน เกือบ ๆ ๑ เดือนในกระทรวงแรงงานนั้น ผมเองก็ได้รับนโยบาย ได้รับการกำชับในเรื่องการ ว่างงานของกระทรวงแรงงานซึ่งมีผลกระทบมาจากโควิด (COVID) ผมกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านนะครับ สิ่งที่ผมเข้ามาทีแรกผมก็ ต้องการตัวเลขอย่างที่เพื่อนสมาชิกให้คำแนะนำว่าตัวเลขมีจากนอกระบบด้วย แต่ผมเอง ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าตัวเลขนอกระบบนั้นผมพยายามจะทำความเข้าใจกับผู้ที่ทำงาน นอกระบบว่าขอเข้ามาสู่ในระบบ มาตรา ๔๐ เพื่อที่ผมจะได้รู้ว่าท่านตกงาน ท่านทำอาชีพ อะไร ซึ่งกองทุนประกันสังคมจะได้หาทางช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาให้ท่านได้ เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องคิดถึงตัวเลขว่างงานจากระบบ ซึ่งผมมีตัวเลขผู้ประกันตน มาตรา ๓๓ อยู่ประมาณ ๑๑ ล้านกว่าคน หรือ ๑๒ ล้านคน มาตรา ๓๙ อยู่ประมาณสักล้านกว่าคน มาตรา ๔๐ อีก ๓ ล้านกว่าคน รวมแล้ว ๑๖ ล้านกว่าคน ผมจะให้ดูสไลด์ (Slide) นะครับ ข้อที่ ๑ คือการ ว่างงานจากกรณีลาออก ซึ่งกองทุนประกันสังคมนั้นได้ช่วยเหลือผู้ที่ใช้สิทธิ เราจ่ายให้ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน ๙๐ วัน ข้อมูลถึงวันที่ ๓๐ สิงหาคม จำนวน ๕๗๑,๘๗๐ คน ข้อที่ ๒ คือการว่างงานจากกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้าง คือกลุ่มคนเหล่านี้เขามีสัญญาการจ้างงาน ระยะสั้น พอหมดสัญญาจ้างเขาก็ต้องหมดไป แต่เขาก็ใช้สิทธิกรณีว่างงาน ๔๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน ๙๐ วัน อีก ๓๐,๕๙๖ คน ข้อที่ ๓ คือการว่างงานจากกรณีการเลิกจ้าง อันนี้คือ ผลกระทบ ผมก็ยอมรับนะครับว่าถ้าเกิดกรณีเลิกจ้างอาจจะเกิดจากบริษัทประสบปัญหาต่าง ๆ ตรงนี้เราจ่ายเงินกรณีว่างงานให้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้าง ไม่เกิน ๒๐๐ วัน อีก ๒๖๐,๕๔๒ คน ตัวเลขว่างงาน ณ วันนี้ จาก ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่ท่านเคยบอก ผมก็อัปเดต (Update) ตัวเลขมาล่าสุด ๘๖๓,๐๐๘ คน ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ผู้ประกันตน ผมเรียนอย่างนี้ครับ การทำงานมีการออกแล้วก็มีการเข้า อันนี้เป็นสถิติจากประกันสังคม กิจการที่ออกไป ๑๐,๐๐๐ กว่ากิจการ กิจการที่จดเข้ามาใหม่ ๑๒,๐๐๐ กว่ากิจการ แปลว่าเศรษฐกิจต่าง ๆ เขาก็ไม่ได้หยุดหมดไปเลยนะครับ เขาก็กลับมามีกิจการใหม่ ๆ เปิดขึ้นมา มีผู้ประกันตน เข้ามาในระบบประกันสังคมอีก ๒๑๒,๐๐๐ ราย อันนี้ก็คือเรามีขาออก เราก็มีขาเข้าเข้ามา ตัวเลขที่ทุกท่านเป็นห่วง ผมเองก็เป็นห่วงวันที่ผมมารับตำแหน่ง ที่หลาย ๆ ท่านพูด ๗-๙ ล้านราย ผมเรียนด้วยความเคารพว่าผมไม่เคยที่จะปฏิเสธข้อมูลของเพื่อนสมาชิก หรือข้อมูลของทางสื่อมวลชนหรือข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีให้ผมนะครับ แต่ผมก็ต้องรู้ ตัวเลขว่าสิ่งที่ผมกลัวเหมือนกันคือการว่างงานจากมาตรา ๗๙/๑ คือเราจ่ายเยียวยา ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ช่วงที่เกิดโควิด (COVID) ที่ปิดโดยรัฐบาลสั่งปิด หรือกิจการเขาขอปิดตัว อย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ร้านอาหารต่าง ๆ โรงหนัง มีจำนวนที่มาใช้สิทธิเยียวยา ๖๒ เปอร์เซ็นต์นั้น ๙๓๖,๐๘๒ ราย ตัวเลขตัวนี้คือตัวที่ผมกลัวที่สุดว่าถ้าเขาไม่กลับไปสู่ใน ระบบการจ้างงานนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องนำมาเป็นส่วนของยอดคนตกงาน แต่ ณ ปัจจุบัน วันนี้ผมเองได้เข้าไปดูตัวเลขมา กลับเข้าทำงานปกติแล้ว ๙๒.๘ เปอร์เซ็นต์ กลับเข้ามาสู่ ระบบการจ้างงานแล้ว ๘๖๘,๔๑๔ ราย แต่มีส่วนที่เขากลับไปช่วงที่เกิดโควิด (COVID) เขากลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด เขาอาจจะไปทำเกษตร ไปทำสวน หรืออยู่กับคุณพ่อคุณแม่ มีลาออกไป ๔๘,๓๙๓ ราย กลุ่มนี้ก็คือไม่ได้ทำงานแล้วครับคือออกไป แล้วก็มีกลุ่มหนึ่งที่เรารออยู่ที่จะกลับมาประมาณ ๑๙,๒๗๕ ราย สรุปคือข้อควรระวังที่ผมระวังที่สุดคือมาตราที่เราจ่าย ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ๙๓๖,๐๘๒ ราย ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่เคารพนะครับ ผ่านไปยัง พี่น้องทางบ้านนะครับว่าตัวเลขตรงก้อนนี้ได้กลับเข้าสู่ระบบไป ๙๒.๘ เปอร์เซ็นต์แล้ว ตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนั้นจะมีมาตรา ๗๕ เกิดจากการ ปิดกิจการชั่วคราว เช่น เครื่องบินที่จะต้องไปรับวัตถุดิบจากต่างประเทศ จากยุโรปมาผลิต วันที่เกิดโควิด (COVID) ทั่วโลกนั้นไม่มีน่านฟ้าไหนเปิดเครื่องบินบินได้ เขาก็มาแจ้งความ จำนงว่าเขาขอใช้มาตรา ๗๕ วันที่พีก (Peak) ที่สุดนะครับ ช่วงเดือนเมษายน วันที่ ๑ ซึ่งเยอะที่สุด ๔๗๖,๘๕๖ คน ข้อมูลวันนี้วันที่ ๓๑ สิงหาคม ที่ผมไปนำข้อมูลมากลับเข้าสู่ การจ้างงานปกติแล้ว ๓๐๕,๖๑๕ ราย เหลือมาตรา ๗๕ ตัวนี้ที่นายจ้างกำลังชะลอไว้ อยู่ประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ กว่าราย ก็จะรวมเป็นประมาณ ๑๙๐,๕๑๖ ราย ผมเอาตัวเลข ๒ ก้อนนี้ ๑๙๐,๐๐๐ บวกกับอีก ๘๐๐,๐๐๐ ถ้าพูดแบบไม่นับตัวเลขเข้านะครับ ผมตีกลม ๆ คือ ๑ ล้านตำแหน่ง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป ผมก็ต้องมานั่งคิดว่าผมเข้ามาแล้วนี่ผมจะทำ อย่างไรถึงจะตีโจทย์ให้แตก ถ้าผมให้จัดหางานจังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี จัดหางานมา มันก็ไม่เพียงพอ เพราะว่าต่างคนต่างทำ ผมก็ตั้งศูนย์อำนวยการแรงงานแห่งชาติขึ้นมา เพื่อรวมดาต้า (Data) ข้อมูลทั้งหมดมาที่เซ็นเตอร์ (Center) แล้วผมเองนั้นก็ได้ คอนเฟอร์เรนซ์ (Conference) ไปที่จัดหางานทุกจังหวัด ให้ทำหน้าที่เหมือนเซลล์ออกจาก ออฟฟิศไปพบผู้ประกอบการ ไปนำตัวเลขผู้ประกอบการที่ต้องการจ้างงานวันนี้เศรษฐกิจ เริ่มฟื้นบางประเภท ต้องใช้คำว่าบางประเภท ให้ออกจากออฟฟิศตัวเอง ให้ออกจากที่ทำงาน ไปหางาน เอาตัวเลขเข้ามาที่ศูนย์อำนวยการแรงงานแห่งชาติ เพื่อที่จะจัดงานจ็อบ เอกซ์โป ไทยแลนด์ (Job Expo Thailand) นะครับ สิ่งที่ผมกราบเรียนเพื่อนสมาชิกที่เคารพนะครับ ผมเองนั้นไม่ได้คิดอะไรเป็นอย่างอื่น ผมเข้ามาผมก็พยายามแก้ปัญหาให้ถูกจุดนะครับ ผมดู ตัวเลขว่างงาน ๗๐๐,๐๐๐ คน ๘๐๐,๐๐๐ คน ผมไม่นับตัวเลขเข้า ผมรวมตัวเลขเฝ้าระวัง อีก ๑๙๐,๐๐๐ ผมตีว่า ๑ ล้าน กลม ๆ ผมก็ขอจัดงานจ็อบ เอกซ์โป (Job Expo) ขึ้นมา เพื่อรวมทุกภาคส่วนทั้งประเทศไทยจัดที่ส่วนกลางที่กรุงเทพมหานคร วันที่ ๒๖ ๒๗ ๒๘ ช่วงของปลายเดือน เหตุผลที่ผมจัด ๑ ล้านตำแหน่ง ผมเองก็ต้องไปหางาน เดินหางาน ของานกับกลุ่มเอกชนต่าง ๆ เหมือนกันนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่เราจัดงาน ๑ ล้านตำแหน่ง ออกไป ในเป็นสิ่งที่เราสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกท่านพี่น้องประชาชนผู้ตกงาน ผู้ว่างงาน เข้ามาที่บูท (Booth) หรือเข้ามาที่งานนี้ได้ เราจะมีบริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการงาน ต้องการ คนทำงาน เขาจะเปิดรออยู่นะครับ ขอเปิดสไลด์ (Slide) ต่อไปนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรีต้องเผื่อเวลา ไว้ด้วยนะครับ🔗

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ครับท่านประธาน นิดเดียวครับท่าน ส่วนตำแหน่งว่างงานที่ผมจะรอเปิดงาน ผมเรียนอย่างนี้ครับ เป็นการ บูรณาการของทุกภาคส่วน รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ เอกชน เอกชนผู้ส่งออกแรงงานต่างประเทศ เป็นการบูรณาการ เป็นการรวมไทยสร้างชาติ ๑. ตำแหน่งว่างงาน กรมจัดหางานหามาได้ ณ วันนี้ ผมให้เป้าไป ๔๐๐,๐๐๐ กว่าตำแหน่ง ได้มา ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตำแหน่ง จ้างงาน ภาครัฐ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าตำแหน่ง แรงงานไปต่างประเทศ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าตำแหน่ง และมีโครงการที่เราช่วยนักศึกษาจบใหม่ โคเพย์เมนต์ (Co-payment) ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๖๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ตรงนี้จะมีประมาณ ๑,๑๐๐,๐๐๐ ตำแหน่ง โครงการโคเพย์เมนต์ (Co-payment) ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของนักศึกษาจบใหม่ ที่เราช่วยนั้นเราเรียนตรง ๆ นะครับว่า เราบริสุทธิ์ใจในการที่จะช่วยน้อง ๆ นักศึกษาจบใหม่ เพราะว่าเรารู้ว่าสภาวะวันนี้เป็นสภาวะของนายจ้าง เป็นตลาดของนายจ้าง เราก็ต้อง ช่วยเหลือนักศึกษาที่จบใหม่ จบมามีงานทำ มีประสบการณ์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้น้อง ๆ นักศึกษามีประสบการณ์ แล้วก็จะได้มีฐานเงินเดือนที่สูงขึ้นในอนาคต ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ๑ เดือนที่ผมมาไม่ถึงดี ผมก็ไปเยี่ยมสิ่งที่เป็นการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งเป็น การอัปสกิลล์ (Upskill) รีสกิลล์ (Reskill) เพื่อให้ภาคแรงงานนั้นมีรายได้ที่สูงขึ้น ผมไปพบ ผู้ค้าปลีก ไปขอตำแหน่งงาน เขาก็ให้มา ผมพบ ผมร่วมประชุม ผมเชิญสภาองค์การลูกจ้าง แห่งประเทศไทย มี ๑๕ แห่ง ผมเชิญพบ ขอคุยขอหารือถึงปัญหาต่าง ๆ ผมเองช่วงที่ผม เข้ามา ผมรู้ว่าก่อนผมเข้ามานั้น ๖๒ เปอร์เซ็นต์นั้นมีผู้ที่ใช้สิทธิ ๙๐๐,๐๐๐ กว่ารายนั้น มีปัญหาหลากหลาย ได้เงินใช้ ได้เงินไม่ครบ หรือจะมีอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมเข้ามาไม่ถึง ๒ อาทิตย์ วันนี้ผมจ่ายไป ๙๙.๖๙ เปอร์เซ็นต์ เหลืออยู่ ๒,๙๐๖ ราย บางครั้งการที่เรา จ่ายเงินตรงนี้เราก็ต้องเช็ก (Check) ให้ดีนะครับ เรียนท่านประธานผ่านเพื่อนสมาชิก เพราะว่ามันต้องมีนายจ้างรับรองว่าเขาหยุดกิจการจริง เพราะเราเจอเหตุการณ์แบบนี้ ๔-๕ บริษัท เรากำลังตรวจสอบอยู่ ซึ่งเป็นการทุจริต ซึ่งนายจ้างไม่รู้เรื่อง ฝ่ายบุคคล ปลอมลายเซ็นนายจ้างว่านายจ้างปิดกิจการแล้วก็เบิกเงิน สิ่งนี้เรากำลังดำเนินคดีอยู่ นี่คือ สิ่งที่ทำให้เราต้องตรวจสอบด้วยครับ เรียนพี่น้องนะครับ ส่วนผมเองก็ทำงานเชิงบูรณาการ กับทางกระทรวง พม. โดยท่านรัฐมนตรีจุติ ไกรฤกษ์ ผมเองนั้นก็ได้ประสานงานช่วยเหลือ พี่น้องภาคแรงงานซึ่งอยู่ในช่วงที่ลำบาก ช่วงฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ก็ได้รับการช่วยเหลือจาก การเคหะแห่งชาติ มอบบ้านให้ ๑,๐๐๐ กว่ายูนิต (Unit) ให้กับผู้ใช้แรงงานในราคาเช่าอยู่ เดือนละ ๙๙๙ บาท ผมเองเข้ามาถึงผมก็มีพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งเกิดปัญหา ทั้งอุซเบกิสถาน ทั้งหลาย ๆ อย่างที่ท่านก็ทราบอยู่บนเรือสำราญ เราก็ต้องรีบ ประสานงาน เพราะเราถือว่าเขาเป็นพี่น้องคนไทย เราต้องช่วยเหลือเขากลับมา นี่คือสิ่งที่ หน้างานเราทำทุกมิตินะครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรีต้องเผื่อเวลา เอาไว้ด้วยครับ🔗

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

อีก ๒ นาทีครับ ขอย้อนกลับมาเรื่องประกันสังคมที่ผมลดอัตราสมทบเหลือ ๒ เปอร์เซ็นต์นั้นมันก็มีเหตุผล อย่างที่ผมเล่าให้ฟังครับว่าเงินที่จะหมุนเวียนเข้าสู่ระบบนั้น ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ภายใน ๓ เดือน ในสิ่งนี้ผมก็กราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่ทรงเกียรติว่า ผมเองนั้นถึงจะเข้ามาใหม่ แต่ผมมีความตั้งใจและผมพยายามจะแก้ปัญหาให้ตรงจุด ขอให้ เพื่อน ๆ สมาชิกให้โอกาสและให้เวลา และให้กำลังใจ ผมเองนั้นเชื่อว่าขอเวลาผมได้คิดได้ทำ สักพักหนึ่ง เพื่อน ๆ ก็จะทราบว่าผลลัพธ์ออกมาเป็นรูปธรรมแบบไหน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ🔗

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมได้รับมอบหมาย ให้มาชี้แจงเรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากภาวะวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เกิดขึ้นตอนต้นปีจนถึงขณะนี้ ซึ่งประเทศจีนได้ปิดประเทศเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๓ และประเทศไทยได้ปิดประเทศเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๓ จากเหตุการณ์ที่เกิดโรคระบาด ของโควิด-๑๙ (COVID-19) ทำให้ประเทศไทยซึ่งมีรายได้จากการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเสาหลักเสาหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีรายได้จากการท่องเที่ยวและกีฬา ประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ส่วนปีนี้ถ้าหากไม่มีการเกิดโรคระบาด ทางรัฐบาลก็ประมาณการว่าการท่องเที่ยวและกีฬา น่าจะมีรายได้เข้าสู่ประเทศประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์โรคระบาด โควิด-๑๙ (COVID-19) แล้วสิ่งที่คาดหวังไว้ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งขณะนี้ตั้งแต่มีการระบาด แล้วก็ปิดประเทศ จนกระทั่งมีการเริ่มเปิดให้มีการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ตั้งแต่ เดือนมิถุนายนถึงปัจจุบันนี้ เรามีนักท่องเที่ยวจากชาวต่างประเทศที่เข้ามาก่อนที่จะมีการ ปิดประเทศประมาณ ๖.๗ ล้านคน แล้วก่อนที่จะมีการหยุดหรือล็อกดาวน์ (Lockdown) ประเทศ เรามีการท่องเที่ยวภายในประเทศ ๓๔ ล้านคน/ครั้ง มีรายได้รวมทั้งภายในประเทศ และจากต่างประเทศประมาณ ๕.๑๘ แสนล้านบาท พอหลังจากเปิดประเทศใหม่คราวนี้ มีการท่องเที่ยวภายในประเทศ ถึงปัจจุบันนี้เราไม่มีนักท่องเที่ยวจากชาวต่างประเทศเกิดขึ้น ในประเทศไทย เพราะขณะนี้เรามีเพียงการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งทางรัฐบาลก็ได้มีการ ทุ่มงบประมาณเพื่อเชิญชวนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งตรงนี้ตัวผมเองในฐานะที่ดูแล เรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ของบประมาณจากท่านนายกรัฐมนตรีเป็นเงิน ๒๒,๔๐๐ ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ รายการด้วยกัน คือ ให้กับ อสม. ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน คนละ ๒,๐๐๐ บาท คือ ๒,๔๐๐ ล้านบาท ช่วยสำหรับคนท่องเที่ยว ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๕ ล้านห้อง สูงสุดรัฐบาลรับผิดชอบไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท แล้วก็ค่าอาหารวันละ ๖๐๐ บาท ค่าเครื่องบิน ๒ ล้านที่นั่ง รัฐบาลช่วยเหลือ ๑,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เงินเหล่านี้มีการจองห้องพักโครงการเราเที่ยวด้วยกัน มีผู้แสดงสิทธิการจอง ประมาณ ๕ ล้านคน แต่ใช้สิทธิไปแล้วประมาณ ๘๕๑,๓๒๑ ห้อง มีการใช้เงินหมุนเวียน สำหรับค่าห้องประมาณ ๒,๕๒๔.๓ ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการใช้จ่ายโดยประชาชน ๑,๕๖๘ ล้านบาทเศษ รัฐบาลสนับสนุน ๙๕๖ ล้านบาทเศษ ค่าใช้จ่ายค่าอาหาร และเครื่องบิน ประมาณ ๒๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท โดยประชาชนเป็นผู้ออก ๑๖.๗ ล้านบาท รัฐบาลสนับสนุน ๖.๙ ล้านบาท และที่สำคัญที่สุดช่วงวันหยุดยาวในวันที่ ๔-๗ กันยายน ที่ผ่านมา มีการจัดเก็บสถิติซึ่งจะเห็นว่าคนไทยมีการท่องเที่ยวในประเทศประมาณ ๒.๒๙ ล้านคน มีเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ ๘,๘๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ อย่างหนึ่งว่าถ้ามีวันหยุดยาวหรือวันหยุดสุดสัปดาห์คนไทยเราก็ยังนิยมที่จะไปท่องเที่ยวกัน แต่ที่สำคัญที่สุด ถ้าหากว่าการท่องเที่ยวถ้าจะอาศัยเฉพาะคนในประเทศไทยเที่ยวในประเทศ ไทยซึ่งในปีที่แล้วประมาณการก็แค่ ๑ ใน ๓ ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด เพราะฉะนั้นรายได้จากการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งโดยเป็นส่วนใหญ่ประมาณ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ มาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ แต่ไม่เป็นอะไรครับ ขณะนี้ถึงแม้รัฐบาลไทยเรา ประเทศไทยเรายังไม่รับนักท่องเที่ยวจากชาวต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ของเราได้ประสานกับกลุ่มเอสแพ็กหรือทูตานุทูตต่าง ๆ คือชาวต่างประเทศที่พำนักอยู่ ในประเทศไทยก่อนที่จะมีการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) มีประมาณ ๒.๔ ล้านคน ซึ่งทางกระทรวงและทาง ททท. ได้ทำการประสานกับชาวต่างชาติกลุ่มนี้ว่าเราจะหา วิธีอย่างไรเชิญชวนให้ชาวเอสแพ็กกลุ่มนี้ ประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ คนให้เกิดการท่องเที่ยว เกิดการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ ในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งเราหวังว่าในระยะเวลาที่เหลือจนถึงสิ้นปีประมาณ ๓ เดือนกว่า เราคาดว่าในกลุ่มเอสแพ็กตรงนี้ก็หวังว่าคนหนึ่งอยากจะเชิญชวนให้ได้เที่ยวสักคนละ ๒ ครั้ง ก็ประมาณสัก ๔.๘ ล้านคน/ครั้ง ซึ่งตรงนี้สำหรับชาวต่างประเทศการใช้จ่าย ก็น่าจะมากกว่าการท่องเที่ยวในประเทศไทยโดยคนไทย ซึ่งตรงนี้ใน ททท. ได้เริ่มจัด แคมเปน(Campaign) แล้วก็มีการจัดลักษณะว่าเป็นทัวร์ (Tour) แทนที่จะจัดเป็น เอาต์เบานด์ (Outbound) ก็จัดลักษณะของกรุ๊ปทัวร์ (Group tour) เพื่อนำท่องเที่ยว ในประเทศโดยนำชาวต่างประเทศไปเที่ยวตามจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีการจัดแคมเปน (Campaign) หลาย ๆ แคมเปน (Campaign) ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ และที่สำคัญที่สุดครับ สิ่งที่ตัวผมเองอยากจะขอจากรัฐบาลไทยก็คือการนำเขยของ ประเทศไทยก็คือชาวต่างชาติที่มีครอบครัวในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่ประมาณสัก เกือบ ๆ ๒๐๐,๐๐๐ ครอบครัว แต่ที่สำคัญที่สุดปัจจุบันนี้มีตกค้างอยู่ในต่างประเทศ ประมาณ ๖๔,๐๐๐ คน ซึ่งในคนเหล่านี้ทางภรรยาบ้าง ตัวคนชาวต่างชาติเองบ้าง ได้แสดงความจำนงว่าขอกลับประเทศไทย ซึ่งต้องการมาเยี่ยมครอบครัว ต้องการกลับมาอยู่ ประเทศไทย ซึ่งคนเหล่านี้บางส่วนได้กลับมาในประเทศไทย แต่คนเหล่านี้ทุกคนต้องได้รับ การกักตัว ๑๔ วัน ก็คือเอเอสคิว (ASQ) ออลเทอร์นาทิฟ สเตต ควอรันทีน (Alternative State Quarantine) ซึ่งเปรียบเสมือนกับคนไทยที่กลับจากต่างประเทศคือเราต้องมาอยู่ ในสถานที่ทางรัฐบาลจัดให้ ๑๔ วัน แต่ชาวต่างประเทศทั้งหมดต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ทั้งหมดนะครับ และที่สำคัญที่สุดทางกระทรวงได้มีการนำเสนอผ่าน ครม. ไปแล้วใน ๔-๕ กลุ่ม ก็คือกลุ่มถ่ายทำภาพยนตร์ แล้วก็ไทยแลนด์ อีลิต การ์ด (Thailand Elite Card) ประชุมสัมมนาของไมซ์ (MICE) แล้วก็ลานรักษาพยาบาล ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้เป็นผู้ป่วย ที่มีประวัติอยู่ในโรงพยาบาลในประเทศไทย โดยที่ไม่ใช่มารักษาโรคโควิด (COVID) และ นักธุรกิจที่จะเข้ามาประชุม ซึ่ง ๕ กลุ่มนี้ปัจจุบันนี้เริ่มมีการทยอยเข้ามาสู่ประเทศไทยแล้ว สุดท้ายก็คงจะต้องถึงเวลาแล้วครับที่ว่าในเมื่อสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าก็ยังไม่พอสำหรับการ ขยายตัวของการท่องเที่ยวของประเทศไทยในปีที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งที่เราจะเห็นว่าปัจจุบันนี้ ในหลาย ๆ จังหวัด โรงแรมนี้ โดยเฉพาะในจังหวัดที่เป็นเมืองหลักของประเทศไทย โรงแรม ประเภทโรงแรม ๔ ดาว ๕ ดาว ๖ ดาวตรงนี้ยังเปิดไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในหัวเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี หรือแม้กระทั่ง กรุงเทพมหานครเองนะครับ แล้วที่สำคัญที่จังหวัดเชียงใหม่ก็เช่นกัน ซึ่งตรงนี้จะต้องถาม คนไทยทั้งประเทศว่าเราจะปล่อยให้สภาวะเศรษฐกิจของเราอย่างนี้ไปได้อย่างไร ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้อยู่ที่คำตอบของคนไทยทั้งประเทศครับ เพราะวันนี้เราได้เกียรติยศจากคำว่า เราสามารถเป็นประเทศที่มีการป้องกันของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) นี้ลำดับต้น ๆ ของโลก แต่ขณะนี้ในเมื่อเราป้องกันได้แล้วทำไมเราถึงไม่คิดว่าจะใช้โอกาสตรงนี้ให้เป็นสิ่งที่ ทำอย่างไรครับ สิ่งที่ว่าโอกาสตรงนี้เอามาเป็นผลประโยชน์สำหรับประเทศไทย ซึ่งผมคิดว่า คนทั้งโลกปัจจุบันนี้กำลังต้องการอยากที่จะมาประเทศไทย แต่แน่นอนครับ ผมก็จะเรียน ให้ท่านสมาชิกทราบในที่นี้ คนที่จะเข้ามาในประเทศไทยทุกท่านต้องได้รับการกักตัว ๑๔ วัน ตามที่ ศบค. และกระทรวงสาธารณสุขกำหนด ไม่ว่าจะเป็นเอเอสคิว (ASQ) หรือ เอแอลเอสคิว (ALSQ) เอแอลเอสคิว ก็คือ ออลเทอร์นาทิฟ โลคัล สเตต ควอรันทีน (Alternative Local State Quarantine) นะครับ สิ่งเหล่านี้ก็ขอทำความเข้าใจกับคนไทยทุก ๆ คนว่าวันนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ของเราไม่ได้หยุดเฉย ไม่ได้ละเลย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทำงานทุกวัน สิ่งเหล่านี้ เรากำลังคิดว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อจะนำรายได้เข้าประเทศให้สะท้อนกลับไปถึงปีที่ผ่าน ๆ มาว่า วันนี้แน่นอนปีนี้เป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับปีหน้าเราจะทำอย่างไรให้การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ให้กลับมาสู่สภาวะเดิมให้ได้ และที่สำคัญที่สุดวันนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของเรา ได้มีการจัดการประกวดเรื่องของทราเวล เทค สตาร์ตอัป ซีซัน ๒ (Travel Tech Startup Season 2) ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็คือจัดหานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อมา สนับสนุนการท่องเที่ยวและเปิดโอกาสให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่มานำเสนอความคิดใหม่ ๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นตัวช่วยในโครงการนี้ มีผู้สมัครประมาณ ๒๖๐ ทีม ซึ่งขณะนี้เราตัด🔗

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะฝ่ายค้าน ญัตตินี้ขอเปิดอภิปรายทั่วไปให้ซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ในเรื่องวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ แต่ที่ท่านเล่ามานี้ท่านหยิบกระดาษมาอ่าน มันก็ขัดข้อบังคับ ข้อ ๖๙ แล้วท่านก็พูดเองเออเองไปทุกอย่างเลยครับ ผมว่าถ้าท่านจะอ่านท่านแจกฝ่ายค้านเลย หรือว่าแจกสื่อมวลชนเลย ขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยครับ ฟังมานานแล้วยิ่งง่วง ยิ่งดึกแล้วยิ่งง่วงครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมก็ดูอยู่ครับ ท่านก็ก้มดูบ้าง แล้วก็เงยหน้า ไม่ถึงขนาดอ่านตลอด คงจะดูหัวข้อแล้วก็อภิปราย แต่ว่าที่ผมจะเตือน ก็คือเรื่องเวลา เพราะว่าจะมีสมาชิกอภิปรายอีก ๗ ท่าน แล้วก็มีรัฐมนตรีที่เสนอชื่อมา ตอบชี้แจงที่เหลืออีก ๔ ท่าน ฉะนั้นท่านรัฐมนตรีกรุณาดูเวลา ก็กันเวลาไว้เพราะเวลาก็มีอยู่ จำกัด เชิญนะครับ🔗

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ขอบคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขอบคุณท่านประธานครับ ผมกำลังจะสรุปแล้วครับ สิ่งที่ผมเล่า มาในที่นี้ก็หมายความว่าเป็นสิ่งที่เรากำลังทำแล้วก็หาสิ่งใหม่ ๆ เพื่อมาทดแทนสิ่งเก่า ๆ ซึ่งสิ่งเก่า ๆ ปัจจุบันนี้คือนิวนอร์มัล (New normal) เราอาจจะทำอะไรไม่ได้แล้ว เราก็ควร จะคิดว่าหาอะไรซึ่งเป็นสิ่งใหม่ ๆ เพื่อมานำเสนอให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้รับทราบ ซึ่งตรงนี้ในการประกวดสตาร์ตอัป (Startup) ก็ขอเชิญชวนนะครับ ในวันที่ ๑๘ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๕.๐๐ นาฬิกา ที่ตึกทรู ดิจิทัล พาร์ก (True Digital Park) เราจะมีการตัดสินจาก ๒๖๐ ทีม เหลือเพียง ๑ ทีม ก็ขอเชิญชวนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ท่านที่ ๓ ท่านรัฐมนตรีวราวุธครับ🔗

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตตอบข้อกังวลของ ท่านสมาชิก ๒ ท่าน ท่านแรกท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเป็นห่วงเรื่องว่าช่วง ๕ ปีที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้วางรากฐานเกี่ยวกับการบริหารจัดการ เรื่องภัยความมั่นคง เช่น ไฟป่า พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แล้วก็เรื่องน้ำท่วม ขออนุญาตเรียนว่า เบื้องต้นเรื่องการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันนั้นทางรัฐบาลโดยกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเองเราได้มีมาตรการอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น มาตรการเตรียมการก่อนที่จะมีไฟป่า มาตรการระหว่างที่มีไฟป่าเกิดขึ้น รวมถึงมาตรการ ในระยะยาวที่จะป้องกันการที่จะเกิดไฟป่าขึ้นในอนาคต ในส่วนแรกก็คือระยะก่อนที่จะเกิด ไฟป่านั้นก็คือช่วงที่เรากำลังอยู่ในขณะนี้ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนั้น เราจะเป็น ช่วงที่มีการทำการประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ความรู้กับพี่น้องประชาชน มีการป้องกันไฟป่า โดยการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น จิสต์ด้า (GISTDA) การนำเอาเทคโนโลยี สารสนเทศมาใช้ในการควบคุมไฟป่าในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง รวมทั้งมีการบริหารจัดการ เชื้อเพลิงหรือที่เราเรียกว่าชิงเผาก่อนเพื่อที่จะได้ลดปริมาณเชื้อเพลิงที่จะมีขึ้นในฤดูกาล ที่มีการเกิดเผาเกิดขึ้น พอต่อมาในช่วงระยะที่มีไฟป่าเกิดขึ้นจริง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงประมาณ เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม ทางรัฐบาลเองก็ได้จัดเตรียมกำลังพนักงาน ดับไฟป่าโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรามีทั้งกรมป่าไม้และกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เราเตรียมกำลังพนักงานอยู่ทั้งหมดจาก ๑๔๓ สถานีมีทั้งหมด ๖,๒๐๐ กว่านาย นอกจากนั้นถ้าหากพื้นที่ใดที่เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำก็จะมีการโยกย้าย อย่างเช่นโยกย้าย กำลังจากภาคใต้ขึ้นมาที่ภาคเหนือ เพราะว่าตอนช่วงต้นปีภาคใต้เราจะยังไม่มีไฟป่าก็จะโยก กำลังพลเหล่านั้นขึ้นมาที่ภาคเหนือเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าแล้วก็ ควันพิษ เรายังมีการจัดตั้งกองอำนวยการควบคุมไฟป่า ทุก ๆ จังหวัดนั้นกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเราจะจัดตั้งหน่วยหน้าในแต่ละจังหวัด โดยการมอบให้ ท่านรองปลัดกระทรวง ท่านหัวหน้าผู้ตรวจไปประจำอยู่อย่างเช่น ๙ จังหวัด ภาคเหนือ เพื่อที่จะไปบัญชาการเป็นส่วนหน้าของการแก้ไขปัญหาไฟป่า นอกจากนั้นเรายังประสานงาน กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในการแก้ไขแล้วก็บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น จะสังเกตได้ว่า เมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมาจะมีการฟ้องร้องแล้วก็ดำเนินคดีกับผู้ที่จุดไฟป่ามากที่สุด เป็นประวัติการณ์ในประเทศไทย และในระยะยาวที่เราจะสร้างความยั่งยืนในการป้องกันไฟป่า ก็คือการสร้างเครือข่ายแก้ไขปัญหาและหมอกควัน จำนวนทั้งหมด ๑,๕๐๐ กว่าเครือข่าย แล้วก็ให้การสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นเครื่องเป่าลม ให้ความรู้ มีการฝึกฝนพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ต่าง ๆ เรายังมีการจัดการเสวนาระดับจังหวัด ระดับหมู่บ้าน เพื่อสร้างความรู้แล้วก็ ความเข้าใจว่าหมอกควันและไฟป่านั้นมันมีความอันตรายเช่นใด มีการประสานงานกับ เครือข่ายต่าง ๆ ทั้งภาคประชาชนแล้วก็ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญทุก ๆ ครั้ง พอจบฤดูไฟป่าหรือฤดูไหม้แล้วเราจะมีการทำถอดบทเรียนหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า เอเออาร์ (AAR) อาฟเตอร์ แอกชัน รีวิว (After Action Review) ว่าแต่ละปี ๆ นั้น เงื่อนไขในการที่ เกิดไฟป่าในแต่ละปีเปลี่ยนไปอย่างไร และเราจะแก้ไขอย่างไร ที่สำคัญต้องขออนุญาต เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกนะครับว่าภารกิจในการที่จะดูแลควบคุมไฟป่า ส่วนหนึ่งนั้นได้มีการถ่ายโอนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด ๒,๖๒๙ แห่ง เริ่มมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ซึ่งมาจนถึงปัจจุบันนั้นถ่ายโอนไปเสร็จแล้ว ๒,๕๔๒ แห่ง ยังเหลืออีก ๘๗ แห่งที่ยังไม่ได้ถ่ายโอน นอกจากนั้นเรายังมีการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าภายใต้โครงการพัฒนาป่าไม้สร้างงาน สร้างรายได้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและให้ประชาชนนั้นได้เข้าใจถึงการที่ดูแลปกป้องป่า ไม่เผาป่าแล้ว เศรษฐกิจของตนเองจะได้รับประโยชน์อย่างไร🔗

ประเด็นต่อมาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นละอองพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ทางรัฐบาลเองได้ให้ความสำคัญ โดยเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ ปีที่แล้วได้มีการบรรจุ ให้เป็นวาระแห่งชาติ เรื่องการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองเกิดขึ้น มีมาตรการทั้งหมด ๓ มาตรการ มาตรการแรกจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ในแต่ละจังหวัด แบ่งกลไกการจัดระดับความอันตรายระดับของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) นั้น เป็น ๔ ระดับด้วยกัน ส่วนมาตรการที่ ๒ จะเป็นการป้องกัน แล้วก็ลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง และมาตรการสุดท้ายจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ เช่น การบังคับ ใช้มาตรฐานการระบายมลพิษจากรถใหม่ อย่างเช่น ยูโร ๕ (Euro 5) และยูโร ๖ (Euro 6) เป็นต้น การบังคับใช้มาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีปริมาณกำมะถันต่ำกว่า ๑๐ พีพีเอ็ม (PPM) หรือภายในปี ๒๕๖๕ ได้กำหนดว่าจะไม่ให้มีการเผาไร่อ้อยเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มทั้ง พื้นที่สีเขียว แล้วก็สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ที่รัฐบาลนั้นมีแนวทางที่จะใช้ในการลดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) การประชุมเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคมที่ผ่านมา ได้เห็นชอบกับการยกระดับมาตรการป้องกัน และแก้ไขในช่วงวิกฤติ จะมีการบังคับใช้กฎหมายระบบซิงเกิลคอมมานด์ (Single command) โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในการบริหารจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในจังหวัดของตนเอง🔗

ต่อมาคือการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนั้นเราก็ปฏิบัติภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ๒๐ ปี เรามีแผนแม่บททางด้านที่ ๑ จะเกี่ยวกับการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ด้านที่ ๒ จะเกี่ยวกับ การจัดการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต แล้วก็ในส่วนของด้านที่ ๖ จะเป็นการ บริหารจัดการ ซึ่งในส่วนของกรมทรัพยากรน้ำ ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนั้น เราจะดูแลพื้นที่นอกเหนือจากเขตชลประทาน ดังนั้นเวลาเกิดน้ำท่วม หรือน้ำแล้งขึ้น สิ่งที่เรากรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะทำก็คือการเตรียม ภาชนะต่าง ๆ หรือจัดหาแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นบนดินหรือใต้ดินในการที่จะเตรียมการ แก้ปัญหาภัยแล้งให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้นสิ่งที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงว่ารัฐบาลยังขาดการวางรากฐานบริหารจัดการในเรื่องภัย ความมั่นคงทั้ง ๓ ด้านนั้น ก็ขอให้ความมั่นใจได้นะครับว่ารัฐบาลนั้นได้มีแนวทางอย่างชัดเจน ผ่านทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อมาท่านที่ ๒ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ จากพรรคเพื่อชาติ ท่านได้ให้ความเป็นห่วงว่าที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอนนั้นยังขาดการดูแล ยังขาดการสนับสนุนจากรัฐบาลในการที่จะสร้างสิ่งอำนวย ความสะดวก ก็ขออนุญาตท่านประธานใช้ภาพสไลด์ (Slide) ขึ้นบนจอสักเล็กน้อยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม

ที่ผ่านมาในบริเวณถ้ำหลวงนั้นเราได้มีการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง ศูนย์นักท่องเที่ยว เรามีการจัดทำนิทรรศการเกี่ยวกับการกู้ภัยช่วงที่เกิดเรื่องหมูป่าเกิดขึ้น เรามีการจัดทำป้ายสื่อความหมายเส้นทางศึกษาธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราได้มีการทำ ห้องน้ำ ที่ท่านเป็นห่วงท่านบอกด้วยว่าห้องน้ำนั้นไม่สะอาดเวลาฝนตก ก็ให้คำยืนยันได้ ว่าห้องน้ำในส่วนของถ้ำหลวงและขุนน้ำนางนอนนั้น ผมไปดูมาด้วยตัวเองแทบจะนั่งบนพื้น ได้เลย แล้วตอนที่ไปดูนั้นเรียนตรง ๆ ว่าไม่ใช่ผักชีนะครับ เพราะว่าผมแอบให้คนไปดูมาก่อน แล้วก็มีความสะอาดจริง ๆ หรือแม้แต่ในส่วนของบริเวณขุนน้ำนางนอนเราก็ทำทั้งป้าย สื่อความหมาย จัดทำเส้นทางธรรมชาติหลาย ๆ อย่าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไป ตอนต้นว่ามีชาวบ้านได้ช่วยกันเทปูนเพื่อทำลานจอดรถ ทำร้านค้าระหว่างถ้ำหลวงนั้น พื้นที่ดังกล่าวต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าไม่ได้อยู่ในการดูแล ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นพื้นที่ของเอกชน เป็นพื้นที่ของจังหวัดบ้าง ดังนั้นถ้าหากว่าอยากจะให้มีมาตรฐานหรือว่าทำออกมาแล้วให้สวยงามเหมือนดั่งภาพที่ผม ได้แสดงให้เห็นเมื่อสักครู่ ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเองก็ยินดีที่จะ รับพื้นที่เอกชนดังกล่าวมาอยู่ในความดูแลของกระทรวงเช่นกัน แล้วเราสัญญาว่า จะทำออกมาให้สวยงามไม่แพ้กัน แต่วันนี้ยังไม่สามารถทำได้ เพราะว่าอยู่นอกเหนือ การบริหารจัดการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ก่อนที่ ท่านรัฐมนตรี ๓ ท่านต่อไปนะครับ จะขอสลับให้สมาชิก ๓ ท่านได้อภิปราย ท่านแรก คุณจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ คุณวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ๓ ท่านนะครับ ขอให้ ๓ ท่าน ซึ่งเป็นสมาชิกที่มีความรู้นะครับ ยึดการอภิปรายตามมาตรา ๑๕๒ คือการเข้าชื่อเพื่อเสนอญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อ คณะรัฐมนตรี ไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ ขอเชิญคุณจิรวัฒน์ครับ🔗

นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล เขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตหนองแขม แขวงหนองค้างพลู ผมก็จะยึดกฎระเบียบนะครับว่าเป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๕๒ ในการอภิปราย เพื่อซักถาม แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่ายังมีเรื่องราวและวิกฤติ นอกจากความเป็นภาวะผู้นำ ที่ประชาชนเองก็อยากจะทราบผ่านสภา รวมถึงวิกฤติรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งวันนี้ผมก็อยากที่จะ ชี้แจงผ่านสภาแห่งนี้ ผมเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อสักครู่ผมฟัง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีมองเหมือนกับว่าสมาชิกหรือพี่น้องประชาชน จะมีอคติกับท่าน จริง ๆ ผมว่าไม่ใช่หรอกครับ แต่สิ่งที่เวลาเราต้องพูดหรืออภิปรายกัน มันต้องมาจากเหตุผล มันต้องมาจากสิ่งที่เกิดขึ้น พยานหลักฐาน พยานวัตถุ ข้อเท็จจริงใด ที่ปรากฏว่าทำให้ระบบการเมืองไม่สามารถที่จะตรวจสอบรัฐบาลนี้ได้ ก็ต้องเอามาพูดกันครับ🔗

ประการต่อมา ที่ผมได้ฟังติดตามการอภิปรายมาตั้งแต่ช่วงเช้า ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดบอกว่าท่านรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน อันนี้ พูดง่ายครับ แต่ทำอีกเรื่องหนึ่งครับ แต่จะพิสูจน์ได้ก็ตรงที่ว่าการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา ที่เกิดขึ้นอันนี้ก็พิสูจน์ได้ครับว่าเขาไม่พอใจในการทำงานของรัฐบาล ถ้าซักถามก็เดี๋ยวผมจะ ซักถามครับ ท่านตอบต่อมาในช่วงเช้าบอกว่าทหารก็ต้องปล่อยให้เขามีความภูมิใจในเรื่อง ของเขาบ้าง ก็ใช่ครับ ผมก็ไม่ได้ไปจงเกลียดจงชังอะไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐบาลที่ผ่านมา การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ การจัดเตรียมกำลังที่ใช้ในการรัฐประหารที่ผ่านมาก็มีให้เห็นปรากฏ สภากลาโหมวันนี้ผม ถามว่าเป็นรัฐบาลชุดหน้า ผมถามว่าใครเข้าไปมีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บัญชาการ ทหารบกได้ไหม ก็ไม่มีครับ สภากลาโหมถูกแก้มาในสมัยที่มีการรัฐประหาร ปี ๒๕๕๐ หรือ กอ.รมน. วันนี้แม่ทัพภาคก็ไปนั่งคุมอยู่หัวโต๊ะ คุมอธิบดีอัยการภาค คุมผู้ว่าราชการจังหวัด และมีการออกกฎหมายในช่วงที่ผ่านมาคือพระราชบัญญัติเปรียบเทียบหลักเกณฑ์ตำแหน่ง ที่จะให้พลตำรวจตรี พลตำรวจโท พลตำรวจเอก เข้าไปเทียบตำแหน่งอธิบดีในหน่วยงาน ราชการเพื่อไปสู่เส้นทางของการเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ ท่านเห็นสิ่งที่ผมพูดไหมครับ สิ่งเหล่านี้แหละทำให้ระบบการเมืองพวกผมตรวจสอบรัฐบาลไม่ได้ครับ ดังนั้นท่านบอก เป็นคนดี ท่านเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองก็เรื่องของท่าน แต่ประชาชนเขาไม่เอาด้วย เป็นคนดีแล้วอย่างไรครับ ถ้าระบบการเมือง ประชาชน สมาชิกสภาไม่สามารถตรวจสอบ ผ่านระบบที่มีอยู่ได้ แล้วผมถามว่าจะมีไว้ทำไมครับ ระบบจะมีไว้ทำไม เดี๋ยวผมจะอภิปราย ต่อไปว่าระบบการเมืองที่พังทลายจนไม่สามารถตรวจสอบได้นั้นเป็นอย่างไร การชุมนุมของ นิสิต นักศึกษา ส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากวิกฤตการณ์ของผู้นำที่มีลักษณะความเป็นอำนาจนิยม อยู่ในหัวใจ ไม่ฟังประชาชนหรอกครับ มีท่าทีขมึงขมังคิดว่าตัวเองแน่ ใหญ่ครับ เอาเถอะครับ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อไปท่านลงจากนายกรัฐมนตรีท่านก็เป็นประชาชนคนธรรมดา ลูกท่านก็ยังต้องโตอยู่ในอนาคต สิ่งที่สำคัญที่สุดวันนี้นอกจากเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่มีคนอื่น พูดมาแต่ผมจะพูดเรื่องการเมือง ระบบการเมืองที่พังทลายก็คือปล่อยให้พรรคการเมือง ระดับ ๒ สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แทนที่จะเป็นพรรคการเมืองระดับ ๑ ซึ่งมันเป็นประเพณี ในทางการเมืองที่เราปฏิบัติยึดกันมา ปล่อยให้รัฐบาลผสมที่ไม่มีเสถียรภาพ ผมก็เห็นใจ เพราะรัฐบาลเหนื่อย ไม่มีเสียงในสภา แต่ก็มีการใช้กลไกต่าง ๆ ที่อาจจะส่อไปในทางทุจริต สิ่งที่ระบบการเมืองไม่สามารถตรวจสอบได้และพังทลายคืออะไรครับ ผมเรียกมันว่าทฤษฎี สมคบคิด เหมือนที่ท่านตั้งวิชา มหาคุณ มา กระบวนการสอบสวนสมคบคิด นี่แหละครับ รัฐบาลสมคบคิด เดี๋ยวผมจะร่ายให้ท่านดูครับ ตั้งแต่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง โดย คสช. ผมไม่ได้ติดใจในเรื่องความสามารถพวกท่าน ท่านก็รับราชการกันมา กว่าจะ เติบโตมาเป็นอธิบดีกันได้ กว่าจะเติบโตมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกันได้ เอาละครับ แต่สุดท้ายผมไม่ได้ติดใจความสามารถ ผมติดใจที่มา ที่มามันไม่ชอบธรรม ก็มันจะไปชอบธรรม ได้อย่างไรเพราะมันมาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ทางอ้อม หมดงบประมาณแผ่นดินไปกว่า ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท สุดท้ายเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน มีการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ไม่เห็นมีใคร งดออกเสียง ไม่เห็นมีใครโหวตไม่เห็นด้วย แล้วทำขัดรัฐธรรมนูญ ส.ว. ด้วยความเคารพนะครับ ทำขัดรัฐธรรมนูญตัวเอง เพราะหลัก ส.ว. พี่น้องฟังนะครับ คือเขาต้องมีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด แต่อภิปรายกันเสร็จสรรพ ท่านนายกรัฐมนตรี ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้แล้วก็โหวตเลือก พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่เขาอยู่ใน บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ขัดรัฐธรรมนูญไหมครับ ขัดครับ เอาแหละผมไปตรวจสอบ อะไรท่านไม่ได้หรอก ท่านใหญ่เกินกว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างผมจะไปยับยั้งอำนาจ ของท่านได้ ประเด็นต่อมาก็คือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี อันนี้แหละคือความขัดแย้ง ทำไมพวกเราไม่ช่วยกันล่ะครับ อย่าปล่อยให้ประชาชนบอกว่าสภาแก้ไขไม่ได้ อย่าปล่อยให้ ประชาชนบอกว่าต่อไปนี้ผมไม่พึ่งระบบการเมืองแล้ว ผมจะพึ่งระบบม็อบ (Mob) ไม่ได้ครับ เราต้องนำระบบการเมืองสร้างความศรัทธาให้กับประชาชน ผมถามว่าวันนี้ถ้า ส.ว. ยอม ตัดอำนาจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะเสียหายอะไรครับ โดยหลักทั่วไปในการบัญญัติให้อำนาจของ ส.ว. ต้องดูหลักพื้นฐานในความเชื่อมโยงในฐาน อำนาจว่ามีความเชื่อมโยงกับประชาชนหรือไม่ ถ้าท่านมาจากการแต่งตั้ง ไม่มีความเชื่อมโยง กับประชาชนแต่กลับไปมีอำนาจพิเศษ แต่งตั้ง ถอดถอน เห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระ เลือกนายกรัฐมนตรี แก้ไขรัฐธรรมนูญ ติดตามการปฏิรูปประเทศ ท่านเห็นไหมว่าสุดท้าย การเมืองมันถึงทางตัน สุดท้ายประชาชนเรียกร้องบอกสภาผู้แทนราษฎรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมก็แก้ไม่ได้ครับ ก็จะแก้แต่แก้ไม่ได้เพราะต้องอาศัยเสียงสมาชิกวุฒิสภา ท่านเห็นแก่ บ้านเมืองหน่อยเถอะครับ ผมบอกแล้วว่าผมไม่ได้ติดใจอะไรความรู้ความสามารถของท่าน แต่ติดเรื่องเดียวที่มา องค์กรวุฒิสภาจะมีก็มีไปครับ แต่ต้องดูเรื่องของระบบกระบวนการที่มา ของการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาด้วย ดังนั้นประกอบกับอำนาจในการปฏิรูปประเทศ ผมก็ ไม่ไว้วางใจให้มีอำนาจในการปฏิรูปประเทศ ผมก็ไม่รู้ว่าท่านมาจากไหน มาปฏิรูปประเทศ เอากฎหมายพระราชบัญญัติเข้ามาประชุมร่วมกับรัฐสภา บางเรื่องเป็นเรื่องของสมาชิก แล้วท่านก็รอกลั่นกรองในวาระต่อไป ก็ได้ครับ ประเด็นที่จะเกิดความขัดแย้งขึ้นในอนาคต คือองค์กรอิสระ องค์กรอิสระผ่านความเห็นชอบของสมาชิกสภานิติบัญญัติ และ ศาลรัฐธรรมนูญล่าสุดที่มีการแต่งตั้งก็ผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้แหละครับ นี่จะเป็นความขัดแย้งในอนาคตถ้าไม่มีการล้างไพ่องค์กรอิสระทั้งหมดครับ เพราะมันมีที่มา ไม่ชอบ ผมบอกแล้วผมไม่ได้ติดใจว่าท่านเก่งทั้งหมดหรอกครับ เก่งกันทั้งหมด ผมไม่ได้ติดใจ แต่ติดใจที่มา ท่านเห็นใจกับประเทศชาติเถอะครับ สุดท้ายผมเรียนตามตรงว่ารัฐธรรมนูญ ต้องแก้ ท่านจะบอกรัฐธรรมนูญดีอย่างไรก็แล้วแต่ ผ่านอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านประชามติที่ประชาชนไม่รู้รัฐธรรมนูญครับ เพราะไม่ได้ฟังข้อมูลอย่างครบถ้วนทุกมิติ แล้วเป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติที่มีประชาชนถูกจับมากที่สุด ๒๐๐ กว่าคน รัฐธรรมนูญชอบไหมครับ ทุกวันนี้ยังดำเนินคดีกันอยู่เลย ศาลยกฟ้องแล้ว แล้วต่อไป สภาผู้แทนราษฎรต้องยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงลงประชามติในปี ๒๕๕๙ ท้ายที่สุดผมบอกได้เลยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นภายในปลายเดือนกันยายนนี้ ไม่ใช่ผลงานรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนต้องเสียหยาดเหงื่อออกมาชุมนุม เสียสตางค์ เสียเวลาออกมาเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทำในสิ่งที่ตัวเองควรต้องทำแต่ไม่ได้ทำ ผมกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ และหวังว่านายกรัฐมนตรีจะต้องหาทางออกให้กับ ประเทศและเสียสละเหมือนกับที่ท่านเป็นทหารละครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ช่วยกันรักษาเวลา ดีครับ เพราะว่าผมช่วยคำนวณบวกให้แล้วก็จะมีปัญหากับท่านสุดท้ายท่านสุทิน เพราะเวลาจะเกิน เพราะฉะนั้นพวกเราที่อภิปรายก่อนช่วยรักษาเวลาไว้ด้วยเพื่อคนข้างหลังด้วยครับ ต่อไป ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะ ฝ่ายค้าน ติดตามการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้นครับ ท่านประธานครับ ฟังรัฐมนตรีหลายคนชี้แจง เดี๋ยวผมจะไล่เรียงเลยครับว่าจริง ๆ แล้วน่าจะเป็นการแถลง ผลงานประจำกระทรวงที่กระทรวงของท่านจะงามกว่า เพราะวันนี้เป็นโอกาสที่พรรคฝ่ายค้าน ได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาและเอาความจริงที่ท่านได้ชี้แจงกันมาหลายชั่วโมง มาบอกให้กับสังคมไทยได้เตรียมตัวครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีหลักนิติธรรม ซึ่งหลายท่านก็อภิปรายกันไปเยอะแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ฟังกันจนจะเอียนแล้วว่าอย่างนั้นเถอะ แล้วผมก็เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ ไร้ความสามารถ ไร้ฝีมือ ไร้ประสิทธิภาพ ส่อจะทำให้ประเทศล่มจม ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ท่านประธานครับคำแถลงนโยบายตอนท่านนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเป็น ผมจำได้ว่าปีที่แล้วที่ ทีโอที (TOT) แล้วท่านอ่าน มีถ้อยคำบางคำที่ท่านบอก ยกตัวอย่างเช่นจะดูแลประชาชน อย่างทั่วถึง แก้ไขปัญหาปากท้องและการสร้างรายได้ให้กับประชาชนเพียงพอต่อการ ดำรงชีวิต ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแจกยังเหลื่อมล้ำ ตำน้ำพริกยังละลายมหาสมุทร อะไรรู้ไหมครับท่านประธานครับ การแจกเพื่อนสมาชิกอภิปรายกันไปเยอะแล้ว แต่ผมอยากจะบอกท่านประธานอย่างนี้ครับ ท่านบอกว่าคนไทยทุกช่วงวัยจะมีความพร้อม ด้านหลักคิดคุณธรรม และจริยธรรม และมีศักยภาพที่จะดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ เราจะสร้างเยาวชนคนไทยให้เติบโตแบบมีคุณภาพ เด็ก และเยาวชน นักศึกษาแสดง ความคิดเห็นก็ยังจับ ท่านต้องบอกไปยังตำรวจนะครับ อะไรนิดอะไรหน่อย อย่าใช้คำว่า น้ำผึ้งหยดเดียวที่มันจะเกิดขึ้นในประเทศไทยครับ🔗

ประเด็นต่อมาท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่ารัฐบาลนี้มุ่งเน้น การพัฒนาประเทศให้ทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันและมีความ แข็งแกร่งเพียงพอที่จะเผชิญกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่าง ๆ ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ นี่พูดปีที่แล้วโควิด (COVID) ไม่มีนะครับ แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาก็ท่าน ฝืนอำนาจแบบนี้แหละครับ เขาเรียกว่าฝืนธรรมชาติด้วยการที่จะตอบสนองอำนาจของ ตนเอง เพลงเราก็ฟังกันมา เพื่อนสมาชิกก็อภิปรายกันไปหลากหลาย มันจึงเกิดการสืบทอด อำนาจ แล้วก็การใช้เงินงบประมาณอันเป็นของพี่น้องประชาชนอย่างสุรุ่ยสุร่ายครับ แน่นอนครับจัดเก็บภาษีต่ำกว่าทุกปี แต่ตั้งงบประมาณขาดดุลทุกปีเช่นเดียวกัน ผมอภิปราย อยู่เสมอครับว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเก่งจริงด้านเศรษฐกิจ ท่านบริหารตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ นี้ ท่านมีเงินตุน สำรอง เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย เหมือนเป็นโควิด (COVID) ร่างกายมันถูกฝึกมาอย่างแข้งแรงมันไม่มีปัญหาแบบนี้ ท่านประธานครับ แต่ท่านกู้อย่างเดียวครับ ใช้เงินงบประมาณของแผ่นดินอย่างสุรุ่ยสุร่าย จนได้ฉายาว่าเป็นนักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ฉายาไม่เคยได้มาแบบโชคช่วยนะครับ ฝีมือล้วน ๆ ท่านประธานครับ ในขณะเดียวกันสังคมท่านตั้งใจฟังให้ดีนะครับ ท่านกู้เงินมา จนกระทั่งจีดีพี (GDP) หรือว่าหนี้สาธารณะที่เกี่ยวข้องกับจีดีพี (GDP) เอาหละประชาชน บอกฟังแล้วไม่เข้าใจ พูดง่าย ๆ คือประเทศไทยเราจะกู้ได้ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อต้นปีนี้ ไป ๔๘ เปอร์เซ็นต์แล้ว แล้วถ้าเศรษฐกิจแบบนี้แน่นอนครับปีหน้าท่านมีปัญหาแน่ แล้วดูได้เลยครับว่าองค์การปกครองท้องถิ่นก็เริ่มจะมีปัญหา เอาเงินที่ไปเก็บสะสม ต้องไปจ่ายเงินเดือน นี่อย่างไรครับที่รัฐมนตรีแต่ละท่านพูดมาจะสนับสนุนท่องเที่ยว จะอย่างนั้นจะอย่างนี้ ฝันลม ๆ แล้ง ๆ หรือเปล่าครับ พอท่านเห็นคนไปเที่ยวเต็มชายหาดบางแสน วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ วันจันทร์ โธ่ท่านนายกรัฐมนตรี บางแสนนี่ไปกลับบางคนเขา หิ้วของไปกินเฉย ๆ เขาไปใช้บริการหาดฟรี ไปเอาตัวเลขมาคิดบอกโอ้โฮเดี๋ยวต้อง เพิ่มวันหยุด ๔ วัน เดี๋ยวผมจะบอกต่อท่านประธานครับ นอกจากนี้พอท่านนายกรัฐมนตรี กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท มาแก้ปัญหา สุดท้ายก็ใช้นโยบายใหม่ครับ นโยบายใหม่ปีที่แล้วท่าน ใช้นโยบายอะไร ท่านประธานจำได้ไหมครับ นโยบายเก่าเรากู้มาแจก นโยบายใหม่ปีนี้ คุณพระช่วย นโยบายใหม่เราแจกแล้วค่อยกู้ครับ ปีที่แล้วกู้แล้วแจก ปีนี้แจกแล้วเดี๋ยวกู้ นี่ครับรัฐบาลชุดนี้เขาทำนะครับ แล้วเราจะคาดหวังได้อย่างไรล่ะครับหลังโควิด (COVID) ท่านประธานที่เคารพครับ เงินที่จะเหลือกู้ก็อีก ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวปีหน้า จะกู้ไหวหรือครับ คำถามก็คือว่าผมอยากจะถามสังคม เป็นคำถามที่พี่น้องประชาชนฝากมาว่า ท่านคิดว่าหลังสถานการณ์โควิด (COVID) รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือรัฐบาล แบบลุง ๆ จะใช้ข้อใดในการแก้ไขครับ ๑. ใช้ปัญญา ๒. ขอขยายเพดานกู้เพิ่ม ช่วยกันตอบ ที่บ้านก็แล้วกันนะครับ ไม่ต้องตอบดังมาถึงสภาครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เวลาที่ ท่านคิดจะแจกเงินนี่มันไม่ยากหรอก แจกก็ไม่มีความคลาสสิก (Classic) เลย นี่ถ้าท่านเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมจะได้ว่าท่านตรงตัว แต่เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังตั้งแต่สมัยท่านสมคิด มาถึงท่านปรีดิยาธร เทวกุล มาถึงท่านอุตตม มาท่านปรีดี ดาวฉาย อ้าวไปเสียแล้ว ยังไม่ได้เจอกันเลย เดี๋ยวจะถามต่อ ท่านสุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อสักครู่ท่านอยู่เป็นแล้ว เริ่มอยู่เป็น พูดอวยนายกรัฐมนตรี อ้างโน่นอ้างนี่ดีหมด แต่ไม่บอกจุดบกพร่องหรือจุดเสียเลยว่า นโยบายที่รัฐบาลทำนั้นพวกเรากำลังจะเข้าเผาจริงและลอยอังคารแบบไหน อย่างไรครับ🔗

ท่านประธานครับ ดูต่อมานะครับ ท่านบอกว่าหวังจะกระตุ้นการบริหาร ภายในประเทศหรือการท่องเที่ยว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อสักครู่ ก็พยายามจะอธิบาย มีสามีฝรั่ง มีโน่นนี่นั่น จะต้องให้เขาเที่ยว โธ่เขาอยู่กันมาตั้ง ๔-๕ เดือน ถ้าเขาเที่ยวเขาไม่ต้องมารอท่านบอกหรอก เขาเที่ยวไปแล้ว แล้วโรงแรมท่านไปถามเถอะครับ ความจริงเขาอัป (Up) ราคากัน ชาวบ้านเขาก็รู้ พอท่านไปช่วย จาก ๓,๐๐๐ บาท ก็ตั้งไป ๕,๐๐๐ บาท ท่านรัฐมนตรีท่านเข้าบุ๊กกิงดอทคอม (Booking.com) บ้าง ท่านประธานที่เคารพครับ พอหวังจะแจกเงินกระตุ้นภายในประเทศ คิดออกแล้วต้องรอบคอบ เมื่อสักครู่นี้ท่าน นายกรัฐมนตรีพูดเมื่อตอนหัวค่ำ ท่านอธิบายบอกว่าการแจกเงินต้องคิดอย่างรอบคอบ พอคิดรอบคอบเรียบร้อยแล้วก็ต้องแจกอีก ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ คือตั้งแต่เราอยู่กับรัฐบาลชุดนี้มาเราไม่เห็นได้ยินแนวทางอะไรที่เป็นรูปธรรม แล้วพอจะ มองเห็นอนาคตเลย นอกจากคืนนี้ผมจะกลับบ้านไปผมพยายามจะบังคับฝันให้วันพรุ่งนี้ฝันดี มันเป็นไปได้หรือครับ ท่านจะเอาเงินไปแจกเขาล่าสุดที่เมื่อสักครู่นี้ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ยังไม่แจกหรอก ผมต้องให้เขาไปคิดมาวิธีการมันยังไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี รอบ ๆ ตัวท่านเบาที่ไหนล่ะ เวลาเขาใส่พานให้ท่านนั้นท่านต้องระวังนะ ท่านพูดถูกแล้ว เมื่อเย็นนี้บอกว่าอย่าเพิ่งอนุมัติ ข้างในมันมีไส้ครับ มันเป็นขนมสอดไส้ ท่านใช้เงินแบบ สุรุ่ยสุร่าย ผมไม่ได้พูดเอง จิรายุ ห่วงทรัพย์ ไม่ได้พูดเอง ปี ๒๕๖๑ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังของท่าน หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล ขออภัยที่เอ่ยนาม แต่ไม่เสียหาย เพราะปรากฏตามสาธารณะ ท่านก็พูดถึงเรื่องของวินัยการคลังของท่านนายกรัฐมนตรี เช่น การซื้อเรือดำน้ำ ใน ครม. ก็เคยทักท้วงตอนสมัยท่านเป็น คสช. ปรากฏว่าก็มีคนไปแก้ไข โน่นนี่นั่น สุดท้ายก็ผ่านรูดปี๊ด รูดปื๊ด ก็เป็นประเด็นจนถึงวันนี้ ผมอยากจะบอกท่านอย่างนี้ว่า ที่ท่านพูดถึงเรื่องอีอีซี (EEC) ฝันไปเถอะครับ วันนี้แค่คนจะเข้ามาลงทุนเขายังเข้ามาไม่ได้เลย ท่านได้จัดโปรแกรมอะไรพวกนี้ไหมล่ะ มาอยู่ ๑๔ วัน ให้พักโรงแรมอย่างดี ถ้าเป็นนักลงทุน เกรดเอ (Grade A) ลงทุนพันล้าน หมื่นล้าน ต้องอยู่แบบนี้ มีไหมล่ะครับ ไม่มี แล้วท่านจะไป เอานักลงทุนที่ไหน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมพูดต่อหน้าท่าน คนที่จังหวัดชลบุรีที่เขาอยู่ ในเขตอีอีซี (EEC) ของท่านร้องกรรมาธิการคณะของผมที่เป็นประธานมาบ่อยครั้งก็เพราะ เรื่องการแก้ไขกฎหมายในรัฐบาลของท่านไม่เคยแก้ไขเรื่องของกองทัพเรือ ไม่ได้เกี่ยวกับ เรือดำน้ำนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไปถามเลยนะครับ อำเภอสัตหีบอยู่ในเขตอีอีซี (EEC) ของท่านต้องไปขอใช้ไฟฟ้ากับสวัสดิการทหารเรือ เดี๋ยวดับเดี๋ยวตก เดี๋ยวดับเดี๋ยวตก ท่าน นายกรัฐมนตรีทราบไหมครับ แล้วท่านประกาศเป็นเขตอีอีซี (EEC) ใครจะไปใช้ครับ แค่ระบบกฎหมายที่ท่านมีอำนาจมาตรา ๔๔ ท่านยังไม่สามารถแก้ไข หรือท่านกลัวจะไป ทุบหม้อข้าวใคร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะบอกท่านต่อไปว่าความไม่ได้เรื่อง ของรัฐบาล หัวหน้าเศรษฐกิจท่านปรีดีไม่อยู่ ไปไวเหลือเกิน มาเร็วเคลม (Claim) เร็วยิ่งกว่า ประกันภัยชั้นหนึ่งอีก มีคนบอกว่าการที่คุณสมคิดลาออก การที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังหลายคนลาออก ทำให้โครงการอีอีซี (EEC) เดินก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ครับ เพราะเขาไม่เจรจากัน ทุกวันนี้อะไรก็แล้วแต่ทุกคนก็แบะ แบะ แบะ โยนให้นายกรัฐมนตรีหมด ประเด็นต่อมา ผมอยากจะให้ท่านปรีดี ดาวฉาย จริง ๆ เอ่ยนามท่านได้เพราะท่านเคยร่วม คณะรัฐมนตรี อยากจะให้ท่านมาบอกหน่อยเถอะว่าท่านลาออกไปเพราะป่วยเป็นอะไร เป็นเพราะว่าป๊อดหรือเปล่า ภาษาวัยรุ่นเขาบอกว่าขวัญอ่อนผสมปอดแหก เขาเรียกป๊อดครับ แล้วถ้าเกิดท่านลาออกไปกลับไปนั่งเป็นประธานแบงก์กสิกรไทย ผมถอนหมดแบงก์เลยนะ มีอยู่ ๗๕๐ บาท เพราะอะไรรู้ไหมครับ ผมคาดหวังว่าท่านอุตส่าห์ไปดึงมาแล้วจะแก้ไข ปัญหาได้ แต่สุดท้ายปลายทางก็อย่างที่เห็นนี่แหละสังคมไทย เห็นไหมครับคนดีอยู่ไม่ได้ ท่านเคยคิดไหมว่าเครื่องยนต์สำคัญ คิดสิจิรายุไม่คิดได้อย่างไรก็ออกมาพูดแล้วการบริโภค ภายในประเทศ การท่องเที่ยวภายในประเทศฉันจึงหยุด ๔ วัน ฉันจึงจัดแคมเปน (Campaign) แจกสตางค์ แจก แจก แจก แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ฝ่ายค้านไม่ใช่ตำหนิ ติเตียนอย่างเดียว ผมจะบอกท่านว่าท่านมีเรื่องสาระสำคัญคือ ๑๔ วันเป็นตัวตั้ง คนก็สวดชยันโต แผนแก้เศรษฐกิจไม่ชัด ส่อนำพาประเทศพัง เพราะอะไรรู้ไหมครับ ๑๔ วันเป็นตัวตั้ง นักลงทุนมาไม่ได้ ทำไมล่ะครับ กระทรวงอุตสาหกรรมทำสิครับ ถ้าเป็นนักลงทุนมาเราให้อยู่ โรงแรมอย่างดีที่เป็นควอรันทีน (Quarantine) ไฮโซ (High so) อยู่ ๑๔ วันแล้วท่านสามารถ ไปลงทุนได้ ไม่เคยได้ยินรัฐบาลนี้นอกจากแจกสตางค์ และอะไรต่อมาครับ รายได้ของ ประเทศที่มาจากการท่องเที่ยวคือการถ่ายทำภาพยนตร์ ไปถ่ายที่บ้านท่านประธานบ่อยนะ ท่านรู้ไหมว่าปีหนึ่ง ๆ ประเทศไทยมีเงินเป็นแสนล้านบาท รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาครับ เรียกจิรายุเดี๋ยวผมจะไปเล่าวิธีให้ฟัง ท่านก็ให้กองถ่ายที่เขา อยากจะมาถ่ายเกาะแก่งต่าง ๆ สถานที่ท่องเที่ยว ให้เขามาก่อน ๑๔ วัน ให้มาเตรียม กองถ่าย ให้มานอนอยู่บนเกาะ ๑๔ วัน ถึง ๑๔ วันไม่เป็นแล้วก็ให้ถ่ายทำ เงินไหลเข้ามา คิดเป็นหรือเปล่า ทุกอาชีพที่เป็นคนต่างชาติ มีสถิติ ๑๔ วันเท่านั้นที่เขาจะต้องมา ท่านลองไปแบ่งสิครับ นี่ถ้าเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำไปแล้ว ท่านไปแบ่งสิครับว่ากระทรวง ทบวง กรม อุตสาหกรรม คมนาคม ใครมาลงทุนให้มาอยู่ ๑๔ วัน ทีทหารอียิปต์ท่านปล่อยเดินระยองได้ทั่ว ทีทหารอเมริกันท่านปล่อยไปอยู่กลางกรุงเทพฯ ได้ นอนโรงแรมไฮโซ (High so) ได้แต่ นักท่องเที่ยวที่เขามีเงิน ขนเงินกันมาเยอะแยะ รัฐบาลคิดไม่เป็นท่านนายกรัฐมนตรี อะไร ก็ปล่อยท่านนายกรัฐมนตรีโดนอยู่คนเดียว ตัวนวลเลย เมื่อสักครู่ท่านสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านบอกว่าให้แบงก์ช่วยไป ลดดอกเบี้ย ผมจะบอกท่านอย่างนี้นะครับว่าท่านพูดน่ะโลกสวย อย่ามาโลกสวยครับ ธนาคารพาณิชย์ที่แบงก์ชาติบอกให้ไปลดดอกเบี้ยจากบัญชี ๑๒ ล้านบัญชีของลูกค้าท่าน ผมถามจริง ๆ เถอะครับ ธนาคารพาณิชย์มันก็ชื่อพาณิชย์อยู่แล้ว มีธนาคารที่ไหนชื่อมูลนิธิ ธนาคารพาณิชย์บ้างครับ มันเป็นไปไม่ได้ ท่านจะไปคาดหวังได้อย่างไรในเมื่อรัฐบาล ยังสะเปะสะปะ ไม่มีนโยบายอะไรออกมาชัดเจนเกี่ยวกับการเงินหรือธนาคารเลย ธนาคารพาณิชย์เขาใจดี ลองไปถามสิครับ บัตรเครดิตท่านก็เป็นกันอยู่หลายคน ขาดวันหนึ่ง มันโทรทวงแล้ว ขาด ๒ วันมันคิดดอกแล้ว อย่าไปฝัน เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีครับ ที่รอบตัวท่าน คณะรัฐมนตรีที่คิดมาให้ท่าน ถ้าผมให้คะแนนนะครับ โอเค (OK) ครับตกลง ตกลงคือลดลง ลดลง ตกลง ตกลง ตกลง ท่านประธานที่เคารพครับ การกู้เงินนอกงบประมาณ นี่คือปัญหาใหญ่ ปีนี้ท่านตั้งงบประมาณ ๓.๓ ขาดดุลงบประมาณหลายแสนล้านบาทอยู่ แล้วปีหน้าท่านตั้งแบบนี้ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เจ๊งอย่างเดียวครับ เพราะฉะนั้นท่านจะไป หวังให้ธนาคารมาแก้ไขปัญหาแบบนี้ ฝันไปเถอะครับ แล้วผมบอกเลยครับธนาคารจะรุมทึ้ง ลูกค้าที่กำลังจะเป็นเอ็นพีแอล (NPL) ลูกค้ารายไหนดีครับ ยึดที่ดิน ยึดอาคาร ยึดเครื่องจักรกล ถ้าผมเป็นนายแบงก์ ผมทำธุรกิจผมก็ต้องทำแบบนั้น ฝั่งรัฐบาลก็ได้ครับพี่ ดีครับท่าน พูดไปอย่างนั้นแหละ เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่มีปัญหา ยิ่งรัฐมนตรีไม่อยู่แล้วด้วย คุยกับ นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่รู้เรื่องหรืออาจจะรู้ ผมก็ไม่ทราบได้ วิกฤตการณ์แบบนี้ จะเกิดวิกฤตการณ์รายย่อย สมัยก่อนปี ๒๕๔๐ รัฐบาลทักษิณมาแก้ไขปัญหาท่านจะเห็นเลย นะครับว่าโครงการต่าง ๆ แก้ไขปัญหาทีละอย่าง ทีละอย่าง ผมจะบอกอย่างนี้ครับว่า ถ้าทำเศรษฐกิจดีด้วยวิธีการวางแผนอย่างเป็นระบบก็ดีครับ ยินดีด้วย แต่ท่านหัวหน้า ทีมเศรษฐกิจครับ ท่านช่วยโชว์ฝีมือหน่อยครับ ถ้าคราวหน้าอภิปรายงบประมาณไม่ไว้วางใจ ผมจะตัดแฮชแท็ก (Hashtag) นักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้ทิ้ง เพราะผมพยายามอยู่กับ ท่านนายกรัฐมนตรีมาปีหนึ่ง ตอนที่ท่านเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่เลือกตั้งกันมา ผมยัง ไม่เห็นนะท่านประธานครับ ชิม ช้อป ใช้ ใช้ได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ คนทั้งประเทศชดใช้ชัวร์ ประเด็นต่อมา ท่านอาจารย์หม่อมถนัดศรีที่ผมเคารพและรักท่าน เป็นกูรู (Guru) เรื่อง อาหาร ผมบอกเลยครับท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเป็นถนัดกู้และถนัดแจก ผมฟังมานี่นะครับ มันไม่มีอะไรจริง ๆ ท่านบอกจะเอานักท่องเที่ยวเข้ามากลัวโรค โรคนี่ แยกกันนะครับ มันเหมือนกับรถชนกันบนถนนบ่อย ๆ แล้วเราไปห้ามคนขับรถ อย่างนี้ผม ก็ทำได้ ปิดเลย ปิดรั้ว ปิดโน่นปิดนี่หมด แต่ไม่ได้เตรียมการภายในประเทศเลย อันนี้เป็น ปัญหา ประเด็นต่อมา การที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเมื่อหัวค่ำนี้บอกว่ายังไม่พิจารณาโครงการ อันนี้ผมเห็นด้วย เพราะท่านกำลังไปแจกเงินให้กับคนไปเที่ยว เขาเที่ยวเสร็จกลับมาบริษัท เจ๊งเมื่อไรบรรลัยเมื่อนั้น🔗

สุดท้ายปลายทางท่านประธานครับ ทหารในอดีต ท่านเชื่อไหมครับ เด็ก ๆ วันเด็กใครก็อยากไปดูเรื่องของทหาร แต่วันนี้ทหารในอดีตเป็นที่รักของประชาชนคนไทยครับ ท่านอย่าได้ผลักให้ทหารมาเป็นในลักษณะที่ประชาชนจะรู้สึกไม่ดีหรือเกลียดทหาร อีกเลยครับ ผมฝากเรียนท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ การแก้ไขปัญหาประเทศเป็นสิ่งสำคัญ ท่านรอช้าไม่ได้โดยเฉพาะเรื่องของการแก้ไขปัญหาทางด้านการเงิน การธนาคาร ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ครับ🔗

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ต้องขออนุญาตท่านประธานว่า วันนี้ผมจะอภิปรายเรื่องญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะ ปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องวิกฤติทางเศรษฐกิจและวิกฤติทางการเมือง โดยไม่มีการลงมติ ท่านประธานครับ ขณะที่รัฐบาลมีปัญหาที่จะต้องเร่งรัดฟื้นฟูเศรษฐกิจแต่ก็เกิดปัญหา สถานการณ์การเมืองขึ้นมาแทรกซ้อนอันเป็นผลจากความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลในการ เข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจของรัฐบาล และที่สำคัญก็คือขาดหลักนิติธรรม จึงเกิดการชุมนุม ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดข่มขู่คุกคาม ต่อประชาชน และรัฐบาลกลับฉวยโอกาสใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือขู่คุกคามและจับกุมแกน นำผู้ชุมนุม ทำให้การขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตท่านประธาน ได้สไลด์ (Slide) ซึ่งขออนุญาตไว้แล้วนะครับ ประมาณ ๕-๖ แผ่นนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

ที่ผ่านมาครับท่านประธาน การชุมนุมของเยาวชน หนุ่มสาว นักเรียน นิสิต นักศึกษาทั้งหมดนะครับ ถือว่าเป็นการ หาทางออกเพื่อวิกฤติของประเทศชาติในปี ๒๕๖๓ อยากเรียนท่านประธานว่าทั้งหมดนี้ เรามี ๘ เจนเนอเรชัน (Generation) ครับ ของพวกเราเองถ้าว่าไปแล้ว ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี ผม หลาย ๆ ท่าน ในที่นี้ก็คงจะอยู่ในยุคเบบี้บูม (Baby Boom) ก็คือ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านประธานครับ การชุมนุมของเยาวชน นิสิต นักศึกษา ในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดนะครับ ที่เราผ่านมาตลอดจนถึงเดือนสิงหาคม และที่สำคัญ ก็คือการชุมนุมของนักเรียนมัธยมที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ ๑๙สิงหาคม และวันที่ ๕ กันยายน มีนักเรียนเข้าร่วมชุมนุมประมาณ ๕๐ แห่งทั่วประเทศ ปรากฏการณ์ ครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่าจะเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากว่าเยาวชน หนุ่มสาวเหล่านี้นะครับ เป็นนักเรียนซึ่งได้ศึกษา ได้ตื่นรู้ และเปลี่ยนแปลงวิธีคิด กระบวนการ ตลอดจนถึงมองโลก มองสังคมต่างจากยุคอื่น ๆ โดยเฉพาะยุคพวกเรานะครับ ที่เรียกว่าเบบี้บูม (Baby Boom) อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหมายคุณค่า ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์แม้พวกเขา จะเป็นแค่นักเรียน นิสิต นักศึกษา แต่พวกเขาก็เป็นมนุษย์นะครับ ซึ่งมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ไม่แตกต่างจากครู ผู้อำนวยการ หรือรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งตัว นายกรัฐมนตรี นั่นคือมนุษย์ คนในโลกนี้มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เสมอกัน ไม่ว่าเขาจะอายุอานาม วัย เพศ ขนาดไหนก็เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าไม่มีความแตกต่างกันในความเป็นมนุษย์ ที่สำคัญก็คือมีความเป็นภราดรภาพ ผมเรียนท่านประธานว่าพวกเราหลายท่านในที่นี้นะครับ เราคงนึกถึงเหตุการณ์ที่ประวัติศาสตร์การเมืองเราไม่รู้ลืมนะครับ นั่นก็คือการสังหารหมู่ วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องที่ พวกเรายากที่จะอธิบายให้ลูกหลานเราได้รับรู้หรือมีความภาคภูมิใจของความเป็นคนชาติไทย ผมเรียนท่านประธานว่าการอภิปรายของผมในวันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้อยู่ที่นี่ได้รับฟังนะครับ ผมไม่ได้มุ่งหมายที่จะตั้งข้อกล่าวหา อะไรท่าน และไม่มีจุดประสงค์ที่จะเสนอแนะในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินให้ท่าน แต่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนั้นเป็นเรื่องที่ผู้นำของรัฐบาลโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นะครับ เพราะผมถือว่าท่านเป็นบุคคลที่มีลักษณะพิเศษครับ นั่นหมายถึงว่าวิญญูชนของท่านนั้นไม่ถึงที่พวกเราหวังไว้ ท่านเข้าใจความเป็นคุณค่า ของความเป็นมนุษย์น้อยกว่าคนอื่นนะครับ ผมเรียนตรง ๆ ว่าท่านไม่ได้มองความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน ผมอิจฉานะครับ มีหลายประเทศที่มีผู้นำประเทศซึ่งเขามีความทันสมัย มีความเข้าอกเข้าใจความเป็นมนุษย์ การอภิปรายของผมวันนี้นะครับจะขออนุญาตชี้แจงให้ ท่านประธานและท่านสมาชิกได้รับทราบว่าผมต้องการที่จะเปรียบเทียบว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีนั้นเป็นบุคคลซึ่งต้องถือว่าท่านตกรุ่น ที่สำคัญก็คือความเป็นมนุษย์ที่พวกเรา ได้รับจากการบริหารงานของท่านนะครับ มันกลายเป็นว่าประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของเรา ไม่เคยมีนะครับที่เยาวชนหนุ่มสาวซึ่งใส่กางเกงขาสั้นออกมาเรียกร้องชุมนุมต่อต้าน การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ผมเรียนท่านประธานว่าครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรก ของโลกนะครับ สื่อมวลชนจากจีน พรรคพวกผมจากประเทศจีนเขาให้ความสนใจในเรื่องนี้ ติดตามข่าวสารมาโดยตลอดครับ ที่สำคัญก็คือการแสดงออกของเด็กเหล่านี้เป็นการแสดง อย่างบริสุทธิ์และมั่นใจได้ว่าไม่มีใครอยู่เบื้องหลังแน่นอน ท่านประธานครับ การชูสามนิ้ว การขึ้นมาร้องเพลงชาติ เป็นที่เข้าใจร่วมกันนะครับว่าเขาต้องการที่จะเรียกร้องเสรีภาพ เรียกร้องความเสมอภาคและภราดรภาพ ยิ่งกว่านั้นนะครับ เขายังได้เปล่งประกาศ อย่างพร้อมเพรียงกันนะครับในขณะที่ร้องเพลงชาติ เขาบอกว่าเผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ แต่ต่อมาก็ยังเปลี่ยนนะครับบอกว่าศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์ จงเจริญ ปรากฏอยู่ทั่วไปนะครับ นั่นหมายถึงอะไรครับ หมายถึงว่าตลอดระยะเวลา ๖ ปีที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้นำรัฐบาล ไม่ประสบผลสำเร็จครับ มีแต่ความล้มเหลว สูญเสีย ล้าหลังทั้งด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมืองครับ พวกนี้ รู้ได้อย่างไรครับ ผมว่าชัดเจนก็คือลูกหลานเยาวชนเราเขาเป็นผู้บริสุทธิ์และเขาเองก็ไม่ไว้วางใจ ไม่มีความเชื่อมั่นในการบริหารราชการแผ่นดินของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อันเป็นการ สะท้อนอย่างตรงไปตรงมานะครับว่าธาตุแท้ของ พลเอก ประยุทธ์ นั้นยังขาดความสามารถ ในการบริหารราชการแผ่นดิน และเขาไม่ไว้วางใจ ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีและเป็นผู้นำรัฐบาล ท่านประธานครับ จากการชุมนุมเรียกร้องของลูกหลาน เด็ก ๆ นักศึกษาเป็นการแสดงออกซึ่งเขาเองได้มองแล้วว่ารัฐบาลโดยการนำของ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นเป็นรัฐราชการที่มีอำนาจนิยมรวมศูนย์อยู่ที่ตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เองครับ ท่านนั่งอยู่บนพีระมิดหอคอยที่สูงที่สุดและท่านก็มั่นใจ เอาตัวเองเป็นศูนย์รวมของประเทศไทย รัฐราชการโดยอำนาจนิยมของศูนย์ไม่สอดคล้องกับ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่ ผมว่าเด็ก ๆ รับไม่ได้ครับเพราะว่าเด็กรุ่นนี้ เขาถือว่าเป็นเจนวาย (Gen Y) เจนซี (Gen Z) ซึ่งหมายถึงว่าเขาจะเข้าถึงสังคมดิจิทัล (Digital) ข่าวสารข้อมูลยุคสังคมทั้งหมด เขาจะต้องเรียกร้องถึงความเสมอภาค ภราดรภาพ และยุคสมัยสังคมทุกวันนี้มันไม่มีความเสมอกันเหมือนความเป็นมนุษย์ที่เรามีอยู่ ผมเรียน ท่านประธานว่าเยาวชนรุ่นใหม่พวกนี้เขามีความสัมพันธ์ มีความต้องการ และที่สำคัญก็คือ เขาดำรงชีวิตโดยมีความต้องการที่จะให้มีการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน และที่สำคัญ ผมต้องเรียนท่านประธานว่าขณะนี้ถ้าเราเทียบกันแล้ว ยุคเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูลของเรา ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เราจะมีตัวเลขจากเฟซบุ๊ก (Facebook) รายได้ถึง ๑.๗ ล้านล้านบาทครับ ที่สำคัญก็คือทั้งหมดนี้เราจะมีแอปพลิเคชัน (Application) ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก (Facebook) ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม (Platform) อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอเมซอน (Amazon) ติ๊กต็อก (TikTok) อินสตาแกรม (Instagram) และวีแชต (WeChat) ตลอดจนถึงแบรนด์ (Brand) ต่าง ๆ เหล่านี้โดยเฉพาะกูเกิล (Google) เอง มีรายได้ถึง ๕ ล้านล้านบาท แบรนด์ (Brand) ของไป่ตู้ (Baidu) มีมูลค่าถึง ๔ ล้านล้านบาท นั่นหมายความว่าการรับรู้ข่าวสารข้อมูล วัฒนธรรมต่าง ๆ รัฐราชการรวมศูนย์ไม่อาจจะติดตามได้ทันท่วงทีอย่างแน่นอนครับ ผมเรียนท่านประธานว่าทุกวันนี้สังคมในอนาคตในโลกปัจจุบันของคนรุ่นใหม่ พวกเราเอง โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าตามไม่ทันแน่ครับ เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้น คนรุ่นใหม่เขาจะต้องมีอนาคตและอยู่กับโลกเราไปอีกถึง ๔๐-๕๐ ปี ที่สำคัญก็คือถ้าเกิด ท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นระบบรัฐราชการอำนาจนิยมรวมศูนย์ ประเทศไทยเราคงไปไม่ถึงไหน แน่นอน เรียนท่านประธานว่าการชุมนุมเรียกร้องของนักศึกษาครั้งนี้เป็นการเรียกร้องสำคัญ อย่างยิ่ง อยากเรียกร้องให้ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี และผู้นำรัฐบาล ท่านอย่าได้เพิกเฉยต่อการชุมนุมของพวกเขาเหล่านั้นนะครับ ที่สำคัญก็คือ การเรียกร้องเขาเหล่านั้นเป็นการเรียกร้องที่ง่าย ๆ เรียกร้องที่ต้องการให้รัฐบาล ให้ความสนใจเขา ที่สำคัญก็คืออนาคตของเขาเหล่านั้นอยู่ในมือของท่าน ผมดีใจนะครับ ที่เห็นท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาลุกขึ้นมาตอบว่าท่านมีความจริงใจ ท่านมีความตั้งใจ ที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่ในฐานะผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดเชียงรายและ เป็นผู้แทนของคนทุกหมู่เหล่า เยาวชนพวกนี้เขาต้องการเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรม อนาคตและความเสมอภาค ความเป็นมนุษย์ และที่สำคัญก็คือเขามองไม่เห็นนะครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองจะนำเขาไปในทางไหนได้ ท่านประธานครับ ส่วนตัวผมเอง เราเห็นว่านักเรียน นักศึกษารุ่นลูกหลานเราเหล่านี้บางท่านอายุยังไม่ถึง ๒๐ ปี บางท่าน ก็ยัง ๒๐ ปีต้น ๆ นักเรียนเหล่านี้เขามีการมองรัฐบาลรวมถึงบทบาทของรัฐบาลทั้งหมด แตกต่างจากรุ่นพวกเรา หลายครั้งที่เราได้เห็นว่าเขาได้อ่านหนังสือ ได้ดาวน์โหลด (Download) หนังสือจากในเว็บไซต์ (Website) ต่าง ๆ นะครับ ลูกหลานเหล่านี้เขามองว่า รัฐจะต้องตอบสนองประชาชนโดยถ้วนหน้า ไม่ใช่เป็นรัฐราชการ ไม่ใช่เป็นรัฐของชนชั้นนำ พวกลูกหลานเหล่านี้เขาเข้าใจและตระหนักถึงเสรีภาพความเสมอภาคและความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำการจัดเก็บภาษีและงบประมาณเป็นอย่างดี ท่านประธานครับ ผมเป็นห่วงจริง ๆ ส่วนตัวผมเองผมคิดว่าวิกฤติครั้งนี้อย่างไรก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่การจะเกิดขึ้นผมคิดว่ารัฐบาลเองก็มีแผลเยอะ รัฐบาลเองก็มีความลำบากใจในการที่จะถอย แต่ที่สำคัญก็คือเด็ก ๆ นักศึกษารุ่นใหม่เหล่านี้เขาก็เดินไปไกล ไกลจนสุดเพดานแล้ว ผมเชื่อว่า มีทางเดียวที่อยากจะขอท่านนายกรัฐมนตรีเถอะครับ ให้ท่านลาออกเถอะครับ วิธีการอย่างนี้ เหมือนท่านอาจารย์วันนอร์ท่านได้บอกไว้ว่าถ้าเหตุการณ์มันจะรุนแรงขึ้นวันที่ ๑๙ อย่างที่ เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไว้ว่าเราจะมีการเรียกร้อง เราจะมีการเดินไปที่ทำเนียบรัฐบาล หากมีเหตุการณ์ยุทธการสะพานมัฆวานรังสรรค์ขึ้นอย่างที่พวกเราได้ข่าวมา ผมว่าเหตุการณ์ ตรงนั้นมันจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและเป็นห่วงว่าพี่น้องประชาชนเรา ลูกหลานจะต้องไปล้ม ตายเสียชีวิตที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นมา ก็หวังอย่างเดียวว่าอาจารย์วันนอร์ได้บอกขอว่า ท่านจะเลือกเป็นรัฐบุรุษ หรือท่านจะเลือกเป็นทรราช ก็แล้วแต่ท่านนะครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานว่าจะไม่ใช้เวลามากไปกว่านี้ แต่ว่าขอเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่าดีที่สุดก็คือ อยากให้ท่านลาออก เพราะว่าทุกวันนี้ท่านล้มเหลว ท่านขาดความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งตัวผมเองถ้าลูกหลานเด็ก ๆ มาชี้หน้าแล้วมาขอให้ท่านลาออก ไม่มีความเลื่อมใส ในฐานะที่เป็นผู้นำประเทศแล้วผมคงไม่อยู่ต่อหรอกครับ ท่านเคยพูดไว้หลายครั้งว่าหากมีใคร มาบอกให้ท่านลาออกเมื่อปี ๒๕๕๗ ท่านก็จะลาออก แต่ถึงสุดท้ายขึ้นมาเมื่อเดือนที่แล้วเอง ท่านก็บอกว่าอย่างไรท่านก็จะไม่ลาออก ซึ่งตรงนี้มันเป็นการกลับไปกลับมาที่ทำให้ลูกหลาน สมาชิกหลาย ๆ คนของประเทศไทยเราไม่ไว้วางใจท่านครับ ขออนุญาตฝากท่านประธานไว้ แค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ท่านคุม เวลาไว้ดีครับ มีท่านรัฐมนตรีขออนุญาตชี้แจง ๔ ท่าน ผมขอสลับให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนนะครับ ขอเชิญเลยครับ🔗

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ในช่วงนี้ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงเรื่องโครงการรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) หรือสายสีเขียว เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ประเด็นที่อยากจะเรียนก็คือว่า มีข้อกังขาว่าเป็นการเอื้อนายทุน มีผลประโยชน์อะไรก็แล้วแต่ อยากจะเรียนเป็นประเด็น ให้ทราบว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่โครงสร้างทางกายภาพ ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ในส่วนแรกเลยคือสีเขียวเข้มที่เราเรียกว่าสีเขียวหลักก็แล้วกัน อันนี้การดำเนินการในช่วงเริ่มต้นนั้นบีทีอส (BTS) ในขณะนี้เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ใช้งบประมาณของตนเอง เป็นสายเดียวในประเทศไทยที่เอกชนลงทุนเอง รัฐไม่ได้ลงทุนให้ รัฐจัดหาที่ให้เขาลงทุนทั้งหมด โดยผลประโยชน์ตอบแทนนั้นคือค่าโดยสารที่เก็บได้ในช่วง สัมปทาน ๓๐ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จนถึงปี ๒๕๗๒ เป็นที่มาของรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลัก ต่อมากรุงเทพมหานครก็ไปต่อไว้อีกเรียกว่าส่วนต่อขยาย ๑ โดยใช้งบประมาณของ กรุงเทพมหานครเอง โดยเคที (KT) เป็นผู้ดำเนินการต่อไป สรุปมาถึงตรงนี้รวดเร็ว เมื่อหมด ระยะเวลาสัมปทาน ปี ๒๕๗๒ สายที่เป็นสีเขียวเข้มทั้งหมดจะเป็นของกรุงเทพมหานคร ปัญหาเริ่มเกิดครับ รัฐบาลในสมัยปี ๒๕๕๑ ได้ไปมอบให้ รฟม. ไม่ใช่ กทม. ไปสร้างส่วน ต่อขยายที่มีปัญหาคือต่อขยาย ๒ ทางเหนือและทางใต้ เขียวเหนือ เขียวใต้ ที่ท่านเรียกกัน สรุปตอนนี้ถ้าพ้นสัมปทาน ปี ๒๕๗๒ รฟม. จะมีส่วนต่ออยู่ทางนี้ ในการดำเนินการต้อง จ้างเขาเดินรถแล้วขาดทุนแน่นอนเพราะทุกวันนี้ก็ขาดทุน จะต้องขาดทุนแน่นอน ปัญหา เกิดขึ้นแล้วว่าแล้ว รฟม. จะทำอย่างไร หนี้สินทั้งหมดเบ็ดเสร็จ งานโครงสร้างก็จะอยู่ ประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มีของรัฐบาลให้ไปอีก ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดอกเบี้ยปีละ ๑,๓๐๐ ล้านบาท แล้วค่าจ้างเดินรถที่ขาดทุนทุกปีจะทำอย่างไร รฟม. ไม่มีความสามารถ ที่จะทำได้แน่ รัฐบาลนี้จึงได้โอนโครงสร้างนี้ให้กับกรุงเทพมหานครดำเนินการ การดำเนินการนั้นก็มีปัญหาแรกเลย ก็เป็นการดำเนินการนอกเขตของกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครก็ได้ขออนุมัติความเห็นชอบต่อสภากรุงเทพมหานคร ได้ขอความเห็นชอบ และความยินยอมจากเทศบาล ๒ แห่งของจังหวัดปทุมธานี และ ๓ แห่งของจังหวัด สมุทรปราการ เพื่อให้สามารถดำเนินการนอกพื้นที่กรุงเทพมหานครได้ ก็มาถึงว่าเมื่อจะ ดำเนินการบริการพี่น้องประชาชนก็เกิดปัญหาให้กับ ๒ คน คือประชาชน เพราะว่า ๑. อยู่ในสัมปทาน ๒. คือจ้างเดินรถอยู่ ประชาชนก็ได้รับผลกระทบอันดับแรกคือ ค่าเดินทางตลอดสายสูงสุด ๑๕๘ บาท ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ถ้าจะไม่เสีย ภาระจะกลับไป ตกหนักกับกรุงเทพมหานครอีก ที่ว่านี้ ๑๐ ปี ประชาชนต้องได้รับผลกระทบ ๑๐ ปีเต็ม ๆ ถ้าใครเดินทางทุกวัน ๑๐ ปีก็เป็นภาระที่ไม่ควรเกิดกับประชาชนนะครับ ส่วนสำคัญต่อไปคือ หนี้สินของกรุงเทพมหานครทั้งก้อนประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ แบ่งเป็น งานโครงสร้างในช่วงแรกเลย ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ ในส่วนนี้มีดอกเบี้ยประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านบาทต่อปี เงินต้นยังไม่ต้องจ่าย หมดสัมปทาน ปี ๒๕๗๒ แล้วมาจ่ายกัน แต่เป็น หนี้สาธารณะ ซึ่ง กทม. ต้องรับผิดชอบ ส่วนค่าใช้จ่ายที่มีเพื่อจะให้เดินรถได้ เช่นการติดตั้ง ระบบ หรืออีแอนด์เอ็ม (E&M) ที่รู้จักกัน ดอกเบี้ยเงินกู้ เรื่องของภาวะเดินรถขาดทุนทั้งหมด ตัวเลขก็อยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษเช่นเดียวกัน ตรงนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับ กรุงเทพมหานคร หลาย ๆ คนก็บอกว่าไม่ต้อง ไม่ต้องไปทำอะไร ให้กรุงเทพมหานครทำมาดู กรุงเทพมหานครจะทำได้อย่างไร จะใช้เงินสะสมหรือสภาพคล่อง กรุงเทพมหานคร ทำไม่ได้แน่ สภากรุงเทพมหานครไม่สามารถอนุมัติได้แน่นอน จะใช้เงินกู้ก็ไม่สามารถกู้ได้ อีกแล้วเพราะไปกู้ติดของเดิม ดอกเบี้ยก็ยังไม่มีจะจ่าย เดินรถก็ขาดทุนอีก ค่าอีแอนด์เอ็ม (E&M) ก็ต้องจ่ายอีก รวมทั้งจะไปออกตราสารหนี้หรือพันธบัตรอะไรก็แล้วแต่ ภาระที่เกิดมาจาก การออกพันธบัตรของกรุงเทพมหานครไม่สามารถรับได้เลย และสภากรุงเทพมหานคร ก็คงไม่สามารถที่จะให้ไปทำได้ ในขณะที่ตัวเองไม่มีสภาพคล่องเลย หนทางที่กรุงเทพมหานคร จะทำเองหมด ไม่มีทางทำได้ด้วยประการใด ด้วยเงินเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กรุงเทพมหานครทำไม่ได้แน่ ก็เหลือหนทางเดียวคือร่วมทุน ผมจะข้ามตรงนี้ไปก่อน เดี๋ยวจะ ไปว่าเรื่องร่วมทุนนะครับ ลองไปดูว่าให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลก็มี หนทางเดียวคือให้เงินอุดหนุน ก็เกิดแง่คิดว่ารัฐบาลต้องมีหนี้สาธารณะเพิ่ม ต้องแบกรับภาระ เอาเงินคนทั้งประเทศให้กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบเดียว ในประเทศไทยทั้งหมด ๗,๘๕๐ แห่ง ตัวเลขในขณะนี้นะครับ ลองคิดดูว่าถ้ารัฐบาลสามารถ มีเงินตัวนี้เอาแค่ไปดูพี่น้องประชาชนได้ กับการที่จะให้คนในกรุงเทพมหานครเพียงส่วนเดียว ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งประเทศ รัฐบาลก็ต้องตัดสินใจให้กรุงเทพมหานคร แก้ไขปัญหาเอง ทำไม เพราะโครงการนี้เป็นโครงการที่มีผลประโยชน์ตอบแทนได้ แต่ต้อง มีการบริหารจัดการ ไม่ใช่เป็นโครงการให้เปล่า เพราะฉะนั้นเรื่องการให้รัฐบาลไปดูแลนั้น ก็คงไม่ใช่แนวทางที่น่าดำเนินการ ก็กลับมาที่การร่วมทุน หลายคนก็บอกว่าก็ต้องร่วมทุน ตามปกติตามกลไกปกติ ทุกคนทราบดีเกิน ๑๘ เดือนแน่นอน ๒ ปีกว่าที่จะต้องดำเนินการ ปัญหาก็กลับมาเรื่องเดิมอีก แล้วใครจะแก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้นทั้งพี่น้องประชาชน กับกรุงเทพมหานครเองเรื่องงบประมาณทั้งหมด ใครจะดำเนินการ ทาง คสช. ก็มีแนวทางว่า ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้มันรวดเร็วขึ้น โดยตั้งคณะกรรมการมาดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อแก้ปัญหา หลักใหญ่ก็คือว่าไม่ให้กรุงเทพมหานครกับรัฐบาลมีภาระ ประชาชนได้รับความสะดวกสูงสุด ตรงนี้ก็เป็นแนวทาง เดี๋ยวผมจะพูดในรายละเอียด ผมขอไปตรงที่ว่าหลายคนบอกว่า ให้ยกเลิกสัมปทาน ขอเรียนว่าบีทีเอส (BTS) ได้เอาสัมปทาน ๑๐ ปีนี้ไปดำเนินการผูกพัน เอารายได้ในอนาคตไปตั้งกองทุน แล้วเอากองทุนไปลงทุน ๗ ปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ไป ยกเลิกโครงการนี้เป็นไปไม่ได้เลยทั้งสิ้น การจะปล่อยให้สัมปทานหมดก็จะกลับไปปัญหาเดิม แล้วตอนนี้จะปล่อยกันไป ๑๐ ปี ใครจะรับผิดชอบทั้งภาระของประชาชน และ กทม. คสช. จึงได้ออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ตัวคณะกรรมการที่ตั้งมานั้นเมื่อเทียบแล้วกับ ตาม พ.ร.บ. ร่วมทุนครบหมด มีตัวแทนของเจ้าของโครงการ มีอัยการสูงสุด มีสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ มีผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ ท่าน มีปลัดกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ก็เป็นหน่วยเจ้าของโครงการ เมื่อเทียบกันนะครับ นอกจากนั้นในคำสั่งนี้ยังมี ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรอิสระ ตามข้อตกลงคุณธรรม อันนี้สำคัญ ร่วมตั้งแต่ต้นในการเจรจาตกลง รวมแล้วองค์ประกอบ ของกรรมการชุดนี้ก็เทียบเคียงได้กับ พ.ร.บ. ร่วมทุน แต่เข้มข้นกว่าเพราะมีกรรมการ มากกว่าไปเจรจา พูดโดยทฤษฎีตอนนี้ก็ต้องเชื่อในเรื่องความบริสุทธิ์ ถ้ามันโชคร้ายจะมีการ ทุจริต พูดง่าย ๆ มันต้องเกิดผล ผมคิดว่าในทฤษฎีของผมคือว่าต้องมั่นใจว่าเรา มีคณะกรรมการที่เป็นผู้ที่มีอำนาจอยู่ในกระบวนการ ก็ต้องเชื่อมั่นว่าเขาต้องแก้ปัญหานี้ได้ ในการเจรจานั้นก็อยู่บนพื้นฐานของประชาชนได้ค่าโดยสารที่เหมาะสมเป็นธรรม ไม่มีค่าแรกเข้า ซ้ำซ้อน สามารถเดินทางได้ตลอดสาย เรียกว่าทรู โอเปอเรชัน (Through operation) ค่าโดยสารทั้งสายตลอดสายไม่เกิน ๖๕ บาท กทม. และรัฐบาลไม่มีภาระหนี้ ผลตอบแทน ลงทุนของเอกชนอัตราเหมาะสม ขณะนี้ที่เจรจากันอยู่ที่ ๙.๖ เปอร์เซ็นต์ ก็อยู่ในเกณฑ์ มาตรฐานของการลงทุนของโครงสร้างพื้นฐานนี้ ถ้าได้มากกว่าก็ต้องให้กรุงเทพมหานคร มากกว่า ถามว่าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ เป็นอย่างไร ในช่วงที่อยู่ในสัมปทานนี้ อย่างที่เรียน แล้วไปยุ่งกับเขาไม่ได้ เพราะเขาไปผูกภาระทางการเงินไว้แล้ว กรุงเทพมหานครจ้างเขาเดินรถ ขาดทุนทั้ง ๒ ส่วน ต่อขยาย ๑ ต่อขยาย ๒ มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมด ทางบีทีเอส (BTS) เคลียร์ (Clear) ตรงนี้ให้หมดเลยในช่วง ๑๐ ปีแรก กรุงเทพมหานครไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายอะไรเลย แต่เนื่องจากว่าในช่วง ๑๐ ปีแรกมันไม่มีอะไรจะไปเจรจากับผู้ประกอบการได้เลย ก็ต้องเอา ผลประโยชน์ในอนาคตมา อย่าเพิ่งเรียกว่าสัมปทาน เอามาคำนวณว่าผลประโยชน์ที่มี เอามาหักลบกับตรงนี้ ใน ๑๐ ปีนี้ใช้หนี้หมดทุกอย่างแล้ว พอเลย ๑๐ ปีไปเจ้าของบริษัท บริษัทได้ กรุงเทพมหานครได้เงินไปจ่ายต้นค่าโครงสร้างพื้นฐาน หักลบกลบหนี้กันแล้วทาง ผู้ประกอบการได้ อีไออาร์อาร์ (EIRR) ๙.๖ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นการสมควร นั่นคือแนวทาง ก็เลยเป็นการไปบอกว่า ๔๐ ปี ผมเรียนย้ำ ๑๐ ปีแรกยึดเขา เขามีค่าโง่แน่นอนไม่มีทาง เลิกเขาอย่างไรก็ไม่ได้เพราะเขาไปผูกพันภาระไว้กับกองทุน ๗ ปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นจะเอา อะไรตรงนี้ไปได้ ก็ต้องเอาผลประโยชน์ในอนาคตมาแลกกัน ไม่เช่นนั้นก็ต้องไปตกที่รัฐบาล ถ้าไม่ผ่านใด ๆ ทั้งสิ้น กทม. มีทางเดียวคือต้องคืนให้รัฐบาล รัฐบาลก็ต้องไปโอบอุ้มให้ รฟม. ต่อ ไม่มีทางอื่นเดิน ผมเรียนยืนยันว่าไม่มีทาง ถามว่าลดน้อยกว่า ๓๐ ปีได้ไหม ลดน้อยกว่านี้ เขาเจรจาแล้วก็ไม่ได้ เพราะรายได้มันก็จะต่ำกว่า ๙.๖ เปอร์เซ็นต์ ก็คงไม่ใช่เป็นการลงทุน ที่จะทำได้ ต่ำสุดได้ประมาณ ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เรียนข้อเท็จจริงให้ทราบ ทั้งหมดก็เป็น ที่มาของการเจรจา แล้วก็เป็นข้อยุติที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ ผมขอเลยไปสักเล็กน้อยเรื่องของค่าโดยสารที่มีการพูดกันมาก บอกว่าค่าโดยสารแพงที่สุด ในโลก อันนี้เป็นหลักฐานจริง จะเห็นได้ว่าในนี้ถ้าไม่นับสีที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งประเทศสิงคโปร์ โตเกียว ทุกคนแพงกว่ากรุงเทพมหานครหมด แต่พอดูสีน้ำเงินที่เป็นค่าโดยสารจริง ถูกกว่า สิ่งที่ถูกกว่าเพราะเงินสนับสนุนจากรัฐบาลก่อสร้างงานโยธา สิทธิประโยชน์หรือรายได้ของ รอบสถานี บนสถานี เงินสนับสนุนหรือซับซิไดซ์ (Subsidize) จากรัฐบาลเป็นรายปีจึงทำให้ ค่าโดยสารเขาต่ำกว่า อันนี้คืออยากจะเรียนให้ทุกคนได้ทราบ อีกเรื่องหนึ่ง ผมจบแค่นี้นะครับว่า การดำเนินการแก้ไขปัญหาไม่ใช่เอื้อ ไม่เช่นนั้น กทม. ไม่มีทางอื่น ไม่มีทางใดเลยต้องคืน โครงการนี้ให้ รฟม. รฟม. เองก็ไม่มีหนทางจะทำอะไรได้นอกจากรัฐบาลเอาเงินไปให้ เขาทำอะไรไม่ได้ เขามีส่วนต่อขยายอยู่นิดเดียวแล้วเดินรถขาดทุนด้วย ไม่มีทางเดิน เขาจะจ้างเดินรถเองก็ไม่ได้เพราะไม่มีความสามารถ จะไปสั่งรถก็ ๓ ปี อย่างไรก็ต้องจ้าง บีทีเอส (BTS) เดิน ต้องให้ทุกคนเข้าใจนะครับ ผมจบในเรื่องนี้แค่นี้🔗

ต่อไปจะไปเรื่องของงบประมาณท้องถิ่น ที่บอกว่าถังแตก ในช่วงที่มี สถานการณ์โควิด (COVID) ตอนนี้ทุกคนมาวิจารณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น ทำไมไม่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ ตอนนั้นที่เกิดขึ้นทุกภาคส่วนของรัฐบาล ไม่ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการทั้งหมดทุ่มทรัพยากรทั้งสิ้นลงไปแก้ไขปัญหาโดยไม่ได้คิดว่าจะอะไรเลย ทุกส่วนแม้กระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เริ่มต้นคนคงลืมแล้วเรามีปัญหาหน้ากาก อนามัย จนบัดนี้เราก็จ่ายประชาชนไม่ได้ รัฐบาลได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้สอนให้ ประชาชนเย็บหน้ากากผ้าทางเลือกให้กับพี่น้องประชาชน ๕๐ ล้านชิ้นทั่วประเทศ เตรียมการที่ว่าตั้งแต่เดือนที่ท่านว่า เดือนกุมภาพันธ์ประมาณนั้น เริ่มสอนแล้วก็เริ่มผลิต ท่านไม่เคยสงสัยเลยว่าที่เขาแย่งหน้ากากกันไม่มีทำไมประชาชนไทยถึงมีหน้ากากใช้กัน นั่นเป็นมาตรการป้องกัน แล้วก็เป็นมาตรการต่อเนื่องกันมา ที่ผมเรียนทั้งหมดนั้นทุกหน่วย ในประเทศไทยใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น รัฐบาลนอกจากใช้งบประมาณของทุกหน่วยแล้วยังมี อีกเรื่องหนึ่งซึ่งทำก็คือว่าลดภาระของพี่น้องประชาชน ค่าน้ำ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค ทุกหน่วยงานลดหมด การเก็บภาษีพี่น้องประชาชนที่เราเรียกภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็ลดเพื่อลดปัญหาให้ พี่น้องประชาชน นั่นคือสิ่งที่ทำให้พี่น้องประชาชนทุกคนคงไม่ปฏิเสธที่เราต้องไปดูเขา แต่ผลกระทบกลับมานั้นมีแน่นอน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับผลกระทบ รายได้จัดเก็บ ไม่ได้ที่ท่านพูดว่าถังแตก อีกส่วนหนึ่งก็คือว่าภาษีรัฐบาลก็น้อยลงทุกเรื่อง การไฟฟ้า ผลประกอบการต้องมาดูแลพี่น้องประชาชน เขาก็ไม่มีรายได้ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ให้รัฐบาล ทุกคนได้รับผลกระทบหมด ที่ผมเรียนทั้งหมดมานี้ทุกคนได้รับผลกระทบหมด แน่นอน ไม่มีใครเตรียมการก่อนแต่แก้ปัญหาได้ ก็เรียนไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า แล้วรัฐบาลมีแนวทางที่จะช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างไร ผมขอเรียนชี้แจง เท่านี้ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ ท่านสันติ ผมเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ เวลาจะเหลือน้อยลงแล้วก็มีสมาชิกต้องอภิปรายอีก ๕ ท่านครับ ท่านเผื่อเวลาไว้ด้วยครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง จะขอตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ถึงกรณีการชดเชยรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้ลดลง เนื่องมาจาก การบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ กระทรวงการคลัง ขอชี้แจงต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดังนี้นะครับ ก็คือคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม เป็นประธาน ได้พิจารณา เรื่องมาตรการช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ในคราวประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ มีมติมอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และสำนัก งบประมาณ พิจารณาแนวทางการบรรเทาผลกระทบจากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากการขยายเวลาการจัดเก็บภาษีและรายได้ของ อปท. ที่ลดลงต่อคณะกรรมการ อนุกรรมการพัฒนาการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในคราวประชุม ครั้งที่ ๕/๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓ ได้พิจารณาแนวทางการชดเชยรายได้ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเห็นชอบให้คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาเห็นชอบให้เสนอคณะรัฐมนตรี โดยพิจารณาเบื้องต้นถึง แนวทางการชดเชยให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ในกรอบวงเงิน ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อทยอยเสนอขอรับจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจำ ๓ ปี ตามขั้นตอนดังนี้ ๑. ให้กระทรวงมหาดไทยเสนอ ตั้งงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนเพื่อชดเชยรายได้ให้แก่เทศบาล และ อบต. ที่ได้รับ ผลกระทบในปี ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๖ ๒. ให้กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเสนอ ตั้งงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนเพื่อชดเชยรายได้ตามที่ได้รับผลกระทบสำหรับการ จัดสรรงบประมาณ เพื่อลดผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงในปี ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๖ และในกรณีปี ๒๕๖๔ ที่จะถึงนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณได้แปรญัตติ เงินเพิ่มให้แล้วในปี ๒๕๖๔ จำนวน ๑๐,๖๕๖ ล้านบาท และมีข้อสังเกตว่าทั้งนี้ควร นำเงินสะสมของ อปท. แต่ละแห่ง มาประกอบการพิจารณาในการชดเชยรายได้ด้วยนะครับ อันนี้คือในกรณีคำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ เรื่องของการชดเชยรายได้ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีอีกประเด็นหนึ่งที่จะตอบข้อซักถามของ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เรื่องประเด็นการจัดตั้งกองทุนเกี่ยวข้องกับกองทุนประชารัฐนะครับ ตามที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ซักถามมา ๔ ประเด็นนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ ที่ท่านสมาชิกซักถามนั้น ตั้งแต่มีการจัดตั้งกองทุนมามีการ ใช้เงินไปแล้วจำนวนเท่าไร กระผมขอเรียนว่าในช่วงระยะ ๓ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ จนถึงปัจจุบัน กองทุนได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้นรวม ๑๙๕,๐๐๓ ล้านบาท โดย ณ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ กองทุนมีการใช้จ่ายเงินเพื่อจัดสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตร จำนวน ๑๔.๖ ล้านคน รวมคิดเป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๑๗๕,๔๐๐ ล้านบาทแล้ว โดยขอ ยกตัวอย่างการช่วยเหลือสวัสดิการที่สำคัญ เช่น สนับสนุนค่าอุปโภคบริโภค จำนวน ๑๒๐,๔๗๔ ล้านบาท การพยุงการบริโภค จำนวน ๑๖,๒๐๐ ล้าบาท มาตรการการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีบัตร จำนวน ๗,๑๐๐ ล้านบาท เงินช่วยเหลือ สำหรับผู้สูงอายุ จำนวน ๕,๐๐๐ ล้านบาท สนับสนุนค่าใช้จ่ายปุ๋ยเพื่อบรรเทาภาระให้กับ เกษตรกร จำนวน ๔,๐๐๐ ล้านบาท สนับสนุนค่าไฟฟ้า จำนวน ๑,๓๐๐ ล้านบาท สนับสนุน ค่าโดยสารรถไฟ จำนวน ๗๔๙ ล้านบาท เป็นต้น🔗

ประเด็นที่ ๒ เพราะเหตุใดสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถึงไม่แสดง ความเห็นว่ากองทุนได้กระทำถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังหรือไม่ โดยให้ ความเห็นว่าไม่สามารถขอฐานข้อมูลในการตรวจสอบได้นั้น กระผมขอเรียนว่าข้อมูลผู้มีบัตร นั้นเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ลงทะเบียน ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีบัตร ดังนั้น จึงไม่สามารถนำข้อมูลผู้มีบัตรทั้งหมดให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินออกไปตรวจสอบได้ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล อย่างไรก็ดีกระทรวง การคลังจะหาแนวทางในการดำเนินการร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตามข้อสังเกต ดังกล่าวต่อไป🔗

ในประเด็นที่ ๓ การจัดทำบัญชีกองทุนไม่เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี ภาครัฐของกรมบัญชีกลาง และทำให้บัญชีขาดความน่าเชื่อถือ และมีการทุจริตหรือไม่นั้น กระผมขอเรียนว่าการจัดทำบัญชีกองทุนเป็นไปตามมาตรฐานทางบัญชีภาครัฐและนโยบาย การบัญชีภาครัฐ รวมทั้งได้มีการปรับปรุงรายการบัญชีตามเกณฑ์คงค้างต่าง ๆ และได้ ดำเนินการชี้แจงต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว🔗

ประเด็นที่ ๔ การดำเนินงานของกองทุนช่วยเหลือเฉพาะผู้ประกอบการ รายใหญ่นั้น กระผมขอเรียนชี้แจงว่าการดำเนินงานของกองทุนไม่ได้เป็นการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่มุ่งเน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย รายเล็ก ในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ในต่างจังหวัด ซึ่งช่วยให้ร้านโชห่วยเล็ก ๆ ที่เข้ามาเป็นร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ สามารถขายสินค้าได้และมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีกำไรเพียงพอที่จะสามารถประกอบกิจการต่อไปได้ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของชุมชนที่มีร้านค้าธงฟ้าประชารัฐตั้งอยู่ โดย ณ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๓ มีร้านธงฟ้าที่รับชำระเงินค่าสินค้าผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งสิ้นประมาณ ๙๐,๗๖๓ ร้านค้า ทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีรายได้น้อย จำนวน ๑๔.๖ ล้านคน ซึ่งเป็นการ ใช้จ่ายผ่านร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าปลีก และร้านค้าขนาดเล็ก คิดเป็นสัดส่วน มากกว่าร้อยละ ๙๕ ของการทำรายการทั้งหมด จึงกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ ตั้งข้อซักถามทั้ง ๔ ประเด็น ให้เพื่อทราบนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านสมาชิกจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ครับ🔗

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเวลา ๑๐ นาที ที่จะชี้ให้เห็นว่าระบบราชการไทยในปัจจุบัน ล้มเหลวอย่างไร ระบบราชการไทยทุกวันนี้ที่ถูกพูดถึงกันบนเวทีของประชาชนไม่สามารถ บริหารราชการบ้านเมืองต่อได้อย่างไร และอะไรคือต้นเหตุของปัญหา ท่านประธานครับ ถ้ามองย้อนไปในการพัฒนาระบบราชการในอดีตเราเห็นว่าหน่วยงานราชการมีการพัฒนาไป ในทิศทางที่ดีขึ้นจริง ๆ โดยเฉพาะหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พี่น้องประชาชนสัมผัสได้ว่า หน่วยงานราชการให้บริการประชาชนมากขึ้น มีเครือข่ายครอบคลุมไปทุกพื้นที่ มีอุปกรณ์ มีข้อมูล มีฐานข้อมูลที่พร้อมกว่าหน่วยงานทั่ว ๆ ไป บางกิจกรรมก็เป็นกิจกรรมต่อเนื่อง ที่ไม่ได้หวังกำไรหรือขาดทุน และแนวทางของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่กระจายการตัดสินใจ ออกไป กระจายการกำหนดกฎระเบียบเพื่อความคล่องตัว ข้าราชการระดับล่างมีส่วนร่วม มากขึ้น ทำให้หน่วยงานราชการดูยืดหยุ่น ตอบสนองโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ได้รวดเร็ว จนระบบข้าราชการแบบเดิมในรูปแบบของสถาบันเริ่มกลายเป็นหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่รับใช้ประชาชนจริง ๆ แต่มันก็น่าเสียดายครับว่าการพัฒนาที่ว่านั้นได้หยุดชะงักหลังจากการทำรัฐประหารโดยกลุ่ม อำนาจกลุ่มนี้ ท่านประธานครับ กลุ่มอำนาจกลุ่มนี้พวกเขาใช้กำลังขู่บังคับ อาศัยอำนาจทาง ทหารจับกุมผู้คนเรียกปรับทัศนคติ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ยัดเยียดคดีต่าง ๆ นานาตาม อำเภอใจ พวกเขาสร้างความหวาดกลัวไปทุกพื้นที่ในประเทศอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนมาถึงปัจจุบัน ในวันนี้ครับถึงแม้จะมีการเลือกตั้งแล้ว แต่กลุ่มอำนาจกลุ่มนี้ก็ยังบริหาร บ้านเมืองต่อไปแบบอำนาจนิยม พยายามใช้อำนาจควบคุมประเทศผ่านระบบข้าราชการ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ระบบข้าราชการล้มเหลวครับ ถ้าเราไล่ไปดูคำสั่งจากมาตรา ๔๔ ทั้งหมด ๔๕๐ กว่าฉบับ รวมถึงคำสั่งนายกรัฐมนตรีจนมาถึงปัจจุบันจะพบว่ามากกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นคำสั่งแต่งตั้ง โยกย้าย พวกเขาขยายฐานอำนาจด้วยการส่งพวกพ้อง ไปควบคุมหน่วยงานสำคัญต่าง ๆ ในระบบคัดสรร การคัดสรรในระบบถูกแทรกแซงครับ ในเมื่อการคัดสรรที่ออกแบบมาอย่างดีว่าจะได้คนที่มีความรู้ความสามารถ มีความเที่ยงธรรม มันก็ผิดเพี้ยน ข้าราชการไทยหลังจากรัฐประหารต้องทนทำงานอยู่ภายใต้การบริหารของใคร ก็ไม่รู้ที่ไม่รู้ว่ามีความรู้ความสามารถจริงหรือเปล่าแต่ก็ต้องทนทำต่อไป เพราะการขัดขืน อาจจะเป็นการหยุดอนาคตของเขาไว้กับที่หรือไม่ก็อาจจะถูกย้าย ส่วนคนที่ยังทำงานอยู่ ก็ต้องทนทำต่อไปครับ แล้วก็อยู่ให้เป็น แต่ก็ต้องอยู่ให้เป็นแบบหวาดระแวงเพราะว่า นายคนใหม่ที่เพิ่งมาเขาไม่ได้มาตัวเปล่าครับ เขามาพร้อมใบสั่ง ใบสั่งที่อาจขัดต่อหลักการ ขัดต่อพันธกิจขององค์กร ซึ่งมีโอกาสพลาดครับที่จะลากพวกเขาซวยไปด้วย หรือไม่เขาก็ อาจจะกลายเป็นแพะรับบาปไปคนเดียว การปกครองแบบอำนาจนิยมของกลุ่มอำนาจกลุ่มนี้ ทำให้ระบบข้าราชการอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวไม่ต่างกับพี่น้องประชาชน ในเมื่อมีเจ้านาย ที่สามารถให้คุณให้โทษกับเขาได้ พวกเขาก็ทำได้เพียงน้อมรับคำสั่งครับ ข้าราชการหลายคน หมดศรัทธาต่อหน้าที่ความรับผิดชอบที่เคยภาคภูมิใจ ท่านประธาน ผมมีเรื่องอยากเล่า เรื่องหนึ่งครับ รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งครับ การบินไทยก่อนหน้าที่จะตกอยู่ในสภาพล้มละลาย ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้เอง นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมซูเปอร์บอร์ด (Super board) รัฐวิสาหกิจ ซึ่งการบินไทยก็ได้เตรียมข้อมูลไว้มากมายเพื่อที่จะมาชี้แจงถึงการขาดทุนและแผนการฟื้นฟู ธุรกิจของการบินไทย แต่คำถามแรกที่ประธานในที่ประชุมซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีถาม การบินไทยก็คือทำไมสับปะรดบนเครื่องบินถึงไม่หวาน ท่านถามด้วยท่าทีที่จริงจังครับ ซักไซ้ จะเอาคำตอบให้ได้ บอกว่าขึ้นเฟิสต์คลาส (First class) มานะ ทำไมถึงไม่หวาน นั่นทำให้ ทุกคนในที่ประชุมงงครับว่านี่หรือคือความคิดของผู้นำ ผมคิดว่านี่มันไม่แปลกเลยครับ ที่การบินไทยจะประสบปัญหาถึงทุกวันนี้ มันเป็นตัวอย่างของการที่ทำให้ข้าราชการขาด ศรัทธาต่อผู้นำ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพขององค์กรแน่นอน ทุกวันนี้ข้าราชการทำงานกัน แบบกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำไปจะพลาดหรือเปล่า เพราะกฎระเบียบมากมาย ที่เขียนออกมาเพื่อแต่งหน้าทาปาก สร้างตัวตนที่บริสุทธิ์ผุดผ่องให้กับคณะรัฐประหาร ที่ใช้ข้ออ้างเรื่องการคอร์รัปชันในการเข้าสู่อำนาจ มันเยอะเสียจนหน่วยงานบางหน่วยงาน รู้กฎหมาย สตง. มากกว่าตัวเจ้าหน้าที่ สตง. เองด้วยซ้ำ บางคนทำตามระเบียบแทบตาย ก็ผิดได้ บางคนพลาดทีไรมีสายโทรศัพท์โทรเข้ามาแล้วก็รอดทุกที คนที่ทำงานเก่ง ทำงานดี ถูกจับจ้อง แต่คนประจบสอพลอ เลียแข้งเลียขาได้รับการโพรโมต (Promote) ทุกปี การเลี่ยงกฎระเบียบเพื่อพวกพ้องมันเกิดขึ้นจนชินตา ที่ผ่านมาอธิบดีกรมโยธาธิการและ ผังเมือง อธิบดีกรมการปกครอง มีการสลับตำแหน่งแห่งที่กัน จนสุดท้ายอยู่ในตำแหน่งถึง ๖ ปี การทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการก่อนเลือกตั้งที่ผ่านมาชื่อโครงการว่าเซฟ โซน สคูล (Safe Zone School) เป็นโครงการเกี่ยวกับจัดซื้อกล้องวงจรปิด มีการตั้งกรรมการสอบวินัย อย่างร้ายแรง แต่ก็เงียบครับ กลับกันครับข้าราชการบางคนที่ประชาชาชนเห็นว่าทำงานดี มีความหนักแน่น มีหลักการ อย่างอธิบดีกรมป่าไม้ เงียบ ๆ อยู่ดี ๆ ย้ายไปเสียแล้ว ท่านประธานครับ การใช้อำนาจตามอำเภอใจหล่อเลี้ยงระบบอุปถัมภ์ให้เติบโตและแข็งแกร่งขึ้น จนกลายเป็นวัฒนธรรมประเพณีของระบบข้าราชการไทยที่มันยากที่จะแก้ไข ลึกจนเกิด เป็นความเหลื่อมล้ำภายในระบบข้าราชการ เป็นปัญหาที่เราต้องรีบแก้โดยด่วน แต่ท่าน ไม่ต้องกลัวนะครับว่าพรุ่งนี้จะมีม็อบ (Mob) ข้าราชการไปหน้าทำเนียบหรือเปล่า เพราะว่า วันนี้พวกเขาใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนไปซื้อความจงรักภักดีด้วยการเพิ่มค่าตอบแทน เพิ่มสวัสดิการลูกจ้าง เพิ่มลูกน้องให้ข้าราชการได้ลิ้มรสความเป็นเจ้าขุนมูลนาย โดยเฉพาะ หน่วยงานของทหาร ตำรวจ และตุลาการ ที่มีการจ้างลูกจ้างเพิ่มขึ้นเยอะมาก มีการเลื่อน ตำแหน่ง ต่ออายุราชการ ปรับชั้นยศให้พวกพ้องจนทำให้กระทรวงกลาโหมวันนี้มีข้าราชการ ระดับอธิบดี ๒๔๔ คน มากกว่าจำนวนอธิบดีในกระทรวงอื่นทั้งหมดรวมกันถึง ๒ เท่า รายจ่ายบุคลากรภาครัฐ เราสูงที่สุดในอาเซียน (ASEAN) อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก เทียบสัดส่วนก็คือ ๑ ใน ๓ ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด แต่แปลกครับรายจ่ายเยอะ ขนาดนี้ แต่ความเหลื่อมล้ำภายในระบบข้าราชการกลับสูง ท่านประธานครับ หลายเดือนก่อน ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ผมมีโอกาสได้จอดรถใกล้ ๆ กับรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ท่านเดินไป กดลิฟต์พร้อมกับคนขับรถที่ถือกระเป๋าเอกสารให้ท่าน ผมก็ขึ้นลิฟต์ตัวนั้นมาด้วย แต่บ่ายวันเดียวกันครับ ผมกลับลงไปเอาของที่รถ ผมไม่สามารถ ใช้ลิฟต์ได้ครับ เพราะมีคณะคุ้มกันหลายคน บอดี้การ์ด (Bodyguard) สาว เลขา คนขับรถ อีกร่วม ๑๐ คน มากันประตูลิฟต์เตรียมให้ ผบ.ทบ. ความเหลื่อมล้ำระหว่างรัฐมนตรี เจ้ากระทรวง กับ ผบ.ทบ. ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าแค่อธิบดียังขนาดนี้ แล้วในระดับข้าราชการ ทั่ว ๆ ไปจะขนาดไหนครับ พวกท่านชอบแบบนี้หรือครับ สังคมที่คนไม่เท่ากัน สังคมที่คน ถือครองความรุนแรงได้อยู่ข้างบน ส่วนที่เหลืออยู่ข้างล่าง ท่านประธานครับ รัฐอุปถัมภ์ ภายใต้อำนาจนิยมแบบนี้ยังไม่สามารถกำกับให้หน่วยงานใช้งบประมาณอย่างประหยัด และคุ้มค่าได้ พวกพ้องมีเยอะ เดี๋ยวคนนั้นขอ คนนี้ขอ ก็อยากจะกระจายให้ทั่วถึง แต่งบ มันจำกัด ฉะนั้นกระทรวงไหนที่จำเป็นต่อการรักษาอำนาจต่อก็น่าจะได้เยอะหน่อย วันนี้ กองทัพเรือยังพิสูจน์ไม่ได้เลยว่าเรือดำน้ำจำเป็นกับประเทศนี้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร การเอาใจนายอีก มันเป็นเส้นทางในการเติบโตของอาชีพข้าราชการจริง ๆ เอาใจนายกัน จนลืมว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร หลงลืมว่าสิ่งที่ทำไปจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน วันนี้ เราเห็นในทีวี (TV) ทั้งครู ทั้งตำรวจ และที่ไม่ได้ออกทีวี (TV) อีกเท่าไร เมื่อบ่ายวันนี้เด็กมัธยม โดนหมายเรียกแล้วนะครับ ท่านเห็นประชาชนเป็นปลวกเป็นมดหรือครับจะกำจัดเมื่อไรก็ได้ ผมให้ความรู้ท่านนิดหนึ่งครับ ผมได้จากกูเกิล (Google) มา มดมีเซลล์สมอง ๓๐๐,๐๐๐ เซลล์ ท่านประธานครับ เวลาผมเหลือน้อยมาก ผมอยากสรุปอย่างนี้ครับ ข้าราชการที่เป็น เครื่องมือในการบริหารบ้านเมืองวันนี้มันเสื่อมถอยจนถึงขีดสุดแล้ว มันยากที่จะปะผุ ซ่อม แล้วระบบราชการที่ล้มเหลวแบบนี้มันทำให้ประเทศไปต่อไม่ได้ครับ อย่าลืมนะครับว่า ถ้ารัฐพลาดครั้งใด ประชาชนคือด่านแรกที่จะได้รับผลกระทบ หมายความว่าการบริหารบ้านเมือง ด้วยการใช้กำลัง สร้างความหวาดกลัวนี่มันเอาต์ (Out) แล้ว ต่างประเทศเขาไม่ทำกันแล้ว หัดฟังเสียงพี่น้องประชาชนแบบผู้ใหญ่บ้างครับ เป็นผู้ใหญ่ใจกว้างให้สมกับที่เขาเรียกว่า ลุงเถอะครับ เอาเสียงเหล่านั้นไปทำความเข้าใจ เลิกออกมาตอบคำถามหรือแสดงความ คิดเห็นแบบด้นสด ไม่มีสคริปต์ (Script) ในมือด้วยครับ เพราะผมคิดว่าท่านไม่เหลือสีข้างให้ ถลอกมานานมากแล้ว สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน ประเทศนี้หลังจากรัฐประหารที่ผ่านมา กลุ่มอำนาจกลุ่มนี้ใช้ระบบราชการเป็นเครื่องมือในการกดหัวพี่น้องประชาชนให้อยู่ภายใต้ การปกครอง พวกเขาอ้างว่าปัญหาของประเทศนี้คือความมั่นคงและความขัดแย้ง ออกคำสั่ง มาตรา ๔๔ ๔๐๐-๕๐๐ ฉบับ เขียนกฎหมาย แก้กฎหมายอีกหลายร้อยฉบับ ไม่รู้จะด้วย เจตนาดีหรือเปล่า แต่ว่าที่รู้ก็คือวันนี้เราได้เห็นว่าประเทศไม่ได้พัฒนาไปไหนเลย หนำซ้ำ มันแย่ลงด้วยซ้ำ ประชาชนจำนวนมากสูญเสียอาชีพ หลายคนสูญเสียที่ดินทำกิน พี่น้องประชาชนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ลำบากกันถ้วนหน้าจนต้องแจกเงินเอาไว้ประทังชีวิต แต่พอประชาชนแหงนหน้าขึ้นไปมองเห็นพวกพ้องของพวกท่านแต่ละคนรวยเอา รวยเอา ขยายธุรกิจใหญ่โต ต่ออายุสัมปทาน การันตี (Guarantee) คุณภาพชีวิตที่ดีไปอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี สรุปแล้วกฎหมายตั้งมากมายที่ออกมา คำสั่ง คสช. อีกตั้งเยอะแยะ มีจุดประสงค์เพื่ออะไรครับ ไม่สิครับ ต้องถามว่าคำถามจริง ๆ น่าจะเป็นเป้าหมายของการทำรัฐประหารที่ผ่านมา คืออะไรกันแน่ครับ ผมคิดว่าวันนี้พี่น้องประชาชนรู้คำตอบนั้นแล้ว ตอนนี้เราเริ่มเห็นแล้วว่า เมื่อคุณใช้ความกลัวกดหัวประชาชนจนพวกเขาหลังชนฝา ทางรอดเดียวที่พวกเขา จะไปต่อได้ก็คือหันกลับมาสู้กับท่านโดยที่ไม่แคร์ (Care) ชีวิตตัวเอง จนวันนี้ม็อบ (Mob) มันเกิดขึ้นทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย ปัญหาของระบบข้าราชการก็เป็น ๑ เรื่องที่ถูกพูดกันมาก บนเวทีของประชาชน เลิกหลอกลวงประชาชนเถอะครับว่าจะปฏิรูป เพราะถ้าปฏิรูปได้ ๖ ปี ที่ผ่านมากับอำนาจเผด็จการท่านทำสำเร็จไปนานแล้ว มันถึงเวลาต้องแก้ไขระบบราชการ อย่างจริงจังครับ และเร่งด่วนด้วย แล้วก็ต้องทำทั้งระบบ ให้พวกเขาเจริญเติบโตอย่างถูกต้อง ยุติธรรม สร้างระบบน้ำดีไล่น้ำเสีย อย่าปล่อยให้น้ำเสียครอบงำน้ำดีแบบนี้ มันถึงเวลาต้อง แก้ไขขนานใหญ่จริง ๆ ครับ ด้วยเสียของประชาชน เริ่มต้นเลยครับจากต้นตอของปัญหา นั่นคือการกำจัดตัวทำลายระบบราชการแผ่นดิน ที่ชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณที่รักษาเวลานะครับ ต่อไปคุณปดิพัทธ์ สันติภาดา แล้วหลังจากนั้นท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พิษณุโลก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนชาวไทยของเราตอนนี้มีชีวิตที่อยู่ในความไม่แน่นอน หลายประการนะครับ ไม่แน่นอนว่าถ้าเกิดการระบาดโควิด (COVID) รอบที่ ๒ กิจการ ของพวกเราจะไปได้หรือเปล่า จะมีวัคซีนสำหรับทุกคนไหม วันนี้อยู่ดี ๆ ก็มีคำสั่งว่า ห้ามขายสุราออนไลน์ (Online) ค้าขายออนไลน์ (Online) อยู่ดี ๆ รัฐบาลก็จะไปมีเรื่องกับ เฟสบุ๊ก (Facebook) แต่ไม่มีปัญญาจะไปจัดการกับเว็บ (Web) พนันออนไลน์ (Online) ความไม่แน่นอนพวกนี้ลามไปถึงทุกวันนี้ในโต๊ะอาหารของผู้คนคุยกันว่าประเทศของเราจะมี รัฐประหารอีกหรือเปล่า ประเทศไทยที่มีหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลนี้จะพาประเทศล่มจม ไปเมื่อไร และชีวิตของเราจะจบลงเมื่อไร ท่านประธานครับ นี่คือความไม่แน่นอนที่ทำให้ชีวิต ของคนไทยนั้นอยู่บนชีวิตที่ไม่มีความมั่นคงแม้แต่นิดเดียว แต่ในท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้มีความแน่นอน ๑ อย่างที่พวกเราคนไทยทุกคนรู้ ก็คือ ถ้าเราคิดและแสดงออกทางการเมืองไม่เหมือนกับที่รัฐบาลอยากให้เราคิดและแสดงออก ทุกคนมีสิทธิที่จะถูกคดีได้ทุกคน ถูกหมายเรียกไปที่บ้านได้ทุกคน ตั้งแต่คดีเล็กไปถึงคดีใหญ่ แล้วคนที่ถูกอุ้มหายก็ยังเป็นเรื่องที่เกิดซ้ำ ๆ ขึ้นในประเทศนี้ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ ทำให้ผู้คนในประเทศไทยใช้ชีวิตอย่างเย็นชา ไร้ความหวัง ไร้ความฝัน ไร้อนาคต อีกกลุ่มหนึ่ง อยู่ด้วยความโกรธเกรี้ยวว่าทำไมคนไทยต้องมารับกรรมจากการรัฐประหารแล้วสืบทอด อำนาจของพวกท่าน โดยมายึดอนาคตของคนไทยทุกคนไป ผมกำลังพูดถึงระบบนิติรัฐ นิติธรรมที่พังทลายทั้งหมด เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการชุมนุมอยู่ทั่วประเทศในตอนนี้ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ทำให้ถึงทางตันของประเทศ และเราอยู่กับ ความผิดปกตินี้มานานเกินไปแล้ว เมื่อเราถอยตัวเองออกสักนิดหนึ่ง ออกจากกะลาของเรา แล้วทำความเข้าใจในหลักการสากล เราจะมีตัวชี้วัดตัวหนึ่งที่เรียกว่ารูล ออฟ ลอว์ อินเดกซ์ (Rule of law index) เป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้รับรองความเป็นธรรมในสังคมในการเข้าถึงโอกาส และสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งไม่ได้รวมแค่ตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่รวมถึงกระบวนการบังคับใช้ กฎหมายที่เท่าเทียมกัน เป็นธรรมและมีกระบวนการตรวจสอบการใช้กฎหมายด้วย ปี ๒๐๑๙ ตัวอินเดกซ์ (Index) ตัวนี้เราอยู่ที่ ๗๖ จาก ๑๑๓ ประเทศ ผมว่าปีนี้ตกต่ำลง แน่นอน และสิ่งที่ทำให้คะแนนเราต่ำที่สุดก็คือปัจจัยด้านสิทธิส่วนบุคคลว่าประชากรของ ประเทศไทยนั้นปลอดภัยจากการคุกคามของรัฐหรือไม่ ในขณะที่เรามีนายกรัฐมนตรีและ ผบ.ทบ. ที่พูดหลายครั้งซ้ำไปซ้ำมากรอกหูเราทุกวันว่าคนไทยต้องเคารพกฎหมาย แม้แต่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุก็เคยปาฐกถาไว้น่าประทับใจว่าหลักนิติธรรมจะเป็นอาวุธ ชนิดหนึ่งในการปราบโกง สร้างความปรองดองและจัดระเบียบประเทศได้ แต่ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าสิ่งที่ประชาชนชาวไทยประสบพบเจอในชีวิตจริงคือประเทศที่ไม่มีหลักยึด เลยว่าทุกคนจะเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายได้อย่างไร เกิดอภิสิทธิ์ชนชั้นทางด้านกฎหมาย ประเคนผลประโยชน์ ปกป้องช่วยเหลือเมื่อทำผิด อำนาจตุลาการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ ทำลายล้างทางการเมือง รักษาอำนาจของคณะรัฐประหารไว้ ยัดคดีให้กับประชาชนและ พรรคการเมืองที่ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. ทั้งหมดนี้กระทำอย่างไร้ยางอาย🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณปดิพัทธ์ระวังนะครับ ไปพาดพิงอำนาจอื่นต้องระวังนิดนะครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พิษณุโลก

ครับ ผมคิดว่าผมพูดความจริงนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เตือนให้ระวังนะครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผมจะสอนลูก ของผมอย่างไร เมื่อเขาดูข่าวเจอว่าคุณวันเฉลิมถูกอุ้มหายไปที่ประเทศกัมพูชา ผมตอบไม่ได้ ว่าทำไมถูกอุ้มหาย ผมบอกให้เขาไปกูเกิล (Google) ดู พอเขากูเกิล (Google) ดูเขาไม่ได้เจอ แค่คุณวันเฉลิมนะครับ เขาเจอความน่าสะพรึงกลัวของคุณสุรชัย แซ่ด่าน ที่ถูกฆ่าอย่างทารุณ เขากูเกิล (Google) ต่อเขาเจอจ่านิวถูกทำร้ายที่กลางเมือง เขาค้นไปอีกเจอการฆ่าอย่าง ทารุณกรรม ใช้กระสุนจริงกว่า ๑๐๐,๐๐๐ นัด ที่สยามสแควร์ที่พวกเขาไปเดินเล่นอยู่ เขาเจอเหตุการณ์ในพฤษภา ๓๕ เขาเจอเหตุการณ์ใน ๖ ตุลา ๑๙ เมื่อลูกผมถามว่าทำไม คนเหล่านี้ถึงถูกฆ่า ท่านประธานจะให้ผมตอบลูกว่าอะไรครับ แล้วสิ่งที่ผู้ชุมนุมทุกวันนี้ ถามหาคือทำไมรัฐกระทำกับประชาชนแบบนี้ กระบวนการยุติธรรมที่ปล่อยให้คนผิด ลอยนวลทั้งที่เป็นการฆาตกรรมที่โหดร้ายแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร ท่ามกลางความนิ่งใบ้ของรัฐบาล วันที่ ๗ กันยายนที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกหนังสือชี้แจงกรณีที่องค์การนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี (Amnesty) มีจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีให้ยุติการตั้งข้อกล่าวหาต่อแกนนำ ๓๑ คน แล้วขอให้ยุติการ ขัดขวางการชุมนุมของประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะยืดมั่นในหลัก รัฐธรรมนูญ หลักกฎหมาย เคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ การแสดงออกและการรับฟังความคิดเห็น พูดไปเรื่อยครับ วันนี้มีคนโดนหมายเรียกเพิ่มอีก ๕ คนที่จังหวัดราชบุรี หนึ่งในนั้นอายุ ๑๗ ปี เป็นนักเรียนมัธยม ท่านประธานครับ ท่านรู้สึก เหมือนผมไหมว่าเวลาในสภานี้ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า ตอนเช้าอภิปรายว่าจะคุ้มครองประชาชน ตอนบ่ายเราได้รับข่าวว่ามีประชาชนถูกจับ ตอนกลางคืนไปประกันตัว เราอยู่แบบนี้มาหลายเดือนแล้วนะครับ สภานิติบัญญัติแห่งนี้ไม่มีอำนาจอะไรเลย ในการ ปกป้องคุ้มครองประชาชน และนี่คือสภาวะที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงทางการเมือง ถ้าเราไม่ลืม นะครับ วันนี้คือวันที่ ๙ กันยายน ตอนปี ๒๕๕๑ เป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ๙ ต่อ ๐ ให้คุณสมัคร สุนทรเวช พ้นสภาพการเป็นนายกรัฐมนตรี และตอนหลังมีความเห็นจาก ศาลรัฐธรรมนูญภายหลังบอกว่าคำวินิจฉัยในตอนนั้นเป็นคำวินิจฉัยที่ใช้ไม่ได้ เพราะนำ ข้อกฎหมายขึ้นก่อนทั้งที่จริงแล้วเขียนคำวินิจฉัยต้องระบุว่าคุณสมัครนั้นรับจ้างจริงหรือไม่ เป็นการรีบเร่งอ่านคำวินิจฉัยในวันตัดสินคดี แต่ท่านทำให้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการ เลือกตั้งพ้นสภาพไปเรียบร้อยแล้ว ๒ ปีนี้ยุบพรรคไปอีก ๒ พรรค ตัดสินคดีความทาง การเมืองอย่างไม่เป็นธรรม ท่ามกลางเสียงก่นด่าของคนทั่วประเทศ และคำวิพากษ์วิจารณ์ จากนานาชาติ สังคมแบบนี้หรือครับท่านจะเรียกหาความปรองดอง ย่อยยับอัปยศ บรรยากาศของประเทศที่ไร้นิติรัฐ บรรยากาศของประเทศที่ไร้นิติธรรม ส่งผลให้ทุกคน ในประเทศนี้ค่อย ๆ อยู่ในวัฒนธรรมที่คอร์รัปชันแบบนี้ ถ้าคุณเป็นทหารและคุณพบเห็นการ กระทำผิดกฎหมาย ทุจริตคอร์รัปชันในกองทัพ คุณต้องเรียกว่าคุณจะหุบปาก กินตามน้ำ เมื่อมีโอกาสหรือคุณจะไปจบที่ศาลทหารแบบหมู่อาร์ม ถ้าคุณเป็นข้าราชการแล้วคุณเจอว่า นายของคุณทำไม่ถูกต้อง คุณก็ต้องเรียนรู้ที่จะสงบปากสงบคำ ก้มหน้าก้มตาทำงานเพราะ กลัวว่าจะถูกย้าย อย่างที่อธิบดีบางท่านโดนอยู่ตอนนี้ กระทบความมั่นคงทางการงาน ข้าราชการที่ตั้งใจทำดีอย่างสุจริตดูจะมีชะตาชีวิตที่ไม่ดีนักในเส้นทางการทำงาน ถ้าคุณ เป็นนักการเมืองคุณต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกยุบพรรคเพราะเกรงใจสงบปากสงบคำ ไม่กล้าพูดความจริง นี่แหละครับฝีมือขององค์กรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จากการสืบทอดอำนาจของ คสช. สุดท้ายก็กลายเป็นการเมืองแบบเกี้ยเซียะ ไม่มีประชาชน อยู่ในสมการการทำงาน การเมืองที่ถดถอยล้าหลังจนการพัฒนาประเทศเป็นไปไม่ได้ เพราะประเทศไทยไม่เหลือแล้วครับนิติรัฐ นิติธรรม คนไทยติดคุกฟรี ถูกอุ้มหาย ถูกยัดคดี โดนคดีการเมืองกันเป็นแถว แต่คนที่ควรติดคุกเพราะเป็นกบฏที่ฉีกรัฐธรรมนูญนั่งอยู่ข้าง ๆ พวกเรา มันคือความอยุติธรรมของระบอบยุติธรรมที่นำพาประเทศมาจุดตกต่ำขนาดนี้ ผมคิดว่าถ้าเราไม่กล้าเผชิญความจริงนี้ เสียงเรียกร้องของผู้คนที่ท้องถนนไม่มีวันสงบนะครับ เพราะเราอยู่ในประเทศที่ไม่มีความยุติธรรมไม่ได้ เราเรียกหา ผมจำได้ตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คุยกันเรื่องนิติธรรม ถึงกับต้องตั้งกรรมการมาคุยกันว่านิติธรรมแปลว่าอะไร ผมไม่แปลกใจครับ มันแปลไม่ได้ เพราะไม่เคยอยู่ในหัวของผู้มีอำนาจของประเทศนี้ คนไทย เราเหลื่อมล้ำทางกฎหมาย คนจนติดคุก คดีแบบนี้ผมไม่ต้องมาพูดที่สภาแห่งนี้หรอกครับ ประชาชนทุกคนรู้ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนรู้ดี ผมไม่มีข้อเสนออะไรให้รัฐบาลครับ ผู้คนหมดหวังและโกรธเกรี้ยว เพราะประเทศแบบนี้ไม่มีปัจจุบันและไม่มีอนาคต เพียงเพื่อจะ รักษาอำนาจของตัวเองและเพื่อทำลายฝั่งตรงข้าม คุณลากเอาระบอบยุติธรรมพังไปหมด ทั้งระบบนี้ ประเทศไทยไม่มีอนาคต ถึงเวลาที่ท่านต้องออกไปครับ แล้วให้พวกผมสร้างสังคม ที่เป็นธรรม คืนสังคมที่ปกติให้พี่น้องประชาชนทุกคนได้แล้ว ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ รักษาเวลานะครับ ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านอนุชาเชิญครับ🔗

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอนุชา นาคาศัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านนิยม เวชกามา ที่เคารพ ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้อภิปราย เกี่ยวกับเรื่องของพระพุทธศาสนา ซึ่งท่านเริ่มเลยบอกว่ามีท่านนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๙ คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งสภานี้ก็ไม่เคยมีปรากฏว่า ส.ส. พรรคฝ่ายค้านอภิปราย นายกรัฐมนตรีในเรื่องของพระพุทธศาสนา ซึ่งจริง ๆ แล้วผมก็อยากกราบเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังท่านนิยมว่าจริง ๆ แล้ว ท่านก็ไม่สมควรที่จะอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี เพราะการอภิปรายนั้นบางครั้งท่านอาจจะ มีข้อมูลที่ผิดพลาดหรือการอภิปรายไม่จำเป็นว่าจะต้องถูกต้องหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ท่านอภิปรายไปมันเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดและคลาดเคลื่อน ซึ่งท่านไม่สมควรที่จะอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรีเลย เพราะจากที่ท่านอภิปรายท่านบอกว่ามีพระเถระ ๗ รูป ถูกดำเนินคดี แล้วศาลตัดสินว่าไม่มีความผิด จะคืนยศพระให้ได้อย่างไร ซึ่งผมกราบเรียนข้อเท็จจริง เป็นที่ยุติชัดเจนนะครับว่าศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาชั้นต้น ให้พระทั้ง ๖ รูป อีกรูปหนึ่งหลบหนีคดีไปที่ประเทศเยอรมัน ผมไม่ขอเอ่ยนามนะครับ ได้ถูกตัดสิน ผมขออ่านคำพิพากษา ๑ รูป เพื่อเป็นตัวอย่าง แต่ผมไม่ขอเอ่ยนามนะครับ ก็คือ พระพรหม ไม่ขอเอ่ยนามนะครับ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ศาลอาญาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบกลางอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องจำเลย กับอดีตพระพรหม จำเลยที่ ๕ ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์สินใดร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ซึ่งศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ให้จำคุก ๓๖ เดือน และปรับ ๒๗,๐๐๐ บาท แต่ที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง และเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ไม่เคยกระทำความผิดทางวินัย จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษกำหนด ๒ ปี ซึ่งเห็นได้ชัดเจนนะครับว่าพระเถระผู้ใหญ่ ได้ถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุก แต่ให้รอลงอาญานะครับ ซึ่งเมื่อถูกตัดสินลงโทษแล้ว พระจะกลับมาห่มผ้าเหลืองอีกนั้นจะต้องผ่านกระบวนการบรรพชาอุปสมบทถึงจะมีสิทธิ ห่มผ้าเหลืองได้ ถ้าหากห่มโดยไม่อุปสมบทก็จะมีความผิดฐานแต่งกายเลียนแบบพระ ตามมาตรา ๒๐๘ ประมวลกฎหมายอาญาด้วยความผิดเกี่ยวกับศาสนา🔗

จากที่ท่านบอกว่าพระจาก ๓๐๐,๐๐๐ รูป หายไป ๘๐,๐๐๐ รูป เหลือ ๒๒๐,๐๐๐ รูป ก็ไม่ตรงกับข้อมูลความเป็นจริงนะครับ ปัจจุบันเรามีวัดอยู่ทั้งหมดประมาณ ๔๒,๐๐๐ กว่าวัด ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ที่เกิดเรื่องจนถึงปัจจุบันมีจำนวนไม่เกิน ๒๕,๐๐๐ รูปครับ ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่าในคำอภิปรายหรือคำที่ท่านเสนอแนะในการอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรีนั้น บางครั้งอาจจะฟังได้ บางครั้งอาจจะฟังไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า หลายสิ่งหลายความเห็นที่ท่านเสนอแนะผ่านมายังรัฐบาล ผมคิดว่าบางเรื่องรับฟังได้ ในปัญหาทางการเมืองที่ผมในฐานะรัฐมนตรีก็ดี ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ผมยังมีบางสิ่งบางอย่างที่อยากจะฝากถึงเพื่อนสมาชิกทุกท่านในปัญหาที่ท่านกำลังอภิปราย ทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องวิกฤติทางการเมือง ตัวผมเองนั้นเคยถูกตัดสิทธิทางการเมืองมาเป็นเวลาทั้งหมด ๑๐ กว่าปี ผมไม่เคยกระทำการ สิ่งใดฝ่าฝืนกฎหมายเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะอะไรครับ เพราะผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกของผม ก็รักในระบอบประชาธิปไตยเหมือนกับผม หากว่าพวกเราคิดว่าสิ่งที่ตอบโต้ โต้แย้งซึ่งกันและกัน ที่พวกเราผ่านวิกฤติการเมืองมาในหลาย ๆ ครั้ง ผมคงไม่ลงรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง พวกเราทราบกันอยู่แก่ใจ เราในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรารักสภาแห่งนี้ เราคิดว่าเราจะดำรง สภาแห่งนี้เพื่อเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน เพราะฉะนั้นบางสิ่งบางอย่างถ้าเราคิดว่า เราอยากเห็นสภาของเราศักดิ์สิทธิ์ เราอยากเห็นสภาของเราแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ ผมอยากเรียกร้องพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นเพื่อนของผมได้หยุดคิดกันสักนิดหนึ่ง มาช่วยกันแก้ปัญหาในสภาของเรา ผมเห็นท่านนายกรัฐมนตรี อยู่ทำงานกับท่าน นายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรียังไม่เคยตำหนิติติงผู้ที่ออกมาเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นนิสิต นักศึกษา เมื่อสักครู่ท่านก็ยืนยันว่าท่านเห็นเหมือนลูกหลาน และส่วนตัวผมเองก็รับรองได้ว่า จะยืนยันเคียงข้างเพื่อไม่ให้เกิดพิษภัยกับลูกหลานไทยที่เป็นนิสิต นักศึกษา จะต่อต้านในสิ่งที่ หากจะเกิดอันตรายกับพวกเขา ผมไม่ต้องการสิ่งที่ท่านบอกว่ามันอาจจะเกิดความรุนแรง ผมไม่อยากเห็นสิ่งนั้น และผมอยากเห็นพวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระงับสิ่งนั้น ถ้าหากว่าท่านเห็นว่ามันจะเกิด ถ้าหากพวกเราช่วยระงับได้ ประชาธิปไตยของเรามันถึง จะเกิดครับ ๔ ปีเลือกตั้งครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ ๔ ปีพวกเรามาทำลายแล้วก็บอกว่านักการเมืองแย่ นักการเมืองใช้ไม่ได้ พวกเราอยากกลับไปอยู่อย่างนั้นอีกหรือครับ แต่ถ้าพวกเราใช้สภาแห่งนี้ ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ คุย ค่อย ๆ แก้ปัญหากัน ผมเชื่อว่าสิ่งที่พวกท่านต้องการหรือผู้ใหญ่ ที่พวกท่านเคารพนับถือ มีโอกาสครับ แต่สิ่งที่พวกเรากำลังจะเดินผมว่ามันเป็นทาง ที่อันตราย นี่คือวิกฤติทางการเมืองที่เราต้องช่วยกัน ถูกไหมครับ นี่คือเรื่องวิกฤติ ทางการเมือง🔗

(นายทองแดง เบ็ญจะปัก ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จบแล้วนะครับ🔗

นายทองแดง เบ็ญจะปัก สมุทรสาคร

ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีประท้วงหรือครับ เชิญครับ🔗

นายทองแดง เบ็ญจะปัก สมุทรสาคร

ท่านประธานครับ ผมขอประท้วง ท่านรองนายกรัฐมนตรี ในข้อ ๖๙ วรรคสอง พูดไม่เป็นความจริงนะครับ ขอนิดหนึ่งครับ ผม ส.ส. ทองแดง เบ็ญจะปัก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๑ ในวรรคสองนั้น ที่ว่าพระ ขอนิดหนึ่งครับท่านประธาน คือจริง ๆ แล้วกลัวประชาชน ในประเทศเราจะเข้าใจผิด เพราะว่าเราเป็นประเทศพุทธศาสนานะครับ การที่พระโดนสึกไป หรืออะไรอย่างนี้ ท่านไม่เข้าใจครับ จริง ๆ แล้วคือถ้าพระรูปนั้นไม่ได้เต็มใจ ไม่ได้เต็มใจ ปฏิญาณตนลาสิกขาตรงนั้น พระจะกลับมาเป็นพระอยู่ได้ เพราะในหลักพระวินัยแล้ว มันอยู่ที่จิตใจครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ที่จริง ก็ไม่เป็นประท้วงอะไรนะครับ แต่ว่าไม่เป็นไรครับ ถือว่าให้ความเห็นไปอีกด้านหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีจบหรือยังครับ🔗

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ด้วยความเคารพนะครับ เมื่อพระที่ผิดพระธรรมวินัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถูกจับแล้วต้อง ลาสิกขาบทนั้นมีพระธรรมวินัยบอกไว้ว่าต้องบรรพชาใหม่ ไม่สามารถที่จะกลับมา ห่มผ้าเหลืองได้ อันนี้ตามหลักตามกฎหมายก็กราบเรียนด้วยความเคารพ สิ่งที่ผมได้กราบเรียนไปผมมีความ จริงใจต่อสภาเรา ผมรักสภาเราจริง ๆ ผมถูกตัดสิทธิการเมืองมา ๑๐ กว่าปี ผมทนเพราะ อยากเห็นประชาธิปไตยอย่างที่พวกท่านอยากเห็น ถ้าหากมีสิ่งใดเกิดขึ้นเราก็ต้องกลับไปอยู่ วังวนเดิม ผมอยากร่วมมือกับพวกเราในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเช่นเดียวกับ พวกเรา รักพี่น้องประชาชน รักประเทศชาติ แล้วผมยังอยากเห็นท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ เพื่อแก้ปัญหาของประเทศร่วมกับพวกเรา เพื่อที่จะเดินทางไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ พวกเราฝันไว้ และเป็นประชาธิปไตยที่เอื้อให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณรัฐมนตรีนะครับ ผมถือโอกาสเรียนว่าที่จริงแล้วเป็นหน้าที่เราทุกคนที่จะต้องช่วยกันรักษาระบอบ ประชาธิปไตย เนื่องจากสมาชิกบางท่านพูดวิจารณ์สภาของเรา ขอเรียนว่าผมเคยเรียน พวกเราตลอดว่าเราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เราออกกฎหมายบังคับคนทั้งประเทศ เราต้องเป็น แบบอย่างในการเคารพกฎหมาย ถ้าเราทำหน้าที่ของเราดีที่สุดแล้วก็ถือว่าดีแล้วครับ อันนั้น คือสิ่งที่อยากให้พวกเราได้มีส่วนร่วมกัน ส่วนฝ่ายบริหารนั้นก็เป็นหน้าที่ฝ่ายบริหารแล้วเรา ก็มีหน้าที่ตรวจสอบ ส่วนการวิจารณ์องค์กรอื่นนั้นที่ผมเตือนเพราะว่าผมไม่อยากให้เราไป ก้าวล่วง แล้วเขาก็ไม่ควรมาก้าวล่วงเรา เราก็ไม่ควรจะไปก้าวล่วงคนอื่น แล้วก็ความเห็น แต่ละคนนั้นก็ย่อมแตกต่างกัน คนที่ได้รับผลกระทบก็มองอย่างหนึ่ง คนที่เป็นผู้ชนะ ก็คิดอย่างหนึ่ง คนผู้แพ้คิดอย่างหนึ่ง มันไม่จบหรอกครับ เรายึดของเราว่าเราเคารพกฎหมาย บ้านเมืองเป็นสิ่งที่เป็นภาระของเราในระบอบประชาธิปไตย ต่อไปก็มีรัฐมนตรีอีกท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ขอเชิญเลยครับ🔗

พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ขออนุญาตตอบคำถามของท่านสมาชิก เรื่องกรณี ที่ท่านได้สอบถามว่าเห็นรัฐบาลนั้นได้ปล่อยปละละเลยในเรื่องของการแก้ไขปัญหายาเสพติด เรื่องบ่อนการพนันหรือไม่ ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าในเรื่องของการแก้ไขปัญหายาเสพติดนั้น รัฐบาลถือว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนสำคัญ แล้วก็ได้กำหนดแนวทางที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติด อย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยกำหนด ๕ มาตรการ ดำเนินการหลักดังนี้🔗

มาตรการแรกคือมาตรการป้องกันยาเสพติด เรื่องของการสร้างภูมิคุ้มกัน ยาเสพติดในบุคคล ในชุมชน สังคม รวมถึงในเยาวชนกลุ่มเสี่ยง สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการ แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบองค์รวม🔗

มาตรการที่ ๒ คือเรื่องมาตรการปราบปรามบังคับใช้กฎหมาย ตรงนี้ได้เน้น เรื่องของการสกัดกั้นตามแนวชายแดน ตั้งแต่สารตั้งต้นไปจนถึงปราบปรามสลายโครงสร้าง นักค้ายาเสพติดรายสำคัญ รวมถึงกลุ่มนักค้าในพื้นที่ที่แพร่ระบาด🔗

มาตรการที่ ๓ คือมาตรการบำบัดรักษายาเสพติด ตรงนี้ถือว่าเป็นมาตรการ ที่สำคัญในการที่จะทำให้ลดความต้องการ บำบัด เฝ้าระวังยาเสพติด เครือข่ายครบวงจร สร้างศักยภาพ บำบัด ฟื้นฟูยาเสพติด ตลอดจนลดจำนวนผู้เสพเข้าสู่เรือนจำ🔗

มาตรการที่ ๔ คือมาตรการความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเน้นเรื่องของ การผลักดันความร่วมมือประเทศใน ๖ ลุ่มน้ำโขง มีการร่วมกันกวาดล้างแหล่งผลิตยาเสพติด ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ🔗

และมาตรการสุดท้ายถือว่าเป็นมาตรการสำคัญก็คือว่ามาตรการในการ บูรณาการให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค รวมทั้งดำเนินการตามกรอบกฎหมาย แล้วก็นโยบายพืชเสพติด รวมถึง การแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนบน และพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้🔗

สำหรับมาตรการในการปราบปรามบังคับใช้กฎหมายนั้นโดยดำเนินการ ทั้งส่วนเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดน การสกัดกั้นตำรวจ เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดนั้น ในช่วงปี ๒๕๖๓ นั้นสามารถที่จะดำเนินคดีจับกุมได้ถึง ๓๐๐,๐๐๐ คดี ผู้จับกุมมากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน ยึดของกลางยาบ้าได้มากกว่า ๒๕๐ ล้านเม็ด ยาไอซ์ (Ice) มากกว่า ๒๑,๐๐๐ กิโลกรัม เป็นต้น แต่ที่สำคัญสามารถยึดอายัดทรัพย์สินมากกว่า ๑,๖๐๐ ราย เป็นมูลค่ารวมกว่า ๖๓๕ ล้านบาท สำหรับนโยบายสำคัญก็คือว่ากรณีที่เจ้าหน้าที่นั้นเข้าไป เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้นจะต้องถูกพิจารณาลงโทษอย่างเด็ดขาดทั้งวินัยและอาญา ไม่มีการละเว้น🔗

ในเรื่องที่ ๒ ที่ท่านสมาชิกได้สอบถามเรื่องของการปล่อยปละละเลยในเรื่อง บ่อนการพนันหรือเปล่า ต้องเรียนว่าบ่อนการพนันนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นท่านกำชับ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นมาโดยตลอด ได้กำหนดมาตรการในการที่จะป้องกันในเรื่อง ของบ่อนการพนันหรืออบายมุขทั้งหลายทั้งปวง ในเรื่องมาตรการป้องกันนั้นก็ได้กำหนดให้ เจ้าหน้าที่ได้มีการสืบสวนหาข่าวบ่อนการพนันในพื้นที่ จัดทำข้อมูลรวบรวมรายชื่อ ผู้มีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบ่อนการพนัน มีการจัดเจ้าหน้าที่ในเรื่องของออกตรวจสถานที่ ล่อแหลม รณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชนนั้นได้ รับทราบในเรื่องของพิษภัย เรื่องของการเล่นการพนันการมั่วสุมนะครับ ที่สำคัญก็คือว่า ได้มีการขอความร่วมมือให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้อง กรณีที่มีการเปิดบ่อนการพนันในพื้นที่ ในมาตรการเรื่องการปราบปรามนั้นก็ได้กำชับให้ ตำรวจได้เร่งสืบสวนปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการพนันทุกประเภทในพื้นที่ รับผิดชอบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง มีการขยายผลดำเนินคดีผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจาก พระราชบัญญัติการพนันแล้ว กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่องของกฎหมายศุลกากร เรื่องของอายัดทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงิน การดำเนินการต่าง ๆ นั้นถือว่า เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องให้ทุกสถานีจะต้องให้ความสนใจแล้วก็เร่งรัดในการ ดำเนินการ สำหรับสถิติในการจับกุมเรื่องเกี่ยวข้องกับการพนันในปี ๒๕๖๓ นั้น สามารถ จับกุมได้มากกว่า ๔๔,๐๐๐ คดี ผู้ต้องหามากกว่า ๗,๘๐๐ คน โดยเป็นการจับกุมในลักษณะ ที่เป็นบ่อนการพนันจำนวน ๖๖ บ่อน แล้วก็มีผู้ต้องหาทั้งสิ้นประมาณเกือบ ๒,๐๐๐ คน สำหรับเช่นเดียวกันกรณีที่เจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยให้มีบ่อนการพนันในพื้นที่ก็จะกำหนด เป็นพิจารณาเป็นข้อบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความรับผิดชอบ ตั้งกรรมการ สอบสวนหากพบว่ามีกระทำความผิดก็จะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดต่อไป ขอเรียนว่า ในส่วนของทั้งยาเสพติดและเรื่องของการพนัน โดยเฉพาะบ่อนการพนันนั้นรัฐบาลนั้น ไม่ได้ปล่อยปละละเลย ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เร่งรัดดำเนินการให้ทุกพื้นที่ไม่มีบ่อนการพนัน หรือถ้าตรวจพบ เจ้าหน้าที่ก็จะต้องโดนหาว่าปล่อยปละละเลยด้วย ส่วนยาเสพติดนั้น ก็ให้ดำเนินการตามมาตรการทั้ง ๕ มาตรการที่ผมได้กล่าวแล้วอย่างเด็ดขาด ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ท่านกรรมการประสานงานได้ติดตามเรื่องเวลาไหมครับ ยังเหลืออยู่เท่าไรแต่ละฝ่ายครับ ในระหว่างนี้ก็ขอเชิญท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ก่อนนะครับ เชิญครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่วันนี้ บ้านเมืองเป็นทุรยศ ประชาชนเดือดร้อนอยู่ทุกหัวระแหง ท่านนายกรัฐมนตรีท่านคงสงสัย ว่าทำไมท่านถึงเป็นที่น่ารังเกียจขนาดนี้ ขนาดนักเรียน นักศึกษา อายุ ๑๔-๒๒ ปียังพาเหรด กันมาร่วมชุมนุมขับไล่ท่านอยู่ทั่วประเทศ นักเรียน นักศึกษาเหล่านี้ครับ เขารู้เรื่องครับ แล้วเขาเกิดทันด้วยนะครับ เขารู้เรื่องการชุมนุมของคนรุ่นก่อนที่ผูกผ้าลายธงชาติออกไป เป่านกหวีด บางคนพ่อแม่พาพวกเขาไปชุมนุมด้วย และรูปในเฟซบุ๊ก (Facebook) ก็เตือนใจ เขาอยู่ทุกปี การชุมนุมในครั้งนั้นเราปฏิเสธไม่ได้ว่านำมาซึ่งการก่อกบฏทำรัฐประหารของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา วันนั้นครับพ่อแม่บอกกับเขาว่าลุงตู่เข้ามากอบกู้ประเทศ ลุงตู่เข้ามาปฏิรูปประเทศ ในวัยนั้นเขาไม่รู้หรอกครับว่าปฏิรูปประเทศความหมายมันเป็น อย่างไรอย่างละเอียด แต่เขาก็คาดหวังว่าประเทศนี้จะพัฒนาขึ้น จะมีอนาคตที่ดีให้กับ พวกเขา นักเรียน นักศึกษาในวัยนี้ในวันนี้พวกเขาต้องเติบโตขึ้นมากับการยัดเยียด ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาต้องทนฟังเพลงคืนความสุข ทนฟังเนื้อเพลง เราจะทำ ตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ รายการคืนความสุขที่ขโมยเวลาการดูการ์ตูน ของเขาไปทุก ๆ สัปดาห์ เขาร้องไห้ผิดหวัง แต่สิ่งที่เขาทำได้ก็คือการปิดทีวี (TV) และนั่น ทำให้เขาได้เรียนรู้และซึมซับแหล่งบันเทิงและความรู้ต่าง ๆ ผ่านโลกอินเทอร์เน็ต (Internet) และโซเชียลมีเดีย (Social media) แทน พวกเขายังต้องเติบโตมากับระบบการศึกษาที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามไปยัดเยียด ให้กับพวกเขาถึงโรงเรียน ต้องเรียนวิชาสุขศึกษาที่สอนให้พวกเขาเหยียดคนที่มีเพศวิถี ต่างจากเพศกำเนิดถูกภาคทัณฑ์เหมือนกับคนมีความผิด เป็นตัวประหลาดที่สร้างความ เดือดร้อนให้กับสังคม ต้องเจอกับหนังสือเรียนภาษาพาที เรื่องของเกี๊ยวใจแตก ที่ตีตราโทษ โทษทุกอย่างไปที่ผู้หญิง และวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีเนื้อหาอวย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนพวกเขาแทบจะอาเจียนออกมาทุกวัน ยิ่งยัดเยียดพวกเขาก็ยิ่งค้นหาความรู้ ด้วยตัวเองครับท่านประธาน จนพวกเขารู้หมดแล้วครับว่ารัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ เป็นอย่างไร ปี ๒๕๔๙ เป็นอย่างไร พฤษภาทมิฬ ๓๕ เป็นอย่างไร ๖ ตุลา ๑๙ เป็นอย่างไร ๑๔ ตุลา ๑๖ เป็นอย่างไร เขาอ่านหนังสือของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ผมไม่แปลกใจครับที่พวกเขา รู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อผังล้มเจ้ากำมะลอ ๒๐๒๐ ที่มั่วโยงไปถึงเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) เพราะพวกเขารู้จักกับผังล้มเจ้าลวงโลกเมื่อ ๑๐ ปีก่อนที่ไปสารภาพกลางศาลว่า มั่วมโนขึ้นมาเอง นอกจากการเรียนที่ยัดเยียดพวกเขาแล้ว ระบบการศึกษาของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังใช้อำนาจนิยมกดขี่พวกเขาในโรงเรียนอีก จนวันนี้ฝีมันแตก แล้วครับท่านประธาน ทั้งการกล้อนผม ตัดผมแหว่ง ลงโทษด้วยการทารุณกรรมต่าง ๆ พูดเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตีตราประจาน ทั้ง ๆ ที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว แต่คุณครูบางท่านกลับอธิบายพวกเขาว่าทำไมสมัยก่อนก็เป็นแบบนี้ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ก็ผ่านมาได้ ต้องให้เขายอมรับชะตากรรมที่สวนกับโลกใบนี้หรือครับท่านประธาน บางโรงเรียนยังมีการบังคับให้เขาหมอบกราบเคารพครูบนลานซีเมนต์ร้อน ๆ คิดหรือครับว่า วิธีการกดให้เขายอมศิโรราบแบบนี้จะทำให้เขารัก ให้เขาศรัทธาครูของเขา นี่มันยุคสมัยไหน กันแล้วครับ พอนักเรียนออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองด้วย การผูกโบขาวแบบที่ผมผูกอยู่นี้ ชูกระดาษเปล่า ชู ๓ นิ้ว ซึ่งเป็นการกระทำที่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญทั้งสิ้น🔗

(นายสายัณห์ ยุติธรรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

ประท้วงครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญเลยครับ🔗

นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ เมื่อสักครู่สมาชิกกำลังอภิปรายว่าชู ๓ นิ้ว ผมว่าเป็นการอภิปราย แบบวกวน ซ้ำซาก แล้วก็ใส่ร้ายรัฐบาล ให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยหน่อยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็ใส่ร้ายอยู่แล้วละครับ แต่ว่าเขาอภิปรายตามมาตรา ๑๕๒ โดยหลักแล้วก็เป็นการซักถามรัฐบาล แล้วก็ให้คำแนะนำ แต่อย่างที่เราเห็นกันอยู่ตลอดมาก็เหมือนไม่ไว้วางใจ แล้วก็เมื่อสักครู่นี้การชูกี่นิ้วก็ไม่ได้ผิด อะไร เชิญต่อครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

นักเรียนกลับถูกคุณครู คุกคามด้วยความรุนแรงครับท่านประธาน คาดโทษว่าจะไล่ออก กดคะแนนให้สอบตก ตัดทุนการศึกษา และพยายามไล่ให้เด็กออกไปทำกิจกรรมนอกโรงเรียนเพื่อหมายให้ตำรวจ ดำเนินคดี และมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ ในวันนี้ที่จังหวัดราชบุรี มีเด็กมัธยมถูกแจ้งความดำเนินคดี ในที่สุด เป็นจุดที่ตกต่ำที่สุดของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คุณครูเหล่านี้มักจะ อ้างว่าโรงเรียนต้องมีความเป็นกลาง แต่พอนักเรียนไปคุ้ยรูปในเฟซบุ๊ก (Facebook) ดูครูที่เตือนเขาในวันนี้ ในวันนั้นในปี ๒๕๕๖ กลับผูกผ้าลายธงชาติ ห้อยนกหวีด ไปบูชา การชัตดาวน์ (Shutdown) กรุงเทพฯ แม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ออกไปเป่านกหวีด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนี่ ตัวดีเลยไปเป่าไล่คนกลางห้าง ไม่สนใจว่าคนอื่นจะเดือดร้อน ทำไมกิจกรรมวันนั้นทำได้ วันนี้ สุภาพเรียบร้อยกว่าทำไม่ได้ นี่คือคำถามที่อยู่ในใจเขาครับท่านประธาน และเหตุสำคัญ ที่นักเรียน นักศึกษาต้องออกมาไล่ พลเอก ประยุทธ์ และทนไม่ได้อีกต่อไปก็คือพวกเขาถูก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลอกลวง เพราะบ้านเมืองที่เขาเห็นในวันนี้มันไม่เหมือน มันไม่ดีอย่างที่พวกเขาถูกบอกเมื่อ ๖ ปีก่อน มีแต่การปฏิรูปจอมปลอมที่เอื้อประโยชน์ให้กับ กลุ่มอภิสิทธิ์ชน ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ ทำให้โอกาสในอนาคตของพวกเขาดับสูญลง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่บิดเบี้ยว นาฬิกายืมเพื่อนไม่ผิด ผลสอบมีแต่กระดาษเปล่า สุดท้ายยืมใช้คงรูป ขนาดที่อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมยืมรถใช้ ผิดติดคุก ผลสอบโต๊ะจีนระดมทุนที่เขาสงสัยว่าบริษัทขาดทุน รับประโยชน์จากภาครัฐ รับงานจากภาครัฐ ที่มาของเงินเป็นอย่างไร ผลสอบ กกต. ออกมาว่าไม่ใช่บริษัทต่างด้าว ไม่ผิด นายกรัฐมนตรีบางทีก็สับสน บางทีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ บางทีไม่เป็น นโยบายหาเสียง ที่หลอกลวง ค่าแรงขั้นต่ำ ๔๐๐-๔๒๕ บาท ปริญญาตรี ๒๐,๐๐๐ บาท จบอาชีวะ ๑๘,๐๐๐ บาท ที่ไม่ใช่แค่ทำไม่ได้นะครับ แต่เขาไม่เห็นถึงความพยายามจะทำเลย และเขาต้องมายอมรับ กับการขนแป้งไปต่างประเทศ ๓ กิโลกรัม การสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่บอกว่า สนช. เก่าเป็นไม่ได้ แต่ขณะที่การสรรหา ป.ป.ช. บอกว่าเป็นได้ ต้องเจอกับการเมืองฟอนเฟะ ซึ่งพวกท่านรู้ดีกับระบบชนักติดหลัง พอใครไม่ยอมทำตามเป็นอย่างไรครับขุดคดีขึ้นมาขู่ คดีฟุตซอล (Futsal) ที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นอย่างไรครับ มีการบอกว่าจะมีการปรับ ครม. เดี๋ยวจะเจออาฟเตอร์ช็อก (Aftershock) ครับท่านประธาน สุดท้ายช็อก (Shock) จริง ๆ วันรุ่งขึ้นคดีภรรยาขึ้นมาเลย แต่พอยอมสยบทุกอย่างก็ถูกกลบไว้เหมือนเดิม เด็ก ๆ เขารู้ครับ ต้องเจอกับ ส.ว. ๒๕๐ คน ที่พร้อมทำงานรับใช้ พลเอก ประยุทธ์ อย่างซื่อสัตย์ พอมาเจอ โควิด (COVID) กับการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แบบอมตะนิรันดร์กาลที่รัฐบาลสามารถ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิด พวกเขาต้องทนเห็นพ่อแม่ ของเขาในวัยกลางคนที่ควรจะมีชีวิตอย่างมั่นคง ทุกข์ยากครับ หลายครอบครัวพ่อแม่ตกงาน ค้าขายขาดทุน ต้องเจอกับภาพพ่อแม่เขาแอบร้องไห้ เครียดกับปัญหาหนี้สิน รายได้ชักหน้า ไม่ถึงหลัง พ่อแม่หลายคนจำใจต้องให้หยุดเรียน ทั้ง ๆ ที่เคยตั้งใจว่าอยากจะส่งให้ลูก เรียนสูงที่สุดเท่าที่เขาอยากเรียน นี่ครับคือความทุกข์จริง ๆ ที่ พลเอก ประยุทธ์สร้างขึ้น นักเรียน นักศึกษาคาดหวังว่านายกรัฐมนตรีของเขาที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะใช้ งบประมาณในการแก้ปัญหาปากท้อง พยุงการจ้างงานช่วยเหลือพ่อแม่พวกเขา แต่สิ่งที่เขา เห็นรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำอะไร เอาเงินกู้ เอาเงินภาษีของพวกเขา ไปซื้ออาวุธ เรือดำน้ำ เครื่องบินวีไอพี (VIP) ยานเกราะล้อ ยางสไตรเกอร์ (Stryker) ส่งทหารไปฝึกที่ฮาวายแล้วก็ติดโควิด (COVID) กลับมา ไม่เคยสำเหนียกถอดบทเรียนในกรณี สนามมวยลุมพินีเลย ปฏิรูปกองทัพ ปากบอกว่าจะทำให้เสร็จภายใน ๙๐ วัน หลังจากเหตุ กราดยิงโคราชสะเทือนขวัญประชาชนทั่วประเทศ สุดท้ายก็เป็นเพียงคำโกหกหลอกลวง ไม่สมชายชาติทหาร แถมยังมั่นหน้ากลับกล้ามาด่าประชาชนว่าชังชาติให้มันเจ็บช้ำน้ำใจกันอีก ในขณะที่พวกเขามองไปรอบตัวกับการใช้งบประมาณอย่างนี้ รถเมล์ที่เขาขึ้นอยู่ทุกวัน ยังเก่าอนาถามาตั้งแต่พฤษภาทมิฬ ปี ๒๕๓๕ ต่างจังหวัดรถรอบเมืองที่หวานเย็น ทุกวันนี้ ก็หวานอมขมกลืนเหมือนเดิม งบอาหารกลางวันก็ยังอยู่ที่ ๒๐ บาทต่อหัวต่อวัน ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๖ และปี ๒๐๒๐ นี้แสบที่สุด เขาคาดว่าจะได้นั่งรถไฟความเร็วสูง แต่กลับได้ ยานเกราะล้อยางกับเครื่องบินวีไอพี (VIP) มาเป็นของปลอบใจ และยังต้องรอไปเรื่อย ๆ จนกว่าถนนลูกรังจะหมดไปจากประเทศนี้ อย่างนี้เขาเรียกร้องบ้างได้ไหมครับ อยากได้ เรือดำน้ำหรือ ทำคลองแสนแสบให้สะอาดก่อนสิ เขาเรียกร้องได้ไหม พอนักเรียน นักศึกษา ออกมาเรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คืนอนาคตที่ปล้นพวกเขาไป คืนนิติรัฐ ให้กับประเทศ พลเอก ประยุทธ์ ทำอย่างไรครับ เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับใช้มาตรา ๑๑๖ ยัดข้อหาพวกเขาแบบรัว ๆ ไม่ต้องอ้างว่าทำตามกฎหมายนะครับ เพราะถ้าเมื่อย้อนไปเมื่อ ปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ นักศึกษาที่ผูกผ้าลายธงชาติ เป่านกหวีด ไม่เคยถูกยัดข้อหามาตรา ๑๑๖ แบบกระจัดกระจายอย่างนี้ ยิ่งล่าสุดกรณีของทนายอานนท์กับคุณไมค์ ภาณุพงศ์ ยิ่งชัดเจน วันที่ ๓ จับเขาไปขัง วันที่ ๗ ตำรวจไปขอให้ปล่อยตัวโดยอ้างว่าสอบพอแล้ว ผมถามครับ วันที่ ๔-๗ เป็นวันหยุดราชการและเป็นวันหยุดยาว สอบอะไร สอบใคร ไม่ได้สอบอะไรเลย แสดงว่าสอบพอมาตั้งแต่แรกแล้วแต่อยากจะจับเขาขังอย่างนั้นแหละ อยากจะสร้างเงื่อนไข ให้เขารุงรังอย่างนั้นแหละ พอนักเรียนเขากล้าหาญที่จะพูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคม ที่เป็นฝุ่นใต้พรม อย่างกรณีของอาชีพขายบริการเซ็กส์เวิร์กเกอร์ (Sex worker) ก็ปรากฏว่า มีขบวนการไอโอ (IO) ที่น่าจะเป็นผู้ใหญ่หัวหงอกแล้วนะครับ ไปใส่ร้ายพวกเขาว่าอยากจะ เป็นโสเภณี อยากจะขายบริการทางเพศ จนผมงงครับ วันนี้ตกลงเด็กหรือผู้ใหญ่ ใครกันแน่ ที่มีวุฒิภาวะในการถกเถียงมากกว่ากัน เราจะเอาสังคมแบบนี้หรือครับที่ไปตรวจ ย่านสถานบริการแล้วบอกไม่พบการค้าประเวณีเลย ไม่พบสลากขายเกินราคา ไม่พบรถเมล์ควันดำ ไม่พบบ่อนการพนันเลย แต่อยู่ดี ๆ ก็มีการยิง ตูมตามกันที่พระราม ๓ แถมยังมีการใส่ร้ายว่าเขาปั่นแฮชแท็ก (Hashtag) จากนอกประเทศ เด็กเขาก็ขำจนแทบจะฟันหลุดว่าผู้ใหญ่ที่ไปกล่าวหาเขาไม่รู้จักวีพีเอ็น (VPN) หรืออย่างไร ทำไมล้าหลัง กะละมังขึ้นสนิมแบบนี้ ประเทศในวันนี้แทบไม่เหลืออนาคตให้กับพวกเขา ให้เขาได้ฝันอีกแล้ว แม้แต่คำพูดสวยหรูก็ยังไม่มี รุ่นผมครับ ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ในปี ๒๕๓๘ ผมยังมีคำว่าเสือตัวที่ ๕ ผมมีคำว่านิกส์ (NICS) ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ให้ผม ได้ฝัน ในปี ๒๕๔๕ ยังมีคำว่าดีทรอยต์ (Detroit) แห่งเอเชีย ศูนย์กลางยางยนต์ของทวีป ให้ผมได้คาดหวัง หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ ยังมีเอสเอ็มอี (SMEs) ตีแตก แต่วันนี้ตีแตก หมดแล้ว แตกหมดแล้ว จนมาถึงยุคนี้ปี ๒๕๕๙ มีคำว่าสตาร์ตอัป (Startup) มาลวง ๆ สุดท้ายวันนี้ประเทศไทยยังไม่มีสตาร์ตอัป (Startup) ใดที่ประสบความสำเร็จเป็นยูนิคอร์น (Unicorn) มีมูลค่าธุรกิจเกิน ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญเลย ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน เขามีกันหมดแล้ว ทราเวลโลก้า (Traveloka) ของประเทศอินโดนีเซีย แกร็บ (Grab) ของ ประเทศมาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเวียดนาม มีหมด ส่วนประเทศไทยธุรกิจยักษ์ใหญ่ขนาดนั้นจะวนเวียนอยู่กับสิงสาราสัตว์ทั้งสิ้น สิงโตเอย เสือดาวเอย ไก่เอย ช้างเอย นี่มันสะท้อนว่าอะไรครับ มันสะท้อนว่าระบบอภิสิทธิ์ชน มันเกาะกินประเทศนี้หมดแล้ว เครือข่ายอุปถัมภ์เท่านั้นที่จะทำให้คนรวยได้ และมันแทบ เป็นไปไม่ได้เลยครับที่บริษัทเล็ก ๆ จะลืมตาอ้าปาก คนที่มีไอเดีย (Idea) คนที่มีความฝัน จะประสบความสำเร็จในประเทศนี้ได้ และประเทศนี้กำลังจะแข่งกับใครไม่ได้ ร่วมมือกับใคร ใครเขาก็ไม่อยากจะร่วมมือ นี่คือขีดความสามารถของประเทศที่ลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ และ ทำอนาคตของพวกเขาดับสูญลง ทำไมเขาต้องทนกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ทั้ง ๆ ที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ชื่อปรีดีทนนายกรัฐมนตรีคนนี้ได้แค่ ๒๐ วัน ทำไมครับ ทำไมวันนี้พวกเขาในวัย ๒๐ ปี ต้องทนมองตาปริบ ๆ ให้กลุ่มอภิสิทธิ์ชนสูบกินประเทศนี้ตาม แผนยุทธศาสตร์ชาติไปอีก ๒๐ ปี แล้วพวกเขาจะต้องกลายเป็นคนในวัยกลางคนอายุ ๔๐ ปี แบบผมนี้ในอนาคต และอยู่แบบสิ้นหวัง และต้องกลายเป็นคนแก่ที่ไม่มีเงิน และตายจากโลกนี้ ไปบนแผ่นดินที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาอยู่วันยังค่ำชั่วนาตาปี มันไม่ยุติธรรมสำหรับพวกเขาเลย นี่ครับเขาถึงต้องออกมาทวงอนาคตของพวกเขา วันนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมขออนุญาตแนะนำให้ยอมรับความจริง และออกจากมุมที่มืดบอดของเผด็จการ ไม่ใช่ว่า พอใครรายงานที่ไม่ชอบใจทั้งที่เป็นข้อเท็จจริง ก็ฟังแบบขอไปที อ้างว่าฟังแต่ไม่ใส่ใจ แสดงความกระฟัดกระเฟียดจนคนรอบข้างสุดท้ายต้องรายงานแต่ข่าวอวย เอาเฉพาะข่าวดี มาบอกให้ฟัง แล้วนายกรัฐมนตรีก็สะกดจิตตัวเองซ้ำ ๆ ว่าฉันยังเป็นนายกรัฐมนตรีสุดที่รัก ของประชาชน ฉันบริหารเก่ง บริหารดี ฉันสมศักดิ์ศรีกับการเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของ ประเทศไทย วันนี้ครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีไปเดินตลาดและยอมเปิดใจ ยอมรับความจริงบ้าง ท่านคือนายกรัฐมนตรีที่ขี้เหร่และน่ารังเกียจที่สุดของประเทศไทยแล้ว ที่ประชาชน เขาอยากจะยกป้ายด่า ปาสี ปาไข่ วันนี้ตามม็อบ (Mob) ไปดูครับ เขามีรูปจำลอง นายกรัฐมนตรีให้ซ้อมปาสี ปาไข่ ทุกคนหวังว่าสักวันจะได้ปาของจริงสักที และในเร็ววันนี้ ไม่ต้องถามครับว่าจะปาหรือไม่ ถามดีกว่าว่าจะปาเมื่อไรดีกว่า และเลิกด้วยนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ต้องเลิกคิดว่าการเป็นโจรกบฏในปี ๒๕๕๗ เป็นฮีโร (Hero) เป็นบุญเป็นคุณกับประเทศนี้ เท่าที่ดูบ้านเมืองที่เป็นอยู่ในตอนนี้สารรูปทุกวันนี้ ควรจะเรียกว่าเป็นทรราชก่อกรรมทำเข็ญเสียมากกว่า แล้วก็เลิกเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของ นักเรียน นักศึกษาที่มีในวันนี้มีคนอยู่เบื้องหลัง มีท่อน้ำเลี้ยง นี่คือความคิดที่เก่าที่สุดแล้ว การชุมนุมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยกระจายไปทั่วประเทศแบบนี้ ต่างกลุ่มต่างอิสระกันอย่างนี้ จะมีท่อน้ำเลี้ยงได้อย่างไรครับ พวกเขาถ้าอุปมา นักเรียน นักศึกษาเหมือนกับเขานอนหงาย แล้วยอมให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กดให้จมอยู่ ในน้ำครำมานานถึง ๖ ปีเศษ พวกผมก็บงการอะไรเขาไม่ได้ พรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบไป ก็เป็นเพียงแค่ลำไม้ไผ่เล็ก ๆ ที่พวกเขาใช้คาบหายใจอยู่ใต้น้ำครำที่พอจะหายใจได้บ้าง แต่พอลำไม้ไผ่นั้นถูกดึงออกไปใครจะยอมสำลักน้ำครำตาย เขาก็ต้องตะเกียกตะกายขึ้นมา และเมื่อเขาได้มีโอกาสสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปแล้ว ต่อให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คืนลำไม้ไผ่ลำนั้นให้เขาอีกกี่ลำเขาก็จะไม่ยอมกลับไปอยู่ใต้น้ำครำอีกต่อไปอีกแล้ว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกข้อหนึ่งที่ผมต้องแนะนำก็คือต้องเลิกเสพติดมัวเมากับกลไก สามานย์ ต่อให้ยุบพรรคอีกกี่ครั้ง ไล่คนที่คิดต่างออกนอกประเทศไปให้หมดเลย คิดหรือครับ ว่าประชาชนในวันนี้เขาจะยอมให้ท่านกดขี่ จะยอมให้ท่านได้คุกคามต่อไป ท่านคิดว่าท่าน จะปิดหูปิดตาประชาชนในโลกใบนี้ได้หรือครับ โลกใบนี้วันนี้มีอินเทอร์เน็ต (Internet) มีโซเชียล มีเดีย (Social media) มีเว็บไซต์ (Website) มีมาร์เก็ตเพลส (Marketplace) อยู่เต็มไปหมด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมต้องเตือนจริง ๆ และแนะนำจากใจ ท่านต้องสำนึกตัวได้แล้วว่าตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีมาเกือบ ๗ ปี มีอำนาจเผด็จการอย่าง มาตรา ๔๔ เป็นรัฐบาลที่ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินครอบคลุมทั่วประเทศนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ มี ส.ว. ๒๕๐ คน และองค์กรที่เผด็จการตั้งขึ้นมาคอยทำงานรับใช้ให้อยู่เหนือกฎหมาย มีบิดา แห่งการยกเว้นคอยอุ้มสมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ใช้งบประมาณไปมหาศาลกว่า ๒๐ ล้านล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้มหาศาลขนาดไหนครับท่านประธาน ถ้าเอามาแจกคนไทยเลย ๖๗ ล้านคน จะได้คนละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าให้คนไทยถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ สามารถให้ถูกได้ถึง ๓,๓๐๐,๐๐๐ คน ทำให้คนถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ได้ถึง ๓ ล้านกว่าคนนะครับท่านประธาน ส่งเด็กเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงจบปริญญาตรีได้ถึง ๑๐ ล้านคน อำนาจขนาดนี้ เครือข่ายองคาพยพ กลไกสามานย์เต็มไปหมดขนาดนี้ งบประมาณมหาศาลขนาดนี้ แต่กลับ มีสติปัญญาทำประเทศให้ตกต่ำดำดิ่ง ทำให้คนไทยหมดอนาคตอย่างนี้ท่านหมดเครดิตแล้ว ผมอยากจะซื้อถังให้ท่านใส่มาทำงานจริง ๆ และอย่าคิดเลอะเทอะวันนี้ไม่ยอมตอบว่า จะป้องกันการรัฐประหารอย่างไร ผมต้องเตือนท่านว่าอย่าคิดเลอะเทอะริอ่านที่จะไปสมคบ คิดก่อการกบฏทำรัฐประหารอีก เพราะท่านมีประสบการณ์มาก่อน มันหมดเวลาของ พลเอก ประยุทธ์ แล้วครับ อย่าดื้อครับ ทำตัวไล่ไม่ไป ราดไม่ลง ลอยเหลือง ๆ งง ๆ อยู่อย่างนั้น มัน ๖ ปีแล้วนะคุณสิ่งมีชีวิต ออกไปเถอะครับ บ้านเมืองนี้จะได้เจริญกับเขาเสียที ออกไป เถอะครับ อย่าอยู่เป็นกาลกิณีของแผ่นดินนี้อีกเลย ออกไปเถอะครับ ทำไมครับต้องอยู่เป็น กาลีบ้านกาลีเมืองต่อไปหรืออย่างไร🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณวิโรจน์ครับ ใช้คำที่มัน รุนแรงไปนะครับ ผมเตือนด้วยความหวังดีครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ครับ ออกไปเถอะครับ ให้ประเทศนี้มีฟ้าสีทองผ่องอำไพ ให้ประชาชนได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เผด็จการจะได้พินาศ และประชาราษฎร์จะได้เจริญ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

แล้วก็เตือนอีกนิดหนึ่ง ประชาชนที่ฟังอยู่อย่าไปปาไข่นายกรัฐมนตรีเขานะครับ โดยอ้างว่าท่านวิโรจน์บอกให้ไปปา ท่านอิสสระเชิญเลยครับ🔗

นายอิสสระ สมชัย แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ความจริง ผมอยากจะขอใช้สิทธิตามข้อบังคับ ข้อ ๗๑ วรรคสอง เรื่องพาดพิง ผมไม่อยากขัดจังหวะ ท่านผู้มีเกียรติท่านวิโรจน์ที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ เพราะว่าเดี๋ยวจะทำให้ท่านชะงักขาดตอนไป ผมรับฟังก็รู้สึกว่าดีครับ แต่ก็มีบางประเด็นที่ท่านพูด ผมว่าพูดจริงแต่ว่าก็ไม่ครบ ที่ผมบอกว่า ถูกพาดพิงนั้น ท่านพูดกรณีที่ว่ามีกลุ่มบุคคลมาเป่านกหวีดไล่คนปิดชัตดาวน์ (Shutdown) กรุงเทพฯ แล้วก็ทำไมทำได้ แล้วเวลานี้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทำไมโดนตั้งข้อหา เลยอยากจะทำความเข้าใจให้ท่านวิโรจน์และผู้ฟังทางบ้านได้ทราบว่าผมนั้นเป็น กปปส. คนหนึ่งครับ เป็น ๑ ใน ๙ คนที่ออกไปร่วมเป่านกหวีดชัตดาวน์ (Shutdown) กรุงเทพฯ ไม่ใช่ไม่ถูกดำเนินคดีนะครับท่านประธาน ผมถูกดำเนินคดี พวกผมโดนตั้งแต่ข้อหาก่อการร้าย ข้อหาปิดถนน ปิดการจราจร ขัดขวางทุกสิ่งทุกอย่าง ปิดสถานที่ราชการอะไรต่าง ๆ ครับ เฉพาะผมโดนประมาณ ๒๐ ข้อหา และถูกฟ้องเป็นคดีอาญาอยู่ที่ศาลอาญากรุงเทพฯ คดีอาญา หมายเลข ๒๔๗/๒๕๖๑ ครับ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าพวกผมทำได้ ทำได้ก็จริงครับ แต่ว่าทำแล้วผิดกฎหมายก็ถูกจับเหมือนกันครับ ขึ้นไปบนทางด่วน ดีเอสไอ (DSI) ยังตั้งเป็น คดีเลยครับ เพราะฉะนั้นก็เลยเรียนให้ทราบว่าเดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าพวกเป่านกหวีด เป็นอภิสิทธิ์ชน ไม่ใช่ครับ ถูกดำเนินคดีครับ แล้วก็เพิ่งจะสืบพยานโจทก์ จำเลย เสร็จไปเมื่อ ต้นเดือนนี้เองครับ ต้นปีหน้าศาลบอกจะนัดตัดสิน เพราะว่ามีเอกสารประกอบคดีทั้งหมด ประมาณ ๖๐ ลัง มีเอกสารทั้งหมด ๗๐,๐๐๐ กว่าหน้า เพราะฉะนั้นก็เลยเรียนทำความ เข้าใจให้ทราบว่าพวกผมก็โดนดำเนินคดีเช่นเดียวกันครับ แล้วเมื่อโดนดำเนินคดีแล้วก็ ขอประกันตัวออกมาเพื่อสู้คดีครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

(นายสายัณห์ ยุติธรรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ เชิญครับ🔗

นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมประท้วงแต่ว่าท่านผู้อภิปรายนั่งลงเสียก่อน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมสายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ผมประท้วงตาม ข้อ ๖๙ วรรคสอง ใช้วาจาไม่สุภาพ ใส่ร้ายและเสียดสีบุคคลอื่นครับ สมาชิก ผู้ทรงเกียรติอภิปรายเมื่อสักครู่ครับ ก่อนจบเขาเรียกว่าตีหัวแล้วเข้าบ้านครับ ใช้คำว่า กาลกิณีบ้าน กาลกิณีเมือง ใส่ร้ายผู้นำประเทศ ผมอยากเรียนท่านประธานขอให้ถอนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมเตือนไปแล้วครับ ผมไม่ได้ให้ถอน แต่เตือนแล้วว่าเป็นถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม🔗

นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรีเชิญเลยครับ🔗

นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ขออนุญาตให้ข้อมูลเล็กน้อยที่ท่าน ส.ส. วิโรจน์ได้พูดถึงเมื่อสักครู่ครับ เพราะถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนรับฟังอยู่อาจจะได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงนะครับ ท่าน ส.ส. พูดถึงเรื่องของนักเรียนที่มาชุมนุมนะครับ แล้วพูดว่านักเรียนมีการขับไล่ ท่านนายกรัฐมนตรี ในความเป็นจริงของกลุ่มที่มาเคลื่อนไหวหรือว่าชุมนุมเรียกร้องหน้า กระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียน เรื่องส่วนใหญ่ที่เขาพูดถึงไม่ได้พูดถึงเรื่อง ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ เขาพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษาหรือว่าเป็นโอกาสที่เขา มาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อยากให้การศึกษาของประเทศไทยเป็นไปในทาง ที่ทันสมัยมากขึ้น ทันต่อสถานการณ์มากขึ้น ทันต่อโลกมากขึ้น ท่านมีการพูดถึง การรัฐประหาร แล้วก็ไม่ได้ดีขึ้นในบริบทต่าง ๆ ผมก็เห็นท่านนั่งอยู่ในสภานี้ท่านก็ทำหน้าที่ ได้ดีในหลาย ๆ บทบาท ฉะนั้นผมคิดว่าประเทศไทยก็ดีขึ้นครับ มีสิ่งที่ใหม่ ๆ อยู่ในสภา แล้วท่านก็ได้ให้ความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ตลอดเวลาที่ท่านมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านพูดถึงเรื่องหลักสูตรการศึกษาที่มีการยัดเยียดให้มีการเหยียดความหลากหลายทางเพศ ถ้าหากว่ามีหนังสือเล่มไหน หลักสูตรไหนที่พูดถึงการเหยียดความหลากหลายทางเพศ ผมพร้อมที่จะรับมาครับ แล้วพร้อมจะนำหลักสูตรที่เหมาะสมเข้าไปเปลี่ยนแปลงทันทีครับ แต่ผมเข้าใจในเรื่องนี้นะครับว่าเป็นเรื่องที่นักเรียน นักศึกษาก็ต้องรับรู้ แล้วก็ทาง กระทรวงศึกษาธิการเองก็เตรียมหลักสูตรที่เหมาะสม ทันต่อสถานการณ์ของโลก แล้วก็ การเปลี่ยนแปลงของสังคม ท่านพูดว่าครูผลักดันให้เด็กออกไปทำกิจกรรมนอกโรงเรียนเพื่อให้โดนดำเนินคดี ผมคิดว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงแน่นอนครับ ผมได้มีประกาศจากกระทรวงศึกษาธิการออกไป ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษา คุณครู เปิดเวทีรับฟังนักเรียนผ่านสภานักเรียน ผ่านกรรมการ สถานศึกษา ฉะนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรครับว่าคุณครูจะผลักดันนักเรียนให้ออกไปทำกิจกรรม แล้วโดนดำเนินคดี ท่านมีการพูดถึงการเคลื่อนไหวของนักเรียน ไม่มีคนที่มาอยู่เบื้องหลัง ไม่มีม็อบ (Mob) ไม่มีคนที่ให้ท่อน้ำเลี้ยง ผมก็ตัดสินไม่ได้หรอกครับ แต่ผมก็ไม่ได้เห็นน้อง ๆ มาทำเวทีเครื่องเสียงด้วยตัวเอง ผมก็ไม่เห็นน้อง ๆ ขับรถสุขาเข้ามาเอง ก็เป็นมืออาชีพทั้งนั้น ที่มาทำเรื่องพวกนี้ ก็ต้องสืบหากันต่อไปว่ากระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็ขออนุญาตให้ข้อมูลท่านประธานผ่านไปทางท่าน ส.ส. ครับ ไม่อย่างนั้นพี่น้องประชาชน จะเข้าใจผิดครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ เชิญคุณวิโรจน์ครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิ พาดพิงสั้น ๆ ครับ คือถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการดูในทวิตเตอร์ (Twitter) ในเฟซบุ๊ก (Facebook) จะพบว่ามีการถ่ายคลิป (Clip) ที่นักเรียนออกมาจัดกิจกรรม หน้าโรงเรียน แล้วเขาเอาเทป (Tape) ปิดชื่อเขาเอาไว้ แล้วก็มีครูบางท่านไปดึงเทป (Tape) แล้วถ่ายคลิป (Clip) เอาข้อมูลส่วนตัวไปให้กับตำรวจ ท่านดูได้ครับ ๒. เรื่องที่ทางท่านอิสสระ ได้พูดถึงผมว่าแกนนำถูกดำเนินคดี ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ แต่ไม่เคยตกต่ำขนาดว่า ดำเนินคดีกับเด็ก ม. ๕ ครับ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในวันนี้ครับ แล้วสุดท้ายผมอยากจะเรียนทาง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการด้วยครับ ผมไม่ได้พูดถึงเฉพาะม็อบ (Mob) และ การชุมนุมที่หน้ากระทรวง แต่ผมพูดถึงม็อบ (Mob) ที่เกิดขึ้นตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ดังนั้นถ้าเปิดใจกว้าง หาข้อมูลให้รอบคอบ ท่านจะพบกับความจริงครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ มีท่านสุดท้ายนะครับ แต่ว่าผมคำนวณเวลากรรมการประสานงาน เนื่องจากเวลาที่คำนวณไว้เมื่อตอนแรกมีอยู่ ๕๐ นาที ท่านวิโรจน์ใช้ไปประมาณ ๒๐ นาที ก็เหลือ ๓๐ นาที แต่ว่าท่านสุทินได้ขอไว้ ๕๐ นาที ความจริงท่านเตือนไว้ตั้งแต่ตอนเช้าแล้วว่ากรณีที่มีผู้อภิปรายเกินเวลา ประธาน ช่วยเตือนด้วย ก็เป็นความจริง อย่างไรก็ตามถ้ากรรมการประสานงานตกลงกันได้ก็เชิญครับ คุณชัยวุฒิเชิญครับ🔗

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะเลขานุการวิป (Whip) รัฐบาล ก็ตามเวลาที่เหลือ ๓๐ นาที แต่เนื่องจากญัตตินี้ เป็นญัตติสำคัญ แล้วก็เหลือผู้อภิปรายเป็นท่านสุดท้าย ทางวิป (Whip) รัฐบาลก็ไม่ขัดข้อง ถ้าท่านจะพูดเกินเวลาไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็อยากให้อย่าจบเกินตี ๑ ไปมาก เพราะว่านี่ก็เป็นเวลา พอสมควร พรุ่งนี้เราก็มีประชุมต่อในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกันครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ท่านสุทินก็ยินดีนะครับ ก็เป็นผู้อาวุโสแล้วก็มีความสามารถ ท่านใช้โอกาสนี้อภิปรายภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ ที่เปิดอภิปรายครั้งนี้นะครับ เชิญครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ทางตัวแทนจากรัฐบาลที่ได้กรุณา ผมจะพยายาม ทำหน้าที่ให้ได้ตามเป้าหมายแล้วก็เวลาที่น้อยที่สุด สั้นที่สุด เผอิญผมเป็นคนสุดท้าย แม้ข้อบังคับจะไม่จำเป็นต้องมีการสรุปแต่ว่าเพื่อการอภิปรายให้ได้คุณภาพ การทำหน้าที่ ให้ได้คุณภาพวันนี้บรรลุวัตถุประสงค์ ผมก็จะพยายามรวบรวมกลุ่มก้อนความคิดอันเป็น ข้อเสนอแนะ แล้วก็ข้อซักถาม เพื่อประมวลให้กับรัฐบาลได้นำไปประกอบในการที่จะบริหาร บ้านเมืองต่อไป ที่จริงแล้วการอภิปรายกันตามมาตรา ๑๕๒ นี้ โครงสร้างหลักจริง ๆ คือ ซักถามปัญหารัฐบาล แล้วก็เสนอแนะ แต่ว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านวันนี้บางท่านก็เลือก ว่ากันครบถ้วน บางท่านก็จะว่าเฉพาะซักถามอย่างเดียว บางท่านก็จะว่าเสนอแนะอย่างเดียว แต่ก่อนจะเสนอแนะหรือซักถามใด ๆ ก็ตามหนีไม่พ้นต้องบรรยายสภาพปัญหา เพราะฉะนั้นดูไปแล้วผมก็เลยจำลองว่าการอภิปรายมาตรา ๑๕๒ ผมเป็นชาวพุทธ เทียบแล้ว ก็คือหลักอริยสัจ ๔ คือมาดูเรื่องความทุกข์ ว่ากันมันทุกข์อย่างไร แล้วก็มาว่าที่ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มันทุกข์ขนาดไหนเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมือง อะไรคือเหตุแห่งทุกข์ แล้ววันนี้ ก็เสนอแนะทางดับทุกข์กัน แล้วสุดท้ายเราก็วิเคราะห์ถึงวิถีการพ้นทุกข์กัน หลักก็อยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมพยายามสรุปตามนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมต้องมาซักถามกันวันนี้ อริยสัจ ๔ ก็คือการหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจแล้วก็มาสู่การเมือง ที่จริงเรื่องนี้ พูดกันมานาน พูดกันมาตลอด ไม่ว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายอะไร ก็แล้วแต่ และล่าสุดเมื่อ ๓ เดือนที่แล้ว ๓ เดือนเศษ ๆ การที่รัฐบาลบอกว่าเพราะโควิด (COVID) แล้วก็เลยเข้ามาขอกู้เงิน ใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท แล้วก็ใช้มาตรการ การเงินอีก ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คราวนั้นเราคิดว่ารัฐบาลเองก็มาขอเงิน สภาก่อนจะอนุมัติ ก็ซักกันละเอียด ทั้งซักทั้งฝากข้อเสนอแนะแล้วก็ให้ไปด้วยความหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น เรารู้ว่าโควิด (COVID) แล้วก็รู้ว่าก่อนโควิด (COVID) เกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อได้อนุมัติเงินไปแล้ว เราก็ตามประเมินดู แต่หลังจากนั้นมา ๓ เดือน วันนี้สัญญาณเศรษฐกิจมันไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระดับมหภาคก็ตัวเลขหลายตัว หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น หลายอย่างมันบ่งบอกว่าเรากำลังดำดิ่ง ในเรื่องจุลภาคหรือเศรษฐกิจฐานรากความเป็นอยู่ ของชาวบ้านยิ่งชัดเจนว่าวันนี้ชาวบ้านลำบาก เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราซึ่งเป็นสภาก็จำเป็น ที่จะต้องติดตามแล้วก็ฝากแล้วก็บอกกระตุ้นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งจึงเกิดวันนี้ขึ้น แต่แล้ววันนี้ ก็ได้คำตอบจริงก็ต้องขอบคุณรัฐบาลหลายท่านที่ตอบ เริ่มตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีมา เสียดายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนับแล้วท่านมานั่งแล้วดีใจแต่กลับไปก่อน ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ด้วย หลายท่านกรุณาตอบ ซึ่งถ้าจะให้ความจริงวันนี้ก็ต้องบอกกันว่า ที่ท่านพูดไม่จริงอยู่เยอะ อาจจะด้วยรู้ไม่จริงหรืออาจจะสำคัญข้อมูลผิด สิ่งแรกที่ได้รับ คำตอบจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานชี้แจง ท่านเป็นน้องใหม่ก็ดูว่าท่านจะ มองโลกสวยแล้วท่านอาจจะยังอินโนเซนต์ (Innocent) เกี่ยวกับการบริหารการเมืองกันอยู่ สิ่งแรกท่านบอกว่าวันนี้โลกยกย่อง โลกยอมรับเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง การเงินการคลังดี แล้วเรตติง (Rating) การจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับดี สูง ถ้าฟังท่านพูดอย่างนั้น ก็เหมือนว่าไม่มีปัญหาเลย จริง ๆ แล้วผมคิดว่าอยู่ในประเทศเดียวกันหรือเปล่าด้วย แต่เรื่องที่ท่านพูดประการนี้ผมกราบเรียนว่าถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอยู่ หรือฝากเรียนท่านด้วย หรือรัฐมนตรีทุกท่านที่อยู่ก็ฝากเรียนด้วยว่ามันไม่ผิดหรอกครับ ถ้าจะไปเอาสายตาต่างชาติมาประเมินเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะเขาประเมิน เศรษฐกิจมหภาค มหภาคเขาก็ดูตัวเลข แต่เขาไม่ได้ดูจุลภาคหรือไม่ได้ดูฐานราก และไม่ได้ดู ความเป็นอยู่ของคนไทยวันนี้จริง ๆ สิ่งซึ่งผมอัดอั้นใจมาตลอดก็คือทุกครั้งที่เราสะท้อน ความเป็นอยู่ของชาวบ้านว่าชาวบ้านลำบาก หากินไม่ได้ วันนี้ฝืดเคือง ท่านรัฐมนตรีที่ฉลาด ก็มักจะเอาเศรษฐกิจมหภาคมากลบ คือบรรยายตัวเลขมหภาคมากลบ แต่ปีนี้คราวนี้ แม้มหภาคจริงก็ต้องยอมรับว่าหนี้สินมันเยอะ หนี้ครัวเรือนมันเยอะ เอ็นพีแอล (NPL) มันเยอะ แต่ที่ท่านนำมาอธิบายผมอยากฝากท่านว่าท่านพูดไม่ผิดหรอก แต่ว่าต่างชาติเขา ดูตัวเลขมหภาคเท่านั้น เขาไม่ได้มาดูจีดีพี (GDP) จังหวัด แน่จริงมาดูจีดีพี (GDP) ครัวเรือนสิ มาดูคุณภาพชีวิตชาวบ้านสิ ดูอย่างไร สิ่งซึ่งเราอยากบอกวันนี้กับท่านรัฐมนตรีและรัฐบาล และท่านนายกรัฐมนตรีคือเราอยากบอกว่าสภาพความเป็นอยู่ชาวบ้านเป็นอย่างไร ลำบาก ลำบากอย่างไรเดี๋ยวผมจะบอก เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีท่านขาดนิดหนึ่ง ผมจะยกตัวอย่าง ให้เห็นง่าย ๆ นะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็อยู่ บางครั้งเขาประเมินผล การเรียนของเด็กไทย ดูตัวเลขคะแนนโดยรวมดี อุปมาเหมือนกันเลย ทำไมมันดี เพราะไป เอาตัวเลขคะแนนของเด็กของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาของท่าน มาบวกใส่กับโรงเรียนในจังหวัดมหาสารคามบ้านผม มาเฉลี่ยใส่กับตำบลโคกสง่า มันเลยสูง แต่จริง ๆ แล้วภาพรวมมันสูงเฉพาะเด็กที่กรุงเทพฯ แต่ชาวบ้านจริง ๆ เด็กต่างจังหวัดไม่ดี เหมือนกับเศรษฐกิจ ที่ตัวเลขเศรษฐกิจมันดีที่ต่างชาติ เขาดูก็คือทรัพย์สินของ ๒๔ ตระกูลมันสูง แต่อีกกี่ตระกูลในประเทศวันนี้ไม่มีอะไรเลย แต่มาเฉลี่ยใส่กันปั๊บ หรือเอาทรัพย์สินเหล่านั้นมาใส่ปั๊บมันดูดี อันนี้เองที่เราอยากจะบอก เพราะว่าเส้นแบ่งตรงนี้มันคืออะไรที่บังตารัฐมนตรีอยู่ บังตานักเศรษฐกิจมหภาคอยู่ ก็คือความเหลื่อมล้ำ ประเทศใดรวยตลอด รวยตลอด แต่ทำไมอีกพวกหนึ่งจน จน จน ความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาสายตาต่างชาติมาแล้วมาเป็นฐานของการบริหาร ประเทศนี้อันตราย ต้องดูให้ลึก ดูให้ชัดว่าตัวเลขเศรษฐกิจของไทยแล้วเอาความเหลื่อมล้ำ มาจับ คนส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบนั้น นี่คือสิ่งที่ต้องบอกท่าน🔗

ประการที่ ๒ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานท่านพูดด้วยความภูมิใจ บอกว่าวันนี้รัฐบาลได้แก้หนี้ ได้ช่วยหนี้ วันนี้มีลูกหนี้ภาคธุรกิจ ๑๒ ล้านบัญชี ขอพักหนี้ เป็นเงิน ๗ ล้านกว่าล้านบาท ท่านก็บอกว่าภูมิใจว่ารัฐบาลได้ช่วยแล้ว จริงครับ ๑๒ ล้านบัญชี ๗ ล้านกว่าล้านบาท ขอช่วยเหลือพักหนี้ จริงเลย แต่ท่านไม่รู้หรอกว่าในการพักหนี้ ธนาคาร พาณิชย์ทำอะไรกับลูกค้าเหล่านี้ และที่สำคัญที่สุดวันนี้ที่เราห่วงเราไม่ได้ห่วงตรงนั้น เราห่วงว่า เดือนตุลาคม มาตรการพักหนี้หมดแล้วโพรโมชัน (Promotion) นี้หมดแล้ว ลูกหนี้ ๑๒ บัญชี วันนี้ต้องถูกลอยแพแล้ว หนี้ก้อนมหึมาคือ ๗ ล้านกว่าล้านบาท ทำอย่างไร ใครจัดการ จัดการอย่างไร นี่คือระเบิดสำคัญเลย ผมบอกเลยว่าหนี้ที่พักหนี้วันนี้ถ้าไม่มีระบบบริหาร จัดการที่ดีต่อไปนี้ หลังเดือนตุลาคมเดี้ยงเลยเศรษฐกิจไทย ๑๒ ล้านบัญชี ก็ ๑๒ ราย ๑๒ ล้านธุรกิจเดินไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดวันนี้ที่ไปขอพักหนี้ทั้งหมดเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับ วันนี้แบงก์แจ้งกับเขาว่าเอ็นพีแอล (NPL) นะ ขอพักหนี้ก็เท่ากับคุณเบี้ยวหนี้ เท่ากับคุณ ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ จัดเรต (Rate) ลูกค้าใหม่เลย นี่มาปรับทุกข์กับผมเยอะ ถ้ารู้อย่างนี้ไม่ไปพักหนี้พอพักหนี้เสร็จปั๊บจัดอยู่ในลูกค้าที่เอ็นพีแอล (NPL) และเตรียม เอ็นพีแอล (NPL) เครดิตหายเลย อันนี้คือท่านจะต้องไปดู ผมอยากฝากบอกตัวหนึ่งว่า ท่านจะแก้ปัญหาหนี้ก้อนใหญ่กับ ๑๒ ล้านบัญชี อย่างนี้ต่อไปอย่างไร ถ้าแก้ตัวนี้ไม่ได้ นี่แหละครับคือมะเร็งของเศรษฐกิจซึ่งจะเดินไม่ได้ใน ๔-๕ เดือน แล้วก็ปีนี้🔗

อีกประการหนึ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานท่านบอกว่าวันนี้รัฐบาล ก็มีมาตรการออกมาเยอะ มีความหวัง แล้วน่าจะเป็นความหวังของชาวบ้านได้ด้วยคือการ บริหารเศรษฐกิจวันนี้ รัฐบาลได้ตั้ง ศบศ. องค์กรใหม่ขึ้นมา ใช่เลย เราก็มีความหวังนะ ศบศ. คือศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ แก้ปัญหาเศรษฐกิจในสถานการณ์โควิด (COVID) ท่าน ประธานครับ ท่านรัฐมนตรีท่านไม่ไปดูเบื้องลึกว่าเขาวิจารณ์อย่างไร จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ศบศ. คือรวมภาครัฐ เอกชนเข้ามา ระดมความคิด แก้ปัญหาร่วมกัน สมัย พลเอก เปรม ทำมาก่อนเลย นี่นานไปเลยตั้งแต่ท่าน พลเอก เปรม กรอ. คณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำมาแล้ว แล้วก่อนหน้านี้เขาก็เรียกว่า ครม. เศรษฐกิจ วันนี้แปลงร่างเหล้าเก่าในขวดใหม่มาเปลี่ยนชื่อเป็น ศบศ. ก็คือคณะรัฐมนตรี เศรษฐกิจบวกกับเอกชน และต้น ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ก็คือประชารัฐ พีพีพี (PPP) นั่นแหละ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ความหวังหรอกถ้าเขารู้จริง แล้วท่านก็ตั้งความหวังไว้สูง ท่านบอกว่ามีตั้งอนุกรรมการลงไปจนถึงจังหวัด ประชารัฐก็มีประชารัฐจังหวัด แต่วันนี้ เหลวหมด เพราะฉะนั้นตัว ศบศ. ไม่ใช่ยาวิเศษที่ท่านจะไปหวังอย่างเดียว แล้วพวกผม ก็ดูออก ศบศ. วันนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่จะไปทำได้มากกว่าเดิม นี่สำหรับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ อันนี้ท่านก็ตอบนะครับ แต่ท่านตอบคลาดเคลื่อน แล้วจะเข้าใจผิด ท่านบอกว่าตัวเลขส่งออก ที่ท่านมิ่งขวัญถามบอกว่าติดลบ ติดลบ ท่านจุรินทร์บอกว่าที่จริง มันติดลบกันทั่วโลก การส่งออกมันติดลบหมดเพราะมันโควิด (COVID) พอมีโควิด (COVID) มันก็ติดลบหมด จริง ๆ ไม่ใช่หรอก ท่านไปดูได้ก่อนโควิด (COVID) ติดลบมาตลอด ๓ ไตรมาส หรือ ๓ ปีหลัง ๆ ผมจำแม่นเลย ตัวเลขการส่งออกติดลบมาตลอดก่อนโควิด (COVID) แล้วมาเริ่มติดลบมาตั้งแต่เมื่อไร ยึดอำนาจปี ๒๕๕๗ พอยึดอำนาจปี ๒๕๕๗ ปั๊บ เริ่มแล้วครับ รายได้จีดีพี (GDP) เราซึ่ง ๗๐ ได้จากต่างประเทศ มีท่องเที่ยว มีส่งออก ๓๐ ในประเทศ ๗๐ หาย มันเริ่มริบหรี่ลงมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ แล้วมาเหลือตอนนี้นิดเดียว เพราะฉะนั้นการ ส่งออกมันก็ส่งออกไม่ได้ อียู (EU) ๒๘ ประเทศ เขาบอยคอตต์ (Boycott) เพราะฉะนั้นการ ส่งออกมันติดมานาน มันไม่ใช่มาติดตอนโควิด (COVID) แล้วตัวเลขที่รัฐบาลและ ท่านนายกรัฐมนตรีชอบอ้าง ใครก็ชอบอ้าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชอบอ้าง ท่านบอกว่าจีดีพี (GDP) มันติดลบวันนี้มันติดลบนะ เขาบอกไตรมาสที่ ๓ ติดลบ ๑๒ ก็มัก อ้างกันว่าติดลบทั่วโลก ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกประเทศนั้นติดเท่านั้นติดเท่านี้ ลบเท่านั้น ลบเท่านี้ ถูกครับ บางประเทศลบมากกว่าเราอีก แต่ความจริงซึ่งเรารู้หรือไม่รู้ก็ตามท่าน ต้องดูนะครับว่าตัวเลขก่อนที่จะโควิด (COVID) ประเทศอื่นเขาขยายตัวเท่าไรจีดีพี (GDP) ของเราเท่าไร ก่อนโควิด (COVID) ของเราต่ำเตี้ยเรี่ยดินคือ ๑ เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย ๖ ปี โต ๑ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ประเทศอื่นติดลบแต่เขาลบลงจากจุดที่เขาสูงแต่เราลบลงจากจุดที่เราต่ำ ก็เหมือนคนโย่งกับคนแคระ คนสูงมันเตี้ยลงบ้างไม่เป็นไรนี่ แต่คนแคระอยู่แล้วมันเตี้ยลงอีก ตายเลย เมืองไทยเป็นคนแคระทางด้านเศรษฐกิจแล้วมันเตี้ยลงอีก คนแคระแล้วมันยังเตี้ยอีก แต่ญี่ปุ่นเขาเป็นคนสูงแต่เขาเตี้ยลงนิดเดียว เขาลบ ๑๔ แต่เราลบ ๒ ก็ตายแล้ว คนแคระ เขาเพียงลบ ๒ มันตายแล้ว แต่คนสูงมันลบ ๑๕ มันยังไม่ตายเลย ให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ คนรวยจนลงบ้าง คนรวยจนลงสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เขาก็ไม่ตายนะ แต่คนจนมันจนอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ตายเลย ตัวเลขจีดีพี (GDP) ที่มันลบ เราต้องดูฐานที่มาว่ามันลบจากจุดไหน แต่ที่สำคัญที่สุดครับจะดูจีดีพี (GDP) ลบไม่ลบ สำคัญที่สุดต้องดูสภาพความเป็นอยู่ ดูคุณภาพชีวิต ดูรายได้ต่อหัวของประชากรแต่ละประเทศ ถ้าประเทศสิงคโปร์สมมุติปีหนึ่ง ๑ ล้านต่อหัว เขาลดลงครึ่งหนึ่งเขาก็เหลือ ๕๐๐,๐๐๐ ของเราปีหนึ่ง ๘๐,๐๐๐ ต่อหัว มันลดอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์มันก็ตายแล้ว เราไม่เข้าใจกันเราก็ไปชอบอ้างอิงว่าโควิด (COVID) เขาลบกันทั่วโลก ลบกันทั่วโลก เขาลดลงแต่เขาไม่ตายแต่เราลบนิดเดียวเราตาย ตรงนี้เอง ที่เราห่วง เศรษฐกิจที่เราห่วง ท่านจุรินทร์ท่านก็บอกว่าเรื่องข้าวเศรษฐกิจหลักที่เสียแชมป์ (Champ) ไปเสียแชมป์ (Champ) มากตอนจำนำข้าว วันนี้ได้แชมป์ (Champ) กลับมา จริง ๆ ถูก แต่ว่าเราคิดอย่างนี้ครับ ได้แชมป์ (Champ) นักมวย คนรวยคือหัวหน้าค่าย แต่นักมวยตายตลอดไม่เคยได้เงิน เปรียบแล้วก็คืออะไรครับ ข้าวบางยุคได้แชมป์ (Champ) แต่คนได้สตางค์คือพ่อค้าส่งออก คือโรงสีรวย เพราะซื้อจากชาวนาราคาถูกก็ขายเมืองนอก ราคาถูก แต่ตัวเองได้ส่วนต่าง ก็หัวหน้าค่ายได้เงินสูงครับได้แชมป์ (Champ) แต่หัวหน้าค่าย เอารางวัลไปหมด แต่นักมวยจริง ๆ คือชาวนาตาย แต่ตอนยุคจำนำข้าวไม่ต้องเอาแชมป์ (Champ) หรอก ขายน้อย ๆ แต่ได้เยอะ ๆ ให้นักมวยได้สตางค์ วันนั้นพ่อค้าส่งออกถึงโวย หัวหน้าค่ายไม่ได้สตางค์ เทรนเนอร์ (Trainer) ไม่ได้สตางค์แต่นักมวยได้สตางค์ เงินถึงชาวนาหมด ต้องอธิบายอย่างนี้ แล้วท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านบอกว่าตัวเลขสินค้าเกษตร ตัวนั้นดี ตัวนี้ดี จริง แต่ท่านไม่ได้อธิบายเบื้องหลังว่าที่มันดีเพราะมันไม่มีขาย ซัพพลาย (Supply) มันต่ำ ข้าวปีก่อนก็ดีแต่เพราะมันแล้ง ผลไม้ที่ท่านบอกว่าดี ๆ พวกล้งมาซื้อ บางอย่างมันดีด้วยตัวมัน เช่น ทุเรียน ทุเรียนคนกินมากเมืองนอก รัฐบาลไม่ต้องเก่งหรอกครับ ทุเรียนมันไปของมันได้ แต่ตัวอื่นล่ะ ลำไยจะตาย แถวภาคเหนือ โวยกันแทบตายแล้วตัวอื่น อย่างนี้ต้องดูรายละเอียดว่าถ้าสินค้าเกษตรดี สูง ต้องไปดูด้วย ว่ามันสูงเพราะอะไร มันแล้ง มันไม่มีจะขาย ของไม่มีมันก็สูง สูงจริงแต่ไม่มีข้าวขาย แล้วผมไปที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อวันก่อน ผมก็ถามชาวประจวบคีรีขันธ์ทำอะไรอยู่ สับปะรด ว่าน แล้วก็เขาทำอะไรอีกตัวหนึ่ง ถามเขาราคาดีไหม เขาว่าดี ทำไมมันดีอิจฉาจัง เพราะมันไม่มีขาย มะพร้าว มันแล้ง เพราะฉะนั้นหลายตัวที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์บอกนี่ถูก สูงจริงแต่สูงเพราะมันไม่มีขาย ท่านประธานที่เคารพ ตัวเลขบางตัว มันเป็นอย่างนี้ที่ได้อนุญาตท่านตอบมา แต่เอาเถอะครับ อย่างไรก็ตามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานมาพอดี ตัวเลขที่ท่านชื่นชมว่าต่างชาติเขาชื่นชมเราว่าการคลังดี อะไรดี ดีเยอะ อันนั้นมันเป็นมหภาค แต่เศรษฐกิจฐานรากไม่ใช่ มันมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ มันไปรวยอยู่ที่พวกหนึ่ง มันไม่ได้กระจายลงข้างล่าง แต่ถ้าจะดูความจริง ขอดูสไลด์ (Slide) ต่อไปนี้ครับ เป็นชีวิตจริง เป็นภาพชีวิตของชาวบ้านจริง ๆ วันนี้ นี่คือเศรษฐกิจเรียลลิตี (Reality) ครับ ดูสิครับ ไม่ได้เขียนมาเอง นี่สำนักข่าวนะ โควิด (COVID) สะเทือนเศรษฐกิจ ดิ่งเหวหนัก กลางปีหน้า ๑๙ ล้านคนถูกลดชั่วโมงทำงาน ต่อไปครับ วิกฤติหนี้ วิกฤติชาติ นี่เขาอธิบายไว้เสร็จ หนี้ ๕ ประเภท เดี๋ยวผมจะลงให้ดู หนี้สาธารณะพุ่งเท่าไร หนี้ครัวเรือน พุ่งไม่หยุด แล้วหนี้ภาคธุรกิจ ที่บอกแล้วว่า ๗ ล้านบัญชี แล้ววันนี้เป็นอย่างไรเดี๋ยวจะดูสไลด์ (Slide) ต่อไป แล้วหนี้สถาบันการเงิน เอ็นพีแอล (NPL) เดี๋ยวผมจะให้ดู แล้ววันนี้หนี้อันที่ ๕ ก็คืออะไรครับ หนี้นอกระบบ🔗

เอากลับมาสไลด์ (Slide) เดิมครับ หนี้เสียแบงก์รัฐปูดแสนล้าน ต่อเวลาชำระหนี้ หวั่นโควิด (COVID) ดันเอ็นพีแอล (NPL) ทะลัก นี่ประชาชาติธุรกิจ ต่อไปอีกจะได้เห็น ความเป็นจริง ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปดู เดอะ สแตนดาร์ด (The standard) เขาพยากรณ์หนี้ครัวเรือนสูงสุด ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๔ หนี้ครัวเรือนจะไปถึง ๑๒ ล้านล้านบาท คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เท่าไร วันนี้ ๙๓ ปลายทาง ปี ๒๕๖๔ เขาประมาณการว่า ๑๑๖ เปอร์เซ็นต์ หนี้ในประเทศนะครับ รู้กันนะ แต่ต่างชาติ มองอีกแบบ นี่ท่านจะเชื่อใครก็ว่าไป แผ่นต่อไปครับ อันนี้ก็คือจำนวนลูกหนี้เอ็นพีแอล (NPL) เดี๋ยวนี้เท่าไรครับ ปลายทาง ๕.๔๓ ล้านบาท นี่ก็คือภาพสะท้อนของประชาชาติธุรกิจ บอกว่าธุรกิจอ่วม โดนเบี้ยวหนี้ ทุกวงการตั้งการ์ด (Guard) ขอเงินสด วันนี้ค้าขายกันไม่ได้ แล้วครับ ไม่เชื่อกันแล้ว เช็ควันนี้เหมือนกระดาษใบเดียว การค้าขายวันนี้ไม่มีเครดิต ไม่เชื่อใจกันแล้วครับ แล้วนี่คืออะไรครับ ช็อก (Shock) บริษัทซับคอนแทร็กต์ (Subcontract) สายการบินชื่อดัง ปลดพนักงาน ๒,๖๐๐ คน ข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้เองนะครับ ข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นี่คือเศรษฐกิจฐานรากครับ นี่ไม่ใช่มหภาค พ่อไม่มีค่าเทอมลูก เครียด ฆ่าตัวเองตาย ๓ ศพที่กำแพงเพชร วันที่ ๒ กันยายนเอง ลูกกลับบ้านขอเงินค่าเทอม ไม่มีให้ ยืมญาติไม่มีให้ ลงไลน์ (LINE) บอกว่าชาตินี้วาสนาน้อย ตาย ๓ ศพเลย แล้วนี่ ที่เชียงใหม่ หนุ่มเชียงใหม่มาสมัครงานไม่มีงานทำ หมดแรงเดินต่อไม่ไหว นอนขวางทางรถไฟ ให้เหยียบ นี่คือภาพฐานรากของจริงครับ นี่คือสภาพชีวิตจริงคนไทยครับ แล้วดูอีกเรื่องสิครับ ถ้ามีกินแล้วใจก็เป็นบุญกุศล ทำบุญก็สนุก สารทจีนหาดใหญ่สุดเหงาหงอย มันชี้วัดอะไรครับ เศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีอารมณ์ทำบุญ สารทแท้ ๆ นี่เงียบ แผ่นต่อไปครับ ให้ดูอีกทีหนึ่งแล้วครับ มีตาคนหนึ่งนอนเฝ้าไร่ข้าวโพด ยายคนหนึ่งนั่งขายของ นอนเฝ้า เมก (Make) ไหมภาพนี้ ใครไปจับเขานอนเมก (Make) ได้ เอาละครับแผ่นต่อไป วันนี้ก็ดูตัวเลขความเป็นจริงเลยว่า สำหรับการกู้เงินของรัฐบาล ก็กู้เรื่อย กู้เรื่อย วันนี้พูดกันเยอะแล้ว ผ่านไปครับ🔗

แผ่นต่อไปครับ ดูคนจนดีกว่า ถ้าบอกว่าเศรษฐกิจดี การเงินเข้มแข็ง รัฐบาล มาถูกทาง ปี ๒๕๕๘ คนจน ๔.๘ ล้านคน ปี ๒๕๖๑ พุ่งขึ้นมา ๖.๗ ล้านคน นี่ปี ๒๕๖๑ ๖.๗ ล้านคน ปี ๒๕๖๔ ล่าสุดยังไม่เป็นทางการ ๘ ล้านกว่าคน ๒ เท่า นี่คนจนมันเพิ่มขึ้น แล้วเศรษฐกิจไทยดีตรงไหน แข็งแกร่งอย่างไร ในที่สุดนี่คือภาพรวม นี่คือเศรษฐกิจฐานราก นี่คือสภาพความเป็นจริงของชาวบ้านที่อยู่วันนี้ เราอยากให้ดูตรงนี้ แก้ตรงนี้ เอาตรงนี้ให้พ้น เอาตรงนี้ให้ผ่าน แผ่นต่อไปครับ ในที่สุดพอการเมืองมันแย่เหตุมันคืออะไร การเมืองวันนี้ ขอวงเล็บรัฐบาล อย่ามาเหมาสภา พอรัฐบาลแย่ปั๊บเศรษฐกิจทรุด สังคมเสื่อม วันนี้มันมาสู่ อีกซีกหนึ่งแล้วก็คือการเมือง การชุมนุมวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านจะคิดว่าใครอยู่เบื้องหลังหรืออะไรก็แล้วแต่ เดิมผมก็คิดเหมือน ท่านนายกรัฐมนตรีนั่นแหละ ผมก็ระแวงพรรคนั้นพรรคนี้เหมือนกัน แต่ดูไปดูมา ดูไปดูมา ดูแล้วมันไม่ใช่ เด็ก เยาวชน ซึ่งเขาหลับใหลไปนานแล้วเราเรียกร้องว่ายุค ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา มีเยาวชนออกมา หายไปไหนหมด โผล่มาแล้วครับ ถ้าใครเป็นคนไปปั่นม็อบ (Mob) ให้เด็ก ออกมาได้ขนาดนี้ผมจะกราบลอยเลย เป็นเทวดาจริง ๆ ถ้าปั่นเด็กให้ออกมาขนาดนี้นะ แล้วปั่นนักศึกษาด้วยนะ ไม่ใช่ชาวบ้านตาสีตาสานะ แต่เพราะอะไรครับ ฟังครับ เคยมี ท่านนายกรัฐมนตรีหรือใครผมจำไม่แม่น บอกว่าเด็กอย่ามายุ่งการเมือง กลับไปเรียนหนังสือ ไปหาอนาคตตัวเอง เดี๋ยวเสียอนาคต ไม่ใช่เรื่องของเด็ก แล้วเด็กตอบว่าอย่างไรที่ม็อบ (Mob) ผมชอบใจแล้วผมสะเทือนใจด้วย ผมเป็นผู้ใหญ่เป็น ส.ส. คนหนึ่งแม้ไม่ใช่รัฐบาล เราเป็น ส.ส. ที่จะต้องมีส่วนในการที่จะขับเคลื่อนประเทศผมน้ำตาตกใน มีเด็กคนหนึ่ง ขึ้นปราศรัยที่ภาคเหนือเขาบอกว่าอย่างไรครับ บอกว่าไม่ให้พวกหนูยุ่งการเมือง แต่การเมือง มันมายุ่งหนู มันมายุ่งอย่างไร วันนี้หนูเรียนหนังสือจบมาวาดฝันไว้ คุณวิโรจน์พูดแล้ว วันนี้ อนาคตพวกหนูไม่เหลือแล้ว มันพังหมดแล้วอนาคตก็เพราะการเมืองทำพวกหนู มันพังตรงไหนล่ะผมก็คิด อ้าวเขาก็คิดได้ก็หนี้มันเต็ม วันนี้หนี้สาธารณะมันจะพุ่งขึ้นเป็น ๖๐ ท่านกำลังคิดกันจะมาขยายเพดานหนี้เงินกู้แล้ว หนี้ครัวเรือนก็ไปขนาดนี้ เพราะหนี้ มันไปขนาดนี้ หนี้ครัวเรือนขนาดนี้ หนี้สาธารณะขนาดนี้ ในที่สุดมันจะถึงจุดที่ ไม่มีความสามารถในการใช้หนี้แล้วประเทศจะไปอย่างไร เด็กมีสิทธิคิด นั่นก็หมายความว่า ปัญหาเศรษฐกิจมันมีส่วนทำให้เด็กเขาคิดแล้วก็ออกมา แล้วผมเชื่อนะ ใครไม่คิดก็ช่าง พ่อแม่อยู่เบื้องหลัง พ่อแม่จน พ่อแม่ลำบากยังไม่ออกมาหรอกให้ลูกออกมา ลูกออกมาเขาก็ ไม่ห้าม ผมไม่ได้มาใกล้ม็อบ (Mob) ผมระมัดระวังตัวมาก เด็กแถวจังหวัดมหาสารคาม พูดเก่ง ๆ ลูกหลานลูกศิษย์ผมแหละแต่ผมไม่ไปใกล้เลยแอบฟังข้างนอก แต่เขามาเล่าให้ผม ฟังว่าม็อบ (Mob) ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พ่อแม่ขับรถเก๋งมาปล่อยลูกลงแล้วมาตาม กลับบ้านด้วย เด็กหน้าใส ๆ หน้าขาว ๆ ทั้งนั้นมาเดิน แสดงว่าพ่อแม่เขาเขาก็ลำบากสุดแล้ว แต่ถ้าเขาออกมาเดินเขาก็จะถูกป้ายว่าสีนั้นสีนี้ แต่ลูกเขาออกมาก็น่าจะดี เป็นกำลังใจให้ลูก แล้วในที่สุดอะไรจะเกิด ท่านดูสไลด์ (Slide) ต่อไป ผมอยู่มหาวิทยาลัยมา ทุกปีลูกศิษย์ผม จบผมมีหน้าที่จัดให้ลูกศิษย์รับปริญญา มีความสุขมากวันที่ลูกศิษย์รับปริญญา ดูพ่อแม่ ก็แจ่มใส ลูกก็แจ่มใส แต่งตัวโก้ ๆ มารับปริญญา นั่นคือในอดีต แต่วันนี้ผมได้รับเชิญกลับไป มหาวิทยาลัยไปเป็นเกียรตินั่งดูเด็กมารับปริญญา มันไม่ใช่แบบทุกวันนี้หรอก ปีนี้รับปริญญา ๒ ปีข้างหน้ารับหมายศาล หมายจากไหนครับ กยศ. ครับ วันนี้ฟ้องเด็กเต็มเลย ถ้าลูกท่าน เป็นคนรวยท่านจะไม่รู้หรอก ลูกชาวบ้านวันนี้กู้ยืมเรียนกันเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ กู้ยืมเรียน กู้ กยศ. ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วจบมาปั๊บมีหนี้ ก็หวังว่าจะมาทำงาน ราชการก็กว่าจะเข้าได้ เอกชนปิดลงทุกวัน เจ๊งลง ทุกวัน เด็กไม่มีเงินใช้หนี้ กยศ. ก็อัดเลย ฟ้อง เพื่อนผมเป็นทนายความ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านอาชีพทนายความท่านรู้ เพื่อนผมตอนแรกคิดว่าโอ๊ยหนีแล้ว ว่าความรายย่อยไม่เอาแล้ว ไปเป็นว่าความให้ กยศ. แห่ไปเป็นทนายความ กยศ. เพื่อนผม เป็นได้ ๕ เดือนลาออก ผมถามออกทำไม ทำใจไม่ได้ แต่ละวันฟ้องแต่เด็ก แล้วตามไปยื่นหมายศาลที่บ้าน ไปดูบ้านเด็ก แล้วยึดทรัพย์เด็กไม่ได้ก็ยึดผู้ปกครอง เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการครับ เด็กจบปริญญาตรีจบปีนี้ จบปีก่อน รับหมายศาลกันเต็มเลย ปีนี้รับปริญญา อีก ๒ ปีข้างหน้ารับหมายศาล แล้วเขาอยู่อย่างไร บวกกับความอัดอั้นทางการเมือง ความไม่ชอบ ทางการเมือง บวกกับระบบยุติธรรมที่เขาเข้าใจว่ามันไม่ใช่ วันนี้จึงเกิดการชุมนุมทาง การเมืองขึ้น แล้วการชุมนุมทางการเมืองวันนี้มันมีสิ่งซึ่งบอกเหตุหลายอย่างที่คิดว่า มันจะไม่หยุดนะ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนายกรัฐมนตรีดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา ถือว่า เป็นคนที่ต้องรักษาราชบัลลังก์ วันนี้รู้สึกไม่สบายใจบ้างไหมครับ ทำไมมันเลยไปขนาดนั้นครับ ไปวิเคราะห์มูลเหตุดี ๆ สิ ถ้าการเมืองแก้ปัญหาให้เขาได้ หรือถ้ากลไกทางสภามันใช่ มันจะไปขนาดนั้นไหม แล้วท่านนายกรัฐมนตรีครับ เหตุการณ์ในอดีตท่านจำได้นะ ๑๔ ตุลา ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ดื้อนั้น นายกรัฐมนตรีท่านนั้นลาออกนะ จะไม่มีประวัติศาสตร์ บันทึกไว้วันมหาวิปโยค แต่เพราะนายกรัฐมนตรีท่านนั้นดื้อ ไม่ยอม วันนั้นเกิดมหาวิปโยค พร้อมกับได้คำว่าทรราชติดตัวไป แล้วเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ ชื่ออะไรครับ ถ้าท่านไม่ดื้อนะ ท่านลาออกเสีย ไม่เกิดประวัติศาสตร์ แต่ปีที่มันน่าจะเกิดแต่มันไม่เกิดเพราะนายกรัฐมนตรี ชื่อ ชวลิต ยงใจยุทธ เดินขบวนไล่ที่กรุงเทพฯ ไม่นานท่านลาออก จบ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ชวลิตดื้อ วันนั้นผมว่าจบไม่ต่างจากพฤษภาทมิฬ ๑๔ ตุลา วันนี้กำลังมาอีก ท่านจะสร้าง ประวัติศาสตร์อย่างไรท่านเลือก🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมบรรยายมาสรุปสั้น ๆ ว่าเศรษฐกิจมันเป็นผล ผลักดันให้เด็ก ให้ผู้ปกครองออกมา บวกกับสภาพการเมืองที่เราต้องยอมรับว่ามันเป็นการเมือง ที่บูดเบี้ยว กติกาที่มันยอมรับกันไม่ได้ การยุบพรรคหรือการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง หรือการแจกกล้วย หรือการดึงเอานักการเมืองไปอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นภาพที่เขาคิดว่า เขาหาทางออกไม่ได้หรอก มันจะตัน วันนี้เกิด ผมไม่ได้เชียร์ม็อบ (Mob) นะ แต่ผมจะเชียร์ ท่านนายกรัฐมนตรีว่าให้ท่านเป็นวีรบุรุษดับปัญหาให้จบ แล้วที่ท่านดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยามา ท่านจะได้ทำหน้าที่ครั้งนี้สำคัญที่สุด สาเหตุทั้งหมดมันคืออะไรเศรษฐกิจที่มันมีปัญหา พูดกันมาทั้งวัน ผมก็สรุปรวบรวมได้ว่าเหตุแรกปฐมบทจริง ๆ ก็คือการเมือง ตั้งแต่ ท่านนายกรัฐมนตรียึดอำนาจ มันผิดตั้งแต่นั้นเลย กระดุมเม็ดแรก ท่านยึดอำนาจปั๊บคนมัน เริ่มรับไม่ได้แล้ว ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจไม่มีแล้ว ต่างชาติมันเริ่มบอยคอตต์ (Boycott) แล้ว ความเชื่อถือในตัวท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีแล้ว ความเชื่อมั่น ทรัสต์ คอนฟิเดนซ์ (Trust confidence) ไม่มาแล้ว เริ่มแล้ว ค้าขายกับต่างประเทศไม่ได้แล้ว ส่งออกตกมาจากโน่น นักท่องเที่ยวเริ่มชะลอมาแต่โน่น นั่นคือปี ๒๕๕๗ แล้วท่านยังมาทำอะไรอีกหลายเรื่องเลย สำหรับการที่จะอยู่ในอำนาจต่อมา ทำบิดกฎหมาย ท่านทำอะไรเยอะ มันก็ว่ากันมา จนเจ็บคอแล้วครับ นั่นก็คือเส้นทางที่ท่านเดินมา มันไม่ชอบแต่ต้น เขาก็ไม่ยอมรับ คนก็ ไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพรัฐบาล การลงทุนใครกล้า นั่นคือปฐมบท ตามมาด้วยเวลาท่าน เป็นรัฐบาลปั๊บ เผอิญท่านก็มาใช้วิธีคิดที่ผิด ท่านอาจจะถูก ผมอาจจะผิด แต่ไม่รู้วันนี้มัน มีใบเสร็จแล้ว อย่างไรครับ ท่านคิดว่าวันนั้นท่านแก้เศรษฐกิจโดยปฏิเสธฐานราก ปฏิเสธการซับซิดี (Subsidy) การช่วย ภาคเกษตร ท่านช่วยภาคทุนใหญ่หวังว่าจะเป็นทฤษฎีน้ำหยด ข้างบนรวยแล้วหยดลงมาช่วย คนจน หยดลงมาช่วยชาวบ้าน มันจึงเกิด ๒๔ ตระกูลเข้าไปผนึกกันเป็นประชารัฐ ท่านเชื่อว่า ประชารัฐมันจะเป็นโมเดล (Model) ที่มาช่วยฐานราก ผิดพลาด อะไรคือใบเสร็จ ใบเสร็จก็คือ กลุ่ม ๒๔ ตระกูลรวยขึ้นมหาศาล รวยขึ้นแบบชนิดก้าวกระโดด บางคนจาก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทใน ๕ ปี แต่ชาวบ้านหนี้ท่วมหัว นั่นก็คือสิ่งซึ่งท่านได้จากการคิด ทฤษฎีน้ำหยดคือความเหลื่อมล้ำอันดับ ๑ ของโลก พอความเหลื่อมล้ำมันสะสม สะสม มันกลายเป็นเชิงโครงสร้าง พอเป็นเชิงโครงสร้างปั๊บทีนี้ท่านก็นึกได้แล้วว่าไม่ได้แล้ว ทิ้งเกษตรกรไปนาน ทิ้งฐานรากไม่ได้ มันต้องอัดที่ฐานราก ท่านมาอัดเอาตอนลึกลงไป โครงสร้างแล้ว มันไม่ฟูแล้ว วันนี้อัดอะไรลงไป อัดอะไรลงไปมันก็ไหลเข้ามือทุนใหญ่ ไหลเข้า ทุนใหญ่ แม้แต่วันนี้มาตรการที่ท่านจะจ้างงานครึ่งต่อครึ่งนี่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไปเอื้อ โดยท่านไม่ได้ตั้งใจ ทุกโครงการที่ท่านแจก แจก แจก มันก็ไหลไปที่โน่นหมด เพราะวันนี้ ความเหลื่อมล้ำมันลงไปลึก ท่านรู้ไหมว่าห้างใหญ่วันนี้ตั้งอยู่จังหวัดไม่พอ ไปตั้งอำเภอไม่พอ ไปตั้งตำบลไม่พอ วันนี้มีรถเข็นเลย รถเร่เซเว่น รถเร่โลตัส แล้วชาวบ้านตายหมด นี่คือตัวอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นท่านผิดอันต่อมาคือวิธีคิดการทำงานท่านผิด พอวิธีคิดการทำงานท่านผิด ก็คือ ๑. เอื้อทุนใหญ่ เพราะคิดว่าทุนใหญ่จะมาช่วยชาวบ้าน จริง ๆ ไม่ใช่ และอันที่ ๒ ต่อมา คือท่านแจก ท่านคิดว่าการแจก แจกของท่านคือแจกแบบไม่ได้หวังโพรดักทิวิตี (Productivity) คือไม่หวังผลผลิต แจกแบบหมุนเวียน หวังมัลติไพลเออร์ (Multiplier) อย่างเดียว วันนี้แจกมากี่รอบในที่สุดมันไม่ฟู แจกเท่าไรก็หายไป หายไป หายไป อันนี้คือข้อผิดพลาดใน วิธีคิดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของท่านที่พวกเราเห็น เดี๋ยวจะเสนอแนะสุดท้าย และอันที่ ๓ ที่ท่านผิดพลาดก็คือท่านบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ นี่ต้องว่ากันตรง ๆ เลยนะครับ ไร้ประสิทธิภาพคืออย่างไรครับ ถ้าท่านไปดูทฤษฎีการบริหาร ประสิทธิภาพคือ ได้งาน ลงทุนต่ำ ได้งานเหมาะสมในเวลาที่ทันการณ์ทันเกม ท่านล่าช้าหลายเรื่อง ท่านครับ ๓ เดือนที่แล้ว ท่านมาขอกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท แล้วท่านแถมแนบแผนการดำเนินงานมาด้วยว่าจะไป เยียวยา ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาฟื้นฟู แล้วก็บอกว่าจะรีบฟื้นฟูด้วย วันนั้นคือเดือนพฤษภาคม วันที่ ๒๗ เข้าประชุมที่นี่ เดือนต่อมาคือมิถุนายน ท่านบอกว่า พิจารณาโครงการจบ เซ็นสัญญาในเดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคมเงินลงสู่พื้นที่ ทำแบบนั้น แก้ปัญหาทันท่วงที ท่านเสนอแผนมาเสร็จ เราก็อนุมัติ ท่านครับวันนี้คือเดือนกันยายน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายเพียง ๔๐๐ ล้านบาท โครงการยังไม่อนุมัติเป็นแทบ ผ่านอนุมัติ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง ๔๐๐ ล้านบาท แล้วมันจะไปทันที่ไหนล่ะครับ มันจะไปทันปัญหาที่ไหนล่ะครับ นี่คือความล่าช้า นี่คือความไม่มีประสิทธิภาพ ผมยังคิดว่า ท่านออก พ.ร.ก. เพราะท่านเร่งรีบ การออก พ.ร.ก. คือเร่งรีบถึงอนุมัติ ถ้ารู้ว่าช้าอย่างนี้ มาออก พ.ร.ก. ทำไม ทำไมไม่ออก พ.ร.บ. จนถึงวันนี้มันจะตายกันหมดแล้ว เงินฟื้นฟู ยังเบิกได้แค่ ๔๐๐ ล้านบาท จาก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วนี่มันไม่ทัน แล้วงบภัยแล้งท่าน เสนอมามันแล้งตั้งตอนซัมเมอร์ (Summer) ท่านก็ภัยแล้ง ภัยแล้งก็รีบกัน วันนี้เพิ่งอนุมัติ น้ำท่วมแล้วบางพื้นที่ ใช้ทันที่ไหน นี่คือความล่าช้าในการบริหาร ประสิทธิภาพไม่เกิด นี่ผมยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านทำงานมันช้ามันไม่ทันปัญหา แม้แต่เยียวยา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานพูดเมื่อบ่ายนี้ ประกันสังคมวันนี้เพิ่งจ่ายกัน ท่านครับ ถ้าหายืมไม่ได้ไม่ตายแล้วหรือ ตั้งแต่โควิด (COVID) รอบแรกไม่ตายไปแล้วหรือ นี่คือความล่าช้า เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ประการต่อมาปัญหาของท่านที่บริหารเศรษฐกิจไม่ได้ ท่านไม่ปฏิรูปประเทศ ก็ระบบราชการที่เพื่อนเขาพูดแล้ว มันไม่ได้ตอบสนองหรอก จะต้อง แก้ปัญหายุคโควิด (COVID) แบบนี้ระบบราชการมันต้องถูกปรับ ท่านไม่ปรับ วันนี้ที่ท่าน บริหารไม่ได้ที่มันล่าช้า ท่านสั่งเร็วนะ ท่านอย่ามาเถียงผมเลย สั่งเร็ว สั่งแล้ว สั่งแล้วแต่ระบบ ราชการมันไม่ตอบสนองท่าน นี่ไม่ปฏิรูป และที่สำคัญที่สุดก็คือปัญหาของท่านที่แก้ปัญหาไม่ได้ ก็คือการเมืองภายในของท่านเองเป็นข้อจำกัด วันนี้ท่านปวดหัวแทบตาย ผมรู้ ท่านจะตั้ง รัฐมนตรีสักคนยังปวดหัวเลย โควตานายกรัฐมนตรี โควตาพรรค ทีมเศรษฐกิจ เห็นนะครับ เห็นประสิทธิภาพ ท่านอาจจะเป็นคนมีความสามารถแต่ถูกกัดกร่อนด้วยการเมือง การเมือง มาจากไหน ก็การเมืองที่ท่านให้กำเนิดมันมา ตั้งแต่ยึดอำนาจมา เขียนรัฐธรรมนูญมา จัดระบบเลือกตั้งมา เลือกปั๊บ ๒ เดือนถึงประกาศผลได้ แล้วก็ได้รัฐบาล ๑๙ พรรค พอได้ ในพรรคเองท่านก็มาขัดแข้งขัดขา แล้วจนวันนี้ไปหาคนดี ๆ มาเขาก็ไม่อยู่ด้วย คนดีกลุ่มหนึ่ง ของท่านก็ต้องถูกไล่ออกไป หามาใหม่เขาก็หนี นี่คือปัญหาที่ผมเชื่อว่าท่านจะแก้ปัญหาไม่ได้🔗

ท่านประธานครับ ที่สำคัญที่สุดคือข้อเสนอแนะที่เพื่อนเสนอกันมาทั้งวัน นี่ผมเร็วที่สุดแล้วนะครับ เสนอกันมาทั้งวันวันนี้ก็คือหลายท่านมาลงที่อยากให้ท่านลาออก แต่ผมไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก แต่ก่อนจะลาออกมันต้องมีเหตุมีผลครับ สิ่งแรกที่อยากจะ เสนอแนะท่าน ๑. ท่านต้องยอมรับความจริง ผมพูดมาตลอด ท่านต้องยอมรับความจริง ประการหนึ่งว่าเศรษฐกิจมันแย่ ชีวิตชาวบ้านมันลำบากจริง ๆ ท่านฟังแต่คนรอบข้าง รู้ไหมว่าผู้นำในอดีตที่เจ๊งที่หนีไปตายต่างประเทศ แล้วก็หลายคนที่เรียกว่าทรราช มีอำนาจ สูงสุดชอบเชื่อคนด้านข้าง ใครมันเดินขบวนลูกน้องก็มารายงาน มีคนไปยุยงครับ ไม่ได้มา โดยเจตนาหรอกครับ มารู้ตัวว่าเขามาด้วยตัวเองก็ไม่มีที่อยู่แล้ว เศรษฐกิจก็เหมือนกัน ก็มีคนรายงานว่าดี ๆ ท่านครับดูโซเชียล (Social) สิ ง่ายนิดเดียวสมัยนี้ ม็อบ (Mob) ที่ออกมายังนิดเดียว แต่คนที่ติดตามม็อบ (Mob) ทางไลฟ์ (Live) นั่นเท่าไร ผมเชื่อว่า ท่านเป็นทุกข์กับโซเชียล (Social) ผมเห็นท่านบ่นหลายครั้ง นั่นละครับคือกระจกสะท้อนที่ดี อย่าไปเชื่อคน อย่าไปเชื่อลูกน้องมาก ท่านเชื่อโซเชียล (Social) แล้วท่านจะรู้ ท่านครับ ยอมรับความจริงว่าเศรษฐกิจมันแย่ แล้วความจริงอันหนึ่งที่อยากจะให้ยอมรับมาก ๆ รัฐมนตรีทั้งคณะนะครับ ที่ขึ้นพูดวันนี้ดูเหมือนว่าท่านจะละเลย ท่านต้องแยกออกว่า ก่อนโควิด (COVID) กับโควิด (COVID) อะไรคือปัจจัยทำให้เศรษฐกิจมันแย่ ก่อนโควิด (COVID) อะไรคือปัจจัย ตอนโควิด (COVID) อะไรคือปัจจัย ถ้าเอาไปทับซ้อนกันปั๊บท่าน จะหลงตัวเองหรือท่านจะเข้าใจตัวเองสับสน ท่านคิดสิครับว่าวันนี้แม้ไม่มีโควิด (COVID) ท่านก็เดี้ยงนะ ก่อนโควิด (COVID) จะมาท่านร่อแร่แล้ว แต่โควิด (COVID) มามันก็เพิ่มเติม เท่านั้นเอง วันนี้แม้โควิด (COVID) ผ่านไป ผมเชื่อว่าเรายังแย่ แย่เพราะอะไร ทรัสต์ คอนฟิเดนซ์ (Trust confidence) ความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นในตัวท่านนายกรัฐมนตรี ต่างชาติไม่เอา เรื่องการท่องเที่ยว รัฐมนตรีพูดแล้ว ท่องเที่ยวทั้งหมดรู้ไหมครับงบที่ท่าน อัดฉีดโครงการที่ท่านทำวันนี้หลายอย่างคิดดี ชื่นชมเลย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานเพื่อนกันเรียนรู้เร็วมาก โครงการท่านดีนะ จ้างงานครึ่งบวกครึ่งแล้วก็ฉายตัวเลข การจ้างงานถูกแล้วละ แจกอย่างเดียวไม่ดีวันนี้มาจ้างงานดีแล้วแต่มันไม่สมบูรณ์ จะให้ได้ผล จริง ๆ ท่านจ้างงานวันนี้ถูกแต่เอกชนเขาจะเอากับท่านไหม มันเหมือนแซนด์วิช (Sandwich) โปรแกรม แซนด์วิช (Sandwich) ซึกหนึ่งก็คือรัฐ ซีกหนึ่งก็คือเงินเอกชน แซนด์วิช (Sandwich) มันเกิดข้างเดียวไม่ได้ รัฐมีเงินไปสมทบแต่เอกชนเขาไม่เอา ทำไม ไม่เอา วันนี้เอกชนมันจะรัดเข็มขัดเตรียมปิด แล้วไปจ้างงาน เอกชนวันนี้อย่าว่าแต่จ้างช่วย ให้ไปทำฟรีเขายังไม่ทำ เพราะทำแล้วขายที่ไหน ส่งออกที่ไหน ผลิตที่ไหน ตลาดอยู่ไหน เพราะฉะนั้นกระทรวงพาณิชย์ต้องมาช่วยรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน แรงงานจ้างคนให้แล้ว กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ต้องมาช่วยเรื่องผลิต ช่วยการตลาด ขายที่ไหน ส่งออกที่ไหน เพราะฉะนั้นจ้างช่วยอย่างเดียว อย่าว่าแต่จ้างช่วยเลยนะให้มาทำฟรีผมก็ ไม่เอาแล้ววันนี้ ถ้าผมเป็นนักธุรกิจ ผลิตฟรีแล้วเอาไปขายไหน นี่ส่วนหนึ่ง และสำคัญที่สุด วันนี้ที่ท่านอัดลงไปนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวด้วยกัน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท วันนี้เบิก ๗๖๐ กว่าล้านบาท ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่มีคนจองห้องทุ่มลงไปนี้วันนี้เบิกจ่ายแค่ ๗๐๐ กว่าล้านบาท หลายโครงการที่ตั้งแต่เม็ดเงินไว้ แต่เบิกจ่ายจริง ๆ ไม่ได้ กลไกรัฐ ราชการไม่เอื้อและชาวบ้านไม่เชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย ไปเที่ยวฟรียังไม่ไปเลย จองห้องเยอะ ๆ ไม่ไป เพราะอะไร ไม่มั่นใจ ไม่ใช้เงิน เพราะฉะนั้นสิ่งซึ่งท่านทำมาวันนี้ หลายส่วนถูก แต่สิ่งซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องทำนะครับ วันนี้เอกชนที่เป็นคู่แซนด์วิช (Sandwich) กับท่าน เขาจะแซนด์วิช (Sandwich) กับเราไหม ถ้าท่านไม่ทำเรื่องการตลาด ถ้าท่านไม่ทำเรื่องความเชื่อมั่นให้เขา ความเชื่อมั่นวันนี้เป็นเรื่องใหญ่ แห่กันหนี ไปต่างประเทศ วันนี้ไปสำรวจสิ เมื่อสักครู่นี้สวนดุสิตโพลสัปดาห์ที่แล้วประชาชนวิตกอะไร มากที่สุด วิตกกับหนี้ วิตกกับสถานการณ์ทางการเมือง แล้วท่านทำลายความเชื่อมั่นตัวเอง อยู่ตลอด บางครั้งท่านส่งสัญญาณมันทำลายในตัวไม่รู้ตัว ท่านครับ วันนี้อีกส่วนหนึ่งที่ผม จะบอก ทุกโครงการที่ท่านผลิตขึ้นวันนี้ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นชิมช้อปใช้ รอบใหม่ ๓,๐๐๐ บาทต่อคน ร่วมกันจ้างครึ่งต่อครึ่งกับเอกชน เที่ยวด้วยกัน ทุกตัวนี้มารวมแล้ว เงินทุกตัวมารวมแล้วไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะอัดฉีดเข้าในระบบ ถ้าประเทศไทย เป็นคนป่วย คนคนหนึ่งจะต้องการเลือดอยู่ประมาณที่ ๖ ลิตร คนคนหนึ่งต้องการเลือด ๖ ลิตรนะท่านนายกรัฐมนตรี นี่สมมุติประเทศไทยเป็นคน วันนี้เลือดมันหายไปประมาณ ๔ ลิตร มันถึงจืด เงินไม่มีวันนี้ ก็ต่างประเทศหายไป ๗๐ การท่องเที่ยว รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาอยู่ไหน พีก (Peak) สุด ๓ ล้านล้านบาท การท่องเที่ยวได้เงิน ๓ ล้านล้านบาททุกปี พีก (Peak) สุด ๓ ล้านล้านบาท วันนี้เหลือ ๑ ใน ๔ หายไปเท่าไรครับ มาดูเลือดที่มันหายไปกับเลือดที่ท่านเติมเข้าสิ วันนี้ท่านเติมเข้าไปเต็มแมกซ์ (Max) ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ตั้งเป้าไว้แต่เบิกจริง ๆ ไม่ถึง คนใช้บริการจริง ๆ ไม่ถึง แล้วมันจะฟื้น ได้อย่างไรคนไข้ ทบทวนอีกครั้งนะ คนไข้ต้องการเลือด คนไข้ชื่อประเทศไทยต้องการเลือด ๖ ลิตร แต่มันหายไป ๔ ลิตร เหลือ ๒ ลิตร แต่เติมเข้าไปอีกนิดเดียวเอง แล้วที่เติมเข้าไป วันนี้โครงการต่าง ๆ เบิกจ่ายจริง ๆ มันได้เท่าไร ไม่ได้ เพราะนั้นเอสเอ็มอี (SMEs) ที่บอกว่า จะไปช่วยเขา เขาเข้าไม่ถึง ท่านประธานครับ วันนี้เราถึงเป็นห่วงว่ามาตรการดี ๆ ที่ท่านทำ หลายเรื่อง ๑. ปฏิบัติจริงไม่ได้ เอกชนไม่ร่วมมือ ๒. ราชการไม่เอื้อ เบิกช้า ๓. แม้เบิกได้จริง เต็มแมกซ์ (Max) มันก็น้อยเกินไปสำหรับที่จะอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจวันนี้ เอาง่าย ๆ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ๓ ล้านล้านบาท หรือบางปีบอก ๒ ล้านล้านบาท การท่องเที่ยว เขาไปวิจัยแล้วท่านไปดูสภาพเศรษฐกิจจุลภาคที่ภูเก็ต ทุกปีที่พีก (Peak) ที่สุด ท่องเที่ยว ๓ ล้านล้านบาทได้ รู้ไหมว่าเขาไปวิจัยแล้วคนภูเก็ตได้ไปหัวหนึ่ง ๗๘๐,๐๐๐ ต่อปีนะ ส่วนแบ่งของคนภูเก็ตเอาจากเงินนักท่องเที่ยวนะ ๗๘๐,๐๐๐ บาท คนภูเก็ตได้สูงสุด คนกรุงเทพมหานคร ๘๐,๐๐๐ บาทต่อหัว ส่วนแบ่งจากนักท่องเที่ยว ทบทวนอีกครั้ง คนภูเก็ต ๗๘๐,๐๐๐ คนกรุงเทพมหานคร ๘๐,๐๐๐ แล้ววันนี้มันหายไป แล้วเรามาจัด เที่ยวด้วยกันนิดเดียว คนภูเก็ตฟื้นได้อย่างไร เพราะฉะนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่บอกว่าเขาเชื่อมั่นในประเทศการเงินยังดี กำลังจะฟื้น ท่านไปดูภูเก็ตสิ ถ้ายังเที่ยวกันแบบนี้ เที่ยวให้ตายเลยครับท่านนายกรัฐมนตรี อย่าว่าแต่ปิด ๒ วันเลยข้าราชการ ให้เป็นเป็นปี เที่ยวเลยคนภูเก็ตก็ไม่ฟื้น ฟื้นได้อย่างไร รายได้ที่เคยได้ปีหนึ่ง ๗๘๐,๐๐๐ ต่อหัว วันนี้เที่ยว ในไทยเอง ผมว่าไม่ถึงหัวละ ๒๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นขนาดเลือดที่ฉีดเข้าในระบบเศรษฐกิจวันนี้มันไม่สมดุลกับโรค ถึงได้มีนักธุรกิจ หลายคนบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีถ้าจะกู้ทั้งทีก็กู้ให้มันเยอะกว่านี้เลย เจ้าสัวท่านพูดไม่ผิด อย่าทำแค่นี้ ทำไมมันถึงไปเลย ผมกำลังจะบอกว่านี่ท่านผิดพลาดมา แล้วก็เราถึงบอกว่าวันนี้ ไม่ได้ ๑. ให้ยอมรับความจริง ๒. ให้เรียกความเชื่อมั่นขึ้นมา และ ๓. สุดท้ายแล้วครับ วันนี้ ทางที่เพื่อนเสนอแนะไม่ได้เกินความจริง ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านอนุชาท่านก็พูด อยากเรียกร้องให้สภาอยู่กันไปได้ ทางที่จะเป็นไปได้วันนี้มันมาถึงจุดที่ ต้องพูดกันตามความเป็นจริง ท่านนายกรัฐมนตรีท่านขยันทุ่มเทจนผอม แต่ว่าถ้าขยันแล้ว มันไม่เกิด ทุ่มสุดตัวแล้วมือมันไม่ถึงต้องยอมรับ เหมือนฮิตเลอร์ (Hitler) พูด คนขยันมันก็ มีหลายแบบ ฉลาดขยัน โง่ขยัน อะไรขยันก็ว่าไป ทีนี้เมื่อความจริงเป็นที่ประจักษ์วันนี้ มีทางเดียวครับ ผมไม่ได้บอกว่าท่านลาออกนะ ผมบอกว่าเราต้องเปลี่ยนคนทำ รถคันนี้ถ้ามัน ไม่ไหวก็เปลี่ยนโชเฟอร์ (Chauffeur) ประเทศมันไม่เสียหายหรอก สภาตรงนี้จะอยู่นะครับ ท่านรัฐมนตรีอนุชา สภายังอยู่เพียงแต่เราเปลี่ยนคนบริหาร เปลี่ยนคนเดียวไม่ได้ต้องเปลี่ยนทั้งชุด วันนี้ท่านเอาทีมเศรษฐกิจเข้ามากี่คนเขาก็ไปไม่ได้หรอกเพราะหัวหน้าทีมคือ ท่านนายกรัฐมนตรี ถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีแย่เลยหรือ ไม่หรอก ท่านก็เก่งอีกทางหนึ่ง ท่านเรียนมาทางหนึ่ง ถ้าวันนี้มีสงครามเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีเทียบท่านประยุทธ์ไม่ติดฝุ่น แต่ถ้าสงครามเศรษฐกิจมันไม่ใช่เวทีท่าน ท่านเก่งคนละอย่าง ไม่ได้หมายความว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีคุณค่านะ เก่งคนละยุคแล้ว วันนี้อาจจะไม่ใช่ท่าน ถ้าทำมา ๗ ปีแล้ว มันไม่ไหวเปลี่ยนกันเถอะ เปลี่ยนคนทำ เปลี่ยนก็มีอยู่ ๓ ระบบ ๑. ถ้าเปลี่ยนยังคงสภาไว้ หรือจะไม่คงสภา วันนี้ลือกันมากจะยึดอำนาจ นี่แหละคือตัวการทำลายความเชื่อมั่น ท่านนายกรัฐมนตรีต้องบอก ต้องแสดง ต้องส่งสัญญาณให้ชัด จะไม่เกิด จะไม่มี ถ้ายังมี วอกแวกปั๊บก็จะมีการยึดอำนาจ ข่าวลือยึดอำนาจมีตลอด ท่านทัพอยู่ไหน คอนฟิเดนซ์ (Confidence) มันจะมาที่ไหน ใครเชื่อมั่น แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็เกี้ยวกราด วันสองวันนี้ ผู้สื่อข่าวถามเรื่องยึดอำนาจ ท่านก็เกี้ยวกราด คนถ้าคิดไม่ดีท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่ทำหรอก กระมัง ลูกน้องท่านก็คงไม่ทำหรอกกระมัง ดูท่านมีอารมณ์ ท่านครับ ผมจำได้เลย ก่อนปี ๒๕๕๗ ที่ท่านยึดอำนาจท่านเป็นแบบนี้เป๊ะเลย ถามเรื่องยึดอำนาจท่านก็โวยวายแบบนี้ ปฏิเสธด้วย ไม่มี ไม่อะไรด้วย ท่านก็โมโหอย่างนี้แหละ แต่สุดท้ายท่านก็ยึดครับ วันนี้ใครจะเชื่อ มีใครบอกว่าจะยึดอำนาจ ก่อนจะมีใครบอก ปฏิเสธกันทั้งนั้นแหละ สุดท้ายก็ยึด วันนี้ท่านพูดอะไรก็ตาม ท่านขึงขังขนาดไหนก็ตามคนไม่เชื่อ แต่วิธีนี้ท่านอนุชากลัวที่สุด ผมขออีกนิดเดียวครับท่านประธาน กำลังจะจบแล้วจะเสนอแนะนำแล้ว วิธีนี้ท่านครับ สภาจะไม่เหลืออะไรเลย แต่ใครที่คิดจะยึดอำนาจ ผมฝาก ท่านจะต้องเรียนรู้สถานการณ์ใหม่ ๒ อย่าง นี่นิวนอร์มัล (New normal) เลยนะ จะยึดอำนาจวันนี้ต้องดูบริบท ๒ เรื่อง ๑. ประชาชนไม่เหมือนเดิมแล้ว คนจะตายมันไม่กลัวใครนะ แล้วเด็กมันไม่กลัวด้วย เด็กไม่กลัว ผมไม่อยากให้เกิดการเผชิญหน้า ดีที่สุดก็คืออย่าให้มันเกิด วันนี้เชื่อว่าคนจะตายมันจะ ไม่กลัว มันจะสู้ ๒. ยึดอำนาจทุกครั้งนี่ยึดในช่วงที่ประเทศมีอยู่มีกิน ยึดในช่วงที่เศรษฐกิจดี ยังพาประเทศฉิบหาย ยึดครั้งแรกปี ๒๕๔๙ ท่านสนธิยึดท่านทักษิณนี่เศรษฐกิจดี สุดท้ายก็ เหี่ยว เหี่ยว เหี่ยวจะตาย ตอนท่านยึดปี ๒๕๕๗ เศรษฐกิจก็ยังดีนะ ไม่แย่นะ สุดท้ายก็เหี่ยว เหี่ยว เหี่ยวมาจนวันนี้ แล้วถ้ายึดวันนี้ มันจะตายอยู่แล้วถ้ายึดวันนี้มันจะเหลืออะไร ใครที่คิด จะยึดอำนาจวันนี้โปรดดูประเทศ ยึดตอนรวยท่านยังเอาประเทศไม่รอด แล้วถ้ามายึดตอนนี้ มันไม่สิ้นชาติหรือครับ ไม่ได้เลยนะครับ ๒ เรื่องฝากให้คิด เอาละเรื่องยึดอำนาจตัดออก เรื่องยุบสภา ท่านครับผมก็ไม่ได้กลัวหรอก ไม่ได้ติดยึดหรอกว่า ยุบแล้วผมจะไปทำอะไร แต่สภาต้องมีภูมิคุ้มกันพอสมควร ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านรักสภา ผมรู้ ถ้าสภาไม่ผิด ถ้าสภาไม่บกพร่องก็อย่าหาเรื่องสภาเลย ให้สภาเป็นที่พึ่ง ประชาชน ถ้าบกพร่องจริง ๆ มันแย่จริง ๆ ไปไม่ไหวจริง ๆ ก็เชิญ ยุบก็ยุบ ยังดีกว่ายึดอำนาจ วันนี้ผมยังเห็นว่าวิธีการที่จะต้องเปลี่ยนคนทำโดยยึดอำนาจยังไม่ใช่ แล้วเหลืออะไร ก็เหลือทางสุดท้ายที่จะรักษาสภาไว้ เพื่อนผมท่านอนุชาผู้เรียกร้องรักษาสภา วิธีการที่ท่าน จะลาออกงดงามนะ สภายังอยู่นะ ยังเดินได้ เพียงแต่คนในสภานี้เราเปลี่ยนกันทำหน้าที่ คนชื่อประยุทธ์ ๗ ปี จำนนเหมือนนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส โควิด (COVID) ปั๊บเขาก็ลาออก ปล่อยให้ประธานาธิบดีมาครง (Macron) ปรับ หลายประเทศลาออก ถ้าท่านจะลาออกปั๊บ สภายังอยู่ เฟ้นกันขึ้นมาตามกลไก นี่ประชาธิปไตยมั่นคง ไม่เห็นแปลก ลาออกแล้วก็นั่นได้ และถ้าท่านลาออกวันนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฝากท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอย่าได้ถือว่าเป็นการเสียเกียรติ อย่าได้ถือว่าพ่ายแพ้ ผมถือว่าท่านจะเป็นการเสียสละ ครั้งสำคัญ ท่านเข้ามาท่านก็บอกว่าเสียสละ จริง ผมว่าท่านก็มีมุมของท่านตอนเข้ามาเป็น นายกรัฐมนตรี แต่ถ้าเสียสละออกวันนี้ผมว่ายิ่งใหญ่กว่าตอนเสียสละตอนเข้ามา เพราะเพื่อน ในประเทศ คนกำลังหิวโหย ไร้ความหวัง สิ้นหวังเขาจะมีความหวังคืนมา และที่สำคัญที่สุด ถ้าท่านลาออกวันนี้นอกจากจะช่วยคนยากคนจน ช่วยคนที่ลำบากให้มีความหวังแล้ว ท่านช่วย ประทานโทษนะครับ ล่วงเกินท่านนิดหนึ่ง ผมสงสารครอบครัวท่าน ผมดูโซเชียล (Social) ทุกครั้ง ถ้าเป็นลูกเป็นหลานอ่านผมสงสารนะครับ แต่ท่านใจแข็ง ผมรับไม่ได้ แทนท่านนะครับ มันจะเกิดอย่างนี้ต่อไปแล้ววันสองวันนี้มีไล่ลูกท่านผมก็สงสารนะครับ มันไปถึงตรงนั้นผมว่าไม่ดีเลย ท่านรักลูกรักครอบครัว สุดท้ายจริง ๆ ครับ นอกจาก ช่วยประชาชน ช่วยประเทศแล้ว ท่านช่วยครอบครัวท่านแล้ว ท่านจะช่วยดับชนวน ถ้าเศรษฐกิจอย่างเดียววันนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องลาออกหรอก พอมีเรื่องการเมืองเข้ามาด้วย ท่านลาออกปั๊บวันนี้ผมเชื่อว่าชนวนซึ่งกำลังจะรุนแรงขึ้นในบ้านในเมืองอ่อนลง สิ่งที่มันล่วงเกินเลยไปจากป้ายเรา ป้ายท่านนายกรัฐมนตรีมันเลยไปผมเชื่อว่าจะหยุด ท่านจะได้ชื่อว่าคนหนึ่งที่ยอมตายเพื่อรักษาสิ่งซึ่งเราเคารพ ถ้าท่านออกวันนี้ ผมเชื่อว่า ผู้ชุมนุมไม่เลยป้าย ที่ถ้าเขาเลยวันนี้ ที่เลยวันนี้อาจจะเป็นสมมุติฐานที่ผิดว่าท่านอยู่ได้ เพราะปัจจัยอะไร ถ้าเข้าใจผิดอย่างนั้นเขาก็เลยไปป้ายนั้น ท่านลาออกวันนี้จะยิ่งใหญ่มาก สิ่งซึ่งเราเคารพบูชาก็จะได้หลุดรอด ไม่ด่างพร้อย และการลาออกที่ดีที่สุด มีจังหวะจะโคน ที่เป็นวีรบุรุษ เป็นรัฐบุรุษ ก็คือท่านส่งมอบบ้านเมืองที่ดีที่สุดก็คือการเมืองซึ่งเป็นปฐมเหตุ ท่านก็จัดการให้มันเข้ารูปเข้ารอยเสีย รัฐธรรมนูญที่ยื่นกันไว้ก็ให้แก่ก่อน ให้เขาแก้เสียใน วาระวันที่ ๒๓-๒๔ นี้ ผ่านสภาก็เป็นเรื่องของประชาชนให้เขาทำกันไป พอเขามี ส.ส.ร. ปั๊บ นั่นแหละงดงามที่สุด ท่านออกจังหวะนั้น ให้ประชาชนรับไม้ต่อ สร้างกลไกที่ดี การประชามติใด ๆ เขียนรัฐธรรมนูญใด ๆ อยู่ในบรรยากาศที่ไม่มีคนเคลือบแคลงว่าท่าน ใช้อำนาจแทรกแซง มันจะงดงามมาก นั่นคือการลาออกที่มีจังหวะจะโคนที่ดีที่สุด เป็นประโยชน์กับประเทศที่สุด รักษาสภา สลายเงื่อนไขของบ้านเมือง และรักษาสิ่งซึ่งเคารพ เทิดทูนดีที่สุด กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเชิญนะครับ🔗

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนเรื่องอันเป็นประโยชน์นะครับ โครงการโคกหนองนา อันนี้เป็น โครงการที่ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ที่ทำให้เกษตรกรสามารถ มีอาชีพทำการเกษตร มีรายได้ที่มั่นคงยั่งยืนขึ้น จะทำการแบ่งแปลงที่ดินของเกษตรกรที่มีอยู่ ออกเป็นส่วน ๆ อาจจะรวมกลุ่มกันก็ได้ มีการขุดบ่อน้ำกักเก็บได้ประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ คิว เพื่อที่เกษตรกรสามารถใช้เป็นน้ำต้นทุนในการปลูกพืชและมีการทำเกษตรผสมผสานในที่ดิน ของเกษตรกร ทั้งแปลงเดี่ยวแล้วก็แปลงใหญ่นะครับ สำหรับการขุดบ่อน้ำในบางพื้นที่นั้น จะเป็นการขุดเพื่อรอน้ำฝนในฤดูเดียว ซึ่งจะสามารถเติมน้ำได้เต็มบ่อ และในบางพื้นที่ ที่มีแหล่งน้ำอยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็จะมีการสูบน้ำเข้ามาในบ่อ ทั้งนี้โครงการ โคก หนอง นา นั้นเป็นโครงการที่มีการทดลองทำในบางพื้นที่และประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นคง ในการทำการเกษตร และสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเพื่อให้สามารถลืมตาอ้าปากได้ ในหลายรายแล้ว ขณะนี้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า ๓๐,๐๐๐ ราย สำหรับ การทำแหล่งกักเก็บน้ำฝนของโครงการนั้นเป็นการทำในลักษณะที่เรียกว่าหลุมขนมครก เพื่อช่วยกักเก็บน้ำเอาไว้ผสมกับเทคนิคที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่เรียกว่าย่ำขี้คือโคลนขี้วัว เพื่ออัดดินก้นหนองให้แน่น ช่วยกักเก็บน้ำได้ดี ยกตัวอย่างเช่นที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ มูลนิธิ ชัยพัฒนา จังหวัดนครนายก ประวัตินั้นเริ่มต้นพื้นดินเป็นหินล้วน ยังสามารถนำทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และรัชกาลที่ ๑๐ ที่ทรงให้มีการสืบสาน รักษา และต่อยอด ในเรื่องของทฤษฎีใหม่ แล้วก็ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นรูปธรรม ให้มากยิ่งขึ้น ได้มีการประยุคนำสู่โครงการในเรื่องของโคก หนอง นา โมเดล ซึ่งวันนี้ กลายเป็นพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ได้นะครับ เราต้องยอมรับว่าเรามีพื้นที่อยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน พื้นที่ที่อยู่ในเขตชลประทานกับพื้นที่อยู่นอกเขตชลประทาน ใช้นาน้ำฝนคือปลูกพืช จากน้ำฝน เพราะฉะนั้นเมืองไทยนั้นมีน้ำจากฟ้า มีน้ำฝนมากทุกภูมิภาค แต่เรื่องใหญ่เรา ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ การสร้างเขื่อนหรืออะไรขนาดใหญ่ก็ทำไม่ค่อยได้นะครับ ก็มีปัญหา อยู่พอสมควร ฉะนั้นโคก หนอง นา โมเดล นั้นจะช่วยปิดจุดอ่อนเรื่องหน้าฝนน้ำท่วม และหน้าแล้งมีน้ำใช้ได้นะครับ อันนี้เป็นข้อนำเรียนเพราะมีสมาชิกบางท่านได้กล่าวไว้ เมื่อตอนบ่ายนี้นะครับ ผมก็ได้ฟังมาทั้ง ๒ วันแล้ว ผมก็ได้รับฟังความคิดเห็นอันเป็น ประโยชน์ หรือรับฟังคำเสียดสี ดูถูกเหยียดหยาม ผมก็ทนได้นะครับ เพราะว่าผมให้เกียรติ ท่านเสมอ ให้เกียรติสภา ให้เกียรติ ส.ส. และผมไม่เคยใช้คำพูดขนาดนี้กับท่าน ลองไปเปรียบเทียบดูก็แล้วกัน ไม่ใช่ว่าผมจะสุภาพเรียบร้อยตลอดหรอกครับ แต่ผมไม่เคย ใช้คำพูดแบบ ส.ส. บางท่านได้พูด ซึ่งท่านประธานได้กรุณาแนะนำไปแล้วนะครับ ในเรื่อง ของคำว่าเผด็จการ ผมได้ฟังมาตลอดมา คือเผด็จการทหาร มันมีคำคู่กันอยู่คำหนึ่ง ผมว่า คงไม่ลืมกระมัง เผด็จการรัฐสภามีไหมครับ มีนะผมว่า ไม่รู้สมัยใครเหมือนกัน ในเรื่องของ วันนี้ท่านแนะนำให้ผมลาออก โอเค (OK) ถึงเวลาผมบริหารของผมเอง ดีที่ท่านไม่แนะนำให้ผม หนีคดี ผมคงไม่หนี เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเรื่องที่กราบเรียน เพราะว่าขอกันนิดกันหน่อย เพราะท่านก็เล่นงานผมมาเยอะพอสมควร ผมไม่ทะเลาะกับท่าน เคารพใน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านนะครับ ขอขอบคุณท่านประธานสภา ขอบคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพนะครับ ผมจะได้ไปทำงานของผมเสียที พรุ่งนี้ก็มีงานอยู่หลายอย่าง ท่านก็มี ผมก็มี แล้วงานที่คั่งค้าง อยู่ก็เยอะแยะ ก็มีอยู่ประเด็นหนึ่ง ผมก็ได้รับคำชี้แจงมาจากหน่วยราชการเหมือนกัน บางทีการเรียกมาบ่อย ๆ บางทีก็ไม่ได้ทำงานเหมือนกัน เรียกมาชี้แจง ชี้แจงก็เรื่องเดิม ๆ ชี้แจงบ่อย ๆ บางทีเขาก็บอกไม่มีเวลาทำงาน จะได้ทำเร็วขึ้น อย่างที่ท่านบอกว่าอันนั้น ก็ไม่ทัน อันนี้ก็ไม่ทัน เพราะมันไม่ได้ทำงาน ก็เบา ๆ ลงหน่อยก็แล้วกัน ขอบคุณท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ สวัสดีครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่าน นายกรัฐมนตรีครับ การอภิปรายก็ได้จบนะครับ เราได้ใช้เวลาไปตามที่ตกลงกันไว้ ของฝ่ายค้าน ก็เกินไปประมาณสักครึ่งชั่วโมง แต่ว่าก็เข้าใจเพราะว่าท่านสุทินได้เตือนตั้งแต่ตอนเช้าแล้วว่า สมาชิกที่พูดเกินเวลาให้ประธานช่วยเตือน ซึ่งก็ช่วยเตือนแล้ว แต่ว่าก็ยังเกินไปนั่นเองนะครับ ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านครับ เพราะว่าวาระนี้เป็นวาระที่สามารถที่จะเสนอญัตติได้ ปีละครั้งเดียว เราจบในวาระที่ ๔ ญัตติตามมาตรา ๑๕๒🔗

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี🔗

หมดระเบียบวาระการประชุมในวันนี้ ขอขอบพระคุณทุกท่าน รวมถึง เจ้าหน้าที่ล่ามมือ สื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนที่ติดตามนะครับ ขอปิดการประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๐๑.๒๘ นาฬิกา