รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๓
ณ อาคารรัฐสภา
---------------------
ท่านสมาชิกครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ โดยผมจะให้ปรึกษาหารือตามลำดับ รายชื่อและเวลาที่ยื่นเอาไว้นะครับ โดยแต่ละท่านใช้เวลาท่านละ ๒ นาที มีท่านสมาชิก ขอหารือ เชิญครับ🔗
ขออภัยเพื่อนสมาชิกครับ ท่านประธานครับ จิรายุ กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เพื่อนสมาชิกหลายท่านสอบถาม เมื่อวานนี้ว่าตกลงแล้วเป็นการพักการประชุมหรือว่าปิดประชุมครับ เพราะว่าสมาชิก หลายท่านไม่แน่ใจ ถ้าพักการประชุมก็จะได้ใช้องค์ประชุมเมื่อวานนี้ แต่ถ้าเกิดเป็น การปิดการประชุมก็จะได้ลงชื่อใหม่ครับ ฝากท่านประธานช่วยบอกเพื่อนสมาชิกด้วย ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านจิรายุนะครับ ขอแจ้งยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับ เมื่อวานนี้เป็นการปิดประชุม เพราะฉะนั้น ท่านสมาชิกที่มาถึงแล้วกรุณาได้ไปลงชื่อเพื่อที่จะให้องค์ประชุมครบก่อน หลังจากที่เราหารือ เสร็จแล้วก็จะได้เปิดประชุมต่อไปเลย เชิญท่านสมาชิกที่มาถึงแล้วได้โปรดไปลงชื่อ เพราะว่า เมื่อวานถือเป็นการปิดประชุมครับ คุณจุฑาพัตธน์เชิญครับ ตามเวลาด้วยนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางจุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากเทศบาลตำบลคอนสาย และพี่น้องประชาชนบ้านคำแคน ตำบลคอนสาย อำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี ชาวบ้านคำแคนได้รับความเดือดร้อนมานาน หลายสิบปี เนื่องจากถนนสายบ้านคำแคน บ้านคำไผ่ ที่พี่น้องประชาชนใช้ในการสัญจรไปมา มีความลำบากเป็นอย่างยิ่ง ถนนสายนี้เริ่มจากบ้านหนองช้างคาวไปบ้านคำแคน ตำบลคอนสาย อำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี เชื่อมถึงบ้านคำไผ่ ตำบลเวียงคำ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ระยะทางประมาณ ๘ กิโลเมตร สภาพเป็นดินถนนลูกรังตลอดสาย หน้าแล้งทำให้มีฝุ่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่ติดถนนและเดินทางสัญจร ไปมา ช่วงหน้าฝนถนนลื่น มีน้ำกักขัง ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดสาย ลำบากต่อการเดินทาง และผู้ขับขี่ยานพาหนะ ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ถนนสายนี้มีประชาชนใช้ในการเดินทาง สัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก และยังเป็นเส้นทางขนส่งพืชผลทางการเกษตรของพี่น้อง เกษตรกรที่ต้องใช้เส้นทางนี้ขนส่งผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ปัจจุบันถนน สายดังกล่าวยิ่งชำรุดเสียหาย สัญจรไปมาด้วยความลำบากเป็นอย่างมาก เทศบาลตำบลคอนสาย มีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะทำถนนสายบ้านคำแคน บ้านคำไผ่นี้ได้ ดิฉันจึงขอนำเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยลงไปสำรวจ จัดสรรงบประมาณให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลคอนสาย เพื่อมาก่อสร้าง ถนนลาดยางให้กับพี่น้องประชาชนบ้านคำแคนอย่างเร่งด่วน ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพรรณสิริ กุลนาถศิริ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอการปลูกพืชกัญชงแทนยาสูบ สืบเนื่องด้วยความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบที่ราคา ผลผลิตตกต่ำ โควตาลดลง ชาวยาสูบมาขอความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่ได้ผล การนี้ชาวไร่ยาสูบและวิสาหกิจชุมชนด้านการเกษตรได้นำเสนอมายังดิฉันเพื่อขอปลูกพืช กัญชงแทนยาสูบนำร่องในจังหวัดสุโขทัย ดิฉันในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณา ศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชงอย่างเป็นระบบและคณะเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะว่าจังหวัดสุโขทัยมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม ค่อนข้างร้อน แสงแดดดี ความชื้นปานกลาง จังหวัดสุโขทัยเป็นพื้นที่ยาสูบยาวนานนับร้อยปี พืชทั้ง ๒ ชนิด มีความคล้ายคลึงกันในด้านพฤกษศาสตร์ เกษตรกรมีความเชี่ยวชาญและชำนาญการ เป็นอย่างยิ่งในพื้นที่ยาสูบของจังหวัดสุโขทัยราว ๓๒,๐๐๐ ไร่ และเกษตรกร ๑,๒๐๐ ราย จังหวัดสุโขทัยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์อินโดจีนที่มีความเหมาะสมในเส้นทางการค้า และการลงทุน อีกทั้งกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่มีมูลค่าสูงในตลาดประเทศไทย ในอนาคตและในต่างประเทศ ดังนั้น จึงขอเสนอไปยังกรมสรรพสามิต โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนให้เป็นพืชทดแทน ขอเสนอไปยังกระทรวงเกษตร และสหกรณ์สนับสนุนในเรื่องของปัจจัยการผลิต ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขขอเสนอให้ ประกาศกฎกระทรวงอนุญาตการปลูกโดยเร็ว ในส่วนของสำนักวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ขอให้สนับสนุนในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ จึงนำเรียนสภาแห่งนี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการโดยเร็ว ด้วยความขอบพระคุณยิ่งค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา อำเภอปากช่อง พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ที่ผ่านมานี้ได้มีการลงมติ เห็นชอบ พ.ร.ก. กู้เงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท ผ่านแล้ว ท่านประธานครับ เงินจำนวนนี้เพื่อแก้ไข ปัญหา เยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของคนทั้งประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ มีชาวปากช่องมาร้องทุกข์กับผมว่ายังไม่ได้รับเงิน ๕,๐๐๐ บาทเป็นจำนวนมาก ชาวเกษตรกร ลงทะเบียนแล้วก็ยังไม่ได้รับเงินชดเชยหลายราย ผมจึงฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล ชุดนี้ว่าหากเงินอนุมัติแล้วต้องรีบแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนชาวอำเภอปากช่อง ชาวโคราช และชาวไทยทั้งประเทศให้ครอบคลุมครบถ้วนและรวดเร็ว🔗
เรื่องต่อมาถนนสายหนองสาหร่าย เชื่อมต่อหนองสองห้อง หมายเลข ๒๒๓๕ และถนนสายตำบลคลองม่วง เชื่อมต่อตำบลระเริง อำเภอวังน้ำเขียว สาย นม. ๓๐๖๐ รถสัญจรไปมาจำนวนมาก มันคับแคบเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ต้องขยายช่องทางจราจร ผมได้ มีโอกาสหารือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ดอกเตอร์อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ท่านได้ให้การช่วยเหลือ ถนนบางช่วงทำเสร็จแล้ว และบางช่วง กำลังก่อสร้าง พี่น้องชาวปากช่องฝากขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ🔗
เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของผู้เสียสละเพื่ออรรถประโยชน์ส่วนรวมของสังคม นั่นคือ อสม. อสม. ชาวปากช่อง หลังจากต่อสู้เสี่ยงภัยเพื่อประชาชน ได้ข่าวว่าจะมี ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น อสม. ปากช่อง อสม. คนทั้งประเทศฝากขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านประกอบ รัตนพันธ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอกราบเรียนหารือท่านประธาน ๓ เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องเก่าที่เคย หารือแต่ว่ายังไม่มีความคืบหน้าเลย ก็คือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับ โครงสร้างพื้นฐานถนน ๓ เส้นด้วยกัน ๒ เส้นแรกอยู่ในอำเภอบางขัน ซึ่งเป็นถนนที่ก่อสร้าง มาแล้วประมาณ ๖๐ ปี แต่ขณะนี้ยังไม่ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงสภาพเป็นถนนลาดยาง หรือ คสล. ยังคงเป็นถนนฝุ่นซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวอำเภอบางขันมากมาย🔗
เส้นแรกขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง ก็คือสายหนองเจ ตำบลบ้านนิคม ถึงบ้านสมสรร ตำบลวังหิน ระยะทางทั้งหมดประมาณ ๕ กิโลเมตร ก่อสร้างบางช่วง ๒ กิโลเมตร เหลือประมาณ ๓ กิโลเมตร ๖๐ ปีแล้วครับยังไม่ตลอดสาย ๕ กิโลเมตร🔗
เส้นที่ ๒ ถนนบ้านไสยาสน์ ตำบลบ้านลำนาว ถึงบ้านป่าแต้ว ตำบลวังหิน สายนี้ระยะทางทั้งหมดประมาณ ๑๒ กิโลเมตร ก่อสร้างบางจุดหลายปีแล้วได้ ๕ กิโลเมตร ยังเหลือ ๘ กิโลเมตร ชาวบ้านเดือดร้อนมากครับ นี่ก็คือที่อำเภอบางขัน ซึ่ง ๒ เส้นนี้ถือว่า เป็นสายเลือดหลักที่สำคัญของอำเภอบางขัน ยังไม่เรียบร้อยครับ ๖๐ ปี ขอย้ำนะครับ ๒ เส้นนี้ประมาณ ๖๐ ปี ยังไม่เรียบร้อยเลย🔗
เส้นที่ ๓ อำเภอทุ่งสง ถนนบ้านช่องเขาหินลูกช้าง เชื่อมตำบลนาไม้ไผ่ กับตำบลเขาขาว ระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร เป็นถนนเส้นที่พี่น้อง ๒ ตำบลใช้สัญจร ไปมา แล้วก็เป็นถนนสายท่องเที่ยว เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในอำเภอทุ่งสง ก็ไม่ได้รับ การพัฒนาเช่นเดียวกัน🔗
เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อที่จะแจ้งไปยังองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะเส้นทางทั้ง ๓ เส้นทางนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ อบจ. นครศรีธรรมราช ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปเชิญ คุณกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนใน จังหวัดเชียงใหม่มา ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก เป็นเรื่องการอนุญาตให้ก่อสร้างโครงการโรงแรมขนาดใหญ่ ความสูง ๑๓ ชั้น บริเวณริมแม่น้ำปิง ถนนท่าแพ โดยรอบทั้งหมดมีตึกที่สูงที่สุดในตรงนั้นคือ ๔ ชั้น เท่านั้นเอง ผมจะไม่ขอเอ่ยชื่อโรงแรมเพราะตอนนี้ยังไม่ได้มีการก่อสร้าง แต่ยังอยู่ในขั้นตอน ของการขออนุญาตใบอีไอเอ (EIA) ตอนนี้เป็นการขออนุญาตใบอีไอเอ (EIA) ครั้งที่ ๒ แล้วครับ ซึ่งจะมีการพิจารณาอนุญาตภายในวันที่ ๑๗ มิถุนายนนี้ ภาคประชาสังคมของ จังหวัดเชียงใหม่มีการพูดถึงเรื่องของการทำอีไอเอ (EIA) ที่ยังไม่ค่อยรอบด้านเท่าไร ประชาชนเขาก็ไม่ได้ว่าจะต่อต้านการก่อสร้างหรืออะไรมากมาย เพียงแต่ว่าอยากจะให้ชะลอการอนุญาตอีไอเอ (EIA) นี้ไปก่อน เพื่อทำประชาพิจารณ์หรือว่า รับฟังความคิดเห็นให้รอบด้านมากกว่านี้🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องสืบเนื่องในตัวเมืองเก่าจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเรื่องของ การทาสีอาคารเพื่อให้สอดคล้องกับทัศนียภาพเมืองเก่า ก็คือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นการคุมโทนสี เพื่อให้นักท่องเที่ยวไปเห็นแล้วรู้สึกถึงวัฒนธรรมล้านนาที่มีค่าของชาวเชียงใหม่ โดยที่กำลัง จะบรรจุเป็นเทศบัญญัติ ภาคประชาสังคมจึงขอแจ้งไปยังผู้ประกอบการหรือว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องว่าอย่างน้อยตอนที่จะมีการขออนุญาตปรับปรุง เปลี่ยนแปลงทาสีอาคารใหม่ ก็ให้สอดคล้องกับเทศบัญญัติฉบับนี้ด้วยเพื่อการท่องเที่ยวโดยรวมของชาวเชียงใหม่ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวัชรพล โตมรศักดิ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ โคราช พรรคชาติพัฒนา ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผมมีเรื่องจะขออนุญาตได้หารือกราบเรียนฝาก เพียง ๑ เรื่อง และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งที่ผมอยากจะรบกวนท่านประธานได้กรุณา เร่งด่วนในการทำเรื่องไปถึงกระทรวงคมนาคมโดยกรมทางหลวงชนบท ที่จังหวัดนครราชสีมา บ้านผมครับท่านประธาน ได้มีการก่อสร้างเขาเรียกว่าเป็นทางลัดโดยกรมทางหลวงชนบท คือถนนสาย นม. ๑๑๒๐ แยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒ ทางหลวงเข้าเมืองผ่าเมือง หมายเลข ๒ บ้านโคกไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นการที่จะแก้ไขปัญหา ในเรื่องของการจราจรคับคั่ง และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือถนนเส้นนี้จากเดิม ๒ เลน (Lane) ขยายเป็น ๔ เลน โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๕๐๒ ล้านบาท และก่อสร้างเป็น ๒ ตอน โครงการจริง ๆ จะต้องเสร็จภายในเดือนมิถุนายน แต่ได้มีการขยายสัญญาไปเดือนตุลาคม บนถนนเส้นนี้ประกอบไปด้วยโรงเรียนในระดับมัธยมที่มีชื่อเสียง นักเรียนนับพันคน มีโรงเรียนเอกชน มีปั๊มน้ำมัน มีหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการ ซิตี ลิงก์ (City link) ซึ่งมีจำนวนถึง ๑,๐๐๐ กว่าห้อง และมีโครงการนีโอ พาร์ก (Neo park) นับหลายร้อยหลัง และสำคัญไปกว่านั้นผมได้รับหนังสือร้องเรียนจากประธานหมู่บ้าน ก็คือนายแพทย์สวัสดิ์ เจียมจิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการต่าง ๆ เพื่อที่จะกราบ รบกวนท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคมโดยกรมทางหลวงชนบทครับ ได้กรุณา ในการที่จะทำทางกลับรถเพิ่มให้อีก ๑ จุด เพราะในอนาคตถนนเส้นนี้จะเป็นถนนที่รองรับ มอเตอร์เวย์ (Motorway) สาย ๖ และรองรับความเจริญที่จะเกิดขึ้นจากถนนบายพาส (Bypass) เลี่ยงเมืองทางหลวงหมายเลข ๒๐๔ ไปสู่ตัวเมืองจังหวัดนครราชสีมา กรุณาได้โปรดในการที่จะทำทางลัดหรือทางกลับรถให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใช้งบประมาณเพียง ๓ ล้านบาทเท่านั้นเอง อยากจะขอรบกวนท่านประธานด้วยครับ กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีเรื่องหารือในเรื่องความเดือดร้อนใน ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรก คือเรื่องพี่น้องประชาชนที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้เข้าในส่วนของประกันสังคมปรากฏว่ายังไม่ได้เงิน ไปลงทะเบียนทางเอไอ (AI) บอกว่า เป็นเกษตรกรแต่ว่าประกันสังคมก็เป็น เกษตรกรก็ส่งให้ประกันสังคมดำเนินการ ทั้งที่เขาว่างงานมา ๓ เดือน นายจ้างก็มาปรึกษาว่าเขาไม่ได้เงิน แล้วก็ทางประกันสังคม จังหวัดก็บอกว่าอาจจะได้เงินไม่เท่า ๕,๐๐๐ บาท เพราะว่าจะให้คิดฐานเงินที่ได้เป็น เงินเดือนซึ่งจะน้อยกว่า ๕,๐๐๐ บาท จึงหารือไปยังท่านประธานผ่านประกันสังคมว่า จะได้เมื่อไรและจะได้เงินเท่าไร ถ้าน้อยกว่า ๕,๐๐๐ บาท เขาก็บอกรู้อย่างนี้ไม่ต้องส่งเงิน ประกันสังคมดีกว่า เพราะว่าใช้สิทธิธรรมดาได้ ๕,๐๐๐ บาท ๓ เดือน🔗
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องถนน ความเดือดร้อนซึ่งมีความเดือดร้อนเป็นระยะเวลา ยาวนานมาก ก็คือถนนทางหลวงแผ่นดินใหญ่ และทางหลวงชนบท ๔ เส้นนะครับ ทางหลวง แผ่นดินใหญ่ก็คือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๑ เส้นแยกไปบ้านโดนเอาว์มีเป็นบางช่วง ที่เป็นถนนพัง แล้วก็เส้นที่ ๒ ของกรมทางหลวงชนบท บ้านผือ บ้านทุ่งใหญ่ ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เส้นที่ ๓ บ้านขะยูง ไปบ้านไหล่ดุม บ้านตาเหมา ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และเส้นที่ ๔ บ้านตาแท่น ตำบลบึงมะลู ไปบ้านพรทิพย์ ตำบลเสาธงชัย และเส้นสุดท้ายเป็นทางหลวงชนบท บึงมะลู-ท่าสว่าง ก็ขอนำเรียนท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณ คุณหมอครับ ต่อไปเชิญคุณพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นวันทะเลโลก ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีทะเลโลกที่สวยงามมากที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ในทาง กลับกันเรามีขยะทางทะเลมากถึงเป็นอันดับ ๖ ของโลกเลยทีเดียว ปีที่ผ่านมาถือว่าเรา คืบหน้าไปมากในการที่รณรงค์ลดการใช้ขยะพลาสติกแบบครั้งเดียวแล้วทิ้ง แต่ห่างกัน ไม่ถึงปีโควิด-๑๙ (COVID-19) เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ปริมาณขยะนั้นเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะ ขยายจากเดลิเวอรี (Delivery) และขยะจากหน้ากากอนามัย หน้ากากอนามัยใช้เวลาถึง ๔๕๐ ปี ในการย่อยสลาย และในวัน ๆ หนึ่งเรามีขยะจากหน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้นเป็น ล้าน ๆ ชิ้น รัฐบาลสร้างโรดแมป (Roadmap) เอาไว้ว่าภายในปี ๒๕๗๐ เราจะรณรงค์ ลดการใช้ขยะพลาสติกให้หายไปจากประเทศ ทั้งนี้ทั้งนั้นตอนนี้รัฐบาลต้องคิดใหม่ว่า แผนการบูรณาการที่ดีที่สุดในการที่จะลดขยะ ไม่ว่าจะเป็นขยะจากพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว แล้วทิ้ง หรือขยะจากหน้ากากอนามัยจะต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมของประเทศมากขึ้น ดิฉันจึงขอฝากท่านประธานไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้องว่า สิ่งแวดล้อมเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติที่เราต้องคำนึงถึงให้เป็นไปตามการปรับตัว การดำเนินการวิถีชีวิตใหม่ที่เราจะมีการป้องกันสุขภาพมากขึ้นด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๔ อำเภอเดชอุดม ขอเรียนหารือท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ในเรื่องความปลอดภัย ในการข้ามถนนสาย ๒๔ ถนนโชคชัย-เดชอุดม สืบเนื่องจากถนนสาย ๒๔ เป็นทางหลัก ที่เชื่อมหลายจังหวัดได้รับการขยายถนนจาก ๒ ช่องจราจร เป็น ๔ ช่องจราจรในช่วง อำเภอเดชอุดมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ต้องขอบคุณกรมทางหลวงแผ่นดินในจุดนี้ครับ แต่จาก สภาพที่เห็นถนนได้รับการขยายใหม่มีความกว้างเพิ่มมากขึ้น และตรงกลางเป็นหลุมลึก ทำให้เกิดความลำบากในการข้ามถนนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบริเวณหน้าวิทยาลัยเทคนิค เดชอุดม ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดมมีนักศึกษาในวิทยาลัยประมาณ ๓,๐๐๐ คน มีอาจารย์ หลายร้อยคน และมีนักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ในหอพักฝั่งตรงข้ามอีกประมาณ ๙๐๐ คนครับ เมื่อเลิกเรียนนักศึกษาก็ต้องข้ามถนนกลับไปหอพักฝั่งตรงข้าม ดังนั้น ถ้าจะข้ามถนน ค่อย ๆ เดินก็กลัวรถที่ขับมาไวจะชนทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต ถ้าจะวิ่งข้ามถนนตรงกลาง ก็มีหลุมลึกครับอาจจะทำให้สะดุดล้มเป็นอันตรายเช่นเดียวกันครับ จึงฝากท่านประธาน ขอความกรุณาทำหนังสือถึงทางหลวงแผ่นดินซึ่งรับผิดชอบถนนเส้นนี้ให้สำรวจออกแบบ ก่อสร้างสะพานลอยคนข้าม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิต🔗
อีกเรื่องหนึ่ง ฝากถึงกรมทางหลวงชนบทช่วยก่อสร้างถนนหมายเลข ๒๑๗๑ จากบ้านไฮตาก ตำบลแก้ง ไปบ้านกุดแก ตำบลกุดเรือ ซึ่งช่วงนี้ประชาชนไปมาหาสู่กันลำบาก เป็นเขตติดต่อระหว่างผม เอกชัย และท่านสมคิด เชื้อคง ท่านสมคิดก็ฝากมาด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสำลี รักสุทธี เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสำลี รักสุทธี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ ผมมีเรื่องมาปรึกษาหารือกับท่าน ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ด้วยชาวบ้านหนองกุงน้อย และชาวบ้านหัวขัวที่สัญจรไปมา ระหว่างถนนหลวงที่เชื่อมระหว่างอำเภอโกสุมพิสัยและอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ปัญหาก็คือไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างบนเส้นทางดังกล่าว ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง มีปัญหาต่อ วิถีชีวิตของพี่น้อง ชาวบ้านจึงได้ร้องเรียนมาเพื่อให้กระทรวงคมนาคมที่รับผิดชอบจัดหา ไฟฟ้าส่องสว่างให้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ด้วยชาวบ้านดอนตูมและชาวบ้านใกล้เคียง ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม มีปัญหาในการสัญจรไปมาบนถนนพนังส่งน้ำแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เนื่องจากถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ การสัญจรไปมา ลำบากมาก พี่น้องจึงได้เรียนมาเพื่อให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะอยู่บน ถนนพนังส่งน้ำ ได้โปรดกรุณาจัดหางบประมาณสร้างถนนให้พี่น้องได้สัญจรไปมา ด้วยความสะดวกด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขอปรึกษาหารือ ๓ เรื่องนะครับ ผ่านไป ๓ กระทรวง ถึงผลกระทบ ความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมของการใช้กฎหมายตามนี้ครับ🔗
ประเด็นแรก ขอเป็นผู้แทนเด็กนักเรียน เด็กนักเรียนตัวจี (G) กว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน เด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชายขอบ กลุ่มบอบบาง ให้เปิดโรงเรียน ตามปกติได้วันนี้หรือพรุ่งนี้ได้ยิ่งดี เพราะไม่ได้เรียนมาเป็นเดือนแล้วครับ ท่านประธานครับ ใช้กติกาของส่วนกลางแบบนี้กับพื้นที่ที่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์คงไม่ได้ เพราะสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มี สัญญาณโทรทัศน์ไม่มีเขาจะเรียนอย่างไรครับ เปิดโรงเรียนตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้เลยครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ฝากท่านประธานปรึกษาหารือไปยังกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะท่านอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรื่อง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๖๔ ที่จะต้องสำรวจรังวัด ๒๔๐ วัน ที่จะสิ้นสุดในต้นเดือนกรกฎาคมหน้านี้ ขอให้ชะลอไปก่อนครับ ในเมื่อในสภามี คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาที่ดินและออกเอกสารสิทธิในที่ดินอยู่ กำลังศึกษา ลงพื้นที่รับความเห็น ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องนี้ เพราะเขาอยู่ก่อน พ.ร.บ. ฉะนั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้ถ้าประกาศออกมา สิทธิในการอยู่และเนื่องจากการใช้สิทธิ จะเป็นผู้เช่าตลอดไป🔗
ประเด็นสุดท้าย พื้นที่ ๒๐,๐๐๐ ไร่ของตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปรึกษาหารือไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ทราบว่า จะเป็นคนเก่าหรือคนใหม่นะครับ จะมีการเช่าพื้นที่ตรงนี้จากกรมธนารักษ์โดยใช้โครงการ เช่าที่ดินราชพัสดุตามโครงการธนารักษ์ประชารัฐในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ให้พิจารณา เพราะบุคคลภายนอกจะมาเช่าพื้นที่อันนี้และส่งผลถึงวิถีชีวิต อัตลักษณ์ดั้งเดิม มีปัญหาทันที ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุรชาติ ศรีบุศกร เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา กระผม นายสุรชาติ ศรีบุศกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือ ผ่านท่านประธานสภาไปยังผู้เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาและการบริหารจัดการน้ำ เพื่อการเกษตร เนื่องจากคลอง ๑ แอล-เอ็มซี (1L-MC) วังยางหรือที่ชาวพิจิตรเรียกว่า คลองเสธหนั่น ปากคลองรับน้ำจากคลองสายใหญ่วังยาง โดยการรับน้ำเข้าคลองดังกล่าว จะมีอาคารอัดน้ำ ชื่อ ทรบ. โพธิ์เอน ช่วยอัดน้ำเข้าคลองนี้จนถึงอำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ความยาว ๓๓ กิโลเมตร เป็นคลองที่อยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ โครงการส่งน้ำบำรุงรักษาวังยาง-หนองขวัญ สำนักงานชลประทานที่ ๔ จังหวัดกำแพงเพชร ประเด็นปัญหาเนื่องจากประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลแหลมรัง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยชาวบ้านประมาณ ๒๐๐ กว่าคนที่อาศัยอยู่ปลายคลองในเขตอำเภอบึงนาราง ได้คัดค้านการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำกลางคลอง ๑ แอล-เอ็มซี (1L-MC) วังยาง กม.ที่ ๑๑+๔๐๐ ที่ตำบลบึงสามัคคี อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร ที่ตำบลบึงสามัคคี อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร ที่ อบต. บึงสามัคคี ซึ่งกำลัง ดำเนินการก่อสร้างโดยไม่มีการจัดทำประชาพิจารณ์หรือศึกษาผลกระทบแต่อย่างใด ทำให้กลุ่มเกษตรกร ๕ ตำบลที่มีพื้นที่ทำการเกษตรไม่น้อยกว่า ๔๐,๐๐๐ ไร่ จะได้รับผล ความเดือดร้อนในอนาคตอย่างแน่นอนครับ จึงเป็นสาเหตุให้เกษตรกรได้รวมตัวกันเรียกร้อง และแสดงสัญลักษณ์เพื่อคัดค้านการก่อสร้างประตูน้ำดังกล่าวด้วยความสงบเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๓ ดังนั้น ผมที่ได้รับเรื่องร้องทุกข์ จึงใคร่ขอความเมตตาท่านอธิบดี กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านอธิบดีกรมชลประทาน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ได้โปรดกรุณาช่วยหาแนวทางแก้ไขในการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำให้กับกลุ่มเกษตรกรทั้ง ๒ จังหวัด เป็นการเร่งด่วน ถ้าหากล่าช้า อาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ของบ้านพี่เมืองน้องอาจบานปลายกลายเป็นศึกแย่งน้ำครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านผ่องศรี แซ่จึง ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางผ่องศรี แซ่จึง จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ก่อนที่จะถึงเรื่องปรึกษาหารือ ดิฉันขออนุญาต ๒ เรื่องนิดหนึ่ง ก็คืออยากให้ทางฝ่ายรัฐบาลได้สำรวจผู้ที่ตกค้าง จากการเยียวยาทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และรีบดำเนินการให้ได้ครบถ้วนและเป็นธรรม อันที่ ๒ ควรเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ได้แล้วเพื่อจะได้ให้พี่น้องประชาชนได้ออกมาประกอบอาชีพ ตามปกติเพื่อจะได้มีอยู่มีกิน🔗
เรื่องที่ดิฉันจะปรึกษาหารือวันนี้จะเป็นเรื่องของพี่น้องอำเภอราษีไศล ขอให้ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้ขยายถนนทางหลวง หมายเลข ๒๐๘๖ สายบ้านด่าน อำเภอราษีไศล ไปบ้านเมืองน้อย อำเภอกันทรารมย์ ระหว่าง กม. ที่ ๔๙+๔๐๐ ถึง กม. ที่ ๕๙+๕๐๐ ถนนสายนี้ขอให้ขยายและมีไฟฟ้าส่องสว่าง สาเหตุก็คือถนนทั้งแคบ และไหล่ทางก็แคบ มีสะพานตัวเล็ก ๆ อยู่ ๑ ตัว เลยไปอีกนิดหนึ่งจะเป็นทางโค้งลาดชัน ถนนช่วงนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาน่าจะเสียชีวิตแล้วประมาณเกือบ ๒๐ ราย ไม่นับความสูญเสียที่เป็นความสูญเสียทั้งทรัพย์สิน ทั้งความพิการ ความเสียหาย ต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้านับถึงอุบัติเหตุที่เกิดในอำเภอราษีไศล ปี ๒๕๖๒ เอาแค่ปีเดียวเกิดอุบัติเหตุ ทั้งหมด ๒๒๑ ครั้ง และเกิดในถนนช่วงนี้ ๔๑ ครั้ง ในช่วงปี ๒๕๖๒ ในช่วงปี ๒๕๖๓ เพียงแค่ ๔-๕ เดือน เกิดอุบัติเหตุในอำเภอราษีไศล ๙๓ ครั้ง ๙๓ ราย ในช่วงถนนสายนี้ ๑๔ ราย รวมกันแล้วประมาณปีเศษ ๆ นี้จะเกิดอุบัติเหตุในช่วงนี้ ๕๕ ราย รวมทั้งหมด ของอำเภอ ๓๑๔ ราย คิดเป็นเกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของอุบัติเหตุที่เกิดในอำเภอราษีไศล ท่านประธานที่เคารพคะ ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น เมื่อ ๒-๓ วันนี้ตาย ๑ ศพ ต้องเกณฑ์คน มาหาขา ขาขาดตกเข้าไปในป่า แล้วแขนก็หาไม่เจอ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแบบนี้เป็นประจำมาก เพราะฉะนั้นเพื่อบรรเทาเบาบางขวัญกำลังใจโควิด (COVID) ที่มาสาหัสสากรรจ์แล้ว อยากได้ถนนและไฟฟ้าช่วงนี้เพื่อลดความเสียหายของพี่น้องประชาชนค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ เชิญครับ มาทันไหมครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูด้วยนะครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ ๒ ท่านแม่ทัพน้อยภาคที่ ๔ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด กรมเจ้าท่า กรมประมง และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ช่วยกันบริหารจัดการการใช้ร่วมกันของ อ่าวบ้านดอน จนกระทั่งเป็นที่มาของการจัดการให้ประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการ ท่านอื่น ๆ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์บริเวณนั้นสามารถหากินร่วมกันบนพื้นที่อ่าวบ้านดอน ได้อย่างถูกต้อง ส่วนเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้านในจังหวัดสุราษฎร์ธานีก็คงเป็น เรื่องเกี่ยวเนื่องครับ เนื่องจากช่วงนี้ก็เริ่มมีฝนและพายุเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ภาคใต้ ทำให้ลม พัดนำเอาดินตะกอนพัดเข้ามาบริเวณปากคลองต่าง ๆ ในพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ต้องขอขอบคุณท่าน ผอ. สำนักพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำพื้นที่ ๖ ท่านจักรพันธ์ บุญศรี ที่ได้เข้าไปช่วยขุดลอกคลองปากกิ่ว และในขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ แต่ก็นั่นละครับ มันยัง มีพื้นที่อื่นที่จะต้องทำการขุดลอกเพื่อให้ชาวประมงได้ออกมาทำมาหากินเพื่อเลี้ยงครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่หมู่ที่ ๑ ของตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา คลองพุมเรียง ก็เริ่มตื้นเขินจากการพัดเข้ามาของตะกอนดินตะกอนทรายเช่นกัน หรือพื้นที่ของคลองท่าม่วง ตำบลวัง ในอำเภอท่าชนะก็เริ่มมีตะกอนและมูลดินที่เกิดจากการพัดเข้ามาทับถมเหมือนกัน จึงฝากให้ทางกรมเจ้าท่า สำนักพัฒนาและบำรุงรักษาชายฝั่งขอได้เข้าไปดำเนินการขุดลอก ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดชัยภูมิ ขอปรึกษาหารือความเดือดร้อนประชาชน เขต ๑ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ๓ เรื่อง ด้วยกันครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการทำประปาหมู่บ้าน และใช้ในการเกษตรของประชาชนบ้านบ่อทองคำ หมู่ ๙ ตำบลซับสีทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาสร้างฝายบริเวณห้วยพันลำ เพื่อกักเก็บน้ำ ไว้ทำน้ำประปาหมู่บ้านและผันน้ำสู่อ่างเก็บน้ำซองพันลำ จึงขอหารือผ่านท่านประธานไปยัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทยโปรดพิจารณาดำเนินการ🔗
เรื่องที่ ๒ ปัญหาการคมนาคมขนส่งพืชผลทางการเกษตรไม่สะดวก บริเวณบ้านหัวเขื่อน หมู่ที่ ๑๐ ตำบลซับสีทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จึงขอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับปรุงถนนเป็นถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต (Asphaltic concrete) บริเวณสามแยกเขื่อนลำปะทาวถึงหมู่บ้านหัวเขื่อนระยะทาง ๒ กิโลเมตร จึงขอหารือผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงมหาดไทยแล้วก็กระทรวงคมนาคม เพื่อโปรด พิจารณาดำเนินการ🔗
เรื่องสุดท้าย ปัญหาประชาชนประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางเนื่องจาก ขาดไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณบ้านโนนก้านตรง หมู่ ๙ ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดสร้างและติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๒ บริเวณหน้าหมู่บ้านโนนก้านตรง ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จึงขอหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการให้กับประชาชนโดยเร่งด่วน ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณภาคภูมิ บูลย์ประมุข เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายภาคภูมิ บุญประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก วันนี้ผมมีเรื่องนำเรียน หารือท่านประธานอยู่ ๑ เรื่อง คือการขอผ่อนผันเปิดจุดผ่านแดนถาวรเพื่อการขนส่งสินค้า เพิ่มเติม จากสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งให้ระงับ การใช้ช่องทางจุดผ่านแดนต่าง ๆ ในจังหวัดที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้ล่วงเลยมา เป็นเวลาเกือบ ๓ เดือนแล้ว โดยเฉพาะผมขอยกตัวอย่างในจังหวัดตากของผม จังหวัดตาก มีแนวตะเข็บชายแดนติดประเทศเมียนมาอยู่ ๕ อำเภอ คืออำเภออุ้มผาง อำเภอพบพระ อำเภอแม่สอด อำเภอท่าสองยาง และอำเภอแม่ระมาด มีจุดผ่านแดนชั่วคราวอยู่ประมาณ ๒๐ กว่าจุด ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งระงับทำให้จุดผ่านแดนนี้ปิดอย่างเป็นเวลา ยาวนาน ทำให้พี่น้องที่มีความเกี่ยวข้องการค้าการขายในชายแดนที่ทำมาเป็นระยะเวลานาน เดือดร้อนเป็นอย่างมาก ตลอดจนขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านแนวตะเข็บชายแดน มีความขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคบางชนิดเป็นอย่างมาก จังหวัดตากได้มีมาตรการ โดยการนำของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ท่านอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ได้มีการเรียกประชุม กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง หน่วยงานสาธารณสุข ภาคเอกชนต่าง ๆ มาประเมินสถานการณ์ว่าถ้ามีการเปิดด่านแล้วจะเป็นอย่างไร ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรเปิด โดยเฉพาะขอเน้นย้ำคือ ให้เปิดโดยเฉพาะการขนส่งสินค้า ส่วนการขนส่งคนข้ามแดนก็ยังให้เป็นการเข้มงวดโดยปกติ มีการคัดกรองอย่างถี่ถ้วน ผมเชื่อว่าทางจังหวัดตากมีมาตรการที่เข้มงวด แล้วก็มีความพร้อมในการที่จะเปิดด่านในครั้งนี้ เพราะว่าที่ผ่านมาผลงานเราเป็นที่ประจักษ์ไม่ว่าจะเป็นแม่สอดโมเดล (Mae Sot model) ในการขนแรงงานข้ามมาจากที่อื่น ฉะนั้นผมขอเสนอไปยังกระทรวงมหาดไทยและ ศบค. จงพิจารณาผ่อนผันในการเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติม โดยเฉพาะการผ่อนผันในมาตรการ ผ่อนปรนระยะ ๔ ของ ศบค. ที่จะถึงนี้ ขอพิจารณาทำเรื่องเปิดด่านชายแดนด้วย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ คุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในตำบลคลองประเวศ ตำบลเทพราช อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งหมด ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ฝากไปถึงกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับ การก่อสร้างถนนลาดกระบัง-ฉะเชิงเทรา เพื่อกำชับให้ผู้รับจ้างดูแลพื้นที่ก่อสร้างให้มีความ ปลอดภัยและถูกหลักตามหลักความปลอดภัยสากล เพราะว่าตลอด ๔ ปีที่ผ่านมาผู้รับจ้าง ไม่ดูแลพื้นที่ก่อสร้างให้สะดวกต่อการสัญจรและความปลอดภัยเลย ไม่มีป้ายบอกทาง ไม่มีการกั้นเขตก่อสร้างกับถนนให้ชัดเจน แบริเออร์ (Barrier) ที่ตั้งก็ตั้งห่างกันทุก ๆ ๒ เมตร ในตอนกลางคืนไม่มีแสงสว่าง ในวันที่ฝนตกถนนก็เละเกินกว่าจะใช้งานได้ ส่วนในวันที่ ไม่มีฝน พี่น้องประชาชนก็ต้องเจอกับฝุ่นปริมาณมหาศาล ๔ ปีที่ผ่านมาเด็ก ๆ และผู้สูงอายุ จำนวนมากต้องเข้าโรงพยาบาลครับเพราะว่าเป็นโรคทางเดินหายใจ กิจการทั้ง ๒ ฝั่งถนน ตอนนี้ปิดตัวกันแทบไม่เหลือแล้ว แล้วที่ผมต้องให้ท่านรัฐมนตรีลงมาสั่งการด้วยตนเอง ก็เพราะว่าตั้งแต่เริ่มก่อสร้างมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นไปแล้ว ๓๐๐ กว่าครั้ง ถึงขั้นเสียชีวิตไปแล้ว ๒๒ คน ตามข้อมูลที่ผมได้รับ🔗
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน พี่น้องประชาชนกลุ่มเดิมนั่นแหละครับ นอกจาก จะได้รับความเดือดร้อนจากการก่อสร้างถนนแล้ว พวกเขายังถูกไล่ให้ออกจากบ้านของตัวเอง ด้วยความที่พวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. และถูกคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินแจ้งว่าพวกเขา ใช้ที่ดิน ส.ป.ก. ผิดจุดประสงค์ ทำให้พี่น้องประชาชนกว่า ๕๐๐ คนที่อาศัยอยู่ที่นี่มา อย่างน้อย ๓๐-๕๐ ปี มีทะเบียนบ้าน มีไฟฟ้า มีประปาของตัวเองทุกหลังได้รับความ เดือดร้อนมากครับ มันจึงเกิดคำถามว่าทำไมหน่วยงานต้องมีความเร่งด่วนและความจำเป็น ขนาดนี้ จึงอยากฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาชะลอคำสั่ง รวมทั้งร่วมกัน หาทางออกเพื่อความเป็นธรรมของพี่น้องประชาชน ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ดิฉันได้รับเรื่องความเดือดร้อนของผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุก จากท่านสุเทพ หนูรอด ปลัด อบต. บ้านตูล อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช นกกรงหัวจุกหรือนกปรอดหัวโขนเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎกระทรวงในบัญชีลำดับที่ ๕๘๐ ด้วยวิถีชีวิตของคนภาคใต้ในอดีตจนถึงปัจจุบันได้มีการเลี้ยงนกกรงหัวจุกมายาวนาน นับร้อยปี ปัจจุบันก็มีความนิยมแพร่หลาย มีการเลี้ยงเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทยแล้ว เห็นได้จากการมีการจัดตั้งชมรมผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกทั่วประเทศ มีการจัดประกวดแข่งขัน อย่างต่อเนื่อง อาทิ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ซึ่งในอดีต จัดที่วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม เกือบทุกปี ในแต่ละปีมีนกเข้าร่วมกิจกรรมนับหมื่นตัว ยังผลทำให้เศรษฐกิจเงินหมุนเวียนครั้งละหลายล้านบาท ปัญหาก็คือรัฐเคยเปิดให้แจ้ง การครอบครองนกกรงหัวจุกครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๒๕๔๖ คือ ๑๗ ปีที่แล้ว และครั้งนั้น ขาดการประชาสัมพันธ์ ชาวบ้านไม่รู้ และให้เวลาแจ้ง ๙๐ วัน ทำให้การเผยแพร่ข่าวสาร ในสมัยนั้นไม่ถึงชาวบ้าน จึงทำให้นกที่ครอบครองอยู่นั้นเป็นนกที่ผิดกฎหมายจนถึงทุกวันนี้ ขอเรียนฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๒ เรื่องค่ะ🔗
ข้อแรก เรื่องขอแก้ไขบทเฉพาะกาลเปิดโอกาสให้คนที่ครอบครองนกกรงหัวจุก ที่ตกหล่นหลังปี ๒๕๔๖ มาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย🔗
ข้อ ๒ ในระหว่างที่แก้ไขบทเฉพาะกาลนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกประกาศให้ชะลอการจับกุมจนกว่าจะมีการแก้ไขบทเฉพาะกาล เน้นย้ำนะคะว่า ไม่เกี่ยวกับผู้ลักลอบค้าขายนกผิดกฎหมาย ซึ่งในกรณีนั้นขอให้ดำเนินการจับกุมอย่าง เคร่งครัด ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ คุณวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย วันนี้จะหารือท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์ภัยแล้ง ปีนี้ต้องถือว่าเป็นสถานการณ์ ที่ค่อนข้างจะรุนแรงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่ปีนี้ฝนน้อยมาก ทำให้แหล่งน้ำที่กักเก็บเกี่ยวกับเรื่องการเกษตร การอุปโภคบริโภคก็ดี มีปัญหาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ราบสูง ในอำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอแม่สรวย อำเภอแม่ลาว ซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบของผมเองนะครับเป็นแหล่งที่สูง ปริมาณน้ำแห้งขอดเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าการเกษตรก็ดี สินค้าของพี่น้องประชาชนจะได้รับความเสียหาย ในปีที่ผ่าน ๆ มาก็รุนแรงอย่างยิ่ง และปีนี้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากภัย เรื่องโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) มา ถ้าเจอปัญหาเรื่องเศรษฐกิจในประเด็นนี้อีกก็จะยิ่งทำให้ ซ้ำเติมพี่น้องประชาชนอย่างสูงครับ🔗
อีกประการหนึ่งครับ ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน ๘ จังหวัด เป็นแหล่ง ผลิตลำไยครับ ปีนี้พืชผลลำไยคาดว่าปริมาณจะสูงกว่าเดิมประมาณเกือบ ๒๐ เท่าในปีที่แล้ว สิ่งเหล่านี้เมื่อวานนี้กลุ่มเกษตรกรลำไยภาคเหนือก็ได้มายื่นหนังสือที่สภาแห่งนี้ ผมก็ขอย้ำว่า อยากให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ต้องเร่งเข้าไปดูแล แล้วโดยเฉพาะลำไยเป็นพืชถึงแม้ว่าสร้างรายได้ให้เฉพาะภาคเหนือ ตอนบน แต่ที่ผ่านมานั้นเราไม่สามารถจะใช้เงินเยียวยาต่าง ๆ เป็นพืชที่ไม่สามารถใช้เงิน เยียวยาและอื่น ๆ ได้ ก็พยายามผลักดัน โดยเฉพาะปีนี้เรื่องโควิด (COVID) ทำให้ลำไยจะมี ปัญหาอุปสรรคมากขึ้น เพราะผู้บริโภคอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านคือโดยเฉพาะประเทศจีนครับ ก็ขอนำเรียนให้ท่านประธานได้เน้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการช่วยเหลือโดยเร่งด่วนครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๗ พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธานสภาด้วยกันทั้งหมด ๒ เรื่องค่ะ🔗
เรื่องแรก ดิฉันเองได้รับเรื่องราวร้องทุกข์จากที่พ่อแม่พี่น้องประชาชน ชาวอำเภอพระสมุทรเจดีย์เกี่ยวกับปัญหาการสัญจรเส้นทางเปลี่ยว ไม่มีแสงไฟฟ้าส่องสว่าง ซึ่งอยู่ระหว่างถนนตำบลบ้านคลองสวน เลียบคลองสรรพสามิต ถนนเส้นนี้ได้สร้าง เสร็จแล้วเป็นเวลา ๑ ปี แต่ดิฉันเองได้สอบถามไปยังแขวงการทาง ทางหลวงชนบท จังหวัดสมุทรปราการ ได้ทราบว่าทางหลวงเองพร้อมที่จะติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง แต่ติดประเด็นปัญหาคือการขยายเขตของไฟฟ้าซึ่งเป็นความรับผิดชอบของไฟฟ้านครหลวง เขตราษฎร์บูรณะ ซึ่งภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ดิฉันเองขอฝาก ท่านประธานสภาผ่านไปยังกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่ะ ให้ช่วยเร่งรัดดำเนินการ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมและอุบัติเหตุให้กับพ่อแม่ พี่น้องประชาชนค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสัญจรทางเรือ เนื่องจากอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จะมีท่าเทียบเรือเพื่อที่จะข้ามไปฝั่งอำเภอเมือง ณ ปัจจุบันนี้เกิดปัญหาการตื้นเขิน การข้ามเรือมีปัญหาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งประชาชนได้รับความเดือดร้อนเพราะเนื่องจากสันดอน ปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ ตอนนี้มีความตื้นเขินมาก จะต้องเปิดปิดเส้นทาง การเดินเรือเป็น ดังนั้น ประชาชนประสบปัญหาความเดือดร้อน แล้วก็ได้ผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินเป็นอย่างยิ่งค่ะ ดิฉันเองก็ขอฝากเรื่องนี้ผ่านท่านประธานสภาไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องคือกรมเจ้าท่าค่ะ ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านนพ ชีวานันท์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายนพ ชีวานันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้ขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับความเดือดร้อนที่ได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนในการสัญจรไปมาบนเส้นทางต่าง ๆ จำนวน ๔ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ถนนเส้นโพธิ์พระยา-ท่าเรือ ทางหลวงหมายเลข ๓๒๖๗ ช่วงตั้งแต่ สี่แยกเจ้าปลุก อำเภอมหาราช ถึงอำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี ระยะทางประมาณ ๖ กิโลเมตร พื้นถนนกับไหล่ทางต่างระดับชำรุดเสียหายไม่มีการซ่อมแซมมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ ฝากกรมทางหลวงช่วยซ่อมแซม ปรับปรุงด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ถนนเส้นเดียวกัน โพธิ์พระยา-ท่าเรือ ช่วงสี่แยกหน้าเซเว่น-อีเลฟเว่น ตำบลบ้านขวาง อำเภอมหาราช ตัดกับถนนเลียบคลองชลประทาน ๑๓ ซ้าย เกิดอุบัติเหตุ บ่อยครั้งเนื่องจากไม่มีสัญญาณไฟจราจร ชาวบ้านใช้เส้นทางสัญจรเยอะครับ ขอสัญญาณ ไฟจราจร เพื่อป้องกันอุบัติเหตุให้ชาวบ้านด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอสัญญาณไฟจราจร บนทางหลวงหมายเลข ๓๐๒๓ เส้นท่าเรือ-ท่าลาน ตรงช่วงทางแยกช่วงตัดกับทางลงของสะพานพรหมรังสี ขอสัญญาณไฟจราจรให้ชาวบ้าน เพื่อลดและป้องกันอุบัติเหตุอีกจุดหนึ่งด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๔ โครงการก่อสร้างขยายผิวจราจร จาก ๒ ช่องทางเป็น ๔ ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข ๓๓ ช่วงอำเภอบางประหัน อำเภอนครหลวง อำเภอภาชี ซึ่งใกล้เสร็จแล้ว ตรงช่วงทางแยกเข้าวัดบ้านชุ้ง ตำบลบ้านชุ้ง อำเภอนครหลวง ไปถึงจุดกลับรถที่จะกลับรถ มาทางอำเภอนครหลวงและตัวเมืองไชยานั้น มีระยะทางไกลมากเกือบ ๓ กิโลเมตร ถ้าคิดไปกลับแล้วชาวบ้านต้องเดินทางเพิ่มขึ้น ๕-๖ กิโลเมตร จึงขอให้แก้ไขจุดกลับรถ ให้มีระยะทางใกล้ขึ้น เนื่องจากทางเข้าแยกวัดบ้านชุ้งมีถนนเชื่อมต่อหลายตำบล มีประชาชน ทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมใช้สัญจรจำนวนมาก ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านนริศ ขำนุรักษ์ ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตหารือ ท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เริ่มกระบวนการเพื่อผลักดันให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด พื้นที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งมีเนื้อที่อยู่ ๗๐๐,๐๐๐ ไร่ เป็นมรดกโลก เพราะว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มา ๔๕ ปีแล้ว มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า และมีความหลากหลายทางชีวภาพ สำคัญคือเป็นที่อยู่ของพี่น้องชาวมันนิหรือซาไกกว่า ๒๐๐ ชีวิต🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำคลองส่งน้ำ เพราะว่า จังหวัดพัทลุงมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพียงพอแล้ว แต่ว่าคลองขนาดเล็กส่งน้ำเข้าสู่ไร่นา พี่น้องประชาชนและแก้มลิงยังขาดแคลน โดยเฉพาะคลองเฉลิมในอำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง ที่ต้นน้ำเป็นน้ำตกไพรวัลย์ลงสู่ทะเลสาบยังตื้นเขิน ขอให้ขุดลอกแล้วก็พัฒนา เพื่อให้พี่น้องได้รับประโยชน์สูงสุดทางการเกษตร🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กระทรวงคมนาคมได้ก่อสร้างถนนสายซ่านทอง ตำบลหารเทา อำเภอปากพะยูน ไปยังบ้านป่าบาก ตำบลทุ่งนารี อำเภอปากบอน ระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ส่วนหนึ่งเป็นคอนกรีตบางส่วนเป็นลาดยางแล้ว แต่ว่าส่วนใหญ่ยังเป็นถนน ดินลูกรังนะครับ🔗
เรื่องที่ ๔ ในจังหวัดพัทลุงยังขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะน้ำผิวดิน ขาดแคลน แต่ว่าน้ำบาดาลยังมี จึงขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมน้ำบาดาลไปขุดเจาะน้ำบริเวณบ้านควนเสาธง บ้านควนนุ้ย บ้านเขาหัวช้าง อำเภอตะโหมด และหมู่ที่ ๙ หมู่บ้านตัวอย่าง ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน เพราะพื้นที่นี้ ยังขาดแคลนและหาน้ำผิวดินไม่ได้ จึงจำเป็นจะต้องใช้น้ำบาดาล กราบขอบพระคุณ ท่านประธานนะครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตทวีวัฒนา เขตหนองแขม แขวงหนองค้างพลู เรียนท่านประธานว่า ในส่วนของการหารือส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของการนำปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เข้ามาหารือ แต่ก็ยังมีเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นวาระสำคัญเหมือนกันก็คือการบรรจุ ร่างพระราชบัญญัติ เพราะว่าการบรรจุร่างพระราชบัญญัตินั้นก็คือการออกกฎหมายที่เป็น ปัญหาของประชาชนในรูปแบบของการออกกฎหมาย ดังนั้น เรียนท่านประธานว่ามันยังมี กฎหมายร่างพระราชบัญญัติอีกหลายร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ในสภา ผมอยากจะเรียน ท่านประธานในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบรรจุวาระการประชุม โดยเฉพาะ ในส่วนของการบรรจุร่างพระราชบัญญัติ เรียนว่าจริง ๆ ในปีที่ผ่านมา ๑ ปี กับอีก ๒ สมัย เราได้ออกกฎหมายไปเพียงแค่ ๓ ฉบับ ผมอยากจะเรียนท่านประธานก็คือเรามีกฎหมาย ที่ค้างอยู่ อย่างเช่น ร่างพระราชบัญญัติที่จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น แล้วโดยที่ไม่เป็นร่าง เกี่ยวด้วยการเงินมากกว่า ๓๐ ฉบับ แล้วก็มีร่างกฎหมายที่เป็นของประชาชนในการเสนอ เข้ามาอีกไม่น้อยกว่า ๕ ฉบับ ถามว่าแล้วมันเป็นปัญหาอย่างไร มันมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร ผมยกตัวอย่างเช่น ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานที่รอการอนุมัติ รอการเห็นชอบจากสภา หรือผม ยกตัวอย่างเช่นร่างพระราชบัญญัติอาสาสาธารณสุข หมอประจำบ้าน หรือว่ากฎหมายของ อาจารย์ปิยบุตรที่เป็นร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อย แห่งชาติหรือคำสั่งหัวหน้า คสช. มีกฎหมายอีกมากมายที่ถ้าได้มีการเร่งบรรจุระเบียบวาระ แล้วก็ให้ความเห็นชอบจากสภาก็จะนำไปคุ้มครองพี่น้องประชาชน รวมถึงให้อำนาจรัฐ ในการดูแลประชาชนด้วย ฝากท่านประธานด้วย ขอบคุณครับ🔗
ต้องขอบคุณ ท่านจิรวัฒน์นะครับ เรื่องนี้ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ชี้แจงนิดเดียว ในการทำหน้าที่ ของสภาเราในสมัยนี้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกระบวนการในการบรรจุระเบียบวาระ เกี่ยวกับการ พ.ร.บ. หรือกฎหมาย ท่านก็คงจะทราบว่า พ.ร.บ. แต่ละฉบับที่ส่งเข้ามา มันมีหลายกระบวนการ ทั้งการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ถ้าเกี่ยวข้องกับ การเงินก็ต้องส่งไปที่ท่านนายกรัฐมนตรี ไปที่รัฐบาล กว่าเรื่องต่าง ๆ จะกลับคืนมาก็ต้อง ใช้เวลาพอสมควร แต่ว่าจะไม่ประชุมนี้ผมได้หารือกับท่านประธานสภา ท่านชวน หลีกภัย แล้ว ขณะนี้มี พ.ร.บ. หลายฉบับ กฎหมายหลายฉบับเริ่มทยอยกลับคืนมาสู่สภาเรา ผ่านกระบวนการขั้นตอนมาแล้วก็จะเร่งบรรจุเพื่อที่จะพิจารณา ท่านประธานได้มีปรารภ ในเรื่องนี้อยู่โดยตลอด ท่านไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ เรามีความเห็นไม่แตกต่างกัน อยากจะให้ กฎหมายได้ออกจากสภาเราเพื่อที่จะไปบังคับใช้ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ความเห็นตรงกัน ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกฤษณ์ แก้วอยู่ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมทนาย กฤษณ์ แก้วอยู่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตนำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดเพชรบุรี หารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เนื่องด้วยจังหวัดเพชรบุรีนั้นเป็นแหล่งผลิตเกลือทะเลที่สำคัญ ของประเทศ มีเนื้อที่การผลิตกว่า ๔๐,๐๐๐ ไร่ โดยมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่เกวียนละ ๑,๔๐๐ บาท แต่ปัจจุบันราคาเกลือตกต่ำอย่างหนัก พี่น้องชาวนาเกลือขายเกลือได้เพียง เกวียนละ ๗๐๐ บาทเท่านั้น ต้องแบกรับภาระอย่างหนัก เหตุเนื่องจากมีการนำเข้าเกลือจาก ต่างประเทศซึ่งมีราคาถูกเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมากกว่าปกติ จึงขอให้ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาดูแลพี่น้องชาวนาเกลือโดยเร็ว โดยหาแหล่งเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยให้กับพี่น้องชาวนาเกลือ และขอให้กองทุนสงเคราะห์ เกษตรกรมาอุดหนุนเงินกู้ให้กับสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด เพื่อให้มีทุน หมุนเวียนในการดูแลสมาชิก และขอให้มีการควบคุมปริมาณการนำเข้าเกลือจาก ต่างประเทศให้เข้ามาในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้อง ชาวนาเกลือด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กรมชลประทานเข้าไปดูแลความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนชาวหมู่บ้านโตนดน้อย ตำบลหนองขนาน เนื่องจากขณะนี้ชาวบ้านไม่มีน้ำใช้ ทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์มาเป็นเวลากว่า ๗ เดือนแล้ว เพราะเหตุชลประทาน ไม่ปล่อยน้ำลงสู่คลองส่งน้ำ ประกอบกับคลองส่งน้ำตื้นเขินมีวัชพืชปกคลุม อีกทั้งคลองบ่อยืม ฝั่งขวาของถนนคันกั้นน้ำเค็มเบอร์ ๒ ซึ่งเชื่อมต่อกับคลองส่งน้ำดังกล่าวก็ไม่มีน้ำ ให้ประชาชนใช้ จึงขอให้กรมชลประทานเร่งเข้าไปตรวจสอบความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนชาวบ้านโตนดน้อย ตำบลหนองขนาน ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย ผมขอหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชะตากรรมของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในภาคเหนืออยู่ในเงื้อมมือของท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์มา ๖ ปีแล้ว มีแต่ร้องไห้ทุกปี ไม่มีปีไหนที่จะได้หัวเราะ โดยเฉพาะปีนี้ ลำไยตะกร้าขาวเบอร์ทองเหลือแค่กิโลกรัมละ ๒๕ บาท เบอร์แดงเหลือ ๒๐ บาท ลูกร่วงเอเอ (AA) เหลือกิโลกรัมละ ๑๘ บาท เบอร์เอ (A) กิโลกรัมละ ๑๐ บาท ดังนั้นผมจึงมีข้อหารือถึงท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ว่า ท่านใช้งบอุดหนุนผู้รวบรวมลำไยในประเทศให้กิโลกรัมละ ๓ บาท และส่งต่างประเทศให้ ๕ บาท รวมเป็นเงิน ๒๕๐ ล้านบาท ด้วยนโยบายนี้ท่านทั้งสอง คาดหวังว่าลำไยจะพุ่งสูงขึ้นและพี่น้องเราจะขายได้กิโลกรัมละกี่บาท🔗
๒. ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไปไลฟ์ (Live) สดผ่านอาลีบาบา (Alibaba) มีคนจีนชม ๑๕ นาที ๑๖ ล้านวิว (View) ท่านบอกว่ามีความสุขที่ได้ทำโอกาส แทนพี่น้องเกษตรกรไทย ขายมะพร้าวได้ ๓๕๐,๐๐๐ ลูก มังคุด ๔ ล้านลูก ผมขอสอบถามว่า ขายลำไยภาคเหนือได้กี่ลูก และขายลำไยของจังหวัดลำพูนได้เท่าไร🔗
ข้อสุดท้าย เกษตรกรคาใจว่าเงินที่อุดหนุนผู้รวบรวมลำไยทำไมไม่อุดหนุนตรง เหมือนอุดหนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชรายอื่น ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ จะให้ความเสมอภาคกันระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกลำไยกับเกษตรกรผู้ซึ่ง ได้รับประกันรายได้อย่างไร ในสายตาของท่านเกษตรกรผู้ปลูกลำไยเป็นคนเหมือนกัน หรือเปล่า และจะได้รับสิทธิเท่าเทียมเหมือนเกษตรกรคนอื่นที่ได้รับประกันรายได้บ้างหรือไม่ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านอภิชา เลิศพชรกมล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อภิชา เลิศพชรกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เขต ๙ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจาก ราษฎรในเขตอำเภอโชคชัย และกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำมูล ร้องเรียนเรื่องมีโรงงานปล่อยน้ำ ลงคลองสาธารณะแล้วไหลลงสู่ลำน้ำมูล ท่านประธานครับ ลำน้ำมูลถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ ของพี่น้องชาวอำเภอโชคชัย วันนี้น้ำในลำน้ำมูลเกิดการเน่าเสีย ผมได้ประสานไปยัง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ท่านได้มอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการตรวจสอบพร้อมกับผู้นำหมู่บ้าน ในเขตอำเภอโชคชัย วันนี้ชาวอำเภอโชคชัยยังรอคอยหนังสือจากทางราชการในจังหวัด นครราชสีมาได้ตอบกลับมาว่า ผลการที่ตรวจสอบโรงงานทั้งหมดได้ผลเป็นประการใด ชาวโชคชัยยังรออยู่ วันนี้พี่น้องชาวอำเภอโชคชัยได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติโควิด (COVID) เหมือน ๆ กับชาวไทยทั้งประเทศ แต่วันนี้คนโชคชัยเดือดร้อนเพิ่มขึ้นมาอีกจาก น้ำในลำน้ำมูลเกิดการเน่าเสีย น้ำในลำน้ำมูลเอามาอาบก็คัน เอามาใช้เพื่อการเกษตร สูบน้ำจาก ลำน้ำมูลขึ้นมาใช้ในแปลงนาใช้สักพักหนึ่งต้นข้าวที่อยู่ในท้องนาก็ยืนต้นตาย ไม่ต้องพูดถึงปลา ตายหมดแล้วนะครับท่านประธานครับ จึงอยากจะฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้กำชับและกำกับข้าราชการในสังกัดให้มีความซื่อสัตย์และจริงใจที่จะช่วยพี่น้องชาวอำเภอโชคชัย ชาวอำเภอโชคชัยต่างรอความหวังจากทางราชการให้เข้ามาดูแลพี่น้องชาวอำเภอโชคชัย และช่วยแก้ไขความเดือดร้อนของพี่น้องชาวอำเภอโชคชัยให้น้ำในลำน้ำมูลมีความใสสะอาด เหมือนดังเดิม กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ คุณสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๒๙ พรรคเพื่อไทย ดิฉันได้รับหนังสือร้องทุกข์จากคุณนุชนารถ สว่างอภัย เหรัญญิกประจำ โครงการบ้านมั่นคง สหกรณ์เคหสถานราศรีธรรม เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ ภายใต้การดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชน หรือ พอช. ถึงความเดือดร้อนที่ได้มีการหารือไปเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ดิฉันได้เคยนำเรื่องนี้เข้ามาหารือถึงสภาวะ ณ ขณะนั้นว่ามีสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และฝืดเคือง ทำให้พี่น้องไม่มีรายได้เข้ามาในการที่จะส่งผ่อนชำระงวดบ้าน และเมื่อได้พิจารณา ภายใต้การพิจารณาของ พอช. จึงได้มีการพักชำระหนี้ให้กับพี่น้องเป็นเวลา ๓ เดือน คือเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายน ด้วยสถานการณ์ในขณะนั้นกับขณะนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการซ้ำเติมความยากลำบากให้กับพี่น้องประชาชนจากการแพร่ระบาดของ การระบาดของโรคไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) และประกอบกับรัฐบาลได้มีคำสั่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคำสั่ง พ.ร.ก. ฉุกเฉินหรือคำสั่งมาตรการทางด้านสาธารณสุขให้อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบไม่มีงานทำ ไม่ได้ทำงาน แล้วก็ ไม่มีรายได้ที่จะมาส่งค่างวดให้กับทาง พอช. ดังนั้น ดิฉันจึงอยากจะฝากท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ท่านจุติ ไกรฤกษ์ ให้มีคำสั่งเพื่อเป็นการช่วยเหลือ และเยียวยาพี่น้องประชาชน คือ ๑. ขอขยายระยะเวลาพักการชำระหนี้ออกไปอีก ๖ เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนหน้าคือเดือนกรกฎาคมจนถึงสิ้นปีนี้คือเดือนธันวาคม พร้อมทั้ง ลดดอกเบี้ยจาก ๔ เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรสาคร เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือท่านประธานเรื่องปัญหาน้ำเค็ม รุกพื้นที่การเกษตร ไหลเข้าคลองสุนัขหอน ตามแนวคันควบคุมน้ำทะเล แนวถนน เอกชัย-พระราม ๒ เนื่องจากปัจจุบันอาคารบังคับควบคุมน้ำมีสภาพชำรุดทรุดโทรมเสียหาย จากการใช้งานมานานหลายปี ประกอบกับคลองสุนัขหอนที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำท่าจีน ไม่มีอาคารบังคับน้ำตรงปากคลอง เป็นเหตุให้น้ำเค็มจากแม่น้ำท่าจีนไหลเข้าคลองสุนัขหอน แล้วมีค่าความเค็มสูงเกินมาตรฐาน ไม่สามารถใช้เป็นคลองระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคลองสุนัขหอนเป็นคลองระบายน้ำที่รองรับการระบายน้ำจากคลองดี ๒ (D2) คลองดี ๓ (D3) คลองดี ๔ (D4) คลองท่าแร้ง ระบายออกสู่แม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำท่าจีน ในช่วงฤดูน้ำหลาก ส่วนในช่วงฤดูแล้งคลองสุนัขหอนจะทำหน้าที่รองรับระบายน้ำ ตามช่วงเวลาของน้ำขึ้น-น้ำลงของน้ำทะเล จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงก่อสร้างอาคาร ประกอบตามคลองสุนัขหอน ได้แก่ การก่อสร้าง ปตร. ปากคลองสุนัขหอนที่บริเวณ วัดบางไผ่เตี้ย ตำบลบางกระเจ้า ปตร. กลางคลองสุนัขหอน ตำบลนาโคก การก่อสร้างอาคารบังคับน้ำตามแนวคันควบคุมน้ำทะเลจำนวน ๖ แห่ง ที่ ปตร. คลองเขตเมือง ปตร. คลองนิคม ๒ ปตร. ปากคลองสุนัขหอน ตำบลนาโคก ปตร. คลองตาก้าน ตำบลกาหลง ปตร. บางยี่พระ ตำบลบางกระเจ้า ปตร. คลองวัดเกตุม ตำบลบางโทรัด จึงขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรมชลประทานว่ามีโครงการ มีแผนงาน ที่จะดำเนินการดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร และขอให้ช่วยเร่งรัดแก้ปัญหานี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านซูการ์โน มะทา ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ท่านประธานครับ ผมขอใช้โอกาสหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่เลือกตั้ง เขต ๒ จังหวัดยะลา แล้วก็ขออนุญาตท่านประธานเปิดสไลด์ (Slide) นะครับ🔗
คือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาประมาณวันอาทิตย์ ผมได้ลงพื้นที่ในพื้นที่บ้านปูลาสนอ หมู่ที่ ๓ ตำบลจะกว๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ผมได้รับคำร้องเรียนจากประชาชนบ้านปูลาสนอ หมู่ที่ ๓ ตำบลจะกว๊ะ ว่าตลิ่งที่ใช้กั้น ลำธารที่เป็นลำธารธรรมชาติ ซึ่งได้ก่อสร้างเมื่อสมัยผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประมาณ ๑๐ กว่าปีมาแล้วได้พังชำรุดเสียหาย ประเด็นที่สำคัญเนื่องจากที่ตั้งของลำธาร ตั้งอยู่บนเชิงเขาของเทือกเขาบูโด ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ก็จะเข้าสู่ฤดูฝน ปัญหาของเขื่อน กั้นตลิ่งที่พังชำรุดนี้อาจจะส่งผลกระทบกับความเสียหายของบ้านเรือนและมัสยิดซึ่งอยู่ติดกับ บริเวณเขื่อนดังกล่าวนะครับ ผมก็ขอนำปัญหาความเดือดร้อนนี้เสนอไปยังกระทรวงมหาดไทย ให้ดำเนินการจัดสรร งบประมาณแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในตำบลบ้านปูลาสนอโดยเร่งด่วน นะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องติดตามความคืบหน้า เนื่องจากผมได้หารือกับ ท่านประธานกรณีที่พี่น้องที่บ้านแอและ หมู่ที่ ๖ ตำบลกาบัง เรียกร้องขอไฟแสงสว่าง ที่น้ำแร่ธรรมชาติ วันนี้ครบ ๑ ปีหน่วยงานที่รับผิดชอบยังไม่ได้ดำเนินการ ก็อยากฝาก ท่านประธานได้เร่งรัดติดตามหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมหรือกรมทางหลวง ชนบท เนื่องจากแหล่งน้ำตรงนี้ตั้งอยู่ในเขตความรับผิดชอบของทางหลวงชนบทที่ ๑๒ จังหวัดสงขลา ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในปัจจุบัน ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง พี่น้องประชาชนแทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการศึกษา หนี้สินครู การเอารัด เอาเปรียบ การไม่ได้รับความเป็นธรรม การล่อลวงละเมิดทางเพศระหว่างครูกับนักเรียน ปัญหามีมากมายซึ่งในโอกาสต่อไปผมจะได้หารือ และวันนี้ขอหารือ ๒ เรื่องครับ🔗
๑. ขณะนี้โรงเรียนในพื้นที่เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือแทบทุกจังหวัด ถูกฟ้องร้องทั้งแพ่งและอาญาจากบริษัทรับเหมาติดตั้งหลอดไฟฟ้าแอลอีดี (LED) ในโรงเรียน โดยมีนายหน้ามาเสนอโครงการและอ้างว่าได้รับงบประมาณจากกระทรวงพลังงาน ผู้อำนวยการโรงเรียนมองเห็นว่าจะเกิดประโยชน์ต่อสถานศึกษา จึงต้องเสนอโครงการ และจัดทำเอกสารจัดซื้อจัดจ้างให้นายหน้าไปดำเนินการ และได้รับแจ้งจากนายหน้าว่าได้รับ การจัดสรรในโรงเรียนตามที่เสนอจริง โรงเรียนได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ ทุกประการ แต่เมื่อบริษัทได้ดำเนินการไปแล้วไม่สามารถที่จะเบิกเงินได้เนื่องจาก ไม่มีงบประมาณ ซึ่งขณะนี้นายหน้าที่ว่านี้มียศเป็นระดับพลเอกซึ่งติดคุกไปแล้ว และผู้บริหาร ที่ถูกฟ้องร้องก็คงจะเป็นเฉกเช่นเดียวกันหลายร้อยโรงเรียน🔗
๒. กรณีใกล้เคียงกัน เรื่องเครื่องกรองน้ำ นายหน้ามาเสนอว่าจะมี งบประมาณจัดสรรมาให้โรงเรียนในราคา ๑๙๐,๐๐๐ บาท โดยอาสาจะเป็นผู้ประสานงานให้ โรงเรียนมองเห็นว่านักเรียนจะได้ดื่มน้ำสะอาดก็ได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วก็เป็นกรณี เดียวกันถูกฟ้องร้องกันมากมาย เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดการหาข้อเท็จและข้อจริงช่วยเหลือผู้บริหาร โรงเรียนและครูด้วย ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านรังสิมามีอะไรหรือครับที่ยกมือ เชิญครับ สั้น ๆ แล้วกันนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันจะขอหารือหลายเรื่องที่เกี่ยวกับในสภา ไม่ได้เกี่ยวกับพื้นที่ดิฉัน ก็อยากจะเรียนท่านประธานนะคะ🔗
เรื่องที่ ๑ แอร์ในห้องมันเย็นมากจนนั่งไม่ได้เลยค่ะ ขอให้ช่วยลดความเย็น ลงหน่อยได้ไหมคะ เพราะว่าเวลาคนน้อยมันเย็นจัดมากเลย ต้องไปนั่งข้างนอก🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องสถานที่จอดรถข้างล่าง ยุงเยอะมากเลย เวลาไม่มีประชุมสภา อยากให้ท่านประธานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาฉีดยุงหน่อยได้ไหมคะ เพราะว่าเจ้าหน้าที่ ที่ขับรถบอกอยู่ในรถไม่ได้เลย เพราะว่าอยู่ข้างล่างมีแต่ยุงทั้งนั้นเลย และอีกประการหนึ่ง การจอดรถก็เช่นกันนะคะ คือซองที่มีให้จอดทุกคนจะไม่ค่อยจอดค่ะ จะมาจอดทางที่รถวิ่ง แล้วทำให้การจราจร คนขับก็ขับลำบาก แล้วเวลาจะจอดเข้าไปในซองก็จอดยากค่ะ เพราะว่ามีซองให้จอดแต่ไม่จอด🔗
อีกประการหนึ่งคือเรื่องอาหาร ในการประชุมประธานคณะกรรมาธิการ ๓๕ คณะดิฉันพูดไปแล้วทีหนึ่งว่าอาหาร สภาเราไม่มีให้ใช้แก๊ส ให้ใช้ไฟฟ้า และไฟฟ้าก็จะตัด บ่อยมากเลย อาหารที่เกี่ยวกับที่ต้องใช้น้ำ อย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บอะไรพวกนี้ พวกเรา ได้กินกันมันไม่ร้อนค่ะ แล้วก็ทางเลขาธิการบอกว่าจะอนุญาตให้เอาแก๊สมาได้แต่ปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่เห็นนะคะ แล้วก็มันจะมีผลกระทบต่อผู้บริโภคพวกเรา เพราะน้ำไม่ร้อนฆ่าเชื้อก็ไม่ได้ แล้วท้องก็จะอืดนะคะ เพราะว่าอาหารมันไม่สุกค่ะ แล้วก็อีกประการหนึ่งตอนนี้มันไม่มี ที่ดูดกลิ่น ท่านประธานลองเดินเข้าไปสิคะไม่ว่าจะเป็นผมแล้วก็ชุดสูทนี่เหม็นแต่อาหาร เพราะว่า กลิ่นมันวนอยู่ในห้องอาหาร และกลิ่นเลยเข้ามาถึงห้องประชุมนี่นะคะ ดิฉันไปเดินดิฉันเหมือน แม่บ้านแทนท่านประธานเลย ต้องไปเดินปิดประตูให้เพราะว่าไม่อย่างนั้นกลิ่นมันก็จะย้อน เข้ามาที่ในห้องนี้นะคะ ก็ฝากท่านประธาน🔗
อีกเรื่องหนึ่งค่ะ เรื่องการจราจรตอนเช้าเวลาเรามาประชุมสภา การจราจร ข้างหน้ารถมันจะติดมาก เพราะว่า ๑. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภาต้องตรวจใช่ไหมคะ ตรวจคนที่ จะเข้ามา มันควรที่จะเป็น ๒ ช่อง แล้วก็ให้มันชัดเจน คนไหนที่ไม่ตรวจก็ไปอีกช่องหนึ่ง คนไหนตรวจก็อีกช่องหนึ่ง แล้วไม่ควรเอาแผงเหล็กไปปิดกั้น แล้วก็มาติดออกันข้างนอก ถ้าโรงเรียนเปิดคนก็จะด่าสภาอีกนะคะ ก็อยากจะเรียนท่านประธาน🔗
อีกเรื่องหนึ่งค่ะ เรื่องบุคคลภายนอก ดิฉันก็พูดแล้วนะคะว่าพวกเราพูดเท่าไร ก็ไม่ค่อยมีคนฟังค่ะ ดิฉันเลยต้องพูดผ่านสภาเพราะดิฉันพูดในคณะกรรมาธิการสามัญประจำ สภาผู้แทนราษฎร ๓๕ คณะแล้วว่าขอความร่วมมือว่าไม่ให้คนติดตาม ติดตาม ส.ส. มาจนถึงหน้าห้องประชุมหรือห้องอาหาร นี่มีแต่ผู้ติดตามมานั่งเต็มไปหมดเลย ไม่ว่าจะเป็น ข้างหน้าห้อง พูดเท่าไรแล้วก็ไม่ปฏิบัติค่ะ คือคนมันพูดยากนะ แต่ละคนนี่การเลี้ยงดู มันไม่เหมือนกันนะคะ ดิฉันก็ฝากท่านประธานว่าให้เน้นหน่อย เพราะว่าพูดไปหลายครั้งแล้ว ก็ยังเหมือนเดิม ในห้องอาหารก็เช่นกัน พาคนนอกเข้ามารับประทานแล้วที่นั่งเราก็ไม่พอ แล้วพออาหารไม่พอก็ไปด่าร้านเขาอีก ดิฉันก็ไม่เห็นด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นมันต้องมีเฉพาะ สมาชิกเท่านั้น แล้วก็ชั้นนี้ควรเป็นชั้นที่ต้องไม่มีคนนอกขึ้นมา เพราะว่าเดินกันหลากหลาย ไปหมดเลย ดิฉันดูทุกวันแต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ท่านประธานต้องเข้มงวดกับตำรวจสภา ดิฉันก็เสนอไปแล้วว่าถ้าตำรวจสภาไม่กล้าให้จ้างตำรวจข้างนอกมา บริษัทเอกชน ไม่ต้อง ไว้หน้านะคะว่าเป็นผู้แทนราษฎรประเทศไทยมันมีอภิสิทธิ์มากมายมหาศาล🔗
อีกประการหนึ่งคือห้องน้ำของสภา เดี๋ยวน้ำไม่ไหล เดี๋ยวหัวฉีดไม่พ่น เดี๋ยวท่อแตก ที่กดพัง คือดิฉันคิดว่าอุปกรณ์มันไม่ได้สเปก (Spec) หรือเปล่า การตรวจรับ ดิฉันอยากจะให้คณะกรรมการตรวจรับควรจะได้ของที่มีคุณภาพ แล้วตอนนี้ประตูก็ปิดไม่ได้ คืออยากให้ไปดูหน่อย ความสกปรกก็เช่นกัน ฝุ่นเอยอะไรเอยเต็มไปหมดเลย ดิฉันเดินดู ให้ทุกวันเลย ดิฉันไม่ได้อยู่คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรนะคะ แต่ดิฉันเห็นว่า มันเป็นบ้านของพวกเราและดิฉันก็เป็นพยาบาลเก่า ดิฉันจะเน้นเรื่องความเป็นระเบียบ ความสวยงาม ความสะอาด ดิฉันก็เป็นตัวแทนให้กับท่านประธาน เวลาดิฉันยกมือขึ้น อภิปรายท่านช่วยอนุญาตหน่อยนะคะ เพื่อที่จะได้แก้ปัญหา🔗
ก็อนุญาต ยาวเลยแล้วท่าน🔗
อีก ๒ เรื่องค่ะ ท่านคะ🔗
เอาสั้น ๆ ครับ🔗
เรื่องขยะค่ะ ขยะนี่ท่านลองไป เดินดูบ้างค่ะ บันไดหนีไฟหรือบันไดข้างหลัง กระป๋องโค้กเอย ขวดน้ำเอย กระดาษทิชชูเอย ท่านไปดูสิคะ โยนเหมือนกับที่ทิ้งขยะเลย นี่มันสภาผู้แทนราษฎรนะคะ แล้วมันเป็นสภาใหม่ มันไม่ใช่ว่าสภาแบบอยู่กันมาเหมือนสภาเก่า สภาเก่ายังดีกว่าสภานี้อีกด้วยซ้ำไป ความเป็น ระเบียบหรืออะไรยังมากกว่า แต่นี่ท่านไปดูเคาน์เตอร์ตรงหน้าห้องทุกห้องเลยมีแต่ขวดน้ำ กินแล้วก็ทิ้งไว้ตรงนั้น ทิชชูก็กองไว้ตรงนั้น ดิฉันเดินตรวจหมดทุกวันเลย ท่านต้องเน้น ให้เจ้าหน้าที่ไปดูทุกวันไม่ใช่ปล่อยอย่างนี้แล้วก็กลายเป็นที่ทิ้งขยะตามชั้นบันได ไม่ควรเอาอาหารขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นมด เป็นหนู เป็นแมลงสาบ นี่เป็นสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ภัตตาคารหรือร้านอาหารที่ให้ทุกคนมานั่งกินแล้วก็หก แล้วก็เหม็น ติดทั้งผ้าม่าน ติดทั้งอะไร ดิฉันไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นที่ดิฉันพูดไปนี่ดิฉันจะดูนะคะว่าท่านประธาน ทำได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ดิฉันจะยกมือขึ้นอภิปรายอีก ขอบคุณค่ะ🔗
หมดแล้ว ใช่ไหมครับ ๑๒ เรื่องนะครับ เรื่องผู้ติดตาม ความจริงท่านประธานชวนได้วางมาตรการ ได้แจ้งให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราได้รับทราบแล้ว ท่านประธานท่านก็เคารพ ในความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติของพวกเรา ฉะนั้น ผมเชื่อว่าท่านสมาชิก เราก็คงจะได้ฟังท่านรังสิมาพูดแล้ว ผมไม่ย้ำอีกนะครับ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ๑๑ เรื่อง ก็จะขอ รับไปตรวจสอบและดำเนินการต่อไป ก็ต้องขอคุณรังสิมาช่วยเป็นผู้ตรวจการให้เพิ่มเติมให้ อีกหน่อยนะครับ ท่านสมาชิกครับ🔗
ท่านประธานครับ จะขอกรุณา ต่อเนื่องนิดหนึ่งครับ ขอความกรุณาสั้น ๆ นิดเดียว จะกล่าวขอบพระคุณท่านประธาน นิดหนึ่งครับ🔗
ไม่ต้อง ขอบคุณหรอกครับ พอแล้วครับ เดี๋ยวเราจะเข้าสู่ระเบียบวาระนะครับ🔗
พอดีท่านประธานได้จัดที่จอดรถ ข้างล่างไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ก็เลยจะกราบขอบคุณท่านประธานตรงนี้นะครับ เพราะว่าท่านประธานเป็นผู้จัดระเบียบข้างล่างให้จอดรถได้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิกมาลงชื่อประชุมจำนวน ๓๑๘ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗
เรื่องด่วน🔗
จากการประชุมเมื่อวานนี้ที่ประชุมได้มีมติให้เลื่อนระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๒ คือญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณและมาตรการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ขึ้นมาพิจารณาก่อนแล้ว🔗
ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้นำญัตติทำนองเดียวกันอีก ๗ ฉบับ พิจารณา รวมกันไป เมื่อผู้เสนอญัตติได้แถลงเหตุผลจนได้เวลาพอสมควรแล้ว ประธานของที่ประชุม ในขณะนั้นคือท่านสุชาติ ตันเจริญ จึงได้สั่งให้ปิดประชุมเพื่อมาพิจารณาต่อในวันนี้ ดังนั้น ผมขอดำเนินการต่อเลยนะครับ🔗
ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
ขอเชิญผู้เสนอ ญัตติ ซึ่งยังไม่ได้แถลงเหตุผล แถลงเหตุผลต่อตามลำดับนะครับ เชิญท่านสาทิตย์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมกับเพื่อนสมาชิก ในพรรคประชาธิปัตย์อีก ๕ ท่าน ซึ่งประกอบไปด้วย คุณชัยชนะ เดชเดโช จากจังหวัด นครศรีธรรมราช คุณอันวาร์ สาและ จากจังหวัดปัตตานี คุณพนิต วิกิตเศรษฐ์ ระบบบัญชี รายชื่อ คุณเทพไท เสนพงศ์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช และคุณประกอบ รัตนพันธ์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงเพื่อนสมาชิกในพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีมติร่วมกันที่ให้มี การเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนด ผมเรียนท่านประธานว่าเหตุผล ที่พวกกระผมในพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอเป็นญัตตินี้ขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่าการกู้เงิน ตามพระราชกำหนดกู้เงินนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดผลกระทบจาก การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (Corona) ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา เราได้มีการอภิปรายกันมากมายในขั้นตอนของการอนุมัติพระราชกำหนด ในสัปดาห์แรก ของการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าเรื่องของการตั้งคณะกรรมาธิการนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในเบื้องต้น มีความไม่แน่นอนว่าจะมีการเห็นด้วยกับทุกฝ่ายให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อมา ติดตาม ตรวจสอบการใช้เงินกู้ซึ่งจำนวนมหาศาลมาก อย่างน้อยที่สุดในฉบับที่ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินนั้นจำนวนเงินถึง ๑ ล้านล้านกว่าบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนสูงที่สุด ในประวัติศาสตร์การกู้เงินของชาติเรา ผมต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันผลักดัน ช่วยกัน สร้างความสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมา แล้วดูเหมือนว่าในขณะนี้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรก็เห็นตรงกันว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินกู้นี้ขึ้นมา ในเบื้องต้นทีเดียวนั้นผมเข้าใจว่า หลายฝ่ายมีความเข้าใจผิดว่าการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่คล้าย ๆ กับ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ ก็คือดูแต่ละโครงการและอาจจะมีอำนาจในการอนุมัติ ซึ่งผมก็บอกหลาย ๆ คน ไปว่าไม่ใช่ อำนาจในการอนุมัติโครงการนั้นโดยตัวพระราชกำหนดและโดยตัวการปฏิบัติ เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารคือรัฐบาล ซึ่งก็มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาแล้วชุดหนึ่ง แล้วก็จะมีคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการกลั่นกรอง และอำนาจอนุมัตินั้น ก็เป็นของคณะรัฐมนตรี แต่คณะกรรมาธิการชุดนี้จะต้องทำหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ ว่าโครงการทั้งหลายที่มีการอนุมัติไปโดยคณะรัฐมนตรีนั้นมีการเสนอโครงการและอนุมัติไป ตรงตามวัตถุประสงค์ของตัวพระราชกำหนดที่อนุมัติโดยสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ นี่เป็นประเด็นใหญ่ ผมก็ต้องขอบคุณความใจกว้างของฝ่ายรัฐบาลด้วยที่ยอมรับให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารเอง แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ในสภาผู้แทนราษฎรนั้นฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการมาจากทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล เพราะผมมองว่า เพื่อประเทศชาติ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนแล้วเราไม่ควรมีขีดคั่นความเป็นรัฐบาล หรือความเป็นฝ่ายค้าน แต่เราต่างเป็นตัวแทน เป็นสมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนของราษฎร ทั่วทั้งประเทศที่ต้องมาปกป้องดูแลตัวเม็ดเงินที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยตรง ผมเรียนท่านประธานว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้มีความจำเป็นมาก ความจริงแล้วในชั้น ของการอนุมัติพระราชกำหนดนั้นเราพูดกันไปชั้นหนึ่งแล้ว แต่ข้อสังเกตทั้งหลายที่มี การอภิปรายกันในชั้นอนุมัติพระราชกำหนดนั้นปรากฏข้อเท็จจริงขึ้นมารองรับ และกลายเป็นเรื่องที่ทำให้หลายฝ่ายมีความวิตกกังวลมากขึ้นว่า ตัวโครงการทั้งหลายที่เสนอ เข้ามาขอเงินกู้นั้นเริ่มปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางที่บอกว่า โครงการทั้งหลายนั้น มีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตัวคณะกรรมาธิการชุดนี้จึงจำเป็นและอาจจะ ต้องทำงานหนักมาก ๆ อาจจะหนักกว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่เกิดขึ้นเสียอีก ความจริงแล้ว ตัวโครงการที่มีการเสนอกันมา เราพูดกันในชั้นของการอนุมัติพระราชกำหนดว่า เรามีระยะเวลาที่กำหนดไว้ในการเสนอโครงการสั้นมาก ความจริงตอนเรากำลังอภิปราย เรื่องพระราชกำหนดอยู่มีการชี้แจงไปยังทุกจังหวัดให้มีการเสนอโครงการมายัง คณะกรรมการกลั่นกรองคือที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมีการกำหนดเวลาไว้ค่อนข้างสั้นประมาณ ๑ สัปดาห์เศษ ๆ กว่าที่สภานี้จะอนุมัติไป ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่จังหวัดต่าง ๆ ก็มีการดำเนินการในการที่จะคัดเลือก โครงการกันไปแล้วค่อนข้างที่จะมาก แต่ว่าในการเสนอโครงการต่าง ๆ เข้ามานั้นผมเองก็เคย พูดไปบอกว่าตัวเงื่อนไขหรือกรอบที่พระราชกำหนดต้องการให้เกิดขึ้นตามแผนงานสุดท้าย คือ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราเขียนไว้ค่อนข้างที่จะดีนะครับ แต่มันค่อนข้างกว้าง เช่นมันมี ๔ ข้อ ตั้งแต่ ๓.๑-๓.๔ เราพูดถึงเรื่องกิจกรรมพลิกฟื้นทางเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพ บริการสาขาเศรษฐกิจสำคัญ เรื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นชุมชน เรื่องกระตุ้นการบริโภค ภาคครัวเรือน และเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ🔗
แต่ผมบอกว่าระยะเวลาที่มันสั้นแล้วการชี้แจงที่ไม่ละเอียดนั้นอาจจะมี การหยิบโครงการเก่าขึ้นมาปัดฝุ่น ที่น่ากังวลที่สุดก็คือเป็นการตกลงร่วมกันระหว่าง ตัวจังหวัดเองกับตัวผู้รับเหมา เพราะฉะนั้นแทนที่จะตรงตามวัตถุประสงค์ว่าต้องการ สร้างงาน สร้างรายได้ จะกลับกลายเป็นการสร้างงานให้กับผู้รับเหมา หรือสร้างรายได้ให้กับ ผู้มีอิทธิพลที่เป็นผู้รับเหมาประจำท้องถิ่นนั้น ๆ ไป ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน ในตัวพระราชกำหนดฉบับนี้ แต่เมื่ออภิปรายไปเสร็จแล้วปรากฏว่าหลังจากนั้นมีการเสนอ โครงการเข้ามายังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นจำนวนมาก ผมถือโอกาสนี้ขอบคุณทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินะครับ ในเว็บไซต์ (Website) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เปิด ให้เห็นข้อมูลที่มีการเสนอโครงการเข้ามาในส่วนที่เรียกว่าไทยมี (ThaiME) ขณะนี้มีสื่อบางฉบับ บางส่วนได้มีการนำเสนอข่าวนี้ไปแล้ว ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็นประโยชน์ ข้อที่เขาเอาไป วิพากษ์วิจารณ์คืออะไรครับ เพียงแค่วันที่ ๙ มิถุนายนที่ผ่านมานั้นโครงการ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการเสนอมาแล้ว ๓๑,๘๐๑ โครงการ เป็นวงเงิน ๗๘๓,๓๔๘ ล้านบาท วงเงินมี ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สัปดาห์เดียวหลังจากที่สภาเราอนุมัติพระราชกำหนดนี้ไป มีความสามารถเสนอกันมาจากทุกจังหวัด จากทุกส่วน รวมถึงกระทรวงด้วยถึง ๗๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกินกว่าจำนวนที่กรอบวงเงินกำหนดไว้คือ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปเป็นเท่าเลยครับ🔗
แต่เรื่องที่มันถูกวิพากษ์วิจารณ์มากในขณะนี้ ซึ่งต้องขอขอบคุณเว็บไซต์ (Website) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและไทยมีที่เปิดให้เห็น รายละเอียดต่าง ๆ นี้ ผมว่าเป็นประโยชน์มาก มันมีความไม่ชอบมาพากลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เกิดขึ้น เช่นใน ๓ แผนงาน โครงการที่ตามพระราชกำหนด ๔ ข้อที่ผมพูดไปนั้นปรากฏว่า ในแผนงานที่ ๑ คือ ๓.๑ ที่เรียกว่าเป็นแผนงาน โครงการลงทุนกิจกรรมพัฒนาที่พลิกฟื้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีข้อเสนอเข้ามาถึง ๑๖๔ โครงการ ๒๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในแผนงาน ๓.๒ พูดถึงเรื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนเสนอเข้ามา ๑,๓๔๕ โครงการ เป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ข้อ ๓.๓ ที่เราเรียกว่าเป็นแผนงานโครงการส่งเสริมการ กระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและเอกชน รวมถึงการลงทุนต่าง ๆ นั้นยังไม่มีโครงการ เสนอเข้ามา ส่วนใน ๓.๔ มีข้อเสนอเข้ามาถึง ๒๙๒ โครงการ ๘๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็คือ เป็นเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน🔗
ใน ๓ ส่วนนี้สะท้อนอะไรบางอย่างนะครับ ถ้าเราบอกว่าต้องการไปสร้างงาน ต้องการไปสร้างรายได้ แต่ใน ๓.๓ ยังไม่มีโครงการเสนอเข้ามาเลย ซึ่งอันนี้ก็ต้องตามดู ต่อไปว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร แต่ในโครงการที่เสนอมาแล้วมีทุกแบบครับ ผมเรียน ท่านประธานเลยครับ กู้เงินไปซื้อโทรทัศน์ก็มีนะครับ เสนอโครงการมา ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท แล้วหลายโครงการด้วย ไปซื้อทีวี (TV) ทำป้าย มีโครงการหลายที่กลายเป็นเรื่องของ การปรับภูมิทัศน์ ซึ่งชัดเจนว่าอาจจะมีบริษัทรับเหมาเข้าไปทำ เหล่านี้เป็นต้น บางสื่อก็มี การนำเสนอแล้วว่าโครงการที่ไปเสนอนั้นวงเงินเท่ากันหมดเลย ไล่เลียงกันไปเลย เป็นวงเงิน ที่ตั้งไว้เป๊ะเลย เช่น ๕๐,๐๐๐ ไล่กันเลย หรือ ๕๐๐,๐๐๐ ก็ไล่กันไปเลย ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น คณะกรรมาธิการชุดนี้จึงจำเป็นมาก ๆ แล้วยิ่งล่าสุดมีข่าวออกมาว่าทางสำนักงาน คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติทำหนังสือไปถึงกระทรวงมหาดไทย บอกว่างบซึ่งเสนอ เรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้งของกระทรวงมหาดไทยที่เสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการ ทรัพยากรน้ำแห่งชาตินั้นความจริงตั้งใจจะเป็นงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ และสำนักงาน ทรัพยากรน้ำแห่งชาติกำลังกลั่นกรองนั้นเกรงว่าจะมีการซ้ำซ้อนกับที่หน่วยงานต่าง ๆ หรือในจังหวัดต่าง ๆ เสนอขอเงินในเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วย ยิ่งทำให้เห็นว่าความซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นก็ดี ความไม่ชอบมาพากลในการเสนอโครงการต่าง ๆ ก็ดี หรือความเร่งด่วนแล้วเหมือนกับหยิบโครงการเก่ามาปัดฝุ่นก็ดี เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น ผมเรียนท่านประธานว่าความจำเป็นของคณะกรรมาธิการชุดนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมี การจัดตั้งขึ้นแล้วคงจะต้องทำงานหนักมากขึ้นด้วย เรื่องใหญ่ก็คือว่าจนถึงขณะนี้ตัวรัฐบาลเอง ยังไม่ได้มีการกำหนดกรอบวงเงินใน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหลัง ที่ชัดเจนว่าแต่ละแผนงาน จะกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณเท่าไร ถ้า ๓.๑ ตอนนี้เสนอมา ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท กรอบวงเงินคือเท่าไร ในข้อ ๓.๒ แผนงานเสนอมา ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเต็มเงินกู้ไปแล้ว กรอบคือเท่าไร ๓.๓ เรื่องนี้คือเรื่องใหญ่สุดไม่มีข้อเสนอมาเลยกำหนดกรอบวงเงินไว้เท่าไร และอันสุดท้ายเช่นเดียวกัน เมื่อไม่มีการกำหนดกรอบวงเงินทุกอย่างก็เหมือนเปิดประตู ให้สามารถเสนอได้ทุกเรื่องทุกราวเข้ามา เราก็ยังไม่รู้ว่าตัวคณะกรรมการกลั่นกรองจะทำงาน อย่างไร ที่สำคัญก็คือว่าแม้ว่าการส่งสัญญาณจากส่วนกลางชัดมาก ท่านเลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่าทุกโครงการในเงินกู้ จะต้องเป็นเรื่องของการสร้างงานและสร้างรายได้ ตัวโครงการเท่าที่ผมไปดูรายละเอียด ในไทยมี (ThaiME) นี่ พยายามเขียนโยงให้เป็นไปตามแบบฟอร์มที่ทางคณะกรรมการ กลั่นกรองหรือทางรัฐบาลกำหนด แต่เหมือนกับเป็นการเติมข้อความจริง ๆ แต่ตัวสาระของ กิจกรรมไม่ใช่ คณะกรรมาธิการชุดนี้เมื่อมีการจัดตั้งขึ้นโดยสภาคงต้องทำงานหนักมากขึ้นครับ แต่ผมมีข้อเสนออยู่ ๒ ข้อ🔗
ข้อ ๑ อยากเสนอไปยังรัฐบาล เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะทำให้การทำงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นจะมีความง่ายดายขึ้นในการช่วยกันติดตามโครงการ การใช้งบเงินกู้ตัวนี้ ท่านยังมีเวลาทำทัน นั่นก็คือว่าในตัวคณะกรรมการกลั่นกรองนี้ เมื่อรับ โครงการต่าง ๆ ที่มาจากหน่วยงานและจังหวัด ๓๐,๐๐๐ กว่าโครงการ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปเยอะ จริง ๆ แล้วในตัวไทยมี (ThaiME) ยังไม่ได้บอกว่าโครงการ ที่เสนอจากส่วนกลางโดยตรง เช่น จากกระทรวง หรือเป็นโครงการที่เป็นนโยบายโดยตรงของ รัฐบาลมีหรือไม่ ตรงนี้สำคัญมาก ความจริงตัวเงินกู้นี้เป็นตัวโครงการที่เป็นงบประมาณพิเศษ คือกู้เงินมาแล้วต้องการหวังผลในระยะเร็วเพื่อไปแก้ไขปัญหาความเสียหายที่เกิดจาก ผลกระทบการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) เพราะฉะนั้นโครงการลักษณะนี้ควรจะเป็น ลักษณะที่กำหนดไปจากข้างบนหรือภาษาในการทำโครงการเรียกว่าท็อปดาวน์ (Top down) มากกว่าจะเป็นโครงการที่มาจากบอตทอม อัป (Bottom up) คือจากข้างล่าง ขึ้นมาข้างบน เพราะรัฐบาลมีความประสงค์ชัดเจนที่เขียนแผนงานของพระราชกำหนด ครม. ฟังเรื่องนี้แล้วอาจจะปรับเปลี่ยนได้ ตัวกรรมการกลั่นกรองอาจจะต้องเพิ่มเติมว่า โครงการที่นำไปสู่การสร้างงานสร้างรายได้นั้นบางส่วนต้องกำหนดโดยตรงไปจากส่วนกลางมากกว่า ที่จะให้จากข้างล่างขึ้นมา แล้วก็เป็นการหยิบโครงการเก่ามาปัดฝุ่นหรือมีการตกลงกันแล้ว ในแต่ละจังหวัดว่าใครจะทำโครงการไหน อย่างไร ซึ่งจะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของแผนงาน ในตัวพระราชกำหนดที่มีการกำหนดไว้ นี่คือเบื้องต้นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ตัวคณะกรรมาธิการชุดนี้จึงจำเป็นและสำคัญ🔗
ข้อเสนอสุดท้าย ซึ่งอันนี้เป็นการเสนอไปถึงตัวคณะกรรมาธิการ ถ้าสภาลงมติ จัดตั้งแล้วต้องทำงานโดยตรงแล้วเสนอไปยังรัฐบาลด้วยก็คือว่า ถ้าจะให้บังเกิดผลชัดเจน ในการติดตามตรวจสอบเรื่องของโครงการที่เกิดจากเงินกู้ทั้ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือเยียวยา ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือไปเรื่องสาธารณสุข รวมถึงอีก ๒ พระราชกำหนดหลังก็ดี ตัวคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ถูกจัดตั้งนี้ต้องทำงานแบบคู่ขนานกับคณะกรรมการกลั่นกรอง และกับคณะรัฐมนตรีด้วย คู่ขนานหมายความว่าเมื่อคณะกรรมการกลั่นกรองกลั่นกรองโครงการแล้ว ครม. อนุมัติ ข้อมูลทั้งหลายจะถูกส่งตรงมายังคณะกรรมาธิการ แต่ต้องเปิดช่องว่าถ้าคณะกรรมาธิการ มีการพิจารณาโครงการใดแล้วมีข้อสังเกตในเชิงที่อาจจะขอให้ชะลอโครงการหรือทบทวน โครงการใหม่ คณะรัฐมนตรีกับคณะกรรมการกลั่นกรองก็ควรที่จะพร้อมเปิดช่องทาง ในการทำงานคู่ขนานกัน ถ้าทำงานกันไปในลักษณะอย่างนี้ผมคิดว่าเงินกู้ที่เกิดขึ้นมา ๑ ล้านล้านบาท หรือ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็น่าจะตรงกับวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลตั้งไว้ แล้วตรงกับวัตถุประสงค์ของสภานี้ที่ได้อนุมัติพระราชกำหนดไป เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ และผมเชื่อว่าจากนี้ไปหลายฝ่ายจะติดตามเรื่องงบประมาณที่เกิดจากเงินกู้ โครงการต่าง ๆ ทั้งหลายโดยใกล้ชิดและโดยละเอียดมากขึ้น เพราะฉะนั้นผมสนับสนุนให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการชุดนี้ และเสนอแนวทางการทำงานเอาไว้ เพื่อที่จะให้บังเกิดผลประโยชน์ สูงสุดต่อการพิทักษ์ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (นายภราดร ปริศนานันทกุล กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
ต่อไป เชิญท่านภราดร ปริศนานันทกุล ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ผมเป็นหนึ่ง ในผู้ที่เสนอญัตติ ดังนั้น จะขออนุญาตใช้สิทธิในฐานะเป็นผู้ที่เสนอญัตติในการอภิปราย เหตุผลสนับสนุนความจำเป็นที่พวกเรานั้นตั้งใจที่จะเสนอญัตติ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการติดตาม ตรวจสอบการใช้งบประมาณจากเงินกู้ ตามที่ได้ ยื่นกับท่านประธานไว้🔗
ผมขออนุญาตเริ่มจากการอ่านเรื่องของญัตติด่วนที่พวกเราซึ่งประกอบ ไปด้วย ผม นายกรวีร์ ท่าน ส.ส. ภราดร ปริศนานันทกุล ท่าน ส.ส. สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ แล้วก็เพื่อนสมาชิก ส.ส. จากพรรคภูมิใจไทยอีกหลายท่าน ได้ลงชื่อแล้วก็ยื่นญัตติ เป็นญัตติด่วน เพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไข ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ติดตาม ตรวจสอบการใช้เงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙🔗
เหตุผล ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ในวงเงิน ๑ ล้านล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามกรอบการใช้จ่ายเงินที่อยู่ในบัญชีแนบท้าย ของพระราชกำหนดนั้นมีเพียงกรอบกว้าง ๆ ไม่ได้มีรายละเอียดของโครงการในการอนุมัติ โครงการ ดังนั้น หากว่าระยะเวลาในการกลั่นกรอง ในการพิจารณาอนุมัติมีค่อนข้างน้อย จะทำให้การใช้จ่ายนั้นไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ไม่ตรงไปตามเป้าหมาย ไม่โปร่งใส และอาจจะมีการรั่วไหล ซึ่งจะนำไปสู่ความเสียหาย ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความเสียหายให้กับ พี่น้องประชาชนมากขึ้นไปอีก🔗
พวกผมจึงตั้งใจที่จะยื่นญัตติด่วน เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้นั้นร่วมกัน พิจารณา แล้วก็ตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะไปติดตาม ตรวจสอบ แล้วก็ไปดูว่า เงินกู้ที่ผ่านสภาไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อนในวงเงินถึง ๑ ล้านล้านบาทนั้น ทางรัฐบาล ทางหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะมีแนวทาง มีวิธีการในการใช้จ่ายเงินอย่างไร ผมต้องบอกแบบนี้นะครับว่าในช่วง ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ได้พิจารณาและอนุมัติผ่านสภาเป็นที่เรียบร้อย ผมก็ได้ติดตามแล้วก็ฟังตั้งแต่วันที่มีการประชุมอภิปรายจากเพื่อนสมาชิก ทั้งฝ่ายค้าน แล้วก็ฝ่ายรัฐบาล ถึงปัญหาแล้วก็เสียงสะท้อนที่มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเปรียบเสมือนกับเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ที่ได้นำเอาข้อคิดเห็น นำเอาปัญหา นำเอา เสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนจากทั่วประเทศนั้นมาสะท้อนผ่านเวทีสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานจำได้ไหมว่าเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายกันหลายวันนั้นเขาเป็นห่วงเรื่องอะไร เขาเป็นห่วงเรื่องว่าถ้าหากว่าเราจะต้องกู้ในวงเงินถึง ๑ ล้านล้านบาทแล้ว เงินงบประมาณ ที่จะเอาไปใช้ เอกสารประกอบในการแนบท้าย พ.ร.ก. ที่เราพิจารณาผ่านกันไปนั้น แทบจะ ไม่ได้มีรายละเอียดโครงการมาให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาเลย เขาเป็นห่วงกันว่า เงินที่กู้ไปแล้วการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลนั้นจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อที่จะนำไปใช้ ในการแก้ไขปัญหาโรคระบาดโควิด (COVID) และเอาไปช่วยเหลือเยียวยาถึงมือพี่น้อง ประชาชนตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนหรือไม่ หลังจากที่ได้มีการลงมติ เสร็จเรียบร้อย ผมเองก็ได้ติดตามและพยายามที่จะฟังข่าวหาข้อมูลจากทางรัฐบาลว่าเงินกู้ ที่กู้ไปนั้น ที่ท่านกำหนดกรอบเอาไว้ ๓ ด้าน กรอบที่ ๑ ก็คือเรื่องของการแก้ไขปัญหา ทางด้านสาธารณสุข กรอบที่ ๒ เพื่อที่จะไปเยียวยาช่วยเหลือพี่น้องที่ได้รับผลกระทบ กรอบที่ ๓ ก็คือเรื่องของเงินฟื้นฟูอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ละกรอบแต่ละด้านนั้น รัฐบาลมีแนวนโยบาย หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมีแผน มีโครงการที่จะเอาไปใช้จ่ายเงิน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร🔗
อันแรก เงินเพื่อที่จะเอาไปใช้สำหรับการแก้ไขปัญหาทางด้านสาธารณสุข ของประเทศในวงเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ในวันที่เสนอนั้นผมเป็นอีก ๑ คนที่ได้ลุกขึ้น อภิปรายแล้วบอกว่าเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะเอาไปให้เพื่อจะแก้ไขปัญหาทางด้าน สาธารณสุขนั้นจะเพียงพอหรือไม่ และพอดูในรายละเอียดของโครงการ ผมต้อง กราบขอบพระคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่ได้ ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าจะผลักดันและเพิ่มเงินค่าป่วยการเป็นค่าตอบแทนให้กับ พี่น้องชาว อสม. ที่เราต้องยอมรับว่าในช่วงวิกฤติที่ผ่านมานั้น พี่น้องชาว อสม. ๑ ล้านกว่าคนทั่วประเทศ ถือได้ว่าเป็นกลไกที่สำคัญที่จะเป็นผู้ที่ผลักดัน เป็นผู้ที่ต่อสู้ และเป็นผู้ที่ออกไปรบกับศัตรูที่เรามองไม่เห็น เป็นการเพิ่มเงินค่าป่วยการจาก ๑,๐๐๐ บาท เป็น ๑,๕๐๐ บาท ให้กับพี่น้องชาว อสม. นอกจากนั้นยังจะเอาไปใช้สำหรับ รพ.สต. ทั่วทั้งประเทศ รวมไปถึงโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อที่จะเอาไปซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ ไปเติมอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับคุณหมอที่อยู่ตามต่างจังหวัด อยู่ในชนบท และอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะไม่พบกับปัญหาเรื่องของความขาดแคลนเมื่อเจอกับวิกฤติทางด้าน สาธารณสุขของประเทศต่อไปในอนาคต และนอกจากนั้นยังเอาไปใช้จ่ายในเรื่องของ การดูแลรักษาสุขภาพของผู้ป่วยกลุ่มที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายเงิน ผ่านกรม ผ่านกองทุน สปสช. ต่าง ๆ นั่นคือเงินก้อนแรกใน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท🔗
ก้อนที่ ๒ ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ไปติดตามว่าเงิน ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท จะเอาไปทำอะไร ก็พบว่าในเงิน ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะเอาไปใช้สำหรับช่วยเหลือ เยียวยา ซึ่งแน่นอนเอาไปผ่านโครงการเราไม่ทิ้งกัน ซึ่งพี่น้องประชาชนได้ทั้งหมด ๑๕ ล้านคน เอาไปผ่านโครงการเยียวยาพี่น้องเกษตรกรอีก ๑๐ ล้านคน เอาไปช่วยเหลือ ผู้เปราะบางอีกประมาณ ๗-๘ ล้านคน ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ผมกดคำนวณดูแล้วใช้เงินประมาณสัก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ได้ติดตามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าที่เราจะนำเอาเงินไป ช่วยเหลือเยียวยาวัดผ่านทางพระสงฆ์ต่าง ๆ ก็ยังไม่แน่ใจว่าสามารถที่จะมาใช้เงินในส่วน ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาทตรงนี้ได้หรือไม่ คำถามแล้วก็ความเป็นห่วงที่ตามมาก็คือว่าหลังจากที่ เราอนุมัติกรอบวงเงินไปเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้คำนวณดูจากโครงการ ต่าง ๆ ที่มีอยู่ ณ ตอนนี้ใช้เงินไม่ถึงหรอกครับ คำถามที่พี่น้องประชาชนถาม และสิ่งที่ผม อยากจะไปติดตามก็คือว่าแล้วส่วนที่เหลือที่ยังไม่เกินเพดานอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รัฐบาลจะเอาอย่างไร กระทรวงการคลังจะเอาอย่างไรครับ ท่านจะกู้มาเพื่อให้เต็มวงเงินแล้วไปคิดนโยบายต่าง ๆ เพื่อที่จะช่วยเหลือเยียวยาประชาชนเพิ่ม หรือเราจะหยุดอยู่แต่เท่านี้ หรือเงินที่ยังไม่ถึงเพดาน ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาทท่านจะเอาไป ใช้ประโยชน์ในโครงการอื่น ๆ แบบไหน อย่างไรบ้าง นี่คือคำถามที่รัฐบาลจะต้องตอบ และนี่คือสิ่งที่มีความจำเป็นครับที่จะต้องมีกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะไปติดตามการใช้เงิน ของรัฐบาลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ให้ได้มากที่สุด🔗
และกรอบวงเงินที่ ๓ อันนี้คือสิ่งที่ผมห่วงมากที่สุด เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปราย กันไป คือเงินฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เงินฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่บอกว่า ต้องเป็นห่วงมากที่สุด เพราะในวันที่เราพิจารณาอนุมัติผ่านกันไปนั้นเราแทบจะไม่เห็น โครงการใด ๆ เลยแม้แต่โครงการเดียว แต่หลังจากที่อนุมัติผ่านไปแล้วเราก็ได้ติดตาม แล้วก็ทราบครับว่าได้มีการให้หน่วยงานต่าง ๆ จากทุกจังหวัด อบต. ก็ดี หน่วยงาน จากราชการทั้ง ๗๐ กว่าจังหวัดในประเทศไทยนั้นได้ส่งโครงการต่าง ๆ เข้ามา ก็ทราบครับว่า มีการส่งโครงการเข้ามามากถึง ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่เรามีกรอบวงเงินที่จะใช้เพียงแค่ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้น ตรงนี้ละครับคือสิ่งที่ต้องเป็นคำถามและถามไปยังรัฐบาลว่า เราจะพิจารณาใช้เงินผ่านโครงการต่าง ๆ ตามลำดับความสำคัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร และเงินตรงนี้ก็ต้องบอกนะครับ เพื่อนสมาชิกเราก็พูดคุยกัน ท่าน ส.ส. สิริพงศ์ท่านก็เป็นห่วงแล้วก็ถามว่า พ.ร.บ. โอนเงินงบประมาณ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ที่เพิ่งผ่านสภาไป เราต้องไม่ลืมนะครับว่ามีโครงการหลายโครงการเป็นโครงการที่ต้องใช้เงิน ในการพัฒนา แต่เรากลับไปดึงโครงการต่าง ๆ เหล่านั้นมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) โครงการเหล่านี้อาจจะเป็นโรงเรียนที่นักเรียนเขากำลังจะเปิดเทอมแล้วยังไม่มีงบ ไปสร้างอาคารเรียน อาจจะเป็นถนนหนทางต่าง ๆ ที่จะนำเอาความเจริญ เอาไปแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชน แต่เงินถูกดึงกลับมาเพื่อที่จะมาช่วยโควิด (COVID) ครับ เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อที่จะเอาไปฟื้นฟูเศรษฐกิจตรงนี้พอที่จะเอาไปเติม พอที่จะ เอาไปใช้สำหรับโครงการที่จำเป็นที่ถูกงบดึงกลับมาได้หรือไม่🔗
นอกจากนั้นผมได้ไปติดตามดูว่าการใช้เงินของรัฐบาลนี้เราจะใช้เงินอย่างไร มีขั้นตอนในการใช้เงินอย่างไร ก็พบว่าท่านจะมีคณะกรรมการที่เรียกว่าคณะกรรมการ กลั่นกรองการใช้เงินกู้ ประกอบไปด้วย ๖ ท่าน และบวกผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะตั้งอีก ๕ ท่าน ๖ ท่านนี้มีใครครับ ๑. เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เป็นประธาน ๒. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ๓. ปลัดกระทรวงการคลัง ๔. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ๕. ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ๖. ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๕ ท่าน อย่างที่ผม ได้กราบเรียนไป เป็นเรื่องแปลกไหมครับที่เรากำลังจะใช้จ่ายเงินเพื่อที่จะไปแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) แต่ไม่มีในส่วนของสาธารณสุขอยู่เลยแม้แต่คนเดียว เป็นเรื่องแปลกไหมครับ ที่เรากำลังจะไปช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนจากหลากหลายอาชีพทั่วทั้งประเทศนั้น แต่ไม่มีตัวแทนของพี่น้องประชาชนเข้าไปอยู่เป็นปากเป็นเสียงให้กับพวกเขาเลย แม้แต่คนเดียว มันเป็นแบบนี้อย่างไรครับ การบริหารงานที่พวกเรายึดโยงกับระบบราชการ และเอาราชการนั้นเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการ ปัญหาต่าง ๆ ที่ตามมาหลังจากที่ ท่านประกาศแนวความคิดต่าง ๆ มาจึงมีปัญหาที่บางครั้งไม่ไปตอบโจทย์ความต้องการ ของพี่น้องประชาชน บางครั้งไปทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ บางครั้งไปทำให้พี่น้องประชาชน เขาได้รับผลกระทบและเดือดร้อนตามมา เพราะเราไม่ได้ให้พี่น้องประชาชนและคนที่ สมควรจะต้องเกี่ยวข้องไปอยู่ในคณะกรรมการตรงนี้อย่างไรครับ กรรมาธิการวิสามัญ ที่กำลังจะตั้งขึ้นที่พวกผมเสนอนั้นก็เพื่อที่จะไปแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่พวกเรากู้กันมานั้นจะเอาไปใช้เพื่อตอบโจทย์ ตรงกับความต้องการ ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้อนุมัติไปอย่างไรครับ🔗
นอกจากนั้น เมื่อวานนี้ผมได้ติดตามข่าวสาร เมื่อเช้านี้ก็ได้ติดตามข่าวสารครับ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ประเทศไทยของพวกเรานั้นถ้าจะบอกว่าเรากำลังจะก้าวข้ามวิกฤติ ทางสาธารณสุขก็คงไม่ผิดนัก ตอนนี้เราไม่มีผู้ป่วยในประเทศติดต่อกันเป็นระยะเวลา ๑๗ วัน ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก ผมได้ติดตาม และตามทฤษฎีของโรคระบาดเขาก็บอกว่า จะต้องใช้หลัก ๒ เท่าของระยะเวลาฟักตัว ของโควิด (COVID) ๒ เท่าก็คือ ๒๘ วันครับ นั่นหมายความว่าถ้าภายใน ๒๘ วันนี้ภายในประเทศของพวกเราไม่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศ เพิ่มขึ้นนั่นก็หมายความว่าเรามีโอกาสที่ดี เรามีทิศทางที่ดีที่จะก้าวข้ามพ้นวิกฤติทางด้าน สาธารณสุขไปแล้ว นี่คือสัญญาณที่ดี ซึ่งต้องชื่นชม แล้วก็ต้องขอบพระคุณว่าทางสาธารณสุข นั้นต่อสู้ แล้วก็ทำภารกิจนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เรากำลังจะ ก้าวข้ามผ่านวิกฤติหนึ่งเพื่อก้าวเข้าไปสู่อีกวิกฤติหนึ่งครับ วิกฤติที่ผมกำลังจะว่านั้นก็คือวิกฤติ ทางด้านเศรษฐกิจ ที่พี่น้องประชาชนจำนวนมากไม่ว่าจะสาขาอาชีพใดก็แล้วแต่ ทั่วทั้งประเทศนั้นได้รับผลกระทบ ดังนั้น การใช้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อที่จะไปฟื้นฟู ไปเยียวยาสภาพเศรษฐกิจนั้นจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือเหตุผล และความจำเป็นว่าทำไมเราถึงจะต้องมีคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อไปติดตาม เมื่อวานนี้ผมอยู่ จนสภาเลิกก็ได้ฟังเหตุผลของเพื่อนสมาชิก ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม จากพรรคก้าวไกล ท่านก็บอกว่าประเทศของเราจะต้องประกอบไปด้วยเรือ ๔ ลำ เรือลำแรกคือเรือรัฐบาล ลำที่ ๒ คือเรือราชการ ลำที่ ๓ คือเรือของรัฐสภา และลำที่ ๔ คือเรือของพี่น้องประชาชน ผมเห็นด้วยและจริงว่าเรากำลังอยู่ในรัฐนาวาที่กำลังจะพาเรือลำนี้ออกไปในมหาสมุทรใหญ่ สิ่งที่สำคัญมากไปกว่าเราจะมีเรือกี่ลำ จะมีผู้นำที่เข้มแข็งอย่างไร จะมีหน่วยงานราชการ ที่ช่วยกันพายเรือไปได้เร็วแค่ไหนแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือเรือต้องไม่มีรูรั่ว เพราะหากว่าเรือนั้น มีรูรั่ว ต่อให้ท่านพายเรือเก่งแค่ไหน ต่อให้มีผู้นำเก่งแค่ไหน เรือลำนี้ก็พายไปไหนไม่ได้หรอก ถ้าหากว่ารั่ว สุดท้ายก็ต้องไปจมลงกลางทะเล เหตุผลที่พวกผมเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อที่จะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้นั้นไปอุดรูรั่วของเรือเหล่านี้อย่างไรครับ เพื่อที่จะได้ เป็นหูเป็นตา เพื่อที่จะได้ไปดูว่าเงินทั้งหลายทั้งมวลนั้นไม่รั่วไหล รูรั่วของเรือเกิดจากอะไร เกิดจาก ๑. ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจากโครงการต่าง ๆ แต่ผมต้องขออนุญาตยกคำของ ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกจากพรรคภูมิใจไทย ท่านก็บอกเอาไว้ครับว่าสิ่งที่น่ากลัวไปกว่า การทุจริตคอร์รัปชันคืออะไรรู้ไหมครับ คือการใช้เงินที่ไม่ตรงไปตามวัตถุประสงค์และการ ใช้เงินที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะนั่นคือการสูญเสียแบบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่า จริงมาก นี่จึงเป็นเหตุผลที่คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะต้องไปติดตามและไปดูว่ารูรั่ว ของเรือนั้นอยู่ตรงไหน และทำอย่างไรที่เราจะไปอุดรูรั่วของเรือนั้นเพื่อให้เรือไปถึงชายฝั่ง ตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้ เพราะผมเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากจะเห็น และผมก็ไม่อยากจะเห็นว่า เรือรัฐนาวาที่บรรทุกเงินไปถึง ๑ ล้านล้านบาทออกไปเผชิญกับมรสุมแล้วดันไปล่มไปจม อยู่กลางทะเลพร้อมกับเงิน ๑ ล้านล้านบาท ผมไม่อยากเห็นครับ🔗
และประการสุดท้ายครับ ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้จะต้องเข้าไปทำ นั่นก็คือ กรรมาธิการจะต้องเป็นคนส่งเสียงเพื่อให้รัฐบาล เพื่อให้หน่วยงานราชการนั้นไม่ลืม ไม่ลืมอะไรครับ เราต้องไม่ลืมว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากทางด้านสาธารณสุขนั้นมาจาก พี่น้องชาว อสม. มาจากหน่วยงานสาธารณสุข และที่สำคัญที่สุดคือมาจากความร่วมมือ ของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ เราต้องไม่ลืมว่ามาจากการที่ธุรกิจห้างร้านต่าง ๆ เขายินดีที่จะให้ความร่วมมือกับมาตรการของรัฐด้วยการปิดกิจการ โรงแรม ท่องเที่ยว สโมสร กีฬาฟุตบอล ผลกระทบต่าง ๆ เป็นวงกว้างที่เขาจะต้องปิดกิจการลง เพราะต้องการ ที่จะปฏิบัติตามนโยบาย ตามมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล เราต้องไม่ลืมว่าพนักงาน ลูกจ้าง ไม่ว่าจะอยู่ในประกันสังคมหรือนอกประกันสังคมที่เขาถูกลดเงินเดือน ถูกลดวันทำงาน ถูกลดโอที (OT) ถูกลดรายได้เพื่อให้ความร่วมมือและทำให้พวกเรานั้นก้าวข้ามผ่านวิกฤติ โควิด (COVID) ครั้งนี้มาได้ ที่สำคัญเราต้องไม่ลืม และคณะกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นผู้ที่ไป ส่งเสียงให้ดังให้ถึงรัฐบาล ให้ถึงหน่วยงานที่ใช้จ่ายเงินว่าวัตถุประสงค์ของเงินก้อนนี้นั้น ไม่ใช่เอาไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ไม่ใช่เอาไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐ แต่มันจำเป็นที่ต้องเอาไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนให้เต็มที่ ให้ได้มากที่สุด ตามเจตนารมณ์ที่พวกเราอนุมัติแล้วก็ผ่านสภาแห่งนี้ไป🔗
ท้ายที่สุดผมอยากจะเชิญชวนแล้วก็วิงวอนเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะอยู่ทางฝั่ง ของฝ่ายรัฐบาลหรือจากฝั่งของฝ่ายค้าน หลังจากที่เราอภิปรายกันไปเสร็จสิ้นแล้วท่านต้อง ตัดสินใจครับ ท่านต้องตัดสินใจว่าจะสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ เพื่อมา ติดตาม มาตรวจสอบ มาดูว่าเงินที่ใช้ไปนั้นตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนหรือไม่ เพราะพวกเราต่างรู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง มันสำคัญมากเกินกว่าที่จะปล่อยให้อยู่ในมือของรัฐบาล มันสำคัญมากเกินไปกว่าจะปล่อยให้ อยู่ในมือของหน่วยงานราชการแค่ไม่กี่หน่วย มันสำคัญมากกว่าที่จะปล่อยให้อยู่ใน คณะกลั่นกรองใช้จ่ายเงินกู้แค่ไม่กี่คน แต่มันเป็นเรื่องของพวกเราทุกคนทั้งสภาและเป็นเรื่อง ของพวกเราพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณและมาตรการแก้ไขปัญหาโควิด 19 (Covid-19) (นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา เป็นผู้เสนอ)🔗
ต่อไปเป็น ผู้เสนอญัตติด่วนท่านต่อไปนะครับ นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ดอกเตอร์นภาพร เพ็ชร์จินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ขออภิปรายถึงหลักการและเหตุผลของการยื่นญัตติด่วน ขอให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบการใช้งบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ ที่ได้รับมาจากเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ทั้ง ๓ ฉบับนะคะ เนื่องจากงบประมาณ ดังกล่าวเป็นเงินกู้ ไม่ใช่รายได้นะคะ เป็นเงินกู้ที่สูงด้วย สูงกว่ายุคไหน ๆ ในขณะที่ร่างนี้ ไม่ได้กำหนดกรอบการใช้เงินไว้อย่างชัดเจน มีแต่กรอบกว้าง ๆ จึงทำให้ไม่มีระบบ การควบคุม ตรวจสอบที่แน่นอน ที่รอบคอบ แล้ววงเงินกู้สูง ๆ นี้เป็นอะไรมากไหม คำตอบ ก็คือไม่ได้เป็นอะไรมาก ถ้ารวมกับการกู้ก่อนหน้านี้หรือที่เรียกว่าการก่อหนี้สาธารณะ รวมแล้วอยู่ในกรอบของวินัยการเงินการคลังคือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) สำนักงาน บริหารหนี้สาธารณะออกมาเปิดเผยว่าตัวเลขจำนวนหนี้สาธารณะนี้เมื่อรวมกับการกู้ในครั้งนี้ จะทำให้ประเทศเรามีหนี้สาธารณะเท่ากับ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ฟังดูดีนะคะ เพราะว่ายังอยู่ในกรอบของการเงิน การคลัง แต่ตัวเลขนี้เริ่มจะปริ่ม ๆ เพดานเต็มทีแล้ว ตัวเลขจีดีพี (GDP) ไตรมาสนี้กระทรวงการคลังงดประกาศ แล้วให้ใช้ตัวเลขของสำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปก่อน มันก็ดูแปลก ๆ นิดหนึ่ง แต่เอาละค่ะ ตัวเลขที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประกาศมาเขาบอกว่า ติดลบ ๕ เปอร์เซ็นต์ และปีหน้าก็น่าจะติดลบอีก เป็นเหตุผลที่ประเทศเราพึ่งพาการส่งออก และการท่องเที่ยวถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็จริง แล้วจีดีพี (GDP) ปีหน้าจะติดลบเพิ่ม ตัวเลข มันต่ำลง ๆ ตัวเลขหนี้สาธารณะคงที่ สัดส่วนระหว่างหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) จะสูงขึ้น แน่นอนว่าต้องเกินกรอบวินัยการเงินการคลังแน่นอน ความหวังในครั้งนี้ก็คือรัฐบาล ต้องใช้เงินกู้นี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ เพราะอะไรคะ คำตอบ เพื่อพยุงให้ตัวเลขจีดีพี (GDP) ไม่ต่ำลง แต่จริง ๆ ส่วนตัวดิฉันคิดว่ารัฐบาลไม่ควรกู้เงินเยอะ ขนาดนี้ เพราะส่วนตัวคิดว่ารัฐบาลนี้อาจจะอยู่ไม่นานก็ได้ เพื่อให้รัฐบาลหน้าได้มีโอกาส ใช้เงินในการที่จะมาบริหาร เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศบ้าง หรือหากกรณี เกิดน้ำท่วมใหญ่ หรือเกิดระบาดรอบสองขึ้นมาจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ การกู้เงินมันเกินกรอบ วินัยการเงินการคลังแล้ว มันจะเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยนะคะ🔗
ประการที่ ๒ การนำเงินกู้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพให้หมุนเวียนอยู่ในระบบ เศรษฐกิจสามารถช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจได้ สิ่งที่ตามมารัฐสามารถที่จะจัดเก็บภาษีได้ มีนักเศรษฐศาสตร์บอกว่าเมื่อใส่เงินเข้าไปในระบบภาษีอย่างถูกต้อง ต้องอย่างถูกต้องนะคะ เราจะได้เงินกลับคืนมาราว ๆ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คิดว่าน่าจะจริง เพราะแค่จัดเก็บภาษีแวต (VAT) ๗ เปอร์เซ็นต์ ในระบบ ๓ ครั้ง หรือ ๓ ช่วงของการหมุนในระบบ เราก็ได้แวต (VAT) ประมาณ ๒๑ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่เงินที่ใส่ลงไปมันต้องเข้าระบบจริง ๆ ไม่ใช่เข้ากระเป๋าของ คนใดคนหนึ่ง หรือมันไปอั้น ไปติดอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ทำให้ระบบมันไม่โฟลว์ (Flow) มันไม่หมุนอย่างที่ควรจะเป็นนะคะ และยังไม่ทันที่ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินจะผ่านความเห็นชอบจากสภาเลยก็มีข่าวว่ารัฐมนตรีบางคน ได้พยายามล็อบบี (Lobby) ที่จะดึงเงินงบประมาณไปใช้ในกระทรวงของตัวเอง มีการพูดว่า มีนักการเมืองบางกลุ่มขัดแย้งกันเองอย่างหนัก เพราะเกิดปรากฏการณ์กินไม่แบ่ง ไม่รู้จริงหรือไม่นะคะ แต่ผลจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนของนิด้าโพล (NIDA Poll) พบว่ารัฐบาลสอบตกเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ทำให้การใช้งบประมาณในการล็อบบี (Lobby) ของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ใครมีเพาเวอร์ (Power) ก็จะได้รับการจัดสรรมาก ทำให้การใช้งบประมาณสะเปะสะปะเป็นเบี้ยหัวแตก สุดท้ายประชาชนก็จะไม่ได้ประโยชน์ อะไรจากการใช้งบประมาณดังกล่าว อาจจะเกิดเงินทอน เงินส่วนต่างแต่ละโครงการได้ หากไม่มีการตรวจสอบที่ดีพอ ยกตัวอย่างเช่นช่วงที่มีการเกิดไวรัสใหม่ ๆ มี อบจ. ที่หนึ่ง ได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำมันพืชก็เป็นงบประมาณที่สูงมาก หรือแม้กระทั่งการจัดซื้อจัดจ้างเรื่องเครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อที่สูงเกินไป จึงนำมาเป็นเหตุผล สู่ข้อที่ ๓ ที่ดิฉันห่วงใยมาก ๆ ก็คือเรื่องความเชื่อมั่นของสังคม เท่าที่ได้อ่านบทความของ นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักสื่อสารมวลชน และนักธุรกิจอื่น ๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คนที่จะได้รับประโยชน์จากเงินกู้ก้อนนี้ก็คือนักการเมือง ดิฉันเป็นนักการเมือง ท่านประธานก็เป็นนักการเมือง เราไม่ควรจำนนต่อทัศนคติแบบนี้ ถึงเวลาที่สภาแห่งนี้ ต้องยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างประชาชน ต้องช่วยเหลือ ควบคุม ตรวจสอบการใช้จ่ายของรัฐบาล ให้มีประสิทธิภาพ ให้มีประโยชน์จริง ๆ มีประโยชน์ต่อทุกคน ทุกกลุ่มอย่างเสมอภาคกัน เป็นธรรม โปร่งใส และจะไม่ยอมให้สังคมพูดว่ามีนักการเมืองทุจริตจากเงินงบประมาณ ก้อนนี้ วันนี้ดิฉันจึงขอให้สภาได้โปรดเห็นชอบกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบ และติดตามการใช้งบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติโควิด (COVID) ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ทั้ง ๓ ฉบับ และ พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ซึ่งนอกจากจะช่วยให้มีการตรวจสอบการใช้ งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว คณะกรรมาธิการชุดนี้ยังควรจะต้องทำหน้าที่ในการ รณรงค์สร้างจิตสำนึกการไม่ทุจริตในเงินงบประมาณก้อนนี้ให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส การแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากเศรษฐกิจและสังคมได้จริง ตามความคาดหวังของ ประชาชน ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินกู้ ๓ ฉบับ (นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เป็นผู้เสนอ)🔗
ต่อไปจะเป็น ผู้เสนอญัตติด่วนท่านต่อไป เชิญนางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันก็ได้ยื่นญัตติด่วนขอเสนอเรื่องการขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากเงินกู้ ๓ ฉบับ ดิฉันจะขอ กล่าวถึงหลักการและเหตุผลนะคะ🔗
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีการอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินทั้งสิ้น ๓ ฉบับ ได้แก่ ๑. พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓ ๒. พระราชกำหนดการรักษา เสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๓ และ ๓. พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓ วงเงินทั้งสิ้น ๑.๙ ล้านล้านบาท ในการนี้เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณพระราชกำหนดเงินกู้ทั้ง ๓ ฉบับนี้ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบรรลุวัตถุประสงค์ จึงเห็นควรให้มีการติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณดังกล่าว ดังนั้น ดิฉันจึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาในเรื่องของการติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินกู้ ๓ ฉบับ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๖๒ ค่ะ🔗
ท่านประธานคะ จากที่เราได้รับฟังเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านอภิปรายถึง ประเด็นเกี่ยวกับ พ.ร.ก. การกู้เงินทั้ง ๓ ฉบับนี้ที่ผ่านมาเป็นระยะเวลาหลายวัน เราได้เห็น ก็เรียกว่าเป็นมิติใหม่ทางการเมือง ที่ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายค้านเองหรือว่าทางฝ่ายรัฐบาลเอง ก็มีความคิดเห็นในหลาย ๆ เรื่องที่ตรงกัน ที่อยากจะให้มีการตรวจสอบเพื่อแสดงความโปร่งใส ในส่วนของการใช้เงิน พ.ร.ก. กู้เงินนี้ โดยพระราชกำหนดกู้เงินทั้ง ๓ ฉบับ เป็นเงินทั้งสิ้น ๑.๙ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินจำนวนมาก แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้มีการอภิปราย มีข้อกังวลต่าง ๆ จากหลายฝ่าย เกรงว่าเม็ดเงินนี้อาจจะเกิดการรั่วไหลบ้าง อาจจะเป็นไป ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์บ้าง ในการที่จะนำงบประมาณนี้ไปใช้ก็เป็นเรื่องที่ดีที่เราจะได้รับ ข้อพึงระวังต่าง ๆ โดยสภาแห่งนี้ก็ได้รับข้อชี้แจงจากทางรัฐบาล นำโดยท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพในการ ดำเนินการจัดการแก้ไขปัญหาวิกฤติของการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา (Corona) ก็เป็นที่ประจักษ์ได้ว่าการบริหารจัดการของประเทศไทยนั้นประสบความสำเร็จในระดับต้น ๆ ของโลก แล้วก็ยังเป็นกรณีศึกษาให้กับอีกหลาย ๆ ประเทศ ดังนั้น ในส่วนของการจัดการ งบประมาณนี้ทางดิฉันเองก็คงไม่เป็นที่เคลือบแคลงสงสัย แต่อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ดี เพื่อลดความกังวลดังที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้แสดงความเห็นไปแล้ว รวมไปถึง ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีส่วนร่วมในการที่จะช่วยกันติดตาม ตรวจสอบ และให้ ข้อเสนอแนะ เพื่อให้การนำงบประมาณนี้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส แล้วก็เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชนนะคะ ดิฉันและเพื่อนสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จึงขอเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่าย งบประมาณพระราชกำหนดกู้เงิน ๓ ฉบับ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณนี้เป็นไปด้วยความ โปร่งใส ตรวจสอบได้ แล้วก็บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประเทศและประชาชนต่อไป🔗
สุดท้าย ดิฉันอยากจะขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันตัดสินใจที่จะช่วยกัน สนับสนุนในการที่จะตั้งคณะกรรมาธิการ เพื่อที่พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ มีการทำงานร่วมกัน มีส่วนร่วมในการดูแลเม็ดเงินของพวกเราชาวไทยทุกคนให้สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและมีประโยชน์ที่สุด ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรวิสามัญตั้งคณะกรรมาธิการติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นผู้เสนอ)🔗
ต่อไปเชิญ เจ้าของญัตติด่วนท่านต่อไป เชิญท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ นำเสนอข้อมูลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา กระผม ได้เสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงิน จากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เหตุผล ดังนี้🔗
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของโรคติดเชื้อดังกล่าวไปแล้วนั้น เนื่องจากการกู้เงินดังกล่าวมีจำนวนเงินสูงถึง ๑ ล้านล้านบาท แต่กรอบการใช้จ่ายเงิน ที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายพระราชกำหนด มีเพียงกรอบกว้าง ๆ ไม่มีรายละเอียดของโครงการ อีกทั้งเมื่อได้รับฟังการชี้แจงของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วพบว่า ภาวะความฉุกเฉินเร่งด่วน และจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินด้วยความรวดเร็ว ทำให้มีระยะเวลาในการนำเสนอโครงการ และมีระยะเวลากลั่นกรองโครงการก่อนพิจารณาอนุมัตินั้นน้อยมาก จึงมีความห่วงใย เป็นอย่างยิ่งว่าการกู้เงินจำนวนมาก นอกจากจะเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้แก่ลูกหลาน ของเราแล้ว ยังเป็นค่าใช้จ่ายที่จะเป็นไปตามเป้าหมาย มีความโปร่งใส มีการรั่วไหลหรือไม่ จึงยิ่งสร้างความเสียหายเสมือนเป็นการซ้ำเติมพี่น้องประชาชนอีกด้วย ดังนั้น เพื่อให้ การใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าวเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบรรลุจุดมุ่งหมาย ของโครงการการใช้จ่ายเงินกู้ที่ต้องให้เกิดการจ้างงานและรายได้ จึงสมควรให้มี คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินกู้ ดังกล่าว ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ซึ่งกระผมมีเหตุผล เพิ่มเติมที่จะขออนุญาตท่านประธานกราบเรียนต่อเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคมที่ผ่านมา กระผมได้มี ส่วนร่วมในการอภิปรายพระราชกำหนดทั้ง ๓ ฉบับด้วย ผมได้แสดงเจตนารมณ์ไว้ว่า สภาแห่งนี้ควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาติดตาม ตรวจสอบ งบเงินกู้ดังกล่าวไว้แล้วนั้น กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านหัวหน้าพรรค ท่านสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา ที่กรุณามีมติอนุมัติให้กระผมเป็นผู้เสนอญัตติฉบับนี้ และขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่กรุณาร่วมเซ็นรับรองญัตติของกระผมด้วย ท่านประธานครับ ท่านประธาน ได้รับฟังการให้สัมภาษณ์ของท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหลังจากมีการพิจารณา พระราชกำหนดทั้ง ๓ ฉบับไปแล้ว ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้สัมภาษณ์ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความเข้าใจผิด คิดว่ากระทรวงการคลังกู้เงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผมนั่งฟังอยู่ตลอด เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ไม่ได้มีใครเข้าใจผิดเลยว่ากู้เงินไม่เกิน ๑ ล้านล้านบาท แต่มีอีก ๒ ฉบับ ก็คือพระราชกำหนดซอฟต์โลน (Soft Loan) กับตราสารหนี้อีก ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเวลาอภิปราย ส.ส. ที่อภิปรายก็จะใช้เวลาจำกัดที่มีอยู่ ก็มักจะพูดว่า ๑.๙ ล้านล้านบาท ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานให้ท่านผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทยทราบว่าสมาชิกสภาแห่งนี้ไม่มีใครเข้าใจผิด ทราบอยู่ตลอดเวลาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากเหตุผลที่เพื่อนสมาชิกที่ยื่นญัตติได้ชี้แจงอภิปรายไปแล้ว ว่ามันมากไปไหม อะไรมากครับ ไม่เกิน ๑ ล้านล้านบาทมากไปไหม จะมากหรือจะน้อย ผู้ที่จะช่วยทำให้ไม่เกิน ๑ ล้านล้านบาทนั้นมีประสิทธิผลและมีความประหยัดมากที่สุดก็คือ การตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับ ไปดูว่าโครงการใดควรกู้ โครงการใดไม่ควรกู้ ถ้ามัน ประหยัดได้มากกว่า ๑ ล้านล้านบาท คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ละครับจะช่วยให้เราเป็น หนี้น้อยลง ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วถามว่ามันน้อยไปใช่ไหม อะไรน้อยไปครับ น้อยไป ก็คือการใช้เงินที่ไม่มีโครงการรองรับแม้แต่โครงการเดียว ให้กรอบกว้าง ๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นใครช่วยได้ คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ละครับเขาจะไปดูว่าโครงการต่าง ๆ ที่นำเสนอมาทั้งหมด ๓๑,๐๐๐ กว่าโครงการ จำนวนเงินทั้งสิ้น ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มากกว่าเกือบ ๒ เท่า กับเงินจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ละครับเขาจะไปดูว่าโครงการใด ๆ นั้นก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก่อความเป็นธรรมให้เกิดกับทุกจังหวัด และในที่สุดก่อให้เกิดความโปร่งใส เพราะทุกคน เป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่งในการใช้เงินจำนวนนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีตัวอย่างในการ ติดตาม การตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐในอดีตให้เห็น ตัวอย่างที่สำคัญก็คือ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๑ ถามว่าจังหวัดสุพรรณบุรีมีงบประมาณ ไปดำเนินการเหมือนกับจังหวัดอื่น ๆ แต่ทำไมโครงการมันดีกว่า ทำไมใช้ได้มีประสิทธิภาพ มากกว่า ทำไมสวยงามกว่า ทำไมมั่นคงกว่า ทำไมยั่งยืนกว่า เพราะอะไรครับ เพราะว่ามีการ ติดตาม ตรวจสอบตั้งแต่ต้นน้ำ หมายความว่าตั้งแต่เริ่มโครงการ มีการติดต่อ มีการติดตาม ตรวจสอบไปยังกลางน้ำ นั่นหมายความว่าระหว่างดำเนินโครงการไปตรวจสอบอยู่ ตลอดเวลา และในที่สุดมีการติดตาม ตรวจสอบไปยังปลายน้ำ หลังจากโครงการสำเร็จ เรียบร้อยแล้วเป็นไปตามสเปก (Spec) ไหม ใช้งานได้จริงไหม สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นถ้าสภาแห่งนี้ กรุณาลงมติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น ผมเชื่อว่าหลาย ๆ สิ่งจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างการทำโครงการต่าง ๆ นั้นควรจะมีป้ายติดไว้ไหมว่าโครงการนี้เป็นโครงการเงินกู้ เป็นมูลหนี้ที่ก่อให้เกิดหนี้สินกับพี่น้องประชาชน ให้เขาตระหนักอยู่เสมอว่าเงินทั้งหมด ทั้งสิ้นนั้นเป็นเงินที่ไปกู้เขามาทำ เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันตรวจสอบ ควรจะมีการประกาศ รายชื่อผู้ที่เสียสละอุทิศในการไม่ยอมรับเงินเยียวยาด้วยหรือไม่ เพราะบุคคลเหล่านี้ เป็นบุคคลที่เสียสละไม่ยอมรับเงินกู้ นั่นหมายความว่าเงินกู้ของเราจะลดลง ใช้น้อยลง เราจะใช้คืนเงินกู้เขาน้อยลงไปด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ดังที่ผมกรุณากราบเรียนท่านประธานมาแล้วว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการทำให้เงินกู้ดังกล่าว มีประโยชน์สูงสุด ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีคำถามตามมาอีกครับ คำถามที่ตามมา นั่นก็คือว่ามันจริงไหม ส.ส. ในสภาแห่งนี้มีส่วนได้รับเงินกู้จำนวนนี้ในโครงการต่าง ๆ ๘๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาทด้วยหรือไม่ ท่านประธานครับ ตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๙ ว่าด้วยผลประโยชน์ขัดกัน มาตรา ๑๘๕ กำหนดไว้ ชัดเจนว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่ง การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภากระทำใด ๆ (๒) การกระทำในลักษณะ ที่ทำให้ตนมีส่วนในการใช้จ่ายงบประมาณหรือให้ความเห็นชอบในการจัดทำโครงการ ใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐ เว้นแต่เป็นการดำเนินการในกิจการของรัฐสภา เพราะฉะนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นว่าเงินกู้จำนวนดังกล่าวเป็นงบประมาณไหม ส.ส. เข้าไป ยุ่งเกี่ยวได้ไหม เรื่องเหล่านี้แหละเราจะได้นำไปพูดคุยปรึกษาหารือกันในที่ประชุม ของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะมีการตั้งขึ้น ท่านประธานครับ โครงการทั้งหมด ๓๑,๘๐๑ โครงการ งบประมาณทั้งสิ้นที่นำเสนอมาอยู่ในขณะนี้ สถิตินี้มาจากวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ งบประมาณที่เสนอมาที่จะใช้เงินทั้งหมด ๗๘๓,๓๔๘ ล้านบาท มากกว่า งบประมาณที่เรามีอยู่ที่กำหนดไว้เพียง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ถามว่างบประมาณ จำนวนนี้ในภาวะวิกฤติอย่างนี้ต้องใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในการไปฟื้นฟูเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่าท่านนำเงินไปใช้ ๑ บาท ต้องได้ประโยชน์กลับมา ๕ บาท ไม่ใช่ไปใช้ ๑ บาท เอาไปใช้ ๕๐ สตางค์ แล้วเก็บใส่กระเป๋า คนทำอีก ๕๐ สตางค์ ดังที่ปรากฏให้เห็นบ่อย ๆ อยู่เป็นประจำ ๆ ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกแล้ว นะครับ ผมยกตัวอย่าง มีโครงการดี ๆ ที่รัฐบาลจะต้องดำเนินโครงการผ่านจากบนลงล่าง หรือท็อปดาวน์ (Top down) ลงไปเป็นเมกะโพรเจกต์ (Mega project) ที่จะไปกระตุ้น เศรษฐกิจได้ภายใน ๑ ปี แต่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการในโครงการดังกล่าว ผมขออนุญาตเห็นด้วยกับท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายไปแล้ว ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย โครงการบางโครงการรัฐจำเป็นต้องดำเนินการจากข้างบนลงข้างล่าง ยกตัวอย่าง โครงการตลาดนำการผลิตสินค้าเกษตร และนำไปสู่แนวทางการจัดการบริหาร พื้นที่เกษตรกรรมหรือโซนนิง (Zoning) เรื่องนี้ควรทำอย่างยิ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์มีโครงการอย่างนี้หลายปีมาแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เราใช้เงิน จำนวนนี้ไปทำได้ไหม เกษตรตำบลเป็นเหมือนพระเอกในโครงการนี้ ทำเถอะครับ เริ่มให้เห็น ระบบโซนนิง (Zoning) เริ่มให้เห็นการผลิตอย่างมีคุณภาพ มาตรฐาน เอาจังหวัดละ ๑ แห่ง ก็ยังดี ใช้พื้นที่ เอาน้ำไปให้เขา เอาตลาดไปให้เขา เกษตรกรสามารถกำหนดราคาสินค้าได้ โครงการอย่างนี้ต้องเกิดแล้วยั่งยืน และจะนำไปสู่รายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรและ ประเทศชาติในภาวะวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) อาหารเป็นสิ่งจำเป็นมาก แล้วประเทศเรา มีความเหมาะสมอย่างยิ่งครับ ทำเถอะครับ เริ่มต้นจะมีอิมแพกต์ (Impact) แล้วก็ยั่งยืน ถาวรด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมเห็นการปรับโอนงบประมาณแล้วก็เศร้าใจครับ มีกรมกรมหนึ่ง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกรมเล็ก ๆ แต่มีความสำคัญมากครับ ก็คือกรมการข้าว ปรับโอนงบประมาณมาช่วยแก้ไขปัญหาโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ๑๒๙ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ รู้ไหมครับ กรมนี้ผลิตพันธุ์ข้าว ปรากฏว่าอย่างนี้ครับ ความต้องการของเกษตรกรชาวนาต้องการพันธุ์ข้าว ๑ ล้านตันเศษ ๆ ต่อปี แต่กรมนี้ ผลิตได้เพียง ๘๐,๐๐๐ ตันต่อปีเท่านั้น จากสถิติตัวเลขที่นำมาเสนอท่านประธานดูครับ ประเทศเราส่งออกตั้งแต่ปี ๒๕๕๙-๒๕๖๒ ลดลงทุกปี เคยส่งออกได้ ๙,๙๐๖,๓๙๓ ตัน ในปี ๒๕๕๙ มาปี ๒๕๖๒ ส่งออกได้ ๗,๕๘๐,๕๐๕ ตัน ลดลงไป ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ลดลงทุกปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ รายได้ที่เคยนำมาสู่ประเทศจากการส่งออกข้าวเคยได้ในปี ๒๕๕๙ ๑๓๕,๖๙๑ ล้านบาท มาปี ๒๕๖๒ ได้ ๑๓๕,๕๔๓ ล้านบาท ลดลงไปถึง ๓๒.๕ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นลองเปรียบเทียบ ๓ ประเทศที่ส่งออก ประเทศอินเดียส่งออกข้าวมากที่สุด แต่ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เขาลดไป ๙ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยลดจำนวนเป็นอันดับ ๒ แต่เปอร์เซ็นต์ ที่ลดลดลงไปถึง ๓๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๖๒ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙-๒๕๖๒ ดูประเทศเวียดนาม ประเทศเวียดนามส่งออกเพิ่มทุกปี ปี ๒๕๖๒ ส่งออกเพิ่ม ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วเขาจะเพิ่มทุกปี แต่เรากลับลดลงทุกปี เพราะฉะนั้นกรมนี้เป็นกรมที่สำคัญ ๑. ช่วยชาวนา ๒. ช่วยนำรายได้ มาสู่ประเทศ แล้วทำไมไม่ทำโครงการผลิตพันธุ์ข้าวให้เพียงพอหรือปฏิรูปปฏิวัติการผลิต พันธุ์ข้าวให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวนา โครงการอย่างนี้ต้องทำครับท่านประธาน ท่านประธานเคยไปต่างประเทศนะครับ ความสดชื่นที่เราได้สัมผัสในแม่น้ำต่าง ๆ ของประเทศที่เขาเจริญแล้ว เขาใสสะอาด มองลงไปเราก็ปลื้มใจ แล้วก็ชื่นใจ แต่ประเทศ ของเราไปดูเถอะครับ แม่น้ำลำคลองเต็มไปด้วยขยะ เต็มไปด้วยผักตบชวา สิ่งเหล่านี้เราควร ใช้โอกาสนี้ ใช้เงินจำนวนนี้เข้าไปทำแล้วทำอย่างยั่งยืน จะไม่ทำลักษณะที่วงจรอุบาทว์ กลับมาทุก ๓ เดือน ทุก ๓ เดือน แล้วงบประมาณกี่หมื่นล้านบาทจะพอ ทำอย่างนี้ แล้วแถม ยังเอายาสารเคมีไปฉีดก็ตกตะกอนแม่น้ำก็เน่าเสียด้วย เพราะฉะนั้นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ผมถึงบอกอย่างไรครับ ๑. ไปจ้างงานกำจัดผักตบชวาในแต่ละจังหวัด สร้างงานให้เขาให้เขามี รายได้ ๒. ได้ประโยชน์จากการกำจัดขยะในแม่น้ำลำคลองด้วย สร้างความใสสะอาด สร้างสิ่งแวดล้อมให้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลกให้ได้ เรามีแม่น้ำสวย ๆ หลายสาย แต่มันเต็มไปด้วยผักตบชวา โครงการอย่างนี้ต้องทำ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากเรื่อง ผักตบชวาแล้ว พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ผมเห็นชาวนาบ้านผมแล้วผมก็เศร้าใจแทน ตำรวจ ไปตามจับเวลาเขาเผาฟางข้าวหรือเผาไร่อ้อย แล้วอย่างนี้ทำไมไม่ใช้งบประมาณในส่วนนี้ดูว่า มีรถอัดฟางที่เราผลิตในประเทศมีที่ไหน เราควรจะสนับสนุนงบประมาณตัวนี้ไปจูงใจเขา ไม่ต้องเผาฟาง ไม่ต้องไปจับเขา จูงใจเขา อ้อยก็เช่นเดียวกัน รถตัดอ้อยยังไม่ครบเลย จะช่วยได้เห็นไหมครับ ถ้าเราทำโครงการหนึ่งแล้วได้ประโยชน์หลาย ๆ ประการควรทำไหม ท่านประธาน🔗
เรื่องสุดท้ายที่ผมจะนำเสนอ วันที่ ๑ กรกฎาคมที่จะถึงนี้ โรงเรียนจะเปิดเทอมแล้ว กระทรวงศึกษาธิการรับมือไหวไหม ทำไมไม่เสนอโครงการใช้งบเงินกู้ตัวนี้ไปช่วยการศึกษา ของประเทศ เรามีบัณฑิตตกงานจำนวนมาก ลองจ้างเสริมเข้าไปบัณฑิตก็มีงานทำมีรายได้ ในขณะเดียวกันลูกหลานของเราในโรงเรียนก็ได้บุคลากรครูเข้าไปช่วยเขา ให้ความรู้ทางด้าน คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต (Internet) วางพื้นฐานให้กับเขาช่วยครูปัจจุบันเสริมทางด้าน การศึกษาเข้าไป เห็นไหมครับ ได้ทั้งช่วยคนตกงานกระจายรายได้ไป ในขณะเดียวกัน เด็ก ๆ ก็ได้ประโยชน์ด้วย โรงเรียนก็ได้ประโยชน์ด้วย อย่างนี้ละครับ ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ในอดีตที่ผ่านมาย้อนไปดูปี ๒๕๑๔ สาเหตุของการปฏิวัติตัวเอง ของรัฐบาลในปี ๒๕๑๔ คือการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรียกร้องงบประมาณไปใช้ใน จังหวัดของแต่ละจังหวัดแล้วก็เกิดปัญหาขึ้น รัฐบาลในขณะนั้นปฏิวัติตัวเอง และรัฐบาลปี ๒๕๑๔ มีผู้มีอิทธิพลเป็นรองนายกรัฐมนตรีมีตัว ป นำหน้าเหมือนกับ รัฐบาลชุดปัจจุบันเลย คณะกรรมาธิการชุดนี้จะช่วยได้ ช่วยให้สภาอยู่ยั่งยืนได้ ช่วยให้ นายกรัฐมนตรีตัดสินใจในทางที่ถูก จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงยิ่ง🔗
เหตุผลต่าง ๆ ที่กระผมได้นำเสนอต่อสภาแห่งนี้ก็หวังว่าเพื่อนสมาชิก ที่เคารพทุกท่านจะกรุณาสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาตรวจสอบ ขึ้นมา ติดตามการกู้การใช้จ่ายงบประมาณ ๑ ล้านล้านบาทในครั้งนี้ครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ เหลือญัตติด่วนประเภทเดียวกันอีก ๑ ญัตติของท่านคมเดช ไชยศิวามงคล ก่อนที่ท่านคมเดช จะนำเสนอหลักการและเหตุผล ผมขออนุญาตว่าหลังจากท่านคมเดชนำเสนอแล้วก็จะมี ท่านสมาชิกเราที่ให้ความสนใจที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นนะครับ ผมแจ้งรายชื่อ ไว้สัก ๔ ท่าน เพื่อท่านจะได้เตรียมตัวที่จะอภิปรายต่อหลังจากนี้ ๑. ท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ๒. ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ๓. ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ๔. ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ๔ ท่านที่ต้องเตรียมตัวนะครับ🔗
ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (นายคมเดช ไชยศิวามงคล เป็นผู้เสนอ)🔗
ต่อไปญัตติ สุดท้ายเสนอโดยท่านคมเดช ไชยศิวามงคล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. พรรคเพื่อไทย จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๓ ท่านประธานครับ คงไม่มีใครอยากเห็นประเทศล้มละลาย เงินก้อนนี้เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่ทางรัฐบาลจะมี โอกาสกู้ เพราะว่าตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศตกเข้าไปประมาณ ๕๘ เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าเราดูงบประมาณปี ๒๕๖๔ แล้วคงกู้ไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณกันว่าคงเก็บภาษีไม่เข้าเป้า ผมว่าหายไม่ต่ำกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในส่วนนี้ เพราะว่าการตรวจสอบมีความจำเป็น ช่วงงบประมาณเข้า ตามพระราชกำหนดเกี่ยวกับการกู้เงิน ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศกลางสภาว่าไม่ต้อง ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพราะว่ามีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สตง. หรือ ป.ป.ช. เป็นองค์กรการตรวจสอบอยู่แล้ว ผมว่าเป็นความคิดที่ยังยึดติดอยู่ในระบบเผด็จการอยู่ ไม่ควรจะเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ แนวทางการบริหารของรัฐบาล ชุดนี้ในช่วง ๕-๖ ปีที่ผ่านมา เกจิอาจารย์ท่านหนึ่งท่านมรณภาพไปแล้วคือท่านหลวงตา มหาบัว ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่เราจะได้ยินคำคำหนึ่งว่า ซื่อแต่ปาก ใจสกปรก เป็นปรัชญา ทางธรรมะส่วนหนึ่งว่าถ้าปากพูดอย่างหนึ่ง ใจทำอย่างหนึ่ง ก็เลยออกมาเป็นแนวทางนี้ เพราะฉะนั้นจากการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านเรามีโอกาสตรวจสอบย้อนหลังไป ตั้งแต่เรื่อง องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกซึ่งมีการปิดโครงการไป ซึ่งเกิดความล้มเหลวทั้งหมด มีนายหน้าซึ่งนั่งอยู่หน้าองค์การเก็บเงินเปอร์เซ็นต์ เก็บต๋ง แล้วทาง หจก. สุรัสวดี 98 ได้ทำการฟ้องร้องไว้ที่กองปราบปราม แต่เรื่องก็เงียบเฉยไป ทั้งกิน ทั้งโกง ทั้งปล้น เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราเห็น เราไม่อยากให้เกิดขึ้นครับท่านประธาน ตัวผมเองมีโอกาสที่จะเก็บ ข้อมูลตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องยางพาราซอยล์ซีเมนต์ (Para Rubber Soil Cement) ซึ่งเจ้าของนวัตกรรมตรงนี้ก็คือ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ศตคุณ เดชพันธ์ คงเอ่ยชื่อท่านได้ เพราะว่าเป็นเจ้าของนวัตกรรมพาราซอยล์ซีเมนต์ (Para soil cement) และพาราซอยล์เคปซีล (Para soil cape seal) ซึ่งทำเอ็มโอยู (MOU) กับจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ทำให้ยางพาราขึ้นมาถึง ๔๐ บาทโดยไม่ต้องอาศัยงบประมาณ นั่นคือ เป็นส่วนหนึ่งที่เราเกิดความกังวลว่าไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก จากงบประมาณ ๔-๕ ส่วน กู้ ๑ ล้านล้านบาทส่วนหนึ่ง เอสเอ็มอี (SMEs) ส่วนหนึ่ง ออกตั๋วเงินส่วนหนึ่ง จัดงบไป เยียวยาส่วนหนึ่ง จัดงบไปฟื้นฟูส่วนหนึ่ง จัดงบให้สาธารณสุขส่วนหนึ่ง ท่านประธานครับ มีอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นว่า ในการจัดสรรงบประมาณถ้าสามารถ ใช้งบประมาณลงไปในโครงการอะไรก็ตาม และสามารถหมุนเวียนได้ถึง ๑๐-๑๓ ครั้ง เราสามารถที่จะเก็บเงินภาษีได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือเรื่องที่เป็นห่วง โครงการต่าง ๆ ๓๐,๐๐๐ กว่าโครงการ ได้เสนองบประมาณเข้ามามากกว่างบเงินกู้ เงินฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คณะกรรมการการตรวจสอบจากการวิเคราะห์ จากการประเมินผลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคงไม่เพียงพอ งบประมาณของชาวบ้านจำเป็นต้องให้ตัวแทนชาวบ้านมาตรวจสอบ เพื่อเป็นเครื่องยืนยัน ความโปร่งใสทั้งหลายทั้งปวงถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่าง ในพื้นที่ผม มีอำเภอห้วยเม็ก อำเภอหนองกุงศรี อำเภอท่าคันโท และอำเภอสหัสขันธ์ ความต้องการของเขาถ้าเราคิดว่าเอาส่วนบนไป ส่วนล่างผมคิดว่าเป็นการแก้ไขที่ไม่ตรงกัน ขาดการการมีส่วนร่วม อย่างเรื่องโควิด (COVID) ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒-๓ เดือนเร็ว ๆ นี้ ปรากฏว่า ตำบลหนองหินปลูกมะม่วงมหาชนกส่งออกประเทศญี่ปุ่นเป็นร้อย ๆ ล้านบาท แต่ด้านการตลาดพังหมดเหลือมะม่วงกิโลกรัมละ ๕ บาท ส่งออกไม่ได้ อดีตท่านนายกปราณี กับท่านยรรยงรัตน์ซึ่งวิ่งไปประสานงานการตลาด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น และเขามีความต้องการ ความต้องการเขาก็คืออยากให้จัดตั้งโรงงานทำน้ำมะม่วงอย่างนี้ จัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อทำน้ำมะม่วงขึ้นมาขายหรือส่งโครงการอาหารกลางวัน หรือมีการประชุมในจังหวัด ในตำบล อำเภอ หรือในประเทศเราสามารถที่จะสร้างการตลาดขึ้นมาได้ ตรงนี้ก็ปรากฏว่า ไม่มีโครงการนี้เกิดขึ้น ตำบลหนองบัวเลี้ยงปลานับเป็นพัน ๆ ตัน ปลานิลกิโลกรัมหนึ่ง ๗๐-๘๐ บาท ปรากฏว่าเหลือกิโลกรัมละ ๔๐ บาท อากาศอุณหภูมิ ๔๑ องศาเซลเซียส ปลาน็อก (Knock) หมดเลย ตรงนี้เขาก็มีความต้องการว่าทำอย่างไรถึงจะมีโอกาสได้โรงงาน อุตสาหกรรมที่ผลิตเป็นปลาร้า ปลาร้าบอง หรือปลาร้าแห้งส่งออกในประเทศ หรือต่างประเทศ ซึ่งประธานสภาอยู่ในพื้นที่ของตำบลหนองบัวก็ได้มาร้องเรียนกับผม อีกตัวอย่างหนึ่ง เรื่องมันสำปะหลังซึ่งหลังจากราคาอ้อยเคยตกราคาตันละ ๑,๐๐๐-๑,๒๐๐ บาท ทำให้ชาวบ้านอยู่ได้ในการปลูกอ้อย หลังจากประเทศบราซิลทำหนังสือมาทางรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ตัดโควตาของอ้อยเหลือ ๑ ล้านตัน ทำให้การตลาดพังไปหมด สรุปแล้วอ้อยเหลือตันละ ๖๐๐ บาท ราคาถูกกว่าปุ๋ยอ้อย ซึ่งเป๋าหนึ่งประมาณ ๘๐๐ บาทหรือ ๙๐๐ บาท สิ่งที่เขาต้องการครับ หลังจากนั้นคนส่วนใหญ่ หลังจากมีปัญหาเกี่ยวกับยางพาราและอ้อยเขาก็เปลี่ยนสถานภาพมาเป็นการปลูก มันสำปะหลัง คิดว่าเรื่องมันสำปะหลังจะไปได้ ค่าน้ำมัน ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าดอกเบี้ย ดอกเบี้ยในระบบ ดอกเบี้ย นอกระบบ ค่าไฟแนนซ์ (Finance) น่าห่วงไหมครับท่านประธาน เงินกู้นี้เป็นเงินก้อนสุดท้าย ผมว่าถ้าไม่สำเร็จจีดีพี (GDP) ติดลบต่อกัน ๓ ปี ในด้านการเงินการคลัง ด้านเศรษฐศาสตร์ ประเทศไทยล้มทันที หมดสภาพความเชื่อถือในประเทศ และหลังจากนั้นสัญญาณอันตราย ที่จะเกิดขึ้นก็คือการติดค้างเงินเดือนข้าราชการ ไม่ใช่ของเล่น การใช้เงิน การใช้งบประมาณ ตัวนี้มีความจำเป็น มีความสำคัญมาก ครอบครัวผม ตระกูลของผมทำธุรกิจเรื่องการตลาด ลูกหลานอยู่ในแบงก์หมด ลูกหลานอยู่ในธนาคาร ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งมีเงินประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานเชื่อไหมครับ ผู้จัดการธนาคารทุกคน จะอยู่ในจุดเวลาเงื่อนเวลาที่กำลังจะเกษียณ เขาจะไม่เสี่ยงในการปล่อยเงินกู้ โดยอ้างเหตุ ต่าง ๆ เหตุที่อ้างง่ายที่สุดก็คือท่านติดเครดิตบูโร (Credit Bureau) ปล่อยเงินกู้ไม่ได้ การจัด อันดับความสำคัญในภาคเศรษฐกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ถือว่าเป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการ บริหารบ้านเมืองด้านเศรษฐกิจ ภาคเกษตรกรรม ภาคแรงงานถือว่าเป็นกำลังซื้อของประเทศ พรรคเพื่อไทยเคยประสบผลสำเร็จก่อนการปฏิวัติ เคยทำให้ยางพาราขึ้นถึง ๘๐ บาท มันสำปะหลัง ๒.๕๐ บาท อ้อยตันละ ๑,๐๐๐-๑,๒๐๐ บาท ข้าว ๑๐,๐๐๐ กว่าบาทปัญหา ที่เกิดขึ้นเป็นปัจเจกในเรื่องการจำนำข้าว เพราะฉะนั้นกำลังซื้อตัวนี้ที่พรรคเพื่อไทย เคยดำเนินการนี่ประสบผลสำเร็จ ทำให้กำลังซื้อตัวนี้ส่งผลไปในด้านธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ไม่ว่ารายเล็ก รายน้อย รายกลาง และส่งผลไปถึงภาคอุตสาหกรรม ทำให้ลูกหลาน ของชาวบ้านไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของในแต่ละหมู่บ้านสามารถไปทำงาน ทำเงิน สามารถ ทำมาหากินได้ หาเงินได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท บวกกับค่าโอที (OT) ทำให้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลเก็บเงินภาษีได้คล่องตัว ไม่ต้องกู้เงิน นี่เป็นการจัดอันดับความสำคัญและใช้เงินที่ถูกจุด ถูกวิธี มันขยับไปจากกำลังซื้อ ภาคเกษตรกรรม จากการสร้างงาน จากการสร้างแรงงาน จากการแก้ไขปัญหาปากท้อง จากการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ส่งผลกับกำลังซื้อ ส่งผลภาคอุตสาหกรรม ส่งผลการเก็บภาษีอากร ย้อนมาพัฒนาประเทศ ส่งผลในการดึงดูดนักลงทุน ท่านประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ต้องขอโทษ ที่เอ่ยนามท่าน ท่านเคยพูดไว้คำหนึ่ง บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ การที่เขาจะเข้ามาลงทุน ในประเทศ เขายึดถืออะไรรู้ไหมอันดับต้น ๆ ประเทศนั้นมีกำลังซื้อหรือเปล่า เขาลงทุน ภาคอุตสาหกรรม จุดที่เขามุ่งหวังคือกำลังซื้อในประเทศนั้น มันทำให้ต้นทุนหรือทุนเขา ไปรอดแล้ว ที่เขาเลือกประเทศที่ไปได้ มีความมั่นใจ มีความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจ ในด้านการเมือง ด้านสังคมและด้านความมั่นคง เขาเลือกประเทศที่จะไปลงทุนแล้วปรากฏว่า ประเทศไทยหลังสุดพานาโซนิคย้ายฐานไปประเทศเวียดนาม อะไรมันเกิดขึ้น นี่คือจุดเสี่ยง ต่าง ๆ ที่เรากำลังจะเจอภัยพิบัติในด้านการใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้องครับ ปรากฏว่างบประมาณหลังจากผ่านพระราชกำหนดงบประมาณไปแล้วก็มีปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นในด้านการเมือง ผมอาจจะด้อยทางการเมืองไป หรือว่าเป็นนิวนอร์มัล (New normal) ทางการเมือง มีพรรคที่อยู่ในซีกของรัฐบาลลาออกจากเป็นคณะกรรมการบริหาร ปรากฏว่าหมดสภาพการเป็นหัวหน้าพรรค มันเป็นนิวนอร์มัล (New normal) หรือเปล่าครับ ท่านประธาน หรือเป็นนิวนอร์มัล (New normal) ทางการเมือง🔗
อย่าไปพาดพิงนะครับ พยายามหลีกเลี่ยง🔗
ผมไม่ได้เอ่ยชื่อครับท่านประธาน ผมไม่เอ่ยชื่อครับ ทำตามกติกาครับ ผมอภิปรายมาในส่วนนี้ผมยืนยันว่าควรจะมี การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตาม พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชนที่เดือดร้อนอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ยังดีกว่าไม่มี การตรวจสอบเลย น่าหนักใจและน่าเห็นใจที่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศกลางสภาว่า ไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบ ผมคิดว่าความคิดนี้ไม่เหมาะในสถานการณ์แบบนี้ ขอกราบ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณท่านคมเดช ที่เป็นผู้อภิปรายในญัตติสุดท้ายนะครับ ต่อไปก็มีสมาชิกที่เข้าชื่อเพื่อขออภิปรายในญัตติ ดังกล่าวนี้ ขณะนี้มีชื่อเข้ามาแล้วทั้งหมด ๒๕ ท่าน ท่านประธานศุภชัยได้อ่านชื่อไปแล้ว ๔ ท่าน เป็นของพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมด ๑๕ ท่าน เป็นของรัฐบาล ๕ ท่าน เพราะฉะนั้น การสลับก็คงจะพยายามไปตามจำนวนของผู้อภิปรายของแต่ละฝ่ายนะครับ ผมขอเชิญ ท่านแรก คุณสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากที่หัวหน้าพรรคของผม ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ยื่น เสนอให้เปิดญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณและมาตรการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หลาย ๆ พรรคการเมืองให้ความสนใจและยื่นญัตติประกบ มีด้วยกันทั้งหมดรวมเป็น ๘ ญัตติ วันนี้ผมก็เลยลุกขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของหลักการแล้วก็ขอบเขตของงานที่ คณะกรรมาธิการนี้ควรจะทำ โดยผมรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากพรรคก้าวไกลและไอเดีย (Idea) ต่าง ๆ ก็เลยมานำเสนอในทอปิก (Topic) ที่ว่าอย่ากลัวการตรวจสอบ ถ้าท่านประธานจำได้พวกเราพรรคก้าวไกลได้อภิปราย ๕ วัน ในเรื่องของ ๓ พ.ร.ก. หลัก ๆ ๑ ล้านล้านบาท ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยผมได้อภิปรายในส่วน ของภาพรวมและที่มาของเงิน โดยสรุป ผมสรุปไว้ว่ากู้มั่วกลัวเสียโอกาส อันนี้เพื่อนสมาชิก ไปลองติดตามกันได้นะครับ มีการอภิปรายเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ที่ผมบอกว่ากู้มั่ว ก็อย่างที่เรียนนะครับ คือขอบเขตของเงินจะเป็นเท่าไรไม่มีเหตุผลว่าทำไมจะเป็น ๑ ล้านล้านบาท ทำไมจะเป็น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมเป็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วใน ๑ ล้านล้านบาท ที่แบ่งเป็น ๓ ก้อน โดยเฉพาะก้อน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไม ไม่เป็น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมไม่เป็น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และโครงการอะไรต่าง ๆ ก็ยังไม่มี เราก็เลยกลัวจะเสียโอกาส เพราะว่าอย่างที่ผมวิเคราะห์ไปตอนนี้จะทำให้ หนี้สาธารณะชนเพดาน เพราะฉะนั้นตอนนี้เปรียบเสมือนเป็นบาซูกา (Bazooka) ลูกสุดท้าย แล้วก็ประวัติการยิงของท่านผู้นำก็ยิงแป้กมาตลอด แล้วท่านผู้นำก็ขาดความเชื่อถือ ประชาชนส่วนมากไม่ได้เลือกมานะครับ แต่ว่าด้วยสถานการณ์ ด้วยข้อจำกัดอะไรต่าง ๆ เราก็เลยคิดว่าทางออกบนพื้นฐาน ของข้อจำกัดที่ควรจะเป็นก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมา อันนี้ก็เป็น เงื่อนไขในการรับงบประมาณ ซึ่งเราเสนออย่างนี้มาตลอด ถ้าท่านย้อนกลับไปดูเรื่องนี้ เราติดตามสถานการณ์แล้วเราก็วิเคราะห์ว่าจะเป็นอย่างนี้โดยเรายื่นญัตติด่วนไปตั้งแต่ วันที่ ๕ พฤษภาคม ซึ่งเราเป็นพรรคแรกที่ยื่นขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ โดยหลัก ๆ ให้ไปติดตามแล้วก็ตรวจสอบ ๒ สิ่ง คืองบประมาณและมาตรการ ขอเรียกสั้น ๆ ว่า วิ.โควิด เพื่อที่เราจะได้ตรวจสอบ แล้วก็ให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ เพราะเราเป็นเสียง สะท้อนจากประชาชน ถ้าเราจะถามว่าทำไมต้องมีคณะกรรมาธิการชุดนี้ เราอยากให้ท่าน มองเห็นภาพอย่างที่ผมเรียน ไม่ใช่แค่ ๓ พ.ร.ก. จริง ๆ แล้วมันมีส่วนของงบกลางอีกที่เรา พึ่งพิจารณาพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ไป ตรงนี้จะไปอยู่ใน ส่วนของงบกลาง ซึ่งงบกลางนี้ก็เปรียบเสมือนเป็นเช็คเปล่าที่ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะเอาไปทำ อะไร แต่ว่าอยู่ในอำนาจของท่านนายกรัฐมนตรี เรายอมเพราะเรารู้ว่าสถานการณ์โควิด (COVID) อาจจะมีเหตุการณ์อะไรต่าง ๆ เข้ามาที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ เพราะฉะนั้น เราเข้าใจสถานการณ์ แต่ว่าวงเงินนอกจากในส่วนของงบกลางก็วงเงินที่จะใช้กู้มา ๑ ล้านล้านบาท บวกกับให้กรอบธนาคารแห่งประเทศไทยอีก ๒ ก้อน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็น ๑.๙ ล้านล้านบาท พลัส (Plus) เป็นวงเงินที่สูงมาก รวมถึงมาตรการก็ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ที่สำคัญก็จะต้องมีการประเมินผลลัพธ์ แล้วก็ผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายเงินกู้และมาตรการโควิด (COVID) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในเรื่องของแผนฟื้นฟู เราต้องการให้เป็นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และโปร่งใส คราวนี้มาถามว่าทำไมกลไกอื่นในสภาถึงยังไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้อง ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เรามีคณะกรรมาธิการสามัญอยู่แล้ว ๓๕ คณะ แต่ถ้าเรียนตรง ๆ ทุกท่านก็คงทราบดีว่าแต่ละคณะก็จะดูเป็นเรื่อง ๆ เป็นด้าน ๆ ไป และแต่ละคณะก็จะมี กรรมาธิการอยู่แค่ ๑๕ คน ซึ่งบางพรรคการเมืองก็ใช้วิธีจับสลากเอา เพราะว่าไม่สามารถจัดคน ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญไปได้เต็มที่ เราก็ดูเป็นด้าน ๆ ไป เพราะฉะนั้นก็จะมีปัญหาในเรื่อง การบูรณาการ ประกอบกับงบประมาณที่จะใช้ถือว่าใหญ่มากใกล้เคียงกับงบประมาณ ประจำปีปกติ ซึ่งงบประมาณประจำปีปกติเราก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ เพื่อตรวจสอบงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมว่ามันเรื่องที่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีคณะกรรมาธิการ และที่สำคัญที่สุดที่ผม อยากจะมาขยายความคือเมื่อเราเปรียบเทียบกระบวนการที่ใช้งบประมาณปกติ ตามปีงบประมาณกับเงินที่อยู่ในวงเงินกู้ที่จะมาใช้เราจะเห็นถึงความ ๒ มาตรฐาน คราวนี้ พอมี ๒ มาตรฐานเกิดขึ้น เราก็ต้องมีกลไกพิเศษก็คือคณะกรรมาธิการวิสามัญไปตรวจสอบ เพิ่มเติมในทางการเมือง ไม่ใช่ ป.ป.ช. สตง. อะไรอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีว่าว่ามีอยู่แล้ว อันนี้เป็นการตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเงินจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าหรือโปร่งใสหรือไม่🔗
เรามาไล่ดูกันในกระบวนการจัดทำงบประมาณเดี๋ยวผมจะเทียบให้ดู ไซด์ บาย ไซด์ (Side by side) เลย ด้านซ้ายนี่คือเรื่องของการใช้งบประมาณประจำปีปกติ อย่างเช่น งบประมาณประจำปี ๒๕๖๓ งบประมาณประจำปี ๒๕๖๔ ส่วนด้านขวาก็คือ เรื่องของการใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนด จะมีทั้งหมด ๕ ขั้นตอนด้วยกัน โดยในขั้นตอนแรก เป็นเรื่องของการวางแผนงบประมาณ ในการวางแผนงบประมาณถ้าเป็นงบประมาณ ประจำปีปกติจะต้องมีการทบทวนงบประมาณ จะต้องมีการวางแผนงบประมาณ แต่ตาม พ.ร.ก. กู้เงินไม่มีอะไรต้องทบทวน แล้วก็ไม่ต้องวางแผน ท่านน่าจะเห็นถึง ความ ๒ มาตรฐาน🔗
ประเด็นที่ ๒ ในส่วนของการจัดทำงบประมาณ หากเป็นงบประมาณ ประจำปีปกติจะต้องมีการจัดทำโครงสร้างแผนงานตามยุทธศาสตร์ การจัดทำคำขอ งบประมาณ การพิจารณาคำของบประมาณ การจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ การเสนอ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ แต่ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน ให้ทาง สศช. หรือว่าสำนักงานสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดทำกรอบนโยบายเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรอง หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม ๑๑ อรหันต์ เพื่อพิจารณาแล้วก็นำเสนอคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบ อันนี้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ออกมาเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน โดยหน่วยงานต่าง ๆ ก็เสนอโครงการเข้ามาใครอยากได้อะไรก็เสนอมา เพราะว่า กรอบเงินกู้มีแต่กรอบ แล้วก็มีคำบรรยายแบบหลวม ๆ แล้วก็พิจารณาเป็นรอบ ๆ ไป ตรงนี้เราก็เป็นห่วงอย่างยิ่งว่าจะเกิดลักษณะของมือใครยาวสาวได้สาวเอาหรือไม่ จะมีการวิ่ง งบประมาณ จะมี ส.ส. โดยเฉพาะฝั่งรัฐบาลที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือนี่เข้าไปล้วงลูก เข้าไป วิ่งเต้นบางโครงการหรือไม่ อันนี้เราก็จะต้องมีการตรวจสอบทางการเมืองไม่ใช่แค่ตรวจสอบ โดย สตง. โดย ป.ป.ช. นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ อันนี้ผมว่าสำคัญอย่างยิ่งเลยในเรื่องของการอนุมัติงบประมาณ ถ้าเป็นงบประมาณประจำปีปกติก็จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. โดยสภาผู้แทนราษฎรของเรา เราคงจำกันได้ดีมี ๓ วาระ ๑๐๕ วัน ซึ่งผู้แทนราษฎรก็เปรียบเหมือนผู้แทน เป็นผู้แทนจาก ประชาชนมาช่วยกันตรวจสอบว่ามีการใช้เงินโครงการไปกับอะไรบ้าง ควรจะให้ที่ไหน อย่างไร เท่าไร โครงการอะไร แล้วเราก็ทำงานกันอย่างจริงจังมาก ๆ แล้วในขั้นตอนที่ ๒ ก็ไปถึง วุฒิสภา มีเวลาอีก ๒๐ วัน แต่ตรงนี้สังคมก็คงตั้งคำถามในเรื่องของการแต่งตั้งพวกพ้อง ตัวเองมา มาเลือกตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ผ่าน ๆ ไปอย่างง่ายดาย จะต้องตั้งคำถาม ว่า ส.ว. มีไว้ทำไม อันนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็มีสภาผู้แทนราษฎรของเรา ที่ผ่านการเลือกตั้งโดยประชาชนมาตรวจสอบการใช้เงินภาษีของประชาชน มาเปรียบเทียบกัน กับเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทที่จะเข้ามา อันนี้ไม่ผ่านฝ่ายนิติบัญญัตินะครับ มารายงานเพื่อทราบ เฉย ๆ ไม่ใช่เพื่ออนุมัติ ไม่ใช่เพื่อพิจารณานะครับ อันนี้ก็ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าชงเองกินเอง ด้วยอำนาจฝ่ายบริหาร คือขาดการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร อันนี้ เป็นความแตกต่างอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อมาถ่วงดุลตรงนี้🔗
ประเด็นที่ ๔ ในขั้นตอนของการบริหารงบประมาณ ถ้าเป็นงบปกติก็จะต้องมี การจัดทำแผนปฏิบัติงาน การจัดทำแผนใช้จ่ายงบประมาณ การจัดสรรงบประมาณ แล้วก็ การใช้จ่ายงบประมาณ อันนี้พูดกันแฟร์ (Fair) แฟร์ (Fair) ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ ขั้นตอนนี้ก็ต้อง ถือว่าใกล้เคียงกัน เพราะว่าตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีให้สำนักงบประมาณไปจัดสรร เงินกู้ตามวงเงินที่ ครม. อนุมัติ แล้วก็จะมีขั้นตอนที่ สตง. ป.ป.ช. อะไรเข้ามาตรวจสอบได้ แต่อย่างที่เรียนว่าแตกต่างอย่างยิ่งกับการตรวจสอบทางการเมือง การตรวจสอบทางการเมือง เราไปดูในเรื่องของหลักการและเหตุผลได้ ทำไมเอางบไปลงจังหวัดนั้นมากเป็นพิเศษ ทำไมจังหวัดนี้ไม่ได้ ทำไมโครงการนั้นได้ โครงการนี้ได้ ทำไมโครงการนี้ไม่เห็นเกี่ยวกับโควิด (COVID) เลย ขอมาได้อย่างไร อันนี้เป็นการตรวจสอบทางการเมือง🔗
สุดท้าย สเต็ป (Step) ที่ ๕ ก็คือเรื่องของการติดตามและประเมินผล งบประมาณ ถ้าเป็นงบประมาณปกติก็จะต้องมีการรายงานผลการดำเนินงาน มีการติดตาม ผลการดำเนินงาน มีการประเมินทั้งก่อน ระหว่าง หลัง หรือที่เรียกว่าต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ส่วน พ.ร.ก. เงินกู้ ก็เขียนไว้อย่างกำกวม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด อันนี้ก็นำมาซึ่งคำถามว่านี่หรือเปล่าที่มีข่าวว่า จะพยายามเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็น่าสงสัยนะครับ ฉะนั้นกับคำถามที่ว่า จะตรวจสอบอะไร เราจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะตรวจสอบอะไรนะครับ สไลด์ (Slide) แผ่นนี้ผมเสนอสิ่งที่เรียกว่าเป็นเบสิก รีไควร์เมนต์ (Basic requirement) นะครับ🔗
อย่างน้อยต้องตรวจสอบ ในประเด็นอย่างนี้ ก็คือตรวจสอบงบประมาณที่ใช้ใน ๓ พ.ร.ก. ๑.๙ ล้านล้านบาท รวมถึง สิ่งที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงก็คืองบกลาง ที่เราโอนงบกันมาเพิ่มงบกลางให้ท่านนายกรัฐมนตรี ไปใช้อะไรก็ได้นี่นะครับ เราต้องไปตรวจด้วยว่างบกลางนี่ถูกเอาไปใช้อะไร โดยเฉพาะ ในประเด็นที่เอางบกลางไปใช้สำหรับโควิด (COVID) โควิด (COVID) จริงหรือไม่ ได้ประสิทธิภาพอย่างไร แล้วประเด็นที่ ๒ ก็คือจะต้องไปตรวจสอบมาตรการ รวมถึงการให้ ข้อเสนอแนะ ทุกวันนี้ก็มีผู้ได้รับผลกระทบกับมาตรการที่รัฐใช้อยู่จำนวนมาก เราก็ต้อง ไปดูว่ามาตรการที่ออกไปนี่ควรจะคลายไหมหรือควรจะบีบให้หนักขึ้น เราก็ต้องประเมิน กันไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากให้ทางรัฐบาลเปิดใจฟังสภาผู้แทนราษฎรของเรา ซึ่งเป็นเหมือนกระบอกเสียงให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอะไร แล้วบอกว่าการ์ด (Guard) ไม่ตก การ์ด (Guard) ไม่ตก แต่มันต้องชกไปด้วยครับ เรายืนยัน ไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจจะพัง อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนของระยะเวลา ผมคิดว่าเราควรจะต้องลาก คณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ไปยาว ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.ก. ซึ่งจะหมดอายุ เดือนกันยายน ปี ๒๕๖๔ ไม่ใช่ปี ๒๕๖๓ ก็คือปีกว่า ๆ เพื่อให้สอดรับกัน ซึ่งจะแตกต่างกับคณะกรรมาธิการวิสามัญปกติที่จะตั้งมา ๓๐ วัน ๔๕ วัน หรือ ๖๐ วัน อย่างมากก็ ๑๒๐ วัน ผมว่าอันนี้เราจะต้องติดตามแล้วก็ตรวจสอบ ไม่อย่างนั้นตรงนี้ ก็จะขาดการถ่วงดุลอำนาจอยู่ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความมีประสิทธิภาพ โปร่งใส แล้วก็ตรงเป้า ของการใช้งบประมาณ เราเจตนาดีจริง ๆ ถ้าว่ากันด้วยเหตุด้วยผล เอาเงินมากอง เอาจุดประสงค์โครงการมาแล้วมันมีประโยชน์จริง ไม่มีหรอกที่ฝ่ายค้านจะค้าน เพราะฝ่ายค้านก็อยากเห็นประเทศพัฒนาเหมือนกัน แต่สำคัญคือต้องเอามากางบนโต๊ะ นอกจากเบสิก รีไควร์เมนต์ (Basic requirement) ที่ผมพูดถึง อันนี้เป็นข้อเสนอเพิ่มเติม คือถามว่าหากผมเลือกได้อยากตรวจสอบอะไรเพิ่มเติมจากเบสิก รีไควร์เมนต์ (Basic requirement) ที่นำเสนอไปแล้ว ผมอยากเสนออย่างนี้คือเรื่องที่จะเข้า ครม. ขอให้เอามา กางลงบนโต๊ะนี้ก่อน หมายความว่าสมมติ ครม. จะประชุมวันอังคาร คณะกรรมาธิการชุดนี้ ควรจะประชุมวันจันทร์เพื่อเอาเรื่องที่จะเสนอเข้า ครม. ตลอดจนความเห็นจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เอามากองบนโต๊ะนี้ก่อน แล้วเราไม่ได้ละเมิดอำนาจ เราขอให้ท่านเอามา รายงานเพื่อทราบ เพื่อที่เราจะได้ให้ข้อแนะนำหรือว่าท้วงติงอะไรบางอย่าง แต่อำนาจ การพิจารณาก็ยังอยู่ที่ ครม. อยู่ แต่เราไม่อยากให้เข้า ครม. ไปเลย เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้น อนุมัติไปแล้วถ้าอนุมัติอะไรที่ไม่ดีมันก็เกิดความเสียหายไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะทำ รัฐให้โปร่งใส ถ้าจะยกระดับมาตรฐานของความโปร่งใส มาตรฐานต่าง ๆ ที่รัฐบาลชอบ มาบอกว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้ เราเสนอให้ทำอย่างนี้ รายงานเพื่อทราบล่วงหน้าอย่างน้อย ๒๔ ชั่วโมง🔗
นอกจากนั้นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือเรื่องของกระบวนการคัดเลือก โครงการ โดยเฉพาะในกรอบของเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ที่มีเรื่องของเงินฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่นั้น คือตอนนี้ไม่มีโครงการ แล้วก็ต่างหน่วยงานต่างเสนอมา ภายใต้กรอบหลวม ๆ อำนาจการพิจารณาที่บอกว่าอยู่กับ ๑๑ อรหันต์ จะเรียงลำดับ ความสำคัญอย่างไร พื้นที่แต่ละพื้นที่ได้ความเท่าเทียมได้อะไรมากน้อยแค่ไหน โครงการ จะมีประโยชน์จริงหรือไม่ เราอยากให้ตรงนี้เข้าไปสอดส่องดูเยอะ ๆ ตรงนี้ก็จะสอดคล้อง กับสิ่งที่เราได้ยินข่าวลือในเรื่องของงบ ส.ส. ๘๐ ล้านบาท การที่ ส.ส. ใช้อำนาจ นอกรัฐธรรมนูญไปบีบข้าราชการให้ตั้งงบประมาณโครงการอะไรต่าง ๆ มีจริงหรือไม่ อย่างไร ถ้าเอามากองกันบนโต๊ะใครจะทำอะไรน่าเกลียดอย่างน้อยก็จะมีคนไปตรวจสอบ แล้วสุดท้าย เงินทุกบาททุกสตางค์ควรจะต้องตอบโจทย์โควิด (COVID) จะต้องแตกต่างจากเงินที่ใช้ ในงบประมาณประจำปีปกติ เพราะอย่างที่เรียนว่าขั้นตอนการตรวจสอบต่างกัน ตรงนี้ เราเข้าใจเรื่องของความจำเป็นเร่งด่วน แต่เงินทุกบาททุกสตางค์จะต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อความเป็นรัฐโปร่งใสเอามากางบนโต๊ะ พวกผมให้ข้อมูลอะไรต่าง ๆ ให้เหตุผลไปต่าง ๆ มากมายว่าควรจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมก็ขอทราบเหตุผล หากเพื่อนสมาชิกท่านใดมีเหตุผลว่าทำไมไม่ควรตั้ง ผมอยากให้ท่านลุกขึ้นมาอภิปรายเลย ประชาชนจะได้ตัดสิน เพราะผมเห็นว่าควรจะตั้ง ผมก็อยากฟังเพราะสภาแห่งนี้เป็นที่ที่ ความเห็นอาจจะแตกต่างกัน เห็นต่างต้องอยู่ร่วมกันได้ ก็ลุกขึ้นมาเลยว่าประยุทธ์ เป็นคนดีไม่ต้องตรวจสอบ หรืออะไรต่าง ๆ ถ้ากล้าก็ลุกขึ้นมา🔗
สุดท้ายฝากความคิดไว้ว่าอย่ากลัวการตรวจสอบ เราเข้าใจดีว่าเสียงข้างมาก ชนะ ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาท่านก็ชนะ เราแค่เรียกร้องให้มาเล่นกันบนโต๊ะ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมยื่นญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาตรวจสอบ ติดตาม การใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนดเงินกู้ ๓ ฉบับ วงเงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท ร่วมกับคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ซึ่งได้อภิปรายเปิดญัตติไปแล้ว นอกจากนั้นในการพิจารณาพระราชกำหนดเงินกู้ ๓ ฉบับดังกล่าว ผมได้อภิปราย เปิดประเด็นให้มีคณะกรรมการพิเศษขึ้นมา ๒ ระดับ คือ ในระดับชาติขอให้มี คณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งแต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาตรวจสอบติดตาม การใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพโปร่งใส ไม่รั่วไหล ในระดับพื้นที่ ขอให้มีคณะกรรมการภาคประชาชนเข้ามาตรวจสอบติดตามการใช้ งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ไม่รั่วไหลเช่นกัน เป็นที่น่ายินดีว่าในการประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ พ.ศ. .... วงเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ในการชี้แจงในคณะกรรมาธิการ ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่านฉัตรชัย พรหมเลิศ ได้รับกับกรรมาธิการว่าจะตั้งคณะกรรมการภาคประชาชนเข้ามาร่วม ตรวจสอบ ติดตามการใช้งบคู่ขนานกับคณะกรรมการภาครัฐ ซึ่งต้องขอชมเชย ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ให้ความสำคัญกับการติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณ ที่เป็นเงินกู้ที่ประชาชนคนไทยทุกคนต้องร่วมกันรับภาระในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ พระราชกำหนดเงินกู้ ๓ ฉบับ ๑.๙ ล้านล้านบาท เป็นการใช้เงินงบประมาณสูงสุดเท่าที่เคย มีการขอกู้เงินมา ดังนั้น ส.ส. ซึ่งเป็นผู้แทนประชาชนจำเป็นจะต้องรักษาผลประโยชน์ ของคนไทยทุกคน กระผมจึงจำเป็นจะต้องย้ำให้ที่ประชุมและประชาชนที่ติดตามอยู่ทางบ้าน ถึงการใช้งบประมาณใน ๒ ประเด็น ที่กระผมจะนำเสนอต่อไปนี้🔗
ประการแรก การใช้งบประมาณมาก ๆ ไม่ใช่ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาบ้านเมือง จะพัฒนา ประชาชนจะกินอิ่มนอนอุ่นเสมอไปหากใช้ไม่มีประสิทธิภาพและมีการรั่วไหล ๖ ปีที่ผ่านมารัฐบาลนี้ใช้งบประมาณมหาศาลถึง ๑๖ ล้านล้านบาท แต่มีประชาชน มาลงทะเบียนคนจน ถึง ๑๔ ล้านคน เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าเงินถ้าใช้ อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ถูกต้องตามยุทธศาสตร์ หรือเกิดการรั่วไหล สภาพการณ์ ก็เป็นอย่างที่เป็นอยู่คือคนจนเต็มบ้านเต็มเมือง🔗
ประการที่ ๒ กระผมไม่อยากให้ลืมการตรวจสอบจากมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นภาควิชาการและเป็นกลางทางการเมือง ได้เคยเปิดเผยผลสำรวจดัชนีคอร์รัปชันไทย ไว้อย่างน่าสนใจ ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยผลสำรวจดัชนี คอร์รัปชันไทยเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๐ พบว่าความรุนแรงของปัญหาการทุจริตใน พ.ศ. ๒๕๖๐ เพิ่มขึ้นถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ สูงสุดในรอบ ๓ ปีนับตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ และคาดว่า สถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชันในปี ๒๕๖๑ จะเพิ่มขึ้นถึง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่ ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศปราบคอร์รัปชันเกือบทุกวัน ดังนั้น จึงเป็นเหตุเป็นผลที่สภา ของเราจำเป็นจะต้องมีคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาตรวจสอบ แม้จะมีองค์กรตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระหลายองค์กรตรวจสอบอยู่แล้วก็ตามเพราะเงินกู้ครั้งนี้สูงสุด ในประวัติศาสตร์ วันนี้กระผมได้เห็นพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ยื่นญัตติถึง ๘ ญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินกู้ ๑.๙ ล้านล้านบาท ก็รู้สึกดีใจ หลังจากที่แรก ๆ หนักใจมาก เพราะในระยะแรกแกนนำหลัก ในพรรคแกนนำรัฐบาลบางท่านไม่เห็นด้วยกับการตรวจสอบของสภา แต่เมื่อปัจจุบัน เห็นพ้องต้องกันแล้วคณะกรรมาธิการวิสามัญก็คงจะเกิดขึ้น แต่ทำอย่างไรการตรวจสอบ ถึงจะเป็นไปอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพไม่ลูบหน้าปะจมูก🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นสุดท้ายเป็นประเด็นสำคัญที่กระผม ขอเสนอให้เพื่อนสมาชิกทุกพรรคการเมืองได้พิจารณารักษาระดับหรือยกระดับสภาของเรา ให้ยึดมั่นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา กล่าวคือ ในอดีตหรือแม้ในปัจจุบันคณะกรรมาธิการ ในการตรวจสอบงบประมาณ ตรวจสอบการทุจริตมีประเพณีว่าประธานในการตรวจสอบ จะเป็นของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งถือปฏิบัติกันมาช้านาน หลักคิดในเรื่องนี้ก็คืองบประมาณ ออกจากฝ่ายบริหาร โครงการ แผนงาน ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาต่าง ๆ ออกจากฝ่ายบริหาร ดังนั้น ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินกู้ ๑.๙ ล้านล้านบาท สมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านก็ควรจะได้ทำหน้าที่ประธานเหมือนกับในอดีต หรือแม้แต่ ในปัจจุบันในการตรวจสอบงบประมาณก็เป็นของพรรคฝ่ายค้าน ในประเด็นนี้ถ้ารัฐบาล มีความจริงใจต้องการใช้เม็ดเงินงบเงินกู้ครั้งนี้ไม่เข้าลักษณะลูบหน้าปะจมูก รัฐบาลโดย ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งท่านประกาศอยู่เสมอว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ก็ขอให้ส่งสัญญาณให้ยึดประเพณีที่สภาเราปฏิบัติกันมา คือฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการตรวจสอบ ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่บริหารงบประมาณ กระผมมีความเห็นในประเด็นสุดท้ายสั้น ๆ เพียงเท่านี้ครับท่านประธาน ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปครับ ท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เชิญคุณหมอครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานสภาที่ให้โอกาสกระผมในการอภิปรายสนับสนุน การจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาตรวจสอบ พ.ร.ก. ๓ ฉบับ ที่ทางสภาผู้แทนราษฎร ได้อนุมัติไปแล้ว เหตุผลความจำเป็นที่ต้องมีการตรวจสอบเพราะว่าเงินที่กู้มาเป็นภาษี ถือว่าผู้ที่จะต้องใช้หนี้คือพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน เป็นเงินที่ใช้ในปัจจุบันแต่เป็นเงิน ของลูกหลาน แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้รับการเยียวยาแต่ก็จะมีหน้าที่ในการที่จะต้องใช้หนี้ดังกล่าวนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ การตรวจสอบมีความจำเป็นเพราะว่าในร่าง พ.ร.ก. ดังกล่าวนั้น ขาดรายละเอียด มีเพียงโครงการ มีเพียงเป้าหมาย แต่ขาดรายละเอียด เพื่อที่จะให้ มีการตรวจสอบจึงจำเป็นต้องมีคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ ถึงแม้ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้เรียนในที่ประชุมแห่งนี้เมื่อร่าง พ.ร.ก. ดังกล่าวเข้าสู่ การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ทางราชการมีหน่วยงานองค์กร ตรวจสอบอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นตรวจสอบอีก แต่สภาพ ที่ผ่านมา ประวัติที่ผ่านมาเรามีความกังวล พี่น้องประชาชนก็ห่วง เพราะเงินจำนวนมาก ๑,๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเหล่านี้จะมีการใช้จ่ายแบบไม่ตรงเป้าหมาย หรือที่ห่วงพูดตรง ๆ ว่าเกรงว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ผ่านมา หลายโครงการที่ทางหน่วยตรวจสอบของทางราชการได้ดำเนินการไป ไม่ว่าจะเป็นโครงการ ตรวจสอบการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งผมไม่ลงรายละเอียด ซึ่งเราเห็นชัดเจนว่ามีผู้พูดว่า มีการไปเรียกเก็บเงินทอนชัดเจน แล้วก็ทางราชการก็ชี้แจงในตอนแรกว่าเงินก่อสร้าง อุทยานราชภักดิ์เป็นเงินบริจาคของประชาชน หน่วยราชการต่าง ๆ มาตรวจสอบก็คงจะ ไม่ใช่ แต่ตรวจสอบไปตรวจสอบมา เพราะมีคนสนใจมาก สตง. ก็บอกว่ามีงบกลางอยู่ ๖๓ ล้านบาท แสดงว่าถ้าเราตามไม่ทันก็จะมีลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นคือพูดไม่ตรงบ้าง ไม่เปิดโอกาสให้ตรวจสอบบ้าง ภาคประชาชนไปตรวจสอบดังกล่าว นักศึกษานั่งรถไฟ จะไปตรวจสอบก็ถูกขัดขวาง ถูกตั้งข้อหาต่าง ๆ ขัดขวางอยู่ นั่นคือตัวอย่างที่ว่า หน่วยตรวจสอบของทางราชการนั้นอาจจะไม่ได้สร้างความมั่นใจ และในที่สุดก็บอกว่า โครงการนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งก็ยังคาใจอยู่ครับถึงแม้จะตรวจสอบ เป็นอย่างไรก็ตาม โครงการอื่น ๆ เช่นการกักตุนหน้ากากอนามัย ที่เราเห็นในช่วงของการเกิด ปัญหาโควิด (COVID) ขึ้นตอนแรก มีคลิป (Clip) ออกมาชัดเจน เห็นคนพูดชัดเจน คนของ ใครใกล้ชิดใคร เห็นชัดเจน ตรวจสอบไปตรวจสอบมาก็บอกไม่มีปัญหา ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ทำให้พี่น้องประชาชนบอกว่าไม่มั่นใจถ้าจะให้ทางหน่วยตรวจสอบของทางราชการ ตรวจสอบอย่างเดียว ทางสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนมาจาก ประชาชน มีการตรวจสอบตามระเบียบอำนาจหน้าที่ตรวจสอบ ถ้าเผื่อว่าทางสภาได้อนุมัติ ให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้น จะเรียกเอกสาร จะเรียกบุคคลเข้ามาให้ถ้อยคำ ให้ข้อมูล จะออกไปตรวจสอบก็สามารถทำได้ถูกต้อง และเป็นตัวแทนของประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นที่สภาผู้แทนราษฎรจะได้มีโอกาสเข้าไปตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณหรือใช้จ่ายเงินกู้จำนวนมาก ๑.๙ ล้านล้านบาท ผมยังฝากอีกว่า นอกจากทางสภาผู้แทนราษฎรจะตรวจสอบแล้ว ยังอยากจะให้ทางพี่น้องประชาชน หรือองค์กรตรวจสอบต่าง ๆ ทางภาคประชาชนได้เข้ามาช่วยกันในการที่จะร่วมตรวจสอบ พี่น้องสื่อมวลชนก็มาช่วยกันร่วมตรวจสอบ ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ที่จะนำเงินกู้ จำนวนมากไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน ประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ บ้านเมืองต่อไปครับ ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณหมอครับ ต่อไปสลับให้คุณอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผม ขออนุญาตท่านประธานลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ที่ยื่นโดยท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และคณะ ซึ่งผมเอง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาธิปัตย์ได้ลงนามรับรองในญัตตินี้🔗
ท่านประธานครับ การตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงินตาม พระราชกำหนดกู้เงินเพื่อเยียวยาหรือฟื้นฟูตามที่เราได้อภิปรายกันนั้น พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคแรก ๆ ที่มีนโยบายในการที่จะตรวจสอบใช้เวทีของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนเข้าไปตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณตาม พ.ร.ก. กู้เงิน ในการฟื้นฟูเยียวยาในครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่เมื่อที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคได้ประชุมและได้เห็นชอบให้พรรคนั้นได้ส่งเรื่องให้วิป (Whip) รัฐบาลได้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการชุดนี้เพื่อตรวจสอบการใช้เงิน เพื่อให้มีความโปร่งใส และตามวัตถุประสงค์ ของพระราชกำหนดนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่วิป (Whip) รัฐบาล โดยเฉพาะทาง ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีนั้นก็ได้มีความเห็นชอบที่จะให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณตรงนี้ เพราะอะไร เพราะว่า ความโปร่งใสเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนนั้นมีความคาดหวังที่จะให้เกิดขึ้นในการบริหาร ราชการแผ่นดินของรัฐบาล รวมถึงคาดหวังที่จะให้รัฐสภาแห่งนี้ได้มีบทบาทในการตรวจสอบ การใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ ท่านประธานครับ การใช้เงินตามพระราชกำหนดนี้วงเงินตาม พ.ร.ก. แรก ๑ ล้านล้านบาท ในเงินก้อนแรก จำนวน ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ในการเยียวยาพี่น้องประชาชนนั้นเราก็พบว่ามีปัญหา เกิดขึ้นจริง เพราะว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่มีวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) ในการเยียวยาของทางกระทรวงการคลังที่ให้เงินเยียวยาผ่านกลุ่มอาชีพ ต่าง ๆ ที่ผมได้เคยอภิปรายไปแล้วเมื่อตอนพิจารณาพระราชกำหนดทั้ง ๓ ฉบับนี้ ในการกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท รวมกับอีก ๒ ฉบับ รวมเป็น ๓ ฉบับ ก็เป็น ๑.๙ ล้านล้านบาท การเยียวยาพี่น้องประชาชนนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องออกพระราชกำหนด ซึ่งก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ได้ให้อำนาจทางรัฐบาลกู้เงิน เพื่อที่จะเร่งเยียวยาพี่น้องประชาชน เพราะว่าวิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤติไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ฉะนั้นการใช้เงินจึงต้องเกิดประสิทธิภาพ แต่ที่ผ่านมาต้องยอมรับ ว่ามีพี่น้องประชาชนได้เงินล่าช้า ได้เงินที่ต้องไปทำกระบวนการในการที่จะขอเงินเยียวยา จากรัฐบาลหลายขั้นตอน ตรงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผมเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คิดว่าการที่เรามีคณะกรรมาธิการชุดนี้จะได้ช่วยตรวจสอบติดตามการใช้เงินงบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการฟื้นฟูประเทศชาติ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพตรงวัตถุประสงค์ ของกฎหมายนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎรถือว่าเป็นปากเสียง เป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชน เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ทางรัฐสภาได้เห็นชอบให้ทางรัฐบาล ได้ออกพระราชกำหนดนั้น เป็นเงินฟื้นฟูประเทศชาติที่ประสบภาวะทางเศรษฐกิจหรือวิกฤติ ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไป เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะต้องเร่งเยียวยาเพื่อให้เกิด ผลกระทบกับพี่น้องประชาชนน้อยที่สุด ฉะนั้นการใช้เงินงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนั้น วันนี้ทางกระทรวงมหาดไทยได้มีการส่งหนังสือไปให้ทางท้องถิ่น ทางจังหวัดได้จัดทำโครงการขึ้นมา ผมเองก็มีความเป็นห่วง ด้วยระยะเวลาที่จำกัด โครงการ ต่าง ๆ ที่ทางจังหวัดแล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เสนอมานั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ หรือไม่ ผมก็ได้มีการตรวจสอบกับเพื่อนสมาชิกด้วยกันในหลายจังหวัด ก็มีทั้งที่ ตรงวัตถุประสงค์บ้าง มีความสำคัญบ้าง มีประโยชน์บ้าง ไม่มีประโยชน์บ้าง ฉะนั้นการที่เรามี คณะกรรมาธิการวิสามัญในการตรวจสอบการใช้เงินตามพระราชกำหนดนี้จึงเป็นประโยชน์ ที่จะทำให้ตัวแทนของพี่น้องประชาชนได้เข้าไปติดตามตรวจสอบการใช้เงินให้ตรงตาม วัตถุประสงค์ และมีประสิทธิภาพ เกิดความโปร่งใส ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านประธานครับ ผมฝากให้ทางรัฐบาลได้ใช้เงินงบประมาณนอกจากกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังอยากจะยิงปืนนัดเดียวได้นก ๒ ตัว นอกจากจะฟื้นฟู เยียวยาเศรษฐกิจแล้วยังใช้เงินก้อนนี้ ในการปฏิรูปเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง เพื่อสร้างผลผลิตมูลค่าเพิ่มไปในตัว เพิ่มผลผลิตต่อไร่สำหรับเกษตรกรภาคการเกษตร เพิ่มมูลค่าเพิ่มในสินค้าอุตสาหกรรมที่สามารถที่จะต่อยอดในเรื่องของนวัตกรรม ในเรื่อง ของการลดต้นทุน ในเรื่องของการสร้างรายได้ เพิ่มผลกำไรให้กับพี่น้องประชาชน นอกจาก จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียว อันนี้คือสิ่งที่ผมคาดหวังว่างบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะสามารถสร้าง แล้วก็ฟื้นฟูเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ สิ่งที่สำคัญที่เรานั้นอยากให้เห็นก็คือความสุจริตในการ ที่จะใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชน วันนี้มีข่าวหรือมีความกังวลว่าจะมีนักการเมืองไปหากิน กับเงินก้อนนี้ ท่านประธานครับ ผมมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้น้อยมาก เพราะว่าปัจจุบันนี้ โครงการต่าง ๆ ได้ถูกตั้งแล้วก็หารืออย่างเร่งด่วนในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด ได้ตั้งโครงการขึ้นมาหมดแล้ว แล้วก็เสนอให้ทางส่วนกลางได้พิจารณาอนุมัติ ในการใช้เงินต่อไป ฉะนั้นสิ่งที่นักการเมืองจะเข้าไปเกี่ยวข้องในการที่จะทุจริตหากินจากเงิน ก้อนนี้เป็นไปได้น้อยมาก แต่กระนั้นการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้เพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ดี ที่ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนแล้วก็ ประเทศชาติ ท่านประธานครับ สิ่งที่เราอยากจะเห็นนอกจากเรื่องของการติดตาม ตรวจสอบ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงินงบประมาณแล้วก็คือการมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชน ฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญในการตรวจสอบ ติดตาม การใช้เงินของ พระราชกำหนดนี้ ได้สร้างกลไกหรือช่องทางที่จะให้พี่น้องประชาชนนั้นได้มีส่วนร่วมในการ ติดตาม ตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นการรับเรื่องร้องเรียน การมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่จะสามารถ ติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินนี้ให้ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน ก็ขอฝากคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้ด้วยนะครับ🔗
โดยสรุปครับท่านประธาน กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี ขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ การติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวง การคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ในครั้งนี้ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ รักษาเวลานะครับ ขณะนี้มีผู้เข้าชื่อมาทั้งหมด ๒๕ ท่านนะครับ ขอไว้ท่านละ ๑๐ นาทีเกือบทั้งหมด มีขอ ๑๕ นาทีอยู่ประมาณ ๔-๕ ท่าน แล้วก็มี ๒ ท่านขอ ๒๐ นาที ผมขอว่าเราจะได้ให้โอกาส ทุกคนได้พูดแต่ว่าประหยัดเวลาหน่อยครับ โดยขอว่าที่ขอไว้ ๒๐ นาทีขอลดมาสัก ๑๕ นาที ไม่ให้เกินเวลาเพื่อนไป มี ๒ ท่าน คือ ท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ และ ท่านเทพไท เสนพงศ์ ต่อไป เชิญท่านจิรัฏฐ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ สองสามวันมานี้เราได้เห็นโครงการที่ทางหน่วยงานเสนอเข้ามาภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้ หมวดที่ ๓ วงเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ทุกคนกำลังจับตามองครับว่า นี่เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเงินทุนที่ใช้หาเสียงให้กับกลุ่มคน บางกลุ่ม หรืออาจจะเป็นการหาเสียงล่วงหน้าให้กับท้องถิ่นที่จะเลือกตั้งในปลายปีนี้ ก็เป็น คำถามที่ต่างสงสัยกันนะครับ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นเงินกู้ก้อนนี้จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคมที่กำลังทรุดโทรมได้แค่ไหน อันนี้เป็นคำถามที่ทุกคนสงสัย ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลาย ๆ ฝ่ายให้ความสนใจและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าเป็นห่วงจริง ๆ การที่ ครม. นำโดยท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียด อะไรให้กับสภาแห่งนี้ได้เลย ไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน ไม่มียุทธศาสตร์หรือทิศทางการฟื้นฟูที่จะ ทำให้พี่น้องประชาชนรู้สึกมั่นใจว่าจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ และการกู้ครั้งนี้จะเป็นการกู้ที่ คุ้มค่าหรือเปล่า หรืออาจจะหมายความว่าอย่างนี้ รัฐบาลชุดนี้ไม่รู้ว่าจะแก้วิกฤตินี้อย่างไร พวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจที่มันทรุดโทรมอย่างไร นั่นทำให้พวกเขาทำได้เพียงแค่ กู้เงินให้สูงที่สุดเท่าที่กฎหมายจะอนุญาต แล้วก็ปล่อยให้หน่วยงานต่าง ๆ เสนอโครงการเข้ามา คำถามก็คือคณะกรรมการกลั่นกรองที่จะต้องกลั่นกรองโครงการอย่างน้อย ๆ วันละ ๔,๔๗๘ โครงการ พวกเขาจะทำทันไหม ผมยกตัวอย่างโครงการที่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ของผม อย่างโครงการสร้างเลน (lane) จักรยานในพื้นที่ที่ดูแล้วจะไม่มีใครไปขี่ มูลค่า ๓๕๐ ล้านบาท โครงการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ตามโรงเรียน อันนี้เยอะที่สุดเลย เสนอมาเยอะมาก ประโยชน์ก็เพื่อให้ผู้ปกครองกับนักเรียนได้มีสถานที่ไว้จัดกิจกรรม โครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ผมเอาเอกสารให้ชาวบ้านดู ชาวบ้านส่ายหัวบอกว่า ไร้สาระ โครงการปรับปรุงสวนสุขภาพอันนี้ที่เสนอเข้ามาก็เยอะ โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ ลานเฉลิมพระเกียรติ โครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าส่องสว่างสนามฟุตบอลชลบุรี สเตเดียม (Stadium) ๔๐ ล้านบาท ประชาชนสงสัยว่าใครได้ประโยชน์กันแน่ โครงการพวกนี้ฟื้นฟู เศรษฐกิจฐานรากได้จริง ๆ หรือครับ แต่ท่านประธานครับงานนี้อย่าไปโทษหน่วยงานท้องถิ่น นะครับ พวกเขาไม่ได้ผิดอะไรเลย เพราะพวกเขาต้องทำงานภายใต้สถานการณ์เดียวกับ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รัฐบาลที่ปกติแล้วทำอะไรยืดยาด เลือกตั้งท้องถิ่นก็ยังให้รออยู่ แต่กลับให้เวลาพวกเขาคิดแล้วก็เสนอโครงการ๒ วัน ๒ วันนี่ คือตัวเลขที่ผมลงไปสอบถามมาเป็นสิบ ๆ หน่วยงาน ไม่แปลกที่พวกเขาจะเอาโครงการ ที่เราเห็นแล้วก็เป็นโครงการทั่วไป เป็นโครงการปกติที่พิมพ์คำว่า โควิด-๑๙ (COVID-19) เข้าไป ประเด็นก็คืออย่างนี้ครับ โครงการเหล่านี้ไม่ได้เป็นโครงการที่มีฐานคิดมาจาก วิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งนี้ ไม่ได้มีฐานคิดว่าจะต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ทรุดโทรมแล้วจะเป็น โครงการที่เข้าเป้าได้อย่างไร ถ้าเป็นแบบนี้เราเตรียมงบฟื้นฟูคุณภาพน้ำในแม่น้ำได้เลย เพราะดูเหมือนเราจะโยนน้ำพริกมูลค่า ๔,๐๐๐ ล้านบาทลงไปทิ้งแล้วปล่อยให้มันละลายไปเอง ๓๑,๐๐๐ กว่าโครงการ ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมสงสัยว่าคณะกรรมการกลั่นกรอง จะกลั่นกรองโครงการมหาศาลนี้อย่างไร ในเมื่อเรามีเงินแค่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นหมายความว่าจะต้องมีคนอกหักอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง มีโครงการเกี่ยวกับท่องเที่ยวประมาณ ๒,๗๐๐ โครงการ แล้วท่านจะเลือกให้ใครอกหัก มีโครงการเกี่ยวกับน้ำ ๘,๐๐๐ โครงการ ท่านจะเลือกให้ใครสมหวัง มีโครงการเกี่ยวกับถนน ๑๒,๐๐๐ กว่าโครงการ ท่านจะเลือกให้ ผู้รับเหมาเจ้าไหนทำกำไรมหาศาล และเลือกให้ผู้รับเหมาเจ้าไหนกินแห้วแล้วตายไป พร้อมกับดอกเบี้ย เป็นไปได้ไหมครับท่านประธาน ถ้าคณะกรรมการกลั่นกรองอาจจะเลือก โครงการของหน่วยงานที่มีอิทธิพลต่อพวกเขาก่อน จากนั้นเหลือเท่าไรก็เกลี่ยไปให้ตาม คำขอของคนอื่น ผมแค่คิดเล่น ๆ ถ้าต้องตัดสินใจระหว่างโครงการก่อสร้างถนนเพื่อใช้ ในการเกษตรของตำบลดอนทราย อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา บ้านผมนี่แหละ ที่ชาวบ้านขอมาเป็น ๑๐ ปีแล้ว มูลค่า ๕ ล้านบาท กับโครงการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ ทหารรบพิเศษ โครงการปรับปรุงร้านค้าสมาคมแม่บ้าน หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ โครงการพัฒนาปรับปรุงทัศนียภาพฐานยิงสนับสนุนอิทธิ โครงการปรับปรุงสวนสัตว์ลพบุรี หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ โครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร โครงการทหารพันธุ์ดี ทั้งหมดนี้งบประมาณ ๑๖๙ ล้านบาท ถูกเสนอจากกระทรวงกลาโหม ผมอยากรู้ว่าท่านจะตัดสินใจเลือกอะไรถ้าเกิดว่าต้องเลือกจริง ๆ สงสัยเหมือนกันว่ากิจการหรือว่าบริษัท ถ้าสมมุติว่ากำลังจะเกิดสภาวะขาดสภาพคล่อง บริษัทเหล่านี้เป็นไปได้ไหมที่เขาจะตัดสินใจไปกู้เงินดอกเบี้ยมหาศาลเพื่อที่จะมาสร้าง พิพิธภัณฑ์ ยังมีอีกครับท่านประธาน โครงการที่ถูกเสนอจากสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านกล้าตัดไหมครับ โครงการฟื้นฟูศักยภาพการดำเนินธุรกิจสำหรับเอสเอ็มอี (SMEs) ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) อยู่แล้ว โครงการพลิกฟื้น ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เป็นเอ็นพีแอล (NPL) ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สรุปท่านจะเอาเงินตรงนี้ ด้วยใช่ไหมครับ ก้อนนี้ที่บอกว่าฟื้นฟูเศรษฐกิจท่านก็จะเอาก้อนนี้ด้วยใช่ไหม โครงการ เศรษฐกิจจิตอาสาวิถีธรรมชาติเข้าวัดวันเสาร์ โครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ทางพุทธศาสนา เพื่อฝึกทักษะเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน มีชื่อภาษาอังกฤษด้วยนะครับ เทมเพิล นิวนอร์มัล (Temple New normal) ท่านกล้าตัดไหมครับพวกนี้ สุดท้ายโครงการ จากบ้านผมเสนอจากหน่วยงานที่เรารู้กันดีว่าเป็นลูกรัก เป็นแก้วตาดวงใจของ ท่านนายกรัฐมนตรีเลย คือโครงการที่ถูกเสนอโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือที่เรารู้จักกันในอีอีซี (EEC) เสนอโครงการชื่อ ชะลอ การว่างงาน ค่าใช้จ่ายประมาณ ๗,๗๐๐ ล้านบาท เป็นโครงการฝึกอบรมระยะสั้นให้กับ บุคลากรเกี่ยวกับยานยนต์ จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ คน ค่าบริหารจัดการ ๕๐๐ ล้านบาท ท่านกล้าตัดไหมครับหน่วยงานนี้ ท่านกล้าตัดไหมโครงการไทยเที่ยวไทยไปอีอีซี (EEC) ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ทำอะไรบ้างครับ จัดให้เด็ก ๆ ไปทัศนศึกษาที่สวนนงนุช พัทยา ต่อด้วย ไปเล่นน้ำที่สวนน้ำ การ์ตูนเน็ทเวิร์ค อเมโซน ๒๖๕ ล้านบาท มีครอบครัวไหนไหมครับ ในประเทศนี้ที่บ้านกำลังลำบาก ไม่รู้จะมีเงินจ่ายค่าผ่อนบ้านหรือเปล่า ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า จะซื้อ ข้าวสารเข้าบ้านยังไม่มีเลย แต่กลับออกไปกู้เงิน แล้วไม่รู้ด้วยว่าจะใช้เงินกู้นี้หมดเมื่อไร เพราะดอกเบี้ยก็เพิ่มทุกวัน เพื่อจะให้ลูกคนโตไปเที่ยวสวนนงนุช พัทยา แล้วก็ไปเล่นสวนน้ำ การ์ตูนเน็ทเวิร์ค อเมโซน การแข่งขันฟุตบอลการกุศล นัดพิเศษ ๔ เส้า อีอีซี (EEC) มี ๓ จังหวัดนะครับ ผมก็ไม่เข้าใจทำไมชื่อว่าฟุตบอลการกุศล นัดพิเศษ ๔ เส้า มีชลบุรี เอฟซี ระยอง เอฟซี ฉะเชิงเทรา เอฟซี และบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ๕๐ ล้านบาท อีอีซี เอ็กซ์โป (EEC Expo) ๕๐๐ ล้านบาท ต่อยอดแอป (App) ไทยชนะ ชิมช้อปใช้ แจกเงินนักท่องเที่ยวคนละ ๒,๐๐๐ บาทให้ไปใช้ลดค่าที่พัก ทั้งหมด ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านกล้าตัดไหมครับ แต่โครงการที่ควรจะสนับสนุนอย่างส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ๑๕ ชุมชนใน ๓ จังหวัด ท่านของบประมาณมา ๒๔ ล้านบาท โครงการจัดแข่งโดรน (Drone) ชิงจ้าวความเร็วที่จะ ทำให้เด็ก ๆ ออกมาดีไซน์ (Design) ออกมาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ท่านให้งบประมาณ ๒๔ ล้านบาท ท่านขอมาแค่นี้ แล้วที่ผมตกใจมากคือโครงการศึกษาสำรวจออกแบบก่อสร้าง แก้มลิงในที่ราชพัสดุ ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็น ที่ราชพัสดุของกองทัพเรือ ๔,๐๐๐ ไร่ ศึกษาสำรวจของบมา ๒๕ ล้านบาท ชาวบ้านตำบล โยธะกาเพิ่งจะสบายใจ นอนหลับตาพร้อมกันได้ ๒ ข้างไม่ถึงปีหลังจากที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มา ซึ่งที่ดินทำกินของตัวเองที่ตัวเองอยู่มาเป็นร้อยปีแล้ว ต่อสู้แย่งชิงกับโครงการอีอีซี (EEC) ที่จะเอาพื้นที่เขาไปทำอุตสาหกรรม เพิ่งจะตกลงกับทหารเรือได้ไม่นาน ทหารเรือเพิ่งจะ ยกเลิกแผนไป กลับมาอีกแล้วครับ ตกลงจะเอาจริง ๆ ใช่ไหมครับอันนี้ ประเทศไทยเรามี พื้นที่ ๓๒๐ ล้านไร่ เป็นของรัฐไป ๖๐ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๑๙๐ ล้านไร่ ทำไมอยากได้ เหลือเกิน ๔,๐๐๐ ไร่ตรงนี้🔗
โครงการที่ผมยกตัวอย่างไปทั้งหมดเป็นแค่เศษเสี้ยวของ ๓๑,๐๐๐ โครงการ ที่ สตง. ป.ป.ช. หรือ ปปง. ก็มีขอบเขตอำนาจการตรวจสอบได้เท่าที่กฎหมายกำหนดไว้ พูดง่าย ๆ คือส่วนใหญ่ก็จะไปตรวจสอบหน่วยงานที่รับงบประมาณไป แล้วใครจะตรวจ คณะกรรมการกลั่นกรอง ใครจะตรวจคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญสามารถตรวจได้มากกว่าการทุจริต ตรวจได้มากกว่าการแทรกแซง ทางการเมือง เราแนะแนวได้ เราให้วิสัยทัศน์ได้ หรือเราเสริมข้อมูลที่เรารู้จากพื้นที่ของเราได้ นั่นคือเหตุผลทำไมเราต้องมีคณะกรรมาธิการวิสามัญ ท่านประธานลองจินตนาการดูว่า เราเกิดวิกฤติโรคระบาด ซึ่งแน่นอนเป็นวิกฤติเฉพาะ เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่เรา จะใช้หน่วยงานตรวจสอบที่เป็นหน่วยงานทั่วไป หน่วยงานปกติ มาตรวจสอบได้อย่างไร อย่างไรเราก็ต้องมีหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อที่จะตรวจสอบเงินกู้ตรงนี้ นี่ผมพูดแค่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในความเป็นจริงแล้วเรามีมากกว่านั้น สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นก็คือ กลไกการตรวจสอบที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงเป็นเหมือนเสือกระดาษที่วางไว้ เพียงเพื่อขู่ให้กลัวเฉย ๆ แต่เราควรมีการดำเนินการตรวจสอบที่จริงจัง ถึงจะป้องกันได้ ถึงจะปราบปรามคอร์รัปชันได้ กลไกกรรมาธิการจะไปเพิ่มตรงนี้ เปรียบเหมือนการเพิ่มโล่ หรือกำแพงที่แข็งแรง ใช้วัสดุที่แข็งแรงขึ้นเพื่อไม่ให้กลุ่มคนที่จ้องจะทุจริตทะลวงฝ่าฟัน เข้ามาได้ ตัวแทน ส.ส. ในกรรมาธิการจะทำหน้าที่ปกป้องและตรวจสอบแก่ประชาชน ประชาชนมีความตื่นกลัวอยู่แล้ว ทางการเมือง แต่ประชาชนจะเปรียบเสมือนผนังทองแดง กำแพงเหล็กให้ ส.ส. ที่ตนเองเลือกมาคอยสนับสนุนให้ข้อมูล ซึ่งนั่นเป็นประโยชน์กับ กรรมาธิการ สภาจึงควรร่วมกันตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง ทำงานกันอย่างจริงจัง หาที่หาช่อง ในการทุจริตคอร์รัปชันไม่ให้พวกนั้นเข้ามากระทำอะไรได้ ให้เขาเกรงกลัวอย่างถึงที่สุด และนั่นคือเหตุผลของผมที่เราจำเป็นจะต้องมีคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ เงินกู้ก้อนนี้ เงินกู้ก้อนสุดท้ายของเราที่เราเป็นหนี้ไม่พอ เราต้องใช้ดอกเบี้ยไปอีกไม่รู้กี่ปี โดยที่รัฐบาลไม่รู้เลยว่าทิศทางจะไปทางไหน ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ คุณจิรัฏฐ์นะครับ ต่อไปคุณองอาจ วงษ์ประยูร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายองอาจ วงษ์ประยูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายในญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินตามพระราชกำหนด ๓ ฉบับ เม็ดเงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท ผมเห็นด้วยและสนับสนุนให้สภาของเราแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้ขึ้นมาดูแลเงินกู้จำนวนมหาศาลก้อนนี้ เพื่อนำไปใช้แก้ไขวิกฤติของชาติให้ได้โดย เงินกู้ก้อนนี้ผมถือว่าเป็นเงินก้อนสุดท้ายของชาติ เพราะเป็นเงินกู้ไม่ใช่เป็นเงินต้น แต่อย่างใด ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความสำเร็จหรือล้มเหลวมีแค่เพียง ๒ ปัจจัยหลักเท่านั้น สำหรับการใช้เงินกู้ก้อนมหาศาลก้อนนี้ ๑. วิธีการใช้เงิน ๒. ผู้ที่ใช้เงินหรือผู้ที่ถือเงิน ผู้ที่นำเงินไปใช้ ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาผมเชื่อว่าทุก ๆ ท่านทราบกันดีว่าในส่วน ประเด็นที่ ๑ วิธีการใช้เงินทราบกันดีว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเพราะอะไร ไร้ซึ่งรายละเอียด แผนงาน โครงการต่าง ๆ ก็ไม่เป็นระบบ ไม่เป็นระเบียบ ไร้ซึ่งทิศทาง เร่งรีบ รวบรัด วิธีการใช้เงินน่าเป็นห่วง นอกจากนั้นมาประเด็นที่ ๒ นอกเหนือจากวิธีการใช้เงินที่น่า เป็นห่วง น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นก็คือคนที่นำเงินไปใช้ก็มีคนคนเดียว คือท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนคนเดียวกับที่ปฏิวัติรัฐประหารเข้ามาสู่อำนาจจนเป็นนายกรัฐมนตรี ในปัจจุบัน ในช่วงนั้นความเชื่อถือของต่างชาติ การลงทุนต่าง ๆ เศรษฐกิจก็ย่ำแย่ มาโดยตลอด ท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ท่านเป็นเจ้าของวาทะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือ ผมบริหารเศรษฐกิจ ไม่เก่งแต่จริงใจ ตรงนี้อันตรายนะครับ บริหารไม่เก่งแต่จริงใจ คำว่าจริงใจก็คือขยัน ขยันทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยที่ไม่รู้ พอไม่รู้แล้วขยันเขาพูดกันว่าไม่รู้แล้วขี้เกียจยังดีกว่า เพราะอะไรครับ ไม่รู้แล้วขยันแล้วก็จะทำไปเรื่อย ๆ แก้ปัญหาเก่าไม่ได้ก็เป็นการสะสมปัญหา ขึ้นไปเรื่อย ๆ ปัญหาเก่าแก้ไม่ได้ ปัญหาใหม่ก็กำลังจะตามมาติด ๆ เรากำลังให้ นายกรัฐมนตรีท่านนี้เป็นคนที่ก่อปัญหา ไม่รู้ปัญหา ลอยตัวเหนือปัญหา แต่เราให้ คนคนนี้คนเดียวที่มาแก้ปัญหาโดยมีเงินก้อนใหญ่ก้อนนี้เป็นเดิมพันในการดูแล พี่น้องประชาชนโดยที่ไม่มีการตรวจสอบ แม้กระทั่งสภาซึ่งน่าจะได้เข้าไปตรวจสอบ การใช้เงินซึ่งเป็นงบประมาณเป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชน อีกวาทกรรมหนึ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ท่านพูดเสมอ ผมจะเป็นผู้นำที่ไม่ยอมทิ้งใครแม้แต่คนเดียว ไว้ข้างหลัง ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ท่านจะทราบหรือไม่ทราบผมไม่รู้นะครับ ที่ผ่านมา ท่านทิ้งคนไทยไว้ข้างหลังเป็นจำนวนมากมายมหาศาล หลายกลุ่มเดือดร้อนซึ่งต้องการ การเยียวยาโดยด่วน ท่านประธานครับ กลุ่มแรกที่ท่านนายกรัฐมนตรีทิ้งพี่น้องประชาชน คนไทยไว้ข้างหลังคือกลุ่มพี่น้องเกษตรกรจากทั่วประเทศ ๓-๔ ตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มพี่น้องเกษตรกรนั้นเดือดร้อนมาโดยตลอด ช่วงวิกฤติภัยแล้งน้ำเหลือน้อย ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์สั่งการไปที่กรมชลประทานในการจัดสรรน้ำไปยังกลุ่มต่าง ๆ พี่น้องเกษตรกรเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้ใช้น้ำ เกษตรกรต้องช่วยเหลือตัวเอง รวมตัวกัน รวมกลุ่มกัน หาน้ำ หาน้ำมัน หาเครื่องสูบน้ำ เขาไม่ยอมให้ข้าวในนาเขาตาย เดือดร้อนกันสาหัส ต่อมา ในช่วงภัยแล้งฝนทิ้งช่วง พี่น้องผู้แทนราษฎร ท่าน ส.ส. ของเราโดยเฉพาะพี่น้อง ผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ไปดูแลพี่น้องเกษตรกร ทางท่านผู้แทนราษฎร หลายท่านขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศให้เป็นเขตภัยพิบัติ ท่านก็ไม่ประกาศ เกษตรกร จึงไม่ได้รับเงินค่าชดเชย ล่าสุดที่มีการประกาศเขตภัยพิบัติของภาคกลางบางจังหวัด จังหวัดสระบุรีของผมแล้งมานานมาเกือบ ๒-๓ ปี จังหวัดสระบุรีไม่ได้รับการประกาศ เป็นเขตภัยพิบัติ พี่น้องเกษตรกรก็ไม่ได้รับเงินเยียวยาชดเชยแต่อย่างใด ท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ท่านทิ้งชาวนาชาวไร่ในจังหวัดสระบุรีของผมไว้ข้างหลังเรียบร้อยแล้วครับ เช่นกัน ในช่วงที่น้ำขาด น้ำน้อย ท่านนายกรัฐมนตรีให้ชาวนาไปปลูกพืชน้ำน้อย เอาพืชไร่พืชสวนครัว ไปปลูกในที่นา ซึ่งเป็นการปฏิบัติด้วยความยากลำบากเพราะว่าชาวนาทำตามนโยบายนี้ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างเท่าตัว ผลผลิตตกต่ำ และสุดท้ายผลผลิตไม่มีคุณภาพ ขาดตลาด รองรับ ชาวนาชาวไร่ลำบากเดือดร้อนนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ทิ้งพี่น้องเกษตรกรไว้ ข้างหลังเป็นที่เรียบร้อย ล่าสุดสำหรับโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเยียวยาวิกฤติโควิด (COVID) ผมลงไปในพื้นที่ไปตรวจสอบดูด้วยความห่วงใย ก็ได้ไปร่วมประชุมกับเกษตรอำเภอ เจอพี่น้องเกษตรกร เขาดีใจที่จะได้ใช้เงินกู้ตัวนี้ ชาวนาชาวไร่หวังว่าจะได้เงินกู้ตัวนี้เอาไปซื้อ อุปกรณ์ทางการเกษตรต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการลดต้นทุน แต่ด้วยระบบราชการของ ท่านนายกรัฐมนตรียุ่งยาก ซ้ำซ้อน พิธีการมาก ต้องเร่งหาโครงการให้เสร็จภายในเร็ววันนี้ สุดท้ายเกษตรกรถอดใจ เขาทำกันไม่ได้แล้วก็ทำไม่ทัน เกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกร แปลงใหญ่ขอถอนตัวยกเลิกโครงการไปในหลาย ๆ โครงการแล้ว ซึ่งถือว่าประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือพี่น้องในภาคเกษตรกร คิดว่าถ้าไม่มีการตรวจสอบไปช่วยดูแล โครงการต่อไปทางการเกษตรก็คงจะไม่เป็นไปตามที่พี่น้องเกษตรกรมุ่งหวังและต้องการ อย่างแท้จริงครับ🔗
อีกกลุ่มหนึ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ทิ้งเขาไว้ข้างหลัง ก็คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ จบการศึกษาและพร้อมที่จะทำงาน กลุ่มรากหญ้า กลุ่มผู้ใช้แรงงาน พ่อค้า แม่ค้า เอสเอ็มอี (SMEs) ตลาดรายย่อย ตลาดนัด ตลาดโต้รุ่ง ตั้งแต่ท่านกดปุ่มประกาศล็อกดาวน์ (Lockdown) ประเทศ ประกาศเคอร์ฟิว (Curfew) กลุ่มต่าง ๆ ดังกล่าวถูกท่านทิ้งไป ข้างหลังเรียบร้อยแล้ว เดือดร้อนกัน เขาตกงาน ไม่มีรายรับ มีแต่รายจ่าย เกิดปัญหา ครอบครัวขึ้นทุกหย่อมหญ้า ท่านประธานที่เคารพครับ ตู้ปันสุขเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความเอื้ออาทรของคนไทยด้วยกันเอง เขาดูแลพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในยามยาก ในขณะเดียวกันตู้ปันสุขเป็นสัญลักษณ์ของการทิ้งพี่น้องประชาชนไว้ข้างหลังของ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ทุกกลุ่มดังกล่าวต้องการการช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยาโดยด่วน ด้วยเวลาที่มีจำกัดยังมีอีกหลายกลุ่มที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีทิ้งไว้ข้างหลัง เช่น กลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนี่ ในช่วงวิกฤติ ในช่วงภัยแล้ง เขาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เป็นอย่างดี เขาเสียสละทั้งแรงกายแรงใจแล้วก็ลงขันด้วยนะครับในการช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชน แต่เมื่อเขาขอหรือเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างที่เขาเดือดร้อนก็ไม่ได้รับการเหลียวแล จากท่านนายกรัฐมนตรี จากภาครัฐ ท่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เขามีลูก มีภรรยา แล้วก็ ครอบครัวที่ต้องดูแล เขาประสบปัญหาวิกฤติภัยแล้ง ประสบปัญหาวิกฤติโควิด (COVID) เช่นกัน ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้ช่วยดูแลกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มนี้ด้วย อย่าทอดทิ้งเขาไว้ข้างหลัง กลุ่มล่าสุดอันนี้เป็นข่าว ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับดูแล งบประมาณตรงนี้เช่นกัน คือกลุ่มที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะทิ้งไว้ข้างหลัง กลุ่มล่าสุด กลุ่มสุดท้ายที่เห็นก็คือกลุ่มรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กลุ่มรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง กลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพลังงาน ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วย กลุ่มนี้ ท่านทิ้งได้เลยเพราะว่าไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนม้ากลางศึก🔗
คุณองอาจครับ อย่าไป พาดพิงเขาเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ เขาก็เกี่ยวเนื่อง กับงบประมาณตรงนี้ ถ้าเกิดจัดการโดยมีประสิทธิภาพ ผมเชื่อว่างบประมาณตรงนี้ ก็จะใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต้องฝากท่านประธานตรงนี้🔗
สุดท้าย ผมขอเสนอแนะการแก้ไขใช้งบประมาณตรงนี้แก้ไขปัญหาวิกฤติ โควิด (COVID) ด้วยใช้เงินกู้ ก็มี ๒ ประเด็นที่ฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้ไขปัญหาวิกฤติชาติตรงนี้ได้ ๒ ประเด็นด้วยกัน คือ ๑. ท่านนายกรัฐมนตรีต้องจริงจังแล้วก็จริงใจ ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องน้อมนำเศรษฐกิจ พอเพียงมาปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยใช้ทฤษฎีใหม่ซึ่งถือว่าทฤษฎีใหม่เป็นนิวนอร์มัล (New normal) ตลอดกาล ถ้าใครก็ตาม ผู้บริหารท่านใดได้นำปรัชญาเศรษฐกิจหรือทฤษฎีใหม่มาใช้ ก็จะแก้ปัญหาของชาติได้อย่างแน่นอน และอีกประเด็นหนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องมี ความจริงใจอย่างที่ท่านพูด คือท่านจะต้องแก้ปัญหาการใช้เงินกู้ครั้งนี้ โดยยึดหลัก การบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม ท่านจะต้องจริงใจให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านจะต้องให้คณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ที่ทางสภากำลังจะตั้งขึ้น ให้ไปทำงานคู่ขนานไปกับท่านในการใช้เงิน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ถาวร ยั่งยืน ตลอดไป ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ที่เตือน ก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายหนึ่งลุกขึ้นประท้วงนะครับ ต่อไปคุณทวีศักดิ์ ทักษิณ เจ้าหน้าที่ช่วยดู หน่อยนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ คือผู้อภิปรายติดลงมติในห้องกรรมาธิการ แล้วก็ลำดับ ค่อนข้างสับสน ขอบคุณมากครับ🔗
ไม่เป็นไรครับ ข้ามไปก่อนได้ครับ ต่อไปท่านอับดุลอายี สาแม็ง เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต ๓ พรรคประชาชาติ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายเพื่อสนับสนุนในเรื่องของ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อมาติดตามและตรวจสอบการใช้เงินกู้ ๓ ฉบับ และมาตรการการแก้ไขภายใต้วิกฤติของโรคระบาดไวรัสโครานา ๒๐๑๙ หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เราพูดถึงอยู่ ซึ่งเราทราบดีอยู่แล้วเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาเราก็มีการผ่าน การพิจารณาจากสภาในเรื่องของเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ฉบับที่ ๑ แล้วก็ในเรื่องของการฟื้นฟู อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นฉบับที่ ๒ แล้วก็มีอีกฉบับหนึ่งคือฉบับที่ ๓ ในเรื่องที่รัฐบาล จะต้องดูแลเรื่องของเงินอีก ๑ ฉบับ ทั้งนี้ หลังจากที่มีการดำเนินการในส่วนตรงนี้ โดยเฉพาะ ในเรื่องของการเยียวยาเราก็ได้พูดถึงอยู่มามากแล้วว่า การเยียวยาของรัฐบาลที่มีการพิจารณา ในเรื่องของเกษตรกรบ้าง ในเรื่องของคนที่มีผลกระทบโดยตรงบ้าง ที่ขาดงานขาดอะไรต่าง ๆ ก็มีการเยียวยาอยู่ว่าหลาย ๆ ส่วนก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง อย่างที่หลาย ๆ ท่านพูดถึงอยู่ แล้วก็มีบางหน่วยงานที่ไม่ได้รับการเยียวยา อย่างเช่น ผมทราบข่าวการพิจารณาของกระทรวงศึกษาธิการไปเยียวยาโรงเรียนที่อยู่ในภายใต้ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ได้รับการเยียวยา ๔๐๐,๐๐๐ บาท ต่อ ๑ โรง แต่เนื่องจากว่าในกระทรวงศึกษาธิการก็มีประเภทของโรงเรียนหลาย ๆ อย่าง ประเภทโรงเรียนสามัญที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลโดยตรง เป็นโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลาม เป็นโรงเรียนเอกชนทั่ว ๆ ไป เหล่านี้ไม่ได้รับการเยียวยาเลย ทั้ง ๆ ที่ โรงเรียนเหล่านี้เป็นโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเช่นกัน เรามาดูในเรื่องของ การบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการว่า ทำไมไม่มีการพิจารณาถึงโรงเรียนเอกชน ซึ่งอยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนของกระทรวงศึกษาธิการว่า ไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยเหตุผลอะไร ทั้ง ๆ ที่ว่าข้อมูลของเด็กนักเรียน ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างเฉพาะ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผมมีข้อมูลอยู่แล้วว่าโรงเรียนเอกชน มีเด็กนักเรียนอยู่ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ คน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย แล้วก็มีครูผู้สอนทั้งหมดอยู่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน ส่วนโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การกำกับของ สพฐ. มีนักเรียนทั้งหมดตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ๑๕๐,๐๐๐ คน แต่มีครู มากกว่าโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของโรงเรียนเอกชน ๑๘,๐๐๐ คน ถ้าเทียบ สัดส่วนเหล่านี้แล้วมีเด็กนักเรียนที่อยู่ภายใต้ของโรงเรียนเอกชนก็ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีเด็กนักเรียนที่อยู่ภายใต้โรงเรียนของรัฐบาล ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเมื่อมีการพิจารณา เรื่องผลกระทบของโควิด-๑๙ (COVID-19) แล้ว โรงเรียนเอกชนไม่ได้รับเลย แต่โรงเรียน ภายใต้รัฐบาลก็ได้รับการช่วยเหลือ ๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อ ๑ โรง เหล่านี้ก็อยากจะฝากถึงท่านกรรมาธิการว่า สิ่งเหล่านี้เราไม่ได้แค่ตามว่าเขาใช้งบประมาณ เพื่อดำเนินการอะไร ผิด ถูกอย่างไรในเรื่องของกฎเกณฑ์ของการใช้งบประมาณอย่างเดียว แต่อยากจะฝากไปถึงคณะกรรมาธิการที่ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งในวันนี้ไปดูว่า ที่เขาใช้ งบประมาณในการพิจารณาในเรื่องของประเภทบุคคลชนิดเดียวกัน อย่างที่ผมพูดถึงโรงเรียน เอกชนกับโรงเรียนภายใต้ สพฐ. นั้น ก็น่าจะเป็นโรงเรียนที่มีเด็กนักเรียน แล้วก็สอนให้เป็น บุคคลที่มีองค์ความรู้ของระดับประเทศเหมือนกัน แต่ได้รับการพิจารณาในการเยียวยา การฟื้นฟูไม่เท่ากัน ในส่วนของโรงเรียนเอกชนนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่น ทางสำนักงาน การศึกษาเอกชนก็บอกว่าไม่เป็นอะไร โรงเรียนเอกชนเหล่านี้ยังมีเงินกองทุนอยู่ ก็แนะนำให้ไป กู้เงินของโรงเรียนเอกชนโดยต้องมีดอกเบี้ย แนะนำให้ไปกู้เงินของกองทุนของโรงเรียนเอกชน เขาบอกว่ามีเงินเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ตรงนั้น ซึ่งลักษณะอย่างนี้ไม่น่าจะใช่วิธีการบริหาร ที่มีความเป็นธรรมต่อโรงเรียนเอกชนเลย ที่เป็นปัญหาอย่างนี้ผมก็มาดูว่าทำไม กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงเดียวที่แปลก ลักษณะอย่างนี้ก็มาดูในข้อเท็จจริงว่า โครงสร้างของการบริหารในกระทรวงศึกษาธิการมี ซี ๑๑ อยู่ประมาณ ๔ หน่วยงาน แต่ว่า การจัดการในเรื่องของการเยียวยาผมเข้าใจว่าผ่านการดูแลโดยปลัดกระทรวงของแต่ละ กระทรวง กระทรวงศึกษาธิการก็เช่นกัน แต่มีคนระดับเดียวกัน อย่างเลขาธิการ สช. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ล้วนแต่เป็น ซี ๑๑ เท่ากับปลัดกระทรวง ผมเข้าใจว่าสิ่งที่มันเป็นระดับเดียวกันลักษณะ อย่างนี้ การสั่งการ การแนะนำ การใช้งาน บริหารจัดการไม่ได้ เพราะใครใช้ใครไม่ได้ เลยมีความลักลั่นว่าโรงเรียนที่อยู่ภายใต้ของ สช. ไม่ได้รับการดูแล ไม่ได้รับการเยียวยา ลักษณะอย่างนี้ผมก็แค่ยกตัวอย่างโรงเรียนที่ไม่ได้รับนั้น ก็อยากจะฝากถึงคณะกรรมาธิการ วิสามัญที่ได้รับการแต่งตั้งนั้นให้ไปดูแลการดำเนินการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วย มีอีกเรื่องหนึ่งโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างเช่นโรงเรียนจริยธรรมประจำมัสยิด เขาไม่มีเงิน อุดหนุน ไม่มีเงินช่วยเหลือเลย วันที่ ๑ กรกฎาคมที่จะถึงนี้โรงเรียนทั้งหลายก็จะเปิดแล้ว แล้วก็มีการกำหนดในเรื่องของวิธีการปฏิบัติของโรงเรียนที่จะเปิดในวันที่ ๑ จะต้องมีการจัด โซเชียล ดิสแทนซิง (Social distancing) อะไรต่าง ๆ ที่เราทราบข่าวอยู่ แล้วก็แปลกต่อมา อีกว่ามี ๘ รายการที่มีการได้รับการสนับสนุนโดยโรงเรียนรัฐบาลเป็นผู้ได้รับ อย่างเช่นว่า หน้ากากอนามัยเด็กนักเรียนจะได้รับคนละ ๔ ชิ้น เฟซชิลด์ (Face shield) คนละ ๒ ชิ้น ที่วัดอุณหภูมิ แอลกอฮอล์ แล้วก็ที่พ่นยาฆ่าเชื้อตามขนาดของโรงเรียน น้ำยาฆ่าเชื้อ หน้ากากอนามัย ถุงมือสำหรับผู้ที่มีหน้าที่ในการคัดกรอง เหล่านี้ ๘ อย่างได้รับการสนับสนุน แต่โรงเรียนเอกชนก็ไม่ได้รับอีก และสิ่งเหล่านี้ก็ยังถูกกำหนดอีกว่าในวันที่ ๑ กรกฎาคม โรงเรียนจริยธรรมประจำมัสยิดที่อยู่ในเขตพื้นที่ชุมชนที่เป็นมุสลิมว่า เขาจะต้องปฏิบัติ จะต้องมีสิ่งเหล่านี้เป็นตัวประกอบ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลเลย เขาดำเนินการโดยชุมชน อาจจะได้รับอย่างเดียวก็คือเงินค่าตอบแทนของผู้สอน ๓-๔ คน คนละ ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือนเท่านั้นเอง แล้วก็จะหาสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร เมื่อสักครู่ผมก็ได้รับ การร้องขอจากโรงเรียนเอกชนในเขตพื้นที่ผมจังหวัดยะลา อย่าว่าแต่โรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอย่างเดียว ผมมีโรงเรียนเอกชนซึ่งสอนภาษาจีนสอนอะไรก็ยังมีอยู่ ผมก็ถามว่า ได้รับการอุดหนุน ได้รับการสอบถาม ได้รับการถามถึงไหม เขาบอกไม่มีเลย ช่วยบอกทีว่า ก็อยากจะได้รับความช่วยเหลือ การเยียวยาจากรัฐบาล เพราะเขามีผลกระทบเหมือนกัน ณ วันนี้เขาพยายามที่จะร่วมมือในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเรื่องโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) เขาก็ใช้เงินหลาย ๆ แสนบาทที่จะปรับปรุงโรงเรียนให้สอดคล้องกับวิธีการ ที่ได้ถูกกำหนด🔗
สรุป ผมก็สนับสนุนให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ติดตามเรื่อง การใช้เงินกู้ ๓ ฉบับเหล่านี้ แล้วก็อยากจะให้แค่ตามหลังอย่างเดียวไม่พอ ต้องเดินไปด้วยกัน ว่าเขาทำอะไรที่ถูกต้องแล้วก็ให้มีความทั่วถึงและได้รับความเป็นธรรมทุกฝ่ายหรือเปล่า ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ขอสลับ ท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน หลังจากนั้น คุณบุญฐิณเตรียมตัวนะครับ ขอเชิญท่านศาสตราจารย์กนก ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุนญัตติด่วน ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอ คือ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไข เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโครานา ๒๐๑๙ ท่านประธานที่เคารพ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในสภาแห่งนี้ แล้วก็พี่น้องประชาชนทุกคนทั้งประเทศอยากเห็นการติดตาม ตรวจสอบประเมินผล และหวังว่าการกระทำอย่างนั้นจะนำไปสู่การใช้เงินกู้ที่ตอบโจทย์กับพี่น้องประชาชน และหวังว่าการใช้เงินกู้นั้นจะทำด้วยความโปร่งใส และที่สำคัญที่สุดก็คือหวังว่าการใช้เงินกู้นี้ จะทำให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ของการใช้งบประมาณจำนวนมากในเวลาสั้น ที่จะให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไรในอนาคต สิ่งที่สำคัญคือ พรรคประชาธิปัตย์ที่ผมสังกัดอยู่นั้นมีความเชื่อว่าการตรวจสอบเป็นหัวใจของระบบรัฐสภา เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบ การตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร🔗
ท่านประธานครับ เมื่อการอภิปรายใน พ.ร.บ. ดังกล่าวนั้นผมได้อภิปราย ชัดเจนว่าเป้าหมายของการใช้เงินกู้นี้จะต้องพุ่งไปสู่ประชาชนในระดับฐานราก แล้วก็ประชาชนในระดับกลาง ซึ่งถือว่าเป็นโครงสร้างสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ เกษตรกรรายย่อยและผู้ใช้แรงงานรับจ้างทั้งหลายจำนวนหลายล้านคน ผู้ประกอบการ รายย่อย พ่อค้าแม่ค้า หาบเร่ทั้งหลายที่อยู่ตามตลาดทั่วไปแม้กระทั่งริมทางตามท้องถนน ทั่วประเทศ จนกระทั่งถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า อาคารพาณิชย์ ตึกแถวทั้งหลายที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อที่หวังว่าการใช้เงินกู้นี้จะนำไปสู่ การสร้างความสมดุลและความเป็นธรรมให้กับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ ในการติดตามและประเมินผลนั้นเรามี ๒ มิติที่จะต้องทำ🔗
มิติที่ ๑ คือการตอบโจทย์ปัญหา การตอบโจทย์ปัญหานั้นหมายความว่า เราเชื่อว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหัวใจของการตอบโจทย์ปัญหาของโครงการนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการจะต้องตรวจสอบคือประชาชนและข้าราชการมองปัญหา เดียวกันตรงกันหรือไม่ แล้วในความเป็นจริงเราพบว่าทั้ง ๒ กลุ่มนี้มักจะมองปัญหาไม่ตรงกัน สิ่งที่ประชาชนอยากได้ข้าราชการไม่ได้ให้ สิ่งที่ข้าราชการอยากทำอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ ประชาชนต้องการ เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องตรวจสอบในส่วนนี้ ส่วนที่ ๒ คือการเห็น พ้องต้องกัน นั่นหมายถึงว่าทั้งประชาชนและส่วนราชการที่จะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา ส่วนราชการจากกระทรวงต่าง ๆ ที่จะต้องทำงานร่วมกันจะต้องเกิดขึ้นให้ได้เพื่อให้เกิด การบูรณาการและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของประชาชนให้ได้ ประเด็นที่ ๓ ของการตอบ โจทย์ปัญหาก็คือความยั่งยืนครับท่านประธาน นั่นหมายความว่าการใช้เงินกู้ในการแก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนนั้นไม่ใช่เป็นการแก้ชั่วคราว เราอยากเห็นการแก้ไขปัญหานั้น เป็นไปอย่างยั่งยืน นั่นก็หมายความว่าโครงการเงินกู้ที่มีอายุประมาณ ๑ ปีกว่า ๆ นั้น คำถาม ก็คือในเวลา ๑ ปีกว่า ๆ นี้จะแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ปัญหา ความยากจน ปัญหารายได้ของพี่น้องเกษตรกรของเรา และเราจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจฐานรากได้มากน้อยเพียงใด แน่นอนครับท่านประธาน เป็นไปไม่ได้ในปีเศษ ๆ จะแก้ปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด ก็นำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่สำคัญว่า แล้วหลังจากนั้นรัฐบาลจะทำอย่างไร นี่เป็นโจทย์ที่คณะกรรมาธิการที่เรากำลังจะจัดตั้งขึ้น ต้องหาคำตอบและส่งมอบให้รัฐบาลต่อไป นั่นก็หมายความว่าจากการที่ผมได้รวบรวมปัญหา ของพี่น้องประชาชนในระดับกลางและล่างซึ่งเป็นฐานของประเทศ มันมีเรื่องปัญหาที่สำคัญ อยู่ ๕ เรื่องที่เราอยากเห็นการใช้งบประมาณส่วนนี้ เรื่องแรก ก็คือน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร เรื่องที่ ๒ คือการฟื้นฟูคุณภาพดินเพื่อเพิ่มผลิตภาพทางด้านการผลิต เรื่องที่ ๓ คือการส่งมอบ เทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบดิจิทัล (Digital) ที่จะทำให้การผลิตมีความแม่นยำ ทำให้การขายและการตลาดออนไลน์ (Online) เกิดขึ้น เรื่องที่ ๔ คือการยกระดับโลจิสติกส์ (Logistics) เพื่อที่จะเชื่อมผู้ผลิตกับผู้บริโภคเข้าหากันและทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ และเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตก็ได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน และประการที่ ๕ คือการยกระดับ ทักษะในการทำงานของพี่น้องเกษตรกรเอสเอ็มอี (SMEs) และผู้ประกอบการรายย่อย การต้องการคำตอบทั้ง ๕ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้าง เศรษฐกิจของประเทศโดยตรงเพราะฉะนั้นกรรมาธิการจะต้องเฝ้าดูเรื่องนี้ว่าการใช้เงินกู้ ตอบโจทย์เรื่องเหล่านี้หรือไม่ถ้าพูดให้ชัดเจนก็คือว่าการใช้เงินกู้เหล่านี้ที่จะตอบโจทย์ปัญหา ของพี่น้องประชาชน ๑. จะต้องใช้เงินให้ตรงกับปัญหาของประชาชน ๒. การใช้เงินนั้น ต้องบูรณาการการแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ และ ๓. จะต้องทำให้เกิดประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงและนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้มี ความสมดุลและเป็นธรรมมากขึ้นครับ🔗
ในมิติที่ ๒ คือความโปร่งใส ในแง่ของความโปร่งใสนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะการตรวจสอบกระบวนการใช้เงินกู้นี้เป็นเรื่องที่สำคัญเหลือเกิน และประชาชนของเรา ก็เป็นห่วงอย่างยิ่งว่ากระบวนการใช้เงินนี้จะมีความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรมหรือไม่ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือว่าจะมีการใช้เงินอย่างถูกต้องหรืออย่างไม่ถูกต้องในเงินกู้เหล่านี้ นั่นก็หมายความว่าคณะกรรมาธิการนี้ถ้าจะรักษาความโปร่งใสให้ก็เกี่ยวข้องกับเรื่อง ๓ เรื่อง🔗
เรื่องแรก ก็คือการตรวจสอบและความรับผิดชอบ นั่นหมายความว่าจะต้อง มีการเปิดเผยข้อมูลของโครงการตั้งแต่การคัดเลือกโครงการ การปฏิบัติโครงการ และการประเมินผลความสำเร็จของโครงการ ตลอดทั้งกระบวนการใช้เงินนี้จะต้องเปิดเผย เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบแล้วก็ช่วยกันตรวจสอบ🔗
ในส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของกฎหมายและกฎระเบียบ กระบวนการนี้ กฎระเบียบ และกฎหมายนี้กำหนดไว้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าราชการในเชิงการบริหาร แต่ในความเป็นจริงเรากลับพบว่ากฎระเบียบหลายเรื่อง กลับเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาหรือการแก้ไขโครงสร้างที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม ในโครงการเงินกู้นี้ได้บอกว่าห้ามไม่ให้ซื้อครุภัณฑ์ แต่การที่เกษตรกรจะมีผลผลิตที่มีการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าได้จำเป็นจะต้องใช้ ครุภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยี แต่สิ่งนี้ทำไม่ได้ เมื่อทำไม่ได้เราจะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ได้อย่างไร ตรงนี้ก็กลายเป็นเรื่องของการติดอยู่ที่กฎระเบียบ เพราะฉะนั้นกฎระเบียบ ที่เป็นปัญหาคณะกรรมาธิการคณะนี้ก็จะต้องนำมาบันทึกเพื่อที่จะรายงานกับรัฐบาลว่า กฎระเบียบที่จะต้องแก้ไขแล้ว เช่นว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของกรมบัญชีกลาง เป็นต้น🔗
เรื่องที่ ๓ ที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสก็คือความเป็นธรรมและครอบคลุม พี่น้องประชาชนทั่วประเทศของเราได้รับผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) กันทุกคน มากบ้าง น้อยบ้าง สัดส่วนของความเดือดร้อนที่ไม่เท่ากันนี้จะตอบโจทย์กับการใช้เงินกู้นี้ อย่างไร ในหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนมาก แต่การให้เงินเยียวยา การแก้ไขปัญหา ของเขากลับน้อย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีโครงการ เพราะว่าไม่มีส่วนราชการที่จะไปเสนอเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ประชาชนเหล่านี้จะถูกละเลยและถูกทิ้งไป เราจะทำ อย่างไรกับคนเหล่านี้ เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการจะต้องตอบโจทย์และส่งเสียงให้กับรัฐบาล ในฐานะที่จะเป็นผู้ใช้เงินกู้เหล่านี้ ที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมและครอบคลุม กับพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ นั่นก็หมายความว่าการใช้เงินกู้นี้จะต้องเป็นไป อย่างเป็นธรรมและครอบคลุม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราคาดหวังว่าจะเกิดขึ้น นั่นก็หมายความว่า พี่น้องประชาชนของเราอยากเห็นการใช้เงินกู้นี้มีความโปร่งใสแล้วก็มีประสิทธิภาพ จากหลักการที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วดังกล่าวข้างต้น ผมอยากจะขออนุญาต พูดถึงลักษณะการใช้เงินกู้ที่จะเกิดขึ้น ขอสไลด์แผ่นที่ ๓ ครับ อีกส่วนหนึ่งคือทำอย่างไม่ถูกต้องครับ ก็คือไม่โปร่งใสแล้วก็มีปัญหา จากมิติทั้งสองที่แบ่งเป็น ๒ ส่วนย่อยนั้น ถ้าทำเป็นตารางออกมาเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ของการใช้เงินกู้นะครับ🔗
ในเรื่องที่ ๑ ก็คือ ทำถูกอย่างถูกต้อง สิ่งนี้ช่องที่ ๑ เป็นสิ่งที่ประชาชน อยากได้ อยากเห็นการใช้เงินกู้นี้ใช้ถูกปัญหาแล้วก็ใช้อย่างถูกต้อง นี่คืออุดมคติที่เรา อยากเห็น และกรรมาธิการจะต้องช่วยกันทำให้เกิดสิ่งนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตัวสีแดงที่ชัดเจนก็คือ ทำผิดอย่างถูกต้อง หมายความว่าเงินกู้นี้ที่ใช้ไปมากมายไม่ตรงกับปัญหาของพี่น้องประชาชน แต่ถูกกฎระเบียบของทางราชการทุกประการ เปิดเผยข้อมูลครบถ้วนทุกประการ แต่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์เลยครับ อันนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งของการใช้เงินกู้นี้ ผมอยากจะเรียกว่าทำผิดอย่างถูกต้องครับ ในช่องถัดมาเรียกว่าการทำผิดอย่างไม่ถูกต้อง นั่นหมายความว่าไม่ตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนแล้วก็ผิดกฎระเบียบ ผิดกฎหมาย ทุจริตอีกต่างหาก อันนี้คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งเราหวังว่าจะไม่เกิดขึ้นนะครับ แล้วก็ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการจะต้องตรวจสอบว่ามีโครงการที่อยู่ในช่องนี้มากน้อยเพียงใด และหวังว่าจะไม่มีครับท่านประธาน สุดท้ายก็คือทำถูกอย่างไม่ถูกต้อง เรามีข้าราชการที่ดี ท่านประธานครับ ที่เขาเข้าใจปัญหาของพี่น้องประชาชน และเขาก็ต้องการช่วยแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชน แต่ติดกฎระเบียบอย่างที่ผมยกตัวอย่างไปแล้วว่าโครงการนี้ ไม่สามารถซื้อครุภัณฑ์ที่เป็นเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีเพื่อจะเพิ่มมูลค่าให้กับพี่น้องเกษตรกร พี่น้องชาวโอทอป (OTOP) ทั้งหลายจะไม่ได้ประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้นะครับ อย่างนี้เรียกว่า ถ้าข้าราชการใจกล้า ใจถึง เขาพยายามที่จะหาวิธีการทำให้ได้เพื่อให้เกิดการทำถูก คือตรง ปัญหากับพี่น้องประชาชน แต่เขาผิดระเบียบเขามีความเสี่ยงตรงนี้ครับ ตรงนี้เราจะได้บอก กับรัฐบาลว่าต่อไปขอให้แก้กฎระเบียบเรื่องนี้ที่ผมเรียนท่านประธานไปแล้วว่าในเรื่องของ การจัดซื้อจัดจ้างเป็นต้น🔗
จากที่ผมได้อธิบายทั้งหมดดังกล่าวนี้ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เราจะต้องทำทั้ง ๒ มิติครับ มิติแรกผมขออนุญาตย้ำก็คือการตอบโจทย์ของพี่น้องประชาชน มิติที่ ๒ ก็คือความโปร่งใสของกระบวนการใช้เงินกู้เหล่านี้ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้เห็น แล้วก็ได้ชื่นใจกับเงินกู้นี้ว่าได้ทำถูกอย่างถูกต้อง และเขาไม่อยากเห็นการทำผิดอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำผิดอย่างไม่ถูกต้อง ไม่อยากเห็นเลยครับ และสิ่งนี้เป็นปัญหาสำคัญ ของประเทศที่เราจะต้องแก้ไข🔗
ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือ ในการประเมินผลครับ ไม่ใช่ติดตามและตรวจสอบเท่านั้น แต่เราจะต้องประเมินผลด้วย การประเมินผลมีคำถามอยู่ ๓ คำถามครับท่านประธาน คำถามที่ ๑ ก็คือเป้าหมาย และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงนั้นตรงกันหรือไม่ เราทำได้ครบตามเป้าหมายไหม ถ้าต่ำกว่า เป้าหมาย หรือเกินเป้าหมาย หรือพอดีกับเป้าหมาย เหตุผลคืออะไร สิ่งเหล่านี้เราควรจะต้อง มีคำตอบ และหลังจากเรามีคำตอบแล้วก็ต้องอธิบายได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะถ้าเรา ตอบไม่ได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำถูกจะทำให้เกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งก็ทำไม่ได้ ทำผิดจะแก้ไข ให้ถูกต้องเราก็ทำไม่ได้ครับท่านประธาน เมื่อเราตอบได้ว่าเหตุผลคืออะไร เราก็สามารถจะให้ คำแนะนำกับรัฐบาลได้ว่า ต่อไปท่านนายกรัฐมนตรีครับการใช้งบประมาณของประเทศ ควรจะต้องทำแบบนี้ นี่คือภารกิจของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะต้องทำครับท่านประธาน🔗
ผมขออนุญาตสรุปประเด็นที่สำคัญ เพื่อจะกราบเรียนยืนยันกับท่านประธาน ว่าการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหวังว่าจะช่วยติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การใช้เงินกู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ที่ทำถูกอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ทำผิด อย่างถูกต้อง หรือทำผิดอย่างไม่ถูกต้อง ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และเราอยากจะขอ เชิญชวนพี่น้องประชาชนสนับสนุนสภาแห่งนี้ เพื่อที่จะยกระดับการตรวจสอบและถ่วงดุล ของรัฐสภาให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งเป็นอุดมคติและอุดมการณ์ที่สำคัญ ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผมสังกัดอยู่ เพื่อที่จะให้สภาแห่งนี้ได้ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทนี้อย่างมีประสิทธิผลตามกรอบแนวทางที่ผมได้ กราบเรียนไปแล้ว เพื่อที่จะหวังว่าการใช้เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทนี้จะสร้างรอยยิ้มให้กับ พี่น้องประชาชน จะสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชนได้จริง และหวังว่ารอยยิ้ม และความสุขของพี่น้องประชาชนนี้จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้มี ความสมดุลและเป็นธรรมมากขึ้น ถ้าเราทำได้เช่นนี้ เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ไม่มากเลย และหนี้สินที่จะตามมานั้นเป็นหนี้สินที่พวกเราทุกคนยินดีที่จะร่วมกันรับผิดชอบแล้วก็ชดใช้ให้ แต่ในทางกลับกันถ้าไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น ไม่ใช่เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่เราทิ้งหนี้จำนวน มหาศาลไว้ข้างหลัง และตรงนี้จะเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ และในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตทำหน้าที่ที่จะตรวจสอบถ่วงดุล เพราะผมเชื่อว่าระบบรัฐสภาต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มแข็ง และตรงนี้เป็นจุดยืน ทางการเมืองที่สำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณท่านศาสตราจารย์กนกครับ ท่านต่อไปคุณบุญฐิณ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม บุญฐิณ ประทุมลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอ อภิปรายสนับสนุนให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้งบประมาณจากวิกฤติ โรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ทุกญัตติ ท่านประธานที่เคารพ ในการใช้งบประมาณ รายจ่ายประจำปีตามแผนงาน โครงการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม ปกติเขาก็มีหน่วยงาน ที่ตรวจสอบภายในและภายนอก รวมทั้งองค์กรอิสระ ทั้งภาครัฐและเอกชนอยู่แล้ว แต่ว่าในงบเงินกู้เป็นงบเฉพาะกิจที่มีจำนวนมากและคนสนใจที่จะดูการใช้งบประมาณ ความจำเป็นนี้จะต้องมีตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น สภาผู้แทนราษฎรของเรา ก็มีคณะกรรมาธิการสามัญประจำคณะ ๓๕ คณะ ซึ่งมี ส.ส. เป็นสมาชิกในการตรวจสอบอยู่แล้ว ในฐานะที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านประธานที่เคารพ ในการทุจริตมันก็มีอยู่ ๒ รูปแบบ อันนี้ ฝากถึงพี่น้องประชาชนและทุกคนที่จะตรวจสอบว่า ๑. ในการทุจริตราคากลางหรือทีโออาร์ (TOR) ซึ่งเป็นปัญหา ปกติถ้ากำหนดราคากลาง ๑๐๐ บาท ชาวบ้านเขาซื้อราคา ๗๐ บาท แต่หน่วยงานของรัฐซื้อ ๑๐๐ บาท ก็ไม่ผิด ยกเว้นซื้อเกิน อันนี้คือการกำหนดในการ ตรวจสอบราคากลางให้เป็นไปตามที่ท้องตลาด อันที่ ๒ ที่มีการทุจริตเนื้องานหรือสเปก (Spec) บางครั้งการจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้สเปก (Spec) หรือล็อกสเปก (Lock spec) บ้าง จุดนี้ เป็นอันตรายมาก ถ้าเป็นถนนคอนกรีตพี่น้องก็ดูเอาว่าบริษัทไหนทำ ทำไปแล้วไม่ถึงปีพังหมด ถ้าเป็นอาคารเรียนอันตรายนะครับ เกิดหักพังลงมาทับชีวิตคน ฉะนั้นทุกคนจะต้องช่วยกัน ตรวจสอบในจุดนี้ คนที่จะทุจริตได้ก็คือคนที่เข้าถึงงบประมาณ ทั้งโครงการ ทั้งผู้อนุมัติ แล้วก็ผู้ปฏิบัติ ผู้ตรวจสอบ ผู้ตรวจรับ ดังนั้นในขั้นตอนการตรวจทุจริตก็มีหน่วยงานที่ ตรวจสอบแล้ว ถ้ามีหลายหน่วยงานมาตรวจสอบด้วยก็ยิ่งจะเป็นการป้องกันและป้องปราม เหมือนเพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดไว้ โดยเฉพาะงบเงินกู้เฉพาะกิจก้อนนี้ ท่านประธาน ที่เคารพ ในการจัดทำงบประมาณก็ใช้หลักการบริหารบ้านเมืองที่ดีหลายขั้นตอน ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม หลักความคุ้มค่า แต่ว่าเป็นงบเร่งด่วน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะหลักของความคุ้มค่า บางครั้งคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปรับเรื่อง ของพี่น้องในพื้นที่ หลายท่านอภิปรายไปแล้ว โครงการไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการของพี่น้อง ประชาชน เพราะเวลากระชั้นชิดบ้าง หรือโครงการไม่ถูกใจของผู้ที่จะทำหรือผู้ที่จะอนุมัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปเสนอแนะก็ไม่ได้ หาว่าก้าวก่ายในเรื่องงบประมาณ ยกเว้นพี่น้อง ที่จะมาหารือตรงนี้ว่าเดือดร้อนอะไร ซึ่งเป็นความบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความย้อนแย้งและขัดแย้งกัน บางครั้งคนที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือน ส.ส. และ ส.ว. แต่ไม่ใช่ ส.ส. และ ส.ว. หรือบางครั้งยกตัวอย่างง่าย ๆ คนที่ทำหน้าที่เหมือนสามีแต่ไม่ใช่สามี เพราะว่าไม่จดทะเบียนหรือเปล่า อย่าไปคิดลึกเกินกว่านั้น อันนี้คือความบกพร่องของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังนั้นผมจึงอยากจะฝากว่าในการบริหารเงินกู้ตัวนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องมีความรับผิดชอบต่อการบริหารงบประมาณในครั้งนี้ ถ้าบริหารประสบความล้มเหลว เกิดการทุจริต ถึงแม้ท่านจะไม่ได้ลงไปทำกับทุกโครงการท่านก็ต้องรับผิดชอบด้วย ถ้าเกิดความสำเร็จก็ถือว่าเป็นความชอบของท่าน แต่ผมได้ยินคำพูดของท่านตอนอภิปราย เรื่องงบเงินกู้ ท่านบอกว่าการตั้งคณะกรรมาธิการงบประมาณก็แล้วแต่สภา ผมคิดว่าสิ่งนี้ เป็นการแสดงออกถึงคำพูดของท่าน ที่จริงเป็นสิ่งที่ดีที่ทุกคนจะมีการตรวจสอบถ้ามีความ จริงใจ ผมเข้าใจ ท่านนายกรัฐมนตรีมีความจริงใจตั้งใจ แต่การพูดแบบนี้ถ้าภาษาการพนัน เขาเรียกว่าแทงกั๊กนะครับ ไม่กล้าได้กล้าเสีย แต่ถ้าภาษาการบริหารเขาเรียกว่าลอยตัว ขาดวุฒิภาวะผู้นำ หรือที่เรียกว่าลีดเดอร์ชิป (Leadership) จึงฝากเป็นข้อคิดในการ ที่จะตรวจสอบตรงนี้ ผมใช้เวลาไม่มากครับ มีอีกหลายท่านที่จะพูด ขอขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณคุณบุญฐิณ ใช้เวลาไม่มากครับ ต่อไปท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตบางนา และเขตพระโขนง พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขออภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณ และมาตรการ การแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ตามที่เพื่อนสมาชิกได้อธิบายเกี่ยวกับ พ.ร.ก. เงินกู้ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ไปแล้วเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังถูกตั้งคำถามถึงความมีประสิทธิภาพของรัฐบาลที่ใช้รับมือ กับการแก้ปัญหาความล่าช้าในการเยียวยาประชาชน ญัตติด่วนนี้ที่พรรคก้าวไกลเสนอ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้นจะแบ่งออกเป็น ๒ ด้านหลัก ๆ ที่จะตรวจสอบครับ ในด้านแรก คือตรวจสอบการใช้งบประมาณ ด้านที่ ๒ คือตรวจสอบมาตรการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ🔗
ในด้านงบประมาณนั้นเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมจะ ขออภิปรายในส่วนของมาตรการการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ มีความจำเป็นต้องตรวจสอบมาตรการด้วย เพราะมีความสำคัญไม่แพ้กับการตรวจสอบ ทางด้านงบประมาณ ผมขอเป็นตัวแทนสะท้อนเสียงของประชาชนในฐานะ ส.ส. เขต ของกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับผลกระทบของวิกฤติครั้งนี้ ในพื้นที่เขตบางนาและเขตพระโขนง มีความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมากครับ มีตั้งแต่ เป็นพื้นที่ที่อยู่ชายขอบรอบเมืองเข้าไปถึงในตัวเมือง มีทั้งชุมชนที่เป็นชุมชนแออัด บ้านธรรมดา หมู่บ้านจัดสรรเก่าและใหม่ หมู่บ้านที่เป็นลักษณะหรูหรา ทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียมเก่าและใหม่ ใกล้ถนนใหญ่ หรือแม้กระทั่งคอนโดมิเนียมที่ติด รถไฟฟ้า ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาล้วนได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ทั้งสิ้น มาตรการที่รัฐบาลอ้างว่าออกมาเพื่อป้องกันการระบาดของโรคนั้นก็ซ้ำเติมเข้าไปอีก โดยเฉพาะผู้ที่ลำบากและยากจนอยู่แล้ว แม้จะมีมาตรการเยียวยาออกมาแต่ก็ล่าช้า และถือว่าเล็กน้อยไม่เพียงพออยู่ดีครับ มาตรการที่ออกมานั้นมีหลายด้านด้วยกัน แต่ด้วยเวลาที่จำกัดนั้นผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างเพียงแค่ ๒ มาตรการ🔗
มาตรการแรกที่ผมจะพูดถึงคือมาตรการเกี่ยวกับด้านขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง มาตรการโซเชียล ดิสแทนซิง (Social Distancing) ที่ใช้กับรถเมล์นั้นได้ให้ผู้โดยสารนั่ง ๑ ที่ เว้น ๑ ที่ ก็ดูเหมือนจะดี แต่ว่าผู้โดยสารที่ยืน ในช่วงรัชเอาร์ (Rush hour) ก็ต้องยืนเบียดชิดกันอยู่ดี แล้วอย่างนี้จะป้องกันโรคได้อย่างไร ถ้ามีผู้ใดติดเชื้ออยู่ในรถคันนั้น รถไฟฟ้าก็เช่นกัน ท่านประธานคงจะได้เห็นข่าว ที่แชร์กันในโลกออนไลน์ (Online) ว่าผู้โดยสารยืนแน่นออกันตั้งแต่ที่ชานชาลา เมื่อเข้าไปที่ รถไฟฟ้าก็นั่ง ๑ ที่นั่ง เว้น ๑ ที่นั่งเช่นกัน แต่ผู้ที่ยืนนั้นยืนชิดกันจนแทบจะหายใจรดต้นคอ อยู่แล้ว มิหนำซ้ำยังมีข่าวออกมาว่าทางผู้ให้บริการรถไฟฟ้าในช่วงนั้นจะลดเที่ยวลง ซึ่งเป็น การแก้ไขปัญหาที่ตรงข้ามกับที่ควรจะเป็น เพราะว่าควรจะต้องเพิ่มความถี่และเพิ่มเที่ยว เพื่อระบายคนออกในพื้นที่ได้มากที่สุด อีกด้านหนึ่งคือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เรื่องนี้อาจจะเป็น เรื่องโจ๊กขบขันที่ผมไปลงพื้นที่แล้วเจอพวกพี่วิน เขามักจะพูดกับผมว่าในวินเดียวกัน ทำไมถึงได้เยียวยา ๕,๐๐๐ บาท อีกคนไม่ได้ ส.ส. ครับ ผมขับวินมาตั้งหลายปีแล้ว ทำไมผมไม่ได้ ๕,๐๐๐ บาท เพื่อนที่มาขับทีหลังได้ แล้วยังมาหาว่าผมเป็นเกษตรกรด้วย เรื่องนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพี่วินนั้นเขาลงทะเบียนอย่างถูกต้องหรือไม่ เรื่องนี้สำคัญ ผมเคยหารือกับท่านประธานไปแล้วในส่วนของการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหา วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก็มีผลบ้างพอสมควร เพราะว่าทางเขตก็มีการเปิดรับลงทะเบียน วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างมากขึ้นจากที่แต่ก่อนต้องรอเป็นช่วง ๆ เป็นปี ๆ แต่ก็ยังถือว่าน้อยอยู่ดี ผมได้ตั้งกระทู้แยกเฉพาะถามนายกรัฐมนตรี แต่ก็ปิดสมัยการประชุมไปเสียก่อน จนป่านนี้ ก็ยังไม่ได้ตอบในราชกิจจานุเบกษา มีแต่เพียงหนังสือที่ตอบกลับมาว่าเกิดความล่าช้าในการตอบ ซึ่งผมจะต้องติดตามและผลักดันเรื่องนี้ต่อไป🔗
ในมาตรการที่ ๒ ที่ผมจะพูดถึงก็คือร้านค้า ร้านอาหาร ที่มาตรการโซเชียล ดิสแทนซิง (Social Distancing) นั้น ในช่วงแรกให้ทางร้านค้าขายอาหารได้เฉพาะที่ซื้อกลับบ้านดู เหมือนเป็นการดี ร้านค้าถึงแม้ว่าจะได้รายได้ลดลงก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เมื่อมีมาตรการผ่อนคลายออกมาที่ให้ประชาชนที่ซื้ออาหารเข้าไปนั่งรับประทานที่ร้านได้ แต่ก็ต้อง ๑ โต๊ะนั่งได้ ๑ คน เรื่องนี้ก็มีเสียงบ่นประชดออกมาให้ทราบ ซึ่งประชาชนไม่เข้าใจ ผมเองที่เป็น ส.ส. ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเราที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ขับรถออกมา คันเดียวกัน เมื่อเข้าไปนั่งที่ร้านกลับต้องแยกโต๊ะกันนั่ง เมื่อรับประทานเสร็จก็ขึ้นรถ คันเดียวกันกลับไปที่บ้าน ผมพูดเพื่อให้เห็นภาพแต่จะไม่ขอออกความเห็นในด้านนี้ ผมอยากจะเล่าให้รัฐบาลได้ฟังในเคส (Case) ที่ผมไปลงพื้นที่แบ่งปันเจล (Gel) แอลกอฮอล์ เมื่อเดือนที่ผ่านมาหน้าบริเวณวัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหารหรือหน้าตลาดวัดทุ่ง แม่ค้าขายขนม อายุประมาณ ๕๐ กว่าปีได้พูดคุยทักทายกับผมแล้วถามว่า ส.ส. ระบบเอไอ (AI) ที่รัฐบาล แจ้งว่าตรวจสอบคนที่จะเยียวยา ๕,๐๐๐ บาท ป้าว่าใช่เอไอ (AI) แน่หรือ ป้าว่าเป็นระบบ แรนดอม (Random) หรือเปล่า ทำไมป้าขายของมา ๑๐ กว่าปีถึงไม่ได้ ทำไมบางคนได้ ป้าไม่เข้าใจ ผมได้ฟังแล้วก็เห็นใจแล้วก็แอบชื่นชมว่าคุณป้าติดตามข้อมูลข่าวสาร ทางการเมืองและบรรยายได้เห็นภาพ ใช้คำที่ทันสมัย เรื่องนี้ขอให้รัฐบาลกลับไปคิดด้วยครับ ในส่วนถัดมาจากมาตรการตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมา เนื่องจากเวลาจำกัดจึงต้องยกเท่านี้ แต่ผม มีคำถามในใจที่อยากจะถ่ายทอดออกมาให้ผู้ที่อนุมัติมาตรการต่าง ๆ ได้รับทราบว่าท่านเคย นั่งรถเมล์ เคยขึ้นบีทีเอส (BTS) เคยซ้อนวินมอเตอร์ไซค์หรือไม่ ไม่ใช่แค่ไปใช้บริการเพียงแค่ ถ่ายภาพและลงข่าวออกมา อันนั้นผมถือว่าไม่นับนะครับ และท่านเคยใช้บริการร้านข้างทาง หาบเร่หรือเปล่า ถ้าเคยใช้ท่านก็น่าจะเห็นใจผู้ที่ยากลำบากเหล่านั้น ออกมาตรการก็ควรจะ นึกถึงและไม่ซ้ำเติมผู้ที่ยากลำบากอยู่แล้วเข้าไปอีก🔗
ผมขอสรุปนะครับ ผมขอเชิญชวนพวกเราทุกพรรคการเมือง ในฐานะ สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ นี้ ควรจะมีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณและมาตรการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ผมคาดหวังเป็นอย่างมากว่ารัฐบาลจะออก มาตรการโดยคำนึงถึงธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีรายได้น้อยมากกว่า กลุ่มธุรกิจรายใหญ่น้อยรายที่มีรายได้มาก ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ คุณทวีศักดิ์ ทักษิณ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทวีศักดิ์ ทักษิณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ในวันนี้ผมขอนำเสนออภิปรายและสนับสนุนในการที่จะให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้เงินกู้ เพื่อฟื้นฟูจากภัยโควิด (COVID) ในครั้งนี้ ผมขอแยกประเด็นในการที่จะอภิปรายในวันนี้เป็น ๒ ประเด็น ดังนี้🔗
ประเด็นที่ ๑ เป็นคำถามและเป็นความกังวลจากพี่น้องผู้ใช้แรงงานว่า เขาเหล่านั้นจะได้รับการเยียวยา ฟื้นฟูอย่างไรจากช่องทางไหนบ้างที่จะไม่ไปซ้ำทางเดิม ที่ผ่านมาในรอบแรก โดยเฉพาะพี่น้องที่อยู่แรงงานในระบบ ตอนนี้ ๑๒ ล้านคน ซึ่งรอบแรก ไม่ได้รับการเยียวยาแม้แต่บาทเดียว โดยที่ทางรัฐบาลนั้นได้โยนไปให้กับทางประกันสังคม เป็นคนจัดการเรื่องนี้ ซึ่ง ณ ตอนนี้ปัญหาล่าช้าในการดูแลก็ยังคงมีปัญหาอยู่อย่างมากมาย นี่คือปัญหาของพี่น้องในระบบในตอนนี้ อย่าลืมว่าสถานการณ์ ณ ตอนนี้ของคนแรงงานเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปิดกิจการของนายจ้าง การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นายจ้างยังคง ค้างค่าแรงของลูกจ้างอยู่ ปัญหาเหล่านี้ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จะสังเกตนะครับ ส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาของพี่น้องแรงงานไม่จบไม่สิ้นและทวีความรุนแรงขึ้น อยู่ตรงที่ว่า มีประกาศของทางกระทรวงแรงงาน ประกาศที่ออกมาทำให้นายจ้างถือโอกาสในการ ประกาศในครั้งนี้เป็นเหตุสุดวิสัย ก็เลยทำให้ลูกจ้างเหล่านั้นถูกนายจ้างบางส่วนถือโอกาส ลอยแพ ถือโอกาสในการประกาศในครั้งนี้ ร้ายที่สุดในการประกาศตรงนี้ออกมา นายจ้าง ถือโอกาสทำลายองค์กรของพี่น้องแรงงานที่เขาเป็นที่พึ่งนั่นก็คือองค์กรสหภาพแรงงาน ด้วยการกลั่นแกล้งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบีบบังคับให้ลาออกหรือการใช้มาตรการต่าง ๆ ที่ไม่เท่าเทียมกันในบริษัทเดียวกัน บางคนถูกบังคับให้ใช้มาตรา ๗๕ บางคนให้ไปรับ ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อยู่ในบริษัทเดียวกัน นี่คือปัญหาของพี่น้องแรงงาน จะสังเกตว่าตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากที่เรา เปิดสภามาจนถึงเมื่อวานนี้ ทางพรรคก้าวไกลเองซึ่งมี ส.ส. ของเราเป็นประธานคณะกรรมาธิการ การแรงงานอยู่ แล้วก็มีผมเป็นโฆษกคณะกรรมาธิการ เราได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้อง ผู้ใช้แรงงานตอนนี้ไม่ต่ำกว่า ๒๐ องค์กร ในการมายื่นเรื่องให้ทางเราได้พิจารณา ช่วยแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลิกจ้างอย่างที่ผมได้กล่าวไป ฉะนั้นสิ่งที่เขาคาดหวัง ในการกู้ครั้งนี้และการฟื้นฟูภาครัฐที่จะเกิดขึ้น เขาคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะไม่ผิดหวัง เป็นซ้ำสองอย่างแน่นอนในรอบนี้ ส่วนพี่น้องแรงงานนอกระบบ โอเค (OK) ตอนนี้ เงิน ๑๕,๐๐๐ บาท หรือว่าเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ในเดือนหน้าก็จะหมดโพรโมชัน (Promotion) แล้ว แต่สถานการณ์ถ้ายังคงเป็นแบบนี้อยู่ต่อไปก็เป็นโจทย์ของทางรัฐบาลว่า จะอย่างไรกันต่ออีกถ้ายังไม่กระเตื้องเรื่องของเศรษฐกิจให้ดีขึ้น🔗
ประเด็นที่ ๒ เป็นข้อสงสัยของพี่น้องประชาชน ประเด็นนี้น่าสนใจมาก ผมและเพื่อน ส.ส. ในพรรคก้าวไกลได้รับคำถามจากผู้นำท้องถิ่นว่าท่าน ส.ส. งบประมาณ ในครั้งนี้ได้หมู่บ้านละกี่บาท ซึ่งเป็นคำถามที่ถ้าเป็นคนปกติทั่วไปก็อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเราในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรในครั้งนี้กับคำถามที่ว่างบประมาณในครั้งนี้ ลงหมู่บ้านละกี่บาท ผมก็อธิบายว่าครั้งนี้ไม่มีสำหรับงบประมาณเงินกู้ที่จะไปลงหมู่บ้าน นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้ใหญ่บ้านเหล่านั้นเขาไปเล่าต่อว่า มันมีอย่างนี้ครับ มีนักการเมือง ได้ไปเรียกประชุมผู้นำท้องถิ่นก็คือผู้ใหญ่บ้านว่าตอนนี้มีงบประมาณฉุกเฉินมา บ้านไหน อยากจะได้โครงการอะไรให้รีบเขียนเสนอมาแล้วจะรีบพิจารณาให้ แต่สิ่งที่เขาสงสัยคืออะไร เขาสงสัยว่าทำไมจะต้องเขียนเป็นโครงการสร้างถนนเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ความต้องการของผู้นำ ในท้องถิ่น เขามีความจำเป็นที่ถ้ามีเงินจริง ๆ อยากจะทำเรื่องอื่นมากกว่าการสร้างถนน เช่น ประปาหมู่บ้าน หรืองบประมาณที่จะไปช่วยเหลือเรื่องของการศึกษา โดยเฉพาะ ประปาหมู่บ้านนั้นอย่าลืมว่าตอนนี้ภัยแล้งกำลังกระทบอยู่ เขาก็อยากจะใช้เงินส่วนนี้ในการ ไปบำรุงหรือว่าไปพัฒนาตรงนี้ขึ้นมา ก็เลยเป็นประเด็นที่น่าสงสัยว่างบพิเศษนี้จะไปอย่างไร ใครเป็นเจ้าของเงิน ซึ่งตรงนี้ผู้นำหมู่บ้านก็ยังไม่สามารถที่จะรู้ได้ก็เลยมาถามผู้แทนราษฎร เป็นโอกาสที่ผมจะได้ชี้แจงในวันนี้ในการที่จะส่งเสริมแล้วก็สนับสนุนให้มีการตรวจสอบ🔗
ผมขอสรุปจาก ๒ ประเด็นอย่างนี้ว่า งบประมาณที่มีความเกี่ยวข้องกับ พี่น้องประชาชนจำนวนมหาศาลในครั้งนี้ที่จะเยียวยา แต่ถ้าปราศจากการมีส่วนร่วม การพิจารณาอย่างรอบคอบผ่านรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่มาจาก หลากหลายอาชีพอย่างเช่นตัวผมเองในฐานะของ ส.ส. ที่มาจากตัวแทนพี่น้องแรงงาน ผมก็เลยตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ว่าเหตุผลที่จะต้องตั้งขึ้นมาในฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่น้องคือ ๑. ผู้ใช้แรงงานจำนวนมากกว่า ๓๘ ล้านคนที่อยู่ในวัยทำงานตอนนี้เสียภาษีทั้งทางตรงและ ทางอ้อมไม่สามารถที่จะมาตรวจสอบเงินนี้ด้วยตัวเองได้ เขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเงินส่วนนี้ จะไม่ไปอุ้มเจ้าสัว เขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเงินส่วนนี้จะส่งตรงไปถึงผู้ใช้แรงงานโดยตรงได้ เหตุผลที่ ๒ ระบบราชการรวมศูนย์ ตลอด ๓ เดือนที่ผ่านมาในการแก้ไขและเยียวยา เป็นลักษณะคำสั่งจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางภาครัฐไม่เข้าใจในความต้องการ ของประชาชน ยกตัวอย่างก็คงเห็นว่าการพิสูจน์ตัวตนก่อนที่จะได้รับสิทธิ ซึ่งตรงนี้ สวนทางกัน ทำให้เกิดความล่าช้า และสุดท้ายครับ มาตรการของรัฐที่ออกมาแล้วเอื้อให้กับผู้ประกอบการได้ใช้ช่องทางของ มาตรการนี้ไปเอาเปรียบโดยไม่มีเงื่อนไขรับรอง โดยเฉพาะภาคแรงงาน ตรงนี้ไม่มีคุณภาพ ในการที่จะพัฒนาแรงงานกลุ่มนี้ต่อไป นี่คือสิ่งที่ทางตัวผมเองและทางพรรคก้าวไกล ในส่วนของปีกแรงงานมีความวิตกกังวล เป็นห่วงว่าเงินกู้ครั้งนี้ ๑ ล้านล้านบาท ความชัดเจน ที่จะไปถึงตัวของประชาชนและพี่น้องนั้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดผมก็ขอให้สมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่อยู่ในสภาแห่งนี้ได้เห็นชอบร่วมกันในการที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณในครั้งนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้อง ประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันทุกคน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณคุณทวีศักดิ์ครับ ต่อไปผมสลับไปเป็นท่านต่อไปนะครับ คุณสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ หลังจากนั้นก็จะกลับมาที่ คุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกครับ เนื่องจากประเด็นก็เหมือน ๆ กัน เพราะฉะนั้น อะไรที่เห็นว่าซ้ำเราก็เลี่ยง ๆ ไปเพื่อประหยัดเวลา เพราะขณะนี้มีผู้เข้าชื่อเข้ามาแล้วทั้งหมด ๒๘ ท่าน เรายังมาไม่ถึงครึ่งเลยครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ กระผมต้องขอบคุณสำหรับ ๑๐ นาทีที่ให้ผมได้อภิปรายในญัตติที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณ ตามพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพี่น้องประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ของเราทั้ง ๓ ฉบับ ท่านประธานครับ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังได้กู้เงิน เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ จำนวน ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งในพระราชกำหนดฉบับนี้ ได้กำหนดไว้ ๓ แผนงาน ซึ่งในแผนงานแรกก็คงไม่มีอะไรจะต้องตรวจสอบกันให้มากมาย เพราะว่าเป็นการตั้งงบประมาณเพื่อเข้าไปเยียวยาดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยที่ได้รับ ผลกระทบจากมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ออกมาควบคุม เพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) แพร่วงกว้างออกไป ซึ่งมีการเยียวยาไปแล้วเกือบ ๓๐ ล้านคน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มอาชีพต่าง ๆ เกือบ ๑๖ ล้านคน กลุ่มพี่น้องเกษตรกรเกือบ ๑๐ ล้านคน และกลุ่ม เปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเด็กแรกเกิด กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ ซึ่งก็ได้ตรวจสอบ ความซ้ำซ้อนแล้วอีกประมาณเกือบ ๗ ล้านคน เป็นงบประมาณที่จับใส่มือจับใส่กระเป๋า ให้พี่น้องประชาชนโดยตรงที่ได้รับผลกระทบ ในส่วนแผนงานที่ ๒ งบประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณที่ไม่มากมายอะไร เพราะงบประมาณส่วนนี้เป็นการ ส่งเสริมสนับสนุนเข้าไปในกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในเรื่องของการ จัดหาวัสดุ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีน หรือการเพิ่มศักยภาพของบุคลากร ทางการแพทย์ รวมถึงพี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. และในส่วน แผนงานที่ ๓ งบฟื้นฟูเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนนี้ต้องขอบคุณพี่น้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่านที่ได้ตั้งข้อสังเกตและให้ความกังวลต่อความโปร่งใส แล้วก็มาตรการในการดำเนินงาน ซึ่งในส่วนนี้ผมก็ต้องนำเรียนว่าในมาตรการการตรวจสอบ จากหน่วยงานภาครัฐก็มีหลายช่องทางที่ดำเนินการตรวจสอบอยู่ รวมถึงมาตรการ การตรวจสอบจากพี่น้องประชาชนหรือองค์กรต่าง ๆ ในการตรวจสอบการทำงาน การใช้งบประมาณของรัฐ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนนี้ก็คงต้องเป็นเรื่องที่พวกเราต้อง เข้าไปช่วยกันติดตาม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่ามากที่สุด สำหรับงบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ และในพระราชกำหนด ฉบับที่ ๒ ที่เราจะเข้าไปดูแลผู้ประกอบ วิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (SMEs) ในการที่จะ เข้าไปเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบกิจการเหล่านี้ได้มีสภาพคล่องในการเพิ่มเติมสินเชื่อ แล้วก็ยืดระยะเวลาให้ชำระหนี้ออกไปในวงเงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นสิ่งที่ต้องนำเรียนว่าหากปล่อยให้วิสาหกิจ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) มีปัญหา ในการดำเนินธุรกิจซึ่งเป็นธุรกิจฐานรากก็จะนำปัญหาสู่ประเทศอย่างแน่นอน โดยเฉพาะ ปัญหาเรื่องของการจ้างงานซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่จะเกิดขึ้นต่อไป และในพระราชกำหนด ฉบับที่ ๓ ในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลจะเข้าไปให้เสริมสภาพคล่องในเรื่องของตราสารหนี้ ในเรื่องของหุ้นกู้ให้กับบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้นำเงินไป ซื้อตราสารหนี้ เพื่อไปทดแทนตลาดตราสารหนี้เดิมที่จะถึงเวลาในการกำหนดไถ่ถอน ในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่ผมเป็นประชาชนคนหนึ่ง และเป็น ตัวแทนของพี่น้องประชาชน ๒๐๐,๐๐๐ คน ผมเห็นด้วยกับมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาล ได้ออกมา หากเราจะดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ดูจากตัวเลขของผู้ติดเชื้อ ตัวเลขของผู้เสียชีวิต ในประเทศของเราเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นในทวีปเอเชีย หรือว่าในทวีป อื่นทั่วโลก เราต้องยอมรับว่ามาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ออกมานั้นประสบความสำเร็จ อย่างยิ่ง เป็นที่น่าภาคภูมิใจกับตัวเลขที่เกิดขึ้นมา แต่ถ้าจะมองในภาพรวมที่เกิดขึ้นกับการที่ เรามีมาตรการต่าง ๆ การกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ถามว่าสูงไหม หากเราจะเทียบกับการกู้เงิน ของรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดนี้ หรือรัฐบาลชุดก่อน ๆ ก็ถือว่าเป็นตัวเลข ที่สูงมาก แต่หากเราจะเปรียบเทียบเงิน ๑ ล้านล้านบาทกับความปลอดภัยในสุขภาพ ของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศเกือบ ๗๐ ล้านคน ไม่สูงเลยครับ เพราะกว่าครึ่งหนึ่งของ ๑ ล้านล้านบาท งบประมาณ ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการนำไปเยียวยา ไปดูแล พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการที่รัฐบาลออกมาควบคุมไม่ให้โควิด-๑๙ (COVID-19) แพร่ระบาดออกไป วันนี้ทำให้พี่น้องเราหลาย ๆ คนไม่ต้องอดตาย ทำให้ พี่น้องคนไทยหลายสิบล้านคนไม่คิดสั้นที่หาทางออกไม่ได้ วันนี้ก็ถือเป็นมาตรการที่เรา ได้ดำเนินมาถูกทาง ต้องยอมรับว่าในประเทศของเรามีทั้งคนดีและคนไม่ดี ต้องยอมรับว่า ในหน่วยงานราชการไม่ว่าจะเป็นราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือแม้แต่ภาคเอกชน มีคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมก็มาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมาก่อนก็ไม่น้อยเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะเข้าไปช่วยกันดูแล แล้วก็ทำให้ประเทศของเราผ่านวิกฤติไปด้วยกันได้ก็อยู่ที่หน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะ สภาผู้แทนราษฎรของเราแห่งนี้ที่จะได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อมาตรวจสอบ ติดตาม การทำงานการใช้งบประมาณของรัฐบาล ผมเชื่อว่าทุก ๆ คนในสภาแห่งนี้มีความคิด ไปในแนวทางเดียวกัน ที่อยากให้การใช้งบประมาณของรัฐบาลตามพระราชกำหนด ทั้ง ๓ ฉบับ เป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นไปด้วยความรอบคอบ รัดกุม แต่ในส่วนหนึ่งก็ต้อง เห็นใจรัฐบาล เพราะว่าในห้วงเวลาที่เกิดขึ้นเศรษฐกิจที่กำลังจะชะลอตัว กำลังจะหยุดชะงัก แล้วจากนี้ไปความบอบช้ำที่เกิดขึ้นกับพี่น้องคนไทย ความบอบช้ำที่เกิดขึ้นกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจะทำให้เศรษฐกิจทั้งหมดเกิดอะไรขึ้นเรายังไม่รู้ เรายังไม่มั่นใจว่าหลังจาก ๓ เดือนนี้แล้ว ที่พี่น้องประชาชนได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล ต่อจากนี้ไปเขาจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไป ได้หรือไม่ ก็เป็นโจทย์เป็นการบ้านที่เราต้องเข้ามาคุยกัน ผมคงฝากท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ ขอให้ใช้เวลาในการพิจารณาการติดตาม ตรวจสอบ งบประมาณในครั้งนี้ ขอให้ใช้เวลาไปดูเรื่องของพี่น้องประชาชนในกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึง การเยียวยาจากภาครัฐ เพราะว่าในฐานะที่เขาเป็นคนไทยเหมือนกันอาจจะตกหล่น ไม่ได้รับสิทธิ แล้วเขามีผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) เหมือนกัน เพื่อให้ การดำเนินการของรัฐบาลนั้นเป็นไปได้ครอบคลุม แล้วก็ดูแลให้ทั่วถึงทุกคน แล้วก็จะขอฝาก ท่านประธานไปยังรัฐบาล คณะกรรมการกลั่นกรอง ขอให้คำนึงถึงงบประมาณในการที่จะ จัดสรรงบประมาณในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ก็ขอให้คำนึงถึง ความคุ้มค่า คำนึงถึงความโปร่งใส ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างรายได้สร้างอาชีพ และที่สำคัญที่สุดให้พี่น้องประชาชนทุกคน รวมถึงตัวแทนของพี่น้องประชาชนทุกคนคิดถึงประชาชนเป็นหลัก คิดถึงการเดินต่อไป ของประเทศเราว่าจะเดินต่อไปได้อย่างไรโดยให้เกิดความปรองดอง แล้วก็ขอให้ การตรวจสอบงบประมาณในครั้งนี้ทำกันด้วยความจริงใจ ตั้งใจ รวมถึงรัฐบาล ในเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็นที่จับจ้องของพี่น้องประชาชนรวมถึงสมาชิกทุกท่านในที่นี้🔗
แล้วก็สุดท้ายขอให้ท่านสมาชิกทุกท่านได้เห็นพ้องต้องกันเพื่อให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณตามพระราชกำหนด ทั้ง ๓ ฉบับนี้ให้เกิดความโปร่งใสคุ้มค่าที่สุดครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปครับ คุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ หลังจากนั้นก็จะเป็นคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตท่านประธาน ในการที่จะได้อภิปรายเพื่อที่จะได้สนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินงบประมาณตามพระราชกำหนด ๓ ฉบับ ในวงเงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ จากการที่สภาแห่งนี้ได้อนุมัติให้ความเห็นชอบ ต่อรัฐบาลในการที่จะได้นำเอาเงิน ๑.๙ ล้านล้านบาทไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับ พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ในช่วงที่ผ่าน มาซึ่งในระหว่างการอภิปรายในขณะนั้นมีข้อกังวลถึงเรื่องของการใช้งบประมาณที่รัฐบาล จะนำไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนว่าจะสามารถแก้ไขให้ตรงกับ ความต้องการหรือว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ งบประมาณที่จะต้อง ใช้ในระยะเวลาที่ค่อนข้างจำกัดจะสามารถใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือว่าเกิดประโยชน์ ที่แท้จริงต่อพี่น้องประชาชนได้อย่างไร อันนั้นก็คือข้อวิตกกังวลของทางท่านสมาชิกที่ได้ ร่วมกันให้ข้อคิดเห็นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งตรงนี้ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สภาแห่งนี้ ให้ความสำคัญ และรัฐบาลเองก็ใจกว้างในการที่จะให้มีกลไกหรือว่าองค์กรในการที่จะเข้ามา ช่วยในการติดตาม ตรวจสอบ เรื่องของการใช้เงินงบประมาณซึ่งเป็นเงินภาษีของ พี่น้องประชาชนในการที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ที่จะทำให้ประชาชนนั้นได้รับการแก้ไขปัญหา อย่างตรงจุดหรือว่าตรงประเด็น สิ่งที่ผมอยากจะนำเรียนท่านประธานในที่นี้ก็คือว่า ผมไม่อยากให้หรือไม่อยากเห็นการใช้งบประมาณที่เรากำลังจะใช้ในขณะนี้เหมือนกับการใช้ งบประมาณในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งมีหลายโครงการที่ผมเองต้องเรียนท่านประธานว่าในฐานะ ที่เป็นคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ในกรรมาธิการ ป.ป.ช. มีเรื่องร้องเรียนเรื่องของการใช้เงิน งบประมาณของรัฐเข้ามาค่อนข้างมากถึงการใช้เงินงบประมาณที่ไม่ค่อยคุ้มค่าและ เกิดประโยชน์ ก็ด้วยสาเหตุที่ว่าการใช้งบประมาณนั้นประชาชนไม่มีส่วนรับรู้หรือว่าไม่มีโอกาส หรือว่ามีส่วนรู้เห็นในการใช้งบประมาณ เป็นกลไกในการใช้ของผู้มีอำนาจ พูดง่าย ๆ ก็คือ ในส่วนของภาคราชการ ข้าราชการประจำเป็นส่วนใหญ่ ท้ายที่สุดแล้วประโยชน์ที่แท้จริง ที่จะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนให้สมกับการที่จะนำไปกระตุ้นหรือว่าการแก้ไขปัญหา ทั้งทางด้านสังคมหรือว่าเศรษฐกิจที่จะแก้ไขปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบอยู่ในขณะนี้ จะไปตรงตามเป้าหมายหรือว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ขออนุญาตในการที่จะยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานได้เห็นสักโครงการหนึ่งที่ผมได้ลงไปติดตามตรวจสอบก็คือโครงการ ที่มีการนำเอางบประมาณไปเพื่อการแก้ไขปัญหาในการทำถนนหรือว่าพนังกั้นน้ำ ที่อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านประธานครับ ในเนื้องานได้มีการระบุว่าจะต้องมีการ ถมดินประมาณ ๓๐ เซนติเมตร มีการถมลูกรังประมาณ ๒๐ เซนติเมตร โดยเฉลี่ยประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ระยะทางประมาณ ๗,๒๐๐ เมตร แต่จากการที่คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ได้ลงไปติดตามตรวจสอบ ท่านประธานทราบไหมว่า เกิดอะไรขึ้น ดินที่แจ้งว่าจะต้องมีถมประมาณ ๓๐ เซนติเมตรพร้อมบดอัด ลูกรังอีก ๒๐ เซนติเมตรพร้อมบดอัด เนื้องานไม่ได้เป็นไปตามรูปแบบรายการที่มีการขอมาเลย ดินก็น้อย ลูกรังก็แทบจะไม่มี ซึ่งตรงนี้ไม่ได้ไปเฉพาะทางคณะกรรมาธิการเพียงอย่างเดียว เราเชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนจากหน่วยงานทางหลวงชนบทได้มาร่วมติดตาม ตรวจสอบ ตัวแทนจากทางจังหวัด กรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด ทุกคนยืนยัน เป็นที่ประจักษ์ว่าไม่ได้มีวัสดุรายการอย่างที่ได้มีการขอเข้ามาดำเนินการในการปรับปรุง ฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า เมื่อรัฐบาลเองได้รับความเห็นชอบจาก สภาแห่งนี้ที่จะให้นำเอาเงินงบประมาณจำนวน ๑.๙ ล้านล้านบาทไปเพื่อแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของมาตรการในการ ติดตาม ตรวจสอบ และเรื่องของการใช้เงินงบประมาณอย่างคุ้มค่า ทำอย่างไรถึงจะเกิด ประโยชน์ที่แท้จริง ที่จะสามารถนำไปต่อยอดทำให้ประชาชนสามารถที่จะลืมตาอ้าปากได้ ในจำนวนพี่น้องประชาชนประมาณ ๖๐ กว่าล้านคนของทั้งประเทศได้รับผลกระทบ ได้รับ ความเดือดร้อนเหมือนกันหมด ในบริบทความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ทั้งพี่น้อง ประชาชนที่อยู่ในภาคชนบท ทั้งพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตเมือง ย่อมมีความต้องการ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน อย่างคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ก็มีความต้องการในเรื่องของการที่จะให้รัฐบาลเยียวยาหรือว่าดูแลแก้ไขปัญหาไม่เหมือนกับ พี่น้องในชนบท ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลเคยมีโครงการไทยนิยมยั่งยืน โครงการไทยเข้มแข็ง ที่จะนำเอาเงินมาแก้ไขปัญหา กรุงเทพมหานครเสนอในเรื่องของการใช้เงินงบประมาณ ได้ค่อนข้างน้อยเพราะว่ามีข้อจำกัด เพราะว่ารัฐบาลเองได้ขีดในเรื่องของกติกาที่จะให้นำเอา เงินงบประมาณไปใช้ในการแก้ไขปัญหา ฉะนั้นโดยศักยภาพหรือว่าวิธีการในการที่จะใช้เงิน ในการแก้ไขปัญหาย่อมที่จะไม่สามารถทำได้ เพราะว่าด้วยโครงสร้างทางด้านกายภาพหรือว่า สิ่งที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครที่มีความต้องการไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่คนกลุ่มหนึ่งทำมาค้าขายเป็นพ่อค้าแม่ขายตอนนี้ได้รับผลกระทบ ต้องไปกู้หนี้ยืมสินในช่วงของวิกฤตการณ์ภาวะวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ทุกคนเป็นหนี้ เป็นสินล้นพ้นตัวในขณะนี้ ไม่สามารถที่จะออกมาทำมาค้าขายได้ เพราะว่า ๑. ไม่มีเงินทุน สำรองในการที่จะนำมาต่อยอดในการค้าขาย ๒. ไม่สามารถที่จะออกมาค้าขายได้เพราะว่า ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ที่กรุงเทพมหานครเองได้ออกมาจัดระเบียบในช่วงที่ผ่านมา ผมก็อยากจะนำเรียนท่านประธานผ่านไปถึงรัฐบาลว่า นอกจากมาตรการในเรื่องของเงิน ในการที่จะนำไปสู่การเยียวยาหรือว่าการแก้ไขปัญหาแล้ว อยากจะให้รัฐบาลได้พิจารณาถึง มาตรการอื่นในการที่จะนำมาเป็นส่วนประกอบในเรื่องของการนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วย ยกตัวอย่างอย่างกรุงเทพมหานครสามารถที่จะขยายจุดผ่อนผันให้พี่น้องประชาชนได้ออกมา ทำมาค้าขาย ทำมาหากินเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์ในช่วงนี้ก่อนได้หรือไม่ ไม่ใช่เฉพาะ กรุงเทพมหานคร ผมเชื่อว่าในเมืองใหญ่ในทุกจังหวัดย่อมมีความต้องการในลักษณะที่ ใกล้เคียงหรือว่าคล้ายคลึงกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของการที่จะ ผ่อนหนักให้เป็นเบา ไม่ให้เป็นเรื่องของการที่จะสร้างภาระให้กับรัฐบาลมากจนเกินไป สามารถที่จะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถที่จะยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเขาเอง เขาสามารถที่จะทำมาหาเลี้ยงชีพให้กับตัวเขาได้ เพราะว่าการที่เขาจะใช้เวลาในการที่จะ รอให้รัฐบาลคอยเยียวยาหรือว่าคอยให้การช่วยเหลือ ผมคิดว่าไม่ทันต่อสถานการณ์ ก็อยากที่จะได้นำเรียนท่านประธานว่าให้รัฐบาลนั้นได้พิจารณาถึงมาตรการเสริมในเรื่อง อื่น ๆ นอกจากในเรื่องของการที่จะเร่งใช้เม็ดเงินในจำนวนดังกล่าว อย่างที่ได้นำกราบเรียน ท่านประธานมา🔗
อีกส่วนหนึ่ง ท่านประธานครับ ในเรื่องของมาตรการของการให้การเยียวยา หรือว่าการช่วยเหลือในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือเรื่อง ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เรื่องของการงดเว้นการจัดเก็บค่าเช่าที่หน่วยงานของรัฐให้การดูแล ไม่ว่าจะเป็นการเคหะแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเมือง ๓ เดือนที่รัฐบาลประกาศออกไป ผมคิดว่าตรงนี้เป็นระยะเวลาที่น้อยเกินไป อยากที่จะได้ เรียกร้องให้รัฐบาลได้ลองพิจารณาทบทวนขยายระยะเวลาในเรื่องพวกนี้ออกไปอีกสัก ๖ เดือน เพื่อที่จะได้เป็นการเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนเขาได้ลืมตาอ้าปากได้ อันนี้ก็เป็นมาตรการ เสริมนอกจากเรื่องของการดูแลการเงินที่เราจะตั้งคณะกรรมาธิการติดตามตรวจสอบ ก็ขอบคุณท่านประธานมา ณ โอกาสนี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านประเดิมชัยครับ ท่านคุณครูมานิตย์มีภารกิจอยู่ครับ ดังนั้น ต่อไปขอเชิญคุณณัฐพงษ์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นพรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ตามนโยบายที่ท่านประธานได้ให้ไว้ผมได้ตัดเนื้อหา บางอย่างที่ซ้ำซ้อนออกเพื่อรักษาเวลาไม่ให้ถึง ๑๕ นาทีนะครับ แต่ว่ามีเนื้อหาบางอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไอที (IT) เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ผมจำเป็นจะต้องใช้วิธีการเปรียบเปรย ให้คนเข้าใจได้โดยง่าย จึงจะขอเริ่มเกริ่นนำในช่วงต้นไม่กี่นาทีนี้ โดยการเล่านิทานสั้น อิงประวัติศาสตร์สักเรื่องหนึ่งก่อนนะครับ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐไทย เสมอมา นั่นก็คือเรื่องของหุ่นไล่กาของน้องก้าวนั่นเองครับ นิทานเรื่องนี้มีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ย้อนกลับไปในหลายพันปีก่อนยุคก่อนคริสตกาล มีครอบครัวชาวนา ปลูกข้าวสาลีอยู่ ๒ ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ อยู่ ๓ ครอบครัว นั่นก็คือครอบครัวของลุงบาล น้าแทน และน้องก้าว ในทุก ๆ ปีครับ ทั้ง ๓ ครอบครัวนี้จะต้องประสบปัญหาเจอกับฝูงนกกา เหล่าอีแอบ ที่แอบบินเข้ามาเก็บกินผลผลิตในไร่สาลีของพวกเขาเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่ง ลุงบาลได้ตัดสินใจล้อมรั้วขึงตาข่ายรอบที่นาของเขา เพื่อป้องกันไม่ให้นกกาเข้ามาแย่งกิน ผลผลิตของเขานั่นเอง แต่ไม่ว่าลุงบาลจะพยายามล้อมรั้วให้แน่นหนาสักเท่าไร สูงขึ้น สักเท่าไหน ก็หนีไม่พ้นความสามารถของนกกาที่จะเรียนรู้ในการลัดเลาะหาช่องทางใหม่ ๆ เล็ดลอดเข้ามาได้อยู่ดี มิหนำซ้ำรั้วตาข่ายเหล่านั้นกับกลายมาเป็นอุปสรรคที่ทำให้ ลุงบาลและสมาชิกในครอบครัวไม่สามารถทำงานบนไร่นาของเขาได้อย่างสะดวก จะเดิน ไปไหนมาไหนก็ต้องคอยระวังไม่ให้ชนกับเสาตาข่าย หรือตอนจะผ่านเข้าออกก็ต้องคอยระวัง ไม่ให้มือไม้แขนขาไปเกี่ยวพันเข้ากับตาข่ายที่ระโยงระยางอยู่เต็มไปหมด กลับกลายเป็นการ สร้างความเสียหายมากขึ้นไปอีก วิธีการนี้ของลุงบาลครับเปรียบได้กับวิธีการที่รัฐไทยเลือกใช้ ในการกำกับดูแลระบบราชการเสมอมา ที่เน้นแต่การเพิ่มกฎระเบียบ ออกกฎเกณฑ์ เพิ่มอำนาจและบทลงโทษให้กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ อย่าง สตง. ป.ป.ช. ป.ป.ท. และหวังว่าการป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชันเหล่านั้นจะได้ผลมากยิ่งขึ้น แต่กลับกลายเป็น ภาระซ้ำเติมให้แก่ข้าราชการน้ำดีครับ ข้าราชการที่ต้องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ตรงไปตรงมา ไม่ให้พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างสะดวก ต้องคอยระวังว่าจะผิด กฎระเบียบหรือไม่ จะถูก สตง. เรียกสอบหรือเปล่า เปรียบได้กับวิธีการของลุงบาลครับ ที่เอาแต่ล้อมรั้วสร้างตาข่ายขึ้นมารอบแล้วรอบเล่า เกี่ยวพันแขนขาของตัวเองไม่จบสิ้น นั่นเองครับ🔗
ส่วนน้าแทนสังเกตเห็นว่านกกาทุกตัวนั้นล้วนกลัวสายตามนุษย์ จึงให้สมาชิก ในครอบครัวผลัดกันเฝ้าเวรยามครับ แต่ไม่ว่าจะวางแผนผลัดเวรกันให้รัดกุมเท่าไร ก็มักจะมี ช่วงทีเผลอที่คนใดคนหนึ่งไม่ทันได้ระวังตัวหันมองไปทางอื่นหรือผล็อยหลับไป ก็เป็นการเปิด โอกาสให้ฝูงนกกาเหล่าอีแอบเข้ามาขโมยเกาะกินผลผลิตได้อยู่ดี วิธีการนี้ของน้าแทน คล้ายคลึงกับวิธีการที่พวกเราสภาผู้แทนราษฎรกำลังทำกันอยู่ ก็คือการอาศัยกรรมาธิการที่ผลัดกันตั้งสลับกันเป็นเวรคอยถ่วงดุลตรวจสอบการทำงาน ของฝ่ายบริหารมองลงไปในทีละจุด สอบกันคนละที เรียกทีก็ได้เอกสารตอบกลับมาที ครบบ้าง ไม่ครบบ้าง หรือเจอบางหน่วยงานทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เลือกที่จะไม่ส่งอะไรกลับมา ให้กับพวกเราเลย และบางครั้งก็มีการเชื้อเชิญกรรมาธิการไปนั่งทานกาแฟด้วยกันเสียอีก ทำให้พวกเราในฐานะผู้แทนราษฎรแม้ว่าจะช่วยกันผลัดสลับกันเป็นเวรอยู่เฝ้ายาม อย่างหนักหน่วงสักเท่าไรก็ไม่สามารถไล่นกกาเหล่าอีแอบนี้ที่มุ่งแต่จะเกาะกินผลประโยชน์ บนผืนนาสาลีที่เรียกว่าชาติได้อย่างหมดจดเสียที🔗
ส่วนน้องก้าวคนสุดท้าย เกษตรกรรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าที่มีความคิดก้าวไกล อยากเห็นอนาคตใหม่ของครอบครัว เขาได้สังเกตเห็นทั้งข้อดีและข้อเสียของลุงบาล และน้าแทนครับ นั่นก็คือเขาเห็นว่านกกานั้นกลัวคนไม่ได้กลัวตาข่าย แต่ครั้นจะล้อมรั้วแบบ ลุงบาลก็คงล้มเหลวไม่เป็นท่า น้องก้าวจึงตัดสินใจลองประดิษฐ์เครื่องมือขึ้นมาชนิดหนึ่ง ในยุคสมัยนั้นที่ทำให้นกกาไม่กล้าเข้ามาใกล้ไร่นาอีกเลย เพราะเข้าใจว่ามีคนยืนเฝ้าอยู่ ตลอดเวลาไม่หลับ ไม่นอน ทนแดด ทนฝน ๒๔ ชั่วโมงไม่เคยขยับไปไหน นั่นก็คือหุ่นไล่กา นั่นเอง พวกเราต้องยกเครดิตให้กับน้องก้าวในนิทานเรื่องนี้ที่ทำให้ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา มวลมนุษยชาติของเรามีหุ่นไล่กาเอาไว้ใช้งานตั้งแต่อดีตกาล🔗
จากนิทานเรื่องนี้สอนให้พวกเรารู้ว่าพวกเราได้จมปลักอยู่กับปัญหาการทุจริต คอร์รัปชันที่พวกเราเอาแต่คิดว่าเป็นปัญหาที่ไม่มีวันแก้ไขได้ในงบโควิด (COVID) ๑.๙ ล้านล้านบาทนี้ พวกเราที่ลงทุนลงแรง สั่งสม สร้างโครงสร้าง สร้างกระบวนการ ที่เปรียบเสมือนว่าเป็นตาข่ายขึ้นมาพันแข้งพันขาตัวเอง แล้วเฝ้าแต่บอกตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาตินั่นเอง แต่เราหารู้ไม่ว่า ทางออกของปัญหานั้นในบางทีอาจเรียบง่าย ลงทุนลงแรงน้อยกว่า สร้างภาระให้กับ สังคมไทยและข้าราชการน้อยกว่าอย่างหุ่นไล่กาของน้องก้าวนั่นเอง ทางออกที่เป็นรูปธรรม ที่จับต้องได้หากจะเปรียบเปรยกับหุ่นไล่กาของน้องก้าวในการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ ในงบโควิด (COVID) ส่วนนี้ก็คือ เราจะเสนอให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ทำการจัดเก็บข้อมูล จัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบ ตามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกลาง ภาครัฐ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าโอเพน คอนแทร็กติง ดาต้า สแตนดาร์ด (Open Contracting Data Standard) หรือเรียกกันว่าโอซีดีเอส (OCDS) จากการอภิปรายของ เพื่อนสมาชิกก่อนหน้าผม คุณสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ที่ได้ลุกขึ้นกล่าวคำอภิปรายไป ก่อนหน้านี้ว่าพวกเรามีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างในโครงการต่าง ๆ ภายใต้งบโควิด (COVID) นี้จะไม่ได้รับการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม เนื่องจากไม่ได้ผ่าน กระบวนการทางการงบประมาณแบบปกติ ซึ่งโครงการเหล่านี้ถูกเสนอเข้ามาผ่านระบบ ไทยมี (ThaiME) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกว่า ๓๑,๐๐๐ โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งต้องถูกคัดกรองออกโดยคณะกรรมการคัดกรอง อย่างน้อย ๆ สักครึ่งหนึ่งเพื่อเหลือกรอบการใช้งบประมาณเท่ากับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามแผนฟื้นฟูที่อยู่แนบท้ายพระราชกำหนดฉบับนี้ แล้วทุกท่านคิดว่าภายในระยะเวลาเพียง ๑๐ วัน คณะกรรมการชุดนี้จะสามารถคัดกรองโครงการเฉลี่ย ๓,๐๐๐ กว่าโครงการต่อวันจะ ล้อมรั้วป้องกันผลัดกันเฝ้าเวรยามเพื่อป้องปรามมิให้ฝูงนกกาเหล่าอีแอบเข้ามารุมทึ้งไร่นา สาลีมูลค่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ได้มากน้อยเพียงใดกัน แล้วทำไมเราถึงไม่เลือกใช้ วิธีแบบที่น้องก้าวเลือกใช้กันล่ะครับ วิธีการในการเลือกใช้เครื่องมือที่เรียบง่ายโดยการ จัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปตามมาตรฐานของโอซีดีเอส (OCDS) ตั้งแต่แรกเริ่มเพื่อทำให้ฝูงนกกา เหล่านั้นต้องระแวดระวังไม่กล้าบินโฉบเข้ามา เพราะรู้ว่ามีคนกำลังเฝ้ามองพวกมันอยู่ ทุกวี่ทุกวันตลอดเวลานั่นเอง🔗
ผมจะขอใช้เวลาที่เหลือในการอภิปรายครั้งนี้เพื่ออภิปรายรายละเอียด ของโอซีดีเอส (OCDS) แบบพอสังเขปเพื่อทำให้เห็นภาพ หลังจากนั้นจะหยิบยกเครื่องมือ ต่าง ๆ ที่เปรียบเสมือนกับหุ่นไล่กาของน้องก้าวในโลกยุคปัจจุบัน ดังที่ผมยกตัวอย่าง เปรียบเปรยไปก่อนหน้านี้นะครับท่านประธาน โอซีดีเอส (OCDS) คือรูปแบบในการจัดเก็บ ข้อมูล หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ดาต้า ฟอร์แมต (Data format) ในกระบวนการจัดซื้อ จัดจ้างตลอดทั้งกระบวนการของภาครัฐตั้งแต่ช่วงมีการจัดทำแผนงาน การประมูล การเบิกจ่าย การติดตาม ตรวจสอบ รวมไปถึงการประเมินผลที่ ๑ โครงการของการจัดซื้อ จัดจ้างนี้จะถูกรวบรวมจัดเก็บเข้ามาให้อยู่ในบันทึก ๑ บันทึก หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ๑ เรกคอร์ด (Record) และทุก ๆ ครั้งที่ข้อมูล ๑ บันทึกนั้นมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง จะต้องมี การเผยแพร่การเปลี่ยนแปลง เพื่อสำแดงทุกส่วนของข้อมูลที่ถูกแก้ไขออกมาเป็น ๑ การเผยแพร่ หรือ ๑ รีลีส (Release) นั่นเองครับ จากการอธิบายแบบรวบยอดเมื่อสักครู่นี้ หากเปรียบกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ของภาครัฐไทยในปัจจุบันก็เปรียบเสมือนว่า ๑ บันทึก หรือ ๑ เรกคอร์ด (Record) ในมาตรฐานโอซีดีเอส (OCDS) นี้จะเป็นการบูรณาการข้อมูลจาก ๕ ระบบ ๓ หน่วยงาน ของภาครัฐเข้าด้วยกัน นั่นก็คือระบบอีบัดเจตติง (e-budgeting) ของสำนักงบประมาณ ระบบอีบิดดิง (e-bidding) อีจีพี (e-GP) จีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) ของกรมบัญชีกลาง และสุดท้ายระบบการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สตง. นั่นเองครับ แล้วทันทีที่คณะกรรมาธิการชุดนี้สามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดซึ่งมีอยู่แล้ว ในระบบสารสนเทศของรัฐภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง องค์กรอิสระ อย่าง สตง. เข้ามาไว้ด้วยกันแล้ว พวกเราจะทำการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ออกมาให้อยู่ใน รูปแบบของโอซีดีเอส (OCDS) ครับ เพียงเท่านี้ก็เท่ากับว่าพวกเราได้ผลิตหุ่นไล่กา ของน้องก้าว ๖๐ กว่าล้านตัวทั่วประเทศพร้อม ๆ กันทันทีครับท่านประธาน นั่นก็เพราะว่า ในปัจจุบันพวกเรามีต้นแบบหุ่นไล่กาโอซีดีเอส (OCDS) ที่เปิดให้ประชาชนคนไทย ๖๐ กว่าล้านคนสามารถหยิบมาเลือกใช้เป็นต้นแบบได้ฟรีมากมายในอินเทอร์เน็ต (Internet) ยกตัวอย่างเช่นหน้าปัดภาพรวมเสี่ยงการทุจริต หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าคอร์รัปชัน ริสก์ แดชบอร์ด (Corruption Risk Dashboard) ที่พัฒนาโดยดีเวลลอปเมนต์ เกตเวย์ (Development gateway) องค์กรซึ่งมีจุดตั้งต้นมาจากธนาคารโลก เป็นโอเพน ซอร์ซ ซอฟต์แวร์ (Open source software) ที่หยิบเอาข้อมูลซึ่งถูกจัดเก็บในรูปแบบโอซีดีเอส (OCDS) มาวิเคราะห์เพื่อติดธงแดงในโครงการต่าง ๆ ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต อย่างเช่น ติดธงแดงให้กับโครงการที่ผู้ชนะการประมูลมีการเสนอราคาสูงกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ ติดธงแดงให้กับโครงการที่ผู้ร่วมประมูลมีการเสนอราคาใกล้เคียงกับราคากลางเข้ามามาก ๆ ติดธงแดงให้กับโครงการที่มีผู้ยื่นประมูลเข้ามาเพียง ๑ รายเท่านั้นแบบไม่มีคู่แข่ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีธงแดงอีกจำนวนมากมายตามมาตรฐานของโอซีดีเอส (OCDS) ดังที่ปรากฏ ให้เห็นอยู่ในงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นทั่วทุกมุมโลกนะครับท่านประธาน ยกตัวอย่างเช่น ได้มีการ เลือกใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงแทนวิธีการเปิดประมูลหรือไม่ มีการกำหนด ระยะเวลาในการยื่นซองประมูลที่สั้นจนเกินน่าสงสัยหรือเปล่า แม้แต่การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ของผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ชนะการประมูลต่าง ๆ ในหลาย ๆ โครงการเข้าด้วยกัน เพื่อหาความเชื่อมโยงของผู้ถือหุ้นในบริษัทเรานั้นนั่นเอง🔗
จากทั้งหมดที่ผมอธิบายมานี้ ผมขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ชุดนี้ เพราะผมเชื่อว่าในฐานะผู้แทนราษฎรพวกเราจะสามารถพัฒนากระบวนการให้สามารถ ประดิษฐ์หุ่นไล่กาโอซีดีเอส (OCDS) ขึ้นมาได้อย่างที่น้องก้าวทำได้เมื่อหลายพันปีก่อน เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน อย่าให้ลุงกู้มาล้างผลาญแล้วปล่อยให้ ลูกหลานใช้หนี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ มีสมาชิกที่อยู่ในรายชื่อนะครับ ผมเรียนให้ทราบ ต่อจากนี้จะเป็นท่านเทพไท แต่ว่าหลังจากนั้น ก็จะเป็นท่านสมคิด เชื้อคง คุณพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ คุณปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล คุณขจิตร ชัยนิคม คุณนิยม เวชกามา คุณรังสิมันต์ โรม คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร คุณวิรัตน์ วรศสิริน ทางฝ่ายรัฐบาลนะครับ หลังจากคุณเทพไทแล้วก็จะเป็นนางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม นางสาวรังสิมา รอดรัศมี และคุณประกอบ รัตนพันธ์ นะครับ อันนี้เป็นรายชื่อเสนอเข้ามาหลังสุด เพราะฉะนั้นก็เรียนสมาชิกว่า ถ้าเห็นว่าในคำอภิปรายฟุ่มเฟือยเกินไป กระผมไม่อยากไปยั้งท่านเพราะรู้ว่าเตรียมมาอย่างนั้น ก็ไม่อยากให้สะดุด แต่ว่าถ้าเห็นว่าซ้ำเราก็ประหยัดเวลาเพื่อจะได้สามารถให้เพื่อน ได้อภิปรายโดยทั่วถึง ขอเชิญคุณเทพไทครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็พยายามที่จะพูดอยู่ในกรอบที่ท่านประธานขอไว้ ๑๕ นาที แต่ว่าขอกับวิป (Whip) ไว้ ๒๐ นาที แต่ถ้าหากว่าล้นไปสักนิดก็ต้องขอท่านประธานไว้นิดหนึ่ง แต่ว่าจะพยายาม ให้อยู่ภายใน ๑๕ นาที ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นผู้เสนอญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการ ตรวจสอบ ติดตามการใช้เงินกู้ ๓ ฉบับ ร่วมกับเพื่อนสมาชิก คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย คุณชัยชนะ เดชเดโช คุณอันวาร์ สาและ คุณพนิต วิกิตเศรษฐ์ และคุณประกอบ รัตนพันธ์ ต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมเป็นคนหนึ่งที่มีจุดยืนต่อเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ อย่างชัดเจน ตั้งแต่รัฐบาลได้ประกาศที่จะใช้ พ.ร.ก. เงินกู้ ๓ ฉบับ ผมคนหนึ่งที่เป็น ผู้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์แล้วก็ยืนยันสวนกระแสฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลมาโดยตลอด ว่าผมเป็นผู้สนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบ ถามว่าทำไมผมคิด อย่างนี้ ก็ต้องยืนยันว่าผมทำตามเหตุผล ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรกก็คือว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผมสังกัดอยู่ เราเน้นเรื่อง ความซื่อสัตย์สุจริต ผมจำได้ว่าตอนที่ผมเป็นนักเรียน เห็นป้ายโฆษณาหาเสียงของ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ ซื่อสัตย์ มืออาชีพ นี่ก็อยู่ในหัวใจผมมาโดยตลอด และผมคิดว่าการที่จะปล่อยให้รัฐบาลบริหารเงินกู้จำนวน ๑.๙ ล้านล้านบาท ซึ่งสูงที่สุด ในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทย แม้ว่าทุกรัฐบาลจะกู้มาก็ตาม หลายรัฐบาลก็กู้มา แต่ว่าวงเงินก็ไม่สูงเท่านี้🔗
ส่วนที่ ๒ เพื่อสนองเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับปราบโกง ผมก็พยายามที่จะใช้เงื่อนไขทั้งหมดที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกง ป้องกันการทุจริต ต้องเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่า ต้องขอบคุณที่รัฐบาล ได้กลับลำ ใจกว้างให้ตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งหลายฝ่ายเรียกร้องให้โครงการเงินกู้ ๑.๙ ล้านล้านบาทนี้โปร่งใส ไม่ใช่เฉพาะพวกผมหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุคคลภายนอก ผมขอเอ่ยนาม ซึ่งไม่เสียหายครับท่านประธาน คุณประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิองค์กร ต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) คุณประมนต์ สุธีวงศ์ ได้พูดกับสื่อมวลชนว่า อยากจะให้รัฐบาลยึดโมเดล (Model) แบบโครงการเงินกู้จากรัฐบาลญี่ปุ่น มิยาซาวา แพลน (Miyazawa Plan) ปี ๒๕๔๒ หรือ พ.ร.ก. กู้เงินโครงการไทยเข้มแข็ง ปี ๒๕๕๒ ที่มีหลักเกณฑ์การใช้เงินชัดเจน และยังสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยการจัดทำเว็บไซต์ (Website) เฉพาะกิจ ให้สาธารณชนสามารถเข้าไปศึกษาติดตามได้อย่างอิสระ ถ้าขอฟื้นความจำก็คือว่าเงินกู้ มิยาซาวา แพลน (Miyazawa Plan) จากรัฐบาลญี่ปุ่นในปี ๒๕๔๒ กู้มา ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท ในยุคที่ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรี ยุคนั้นท่านนายกรัฐมนตรีก็ใจกว้างเปิดตั้ง คณะกรรมาธิการตรวจสอบทำงานคู่ขนานกับรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็เงินกู้โครงการ ไทยเข้มแข็ง ปี ๒๕๕๒ ในยุคที่นายกรัฐมนตรี ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้ง ๒ โครงการนี้ คุณประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ยกขึ้นมาเพื่อให้ รัฐบาลเอาเป็นโมเดล (Model) ต้องเรียนกับท่านประธานว่าเงินกู้ครั้งนี้ ๑.๙ ล้านล้านบาท เป็นภาระหนี้ของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน ผมจำเป็นที่จะต้อง สนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ แล้วก็ผมต้องยอมรับ กับท่านประธานว่าไม่ได้มีสิทธิเข้าไปเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญหรอกครับ แต่ในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอฝากข้อสังเกตไว้ให้กับคนที่ไปเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมจะฝากข้อสังเกตให้มีการตรวจสอบใน พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ใน ๓ ส่วนครับ🔗
ส่วนแรก คืออยากจะให้กรรมาธิการไปตรวจสอบงบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากไวรัสโควิด (COVID) จำนวน ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นก้อนเงินที่มากที่สุดในเงินกู้ ฉบับนี้ ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าถ้าดูบัญชีที่รัฐบาลได้แถลง จากเมื่อก่อนรัฐบาล ต้องการที่จะเยียวยาแค่ ๓ ล้านคน ขยับมาเป็น ๙ ล้านคน ๑๖ ล้านคน ๑๘ ล้านคน ขยับขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงวันผมอภิปราย พ.ร.ก. เงินกู้ รัฐบาลบอกตัวเลขอยู่ที่ ๔๔.๑ ล้านคน แต่ว่าในขณะนี้บานปลายไปถึง ๔๘ ล้านคนแล้วครับ ผมตั้งคำถามกับรัฐบาลในวันนั้น ว่าทำไมรัฐบาลไม่เลือกใช้วิธีการที่ผมเสนอก็คือจ่ายแบบครัวเรือนที่มีจำนวนแค่ ๒๑ ล้านครัวเรือน หรือจ่ายแบบส่วนบุคคลที่มีอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป มีเงินฝากในธนาคารไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีทั้งหมด ๕๑ ล้านคน ทำไมรัฐบาลเลือกที่จะใช้แบบนี้ซึ่งสลับซับซ้อน แล้วยุ่งยากมากครับ จนถึงวันนี้ยังเยียวยากันไม่เสร็จ ยังค้างพระสงฆ์องค์เจ้าอีกจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ รูป ที่รัฐบาลจะเยียวยาให้วันละ ๖๐ บาท มื้อละหรือเพลละ ๓๐ บาท ซึ่งผม ก็เสนอรัฐบาลว่าขออนุโมทนาถวายให้กับพระคุณเจ้าสักองค์ละ ๑๐๐ บาทเถอะครับ ผมเจอ รัฐมนตรีเทวัญซึ่งท่านก็บอกว่าอยากจะให้แต่ว่าไปติดกับจำนวนเงินนิตยภัตที่ให้กับ เจ้าอาวาสวันละ ๖๐ บาท แต่นั่นก็ต้องแยกกัน อันนั้นจ่ายตลอดไป แต่อันนี้แค่ ๓ เดือน ผมคิดว่าเอาสัก ๑๐๐ บาท ขอเรียนกับท่านประธานว่าในจำนวนบัญชีที่จะต้อง เยียวยาทั้งหมด ๔๘ ล้านบัญชี ผมเรียนกับท่านประธานตรง ๆ ว่าผมไม่สบายใจ และผมคลางแคลงใจมากกับจำนวนบัญชีทั้งหมดหรือคนทั้งหมด ๔๘ ล้านคน เขามีระบบ ตรวจสอบใช้เอไอ (AI) ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าผมไม่ไว้วางใจเพราะเอไอ (AI) ทำให้ระบบเสียหาย มันล่มแล้วมีปัญหาจนถึงทุกวันนี้ ผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการ วิสามัญเข้าไปตรวจสอบบัญชี ๔๘ ล้านบัญชีว่าเป็นบัญชีจริงหรือไม่ทั้ง ๔๘ ล้านบัญชี หรือเปล่า หรือมีบัญชีผี บัญชีไม่มีตัวตนสักเท่าไร เพราะผมกลัวว่าถ้ามีบัญชีผี บัญชีไม่มีตัวตนสัก ๑ ล้านบัญชี สมมุตินะครับท่านประธาน เงินจะรั่วไหลไปเท่าไร ๓ เดือน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารั่วจริง ๆ แล้วจะไปอยู่ในกระเป๋าใคร หรือจะเป็นทุนการเลือกตั้งของใคร เพราะฉะนั้นผมก็ต้องการให้คณะกรรมาธิการชุดนี้เข้าไป ตรวจสอบการเยียวยาเงิน ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ว่ามีบัญชีผี บัญชีไม่มีตัวตนจริงหรือไม่ เพราะเป็นข้อสงสัยของผมตั้งแต่เรื่องการเยียวยารายครอบครัว ไม่ทำเพราะมีตัวเลขจำกัด บางคนก็บอกว่ามีตัวเลขจำกัด ตรวจสอบง่ายบางคนบอกทำให้มันยากจะได้คะแนนเยอะ จะได้มีบุญคุณกัน คนจะได้จำไม่ลืม นี่ข้อที่ ๑ ที่จะให้ไปตรวจสอบครับ🔗
ส่วนที่ ๒ ให้ตรวจสอบงบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานกลับไปดูเถอะครับ ระหว่างที่เรากำลังพิจารณาทางรัฐบาลก็ส่งหนังสือไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดก็ส่งไปยังท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เอาโครงการขึ้นมา โดยเร็วที่สุดใช้เวลาแค่ ๓ วัน ผมถามท่านประธานว่าถ้าไม่เอาโครงการเก่าขึ้นมาใครจะทำ โครงการใหม่ขึ้นมาได้ เลยเป็นที่มาของการเนรมิตโครงการใหม่ขึ้นมา หรือเอาโครงการเก่า มาปัดฝุ่น ลบชื่อโครงการแล้วเขียนให้มันสอดคล้องกับหลักการหรือวัตถุประสงค์ ของเงินกู้นี้ก็คือว่าเป็นโครงการแล้วต่อท้ายด้วยเยียวยาโควิด-๑๙ (COVID-19) ผมชี้เป้าให้ คณะกรรมาธิการชุดนี้เข้าไปดูในโครงการทั้งหมดที่ท่านเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดอกเตอร์ทศพร ศิริสัมพันธ์ ท่านบอกว่ามีโครงการเสนอมา จนถึงปัจจุบันก็แล้วกัน นี่ข้อมูลวันที่ ๕ แต่ปัจจุบันนี้ นาทีนี้ก็คือ ๗.๘ แสนล้านบาท ๓๐,๐๐๐ โครงการ จำนวนเยอะมาก ผมก็ชี้เป้าไปให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เข้าไปดู ผมคิดว่า ๖ โครงการ ไปจับโจรเสียทีตอนนี้ มีโจรในเครื่องแบบ มีโจรใส่สูท มีโจรใส่เสื้อนอก มีโจรในคราบนักการเมือง เยอะเลย ชี้เป้าไปยังโครงการให้ไปตรวจสอบให้ละเอียด🔗
๑. โครงการซีซีทีวี (CCTV) ติดตั้งทีวี (TV) วงจรปิด เสนอมาทั้งหมด ๗๓ โครงการ งบประมาณ ๗๑๖ กว่าล้านบาท โครงการนี้เงินทอนเยอะมาก ล็อกสเปก (Lock spec) ได้ง่ายมาก ตรวจสอบยากมากเรื่องประสิทธิภาพ🔗
๒. โครงการขุดลอกคลอง ยิ่งหน้าฝนอีกลอกคลองสบายเลย ท่านประธาน ก็คงจะทราบว่าไปขุดลอกคลองที่มีน้ำ ไม่มีกรรมการตรวจรับคนไหนดำน้ำไปวัดหรอก ปริมาณดินเท่าไร ลึกเท่าไร แล้วก็ชอบกันมากเลยครับโครงการขุดลอกคลองเป็นโครงการ ที่มีเงินทอนง่ายที่สุด🔗
๓. เสาไฟฟ้าโซลาร์ เซลล์ (Solar cell) จัดซื้อกันจัง ต้นละ ๗๐,๐๐๐ บาท ๘๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซื้อมาแล้วใช้ไม่กี่วันเสีย งบซ่อมแพงกว่างบซื้อ เลยไม่ซ่อม ตั้งเป็นอนุสาวรีย์ขึ้นมาในที่ต่าง ๆ อีกเยอะเลย🔗
๔. ซุ้มประตูทางเข้าชุมชนหรือป้ายโฆษณาแหล่งท่องเที่ยว อันนี้มีเงินทอน เยอะมาก🔗
๕. โครงการปรับภูมิทัศน์ ซึ่งเป็นโครงการที่เสนอขึ้นมาแล้วควบคุมด้วย ราคากลางที่ยากมากและง่ายสำหรับการทุจริตคอร์รัปชัน🔗
๖. ให้คณะกรรมาธิการเข้าไปตรวจสอบดูโครงการต่าง ๆ ที่วงเงินงบประมาณ ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ที่เขาเรียกว่าซอยกันเป็นโครงการ ๆ เพื่อเลี่ยงการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ๖ โครงการนี้ที่ผมเชื่อว่าให้เข้าไปดู🔗
ส่วนที่ ๓ เรื่องงบสาธารณสุข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขได้บอกกับผมว่าได้จัดให้กับ รพ.สต. แห่งละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท และให้เงินเดือนกับ อสม. เดือนละ ๕๐๐ บาทจากเดิมที่มี ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งเงินเดือน อสม. เมื่อก่อน ๖๐๐ บาทในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ครับ ก่อนรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีเงินเดือน ผมก็ขอกับท่านรัฐมนตรีกับรัฐบาลในสภาแห่งนี้ว่าให้เขาไปเถอะ ๑,๕๐๐ บาท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขท่านรับปากว่าท่านจัดให้เพิ่มอีก ๕๐๐ บาท โดยใช้งบ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ให้ ๑๙ เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๖๓ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๔ ผมก็บอกกับท่านรัฐมนตรีว่าผมขอให้ ๑,๕๐๐ บาทตลอดไปได้ไหม ท่านรัฐมนตรีรับปาก กับผมว่าจะจัดงบประมาณให้ในปีต่อ ๆ ไปตอนนี้เอาไป ๑๙ เดือนก่อนครับ ส่วนที่ ๓ ในเรื่องงบนี้ให้ไปตรวจสอบก็คือว่าเรื่องการซื้ออุปกรณ์ อสม. เรื่องชุดตรวจการ ปรอท เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดน้ำตาล แล้วก็กระเป๋าสำหรับ อสม. ผมอยากให้ซื้อนะครับ งบประมาณไม่มากคำนวณแล้วตกคนละ ๕,๐๐๐ บาท มี อสม. ทั้งหมดทั่วประเทศ ๑,๐๕๐,๐๐๐ คน ตกประมาณ ๔-๕ พันล้านบาท คือถ้าทำหมดแบบทั่วประเทศก็ทำให้ พวกผม ส.ส. ทั้งหมดในสภานี้สบายใจ เพราะส่วนใหญ่เวลาลงพื้นที่ก็จะเจอ อสม. ขอสปอนเซอร์ (Sponsor) ชุดนี้ครับ ถ้ารัฐบาลเอางบนี้จัดให้กับ อสม. ผมคิดว่าจะลดภาระ ที่จะทำให้ อสม. ที่ต้องทำงานได้อย่างเต็มที่ครับ🔗
เรียนท่านประธานว่าผมสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการ แล้วก็ใน คณะกรรมาธิการผมแนะนำไปยังกรรมาธิการว่าอยากให้ตั้งอนุกรรมาธิการแต่ละฝ่าย และตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบอิสระ ซึ่งถ้าใช้ ส.ส. ทั้งหมดผมคิดว่าเรามีข้อจำกัดในการตรวจสอบ อยากจะให้มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินการคลัง ทางด้านคอมพิวเตอร์ ตัวแทนองค์กร ต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) แล้วก็ตัวแทนของสื่อมวลชน ผมต้องเรียน กับท่านประธานว่าวันนี้คนไทยทุกคนคลางแคลงใจในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ของคนในการเมืองนะครับ ดอกเตอร์มานะ นิมิตรมงคล เป็นเลขานุการองค์กรต่อต้าน คอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ท่านพูดท่านวิตกเรื่องการคอร์รัปชันที่เกิดขึ้น ท่านบอกว่า เพราะผู้นำไม่จริงจังที่จะปราบคอร์รัปชันและยอมให้มีการใช้กฎหมาย ๒ มาตรฐาน ทำให้ มาตรฐานต่อต้านการคอร์รัปชันที่มีอยู่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับพวกพ้อง และผลประโยชน์ทางการเมือง ดอกเตอร์มานะบอกว่าวันนี้คอร์รัปชันจึงเป็นปัญหาใหญ่ โดยไม่มีการต่อต้านคอร์รัปชันที่เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่า ต้องเรียนกับท่านประธานผมขอใช้สิทธิ ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าจะเป็นสมาชิกสังกัดพรรครัฐบาลก็ตามนะครับ แต่ผมตระหนักดีว่าหน้าที่ผู้แทนราษฎรเหมือนกับหมาเฝ้าบ้านนะครับ เพราะฉะนั้นจำเป็น จะต้องเห่าหอนเพื่อรักษาทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน จึงขอใช้โอกาสนี้ทำหน้าที่แทน พี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านเทพไทขอไว้ ๒๐ นาที แต่ผมได้ขอร้อง ๒ ท่าน ต้องขอบพระคุณทั้งคู่ครับ ต่อไป ท่านสมคิด เชื้อคง หลังจากนั้นจะเป็นท่านพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ขอเชิญท่านสมคิด ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ขอบพระคุณนะครับ ผมได้มีโอกาสที่จะมาอภิปรายเกี่ยวกับ ญัตติที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบงบประมาณ ที่เป็นผลพวงจากการกู้เงินเพื่อโควิด (COVID) เรียนอย่างนี้ว่าพรรคเพื่อไทยเองรวมทั้ง ทุกพรรคในสภาแห่งนี้ได้อภิปรายมาเหมือนเห็นพ้องต้องกันว่าเราต้องการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะเข้าไปตรวจสอบเงินกู้เป็นจำนวนมาก มากที่สุด ในประวัติศาสตร์ แต่เรียนอย่างนี้นะครับว่าวันนี้พี่น้องประชาชนก็เหมือนว่ารอคอย ความคาดหวังจากเงินทองที่จะเข้าไปฟื้นฟูที่จะเข้าไปแจกจ่าย แต่ปัญหาที่เกิด ที่ผ่านมารัฐบาลเองก็ไม่ได้ไปละเอียดมากจนมีความรู้สึกว่าการแจกเงินไป การจ่ายเงินไปในโครงการที่จะกู้ เช่นเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้บอกว่าเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท ให้พี่น้องเกษตรกรที่จะให้เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท มันเท็จจริง มันครบหรือยัง หรือยังไม่ครบ มีข่าวบางส่วนก็จะออกมาว่าเกษตรกรที่ตายไปแล้ว นี่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พูดเอง นะครับ เกษตรกรที่เสียชีวิตแล้วได้จ่ายเกินไป ๑๐๐,๐๐๐ คน อย่างนี้ละครับที่เป็น ความจำเป็นที่สภาแห่งนี้ต้องขอตั้งคณะกรรมาธิการเข้าไปดูแล เข้าไปตรวจสอบ ครั้งแรก เห็นท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อบอกว่าไม่อยากให้ตั้ง กลัวล่าช้า ท่านอาจจะเข้าใจผิด แต่วันนี้ท่านคงเข้าใจถูกแล้วว่าการตั้งคณะกรรมาธิการนั้นเป็นการที่พี่น้องประชาชน ตัวแทน พี่น้องประชาชนเข้าไปตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส ซึ่งผมเชื่อว่าน่าจะเป็นผลดีต่อรัฐบาล ด้วยซ้ำไป ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านทุกพรรคก็รักบ้านเมือง ก็คิดจะเข้าไปช่วยกันทำ สิ่งหนึ่งที่พูดกันตั้งแต่เช้าแล้วจะออกมาคล้าย ๆ กันก็คือว่าคณะกรรมการกลั่นกรองที่จะ เสนอพิจารณาเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ที่เราเป็นห่วงนักหนาว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จะโปร่งใสอย่างไร เพราะการจัดซื้อจัดจ้างก็คงไม่ใช้วิธีระบบประมูลทั่วไป คือระบบอีบิดดิง (e-bidding) ก็คงจะใช้วิธีเจาะจง โครงการเหล่านี้เสนอในระยะเร่งด่วน สัปดาห์เดียว เท่านั้นเอง เสนอเสร็จเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน แล้วบอกว่าจะจัดซื้อจัดจ้างลงนามในสัญญาจ้าง ภายในเดือนมิถุนายน โครงการมาทั้งหมดนี้วันนี้หลายท่านก็บอกว่า ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๓๐,๐๐๐ โครงการ วันนี้คณะกรรมการกลั่นกรองก็คงทำงาน ทำงานอย่างไร ไม่เป็นอะไร เป็นหน้าที่ของท่าน แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะตั้งคณะกรรมาธิการนี่ต้องเข้าไปดู ก็ขอฝากว่าเข้าไปดูอย่างละเอียด เพราะโครงการตั้ง ๓๐,๐๐๐ กว่าโครงการ จะพิจารณากัน อย่างไร ทำอย่างไรที่จะตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือว่าเห็นเขียนกันหลายอย่าง พัฒนาแหล่งน้ำบ้าง พัฒนาถนนหนทาง ผมก็เกรงว่าทุกอย่าง รั้วโรงเรียนก็จะเป็นรั้วโควิด (COVID) ถนนโรงเรียนก็จะทำเป็นถนนโควิด (COVID) หมด เอาโครงการต่าง ๆ เหล่านั้นเข้ามาก็เหมือนว่าไม่รู้จะแก้ปัญหาในระยะยาวได้หรือเปล่า ยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟังนิดเดียวเท่านั้นเอง เรื่องแหล่งน้ำเหมือนกัน ทำมาไม่รู้เท่าไรแล้ว ขุดลอก ขุดคลอง แหล่งน้ำ เอาเฉพาะรัฐบาลชุดนี้เสียเงินไม่น้อยกว่า ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้พี่น้องประชาชนก็ยังไม่มีน้ำกิน โดยเฉพาะภาคอีสานบ้านผม ก็เป็นทุกหย่อมละครับ ยังมีโครงการจะเจาะน้ำบาดาลอีก ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนเลยว่าเงินตั้ง ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำมานี่เราไม่ทำอีกได้ไหม ขุดคลอง ขุดบ่อ ไม่รู้หน่วยไหนทำ ทำกันวุ่นวายไปหมด สุดท้ายแล้งเหมือนเดิม ทำไมไม่ทำให้เป็นหลักเป็นเกณฑ์จริง ๆ จัง ๆ เสียที ผมและหลายคน เคยเสนอเรื่องบ่อน้ำใหญ่ ๑ ตำบล บ้านผมเขาเรียกว่า ๑ สระใหญ่ ๑ ตำบล ทำใหญ่ ๆ เลย ๑๐ หมู่บ้านทำประปาทีเดียวเลย ทำประปาทั้ง ๑๐ หมู่บ้าน อันนี้เอาแค่น้ำบริโภค นี่ไปทำเล็ก ๆ น้อย ๆ สุดท้ายก็บอกไม่มีน้ำบริโภค แล้วก็จะมาเจาะบาดาล มาเจาะโน่น เจาะนี่ ทุกตำบลผมเชื่อว่ามีที่สาธารณะพอที่จะขุด ๑๐-๒๐ ไร่ ลงทุน ๑๐-๒๐ ล้านบาท ๗,๐๐๐ ตำบล ตำบลหนึ่ง ๓๐ ล้านบาทก็ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอง ยั่งยืนกว่า แน่นอนกว่า พี่น้องประชาชนได้ใช้น้ำกว่า โครงการเหล่านี้ใครเป็นรัฐบาลลองเอาไปทำดู แก้ปัญหาได้ ดีกว่าจะใส่มาขุดคลอง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๘๐๐,๐๐๐ บาท ไม่จบ พอสุดท้ายก็อดน้ำอยู่ดี เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการที่จะตั้ง อยากให้เข้าไปดู ไปตรวจสอบ โครงการเหล่านี้ อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้ตรวจสอบก็คือว่าเงินกู้ซอฟต์โลน (Soft Loan) เอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งหลายก็บ่นกันทุกกลุ่ม บ่นกันทุกฝ่ายว่าวันนี้ก็เริ่มมีข่าวเงินกู้ซอฟต์โลน (Soft Loan) ทั้งหลายจะได้แต่ลูกค้าเดิม ธนาคารพาณิชย์แน่นอนนโยบายรัฐบาล บอกจะต้องให้เอสเอ็มอี (SMEs) เล็กน้อย เหมือนเดิมอีกละครับ ใส่ไปก็ได้ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ เจ้า อีก ๓ ล้านยังไม่ได้อะไรเลย ไม่ยุติธรรม เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้น ลองไปดูให้หน่อยว่าการไปกู้นี่ได้จริงไหมหรือได้แต่เจ้าเดิม และแบงก์พาณิชย์ก็เป็นธนาคาร ไม่ใช่มูลนิธิ เขาก็ต้องเก็บกำไร เขาก็ต้องหาส่วนต่าง เพราะฉะนั้นลูกค้าที่บอกว่าจะให้ ถ้าลูกค้าไม่ดีแบงก์ก็ไม่ปล่อยอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ การแก้ปัญหา เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะไปได้อยู่เจ้าเก่า ๆ เจ้าหนี้เดิม ลูกหนี้เดิมที่เป็น ลูกหนี้ดีของธนาคาร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้รัฐบาลอาจจะมองในจุดดีแต่ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ ทำด้วย อันนี้ผมฝากทางคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นเข้าไปดูแล ผมคงไม่ใช้เวลาสภานี้ มากมาย เพราะว่าอย่างน้อย ๆ ก็ได้มาบอกเล่าว่าเรื่องนี้พรรคฝ่ายค้านเอง พรรคเพื่อไทยเอง รวมทั้งเพื่อนสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายไปก็อยู่ในฝ่ายรัฐบาลก็เห็นพ้องต้องกันว่าเราสมควรตั้ง คณะกรรมาธิการเพื่อไปศึกษา ไปดูแลเงินกู้ของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นเงินกู้ที่มากที่สุด ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ให้สมกับว่าเป็นเงินภาษีพี่น้องประชาชนให้ได้ ทั่วถึงอย่างมากที่สุดแล้วเสียหายน้อยที่สุด ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณท่านสมคิดนะครับ ใช้เวลาแต่น้อยนะครับ ต่อไปคุณพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคเพื่อไทย ต้องขอบคุณที่ท่านประธานให้โอกาสผมได้แสดง ความคิดเห็นต่อ พ.ร.ก. กู้เงินนี้นะครับ ผมเองขอเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อ ตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณจากการกู้เงินตามพระราชกำหนด ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ซึ่งต่อไปผมจะเรียกย่อ ๆ ว่า โควิด-๑๙ (COVID-19) ด้วยข้อมูลและเหตุผล ดังนี้🔗
เราได้ทราบอยู่แล้วว่าเรามีโรคระบาดติดเชื้อในวงกว้าง มีกฎ ระเบียบ ออกมาทำให้ธุรกิจต้องหยุด ประชาชนไม่สามารถจะประกอบธุรกิจได้ ทุกคนรอความหวัง จากรัฐบาล การแก้ไข การเยียวยาของรัฐบาลก็โดยการออก พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ รวมแล้ว ๑.๙ ล้านล้านบาท ให้กับประชาชนและธุรกิจได้ใช้กัน การแก้ปัญหาเรื่องการเยียวยาให้กับ ประชาชน ดังที่เพื่อนสมาชิกได้บอกว่ารัฐบาลต้องมีหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินให้ทั่วถึง และรวดเร็ว มีระยะเวลานานพอสมควรเพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการจับจ่าย ดำรงชีพ นั่นคือการสร้างกำลังซื้อ ซึ่งตรงนี้เป็นความสำคัญ ข้อนี้ทำไมผมสนับสนุนขอให้ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เราต้องตั้งทีมงานเพื่อตรวจสอบดังเพื่อนสมาชิกได้ทราบ วันนี้ ระยะเวลานานมาหลายเดือนแล้วเงินก็ยังจ่ายไม่ครบ ยังมีข้อร้องเรียนอยู่ ซึ่งก็ฝาก ท่านกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ด้วยว่าควรจะไปตรวจสอบอย่างจริงจัง🔗
๒. รัฐต้องเยียวยาให้เงินธุรกิจและร้านค้าเล็ก ๆ ด้วย ต้องมีหลักเกณฑ์ และประกาศให้ธุรกิจและร้านค้าเล็ก ๆ ทราบว่าจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างไร ร้านค้าเล็ก ๆ กับธุรกิจที่ต้องการแหล่งทุน ข้อนี้ผมฝากท่านกรรมาธิการด้วยว่าควรจะมีจุดที่รับร้องเรียน เรื่องนี้ว่า ถ้าเขาไม่ได้รับเงินทุนตรงนี้เขาจะไปร้องที่ไหน คงไม่ใช่แบงก์อย่างเดียว ก็ฝากทาง คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ด้วย🔗
ส่วนเรื่องการเยียวยา ฟื้นฟูในโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัดและท้องถิ่นนั้น ๆ รัฐต้องมีนโยบายและวิธีการเงินที่ชัดเจน วันนี้เท่าที่ทราบรัฐมีนโยบายออกไปแล้ว ต้องทำเรื่องเกษตร เรื่องโอทอป (OTOP) เรื่องการท่องเที่ยวชุมชน เรื่องแหล่งน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเยอะมาก จำเป็นเหลือเกินที่เราต้องมีคนที่มีความรู้หลากหลาย มาช่วยกันตรวจงาน ติดตามงานตามภารกิจการกู้เงินฉบับนี้ คือยอดรวม ๑.๙ ล้านล้านบาท ก็มีความคาดหวังว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ซึ่งประกอบด้วยคนที่มีความหลากหลาย จากส่วนราชการ ส่วนประชาชน จะเข้ามาช่วยรัฐบาลในการแก้ไขปัญหานี้ และในส่วนที่ เมื่อสักครู่ผมพูดถึงว่าความชัดเจน วันนี้การตรวจสอบจะยุ่งยากมากถ้ารัฐบาลไม่กำหนด ให้ชัดเจน เช่นควรจะกำหนดลงไปไหมว่าจังหวัดควรจะได้รับงบประมาณเท่าไร ผมเชื่อว่าตามกรอบ ๕ กรอบเมื่อสักครู่นี้ทุกจังหวัดมีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่ถ้าเกิดเขาไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน การเสนอขึ้นมาก็จะทำให้หน่วยตรวจสอบมีปัญหา ส่งแล้วส่งกลับไปอีก เช่นเมื่อวานนี้ ผมในส่วนคณะกรรมาธิการสามัญเรื่องการบริหารจัดการท้องถิ่นก็ทราบว่าต้องส่งเรื่อง กลับไปให้ท้องถิ่นไปลำดับเหตุการณ์ใหม่ขึ้นมาอีก อย่างนี้ถ้ารัฐบาลมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน มีงบชัดเจนให้ทางจังหวัดเขาเท่าไรเท่ากัน ให้เขาลำดับมาให้ถูกต้อง ปัญหาที่ว่าจะซื้อ ครุภัณฑ์นอกเหนือจากที่ต้องการใช้ ปัญหาเรื่องลอกลำคลอง ไม่ใช่สร้างแหล่งน้ำ หรือว่าสิ่งที่ ไม่เป็นประโยชน์จะน้อยมาก ก็ฝากรัฐบาลด้วยว่าควรจะมีความชัดเจนเรื่องงบประมาณ ให้จังหวัดเขา ให้เท่าไรก็ได้เพื่อให้เขาได้ส่งมาถูกต้อง และท่านกำกับไปเลยตามที่เมื่อสักครู่ ท่านมอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ไปกำกับควบคุม ปัญหาจะน้อยมาก มาถึงเรื่องการตรวจสอบก็จะน้อย ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์ ก็ย้ำนะครับ ยกตัวอย่างเช่นแหล่งน้ำก็ขอให้เป็นแหล่งน้ำจริง ๆ อย่าไปเน้นการขุดลอกคลอง ไม่เกิดประโยชน์ เราเสียเงินขนาดนี้เราควรจะได้อะไรบ้างในภัยแล้งที่ทุกท่านต้องการจะพูด เราทุกคนจะต้องมีน้ำใช้ถ้ามีแหล่งน้ำ การสร้างถนนหนทางเหมือนกัน วันนี้ให้เวลาไม่กี่วัน แน่นอนมีโอกาสจะใช้โครงการประจำขึ้นมาเป็นอย่างมาก แต่ถ้ารัฐบาลเน้นลงไป ถ้าจริงใจ จริง ๆ ในการที่จะพัฒนาท้องถิ่นเรา บอกไปเลยสร้างถนนตัดลูกรังใหม่ ๆ หรือถ้าจะลาดยาง ก็ลาดยางเส้นลูกรังเดิม เพราะว่าเส้นนั้นคือเส้นเกษตร จะตอบโจทย์มากในเรื่อง การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ต้องการ หรือว่าไปสร้างถนนอาจจะเชื่อมโยง เรื่องใช้ยางพาราเข้ามาผสมเพื่อช่วยเกษตรกรด้วยก็ได้ อันนี้ขอฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญ ว่าในการให้ความเห็นช่วยกันตรวจสอบ ดูแล จะได้เกิดประโยชน์ต่อการใช้เงิน ส่วนเรื่อง การลงทุนในเรื่องสร้างระบบสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดูแลความมั่นคงกับบุคลากร ทางการแพทย์ ซื้อเครื่องมือ หรือทำโครงสร้างพื้นฐาน ก็ขอให้เอาประสบการณ์ที่เราผ่านมา ประสบการณ์ที่มีปัญหาเป็นตัวตั้งเพื่อตอบโจทย์ในการลงทุนและแก้ปัญหาโรคระบาดให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าถ้าประเทศเราเกิดโรคระบาดแบบนี้อีก ชีวิตพี่น้องประชาชน จะปลอดภัยแล้วเศรษฐกิจทั้งหลายจะไม่เดือดร้อน🔗
ท่านประธานที่เคารพ สรุป เงินจำนวนมากเกี่ยวกับ พ.ร.ก. กู้เงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท จำเป็นเหลือเกินที่ต้องใช้คณะกรรมาธิการวิสามัญผู้เชี่ยวชาญหลากหลาย มาช่วยตรวจสอบดู ประชาชนทุกคนผมว่าเขาเฝ้ามองดูการใช้เงินของรัฐบาลซึ่งเหมือนเงิน ของเขา แต่เขาไม่มีโอกาสได้มาพูดก็ต้องผ่านผู้แทนราษฎรในการที่สะท้อนปัญหานี้ให้เขา เขาก็อยากจะว่าใช้เงินอย่างไรที่ให้พวกเขามีความสุข อยู่ดีกินดี เพราะฉะนั้นด้วยโรคระบาด ใหม่ ๆ ระยะเวลาที่น้อยในการทำแผนการใช้เงิน ถ้าดูแลไม่ทันก็อาจจะเกิดความเสียหายได้ พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมเชื่อว่าหลายท่านแทบทั้งหมดพร้อมที่จะให้ข้อมูล ช่วยเหลือรัฐบาล และเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรมีความมั่นใจว่าเราจะใช้เงินอย่างเกิด ประสิทธิภาพ และป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตได้ง่ายในวันข้างหน้า กระผมจึงขอเสนอ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้เงิน พ.ร.ก. การกู้เงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท ของรัฐบาลต่อสภา ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณพรเทพครับ ต่อไปนางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล หลังจากนางสาวพิมพ์รพีเสร็จแล้ว ท่านปกรณ์วุฒิ เตรียมตัว แล้วก็มีท่านขจิตร ชัยนิคม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จากพิษโควิด (COVID) ท่านประธานคะ ดิฉันเป็นตัวแทนจากภาคใต้ จังหวัดกระบี่มีรายได้ จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับ ๔ ของประเทศ ดิฉันขออาสาเป็นตัวแทนของคนจังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา มาบอกว่าเรามีความเป็น กังวลมากในการใช้งบประมาณอันนี้ เพราะเป็นความคาดหวังว่างบประมาณนี้จะช่วยฟื้นฟู เศรษฐกิจในจังหวัดที่มีผลกระทบจากโควิด (COVID) ที่รุนแรงที่สุด คือจังหวัดที่มีธุรกิจ การท่องเที่ยวมากที่สุดใน ๕-๖ จังหวัดในภาคใต้นี้ ดิฉันก็เลยเฝ้าดูการทำงบนี้อย่างตั้งใจ แล้วก็จดจ่อมาก ก่อนที่ดิฉันจะอภิปรายสนับสนุนถึงเหตุผลว่าควรจะตั้งคณะกรรมาธิการนี้ ดิฉันขอแสดงถึงความห่วงใยเกี่ยวกับกระบวนการตั้งงบประมาณนี้ เพราะว่าถ้าเรา ตั้งคณะกรรมาธิการนี้เรียบร้อยแล้วแต่กระบวนการการตั้งผิดก็จะไม่สามารถเข้าไปแก้ไขได้ ขอสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๑ ค่ะ🔗
ดิฉันขอเรียกว่านี่คือ แผนการ ๓๙ วันอันตราย เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓ สำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ส่งหนังสือให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่ง ให้เสนอโครงการภายใต้แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน มีคำสั่งว่าให้ทำเสร็จ ภายใน ๗ วัน นั่นคือวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ ท้องถิ่นมีเวลาแค่ ๗ วันในการทำแผนนี้ ท่านประธานลองคิดดูว่าท้องถิ่นจะสามารถทำแผนอย่างนี้ภายใน ๗ วันได้อย่างไร ไม่เป็นไรค่ะ ดูต่อนะคะ ท้องถิ่นมีเวลา ๗ วันทำ จังหวัดมีเวลา ๑๐ วันในการรวบรวมข้อมูล ทั้งหมดเพื่อเสนอ กลั่นกรองแล้วก็ส่งให้กระทรวง ๑๐ วันไปดูว่าโครงการไหนดี โครงการ ไหนไม่ดี ซึ่งดิฉันคิดว่าอาจจะเป็นการคัดสรรซึ่งลำบากใจต่อจังหวัดเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเกิดจังหวัดส่งโครงการไปไม่มากพอก็จะเป็นการตัดทอนโอกาสของแต่ละโครงการ ของจังหวัดที่จะได้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ดิฉันก็เชื่อว่าจังหวัดก็ตั้งใจที่จะทำ เพื่อผลประโยชน์ของคนในจังหวัดนั้น ก็เลยมีโครงการปล่อยออกมามากพอสมควรเพราะเวลา น้อยมาก จังหวัดส่งให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีเวลาแค่ ๗ วันในการตรวจสอบโครงการนี้ แล้วก็ส่งให้รัฐบาลภายใน ๑๕ วัน ให้ ครม. ให้ความเห็นชอบ ดิฉันจึงคิดว่าถ้าเวลานี้คือ ๓๙ วัน หรือคิดว่า ๔๐ วันอันตรายนี้ ถ้าโครงการนี้ใช้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่าเรากำลัง นับถอยหลังวันละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งต้องระมัดระวังมากว่าเราทำนี้ได้ดีพอสมควรหรือยัง เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการเร่งรัดแบบนี้จะสามารถทำโครงการที่สอดรับกับความต้องการ ของประชาชนได้ ยกตัวอย่างเช่นข้าราชการยังไม่ได้มีการอบรมหรือทำนโยบาย หรือทำโครงการที่สอดคล้องกับการพัฒนาเร่งด่วนขนาดนี้ ดิฉันคิดง่าย ๆ ตัวอย่างเช่น ปลาเค็ม ถ้าเราต้องการยกระดับปลาเค็ม เราควรจะศึกษากระทรวงไหนดีค่ะ เราควรจะ สนับสนุนกรมประมง พช. หรืออุตสาหกรรม ในจังหวัดดิฉันซึ่งไม่ค่อยคุ้นเคยกับอุตสาหกรรม ก็นึกว่าสุดท้ายปลาเค็มนี่ต้องไปที่กรมประมง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอุตสาหกรรมต่างหาก ที่สามารถทำให้ปลาเค็มสามารถเพิ่มมูลค่าได้ ขายได้ และเป็นสิ่งที่ต้องการในอนาคตถ้าเรา พูดถึงเครื่องแกง เราคิดว่าเราควรจะพูดถึงเกษตร พูดถึง พช. หรือพูดถึงอุตสาหกรรม ก็อาจจะเป็นอุตสาหกรรมอีกที่ต้องการทำเครื่องแกงให้ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย ตามมาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) แต่ถ้าเกิดข้าราชการไม่เข้าใจปัดส่วนนี้ไปใน พช. ก็เป็น การถอยหลังอยู่ดี ขอสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๒ ค่ะ เพราะฉะนั้นโครงการที่จะเกิดขึ้นนี่ดิฉันมีความเป็นกังวลว่าอาจจะเป็นโครงการ ที่เติมท้ายด้วยสู้โควิด-๑๙ (COVID-19) เช่น โครงการซ่อมถนน สร้างถนนสู้โควิด-๑๙ (COVID-19) โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์สู้โควิด-๑๙ (COVID-19) โครงการอบรมสัมมนา คุณครูเพื่อสู้โควิด-๑๙ (COVID-19) โครงการสร้างรถไฟรางคู่ความเร็วสูง เป็นไปได้นะคะ สู้โควิด-๑๙ (COVID-19) ท่านประธานคะ งบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เป็นเงิน ที่มากมหาศาล งบประมาณประเทศชาติเราต่อปีคือประมาณ ๓ ล้านล้านบาท แปลว่า งบลงทุนที่เรามีประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็คือเงินประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นว่า งบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เราจะพูดถึงนี้ คือ ๖๖ เปอร์เซ็นต์ของบประมาณแผ่นดิน ที่เราจะพูดถึงสำหรับงบลงทุน เราจะเขียนแบบนี้ง่าย ๆ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เหมือนกับเรากำลังเอางบลงทุน ๒ ปีทำซ้อนกัน โดยให้เวลาในการทำงานแค่ ๔๕ วัน ฉะนั้น ดิฉันถึงขอฝากท่านประธานไปว่าเป็นความจำเป็นที่ดิฉันจะขอร้องผ่านท่านประธานถึง ท่านนายกรัฐมนตรีให้มีการเลื่อนโครงการ เสนอโครงการออกไปอีก ๔๕ วัน ให้นักปราชญ์ ราชบัณฑิต ปราชญ์ชาวบ้าน เอกชน ได้มีเวลาค่ะ ได้มีเวลาคุยกับข้าราชการ ได้มีเวลา สร้างโครงการดี ๆ ให้ตอบสนองกับความต้องการที่จะบรรเทาความทุกข์ของชาวบ้านในการ สู้ภัยโควิด (COVID) นี้ ดิฉันได้รวบรวมข้อดีของการตั้งคณะกรรมาธิการนี้สนับสนุนให้รัฐบาล ตั้ง ๔ ประการค่ะ🔗
ข้อ ๑ เพื่อป้องกันปัดฝุ่น ตัดแล้วก็แปะโครงการเพื่อนำเสนอมาใหม่ อันนี้ต้องมั่นใจว่างบประมาณที่จะเกิดขึ้นใช้สำหรับโครงการที่ได้ประสิทธิภาพจริง ๆ แล้วตอบโจทย์ของประเทศชาติในการกู้โควิด (COVID) จริง ๆ ไม่ใช่เอาโครงการเก่า ๆ มาปัดใหม่ ๗ วัน จะทำได้อย่างไร ดิฉันว่าลำบากมากในการที่จะทำได้🔗
ข้อ ๒ สร้างความเชื่อมั่น สร้างความโปร่งใส ท่านประธานคะ ในการ คอร์รัปชันมีคำถามมากมายที่มีต่อสภาแห่งนี้ นักการเมือง แล้วก็รัฐบาล ดิฉันเชื่อเสมอว่า ที่ใดก็แล้วแต่ที่มีความมืด ขอให้เราเอาแสงสว่างส่องเข้าไป ส่องให้มันสว่างส่องให้มันโปร่งใส ส่องให้ตรวจสอบได้ ส่องให้ประชาชนเห็นถึงขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำงาน มีเว็บไซต์ (Website) ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าโครงการตั้งอย่างไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร มีการเสนอโครงการอย่างไร ประกวดราคาอย่างไร และผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมีความ ชอบธรรมแค่ไหน ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าขั้นตอนของการทำงาน เงินทุก ๆ บาท ที่จ่ายไปได้ใช้อย่างสมความตั้งใจหรือไม่ บรรทัดฐานนี้ไม่ใช่บรรทัดฐานใหม่ ๆ ที่จะทำ พรรคประชาธิปัตย์ของดิฉันเคยทำไว้ก่อนแล้วในสมัยที่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตั้งมาตรฐานของความโปร่งใสนี้เอาไว้🔗
ข้อ ๓ ดิฉันขอพูดในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ดิฉันต้องการสะท้อนให้เห็นว่า รัฐราชการจะมาใหญ่กว่าผู้แทนปวงชนไม่ได้ ต้องยอมรับความจริงว่างบปีที่เขียนมา ข้าราชการเป็นคนเขียนเสียส่วนมาก เราไม่สามารถที่จะเห็นโครงการมาก่อนเลย เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เราตรวจสอบนั้นเหมือนกับการเซ็นเช็คเปล่า ไม่เห็นเลยด้วยซ้ำว่า โครงการจะใส่อย่างไร เพราะฉะนั้นเป็นความจำเป็นว่าเราต้องทำงานติดตาม ตรวจสอบ เคียงคู่ไปกับระบบราชการให้ผลประโยชน์นี้ตกถึงกับประชาชนมากที่สุด🔗
ข้อ ๔ ให้ใช้งบนี้เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่านประเทศ เข้าสู่ยุคใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน แก้ไขความเหลื่อมล้ำ ยุคโควิด (COVID) เป็นยุคที่ ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่อย่างไรก็แล้วแต่ประเทศไทยต้องเข้าสู่ยุคดิสรัปชัน (Disruption) แน่นอน คือยุคจบ ยุคเสื่อมสลาย เราต้องใช้โอกาสนี้นำประเทศไทยก้าวข้าม ปัญหาเข้าสู่ยุคใหม่ของประเทศไทยให้ได้ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จะถูกใช้เพื่อเป็นไปตามเจตจำนงร่วมในการอนุมัติของตัวแทนประชาชน หรือสัญญาประชาคม จากสภาผู้แทนราษฎร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ห้องสุริยันนี้ เราจะนำพาประชาชนก้าวข้ามผ่านสงคราม ทั้งสงครามเชื้อโรค สงครามยากจนที่จะเป็นผลกระทบจากโควิด (COVID) นี้ สร้างชาติไทย สร้างคนไทย ที่มีความเข้มแข็ง พลิกวิกฤติโลกเป็นโอกาสของคนไทย ท่านประธานคะ ดิฉันเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ค่ะ คำขวัญของพรรคดิฉันที่ดิฉันได้เข้ามาคือประชาธิปไตยสุจริต ดิฉันมีอุดมการณ์ที่ทันสมัย ดิฉันขอให้งบนี้ถูกนำไปใช้เพื่อส่งเสริมความมีประชาธิปไตยที่สุจริต นำสู่อุดมการณ์ที่ทันสมัย นำพาประเทศชาติไทยให้ข้ามพ้นความทุกข์ในวันนี้ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านขอมา ๑๕ นาทีแต่ใช้เวลาไม่ถึงนะครับ ต่อไปท่านปกรณ์วุฒิ แล้วหลังจากนั้นท่านขจิตร ชัยนิคม ทางฝ่ายรัฐบาลก็จะมีท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม หลังจากนั้นก็มี นางสาวรังสิมา รอดรัศมี นายประกอบ รัตนพันธ์ นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ เพราะฉะนั้นก็ยังมีสมาชิกอีกหลายท่าน ขอเชิญท่านปกรณ์วุฒิ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตพรรคอนาคตใหม่ครับ ผมขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขออภิปรายชี้ให้เห็นถึงสาเหตุว่าทำไมญัตติของพรรคก้าวไกลถึงไม่เหมือนกับ พรรคอื่น ญัตติของเราคือเรามองไปไกลเกินกว่าการตรวจสอบเพียงแค่การใช้เงินกู้นะครับ แต่เรามองไปถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) สาเหตุก็เพราะว่าบางโครงการอาจจะไม่ได้ใช้งบประมาณแต่ประสิทธิภาพของมันอาจจะ ส่งผลให้เราสามารถควบคุมวิกฤติและลดการใช้งบประมาณลงได้ครับ ผมยกตัวอย่างในด้าน สาธารณสุขที่เรากังวลกันว่าอาจจะไม่เพียงพอหากว่ามีการระบาดในเวฟ ๒ (Wave 2) สิ่งที่ผมจะพูดถึงก็คือมาตรการการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) ในการแทรกแซงโรค ผ่านแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เราเรียกว่าคอนแทกต์ เทรซซิง (Contact Tracing) เพราะถ้าหากเราสามารถแทรกแซงโรคได้ ลดการระบาดได้ ผู้ป่วยก็จะลดลง และการ ใช้งบประมาณในทุกส่วนก็จะลดลงตามครับ ประโยชน์ของคอนแทกต์ เทรซซิง แพลตฟอร์ม (Contact Tracing Platform) คือเมื่อมีผู้ติดเชื้อ เราจะสามารถสืบย้อนกลับไปได้ว่า ผู้ติดเชื้อเคยเข้าใกล้หรืออยู่ในสถานที่เดียวกับใครมาบ้าง เพื่อที่เราจะได้ตามกลุ่มเสี่ยง เหล่านั้นมาตรวจหาเชื้อและควบคุมไม่ให้มีการแพร่เชื้อต่อได้ และในประเทศไทยเรา หากเราลองย้อนกลับมาดูที่แพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ แพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ มีปัญหาในด้านการใช้งานอยู่หลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะที่ผมอยากจะเน้นก็คือ ความเชื่อมั่นของประชาชน ผมสรุปปัญหาของแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ เป็น ๓ สาเหตุ คือรีบร้อน ซ้ำซ้อน และไม่โปร่งใส ตามภาพนี้ แพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ จัดทำขึ้นมาเพื่อรับมือกับการคลายล็อกดาวน์ (Lockdown) ในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม แต่ถ้าดูจากภาพจะเห็นได้ว่าแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ เปิดให้ ลงทะเบียนร้านค้าในวันที่ ๑๗ ตอนหกโมงเช้า ๔ ชั่วโมงก่อนห้างเปิด รีบร้อนขนาดที่ว่า เหลืออีก ๔ ชั่วโมงจะเปิดเมืองแล้วเพิ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนร้านค้า เราลองย้อนกลับไปนึกดู ก็ได้ว่าพวกเราได้ยินชื่อไทยชนะไม่กี่วันก่อนปลดล็อกดาวน์ (Lockdown) เท่านั้น ซึ่งก็นำมา สู่อีกปัญหาคือความไม่โปร่งใส เงื่อนไขในการใช้ข้อมูลบนแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ มีความไม่ชัดเจนในหลาย ๆ ด้านมาก อย่างเช่น การเลือกที่จะเก็บข้อมูล ๖๐ วัน ทั้ง ๆ ที่ การสืบสวนโรคเราใช้ข้อมูลเพียงแค่ ๑๔ วันเท่านั้น และที่สำคัญก็คือไม่มีการระบุอย่างแน่ชัดว่า ใครบ้างที่จะมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลของแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ โดยเขียนเงื่อนไข การยินยอมไว้เพียงแค่ ๗๒ คำ ระบุว่าจะเปิดเผยข้อมูลเฉพาะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย จากกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากระทรวงสาธารณสุขจะมอบหมายให้ ใครบ้าง ผมขอสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ เหตุการณ์ในภาพเพิ่งเป็นข่าวไปเมื่อสองสามวันที่แล้ว คือมีเอกสารที่มีการขอข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนโดยอ้างการใช้อำนาจ ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพื่อการควบคุมโรค เอกสารนี้ออกโดยกระทรวงกลาโหม ซึ่งท่าน ผอ. สนผ. เจ้าของลายเซ็นเอกสารนี้ ก็ออกมายอมรับแล้วว่าเป็นเอกสารจริง แล้วบอกว่านี่คือ ความหวังดี ความหวังดีที่ปราศจากซึ่งความยินยอมใด ๆ จากเจ้าของข้อมูลซึ่งก็คือประชาชน ผมสงสัยว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากระทรวงสาธารณสุขจะไม่มอบหมายให้กระทรวงกลาโหม เป็นคนที่เข้าถึงข้อมูลของแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ รัฐที่วันดีคืนดีก็ส่งเจ้าหน้าที่ ไปเยี่ยมบ้านประชาชน เราจะไว้ใจให้เขาถือข้อมูลว่าใครไปที่ไหนมาบ้างใน ๖๐ วันที่ผ่านมา ได้อย่างไร เห็นได้ชัดจริง ๆ ว่าประชาชนไม่ไว้ใจแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ ในวันที่ ๒๕ พฤษภาคมที่มีประชาชนได้รับข้อความสแปม (Spam) ทางโทรศัพท์มือถือ ปรากฏว่าทุกคน พุ่งเป้าไปที่แพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ ขึ้นเทรนด์ ทวิตเตอร์ แฮชแท็ก ไทยชนะ (Trend Twitter#Thaichana) เห็นได้ชัดว่า ประชาชนจำนวนมากไม่ไว้ใจแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะเลย ปัญหาต่อไปก็คือความซ้ำซ้อน ถ้าหากเราย้อนไปเมื่อเดือนเมษายน ผมเชื่อว่าหลายท่านในที่นี้อาจจะไม่ทราบว่าประเทศไทยมีแพลตฟอร์ม คอนแทกต์ เทรซซิง (Platform Contact Tracing) ที่ทำโดยภาคประชาสังคมอยู่แล้วอย่างน้อย ๒ แพลตฟอร์ม (Platform) ตั้งแต่เดือนเมษายน ผมขอกล่าวถึงแพลตฟอร์ม (Platform) หนึ่งที่ชื่อว่า หมอชนะ หมอชนะเป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เป็นโอเพน ซอร์ซ (Open source) เปิดซอร์ซโค้ด (Source Code) ให้เข้าไปตรวจสอบได้ ใช้เทคโนโลยีบลูทูธ (Bluetooth) แบบไม่ระบุตัวตนอย่างที่ผมอภิปรายไปและสแกนคิวอาร์โค้ด (Scan QR code) แบบที่ แพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะใช้ก็ทำได้ อย่างในรูปนี้แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์ม (Platform) หมอชนะเองได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม แล้วก็ดีจีเอ (DGA) ภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญที่สุดคือแพลตฟอร์ม (Platform) นี้จัดทำโดยภาคเอกชน ตั้งแต่ก่อนที่จะมีใครในประเทศนี้รู้ว่า พ.ร.บ. คุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ จะถูกเลื่อนบังคับใช้ ดังนั้นนี่เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ที่รัดกุมในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมากกว่าแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ อย่างแน่นอน ทั้ง ๆ ที่เราก็มีแพลตฟอร์ม (Platform) ที่ทำอยู่แล้วฟังก์ชัน (Function) ครบกว่า พร้อมใช้มากกว่า โปร่งใสกว่า ชัดเจนในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมากกว่า แต่อยู่ ๆ รัฐบาลก็ประกาศไม่กี่วันก่อนที่จะปลดล็อกดาวน์ (Lockdown) ว่าจะใช้ แพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะที่จัดทำขึ้นโดยธนาคารพาณิชย์ เหตุการณ์นี้ทำให้มีคำถาม อื่น ๆ เกิดขึ้นมากมาย อย่างเช่น การเลื่อน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บางหมวดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ ฐานข้อมูลร้านค้าซึ่งถือว่ามีมูลค่าทางธุรกิจอย่างมาก การที่ผู้จัดทำเป็นธนาคารพาณิชย์ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีการใช้ข้อมูลนี้เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของตัวเอง เริ่มมีโครงการที่ขอมาในงบเงินกู้นี้ที่บอกว่ามีการต่อยอดจากไทยชนะแล้วนะครับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการชำระเงินด้วย งานนี้คณะกรรมาธิการก็ต้องตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไปครับ สุดท้ายแล้วเหตุผลที่รัฐบาลเลือกที่จะทำไทยชนะเป็นไปเพราะต้องการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลหรือต้องการครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลกันแน่ครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
ท่านประธานครับ ทางพรรคก้าวไกลมีข้อเสนอเรื่องนี้อยู่ ๓ เรื่อง ๑. รัฐบาล ต้องชัดเจนครับ มีการระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบ รับผิดและรับชอบนะครับ และมีสิทธิที่จะ เข้าถึงข้อมูลนี้อย่างชัดเจนครับ ข้อ ๒ คือต้องมีความเปิดเผยโปร่งใสครับ ด้วยการเปิด ซอร์ซโค้ด (Source Code) ของตัวแพลตฟอร์ม (Platform) ให้คนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ แล้วผมต้องทำความเข้าใจตรงนี้นะครับ ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านนี้น่าจะเข้าใจดีว่าการเปิดเผย ซอร์ซโค้ด (Source Code) ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ความปลอดภัยของระบบนั้นลดลงนะครับ และข้อสุดท้ายครับ เราเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาลข้อมูลเข้ามาตรวจสอบ ในการขอเข้าถึงข้อมูลในแต่ละครั้ง และองค์ประกอบของคณะนี้ต้องมีความเป็นกลาง อย่างเช่นอาจจะมีรายชื่อที่ทางพรรคฝ่ายค้านนำเสนอขึ้นไปเป็นนักวิชาการที่ได้รับ ความน่าเชื่อถือจากสังคมเข้าร่วมครับ ทั้งหมดนี้เพราะว่าเราเชื่อว่าความโปร่งใสไม่สามารถ สร้างได้โดยใช้แค่คำพูดของตัวเองครับ ความโปร่งใสไม่สามารถพิสูจน์ได้เพียงแค่คนคนหนึ่ง เดินออกมาแล้วบอกว่าผมจริงใจ หรือเราจะทำอย่างซื่อตรงขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา แต่ความโปร่งใสเกิดขึ้นได้จากการตรวจสอบถ่วงดุลครับ ดังนั้นเราจึงเห็นว่ามีความจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตามญัตตินี้ครับ ท่านประธานครับ ๑ ปีที่ผม ได้รับเกียรติจากประชาชนมานั่งในสภาแห่งนี้ ผมได้ยินคำหนึ่งบ่อยมากคือคำว่า สภาผู้แทนราษฎรอันศักดิ์สิทธิ์ วันนี้ผมดีใจที่ได้ยินมาว่าวันนี้เพื่อนสมาชิกทุกคนในที่นี้ จะร่วมกันทำให้คำกล่าวนี้เป็นจริงด้วยการลงมติเพื่อเสียงที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในประเทศนี้ คือเสียงของประชาชนครับ ขอบคุณครับ🔗
ได้ขอไว้ ๑๒ นาที ตรงนะครับ ขอบคุณครับ ต่อไปคุณขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมจะอภิปรายถึง ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการซึ่งสภานี้ได้ตั้งขึ้น ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านพูดว่าการตรวจสอบนี้ขึ้นอยู่กับสภา แล้วผมก็ต้องขอบคุณ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และพรรคเสรีรวมไทย ฝ่ายค้านที่ได้แสดงเจตนาและเสนอญัตตินี้ แล้วก็ขอบคุณไปยังพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งท่านได้พูดว่าเห็นด้วยแล้วท่านก็เสนอญัตตินี้ ต่อสภา สุดท้ายก็พรรคภูมิใจไทยที่ได้มาสนับสนุน จึงได้เกิดญัตตินี้ขึ้น แล้วผมมีความเชื่อมั่น ว่าสภานี้จะให้ความเห็นชอบในการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงินกู้ทั้งหมด ซึ่งมีข้อผูกพันอยู่ในพระราชกำหนด ๓ ฉบับ รวมแล้วเป็นเงิน ๑,๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผมจะเน้นหนักพูดถึงเฉพาะ ๑ ล้านล้านบาทแรกของพระราชกำหนดฉบับแรกนะครับ ก็ขอความกรุณาจากฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์นะครับได้ขึ้นคลิป (Clip) ที่ผมส่งไปแล้วนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ใน ๓ ฉบับนี้ ฉบับแรก ๑ ล้านล้านบาท ใช้สำหรับเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในฉบับแรกนี้ได้แบ่งเป็นเรื่อง การแพทย์และสาธารณสุข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ผมขอฝากไปยัง รัฐบาลว่าในงบประมาณนี้ผมก็ยังสงสัยอยู่ ท่านจะเพิ่ม ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่เวลาจะตัด งบประมาณในพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายท่านก็ยังไปตัดเขาอยู่ ตัดไปประมาณ ๑,๓๐๐ กว่าล้านบาท วิธีคิดของท่านอาจจะไม่รอบด้านเกินไปก็ไม่เป็นไร แต่ผมฝากกรรมาธิการที่ท่านจะรับไปดูแล ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ผมกลัวว่าจะไม่ถึงผู้ปฏิบัติการที่เข้มแข็งที่สุดอยู่ในหมู่บ้าน อสม. เมื่อสักครู่นี้จากเพื่อนอภิปรายจะถึง อสม. คนหนึ่ง ๕๐๐ บาทเอง ถ้าจะเพิ่มให้เขาใน ระยะสถานการณ์นี้ แล้วก็สร้างชื่อเสียงให้กับกระทรวงสาธารณสุขก็ควรจะเพิ่มให้มากกว่านี้ ในระยะเวลาที่ต่อสู้กับโรคร้ายนี้ ซึ่งสภาได้อนุมัติให้รัฐบาลใช้งบ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเครื่องมือทางการแพทย์จากการระดมความช่วยเหลือทุกฝ่ายก็ไม่ควรจะขาดแคลน อันนี้คือข้อฝากไว้สำหรับคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นแล้วไปดูแล🔗
เรื่องที่ ๒ ในเงิน ๑ ล้านล้านบาท ใช้ ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ในจำนวนนี้เขาให้ชดเชยกับประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ผมมีข้อเสนอซึ่งได้เสนอ ไว้ในตอนอภิปรายแล้ว ให้ใช้สำหรับเกษตรกร ฟื้นฟูเกษตรกรจริง ๆ ๑๐๕,๐๐๐ ล้านบาท ผมจำได้ คลิปต่อไปครับ ในกรณีนี้ผมให้ใช้เกษตรกรปัจจุบันนี้เลย ทำไร่ทำนาอยู่นี่ ไปฟื้นหน้าดิน ให้ครอบครัวละ ๒,๐๐๐ บาท ๓ ล้านครอบครัว ผมบอกว่าให้ทำกับเกษตรกร ๓ ล้านครอบครัว อย่ามาพูดเป็นพันเป็นหมื่น ถ้า ๓ ล้านครอบครัว หมายถึงทุกหมู่บ้านที่เป็น เกษตรกรได้รับผลประโยชน์นี้ ผมเสนอให้จ่ายเงิน ๓๕,๐๐๐ บาทต่อครอบครัว ผมจำได้ จะหมดเงินประมาณ ๑๐๕,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง เท่านั้นเองหมายความว่าเทียบกับ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะใช้อยู่ในข้อ ๒ และข้อ ๓ ในฉบับที่ ๑ ท่านประธานครับ ผมเสนอ ให้ช่วยเกษตรกรในการเพาะปลูกฤดูนี้โดยการพลิกฟื้นหน้าดิน โดยการไปปลูกหญ้าเนเปียร์ ให้ครอบครัวละ ๒ ไร่ ใช้เงินไป ๑๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมดนี้กับเกษตรกรจะใช้เงินไปประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง พูดถึงตรงนี้มีคนบอกว่าวิธีการที่จะจัดซื้อจัดจ้าง ทำได้หรือ ทำได้ครับ เพราะในงบนี้รัฐบาลได้ใช้วิธีซูเปอร์ (Super) พิเศษยิ่งกว่าพิเศษ แปลว่า ผ่านแล้วทำได้หมดครับ ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนให้รัฐบาลนี้ทำสิ่งเล็ก ๆ ปลูกหญ้า เนเปียร์ ปลูก ๑ ต้น ขยายเป็น ๒๕ ต้น จาก ๒,๕๐๐ ต้นต่อ ๑ ไร่กลายเป็น ๕๐,๐๐๐ ต้น แล้วจะมีรายได้เข้าไปทันที แล้วก็เกษตรกรจะมีความสุขในการที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาล ทั้งหมด ๓ ล้านครอบครัว ก็ใช้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเกิดสิ่งเหล่านี้ทั่วไปทั้งประเทศเลย ผมฝากไปยังคณะกรรมาธิการและรัฐบาลคนที่จะใช้งบประมาณ ผมบอกหญ้าเนเปียร์ ใช้สำหรับเลี้ยงเป็ดบาร์บารี่ ใช้เลี้ยงไก่พื้นเมือง ใช้เลี้ยงหมูป่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องใช้ รำข้าว เพราะหมูป่าอยู่ป่าไม่มีรำข้าวอยู่แล้ว ใช้เลี้ยงวัว เลี้ยงกระบือ เลี้ยงหมูป่า เลี้ยงปลาได้ ทุกชนิด นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากหญ้าเนเปียร์ ๒ ไร่ที่ท่านจะให้ ถามว่าให้ได้ไหม ให้ได้ จะยากอะไร ก็ประกาศไปสิ จำนวนประชาชนใครจะปลูก ปลูกแล้วก็ไปตรวจ ตรวจแล้ว ก็จ่ายสตางค์ วิธีนี้ท่านทำได้อยู่แล้ว งบประมาณนี้ท่านทำได้เพราะท่านใช้วิธีพิเศษ พิเศษ พิเศษมาก ๆ ในเดือนมิถุนายนในระหว่างประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ท่านทำได้ เสร็จแล้วผมเสนอต่อไปว่าให้ไปจัดระบบน้ำ ให้ประชาชน ท่านประธานเชื่อไหม ถ้าขุดน้ำบาดาล ๑ บ่อให้ ๑ ครอบครัว เชื่อไหมครับ ถ้าพิสูจน์กัน งบขุดลอกวันนี้ตั้งไปโครงการละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท กับไปขุดบาดาลให้ครอบครัวละ ๑๐,๐๐๐ บาท เวลาเขาไปขุดแล้วท่านต้องการน้ำเท่าไร กรมทรัพยากรน้ำบาดาลไปวัดสิ ถ้าเขาได้มาตรฐานก็จ่ายให้เขา ๑๐,๐๐๐ บาท วิธีการนี้ทำได้อยู่แล้วในสถานการณ์นี้ รวมทั้ง ต่อท่อพีวีซี (PVC) อะไรต่าง ๆ ใช้ทั้งหมด ถ้า ๓ ล้านครอบครัวใช้ ๗๕,๐๐๐ ล้านบาทเอง ๗๕,๐๐๐ ล้านบาทสำหรับเกษตรกรที่จะมีความสุขมาก ๓ ล้านครอบครัว มีระบบน้ำทั้งหมด เจาะบาดาลใช้ระบบน้ำ ยิ่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พอแดดออกน้ำไหล พืชเขียวทั่วประเทศ นี่คือสิ่งที่ผมเสนอแล้วก็เป็นไปได้เพราะว่าระบบการจัดซื้อจัดจ้างมันพิเศษ พิเศษ และพิเศษมาก เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผมจึงเป็นข้อเสนอที่เป็นไปได้ แล้วจะเกิดประโยชน์ ต่อประชาชน ท่านประธานครับ ผมยืนยันว่า ๓ ล้านครอบครัว ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านใช้ ระบบน้ำแบบที่ผมเสนอในนี้ ระบบน้ำข้อ ๓.๕ ใช้ครอบครัวละ ๒๕,๐๐๐ บาท เทียบกับงบ ซึ่งราชการกำลังจะทำอยู่เวลานี้ ขุดลอกทั่วประเทศอาจจะเป็นแสนล้านบาท แต่ผมท้าพิสูจน์ สิ่งที่จะเกิดประโยชน์กับประชาชนเหนือกว่ากันมาก เหนือมาก ถ้าท่านขุดลอกคลอง เต็มแผ่นดิน ประชาชนจะได้อะไร ไปสำรวจแต่ละครอบครัวเขาจะได้อะไร นี่คือสิ่งที่ผมเสนอ ว่าเกิดผลประโยชน์จริงกับประชาชน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ เราพูดกันถึงว่าเรื่องปุ๋ย เปิดไปเรื่องปุ๋ยครับ เวลานี้ ผมเสนอให้ใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยพืชสด อันนี้เป็นสูตรของ ขออนุญาตอ้างมหาวิทยาลัยแม่โจ้ คือสูตรที่เอาฟางหมักกับปุ๋ยคอก ประมาณ ๑ ตันครับ ลงทุน ๒,๐๐๐ บาท ผมเสนอให้ ประชาชนครอบครัวละ ๑๐,๐๐๐ บาท ๓ ล้านครอบครัวก็ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้เขามีปุ๋ยใช้ครอบครัวละ ๕ ตันพอ เขามีฟาง เขามีปุ๋ย เวลาครบ ๖๐ วันแล้วจะเป็นแบบนี้ เป็นปุ๋ยคุณภาพเยี่ยมมากเพราะว่าทำจากฟางข้าว ทำจากปุ๋ยคอก และยิ่งใส่จุลินทรีย์เข้าไป ในระบบที่ทำอยู่ ปุ๋ยนี้จะมีคุณภาพสูงมาก ในตลาดเวลานี้ตันละ ๘,๐๐๐ บาท ลงทุน ๒,๐๐๐ บาท ให้เกษตรกรไปทำ เขาทำเสร็จจ่ายสตางค์เขาก็ยังได้ เขาลงทุนไปก่อนก็ได้ วิธีการได้ทั้งนั้นครับ สิ่งที่ผมเสนอนี้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต้นทุนต่ำ ครอบครัวละ ๑๐,๐๐๐ บาท ๓ ล้านครอบครัว ใช้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งหมดที่ข้อเสนอผมใช้ทั้งหมดประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในจำนวน ๙๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ ฉบับที่ ๑ สำหรับฉบับที่ ๒ ฉบับที่ ๓ ที่เป็นเงินประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นเรื่องที่ จะช่วยวิสาหกิจ ช่วยธนาคารให้มีความมั่นคง ไม่มีเวลาอภิปรายแล้วครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็น ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม หลังจากนั้นก็จะมาที่ท่านนิยม เวชกามา เชิญท่าน ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท วันนี้ผมขออภิปรายสนับสนุน ญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนด ๓ ฉบับ แต่อย่างไรก็ตามวันนี้ผมขออภิปรายเฉพาะในเงินกู้ ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นการ ให้ข้อคิดข้อเสนอแนะต่อกรรมาธิการในการติดตามและตรวจสอบการใช้เงินกู้ต่อไป🔗
ท่านประธานครับ ความจริงการที่รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการใช้เงินกู้ ผมถือว่าเป็นประโยชน์ ต่อรัฐบาลในการที่จะทำให้การใช้เงินกู้นั้นไปตอบโจทย์ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ได้อย่างแท้จริง ตามที่ผมจะเสนอแนะต่อจากนี้ไป เพราะว่าการใช้จ่ายเงินที่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด นั่นเป็นเป้าหมาย ที่ต้องการในการใช้เงินกู้ เพื่อทำให้เงินที่กู้มาใช้นั้นได้ถูกใช้อย่างแม่นยำตรงเป้าหมายในการ ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ในส่วนของการตรวจสอบ ติดตามเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นถือว่ามีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิด การสร้างงาน สร้างอาชีพ นี่คือโจทย์หลักที่การเสนอโครงการที่รัฐบาลได้ส่งไปให้หน่วยงาน ระดับต่าง ๆ ได้เสนอเข้ามา เป็นเรื่องที่แปลกว่าการเสนอโครงการนั้นเมื่อเราไม่ได้มีการ กำหนดวงเงินให้กับหน่วยงาน ให้กับจังหวัด จะทำให้เห็นว่าโครงการที่เข้ามานั้นมีมาก🔗
อีกประการหนึ่ง ผมกังวลว่าในระดับกลั่นกรอง คณะกรรมการกลั่นกรองก็ดี ซึ่งอยู่ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น ต้องกรองโครงการถึง ๓๐,๐๐๐ กว่าโครงการ เมื่อวานได้มีการแถลงว่า ๒๘,๔๒๕ โครงการ ซึ่งปัจจุบันก็ทะลุถึง ๓๐,๐๐๐ กว่าโครงการ ยอดเงินก็มากกว่า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าเงินที่ตั้งไว้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นการพิจารณาคัดเลือกโครงการจึงเป็นประเด็น ที่สำคัญ ผมเองก็กังวล แล้วก็คิดว่าคณะกรรมาธิการจะได้ช่วยกันไปติดตามเพื่อทำให้ การคัดโครงการเกิดผลเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนได้ อย่างแท้จริง ความจริงผมเคยเสนอไว้ในสภาว่าเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าจะให้ ความเป็นธรรมในการกระจายโครงการและงบประมาณ ในส่วนของท้องถิ่นเองผมเคยเสนอว่า ส่งเงินตรงไปยังท้องถิ่นสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ท้องถิ่นก็มีอยู่ ๗,๕๐๐ กว่าแห่ง ก็จะใช้เงินไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนจังหวัดเอง ถ้าจังหวัดละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ประมาณ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท บวกระหว่างท้องถิ่นกับจังหวัด เงินก็ไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือเงินอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ให้รัฐบาลและกระทรวง หน่วยงานที่อยู่ในส่วนกลางไปดำเนินการ ซึ่งยังมีแผนงานที่ ๑ แผนงานที่ ๓ แผนงานที่ ๔ อันนี้ก็จะทำให้เกิดความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นข้อห่วงใยที่จะฝากคณะกรรมาธิการผ่านไปยัง ท่านประธานสภา เพื่อให้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาก็คือว่าขั้นตอนต่อนี้ไป ในเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็คือการที่ให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งต้องคัดโครงการที่มากกว่า ๓๐,๐๐๐ กว่าโครงการนี้ จะทำอย่างไร ผมเองคิดว่า การกลั่นกรองมีความสำคัญต่อการตอบโจทย์ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น ข้อกังวลก็คือว่าที่ผ่านมาในเวลาอันจำกัดก็ดี ในการปล่อยให้ทำโครงการอย่างมากมายก็ดี เราจะพบว่าโครงการจึงมากอย่างที่เห็น เมื่อวานมีการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติมาชี้แจงในคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ผมเห็นว่าโครงการที่เราสอบถามเกี่ยวกับท้องถิ่นมีมากมาย ๒๐,๐๐๐ กว่าโครงการ นั่นคือ จำนวนโครงการของท้องถิ่น แล้วดูการกระจายนะ ผมจะชี้ให้เห็นว่าการกระจายตามภาค ในหน่วยท้องถิ่นก็ไม่เท่ากัน จำนวนโครงการภาคเหนือ ๘,๐๐๐ กว่าโครงการ ในหน่วย ท้องถิ่น เทศบาล และ อบต. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งกว้างใหญ่ไพศาลมากกว่าทุกภาค แค่ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ ภาคกลาง ๓,๐๐๐ กว่าโครงการ ภาคตะวันออก ๑,๐๐๐ กว่าโครงการ ภาคใต้ ๑,๐๐๐ กว่าโครงการ ชายแดนใต้ ๗๐๐ กว่าโครงการ การกระจายแบบนี้กระจาย อย่างไร ดูแล้วทั้งเงิน ทั้งจำนวนโครงการในการกระจายไปสู่ท้องถิ่นก็มีปัญหาว่า จะทำให้ครอบคลุมได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อสอบถามไป ทางสำนักงานสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเฉพาะผู้ที่มาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ บอกว่าโครงการ ที่มีมากถึง ๒๐,๐๐๐ กว่าโครงการของท้องถิ่น จะส่งกลับไปให้กับจังหวัดเพื่อที่จะให้ไป จัดลำดับความสำคัญกลับคืนมาอีก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราก็กังวล แต่ถ้าได้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญไปตรวจสอบ เราก็ได้ช่วยและจะเป็นประโยชน์ในการติดตาม และตรวจสอบให้เป็นธรรม เกิดความสมดุล และมีการกระจายอย่างทั่วถึง นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า เป็นประเด็นในการพิจารณาโครงการดังกล่าว ซึ่งสมาชิกหลายท่านในสภานี้ได้ห่วงใยต่อ กระบวนการจัดทำดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามผมไปดูเงื่อนเวลา คณะกรรมาธิการก็น่าจะ ช่วยได้ ในเดือนกรกฎาคมจะเป็นลอต (Lot) ที่ ๑ ที่ปล่อยโครงการให้กับจังหวัด ให้กับ หน่วยงาน ในเดือนสิงหาคมก็ปล่อยอีกลอต (Lot) หนึ่ง อันนี้ที่ผมคิดว่ากรรมาธิการจะได้ช่วย ติดตามเพื่อให้ไปตอบโจทย์อย่างที่ผมกล่าวแล้ว แต่ผมไปดูโครงการที่ถูกเปิดเผยออกมา ผมก็ กังวลเพราะมีคำที่ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาห้ามอยู่ ผมคิดว่ามีข้อห้ามที่สำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้พูดไว้ในการทำโครงการ เช่น จะต้องไม่ซ้ำซ้อน กับแผนงานหรือโครงการของส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กรท้องถิ่นที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่ นี่คือข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ต้องไม่ใช่เป็นการปรับปรุง ซ่อมแซม ก่อสร้าง หรือทำถนน ที่ไม่เชื่อมโยงกับกระบวนการผลิตในเชิงเศรษฐกิจ หรือการสร้างอาคารของส่วนราชการ ไม่ใช่เป็นกิจกรรมดูงาน จัดอบรมที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) แล้วก็ ต้องไม่เป็นการไปทัศนศึกษาหรือเดินทางไปต่างประเทศ ต้องไม่เป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์ ในภารกิจปกติ ยกเว้นครุภัณฑ์ที่ไปเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานภายใต้ โครงการโควิด-๑๙ (COVID-19) อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรทำ เช่น การสร้างงาน สร้างอาชีพ แล้วไปทำให้เกิดพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการชุมชน ความคิดสร้างสรรค์ แล้วก็พัฒนาภูมิปัญญา แล้วก็สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรรมและด้านเศรษฐกิจ นี่คือสิ่งที่เป็นกรอบ แต่อย่างไรก็ตามผมยังกังวลอยู่หลายประการ ประการที่ ๑ ก็คือว่าในการติดตาม ผมคิดว่า คณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นจะต้องไปช่วยให้สิ่งที่ผมได้นำเสนอได้พิจารณาว่า ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคัดโครงการ จริง ๆ มีที่มา ของการทำโครงการตั้งแต่พื้นที่มาสู่จังหวัด จังหวัดกลั่นกรอง แล้วก็ไปสู่กรม ไปสู่กระทรวง ส่งไปยังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ แต่วงจรในที่สุดต้องกลับมาให้กับคณะรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติโครงการ นั่นคือขั้นสุดท้ายในการนำเงินออกไปใช้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้น ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ในจุดที่ว่าช่วยติดตามดู ตรวจสอบในการคัดโครงการในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้ไปฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตรงเป้าหมายในการสร้างงาน สร้างอาชีพ ได้อย่างแท้จริง นี่คือประเด็นที่ ๑🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าการติดตามเพื่อจะก่อให้เกิดประโยชน์กับรัฐบาล ถ้าเราได้พบส่วนที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน แล้วก็ตรวจสอบการใช้เงินต่าง ๆ ตรงเป้าหมายและมีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ผมคิดว่าการพูดถึงธรรมาภิบาลเราต้องพูดถึง การมีส่วนร่วมของประชาชน กลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่จะต้องคอยตรวจสอบด้วยว่า การคัดโครงการที่ส่งตรงไปให้พื้นที่นั้นท่านได้รับรู้มากน้อยแค่ไหน เงินของท่านมีเท่าไร แล้วทำให้เกิดการพัฒนาสิ่งที่ท่านต้องการในการพัฒนาทักษะอาชีพ แล้วก็เกิดการจ้างงาน ได้อย่างแท้จริง ผมเข้าใจว่าวัตถุประสงค์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือการที่ทำให้ตรงกับ สิ่งที่พื้นที่เขาต้องการ แล้วก็พัฒนาได้ตรงกับสิ่งที่เป้าหมายของการฟื้นฟูนั้นได้กำหนดไว้ แล้วก็ก่อให้เกิดความโปร่งใสให้เกิดขึ้น ก็เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งภาคพี่น้องประชาชน ภาคส่วนราชการ ภาคท้องถิ่น และกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่จะต้อง เฝ้าระวังเงินของตนเองต่อไป ก็ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้นำเสนอ แล้วก็สิ่งเหล่านี้ ก็คิดว่าคณะกรรมาธิการควรจะได้รับไปพิจารณา ขอบคุณครับ🔗
ท่านนิยม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ การอภิปรายของผมวันนี้จะพูดในประเด็นที่ว่าอภิปรายเรื่องญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ในการเยียวยาแก้วิกฤติการระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) เพราะฉะนั้นผมต้องนำเสนอในประเด็นที่ฝากคณะกรรมาธิการไปดำเนินการตรวจสอบต่อไป🔗
ท่านประธานครับ เป็นเรื่องสุดดี วันนี้ผมสนับสนุน ไม่เหมือนเมื่อวาน เมื่อวานคนละประเด็น ประเด็นการเข้าร่วมผมไม่เห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการ เพราะผมไม่อยากให้มีเลย เพราะไม่อยากให้ประเทศไทยไปร่วมข้อตกลงในซีพีทีพีพี (CPTPP) นั่นคนละประเด็น อันนี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธานให้ทราบก่อน แต่ประเด็นนี้ ผมมีความประสงค์จะนำเสนอคณะกรรมาธิการว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้หลังจากเข้าไป ทำหน้าที่ตรวจสอบแล้วต้องทำอะไร คืออย่างนี้ท่านประธานครับ เริ่มแรกทีเดียวหลังจาก เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท กับ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทออกมา ท่านนายกรัฐมนตรีมาแถลงในสภา แห่งนี้ว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการ เพราะท่านบอกว่ามี ป.ป.ช. มี สตง. แล้ว วันนั้นผมตกใจเลย ทำไมถึงตกใจ เพราะว่าเงินจำนวนนี้กู้มาแล้วผมอยากจะให้ ไปถึงพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นบุคคลที่พี่น้องประชาชนเลือกมา หมายถึง ส.ส. ทั้งหลายน่าจะไปตรวจสอบ กำกับดูแล ไม่ใช่ว่าให้ สตง. ป.ป.ช. ที่ท่านอ้างถึง ผมบอกผมตกใจ เพราะว่าหน่วยงาน เหล่านั้นเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ในกำกับ ถึงแม้จะเรียกว่าองค์กรอิสระ แต่นายกรัฐมนตรี กำกับได้ รัฐบาลกำกับได้ เพราะฉะนั้นผมจึงตกใจ เพราะว่าถ้าให้หน่วยงานเหล่านั้นไปกำกับ เงินจำนวนนี้ผมกลัวไม่ถึงประชาชน เพราะเห็นอยู่แล้ว ป.ป.ช. ชี้มูลออกมาในหลายเรื่อง ท่านประธานก็เห็น ผมไม่อยากพูดแต่ว่าต้องพูดถึงนาฬิกาเป็นทรัพย์สินคงรูป ซึ่งไม่เคยมี ไม่ชี้แจง ป.ป.ช. แต่วันนี้มีเกิดขึ้นแล้ว ผมก็พูดแค่นั้นครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้องฝากถึง กรรมาธิการที่เข้าไปทำหน้าที่ว่าทำอะไรบ้าง สิ่งที่ผมต้องฝากวันนี้เน้นไปเลยคือผมอยากให้ ถึงโครงงานโครงการที่เป็นความประสงค์ของพี่น้องประชาชน แต่วันนี้ความหวังผมก็ ไม่มีเท่าไรหรอก แต่อย่างน้อยบุคคลที่จะเป็นกรรมาธิการวิสามัญคือตัวแทนประชาชน เพราะฉะนั้นเงินที่จะไปถึง ๑ ล้านล้านบาทซึ่งเป็นเงินกู้ พี่น้องประชาชนเขาเป็นหนี้ร่วม เอาประชาชนเป็นตัวประกัน เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเงินเหล่านี้ทำอย่างไรที่จะถึงประชาชน สิ่งที่ผมต้องฝากเป็นความหวังไปถึงท่านกรรมาธิการคือว่าช่องของโครงการต่าง ๆ มุ่งไปที่ ประชาชนเป็นหลัก ท่านประธานทราบดีแล้วว่าประชาชนคนไทย ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องได้ก็คือเรื่องอาชีพ โดยเงินอาจจะ ไปเรื่องขุดบ่อหรืออะไรก็แล้วแต่ แบบบ้านผมที่จังหวัดสกลนคร หลักใหญ่ที่พี่น้องประชาชน คือแล้งกับท่วม พอถึงหน้าแล้งก็แล้งเอาเป็นเอาตาย พอน้ำท่วมก็ท่วม ท่วมถึงในตัวเมือง สกลนครก็มีมาแล้ว เพราะฉะนั้นในจุดนี้เงินกู้มานี้ถ้าหากเป็นไปได้กรรมาธิการต้องดูแล ต้องไปดูแลในส่วนของเรื่องน้ำ เรื่องอาชีพของประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าเกษตรกรเลี้ยงหมู เลี้ยงสัตว์ แบบที่ท่านขจิตรพูด แต่ที่ผมต้องพูดถึงคือช่องทางของประชาชนผมอยากให้มี ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ที่ผมเป็นห่วงต้องกราบเรียน ท่านประธานสภาวันนี้ว่าประชาชนมีส่วนร่วมน้อยที่สุดในโครงการต่าง ๆ ทำไมผมถึงว่า ประชาชนมีส่วนร่วมน้อย เพราะในการนำโครงการมาเสนอรัฐวันนี้ซึ่งหลายคนก็พูดแล้วว่า ทางส่วนกลางสั่งให้จังหวัดทำ ในงบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทคุณต้องรีบทำมา ประชาชน เขาอยากได้หรือไม่อยากได้ ไม่รู้ แต่ภาคราชการระบุลงมาเพราะรีบเร่ง ประชาชนไม่ได้ มีโอกาส ถ้าถามว่าไม่มีโอกาสอย่างไรก็มีคณะกรรมการร่วมมีประชาชนบ้างที่เข้ามาอยู่ แต่ความเป็นจริง บุคคลที่มานั่งประชุมด้วย ผมได้สอบถามหลายคนแล้วบอกมานั่งฟัง ไม่ได้เสนออะไรเลย เพราะรัฐราชการไม่ให้เขาเสนอความเห็นอะไร รัฐราชการจัดการหมด หลายโครงการอัดเข้าไป ๆ เพื่อให้จบ เพื่อให้ได้เงิน ผมจึงเป็นห่วงว่าเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะถึงประชาชนกี่มากน้อย ผมกลัวจะเหมือนแท่งไอศกรีม จัดการ โน่นนี่นั่นหมด แล้วประชาชนได้อะไร ผมจึงเป็นห่วง ต้องฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ว่าโครงการไหนพี่น้องประชาชนได้ โดยเฉพาะเรื่องหนึ่งซึ่งผมต้องพูดให้ท่านประธานฟัง กราบเรียนว่าโครงการน้ำใต้ดินก็เป็นหนึ่งโครงการซึ่งจะช่วยคงความอุดมสมบูรณ์ของ แผ่นดิน นอกจากโครงการขุดลอกที่ท่านใส่มาเยอะแยะอะไรนั่นต่างหาก แต่เรื่องปาก เรื่องท้องเป็นเรื่องใหญ่ ผมฝากท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการว่าสิ่งที่เราต้องคิดคือช่องทางประชาชนว่า เขาอยากได้อะไร เพราะวันนี้ผู้แทนราษฎรไม่มีสิทธิเสนอโครงการอยู่แล้ว ผิดกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ ชัดเจน เพราะฉะนั้นในส่วนประชาชนต้องได้ในส่วนนั้นมาชดเชย ให้เขามีส่วนคิดส่วนร่วม🔗
สิ่งที่ผมต้องฝากอันสุดท้ายไม่ฝากไม่ได้คือเรื่องพระ เพราะท่านรัฐมนตรีเทวัญ มาชี้แจงวันนั้นผมยังไม่ชัดเจนว่า งบในส่วน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทพระจะได้ขนาดไหน เพราะพระเป็นคนเหมือนคนไทยทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นองค์ละ ๖๐ บาท ไม่รู้เงินส่วนไหน แต่ว่าลงไปที่วัด ผมอยากให้เน้นไปที่การพัฒนาจิตใจด้วย ถ้า ๑๐๐ บาท ให้พระตีเป็น รายบุคคลมา ๒๓๐,๐๐๐ รูป จะเป็นเงินแค่ ๖๙๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ไม่ได้มากสำหรับ การพัฒนาจิตใจคน ถ้าใส่ไปในวัดให้เป็นเงินพัฒนาจิตใจ ไม่ต้องเป็นเงินซื้อข้าวซื้อน้ำหรอก พระอยู่ได้ ผมจึงฝากว่าเงินส่วนนี้ผมอยากให้ออกไปด้านจิตใจ คือเรื่องจิตใจเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าคนจิตใจดีมีความสุข อย่างอื่นหายไป ความทุกข์ความยากอยู่ที่จิตใจ เพราะฉะนั้นผมฝาก ท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าท่านไปดูด้วยว่าเงินส่วนนี้ถึงพระไหม ไม่ต้องมี ระเบียบขั้นตอนมาก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเขาทำได้ ให้เขาเสนอโครงการต่าง ๆ เข้ามาเพื่อที่จัดสรรเงินไปบำรุงชาวพุทธ ผมให้บำรุงชาวพุทธไม่ใช่พระ คือส่วนนี้ไปที่จิตใจ ของชาวพุทธ อาจจะจัดกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ซึ่งต้องใช้เงินบ้าง ผมจึงตีออกมารายหัว หัวละ ๑๐๐ บาทต่อรูปต่อองค์ เดือนเดียวจะใช้เงิน ๖๙๐ ล้านบาท แจกพระไปทุกวัด ไม่ได้เป็นเงินเดือนอะไรนะครับ ไม่ใช่นิตยภัตนะ เป็นเงินเพื่อไปพัฒนาจิตใจ เพื่อวัดจะได้ ดำเนินการในส่วนนั้น ผมก็ไม่ได้ให้ไปก่อสร้างอะไรหรอก ผมถึงบอกไปเกี่ยวข้องกับช่องทาง เพราะบ้านผมเกี่ยวข้องกับวัดมาตลอด แล้วก็ฝากหลายเรื่องที่จะไล่วัดออกจากป่าเป็นเรื่องที่ยาก ความผูกพันพระดูแลป่าอยู่แล้ว อันนี้ฝากท่านประธานให้คณะกรรมาธิการได้ดูแลด้วย ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปสมาชิกอีก ๓ ท่านที่จะอภิปราย มีท่านรังสิมา รอดรัศมี ท่านรังสิมันต์ โรม แล้วท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เชิญท่านรังสิมาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ลงชื่อให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวง การคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ คือคราวที่แล้วดิฉันก็ได้อภิปรายไป ครั้งหนึ่งแล้ว แต่ดิฉันก็ได้รับการร้องเรียนได้มีเอกสารอยู่ในมือของดิฉัน ดิฉันจะฝากให้ ท่านประธานไป แล้วก็ไปมอบให้กับทางคณะกรรมาธิการที่จะตั้งมาตรวจสอบว่ามันแย่ มากเลย ดิฉันเห็นแล้วดิฉันรับไม่ได้ ดิฉันถึงได้อภิปรายคราวที่แล้วอย่างไรว่าให้ระวัง ตัวเขมือบนี่มันจ้องจะเขมือบงบประมาณของแผ่นดินมีมาก ขนาดยังไม่มีงบตัวนี้ งบต่าง ๆ ตาม อบจ. อบต. ต่าง ๆ ท่านก็เห็นในข่าวแล้วใช่ไหมคะ การซื้อของแพง มาหากินกับคนที่ กำลังทุกข์ยากนี่ดิฉันไม่เห็นด้วย ดิฉันก็แช่งตลอด ที่ดิฉันบอกกับท่านประธานว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำงานช้า ขนาดท่านประธานชวนยังบอกว่า หนูอย่าไปใช้ท่านมากเลย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำงาน ไม่ทันเพราะโกงกันทั้งนั้น ก็นี่อย่างไรคะ พอดิฉันได้รับวันนี้ดิฉันก็เลยมาขอคิวอภิปราย ดิฉันอยากจะฝากท่านประธาน ว่าโครงการที่ตั้งมาก็ส่อถึงการทุจริตคอร์รัปชันตั้งแต่ยังไม่อนุมัติ โครงการอะไร ๕๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งปึกนี้ ๕๐๐,๐๐๐ บาททั้งนั้นเลย ดิฉันได้รับมาหลายปึกมากเลย ดิฉันก็บอกว่าเอามาเลยดิฉันจะเอามาให้ประธาน แล้วไปให้คณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาว่า โครงการแบบนี้ควรให้ไหม ควรจะพิจารณาไหม โครงการละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาทเท่ากันหมดเลยเป็นหลายร้อยโครงการในตำบล ในเทศบาลต่าง ๆ ดิฉันอยากจะเสนอว่าโครงการที่จะอนุมัติในเงินกู้นี้เพื่อให้เห็นเป็นผลงานของรัฐบาล ประชาชนได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างเช่นโครงการน้ำ ดิฉันพูดอยู่ตลอดเวลา เรื่องน้ำกินน้ำใช้ประชาชนเดือดร้อนมากตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง ถึงแม้ฝนจะตกก็จริง แต่ก็ไม่ทั่วทุกที่ อย่างจังหวัดสมุทรสงครามใกล้กรุงเทพฯ ก็จริงแต่น้ำประปาไม่มีใช้ บางที เดือนหนึ่งไหล ๕ วัน ๓ วัน เพราะน้ำไม่พอ เพราะอยู่ติดทะเล เพราะฉะนั้นโครงการใหญ่ ๆ อย่างนี้ อย่างจังหวัดสมุทรสงครามเสนอมา โครงการวางท่อน้ำดิบและก่อสร้างโรงกรองน้ำ ขนาด ๒๕๐ ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง สถานีจ่ายน้ำตำบลแพรกหนามแดง ๖๖ ล้านบาท อย่างนี้ท่านให้ไปเลยค่ะ เพราะคนทั้งจังหวัดได้ใช้ แต่ถ้าท่านไปกระจาย ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตัวเขมือบก็เขมือบหมด เพราะว่าใช้วิธีการพิเศษ ท่านประธานจะทราบดีเลยว่าถ้าเสนอโครงการอย่างนี้จะส่อถึงการทุจริตคอร์รัปชันมาตั้งแต่ ยังไม่อนุมัติอยู่แล้ว แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร ๕๐๐,๐๐๐ บาทเท่ากันหมดทั้งปึกนี้ทั้งปึกเลย ดิฉันจึงอยากจะกราบเรียนว่าต้องมีกฎกติกา ฟันธงไปเลยว่าโครงการต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาทไม่อนุมัติ เพราะ อบต. อบจ. หรือว่าเทศบาลเขาสามารถทำเองได้อยู่แล้ว แต่เงินกู้นี้ต้อง เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องให้เกิดประโยชน์กับคนส่วนรวม ไม่ใช่คนหนึ่งคนใดได้ประโยชน์ ตรงนั้น อีกอย่างหนึ่งคือดิฉันมองว่าเงินกู้ทุกครั้งก็ห้ามผู้แทนราษฎรไปเกี่ยวข้องเพราะ ผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ แต่ว่าดิฉันเป็น ส.ส. ก็จริง ดิฉันไม่เคยไปแทรกแซง แต่ดิฉัน อยากจะให้ทางสภาได้ฟังปัญหาต่าง ๆ ที่ประชาชนเดือดร้อนผ่านผู้แทนราษฎรมาในสภา โครงการอะไรที่ผู้แทนมาอภิปรายควรจะอนุมัติให้เขา ไม่ต้องให้ผู้แทนไปจัดหรอกค่ะ ให้อนุมัติตามที่ผู้แทนมาเสนอในสภานี้เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ตรงนี้ดิฉัน เห็นด้วย แต่ถ้าให้จัดแล้วเป็นอย่างนี้ ไม่ให้อนุมัติให้นะคะ ดิฉันเสียดายที่ไม่ได้ไปเป็น กรรมาธิการ เพราะดิฉันเป็นประธานคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม เขาไม่ให้ ไปเป็นอยู่แล้ว ก็เลยต้องฝากท่านประธาน🔗
อีกเรื่องหนึ่งคือการล็อบบี (Lobby) ตอนนี้ก็มีกลุ่มเกษตรกรมาร้อง เงินยัง ไม่ทันไปเลยมีบริษัทต่าง ๆ ลงไปล็อบบี (Lobby) แล้วว่าเกษตรกรรวมกลุ่มกันได้ เงินสนับสนุน ๓ ล้านบาท ให้เลือกเครื่องยนต์ได้แค่ ๔ ชนิดแค่นั้น แล้วต้องเลือกของยี่ห้อนี้ เท่านั้น คนก็โทรศัพท์มาถามดิฉัน ดิฉันก็เลยไปเรียนท่านรัฐมนตรีว่ามีกลิ่นไม่ดีแล้ว ท่านรัฐมนตรีท่านไม่ได้สั่งการแล้วก็ท่านก็ไม่ทราบ ดิฉันก็เลยอยากจะกราบเรียนว่าคนที่ ดำเนินการคือผู้นำกลุ่มนั้น ๆ ผู้นำเกษตรกร ผู้นำชุมชน ที่ไปเสนอโครงการนี้ตามกลุ่มต่าง ๆ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ต้องฝากท่านอธิบดี ท่านปลัดกระทรวง ท่านรัฐมนตรีทุกท่าน ให้ตรวจดู โครงการต่าง ๆ ที่ลงไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ว่ามีบริษัท มีผู้นำชุมชน หรือผู้มีอิทธิพลอะไร ไปบังคับให้ประชาชนจะต้องเอาโครงการนี้ โครงการนี้ อุปกรณ์นี้ ตามที่ตัวเองต้องการให้ ประชาชนได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าถ้าจังหวัดไหนได้ข้าราชการดี ผู้ว่าราชการจังหวัดดี ยกตัวอย่างที่จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันขอชื่นชมผู้ว่าราชการจังหวัด ของดิฉัน ดิฉันชื่นชมมากว่าเป็นคนดีมาก คือประชาชนเดือดร้อนอะไรท่านดำเนินการทันที เดือดร้อนอะไรขอให้เสนอโครงการให้ท่าน ก็บริการให้อย่างดี ประชาชนเป็นคนได้ แต่บางจังหวัดดิฉันเห็นเสนอมาแล้วดิฉันรับไม่ได้จริง ๆ เลย ดิฉันไม่เอ่ยหรอกว่าจังหวัดไหน ถ้าดิฉันส่งให้ท่านประธานจะรู้ทันทีเลยว่าจังหวัดไหน แล้วไม่ได้มีแค่นี้นะคะ เวลาน้อย ดิฉัน ยังหาไม่ทัน แต่ถ้าได้เพิ่มดิฉันจะไปฝากท่าน แต่ว่าดิฉันไม่อยากให้มีตัวเขมือบโครงการต่าง ๆ ที่มาหากินกับโครงการของแผ่นดิน หรือว่ามาคิดที่จะเอาวิกฤติของประชาชนขณะนี้ ให้มาเป็นโอกาสของตัวเอง เพราะฉะนั้นจึงอยากจะกราบเรียนว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำไมช้ามาก ช่วยทำงานให้เร็ว ให้พวกนี้เห็นผลหน่อย ให้มีอันเป็นไป ไปทางไหนก็ขอให้มีอันเป็นไป คนอื่นจะได้ไม่ทำตาม🔗
เพราะฉะนั้นก็สรุปว่าถ้าโครงการไหนที่มีความผิดปกติ แล้วก็โครงการไหน ที่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ไม่เห็นควรให้อนุมัติ เพราะว่าจะใช้การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ไม่ต้องมีการเปิดแข่งขัน เพราะให้ผู้นำสามารถจี้คนได้เลย เพราะฉะนั้นผลประโยชน์ ก็สามารถที่จะฮั้วกัน แบ่งกันได้ ประชาชนก็ไม่ได้ตรงนี้ โครงการที่ควรจะสนับสนุน คือโครงการใหญ่ ๆ ที่จังหวัดไม่สามารถดำเนินการเองได้ อบต. ไม่มีปัญญาที่จะเอา งบประมาณที่ตัวเองได้มาดำเนินการทำให้เป็นชิ้นเป็นอัน แล้วก็ประชาชนตรงไหน ที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นน้ำประปา เป็นไฟฟ้า ในกรุงเทพมหานครดิฉันลงไป พื้นที่มาที่ดิฉันอภิปรายยังไม่มีไฟฟ้าเลย ทำไมคุณไม่ขยายเขตไฟฟ้าให้ประชาชนได้มีไฟฟ้าใช้ ทั่วทุกครัวเรือน มีน้ำกินน้ำใช้ทั่วทุกครัวเรือน ขยายไปเลยสิคะ เพราะอันนี้เป็นสิ่งจำเป็น แต่อย่างอื่นอย่างที่ว่าขุดลอกคูคลอง ทำถนน เสริมผิวถนน มาครูด ๆ ขูด ๆ ลาด ๆ ๑๐ เซนติเมตร เหลือ ๗ เซนติเมตร ๕ เซนติเมตร อย่างนี้ท่านอนุมัติหรือคะ เพราะฉะนั้น ดิฉันอยากจะฝากว่าขอให้เงินไปถึงพี่น้องประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วก็ เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่านรังสิมันต์ โรม ครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก็ขออภิปราย ญัตตินี้เพื่อสนับสนุนให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณ และมาตรการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หลายท่านที่อภิปรายในญัตตินี้ เราจะพบว่าการอภิปรายของสมาชิก ท่านผู้ทรงเกียรติหลายท่านมุ่งไปที่การอภิปรายในเรื่องของงบประมาณ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ถูกต้องครับ เป็นเรื่องที่สามารถทำได้และต้องทำ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเกี่ยวพันกับ จำนวนเงินที่มากมายมหาศาล แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะย้ำว่าในการอภิปราย ในการทำ ในเรื่องของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ มีอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ไม่น้อยไปกว่างบประมาณ นั่นก็คือในเรื่องของมาตรการที่มีการใช้และกระทบต่อประชาชน ตลอดในช่วงของการเข้าใช้อำนาจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งในเรื่องของมาตรการนี้เอง ก็สอดคล้องต้องกันกับการเสนอของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลที่มุ่งหวัง ที่จะเห็นว่าคณะกรรมาธิการนี้จะศึกษาที่มากไปกว่าแค่งบประมาณ แต่รวมถึงมาตรการ ต่าง ๆ ที่รัฐได้มีการใช้ด้วย ดังนั้นนอกจากเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ แล้วประเด็นในเรื่องของการ จำกัดสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาและยังคงมีอยู่ ก็เป็นเรื่องที่สมควรแก่เหตุ ที่คณะกรรมาธิการนี้จะต้องมาศึกษาด้วยว่า สุดท้ายมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาเกินเลย เหมาะสม หรือเกินกว่าเหตุกันแน่ ท่านประธานครับ ตั้งแต่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พระราชกำหนดการบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ การประกาศนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๓ จนถึงวันนี้มีการประกาศใช้มาแล้ว ๗๘ วัน ต่ออายุมาแล้ว ๒ ครั้ง และล่าสุดก็มีการ เริ่มโยนหินถามทาง ถามออกไปว่าควรหรือไม่ที่จะมีการต่ออายุ คอนเซ็ปต์ (Concept) ง่าย ๆ ของการโยนหินถามทางก็คือการ์ด (Guard) อย่าตก พระราชกำหนดฉุกเฉิน ผมขอ เรียกเป็นชื่อเล่นเรียกว่าพระราชกำหนดฉุกเฉิน เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจต่อรัฐบาลเพื่อเพิ่ม อำนาจให้กับตัวเอง โดยสามารถทำได้ด้วยตัวเอง การประกาศใช้และการต่ออายุแต่ละครั้ง ไม่ต้องขอความเห็นจากผู้ใด ไม่ต้องมาอ้อนวอนขอจากสภาผู้แทนราษฎรว่าจะประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินได้หรือไม่ เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่ปรากฏว่าอำนาจลักษณะนี้ เป็นอำนาจที่ทำให้เกิดการจำกัดสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง ดังปรากฏว่ามีการประกาศให้มี การเคอร์ฟิว (Curfew) มีการห้ามชุมนุม และสามารถที่จะห้ามนำเสนอข่าวบางอย่างได้ จริงอยู่ว่าเมื่อเราเข้ามาดูในเนื้อหาของการประกาศต่าง ๆ ที่มุ่งแก้ไขในสถานการณ์โควิด (COVID) เมื่อเราไปดูแล้วเราจะพบว่าการแก้ไขต่าง ๆ มีการอ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ก็มีการ อ้างพระราชบัญญัติอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งเอาจริง ๆ สิ่งที่ทำให้เกิดการแก้ไขหรือควบคุมโรค เอาเข้าจริงแล้วเป็นกฎหมายอย่างอื่น ตัวพระราชกำหนดไม่ได้ถูกใช้มากมายขนาดนั้น คือที่ผมบอกว่าไม่ถูกใช้มากมายขนาดนั้นไม่ใช่ว่าไม่ถูกใช้ในการประกาศต่าง ๆ มีการ ประกาศอ้างอิงไปยังพระราชกำหนดฉุกเฉินตลอดครับ แต่โดยเนื้อหาของพระราชกำหนด จริง ๆ แล้วไม่ได้เข้าไปแก้ไขหรือมุ่งแก้ไขในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ แต่ใช้ พ.ร.บ. อื่น แต่ที่ท่านใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินก็เพื่อที่ท่านจะทำให้เกิดความมั่นใจต่อผู้ใช้ว่าท่านไม่ต้อง รับผิดชอบ เนื่องจากว่าในสาระของพระราชกำหนดฉุกเฉินตัดอำนาจของศาลปกครองที่จะ เข้าไปดูว่าการประกาศต่าง ๆ ที่อาศัยพระราชกำหนดถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เกินกว่าเหตุ หรือไม่ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เจ้าหน้าที่รัฐสามารถอาศัย พระราชกำหนดกระทำการอย่างกว้างขวางโดยไม่ต้องกังวลว่าตัวเองจะถูกฟ้องเป็นคดี ต่อศาลแต่อย่างใด พระราชกำหนดฉุกเฉินจึงกลายเป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาเพื่อให้ เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเอาผิดย้อนหลัง ผลที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐจะสามารถออกประกาศและคำสั่งต่าง ๆ ในลักษณะที่เน้นเข้มข้นไว้ก่อน โดยไม่คำนึงให้ละเอียดถี่ถ้วนอย่างรอบคอบและสมเหตุสมผลว่า สุดท้ายได้สัดส่วนกับ ความรุนแรงของสถานการณ์หรือไม่ คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่ ดังปรากฏว่า มีหลายจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยโควิด (COVID) จำนวนถ้านับเป็นวันนานมากก็ยังมีการ ประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จนประชาชนเขาสงสัยกันว่าตกลงแล้วที่ประกาศพระราชกำหนด ฉุกเฉินเป็นการป้องกันไม่ให้ประชาชนติดโรค หรือเป็นการป้องกันรัฐบาลไม่ให้ประชาชนมา ชุมนุมประท้วงกันแน่ ซึ่งในลักษณะนี้เองที่ทำให้เกิดความเหิมเกริมในหมู่เจ้าหน้าที่ มีการใช้ อำนาจในทางปราบปรามและดำเนินคดี แทนที่ท่านจะประสานความร่วมมือหรือช่วยอำนวย ความสะดวกให้แก่ประชาชน กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการอ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เกือบทุกเรื่อง แจกของช่วยชาวบ้านก็ว่าผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ติดป้ายประท้วงรัฐบาลก็ว่าผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน คัดค้านโครงการของรัฐก็ว่าผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ดื่มเหล้ากันในบ้านก็ว่าผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อ้างจนอดสงสัยไม่ได้ว่าสุดท้ายนี่คือการตีเนียนเอา พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาเป็นเครื่องมือเพื่อข่มเหงประชาชนหรือไม่ โดยที่ท่านไม่จำเป็นต้องรับผิดแต่อย่างใด เคราะห์กรรมจึงตกอยู่กับประชาชนที่ต้องอยู่ภายใต้สภาวะที่จำกัดจำเขี่ยของสถานการณ์ ฉุกเฉินที่ทุกวันนี้ไม่รู้ว่าฉุกเฉินอย่างไร ตัวเลขต่าง ๆ ที่ออกมาเป็นสิ่งที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ความเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินหมดสิ้นไปแล้ว ท่านไม่มีความชอบธรรมที่จะประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินอีกต่อไป การคงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ จึงขาดความเหมาะสม ท่านประธานที่เคารพ หลักที่ควรจะเป็น ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ นี่คือหลักทั่วไป การที่รัฐจะจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐต้องใช้สิ่งนี้ คือคิดให้หนักแน่น คิดให้ดีว่าการใช้อำนาจแต่ละครั้งกระทบต่อประชาชน มากน้อยเพียงใด แต่ปรากฏว่าวันนี้ตามคำขวัญ รัฐใช้ความคิดน้อย สุดท้ายกลายเป็นว่า เมื่อรัฐคิดน้อยประชาชนจึงต้องใช้ความคิดมาก ๆ ว่าจะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่รัฐ ใช้ความคิดน้อยนี่อย่างไร รัฐบอกมาตลอดว่าการ์ด (Guard) อย่าตก การ์ด (Guard) อย่าตก แต่สภาพความเป็นจริงในวันนี้คือประชาชนถูกมัดมือชกด้วยมาตรการของรัฐ ถูกใช้เป็นโล่ มนุษย์รับคมหอกคมดาบของพิษเศรษฐกิจ เพื่อให้รัฐบาลได้ประกาศชัยชนะอยู่ด้านหลัง ท่ามกลางการล่มสลายของคนยากคนจน สุดท้ายวันนี้ประชาชนไม่รู้แล้วว่ากำลังชกกับอะไรอยู่ กันแน่ ผลกระทบจากการใช้อำนาจภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินมีให้เห็นกันทั่วประเทศ ผมขอยกตัวอย่าง ที่จังหวัดภูเก็ต หนึ่งในจังหวัดที่มีมาตรการเข้มข้นที่สุด เคยมีคำสั่งให้ปิด รอยต่อของเขตการปกครองถึงระดับตำบลเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน ปรากฏว่ามีคนตกงาน เพราะเดินทางข้ามตำบลไปทำงานไม่ได้ หรือนายจ้างก็ต้องแก้ปัญหาคือไปเสียเงินเช่าห้องพัก ให้พนักงานอาศัยในตำบลเดียวกับที่ทำงาน ชาวบ้านไม่สามารถที่จะเดินทางไปติดต่อราชการ หรือทำธุรกรรมต่างตำบลได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชาชนชาวมุสลิมประสบกับความยากลำบากในการประกอบศาสนกิจช่วงถือศีลอด เพราะเคอร์ฟิว (Curfew) ทำให้เหลือเวลาหาอาหารรับประทานหลังพระอาทิตย์ตก และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นได้อย่างจำกัด ห้างร้านปิดทำการอย่างรวดเร็ว ในบางอำเภอมีการปิด ช่องทางเข้าออก ถึงขนาดเอาแท่งปูน ท่อระบายน้ำ มากั้นไว้จนเกิดเป็นความขัดแย้ง ในหมู่ประชาชนภายในอำเภอ ชาวบ้านบางคนเขาก็มาแอบกระซิบกับผมว่าสงสัยโควิด (COVID) ติดกันช่วงกลางคืน กลางวันไม่ติดเราเลยต้องมีเคอร์ฟิว (Curfew) หรือกระทั่ง ที่จังหวัดปทุมธานี อย่างอำเภอคลองหลวง ร้านเหล้าปิดสนิทไม่มีรายได้มากกว่า ๓ เดือน ร้านอาหารต้องทำการปิดล่วงหน้าก่อนเคอร์ฟิว (Curfew) ๒ ชั่วโมง ทำให้ขาดรายได้ คนทำงานกลางคืนเช่นคนรับจ้างขนของตามตลาดไม่สามารถทำงานได้ ช่วงที่ผ่านมาผมได้มี โอกาสไปลงพื้นที่ในจังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินผมก็ลงพื้นที่ มาโดยตลอด ผมได้มีโอกาสไปทำโครงการโรงทานน้ำใจเป็นธนาคารอาหาร ทำมาตั้งแต่ช่วงต้น เดือนพฤษภาคมจนถึงสิ้นเดือน ภาพที่ผมเห็นคืออะไร ผมเห็นพี่น้องประชาชนมาต่อคิว ต่อแถว เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจนี้เกิดขึ้นอย่างสาหัสสากรรจ์ ต่อพี่น้องประชาชน ประชาชนที่เกือบจะตายด้วยไวรัสโควิด (COVID) มีไม่มาก แต่ประชาชน ที่เกือบจะตายด้วยความอดอยากกลับกลายเป็นสิ่งที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป นี่คือเรื่องจริง ที่เกิดขึ้น นี่จึงเป็นแค่เพียงตัวอย่างของบางจังหวัดเท่านั้นที่แสดงให้เห็นถึงความเดือดร้อน ความเสียหายที่ประชาชนต้องพบเจอ ประชาชนไม่สามารถที่จะฟ้องกลับต่อรัฐต่อคนที่ออกมาตรการต่าง ๆ ที่อาจจะไม่จำเป็น ต่อการแก้ไขสถานการณ์ได้เลย ประชาชนได้แต่ตั้งคำถามว่าภาครัฐเคยได้ศึกษาบ้างหรือไม่ว่า มาตรการที่ออกมานั้นส่งผลข้างเคียงต่อประชาชนมากขนาดไหน บาดลึกขนาดไหน ความจริงแล้วประชาชนพร้อมที่จะสนับสนุนให้รัฐบาลใช้มาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อป้องกันโควิด (COVID) ไม่มีประชาชนคนใดที่อยากจะมีความเสี่ยงไปติดไวรัส ซึ่งไม่รู้ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพเขามากน้อยขนาดไหน แต่พอมาตรการของรัฐออกมาแบบนี้ เข้มข้นขนาดนี้ เจ็บปวดขนาดนี้ ประชาชนเขาเลยตัดพ้อต่อว่าว่าโควิด (COVID) ไม่กลัวแล้ว กลัวอดตาย นี่คือความจริง ประชาชนอาจจะฟ้องรัฐไม่ได้เพราะท่านอาศัย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่คำถามของประชาชนที่ควรจะได้รับคำตอบและผู้ที่จะให้คำตอบที่ประชาชนสงสัยได้ก็คือ คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นตามญัตตินี้ ที่จะต้องไปสำรวจผลกระทบทั้งหมดจาก การใช้มาตรการของรัฐในสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ผ่านมาว่ามีมูลค่าความเสียหายเท่าไร มีผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างไม่เป็นธรรมมากแค่ไหน รุนแรงเพียงใด แล้วจัดทำเป็นรายงาน เสนอต่อรัฐสภา อย่างน้อยก็ให้ได้เป็นที่รับรู้แก่สังคมในวันนี้และวันหน้า ให้คนไทยทุกคน ได้ตัดสินกันเองว่ามาตรการที่ออกมานั้นคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนจริงหรือไม่ ผมขอย้ำอีกครั้งว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นตามญัตตินี้จะต้องไม่จำกัดบทบาท หน้าที่ของตัวเอง เหลือเพียงแค่ตรวจสอบเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณเท่านั้น แต่จะต้อง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะการใช้อำนาจรัฐภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วย เพื่อให้เกิดการศึกษาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่มิติเศรษฐกิจเท่านั้น ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านวิโรจน์ และหลังจากนั้นท่านประกอบนะครับ เชิญท่านวิโรจน์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ โครงการเงินกู้ที่สังคมกำลังสนใจมาก ๆ ก็คือตัวโครงการภายใต้กรอบ นโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งผมขอเรียกว่าโครงการฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็แล้วกัน โครงการนี้เอาเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท มาใช้ถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และประเด็นที่ประชาชนตอนนี้กำลังจับจ้องกันตาเขม็ง เพราะว่า เงื่อนเวลาในการเสนอโครงการที่อยู่ในเดือนมิถุนายน กับการจะเอาเข้า ครม. ในช่วง ต้นเดือนกรกฎาคม เป็นเงื่อนเวลาที่พอเหมาะพอดีกับการขีดเส้นให้มีการเลือกตั้ง คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เขาขีดเส้นว่าต้องเสร็จก่อน ๒๑ มิถุนายนด้วยนะครับ แป๊บ ๆ ก็มีกระแสคนดีอยู่ไม่ได้ อีกวันหนึ่งมีการอาราธนาให้คนดี ไปทำงานด้านอื่น ตอนนี้คือชุลมุนแล้วครับท่านประธาน แลกหมัดกันนัวเนีย จนวันนี้ผมรู้ แล้วว่าที่ ศบค. บอกว่าการ์ด (Guard) อย่าตก การ์ด (Guard) อย่าตก นี่ไม่ได้เตือน ประชาชนนะครับ กลับมาที่โครงการ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือเหตุผลที่ประชาชนเขาสนใจ ผมได้ไปดูรายชื่อในโครงการเบื้องต้นที่เว็บไซต์ (Website) ของสำนักงานสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ตอนนี้มีอยู่ ๓๐,๐๐๐ กว่าโครงการ สิ่งที่ผมตกใจ ผมอุทานทันทีครับ ถ้าเปรียบเป็นภาพยนตร์นี่คือหนังภาค ๒ ที่ต่อจากหนังภาคแรก ที่ชื่อว่า ไทยนิยม ยั่งยืน หนังภาคแรกสร้างไปเมื่อปี ๒๕๖๑ เจ๊งไปทั้งสิ้น ๙.๕ หมื่นล้านบาท มีโครงการหลายโครงการวันนี้เหลือเพียงอนุสาวรีย์ ผมยกตัวอย่างโครงการสร้างฝายชะลอน้ำ ชะลอได้ดีมากครับชะลอจนน้ำไม่มาเลย แล้วมีโครงการบอกว่าไปขุดบ่อน้ำ แล้วก็ไปบอกประชาชนให้สร้างตามสเปก (Spec) บอกประชาชนว่าบ่อมีน้ำ สร้างเสร็จบ่อมีน้ำจริง ๆ บ่มีสักหยดเลย ตอนนี้เหือดแห้ง และที่เจ็บที่สุดคือเจ้าไทยนิยม ยั่งยืน มีโครงการย่อยชื่อว่า โครงการเศรษฐกิจฐานราก ท่านประธานจำคำว่าฐานรากให้ดี ๆ นะครับ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แจกหมู่บ้านละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท มี ๙๐,๐๐๐ กว่าโครงการ มีหลายโครงการวันนี้เหลือเพียงเศษซาก อย่างโครงการไฟฟ้าส่องทางพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาเซลล์ (Solar cell) เวลากลางวันที่มี แสงอาทิตย์โคมไฟนี่ติดสว่าง แต่พอยามค่ำคืนแสงอาทิตย์ไม่มีแล้ว หลอดไฟนี่มืดตึ๊ดตื๋อเลย เลน (Lane) จักรยานที่สร้างขึ้นมาในโครงการนี้ก็ปลอดภัยมาก คือนอนกลางถนน อยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่ได้รับอันตราย เพราะว่าไม่มีจักรยานขี่ผ่านเลยสักคัน หลายโครงการวันนี้ ที่บอกว่าฐานราก แม้แต่รากก็ไม่เหลือ เหลือเพียงแค่ซากเท่านั้น แล้วภาค ๑ ที่ชื่อว่า ไทยนิยม ยั่งยืน เจ๊งไม่เป็นท่า ยังจะมีหน้ามาขอทุนสร้างภาค ๒ อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมยืนยันถ้าไทยนิยม ยั่งยืน ยั่งยืนจริง ทุกวันนี้จะต้องไม่เงียบกริบแบบนี้ ต้องมีความนิยมบ้าง วันนี้ก็ไม่เหลือความนิยม จะว่ายั่งยืนก็ไม่ยั่งยืนเพราะถามใครก็เหมือนจะลืมไปแล้ว โครงการ ฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาทรงเดียวกันกับไทยนิยม ยั่งยืน คือให้เสนอกันขึ้นมา ในหัวข้อ มี ๔ หัวข้อ โครงการฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มี ๓.๑ ๓.๒ ๓.๓ ๓.๔ ที่น่าสนใจ ท่านประธานดู ๓.๒ เป็นโครงการเศรษฐกิจฐานราก นี่ลากกันมาอีกแล้ว ตอนนี้เสนอกันมา ๓๑,๐๐๐ กว่าโครงการ มูลค่ารวมกันยังไม่อนุมัติ ๔๐๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดูสิครับ ฐานราก เสนอกันมาเยอะแยะ แต่พอดู ๓.๑ การเติบโตอย่างยั่งยืนสู่อนาคต มีอยู่ ๑๖๔ โครงการ ๒๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท พวกเกษตรอัจฉริยะ การท่องเที่ยว สุขภาพ เมดิคัล ฮับ (Medical hub) อันนี้เราไม่ค่อยคิดถึงอนาคต แต่พอฐานรากนี่ลากกันมาเยอะเลย ๓.๓ กระตุ้น การบริโภคภาคครัวเรือน ท่านประธานอย่าตกใจศูนย์โครงการ ไม่มีใครเสนอเลย อยากจะได้ แต่ฐานรากอย่างเดียว และสุดท้าย ๓.๔ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ไม่คิดจะยกแล้ว มี ๒๙๒ โครงการ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท โฟกัส (Focus) ของเงินก้อนนี้ไปอยู่ที่เศรษฐกิจ ฐานรากเหมือนกับไทยนิยม ยั่งยืน เปี๊ยบเลย หลายคนบอกผมว่าอย่าไปห่วง โครงการฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเขามีคณะกรรมการกลั่นกรองตั้ง ๑๑ คน ผมถามว่าเราเชื่อใจ ได้จริง ๆ หรือ ๓๑,๐๐๐ กว่าโครงการจะกลั่นกรองกันอย่างไร จะเข้มมากก็ล่าช้า ถ้าจะไม่เข้มก็ปล่อยผี หนังภาคแรก ไทยนิยม ยั่งยืน ไทยนิยม ยั่งยืน นี่ยังต่างจากโครงการ ฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โครงการแต่ละโครงการยังต้องทำประชาคมถึง ๔ ครั้ง แต่โครงการฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่มีเลย เสนอกันเข้ามา ๒ สัปดาห์ หนังภาคแรก ไทยนิยม ยั่งยืน ไม่ใช่ว่าไม่มีคณะกรรมการ มีแบบชุดใหญ่ คณะกรรมการอำนวยการ ขับเคลื่อนไทยนิยม ยั่งยืน มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรี ทุกกระทรวง ปลัดกระทรวงทุกกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด และแถมยังมีผู้นำเหล่าทัพอีกด้วย มากันครบ แถมยังมีคณะกรรมการขับเคลื่อนในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล มาเป็น องคาพยพ แต่วันนี้ล่องจุ๊นหายสาบสูญไปหมดแล้ว ถ้าเปรียบเป็นภาพยนตร์ ไทยนิยม ยั่งยืน กับโครงการฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หนัง ๒ ภาคนี้พลอต (Plot) เรื่องคล้ายกัน ผมเชื่อว่า ผู้อำนวยการสร้างต้องเป็นรายเดียวกัน นั่นก็คือจันทร์โอชาโพรดักชัน (Production) ช่วงแรกของหนังพลอต (Plot) เรื่องเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน พลอต (Plot) เรื่อง ตอนแรก ๆ ของทั้ง ๒ โครงการนี้ ทั้งไทยนิยม ยั่งยืน กับฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วงแรก เป็นแบบแนวฮีโร แอ็กชัน (Hero action) ของฝรั่งเขาอะเวนเจอร์ (Avenger) ครับ แต่ของเราพออ่านชื่อโครงการได้แต่อุทานคำว่าเวรสั้น ๆ เขามีไอรอนแมน (Iron man) ครับ ไอรอน (Iron) ที่แปลว่าเหล็ก ไทยนิยมยั่งยืนก็มีเหล็ก ฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็มีเหล็ก แต่เราไม่ใช่เหล็กอย่างเดียวครับ ของเรามีทั้งร็อกแมน (Rock man) แซนด์แมน (Sand man) ซอยล์แมน (Soil man) บริกแมน (Brick man) ซีเมนต์แมน (Cement man) เรียกว่า เราเอาครบครับ ทั้งอิฐ หิน ดิน ทราย ปูนซิเมนต์ ทางนั้นเขามีธอร์ (Thor) ครับ โครงการ ของเราก็ไม่น้อยหน้าครับ ของเราออกเสียงคล้าย ๆ กันเรียกว่าท่อ ท่อก็ไม่เว้น ของเขา มีเทพบุตรสายฟ้า ของเรามีปิศาจสวาปามสายไฟ แจกจ่ายกันถ้วนหน้าผมเรียกว่า เราไม่ทิ้งกันจริง ๆ ช่วงแรกครับเป็นแนวฮีโร แอ็กชัน (Hero action) แต่พอช่วงหลังครับ กลับหักมุมเป็นหนังสยองขวัญครับท่านประธาน อย่างโครงการไทยนิยม ยั่งยืน มีโครงการ ย่อยโครงการหนึ่งที่เรียกว่าโครงการตลาดนวัตวิถี ใช้เงินไป ๙,๓๐๐ ล้านบาท จุดเด่นของ โครงการนี้คือความหลอนครับ ทำไป ๓,๒๐๐ หมู่บ้าน วันนี้สำเร็จแค่ ๑๖๐ กว่าหมู่บ้าน วันนี้แทบทุกแห่งเป็นตลาดนวัตวิผีไปแล้ว คนซื้อไม่มี คนขายไม่มี เดินเข้าไปในตลาด สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างเท่านั้น โครงการนี้เคยสร้างศาลาเอาไว้ครับท่านประธาน กะว่าจะวางขายอาหาร ขายผลไม้ ตอนนี้อาหารและผลไม้ก็ยังคงมีอยู่บ้าง แต่ย่อส่วนลงมา เหลือวางแค่เสาครับ ย่อส่วนลงมาแล้ววางที่โคนเสาบูชาสัมภเวสี ตกกลางคืนครับ ถ้าวางโอ่งสัก ๔-๕ ใบ วิ่งกันสนุกครับ เรามาดูชื่อโครงการครับท่านประธาน ที่ผมบอกว่า เปรียบเทียบแล้วเหมือนกันเป๊ะเลย ผมดึงเอาชื่อโครงการที่เสนอเข้ามาของบฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เห็นแล้วแทบลมใส่ครับ ถ้าบอกว่านี่เป็นโอกาส โอกาสเดียว ที่ผมเห็นก็คือโอกาสที่จะลบคำสาป ที่บอกว่าถนนลูกรังจะหมดไปจากประเทศสักที จะได้มีรถไฟความเร็วสูงกับเขาบ้าง เพราะโครงการทำถนนเยอะมากนะครับ ไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าเพื่อนสมาชิกได้พูดกันไปหมดแล้ว แล้วโครงการที่น่าสนใจยังมีอีกเยอะนะครับ จนผมรู้สึกเสียใจมาก ๆ ที่วันนั้นผมกดงดออกเสียงแล้วให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ผ่านไปได้อย่างไร อยากจะนั่งไทม์ แมชชีน (Time machine) ไปเขกกะโหลกตัวเอง ติดตั้งเครื่องออกกำลังกาย กลางแจ้ง จัดทำห้องฟิตเนส (Fitness) อันนี้มีอยู่หลายจังหวัดมาก ๆ จะมาออกกำลังกาย อะไรตอนนี้ครับ มีการเอาชื่อโครงการต่อด้วยคำว่าสู้ภัยโควิด (COVID) สู้วิกฤติโควิด (COVID) พิชิตไวรัสโคโรนา (Corona) อะไรทำนองนี้เยอะแยะไปหมด ผมยกตัวอย่างชื่อนะครับ กศน. สู้ภัยโควิด (COVID) ๔๐ ล้านบาท ลงทุกจังหวัด แล้วยังมีโครงการประมาณ ๓ ล้านบาท ถึง ๕ ล้านบาท เต็มไปหมด ผมขออนุญาตอ่านชื่อนะครับ อ่านแล้วรู้สึกตลกร้ายอย่างไรก็ไม่รู้ ปลูกผักสวนครัวต้านภัยโควิด (COVID) วัคซีนยังไม่มี จะเอาผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ปีกสู้ภัย โควิด (COVID) เอาสัตว์ปีกด้วยนะครับ ปรับปรุงตลาดกู้ภัยวิกฤติโคโรนา (Corona) ปลูกสมุนไพรต้านไวรัสโควิด (COVID) อันนี้เรามาเหนือเลยนะครับ เกษตรทฤษฎีใหม่สู้ภัย โควิด (COVID) พัฒนาคุณภาพชีวิตสู้วิกฤติโคโรนา (Corona) เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ ๒๑ อันนี้โครงการเดิมแล้วเติมท้ายด้วย สู้ภัยวิกฤติโควิด (COVID) แล้วยังมี โครงการที่ชื่อซ้ำ ๆ เหมือนก็อปปี (Copy) กันมาแต่ต่างกันที่ตัวเงิน มีชื่อโครงการว่าจัดหา สื่อนวัตกรรมและการผลิตสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยี ฝึกทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ โอ้โฮ มีแต่คำสวยหรูทั้งนั้นครับ แล้วเติมต่อท้ายว่าสู้ภัยวิกฤติโรคติดต่อ มีหลายโครงการ แต่วงเงินต่างกันตั้งแต่ ๓๐๐,๐๐๐ บาท จนถึง ๑๖ ล้านบาท หลายโครงการเอาโครงการ ฝึกอบรมปกติมาเติมคำว่านิวนอร์มัล (New normal) วิถีความปกติใหม่มาเติมเข้าไป ทำให้ดู เท่ขึ้นครับท่านประธาน โครงการพัฒนาธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมสู่วิถีความปกติใหม่ อันนี้ ๓,๓๐๐ ล้านบาทลงทุกจังหวัด โครงการพลิกฟื้นธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) สู่วิถีความปกติใหม่ ๓,๘๐๐ ล้านบาทลงทุกจังหวัดอีกเช่นเดียวกัน โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจฐานราก ฐานรากมาอีกแล้วนะครับ เชื่อมโยง การท่องเที่ยวเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพในวิถีปกติใหม่ ๑,๙๐๐ ล้านบาท ลงทุกจังหวัด จุ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ ยังมีอีกเยอะครับท่านประธานครับ โครงการละ ๓ ล้านบาทบ้าง ๕ ล้านบาทบ้าง ๖ ล้านบาทบ้าง โครงการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันตามแนวปกติใหม่ของชุมชน ท่องเที่ยวโอทอป (OTOP) นวัตวิถี โอ้โฮ ยังนวัตวิถีอีก โครงการพัฒนาปรับปรุงตลาดชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจวิถีปกติใหม่ มาแล้วครับ โครงการฝึกอบรมแบบปกติใหม่ คนตั้งโครงการ อาจจะดูเหมือนไม่ปกติ เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพ สร้างรายได้ โครงการพัฒนาทักษะชีวิตเด็ก โดยการจ้างงานเพื่อเข้าสู่วิถีปกติใหม่ โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการรองรับภาวะ ปกติใหม่ ผมอ่านจนรู้สึกว่าผมไม่อยากจะมีชีวิตปกติแล้ว🔗
ผมจึงสรุปได้อย่างนี้ว่า หนังภาค ๒ ที่จันทร์โอชาโปรดักชัน (Production) กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาสร้าง โดยมีประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ เราปล่อยให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้กำกับแบบภาคแรกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเจ๊ง และเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ที่ต้องมาช่วยกันเป็นผู้กำกับและแคสติง (Casting) นักแสดง ในภาค ๒ นี้ และนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เราต้องมีคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบการใช้งบประมาณส่วนหนึ่ง และมาตรการในการแก้ไขภายใต้วิกฤติโควิด (COVID) คือทั้งงบและทั้งมาตรการที่รัฐบาลกำลังจะทำ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ผมไม่อยากให้คณะกรรมาธิการก็ต่างคนต่างทำ กลั่นกรองก็กลั่นกรอง ครม. ก็ทำไป ต้องทำงานประสานกันและให้เกียรติกัน ถ้าคณะกรรมาธิการชุดนี้มีข้อสังเกตที่ชัดเจน และส่งสัญญาณให้รัฐบาลว่าหยุด ต้องหยุด รัฐบาลต้องหยุดนะ หยุดโดยไม่มีอะไรกั้น และจากนั้นต้องเต็มใจให้ตรวจสอบ อะไรต้องปรับก็ต้องปรับ อะไรเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน อะไร ที่ต้องยุบเลิกก็ต้องเลิก เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการจะเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างสูงสุด สู้กับอัตราการว่างงาน สู้กับการจ้างงานเหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนให้ได้ เงินกู้ ก้อนนี้ครับรัฐบาลจะต้องเอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้ ซึ่งเขาประเมินกันว่า ๒๐ ปีก็อาจจะ ใช้ไม่หมด คณะกรรมาธิการชุดนี้ต้องทำงานอย่างเต็มที่เพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่า เงินกู้ก้อนนี้ มาตรการทุกอย่าง จะเกิดประโยชน์กับพวกเขาและลูกหลานของพวกเขา ให้คุ้มกับภาระที่พวกเขาจะเอาอนาคตของเขามาแลก ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญท่านประกอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสกระผมได้มา ร่วมอภิปรายญัตติด่วนที่มีความสำคัญต่อรัฐบาล ต่อประเทศชาติ และต่อพี่น้องประชาชน ในวันนี้ ท่านประธานครับ กระผมเป็นคนหนึ่งที่ร่วมยื่นญัตติด่วน ร่วมกับท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และเพื่อนในพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อที่จะให้สภาแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อตรวจสอบการดำเนินโครงการการใช้เงินให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด คุ้มค่ากับเงินที่รัฐบาลได้กู้มา อยากกราบเรียน ท่านประธานว่าคณะกรรมาธิการและพวกกระผมนั้นที่เสนอญัตติด่วนขึ้นมา เรามีความหวังดี ต่อรัฐบาลเอง ต่อประเทศชาติ และต่อพี่น้องประชาชน ที่ผมกราบเรียนว่าหวังดีอย่างไร อย่างน้อยที่สุดคนก็ไม่นินทารัฐบาลว่าใช้เงินกู้มาทั้ง ๓ ฉบับ คือ ๑.๙ ล้านล้านบาท ที่กู้มาจริง ๆ ก็คือ ๑ ล้านล้านบาท ไม่ละลายน้ำ แล้วก็ไม่เป็นประโยชน์กับตัวรัฐบาลเอง แต่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ🔗
ประการที่ ๒ ผมกราบเรียนว่าถ้ามีการตรวจสอบ การกลั่นกรองโครงการที่ดี เชื่อว่าประเทศชาติได้ประโยชน์อย่างแน่นอนในภาวะที่บ้านเมืองเราประสบวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) แล้วก็ในที่สุดพี่น้องประชาชนก็ได้รับผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นการที่ตั้ง คณะกรรมาธิการตรวจสอบเรื่องนี้ได้ประโยชน์ทั้ง ๓ ฝ่าย ทั้งตัวรัฐบาลเอง ประเทศชาติ และพี่น้องประชาชน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตร่วมอภิปรายในช่วงเวลาสั้น ๆ เฉพาะโครงการเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ในส่วนของฟื้นฟูเศรษฐกิจเท่านั้น เพราะผมกราบเรียนว่า ในส่วนอื่นนั้นมีกระบวนการในการตรวจสอบในการคัดสรรโครงการค่อนข้างที่จะเป็น รูปธรรมชัดเจน แต่ส่วนที่พี่น้องประชาชนกังวลมากที่สุด แล้วพวกกระผมแม้แต่ ท่านประธานเองผมเชื่อว่ามีความกังวลในเรื่องของเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้ทำเป็น ๔ แผนงานหลัก ผมใคร่กราบเรียนท่านประธานว่า🔗
แผนงานที่ ๑ คือการเน้นการลงทุนและกิจกรรมการพัฒนาที่สามารถพลิกฟื้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การเกษตรสมัยใหม่และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สรุปว่า แผนงานที่ ๑ นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องการเกษตร ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากของพี่น้องประชาชน คนไทยส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกร แล้วก็เป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ🔗
แผนงานที่ ๒ การฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนที่เน้นสร้างงานรองรับ การกลับสู่ต่างจังหวัด นั่นหมายถึงว่ารองรับลูกหลานของเราที่กลับสู่ต่างจังหวัด งบประมาณ ตรงนี้เท่าที่ผมวิเคราะห์ดูและดูโครงการแล้วส่วนใหญ่เป็นเรื่องของโครงการอบรมสัมมนา และฝึกอาชีพ โครงการตรงนี้แผนงานที่ ๒ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเป็นโครงการ ที่ผมค่อนข้างกังวลมาก เพราะว่าในอดีตที่แล้วมานั้นเรามีโครงการฝึกอบรมสร้างงาน สร้างอาชีพเยอะแยะไปหมด เยอะแยะมาก จนกระทั่งว่ามีคนที่มีอาชีพรับจ้าง รับจ้าง ฝึกอบรม ในที่สุดการฝึกอบรมนั้นมีหลายโครงการที่ล้มเหลว ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ ไม่มีการ ต่อยอด น่าเสียดายอย่างยิ่ง กระผมเลยกังวลในแผนงานที่ ๒ ว่าถ้าคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินไม่สามารถที่ตรวจสอบได้อย่างมีคุณภาพก็เป็นการสูญเปล่า และน่าเสียดายว่าเรากู้เงินมาจำนวนมหาศาลในที่สุดไม่งอกเงยในทางเศรษฐกิจ ก็น่าเสียดาย เป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นในแผนงานที่ ๒ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าควรจะพิถีพิถัน และกลั่นกรองให้มีประโยชน์มากที่สุด เอาอดีตมาเป็นบทเรียนที่อบรมแล้วทิ้ง อบรมแล้ว ไม่ต่อยอด สูญเปล่า สูญหาย เสียงบประมาณรายจ่ายเยอะแยะไปหมด🔗
แผนงานที่ ๓ ส่งเสริมการบริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังที่เสนอว่า จะออกโครงการลักษณะอุดหนุนท่องเที่ยวไทย โครงการนี้ยังไม่เกิด ผมเรียกโครงการนี้ว่า โครงการแผนงานลังเลเพราะยังไม่ชัดเจนว่าจะเดินอย่างไร เป็นรูปไหน แล้วขณะนี้โครงการนี้ ยังไม่ได้รับการเสนอขึ้นมาและยังไม่มีงบประมาณ แต่ว่าก็เป็นโครงการหนึ่งที่อยู่ในแผนงาน ของงบประมาณในเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท🔗
สุดท้าย คือแผนงานการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับชุมชน อันนี้ สำคัญมากครับ โครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าเรื่องของถนนหนทาง ไม่ว่าเรื่องของไฟฟ้า น้ำประปา ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ต่อยอดไปยังเศรษฐกิจฐานรากของพี่น้องประชาชน ผมกราบเรียนว่า แผนงานนี้ซึ่งเป็นแผนงานที่มีความสำคัญมากมายมหาศาล วันนี้ประเทศไทยเรา ขาดแคลนมาก ถนนที่ยังเป็นฝุ่น ถนนชุมชน ถนนที่ใช้ในการขนส่งสินค้าเกษตร ถนนที่เชื่อมโยงในการท่องเที่ยว พี่น้องเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่หารือทุกวัน ท่านประธานสภาท่านเห็นไหมว่าปัญหาเรื่องถนนหนทาง ปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องอะไรพวกนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยในการผลิตพื้นฐานของพี่น้องประชาชนมันขาดแคลน ผมเลยบอกท่านประธานว่าในเมื่อเรากู้เงินมาถึง ๑ ล้านล้านบาท และใช้เงินเฉพาะเรื่อง ของโครงการ ๔ แผนงาน และโครงสร้างพื้นฐานนั้นเป็น ๑ ใน ๔ แผนงาน ผมคิดว่าน่าจะให้ ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ท้องถิ่นใดถ้าเกิดถนนหนทางดีมีน้ำอุดมสมบูรณ์ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าเศรษฐกิจฐานรากที่พี่น้องประชาชนสามารถประกอบอาชีพสร้างรายได้ ให้ตัวเองอยู่เย็นเป็นสุขนั้นก็กราบเรียนว่าสามารถทำได้อย่างดียิ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมเลยอยากฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการว่าต้องดูแลเป็นพิเศษ เมื่อภาคเช้าผมมีโอกาสได้หารือท่านประธาน ไม่น่าเชื่อท่านประธานครับ ในเขตพื้นที่ ของกระผม อำเภอบางขัน ถนน ๒ เส้นเชื่อมระหว่างตำบลต่อตำบล ก่อสร้างมา ๖๐ ปี วันนี้ ยังไม่ลาดยาง มีไหมประเทศไทย ไม่น่าเชื่อเลย🔗
ตรงนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่ากู้เงินมาแล้วต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ ให้พี่น้องประชาชนเขาได้มีความสุขบ้าง โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบุคคล ๓ ฝ่าย ฝ่ายที่ ๑ ผู้เสนอโครงการ ผมเชื่อว่าคนที่เสนอโครงการเที่ยวนี้ลุกลี้ลุกลนเพราะว่ารัฐบาล ให้เวลาจำกัดมาก เพราะฉะนั้นหลายที่รื้อโครงการเก่ามา หลายที่คิดโครงการอะไรก็ทำ โครงการนั้นขึ้นมา เพราะว่า ๔ แผนงานนั้นครอบคลุม อะไรก็ถูกหมด ผมไม่ตำหนิฝ่ายที่เสนอ โครงการเพราะเวลากระชั้นมาก แต่ผมอยากกราบเรียนคณะกรรมการกลั่นกรอง สำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่าท่านต้องพิถีพิถันและยึดหลักว่า โครงการที่มี ความจำเป็นจริง ๆ โครงการที่คุ้มค่า และต้องกระจายงบประมาณโครงการให้ทั่วถึง อย่างยุติธรรมทั่วทุกภูมิภาค อันนี้ผมขอฝากทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ และคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ🔗
สุดท้าย คณะกรรมาธิการที่เรากำลังจะตั้งวันนี้คือคณะกรรมาธิการวิสามัญ ติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน ผมอยากกราบเรียนคณะกรรมาธิการที่จะตั้งวันนี้ว่า ท่านต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้เม็ดเงินที่ประเทศชาติของเรากู้เป็นภาระของพี่น้องประชาชน ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต้องตรวจสอบว่าโครงการไหนที่ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองแล้วไร้ประโยชน์ ไม่มีประโยชน์คุ้มค่ากับเงินที่เรากู้มาแล้วต้องจ่ายดอกเบี้ยก็ต้องคอมเมนต์ (Comment) มาด้วย เพื่อที่เป็นบทเรียนที่เราจะดูแลโครงการต่อไป เพราะผมเชื่อว่าการกู้เงินต่างประเทศ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย คงจะมีอีก เพราะฉะนั้นก็อยากจะสะท้อนให้เห็นว่าการที่จะกลั่นกรอง โครงการนั้นต้องเป็นโครงการที่มีประโยชน์จริง ๆ ใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ กระผมเองก็กังวล แล้วก็ดีใจที่สภาแห่งนี้ใจกว้างพอที่จะให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดหนึ่ง ขึ้นมาตรวจสอบการใช้เงิน ขอบพระคุณท่านประธานมากครับ🔗
ต่อไปอีก ๔ ท่านนะครับ ซึ่งเริ่มด้วยท่านวิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย แล้วก็ตามด้วย ท่านคุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย แล้วคุณหมอบัญญัติ เจตนจันทร์ พรรคประชาธิปัตย์ และท่านสุดท้าย ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ พรรคเพื่อไทย ขอเชิญท่านวิรัตน์ครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานครับ กระผมขออภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนการจัดตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินตามพระราชกำหนด ๓ ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙🔗
กราบเรียนท่านประธาน ในมาตรา ๓ ของพระราชกำหนดเงินกู้นั้นเขียนว่า ให้กู้เงินหรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ นั่นแสดงว่ารัฐบาลไม่มี ความประสงค์ที่จะใช้เงินกู้ครั้งเดียวทั้งก้อน ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ต้องใช้ตามความจำเป็น ถูกต้องแล้วครับ🔗
มาตรา ๕ (๑) เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ นั่นก็ถูกต้องนะครับ (๒) เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้แก่ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ก็ถูกต้องนะครับ (๓) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ กราบเรียนท่านประธาน ที่จริงแล้วรัฐบาล ต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจถ้าด้วยความจริงใจมีความประสงค์อย่างนั้นจริง ๆ ก็ควรจะต้อง รีบยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็จะเป็นคุณต่อระบบ เศรษฐกิจอย่างแท้จริง ไม่อยากให้มัวแต่คิดว่าจะต้องทำโครงการ จะต้องกู้เงินเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจ ควรยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจได้แล้วครับ มาตรา ๖ ให้กู้เงินโดยเท่าที่จำเป็น นี่ก็ถูกต้อง เขียนไว้ดูดี🔗
แต่กราบเรียนท่านประธานว่ากระผมดูแล้วขัดและแย้งกับแผนงานโครงการ ทั้งหมด แผนงาน โครงการ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เขียนไว้ดูจะครอบคลุมไปทั้งหมด ไม่ว่าจะคิดถึงโครงการอะไร จะก่อสร้างจะทำอะไรก็ดูจะเข้าทั้งหมด ผมใคร่ขออนุญาต อ่านแผนงานที่ ๓ อย่างสั้น ๆ โดยสังเขปนะครับ แผนงานหรือโครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคม ๓.๑ แผนงานหรือโครงการพัฒนาพลิกฟื้นเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้าและการลงทุน ท่องเที่ยวและบริการ ๓.๒ แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจ ท้องถิ่นและชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ เชื่อมโยงการท่องเที่ยว ภาคบริการอื่น ๆ พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานในชุมชน อ่านแล้วครอบคลุมทั้งหมดเลยนะครับ ๓.๓ แผนงานหรือ โครงการเพื่อส่งเสริมกระตุ้นการบริโภคครัวเรือน รวมถึงการลงทุนต่าง ๆ ของภาคเอกชน ครอบคลุมไปถึงเอกชนด้วยนะครับ แผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสร้างความมั่นคงทาง เศรษฐกิจ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ครอบคลุมไปทั้งหมด ดูแล้วจะขุดบ่อน้ำ จะขุดลอกคูคลอง สร้างถนน ทำถนนเข้าหมู่บ้าน ดูจะครอบคลุมไปได้ ทั้งหมดเลยนะครับ แม้กระทั่งการฟื้นฟูการบินไทย ผมดูแล้วก็เข้าด้วย ก็น่าจะไปได้ทั้งนั้นนะครับ ทั้ง ๔ ข้อนี้อ่านแล้วครอบคลุมไปทั้งหมดที่คิดขึ้นได้ คิดโครงการอะไรได้ก็สามารถเขียนโยง เข้ามาให้ได้ ก็เป็นไปได้ทั้งหมด โครงการหลาย ๆ อย่าง กระผมคิดว่าควรใช้งบประมาณ ในปีปกติในการดำเนินการ งบเงินกู้นี้ควรใช้ตามมาตรา ๖ นั่นก็คือใช้เท่าที่จำเป็น ใช้ในสถานการณ์ที่วิกฤตินี้ให้ผ่านพ้นวิกฤติไปให้ได้ จึงควรจะเป็นอย่างนั้นมากกว่านะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้น ไปติดตามในการใช้เงินกู้นี้ได้กรุณาตรวจสอบก็คือ เรื่องที่มีคำสั่งของกระทรวงกลาโหม ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงให้กำลังพลที่ปฏิบัติงานสนับสนุน ณ จุดคัดกรองสนามบิน ศูนย์กักตัว สเตต ควอรันทีน (State quarantine) จุดตรวจ สายตรวจ ได้เบี้ยเลี้ยง ๔๖๐ บาท และค่าเสี่ยงภัยวันละ ๑,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนคงเคยเห็นนะครับ ด่านตรวจโควิด (COVID) ในสถานการณ์นี้จะมีตำรวจ มีทหาร มีสาธารณสุข เขาเรียกว่าด่านร่วม ท่านประธานเชื่อไหม ทหารมีเบี้ยเลี้ยง และค่าเสี่ยงภัย ๑,๔๖๐ บาท แต่ตำรวจกับสาธารณสุขไม่มีนะครับ มีเงินเดือนแล้ว งานก็เป็นหน้าที่แล้ว มีเงินเดือนก็ถือว่างานเป็นหน้าที่แล้ว สั้น ๆ นะครับท่านประธาน ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นควรไปตรวจสอบว่าทหารรับเงินบนความทุกข์ ของประชาชนนี้ได้หรือไม่ ควรหรือไม่ควร ก็ขอรบกวนไปตรวจสอบด้วย ประชาชน เขาขอเงิน ๕,๐๐๐ บาทก็ยากลำบากเหลือเกิน อันนี้ได้ ๑,๔๖๐ บาทต่อวัน ๔ วันก็เกิน มากกว่าประชาชนเขาทั้งเดือนแล้วนะครับ🔗
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปนั้น กระผม เป็นห่วงอย่างยิ่งว่างบก้อนนี้จะกลายเป็นน้ำซึมบ่อทราย ก็ยังไม่รู้จะซึมไปบ่อไหน แต่ละบ่อ เยอะเหลือเกิน ผมเกรงจะไม่ได้ผลทั้งในด้านการรับมือวิกฤติที่เกิดขึ้น การเยียวยา ความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ การฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ได้ผลอย่างที่ควรจะเป็น จึงขอแสดงความคิดเห็นมายังท่านประธานเพื่อสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการดังที่กล่าวมาแล้ว ทั้งหมดต่อท่านประธาน กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗
เชิญคุณหมอกิตติศักดิ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้ขออภิปรายญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณและมาตรการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาทางสภาผู้แทนราษฎรของเราได้ผ่าน พระราชกำหนด ๓ ฉบับ ที่มีเม็ดเงินถึง ๑.๙ ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่พวกเราไม่เคยประสบมาก่อน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย หมายถึงคนทั้งโลกที่ทุกรัฐบาล ในโลกนี้ได้เตรียมงบประมาณรายจ่ายเป็นงบฉุกเฉินขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็ประมาณ ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่งก็ถือว่ามีความจำเป็นนะครับ แต่ว่าในความเร่งรีบ แล้วก็ความเร่งด่วนทำให้ขาดรายละเอียดในกรอบการใช้และระยะเวลาในการกลั่นกรอง อนุมัติค่อนข้างน้อย ซึ่งการเสนอญัตตินี้ก็เพื่อจะทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้สภาผู้แทนราษฎรของเราได้ช่วยกันในการที่จะทำให้งบประมาณรายจ่ายในการใช้เงินกู้ รวมทั้งเงินอื่น ๆ อีก ๑.๙ ล้านล้านบาทให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน แล้วก็ ให้ลดการรั่วไหล สิ่งที่ไม่โปร่งใส แล้วก็ลดการทุจริตลง ซึ่งการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบ ในครั้งนี้ก็คิดว่าจะเป็นหัวใจอันหนึ่งที่ทำให้การใช้จ่ายงบประมาณในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จ แล้วเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนนะครับ🔗
พระราชบัญญัติแรกก็คือพระราชบัญญัติกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งในส่วนของ กระทรวงสาธารณสุข ด้านการแพทย์มีการเตรียมงบไว้ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท งบทั้งหมด ๑.๙ ล้านล้านบาท เป็นงบของทางด้านสาธารณสุข ทางการแพทย์ก็คิดว่าน้อยก็คือ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าในความที่น้อย ผมก็ติดตามว่าทางรัฐบาล ทางกระทรวง สาธารณสุขจะไปใช้อย่างไรบ้าง ก็ทราบมาว่าจะมีงบในส่วนของสำนักงานหลักประกัน สุขภาพ แห่งชาติหรือ สปสช. ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เตรียมงบในเรื่องของค่าแล็บ (Lab) ค่าชุดพีพีอี (PPE) ค่ารักษา ซึ่งตรงนี้ก็ต้องเรียนท่านประธานและพี่น้องประชาชนว่า โรงพยาบาลหรือหน่วยงานทางด้านสาธารณสุขถ้าเจอโรคโควิด (COVID) เขาไม่ต้องใช้เงิน ของโรงพยาบาลก็คือว่าทุกเรื่องที่เขาไปทำเกี่ยวกับโควิด (COVID) สามารถจะเบิกงบคืนได้ จากทาง สปสช. ซึ่งทางรัฐบาลก็ได้เตรียมงบส่วนนี้ให้ สปสช. ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเป็น ค่าแล็บ (Lab) ค่าชุดพีพีอี (PPE) ค่ารักษาพยาบาล ค่าเวชภัณฑ์ต่าง ๆ แล้วก็คิดว่าน่าจะมี คนตกงานอีกประมาณ ๑ ล้านคน ซึ่งก็คิดว่าจะมีการเปลี่ยนสิทธิจากประกันสังคมเป็นสิทธิ สปสช. อีก ซึ่งสิทธิ สปสช. ต่อหัวตอนนี้รัฐบาลก็สนับสนุน ๑,๓๗๐ บาท ซึ่งถ้ามีการเปลี่ยนสิทธิ รัฐบาลต้องเตรียมเงินอีก ๑,๓๗๐ ล้านบาท ในช่วงเปลี่ยนสิทธิก็ยังมีช่วงที่ประกันสังคม เขายังดูแลต่ออีก ๖ เดือน ก็คิดว่าตอนนี้ถ้า ๖ เดือนนี้คนตกงานแล้วกลับไปทำงานใหม่ เงินก้อนนี้ก็ไม่ต้องใช้ ตอนนี้ก็คิดว่ารัฐบาลอาจจะต้องเตรียมงบกลางในการที่จะให้กับ สปสช. ในกรณีที่มีผู้ใช้งบของ สปสช. เพิ่มขึ้นนะครับ🔗
อันที่ ๒ เป็นที่น่ายินดีที่สภาเราได้อภิปรายเรื่องของความเสียสละของ อสม. อสม. คือหัวใจ คือเสาหลักของระบบสาธารณสุขไทย คือผู้ที่ทำงานโดยอาสาสมัครเข้ามา เรามี เบี้ยที่ช่วย อสม. ค่าป่วยการตอนนี้อยู่ที่ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขก็เตรียม ค่าป่วยการให้ อสม. ๕๐๐ บาท อีก ๑๙ เดือน จำนวน อสม. ๑,๐๕๐,๐๐๐ คน ก็เตรียมงบ ไว้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คิดว่าประมาณเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๓ ถึงเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๔ ก็คิดว่า อสม. ที่ทำงานหนักก็จะมีขวัญกำลังใจที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะเป็นเงินที่ไม่มาก แต่ก็จะช่วยค่าน้ำมัน ค่ารถ ค่าอื่น ๆ ก็จะช่วยให้พี่น้อง อสม. ทำงานได้มีประสิทธิภาพ เพิ่มขึ้นนะครับ🔗
อันที่ ๓ คือสำรองไว้กรณีมีการระบาดครั้งที่ ๒ อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือ กรณีเซกคันด์ เวฟ (Second wave) มีการระบาดขึ้นมาอีก มีการเตรียมวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ เบี้ยเลี้ยงอะไรต่าง ๆ ก็คิดว่าตัวนี้ก็อาจจะต้องสำรองไว้ แต่ผมคิดว่า เซกคันด์ เวฟ (Second wave) ของเราถึงแม้จะเกิดขึ้นก็ไม่รุนแรงเพราะว่าเรามีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง มีการปิดประเทศแล้ว การที่จะเปิดประเทศด้วยความปลอดภัยตอนนี้ผมคิดว่าช้าด้วยซ้ำไป นะครับ แล้วเซกคันด์ เวฟ (Second wave) ที่จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องกลัว แต่ว่าเรา ต้องตระหนักแล้วก็วางแผนให้อย่างดี ซึ่งผมคิดว่าเซกคันด์ เวฟ (Second wave) ที่เกิดขึ้น เราสามารถจะควบคุมได้นะครับ🔗
อันที่ ๔ การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของโรงพยาบาลในทุกระดับ ก็คืออีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นทาง รพ.สต. คือสถานีอนามัยเดิม ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมด ๙,๘๖๓ แห่ง ต้องใช้งบประมาณประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปอีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท โรงพยาบาลชุมชนอีก ๔,๐๐๐ ล้านบาท โรงพยาบาลชุมชนก็ได้ประมาณ ๒.๕-๑๑ ล้านบาท แล้วก็งบ ให้ทางสาธารณสุขจังหวัดและสาธารณสุขอำเภอทั้ง ๗๖ จังหวัดอีก ๑,๕๐๐ ล้านบาท ก็คิดว่างบทั้งหมด ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทก็น่าจะเป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องทางสาธารณสุข แต่คิดว่าการลงทุนด้านสาธารณสุขก็ยังไม่เพียงพอนะครับ เพราะผมคิดว่างบทาง รพ.สต. ๓๐๐,๐๐๐ บาท ต่อ รพ.สต. ก็ยังถือว่าน้อยเกินไปนะครับ อย่างต่ำผมคิดว่าน่าจะ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ที่จะไปแอดเดอร์ (Adder) เพื่อให้เขาได้สร้างระบบทางสาธารณสุข ที่ใกล้บ้านใกล้ใจให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นมานะครับ และนอกจากนั้นก็ยังมีงบค่าใช้จ่าย ในการพัฒนาระบบและความสามารถของสาธารณสุขที่อยู่นอกกระทรวงสาธารณสุข ก็คือ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอีก ๕,๐๐๐ ล้านบาท🔗
อันที่ ๕ คืองบช่วยเหลือ เยียวยา ชดเชย ให้ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ อีก ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งอันนี้ต้องยอมรับว่ามีความจำเป็น จริง ๆ เราทำช้า ด้วยซ้ำไป ก็คืออะไรครับ คือระบบที่ชดเชยให้พี่น้องประชาชนก็คือ ๑. ไม่ทั่วถึง ๒. ช้า ปกติปิดปุ๊บต้องจ่ายปั๊บ แล้วก็การเยียวยายังมีปัญหาในเรื่องของฐานข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็ บางคนได้บางคนไม่ได้ คนจนใช้ไอที (IT) ไม่เป็น แล้วก็ฐานข้อมูลบางคนทำงานด้วย พ่อเป็น เกษตรกรด้วย จะไปเบิกของคนทำงานฐานข้อมูลก็บอกว่าเป็นครอบครัวเกษตรกรก็ไม่ให้เบิก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทำให้เกิดความล่าช้า ซึ่งผมคิดว่าถ้ารัฐบาลไว้ใจให้ทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือทางนายก อบต. นายกเทศบาลได้ทำเป็นผู้สำรวจ ฐานข้อมูลจะแม่นและรวดเร็ว แล้วก็ ในเรื่องของการใช้เงินก็คิดว่าถ้าใช้เงินในการชดเชยอย่างไรก็ไม่พอ แต่ถ้าท่านได้เปิดประเทศ ให้ผ่อนคลายมาตรการให้เหมาะสม คือว่าช่วงที่ระบาดเราก็ต้องควบคุมให้เต็มที่ แต่ช่วงที่มี การผ่อนคลายของโลกแล้ว ถ้าเรามีการผ่อนคลายได้เร็วกว่านี้เราก็สามารถจะทำให้ ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต่างจังหวัดบางทีไม่มีโรคมาตั้งเดือน ๒ เดือนก็ยังไม่มีการผ่อนคลาย ทำให้เขาลำบาก ในการใช้ชีวิตมาก แล้วก็ธุรกิจเขาก็ลำบาก ซึ่งระบบสาธารณสุขของเราที่จะทำให้พี่น้อง ประชาชนเรียกว่าเข้มแข็งและปราศจากโควิด (COVID) ก็คือการใช้หน้ากากอนามัย การล้างมือ การที่มีระยะห่าง ก็คิดว่าแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้โควิด (COVID) ไม่สามารถ จะแพร่ในประเทศไทยได้ ผมก็เชื่อมั่นว่าการเยียวยาและการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในครั้งนี้ เราจะตรวจสอบ เราจะช่วยกันในการจะทำให้การใช้จ่ายงบประมาณได้ตรงกับปัญหา แล้วก็ เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน ขอบคุณมากครับ🔗
เชิญท่านสมาชิกต่อไปที่จะอภิปราย คุณหมอบัญญัติ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระยอง กระผมขอโอกาสท่านประธาน ท่านสมาชิก อภิปรายสนับสนุนญัตติ ของพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงิน ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙🔗
ท่านประธานครับ ในสัปดาห์ที่แล้วสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้อนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ที่รัฐบาลขออนุมัติต่อสภาผู้แทนราษฎรไป ๓ ฉบับ ฉบับที่ ๑ ๑ ล้านล้านบาท ฉบับที่ ๒ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และฉบับที่ ๓ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมจะขออภิปราย ตั้งข้อสังเกตเพื่อฝากให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะรับเรื่องนี้ไป เพื่อที่จะได้ติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของประเทศ ซึ่งเป็นเงินกู้ซึ่งมีต้นทุนสูงมากที่จะต้องให้ลูกหลาน มาใช้จ่ายหนี้สินเป็นเวลาอีกนานว่า การใช้จ่ายงบประมาณนี้จะต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีส่วนร่วม ที่สำคัญจะต้องสร้างประเทศให้มีความแข็งแรง ในการต้านทานโรคติดต่อเช่นโคโรนาไวรัส (Coronavirus) หรือโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ไม่ว่าจะมีโควิด (COVID) มาอีกกี่โควิด (COVID) ประเทศก็ไม่ต้องล็อกดาวน์ (Lockdown) ยังสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ เศรษฐกิจไม่ทรุด ไม่ต้องกู้เงินในอนาคตเช่นนี้ เพราะประเทศไม่มีเพดานที่จะกู้เงินอีกแล้ว เพดานเงินกู้หมดแล้ว เพราะฉะนั้น การใช้จ่ายงบประมาณตามแผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จึงมีความสำคัญมาก ว่าจะต้องใช้จ่ายตามยุทธศาสตร์ที่ทำให้ประเทศแข็งแรงด้วย แล้วก็ต้องให้ระบบเศรษฐกิจ แข็งแรงจากการใช้จ่ายเงินนั้นด้วย ผมได้ตรวจสอบแล้วก็ได้สดับรับฟัง แม้นว่าไม่มี เล่มงบประมาณมาให้สภาผู้แทนราษฎรได้ดู เนื่องจากเป็น พ.ร.บ. เงินกู้ ไม่เหมือนกับ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ แต่เท่าที่รับฟังมายังไม่มียุทธศาสตร์ และเป้าหมายที่ชัดเจนมากนัก ผมขอกล่าวถึงงบเงินกู้ของกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวกับ ระบบสุขภาพ จำนวน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ถ้าผมจะแบ่ง เช่นจัดให้ อสม. ๕๐๐ บาทต่อเดือน จำนวนประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบเกี่ยวกับฉุกเฉินและวัคซีนสัก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จัดให้หน่วยงานนอกกระทรวงสาธารณสุข เช่น มหาวิทยาลัยต่าง ๆ กระทรวงกลาโหม สัก ๕,๐๐๐ ล้านบาท ให้ รพ.สต. พัฒนาแห่งละสัก ๑ ล้านบาท ก็ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท มี รพ.สต. ประมาณ ๑๐,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ พัฒนาโรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาล จังหวัดสัก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นค่ายา ค่าชุดตรวจสัก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้ยังขาดไปอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ ผมคิดว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งงบประมาณนี้น้อยเกินไป แต่อย่างไรก็ตามมีวิธีที่จะใช้เงิน ในส่วนของงบกลาง ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติให้นำงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ เข้าสู่งบกลางประมาณ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ผมว่าในงบของ อสม. นี้สามารถไปใช้งบกลางได้ เท่าที่ผมทราบกระทรวงสาธารณสุข ได้ของบประมาณไปในช่วงโควิด (COVID) ของบกลางไป ๒ ครั้ง ครั้งแรก ๑,๐๐๐ ล้านบาท ได้รับเงินมาแล้ว ครั้งที่ ๒ ๕,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้เงินมาแล้ว ขอไปอีก ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบที่ค้างจ่าย จะต้องจ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยง ค่าชุดหมี หน้ากากอนามัย ค่าตอบแทนเสี่ยงภัย ต่าง ๆ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท สำนักงบประมาณก็ยังไม่ได้อนุมัติลงมา รอจะใช้เงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ผมว่าถ้าเกิดอะไร ๆ ก็มาใช้ที่ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ผมว่าไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น ๒๖,๐๐๐ ล้านบาทที่ของบกลางไปนั้นขอให้สำนักงบประมาณได้ไปใช้งบกลาง เพราะเราได้โอนเงินเข้าสู่งบกลางถึง ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว แล้วก็กระทรวงสาธารณสุขนั้น ถูกตัดงบไปอีก ๑,๖๐๐ ล้านบาทในงบปี ๒๕๖๓ ในส่วนนี้ก็คืนมาในส่วนที่จะสามารถ ใช้จ่ายได้ตามระเบียบของงบกลาง🔗
ท่านประธานครับ ในส่วนของงบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เป็นงบกระตุ้น เศรษฐกิจนั้นไม่มีอะไรที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีเท่ากับค่าแรง ในอีกสัก ๒ เดือน ๓ เดือนนี้ จะมีบัณฑิตจบปริญญาตรีประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน ไม่มีงานให้ทำ โดยเฉพาะ บัณฑิตที่จบสายสังคม ผมอยากจะให้ฝากข้อสังเกตถึงท่านประธาน ถึงคณะกรรมาธิการ วิสามัญที่ตั้งขึ้นว่าจัดจ้างบัณฑิตอาสาประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คนนี้ ทำสำมะโนประชากร เพราะว่าในปี ๒๐๒๐ หรือปี ๒๕๖๓ นี้ทั่วโลกเขาทำสำมะโน ประชากรกัน แต่ว่าประเทศไทยมีความจำเป็นก็ตัดงบปี ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นงบสำมะโนประชากร กลับไปสู่งบกลาง ตัดไปแล้วก็เอามาใช้ใหม่ได้ครับ จ้างบัณฑิตให้มีงานทำ นี่ละครับกระตุ้น เศรษฐกิจปากท้องของบัณฑิตให้มีเงินใช้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน อันนี้ก็คือ เรื่องข้อเสนอที่จะฝากท่านประธานถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญไป เพื่อให้ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างแท้จริง ในเรื่องของการสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศจากการใช้เม็ดเงินกู้นี้เพื่อให้ ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นนิวนอร์มัล (New normal) โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) นี้เป็นโรคจาก อนามัยส่วนบุคคลที่เราได้ละเลยมานานแล้ว คือความสะอาดส่วนบุคคลหรือเรียกว่า สุขอนามัยส่วนบุคคล ถ้าในโรงเรียนก็เรียกว่าอนามัยโรงเรียน ปัจจุบันในประเทศไทยห้องน้ำที่ดี ๆ ห้องสุขาชายหญิงที่ดี ๆ อ่างล้างมือที่ดี ๆ ส่วนใหญ่อยู่ในปั๊มน้ำมัน มีห้องน้ำแบบปั๊มน้ำมัน อยู่ในโรงเรียนทุก ๆ โรงเรียน ทุก ๆ อาคารได้ไหม ใช้งบไม่มากนะครับ ถือโอกาสว่าโควิด (COVID) มาทั้งทีถ้ามีสุขาที่สะอาดก็เป็นสุขอนามัยที่จะให้เด็กและเยาวชนได้สัมผัส เดี๋ยวนี้ นักเรียนตามบ้านครอบครัวผู้ปกครองหลายท่านก็มีฐานะดี เขาก็ใช้ห้องน้ำดีกว่าที่โรงเรียน มีอ่างล้างมือที่บ้าน มาที่โรงเรียนเขาเข้าห้องน้ำไม่มีอ่างล้างมือเยอะแยะ ที่บ้านผมนี่ห้องน้ำ ในโรงเรียนผมว่ายังไม่ได้มาตรฐาน จัดให้เขาทุกข์โรงเรียน แล้วท่านประธานครับ หลังจาก วันที่ ๑ กรกฎาคมจะเปิดโรงเรียน โรงเรียนที่ดัง ๆ ห้องหนึ่งนักเรียน ๕๐ คน แต่พอ เปิดเทอมมานี้โควิด (COVID) มา เรียนไม่ได้ ๕๐ คน เขาต้องเรียน ๒๕ คน แล้วอีก ๒๕ คน เขาไม่มีห้องเรียน ผมว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องขยายอาคารเรียนว่าเรียนแบบเก่าแออัด เป็นปลากระป๋อง ไม่ได้แล้วครับ ไม่ใช่นิวนอร์มัล (New normal) โรงเรียนต่างประเทศ ที่เขาสอนดี ๆ เขาห้องละ ๒๕ คน ครูก็สอนได้พอดี งบประมาณตรงนี้ผมยังไม่เห็นเลยว่า แต่ละจังหวัดได้ตั้งงบประมาณเพื่อขยายห้องเรียนให้โรงเรียน หรือจะต้องปรับกิจกรรม ให้เด็กเรียน ๒๕ คนในภาคเช้า แล้วอีก ๒๕ คนก็ไปทำกิจกรรมในพื้นที่ต่าง ๆ ไปศึกษาดูงาน หรือไปทำกิจกรรมนอกห้องเรียน ภาคบ่ายสลับห้องเรียนแล้วก็อีกครึ่งหนึ่งก็ออก นอกห้องเรียน ก็จะต้องมีแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียนที่จะต้องใช้งบประมาณ ส่วนนี้เพื่อไปปรับระบบนิวนอร์มัล (New normal) ให้โรงเรียนและสถานศึกษา ผมก็ยัง ไม่เห็นนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะนำเรียนท่านประธาน เพื่อฝากไปให้ ท่านกรรมาธิการวิสามัญซึ่งเป็นฝ่ายของสภาผู้แทนราษฎรได้ทำข้อสังเกต เพราะว่ารัฐบาล ไม่ต้องเร่งรีบที่จะบรรจุงบประมาณเข้าเล่ม งบประมาณในส่วนนี้ยังสามารถที่จะตรวจสอบ วัตถุประสงค์และเป้าหมายยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน ขอให้ใช้ให้เสร็จสิ้นก่อนปี ๒๕๖๓ ในเดือนกันยายน เพราะฉะนั้นงบไหนที่เป็นงบจ้างบัณฑิตปล่อยไปก่อน งบไหนที่เป็น งบก่อสร้างขอให้ตรวจสอบให้ดี ๆ ให้ประเทศมีความแข็งแรงต้านทานโควิด (COVID) ขณะเดียวกันเศรษฐกิจก็รุ่งเรืองด้วย ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านจิรายุครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ดีใจที่ได้เจอท่านประธานผมคาดว่าท่านประธานคงจำได้ ผมเคยอภิปรายเรื่องนี้ ที่ท่านประธานให้ความสนใจก็คือเรื่องของความเหลื่อมล้ำของพี่น้องในภาคตะวันออก ที่อำเภอสัตหีบ ไม่แน่ใจว่าท่านประธานจำได้ไหมครับ มันกลับมาอีกแล้ว ความเหลื่อมล้ำ ที่ว่านี้ก็คือการใช้ตัวบทกฎหมาย ซึ่งผมยังเชื่อว่าขัดรัฐธรรมนูญที่เราเคยพูดอยู่เสมอว่า ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งเดียวไม่สามารถแบ่งแยกได้ เพราะฉะนั้นกฎหมายก็ต้องใช้ด้วยกัน ทั้งหมด ถามว่าเกี่ยวข้องอะไรกับ พ.ร.ก. เงินกู้ ๓ ฉบับนี้ ท่านประธานครับ เมื่อช่วงเช้า ที่ผ่านมาผมเพิ่งได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องคนไทยเหมือนกัน ถือบัตรประชาชนคนไทย แต่ได้รับการเยียวยาเป็นความเหลื่อมล้ำไม่เท่ากัน หมายความว่าอะไรท่านประธานรู้ไหมครับ ท่านจำเรื่องไฟฟ้าสัตหีบได้ไหมครับ จนถึงวันนี้รัฐสภาไม่มีใครสนใจที่จะแก้ไขปัญหาเลย ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ที่ไหนท่านฟังนะครับ ใครก็แล้วแต่ที่อยู่ใกล้ท่าน เพราะว่าท่านนั่งควบ เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผมไม่ได้ไปทุบหม้อข้าวของทหารเรือ แต่อยากจะ สะท้อนปัญหาแบบนี้ว่าเกิดขึ้นในสังคมไทยและต้องแก้ไขด้วยงบประมาณแผ่นดิน เขาร้องมา อย่างนี้ว่าการช่วยเหลือในช่วงที่ค่าไฟฟ้าแพง หลายท่านคงทราบดี ๒ เดือนที่แล้ว บิลค่าไฟฟ้ามาจะเป็นลม ขนาดเปิดแอร์คอนดิชัน (Air-condition) เย็น ๆ จะเป็นลม บ้านผม ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาทว่าเยอะแล้ว เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาซัดไป ๑๒,๐๐๐ บาท เดชะบุญพอมาดูใบเสร็จเขาลดให้ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ บาท ลด ๓ บาท ๑,๐๐๐ บาท ลด ๓๐ บาท ก็เดชะบุญได้ลดไป ๒๐๐ กว่าบาท ก็พอบรรเทาได้ แก้คลายร้อน ได้เล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ที่ผมอยากจะบอกท่านประธานอย่างนี้ว่าการลดของรัฐบาล ที่ออกเป็นมติ ครม. ไป แล้วก็ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคประมาณ ๓,๕๐๐ ล้านบาท เป็นการไฟฟ้านครหลวงประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าคนที่อำเภอสัตหีบไม่ได้แม้แต่สตางค์แดงเดียว นี่แหละ ประเทศไทย ปรากฏว่าเขาถามมาที่คณะกรรมาธิการซึ่งผมเป็นประธานอยู่ คณะกรรมาธิการ กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ผมไม่เอ่ยชื่อ ผู้ที่ร้องมานะครับ เขาบอกว่าเขาเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำประปา ใช้ไฟฟ้า ในเขตอำเภอสัตหีบ ประเทศไทยนะครับ ไม่ได้เป็นประเทศสารขัณฑ์ที่ไหน เขาบอกว่าที่นี่เขาไม่ได้รับมาตรการ ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในมาตรการเดียวกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แบบนี้ก็ได้ด้วย พูดง่าย ๆ คือเขาไม่ได้รับ ๓ เปอร์เซ็นต์ ผมกำลังจะบอกผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถ้าท่านบอกว่าท่านมาตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้ยึดอำนาจ เอาปืน เอารถถังออกมาไปยึดอำนาจเขา ท่านต้องแก้ไขเรื่องนี้นะครับ จิรายุพูดหลายรอบทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ผู้แทนราษฎรของอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เสียด้วยซ้ำ แต่เวลาเขามาร้องเขาร้องคณะผมตลอด เขาร้องต่ออีกท่านประธาน กรณีดังกล่าวนี้ ชาวอำเภอสัตหีบไปขอรับคืนเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าก็ยังไม่ได้รับ และคลุมเครือไม่ชัดเจน แล้วก็เงียบหายไป การใช้บริการไฟฟ้าที่อำเภอสัตหีบ เดี๋ยวไฟฟ้าก็ดับบ้างตกบ้าง ผมนึกถึงสมัยตอนเด็ก ๆ ที่บ้านมักจะเตรียมเทียนไว้ ไฟฉายต้องอยู่ข้างหัวนอน นี่ปี ๒๐๒๐ แล้วทำไมหรือจึงเกิดปัญหาแบบนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยบอก อ้าว ซวยแล้ว การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือเปล่า ไม่ใช่ท่านประธานครับ งบเยียวยาทั้งหลายที่ท่านกู้ไป ท่านต้องไปเยียวยาคนที่เขาอกหักก่อน ปรากฏว่าเช็ก (Check) ไป เช็ก (Check) มา คนอำเภอสัตหีบเป็นอำเภอเดียวของสยามประเทศหรือไทยแลนด์ (Thailand) ประเทศนี้ ที่ขอใช้ไฟฟ้าจากมิเตอร์ไฟฟ้าของกองทัพเรือ ท่านประธานจำได้ใช่ไหมที่ผมเคยอภิปราย เรื่องอย่างนี้ ท่านประธานและพี่น้องประชาชนที่เคยเดินทางไปเมืองพัทยา ท่านวิ่งตรง พัทยาไป ผ่านจอมเทียนไปซ้ายมือจะเป็นสวนนงนุช พัทยา วัดญาณสังวราราม ตั้งแต่ สวนนงนุช พัทยา เป็นต้นไปไปจนถึงอำเภอสัตหีบ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม สวนน้ำ การ์ตูนเน็ทเวิร์ค อเมโซน ห้างสรรพสินค้าแม็คโคร (Makro) เทสโก้โลตัส (Tesco Lotus) อะไรเยอะแยะแถวนั้น ขอใช้ไฟฟ้าจากทหารเรือ ซวยตรงไหนล่ะครับ พอขอไฟฟ้าจากทหารเรือ ปรากฏว่านโยบายรัฐบาลไม่ครอบคลุมครับ ทหารเรือบอกว่าไม่เกี่ยว สวัสดิการทหารเรือ ก็เลยไม่ได้ลด ๓ เปอร์เซ็นต์ คำถามคือถ้าอย่างนั้นรัฐบาลชุด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านกู้เงินมา ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไปแก้ไขปัญหานี้นะครับ แล้วที่น่าแปลกใจ ก็คือเขาเสียภาษี ๗ เปอร์เซ็นต์เต็มเท่ากับพวกผม ท่านประธานที่เคารพครับ เขาร้องต่อว่า เมื่อท่านกู้เงินแล้วท่านต้องไปเยียวยาแล้วท่านสั่งการ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้อย่าให้ เกิดขึ้นในแผ่นดินเรา ไม่ได้ไปทุบหม้อข้าวของกองทัพเรือ แต่ว่ากระบวนการของกาลเวลา เปลี่ยนผ่านไปจนถึงปัจจุบันท่านต้องแก้ไขระเบียบ แก้ไขพระราชบัญญัติบางตัวได้แล้ว หรือถ้าท่านได้ยินผมอภิปรายแล้วท่านต้องเรียกเจ้าหน้าที่มาดูสิว่าทำไมเขาไม่ได้ กี่ครัวเรือน ๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่กี่สตางค์ ทุกวันนี้ที่เขาบอกไฟฟ้าติด ๆ ดับ ๆ ตก ๆ ดับ ๆ แถมไปขอ ค่ามิเตอร์คืนก็ยังงง ๆ เพราะใช้กฎหมายคนละตัว กฎหมายคนละฉบับ ประเทศนี้ก็มีนะครับ แล้วย้อนความกลับไป อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง สมัยก่อนขึ้นกับกองทัพเรือ ขอไฟฟ้า เหมือนกันในลักษณะนี้ แล้วก็ปรากฏว่าไปต่อสู้มีทั้งผู้อนุรักษ์นิยม ผมไม่อยากเอ่ย เรียกคำว่า เอ็น (N) ก็แล้วกันครับ จนกระทั่งบ้านฉางหลุดออกจากเขตพิเศษที่จะต้องไปขอไฟฟ้าจาก กองทัพเรือ แล้วอย่างไรล่ะครับ เขาก็ได้รับ ๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านลองถาม ผบ.ทร. สิครับ ผมเคยเรียกกองทัพเรือ มาชี้แจงแล้วก็นำเรียนในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในฐานะตัวแทนประชาชน ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ใช่ คนสัตหีบ ผมไม่ใช่ ส.ส. สัตหีบ แต่ปัญหาแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้ร้องบอกว่าเมื่อรัฐบาลมีการกู้เงิน ใน พ.ร.ก. ต่าง ๆ ในการกู้เงินแก้สถานการณ์โควิด (COVID) เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านเยียวยาครบถ้วนกระบวนความหรือยัง ท่านได้กันงบประมาณเหล่านี้ไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องที่ไม่ได้รับหรือเปล่า เมื่อสักครู่ ไฟฟ้านะครับ คนสัตหีบ ๓ เปอร์เซ็นต์ไม่เคยได้รับ ไฟฟ้าติด ๆ ดับ ๆ เวลามีปัญหาก็ต้อง โทรศัพท์ไปที่ทหารเรือ ทั้ง ๆ ที่เขตของทหารเรือในสมัย ๑๐๐ ปีที่แล้ว ก็ว่ากัน สมัยท่าน ที่เป็นกรมทหารเรือ เดี๋ยวนี้ท่านเป็นกองทัพเรือ ท่านบอกว่าเขตความมั่นคงต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ว่ากันครับ แต่ทุกวันนี้ความเจริญ ถ้าอย่างนั้นท่านต้องขีดเส้นเลย ห้ามคอนโดมิเนียมเข้าไป ห้ามรีสอร์ตเข้าไป ห้ามสวนนงนุช พัทยา ห้ามสวนน้ำ การ์ตูนเน็ทเวิร์ค อเมโซน ห้ามสร้าง คอนโดมิเนียม ห้ามที่อยู่อาศัย เพราะเป็นเขตทหารเรือ แต่ทุกวันนี้ผมไปดูนะครับ ร้อยละ ๖๐ เป็นประชาชนทั่วไปไปอยู่อาศัย ทำคอนโดมิเนียม บ้านพักอาศัย สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ แต่เวลาขอไฟฟ้าขอกับกองทัพเรือ เวลาโดนด่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบอกโดนด่าประจำ เพราะคนไม่รู้ เวลาไฟฟ้าตก ไฟฟ้าดับก็ด่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผมจึงฝากเรียน คณะรัฐมนตรี ถ้าท่านกู้เงินในครั้งนี้แล้วท่านต้องเยียวยาด้วย ถ้ากองทัพเรือเขาบอกว่า ไม่มีกฎระเบียบ อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ รัฐบาลก็ต้องใช้เงินก้อนนี้ อย่างน้อยเต็มที่ ก็ไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาทหรอกครับ เพราะท่านใช้ทั้งประเทศประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านต้องเยียวยานะครับ นี่รวมไปถึงเรื่องของน้ำประปาด้วย น้ำประปาก็เช่นเดียวกัน ผู้ร้องบอกว่ามาตรการการช่วยเหลือด้านน้ำประปาของ บริษัท อีสต์ วอเทอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งแน่นอนอันนี้เป็นคู่ค้ากับการประปาส่วนภูมิภาค ประเด็นใกล้เคียงกันเลยการขอรับเงิน ค่าประกันมิเตอร์และความชัดเจนในการประชาสัมพันธ์ให้ทราบ ความมั่นคงในการใช้น้ำ ในเขตให้บริการบ้างก็ไหล บ้างก็ไม่ไหล สมัยก่อนตุ่มบ้านผมนี่ ขนาดอยู่ในกรุงเทพมหานครตั้งแต่เกิด คุณแม่ต้องเตรียมตุ่ม ไปบ้านเพื่อนที่บางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เตรียมโอ่งใหญ่ ๆ ผมเรียกไม่ถูก ที่สูงท่วมตัว หน้าฝนก็รองน้ำมา หวานอมขมกลืนก็ต้องดื่ม เมืองไทยยังมีแบบนี้ เขาก็บอกเขาไม่ได้รับ การชดเชย แล้วท่านกู้เงินแทบตาย ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท พี่น้องประชาชน ไม่รู้ท่านก็ต้องรู้ คนสัตหีบเดือดร้อนเหลือเกิน ทนไม่ไหวแล้ว บอกว่าถ้าอย่างนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าเข้ากรุงเทพมหานครมาสัก ๑,๐๐๐ คน เดี๋ยวจะเรื่องใหญ่ ท่านประธานที่เคารพครับ การกู้เงินต่าง ๆ เหล่านี้ ผมฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกัน และสิ้นเดือนนี้เป็นต้นไปทุกอย่างจะหยุดแล้ว พี่น้องประชาชน หยุดในที่นี้หมายถึงว่า ๓ เปอร์เซ็นต์ไม่มีแล้ว เราทิ้งกัน เราไม่ทิ้งกัน ไม่มีแล้ว ๕,๐๐๐ บาท สำนักงานประกันสังคม ถามจนหม่อมเต่าไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว เชิญมาชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ก็ให้รองปลัดกระทรวงมา ตอบกันไม่รู้เรื่อง สุดท้ายท่านประธานทราบไหมว่าเงินเยียวยา ที่เป็น พ.ร.ก. แบบนี้ ผมอภิปรายถ้าไม่จำเป็นผมไม่ลุกขึ้นมาหรอก และท่านรู้ไหมว่า เงินประกันสังคม ผู้ประกันตนวันนี้เขาส่งประกันสังคม เขาไปขอสำนักงานประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมบอกว่าอย่างไรรู้ไหม ยังไม่ครบกำหนด หมายถึงว่าส่งไปยังไม่ครบ เงื่อนไข ถ้าไม่ครบเงื่อนไขก็ไปขอใครล่ะครับ ก็ไปขอเราไม่ทิ้งกันใช่ไหมครับ เพื่อไปรับเงิน เยียวยา ๕,๐๐๐ บาท พอไปรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังตอบว่า อย่างไรรู้ไหมครับ เธอก็ไปขอที่สำนักงานประกันสังคมสิ นี่ล่ะครับราชการไทย ไหนล่ะปฏิรูป ก่อนการเลือกตั้ง ไหนล่ะครับ สุดท้ายวันนี้ความซวยมาบังเกิดให้กับคนที่ถือประกันสังคม ไปทำงานบริษัทโดนหักทุกเดือน ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง ไปขอสำนักงานประกันสังคม สำนักงาน ประกันสังคมบอกว่าไม่ได้ ไม่เข้าเงื่อนไข พอจะไปรับเงินเยียวยาของรัฐบาลทางโน้นบอกว่า ก็คุณมีประกันสังคม นี่แหละท่านประธานที่เคารพครับ สภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นที่อภิปราย และพูดคุยกันเพื่อให้แก้ปัญหา ผมฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องอำเภอสัตหีบนี่พูดแล้วพูดอีก พูดแล้วพูดอีก กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว เราต้องแก้ไขกฎหมาย อะไรที่ทำได้ดีท่านบอกว่าส่วนที่เป็นเอกชนท่านก็ให้การไฟฟ้า เขาบริหารจัดการไป ถึงเวลาโลกก็เปลี่ยนไป หรือถ้าท่านบอกว่าไม่เป็นไรเรื่องความมั่นคง เถียงกับจิรายุแล้วเถียงไม่จบ ท่านก็เยียวยาเข้าไป ท่านนายกรัฐมนตรีครับ วันนี้ชาวสัตหีบ เดือดร้อน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายปลายทาง ผมจะบอกท่านว่ากรณี การกู้เงินนี้ไม่มีใครติดใจ อย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่าถ้ารัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ๕-๖ ปีที่ผ่านมา ท่านทำงบประมาณแบบเกินดุลอย่างน้อยปีละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็ไม่ต้อง กู้ครบ ๑ ล้านล้านบาท และที่สำคัญผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ เพราะมีคนส่งเสียงมาเป็นระยะ ๆ ว่าทำโครงการ พวกผมไม่มีปัญหา เพราะผมไม่เคยรู้เรื่อง กับรัฐบาลว่าเขาทำโครงการอะไร มีหน้าที่ตรวจสอบก็ตรวจสอบกันไป แต่อย่าเอาไปเคลียร์ (Clear) ปัญหาภายในมุ้ง ภายในก๊กของพวกท่านก็แล้วกัน พวกผมก็จะติดตามตรวจสอบ และขอฝากสุดท้ายไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ครับ ท่านช่วยเหลือ พี่น้องที่เขาไม่ได้เงินเยียวยาด้วยนะครับ ท่านช่วยเหลือพี่น้องที่มีกฎหมายเหลื่อมล้ำแบบนี้ ในประเทศไทยด้วย ท่านเป็นทหาร ท่านดูแลพี่น้องประชาชน ท่านเป็นอดีตทหาร ท่านเป็น นายกรัฐมนตรี สุดท้ายก็ขอฝากไปยังนายกรัฐมนตรีช่วยแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน และขอเสนอ ที่จะเห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการในการติดตาม ตรวจสอบการกู้เงินในครั้งนี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณท่านจิรายุมากครับ ที่ดูแลปัญหาความทุกข์เดือดร้อนของประชาชนชาวสัตหีบ ถึงอย่างไรก็ตามผมจะให้เขาถอดเทป (Tape) ปัญหาที่ท่านอภิปราย มอบให้กับ ท่าน ส.ส. สะถิระ เผือกประพันธุ์ ซึ่งเป็น ส.ส. เขต อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ช่วยแก้ไข ดำเนินการอีกทางหนึ่งนะครับ ท่านสุดท้าย ท่านนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณ และมาตรการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุใดเราจึงเสนอญัตติด่วนเข้ามาเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็เพราะเราไม่มีความมั่นใจในการใช้งบประมาณก้อนมโหฬารนี้ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางบ้านก็เห็นดีเหมือนพวกเรา ส.ส. ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่เราทำหน้าที่เป็นปาก เป็นเสียงตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ คงไม่มีใครคัดค้านนะครับ เพราะการ อภิปรายที่ผ่านมาทุกคนเห็นดีเห็นงามกันหมด แต่การที่จะตรวจสอบรัฐบาล ถึงแม้จะมี คณะกรรมาธิการชุดนี้เกิดขึ้นมาก็ตาม กรรมาธิการที่จะตรวจสอบงบประมาณได้ดีที่สุด จะต้องไม่มีส่วนได้เสียกับงบประมาณก้อนนี้ ถ้านำคนที่มาตรวจสอบแต่มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการใช้งบประมาณ การตรวจสอบก็จะไม่เข้มข้นเท่าที่ควร กระผมเองในฐานะที่เป็น พรรคเล็กคงจะไม่มีโอกาส ไม่มีสัดส่วนแน่นอน แต่กระผมก็จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ในฐานะที่เป็น ส.ส. และจะเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนมาร่วมกันตั้งคณะกรรมาธิการ นอกสภาครับ การตรวจสอบครั้งนี้ต้องเข้มข้นมากที่สุด เพราะทุกคนเป็นหนี้ด้วยกันครับ ท่านประธาน🔗
จากการที่ผมได้อภิปรายในเรื่องนี้ ขออภิปรายเพิ่มเติมเพื่อที่จะให้ประชาชน ที่ไม่ได้ฟังจะได้รับทราบว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร รัฐบาลชุดนี้มีการกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท รวมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทช่วยตราสารหนี้ รวมแล้ว ๑.๙ ล้านล้านบาท การกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ในส่วนแรกก็คือ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลให้กระทรวงสาธารณสุข ช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาเรื่องไวรัสโคโรนา (Corona) ส่วนอีก ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือ เยียวยาประชาชน เกษตรกร ผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ตามที่เราได้ทราบแล้ว อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ในส่วนของเงิน ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาทรัฐบาลเอามาใช้อย่างนี้ ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาทช่วยเหลือภาคประชาชน และกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือกลุ่มอาชีพเปราะบาง ยังมีเงินอีกก้อนหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ ก็คือวงเงิน ๑๒๖,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลได้นำเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจาก ๑๒๖,๐๐๐ ล้านบาท มาช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) รายย่อยตามที่ผมได้อภิปรายครั้งที่แล้ว เพราะครั้งที่แล้วรัฐบาล ตั้งงบประมาณไว้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) แต่ดันไปเขียนเงื่อนไขไว้ ว่าจะต้องช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เป็นหนี้ในธนาคารตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ช่วย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของหนี้คงค้าง ผมได้อภิปรายว่าถ้าเป็นเช่นนั้นเท่ากับท่านไม่ได้ช่วยเหลือ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีปัญหาในช่วงวิกฤติโคโรนา (Corona) เพราะเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็ก รายน้อยที่เกิดปัญหาเขาจะเกิดในช่วงหลังจากที่มีการติดเชื้อไวรัสตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เดือนเมษายน เป็นต้นมา ผมได้อภิปรายอย่างนั้นครับ รัฐบาลก็คงจะเอาอันนี้ ไปแก้มาว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เหลือจาก ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท เอามาช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ๒ ประเภทครับ ประเภทที่ ๑ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่ยังไม่เข้าถึงแหล่งเงินทุน ไม่สามารถกู้เงินได้จากสถาบันการเงิน และตกหล่นจากมาตรการภาครัฐประมาณ ๒ ล้านราย ครอบคลุมกับเอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็กที่เขาเรียกว่าไมโคร (Micro) นะครับ เอสเอ็มอี (SMEs) นอกระบบ คือจะมาช่วยพวกนี้ ประเภทที่ ๒ คือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล (NPL) จากทั้งหมด ๓ ล้านราย แนวทาง การช่วยเหลือจะมีรูปแบบและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน อัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน เพราะปัญหาเอสเอ็มอี (SMEs) แต่ละรายไม่เหมือนกันครับ บางรายไม่มีหลักประกัน บางรายไม่ใช่ลูกค้าสถาบันการเงินเลย หรือบางรายเป็นลูกค้า สถาบันการเงินแต่เป็นหนี้เสีย ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐออกมาได้ นี่ถือว่า เป็นเรื่องดี ผมเห็นด้วย แต่ในส่วนหนึ่งที่ผมเป็นกังวลก็คือว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาล บอกว่าจะนำมาใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม เงินก้อนนี้จำนวนมหาศาล ไม่มีการเขียน ในรายละเอียด เรากังวลว่าท่านจะเอาไปแจกจ่ายให้กับการเมืองท้องถิ่น หรือเพื่อปูทาง ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ จากการที่ตั้งข้อสังเกตปรากฏว่าอาจจะเป็นเรื่องจริงครับ เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น รัฐบาลบอกว่าจะมาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ปรากฏว่า ให้สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งมีจำนวนพนักงานหรือข้าราชการ จำนวนน้อยต้องมาวิเคราะห์กลั่นกรองโครงการต่าง ๆ ที่เสนอเร่งด่วนเข้ามาให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ปรากฏว่ามีผู้เสนอโครงการเข้ามาประมาณ ๔๐,๐๐๐ โครงการ โดยเสนอเป็นงบประมาณเข้ามา ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติเองกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องซึ่งมีไม่กี่ท่านจะมีความสามารถ ในการคัดกรองโครงการ ๔๐,๐๐๐ โครงการ ได้อย่างไร ฉะนั้นผมเห็นว่าเป็นช่องทาง ในการที่จะช่วยเหลือพวกพ้อง หรือหน่วยงานราชการที่เสนอโครงการเข้ามา ท่านอาจจะเอา โครงการเก่าที่เสนอมาแล้วไม่ผ่านไปปัดฝุ่นใหม่ เขียนชื่อโครงการใหม่ให้เกี่ยวข้องกับ ไวรัสโคโรนา (Corona) แล้วมีการเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกพ้องตัวเองหรือไม่ ก็เป็นไปได้ ไม่มีทางหรอก ๔๐,๐๐๐ กว่าโครงการที่จะมาพิจารณาให้แล้วเสร็จ เป็นการเร่งด่วนเพื่อที่จะใช้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีหน่วยงานที่ตรวจสอบ ท่านบอกว่าท่านมีองค์กรตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ถามว่า เราจะเชื่อท่านได้อย่างไร เพราะองค์กรตรวจสอบก็อยู่ภายใต้กำกับของนายกรัฐมนตรี ฉะนั้น การตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมาจึงมีความสำคัญยิ่ง เพื่อเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ถ้าคณะกรรมาธิการชุดนี้ทำงานอย่างเข้มข้น ตรวจสอบทุกอย่าง รับรองว่าจะต้องมีคนติดคุก ผมเชื่อว่าโครงการต่าง ๆ ที่เสนอมารับรองว่ามีการยัดไส้มาแน่นอน ผมเองในฐานะที่เป็น พรรคการเมืองพรรคเล็ก มี ส.ส. ๑ คน ถึงแม้จะไม่ได้เป็นกรรมาธิการชุดนี้ก็จะทำหน้าที่ ส.ส. ในการตรวจสอบ เพราะผมมีสิทธิในการตรวจสอบ แล้วก็จะเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมกันตั้ง คณะกรรมาธิการนอกสภาในการตรวจสอบโครงการทุกโครงการ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ก็คงจะ อภิปรายกันพอสมควรแล้วกระมังครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๔ ขอปิดการอภิปรายนะครับ ที่ประชุมคงไม่ขัดข้องนะครับ🔗
หลังจาก การปิดอภิปรายเสร็จแล้ว ท่านผู้เสนอญัตติมีสิทธิจะสรุปได้อีก ๑ ครั้ง ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ท่านจะใช้สิทธิไหมครับ ถ้าไม่ใช้สิทธิก็ถือว่าเป็นการอภิปรายสมบูรณ์ ต่อไปคงจะต้องขอมติ จากที่ประชุม เพราะว่าญัตติทั้ง ๘ ฉบับ เป็นญัตติที่มีจุดประสงค์เดียวกันคือขอตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา แต่ตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ คือถ้าไม่มีผู้ใดคัดค้านญัตตินี้ ก็ให้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ได้ เชิญท่านครับ🔗
ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอสรุปสั้น ๆ อย่างนี้ครับ ในการจัดการงบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เร่งรีบเกินไป การที่จัดสรรงบประมาณเข้ามาโดยใช้เวลาไม่เกินสัปดาห์หนึ่ง ผมคิดว่า เป็นการเตรียมการที่ขาดตกบกพร่อง อยากให้ทางท่านประธานได้ประสานงานกับทางรัฐบาล ว่าควรเลื่อนเวลาไปให้เหมาะสมกว่านี้ เพราะว่าผมอยากให้ชาวบ้านได้มีโอกาสที่จะเสนอ ปัญหา เสนอปัญหาของเขาเอง ก็คล้าย ๆ กันกับถ้าเป็นแนวทางของพรรคเพื่อไทยก็คือ เอสเอ็มแอล (SML) เอสเอ็มแอล (SML) หมายถึงสภาบ้าน อยากให้มีปราชญ์ชาวบ้าน มีทุก ๆ องค์การ วัด บ้าน โรงเรียน ได้เสนอปัญหาร่วมกันถึงจะเป็นประโยชน์สูงสุด อยากสรุปในแนวนี้ครับท่านประธาน🔗
ขอบพระคุณครับ พอดีมีตัวแทนคณะรัฐมนตรีอยู่ในนี้ก็รับข้อสังเกตของท่านคมเดชไปด้วย นะครับ ถ้าตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถ้าญัตติใดไม่มีผู้คัดค้านก็ถือมติของที่ประชุมเห็นชอบด้วย ญัตตินั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามต้องถามก่อนนะครับว่าท่านสมาชิกท่านใดมีความเห็น เป็นอย่างอื่นไหมครับ คือเห็นว่าไม่ควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ🔗
ถ้าไม่มี ผมขออนุญาตใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถือว่าที่ประชุมลงมติเห็นชอบตามญัตติคือให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมานะครับ ขอผู้เสนอจำนวนกรรมาธิการครับ จะใช้ทั้งหมด กี่ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอสัดส่วนกรรมาธิการ ๔๙ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
มีผู้รับรอง ครบนะครับ มีท่านสมาชิกเสนอตั้งกรรมาธิการ จำนวน ๔๙ ท่าน มีท่านสมาชิกท่านใด เห็นต่างจากนี้ไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๔๙ ท่าน ซึ่ง ๔๙ ท่านนี้ คณะรัฐมนตรี มีสิทธิตั้ง ๑ ใน ๔ ไม่เกินก็คือ ๑๒ ท่าน คณะรัฐมนตรีจะใช้สิทธิไหมครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม ขออนุญาตเสนอในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ๑๒ ท่าน ดังนี้ ๑. นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ๒. นายธีรัชย์ อัตนวานิช ๓. นางสาวศิรสา กันต์พิทยา ๔. นายพรชัย ฐีระเวช ๕. นายดนุชา พิชยนันท์ ๖. นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ๗. นายไพบูลย์ นิติตะวัน ๘. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ๙. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ๑๐. นายสมศักดิ์ คุณเงิน ๑๑. นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ๑๒. นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
คณะรัฐมนตรีตั้ง ๑๒ ท่านนะครับ ดังนั้น จะเหลือสัดส่วนของพรรคการเมืองเพียง ๓๗ ท่าน ขอเริ่มด้วยพรรคเพื่อไทย จำนวน ๑๐ ท่าน เสนอรายชื่อเลยครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินตามพระราชกำหนด ๓ ฉบับ วงเงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๑๐ ท่าน ดังนี้ค่ะ ๑. นายอุดมเดช รัตนเสถียร ๒. นายอดิศร เพียงเกษ ๓. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ๔. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ๕. นายไพจิต ศรีวรขาน ๖. นายคมเดช ไชยศิวามงคล ๗. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ๘. นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ๙. นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ๑๐. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ขอผู้รับรองค่ะ🔗
มีผู้รับรองครบ พรรคพลังประชารัฐ ๙ ท่าน เสนอครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพยิ่ง กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตเสนอรายชื่อ กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๙ ท่านนะครับ ๑. นายสุชาติ ชมกลิ่น ๒. นายจักรัตน์ พั้วช่วย ๓. นายสัญญา นิลสุพรรณ ๔. นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ๕. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ๖. นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ๗. นายวันชัย ปริญญาศิริ ๘. นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ๙. นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองครบ ต่อไปพรรคภูมิใจไทย ๕ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากเงินกู้ ๓ ฉบับ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๕ ท่าน ดังต่อไปนี้ ๑. นายภราดร ปริศนานันทกุล ๒. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ๓. นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา ๔. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ๕. นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองครบนะครับ ต่อไปพรรคก้าวไกล ๔ ท่านครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายทศพร ทองศิริ ผู้แทนราษฎรของชาวราษฎร์บูรณะ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้ งบประมาณและมาตรการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลจำนวน ๔ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ๒. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ๓. นางสาวสุรางค์รัตน์ จำเนียรพล ๔. พันตำรวจเอก ประเวศน์ มูลประมุข ขอผู้รับรองครับ🔗
ผู้รับรอง ครบครับ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๔ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากเงินกู้ ๓ ฉบับ ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๔ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๒. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ๓. พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ๔. ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ครบครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่านครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาขอเสนอ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองครบนะครับ ต่อไปพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอ รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณ และมาตรการแก้ไข ปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) ขอเสนอ นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา ขอผู้รับรองครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้อง พรรคประชาชาติ ๑ ท่านครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายสมมุติ เบญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ จังหวัดปัตตานี ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณและมาตรการแก้ไขปัญหา โควิด-๑๙ (COVID-19) คือ นายมุข สุไลมาน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ครบนะครับ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ๑ ท่าน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ขออนุญาตเสนอกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเศรษฐกิจใหม่ จำนวน ๑ ท่าน ขอเสนอ นายสุภดิช อากาศฤกษ์ ขอผู้รับรองครับ🔗
ผู้รับรอง ครบนะครับ พรรคที่เหลือ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคพลังท้องถิ่นไท ๑ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคพลังท้องถิ่นไท ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองครบนะครับ ครบทุกพรรคการเมืองแล้วนะครับ ทั้งหมด ๔๙ ท่าน เชิญอ่านรายชื่อ กรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งครับ🔗
รายนามคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินตามพระราชกำหนด ๓ ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา ๒๐๑๙ จำนวน ๔๙ ท่าน ๑. นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ๒. นายธีรัชย์ อัตนวานิช ๓. นางสาวศิรสา กันต์พิทยา ๔. นายพรชัย ฐีระเวช ๕. นายดนุชา พิชยนันท์ ๖. นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ๗. นายไพบูลย์ นิติตะวัน ๘. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ๙. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ๑๐. นายสมศักดิ์ คุณเงิน ๑๑. นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ๑๒. นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ๑๓. นายอุดมเดช รัตนเสถียร ๑๔. นายอดิศร เพียงเกษ ๑๕. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ๑๖. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ๑๗. นายไพจิต ศรีวรขาน ๑๘. นายคมเดช ไชยศิวามงคล ๑๙. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ๒๐. นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ๒๑. นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ๒๒. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ๒๓. นายสุชาติ ชมกลิ่น ๒๔. นายจักรัตน์ พั้วช่วย ๒๕. นายสัญญา นิลสุพรรณ ๒๖. นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ๒๗. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ๒๘. นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ๒๙. นายวันชัย ปริญญาศิริ ๓๐. นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ๓๑. นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ๓๒. นายภราดร ปริศนานันทกุล ๓๓. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ๓๔. นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา ๓๕. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ๓๖. นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา ๓๗. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ๓๘. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ๓๙. นางสาวสุรางค์รัตน์ จำเนียรพล ๔๐. พันตำรวจเอก ประเวศน์ มูลประมุข ๔๑. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๔๒. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ๔๓. พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ๔๔. ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ๔๕. นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ๔๖. นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา ๔๗. นายมุข สุไลมาน ๔๘. นายสุภดิช อากาศฤกษ์ และ ๔๙. ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม🔗
จำนวน ๔๙ ท่าน ไม่มีการแก้ไข ถูกต้องนะครับ ต่อไปขอให้เสนอระยะเวลาที่จะใช้ว่าจะใช้เวลากี่วัน ในการพิจารณาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอระยะเวลาใน ๑๒๐ วันค่ะ🔗
ขอผู้รับรองครับ🔗
มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีถือว่าที่กำหนดระยะเวลาในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ๑๒๐ วันนะครับ เป็นการจบการพิจารณาญัตติด่วนทั้ง ๘ ฉบับ วันนี้พอสมควรแล้ว ขอปิดประชุมครับ ขอบพระคุณทุกท่านครับ🔗