unknown · · 426 lines

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์เวลา ๐๙.๔๖ นาฬิกา)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อ ๑๗๕ ท่าน ยังไม่ครบองค์ประชุมนะครับ ๒๔๔ ท่าน จะรอนะครับ🔗

นายวิรัช พันธุมะผล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาครับ ผมขออนุญาตคุยกับท่านหน่อย ขออนุญาตเรียนท่านประธานนิดหนึ่งนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ🔗

นายวิรัช พันธุมะผล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอให้เคร่งครัดในการลงเวลา ในการมาประชุมครับ ถ้าคนไหนมาหลังเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ให้ประกาศชื่อว่ามาเวลาอะไรครับ สภาต้องเป็นตัวอย่างของประชาชนครับ การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งสำคัญมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เวลาเป็นของมีค่าครับ ผมเห็นด้วยครับ ขอบคุณมากครับ ก็เห็นใจครับ เพราะว่าความไม่สะดวกในเรื่องที่จอดรถก็ดี จราจรก็ดี ยังเป็นปัญหาอยู่ ผมศึกษาเรื่องนี้ละเอียดมาก เพราะว่าอยากจะทำให้เป็นอย่างที่ ท่านสมาชิกได้พูดก็คือสภาเราเป็นสภาที่มีคุณภาพ ค่อย ๆ ปรับไปครับ อันนี้ก็ไม่ตำหนิใคร เพราะว่าเห็นใจในเรื่องความไม่พร้อมในหลายเรื่องอยู่ ขณะนี้ก็คงต้องใช้เวลาปรับ แม้กระทั่งสภาก็ยังไม่เสร็จ แต่ว่าอย่างไรก็ตามอาจจะต้องรบกวนพวกเราก็ต้องมากัน เร็วหน่อยนะครับ แต่ว่าไม่เป็นไรครับ ในช่วงระยะเวลานี้ก็ยังให้โอกาสพวกเรา เพราะว่า ผมก็รู้ว่าหลายคนก็มาบ่น ตัวแทนพรรคก็มาบ่นเรื่องที่จอดรถ เรื่องความไม่สะดวก เส้นทาง การไปมาก็สับสน ก็ยังมีอยู่ เรียนท่านเลขาธิการไปแล้วว่าในช่วงแรกสามารถปรับอะไรได้ ก็รีบปรับ ส่วนความไม่พร้อมในเรื่องสถานที่ก็ยังมีอยู่ เพราะว่าการก่อสร้างก็ยังไม่เสร็จ ห้องที่ผมทำงานก็ชั่วคราวครับ เมื่อเสร็จแล้วต้องย้ายต่อไปอีก อันนี้ก็ไม่ไปตำหนิใคร เพราะรู้ว่าทุกคนมีความพยายาม ผู้ก่อสร้างเอง สภาในฐานะคู่สัญญาเองเขาก็พยายาม ร่วมมือกันอย่างดี คุยกันอย่างดี ขอเรียนพวกเราเป็นการภายในคือแม้กระทั่งการต่อสัญญา ก็กำชับว่าถ้าขืนต่อสัญญาอีกเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะลำบาก เพราะว่าเป็นเรื่อง ของฝ่ายประจำ ไม่ได้เกี่ยวกับประธานนะครับ ประธานก็มีหน้าที่ดูแล เราเป็นฝ่ายการเมือง ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับข้อตกลงสัญญาใด ๆ ก็ได้รับความร่วมมือด้วยดีครับ มีการติดตาม เพิ่มคนขึ้นมา ซึ่งผมก็ไปดูเกือบทุกสัปดาห์ครับ แม้กระทั่งต้นไม้ก็ถามเขาว่าเอาต้นไม้ที่แก่แล้ว มาปลูก แล้วปรากฏบางต้นยังไม่ทันปลูกก็ตายแล้ว จะทำอย่างไร เอาเข้ามาใหม่ได้อย่างไร ก็แนะนำบางเรื่องที่ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวนศาสตร์ เช่นเอาต้นไม้ที่ยังอ่อนมาปลูกเสริม ได้ไหมเมื่อต้นนี้เป็นอะไรไป ต้นเล็กจะได้โตขึ้นมาทัน เหล่านี้เป็นต้น ก็ช่วยดูอยู่แต่ว่ายังไป แตะต้องอะไรไม่ได้เพราะว่าเดี๋ยวจะมีปัญหาตามมา ก็ไม่ไปแตะต้องอะไรเพราะเป็นคู่สัญญา เมื่อเขาเสร็จแล้วเราค่อยมาดูกันอีกที เราจะทำให้สภาเขียว กรีน พาร์เลียเมนต์ (Green parliament) ขออภัยนะครับ เพราะพวกเราใช้คำนี้กับผมว่าขอให้เป็นสภาเขียว ซึ่งผมเห็นด้วย ว่าเราต้องพยายามทำให้สภาพแวดล้อมดี ต่อไปอาหารการกินก็ได้พูดเป็นการภายในแล้วครับ ที่เราเสนอกันเรื่องอาหารกล่อง ผมก็เห็นด้วย ให้เศษขยะอะไรมีน้อยที่สุดถ้าเราสามารถจะ ทำได้ อันนี้ก็เป็นความตั้งใจที่พวกเราได้ปรารภ แล้วก็พวกผมก็เห็นด้วยว่าเราต้องทำ เพียงแต่ว่าหลายคนบอกว่าทำไมไม่อย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็เรียนว่ายังไปแตะอะไรไม่ได้เพราะ เป็นเรื่องคู่สัญญาเขาทำกัน ไปแตะอะไรไม่ได้เลย ต้นไม้ก็ไปแตะอะไรไม่ได้ แต่ว่าเมื่อเสร็จแล้ว ถ้าข้อตกลงหรือสัญญาเขาทำเสร็จแล้วตอนนั้นเราก็มาทบทวนว่ามีอะไรที่บกพร่อง เพื่อว่าสภานี้จะได้เป็นหลัก ต่อไปที่นี่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ของประเทศนะครับ ซึ่งก็เลย เรียนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับเลขาธิการวุฒิสภาให้หารือกันดูว่าควรจะวางระบบ การใช้สภาอย่างไรเพื่อไม่ให้มีปัญหา เช่น นักท่องเที่ยวเข้ามา วันก่อนมีชาวต่างประเทศมา เขาก็บอกของเขามีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ อันนี้ก็เรียนหลักซึ่งสมาชิก ปรารภเรื่องนี้ขึ้นมา ผมก็เลยเล่าเท่าที่สามารถจะบอกท่านได้สั้น ๆ ยังไม่ครบองค์ประชุม สมาชิกยกมือ เชิญเลยครับ🔗

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ อุทัยธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย วันนี้คงจะ ใช้เวลาสักครู่นะครับท่านประธาน เพราะว่าวันนี้ไม่มีการลงมติ สมาชิกเราคงจะมาช้ากันบ้าง เป็นธรรมดา แล้วก็ตามที่ท่านประธานได้บอกแล้วว่าความขัดข้องอะไรหลายอย่าง แต่ผมเห็นด้วย กับท่านประธานในกรณีเรื่องน่าจะมีแผนกหรือจะเป็นส่วนท่องเที่ยวสภามาดูแลโดยเฉพาะ เพราะว่าเรียนด้วยความเคารพครับ ผมก็อึดอัดมาสถานที่ก็ยังไม่เสร็จ แต่ก็พยายามทำใจ ทุกอย่างว่าถูกใจเราบ้าง ไม่ถูกใจเราบ้างก็ตาม ก็พยายาม อย่างไรก็เป็นบ้านของเราก็ต้อง ช่วยกัน แล้วก็เป็นกรีน พาร์เลียเมนต์ (Green parliament) ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีมากครับ และสิ่งที่ท่านประธานดำริเมื่อสักครู่นี้ผมเห็นด้วยว่าต่อไปจะเป็นจุดท่องเที่ยวของ กรุงเทพมหานคร เป็นของประเทศไทยส่วนหนึ่ง อย่างน้อยคนมาดูงาน คนมาท่องเที่ยว เพราะสถานที่นี้ก็ต้องถือว่าใช้งบประมาณมากมาย จะได้สร้างประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยครับ กรณีที่ ๑ ก็คือต้องมีแผนกท่องเที่ยวสภากับแผนกต้อนรับ ที่ชัดเจน เวลาที่ประชาชนมา ประชาชนก็จะมา ๒ ลักษณะ โดยมาหาผู้แทนราษฎร มาติดต่อเองหรือผู้แทนราษฎรนำมา ถ้ากรณีมาเองบางทีก็เหมือนเขาก็ยังกระดักกระเดิด ในหลาย ๆ รูปแบบ ทางสภาเองก็มีเจ้าหน้าที่ไปต้อนรับเขาส่วนหนึ่ง อันนี้ผมก็เห็นอยู่แล้ว แต่น่าจะเป็นว่าแผนกท่องเที่ยวกับแผนกนี้อยู่ด้วยกันเลยแล้วก็รับหน้าที่นี้โดยเฉพาะ ผมว่า ก็จะเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและดูงดงามดีครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบพระคุณนะครับ เชิญท่านสมาชิก เชิญเลยครับ🔗

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยครับ ขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้นิดเดียวครับ เพื่อที่จะสะท้อนถึงปัญหาและอยากจะหารือกับ ท่านประธานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐสภาของพวกเรา พวกกระผมเองในฐานะที่ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็เป็นผู้แทนของราษฎร ในแต่ละสัปดาห์ท่านประธานสภา ก็ให้เวลาให้โอกาสพวกเราได้มีระยะเวลาสั้น ๆ คนละ ๒ นาที ในเรื่องของการหารือ แล้วก็นำเอาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาสะท้อนในเวทีสภา หลายครั้งที่ พวกกระผมเองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทย พวกเราเองเอาเรื่องความ เดือดร้อนมาหารือในสภาผู้แทนราษฎร แต่หลังจากที่หารือไปแล้ว ระยะเวลากว่าที่จะตอบ กลับไปถึงสมาชิกใช้เวลานานมาก ผมยกตัวอย่างในกรณีของกระผมเอง ผมได้หารือเกี่ยวกับ เรื่องของภัยแล้งที่จังหวัดอ่างทอง บางครั้งหารือตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกว่าจะตอบกลับบางทีใช้เวลา ๓ เดือน หรือ ๔ เดือน ปัญหาความเดือดร้อน หลายเรื่องของพี่น้องประชาชนเราไม่สามารถที่จะรอให้ถึง ๓-๔ เดือนครับ จึงได้นำเอา เสียงสะท้อนของเพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรคภูมิใจไทยที่พวกเราในแต่ละสัปดาห์ เรามีการหารือในแต่ละวันได้เพียงแค่ ๓ ท่านเท่านั้น ถ้าหากว่าท่านประธานจะกรุณาให้เรา สามารถที่จะหารือเป็นเอกสารส่งไปให้ท่านประธานได้ด้วย แล้วก็รบกวนท่านประธานสภา ได้กรุณาเร่งรัด ติดตามเอาเรื่องปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ให้ตอบกลับไปถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้รวดเร็วมากขึ้น เพื่อประสิทธิภาพ แล้วก็ผลประโยชน์ของ พี่น้องประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เรียนคุณกรวีร์นะครับ ว่าเรื่องนี้อย่างที่ผมปรารภพวกเราทุกครั้ง ถ้าใครพูดเกินเวลา ๑. ประชาชนก็ตำหนิเอง ผมได้ยินด้วยหูผมเองผมก็เตือน ผมไม่อยากให้พวกเราโดนชาวบ้านตำหนิลับหลัง อะไรกัน อยู่ในสภาบ่นเรื่องนั้นบ่นเรื่องนี้ ชาวบ้านเดือดร้อนยิ่งกว่านี้ ๑. ได้ยินด้วยหูตัวเอง ๒. ผมได้ยินด้วยหูตัวเองก็คือที่บอกว่าผู้แทนบ้านเขาไม่เรียบร้อยเลย ไม่ดีเลย ทำทำไม เลือกมาแล้วทำไมพูดเกินเวลา เอาขนาดนั้นเชียวหรือ พูดเกินเวลาเขาก็ยังสังเกต เพราะฉะนั้นผมก็เตือน แต่กรณีที่เวลาเราหารือในส่วนของสภานี้จะทำได้เร็วครับ เพราะจะ รีบส่งเรื่องไปทันที แต่ว่าต้องรอฝ่ายบริหาร เพราะเราไม่ใช่เป็นฝ่ายที่ไปแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นรอเขาตอบมาว่าเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว ทุกเรื่องที่ท่านส่งมาจะส่งไปที่ที่สำนัก นายกรัฐมนตรี แล้วทางสำนักนายกรัฐมนตรีเขาจะกระจายว่าเป็นเรื่องของกระทรวงไหน อันนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องที่เรียนไว้ทั้งหมดที่จริงผมตั้งใจจะทำอะไรให้เป็นระบบที่ดี เพื่อพวกท่าน ไม่ใช่เพื่อรุ่นผมแล้ว รุ่นผมเป็นรุ่นปลายแล้ว เพราะฉะนั้นพวกท่านที่จะอยู่ ต่อไปในสภาแห่งนี้ แล้วก็รุ่นต่อไปที่อยู่นั้นอยากจะทำระบบที่ดีไว้ให้กับพวกเราเพื่อให้สภา เป็นมาตรฐานที่แท้จริง ฉะนั้นจะเห็นว่าเวลานี้เวลาใครมาเยี่ยมเราจะไม่ประกาศ สมัยก่อนนี้ ประชุมอยู่ดี ๆ เดี๋ยวประธานก็บอกเดี๋ยว ๆ สมาชิกอย่าเพิ่งพูดวันนี้มีแม่บ้านมาเยี่ยม ๑๕๐ คน อะไรพวกนี้จะไม่มีอีกแล้ว ระบบสภาจะเข้าระบบมากขึ้น อย่างดีก็ขึ้นตัวหนังสือว่า วันนี้มีนักศึกษา มีกลุ่มนั้นมาเยี่ยมรัฐสภา แต่ว่าจะประกาศเพื่อขัดจังหวะผู้อภิปราย เราจะ ไม่มีอีกแล้ว ยกเว้นว่ามีประมุขต่างประเทศเข้ามา อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เหมือนสภาทั่วไป ที่เป็นมาตรฐาน เชิญสมาชิกอีกท่านสุดท้ายนะครับ พวกเรามาเข้าชื่อ ๒๕๐ คนแล้วครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพอย่างยิ่ง กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนอื่น ผมต้องขอกราบขอบพระคุณที่ท่านประธานได้มีความหวังดี แล้วก็มีความปรารถนาดี ถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ซึ่งจะเป็นตัวอย่างให้กับสังคมของเรานะครับ เรื่องที่ผมอยากจะ นำเรียนหารือ ก็คือปัญหาของการทำงานในสภาของเราครับ เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพใน การทำงาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ใกล้จะลงมติ ผมมีข้อสังเกตครับท่านประธาน ในห้องนี่ เครื่องเสียงฟังชัดเจนทุกอย่าง แต่ถ้าสมมุติว่าเราออกไปข้างนอก หรือแม้แต่กระทั่งหลังบัลลังก์ ของท่านประธานไม่ได้ยินเสียงครับ แล้วยิ่งไปกว่านั้นถ้าสมมุติว่าสมาชิกหลายท่านที่อยู่ ในห้องกรรมาธิการที่ติดประชุมอยู่ เราจะไม่รู้ได้เลยว่าตอนนี้ในห้องใหญ่จะมีการเรียกลงมติ เมื่อไร อย่างไร ถ้าย้อนกลับไปสมัยสภาเก่าที่เขตดุสิต รอบ ๆ ห้องประชุม และรอบ ๆ บริเวณ ของสภาก็จะมีเครื่องเสียง ทำให้ทุกคนในบริเวณสภานี้สามารถรับรู้ได้ว่าในห้องใหญ่เขาประชุมอะไรในห้องกรรมาธิการ ก็จะมีโทรทัศน์ แล้วก็จะมีไฟกระพริบซึ่งจะกระพริบเตือนเวลาที่ท่านประธานเรียกลงมติ ดังนั้น ผมจึงอยากจะนำเรียนผ่านท่านประธานครับว่าถ้าสมมุติว่าเราสามารถเร่งติดตั้งระบบ พวกนี้ได้จะทำให้พวกเราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้นครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ เสียงที่ เข้าไปในห้องประชุมของเราถ้าเปิด ท่านประชุมไม่ได้นะครับ จะทำให้เสียสมาธิเลย กรรมาธิการที่กำลังประชุมอยู่ถ้าเราเปิดเสียงอภิปรายในสภาเข้าไปในห้องนี้จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็คิดกันว่าเมื่อระบบสภานี้สมบูรณ์ หมายถึงว่าห้องกรรมาธิการเสร็จ เรียบร้อยแล้วระบบเสียงเป็นอย่างไรก็จะต้องหารือกันอีกทีหนึ่ง ตอนนั้นก็คือต้องพยายาม ทำว่ากรรมาธิการใดที่เขาประชุมอยู่ในห้องดี ๆ ระหว่างประชุมก็ต้องปิดเสียง มิฉะนั้น เสียงจะเข้าไปทำลายสมาธิในการประชุมกรรมาธิการ แต่ว่าทำอย่างไรให้สมาชิกรับรู้ ก็อาจจะมีสัญญาณอย่างที่คุณอรรถกรได้พูด เช่นสัญญาณไฟกระพริบให้รู้ว่ากำลังจะลงมติ อันนี้ค่อยว่ากันอีกทีนะครับ ที่จริงมีคนมาขอพูดอีก ๒ ท่าน ท่านนิคม กับท่านจุลพันธ์ อนุญาตนะครับ เชิญท่านนิคมครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมขอปรึกษาหารือท่านประธานในเรื่องของที่ทำงานของพรรคต่าง ๆ ครับ ผมทราบว่า พรรคต่าง ๆ นั้นมีที่ทำงานหมดแล้วครับ เหลือแต่พรรคพลังปวงชนไทย ปีที่แล้ว พรรคพลังปวงชนไทยก็ไม่มีที่ทำงานครับ ผมก็อดทนมาจนถึงวันนี้ที่เราจะมีสภาใหม่ แต่ปรากฏว่าพรรคพลังปวงชนไทยซึ่งเป็นพรรคใหม่ มี ส.ส. คนเดียว ไม่มีที่ทำงานครับ คณะทำงานต้องอาศัยโรงอาหารในการทำงาน ผมก็มีความอึดอัดนะครับ ทำงานลำบาก ถือแฟ้มเดินไปเดินมา ก็ขอความกรุณาท่านประธานช่วยแบ่งห้องทำงานให้พรรคเล็กด้วยนะครับ เพราะว่าเท่าที่ทราบพรรคใหญ่มีครบหมดเหลือแต่พรรคเล็กครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อันนี้ก็ยอมรับว่า ไม่สามารถหาห้องได้หมดทุกพรรค เพราะว่าพรรคที่มีสมาชิกท่านเดียวนี้ไม่สามารถหาให้ได้ ถ้าพรรคละห้องหาให้ไม่ได้จริง ๆ ผมได้รับเรื่องนี้โดยตรงนะครับ ก็เลยนำมาหารือ กับเจ้าหน้าที่ว่าจะทำอย่างไร เจ้าหน้าที่เขาก็ยอมรับว่าไม่สามารถจัดได้ทุกพรรค มีทางเดียว ก็คือห้องรวม เช่น ๒ พรรค ๓ พรรค ไปอยู่ด้วยกัน แต่ว่าพยายามครับ ท่านนิคมครับ จะพยายามดูว่ามีวิธีไหนที่จะทำให้เกิดความสะดวกกับเรา บังเอิญว่าห้อง ส.ส. ส่วนตัวก็ยังไม่เสร็จ ถึงตอนนั้นก็อาจจะพร้อมขึ้นกว่าเดิม ทั้งหมดนี้ก็อีกประมาณครึ่งปีถึงจะมีความสมบูรณ์ขึ้น ถ้ามองในแง่ข้อตกลงในการก่อสร้าง เชิญท่านจุลพันธ์ครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ขอบพระคุณท่านประธานที่เปิดโอกาสให้หารือในเรื่อง การทำงานของสภานะครับ ผมจะเรียนสอบถามท่านประธานในเรื่องของข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๑๐๕ ในเรื่องของการที่เมื่อคณะกรรมาธิการมานำเสนอต่อสภาแล้ว สภามีมติเช่นไรให้นำส่งต่อรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อได้ดำเนินการ และทางสภา มีหน้าที่จะต้องรายงานต่อเพื่อนสมาชิกในวาระที่ครบ ๖๐ วัน ขณะนี้มีเรื่องประเภทนี้ประมาณ ผมเข้าใจว่าไม่ต่ำกว่า ๒-๓ เรื่อง เป็นต้นว่าเรื่องของข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เราก็รอคำตอบอยู่ว่ารัฐบาลได้รับข้อสังเกตของเราและได้ดำเนินการอย่างไรหรือไม่ ก็ฝากท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าเราไม่มีอำนาจบังคับต่อฝ่ายบริหาร แต่เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ ของสภา อยากให้ทางสภาได้ติดตามตรวจสอบในเรื่องนี้ตามข้อบังคับการประชุมที่เรามีกันครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมรับมาตั้งแต่เที่ยวที่แล้ว ก็เลยตามด้วยตัวเองนะครับ ผมโทรศัพท์ไปคุยกับรองนายกรัฐมนตรี ท่านดอกเตอร์วิษณุ ด้วยตัวเองว่าตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ ข้อสังเกตก็ดี อะไรก็ดี รัฐบาลจะต้องตอบมาภายใน กำหนดเวลา ผมถามด้วยตัวเองเลยนะครับ ท่านบอกท่านก็เพิ่งเซ็นผ่านไป ผมก็เลยให้ คุณหมอสุกิจแจ้งให้ท่านสมาชิกท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ได้รับทราบเรื่องนี้โดยเป็นส่วนตัว ท่านจุลพันธ์เสนอเรื่องนี้ก็ดีแล้ว ก็มีโอกาสได้รายงานว่าได้ตามให้ แม้กระทั่งไม่อยากรอราชการตอบไปมากันเสียเวลา ก็เลยยกหูโทรศัพท์ถึงท่าน รองนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่าข้อสังเกตเหล่านี้ตามข้อบังคับจะต้องตอบมา ท่านบอกท่าน เพิ่งเซ็นชื่อผ่านไป ๒-๓ เรื่อง ท่านบอกผมมาอย่างนั้นเลยนะครับ เพราะฉะนั้นขณะนี้ทราบ จากท่านรองเลขาธิการว่ามีเรื่องเข้ามา เรียนให้ทราบครับ ก็ต้องขอบคุณที่เตือนเรื่องนี้ แต่ว่าได้ตามให้ทุกระยะครับ ทุกเรื่องที่ท่านปรารภผมจะให้เจ้าหน้าที่ของผมจดอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ติดตามให้ เมื่อวานนี้เรื่องการประชุมงบประมาณที่ท่านจุลพันธ์อยากจะให้เร็วขึ้น ผมก็ให้หมอสุกิจประสานกับพวกเราอีกครั้งหนึ่งว่ารัฐบาลอยากได้วันที่ ๒๔-๒๕ แต่ผมหวังดี ต่อพวกเราว่าเผื่อพวกเราได้อ่านเอกสารมากขึ้นหน่อย ขอต่อรองกับรัฐบาลขยายเวลาได้ไหม ทีนี้บังเอิญท่านจุลพันธ์ให้ข้อสังเกตเมื่อวานว่าอาจจะขอวันที่ ๒๔-๒๕ ผมเลยให้ประสานใหม่ ว่าถ้าสมมุติเราอยากเปลี่ยน ทางรัฐบาลก็พร้อมจะเปลี่ยน แต่บังเอิญตัวแทนทั้ง ๒ ฝ่ายเห็นว่า ขอเอาเวลาเดิมก็คือวันที่ ๑ นะครับ ทุกเรื่องที่ท่านเสนอมาถ้าเห็นว่ามีเหตุผล ผมจะประสาน ติดต่อ เพราะไม่อยากให้เราติดขัด ไม่อยากให้เรามีปัญหาว่าทำงาน เรามีอุปสรรค ผมอยาก ให้สภานี้เป็นสภาที่มีมาตรฐานมากขึ้น ๆ โดยลำดับ เพราะฉะนั้นสมาชิกอย่าโกรธอย่าเคือง ถ้าไปจู้จี้บ้าง เช่นการอภิปรายเช่นเขาห้ามอ่าน แม้กระทั่งไอแพด (iPad) เขาก็ห้ามอ่านนะครับ ในข้อบังคับเขาห้าม เพราะฉะนั้นเวลาเราอภิปราย หรือเวลาที่ไปบอกว่า ๗ นาที ๑๐ นาที เพราะผมอยากให้พวกเราได้พูดทุกคน ไม่มีตกหล่นแม้แต่คนเดียว เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามี ก็เท่าเดิมครับ สภาเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว วันละ ๒๔ ชั่วโมงก็เท่าเดิม เราไม่สามารถเพิ่มเวลาได้ มีทางเดียวคือเราบริหารเวลาให้เป็น ซึ่งอันนี้เป็นหัวใจของการบริหารของยุคปัจจุบัน แต่ก็ได้รับความร่วมมือด้วยดี เมื่อวานเท่านั้นเองที่ปล่อยเพราะว่าบังเอิญไปตกลงเรื่อง ๑๐ ชั่วโมง ก็อนุญาตให้เราบริหารเวลากันเอง แต่วันนี้ก็ถือโอกาสเรียนก่อนเปิดประชุมว่า วันนี้ถ้าเราสามารถไปถึงวาระที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วได้ จะเป็นผลงานของ เพื่อนสมาชิกทั้งหมดที่ท่านอุตส่าห์เหนื่อยในกรรมาธิการมา วันนี้มีเรื่องบรรจุอยู่ในวาระที่ กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นสมาชิกใช้เวลาให้เป็นประโยชน์นะครับ ในเรื่อง เพื่อทราบนี้อนุญาต แต่ว่าจะขอเวลาท่านละ ๗ นาที ผมไม่เคร่งครัดถึงขนาดว่าเกินไปไม่ได้ ถ้าเห็นว่ามีสาระสำคัญก็อนุญาต เพื่อเราไม่เสียเวลาเรื่องเพื่อทราบมากเกินไป แล้วค่อย ๆ ทยอยบรรจุเรื่องเพื่อทราบให้พวกเรา วันนี้มี ๔ เรื่องนะครับ แต่ความจริงก็คือ ๓ หน่วยงานนั่นเอง เพราะมีการรายงาน ๒ ปี ในหน่วยงานเดียวกัน เพราะฉะนั้นเชื่อว่าจะไม่นาน แล้วเราจะเข้าสู่ เรื่องของพวกเราที่ทำเป็นผลงานมาแล้ว ถ้าจบอันนั้นได้ก็จะเป็นประโยชน์กับพวกเราครับ🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๖๐ คน
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมขออนุญาตครับ วันนี้มีผู้เข้าประชุม ๒๖๘ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขออนุญาตเปิดประชุมนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุมเพื่อทราบ🔗

ก่อนจะไปวาระที่ ๒ เรื่องประธานแจ้งที่ประชุมเพื่อทราบ ท่านสมาชิก ทุกฝ่ายได้ปรารภขึ้นมา ขอให้ผมเลื่อนวาระเรื่องอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการแต่งตั้ง กรรมาธิการในตำแหน่งที่ว่างลงเข้ามาพิจารณาก่อน ผมต้องขออนุมัติที่ประชุม ถ้าสมาชิก ไม่ขัดข้องขออนุญาตนำวาระอื่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งกรรมาธิการและขยายระยะเวลา ของกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาก่อน เสร็จแล้วค่อยกลับมาในเรื่องเพื่อทราบต่อไป สมาชิก ไม่ขัดข้องนะครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับ การนำเรื่องอื่น ๆ ขึ้นมาพิจารณาก่อนนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ🔗

๗.๑ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิ ในที่ดิน แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก (นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์)🔗

วาระนี้ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและ การออกเอกสารสิทธิในที่ดิน ได้มีหนังสือแจ้งว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ขอลาออกจาก ตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) จึงขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง จึงขอเชิญสมาชิกเสนอชื่อกรรมาธิการ พร้อมผู้รับรอง และบุคคลซึ่งไม่เป็นกรรมาธิการไม่เกิน ๒ คณะ เชิญครับ🔗

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในส่วนของกรรมาธิการที่ว่างลงในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล กรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน ขอเสนอ นายอภิชาติ ศิริสุนทร แทนตำแหน่งที่ว่างลง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่เกิน ๒ คณะกรรมาธิการนะครับ ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ที่ประชุมไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าเลือกท่านอภิชาติ มาเป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างครับ🔗

๗.๒ ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปราม การทุจริตประพฤติมิชอบ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก (นายจุลพันธ์ โนนศรีชัย) (ค้างมาจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันพุธที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๓)🔗

รับทราบมาว่ายังไม่พร้อมนะครับ🔗

๗.๓ ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการพลังงาน แทนตำแหน่ง ที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะสมาชิกภาพสิ้นสุดลง (นางสาวจารุวรรณ ศรัณย์เกตุ) (ค้างมาจาก การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันพุธที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๓)🔗

วาระนี้ ประธานกรรมาธิการการพลังงานได้มีหนังสือแจ้งว่าสมาชิกภาพ ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นางสาวจารุวรรณ ศรัณย์เกตุ สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๕) จึงขอให้ตั้งกรรมาธิการ แทนตำแหน่งที่ว่างขอเชิญสมาชิกเสนอกรรมาธิการ พร้อมผู้รับรองครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพยิ่งครับ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเสนอตั้ง นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ เป็นกรรมาธิการการพลังงานแทนในส่วนที่ขาดไปครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ สมาชิกไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ตั้ง คุณเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ แทนตำแหน่งที่ว่างครับ🔗

๗.๔ ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการปกครอง แทนตำแหน่ง ที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะสมาชิกภาพสิ้นสุดลง (นายสุรชัย ศรีสารคาม)🔗

วาระนี้ ประธานคณะกรรมาธิการการปกครองได้มีหนังสือแจ้งว่าสมาชิกภาพ ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นายสุรชัย ศรีสารคาม สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖) และประกอบมาตรา ๙๘ (๕) จึงขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ขอเชิญท่านสมาชิกครับ🔗

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ปราจีนบุรี

กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ผมขอเสนอกรรมาธิการการปกครองแทนตำแหน่งที่ว่างลง คือ ท่านฉลอง เทอดวีระพงศ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ เป็นไม่เกิน ๒ คณะ ท่านสมาชิกไม่เห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าอนุมัติให้ตั้ง คุณฉลอง เทอดวีระพงศ์ แทนตำแหน่งที่ว่างนะครับ🔗

๗.๕ ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๓ ตำแหน่งเพราะสมาชิกภาพสิ้นสุดลง (นายปิยบุตร แสงกนกกุล นางสาวพรรณิการ์ วานิช และ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์)🔗

วาระนี้ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้มีหนังสือแจ้งว่า เนื่องจากสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล นางสาวพรรณิการ์ วานิช สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบ มาตรา ๙๘ (๕) และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) จึงจำเป็นต้อง ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ขอเชิญเสนอกรรมาธิการ ๓ ท่านครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพยิ่ง กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเสนอชื่อ นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ เป็นคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องครับ ท่านแรกนี้สมาชิกไม่เห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมอนุมัตินะครับ ๓ ท่านนะครับ ท่านที่ ๒🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการสามัญ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๒ ตำแหน่ง ในสัดส่วน พรรคเพื่อไทย คือ ๑. นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ๒. นายสิงหภณ ดีนาง ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีผู้รับรองถูกต้องครับ ถ้าสมาชิกไม่เห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าอนุมัติทั้ง ๒ ท่าน🔗

๗.๖ ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะสมาชิกภาพสิ้นสุดลง (พลโท พงศกร รอดชมภู)🔗

วาระนี้ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและ การปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือแจ้งว่าสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ พลโท พงศกร รอดชมภู สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบด้วย มาตรา ๙๘ (๕) จึงขอตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ขอเชิญท่านสมาชิกครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ขออนุญาตท่านประธานเสนอชื่อกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการ ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่งครับ ขอเสนอท่าน มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ที่ประชุมรับรองนะครับ ถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมอนุมัติให้ตั้ง กรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างครับ🔗

๗.๗ ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการทหาร แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะสมาชิกภาพสิ้นสุดลง (นายนิรามาน สุไลมาน)🔗

วาระนี้ ประธานคณะกรรมาธิการการทหารได้มีหนังสือแจ้งว่าสมาชิกภาพ ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของ นายนิรามาน สุไลมาน สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบด้วยมาตรา ๙๘ (๕) จึงขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ขอเชิญสมาชิกเสนอครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพยิ่ง กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเสนอตั้ง นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ เป็นกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ชื่อนี้เป็นกรรมาธิการไม่เกิน ๒ คณะนะครับ ถ้าที่ประชุมไม่ขัดข้อง ถือว่าเห็นชอบตั้ง ท่านชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ เป็นกรรมาธิการในตำแหน่งที่ว่างในกรรมาธิการชุดนี้นะครับ🔗

ต่อไป ขอตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ จำนวน ๖ คณะ ดังต่อไปนี้นะครับ🔗

๑. กรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค แทนตำแหน่งที่ว่าง ๒ ตำแหน่ง เพราะสมาชิกภาพสิ้นสุดลง (ซึ่งยังมิได้บรรจุระเบียบวาระ)🔗

วาระนี้ ประธานคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีหนังสือแจ้งว่า ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นายเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๕) และเนื่องจาก นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ ได้ถึงแก่อนิจกรรมจึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๑๐๘ (๒) จึงขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ขอเชิญครับ ๒ ท่านครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงใหม่ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการสามัญ ในคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย คือ นายเกษม อุประ ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ถ้าสมาชิกไม่เห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมให้ความเห็นชอบตั้งคุณเกษม อุประ เป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ต่อไปท่านที่ ๒ ครับ🔗

นายอนุรักษ์ จุรีมาศ ร้อยเอ็ด

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม อนุรักษ์ จุรีมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๑ พรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาในกรรมาธิการสามัญ ผมขอเสนอ คุณจุลพันธ์ โนนศรีชัย ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จุลพันธ์ โนนศรีชัย ที่ประชุมรับรองนะครับ ไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมอนุมัติให้ทั้ง ๒ ท่านนี้ เป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างครับ🔗

๒. กรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครอง ส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง🔗

วาระนี้ ประธานคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ได้มีหนังสือแจ้งว่าความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของนายชำนาญ จันทร์เรือง สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๕) จึงขอให้ตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง ขอเชิญท่านสมาชิกครับ🔗

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ปราจีนบุรี

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ผมขอเสนอกรรมาธิการสามัญ ในคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการ รูปแบบพิเศษ คือ ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องครับ สมาชิกไม่เห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมอนุมัติให้ตั้ง ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างครับ🔗

๓. ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร แทนตำแหน่งที่ว่าง ๑ ตำแหน่ง (ซึ่งยังมิได้บรรจุระเบียบวาระ)🔗

วาระนี้ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือแจ้งว่า ขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจากสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรของ นายไกลก้อง ไวทยการ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๕) ขอเชิญสมาชิกเสนอครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเสนอตั้ง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เป็นกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ สมาชิกไม่เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตั้ง คุณชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างครับ🔗

๔. ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการศึกษา แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง🔗

วาระนี้ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาได้มีหนังสือแจ้งว่าเนื่องจาก สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๑ (๖) และประกอบมาตรา ๙๘ (๕) จึงขอให้ตั้งกรรมาธิการ แทนตำแหน่งที่ว่าง ขอเชิญสมาชิกครับ🔗

นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ปัตตานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ อำเภอยะรัง อำเภอมายอ อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการสามัญ คือ นายอับดุลอายี สาแม็ง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ สมาชิกไม่ขัดข้องก็ถือว่าเห็นชอบให้ตั้ง ท่านอับดุลอายี สาแม็ง เป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่ง ที่ว่างครับ🔗

๕. ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่ง ที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะสมาชิกภาพสิ้นสุดลง🔗

วาระนี้ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว ได้มีหนังสือแจ้งว่าเนื่องจาก สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๘ (๕) จึงขอให้ ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างครับ เชิญสมาชิกครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการสามัญ ในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว ในสัดส่วนพรรคเพื่อไทย คือ นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ที่ประชุมไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าเสนอชื่อ นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร แทนตำแหน่งที่ว่างนะครับ🔗

๖. ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ แทนตำแหน่ง ที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง🔗

วาระนี้ ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศได้มีหนังสือแจ้งว่าเนื่องจาก สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นางสาวพรรณิการ์ วานิช สิ้นสุดลงตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๕) จึงขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่ง ที่ว่าง ขอเชิญครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงใหม่ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการ สามัญในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศแทนตำแหน่งที่ว่างลง ในสัดส่วนพรรคเพื่อไทยคือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบในการให้ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง🔗

๗.๘ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและ การออกเอกสารสิทธิในที่ดิน ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวออกไป อีก ๖๐ วัน นับแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓🔗

วาระนี้ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดิน และการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษา ออกไปอีก ๖๐ วันนับแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ เนื่องจากต้องฟังข้อเท็จจริงในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Coronavirus) ทำให้ คณะกรรมาธิการไม่สามารถลงพื้นที่เพื่อให้เกิดความรอบคอบ และเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ จึงขอขยายระยะเวลาไป ๓๐ วัน โดยที่ตามข้อบังคับนั้นการ อนุมัติให้กรรมาธิการพิจารณาอยู่ที่ดุลยพินิจสมาชิก เพราะฉะนั้นการขยายเวลาก็ต้อง ขออนุมัติจากที่ประชุม🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าสมาชิกไม่มีความเห็น เป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ขยายเวลากรรมาธิการชุดนี้ออกไปอีก ๖๐ วัน ตามที่ ขอมาครับ ท่านสมาชิกมีอะไรติดขัดเรื่องกรรมาธิการจะแก้ชื่อ แก้อะไร เชิญได้นะครับ ถ้าชื่อที่เสนอบังเอิญว่าเกิน ๒ คณะ หรือมีปัญหาอะไร🔗

(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าไม่มีก็ถือว่าที่ประชุม ได้ผ่านวาระอื่น ๆ ที่เราเลื่อนมา ต่อไปนี้ก็ต้องกลับไปที่เดิม🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗

๒.๑ รับทราบการพิจารณารายงานของวุฒิสภา จำนวน ๔ เรื่อง🔗

เลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณารับทราบ เรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้🔗

(๑) ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้พิจารณารับทราบรายงาน จำนวน ๒ เรื่อง คือ🔗

- รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำนักงานศาลยุติธรรม สำหรับ ปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๒🔗

- รายงานประจำปี ๒๕๖๒ ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์🔗

(๒) ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๖ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้พิจารณารับทราบรายงาน จำนวน ๒ เรื่อง คือ🔗

- รายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามที่ กระทรวงการคลังเสนอ🔗

- รายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถ ใช้ถนน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๑ จึงแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบ🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๒.๒ รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุน ประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑🔗

เรื่องนี้ เลขาธิการ คณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทรวงแรงงานได้เสนอรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ รับทราบรายงาน ดังกล่าวตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ จึงได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ ตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พุทธศักราช ๒๕๓๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ๔) พุทธศักราช ๒๕๕๘ ขอเรียนสมาชิกว่าอันนี้เป็น วาระที่บรรจุไปตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ ซึ่งสมาชิกเราก็บ่นกันอยู่ตั้งแต่เมื่อวานว่า เราใช้เวลาเรื่องนี้ วันนี้ผมก็เลยเสนอว่าเราอภิปรายกันไปในวาระเพื่อทราบนี้พอเป็นการทั่วไป ท่านละไม่เกิน ๗ นาที แต่ว่าทางกระทรวงแรงงานได้ขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่มาชี้แจง ท่านแรก คือ ท่านทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ท่านที่ ๒ นางสาวพรรณิกา เหลืองสุรีย์ ผู้อำนวยการกองบริหารการเงินและการบัญชี ท่านที่ ๓ นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักเงินสมทบ ท่านที่ ๔ นายเมธา พันธ์พีระพิชย์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาระบบสารสนเทศ ท่านที่ ๕ นางสาวชมพูเพ็ญ ศิริธร ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนา ขอเชิญนะครับ🔗

(ผู้ชี้แจงเข้าประจำที่)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกมีความประสงค์จะ สอบถามซักถามเชิญนะครับ วันนี้มีเข้าชื่อมาแล้ว ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ขอสัก ๗ นาที แต่ว่าถ้าเลยไปนิดหน่อยไม่เป็นอะไรครับอนุญาต ท่านทวีศักดิ์ ขอ ๗ นาที ท่านจิรายุ ขอ ๗ นาที ขอเชิญสมาชิก ท่านณัฐวุฒิก่อนครับ เชิญครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จังหวัด อ่างทอง ท่านประธานครับ ผมเป็น ๑ หรืออาจจะเรียกว่าเคยเป็น ๑ ใน ๑๑,๔๔๔,๔๘๕ คน ของผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๑ ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดสำหรับรายงาน การตรวจสอบบัญชีและรายงานการเงินที่เข้าสู่สภาในวันนี้ แน่นอนครับ ตัวเลขผู้ประกันตน มีการเปลี่ยนไปมา เอาตัวเลขล่าสุดที่ผมมีอยู่ในมือในเดือนมกราคม ปี ๒๕๖๓ เรามีตัวเลข ผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ๑๑,๖๕๐,๒๘๖ คน ซึ่งยังไม่นับรวมผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๙ ผู้ประกันตนตามมาตรา ๔๐ ซึ่งมีอีกจำนวนหนึ่ง และยังไม่นับรวมครอบครัวของผู้ประกันตน ที่พวกเขาจะได้รับสิทธิ ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของกองทุนประกันสังคม เรื่องของท่านจึงเกี่ยวข้องกับเรื่องของผู้คนเป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามการที่มี ผู้ประกันตนมากยิ่งขึ้น มีเม็ดเงินสมทบมากยิ่งขึ้น ไม่ได้ตอบโจทย์นะครับว่าจะทำให้เรื่องของ การจ่ายผลประโยชน์ทดแทนจากการว่างงานหรือค่าทดแทนอื่น ๆ ก็สูงขึ้นตามกัน เช่นเดียวกันครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งยังไม่แน่นอน ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไร กรณีของผู้ว่างงานในประเทศไทยถึงแม้อาจจะไม่ใช่ผู้ประกันตนทั้งหมด ตัวเลขที่มีการคาดการณ์หรือการประเมินนั้นอาจจะขึ้นไปถึง ๗ ล้านคน ซึ่งผมคิดว่าเป็น สถานการณ์ที่อยากให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบเป็นเบื้องต้นก่อนครับ อย่างไรก็ตาม สำหรับรายงานการตรวจสอบบัญชีและรายงานการเงิน สตง. ถึงแม้จะเป็นปีสิ้นสุด ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ พูดง่าย ๆ ก็คือผ่านมาเป็นเวลาปีครึ่งแล้วก็ตาม จริง ๆ ในนี้มีหลักอยู่ ๕ ประการ แต่ท่านประธานได้กรุณาให้เวลาผมไม่มากนัก ต้องขอประทานโทษที่อาจจะ ไม่สามารถพูดถึง ๕ ประการได้ ความเป็นจริง ๕ ประการที่อยู่ใน สตง. ฉบับนี้เหมือนกับ รายงานฉบับอื่น ๆ ครับ ฉะนั้นผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านสามารถหาอ่านได้ ผมมีอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกันที่จะเป็นข้อสอบถามหรือข้อสังเกต🔗

ท่านประธานครับ สถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมาทำให้เราได้ เห็นว่าการเตรียมเงินสำรองเงินสดของกองทุนประกันสังคม ไม่ว่าท่านจะเรียกว่าเหตุสุดวิสัย หรือที่พี่น้องประชาชนเรียกว่าเหตุฉุกเฉินก็แล้วแต่ ท่านมีเงินสำรองเงินสด ตัวเลขที่ผมมีอยู่ ในมือคือวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ๑๖,๖๕๑ ล้านบาท ตัวเลขนี้ไม่แตกต่างกับในรายงาน ปี ๒๕๖๐ มีตัวเลขเงินสดที่อยู่ในมือประมาณ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ตัวเลขเงินสด ที่ท่านสำรองอยู่ในมืออยู่ที่ ๑๑,๓๙๐ ล้านบาทเศษ ผมถามตรง ๆ ว่ากระทรวงแรงงาน เคยแถลงว่าในกรณีที่มีความจำเป็นจะต้องจ่ายเงินให้กับผู้ประกันตนในเหตุสุดวิสัยต่าง ๆ กระทรวงแรงงานบอกตัวเลข ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน แต่วันนี้ตัวเลขขยับมาเป็น ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน หรือมากกว่านั้นก็แล้วแต่ ท่านต้องใช้เงินอยู่ที่ประมาณ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ ก็คือท่านสำรองเงินสดไว้ในมือไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ที่ท่านมีอยู่จริง คำถามก็คือว่า สตง. ซึ่งตรวจสอบท่าน หรือท่านเองซึ่งแสดงรายการต่อ สตง. นั้นมีเกณฑ์ หรือเคยตรวจสอบหรือประเมิน หรือให้ความเห็นหรือไม่ว่าปริมาณเงินสดสำรองที่ท่านควร จะมีอยู่ในมือนั้นควรจะเป็นจำนวนเท่าไร ผมไม่พูดถึงความล่าช้าประสิทธิภาพต่าง ๆ ที่ท่าน เตรียมเจ้าหน้าที่รองรับโทรศัพท์วันละ ๘๕,๐๐๐ สาย ต่าง ๆ ไม่พูดถึงแต่ นั่นเป็นประการที่ ๑🔗

ประการที่ ๒ ตัวเลขทางบัญชีที่พี่น้องผู้ประกันตนเห็นแล้วไม่สบายใจ ผมไม่ใช่นักบัญชีเป็นนักกฎหมายแต่อ่านก็ตกใจครับ ในนี้มีคำว่าหนี้สูญ ผมไม่พูดถึง มีคำว่า หนี้สงสัยว่าจะสูญ มีคำว่าการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ผมให้โจทย์ กับท่านไปแล้วนะครับ ตัวเลขหนี้จะสูญในปี ๒๕๖๑ คือ ๓๘๖,๗๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ตัวเลขนี้ เพิ่มจากปี ๒๕๖๐ คำถามสั้น ๆ ตรงนี้คือว่าตัวเลขหนี้สงสัยจะสูญนั้นคือตัวเลขสะสมที่เพิ่ม ขึ้นมาในแต่ละปี ๆ หรือเป็นตัวเลขเฉพาะของปีนั้น ๆ ผู้ประกันตนตกใจว่าท่านมีหนี้จะสูญ เป็น ๓๐๐ กว่าล้านบาท ท่านบอกไม่เยอะหรอกเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่พวกผมตกใจว่า เอ๊ะแล้วเวลาผมไปขอเงินท่านผมจะได้หรือไม่ เฉกเช่นเดียวกันเลยครับกับอัตราที่เรียกว่า การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ในนี้ระบุเลยนะครับ ๑,๖๐๐ ล้านบาท ที่ท่านขาดทุนจากการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ความจริงก็คือกองทุนประกันสังคม เคยแถลงไว้แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ก่อนที่จะมีรายงานตัวนี้ด้วยซ้ำ ท่านบอกว่าตอนนี้ ท่านดำเนินมาตรการการป้องกันความเสี่ยงมาแล้ว สตง. ได้พิจารณาหรือท่านตอบคำถาม ของ สตง. หรือไม่ครับว่าท่านอาจจะบอกว่าการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเมื่อคิด เป็นเปอร์เซ็นต์เล็กน้อยสำหรับกองทุนของท่าน แต่สำหรับพวกผมเป็นผู้แทนประชาชน ตัวเลขเท่าไรก็แล้วแต่นั่นคือเงินของเขาที่เขาไม่ควรจะต้องสูญเสียไป ผมคิดว่าตรงนี้ เป็นประเด็นสำคัญเป็นประการที่ ๒ ที่อยากจะถามผู้แทนจากกองทุนประกันสังคม🔗

ประการที่ ๓ กองทุนประกันสังคมโดยคณะกรรมการได้ออกระเบียบว่าด้วย การจัดหาผลประโยชน์กองทุน ปี ๒๕๕๙ กำหนดสัดส่วนของสินทรัพย์ที่ท่านไปลงทุนต่าง ๆ ว่าท่านแบ่งออกเป็น ๒ แบบ แบบแรกก็คือสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง แบบที่ ๒ ที่เรียกว่าสินทรัพย์เสี่ยง ท่านบอกประเภทความมั่นคงสูงต้องอย่างน้อย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต้องไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านทำข้อมูลมาดีตลอด ความมั่นคงสูง ก็เช่นเงินฝากในธนาคารที่มีอันดับตั๋วเงินคงคลังต่าง ๆ ความมั่นคงต่ำ หรือที่มีสินทรัพย์เสี่ยง เช่นหุ้นลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่าง ๆ ตัวเลขท่านดีมากครับ ตัวเลขที่ผมมีล่าสุดในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓ ผมพูดถึงปัจจุบันเลยนะครับท่านประธาน เขาบอกว่ามีสินทรัพย์ความมั่นคง สูงอยู่ที่ ๘๒.๒๑ เปอร์เซ็นต์ มีสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงไม่มากอยู่ที่ประมาณ ๑๗.๗๙ เปอร์เซ็นต์ ฟังแบบนี้ก็ดูชื่นใจครับ แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วท่านรายงาน สตง. ตรวจสอบหรือไม่ว่า เพราะเหตุใดสัดส่วนการลงทุนของท่านจึงแตกต่างจากเกณฑ์ที่ท่านกำหนดไว้เอง ผมขออนุญาตเวลาอีกสักเล็กน้อยนะครับ มีแค่ ๔ ประเด็นครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ แต่เรื่องนี้สำคัญครับ ท่านบอกว่าสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงต้องอย่างน้อย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ท่านกำหนดไว้ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านบอกที่มีความเสี่ยงต้องไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านบอกนี่มีแค่ ๑๗.๗๙ เปอร์เซ็นต์ แต่การที่อัตราส่วนแตกต่างจากที่ท่านกำหนดไว้ขนาดนั้น ท่านห่วงอะไร ท่านกังวลอะไรครับ มีข่าวออกมาโดยตลอดเลยว่าเอาเข้าจริง ๆ ท่านไปลงทุน อยู่ในตลาดลงทุนหลายแบบเลยครับ ผมไม่พูดชื่อบริษัทนะครับ แต่เขารู้ ๆ กันว่ามีการลงทุน ที่เรียกว่าซื้อแพงบ้าง ซื้อแบบยกล็อต (Lot) บ้าง แน่นอนว่ามีกำไรแต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วท่าน ตอบได้หรือไม่ว่าการตัดสินใจในการลงทุนต่าง ๆ นั้นใครบอกท่าน ท่านกำลังเอื้อประโยชน์ ต่อใคร สตง. เคยดูตรงนี้หรือไม่ครับ🔗

ประการที่ ๔ เป็นประการสุดท้าย ขอบพระคุณท่านประธานที่เอ่ยชื่อ พระราชบัญญัติประกันสังคม ปี ๒๕๓๓ ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่านี่คือ ๓๐ ปีเต็มของ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว กองทุนประกันสังคมเคยแถลงว่าท่านได้ร่วมกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ที่เรียกว่าไอแอลโอ (ILO) ทำการประเมินการวิเคราะห์แบบคณิตศาสตร์ประกันภัย บอกว่า ในปี ๒๕๑๕ ระบบกองทุนประกันสังคมเป็นระบบที่มั่นคง รัฐมนตรีท่านนี้ครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เขายังไม่ได้เปลี่ยนใช่ไหมครับ หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล ท่านแถลงเอง แต่สิ่งที่ผมค้นพบก็คือว่าความมั่นคงดังกล่าวมีรายงานวิจัยศึกษาเยอะแยะ ไปหมดเลยบางงานวิจัยบอกว่ากองทุนท่านจะล้มใน ๑๕ ปีข้างหน้า บางงานวิจัยบอกว่า กองทุนท่านจะล้มแน่ ๆ แต่ไม่เกิน ๓๐ ปีข้างหน้า พอเกิดสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ขึ้นมา รัฐบาลได้มีคำสั่งไปยังกระทรวงแรงงานคุยกับกองทุนประกันสังคม อันนี้เป็นข้อมูลที่ท่านมาชี้แจงในกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ซึ่งรวมถึงกองทุนต่าง ๆ มีการลดอัตราเงินสมทบ มีการขยายระยะเวลาการจ่ายเงิน มีสินเชื่อต่าง ๆ ขอบพระคุณทั้งหมดเลยครับ ท่านเอาเงิน ไปใช้ในการบริการทางการแพทย์ต่าง ๆ สิ่งที่ท่านไม่ได้ทำมีคำถามเยอะพอสมควรก็คือว่า จะดึงเงินประกันสังคมให้เขาได้ใช้ก่อนที่เขาจะรอจนเกษียณอายุได้หรือไม่ อันนี้เป็นหลักการใหญ่ ผมไม่พูดในเวทีแห่งนี้ครับ แต่ สตง. เคยตรวจสอบหรือไม่ครับ หรือท่านรายงาน สตง. แบบไหนครับว่าหลักประกันของกองทุนท่านไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๖๑ หรือปีใด ๆ ก็แล้วแต่ กองทุนท่านไม่ล้มแน่ ๆ ๔ ประการเหล่านี้ ที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ได้อ่านจากรายงาน ของท่าน แน่นอนครับ วันนี้ สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินท่านทำหน้าที่ในการรายงานต่อ สภาแล้ว แต่ภายใต้รายงานฉบับนี้ สตง. ระบุในหน้า ๓ ว่าจะไม่ให้ความเชื่อถือต่อข้อมูลอื่น ๆ ผมเข้าใจ แต่ สตง. เคยฟังเสียงพี่น้องประชาชนคนนอกไหมครับที่เขามีคำถามแล้ว เขาอยากจะถามท่านว่าข้อมูลอื่น ๆ นั้น ท่านไม่เชื่อก็ได้ แต่ท่านถามกองทุนประกันสังคม หรือไม่ สิ่งที่ผู้ประกันตนมากมายในประเทศนี้เขาตั้งตารอครับ ท่านเห็นแถวเขาที่ไปที่ กระทรวงแรงงานหรือไม่ เขานั่งรออย่างผิดหวังครับ เขาไม่ได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม วันนี้ คนที่จ่ายเงินประกันสังคมมาตรา ๓๓ ไม่ครบ ๖ เดือน ยังไม่ได้รับการเยียวยาทั้งจากท่าน และกระทรวงการคลัง พวกเขาคือเจ้าของกองทุนที่แท้จริง พวกผมแค่มาทำหน้าที่ ในการถามแทนผู้ประกันตนทั้งประเทศครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปครับ ท่านทวีศักดิ์ ทักษิณ ครับ🔗

นายทวีศักดิ์ ทักษิณ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ทวีศักดิ์ ทักษิณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมจะขออภิปรายประเด็น ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับรายงานของผู้ตรวจสอบบัญชี ตรวจสอบไปเป็นกองทุนประกันสังคม ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ เป็นประเด็นดังนี้นะครับ🔗

ประเด็นแรก จากรายงานนี้เรื่องของเงินสมทบคงค้างจากภาครัฐ ซึ่งจาก รายงานนี้เมื่อปี ๒๕๖๑ ยังคงค้างอยู่ ๖๑,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ล่าสุดที่ตรวจสอบกับ สำนักงานประกันสังคมเองตอนนี้เฉียด ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ทำให้ประกันสังคมนั้น เสียโอกาสในการที่รัฐนั้นจ่ายเงินสมทบล่าช้า หรือบางส่วนเงินของประกันสังคมก็ต้องเอาไป ลงทุน หากส่วนนี้ถ้าไม่มีการล่าช้าไปแล้วกับวิกฤติในปีนี้ที่มีการเยียวยา ผู้ประกันตนก็คงจะ ไม่ล่าช้าเกิดขึ้น คำถามจากพี่น้องแรงงานหรือผู้ประกันตนถามมาหลายปีแล้วว่าเมื่อไร รัฐจะจัดการสมทบเงินส่วนนี้ให้ครบถ้วน🔗

ประเด็นที่ ๒ พ.ร.บ. ประกันสังคม มาตรา ๔๗ นี้บังคับให้นายจ้างจะต้องเพิ่ม เงินหากมีการจ่ายล่าช้า แล้วก็เช่นเดียวกันเป็นคำถามจากฝั่งนายจ้างก็เหมือนกันว่า ถ้าหากมี โอกาสพูดในสภาหรือถามในเวทีที่ชัดเจนเป็นสากล บอกว่าถ้านายจ้างนั้นส่งล่าช้าต้องมีการ ปรับหรือไม่การเพิ่ม แต่ในส่วนของประเด็นแรกที่ผมสอบถามไปว่าหากทางรัฐล่าช้านั้นจะมี ภาคบังคับหรือให้จ่ายเพิ่มหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ ๒🔗

ส่วนประเด็นที่ ๓ เงินลงทุนของประกันสังคม ๑.๙ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๖๑ นี้ ซึ่งแบ่งแยกออกเป็นตราสารหนี้ภาคเอกชนอยู่ที่ ๔๒,๙๖๑.๙๑ ล้านบาท แล้วก็เป็นหุ้นสามัญ อยู่ที่ ๒๑๙,๕๓๕.๘๓ ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนตรงนี้เป็นหนี้ของภาคเอกชนที่มีบริษัทที่น่าเป็นห่วง อย่างเช่น ของการบินไทย ตรงนี้ของประกันสังคมมีการลงทุนไปเท่าไร ซึ่งพอร์ต (Port) ประกันสังคมตอนนี้ติดหุ้นสามัญอยู่เท่าไร หลังจากดัชนีปรับตัวติดลบสูงมาก ณ ตอนนี้🔗

ประเด็นที่ ๔ รายได้หลักของประกันสังคมมาจากเงินประกันสังคม สัดส่วน กว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ รายได้ประกันสังคม ๒๖๒,๗๗๑ ล้านบาท แล้วก็รายได้จาก เงินสมทบ ๒๐๖,๕๒๘ ล้านบาท แต่เงินกว่า ๑.๙ ล้านล้านบาท ที่เอาไปลงทุน จากรายงาน มาในปี ๒๕๖๑ ก็คือมีผลประกอบการหรือว่าเงินตอบแทนขึ้นมาอยู่ที่ ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณการคร่าว ๆ อยู่ที่ ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท คำถามก็คืออยู่ที่ว่าในปี ๒๕๖๑ ซึ่งสภาพเศรษฐกิจนั้นยังคงไม่ถดถอยหรือไม่เลวร้ายอย่างปี ๒๕๖๒ หรือปี ๒๕๖๓ เป็น ณ ตอนนี้ ฉะนั้นค่าตอบแทนในภายภาคหน้านั้นจะลดลงหรือหดหายไปเท่าไร อันนี้คือความเป็นห่วง สุดท้ายครับ ด้วยความห่วงใยของเงินกองทุนที่เป็นหัวใจ และเป็นความหวังของผู้ประกันตน และคนแรงงาน ก็หวังว่าประกันสังคมนั้นจะได้ตอบโจทย์อย่างที่ผมนำเสนอเรียนถามไป เพื่อความสบายใจและความมั่นคงของกองทุนนี้ให้คงอยู่ตลอดไป ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณทวีศักดิ์นะครับ รักษาเวลา ท่านจิรายุขออนุญาตก่อน เชิญเลยครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ในฐานะฝ่ายค้านติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการที่ติดตาม ตรวจสอบกองทุนแห่งนี้ แล้วก็ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาหลายครั้ง จะรู้ความดีว่าการอภิปราย ของผมจะแก้ไขปัญหาของชาติได้แบบไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นขออนุญาตใช้เวลาของเพื่อน สมาชิกในฐานะฝ่ายค้านนะครับ คงจะ ๗ นาทีไม่ไหวแน่นอน ท่านประธานที่เคารพครับ สำนักงานกองทุนประกันสังคมเกิดขึ้นมานานเราไม่ฉายภาพซ้ำ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นผมว่า น่าจะมาจากคณะรัฐมนตรีของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เหตุผลก็เพราะว่ามาต่างพรรค ต่างพวกควบคุมกิจการของการบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้จึงเกิดปัญหาแบบนี้ ผมขอเชิญ ท่านหม่อมราชวงศ์จตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดังว่านี้มาชี้แจงหลายครั้ง ไม่เคยมาครับท่านประธาน ส่งแต่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมที่นั่งอยู่นี้ คุ้นหน้าคร่าตากันดี ตอบก็กลัว ๆ กล้า ๆ เพราะรัฐมนตรียังไม่สั่งการ เอาละไม่ว่ากัน แต่การอภิปรายจะเป็นการบอกพี่น้องประชาชนว่าถึงคราวหรือยังที่จะสังคายนากระทรวงแรงงาน ที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานประกันสังคม เพราะท่านมีเงินถึง ๒.๒ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ ๒.๒ ล้านล้านบาท เกือบเท่าปีงบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยนะครับหย่อนอยู่ ๑ ล้านล้านกว่าบาท นี่เป็นเพียงแค่สำนักงานเดียวนะครับท่านประธานพี่น้องประชาชนครับ เมื่อท่านไปทำงานบริษัทซึ่งผมเคยเป็นพนักงานบริษัทผมก็ถูกหักแบบนี้ละครับ ไม่เคยใช้ บริการสำนักงานประกันสังคมแม้แต่ครั้งเดียว พอมาเป็นผู้แทนราษฎรเงินดังกล่าวก็อยู่กับ พวกที่นั่งบนบัลลังก์กันนี่ละครับ และผมอยากจะบอกพี่น้องประชาชนว่ามันเป็นเงินของท่าน ท่านไม่ใช่ขอทาน ท่านต้องได้รับเงินนี้คืน ท่านประธานครับ๒.๒ ล้านล้านบาท ในปรากฏ เอกสารก็ชี้แจงอยู่แล้วครับว่าเอาไปลงทุนที่ไหน แบบไหนอย่างไรบ้าง ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ ไปลงทุนในพันธบัตรก็ว่ากันไป เงินไปฝากแบงก์ไว้ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้ ก็ต้องไปลงทุน หาดอกออกผลเพื่อจะนำกลับมาพัฒนา ที่เหลือไปลงทุนในตลาดพันธบัตรที่มีความเสี่ยง ตลาดทองคำ อสังหาริมทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงก็ไม่ว่ากันครับ พออะไรที่เสี่ยงสูงก็มีดอกเบี้ย ดับเบิล (Double) แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการบริหารจัดการของสำนักงานแห่งนี้ว่าผู้กำกับนโยบาย ว่ากันตั้งแต่ สร. ๑ หรือนายกรัฐมนตรี ลงมาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขออภัย ที่เอ่ยชื่อเล่นท่าน ท่านชื่อเต่า มันช้าจนกระทั่งสื่อมวลชนไปเขียนบอกว่าเงินของพี่น้อง ประชาชนช้ายิ่งกว่าเต่า และวันสองวันนี้ก็มีข่าวแต่ท่านเต่า ไม่เป็นไรครับท่านประธาน นั่นเป็นเรื่องของเขา แต่ที่ผมอยากจะบอกก็คือว่าท่านอธิบายไม่เคลียร์ (Clear) ในห้องประชุมกรรมาธิการมาแล้วครั้งหนึ่ง สรุปเงินที่ให้โบรกเกอร์ (Broker) หรือตัวแทน เอาไปลงทุนประมาณ ๒.๒ ล้านล้านบาท ท่านประธานรู้ไหมครับมีเงินฝากบัญชีที่ไปธนาคาร แล้วถอนได้เลยประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง อันนี้คือปัญหาของสังคมไทยที่ควรจะรู้ ที่ผ่านมานั้นอยู่ใต้พรมมาตลอดในสมัย คสช. ครับ ไม่ค่อยมีใครตรวจสอบ ๕ ปี ๖ ปี ๗ ปี ก็ตัวนวลกันไปครับ ผมจะชี้ให้เห็นว่าวันนี้กองทุน ประกันสังคมและรัฐสภาต้องทำหน้าที่กันอย่างแข็งขันในการแก้ พ.ร.บ. หลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้เงิน การกันสำรองเวลาที่มีฉุกเฉิน ปรากฏว่ามีเงิน ๒.๒ ล้านบาท มีเงินใช้ได้ประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท พอมีปัญหาโควิด (COVID) ปุ๊บ ทำอย่างไรครับ พี่น้องประชาชนบอกว่างานของฉัน ขอยืมก่อนได้ไหม หรือช่วยฉันแบบไหน อย่างไรบ้าง ท่านประธานทราบหรือไม่ครับว่าคนที่มีรหัสประกันสังคมใช้บัตรประชาชนไปยื่นขอ ที่สำนักงานประกันสังคม มีเงื่อนไขครับ ๑, ๒, ๓, ๔ ผมไม่ว่าครับ รายละเอียดไม่ลง ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขแม้จะเป็นผู้ประกันตนจ่ายไปแล้วแต่จ่ายไม่ครบตามกำหนดเวลาท่านไม่ได้ พอไม่ได้ทำอย่างไรล่ะครับ เห็นท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าไทยต้องชนะ ก็ไปขอไทยชนะครับ พอไปขอไทยชนะ กระทรวงการคลังตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ผมยกตัวอย่างนะครับ คุณจิรายุ ก็คุณจิรายุเป็นผู้ประกันตนในประกันสังคมแล้ว มีชื่ออยู่ในระบบของประกันสังคม ไม่ให้ คุณพระ คุณพระก็ช่วยไม่ได้ ท่านประธานครับ เพราะว่าอะไรรู้ไหมครับ โยนกันไปมา รัฐบาลลุงตู่ไหนบอกว่าจะช่วยประชาชนอย่างไรครับ สุดท้ายเงินประกันสังคมก็บอกว่าไปขอ ที่ไทยชนะที่กระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังก็ตอบมาบอกว่าก็ไปขอที่ประกันสังคมครับ งงไหมละครับ สุดท้ายแล้วคนที่อยู่ในระบบ ทำงานเพื่อสร้างชาติ สร้างแผ่นดินถูกหักภาษี ๗ เปอร์เซ็นต์ นิติบุคคล ๓ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นพนักงานบริษัทยังถูก หักประกันสังคมสมทบเข้าไปอีก เขาสร้างชาติ สร้างแผ่นดินแต่ไม่ได้ครับ ผมถามในที่ประชุม เมื่อสัปดาห์สองสัปดาห์ก่อน ท่านประธานจะเห็นข่าวที่ผมบอกผมเชิญหม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล มาชี้แจง ท่านไม่ได้มาครับ ให้รองปลัดกระทรวงแรงงานมานั่งก็ตอบนโยบายไม่ได้ เพราะว่าเบอร์ ๑ ต้องสั่ง ที่ผมอยากจะบอกว่ากรณีดังกล่าวที่เป็นปัญหาแบบนี้ก็เพราะว่า เกิดความไม่ใส่ใจของการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ปรากฏว่าพี่น้องที่ขอเงินชดเชย เอาล่ะ คุณแบ่งเป็น ๓ กอง คุณบอกจะไปช่วยโควิด (COVID) อย่างเดียวไม่ได้ เพราะมีกองทุนชราภาพ มีกองทุนโน่น นี่ นั่น ท่านประธานครับ ถ้าผมมีเงิน ๒.๒ ล้านล้านบาท แจกไปคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท มีผู้ประกันตน ๑ ล้านคนกว่า ๆ ที่ได้รับหรือ ๑๐ ล้านคน ก็ใช้เงินไม่กี่แสนล้านบาท มีเงิน ๒.๒ ล้านล้านบาท แจกไม่ได้ แต่ท่านก็พยายามชี้แจงครับว่ามีคนขึ้นทะเบียนโน่นนี่นั่น ในห้องประชุมชี้แจงกันไปหมด สุดท้ายรัฐมนตรีจับกัง ๑ หม่อมเต่า รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงาน อดีตหัวหน้าพรรคตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ บอกว่าที่แจกจ่ายไม่ได้ ให้เงิน พี่น้องประชาชนไม่ได้ก็เพราะว่าระบบคอมพิวเตอร์ยังเป็นแบบล้าสมัย ใช้เขียนมือครับ ใช้เขียนมือเหมือนสมัยเราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยก่อนมาต้องเซ็นชื่อ เดี๋ยวนี้ แตะบัตร เซ็นชื่ออย่างเดียวจะมามั่วไม่ได้ แตะบัตรอย่างเดียวจะมั่วไม่ได้ ท่านรู้ไหมครับ สำนักงานประกันสังคมช้ายิ่งกว่าเต่า ชอบลงน้ำงมโข่ง ที่ผมจะอภิปรายต่อไปงมโข่งคืออะไร รู้ไหมครับท่านประธาน ระบบการเขียนด้วยแมนนวล (Manual) สมัยก่อนบัตรประชาชน หาย ผมไปที่อำเภอที่บ้านผมที่บางเขนสมัยก่อนต้องไปหาต้นขั้ว โอ้โฮเขาให้เราไปหาเอง ชั้นวางพรึบไปหมดกว่าจะได้บัตรประชาชนใบหนึ่ง อันนั้น ๓๐-๔๐ ปีที่แล้วพอไหวครับ สำนักงานประกันสังคมแห่งนี้ ท่านประธานรู้ไหมครับเขาทำอะไรครับ เขารู้ว่าประชาชนที่มี การเพิ่มขึ้นจากสถิติในการทำงานของบริษัทต่าง ๆ เพิ่มขึ้นทุกปีตามจำนวนเท่านี้ ถ้าภาษา ฝรั่งเขาบอกว่า ฟอร์แคสต์ บิสิเนส (Forecast Business) หรือว่าแมเนจเมนต์ ไครซิส (Management Crisis) ฝรั่งหน่อยนะครับ แปลเป็นไทยก็คือคุณต้องวางแผนชีวิตได้ว่า อีก ๕ ปีข้างหน้าประชากรจะเพิ่มเท่าไร คนทำงานมีเท่านั้นเท่านี้ ใช้ระบบประกันสังคม ควรเพิ่มเท่าไร รู้ไหมนั่งบนบัลลังก์ รู้หมด แต่มันมี จุ๊ จุ๊ จุ๊ ไปเกี่ยวข้อง ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมจะฉายต่อครับ พอหม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสนกุล แรงงานจับกัง ๑ บอกว่า เจ้าหน้าที่เขาเขียนไม่ทันก็ต้องใช้แมนนวล (Manual) ภาษามือก็คือให้เจ้าหน้าที่เขียน เพราะฉะนั้นผมก็ถามครับ เขาก็อธิบายอย่างไรรู้ไหมครับท่านประธาน เขาอธิบายบอกว่า ให้เจ้าหน้าที่แต่ละจังหวัดมีรถโมบาย (Mobile) พิเศษไปตั้งโต๊ะเขียนมือเพื่อจะกระจายไป แต่ละอำเภอ ผมบอกโอ้โฮสมัยนี้อะไรมันก็อยู่บนมือถือ เขามีแอปพลิเคชัน (Application) ที่ท่านยังจะจัดชิมช้อปใช้ ใช้ชาติหน้า ท่านก็ยังใช้ แอปพลิเคชัน (Application) ให้คนลงทะเบียนเลย แต่สำนักงานประกันสังคมทำไหมครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จับกัง ๑ ถึงต้องมาบอกว่าให้เขียนมือ ถามคนบนบัลลังก์ ทำค่ะ ทำครับ รู้ เขามีปัญญา เขาจะเป็นข้าราชการแต่บางทีก็ตอบไม่ได้ เดี๋ยวโดนเด้ง จะไปทำอย่างนั้น ผมก็ไม่อยากพูดครับพี่ครับ ก็ว่ากันไป ผมอยากจะบอกท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าปัญหาต่าง ๆ ๑. มีเงินแต่เอาออกมาไม่ได้เพราะเอาไปเล่นหุ้น อันนี้น่าดีด ติ่งหูนะครับ มีเงินเอาออกมาไม่ได้ แต่เอาไปเล่นหุ้น ก็เล่นหุ้นนะครับ ซื้อหุ้นพันธบัตร ซื้อหุ้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ซื้อหุ้นทองคำ มีเงินอยู่ในกระเป๋า ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๒ ล้านกว่าล้านอยู่พวกนั้นหมดครับ แล้วท่านประธานรู้ไหมครับ พี่น้องประชาชนครับ ผมถามพวกที่นั่งบนบัลลังก์นะครับ เขาบอกว่าอย่างไรครับ ๑ ปีตรวจสอบกันครั้งหนึ่ง ปล่อยให้โบรกเกอร์ (Broker) เอาเงินไปลงทุนหมด แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ มาให้ผมทำแล้ว ผมรายงานทุก ๖ เดือน สถานการณ์โลกเปลี่ยนทุกวันครับท่านประธาน ดาวโจนส์ (Dow Jones) นิกเคอิ (Nikkei) ฮั่งเส็ง (Hang Seng) โอ้โฮ ตลาดหุ้นตื่นเช้ามาก็เปลี่ยน อันนี้ รายงานปีละครั้งว่าเอาเงินของประชาชนไปลงทุนปีละครั้งเดียว ถ้าผมมีโบรกเกอร์ (Broker) แบบนี้ผมต้องดีดหู ๓ รอบ ๒ วันต้องรายงานทีแล้วว่าตลาดดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones) ฮั่งเส็ง (Hang Seng) นิกเคอิ (Nikkei) เปิดตลาดเขาว่าอย่างไรกัน อันนี้ ๑ ปี เอาเงินกองทุน ประกันสังคมไปลงทุนค่อยมารายงาน อันนี้คือปัญหาที่รัฐสภาต้องช่วยกันแก้ไขและตรวจสอบ ท่าน พลเอกประยุทธ์ครับ เงินที่นี่เกือบครึ่งของงบประมาณประจำปีท่านเลยนะครับ🔗

ผมวกกลับมาที่เรื่องของการทำระบบที่มีปัญหากับพี่น้องประชาชนนี่ ผมไม่รู้ ว่ามีใครเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร แต่ที่แน่ ๆ ครับ ท่านข้าราชการสำนักงาน ประกันสังคม อีกไม่นานท่านก็เกษียณอายุราชการ ท่านก็เขียนอะไรพับใส่ซองวางไว้ครับ ฝ่ายค้านดำเนินการให้ แล้วผมอยากจะบอกท่านประธานครับว่าพอระบบมีปัญหา สำนักงาน ประกันสังคมไม่ยอมดำเนินการในการแก้ไขปัญหาที่เรียกกันว่าเมนเฟรม (Mainframe) คือสมัยก่อนกระทรวง ทบวง กรม เขาจะมีห้องใหญ่ ๆ ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ออน (On) อยู่ในนั้นเป็นถัง ๆ เหมือนกับคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) อะไรต่าง ๆ นี้ แต่โลก ทุกวันนี้เขาใช้ไอคลาวด์ (iCloud) ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ แล้ว ต้องสร้างแอปพลิเคชัน (Application) ถามว่ารู้ไหมครับสำนักงานประกันสังคม รู้ ท่านประธานฟังให้ดีนะครับ อันนี้ไฮไลต์ (Highlight) เลย นี่ถ้าเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีคนติดคุก ปรากฏว่าสำนักงาน ประกันสังคมเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๓๖ ปี ๒๕๓๗ พัฒนามาเรื่อย ๆ นะครับ จนกระทั่งมาปี ๒๕๖๐ ก็คือ ๒ ปีที่แล้ว ท่านประธานเริ่มมีไลน์ (LINE) ท่านประธาน เริ่มมีแอปพลิเคชัน (Application) ท่านประธานเริ่มมีกูเกิล (Google) เริ่มมีบุกกิง ดอต คอม (Booking.com) โน่น นี่ นั่น ทุกคนต่างพัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) ครับ แม้กระทั่ง ไทยชนะ นี่ผมยังเคืองพวกที่เดินห้างแล้วสแกน (Scan) อยู่นะครับ รัฐมนตรีไม่เคยไป เกี่ยวข้องเลย สแกน (Scan) ไปบักคาราต์ (Baccarat) บ้าง โต๊ะการพนันเข้ามาเต็มมือถือไปหมด เดี๋ยวนี้ผมไม่ไป ไปผมก็ไม่เซ็น เซ็นผมก็เขียนเบอร์คนอื่นบ้างอะไรบ้าง เพราะอะไรรู้ไหมครับ รัฐบาลไม่เคยออกมาไว้ใจ เพราะฉะนั้นสำนักงานประกันสังคมลักษณะคล้ายกันครับ ท่านฟังให้ดีแล้วตามต่อนะครับ ปี ๒๕๕๙ จ้างบริษัท แคต เทเลคอม (CAT Telecom) ทำระบบ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องสำคัญที่สำนักงานประกันสังคมออกแบบแอปพลิเคชัน (Application) ขึ้นมาครับ นี่คือปัญหาที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินคืนประชาชนไม่ได้ จนกระทั่งปี ๒๕๖๑ เริ่มเปิดประมูล บริษัท แคต เทเลคอม (CAT Telecom) ทำเรียบร้อย ศึกษาเรียบร้อย เปิดประมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ ทำอย่างไรครับก็ต้องขึ้นจอหรือออนไลน์ (Online) ไว้ครับ ที่เขาเรียกกันว่าตามกฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ก็คือต้องทำประชาพิจารณ์ ท่านประธานครับ หน่วยงานนี้หน่วยงานเดียว พี่น้องประชาชนครับขึ้นเว็บไซต์ (Website) ทำประชาพิจารณ์ไว้ทั้งหมด ๑๘ เดือน บ้าหรือเปล่า🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณจิรายุอย่าลืมพิจารณา รายงานนะครับ รายงานของหน่วยงาน อภิปรายอยู่ในประเด็นของรายงานปีนี้ครับ เชิญครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ถ้าท่านประธานอยากจะให้ผม เกี่ยวข้องกับรายงานก็คือเงินที่เขาระบุมานี้เกี่ยวข้องกับรายงานโดยตรง ที่ผมกำลังจะพูดว่า เขาจะใช้งบประมาณอย่างไร🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอให้อยู่ในรายงานนะครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ครับ ท่านประธานครับ งบที่เขา รายงานมานี้มันไม่ตรง ผมจึงต้องเกริ่นนำเพื่อจะโยงมาอีกนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ พอปี ๒๕๖๑ เขาตั้งงบประมาณเป็นเงินประมาณเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท โดยการจัดทำ แอปพลิเคชัน (Application) ซึ่งซ่อนอยู่ในรายงานนี้ หลายอย่างที่เป็นการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของสำนักงานประกันสังคม ถ้าไม่ใช่ท่านเถียงผมนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะบอกท่านประธานอย่างนี้ว่าพอตั้งปี ๒๕๖๑ แขวนอยู่บนเว็บไซต์ (Website) เพื่อทำประชาพิจารณ์ ๑๘ เดือน รอใครครับ ใครสั่งครับ ในรายงานท่านก็เขียน อยู่ว่าจะต้องพัฒนาโน่นนี่นั่น จนกระทั่งเดือนพฤษภาคมเดือนที่แล้วยกเลิก เป็นที่มาของเต่า หลุดเก้าอี้หรือเปล่าผมไม่รู้ มูลค่า ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทแขวนอยู่ในเว็บไซต์ (Website) ๑๘ เดือนให้ประชาพิจารณ์ ถ้าเป็นหน่วยงานอื่นที่ฝ่ายค้านเราตรวจสอบ ๓ เดือน ๖ เดือน ประชาพิจารณ์มีข้อทักท้วง ท้วงติงอะไรก็แล้วแต่ เอามาแก้ไขปรับปรุงและดำเนินการประมูล นี่ ๑๘ เดือนจนกระทั่งมีคนเข้าไปแล้วก็ยกเลิก สุดท้าย ผมจะบอกท่านประธานว่า ณ วันนี้ สำนักงานประกันสังคมท่านต้องทำเพื่อประชาชนนะครับ ไม่ใช่ทำเพื่อรัฐมนตรี ไม่ว่าคนเก่า หรือคนใหม่ จะเต่าหรือกระต่าย ถ้ามาใหม่แล้วเรื่องนี้ฝ่ายค้านเกาะไม่ติด ทักท้วงสำนักงาน ประกันสังคมเดี๋ยวท่านชี้แจงเรื่องของเว็บไซต์ (Website) นี้ว่าที่ท่านเขียนแมนวล (Manual) มีปัญหา รายงานที่ท่านรายงานว่ามีการตั้งงบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ที่ท่านเขียน ไว้นี้ซึ่งเกี่ยวโยงกันมาหมดตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ที่ท่านตั้งงบประมาณในรายงานดังกล่าวนี้ ว่าจริงไหมท่านแขวนอยู่ ๑๘ เดือน จริงไหมทำไมท่านจึงไม่ทำ ท่านทำในสมัยยุคไอโฟน ๔ (iPhone 4) วันนี้เขาจะไอโฟน ๑๒ (iPhone 12) แล้ว เพราะฉะนั้นฝากเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมการประกันสังคม ผมจะรอนั่งฟังว่า ๒ ประเด็น เงินไปลงทุนทำไมท่าน ต้องจ้างโบรกเกอร์ (Broker) ๑ ปี แล้วรายงานที่ท่านบอกว่ากำไรเท่าโน้นเท่านี้ทำไมมีแค่ ๑๖,๐๐๐ จ่ายคืนเขาไม่ได้ ๒. แล้วทำไมพอรับจากประกันสังคมไม่ได้ไปขอกระทรวงการคลัง ไทยชนะ ปรากฏว่าคนไปขอแพ้ รับไม่ได้เพราะบอกว่ามีข้อมูลอยู่ประกันสังคม ๓. วันนี้เงิน เหลือเท่าไร แล้วท่านคืนให้กับประชาชนครบถ้วนกระบวนความหรือยัง แล้วท่านวางแผน อย่างไร สิ้นเดือนนี้ไม่มีใครได้เงินจากรัฐบาลแล้วนะครับ นอกจากจะเที่ยวปันสุขก็ค่อยว่ากัน ๔. โครงการประมูลต่าง ๆ ของท่านมีอีแอบจริงไหม หรือไอ้โม่ง หรือขาใหญ่ของพรรคการเมือง บางพรรคไปเที่ยวเดิน ซึ่งไม่จริงก็ไม่เป็นไรผมอาจจะฝันร้ายเมื่อคืนก็เป็นไปได้ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ อีก ๒ ท่านค่อยชี้แจงนะครับ เชิญสุทิน คลังแสง ครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทย จังหวัดมหาสารคาม ท่านผู้ชี้แจงจากสำนักงานประกันสังคมครับ ก่อนอื่นผมต้องเรียนด้วยความเห็นใจท่าน เพราะว่าท่านเป็นโจทก์และท่านเป็นจำเลยมาร่วม ๒-๓ เดือน เผอิญเป็นวิกฤติความลำบาก หลายคนต้องเป็นจำเลยไป แล้วท่านก็เป็นคนหนึ่ง ท่านมาชี้แจงวันนี้ผมเชื่อว่าหลายเรื่องที่เป็นข้อบกพร่อง หลายเรื่องที่เราอยากถามมันก็อยู่ เกินวิสัยท่าน จะตำหนิแรง ๆ ก็สงสารท่านนะครับ เพราะความผิดพลาดหลายเรื่องเป็นเรื่อง ระดับนโยบาย เพราะฉะนั้นวันนี้ที่ผมจะถามก็จะเป็นการถามด้วยข้อที่เขานินทาและติดใจ สำนักงานประกันสังคมอยู่ ท่านอย่าเกรงใจนะครับ ไม่ต้องเกรงใจพวกผมและไม่ต้องเกรงใจ รัฐบาล ถ้าท่านตอบดี ๆ พวกผมอาจจะช่วยท่านได้ หนี้สินที่รัฐบาลติดค้างอยู่ถ้าท่าน กล้าตอบตรง ๆ ท่านไม่กล้าทวงหรอก ผมจะทวงให้ หลายเรื่องเลย เพราะฉะนั้นผมจะ ขออนุญาตถามในเรื่องของงบดุล แต่ว่าเพื่อแปลงให้คนประกันสังคมเข้าใจง่าย ๆ แล้วชาวบ้านรู้เรื่อง ซึ่งวันนี้รอฟังเยอะ ก็เป็นประเด็นที่ผมเคยถามรัฐบาลในสภาแล้ว แต่ไม่ตอบวันนี้ก็หวังว่าท่านจะตอบนะครับ ตอบได้หรือไม่ได้ท่านก็พยายามแล้วกัน ผมถึงบอกว่าวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับท่าน ประการแรก จริง ๆ สำนักงานประกันสังคม เป็นองค์กรที่เป็นที่พึ่งที่หวังของชาวบ้านของคนในสังคมนี้มาก แต่พอเกิดวิกฤติจริง ๆ วันนี้จึงได้พบว่าพวกเราไม่อยู่ในสถานะที่จะสนองตอบความต้องการเหล่านั้นได้เต็มที่ ข้อสงสัยมากมายผมจะถามเป็นภาษาง่าย ๆ ว่า ประการที่ ๑ คุยกันมากว่าเรามีทรัพย์สินอยู่ เกือบ ๒ ล้านล้านบาท แต่ใน ๒ ล้านล้านบาทนั้นไปตกอยู่กับรัฐบาล ๑.๕ หรือ ๖๐ กว่า เปอร์เซ็นต์ เกือบ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ทรัพย์สินเหล่านั้นไปอยู่กับรัฐบาลเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๑.๕ ล้านล้านบาท ก็เหลือมาบ้างนิดหน่อยท่านก็ไปลงทุนตามที่ท่านเห็นว่าจะเกิดผล เกิดประโยชน์ จะผิดบ้างพลาดบ้างเป็นวิถีปุถุชนตามภาวะของตลาด ภาวะของเศรษฐกิจ อันนี้พอเข้าใจกันได้ เลยอยากถามว่าจริงไหมว่ารัฐบาลเอาไปครอบครองอยู่ เอาเงินของสำนักงานประกันสังคมไปตั้ง ๑.๕ ล้านล้านบาท แล้วถ้าจริงจะมีเงื่อนระยะเวลา ที่รัฐบาลจะต้องคืนมาที่สำนักงานประกันสังคมอย่างไร เข้าใจว่าเป็นพันธบัตรนั่นแหละ จะคืนมาช่วงไหน เวลาใดบ้าง แล้วช่วงเวลาที่จะคืนนี้สัมพันธ์สอดคล้องกับการหมุนเวียน ของเงินที่ท่านจะต้องสำรองไว้ด้วยหรือเปล่า เพราะวันนี้เขาเข้าใจว่าเหตุที่สำนักงาน ประกันสังคมจ่ายเงินไม่ได้ เรื่องระเบียบที่ไม่ตรงนั้นเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องหนึ่งคือเงินไม่มี เงินไม่มีมาจากรัฐบาลคืนไม่ได้ คืนไม่ทัน นี่ข้อสงสัย ถ้าท่านตอบตรงนี้ได้ชัดก็จะได้เป็น ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถ้าเป็นธรรมกับรัฐบาล รัฐบาลเขาจะได้ดีใจ ถ้าไม่เป็นธรรมก็ต้อง บอกว่าไม่เป็นธรรม ก็จะต้องช่วยกัน อันนั้นข้อที่ ๑🔗

ข้อที่ ๒ มีการพูดคุยกันมากว่ารายได้หรือเงินที่จะเข้าสำนักงานประกันสังคม ก็มาจาก ๑. ผู้ประกันตน ๒. จากนายจ้าง ๓. จากรัฐบาล ได้ทราบว่ารัฐบาลไม่ได้ส่งเงินสมทบ ให้ท่านมานานแล้วจริงหรือเปล่า คือ ๒ ภาคนั้นเขาส่ง แต่รัฐบาลไม่ส่งจริงหรือเปล่า หรือขาดส่งอยู่กี่ปี ถ้าท่านตอบขาดจริงพวกผมจะตามให้ เดี๋ยวงบประมาณก็จะเข้าแล้ว สัปดาห์หน้าจะตามทวงให้ ถ้าเหตุนี้เป็นเหตุบกพร่องก็รัฐบาลทำตัวไม่ดี เสียวินัยและทำให้ องค์กรเขาเดินไม่ได้ เพราะ ๒ ภาคเขาส่งแต่ถ้ารัฐบาลไม่ส่งจริง ๆ ใช้ไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่ พวกเราจะต้องว่ากันให้🔗

ประการที่ ๓ เป็นความทุกข์ของชาวบ้านของผู้ประกันตน เขารู้ถูกรู้ไม่ถูก อันนี้ก็เป็นหน้าที่ที่เราจะต้องให้ความรู้กันว่าเรื่องกองทุนชราภาพเป็นเรื่องที่เขาคิด และวิพากษ์วิจารณ์กันมาก จริง ๆ ผมก็เข้าใจว่าชราภาพก็คือให้ตอนแก่ ก็ ๖๐ ปีที่เขียนไว้ แต่วันนี้ถ้าจำเป็นและลำบากอย่างนี้ ภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้คนชราภาพเขาบอกว่าเขาส่งเงิน ไว้เยอะแล้ว และเขาได้พ้นจากความเป็นลูกจ้างแล้ว อยู่ในสถานะเขาแล้ว เขาจะขอเงินชราภาพ มาใช้ล่วงหน้าได้ไหม ท่านไม่ตอบผมก็จะตอบได้ว่าหลักการนั้นไม่ได้ เทียบเคียงเหมือนกับ ช.พ.ค. ของครู ถ้า ช.พ.ค. ตายแล้วเขาถึงได้ แต่ครูบางครั้งเขาลำบาก เขาไม่ต้องรอตอนตาย เขาแก้ไขปัญหากันอย่างไรรู้ไหมครับ เขาก็มีระบบขึ้นมาเพื่อกู้ส่วนหนึ่งให้ไปใช้ก่อนล่วงหน้า ยังไม่ตาย คือพูดง่าย ๆ ว่าใช้ตอนมีชีวิตอยู่ครึ่งหนึ่ง ตายแล้วค่อยเอาไปใช้อีกครึ่งหนึ่ง แต่ว่า ถ้าจะให้เบิกเสียทีเดียวก็จะผิดหลักการ แต่จะถามท่านว่ามีนโยบายไหม มีหลักหรือว่ามีเรื่อง ที่จะต้องให้กู้หรือจะบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประกันตนให้นำเงินชราภาพนี้ไปจ่ายล่วงหน้า ก่อนได้ไหม อาจจะเป็นรูปของกู้เงินสวัสดิการอะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ผมกราบ เรียนถามนี้เรากำลังจะหาทางออกให้กับประชาชน เพราะวิกฤติครั้งนี้ผมเชื่อว่าก็โดนกันทุกคน ผู้ประกันตนแถมไปโดนรัฐบาลยกเว้นด้วย บอกว่าผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม ไม่ได้เยียวยากับเขาด้วย หันจะมาเอาประกันตนก็ไม่ได้อีก เขาก็เลยเป็นคนที่ตกรุ่นเลย เขาจะไปทางรัฐบาลเยียวยาก็ไม่ได้ มาทางประกันตนก็ติดขัดข้อกฎหมาย ผมก็เล็งเห็น ข้อเดียวครับว่าถ้าจะให้เขากู้หรือไม่กู้ก็ตาม ท่านจะเรียกว่าเป็นการให้สวัสดิการก่อน จะทำได้ไหม แล้วมีนโยบายที่จะผ่อนปรนหรือบรรเทาทุกข์เขาอย่างนี้หรือเปล่า ก็ถาม ๓ ข้อ สั้น ๆ นะครับ ขอบพระคุณอย่างสูงครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านสุทินครับ ขออีกท่านสุดท้ายนะครับ เราจะได้พิจารณาวาระอื่นต่อไป ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่น ผมขออนุญาตเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่ว่ากฎหมายนี้คือกฎหมายประกันสังคม ได้มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ บัดนี้ปี ๒๕๖๓ เพราะฉะนั้นหลายเรื่องหลายประเด็นได้มีการ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อย่างเช่น เรื่องของอายุคนที่เคยประเมินไว้ในอดีต ปัจจุบัน ก็เปลี่ยนไปแล้ว อัตราดอกเบี้ยซึ่งเมื่อก่อนเคยสูงตอนนี้ก็ต่ำมาก และเรื่องของภาระการคลัง ตอนนี้ จากสมัยโน้นเราอาจจะไม่มีภาระมากนักแต่ขณะนี้เรามีมาก เพราะฉะนั้นถึงเวลา ที่สำนักงานประกันสังคมควรต้องมีการปฏิรูประบบการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมให้ความหวังเป็นอย่างมากครับว่ามีท่านรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์จัตุมงคลมาเป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมให้ความหวังเป็นอย่างมากครับว่ามีท่านรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล มาเป็นรัฐมนตรีท่านเป็นผู้มีความรู้เรื่องการเงินเป็นอย่างดี เคยเป็นปลัดกระทรวงการคลัง เคยเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ ผมก็หวังว่าท่านจะได้อยู่ช่วยปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็น ระบบที่ยั่งยืน เพราะ ณ เวลานี้มีปัญหามากในเรื่องของการบริหารจัดการของสำนักงาน ประกันสังคมตามที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปบ้างแล้วนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นว่า ในระยะยาวระบบประกันสังคมจะยั่งยืนไหม แม้ว่าวันนี้เวลานี้จะมีเงินเข้ามากกว่าเงินออก แต่ก็มีหลายฝ่ายที่ประเมินว่าอีกไม่นานก็คงจะขาดเงินซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง ขณะเดียวกันเราก็ทราบครับว่าปีนี้ก็มีปัญหาเรื่องโควิด (COVID) สำนักงานประกันสังคม ก็ถูกกำหนดให้มีการจ่ายเงินช่วยแรงงาน เรายังไม่ทราบเลยครับว่าภาระต่อสำนักงาน ประกันสังคมมีมากน้อยแค่ไหน น่าจะมีการประเมินกัน ระบบการบริหารเงินของกองทุน ประกันสังคม ๒ ล้านล้านบาท ควรจะต้องได้รับการดูแลโดยมืออาชีพ ณ เวลานี้เป็นระบบราชการ เป็นระบบที่อาจจะไม่มีความคล่องตัว แล้วผมก็ทราบดีว่าสำนักงานประกันสังคมก็เสียคนมาก ไปยังภาคเอกชน เพราะฉะนั้นถ้าท่านมีการปฏิรูประบบ แยกระบบประกันสังคมออกมาให้ เหมือนกับ กบข. ให้เหมือนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท่านก็จะสามารถเก็บคนเอาไว้ได้ เพราะว่าคนเหล่านี้มีค่าตัวสูงในสังคมนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นต่าง ๆ ที่กระผม ได้กล่าวไปเป็นเรื่องใหญ่ที่ผมได้ขอยื่นเป็นปกติไปแล้วนะครับ ส่วนในวันนี้ที่ท่านประธาน ให้เราได้ตรวจดูงบของสำนักงานประกันสังคมนะครับ ผมก็อยากขออนุญาตให้ความเห็น บางประการครับ🔗

ประการที่ ๑ ในเรื่องของการเก็บเงินสดของสำนักงานประกันสังคมถึงแม้ว่า ปี ๒๕๖๐ จะลดลงไป คือปี ๒๕๖๐ จะมีถึง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ปี ๒๕๖๑ ลดลงมา เหลือ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่นั่นก็ยังเป็นจำนวนที่สูงอยู่ ลองนึกคร่าว ๆ นะครับ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ย ๑ เปอร์เซ็นต์ คือ ๑๐๐ ล้านบาท เมื่อวานนี้เรามีการประชุมกัน ในคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ทาง สบน. ก็บอกว่า ได้มีการกู้เงินในช่วงปีงบประมาณนี้ไปทั้งหมด ๒๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้แน่นอน ก็มีการกู้จากสถาบันการเงิน ซึ่ง ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จากสถาบันการเงินเขาให้ดอกเบี้ย ๑ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วสำนักงานประกันสังคมน่าจะเจรจาขอ สบน. แทนที่ สบน. จะเอาเงินไปให้กับแบงก์ควรจะให้กับสำนักงานประกันสังคมได้ต่อดอกออกผลกับเงินก้อนนี้ แทนที่จะไม่ได้ดอกเบี้ยอย่างที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้🔗

ประเด็นต่อไปที่ขออนุญาตสอบถามก็คือ เรื่องของเงินที่ท่านถือว่าเป็น เงินค้างรับ ซึ่งเงินค้างรับมีจำนวนที่สูงมาก และยังมีอีกส่วนหนึ่งก็คือเงินที่รัฐบาลยังไม่ได้จ่าย มาให้ประมาณ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งผมก็เข้าใจดีว่ารัฐบาลเองก็มีปัญหาเรื่องของ งบประมาณนะครับ แต่ท่านน่าจะมีการเจรจาตกลงกับสำนักงบประมาณครับว่าตอนสิ้นปี ตอนที่มีเงินเหลือจ่ายจำนวนมากน่าจะขอโอนเงินเหลือจ่ายเหล่านั้นเข้ามาคืนสำนักงาน ประกันสังคม จะได้ลดจำนวนนี้ลงไป จะได้ทำให้เงินค้างรับไม่ดูใหญ่โตขนาดนี้ ขณะเดียวกัน ยังมีสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นบางประการที่อยากจะขอให้ท่านผู้แทนจากสำนักงาน ประกันสังคมได้ช่วยชี้แจงว่าทำไมรายการสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น อย่างเช่น ยาต้านไวรัส เอดส์ (AIDS) จึงได้กระโดดสูงขึ้นมากจากปี ๒๕๖๐ ในปี ๒๕๖๑ ขึ้นจาก ๒๐๐ กว่าล้านบาท มาเป็นเกือบ ๗๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็เป็นคำถามที่ขออนุญาตสอบถาม🔗

แล้วก็ประการสุดท้าย เรื่องของตราสารหนี้เอกชน ท่านก็มีการลงทุนเพิ่ม สูงขึ้น ณ เวลานี้เราก็ทราบดีครับ ตราสารหนี้เอกชนก็มีความเสี่ยงสูงถึงแม้ว่าเรตติง (Rating) จะดี แม้กระทั่งการบินไทย ต้นปี เรตติง เอ (Rating A) บัดนี้กลายเป็นเรตติง (Rating) ที่ต่ำกว่าดี (D) แล้ว เพราะฉะนั้นก็อยากจะขออนุญาตให้ท่านได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับ การลงทุนในส่วนนี้ว่าเรื่องการบริหารความเสี่ยงว่าท่านดูแลอย่างไรครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านดอกเตอร์พิสิฐ ท่านรักษาเวลา เมื่อสักครู่นี้ผมบอกท่านสุดท้ายแต่ปรากฏว่ามีชื่อส่งเข้าใหม่นะครับ ท่านนิคม บุญวิเศษ ท่านเทพไท เสนพงศ์ ผมอนุญาตแต่ขอกำชับเรื่องเวลานะครับ เพราะวันนี้ เราไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจกระทรวงแรงงานนะครับ เป็นเรื่องของรายงานผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยู่ในประเด็นนี้เราจะไม่เสียเวลามาก แล้วก็สมาชิกก็บ่นเรื่องเราเสียเวลากับเรื่อง เพื่อทราบมาก ผมได้ยินนะครับ ผมถึงพยายามคุมว่าเราใช้เวลาให้สิทธิสมาชิก แต่ว่าถ้าเรา คุมเวลาให้ได้ ความเบื่อหน่าย สมาชิกที่เบื่อเรื่องเพื่อทราบนี้จะได้ค่อย ๆ ทุเลาลง เพราะฉะนั้นสมาชิกกรุณาอยู่ในประเด็นนะครับ เชิญท่านนิคม คุมเวลานะครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมจะขอใช้เวลาไม่นานครับ ท่านประธาน อยู่ในประเด็นครับ จากที่ผมได้อ่านแล้วก็ได้ดูในหน้า ๓๒ ที่สงสัยคือว่า เงินสมทบค้างจ่ายจากนายจ้างแล้วก็ผู้ประกันตน เท่าที่ทราบมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นหมายถึงว่า เราอาจจะเข้าใจได้ว่าเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดีครับท่านประธาน เศรษฐกิจไม่ดีทำให้ ผู้ประกอบการขาดทุนผู้ประกอบการเจ๊ง ล้มละลาย เลิกจ้าง คนตกงานเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เงินสมทบค้างจ่ายมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ดูจากการบริหารราชการของรัฐบาล ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูไม่ยากครับดูจากเงินสมทบค้างจ่ายนี่แหละครับ🔗

ในประเด็นที่ ๒ เงินสมทบค้างจ่ายที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไป ผมมีข้อสงสัยว่า เงินสมทบค้างจ่าย เงินอุดหนุนค้างรับ กรณีของรัฐบาลค้างจ่าย ๖๑,๓๑๕ ล้านบาท รัฐบาล ยังมีเงินค้างจ่ายเงินกองทุนประกันสังคม ผมเชื่อว่ารัฐบาลมีเงินครับ จะบอกว่าไม่มีเงิน เป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลกู้ทุกปี ไม่มีเงินรัฐบาลก็กู้เอา ๆ กู้แล้วทำไมไม่เอาเงิน มาให้กองทุนประกันสังคม นั่นแสดงว่ารัฐบาลไม่เห็นความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน ของผู้ประกันสังคมใช่หรือไม่ มาดูต่อครับท่านประธาน ในหน้า ๓๓ หมายเหตุที่ ๙ รายได้ค้างรับ ดอกเบี้ยเงินฝากประจำค้างรับ ๕๙๓ ล้านบาท ดอกเบี้ยเงินฝากหมายถึงว่า เราจะต้องไปฝากที่สถาบันการเงินใช่ไหมครับ แล้วทำไมสถาบันการเงินจึงมีดอกเบี้ยค้างรับ ไม่ทราบว่าเป็นสถาบันการเงินใด แล้วก็ดอกเบี้ยพันธบัตรและหุ้นกู้ค้างรับ ผมอยากจะทราบว่า พันธบัตรเป็นพันธบัตรรัฐบาลหรือพันธบัตรของเอกชนรายใด ยอดตั้ง ๖๗,๗๗๒ ล้านบาท ในหน้า ๓๓ มาดูหน้าต่อไปครับ หน้า ๓๕ ในกรณีที่ ๑ ค่าประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วย ค้างจ่าย ๙,๐๔๗ ล้านบาทเศษ กรณีที่ ๕ ค่าประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรค้างจ่าย ๓,๔๗๘ ล้านบาท เห็นไหมครับ ผมจะแยกให้ดูว่ากรณีที่ ๑ ที่บอกว่าค่าประโยชน์ทดแทน กรณีเจ็บป่วยค้างจ่าย ค้างอะไรบ้าง ค่าบริการทางการแพทย์ค้างจ่าย ๗,๓๗๕ ล้านบาท ค่าประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยค้างจ่าย ๑,๖๗๑ ล้านบาท เห็นไหมครับ มาดูต่อครับ ค่าบริการทางการแพทย์ค้างจ่ายอะไรบ้าง ค้างจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่าย ๑,๒๐๐ ล้านบาท ค่าภาระเสี่ยงแก่สถาบัน สถานพยาบาลค้างจ่าย ๓,๒๐๐ ล้านบาท โรคที่มี ค่าใช้จ่ายสูง ค้างจ่าย ๒,๙๖๔ ล้านบาท ค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินค้างจ่าย ๒๑ ล้านบาท ค่าบริการทางการแพทย์ อวัยวะเทียม ๑๐๔ ล้านบาท บริการบำบัดทดแทนไต ค้างจ่าย ๖๕๓ ล้านบาท ยังมีที่สำคัญอีกก็คือค่าบริการทางการแพทย์บัญชียาหลัก ท่านประธานครับ บัญชียาหลักยังค้างจ่าย ๔๐๐ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้ประกันตนหรือกองทุน ประกันสังคม โดยการที่ลูกจ้างส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม ๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน เขาคิดอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ส่งไป ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วยังมีบริษัทผู้ประกอบการสมทบเข้าไปอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่ออะไร เพื่อสร้างความมั่นคง มั่นใจให้กับลูกจ้าง บอกว่าสักวันหนึ่งถ้าเกิดมีการเจ็บป่วยก็สามารถที่จะเข้าโรงพยาบาล รักษา มียาหลักยาที่ดีที่สุด รักษาอย่างดีที่สุด แต่ทำไมจึงมีการค้างจ่ายเกี่ยวกับโรงพยาบาล เกี่ยวกับการแพทย์ เกี่ยวกับยาหลักเหล่านี้ เป็นที่น่าห่วงถ้าเกิดว่ายังมีการค้างจ่ายแบบนี้ แล้วการรักษาพยาบาลต่าง ๆ ของลูกจ้างเราจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่ารักษาได้มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเงินสมทบเหล่านี้ของผู้ประกันตนหรือลูกจ้างเขาเอาไว้ เพื่อความมั่นคงในกรณีที่ตกงาน รัฐบาลยังมีการค้างจ่ายเงินประกันสังคมเหล่านี้ เราจึงเชื่อว่า ที่รัฐบาลจ่ายเงินประกันสังคมช้าในกรณีที่มีปัญหาที่ผ่านมาก็เป็นเพราะรัฐบาลเองไม่ให้ ความสำคัญในการส่งเงินกองทุนประกันสังคมนี้ใช่หรือไม่ ถ้ารัฐบาลจะบอกว่ารัฐบาลไม่มีเงิน เป็นไปไม่ได้ รัฐบาลไม่มีรัฐบาลกู้นั่นคือมีแล้ว แต่ทำไมไม่สมทบเข้าไป อีกส่วนหนึ่งที่ผม จะขออภิปรายสั้น ๆ กองทุนเหล่านี้ผู้ประกอบการสมทบเข้าไปเงินประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ของลูกจ้าง ซึ่งมีเงินจำนวนมากเหมือนกับการให้เปล่า เพราะผู้ประกอบการที่เป็น เจ้าของธุรกิจไม่เคยได้รับเงินเหล่านี้คืนมาแม้แต่ครั้งเดียว ถึงแม้ผู้ประกอบการจะลำบาก เศรษฐกิจไม่ดี ขาดทุน เจ๊ง ล้มละลายก็ตาม เงินกองทุนที่ผู้ประกอบการส่งเข้าไป ในประกันสังคมถามว่าผู้ประกอบการเคยได้เงินก้อนนี้หรือไม่ ก็ไม่ได้เงินครับ ขอฝากไว้เท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนิคมได้เอาเรื่อง รายงานมาพูดตรง ๆ ท่านสุดท้ายนะครับ ผมคิดว่าอภิปรายพอสมควรแล้ว ขอท่านสุดท้าย ท่านเทพไท ขอเชิญครับ🔗

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ขออนุญาตท่านประธานอภิปราย เรื่องรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็ต้องเรียนกับ ท่านประธานว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ได้แสดงความเห็นเรื่องการทำงานของสำนักงานประกันสังคม ในช่วงที่เกิดวิกฤติหลายครั้ง ด้วยเหตุผลก็คือว่ามีผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ได้ร้องทุกข์ ได้ร้องเรียนมาให้ผมช่วยพูดให้ ผมก็ได้พูดผ่านไปยังสำนักงานประกันสังคมโดยตรง วันนี้มีโอกาสได้พิจารณาถึงงบดุลของสำนักงานประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นในปี ๒๕๖๑ ก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าเราก็สามารถที่จะพิจารณาเห็นถึงการทำงานของสำนักงานประกันสังคม ผมดูจาก การพิจารณางบกระแสเงินสด หน้า ๑๑ ซึ่งผมก็จะสรุปเอาคร่าว ๆ ก็คือว่าผมดูจากตัวเลข เงินสุทธิที่ได้มาจากกิจกรรมของการดำเนินงาน ซึ่งยอดทั้งหมดประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๑ แล้วก็ปี ๒๕๖๐ อยู่ที่ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าหากว่าผมมาดูในส่วน ของเงินสดแล้วก็รายการที่เทียบเท่าเงินสดที่ยกไปก็เห็นว่าลดลงจากปี ๒๕๖๐ ซึ่งปี ๒๕๖๐ อยู่ที่ประมาณ ๑.๘ หมื่นล้านบาท แต่ว่าปี ๒๕๖๑ อยู่ที่ ๑.๑ หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่ทราบ ในรายละเอียดว่าลดลงไปได้อย่างไร แล้วก็ปีถัดมาเป็นอย่างไร เพราะว่าเรายังไม่ได้รับ รายงาน ก็คงจะได้รับรายงานในโอกาสต่อไป สิ่งที่ผมกังวลก็คือว่าที่ไม่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ ก็คือว่ากระแสของพี่น้องประชาชนหรือสื่อมวลชนที่นินทาสำนักงานประกันสังคมว่า สำนักงานประกันสังคมไม่มีเงินแล้ว หมดเงินแล้ว ใช้เงินผิดประเภทอะไรในทำนองนี้ ซึ่งผมเองเราก็ไม่สามารถที่จะลงลึกไปได้ แต่ว่าด้วยความ ห่วงใยสำนักงานประกันสังคม เพราะว่าสำนักงานประกันสังคมเราก็ถือว่าเป็นเจตนารมณ์ ของประเทศที่ทุกคนก็อยากจะให้สำนักงานประกันสังคมได้ดูแลชีวิตของผู้ประกันตน ก็ต้อง เรียนกับท่านประธานว่าพรรคประชาธิปัตย์ของผมมีนโยบายเรื่องรัฐสวัสดิการค่อนข้างที่จะ ชัดเจน แล้วก็สำนักงานประกันสังคมก็คือหนึ่งในรัฐสวัสดิการ ที่ผมเป็นห่วงก็คือถ้าหากว่า สำนักงานประกันสังคมซึ่งเป็นต้นแบบของรัฐสวัสดิการล้มเหลว ขาดความเชื่อมั่น ก็จะเป็น ปัญหาสำหรับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของรัฐสวัสดิการ ซึ่งในขณะนี้ถ้าเราดูจากรายงานนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้า ๑๖ พูดถึงเรื่องการลงทุนในทรัพย์สินที่มีความมั่นคงสูงหรือว่า มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งมีบทบาทให้สำนักงานประกันสังคมสามารถไปลงทุนได้จำนวนเยอะมาก ประมาณ ๑๗ ส่วนที่จะลงทุนได้ อันนี้ก็ขอฝากไปยังสำนักงานประกันสังคมว่าต้องใช้ความ รอบคอบแล้วก็ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าสำนักงานประกันสังคมที่ผ่านมาเรา อาจจะไม่ได้เจอวิกฤติแบบโควิด (COVID) เพราะฉะนั้นสำนักงานประกันสังคมก็สามารถ ทำงานได้ตามปกติไม่มีข้อครหาใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ว่าพอมาเจอวิกฤติโควิด (COVID) เข้าจริง ๆ เราก็เห็นได้ชัดว่าสำนักงานประกันสังคมล่าช้าแล้วก็มีข้อบกพร่องจริง ๆ จนถึงวันนี้เมื่อเช้า ผมไปร้านทำผม พนักงานร้านทำผมยังไม่ได้รับเงินประกันตามมาตรา ๓๓ ก็มีครับ ก็เลยฝาก ให้ไปยังท่านเลขาธิการว่าก็ต้องดูให้รอบคอบแล้วก็ดูให้หมดว่าคนที่ประกันตนกับสำนักงาน ประกันสังคมส่วนใหญ่ก็เป็นลูกจ้างแล้วก็มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี แล้วถ้าเขาไม่ได้รับแล้ว ต่อไปก็ทำให้คนที่จะประกันตนต่อสำนักงานประกันสังคมก็จะขาดความเชื่อมั่น ที่ผ่านมาเรา เดินมาได้ดีแล้วก็คือว่าคนเชื่อมั่น แต่ว่าพอเจอแบบนี้ผมเลยวิตกกังวลว่าอาจจะทำให้ สำนักงานประกันสังคมขาดความเชื่อมั่นไป ซึ่งสำนักงานประกันสังคมถือว่าเป็นหน่วยงาน หลักในกระทรวงแรงงาน เป็นหน่วยงานที่มีบทบาท และคนที่ไปเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงนี้ นักการเมืองหรือใครก็ตามที่เข้าไปก็จ้องตาเป็นมันก็คือสำนักงานประกันสังคมนะครับ เพราะว่าเป็นกองทุนที่มีเงินเยอะ ถ้าหากว่าทางรัฐมนตรี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ไม่ระมัดระวัง ไม่เคร่งครัดต่อการใช้เงินผมก็เกรงว่าจะเกิดความเสียหายต่อสำนักงาน ประกันสังคม แล้วก็จะเกิดความเสียหายต่อผู้ประกันตน ก็เลยถือโอกาสนี้ได้อภิปรายแสดง ความเห็นเรื่องงบดุลกระแสเงินสดของสำนักงานประกันสังคม แล้วก็ฝากความห่วงใย ต่อท่านประธานไปยังสำนักงานเลขาธิการประกันสังคม ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่เฝ้ามองเรื่องนี้ ผมไม่ได้เป็นผู้ประกันตนใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ว่าสนับสนุนโครงการที่เป็นรัฐสวัสดิการ แล้วก็เราถือ ว่าสำนักงานประกันสังคมก็คือรัฐสวัสดิการที่ยอดเยี่ยมแห่งหนึ่งของประเทศไทย ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณคุณเทพไท ก็อยู่ในสาระของวาระรายงานผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม ท่านเลขาธิการจะตอบเองหรือจะให้เจ้าหน้าที่ผู้ใดตอบ เชิญนะครับ อนุญาตให้ตอบนอกเรื่อง รายงานด้วยที่สมาชิกได้พูดพาดพิงไปนะครับ แล้วก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ชี้แจง เชิญครับ🔗

นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ก่อนอื่นกระผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่กรุณาให้คำชี้แนะนำ แนะนำในการดำเนินการของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ซึ่งกระผมขอชี้แจงข้อมูลในการดำเนินการในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมาในการบริหารจัดการในสำนักงานประกันสังคม ดังต่อไปนี้ครับ🔗

ก่อนอื่นต้องขอกราบเรียนว่าในเรื่องของการจ่ายเงินเยียวยาเกี่ยวกับเรื่องโควิด (COVID) กฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๓ สำนักงานประกันสังคม ได้ดำเนินการรองรับและเตรียมการ โดยได้ดำเนินการโอนเงินครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๓ ซึ่งจากวันนั้นเป็นต้นมามีผู้มาใช้สิทธิจนถึง ณ ขณะนี้จำนวนทั้งสิ้น ๑.๖ ล้านล้านราย ซึ่งดำเนินการไปได้ทั้งสิ้นประมาณร้อยละ ๙๘ ส่วนอีก ๒ เปอร์เซ็นต์กำลังดำเนินการ ในส่วนนี้ ได้จ่ายเงินไปทั้งสิ้น ๑๑,๒๐๐ ล้านบาทเศษ และขณะเดียวกันต้องขอกราบเรียนว่าในทุก ๆ วัน โดยเฉลี่ยจะมีผู้ประกันตนมายื่นขอใช้สิทธิใหม่วันละประมาณ ๒๐,๐๐๐ ราย ซึ่งปัจจุบัน นอกจากการดำเนินการในการที่จะจ่ายเงินเพื่อเยียวยาผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด (COVID) นั้น สำนักงานประกันสังคมยังต้องดำเนินการในการที่จะจ่ายสิทธิประโยชน์ หรืออำนวยความสะดวกในการที่จะให้ผู้ประกันตนซึ่งมีอยู่จำนวนทั้งสิ้น ๑๖ ล้านรายเศษ ได้รับสิทธิประโยชน์ในเรื่องของเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และเสียชีวิต ซึ่งในแต่ละวันนั้นจะมีผู้มาใช้สิทธิโดยเฉลี่ยวันละประมาณ ๘๕,๐๐๐ ราย ซึ่งจากวิกฤติที่ผ่านมานั้น ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มีบัญชาและสั่งการให้ สำนักงานประกันสังคมและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานได้ดำเนินการช่วยเหลือและ สนับสนุนในการขับเคลื่อนงานร่วมกัน โดยระดมคนหรือเจ้าหน้าที่ของทั้ง ๕ กรมในสังกัด กระทรวงแรงงาน อันได้แก่ สำนักงานประกันสังคม กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและสำนักงานปลัดกระทรวง มาช่วยกันระดมในการ เข้าช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน และขณะเดียวกันได้ดำเนินการ เพิ่มพนักงานเจ้าหน้าที่และมีการจ้างผู้ว่างงานมาร่วมในการปฏิบัติงาน สร้างการรับรู้และ ทำความเข้าใจและอำนวยความสะดวกในการให้ผู้ประกันตนขอใช้สิทธิมากกว่า ๑,๐๐๐ คน ในขณะเดียวกันได้มีการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจจากส่วนกลางลงไปปฏิบัติงาน ในพื้นที่ และจัดรถโมบาย (Mobile) เคลื่อนที่เร็วไปสนับสนุนจังหวัดที่มีปริมาณงานหรือ มีผู้ประกันตนมาขอใช้สิทธิมากทั้งในส่วนกลางและจังหวัดใหญ่ ๆ และได้มีการจัดตั้ง ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่สำนักงานใหญ่ของสำนักงานประกันสังคมและทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรองรับและประสานงานการดำเนินการให้ลูกจ้างได้เสร็จในขั้นตอนเดียว ขณะเดียวกัน ได้มีการมอบหมายให้จังหวัดที่มีปริมาณงานที่มีผู้มาใช้สิทธิน้อยระดมกำลังไปช่วย ในจังหวัดใหญ่ที่มีผู้มาใช้สิทธิมาก และขณะเดียวกันก็ได้มีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ ของสำนักงานประกันสังคมดำเนินการทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุดตลอดระยะเวลา ๓ เดือนที่ผ่านมาเป็นประจำทุกวัน ขณะเดียวกันได้ส่งให้ผู้ตรวจราชการและหน่วยเฉพาะกิจ ออกติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนในการที่จะอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องผู้ประกันตน สำหรับ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงบต่าง ๆ นั้น กระผมใคร่ขออนุญาตให้ผู้อำนวยการกองเงินสมทบ ผู้อำนวยการกองการเงินและบัญชี ผู้อำนวยการกองลงทุน และผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยี เป็นผู้ชี้แจง ขอกราบเรียนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านเลขาธิการ เชิญนะครับผู้ชี้แจง🔗

นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักเงินสมทบ

กราบเรียน ท่านประธานสภาและท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักเงินสมทบ ขออนุญาตนำเรียนท่านในประเด็นที่ท่านมีความเป็นห่วง ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินไม่ครบ ๖ ใน ๑๕ เดือน ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการได้รับสิทธิของ สำนักงานประกันสังคม ก็เลยทำให้เขาไม่ได้รับสิทธิ แล้วก็ที่ท่านได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะว่า ในส่วนนี้จะได้เงินเดือน ๆ ละ ๕,๐๐๐ บาท ๓ เดือน จากกระทรวงการคลังหรือไม่ ในเรื่องนี้ ขอกราบเรียนว่าสำนักงานประกันสังคมนั้นได้เตรียมการและได้ประสานงานกับ กระทรวงการคลังมาโดยตลอด เมื่อเริ่มต้นมีปัญหาในเรื่องของไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) ในเดือนมีนาคมนั้นเราก็ได้มีหนังสือฉบับแรกไปถึงทางกระทรวงการคลังถึงผู้ประกันตน ตอนนั้นให้ตัวเลขไปที่ ๗๐,๖๗๖ ราย นั่นหมายถึงผู้ประกันตนที่อยู่ในสถานประกอบการที่มี คำสั่งของทางภาคราชการสั่งให้ปิด เราก็แจ้งไปในตอนนั้น และหลังจากนั้นก็ได้มีหนังสือแจ้งไปที่กระทรวงการคลังต่อมาอีก และหลังจากนั้น วันที่ ๗ พฤษภาคม เราได้มีการตรวจสอบติดตามข้อมูลก็พบว่า ๗๐,๐๐๐ กว่ารายนั้นมีผู้ไป ลงทะเบียนเพียง ๔๗,๐๐๐ ราย ก็เหลืออีก ๒๒,๐๐๐ ราย ไม่ได้ไปลงทะเบียนเพื่อขอรับ การเยียวยาดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมเองก็ได้รวบรวมข้อมูลผู้ประกันตนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็น การรวมผู้ประกันตนที่นอกจากสถานประกอบการที่รัฐสั่งให้ปิดในทุก ๆ กลุ่ม นำเสนอไปที่ กระทรวงการคลังอีกครั้งหนึ่ง สำหรับผู้ประกันตนในรอบนี้เราแจ้งไปที่ ๕๙,๗๗๖ ราย ที่ไม่มีเงินสมทบ ๖ ใน ๑๕ เดือนที่จะรับเงินจากประกันสังคม ซึ่งในส่วนนี้ก็อยู่ในระหว่าง การพิจารณาของกระทรวงการคลัง ขอให้ท่านสบายใจได้ พวกผมติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ🔗

ประเด็นถัดมาเป็นเรื่องของกรณีเงินชราภาพที่ต้องรออายุ ๕๕ ปี จึงจะขอ รับเงินได้ ในกรณีที่ผู้ประกันตนเดือดร้อนในส่วนนี้สำนักงานประกันสังคมเองก็มีนโยบาย โดยคณะกรรมการประกันสังคมเองก็ได้มีการพิจารณาพระราชบัญญัติประกันสังคมว่าเราจะ ช่วยเขาได้อย่างไร แม้ว่าพระราชบัญญัตินั้นจะมีเจตนาในการส่งเสริมให้มีการออมไว้ใช้สอย ในวัยชรา แต่เมื่อมีภาวะวิกฤติขึ้นมา ในเรื่องนี้สำนักงานเองได้รับข้อเสนอแนะนำ มาโดยตลอด ที่ชัดเจนก็เมื่อวันแรงงานที่ผ่านมาก็ได้มีผู้ให้ข้อเสนอแนะอีกสำนักงาน ประกันสังคมก็ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประกันสังคมในวันที่ ๗ ดำเนินการ อย่างรวดเร็ว ก็มีการเรียนเชิญกลุ่มต่าง ๆ มาให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่าท่านอยากจะรับเงิน ก่อนอย่างไร แบบไหน ในรูปแบบใด จะเป็นการกู้เงินหรือโดยวิธีใด ๆ หลังจากนั้นวันที่ ๑๕ ได้ประชุมกันแล้วก็ได้นำเข้าสู่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมาย เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ผมเองได้เป็นผู้สรุปแนวทางต่าง ๆ เพื่อที่จะนำเสนอคณะกรรมการประกันสังคมเพื่อให้ความ เห็นชอบและเข้าสู่กระบวนการแก้ไขกฎหมายต่อไปนะครับ เรื่องนี้เราเห็นความสำคัญ ของผู้ประกันตนมาก ๆ ครับ🔗

ประเด็นสุดท้ายครับ ประเด็นที่ท่านได้ให้ข้อเสนอแนะต่อการปฏิรูปต่อการ ปรับปรุงข้อกฎหมาย ซึ่งพระราชบัญญัติประกันสังคมนั้นใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ เรื่องนี้ สำนักงานประกันสังคมก็ได้มีการเตรียมการเสนอในการแก้ไขการเป็นผู้ประกันตนหลังจาก การเกษียณรับเงินบำนาญชราภาพจากกองทุนประกันสังคม เราก็มองว่าบุคคลเหล่านี้ก็ยัง อยากจะเป็นผู้ประกันตนอยู่ เราก็เสนอรูปแบบเข้าไป ได้เสนอในเรื่องของการขยายอายุขั้นสูง โดยจะไม่ได้กำหนดอายุเพื่อจะให้ง่ายต่อการเป็นผู้ประกันตน นอกจากนั้นก็ได้พิจารณา ประเด็นอื่น ๆ อีกหลากหลาย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของคณะกรรมการ ร่างกฎหมายของกระทรวงเพื่อที่จะเร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ เจ้าหน้าที่ เชิญที่ยังต้องอธิบายตัวเลขที่สมาชิกถาม เชิญครับ🔗

นางสาวพรรณิกา เหลืองสุรีย์ ผู้อำนวยการกองบริหารการเงินและการบัญชี

กราบเรียนท่านประธานสภา และท่านสมาชิกทุกท่านค่ะ ดิฉัน นางสาวพรรณิกา เหลืองสุรีย์ ผู้อำนวยการกองบริหารการเงินและการบัญชี ขอเรียนชี้แจงตัวเลขทางบัญชีดังนี้ การที่ท่านสมาชิก ได้สอบถามในเรื่องของหนี้สงสัยจะสูญนั้นว่าเป็นตัวเลขในแต่ละปีหรือยอดรวม ขอเรียนว่า ตัวเลขทางบัญชีในกรณีของหนี้สงสัยจะสูญ ตามหน้างบการเงินนั้นเป็นยอดสะสมมาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ยอดแต่ละปี ๒. ในส่วนที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงในเรื่องของเงินสมทบของรัฐบาลค้างชำระ ขอเรียนดังนี้นะคะ รัฐบาลเองได้พยายามที่จะจ่ายชำระในส่วนของเงินสมทบ ซึ่งเป็นหน้าที่ ส่วนหนึ่งที่รัฐบาลได้ร่วมจ่ายให้กับผู้ประกันตนและกับนายจ้าง สำหรับในปีที่ผ่าน ๆ มา รัฐบาลได้ชำระเงินให้กับกองทุนมาโดยตลอด อย่างยกตัวอย่าง ในปี ๒๕๕๙ รัฐบาลเอง ได้ชำระเงินสมทบในส่วนนี้มา ๓๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ในปี ๒๕๖๐ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และในปี ๒๕๖๑ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และมาในปี ๒๕๖๒ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ จนมาถึง ในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ รัฐบาลเองได้จ่ายเงินสมทบให้กับกองทุน ๖๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ โดยเป็นเงินสมทบประจำปี ๒๕๖๓ ตรง ๆ ก็คือ ๕๔,๐๐๐ บาทเศษ และชำระหนี้เก่า อยู่ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ สำหรับในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ได้ผ่านขั้นการพิจารณา ของคณะรัฐมนตรีมาแล้ว มีการอนุมัติชำระเงินสมทบให้กับกองทุนประกันสังคม ๖๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ โดยเป็นเงินสมทบประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ๔๙,๘๓๐ ล้านบาท และชำระหนี้เดิม ๑๓,๗๘๐ ล้านบาท ก็คือเงินสมทบรัฐบาลค้างชำระกับกองทุน เป็นหนี้เก่า ๆ ที่ผ่านมา และรัฐบาลในยุคนี้ก็พยายามที่จะชำระทั้งเงินสมทบในงวดปีปัจจุบันและในงวด ปีที่ผ่าน ๆ มา คาดว่ารัฐบาลเองถ้าใช้ตัวเลขในขณะนี้คาดว่าจะชำระหนี้เก่าได้หมดในเร็ววันนี้ สำหรับในกรณีที่เงินค่าบริการทางการแพทย์ในหมวดของประโยชน์ทดแทนค้างชำระ ที่เห็นว่ามีเป็นจำนวนมากนั้น สำหรับค่าบริการทางการแพทย์ที่จะต้องจ่ายให้กับ สถานพยาบาลต่าง ๆ นั้น สำนักงานประกันสังคมมีการกำหนดเป็นกรณีทั้งเหมาจ่าย และในกรณีที่ใช้บัญชียาหลักแห่งชาติ บัญชี จ (๒) นั้น ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านี้สำนักงาน ประกันสังคมจะมีการคำนวณในแต่ละเดือน และมีงวดของการจ่ายเป็นข้อตกลงกันก็คือ ในเดือนถัดไป ค่าบริการทางการแพทย์ค้างจ่ายทั้งหมดนี้ก็จะถูกจ่ายในต้นปีถัดไป ในทาง บัญชีถือว่าค่าใช้จ่ายนี้มีการเกิดขึ้นแล้ว ณ เดือนธันวาคม เมื่อปิดงบการเงินจะต้องแสดงการ รับรู้ค่าใช้จ่ายตัวนี้ให้ในทางบัญชี เพราะในระบบบัญชีเป็นการดำเนินการทางบัญชีในเรื่อง ของบัญชีค้างรับ ไม่ใช่ระบบบัญชีของเงินสด สำหรับในกรณีสงเคราะห์บุตรที่จะเห็นว่า ในปี ๒๕๖๑ นั้นมีการค้างชำระเป็นจำนวนมาก ด้วยสำนักงานประกันสังคม ในปลายปี ๒๕๖๐ ในเดือนธันวาคม ได้มีการประกาศเพิ่มอัตราการจ่ายให้กับบุตรของผู้ประกันตน ๑ คน จากอัตรา ๔๐๐ บาทต่อบุตร ๑ คน เป็น ๖๐๐ บาท และมีการประกาศย้อนหลังไปถึงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ ด้วย ก็คือหมายความว่าในปี ๒๕๖๐ บุตร ๑ คน จะมีสิทธิเพิ่มขึ้นอีก ๒๐๐ บาท และเราจะต้องจ่ายย้อนหลังตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม ณ สิ้นปี ๒๕๖๑ ที่เราประกาศเพิ่มก็ทำให้เงินสงเคราะห์บุตรที่จะต้องจ่ายให้กับผู้ประกันตน จำนวน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นถูกนำมาจ่ายให้ในต้นปี ๒๕๖๒ เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ จึงขอเรียนมา เพื่อโปรดทราบค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีอะไรจะเพิ่มเติมอีกไหม ที่จะชี้แจง เชิญนะครับ🔗

นางสาวชมพูเพ็ญ ศิริธร (ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนา รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการกองบริหารการลงทุน) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะคะ ดิฉัน นางสาวชมพูเพ็ญ ศิริธร ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองบริหารการลงทุน สำนักงานประกันสังคม จะขอเรียน ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการลงทุน แล้วก็ความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมนะคะ จะขอกล่าวถึงเรื่องของการลงทุนของสำนักงานประกันสังคมก่อนนะคะ กองทุนประกันสังคม จะมีระเบียบของคณะกรรมการประกันสังคมซึ่งกำหนดให้ลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ โดยกำหนดไว้ว่าจะต้องลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงอย่างน้อย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ดังที่มีท่าน ส.ส. ได้กรุณาสอบถามว่า ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูงถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ หลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ขอนำเรียนว่าสัดส่วนการลงทุนดังกล่าว จะเป็นสัดส่วนที่ทางคณะกรรมการประกันสังคมจะต้องกำหนดอีกครั้งหนึ่งให้อยู่ภายใต้ กรอบที่ท่านกำหนดตัวระเบียบใหญ่ แต่ในแผนการลงทุนในแต่ละปีจะมีการกำหนด ยุทธศาสตร์การลงทุนออกมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในยุทธศาสตร์การลงทุนที่กรรมการประกันสังคม กำหนดในปัจจุบันจะมีสัดส่วนสินทรัพย์มั่นคงอยู่ที่ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ และสินทรัพย์ เสี่ยงประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ก็จะต้องพิจารณาในเรื่องของความเสี่ยงที่กองทุนยอมรับ ได้ประกอบด้วย โดยคณะกรรมการดังกล่าวเป็นคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้าง แล้วก็ตัวแทนของภาครัฐค่ะ🔗

สำหรับเรื่องของเงินสดในมือ ที่ท่าน ส.ส. ได้กรุณาสอบถามว่ามีเงินสดในมือ จำนวนเพียง ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท จากเงินลงทุนถึง ๒ ล้านล้านบาท ทำไมถึงดำรงเงินสด อยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก จึงขอนำเรียนว่าเงินสดดังกล่าวสำนักงานประกันสังคมเตรียมไว้ ณ ทุกขณะประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทตลอดเวลา โดยเงินสดนี้ สามารถโอนให้กับผู้ประกันตนได้ทันที อย่างไรก็ตามเราก็มีการสำรองสภาพคล่องไว้ด้วย ซึ่งอยู่ในรูปพันธบัตรระยะสั้นเป็นจำนวนหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลง เป็นเงินสดได้ทันที โดยตามงบการเงินกองทุนมีเงินลงทุนระยะสั้นในปี ๒๕๖๑ ถึง ๕๕๖,๐๐๐ ล้านบาท และปัจจุบันในปี ๒๕๖๓ ก็ยังมีเงินลงทุนระยะสั้นในจำนวนกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่นะคะ ซึ่งดังที่นำเรียนว่าส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรระยะสั้นที่สามารถ แปลงเป็นเงินสดได้ จึงขอให้ความเชื่อมั่นกับท่านว่าสำนักงานประกันสังคมไม่มีปัญหา ในเรื่องของการจ่ายเงินหรือสภาพคล่อง แล้วก็มีเงินสดเพียงพอที่จะจ่ายให้กับผู้ประกันตน ที่มาเบิกสิทธิประโยชน์ทุกคน🔗

สำหรับในประเด็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่มีจำนวน ๑.๕ ล้านล้านบาท ก็ขอนำเรียนว่าปัจจุบันการลงทุนของประกันสังคมมีเงินลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาล ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง ประมาณ ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งการลงทุนก็เป็นไปตามแผนที่ ได้นำเรียนไปข้างต้นว่าจะต้องดำรงสินทรัพย์มั่นคงไว้ถึงประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ โดยการลงทุนดังกล่าวสำนักงานประกันสังคมก็นำเงินไปลงทุนเช่นเดียวกับนักลงทุน สถาบันอื่น ๆ ทั่วไป เช่น กบข. หรือว่าภาคเอกชน บริษัทจัดการกองทุนทั้งหลาย เราก็จะเข้า ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งอยู่ในลักษณะการประมูล โดยสำนักงานก็จะต้องเข้าประมูลแข่ง กับสถาบันอื่น ๆ โดยพิจารณาอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมเป็นสำคัญในการเข้าลงทุน โดยเงิน ที่นำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลดังกล่าวเป็นการลงทุนทั่วไป ไม่ได้เป็นการนำเงินให้รัฐบาล ไปใช้โดยเฉพาะแต่อย่างใด แล้วก็เงินส่วนนี้เมื่อครบกำหนดประกันสังคมก็จะได้เงิน กลับคืนมา เราก็สามารถนำไปลงทุนต่อได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดแล้วแต่ที่จะพิจารณา ภาวะตลาดในขณะนั้น🔗

สำหรับการจ้างบริษัทจัดการกองทุนภายนอก สำนักงานมีการจ้างอยู่ โดยไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนทั้งหมด แล้วก็บริษัทจัดการกองทุนก็จะต้องรายงาน ผลตอบแทนเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดให้กับสำนักงานประกันสังคมทุก ๆ ไตรมาส เราจะมีการ ติดตามผลการดำเนินงาน หากดำเนินงานต่ำกว่าตัวชี้วัดเป็นระยะเวลาหนึ่งเราก็จะยกเลิก สัญญานะคะ🔗

สำหรับดอกเบี้ยค้างรับ ดอกเบี้ยค้างรับที่แสดงอยู่ในงบการเงิน เนื่องจากว่า พันธบัตรรัฐบาลหรือว่าหุ้นกู้เอกชนจะจ่ายเงินดอกเบี้ยทุก ๆ ๖ เดือน ดังนั้นเมื่อสิ้นสุด เดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๑ จะมีพันธบัตรรัฐบาลบางส่วนที่มีดอกเบี้ยครบกำหนดในเดือนถัด ๆ ไป เช่น ครบกำหนดในเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนมีนาคม ซึ่งยังไม่ครบกำหนด ในการจ่ายเงินทางบัญชีจึงจะต้องตั้งไว้เป็นดอกเบี้ยค้างรับ ซึ่งพอถึงเวลาที่ครบกำหนด ในการจ่ายทุก ๖ เดือน เราก็จะได้รับมาเป็นเงินสด แล้วรายการนี้ก็จะหายไป🔗

สำหรับรายการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน ๑,๖๐๐ ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นรายการที่เกิดขึ้นจากการตีมูลค่าหลักทรัพย์ที่มีการลงทุนในต่างประเทศ กลับมาเป็นเงินบาท โดยในปี ๒๕๖๑ ค่าเงินบาทมีการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จึงทำให้มูลค่า เงินลงทุนของสำนักงานประกันสังคมที่อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์หรือสกุลอื่น ๆ มีผล ปรับลดลงชั่วคราว อย่างไรก็ตามผลขาดทุนที่แสดงอยู่นี้เป็นผลขาดทุนทางบัญชีเท่านั้น เพราะว่ามูลค่าจะปรับเปลี่ยนไปตามอัตราแลกเปลี่ยนในตลาด แล้วก็สำนักงานยังไม่ได้ขาย ตราสารดังกล่าวออกแต่อย่างใด หรือยังไม่ได้เกิดผลขาดทุนจริง โดยในปี ๒๕๖๓ ในส่วนนี้ ก็จะได้มีการบันทึกบัญชีเป็นผลกำไรค่ะ🔗

นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่งคือตราสารหนี้ภาคเอกชน ที่ท่าน ส.ส. ได้กรุณา สอบถามว่ามีของการบินไทยหรือไม่นะคะ ในจำนวนเงินลงทุนของสำนักงานประกันสังคม ในหุ้นกู้ภาคเอกชนไม่มีหุ้นกู้ของการบินไทย แล้วก็ไม่มีหุ้นของการบินไทยด้วยค่ะ เนื่องจาก เราก็ได้พิจารณาคุณภาพเครดิตก่อนการลงทุน ก็ไม่มีการถือเงินลงทุนดังกล่าวค่ะ🔗

สุดท้ายค่ะ ขอนำเรียนท่านเกี่ยวกับเรื่องความยั่งยืนของกองทุน ซึ่งมีท่าน ส.ส. ที่มีความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมว่าผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรแรงงาน ระหว่างประเทศ ร่วมกับทางประกันสังคมได้คาดการณ์สถานะกองทุนไว้ ผลเป็นอย่างไร จะขอนำเรียนว่าปัจจุบันกองทุนประกันสังคมก็ยังมีความมั่นคงสูงอยู่นะคะ แต่ในอนาคต เนื่องจากว่าประเทศไทยจะมีจำนวนประชากรที่มีอายุเพิ่มขึ้นมีอายุยืนขึ้น แล้วก็คนที่ เกิดใหม่มีลดลง จึงทำให้วัยแรงงานในอนาคตอีกนานจะมีลดลง ทำให้คนที่อยู่ในระบบ ประกันสังคมที่เป็นผู้ชำระเงินสมทบมีลดลง แต่คนที่เกษียณแล้ว แล้วก็รับบำนาญจากระบบ ประกันสังคมจะมีเป็นจำนวนมาก นั่นก็คือแรงงานในปัจจุบันในวันนี้ที่ยังทำงานอยู่ อีกประมาณ ๒๐-๓๐ ปี เขากำลังจะเกษียณอายุแล้วก็ต้องรับบำนาญจากสำนักงาน ประกันสังคม ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกว่าคนอายุยืนขึ้น มีภาระที่จะต้อง จ่ายบำนาญให้เขานานขึ้น แล้วก็ระหว่างทางเราก็มีการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ขึ้นให้ด้วย ซึ่งหากไม่ดำเนินการใด ๆ เลยก็เป็นปัญหาว่าในอนาคตเงินกองทุนอาจจะไม่เพียงพอ เนื่องจากว่าการจัดเก็บอัตราเงินสมทบของเราในปัจจุบันเมื่อเทียบกับอัตราเงินบำนาญที่จะ จ่ายให้ในอนาคตก็ไม่สมดุลกัน พูดง่าย ๆ เรียกว่าเก็บมาน้อยแต่ว่าสัญญาว่าจะจ่าย ในอัตราที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นทางแก้ไขที่จะทำให้ยั่งยืนจริง ๆ ก็คือการเพิ่มอัตราเงินสมทบ จาก ๕ เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามทางสำนักงานก็ทราบถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ แล้วก็สภาพสังคมในปัจจุบันว่าการดำเนินการเพิ่มอัตราเงินสมทบอาจจะทำได้ยากในช่วงนี้ จึงจะต้องพิจารณาหลาย ๆ องค์ประกอบในการที่จะเสนอการขึ้นอัตราเงินสมทบค่ะ ซึ่งระหว่างนี้สิ่งที่สามารถทำได้เพื่อเพิ่มสถานภาพของกองทุนก็คือการพิจารณาเรื่อง ของผลตอบแทนการลงทุนว่าลงทุนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ แล้วก็พยายามเพิ่มผลตอบแทน เพื่อทำให้เงินลงทุนเกิดดอกออกผลนะคะ อีกส่วนหนึ่งก็คือการพิจารณาการขยายอายุ การเริ่มรับบำนาญ ซึ่งสำนักงานประกันสังคมกำหนดไว้ว่าผู้ประกันตนสามารถเริ่มรับบำนาญ ได้ในอายุ ๕๕ ปี อย่างไรก็ตามอายุรับบำนาญของประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกส่วนใหญ่จะอยู่ตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป ในส่วนนี้ก็จะเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่าง การศึกษาเพื่อจะขยายการเริ่มรับบำนาญให้ออกไปเป็นอายุ ๖๐ปี เพื่อให้สอดรับกับ อายุเกษียณของวัยแรงงานในปัจจุบัน ก็ขอนำเรียนท่านประธานและท่าน ส.ส. เพื่อทราบค่ะ🔗

ขอบคุณมากครับ ยังมีอธิบายชี้แจงอะไรที่ยังไม่ได้ครบถ้วน เชิญนะครับ🔗

นายเมธา พันธ์พีระพิชย์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาระบบสารสนเทศ

กราบเรียนท่านประธานสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายเมธา พันธ์พีระพิชย์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาระบบสารสนเทศ สำนักงานประกันสังคม ขอนำเรียนในประเด็น ที่นอกเหนือรายงานในเรื่องของการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงาน ประกันสังคม ตามที่ท่านสมาชิกได้ให้ข้อคิดเห็นไว้นะครับ ขอเรียนอย่างนี้ว่าในส่วนของ การเปลี่ยนแปลงคอมพิวเตอร์เมนเฟรม (Computer Mainframe) ของสำนักงานกรมเป็น ระบบเว็บแอปพลิเคชัน (Web Application) สาระสำคัญเป็นการถ่ายโอนระบบข้อมูลเก่า ทั้งหมดแล้วก็เป็นการพัฒนาระบบงานหลักทั้งหมดของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งในประเด็นนี้ สำนักงานได้มีการขึ้นประชาพิจารณ์โครงการเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๑ และก็มีผู้พิจารณ์ ทั้งหมดทั้งสิ้น ๗ ราย ขณะเดียวกันสำนักงานได้นำข้อพิจารณ์เหล่านั้นมาพิจารณาก็เห็นว่า เห็นควรปรับปรุง มีสาระสำคัญที่พิจารณาได้นะครับ ก็ได้นำเรียนต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ประกันสังคม ซึ่งคณะกรรมการประกันสังคมมีความเห็นว่าโครงการดังกล่าวเกี่ยวพันกับ เทคโนโลยีสารสนเทศและผูกพันระบบงานหลักของสำนักงานประกันสังคมในการให้บริการ ต่อผู้ประกันตนมีจำนวนมากกว่า ๑๖ ล้านคน แล้วก็ยังผูกพันในอนาคตในระยะยาว ดังนั้นจึงเห็นว่ารายละเอียดเรื่องนี้จำเป็นต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมากลั่นกรอง รายละเอียดข้อกำหนดเหล่านี้อีกครั้งหนึ่งครับ พิจารณารายละเอียดให้รอบคอบ จึงมีการตั้ง คณะอนุกรรมการเข้ามาศึกษารายละเอียดประกอบกับการดำเนินการของสำนักงาน ประกันสังคมดังกล่าว ทั้งนี้ในส่วนของอนุกรรมการได้มีการประชุมและมีความเห็นทาง เทคนิคหลายประเด็น โดยเฉพาะที่สำคัญได้แก่ความสามารถในการแข่งขันของผู้ที่จะเข้ามา แข่งขัน ขณะเดียวกันสำนักงานต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เกิดขึ้นด้วย เช่นระยะเวลาในการถ่ายโอนข้อมูล สำนักงานสามารถหยุดบริการให้นานสุด ๆ กี่วัน เนื่องจากข้อมูลสำนักงานประกันสังคมให้บริการมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ มีระบบหลักคือ การจัดเก็บเงินสมทบ การจ่ายประโยชน์ทดแทนทุกอย่าง ดังนั้นส่วนนี้เมื่อย้ายมาอยู่ในระบบ เว็บแอปพลิเคชัน (Web Application) จำเป็นจะต้องมีระยะเวลาในการปิดทำการบางส่วน ก็จำเป็นต้องพิจารณาในรายละเอียดเหล่านี้ ในส่วนที่ ๒ ที่ตามมาคือประเด็นเทคโนโลยีเก่า ที่สำนักงานใช้อยู่ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์เมนเฟรม (Computer Mainframe) ซึ่งรองรับ ทรานแซกชัน (Transaction) ในเรื่องของการประมวลผลจำนวนมหาศาลจะจัดการอย่างไร และระบบเก่าที่มีอยู่จะแก้ไขอย่างไร เรื่องนี้เป็นส่วนที่จะต้องตอบต่อสาธารณชนหรือตอบ ต่อผู้ที่จะมาแข่งขันให้ได้ อันนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่สำนักงานพิจารณากำหนดครับ🔗

โดยในการนี้สำนักงานจึงได้มีการนำเสนอสรุปรายงานประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ อย่างที่ผมได้เรียนแล้วต่อคณะกรรมการประกันสังคมอีกครั้ง เพื่อทราบและให้ความเห็นชอบ ในการปรับเปลี่ยนแก้ไขต่าง ๆ โดยในส่วนสำนักงานประกันสังคมขอเรียนว่าในการ ปรับเปลี่ยนครั้งนี้เรายืนยันอย่างนี้บนหลักการว่าเป็นการแก้ไขเพื่อให้ความสามารถในการ แข่งขัน ซึ่งในส่วนผลิตภัณฑ์ทางสำนักงานพิจารณาแล้วว่าจำเป็นจะต้องผลิตภัณฑ์แบบ เอนเทอร์ไพรส์ โพรดักส์ (Enterprise Products) แล้วการแก้ไขรายละเอียดในทีโออาร์ (TOR) ใหม่นั้นจะให้เกิดความชัดเจน ป้องกันการร้องเรียนหรือคลางแคลงใจของผู้ที่เข้า การแข่งขัน ๒. ถือประโยชน์ของราชการเป็นหลัก สาระสำคัญเป็นการถ่ายโอนข้อมูล และพัฒนาระบบงานหลักสำนักงานประกันสังคมทุกระบบที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกันตนทั้งหมด ๑๖ ล้านคน ทั้งในส่วนของตัวนายจ้างและสถานบริการต่าง ๆ ด้วย ซึ่งตรงส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญ ที่สำนักงานจะพิจารณาถึงเรื่องความสามารถในการบริหารจัดการของผู้ที่จะเข้ามาแข่งขัน ในโครงการ จึงทำให้ระยะเวลาในการดำเนินการเรื่องนี้จำเป็นต้องรอบคอบและรัดกุม อย่างมากที่สุด จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกยังมีข้องใจเรื่อง คำตอบอะไรไหมครับ ขอขอบพระคุณผู้ถามและผู้ตอบนะครับ ท่านเลขาธิการและผู้ชี้แจง ทุกท่านขอขอบพระคุณครับ เป็นการรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงาน การเงินกองทุนสำนักงานประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุด ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ สมาชิกได้ช่วยรักษาเวลาก็ทำให้เราไม่ใช้เวลามากเกินไปนะครับ🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปเป็นวาระเพื่อทราบ🔗

๒.๓ รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงินกองทุนเพื่อความ ปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐🔗

๒.๔ รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงินกองทุนเพื่อความ ปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๑🔗

เนื่องจากว่า ๒.๓ ๒.๔ นี้ เป็นเรื่องหน่วยงานเดียวกัน เป็นแต่เพียงรายงานคนละปี คือเป็นการรายงานของผู้สอบบัญชี และงบการเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐ และ ๒.๔ เป็นรายงานปี ๒๕๖๑ เป็นหน่วยงานเดียวกัน ผมขออนุญาต ที่ประชุมพิจารณารวมกันไปถ้าสมาชิกไม่ขัดข้องนะครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ในโอกาสนี้ขอเชิญ เจ้าหน้าที่ซึ่งอธิบดีกรมการขนส่งทางบกได้ขออนุญาตให้ผู้แทนหน่วยงานเข้าชี้แจง ต่อที่ประชุม ผมอนุญาตให้ นายธานี สืบฤกษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ฝ่ายบริหาร นางพรรณี พุ่มพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการทะเบียนและภาษีรถ นางประภาพรรณ พิพัฒนสมพร ผู้อำนวยการสำนักบริหารการคลังและรายได้ นางสาวทวีพร เพิ่มทวี ขนส่งจังหวัดนครนายก รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานกองทุน เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน นายสมพงษ์ ผิวทอง นักวิชาการขนส่งชำนาญการ นางจินต์จุฑา ตีรถะ นักวิชาการขนส่งชำนาญการ นางสาวรัตนา หวังโภคา นักวิชาการขนส่ง ชำนาญการ นางสาวณัฐนันท์ พรหมเส็น นักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการ ขอเชิญครับ🔗

(ผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบกเข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

วาระเพื่อทราบ ๒.๓ ๒.๔ จะพิจารณาร่วมกันไป มีสมาชิกเสนอชื่อมาแล้ว ขณะนี้ ๘ ท่าน ท่านผู้ใดที่มีความประสงค์ อภิปรายกรุณาเสนอชื่อมานะครับ เมื่อสักครู่นี้มีท่านหนึ่งตกไปผมขออภัยเพราะว่าท่านเสนอมาทีหลัง หลังจากที่ได้ปิดไปแล้ว ก็คือคุณหมอจาตุรงค์นะครับ ก็เลยขอท่านไว้โอกาสอื่นนะครับ ขณะนี้มีท่านเสนอชื่อมาแล้ว คือ ๑. คุณคารม พลพรกลาง ๒. พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ๓. นางอนุรักษ์ บุญศล ๔. นายดะนัย มะหิพันธ์ ๕. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ๖. คุณนิกร จำนง ๗. ดอกเตอร์อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ๘. คุณจักรพันธ์ พรนิมิตร รวมทั้งหมด ๘ ท่าน ท่านละ ๗ นาทีโดยประมาณ อะลุ่มอล่วยในกรณีมีความต่อเนื่องนะครับ แต่พยายามให้อยู่ในเรื่อง พยายามอยู่ในประเด็นของการรายงาน ทางฝ่ายผู้เสนอมีอะไรจะอธิบายก่อนไหมครับ ก่อนสมาชิกจะพูดมีอะไรจะพูดก่อน เชิญครับ🔗

นายธานี สืบฤกษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก

กราบเรียน ท่านประธานสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่าน ผม ธานี สืบฤกษ์ รองอธิบดี กรมการขนส่งทางบก และคณะเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถ ใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก และเจ้าหน้าที่ทางฝ่ายดูแลด้านการบริหารการคลังการเงินต่าง ๆ ขอกราบเรียนสรุปโดยเบื้องต้นนะครับว่าในการตรวจสอบงบการเงินของกองทุนเพื่อความ ปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของ สตง. โดยในปี ๒๕๖๐ สตง. ก็มีข้อสังเกตและคำแนะนำ ให้กับกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เกี่ยวกับเรื่องของการตั้งวงเงินสำรองหนี้ ซึ่งต่ำเกินไป ซึ่งเดิมเราก็ตั้งไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ขณะนี้เราก็แก้ปัญหามีการตั้งสำรองหนี้ เป็นลำดับชั้นหนี้ต่าง ๆ ให้ถูกต้องและมีการสำรองหนี้ให้เหมาะสม ตอนนี้เราก็ตั้งเพิ่มเติม จากอายุหนี้ต่าง ๆ ไม่เกิน ๑๘๐ วัน เราก็ตั้ง๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน ๖๐๐ วันก็ตั้ง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกิน ๖๐๐ วันก็เป็นหนี้ตั้งสำรองไว้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย ข้อสังเกต อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการโครงการกิจกรรมให้มีประสิทธิภาพ ก็มีการจัดตั้ง คณะกรรมการต่าง ๆ ทั้งด้านยุทธศาสตร์และด้านการติดตามประเมินผล ทั้งด้านการ พิจารณาจัดสรรวงเงินให้ครอบคลุมและกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ก็ขออนุญาตเรียน เพิ่มเติมว่า🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านอธิบดีครับ ประเดี๋ยว ถ้ามีประเด็นค่อยตอบก็ได้ครับ🔗

นายธานี สืบฤกษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก

ครับ ขอสรุปสั้น ๆ ว่า กองทุนนี้ดำเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ณ วันนี้เราประมูลไป ๑,๒๒๗ หมวด แล้วได้ประมูลไป ๓๖๐,๐๐๐ กว่าหมายเลข เป็นเงินรายได้ก็ประมาณ ๒๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเงินจัดสรร ๑๕,๘๕๐ ล้านบาท โดยประมาณ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ระหว่างอภิปราย อนุญาต ให้ถอดหน้ากากครับ ขอเชิญท่านสมาชิก คุณคารมเชิญครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด ก็ลุก ๆ นั่ง ๆ ผมยังไม่ถามท่านก็ตอบแล้ว ก็ไม่เป็นไรนะครับ ท่านประธาน อนุญาต ในฐานะที่ผมเป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาความ ปลอดภัยทางถนนและคมนาคมของคณะกรรมาธิการการคมนาคม จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง สอบถามหลังจากที่ได้อ่านรายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัย ในการใช้รถใช้ถนน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐ ต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าประเทศไทยมีความสูญเสียจากอุบัติเหตุปีหนึ่ง ๆ ถ้าเรา เทียบกับไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) ต่างกันอย่างกับฟ้ากับเหวเลยครับ ปีหนึ่งนะครับ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเสียชีวิตบ้างและได้รับความเสียหายจากทรัพย์สินบ้าง เสียชีวิต ๒๐,๐๐๐ คนต่อปี เฉลี่ยแล้ววันหนึ่ง ๕๔ คน คิดเป็นค่าเสียหาย ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคิดเทียบกับงบประมาณปี ๒๕๖๔ ที่จะเข้าคือ ๓.๓ ล้านล้านบาท ถือเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่อยากจะสอบถามเกี่ยวกับการใช้เงินของกองทุนเพื่อความ ปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน หรือ กปถ. ซึ่งผมมีความสงสัยและจะถามให้ตรงประเด็น และอยู่ในเวลาที่ท่านประธานกรุณาอนุญาตเพื่อให้ไม่มีคนเบื่ออย่างที่ท่านประธานได้นำเรียน🔗

ประเด็นแรก เฉพาะรายงานนี้ท่านเสนอเข้ามาในปี ๒๕๖๓ ก็ไม่สอดคล้อง กับปีบัญชีแล้วครับ ผมมีความรู้ทางบัญชีอยู่บ้าง คำถามแรกก็คือว่าทำไมไม่เป็นปัจจุบัน ไม่เป็นปัจจุบันก็มีปัญหาว่าผมเชื่อว่า สตง. เข้าตรวจทัน ท่านไม่ส่งเขาเองหรือเปล่า เป็นคำถามแรก🔗

คำถามที่ ๒ ผมอ่านดูเนื้อในของรายงานฉบับนี้นะครับ วัตถุประสงค์ของ กปถ. ต้องเรียนถามผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ผู้มาชี้แจง กองทุนนี้ เขาทำขึ้นมาเขาต้องการที่จะส่งเสริมด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ให้ความ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเกิดจากการใช้รถใช้ถนน รายได้หลักมาจากการประมูลเลขทะเบียนสวย เลขทะเบียนที่ประชาชนนิยม ท่านประธานอยากได้ทะเบียนสวย ๆ อยากเป็นประดับบารมี ท่านก็ไปประมูล คนประมูลสูงสุดก็ได้ไป เอาเงินใส่กองทุนนี้ไป แล้วก็เป็นเรื่องที่ดี เหมือนกับ คนเอาไปทำบุญที่วัด ปัญหามีว่ากรรมการวัดใช้ตรงวัตถุประสงค์ไหม อ่านดูแล้วไม่ค่อย ตรงวัตถุประสงค์ แล้วก็เท่าที่ตรวจสอบคร่าว ๆ บางจุด แล้วก็รายละเอียดบางจุด ท่านใช้เงิน ไปกับเรื่องส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน รวมทั้งใช้ช่วยผู้ประสบภัยผู้พิการน้อยมากครับ น้อยมากจนสงสัยว่าท่านเอาเงินตรงนี้ไปใช้สอดคล้องไหม รายงานบอกครับ สตง. ถาม ในตอนท้าย ๆ ด้วยซ้ำไปว่าทำไมท่านถึงไม่ส่งเงินที่เกินไปในส่วนที่ท่านใช้แล้วไม่สอดคล้อง กับงบประมาณให้เป็นงบประมาณแผ่นดิน อยู่ตอนท้ายของรายงานฉบับนี้ ท่านไปดูได้ครับ ท่านดูในหน้า ๗ ท่านไปดูสิครับว่าหน้า ๗ ของรายงานฉบับนี้ ค่าจ้างเหมาบริการและค่าจ้าง ที่ปรึกษา อยู่ข้อ ๒๐ ๓๓๕,๔๕๑,๓๖๖.๘๒ บาท ค่าจ้างเหมาบริการ ค่าจ้างที่ปรึกษา ไม่มีเรื่องที่จะไปช่วยประชาชนเขาเดือดร้อน อุบัติเหตุเกิดครั้งหนึ่ง ๑. เสียชีวิต ๒. พิการ ๓. ทรัพย์สินเสียหาย ผมเคยรู้จักครับ คนที่เกิดอุบัติเหตุ ครอบครัวที่เกิดอุบัติเหตุ สมาชิก ของเราบางท่านก็มีแต่ไม่เอ่ยนามท่าน แต่มีผลกระทบจากเรื่องนี้ คนที่เกิดอุบัติเหตุ ครอบครัวที่เกิดอุบัติเหตุมันห่อเหี่ยว มันสิ้นหวังขาดแรงจูงใจในการทำงาน เขาได้รับ ผลกระทบเขาพิการ แทนที่จะเอาเงินตรงนี้มาใส่มาช่วย ผมเปิดดูนะครับ เงินพวกนี้ท่านไปใช้ กับค่าจ้างเหมาบริการ ค่าจ้างที่ปรึกษา ซึ่งตรงนี้คืออะไรครับ เป็นเงินที่ท่านเรียกว่าพยายาม ที่จะไปตั้งโครงการขึ้นมาวิจัย ตั้งโครงการขึ้นมาเพื่อจะบอกว่าทำอย่างไรถึงจะลด ทำอย่างไร อุบัติเหตุถึงจะเกิดขึ้นน้อย ซึ่งจริง ๆ เรียกว่าเป็นรูปธรรมที่น้อยมาก เพราะฉะนั้นจึงสอบถาม ไปยังท่านเจ้าหน้าที่ผู้มาชี้แจงนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องรายได้ ปี ๒๕๖๐ รายได้ลดลง ลดลงจากการประมูลทะเบียนเลขสวย ทั้งที่ความจริงน่าจะมากขึ้น ลดลงจากปี ๒๕๕๙ ลดลงมากเลย ประเด็นเท่าที่สอบถามลงไปก็คือว่าการประชาสัมพันธ์บ้าง การทวงหนี้ที่จะ สูญบ้าง ท่านไปดูครับ หนี้ที่เกิดจากเขาจองซื้อแล้วเขาทิ้ง กระบวนการการติดตามเร่งรัด หนี้สิน ซึ่ง สตง. เขาก็แนะนำพวกท่าน ขอประทานอภัยจากท่านประธานผ่านไปว่าท่านก็ ไม่ค่อยจะใส่ใจด้วยซ้ำไป สตง. ชี้มาตั้งเยอะแยะ ท่านต้องตอบผมว่าท่านเอาเงินตรงนี้ไปทำ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการตั้งกองทุนขึ้นนี้หรือเปล่า สุดท้ายว่างบประมาณของเรา ต้องยืม ต้องกู้ ต้องเอาภาษีมา แต่เงินตรงนี้เป็นเงินที่คนรวยหรือคนมีสตางค์เขาใส่มา กรุณาใช้ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ด้วยครับ อย่าใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย อย่าใช้เงินภายนอกกรอบ ท่านอาจจะใช้สบายใช้ในเรื่องอะไรก็ได้ผมไม่ตำหนิท่าน ท่านจะใช้ในการทำงานเป็นเรื่องการ บริหารงานแต่ผมดูแล้วไม่สอดคล้อง จึงขอติติง แล้วก็ท่านต้องตอบด้วย เฉพาะรอบปีบัญชี ก็ล่าช้ามากแล้วด้วย กราบขอบคุณท่านประธานด้วยความเคารพครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านคารมมากครับ รักษาเวลาไว้อย่างดี ต่อไปท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้กราบขอบคุณครับ ใช้เวลา ๗ นาทีที่คุ้มค่าครับ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ ของผมมีสไลด์ (Slide) ในวาระนี้ ๒.๔ ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดสไลด์)
พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

ในประเด็น ของเนื้อหาในเอกสารของปี ๒๕๖๑ ผมเปิดไปที่หน้าเลยนะครับ หน้าที่สำคัญก็คือ หน้าที่เกี่ยวกับการรายงานกองทุนนี้นะครับ โดยเฉพาะวัตถุประสงค์ เพื่อนผมท่าน ส.ส. คารม พูดไปแล้วผมจะไม่ซ้ำนะครับ แต่สำคัญคือในมาตรา ๑๐/๑ เป็นจุดประสงค์ที่เป็นรายได้ ของงบประมาณที่จะได้มาซึ่งเป็นรายได้สำคัญหลักของกองทุนนี้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดให้ไปดู หน้าตารางที่ ๒๖ ข้อ ๒๖ ครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ท่านจะเห็นได้ว่าผมไม่พูด ของปี ๒๕๖๐ เพราะว่าท่านเอามาเพราะว่าไม่ทัน วาระเยอะมาก เลยต้องข้ามวาระประชุม มาฝากไว้วาระนี้ แต่ประเด็นสำคัญคือท่านเห็นไหมครับว่าตรงที่ผมเขียนว่า ๙๙๖ ล้านบาท เป็นตัวเลขที่เห็นในตารางที่ ๒๕ เป็นตารางที่บอกถึงรายได้ แต่รายได้ตรงนี้ท่านจะเห็นว่า มันเป็นตัวเลขสวย ๆ แต่มันอยู่ในวงเล็บครับ มันมาอยู่ในวงเล็บได้อย่างไร ความหมายของ ในวงเล็บมันจะมีคุณค่าบอกว่าอย่างไรครับ บอกว่ารายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ ถ้าดูในตาราง ที่จะเห็น รายได้สูงกว่าค่าสุทธิหมายความว่าใช้จ่ายเกินตัว ขาดทุน เป็นตัวเลขที่หมายถึง ขาดทุน แต่ขาดทุนนี่ผมมีเหตุที่จะอธิบายต่อไปครับท่านประธาน เพราะว่าในปีที่หมายเหตุ มันจะไปอยู่ที่หมายเหตุของตัวเลขที่ว่าตัวเลขตรงนี้มันขาดทุนไปในปี ๒๕๖๑ ทีนี้ประเด็น ก็คือว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่หายไป ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากหมายเหตุในหมายเหตุ ที่ ๒๒ หมายเหตุที่ ๒๒ จะบอกเลยว่ามันหายไปไหน ตอนนี้มีเหตุที่บอกว่ามันหายไปไหน เพราะว่าเป็นค่าใช้จ่ายโอนระหว่างกรม ๑,๑๒๙ ล้านบาท แต่เป็นรายการครับเป็นรายการ ที่ต้องนำส่งทุนหรือผลกำไร ผลกำไรส่วนเกินของกองทุนส่งกระทรวงการคลังครับ เป็นปีนี้ที่กระทรวงการคลังเอาเงินไป แสดงว่าปีนี้กระทรวงการคลังจนมาก มายึดเงิน ป้ายทะเบียนรถไปครับ ซึ่งเขาต้องใช้จ่ายบริหารจัดการเพื่อเอาเงินนี้มาให้แก่ประชาชน ตามวัตถุประสงค์ เป็นเงินก้อนใหญ่นะครับ ผมก็เป็นคำถามว่ากรมได้ลงทุน เงินลงทุนนี้ เป็นเงินจำนวนเท่าไรที่คืนไป ไปเอาเขามาจากที่ไหน กระทรวงการคลังจ่ายมาหรือครับ หรือแม้กระทั่งการส่งผลกำไรนี้ส่งไปให้หน่วยใดใช้ ส่งไปงบกลางหรือเปล่าครับ กระทรวงการคลังเอาไปใช้งบกลางหรือเปล่า กระทรวงการคลังที่มาขอเงินนี้เป็นรายได้ แผ่นดิน ตามมติ ครม. วันที่ ๒๗ สิงหาคม ปี ๒๕๖๑ เป็นเงิน ๑,๐๗๓ ล้านบาท อันนี้ เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือเป็นเงินจากการทำวิจัย ๕๕.๕ ล้านบาท เรื่องวิจัย เดี๋ยวว่ากันทีหลังครับ ในส่วนของผมนั้น สิ่งสำคัญคือสิ่งที่คาดหวังไว้ของนโยบายนี้ เพราะนโยบายของรัฐบาลคาดหวังที่จะให้ประชาชนได้รับบริการจากพับลิก กูดส์ (Public Goods) ซึ่งเป็นงานสาธารณะที่เกี่ยวข้อง ทีนี้ในปี ๒๕๖๐ มีเงินที่จ่ายไปในงบประมาณ ในปี ๒๕๖๐ นั้นเป็นเรื่องโครงการที่เกี่ยวกับแท็กซี่ ๑๖๓ ล้านบาท ในโครงการที่เกี่ยวกับ ดีแอลที เช็กอิน (DLT Check in) ๖๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แล้วก็การพัฒนาความปลอดภัย ในการบริการของแท็กซี่ต้นทุน ๒.๙ ล้านบาท แล้วก็โครงการบริหารจัดการข้อมูลแท็กซี่ อีก ๔๐,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้นไม่มาก นี่เป็นโครงการคร่าว ๆ ปี ๒๕๖๑ ที่ใช้จ่ายคือ ๑,๐๑๐ ล้านบาท เป็นโครงการที่รองรับในการจัดคิวรถบัส (Bus) แล้วก็โครงการพัฒนาในการบริหารข้อมูลรถบัส (Bus) รถโดยสาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอีก ๑๓ ล้านบาท สิ่งที่เป็นรายการใหญ่ ๆ ที่เห็น คือโครงการประชาสัมพันธ์ ในการประมูลเลข ๕๑ ล้านบาท และ ๒๗ ล้านบาทในภูมิภาค โครงการในการว่าจ้างที่ปรึกษาและยกระดับ ตัวชี้วัด อีก ๖๑๗ ล้านบาท เยอะมากเลยครับ สำหรับการดำเนินการของกองทุน ผมบอก ได้เลยว่าสิ่งที่จะต้องวัดในเนื้อหาของยุทธศาสตร์ ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ ขณะนี้มีตัวเคพีไอ (KPI) ที่เกี่ยวข้องก็คือไอเอ็มดี (IMD) แล้วก็ตัวของแอลพีไอ (LPI) ก็คือการประเมินผล ความสามารถในการแข่งขันของโลจิสติกส์ (Logistics) ที่เกี่ยวข้องของระดับเวิลด์แบงก์ (World Bank) ซึ่งเราอยู่ในระดับที่ ๔๕ ผมไม่รู้ว่าขณะนี้อยู่ระดับไหน แต่สิ่งที่สำคัญคือ พับลิก กูดส์ (Public Goods) คือการขนส่งสาธารณะ เราควรที่จะมีความปลอดภัยให้กับ ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้รถใช้ถนนในยุคโควิด (COVID) กรมการขนส่งทางบกจะต้อง เปิดว่าแพ็กเกจ (Package) ที่จะดูแลคนที่อยู่ในรถตู้สาธารณะ รถโดยสารสาธารณะ หรือแม้กระทั่งรถแท็กซี่จะทำอย่างไร เพื่อให้มีความปลอดภัยในด้านสาธารณสุขมาก โดยเฉพาะการชดเชยให้ผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะที่ต้องรับผู้โดยสารต่างประเทศมากกว่า ผู้โดยสารไทย ทำอย่างไรว่าทำไมรถแท็กซี่ถึงไปรับผู้โดยสารต่างประเทศ ปฏิเสธผู้โดยสาร ไทยหรือแม้กระทั่งรถโดยสารสาธารณะที่จะต้องมีโครงข่าย พับลิก กูดส์ (Public Goods) ไม่ใช่รถไฟฟ้า รถบัส (Bus) ที่ให้คนจนใช้ ต้องปล่อยให้เร็วขึ้น มีที่นั่ง ๔๐ ที่นั่ง นั่งได้ ๒๐ ที่นั่ง ก็ต้องปล่อยให้มีความเร็วหรือระยะทางติด ๆ กันเพื่อให้คนที่รอในเที่ยวต่อไปได้ใช้ แล้วก็ซับซิไดซ์ (Subsidize) ให้บริษัทต่าง ๆ ที่เป็นบริษัทร่วมได้รับการดูแล เพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดหายไป นั่นคือพับลิก กูดส์ (Public Goods) แล้วเงิน ๑,๗๐๐ กว่าล้านบาทในแต่ละปีควรจะให้กับ ประชาชนผ่านเส้นทางนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ พลตำรวจตรี สุพิศาล ต่อไปท่านนิกร จำนง ครับ🔗

นายนิกร จำนง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ผมขออนุญาต อภิปรายให้ความเห็นต่อรายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัย ในการใช้รถใช้ถนน ทั้ง ๒ ปี คือปี ๒๕๖๐ และปี ๒๕๖๑ จะขออนุญาตท่านประธานว่า กองทุนนี้ผมได้เป็นผู้เสนอจัดตั้งขึ้นมาก็เลยจะขอเวลาท่านประธานเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเพื่อให้ ครบถ้วน โดยกรอบที่จะเสนอความเห็นก็คือว่าที่มาที่แท้จริงของกองทุน ข้อ ๒ ก็คือ ความเห็นต่อรายงานกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนในครั้งนี้ ปัญหาข้อจำกัด ของกองทุนและแนวทางแก้ไข ข้อเสนอแนะเชิงระบบเพิ่มเติม🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ อยากจะเรียนกับท่านประธานและสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่าที่มาที่แท้จริงของกองทุนนี้มาจากสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่มาจากที่ไหน คือเดิมตอนช่วงผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้เอาเลขสวยออกประมูล ตั้งใจว่าจะเอาเงินตรงนี้คืนรัฐ เพราะขี้เกียจรำคาญกับการมาขอแล้วก็มีเงินบนโต๊ะ เงินใต้โต๊ะ เป็นเลขสวยต่าง ๆ นำมาประมูลแล้วเอาเงินเข้าคลัง แต่ในการจัดตั้งกรรมาธิการในครั้งนั้น ของสภาผู้แทนราษฎรในปี ๒๕๔๖ ทางสมาชิกฝ่ายค้านเองที่ร่วมเป็นกรรมาธิการได้ให้ ความเห็นว่าอย่าเอาเงินนี้ไปคืนคลังเลย เพราะว่าเอามาใช้จ่ายในเรื่องความปลอดภัย ทางถนนดีกว่า เพราะว่าส่งไปแล้วเอากลับไม่ได้ ตอนนั้นพรรคท่านประธานเองก็เป็น พรรคฝ่ายค้านอยู่เป็นผู้เสนอขึ้นมา ผมเห็นแล้วไม่ขัดหลักการ เราก็ทำเรื่องนี้ขึ้นมา ปรากฏ ว่ายากลำบากมากกว่าจะได้ คือมีผู้ไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก แต่ว่าเราก็ได้สู้ว่าเงินตรงนี้ เราไม่ได้ขอเงินจากคลังสักบาทเดียว คือประมูลหาเองมาทั้งหมด ดังนั้นก็เลยผ่านทั้งวุฒิสภา เราก็ได้ตั้งกองทุนได้ ขณะนี้เงินจากรายได้ ๒๐,๖๖๗ ล้านบาทแล้วจนถึงวันนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ความเห็นต่อการรายงานของกองทุนผมได้เห็นรายงานนี้เป็นรายงานเชิงลบ อย่างเดียว ก็เป็นรายงานจาก สตง. ตรวจสอบ คือต้องชี้ เป็นหน้าที่ว่าจะต้องรายงานในเชิงลบ ตรงนี้ผมเลยอยากเสนอว่าเงินก็พอมีอยู่ก็อยากให้กองทุนทำรายงานงานในรอบปีมาด้วยว่า ในรอบปีท่านได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว จะได้เห็นภาพ ๒ ด้าน ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นแต่ประเด็นลบ ๆ เต็มไปหมด ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นหน้าที่ ของผู้ตรวจสอบบัญชี นั่นเป็นประเด็นแรก มันมีปัญหาข้อจำกัดของกองทุนและแนว ทางแก้ไข คือข้อจำกัดของกองทุนคือระเบียบการใช้จ่ายเงินของกองทุนเอง ซึ่งตอนนั้น เราก็เกรงว่าจะมีคนมาใช้จ่ายเงินไปในทางมิชอบ ก็เลยเขียนผูกโดยใช้กฎกระทรวง ปี ๒๕๔๖ ผูกไว้แน่นมากและระเบียบก็เขียนไว้แข็งมาก ให้ใช้จ่ายเงินในเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถ ใช้ถนน และเป็นเงินช่วยเหลือผู้พิการจากอุบัติเหตุทางถนนเท่านั้น ไม่ให้ใช้อย่างอื่นเลย ตอนหลังพอมีเงินขึ้นมาในระยะนี้โครงการมากมายที่สมควรจะใช้ เช่นเอาไปสอนให้เด็ก มีความปลอดภัยในโรงเรียนบ้างอะไรบ้าง ก็ใช้ไม่ได้ ท่านประธานครับ กองทุนแข็งตัวเกินไป ดังนั้นตรงนี้ผมเห็นว่าเป็นข้อจำกัดมาก จำเป็นจะต้องมีการแก้ไขกันต่อไป ซึ่งแก้ก็ไม่ยาก เพียงแต่ว่าไปแก้กฎกระทรวงเท่านั้นเองไม่ได้เป็นกฎหมาย🔗

ประเด็นที่ ๒ ปัญหาการใช้จ่ายเงินไม่มากพอ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกก็ได้พูด ไปแล้ว จริง ๆ แล้วอย่างที่เรียนแล้วว่าเราหาเงินนี้มาเอง ประมูลเอง ดังนั้นเงินก็ไม่ควร กลับไปเข้าคลัง ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่เรียกเงินกลับไป ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตามกฎหมายใหม่ ในการตรวจสอบกองทุน ตรงนี้ก็เลยเป็นปัญหาว่าการใช้จ่ายเงินที่ไม่มากพอจะถูกกฎหมาย อีกตัวหนึ่งดูดไป ผมมีข้อเสนอแนะเชิงระบบว่าเงินกองทุนตรงนี้ที่มาไม่ได้มาจากการประมูล ที่กรุงเทพฯ อย่างเดียว เกิดจากการประมูลในจังหวัดต่าง ๆ ด้วย ซึ่งเราได้ทดแทนไปโดยที่ว่า จังหวัดต่าง ๆ เหล่านั้นเราให้จังหวัดต่าง ๆ ออกแบบเป็นป้ายของแต่ละจังหวัด เพราะเงินนี้ เสมือนเป็นเงินทำบุญ เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน จังหวัดของท่านประธานเอง มีเครื่องหมายเป็นป้ายที่สวยงามเป็นรูปปลาพะยูนสีฟ้าสวยงามมาก ของจังหวัดสงขลา บ้านผมเองก็เป็นรูปนางเงือกกับแหลมสมิหลา ทุกจังหวัดจะมีเครื่องหมายของตัวเอง ทีนี้นั่นเป็นสิ่งเดียวที่จังหวัดได้ จริง ๆ หลักการนี้ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยการที่ว่า เงินที่ได้มาจากจังหวัดนั้น ๆ ซึ่งประมูลมา ๗๖ จังหวัด บวกกรุงเทพฯ อีกควรจะได้กลับไปยัง จังหวัดต่าง ๆ ควรจะมีการนำไปส่งเสริมความปลอดภัย จริง ๆ แล้วเงินที่จ่ายคืนไปยังจังหวัด ต่าง ๆ ก็ไม่ใช่น้อย ที่ผ่านมาก็เป็น ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่จ่ายกลับไป แต่ว่าโดยรวมก็คือว่า โครงการต่าง ๆ เกิดจากกรมขนทางบกเองคิดโครงการแล้วส่งไปยังจังหวัดต่าง ๆ จังหวัด ของท่านประธานเองได้ประมูลมาเป็นเงินทั้งหมด ๙๒ ล้านบาท เป็น ๘ เลขหมาย ขณะนี้ได้เงินคืนไป ๗๘ ล้านบาทก็มากพอสมควร แต่บางจังหวัดอย่างจังหวัดสงขลาประมูล มาได้เป็นเงินรวมตั้งแต่ต้น ๓๗๕ ล้านบาท ได้เงินจัดสรรไป ๗๔ ล้านบาท แต่ประเด็นก็คือว่า จังหวัดต่าง ๆ เขาควรจะมีคณะกรรมการเขาเองแล้วก็คิดเองว่าจะทำอะไรบ้าง อาจจะเชิญ ผู้ว่าราชการจังหวัดมา อาจจะเชิญนายกเทศมนตรีมาตั้งเป็น ประชาชนเขาจะได้รู้ว่าเงินที่เขา ประมูลได้ย้อนกลับมายังลูกหลานของเขา เขาจะได้มีใจในการประมูลอีก ตรงนี้เป็นหลักการ สำคัญเหมือนการกระจายเงินออกไป ซึ่งตรงนี้เรามีการเสนอแล้วว่าให้มีการเปลี่ยนแปลง โดยส่งกลับไปยังที่มาให้มากขึ้น ในรายงานของความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ซึ่งจะเสนอ เข้าสภา เสร็จแล้วจะเสนอไปยังท่านประธาน เรามีการเสนอขึ้นแล้วว่าให้ส่งเงินคืนกองทุน กลับไปยังจังหวัดต่าง ๆ ต้นทางไม่น้อยกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๑ ใน ๔ ก็จะเป็นหลักการเสนอ ซึ่งสามารถทำได้เป็นแค่ระเบียบในการใช้จ่ายเงิน เป็นเชิงนโยบายเท่านั้น🔗

สุดท้ายครับ เลขสวยที่มีการประมูลกัน ตอนนั้นกำหนดไว้ ๓๐๑ เลข เป็นเลข ๔ ตัวเหมือนก็คือ ๔๔๔๔ เลข ๒ ตัวเหมือน เลข ๓ ตัวเหมือน แล้วก็เลขพัน เลขหลักหน่วย แค่นั้นเอง ๓๐๑ เลข ขณะนี้มีเลขใหม่ ๆ เกิดขึ้นที่เป็นเลขที่เป็นที่นิยมมากมายหลังจาก ๑๗ ปีผ่านมา เช่น ๑๖๘ เป็นเลขทางจีน รวยไม่รู้จบ หรือตองอ่อนก็คือว่า เช่น ๙๙๙๘ มีเลขอีกมากมายเหลือเกิน ดังนั้นก็เห็นว่าเพื่อจะเป็นการหาเงินเข้ากองทุนเพิ่มเติม เพราะเลขตรงนี้พอเป็นเลขสวยมันเกิดคล้าย ๆ ว่ามีการไปขอ พอไปขอแล้วอาจจะมี การจ่ายเงินจ่ายทองกันมันไม่ดี ก็ควรจะเอามาประมูลเสียให้หมด สุดท้ายท่านประธานครับ ผมก็ขอขอบคุณทางกรมขนส่งทางบกที่พยายามแล้วในฐานะเป็นกรรมการ ขอบคุณ ทางฝ่ายของ สตง. ที่ช่วยตรวจสอบ แล้วก็ฝากขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะได้ช่วย ให้ความเห็นเพื่อปรับปรุงกองทุน ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นผู้ให้กำเนิดเอง กราบขอบคุณ ท่านประธานด้วยความเคารพครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านนิกรนะครับ พวกเราที่ไม่มีโอกาสได้มีประสบการณ์ในช่วงนั้นก็จะได้รู้ที่ไปที่มาด้วยครับ ท่านรองอธิบดี ก็จะได้รู้ที่ไปที่มาด้วย ต่อไป คุณอนุรักษ์ บุญศล ครับ🔗

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพคะ รายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัย ในการใช้รถใช้ถนน อุบัติเหตุบนท้องถนน สถิติอันดับ ๙ ของโลก เจ็บ ตาย สูญเสีย ปีละกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเลยทีเดียว ข้อมูลทีดีอาร์ไอ (TDRI) สถาบันวิจัยเพื่อการ พัฒนาประเทศไทยและองค์การอนามัยโลกได้จัดให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการ เกิดอุบัติเหตุสูงสุด อันดับ ๙ ของโลก มีคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ปีละประมาณ ๒๒,๔๙๑ ราย คิดเป็นร้อยละ ๓๒.๗ คน ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน เฉลี่ยแล้วมีคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุชั่วโมงละ ๓ คน อุบัติเหตุทางถนนไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อผู้ประสบภัยเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความสูญเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม อย่างมหาศาล อุบัติเหตุเจ็บ-ตาย สูญเสียกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี กองทุนเพื่อความ ปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กปถ. ดิฉันถามว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินท่านตรวจ หน้า ๒๐ ลำดับที่ ๓ รหัสโครงการ ๖๐๑๐๖๓ ชื่อโครงการ ศึกษาดูงานด้านความปลอดภัย ที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุของไทยโดยความร่วมมือ ของกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐานการขนส่งและการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น หรือ เอ็มแอลไอที (MLIT) หน้า ๒๐ ค่ะ หน้านี้ที่ใช้เงินไป ๒,๒๕๙,๓๐๐ บาท แล้วก็ใช้ไม่หมด เหลือแสนกว่าบาท คิดเป็นเงินคงเหลือ ๖.๔๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วทางสำนักงาน สตง. ในข้อสังเกตและผลการ ตรวจสอบบอกว่าหลักฐานการจ่ายเงินไม่ประทับคำว่าจ่ายเงินแล้ว ไม่ลงลายมือชื่อรับรอง การจ่ายเงินและวันเดือนปีที่จ่ายเงินหลายฉบับ จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ การเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๓๗ ทำให้เกิดการควบคุมเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินมีข้อบกพร่อง อาจนำไปสู่การทุจริต หมุนเวียนเอกสารเพื่อทำรายการตั้งเบิกซ้ำ ท่านประธานคะ ดิฉันถามว่าโครงการนี้ ไม่ใช่เฉพาะกองทุนเท่านั้นที่ไปดูงาน หาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต (Internet) กรมการขนส่งทางบก ก็ไปหลายครั้ง แล้วดิฉันถามว่าทำไมอุบัติเหตุยังไม่ลดลง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วดิฉัน ถามในข้อคำถามลำดับที่ ๓ โครงการที่ ๖๐๑๐๖๓ นี้ว่า ถึงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๓ ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร เพราะนี่คือภาษีของราษฎรด้วย ดิฉันถามว่าเพราะอะไรในหน้านี้ นี่คือคำถามข้อแรก หรือว่าการตรวจซ้ำ ส่งเอกสารซ้อนหรือป้อนข้อมูลกันอย่างไร ลำดับ ๖ หน้า ๒๐ ผู้ป่วยติดเตียงจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมีจำนวนมาก ควรให้โครงการนี้ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยบนท้องถนนอย่างจริงจัง ทั่วถึง และเป็นธรรมในหน้า ๒๐ นี้ ลำดับที่ ๖ จัดสรรเงินค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการอันเนื่องมาจากการประสบภัยที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนน ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันถามว่าโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องหรือไม่ และในปัจจุบัน ดำเนินการตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว และมีการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ อย่างไร เพราะว่าท่าน ไม่จัดซื้อจัดจ้างในปี ๒๕๖๐ เลย เงินคงเหลือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วทำไมไม่ทำโครงการ อย่างนี้เพราะว่าเกิดขึ้นจำนวนมากเลยทีเดียว แล้วคิดดูว่าคนที่ติดเตียงหรือว่าคนที่เกิด อุบัติเหตุถูกตัดแขนตัดขาแล้วเดินไม่ได้จากอุบัติเหตุแทบจะมีในทุกหมู่บ้านในประเทศไทย🔗

เรื่องต่อไปค่ะ เรื่องรายได้จากการประมูลหมายเลขทะเบียนรถไม่สอดคล้องกัน กับการชำระหนี้จากลูกหนี้ จากการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ หน้า ๗ เล่มเดิม ๗.๑.๒ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน สตง. บอกกล่าวว่าการตั้ง ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไม่เพียงพอและเหมาะสม ทางกองทุนแก้ปัญหาในเรื่องนี้อย่างไร ประมูล ไปแล้วคนประมูลไปแล้วไม่จ่ายเงินจำนวนมาก ทราบมาว่าเหลือหลายพันล้านบาท ดิฉันก็เลย ถามว่าท่านติดตามเรื่องนี้อย่างไรในกระบวนการตรวจสอบของ สตง. เราเชื่อมั่น ในกระบวนการตรวจสอบของ สตง. ในทุก ๆ เรื่อง เพราะว่าท่านคือเปาบุ้นจิ้นแห่งศาสตร์ การเงินและการตรวจสอบของประเทศไทย มีความหวังว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะเป็นไป ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณคุณอนุรักษ์นะครับ ท่านรักษาเวลาไว้ดีครับ ต่อไป ดอกเตอร์อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เชิญครับ สมาชิกที่มีความ ประสงค์อภิปรายก็ส่งชื่อมานะครับ ขณะนี้มีอยู่ ๑๐ ท่านแล้วครับ เชิญดอกเตอร์ครับ🔗

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ทามกลางวิกฤติโควิด (COVID) ที่คนทั่วโลกเสียชีวิตกว่า ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ก็มีภัยเงียบอีกภัยหนึ่งนั่นก็คืออุบัติภัย บนท้องถนนที่พรากพ่อ พรากลูก พรากครอบครัว อีก ๑ ล้านกว่าคนต่อปี เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด เกิดมาเป็น ๑๐ ปีแล้ว ก็เลยเป็นที่มาของสาเหตุที่ผมขออนุญาตให้ความเห็นเกี่ยวกับรายงาน ผู้สอบบัญชีและงบการเงินของกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กองทุนนี้ ก็เกิดขึ้นตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมีรายได้หลัก ก็คือการเอาเลขทะเบียนพิเศษหรือเล็กสวยมาเปิดประมูลให้คนทั่วไป ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะทำให้ผมนึกย้อนไปในอดีตสมัยที่ผมยังเป็นเด็กว่าคนที่จะ ขับรถเลขสวย ๆ ได้ต้องเป็นคนใหญ่คนโต คนมีบารมี คนมีตำแหน่ง เมื่อกรมการขนส่งทางบก นำเลขทะเบียนนี้ออกมาเปิดประมูลให้คนทั่วไปที่สนใจก็ถือว่าเป็นหมุดหมายสำคัญที่เป็นการ ยืนยันถึงสิทธิอันเท่าเทียมของคนในประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนจะไป ในรายละเอียด กองทุนนี้ชื่อว่ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เห็นชื่อแบบนี้ ก็เกิดความคาดหวังครับ คาดหวังอะไร ก็คาดหวังว่ากองทุนนี้จะดำเนินการไปเพื่อให้เกิด ความปลอดภัยในถนน แต่ตัวเลขต่าง ๆ ข้อมูลต่าง ๆ มันไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ต้องย้อนกลับไปดูไกล ปี ๒๕๕๗-๒๕๖๑ ในคนไทยทุก ๑๐๐,๐๐๐ คน มีคนเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากอุบัติเหตุรถยนต์ บนท้องถนน จาก ๖,๗๐๐ กว่าคน เป็น ๘,๓๐๐ กว่าคนนั้น อย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้เรียนไปแล้วว่าเรามีคนเสียชีวิตบนท้องถนนเป็นอันดับ ๑ ของอาเซียน (ASEAN) เป็นอันดับ ๙ ของโลก นักกีฬา นักแข่ง นักวิ่ง ทั้งหลายแหล่พิชิตมาทั่วโลก มาจบที่นี่ละครับ ที่เมืองไทย เมื่อต้นปีนักปั่นเยาวชนเกาหลี ออม เซ บอม ปั่นมาหมดแล้วทั่วโลก มาจบชีวิตที่ประเทศไทย โดนรถยนต์ชนที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือ ๒ ปีที่แล้วนักวิ่งชาวญี่ปุ่น ชื่อว่าเคซัง เขาวิ่งมาหมดแล้วครับ วิ่งข้ามทวีปอเมริกาพื้นที่วิ่ง ๕,๒๐๐ กว่ากิโลเมตร ผ่านฉลุย มาโดนรถชนที่จังหวัดชุมพร ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้มันจึงสวนทางกับความคาดหวังของกองทุน ที่ใช้ชื่อว่ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ก่อนที่ผมจะไปในรายละเอียดผมจะ พยายามพูดให้กระชับและใช้เวลาให้ไม่เกินมากนะครับ เนื่องจากว่าเป็นงบการเงิน มีรายละเอียดทางบัญชีปลีกย่อยค่อนข้างมากที่จะต้องอรรถาธิบายขยายความ ก็จะพยายาม ให้กระชับที่สุดครับ ก่อนอื่นเลยผมต้องบอกว่ารายงานตัวนี้เป็นรายงานของกิจกรรมที่เกิดขึ้น ในตอนปี ๒๕๕๙-๒๕๖๐ ตอนนี้กลางปี ๒๕๖๓ แล้วนะครับ เรามาให้สภาแห่งนี้ให้ความ คิดเห็นกับเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ๓ ปีกว่า เก่ามากครับ ในขณะที่รัฐไปบังคับเอกชน ผู้ประกอบการห้างร้านว่าต้องส่งงบการเงินภายในเวลาไม่เกิน ๕ เดือน ถ้าส่งช้ามีค่าปรับ มีบทลงโทษ ก็ต้องขอหยิบยกคำพูดของท่านประธานที่กล่าวในสภาแห่งนี้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ว่าก่อนจะไปบังคับคนอื่นให้ทำอะไร เราต้องทำเป็นตัวอย่างเสียก่อน ดังนั้นก่อนที่รัฐจะไป เที่ยวบังคับให้เอกชนต้องทำโน่น ทำนี่ ทำนั่น ผมคิดว่าหน่วยงานของรัฐจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่าง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะฝากข้อสังเกตเอาไว้ในส่วนของ ระยะเวลาของรายงานที่ ๓ ปีถึงจะเพิ่งมาถึงสภาแห่งนี้นะครับ ทีนี้ไปดูในรายละเอียด กองทุนนี้มีรายรับประมาณ ๑,๖๐๐ ล้านบาท มีรายจ่ายประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมแบ่งเป็น ๒ กลุ่มครับ กลุ่มแรก ๗๒๓ ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายทั่วไป วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนที่ ๒ หรือส่วนสีชมพูในแผ่นภาพนะครับ ๓๓๕ ล้านบาท เป็นค่าจ้างเหมา จ้างเหมา ที่ว่าจ้างทำอะไร ทำอยู่ ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรกจ้างเหมาประชาสัมพันธ์ คิดเป็นเงิน ๒๖๕ ล้านบาท เรื่องที่ ๒ จ้างเหมาที่ปรึกษาศึกษาวิจัย คิดเป็นเงิน ๗๐ ล้านบาท ส่วนแรกที่บอกว่าจ้างเหมา ประชาสัมพันธ์ ผมเห็นยอดเงินขนาดนี้ก็ต้องถึงกับเลิกคิ้วว่าโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ จนถึงตอนนี้เกือบจะ ๒๐ ปีแล้ว เชื่อว่าคนไทยแทบจะทั้งประเทศไม่มีใครไม่รู้จัก ประมูลเลขสวย เพราะป้ายทะเบียนก็มีสีสันลักษณะผิดแผกแปลกตา ก็เลยเกิดคำถามว่า จำเป็นขนาดนั้นเลยหรือที่จะต้องใช้เงินถึง ๒๖๕ ล้านบาท ในการประชาสัมพันธ์สิ่งที่เชื่อว่า คนไทยรู้จักกันอย่างกว้างขวางแล้ว ผมคิดว่าตรงนี้เป็นปัญหาในเชิงทัศนคติที่จะต้องปรับว่า ไม่ใช่รัฐทำอะไรต้องแพงเสมอ รัฐซื้ออะไรต้องแพงที่สุด อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ🔗

ในส่วนที่ ๒ ที่บอกว่าจ้างเหมาศึกษาวิจัย ๗๐ ล้านบาทนะครับ เมื่อเทียบกับ เรื่องหนึ่ง ๆ ในสถาบันอุดมศึกษาถือว่าสูงมาก แล้วก็ไม่รู้ว่าศึกษาวิจัยกันอย่างไร ศึกษาวิจัย ๗๐ ล้านบาท แต่ผลที่ออกมาความปลอดภัยไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ซ้ำร้ายกลับแย่ลงกว่าเดิมอย่างที่ ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ อันนี้ก็คือเรื่องของการดำเนินงาน เมื่อไปดูรายละเอียดต่าง ๆ ว่ากองทุนทำโครงการอะไรไปบ้าง ทำเยอะมากครับ หลายโครงการ แต่ผมใช้คำว่าโครงการ ที่ทำไปแต่ละอย่างนั้นค่อนข้างเป็นเบี้ยหัวแตก ที่เรียกว่าเบี้ยหัวแตกเพราะว่ามันค่อนข้าง ที่จะไม่ยึดโยง ไม่สอดประสาน และที่สำคัญมีความสอดคล้องน้อยมากกว่าหลักการในการ สร้างความปลอดภัยบนท้องถนน ๖ องค์ประกอบ ๒๒ มาตรการ ที่องค์การอนามัยโลก แนะนำ ท่านประธานที่เคารพครับ ในโครงการที่ทำอยู่มากมายมหาศาลนี้ ๖๘ โครงการ เป็นโครงการที่มีภาระผูกพัน โครงการที่มีภาระผูกพันก็หมายถึงเป็นโครงการที่ทำไม่แล้วเสร็จ ใน ๑ ปี หรืออาจจะทำเสร็จแล้วแต่ส่งมอบไม่ได้ ๖๘ โครงการที่ว่านี้คิดเป็นวงเงิน ผมกดรวม ๆ กัน ๑,๒๐๐ กว่าล้านบาท โครงการค้างท่อต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อผมเห็นก็เกิด คำถามอีกครับว่าบางโครงการควรทำหรือ แล้วมันใช่กับวัตถุประสงค์ไหม อย่างเช่นตัวอย่าง โครงการจัดหารถยนต์หุ้มเกราะกันกระสุน ผมถึงกลับเลิกคิ้วว่ามันจะช่วยความปลอดภัย บนท้องถนนจริงหรือรถยนต์หุ้มเกราะกันกระสุน หรือแม้แต่โครงการในการทำระบบ ทำใบขับขี่พลาสติก ๔๕๐ ล้านบาท ซึ่งก็จริงอยู่อาจจะจำเป็น แต่ก็อีกนั่นแหละครับ กองทุนต้องตอบให้ได้ว่ามันตรงกับวัตถุประสงค์ในการใช้เงินหรือไม่ อันนี้เป็นตัวอย่างนะครับ ทีนี้เงิน ๑,๒๐๐ ล้านบาท ถ้าไม่เอาไปทำเรื่องราวต่าง ๆ ไม่เอาไปค้างท่อนี้ควรเอาไปทำอะไร ลองคิดง่าย ๆ ถ้าเงิน ๑,๒๐๐ ล้านบาทนี้เอาไปจัดหาหมวกนิรมัย อุปกรณ์เพื่อเสริมสร้าง ความปลอดภัย หมวกกันน็อก เอาอย่างดีเลยครับ มี มอก. มีคุณภาพสูง อันละไม่เกิน ๖๐๐ บาท เงิน ๑,๒๐๐ ล้านบาท จัดหาได้ ๒ ล้านชิ้น เท่ากับสามารถปกป้องคนไทยที่ ขับขี่จักรยานยนต์ได้ถึง ๒ ล้านคน ซึ่งสาเหตุในการขับขี่จักรยานยนต์เป็นสาเหตุการเสียชีวิต อันดับ ๑ ของการเสียชีวิตบนท้องถนน และที่สำคัญ ๒ ล้านคนนี้สามารถช่วยใครได้บ้างครับ สามารถช่วยคนขับขี่จักรยานยนต์ในกรุงเทพฯ ทั้งหมดที่มีอยู่ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน และช่วย คนขับขี่จักรยานยนต์ทั้งภาคอีสานทั้งภาคได้อีก ๑,๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน นี่เป็นตัวอย่าง ของการที่ผมอยากจะเสนอแนะการใช้เงิน🔗

ทีนี้มาดูในทางบัญชี ผู้สอบบัญชีเองได้แสดงความเห็นในรายงานฉบับนี้แบบ มีเงื่อนไข คำคำนี้ในทางบัญชีที่บอกว่าแสดงความเห็นแบบมีเงื่อนไข พูดเป็นภาษาที่ให้ใจง่าย ๆ ก็คืองบการเงินฉบับนี้มีปัญหา ไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ ไม่สะท้อนกับความเป็นจริง อันหนึ่ง ที่ผมยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ เลยก็คือ ในงบการเงินฉบับนี้ในรายงานฉบับนี้แสดงหนี้สงสัย จะสูญไว้ที่ ๑๒๙.๗ ล้านบาท ในขณะที่หนี้จริง ๒,๕๕๙ ล้านบาท ท่านประธานดูส่วนต่างครับ ๑๒๙ กับ ๒,๕๕๙ เมื่อแสดงหนี้สงสัยจะสูญต่ำขนาดนี้ แน่นอนว่าผลประกอบการก็ดูดี เกินความเป็นจริง ซึ่งอันนี้ไม่ใช่ผมพูดคนเดียว ผู้สอบบัญชี สตง. ก็พูดแบบนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมมีข้อสังเกต ๓-๔ ประการ อยากจะขอฝากให้กองทุน อันที่ ๑ ผมย้อนกลับ ไปดูก่อนโควิด (COVID) ท่านจัดประมูลปีละ ๑๒๐ ครั้ง บ่อยเกินไปครับ จัดบ่อยสุดท้ายก็ มีแต่หนี้ที่เขาไม่สามารถจ่ายได้ ดังนั้นผมจึงเสนอแนะให้จัดน้อยลง ลดค่าใช้จ่าย แต่ที่สำคัญ สร้างความมั่นใจให้ได้ว่าถ้าจัดแล้วควรจะมีเงินจ่ายแล้วจะจ่ายเงิน ประการที่ ๒ ท่านมี ใช้เทคโนโลยีบ้างในการประมูล แต่ผมคิดว่ายังใช้ไม่เต็มศักยภาพหรอกครับ ถ้าใช้ได้เต็ม ศักยภาพกว่านี้แน่นอนค่าใช้จ่ายจะลดลงกว่านี้ ประการที่ ๓ ท่านไม่เคยจัดลำดับชั้น คุณภาพของลูกหนี้เลย ทำให้รายงานฉบับนี้ไม่สะท้อนกับความเป็นจริง และประการที่ ๔ ซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องจากประการที่ ๓ ก็คือท่านไม่ปฏิบัติตามระเบียบวิธีทางบัญชีเลย ไม่ใช่เฉพาะเล่มนี้ เล่มก่อน ๆ หน้านี้ผมย้อนไปอ่าน หรือเล่มหลังจากนี้ท่านก็ไม่ทำ เป็นการ ทำผิดที่ซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วสิ่งที่ผมพูดนี้ก็ตรงกับสิ่งที่ สตง. ได้พูดไว้ในท้ายรายงานฉบับนี้🔗

สุดท้ายแล้วครับ ผมขออนุญาตฝากรูปสุดท้ายรูปนี้ไว้ให้ผ่านท่านประธานไปยัง กองทุน รูปนี้เป็นรูปของป้าแก้วหาบเร่ขายของที่ตลาดนัด ที่เอารูปนี้ขึ้นมาพูดมี ๒ นัยครับ อันแรก ป้าแก้วท่ามกลางวิกฤติโควิด (COVID) นี้เขาต้องมีต้นทุนในการจัดซื้อวัตถุดิบ ไม่ว่า จะเป็นมะละกอ มะม่วง มีด อุปกรณ์หาบเร่ ถุง หนังยาง ในขณะที่กองทุนของท่าน ไม่มีต้นทุนวัตถุดิบ เลขทะเบียนพวกนี้ท่านได้มาฟรี ๆ เป็นสิทธิอันชอบธรรม ท่านมีต้นทุน เท่ากับศูนย์ ผมยังคาดหวังว่าท่านต้องทำได้ดีกว่าป้าแก้วอีกเยอะ อันนี้คือนัยที่ ๑🔗

นัยที่ ๒ ทุก ๆ วันมีคนอย่างป้าแก้วที่เป็นแม่ของลูก และคนไทยอื่น ๆ ที่เป็น ทั้งพ่อของลูก ลูกของพ่อ ในแต่ละวัน ๖๐ คนออกมาจากบ้านแล้วไม่ได้กลับเข้าไป สาเหตุ เพราะเสียชีวิตบนท้องถนน ผมจึงอยากขอให้ท่านในฐานะผู้บริหารกองทุนนี้ให้ความมั่นใจกับ พวกเราได้ไหมครับในสภาแห่งนี้ว่าเงินนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างให้เกิดความปลอดภัยให้กับ คน ๖๐ คนที่ออกมาจากบ้านแล้วไม่ได้กลับเข้าไป ให้เขามีความปลอดภัยในชีวิตของเขา ให้ครอบครัวเขาสามารถได้เจอเขาอีกครั้งหนึ่ง ขอฝากเอาไว้เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านดอกเตอร์ใช้เวลาไป ๑๐ นาที เห็นว่าต่อเนื่องก็เลยอนุญาต ต่อไปครับ ท่านดะนัย มะหิพันธ์ ครับ🔗

นายดะนัย มะหิพันธ์ อำนาจเจริญ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอำนาจเจริญ ท่านประธานครับ จะขอใช้เวลาไม่มากเนื่องจากว่าบางประเด็นที่มีสมาชิกได้พูดไปแล้ว ก็จะไม่ขอพูดเพิ่ม เรียนว่ากองทุนนี้มีรายได้หลักก็คือเรื่องของประมูลเลขทะเบียนเลขสวย แต่ที่ผมตั้งข้อสังเกต แล้วก็ตั้งประเด็น ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายดะนัย มะหิพันธ์ อำนาจเจริญ

ที่น่าสนใจก็คือขณะนี้กองทุนมีลูกหนี้ ค้างชำระค่าเลขทะเบียนเป็นจำนวนมาก ถ้าดูตามรายงานท่านจะเห็นว่าที่ส่วนกลางค้าง ๕๙๖ ล้านกว่าบาท แล้วส่วนภูมิภาค ๑,๙๒๗ ล้านบาทเศษ อันนี้คือลูกหนี้ค้างประมูลเลขสวย รวมแล้ว ๒,๕๒๔ ล้านบาทเศษ อันนี้คือตัวเลข ท่านประธานดูที่สไลด์ (Slide) ที่ ๒ ครับ สไลด์ (Slide) ที่ ๒ ก็แยกเป็นรายจังหวัดว่าใน ๑,๙๒๗ ล้านบาทนี้อยู่ที่ไหนบ้าง ที่จังหวัด นครราชสีมามากที่สุด แล้วก็เลี้ยวลงมาจังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสงขลา จังหวัด ขอนแก่น และจังหวัดอื่น ๆ อีกประมาณ ๑,๓๑๖ ล้านบาทเศษ อันนี้คือตัวเลขสวย ที่ประมูลแล้วในรายงานว่าเป็นลูกหนี้ ผมเรียนท่านประธานว่าคำว่าตัวเลขสวย ผมเชื่อว่า ไม่มีชาวนา ไม่มีชาวบ้าน ไม่มีคนยากคนจนมายื่นประมูลหรอกครับ ส่วนใหญ่จะเป็นคหบดี เป็นคนมีเงิน มีอันจะกิน เป็นนักการเมือง โดยเฉพาะถ้าท่านสังเกต ๘๐ เปอร์เซ็นต์ครับ รถทุกคันวิ่งเข้าออกในสภาเรามีแต่เลขสวยทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นผมสงสัยแล้วก็อยากจะ เรียนถามว่าถ้าเลขสวยเหล่านี้คนมีเงินมาประมูลทำไมมีลูกหนี้ค้างชำระ ท่านไม่ได้มีมาตรการ ที่จะรับเงิน จะเก็บเงินในขณะประมูลเลยหรือ หรือว่าใครมายื่นประมูลได้แล้วจะเอาก็ได้ ไม่เอาก็ได้ จะรับก็ได้ ไม่รับก็ได้ หรือว่ามัดจำบ้างเล็กน้อยหรือเป็นอย่างไร มันถึงมีหนี้ค้างชำระ ถึงขนาดนี้ ผมไม่รู้ว่าเลขราคาแพงที่สุดเท่าไร แต่ก็มีหลายคนเคยบอกว่าเป็นล้านก็มี บางคนบอกว่าซื้อรถได้เป็นคันสองคันเฉพาะป้าย ซึ่งเชื่อว่าพี่น้องประชาชนชาวบ้าน ไม่มีความสามารถหรอกครับมีแต่คนมีเงินเท่านั้น แล้วท่านปล่อยให้คนมีเงินค้างชำระ เรียนถามท่านว่าท่านมีวิธีการที่จะตรวจสอบและติดตามเงินเหล่านี้อย่างไร เพื่อประโยชน์ ของกองทุนนะครับ🔗

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานเห็นถึงการบริหารจัดการกองทุน ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๓ ครับ ท่านประธานครับ การบริหารจัดการกองทุนในปี ๒๕๖๑ กองทุนนี้ ได้เสนออนุมัติโครงการไว้ที่ ๑๙๔ โครงการ วงเงินงบประมาณ ๑,๗๑๓ ล้านบาทเศษ ในรายงานบอกว่าท่านทำไปแค่ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ คือใช้เงินไป ๕๘๖ ล้านบาทเศษ ยังเหลือเงิน อยู่ ๑,๑๒๖ ล้านบาท คิดเป็น ๙๕.๗๖ เปอร์เซ็นต์ นั่นแสดงว่าความเสี่ยงในการทำงาน การบริหารจัดการโครงการของกองทุนไม่มีเลย ท่านไม่ได้คำนึงเลยว่าท่านจะเสนอโครงการ แต่ละครั้งอันไหนมีความจำเป็นเร่งด่วน อันไหนมีความสำคัญ ท่านคิดว่าถ้าใครอยากจะเสนอ โครงการอะไรมาก็ได้ เสนอมาอย่างไรก็ได้ เพราะฉะนั้นการทำงานถึงออกมาอย่างนี้ จึงอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปถึงผู้บริหารกองทุนนะครับว่าเงินเหล่านี้แม้ว่าจะไม่ใช่เงิน ของราชการ ไม่ใช่เงินของคนใดคนหนึ่งแต่เป็นเงินที่กองทุนหามาได้แต่ถ้าเราใช้ ให้เป็นประโยชน์ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ผมมองไปเห็นเงินอีกตัวหนึ่ง ที่ทางกองทุนน่าจะพิจารณาหรือว่าน่าจะเอามาเพิ่มเติมเข้ากองทุนได้คือเงินค่าปรับจาก เมาแล้วขับนะครับ เพราะว่าคนเมาแล้วขับคือเหตุการณ์ที่จะสร้างให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นบนถนน ฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องของใช้รถใช้ถนน เงินจำนวนนั้นก็น่าจะเอามาเข้าบริหารกองทุนส่วนนี้ ผมเห็นด้วยกับท่านผู้ทรงเกียรติ ท่านนิกร จำนง ที่ท่านบอกว่าถ้าเงินประมูลแต่ละจังหวัด เราแบ่งไปให้จังหวัดเขาใช้ ในจังหวัดเหล่านั้นเขาน่าจะเรียกเก็บเงินที่ค้างชำระได้ แต่ตอนนี้ พอทุกอย่างมาที่ส่วนกลางก็อาจจะมองว่าภาระไม่ใช่นะครับ อันนี้ก็เรียนฝากทาง ฝ่ายผู้บริหาร ต้องกราบขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านดะนัยนะครับ ต่อไปท่านจักรพันธ์ พรนิมิตร ครับ🔗

นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จักรพันธ์ พรนิมิตร จากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐครับ ในส่วนของการรายงานของกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนในวันนี้ ผมมี ๒-๓ ประเด็นที่อยากจะฝากไปทางผู้บริหารกองทุนผ่านท่านประธานไปนะครับ ในส่วนของ สถิติต่าง ๆ เพื่อน ๆ สมาชิกได้กล่าวกันไปค่อนข้างมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากรายงาน สถานการณ์โลกด้านความปลอดภัยทางถนนที่จัดทำโดยองค์การอนามัยโลก หรือในส่วนของ กระทรวงคมนาคมก็คือรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย ซึ่งจากรายงานต่าง ๆ เราก็จะเห็นว่ามีสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในท้องถนนที่ทำให้ประเทศ ไทยมีสถิติที่ไม่น่าภูมิใจเลยก็คือติดอันดับโลกหรือสูงที่สุดในอาเซียนอย่างที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ แล้วในบรรดาสาเหตุต่าง ๆ ก็มีหลากหลายในรายงานที่ผม ได้เอ่ยถึงก็จะมีการพูดถึงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวินัยจราจร เรื่องความปลอดภัยของลักษณะ ของถนนหรือสถานที่ที่ยานพาหนะขับขี่ รวมทั้งเรื่องของสาเหตุเล็ก ๆ ที่เราอาจจะมองข้ามไป ก็คือเรื่องของป้ายสัญญาณจราจร เส้นจราจรต่าง ๆ บนถนนของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น เมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร หรือในต่างจังหวัดก็ดี อย่างที่เพื่อนสมาชิกของผม เช่น ท่านดอกเตอร์พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส. จากเขตปทุมวัน ก็ได้เคยหารือในที่ประชุมแห่งนี้ บ่อย ๆ ในเรื่องของสัญลักษณ์ทางจราจรต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครแม้จะเป็นเมืองหลวงเอง ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนก็คือ เมื่อเราพูดถึงสถิติ หลายท่านพูดตัวเลข เป็นหมื่น เป็นแสนที่เป็นสถิติข้อมูลที่อยู่ในรายงานสถานการณ์ต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วถ้าเรา ดูให้ใกล้ตัวมากกว่านั้น ผมขออนุญาตท่านประธาน จะมีเฟซบุ๊ก (Facebook) ของท่าน นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าท่านทำสรุปเป็นรายวัน แล้วลักษณะการรายงานของท่านเหมือนกับที่เราดูรายงานโควิด (COVID) ของ ศบค. ทุกวัน อย่างเช่นที่ผมกดดูตอนนี้ วันที่ ๑๗ มิถุนายน ก็คือเมื่อวานท่านรายงานไว้เลยว่ามีผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุบนท้องถนนของเมืองไทย ๔๑ คน ยอดสะสมเดือนนี้ ๖๔๑ คน ยอดสะสม ตั้งแต่ต้นปี ๖,๓๕๔ คน แล้วเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วต่ำกว่านิดหน่อยคือ ๖,๗๕๙ คน อันนี้เป็นตัวอย่างของภาคเอกชนที่ท่านได้สละเวลาของท่านในการที่ทำให้ สังคมไทยได้ตระหนักถึงความอันตรายของการใช้รถใช้ถนนในบ้านเมืองของเรา🔗

ท่านประธานครับ ผมอยากจะพูดถึงเรื่องที่คนหลายคนอาจจะไม่ได้ให้ ความสำคัญมากนัก แต่สำหรับผมคิดว่าเรื่องของการใช้รถใช้ถนนในเมืองไทยมีอะไร ที่แปลกประหลาดกว่าหลาย ๆ ที่ในโลกนี้ถ้าท่านประธานจะสังเกต มีนักวิชาการบางท่าน ถึงกับระบุเลยว่าตราบใดที่คนข้ามถนนในเมืองไทยยังต้องยกมือไหว้คนขับรถทุกครั้ง ที่จะต้องข้ามทางม้าลาย หรือสามารถข้ามทางม้าลายได้อย่างปลอดภัยเพราะรู้สึกว่าคนขับรถ เขาใจดีที่หยุดรถให้เรา ตราบนั้นบ้านเมืองเราก็ไม่เจริญครับ บ้านเมืองเราไม่เป็น ประชาธิปไตยแน่ถ้าเราไม่เคารพสิทธิคนที่เดินถนน ถ้าท่านประธานสังเกต ในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ผมไม่ได้นับจำนวนนะครับ ผมกำลัง หาข้อมูลอยู่ต้องขออภัยที่ไม่สามารถหาได้ทัน เรามีสะพานลอยสำหรับคนข้ามเยอะมาก สอบถามทางกรุงเทพมหานคร สะพานลอยแต่ละแห่งใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า ๓-๕ ล้านบาท ต่อ ๑ สะพาน เราพูดถึงถนนที่มีลักษณะแค่ ๔ เลน หรือ ๖ เลนนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่มีความจำเป็นจะต้องทำสะพานลอยเลย ยิ่งเมื่อเมืองไทยเข้าสู่สังคมที่เป็นสังคมผู้สูงอายุ เรามีผู้พิการ ผู้ที่ต้องใช้ล้อรถเข็นต่าง ๆ มากขึ้น สะพานลอยก็ดูจะเป็นวัตถุที่แปลกปลอม ในการใช้รถใช้ถนนสำหรับคนเดินเท้า แต่การออกแบบเมืองในอดีตคำนึงถึงผู้ใช้รถมากกว่าผู้เดินเท้า ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าคงจะ เปลี่ยนไปได้แล้ว ผมสนับสนุนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่อภิปรายไปก่อนหน้า ท่านนิกร จำนง ขออภัยต้องเอ่ยนามท่าน ท่านพูดถึงข้อจำกัดของกองทุนในเรื่องการใช้เงินไปในการรณรงค์ เพื่อปลูกฝังหรือปลูกค่านิยมต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดขึ้นในการใช้รถใช้ถนนที่ถูกต้องในบ้านเมือง ของเรา ผมเห็นด้วยนะครับ เพราะว่าอย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าถ้าตราบใดเรายังไม่สามารถ ที่จะเคารพสิทธิในการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะการเคารพสิทธิของผู้เดินเท้า ไม่ว่าเราจะทำ โครงการของเราไปให้มากขนาดไหนก็ไม่มีประโยชน์ เพราะว่าความอันตรายที่เกิดขึ้นต่อชีวิต และทรัพย์สิน อย่างที่ท่านสมาชิกท่านดอกเตอร์อิสระ ขออภัยที่เอ่ยนาม เมื่อสักครู่ท่าน ได้ยกตัวอย่างว่าบุคคลระดับโลกต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่ถนนในเมืองไทย ผมเองก็มีประสบการณ์ คนในครอบครัวก็ต้องกลายเป็นผู้พิการเพราะถูกรถชนในขณะที่ขี่จักรยาน แล้วก็เชื่อว่า ในห้องประชุมแห่งนี้ก็จะมีหลายท่านที่มีประสบการณ์ตรงหรือใกล้เคียงกับตัวเอง ใกล้ชิดกับ ตัวเองที่ทำให้ชีวิตของคนที่เรารักต้องเปลี่ยนไป ดังนั้น ผมจึงอยากจะฝากผ่านท่านประธาน ไปยังผู้บริหารกองทุน ซึ่งจริง ๆ แล้วต้องขออภัยท่านประธานว่าก็อาจจะไม่ได้ตรงประเด็น ในเรื่องการรับทราบงบการเงินท่านเท่าไรนะครับ ต้องขอยอมรับ เพียงแต่ว่าเนื่องจาก ทุกท่านที่เป็นผู้บริหารกองทุนแห่งนี้เป็นผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการบริหารจัดการ ความปลอดภัยในท้องถนนของพี่น้องประชาชน ผมอยากถือโอกาสผ่านท่านประธานไปยัง ท่านผู้บริหารกองทุนว่าประเด็นเหล่านี้ท่านช่วยดูว่าถ้าหากสามารถทำให้กองทุนของเราใช้ งบประมาณเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องของทางม้าลายให้เกิดขึ้นจริง ๆ ในเมืองไทยนะครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ขอเวลาสักนิดนะครับท่านประธาน ทำไมเรา ไม่สามารถบอกได้ครับว่ารถราชการของเมืองไทยทุกกระทรวง ทบวง กรม จะหยุดให้คน ข้ามทางม้าลายเมื่อมีคนจะข้าม ทั้งรถราชการ รถที่เราจัดซื้อจัดจ้าง รถที่เราเช่า เราทำได้ครับ แค่รถราชการในส่วนราชการทำ ผมเชื่อว่าบริษัทห้างร้านต่าง ๆ เขายินดีทำตาม เราต้อง สร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ ไม่เช่นนั้นเราก็จะต้องมานั่งนำเงินพวกนี้ไปสนับสนุนอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่เราควรจะป้องกันมันเสียก่อน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ คุณจักรพันธ์ ต่อไปเป็น ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ขอเชิญครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ รายงานของกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ปี ๒๕๖๐ และปี ๒๕๖๑ ตามมาตรา ๑๐/๒ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๔๖ วันนี้ เป็นเวลา ๑๗ ปี ๑๗ ปีที่ก่อตั้งขึ้นมา ก็เป็นวัยรุ่นแล้วครับ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ไม่ไว้วางใจท่าน ฟังไว้นะครับ ปกติสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเขาไม่ค่อยจะไปตำหนิใคร วันนี้เขาตำหนิท่านอย่างแรงเลย ท่านประธานครับ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ที่อื่นเขาไม่ค่อยมี หรอกครับ มีแต่ท่านนี่แหละ แล้วหนี้คงค้างระยะยาว หมายความว่าเก็บไม่ได้ สะสมมา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ พวกท่านทำอะไรกัน คณะกรรมการกองทุนทำอะไรกัน ท่านทำอะไรอยู่ คนข้างนอกเขารู้กันหมด มันเป็นอาชีพ อาชีพขายป้ายทะเบียนครับ มีคนส่วนที่เกี่ยวข้อง ของท่านไปทำอาชีพหรือไม่ การประมูลเลขสวย ๆ ให้ตัวเองเอาไว้ขาย คนทั้งประเทศ ไม่มีโอกาสใช้ แต่ก็ไม่เป็นไรครับมันเป็นทรัพย์สิน พวกท่านทำอะไร ๑๗ ปีมานี้ท่านฟ้องแพ่ง กี่คดี จบไปกี่คดี เรียกเงินค่าเสียหายได้กี่คดี ติดคุกกี่คน ต้องตอบในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ หนี้ค้าง ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท สะสมมาถ้าคิดเป็นดอกเบี้ยต่อปี ๕๐ ล้านบาทต่อปี ต่อปี ต่อปี ท่าน ไม่มีปัญญาไปฟ้องร้องหรือครับ ไปดูกองทุนกู้ยืมการศึกษา เด็กนักเรียนกู้ยืม มีบ้านยึดบ้าน มีรถยึดรถ ทำอย่างนี้บ้างสิครับ ท่านอย่าดูถูกประเทศไทย อย่าดูถูกประชาชน ถึงว่าเงินนี้ ได้มาโดยง่ายแต่ท่านไม่สามารถปฏิบัติอย่างนี้ได้ ปีนี้เป็นปีสุดท้ายนะครับ ปีหน้าอย่าส่ง รายงานแบบนี้ ท่านคิดว่าเงินได้มาฟรีหรือครับ ผมจะไม่บอกว่าท่านเอาไปใช้อะไร แต่ท่าน ใช้เงินรายได้ของท่านปีละ ๑,๗๐๐ ล้านบาท ท่านตั้งโครงการมา ๑,๗๐๐ ล้านบาท เจตนา ไม่ให้ใครเอาไปใช้ใช่ไหม มีเจตนาไม่ให้ใครเอาไปใช้ใช่ไหม ท่านกันไว้แต่ท่านใช้ไม่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านใช้ได้ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านใช้ไม่ได้เพราะท่าน หวงงบไว้ใช้ตัวเอง อย่าทำอีกนะครับ ไม่ใช่กองทุนของท่าน ไม่ใช่มรดกตกทอดในครอบครัว ของท่าน เป็นของประเทศชาติ ปีหน้าอย่าทำ ทำให้ดี เท่านี้ละครับ ท่านประธานครับ ผมไม่พูดมาก ผมพูดแค่นี้ครับ ปีหน้าเจอกันครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านพิเชษฐ์ครับ ต่อไปอีก ๒ ท่านนะครับ ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ขอเชิญครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตให้กับทางผู้แทนของกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ที่มารายงาน ให้กับทางสภาผู้แทนราษฎรได้ทราบ ๒ ปีงบประมาณ คือปี ๒๕๖๐ และปี ๒๕๖๑ ท่านประธานครับ ข้อสังเกตแรกแล้วก็เป็นคำถามด้วยในรายงานที่ท่านได้ส่งให้ทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา เนื่องจากรายงานที่ท่านได้ชี้แจงมามีโครงการที่ท่าน ดำเนินการไม่แล้วเสร็จเป็นเปอร์เซ็นต์ถึง ๒๙.๘๙ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๖๑ ในปี ๒๕๖๐ อยู่ที่ ๔๑.๓๔ เปอร์เซ็นต์ ก็ปรากฏของปี ๒๕๖๐ อยู่ในหน้า ๑๑ ของปี ๒๕๖๑ อยู่ในหน้า ๑๕ ก็คือโครงการที่ไม่แล้วเสร็จซึ่งโครงการที่ไม่แล้วเสร็จมีเป็นจำนวนมากนะครับ ผมก็อยากจะ ตั้งคำถามถึงคณะกรรมการบริหารกองทุนว่าทำไมท่านถึงปล่อยให้โครงการที่ทางกองทุน ได้ดำเนินโครงการและอนุมัติโครงการไปแล้ว ถึงปล่อยให้มีจำนวนโครงการที่ไม่แล้วเสร็จ ในแต่ละปีสูงเป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารงาน ของคณะกรรมการบริหารกองทุน🔗

ข้อสังเกตที่ ๒ ก็คือเรื่องของพันธกิจ ซึ่งพันธกิจที่ ๒ ก็คือเรื่องของการจัดสรร เงินงบประมาณของกองทุนในการซื้ออุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการอันเนื่องมาจากการประสบภัย จากการใช้รถใช้ถนน ในส่วนที่นอกเหนือจากค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ ท่านประธานครับ ในคำถามข้อที่ ๒ ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธาน เป็นคำถามไปถึงคณะกรรมการกองทุนว่าในส่วนของพันธกิจที่ ๒ ท่านได้มี รายงานในหน้า ๑๗ ว่าท่านไม่สามารถจัดซื้อรถวีลแชร์ (Wheelchair) ให้กับผู้ที่ประสบภัย ทางถนนที่เป็นผู้พิการได้ ๒,๐๕๗ ราย ต่อเนื่องมาจนถึงปี ๒๕๖๒ ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าท่านดำเนินการไปถึงไหน เพราะว่ารายงาน ที่ท่านมีก็คือของปี ๒๕๖๐ และปี ๒๕๖๑ ตรงนี้เป็นปัญหาทางด้านเทคนิคในเรื่องของการ จัดซื้อจัดจ้าง ทำให้ผู้พิการที่มายื่นขอรถวีลแชร์ (Wheelchair) แล้วก็เตียงในการบรรเทา จากแผลกดทับ ไม่สามารถได้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ท่านจะจัดซื้อในแต่ละปีได้ ผมถามว่าท่าน มีมาตรการอย่างไรในการเยียวยาผู้ที่มาขึ้นทะเบียน มาแจ้งความจำนงในการขอถึง ๒,๐๐๐ กว่าราย ท่านประธานครับ ผมเองได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนว่า มีพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้พิการที่ได้ประสบภัยบนท้องถนน ไปยื่นขอความต้องการรถวีลแชร์ (Wheelchair) และเตียงจากทางสำนักงานขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานขนส่งอำเภอ สำนักงานขนส่งจังหวัด ซึ่งก็ได้รับการปฏิเสธมาเป็นจำนวนมาก ผมเชื่อครับว่าตัวเลขที่ทาง คณะกรรมการกองทุนรายงาน ๒,๐๐๐ กว่าราย จริง ๆ แล้วผมเชื่อว่ามีมากกว่านี้ เพียงแต่ว่า ยังไม่ได้เข้ามาในระบบ ผมถามคณะกรรมการกองทุนว่าที่ท่านบริหารงานกองทุนบกพร่อง จนทำให้ไม่สามารถซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ผู้พิการได้ ตามโครงการที่ท่านได้อนุมัติในแต่ละปี ท่านจะเยียวยาผู้พิการกลุ่มนี้อย่างไร แน่นอนครับเขาคงไม่รอรถวีลแชร์ (Wheelchair) ของท่านหรอกครับเป็นปี ๆ ๒ ปี เขาต้องไปหาซื้อมา ผมถามว่าระหว่างที่เขารอ ท่านมีมาตรการในการเยียวยาผู้ประสบภัยหรือผู้พิการเหล่านี้อย่างไรบ้าง ก็เป็นข้อสังเกตถึง ประสิทธิภาพในการบริหารงานกองทุนของคณะกรรมการกองทุนครับ🔗

ข้อที่ ๓ ผมเห็นด้วยกับท่านนิกร จำนง ครับ ที่ยังมีทะเบียนที่เป็นเลขสวย ๆ ที่วันนี้ยังไม่ได้นำออกมาประมูล เพียงแต่ว่าตอนนี้อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ของกรมการขนส่งทางบกที่จะพิจารณาว่าจะให้ใคร ตรงนี้ผมเห็นด้วยกับท่านนิกร จำนง ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนว่าอยากให้ทาง กรมการขนส่งทางบกได้พิจารณาเอาเลขทะเบียนเหล่านี้มาทำเป็นรายได้เข้าให้กับกองทุน เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อที่จะได้มีรายได้เพิ่มเข้ามา เพื่อที่จะได้ทำกิจกรรม ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนครับ🔗

ข้อสังเกตที่ ๔ ครับ ตอนนี้พี่น้องประชาชนการที่จะเข้าถึงเงินของกองทุน เป็นไปได้อย่างยากลำบากมาก นอกจากไปติดต่อที่สำนักงานขนส่งจังหวัดหรือสำนักงาน ขนส่งอำเภอแล้ว ผมอยากจะมีข้อเสนอไปถึงคณะกรรมการกองทุนผ่านท่านประธานครับว่า เป็นไปได้ไหมที่ท่านจะดึงผู้นำท้องที่หรือผู้นำท้องถิ่นในระดับตำบลเข้ามาเป็นตัวแทน ในการที่จะสร้างเครือข่ายให้พี่น้องประชาชนนั้นได้เข้าถึงเงินกองทุนนี้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของการใช้เงินของกองทุนในการดูแลผู้พิการหรือผู้ประสบภัยจากรถ อันนี้ก็ ขอเสนอให้กับคณะกรรมการกองทุนได้รับไปพิจารณานะครับ🔗

ข้อสุดท้ายข้อที่ ๕ ครับ วันนี้สมาชิกหลายท่านอภิปรายถึงหนี้เสียหรือหนี้คงค้าง ที่อยู่ในระบบ ผมเองก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าวันนี้ถ้าเราเข้าไปในเว็บไซต์ (Website) หรือ ในโซเชียล (Social) ก็จะมีการขายเลขทะเบียน ผมเองนั้นค่อนข้างที่จะมีความเชื่อครับว่า กระบวนการในการที่จะประมูลเลขทะเบียนหรือกระบวนการในการได้มาของเลขทะเบียน ของกรมการขนส่งทางบกน่าจะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของหนี้เสียตรงนี้ ผมก็อยากให้ทาง คณะกรรมการบริหารกองทุนได้ลองตั้งคณะกรรมการลงไปตรวจสอบการเชื่อมโยงว่าสิ่งที่ เป็นหนี้เสียที่ท่านบอกว่าประมูลแล้วไม่ได้ แล้วก็มีเลขทะเบียนที่วันนี้มีไปขายโดยที่มีนอมินี (Nominee) หรือมีตัวแทนไปประมูลแล้วเอามาขายต่อ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ต่อปีเป็นจำนวน มหาศาล ผมตั้งข้อสังเกตกับทางคณะกรรมการกองทุนว่าอยากให้ท่านลงไปตรวจสอบความ เชื่อมโยงในจุดที่ผมตั้งข้อสังเกตไปเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้ผมเองได้ตั้งข้อสังเกตทั้ง ๕ ข้อ ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่อยากจะได้คำตอบจากทางผู้แทนของ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนที่จะมาชี้แจงให้กับตัวแทนของพี่น้องประชาชน ได้รับทราบ ก็กราบขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสมาอภิปรายในวันนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ที่จริง มีท่านสุดท้ายแต่แถมเข้ามาอีกท่านหนึ่งนะครับ ขอท่านมานัสเป็นคนสุดท้ายนะครับ ประเดี๋ยวให้ท่านวัชรพล มีสมาชิกเพิ่มเติมไหมครับ จะได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ได้ตอบ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตให้ท่านวัชรพลเป็นผู้อภิปราย หลังจากนั้นให้ท่านมานัสเป็นคน สุดท้ายครับ ขอเชิญครับ🔗

นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วัชรพล โตมรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครราชสีมา เขต ๒ พรรคชาติพัฒนา ผมขออนุญาตได้อภิปรายในส่วนของรายงานของผู้ตรวจสอบบัญชี และงบการเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ของปี ๒๕๖๐ และปี ๒๕๖๑ ในส่วนที่ผมลุกขึ้นมาอภิปรายมีอยู่ ๒ ประเด็นครับ🔗

ประเด็นแรกก็คือผมเห็นด้วยกับการที่ได้มีกองทุนแห่งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี ๒๕๔๖ และดำเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยก็คือการที่เราได้ดูจาก อุบัติเหตุ และในการแก้ไขปัญหาที่ทางกองทุนได้นำเงินไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมา ก็ทำให้เห็นว่าในส่วนของการดำเนินการกองทุนที่ใช้กับโครงการต่าง ๆ นั้น ไม่ได้สัมฤทธิ์ผล จึงเป็นที่มาของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ในเอกสาร ๒ ฉบับที่ผมได้ อ่านทั้งหมด สาระสำคัญของเอกสารไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเงิน หนี้สินที่มีอยู่ และโครงการ ต่าง ๆ ที่มีการดำเนินการในการจัดตั้งโครงการที่มีราคาสูง หรือแม้กระทั่งโครงการบางอย่าง ที่ทำไม่ได้ เพราะเป็นโครงการที่ทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเห็นว่าไม่มีความ เหมาะสม ท่านประธานครับ ถ้าพูดถึงเรื่องอุบัติเหตุ เราจะมองไปถึงช่วงเทศกาลต่าง ๆ และจังหวัดที่ถูกเพ่งเล็งและมองมากที่สุดก็คือจังหวัดนครราชสีมา เวลาเรานับสถิติ ๗ วัน อันตราย ในทุกเทศกาลไม่ว่าจะเป็นสงกรานต์ ปีใหม่ หรือเทศกาลต่าง ๆ ก็จะพุ่งเป้าไปที่ จังหวัดนครราชสีมาบ้านของผม เหตุผลก็เพราะว่าในจังหวัดนครราชสีมามีถนนทางหลวง แผ่นดิน หมายเลข ๒ ซึ่งเป็นถนนมิตรภาพ ตั้งแต่ตำบลกลางดงไปสิ้นสุดที่ตำบลบัวใหญ่ ก่อนจะไปข้ามเขตไปถึงจังหวัดขอนแก่น ระยะทางถึง ๒๐๐ กิโลเมตร นอกจากนั้น ยังมีถนนเส้น ๓๐๔ จากอำเภอเมืองไปถึงอำเภอวังน้ำเขียว อีกประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ยังมีทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๕ ที่จะไปอำเภอแก้งสนามนาง อีก ๙๘ กิโลเมตร แน่นอนว่าในช่วงที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุที่มีรถจำนวนมากมายที่ได้เกิดอุบัติเหตุทุกครั้งหวาดผวา ทุกครั้งเรามีความรู้สึกว่าคนโคราชอยากจะเห็นจำนวนอุบัติเหตุนั้นลดลง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมกล้า พูดได้ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมาเราไม่ได้เห็นความเคลื่อนไหวของกองทุนนี้เลยในการที่จะ ออกมาดำเนินการทำโครงการต่าง ๆ ที่จะเอาเงินที่ได้จากการประมูลเลขสวยมาใช้จ่าย ตรงกันข้ามกันกลับมีในเรื่องของท้องถิ่นท้องที่ในจังหวัดต่าง ๆ ได้ร่วมมือกันในการที่จะแก้ไข ยกตัวอย่างเช่นสถิติอุบัติเหตุ ผมยกแค่ปี ๒๕๖๐ ท่านประธานทราบไหมครับ มีผู้เสียชีวิต ๘,๗๔๖ คน มีอุบัติเหตุทั้งสิ้น ๘๕,๙๔๙ ครั้ง ในปี ๒๕๖๑ ถึงแม้จะลดลงนิดหน่อย มีจำนวน ผู้เสียชีวิต ๘,๓๖๖ คน มีจำนวนอุบัติเหตุ ๗๙,๑๑๗ ครั้ง แต่ท่านทราบไหมว่าอุบัติเหตุ เมื่อคิดถึง ๖ ปีย้อนหลังไปถึงปี ๒๕๕๖ เพิ่มขึ้นค่าเฉลี่ยร้อยละ ๗.๑๓ ในการเสียชีวิต ๖ ปีย้อนหลังเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๐.๑๒ นั่นหมายความว่าเงินที่เราลงทุนไปนั้นไม่คุ้มค่า ฉะนั้น ผมอยากจะขอเสนอแนะไปยังกองทุนครับ🔗

ในข้อที่ ๑ ผมเห็นด้วยกับท่านนิกรเป็นอย่างยิ่ง จังหวัดนครราชสีมา เราประมูลเลขสวยถึงแม้จะมีหนี้บ้าง ปี ๆ หนึ่งส่งเงินให้กับกองทุนนี้ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๔๐ กว่าล้านบาท ยกเว้นปีที่แล้วที่รายได้ลดลง ๓๐ กว่าล้านบาท แต่ได้รับจัดสรรจากกองทุน เพียงปีละ ๒ ล้านกว่าบาท สูงสุดไม่เกิน ๕ ล้านกว่าบาท เป็นไปได้ไหมครับจัดสัดส่วนมาเลย ให้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้ทาง กปถ. หรือคณะกรรมการกองทุนได้ตั้งเป็นคณะกรรมการกองทุนในระดับจังหวัด โดยดึงจากองค์กรต่าง ๆ ให้เขามาร่วมคิดร่วมทำ เพราะต่อแต่นี้ไปคนที่ประมูลเลขสวย เขาจะได้ทราบว่าถ้าเขาประมูลเลขสวยแล้วเงินเหล่านี้จะกลับคืนสู่ภูมิลำเนา เอาไป ดำเนินการในการแก้ไข🔗

อย่างที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนไปถึงคณะกรรมการกองทุน อุบัติเหตุ ที่แท้จริงนั้นเกิดจาก ๑. ก็คือถนน ๒. ก็คือรถ ๓. ก็คือคน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้วิธีการแก้ง่ายมาก อย่างตัวอย่างเช่น วันนี้ถ้าจะพูดถึงในเรื่องของเทศกาลและมีผู้เสียชีวิต เราก็จะมองไปถึง พวกเมาเหล้าเมาสุรา มอเตอร์ไซค์ที่อยู่ในชุมชนในหมู่บ้าน กลุ่มคนเหล่านี้ผู้นำท้องถิ่น ท้องที่รู้หมด เป็นเด็กแว้นที่วันนี้ทีวี (TV) ก็ออกข่าว กำลังจะรวมตัวกันแล้ว ทำไมเรา ไม่ตั้งเงินกองทุนเหล่านี้ไปดำเนินการในการที่จะดำเนินการเอาเด็กแว้นเหล่านี้มาอบรม มาแก้ไข โดยให้แต่ละจังหวัดได้ดูกลุ่มเป้าหมายมากกว่าที่จะไปทำโครงการแบบเอาเงิน ไปโยนทิ้งทะเล ๒. ในเรื่องของการดำเนินการในการที่จะช่วยเหลือ ยกตัวอย่างเช่นในการ ที่จะนำเงินกองทุนไปตั้งเป็นโครงการต่าง ๆ ผมอยากให้มีการบูรณาการกันครับ ผมอยากจะ ฝากไปถึงกองทุน ท่านลองขับรถไปโคราช วันนี้รถบรรทุก รถสิบล้อ รถทัวร์ รถขนของ ไปส่งตลาดต่าง ๆ เป็นรถหกล้อ รถปิกอัป (Pickup) ยกสูง วิ่งเลนซ้ายหมดครับ รถเก๋งต้องวิ่ง แซงซ้ายแซงขวาเอา ลองหาวิธีร่วมกับกรมทางหลวงได้ไหมครับ รถบรรทุก รถทัวร์ ให้วิ่งเลน (Lane) กลาง หรือเลน (Lane) สุดท้ายเลย ถ้าใครวิ่งเลน (Lane) นี้ผิด ๒. ทำอย่างไรที่จะเอาเงินกองทุนก้อนนี้ไปดำเนินการในการตั้งศูนย์ต่าง ๆ ในช่วงเทศกาล มากกว่าที่จะไปตั้งด่านกันเยอะ ๆ ยกตัวอย่างเช่นจะไปโคราช เรามีเรสต์แอเรีย (Rest area) เอาเงินกองทุนไปแล้วเชิญหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ มาให้ทุกคนได้แวะพักผ่อน ๕๐ กิโลเมตร จุดหนึ่ง ๑๐๐ กิโลเมตรจุดหนึ่ง เพื่อที่จะเป็นการไม่สิ้นเปลืองงบประมาณและเป็นการแก้ไขครับ🔗

สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ วันนี้สิ่งหนึ่งบนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น คนที่ไป เยี่ยมคนที่บาดเจ็บไม่ว่าจะเป็นขาหัก แขนหัก เอาเหล็กเสียบ ท่านลองจัดโครงการได้ไหมครับ เอาพวกเด็กแว้นทั้งหลายไปดู ไปทำกิจกรรม ไปเห็นคนเหล่านี้ที่เขาได้รับอุบัติเหตุแล้ว เป็นอย่างไร เงินก้อนนี้จะได้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ผมอยากจะให้มีประโยชน์ครับ เพราะฉะนั้น วันนี้ก็ขออนุญาตได้นำเสนอแนวคิดเพื่อที่จะให้กองทุนนี้เป็นประโยชน์สูงสุดในการ ลดอุบัติเหตุให้กับพี่น้องประชาชน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณคุณวัชรพลครับ ต่อไปท่านมานัสครับ🔗

นายมานัส อ่อนอ้าย พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม มานัส อ่อนอ้าย จังหวัดพิษณุโลก เขต ๕ ขอเรียนไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการใช้ เงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ท่านประธานที่เคารพครับ ได้รับการ ร้องเรียนมาจากจังหวัดพิษณุโลก ในการประมูลทะเบียนรถต่าง ๆ งบประมาณนั้นจะลงมาสู่ ส่วนกลางเพื่อให้ความเป็นธรรมให้กับจังหวัดรอบนอก ก็ขอให้เงินจำนวนนี้ที่ลงมาสู่ ส่วนกลางกลับไปสู่พื้นที่ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะใช้ในการพัฒนาในความปลอดภัย เพื่อความเป็นธรรมของพี่น้องประชาชนในการที่ได้เสียเงินจำนวนนี้มา ก็ขอฝากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ ถ้าทำไม่ได้ก็ขอฝากอีกเรื่องเดียวเงินจำนวนเดียวกัน ก็คือการทำ ระบบควบคุมความเร็วที่ปรากฏขึ้นหน้าจอในรถแต่ละคัน เพื่อให้คนขับรถทุกคันรู้ว่า ขณะขับรถในแต่ละพื้นที่ใช้ความเร็วเท่าไร ทำให้เกิดความปลอดภัยและไม่ผิดกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของการทำให้ถูกกฎหมาย เพราะว่าบางครั้งต่างประเทศนั้น ในการขับรถที่จะไปสู่จุดต่าง ๆ หน้าปัดเรือนไมล์รถเขาก็จะ มีบอกว่าใช้ความเร็ว ๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ๑๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และ ๓๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง เพื่อความปลอดภัย แล้วก็ทำให้ถูกกฎหมาย ก็ขอฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ถ้าเงินจำนวนนี้ที่เกิดจากการประมูลทะเบียนรถถ้าไม่กลับไปสู่จังหวัดแต่ละ จังหวัดก็ขอฝากตรงนี้หน่อย ขอให้ติดความเร็วที่ไมล์ (Mile) รถเพื่อความปลอดภัยว่าเราอยู่ เส้นทางไหน ใช้ความเร็วเท่าไร เพื่อให้ทุกคนนั้นได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ขอขอฝาก ท่านประธานไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องขอความเมตตาเพื่อให้คนใช้รถใช้ถนนนั้นมีความปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณคุณมานัสนะครับ เราก็จบผู้อภิปรายท่านสุดท้ายเป็นท่านที่ ๑๑ ทั้งหมด ๑๑ ท่าน ต่อไปนี้จะให้เจ้าหน้าที่ ท่านรองอธิบดีเป็นผู้ชี้แจง แต่ผมขออนุญาตสมาชิกนะครับ ปัญหาที่พวกเราพูด ก็อยากจะเรียนพวกเราแทนในบางเรื่อง ความจริงหน่วยงานที่เรารับทราบรายงานสอบบัญชี และงบกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ความจริงแล้วภารกิจในการดูแลความปลอดภัยเหล่านี้ก็มีหน่วยงานอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่านี้มาก แต่อยากถือโอกาสเรียนพวกเราว่าผมเองก็รู้สึกเหมือนพวกเรา เพราะฉะนั้นกรณีที่เกิด อุบัติเหตุสำคัญหลายครั้งก็ไม่ได้ดูดาย ผมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีว่าสภาพอุบัติเหตุ เมืองไทยนั้นน่าห่วงใยเป็นวาระแห่งชาติ กรณีที่นักปั่นจักรยานวัยรุ่นของประเทศเกาหลี มาเสียชีวิตที่จังหวัดเชียงใหม่ ผมก็ทำหนังสือไปในนามของสมาชิกสภาไปถึงเอกอัครราชทูต เกาหลีประจำประเทศไทยให้ช่วยบอกพ่อแม่เขาด้วยว่าคนไทยขอแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่ เกิดขึ้น รวมทั้งนักปั่นจักรยานที่มาเสียชีวิตที่นี่มาก ผมก็ทำหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า ควรจะดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ แล้วก็กรณีของเยาวชนรัสเซีย ๓ คนมาเสียชีวิตในกรณีที่ เรือสปีดโบต (Speedboat) ๒ ลำแข่งกันเสียชีวิต ๓ คน ผมก็ทำหนังสือไปถึงเอกอัครราชทูต รัสเซียประจำประเทศไทยช่วยบอกพ่อแม่เขาด้วยในนามของประธานสภาขอแสดงความ เสียใจไปยังครอบครัวเขาด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่ผมเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นความเจ็บปวด แล้วไม่ควรที่จะเกิดอย่างนี้กับเมืองไทยมากขนาดนี้ ถนนก็ไม่ได้เลวร้ายเกินไป รถยนต์ก็ผลิต ตามมาตรฐานโลก แต่ทำไมถึงกลายเป็นติดอันดับโลกที่เกิดรุนแรงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ อยากจะเรียนทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องของท่านโดยตรงทั้งหมด อันนี้เป็นเพียง ส่วนหนึ่งของกองทุนเท่านั้นเอง แต่ว่าให้ได้รับทราบเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชาว่าสมาชิก ที่ใช้สิทธิ ๑๑ ท่านนั้นก็เหมือนพูดแทนพวกเราทั้ง ๔๐๐ กว่าท่าน ก็คือการที่แสดงความ ห่วงใยต่ออุบัติเหตุที่เป็นปัญหาของวาระแห่งชาติเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามผมขออนุญาต ให้ท่านรองอธิบดีกับคณะ ได้ชี้แจงประเด็นที่เราซักถาม เชิญนะครับ🔗

นายธานี สืบฤกษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภา และสมาชิกผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่านครับ กองทุนเพื่อความปลอดภัย ในการใช้รถใช้ถนน แล้วก็กรมการขนส่งทางบกในฐานะเลขาธิการกองทุนเพื่อความปลอดภัย การใช้รถใช้ถนน กราบขอบพระคุณในคำแนะนำ ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตของทุก ๆ ท่าน ส่วนที่กองทุนได้มีข้อบกพร่องหรือข้อสังเกตที่ท่านให้คำแนะนำมาก็จะรับไปดำเนินการ ผมขออนุญาตตอบรวม ๆ คำถามและประเด็นข้อสังเกตของท่านผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดังนี้นะครับ🔗

ท่านแรก ท่านคารม โดยเฉพาะหลายท่านถามว่าทำไมงบการเงินล่าช้า ก็ขออนุญาตนะครับ งบการเงินจริง ๆ แล้วกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เสนอให้ สตง. พิจารณาภายใน ๑๒๐ วัน ตามหลักเกณฑ์กฎหมายหรือกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง จากนั้น สตง. ก็จะนำไปพิจารณาตามกรอบเวลาของ สตง. แล้วก็ส่งรายงาน เข้ามานะครับ เผอิญว่าในปี ๒๕๖๐ เรามีการเปลี่ยนแปลง มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อง การปกครอง เปลี่ยนแปลงรัฐบาล มีการเลือกตั้ง แล้วคราวที่แล้วก็เข้ามาแล้วก็ได้เลื่อน เข้าสภาไม่ทัน ปีนี้ก็เลยสมทบเป็น ๒ ปี แต่จะกราบเรียนว่าเราทำกรอบเวลาคือ ๑๒๐ วัน ส่ง สตง. เพื่อพิจารณางบการเงิน การใช้เงินกองทุนหลายท่านให้ข้อสังเกตว่า ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ มีโครงการกิจกรรมมากมาย ท่านยกตัวอย่าง อย่างปี ๒๕๖๐ มี ๑๙๔ โครงการ แต่แล้วเสร็จแค่ ๑๐๐ กว่าโครงการ อันนี้อยากจะกราบเรียนว่า จริง ๆ แล้วการดำเนินโครงการของกองทุนก็จะมีทั้งเรื่องงบผูกพันหรือภาระผูกพันต่าง ๆ ในการดำเนินโครงการ ๑๙๔ โครงการจริง ๆ เราทำแล้วเสร็จประมาณ ๑๘๐ กว่าโครงการ แต่ว่าอาจจะไม่ได้แล้วเสร็จในปีนั้นในปีเดียว ก็จะเป็นปีต่อไปซึ่งจะเป็นงบที่จะต้องผูกพัน แล้วก็ในปี ๒๕๖๐ ๑๐๔ โครงการ ก็ดำเนินการแล้วเสร็จ ๙๗ โครงการ อันนี้ก็กราบเรียนท่าน แต่ว่าปัญหานี้เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ คณะกรรมการกองทุนก็พยายามที่จะดำเนินการ ทำโครงการกิจกรรมต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์ การกำหนดเป้าหมาย การกลั่นกรองแผนงานโครงการกิจกรรม แล้วก็มีการเร่งรัดติดตาม ประมวลผลเพื่อให้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโครงการต่าง ๆ ได้เป็นไปตามเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น🔗

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านให้ข้อสังเกตก็คือการตั้งค่าหนี้สงสัยจะสูญ การตั้งค่าหนี้สงสัยจะสูญคือหนี้ยังไม่สูญนะครับ แต่ว่าเป็นการตั้งตามหลักเกณฑ์ ที่ได้หารือจากกรมบัญชีกลาง ซึ่งเดิมกองทุนเราตั้งแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนหนี้ที่มีอยู่ จำนวนตัวเลขก็จะน้อยไป ตอนนี้เราก็มีการตกลงกับกรมบัญชีกลาง มีการตั้งจำนวนตัวเลขใหม่ ในการที่จะตั้งหนี้สงสัยจะสูญ คือในปีแรกเราจะตั้งคือไม่เกิน ๑๘๐ วันก็จะเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๘๐ วัน ๖๐๐ วันก็จะเป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าเกิน ๖๐๐ วัน ก็จะเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนนี้ก็จะเป็นการทำให้เราตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ได้สะท้อนข้อเท็จจริงมากขึ้น จากเดิมที่ท่านว่า ปี ๒๕๖๐ เราตั้งไว้แค่ ๑๓๒ ล้านบาท ปีนี้ก็จะเป็น ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็จะสะท้อนข้อเท็จจริงมากขึ้น ทีนี้การบริหารหนี้ก็เป็น ปัญหาหนึ่งที่ท่านตั้งข้อสังเกต ก็อยากจะกราบเรียนครับ กองทุนเราตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ แล้วก็ดำเนินการมาถึงปัจจุบัน ก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าในระยะเริ่มต้นเป็นกองทุนที่ใหม่ แล้วก็เป็นกองทุนที่ต้องประมูลทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ตั้งแต่ตั้งกองทุนมาปีนี้ ย่างปีที่ ๑๗ เรามีการประมูลยังไม่ครบทุกจังหวัด เพิ่งครบทุกจังหวัดในปีนี้เองคือจังหวัด แม่ฮ่องสอน และที่อำเภอเบตง ซึ่งเป็นแห่งสุดท้ายที่เราเปิดการประมูล ในระยะเริ่มแรก ก็ต้องไปขอท่านผู้ทรงเกียรติทุกท่านมาช่วยกันประมูลแผ่นป้าย ก็ต้องบอกว่าเจ้าหน้าที่ ก็เกิดความเกรงอกเกรงใจเนื่องจากท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้เราก็มีการกำหนด หลักเกณฑ์ชัดเจนขึ้น เมื่อมีการประมูลแล้วภายใน ๓๐ วันไม่มาชำระค่าประมูลก็จะมีการ ประมูลซ้ำ จากเดิมก็ประมูลซ้ำหลายครั้ง ทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ๓ ครั้ง แล้วประมูล ในห้องปกติอีก ๑ ครั้ง ระยะเวลาก็จะเนิ่นนานครับ ตอนนี้เราก็เปลี่ยนหลักเกณฑ์ไปประมูล ทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ๑ ครั้ง ประมูลทางห้องประชุม ๑ ครั้ง และถ้ามีส่วนต่าง ก็จะเรียกส่วนต่างจากผู้ประมูลรายแรก ก็ทำให้หนี้ของกองทุนลดลงไปเป็นจำนวนมาก จากเดิมหนี้ในปี ๒๕๖๔-๒๕๕๘ ๒,๖๙๐ กว่าล้านบาทเศษ เดิมเป็น ๑๙.๔ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้หนี้ก้อนนี้เหลือ ๘๑๖ ล้านบาทเศษ ประมาณ ๕.๘๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ยอดหนี้รวม ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖-๒๕๖๓ ปัจจุบันเรามียอดหนี้รวมประมาณ ๘.๒๖ เปอร์เซ็นต์ ด้วยการ ติดตามเร่งรัดแล้วก็การกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนในการที่จะเร่งรัดชำระหนี้ หนี้กองทุน ก็ลดลงเป็นจำนวนมากนะครับ🔗

ประเด็นที่ท่านให้ข้อเสนอแนะที่จะเหมือนกันเกือบทุกท่านก็คือว่าควรจะมี การจัดสรรเงินกองทุนให้ไปส่งคืนพื้นที่หรือจังหวัดเพื่อให้จังหวัดได้มีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการ ในการที่จะนำเงินในส่วนนี้ไปทำโครงการกิจกรรมแผนงานหรือว่าไปช่วยเหลือ กลุ่มบุคคลผู้พิการภายในจังหวัด อันนี้กองทุนก็รับไปนะครับ และคณะกรรมการกองทุน ได้พิจารณาเบื้องต้นไว้แล้ว แต่ว่าจะนำข้อสังเกตของท่านที่ให้เพิ่มเติมในเรื่องของจำนวน ค่าร้อยละหรือค่าเปอร์เซ็นต์ต่าง ๆ ที่จะส่งคืนท้องถิ่นว่าจำนวนตัวเลขเท่าไรถึงจะเหมาะสม แต่ก่อนอื่นก็ต้องกราบเรียนท่านในเบื้องต้นนะครับ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถ ใช้ถนน จริง ๆ แล้วเรามีการจัดสรรเงินไปยังทุกจังหวัดทั่วภูมิภาค คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว มากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของยอดรายได้ทั้งหมด แต่ว่าเป็นแบบที่ท่านว่าครับ เป็นโครงการ ในภาพรวมเสียส่วนใหญ่ คือกำหนดภาพรวมแล้วก็แบ่งไปให้ส่วนจังหวัด เช่น โครงการ เกี่ยวกับโครงการรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุต่าง ๆ เช่น เทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ โครงการ ตรวจความเข้มรถ ตรวจความปลอดภัยรถ ปลอดภัยถนนในช่วงต่าง ๆ มีการตั้งจุดตรวจ มีการอำนวยความสะดวกในการเดินทางในช่วงเทศกาล มีการตรวจรถฟรีให้ประชาชน หรือว่ามีการแจกหมวกกันน็อก หรือออกใบขับขี่ให้กับลูกหลานเราเยาวชน เด็กนักเรียน นักศึกษาในโครงการนักเรียนรุ่นใหม่มีใบขับขี่ โครงการเหล่านี้แม้จะตั้งเป็นโครงการ ที่ส่วนกลางแต่ก็ทำในภาพรวมของทั้งประเทศ แต่เราก็ยังเห็นว่าถึงจะทำในภาพรวม ทั้งประเทศแต่ก็อาจจะไม่สะท้อนปัญหาและข้อเท็จจริงของแต่ละท้องถิ่นนะครับ ซึ่งมีปัญหา ที่แตกต่างกันไป อันนี้กองทุนก็จะนำหลักการนี้ไปบริหารจัดการในเรื่องของการจัดสรร งบประมาณหรือการจัดทำโครงการกิจกรรมให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะ การดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องอุบัติเหตุนะครับ ตามที่หลายท่านทราบนะครับว่ากองทุน เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนตั้งโดยกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ซึ่งกฎหมายว่าด้วย รถยนต์ก็ว่าด้วยการจดทะเบียนรถ การตรวจสภาพรถ การทำใบขับขี่ เราไม่มีอำนาจตาม กฎหมายจราจร และกฎหมายหนึ่งที่กรมการขนส่งทางบกสามารถบังคับได้ก็คือกฎหมายว่า ด้วยการขนส่งทางบก เพราะฉะนั้นกองทุนนี้ก็นำไปตอบสนองหรือแก้ปัญหากับรถตาม กฎหมายรถยนต์และรถตามกฎหมายขนส่งภายใต้อำนาจทั้ง ๒ กฎหมายนี้ เราไม่มีอำนาจที่จะ ไปดำเนินการภายใต้กฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตามที่หลายท่านทราบ ปัญหาเกิดขึ้นมากที่สุดของประเทศไทยคือปัญหาเกิดจากรถจักรยานยนต์ของเยาวชนเรา ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร ไม่ใส่หมวกกันน็อก ดื่มสุรา ขับรถเร็ว อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ ที่สุดที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๖๑ ตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติท่านบอกว่าเรา เป็นอันดับ ๙ ของโลก แต่ปี ๒๕๕๘ เราเป็นอันดับ ๒ ของโลกครับ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก แล้วก็สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนคนไทยมาก กองทุนนี้ตั้งขึ้นก็ด้วยความ ปรารถนาอยากจะเป็นกองทุนหนึ่งที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ แต่เนื่องจาก ปัญหาอุบัติเหตุเป็นปัญหาที่ใหญ่แล้วก็เกี่ยวข้องกับหน่วยงานหลายหน่วยงาน เกี่ยวข้องกับ บุคคลหลายภาคส่วนด้วยกัน เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกันร่วมมือร่วมแรงกัน เราก็มีเป้าหมาย ปีต่อไปแบบที่ท่านให้คำแนะนำครับว่าเราคงต้องไปบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงาน อย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนท้องถิ่นซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับลูกหลานเยาวชน จะได้เป็นหู เป็นตา แล้วก็ช่วยกันกำกับดูแล โดยเฉพาะในเรื่องของการให้ความรู้ให้ความตระหนัก แล้วก็ เรื่องทัศนคติที่ดีในการใช้รถใช้ถนนที่ปลอดภัย อันนี้กองทุนเราก็จะเพิ่มบทบาทหน้าที่นี้ลงไป แต่ตลอดระยะเวลาที่กองทุนดำเนินการมาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จนะครับ ในเรื่อง ของปัญหารถโดยสารสาธารณะหรือรถบรรทุกที่กรมการขนส่งทางบกรับผิดชอบโดยตรง ใน ๓ เทศกาลที่ผ่านมาเราไม่มีผู้เสียชีวิตเลยในการเดินทางกับรถโดยสารสาธารณะที่เราเป็น ต้นเหตุหรือว่าพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เป็นต้นเหตุนะครับ อันนี้ก็ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะลดปัญหาอุบัติเหตุนะครับ ส่วนปัญหา อุบัติเหตุส่วนที่เกี่ยวข้องกรมการขนส่งทางบกกองทุนเพื่อความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนน ก็ไม่ได้ละเลย ก็พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มกำลังนะครับ🔗

สำหรับข้อเสนอแนะของหลาย ๆ ท่าน ผมก็ขอน้อมรับในส่วนนี้ไปก็คือ ในส่วนที่ท่านบอกว่าโครงการนี้เป็นเบี้ยหัวแตก อันนี้ทางกองทุนก็จัดตั้งคณะทำงาน ยุทธศาสตร์กำหนดเป้าหมายชัดเจน ต่อไปโครงการก็คงจะต้องมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าแต่ละปี แต่ละช่วงเวลาเราจะแก้ปัญหาอะไร เป้าหมายของเรา ในระยะใกล้ ๆ นี้เราก็คงต้องไปแก้ปัญหาเรื่องจุดต้นตอของการเกิดปัญหาอุบัติเหตุที่มี เป็นจำนวนมาก และมีผู้สูญเสียชีวิตจำนวนมากก็คือรถจักรยานยนต์ รถปิกอัป (Pickup) โดยเฉพาะปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดจากรถจักรยานยนต์เป็นกฎหมายจราจร เพราะฉะนั้น กรมการขนส่งทางบกต้องร่วมบูรณาการกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งตอนนี้ก็จะมีระบบ การควบคุมดูแลเรื่องความประพฤติ เรื่องระบบตัดแต้ม อันนี้เราก็ทำงานร่วมกัน ต่อไประบบ การดูแลเรื่องพฤติกรรมในการขับรถก็จะดีขึ้น มีการตัดแต้ม มีการอบรม มีการพักใช้ ใบอนุญาต แล้วก็มีการเพิกถอน อันนี้จะได้นำมาใช้ในเร็ว ๆ นี้นะครับ🔗

ในเรื่องท่านที่ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการขยายเรื่องขอบข่ายอำนาจหน้าที่ ของกองทุน อันนี้กองทุนก็จะน้อมรับแล้วก็ไปปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายเดิม แบบที่ท่านนิกรได้กล่าว ค่อนข้างจะมีความตึงของกฎหมาย มีความแข็ง กองทุนก็ไม่สามารถ ที่จะนำเงินที่ได้จากการประมูลจากหมายเลขสวยเอาไปดำเนินการกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับ ความปลอดภัย นอกจากเป็นโครงการที่เฉพาะเจาะจงตามพันธกิจของกองทุนเท่านั้น ส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เช่นเราอยากจะเข้าไปทำหลักสูตรการศึกษา หรืออยากจะเข้าไปร่วมกับเยาวชนต่าง ๆ ทำกิจกรรมทางด้านความปลอดภัยก็ไม่สามารถ ดำเนินการได้ จะต้องเป็นการดำเนินการที่เป็นลักษณะขอโครงการกิจกรรมเข้ามาให้ทาง กองทุนเข้ามา คณะกรรมการกองทุนพิจารณาอนุมัติก่อนถึงจะดำเนินการได้ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนคงจะต้องไปปรับปรุงในส่วนนี้ให้มีความ ยืดหยุ่นมากขึ้น ในส่วนที่ท่านแนะนำให้นำหมายเลขที่เป็นที่นิยมของประชาชนมาจัดทำการ ประมูลเพิ่มขึ้น อันนี้ก็จะรับไปดำเนินการปรับปรุงกฎหมายในส่วนนี้ ซึ่งคณะกรรมการ กองทุนก็ได้พิจารณาในเบื้องต้นไว้แล้วในส่วนนี้🔗

เรื่องคนพิการนะครับ ก็เป็นปัญหาใหญ่เหมือนกัน ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ กองทุนไม่ได้มีการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ช่วยเหลือพี่น้องคนพิการเลยเนื่องจากว่าเกิดปัญหา ก็กราบเรียนท่านตรง ๆ ว่าเกิดปัญหาในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งทั้ง ป.ป.ช. ทั้ง สตง. ให้ข้อสังเกตว่าเรายังมีหลักเกณฑ์ที่ไม่ชัดเจน มีระบบการเบิกจ่ายหรือว่ามีการกำหนด คุณลักษณะหรือว่าราคาที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม คณะกรรมการกองทุนก็นำสิ่งเหล่านี้ ข้อติติง ข้อสังเกตการณ์เอามาปรับปรุงเรื่องหลักเกณฑ์ในการที่จะจัดซื้อเครื่องอุปกรณ์ให้พี่น้องคนพิการ ที่เกิดอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนน ซึ่งปีนี้ก็จะเริ่มดำเนินโครงการต่อไป มีพี่น้องคนพิการ ที่ยื่นคำขอไว้ตอนปี ๒๕๖๑ ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าราย อันนี้เราก็จะพิจารณาให้ก่อน แล้วหลังจากนั้นก็จะเปิดให้รับคำขอเป็นปกติในปีต่อ ๆ ไปนะครับ🔗

ท่านเสนอให้ตั้งเรื่องลักษณะของเรสต์ แอเรีย (Rest Area) ของการ เอาเด็กแว้นมาอบรมต่าง ๆ อันนี้ต้องกราบเรียนท่านครับ เรื่องเรสต์ แอเรีย (Rest Area) ทางกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ก็พิจารณาอยู่ แล้วกองทุนจริง ๆ แล้วเวลา ช่วงเทศกาล ก็มีการตั้งจุดอำนวยความสะดวกร่วมกับภาคีเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นทางสถาบันอาชีวศึกษา ในการที่จะอำนวยความสะดวกในการดูแลเรื่องเครื่องดื่ม และผ้าเย็น บางจุดก็มีเรื่องการนวดแผนไทยให้ด้วย อันนี้ก็ดำเนินการอยู่ แต่ว่าอาจจะต้อง เพิ่มให้มากขึ้น แต่จริง ๆ แล้วแต่ละเทศกาลก็ตั้งจุดไม่น้อย ๒๐๐ จุดทั่วประเทศไทย แต่ว่า กรมการขนส่งทางบกไปที่ตั้งจะเป็นถนนหลักเสียส่วนใหญ่ ในส่วนท้องถิ่นก็คงจะต้องร่วมมือกับพี่น้องในท้องถิ่นที่จะต้องช่วยกันดูแลในส่วนนี้ แล้วอุบัติเหตุส่วนใหญ่ก็เกิดในท้องถิ่นด้วยนะครับ อันนี้กองทุนก็จะรับไปดำเนินการ ให้เข้มข้นมากขึ้นแล้วก็บูรณาการร่วมกับท้องถิ่นมากขึ้นนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรองเลขาธิการครับ ตัวเลขที่สมาชิกถามเหมือนกันทุกคนก็คือตัวเลขหนี้นะครับ🔗

นายธานี สืบฤกษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก

ท่านประธานครับ คือตัวเลขหนี้ เมื่อสักครู่นี้ผมกราบเรียนในเบื้องต้นไปแล้วว่าจากเดิม ๒,๖๐๐ กว่าล้านบาท ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เราเหลือ ๘๐๐ กว่าล้านบาท เหลือประมาณ ๕.๘๙ เปอร์เซ็นต์นะครับ เป็นหนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖-๒๕๕๘ ๒,๖๙๐ ล้านบาท คิดเป็น ๑๙.๔ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เรา บริหารจัดการหนี้โดยการเร่งรัดการประมูลซ้ำ แล้วก็เรียกส่วนต่างจากผู้ประมูลรายแรก กรณีมีส่วนต่างนะครับ ก็ทำให้หนี้ลดลงเหลือ ๘๑๖ ล้านบาท ประมาณ ๕.๘๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็รวมจนถึงล่าสุดจนปีปัจจุบัน เราจะมีหนี้ ๑,๖๘๒ ล้านบาท จากยอดรายได้ ๒๐,๓๐๐ กว่าล้านบาท ก็ประมาณ ๘.๒๖ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็จะติดตามเร่งรัด แล้วก็ต้องบอก กับท่านว่าในหนี้ก้อนนี้จริง ๆ เป็นหนี้ใหม่แค่ ๒.๘๒ เปอร์เซ็นต์🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ที่ท่านพิเชษฐ์ถามว่า มีการฟ้องร้องคดีอะไรไหมครับ🔗

นายธานี สืบฤกษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก

ครับ มีการฟ้องร้องครับ ลูกหนี้ส่วนต่างเราฟ้องร้องไป ๗๑๘ ราย หมายถึงที่ประมูลซ้ำแล้วมีส่วนต่างนะครับ ฟ้องร้อง ๗๑๘ ราย มีการชำระแล้วหลังจากฟ้องร้องก็มาชำระแล้ว ๒๐๐ กว่าราย แล้วที่เหลือ ก็ติดตามเร่งรัดแล้วก็บังคับคดีอยู่ประมาณ ๓๐๐ กว่าราย ก็จะเป็นตัวเลขประมาณนี้ซึ่งเป็น หนี้เดิม แล้วหนี้ใหม่ก็จะดำเนินการครับว่าถ้าไม่มาชำระภายใน ๓๐ วัน ก็จะประมูลใหม่ ประมูลใหม่ทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ๑ ครั้ง ประมูลในห้องปกติอีก ๑ ครั้ง ถ้าผลการ ประมูลมีรายได้ต่ำกว่ารายได้ประมูลครั้งแรกก็จะเรียกส่วนต่างนะครับ อันนี้ก็จะทำให้การ จัดการหนี้ได้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพ แล้วก็ยอดจำนวนหนี้ค้างก็จะลดลง ไม่สูงนะครับ🔗

ส่วนที่ท่านบอกว่าต้นทุนประมูลแผ่นป้ายหรือว่าประชาสัมพันธ์ค่อนข้างสูง เกินไป กรมการขนส่งทางบกตอนนี้ก็พิจารณาร่วมกับคณะกรรมการกองทุนว่าต่อไปเรา อาจจะไม่มีประมูลในห้องนะครับ ซึ่งเวลาประมูลทางห้องไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรือ ที่กรมการขนส่งทางบก จะต้องมีการดำเนินการในการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า ๑-๒ เดือน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นยอดค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งซึ่งค่อนข้างสูงเหมือนกัน ซึ่งเราก็คิดว่าต่อไป เราอาจจะยกเลิกระบบการประมูลในห้องนะครับ ประมูลทางอินเทอร์เน็ต (Internet) อย่างเดียว โดยผ่านทางโทรศัพท์ ทางอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วก็ให้ระยะเวลานานขึ้นตรงนี้ เราก็จะลดเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องการประชาสัมพันธ์ การจัดการประมูลลงไปได้นะครับ ส่วนการประชาสัมพันธ์เรื่องของความปลอดภัยที่เป็นยอดจำนวนมาก ๆ จะเป็นการ ประชาสัมพันธ์ในเรื่องของความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนน ไม่ว่าจะเป็นสื่อวิทยุ สื่อทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ แล้วก็สื่อออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ตามยุคสมัยใหม่ เพราะว่าเราจะให้เข้าถึง กลุ่มวัยรุ่นหรือเยาวชนก็ต้องใช้สื่อออนไลน์ (Online) ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นเงินที่จำนวนมากนะครับ ก็เห็นด้วยกับท่านว่าการประชาสัมพันธ์อะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ต้องพุ่งไปให้ตรงเป้าหมายแล้วก็ ให้ลดอุบัติเหตุลงให้ได้นะครับ อันนี้กรมการขนส่งทางบก กองทุนเพื่อความปลอดภัย ในการใช้รถใช้ถนนก็จะน้อมรับอันนี้ไปดำเนินการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ🔗

มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านถามเรื่องการไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น และมีข้อสังเกต สตง. ในเรื่องของการจัดทำบัญชีการเบิกจ่ายไม่ถูกต้อง อันนี้ผมขออนุญาต ให้ทางคุณประภาพรรณ พิพัฒนสมพร เป็นผู้ชี้แจงในส่วนนี้นะครับว่าตอนนี้เรามีการแก้ไข ระบบบัญชีให้ถูกต้องได้อย่างไร และจะไม่เกิดปัญหานี้ต่อไปในอนาคตได้อย่างไรนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญนะครับ โดยสรุปนะครับ🔗

นางประภาพรรณ พิพัฒนสมพร ผู้อำนวยการสำนักบริหารการคลัง และรายได้ กรมการขนส่งทางบก

เรียนท่านประธานและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางประภาพรรณ พิพัฒนสมพร ผู้อำนวยการสำนักบริหารการคลังและรายได้ ในส่วนของข้อสังเกตของทาง สตง. ทางการเงินของเราได้รับข้อสังเกตไปแล้วก็ดำเนินการ แก้ไข โดย ณ ปัจจุบันเราได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการดำเนินการเพิ่มมากขึ้น และมีการแก้ไขในส่วนของการดำเนินการในการประทับตราคำว่าจ่ายเงินแล้ว และในส่วน ของการลงลายมือชื่อพวกนี้ก็มีการกำกับดูแลและกำชับให้ปฏิบัติตามข้อสังเกตของ สตง. ในส่วนที่แก้ไขได้ดำเนินการแก้ไขเรียบร้อยแล้วค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ สมาชิกมีอะไรติดใจไหมครับ ถ้าไม่มีก็รับทราบรายงานในวาระนี้นะครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

แล้วก็ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ท่านรองอธิบดีครับ ท่านอธิบดีไปไหนครับ🔗

นายธานี สืบฤกษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก

เรียนท่านประธานครับ ท่านอธิบดีติดภารกิจประชุมที่กระทรวงครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านต้องรายงานทั้งหมด นะครับ เพราะอธิบดีก็เป็นผู้บังคับบัญชาที่จะทำให้อะไรเป็นไปได้ ขอบคุณทุกท่านนะครับ🔗

เรื่องเพื่อทราบมีอีกเรื่องเดียวนะครับ ผมเลยถือโอกาสเรียนไว้เลย รับทราบ รายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งมีท่านสมาชิก ส่งบัญชีรายชื่อมาขออภิปราย ๒ ท่าน แต่อยากเรียนว่าหลังจากนี้แล้วกรุณาอยู่นะครับ เรื่องหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วครับ จะเป็นวาระเพื่อรับทราบรายงานการประชุม แล้วก็สิ่งที่ อยากให้สมาชิกทำให้จบก็คือเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว อันนี้เป็นผลงาน ของกรรมาธิการแต่ละชุดที่ทำงานกันมาตลอด มีทั้งหมด ๔ เรื่อง เพียงว่าเห็นชอบ กับกรรมาธิการเท่านั้นเองครับ ไม่ได้มีประเด็นมากมายอะไรนัก เพราะเราตั้งท่านเหล่านี้ ไปเป็นกรรมาธิการแทนเรา แล้วบัดนี้ทั้ง ๔ คณะดังกล่าวนี้ได้พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นผลงาน ของสมาชิก ก็ควรจะให้จบทั้ง ๔ เรื่อง ต้องขอบคุณสมาชิกที่ช่วยดูแลเวลาอย่างดีนะครับ🔗

๒.๕ รับทราบรายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ แต่ว่าสภาเรามาพิจารณากันในวันนี้ซึ่งจะเรียกว่าล่าช้าหรือไม่นะครับ เพราะว่าก็เป็นใน ช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่เมื่อวานนี้เราได้เอกสารร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ แล้วเราก็ได้เอกสารเล่มนี้มาครับ คือเล่มขาวคาดเขียว และขาวคาดน้ำเงิน ซึ่งเป็นรายละเอียดของการดำเนินงานและการใช้งบประมาณ ในปี ๒๕๖๒ ก็เรียนว่าสภาของเราอาจจะต้องหารือร่วมกันนะครับว่าเราจะทำงานกันอย่างไร เพื่อให้การรับทราบรายงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างทันท่วงทีและไม่ล่าช้าจนเกินไป ทีนี้ในส่วน ของเนื้อหาครับท่านประธาน ในตัวรายงานที่ผมได้รับมาจากสภาก็จะเป็นเล่มนี้ เป็นรายงาน สรุปการรับ-จ่ายงบประมาณ ๒๕๖๒ ก็ปรากฏในนี้ครับ มีอยู่ ๓ หน้า มีตารางสรุปอยู่ ๓ แผ่น งบประมาณ ๓ ล้านล้านบาท ที่สภาแห่งนี้ได้อนุมัติไป แต่หลังจากใช้งบประมาณจบแล้ว แล้วก็มารายงานต่อสภาปรากฏว่ามีเนื้อหาเพียงแค่ ๓ แผ่น ตีคร่าว ๆ ก็แผ่นละ ๑ ล้านล้านบาท คือผมเรียนเป็นข้อสังเกตอย่างนี้ครับ ถ้าเราเปรียบเทียบเป็นบริษัทเอกชน การของบประมาณ ไปมหาศาลขนาดนี้ใช้จ่ายไปแล้วการกลับมารายงานควรจะมีรายละเอียดที่มากกว่านี้ ผมยกตัวอย่างนะครับ อย่างเรื่องกรอบวินัยการเงินการคลัง เรามีการกำหนดเอาไว้นะครับ ยกตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบกลาง รายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่กำหนดเอาไว้ว่าต้องอยู่ที่ ๒ เปอร์เซ็นต์ถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดินว่า ใช้จ่ายอย่างไร ก็ไม่มีการชี้แจงอยู่ในนี้นะครับ หรือจะเป็นงบชำระคืนเงินกู้ที่กำหนดเอาไว้ว่า จะต้องอยู่ที่ ๒.๕-๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ก็ไม่มีระบุอยู่ในนี้ แล้วเป็นประเด็นด้วยนะครับ ท่านประธาน เมื่อลงไปดูตัวเลขว่าชำระหนี้ตั้งเอาไว้อย่างนี้ครับว่าจะมีการชำระหนี้อยู่ที่ ๗๘,๒๐๕ ล้านบาท ซึ่งตีคร่าว ๆ จากงบประมาณก็อยู่ที่ประมาณ ๒.๖ เปอร์เซ็นต์ของ งบประมาณ แต่ปรากฏว่าเมื่อชำระจริงอยู่ที่ ๖๔,๑๙๙ ล้านบาท ก็ลดลงไปครับ เหลือเพียง แค่ ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็จะเป็นคำถามและข้อสงสัยว่าตกลงแล้วกรอบวินัยการเงินการคลัง คือผมก็เข้าใจว่าน่าจะเป็นกรอบเพื่อเอาไว้ตั้งงบประมาณ แต่เวลาใช้จริงก็จากกรอบ กลายเป็นแกน เหมือนแกนทิชชู จะเช็ดหรือไม่เช็ดก็อีกเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นผมมีคำถาม อย่างนี้ครับ ในส่วนของเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี ในรายงานฉบับนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ จนถึง ปี ๒๕๖๐ เอาแค่ปี ๒๕๖๐ ก่อน เรามีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีอยู่ประมาณ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๒ ผมก็สงสัยว่าเป็นเพราะอะไรว่าทำไมย้อนหลังไปหลาย ๆ ปี เรายังมีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีอยู่มากขนาดนี้ ก็อยากจะให้ทางหน่วยงานได้กรุณาชี้แจงว่า แต่ละปีเป็นเพราะอะไรถึงมีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปียังค้างอยู่ขนาดนี้ ซึ่งตรงนี้ผมเข้าใจนะครับ ว่าภายในเดือนกันยายน ๒๕๖๓ ตามกฎหมายแล้วเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีเหล่านี้จะต้องหมดไป แต่ก็เป็นข้อสงสัยซึ่งอยากจะฟังคำชี้แจง ดังนั้น จึงมาถึงข้อเสนอเกี่ยวกับรายงานฉบับนี้ อย่างนี้ครับ ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้เมื่อจบปีงบประมาณแล้วภายใน ๙๐ วัน ก็อยากจะเรียน ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าถ้าท่านสามารถที่จะส่งรายงานที่ละเอียดมากกว่านี้ ละเอียด อย่างไรครับ ขอให้มีบทวิเคราะห์ด้วยครับ ไม่ใช่เพียงเฉพาะรายงาน ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่เรื่องไม่ดีคือทำไม่ได้ จริง ๆ แล้วเราได้รับรายงานอย่างนี้มา ควรจะต้อง มีการวิเคราะห์ออกมา แจกแจงมาว่างบที่ได้ทิ้งไปมันเป็นผลมาจากการที่มีการทำงาน มีประสิทธิภาพดีขึ้น เช่นประมูลงานแล้วก็ค่าจ้างต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในราคากลาง อันนี้ก็เป็น เรื่องดีที่เราต้องชมเชย แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเรื่องของการทิ้งงานก็คือไม่ได้ทำงานตามที่กำหนด อันนี้เราก็ต้องหาทางที่จะดูแลแก้ไขต่อไป อันนี้ผมคิดว่าถ้าหากกระทรวงการคลังสามารถ ที่จะให้ข้อมูลได้ลึกไปกว่านี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานนะครับ จริง ๆ แล้วใน รายงานที่ท่านทำมานี้ ก็มีการระบุไว้ประโยคหนึ่งซึ่งผมก็ไม่ค่อยสบายใจนักที่เห็นประโยค อย่างนี้ โดยเฉพาะในหน้า ๒ ที่เป็นหนังสือจากกระทรวงการคลังมาถึงสภา ที่ระบุว่าขอบเขต ของข้อมูลในรายงานมาจากระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารที่เป็นเอ็มไอเอส (MIS) รวมไปถึงจีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) แต่ความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าวขึ้นอยู่ กับความถูกต้องในการบันทึกข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ ความหมายก็คือว่าท่านก็กั๊กไว้ ว่าไม่รับรองว่าอันนี้จะถูกต้อง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับคนที่จะคีย์ (Key) ข้อมูลเข้ามา สภาแห่งนี้ คงอยากได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมอยากจะเห็นเราต้องไปดูแลครับ อย่าไปมีประโยคนี้ เข้ามา แต่ท่านไปดูแลครับว่าข้อมูลที่มีการรายงานนี้ถูกต้อง จะทำอย่างไรท่านก็คงต้อง มีวิธีการ ขณะเดียวกันรายงานที่ท่านทำมา วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๒ ผมเชื่อว่าจากวันนั้น ถึงวันนี้ ข้อมูลเหล่านี้คงจะล้าสมัยแล้ว คงจะมีการปรับแต่ง เปลี่ยนแปลงมากพอสมควร เพราะว่าผมได้รับรายงานจากทางกระทรวงการคลังในช่วงหลัง ตัวเลขรายจ่ายก็ไม่ตรงกัน กับที่ท่านรายงานมา ตัวอย่างเช่นยอดรวมรายจ่ายที่ท่านระบุไว้ ๒,๗๘๓,๑๕๖ ล้านบาท อันนี้อยู่ในตารางที่ท่านส่งมา แต่ที่ผมได้จากกระทรวงการคลังล่าสุดจากการประชุม ของ พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย ตัวเลขเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท เพราะผม เชื่อว่าน่าจะเป็นผลมาจากการที่รายงานที่ท่านส่งมาให้สภานี้ล้าสมัยแล้ว เพราะฉะนั้น ผมก็อยากจะเห็นว่าเวลาที่ท่านรายงานสภา ควรต้องเป็นข้อมูลที่มีความชัดเจนแล้วก็อัปเดต (Update) ที่สุด คือล่าสุด ถึงแม้ว่าท่านอาจจะส่งมาและกระบวนการอาจจะใช้เวลา แต่ท่าน ก็อาจจะส่งข้อมูลเพิ่มเติมมาเพื่อจะให้เราได้เห็นตัวเลขที่ถูกต้องนะครับ แล้วก็ในส่วน ของวงเงินที่ท่านทิ้งไปในเรื่องของการชำระหนี้ต้นเงินกู้ ประมาณ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็เชื่อว่าท่านคงไม่ได้ระงับการชำระหนี้แน่นอน ก็คงมีการชำระหนี้ตามที่กำหนด เพราะหนี้เหล่านี้คงจะมีการกำหนดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว จึงได้มีการบรรจุไว้ในงบประมาณ ประจำปี แต่การที่มีการชำระไม่เต็มตามที่กำหนด คงจะมาจากการที่มีการไปเจรจากับ เจ้าหนี้เดิม เพื่อที่จะยืดเวลาหนี้ออกไปหรือมีการโรลโอเวอร์ (Rollover) หนี้ ที่ผมเป็นห่วง ก็คือว่าจริง ๆ แล้วสถานการณ์ระยะหลังนี้ท่านควรจะต้องมีการประมวลใหม่ ควรจะต้อง มีการให้ดอกเบี้ยที่เป็นภาระของรัฐบาลลดลงมากไปกว่านี้ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ท่านสมาชิกที่สนใจจะอภิปรายก็จบ ๒ ท่าน หน่วยงานมีอะไรจะชี้แจงไหมครับ เชิญครับ🔗

นางอัญชลี ศรีอำไพ ผู้อำนวยการกองบัญชีภาครัฐ กรมบัญชีกลาง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่น ต้องขอน้อมรับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะนะคะ เนื่องจากว่าวันนี้เป็นการทำรายงานในปีแรก แล้วก็เวลากระชั้นชิด ในปีงบประมาณหน้านี้ก็จะพยายามเพิ่มรายละเอียดให้มากที่สุดนะคะ ทีนี้ขออนุญาตตอบในเรื่องของเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี เนื่องจากของเก่า ๆ มีการขยายไปเรื่อย ๆ เนื่องจากว่าส่วนราชการทำงานไม่แล้วเสร็จ ก็ขยายไปตามระยะเวลา แต่พอพระราชบัญญัติงบประมาณที่จะออกมาใหม่ได้กำหนดว่าเงินกันทั้งหมดตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ลงมา ก็จะต้องเบิกจ่ายให้สิ้นสุดภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๓ ดังนั้นเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี ที่เป็นของเก่าทั้งหมดก็จะถูกเบิกจ่ายให้จบสิ้นภายในสิ้นปีงบประมาณนี้🔗

สำหรับในเรื่องของตัวเงินที่พับไปในส่วนที่เป็นเรื่องของหนี้สาธารณะ เดี๋ยว จะขออนุญาตให้ผู้แทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเป็นผู้ตอบนะคะ🔗

นางสาวยอดเยาวมาลย์ สุคนธพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหนี้สาธารณะ และเงินคงคลัง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน ยอดเยาวมาลย์ สุคนธพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หนี้สาธารณะและเงินคงคลัง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ขอเรียนชี้แจงในเรื่องงบชำระ หนี้ต้นเงินกู้ สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ เราได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อ ชำระคืนต้นเงินกู้ในหมวดของงบชำระหนี้เงินกู้ภาครัฐ ซึ่งรวมเป็นเงินจำนวนประมาณ ๗๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้เป็นงบรวมสำหรับทั้งรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ สำหรับการรับจริง และจ่ายจริงเป็นการจ่ายเงินจำนวน ๖๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นในส่วนของการชำระหนี้ของ รัฐบาล ซึ่งจำนวนทั้งหมด ๗๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ที่ร้อยละ ๒.๖๑ จึงขอเรียนมาเพื่อทราบค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าที่ประชุมรับทราบรายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้วนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณตัวแทนหน่วยงานที่รับผิดชอบ ขอขอบคุณมากครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องรับรองรายงานการประชุม🔗

๓.๑ รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) รวม ๒ ครั้ง คือ🔗

- ครั้งที่ ๒๓ วันศุกร์ที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๒🔗

- ครั้งที่ ๒๔ วันพุธที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๒🔗

๓.๒ รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ (สมัยวิสามัญ)🔗

- ครั้งที่ ๑ เป็นพิเศษ วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ ถึงวันเสาร์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๒🔗

๓.๓ รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) รวม ๕ ครั้ง คือ🔗

- ครั้งที่ ๑ วันพุธที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒🔗

- ครั้งที่ ๒ วันพฤหัสบดีที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒🔗

- ครั้งที่ ๓ วันพุธที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒🔗

- ครั้งที่ ๔ วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒🔗

- ครั้งที่ ๕ วันพุธที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒🔗

ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกได้ตรวจดูแล้วก่อนที่จะเสนอให้สภารับรอง🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เมื่อไม่มีสมาชิก ท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นผมถือว่าที่ประชุมให้การรับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๘ ครั้งนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

๔.๑ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการป้องกันและแก้ไข ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM ๒.๕ ซึ่งคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบ จากภัยธรรมชาติและสาธารณภัยพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ขอเชิญ คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ🔗

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ด้วยประธาน คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่าเพื่อให้การตอบซักถามรายงานผลการพิจารณาศึกษา เป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน จึงขออนุญาตให้อนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็น บุคคลภายนอกเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมสภา ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอความเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขและข้อเสนอแนะต่าง ๆ โดยมีอนุกรรมาธิการทั้งหมด ๑๐ ท่าน ซึ่งมาจาก สัดส่วนต่าง ๆ ประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักวิชาการการ อันเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) โดยมีนายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ทำหน้าที่ประธานคณะอนุกรรมาธิการ มีกรอบระยะเวลาในการพิจารณาศึกษา ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวและจัดทำ รายงานผลการพิจารณาศึกษาเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ พิจารณาแล้วและมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการนำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ กระผมขออนุญาตให้ประธานคณะอนุกรรมาธิการเป็นผู้ชี้แจงในรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปครับ🔗

เชิญประธาน คณะอนุกรรมาธิการครับ🔗

นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ประธานคณะอนุกรรมาธิการ

กราบเรียน ประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี โฆษกกรรมาธิการ การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไข ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ขออนุญาตชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมจากที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ให้ข้อมูลสมาชิกทุกท่านไปแล้วครับ คณะกรรมาธิการได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวโดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมประชุมและแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา เช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมอุตุนิยมวิทยา และกระทรวงสาธารณสุข ทำให้ได้รับทราบผล การดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจนเดินทางไปศึกษาดูงานตรวจสภาพพื้นที่ และประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการและแนวทางการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) และการให้ความช่วยเหลือ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ณ จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้ ได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วน ทั้งนี้จากการศึกษา คณะกรรมาธิการได้พบปัญหาอุปสรรคใน การป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในหลากหลายประเด็นเช่น🔗

๑. ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกับ หน่วยงานอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ🔗

๒. ระบบการวัดค่าและการพยากรณ์คุณภาพอากาศของฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ยังไม่ชัดเจนและยังไม่แม่นยำ🔗

๓. การประชาสัมพันธ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ยังมีรูปแบบที่เป็นทางการมากจนเกินไป ซึ่งยังไม่กระตุ้นหรือจูงใจให้ประชาชนเกิดความ ตระหนักมากขึ้น🔗

๔. หน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) โดยเฉพาะรุ่น เอ็น ๙๕ (N95) มีราคาค่อนข้างแพงและมักจะขาดตลาด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติของการเกิด ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ที่มีค่าสูงติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ทำให้ การเข้าถึงหน้ากากอนามัยของประชาชนที่มีรายได้น้อยเป็นไปได้ยาก🔗

จากปัญหาดังกล่าวคณะกรรมาธิการจึงมีข้อสังเกตต่อการป้องกันและแก้ไข ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) จำนวน ๖ ประเด็น ดังนี้🔗

๑. การกำหนดให้มีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการป้องกันและแก้ไข ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) กล่าวคือ กระทรวงมหาดไทยควรเป็น หน่วยงานหลักในการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายเพื่อจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ผ่านระบบซิงเกิล คอมมานด์ (Single command)🔗

๒. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรทำหน้าที่เป็นหน่วยงาน หลักในการสนับสนุนข้อมูล🔗

๓. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินควรต้องมีบทบาทเชิงรุกในการเสนอและ จัดทำแนวทางการใช้งบประมาณ รวมถึงตรวจสอบการใช้งบประมาณเพื่อตอบสนองต่อการ แก้ไขปัญหาและการบรรเทาสาธารณภัย🔗

ข้อสังเกตที่ ๒ การกำหนดให้การตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มีมาตรฐานเดียวกันเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพของข้อมูล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรส่งเสริมสนับสนุนให้กรมควบคุมมลพิษ ประสานงานและเชื่อมโยงระบบการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ให้เป็นระบบและมีมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีเพื่อการประยุกต์ใช้ในการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการเพื่อให้ มีระบบการตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ได้ด้วยตนเอง🔗

ข้อสังเกตที่ ๓ การดำเนินการการแจ้งเตือนฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ควรจะมีการแจ้งเตือนใน ๒ ระยะ คือการแจ้งเตือนในรูปแบบของการพยากรณ์ และการรายงานค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นประจำทุกวันและการ แจ้งเตือนในภาวะวิกฤติ สำนักนายกรัฐมนตรีโดยกรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยกรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ควรดำเนินการให้การ แจ้งเตือนภัยเป็นส่วนหนึ่งของการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศ รวมทั้งดำเนินการประกาศ ภาวะวิกฤติและประชาสัมพันธ์แนวทางการปฏิบัติตนให้ประชาชนทราบอย่างเร่งด่วน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงสาธารณสุข ควรร่วมกัน สนับสนุนข้อมูลสถานการณ์ในระบบซิงเกิล คอมมานด์ (Single command)🔗

ข้อสังเกตที่ ๔ การพัฒนาและการวิจัยหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันปัญหา ฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) โดยกระทรวงสาธารณสุข โดยองค์การเภสัชกรรม ควรพัฒนาและวิจัยหน้ากากอนามัยและดำเนินการผลิตหน้ากากอนามัยเองภายในประเทศ รัฐบาลควรยกเว้นภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าอุปกรณ์ทางการ แพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้ากากอนามัย🔗

ข้อสังเกตที่ ๕ การจัดทำพื้นที่ปลอดฝุ่นหรือห้องปลอดฝุ่น เซฟตี โซน (Safety zone) กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมอนามัยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ควรจัดให้มี พื้นที่ปลอดฝุ่นหรือห้องปลอดฝุ่นเซฟตี โซน (Safety zone) ภายในโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล โรงเรียน และที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างน้อยหน่วยงานละ ๑ แห่ง กระทรวงสาธารณสุขควรจัดทำมาตรฐานของพื้นที่ปลอดฝุ่น หรือห้องปลอดฝุ่นเซฟตี โซน (Safety zone) ให้ชัดเจนด้วย🔗

ข้อสังเกตที่ ๖ การกำหนดให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไข ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง องค์กรที่ทำหน้าที่ในการบูรณาการการบังคับใช้กฎหมาย และดำเนินภารกิจในการจัดการ ปัญหามลพิษทางอากาศ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการศึกษาเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติอากาศ สะอาดโดยการเฉพาะ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) โดย ข้อสังเกตที่ ๖ นี้ผมขออนุญาตท่านประธานให้กรรมาธิการอีกท่านหนึ่งเป็นผู้ชี้แจงครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ🔗

นายวาโย อัศวรุ่งเรือง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง คณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร และเป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ในคณะ อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ขออนุญาตนำสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายวาโย อัศวรุ่งเรือง กรรมาธิการ

เราจะนำเสนอให้เห็นภาพว่าปัจจุบัน ในประเทศไทยมีกฎหมาย มีองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดการปัญหาเรื่อง ฝุ่นละอองอยู่พอสมควร ในสไลด์ (Slide) นี้จะเห็นว่าในปัญหาเรื่องมลภาวะทางอากาศ เกิดขึ้นจากหลากหลายสาเหตุ ซึ่งมีองค์ประกอบหลายอย่าง ตัวสีเหลือง ๆ จะเป็น องค์ประกอบทางด้านของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ซึ่งแต่ละส่วนก็มีปริมาณที่ปล่อยออกมา ไม่เท่ากัน มีความหลากหลายครับ อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วก็อย่างที่ท่านกัญจน์พงศ์ได้เรียน ไปเช่นกันว่าในประเทศไทยเรามีกฎหมายต่าง ๆ มากมายที่เกี่ยวกับมาตรการในการควบคุม มลภาวะทางอากาศ นอกจากนี้เรายังมีการเข้าเป็นภาคยานุวัติอยู่ในอนุสัญญาต่าง ๆ ระหว่างประเทศอีกมากมาย ในส่วนของภายในประเทศถ้าจะให้แบ่งออกเป็นกลุ่มกว้าง ๆ อย่างในกราฟแท่งที่ได้นำเสนอไปเมื่อสักครู่นี้ จะเห็นว่าแหล่งมลพิษมีอันดับ ๑ มาจากภาค ยานพาหนะ อันดับ ๒ มาจากภาคอุตสาหกรรม และแหล่งอื่น ๆ อีก เช่นเฮาส์โฮลด์ (Household) ในบ้าน การเผาพื้นที่ในพื้นที่แจ้งหรือว่าเผาทางพื้นที่เกษตร มาตรการในการ ควบคุมมลพิษที่เกิดขึ้นจากยานพาหนะ มีพระราชบัญญัติอยู่หลายฉบับด้วยกัน ขอยกตัวอย่างเช่นอย่างน้อย ๓ ฉบับ ก็จะมี พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ร.บ. ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากยานพาหนะก็คือเรื่องของอุตสาหกรรม ก็ยังมี พ.ร.บ. อย่างน้อย ๕ พ.ร.บ. ยกตัวอย่างเช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ร.บ. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ร.บ. การสาธารณสุข แล้วก็ พ.ร.บ. โรงงาน มาตรการการควบคุมแหล่งมลพิษที่เกิดจากแหล่งอื่น ๆ อีก เช่น ทางภาคการเกษตรหรือทางภาคครัวเรือนก็ตาม ยังมี พ.ร.บ. ป่าสงวน พ.ร.บ. อุทยาน พ.ร.บ. ผังเมือง หรือแม้แต่ในประมวลกฎหมายอาญาก็ตาม ในบทที่ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับ การวางเพลิงเผาทรัพย์ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็มีว่าด้วยเรื่องของการละเมิด โดยเฉพาะในเรื่องของสุขอนามัย ดังนั้นกล่าวโดยสรุปก็คือ เราพบว่าปัญหาของกฎหมาย เกี่ยวกับการควบคุมมลภาวะทางอากาศภายในประเทศไทยมีเยอะอยู่แล้วครับ แต่มีความ กระจัดกระจาย และยังขาดแรงจูงใจในการที่เจ้าหน้าที่หรือแม้แต่ประชาชนที่จะปฏิบัติตาม กฎหมาย กฎหมายบางส่วนยังขาดสภาพบังคับและขาดการตรวจสอบติดตาม ในส่วนของ กฎหมายต่างประเทศที่เราได้เข้าร่วมก็ยังขาดการภาคยานุวัติหรือว่าการอนุวัติการอิมพลีเมนต์ (Implement) ให้มาเป็นกฎหมายในประเทศไทย ผมขออนุญาตยกตัวอย่างให้ดูคร่าว ๆ ดังนี้ เราพบว่ามีมาตรการในการควบคุมมลภาวะทางอากาศระหว่างประเทศที่เข้าร่วมอยู่ ก็มี ทีดับเบิลยูจี (TWG) เอ็มเอสซี (MSC) อันนี้ไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้นะครับ และยังมี ตัวอย่างกฎหมายอยู่ฉบับหนึ่งที่ทางคณะกรรมาธิการเห็นว่าเรายังขาดอยู่ครับ กฎหมายเรามี มากกว่า ๒๐ ฉบับ เรามีองค์กรที่เกี่ยวข้องมากกว่า ๒๐ องค์กร ทั้งหมดนี้อาจจะสามารถดูแล ปัญหาเรื่องนี้ได้อยู่ประมาณสัก ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ยังขาดกฎหมายที่สำคัญฉบับหนึ่ง ที่จำเพาะเจาะจงกับเรื่องของคุณภาพอากาศโดยเฉพาะ ก็คือพระราชบัญญัติอากาศสะอาด หรือว่าคลีน แอร์ แอกต์ (Clean Air Act) ซึ่งใน ต่างประเทศอย่างเช่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีมาตั้งแต่ปี ๑๙๖๓ ที่สหราชอาณาจักรมีมา ตั้งแต่ปี ๑๙๕๖ เหล่านี้ไม่ได้เป็นข้อกฎหมายที่ยุ่งยากมากนะครับ ยกตัวอย่างเช่นที่ประเทศ ญี่ปุ่นมีเพียงแค่ ๓๗ ข้อบท หรือ ๓๗ มาตราเท่านั้นเองครับท่านประธาน นอกจากกฎหมาย ที่ยังขาดอยู่ ขาดพระเอกตัวสำคัญคือ คลีน แอร์ แอกต์ (Clean Air Act) หรือ พ.ร.บ. อากาศสะอาด เรายังขาดหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่งที่จะมาบูรณาการองค์กรต่าง ๆ ๒๐ กว่าองค์กรที่อยู่ในแนวระนาบนี้ให้เข้าด้วยกันเป็นซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) อย่างที่ท่านประธานกัญจน์พงศ์ได้กรุณาเรียนไปสักครู่นะครับ ในต่างประเทศอย่างที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาจะมียูเอส อีพีเอ (US EPA) หรือเอ็นไวรอนเมนทัล โพรเทกชัน อะเจนซี (Environmental Protection Agency) ซึ่งมาดูแลในเรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ หน่วยงานที่สำคัญในประเทศไทยก็ยังมีอีกหน่วยงานหนึ่งที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงในเรื่องนี้ที่สุด ก็คือคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ดังนั้นข้อเสนอแนะของเราในฐานะกรรมาธิการมีโดยสรุป อย่างที่ท่านกัญจน์พงศ์ได้ชี้แจงไปเมื่อสักครู่นี้ก็คือมีอยู่ ๖ ประการด้วยกัน แล้วก็ในข้อ ๖ นี้ ก็เป็นข้อที่ค่อนข้างสำคัญมาก ๆ เลย แต่ว่าถ้าท่านอยากอ่านในรายละเอียดก็มีตั้งแต่หน้า ๑๘ เป็นต้นไป มีอยู่ประมาณ ๔๒ ข้อ ซึ่งในเรื่องของคลีน แอร์ แอกต์ (Clean Air Act) แล้วก็ องค์กรที่เรานำเสนอก็มีอยู่ในข้อ ๔ นั้นด้วย ในรายละเอียดสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ แต่ผมขอสรุปอย่างนี้ว่าเรายังขาดกฎหมายที่เป็นพระเอกอยู่อีก ๑ ฉบับครับ ก็คือ พ.ร.บ. อากาศสะอาด หรือว่าคลีน แอร์ แอกต์ (Clean Air Act) นั่นเองนะครับ และเรายัง ขาดองค์กรที่จะมาบูรณาการหน่วยงานที่เป็นแนวระนาบทั้งหลายนี้ให้เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ไม่แตกแยกเป็นจิกซอว์ (Jigsaw) เป็นส่วน ๆ ตอนนี้เรามีชิ้นส่วนที่เป็นจิกซอว์เกือบครบแล้วครับ ยังขาดอยู่อีกนิดหน่อยนะครับ เราเติมชิ้นจิกซอว์ (Jigsaw) ลงไปก็คือ พ.ร.บ. อากาศสะอาด แต่เรายังขาดผู้ที่จะมาต่อให้จิกซอว์เหล่านั้น (Jigsaw) เหล่านั้นมาเป็นภาพกว้าง ๑ ภาพก็คือ สำนักงานปกป้องสภาพอากาศแห่งชาติ หรือว่าเนชันนัล แอร์ โพรเทกชัน อะเจนซี (National Air Protection Agency) หรือว่านาปา (NAPA) อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตหนึ่งในหลาย ๆ ข้อของคณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการของพวกเรา ที่ได้ศึกษาแล้วก็พบว่ามีชิ้นส่วน อีกเล็กน้อยเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศไทยของเราก้าวข้าม แล้วก็พัฒนาไปสู่การมีอากาศสะอาด ให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีท่านสมาชิก สนใจที่จะร่วมอภิปรายแสดงความเห็น เชิญท่านนริศ ขำนุรักษ์ ครับ🔗

นายนริศ ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ อันที่จริงแล้วคณะกรรมาธิการ ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัยของสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดทำรายงานเรื่อง แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM ๒.๕ ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ได้รวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะไว้ค่อนข้างครบถ้วน แต่ว่าผม ขออนุญาตได้อภิปรายปัญหาเพียงเล็กน้อยและมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากที่ท่านได้ทำ ข้อเสนอแนะไว้แล้วนะครับ ก็เป็นที่ยืนยันว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นพิษร้ายที่ยิ่งใหญ่ นับวันที่จะเป็นพิษร้ายเพิ่มขึ้นมากสำหรับประเทศไทย เป็นพิษร้ายที่ ๑ ก็คือมีผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน อันนี้เป็นที่ประจักษ์นะครับ ทั้งตัวเลข ทั้งงานวิจัยก็บอก เพราะว่าเมื่อพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เกิดระบาดขึ้น โรคระบบหายใจเรื้อรัง ก็เพิ่มมากยิ่งขึ้นเพราะว่าเราเชื่อกันว่าจากงานวิจัยนี้ว่า พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ทำให้เกิด โรคจมูกอักเสบ ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ โรคหืด โรคถุงลมโป่งพอง แล้วก็จากงานวิจัยพบว่า เด็กเจ็บป่วยมากขึ้น และกระทบต่อการเติบโตของเด็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อาจเป็น ส่วนหนึ่งของโรคมะเร็งในปอด วัณโรคปอด พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เพิ่มความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม โรคตาแห้ง โรคผิวหนังอักเสบ โรคภูมิแพ้และโรคผิวหนังแห้ง และที่ร้ายที่สุดพบล่าสุดว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มันเล็กจน อาจเข้าสู่กระแสโลหิตแล้วทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้เป็นอย่างยิ่ง โดยสรุป พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ใช้งบประมาณในการป้องกันแก้ไขในแต่ละปีมากมาย ได้ทำลายสุขภาพของ พี่น้องของประชาชน คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนมากมาย และที่สำคัญได้ทำลายความ เติบโตของเด็กและเยาวชนไทย🔗

เรื่องที่ ๒ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ทำลายเศรษฐกิจของประเทศตามที่ คณะกรรมาธิการได้รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ผมมีตัวเลขครับว่า ๑ เดือน ที่ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เพิ่มมากขึ้นในกรุงเทพมหานคร มีข้อมูลว่ามีผลกระทบคิดเป็น ความเสียหายทางเศรษฐกิจเฉพาะกรุงเทพมหานครเดือนเดียว ๓,๐๐๐-๖,๐๐๐ ล้านบาท ในทางเศรษฐกิจ ในทางสุขภาพต้องใช้เงินคิดเป็นเงิน ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท ในทางการท่องเที่ยวเราได้สูญเสียเม็ดเงินการท่องเที่ยวจากปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ไป ๑,๐๐๐-๒,๔๐๐ ล้านบาท และด้านอาหาร ๒๐๐-๖๐๐ ล้านบาท นี่คือผลกระทบจาก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แค่กรุงเทพมหานครเมืองเดียว แต่ถ้ารวมแล้วหมอกควันไฟป่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดในภาคเหนือคิดมูลค่า ความเสียหายมากมายเพราะต้องยกเลิกเที่ยวบินหลายเที่ยวบินต่อปี ต้องยกเลิกโรงแรม ต้องยกเลิกร้านอาหาร แล้วโดยเฉพาะชายแดนภาคใต้ใกล้ประเทศมาเลเซีย ใกล้ประเทศ อินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดตรัง หรือจังหวัดพัทลุงบ้านผมก็ทำให้ มีผลกระทบจากพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มีผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นความเสียหายทาง เศรษฐกิจมากมาย ผมจึงยืนยันครับว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ทำลายเศรษฐกิจของประเทศลง อย่างมากมายทีเดียว ผมจึงมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการนะครับ🔗

๑. เรื่องการปลูกป่า ที่จริงตรงกันครับ แต่ว่าประเทศไทยเราจะสูญเสียพื้นที่ สีเขียวไปมากครับ ขณะนี้ผมไม่เชื่อว่ามีมากกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานครก็ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แล้วก็เช่นเดียวกันเมืองใหญ่ หาดใหญ่ โคราช จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ในเมืองที่มีพื้นที่สีเขียว น้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มีพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ มีพระราชเสาวนีย์ว่าการป้องกันหมอกควันไฟป่าให้ทำป่าเปียก โดยทำให้ป่าที่ปลูกมีน้ำ เป็นป่าเอเวอร์กรีน ฟอเรสต์ (Evergreen Forest) เป็นป่าที่มีความ เขียวทั้งปี เป็นป่าเบญจพรรณ เป็นป่าดิบชื้น จะทำให้ลดหมอกควันไฟป่าลงได้ ท่านพระราชทานนามว่าเป็นป่าเปียก เร็ว ๆ นี้ก็มีในโครงการของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ โดยท่านดอกเตอร์เฉลิมชัย ศรีอ่อน ให้ปลูกต้นไม้ในกรุงเทพมหานคร ๑ ล้านต้น เพื่อเพิ่มสีเขียว และลดมลพิษในกรุงเทพมหานคร ต้นไม้ที่ใช้ปลูกที่จะลดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามีหลายชนิดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นต้นกระถิน ต้นมะขาม ต้นบุนนาค ต้นขนุน พวกต้นชาเช่นชาสีทอง แล้วพวกไม้ที่เป็นไม้ประดับ เช่น ต้นพลูด่าง ต้นไทร ต้นเหงือกปลาหมอ และต้นวาสนา ต้นไม้เหล่านี้ดูดควันพิษพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ทั้งสิ้นผมคิดว่าได้เวลาที่รัฐบาลโดยกระทรวงหลัก ๒ กระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียว และปลูกต้นไม้ที่ดูดซึมดูดซับพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ ดังที่ผมกราบเรียนรายชื่อของต้นไม้ ไปยังท่านประธานแล้ว🔗

ข้อเสนอแนะข้อที่ ๒ คือโดยสถานการณ์ในขณะนี้ทั้งไวรัสโควิด (COVID) และพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) กรมที่ควรจะใหญ่ในประเทศไทยคือกรมควบคุมมลพิษ ในโลกนี้ กรมนี้ใหญ่ทั้งนั้นนะครับ ยิ่งประเทศไหนที่มีปัญหาเรื่องฝุ่นละออง ในประเทศที่มีปัญหาเรื่อง โควิด (COVID) ก็ทำให้กรมนี้โตครับ เพราะว่าประชาชนต้องพึ่งพา ทุกคนต้องพึ่งพากรมนี้ ในการตรวจวัดคุณภาพของอากาศ แต่ว่าในประเทศไทยกรมนี้เป็นกรมเล็กมากนะครับ เชื่อไหมครับว่ากรมนี้รับงบประมาณเพียง ๕๐๐ ล้านบาทต่อปี เท่ากับบางโรงเรียน เท่านั้นเอง เท่ากับค่ายทหารบางค่ายเท่านั้นเองนะครับ ๕๐๐ ล้านบาท แต่กรมนี้ดูแล คุณภาพชีวิตคนทั้งประเทศ มีงบประมาณ ๕๐๐ ล้านบาท ผมได้ลุกขึ้นอภิปรายในสภาแห่งนี้ ในวันที่พระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย กรมนี้ยังถูกคืนไป ๕๐ ล้านบาท ๕๐ ล้านบาท ได้มาน้อยมากแล้ว ๕๐๐ ล้านบาท เอาของเขาคืนไป ๔๘ ล้านบาทนะครับ ผมคิดว่าสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ต้องทบทวนนะครับ หากเพื่อนสมาชิกท่านใดได้เป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ ฝากด้วยนะครับ ว่ากรมนี้ต้องโต โตแบบก้าวกระโดด ให้เขามีคนที่เพียงพอและคนเขามีองค์ความรู้ที่ทันสมัย ที่มากพอ แล้วคนในกรมนี้เขามีความรู้อยู่แล้ว แต่ว่าเขาไม่มีเครื่องมือที่มากพอ และ ๒. เขาไม่มีงบประมาณที่มากพอนะครับ ผมจึงขออนุญาตฝากข้อสังเกตนี้ว่ากรมนี้ต้องโต กรมนี้ต้องเป็นที่หวังของพี่น้องประชาชน🔗

เรื่องที่ ๓ การเกษตรของประเทศไทยได้เวลาที่ต้องทบทวนว่าเราต้องทำ เกษตรแบบพอเพียงและเกษตรอินทรีย์ สิ่งนี้จะช่วยลดมลพิษได้ สิ่งนี้ลดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้เพราะเกษตรแบบพอเพียง เกษตรแบบอินทรีย์ไม่เผาวัชพืชแล้วก็ไม่ใช้สารพิษ ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สิ่งนี้จะทำให้พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) สิ่งนี้จะทำให้หมอกควันลดน้อยลง อันนี้ เป็นข้อสังเกตอีกข้อสังเกตหนึ่ง🔗

ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าจากบทเรียนประสบการณ์ไวรัสโควิด (COVID) ที่ผ่านมาที่ทั่วโลกช่วยกันล็อกดาวน์ (Lockdown) ประเทศ ห้ามคนออกไป บางเวลา ห้ามให้คนออกไปนอกพื้นที่ ผมคิดว่าสิ่งนี้เราแปลมาเป็นโอกาสสำหรับประเทศเรา เราควรจะมีล็อกดาวน์ (Lockdown) ต่อไปนี้บางเมืองต้องเที่ยวได้เป็นบางวันแล้วก็ต้องพัก ต้องหยุดเป็นบางวัน อย่างอุทยานแห่งชาตินะครับ หยุดอุทยานแห่งชาติ ๑ เดือน สัตว์ป่าเพิ่มขึ้น อากาศในอุทยานนั้นดีขึ้น สัตว์ออกมาเดินบนถนน ใกล้เคียงกับธรรมชาติเพราะว่าคนไม่เข้าไปรุก ผมมีรายงานว่าช่วงที่มีการล็อกดาวน์ (Lockdown) กรุงนิวเดลีของประเทศอินเดียมีมลพิษ สูงมาก แต่ว่าเมื่อล็อกดาวน์ (Lockdown) จากไวรัสโควิด (COVID) มลพิษลดลง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ กรุงโซลของประเทศเกาหลี มลพิษลดลง ๕๔ เปอร์เซ็นต์ และเมืองอู่ฮั่นของ ประเทศจีน มลพิษลดลง ๔๔ เปอร์เซ็นต์ เขาล็อกดาวน์ (Lockdown) ช่วงสั้น ๆ ผมคิดว่าเรา แปรวิกฤตินี้เป็นโอกาส ต่อไปประเทศไทยเราต้องล็อกดาวน์ (Lockdown) เราไม่เปิดให้คน เที่ยวทั้ง ๓๖๕ วันต่อปี เมืองบางเมืองต้องมีอำนาจต้องมีนโยบายที่จะล็อกดาวน์ (Lockdown) เพื่อลดมลพิษเหล่านี้ลง เพราะตัวเลขที่ผมเรียนกับท่านประธานนี้เป็นตัวเลขที่ เป็นจริงที่เราสามารถทำได้ และคิดว่าเราจะสามารถแก้ปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้🔗

อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ ในประเทศจีนมีรายงานว่าประเทศจีน ล็อกดาวน์ (Lockdown) นอกจากทำให้มลพิษลดลงแล้ว ทำให้คนตายในประเทศจีน ลดน้อยลงด้วย ที่ล็อกดาวน์ (Lockdown) ในประเทศจีนพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า ๕ ขวบ ตายลดน้อยลง ๔,๐๐๐ ราย คนอายุ ๗๐ ปีขึ้นไปตายลดน้อยลง ๗๓,๐๐๐ ราย นี่คือผลที่เรา ได้รับจากการล็อกดาวน์ (Lockdown) ได้เวลาแล้วครับประเทศไทยจะได้มีเวลาคิดใคร่ครวญ เรื่องล็อกดาวน์ (Lockdown) เพราะว่ามันเป็นผลดี🔗

อีกเรื่องหนึ่งเรื่องปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ไม่เป็นเรื่อง ของประเทศไทยประเทศเดียวแล้วครับ เป็นเรื่องของทุกประเทศในโลกและโดยเฉพาะ ประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกันคือประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลต้องใช้เวทีนานาชาติในการแก้ไข ปัญหานี้ เรามีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นี่ก็เป็นอีกเวทีหนึ่งที่รัฐบาลจะได้ช่วยลดปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้โดยใช้เวทีนานาชาติ นี้ กับ ๒. เรามีข้อตกลงอาเซียน (ASEAN) เรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนที่มีรัฐมนตรี สิ่งแวดล้อม ๑๐ ประเทศช่วยกันอยู่ในขณะนี้ เวทีนี้ก็เป็นอีกเวทีหนึ่งที่จะสามารถทำให้เรา แก้ไขปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) หมอกควันไฟป่าได้ สุดท้ายข้อสังเกตจากผมคือผมคิดว่า เจ้าภาพหลักที่จะทำให้ปัญหาหมอกควันไฟป่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เจ้าภาพหลักก็ยังเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. เทศบาล อบจ. ท้องถิ่น ยังเป็นหน่วยงานหลัก แต่วันนี้ข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราได้กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นไปครบถ้วนแล้ว ในการดูแลหมอกควันไฟป่า พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อยู่ที่ท้องถิ่นหมดแล้ว ปัญหาคือเรา ยังไม่ได้โอนงบประมาณให้เขา ยกตัวอย่างงบประมาณไฟป่ายังอยู่ในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังอยู่ในกรมป่าไม้ แต่ว่าภารกิจ ๒ กรมนี้ได้มอบลงไปสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น มอบไปเฉพาะภารกิจ ผมจึงขออนุญาตเรียกร้องเป็นข้อสังเกตว่าเรา โอนงบประมาณตามอำนาจที่เราให้ไปตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมถือโอกาสนี้ ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณารวบรวมปัญหาซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ในวันนี้และยิ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในวันข้างหน้า ผมขออนุญาตได้ฝากข้อสังเกต ผมสอดแทรกจากข้อสังเกตท่านเข้าไปในวันนี้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านนริศครับ ต่อไปเชิญท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา ตามด้วยท่านพีรเดช คำสมุทร และตามด้วย ท่านมานพ คีรีภูวดล เชิญท่านปดิพัทธ์ครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พิษณุโลก

เรียนท่านประธานครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล วันนี้ในส่วนของรายงาน ที่ทางกรรมาธิการได้ตั้งใจทำขึ้นมา ผมขอขอบคุณแล้วก็อภิปรายสนับสนุนในข้อสังเกตที่เป็น ส่วนที่จะแก้ไขปัญหาหมอกควันพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้อย่างยั่งยืน ข้อสังเกต ๒ ข้อ ที่เกิดขึ้นนี้ก็คือเราต้องการเจ้าภาพ เราต้องการพระเอก และเราไม่ต้องการกฎหมายที่ซ้ำซ้อน แต่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นผมขออภิปรายสนับสนุนการที่เราจะพิจารณา ออกกฎหมายอากาศสะอาดและการตั้งสำนักงานปกป้องสภาพอากาศแห่งชาติ ในส่วนของ รายงานนี้ถ้าผมอยากจะสนับสนุนและทำให้เกิดความชัดเจนในตัวของรายงานมากขึ้น ผมคิดว่าเราใส่ใจในเรื่องของหมอกควันพิษที่เกิดจากอุตสาหกรรมน้อยเกินไป เปอร์เซ็นต์ ที่เกิดขึ้นจากค่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในอุตสาหกรรมอาจจะคิดเป็นจำนวนไม่มาก อาจจะ ประมาณแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นจากรายงานของหลายหน่วยงาน แต่เราอาจจะเข้าใจผิดได้ ว่า ๖ เปอร์เซ็นต์นี้สะท้อนว่าอุตสาหกรรมไม่ได้มีปัญหามากเท่ากับเรื่องของการจราจรและ การเผากลางแจ้ง เพราะ ๖ เปอร์เซ็นต์นี้ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าเป็น ๖ เปอร์เซ็นต์ ที่เราวัดได้น้อยมากในสภาพความเป็นจริง ในระบบของการดักจับฝุ่นและวัดค่าฝุ่นที่เกิดขึ้น จากปลายปล่องของโรงงานอุตสาหกรรม หรือที่เราเรียกว่าคอนทินูอัส อิมิสชัน โมนิโทริง ซิสเต็ม (Continuous Emission Monitoring System) หรือว่าเซ็มส์ (CEMS) จากการที่ผม มีโอกาสได้เตรียมข้อมูลในเรื่องของการตรวจสอบการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าขยะ ๓๘ โรงงาน ที่มีการจ่ายไฟเรียบร้อยแล้ว มีเพียง ๔ โรงงานเท่านั้นที่มีการติดตั้งระบบวัดค่าเหล่านี้จริง ๔ โรงงานจาก ๓๘ โรงงานติดตั้งเรากำลังหมายถึง ๓๔ โรงงานที่เราไม่ทราบเลยว่า แต่ละโรงงานปล่อยมลพิษออกมาเท่าไร เพราะฉะนั้นผมไม่เชื่อตัวเลข ๖ เปอร์เซ็นต์ และนอกจากนี้โรงงานอีกมากมายในประเทศนี้ที่มีการเผาโดยเฉพาะเรื่องของขยะ และการหลอมด้วยความร้อน เราเจอว่าปัญหานอกจากเราจะต้องหาพระเอกคือ พ.ร.บ. อากาศสะอาด แล้วเราจะต้องจับผู้ร้ายด้วยครับ ผู้ร้ายที่ว่านี้คือ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่มีการแก้ไขให้โรงงานที่จากเมื่อก่อนมีเพียงแค่ขนาด ๗ แรงม้า คนงาน ๕ คน ให้กลายเป็นโรงงาน ๕๐ แรงม้า คนงาน ๕๐ คน หมายความว่าโรงงานขนาดเล็กกว่า ๖๐,๐๐๐ โรงงานตอนนี้ไม่เข้าสู่ พ.ร.บ. โรงงาน ท่านประธานครับ สิ่งนี้เกิดอะไรขึ้น ก็คือ พ.ร.บ. ฉบับนี้เกิดการรายงานผลที่ไม่สอดคล้อง ไปกับความเป็นจริง การวัดมลพิษที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายที่ออกขึ้นมานี้ผมเรียกว่า ต่อให้เราจะมี พ.ร.บ. อากาศสะอาด ก็ตาม หรือเรามีหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ก็ตาม เราไม่สามารถจะไปสะสางสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้เพราะกฎหมายที่ล้าหลังแบบนี้กำเนิด ขึ้นมาและมีนัยสำคัญของการเกิดขึ้นตั้งแต่การยึดอำนาจของ คสช. ท่านประธานครับ มลพิษ ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญนะครับ และผมคิดว่าเราไม่ควรจะไปโทษ ชาวไร่ชาวนาอย่างเดียว แต่มลพิษที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นมาโดยการออกแบบอย่างตั้งใจให้ กฎหมายมีช่องโหว่และการบังคับกฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพและเอื้อให้เกิดคอร์รัปชัน สิ่งที่ เกิดขึ้นทั่วโลกเป็นลักษณะเดียวกันครับ ถ้าประเทศใดก็ตามรวบอำนาจไม่ได้มาจากการ เลือกตั้ง ประเทศใดก็ตามที่รวบการออกกฎหมายไว้ในสภาที่ไม่มีการตรวจสอบ ปัญหามลพิษ เกิดขึ้นมากเป็นนัยสำคัญเสมอ เพราะฉะนั้นผมอยากจะสนับสนุนให้เกิดพระเอกขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเราต้องการคนรับผิดชอบที่ทำให้ประเทศไทยของเราและพี่น้องประชาชน ชาวไทยจะต้องมีชีวิตอยู่โดยการเผชิญกับมลพิษเยอะขนาดนี้ ท่านประธานครับ ยังมีกฎหมายอีกหลายตัวที่เราต้องหยิบยกมาพิจารณากันและผมยังไม่เห็นปรากฏอยู่ใน รายงานฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปี ๒๕๕๘ ที่ยกเว้นการทำอีไอเอ (EIA) ให้กับโรงงานต่าง ๆ การยกเว้นผังเมือง คำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๔ ปี ๒๕๕๙ และยังมีอีกหลายประกาศคำสั่งเลยครับ ซึ่งตอนนี้พวกเขาไม่ต้อง รับผิดชอบในเรื่องของการก่อมลพิษ แต่โยนความรับผิดชอบไปให้ประชาชน ให้พวกเรา ซื้อหน้ากาก ให้พวกเราซื้อเครื่องกรองอากาศ แล้วไม่ว่าเราจะมีเครื่องจับมลพิษอีกมากมาย ขนาดไหนเป็นมลพิษที่ถมเข้าไป เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถต่อสู้กับเรื่องมลพิษได้ เพียงเพราะเราทำเรื่องของการแก้ไข แต่การป้องกันจากจุดกำเนิดจะต้องมีการดำเนินการ และการควบคุมให้เกิดการเอาผิด เกิดความรับผิดชอบของโรงงานต่าง ๆ และผู้เซ็นอนุมัติ ให้เกิดโรงงานเหล่านั้น นี่เป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากสังคมไทยนะครับ เวลาที่พี่น้องประชาชน เจอว่ามีโรงงานที่ไม่มีมาตรฐาน ปล่อยมลพิษ ส่วนใหญ่พี่น้องประชาชนจะต้องรับผิดชอบ ในการตรวจสอบเองว่ามีมลพิษเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่เราเรียกว่าเบอร์เดน ออฟ พรูฟ (Burden of Proof) ร้องเรียนไปที่หน่วยงานไหน หน่วยงานไหนก็บอกว่าให้ประชาชน ไปตรวจเอาเองก็แล้วกันว่าเป็นจริงหรือเปล่า สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นนะครับ เบอร์เดน ออฟ พรูฟ (Burden of Proof) ควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ กำกับโรงงาน เหล่านี้ที่เกิดขึ้น แต่น่าเสียดายเหลือเกินครับ ในช่วงเวลาที่เราไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและอยู่ ภายใต้การปกครองที่ไม่ชอบธรรมของคณะรัฐประหาร โรงงานเหล่านี้เกิดขึ้นมหาศาล และเป็นผลประโยชน์ที่ถูกตักตวงไปในกลุ่มทุนแค่กลุ่มเดียว เพราะฉะนั้นต่อให้เราปลูกต้นไม้ อีกกี่ต้นแต่ถ้ากฎหมายที่ล้าหลังและเป็นผู้ร้ายตัวจริงยังไม่ถูกแก้ไข ผมกังวลเหลือเกินว่าเรา จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้อย่างแท้จริง และผู้ร้ายที่เรามองภาพ เสมอ ๆ ก็คือชาวนาชาวไร่ เกษตรกรที่ยังทำวิถีชีวิตเกษตรแบบดั้งเดิม ผมไม่ได้บอกว่าเรา ไม่ต้องแก้ไขปัญหาการเกษตรนะครับ เราต้องแก้ไข แต่ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราจะต้อง ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับกฎหมายที่เราต้องบังคับใช้ เปรียบเทียบกับผลประโยชน์ของ กลุ่มทุนที่เราจะต้องกล้าหาญในการเข้าไปตรวจสอบ กำกับและเอาผิด เรื่องนี้ผมคิดว่าน่าจะ เป็นบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่เราคาดหวังได้มากขึ้นจากรายงานชุดนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพีรเดช คำสมุทร เชิญครับ🔗

นายพีรเดช คำสมุทร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพีรเดช คำสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคก้าวไกล ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น ละอองขนาดเล็ก PM ๒.๕ ของทางกรรมาธิการที่ได้จัดทำขึ้น ผมคือหนึ่งในผู้ที่ได้รับ ผลกระทบพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มากที่สุดในประเทศไทย ผมอยู่ในอำเภอแม่สายครับ เมื่อสักครู่ท่าน ส.ส. ปดิพัทธ์พูดไปแล้วในประเด็นของการเกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในประเทศ แต่ผมจะพูดในประเด็นของการเกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) โดยมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ข้ามแดนมา ในพื้นที่ชายแดนของเราได้รับผลกระทบจากพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มาก โดยเฉพาะอำเภอแม่สายที่มีค่าเอคิวไอ (AQI) มากที่สุดในประเทศและในโลกด้วยซ้ำ วันนี้ เด็ก ๆชาวบ้านทุกคนได้รับผลกระทบรุนแรงมาก ๒ ปี ที่ผ่านมา ถ้าเกิดเราลองมองย้อนกลับ ไปดูในพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายเราจะไม่พบจุดที่เป็นฮอตสปอต (Hot spot) เพราะว่าอะไร เพราะว่าไม่มีการเผาไหม้ในประเทศเรา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเผาไหม้บริเวณรอบ ๆ ข้างประเทศเรา มีการเพาะปลูกข้าวโพดพืชเชิงเดี่ยวเป็นพื้นที่กว่าหลายสิบล้านไร่ ๒ ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นชัดเลยถ้าเกิดใครไปเที่ยวจังหวัดเชียงราย ไม่สามารถมองเห็นถนนได้ เนื่องจาก ค่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เยอะมาก ทั้งที่เราไม่ได้เผา แต่ข้ามมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ในปี ๒๕๖๑ มีพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เยอะเหมือนกับปี ๒๕๖๓ เพียงแต่ระยะเวลาสั้นกว่า ปีนี้ ๒๕๖๓ จังหวัดเชียงรายเจอพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ที่เกินค่ามาตรฐานถึง ๒ เดือน ในกรุงเทพฯ เมื่อพูดถึงค่ามาตรฐานที่มากกว่า ๑๐๐ เป็นระยะเวลา ๑ เดือน ประชาชน เดือดร้อนมีการแก้ปัญหา แต่ในภาคเหนือยังไม่มีนะครับ ๒ เดือนเต็ม ๆ ที่โดน ปรากฏว่า เมื่อเราไปดูว่ามีปัญหาอะไรบ้างที่มีผลกระทบ ผมอยากแสดงข้อสังเกตไปยังกรรมาธิการ คือมีการผ่อนปรนให้นำเข้าสินค้าการเกษตรอย่างเช่นข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน ในปี ๒๕๖๒ จำนวนทั้งหมด ๕๘๘,๐๐๐ ตัน แล้วปีนี้เพียงระยะเวลาครึ่งปี ๗๐๐,๐๐๐ ตัน การผ่อนปรนจะมีไปจนถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งเราคาดการณ์ว่าอาจจะมีการนำเข้าถึงมากกว่า ๑ ล้านตัน ผมจะแสดงให้เห็นว่าอะไร จะแสดงให้เห็นว่ามีการนำเข้าจึงทำให้เกิดภาวะ ที่เรียกว่าฝุ่นควันข้ามแดนเพิ่มขึ้นและยาวนานมากขึ้นหรือเปล่า ในรายงานเล่มนี้ที่เราทำเป็น การแก้ปัญหาในระยะสั้น ซึ่งจากวันนี้ไปอีก ๔ เดือนข้างหน้าเราจะพบพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ระลอกใหม่ ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะหลาย ๆ อย่าง อย่างเช่นเรื่องสุขภาพ อย่างแรก เราต้องทำให้ประชาชนรู้จากการอ่านค่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ว่าเมื่อไรควรอยู่ข้างนอก เมื่อไรควรจะอยู่ในบ้าน🔗

ประเด็นที่ ๒ คือการเข้าถึงหน้ากาก ผมอยากจะแสดง อันนี้คือหน้ากากปกติ ที่เราใช้กันคือหน้ากากอนามัยที่หาซื้อกันได้ แต่ตัวนี้ไม่สามารถป้องกันค่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ ตัวนี้คือหน้ากาก ๓ เอ็ม (3M) เขาเรียกว่าเอ็น ๙๕ (N95) ที่สามารถป้องกันค่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ ตัวนี้ผมซื้อเมื่อ ๓ ปีที่แล้วในราคา ๓๐ บาท แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา หน้ากากชิ้นนี้ขายในราคา ๑๕๐ บาท ๑๕๐ บาทไม่สามารถที่จะหาซื้อได้ทั่วไป แต่คราวนี้ เมื่อเรามองภายในประเทศในเมื่อไม่สามารถหาซื้อได้เราสามารถที่จะหาสิ่งทดแทนได้ อันนี้คือหน้ากากผ้ามัสลิน ที่จะสามารถป้องกันน้ำได้ เราก็สามารถเอาแผ่นฟิลเตอร์ (Filter) ไปติดข้างในแล้วก็ใช้ได้แทนเหมือนกัน เพื่อลดต้นทุน อันนี้คือข้อเสนอแนะ🔗

ข้อเสนอแนะที่ ๓ คือการเพิ่มพื้นที่ที่เรียกว่าเซฟตี โซน (Safety zone) ตอนนี้ในพื้นที่ของ รพ.สต. เราในภาคเหนือมีห้องที่เรียกว่าเซฟ โซน (Safe zone) แล้วครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะเสนอไปก็คือการเพิ่มจำนวนของเซฟ โซน (Safe zone) ให้กับศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียน เพราะเราสามารถที่จะลดขนาดของกลุ่มเป้าหมายให้เล็กลงได้ ฉะนั้นถ้าเกิด จะต้องให้เลือกช่วยก่อน ผมเห็นว่าจะต้องช่วยเด็กก่อนนะครับ🔗

ในส่วนของด้านเศรษฐกิจ ผมอยากจะเล่าว่าอย่างนี้ครับ เนื่องจากเวลาเกิด ปัญหาของค่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เกิดขึ้น เรามักจะเห็นในข่าวว่า ส.ส. จังหวัดนั้น จังหวัด โน้น จังหวัดนี้หายไปไหน ทำไมไม่มาช่วยเรื่องพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ผมก็อยากจะบอกว่า จริง ๆ แล้ว ส.ส. เราทุกคนที่อยู่ในภาคเหนือก็เป็นผู้ประสบภัย ก็ได้รับเหมือนกัน ไม่ได้หนี ไปไหนครับ เราก็พยายามที่แก้ปัญหา แต่ในด้านเศรษฐกิจ จะมีช่วงระยะเวลาที่มีการ ท่องเที่ยวในภาคเหนือในหน้าหนาวเยอะมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไปเที่ยวแล้วเจอค่าพีเอ็ม (PM) ที่เยอะขนาดนี้ ๕๐๐-๖๐๐ ไมโครกรัม นักท่องเที่ยวหายหมดครับ วันนี้ประชาชน ในพื้นที่บอกว่าเศรษฐกิจจะพังเพราะว่าอะไร เพราะว่าในระยะแรก ช่วงที่โควิด (COVID) กำลังเกิดขึ้น ตอนนี้มีการปิดด่านไม่สามารถค้าขายกับชายแดนได้ การค้าชายแดนยุติครับ ไม่สามารถค้าขายได้ เศรษฐกิจพังไม่สามารถหาเงินได้ พอหลังจากนี้ ๔ เดือน เข้าช่วง ท่องเที่ยวก็คิดว่าจะหาเงินได้นะครับ เจอพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) คนไม่ไปเที่ยวอีกแล้ว ความหมายคืออะไร ความหมายคือเมื่อเกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มันเป็นผลกระทบต่อเนื่อง ด้านเศรษฐกิจ วันนี้ในด้านเศรษฐกิจผมขอเสนอแนะ เพื่อที่จะไม่ให้เศรษฐกิจพัง ในช่วงแรก เราควรเปิดการค้าชายแดนที่เป็นเครื่องมือในการหากินให้กับประชาชนในพื้นที่ ในระยะแรก ก่อน ๔ เดือนนี้ พอหลังจาก ๔ เดือนนี้ที่เจอกับพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เครื่องมือ ที่เป็นการท่องเที่ยวที่จะเริ่มมา แต่ได้รับผลกระทบจากพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ก็จะลดน้อยลง เนื่องจากสามารถที่จะหาเงินในช่วงนี้ไว้ก่อนได้แล้ว พอช่วงท่องเที่ยวแล้วเจอพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) นักท่องเที่ยวไม่ไปก็ยังแบ่งเบาได้ แต่ถ้าเกิดเราไม่แก้ปัญหาเป็นระยะ ๆ ไป ผมเชื่อว่าเครื่องมือที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและมีผลมาจากพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) จะเป็น ลูกระนาดที่น่ากลัวครับ สุดท้ายครับ ขอบคุณมากสำหรับแนวทางการป้องกันการแก้ไขปัญหา ฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) สำหรับรายงานเล่มนี้ที่ทำลงไป แต่ขอเพิ่มอีก อย่างหนึ่งคืออยากให้กรรมาธิการเข้าไปอยู่ในพื้นที่ตอนที่เกิดเหตุการณ์จริง ๆ สัก ๑ อาทิตย์ ก็จะรู้เลยครับว่าเป็นอย่างไร ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ คุณพีรเดชนะครับ ต่อไป คุณมานพ คีรีภูวดล เชิญครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ขอบคุณกรรมาธิการที่ได้ทำรายงานนี้ให้กับสภา ผมอยากจะขอเพิ่มเติม ในหน้า ๖ ในหัวข้อที่ ๒ ที่พูดถึงเรื่องพีเอ็ม (PM) ที่เกิดขึ้นกับภาคป่าไม้ ซึ่งผมเข้าใจว่า เนื้อหายังน้อยไป ท่านประธานครับ ชีวิตผมอยู่กับป่าและรู้จักไฟป่ามาเกือบตลอดชีวิต และอยู่กับเรื่องไฟป่ามาผมคิดว่าในแง่การทำงานร่วมกัน ความขัดแย้งในระดับพื้นที่ไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี ผมพอจะรู้ว่าสาเหตุปัญหาแล้วก็แนวทางที่ควรจะทำเป็นอย่างไร ปีนี้ช่วงปิดสมัย ประชุม เราไม่มีประชุมกรรมาธิการ ผมก็กลับไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ก็ไปลุยกับพี่น้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ท่านประธานก็ทราบอยู่แล้วปีนี้เราสูญเสียพี่น้องประชาชน ไปทั้งหมด ๘ คน เจ้าหน้าที่รัฐ ๒ คน พี่น้องประชาชน ๖ คน ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่จังหวัด เชียงราย ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน การสูญเสียชีวิตเพื่อที่เข้าไปจัดการ เข้าไปเฝ้าระวัง เข้าไป ดำเนินการเพื่อไม่ให้มีไฟเกิดขึ้นนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าดูผิวเผินแล้วจะเป็นเรื่องของคนที่ ไม่มีประสบการณ์ จะเป็นคนที่ไม่มีความรู้ ท่านประธานรู้ไหมครับ มีเรื่องลึกลงกว่านั้น ว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ผมอยากจะบอกอย่างนี้ว่าประเด็นเรื่องไฟป่า ถ้าไม่เอาพื้นที่ เป็นตัวตั้ง ประเด็นเรื่องไฟป่าถ้าไม่บริหารจัดการร่วม ไม่มีทางจัดการได้ครับ เพราะว่าไฟป่า ไม่ได้แยกนะครับ ไฟป่าไม่ได้แยกว่าไฟของฉันจะอยู่ในเขตป่าสงวน ไฟนี้จะอยู่ในเขตอุทยาน ไฟนี้จะอยู่ในลุ่มน้ำชั้น ๑ ชั้น ๒ ไฟป่าไม่เคยแยกตัวเอง คนจุดก็ไม่เคยคิดแยกว่า จะจุดตรงไหน จะจุดในเขตป่าสงวนหรืออุทยาน เพราะฉะนั้นผมเคยพูดในที่ประชุมแห่งนี้ ว่าพื้นที่ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ตรงนี้ต่างหากคือพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่จะต้องมาบริหารร่วมกัน ในพื้นที่ตรงนี้เกี่ยวข้อง กับใครบ้าง ในทางกฎหมายอาจจะเป็นกรมป่าไม้ หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่รับผิดชอบโดยตรงตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ ในพื้นที่ก็จะเป็นท้องที่ท้องถิ่นปกครองคืออำเภอ หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติการในพื้นที่นั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการหลวง พัฒนาต้นน้ำ หรืออื่นใด อันนี้คือหน่วยงานองคาพยพทั้งหมดที่จะต้องมาจัดแผนร่วมกัน เพื่อที่จะเอาพื้นที่ตรงนี้มาบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นคือหลักการที่ ๑ ต้องมีส่วนร่วมและ ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง อันที่ ๒ ผมคิดว่าอันนี้เป็นความเข้าใจที่อาจจะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง และมายาคติในสังคมก็คือเรื่องความรู้ ท่านประธานครับ นิเวศป่าในประเทศไทยคือผมคิดว่า ท่องกันได้แล้วมีไม่กี่นิเวศ ถ้าเป็นภาคใต้ก็จะเป็นป่าชื้น ภาคเหนือก็จะเป็นป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้ง หรือป่าเต็งรัง หรือทางเหนือเรียกป่าแพะ ขึ้นไปก็เป็นป่าดิบ นิเวศป่าที่เป็นลักษณะป่า แบบพิเศษแบบอินทนนท์ หรือว่าป่าเมฆ หรือป่าดึกดำบรรพ์ มีไม่กี่ที่และน้อยครั้งที่จะเกิดไฟป่า เพราะฉะนั้นองค์ความรู้ในการแยกแยะว่าไฟที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นในป่าประเภทอะไร ไฟที่เกิดขึ้นเกิดก่อนฤดูกาลเกิดขึ้นในป่าอย่างไร เราจะมีความรู้ในการจัดการบริหารตรงนี้อย่างไร อันนี้คือเป็นประเด็นสำคัญที่อยากจะเพิ่มเติมให้กับกรรมาธิการ ท่านประธานรู้ไหมครับ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ภาคเหนือเป็นป่าผลัดใบ แล้วก็การผลัดใบก็จะเริ่มตั้งแต่จังหวัดตาก ขึ้นไป ไปถึงจังหวัดเชียงราย เพราะฉะนั้นพฤติกรรมของไฟก็จะเริ่มตั้งแต่พื้นที่ได้รับความ ร้อนมาก่อนป่าก็จะผลัดใบก่อน ปัญหาสำคัญคือว่านโยบายส่วนกลาง ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ปีนี้ ทางจังหวัดเชียงใหม่จับมือกับเครือข่ายประชาสังคมกลุ่มต่าง ๆ นักวิชาการ องค์กรท้องถิ่น มีการวางแผนว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ตรงไหนจะไม่ให้ไฟเข้า ตรงไหนป้องกันพิเศษ ตรงไหนที่มีความจำเป็นจะต้องจัดการเชื้อเพลิงหรือการชิงเผาตามหลักวิชาการ พอท่านรองนายกรัฐมนตรีมาปุ๊บมาสั่งการ ทำให้แผนของพื้นที่หายไปหมดเลย เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงที่จะแก้ปัญหาในพื้นที่จริง ๆ ผมถึงบอกตั้งแต่แรกว่าต้องใช้พื้นที่ เป็นตัวตั้ง เอาความรู้และเทคโนโลยีตามไป เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุด ผมอยู่ภาคชนบท ค่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ผมคิดว่าเราจำเป็นจะต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องของแหล่งกำเนิด ภาคเมืองไม่ว่าจะเป็นขนส่ง อุตสาหกรรมหรืออื่นใด ขยะมูลฝอยก็ต้องสะท้อนออกมา และเกิดขึ้นในช่วงใด หลาย ๆ ครั้งพี่น้องของผมก็บอกว่าบางจังหวัดไม่เห็นมีป่าเลย ทำไมค่าพีเอ็มมันเกิน แต่จังหวัดของเราดูแลกันอย่างมากเลยพอเกิดขึ้นเป็นข่าวทั้งจังหวัดเลย อันนี้พี่น้องที่จังหวัดเชียงใหม่ว่านะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้จำเป็นจะต้องสะท้อนว่า แหล่งกำเนิดที่เป็นภาคชนบทก็จะมีแค่ ๒ ส่วน ก็คือภาคเกษตรและภาคป่า เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีฐานข้อมูลตรงนี้อย่างชัดเจน กระบวนการแก้ไขปัญหามันก็จะง่าย ความเข้าใจผิด อีกหลายส่วนผมเข้าใจว่าผมอยู่กับพี่น้องเกษตร ถ้าเป็นข้าวโพดผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่า การบริหารจัดการมีความจำเป็นที่จะต้องจัดการปัญหาในพื้นที่เกษตร กระบวนการเก็บเกี่ยว หมดครั้งสุดท้ายของข้าวโพดคือไม่เกินเดือนธันวาคม ค่าพีเอ็ม (PM) ที่จะเกินก็คือพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่จะเกินคือหลังวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ของทุกปี ตรรกะตรงนี้หมายความว่า ถ้าเราไม่มีความชัดเจน ไม่มีการตรวจสอบลุ่มลึกพอ เราจะหลงแล้วก็จะทำให้คนในสังคม ทะเลาะกัน เราก็จะชักจูงพี่น้องประชาชนที่อยู่คนละมุม อยู่คนละขั้วมีความเข้าใจผิดกัน ข้าวโพดมีการเตรียมพื้นที่เพื่อเพาะปลูกประมาณพฤษภาคม เก็บเกี่ยวแล้วเสร็จก็คือ ไม่เกินเดือนธันวาคม เพราะฉะนั้นตรรกะที่เกิดค่าพีเอ็มหรือค่ามลพิษฝุ่นควันที่เกินมาตรฐาน ก็คือหลังวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ อันนี้ทุกปีไล่ดูสถิติตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๖๐ ๑๐ กว่าปี ไปดูนะครับ เพราะฉะนั้นตัวละครที่เราไม่สามารถที่จะเอาออกมาได้ก็คือการเผาไหม้ในพื้นที่ป่า พื้นที่ป่าทำไมเป็นตัวละครที่สำคัญ เรามักจะใช้ตัวชี้วัดก็คือว่าค่าฮอตสปอต (Hot spot) หรือว่าค่าความร้อน ท่านประธานรู้ไหมครับ ถ้าความร้อนของไฟรัศมีต่ำกว่า ๑ เมตร ไม่สามารถจับได้ อันที่ ๑ คือความร้อนไม่ถึง แต่ว่าในขณะที่พฤติกรรมของไฟป่าเป็นการไหม้แบบลำเลียง ค่อย ๆ ไป ความสูงไม่เกิน ๑ ฟุต รัศมีไม่เกิน ๑ ฟุต ไปทั้งผืนป่า ฮอตสปอต (Hot spot) ไม่มีทางที่จะจับได้ อันนี้คือ ปัญหาของเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นมีความจำเป็นที่ต้องใช้คนในพื้นที่ การกราวด์เช็ก (Ground check) บวกกับเทคโนโลยี อันที่ ๒ ผมเจอมากับตัวเอง เรื่องของเรือนยอด ฮอตสปอต (Hot spot) ก็ไม่สามารถที่จะจับได้ เกิดความร้อนในพื้นที่ด้านล่างของต้นไม้ แต่ข้างบนเป็นป่าทึบ เช่นอยู่ในเขตป่าดิบ อย่างปีนี้ชาวบ้านรายงานว่าจะเกิดความรุนแรง เรื่องไฟป่าแน่นอน ขอกำลังมาช่วยหน่อย ปรากฏว่าตัวชี้วัดที่จังหวัดว่าไม่พบความร้อน ในพื้นที่ที่คุณแจ้งมาจึงไม่สามารถที่จะส่งเจ้าหน้าที่ไปได้ สุดท้ายเกิดอะไรขึ้นครับ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่แจ้งเสียชีวิตจากการดับไฟ เหตุผลทั้งหมดที่ผมพูดในที่สภาแห่งนี้ ต่อท่านประธาน ผมคิดว่าทางออกที่ควรจะเกิดขึ้นในการบริหารจัดการเรื่องของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) นี้ โดยเฉพาะในเรื่องพื้นที่ภาคป่าไม้ ผมมีข้อความเสนอโดยสุดท้ายแบบนี้ครับ🔗

อันที่ ๑ การใช้พื้นที่แอเรีย เบส (Area based) เป็นตัวตั้ง ทุกหน่วยงานที่อยู่ ในพื้นที่นั้นต้องมาบูรณาการ ไม่ใช่ว่าแต่ละกรม แต่ละหน่วยงานถืองบประมาณต่างคนต่างทำ อย่างนี้ไม่สำเร็จ เราจะต้องมีการเอางบประมาณ บุคลากร ทรัพยากรทุกอย่างมากองไว้ โดยมีเป้าหมายว่าพื้นที่ป่าบริเวณ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ จะเกิดความ รุนแรงของไฟน้อยที่สุดโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนและท้องถิ่น🔗

อันที่ ๒ ท่านประธานครับ ความรู้และเทคโนโลยีที่จะต้องมาใช้ ความรู้ที่มี หลากหลาย เป็นความรู้ทั้งพื้นที่ เป็นความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์ที่มาจากเมืองนอก จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องบูรณาการผสมผสานความรู้เหล่านี้ในการเข้าไปจัดการ🔗

อันที่ ๓ การสนับสนุน สภาแห่งนี้ผมเคยพูดแล้วว่าการโอนงบประมาณให้กับ พื้นที่ อบต. เทศบาลอยู่ในเขตป่าเยอะมากในภาคเหนือ การโอนงบประมาณโอนไปที่ท้องถิ่น จังหวัด โอนไปในหมวดกลาง ๆ คือหมวดสิ่งแวดล้อม อบต. เทศบาล ก็ไม่รู้ว่าตรงไหนเป็น เรื่องของหมวดไฟป่า ตอนนี้ก็คือทางส่วนราชการโดยเฉพาะกรมป่าไม้ได้มีการจัดเวทีว่า จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องหมวดไฟป่า เพราะฉะนั้นก็คือ อบต. ใช้อำนาจเรื่องท้องถิ่น ถ้าคุยกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ ไม่ได้ก็ไม่สามารถที่จะไปดับไฟ ในเขตป่าของกรมป่าไม้ได้ ต้องขออนุญาตก่อน เพราะฉะนั้นจำเป็นที่ผมบอกว่า ข้อที่ ๑ จะต้องใช้พื้นที่ทุกหน่วยงานเข้ามา ข้อที่ ๒ ในเรื่องของการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ บางที ผมก็เห็นสื่อหลายสื่อ หลายคนนำเสนอ เอาภาพไฟป่าจากต่างประเทศที่มีความรุนแรง เผยแพร่ว่าเกิดไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ เพราะฉะนั้นการสื่อสารเรื่องนี้มีความจำเป็น จำเป็นที่สุด ก็คือว่าจะต้องใช้ฐานข้อมูลความเป็นจริง🔗

ประเด็นสุดท้ายครับ ไฟป่าหมอกควันกับเรื่องของสถานะภัยพิบัติ เรื่องนี้ ผมประสบมาโดยตรง ผมพยายามไปคุยกับคนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ทำไมเราไม่ประกาศว่าหมอกควันไฟป่าเป็นภัยพิบัติประจำจังหวัด ภัยแล้งเราประกาศได้ น้ำท่วมเราประกาศได้ หน้าหนาวเราประกาศได้ เป็นเพราะว่าเป็นเรื่องงบประมาณในการ จัดซื้อหรือเปล่า อันนี้ผมไม่ทราบ ประเด็นสำคัญก็คือว่าถ้าเราไม่ประกาศผมคิดว่า กระบวนการที่จะสนับสนุนเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินมันยากมากที่จะแก้ปัญหา มีประเด็นสำคัญ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องของการประกาศภัยพิบัติ การประกาศภัยพิบัติ ผมยกตัวอย่างเรื่องภัยหนาว จะต้องหนาวติดต่อกันกี่องศา ถ้าองศานี้กี่วัน ฝนจะต้องตกต่อเนื่องกี่วัน ไฟป่าจะทำอย่างนี้ ไม่ได้ครับ ถ้าเกิดไฟป่าแล้วค่อยประกาศภัยพิบัติมันไม่มีทาง มันมีทางที่จะทำให้เกิดความ เสียหายอย่างเดียวครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อยากจะฝากกรรมาธิการ อยากจะเป็นข้อเสนอ และเป็นประเด็นที่จะต้องปรากฏขึ้นมาในรายงานว่าไฟป่าและหมอกควันคือภัยพิบัติ แต่ละจังหวะต้องเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือแม้แต่อำเภอ และการประกาศ ภัยพิบัติต้องใช้มิติเรื่องของการป้องกัน ไม่ใช่รอให้มันเกิดก่อน ถ้ารอให้ไฟป่าเกิดก่อนแล้วค่อยประกาศภัยพิบัติ ผมคิดว่าอันนี้ไม่ใช่รูปแบบการป้องกัน ภัยพิบัติ และเงื่อนไขอย่างไรกรณีไฟป่านี้จังหวัดสามารถประกาศภัยพิบัติได้ ผมคิดว่าก็จะ เป็นการบรรเทาให้กับพี่น้องประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านมานพนะครับ มีท่านสมาชิกจะร่วมอภิปราย เชิญท่านเทพไท เสนพงศ์ ครับ🔗

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตท่านประธานอภิปรายเรื่องรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการป้องกัน และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ของคณะกรรมาธิการ การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้จนจบแล้วก็นำเสนอมายัง สภาผู้แทนราษฎรให้พวกเราในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชนได้แสดงความเห็นเรื่อง ผลรายงาน ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายเฉพาะในบางประเด็นที่ผมเห็นว่าอาจจะต้อง มีข้อเพิ่มเติมให้ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้า ๕ หัวข้อที่ ๓ เรื่องผลการพิจารณาศึกษา ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ศึกษาเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้สรุปมาเป็น ข้อ ๆ ตั้งแต่ผลการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขฝุ่นละออง ขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้พูดถึงการป้องกันและลดมลพิษต้นทางหรือแหล่งกำเนิด คณะกรรมาธิการได้ศึกษาเรื่อง แหล่งกำเนิดมลพิษที่เกิดจากการขนส่ง การจราจร หรือโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแหล่งที่มา ของฝุ่นละออง อันนี้ก็มีส่วนที่ถูกต้องเลยนะครับ แต่ว่าอีกส่วนหนึ่งในความเห็นของผม สำหรับฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานครนอกจากนี้แล้วผมคิดว่าที่เกิดฝุ่นละอองมาก ในความรู้สึกของผม ผมไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์แต่ว่าโดยเซนส์ (Sense) สามัญสำนึก ผมว่าฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นนี้น่าจะเกิดขึ้นจากการก่อสร้าง เพราะว่ากรุงเทพมหานคร เรามีแผนงานก่อสร้างเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟฟ้า ท่านประธานก็เห็นว่ากี่สาย สร้างกันมา ๕ ปี ๖ ปี ๗ ปี สร้างกันทุกสาย ขุด ๆ กลบ ๆ ขุด ๆ กลบ ๆ ในหลายเส้นทาง ถนนลาดพร้าวแทบจะไม่ต้องสัญจรเลย ถนนรามคำแหง แล้วก็มีการก่อสร้างตึกรามบ้านช่อง พัฒนาขึ้นเยอะแยะเลย ผมคิดว่าแหล่งของฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ก็น่าจะ มาจากแหล่งก่อสร้างนี้เป็นส่วนหนึ่งเลย เพราะฉะนั้นต้องหามาตรการที่จะป้องกันโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง กทม. แหล่งที่ฝ่ายโยธาธิการที่เข้าไปควบคุมการก่อสร้างส่วนใหญ่ก็จะให้ใช้พลาสติก หรือตาข่ายคลุม แต่ว่าบางครั้งก็เอาไม่อยู่หรอกครับท่านประธาน เพราะว่าบางทีกระแสแรงลม มันก็แรง ยิ่งช่วงนี้สภาวะอากาศของประเทศไทยเราก็เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก เมื่อวาน ถ้าท่านประธานดูข่าวพายุงวงช้างถ้าหากว่าเข้ากรุงเทพมหานคร ฝุ่นในไซต์ (Site) งานก่อสร้าง ฝุ่นตลบแน่ อย่าว่าแต่ที่อื่นเลยที่สภาแห่งนี้ของเราที่กำลังก่อสร้างอยู่นี้ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ผมว่าในชั้นใต้ดินในชั้นลานจอดรถบริเวณข้าง ๆ ค่อนข้างจะเยอะเลย ผมคิดว่าอันนี้น่าจะเป็น ส่วนหนึ่งของต้นทางมลพิษ ต้นทางของแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5)🔗

ส่วนที่ ๒ ที่พูดถึงเรื่องกรมการขนส่งทางบก ได้พูดถึงว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ที่เกิดขึ้นร้อยละ ๕๐ เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ดีเซล พูดถึงเรื่อง รถ ขสมก. อันนี้ก็ต้องยอมรับนะครับ ตั้งแต่ผมเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ใหม่ ๆ เรียนหนังสือที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นั่งรถเมล์สาย ๙๒ สาย ๘ รถ ขสมก. ต้องยอมรับเลย ท่านประธาน อาจจะไม่ได้นั่งรถเมล์ ท่านนั่งรถเก๋งตอนเรียนหนังสือ แต่ว่าผมนั่งรถเมล์ ผมเห็นเลยว่า ควันดำมากจริง ๆ จนคนล้อกันเลยว่าจริง ๆ แล้วขนาดจับขนาดเท่าไรก็ไม่สามารถที่จะ หายไปจากท้องถนนได้ คนบ้านนอก คนปักษ์ใต้พูดไม่ชัดบอกควันดำ ๆ เวลากินหมากฟันดำ กินแล้วฟันดำเข้ากรุงเทพฯ ไม่ได้ พอเข้ากรุงเทพฯ แล้วจะโดนจับถูกปรับ การตรวจควันดำ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่นอกจาก ขสมก. ในส่วนตรงนี้แล้ว ผมคิดว่าในรายงานน่าจะ พูดถึงเรื่องการปล่อยมลพิษจากควันดำ นอกจาก ขสมก. แล้วผมคิดว่ารถหน่วยงานราชการ ปล่อยควันดำเป็นส่วนใหญ่เลย แต่ว่าบางทีก็จะไปจับตรวจควันดำก็ไม่รู้จะเสียค่าปรับ ไปปรับกับใคร บขส. ก็มีส่วน รถทหาร รถตำรวจ ที่ใช้น้ำมันดีเซลส่วนใหญ่ก็จะมีปัญหา มลพิษทางควันเยอะมาก เพราะส่วนใหญ่ก็จะเป็นรถเก่าเพราะว่าไม่มีงบประมาณจัดซื้อ ก็ใช้รถเก่า ใช้รถเก่าก็แน่นอนที่สุดว่าปัญหาเรื่องควัน ฝุ่นละอองก็จะตามมา อันนี้ก็ชัดเลย🔗

ส่วนที่ ๓ เรื่องกรมควบคุมโรค กรมอนามัย แล้วก็ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องเกี่ยวกับหมอกควันจากไฟป่า ผมก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่า ผมอยากจะพูดถึงเรื่องนี้สักนิดหนึ่งเพราะว่าปัญหาเรื่องไฟป่า เรื่องหมอกควันที่เกิดขึ้น เพื่อนหลายท่านก็จะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคเหนือในจังหวัด เชียงใหม่เพราะว่าเป็นไฟป่าที่ดัง แต่ว่าถ้าท่านประธานจำได้ก็ในพื้นที่เลือกตั้งผมก็มีไฟป่า เกิดขึ้นในหน้าแล้งเป็นประจำ ท่านประธานคงจำได้ว่าป่าพรุควนเคร็ง ดังนะครับป่าพรุควนเคร็ง ถ้าหากว่าเราอนุรักษ์ได้ที่มีพื้นที่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ป่าพรุควนเคร็งจะเป็นป่าธรรมชาติ ที่เป็นมรดกโลกได้ครับ แต่ว่าตอนนี้เราก็ถูกบุกรุกไปเยอะ แล้วก็ทุกปีในช่วงหน้าแล้งก็จะเกิด สภาพไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง แล้วก็แน่นอนที่สุดหมอกควันจากไฟไหม้ป่าก็จะปกคลุมเป็น มลพิษทางอากาศ เราก็เสียงบประมาณไปเยอะมากทุกปีด้วยซ้ำไป ตั้งแต่กรมป้องกันบรรเทา สาธารณภัย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ต้องเสียงบประมาณไป หรือกรมชลประทานต้องสูบน้ำจากคลองเจ้าอวด มาดับไฟ จนน้ำในคลองแห้ง ตลิ่งพัง บ้านเรือนชาวบ้านเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เทศบาลตำบลชะอวด ตลิ่งพังบ้านเรือนเสียหาย อันนี้กำลังของบประมาณจากกรมโยธาธิการ และผังเมืองอยู่ ผมทราบข่าวว่าอธิบดีคนใหม่ คุณมณฑล สุดประเสริฐ มา เห็นชาวบ้านเขา ขออยู่ ก็ต้องเรียนท่านประธานว่าในพื้นที่ผมก็มีเรื่องนี้ ผมก็เคยเสนอไปแต่ว่าอาจจะ ใช้งบประมาณค่อนข้างจะเยอะ คือผมเสนอให้ขุดคลองเพื่อแก้ปัญหามลพิษไม่ให้เกิดไฟไหม้ ขุดคลองรอบ นอกจากได้คลอง ได้น้ำแล้วเราได้ถนนด้วย แล้วเราก็จะได้เขตแนวป้องกัน ไม่ให้คนบุกรุกป่าด้วย แล้วก็เป็นการแก้ปัญหาไฟป่าที่ยั่งยืน และจะแก้ปัญหามลพิษ มลภาวะ ทางอากาศ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ด้วยครับ ได้หลายต่อเลยครับ ลงทุนก็ไม่เยอะหรอกครับ ผมคิดว่าเราลงทุนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ได้เส้นหนึ่งสัก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงทุนที่นั่น อย่าให้ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สัก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็คิดว่าขุดได้สบาย นอกจาก ได้สร้างงาน ได้กระจายรายได้ให้กับพี่น้องในพื้นที่แล้วด้วยเราก็จะได้ป่าพรุที่สมบูรณ์ อันนี้ ก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗

ส่วนเรื่องกรมอนามัยนะครับ แล้วก็กรมควบคุมโรค ต้องเรียนว่าวันนี้คนไทย มีโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเยอะมากครับท่านประธาน ผมคนหนึ่งที่เป็น โรคที่ฮิต (Hit) ที่สุดก็คือโรคภูมิแพ้ และผมก็ไปหาหมอระบบทางเดินหายใจก็เป็นแผนกเดียวที่มีผู้ป่วย เยอะมาก ต้องรอคิว เพราะว่าเราสูดอากาศที่มีมลภาวะเข้าไปแล้วเราก็ปรับตัวไม่ทัน แล้วก็ มีปัญหา แล้วยิ่งเปลี่ยนอากาศนะครับท่านประธาน อากาศในกรุงเทพมหานครอีกแบบหนึ่ง อากาศต่างจังหวัดอีกแบบหนึ่ง ถ้าเราเดินทางบ่อย เราเป็นผู้แทนราษฎรเดินทางบ่อยก็จะ ปรับตัวไม่ทัน พอจะปรับตัวทันก็กลับมากรุงเทพมหานคร จะปรับตัวกรุงเทพมหานครทัน ก็เข้าไปต่างจังหวัดไปเยี่ยมประชาชน อาการก็เกิดขึ้นได้ชัดว่าแพ้อากาศ แสบจมูก นี่ก็มาจาก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มาจากมลภาวะทางอากาศเช่นเดียวกันครับ เราจะเห็นได้ว่าตอนนี้ ที่เราอยู่ได้ก็คือว่าเราก็ใช้วิธีการฟอกอากาศ บางคนมีเครื่องฟอกอากาศส่วนตัว เห็นคุณสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ นั่งข้างหลังผม มีเครื่องฟอกอากาศส่วนตัวห้อยคออยู่เหมือนกับเครื่องราง ของขลังเลยครับท่านประธาน ฟอกใกล้จมูกมากที่สุด คนที่ไม่มีก็ไปซื้อเครื่องฟอกอากาศ ไว้ในห้องนอนไว้ที่บ้าน บางคนก็ฟอกอากาศไว้ในรถยนต์ กทม. ก็เคยคิด ท่านประธานก็เห็น มีเครื่องฟอกอากาศของ กทม. ที่ไปตั้งอยู่ในที่ชุมชน อันนั้นแทบจะไม่ได้ผลนะครับ ฟอกอากาศทั้ง กทม. เขตพื้นที่ กทม. ทั้งเขต ผมคิดว่าเอาเครื่องฟอกอากาศที่ไหนมาก็ไม่คุ้ม อันนี้ก็เป็นปัญหา แล้วก็เป็นปัญหาสุขภาพ ถ้าเราไม่แก้ปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ให้เบ็ดเสร็จให้มีผลดีขึ้นเราจะได้รับความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะเสียเรื่องคุณภาพชีวิต เรื่องสุขภาพของผู้คน ซึ่งเราประเมินค่าไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ และผมคิดว่าข้อศึกษา ทั้งหมดคงจะเป็นประโยชน์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปปฏิบัติ แล้วก็คงจะได้ นำข้อเสนอแนะหรือความเห็นของเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ที่ต่างมุมมอง ต่างทัศนะ มารวบรวม มาปรับปรุง เพื่อที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการต่อไป ผมก็รบกวนเวลา ของท่านประธาน ของสภาผู้แทนราษฎรเพียงแค่นี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านเทพไทนะครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ตามด้วยท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชิญท่านณัฐพลครับ🔗

นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมจะมาขออภิปรายในข้อสังเกตเพิ่มเติมและ ความห่วงใยต่อคำว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในฐานะผู้แทนราษฎรที่มาจากพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ผมจะขอให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมในมิติของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ พี่น้องกลุ่มเกษตรกรชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ และมิติของคนในเมืองกับคนที่อยู่ในภูธรนะครับ ขณะที่เราอภิปรายกันเป็น ระยะเวลาหนึ่งผมเชื่อว่าพี่น้องที่ฟังอยู่ด้านนอก ขอผ่านท่านประธานไป คำว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) บางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ ยังไม่รู้นะครับ ก็จะผ่านไปทางพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ หรือพี่น้องที่อยู่ด้านนอกที่ไม่เข้าใจ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน ที่มีผลอย่างไรกับร่างกายของมนุษย์ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เกิดมาอย่างไร คืออะไร ย้อนอีกนิดหนึ่งเพื่อความเข้าใจที่จะอภิปรายเพื่อเพิ่มเติมเข้าไปนะครับ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ไม่ได้เกิดในตัวของมันเอง มันเกิดจากน้ำมือมนุษย์เสียส่วนใหญ่ มนุษย์เป็นผู้สร้าง มนุษย์เป็นผู้ทำให้มันเกิดขึ้นมา ฉะนั้นคำตอบต้นตอของมันต้องค้นหาคำตอบที่ต้นตอ ว่าเกิดอย่างไร แล้ววิธีแก้ไขควรที่จะเป็นอย่างไร แล้วมีอะไรบ้างที่มาทำให้เกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แน่นอนว่ามันเข้าไปในร่างกายมันสร้างปัญหาทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามที่ท่าน ผู้อภิปรายได้อภิปรายมา ฉะนั้นตอนนี้ที่ผมห่วงนะครับ ในมิติที่ผมจะอภิปรายต่อไปคือสังคมส่วนใหญ่เข้าใจพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แยกแยะชัดเจน หรือยังว่าเกิดในเมืองเกิดอย่างไร เกิดรูปแบบไหนบ้าง แล้วที่เกิดจากภูธร กลุ่มชาติพันธุ์ ในป่า ในเขา ในดอยเรามีความเข้าใจอย่างไรแล้วหรือไม่ ผมจะขออภิปรายในส่วนของพี่น้อง กลุ่มชาติพันธุ์ตามนี้นะครับ เพราะสังคมส่วนใหญ่จะเพ่งเล็งและเข้าใจไปว่าไฟป่า ควันป่า นั้นคือพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ที่เกิดจากน้ำมือของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มเกษตรกร ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ถามว่าถ้าพี่น้องเกษตรกรไม่เผาเพื่อปาก เพื่อท้อง ตอนนี้มีทางเลือก ให้พี่น้องเกษตรกรทำเกษตรรูปแบบไหนบ้าง เห็นด้วยครับว่าควรที่จะใช้เกษตรในรูปแบบ ที่ไม่เผา ไม่ใช้สารเคมี แต่เกษตรของเรา กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีคำตอบให้เกษตรกรไทยและพี่น้องเกษตรกรบนดอย บนชาติพันธุ์แล้วหรือไม่ ในขณะที่ วิถีชีวิตไร่หมุนเวียนพี่น้องกะเหรี่ยงยังมีความจำเป็นจะต้องเผาไร่ แต่ถ้ามีกติกา กฎหมาย พ.ร.บ. บอกว่าห้ามเผา ถามว่าเขาจะอยู่ จะกิน จะใช้ชีวิตอัตลักษณ์ดั้งเดิมอย่างไร จะเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมกับการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาของคณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ผมจะขออภิปรายเพิ่มเติมในประเด็นที่พี่น้องที่อยู่พื้นราบ สังคมเมือง ในขณะที่เราเพ่งเล็ง ไปว่าน้ำมือที่เกิดจะเป็นมาจากภูธรจากต่างจังหวัด แต่ผู้แทนราษฎรของเราที่นั่งอยู่ในนี้ มีส่วนในการทำให้เกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ท่านกลับบ้านออกจากห้องประชุมนี้ สตาร์ต (Start) เครื่องรถยนต์เกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ทันทีแล้วครับ ไปถึงบ้านอากาศร้อนในเมือง ท่านเปิดแอร์คอนดิชันเนอร์ (Air Conditioner) ระบบแอร์คอนดิชันนิง (Air Conditioning) ก็สร้างพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ยังไม่รวมโรงงาน ยังไม่รวมการก่อสร้าง ฉะนั้นเราต้องแยกแยะ แล้วเขามีความเข้าใจว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เกิดได้ทุกที่ ทุกคนเป็นผู้สร้างพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อยู่บนโลกนี้อยู่ในประเทศที่เราอยู่นี้ ฉะนั้นมีความจำเป็นครับ เมื่อสักครู่ที่ท่าน ผู้แทนราษฎรได้อภิปรายมานะครับ ควันป่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วสังคม ส่วนใหญ่จะมองกลายเป็นว่านั่นคือน้ำมือของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ หรือเกษตรกร เกษตรกรรมที่ใช้การเผา อยากทำความเข้าใจให้กับพวกเราผ่านไปยังพี่น้องที่อยู่ด้านนอก ที่ฟังทั่วประเทศว่าการเผาโดยใช้พื้นที่ไม่กี่ไร่เพื่อเพาะปลูกในการเกษตร เพื่อปาก เพื่อท้อง เลี้ยงลูกเมีย ไม่เป็นปัญหาใหญ่เท่ากับปัญหาที่ทุกคนหรือสังคมเมืองทำให้เกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แน่นอนไม่ได้หมายความว่าเราเห็นดี ผมเห็นดีให้มีการเผา แต่ถ้ายังไม่ถึงเวลา ยังไม่มีทางออกให้เกษตรกร ความจำเป็นในการเผาก็ยังจะต้องมีอยู่ ฉะนั้นผมมีข้อสังเกต และมีข้อห่วงใยว่าการเผาเพื่อปาก เพื่อท้อง เพื่อเกษตร เพื่อเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว ตอนนี้จะกลายเป็นข้อผิดทางด้านข้อกฎหมายกับผู้ที่ไม่มีทางออก ผมมีความกังวลว่า เราเข้าใจในการเผาเพื่อเกษตรกับการเผาที่เผาป่าเลื่อนลอยหรือไฟป่าที่เกิดอยู่ในเขต ป่าอุทยานที่ไม่ใช่เขตเพาะปลูก เราแยกแยะประเด็นนี้แล้วหรือไม่ อย่างไร เรื่องไฟป่า ผมอยากให้ข้อสังเกต พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ปีที่แล้วได้เสียชีวิตในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นกลุ่มเยาวชน เป็นเยาวชนนะครับ ผู้หญิงที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สูงอายุที่จังหวัดเชียงราย ไม่ควรที่จะมีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์หรือใคร คนใดคนหนึ่งเสียชีวิตในการดับไฟ แต่นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแม้เขาประกอบอาชีพด้านเกษตร แม้เขาจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในป่าในเขาในดอย จิตสำนึกในการดับไฟเพื่อให้เห็นภาพว่า เราไม่อยากให้ไฟป่าเกิดในประเทศไทย เราไม่อยากให้ป่าไม้ทรัพยากรของประเทศนี้ถูกเผา ให้เกิดควัน ให้เกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แล้วแพะทั้งหมดกลายเป็นของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ เราจึงเห็นภาพว่าพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์พยายามเต็มที่ในการดับไฟ นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นภาพ ชัดว่าพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้ละเลย ไม่มีความตั้งใจที่อยากจะเผาป่า แต่เพื่อปากเพื่อท้อง จึงทำความเข้าใจ และอยากจะทำความเข้าใจให้ทุกท่านได้เข้าใจว่าเราอยู่ร่วมกัน ต้องเห็นใจ ร่วมใจกันจะแก้ปัญหาอย่างไร ผมอยากจะเสริมในการแก้ปัญหากรณีไฟป่า เราใช้ทรัพยากร หรืออุปกรณ์ในการดับไฟป่าเพียงพอ ใช้ออกมาเต็มที่แล้วหรือยังนะครับ ผมอยากให้ ทุกหน่วยงานได้พิจารณาในการดับไฟในปีต่อไป เรามีการบูรณาการในการเตรียมพร้อมกับ ไฟป่าแล้วหรือยัง ที่ผ่านมาใช้คนในการดับไฟ เราเห็นแล้วว่ามีการสูญเสียถึงชีวิต ในปีนี้ ในหน้าแล้งที่จะถึงนี้ผมไม่อยากให้ใครสูญเสียชีวิต ไม่อยากให้เด็กต้องกำพร้าพ่อกำพร้าแม่ จึงเป็นภาระของรัฐบาลนะครับ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลโดยตรง ผมอยากเสริมเพิ่มไปว่าหน่วยงาน กองทัพที่มีทรัพยากร มีอุปกรณ์เครื่องบินชินุก (Chinook) ที่มีแรงในการดับไฟในพื้นที่ที่อยู่ ในเขตป่าในเขตอุทยาน ควรที่จะออกมาใช้เพื่อดับไฟ ไม่ควรที่จะให้เป็นภาระของพี่น้อง ชาวบ้านให้ไปสูญเสียชีวิตอยู่กลางป่าอีกครับ🔗

ท้ายนี้ผมอยากฝากความเข้าใจ การปรับความเข้าใจกับทัศนคติของพวกเรา ทุกท่านว่าปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นภาระของพี่น้องทุกคน ทุกภาคส่วน ทุกอาชีพ เราจะไม่ผลักไสให้เป็นภาระของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ในการเป็นผู้รับบาปว่าเป็นกลุ่มที่สร้าง ปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในขณะเดียวกันพี่น้องที่อยู่บนดอยก็จะไม่ผลักภาระหรือ โยนบาปว่าทั้งหมดก็คือพวกคุณที่อยู่ในเมืองนั่นแหละ เราจะมาร่วมหาวิธีแก้ปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อย่างไร ท้ายสุดนะครับ เรามองว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) คือลมหายใจที่เราจะต้อง ขยับออกไปเพื่อลมหายใจคนไทยทั้งหมดที่พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ไม่มากดทับเราให้เราหายใจ ไม่ออกครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านณัฐพลนะครับ ต่อไปเป็นท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ครับ เชิญครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ต่อเรื่อง แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ซึ่งต้อง ขอบคุณคณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ท่านได้ทำการศึกษามา ผมอ่านรายงานของท่านก็เป็นรายงานที่ดีนะครับแล้วก็มีความ ครอบคลุมในหลาย ๆ มิติ โดยเฉพาะเรื่องต้นตอของปัญหาต่าง ๆ แต่ว่าต้องเรียนด้วยความ เคารพครับ ผมเองมาจากจังหวัดเชียงใหม่มาจากภาคเหนือ ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านอยู่จังหวัดเชียงรายนะครับ เรารู้กันดีครับว่าตั้งแต่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่แต่เล็ก แต่น้อยนี้เราก็โตมากับฝุ่นควันนะครับ โดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศไทย ในอดีต อาจจะมีหนักบ้างเบาบ้างสลับกันไป แต่ในช่วงท้าย ๆ มานี้ โดยเฉพาะ ๒-๓ ปีที่ผ่านมาล่าสุด สถานการณ์ค่อนข้างหนักหน่วงนะครับ แล้วเราก็มาเรียนรู้คำว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ขึ้นมา เราก็มาเริ่มตระหนักว่านี่เป็นฝุ่นควันขนาดเล็กซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตของพี่น้องประชาชน ต่อสุขภาพพลานามัยของพี่น้องประชาชน ก็มาให้ความสำคัญกับมันมากขึ้นครับ อันนี้เป็น สิ่งที่ดีนะครับ แต่ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประชาชนโดยเฉพาะทางภาคเหนือ ซึ่งประสบกับปัญหาเรื่องของฝุ่นควันมีความลำบากเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหา ของภาครัฐซึ่งล่าช้าและไม่เป็นรูปธรรม สุดท้ายทุกครั้งที่ผ่านมาต้องยอมรับความจริงครับ การช่วยเหลือของภาครัฐ หน้ากากก็ไม่เคยมีให้ บุคลากรที่เข้าไปทำถ้าไม่ใช่ภาครัฐเป็นอาสา ก็ไม่ได้มีเบี้ยเลี้ยงอะไรให้เขาเป็นพิเศษ ในขณะที่ต้องพึ่งพาภาคประชาชนในการเข้าไป ช่วยดับไฟ ปีล่าสุดผมเล่าสถานการณ์ให้ฟังคือมีเหตุการณ์ไฟไหม้อยู่บนดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลาหลายวันไม่สามารถดับได้ พี่น้องประชาชนร่วมแรงร่วมใจเข้าไป ช่วยกันดับ ผมก็ได้แต่ส่งกำลังบำรุง บางครั้งส่งอาหาร ส่งน้ำให้เขา เราทำได้แค่นั้นจริง ๆ เพราะว่านี่คือกำลังของภาคประชาชน ในขณะที่ภาครัฐเองนั้นก็พยายามส่งกำลังเจ้าหน้าที่ ไปปฏิบัติภารกิจ เอาหน่วยงานของไฟป่าจากทั่วประเทศไปรุมกันอยู่ที่เชียงใหม่ อันนี้ต้อง ยอมรับความจริงแล้วก็กราบขอบพระคุณครับ แต่ปัญหาคือไปอยู่ที่ดอยสุเทพกันหมด เพราะอะไร เพราะว่าเรารู้ดีว่าดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเหมือนจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งทั่วโลกทั่วประเทศไทยมองตรงไปยังดอยสุเทพบอกว่าเมื่อไรไฟจะดับ แต่ในขณะที่ ความเป็นจริงแล้วการไหม้ของไฟมันไม่ได้เกิดจุดเดียว หลาย ๆ อำเภอ รอบ ๆ ตัวเมือง จังหวัดเชียงใหม่หรือว่าในจังหวัดใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีไฟไหม้ตลอดครับ บางอำเภอมีไฟไหม้ ๑๐๐ กว่าจุด ไปถามดู มีเจ้าหน้าที่กี่คน มี ๑๒ คน มี ๑๕ คน หมายความกระบวนในการเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหา ในภาพกว้างนั้นไม่สามารถทำได้สำเร็จ นั่นก็คือปัญหาซึ่งเกิดขึ้นจากภาครัฐ สุดท้าย ประชาชนในรอบหลายปีที่ผ่านมารอฟ้ารอฝน รอเทวดา พอฝนตกลงมาสถานการณ์คลี่คลาย เราก็ดีใจได้พักหนึ่ง แต่เรารู้ดีว่าสุดท้ายสิ้นปีนี้เดี๋ยวผมก็เจอกันอีกครับ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทางภาคเหนือทั้งหมดตอนบนเราก็เจอกับมันอีก ปัญหา ฝุ่นควัน ปัญหาพีเอ็ม (PM) เพราะการแก้ไขอย่างเป็นองค์รวมมันไม่เกิดขึ้น ผมพยายามจะ แยกประเด็นในเรื่องของปัญหาไฟป่าให้กับทางท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการเพื่อที่จะ ได้รับฟังอีกมุมมองหนึ่ง บางจุดอาจจะเหมือนกัน อาจจะใกล้เคียงกัน บางจุดอาจจะมีความ คิดเห็นที่แตกต่าง ในประเด็นแรกวันนี้เราแก้ไขปัญหาเรื่องหมอกควันจากไฟป่าจากประเทศไทย จุดเดียวไม่ได้อีกต่อไป เป็นปัญหาที่เรียกว่าต้องใช้เวิลด์ โคโอเปอเรชัน (World Cooperation) ก็คือต้องใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศรัฐบาลเองต้องเดินหน้า ต้องทำงานแบบหัวก้าวหน้า ต้องไปหาประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเกี่ยวเนื่องกันในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางประเทศพม่า ทางประเทศลาว ทางประเทศเวียดนาม ประเทศเหล่านี้ มีปัญหาเรื่องการไหม้ของไฟจนกระทั่งเกิดปัญหาหมอกควันเช่นเดียวกัน แต่สุดท้ายเนื่องด้วย ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยเป็นแอ่งกระทะ ลมพัดมา หมอกควันมาขังอยู่ที่พื้นที่ เป็นเวลาหลายเดือน วันนี้การแก้ไขปัญหาให้มีรูปธรรมที่จับต้องได้จำเป็นจะต้องใช้ความร่วมมือ ระหว่างประเทศผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ ผ่านทางรัฐบาล อันนี้เป็นสิ่งซึ่งอยากจะ เห็นการแก้ไขขึ้นมา นอกจากนั้นปัจจัยหลักอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) นั้นต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเป็นเรื่องของโรงงานอุตสาหกรรม เป็นเรื่องของรถยนต์ ของเราเอง ซึ่งนโยบายของภาครัฐก็ควรจะต้องกำกับไปในทิศทางที่จะสามารถเอื้ออำนวย ให้การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมันเกิดขึ้น เช่นการสนับสนุนให้ใช้น้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel) ถามว่าทำไม เพราะว่าการศึกษามันออกมาชัดเจน การใช้น้ำมันประเภท ที่เป็นเชื้อเพลิงที่มาจากหัวธรรมชาติมันจะมีผลผลิตที่เป็นฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) น้อยกว่า อย่างมีนัยสำคัญ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราสามารถผลักดันแล้วก็สามารถทำให้เกิดการใช้ อย่างจริงจังในประเทศ ผมเชื่อว่าในระยะยาวปัญหาเหล่านี้ก็จะเบาบางลง ปัญหาต่อมาที่ ชัดเจนเรื่องของการเผาโดยภาคประชาชน เราก็พูดกันมาโดยตลอด เมื่อสักครู่ท่าน ส.ส. ที่เป็นชาติพันธุ์ได้พูดมาครบถ้วน ผมชื่นชมและเป็นความจริง วันนี้พี่น้องประชาชนต้องอยู่กับ ป่าให้ได้อย่างยั่งยืน ต้องมีรัฐบาลที่มีความเข้าอกเข้าใจ ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ วันนี้ผมจะเล่า ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรกเป็นเรื่องของการเผาภาคการเกษตร เผาภาคการเกษตรคืออะไร แน่นอนวันนี้พี่น้องประชาชนเราก็แสวงหาโอกาสทำมาหากิน มีเอกชนรายใหญ่เข้าไปในพื้นที่ บอกว่าเอาไหมต้นกล้า เอาไหมเมล็ดพันธุ์เอาไปปลูกพืชผลที่เป็นพืชไร่โดยมาก สุดท้ายพี่น้องประชาชนก็เข้าสู่ กระบวนการที่เราต้องใช้ภาษาอังกฤษว่าคอนแทรกต์ ฟาร์มมิง (Contract farming) เข้าไป แล้ว ขายอาจจะได้กำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ บริษัทใหญ่ร่ำรวยมหาศาล แต่สุดท้ายตอซังที่มัน เหลืออยู่เป็นภาระของเกษตรกร เกษตรกรมีวิชาความรู้เดียวตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายสั่งสมมา ในเรื่องการกำจัดตอซังเหล่านี้ก็คือการเผา เราบอกว่าอย่าเผาเลยเพราะเผาแล้วจะเกิดหมอกควัน แต่เราไม่มีกระบวนการทดแทน เราไม่มีงบประมาณ เราไม่มีวิธีการอื่นใดไปทดแทนให้เขา สุดท้ายเขาก็เลือกวิธีการเดิม ๆ ในขณะที่ภาครัฐควรจะมองไปว่าในเมื่อกระบวนการนี้มันเป็น กระบวนการที่มาจากบริษัทเอกชนรายใหญ่ ทำไมภาครัฐจึงไม่ผลักดันให้เกิดกระบวนการ ซึ่งผมจะใช้คำว่าแอกเคาน์ทะบิลิตี (Accountability) ก็คือความรับผิดชอบ คุณเอากำไร ไปมากแล้ว คุณเอาเมล็ดพันธุ์มาให้เกษตรกร เป็นมือเป็นไม้ให้คุณทำกำไร ทำการเกษตร สุดท้ายจำเป็นหรือไม่ที่บริษัทเอกชนรายใหญ่เหล่านี้จะต้องเจียดเงินส่วนหนึ่งมาให้กับ เกษตรกรเพื่อเข้าสู่กระบวนการในการแก้ไขปัญหาในเรื่องตอซัง ในเรื่องเศษซากของพืชผล ทางการเกษตร เรื่องอ้อยเช่นเดียวกันครับ วันนี้การผลิตอ้อยมีค่าชดเชยถ้าเกิดว่าอ้อย ไม่ได้เผา ตกตันหนึ่งผมไม่แน่ใจราคา พอดีแถวบ้านไม่มี น่าจะ ๑๐ บาท ๒๐ บาท ๓๐ บาท ไม่เกิน ซึ่งไม่คุ้มค่าเลยกับแรงงานที่จะต้องใช้เมื่อเทียบกับการเก็บโดยใช้แรงงาน เพราะการเก็บโดยใช้แรงงานใช้เวลามากกว่า ๓ วัน แค่ค่าแรงต่อคนก็เป็นพันแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ภาครัฐต้องคิดให้รอบคอบและมีความเห็น มีแนวนโยบาย ที่ชัดเจนและมีความรอบด้านมากกว่านี้ ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นประเด็นสุดท้าย ที่จะพูดถึงเรื่องของการเผาโดยภาคประชาชน อันนี้เขาเรียกเผาโดยเจตนา หลายคนบอกว่า ทำไมคนทางเหนือคิดอย่างไร หมอกควันก็อยู่กับตัวทำไมเผา เพราะเขาโดนกดเขาโดนบีบ เขาโดนกดดันจากภาครัฐจนไม่สามารถที่จะอยู่ได้ อันนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงต้องยอมรับ มีมากมีน้อยอันนี้ผมไม่กล้ายืนยันตัวเลขกับทางท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ แต่เป็นสิ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจริง เพราะนโยบายซึ่งใช้แส้เหล็กฟาดลงไปที่พี่น้องประชาชน คุณไปบุกรุก คุณไปเผาหรือ จุดไฟเผาการเกษตร ๑ ไร่ ติดคุกครับ บีบกันแรงเกินไปจนกระทั่งเขาไม่มี ช่องทางในการระบาย ไม่มีช่องทางในการออกสุดท้ายนี่คือมาตรการต่อต้านรัฐแบบหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้น มองไปยัง ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ไม่ต่างกันครับ แต่ว่าเบาบางกว่า เพราะว่าไม่ได้ใช้ มาตรการรุนแรงจนกระทั่งถึงชีวิต แต่นี่คือกระบวนการในการแสดงพลังของประชาชน เพื่อต่อต้านอำนาจ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สามารถแก้ไขได้ถ้าเราเข้าใจ เข้าถึง ใช้จิตใจเข้าไป ฟังความเห็นของเขา หาวิธีทางออกร่วมกัน ประชาชนอยู่กับป่ามาโดยตลอด โดยเฉพาะ ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน เราจะไปขับไล่เขาออกบอกว่าคุณไม่ต้องทำมาหากินแล้ว เขาไม่ได้โชคดีอย่างท่านที่เกิดในกรุงเทพมหานครแล้วมีที่ดิน มีอาคารอยู่อาศัย เขาอยู่ในป่า วันนี้เราต้องหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าต้องขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง สำหรับรายงานของกรรมาธิการชุดนี้ ท่านก็เป็นอีกหนึ่งในความหวังของพี่น้องประชาชน ผมเองก็ได้แต่สื่อสารกับท่านประธานผ่านไปยังท่านว่าสิ่งที่ท่านทำมาถูกทาง แต่สิ่งหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ในการแก้ไขปัญหานั่นก็คือความเข้าใจของภาครัฐใน ๒ ประเด็น🔗

ประเด็นแรก คือประเด็นของการแก้ไขปัญหานั้น ต้องยอมรับครับว่าใช้เงิน ใช้เงินและความเข้าใจ ความเข้าใจแน่นอน เข้าใจในชีวิตของประชาชน เข้าใจในวัฏจักร การทำมาหากินในการทำอาชีพของเขา ใช้เงินตรงไหน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหา อย่างที่ ผมเรียนตอนต้นแค่แมสก์ (Mask) หน้ากากกันฝุ่นสักอันหนึ่ง ผมอยู่เชียงใหม่ตลอดปีที่ผ่านมา ฝุ่นควัน ๓ เดือนนะครับ ผมไม่ได้จากรัฐบาลสักอัน ซื้อเองหมด นี่หรือค่าของชีวิต ของคนเหนือที่ภาครัฐมอง ในขณะที่กระบวนการเข้าไปดับไฟ เมื่อสักครู่ก็เรียนให้ทราบ บุคลากรที่เดินขึ้นเขาไป ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง ไปยังจุดซึ่งไฟไหม้และไปช่วยกันดับ เอาไม้ไปตีครับ หลัง ๆ โชคดีหน่อยพัฒนาเดี๋ยวนี้ก็มีเครื่องพ่นลม ถือเครื่องพ่นลมหนัก ๆ เป็น ๕ กิโลกรัม ๑๐ กิโลกรัม แล้วก็ไปพ่นลมใส่เพื่อทำแนวกันไฟ เขาเดิน ๓ ชั่วโมงขึ้นเขา เป็นพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ที่เขาช่วยกัน ภาครัฐไม่เคยให้การสนับสนุนใด ๆ เลย สุดท้ายต้องมาตั้ง โรงทาน ภาษาเหนือ โรงทานก็เป็นการช่วยกันออกเงินแล้วก็ทำอาหารไปเลี้ยงเขาให้เขาเอา อาหารห่อขึ้นเขาไปกิน ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการเหลียวแลเลย เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะใช้ พี่น้องประชาชนเป็นด่านหน้าในการต่อสู้ แน่นอนร่วมกับภาครัฐซึ่งก็เป็นหน่วยไฟป่า เป็นกรมอุทยานอะไรต่าง ๆ ท่านก็ควรมีการสนับสนุน ท่านก็ควรจะมีการดูแลเขาด้วย จะเป็นค่าตอบแทนอย่างไร ผมไม่กล้าที่จะเอ่ยอ้าง นอกจากนั้นอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ต้องเตรียม ความพร้อมครับ อย่างที่ได้เรียนเมื่อสักครู่เดี๋ยวนี้เขาฮิตเครื่องพ่นลม หนักนะครับ แต่ได้ประโยชน์แล้วคนไม่ต้องไปเสี่ยงเพราะว่าไม่ต้องเดินเข้าไปใกล้กับจุดที่เกิดไฟไหม้จริง ๆ จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตอย่างปีที่ผ่านมาหลายศพ เครื่องบินล่ะ วันนี้กองทัพอากาศ ซื้อเครื่องบินรบ กองทัพเรือซื้อเรือดำน้ำ เครื่องบินสำหรับปล่อยน้ำแบบต่างประเทศ เมืองไทยไม่มีนะครับ ท่านเคยเห็นนะครับว่าเขาบอกมีเครื่องบินบินไปปล่อยน้ำ ไม่ใช่ เครื่องบินตามภารกิจครับ เป็นเครื่องบินซึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์สำหรับการนี้ แต่เราเอาไป ดัดแปลงเพื่อให้มันเกิดขึ้นได้ แต่สุดท้ายมันไม่เกิดประสิทธิภาพอย่างที่ควร งบประมาณ ผมว่าไม่กี่ร้อยไม่กี่ ๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้ในวงกว้างไม่ต้องเดินป่า เข้าไป ๓ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมงเพื่อที่จะไปดับไฟ เอาเครื่องบินไปปล่อยน้ำ สิ่งต่าง ๆเหล่านี้ภาครัฐ ต้องคิดครับ แล้วก็เตรียมการเพื่อให้ในอนาคตเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว เราจะสามารถแก้ไขได้ นอกจากนั้นแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือการรับฟังเมื่อเช้าผมได้เรียนผ่านท่านประธานชวน หลีกภัย ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรบอกว่ากระบวนการซึ่งกรรมาธิการมานำเสนอต่อสภาอย่างนี้ ผมว่าเพิ่งสมัยนี้ที่จะเห็นกันครั้งสองครั้ง ก่อนหน้านี้ก็มีกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เป็นกรรมาธิการแรกที่มานำเสนอเรื่องที่ศึกษาต่อสภา ตอนนี้กรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย มานำเสนอ ยินดีครับ ขอบพระคุณมาก เรื่องของท่านเมื่อมีมติผ่านสภาแล้วจะนำส่ง ไปยังรัฐบาล รัฐบาลต้องตอบภายใน ๖๐ วันว่าสิ่งที่ท่านได้มีข้อเสนอแนะและสภาได้ให้ ความเห็นชอบต่อข้อสังเกตของท่านนั้น รัฐบาลทำหรือไม่ อย่างไร ที่ผ่านมาเราไม่ได้ยิน คำตอบอะไรมาจากสวรรค์เลย วันนี้ผมอยากได้ยินครับ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนจากภาคเหนือ เราอยากได้ยินจากรัฐบาลว่าได้ยินแล้ว ได้ฟังแล้ว ได้อ่านแล้ว รายงานของกรรมาธิการแล้วรัฐบาลจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นอีกต่อไป นั่นคงจะ เป็นสิ่งซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนได้มีความหวังในการใช้ชีวิตในภาคเหนือในประเทศไทยต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านจุลพันธ์นะครับ ต่อไปเชิญท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ตามด้วยท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ เชิญท่านโกวิทย์ครับ🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท วันนี้ผมขออภิปรายให้ความเห็นต่อรายงานผล การศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ซึ่งคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร ได้ดำเนินการและส่งมาให้สภาได้พิจารณา ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ ทางกรรมาธิการที่ได้พิจารณาเรื่องนี้แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงที่ถูกกระทบต่อ ภัยธรรมชาติที่เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก ผมคิดว่ารายงานเป็นประโยชน์ ผมพยายามคิด แล้วก็ตามเรื่องนี้ และเห็นว่ากรรมาธิการได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสภา แล้วก็สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้เกิดผล ก็คือในรายงานได้เขียนเรื่องของการนำเสนอการจัดทำพระราชบัญญัติอากาศสะอาด อันนี้ผมอยากจะสนับสนุนให้เกิดขึ้นแล้วก็หวังว่ารัฐบาล แล้วก็พวกเราในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ให้ความสำคัญต่อร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดต่อไป อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นประโยชน์กับกรรมาธิการที่ได้ทำเรื่องนี้ ผมขอเพิ่มเติมในรายงานบ้าง เพื่อจะเป็นประโยชน์กับท่านทั้งหลายและพี่น้องประชาชน คือในร่างรายงานจะแบ่งกลไก ที่จะพูดถึงแนวทางในการป้องกันและแก้ไขอยู่ ๒ ระดับ อาจจะเป็น ๓ ระดับด้วยซ้ำไป คือระดับชาติที่โยงสู่เพื่อนบ้านหรือนานาชาติ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าทางท่าน กรรมาธิการได้นำเสนอได้อย่างละเอียดทีเดียว แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าในส่วนที่ ๑ ที่ท่านเสนอ ก็คือว่าในระดับชาติที่เป็นกลไกภาครัฐต่าง ๆ ซึ่งก็มีอยู่หลายภาคส่วน ทั้งส่วนกลางและ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ผมอยากจะเรียนว่าถ้าเราคิดให้เป็น องค์รวมอย่างที่ท่านสมาชิกได้นำเสนอส่วนหนึ่งแล้ว ส่วนราชการของไทยก็แปลกอยู่อย่างว่า จะแบ่งงานกันทำเป็นชิ้น ๆ ไป ขาดการบูรณาการที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา อันนี้ผมคิดว่าอาจจะต้องลองดูว่าหน่วยงานหลักที่จะบูรณาการอยู่ตรงไหน อย่างไร ไม่ใช่แยกส่วนกันทำ เพราะว่าแต่ละหน่วยก็มีความสามารถ ความรู้แต่ละด้าน ๆ ที่มีความ เชี่ยวชาญกันไป แต่ว่าในการแก้ปัญหาในบางเรื่องต้องใช้วิธีการบูรณาการหรือทำงานร่วมกัน นั่นคือระดับชาติที่ต้องใช้ความร่วมมือและบูรณาการ แต่ผมก็สนใจตรงที่ท่านได้นำเสนอ ภาครัฐส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน ผมคิดว่าต้นทางของ ปัญหาบางส่วนในเรื่องนี้ ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองก็ดีหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุ ดังกล่าว มันเป็นต้นทางมาจากชุมชนและพี่น้องประชาชนด้วย และองค์กรและกลไกที่ช่วย ในระดับนี้ ผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งกรรมาธิการได้พยายามแตะเรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมคิดว่าในระดับการกระจายอำนาจที่รัฐควรจะทำก็คือการกระจายหน้าที่และอำนาจ ไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย เพื่อเขาจะได้เป็นต้นทางในการแก้ปัญหา สภาพแวดล้อมและภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรท้องถิ่นในระดับเมือง เขตเมือง เขตชนบท ถ้าในเขตเมืองก็เกี่ยวข้องกับรถยนต์ เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น เกี่ยวข้องกับฝุ่นละออง ถ้าในเขตชนบทก็ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเผา เรื่องของไฟป่า เรื่องของการเผาไหม้ทั้งหลายที่เกิดจากการกระทำของคนในชุมชนเองหรือในพี่น้องประชาชน ที่มีส่วนตรงนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อแยกแยกอย่างนี้แล้วผมคิดว่าความจริงองค์กรท้องถิ่น ก็ทำอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าจะให้เขาได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ต้องเพิ่มกลไกเครื่องไม้ เครื่องมือและงบประมาณด้วย ผมคิดว่าส่วนนี้ที่ผมอยากจะเพิ่มว่าในการส่งเสริม สนับสนุน การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นในเรื่องการช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในส่วนต่าง ๆ ก็น่าจะ เสนอให้เป็นแนวทางหนึ่งที่รัฐควรจะสนับสนุน นี่คือเป็นประเด็นที่ผมอยากเสนอไว้ ผมยกตัวอย่างเช่นในเขตชนบท การบรรเทาสาธารณภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเขามีหน่วย อปพร. หน่วย อปพร. เป็นหน่วยที่ช่วยดูแล นี่คือส่วนที่ ๑ กับอีกส่วนหนึ่งก็คือการที่ท้องถิ่นสามารถ จัดทำข้อบัญญัติชุมชน ข้อบัญญัติท้องถิ่น ที่เป็นแนวทางในการป้องกันตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้น กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการที่ศึกษาว่าในส่วนที่ผมเสนอในส่วนที่ ๒ ก็คือภาครัฐในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนต้องเชื่อมโยงกัน บูรณาการ การทำงาน แล้วก็ขอแรงสนับสนุนจากรัฐบาลในการให้เป็นกลไกให้มีหน้าที่ทำงานด้านนี้ อย่างชัดเจน ผมคิดว่าการแก้ปัญหาในจุดเริ่มต้นอย่างนี้จะช่วยทำให้ภาพกว้างที่คณะกรรมาธิการ เสนอในชั้นของภาครัฐเชื่อมต่อกับภาคชุมชน ท้องถิ่นสู่ภาครัฐ และกลไกระดับเพื่อนบ้าน อันนี้คือวัตถุประสงค์ที่ผมอยากให้คณะกรรมาธิการที่ศึกษาได้ลองดู เพราะว่าในรายงาน ได้ทำเป็นข้อ ๆ แต่ความเป็นข้อดูจะมีการแยกส่วนกันอยู่ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้แยก ให้ชัดว่าภาครัฐที่ต้องทำในระดับส่วนกลางเราจะบูรณาการกันอย่างไร นี่คือประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ภาคระดับล่าง ระหว่างชุมชนท้องถิ่น ซึ่งผมเสนอให้ใช้กลไกองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในการดำเนินการในเรื่องนี้ นี่ก็คือส่วนที่ผมอยากจะกราบเรียนผ่านไปยัง ท่านประธานสู่คณะกรรมาธิการจะได้พิจารณาในส่วนที่ผมเสนอแนะด้วยครับ ขอบพระคุณ มากครับ สวัสดีครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ เชิญครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอภิปราย ประกอบข้อสังเกต รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา ฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ซึ่งคณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบ จากภัยธรรมชาติและสาธารณภัยได้พิจารณาเสร็จแล้ว ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่า ในช่วงปี ๒ ปีหลังนี้เรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้รับการรับรู้ ได้รับการตระหนัก เป็นอย่างดีจากสังคม ต้องขอบคุณนักวิชาการ ต้องขอบคุณนักการแพทย์ นักการสาธารณสุข ว่าฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ซึ่งอาจจะมีมาเนิ่นนานแล้วแต่ว่ามีความรุนแรงในระยะหลังนั้น มีผลกระทบต่อสุขภาพ ผมเองในช่วงที่เรียนแพทย์ก็ไม่ได้มีวิชาเรียนเรื่องพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ก็มาทราบพร้อม ๆ กันกับเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนในระยะหลังนี้เอง ฝุ่นที่เราเห็น สลัว ๆ ตามบรรยากาศ เราก็มาทราบว่ามันยังไม่ใช่พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มันเป็นอนุภาค ที่ใหญ่กว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นอนุภาคประมาณสัก ๑๐ ไมครอนขึ้นไป แต่พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เล็กจนมองไม่เห็น ถ้าจนถึง ๐.๑ ไมครอน เล็กมากก็สามารถทะลุทะลวง เนื้อเยื่อปอดไปสู่เส้นเลือด ไปสู่สมอง ไปกล้ามเนื้อหัวใจ อวัยวะที่สำคัญต่าง ๆ จนสร้าง ผลกระทบให้อวัยวะในร่างกายของเราได้รับการบาดเจ็บจนทำให้เสื่อมสภาพ หรือแม้กระทั่ง จะเกิดเป็นมะเร็งก็เป็นไปได้นะครับ ต้องขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการ ปภ. ซึ่งได้นำเรื่องนี้ มาศึกษา ถือว่าศึกษาตั้งแต่ปีที่แล้ว วันนี้จึงมีโอกาสโควิด (COVID) เริ่มดีขึ้นก็เริ่มได้มีโอกาส มารายงาน ต้องขอบคุณสังคมที่ให้พี่น้องประชาชนได้ใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากเอ็น ๙๕ (N95) ในการป้องกันพิษของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) จนโควิด (COVID) เข้ามาในประเทศไทย พี่น้องประชาชนจำนวนมากกว่าครึ่งประเทศก็รู้จักสวมใส่หน้ากาก ป้องกันพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ก็จึงทำให้โควิด (COVID) นั้นมีการแพร่ระบาดที่น้อยลงกว่าปกติ ท่านประธานครับ เรื่องของอากาศถ้าจะอนุมานให้เพื่อนสมาชิกแล้วก็ท่านพี่น้องประชาชน ทราบว่ามีมากน้อยขนาดไหนในโลกมนุษย์นี้ มีนักดาราศาสตร์ก็อนุมานว่าถ้าโลกนี้ใหญ่ เท่าผลส้ม อากาศที่ห่อหุ้มโลกมนุษย์เหล่านี้ก็หนาเท่ากับเปลือกส้ม หรือถ้าจะประมาณความหนา ก็ประมาณ ๑๐ กิโลเมตรจากผิวดินขึ้นไป ๑๐ กิโลเมตรไม่ได้มากมายอะไรเลย เครื่องบิน บินแพล็บเดียวก็เพดานบินก็ขึ้นไปถึงแล้ว เพราะฉะนั้นอากาศที่เราจะหายใจได้ สิ่งมีชีวิต จะอาศัยอากาศหายใจได้เพียงแค่ความหนาเท่าเปลือกส้ม หรือประมาณ ๑๐ กิโลเมตร เท่านั้น เพราะฉะนั้นมลพิษต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแก๊สพิษ ไม่ว่าจะเป็นโลหะหนักต่าง ๆ สารพัด สารเคมีต่าง ๆ แล้วไหนยังจะฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อีก ก็รวมกันอยู่ในความหนาของ อากาศบรรยากาศของโลกนี้ แล้วก็เราเป็นมนุษย์จะต้องใช้อากาศร่วมกัน เมื่อมีมนุษย์ อยู่จำนวนมาก การใช้ทรัพยากรของโลกก็จำนวนมากต้องมีเครื่องจักรเครื่องกลจำนวนมาก ก็มีแหล่งในการเกิดของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ซึ่งแหล่งใหญ่ก็มาจากเครื่องจักรเครื่องยนต์ ในการคมนาคม แหล่งใหญ่อีกแหล่งหนึ่งก็คือผลจากมนุษย์มีจำนวนมากต้องใช้ผลผลิต การเกษตร เรียกว่าเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม จำนวนมาก ก็จะต้องมีการเผาวัสดุการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นซางข้าวโพดก็ดี ไม่ว่าจะเป็นฟางต่าง ๆ ก็ดี ก็ทำให้เกิดแหล่งกำเนิดของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในภาคเกษตร ในช่วงแรกผมถึงบอกว่าเป็นเครื่องจักรในภาคคมนาคมขนส่ง จากโรงงานอุตสาหกรรม แล้วก็ในภาคเกษตร แล้วก็ไฟป่า ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าที่เกิดขึ้นตาม ธรรมชาติหรือไฟป่าที่เกิดจากมนุษย์ แล้วก็ในภาคครัวเรือนแล้วก็ในภาคกิจกรรมอื่น ๆ อีกเล็กน้อย เพราะฉะนั้นฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ซึ่งมีจากหลาย ๆ แหล่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาจากคนละภาคกันก็มีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ผมอยู่ในภาคตะวันออกอยู่ที่จังหวัด ระยอง ก็มีมลพิษจากอุตสาหกรรม จากมาบตาพุด จากอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) แล้วก็อีอีซี (EEC) จะลงไปอีก ก็จะต้องเกิดเครื่องจักรเครื่องกลต่าง ๆ เกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นต้นเหตุของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) นั้นแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นรูปแบบ การบริหารจัดการ วันนี้ผมอยากจะอภิปรายถึงว่าเราจะจัดการอย่างไรเมื่อเกิดเหตุขึ้น แล้วระบบรายงานของภาครัฐจะให้ไปแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ให้ตัดต้นตอของฝุ่น พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ที่มีพี่น้องประชาชนรายงานเข้ามาอย่างไร กฎหมายก็มีจำกัด มีกฎหมาย พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ มีกฎหมาย พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็มี ๒ ฉบับที่พอจะหยิบมาใช้ได้ ผมขอเสนอว่าปัญหาฝุ่นนั้น บางครั้งก็จำกัดอยู่ในหมู่บ้าน บางครั้งฝุ่นก็อยู่ในระดับของอำเภอ บางครั้งฝุ่นอยู่ใน ระดับจังหวัด บางครั้งอยู่ในระดับภาค บางครั้งอยู่ในระดับประเทศ และบางครั้งอยู่ใน ระหว่างประเทศ ก็อยากจะให้มีองค์กรที่ภาครัฐอาจจะตั้งมาเป็นองค์กรบูรณาการก็ได้ แต่อย่าให้พี่น้องประชาชนจะต้องรายงานหลายขั้นตอน ถ้าอยู่ที่อำเภอก็รายงานนายอำเภอ อยู่ที่ตำบล อยู่ที่หมู่บ้านก็รายงานนายอำเภอก็แล้วกันให้มันง่าย อย่างสาธารณสุขเขามี พชอ. คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ช่วงนี้ มีไข้เลือดออก อย่างที่ระยองขณะนี้ไข้เลือดออกอันดับ ๑ ของประเทศไทย ถ้าภาคอื่นมีเรื่องฝุ่น เป็นเรื่องใหญ่ในบางฤดู พชอ. ก็ทำงานเลย ซึ่งคณะกรรมการก็ประกอบด้วย แน่นอนครับ ฝ่ายปกครองเป็นผู้ถืออำนาจก็ต้องเป็นประธาน ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กระทบต่อสุขภาพ ก็ต้องให้สาธารณสุขอยู่เป็นกรรมการด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เรื่องฝุ่นเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม หน่วยงานทางด้านสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด อำเภอก็ต้องลงมาเป็นกรรมการด้วย หน่วยงานทางด้านเกี่ยวกับตำรวจบังคับใช้กฎหมายก็ต้องอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นภาคประชาชน ต้องมีตัวแทนด้วย เมื่อมีการรายงานเกิดขึ้นมาในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ระดับจังหวัด ก็ต้องผู้ว่าราชการจังหวัด ถ้าระดับภาค ผมไม่ทราบว่ากระทรวงอื่นมีผู้ตรวจราชการภาค หรือเปล่า บางกระทรวงผู้ตรวจราชการถ้าย้ายไปเป็นผู้ตรวจถือว่าเข้ากรุ แต่กระทรวง สาธารณสุขถ้าได้เป็นผู้ตรวจ สมัยหน้าก็เป็นอธิบดี เป็นรองปลัดกระทรวง เป็นปลัดกระทรวง เพราะฉะนั้นระบบซีอีโอ (CEO) ของกระทรวงสาธารณสุข ผมยกตัวอย่างเนื่องจากคุ้นเคย ก็รายงานผู้ตรวจราชการภาค ในระดับประเทศก็รายงานกระทรวงมหาดไทย ในระดับ นานาชาติก็คงจะต้องมีการรายงาน ซึ่งองค์การสหประชาชาติ ยูเอ็น (UN) ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) องค์การอนามัยโลก ก็มีการประชุมเรื่องนี้ ผมยังได้เคยเป็นตัวแทนของรัฐสภา ไปประชุมที่ประเทศอินเดียเรื่องเกี่ยวกับฝุ่นและเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้นต้องมีจุดรายงานให้ พี่น้องประชาชน ผมอยู่ในพื้นที่รับทราบการรายงานว่าตรงนั้นตรงนี้ก็เริ่มเผาในที่โล่งแจ้งกันแล้ว เดี๋ยวนี้ที่ไหนมีการเผาที่นั่นจะมีคนแจ้ง แต่ไม่รู้จะแจ้งใครก็โพสต์ (Post) ขึ้นมาลอย ๆ ก็ยังไม่มีผู้ที่เป็นผู้รับผิดชอบ ผมถึงอยากเรียกว่าอินซิเดนต์ คอมมานเดอร์ (Incident commander) ผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นนายอำเภอเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ถ้าในระดับอำเภอ ในระดับจังหวัดก็ผู้ว่าราชการจังหวัด ในระดับประเทศก็รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น เมื่อมีการรายงานเกิดขึ้น มีผู้บัญชาการเหตุการณ์เกิดขึ้น ก็จะต้องมีคณะกรรมการกลั่นกรองก่อนว่าเรื่องนี้มาร้องเรียนกันเพราะว่าต้องการ หาเรื่องกันหรืออย่างไร ก็ต้องไปดูว่าจริงเท็จประการใด ดูภาพถ่าย ดูต่าง ๆ เสร็จแล้ว ก็จะต้องส่งต่อให้หน่วยที่จะต้องไปจัดการระงับเหตุ การเผาที่โล่งแจ้ง ระงับอย่างไร ปล่องควันอุตสาหกรรมบางทีเขาก็บอกว่าชอบปล่อยสารพิษกลางคืน ควันพิษก็จะ ปล่อยกลางคืน กลางวันมีคนเห็นเยอะก็ไม่ปล่อย จะต้องรายงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือในกรุงเทพมหานครก็เรียกว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้ระงับเหตุ เจอควันดำ ต้องรายงานขนส่ง เพราะฉะนั้นเมื่อมีผู้บัญชาการเหตุการณ์และมีผู้ปฏิบัติการเพื่อให้ ระงับเหตุ เพื่อบรรเทาผลกระทบ เมื่อมีการเผา เมื่อเจอควันดำ อุตสาหกรรมก็มีการรายงาน มีผู้จัดการในแต่ละหน่วยงานกระทรวง แล้วหลังจากนั้นก็มีผู้ที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อลงโทษ แล้วก็มีหน่วยงานที่จะส่งเสริมทำการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์อยู่บ่อย ๆ กรมควบคุมมลพิษ ปัจจุบันยังมีเครื่องวัดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ไม่ครบทุกจังหวัด ท่านประธานได้กรุณาเรียน คณะกรรมาธิการว่าให้แจ้งให้กระทรวงที่ดูแลกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ให้จัดซื้อจัดหาเครื่องวัดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ให้ครบทุกจังหวัด แล้วถ้าจะ ให้ดีระยะนานขึ้นก็ไปทุกอำเภอเพื่อมอนิเตอร์เรียลไทม์ (Monitor Real-time) ให้พี่น้อง ประชาชนมีส่วนรู้ส่วนเห็นว่ามีมลพิษเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน แล้วเราจะมีอาสาสมัครในการ รายงานเหตุเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง เราก็เพียงแต่รับจุดแจ้งเหตุนั้น รับปัญหานั้น มาบัญชาการเหตุการณ์ แล้วก็เทกแอกชัน (Take action) หรือว่าดำเนินการ แล้วก็นำ เรื่องนั้นมาส่งเสริม มาป้องกัน มาฟื้นฟู แล้วก็สร้างอินโฟกราฟิก (Infographic) เผยแพร่ แล้วก็คอยแก้เฟกนิวส์ (Fake news) ข่าวที่ไม่เป็นจริงต่าง ๆ ก็มีการแก้ข่าว เพราะฉะนั้นกรมควบคุมมลพิษซึ่งทำงานวิชาการ ทางด้านนี้จะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้แล้ว จะต้องออกเผยแพร่ กรมอนามัยซึ่งมีงานอนามัย สิ่งแวดล้อมก็จะต้องออกเผยแพร่ แล้วก็ประณามคนที่ทำการผลิตฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ซึ่งเป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพ ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบเพื่อให้เกิดแนวร่วม ผมก็ขอฝาก ท่านประธานถึงท่านคณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและ สาธารณภัยที่ได้ศึกษาเรื่องนี้โปรดนำข้อสังเกตของกระผมไปพิจารณา แล้วก็ดำเนินการด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ เชิญครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ชื่นชมคณะกรรมาธิการคณะนี้ โดยเฉพาะท่านประธานวุฒิชัย กิตติธเนศวร ซึ่งแน่นอนครับ ท่านเป็นผู้แทนจากจังหวัดนครนายกรับผลกระทบโดยตรง แล้วก็ คณะกรรมาธิการทุกท่านทั้ง ๑๕ ท่าน ผมพยายามอ่านเกือบจะทุกหน้าว่าท่านได้ทำงานกัน อย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะช่วยกันขัดเกลา แล้วก็ติดตามตรวจสอบ อยากจะฝาก ประเด็นท่านเพิ่มเติมครับ ดูทั้งหมดท่านลงไปพื้นที่ แนวคิดการแก้ไขปัญหาไม่ติดใจอะไรเลย ติดใจอย่างเดียวก็คือว่าส่วนงานราชการที่ท่านเชิญมา พอเขากลับไปแล้วนับจากวันนี้ เขาจะทำตามไหม ถ้าเป็นไปได้ ท่านประธานวุฒิชัยที่เคารพครับ ท่านตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ให้ติดตามทุก ๓ เดือนหน่อยว่าคณะทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม หน่วยงานต่าง ๆ เขาได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่อย่างไร เดี๋ยวนี้เดือน ๖ มันจะมาช่วงประมาณเดือน ๘ เดือน ๙ เดือน ๑๐ เดือน ๑๑ แล้วก็จะ หนักหนาสาหัสในช่วงของเดือนมกราคมก็คือเดือน ๑ ท่านประธานวุฒิชัยครับ ท่านประธานคงจะพอทราบนะครับว่าเมื่อเดือนมกราคมปีนี้เราเคยอภิปรายเรื่องนี้หลังจาก รัฐบาลพูดถึงเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ผมเป็นหนึ่งในนั้นที่สนับสนุนให้คณะกรรมาธิการ ของท่านได้ไปศึกษาและพิจารณาต่อเพื่อนำผลให้เป็นรูปธรรม หลายเรื่องที่รัฐสภา ในสมัยก่อนหน้านี้ที่ผมเป็นผู้แทนราษฎร ศึกษากันเป็นที่เรียบร้อยก็เป็นเอกสารแบบนี้ ใช้เงินค่อนข้างสูงในการศึกษา แต่สุดท้ายแล้วเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการก็ไม่ได้ดำเนินการ อะไรอย่างต่อเนื่องเลยครับ ช่วงที่ปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ ๖-๗ ปี ผมก็หยิบได้งาน ของกรรมาธิการมาอ่านหลายฉบับ ก็ปรากฏว่าไม่มีการติดตามผลครับ ทั้ง ๆ ที่มันเหมือนกับ งานวิจัย เราเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ก็จะทำวิจัยต่อเนื่อง ท่านได้ศึกษา ไปถึงขนาดนี้ ถ้านับ ๑-๑๐ ไปถึง ๗ แล้วนะครับ ถ้าไป ๘ ๙ ๑๐ ได้จะเป็นพระคุณยิ่ง จะได้ไม่ต้องมาเห็นรัฐบาลมานั่งขายหน้ากากอนามัยหน้าทำเนียบรัฐบาลเหมือนเมื่อ เดือนมกราคมที่ผ่านมา อายเขา แต่ถ้าท่านมองเห็นเลยว่าเดือนมกราคมนี้มันจะมา ๓ เดือน ข้างหน้า ท่านประธานวุฒิชัยครับท่านเรียกมาเลย ท่านนายกรัฐมนตรีว่าอย่างไร โควิด (COVID)หมดแล้ว ต่อไปนี้จะเป็นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อุปกรณ์คล้ายกัน เหมือนที่เจ้าหน้าที่ แล้วก็พี่น้อง ส.ส. ใส่กันก็คือหน้ากากตัวปัญหา เดี๋ยวมันจะมีไอ้โม่งไปกักตุนอีกไหม รัฐบาล จะต้องขายอีกไหม อันนี้เป็นประเด็นสำคัญ ไม่ใช่ว่าท่านมารายงานแล้วจบแล้วจบกัน ๓ เดือน ท่านมารายงานอีกครั้งหนึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนยิ่ง ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านวุฒิชัยครับ ผู้มากบารมี แห่งนครนายก ๑๒ ข้อท่านจำได้ไหมครับว่ารัฐบาลเขาได้กรุณาบอกพี่น้องประชาชนว่า ผมอ่านเร็ว ๆ นะครับ ๑. พื้นที่ที่รถบรรทุกเข้าเขต รถบรรทุกเข้าเขตกรุงเทพมหานครชั้นใน วัดควันดำ กรมขนส่งทางบกร่วมกับตำรวจจราจรตรวจรถโดยสาร ตรวจสอบโรงงานที่ทำให้ เกิดฝุ่น รถไฟฟ้าที่สร้างอยู่ในขณะนี้ไม่รู้กี่สายตัวปัญหา เขากล่าวหาตอนนั้นนะครับ ไม่ให้เผา ในที่โล่ง บังคับใช้กฎหมาย จังหวัดและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต้องแก้ไขปัญหาร่วมกัน ลดราคาน้ำมันที่มีพวกค่าฝุ่นละอองหรือว่าพวกไบโอดีเซล (Biodiesel) ดีเซลอะไรต่าง ๆ ลดการใช้รถยนต์ ให้ภาคส่วนสนับสนุนการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง อันนี้ผมฮาฟันเกือบร่วงไป แล้วเมื่อตอนอภิปรายครั้งแรก คือไปบอกให้ภาครัฐเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง คนเขาจะเปลี่ยน น้ำมันเครื่อง เขาไม่ได้อยู่ดี ๆ ตื่นขึ้นมาแล้วอยากเปลี่ยนครับ รถมันครบกำหนด ครบ ๕,๐๐๐ กิโลเมตร ครบ ๑๐,๐๐๐ กิโลเมตร เขาก็ไม่เปลี่ยนกัน อันนี้ในรัฐบาลชุดท่าน พลเอก ประยุทธ์ นี้ละครับ สุดท้ายก็ส่งเสริมให้ประชาชนรู้ทันพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ๑๒ ท่านลองเอามาเทียบดูว่าผ่านมาแล้ว ตอนนี้เรากลัวโควิด-๑๙ (COVID-19) จนเราลืมพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ก็เลยอยากจะตั้งเป็นสมมุติฐานครับว่าถ้าสมมุติว่าอาทิตย์หน้า มีนักวิทยาศาสตร์คนไทยชื่อดัง มีคุณหมอคนไทยชื่อดังคิดวัคซีนโควิด-๑๙ (COVID-19) ได้ โรคนี้มันก็แค่โปลิโอเหมือนสมัยก่อน ก็แค่ไข้หวัดฉีดเข็มเดียวก็หาย ต่อไปนี้พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เพราะมันไม่ได้มาจากโรคระบาด มันมาจากฝีมือมนุษย์ ถ้าท่านได้ปล่อยเรื่องนี้ผ่านเลยไป ผมจะไม่ชมท่านประธานคณะกรรมาธิการวุฒิชัยแล้วนะครับ ผมก็จะบอกท่านว่าท่านต้องไป ตำหนิท่านนายกรัฐมนตรีแล้วครับ จริง ๆ การทำงานที่เขาเรียกกันว่าเยียร์แพลน (Year Plan) รัฐบาลก็ควรจะมีแล้ว ๓-๔ ไตรมาส ท่านกำหนดเลยครับ ๓ เดือนทำที ๔ เดือนทำที ถึงเวลาเดือนธันวาคมปุ๊บ เราเป็นวาระแห่งชาติ เรื่องแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เหมือนที่ปักกิ่งเขาทำ เซี่ยงไฮ้เขาทำ แต่บ้านเราไม่ค่อยทำครับ เหมือนกับโยนหินเข้าไปใน แหนก็บานออกคึกคักแป๊บเดี๋ยวก็หุบอีก ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นแบบนั้นครับ และผมเป็น คนกรุงเทพมหานคร บ้านผมอยู่หน้ารถไฟฟ้าสายสีชมพูหวานแหววครับ วันดีคืนดีขับรถ กลับบ้านกลางคืนเดี๋ยวก็มีทำกันเสียงดังตึงตัง ตึงตัง มีเครื่องกั้นบ้าง ก็คือมองไม่ค่อยเห็นฝุ่น แต่กลางวันเห็นชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝนตกแบบนี้ ถ้าพรุ่งนี้ฝนไม่ตก ฝุ่นที่มันเกาะตาม ข้างถนนฟุ้งเต็มไปหมด อย่างนี้ละครับรัฐบาลใส่ใจสนใจหรือไม่ คนที่เสียชีวิตจากโควิด-๑๙ (COVID-19) อาจจะไม่ถึง ๖๐ คน แต่คนที่เสียชีวิตจากโรคภูมิแพ้ที่ต่อเนื่องไปยัง ระบบทางเดินหายใจของร่างกายมันเป็นพันนะครับ อันนี้คือสิ่งที่สำคัญที่รัฐบาลจะต้อง ติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นผมให้กำลังใจคณะกรรมาธิการคณะนี้นะครับ นี่ละครับ พอมีรัฐสภาเราก็พูดคุยกันได้ รัฐสภาเป็นที่พูด เป็นที่แนะนำ เป็นที่แก้ไขปัญหา ติดตามผลงานกัน ฝากท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ และทุก ๆ ท่านที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นะครับ อะไรเป็นข้อติติง ซึ่งแน่นอนขอบเขตของเวลา ท่านอาจจะทำได้ไม่ครบถ้วน แต่คณะกรรมาธิการสามัญของท่านสามารถติดตามได้ ตั้งเป็น วาระแห่งชาติของคณะกรรมาธิการท่านครับ ท่านทำ นายกรัฐมนตรีไม่ทำ อนาคตผมจะตั้ง ท่านวุฒิชัยเป็นนายกรัฐมนตรีแทนครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญ ท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ เชิญครับ🔗

นายนพดล แก้วสุพัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขอหารือและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรายงานผลการพิจารณาศึกษา แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กนะครับ ในส่วนที่ท่านกรรมาธิการ ได้นำเสนอมาผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แล้วก็เป็นปัญหาที่เกิด ขึ้นกับประเทศเราตลอดมา ในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูฝนก็จะกระจายขึ้นเต็มพื้นที่ และบางครั้ง ก็จะกระจายในพื้นที่แต่ละจังหวัด จากเมื่อคราวที่แล้วแทบจะทั้งประเทศมีรายงานฝุ่นละออง ที่มีจำนวนมาก และถึงขั้นที่จะเกิดอันตรายกับสุขภาพของพี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่ ซึ่งในส่วนตรงนี้ผมคิดว่าจากแนวทางศึกษา และมีแนวทางที่จะเสนอมาตรการที่จะป้องกัน แก้ไขและช่วยเหลือต่าง ๆ ออกมามากมาย ในส่วนหนึ่งผมคิดว่าการทำงานที่จะต้องร่วมกัน ทุกภาคส่วนทั้งส่วนของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ในส่วนของท้องถิ่น ผมคิดว่าเป็นหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ที่จะใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนเต็มพื้นที่ของประเทศไทย และในส่วนที่ใกล้ชิดกับชุมชนต่าง ๆ ที่จะเป็นที่พึ่งขั้นสุดท้ายของพี่น้องประชาชนในการที่จะ รับทราบปัญหา และร่วมมือในการที่จะแก้ไขเมื่อเกิดขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพต่าง ๆ ผมคิดว่าพื้นที่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้หน่วยงานท้องถิ่นเองเป็นหน่วยงานหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ มีงบประมาณ มีหน้าที่ที่จะดูแลในเรื่องนี้เพียงแต่การบูรณาการระหว่างหน่วยงานของ ส่วนราชการต่าง ๆ ในระดับต่าง ๆ ก็คงจะเป็นการกำหนดนโยบายและแก้ปัญหาเฉพาะจุด แต่ท้องถิ่นเองก็คงจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตัวเอง แต่ฝุ่นละอองนี้มิได้เกิด เฉพาะพื้นที่ท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง แต่เกิดขึ้นในภาพรวมของทั้งภาพอำเภอ ทั้งจังหวัดและ ทั้งส่วนภูมิภาคซึ่งจะต้องร่วมกันบูรณาการแก้ไขในแนวทางปฏิบัติ ผมมองว่าเรามีกฎหมาย หลายฉบับที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในส่วนของท้องถิ่นเองเมื่อเกิดปัญหาก็คงจะดู อำนาจหน้าที่ในการที่จะจัดหาเครื่องมือในการที่จะช่วยเหลือ แต่ระเบียบการใช้งบประมาณ ของท้องถิ่นเองก็คงจะใช้ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย บางครั้งก็อาจจะไม่มีเขียนไว้ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวก็อาจจะเป็นประเด็นปัญหา หรือในอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นเอง จะมีการดูแลเฉพาะเขตของตัวเอง ข้ามเขตการปกครองไม่ได้ ตรงนี้ก็จะเป็นประเด็นหนึ่ง เพราะว่าการร่วมมือกันตรงนี้ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งจะต้องร่วมกันทั้งพื้นที่ในวงกว้าง ซึ่งตรงนี้ท้องถิ่นเองไม่มีระเบียบการข้ามเขตในการใช้บุคลากร ใช้งบประมาณใช้เครื่องมือ เครื่องจักรข้ามเขตที่จะไปช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และท้องถิ่นมีขนาดที่แตกต่างกัน มีงบประมาณที่ไม่เท่ากัน มีเครื่องมือที่ไม่เท่ากัน ตรงนี้น่าจะมีนโยบายที่ชัดเจนในการที่จะ ร่วมมือกันทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น ในท้องถิ่นเองเรายังมีฝ่ายท้องที่ที่จะเป็น บุคลากรอีกจำนวนมากที่จะดูแลช่วยเหลือกับพี่น้องประชาชน การดูแลในเชิงพื้นที่ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่หน่วยปฏิบัติที่ใกล้ชิดจะต้องดำเนินการมากกว่าในส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค ที่จะเป็นคนกำหนดนโยบาย แต่ผู้ปฏิบัติจริง ๆ คือบุคลากรที่จะอยู่ในพื้นที่ที่จะดำเนินการ ในส่วนตรงนั้น ผมคิดว่าตรงนี้ก็คงจะฝากคณะกรรมาธิการลองช่วยดูว่าจะมีวิธีการอย่างไร ในการที่จะแก้ปัญหาในส่วนตรงนี้นะครับ อีกส่วนหนึ่งจากคราวที่แล้วเรามีปัญหาว่า ถ้าเกิดขึ้นเต็มพื้นที่ แล้วมีจำนวนหนาแน่นมากก็จะเกิดปัญหากับสุขภาพของ พี่น้องประชาชน การเคลื่อนย้ายอากาศของฝุ่นตามสภาพทางภูมิอากาศเราก็คงจะต้องใช้ทาง ธรรมชาติเข้าช่วย ไม่ใช่ใช้คนที่จะแก้ไขปัญหาเพียงอย่างเดียว เราก็คงใช้หลักธรรมชาติ เช่นการแทนที่ของอากาศ โดยปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่าบางครั้งการแทนที่ของอากาศ ที่จะไปแทนที่กัน ตรงนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง มิฉะนั้นแล้วการแก้ปัญหาเฉพาะที่ ฝุ่นก็จะเข้ามาอยู่อีกที่หนึ่ง ไม่มีทางที่จะหมดไป นี่เป็นประเด็นหนึ่งที่จะฝากกรรมาธิการ ช่วยกำหนดแนวทางนโยบายที่จะไปอำนวยความสะดวกในการร่วมมือกันในการที่จะ ช่วยเหลือในเรื่องนี้ให้เกิดการแก้ไขร่วมกันจริง ๆ ได้ ซึ่งในส่วนตรงนี้ก็อยากจะฝากไว้ อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของการปฏิบัติในพื้นที่ที่จะต้องร่วมพร้อม ๆ กัน มิฉะนั้นเราก็คงจะ ออกมาตรการในเรื่องส่วนหนึ่งพอเกิดขึ้นก็หาวิธีป้องกัน ในส่วนของการแก้ไขเครื่องไม้ เครื่องมือที่มีอยู่ก็คงจะต้องใช้ร่วมกันได้ และการช่วยเหลือหลังจากที่ประชาชนได้รับความ เดือดร้อนในเรื่องสุขภาพตรงนี้ก็คงจะต้องมีหน่วยงานที่จะต้องเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชน เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะรักษา ไม่ว่าจะเยียวยาในส่วนที่เขาได้รับความเสียหายตรงนั้นนะครับ ก็อาจจะต้องฝากกับทางประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการในการที่จะกำหนดแนวทาง เพิ่มขึ้นในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ขอขอบพระคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ ท่านประเดิมชัยครับ🔗

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายเปรมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๕ เขตดินแดง เขตห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตในการที่จะได้ แสดงความคิดเห็นต่อรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการป้องกันและแก้ไข ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM ๒.๕ ของคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาและได้นำเสนอรายงาน ต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมในส่วนของการทำหน้าที่ ของกรรมาธิการ ซึ่งก็มีแง่คิดและมุมมองที่เป็นประโยชน์อยู่หลายประการ แต่ก็มีบางส่วน ที่ผมขออนุญาตในการที่จะได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมโดยเฉพาะประเด็นที่ทาง กรรมาธิการได้ไปศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร แน่นอนครับว่าในเรื่องของ เมืองใหญ่ ในหัวเมืองใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอำเภอหาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดภูเก็ต และอีกหลายเมืองที่เป็นเมืองขนาดใหญ่ ที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นย่อมมีปัญหาในเรื่องต่าง ๆเหล่านี้มา โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานครในทุกปี ท่านประธานคงได้ยินและได้ทราบข้อมูลข่าวสารนะครับว่าในช่วง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปจะมีปัญหาในเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ที่มาสร้าง ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา สิ่งหนึ่งที่ผมได้ดูในรายงานการศึกษาหรือว่าการพิจารณาของคณะกรรมาธิการก็ได้บอกว่า ในเรื่องของแนวทางการปฏิบัติโดยเฉพาะในเรื่องของข้อกฎหมายที่หน่วยงานจะต้องรับไป ปฏิบัตินะครับ มีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานแล้วก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของ ส่วนราชการที่แต่ละหน่วยงานจะนำเอากฎหมายหรือว่าข้อบังคับไปบังคับใช้ ซึ่งตรงนี้ผมต้อง ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบปฏิบัติอย่างจริงจังตามกฎหมายที่มีอยู่ แน่นอนครับว่าผลกระทบในเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ย่อมน้อยลงตามมา ผมยกตัวอย่าง อย่างกรุงเทพมหานครเราก็จะเห็นว่าในรายงานการศึกษามีเรื่องของ การก่อสร้างเข้ามาเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดฝุ่นขนาดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แต่ถามว่า ทำไมเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ยังเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เกิดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) จากการก่อสร้าง ถึงเวลาที่มีปัญหาครั้งหนึ่งก็ตีฆ้องร้องป่าวไประดมประโคมโหมข่าว ในการที่จะเข้าไปติดตาม ตรวจตรา ตรวจสอบ กำชับในเรื่องของมาตรการ ถ้าไม่มีคนออกมาพูด หน่วยงานก็จะไม่ดำเนินการ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถามว่าทำไมทางกรรมาธิการเองไม่หาวิธีการ ในการที่จะเสนอแนะในเรื่องที่จะต้องมีมาตรการในการที่จะให้หน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ อย่างจริงจัง ไม่ใช่ให้มาถึงฤดูกาลครั้งหนึ่งก็ปล่อยให้มีการมาเรียกร้อง หน่วยงานถึงจะไปทำ หน้าที่ในการที่จะบังคับใช้กฎหมายหรือว่ากำกับดูแล ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน กับเรื่องของอนาคตที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอมานั้นน่าที่จะพิจารณาถึงความจำเป็น เร่งด่วนในเรื่องของเหตุการณ์เฉพาะหน้า เป็นมาตรการ ๑ ๒ ๓ ๔ ที่มีอยู่เป็นลำดับแรกก่อน🔗

ส่วนที่ ๒ ผมได้ดูในรายงานการเสนอของทางคณะกรรมาธิการที่บอกว่า ในกรุงเทพมหานครซึ่งแน่นอนครับว่าถ้าเมืองใหญ่มีพื้นที่สีเขียวที่มีจำนวนปริมาณมาก ที่เพียงพอต่อสัดส่วนของจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้น ๆ ย่อมที่จะทำให้ในเรื่อง ของมลภาวะต่าง ๆ จะมีปัญหาน้อยลง ในนี้มีการรายงานว่าในปัจจุบันกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่สีเขียวต่อประชากร ๑ คน ต่อ ๑ ตารางเมตรนะครับ อยู่ที่ประมาณ ๖.๗๑ ตารางเมตร ต่อ ๑ คน แล้ววางแผนว่าในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า คือปี ๒๕๗๓ จะเสนอหรือว่าจะสามารถทำได้ ๑๐ ตารางเมตรต่อคน ผมต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าผมอยู่ในกรุงเทพมหานครมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๓ กับการเป็นตัวแทนท้องถิ่นในส่วนของทั้งสมาชิกสภาเขตและสมาชิก สภากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ จนกระทั่งปี ๒๕๕๗ เราพูดกันถึงปัญหาเรื่องของ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานครตลอดระยะเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมาที่ผมอยู่ ในกรุงเทพมหานคร แต่ในทางปฏิบัติต้องเรียนอย่างนี้ว่าในข้อจำกัดที่มีอยู่ก็คือ กรุงเทพมหานครเองก็มีข้อจำกัดในเรื่องของการที่จะใช้งบประมาณในการที่จะไปหาพื้นที่มา เพิ่มเป็นพื้นที่สีเขียวในการที่จะปลูกต้นไม้ แต่กรุงเทพมหานครไม่เคยคิดที่จะหาทางอื่น ในการที่จะสนับสนุนให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นเลย ผมขออนุญาตนำเรียนว่าถ้าเป็น ท่านประธาน ท่านประธานลองคิดดูถ้าเรามีข้อจำกัดเรื่องของการที่จะใช้งบประมาณในการ ไปหาพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น รวมทั้งข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ของส่วนราชการที่มีอยู่เขาก็มี ความจำเป็นในการที่จะต้องแสวงหาประโยชน์จากพื้นที่ที่เขามี ราชการส่วนใหญ่ที่มีพื้นที่ ในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกรมธนารักษ์ และอีกหลายหน่วยงานที่มีอยู่ เขาก็ไม่ให้พื้นที่ของเขามาใช้สอยในการที่จะให้กรุงเทพมหานคร นำมาปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะหรือว่าเพิ่มเป็นพื้นที่สีเขียว แทนที่กรุงเทพมหานครจะ หาวิธีการในการที่จะสนับสนุนส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะสร้าง พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างครับ ถ้าท่านประธานมีพื้นที่ในกรุงเทพมหานครปลูกบ้านอยู่ ประมาณ ๔๐๐ ตารางวา หรือมากกว่านั้น หรือน้อยกว่านั้นก็ตามแต่ ในปัจจุบัน กรุงเทพมหานครเองก็มีการเก็บภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีโรงเรือน ภาษีบำรุงท้องที่ถามว่า ถ้าเราใช้วิธีการในการที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง ขนาดใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานครเท่านั้น น่าที่จะเป็นโมเดล (Model) เดียวกันก็คือว่า ใช้วิธีการในการแลกเปลี่ยน ถ้าท่านประธานมีพื้นที่ ๔๐๐ ตารางวา ท่านประธานเอาพื้นที่ ของท่านประธานไปปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวสัก ๑๐๐ ตารางวา แทนที่ท่านประธาน จะเสียภาษีบำรุงท้องที่เต็มตามจำนวนตามที่อัตรากฎหมายกำหนดไว้ ตรงนี้ก็หาวิธีการ ในการที่จะแลกเปลี่ยนว่าถ้าคุณมีพื้นที่สีเขียวเท่านี้ คุณเสียภาษีบำรุงท้องที่เท่านั้น หรือว่าเสียภาษีโรงเรือนเท่านี้ เท่านี้ครับท่านประธาน แทนที่กรุงเทพมหานครจะต้อง เอาเงินงบประมาณจำนวนมากไปหาซื้อที่ดินเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ไม่ต้องเลยครับ เราสนับสนุนให้ภาคเอกชนใช้พื้นที่ของเขาที่มีอยู่มาสร้างเป็นพื้นที่สีเขียว แล้วก็ใช้วิธีการ ในการแลกเปลี่ยน เพราะว่าเขาก็ต้องมีค่าดูแล ค่าบำรุงรักษาในการที่จะต้องดูแลต้นหมาก รากไม้ของเขา ตรงนี้ก็จะทำให้เมืองใหญ่ ๆ หรือว่ากรุงเทพมหานครมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น ได้อย่างรวดเร็ว แต่ในทางกลับกันท่านประธานทราบไหมครับว่าขณะนี้คนในกรุงเทพมหานคร ปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่น้อยลง ก็ด้วยเหตุที่ว่าต้นไม้เมื่อโตขึ้นมันสร้างภาระ สร้างปัญหาให้กับ เจ้าของ ในเรื่องของการตัดแต่งการดูแลเป็นปัญหาสำหรับเจ้าของ กรุงเทพมหานคร มีข้อบัญญัติในเรื่องของการให้บริการในการตัดแต่งหรือว่าขนต้นไม้ไปทิ้ง ซึ่งถ้าท่านประธานมีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่งต้องการที่จะตัดต้นไม้ในขณะที่ว่ามันเป็นปัญหา กทม. กำหนดราคาไว้แล้วท่านประธานก็จะไม่อยากปลูกต้นไม้เพราะว่าแทนที่จะช่วย ส่วนรวมในการที่จะทำให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น กลับกลายเป็นว่าต้องมาสร้างภาระ ให้กับตัวเองในการที่จะต้องเสียเงินจ้าง กทม. มาตัดต้นไม้ในบ้าน มีการกำหนดขนาด เส้นรอบวงของต้นไม้ไว้ในราคาที่ค่อนข้างสูงต่อต้น ถ้าท่านประธานตัดมีมูลค่าค่าจ้าง หลายพันบาท นอกไปจากนั้นไม่ใช่เฉพาะค่าจ้างในการตัดเท่านั้น เมื่อตัดเสร็จยังต้องเสีย ค่าขนส่งในการที่จะต้องจ้างขนเอาต้นไม้ไปทิ้งอีกต่างหาก โดยรวมแล้วท่านประธานมีต้นไม้ ขนาดใหญ่ ๑ ต้น ต้องการตัดแต่งเพื่อที่จะไม่ทำให้ต้นไม้ในบ้านของเรามีปัญหาเวลาหน้าฝน ลมแรงโค่นล้มหรือว่าหักโค่นลงมา กลับกลายเป็นว่าต้องจ้างท้องถิ่นมาดำเนินการในการ ดำเนินการซึ่งต้องเสียเงินเสียทองอีกมากมาย ถามว่าแล้วอย่างนี้ใครเขาจะไปให้ความร่วมมือ ใครเขาอยากจะสนับสนุนในการที่จะสร้างพื้นที่สีเขียวหรือว่าปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นมา ตรงนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมขออนุญาตในการนำเรียนท่านประธานว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะเป็น รายละเอียดปลีกย่อยที่อาจจะน้อยนิดแต่ถ้ากรรมาธิการได้พิจารณาถึงรายละเอียดที่ลงลึก ไปในข้อเท็จจริงและนำเสนอหน่วยงานหรือว่าสังกัดกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้อง ได้ลงไปดูแล และไปปรับปรุงทั้งในระเบียบทั้งกฎหมายและวิธีการปฏิบัติอย่างจริงจัง และเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนจริง ๆ แล้ว ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องของการเสริมสร้าง ทำให้คุณภาพชีวิตโดยเฉพาะในเรื่องของมลภาวะ ในเรื่องของอากาศก็จะทำให้ดีขึ้น ฉะนั้น ตรงนี้ผมขออนุญาตนำเรียนท่านประธานแล้วฝากไปถึงทางกรรมาธิการนะครับว่าในสิ่งที่ท่าน ศึกษามาทั้งหมดโดยรวมผมชื่นชม แต่ก็ยังมีบางประเด็นที่ขออนุญาตฝากเป็นข้อสังเกต เพิ่มเติม เพราะว่าในนี้มีการเสนอว่าอยากจะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อที่จะ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวกับเรื่องอากาศโดยเฉพาะในอนาคตในภายภาคหน้า ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ณ ที่นี้ครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญกรรมาธิการตอบชี้แจงครับ🔗

นายวาโย อัศวรุ่งเรือง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม วาโย อัศวรุ่งเรือง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง คณะกรรมาธิการการป้องกัน และบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ขออนุญาตนำเรียนตอบ ต่อข้อเสนอแนะนำของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน จะเห็นว่าไม่ได้มีสมาชิกท่านใดเลย ที่อภิปรายไปในแนวทางที่ขัดหรือว่าค้านกับทางรายงาน แต่ว่าทางกรรมาธิการขออนุญาต นำเรียนตอบในข้อเสนอแนะเพิ่มเติมดังนี้ครับ ตอบข้อเสนอแนะของท่านมานพ และท่านณัฏฐพล ในประเด็นของเรื่องไฟป่า ที่เสนอแนะให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ที่จะ จัดการในเรื่องของซิงเกิล คอมมานด์ (Single command) ก็เห็นด้วย และเราได้เสนอ ต่อไปว่าเราจะสนับสนุนให้มีองค์กรคือสำนักงานปกป้องสภาพอากาศแห่งชาติ ซึ่งเป็นตัวกลางที่จะสามารถไปขับเคลื่อนและติดตามว่าผู้ว่าราชการจังหวัดหรือว่า หน่วยงานอื่น ๆ ได้กระทำตามอำนาจหน้าที่ตามกรอบกฎหมายของตนเองหรือไม่ ซึ่งในเรื่องของไฟป่าได้มีรายละเอียดอยู่ในรายงานฉบับนี้แล้ว ในหน้า ๖ (๒)🔗

ตอบข้อเสนอแนะของท่านพีรเดชที่ได้เชิญชวนให้ทางคณะกรรมาธิการ ไปลงพื้นที่ที่จังหวัดเชียงราย ประมาณ ๑ สัปดาห์เพื่อดูปัญหา ก็ขอนำเรียนท่านว่าทาง คณะอนุกรรมาธิการได้ลงพื้นที่ที่จังหวัดเชียงรายไปแล้วเรียบร้อย รายละเอียดการลงพื้นที่ อยู่ในหน้า ๕ ข้อ ๒.๓ (๓)🔗

ตอบข้อเสนอแนะของท่านปดิพัทธ์นะครับ ที่นำเสนอว่าภาคอุตสาหกรรมนี้ มีความสำคัญ ก็เห็นด้วยกับท่านนะครับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ท่านได้นำเสนอถึง ข้อบกพร่องของกฎหมาย รวมถึงช่องว่างของกฎหมาย ซึ่งทางกรรมาธิการก็ได้นำเสนอแบบนี้ ว่าการปิดข้อบกพร่องหรือช่องว่างของกฎหมายเพราะว่ายังขาดกฎหมายที่สำคัญที่เป็น พระเอกตัวหนึ่งก็คือพระราชบัญญัติอากาศสะอาดนั่นเองครับ ขอบพระคุณนะครับ🔗

ตอบข้อเสนอของท่านเทพไท และท่านประเดิมชัยนะครับ ที่ได้กรุณาพูดถึง ปัญหาในเรื่องของการก่อสร้างว่าเป็นบ่อเกิดของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อันนี้ขออนุญาตตอบ ตามรายงานที่ได้ศึกษามาเล็กน้อยนะครับว่าการก่อสร้างส่วนใหญ่จะทำให้เกิดฝุ่นผง ขนาดเล็ก ระดับพีเอ็ม ๑๐ (PM 10) มากกว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) นะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ทางกรรมาธิการไมได้นิ่งนอนใจอยู่แค่การศึกษาในระดับของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เพียงอย่างเดียว พวกเราได้ศึกษาถึงประเด็นอื่น ๆ เช่น พีเอ็ม ๑๐ (PM 10) ตัวสมอก (Smog) มีเทน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur dioxide) ด้วยเช่นกัน รวมก็คือแอร์ควอลิตี (Air quality) คือคุณภาพของอากาศทั้งสิ้น โดยรายละเอียดในเรื่องของกรุงเทพมหานคร อยู่ในหน้า ๕-๖ ในข้อ ๓🔗

ตอบข้อเสนอแนะของท่านนริศนะครับ ในเรื่องการเสนอให้ล็อกดาวน์ (Lockdown) ไปเลยเพื่อที่จะแก้ปัญหาของฝุ่นผง โดยอาจจะใช้โมเดล (Model) ของโควิด (COVID) ที่ผ่านมา อันนี้ทางกรรมาธิการไม่ได้คำนึงถึงในจุดนี้นะครับ เพราะเห็นว่าอาจจะ ต้องมีประเด็นในเรื่องของการชั่งน้ำหนักผลเสีย แล้วก็ประโยชน์ที่ได้รับอีกค่อนข้างมาก ทีเดียวนะครับ🔗

ตอบข้อเสนอของท่านจุลพันธ์นะครับ เรื่องที่ว่าการแก้ปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) นั้นไม่ใช่แค่ในระดับประเทศไทยอย่างเดียวนะครับ แต่ว่าเป็นในระดับของประเทศ แล้วก็ ระหว่างประเทศก็คือประเทศเพื่อนบ้านด้วยนะครับ อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งซึ่งทางกรรมาธิการ ได้นำเสนอไปแล้วเช่นกันนะครับว่าเรามีการภาคยานุวัติเข้าอนุสัญญาหรือว่าภาคีระหว่าง ประเทศ แต่ทางกรรมาธิการค้นพบว่ายังขาดในเรื่องของการอนุวัติการหรือการอิมพลีเมนต์ (Implement) เข้ามาเป็นกฎหมายภายในอยู่บางประการ🔗

ตอบข้อเสนอของท่านจุลพันธ์กับท่านโกวิทย์นะครับ ในเรื่องที่ว่าการทำ ในระดับของประเทศแบบนี้นะครับ ต้องขยับขยายตั้งแต่โลคอล (Local) จนถึงเนชันนัล (National) แล้วก็ถึงรีลิเจียน (Religion) ก็เป็นเรื่องของการนำกฎหมายระหว่างประเทศ เข้ามาอิมพลีเมนต์ (Implement) เหมือนกัน🔗

ตอบข้อเสนอของท่านโกวิทย์กับท่านนพดลว่าประเทศไทยนั้นมีหน่วยงาน ต่าง ๆ มากมายและขาดการบูรณาการ อย่างที่กระผมในฐานะกรรมาธิการได้นำเสนอ ที่ประชุมแห่งนี้ไปแล้วตั้งแต่ในช่วงต้นว่าเราสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสำนักงานควบคุมสภาพ อากาศแห่งชาติ หรือว่านาปา (NAPA) ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นตัวบูรณาการหน่วยงานในแนวราบ ทั้งหลายให้สามารถเข้ามาทำงานร่วมกันได้ โดยที่ไม่ได้ทำให้เขามีอำนาจในการไปสั่งการ แต่มีอำนาจในการเร่งรัดติดตามแล้วก็ตรวจสอบให้หน่วยงานต่าง ๆทำตามกรอบและอำนาจ หน้าที่ของตน รายละเอียดในเรื่องนี้ได้อยู่ในรายงานฉบับนี้แล้วเช่นกันในหน้า ๑๘ ครับ กราบเรียนท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านศรีนวล เชิญครับ🔗

นางสาวศรีนวล บุญลือ เชียงใหม่

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย นั่งฟังดูทั้งผู้อภิปรายและคณะกรรมาธิการ ข้าเจ้าในฐานะประชาชนอยู่จังหวัดเชียงใหม่คน หนึ่ง ที่ผ่านมามีพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) และโรคโควิด (COVID) มาพร้อมกัน ดังนั้นข้าเจ้า อยากจะพูดความในใจให้กับทางสภาได้รับทราบที่มาของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) จังหวัดเชียงใหม่ มี ๒๕ อำเภอ ที่ทำการเกษตรมีประมาณ ๑๕-๑๖ อำเภอ ดังนั้นทำการเกษตรการปลูก ข้าวโพด เวลาทำข้าวโพดแล้วเอาเมล็ดพันธุ์ออกมาแล้วเหลือต้นซากของข้าวโพด ดังนั้นวิธี ที่จะกำจัดข้าวโพดนั้นไม่มีวิธีอื่นใดที่ประชาชนจะต้องกำจัดเลยใช้วิธีเผา ถ้าไม่เผาปีต่อไป ก็ทำไม่ได้ ดังนั้นประชาชนต้องช่วยเหลือตนเองมาโดยตลอดที่จะเผาซากข้าวโพดทิ้งไป แล้วที่ผ่านมาปี ๒๕๖๓ กรณีที่พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ระบาดพร้อมกับการระบาดของโรคโควิด (COVID) ในครั้งนี้ อยากจะเสนอวิธีการแก้ไขร่วมกับรัฐบาล ๑. ขอให้ภาครัฐช่วยสนับสนุน งบประมาณจัดซื้อเครื่องย่อยสลายให้กับกลุ่มเกษตรกรทุกตำบล ตำบลละ ๑ เครื่อง เพื่อเอาไปย่อยสลายแล้วเอาซากของข้าวโพดกลับมาทำปุ๋ย เพื่อใช้ในการทำการเกษตร ต่อไปได้ อันนี้ก็แก้ไขปัญหาไปอีกระยะหนึ่ง แล้วประเด็นที่ ๒ อยากเสนอให้รัฐบาลร่วมกับ ฝ่ายปกครองท้องที่และท้องถิ่น จัดงบประมาณแต่ละปี ไหน ๆ รัฐบาลก็มีงบประมาณที่ลงไป พัฒนา อยากให้ส่งเสริมในการตั้งรางวัลให้กับตำบล หมู่บ้าน หมู่บ้านไหน ตำบลไหน ถ้าไม่มีการเผาก็จะให้งบประมาณจัดสรรไป ๒ ล้านบาท ๓ ล้านบาท ถึง ๑๐ ล้านบาท แต่ละตำบลจะมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ควบคุมดูแลอยู่ ท้องที่และท้องถิ่นก็จะมีกำลังที่จะไป ช่วยกันป้องกัน แล้วชาวบ้านเมื่อมีมาตรการแบบนี้ก็จะมีความร่วมด้วยช่วยกันแล้วอยากจะ ได้งบประมาณไปพัฒนาท้องที่และท้องถิ่นด้วย อยากจะเรียนฝากไปทางรัฐบาลว่าถ้าทำได้ แบบนี้ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ก็คงจะหายจากประเทศไทยไปได้ประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ขอฝากท่านประธานเพียงแค่นี้เจ้า ขอขอบคุณเจ้า🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก่อนที่จะ ขอมติจากที่ประชุม มีท่านสมาชิกท่านใดที่ไม่เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการมีไหมครับ ถ้ามีจะได้ให้อภิปราย ถ้าไม่มีผมจะขออนุญาตที่ประชุมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ เพราะสมาชิกทุกท่าน ที่อภิปรายมาก็มีทิศทางเดียวกันหมดคือเห็นด้วย ไม่มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงสรุป เชิญครับ🔗

นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ประธานคณะกรรมาธิการ

กระผมต้อง ขอขอบคุณท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านที่ได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งความคิดเห็นของท่านสมาชิกทุกท่านนั้นมีประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการเราอย่างยิ่ง แล้วก็ กระผมยินดีน้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะและข้อสังเกตเพิ่มเติมจากทุกท่าน สุดท้ายนี้ คณะกรรมาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมาชิกทุกท่านจะมีมติร่วมกันให้รายงานและข้อสังเกต ฉบับนี้ได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ขอขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีท่านสมาชิก ท่านใดที่เห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับคือไม่เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ผมอนุญาตใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบหรือเห็นด้วยกับรายงาน ของคณะกรรมาธิการนะครับ เนื่องจากคณะกรรมาธิการ นอกจากรายงานแล้วก็ยังมี ข้อสังเกตที่จะต้องขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตหรือไม่ เพราะว่าถ้าเห็นด้วย ก็ต้องส่งไปให้รัฐบาลและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบหรือเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ รายละเอียดของข้อสังเกตก็คงจะมีกันทุกท่านแล้วนะครับ เพราะว่าข้อสังเกตนี้ อภิปรายไม่ได้นะครับ มีอย่างเดียวคือลงมติว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย มีท่านสมาชิกท่านใด ที่ไม่เห็นด้วย มีไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทาง การป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM ๒.๕ พร้อมทั้งส่งข้อสังเกตนี้ไปให้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบหรือเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ เป็นอันว่า จบการพิจารณาในวาระนี้นะครับ ขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการครับ🔗

ต่อไปผมจะขออนุญาตที่ประชุมที่จะเลื่อนระเบียบวาระที่ ๔.๔ เรื่อง รายงาน การพิจารณาการศึกษา เรื่อง การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวน ซึ่งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน พิจารณาเสร็จแล้ว มีท่านสมาชิกท่านใดขัดข้องไหมครับ หรือเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมอนุญาตให้เลื่อนระเบียบวาระที่ ๔.๔ ขึ้นมาพิจารณาต่อไปนะครับ🔗

๔.๔ รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทางอาญาในชั้นสอบสวน ซึ่งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน พิจารณาเสร็จแล้ว ในชั้นสอบสวน ถือเป็นเรื่องสำคัญและมีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากการปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมด้านระบบการสอบสวนทางอาญาเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง การสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการทำความจริงให้ปรากฏเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และให้พนักงานอัยการได้รับพยานหลักฐานที่ถูกต้อง ครบถ้วน และนำคดีไปดำเนินการ ในชั้นศาลต่อไป คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้พิจารณา รายงานข้อเสนอการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ของสมาคมสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน (สสส.) เพื่อใช้ประกอบในการศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล พร้อมทั้งได้รับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคณะกรรมการปฏิรูป ประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม และร่างพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีอาญา พ.ศ. .... ในชั้นกฤษฎีกามาประกอบการพิจารณา ดังนั้นเพื่อให้ระบบการสอบสวนการแสวงหาความจริง ในคดีอาญาในประเทศไทยมีเอกภาพและมีมาตรฐานเดียวกันและเพื่อลดความสับสน ในระหว่างผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในการตรากฎหมาย จึงได้นำร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม มาพิจารณาโดยได้นำหลักการและแนวทาง แห่งบทบัญญัติดังกล่าวที่สมควรจะพิจารณา และสอดคล้องกับการปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวนมาปรับปรุง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมสามารถสร้าง ความเป็นธรรมในสังคมและอำนวยความยุติธรรมที่แท้จริงแก่ประชาชนตามมาตรฐานสากล และนานาอารยประเทศ🔗

บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้จัดทำรายงานพิจารณาศึกษาเรื่องการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวนเสร็จแล้ว เพื่อเป็นการปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมชั้นสอบสวนอย่างเร่งด่วน โดยมุ่งมั่นในด้านกระบวนการการสอบสวนทางอาญา ระหว่างพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนควรเป็นกระบวนการเดียวกันที่พนักงานอัยการ สามารถตรวจสอบถ่วงดุลรวบรวมพยานหลักฐานชั้นต้นของพนักงานสอบสวนได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น พนักงานอัยการควรเข้ามามีบทบาทที่สำคัญตั้งแต่ขั้นแรก ในกระบวนการสอบสวน ภายใต้หลักการที่ว่า ต้องให้ความจริงทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณา ในชั้นศาลและพยานหลักฐานทั้งหมดต้องเข้าสู่การพิจารณาของพนักงานอัยการและ เจ้าหน้าที่อื่น ๆ โดยไม่ถูกบิดเบือนแก้ไขหรือถูกทำลายไป อีกทั้งผู้บังคับใช้กฎหมาย ต้องปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเสมอภาคตามหลักนิติรัฐ และเอื้ออำนวยให้ประชาชนเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก คณะกรรมาธิการจึงได้แนบร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อเสนอ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในคราวต่อไปในโอกาสอันควร และขออนุญาตเชิญ นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ กล่าวชี้แจงในรายละเอียดต่อไป🔗

เชิญท่านรอง วรเทพครับ🔗

นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สี่

กราบเรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ รองประธาน คณะอนุกรรมาธิการ คนที่สี่ ขออนุญาตนำเสนอรายงานการศึกษา เรื่อง การปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวน กระบวนการยุติธรรมในชั้นก่อนการพิจารณา ในชั้นศาลมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นกระบวนการที่เจ้าพนักงานจะต้องค้นหา พยานหลักฐานเพื่อทราบความจริง การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อสร้างระบบ การสอบสวนที่มีประสิทธิภาพ เป็นกลไกในการรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนรอบด้าน เพื่อให้ความจริงปรากฏต่อพนักงานอัยการและถูกนำไปใช้ในชั้นพิจารณาคดีของศาล อย่างครบถ้วน นอกจากความสำคัญทางการรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว กระบวนการวิธีการปฏิบัติ ในชั้นจับกุมการควบคุมตัว การขัง การปล่อยชั่วคราว การชันสูตรพลิกศพ การไต่สวนมูลฟ้อง ล้วนเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญในการค้นหาความจริงและพยานหลักฐาน ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้านการสอบสวนเป็นไปอย่างรวดเร็วและ เป็นธรรม สร้างระบบการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นต้นได้มีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน อย่างนานาอารยะประเทศให้มีประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น คณะกรรมาธิการจึงได้ศึกษาเรื่องกระบวนการสอบสวนทางอาญา โดยคำนึงถึงความยุติธรรม ที่ประชาชนจะได้รับตั้งแต่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานชั้นต้นตั้งแต่การตรวจสอบการจับกุมเพื่อคุ้มครองชีวิต ร่างกายผู้ถูกจับ เพื่อให้พนักงานอัยการได้รับพยานหลักฐานและทราบความจริงที่ถูกต้องและ ครบถ้วนจึงต้องมีระบบการสอบสวนที่ให้พนักงานอัยการได้มีโอกาสรู้เห็นและรวบรวม พยานหลักฐานด้วยตนเอง การสอบสวนและการสั่งคดีจึงต้องเป็นกระบวนการในขั้นตอน เดียวกัน องค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบความจริงชั้นเจ้าพนักงานต้องร่วมมือและตรวจสอบการ ทำงานซึ่งกันและกัน ซึ่งการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานให้ถูกต้องครบถ้วนที่สุดจะเป็น หลักประกันความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อนำไปพิจารณาคดีในชั้นศาล แต่หาก มีหน่วยงานเดียวผูกขาดการรู้เห็นพยานหลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุอาจมีความบกพร่อง หละหลวม สูญหาย ถูกบิดเบือน ทำลาย ทั้งเกิดจากการตั้งใจทุจริตของเจ้าหน้าที่หรือ ขาดความรอบคอบ ซึ่งมีปัญหาเห็นได้อย่างมากมาย จากปัญหาในปัจจุบันที่พนักงานอัยการ ไม่เคยเห็นพยานหลักฐาน ไม่เคยเห็นสถานที่เกิดเหตุ ไม่เคยได้พบผู้ต้องหาหรือพยาน จนกระทั่งวันสืบพยาน ทำให้พนักงานอัยการอยู่ในสภาพที่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการสั่ง คดีของผู้บริสุทธิ์ หรือการสั่งไม่ฟ้องอาชญากรได้อย่างง่ายดาย นับเป็นจุดอ่อนและเป็น หายนะของกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก จึงต้องมีหลายฝ่ายเข้ามาช่วยดูแลและรวบรวม พยานหลักฐานซึ่งทำให้ความจริงได้ปรากฏ เช่นกำหนดให้พนักงานอัยการได้มีโอกาสรู้เห็น และอยู่ในกระบวนการขั้นตอนการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่เริ่มคดีเป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการสอบสวนมีมาตรฐานสากลดังเช่นนานาอารยะประเทศ ที่เปิดโอกาสให้ หลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบการรวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่ชั้นต้น ซึ่งจะทำให้การเก็บพยานหลักฐานในชั้นต้นเป็นไปอย่างรัดกุม ไม่สูญหาย ถูกบิดเบือน ถูกทำลายอย่างเสรีไร้การตรวจสอบ คณะกรรมาธิการได้ยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อแก้ไขปัญหา การปฏิบัติงานตั้งแต่การที่พนักงานสอบสวนบางส่วนไม่รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ จากประชาชนคนยากจน ไม่มีอำนาจหรือด้อยสถานภาพทางสังคม การไม่ออกไปตรวจ สถานที่เกิดเหตุ หรือไปตรวจสถานที่เกิดเหตุล่าช้า มีการเลือกปฏิบัติในการให้บริการ การทำ สำนวนที่ล่าช้า การไม่แจ้งความคืบหน้าทางคดีให้ผู้เสียหายทราบ ซึ่งจากสภาพปัญหา ดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปฏิรูปวิธีการปฏิบัติงานสอบสวนด้านกฎหมายเพื่อพัฒนากลไก ในการปฏิบัติงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและ การให้บริการแก่ประชาชน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยอาศัยหลักการให้พนักงานอัยการเข้าทำการ ตรวจสอบการสอบสวน เพื่อให้ทางเลือกแก่ประชาชนและได้รับการอำนวยความยุติธรรม จากกระบวนการสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เป็นธรรมและมีความเป็นสากล โดยมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้🔗

มาตรา ๓ ให้เพิ่มข้อความดังต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๓/๑ และมาตรา ๑๓/๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ๑. เพื่อให้การจับและการค้นมีพยานหลักฐาน เป็นภาพและเสียงเพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าพนักงานจะได้ปฏิบัติไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถตรวจสอบได้ ๒. เพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้ต้องหาไม่ถูกละเมิดสิทธิและกระทำการ อื่นใดอันมีลักษณะเป็นการประจาน ๓. การบันทึกภาพและเสียงตามมาตรา ๑๑/๑ ระบุถึง การจับหรือค้น โดยให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือค้น จัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงซึ่งสามารถ ถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องและอาจเป็นเหตุให้ภาพและเสียงที่บันทึกดังกล่าวถูกเผยแพร่ สาธารณะได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มข้อความในวรรคสองดังกล่าว ๔. มาตรา ๑๓/๒ เป็นบทบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อห้ามมิให้มีการเผยแพร่ภาพหรือเสียงของผู้ถูกจับ หรือผู้ต้องหาอันมีลักษณะเป็นการประจาน โดยอ้างเหตุว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่ง การสอบสวนหรือการติดตามจับกุม🔗

มาตรา ๔ ให้แก้ไขวรรคหนึ่งของมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะบัญญัติให้ผู้จับ นำตัวผู้ถูกจับไปสถานีตำรวจทันที แต่หากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่กลับนำตัวผู้ถูกจับไป ซ้อมทรมานก็จะไม่มีระบบการตรวจสอบที่จะช่วยให้ผู้ถูกจับได้ทันที และไม่มีระบบที่จะ รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดและทำร้ายประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าเพื่อให้เป็นไปในหลักการที่ว่าให้พนักงานอัยการ เข้าทำการตรวจสอบการสอบสวน จึงเห็นควรให้พนักงานอัยการมาตรวจสอบการจับกุมทันที ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและได้ความยุติธรรมจากกระบวนการ สอบสวนอย่างแท้จริง🔗

มาตรา ๕ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๑๗/๑ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าเนื่องจากมีการหลบหนี นอกจาก การหลบหนีไปในระหว่างการได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว อาจมีหลายกรณี ที่หลบหนีในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝากขังหรือการควบคุมตัวด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องบัญญัติเพิ่มเติมว่าระยะเวลาการควบคุมตามกฎหมาย ในมาตรา ๑๑๗/๑ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย เพื่อเป็นการอุดช่องว่างของกฎหมายดังกล่าว🔗

มาตรา ๖ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๒๑/๑ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าเห็นควรให้พนักงานอัยการได้รู้เห็น พยานหลักฐานในการสอบสวนกับพนักงานสอบสวน โดยเข้าทำการตรวจสอบการสอบสวน โดยทันที เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาด การบิดเบือน การทำลาย พยานหลักฐานตามอำเภอใจ อันเป็นเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการที่ต้องการให้พนักงานอัยการ ได้รับความจริงแห่งคดีอย่างครบถ้วน จึงเห็นควรให้พนักงานอัยการเข้าไปดำเนินการ ตรวจสอบการรวบรวมพยานหลักฐาน การตรวจสอบ การสอบสวนตั้งแต่เริ่มคดี รวมถึง การตรวจพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน เพื่อให้สำนวนการสอบสวนถูกต้องครบถ้วน และเป็นธรรม นอกจากนั้นคณะกรรมาธิการยังเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา ๑๒๑/๑ (๒) เป็นคดีที่มีผู้มีส่วนได้เสียได้ร้องขอ ทั้งนี้ เนื่องจากต้องการให้ประชาชนหรือผู้ได้รับส่วนได้เสีย ได้รับความเป็นธรรมจากการสอบสวนของพนักงานสอบสวน โดยให้พนักงานอัยการ เข้าตรวจสอบการสอบสวนพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนเพื่อให้เกิดความรอบคอบ ตลอดจนได้รับพยานหลักฐานที่ถูกต้อง ครบถ้วนตามความเป็นจริงตั้งแต่เริ่มต้นคดี คณะกรรมาธิการยังเห็นควรบัญญัติให้บทบัญญัติมาตรา ๑๒๑/๑ (๓) คดีอื่นตามที่กำหนดไว้ ในกฎกระทรวงหรือข้อบังคับของสำนักงานอัยการสูงสุด เนื่องจากต้องการให้เปิดกว้างให้คดี ตามมาตรา ๑๒๑/๑ (๓) ซึ่งเป็นคดีที่อาจมีปัญหาได้ในอนาคต ซึ่งจะสามารถกำหนดได้ โดยกฎกระทรวงและข้อบังคับของสำนักงานอัยการสูงสุด ๔. คณะกรรมาธิการเห็นควร กำหนดบทบัญญัติมาตรา ๑๒๑/๑ วรรคสอง เพื่อให้พนักงานอัยการได้มีโอกาสรับรู้ พยานหลักฐานจากการสอบสวนพร้อมกับพนักงานสอบสวน รวมทั้งให้คำแนะนำหรือสั่งการ สอบสวนได้ตั้งแต่เริ่มคดี เพื่อให้การสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปอย่างครบถ้วน เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง คณะกรรมาธิการยังเห็นควรกำหนดให้บทบัญญัติ มาตรา ๑๒๑/๑ วรรคสาม เพื่อให้อัยการสูงสุดสามารถกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของการสอบสวนในคดีบางประเภทที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต🔗

มาตรา ๗ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้ เป็นมาตรา ๑๒๑/๒ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าปัจจุบันมีปัญหาเรื่องพนักงานสอบสวน ไม่รับคำร้องทุกข์ หรือคำกล่าวโทษออกเลขคดีอาญาเข้าสารบบราชการ หรือไม่ได้ดำเนินการสอบสวนตาม กฎหมายก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน และความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม อย่างแท้จริง จึงควรเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงาน อัยการที่มีเขตอำนาจดำเนินการสอบสวนแทนได้🔗

มาตรา ๘ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็นวรรคท้ายของมาตรา ๑๒๓ แห่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าการเพิ่มความในวรรคท้าย ของมาตรา ๑๒๓ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ ให้รัฐดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งความ ณ สถานีตำรวจที่เกิดเหตุได้ดังเช่น ปัจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดความสับสนและความไม่สะดวกต่อประชาชนอย่างยิ่ง🔗

มาตรา ๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๒๔/๒ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าคำร้องทุกข์ คำกล่าวโทษ รวมทั้งเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันสามารถส่งทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศอื่นได้ด้วยความสะดวก เป็นการลดภาระให้กับประชาชนที่จะต้อง เดินทางไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อยื่นคำร้องทุกข์กล่าวโทษหรือยื่นเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคดีซึ่งอาจจะอยู่ไกล🔗

มาตรา ๑๐ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าการบันทึกภาพและเสียงในการสอบปากคำ บุคคลเป็นหัวใจสำคัญในการรวบรวมพยานหลักฐานการพิสูจน์ความผิดความบริสุทธิ์ ของผู้ต้องหาในคดีอาญาจึงจำเป็นต้องสร้างหลักประกันได้อย่างถูกต้องครบถ้วนไม่ผิดพลาด แต่มีข้อเสนอแนะเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา ๑๓/๑ ที่ว่าการจับการค้น ให้เจ้าพนักงานผู้จับ ผู้ค้น จัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงซึ่งสามารถถ่ายทอดได้อย่าง ต่อเนื่องโดยมิได้กำหนดโทษขั้นต่ำไว้ ทั้งนี้การสอบทำผู้หา ผู้เสียหาย ก็มีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการจับ การค้น ฉะนั้นเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา ๑๓/๑ ดังกล่าวจึงสมควรที่จะตัดข้อความว่า ในคดีข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษ ขั้นต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไป ออกจากมาตรา ๑๓๖ ดังกล่าว นอกจากนั้นยังเห็นควรเพิ่ม ผู้ร้องทุกข์ผู้กล่าวโทษ ไว้ในมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้การบันทึกภาพและเสียงการสอบปากคำผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษด้วย โดยกำหนด อัตราโทษขั้นต่ำเพียงจำคุกตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไป เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมของประชาชน🔗

มาตรา ๑๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๓๖/๑ คณะกรรมาธิการเห็นว่า เป็นบทบัญญัติที่มีหลักการที่ถูกต้องในเรื่องหลักความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำที่ต้อง ถูกลงโทษตามพฤติการณ์แห่งการกระทำผิด และสำนึกต่อการกระทำผิดนั้นแล้ว โดยให้ บุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำผิดเป็นพยานเท่าที่จำเป็นอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์ ที่สำคัญกว่าของรัฐในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่สำคัญ และมีความ สลับซับซ้อน โดยผ่านความเห็นชอบจากพนักงานอัยการ และนำข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้น ต่อศาลในการพิจารณาลงโทษจำเลยผู้ถูกฟ้องและเป็นพยานในคดีนั้น และมีเงื่อนไขในการ ลดโทษหลังจากที่ศาลรอการลงโทษ คือคำเบิกความของจำเลยจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จนส่งผลให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดที่เป็นตัวการสำคัญได้ โดยศาลจะลงโทษผู้กระทำผิด ที่ให้การเป็นพยานนั้นน้อยกว่าอัตราโทษที่ขั้นต่ำก็ได้🔗

มาตรา ๑๒ คณะกรรมาธิการเห็นว่าเห็นควรเพิ่มบทบัญญัติมาตรา ๑๔๒/๑ คณะกรรมาธิการเห็นว่าเป็นบทบัญญัติที่จะแก้ปัญหาของพนักงานสอบสวนในการสรุป สำนวนส่งให้พนักงานอัยการใกล้ครบกำหนดระยะเวลาผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้าย ซึ่งทำให้ พนักงานอัยการไม่มีเวลาเพียงพอในการตรวจพิจารณารอบคอบก่อนสั่งคดีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสั่งฟ้องกรณีมีความจำเป็นที่ต้องสั่งสอบสวนเพิ่มเติมก็จะไม่มีเวลาเพียงพอที่จะ ดำเนินการให้เป็นธรรมอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง🔗

บทบัญญัติมาตรา ๑๓ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๔๓/๑ คณะกรรมาธิการเห็นว่าเป็นบทบัญญัติที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีกับผู้ร่วมกระทำผิด คนอื่นซึ่งพนักงานสอบสวนอาจจะละเลย หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ไม่ดำเนินคดีกับ ผู้ร่วมกระทำผิดคนอื่น โดยให้พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ดำเนินคดีกับผู้ร่วมกระทำความผิดที่พนักงานสอบสวนอาจจะมิได้ดำเนินคดี🔗

บทบัญญัติมาตรา ๑๔ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้ให้เป็น มาตรา ๑๔๓/๒ คณะกรรมาธิการเห็นว่าถ้อยคำในมาตรานี้ที่ระบุว่า มาตรา ๑๔๓/๒ วรรคหนึ่ง ขออนุญาต ข้ามนะครับ การที่กำหนดให้พนักงานอัยการมีอำนาจในการสอบสวนเพิ่มเติมเองได้ หากพนักงานสอบสวนไม่ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงเป็นเรื่องที่ ถูกต้องเพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย อันเนื่องจากการที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งผลการสอบสวนให้พนักงานอัยการภายใน ระยะเวลาที่กำหนด🔗

มาตรา ๑๕ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็น มาตรา ๑๖๑/๑ คณะกรรมาธิการ เห็นว่าเป็นบทบัญญัติที่เป็นหลักประกันมิให้ผู้ฟ้องคดีที่มีเจตนาที่ไม่สุจริตกลั่นแกล้ง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนในชั้นพิจารณา โดยมิได้มุ่งหวังแห่งผลคดี🔗

นอกจากนั้นในส่วนของมาตรา ๑๔๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงอำนาจความเห็นแย้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดไปเป็น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ ก่อให้เกิดความไม่สะดวกและความไม่เป็นธรรมต่อประชาชน เนื่องจากกองบัญชาการ ตำรวจภูธรภาคอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ประชาชนติดต่อหรือร้องขอความเป็นธรรมได้ยากกว่า ภายในจังหวัด และมีการร้องเรียนมากมายว่าหากเห็นว่าไม่อาจแย้งคำสั่งฟ้องของอัยการได้ และอาจมีการเรียกเงินจากผู้ต้องหาเพื่อให้แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ อีกทั้งในการ ตรวจสอบการพิจารณาสำนวนการสอบสวนในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดสั่งไม่ฟ้องได้ ควรตรวจสอบและถ่วงดุลจากฝ่ายอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานตำรวจ ตามหลักการเดิมใน ร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รอบด้านก่อให้เกิดปัญหามากมายในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาในการพิจารณาคดี ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาสำนวนได้อย่างรวดเร็วกว่า เนื่องจากไม่มีระบบการรวมศูนย์ แบบกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค รวมถึงการมีความเห็นแย้งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ เพื่อป้องกันตำรวจฝ่ายจับกุมฝ่ายสอบสวนที่สรุปสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องโดยปราศจาก พยานหลักฐานเพียงพอในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหา🔗

ในเมื่อมีการยกเลิกบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๔๕/๑ แล้ว คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่า ยกเลิกบทบัญญัติมาตรา ๑๔๕ แล้ว ดังนั้นบทบัญญัติในมาตรา ๑๔๕/๑ จึงไม่มีความจำเป็น จะต้องบัญญัติอีกต่อไป🔗

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ จากการศึกษาของกฎหมายและการรับฟัง ความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทุกมิติแล้ว เห็นว่ามีความ จำเป็นอย่างเร่งด่วนในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมชั้นสอบสวน โดยให้พนักงานอัยการ มีอำนาจตรวจสอบถ่วงดุลคดีที่สำคัญตั้งแต่เริ่มต้นคดี เพื่อให้พนักงานสอบสวนได้รวบรวม พยานหลักฐานได้แท้จริง ป้องกันการบิดเบือน ทำลาย เป็นการสร้างหลักประกัน ความยุติธรรมทางอาญา เพื่อให้ประชาชนที่สุจริตได้รับความคุ้มครองมีความเสมอภาค มีความเท่าเทียมกันตามหลักนิติรัฐ จึงจัดทำรายงานฉบับนี้เพื่อนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อโปรดพิจารณาต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิก จะอภิปรายซักถามไหมครับ มีไหมครับ มียกมือขึ้นนะครับ เชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ก่อนนะครับ แล้วก็ท่านนิยม และท่านขจิตรครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผมมีสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ ขอกราบเรียนด้วยครับ ขอฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ด้วยครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อนุญาต เปิดสไลด์ (Slide) ได้ครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานครับ ในประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ แล้วก็ผมบอกท่านประธานก่อนว่า ไม่ได้ว่าไม่เห็นด้วยนะครับ ถือว่าเป็นภาพรวมดีครับ ดี ดี ดี และอาจจะถึงดีมากนะครับ กราบเรียนด้วยว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่คณะปฏิรูปตำรวจที่ไปทำมา ๒ ปีตามรัฐธรรมนูญ น่าจะให้ คณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนทำเสียที ในประเด็นที่ผมจะกล่าวในทั้ง ๑๗ มาตรานี้ แต่ผมคงไม่ลงไปทั้ง ๑๗ มาตรานะครับ แต่คงเอาเฉพาะมาตราที่คิดว่าน่าจะแสดงความคิดเห็นหรืออภิปรายได้บ้างใน ๕ มาตรา ๑ ข้อสังเกตนะครับ ผมกราบเรียนว่าในอาชีพเดิม ท่านประธานครับ ผมเองเป็นทั้ง เจ้าพนักงานผู้จับกุม แล้วก็เป็นทั้งพนักงานสอบสวน ผมมีอำนาจสวนทั่วทั้งประเทศครับ และนอกประเทศด้วย เมื่อท่านอัยการสูงสุดร้องขอให้ทำ มีเวลาทำงานอยู่จริง ๆ แล้วก็ ประมาณสัก ๕ ปีในตำแหน่งและหน้าที่ นอกจากนั้นแล้วในอดีตผมเคยไปขึ้นเป็นพยาน ในคดีสำคัญเป็นคดีฟอกเงิน แก๊งมาเฟีย (Mafia) ที่นิวยอร์กในคดีควบคู่กับคดียาเสพติด ผมเห็นระบบหรือการไต่ระดับของการสอบปากคำ แล้วก็การให้การในชั้นศาลและ การควบคุมพยานในระดับนานาชาติมาพอสมควร ผมจึงอยากจะมาพูดในที่ประชุมแห่งนี้ ท่านประธานครับ ผมลืมไปครับ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอมาพูดในประเด็นของร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในประเด็น ๕ มาตรา และ ๑ ข้อสังเกต โดยผมจะเริ่มที่มาตรา ๓ ก่อนนะครับ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานว่าในมาตรา ๓ นี้ โดยเฉพาะที่ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในมาตรา ๑๓/๑ โดยประเด็นภาพนะครับ ประเด็นคือเรื่องของการเก็บบันทึกภาพเสียงในชั้นจับกลุ่ม ในวรรคแรก จะพูดถึงเรื่องการจับกุมของเจ้าพนักงานผู้จับหรือค้นนะครับ จัดให้มีการบันทึกต่อเนื่อง แล้วถ้าไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการจับกุมก็ให้บันทึกเหตุไว้นะครับ แต่ข้อต้องห้าม คือห้ามเผยแพร่นะครับ โดยสาระสำคัญของเนื้อความที่ต้องการแก้ไขนะครับ แต่สิ่งที่ผม กำลังจะอภิปรายในเนื้อหาตรงนี้ยอดเยี่ยมครับ แล้วก็ถือว่าเป็นกระบวนการที่จะคุ้มครอง ให้กระบวนการยุติธรรมได้เก็บพยานหลักฐานดังกล่าวนี้ได้ครบถ้วนนะครับ ผมอยากจะ อ้างอิงหลักการสำคัญเพราะว่าในท้ายสุดแล้วคณะกรรมาธิการได้ยึดเอาหลักรูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) มาเป็นหลักสำคัญในการขมวดข้อสังเกต แต่ผมยังมองว่าสิ่งสำคัญ ในกระบวนการยุติธรรมนี้ต้องเริ่มที่เจ้าพนักงานผู้จับกุมและเจ้าพนักงานผู้ตรวจค้น สิ่งสำคัญคือ ห่วงโซ่แห่งพยานครับ ท่านประธานครับ เชนจ์ ออฟ คัสทอดี (Change of Custody) มันเป็นหัวใจของเจ้าพนักงานผู้ที่จะกระทำการตามตัวบทกฎหมาย มิใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างเดียวนะครับ มีเจ้าพนักงานตามกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องที่จะต้องบังคับใช้ ฉะนั้น ห่วงโซ่แห่งพยานคือพื้นฐานของความยุติธรรมครับ สาระสำคัญคือการไม่ให้พยานบุคคล พยานเอกสารหรือพยานวัตถุ พยานนิติวิทยาศาสตร์ ท่านอาจจะตกไปแต่ผมไม่ได้ว่าครับ พยานนิติวิศวกรรมศาสตร์ ปัจจุบันนี้โลกมันเคลื่อนเร็วมากนะครับ คดีหลักบน ป.อาญา ถูกคดีที่ผูกไว้ในพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล พระราชบัญญัติ ไซเบอร์เข้ามาเกี่ยวข้องนะครับ ถ้าท่านยังก้าวไปไม่ถึงเรื่องนิติวิศวกรรมศาสตร์คือตัวเลข ๐ กับ ๑ ครับประธาน นั่นคือเลขฐานสองที่กำหนดบทบาทและหน้าที่ของมนุษย์ในยุคใหม่ ถ้าท่านทำให้มันปนเปื้อนหรือเจือปน สิ่งที่ท่านเห็นมันก็ไม่ใช่พยานหลักฐาน และท่านก็ยังไม่สามารถจะพิสูจน์สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้จากการเก็บหรือสร้างเครื่องมือไปเก็บ ล็อกไฟล์ (Log file) ที่ท่านเอามาใช่หรือไม่ หรือแม้กระทั่งภาพหรือเสียงที่ท่านพูด มีแหล่งกำเนิดมาจากออริจินัล (Original) หรือเปล่า หรือแหล่งจริง ๆ หรือเปล่า นั่นคือสิ่งที่ กำลังจะเคลื่อนเกิดขึ้น แต่ผมขอแวะไว้แค่นี้ก่อน พักไว้ครับ นั่นคือ ๔ การปนปนเปื้อน ที่เกิดขึ้น แล้วเดี๋ยวผมจะค่อยทยอยบอกว่าถ้าเกิดการปนเปื้อนในพยานบุคคล วันแรก ที่เห็นนั้นเห็นแค่เสี้ยววินาที พอเดินขึ้นถึงสืบพยานที่ศาลไปฟังมาทั่วครับ เห็นเป็นชั่วโมงเลย เห็นไหมครับว่าพยานบุคคลปนเปื้อน พยานเอกสาร พยานวัตถุที่ถูกเก็บมีกระบวนการ เก็บรักษา ตรวจพิสูจน์อย่างไร ครบถ้วนหรือไม่ มีการแปะ ปน เปื้อน เปลี่ยน ย้อมแมว สลับเปลี่ยนของ มีกระบวนการเชนจ์ ออฟ คัสทอดี (Change of Custody) ครบถ้วนจนถึง มือท่านผู้พิพากษาบนศาลหรือเปล่า เห็นไหมครับ กระบวนการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ทันสมัย ผมไม่ก้าวล่วงไปถึงเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถ พอไปถึงที่เกิดเหตุนั้นใช่ ท่านเริ่ม เก็บท่านมีคุณภาพ แต่ก่อนที่จะเก็บมันถูกเกลี่ย ถูกสร้าง ถูกพลิก ท่านมองเห็นว่ามันถูกสร้าง หรือย้อม พูดง่าย ๆ ว่าย้อมแมวที่เกิดเหตุขึ้นมา ต้องมีความรู้ความสามารถขนาดนั้นครับ และอันสุดท้ายที่ผมพูดไปแล้วคืนนี้นิติวิศวกรรมศาสตร์ ท่านมีเครื่องมือไปเก็บ มีซีดีรอม (CD-ROM) ท่านดูในโทรศัพท์มือถือของท่าน ท่านคิดว่ามันลบแล้ว มันไม่ลบหรอกครับ มันแขวนอยู่ในโลกครับ ผมไปดูแรม (RAM) ดูล็อกไฟล์ (Log file) ดูคลาวด์ (Cloud) ผมก็ไปรื้อออกมาได้ เหมือนทุกวันนี้ที่เขาจะขอไทยชนะ แล้วขอหมายเลขโคด (Code) แล้วขอเบอร์ ขอพาสเวิร์ด (Password) จากนักเรียน นั่นคือการล้วงข้อมูลบนล็อกไฟล์ (Log file) ทั้งหมด นั่นคือดิจิทัล (Digital) คือเลข ๐ กับ ๑ แล้วมันบอกอะไรหลาย ๆ อย่าง ในโลกนี้ได้ นั่นคือนิติวิศวกรรมศาสตร์ แล้วถ้าท่านไม่มีเครื่องมือที่จะไปเก็บออริจินัล (Original) ของมันคือต้นฉบับของการกระทำ เช่น ภาพ เสียง คอมเมนต์ (Comment) ท่านเอามาจากไหน ถ้าท่านบอกว่าเป็นพนักงานสอบสวนในที่เกิดเหตุ ท่านเห็นภาพ ณ เวลานี้ ที่นี่ ทีนี่ ปรากฏว่ามันเป็นพร็อกซี (Proxy) อยู่ที่ประเทศรัสเซีย คดีเกิดที่ไหนครับ เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรครับ พนักงานสอบสวนมีอำนาจหรือเปล่า กลับไปดูนะครับ ความรอบคอบพวกนี้ต้องสำคัญ🔗

ทีนี้ผมเข้าในมาตรา ๓ ครับ นั่นแค่เกริ่นไว้ ในมาตรา ๓ ขอแก้เรื่องภาพและ เสียง ดีครับ แต่สิ่งสำคัญคือผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือญาติ หรือผู้ที่ถูกตรวจค้น หรือผู้อื่น ๆ ถ้าเขากระทำแล้วไปเผยแพร่เอง อาจจะเก็บไว้เป็นต้นฉบับ อาจจะเก็บไว้ตามสิทธิของเขา ในเสรีภาพ เจ้าพนักงานจะไปรื้อไปค้น ไปทำลาย ตรงนี้คือประเด็นปัญหาต่อมาที่เขาสามารถ ทำได้โดยชอบไหม ขณะนี้เราจะเห็นภาพเลยว่าเมื่อมีการตรวจค้นตัว ฝั่งตรงข้ามที่ถูกตรวจค้น จะถือโทรศัพท์บันทึกเทป บันทึกเสียงเจ้าพนักงานก็จะบันทึกเหมือนกันตรวจค้น ถ่ายกัน เป็นฉาก ต่างคนต่างโต้กัน เจ้าพนักงานตำรวจทำมาถูกต้องเพราะว่าป้องกันตนเอง เป็นเครื่องมือที่ถ้าตั้งอยู่บนความบริสุทธิ์แล้วกระทำตามตัวบทกฎหมาย คุ้มครองตัวเอง แน่นอน แต่ถ้ากระทำเกินมันก็จะย้อนกลับมา มันเป็นการเก็บอดีตชาติครับ ผมเขียนไว้ ในบทความวิจัยที่สมาคมวิจัย เรื่อง อดีตชาติกับนวัตกรรมการบริหารจัดการโลกยุคใหม่ ในเรื่องของดิจิทัล (Digital) ฉะนั้นสิ่งสำคัญในมาตรานี้ก็ควรระมัดระวังนะครับ🔗

ในมาตรา ๑๓/๒ วรรคแรก ห้ามมิให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือผู้ต้องหาออกแถลง ข่าว หรือจัดให้ผู้จัดบุคคลอื่นสัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนวรรคสองเหมือนกันครับ วรรคสอง ก็พูดถึงเรื่อง ห้ามมิให้เจ้าพนักงานแพร่ภาพ เสียงสาธารณะ หรือยินยอมให้บุคคลอื่น ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานบันทึกภาพหรือกระทำการอันมีลักษณะเป็นการประจาน ตรงนี้เน้นคำว่า ประจาน ฉะนั้นตรงนี้ส่วนใหญ่ห้ามเจ้าพนักงาน กฎหมายเขียนว่าห้าม แต่เจ้าพนักงานก็จะบอกว่าผู้ต้องหาเขายินยอม หรือไม่ก็พาผู้ต้องหาเดินไปตามที่สาธารณะ นักข่าวมาถ่ายเองครับ มาทำเองหมดทุกอย่าง แล้วก็ผู้บันทึกภาพ ที่บอกว่า ซึ่งไม่ใช่ เจ้าพนักงาน ก็จะมีคำถามอีกว่าแล้วถ้าเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน เป็นพลเรือน เป็นอาสาสมัคร จะทำอย่างไรต่อไป เกิดขึ้นเสมอ ๆ ทุกวันนี้ป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกตัญญู สมัยผมเป็นเด็ก ๆ ไม่มีสตางค์ เป็นพนักงานสอบสวน ไปที่เกิดเหตุ ป่อเต็กตึ๊งไปช่วยถ่ายเก็บภาพ เก็บเป็นฟิล์ม (Film) ให้ เป็นม้วน ๆ ต้องไปอาศัยอาสาสมัครต่าง ๆ อันนั้นผ่านไปครับ🔗

มาตรา ๔ ที่เพิ่มข้อความเรื่อง เจ้าพนักงาน ในประเด็นของมาตรา ๘๔ เจ้าพนักงานหรือราษฎรผู้จับกุม ตัวผู้ถูกจับกุมไปยังสถานที่ทำการและสอบสวนทันที ประเด็นนี้มีประเด็นเดียวเรื่องประเด็นของราษฎรที่เป็นผู้จับ ในเรื่องของราษฎรเป็นผู้จับ เป็นประเด็นเดียวครับ เพราะว่ามาตรา ๗๙ เขาห้ามไม่ให้ราษฎรจับ เว้นแต่เข้าเกณฑ์ ในมาตรา ๘๒ และความผิดซึ่งหน้า สิ่งที่สำคัญคือราษฎรขาดองค์ความรู้ แต่จริง ๆ ราษฎร มีอำนาจจับครับ เช่น รปภ. เห็นคนวิ่งราวทรัพย์ผ่านหน้าหรือเอามีดไล่ฟันกัน ราษฎรที่เป็น รปภ. หรือคนที่เจอเหตุเป็นราษฎรจับได้ครับ เพราะเป็นความผิดซึ่งหน้า จับได้แล้ว ทำอย่างไรต่อครับ จับได้ก็ต้องโทรศัพท์เรียกแต่ปรากฏไป ๆ มา ๆ ตำรวจมาทำบันทึกจับ ไม่ใช่ราษฎรเป็นคนจับ ฉะนั้นวิธีการตรงนี้จะต้องสร้างตำรวจของสังคมขึ้นมาให้มาก ๆ คือ ชาวบ้านต้องรู้เลยว่าตัวเองมีอำนาจจับตามความผิดซึ่งหน้าท้ายประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาที่ปรากฏอยู่ในความผิดทุกฉบับที่ปรากฏอยู่ และสามารถช่วย เจ้าพนักงานได้ แต่สำคัญคือเมื่อมีกระบวนการอย่างนี้แล้ว ความเข้าใจของผู้ที่ถูกจับล่ะครับ รู้ไหมครับว่าราษฎรก็จับได้ สู้กันแน่ครับ หนีกันแบบเอาตัวรอดเลย แล้วราษฎรที่เป็นคนดี จะทำอย่างไรครับ บาดเจ็บ เสียหาย รัฐก็ต้องเยียวยาค่าเสียหาย บาดเจ็บ ความสามารถ ดังกล่าวจะคุ้มครองเขาอย่างไรครับ นี่คือประเด็นอีกประเด็นที่ผมอยากจะเป็นข้อสังเกต🔗

มาตรา ๘ ครับ ในมาตรา ๑๒๓ ตรงนี้เป็นหัวใจผมดีใจมากตรงนี้ โดยเฉพาะ การร้องทุกข์ตามวรรคหนึ่งที่เพิ่มเติมในเนื้อหา ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์ในเขตท้องที่ใดก็ได้ ที่จริงก็ทำแล้วนะครับ ตร. เขาทำแล้วเหมือนกัน เขาออกคำสั่งแล้ว ถ้าความผิดที่ร้องทุกข์ ไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจส่งคำร้องทุกข์ไปได้ จริง ๆ แล้ว ตร. เขาก็ทำอยู่แล้ว เขามีคำสั่งอยู่แล้ว ครับ แต่ประเด็นสำคัญของผมคือประเด็นตรงนี้ ที่อยากให้คณะกรรมาธิการช่วยสังเกตตรงนี้ ขณะนี้มีความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีพวกนี้ อาชญากรรมเกิดขึ้น ๗๘๐,๐๐๐ กว่าคดี มีรู้ตัว และจับกุมคนได้คือ ๗๐๓,๐๐๐ คดี อีก ๕๐,๐๐๐ คดี เป็นคดีไม่รู้ตัว แต่ไม่ใช่ไม่รู้ตัวทั้งหมด ไม่รู้ตัวที่รับแจ้งได้ การร้องทุกข์มีคดีหายไปจากระบบเพราะพนักงานสอบสวน ตำรวจเป่าคดีครับ รถหายในที่สาธารณะต่ำกว่า ๓ ปีหายหมดครับ หรือคดีที่โทรศัพท์วางและถูกหยิบไป ก็ลงบันทึกประจำวัน หายไปครับ ราษฎรไม่เคยได้รับการคุ้มครองทางด้านความปลอดภัย และไม่เคยเก็บข้อมูลตรงนี้ ผมอยากให้เติมตรงนี้ ถ้าเป็นไปได้คือการจัดเก็บข้อมูลลงใน ระบบกลาง ระบบกลางคือระบบที่รัฐเองจะต้องออกแบบแล้วสามารถใช้โทรศัพท์ พนักงาน สอบสวนสามารถ เหมือนกูเกิล ชีต (Google sheet) กรอกข้อความและเจนเนอเรต (Generate) แล้วก็มีเลขขึ้น แล้วก็จะมีฮอตสปอต (Hotspot) มีการเอาสถิติไปทำการป้องกัน ได้ น่าจะเกิดขึ้นใน สตช. ได้ในอนาคต และจะทำให้คดีไม่หายไป คดีที่ร้องทุกข์ทั้งหมดจะถูก จัดเก็บง่ายและจะถูกปรินต์เอาต์ (Printout) โดยโทรศัพท์มือถือก็ได้ เพราะมีชีต (Sheet) ที่ถูกเป็นแบบฟอร์มกรอกแล้วจะปรินต์ (Print) ออกเป็นสำนวนได้เลย อันนี้คือสิ่งที่อยากจะให้เห็นว่าถ้าลงในระบบกลาง แล้วเลขคดีถูกเจนเนอเรต (Generate) ขึ้นมา จะถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ แล้วสถิติทั้งหมดที่เกิดขึ้นท่านอาจจะเห็นบนแพลตฟอร์ม (Platform) ใด แพลตฟอร์ม (Platform) หนึ่งที่ทำให้เห็นว่าข้างบ้านมีขโมย ๑๐๐ ครั้ง แล้วยังไม่เคยจับได้เลย แล้วที่สำคัญคือในมาตรานี้ อยากให้เพิ่มคำว่าสืบสวนจะต้องรายงาน ทุก ๓ เดือน ซึ่งมีอยู่ในมาตรา ๑๔๐ อยู่แล้ว แต่ต้องรายงานจนกว่าจะจับได้ แล้วรายงานให้ ผู้เสียหายทราบทุก ๓ เดือน จริง ๆ จนกว่าจะเปลี่ยนคดีไม่รู้ตัวเป็นคดีรู้ตัว ฉะนั้น อีก ๒๐๐,๐๐๐ คดีกว่า ๆ ที่หายไปจากระบบ ที่ถูกเป่าโอมเพี้ยง โอมเพี้ยง โอมเพี้ยงไป มันจะต้องผุดขึ้นมาให้ได้ครับ ขอไว้ตรงนี้ว่าระบบกลางจะมีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบครับ เรื่องโอนย้ายถ่ายอำนาจมันแค่พลิ้วมือครับ ในอนาคตแค่เจนเนอเรต (Generate) เครื่อง แล้วใส่รหัสพาสเวิร์ด (Password) ของพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจ แล้วก็ส่งสำนวนไป เห็นชอบด้วยครับ ในมาตรา ๙ ที่เพิ่มข้อความในมาตรา ๑๒๔/๒ คือการยื่นและส่งคำร้องทุกข์ ดีครับ ที่จริงไม่ได้ส่งอย่างนี้นะครับ เปิดแพลตฟอร์ม (Platform) เลยนะครับ เปิดแอป (App) ร้องทุกข์ พิมพ์เลยว่าชื่อตัวชื่ออะไร ใส่อีเมล์แอดเดรส (e-Mail Address) เสร็จเรียบร้อย จะร้องทุกข์เรื่องอะไร ส่งแป๊บเดียวครับ ถึงมือพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีตามเลขคดี ตามท้องถิ่น จะมีลองจิจูด ละติจูด ถ่ายรูปที่เกิดเหตุ ถ่ายรูปทรัพย์สินที่หาย ถ่ายรูปเสร็จ เจนเนอเรต (Generate) ขึ้นเลขเลยครับ ถ้าพนักงานสอบสวนรับที่โรงพัก เจนเนอเรต (Generate) ขึ้นรับ รับเลขคดีเสร็จส่งตำรวจสายตรวจมาดูที่เกิดเหตุ ฝ่ายสืบสวนมา เสร็จครับ ไม่ต้องไปโรงพักก็ได้นะครับ ไม่ต้องไปบอกต้องโอนย้าย สำนวนถูกสร้างขึ้นโดย โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวครับ แบบที่ผมกำลังสร้างบนจอนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขณะนี้ มีระบบคลาวด์ (Cloud) รองรับอยู่ครับตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ แต่ผมคิดว่ายังไม่คอมพลีต (Complete) ครับ แต่น่าจะรองรับได้ในอนาคตถ้าพัฒนาครับ ท่านประธานครับ🔗

มาตรา ๑๑ ครับ ที่เพิ่มเติมแก้ไขมาตรา ๑๓๖/๑ พนักงานสอบสวนเสนอ ความคิดเห็นให้อัยการในประเด็นเรื่องควรกันผู้ต้องหาไว้เป็นพยาน กราบเรียนครับ คดีนี้ คล้าย ๆ คดีหนึ่งที่ดังที่สภาแห่งนี้ในมาตรานี้ โดยเฉพาะที่มีคำภาษาอังกฤษว่าพลีบาร์เกน (Plea bargain) ก็คล้าย ๆ กันครับ ในเนื้อหาสาระของการแก้ไขในประเด็นนี้คือต้องการ ให้จำเลยมีโทษเบา จำเลยมีการลดโทษโดยท่านผู้พิพากษา พนักงานอัยการมีสิทธิยื่นคำร้อง ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่เดิมโดยเฉพาะในการเป็นพนักงานสอบสวนเดิมนี่เราเคยกันผู้ต้องหา ก่อนเป็นผู้ต้องหาคือเป็นพยานเลย แต่สิ่งที่สำคัญคือถ้าคดีสำคัญ ๆ ผมเคยทำคดีระดับชาติ เลยนะครับ ต้องกันไว้เป็นพยานเพราะว่าตัวผู้ที่กระทำความผิดเป็นตัวระดับเฮด (Head) เลย หรือเป็นผู้มีอิทธิพลเลย แม้กระทั่งในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือในประเทศที่อารยะแล้วที่เขา ไปขึ้นสืบพยานกับผม เขากันเลยนะครับว่าพยานคนที่ถูกกันจะถูกปกปิด คุ้มครอง เปลี่ยนชื่อ มีค่าใช้จ่าย มีทะเบียนบ้านใหม่ มีแอดเดรส (Address) ที่เกิดขึ้นใหม่ มีตัวตนขึ้นมาใหม่ครับ โดยเฉพาะคดีสำคัญที่เป็นคดีที่เอาตัวผู้บงการมา แต่อันนี้ยังเป็นจำเลยร่วม แล้วก็ลดโทษ ก็คือว่าพลีบาร์เกน (Plea bargain) ก็ถือว่าดีครับเรื่องประเด็นนี้ แต่นั่นคือสาระสำคัญที่ผม อยากฝากว่าถ้าจะแก้เพิ่มเติมในอนาคตนะครับว่าจะคุ้มครองต้องเยียวยาคุ้มครอง มีเงินเดือนนะครับ ในประเทศสหรัฐอเมริกาเขามีอาชีพให้เลยครับ พยานสำคัญ ๆ ที่ดุ ๆ อันนี้มาตรา ๑๑ ครับ ผมมีแค่ ๕ มาตรา ที่เป็นสาระสำคัญ แต่ที่ผมต้องการสรุปในการรับฟัง ของคณะกรรมาธิการนะครับ โดยเฉพาะในคดีทุกคดีครับ ในหลักสำคัญโดยสุดท้ายแล้ว ท่านต้องรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วท่านเน้นเลยว่าป้องกันบิดเบือน ทำหาย สูญหาย และการสร้างพยานในการให้การเท็จ ถ้าท่านมีห่วงโซ่แห่งพยานตั้งแต่ต้น มีเครื่องมือ ให้เจ้าพนักงานเข้าใจตั้งแต่คอนเซปต์ (Concept) ของการเก็บรักษาพยานที่แท้ ออริจินัล (Original) นะครับ ผมยกตัวอย่างเช่นว่ารูปภาพ หรือภาพ หรือเสียงหรือวิดีโอ (Video) ที่ปรากฏที่ท่าน ถ้าท่าน หาแหล่งกำเนิดไม่ได้ที่ชัดเจนเป็นออริจินัล (Original) ท่านจะมากล่าวหาเขาไม่ได้นะครับ บางทีมันแค่พลิ้วมือแค่ปลายนิ้วมือ ไม่ใช่เจตนาด้วย เป็นแค่ประมาทเท่านั้นเอง เพราะว่า เขาแชร์ (Share) ไปด้วยวินาทีของดิจิทัล (Digital) ความเร็วของมัน แล้วสิ่งนี้จริง ๆ คือผู้ที่ ก่อเหตุมิใช่ตัวแท้จริง ฉะนั้นตัวบงการหรือตัวที่กำหนดบนดิจิทัล (Digital) หรือความผิด ที่เกิดบนระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมดมันมีอยู่ที่อื่น ฉะนั้นท่านต้องมีความสามารถที่เก่ง และสามารถพิสูจน์ออริจินัล (Original) ได้ ท่านจะต้องมีเครื่องมือที่โคลน (Clone) โคลน (Clone) อะไรครับ เครื่องถ่ายเอกสารในสำนักงานท่านครับ ถ้าผมไปเดี๋ยวนี้ผมไปหยิบ เครื่องโคลน (Clone) ดึงแรม (RAM) มา ผมจะรู้เลยว่าแผ่นสุดท้ายจนถึงแผ่นที่มันเก็บได้ ท่านถ่ายเอกสารอะไรไปบ้าง เห็นไหมครับการโคลน (Clone) แล้วต้องโคลน (Clone) เก็บไว้ เพื่อส่งศาลคือการปนเปื้อน ส่วนที่เก็บไปกองพิสูจน์หลักฐานก็เก็บไปพิสูจน์ แต่ต้องบอกว่า มียูนิเวอร์ซัล ไอดี (Universal ID) ของผู้ต้องหา ผู้ต้องหานะครับ ไม่ใช่ยูเซอร์ (User) ไม่ใช่อะนอนิมัส (Anonymous) ไม่ใช่อันโนน (Unknown) และไม่ใช่ใครก็ไม่รู้ นี่คือสาระสำคัญของดิจิทัล (Digital) โลกของอาชญากรรมยุคใหม่ครับ ท่านประธานครับ ผมขอจบแค่นี้ครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านนิยม เวชกามา ครับ🔗

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมชื่นชมนะครับ ขออภิปรายแบบชื่นชมคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่มีแนวคิด ที่จะแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ ป.วิ.อาญา ต้องชื่นชมจริง ๆ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ผมไม่ลงรายละเอียดครับ เพราะว่าทางกรรมาธิการท่านชอร์ต (Short) เป็นเม็ด เป็นมาตรา แต่ผมขอแสดงความ คิดเห็นในฐานะที่คนหนึ่งสมัยผมเรียนนิติศาสตร์ ผมให้ความสนใจมากใน ป.วิ.อาญา เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับประชาชนโดยตรง ผมเห็นด้วยในหลายมาตรา โดยเฉพาะ กระบวนการยุติธรรมในเบื้องต้น ท่านก็จับกลุ่มตลอดไปถึงชั้นสอบสวน ท่านประธานครับ กระบวนการกฎหมายของไทย กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยเป็น กระบวนการกล่าวหา กล่าวหาแล้วก็หาหลักฐานใส่ ไม่ใช่กระบวนการเหมือนทางซีกอเมริกัน ทางฝรั่งเขา มันคนละกระบวนการ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขอแสดงความเห็นในเบื้องต้น ผมจะไม่พูดถึงในเรื่องกระบวนการปล่อยชั่วคราว เพราะเป็นกระบวนการซึ่งไกลไปแล้ว ผมอยากเห็นว่าคนกระทำผิดจริง ๆ ได้รับผล แต่คนไม่ผิดอย่าได้รับผลเลยครับ อย่าได้ถูก จับกุม แต่ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนซึ่งถูกโดนจับกุม ติดคุกติดตะราง ศาลพิพากษาจำคุก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปีเพราะกระบวนการจับกุมและสอบสวนเบื้องต้น เพราะศาลอยู่ปลายน้ำ ไม่รู้หรอกว่าอะไรจริง อะไรเท็จเพราะมันสมบูรณ์ไปแล้ว ในกรรมาธิการชุดนี้ท่านมีความเห็น ผมก็เพิ่งมาเปิดดูเหมือนกัน ผมไม่รู้ว่าจะเข้าไม่เข้า แต่เห็นแล้วก็ชื่นชม แต่ต้องขอบอกว่า กระบวนการนี้ให้อัยการไปดูทุกเรื่อง เป็นเรื่องดี ดีมากครับเพียงแต่ว่ามันจะทำได้ไหม เพราะอัยการไปดูกับตำรวจ จะได้ไปดูทุกเรื่องมันเป็นเรื่องยาก ผมจึงขอแสดงความคิดเห็น ประกอบเท่านั้นเองว่าในกระบวนการ ท่านเอาขึ้นมาหลายมาตรา เช่นมาตรา ๓ ที่ท่านแก้ไข ผมว่าเป็นเรื่องดีทั้งนั้นเพียงแต่ว่าเป็นเรื่องยากที่อัยการจะไปดู ผมต้องบอกว่าวันนี้กระบวนการยุติธรรมของเราในเบื้องต้นท่านจะสังเกตเห็น บางคนขึ้นสู่ ศาลถูกตัดสินจำคุก ๒๐-๓๐ ปีก็มี คนไปเข้าคุกสุดท้ายมาบอกไม่มีความผิดถึงระดับหนึ่ง แต่ไม่มีความผิดก็ติดไปแล้ว ๑๐-๒๐ ปี เห็นไหมครับทางจังหวัดพิษณุโลก คดีเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีก่อน สุดท้ายจะทำอย่างไรได้คนมันติดคุกไปแล้ว แต่พบพยานหลักฐานภายหลังว่าจำเลยรายนี้ ไม่ได้ผิดเลย ก็มีชดใช้ในกระบวนการยุติธรรมบ้าง โน่นนี่นั่น ของกระทรวงยุติธรรม แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา คนติดคุกจะเอาเงินให้ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท เป็นล้านบาทผมก็ไม่เอา ติดคุกวันเดียวผมก็ไม่อยากติดนะถ้าทำได้ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องกระบวนการ ยุติธรรมในเบื้องต้นเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญ ซึ่งคณะกรรมาธิการคิดถูกคิดได้ แต่ผมเกรงว่า จะทำไม่ได้เท่านั้นเองที่แสดงความคิดเห็น ผมอยู่กับกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น อยู่กับตำรวจมากพอสมควร เห็นทุกอย่างในเหตุการณ์ ทำไมว่าผมอยู่ ผมไม่ได้เป็นตำรวจ หรอกครับแต่ผมทำข่าวอยู่ ๒๐ ปี อยู่ในมติชน อยู่ไอทีวี (ITV) ตั้งแต่เริ่มตั้งมาเห็นหมด กระบวนการ ที่ท่านเขียนบอกว่าจับกุมแล้วให้ส่งไปอัยการอย่างรวดเร็ว มันเป็นเรื่อง ต้องรวดเร็วตามกฎหมาย แต่ท่านรู้ไหมว่าพอเขาจับกุมแล้วเขาเอาไปซ้อมเสียก่อน เอาไปยัดเข้าข้างหลังเสียก่อนอยู่หลังโรงพัก สมัยเก่ายิ่งหนัก อันนี้คือวิธีการที่ผมเป็นห่วงเป็นใย พี่น้องประชาชน ในกระบวนการเราผมเห็นด้วยเลยท่านบอกแก้กฎหมาย เขียนขึ้นหัวเลย บอกพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ป.วิ.อาญา นี้ เป็นเรื่องดีเลยครับ เพราะเป็นอดีตที่เป็นความเจ็บปวด ผมยกตัวอย่างให้เห็นเลยมีคดีหนึ่ง ผู้ต้องหาติดคุก ๒๐ ปี บ้านผม สุดท้ายแล้วไม่มีความผิด เพราะกระบวนการเบื้องต้นมันบิดเบี้ยว อัยการถูกหลอก เขาทำสำนวนมาอย่างดี ถูกต้อง เขียนหมด เพราะทำอยู่ข้างเดียว ที่ไม่ผิด คือไม่สอบเลย เอาอันนี้ ๆ ไป นี่คือกระบวนการ ท่านแก้ไขเป็นเรื่องดีแต่ว่าต้องใส่ความเห็น ในบางเรื่อง ผมอยากให้มีประชาชนเข้าไปอยู่ในกระบวนการทุกขั้นตอน ถ้าเป็นไปได้นะ เขียนเข้าไปให้ประชาชนไปอยู่ทุกขั้นตอนให้เห็นด้วย ส่วนที่บอกในเงื่อนไขว่าให้ถ่ายทำวิดีโอ (Video) อะไรนั้นผมว่าดี แต่การถ่ายทำวิดีโอ (Video) ก็เป็นวิธีหนึ่ง คนถ่ายทำคือ พนักงานสอบสวน ผมจะบอก อันไหนดีก็ทำ อันไหนไม่ดีไม่ต้องถ่าย อันนี้คือประเด็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะแก้ไขได้ในกฎหมายฉบับนี้คือประชาชนต้องเข้าไปอยู่ทุกกระบวนการ อาจจะเอากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ไปอยู่ในมุมนั้น สมมุติว่าจับลูกบ้านเขา อบต. ๒ คน ๓ คน ไปยืนอยู่ไปนั่งอยู่ อันนั้นผู้ต้องหาจะได้รับความเป็นธรรม ผมเคยอยู่ในกระบวนการนี้ ถูกจับมา ผมเป็นนักข่าวสมัยนั้น ผมต้องไปนั่งอยู่ด้วยไม่ถูกซ้อมครับ ถ้าผมไม่อยู่ด้วยไอ้หมอนั้น ตายเลยซึ่งเขาเองก็ไม่ได้ผิดอะไร จับยาบ้าครับ บ้านผมทุกวันนี้จับไปถ้ามึงไม่มีเงิน ยัดยาบ้าเข้าไป เป็นอย่างไรสุดท้ายก็ต้องติดคุก นี่คือกระบวนการ เพิ่งเสร็จเร็ว ๆ ไว ๆ นี้ศาลฎีกาเพิ่งตัดสิน ตำรวจ ยิงตายเลยยัดยาบ้า บังเอิญไปตรวจสอบแล้ว บ้านผมจังหวัดสกลนครผมไม่พูดที่อื่น ปรากฏว่าผิดปกติ แต่มันตายแล้วตำรวจยิงตาย ผิดปกติเพราะยาบ้าไปอยู่ในกางเกงใน มันผิดปกติก็เลยทำให้ศาลสงสัย แต่ว่าเพิ่งสงสัยก็ตายแล้ว วิสามัญฆาตกรรม นี่คือกระบวนการ แต่สุดท้ายวันนี้ศาลก็ตัดสินบอกตำรวจติดคุก ก็เป็นธรรมนะ แต่กว่าจะ เป็นธรรม ผู้ต้องหาตายแล้ว นี่คือปัญหาครับ ก็ฝากท่านกรรมาธิการว่าถ้ากฎหมายนี้ จะประกาศใช้ได้จริง ๆ ผมดีใจจริง ๆ ที่เห็นว่าแก้ จริง ๆ ผมไม่มีโปรแกรมจะพูดหรอก แต่เห็นแล้วก็เกิดความอึดอัดใจพูดง่าย ๆ ในฐานะคนเคยเป็นนักกฎหมาย เพราะว่านี่คือ ปัญหาที่เราช่วยกันแก้ไข พี่น้องประชาชนก็ฝากความหวังให้ผู้แทน เพราะถ้าจะให้ข้าราชการ ประจำทำทุกอย่างทำตามระบบทั้งหมด อันนี้ยกเพียงตัวอย่าง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เบื้องต้นสำคัญที่สุด ผมยืนยัน ตั้งแต่จับกุมมาจนกระทั่งสอบสวน คนที่จับกุม สมมุติ ผมเป็นตำรวจ ที่มันจับไม่ผิดผมไม่ไปสอบหรอกครับ ผมก็สอบที่จะมาใส่ในสำนวนผม อันนี้ คือข้อเท็จจริงต้องบอกกล่าวกัน ในกระบวนการนี้ถ้าตราบใดเรายังคิดช่วยกันไม่ได้ ประชาชนยังไม่ได้รับความเป็นธรรมครับ สิ่งที่ผมต้องเสนอต่อกรรมาธิการวันนี้คือขอให้ ประชาชนเราใครก็ได้ไปอยู่ทุกกระบวนการ เท่านั้นเองครับ อย่างอื่นไม่ต้อง ส่วนศาล อัยการ อันนั้นเป็นปลายแถว ต้องขอกราบเรียน ผมเอาสั้น ๆ ขอบคุณมากครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านขจิตร เชิญครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในเบื้องต้นผมต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่ท่านได้ศึกษาเพื่อที่จะให้ มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาระสำคัญท่านบอกว่าเพื่อให้ กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเบื้องต้นคือการสืบสวนสอบสวนให้ก้าวไปสู่ระดับสากล แปลว่าได้ยกมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมไทย แล้วก็บอกว่าเทียบเคียงกับอารยประเทศ ผมต้องขอชมเชยทุกท่านที่นั่งอยู่เป็นอย่างยิ่ง ท่านได้ประชุมเสร็จ ๘ ครั้ง อนุกรรมาธิการนี้ ผมดู แล้วท่านก็เสร็จแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ในขณะที่มีกรรมาธิการอยู่ ๑๕ ท่าน แล้วท่านรายงานมีอยู่ ๑๓ ท่าน ขอชมเชยจริง ๆ ครับ แล้วก็ฝากท่านด้วย ถึงแม้ว่าท่าน รายงานสภานี้ท่านหมดวาระหมดหน้าที่ไป ขอให้ท่านที่รักความยุติธรรมและต้องการ สถาปนากระบวนการยุติธรรมเหมือนอารยประเทศ ให้ท่านโปรดติดตามให้จนประสบ ความสำเร็จด้วย เพราะว่าประเทศไทยเราท่านก็ทราบมันเป็นประชาธิปไตยเผด็จการวนเวียนอยู่ กฎหมายเหล่านี้มันจึงเป็นครึ่ง ๆ แบบนี้ แล้วการปฏิบัติต่อประชาชนได้ถูกละเมิดมาก เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ขอบคุณท่านมากครับ ท่านประธานครับ ผมจะมีความเห็นกับ ผลการศึกษานี้อยู่ ๓ เรื่อง🔗

เรื่องที่ ๑ ผมเห็นด้วยกับการที่จะเริ่มกระบวนการสอบสวนเกิดเหตุการณ์ขึ้น ให้อัยการเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เบื้องต้น เพื่อที่จะช่วยหรือว่าให้พนักงานตำรวจช่วยอัยการ หรืออัยการช่วย ผมเห็นด้วยทั้งนั้นล่ะครับ หรือแม้กระทั่งฝ่ายปกครองทันทีที่เกิดเหตุ เมื่อเกิดเหตุร้ายมีการฆ่ากันขึ้นให้ฝ่ายปกครองไปด้วย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเป็นการเริ่มต้น กระบวนการที่ให้ประชาชนได้เกิดความมั่นใจ มีพยานหลักฐานครบ พยานหลักฐานไม่ถูกทิ้ง เหมือนท่านที่อภิปรายท่านแรกพูดถึงเล่ห์เหลี่ยมในการปรับเปลี่ยนพยานหลักฐานซึ่งท่าน เป็นตำรวจมา ชัดเจนแล้วครับผมไม่พูดซ้ำ ผมเห็นด้วยกับการเริ่มต้นกระบวนการสืบสวน ที่จะให้ประชาชนได้เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เป็นการปฏิรูปที่ดีมาก🔗

เรื่องที่ ๒ ที่ผมเห็นด้วย ผมเห็นด้วยด้วยความเห็นใจของเพื่อนผม เพื่อนพี่น้องผม เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมีเยอะ มีหน้าที่สอบสวนเหมารอบเลยครับ ไม่ว่าผิดกฎหมายจับ ไปบุกรุกชาวบ้าน ทำนาอยู่ดี ๆ ก็ไปจับเขามา บอกว่าเป็นเขตป่าอะไรก็ไม่รู้ เขาอยู่ตั้งแต่ ปู่ย่าตายาย เสร็จแล้วมีเรื่องกฎหมายของป่าไม้ มีเรื่องกฎหมายสรรพากร มีเรื่องกฎหมาย ศุลกากร อุตสาหกรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผมรวมไปถึง ป.ป.ช. ด้วยก็ได้ ถ้าความผิดที่เจ้าหน้าที่โดยตรงรักษากฎหมาย การเริ่มต้นสอบสวนจะให้เจ้าหน้าที่ ที่รู้กฎหมายรักษากฎหมายเริ่มสอบสวน หรือจะเอาพนักงานสอบสวนตำรวจเดิมก็ได้ หรือร่วมกันก็ได้แล้วสามารถฟ้องไปยังอัยการได้ ผมเห็นด้วยเพราะประชาชนจะได้รับ ความยุติธรรม การดำเนินคดีจะได้เร็วขึ้น การรวบรวมหลักฐานจะได้มีหลายฝ่ายช่วยกันดู ผมเห็นด้วยในข้อนี้🔗

ข้อต่อไปที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ขอให้ผลักดันให้ได้ ให้ประชาชนสามารถไป ร้องทุกข์กล่าวโทษที่ไหนก็ได้ สถานีตำรวจที่ไหนก็ได้ เดี๋ยวนี้ประชาชนปวดหัวมากครับ เกิดท้องที่นี้บางทีเราไม่ได้อยู่ในท้องที่ไปแจ้งความสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ถูกปฏิเสธว่า ต้องไปที่โน่น เสร็จแล้วก็วิ่งไปวิ่งมา ผลสุดท้ายคนที่อยากแจ้งความเพื่อรักษากฎหมาย คนที่อยากกล่าวโทษ คนที่ทำผิดกฎหมายก็เลยไม่ไปบางครั้ง อ่อนล้ากับการปฏิเสธ อันนี้ พอปฏิรูปแล้ว กำหนดให้เจ้าพนักงานต้องรับเรื่องราวในที่ทำงานของตัวเองไม่ว่าเหตุการณ์ จะเกิดที่ไหนก็ตาม ถ้าประชาชนเข้าไปแจ้งความคุณมีหน้าที่รับแจ้งความ อันนี้ดีมากครับ เป็นประโยชน์สำหรับประชาชนมาก แล้วจะมากขึ้นไปอีกเมื่อมีเขียนบอกว่าการส่งคำร้องทุกข์ ให้ส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ หรือสื่อสารสนเทศอื่น ๆ อันนี้ก้าวหน้ามาก นับเป็นการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมครั้งยิ่งใหญ่🔗

สุดท้ายครับ ผมอยากจะฝากท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรของผมครับ ผมฝากครับ เมื่อที่ประชุมนี้ในฐานะสภาผู้แทนราษฎรรับผลการศึกษานี้แล้วผมกราบ ฝากท่านประธานให้ผลักดันไปสู่ความเป็นจริงให้ได้ เพื่อให้สภานี้มีผลงานเป็นที่พึ่ง ของประชาชน ประชาชนจะแซ่ซ้องสรรเสริญทั้งแผ่นดินครับ ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านขจิตรครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทอง ผมขอเวลาสั้น ๆ ครับท่านประธาน ในการที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนต่อรายงาน การพิจารณาศึกษา เรื่อง การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวน ก่อนอื่น คงต้องขอชื่นชมและขอบคุณความพยายามของคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการทุกท่าน ที่ทำให้รายงานตรงนี้ออกมาเป็นรูปเล่มนะครับ ถึงแม้ว่าพวกเราอาจจะมีเวลาในการศึกษา ไม่มากนักแต่ประเด็นของท่านชัดเจน ท่านอนุกรรมาธิการ ต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านวรเทพก็นำเสนอให้เห็นเป็นประเด็น ๆ ไป อันนี้เป็นการขอบพระคุณอย่างแรกด้วย ความชื่นชมและจริงใจครับ แต่อย่างไรก็ตามผมมีข้อสังเกตต่อรายงานดังกล่าวอยู่ทั้งหมด ๕ ประการด้วยกัน🔗

ในประการที่ ๑ ผมไม่ได้อ่านละเอียดนักว่าท่านมีเวลาในการศึกษา การทบทวนมากน้อยขนาดไหน แต่เท่าที่ได้ดูการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลต่อ คณะอนุกรรมาธิการ ถึงแม้ท่านอาจจะบอกว่ามีตัวแทนภาคประชาชนอยู่ จริงครับ แต่ผม ไม่เห็นรายละเอียดการรับฟังความคิดเห็นที่มากไปกว่านั้น ไม่เห็นรายละเอียดในการรับฟังว่า ในส่วนของผู้เสียหายหรือเหยื่อในคดีอาชญากรรมต่าง ๆ นั้นเขาได้มาสะท้อนความเห็น ต่อความล่าช้า ต่อการไร้ประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งในบางครั้งเป็นการกระทำซ้ำต่อตัวเขา ในกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ หลายท่านที่เป็นอนุกรรมาธิการและทำงานในประเด็นเรื่อง การคุ้มครองเด็กท่านทราบดี มีเด็ก มีผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ คดีความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย ที่เขาเคยให้สัมภาษณ์เขาเคยพูด เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า การที่เขาต้องให้ข้อมูลต่อกระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นการถูกกระทำซ้ำ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่ารีอะบิวซ์ (Reabuse) แล้วหลายครั้งผลกระทบมิได้รุนแรง น้อยไปกว่าการถูกกระทำในคดีอาญาโดยแท้ด้วยซ้ำ เฉกเช่นเดียวกันครับ ในรายงานฉบับนี้ ก็ไม่ปรากฏว่ามีการสัมภาษณ์หรือการรับฟังข้อมูลจากกรณีของผู้ต้องหาหรือจำเลย หรือแม้กระทั่งอย่างยิ่ง แพะที่อยู่ในคดีอาญาต่าง ๆ แน่นอนครับด้วยข้อจำกัดในเชิงเวลา ผมเข้าใจว่าท่านก็คงพยายามที่จะรวบรวมความคิดเห็นอย่างอื่นจากภาควิชาการ จากรายงาน การศึกษาต่าง ๆ แต่ก็อย่างที่เรียนครับว่าการมีส่วนร่วมเป็นประเด็นสำคัญประการที่ ๑ ที่ผม อยากสอบถามท่านกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการ🔗

ในประการที่ ๒ ในร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมได้อ่านทั้งหมดคร่าว ๆ ผมยกตัวอย่างเช่น ในมาตรา ๓ ที่ท่านพูดถึงการพยายามที่จะไม่ให้มีการบันทึกภาพ ไม่ให้มีการบันทึกเสียง มิให้มีการเผยแพร่ภาพ มิให้มีการออกแถลงข่าว เป็นสิ่งที่ดีหมดเลยครับ แต่อย่างไรก็ตาม เราพบข้อมูลอยู่เฉพาะที่ท่านพูดถึงนั้นต่อกรณีการดำเนินการกับผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาเท่านั้น แน่นอนครับ ในร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องเขาใช้กฎหมายว่าวิธีพิจารณาความอาญาอยู่แล้ว นั่นหมายถึงว่าคนที่จะเกี่ยวข้องนั้นต้องเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นหลัก แต่อย่างที่ผมเรียน ว่าพอเขียนแบบนี้ปุ๊บมันไม่ได้ครอบคลุมไปถึงกรณีของเหยื่อ กรณีของผู้เสียหายในคดีอาญา แล้วเขาเหล่านั้นจะได้รับการคุ้มครองจากการถูกบันทึกภาพ จากการถูกบันเสียง จากการถูก ออกมาแถลงข่าว จากการถูกกรณีที่นำภาพของเขา นำเสียงของเขา นำสิ่งที่เขาพูดต่อ พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ นั้นออกไปเผยแพร่อย่างไร สิ่งนี้ไม่ได้ถูกพูดถึงเลยครับ ฉะนั้นหากเป็นไปได้ถ้าท่านเขียนไว้ครอบคลุมและมีการศึกษาตลอดจนลงรายละเอียด ให้เห็นเป็นมาตราได้ ผมเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมก็จะเกิดความยุติธรรมมากขึ้น อันนี้ ไม่ว่ากันแต่ผมคิดว่าอาจจะเป็นข้อจำกัดในทางกฎหมายที่ทำให้ท่านไม่สามารถระบุสิ่งเหล่านี้ไปได้ แต่ผมจำเป็นต้องพูดในสภาแห่งนี้เพื่อให้เห็นว่ากระบวนการแบบนี้นั้นยังมีอยู่จริง เคส (Case) ที่เกิดขึ้นทุก ๆ วันถ้าท่านอ่านข่าว ท่านอัยการท่านหนึ่งที่ท่านเป็นอนุกรรมาธิการอยู่ด้วย ท่านก็ให้ข่าวเมื่อวานนี้ อย่างเช่นกรณีที่จังหวัดสุพรรณบุรี อย่างเช่นกรณีที่จังหวัดมุกดาหาร ภาพเหล่านี้ยังปรากฏอยู่หมดเลยครับ มีการเข้าถึงตัวผู้เสียหาย ตัวครอบครัวของผู้เสียหาย หรือตัวพยานที่เกี่ยวข้องซึ่งหลายครั้งเป็นเด็ก ถ้าท่านเขียนตรงนี้ได้จะเป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่ไม่ปรากฏในมาตรา ๓ ที่มีการเพิ่มข้อความในมาตรา ๑๓/๒ ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสอง🔗

ในประการที่ ๓ ในมาตรา ๘ ที่ท่านมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๓ ผมอยากจะอธิบายให้ที่ประชุมแห่งนี้ซึ่งหลายท่าน เป็นนักกฎหมายทราบดีอยู่แล้วครับ แต่อยากจะอธิบายเพิ่มเติมไปยังพี่น้องประชาชนที่อยู่ ทางบ้าน กระบวนการรับเรื่องของพนักงานสอบสวนมันมีคำอยู่ ๒ คำที่ความหมาย ไม่เหมือนกันนะครับ ชาวบ้านเขาคิดอย่างเดียวว่าไปหาพนักงานสอบสวนคือการแจ้งความแล้ว แต่ในทางกฎหมายมันมีคำ๒ คำที่เรียกว่าการกล่าวโทษ กับการร้องทุกข์ ท่านคงเข้าใจ เป็นอย่างดี คำว่า ร้องทุกข์ นั้นคือการร้องทุกข์หรือการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีอาญา ที่เรียกว่าเป็นความผิดต่อส่วนตัวโทษแบบไหน ประการใดว่ากันไปนะครับ แต่การกล่าวโทษ จะใช้ต่อกรณีในคดีอาญาที่เรียกว่าความผิดอาญาต่อแผ่นดิน พูดกันง่าย ๆ ก็คืออาชญากรรม บางอย่าง เช่นการฆ่าคนตาย การละเมิดทางเพศต่อเด็กที่อายุต่ำกว่า ๑๕ ปี สิ่งเหล่านี้ รัฐไม่อาจยอมรับได้และรัฐอาจจะละเลยหรือผิดพลาดในการไม่สามารถปกป้องคนเหล่านั้นได้ เขาเรียกว่าอาญาแผ่นดิน ใครก็แล้วแต่ที่รู้เรื่องไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหายนะครับ เช่นกรณี จังหวัดมุกดาหารที่เป็นข่าวนี้ชัดเจนนะครับ มีข้อถกเถียงว่าถ้าผู้ปกครองไปแจ้งความ ครูแจ้งความได้ไหม กระทรวงศึกษาธิการก็ออกมาเป็นหนังสือสั่งการว่าต่อไปนี้ถ้ามี เด็กนักเรียนถูกละเมิดทางเพศก็ให้ครูสามารถกล่าวโทษได้ อย่างไรก็ตามข้อความ ในมาตรา ๘ ที่แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ๑๒๓ ทวิ ท่านพูดแต่ กระบวนการเรื่องการร้องทุกข์ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเราเจอประจำครับ เคส (Case) ที่เป็นปัญหาคือไปแจ้ง สน. หนึ่ง แต่ปรากฏว่า สน. นั้นบอกว่าไม่ใช่พื้นที่ฉัน คุณต้องไปแจ้ง อีกทีหนึ่ง อันนี้ท่านแก้ปัญหานี้แล้ว หลายครั้งนะครับ แค่สะพานข้ามคลองสองฝั่งก็คนละ สน. ต่าง ๆ แต่ผมไม่มั่นใจว่าการเขียนแบบนี้ ในมาตรา ๑๒๓ นั้นครอบคลุมไปถึงกระบวนการกล่าวโทษหรือไม่ หรือกระบวนการ กล่าวโทษนั้นมีมาตราอื่นใน ป.วิ.อาญา อยู่แล้ว ถ้าท่านจะให้ข้อมูลต่อสภาแห่งนี้ก็จะเป็น ประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านด้วยครับ นั่นเป็นประการที่ ๓ ครับ🔗

ในประการที่ ๔ ในฐานะที่ผมเองเคยทำงานในองค์กรด้านการคุ้มครองเด็ก ผมมักจะพูดถึงกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ นะครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๓๓ ทวิ ซึ่งมีการแก้ไขมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ มีการปรับแก้เมื่อปี ๒๕๕๐ อีกครั้งหนึ่ง ท่านไม่ได้ศึกษา เสียดายจริง ๆ ครับ เพราะหากรอบนี้ ท่านศึกษาไปถึงมาตรา ๑๓๓ ทวิ ว่าวันนี้กระบวนการสอบปากคำเด็ก ปัญหาคืออะไร พี่น้องประชาชนทางบ้านเขาบอกว่าต่อไปนี้ดีแล้วจะมีคำว่าสหวิชาชีพมาร่วมในการ สอบปากคำเด็ก เด็กไม่ต้องเจอหน้าพนักงานอัยการ ซึ่งผมก็เห็นว่าแต่ละท่านก็หน้าตา อ่อนโยนทุกคนนะครับ เด็กไม่ต้องเจอหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งอาจจะใส่ชุดมาดูน่าเกรงขาม แต่ผมก็เจอพี่ ๆ ตำรวจที่นิสัยดีเป็นกันเอง อ่อนโยนต่อเด็ก ๆ เขาเข้าใจผิดครับ เขาไป เรียกว่าการทำงานแบบสหวิชาชีพ แต่ความจริงศัพท์ที่พวกผมใช้นั่นเรียกว่าการทำงานแบบ หลายวิชาชีพนะครับ ด้วยความเคารพครับ ผมยืนยันได้หมดนะครับ บางเคส (Case) เด็กไปรอ ตอนบ่ายโมงจะเข้าสอบปากคำกับพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนมาบ่ายโมงครึ่ง พนักงานอัยการมาบ่ายสองโมง นักสังคมสงเคราะห์มาบ่ายสามโมง สอบเสร็จ ๓ โมงครึ่ง ตกลงสำนวนนั้นได้ข้อมูลมาอย่างไรปรากฏเขาเรียกว่าสอบแห้งครับ สอบแห้งก็คือท่านไป สอบกันมาในโรงพักเรียบร้อยแล้วครับ แล้วก็เอามาถ่ายวิดีโอ (Video) ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ต่อหน้าพนักงานอัยการ ต่อหน้านักสังคมสงเคราะห์ ฉะนั้นถ้าจะแก้ไปถึง กระบวนการที่ดูแลกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้มาตรา ๑๓๓ ทวิ ให้เป็น ผลที่เป็นรูปธรรมเป็นจริง ไม่ใช่มีกฎหมายแต่ยังมีการใช้แล้วไปละเมิดเด็ก อันนี้เสียดายจริง ๆ ที่ท่านศึกษาไม่ถึง ต้องขอประทานโทษ แต่คิดว่าไหน ๆ ก็พูดแล้วในอนาคตก็อาจจะมี การศึกษาไปถึงมาตรานี้🔗

ประการสุดท้ายเป็นประการที่ ๕ อย่างที่ผมเรียนตั้งแต่ต้นครับ อันนี้ถ้าศึกษา เฉพาะกระบวนการทางอาญาในชั้นสอบสวน ผมเข้าใจว่าในอนาคตท่านคงศึกษาไปถึงชั้น การพิจารณาคดี ผมพยายามจะอ่านข้อสังเกตของท่าน ซึ่งหลักการที่ท่านเขียนในข้อสังเกต ท่านบอกว่าจะเป็นการสร้างหลักประกันที่เรียกว่ารูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) หรือหลักนิติรัฐ ให้อำนาจพนักงานอัยการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น อันนี้ผมเห็นด้วยหมดเลยครับ แล้วท่าน ยกออกมาเป็นร่างพระราชบัญญัติเสนอต่อสภาแห่งนี้ เสียดายนิดเดียวครับท่านไม่ได้ มีข้อเสนอว่าจะให้สภาแห่งนี้ส่งรายงานศึกษาของท่านไปยังหน่วยงานราชการใดที่เกี่ยวข้อง เช่นถ้ารายงานนี้จะมีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากกว่านี้อาจจะต้องมีการส่งไปให้กระทรวง ยุติธรรมหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาดำเนินการต่อหรือไม่ นั่นประการที่ ๑ ขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับ ส่วนประการที่ ๒ ส.ส. ที่ฟังอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ถ้าท่านเห็นดีด้วยท่านก็อาจจะใช้กระบวนการเข้าชื่อทางกฎหมาย ไม่เป็นไรครับ นั่นเสียดาย ว่าท่านไม่ได้เขียนถึง แต่สุดท้ายในนี้นะครับ อีก ๑ ข้อเสียดายที่ไม่ได้เขียนถึงในนี้ก็คือว่า ข้อสังเกตนี้ขาดประเด็นสำคัญไปนิดเดียวครับว่าในเมื่อกฎหมายยังไม่ออกมาแต่คนที่เป็น ผู้เสียหายแม้กระทั่งจำเลยหรือผู้ต้องหาเผชิญการถูกละเมิดสิทธิอยู่ทุกวัน ควรจะมีการส่ง รายงานฉบับนี้ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำไปปฏิบัติเพื่อไม่ให้มีการละเมิดสิทธิ ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ทุกวันก่อนที่จะมีการออกกฎหมายออกมาในอนาคต อันนั้นก็จะทำให้รายงาน ฉบับนี้เป็นรายงานที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านชลน่านครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาไม่มากที่จะรับทราบรายงาน ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎรเรา ที่ได้ไปพิจารณาศึกษาเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวน รายงานฉบับนี้สมาชิกทุกท่านได้ชื่นชม ผมเองยิ่งกว่าชื่นชมครับ เพราะนี่คือศักดิ์ศรี แล้วก็ประสิทธิภาพผลงานที่โดดเด่นของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ เกิดจากคณะกรรมการชุดนี้ อยู่หลายครั้งนะครับ ครั้งนี้เข้าใจว่าเป็นฉบับที่ ๒ ที่ท่านส่งรายงานเข้ามาถือว่าเป็นประโยชน์ เป็นหน้าเป็นตาของสภา ผมแอบมองหน้าท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร และท่านประธานที่นั่งอยู่ขณะนี้ยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ พวกผมภาคภูมิใจมากที่มีการ ทำหน้าที่อย่างนี้ออกมา ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธาน ในวิธีการพิจารณากระบวนการศึกษาบทบัญญัติที่ท่านได้ไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่จะเสนอ พร้อมกับเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้ามา ผมขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด แต่ประเด็นหนึ่ง ที่ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ท่าน เสนอในข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการรวมทั้งการศึกษาของอนุกรรมาธิการของท่านมาเขียน เป็นข้อสังเกตตรงนี้ สิ่งที่ผมต้องการคือการดำเนินการต่อเนื่องจากการที่ท่านเสนอ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีการพิจารณาคดีอาญามาแล้ว มันจะมีผลอย่างไร ตรงนี้ผมเป็นห่วงมากผมเป็นห่วงเพราะอะไรครับ เพราะว่า ๑. กฎหมาย กระบวนการที่ท่านศึกษา และร่างกฎหมายที่ท่านส่งเข้ามาตรงนี้เป็นกฎหมายที่เข้าข่ายว่า เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งท่านใดอ้างอิงถึงตัวร่างพระราชบัญญัติ ที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมก็ได้ดำเนินการยกร่างขึ้นมาด้วย มีหลักการทำนองเดียวกันเลย เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นกฎหมาย เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง ด้านกระบวนการ ยุติธรรม (๒) ใน (๒) ชัดเจนที่ท่านนำเอามานะครับ ที่เขาเขียนไว้บอกว่าปรับปรุงระบบ การสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงาน อัยการอย่างเหมาะสม ตรงนี้เป็นหลักสำคัญที่ท่านพยายามไปดู ผมก็เห็นด้วยนะครับ อันนี้ไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลย พอท่านทำออกมาแล้วประเด็นที่จะเป็นข้อห่วงใยของ ผมเอง ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เมื่อเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ ต้องไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ ในบทเฉพาะกาล โดยเฉพาะวรรคสอง วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ บทเฉพาะกาล เขียนไว้อย่างนี้เลยครับ ร่างพระราชบัญญัติ ที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ หมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศให้เสนอ และพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา นั่นหมายความว่ากฎหมายฉบับนี้แม้ว่า เราเห็นชอบกับข้อสังเกต ส่งเข้าไปแล้วท่านเองเข้าชื่อกันเป็นผู้เสนอกฎหมายแค่ ๒๐ ท่าน เสนอกฎหมายตามปกติก็คือผ่านสภาผู้แทนราษฎรตามบังคับของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ ต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ถ้าทำอย่างนั้นผลของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ วรรคสาม จะออกฤทธิ์ทันทีเลย มันจะถูกตีความว่ากฎหมายฉบับนี้คณะรัฐมนตรีไม่ได้บอกว่า เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ คือไม่ได้ชี้มาก่อน ท่านเสนอไปแล้วนะครับ เพราะผมไม่แน่ใจว่า ขณะนี้ร่างของ ครม. เข้าสู่สภาหรือยัง ที่คณะทำงานปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรมยกร่าง ขึ้นมา ถ้าร่างนั้นเข้ามาแน่นอนร่างนั้นอยู่ที่ท่านประธานรัฐสภาบรรจุเข้าสู่การประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา แต่ร่างของท่านเองถ้าเสนอตามปกติก็ต้องเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร จะถูกตีความ ถ้ามีสมาชิกของเราเองแค่ ๑ ใน ๕ หรือ ๑๐๐ คน คนเข้าชื่อกันเสนอต่อท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรบอกว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับ การปฏิรูปประเทศ เนื่องจากว่ามีหลักการและเหตุผลทำนองเดียวกับกฎหมายที่ ครม. เสนอ ก็เข้าสู่กระบวนการ ของการพิจารณาตามวรรคสาม คณะกรรมการร่วมกัน ๕ ท่าน ที่มีประธานวุฒิสภาเป็น ประธาน มีท่านผู้นำฝ่ายค้าน มีรองประธานสภาผู้แทนราษฎร มีตัวแทนของกรรมาธิการ สามัญในของวุฒิสภาเข้ามาเพียง ๕ ท่านเป็นผู้วินิจฉัย วินิจฉัยแล้วท่านประธานสภาก็ต้องถือ คำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด แน่นอนครับคำวินิจฉัยนั้นต้องบอกว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปประเทศ หลังจากนั้นทำอย่างไรครับ โดยบทบัญญัติในมาตรา ๒๗๐ นี้ หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นหน้าที่โดยตรงในการเสนอร่างพระราชบัญญัติและ ตราพระราชบัญญัติ นั่นหมายความว่าเราสามารถที่จะเสนอกฎหมายเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาได้ เราสามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้กรณีถ้ามีคำวินิจฉัยของ การร่วมเป็นที่สุดแล้วท่านประธานเห็นชอบตามนั้นซึ่งเป็นอื่นไม่ได้ ท่านประธานต้องปฏิบัติตาม นั่นหมายความว่าท่านเองก็มีสิทธิที่จะเสนอกฎหมายนี้เข้าสู่ที่ประชุมร่วม เพื่อจะได้พิจารณา ในที่ประชุมร่วม ถ้ามีร่างของ ครม. เสนอเข้ามาอยู่ในที่ประชุมร่วมแล้ว แน่นอนครับ เมื่อร่าง ครม. ได้รับการพิจารณาจากที่ประชุมร่วม ร่างนี้ควรจะต้องได้รับการพิจารณาร่วมไปด้วย แต่ท่านประธานครับ ขณะนี้ข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเรายังไม่ได้ถูกบังคับใช้ อยู่ในขั้นตอนที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมร่วมเพื่อให้พิจารณาที่จะตราเป็นข้อบังคับการประชุม ร่วมกันของรัฐสภา แต่ผมไปดูในเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเรื่องการตราพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับ การปฏิรูปประเทศ ในข้อบังคับการประชุมร่วมที่เป็นร่างอยู่ได้เขียนไว้ว่าในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปประเทศให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้ เพราะต้องพิจารณาในที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา แต่ไปมีข้อเว้นว่าเว้นแต่บทที่ว่าด้วยการนำเอาร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการ ทำนองเดียวกันมาพิจารณาร่วม ถ้าท่านประธานตามผมท่านประธานจะเข้าใจนะครับ ไปห้ามไม่ให้เอากฎหมายของสมาชิกมาพิจารณาร่วมกับกฎหมาย ครม. อันนั้นประเด็นที่ ๑ ที่เป็นอุปสรรคยิ่งนะครับ ถ้ากรรมาธิการชุดนั้นไม่แก้ไขถ้าสภารับหลักการไป ข้อบังคับนี้ ไปละเมิดสิทธิ ไปละเมิดหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยรวมเลยนะครับ อันนี้เป็น ข้อสังเกตประการแรกของผม และที่สำคัญ มาตรา ๒๗๐ เป็นมาตราที่ว่าด้วยต้องการทำให้ สภาประเทศนี้เป็นสภาเดี่ยวครับ เป็นสภาเดี่ยว ตัดหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรออกไป ผมเองผมตั้งใจเลยนะครับว่าถ้าผมยังเป็นสมาชิกอยู่ผมไม่มีทางที่จะเสนอกฎหมาย ที่เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ เพราะผมไม่ยอมรับหลักการว่าคุณไปตัดอำนาจหน้าที่ของ สภาผู้แทนราษฎร การพิจารณากฎหมายหน้าที่หลักเป็นหน้าที่ของผู้แทนราษฎรนะครับ วุฒิสภาแก้ไข เรากลับมายืนยันเป็นกฎหมายได้ แม้แต่ส่งไปวุฒิสภานะครับ ๓ วาระกลับ ถ้ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงต้องส่งมาให้เราดู ถ้าเราเห็นชอบกับการแก้ไขนั้นก็ส่งขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยได้ แต่ถ้าเราไม่เห็นชอบเรายืนยันก็เป็นกฎหมายได้นะครับ มีขั้นตอนหนึ่งเท่านั้นเองครับ เพียงแต่ไปตั้งกรรมาธิการพิจารณาร่วมกันกรณีถ้าเรา ไม่เห็นชอบ หลังจากนั้นก็กลับมายืนยันได้ อันนี้คือทรงสิทธิของเราในการตรากฎหมาย แต่เราถูกตัดไป เราถูกตัดด้วยมาตรา ๒๗๐ ไป เสียงในการประชุมร่วม ๕๐๐ เสียง จาก ๗๕๐ เสียง ๕๐๐ เสียงเป็นของฝ่ายเสียงข้างมากในขณะนี้ ผมจะไม่ลงรายละเอียด เพราะมีเวลาน้อยมาก เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญนะครับ ผมเองอยากเห็นกฎหมายที่ท่านอุตส่าห์ไปพิจารณาให้เป็น กฎหมายแต่จะทำอย่างไรที่ให้ได้รับการพิจารณา ประเด็นแรก ผมนำเรียนท่านประธาน ไปแล้วต้องไปแก้ตัวข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้เอื้ออำนวยกับการพิจารณา ร่วมกันได้🔗

เรื่องที่ ๒ ถ้าท่านสังเกตในวรรคสามของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ เขาเขียนไว้ ถ้าตีความบรรทัดต่อบรรทัดมันจะชวนให้เข้าใจว่าเป็นร่างของคณะรัฐมนตรี ผมอ่านให้ ประธานฟังอย่างนี้ครับ ร่างพระราชบัญญัติใดที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติ ที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศให้แจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ พร้อมกับการเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้น ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมิได้แจ้งว่า เป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเห็นว่าเป็นร่างเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เข้าชื่อ ๑ ใน ๕ เสนอให้ท่านประธานแต่ละสภาส่งให้กรรมาธิการร่วมวินิจฉัย คำว่า ถ้าคณะรัฐมนตรีมิได้แจ้งว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติโดยสามัญสำนึกมันไม่ควรเป็นร่างที่เสนอ มาจาก ครม. ถ้าเขาต้องการให้เป็นร่างปฏิรูปประเทศเขาต้องระบุมาแต่ต้นใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นการตีความในวรรคนี้นั้นหมายความว่าร่างที่สมาชิกเสนอโดยปกติ ในชั้นการ พิจารณาท่านไม่พบว่าเข้าข่ายว่าเป็นปฏิรูปประเทศ หรือท่านจะทึกทักว่าอยากให้กฎหมายฉบับนี้ ผ่านเร็ว ฉันจะเอาเข้าสภาเดี่ยวส่งตีความ ก็เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศและได้พิจารณาเร็ว ความดีของมันคือเร็ว แต่ความไม่ดีคือมันขัดกับหลักการตรากฎหมายของประเทศชาติ บ้านเมืองของเราขณะนี้ ก็เลือกเอาว่าเราจะเอาตรงไหน เรื่องที่ ๒ ถ้าจะให้ดีเมื่อเรายอมที่จะ เสียหลักการของความเป็นสภาผู้แทนราษฎรไป ดูในตัวบทบัญญัติมาตรา ๒๗๐ เขาใช้คำว่า ถ้า ครม. แจ้งว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศก็สามารถนำสู่ในการพิจารณาได้เลย ผมเลย เสนออย่างนี้ครับโดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมวิธีพิจารณาประมวลกฎหมาย อาญา เราเองส่งไปที่ท่านประธานเลย ท่านประธานเองถ้าจะกรุณาก็ไปออกระเบียบรองรับ พิจารณาว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปประเทศหรือไม่ ถ้าท่านประธานเห็นว่าเป็นเพราะว่าเหตุผลง่าย ๆ คือมีร่าง ครม. บรรจุอยู่ที่รัฐสภาแล้ว ท่านก็เพียงบอกนี่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับปฏิรูปประเทศนะ ส่งไปให้คณะรัฐมนตรีเลยครับ ถามเขาเลยว่าอันนี้เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศหรือไม่ ถ้าคณะรัฐมนตรีตอบมาว่าใช่ เพราะมีร่างนี้ ครม. ได้ทำเสนอไปที่รัฐสภาแล้ว เราก็เอาคำตอบนี้ครับ คณะรัฐมนตรีชี้แล้วว่า เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ สมาชิกที่เสนอกฎหมายก็เสนอต่อท่านประธานรัฐสภาเข้าสู่การ พิจารณาร่วมได้เลยเมื่อเราแก้ไขข้อบังคับตัวนั้นรองรับปุ๊บมันก็สามารถพิจารณาได้ เจตนารมณ์ที่ท่านสามารถไปแก้ไขบทบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้อง เมื่อประกบกับร่างรัฐบาล แล้วเราอาจจะเลือกบทบัญญัติที่ดีกว่าเป็นกฎหมายออกมาที่ดีกว่า ผมกราบเรียน ท่านประธานในมุมที่ผมเห็นอย่างนี้นะครับ เพื่อจะให้ข้อสังเกตของท่านบรรลุผล ไม่อย่างนั้น กฎหมายจะค้างเติ่งทำอะไรไม่ได้ เราก็จะรอพิจารณากฎหมายของคณะรัฐมนตรีในชั้น การพิจารณาร่วมนะครับ ได้ครับในแง่ของการแปรญัตติและแสดงความเห็นของกรรมาธิการ ในการแก้ไขเพิ่มเติม แต่ถ้าเกิดเป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมถ้าไม่เกี่ยวกับหลักการนั้นยาก มันยาก เราแก้ไม่ได้ เพราะการแก้ไขเพิ่มเติมจะเขียนหลักการออกมาเป็นการจำเพาะว่า จะแก้ไขบทใด มาตราใด อันนี้ก็เป็นข้อจำกัด กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ฝากประเด็นที่ผมฝากไว้เป็นข้อสังเกตเพื่อให้หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราสมบูรณ์แบบ ไม่ถูกจำกัด เราถูกตัดตอนไปแล้วยังถูกจำกัดอยู่อีกนะครับ ถูกจำกัดด้วยข้อบังคับของเราเอง ผมถือว่าอันนั้นต้องรีบแก้ไขและเปลี่ยนแปลง ฝากประธานด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน พันตำรวจตรี ชวลิต เชิญครับ🔗

พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้เล็งเห็นถึง ปัญหาในงานสอบสวน แล้วให้ความสำคัญจนพิจารณาออกมาเป็นรายงานฉบับนี้ จริง ๆ ปัญหานี้ เป็นปัญหาที่ผมเจอมาตลอดเลยตั้งแต่ที่ผมทำงานเป็นตำรวจมา ๑๐ ปีที่ผ่านมา ผมก็อยู่ใน ระดับเป็นผู้ปฏิบัติงาน เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาระดับล่าง คือเห็นปัญหาแล้วก็ไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงอะไรได้แต่ว่าพอมีโอกาสได้มาตรงนี้ก็ขอมามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงปัญหา พวกนี้ให้ดีขึ้นนะครับ ผมมีความเห็นด้วยในหลายประการในรายงานก็คือมีหลายมาตรา ที่ท่านกรรมาธิการเสนอมาแล้วก็มีเรื่องที่น่าถกเถียง น่าชวนคิด ชวนอภิปรายได้อีกมากเลย แต่ว่าน่าเสียดายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมเห็นระเบียบวาระที่เข้ามาผมคิดว่าจะไม่มีรายงาน อันนี้เข้านะครับ เดี๋ยวผมจะขออภิปรายในประเด็นสั้น ๆ แล้วกันในวันนี้ ผมก็ขออนุญาต ชวนทุกท่านมองถึงปัญหาในแง่บริหารองค์กร เพราะเราจะออกกฎหมายโดยที่ไม่คำนึงถึง ในแง่นี้ไม่ได้เลยนะครับ ก็คือในตัวเนื้องานสอบสวน พนักงานสอบสวนที่เป็นตำรวจกับ อัยการ จริง ๆ ควรจะเป็นเนื้อเดียวกัน งานสอบสวนก็คือเป็นผู้ช่วยของอัยการใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ๆ ก็ควรจะเป็นแบบนั้น และเนื้องานควรจะเป็นแบบนั้น แต่ใน ประเทศไทยคือพอเป็นคนละองค์กรกันก็จะมีความอิหลักอิเหลื่อในการทำงานร่วมมือกัน ทั้ง ๆ ที่งานควรจะเป็นเนื้อเดียวกัน พนักงานสอบสวนเขาก็จะมีผู้บังคับบัญชาเป็นลำดับชั้น ลำดับชั้นไปเรื่อย ๆ คือเขามีหัวหน้าของเขา แล้วอัยการก็มีลำดับผู้บังคับบัญชาของเขา เหมือนกัน แต่พอตัวเนื้องานจริง ๆ ก็คืออัยการมาบอกให้พนักงานสอบสวนทำโน่นนี่นั่น อะไรอย่างนี้ก็จะมีความอิหลักอิเหลื่อในการบริหารงานในการทำงาน เหมือนเป็นกระดุมเม็ดแรก ที่ผิด ถ้าเราไม่แก้ตรงนี้แล้วเราอาจจะออกกฎหมายมาเพื่อแก้ปัญหาต่อ ๆ ไปก็อาจจะเป็น การติดกระดุมที่ผิดไปต่อจากกระดุมเม็ดแรกที่ผิดนะครับ ถ้าเราออกกฎหมายโดยมีมุมมอง จากหน่วยงานหนึ่ง อย่างเช่นอัยการอย่างนี้ ก็จะมีความรู้สึกของตำรวจเขาก็จะมีมุมมองว่า เรามีส่วนร่วมหรือเปล่า ทำไมมองว่าเราโกงอะไรอยู่ฝ่ายเดียวหรือเปล่าเลยมาออกกฎหมาย ที่ออกมาเป็นแบบนี้ อันนี้ผมก็อยากที่จะให้เรานึกถึงความเป็นเรามากขึ้นก็คือทั้ง ๒ องค์กร ทุกวันนี้อาจจะมีความเห็นว่าเป็นคนละฝักคนละฝ่ายกันอะไรอย่างนี้ครับ การที่กรรมาธิการ เรียกหน่วยงานมาถาม ผมก็อยากที่จะให้มีการเชิญผู้ปฏิบัติงานระดับล่างมาให้ความเห็น จากที่ผ่านมาเราก็จะเรียกผู้บังคับบัญชาระดับสูงมา เรียกตัวแทนของหน่วยงานมา แต่ลองนึกดูนะครับว่าผู้บังคับบัญชาระดับล่างที่เขาสัมผัสกับปัญหาจริง ๆ เวลาเขาบ่น กับผู้บังคับบัญชาของเขา ผู้บังคับบัญชาของเขาก็ไม่ได้เอาปัญหาไปบอกต่อกับผู้บังคับบัญชา ของเขาต่อไปเรื่อย ๆ คือปัญหาก็ยังคาราคาซังอยู่อย่างนั้นนะครับ แล้วก็วิธีการทำงานของ เราก็คือเชิญหัวหน้าของหน่วยราชการมา เราก็อาจจะไม่ได้ตัวปัญหาจริง ๆ ที่เราจะมา พิจารณาแก้ไขได้อย่างตรงจุด ลองเปรียบเทียบกับรัฐบาลดูนะครับ ที่ประชาชนเขาว่ารัฐบาล ว่าออกนโยบายต่าง ๆ ออกมาตรการต่าง ๆ มาเหมือนอยู่บนหอคอยงาช้าง อะไรแบบนี้ครับ ถ้าคณะกรรมาธิการของเราเชิญแต่หัวหน้าหน่วยงานมาอย่างเดียวก็อาจจะคล้าย ๆ กันหรือเปล่า ก็คือเราก็ไม่ได้สัมผัสกับคนที่อยู่ในปัญหาหน้างานจริง ๆ หลักการนี้จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจหรือว่าเป็นข้าราชการอื่น ๆ ก็จะมีวัฒนธรรมที่ไม่ค่อยดีอย่างนี้อยู่ จริง ๆ ก็เป็น ข้อแนะนำให้กับคณะกรรมาธิการคณะอื่น ๆ เวลาจะเรียกหน่วยราชการอื่น ๆ ก็อยากให้มองถึง ผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง ๆ ถ้าเรียกมา เราก็จะได้สอบถามได้ทราบถึงปัญหาจริง ๆ ขึ้นมาได้จริง ๆ ก็มีข้อเสนอแนะเพียงเท่านี้นะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านเทพไท ท่านสุดท้ายแล้วนะครับ เชิญครับ🔗

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความ เกรงใจท่านประธานนะครับ เพราะว่าวันนี้ได้อภิปราย ๒ ฉบับแล้ว ฉบับนี้ตั้งใจว่าจะให้เพื่อน สมาชิกท่านอื่นได้อภิปรายแสดงความเห็นบ้าง แต่ว่าที่ดูรายชื่อทั้งหมดยังไม่มีฝ่ายรัฐบาล อภิปรายเรื่องนี้เลยแม้แต่คนเดียว เดี๋ยวเขาจะหาว่าสภานี้มีแต่ฝ่ายค้านไม่มีสมาชิก ฝ่ายรัฐบาลออกมาแสดงความคิดเห็น ผมเลยขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิในฐานะตัวแทน ฝ่ายรัฐบาลเพียงคนเดียวแล้วก็เป็นคนสุดท้าย ต้องเรียกกับท่านประธานว่าผมได้อ่านรายงาน การพิจารณาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวนของคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมเคยเป็นกรรมาธิการอยู่ในสมัยที่ผ่านมา แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ ทำงานที่เป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทางด้านกฎหมายแล้วก็เรื่องสิทธิมนุษยชน ตอนแรกก็ตั้งใจจะอยู่คณะกรรมาธิการชุดนี้ แต่ว่าผมก็มีภารกิจอื่นที่จะต้องทำคือคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ก็เลยไปอยู่ ในคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าพอดูรายชื่อแล้วตอนแรกก็ไม่คาดคิดว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้จะทำงานได้มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งผมก็ขอชื่นชมเพราะว่ารายงาน ที่เสนอต่อสภาแห่งนี้อันนี้ไม่ใช่รายงานฉบับแรก เท่าที่ผมจำได้ในตอนประชุมที่ห้องจันทรา เราก็มีการเสนอ ตอนนั้นประธานคณะกรรมาธิการ ท่านอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล อันนี้ก็ต้องยอมรับต้องชื่นชมท่านไม่อยู่ในสภาแห่งนี้แล้ว แต่ว่าชื่นชมว่าท่านเป็นคนขยัน เป็นประธานคณะกรรมาธิการที่เอาการเอางาน และผมขอชื่นชมว่าเขาทำงานได้ มีประสิทธิภาพจริง ๆ ก็น่าเสียดาย แต่ว่าเมื่ออาจารย์ปิยบุตรไม่อยู่ ก็มีท่านสุทัศน์ เงินหมื่น มาเป็นรองประธาน ก็ต้องถือว่าท่านเก๋าทางกฎหมายอยู่แล้ว แล้วก็ไว้วางใจได้ว่าท่าน ก็สามารถที่จะขับเคลื่อนต่อได้ แต่ว่าท่านเป็นรักษาการ ซึ่งไม่แน่ใจว่าคนต่อไปจะเป็นใคร อันนี้ผมยังไม่ทราบ ก็คาดหวังว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็คงจะขับเคลื่อนไปได้เพราะดูจาก รายชื่อมีท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ท่านชวลิต วิชยสุทธิ ท่านคมเดช มีคนรุ่นใหม่คือคุณรังสิมันต์ โรม คุณสิระ เจนจาคะ ก็ถือว่าเป็นคนมีคุณภาพ แต่ว่าถ้าดูจากรายงานทั้งหมดนี้เป็นผลงาน ของคณะอนุกรรมาธิการ ผมเองก็ชื่นชมที่คณะกรรมาธิการได้ทำเรื่องการปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวนซึ่งค่อนข้างที่จะแก้ไขยากสำหรับกฎหมายอาญาในบ้านเรา แต่ว่าคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ซึ่งมีคุณสิระเป็นประธาน แล้วก็เห็นรายชื่อ คุณวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ คุณสุทัศน์ เงินหมื่น เป็นที่ปรึกษา แล้วก็ พันตำรวจเอก วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อันนี้ก็ถือว่าเป็นคนที่คร่ำหวอดในเรื่องตำรวจมานาน แล้วก็ คุณน้ำแท้ มีบุญสล้าง ก็ถือว่าเป็นนักกฎหมายทั้งสิ้น ต้องเรียนกับท่านประธานว่าถ้าดูรายงานแล้วผมแอบชื่นชม แทบจะทุกมาตราในร่างที่จะแก้ไข แต่ว่าขออภิปรายแสดงความเห็นที่ถูกใจสัก ๒-๓ ประเด็น แค่นั้นครับท่านประธาน ในกรณีที่กรรมาธิการชุดนี้ได้ไปศึกษาเรื่องการจับกุมแล้วก็ การบันทึกภาพ แล้วก็นำออกมาถ่ายทอดต่อสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๑๓/๑ ในการจับกุมหรือค้นให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือผู้ค้นได้จัดให้มีการบันทึกภาพแล้วก็เสียง สามารถถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องไว้ เว้นแต่กรณีเร่งด่วนมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นซึ่งไม่อาจจะ ดำเนินการได้ก็ขอให้เจ้าพนักงานนั้นบันทึกเหตุดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน ในบันทึกการจับกุม หรือบันทึกการค้นแล้วแต่กรณี ภาพและเสียงอันได้จากการจับกุมหรือค้น ห้ามมิให้เผยแพร่ ต่อสาธารณชน อันที่ผมชอบก็คือว่าที่ผมเห็นด้วยตรงนี้ คือในยุคนี้ถ้าท่านประธานดูข่าว จากทีวี (TV) แล้วก็ทีวี (TV) มีช่องฟรีทีวี (Free TV) ค่อนข้างจะเยอะ แล้วแต่ละช่องที่เสนอข่าว ท่านประธานก็เห็นได้ชัดนะครับ ก็จะเน้นข่าวอาชญากรรมเป็นหลัก พอเน้นข่าวอาชญากรรม เป็นหลักแล้วก็ง่ายสำหรับที่จะเอาการจับกุมมาบันทึก มาเผยแพร่โดยไม่มีการเซ็นเซอร์ (Censor) ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ถูกจับกุมได้รับความเสียหาย ซึ่งผู้ที่ถูกจับกุมก็แน่นอนว่าอาจจะ มีโจรผู้ร้ายจริงหรืออาจจะจับผิดตัวหรืออาจจะเป็นผู้บริสุทธิ์ อันนี้เราไม่สามารถที่จะ แยกแยะได้เพราะว่ามันยังไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาล แต่ว่าเมื่อภาพออกไปแล้ว ถ้าเราไม่ป้องกันแบบนี้เขาจะเกิดความเสียหายได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าตัดตรงนี้ไปก็เป็น เรื่องที่ดีผมคิดว่าเป็นการคุ้มครองเขา เพราะว่าถ้าหากว่ายังปล่อยให้มีการเผยแพร่แบบนี้ได้ ผมก็คิดว่าก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ซึ่งในขณะนี้ถ้าท่านประธานติดตามข่าวจาก หน้าหนังสือพิมพ์หรือว่าจากทีวี (TV) ท่านประธานก็จะเห็นนะครับ ทีวี (TV) ช่องข่าวสมัยนี้ ทำง่ายมาก ไม่เหมือนยุคท่านประธานเป็นนักการเมืองใหม่ ๆ หรือพวกผมเป็นนักการเมือง ใหม่ ๆ เมื่อก่อนเวลาจะทำข่าวสักครั้งข่าวอาชญากรรม ก็ต้องไปมีช่างภาพ ต้องไปตาม ต้องไปถ่าย หรือว่ามีเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ต้องไปถ่าย แต่ว่าทีวีสมัยนี้ ข่าวสมัยนี้ มันง่ายครับ ดูจากคลิป (Clip) โซเชียล (Social) ครับ เอาคลิป (Clip) โซเชียล (Social) มา เปิดปั๊บแล้วเอานักข่าว ๑ คน ก็ไปตามสัมภาษณ์คนที่อยู่ในคลิป (Clip) แล้วมาถึงก็รายงานข่าว แค่นี้ครับทำไม่ยากเลย แล้วคนก็ตาม คนก็ชอบ และเรตติง (Rating) ก็สูงด้วยช่องที่ออกข่าว ในลักษณะเช่นนี้ คนก็ติดตาม ชาวบ้านก็ติดกันงอมแงมครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ถ้าหากว่า เราไม่แก้ไขตรงนี้ก็จะเป็นการส่งเสริมให้มีการเสนอข่าวในลักษณะแบบนี้ ซึ่งก็ดูแล้วบางที ก็ไม่ได้ประเทืองปัญญาอะไรกับสังคมมาก แต่ว่าสังคมก็อาจจะชอบ แต่ว่าถ้าเราในฐานะ ที่เป็นผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของประชาชนได้ป้องกันเรื่องแบบนี้ไว้ เพื่อไม่ให้เกิดการ อย่าพูดว่าเป็นการมอมเมาเลย อย่าให้ประชาชนได้สับสนในข้อมูลก็จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าในร่างที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เสนอมา ในหลายมาตรา ทั้งหมดนี้ก็ ๑๗ มาตรา ซึ่งมาตรา ๑๓/๑ซึ่งผมได้อ่านไปแล้ว แล้วก็มาตรา ๑๓/๒ ในชั้นจับกุมหรือระหว่างสอบสวน ห้ามมิให้เจ้าพนักงานนำผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาออกแถลง ข่าวหรือจัดให้บุคคลดังกล่าวให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ห้ามมิให้เจ้าพนักงานตามวรรคหนึ่ง เผยแพร่ภาพหรือเสียงของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาต่อสาธารณชนหรือยินยอมให้บุคคล ซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่บันทึกภาพหรือเสียงของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาหรือการกระทำอื่นใด อันมีลักษณะเป็นการประจานผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาคือผมได้ติดตามข่าวในฐานะที่เป็น ผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้ว่าเสพแต่ข่าวการเมืองอย่างเดียว ข่าวชาวบ้านก็สนใจก็ติดตาม จะเห็นหลายครั้งว่าพิธีกรผู้อ่านข่าวเขาจะแสดงความเห็นในลักษณะเหมือนกับดูถูกดูแคลน คนที่ถูกจับกุม บางช่องก็เบลอภาพ เบลอหน้า บางช่องก็เบลอกุญแจมือ แต่ว่าพิธีกร หลายคนพยายามเรียกร้องว่าทำไมไม่เปิดหน้ามันเป็นขี้ขโมย มันเป็นจอมโจร อะไรอย่างนี้ ในลักษณะเช่นนี้จะมีคนแบบนี้อยู่ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นคนซาดิสม์ (Sadism) อยากจะประจาน คนอื่นทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นมีความผิดหรือบริสุทธิ์หรือไม่ เพราะฉะนั้น เมื่อมีคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เสนอเรื่องนี้ขึ้นมาต่อสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เห็นว่า เป็นความเห็นและเป็นข้อเสนอที่ดีเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะสนับสนุน ผมขอหยิบยกมาแค่ ๒ มาตรา เพื่อมาอภิปรายแล้วก็เป็นกำลังใจให้กับคณะกรรมาธิการชุดนี้ แล้วหวังว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็คงจะเป็นที่หวังที่พึ่งของพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และหวังว่าคงจะได้รับรายงานผลงานในฉบับต่อ ๆ ไปอีกนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก่อนจะ ขอมติจากที่ประชุม เชิญท่านรองประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงอีกครั้งครับ🔗

นายสุทัศน์ เงินหมื่น รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน

ท่านประธานที่เคารพ ผม สุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานคณะกรรมาธิการ ก่อนอื่น ขออนุญาตที่จะขอบคุณท่านสมาชิกทั้งหมดที่กรุณาให้ข้อเสนอแนะ ให้คำแนะนำรวมทั้งท้วงติง ในประเด็นที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชนและต่อองค์กรที่เกี่ยวข้อง ขออนุญาตเอ่ยนามท่านพลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านนิยม เวชกามาท่านขจิตร ชัยนิคม ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุมท่านชลน่าน ศรีแก้ว ท่าน พันตำรวจตรี ชวลิตเลาหอุดมพันธ์ และท่านเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการมีความกังวลเช่นเดียวกันกับกรณีที่ท่านชลน่าน ให้คำแนะนำ แต่ผมขอกราบเรียนว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงานการศึกษา ยังไม่ใช่เป็นการเสนอ กฎหมาย แต่ร่างกฎหมายที่เราแนบมาด้วยนั้นเป็นเจตนารมณ์ของกรรมาธิการว่าเราอยากให้ เป็นไปในทิศทางเช่นนี้ สาระสำคัญในร่างกฎหมายฉบับนั้นก็สอดคล้องกับแนวทางที่ คณะกรรมาธิการได้ศึกษาและแก้ไข เมื่อผลของการศึกษาเป็นอย่างนี้แล้วเราก็นำเสนอต่อสภา หากสภาเห็นชอบในผลของการศึกษาก็จะส่งคณะรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งการออกกฎหมายนั้นก็คง เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลจะต้องดำเนินการไปตามที่สภามีความเห็นส่งไป เพราะฉะนั้นประเด็นใดหากคณะรัฐมนตรีเสนอเป็นกฎหมายเข้ามา ประเด็นใด หรือข้อเท็จจริงใด หรือแนวความคิดใดที่เราจะมาปรับปรุงแก้ไขก็คงจะเป็นอำนาจหน้าที่และ สิทธิของพวกเรา ร่างนี้ก็คือเป็นร่างแนวทางที่เราได้ศึกษามา ส่วนบางประเด็นที่ ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่าน พันตำรวจตรี ชวลิต และท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ได้แสดงความเห็นและ ให้ข้อท้วงติงนั้น ผมขอเรียนว่าเมื่อเป็นกฎหมายของคณะรัฐมนตรีเสนอเข้ามาแล้ว ก็คงจะต้องอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ซึ่งวรรคสองของมาตรา ๗๗ ขออนุญาตอ่าน สักเล็กน้อยนะครับระบุว่าการตรากฎหมายทุกฉบับ ก่อนตรากฎหมายรัฐพึงจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้าน และเป็นธรรม รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชนและนำมา ประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอนเมื่อกฎหมายนั้น มีผลใช้บังคับแล้ว ผมคิดว่าตรงนี้เองก็คงจะเป็นภาระหน้าที่ของรัฐหรือผู้เสนอกฎหมายนั้น จะต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็น รับฟังข้อเสนอแนะ ตลอดจนข้อท้วงติง โดยเฉพาะ ประเด็นที่ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ได้เสนอมานั้นก็เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในข้อเท็จจริง ที่ปรากฏอยู่ในการปฏิบัติตามกฎหมายปัจจุบัน ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตที่จะ ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่กรุณาให้คำแนะนำ ให้ข้อเสนอแนะ ให้ข้อท้วงติง เมื่อรัฐบาลเสนอเป็นกฎหมายเข้ามาแล้วเรามาช่วยกันพิจารณาปรับปรุงและแก้ไขต่อไปครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีท่านสมาชิก ท่านใดที่จะไม่เห็นด้วย มีไหมครับ ผมจะได้อนุญาตให้อภิปราย เพราะส่วนใหญ่ที่ผ่านมา มีแต่ท่านสมาชิกทุกท่านนั้นเห็นด้วยกับผลรายงานของคณะกรรมาธิการทั้งนั้น🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดที่ไม่เห็นด้วย ผมขออนุญาตใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ คือถ้าญัตติใดไม่มีผู้คัดค้าน และไม่มีผู้เห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมนั้นเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ ดังนั้นผมถือว่าที่ประชุมนี้เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการโดยใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘🔗

เนื่องจากในรายงานของคณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในหน้า ๑๘ ใช่ไหมครับ ในหน้า ๑๘ มีข้อสังเกตด้วย เพื่อที่จะให้สภาเราพิจารณาว่าเราจะเห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปรายนะครับ ซึ่งถ้าเห็นด้วยทางสภา จะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อจะทราบ หรือรับปฏิบัติ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ มีท่านสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกต ไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ผมจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ คือสมาชิกส่วนใหญ่ไม่คัดค้าน ส่วนมากเลยครับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่คัดค้าน ก็ถือว่ามติของที่ประชุมนี้เห็นด้วยกับข้อสังเกตในรายงานของคณะกรรมาธิการ เพื่อจะส่งทั้งรายงานผลการศึกษาและข้อสังเกตไปให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป ขอบคุณ คณะกรรมาธิการครับ จบการพิจารณาในระเบียบวาระที่ ๔.๔ ครับ วันนี้เราประชุมกันมา พอสมควรแล้วครับ ขอบคุณทุกท่านครับ ขอปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๘.๔๙ นาฬิกา