รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๑๘ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันพุธที่ ๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๔
ณ ตึกรัฐสภา
------------------
ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมนะครับ ผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ โดยผมจะให้ปรึกษาหารือ ตามลำดับรายชื่อและเวลาที่ยื่น โดยจะให้เวลาท่านละ ๒ นาทีนะครับ ท่านแรกขอเชิญ ท่านโกศล ปัทมะ ตามด้วยท่านรองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ เชิญท่านโกศลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายโกศล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมมีปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในการขาดแคลนน้ำ เพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตรของพี่น้องอำเภอบัวใหญ่ อำเภอกิ่งสีดา อำเภอ กิ่งบัวลาย อำเภอแก้งสนามนาง และอำเภอบ้านเหลื่อม ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาจังหวัด นครราชสีมาบางส่วนน้ำท่วม แต่พื้นที่ของผมครับไม่มีน้ำ ยังขาดแคลนน้ำ ๑๐ ปีที่ผ่านมาเรา แล้งไป ๘ ปี แล้วก็พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย พี่น้องประสบปัญหายากลำบาก ท่านประธานครับ ผมจึงกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมการทรัพยากรน้ำ แห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมชลประทานไปดำเนินการแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ ถ้าหากไม่ดำเนินการแก้ไขเรื่องน้ำพี่น้อง ประชาชนจะต้องประสบความยากลำบาก เพราะพี่น้องส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ท่านประธานครับ โครงการหลายโครงการ อาทิ แก้มลิงละหานลูกนก ไม่ว่าหนองระเริง แก้มลิงหนองระเริง อ่างห้วยยาง ฝายยางแก้งสนามนาง โรงสูบน้ำบ้านแก้งสนามนาง อยากให้กรมชลประทานจัดสรรงบประมาณไปดำเนินการให้กับพี่น้องอย่างเร่งด่วน และโครงการต่าง ๆ ผมได้เสนอท่านประธานเป็นเอกสาร เป็นหนังสือไปพร้อมกับคำหารือ ของผม แล้วก็ฝากให้กรมชลประทานเร่งรัดนะครับ ที่ผ่านมาขอไปหลายครั้งผมหารือ สภาแห่งนี้ไปหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณก็ฝากท่านประธานไปยัง กรมชลประทานกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ รองศาสตราจารย์รงค์ แล้วก็ตามด้วยท่านนพพล เหลืองทองนารา เชิญครับ ท่านรองศาสตราจารย์รงค์มาไหมครับ ถ้าไม่ทันเชิญท่านนพพล เหลืองทองนารา ก่อนครับ เชิญครับ ถ้ายังไม่ทันท่านประกอบ รัตนพันธ์ ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอหารือท่านประธานเรื่องสำคัญสัก ๑ เรื่องครับวันนี้ ก็คือ เรื่องที่กรมทางหลวงชนบท หรือว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดไปปรับปรุงถนนหนทางเส้น ที่มีความสำคัญนะครับ แต่เนื่องมาจากว่าถนนเหล่านั้นติดอยู่ในเขตป่าไม้ หรือเขตอุทยาน แห่งชาติ ซึ่งโดยมติ ครม. ต้องขออนุญาตกรมป่าไม้หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก่อนที่จะเข้าไปปรับปรุงทำการ แต่ว่าท่านประธานครับ เกิดอุบัติเหตุ อุบัติภัย บ่อยครั้งมาก มันช้ากว่าที่จะไปขออนุญาต กว่าที่กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจะอนุญาตให้ดำเนินการได้ก็เสียเวลา พี่น้องประชาชนเขามีปัญหาในการสัญจร ไปมา ทางกรมทางหลวงชนบทหรือว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดก็ไม่สามารถที่จะเข้า ดำเนินการได้เกรงว่าผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ ควรที่จะต้องผ่อนปรนโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นแล้วจะเกิดปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนนะครับ ในพื้นที่ของกระผมไม่ว่าอำเภอทุ่งสงหรืออำเภอบางขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอบางขัน ทั้งอำเภอครับอยู่ในเขตป่า เพราะฉะนั้นการที่กรมทางหลวงชนบทหรือว่าองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะไปทำถนน จะไปปรับปรุงถนนนั้น ค่อนข้างที่จะยากสร้างปัญหามากมาย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมอยากกราบเรียนให้ทางรัฐบาลได้กรุณามีนโยบายกำหนดมาตรการ ที่ทำให้ส่วนราชการได้เร่งรัดไปดำเนินการแก้ปัญหาหรือว่าปรับปรุงถนนหนทางโดยที่ ไม่ติดขัดกับระเบียบมติของ ครม. ให้ดำเนินการได้โดยด่วน เพราะข้อเท็จจริงพื้นที่เหล่านี้ มันเป็นพื้นที่ที่ไม่เป็นป่าแล้วครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานมากครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านทศพร ทองศิริ ตามด้วยท่านอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ทศพร ทองศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของชาวเขตราษฎร์บูรณะ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล วันนี้จะขอหารือกับท่านประธานในเรื่องสิทธิของบัตรทอง ดังนี้ครับ ผมได้รับการร้องเรียนเข้ามาถึงเรื่องของสถานพยาบาลบัตรทองในพื้นที่ฝั่งธนบุรี ของกรุงเทพมหานครว่ามีโรงพยาบาลบางแห่งมีการเรียกเก็บเงินจากประชาชนที่มาใช้บริการ บัตรทอง โดยแจ้งว่ายาที่ต้องใช้เป็นยานอกบัญชี เช่น กาบาเพนตินแซนดอส (Gabapentin Sandoz) ซึ่งประชาชนได้โทรไปสอบถามกับสายด่วนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติหรือ สปสช. ที่เบอร์ ๑๓๓๐ ก็พบว่ายาตัวดังกล่าวนี้เป็นยาในบัญชีที่ไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีประชาชนบางรายแจ้งเพิ่มเติมขึ้นมาอีกว่าการไปรอรับ ยาของโรงพยาบาลที่เข้าร่วมบัตรทองนั้นใช้เวลายาวนานมากเกินไป บางรายไปรอรับยาตั้งแต่ ๘ โมงเช้าครับ ได้รับยา ๖ โมงเย็น แถมได้ยามาแค่ ๑ อาทิตย์ โดยปกติได้มา ๑ เดือน ผมเกิดความสงสัยขึ้นในทันทีครับท่านประธานว่าโรงพยาบาลแห่งนั้น คิดว่าพี่น้องประชาชนที่มาใช้สิทธิรับยานั้นทุกคนมีเวลาว่างหรืออย่างไร การมารับยานั้น ประชาชนทุกคนที่ใช้บัตรทองต้องหยุดงานครับ ต้องลางาน ต้องเสียเวลาในการทำมาหากิน ในวันนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเรื่องนี้ผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยังสำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ซึ่งอยู่ในกำกับของกระทรวงสาธารณสุขได้โปรดครับ เข้าตรวจสอบและวางระบบการให้ความรู้ ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในเรื่อง สิทธิของบัตรทองนี้ให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนทุกคนสูญเสียผลประโยชน์จากสิทธิ ที่ตนเองพึงมีในระบบรัฐสวัสดิการด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอาดิลัน ตามด้วยท่านวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ เชิญท่านอาดิลันครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดยะลานะครับ วันนี้ขอเสนอความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๑ เรื่องนะครับ เป็นของพี่น้องประชาชน หมู่ ๑ หมู่ ๒ หมู่ ๓ บ้านยุโป บ้านทุ่งเหรียง บ้านบาโด ตำบลยุโป อำเภอเมืองยะลา จังหวัด ยะลา🔗
เป็นกรณีของน้ำกัดเซาะตลิ่งตลอดแนว ปัญหานี้ผมเองเคยหารือเพื่อขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบรีบจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหา จากแม่น้ำปัตตานีกัดเซาะตลิ่งที่ดินของประชาชนแล้วนะครับ เมื่อปีที่แล้ววันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓ และได้รับหนังสือจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้วด้วยนะครับว่า เรื่องดังกล่าวนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานชลประทานที่ ๑๗ ได้มีแผนงานในการแก้ปัญหาโดยอยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้นะครับ ก็ต้องขอขอบคุณกรมชลประทานที่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ นะครับ แต่ทราบว่ามีการจัดสรรเพื่อจะให้มีแผนงบประมาณในปี ๒๕๖๕ เพียงเฉพาะของ หมู่ ๑ เท่านั้นเอง แต่จากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มกราคมที่ผ่านมามวลน้ำ จำนวนมหาศาลได้กัดเซาะตลิ่งที่เดิม ตำแหน่งเดิมที่ได้รับความเสียหายปรากฏตามภาพ นะครับ หากปลายปีนี้ ปี ๒๕๖๔ มีน้ำจำนวนมหาศาลซ้ำเข้ามาอีกนะครับ เชื่อว่าจะต้อง ได้รับผลกระทบกับประชาชนจำนวนมาก และบ้านเรือนได้รับความเสียหายเพราะว่าครั้งนี้ ต้นปี ๒๕๖๔ น้ำกัดเซาะตลิ่งใกล้จะถึงบ้านแล้วนะครับ จึงขอให้กรมชลประทานพิจารณา หางบประมาณ อาจจะหาพิจารณาจากงบเหลือจ่ายของปี ๒๕๖๔ จัดสรรซ่อมให้โดยด่วน ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิวัฒน์ชัย และตามด้วยท่านเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีเรื่องร้องทุกข์ที่ได้รับจากพี่น้องประชาชน เพื่อมา หารือท่านประธานเพื่อส่งเอกสารไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ดำเนินการแก้ไข🔗
เรื่องที่ ๑ ได้รับหนังสือจากนายประสบผล สุภาพ นายกเทศมนตรี ตำบลสำโรงพลัน ว่าขณะนี้ในพื้นที่บ้านหัวช้าง บ้านปุดเนียม บ้านตาโมกข์ กำลังได้รับ ความเดือดร้อน เนื่องจากว่าประปามีน้ำใช้ไม่พอเพียง เนื่องจากว่าใช้น้ำผิวดิน ขณะนี้น้ำได้ ตื้นเขิน จึงขอให้ทางกรมน้ำบาดาลได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจตรวจสอบเพื่อขุดเจาะน้ำบาดาล เพื่อมาใช้แทนน้ำผิวดินเป็นน้ำประปา🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับหนังสือจากนายจำเนียร สมศรี ราษฎรบ้านหนองปิด ตำบลไพรบึง และได้รับหนังสือจากนายบุญมี อินตา ผู้ใหญ่บ้าน บ้านโพง และนายทวีศักดิ์ สมศรี ผู้ใหญ่บ้านบ้านกระแมด ว่าให้ช่วยติดตามโครงการ ซึ่งเมื่อปลายปี ๒๕๖๒ นั้น ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เดินทาง ไปตรวจเยี่ยมที่จังหวัดศรีสะเกษ ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนามคือท่านนิพนธ์ บุญญามณี และได้ให้ทำโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง นั่นก็คือขุดลอกหนองทับ และขุดลอกห้วยชะลัง พร้อมทั้งถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก จากบ้าน สำโรงพลันมาบ้านโพง และบ้านทุ่ม ขณะนี้โครงการเหล่านี้ได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ชาวบ้านรอติดตาม เนื่องจากว่าเจอผู้ใหญ่บ้านทุกครั้งผู้ใหญ่บ้านก็ถาม จึงถือโอกาสนี้นำเรียน ท่านประธานว่าโครงการดังกล่าวนั้นจะได้ดำเนินการได้เมื่อไร เอกสารผมจะส่งให้ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเกียรติครับ ตามด้วยท่านเกษม อุประ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๔ มีเรื่องที่ จะต้องปรึกษาหารือกับทางท่านประธานสภาเกี่ยวกับเรื่องการฟ้องร้องเรียกเงินคืนจาก ผู้สูงอายุ คือจังหวัดลพบุรีมีหลายท่านเลยที่กำลังจะถูกฟ้องร้องที่การจ่ายเงินผู้สูงอายุไป คราวนี้เป็นความผิดถามว่าความผิดจากไหน ความผิดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างจากส่วนราชการ ไม่ใช่จากผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุนี่เขาอายุมากแล้ว เขาได้รับเบี้ยยังชีพแต่ละเดือน ๆ คือได้ เข้ามา ๑,๐๐๐ บาทบ้าง หรือ ๘๐๐ บาทบ้าง ก็เป็นหน้าที่ของเขาที่จะส่วนได้ แต่ความผิดคือ มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคือจากขององค์กรท้องถิ่นที่ไปทำหนังสือให้เขาว่าเขาได้รับเขาก็มีหน้าที่ มารับ อันนี้จึงขอความกรุณาจากทางรัฐบาลให้ช่วยดูและเรื่องนี้เป็นพิเศษด้วย เพราะว่า คนอายุมากแล้วอายุ ๗๐ ปี ๘๐ ปี จะหาเงินที่ไหนมาคืนให้รัฐบาลต้องช่วยกันคิด ช่วยกันดู เพื่อที่จะช่วยเยียวยากับผู้สูงอายุกลุ่มนี้ให้คลายความลำบากใจ เพราะว่าเงินคนแก่อายุ ๗๐ ปี ๘๐ ปีแล้วคงหาเงินมาคืนรัฐบาลคงคืนไม่ได้🔗
แล้วเรื่องที่ ๒ มีเรื่องยาเสพติดที่ตอนนี้ไม่ว่าจังหวัดลพบุรี เขตทุกอำเภอจะมี ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด คนค้าขายนี่เขาบอกว่าคือคนค้าขายยาเสพติดนี่คือมีแสดงกัน ออกนอกหน้าแล้วอ้างว่าเป็นลูกน้องของผู้หลักผู้ใหญ่ ลูกน้องของตำรวจบ้าง ลูกน้องของ ผู้หลักผู้ใหญ่บ้างในบ้านเมือง ค้าขายยาเสพติดแบบไม่เกรงกลัวใคร ก็ฝากรัฐบาลด้วยครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเกษม ตามด้วยนางสาวศรีนวล บุญลือ นะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เกษม อุประ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลตำบลพรรณานิคม เนื่องจากว่าลำน้ำอูนตื้นเขินทำให้ไม่มี น้ำดิบในการทำน้ำประปาและขาดน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้ว่าราชการ จังหวัดสกลนครที่ได้กรุณาลงไปดูแลในเบื้องต้น สืบเนื่องจากว่าการบริหารจัดการน้ำ ของเขื่อนน้ำอูนทำให้น้ำที่ไหลลงตามคลองต่าง ๆ ให้พี่น้องทำนาปรังไม่เพียงพอ ปีนี้ได้รับ ความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ต้องขอความกรุณาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงไปช่วยดูแล เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน น้ำอูน น้ำสงคราม น้ำยาม ซึ่งเป็น น้ำเครือข่ายในบริเวณ ในเขตของอำเภอพรรณานิคม อำเภออากาศอำนวย อำเภอคำตากล้า ซึ่งถือว่าเป็นแม่น้ำสายสำคัญ แต่เนื่องจากว่าแหล่งน้ำเหล่านี้ลำน้ำสาขาตื้นเขิน เมื่อลำน้ำ ตื้นเขินก็ทำให้ปริมาณน้ำมันน้อย เพราะฉะนั้นในการที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องน้ำคือจะต้อง ทำการขุดลอก เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน และมีหนอง มีแหล่งน้ำที่สำคัญ ๆ และถ้าหากว่ามีการขุดลอก มีการบูรณะก็จะทำให้สามารถในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำนี้ได้ ผมขอฝากทางกรมชลประทาน ฝากทางสำนักงานบริหารจัดการน้ำแห่งชาติ แล้วก็หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องลงไปดูแล และแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วนด้วย ขอกราบ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณศรีนวล ตามด้วยคุณประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ได้รับหนังสือร้องเรียนจากประชาชน ๓ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ ขอประธานสภาผ่านไปยังรัฐบาลเร่งจ่ายเงินชดเชยให้กับสมาชิก กลุ่มเลี้ยงหมูอินเตอร์ ๘๘ ฟาร์มของสหกรณ์สันป่าตอง ๗๖ ครัวเรือน สหกรณ์ห้วยมะนาว อำเภอแม่วาง ๖ ครัวเรือน อำเภอหางดง ๒ ครัวเรือน ของจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้รับผลกระทบ จากภาวะโรคระบาด เกิดการสูญเสียหมู จำนวน ๔,๘๓๖ ตัว เพื่อแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนด้านความเป็นอยู่ ด้านการประกอบอาชีพ ด้านภาวะหนี้สินที่เกิดขึ้นกับ ประชาชน🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางด้านการเกษตรตกต่ำ ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ราคาหน้าสวนกิโลละ ๑-๓ บาท ขอรัฐบาลสนับสนุนช่องทางตลาด ขอรัฐบาลช่วยนำเงินกองทุนซื้อผลผลิตผักกาด กะหล่ำปลีเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน บริโภคช่วงโควิด (COVID) ระบาด ไทยช่วยไทย กินของไทย ใช้ของไทย เงินของไทย หมุนเวียนให้คนไทยได้ใช้ได้กิน🔗
เรื่องที่ ๓ ทางกลุ่มผู้ใช้น้ำเหมืองฝายบ้านสบร้อง ได้รับผลกระทบจาก การใช้น้ำทำการเกษตรไม่เพียงพอ กลุ่มผู้ใช้น้ำฝายสบร้อง จำนวน ๑๕ หมู่บ้าน ตำบลแม่ก๊า ตำบลทุ่งต้อม ตำบลมะขามหลวง ตำบลมะขุนหวาน อำเภอสันป่าตอง ครอบคลุมพื้นที่ การเกษตรกว่า ๗,๐๐๐ ไร่ จำนวน ๑,๔๗๐ ครัวเรือน ขอรัฐบาลเร่งแก้ไข เร่งก่อสร้าง ฝายสบร้องให้ประชาชนผู้เดือดร้อนในครั้งนี้ด้วยเจ้า ขอขอบพระคุณเจ้า🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณประเสริฐพงษ์ ตามด้วยคุณภูดิท อินสุวรรณ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกล ขอหารือท่านประธาน ๒-๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก เรื่องของความล่าช้าของการก่อสร้างสะพานที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง ซึ่งยังสร้างไม่เสร็จนะครับ ที่อำเภอกันตัง ติดการขออนุญาต ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานกรมป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ หรือกรมเจ้าท่า ขอให้รีบมีการแก้ไขเพื่ออำนวย ความสะดวกให้พี่น้องประชาชนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องของการที่กระทรวงมหาดไทยปล่อยให้มีการก่อสร้างโรงแรม และเขื่อนริมชายหาด ซึ่งมีมาตรการถอยร่นแนวห่างจากแหล่งน้ำทะเลไม่น้อยกว่า ๑๒ เมตร แต่กระทรวงมหาดไทยปล่อยให้มีเอกชนไปก่อสร้างเขื่อนริมชายหาด และทำให้ที่ดินเอกชน ข้างเคียงได้รับผลกระทบชายหาดพังทลาย พื้นที่ดินของตัวเองได้รับผลกระทบ ขอให้มี การทบทวนมาตรการการถอยร่นและการอนุญาตก่อสร้างดังกล่าวด้วย🔗
ถัดมาก็คือมีการบุกรุกราษฎร หมู่ ๔ ตำบลไสไทย จังหวัดกระบี่ ร้องเรียนมาว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่จากเขตอุทยานแห่งชาติ หรือกรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง หรือกรมป่าไม้ ปรากฏว่ามีการบุกรุกเขตป่าชายเลน มีการจับกุมไปแล้ว ขอภาพด้วยนะครับ แล้วยังมีบางพื้นที่ก็ยังมีการไปติดป้ายว่าเป็นที่ดินส่วนบุคคล ก็อยากฝาก ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งจังหวัดกระบี่ ช่วยติดตามดูแล แล้วก็ช่วยให้มีการจับกุมผู้บุกรุก อย่าให้มีการเลือกปฏิบัติ เพราะประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับ เรื่องนี้มา ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณภูดิท ตามด้วยคุณสมบัติ ศรีสุรินทร์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ภูดิท อินสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้มีเรื่อง ปรึกษาหารือกับท่านประธาน ๑ เรื่อง ผ่านไปยังท่านอธิบดีกรมชลประทาน ผมได้รับ เรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์จากพี่น้องประชาชน ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร นำโดยท่านนายก ท่านกำนัน ตำบลวังสำโรง จังหวัดพิจิตร เกี่ยวกับแหล่งน้ำและลำคลอง คือลำคลองนี้มีชื่อว่าคลองเขาควาย หรือคลองดีอาร์ ๗๓๒ อาร์ (DR732R) ซึ่งไม่ได้รับ การดูแลเท่าที่ควร คลองนี้ยาวประมาณ ๒.๕ กิโลเมตร กว้าง ๔๕ เมตร อยากให้มี การขุดลอกคลองเพื่อใช้ประโยชน์เป็นแหล่งกักเก็บน้ำหรือทำแก้มลิง เพราะคลองนี้จะรับน้ำ จากคลองระบายน้ำของกรมชลประทาน และรับน้ำล้นไหลหลากลงมารวมกันที่นี่ โดยคลองเขาควายนี้สามารถเชื่อมต่อไปถึงบึงสามบาตร ซึ่งกรมชลประทาน ก็ได้พัฒนาแหล่งน้ำของบึงสามบาตรนั้นเป็นที่กักเก็บน้ำไว้อยู่แล้ว แล้วยังมีคลองธรรมชาติ ที่เชื่อมต่อลงไปสู่แม่น้ำน่านได้อีกด้วยนะครับ แต่ก่อนจะลงแม่น้ำน่านก็อยากจะให้ กรมชลประทานทำเป็นประตู หรือว่าทำเป็นฝายน้ำล้นก็ได้ก่อนที่น้ำจะไหลลงเข้าสู่แม่น้ำน่าน ตรงนี้นะครับ ซึ่งทำเป็นแก้มลิงก่อนพี่น้องประชาชนก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่นะครับ เพราะถ้ามีน้ำใช้ทำการเกษตรแล้วก็สามารถสร้างอาชีพให้พี่น้องประชาชนได้ โดยไม่ต้องยก ถิ่นฐานไปทำมาหากินที่อื่นนะครับ ผมจึงขอนำเรียนฝากท่านประธานสภาส่งเรื่องการพัฒนา คลองเขาควาย หมายเลข ดีอาร์ ๗๓๒ อาร์ (DR732R) แห่งนี้นะครับ ไปยังอธิบดี กรมชลประทานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ลงมาดูแล เพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำทำมาหากิน ของพี่น้องประชาชนต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านสมบัติ ตามด้วยท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมบัติ ศรีสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตหารือ ท่านประธานเรื่องเร่งด่วน เพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมชลประทานได้ช่วย แก้ไขปัญหาของราษฎรครับ คือว่าเมื่อประมาณวันที่ ๒๒ มกราคมที่ผ่านมามีสะพานส่งน้ำ ของอ่างเก็บน้ำบ้านจรัส อยู่ที่ตำบลจรัส ได้เกิดทรุดลงมาเนื่องจากมีการซ่อมทำถนน อยู่บริเวณใกล้เคียง แล้วก็สะพานที่ทรุดลงมาจะส่งผลให้ชาวบ้านซึ่งอยู่ในเขตชลประทาน ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าครัวเรือนได้รับความเดือดร้อน ที่สำคัญก็คือว่าชาวบ้านเนื่องจาก อ่างเก็บน้ำมีน้ำที่เต็มอ่าง ฉะนั้นกรมชลประทานเขาก็อนุญาตให้ชาวบ้านปลูกพืชผัก ในฤดูแล้งเต็มพื้นที่ แล้วก็ขณะนี้ก็กำลังตกใจครับ เนื่องจากว่าถึงแม้ว่ากรมชลประทาน คงจะต้องออกมาซ่อมให้ แต่ถ้าเกิดว่าซ่อมสะพานแห่งนี้ไม่ทันเหตุการณ์พืชผักที่ปลูกไว้ ก็จะเสียหาย จึงขอรบกวนท่านประธานช่วยแจ้งให้กรมชลประทานได้ออกมาซ่อมสะพาน แห่งนี้ให้ทันเหตุการณ์ ก่อนที่จะเกิดความเดือดร้อนต่อไปครับ แล้วขอผนวกอีกนิดเดียวครับ ในบริเวณใกล้ ๆ กัน ก็จะมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางเหมือนกัน อยู่ที่ตำบลจรัสเช่นเดียวกัน แต่เรียกว่าอ่างเก็บน้ำบ้านทำนบ ซึ่งอ่างเก็บน้ำนี้ตั้งอยู่บริเวณบ้านโอทะลัน แล้วบ้านโอทะลัน อยู่สูงกว่าอ่างเก็บน้ำ ฉะนั้นหลายปีที่ผ่านมาชาวบ้านโอทะลันทั้งหมู่ ๓ และหมู่ ๑๐ รวมแล้ว ๓๐๐ กว่าหลังคาเรือนก็จะประสบความเดือดร้อนเรื่องการใช้น้ำอุปโภคบริโภค เพราะว่า น้ำที่อยู่ในอ่าง ซึ่งอยู่ติดกับหมู่บ้านนี้ไม่สามารถดึงขึ้นมาใช้ในหมู่บ้านได้ เวลาหน้าแล้ง เกิดขึ้นมาอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นชาวบ้านก็จะมองตาปริบ ๆ เห็นน้ำแต่ก็ไม่ได้รับ การช่วยเหลือ จึงอยากจะขอฝากว่าให้กรมชลประทานออกไปตั้งสถานีสูบน้ำ เพื่อดึงน้ำจาก ในอ่างเก็บน้ำชลประทานทำนบที่อยู่ใกล้ ๆ กันให้ชาวบ้านด้วย ขอเรียนขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฏฐ์ชนน ตามด้วยท่านสมหญิง บัวบุตร🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี สะบ้าย้อย สำนักแต้ว สำนักขามของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย🔗
ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะนำเรียน ไปยังท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ท่านครับ นายพริษฐ์ นราสฤษฏ์กุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้างที่ท่านเห็นในภาพ ได้ทำโครงการ สกายวอล์ก (Sky Walk) เส้นทางศึกษาธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง จังหวัดสงขลา ระยะทางทั้งหมด ๑,๒๐๐ เมตร งบประมาณ ๓๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ตอนนี้ขั้นตอน ในการนำเสนอยังอยู่ในกรมอุทยานมีการแก้แบบ งบประมาณไม่เยอะครับแค่ ๓๐ ล้านบาท ระยะทาง ๑,๒๐๐ เมตร ก็ขอให้ท่านรัฐมนตรี อธิบดีนะครับใช้งบประมาณเหลือจ่าย ปี ๒๕๖๔ หรือจะเข้างบประมาณปี ๒๕๖๕ สิ่งที่จะเกิดขึ้นท่านประธานครับ มีการกระตุ้น เศรษฐกิจจังหวัดสงขลา เนื่องจากภาวะราคายางพาราผันผวน ปัญหาชายแดน ปัญหาโควิด (COVID) ปัญหาประมง เพราะฉะนั้นสกายวอล์ก (Sky Walk) แห่งนี้ สามารถที่จะตอบโจทย์ ในเรื่องของเศรษฐกิจ เรามีแหล่งท่องเที่ยวที่เขาน้ำค้าง นอกจากสกายวอล์ก (Sky Walk) ที่เราจะสร้างขึ้นก็มีอุทยานเขาเรียกว่าอุโมงค์ประวัติศาสตร์ สมัย คจม. แล้วก็มีนกท้องถิ่น หายาก มีน้ำตก และมีป่าไม้ทางภาคใต้ ทั้งหมด ๑๓๐,๐๐๐ ไร่ของอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้างติดอำเภอสะเดา อำเภอนาทวี และประเทศมาเลเซีย ท่านประธานครับ เมื่อมีการสร้างสำเร็จเราจะส่งผลกับ เศรษฐกิจโดยภาพรวมบริเวณใกล้เคียง ดังนั้นขอให้ท่านรัฐมนตรีวราวุธ อธิบดีธัญญา สนับสนุนงบประมาณโครงการนี้ด้วย และผมจะติดตามโครงการนี้ให้สำเร็จ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไป เชิญคุณสมหญิง ตามด้วยพระเอก กรุงศรวิไลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสมหญิง บัวบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอำนาจเจริญ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอนำปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของพี่น้องประชาชน อำเภอหัวตะพาน บ้านโคกเลาะ หมู่ ๓ หมู่ ๗ หมู่ ๘ และบ้านแสนสุข หมู่ ๑๐ ตำบลหนองแก้ว ซึ่งมี ความต้องการที่จะขยายเขตไฟฟ้าเพื่อที่อยู่อาศัย แล้วก็ทำการเกษตร เนื่องจากหมู่บ้านเดิม เป็นหมู่บ้านที่คับแคบแออัด สมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น ต้องการที่จะขยายหมู่บ้านออกไป และทำการเกษตรเพื่อมีรายได้ในการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีประชากรทั้งหมด ๔ หมู่ ประมาณ ๒,๐๐๐ คน ดิฉันฝากท่านประธานได้นำเรียนท่านกระทรวงมหาดไทย เพื่อจะสนับสนุนงบประมาณในการขยายเขตไฟฟ้า ดิฉันได้เคยหารือหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับงบประมาณ วันนี้ดิฉันได้นำโครงการ และก็ข้อเรียกร้องของพี่น้องประชาชน และเอกสารจากทางไฟฟ้าผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงมหาดไทย อันนี้เพื่อแก้ปัญหา ในเรื่องโควิด (COVID) บ้านเรือนติดกัน แล้วก็ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ อยากฝากท่านประธานขอส่งเอกสารผ่านท่านประธานค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณกรุงศรีวิไล ตามด้วยท่านคำพอง เทพาคำ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพอย่างสูงครับ ผม กรุงศรีวิไล เขต ๕ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัด สมุทรปราการครับ สิ่งที่จะมากราบเรียนท่านประธานวันนี้ก็คือเรื่องชื่นชมในการทำงานของ ผู้อำนวยการแขวงการทางจังหวัดสมุทรปราการคนใหม่ ท่านประธานครับ ถนนสุขุมวิท สาย ๓ ตั้งแต่ราชประสงค์ จนถึงจังหวัดตราด เป็นถนนสายยุทธศาสตร์ของประเทศไทยเดิม กม. ที่ ๕๕ คือตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ สะพานที่ผ่านไปทางบางปูจะถึง ๒ คลอง ติดกับจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น เป็นทางที่ลำบากยากแค้นมากครับ ตอนนี้ขยายเป็น ๘ เลน (8 Lane) แล้ว แต่สะพานที่พี่น้องสัญจรไปมาทุกท่านเดือดร้อนมาก ผมในฐานะที่เป็น ตัวแทนของพี่น้องประชาชนก็ได้รับการร้องเรียนมาตลอด ก็ได้ผลทุกครั้งครับ ก็ต้องขอบคุณ การประปาส่วนภูมิภาคด้วยที่ท่านได้ให้ความเมตตา และถนนที่สะพานที่กำลังจะปรับปรุง ในปี ๒๕๖๕ นี้ก็มีงบประมาณมาเรียบร้อยแล้วครับ จึงกราบเรียนและกราบขอบพระคุณ ข้าราชการทุกท่านที่ทำงานเพื่อประเทศชาติ ในราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกรัชกาล ทุกพระองค์ครับ ขอให้ท่านมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป ผู้ใดซื่อสัตย์ ต่อแผ่นดิน ผู้นั้นย่อมเจริญครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านคำพอง ตามด้วยท่านสาคร เกี่ยวข้อง นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มี ๓ เรื่องครับท่านประธาน🔗
เรื่องแรก เป็นเรื่องของพี่น้องชาวตำบลโนนกาเล็น อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี กับพี่น้องชาวตำบลบก อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเดินทาง สัญจรไปมาระหว่างตำบล ข้ามฝายน้ำล้นห้วยควนนะครับ ตอนนี้ยังเป็นฝายน้ำล้น มันไม่มีสะพาน ช่วงฤดูฝนอันตรายมาก เคยมีผู้เสียชีวิตมาแล้ว อยากให้กรมชลประทาน ทำสะพานข้ามตรงฝายน้ำล้นตรงนี้ด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องราคาพริกของพี่น้องบ้านหนองเหล่า อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ปีนี้ท่านประธานครับ พริกแพงมาก ๑๔๕-๒๐๐ บาทต่อกิโลกรัม แต่ว่า ราคาที่แบ่งปันให้พี่น้องนี่ได้แค่ ๔๕-๔๘ บาทเท่านั้นเอง จึงฝากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ช่วยไปดูส่วนต่างตรงนี้ด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องการปรับปรุงชีหลงนะครับ ที่แม่น้ำชี ตำบลสงเปือย กับตำบลย่อ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร อันนี้ก็มีการสำรวจมาแล้วหลายครั้ง สำรวจแล้วสำรวจอีกพี่น้องก็ให้ข้อมูลไป แต่ตอนนี้ชีหลงตรงนี้ก็ยังเป็นป่าไมยราบยักษ์อยู่ จึงอยากให้กรมชลประทานเร่งรัดในเรื่องของการปรับปรุงขุดลอกชีหลงบริเวณนี้ รวมถึง บริเวณอื่นด้วย เพราะว่าพี่น้องต้องใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคนะครับ ใช้ในการเกษตร ในพื้นที่ลุ่มน้ำชีมีหลายพื้นที่ที่มีการสำรวจแล้วแต่ยังไม่มีการดำเนินการก่อสร้าง แต่ว่าใน ลำชีหลายฝายเสียเหลือเกินนะครับ แต่ในชีหลงแทนที่จะไปทำหลายโครงการสำรวจแล้ว แต่ยังไม่ทำก็ฝากท่านประธานถึงกรมชลประทานให้ดำเนินการด้วยครับ ขอบคุณมาก ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสาคร ตามด้วยคุณธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ สาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวง ได้รับคำร้องเรียนจากพี่น้อง ประชาชนครับ ร้องขอให้ปรับปรุงวงเวียนบนทางหลวง ๔๒๐๔ เส้นทางบ้านไสไทย สุสานหอย ที่มีการสร้างวงเวียนไว้แล้วไม่เหมาะสมกับการใช้งาน อยากจะให้มีการปรับปรุง เพื่อเหมาะกับการสัญจรไปมาเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเข้าไปสู่สุสานหอย ๗๕ ล้านปี เข้าไปสู่อ่าวนางของจังหวัดกระบี่ครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งท่านครับ พี่น้องหมู่ ๒ บ้านบากัน ตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภอ อ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค อยากจะให้ทางราชการได้จัดหาแหล่งน้ำ จัดหาระบบกระจายน้ำ เพราะว่าเป็นพื้นที่ริมทะเล พอในฤดูที่เข้าหน้าแล้ง ฤดูร้อนฝนตก ขาดช่วงมีปัญหาเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคตลอดมา🔗
ท่านประธานครับ อีกเรื่องครับท่านนักเรียน นักศึกษา แล้วก็คณะครูอาจารย์ ผู้อำนวยการจากวิทยาลัยเทคนิคกระบี่ ซึ่งมีนักเรียนเรียนอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ คนเศษ ของจังหวัดกระบี่ ไม่ว่าจะเป็นระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรี ร้องขออาคารเรียน และปฏิบัติการ ๔ ชั้น มายังกระทรวงศึกษาธิการ ได้ขอให้สำนักงานอาชีวศึกษา ได้จัดอาคารเรียน ปฏิบัติการให้ด้วย เพราะว่าจังหวัดกระบี่มีนักเรียนที่ผลิตออกไปจากวิทยาลัยเทคนิคกระบี่ จำนวนมากและสามารถไปตอบโจทย์ในเรื่องของแรงงาน สามารถไปตอบโจทย์สร้างบ้าน สร้างเมืองให้กับกระบี่ได้ยังขาดแคลนอาคารเรียนอยู่ ก็ขอเรียนไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดการงบประมาณให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณธีรรัตน์ ตามด้วย ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี นะครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ขอประสานท่านประธานส่งปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนถึงหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดังนี้ค่ะ🔗
เรื่องที่ ๑ ดิฉันขอประสานกรุงเทพมหานคร สำนักการโยธา ศูนย์ก่อสร้าง และบูรณะถนน ๓ เข้าปรับปรุงทางกลับรถใต้สะพานถนนสุวรรณภูมิ ๔ ฝั่งพื้นที่ลาดกระบัง เป็นระยะทางประมาณ ๑๐๐ เมตร ปัจจุบันมีสภาพชำรุดเสียหายเกิดอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนน เป็นจำนวนมากค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันขอประสานสำนักโยธา กรุงเทพมหานคร ได้ซ่อมแซม สะพานไม้ข้ามคลองบึงขวาง ช่วง ๓ แยกคลองหนึ่งตัดคลองบึงขวาง หลังนิติบุคคลอาคารชุด เคหะร่มเกล้า ๘ หลังอาคาร ๑๕-๑๖ แขวงคลองสองต้นนุ่น ได้ส่งหนังสือถึงสำนักงาน เขตลาดกระบังได้รับการตอบกลับจากท่านผู้อำนวยการเขตว่ากรุงเทพมหานครไม่จัดสรร งบประมาณ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ ดิฉันจึงขอประสานท่านประธานถึง สำนักงบประมาณกรุงเทพมหานครได้ลงพื้นที่สำรวจและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน อย่างเร่งด่วนค่ะ🔗
เรื่องที่ ๓ ดิฉันขอประสานกรุงเทพมหานครซ่อมแซมสะพานไม้ข้ามคลองหนึ่ง ช่วงซอยพัฒนาชนบท ๒ แยก ๑ แขวงคลองสองต้นนุ่น เคยหารือท่านประธานไปเมื่อ วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ ส่งหนังสือติดตามไปทางสำนักงานเขตลาดกระบังเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๓ ได้รับคำตอบว่าไม่ได้รับงบประมาณเช่นเดียวกันค่ะ🔗
เรื่องที่ ๔ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในหมู่บ้านนครินทร์การ์เด้น ซอยร่มเกล้า ๑๙/๑ แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง ว่ามีผู้ลักลอบเผาขยะบริเวณ พื้นที่ว่างเปล่าด้านท้ายนอกหมู่บ้าน สร้างปัญหาด้านมลพิษ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จึงขอให้เจ้าหน้าที่สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ดำเนินการ แก้ไขให้ประชาชนด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๕ ขอประสานกรุงเทพมหานคร สำนักอนามัย เข้าควบคุมจำนวน สุนัขจรจัดในพื้นที่เคหะร่มเกล้า ลาดกระบัง ที่มีเป็นจำนวนมาก สุนัขขึ้นไปอาศัยบนอาคาร ที่อยู่อาศัย ไม่ถูกสุขลักษณะเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันจะส่งหนังสือเพิ่มเติมถึงท่านประธานต่อไปค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ต่อไป เชิญร้อยตำรวจเอก อรุณนะครับ ตามด้วยท่านนพพล เหลืองทองนารา มาหรือยัง🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดสงขลา พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ใคร่ขอหารือท่านประธานผ่านถึงสำนักงานสาธารณสุขสงขลา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากได้รับการร้องเรียนถึงความเดือดร้อน ของการใช้บริการของโรงพยาบาลอำเภอสิงหนคร ซึ่งมีขนาด ๓๐ เตียง แต่ต้องรองรับการใช้ ของประชาชนสิงหนครกว่า ๙๐,๐๐๐ คน และอำเภอใกล้เคียงด้วย มีปัญหาดังนี้ครับ ท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๑ โรงพยาบาลอยู่ห่างจากถนนหลักประมาณ ๓-๕ กิโลเมตร ลึกและเปลี่ยว อยู่ห่างจากชุมชน ไม่มีรถประจำทางผ่าน เดินทางไปมาไม่สะดวก กรณีผู้ป่วย จากอุบัติเหตุฉุกเฉินเกิดความล่าช้า ทำให้อาการของผู้ป่วยรุนแรงขึ้น บางรายเสียชีวิต ในระหว่างทาง🔗
ข้อที่ ๒ โรงพยาบาลขนาดเล็กมากครับท่านประธาน ๓๐ เตียง แต่ปี ๒๕๖๒ มีบริการผู้ป่วยนอก ๑๒๗,๐๐๐ กว่าราย และแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เตียงผู้ป่วย ไม่เพียงพอ🔗
ข้อ ๓ จากปัญหาข้างต้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไปใช้ในโรงพยาบาลสงขลา เพราะโรงพยาบาลสิงหนครอยู่เข้าไปลึก ก็เลยเข้าไปในโรงพยาบาลสงขลาที่เดินทางได้ สะดวก รถประจำทางผ่านมาได้สะดวก ก็ทำให้โรงพยาบาลสงขลามีปริมาณเกินล้นออกมา นอนตามทางเดิน แออัดเป็นอย่างยิ่ง เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนะครับ คหบดี ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น คณะกรรมการ และคณะกรรมการที่ศึกษาโรงพยาบาล พี่น้องประชาชน ร้องขอก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอก อาคารอุบัติเหตุขนาด ๖๐ เตียง โดยได้ดำเนินการขอที่ดิน สาธารณประโยชน์เพื่อสร้างโรงพยาบาลส่วนหน้าติดกับถนนสายหลัก ทำให้การคมนาคม เดินทางสะดวกในพื้นที่ ๑๕ ไร่ โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาก็จะได้อนุมัติพื้นที่แล้ว แล้วก็ได้มีท่านเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ นะครับ ได้บริจาคทรัพย์ประมาณ ๒๐ ล้านบาท เพื่อการก่อสร้าง และมีพี่น้องประชาชนร่วมกันทำถนนกำแพงบางส่วนแล้ว จึงใคร่ขอหารือ ท่านประธานถึงกระทรวงสาธารณสุข ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวให้ด้วยครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนพพล ตามด้วยรองศาสตราจารย์รงค์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นพพล เหลืองทองนารา จังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิรามครับ วันนี้ผมเอง มีเรื่องมาหารือกับท่านประธานนะครับ🔗
เรื่องแรก ก็คือผมเองได้รับข้อปรับทุกข์จากพนักงานของคณะกรรมการ การเลือกตั้งนะครับ ซึ่งตอนนี้ทาง กกต. ได้มีการสรรหาบุคคลเพื่อเข้ารับราชการในส่วนของ กกต. ทีนี้ทางพนักงานทั้งหลายที่เป็นลูกจ้างชั่วคราว เป็นลูกจ้างตามภารกิจของ กกต. นั้น ก็ได้พูดผ่านผมมาว่าทำไมทางผู้บริหาร กกต. นั้นไม่มองถึงคนในก่อน ทั้ง ๆ ที่ลูกจ้าง ชั่วคราวเอย ผู้ปฏิบัติตามภารกิจเอย ได้อยู่กับ กกต. นะครับ ศึกษาเรียนรู้งานของ กกต. มา บางคนร่วมสิบปีแล้ว เพราะฉะนั้นทางพนักงานทั้งหลายก็ได้ฝากผ่านผมมาว่าขอให้ กกต. ได้ทบทวนคนในด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อจะเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของสัญญาณไฟจราจร ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วผมเองก็ได้พูดว่า โดยเฉพาะถนนหลวงที่ตัดผ่านกับคลองพีแอล ๐ (PL 0) ในเขตอำเภอพรหมพิรามนั้น แทบจะถูกจุดตัดเลย มีปัญหา เกิดอุบัติเหตุ ทั้งเสียชีวิตแล้วก็ทำให้เสียหายทางทรัพย์สิน ไม่เว้นแต่ละเดือนนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนที่จำเป็นที่สุดลำดับแรกก็คือจุดตัดที่บ้านเตาถ่าน หมู่ ๗ ตำบลวงฆ้อง อำเภอพรหมพิราบนะครับ จุดตัดที่ ๒ ก็คือจุดตัดหมู่ ๒ บ้านคลองตก ตำบลดงประคำ อำเภอพรหมพิราม จุดตัดที่ ๓ ก็คือจุดตัดบริเวณหมู่ ๑๕ ตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม ถือว่าเป็นจุดตัด ที่มีอันตราย เพราะว่าทัศนวิสัยทั้งที่มาจากคันคลองน้ำไม่ดีทั้ง ๒ ฝั่งเลยนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ท่านประธานได้ส่งเรื่องให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบได้ดำเนินการต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านรงค์ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ เขต ๑ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ขออนุญาตหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของการลดค่าเทอมหรือค่าเล่าเรียนของนักศึกษา ระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย เรื่องที่ ๒ เรื่องประมงพื้นบ้านที่เมืองนครศรีธรรมราชครับ🔗
เรื่องแรกครับท่านประธาน ผมได้รับการพูดคุยเชิงร้องเรียนจากลูกศิษย์ลูกหา จากนักศึกษาที่ออกไปเยี่ยมเยียนในพื้นที่บอกว่าให้ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรนำเรื่องของการลดค่าเล่าเรียนของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ มาบอกท่านประธานเพื่อฝากไปยังรัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม ทำหน้าที่ในการกำกับหารือกับสภามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ว่าทำอย่างไรที่จะได้ลดค่า เล่าเรียนของนักเรียน นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา เพราะว่าจะได้เป็นการช่วยแบ่งเบา ภาระของผู้ปกครอง จะได้แบ่งเบาภาระของนักศึกษาซึ่งได้รับผลกระทบทั่วประเทศ และเป็น กระบวนการหนึ่งที่จะกระจายความช่วยเหลือการเยียวยาได้อย่างครอบคลุม นักเรียน นักศึกษาเหล่านั้นในอุดมศึกษาฝากผมมาบอกท่านประธานเพื่อบอกไปยังอุดมศึกษานะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ นะครับ ประมงพื้นบ้านในจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือประมง พื้นบ้านในอ่าวนครศรีธรรมราช ซึ่งมีอยู่ ๓ อำเภอ ก็คืออำเภอเมือง อำเภอปากพนัง อำเภอท่าศาลา ท่านประธานครับ ประมงพื้นบ้านเขาบอกว่าเขาไม่ต้องการทำผิดกฎหมาย ไม่อยากฝ่าฝืนกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามประมงพื้นบ้านเดือดร้อนมากครับท่านประธาน วันนี้ทำอย่างไรที่จะให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือกรมประมงหรือหน่วยงานอื่น ๆ เข้าไปพิจารณาว่าจะฟื้นฟูเขาอย่างไรในลักษณะที่เป็นฟื้นฟูเฉพาะหน้าและฟื้นฟูอย่างไร ที่จะนำไปสู่การประมงพื้นบ้านที่ยั่งยืนอยู่ภายใต้กฎหมาย อยู่ภายใต้การยอมรับของกฎบัตร ที่เราไปมีพันธสัญญากับต่างประเทศ เพราะฉะนั้นจึงฝากท่านประธาน ๒ เรื่อง เรื่องแรก ลดค่าเรียน ค่าเทอมของนักศึกษา เรื่องที่ ๒ เรื่องประมงพื้นบ้านครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนพ ชีวานันท์ ตามด้วยท่านพรชัย อำนวยทรัพย์ นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายนพ ชีวานันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้ขอหารือท่านประธานจำนวน ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรกเกี่ยวกับปัญหาทางด้านมลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองที่ได้รับ ผลกระทบจากการดำเนินกิจการท่าเทียบเรือแม่น้ำป่าสักในพื้นที่อำเภอนครหลวงนะครับ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขนถ่ายสินค้าต่าง ๆ ทั้งถ่านหิน แร่ธาตุ แป้งมัน ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย เป็นปัญหาเรื้อรังครับ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนมาเป็นเวลากว่าสิบปี ชาวบ้านเจ็บป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ บ้านเรือนเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ก็ฝากไป ยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยกำกับผู้ประกอบการให้เข้มงวดมากขึ้น ทั้งการขนย้ายสินค้าทั้งทางน้ำ ทางบก รวมถึงวิธีการนำสินค้าขึ้นจากเรือมากองเก็บ ซึ่งการกองเก็บของผู้ประกอบการบางรายไม่ได้เป็นระบบปิดครับ ทำให้กองสินค้า ไว้กลางแจ้ง ซึ่งเวลามีกระแสลมพัดเข้าปะทะทำให้เกิดการฟุ้งกระจายเป็นประจำ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดฝุ่นละออง ถ้าสถานที่กองเก็บคลังสินค้าเหล่านี้เป็นระบบปิด หรือโกดังปิดก็จะช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองได้ระดับหนึ่งครับ ฝากทางกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ตลิ่งที่ทรุดพังตามริมฝั่งแม่น้ำป่าสักในอำเภอท่าเรือ อำเภอนครหลวง ที่มีบ้านพักอาศัยของชาวบ้านมีหลายจุดด้วยกันที่เกิดการทรุดตัวเรื่อย ๆ อย่างเห็นได้ชัด เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อผู้อาศัย จะฝากทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยสำรวจ และหามาตรการป้องกันให้ด้วย บางจุดเคยหารือที่สภาแห่งนี้แล้วแต่ยังไม่มีการดำเนินการ โดยจุดที่เรียกร้องได้รับการร้องเรียนมาก็จะมีดังนี้ครับ ๑. ชุมชนบ้านไร่ หมู่ ๑ ตำบลจำปา อำเภอท่าเรือ ๒. หมู่ ๑ หมู่ ๓ หมู่ ๔ หมู่ ๖ ตำบลโพธิ์เอน อำเภอท่าเรือ ๓. ชุมชนหัวคุ้งลาว หมู่ ๑ หมู่ ๕ ตำบลพระนอน อำเภอนครหลวง ๔. ตรงจุดช่วงวัดเรือแข่งถึงหมู่ ๒ ตำบลบางระกำ อำเภอนครหลวง ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพรชัยครับ ตามด้วยท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม พรชัย อำนวยทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก เรื่องร้องขอความเป็นธรรมจากพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากการเข้าทำกินในพื้นที่ป่า ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย แต่แล้วก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายของทางรัฐบาล นั่นคือนโยบายทวงคืนผืนป่า ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องประชาชนประมาณ ๒๕ ครัวเรือน เขาเคยทำมาหากินมาก่อน แต่เนื่องด้วยนโยบาย ของรัฐบาลได้ให้เขาออกจากป่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบันนี้ ๗-๘ ปีมาแล้วเขาไม่ได้เข้าไป ทำมาหากินเลยทำให้เขาขาดรายได้ ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน เขาก็ได้ทำหนังสือร้องขอ ความเป็นธรรมไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับ คำตอบว่าสิ่งที่เขาเข้าไปทำกินนั้นมันถูกหรือผิด และเขาจะได้เข้าไปทำกินเมื่อไร เขาก็ขอ ฝากมายังผมผ่านไปยังท่านประธานไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม🔗
เรื่องที่ ๒ ครับ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในเขตอำเภอเสิงสาง อำเภอครบุรี และอำเภอวังน้ำเขียวที่มีพื้นที่ติดกับเขตอุทยานทับลาน ได้รับผลกระทบจาก การบุกรุกของโขลงช้างป่าที่เข้ามาเหยียบย่ำ ทำลายพืชผลทางการเกษตรของพี่น้อง ประชาชนทำให้ไร่ขนุน ไร่มันสำปะหลังเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก จึงขอฝาก ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องที่ได้รับผลกระทบ ทั้ง ๒ ประเด็นครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปดิพัทธ์ ตามด้วยนางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ความเดือดร้อน ของพี่น้องชาวพิษณุโลกตอนนี้และเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้วก็คือปัญหาภัยแล้งครับ เราคาดการณ์มาแล้วเพราะว่าปริมาณน้ำในเขื่อนทั้ง ๔ เขื่อนที่ใช้ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา🔗
ตอนนี้มีเพียง ๔,๔๒๕ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้อยกว่า ๕,๔๐๐ ลูกบาศก์เมตร ทำให้เป็นจุดวิกฤติที่ไม่สามารถปล่อยน้ำสนับสนุน การปลูกข้าวนาปรังได้ สถานการณ์ปีนี้ยิ่งร้ายแรงนะครับ เพราะว่าเป็นภัยแล้งที่สืบเนื่องต่อ กันมา ๒ ปี ปริมาณน้ำฝนของปี ๒๕๖๒ แล้วก็ปี ๒๕๖๓ มีไม่ถึง ๙๐๐ มิลลิเมตรต่อปี เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นภาพของแม่น้ำยมตอนนี้นะครับ ที่ตอนนี้เดือดร้อนกันในหลายจังหวัด นะครับ แต่นี่เป็นภาพจากจังหวัดพิษณุโลก ภาพต่อไปเลยครับ อันนี้ทำให้เห็นว่าสถานการณ์ แบบนี้พี่น้องประชาชนที่จะต้องทำนาปรัง และนี่อยู่ในพื้นที่ชลประทานด้วย จะไม่สามารถ ทำนาปรังได้ซึ่งเป็นรายได้หลักของปีนี้ และยิ่งประกอบกับความเดือดร้อนในสถานการณ์ของโควิด (COVID) ก็ไม่สามารถประกอบอาชีพอื่นได้ และแถมยังมีคนตกงานกลับไปในภาคเกษตร อีกมากมายนะครับ ท่านประธานครับ ตอนนี้เราจำเป็นที่จะต้องเยียวยาพี่น้องประชาชน โดยเร่งด่วนนะครับ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย โดยเฉพาะสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาตินะครับ ที่รองนายกรัฐมนตรีประวิตร เป็นผู้อำนวยการ เพิ่งเปิดกองอำนวยการน้ำแห่งชาติไปเมื่อต้นปีนะครับประกาศออกมาเลย ว่าประชาชนจะมีน้ำใช้ตลอดหน้าแล้งนี้นะครับ ชาวบ้านฟังแล้วตลกนะครับ แต่ว่าตลก ทั้งน้ำตา เพราะฉะนั้นอยากให้มีมาตรการที่ชัดเจนในการเยียวยาพี่น้องเกษตรกร แล้วก็ไม่ทำ ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างการแย่งใช้น้ำกันระหว่างจังหวัดแล้วก็สังคมเมือง แล้วก็สังคม ชนบทด้วย นอกจากนี้นักวิชาการหลายท่านกังวลเหลือเกินว่ารัฐบาลมีแนวทางในการศึกษา เรื่องของไคลเมตเชนจ์ (Climate Change) หรือเปล่า เพราะปริมาณและรูปแบบของฤดูกาล แล้วก็เรื่องการตกของฝนในปีนี้แตกต่างไปจากเดิมมากนะครับ แล้วมันจะเปลี่ยนแปลงไป ตลอดแล้วรัฐบาลต้องเร่งศึกษาโดยเร่งด่วนนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณกัลยา ตามด้วยคุณรังสรรค์ มณีรัตน์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธานถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒ เรื่องนะคะ🔗
เรื่องแรกก็คือในเรื่องของปัญหาภัยแล้งนะคะ ก็อยากจะให้ขุดลอกและขยาย คลองหนองนาก โดยเริ่มตั้งแต่หมู่ ๙ ตำบลหนองยาวในเขตอำเภอเมืองไปจนชน คลองระพีพัฒน์ อำเภอหนองแค ซึ่งบริเวณตรงนี้จะมีปริมาณผู้ที่ใช้น้ำถึง ๒ อำเภอ แล้วก็อยากจะให้ขุดลอกและขยายเขตคลอง เนื่องจากว่าไม่มีการขุดลอกคลองแห่งนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ ทำให้ปริมาณน้ำนั้นไม่เพียงพอ ต่อการอุปโภคบริโภคของพี่น้องประชาชนนะคะ และจากการลงพื้นที่ดิฉันได้เห็นว่าในพื้นที่ บริเวณเลียบริมคลองหลังประตูน้ำในพื้นที่หมู่ ๗ ตำบลหนองยาว มีพื้นที่ที่เหลือแล้วก็ไม่ได้ ทำประโยชน์ประมาณถึง ๑๒ ไร่ อยากจะให้ขุดเป็นแก้มลิงเพื่อจะเก็บกักน้ำไว้นะคะ ซึ่งดิฉัน คิดว่าถ้าเราขุดลอกคลองยาวประมาณ ๒๖ กิโลเมตรนี้ขุดลึกสัก ๓ เมตรเป็นต้นไป แล้วก็ ทำแก้มลิงด้วยน่าจะมีปริมาณน้ำมากกว่า ๒ ล้านลูกบาศก์ก็เมตร ซึ่งจะเพียงพอต่อ การอุปโภคบริโภคของพี่น้องประชาชนใน ๒ อำเภอ และมีเหลือไปยังการทำการเกษตรด้วย อันนี้คือในเรื่องแรกนะคะ🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือขอขยายเขตไฟฟ้าแรงต่ำในเขตพื้นที่หมู่ ๙ ตำบลหนองยาว บ้านนายคำพัน คันยี่สุ่น มันเป็นถนนซอย ให้ทำขยายเขตไฟฟ้าไปจนถึงบ้านนายสมชิต สำมะ ซึ่งตรงนี้จะให้เกิดการสัญจรไปมาได้สะดวกและปลอดภัย ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรังสรรค์ ตามด้วยท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย ผมได้รับ เรื่องหารือร้องเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง ปลูกลำไย ว่าขณะนี้เดือนกุมภาพันธ์แล้ว ขับรถผ่านจังหวัดลำพูนแถวอำเภอบ้านโฮ่ง อำเภอลี้ อำเภอทุ่งหัวช้าง อำเภอเวียงหนองล่อง อำเภอป่าซาง ขณะนี้มะม่วงออกดอกเต็มไปหมดนะครับ ซึ่งคาดว่าในเดือนเมษายน พฤษภาคมนี่ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวแล้วจำหน่ายได้ ถัดจากนั้นเดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม ก็ถึงรอบของลำไยในฤดูก็จะออกดอกออกผลอีกแล้ว พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง ลำไย กังวลนะครับ ตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีมาบริหารไม่มีปีไหนเลยที่ราคามะม่วง ราคาลำไย จะแพงขึ้น แล้วพี่น้องลำพูนได้ผลประโยชน์เลย วันนี้มะม่วง ลำไยยังไม่ถึงเวลาเก็บ แต่เขา ฝากผมมาบอกท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านวางแผนจะช่วยเหลือพี่น้อง เกษตรกรเหล่านี้อย่างไรบ้าง ถ้าหากราคามะม่วง ลำไยตกต่ำ ท่านบอกว่าเกษตรผลิต พาณิชย์จำหน่าย หลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่ท่านบริหารเกษตรกรผลิตอย่างเดียวครับ แล้วก็ จะตายลง ๆ ทุกวันนะครับ โครงการลำไยเมื่อปีที่แล้ว ๒,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๒๕ ไร่ พี่น้องฝากถามว่าปีนี้จะให้เขาอีกหรือเปล่า ประกันรายได้ผู้ปลูกลำไยเอเอ (AA) ๔๐ บาท ต่อกิโลกรัม ที่เสนอไปได้ ๒ ปีแล้ว ขณะนี้คืบหน้าถึงไหน เกษตรกรลำพูนฝากถาม ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอัครเดช ตามด้วยท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมมี ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมากราบเรียนท่านประธาน ๓ เรื่อง เพื่อประสานงาน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการให้กับพี่น้องประชาชนครับ🔗
เรื่องแรก ได้รับการร้องเรียนจาก พี่น้องประชาชนที่หมู่ ๑๐ ตำบลนครชุมน์ และที่หมู่ ๑ บ้านท่าต้นจันทร์ ตำบลลาดบัวขาว ว่าตลิ่งพังทลาย ส่งผลให้ถนนเลียบริมน้ำและบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนได้รับ ความเสียหาย จึงขอให้กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย พิจารณาดำเนินการทำเขื่อนป้องกัน การพังทลายของตลิ่งให้กับพี่น้องประชาชนชนด้วย มีรูปให้ท่านประธานได้ชมด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กรมทางหลวงได้ขยายไหล่ทางบนถนนเส้นทางเขางู-เบิกไพร ช่วงตำบลเบิกไพร ตำบลคุ้มพยอม ตำบลหนองปลาหมอ และตำบลเขาขลุง เพื่อความปลอดภัย ของพี่น้องประชาชนที่ใช้เส้นทางดังกล่าว ระหว่างที่รอกรมทางหลวงขยายเป็นถนน ๔ เลน (4 Lane) ตามที่ผมได้ทำกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไปเมื่อปี ๒๕๖๒ ครับ🔗
ข้อที่ ๓ ขอให้กรมทางหลวงชนบทได้ขยายไหล่ทางเส้นเลียบคลอง ชลประทาน จากบ้านดงยาง หมู่ ๑๑ ตำบลสวนกล้วย อำเภอบ้านโป่ง ถึงหมู่ ๑ ตำบลนครชุมน์ อำเภอบ้านโป่ง พร้อมทั้งให้กรมทางหลวงชนบทได้เพิ่มไฟสัญญาณจราจรในจุดตัดทางร่วม ทางแยกบนถนนเส้นทางดังกล่าวเพื่อลดอุบัติเหตุให้กับพี่น้องประชาชน เนื่องด้วยถนน เส้นทางดังกล่าวนั้นผ่านตลาดนัดหัวคลองซึ่งมีพี่น้องประชาชนชาวอำเภอบ้านโป่งและพี่น้อง ในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก จึงทำให้ถนนเส้นทางดังกล่าวนั้นมีการจราจร คับคั่ง จึงขอให้กรมทางหลวงชนบทได้ดำเนินการขยายไหล่ทางให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุรวิทย์ ตามด้วยคุณพรรณสิริ กุลนาถศิริ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย🔗
กระผมได้รับคำร้องจากท่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องประชาชน ชาวตำบลหนองสังข์ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ขอให้กรมทางหลวงก่อสร้างถนนผ่าน ย่านชุมชน คือปรับปรุงเป็นถนนผ่านย่านชุมชน ๔ ช่องจราจร พร้อมไฟฟ้าส่องสว่าง และระบบระบายน้ำบนทางหลวงแผ่นดินสายแก้งคร้อ-สามพาด หมายเลข ๒๓๘๙ ช่วงผ่านหน้าสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์ ผ่านหน้าสำนักงานเทศบลตำบลหนองสังข์ เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ถนนหนทางอย่างสะดวกขึ้น และลดปัญหาอุบัติเหตุ พร้อมกันนี้ขอติดตั้งสัญญาณไฟจราจรไฟเขียวไฟแดงที่สี่แยกสถานีตำรวจภูธรตำบลหนองสังข์ด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ พี่น้องประชาชนและองค์การบริหารส่วนตำบล ๒ แห่ง ได้ร้องขอให้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจเพื่อแก้ปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน ๒ แห่ง คือ องค์การบริหารส่วนตำบลโคกมั่งงอย อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ขอขุดลอกสระสาธารณประโยชน์โคกกลอย บ้านโคกมั่งงอย หมู่ ๑๐ ตำบลโคกมั่งงอย อำเภอคอนสวรรค์ เพื่อใช้น้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค เป็นแหล่งน้ำสำคัญของตำบลโคกมั่งงอย อำเภอคอนสวรรค์ เคยขุดลอกเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วครับ เรื่องที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองคู อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ร้องขอให้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก่อสร้างถนนลาดยางสายบ้านหนองคู-บ้านโนนข่า ในพื้นที่ ตำบลหนองคู อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าเพื่อการเกษตร สำคัญเชื่อมอำเภอบ้านแท่นกับอำเภอภูเขียว ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณพรรณสิริ ตามด้วยท่านรังสิมันต์ โรม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน พรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ ดิฉัน ขอเรียนปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจังหวัดสุโขทัย ๒ ประเด็นค่ะ🔗
ประเด็นที่ ๑ ปัญหาภัยแล้งค่ะ ขอนำเรียนไปยัง ๓ หน่วยงาน หน่วยงานแรก คือกรมชลประทาน ทั้งนี้ แม่น้ำยมไม่มีอ่างกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีในส่วนของฝายขนาดเล็ก ๒-๓ แห่ง ก็มีปัญหาในเรื่องของการชำรุด อาทิเช่น ที่อำเภอกงไกรลาศ ตำบลกง และที่ เกาะวงษ์เกียรติ์ อำเภอศรีสำโรง จึงขอเร่งรัดไปยังกรมชลประทานให้ดำเนินการแก้ไข ซ่อมแซมโดยด่วนค่ะ และในปัญหาเดียวกับขอเสนอไปยังกรมเจ้าท่าในกรณีที่ฝายชำรุดนั้น ประชาชนโดยเฉพาะผู้นำองค์กรท้องถิ่นก็ได้ทำฝายชั่วคราวโดยนำกระสอบทรายมากั้นขวาง ลำน้ำ ในปีที่ผ่านมาก็ระดมทั้งกำลัง กำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ ร่วมด้วยช่วยกันในการ แก้ปัญหาชั่วคราว ในปีนี้ในระเบียบขั้นตอนการนำเสนอไปยังกรมเจ้าท่ายุ่งยากซับซ้อนมาก จนกระทั่งน้ำแล้งแล้วก็ยังไม่ได้รับอนุญาต ขอให้แก้ไขในเรื่องขั้นตอนการขออนุญาต หน่วยงานที่ ๓ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลซึ่งมีประโยชน์มากในเรื่องของน้ำบาดาล ขอให้เพิ่ม ปริมาณในการช่วยเหลือประชาชนค่ะ🔗
ในประเด็นที่ ๒ ดิฉันขอเสนอไปยังกรมป่าไม้อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องด้วย พ.ร.บ. ป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ และ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๐๗ ที่กำกับไว้ว่าป่าหมายถึงที่ดิน ห้วย หนอง คลอง บึง ทำให้ระเบียบการขอโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้าไปจัดบริการสาธารณะ ยุ่งยากซับซ้อนมากด้วยขั้นตอนและเอกสาร ก็ขอให้พิจารณาทบทวนในเรื่องของกฎหมาย หรือทำอนุบัญญัติในการที่จะได้เข้าไปแก้ไขปัญหาให้ประชาชนโดยเร็ว ก็ขอนำเรียนค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรังสิมันต์ ตามด้วยท่านชัยชนะ เดชเดโช นะครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้มีเรื่องหารือกับท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องของบริเวณทางแยกซอยสุขสันต์ ๑ ใกล้โรงเรียน อบจ. เมืองภูเก็ต ถนนวิเศษ ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ในเวลากลางคืนตอนนี้ ประสบปัญหาไม่มีไฟส่องสว่างเรียกได้ว่ามืดมิด ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ขอปรึกษาหารือผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงคมนาคม ให้สั่งการแขวงทางหลวงภูเก็ต เร่งแก้ไขเพิ่มแสงสว่าง ณ จุดดังกล่าวด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ตามที่ชาวบ้านตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ร้องเรียนว่าได้ดำเนินการขอจุดกลับรถบริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๗ ถนนป่าคลอกเมืองใหม่ ใกล้โรงเรียนบ้านป่าคลอกใช้เวลาก่อสร้างมานานก็ยังไม่แล้วเสร็จ กรมทางหลวงแจ้งว่า ต้องใช้งบประมาณอีกเกือบ ๒ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ได้ดำเนินการก่อสร้างไปบางส่วนแล้ว ไม่เข้าใจว่าติดขัดปัญหาตรงไหน และจุดกลับรถชั่วคราวบริเวณถนนที่กำลังก่อสร้างดังกล่าว ก็มืดมาก ชาวบ้านอยากได้ไฟส่องสว่างเป็นการชั่วคราว จึงขอปรึกษาหารือผ่านท่านประธาน ไปยังกระทรวงคมนาคมให้สั่งการแขวงทางหลวงภูเก็ตแก้ไขเพิ่มแสงสว่าง ณ จุดดังกล่าว ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ สืบเนื่องจากกรณีชาวบ้านหมู่ ๘ ตำบลไทยบุรี อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ๑๓ ครอบครัว ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีให้ออกจากที่ดิน ซึ่งได้รับ การจัดสรรจาก ส.ป.ก. ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ส่งผลทำให้เกิดความเสียหายต่อการทำเกษตร และประโยชน์ในผลอาสิน ซึ่งเป็นรายได้หลักในการดำรงชีพโดยที่ ส.ป.ก. ก็ยังไม่สามารถ ที่จะจัดหาที่ดินแปลงใหม่ให้กับชาวบ้านทั้ง ๑๓ ครอบครัวนี้ได้ เรื่องนี้จึงขอปรึกษาหารือ ท่านประธานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยเหลือชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ ทั้ง ๑๓ ครอบครัวด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชัยชนะ ตามด้วยท่านมนพร เจริญศรี นะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมมีเรื่องหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกันครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เรื่องการก่อสร้างโรงงานน้ำแข็งที่หมู่ ๒ หมู่ ๓ ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเมื่อโรงงานน้ำแข็งนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ ในอนาคตนั้นจะทำให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่หมู่ ๒ หมู่ ๕ และพื้นที่ในตำบลควนเกย พื้นที่เทศบาลเขาชุมทอง จะไม่ได้น้ำใช้จากคลองแร่นี้เลย แล้วก็พื้นที่หมู่ ๔ ตำบล ร่อนพิบูลย์จะไม่มีน้ำใช้ เนื่องจากว่าเมื่อมีโรงน้ำแข็งก่อสร้างเกิดขึ้นแล้วก็จะทำให้นำน้ำ ในลำธารนี้ในคลองนี้เข้าไปใช้ในโรงงาน ผมจึงนำเรียนท่านประธานหารือไปยังกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ให้พิจารณาในการออกใบอนุญาตให้กับโรงน้ำแข็งนี้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ครับ เรื่องของบประมาณก่อสร้างสะพานวังไทร หมู่ ๓ หมู่ ๗ ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา เนื่องจากว่าสะพานแห่งนี้ได้รับความเดือดร้อนตอนอุทกภัย เมื่อเดือนธันวาคมทำให้สะพานพังเสียหายเป็นอย่างมาก ณ ขณะนี้กรมทางหลวงชนบท ได้เข้าไปดูแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ ซึ่งสะพานนี้เป็นการใช้สัญจรระหว่าง พี่น้องประชาชนหมู่ ๓ หมู่ ๗ ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา ผมจึงนำเรียนท่านประธาน ไปยังกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ช่วยจัดสรรงบประมาณนำไปก่อสร้างสะพาน แห่งนี้ให้ได้โดยเร็วครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณมนพร ตามด้วยคุณจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ นะครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องจะหารือ ท่านประธานเพียง ๑ เรื่องค่ะ ดิฉันให้รับคำร้องจากผู้ประกอบการดูดหิน ทราย อำเภอท่าอุเทน คณะของผู้ประกอบการได้ไปยื่นหนังสือต่อสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในนาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ต่อเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรนครพนมค่ะว่าเขามีปัญหา เรื่องของการขอได้รับการอนุญาตนำเข้ากรวดทราย ซึ่งขณะนี้ที่จังหวัดนครพนม แล้วก็ จังหวัดใกล้เคียงมีปัญหาเรื่องของการก่อสร้าง เพราะขณะที่ประเทศไทยเจอวิกฤติ สถานการณ์โควิด (COVID) ก็มีการปิดด่านชายแดนนะคะ แล้วก็สถานการณ์การก่อสร้าง วันนี้จากที่ไม่ได้นำหิน กรวด ทรายเข้ามาทำให้หิน กรวด ทรายราคาสูง จนกระทั่งบางบริษัทที่ได้รับงบประมาณในการก่อสร้างต้องชะลอ ขณะที่ราคาหิน กรวด ทรายที่หน้าบ่อ ราคาหินอยู่ที่คิวละ ๔๐๐ บาท ราคาทรายอยู่ที่คิวละ ๙๐ บาท ซึ่งแค่ราคา หิน กรวด ทรายนี่ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการก่อสร้างได้ ขณะนี้ผู้ประกอบการ จึงได้ยื่นหนังสือต่อศุลกากรจังหวัด แต่ผู้มีอำนาจการตัดสินใจคืออธิบดีกรมศุลกากร ขณะนี้ เข้ามาในช่วงของหน้าแล้งนะคะ เป็นช่วงของการดูดหิน กรวด ทราย ถ้ากรมศุลกากร ยังไม่ตัดสินใจหรืออนุมัติล่าช้า ปัญหานี้ก็จะขยายเป็นวงกว้างต่อไป และขณะนี้ ผู้ประกอบการได้ยื่นหนังสือไปแล้ว รอการตัดสินใจและรอการสั่งการจากอธิบดีกรมศุลกากร ต่อไป จึงขอขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณจอมขวัญครับ ตามด้วยท่านสุชาติ ภิญโญ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องนะคะ🔗
เรื่องแรก ปัญหาน้ำท่วมถนนเฉลิมพระเกียรติที่ตำบลบางกระเจ้า ซึ่งดิฉัน ได้รับการร้องเรียนมาจากนายกฤตกร แซ่เอี๊ยบ ส.อบจ. สมุทรสาคร ผู้ใหญ่ชูชาติ ธรรมพิทักษ์เดช ผู้ใหญ่สมพงษ์ เหลืองขมิ้น แล้วก็คณะสมาชิกสภา อบต. บางกระเจ้า ได้พาดิฉันไปลงพื้นที่ถนนเฉลิมพระเกียรติ หรือที่เรียกว่า ถนน สค. ๒๐๔๑ แยกทางหลวง ๓๕ ถึงชายทะเลบ้านบางกระเจ้า ผ่านหมู่ ๖ หมู่บ้าน ๕ หมู่ ๗ หมู่ ๔ และหมู่ ๑ ซึ่งมีสภาพ ปัญหาน้ำท่วมถนน ท่วมชุมชน เนื่องจากเกิดน้ำทะเลหนุนไหลเข้ามาทางคลองนางตาลและ คลองสุนัขหอน ท่วมถนนทั้งสายนะคะ ทำให้น้ำท่วมสูงมากในช่วงหมู่บ้านโชคฤทัย ทำให้ ประชาชนเดือดร้อนเสียหาย จึงขอให้กรมทางหลวงชนบทได้พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อ ยกระดับถนนสายเฉลิมพระเกียรตินี้ด้วยนะคะ🔗
และเรื่องที่ ๒ ดิฉันขอหารือท่านประธาน เรื่องถนนสายบ้านแพ้ว หรือที่ เรียกว่า ถนนทางหลวงสาย ๓๗๕ บ้านบ่อ-พระประโทน ซึ่งเมื่อปี ๒๕๖๒ ดิฉันได้หารือ ต่อท่านประธาน และแขวงทางหลวงนครปฐม ได้รับงบประมาณปี ๒๕๖๔ แล้ว เพื่อไป ดำเนินการซ่อม ๓ ช่วง ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการนะคะ แต่ว่าเนื่องจากถนนทั้งสาย มีความยาว ๓๗.๕ กิโลเมตร แล้วก็เสียหายทั้งเส้นนะคะ จึงขอเรียนผ่านท่านประธานว่า ขอให้กรมทางหลวงได้พิจารณาปรับปรุงถนนสายบ้านแพ้วให้ตลอดทั้งสาย เนื่องจากไฟฟ้า ส่องสว่างก็ติด ๆ ดับ ๆ ซ่อมแล้วก็เสียอีก ขอฝากท่านประธานด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านสุชาติ ตามด้วยท่านอนุชา น้อยวงศ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๔ พรรคเพื่อไทย ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคือความทุกข์ใจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมมีเรื่อง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมากราบเรียนท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะหาทางแก้ไขต่อไปนะครับ น้ำคือชีวิตครับท่านประธาน เขตเลือกตั้งของผมนี่ เราได้รับความร่วมมืออย่างดีจากท่านนายก สมาชิก ท่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้อง ประชาชนรวบรวมเงินเพื่อที่จะสูบน้ำไว้ใช้ในฤดูกาลต่อไป ก็ต้องขออนุญาตทุกภาคส่วน ที่ช่วยกันนะครับ ผมมีความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเรื่องของถนนหนทาง ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่กรุณาได้ดูแลงบประมาณเป็นอย่างดี แต่ว่าก็ยังมี บางส่วนนะครับท่านประธาน ที่ยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้น ๒๐๖๘ เป็นเส้นที่เชื่อมระหว่างอำเภอขามทะเลสอไปยังอำเภอโนนไทย ๒ ฝั่งเป็นถนน ๔ ช่องจราจร แต่ระหว่างกลางซึ่งเป็นเส้นทางจราจรที่พี่น้องประชาชนใช้สัญจรเป็นจำนวนมาก ยังเป็น ๒ ช่องจราจรอยู่นะครับ หากไม่มีงบประมาณก็ขอความกรุณาท่านได้ขยาย ๔ ช่องจราจร ในเขตชุมชนดังนี้นะครับ เขตหน้า อบต. บ้านวัง หน้าสามแยก อบต. ค้างพลู อบต. สำโรง และสามแยกโนนไทย ขอขยาย ๔ ช่องจราจรครับท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๒ นะครับ ขอขยาย ๔ ช่องจราจร ถนน ๒๑๕๐ ระหว่างโนนไทย ถึงอำเภอคง นครราชสีมา บางช่วงบางตอนอันตรายมากครับท่านประธาน ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานขยาย ๔ เลน (4 Lane) ในช่วงชุมชนเช่นกันนะครับ เช่น สามแยก โนนไทย เส้นบ้านดอนทะยิง จุดบ้านโนนมะเกลือ และบ้านดอนพะงาด ซึ่งเป็นจุดชุมชน แล้วก็มีความสำคัญมากครับท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๓ ขอเงินช่วยเหลือรัฐบาลจากโควิด (COVID) ขอให้ผู้ขาดโอกาสได้มีโอกาส โดยเท่าเทียมกันทั้งประทศ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณอนุชา ตามด้วยคุณญาณธิชา บัวเผื่อน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม อนุชา น้อยวงศ์ จากเขต ๓ จังหวัดพิษณุโลก พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือ ท่านประธานในวันนี้มาจากการหารือของกระผม ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ เรื่องปัญหา ของพี่น้องประชาชนในเขตหมู่ ๑ ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก กรณีที่ที่ดิน ของพี่น้องประชาชนในเขตหมู่ ๑ ตำบลแก่งโสภาถูกประกาศของกรมพัฒนาที่ดินประกาศ เขตป่าชุมชนทับที่ดินของประชาชนตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ พี่น้องประชาชนรวมตัวกัน คัดค้านการประกาศตั้งแต่เริ่มต้น อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ได้ตั้งคณะกรรมการ สอบสวนข้อเท็จจริง ใช้เวลาการสอบสวนถึง ๑๒ ปี ท่านประธานที่เคารพ การสอบสวน ๑๒ ปี มีมติว่าไม่ควรหวงห้ามที่ดินดังกล่าวเป็นป่าชุมชน การหารือของผมในปี ๒๕๖๓ ได้รับความกรุณาจาก ฯพณฯ รัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ เพื่อสรุปการแก้ไข ปัญหาดังกล่าว จังหวัดพิษณุโลกมีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดิน เห็นสมควรว่าไม่ควรประกาศ ป่าชุมชนดังกล่าว จึงกราบขอความกรุณาท่านประธานประสานไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ซึ่งกำกับดูแลกรมที่ดินแก้ไขปัญหาดังกล่าว ให้พี่น้องชาวจังหวัดพิษณุโลกด้วย กระผมจะขออนุญาตฝากเอกสารของจังหวัดพิษณุโลก ให้ท่านประธานเพื่อนำส่งไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณญาณธิชา แล้วตามด้วยท่านปรีดา บุญเพลิง นะครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะวันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือ ๒ เรื่องค่ะ🔗
เรื่องแรก ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน บ้านบึงชนังล่าง หมู่ ๕ ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ว่าต้องการขอออกโฉนดที่ดิน ที่ยังตกสำรวจอยู่ในพื้นที่บ้านบึงชนังล่างค่ะ วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๔ เดี๋ยวต้องขออนุญาต เท้าความนิดหนึ่งว่าในปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๓๕ มีการเดินสำรวจในพื้นที่นี้แล้ว แต่เนื่องจากว่า ช่วงนั้นมีศึกสงครามระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา เจ้าหน้าที่รังวัดก็เลยไม่สามารถเข้าไปใน บางพื้นที่ได้ก็เลยทำให้เกิดปัญหาว่าเป็นพื้นที่ที่ตกสำรวจอยู่ ดิฉันได้เข้าไปสอบถามกับทาง สำนักงานที่ดินจังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคมที่ผ่านมา ทางสำนักงานที่ดินได้แจ้งว่า พื้นที่นั้นไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่ป่า แต่ไม่แน่ใจว่าอยู่ในพื้นที่เขตทหารหรือไม่ ดิฉันจึงอยากที่จะ ขอให้ทางหน่วยงานของรัฐช่วยดำเนินการแก้ไขออกโฉนดที่ดินให้กับชาวบ้าน เรียนไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี แล้วก็กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย หน่วยป้องกันชายแดน จันทบุรีและตราด กระทรวงกลาโหม นะคะ🔗
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ประกอบเพาะเลี้ยงหอย เลี้ยงปลาในอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าชายเลน ป่าสงวนแห่งชาติ จึงมีคำสั่งมาว่า เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงไม่สามารถที่จะเพาะเลี้ยงได้อีกต่อไปแล้วนะคะ ซึ่งทางประมงจังหวัดก็จะทำหนังสือไปยังพี่น้องประชาชนในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ที่จะถึง จึงขอประสานไปยังกรมประมงและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ช่วยแก้ปัญหา นี้ด้วยค่ะ ขอบค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปรีดาครับ ตามด้วยท่านภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ๒ เรื่อง ดังนี้🔗
๑. การพิจารณาทบทวนมติ ก.ค.ศ. กรณีข้าราชการครูและบุคลากรทาง การศึกษาไม่มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ว ๑๓/๒๕๕๖ จำนวน ๑,๙๓๓ คน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะ ประธาน ก.ค.ศ. ได้ลงนามแต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเฉพาะกิจ ตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๓ เรื่องนี้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาขอรับการประเมินตามเกณฑ์ ว ๑๓/๒๕๕๖ มาตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๙ จนเวลาล่วงเลยมาเป็นเวลา ๕ ปีแล้ว บัดนี้ยังไม่แล้วเสร็จ ทราบว่าครูที่ขอรับการประเมินได้ย้ายสถานศึกษาบ้าง เกษียณอายุราชการบ้าง เปลี่ยนตำแหน่ง สายงาน และสำคัญสุดเสียชีวิตไปแล้วก็มี ดังนั้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีให้แก่ ข้าราชการครู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธาน ก.ค.ศ. ควรเร่งรัด ช่วยเหลือข้าราชการครูกลุ่มดังกล่าวโดยเร็วที่สุด🔗
๒. การกำหนดอัตรากำลังข้าราชการครูในสถานศึกษาตามเกณฑ์ ก.ค.ศ. ที่ออกมาครั้งล่าสุดที่กำหนดให้มีผู้บริหารสถานศึกษาที่มีนักเรียนตั้งแต่ ๔๑ คนขึ้นไป และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ จากนั้นไม่นานเลขาธิการ กพฐ. ก็ได้ชะลอ การบังคับใช้เกณฑ์นี้ และขอให้ใช้บังคับในภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ ท่านประธานครับ ขณะนี้โรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียนต่ำกว่า ๑๒๐ คนลงมาหลายพันโรงเรียน ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๑ เป็นต้นมา ไม่มีผู้บริหารสถานศึกษามา ๓ ปีแล้ว ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รีบ ดำเนินการบรรจุผู้บริหารสถานศึกษาโดยเร็วที่สุด และขณะนี้ข้าราชการกำลังรอของขวัญปีใหม่ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านภณณัฏฐ์ ตามด้วยคุณบุญยิ่ง นิติกาญจนา🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตหารือกับท่านประธาน ๑ เรื่อง คือเรื่องโครงการ ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตหุ้มด้วยยางธรรมชาติแบบอาร์เอฟบี (RFB) บนถนนทางหลวง นบ. ๑๐๐๒ ระยะทาง ๙,๒๗๕ เมตร ขณะนี้โครงการได้ดำเนินการอยู่ กำลังติดตั้ง แผงคอนกรีตนะครับ ในส่วนการจราจรพี่น้องประชาชนก็ได้ใช้สัญจร ก็ได้ทราบถึงปัญหา และได้นำเรียนไปยังผู้นำชุมชนผ่านไปถึงผู้อำนวยการทางหลวงชนบทเจ้าของโครงการ ในเรื่องของทัศนวิสัยในการมองเห็นตามทางโค้ง จุดทางร่วมทางแยก และจุดยูเทิร์น (U-Turn) ที่ยังไม่ลงตัว ขณะเดียวกันทางหลวงชนบทก็ได้นัดฟังความคิดเห็นจาก พี่น้องประชาชน โดยมีท่านวิทยา ชพานนท์ นายอำเภอบางบัวทอง และท่านพิรุณ วิมลอักษร นายอำเภอไทรน้อย รวมทั้งท่าน ส.ส. วันชัย เจริญนนทสิทธิ์ ส.ส. เขต ๕ จังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย และผม รวมทั้งในส่วนผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้นำชุมชนอันได้แก่ ท่านกำนันพิทักษ์ อยู่สุข กำนันตำบลบางรักพัฒนา และตัวแทนพี่น้องประชาชนได้ให้ข้อมูล กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นท่านนายอำเภอได้นำเรียนไปยังท่านดอกเตอร์สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เพื่อประสานงานกับ ผอ. ทางหลวงชนบท จังหวัดนนทบุรี เมื่อวานผมได้มีโอกาสสอบถามท่านผู้ว่าราชการจังหวัดถึงความคืบหน้า ในโครงการ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้แจ้งระงับโครงการดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ จะเป็นผลประโยชน์ดีที่สุดกับพี่น้องประชาชน ฝากท่านประธานนำเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมผ่านไปยังอธิบดีกรมทางหลวงชนบท ประสานงานกับทางหลวงจังหวัด นนทบุรีเพื่อร่วมลงพื้นที่กับพี่น้องประชาชนในการที่จะกำหนดจุดต่าง ๆ บนถนน สายดังกล่าวเพื่อให้เหมาะสมกับกายภาพของถนน เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ต่อไป กราบขอบพระคุณด้วยความเคารพครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านบุญยิ่ง ตามด้วยท่านกฤษฎา ตันเทอดทิตย์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน บุญยิ่ง นิติกาญจนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันได้รับข้อร้องเรียนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหลายแห่งในจังหวัดราชบุรี และอีกหลาย ๆ จังหวัด🔗
เรื่องความเดือดร้อนจากปัญหาการดำเนินโครงการพัฒนา เช่น การก่อสร้าง สะพาน ถนน และการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งมีโครงการอีกจำนวนมากที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ เขตป่าไม้ เขตชลประทาน และเขตอุทยาน ขั้นตอนการขออนุญาตมีระยะเวลาที่นานมาก ไม่ทันกับการบริหารงบประมาณทำให้เกิดปัญหาต่อการพัฒนาในพื้นที่มาเป็นเวลานาน🔗
ขณะนี้โครงการที่ติดปัญหาขององค์การ บริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ที่ได้เตรียมการมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ และได้รับงบประมาณอุดหนุน เฉพาะกิจในปี ๒๕๖๔ แต่ติดปัญหาที่ยังไม่ได้รับการอนุญาตการใช้พื้นที่ หากทำสัญญา ก่อหนี้ผูกพันไม่ทันในเดือนมีนาคมนี้งบประมาณนี้ก็จะตกไปถึง ๔ โครงการ คือปัญหา เดียวกันทั้ง ๔ โครงการนี้นะคะ🔗
๑. ซ่อมบำรุงถนนและเสริมไหล่ทางสายบ้านทุ่งกระถิน-บ้านทับตะโก รบ.ถ. ๑-๐๐๒๗🔗
๒. สายบ้านรางม่วง-บ้านหนองชะนาง รบ.ถ. ๑-๐๐๓๗🔗
๓. สายบ้านลำพระ-บ้านหนองจอก รบ.ถ. ๑-๐๐๓๖🔗
๔. สายบ้านแก้มอ้น-บ้านทุ่งเขาหลวง รบ.ถ. ๑-๐๐๓๕🔗
ดังในภาพสไลด์ (Slide) นะคะมีทั้ง ๔ สายที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันนี้ค่ะ ดิฉันขอขอบคุณผ่านประธานสภาไปยังกรมป่าไม้นะคะ ซึ่งขณะนี้ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาออก สำรวจแล้วค่ะ แต่ขอความกรุณานะคะช่วยเร่งรัดการอนุญาตให้ด้วยให้ทันระยะเวลา ให้จังหวัดราชบุรีของดิฉันมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านกฤษฎา ตามด้วยวัชรพล โตมรศักดิ์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๔ เรื่อง ดังนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เนื่องจากกระผมได้รับเรื่องจากนายศิวัฒน์ พิมพเคณา ผู้ใหญ่บ้าน ดงเจริญ หมู่ ๓ ตำบลหินโงม อ.เมือง จังหวัดหนองคาย เรื่องการขอสร้างศาลาประชาคม ประจำหมู่บ้าน ซึ่งหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเดียวที่ยังไม่มีศาลาประชาคมครับ ในตำบลหินโงม หากมีการก่อสร้างศาลาประชาคมแห่งนี้ ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์ สามารถ จัดงานประเพณีและงานอื่น ๆ ได้ครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ถนนในหมู่บ้านดาวเรือง หมู่ ๖ ตำบลโพนสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย บริเวณทางเข้าฌาปนสถาน ระยะทางประมาณ ๘๐๐ เมตร ปัจจุบัน เป็นถนนลูกรัง ประชาชนที่สัญจรเข้าออกเพื่อใช้สถานที่แห่งนี้มีความยากลำบาก ถึงบางครั้ง ไม่สามารถสัญจรได้ในฤดูฝน จึงอยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ไขให้เป็นถนนลาดยาง หรือถนนคอนกรีตด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ แหล่งน้ำคูทด บ้านหนองอั้ว หมู่ ๕ ตำบลทุ่งหลวง อำเภอโพนพิสัย มีสภาพตื้นเขินและน้ำไม่เพียงพอต่อการทำเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อ ๕ หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหนองอั้ว บ้านทรัพย์มงคล บ้านโนนหัวช้าง บ้านโนนทอง และบ้านโนนรุ่งเรือง จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการขุดลอกด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน ถนนระหว่างบ้านหนองแหวนและบ้านห้วยน้ำเย็น ตำบลทุ่งหลวง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เรื่องนี้กระผมเคยหารือท่านประธานแล้ว เมื่อปี ๒๕๖๒ ซึ่งระยะทางทั้งหมดประมาณ ๕ กิโลเมตรปัจจุบันได้มีการแก้ไขแล้ว ๒ กิโลเมตรครึ่ง ยังเหลืออีกครึ่งทางครับที่ยังทำไม่เสร็จ จึงอยากฝากเรียนท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำต่อให้แล้วเสร็จด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวัชรพล ท่านสุดท้ายครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ โคราช พรรคชาติพัฒนา ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ส่งต่อไปยังกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลการประปาส่วนภูมิภาค และทางสำนักงาน ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ครับท่านประธาน ผมได้รับเอกสารร้องเรียนจาก พี่น้องประชาชน🔗
ซึ่งได้ลงชื่อความเดือดร้อนเกี่ยวกับ เรื่องการขาดแคลนน้ำประปา จากที่ผมเคยหารือท่านประธานไปเมื่อปีที่แล้วครับ ท่านประธาน ที่อยากจะให้ทางการประปาส่วนภูมิภาค เขต ๒ จังหวัดสระบุรี ได้ดำเนินการ วางท่อประปาไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเขตตำบลสุรนารี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และบ้านหนองบง หมู่ ๕ บ้านยางใหญ่ หมู่ ๓ ซึ่งปัญหา ในขณะนี้การประปาส่วนภูมิภาค เขต ๒ ได้พยายามอย่างยิ่งในการที่จะผลักดันโครงการต่าง ๆ ลงไปช่วยเหลือ เพราะได้ออกไปดูแล้วเป็นความเดือดร้อนอย่างแท้จริง แต่เนื่องจากปัญหา ติดขัดในเรื่องของงบประมาณ การประปาส่วนภูมิภาค เขต ๒ จึงได้ดำเนินการในช่วงต้นก่อน ก็คือการต่อเชื่อมเมน (Main) ประปาจากถนนมิตรภาพที่จะไปช่วยเหลือเขตพี่น้องประชาชน เข้าไปยังบ้านยางใหญ่ หมู่ ๓ แต่ท่านประธานครับ ยังเหลืออีกหมู่บ้านหนึ่ง ก็คือหมู่บ้านหนองบง หมู่ ๕ ที่ห่างออกไปอีก ๕ กิโลเมตร ซึ่งในขณะนี้ท่านประธานทราบไหมครับว่าบ้านหนองบง หมู่ ๕ อยู่ติดกับเขต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ใช้น้ำประปาบาดาล มีหอพักที่ให้นักศึกษาพักถึง ๖๐ ผู้ประกอบการ มีจำนวนประชากร ๒,๐๐๐ กว่าคน และมีประชากรแฝงถึง ๓,๐๐๐ กว่าคน ขาดแคลนน้ำ ต้องซื้อน้ำจากเอกชน ในวันนี้เขาได้มายื่นหนังสืออีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมอยากจะขอ ความกรุณาท่านประธานครับ ผ่านไปยัง สทนช. และกระทรวงมหาดไทย ได้โปรดกรุณาให้ ทางการประปาส่วนภูมิภาค เขต ๒ นั้น ได้ดำเนินการในการที่จะจัดสรรงบประมาณ ดำเนินการวางท่อประปาต่อเชื่อมจากบ้านยางใหญ่ไปบ้านหนองบง และมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี พี่น้องประชาชนเดือดร้อนมาก กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับขณะนี้มีท่านสมาชิกมาประชุมเป็นจำนวน ๓๑๓ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุม แล้วนะครับ ผมขอเปิดการประชุมดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มีนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ร่างพระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงนครไทย ศาลแขวงพยัคฆภูมิพิสัย และศาลแขวง เวียงป่าเป้า เป็นศาลจังหวัด พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ผมขอเชิญ คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ ท่านสมาชิกครับ การพิจารณาในวาระที่ ๒ นี้จะเป็น การพิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา โดยพิจารณาตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วเรียงตามลำดับ มาตราจนจบร่าง สำหรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการสงวนความเห็น แล้วก็ไม่มีสมาชิกเสนอคำแปรญัตตินะครับ ฉะนั้นผมต้องเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกหรือประชุมกรรมาธิการอยู่เข้าสู่ห้องประชุมนะครับ เพราะคิดว่า เมื่อไม่มีกรรมาธิการขอแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น แล้วก็ไม่มีสมาชิก เสนอคำแปรญัตติ ก็คงจะผ่านได้อย่างรวดเร็ว คงจะมีการลงมตินะครับ เชิญท่านประธาน กรรมาธิการแถลงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงนครไทย ศาลแขวงพยัคฆภูมิพิสัย และศาลแขวง เวียงป่าเป้า เป็นศาลจังหวัด พ.ศ. .... ขอรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้🔗
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่สอง) วันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติ รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงนครไทย ศาลแขวงพยัคฆภูมิพิสัย และศาลแขวงเวียงป่าเป้า เป็นศาลจังหวัด พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และได้ลงมติ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา โดยกำหนดการแปรญัตติภายใน ๗ วันนั้น🔗
บัดนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เสร็จแล้ว โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ให้ความสำคัญและนำคำอภิปรายของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ ๑ ชั้นรับหลักการ และการรับฟังความคิดเห็น และการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้ส่งให้สภาผู้แทนราษฎรมาประกอบการพิจารณาโดยละเอียดรอบคอบ โดยคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นใด คณะกรรมาธิการ วิสามัญจึงขอเสนอร่างพระราชบัญญัติซึ่งมีรายละเอียดดังกล่าวข้างต้นต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญเลขาธิการดำเนินการครับ🔗
ร่างพระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงนครไทย ศาลแขวงพยัคฆภูมิพิสัย และศาลแขวงเวียงป่าเป้า เป็นศาลจังหวัด พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ ไม่มีการแก้ไข🔗
ท่านสมาชิกครับถือว่าจบการพิจารณาเรียงตามลำดับมาตรานะครับ ต่อไปเป็นการพิจารณา ทั้งร่างเป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ มีสมาชิกท่านใดจะขอแก้ไขถ้อยคำ หรือไม่🔗
ถ้าไม่มี ก็จบการพิจารณาในวาระที่ ๒ นะครับ ต่อไปเป็นการพิจารณาในวาระที่ ๓ ผมจะขอมติจาก ที่ประชุมว่าจะเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงนครไทย ศาลแขวงพยัคฆภูมิพิสัย และศาลแขวงเวียงป่าเป้า เป็นศาลจังหวัด พ.ศ. .… หรือไม่นะครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญ ท่านอรรถกร🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาต เรียนท่านประธานว่า ณ เวลานี้เพื่อนสมาขิกยังอยู่ในห้องกรรมาธิการอีกหลายห้องนะครับ ก็ขอให้ท่านประธานช่วยรอเพื่อนสมาชิกสักนิดหนึ่งนะครับ สัก ๕ นาที ๑๐ นาทีครับ จึงเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกและท่านสมาชิกที่กำลังประชุมกรรมาธิการอยู่ช่วยเรียก กันด้วยนะครับ เชิญเข้าสู่ห้องประชุมครับ🔗
รอเพื่อน สมาชิกที่กำลังเดินจากห้องประชุมกรรมาธิการ ห้องประชุมก่อนนะครับ เจ้าหน้าที่ ช่วยตรวจสอบด้วยนะครับว่าเสียงที่ดังออกมาไม่ได้กดไมโครโฟน หรือว่าสมาชิกเผลอ กดไมโครโฟน ช่วยตรวจสอบหน่อย🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญ ท่านศุภชัยครับ🔗
ขออนุญาตปรึกษาท่านพลาง ๆ หัวข้อที่ท่านได้พูดเมื่อสักครู่นะครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนผู้สนใจฟัง หรือชมรายกายถ่ายทอดของสภานี้ว่าบ่อยครั้งเสียงจะแทรก บางทีก็ชวนกันไปรับประทาน อาหาร หรือบางทีพูดอะไรกันแบบเล่น ๆ อยู่แล้วมันก็เลยเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยมาก คือถ้าท่านพูดเรื่องดี ๆ ก็โอเค (OK) แล้วครับ แต่บางที่ก็พูดสนิทเพื่อน ๆ คุยกันแล้ว ก็ออกแนวประหลาด ๆ ก็น่าห่วง เพราะฉะนั้นไม่ทราบเพราะเทคโนโลยีในห้องเรามันมี ปัญหาว่ามันสามารถดูดเสียงได้ดีหรืออย่างไรไม่ทราบ ก็ฝากท่านได้โปรดบัญชาให้มีการ พิจารณาด้วยความเคร่งครัดด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านศุภชัยนะครับ ความจริงเรื่องนี้ก็ท่านประธานชวน หลีกภัย ได้นำหารือในที่ประชุม ของหัวหน้าส่วนราชการในสภาเรา โดยเฉพาะสำนักการประชุมนี่นะครับ ได้มีการหารือกัน หลายครั้ง ขอให้มีการตรวจสอบว่าเป็นเพราะอะไรผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะครับ แต่บางครั้งก็มีเช่นท่านสมาชิกเรากดไมโครโฟนหลังจากพูดแล้วก็ไม่ได้ปิดไมโครโฟน พอไม่ได้ปิดไมโครโฟนก็ไปคุยกันกับเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ เสียงก็ดังออกไป อย่างนี้ก็มี อันนี้ เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ตรงนี้เราแก้ไขได้โดยการพอท่านสมาชิกพูดจบก็ขอความกรุณา ได้ปิดไมโครโฟนด้วย แต่บางครั้งผมก็มองดูทั่วว่าไม่มีการเปิดไมโครโฟนค้างเอาไว้ แต่ก็ยังมี เสียงเล็ดลอดออกมาก็เป็นงงเหมือนกันนะครับ ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคช่วยตรวจสอบ ด้วยนะครับว่า เสียงประหลาด ๆ นั้นออกมาได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการเปิดไมโครโฟนนะครับ🔗
ท่านสมาชิก กรุณาเข้าห้องประชุมโดยเร่งด่วนด้วยนะครับ วิป (Whip) แต่ละฝ่ายช่วยส่งสัญญาณไปถึง สมาชิกด้วยนะครับ แต่ละพรรค เพราะเห็นที่นั่งของท่านสมาชิกหลายพรรคยังว่าง ๆ กันอยู่ ความรับผิดชอบต่อองค์ประชุมเป็นความรับผิดชอบของท่านสมาชิกทุกท่านร่วมกันนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๑๖๑ แสดงตนครับ🔗
ผมยังไม่ได้ให้ แสดงตนครับ ผมให้เข้าห้องประชุมนะครับ ขอบคุณที่สนใจ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกนะครับ ขอความกรุณาได้รีบเร่งเข้าห้องประชุมนะครับ พี่น้องที่ชมอยู่ทางบ้านก็ขอให้ทราบไว้นะครับ ว่าที่ท่านสมาชิกอยู่ข้างนอกเนื่องจากว่ามีการประชุมคณะกรรมาธิการสามัญและวิสามัญ หลายคณะนะครับ ฉะนั้นกว่าที่ท่านสมาชิกเราจะเดินจากห้องประชุมคณะกรรมาธิการ เข้าสู่ห้องประชุมสภาก็ต้องใช้เวลาพอสมควรนะครับ ที่จริงผมก็ส่งสัญญาณไปก่อนหน้านี้ แล้วนะครับว่าระเบียบวาระนี้ไม่มีการขอแปรญัตติ ไม่มีการแก้ไข ไม่มีการสงวนคำขอแปรญัตติ อะไรไว้ การพิจารณาก็จะรวดเร็ว จะได้มีการลงมติ ท่านประธานวิป (Whip) แต่ละฝ่าย ช่วยประสานด้วยนะครับ เพราะถ้าโหวตตอนนี้ ถ้าแสดงตนตอนนี้นี่กลับบ้านกันหมดนะครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ ท่านอรรถกร🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในระหว่างที่เรากำลังรอเพื่อนสมาชิก ผมมีเรื่อง หารือท่านประธานนิดเดียวในเรื่องเกี่ยวกับการลงมตินะครับ เพราะว่าได้รับการประสานจากเพื่อนสมาชิกหลายคนว่าในห้องประชุมกรรมาธิการ เมื่อก่อนนี่ เวลามีการเรียกลงมติอย่างน้อย ๆ มันจะมีไฟกระพริบ ไฟเขียว ไฟแดง แต่ว่า ณ วันนี้เรายังไม่มี แล้วก็ทำให้เพื่อนสมาชิกหลายท่านยังไม่ได้ทราบความเป็นไป ในห้องประชุม ก็เลยอยากจะกราบเรียนหารือผ่านท่านประธานให้ช่วยแก้ไขปัญหานี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ก็ได้มี การสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งรัดในการดำเนินการในเรื่องนี้แล้วนะครับ เดี๋ยวผมจะตรวจสอบ วันนี้ดูอีกทีหนึ่งว่าห้องกรรมาธิการห้องไหนที่ยังไม่มีการติดไฟสัญญาณ ก็จะได้เร่งรัด ให้มีการติดไฟสัญญาณนะครับ ขอบคุณท่านอรรถกรที่ได้เสนอแนะ เชิญท่านสมาชิกที่กำลัง เดินทางรีบเร่งเข้าห้องประชุมครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงมตินะครับ ท่านอนันต์เชิญครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภา ผู้แทนราษฎร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายอนันต์ ผลอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร วันนี้เราได้ สั่งการให้ทางรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายอาคารสถานที่ได้เตรียมจัดในเรื่องของ การส่งสัญญาณไปยังห้องประชุมคณะกรรมาธิการ และในวันศุกร์นี้เราจะได้เชิญประธาน คณะกรรมาธิการทั้ง ๓๕ คณะมาดูเรื่องของการก่อสร้าง รวมทั้งอาคารสถานที่ทั้งหมดว่า อะไรที่สามารถจะดำเนินการได้เร็วก่อน ก็คาดว่าในเรื่องของออดสัญญาณที่จะเตือนไปยัง ห้องประชุมกรรมาธิการ วันศุกร์นี้น่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนและสามารถทำให้สมาชิกที่ประชุม กรรมาธิการอยู่มาทันเวลาครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านอนันต์ ช่วยดูด้วย ผมไม่อยากให้มีเฉพาะไฟกระพริบ อยากให้เสียงสัญญาณออดมันดังในห้องประชุม กรรมาธิการด้วย มันจะได้เตือนให้ท่านประธานได้พักการประชุม เพราะบางทีการประชุม กำลังประชุมติดพันอยู่อย่างนี้ ก็คิดว่าในห้องประชุมใหญ่น่าจะครบองค์ประชุม พวกเรา ไม่ต้องไปก็ได้อะไรทำนองนี้นะครับ ถ้ากดออดหลาย ๆ ครั้งผมก็กลัวท่านสมาชิกรำคาญ เชิญครับที่ยกมือ🔗
ผมขออนุญาตเพิ่มเติม🔗
เชิญครับ🔗
เรียนผ่านประธานสภาไปยังสมาชิก ทุกท่าน ในวันศุกร์นี้จะมีการคุยกันใน ๓ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของการจัดการจราจรภายในบริเวณอาคารรัฐสภา เมื่อช่วง เช้านี้ท่านจะเห็นว่าการจราจรแออัดมาก เนื่องจากว่าพื้นที่การจอดรถไม่พอก็จะได้หารือกัน ในวันศุกร์นี้🔗
ในเรื่องที่ ๒ คือเรื่องของการใช้ห้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ห้องประชุมกรรมาธิการและห้องประธานคณะกรรมาธิการให้เรียบร้อย🔗
แล้วในส่วนที่ ๓ ก็คือเรื่องของการจัดอาหารให้กับสมาชิกในห้องอาหารของ สมาชิก วันนี้ถ้าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีความเห็นหรือจะช่วยในการให้คำแนะนำ ในการจัดระบบการจราจร การจัดการใช้ห้องและการจัดการเรื่องของอาหารในห้องอาหาร ของสมาชิกก็สามารถให้ความเห็นได้ตลอดเวลานะครับ แล้ววันศุกร์นี้เราจะประชุมประธาน คณะกรรมาธิการทั้ง ๓๕ คณะครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณ ท่านอนันต์ครับ เชิญท่านสมาชิกที่ยกมืออยู่ทางโน้น ขอโทษ ต้องขออภัยที่ผมจำชื่อยังไม่ได้ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ศิริพงษ์ รัสมี ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑๗ หนองจอก กรุงเทพมหานครครับ ท่านประธานครับ ระหว่างการรอเพื่อจะไม่ให้เสียเวลา สภาแห่งนี้นะครับ พวกเราก็เดินทางมาประชุมแล้วก็ เดินทางกลับก็เกือบ ๆ ๒ ปีแล้ว ปีครึ่งครับท่านประธาน แต่จากการสังเกตที่เดินทาง มาประชุมทุกครั้งนะครับท่านประธาน ก็ฝากถึงท่านอนันต์ด้วย เวลาเดินทางเข้ามา ถ้ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเยอะ ๆ ด้านหน้ารถจะติดมาก ถ้าเราเดินทางมาจากทิศใต้ ทางทิศใต้ จะติดมาก จะอำนวยความสะดวกให้แต่รถด้านทิศตะวันออกอย่างเดียวจากการสังเกต เมื่อเช้าติดไปชนทางแยกเลยครับ แต่เวลาเข้ามาในสภาแล้วจะมีด่านหลายด่านครับ ท่านประธาน ผมรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ฝึกงานจะเยอะเกินไป มีด่านหลายด่านจากเห็นป้ายแล้ว น่าจะอำนวยความสะดวกแล้วรีบโบกให้เข้า แต่เดี๋ยวนี้มีการตรวจสอบกันตั้ง ๒ ด่าน เกือบ ๓ ด่านครับท่านประธาน เวลาเราจะมาหารือนี่บางทีก็ไม่ทันเช้า ๆ อย่างผมนี่เดินทางมาจากเขตหนองจอก เดินทางมาประมาณสัก ๔๐ นาทีแต่มาติดข้างหน้านี่ ประมาณสัก ๑๐ นาที เพราะฉะนั้นเรียนท่านประธานไปถึงเจ้าหน้าที่ให้แก้ไขปัญหาตรงนี้ ด้วยบางทีเรากะเวลามันจะพลาดครับ จับจีพีเอส (GPS) มาเวลามาถึงจริง แต่มาถึงสภานี่ เวลามันคลาดเคลื่อนนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับองค์ประชุมน่าจะครบ ถ้าจะหารือเกี่ยวกับพวกนี้ต้องขอยุติการหารือแล้ว นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ยงยุทธ สุวรรณบุตร ๒๘๙ รายงานตัวครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่เราจะลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ โปรดเสียบบัตรแล้วกดปุ่มแสดงตนครับ🔗
ท่านสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนมีไหมครับ ถ้ามีก็ขอเชิญครับ หรือบัตรมีปัญหาใช้ไมโครโฟน ได้นะครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิก อยู่ในห้องประชุมและกดบัตรแสดงตน จำนวน ๒๙๓ ท่านถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มคำว่า เห็นด้วย นะครับ ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควร งดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญครับ🔗
ท่านสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนบ้างมีไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่ช่วยแสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๑๐ ท่าน เห็นด้วย ๓๐๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มีนะครับ งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่านนะครับ ก็เป็นอันว่าที่ประชุม มีมติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการนะครับ🔗
ต่อไป เป็นการพิจารณาเรื่องด่วน🔗
เรื่องด่วนที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
เนื่องจากมีร่างพระราชบัญญัติทำนองเดียวกันอีก ๑ ฉบับ คือร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... (นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กับคณะเป็นผู้เสนอ) ซึ่งผมเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับเป็นเรื่องทำนองเดียวกันน่าจะนำมาพิจารณา ร่วมกัน จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่🔗
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบ ผมขอดำเนินการตามนี้นะครับ ท่านสมาชิกครับ ด้วยร่าง พระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับ ผู้เสนอได้เสนอมายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาตาม มาตรา ๑๓๓ (๑) และ (๒) ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับที่คณะรัฐมนตรี เสนอมานั้นได้นำเสนอรายงานการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง และรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตรากฎหมายมาเพื่อประกอบการพิจารณา ในกระบวนการตรากฎหมายตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแล้ว สำหรับร่างพระราชบัญญัติ ที่เสนอโดยท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการทำนองเดียวกัน จึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามประกาศ สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒ วรรคสอง รายละเอียดปรากฏตามเอกสาร ที่ได้จัดไว้ให้สมาชิกแล้วนะครับ🔗
ด้วยกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนจากกรมส่งเสริม การปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์ในการพิจารณา ผมจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๗๖ ขอเชิญผู้มีรายชื่อ ดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุมนะครับ ๑. นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ ผู้อำนวยการ กองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น ๒. นายอนุพันธ์ พานิช ผู้อำนวยการกลุ่มงานกฎหมาย และระเบียบท้องถิ่น ๑ เชิญผู้เข้าร่วมชี้แจงเข้าประจำที่นะครับ🔗
ขอเชิญ ผู้เสนอแถลงหลักการและเหตุผล เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าชื่อ เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมี หลักการและเหตุผลดังต่อไปนี้🔗
ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ....🔗
หลักการ เหตุผล โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๔ บัญญัติให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อกัน เพื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ ประกอบกับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มีบทบัญญัติ บางประการไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สมควรปรับปรุงให้เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและปรับปรุงบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชน ในท้องถิ่นสามารถเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นได้สะดวกและมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นจะต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงสาระสำคัญ ของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว🔗
สาระสำคัญประการแรกก็คือ ๑. ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อ เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒🔗
ประการที่ ๒ ลดจำนวนราษฎรผู้เข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นจากเดิมไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งเป็นไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ สุดแต่จำนวนใดจะน้อยกว่า🔗
ประการที่ ๓ กำหนดให้ผู้เข้าชื่อสามารถยื่นคำร้องขอต่อประธานสภาท้องถิ่น เพื่อดำเนินการจัดทำร่างข้อบัญญัติให้ หรือดำเนินการเชิญชวนให้ร่วมเข้าชื่อหรือขอให้ ดำเนินการให้ทั้ง ๒ กรณี ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้เข้าชื่อยื่นคำร้อง🔗
ประการที่ ๔ กำหนดให้สภาท้องถิ่นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างข้อบัญญัติท้องถิ่น โดยมีผู้แทนของผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๒ คนร่วมเป็น กรรมาธิการวิสามัญ🔗
ประการสุดท้าย กำหนดให้กรณีที่ร่างข้อบัญญัติต้องตกไปเพราะเหตุอายุ สภาท้องถิ่นหรือยุบสภาท้องถิ่น ถ้าภายใน ๑๒๐ วันนับแต่มีการเรียกประชุมสภาท้องถิ่น ครั้งแรก ผู้แทนของผู้เข้าชื่อได้ยืนยันเป็นหนังสือให้พิจารณาร่างข้อบัญญัตินั้นต่อไป ให้ประธานสภาท้องถิ่นดำเนินการเสนอร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นนั้นต่อสภาท้องถิ่นโดยเร็ว🔗
นี่คือเหตุผลสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่น พ.ศ. .... จึงจำเป็นที่จะต้องตราพระราชบัญญัตินี้ จึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อไป ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชินวรณ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยคณะ ๒๐ ท่าน ประกอบด้วยท่านประกอบ รัตนพันธ์ ท่านนริศ ขำนุรักษ์ ท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ ท่านแนน บุณย์ธิดา สมชัย ท่านวีระชัย วีระเมธีกุล ท่านพนิต วิกิตเศรษฐ์ ท่านรังสิมา รอดรัศมี ท่านถาวร เสนเนียม ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ท่านเกียรติ สิทธีอมร ท่านอัศวิน วิภูศิริ ท่านอิสสระ สมชัย ท่านเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ท่านศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ท่าน พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ท่านวิวรรธน์ นิลวัชรมณี ท่านสมชาติ ประดิษฐพร ท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช และท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ....🔗
โดยหลักการก็คือต้องการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่น ซึ่งก็มีเหตุผล โดยที่มาตรา ๒๕๔ ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้มี บทบัญญัติไว้ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อกัน เสนอข้อบัญญัติได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกฎหมายบัญญัติ ประกอบกับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มีบทบัญญัติ บางประการไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงสมควรที่จะได้มี การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวนี้ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และให้เป็นไปตาม หลักของโลกาภิวัตน์ที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในทางการปกครองในระดับท้องถิ่น มากยิ่งขึ้น🔗
ผมขออนุญาตที่จะอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมจากท่านรัฐมนตรีนิพนธ์ บุญญามณี ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ที่ท่านได้เสนอหลักการซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกันแล้ว อีกเล็กน้อยครับท่านประธาน ทำไมกฎหมายฉบับนี้พรรคประชาธิปัตย์จึงให้ความสำคัญ และมีผู้อาวุโสทั้งนั้นที่ได้เสนอชื่อกันเข้าชื่อกฎหมายฉบับนี้ เพื่อที่จะให้ประชาชนได้เสนอ ข้อบัญญัติท้องถิ่น ถ้าท่านประธานจะจำได้ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้น เรามีนโยบายในเรื่องการกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่น และในปี ๒๕๓๗ ท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีดำริที่ให้พรรคประชาธิปัตย์มอบหมายให้พวกผมได้ไปดูงานในเรื่อง การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศ ผมคนหนึ่งได้รับ ทุนจากมูลนิธิเอเชีย ฟาวน์เดชัน (The Asia Foundation) เพื่อที่จะไปดูงานในการกระจาย อำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยเฉพาะ หลังจากนั้นกลับมาก็ได้มาเร่งรัดเป็นนโยบายของรัฐบาล ที่เราได้กระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นก็คือการยกฐานะสุขาภิบาลขึ้นมาเป็นเทศบาล ยกฐานะ สภาตำบลขึ้นมาเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล แล้วก็มีการตราพระราชบัญญัติองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดขึ้นมา โดยให้มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยน หลักการที่สำคัญ สมัยก่อนนั้นท้องถิ่นก็จะเป็นการสวมหมวก ๒ ใบถ้าท่านประธานจำได้ ก็คือว่าให้ข้าราชการส่วนภูมิภาคเข้าไปควบคุมกำกับในทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับจังหวัด ก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาสวมหมวกเป็นนายกรัฐมนตรี ในระดับเทศบาลหรือระดับ สุขาภิบาลก็ให้นายอำเภอเป็นผู้ควบคุมและกำกับ เพราะฉะนั้นการได้ปฏิรูปเรื่องการกระจาย อำนาจไปสู่ท้องถิ่นในปี ๒๕๓๗ นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และผมคนหนึ่งครับท่านประธาน ได้แสดงความคิดเห็นและร่างไว้เป็นฉบับที่ก้าวหน้าแต่ก็ไปแพ้ในชั้นกรรมาธิการ นอกจาก ผมจะเห็นด้วยว่าต้องดำเนินการให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามหลักธรรมาภิบาล ก็คือเสนอชื่อ ข้อบัญญัติก็ดี หรือการถอดถอนในทุกระดับที่เรียกว่าอิมพีชเมนต์ (Impeachment) มาใช้ ในระบบการเมืองไทย และผมยังเสนอให้ซิตีฮอลล์ (City hall) หรือว่าสำนักงานเทศบาล ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรงเพราะผมรู้ดีว่าการที่เรามีตัวแทนไป บางทีก็ไม่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้ เพราะฉะนั้นประชาชน เป็นผู้เลือกไม่ใช่ให้เวลาและสิทธิอำนาจเขาเพียง ๔ นาทีที่เขากาลงคะแนนนะครับท่านประธาน เราต้องให้อำนาจที่แท้จริงไปสู่ประชาชนและให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้น เมื่อมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในฉบับนี้ขึ้นมา ผมจึงมีความคิดเห็นที่ว่าเราจำเป็น ที่จะต้องมีการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้และอีกฉบับหนึ่งที่เป็นกฎหมายพวงตามกันมาก็คือ กฎหมายเข้าชื่อกันถอดถอนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น โดยหลักการก็เห็นพ้องต้องกัน ผมได้ร่วมกันพิจารณาในวิป (Whip) รัฐบาลแล้วก็เห็นว่า เป็นหลักการที่มีความก้าวหน้าตามที่รัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วในส่วนหนึ่ง แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าในร่างของผมนั้นเป็นร่างที่ผมต้องการให้กฎหมายฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ได้จริงครับท่านประธานครับ อยากเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ที่ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ท่านต้องยกเลิกความคิด เปลี่ยนมายด์เซต (Mindset) ใหม่ ที่ให้รัฐบาลกลางคิดจะควบคุมและกำกับท้องถิ่น ถ้าเราต้องการให้ท้องถิ่นเจริญเราต้อง กระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นในทุกมิติ ทั้งเรื่องการเงิน เรื่องการคลัง เรื่องการพัฒนาตนเอง เรื่องการบริหารจัดการตนเอง และเรื่องให้ประชาชนเขาได้มีส่วนร่วมจากกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่เข้ามาดำเนินการครับท่านประธาน ดำเนินการขั้นต้นก็คือการเสนอชื่อเข้าชื่อ กฎหมายครับ ผมเลยบอกว่าถ้ายังไปวางหลักเกณฑ์และกรอบที่ยุ่งยากมันไม่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นะครับ ท่านประธานและท่านรัฐมนตรีคงจำได้ครับว่าตอนเราเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเข้ามานี่เป็นครั้งแรกที่ประชาชน ๑๐,๐๐๐ คน เข้าชื่อกันเสนอกฎหมายรัฐธรรมนูญ และเป็นครั้งแรกที่ประธานสภา ท่านชวน หลีกภัย ต้องพูดไว้ให้เป็นประวัติศาสตร์ครับ ท่านได้ตั้งคณะทำงานเพื่ออำนวยความสะดวก ในการที่จะเข้าชื่อ ตรวจสอบชื่อเสร็จภายใน ๑ เดือน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนครับ จึงทำให้ ประชาชนสามารถที่จะเสนอชื่อแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ ส่วนสำเร็จหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่นเดียวกันครับ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องอนุวัตตามก็คือว่าเราจะต้อง ทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนสามารถที่จะเสนอชื่อ เพื่อที่จะเสนอข้อบัญญัติของท้องถิ่น หลักของกฎหมายกล่าวไว้ว่าชนชั้นใดร่างกฎหมายก็เพื่อประโยชน์ของคนชั้นนั้น ท่านรัฐมนตรีนิพนธ์เป็นเนติบัณฑิตทราบดี แต่ว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมร่างอย่างไร พวกเราเป็นลอว์เมกเกอร์ (Lawmaker) กันมาในสภาตรงนี้ไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี ครับท่านประธาน มีใครล่ะครับที่ลุกขึ้นมาแล้วมาเรียกร้องเพื่อแก้ไขกฎหมาย ปกป้องกฎหมายเพื่อประโยชน์ ประชาชน และออกกฎหมายเพื่อที่จะกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน เพราะวันนี้ผมจะต้อง พูดถึงหลักการนี้เพราะอะไรครับ เพราะผมต่างกับร่างคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี อย่างน้อยต้อง ๑ ใน ๕ ผมคิดว่ายังมากเกินไปครับ ๑ ใน ๕ ถ้าจะเปิดโอกาสให้ประชาชนจริง ๆ ๑ ใน ๑๐ สิครับ ทำไมต้อง ๑ ใน ๑๐ ครับท่านประธาน เพราะถ้าเราไปดูท้องถิ่นขนาดเล็ก แล้วเราจะพบความเป็นจริงเลยครับว่ามีประชากรในจำนวนที่จำกัดตามตัวเลขสถิติที่มีอยู่ แต่ผมไม่จำเป็นต้องอ่าน แต่ว่ามันสะท้อนให้เห็นว่าถ้าเราไปกำหนดจำนวนที่ให้มีจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องการเสนอชื่อก็ตาม หรือถอดถอนก็ตาม ยิ่งเป็นความยากลำบากมาก แต่จำนวน ก็ไม่ยากลำบากเท่ากับอิทธิพลท้องถิ่นครับ ท่านประธานคงทราบดีครับ อิทธิพลท้องถิ่นคืออะไร ก็คือเป็นธรรมชาตินะครับไม่ใช่ลงโทษใคร ในท้องถิ่นก็ย่อมมีญาติพี่น้อง มีวงศ์ตระกูล ในแต่ละท้องถิ่น มีอิทธิพลของโรงสีข้าว มีอิทธิพลของเจ้าของท่าทราย มีอิทธิพลของเจ้าของ โรงงานเลี้ยงสัตว์ เหล่านี้เป็นต้น และยังมีอิทธิพลมืดในยุคปัจจุบันนี้ที่เข้ามาที่ผมอภิปรายในสภานี้ ท่านประธานคงจำได้ว่าเงินไม่มากาไม่เป็นนี่เป็นค่านิยมสีเทา ไม่ใช่ค่านิยมประชาธิปไตยครับ เป็นค่านิยมของคนที่หาเงินมาให้แล้วมาสร้างค่านิยมกับประชาชนว่าเงินไม่มากาไม่เป็น ก็แปลว่าตัวเองไม่ต้องทำความดีสะสมอะไรเลย ไม่ต้องเป็นกลุ่มผลประโยชน์ อินเทอร์เรสต์ กรุ๊ป (Interest Group) ที่จะต้องเข้ามาดูแลประชาชนเลย เพียงแต่วันหนึ่งอยากมีอำนาจ อยากมีบริษัทไปรับเหมาประมูลเพื่อหาผลประโยชน์ หางบประมาณ แล้วก็มาตั้งกลุ่ม เพื่อใช้เงินในการซื้อเสียง เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าหลักการ ก็ต่างกันในจุดตรงนี้เป็นจุดสำคัญ ผมอยากเห็นวันนี้ว่ากฎหมายฉบับนี้ปฏิบัติได้จริงครับ ท่านประธาน จึงเรียนไปยังท่านรัฐมนตรี เข้าใจว่าท่านมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ผมก็จะเข้าไปเป็นกรรมาธิการด้วย แล้วเราจะต้องผลักดันเรื่องนี้ขึ้นมาว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็มาทำกฎหมายเรื่องนี้เมื่อปี ๒๕๔๒ ก็เป็นกฎหมายหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ต่อเนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ แต่ว่าหลายฉบับไม่มีผลบังคับใช้ครับ วันนี้ ผมอยากเห็นว่าเวลาล่วงเลยไป ๒๒ ปี เรามาตั้งหลักกันใหม่ครับ เราจะต้องมีความจริงใจ ในการที่จะทำกฎหมายฉบับนี้ซึ่งดูเหมือนเป็นกฎหมายเล็ก ๆ แต่เป็นกฎหมายที่สอดรับ กับหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง ผมจึงกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นไว้ในชั้นหลักการ แค่นี้ก่อน รายละเอียดก็จะไปลงกันในชั้นกรรมาธิการเพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นไปได้จริง ผมเห็นด้วยกับร่างของคณะรัฐมนตรีโดยหลักการ และผมยืนยันในแนวความคิดที่อยากจะ เปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อมากยิ่งขึ้น ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเปิดโอกาสให้ท่านสมาชิกที่สนใจได้อภิปรายนะครับ ตอนนี้มีเสนอรายชื่อมาแล้ว ๗ ท่านนะครับ ผมขอเชิญเรียงลำดับดังต่อไปนี้นะครับ ๑. ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ๒. ท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ๓. ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ๔. ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เชิญ พลตำรวจตรี สุพิศาลครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ด้วยความกรุณาที่ท่านได้เอาญัตติ เอาร่างพระราชบัญญัตินี้เข้ามาเป็นของรัฐบาลนะครับ แล้วก็ประเด็นสำคัญคือเป็นเรื่องที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมาตรา ๒๕๔ ที่บัญญัติไว้มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ แล้วนะครับ กระทรวงมหาดไทยก็กระตือรือร้น🔗
ท่านสุพิศาลครับ สักครู่หนึ่งนะครับ ท่านรอสักครู่หนึ่ง ท่านชินวรณ์มีอะไรไหมครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอกราบ ประทานโทษผู้กำลังอภิปราย แล้วก็ขออภัยท่านประธานที่ลุกขึ้น ไม่ใช่ประท้วงแต่ว่าเมื่อครู่นี้ ท่านประธานได้เรียนในที่ประชุมว่า เนื่องจากว่ากฎหมาย ๒ ฉบับ หมายถึงว่า ๒ ฉบับ ของผมกับของท่านนิพนธ์ เรื่องการเสนอชื่อก่อนใช่ไหมครับ แล้วก็ให้อภิปราย หรือว่าจะเอา ทั้งเรื่องของการถอดถอน เสนอให้เสร็จทั้ง ๒ ฉบับ แล้วก็ให้อภิปรายทีเดียว เพราะตั้ง คณะกรรมาธิการชุดเดียวกันครับ เพื่อให้เกิดความชัดเจนครับท่านประธาน🔗
ตอนนี้ก็เชิญ ท่านสมาชิกที่สนใจร่วมอภิปรายก่อนครับ และจากนั้นค่อยดำเนินการต่อครับ🔗
แล้วแต่ท่านประธาน จะวินิจฉัยครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสุพิศาลครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก็อย่างที่ท่านชินวรณ์พูดนะครับ เพราะว่ามันมี ๒ ร่าง ที่จริงมันอยู่ในมาตรา ๒๕๔ นะครับ โดยเฉพาะมาตรา ๒๕๔ เขียนไว้ว่า หรือ นะครับ เข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ หรือเพื่อถอดถอน สมาชิก ซึ่งมันอยู่ในมาตราเดียวกันของรัฐธรรมนูญครับ ผมก็เลยจะถามท่านเหมือนกัน ว่าทำไมไม่ควบรวมนะครับ เอามาแยกได้อย่างไร รัฐบาลเสนอ ไม่น่าจะเสนอแยก แล้วปรากฏว่าในประเด็นของรัฐบาลเอง ในร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ นี่ก็เขียนแตกต่างกันครับ ท่านประธาน ในประเด็นของผมนั้นเป็นประเด็นที่จะอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นนะครับท่านประธาน ในข้อบัญญัติท้องถิ่นผมไปที่ ประเด็นปัญหาก็คือในร่างพระราชบัญญัตินะครับ สิ่งที่ผมว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ ยังขาดหายไปคือนิยามศัพท์ ท่านประธานครับ โดยเฉพาะเรื่องของนิยามศัพท์คำว่า ผู้แทน ของผู้เข้าชื่อ ผู้แทนของผู้เข้าชื่อไม่ปรากฏเป็นนิยามศัพท์ทั้ง ๒ พระราชบัญญัติ แต่ผมพูดถึง พระราชบัญญัตินี้ก่อนนะครับ เพราะว่ามันเป็นความหมายสำคัญมากระทำการแทน ผู้มีสิทธินะครับ อันนี้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นผู้แทนของผู้เข้าชื่อเป็นหัวใจสำคัญ เพราะฉะนั้นการนิยามศัพท์ตรงนี้ผมว่ารัฐบาลไม่ได้นิยามศัพท์มา ๑ ประเด็นนะครับ ในประเด็นนี้ ซึ่งจะมีการรับรองในคำร้องต่าง ๆ และมาดำเนินการแทนผู้มีสิทธิในกระบวนการ ของการเข้าชื่อนะครับ ในส่วนต่างถัดไปสิ่งที่ผมจะเจาะลึกลงไปเลยนะครับ เพราะผมมี เวลานิดเดียว ผมก็จะไปที่มาตราที่สำคัญคือมาตรา ๑๐ ครับท่านประธาน มาตรา ๑๐ เป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนะครับท่านประธาน ในกระบวนการนี้ผมไปอยู่ที่ วรรคสองของมาตรานี้ โดยเฉพาะเรื่องของคำว่า ปลอมลายมือชื่อ ให้ยุติการดำเนินการ เข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น และให้ประธานสภาท้องถิ่นดำเนินการให้มีการร้องทุกข์ และกล่าวโทษเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจต่อไป นี่ละครับ ประเด็นตรงนี้ครับ ประเด็นคำว่า เมื่อยุติ ผมว่าการปลอมลายมือชื่อถ้ากลับไปดูในมาตรา ๖ ที่เขียนครับท่านประธาน ในมาตรา ๖ จะมีโวลุม (Volume) ของผู้เข้าชื่ออยู่ ๕,๐๐๐ คน หรือ ๑ ใน ๕ ถ้าฉบับของ ท่านชินวรณ์คือ ๑ ใน ๑๐ ถ้าในการปลอมรายชื่อพบว่ามีการปลอมอยู่นอกโอเวอร์ (Over) ของจำนวนผมว่ายังไม่ยุตินะครับมันจะต้องเป็นไปตามนั้น เพราะว่าผู้มีสิทธิยังอยู่ในโวลุม (Volume) ของ ๕,๐๐๐ คน หรือ ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ ที่ท่านชินวรณ์เสนอ เพราะฉะนั้น จำนวนตรงนี้มันต้องเขียนลงรายละเอียดไว้ว่าถ้าการปลอมรายชื่อตรงนั้น ถ้ายังอยู่ใน ยังอยู่ในครับต้องเกินครับ ต้องเขียนว่าเกิน ยังอยู่ใน ๕,๐๐๐ คน ก็ต้องยุตินะครับ แต่ถ้าไม่อยู่ ไม่อยู่คือมันมีจำนวนคนเสนอเกิน ๕,๐๐๐ คนอยู่แล้ว แต่มีปลอมแค่ชื่อเดียว อย่างนี้ครับ การยุตินี่ยุติไม่ได้มันจะต้องเป็นกระบวนการต่อไป แต่อันนี้ให้ประธานสภาท้องถิ่นจะต้อง ดำเนินการต่อไปได้ ให้ดำเนินการต่อไปได้ นี่คือหัวใจสำคัญของการที่จะให้คำร้องนั้น ถูกพิจารณา และต่อไปครับว่าเมื่ออยู่ในขั้นตอนอีกขั้นตอนหนึ่งครับท่าน นั่นคือขั้นตอน ก่อนที่จะข้อบัญญัตินั้นถูกใช้ แต่ถ้าข้อบัญญัตินั้นถูกนำเสนอและเปลี่ยนแปลงแล้วพบว่า มีการปลอมภายหลัง นั่นคือผลที่กระทบต่อข้อบัญญัตินั้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของการร้องทุกข์ ร้องเรียนหรือการดำเนินการของผลข้อบัญญัตินั้น ผมต้องเขียนไว้ครับว่ามันเป็นโมฆะ เป็นโมฆะแน่นอน ถ้าพบในการสอบสวนก็คือเกิดข้อบัญญัติ อันนั้นกระทบไปยังผู้อื่นนะครับ หรือถ้าจะไม่ให้มีผลกระทบก็ต้องเขียนไว้ว่า ให้ถือผลนั้นชอบด้วยกฎหมายนะครับ นอกจากนั้นแล้วท่านประธานครับ เรื่องการดำรงสิทธิของผู้มีสิทธิที่ยังครบถ้วนตามมาตรา ๖ วรรคสอง เป็นหัวใจสำคัญ ถ้าวรรคนี้ไม่เขียนลงรายละเอียดว่าคนที่ปลอมนั้นอยู่นอก ๕,๐๐๐ คน หรือ ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ ก็ตาม มันก็จะทำให้ข้อบัญญัตินี้พบเป็นรอยตำหนิแค่คนเดียวของโวลุม (Volume) ทั้งหมื่นคนก็ต้องยกยุติหรือนะครับ ก็ฝากท่านประธานครับว่านี่เป็นหัวใจสำคัญ ของมาตรานี้ครับ ในส่วนของโทษในมาตรา ๑๓ ผมเข้าใจครับว่าพระราชบัญญัติเดิมคือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ๒๕๔๒ นั้นมีบทลงโทษอยู่ใน มาตรา ๗ นะครับ แต่ทีนี้มาตรา ๑๓ ผมยังสงสัยเลย แต่ก็ดีท่านประธานครับ ในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการใช้การลงโทษในเรื่องของการถอดถอนสิทธิ แต่ทางคดีอาญาผมไม่รู้ว่า สิทธิการที่ประธานสภาจะไปร้องทุกข์ดำเนินคดี หรือร้องเรียกค่าเสียหายกับผู้ที่กระทำการ หรือร่วมกระทำการ ท่านประธานครับ ในทางแพ่ง เมื่อเกิดความเสียหาย เมื่อข้อบัญญัตินั้นถูกบังคับใช้หรือมีผลกระทบอื่น ๆ ไปอีกดังกล่าวนี้ครับ จะเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ข้อบัญญัตินั้นไม่สมบูรณ์ แล้วเป็นผลที่เกี่ยวเนื่องนะครับ ฉะนั้น ต้องเขียนให้ชัดเพราะว่าคำว่า ยุติ นี้ยุติอย่างไร สรุปนะครับว่าจะยุติอย่างไร ลงรายละเอียด แค่ไหน แล้วผลหลังจากยุติในขั้นตอนหลังจากที่ตรวจพบทีหลังจะเอาอย่างไร ว่าผลที่เกิดขึ้น ของข้อบัญญัตินั้นมีผลกระทบทางกฎหมาย หรือไม่มีผล หรือจะลบล้างลงไป ท่านประธานครับ กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฏฐ์ชนน🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี สะบ้าย้อย สำนักแต้ว สำนักขาม ของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานสภาที่เคารพครับ จากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งเป็นร่างของคณะรัฐมนตรี และร่างของเพื่อนสมาชิก ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ท่านประธานครับ ข้อบัญญัติของท้องถิ่น ซึ่งกฎหมายได้กำหนด ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล กรุงเทพมหานคร อบจ. และท้องถิ่นอื่น ๆ ท่านประธานครับ วันนี้การออกกฎหมาย รูปแบบที่การออก สภาผู้แทนราษฎรเราถือว่าเป็นต้นแบบในการออกกฎหมาย ในการแก้กฎหมาย ผมเองนะครับก่อนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดสงขลา ท่านประธานครับ ในการดำรงตำแหน่งผม ๔ ปีได้ทำหน้าที่ปีหนึ่งไม่กี่ครั้ง ในการออกข้อบัญญัติในเรื่องของงบประมาณ แก้ไขงบประมาณเพิ่มเติมก็ประมาณนี้ครับ วันนี้สิ่งที่เราพูดในสภาผมเชื่อมั่นว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล หรือท้องถิ่นอื่น ๆ ฟังแล้วก็ยังอาจจะไม่เข้าใจ ท่านประธานครับ ผมเป็นสมาชิก อบจ. ที่สงขลา ปรากฏว่าได้แก้กฎหมายแค่ ๑ ฉบับ เป็นการแก้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องภาษีบุหรี่ ในเรื่องของการจัดเก็บเข้าสู่จังหวัดสงขลา เพราะฉะนั้นวันนี้ภาพรวมใหญ่ ๆ แล้วผมก็เลย บอกว่าคณะรัฐมนตรีท่านชินวรณ์ที่ได้ยื่นร่างฉบับนี้มามันถือว่าเป็นร่างกฎหมายในฝัน ของท้องถิ่น ท่านประธานครับ วันนี้หลังจากการเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับ พี่น้องประชาชน ก็ได้มอบหมายให้กับผู้บริหาร ท่านนายกและฝ่ายบริหารเข้าไปดำเนินการ เน้นเฉพาะในเรื่อง ของการจัดการในเรื่องของการทำงบประมาณ แต่ในส่วนของระเบียบข้อบัญญัติอื่น ๆ จะมีการทำน้อยมาก สิ่งที่มีการทำน้อยมากเพราะว่าช่องทางในการประชาสัมพันธ์ให้กับ พี่น้องประชาชนได้รู้ว่านอกจากสมาชิกสภาก็จะมีพี่น้องประชาชนสามารถเข้าชื่อ ในการเสนอข้อบัญญัติได้ ถือว่าร่างฉบับนี้เป็นอีกร่างหนึ่งที่พี่น้องท้องถิ่นที่ฟังอยู่นะครับ เป็นการเปิดโอกาสให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ในรอบปีที่ผ่านมาสภาแห่งนี้ เราก็ได้พิจารณาร่างของพี่น้องประชาชน ก็คือร่างรัฐธรรมนูญของไอลอว์ (iLaw) นี่ก็คือ เป็นตัวอย่างที่จะได้เห็นว่าพี่น้องประชาชนสามารถเสนอกฎหมาย เสนอระเบียบ เสนอข้อบังคับให้กับตัวเองได้ เพราะฉะนั้นในพื้นที่แต่ละพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน หรือภาคใต้ ปัญหาไม่เหมือนกันครับ ยกตัวอย่าง ในเขตเลือกตั้งผม ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องชาวสวนยาง วันนี้สถานการณ์ในเรื่องของการโค่นยาง ในการเก็บภาษีจะมีปัญหามาก เพราะฉะนั้นมีระเบียบของหมู่บ้านเป็นคนกำหนดว่า ในการที่จะโค่นยางแต่ละไร่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับหมู่บ้านไร่ละเท่าไร นี่ก็คือ เป็นกฎกติกาที่พี่น้องประชาชนสร้างขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นโอกาสดีถ้าเกิดกฎหมายฉบับนี้ สามารถที่จะให้กับพี่น้องประชาชนได้เสนอกฎหมายให้กับพื้นที่เขาได้ ในการจัดเก็บภาษี ในการควบคุมรถ โดยเฉพาะเหมืองหรือว่าบ่อลูกรัง นี่ก็คือสิ่งที่ผมจะนำเรียนในเบื้องต้น เพราะฉะนั้นในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตสมาชิกสภาท้องถิ่นเห็นด้วย ในร่างของรัฐบาล แล้วก็ของท่านชินวรณ์ ก็ขอให้เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้ลุกขึ้นมา สะท้อนมุมมองในเรื่องของการออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ เหตุที่ต้องเน้นประเด็นว่าผมเป็นคนที่จังหวัดอ่างทองครับ เพราะผมเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องครับ แล้วก็ถึงแม้ไม่เคยเป็นสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ว่าคนในครอบครัวจะเป็น พี่ชายเองก็เป็นอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในจังหวัดหนึ่งในภาคกลาง คุณพ่อเอง ก็เป็นรองนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองอ่างทอง ซึ่งประเด็นของเมืองอ่างทองนั้นน่าสนใจ นะครับว่านายกเทศมนตรีท่านนั้นก็อยู่ในตำแหน่งมามากกว่า ๕๐ ปี อาจจะยาวนานที่สุด ในประเทศไทยก็ได้ครับ แต่อย่างไรก็ตามครับปัญหาแต่ละถิ่น ปัญหาแต่ละท้องถิ่น ปัญหา แต่ละพื้นที่นั้นมีนัยของปัญหา หรือลักษณะการจัดการปัญหาไม่เหมือนกันครับ ด้วยเหตุนี้เอง ครับเมื่อสักครู่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านถึงได้เน้นย้ำประเด็นเรื่องของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ ผมเองก็อยากพูด และย้ำอีกรอบหนึ่งเพื่อสะท้อนเสียงเหล่านี้ไปยัง พี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปรายของพวกเราอยู่ในวันนี้ครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ นั้นเขียนไว้ชัดเจนครับว่า ประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิในการเข้าชื่อเพื่อเสนอข้อบัญญัติ หรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ แต่อย่างไรก็ตามครับ คำว่า กฎหมายบัญญัตินี่นะครับ ต้องไล่เลียงประเด็นกันตั้งแต่ต้นครับว่า ผมเข้าใจว่าตั้งแต่หลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เอาหลักการในหลักการระหว่างประเทศ ภาษาอังกฤษเรียกแตกต่างกันครับ ภาษาไทย ก็อาจจะแปลไม่ตรงความหมายนัก🔗
ประเด็นแรก เขาพูดถึงเรื่องเรเฟอเรนดัม (Referendum) หรือการลง ประชามติ ท่านก็ต้องอธิบายความว่าลักษณะของกฎหมายที่เราพูดในวันนี้เข้าข่ายหรือไม่🔗
ประเด็นที่ ๒ เรียกว่าเรื่องของการเข้าชื่อหรือการลงประชามติที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องบุคคลที่เรียกว่าพลิบิสไซต์ (Plebiscite) เท่ากับอาจจะต้องอธิบายว่าตรงนี้เข้าข่าย เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร🔗
ประเด็นที่ ๓ เป็นการรับฟังความคิดเห็นได้ทั่วไปครับ มีการแปลงออกมา เป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกว่าพับลิก เฮียริง (Public hearing) หรือการฟัง ประชาพิจารณ์ต่าง ๆ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร🔗
ส่วนประเด็นที่ ๔ เป็นเรื่องของการรีคอล (Recall) หรือการถอดถอน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เดี๋ยวผมจะขอโอกาสพูด อีกครั้งหนึ่ง ท่านก็ต้องอธิบายความแตกต่างว่าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และด้วยเหตุ ดังกล่าวครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงไม่ใช่ พ.ร.บ. ฉบับแรกที่พูดถึงการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่สิ่งที่พวกผมเองเป็นสมาชิกใหม่ไม่ค่อยเข้าใจนะครับก็คือว่า ในเมื่อมันไม่ได้มีการยกเลิกทั้งหมด แต่มีการแก้ไขข้อความในบางส่วน แต่เพราะเหตุใด กฎหมายฉบับนี้ถึงไม่เรียกว่าร่างพระราชบัญญัติแก้ไข หรือเพิ่มเติมในส่วนของ พ.ร.บ. ฉบับเดิมที่ออกตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ มีข้อความ มีสาระสำคัญ มีนัย มีวิธีการปฏิบัติ มีการจะต้อง ออกหลักเกณฑ์ใด ๆ ต่าง ๆ ที่เหมือนกันหรือไม่ประการใด นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ต้องถาม ในเชิงหลักการครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน เวลาเราพูดถึงกระทรวงมหาดไทยครับ ท่านมีกลไก มีแขนขา มีเครื่องมือของท่านอยู่ในระดับจังหวัด ๗๗ จังหวัด ไม่รวม กรุงเทพมหานคร ตัดไปอีก ๑ เหลือ ๗๖ มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง แต่ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับ ผมเอาแค่ฉบับแรกก่อนนะครับ ก็คือ พ.ร.บ. เข้าชื่อ เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ผมเปิดสาระสำคัญว่าท่านรับฟังความคิดเห็นมาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ หรือไม่ ผมติงมาในหลายฉบับก่อนหน้านี้นะครับ บางฉบับมีการเปิดรับฟัง เดือนหนึ่งมีคนให้ความคิดเห็น ๗ คน ผมก็ยังพอรับฟังได้ว่ามีคนให้ความคิดเห็น แต่อ่านรายงาน สาระสำคัญที่ประกอบร่างของท่านในเรื่องของการเปิดรับฟังความคิดเห็นท่านไม่มีตัวเลข เลยนะครับ ไม่มีตัวเลขว่าตกลงท่านเปิดรับฟังความคิดเห็นนั้น มีคนแสดงความคิดเห็นที่เป็น ลายลักษณ์อักษรเท่าไร แสดงความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ (Online) เทคโนโลยีต่าง ๆ เท่าไร ไม่มีเลยนะครับ ๑ เดือนที่ท่านเปิดไม่มีตัวเลขดังกล่าว ความคิดเห็นที่เหมือนนั้นเหมือนอย่างไร ความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นมีรายละเอียดแบบใด ประการใด ท่านกำลังจะเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่นให้ท้องถิ่นเขาพิจารณา แต่เรื่องกฎหมายของท่านเองกลับไม่มีรายละเอียดว่า คนที่แสดงความคิดเห็นมายังท่านเขาเห็นเหมือนหรือแตกต่างเพียงพอที่จะให้สภาแห่งนี้ พิจารณาอย่างไร นั่นผมคิดว่าเป็นประเด็นที่ท่านต้องชี้แจงถึงความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ของการรับฟังความคิดเห็น ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สภาแห่งนี้ควรจะต้องได้ยินและรับฟัง ประกอบการตัดสินใจครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ ในเชิงรายละเอียดเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ท่านสุพิศาล ท่านณัฏฐ์ชนน ท่านก็ได้พูดไปบ้างนะครับ ผมเองก็คลางแคลงใจ แล้วร่าง ของฝ่ายรัฐบาลนั้นแตกต่างกับร่างของท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรา ๕ (๔) ที่มีรายละเอียดที่พูดถึงเรื่องของประเด็นแบบใด ประการใดบ้างที่สามารถ จะรับฟังความคิดเห็นได้ แล้วก็ปรากฏว่าในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงิน งบประมาณต่าง ๆ ท่านตัดออกไปเลย ท่านอาจจะต้องแสดงหรือสะท้อนให้เห็นว่าตรงนี้มันมีผลกระทบในระดับ ท้องถิ่นอย่างไร เฉกเช่นเดียวกับประเด็นเรื่องของมาตรา ๑๑ ครับ มาตรา ๑๑ เราพูดถึง คนที่เสนอข้อบัญญัติเข้ามาจะต้องมีส่วนร่วมในการพิจารณา ศัพท์เดียวกับสภาเลยนะครับ เขาเรียกคณะกรรมการหรือกรรมาธิการวิสามัญ ท่านบอกขอตัวแทนเขาเข้าไป ๒ คน แต่มันเป็น ๒ คนในจำนวนเท่าไรครับ มันเป็น ๒ คนที่ท่านคำนึงถึงสัดส่วน หรือความหลากหลายต่าง ๆ หรือไม่ สภาแห่งนี้เรียกร้องมาโดยตลอดนะครับว่า การมีส่วนร่วมในข้อบัญญัติ ถ้าเป็นข้อบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศก็ต้องมีตัวแทนของเขา หรือถึงแม้ไม่ใช่ ข้อบัญญัติในเรื่องเหล่านั้น แต่เป็นข้อบัญญัติในเชิงหลักการ สัดส่วนของผู้หญิง สัดส่วนของ เพศสภาพ สัดส่วนของเพศวิถี สัดส่วนของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพราะเหตุใด ถึงไม่ถูกบรรจุหรือบัญญัติไว้ ท่านรับปากกับเราได้ไหมครับว่าถ้าออกหลักเกณฑ์วิธีการต่าง ๆ ท่านจะสามารถบรรจุสัดส่วนเหล่านี้ในกรรมาธิการที่จะมีส่วนในการพิจารณาข้อบัญญัติ ท้องถิ่น แต่ท้ายที่สุดนี่คือการออกระเบียบต่าง ๆ ครับที่ท่านเขียนไว้ในมาตรา ๑๕ ว่า ถ้ามีการแก้ไขระเบียบต่าง ๆ เพื่อรองรับ ๑๒๐ วัน ในเมื่อวันนี้เรากำลังมีการเลือกตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ สามารถทำให้เสร็จก่อน ๑๒๐ วันได้หรือไม่ครับ เป็น ๙๐ วัน เพื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้อาจจะได้มีเวลาอีก ๙๐ วันในการร่วมพิจารณา ซึ่งจะทำให้ ข้อบัญญัติท้องถิ่นนั้นสะท้อนประเด็นปัญหาและความต้องการของท้องถิ่นที่แท้จริง ผมขออนุญาตสอบถามก่อนที่จะรับหรือไม่รับหลักการในร่างพระราชบัญญัติเข้าชื่อเสนอ ข้อบัญญัติท้องถิ่นครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านต่อไปครับ คุณสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย เขต ๒ ก่อนอื่นท่านประธานครับ ผมต้องขอขอบคุณท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ แล้วก็ในส่วนของ คณะรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นิพนธ์ บุญญามณี ที่ได้เสนอ ในเรื่องของข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมนะครับ ใน ๒ ประเด็น ที่จะขออนุญาตท่านประธานพูดก็คือ ในเรื่องของการเสนอข้อบัญญัติกับการถอดถอนสมาชิก และผู้บริหารนั้น มีความแตกต่างกันที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการร่างกฎหมายนะครับ ก็กราบเรียนว่าต้องฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญด้วย ในเรื่องของการเสนอข้อบัญญัตินี่ครับ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ในส่วนของข้อบัญญัติก็ที่ใช้ชื่อเรียกข้อบัญญัติ ก็มีในส่วนของ อบต. และองค์การบริหารส่วนจังหวัด สำหรับเทศบัญญัตินั้นก็เป็นของ เทศบาลนะครับ ผมอยากเรียนให้ทราบว่าการเสนอข้อบัญญัติของภาคประชาชนอาจจะมี ความยืดหยุ่นนะครับ อาจจะเล็งเห็นในเรื่องของการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะในเรื่องของ ฝ่ายบริหารแล้วก็สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงของการหาเสียง เมื่อได้เป็น ฝ่ายบริหารและก็ได้เป็นสมาชิกแล้ว นโยบายในส่วนของฝ่ายตรงกันข้ามนี่อาจจะไม่ได้รับ นำไปแก้ไขนะครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีในการที่จะให้พี่น้องประชาชนนี่ครับสามารถ ที่จะเสนอข้อบัญญัติได้ แต่ในเรื่องของมาตราที่เราแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ นั้น ก็เป็นการเปิดโอกาสไว้ ก็เป็นสิ่งที่ดีมากนะครับ เพราะฉะนั้นความยืดหยุ่นในเรื่องของการเสนอระยะเวลา แล้วก็เนื้อหานั้นนี่ผมคิดว่า น่าจะให้พี่น้องประชาชนทำได้ง่ายขึ้น เพราะในอดีตที่ผ่านมาเท่าที่ทราบนี่ครับ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในการยกร่างข้อบัญญัติเอง หรือว่าเสนอข้อบัญญัติใหม่ ๆ มีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็น การเสนอโดยของกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนี่เป็นผู้ยกร่างให้ แล้วก็จะมีการลอกเลียนแบบกันเหมือน ๆ กันทั่วทั้งประเทศ ซึ่งอันนี้ก็คือจุดอ่อนในเรื่องของ การกระจายอำนาจ และในเรื่องของการให้สิทธิพี่น้องประชาชน ในเรื่องของการที่จะมี แนวคิดในประเด็นใหม่ที่จะไปยกร่างข้อบัญญัติในอดีตที่ผ่านมาแทบไม่มีเลยนะครับ ซึ่งมีความแตกต่างกันในเรื่องของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในเรื่องของการถอดถอน สมาชิกและผู้บริหารนั้น ประเด็นนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากว่าผู้บริหารหรือสมาชิก สภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงของหาเสียงนั้นย่อมมีฝ่ายตรงกันข้าม เพราะฉะนั้น ถ้าเราเขียนกฎหมายให้การรวมตัวหรือจำนวนของสมาชิกหรือประเด็นของสมาชิกนั้น เพียงไม่มากมันก็จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในการที่จะมารวมตัวเพื่อที่จะมาถอดถอนหลังจาก ที่ กกต. รับรอง ซึ่งวันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะมีการเลือกตั้งวันที่ ๒๘ มีนาคมนี้ เป็นส่วนของเทศบาล ก็ผมเชื่อว่าในส่วนของการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ผ่านมานั้นเราก็จะได้เห็นว่าพี่น้องประชาชนค่อนข้างที่จะไปใช้สิทธิ ในการเลือกตั้งน้อย แต่ผมพิเคราะห์ดูแล้วน่าจะเป็นในเรื่องของสภาวะ ในเรื่องของเศรษฐกิจ และในเรื่องของโควิด (COVID) กับกติกาที่ กกต. ที่จับมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ทำให้พี่น้องประชาชนอาจจะมีข้อจำกัด ที่จริงแล้วพี่น้องประชาชนสนใจในการที่จะไป มีส่วนร่วมในเรื่องของการเลือกตั้งแต่ว่าก็เป็นสิ่งที่ดีที่ท่านชินวรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ที่ในส่วนของวิป (Whip) รัฐบาลเราได้พิจารณาเห็นว่าควรที่จะตั้งกรรมาธิการแล้วก็จะไป ศึกษาในรายละเอียดในโอกาสต่อไป🔗
ประเด็นหนึ่งที่ฝากเอาไว้ในส่วนของมาตรา ๑๒ ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดในเรื่อง ของการลงลายมือชื่อ หรือปลอมลายมือชื่อนะครับ ปลอมลายมือชื่อในการที่จะไปเข้าชื่อ ในเรื่องของการเสนอข้อบัญญัติหรือว่าเป็นการเสนอในการถอดถอนนะครับ คือในลักษณะ ของพี่น้องประชาชนในการลงลายมือชื่อเราจะเห็นได้บ่อยครั้งว่าพี่น้องประชาชน จะมีส่วนในเรื่องของการจัดประชุม ในเรื่องของกลุ่มผู้นำเกษตรกร หรือหลาย ๆ ประเภท หลาย ๆ กิจกรรมด้วยกันก็มีการลงนามเซ็นชื่อเอาไว้ ผมเป็นห่วงในเรื่องของความหลงผิด ของพี่น้องประชาชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์กับผู้นำให้พี่น้องประชาชนลงชื่อเพื่อที่จะไปถอดถอน หรือว่าไปเสนอชื่อปลดหรือถอดถอนสมาชิกหรือผู้บริหารนะครับ เพราะฉะนั้นการปลอม ลายมือชื่อคงจะต้องให้หมายความรวมไปถึงในเรื่องของการที่จะใช้กลอุบายหลอกลวง เพื่อที่จะให้ลงชื่อเป็นการหลงผิด อันนี้ก็ถือว่าเข้าข่ายในลักษณะการปลอมลายมือชื่อ หรือว่า การที่เอาลายเซ็นจากการจัดประชุมในเรื่องของผู้นำหมู่บ้านก็ดี ในกิจกรรมท้องถิ่นอื่นก็ดี แล้วมาแนบรวมกันว่าแล้วก็ไปใส่หัวข้างบนว่าลายชื่อผู้ลงนามนี้ก็คือเป็นลายชื่อผู้ถอดถอน สมาชิกหรือผู้บริหารอันนี้อันตราย เพราะฉะนั้นกระบวนการ ขั้นตอน ระเบียบในเรื่องของ การถอดถอนนี่ถือว่าเป็นเรื่องของการให้ร้าย แล้วก็ถือว่าผู้ที่ได้รับการถอดถอนนั้นมันเหมือน ถูกคำพิพากษาทางการเมืองในเรื่องของชื่อเสียงของผู้ที่ถอดถอนนั้น ๆ นะครับ🔗
สุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณเจ้าของผู้เสนอญัตติท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ผมเห็นด้วย แล้วก็ให้การสนับสนุนวันนี้ถือว่าเป็นมิติใหม่ในเรื่องของการก้าวหน้าในเรื่องของ การให้โอกาสพี่น้องประชาชน ในเรื่องของการกระจายอำนาจ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะทำอย่างไรให้การกระจายอำนาจให้พี่น้องประชาชนมีความเข้มแข็ง แล้วผมเชื่อว่า ประเทศไทยนั้นถ้าท้องถิ่นเข้มแข็ง การกระจายอำนาจที่ถูกต้องแล้วประเทศชาติ ก็จะเจริญรุ่งเรือง ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ หลังจากนั้นก็เป็นศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แล้วก็เป็น คุณวรภพ วิริยะโรจน์ ครับ ขอเชิญนายแพทย์สุรวิทย์ครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ....🔗
-๒๓/๑ ซึ่งที่เห็นด้วยก็เพราะว่าในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๔ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่นของตน ซึ่งปัจจุบันเราต้องยอมรับว่า พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ นั้นเป็นผู้มีความรู้ มีการติดตามข่าวสาร มีความเข้าใจ ในการวิเคราะห์สถานการณ์ วิเคราะห์ปัญหา แก้ปัญหาต่าง ๆ มีการศึกษาไม่น้อยที่จบ ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก อย่างเราเข้าไปในพื้นที่ ได้พูดคุยกับพี่น้องประชาชน จะทราบเลยว่าคนในท้องถิ่นปัจจุบันนั้นได้เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ถ้าเราเปิดโอกาสให้ บุคคลเหล่านี้ได้มีส่วนร่วมในการเข้ามาเสนอข้อบัญญัติต่าง ๆ หรือเสนอกฎหมายต่าง ๆ ในท้องถิ่น จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ จะเป็นขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ว่าจะให้เลือกตั้งอย่างเดียว เลือกตั้งเสร็จ ๔ ปี ไม่พอใจ เลือกคนใหม่ ถ้าดีก็เลือกต่อ อันนั้นไม่พอแล้วครับ เพราะฉะนั้นการเสนอพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่น พ.ศ. .... นี้ จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และทันกับสถานการณ์ ท่านประธานที่เคารพ ถึงแม้ว่าจะมีร่างพระราชบัญญัติ มีพระราชบัญญัติเดิมในเรื่องของการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่นฉบับก่อนคือปี ๒๕๔๒ ก็ ๒๐ กว่าปีไปแล้ว สถานการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลง อีกทั้ง พระราชบัญญัติฉบับเดิมนั้นมีความยุ่งยากในการที่จะมาเข้าชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอ ข้อบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นการที่จะมาถอดถอนต่าง ๆ ยุ่งยาก ไม่สะดวก ไม่มีหน่วยงาน หรือองค์กรเข้ามารับผิดชอบ แนะนำ ช่วยเหลือต่าง ๆ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ยากสำหรับ พี่น้องประชาชน และที่สำคัญ จำนวนผู้เข้าชื่อในการเสนอข้อบัญญัติก็ดี ถอดถอนก็ดี ของเก่านั้นกำหนดไว้ค่อนข้างสูง คือไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นการแก้ใหม่ เพื่อให้จำนวนน้อยลง สะดวกขึ้น การที่จะให้คนมาลงชื่อในการเสนอข้อบัญญัติก็ดี ในการที่ จะถอดถอนก็ดี ไม่ง่ายครับ ต้องมีการพูดคุยให้เข้าใจเจตนารมณ์ แล้วการดำเนินการ ต่าง ๆ นั้นก็เป็นการดำเนินการด้วยอุดมการณ์ เพราะฉะนั้นการจะหาคนเข้ามาร่วมลงชื่อ ต่าง ๆ นั้นไม่ยาก ดังนั้นการแก้ไขเพื่อให้จำนวนผู้เสนอข้อญัตติต่าง ๆ ข้อบัญญัติต่าง ๆ นั้น น้อยลง จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมนะครับ เช่นของเดิมบอกว่าไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง เปลี่ยนแปลงใหม่เป็น ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ เหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่สมควร ที่จะได้นำหยิบยกมาพิจารณาเพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการดำเนินการ กระผมเห็นด้วย ที่เสนอให้ผู้แทนของผู้เสนอ พ.ร.บ. ดังกล่าวเข้ามาเป็นกรรมการในการพิจารณาในการเสนอ ข้อบัญญัติ ซึ่งท้องถิ่นจะต้องตั้งเป็นคณะกรรมการ และนอกจากสมาชิกของท้องถิ่นแล้ว จะต้องให้ผู้ที่ร่างเสนอตัวแทนของผู้เสนอข้อบัญญัติเหล่านั้นเข้ามาเป็นกรรมการ พิจารณาด้วย นี่คือสิ่งที่เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการเสนอกฎหมาย ในการแก้กฎหมาย ให้ตรงกับปัญหาของท้องถิ่น บางท้องถิ่นมีปัญหา เรื่องน้ำไม่เพียงพอ น้ำไม่สะอาด บางท้องถิ่นมีปัญหาเรื่องพื้นที่ทางการเกษตร บางท้องถิ่น ก็มีปัญหาเรื่องการทำมาค้าขาย ทำมาหากินต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คนในท้องถิ่นย่อมจะรู้ปัญหา ดีกว่าคนข้างนอก จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ให้โอกาสพี่น้อง ประชาชนผู้ร่วมเสนอกฎหมายเข้ามาเป็นกรรมการในการพิจารณากฎหมาย ในการพิจารณา ข้อบัญญัติต่าง ๆ🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับ คือเรื่องของการยืนยันร่างพระราชบัญญัติท้องถิ่นที่ตกไป อันนี้ก็ล้อกับการเมืองในระดับชาติเหมือนกัน ข้อบัญญัติของท้องถิ่นที่ตกไปเนื่องจาก การหมดวาระของท้องถิ่นหรือจากการยุบสภาท้องถิ่น ของเดิมนั้นถ้าตกไปแล้วก็แล้วไปว่ากันใหม่ หาชื่อกันใหม่ เซ็นชื่อกันใหม่ แต่ปัจจุบันถ้าผู้ที่มีปัญหา ถ้าผู้ที่เสนอข้อบัญญัติดังกล่าวเห็นว่า เป็นข้อบัญญัติที่ดีมีประโยชน์ก็สามารถที่จะนำเสนอเพื่อที่จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาต่อไป สอดคล้องกับการเมืองระดับประเทศได้นะครับ สรุปแล้วกระผมและพรรคเพื่อไทยเห็นด้วย ว่าร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นนั้นทำให้ประชาชนในท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่น และทำให้ข้อบัญญัติท้องถิ่นเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ คนในท้องถิ่น เป็นการแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้ตรงกับปัญหาที่แท้จริง เพราะคนในท้องถิ่น จะรู้ปัญหาและรู้วิธีแก้ปัญหาด้วยครับ การพัฒนาท้องถิ่นในเรื่องของอื่น ๆ ก็จะสอดคล้อง เช่น เรื่องของการศึกษา เรื่องของการสาธารณสุข เรื่องการศาสนา สรุปแล้วกระผมเห็นด้วย และขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ฉบับนี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ศาสตราจารย์โกวิทย์ครับ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมขอร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ผมเห็นด้วยในการที่ ทั้งรัฐบาลได้เสนอพระราชบัญญัติดังกล่าว รวมทั้งท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ และคณะ เป็นผู้เสนอ ก็ขอขอบคุณทั้งรัฐบาลและท่านชินวรณ์ที่ได้เสนอข้อบัญญัติ ซึ่งก็เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ ที่บัญญัติให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองท้องถิ่นนั้นมีสิทธิ เข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น ท่านประธานครับ เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญมากที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติ และการเสนอเข้ามาเพื่อรับหลักการในร่าง ผมเห็นชอบด้วย และผมคิดว่าเป็นความก้าวหน้าหนึ่งของท้องถิ่นที่ได้ทำให้ประชาชนนั้น มีส่วนร่วม เรื่องของการเสนอข้อบัญญัตินี่ผมถือว่าเป็นการส่งเสริมพี่น้องประชาชน เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นได้เสนอสิ่งดี ๆ ต่อการทำงานของท้องถิ่น ในนามของภาคประชาชน เพราะว่าข้อบัญญัติท้องถิ่นก็คือการเสนอเพื่อให้ดำเนินการ ในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลป่า ดูแลต้นน้ำ ดูแลขยะ หรือเรื่องการเลี้ยงสัตว์ เรื่องสุขภาพ เรื่องทรัพยากร เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ควรจะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกของ พี่น้องประชาชน ผมจึงเรียนท่านประธานว่านี่คือความก้าวหน้าที่จะส่งเสริมให้ท้องถิ่น ได้มีโอกาส แล้วประชาชนก็ได้เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นในส่วนของภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม จะมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดของการร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อทั้งของรัฐบาล และของท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ในมาตรา ๖ ผมเรียนท่านประธานว่าเป็นการกำหนด ผู้ที่จะเข้าชื่อเสนอต้องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ถ้าของรัฐบาลก็ ๑ ใน ๕ ของท่านชินวรณ์นี่ ๑ ใน ๑๐ ผมเองคิดว่าถ้าเป็นการส่งเสริมประชาชนมันเป็นคนละเรื่องกับการถอดถอน เพราะการถอดถอนนี่ เป็นการลงโทษผู้บริหารท้องถิ่นที่ประพฤติหรือมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมในเชิงไม่โปร่งใส นั่นก็คือการรีคอล (Recall) ประชาชนไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้วเขามีสิทธิที่เรียกคืน ก็คือการถอดถอน อาจจะใช้ผู้มีสิทธิที่มากกว่า แต่อย่างไรผมคิดว่าต้องคิดให้รอบคอบว่า ถ้าเป็นการส่งเสริมผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเสนอข้อบัญญัติ ผมเห็นด้วยกับของท่านชินวรณ์ว่า ควรจะประมาณ ๑ ใน ๑๐ หมายถึงว่าถ้าประชาชนในท้องถิ่น ๑,๐๐๐ คนก็ใช้ผู้มีสิทธิที่จะ เข้าชื่อประมาณ ๑๐๐ คน แต่ถ้าของรัฐบาลก็ ๒๐๐ คน ถ้า ๒,๐๐๐ คน ของรัฐบาลก็ ๔๐๐ คน ของท่านชินวรณ์ก็แค่ ๒๐๐ คน ในจำนวนผู้มีสิทธิ ๒,๐๐๐ คน นี่คือประเด็นที่ ๑🔗
ในประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าผู้แทนผู้เข้าชื่อที่เขียนไว้ในมาตรา ๗ ที่บอกว่า ๑๐ ท่าน ผมเห็นด้วยไม่เกิน ๑๐ ท่าน แต่ว่ามันมีในมาตรา ๘ ว่า อันนี้ก็เป็นการอำนวย ความสะดวกให้กับประชาชน เพราะประชาชนที่เสนอข้อบัญญัติเขาอาจจะไม่รู้รายละเอียด ไม่รู้สาระที่จะเขียน นั่นก็เป็นการดำเนินการ แต่เป็นการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยดำเนินการ แต่ผมคิดว่าเมื่อดำเนินการเสร็จแล้วในมาตรา ๘ ผมอยากจะเพิ่มคำว่า ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดำเนินการจัดทำร่างเสร็จแล้วให้ร่วมกับผู้แทน ๑๐ คน มาดูกันอีกทีหนึ่ง อันนี้ก็ถามทางรัฐบาลว่าจะได้ไหมหรือจะมีข้อขัดข้องประการใด นั่นคือ มาตรา ๘ ที่ผมอยากจะเพิ่มเติม ส่วนในมาตรา ๑๑ เขียนเรื่องของผู้แทนในกรณีที่พิจารณา ร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นของสภาท้องถิ่น ให้ตั้งผู้แทนของผู้เข้าชื่อจำนวน ๒ ท่าน ใน (๓) ผมคิดว่า ๒ คนมันน้อยไปไหม อันนี้ไม่ติดใจนะแต่ผมคิดว่าถ้าเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน ได้มีส่วนร่วมมากขึ้นอาจจะมากกว่า ๒ คนก็น่าจะดีกว่าไหม นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าอาจจะมี ความแตกต่างกันอยู่บ้าง ส่วนในมาตราสำคัญที่ผมไม่แน่ใจว่า อาจจะถามท่านชินวรณ์ หรือถามรัฐบาลว่าในมาตรา ๕ ขอโทษท่านประธานครับ มาตรา ๕ การเข้าชื่อเขาก็มีข้อที่จะ กระทำไม่ได้ในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นอยู่ ๔ วงเล็บ เช่น เรื่องงบประมาณรายจ่าย ประจำปี เรื่องการงด ลด การยกเลิกการเก็บภาษี เรื่องการกู้เงิน การค้ำประกัน แล้วก็เรื่อง การอันมิได้อยู่ในหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น แต่ว่าของ ท่านชินวรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนามว่าท่านไม่ได้พูดในประเด็นนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเจตนาจะเปิด โอกาสทุกเรื่องไหมให้พี่น้องประชาชนเข้าชื่อ อันนี้ผมไม่แน่ใจ แต่ว่าอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง ก็ว่าได้ แต่เหตุผลหนึ่งที่ผมคิดว่าฝั่งรัฐบาลในมาตรา ๕ เขาคงมองว่างบประมาณรายจ่าย ประจำปีของท้องถิ่นนั้นสภาท้องถิ่นทำอยู่แล้ว แล้วการจะไปยกเลิกหรืองด ลด การยกเลิก ภาษีก็เป็นเรื่องใหญ่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะถามเหมือนกันนะครับก็เป็นประเด็นที่ผม เห็นว่านี่คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับวันนี้ที่พี่น้องประชาชนชาวท้องถิ่นจะได้มีส่วนร่วมกับ ประชาชนในการทำข้อบัญญัติท้องถิ่นจากพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณวรภพ วิริยะโรจน์ แล้วก็จะเป็นคุณจักรพันธ์ พรนิมิตร เชิญนะครับ🔗
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... เป็นร่างกฎหมายที่ดีมากครับ คือเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ผมขอเห็นแย้ง ใน ๓ ประเด็นสำหรับร่าง ครม. นี้ครับ แล้วก็ขออภิปรายเสริมเพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้ดีขึ้นครับ🔗
ประเด็นแรกครับ คือการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นตามร่าง ครม. นี้ จะไม่สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ (Online) ได้ครับ เพราะว่าเขียนไว้ว่า ให้สามารถ ทำการเชิญชวนผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่ว่าไม่ได้หมายถึงว่าสามารถเข้าชื่อผ่านระบบ ออนไลน์ (Online) ได้ ซึ่งไม่เหมือนกับร่าง พ.ร.บ. เข้าชื่อเสนอกฎหมายที่มายังรัฐสภาแห่งนี้เมื่อปีที่แล้วครับ ที่จะเขียนไว้ ชัดเจนว่าให้ประชาชนผู้สิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าชื่อผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยระบบที่มี การยืนยันตัวตน ด้วยระบบที่สามารถตรวจสอบคุณสมบัติสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งอันนี้ ผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญครับ เพราะว่าถ้ายังให้ประชาชนเข้าชื่อแบบผ่านกระดาษ ผ่านต้องใช้สำเนาบัตรประชาชน ซึ่งอันนี้จะมีกระบวนการที่มีต้นทุนค่อนข้างมาก แล้วก็ เป็นการกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าเราสามารถกำหนดให้การเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่นทำระบบออนไลน์ (Online) ในรูปแบบคล้าย ๆ กันได้มันก็จะเป็นการเพิ่ม การมีส่วนร่วมของประชาชนได้ครับ แต่แน่นอนครับก็คงไม่ใช่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๘,๐๐๐ กว่าแห่งต่างคนต่างทำระบบเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นมันควรจะเป็นหน้าที่ ของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแม้แต่สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ร่วมมือกันกับกรมการปกครองในการพัฒนาระบบกลางให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อ เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นได้มีระบบกลางระบบเดียว ช่องทางเดียว ประชาชนสามารถเข้าชื่อ ได้อย่างสะดวกขึ้นครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็เห็นด้วยกับหลายท่านที่ได้อภิปรายไปว่าเกณฑ์จำนวน ประชาชนที่มาเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัตินั้นสูงเกินไป ร่าง ครม. กำหนดไว้ที่ ๑ ใน ๕ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละท้องถิ่นนั้น ผมกลับมองว่าการเข้าชื่อ เสนอข้อบัญญัตินี่เป็นเพียงแค่การริเริ่มนะครับ นั่นหมายถึงว่าสุดท้ายก็ต้องมาถูกพิจารณา ในสภาท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย แล้วก็มีการลงมติโดยสมาชิกสภาแต่ละท้องถิ่นที่มาจาก การเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงอยู่แล้ว ดังนั้นการเกณฑ์จำนวนริเริ่มไม่มีความจำเป็นเลย ที่จะต้องกำหนดไว้ที่สูง ที่เป็นการกีดกันให้ประชาชนไม่สามารถเสนอความคิดเห็น เสนอข้อเรียกร้องมายังสภาท้องถิ่นได้นะครับ ถ้าไปดูอย่างกรณีต่างประเทศเองก็กำหนด อย่างเช่นประเทศแคนาดาก็กำหนดไว้ที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาหลายรัฐ ก็กำหนดไว้ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือแม้กระทั่งอย่างญี่ปุ่นก็กำหนดไว้เพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในที่นี้ผมคิดว่าถ้าให้เหมาะสมที่สุดผมก็ยังอยากจะขอเสนอเป็นที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑ ใน ๒๐ เพราะว่าเป็นสัดส่วนที่ทำให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นประชาธิปไตยทางตรงได้สะดวกขึ้นครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นสำคัญ คือผมไม่เห็นด้วยเลยกับการกำหนดห้าม ประชาชนเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นที่เป็นร่างการเงินในมาตรา ๕ คือผมคิดว่ามันมี ตัวอย่างมาแล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือรัฐธรรมนูญของประเทศไทยในที่ผ่านมานี่ครับ ที่กำหนดว่าถ้าประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายมาแล้ว ไม่ว่าจะกี่พันชื่อ กี่หมื่นชื่อก็ตาม ถ้าเป็นร่างการเงินก็จะต้องส่งไปให้ผู้บริหารหรือนายกรัฐมนตรีรับรอง ซึ่งมันก็มีเคส (Case) กรณีมากมายที่นายกรัฐมนตรีไม่พิจารณารับรอง ล่าสุดก็จะเป็นร่างบำนาญของ ภาคประชาชน ซึ่งอันนี้เป็นที่น่าเสียดายครับ เป็นการกีดกันเสียงของประชาชนไม่ให้ถูกเข้ามา พิจารณาในสภา ให้ผู้แทนของประชาชนได้มีสิทธิอภิปราย ได้ถกเถียงกัน ได้ปรับเปลี่ยน จำนวนยอดเงินเพื่อให้เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละท้องถิ่นหรือสำหรับประเทศไทย ดังนั้นการกำหนดห้ามประชาชนเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติที่เป็นร่างการเงินผมคิดว่ามันคือ การกีดกันสิทธิของประชาชนครับ เพราะท้ายที่สุดก็อย่างเช่นเหมือนที่ผมอภิปรายไปแล้วว่า มันก็ต้องถูกนำมาเข้าสู่สภาท้องถิ่นให้ผู้แทนของสภาท้องถิ่นในการพิจารณาอภิปราย ถกเถียงกันว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะปรับลดเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น หรือลดลงอย่างไร ให้เหมาะสมในแต่ละท้องถิ่นนั้นครับ หรือจะกำหนดไว้ถ้าให้เหมาะสมยิ่งขึ้นก็คือให้ผู้บริหาร จากอำนาจในการพิจารณารับรองกลายเป็นมีอำนาจในการไม่ให้รับรองข้อบัญญัติ ทางการเงินเมื่อผ่านการพิจารณาจากสภาแทนก็ยังได้ คือเปลี่ยนกระบวนการไปว่า ถ้าผู้บริหารคิดว่าข้อบัญญัติที่เป็นร่างการเงินนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ผู้บริหารก็ใช้อำนาจครั้งสุดท้ายหรือจะเรียกว่าเป็นวีโต (Veto) ก็ได้ในการพิจารณา ปัดตกร่างข้อบัญญัติที่เป็นการเงินตรงนี้ไป แล้วผู้บริหารการเมืองท้องถิ่นนั้น ๆ ก็รับผิดชอบ ทางการเมืองในการตัดสินใจอันนั้น ผมคิดว่าวิธีการแบบนี้จะเหมาะสมที่สุดเพื่อให้เสียงของ ประชาชนสะท้อนไปยังการบริหารปกครองส่วนท้องถิ่นได้ แล้วก็เป็นการไม่กีดกันอำนาจ ของผู้บริหารในการพิจารณาที่มันกระทบกับการเงินในแต่ละท้องถิ่นนั้นครับ🔗
ดังนั้น ๓ ประเด็นนี้ก็จะขอนำไปอภิปรายเพิ่มเติมในกรรมาธิการ แล้วก็ขอ ผลักดันต่อไปครับ เพื่อให้ร่างนี้เป็นร่างที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชน ในระดับท้องถิ่นครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณจักรพันธ์ พรนิมิตร หลังจากนั้นก็เป็นนายแพทย์ชลน่านครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกจากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตอภิปรายเพื่อสนับสนุนหลักการร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ทั้งร่างของ ครม. แล้วก็ที่ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ กับคณะเป็นผู้เสนอนะครับ โดยหลักการ ผมคิดว่าในฐานะที่เราเป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในระดับชาติอย่างสภาแห่งนี้ หรือว่าจะเป็นในระดับสภาท้องถิ่นเราคิดว่าหลักการตรงกันก็คือว่าการมีส่วนร่วมของ พี่น้องประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในการเมืองยุคใหม่ที่เกิดขึ้นนะครับ การมีตัวแทนการเมืองเป็นแค่ตัวแทนอยู่ในสภาดูจะเป็นเรื่องที่ไม่เพียงพอเสียแล้วสำหรับ การเมืองในปัจจุบัน ดังนั้นการที่รัฐบาลแล้วก็ท่านสมาชิกคือท่านชินวรณ์และคณะได้เสนอ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อให้มีความทันสมัย มีความสะดวกง่ายดายต่อพี่น้องประชาชน ในการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการออกกฎหมายหรือแสดงบทบาทในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติ คู่ขนานไปกับตัวแทนที่เป็นสมาชิกสภาในระดับท้องถิ่น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วก็ ทันสมัยนะครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าประเด็นที่เพื่อน ๆ สมาชิกได้อภิปรายส่วนใหญ่ ก็ตรงกันนะครับ ๑. คือเรื่องของจำนวน ในมาตรา ๔ ที่ระบุเรื่องของจำนวน ผู้ที่จะมีสิทธิ เข้าชื่อเพื่อเสนอร่างข้อบัญญัติท้องถิ่น เพียงแต่ว่าผมคิดว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน ในชั้นนี้ เป็นเรื่องของวาระรับหลักการ ก็เพียงแต่จะตั้งข้อสังเกตไว้ เพื่อให้ทางผู้แทนของพวกเรา ที่จะไปนั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องนี้เพื่อเอาไปพิจารณาเป็น ประเด็นต่อไปนะครับ ผมคิดว่าในเมื่อเราพูดถึงท้องถิ่นในประเทศของเรา เนื่องจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้รวมกรุงเทพมหานครเข้าไปด้วย ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่เป็นผู้แทน จากจังหวัดต่าง ๆ มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเล็กมาก ๆ อย่าง อบต. จำนวน ประชากรอาจจะแค่หลักพัน หรือบางแห่งอาจจะเป็นหลักร้อยก็ได้ ผมไม่ทราบตัวเลขนะครับ แต่อย่างกรุงเทพมหานครซึ่งรวมอยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วย มีประชากรที่สำนักวิชาการ ของสำนักงานเลขาธิการของเราได้ทำเอกสารสรุปมานี่นะครับ จำนวนประชากรล่าสุด เมื่อปี ๒๕๖๒ กรุงเทพมหานครผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๔,๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ดังนั้นถ้าคิด ตาม พ.ร.บ. ฉบับเดิมที่เป็นที่มาที่เรากำลังมาแก้กันอยู่นี่นะครับ เดิมทีกำหนดไว้ว่าครึ่งหนึ่ง ฉะนั้นคน กทม. ถ้าอยากจะเสนอกฎหมายฉบับนี้ ถ้าอยากจะเสนอข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ในกรอบเดิมของร่างกฎหมายเดิมต้องใช้คนถึง ๒ ล้านกว่าคนนะครับ ๒,๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ถึงจะเสนอข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครได้ ดังนั้นในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ที่มี พ.ร.บ. ฉบับนี้มา ปีนี้ปี ๒๕๖๔ ๒๐ กว่าปีไม่มีร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนกรุงเทพมหานคร ต่อ กทม. เลยนะครับ เพราะว่าอะไร เพราะว่า ๒ ล้านกว่าคน เป็นไปไม่ได้ที่ผมจะไปหาคน ๒ ล้านกว่าคน วันก่อนนี้ที่เราประชุมเรื่องของร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญภาคประชาชน เสนอก็เป็นหลักหมื่นเท่านั้นเองนะครับ ยังวุ่นวายอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดไปแล้ว แล้วก็เป็นกรณีพิเศษที่ท่านประธานสภาได้กรุณามีกระบวนการที่จะไปทำให้กระบวนการ มันเร็วขึ้นภายใต้กรอบกฎหมาย อันนั้นคือระดับชาติยังยากเลยนะครับ ระดับ ๑๐,๐๐๐ คน แต่ร่างกฎหมายเดิมเกี่ยวกับการเสนอข้อบัญญัติของ กทม. ต้องใช้คน ๒ ล้านกว่าคน มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วครับ ดังนั้นการที่ทั้ง ครม. แล้วก็เพื่อนสมาชิกที่เสนอแก้ไข ร่างกฎหมายนี้ผมเห็นด้วยเต็มที่นะครับ ที่ปรับลดจำนวนประชากรจากเดิมไม่ว่าจะเป็น ร่างของรัฐบาลก็กำหนดไว้ ๕,๐๐๐ คน หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อสักครู่ผมกราบเรียนว่า กทม. มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่าสุด ๔ ล้านกว่าท่าน ดังนั้นตามกฎหมายนี้ เขาบอกว่าให้ใช้จำนวนใดที่น้อยกว่า ดังนั้นของ กทม. ก็ถือว่าได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ก็คือว่าเราก็จะใช้คนแค่ ๕,๐๐๐ คน สามารถเสนอร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครได้ ท่านประธานคงจำได้ว่าในที่ประชุมแห่งนี้เราเคยมีเพื่อนสมาชิกที่มีความเป็นห่วงเป็นใย ได้รับข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ งบประมาณกรุงเทพมหานครไปปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เอกชน ขณะนี้เราก็มี การตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ผมเข้าใจว่าศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้วเพื่อจะไปแก้กฎหมาย ให้กรุงเทพมหานครหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ สามารถใช้งบประมาณของรัฐบาล ของหลวงไปปรับปรุงพื้นที่ใช้สอยที่เป็นเอกชน พื้นที่ใช้สอยร่วมกันได้ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างนะครับ ผมคิดว่าถ้าหากว่ามีกฎหมายฉบับนี้พี่น้องประชาชนเองอาจจะมีปัญหาอื่น ๆ อีกเยอะ ที่ติดขัดจากกฎหมายเดิม พี่น้องประชาชนสามารถที่จะลงชื่อ ร่วมลงชื่อเสนอเป็นกฎหมายไปยังสภาท้องถิ่นของท่านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานครเอง ซึ่งผมได้อภิปรายเมื่อสักครู่ว่าตามร่างกฎหมายใหม่ ไม่ว่าจะเป็นของท่านชินวรณ์ก็ตาม หรือว่าทางรัฐบาลก็ตามก็เอื้อให้กับพี่น้องประชาชน ในการที่จะมีความสะดวก ง่ายดายมากขึ้นในการแก้ไขกฎหมาย🔗
อีกข้อสังเกตหนึ่งนะครับ ผมขออนุญาตสนับสนุนเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ ท่านวรภพนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องไปจำกัด ว่าการเสนอร่างข้อบัญญัติจะต้องไปจำกัดเรื่องของ ห้ามในเรื่องของข้อบัญญัติในเรื่องการเงิน ในมหานครใหญ่ ๆ ทั่วโลกปัจจุบัน จริง ๆ หลายปีผ่านมาแล้วครับ มีหลายนครนะครับ ที่อนุญาตให้ประชาชนมีสิทธิที่จะไปร่วมจัดสรรงบประมาณรายจ่ายของเมืองตัวเองได้ มันมี คนทำมาแล้วเป็น ๑๐ ปีแล้วจนถึงที่ผมพูดนี่ ดังนั้นผมคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่ท้องถิ่น ของบ้านเราลองหาช่องทางที่มันเป็นไปได้ที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดสรร งบประมาณท้องถิ่นของตัวเอง กรุงเทพมหานครเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จริง แต่เป็นรูปแบบพิเศษ มีงบประมาณปี ๆ หนึ่งเป็นหลาย ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ท่านประธาน มากกว่ากระทรวงบางกระทรวงเสียอีก แต่ประชาชนไม่เคยมีส่วนร่วมทางตรง ที่จะจัดสรรงบประมาณ แน่นอนเรามีสภากรุงเทพมหานครที่ช่วยดูแลอยู่ แต่ว่าอย่างที่ ผมกราบเรียนเมื่อตอนต้นก็คือว่าปัจจุบันสถานการณ์การเมืองมันเปลี่ยนไป บริบท มันเปลี่ยนไปมากมายนะครับ การที่อนุญาตให้พี่น้องประชาชนมีสิทธิที่จะมาออกกฎหมาย ของตัวเอง โดยตัวเองผ่านทางตรงคู่ขนานไปกับตัวแทน มันเป็นสิ่งที่เราควรสนับสนุน ดังนั้น ผมก็คิดว่าโดยรวมแล้วกระผมก็สนับสนุนหลักการของร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอมาในวันนี้นะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป นายแพทย์ชลน่านครับ หลังจากนั้นจะเป็นคุณเทียบจุฑา ขาวขำ นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ขอเชิญนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ที่ได้กรุณาให้ผมได้มีส่วนร่วมในการที่จะอภิปรายในวาระพิจารณารับหลักการร่าง พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรี และเพื่อนสมาชิกเป็นผู้เสนอ จากหลักการและเหตุผล ท่านประธานครับ ผมเองเห็นด้วยครับ ยินดีรับหลักการในชั้นนี้ แต่มีประเด็นที่จะฝากท่านประธานเป็นข้อสังเกตไปยัง คณะกรรมาธิการ ซึ่งทราบว่าเราจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นไปพิจารณาในชั้น ของคณะกรรมาธิการมีอยู่ ๓-๔ ประเด็นครับท่านประธานครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ เรื่องของประเภทข้อบัญญัติที่จะเสนอ สมาชิกพูดไปเยอะครับ ผมฝากคณะกรรมาธิการไปช่วยดูว่ามีความจำเป็นอะไรหรือไม่ที่จะมีข้อห้ามเกี่ยวกับเรื่อง ข้อบัญญัติที่เกี่ยวกับการเงิน จริงอยู่ครับ ในสภาผู้แทนราษฎรของเราการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเงินนี่สมาชิกมีสิทธิเสนอได้ แต่ต้องผ่านการรับรองจากผู้ที่มี อำนาจการใช้เงินก็คือฝ่ายบริหาร ที่มีอำนาจสูงสุดก็คือนายกรัฐมนตรี แต่ว่าแนวทางอย่างนั้น จำเป็นหรือไม่ อย่างไร ที่จะต้องนำไปใช้ในท้องถิ่น เพราะกระบวนการการนำเสนอข้อบัญญัติ ของท้องถิ่นมันเฉพาะในท้องถิ่นนั้น ๆ ในท้องถิ่นนั้น ๆ มันอาจจะมีความเกี่ยวเนื่อง ต่อเนื่อง เกี่ยวกับตัวการเงิน เมื่อเสนอมาแล้วมันก็เป็นทางนำเข้าที่จะทำให้สภาท้องถิ่นได้พิจารณา โดยเฉพาะในร่างนี้มันมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นไปพิจารณาด้วย เพราะฉะนั้น ประเด็นที่ ๑ ฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการว่ามีเหตุผลมีความจำเป็นอะไร ที่จะต้องมีข้อจำกัดว่าเสนอร่างเกี่ยวกับการเงินไม่ได้นะครับ หรือผู้แทนของคณะรัฐมนตรี จะชี้แจงในสภาแห่งนี้เพื่อความกระจ่างก็จะเป็นพระคุณครับ🔗
ในประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ จำนวนผู้เข้าชื่อที่จะเสนอข้อบัญญัติ ร่างของคณะรัฐมนตรีเสนอมาที่ ๑ ใน ๕ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือ ๕,๐๐๐ คน ให้เลือกเอาว่า ประเภทไหนที่น้อยที่สุด นั่นหมายความว่าหลักประกันให้กับท้องถิ่นที่มีจำนวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง ๒๕,๐๐๐ คนขึ้นไป คุณใช้ ๕,๐๐๐ คนก็สามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายท้องถิ่นได้ หรือข้อบัญญัตินะครับ ถ้าเรียกกฎหมายท้องถิ่นก็คือข้อบัญญัติ หรือเทศบัญญัติอะไร ก็แล้วแต่ แล้วแต่ประเภทของท้องถิ่น ๕,๐๐๐ คน สำหรับท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๒๕,๐๐๐ คนขึ้นไปเข้าชื่อได้เลย แต่ถ้าต่ำกว่านั้นใช้ ๑ ใน ๕ ก็แล้วแต่ขนาดของท้องถิ่น เล็กที่สุดครับ ท้องถิ่นเล็กที่สุดคือองค์การบริหารส่วนตำบลคือ อบต. ฐานประชากร ภาพรวม คือต้องมีประชากร ๒,๐๐๐ คนขึ้นเดิมนะครับ ถึงจะเป็น อบต. ได้ ถ้าต่ำกว่า ๒,๐๐๐ คน คุณต้องไปยุบรวมกับที่อื่น นั่นหมายความว่าฐานประชากร ๒,๐๐๐ คน ผมตี ๒,๐๐๐ คน กลม ๆ นี่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๒ ใน ๓ ครับ ๒ ใน ๓ ก็ประมาณ ๑,๓๐๐-๑,๔๐๐ คน ตีว่าเป็น ๑,๔๐๐ คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตีไป ๑,๕๐๐ คนก็ได้ครับ ๑ ใน ๕ ก็คือ ๓๐๐ คน ก็ดูว่า เหมาะสม ๓๐๐ คน ในจำนวนประชากรทั้งหมด ๒,๐๐๐ คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑,๕๐๐ คน ก็ดูว่าเหมาะสม ถ้า ๑ ใน ๑๐ จำนวนก็ลดหลั่นลงมา ประเด็นนี้อยากให้กรรมาธิการไปดูครับ ผมเห็นด้วยว่ามีทางเลือก ๕,๐๐๐ คนนี่เห็นด้วยสำหรับท้องถิ่นขนาดใหญ่ แต่ท้องถิ่นขนาด เล็กนี่ตัวเลขขนาดไหนเหมาะสม น้อยเกินไปก็ไม่ดี มากเกินไปก็ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือว่าให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเข้าชื่อ เสนอกฎหมายท้องถิ่น หรือข้อบัญญัติท้องถิ่น ให้ง่าย สะดวก และประหยัดค่าใช้จ่าย🔗
ประเด็นต่อไปครับท่านประธาน ช่องทางในการเสนอ มีเพื่อนสมาชิก ท่านหนึ่งยกประเด็นขึ้นมาเรื่องของช่องทางผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผมอยากให้กรรมาธิการ ไปช่วยดูและนิยามให้ชัดนะครับ ผมเคยสู้เรื่องนี้ในร่างข้อบังคับแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วย การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรของเรานี่ ยกประเด็นนี้มาคุยกันเยอะครับ ความครอบคลุม เพราะว่าหลายท่านบอกว่าคำว่า สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ครอบคลุมสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศหลายอย่าง แต่สุดท้ายเราต้องยอม เพราะว่ามีกฎหมายบัญญัติไว้ขณะนี้มีเฉพาะคำว่า สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ฝากกรรมาธิการไว้ ช่วยดูนะครับว่าอันไหนครอบคลุมมากกว่ากัน ถ้าท่านบอกว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็คือสื่อที่ บันทึกด้วยสารสนเทศผ่านอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) เป็นฟลอปปีดิสก์ (Floppy Disk) อะไรก็แล้วแต่ หรือเป็นประเภทอื่น ๆ ถ้าครอบคลุมแล้วก็มีคำชี้แจงให้ชัด นะครับ ถ้าไม่ครอบคลุมจะได้มีแนวทางในการเขียนกฎหมายให้ครอบคลุม เพราะง่าย สะดวก และประหยัด อันนี้คือหลักการที่เราต้องยึดไว้🔗
ประเด็นต่อไปท่านประธานครับ สิ่งที่มีการเขียนมาในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้คือการพิจารณา ให้มีการตั้งกรรมการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา แล้วเขียนบอกว่าให้มี ผู้แทนของผู้เข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ ๒ คน เขียนไว้ ๒ คนครับ มีส่วนร่วมเป็นกรรมการ วิสามัญด้วย หลักตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าเอามาจากอะไร ทำไมต้อง ๒ คน หลักการเข้าชื่อเสนอ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๘ วรรคสาม ผมอ้างรัฐธรรมนูญนะครับ วรรคสาม เขียนไว้ ชัดเจนครับว่ากรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอกฎหมาย อันนี้เอาหลักรัฐธรรมนูญนะครับ เมื่อมีกรรมาธิการพิจารณา ของเราเรียกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณานี่จะต้องมีตัวแทนของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างน้อย ๑ ใน ๓ ครับ ๑ ใน ๓ เข้าไปร่วมพิจารณา ถ้าท่านยึดหลัก ภาพใหญ่เอาไว้มาเทียบเคียงตรงนี้ก็ฝากกรรมาธิการว่ามันจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ซึ่งในนี้ มันสามารถที่จะไปกำหนดสัดส่วนอะไรต่าง ๆ ได้ของการมีส่วนร่วมนะครับ🔗
ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยและยินดีรับหลักการร่าง กฎหมายฉบับนี้ ข้อสังเกตที่ผมตั้งไว้ฝากกรรมาธิการไปช่วยดูนะครับ เพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดในกระบวนการการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในการที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ท้องถิ่นหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มขึ้นมากขึ้นครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ครับ ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเทียบจุฑาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขออภิปรายสนับสนุน แล้วก็เห็นด้วยในหลักการและเหตุผลตามที่ คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างข้อบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ .... รวมกัน ๒ ฉบับ เพื่อเป็นประโยชน์ของประชาชน แล้วก็ให้อำนาจของพี่น้องประชาชนโดยมีข้อสรุปว่า🔗
ประเด็นที่ ๑ คือการลดจำนวนประชาชนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่นลงจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ตามร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ตามร่างของ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ และคณะเป็นผู้เสนอ ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้ง ของสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายหลังที่สภาท้องถิ่นนั้นสิ้นอายุหรือถูกยุบ ครั้งหลังสุด และแล้วแต่จำนวนใดจะน้อยกว่า เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัตินั้น ในท้องถิ่นนั้นได้ง่ายยิ่งขึ้น อันนี้ดิฉันเห็นด้วยที่ลดจำนวนของประชาชนเข้าชื่อนะคะ แต่ท่านประธานคะ เดิมนี่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ปี ๒๕๔๒ ในมาตรา ๔ ได้กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีจำนวนไม่น้อย กว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองท้องถิ่นนั้นมีสิทธิเข้าชื่อเสนอ ต่อประธานสภาท้องถิ่น เพื่อดำเนินการให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่นนั้นได้ ซึ่งดิฉันเห็นว่าการกำหนดเดิมในปี ๒๕๔๒ นั้นเป็นการยากมาก เพราะจำนวนมากแทบจะ เป็นไปไม่ได้เลยที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมาเข้าชื่อเกินกึ่งหนึ่งทำมาเสนอข้อบัญญัติของ ท้องถิ่นยากมาก แล้วก็ทำไม่ง่ายเลยค่ะท่าน แล้วดิฉันยกตัวอย่างของจังหวัดอุดรธานี ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี หรือสมาชิกสภาองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดอุดรธานีมีผู้มีสิทธิ ๑,๒๒๐,๐๐๐ กว่าคน ดังนั้นผู้มีสิทธิจะเลือกตั้งเกินกึ่งหนึ่ง ก็คือประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน มันจำนวนมากค่ะที่จะเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติขององค์การ บริหารส่วนจังหวัดนี้มันเป็นไปไม่ได้เลย ดิฉันเห็นด้วยที่จะลดจำนวนลงให้กับประมาณ ๕,๐๐๐ คน หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ซึ่งในการเข้าชื่อตามมาตรา ๖ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ในวรรคสองกำหนดว่า การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวรรคหนึ่ง รวมจำนวนไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ นั้น ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ เพราะว่าเป็นการมอบอำนาจให้กับพี่น้องประชาชนได้สามารถนำเสนอได้ง่ายยิ่งขึ้น แล้วก็ เป็นการส่งเสริม และสนับสนุนให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้นได้มามีการส่วนร่วมในการพัฒนา ของท้องถิ่นของตนเองได้ง่ายและได้ดีขึ้น ได้รวดเร็วขึ้นค่ะท่านประธาน ดิฉันขอสนับสนุน และเห็นด้วย กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป นายแพทย์กิตติศักดิ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้เป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่น พ.ศ. .... ซึ่งกระผมเรียกว่าเห็นด้วยอย่างมากในการที่ทางรัฐบาลได้เสนอญัตตินี้ เข้ามา รวมทั้งท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ และคณะเป็นผู้เสนอ ขึ้นมานะครับ เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดกับประชาชน แล้วก็ต้องมีหลักการของระบอบประชาธิปไตย ก็คือต้องมีประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเป็นการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานท้องถิ่น ด้วยตัวเอง ซึ่งแต่ก่อนนี้การเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นก็เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอยู่ แต่ที่ผ่านมา ๒๐-๓๐ ปี ผมคิดว่าไม่มีท้องถิ่นไหนเลยที่ประชาชนได้เสนอญัตติเป็นผลสำเร็จ เพราะอะไรครับ เพราะจำนวนที่กำหนดไว้ครึ่งหนึ่ง กึ่งหนึ่ง ก็จำนวนมากนะครับ เช่น เทศบาลเมืองมหาสารคามของผมมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๓๐,๐๐๐ คน ก็ต้อง ๑๕,๐๐๐ คน ก็ถือว่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้อบัญญัติฉบับนี้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ถือว่ามีความสำคัญ เพราะว่าประชาชนเป็นเจ้าของ และมีส่วนให้คำแนะนำ มีส่วนร่วมในการที่จะทำให้บ้านเมือง ของเราดีขึ้น เพราะว่าผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นบางทีก็ทำงานเต็มที่ แต่ก็ยังมี บางส่วนที่ประชาชนอาจจะให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เช่นตอนนี้ต้องยอมรับว่า ภาคประชาชนมีความรู้ มีความเข้มแข็ง มีสิ่งที่อยากทำให้กับบ้านกับเมือง โดยเฉพาะ ในยุคของโซเชียลมีเดีย (Social media) ที่เป็นประโยชน์นะครับ ต้องบอกว่าโซเชียลมีเดีย (Social media) มี ๒ แบบนะครับ แบบที่เป็นประโยชน์ แล้วก็แบบที่อาจจะสร้างความขัดแย้ง แต่ผมคิดว่าแบบที่เป็นประโยชน์จะสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้กับบ้านของตัวเองเป็นอย่างมาก ซึ่งในท้องถิ่นเองอาจจะมีสมัชชาพลเมือง สมัยผมเป็นผู้บริหารท้องถิ่นผมก็มีการจัดตั้ง สมัชชาพลเมืองเพื่อจะช่วยให้เทศบาลทำงาน สมัชชาพลเมืองหรือกลุ่มของภาคประชาชน จะช่วยลดความขัดแย้ง บางทีเรื่องนี้ผู้บริหารเห็นอย่างนี้ แต่บางทีเรามีฝ่ายค้าน เรามีฝ่าย ที่ไม่เห็นด้วย แต่การที่มีตัวแทนจากภาคประชาชนเข้ามาดำเนินงานเพื่อบอกว่าเขาไม่มี ผลประโยชน์อะไร เขาเป็นคนที่เป็นกลางทางการเมืองเข้ามาจัดทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ขอเสนอในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ผมคิดว่าการยอมรับปัญหาความขัดแย้งก็จะลดลงนะครับ ซึ่งในหลายสิ่งหลายอย่างในยุคปัจจุบันนี้ประชาชนอยากมีส่วนร่วมเยอะ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการออกแบบเมือง เช่นถนนเส้นหลักของจังหวัดนี้ จังหวัดตรัง จังหวัดมหาสารคาม อาจจะมีถนนเส้นหลักที่ต้องการความสวยงามเป็นพิเศษ ประชาชนโดยเฉพาะของ มหาสารคามเองก็มีคณะสถาปัตยกรรม แล้วก็มีภาคพลเมือง อาจจะกำหนดว่าเส้นนี้ ต้องก่อสร้างอย่างนี้ ความสูงห้ามเกินเท่านี้เพื่อจะทำให้ภูมิทัศน์มีความสวยงาม แล้วก็ ห้ามสร้างอะไรที่ทำให้วิสัยทัศน์ ภูมิทัศน์มีความเสียหาย หรือการปลูกต้นไม้ต้องเป็นทีม (Theme) นั้น ทีม (Theme) นี้ นี่คือพลังของประชาชนที่จะทำให้บ้านเมืองของตัวเองดีขึ้น ส่วนใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมมีประเด็นที่จะอภิปรายก็คือเรื่องของมาตรา ๘ ก็คือการยื่นคำร้อง ต่อสภาท้องถิ่น มี ๒ วิธีก็คือ ๑. ให้ประชาชนเสนอร่างญัตติให้กับประธานสภา แล้วประธานสภา ก็ดำเนินการ ๒. ดำเนินการเชื้อเชิญ เชิญชวนให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นดำเนินการประกาศ วิธีการประกาศเชิญชวน ระยะเวลาการดำเนินการให้สภาเป็นผู้กำหนด ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่า เป็นประโยชน์นะครับ ว่าการที่สภาท้องถิ่นจะรับ เช่นว่าอาจจะร่างให้เลยร่วมกับผู้ที่เสนอ หรือจะดำเนินการเชิญชวน โดยการที่มีวิธีการประกาศเชิญชวน ระยะเวลาการเชิญชวน เพื่อให้ประชาชนมาลงชื่อให้ครบ ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ ตามที่ร่างทั้งสองนะครับ แต่ผมขออนุญาตว่าผมเห็นด้วยกับร่างของท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ และคณะ ต้องขออนุญาต เอ่ยนาม ซึ่งกำหนดให้แค่ ๑ ใน ๑๐ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากพอสมควร เพราะอย่างไรก็ตาม กระบวนการในการที่จะรับรองในอนาคตก็ต้องผ่านสภาท้องถิ่นอยู่แล้วนะครับ แล้วการที่จะ กำหนดให้จำนวนที่ไม่มากเกินไปก็ทำให้ความสำเร็จมีเยอะขึ้น แล้วก็ในมาตรา ๑๐ ก็คือว่า การดำเนินงานนะครับ เมื่อประธานสภาท้องถิ่นได้รับคำร้องตาม มาตรา ๗ แล้ว ให้ดำเนินการตรวจสอบคำร้องว่าถูกต้องหรือครบถ้วนตามพระราชบัญญัตินี้ หรือไม่ ถ้าประธานสภาเห็นว่าถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้สภาท้องถิ่นดำเนินการเสนอร่าง ข้อบัญญัติท้องถิ่นต่อสภาท้องถิ่น ตามข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่นโดยเร็วนะครับ ผมขออนุญาตว่าโดยเร็วบางทีมันอาจจะมีปัญหาเรื่องการตีความนะครับก็อยากให้ กำหนดเวลาชัดเจน เช่น กำหนดเวลาที่เหมาะสม เช่นว่า ภายในเวลา ๖๐ วัน ซึ่งอันนี้ก็ทำให้ การทำงาน การร้องเรียนหรือปัญหาความขัดแย้งในอนาคตจะลดลงนะครับ🔗
ส่วนมาตราอื่น ๆ ก็คิดว่าเป็นการเหมาะสมแล้วที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ในการที่ทำให้การทำงานของท้องถิ่นเป็นองค์กรของประชาชน ประชาชน มีส่วนร่วมแล้วทำประโยชน์ให้กับชุมชนของตัวเอง ให้กับพื้นที่ของตัวเองนะครับ ผมก็ เห็นด้วยกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติการเสนอชื่อข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ในวันนี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ มีเสนอชื่อมาใหม่ ๓ ท่านนะครับ เพื่อนสมาชิกช่วยดูว่าประเด็นใดที่ซ้ำก็ลดลงมาได้นะครับ อนุญาตให้ทั้ง ๓ ท่านได้อภิปราย คุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ หลังจากนั้นก็เป็น คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม แล้วก็คุณเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ขอเชิญคุณประเดิมชัย🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต ในการที่จะได้นำเรียนท่านประธานเพื่อที่จะได้สนับสนุนในกฎหมาย โดยการที่จะให้โอกาส พี่น้องประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการที่จะพัฒนา หรือว่าแก้ไขปัญหา ในท้องถิ่นของตัวเอง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของการเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมายท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นข้อบังคับท้องถิ่น หรือว่าของกรุงเทพมหานครที่เรียกว่าเป็นข้อบัญญัติ ของเทศบาลก็เป็นเทศบัญญัตินะครับ ซึ่งตรงนี้ถือว่ามีส่วนที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าเรามองย้อนไปในอดีตที่ผ่านมากระบวนการเหล่านี้ประชาชนมักจะไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญ กับสิ่งที่พูดง่าย ๆ ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันของเขา เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันของเขา ส่วนใหญ่ก็จะฝากความหวังไว้กับผู้แทนที่พี่น้อง ประชาชนได้เลือกเข้าไปทำหน้าที่แทน แต่ก็ต้องยอมรับนะครับว่าในกระบวนการ ในการออกกฎหมายของท้องถิ่นที่ผ่านมาส่วนใหญ่สารตั้งต้นก็จะเริ่มมาจากส่วนราชการประจำ เป็นคนนำเสนอ หรือว่านำเข้าสู่กระบวนการในการที่จะให้สภาท้องถิ่นเป็นคนพิจารณา ให้ความเห็นชอบในการที่จะนำไปบังคับใช้กับพี่น้องประชาชน ในทางกลับกันในช่วงที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนเองไม่ค่อยได้มีการเสนอ หรือแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีกฎหมายให้โอกาส พี่น้องประชาชนได้เสนอ แต่ก็ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมคิดว่าในกลไกในการที่จะสร้าง ความรู้ความเข้าใจให้เกิดกับพี่น้องประชาชน และให้พี่น้องประชาชนนั้นได้เล็งเห็นถึง ความสำคัญในเรื่องพวกนี้ว่าถ้าตัวแทนของเขาที่เขาเลือกไปแล้วไม่ทำหน้าที่ พี่น้องประชาชน สามารถที่จะเสนอโดยอาศัยข้อกฎหมายที่เรากำลังจะพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ เพื่อที่จะได้ ทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้🔗
แต่ผมมีข้อสังเกตที่จะได้เรียนนำเรียนท่านประธานนะครับ ผมเข้าใจว่า จะต้องมีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาในเรื่องพวกนี้นะครับ ก็คือว่าถ้าดูโดยรายละเอียด ในเรื่องของตัวร่างข้อกฎหมายนะครับ ตัวร่างพระราชบัญญัติที่เสนอเข้ามานี้นะครับ ยังมี รายละเอียดที่ยังเป็นช่องว่างที่เปิดโอกาสให้กับเรื่องของท้องถิ่นจะต้องไปออกกฎหมายรอง มาเพื่อใช้ในการปฏิบัตินะครับ ยกตัวอย่างท่านประธานครับ ยกตัวอย่างอย่างในมาตรา ๑๐ ฉบับของรัฐบาลที่เสนอ ในกรณีที่มีการยื่นรายชื่อและมีการตรวจสอบว่าไม่ถูกต้องนะครับ ก็ให้ถือว่าตัวข้อบัญญัติ ที่เสนอมาให้มีอันตกไป ท่านประธานครับ ตรงนี้มันก็จะเป็นช่องว่างตรงที่ว่ากระบวนการ ในการที่จะนำไปสู่สิ่งที่จะต้องพิสูจน์ว่าคนที่ร่วมในการเข้าชื่อ บางครั้งลายเซ็นอาจจะไม่ตรง แต่เขามีหลักฐาน มีสำเนาบัตรประชาชน มีการเซ็นรับรอง มีเลขบัตรประชาชน ๑๓ หลัก อะไรก็แล้วแต่ที่มีการกำหนดไว้นะครับ แต่ถ้าเกิดว่าคนที่เป็นคนริเริ่มในการที่เสนอ ในการที่ จะให้ออกกฎหมายท้องถิ่นนี่นะครับ บังเอิญไปเป็นฝ่ายที่แข่งขันกับคนที่ได้รับการเลือกตั้ง ให้เข้ามาเป็นตัวแทนของเขา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นี่นะครับถ้ามันไม่มีการกำหนดไว้ ในรายละเอียดให้เกิดความชัดเจนผมคิดว่ากระบวนการเหล่านี้มันจะเป็นส่วนหนึ่งของ การสกัดกั้นในการที่จะทำให้สิ่งที่จะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนนี่นะครับ มันไม่ได้รับ การพิจารณา ก็จะนำไปสู่กระบวนการในการตีความหรือว่าหาทางออกในการที่จะแก้ไข ปัญหา ซึ่งมันเป็นการปิดโอกาสในสิ่งดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้น ๆ ตรงนี้ผมขออนุญาต นำเรียนท่านประธานฝากไปถึงทางกรรมาธิการไว้ด้วย🔗
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ ในกรณีที่สภาท้องถิ่นที่ประชาชนเสนอ แล้วมี การกำหนดว่าจะต้องให้สภาท้องถิ่นไปออกข้อบังคับการประชุมสภาเพื่อกำหนดระยะเวลา หรือว่าแนวทางในการพิจารณา ตรงนี้ละครับเป็นปัญหาท่านประธานครับ ถ้าไม่มีแนวทาง ที่ชัดเจนในเรื่องของการเขียนหรือว่าบังคับไว้ในกฎหมายที่จะต้องบังคับให้สภาท้องถิ่น ดำเนินการนี่ มันก็จะกลายเป็นหลายมาตรฐาน บางสภาท้องถิ่นอาจจะไม่ให้ความสำคัญ หรือว่าบางสภาท้องถิ่นอาจจะให้ความสำคัญ แต่มันเป็นเรื่องที่ไปขัดหรือแย้งกับสิ่งที่ ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ ในการที่จะดูแลในการแก้ไขปัญหา ท้องถิ่นนั้น มันก็จะไม่มีกระบวนการในการที่จะนำไปสู่กระบวนการในเรื่องการที่จะรองรับ อำนาจของประชาชนตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งมันก็จะทำให้โอกาสดี ๆ สำหรับพี่น้องประชาชน นั้นเสียไป ฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะฝากท่านประธานนะครับไปถึงทางกรรมาธิการว่าสิ่งเหล่านี้ อยากจะให้มีการได้พิจารณากันอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อที่จะเกิดประโยชน์ในอนาคต🔗
และในประการสุดท้ายที่ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานไว้ก็คือว่าในฉบับ ของรัฐบาลเท่าที่ผมดูนี่ครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของการลงลายมือชื่อ แล้วมีการตรวจสอบ พบว่ามีการปลอมเอกสารลายมือชื่อ ในนี้เขียนไว้แต่เพียงว่าให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้กระทำผิดนั้น ๕ ปีนับแต่วันที่ศาลสั่ง ท่านประธานครับ ผมคิดว่าตรงนี้ไม่พอ กฎหมายทุกฉบับเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและมีความสำคัญ ฉะนั้นการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพียงอย่างเดียวผมคิดว่ามันจะทำให้คนไม่เข็ดหลาบหรือว่าไม่จดจำในเรื่องที่ตัวเองทำไป ทำให้เกิดความเสียหาย ก็อยากจะให้มีเรื่องของโทษทางอาญาตามมาด้วย ก็ขออนุญาต นำเรียนท่านประธาน แล้วก็ฝากไว้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ครับ ขอบคุณครับ ต่อไป คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม เชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ก็ต้องขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอ ข้อบัญญัติท้องถิ่นนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อปี ๒๕๔๒ สมัยนั้นท่านนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้ออกมาถึงปัจจุบันนี้ ๒๒ ปี ท่านประธานครับ แน่นอนครับระหว่าง ๒๒ ปีนั้นยังไม่มีปรากฏการณ์ว่าพี่น้องประชาชน มีส่วนร่วม ถึงแม้กฎหมายจะออกมาให้พี่น้องประชาชนได้มีสิทธิที่จะเข้าชื่อเสนอแก้ไข พระราชบัญญัติต่าง ๆ หรือข้อบัญญัติต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัด ไม่ว่าเทศบาล ไม่ว่าองค์การบริหารส่วนตำบล หรือกรุงเทพมหานคร หรือพัทยา ดังนั้นจะไม่มีปรากฏเลยว่าประชาชนไม่เข้าใจ แต่ขณะนี้ ทางรัฐบาลได้เห็นความสำคัญได้เสนอญัตติ ขอร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่น พ.ศ. .… มาวันนี้นั้น ผมเห็นด้วย และสนับสนุนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้อภิปรายแต่ละท่านนั้นก็ได้อภิปรายลงลึกละเอียดมากไปพอสมควรพอจะเข้าใจ แนวทาง ไปในแนวทางเดียวกันเกือบหมดว่าเห็นด้วย ส่วนผมนั้นในฐานะที่มาจากท้องถิ่น มาจาก ภูมิภาค มาจากบ้านนอก แน่นอนครับเมื่อประชาชนได้มีโอกาสแบบนี้แล้วนั้นผมเชื่อว่า ถ้าพระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศใช้ออกไปแล้วเปิดช่องให้ประชาชนได้มีสิทธิเข้าชื่อเสนอ แล้วนั้นผมว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะพี่น้องประชาชนเขาอยู่ในชนบทอยู่ในพื้นที่ ของแต่ละพื้นที่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่ว่าภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นไม่เหมือนกัน กฎหมายฉบับนี้ก็เปิดช่องเปิดให้ทุกท้องถิ่น แต่ละท้องถิ่นนั้นได้แก้ไขปัญหาของตัวเอง ชนชั้นใดเมื่อมีโอกาสออกกฎหมาย เมื่อมีอำนาจรัฐ ก็จะรักษาประโยชน์ของชนชั้นนั้น แต่วันนี้พระราชบัญญัติฉบับนี้จะเปิดช่องให้พี่น้อง ประชาชนได้ใช้สิทธิผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงหรือผู้ที่ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงสามารถ เสนอชื่อตามที่หลายฉบับก็ได้เสนอไปแล้วนั้น ผมเห็นด้วยกับในกรณีที่ผ่านมามันยาก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ไหว ๕,๐๐๐ คนก็ไม่ไหว แต่ถ้าหากว่า ๑ ใน ๑๐ นั้นผมคิดว่า แต่ละท้องถิ่นนั้นผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง ๑ ใน ๑๐ ผมคิดว่าน่าจะเปิดช่อง เปิดโอกาสให้ พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงการแก้ไขปัญหาของพื้นที่ ของหมู่บ้าน ตำบลของเขาได้อย่าง รวดเร็วและเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับผมคงไม่ใช้เวลามาก แต่ลุกขึ้นมาอภิปรายในครั้งนี้นั้นก็เพื่ออยากจะให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งสภาแห่งนี้ได้ลงมติ เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญหรือจะส่งไปคณะกรรมาธิการสามัญคณะใดคณะหนึ่ง ก็ได้ แต่ฝากคณะกรรมาธิการที่จะเข้ามาทำหน้าที่ ขอความกรุณาว่าถ้าไม่ควรจะเกิน ๑ ใน ๑๐ ก็ยังดี หรือ ๑ ใน ๒๐ ก็ยิ่งดีครับ เพราะประชาชนบางครั้งกว่าจะเซ็นชื่อกันได้ เดี๋ยวนี้ใช้เวลามากพอสมควร ประชาชนอาจจะไม่เข้าใจ แต่คนกลุ่มน้อยนี่อาจจะมีแค่ตำบลนั้น มี ๑๐ กว่าหมู่บ้าน หมู่ ๑ หมู่เดียวอาจจะมีคนไม่เพียงพอเมื่อเกิดปัญหา เพราะฉะนั้น ก็เปิดโอกาสให้เห็นด้วย ๑ ใน ๑๐ หรือ ๑ ใน ๒๐ ฝากคณะกรรมาธิการเปอร์เซ็นต์ของ ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงช่วยกันสนับสนุนเซ็นชื่อก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานอย่างสูงครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขออภิปราย สนับสนุนต่อร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. …. ต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าโดยรวมในหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ กระผมเองเห็นด้วย ในหลักการ โดยหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดให้มีการเข้าชื่อเสนอโดยการปรับลด แล้วก็ให้เกิดความเหมาะสมในความสะดวกในการที่พี่น้องประชาชนจะมีโอกาสได้เข้าชื่อ เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการจัดทำร่างข้อบัญญัติ ซึ่งในร่างฉบับนี้ ได้ให้โอกาสทางท้องถิ่นได้เข้ามาช่วยสนับสนุนในการจัดทำร่างให้กับพี่น้องประชาชน ที่จะเสนอข้อบัญญัติ ผมมีข้อสังเกตเพียงเล็กน้อยต่อร่างฉบับนี้ โดยเฉพาะในส่วนของ มาตรา ๕ ที่บอกว่าการเสนอชื่อ เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นในเรื่องดังต่อไปนี้จะกระทำไม่ได้ ซึ่งกำหนดไว้อยู่ ๔ วงเล็บนะครับ ผมเองอยากจะกราบเรียนว่าไม่เห็นด้วยสักเท่าไร แล้วอีกอย่างหนึ่ง ก็ไม่ได้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ฉบับแก้ไข ปี ๒๕๖๒ ครับ เพราะว่าใน พ.ร.บ. ท้องถิ่นหลาย ๆ ฉบับ มีข้อกำหนดอย่างหนึ่งที่บอกว่าถ้าหากว่าเป็นข้อบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการเงิน อย่างใน พ.ร.บ. เทศบาล กำหนดว่า ร่างเทศบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการเงิน จะเสนอได้โดย นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาล หรือราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็เป็นไปตามร่างกฎหมาย ฉบับนี้นะครับ แต่บอกว่าถ้าเป็นร่างเทศบัญญัติเกี่ยวกับการเงิน จะเสนอได้ต่อเมื่อ นายกเทศมนตรีเป็นผู้รับรอง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราไม่จำเป็นต้องไปกำหนดแบบนี้ว่า ทั้ง ๔ ข้อในมาตรา ๕ ๔ วงเล็บ จะกระทำมิได้เลย ก็ไม่จำเป็นต้องไปกำหนดครับ ก็ปล่อยให้เขาเสนอมาได้ อาจจะกำหนดไปว่าบางข้อใดที่เกี่ยวข้องกับการเงินก็ให้ผู้บริหาร เป็นผู้รับรองด้วยได้ ก็สามารถที่จะเสนอได้โดยไม่จำเป็นต้องไปกำหนดว่าจะกระทำมิได้ ดังนั้นจึงอยากจะขอเสนอข้อสังเกตเพียงเรื่องเดียวนี่ละครับ นอกนั้นผมเองก็เห็นด้วย ในหลักการเกือบทั้งหมด ในส่วนของการเข้าชื่อเสนอข้อญัตติ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดจำนวนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สามารถเสนอชื่อในข้อญัตตินี้ได้นะครับ ก็ขอถือโอกาส ได้เรียนถึงข้อสังเกตที่ผมมีต่อร่างฉบับนี้เพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ มีชื่อ เสนอมาใหม่อีก ๒ ท่านนะครับ ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน แล้วก็คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขอเชิญนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขออนุญาตที่จะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นของผมที่จะเสนอนั้นเป็นประเด็นที่ ๕ ในหัวข้อเรื่อง ข้อบัญญัติท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องด้วยการเงิน ซึ่งในร่างของท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ และคณะ เป็นผู้เสนอ ไม่ได้กำหนดเอาไว้นะครับ ผมขออนุญาตที่จะเรียนประเด็นเพิ่มเติมดังนี้ครับ ท่านประธาน ก็คือว่าใน (๔) การอันมิได้อยู่ในหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ประเด็นที่สำคัญเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน การที่จะบอกว่าอยู่หรือไม่อยู่นี้ มันมีประเด็นของการตีความอยู่ค่อนข้างมาก แล้วเมื่อลงไปถึงการปฏิบัติจริงแล้วมักจะเกิด ปัญหาอย่างยิ่ง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมนะครับ อย่างเช่น เรื่องของภาษีบำรุงท้องที่ ในเรื่องของการคิดอัตรา ในเรื่องของการจัดประเภทการใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน และสุดท้ายจบลงด้วยการใช้ดุลยพินิจของ เจ้าหน้าที่ค่อนข้างมาก แล้วก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ อย่างนี้เป็นต้น หรือว่า อีกตัวอย่างหนึ่งนะครับ อย่างเช่นภาษีป้าย ภาษีป้ายนี้ วันนี้ระบบธุรกิจของประเทศของเรา ได้พัฒนาไปไกลมาก การมีป้ายโฆษณามันมีในทุกสถานที่ ในทุกพื้นที่ แม้กระทั่ง บนโทรศัพท์มือถืออย่างนี้นะครับท่านประธาน มีคำถามว่าป้ายโฆษณาที่อยู่บนออนไลน์ (Online) นี้ต้องเสียภาษีหรือไม่ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าพูดลงไปอีก อย่างเช่น ในห้างสรรพสินค้า มันมีป้ายของสินค้าแขวนอยู่ อย่างนี้ต้องเสียภาษีป้ายหรือไม่ ซึ่งบางท่านตีความว่าต้องเสียภาษี แต่บางท่านก็บอกว่าอันนี้ไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เองจึงเป็น เรื่องที่มีความละเอียดอ่อน แล้วก็จะต้องเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจ อย่างเช่นในกรณีของ ห้างสรรพสินค้า การมีป้ายในห้างนั้นไม่ควรที่จะมีการจัดเก็บภาษีป้ายในส่วนนี้ หรือว่า แม้กระทั่งในรถไฟฟ้าครับท่านประธาน มีการโฆษณา มีป้าย แล้วก็เป็นรายได้ สิ่งเหล่านี้ ควรจะเก็บภาษีหรือไม่ เป็นต้น เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองผมคิดว่าการทำความเข้าใจ ต่อวิธีปฏิบัติเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ในส่วนนี้ผมขออนุญาตเรียนกับท่านประธานว่า เมื่อหลายปีก่อนท่านประธานได้กรุณานำคณะของพรรคประชาธิปัตย์เดินทางไปที่ ประเทศเนเธอร์แลนด์ แล้วผมก็ได้มีโอกาสร่วมคณะไปกับท่านประธานด้วย ในการเดินทาง ครั้งนั้นสิ่งที่เราไปดูก็คือว่าการออกข้อบัญญัติของท้องถิ่นทำอย่างไร และสิ่งที่เราพบก็คือว่า ในประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อมีการออกข้อบัญญัติเกิดขึ้นเขาจะได้กำหนดไว้เลยว่าก่อนที่จะมี การบังคับใช้ให้นำข้อบัญญัตินั้นไปทดลองปฏิบัติก่อน อาจจะเป็นเวลา ๑ ปีหรือ ๒ ปี แล้วก็ ไปดูวิธีการปฏิบัติว่าความพร้อมของเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นเป็นอย่างไร ปัญหาในการตีความ ของนิยามของสิ่งที่จะต้องบัญญัติไว้นั้นเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับชีวิตจริง แล้วก็มีผลกระทบ ต่อระบบธุรกิจ มีผลกระทบต่อระบบสังคม ความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้ มันก็จะมีปัญหาในรายละเอียดเกิดขึ้น และหลังจากที่ทดลองปฏิบัติ เช่น ๒ ปีไปแล้ว ก็มีการนำความคิดเห็นของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงรายงานกลับมายังสภา ของท้องถิ่นและนำไปสู่การปรับแก้ข้อบัญญัตินั้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งกระบวนการอันนี้ ถ้าท่านประธานจำได้ พวกเราทุกคนประทับใจมากว่าเป็นกระบวนการที่ดี เพราะจะทำให้ ข้อบัญญัติก่อนที่จะประกาศใช้นั้นได้มีการทดลองปฏิบัติและดูความพร้อมกลไกของท้องถิ่น ความพร้อมของพี่น้องประชาชน ผลกระทบที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร ผมคิดว่าหลักการและ กลไกเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมจึงอยากจะขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนว่า การเปิดโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนได้มีโอกาสเข้าชื่อเพื่อเสนอข้อบัญญัตินั้นถือว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก แต่อยากให้คิดต่อไปถึงขั้นว่าควรจะได้มีการนำเสนอให้ท้องถิ่น นำข้อบัญญัติก่อนที่จะมีผลบังคับอย่างถาวรไปทดลองปฏิบัติก่อน ยกตัวอย่างเช่น ที่ผมยกตัวอย่างไปแล้วอย่างเช่นภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย เป็นต้น ไปถามร้านค้า ไปถาม ผู้ประกอบการต่าง ๆ ว่าเป็นอย่างไร ไปถามพี่น้องประชาชนว่าเป็นอย่างไรในการเสียภาษี บำรุงท้องที่ เป็นต้น ผมคิดว่าถ้าทำอย่างนี้ได้แล้ว เจ้าหน้าที่มีความเข้าใจได้รับการฝึกฝน อย่างถูกต้อง ระบบกลไกการตรวจสอบถูกต้อง ข้อบัญญัตินั้นก็จะมีความโปร่งใส ข้อบัญญัตินั้น ก็จะเป็นประโยชน์และอำนวยความสงบสุข แล้วก็การพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นนั้น ได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองครับท่านประธาน ผมจึงสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. นี้ แต่ขออนุญาตฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการที่จะเกิดขึ้นว่าขอให้นำประเด็นเรื่องกลไก การทดลองปฏิบัติข้อบัญญัตินี้ อย่างเช่นในกรณีของประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ได้ไปดูมานั้น เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ควรจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และถ้าเป็นอย่างเช่นนี้ การเข้าชื่อของพี่น้องประชาชนในการแก้ไขข้อบัญญัติต่าง ๆ ก็จะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ แล้วก็เกิดประโยชน์กับส่วนรวมอย่างยิ่งครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสาทิตย์ครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นผู้หนึ่งนะครับ ที่สนับสนุนหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยรัฐบาลและโดยพรรคประชาธิปัตย์อีกฉบับหนึ่งนะครับ ความจริงแล้วโดย หลักการของกฎหมายฉบับนี้เป็นหลักการที่มุ่งประสงค์ที่จะปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วย แต่ว่าอย่างไรก็ตามถ้าจะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ทั้งฉบับโดยหลักการแล้วน่าจะเป็น กฎหมายฉบับแรก ๆ ที่เป็นการกำหนดถึงเรื่องของหน้าที่ของสภาท้องถิ่นที่มีต่อประชาชน ซึ่งการกำหนดหน้าที่ของประธานสภาก็ดี โดยบทบัญญัติในกฎหมายฉบับนี้หรือกำหนดหน้าที่ ของสภาท้องถิ่นก็ดีถือเป็นหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่จะต้องเน้นการมีส่วนร่วมของ ประชาชนและจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาธิปไตยที่ถือหลักของการกระจายอำนาจนั้นจะต้องให้ ประชาชนได้มีส่วนร่วมมากขึ้น แต่เมื่อดูรายละเอียดในตัวกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ คือฉบับที่ เสนอโดยคณะรัฐมนตรีและฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์นั้นผมไม่ได้ลงชื่อร่วมอยู่ด้วย เมื่อฟังเพื่อน ส.ส. ในสภาได้อภิปรายไปแล้ว ผมเห็นประเด็นปัญหาหนึ่งที่อยากจะเสนอ เอาไว้สำหรับท่านตัวแทนของรัฐบาลคือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและเสนอต่อ คณะกรรมาธิการด้วย นั่นก็คือว่ากฎหมายที่กำหนดให้การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น โดยทั่วไปมักจะคิดจากหลักคิดของทางราชการ คำว่า คิดโดยหลักคิดของทางราชการนั้น มักจะไปเน้นกันที่เรื่องของรูปแบบ ความถูกต้องที่กำหนดขึ้นมาเป็นระเบียบ เป็นกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เราจะเห็นได้ชัดจากการที่ประชาชนจะต้องไปยื่นคำขออนุญาตต่าง ๆ หรือแม้แต่กระทั่ง การเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อสภาผู้แทนราษฎรในอดีตที่ผ่านมา เป็นต้น แต่วิธีคิดแบบระบบราชการนั้นมันจะขาดความยืดหยุ่นที่ไปตอบสนองต่อประชาชน เสมือนกับว่าหลักคิดนั้นโยนความรับผิดชอบให้กับประชาชนที่จะต้องไปเรียนรู้เองว่า ในระเบียบ ในกฎเกณฑ์ ในแบบฟอร์มที่ถูกต้องนั้นควรจะเป็นอย่างไร พอไม่ถูกต้อง ก็จะถูกตีกลับ ทำให้รัฐธรรมนูญในฉบับหลังมาพยายามจะไปลดเงื่อนไขกฎเกณฑ์ อย่างเช่น การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กระทำได้ง่ายขึ้น แล้วท่านประธานรัฐสภาท่านเองที่เป็น คนอำนวยความสะดวกประชาชนให้ง่ายขึ้นด้วยการอำนวยความสะดวกให้มีการตรวจสอบ รายชื่อเร็วขึ้น ซึ่งผมคิดว่าหลักการเช่นนั้นเป็นหลักการที่ถูกต้อง แต่ในกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับ ในมาตราที่บัญญัติไว้ในเรื่องเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเข้าชื่อจะต้องยื่นคำร้อง ประกอบด้วยเอกสารต่าง ๆ นั้นยังคงเขียนว่าให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในข้อบังคับ การประชุมสภาท้องถิ่น ซึ่งลักษณะแบบนี้ผมว่าเป็นวิธีคิดแบบราชการ ประเด็นของผม ที่จะฝากไว้กับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ดี ทางกรรมาธิการก็ดี คือเรา จะมีลักษณะของความยืดหยุ่นของแบบฟอร์มโดยระเบียบ โดยข้อกำหนดต่าง ๆ ให้ประชาชนสามารถยื่นได้ง่ายขึ้นได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งอันนี้เสนอไว้ในเชิงของหลักการนะครับ แม้ว่าท่านกำหนดไว้เป็นหน้าที่ของประธานสภาท้องถิ่นที่บอกว่า ถ้าประชาชนจะยื่น หรือจะเชิญชวนให้ยื่นคำร้องต่อประธานสภาท้องถิ่น และให้ประธานสภาท้องถิ่นดำเนินการ ให้เจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการให้ตามความประสงค์ของผู้ร้องก็ตาม แต่ความชัดเจนเหล่านี้จำเป็นจะต้องเขียนขยายความลงไปในกฎหมายหรือไม่ว่าจะต้องมี ความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อพี่น้องประชาชน ซึ่งอาจจะเป็นไปในลักษณะที่กำหนด อำนาจหน้าที่ของประธานสภาท้องถิ่นเพิ่มขึ้นว่าให้ความสะดวกกับประชาชน เช่นไปเพิ่มเติม ในวรรคสอง ของมาตรา ๗ ของกฎหมายฉบับที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ หลังจากที่บอกว่า ให้เป็นไปตามระเบียบที่ประธานสภาท้องถิ่นกำหนดโดยความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น อาจจะกำหนดหลักการเพิ่มว่า ทั้งนี้ต้องมีแนวทางอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นด้วย เหล่านี้เป็นต้น ถ้าเป็นอย่างนี้มันก็จะคลายรูปแบบของ ระบบราชการลง เพราะไม่เช่นนั้นแล้วฝ่ายราชการก็ดี ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็ดี ก็จะตีความตาม กฎหมาย ตามตัวระเบียบแล้วไม่เห็นประชาชนที่เป็นคนที่มาเสนอว่าเขาต้องการอย่างไร อันนี้คือเป็นการแก้ปัญหาหนึ่งของวิธีคิดแบบราชการให้กลับมาเป็นแบบวิธีคิดที่เอาประชาชน เป็นตัวตั้งมากขึ้นครับ🔗
ในประการถัดมาท่านประธานครับ เมื่อมีการยื่นเสนอให้กับประธาน สภาท้องถิ่นเป็นคำร้องแล้วในกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดหน้าที่ แล้วก็ระยะเวลาเอาไว้ ให้ประธานสภาท้องถิ่นต้องดำเนินการ แต่ในกฎหมายฉบับนี้ยังใช้คำว่า ให้ดำเนินการเสนอ ต่อสภาท้องถิ่นตามข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่นโดยเร็ว ประเด็นเหล่านี้ในกฎหมาย มักมีข้อถกเถียงเสมอว่า คำว่า โดยเร็ว นั้นคือเร็วอย่างไร เร็วของประชาชนกับเร็วของ เจ้าหน้าที่ กับเร็วของประธานสภาท้องถิ่นอาจมีนัยที่แตกต่างกัน มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะกำหนดระยะเวลาเพิ่มเติมไปให้ชัดเจนขึ้นมากกว่าคำว่า โดยเร็ว ผมเคยเป็นกรรมาธิการ หลายคณะครับ ไปถกคำว่า โดยเร็ว โดยพลัน โดยทันที ทุกครั้งเป็นประเด็นที่ทำให้ประชาชน ต้องเสียประโยชน์หรือเสียโอกาสมากขึ้นทุกครั้ง เพราะฉะนั้นกฎหมายที่มีโอกาส ที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนควรจะกำหนดเงื่อนไขของเวลาให้มีความชัดเจนขึ้น แล้วก็มีสภาพบังคับตัวประธานสภาด้วย เพราะเราต้องยอมรับความจริงว่าในท้องถิ่น อาจมีความเห็นต่างกัน อาจมีกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มของผู้ที่เกี่ยวพันกับตัวสภาท้องถิ่น อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะเป็นฝ่ายที่เคยแข่งขันกันมาอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม เงื่อนไขเหล่านี้ควรจะเป็น เงื่อนไขที่เอื้ออำนวยให้กับประชาชนมากกว่าไปผูกการตัดสินใจทั้งหมดไว้กับตัวประธานสภา หรืออำนาจของสภาท้องถิ่นเท่านั้น ถ้าเป็นหลักการไปตามนี้แล้วมันก็จะเอื้ออำนวยให้ ประชาธิปไตยทางตรง หรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมในท้องถิ่นจะได้มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ผมก็ถือโอกาสนี้นอกจากสนับสนุนโดยหลักการแล้วก็อยากให้กำหนดหลักการในที่เสนอไป เพิ่มเติมเพื่อเอื้ออำนวยให้กฎหมายฉบับนี้มีประสิทธิภาพ แล้วก็ตอบสนองต่อประชาธิปไตย ในท้องถิ่นได้มากขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ เพื่อนสมาชิกได้มีโอกาสอภิปราย ๑๖ ท่านโดยทั่วถึงนะครับ เจ้าของกฎหมายผู้เสนอ ร่างทั้ง ๒ ฉบับ เชิญเลยครับจะชี้แจง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จะขออนุญาตรบกวนเวลาของสภาใน ๒-๓ ประเด็น ที่ท่านสมาชิกได้ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่าทำไมกฎหมายฉบับนี้ไม่เรียกว่าพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมนะครับ ก็สาเหตุสั้น ๆ ขออนุญาตกราบเรียนว่าที่ไม่ใช้อย่างนั้นเพราะว่า มันมีการแก้ไขในหลายมาตรา แล้วก็ประการสำคัญก็คือว่าร่างหลักการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับหลักการในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ปี ๒๕๖๐ นี้มันแตกต่างกันนะครับ ก็เลยถือว่า เป็นการยกร่างกฎหมายใหม่ โดยไปยกเลิกกฎหมายฉบับเก่าเมื่อปี ๒๕๔๒ ประเด็นนี้ ขออนุญาตชี้แจงประเด็นนี้นะครับ🔗
ประเด็นต่อมาก็คือว่าไปห้าม มีข้อห้ามเรื่องเป็นข้อจำกัด ข้อห้าม ข้อบัญญัติ เกี่ยวกับเรื่องการเงินไว้ทำไม ประเด็นนี้ขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าเรื่องการเงินการคลัง ในกฎหมายจัดตั้งไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย อบจ. หรือกฎหมายเทศบาลนี่ก็มีระบุอยู่ เช่น ที่ท่านสมาชิกได้กราบเรียนเพราะถือว่าเรื่องการเงินการคลังของท้องถิ่นเป็นเรื่องที่มี ความละเอียดอ่อนเหมือนกันนะครับ และประกอบกับว่าท้องถิ่นนั้นมีรายได้มาจาก หลายช่องทาง ช่องทางที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง หรือว่าช่องทางที่รัฐบาลจัดสรรให้ หรือว่า รัฐบาลแบ่งให้ หรือว่าบางส่วนก็เป็นเงินที่รายได้จากเงินอุดหนุนนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านจะเห็นว่ารายได้ท้องถิ่นมันจะไม่เหมือนกันในแต่ละท้องที่ ในแต่ละท้องถิ่น เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีความระมัดระวังในเรื่องที่เกี่ยวกับฐานะและความมั่นทางการคลังของท้องถิ่น จึงได้มี ข้อห้ามว่าถ้าภาคประชาชนจะเสนอนั้นทำได้ แต่ว่าต้องผ่านการรับรองของผู้บริหารท้องถิ่นนั้น ๆ ก่อนนะครับ เพราะฉะนั้นจึงเรียนไว้ในเบื้องต้นอย่างนี้🔗
ส่วนประการที่ ๓ มีท่านสมาชิกบอกว่าการจัดทำกฎหมายดังกล่าวนี้ได้มี การรับฟังความเห็นจากพี่น้องประชาชนหรือไม่ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไป ยังท่านสมาชิกว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้จัดรับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชน ทางเว็บไซต์ (Website) แต่ว่ากรณีกฎหมายฉบับนี้ปรากฏว่าไม่มีพี่น้องประชาชนแสดงความคิดเห็น ในกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้นะครับ เพราะฉะนั้นใน ๓ ประเด็นนี้ก็อยากจะถือโอกาสกราบเรียน🔗
ส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่ท่านสมาชิกได้นำเสนอนั้นหลายประเด็นเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง ผมคิดว่าในชั้นกรรมาธิการก็จะได้นำไปพิจารณาในรายละเอียดต่อไปว่าประเด็นใด ที่จะนำไปสู่การบัญญัติไว้ในกฎหมายหรือแก้ไขในร่างใดหรือไม่อย่างไร ก็จะได้พิจารณา ในชั้นกรรมาธิการต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านชินวรณ์ ผู้เสนอจะชี้แจงอะไรเชิญเลยครับ ถ้าไม่มี ก็ท่านเจ้าของกฎหมายมีสิทธิที่จะสรุป ท่านรัฐมนตรี จะสรุปอะไรไหมครับ ถ้าไม่มีสรุป ก็ถือว่าจบการอภิปราย ต่อไปจะต้องขออนุญาตขอมติ ที่ประชุมจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกครับ🔗
ขออนุญาตให้เวลาสมาชิก นะครับ ท่านที่เข้ามาแล้วก็กรุณากดบัตรแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ถ้าพร้อมปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้แสดงตนขณะนี้ ๒๙๖ คน ครบองค์ประชุม🔗
ต่อไปจะขอมติที่ประชุมครับว่า จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่รับหลักการ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ พร้อมขอปิดการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๓๑๘ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๓๐๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๐ ท่าน มติที่ประชุมรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญเสนอ กรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเสนอกรรมาธิการวิสามัญโดยขอเสนอจำนวนทั้งหมด ๒๕ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอผู้รับรองครับ🔗
เสนอกรรมาธิการ ๒๕ ท่าน ที่ประชุมไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ🔗
ถือว่าเห็นชอบกรรมาธิการ วิสามัญ ๒๕ ท่านนะครับ เป็นสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ๕ คน เป็นสัดส่วนของกรรมาธิการ แต่ละพรรคการเมือง ๒๐ คน พรรคเพื่อไทย ๖ คน พรรคพลังประชารัฐ ๕ คน พรรคภูมิใจไทย ๓ คน พรรคก้าวไกล ๒ คน พรรคประชาธิปัตย์ ๒ คน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ คน พรรคเสรีรวมไทย ๑ คน ขอเชิญสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีก่อนครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ในนามของคณะรัฐมนตรีจำนวน ๕ ท่าน ๑. นายนิพนธ์ บุญญามณี ๒. นายสันติธร ยิ้มละมัย ๓. นางชื่นสุมน นิวาทวงษ์ ๔. นายวัชรพล โตมรศักดิ์ และ ๕. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ครับ🔗
ครับ ของคณะรัฐมนตรี ๕ ท่านนะครับ ต่อไปสัดส่วนของพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทย ๖ คน เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยจำนวน ๖ ท่าน ดังนี้ ๑. นายประเสริฐ บุญเรือง ๒. นายพัฒนา สัพโส ๓. นายสุชาติ ภิญโญ ๔. นายวิกรม เตชะธีราวัฒน์ ๕. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ๖. นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ขอผู้รับรองค่ะ🔗
ขอผู้รับรองครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคพลังประชารัฐ ๕ คน เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคพลังประชารัฐ ๕ ท่าน ๑. นายสมศักดิ์ คุณเงิน ๒. นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ๓. นายวันชัย ปริญญาศิริ ๔. นายสมบัติ อำนาคะ ๕. นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคภูมิใจไทย ๓ คนครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอับดุลบาซิม อาบู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอชื่อคณะกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย จำนวน ๓ ท่าน ๑. ส.ส. ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ๒. นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ๓. นายชยุตม์ จิระพันธุ์วาณิช ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคก้าวไกล ๒ คนครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายทศพร ทองศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของชาวราษฎร์บูรณะ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล ๒ ท่านครับ ๑. ท่านวรภพ วิริยะโรจน์ ๒. ท่านบรรณ แก้วฉ่ำ ขอผู้รับรองครับ🔗
ครับ ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๒ คนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในสัดส่วน ของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๒ ท่าน ดังนี้ ๑. นายอิสสระ สมชัย ๒. นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ครับ ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ คนครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอ นายปองพล สะสมทรัพย์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอบคุณครับ ผู้รับรอง ถูกต้องครับ ต่อไปพรรคเสรีรวมไทย ๑ คนครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทยครับ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการในสัดส่วน ของพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน ขอเสนอ นางสาวเกศศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์ ขอผู้รับรอง ด้วยครับ🔗
ครับ มีผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญเลขาธิการอ่านรายชื่อของคณะกรรมาธิการครับ🔗
รายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ๑. นายนิพนธ์ บุญญามณี ๒. นายสันติธร ยิ้มละมัย ๓. นางชื่นสุมน นิวาทวงษ์ ๔. นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ๕. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๖. นายประเสริฐ บุญเรือง ๗. นายพัฒนา สัพโส ๘. นายสุชาติ ภิญโญ ๙. นายวิกรม เตชะธีราวัฒน์ ๑๐. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ๑๑. นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ๑๒. นายสมศักดิ์ คุณเงิน ๑๓. นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ๑๔. นายวันชัย ปริญญาศิริ ๑๕. นายสมบัติ อำนาคะ ๑๖. นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ๑๗. นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ๑๘. นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ๑๙. นายชยุตม์ จิระพันธุ์วาณิช ๒๐. นายวรภพ วิริยะโรจน์ ๒๑. นายบรรณ แก้วฉ่ำ ๒๒. นายอิสสระ สมชัย ๒๓. นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ ๒๔. นายปองพล สะสมทรัพย์ ๒๕. นางสาวเกศศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์🔗
ครับ ขอเชิญเสนอ ระยะเวลาในการแปรญัตติครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเรียนเสนอระยะเวลาแปรญัตติ ๗ วันครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอผู้รับรองครับ สมาชิก มีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีก็แปรญัตติ ใน ๗ วันครับ เนื่องจากมีพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนะครับ จะใช้ฉบับใดเป็นหลักในการพิจารณา ในวาระที่ ๒ กรุณาเสนอด้วยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร นะครับ ขอให้ใช้ร่างของคณะรัฐมนตรี เป็นหลักครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอผู้รับรองนะครับ สมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีก็ใช้ร่างของรัฐบาล เป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่ ๒ ครับ จบกระบวนการพิจารณาของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นะครับ🔗
เรื่องด่วนที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
โดยที่มีร่างพระราชบัญญัติ ทำนองเดียวกันอีก ๑ ฉบับ ของคุณชินวรณ์ บุณยเกียรติ กับคณะ เป็นผู้เสนอนะครับ แล้วก็ เป็นเรื่องทำนองเดียวกัน จึงขออนุญาตที่ประชุมนะครับว่าจะขอนำมาพิจารณาพร้อมกันไป🔗
สมาชิกไม่มีความเห็น เป็นอย่างอื่นก็ถือว่าให้นำมาพิจารณาร่วมกันนะครับ ขอเรียนว่าโดยร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับนี้ ผู้เสนอได้เสนอมายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาตามมาตรา ๑๓๓ (๑) และ (๒) ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับที่คณะรัฐมนตรีเสนอนั้น ได้นำเสนอ รายงานการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตรากฎหมายเพื่อประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมาย ตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแล้ว สำหรับร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการทำนองเดียวกัน จึงไม่จำเป็น ต้องดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามประกาศ สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการการรับฟังความคิดเห็น และการวิเคราะห์ ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒ วรรคสอง รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งให้ สมาชิกแล้วนะครับ โดยที่เรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยได้ขออนุญาตให้ผู้แทนกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งผมอนุญาตให้ทั้ง ๒ ท่านนะครับ คือ ๑. นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น ๒. นายอนุพันธ์ พานิช ผู้อำนวยการกองกลุ่มงานกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น ขออนุญาต ๒ ท่านนะครับ🔗
ขอเชิญรัฐมนตรีผู้เสนอครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เสนอร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมีหลักการและเหตุผลดังต่อไปนี้🔗
ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น พ.ศ. .... หลักการและเหตุผล โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๔ กำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อ กันเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ ประกอบกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียง เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังไม่เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สมควรยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียง เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และให้มีกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อ เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขึ้นแทน เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งในสาระสำคัญ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมขออนุญาตที่จะเรียนโดยย่อว่า🔗
สาระสำคัญประการแรก ก็คือว่ายกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียง เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒🔗
ประการที่ ๒ กำหนดวิธีการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นไว้ ๒ กรณี ดังนี้🔗
(๑) การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นต้องมี จำนวนผู้เข้าชื่อเกินกึ่งหนึ่งของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หากมีการถอนชื่อแล้วจำนวนเหลือไม่ถึง กึ่งหนึ่ง ให้ผู้กำกับดูแลเรื่องยุติเรื่อง แต่หากมีการถอนชื่อหรือไม่ถอนชื่อ และมีจำนวนเกิน กึ่งหนึ่งให้ผู้กำกับดูแลประกาศให้ประชาชนทราบ และให้ถือวันประกาศเป็นวันพ้นจาก ตำแหน่งของผู้ถูกถอดถอน🔗
(๒) การเข้าชื่อขอให้มีการสอบสวน เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ สุดแต่จำนวนใดจะน้อยกว่าของจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หากมีการถอดถอนชื่อแล้ว จำนวนไม่ถึง ๕,๐๐๐ คน หรือไม่ถึง ๑ ใน ๕ สุดแต่จำนวนใดจะน้อยกว่า ให้ผู้กำกับดูแล ยุติเรื่อง หากมีการถอนชื่อหรือไม่ถอนชื่อ และมีจำนวนเกิน ๕,๐๐๐ คน หรือเกิน ๑ ใน ๕ สุดแต่จำนวนใดจะน้อยกว่าให้ผู้กำกับดูแลตั้งคณะกรรมการสอบสวน และดำเนินการสอบสวน ต่อไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตราพระราชบัญญัตินี้ จึงขอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อไป ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ฉบับของท่านชินวรณ์ เชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัด นครศรีธรรมราช ผมขอเสนอร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... กระผมพร้อมด้วยคณะ ท่านประกอบ รัตนพันธ์ ท่านนริศ ขำนุรักษ์ ท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ ท่านแนน บุณย์ธิดา สมชัย ท่านวีระชัย วีระเมธีกุล ท่านพนิต วิกิตเศรษฐ์ ท่านรังสิมา รอดรัศมี ท่านถาวร เสนเนียม ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ท่านเกียรติ สิทธีอมร ท่านอัศวิน วิภูศิริ ท่านอิสสระ สมชัย ท่านเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ท่านภานุ ศรีบุศยกาญจน์ พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ท่านศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ท่านวิวรรธน์ นิลวัชรมณี ท่านสมชาติ ประดิษฐพร ท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช และท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กระผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า กระผมได้เสนอกฎหมาย การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ....🔗
หลักการ ก็คือว่าต้องการที่จะให้มีกฎหมายในการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น🔗
เหตุผล ก็คือว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕๔ ได้มี บทบัญญัติไว้ชัดเจนที่จะกำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีสิทธิเข้าชื่อกันเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ ประกอบกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียง เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังไม่เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงสมควรยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่น และให้มีกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นขึ้นแทน เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ และเพื่อต้องการที่จะให้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงในการที่จัดระเบียบโลกใหม่ในเรื่อง ที่จะต้องกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะได้ อภิปรายประกอบเหตุผลเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยครับท่านประธาน🔗
ประเด็นหลักการสำคัญตามที่ผมได้กราบเรียนไปตอนที่ได้เสนอพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเพื่อเสนอข้อบัญญัติของท้องถิ่นหรือเทศบัญญัติไปแล้วว่า กฎหมาย ๒ ฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญที่เกิดขึ้นจากการเรียกร้องในการที่จะปฏิรูปทางการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องของการที่เราอยากจะเห็นการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และจำเดิม ท่านประธานชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้วางหลักการสำคัญในการพัฒนา ประเทศไว้ด้วยโครงการที่เรียกว่า ๓ กระจาย กระจายอำนาจ กระจายความเจริญ และกระจายโอกาส กระผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าการกระจายโอกาสเราก็เห็นภาพ อย่างชัดเจนในเรื่องของการศึกษาที่ได้มีการเปลี่ยนแปลง และเปิดโอกาสให้กับพี่น้อง ประชาชนจนมาถึงขณะนี้ การกระจายอำนาจก็เป็นเรื่องที่พวกผม ในฐานะที่เป็นสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นก็ได้ร่วมกันเสนอกฎหมายพระราชบัญญัติองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ยกฐานะสภาการปกครองในระดับตำบลขึ้นมาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ให้มีการเลือกตั้งโดยตรง ยกฐานะสุขาภิบาลขึ้นมาเป็นเทศบาล และได้มีการตรา พระราชบัญญัติว่าด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งเป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ แล้วก็มีผล มาถึงปัจจุบันนี้ การวางรากฐานในการพัฒนาประเทศในยุคนั้นถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่มีผล จนมาถึงยุคปัจจุบันนี้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ การกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นนั้น ต้องเป็นการกระจายอำนาจที่แท้จริง คำว่า กระจายอำนาจที่แท้จริง ก็คือว่าจะต้องให้ ประชาชนสามารถบริหารจัดการตัวเองได้ จะให้ท้องถิ่นเขาสามารถที่จะบริหารจัดการ ทั้งการเงิน การคลัง การบริหาร การพัฒนา ตลอดถึงการดำเนินการในเรื่องของข้อกฎหมาย ในเรื่องนี้อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานครับ ถ้าเรามองในหลักสากล ผมคิดว่า เพื่อนสมาชิกในสภานี้จะเห็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาเพียงไม่กี่วันที่มีการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา แล้วก็ได้พรรคเดโมแครต (Democrat) นายโจ ไบเดน ซึ่งเป็นอดีต ส.ส. มาหลายสมัย เป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็เป็นรองประธานาธิบดี ได้มีการต่อสู้ทางการเมืองมา ๔๓ ปี ได้ยึดหลักสำคัญที่สุดก็คือว่า การให้ประชาชนนั้น ได้มีส่วนร่วม และการเลือกตั้งต้องมาด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ในท้ายที่สุดอดีต ประธานาธิบดีก็ถูกพี่น้องประชาชนเข้าชื่อกัน เสนอให้มีการถอดถอน แล้วก็สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้รับรองให้มีการถอดถอน และในขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนของวุฒิสภาที่จะต้องถอดถอน ต่อไป กระบวนการเหล่านี้ถ้ามองแล้วดูเหมือนห่างไกลจากความเป็นจริงครับ เพราะว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นก็มีบทบัญญัติดังกล่าวไว้ในมาตรา ๒๘๙ ให้มีการเข้าชื่อถอดถอน เช่นเดียวกัน แล้วก็มีพระราชบัญญัติในการเข้าชื่อเสนอถอดถอน ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ว่า จากวันนั้นจนถึงวันนี้เรามีอำนาจก็คือมีกฎหมาย แต่เราไม่มีผลบังคับใช้ หลักของกฎหมาย เราพูดกันโดยทั่วไปว่าเมื่อไรมีอำนาจก็ควรมีผลบังคับใช้ แต่ที่เราร่างมาไม่มีผลบังคับใช้ ผมในฐานะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จึงให้ความสำคัญกับกฎหมายฉบับนี้ว่าถึงเวลาแล้ว ที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแล้ว และการเมืองของประเทศไทยก็จะสู่ยุคของ การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญนะครับ เรากำลังร่างรัฐธรรมนูญ เรากำลังมีคณะกรรมการสมานฉันท์ เรากำลังที่จะปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูป ผมเชื่อมั่นว่าประชาธิปไตย จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงเราจะต้องทำให้มีการกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง ตอนปี ๒๕๓๗ ท่านประธานในขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้สนับสนุนให้พวกผมได้รับทุนจากมูลนิธิเอเชีย ฟาวน์เดชัน (The Asia Foundation) ผมไปดูงานเรื่องท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา แล้วกลับมาก็เป็นผู้ร่างกฎหมาย อบต. ในขณะนั้น นอกจากว่าจะทำกฎหมายเรื่องการเสนอชื่อถอดถอนแล้วผมยังอยากเห็นว่าให้พี่น้อง ประชาชนสามารถที่จะเรียกร้องให้เทศบาลเปิดสำนักงานเทศบาลเหมือนในต่างประเทศ เขาเปิดซิตีฮอลล์ (City Hall) เพื่อมารองรับความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เพราะถือว่า พวกที่นั่งอยู่ข้างบนนั้นมาจากประชาชน โดยเฉพาะข้าราชการมาจากภาษีประชาชน ไม่ใช่เป็นเจ้านายประชาชน แต่เป็นคนที่ต้องทำให้ประชาชนชื่นใจ ท่านประธานครับ สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นของเรามีข้อจำกัดและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เราต้องยอมรับความเป็นจริงครับ เพราะว่ากระบวนการในการเลือกตั้งของเรานั้นไม่สามารถ ที่จะคัดกรองคนที่เรียกว่า ให้ได้คนดีมาปกครองบ้านเมืองได้อย่างแท้จริง และกฎหมายของเรา ถึงแม้เราจะมีองค์กรอิสระ แต่ก็ไม่สามารถที่จะไปดำเนินการในการถอดถอนหรือขับเขา ออกให้พ้นจากเวทีการเมือง เมื่อเขาประพฤติและปฏิบัติโดยมิชอบ ผมคิดว่าการเสนอ กฎหมายท้องถิ่นในคราวนี้ เสนอกฎหมายเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นในคราวนี้ จะเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สำคัญครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคิดว่าเราได้พยายามที่จะให้มี บทบัญญัติที่ทาง ครม. ร่างมา ที่เสนอโดยท่านนิพนธ์ บุญญามณี เมื่อสักครู่ ผมยอมรับนะครับ ว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ผมอยากเห็นกระบวนการที่สามารถที่จะ ทำได้จริงครับ🔗
ทำได้จริงประการแรก คืออะไรครับ ผมอยากเห็นเหตุในการเข้าชื่อที่ต้อง ชัดเจน หมายถึงผู้เป็นสมาชิกท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นก็จะต้องมีความชัดเจนว่าเขามี ความผิดอย่างไร ที่จะนำไปสู่กระบวนการสอบสวนเพื่อถอดถอน ๑. จงใจทอดทิ้งหรือละเลย ไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่อำนาจอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง บางคน เลือกตั้งเสร็จไปอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง บางคนมีพิษสุราเรื้อรังก็ปล่อยกันให้อยู่อย่างนั้นครับ บางคนยอมรับด้วยตัวเองแล้วว่าไม่สามารถเป็นได้แล้วแต่ว่ารอจนกว่ามีการเลือกตั้ง ยิ่งไม่มี การเลือกตั้งมา ๘ ปี อยู่ไปอีก ๘ ปีโดยไม่ไปที่สำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เลยนะครับ สิ่งเหล่านี้กฎหมายอื่นกระบวนการอื่นมันทำไม่ได้มันต้องใช้กระบวนการ ถอดถอนครับ ๒. มีความประพฤติในทางที่จะนำไปสู่ความเสื่อมเสีย หรือก่อให้เกิด ความไม่สงบเรียบร้อยแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านเห็นได้อย่างชัดเจนนะครับ มีข่าวคราวใช่ไหมครับ ยิงกันในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการนำพรรคพวกเข้าไป เพื่อที่จะฮั้วงาน เพื่อที่จะเข้าไปสร้างอิทธิพลในท้องถิ่น โดยมีสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้นำท้องถิ่นเป็น ผู้นำเสียเอง สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าประชาชนที่รักความเป็นธรรมเขามองเห็นภาพที่ใจหายครับ แต่ก็ไม่มีเครื่องมือว่าจะทำอย่างไร🔗
และประการที่สำคัญที่สุดครับ คือมีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริต หรือกระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้ละครับสำคัญมากเลยครับ ผมคิดว่าเพียงแต่มีเหตุที่จะส่อไปในทางทุจริตหรือกระทำ อันขัดกันนี่ แม้จะไม่ลงมือกระทำในขณะนั้น แต่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าได้มีกระบวนการลงทุน ในการซื้อเสียงอย่างมโหฬาร และมีบริษัทที่เป็นผู้รับเหมาอยู่ในมือ อยู่ในชื่อของภรรยา อยู่ในชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนมีอำนาจในการมีการต่อรอง มากยิ่งขึ้นครับท่านประธาน ผมมีจุดแตกต่างเช่นเดิมครับกับร่างของคณะรัฐมนตรี ผมอยากจะกราบเรียนนะครับ ผมมีความเชื่อมั่นจริง ๆ ว่าโลกยุคใหม่นี้ต้องเป็นโลก ยุคธรรมาภิบาล ธรรมาภิบาลพวกเราก็ไปเรียนหนังสือสถาบันพระปกเกล้ากัน ท่านที่จะเป็น อาจารย์สอนเรื่องนี้ก็คือท่านชวน หลีกภัย นี่ละครับ ก็เน้นอยู่เสมอว่ามี ๖ ข้อ ผมไม่ต้อง ขยายผลหรอกครับ แต่ว่าข้อ ๑ คือการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะฉะนั้นผมคิดว่า วันนี้เราต้องยอมรับแล้วครับว่าถ้าเราจะให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีจำนวนล้านคนต้องเข้าชื่อ ไม่น้อยกว่า ๓๐,๐๐๐ คนนี่ยากเลยครับ นี่มันมากกว่าเข้าชื่อเสนอกฎหมายรัฐธรรมนูญ ด้วยซ้ำนะครับ เข้าชื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญก็เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาสู่สภา เพราะมี ประธานสภาชื่อ ชวน หลีกภัย ได้มีการอำนวยความสะดวก เพราะฉะนั้นผมอยากเรียน ผ่านท่านรัฐมนตรีครับ ผมอยากเห็นการกระทำที่จริง ๆ ครับ ท่านต้องสั่งกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นครับ เพราะฉะนั้นผมขอปรับปรุงนะครับว่า ขอให้โดยเฉพาะท้องถิ่น ขนาดเล็กมีอิทธิพลเยอะครับ ถ้ายิ่งใช้คนจำนวนมากไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นจริงได้เลยครับ ผมจึงอยากให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีเข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ เท่านั้น และส่วนใหญ่ผมดูแล้วก็คือว่าสมาชิกท้องถิ่นขนาดเล็กเหล่านี้ครับ มีความจำเป็นครับ ที่จะต้องให้ประชาชนเขามีส่วนร่วม เมื่อไรประชาชนรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเขาก็สามารถ ที่จะดำเนินการได้ครับ แล้วเราก็ลดหลั่นไปตามจำนวนของประชากรขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ นะครับ มีหลายท่านได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ว่าการไปให้เข้าชื่อลดลงแล้ว กลัวว่าจะมีปัญหาที่จะนำไปสู่การกลั่นแกล้ง หรือนำไปสู่การที่ทำให้คนดีไม่ได้รับการคุ้มครอง ไม่ต้องกลัวครับ คนดีย่อมได้รับการคุ้มครองจากประชาชนเสมอ ถ้าเราเชื่อมั่นในหลักการ ในระบอบประชาธิปไตย แต่ว่าที่สำคัญครับท่านประธาน เรามีบทกำหนดโทษไว้แล้ว บัญญัติ ไว้แล้วครับในมาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ ผู้ใดลงลายมือชื่อปลอมในการเข้าชื่อ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๖ เดือนถึง ๕ ปี ปรับตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาทถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นตั้งแต่ ๑๐ ปีถึง ๒๐ ปี และกฎหมายรัฐธรรมนูญ ใหม่คนนี้ก็ไม่มีสิทธิที่จะลงเลือกตั้งหรือใช้สิทธิทางการเมืองไปตลอดชีวิตอยู่แล้ว ผมว่านี่คือ มาตรการที่เราป้องกันไม่ให้คนดีถูกกลั่นแกล้ง ผมไม่ค่อยกังวลนะครับว่าเรื่องคนดีจะถูก กลั่นแกล้ง แต่ผมกังวลว่าคนชั่วที่มีอิทธิพลจะไปบังคับข่มขู่ ข่มเหง ไม่ให้ประชาชนใช้สิทธิ ในการที่จะเข้าชื่อ เสนอชื่อ ตั้งแต่เบื้องต้นต่างหากครับ ผมไม่กลัวว่าจะมีผู้เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ ผมไม่กลัวว่าผู้ใดจะเอื้อรับเงินหรือยอมรับเงินเพื่อยอมแลกกับการติดคุก ในการเข้าชื่อเพื่อที่จะถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สิ่งที่ ผมเป็นห่วงและกังวลอยากจะเสนอไว้ในชั้นแรก ในชั้นรับหลักการนี้อย่างเดียวครับ เราต้องมาช่วยกันในชั้นกรรมาธิการครับท่านรัฐมนตรี ในเรื่องที่จะต้องอำนวยความสะดวก ในการที่จะให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมทั้งการเข้าชื่อเสนอญัตติและการเข้าชื่อถอดถอน สมาชิกสภาองค์กรส่วนท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นตามลำดับต่อไป และหวังว่าจะเกิดขึ้น จริงในยุคที่ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ในฐานะเชี่ยวชาญเรื่องท้องถิ่นมาเป็นประธานกรรมาธิการ ชุดนี้ด้วย ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านสมาชิกเข้าชื่อกันนะครับที่จะประสงค์อภิปราย ขณะนี้มีผู้เข้าชื่อมาแล้ว ๑๐ ท่าน ผมขออนุญาตไปตามลำดับนะครับ ๑. ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ หลังจากนั้น ก็จะเป็นคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม คุณคารม พลพรกลาง นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ คุณหมอกิตติศักดิ์ นะครับ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ นายวีระกร คำประกอบ ขอเชิญ พลตำรวจตรี สุพิศาลครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. …. ท่านประธานครับ ร่างนี้ที่จริงไม่ควรจะเข้า โดยหลักการแล้วท่านประธานครับ มาตรา ๒๕๔ แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขียนไว้ ประมาณ ๓ บรรทัด ๒๒ คำ เขียนว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติหรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ ๓ บรรทัด ประมาณ ๒๒ คำ มีประธานคือผู้มีสิทธิ มีกริยาคือเข้าชื่อกับถอดถอน มีกรรมคือสมาชิก และผู้บริหารเท่านั้นเองครับท่าน ฉีกเป็น ๒ พระราชบัญญัติผมไม่ทราบว่าเอาหลักการ ร่างกฎหมายนี้มาอธิบายหน่อยสิครับว่ารัฐบาลเอาหลักการอะไรมา แค่เวิร์ดดิง (Wording) ผ่านกัน แล้วก็ใช้คำว่า หรือ นะครับ ไม่ได้ใช้คำว่า และ หรือ ต้องมีอย่างอื่น ประเด็นหนึ่ง🔗
ประเด็นที่ ๒ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๕๐ วรรคห้า วรรคห้าตอนท้าย ผมไม่อ่านเลย ตอนบนเป็นเรื่องของการให้ท้องถิ่นมีอิสระในการบริหาร แต่สุดท้าย วรรคสุดท้ายเขียนว่า การป้องกันส่วนท้องถิ่นแต่รูปแบบ ป้องกันการก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ ของข้าราชการส่วนท้องถิ่นด้วย ในประโยคนี้ว่ารัฐเองในตัวบทที่เขียนร่างประกอบด้วย การรวมศูนย์อำนาจหมดครับ ผมไปที่มาตรา ๔ ท่านประธานครับ โดยเฉพาะมาตรา ๔ นี้ ใช้คำว่า ผู้กำกับดูแลครับ ท่านประธานครับรู้ไหมว่านิยามของผู้กำกับดูแลนี้คือรัฐทั้งหมด นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐมนตรีใช้อำนาจครับ ขัดมาตรา ๗๗ วรรคสาม การร่างกฎหมายที่จะใช้ดุลยพินิจควรจะมีความจำกัด และควรจะเป็นรูปแบบของ คณะกรรมการ นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วย ควรจะอยู่ในพระราชบัญญัติฉบับแรก ที่นำเสนอ ท่านครับท่านดูไปเลยครับ ในพระราชบัญญัตินี้จะมีนิยามศัพท์ที่หายไปอีกครับ ท่านประธาน นอกจากคณะกรรมการสอบสวนที่ใช้ยังไม่มีนิยามศัพท์ว่าคณะกรรมการ สอบสวน สอบสวนในเรื่องนี้มีใคร มีโครงสร้างอย่างไร มีองค์ประกอบที่จะมาจากไหน ใครเป็นคนเลือก แล้วมีอำนาจในการสอบสวนประเด็นอะไรบ้าง มีระยะเวลาเท่าไร ไม่ได้เขียนไว้ครับ แต่อาจจะอยู่ในหลักเกณฑ์และวิธีการที่ท่านรัฐมนตรีกำหนด นี่ละครับ เสนอกฎหมายกี่ครั้ง ๆ ครับท่านประธานไม่เคยเอาเข้าเลยครับหลักเกณฑ์ วิธีการที่แนบ ตามกฎหมายนี่ครับไม่เคยเอามาให้ดูเลยครับ แนบมาสิครับ ร่างมาก็ได้ สภาจะได้ดูว่า หลักเกณฑ์ วิธีการนั้นคืออะไรบ้าง นี่คือการออกกฎหมายของรัฐบาล🔗
และประเด็นสำคัญคือมีคำนิยามอีกคำหนึ่งครับท่านประธาน ผู้แทน ผู้เข้าชื่อ เมื่อสักครู่ผู้กำกับดูแลครับ ท่านครับมีอยู่ใน ๑๒ มาตรา ใช้อำนาจของผู้ดูแล แต่ทีนี้ผู้แทนผู้เข้าชื่อมีอยู่ใน ๑ มาตรา มาตรา ๖ ก็ไม่มีนิยามครับ ฉะนั้นผู้แทนผู้เข้าชื่อนี่ ผมให้นิยามเลยครับ บุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ และมีอำนาจตามที่ผู้มีสิทธิเข้าชื่อมีอำนาจตาม พ.ร.บ. นี้ในมาตรา ๕ ต้องมีผู้แทน เพราะกฎหมายเขียนไว้ตามนั้นครับท่านประธาน นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมกำลังจะบอกว่า รัฐรวมศูนย์ใช้อำนาจรวมไปที่ผู้กำกับดูแลครับ พิจารณาเอง เมื่อมีผู้เข้าถอดถอน คนเดียวครับท่านประธาน แล้วใช้อำนาจอย่างนี้ได้อย่างไรครับ รูปแบบควรจะเป็นคณะกรรมการ จะออกมาเป็นรูปแบบไหนนิยามศัพท์มาครับ นั่นคือสิ่งที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดในมาตรา ๗๗ วรรคสามครับท่านประธาน🔗
ถัดไปครับ สิ่งที่เรากำลังพูดถึงคือเรื่องของการที่ผู้ถูกกล่าวหา ถูกกล่าวหาแล้ว แล้วปรากฏว่าไม่เป็นความผิด อันนี้สิ่งหนึ่งที่รัฐเองไม่เคยโอบอุ้มผู้ที่เข้าชื่อครับ เพราะฉะนั้น ต้องเขียนให้ปรากฏครับว่าผู้ที่ถูกกล่าวหามิสามารถฟ้องร้องกับผู้ที่เข้าชื่อได้ เพราะมันเป็น เอาง่าย ๆ เป็นเอกสิทธิ์ของประชาชนที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ครับท่านประธาน เพื่อให้เข้าชื่อถอดถอน นี่คือประเด็นหนึ่ง คือการคุ้มครองตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน นี่คือหัวใจ สำคัญของกฎหมายฉบับนี้ที่จะทำให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ มีเสียงโวลุม (Volume) เหมือนกันครับ ที่ผมบอกนะครับว่าจำนวนเป็นไปตามที่นำเสนอได้ แต่อย่าทำให้กฎหมาย ฉบับนี้แปลกแยกมาจากฉบับที่ ๑ นี่เลยครับ เพราะว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแยกออกเป็น ๒ กฎหมายครับ ต้องเป็นฉบับเดียวแล้วรวมเข้าไปด้วยกัน เพราะมันใช้คำว่า หรือ ครับ มีกริยา ๒ กริยา ท่านกลับไปดูในมาตรา ๒๕๔ มีประธาน ๑ ประธาน มีกริยา ๒ กริยา เท่านั้น และมีกรรมเป็น ๑ เดียว ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทองครับ ผมขอร่วมอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ถ้าอ่านกันตรงไปตรงมาแบบนี้นะครับ แล้วแปลมาจาก ภาษาอังกฤษที่เรียกว่ารีคอล (Recall) เป็นประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งแน่นอน ในหลักการนั้น ปกติแล้วพรรคก้าวไกลเองในฐานะพรรคที่มีนโยบายชัดเจนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประชาธิปไตย และเรื่องการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ย่อมเห็นด้วยครับ แต่ว่ามาลง รายละเอียดตลอดจนวิธีการ ตลอดจนแนวทาง แล้วก็รายละเอียดตามมาตราต่าง ๆ ที่ท่านบัญญัตินั้นเรากลับพบว่าสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบการมีส่วนร่วม ของคนที่มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเขาจะใช้สิทธินั้นได้อย่างอิสรเสรี โดยที่ไม่มีใครไปกำกับกระบวนการใช้สิทธิดังกล่าวนั้นดูจะไม่ใช่ตรงตามเจตนารมณ์ครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๕๔ ของรัฐธรรมนูญที่พูดถึงนั้น มันเป็นมาตราที่รองรับ กระบวนการในการออกหลักเกณฑ์ ระเบียบ วิธีการต่าง ๆ แต่หลักการขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการคุ้มครองความเป็นอิสระขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ซึ่งเกิดขึ้นจากเจตจำนงของประชาชนในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ใส่วงเล็บไว้ นิดหนึ่งนะครับ เพื่อไม่ให้ตกหล่นว่ากระบวนการลงคะแนนในการออกเสียงเลือกตั้งนั้น ต้องเป็นกระบวนการที่ถูกต้อง ชอบธรรม มิใช่เกิดขึ้นจากกระบวนการที่หน่วยงานบังคับ บัญชา หรือการกำกับดูแลการเลือกตั้ง ท่านก็รับรองไปโดยไม่ตรวจสอบว่ามีเรื่องทุจริต ไม่ชอบธรรมแบบใด ประการใด แต่นี่เรากำลังบอกว่ามันน่าจะขัดกับหลักการในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวรรคห้า ซึ่งเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ก็พูดและย้ำประเด็นนี้ว่านั่นคือหลักประกันแรกของการถอดถอนองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น คือต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีอิสระในการดำเนินการ ปกครองและบริหารท้องถิ่นภายใต้เจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนก่อน นั่นเป็น ประการที่ ๑ ครับ🔗
ประการที่ ๒ ที่ผมจะพูดสั้นที่สุด แต่ผมผิดหวังมากที่สุด ก็คือว่าร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นประมาณ ๑ เดือนเศษ ๆ ผมไม่พูดยาว เพราะพูด ไปแล้วในฉบับที่ ๑ ก็คือว่าท่านไม่มีรายละเอียดแม้กระทั่งจำนวนของผู้แสดงความคิดเห็น นะครับว่าเขามีคนมาแสดงความคิดเห็นของท่านกี่คน ท่านทราบไหมครับว่าสภาแห่งนี้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น มีร่างแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ว่าด้วยการสมรสที่เท่าเทียม แปลกันง่าย ๆ ตรงไปตรงมานะครับ เปิดให้ทุกเพศ เข้าถึงการสมรสได้อย่างเท่าเทียมไม่จำกัดว่าชายและหญิง มีคนเข้าไปดูเว็บไซต์ (Website) ๑,๕๐๐,๐๐๐ คนนะครับ มีคนไปแสดงความคิดเห็น ๕๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ของท่านไม่มี แม้กระทั่งการระบุจำนวน นี่ยังไม่พูดถึงว่าในบรรดาความคิดเห็นที่เห็นด้วยหรือเห็นต่างนั้น เหตุผลที่เขาให้เป็นประการใด โดยเฉพาะเหตุผลของคนที่ไม่เห็นด้วย ผมถึงเรียนนะครับว่า มหาดไทยมีกลไกทั่วประเทศ ท่านแค่ประชาสัมพันธ์ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ให้กับนายอำเภอ ประชาสัมพันธ์ว่านี่เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับพี่น้องประชาชนทุกคนนะ ท่านยังทำไม่ได้เลย แล้วจะให้พวกเรารับหลักการตรงนี้ ได้อย่างไรนี่ผิดหวังมากนะครับแต่ไม่พูดซ้ำในฉบับที่ ๑ นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ🔗
ประการที่ ๓ ครับ ซึ่งเป็นเรื่องลงรายละเอียดครับ ว่าจะไม่พูดก็ต้องพูด นะครับว่าเอาเข้าจริง ๆ แล้วพอลงรายละเอียดแล้วผมไม่มั่นใจว่ารัฐบาลเป็นคนร่าง หรือกระทรวงมหาดไทยเป็นคนร่าง ผมไม่มั่นใจว่ากระทรวงมหาดไทยโดยรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการเป็นคนดำริที่ให้ร่างหรือข้าราชการประจำเป็นคนยกร่าง แต่รายละเอียด ของมาตราต่าง ๆ นะครับ ณ ขณะนี้ท่านกำลังคืนอำนาจให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจาก การแต่งตั้ง ถ้า กทม. เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง ผมไม่ติดใจนะครับ แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๑๐ ท่านพูดถึงคำว่า การกำกับดูแล แต่ผมอ่านอย่างไร ก็เป็นการบังคับบัญชา กฎหมายมหาชนมีหลักการนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ การกระจายอำนาจว่าต้องทำในแง่ของการบังคับบัญชาเท่านั้น นี่มาสู่ยุคของเซ็นทรัลไลซ์ (Centralize) ดีเซ็นทรัลไลเซชัน (Decentralization) คือการกระจายอำนาจ มิใช่การรวม ศูนย์อำนาจแบบเซ็นทรัลไลซ์ (Centralize) อดีตแล้ว ท่านแฝงคำว่า กำกับดูแล แต่ท่านใช้อำนาจ แบบการบังคับบัญชาให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดจนระดับล่างลงมาในมาตรา ๑๐ ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นที่นำไปสู่สิ่งที่ไม่อาจจะรับหลักการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีกลไกไปกำกับ ข้าราชการในท้องถิ่นอีกนะครับว่าถ้าไม่ได้กระทำการเช่นนั้นเช่นนี้ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ท่านเขียนแค่นี้เขาก็กลัวกันแล้วนะครับ แต่ท่านบอกว่าอาจจะเป็นความผิดหรือดำเนินการ ตามกระบวนการวินัยอื่น ไม่ติดใจเลยครับ แต่นี่ท่านระบุเลยว่าเป็นความผิดวินัยร้ายแรง แล้วมันจะกำกับได้อย่างไรล่ะครับ นี่มันบังคับบัญชาชัด ๆ🔗
ประการถัดไป ในเรื่องของรายละเอียดในเชิงมาตรานะครับ ท่านจะเห็นว่า เอาเข้าจริง ๆ แล้วเรามีการพูดถึงเรื่องของการเขียนคำร้องในแง่ของการถอดถอน ผมว่า พี่น้องประชาชนจะตกม้าตายแต่ต้นถ้าคำถอดถอนนั้นท่านฟิกซ์ (Fix) รูปแบบกระบวนการ วิธีการเสียจนไม่สามารถที่จะมีพี่น้องประชาชนเขียนได้อย่างถูกต้องตามแบบวิธีที่ต้องการ ท่านพูดถึงกระบวนการถอดถอน แต่ท่านไม่มีหลักประกันหรือการคุ้มครองของคนที่เข้าสู่ กระบวนการในการลงชื่อถอดถอนอยากจะให้ใส่ตรงนี้มากเลยครับว่าถ้าทำกระบวนการ ถอดถอนได้จริงต้องมีกระบวนการในการคุ้มครอง อย่างน้อยที่สุดเขียนเป็นหลักประกันว่า การใช้สิทธิโดยสุจริตของเขาต้องไม่ถูกแทรกแซงจากผู้บริหารหรือสมาชิกสภาองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น การใช้สิทธิโดยสุจริตของเขาต้องไม่ถูกฟ้องร้องในทางแพ่ง ในทางอาญา หรือในทางปกครอง ไม่อย่างนั้นพี่น้องประชาชนที่เป็นอำนาจตัวจริงไม่กล้าใช้สิทธิครับ และในขณะเดียวกันการใช้สิทธิต่าง ๆ ของเขานั้นต้องมิใช่นำไปสู่การถูกบีบบังคับให้เป็น การแก้เกมทางการเมืองซึ่งคะแนนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิแล้วไปใช้ในการถอดถอน มันหมิ่นเหม่นะครับ และด้วยเหตุดังที่ผมกราบเรียนท่านประธานต่าง ๆ เป็นประการ ดังกล่าวนี้นะครับ อีกทั้งกระบวนการถอดถอนก็ไม่ได้เขียนแยกอย่างชัดเจนว่าหลักเกณฑ์ ของผู้บริหารกับหลักเกณฑ์ของสมาชิกไม่น่าจะต้องเหมือนกัน ถ้าท่านรับประกันมีหลักการ มีรายละเอียดว่าตกลงท่านจะเขียนแบบนั้น ผมก็อาจจะพอถูไถหรือรับหลักการของท่านได้ แต่ถ้าไม่อาจจะเขียนหลักเกณฑ์และวิธีการต่าง ๆ แล้วคืนอำนาจให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด อย่างเดียวแบบนี้ร่างนี้อาจจะไม่ใช่การถอดถอนที่เคารพเสียงของประชาชนที่แท้จริง พรรคก้าวไกลก็ไม่อาจรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณคารม พลพรกลาง ครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จังหวัดร้อยเอ็ด ขออนุญาตอภิปรายต่อร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อ เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ต้องกราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพว่าผมข้ามในเรื่องข้อเสนอในการที่จะต้องเสนอข้อบัญญัติของท้องถิ่น แต่ข้ามมาพูด เรื่องถอดถอน รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ผ่านการปฏิรูปของคณะปฏิรูป แต่ว่าก็เขียน กฎหมายโดยคณะรัฐมนตรีละเลย รวมทั้งด้วยความเคารพต่อร่างของท่านชินวรณ์ก็ละเลย ผมจะวกเข้าไปที่มาตรา ๗ มาตราเดียว โดยความคิดเห็นส่วนตัว ถ้าท้องถิ่นไม่เจริญ ถ้าท้องถิ่น ไม่พัฒนา ถ้าท้องถิ่นประเทศไทยยังเป็นอยู่อย่างนี้ ประเทศไทยก็ล้าหลังอย่างนี้ เวลามี ผู้บริหารท้องถิ่นท่านรัฐมนตรีนิพนธ์ทราบดี เวลาลงเลือกตั้งเราก็บอกว่าจะทำนั้นทำนี้ และทำโน้นเข้ามาก็ไม่ทำ ทำตามกฎหมาย มันจึงมีคำพูดของนักวิชาการขณะนี้ที่มาเป็น นักการเมืองบอกว่า สมาชิกสภาท้องถิ่นรวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นพนักงานของรัฐ ดูหมิ่นดูแคลน บัตรที่ถืออยู่ท่านชวนเซ็นนี่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่เจ้าพนักงานของรัฐ ผมจะพูดตรงนี้ อภิปรายตรงนี้ต่อท่านประธานชวนซึ่งเคารพ ผมจะเรียนนะครับว่ามาตรา ๗ ท่านเขียนแล้วไม่สุด ท่านครับในมาตรา ๗ นี่ทั้งหมดเลยทั้งปี ๒๕๔๒ แล้วของท่านรัฐมนตรี ของท่านชินวรณ์เขียนว่า เวลาจะถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นบอกเลยครับว่าจงใจ ทอดทิ้ง ละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และอำนาจอันจะเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ อย่างร้ายแรง แล้วก็บอกเรื่องความประพฤติตาม (๒) (๓) เรื่องพฤติการณ์ส่อทุจริต (๔) กระทำการอันขัดผลประโยชน์ อันนี้ชัดแจ้ง ทำอย่างนี้ผิดกฎหมายถอดถอนได้ ตั้งคนไปนั่งรับเงินเดือนถอดถอนได้ หากินกับงบประมาณถอดถอนได้ ผมถามว่า ทำไมบางจังหวัดเจริญ บุรีรัมย์ทำไมเจริญ ถามว่าสุพรรณบุรีทำไมเจริญครับ ถามว่าร้อยเอ็ด ทุกวันนี้จังหวัดบ้านผมนี่มีหอโหวดท้องถิ่นมีส่วน สิ่งหนึ่งที่ท่านไปไม่สุด ต้องกราบเรียน เทศบาลนครตรังของท่านประธานชวนเจริญได้เพราะท้องถิ่น แต่เวลาท้องถิ่นเข้ามาแล้วไม่ทำ จะให้ราษฎรนั่งดูตาปริบ ๆ ถูกไหมครับ ถอดถอนตามมาตรา ๗ ถ้าเป็นนักกฎหมายร่างฟ้องนี่ ร่างไม่ถูกครับ เพราะเหตุว่าสมมุติท้องถิ่นนั้นผู้บริหารขยะก็ไม่ดูแล ผมจะให้ท่านผู้เสนอ ตอบคำถามนี้ แล้วถ้าตอบดีผมจะฝืนมติพรรคจะรับร่างให้ อันนี้บอกก่อนเลยครับ ต้องตอบให้ได้ว่า ถ้าสมมุติว่าผู้บริหารท้องถิ่นเข้ามานี่ยุคนี้โควิด (COVID) เยอะเขาอยากกลับไปอยู่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่นกินเงินเดือนไปโดยเฉพาะยังไม่เลือกนี่กินฟรีครับ ฟรีอยู่ปี ๒๕๕๗ จนถึงขนาดนี้ไม่ทำอะไรเลย เขาอยากเห็นท้องถิ่นมีงานเพิ่ม อยากเห็นว่าศาสนสถาน ให้คนไปเที่ยวเพิ่ม ผู้บริหารท้องถิ่นกินเงินเดือนไม่ทำจึงถูกปรามาสว่าเป็นพนักงานของรัฐ สิ่งที่ถูกต้องจะให้สอดคล้องรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๕๓ ท่านดูเลยนะครับว่าผู้บริหารท้องถิ่น ต้องรายงานและเปิดเผยข้อมูลที่คุณทำงาน แต่ไม่ทำงานถอดถอนไม่ได้เลย มาตรา ๗ นี่ เขียนไม่สุดเลยครับ ถ้าเป็นผมนะครับคนร่างนะครับผมจะเขียนเพิ่มครับ อันนี้ถ้าเขียนให้ดี จะโหวต (Vote) ให้ ต้องเขียนว่า (๑) ขออนุญาตที่จะเติม ไม่ได้มีความรู้ทางกฎหมาย ไม่ได้จบเมืองนอกเมืองนาหรอกครับจบเมืองนี้ละครับ จงใจละทิ้ง ละเลย ไม่ปฏิบัติตาม หน้าที่และอำนาจอันจะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ร้ายแรงถึงจะถอดถอนได้ ทำไมไม่เขียนเลยครับว่า ผู้บริหารที่ขาดความเอาใจใส่ในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างประจักษ์ ครับท่านประธาน ทำไมไม่เขียน เขาจะได้รู้ว่าอย่างประจักษ์นี่คุณไม่ทำ คุณอยู่เฉย ๆ เข้ามา กินเงินเดือนก็ถูกนักวิชาการว่ากัน ถูกไหมครับท่านประธาน ท่านนิพนธ์ครับ เขียนไปสิครับ ว่าเข้ามาอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร รับเงินเดือนเช้าชาม เย็นครึ่งชาม เขาก็ด่านักการเมือง ก็เป็นอย่างนี้ละครับ เพราะฉะนั้นร่างทั้งหมดผมจึงไม่ได้ไปดูในเรื่องของอื่น นอกจากเหตุ ถอดถอน เพราะว่าท่านประธานทราบดี ท่านประธานอยู่การเมืองมาอำนาจจริง ๆ คือ ประชาชน ประชาชนเอามาก็ต้องถอดถอนได้ ส.ส. ยังถอดถอนได้ ผมไม่อยากจะเลยไปถึง ส.ส. ท่านประธานครับ มาตรา ๑๔๔ ก็ค้ำคอ จึงถูกปรามาส ส.ส. นี่ไปทำอะไรกับประชาชน ไม่ได้เลย นอกจากงานศพ งานบวช ซึ่งทำอยู่แล้วจะเอางบประมาณไปก็ทำไม่ได้ จึงถูกคน บางคนบอกว่าเป็นพนักงานของรัฐ แก้ตรงนี้ได้คุณต้องแก้รัฐธรรมนูญ ให้ ส.ส. ลงไปทำอะไร ที่เป็นประโยชน์ได้ ให้นักการเมืองท้องถิ่นใส่ความคิดพัฒนาไปได้ จึงจะแก้เรื่องพวกนี้ได้ แล้วถ้าท่านตอบได้ชัดเจนนะครับ ผมจะแปรญัตติเรื่องนี้ ผมจะให้ครับ ให้ตามสไตล์ (Style) ผมนี่ละผมจะกดให้ แต่ถ้าไม่แก้ก็ไม่รับร่างครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง ที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายในวาระพิจารณาเพื่อรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายยกร่างขึ้นมาใหม่นะครับ ไปยกเลิกกฎหมายเดิม ซึ่งกล่าวไว้ในเหตุผลแล้ว ในหลักการและเหตุผลผมเองเห็นด้วยครับ เห็นด้วย เห็นควรที่จะรับหลักการ เพราะว่า สิ่งที่มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติหรือนำสู่ปฏิบัติในเฉพาะพื้นที่ การส่งเสริมให้พี่น้อง ประชาชนมีส่วนร่วมในท้องถิ่นในการที่จะตรวจสอบการทำงานของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นมีความจำเป็นและสำคัญ กลไกนี้มันเป็นกลไกที่ทรงอำนาจ ในฐานะ เป็นผู้ให้อำนาจกับตัวแทนของเขาไปทำหน้าที่แทน มันเป็นการที่จะทำให้ประชาชนตรวจสอบ ในการทำหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ ท่านประธานครับ ผมยินดีรับหลักการ แต่ว่ามีข้อสังเกตที่จะฝากไปยังคณะกรรมาธิการกรณีที่จะมีการพิจารณา ในวาระที่ ๒ ในชั้นกรรมาธิการ แล้วก็ฝากไปยังเพื่อนสมาชิกได้ช่วยกันพิจารณาดูนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ เรื่องเหตุถอดถอน มีสมาชิกพูดไปเยอะ ความชัดเจนของเหตุ ถอดถอนร่างปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเป็น ๓ เหตุ จากเดิม ๒ เหตุ เรื่องการทำหน้าที่เรื่องความประพฤติ นั่นคือกฎหมายเดิม กฎหมายใหม่เติมเต็มเรื่องของการส่อทุจริตแล้วก็การกระทำขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ซึ่งเรื่องนี้ในท้องถิ่นมีเยอะมาก แล้วก็เป็นที่ถูกกล่าวหาหรือกล่าวว่า ทำให้มีผู้แสวงหาผลประโยชน์เข้าไปเป็นผู้บริหารหรือเข้าไปเป็นสมาชิก อันนี้ก็จะเป็น กลไกนะครับ🔗
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เอาว่าเหตุแห่งการถอดถอนสู่การถอดถอน การถอดถอนมี ๒ ลักษณะ แตกต่างจากกฎหมายเดิมนะครับ ๑. เข้าชื่อถอดถอนโดยตรง ๒. เข้าชื่อเพื่อให้สอบสวนแล้วมีการถอดถอน ที่เพิ่มขึ้นก็คือเข้าชื่อเพื่อให้มีการถอดถอนโดยตรง ท่านประธานครับ ผมได้สอบถามตัวแทนของทางท้องถิ่น ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่มาชี้แจงต่อกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านนะครับ ผมพยายามเน้นย้ำในประเด็นนี้ กลไกเดิม กฎหมายเดิมมีการเข้าชื่อเพื่อให้มีการถอดถอนและมีการลงคะแนนถอดถอน ปฏิบัติยากครับ อันนั้นผมก็เข้าใจ เพราะใช้เสียง ๓ ใน ๔ ของผู้มาลงคะแนน เกินกึ่งของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นมาลงคะแนน แล้วต้องได้คะแนน ๓ ใน ๔ ถึงจะถอดถอนได้ อันนั้น คือกฎหมายเดิม กฎหมายใหม่ท่านไปอ้างมาตรา ๒๕๔ บอกว่าประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ท่านก็เลยมาบัญญัติกฎหมาย เพราะกฎหมายบอกว่า ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ท่านบอกว่า เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้มันก็ต้องถอดถอนตรง ใช้อำนาจตรง ท่านประธานครับ ตรงนี้ ผมอยากให้ทางกรรมาธิการได้ช่วยพิจารณาว่าการเข้าชื่อตรงนี่จำนวนเอาแค่เกินกึ่งของ ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในขณะเข้าสู่ตำแหน่ง เกินกึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง มันมีอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ เรื่องจำนวนโดยหลักการแล้วท่านบอกเมื่อเขาได้รับการเลือกตั้งมาขอแค่ เอาแค่กึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิพอก็สามารถที่จะถอดถอนได้ เพราะถอดถอนทางตรงชื่อ เกินกึ่งตรวจสอบแล้วสมบูรณ์ปุ๊บ ผู้มีอำนาจ ผู้กำกับดูแลบอกว่าคุณออกได้เลยเพราะครบ ทางตรงครับ ทางตรง เปิดเผย มันเป็นไปได้อย่างไรครับ คนในท้องถิ่น อบต. เล็ก ๆ มีประชากร ๒,๕๐๐ คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑,๕๐๐ คน เข้าชื่อถอดถอน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ขณะนั้น ๑,๑๐๐ คน ๕๐๑ คน ถอดถอนนายกได้เลย แล้วชุมชนนั้นเขาจะมองหน้ากันอย่างไร จะตายวันละกี่ศพ อันตรายมากท่านประธานครับ โดยทั่วไปเป็นหลักการทั่วไปนะครับ ๑. การที่จะให้คนอยู่หรือไม่อยู่ต้องอาศัยหลักเสียงข้างมาก ตรงนี้ผมอยากให้กรรมาธิการ ไปดูครับ ถ้าคุณจะถอดถอนเขาคุณควรจะใช้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิลงคะแนนหรือออกเสียง ในขณะนั้นไม่จำเป็นต้องมาเลือกตั้งหรือไม่มาเลือกตั้ง พฤติการณ์ พฤติกรรมที่คุณทำมา ๔ ปี ถ้าเขาเห็นว่าพฤติการณ์ พฤติกรรมเข้าเหตุแล้วเขาสามารถเข้าชื่อกันเกินกึ่งได้ แต่ประเด็น การเข้าชื่อเกินกึ่งแบบทางตรงผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง อันตรายมากครับ อันตราย ท่านประธานครับ การเลือกบุคคล แต่งตั้งบุคคลหรือถอดถอนบุคคลควรกระทำเป็นการลับ นะครับ ผมเลือกท่านประธานผมลงคะแนนลับครับ ถ้าผมจะถอดถอนท่าน ขออภัยครับ เกือบพูดท่านประธานแล้ว ด้วยความเคารพยิ่งครับ ผมจะถอดถอนใครคนใดคนหนึ่ง ถ้ากฎหมายบัญญัติให้เปิดเผยเท่านั้นถึงจะกระทำได้ แต่ผมไม่อยากให้กฎหมายฉบับนี้ ไปบัญญัติให้พี่น้องประชาชนเปิดเผยชื่อตัวเองไปถอดถอนนายกท้องถิ่น ไม่ว่าจะระดับไหน ก็แล้วแต่ นี่เป็นข้อพิจารณา เป็นข้อสังเกต ผมฝากไปในชั้นกรรมาธิการนะครับ จำนวน ผมเรียนไปแล้วว่าควรเกินกึ่ง จริงอยู่ท่านอ้างบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๒๘๖ นี่นะครับ บอกว่าให้มาลงคะแนนออกเสียงเพื่อถอดถอน ท่านก็เลยบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้น เจตนารมณ์ชัดเจนว่ามาลงคะแนน พอมาเขียนในมาตรา ๒๕๔ เขียนสั้น ๆ เข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ เข้าชื่อถอดถอน ท่านก็ตีความว่ารัฐธรรมนูญบอกให้ถอดถอนตรง จริงไหมครับ ผมพยายาม จะค้นเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ ปี ๒๕๖๐ นี่ แต่เขียนไม่ชัด ตีความไม่ได้ ผมอยากจะฝากท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการช่วยดูในประเด็นนี้🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมฝากเป็น ข้อสังเกตให้กับกรรมาธิการ การที่พี่น้องประชาชนจะรักษาสิทธิของเขา ท่านมีทางเลือกให้ว่า เข้าชื่อกันนะแล้วให้ไปสอบสวนเพื่อถอดถอน ทางเลือกอย่างนี้สำหรับสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ เขาเลือกช่องทางที่ ๒ ครับ ท่านเขียนกฎหมาย เหมือนจะเอื้ออำนวยกับการปกครองทางตรง แต่ขณะที่ท่านเสนอทางเลือกให้เป็นทางเลือก ที่เขาปลอดภัยที่สุดเขาก็ไปเลือกทางที่ ๒ ก็เข้าสู่กระบวนการการสอบสวนผู้มีอำนาจกำกับ ดูแลก็ไปดำเนินการตามนั้น มันดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดีครับ ถ้าจะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้มันชัดเพื่อตอบสนองต่อเรื่องของการปกครองทางตรงนี่มันควรมีหลักคุ้มครองเขาด้วย ตรงและลับเราปฏิบัติกันมาตลอด ฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการครับ ยินดีรับหลักการครับ แต่ขอให้นำข้อสังเกตผมไปปรับใช้ในชั้นกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ขอบคุณคุณหมอครับ ต่อไปนายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ญัตติร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญ เพราะว่าเป็นการให้อำนาจกับประชาชนเพื่อจะตรวจสอบ แล้วก็จะลงโทษคนที่อาสามารับใช้แต่ว่าไม่เป็นไปตามสิ่งที่ทำ ก็คืออาจจะมีปัญหาเรื่องของ การทุจริต การจงใจทอดทิ้ง ละเลย ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่หรืออำนาจอันให้เกิดความเสียหาย กับราชการอย่างร้ายแรง มีความประพฤติในทางที่นำมาถึงความเสื่อมเสีย หรือก่อ ความไม่สงบเรียบร้อยแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือมีพฤติกรรมส่อไปทางทุจริต หรือการกระทำอันขัดกับผลประโยชน์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งอันนี้ก็ถือว่า เป็นความก้าวหน้าอันหนึ่ง แต่ประเด็นก็คือว่าการพิจารณาในการที่จะลงโทษเขา ในการที่จะ ตัดสินเขาจะต้องมีกระบวนการที่จะต้องรักษาความยุติธรรมในนั้นด้วย ซึ่งผมขออภิปราย ในมาตรา ๖ คือการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิก แล้วก็ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นก็ทำได้ ๒ วิธี ก็คือ🔗
๑. การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นโดยตรง อันนี้บทบัญญัติ ในมาตรา ๗ นะครับ ก็ว่าถ้าถอดถอนนี่ก็ต้องกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งนะครับ🔗
๒. คือการเข้าชื่อขอให้มีการสอบสวน แล้วผ่านกระบวนการสอบสวนไปสู่ ผู้กำกับดูแลนะครับ ซึ่งก็จะเป็นนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้กำกับดูแลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอันนี้จะต้องมีคนลงชื่อ ๕,๐๐๐ คน หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนะครับ ประเด็นสำคัญก็คือว่า ๑. การถอดถอนโดยตรงก็คือเรื่องของ การที่ลงชื่อเหมือนเลือกตั้งนี่ล่ะครับก็คือลงชื่อเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ปกติการที่เราได้รับ เลือกตั้งขึ้นมานี่นะครับก็ยากที่ใครจะมามีคะแนนถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่การถอดถอนที่อาศัย คนถึงครึ่งหนึ่งของท้องถิ่นนั้น ผมก็ถือว่าเป็นเสียงที่ดังพอสมควร แต่ก็ต้องระมัดระวัง ในการที่จะต้องกังวลว่ามีการใช้เรื่องของเสียงส่วนใหญ่ มีการซื้อเสียง มีการอะไรที่จะทำให้ เป็นการกลั่นแกล้งของผู้ที่ได้รับการตรวจสอบหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ต้องระมัดระวังนะครับ ส่วนการสอบสวน ก็จะมีมาตรา ๗ ก็แปลว่ากึ่งหนึ่งหรือการสอบสวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ แล้วก็ในมาตรา ๑๕ การตั้งคณะกรรมการสอบสวนในการสอบสวนนี่นะครับ ในท้ายของ มาตรานี้การตั้งคณะกรรมการสอบสวน และการสอบสวนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งอันนี้มีความสำคัญนะครับ เพราะว่าการที่เรา จะใช้การสอบสวนโดยการใช้ดุลยพินิจอย่างเดียวเชื่อว่าอย่างนั้นอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่า อาจจะไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ถูกสอบสวนนะครับ แล้วการใช้ดุลยพินิจอย่างเดียวผมกังวลว่า จะเป็นการกลั่นแกล้ง จะทำให้เขาโดนกลั่นแกล้งทางการเมือง แล้วก็ต้องนำเรียน ด้วยความเคารพนะครับว่าในกฎหมายทั่วไปนี่เราจะต้องให้โอกาสกับผู้ที่ต้องสงสัย ถ้าเขา แค่สงสัยเราไม่ควรจะต้องลงโทษเขาแต่ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งจะพิจารณาว่าจะลงโทษ แล้วก็จะทำให้เข้าได้พ้นสิทธิจากการเป็นสมาชิกสภาหรือเป็นผู้บริหารสภาท้องถิ่นแห่งนั้น นี่มีความสำคัญนะครับ สรุปก็คือว่าการพิจารณาลงโทษไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาหรือผู้บริหาร ส่วนท้องถิ่น ซึ่งเขาได้รับฉันทานุมัติ ได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน ซึ่งถือว่า เป็นเกียรติยศและศักดิ์ศรี แต่ถ้าเขามีสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่เหมาะสม ควรจะมีกระบวนการ ที่เป็นธรรม แล้วก็ไม่ยึดเอากระแส เอาสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่อิงกับหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนมี กระบวนการไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. สตง. หรือกระบวนการทางวินัยที่มีในปกติอยู่แล้ว แต่ในพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ การจะลงโทษใคร โดยเฉพาะในมาตรา ๑๕ ในการสอบสวน กฎกระทรวงที่จะตั้งขึ้นมา ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าในกฎกระทรวงฉบับนี้ควรจะต้องให้ ความรอบคอบ แล้วก็ต้องให้มีหลักฐานที่ชัดเจน จะลงโทษเขาจะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน เพื่อจะไม่ให้คนดีหรือคนที่ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองได้รับโทษเหล่านั้น แต่ถ้าใครมีสิ่งที่ โดนข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต การเอื้อผลประโยชน์ การขัดกันทางผลประโยชน์ หรือมีความผิดในการละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ที่ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกับราชการ เราก็ต้องลงโทษตามข้อบัญญัติของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ ก็นำเรียนด้วยความเคารพว่า อยากให้มีการพิจารณาลงโทษด้วยความรอบคอบ มีหลักฐานที่ชัดเจน เป็นหลักฐานที่สำคัญ ในการบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕ ในกฎกระทรวงที่จะออกมาในอนาคตครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม หลังจากนั้นก็จะมีสมาชิกอีก ๖ ท่านนะครับ เพราะฉะนั้น เพื่อน ๆ สมาชิกที่ประชุมคณะกรรมาธิการ หรือว่าทำงานอยู่ก็ยังมีเวลาอยู่นับชั่วโมงนะครับ กว่าจะได้ลงมติครับ ต่อไปศาสตราจารย์โกวิทย์ หลังจากนั้นจะเป็นคุณกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ คุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายองค์การ ชัยบุตร คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน คุณวีระกร คำประกอบ ขอเชิญอาจารย์โกวิทย์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมขออภิปรายเพื่อรับหลักการ ในร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าในเรื่องนี้เคยมีการเสนอชื่อกฎหมายนี้อยู่แล้วตั้งแต่ ปี ๒๕๔๒ ลักษณะในทำนองเดียวกันนะครับ ในปีนั้นผมคิดว่ามีความต่าง ผมจึงอยากให้ ความเห็นไว้เพื่อที่จะให้กรรมาธิการที่จะตั้งไปพิจารณาในวาระที่ ๒ ได้ไปพิจารณา สัก ๓-๔ ประเด็น🔗
ในประเด็นที่ ๑ ผมเข้าใจว่าชื่อของพระราชบัญญัติในปี ๒๕๔๒ ชื่อว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น แต่ฉบับใหม่ปีที่กำลังพูดกันนี่ชื่อว่า ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอน อันนี้ ก็เป็นความต่างที่เกิดขึ้น อยากจะชี้แจงท่านประธานว่าตอนปี ๒๕๔๒ ผมพยายามประมวลว่า ผมเห็นด้วยกับการถอดถอน เพราะว่าจะทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น ต้องระมัดระวังในการทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แต่ถ้าย้อนไปดูนี่มีการเข้าชื่อ ถอดถอนหลังจากปี ๒๕๔๒ ๑๖ แห่ง ลงคะแนนถอดถอนได้ ๔ แห่ง ไม่สามารถถอดถอนได้ ๑๒ แห่ง เพราะอะไรครับ เพราะจำนวนเสียงถอดถอนนี่ผมอยากชี้แจงว่าท่านประธานครับ การเข้าชื่อถอดถอนในปี ๒๕๔๒ ใช้เสียง ๓ ใน ๔ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พอไปลงคะแนน ถอดถอนต้องเกินกึ่งหนึ่ง อันนี้เป็นการยาก ผมเข้าใจว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ เห็นด้วยว่าให้ต่อเนื่องว่าประชาชนเมื่อเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นแล้ว มีสิทธิที่จะเรียกคืนหรือรีคอล (Recall) ถอดถอนได้ อันนี้ตามหลักสากล แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาอยู่บ้าง ผมเรียนท่านประธานว่าจำนวนเสียงถอดถอน และการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนในปี ๒๕๖๐ ของรัฐธรรมนูญ แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐบาลและคุณชินวรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ร่างมานี่ลดจำนวนผู้เข้าชื่อลงจะเป็น ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ ผมไม่ติดใจ เพราะว่า เป็นการเปิดโอกาส แต่ผมมาติดใจตรงที่มาตรา ๑๓ ผมอยากให้กรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น ลองพิจารณา คือเป็นการพลิกการถอดถอนใหม่ก็ว่าได้ เพราะปี ๒๕๔๒ ประชาชนไปลง คะแนนเสียงถอดถอนตามจำนวนที่กำหนดไว้ แต่บังเอิญตอนนั้นการถอดถอนยาก เพราะว่า การไปลงเพื่อถอดถอนต้องใช้เสียงมากเกินกึ่งหนึ่ง อันนั้นเป็นประเด็นทำให้ประชาชน ไม่สามารถถอดถอนได้มาก แต่ประเด็นไม่อยู่ที่ว่าถอดถอนมากหรือน้อย ผมอยากเรียน ท่านประธานว่าที่ผมพูดว่ามันเป็นการเปลี่ยน เพราะว่าการเข้าชื่อต่อนี้ไปในมาตรา ๑๓ ที่ร่าง ก็คือว่าให้ทำหนังสือยื่นต่อผู้กำกับดูแล ผมเรียนว่าท้องถิ่นมีผู้กำกับดูแลก็คือผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งกำกับดูแลตามกฎหมายการจัดตั้งอยู่แล้ว กฎหมายการจัดตั้งก็เขียนคล้าย ๆ กันถ้าจงใจทอดทิ้ง ละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามคล้าย ๆ มาตรา ๗ ในร่างนี่ครับ หรือว่ามี พฤติกรรมส่อทุจริต มีพฤติกรรมในทางที่เสื่อมเสียเป็นต้น ผู้กำกับก็สามารถทำได้ ร่างฉบับ ที่กำลังพิจารณาอยู่ขณะนี้มันเหมือนกับว่าไปให้กับผู้กำกับที่จะไปตั้งคณะกรรมการสอบสวน ในมาตรา ๑๔ เพราะฉะนั้นก็อยากจะถามและอยากเป็นข้อสังเกตว่ามันจะไปเป็นการซ้ำซ้อน กับผู้กำกับที่ต้องกำกับท้องถิ่นอยู่หรือไม่ อย่างไร แล้วก็ตั้งขึ้นมาอีก ผมเรียนว่าท้องถิ่น มีผู้กำกับมากในปัจจุบันในการทำงาน ซึ่งเขาต้องระมัดระวังอยู่แล้ว เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ สตง. ป.ป.ท. ป.ป.ช. นั่นคือผู้กำกับที่ต้องกำกับท้องถิ่นโดยตรงอยู่แล้วตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามในมาตรา ๑๖ เมื่อมีการตั้งกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๑๔ ในมาตรา ๑๖ ก็ให้มีการชี้แจงข้อกล่าวหากัน แล้วในมาตรา ๑๗ ในเมื่อคณะกรรมการสอบสวนพิจารณา อย่างไร ถ้ามีการจงใจทอดทิ้ง หรือมีพฤติกรรมทุจริตอย่างไร มีการกระทำอันเป็นการขัดกัน กับผลประโยชน์ขององค์กรท้องถิ่นผู้กำกับสามารถสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ อันนี้ก็คือการทิ้งอำนาจ ผมว่ามันเป็นการเลยเจตนารมณ์ของประชาชนไปหรือไม่ เพราะว่าเจตนารมณ์นี้ก็เป็น เจตนารมณ์ที่มอบให้กับประชาชนที่จะตรวจสอบคนที่เขาเลือกไปว่าทำงานแล้วเกิดประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนมากน้อยเพียงใด หรือทำแล้วเป็นไปในทางที่ทุจริตเป็นต้น เขาก็มีสิทธิเรียกคืน นี่คือเจตนารมณ์ แต่การทิ้งน้ำหนักไปที่ผู้กำกับและคณะกรรมการสอบสวน ผมอยากให้ กรรมาธิการพิจารณาให้รอบคอบว่าจะทำอย่างไรเพื่อจะให้กลับมาเป็นเจตนารมณ์ของประชาชน อย่างแท้จริง มิฉะนั้นมันจะไปซ้ำซ้อนกับผู้กำกับ ซึ่งเป็นนายอำเภอ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เขากำกับท้องถิ่นอยู่โดยตรงแล้ว นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตไว้แล้วก็ให้กรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นไปไปพิจารณาให้รอบคอบ🔗
ประเด็นสุดท้ายเรื่องของการเข้าชื่อ ผมคิดว่ายังมีความต่างอยากให้พิจารณา ก็คือว่า ถ้าสมาชิกสภาท้องถิ่นใช้เขตเลือกตั้ง ผมยกตัวอย่าง อบจ. เขตเลือกตั้งของ สจ. จะเป็นพื้นที่เล็ก ๆ แต่ถ้านายก อบจ. มันเป็นเขตจังหวัดทั้งจังหวัด เพราะฉะนั้นเรื่อง คะแนนเสียงผู้มีสิทธิผมอยากให้พิจารณาดี ๆ ว่าจะรวมกันไหมระหว่างสมาชิก หรือต้องแยกกัน กับนายก นั่นคือประเด็นที่จะต้องให้กรรมาธิการที่จะตั้งไปพิจารณาในส่วนนี้ด้วย เพราะมีความต่างกัน ระหว่างเขตเลือกตั้งของสมาชิกสภาท้องถิ่น กับเขตเลือกตั้งของนายก ซึ่งเป็นเขต ถ้า อบจ. ก็ทั้งจังหวัด ถ้าเทศบาลก็เป็นเขตเทศบาลเมือง เทศบาลนคร และเทศบาลตำบล ถ้าเป็น อบต. ก็เป็นเขตตำบลทั้งตำบล นี่คือส่วนที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัตินี้เพราะเป็นความก้าวหน้าอันหนึ่งที่ให้พี่น้องประชาชน ได้ดำเนินการตรวจสอบนักการเมืองท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นของตนเอง แล้วก็สามารถไป ดำเนินการเพื่อจะทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นได้ปฏิบัติงาน ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนได้ อย่างเต็มที่ ผมเข้าใจว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมรับหลักการด้วย ในนามของพรรคพลังท้องถิ่นไท ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ขออนุญาตเสนอความเห็นและอภิปรายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย หลายข้อหลายประเด็น ทั้งเห็นด้วย ทั้งไม่เห็นด้วย ผมขออนุญาตอภิปรายเป็นส่วนหนึ่ง ของการแสดงความเห็นเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีที่มาชี้แจง และคณะกรรมาธิการที่จะมี การตั้งขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่าผมดูร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว หลักการสำคัญที่ผมเข้าใจ ก็คือว่าเราต้องยึดหลักตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หมวด ๑๔ ตั้งแต่มาตรา ๒๔๙ ถึงมาตรา ๒๕๔ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น และตามมาตรา ๒๕๔ จึงเป็นที่มาของการเสนอกฎหมายมายังสภาแห่งนี้ แต่ที่เป็นห่วง อยากเสนอความเห็นมีหลายประเด็นด้วยกันครับท่านประธาน โดยหลักการการปกครอง ท้องถิ่นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เรามีอยู่ ในมาตรา ๒๕๐ วรรคห้า นั่นคือหลักการ การปกครองท้องถิ่นที่เราต้องยึดถือ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับว่า ในมาตรา ๒๕๐ วรรคสี่ ได้บัญญัติไว้ชัดเจน ก็คือว่าต้องให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีอิสระ ในการบริหาร ก่อนหน้านี้เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายด้วยความเป็นห่วงว่ากฎหมายฉบับนี้ จะมีขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๐ วรรคห้า หรือไม่ อย่างไร ด้วยเหตุผลที่ว่าคำนิยาม ที่ได้บัญญัติไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในมาตรา ๔ ที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายก็คือ คำว่า ผู้กำกับดูแล เพื่อนสมาชิกท่านศาสตราจารย์ได้อภิปรายก่อนหน้าผมเมื่อสักครู่นี้นะครับ ได้อภิปรายชัดเจนว่าการปกครองท้องถิ่นมีผู้ว่าราชการจังหวัด มีนายอำเภอกำกับดูแล มี ป.ป.ช. มี สตง. กำกับดูแลในเรื่องของการทุจริตอยู่ก่อนแล้ว การที่คำนิยามมาตรา ๔ ได้ให้อำนาจเกี่ยวกับการถอดถอนกลับไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ อย่างนี้ จะเรียกว่าการกระจายอำนาจหรือไม่ อย่างไร ท่านรัฐมนตรีชี้แจงสิครับว่าทำไมต้องกลับไป ให้ทางนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนกำกับดูแลในเรื่องของการถอดถอน ที่ยึดโยงกับประชาชน ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นหลาย ๆ ท่านได้รับการเลือกตั้ง มาจากประชาชนเขาก็มีสิทธิถอดถอน ฉะนั้นการถอดถอนกระบวนการสอบสวนทั้งหมด น่าจะอยู่ที่สภาท้องถิ่น ส่วนเรื่องการทุจริต การกำกับนโยบาย นั่นคือผู้กำกับดูแลทำหน้าที่ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการสอบสวน ถอดถอนสมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่น เพราะว่า ดูในหลาย ๆ มาตรากฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องของการให้อำนาจให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ให้กับนายอำเภอแทบทั้งสิ้น ไล่มาตั้งแต่มาตรา ๑๐ อำนาจหน้าที่กระบวนการสอบสวนของผู้ว่าราชการจังหวัด และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือว่า มีประกาศการตั้งคณะกรรมการสอบสวนของกระทรวงมหาดไทย ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดก็คือว่าเป็นประกาศของกระทรวงมหาดไทยเป็นกฎกระทรวงหลังจากนี้ จะประกาศมาอีกครั้งหนึ่ง นั่นหมายความว่าระบบราชการยังหวงอำนาจในเรื่องของ การปกครองท้องถิ่น ไม่เป็นไปตามหลักการของการกระจายอำนาจ ผมอยากให้กรรมาธิการ ที่จะมีการตั้งขึ้นพิจารณาทบทวนของคำว่า ผู้กำกับดูแล แล้วก็กระบวนการสอบสวนทั้งหมด น่าจะให้สภาท้องถิ่นเป็นคนทำการสอบสวน🔗
ท่านประธานครับ มีอยู่มาตราหนึ่งที่ผมสงสัย อยากเรียนถามให้ท่านรัฐมนตรี ชี้แจงก็คือว่าในมาตรา ๖ ในมาตรา ๒๕๔ ของรัฐธรรมนูญระบุชัดเจน ได้บัญญัติไว้ชัดเจน ก็คือว่า กฎหมายฉบับนี้เสนอข้อบัญญัติหรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น และฉบับนี้ ก็คือว่า หลักการสำคัญเป็นเรื่องของการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น แต่ในมาตรา ๖ (๒) เป็นเรื่องของวิธีการการเข้าชื่อขอให้มีการสอบสวนเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น ผมเข้าใจว่ากระบวนการถอดถอนมันก็มีกระบวนสอบสวนอยู่แล้ว ทำไมยังต้องไปบัญญัติ ใน (๒) ในเรื่องของการเข้าชื่อขอให้มีการสอบสวนอีก เพราะเวลามีการเข้าชื่อเพื่อถอดถอน ก็ต้องมีกระบวนการสอบสวนโดยคณะกรรมการมันจะไม่เป็นการซ้ำซ้อนหรือครับท่าน🔗
ประเด็นต่อมาที่อยากฝากคณะกรรมการวิสามัญก็คือว่า หลาย ๆ ท่าน เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายถึงความเป็นห่วงว่ากระบวนการถอดถอนนี้มันจะเป็นเครื่องมือ ของผู้มีอำนาจหรือไม่ อย่างไร ท่านคงนึกภาพออกในท้องถิ่นเวลาแพ้การเลือกตั้งสามารถ ที่จะใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการที่จะถอดถอนคนที่ชนะ ดังนั้นผมก็เลยดูมาตรา บทกำหนดโทษ จะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้ง ในนี้บทกำหนดโทษ ไม่มีเลยในเรื่องของการกลั่นแกล้งเพื่อให้ต้องโทษ หรือเพื่อให้ต้องถูกถอดถอนการเป็นสมาชิก มีแต่เรื่องของการให้ การรับว่าจะให้ หรือผลประโยชน์อื่นใดในการลงชื่อ แต่ในเรื่องของ การกลั่นแกล้งเอาความเท็จมากล่าว เอาเรื่องเท็จมาเป็นเครื่องมือในการถอดถอน ไม่มีบทกำหนดโทษ เราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งท้องถิ่นในเรื่องของ อบจ. แม้แต่กฎหมายท้องถิ่น ลักษณะปกครองท้องถิ่น การเลือกตั้งท้องถิ่น ล่าสุดปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ยังมีการระบุบัญญัติ ไว้ชัดเจนในเรื่องของการกลั่นแกล้ง การร้องเรียน ใบเหลือง ใบแดง หลังจากการเลือกตั้ง อันนี้ก็เหมือนกัน ผมเกรงว่าเมื่อมีการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้วจะใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือ ในการทำลายคู่ต่อสู้ แล้วก็กลั่นแกล้งคู่ต่อสู้ทางการเมือง อยากให้มีการกำหนดบทบัญญัติ ในเรื่องของเจตนาการกล่าวเท็จด้วย มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นกฎหมายที่หวังดีแต่เกิดผลร้าย ต่อสังคม ต่อท้องถิ่นในชุมชน ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ หลังจากนั้นจะเป็นคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ขอเชิญคุณประเดิมชัยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตในการที่จะได้อภิปราย เพื่อตั้งเป็นข้อสังเกตต่อกรณีที่จะมีการพิจารณา ในเรื่องของพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ท่านประธานครับ การที่สภาแห่งนี้จะได้พิจารณากฎหมายเพื่อที่จะได้ให้ พี่น้องประชาชนนั้นได้มีบทบาทสำคัญในการที่จะได้ถ่วงดุลอำนาจกับผู้บริหารที่มาจาก การเลือกตั้งของพวกเขา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าท้องถิ่นใดได้ผู้บริหารที่มี ความรับผิดชอบ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนท้องถิ่นนั้น ๆ ก็จะมีแต่ความเจริญและรุ่งเรือง แต่ถ้าท้องถิ่นใดได้ผู้บริหารที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และไม่ฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความทุกข์ยาก ความเดือดร้อนก็ยังคงจะต้องตกอยู่กับพี่น้องประชาชน ในตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานจะเห็นว่าท้องถิ่นนั้นมีอยู่ ๒ ส่วน ก็คือท้องถิ่นที่อยู่ในส่วนของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น อบต. ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล ไม่ว่าจะเป็น อบจ. แล้วก็ยังมีอีกท้องถิ่นหนึ่ง นั่นก็คือในส่วนของกรุงเทพมหานคร ฉะนั้นเราจะเห็นว่าในรูปแบบของการเข้าชื่อเพื่อยื่น แล้วให้ผู้มีอำนาจในการที่จะพิจารณาเพื่อการถอดถอนนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น และมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในกฎหมายที่เรากำลังจะพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ ผมเข้าใจว่า คงเป็นกฎหมายที่จะใช้บังคับในสภาวการณ์ที่เรียกว่าภาวการณ์ปกติ แต่ถามว่าในช่วงในยุค ที่ผ่านมาที่เป็นสภาวการณ์ที่ไม่ปกติ นั่นหมายความว่าถ้าเกิดมีการปฏิวัติรัฐประหาร ผู้บริหารท้องถิ่นหรือว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นที่ยังคงอยู่ในอำนาจที่เป็นการแต่งตั้งโดยคณะ ผู้มีอำนาจที่เป็นผู้ปฏิวัติรัฐประหาร ถามว่าถ้ามีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้น กฎหมายที่เรา กำลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้จะสามารถนำไปสู่การให้พี่น้องได้เข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นได้หรือไม่ ตรงนี้ผมพยายามที่จะได้อ่านข้อความทั้งหมด ในตัวร่างของทั้งร่างของรัฐบาลและร่างของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เสนอเข้ามา ไม่ปรากฏ ข้อความใดที่ครอบคลุมไปถึงเหตุการณ์ที่อยู่ที่ผมได้นำเรียนท่านประธานไปเมื่อสักครู่ก็คือว่า ถ้ามันอยู่ในสภาวการณ์ที่ไม่ปกติ ยิ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน ท่านประธานครับ คนกรุงเทพมหานครต้องทนเดือดร้อนอยู่กับการบริหารงานของคนที่มา จากการแต่งตั้งที่เป็นมรดกของผู้ที่มาจากการรัฐประหารในช่วงที่ผ่านมาถึง ๖ ปีเศษ ท่านประธานครับ ใน ๖ ปีเศษมีเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายที่พี่น้องประชาชนมีความเคลือบแคลง สงสัยในวิธีการทำงานและการใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน แต่มันก็ไม่มี ข้อกฎหมายในการที่จะทำให้พี่น้องประชาชนได้ยื่นเพื่อที่จะได้ถอดถอนกลุ่มคนเหล่านี้ได้เลย ฉะนั้นตรงนี้ผมขออนุญาตในการที่จะได้ฝากเป็นข้อสังเกตไปถึงทางคณะกรรมาธิการ ถ้ามีการจัดตั้งให้ได้พิจารณาถึงกฎหมายที่มันจะสามารถนำไปบังคับใช้ให้ครอบคลุมได้ ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารที่มาจากทั้งการเลือกตั้ง หรือว่าผู้บริหารที่มาจากการแต่งตั้ง จะต้องถูกถอดถอนได้โดยประชาชน กฎหมายฉบับนี้จะต้องเขียนให้ครอบคลุมถึงเหตุการณ์ เราคงไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์ในวันข้างหน้าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมา เหมือนในอดีตหรือไม่ วันดีคืนดีมีการปฏิวัติ มีการรัฐประหาร ท่านแต่งตั้งให้บุคคลต่าง ๆ เหล่านั้นอยู่ยาว ๕-๖ ปีเหมือนกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา หลายครั้งหลายคราทำให้พี่น้อง ประชาชนได้เสียโอกาส เหมือนกับคนกรุงเทพฯ ในขณะนี้ที่จะต้องถูกรับชะตากรรม ในการที่จะต้องเสียค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ในอัตรา ๑๐๐ กว่าบาทท่านประธานครับ อย่างนี้ก็คือว่าคนที่เป็นผู้บริหารที่ไม่ได้ยึดโยงมาจากการเลือกตั้งนี่นะครับ ย่อมไม่ได้คำนึงถึง ปัญหาความเดือดร้อน ประชาชนจะบ่น ประชาชนจะเรียกร้องอย่างไร ก็ไม่ฟัง ก็ไม่สนใจ อย่างนี้เป็นต้น ถามว่าวันนี้ถ้ากฎหมายยังไม่ผ่าน ยังต้องพิจารณาไปอีก ๓ เดือน ๕ เดือน เราสามารถให้พี่น้องประชาชนได้เข้าชื่อถอดถอนได้ไหม เพราะว่าพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพฯ อยากให้มีการเลือกตั้งเต็มแก่แล้วท่านประธานครับ อยากจะให้ผู้แทนหรือว่าผู้ที่มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาของเขานี่มาจากพี่น้องประชาชน อยากให้มีสมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากพี่น้องประชาชนจะได้เอาปัญหาความเดือดร้อนที่แท้จริง ของเขาไปแก้ไขปัญหาให้กับเขาได้อย่างแท้จริง แต่ในปัจจุบันหาเป็นเช่นนั้นไม่ ฉะนั้นตรงนี้ ผมขออนุญาตนำเรียนท่านประธานแล้วก็ฝากไปถึงผู้ที่จะเข้ามารับผิดชอบ🔗
อีกประเด็นหนึ่งเป็นประการสุดท้าย ก็คือเรื่องของผู้ที่จะให้คุณให้โทษ ในการที่จะถอดถอน พิจารณา พักการทำงานของผู้บริหารหรือว่าสมาชิกสภาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นนายอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ตรงนี้สำคัญท่านประธานครับ ขอให้มีข้อปฏิบัติที่ชัดเจนในการที่จะนำไปสู่ การบังคับให้เป็นผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ก็นำเรียนฝากท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านจุลพันธ์ครับ ท่านจุลพันธ์น่าจะอยู่ข้างนอก เชิญท่านองค์การครับ ท่านองค์การ ชัยบุตร🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม องค์การ ชัยบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากจังหวัดมุกดาหารครับท่านประธาน ตามญัตติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. …. ผมมีประเด็นอยู่ ๒ ประเด็นครับท่านประธาน ตัวผู้กำกับ ผมคิดว่าผู้กำกับก็คือผู้กำกับตามปกติที่ผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นได้ทำหน้าที่ ตรงนี้ผมก็งง เขาเป็นนักการเมืองจะระดับไหนก็คือนักการเมือง การบริหารบางทีมันต้องอิสระ มันต้องออกแบบ ออกกฎ ระเบียบของท้องถิ่นที่ตัวเองดำรงอยู่ได้ แต่มากำกับนี่ต้องยอมรับ ระบบราชการไทยด้วย แต่ตอนที่จะตั้งกรรมการสอบว่าทำผิดหรือไม่ผิด ตรงนี้ก็เอาคนเดิม มาอีกครับ เอาราชการมา หน่วยงานอื่นมีไหม ไม่มี ถามว่าปัจจุบันนี้มีหน่วยงานตรวจสอบไหม มี สตง. ก็มี ป.ป.ช. ก็มี ที่ผมสงสัยทำไมเอาข้าราชการส่วนนี้มา เพราะอยู่ด้วยกัน กินด้วยกัน อุ้มลูกมาอยู่ด้วยกันนี่ จะแก้ปัญหาได้อย่างไร นี่คือคำถามหนึ่ง หน่วยงานตรวจสอบของรัฐ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่า ป.ป.ช. สตง. อยู่ตามจังหวัด หรือแม้แต่อัยการ ศาลต้องเอาบุคคล เหล่านี้ เอาองค์กรเหล่านี้มาถึงจะได้ ถึงจะอยู่ด้วยกันได้ เผลอ ๆ ตรวจสอบไปตรวจสอบมา ผิดถึงผู้กำกับด้วยถ้าเอาตรงนี้มานะครับ อันนี้มาอยู่ด้วยกันกินด้วยกันผมไม่ได้กล่าวนะ คนดีก็มี แต่ที่เห็น ๆ ทั่วไปก็เป็นอย่างนี้ ขนาด ป.ป.ช. สอบแล้ว ชี้มูลความผิดแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดยังไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เลย ณ ปัจจุบันนี้ก็มี ผมได้ร้องข้อร้องเรียน เข้าไปผ่านมา ๕-๖ เดือน แล้ว ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแล้วว่าท่านผิดจริงนายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลนี้ อบจ. นี้แต่ก็ไม่เห็นทำอะไร นี่อุ้มกันหรือเปล่า ช่วยกันหรือเปล่า นี่อยู่ด้วยกันนะครับ อยู่ตรงนี้ ถ้าจะเอาตรงนี้มันต้องชัดว่าใครจะเป็นคนชี้มูลความผิดในระดับท้องถิ่นต้องชัด นะครับ ตอนลงประชามติก็มีปัญหา มีปัญหาอย่างไร ผมจะเปรียบเทียบท้องที่คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เวลาไล่ผู้ใหญ่บ้านออกจากตำแหน่งความผิดก็มีชัดเจนร้องไปถึงนายอำเภอ ร้องไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดก็สั่งว่าให้ตั้งกรรมการสอบ ตั้งกรรมการสอบ บอกว่าไม่มีความผิดก็จบนะครับท่านประธาน แต่ถ้าสั่งบอกว่าให้ลงประชามติหมู่นี้ละ ผู้ใหญ่บ้านทำความผิดหรือนายนี้ทำความผิดสมควรจะออกจากตำแหน่ง การประชามตินั้น ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่มา คนส่วนน้อยมาลงชื่อ คนส่วนใหญ่อาจจะอยู่กรุงเทพฯ อาจอยู่ต่างจังหวัด ต่างประเทศ ไม่ได้มาในชุมชนนั้น แพ้แล้วครับท่านประธาน ไม่ผ่าน ดำรงตำแหน่งอยู่เหมือนเดิม นี่คือ ประสบการณ์ที่ผ่านมา ฉะนั้นแล้วการร่างอย่างนี้พรรคก้าวไกลรับไม่ได้ครับ ต้องชัดนะครับ เขาชี้แล้วก็ยังไม่กล้าทำ ทีนี้มาบอกตรงนี้ว่าให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้หรอกครับ ผมมี ประเด็นแค่นี้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจุลพันธ์ครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ขออภิปรายในเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิก แล้วก็ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอ เกี่ยวกับการเข้าชื่อ เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็น การแก้ไขมาจากร่าง พ.ร.บ. เมื่อปี ๒๕๔๒ ซึ่งก็มีการแก้ไขในรายมาตรา แต่ผมมีบางประเด็น ที่จำเป็นจะต้องบอกผ่านท่านประธานสภาไปยังทางรัฐบาล รวมถึงเพื่อนสมาชิกที่จะไปเป็น กรรมาธิการในการที่จะมาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยส่วนตัวแล้วผมเองเห็นชอบ ต่อร่างพระราชบัญญัติ ถึงแม้ว่าจะมีบางประเด็นซึ่งผมมองว่าเป็นประเด็นซึ่งต้องแก้ไข และเป็นประเด็นใหญ่ด้วยนะครับ🔗
ประเด็นแรกเลย สาเหตุที่ผมเห็นชอบเพราะว่าอะไร การเข้าชื่อถอดถอน โดยประชาชนเข้าชื่อถอดถอนนักการเมือง ซึ่งเข้ามาเป็นสมาชิกหรือมาเป็นนายกองค์การ บริหารส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นเรื่องชอบด้วยเหตุและผลครับ เพราะว่าประชาชนเป็นคน เลือกเขาเข้ามา การที่เขากระทำความผิดใด ๆ หรือว่าละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ แล้ว ประชาชนมาร่วมลงชื่อกันในจำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องมากพอสมควร เช่นอย่างนี้นะครับ เพื่อลงมติ เพื่อที่จะให้เขาต้องออกจากตำแหน่ง เป็นเรื่องชอบด้วยเหตุด้วยผลทั้งปวงครับ เพราะว่าบางครั้งความผิดที่กระทำ ๔ ปี รอครบวาระมันนานเกินไป มันรอไม่ไหว อันนี้ เป็นสิ่งซึ่งโดยหลักการประชาธิปไตยทำได้ แต่อย่างไรก็ตามผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ ปัญหา ที่เกิดขึ้นมันอยู่ในมาตรา ๑๖ ถึงมาตรา ๑๙ ซึ่งผมอ่านดูแล้วผมต้องเรียนต่อท่านประธาน ผ่านไปยังทางคณะรัฐมนตรีที่มาชี้แจง รวมถึงเพื่อนสมาชิกว่าโดยหลักการเราบอกเลยว่า ให้พี่น้องประชาชนเข้าชื่อกันเพื่อถอดถอน แต่สุดท้ายเมื่อเข้าชื่อเสร็จแล้ว กระบวนการ ตามที่กำหนดไว้ในมาตราต้น ๆ ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว สุดท้ายอำนาจไม่ได้อยู่ที่ประชาชน อำนาจกลับถูกโยนไปให้คณะกรรมการสอบสวน ถามว่าคณะกรรมการสอบสวนคือผู้ใด สุดท้ายก็เป็นคณะของข้าราชการ จะเป็นนายอำเภอก็ตาม จะเป็นระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ตาม หรือสุดท้ายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นี่คือสิ่งที่หลุดไปจากกรอบของ แนวคิดที่ถูกต้อง เพราะว่าเรากำลังจะเอาอำนาจของประชาชนโยนให้กับบุคลากร อย่างเช่น ฝ่ายราชการประจำ ซึ่งเขาไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนเช่นกับสมาชิกท้องถิ่นหรือว่า ผู้บริหารท้องถิ่นใด ๆ เลย ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมยังมองว่าจะเป็นการโยงอำนาจ ไม่ถูกต้องหรือไม่ ทำให้กระบวนการใน พ.ร.บ. ฉบับนี้อาจจะผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่ควรเป็น นะครับ ผมเรียนเลยครับ เราเห็นมามากแล้วในเรื่องของการกระทำความผิด มีการตั้ง กรรมการสอบ ฝ่ายราชการเองนี่ละ ตั้งกรรมการสอบกันเอง ไม่ว่าจะเป็นในกระทรวงใด ๆ ก็ตาม สุดท้ายมีเรื่องของการเกี๊ยะเซียะ มีเรื่องของการรู้จักมักคุ้นกัน มีเรื่องของการช่วยเหลือกัน แล้วก็มีเรื่องของการจ่ายใต้โต๊ะกัน สุดท้ายเรื่องบางเรื่องซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงก็ถูกปัดเป่า หายไป บางเรื่องซึ่งไม่เป็นเรื่องก็ถูกดำเนินคดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราไม่อยากเห็นมันเกิดขึ้น ถ้าเกิดว่ากระบวนการถอดถอนมีขึ้นจริงนี่นะครับ ๑. ต้องยึดโยงกับประชาชน ดูอย่างเช่น องค์กรอิสระ องค์กรอิสระเราจะถอดถอนนี่นะครับ กระบวนการสุดท้ายมันไปจบที่ สมาชิกวุฒิสภา โอเค (OK) วุฒิสภาในสมัยนี้อาจจะไม่สามารถชี้ชัดว่าเป็นตัวแทนประชาชน ได้เหมือนในอดีตที่มีการเลือกตั้ง แต่ถ้าสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง แล้วสิทธิ ในการถอดถอนองค์กรอิสระ อันนี้ชอบด้วยเหตุด้วยผล อันนี้เช่นเดียวกันครับ เราจะถอดถอน สมาชิกหรือว่าผู้บริหารท้องถิ่น นอกจากประชาชนเข้าชื่อแล้ว ควรจะมีกลไกที่มอบอำนาจ ให้กับประชาชนหรืออย่างน้อยตัวแทนของประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าการจะถอดถอนนั้น มันจะสมบูรณ์ได้ต้องผ่านกลไกซึ่งมาจากประชาชนด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ตรงนี้ต้องฝาก เป็นประเด็นไปยังเพื่อนกรรมาธิการเพื่อที่จะไปหาหนทางที่มีความเหมาะสมขึ้นนะครับ🔗
ประเด็นสุดท้ายที่จะบอกท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนที่จะไปเป็นกรรมาธิการ ในอดีตที่ผ่านมาในช่วงไม่กี่ปี ช่วงที่มีการปฏิวัติเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบเผด็จการ คสช. ออกคำสั่งฝ่ายบริหารจำนวนมากครับ เพื่อที่จะให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกท้องถิ่น หลายแห่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีผลอยู่เป็น ๕ ปี ๖ ปีก็มี สุดท้ายเป็นปลัดเป็นผู้รักษาการแทน เหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับท้องถิ่นให้กับกระบวนการประชาธิปไตย ความเสียหาย ที่เกิดขึ้น ท้องถิ่นหลายแห่งในช่วง ๕-๖ ปีที่ผ่านมาไม่สามารถเดินหน้าได้ เพราะว่ามีเพียงแค่ ฝ่ายประจำเป็นผู้บริหาร เป็นผู้ดำเนินการ ไม่มีตัวแทนของประชาชนที่แท้จริง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราไม่อยากเห็นให้เกิดอีกนะครับ เพราะฉะนั้นควรจะมีบทบัญญัติที่ชัดเจนอยู่ใน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ผมอยากจะเห็นเพิ่มเติมขึ้น นั่นก็คือการกำหนดให้ชัดว่าอำนาจ ของฝ่ายบริหาร จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม จะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารก็ตามไม่สามารถใช้อำนาจในฝ่ายบริหารเข้ามาแทรกแซงกลไก การบริหารของท้องถิ่นได้ด้วยวิธีการใด ๆ และที่สำคัญที่สุดที่มาของผู้บริหารหรือสมาชิก ท้องถิ่นนั้นมาจากประชาชน เราไม่อยากเห็นการใช้อำนาจนอกรูปแบบเข้ามาแทรกแซง แล้วก็มาปลดเขาเข้า ปลดเขาออก ตั้งคนของตัวเองเป็น ตั้งคนที่ไม่มีที่มาจากประชาชน เป็นผู้บริหารแทน เราไม่อยากเห็นอีกต่อไปแล้วครับ เพราะว่าความเสียหายที่มันเกิดขึ้น มันเรียกคืนไม่ได้ ก็เป็นประเด็นสั้น ๆ ที่อยากจะฝากผ่านท่านประธานสภาไว้ครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวีระกร คำประกอบ ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนอื่น ต้องขอชื่นชมทางรัฐบาลที่ได้เสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมานะครับ ร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ต้องเรียนว่า ที่เห็นด้วยนี่ไม่ใช่เพราะว่าท่านทำเพียงเพื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ ซึ่งบัญญัติว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อกันเพื่อเสนอข้อบัญญัติ หรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ก็จะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ แต่อย่างไรก็ตามครับ ในรายละเอียดนี้ได้เขียนไว้ค่อนข้างดีทีเดียว แม้ว่าจะมีบางมาตรา ซึ่งเดี๋ยวผมก็จะขออนุญาตท่านประธานเพื่อวิเคราะห์และขอปรับปรุงบ้างเป็นบางส่วน เรียนกับท่านว่าในส่วนของการถอดถอนหรือการสอบสวนเพื่อถอดถอนก็ตามตามมาตรา ๖ ก็มีเหตุผลที่เขียนไว้ค่อนข้างจะดี แต่ก็ต้องฝากทางกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมากรุณาพิจารณา ในรายละเอียดด้วยนะครับ เพราะว่าที่เขียนไว้ในมาตรา ๗ ในเรื่องของการที่จะถอดถอนนี่ เขียนไว้ค่อนข้างกว้าง ๆ นะครับ ผู้ใดจงใจทอดทิ้งและละเลยไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่ และอำนาจอันจะเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง คำว่า อย่างร้ายแรง นี่มันเป็น ดุลยพินิจนะครับ การที่จะถอดถอนใครโดยใช้ดุลยพินิจมันก็ไม่ค่อยจะชอบเท่าไรนะครับ อยากให้มันต้องมีการรัดกุมนะครับ แค่ไหนมันจะร้ายแรง แค่ไหนมันไม่ร้ายแรง ยกตัวอย่างเช่น นายก อบต. ไม่เก็บขยะ ๗ วันนี่ร้ายแรงไหม หรือต้องเป็นเดือนถึงจะร้ายแรงอะไร อย่างนี้นะครับ จงใจละเว้นไม่เก็บขยะนี่กี่วันมันถึงจะร้ายแรง ขอให้เขียนไว้ด้วยนะครับ เพราะว่าไม่เช่นนั้นมันไม่รู้แค่ไหนร้ายแรงครับท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ข้อ ๒ มีความประพฤติในทางจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียหรือก่อความไม่สงบ เรียบร้อยแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท่านก็จะเห็นว่าข้อนี้มันสามารถตีความได้มากมาย ก่ายกองครับ เรื่องที่จะทำความเสื่อมเสีย แค่ไหนเสื่อมเสีย แค่ไหนก่อความไม่สงบเรียบร้อย แก่ อบต. แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเขียนไว้นะครับ ถ้าไม่เขียนไว้การที่จะไปถอดถอนใคร เพียงเพราะมีผู้เข้าชื่อให้ถอดถอนนั้นเห็นจะไม่ค่อยถูกต้อง มันต้องมีรายละเอียดนะครับ🔗
๓. พฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตหรือกระทำการอันเป็นการขัดแย้ง แห่งผลประโยชน์ ซึ่งก็คือเป็นพวกผลประโยชน์ทับซ้อน นายกหรือสมาชิกมีบริษัทรับเหมา ก่อสร้างอันนี้ผิดแค่ไหน ถ้าเป็นน้องเขยล่ะ ถ้าเป็นน้องเมียล่ะได้ไหม มันละเอียดนะครับ เรื่องพวกนี้ ท่านต้องเขียนไว้ชัดเจน เพราะนี่หมายถึงเราให้อำนาจกับนายอำเภอในการที่จะ ถอดถอนนายก อบต. เราให้อำนาจกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการถอดถอนนายกเทศบาล เราให้อำนาจกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในการถอดถอนนายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร ประทานโทษกรุงเทพมหานครนะครับ นี่เราให้ อำนาจท่านผู้ว่าราชการจังหวัดถอดถอนนายก อบจ. อย่างนี้เป็นต้น แล้วเขียนกว้าง ๆ อย่างนี้ครับ ท่านอย่าลืมนะว่าในข้อ ๗ ตามมาตรา ๖ มันมี ๒ ส่วนนะครับ ท่านประธานครับ แล้วก็ท่านผู้ฟังทางบ้าน การที่จะเอาสมาชิกสภาท้องถิ่นก็ดีหรือจะเอาผู้บริหารท้องถิ่นก็ดี ออกจากตำแหน่งทำได้ ๒ กรณี ในมาตรา ๖ นี้เขียนไว้เลยว่า ข้อ ๑ เข้าชื่อเพื่อถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ถอดถอนได้เลยนะครับ โดยมีผู้ใช้สิทธิผู้ลงชื่อเกิน กึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็ยังเขียนคำว่า ทั้งหมด มาอีกนะท่านรัฐมนตรีครับ คือถ้าเขียนแค่ว่ามีสิทธิเข้าชื่อกันกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อันนี้ผมเข้าใจ แต่มันมี ทั้งหมด ใส่มาด้วยนี่มันแปลว่าอะไร กึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ท่านหมายถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดหรือผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ถ้าจะคิดว่าเอาแค่ผู้มาใช้สิทธิ เลือกตั้ง เช่นมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑,๐๐๐ คน มาใช้สิทธิ ๗๐๐ คน ๓๕๐ คนถือเป็นกึ่งหนึ่ง ใช่ไหม เอาแค่กึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ หรือผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด มันใส่คำว่า ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีด้วยว่า แล้วถ้าหากว่าผมเลือกตั้ง แพ้สัก ๑ คะแนนอย่างนี้นะครับ แล้วผมไปหาอีก ๒ คะแนนเพื่อที่จะมาเข้าชื่อถอดถอน คนที่มันชนะผมนี่ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากนะครับ สุภาษิตจีนบอกว่า เงินก็จ้างผีโม่แป้งได้นะครับ ตายไปแล้วยังจ้างให้ลุกขึ้นมาโม่แป้งก็ยังได้นะครับ เพราะฉะนั้นจะไปบอกว่ามีมาตรา ๒๒ แล้วรับเงินเพื่อการถอดถอนชื่อ หรือรับเงินเพื่อถอดถอนใคร จำคุก ๕ ปี ปรับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ผมว่าที่เลือกตั้ง ๆ กันทุกวันนี้ซื้อเสียงเยอะเลยครับท่านประธาน ไม่ใช่ทั้งหมดนะ แต่เยอะ เลยครับ ไม่เห็นมีหน้าไหนไปจับเลยครับ เพราะฉะนั้นจะไปอ้างว่ามีมาตรา ๒๒ คุมอยู่แล้ว แล้วท่านประธานลองนึกดูสิครับ ถ้ามันชนะกันแบบหวุดหวิดล่ะครับท่านประธาน แล้วผมก็ หารายชื่อเพิ่มอีกสัก ๕ คน ๑๐ คน ซึ่งมันหาได้อยู่แล้วละครับ เอาไปเข้าชื่อร้องเรียนกับ กลุ่มที่สนับสนุนผม เพื่อที่จะไปถอดถอนหมอคนนี้ ซึ่งมันชนะผมแค่ ๕ เสียง โดยอ้างว่า อ้ายนี่ซื้อเสียงตอนเลือกตั้ง ทำผิดกฎหมายซื้อเสียงเลือกตั้ง เอ๊ะ มันง่ายอย่างนั้นเชียว หรือถอดถอน เพราะฉะนั้นจะเป็นเรื่องนี้ก็ดีหรือจะเป็นเรื่องที่ ขอประทานโทษต้องเอ่ยนาม คุณหมอชลน่านพูดถึงก็ดีว่า การถอดถอนนี่หากเปิดเผย ลงชื่อกันอย่างเปิดเผยเลยมันก็จะ ทำให้คนในตำบลนั้น หรือคนในเขตเลือกตั้งนั้นมันก็มองหน้ากันไม่ค่อยติดนะครับท่าน แล้วมันก็จะเป็นอันตรายต่อผู้ลงชื่อถอดถอนด้วย ผมยังมองเห็นว่าในมาตรา ๖ นี่ (๑) น่าจะตัดทิ้งไปนะ คือการถอดถอนโดยตรงโดยที่ไม่ต้องสอบสวนเลยนี่มันค่อนข้างจะอันตราย เหลือเกินท่านประธานครับ จาก ๒ เหตุผลที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ๑. ก็คือการถอดถอนแบบชนิดที่เรียกว่าคะแนนหวุดหวิดหามาได้ ไม่มีปัญหา ๒. ถอดถอน เปิดเผยรายชื่อผู้ขอถอดถอน มันอันตรายต่อกับผู้ลงชื่อก็ดีนะครับ และจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ ผมว่าวิธีการถอดถอนนี่น่าจะเอาออกนะ ผมมองเห็นว่าในข้อ ๒ มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว มาตรา ๖ (๒) คือการเข้าชื่อขอให้มีการสอบสวนเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น แต่ก็ยังติดใจอีกนะ ถึงแม้ว่าจะเข้าชื่อถอดถอน เช่น อบต. หนึ่ง ส่วนใหญ่มันก็จะเป็น อบต. ๑ ใน ๑๐ ไม่เกินแสนคนนี่ ๑ ใน ๑๐ อันนี้มันยังพอฟัง ๑ ใน ๑๐ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นนะครับ เช่น อบต. หนึ่งมีผู้มีสิทธิ สัก ๒,๐๐๐ คน ก็ ๒๐๐ คนสามารถเข้าชื่อได้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับอันนี้ก็เป็น เรื่องที่ฝากกรรมาธิการจะต้องไปพิจารณาด้วยเหมือนกันก็คือ เมื่อท่านเข้าชื่อเสร็จแล้ว ในมาตรา ๑๔ เขียนไว้ว่า ให้ผู้กำกับดูแลที่ได้รับหนังสือแสดงเจตนาและเอกสาร ตามมาตรา ๑๓ แล้ว ให้ประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป เมื่อท่านประกาศแล้วว่า มิสเตอร์ (Mister) ก นาย ก นี่ทำชั่วอย่างนั้นอย่างนี้ตามข้อกล่าวหา เป็นการประกาศ อย่างเปิดเผยเป็นการทั่วไป คนที่ถูกประกาศทำจริง ไม่จริง ก็ไม่รู้ บางทีก็ไม่ได้ทำหรอก แต่เสียหายไปเรียบร้อยแล้วครับ ก็ในเมื่อจะลงชื่อ เข้าชื่อ ให้สอบสวน มันก็ควรจะต้อง เป็นการลับได้ ทำไมจะต้องเอาไปเปิดเผยให้ประชาชนทั่วไปรับรู้ รับทราบ จริง ไม่จริง ก็ยังไม่รู้ ดังที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดกันไว้อยู่เสมอ เราพูดกันอยู่เสมอว่าผู้ที่ยังไม่ตัดสิน จนถึงที่สุดให้ถือว่าเป็นผู้ที่ยังไม่มีความผิดนะครับท่านประธาน ยังเป็นผู้ที่สุจริตอยู่ เพราะฉะนั้นการที่อยู่ ๆ ไปประกาศชื่อ ผมขอ ๑๐ นาที ผมลงชื่อไว้ ๑๐ นาทีครับ การที่จะประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปตามมาตรา ๑๔ ผมเห็นว่าไม่น่าจะเหมาะสม🔗
ที่จริงไม่มี อนุญาต ๑๐ นาทีนะครับ แต่ว่าผมอนุญาตให้ท่านสรุป🔗
ท่านประธานน่ารักเสมอครับ ขอบคุณครับ ก็ต้องขอขอบคุณนะครับ แล้วก็นี่ครับในกรณีมาตรา ๑๔ จะเห็นว่าเมื่อประกาศ ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป บุคคลที่ถูกร้องเรียน ถูกกล่าวหาเสียหายไปแล้วครับ เช่นอ้ายคนนี้ทุจริตอย่างนั้น อย่างนี้ จริง ไม่จริง ก็ยังไม่รู้เลย ยังไม่มีการสอบสวน เพราะฉะนั้นในกระบวนการที่จะถอดถอนก็ดี สอบสวนก็ดี ผมเห็นว่าถอดถอนนี่ ควรจะยกเลิก ผมไม่เห็นว่าเหมาะสมเลยนะครับ เพราะว่าเสียงที่แพ้ชนะกันโดยใช้เสียง กึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งมันค่อนข้างจะ ถ้าหากว่าเสียงชนะกันแบบสูสี ท่านประธาน ที่เคารพครับ มันเกิดปัญหาแน่นอน ๒. ก็คือในเรื่องของการที่จะประกาศตามมาตรา ๑๔ ผมเห็นว่าไม่เหมาะสมนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีเรื่องที่อยากจะกราบเรียนอีกนิดหนึ่งว่า การที่มาตรา ๒๒ รับเงินเพื่อถอดถอน หรือรับเงินเพื่อลงชื่อถอดถอน หรือถอนชื่อจาก การถอดถอน จำ ๕ ปี ปรับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ค่อนข้างจะแรงไปหรือเปล่า จำคุก ๕ ปี ถอดถอนเมื่อพิสูจน์ แล้วมันจะพิสูจน์อย่างไรผมก็ยังนึกไม่ออกนะ จะพิสูจน์ว่าไปรับเงิน เพื่อถอดถอนชื่อ รับเงินเพื่อใส่ชื่อ มันคงจะพิสูจน์ยาก แต่ก็ผมยังไม่เคยเห็นว่าการเลือกตั้ง แม้เลือกตั้งผู้แทนราษฎรหรือเลือกตั้งอะไรก็ตามไปจับได้ อย่างนั้นมันน่าจะแรงกว่าไหม แต่ผมก็ยังไม่เห็นมีการจำคุกใครเลยที่รับเงินซื้อเสียง หรือใครเคยเห็นครับ จังหวัดไหนมีบ้าง ช่วยบอกผมด้วย รับเงินซื้อเสียง แล้วเพื่อไปลงคะแนนให้ ส.ส. คนนั้นคนนี้ในการเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วไปนี่มีหรือ จำคุก ๕ ปีนี้มีหรือ เคยได้ยินไหมครับว่าใครรับเงินเลือกตั้งถ้ามันมีโทษแรงขนาดนั้นหรือมีการลงโทษแรง ๆ ได้ขนาดนั้นจริง ๆ วันนี้มันคงจะดีขึ้นเยอะนะ แต่ผมว่าไม่ดีขึ้นก็เพราะอย่างนี้ครับ เรามี กกต. ขึ้นมาแล้วก็ทำให้เสียหาย ระบบการเลือกตั้งเสียหายนะครับ แม้ว่าในมาตรา ๒๒ เขียนไว้อย่างนี้ผมก็ยังไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ สรุปก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้ พระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีข้อดีนะครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่ประชาชนสามารถที่จะร้องเรียน ถอดถอนให้มีการสอบสวนได้ แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องซึ่งผมได้ฝากไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิเชษฐ เชื้อเมืองพาน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ท่านประธานครับ กระผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ ท่านจะมาลิดรอนสิทธิพี่น้องประชาชน แล้วก็เป็นพระราชบัญญัติที่จะมาทำลายคน โดยไม่มีทางสู้ ท่านประธานครับ คนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ๑๐๐,๐๐๐ คน ของท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ นี่นะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ต้องใช้คน ๑๐,๐๐๐ คน ที่จะถอดถอน ก็คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ถ้าเกิดว่าผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพลแพ้ไปอย่างที่ หลายท่านได้พูดนะครับ แพ้ไปเล็กน้อยไม่พอใจ สามารถที่จะหาคน ๑๐,๐๐๐ คน ไปถอดถอน ได้นะครับ คน ๑๐,๐๐๐ คน สมมุติว่ามีการจ้าง ๓๐๐ ก็ ๓ ล้าน ถ้าเป็นเทศบาลใหญ่ ๆ ที่ต่อสู้กันรุนแรงก็จะทำให้ ๑๐,๐๐๐ คนนี่หาได้ไม่ยาก ท่านประธานครับ ถ้า ๕๐๐,๐๐๐ คน ถึง ๑ ล้านคน ใช้ ๑๕,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ อันนี้ละครับคืออันตรายที่จะเอาผู้บริสุทธิ์ ที่ชนะเลือกตั้งแล้วเอาไปให้ข้าราชการประจำผู้กำกับดูแล นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ปลัดจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด ไปถึงรัฐมนตรี คุณมีหน้าที่อะไรครับที่จะต้องมาตัดสินคนที่ พี่น้องประชาชนเขาเลือกมา เพียงแค่มีตัวเลขคนขอถอดถอนครบจำนวนที่ท่านตั้งไว้ ก็คือคนคนนั้นหมดสิทธิที่จะได้รับตำแหน่ง ผมคิดว่ามันไม่เหมาะสม องค์กรที่มีอยู่แล้ว มันใช้ไม่ได้แล้วหรือครับ มันพิกลพิการไปหมดแล้วหรือครับ กกต. ทำอะไรอยู่ครับ ป.ป.ช. ทำอะไรอยู่ครับ สตง. ทำอะไรอยู่ครับ ผู้ตรวจการแผ่นดินทำอะไรอยู่ครับ ที่จังหวัด นะครับ วันนี้ท่านเอาหน้าที่พวกนี้มาให้กระทรวงมหาดไทย องค์กรอิสระดีที่สุดแล้ว ทำไมมาให้ กระทรวงมหาดไทยได้เป็นผู้ตัดสินชีวิตเขา ผมถามว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้มีเคส (Case) ไหนบ้าง มีตัวอย่างอันไหนบ้างที่แก้ปัญหาไม่ได้ ผมถามท่าน ท่านตอบด้วยนะครับ มีตัวอย่าง สัก ๑ ตัวอย่างไหมที่เป็นปัญหาสำหรับพระราชบัญญัติ มาตรา ๒๔๒ อันนี้ ท่านตอบในสภาด้วยว่า มันมีปัญหาอย่างโน้นอย่างนี้ถึงต้องแก้ไข ถอดถอนแล้วก็ไปประกาศชื่อเขามันเจ็บปวดมาก ชนะเลือกตั้งแล้ว มีคนลงชื่อมาจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ พอลงชื่อมาก็ติดประกาศเขา ๓๐ วัน ว่าคนนั้นไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ เสร็จแล้วมีชื่อปลอมอีกครับ ต้องการ ๑๐,๐๐๐ คน ได้ชื่อมา ๑๕,๐๐๐ คน ปรากฏว่าปลอมอยู่ ๕,๐๐๐ คน แล้วคนร้องเรียนมีความผิดไหมครับ ไปเอาชื่อ ที่ไหนมา ไปเอาชื่อทะเบียนที่ไหนมา เอาละ ปลอมแค่ ๕๐๐ คน คนยื่นมีความผิดไหม คนที่ยื่นร้องเรียนเขาที่เขาได้รับตำแหน่งอยู่มีความผิดไหมเอาชื่อปลอมมา ไม่มีความผิด เสร็จแล้วพอเขาถูกประกาศ พอเขาถูกสอบสวน พอเขาเทียวไปเทียวมาต่อสู้ไม่ต้องทำงาน ทำการ ไม่ต้องบริหาร อบต. เทศบาลหรอกครับ สู้กันอยู่อย่างนี้ มันมีเวลาแค่ ๔ ปี จบ ๔ ปีนะครับ อุทธรณ์อีก อุทธรณ์ไปอุทธรณ์มา วิ่งไปวิ่งมาหมดเวลาพอดีไม่ต้องทำอะไรเลยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่า ไม่เหมาะสมเลยที่จะมาทำแบบนี้ ผมถามท่าน ๑๐ ปีที่ผ่านมามันมีปัญหาอะไร ถึงจะต้องใช้ วิธีการคน ๑๐,๐๐๐ คน รายชื่อครบเอาคนนี้ออกไปเลย ประกาศเพื่อให้คนนี้พ้นจาก ตำแหน่งมันยุติธรรมหรือครับ ความยุติธรรมมันมีอยู่แล้วพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๔๒ ก็ทำให้ มันยากหน่อย ภายในตำบลนี้ ภายในเทศบาลนี้ นายกมีปัญหากับคู่แข่ง ต่อสู้กันรุนแรง หมดเนื้อหมดตัว วันนี้อยากจะเอาเขาลงจากตำแหน่ง ล่ารายชื่อมา ท่านประธานครับ แล้วถ้าเขาไม่ผิดล่ะครับ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรัฐมนตรีรับผิดชอบไหม เขาไม่ผิดนะ เสียโอกาสทำมาหากิน เสียโอกาสบริหารจัดการ เสียชื่อเสียง มีไหมครับ ชดเชยเขา ตอบแทนเขา ไม่ใช่คืนเงินเดือนให้มันไม่คุ้ม เป็นผู้มีชื่อมีเสียงในชุมชน ในจังหวัด ในอำเภอ ปรากฏว่าถูกร้องเรียนเสร็จแล้วเขาไม่ผิดล่ะ มันเป็นมูลค่าเท่าไร เขามีชื่อเสียง เขามีธุรกิจ คุณจะตอบแทนเขาอย่างไร จะชดเชยอย่างไร ท่านร่างมาเพื่ออะไรครับ เปลี่ยนแปลงนิดหน่อย ถามว่ามันมีประโยชน์กว่าเดิมอย่างไรครับ การเลือกตั้ง การไปหย่อนบัตร เพื่อถอดถอนคนนี่มันประชาธิปไตย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ทำไมเอาอำนาจไปให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ท่านบอกมาสิประโยชน์ที่มันมากกว่านี้ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิยม เวชกามา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้อ่านดูในรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ผมอ่านดู โดยหลักการผมเห็นด้วย แต่ผมไม่เห็นด้วยในหลายมาตรา ที่ผมเห็นด้วยในหลักการ หมายความว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ในหลักการคือให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายก หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นนั้น ในเมื่อเขามีสิทธิเลือกตั้งก็ให้ประชาชนที่เขาเลือกตั้งมีสิทธิ ถอดถอนคนที่เขาเลือกเข้ามาเห็นด้วยในประเด็นนี้ แต่ที่ผมไม่เห็นด้วยในหลายมาตรา ซึ่งอาจจะกรรมาธิการไปดำเนินการแก้ไข หรือว่าเอาพระราชบัญญัตินี้ไปร่างมาใหม่ ก็แล้วแต่นะท่านประธาน เพราะโดยเนื้อหาแล้วมันไปอยู่ที่ว่ามีหลายมาตราที่คืนอำนาจ ในการถอดถอนทั้งนายก ทั้งสมาชิกกลับไปผู้กำกับ หมายถึงว่าจะเป็นนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งกล่าวถึงในมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ อันนี้คือผมไม่เห็นด้วยในลักษณะของ ให้กลับไป ไปยึดโยงกับผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ผู้ที่ไม่ได้เลือกตั้งเขา ผมจึงเห็นว่า ในเมื่อประชาชนเขาเลือกเข้ามาไม่ว่าจะเป็นสมาชิกก็ดี นายกก็ดี ในเมื่อกลับไปให้ประชาชน เขาถอดถอนโดยการลงรายชื่อ ผู้ที่จะพิจารณาในส่วนนี้รับเรื่องถอดถอนต้องควรกลับไป ที่ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ผมไม่เห็นการเขียนไว้ในมาตรา ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่กลับตรงกันข้ามกลับไปที่ กระทรวงมหาดไทย หมายถึงว่าให้นายอำเภอ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด สมาชิกก็ดี นายกก็ดี กลุ่มนี้เขาไม่ได้มาจากการแต่งตั้ง ต้องเข้าใจ เขามาจากการเลือกตั้ง มีความจำเป็นอะไร ที่จะกลับไปที่นายอำเภอ หาผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกวันนี้นายกทั้งหลายมันก็กลัวนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่แล้ว พูดกับนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด มันก็ตัวสั่นอยู่แล้ว ถ้ายังเอาอำนาจกลับไปคืนหานายอำเภอ หาผู้ว่าราชการจังหวัด เสร็จเลยท่านประธาน แบบลูกท่านประธานนี่มาเป็นนายกมาจากประชาชน ทำไมไม่คืนไปให้ประชาชนเขายกเลิก หรือเขาถอดถอน ทำไมคืนไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัด อันนี้ผมไม่เห็นด้วยในตรงนี้ จริงอยู่ กฎหมายฉบับนี้เสนอมาโดย ครม. แต่ต้องคิดเห็นหัวอกประชาชน ท่านไปดูกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท่านก็ถอดถอนยากอยู่แล้ว ทำไมเอามาให้ ถอดถอนไปแม้กระทั่งนายก สมาชิก ซึ่งไม่ได้ เกี่ยวข้องเลย อันนี้ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่ากลับไปทบทวนใหม่ ผมไม่เห็นด้วย ในความคิดที่ผมอ่านนะครับ ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น ผมดูท่านรัฐมนตรี ท่านก็มาจากประชาชน ท่านเข้าใจความรู้สึกประชาชน ท่านอย่ากลับไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอเลย แนวคิดนี่ผมอยากให้ประชาชน อ่านครั้งแรกผมฟังท่านเสนอมา ผมคิดว่า ประชาชนมีบทบาทในการเลือกเข้ามา แล้วเขาอยากถอดถอน เขาไม่เอา เขาไม่ทำตามหน้าที่ แต่หลาย ๆ มาตรา ท่านก็เขียนดีนะครับ มาตรา ๗ มาตรา ๘ เขียนดี พวกไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งหลายก็ไม่ควรเป็นนายก ไม่ควรเป็นสมาชิก แต่พออ่านไป ๆ แล้วผู้กำกับในการบริหาร จัดการนายกหรือสมาชิกกลับมาเป็นนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผมจึงไม่เห็นด้วยเลย ท่านประธาน อันนี้ฝากท่าน ท่านเป็นผู้แทนมานี่ผมเข้าใจเลย ความรู้สึกที่ผูกพันกับ ประชาชน ในเมื่อเราไปทำหน้าที่ก็ให้ประชาชนเขาถอดถอน ผมไปเปิดดูในมาตรา ๗๘ ในบางเรื่องก็เขียนดี แต่ในบทของผู้กำกับไปให้นายอำเภอกับผู้ว่าราชการจังหวัดนี่ ผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้ท่านจะกลับไปอะไรก็แล้วแต่ ในส่วนตัวผม ผมต้องขอไม่รับ พูดง่าย ๆ ต้องไปแสดงบทบาทใหม่ ผมคงไม่พูดยาวหรอก แต่ว่าในบทของประชาชนนี่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ในเมื่อเขาเลือกมา ความผูกพันระหว่าง ผู้เลือกกับผู้ถูกเลือก ในเมื่อคุณไม่ทำหน้าที่ตามที่เขาเลือก คุณก็ต้องหมดหน้าที่ไปโดย การถอดถอนของประชาชนนั่นละ แต่พอไปดูผู้กำกับกลับมาเป็นนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผมเปลี่ยนใจเลยท่านประธานครับ ฝากท่านรัฐมนตรีด้วยว่าผมไม่เอาด้วยลักษณะนี้ ต้องฝากไปถึงอีกหลายท่าน หรือถ้าท่านจะไปเป็นกรรมาธิการอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่เอาด้วย ในลักษณะกลับไปให้นายอำเภอ ท่านไปดูเถอะ ผู้ใหญ่บ้านกับกำนันนั่นก็พอแล้ว วันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอยังไปซูเอี๋ยอยู่กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สอบแล้วสอบอีก ทั้ง ๆ ที่ประชาชนเขาไม่เอาก็ไม่ได้ออก วันนี้ ๖-๗ ปีที่นายกทั้งหลายยังอยู่ในตำแหน่ง ประชาชนเขาก็เจ็บปวดมากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าร่างกฎหมายแล้วให้มันมีผล มันจะปฏิวัติ รัฐประหารอะไรก็แล้วแต่ ในเมื่อคุณเป็นนายก ประชาชนไม่เอาก็สามารถยื่นหนังสือ ปลดออกโดย กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ขอบคุณมากท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าการอภิปรายเป็นอันยุตินะครับ ท่านรัฐมนตรีแถลงสรุปนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตที่จะได้เรียนตอบชี้แจงท่านสมาชิกในบางประเด็นนะครับ ที่คิดว่าอาจจะเป็น การเข้าใจผิดอยู่ หรือว่าอาจจะยังไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงอาจจะคลาดเคลื่อนจากที่เจตนารมณ์ในการร่าง กฎหมายฉบับนี้ ขออนุญาตที่จะเรียนกับท่านประธานว่าอย่างนี้ครับ ผมฟังดูตลอดที่มี การอภิปรายกัน ๑๔ ท่าน สิ่งที่ท่านกังวลกันค่อนข้างจะมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ ท่านกังวล ในส่วนของเรื่องการกำกับว่าเหตุใดทำไมต้องเอาอำนาจไปให้กับผู้กำกับ ซึ่งในกรณีนี้ผมคิดว่า เจตนารมณ์เดิมของกฎหมาย เดิมเรามีพระราชบัญญัติที่เรียกว่าพระราชบัญญัติว่าด้วย การลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ปี ๒๕๔๒ อันนี้ เรามีกฎหมายอยู่แล้ว กฎหมายนี้ไม่ได้เป็นกฎหมายใหม่ที่สภาแห่งนี้จะได้ร่างขึ้นใหม่ แต่ว่า ปัจจุบันกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ก็คือกฎหมายปี ๒๕๔๒ แต่ว่าเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตราที่ได้เรียนไปแล้วว่ามาตรา ๒๕๔ ซึ่งได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน การที่ต้องกำหนดว่า กรณีต้องการให้มีการสอบสวนให้ยื่นกับผู้กำกับ กรณีที่เขียนว่าให้ยื่นกับผู้กำกับก็คือว่า ท่านเข้าใจบริบทของกรณีที่ท้องถิ่นมีผู้บริหาร ถ้าจะเขียนบอกว่าให้ไปยื่นกับประธานสภา ก็คงจะไม่ได้มันต้องมีกลไกหนึ่งว่าไปยื่นกับกรณีนายกองค์กรปกครองท้องถิ่น ผู้บริหาร ท้องถิ่น มีข้อถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมาย ๑ ๒ ๓ กฎหมายฉบับนี้เขียนเพียงแต่บอกว่า ให้ไปยื่นในกรณี ถ้าสมมุติว่าท่านไปยื่นก็ยื่นกับผู้กำกับ ผู้กำกับก็ดำเนินการอย่างไรครับ กรณีที่จะไปดูว่ารายชื่อ ถ้ากรณีที่จะให้ถอดถอน ถ้ากรณีที่จะถอดถอนไปดูว่ารายชื่อ ครบหรือไม่ ทำแค่นี้ครับ มีหน้าที่แค่นี้ว่าไปตรวจสอบรายชื่อครบกึ่งหนึ่งหรือไม่ รายชื่อ มีการปลอมเอกสารกันหรือไม่ ทำแค่นี้ ไม่ได้ทำนอกเหนือไปจากนี้ เพราะฉะนั้นผู้กำกับ กำกับเพียงแต่บอกว่าให้ไปตรวจรายชื่อการถอดถอนถูกต้องหรือไม่ กฎหมายให้อำนาจ ประชาชนในการที่จะเข้าชื่อถอดถอนครึ่งหนึ่ง แต่ถ้ากรณีที่จะสอบสวนกฎหมายให้ชื่อ ไม่ต้องถึงครึ่งหนึ่งท่านครับ เพื่อให้เป็นทางเลือก กรณีสอบสวนเข้าชื่อให้สอบสวนกฎหมาย ใช้จำนวนประชาชนที่ลงชื่อน้อยกว่าการเข้าชื่อถอดถอน กรณีการถอดถอนนั้นต้องใช้ลงชื่อกัน ครึ่งหนึ่ง แต่ว่ากรณีที่จะให้มีการสอบสวนเข้าชื่อกันเพียง ๕,๐๐๐ หรือ ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ แล้วแต่ จะเป็นร่างของท่านชินวรณ์ก็ ๑ ใน ๑๐ ร่างของคณะรัฐมนตรีก็ ๑ ใน ๕ กรณีอย่างนี้ เมื่อเข้าชื่อกันก็ยื่นต่อผู้กำกับ ผู้กำกับก็มีหน้าที่ไปสอบสวนว่าเป็นไปตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ถ้าเป็นไปตามข้อกล่าวหา แล้วก็มีรายชื่อครบก็ถือว่าจบ แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดก็คือการมี ส่วนร่วมของประชาชน ถ้าเราไม่มีกฎหมายให้อำนาจประชาชนเอาไว้เขาก็ไม่มีทางที่จะ นำไปสู่กระบวนการให้มีการสอบสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือว่าให้ถอดถอน สมาชิกท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เพราะฉะนั้น ๒ กรณีนี้เราจึงต้องเข้าใจว่ากฎหมาย ฉบับนี้เป็นกฎหมายให้สิทธิกับประชาชนในเขตท้องถิ่นนั้น ๆ ในการที่จะมีส่วนร่วมในการกำกับ ตรวจสอบสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ส่วนในกลไกสภานั้นเขามีฝ่ายสภาอยู่แล้ว ในการที่จะตรวจสอบผู้บริหารท้องถิ่นก็ว่ากันไปตามกระบวนการ กฎหมายจัดตั้งเอง ก็มีอยู่แล้วว่าเหตุใดบ้างที่กรณีที่จะนำไปสู่การถอดถอน ไม่มีการก้าวก่ายกัน ไม่มีการซ้ำซ้อนกัน แต่กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนเป็นช่องทางอีกช่องทางหนึ่งที่เราเรียกว่า การมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยนั้น มันไม่ได้มีเพียงแต่การมีส่วนร่วมเฉพาะในวันเลือกตั้งเท่านั้นที่เข้าไปหย่อนบัตร แต่พี่น้อง ประชาชนยังมีส่วนร่วมในการที่จะเข้าชื่อกันเสนอข้อบัญญัติของท้องถิ่น ซึ่งเมื่อสักครู่ สภาแห่งนี้ได้รับหลักการกฎหมายฉบับดังกล่าวไปแล้ว นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้ว การมีส่วนร่วมนอกจากจะเข้าชื่อการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นแล้ว กฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ยังให้เข้าชื่อกันถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น นี่คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้มีจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าประชาชนคือผู้กำหนด อำนาจทั้งหลายทั้งปวงในพื้นที่ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นอำนาจของประชาชน การตัดสินใจอะไรต้องให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในชุมชนนั้น ในเขตองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ และจะเป็นการยืนยันว่าอำนาจของประชาชนไม่ได้มีเฉพาะ ๔ นาทีที่เราพูดกันว่าเข้าไปหย่อนบัตรเท่านั้น เพราะฉะนั้นนี่คือเจตนารมณ์ของกฎหมาย ฉบับนี้ ท่านประธานครับ ขออนุญาตที่จะได้เรียนชี้แจง ส่วนประเด็นอื่น ๆ นั้นผมคิดว่า ทั้ง ๑๔ ท่านที่ได้มีการอภิปรายกันมาผมได้จดไว้เกือบทุกประเด็น แล้วแต่ละประเด็น ก็เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งจะนำรายละเอียดนี้ไปอภิปรายกันต่อ ไปพิจารณา กันต่อในชั้นกรรมาธิการ ก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้ให้ ความเห็นไว้ ซึ่งผมนั่งฟังอยู่นี้ทุกท่านก็มีเจตนารมณ์ที่ดีทั้งนั้น ในการที่จะทำให้ประชาชน ซึ่งเขาเป็นเจ้าของอำนาจได้มีอำนาจในการตรวจสอบ ได้มีอำนาจในการถ่วงดุลกับการที่จะมอบ อำนาจให้ผู้บริหาร หรือว่าให้สมาชิกสภาท้องถิ่นไปทำการสิ่งใดแล้ว ไม่ใช่มอบอย่างเด็ดขาด แต่ยังได้มีการตรวจสอบคอยถ่วงดุลอยู่ว่าประชาชนเจ้าของอำนาจยังติดตาม ยังมีโอกาส ในการที่จะถอดถอนพวกเขาได้ตลอดเวลา ถ้าเขาทำในสิ่งที่เข้าเงื่อนไขข้อกฎหมาย ที่กำหนดไว้ว่าเหตุใดบ้างที่เป็นเหตุให้มีการถอดถอน ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เห็นท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ยกมือ ท่านมีอะไรไหมครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต เรียนถามเพิ่มเติมจากการชี้แจงของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อสักครู่นี้ นะครับ เพราะว่าผมฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายโดยตลอด มันมีประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายของ รัฐบาลเองยังไม่ได้ชี้แจงให้ชัดเจน ประเด็นก็คือว่าในการเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นมันมีประเด็นซึ่งเขาสงสัยแล้วก็ติดใจ ประเด็นเหล่านี้ก็คือประเด็น ที่อาจจะใช้ชื่อ หรือเรียกรวม ๆ ว่าเป็นอำนาจในการแต่งตั้งหรือสถาปนาคนที่จะเข้ามาเป็น สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พูดง่าย ๆ คือสมาชิกสภาท้องถิ่นกับผู้บริหารท้องถิ่น มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดังนั้นการจะให้เขาออกจากตำแหน่งนี้ กฎหมายฉบับนี้ ไปให้อำนาจผู้กำกับดูแลซึ่งเป็นข้าราชการของกระทรวงมหาดไทย เพราะว่าในกฎหมาย เขียนว่า ให้เป็นไปตามกฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ก็เข้าใจได้ว่า เป็นนายอำเภอ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็ไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สุดท้ายเรื่องศาลปกครองซึ่งจะเป็นอำนาจที่นอกเหนือไป ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกสอบถาม และท่านรัฐมนตรียังไม่ได้ชี้แจงให้ชัดก็คือว่า ในกฎหมายเดิมการเข้าชื่อถอดถอนนั้น สุดท้ายจะต้องนำไปสู่การลงมติของประชาชนซึ่งมีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นแต่เดิมเป็นคนลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ แต่พอมาเป็นกฎหมายฉบับนี้ กลับให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพียงแค่แจ้งข้อกล่าวหาส่งไปผู้กำกับดูแล แล้วผู้กำกับดูแล ก็จะทรงไว้ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้งกรรมการสอบสวน พอตั้งกรรมการสอบสวนผู้กำกับดูแล จะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ ทั้ง ๆ ที่เขามาจากการเลือกตั้ง แล้วถ้าผลกรรมการสอบสวน ออกมาว่าเป็นไปตามข้อกล่าวหาก็มีอำนาจที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้ด้วย ตรงนี้ก็จะเป็น ประเด็นที่แย้งในตัวของกฎหมายนี้ว่ามันขัดหลักหรือไม่ เพราะหลักในการที่สมาชิกสภาท้องถิ่นที่มาจากประชาชนนั้นการจะพ้นจากตำแหน่งไป ถ้าโดยลักษณะของการถอดถอนมันควรจะเป็นประชาชนลงประชามติถอดถอน แต่ว่าสมาชิก ที่อภิปรายบางท่านก็ให้ข้อสังเกตในทำนองว่าอันนี้เป็นการไปรวบอำนาจไว้ที่กระทรวงมหาดไทย ในการที่จะเข้าไปกำกับดูแลท้องถิ่น ถอดถอนได้ ทั้ง ๆ ที่สมาชิกสภากับผู้บริหารนั้น มาจากการเลือกตั้งของประชาชน การจะอ้างว่าเป็นหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็อ้างไม่ได้ เพราะประชาชนมีส่วนร่วมเพียงแค่ยื่นกล่าวหาเท่านั้น แต่อำนาจสุดท้ายกลับไป อยู่ที่ผู้กำกับดูแล ผมว่าตรงนี้ต้องชี้แจงให้ชัดนะครับ เพราะถ้าชี้แจงไม่ชัดแล้วกฎหมาย ฉบับนี้อาจมีคนไปตีความในภายหลังว่าขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหรือไม่ กระทั่ง ส.ส. นะครับ ยังต้องมีกฎหมายเฉพาะอย่างไป ป.ป.ช. เหล่านี้เป็นต้น หรือต้องพิสูจน์ในกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งกำหนดไว้โดยกฎหมาย แต่กฎหมายฉบับนี้จะเป็นการรวบอำนาจกลับไปที่ฝั่งของ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งดูแล้วผมว่าประชาชนที่เขาเลือกตั้งตัวแทนของท้องถิ่นมา ถ้าเกิด สมมุติไปอย่างที่เขาตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่เสียประโยชน์จากการเลือกตั้งไปสมคบกับข้าราชการ ดำเนินการเช่นที่ว่านี้มันจะเป็นการขัดกับหลักของประชาธิปไตยที่เป็นหลักของการกระจาย อำนาจหรือไม่ ซึ่งอันนี้ท่านต้องชี้แจงให้ชัดเจนนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรี สักครู่หนึ่งนะครับ เดี๋ยวท่านนิยมมีข้อข้องใจอยากจะซักถามเพิ่มเติม เชิญท่านนิยมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมยังเข้าใจคำชี้แจงของรัฐมนตรีไม่สมบูรณ์ต้องถามต่ออีกนิดหนึ่ง บังเอิญท่านบอกว่า ท่านก็อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมไม่ใช่แค่หย่อนบัตรเท่านั้น ก็ให้มีส่วนร่วมโดยกระทั่ง เข้าชื่อถอดถอน แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นท่านประธาน ผมเข้าใจเหมือนกับท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านนะครับ ว่ากระบวนการของกฎหมายฉบับนี้ที่ท่านร่าง ขึ้นมาผมเข้าใจ เพราะรัฐมนตรีท่านมาจากประชาชนเหมือนกับผม แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้ มันเขียนไปครึ่งเดียวที่ผมพูดนี่ คือให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนจะเกินครึ่งหรือ ๑ ใน ๑๐ ๑ ใน ๕ อะไรก็แล้วแต่ ประเด็นนี้ผมไม่ติดใจ ไปติดใจตรงประเด็นว่าเมื่อดำเนินการไปแล้ว ระดับหนึ่ง ท่านประธานฝากไปถึงท่านรัฐมนตรี ปรากฏว่ามันสะดุด สะดุดอย่างไรท่านประธาน ก็กระบวนการสอบสวนไปแล้วมันคืนกลับไปสู่กระทรวงมหาดไทย กลับไปสู่นายอำเภอ กลับไปสู่ผู้ว่าราชการจังหวัด ถ้า อบต. ก็นายอำเภอ ถ้านายก อบจ. ก็อยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัด ประเภทนั้น ผมไปติดใจว่าในกระบวนการนี้คนกลุ่มนี้ไม่ว่าสมาชิกก็ดี นายกก็ดี เขามาจาก ประชาชนเลือกมา นายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดไม่น่ามีอำนาจที่ไปปลดหรือไป ประกาศอะไรเขา เมื่อเขาเสนอชื่อเข้ามาให้คุณพ้นอำนาจไป น่าจะไปอยู่อีกกระบวนการหนึ่ง จะเป็น กกต. อะไรก็แล้วแต่เหมือน ส.ส. หรือไปกระบวนศาลก็แล้วแต่ ผมอยากเห็น ในกฎหมายฉบับนี้มันไม่มีผมอ่านดูแล้ว ท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีผมเข้าใจท่านครับ ท่านเอามาเสนอในฐานะท่านเป็นตัวแทนประชาชนมาก่อนหลายสิบปี เพียงแต่ว่าที่ผม สงสัยเลยคือจะเป็นมาตรา ๔ ท่านก็พูดถึงสมาชิก ผู้บริหารอะไรก็ว่าไป มันไม่มีว่าองค์กรอื่น ซึ่งจะให้ความเป็นธรรมแก่เขา นายกองค์การบริหาร หรือสมาชิก หรือให้ความเป็นธรรม แก่ประชาชน วันนี้แม้กระทั่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พอสอบไป ๆ ก็ไปสะดุดที่นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านแต่งตั้งมาผมว่าไม่เป็นไรผมไม่ได้ติดใจนายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน แต่ว่าในส่วนของสมาชิกท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นมาจากประชาชน ผมไม่อยากให้ กระทรวงมหาดไทยมาดูแลโดยอำนาจของนายอำเภอของผู้ว่าราชการจังหวัด นี่คือประเด็นผม ผมอยากให้ประชาชนเขามีบทบาท ในเมื่อเขาเลือกมา ถึงวันหนึ่งเขาบอกไม่ไหวเขาอยู่ด้วย เขาเห็น ใน อบต. หมอนี่ไม่ไหว เขาใช้สิทธิถอดถอนก็ให้เขาไปเลยครับโดยกระบวนการอื่น ไม่ใช่คืนกลับไปมหาดไทย อันนี้คือประเด็นครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ขออนุญาตครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ก็ขอกราบขอบคุณอีกท่านหนึ่งครับ ที่ท่านได้เข้าใจผม โดยเฉพาะท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นะครับที่เป็นคำถามของผมในการอภิปรายทางรัฐบาล ซึ่งประเด็นตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญครับ ในมาตรา ๒๕๔ เขียนไว้แค่ ๓ บรรทัดครับ แต่ท่านฉีกเป็น ๒ พระราชบัญญัติ ท่านต้องตอบผมนะครับว่าหลักการกฎหมายนี่ เอาหลักการอะไรมาทำกฎหมายแบบนี้นะครับ เพราะมีประธานคนเดียว มีกรรมก็คนเดียว แต่กริยาที่ทำมันเป็นตัวหรืออย่างเดียวด้วยนะครับ มันไม่ใช่ และ ด้วยนะครับ ผมไม่รู้ว่า การร่างกฎหมายอย่างนี้รัฐบาลใช้หลักการอะไร และสิ่งสำคัญครับ โดยเฉพาะกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องของการปฏิรูปใน มาตรา ๒๕๘ ง. ค. ด้านกฎหมายนี่ รัฐต้องจัดให้มีกลไก ช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมาย นี่ก็คือสิ่งสำคัญครับ ถ้าไม่มี กลไกที่จะดูแลประชาชนหรือคุ้มครองนี่ที่ผมพูดไว้ตอนท้ายแล้วว่ากฎหมายนี้มันจะต้อง คุ้มครองเพราะเป็นเอกสิทธิ์ของประชาชน กราบเรียนช่วยตอบด้วยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗
ท่านรัฐมนตรีตอบ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตตอบข้อสังเกตหรือข้อซักถามของท่านสมาชิกใน ๒-๓ ประเด็น โดยเฉพาะท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ว่าเป็นการไปกำหนดหลักเกณฑ์ที่ประชาชน เป็นคนเลือก แล้วนำไปสู่การให้คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งถอดถอนหรือไม่ ประเด็นนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนเป็นเบื้องต้นว่าถ้าท่านได้ไปดูในกฎหมายจัดตั้ง ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล หรือ อบต. ในกฎหมายแต่ละฉบับเหล่านั้น ได้เปิดโอกาสให้ผู้กำกับ หากปรากฏว่าผู้บริหารท้องถิ่นหรือสภาท้องถิ่นประพฤติผิดกฎหมายหรือผิดข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ผู้กำกับมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการมา สอบสวนแล้วถอดถอน นำไปสู่กระบวนการถอดถอนได้อยู่แล้วตามกฎหมายจัดตั้งนั้น ๆ แต่เป็นกฎหมายให้อำนาจเฉพาะผู้กำกับที่จะใช้อำนาจในการสอบสวน ซึ่งสภาแห่งนี้ เป็นคนออกกฎเกณฑ์นี้ไปแล้ว ปัจจุบันไม่ว่ากฎหมายองค์การบริหารส่วนจังหวัด กฎหมาย เทศบาล กฎหมาย อบต. ได้ให้อำนาจนี้ไว้กับผู้กำกับอยู่แล้ว แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้เปิดช่อง ให้ประชาชนได้มีส่วนในการที่จะเข้าชื่อกันตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ในการที่จะขอให้ ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นต้องเข้าชื่อกัน ถ้ากรณีที่จะถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นต้องใช้เสียงครึ่งหนึ่ง อันนี้เป็นประเด็นเจตนาของกฎหมาย ฉบับนี้🔗
ประการที่ ๒ ถ้าหาเสียงไม่ได้ถึงครึ่งหนึ่งแล้วแต่กรณีนะครับ ท่านก็ให้สอบสวน ก็ยังเปิดโอกาสให้ได้ แม้ท่านไม่สามารถไปล่ารายชื่อมาได้ถึงครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ แต่ถ้า ท่านหาได้กรณี ๕,๐๐๐ หรือ ๑ ใน ๕ ตามร่างของคณะรัฐมนตรี หรือว่า ๑ ใน ๑๐ ตามร่าง ของท่านชินวรณ์ ท่านก็ยื่นให้สอบสวนได้ เมื่อยื่นชื่อครบแล้วถูกต้องแล้ว แม้ปรากฏว่า ผู้กำกับจะบอกว่าไม่เป็นความผิด ก็ไม่ตัดสิทธิของประชาชนที่จะยื่นใหม่ตามมาตรา ๑๙ แต่เห็นได้ว่ากฎหมายฉบับนี้มุ่งที่จะให้ประชาชนเขาตรวจสอบผู้แทนเขาในท้องถิ่น แล้วก็ บริหารท้องถิ่นได้ นี่คือประเด็นหลักครับ ส่วนถามว่าจะเอาคนที่มาจากการแต่งตั้งมา ถอดถอนคนที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างไร อันนี้มันเป็นกลไกที่เราเถียงกันมานานแล้วในสภาแห่งนี้ จนสภาแห่งนี้ไปออกฎหมายที่เรา เรียกว่ากฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละประเภทนั้น สภาแห่งนี้เป็น คนให้อำนาจกับผู้กำกับไปสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่นที่ทำผิดกฎหมายหรือทำผิดข้อที่บัญญัติ เอาไว้แล้ว บัดนี้กฎหมายฉบับนี้เขาต้องการไม่ให้อำนาจเฉพาะผู้กำกับ แต่กฎหมายฉบับนี้ ต้องการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชื่อ ใครเข้าชื่อได้ถึงครึ่งหนึ่งก็ถอดถอน กรณีที่ไม่สามารถ ไปหารายชื่อได้ถึงครึ่งหนึ่งก็ให้เข้าชื่อกันมาได้ ๕,๐๐๐ หรือกรณี ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ แล้วแต่กรณีให้สอบสวน อันนี้แสดงว่าเปิดช่องให้ประชาชนทำครับ เมื่อก่อนถ้าเราไม่เขียน อย่างนี้ต้องรอให้ผู้กำกับเขากำกับอย่างเดียวว่าเขาจะสอบสวนหรือไม่สอบสวน เขาจะปลดออก หรือไม่ปลดออก ตั้งกรรมการสอบกันใหม่ ท่านพอเข้าใจนะครับ ผมอธิบายได้อย่างนี้ ท่านต้องมีกฎหมาย ๒ ฉบับที่เกี่ยวข้อง ก็คือกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ท่านไปดูว่าในกฎหมายนั้นเขาให้อำนาจกับผู้กำกับท้องถิ่นไว้แล้ว ในกรณีท้องถิ่นนั้น ๆ ประพฤติไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดนะครับ เพราะฉะนั้นนั่นคือกรณีที่ผู้กำกับเขาใช้ อำนาจเขา แต่กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจประชาชนในการที่จะเข้าชื่อกันถอดถอนผู้บริหาร ท้องถิ่นหรือสภาท้องถิ่น ถ้าสามารถหาชื่อได้ เข้าชื่อกันได้เกินครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ท่านก็สามารถถอดถอนได้เลย แต่ในกรณีที่ไม่สามารถไปหารายชื่อเกินครึ่งหนึ่งได้ท่านก็มาใช้ ช่องให้สอบสวน คือใช้แค่ ๕,๐๐๐ หรือ ๑ ใน ๕ ก็ขอให้สอบสวน ถ้าผลสอบสวนออกมาว่า ไม่ผิด ท่านยังไม่พอใจท่านยื่นใหม่ตามมาตรา ๑๙ ให้สอบสวนใหม่ได้ อันนี้ไม่ได้เป็นการบอกว่า ไปให้คนที่ประชาชนเลือกมาเป็นสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น แล้วเอาอำนาจผู้กำกับ มาปลดออกหรือมาสอบสวน มาถอดถอน ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพราะอำนาจของผู้กำกับ เขามีอยู่ตามกฎหมายจัดตั้งแล้ว แต่ในกฎหมายนี้เขาให้ทำหน้าที่เพียงแต่ว่าถ้าพอยื่นครบว่า หาผู้สนับสนุนมาถอดถอนได้เกินครึ่งหนึ่งผู้กำกับมีหน้าที่แต่ไปตรวจสอบรายชื่อเท่านั้นว่า รายชื่อที่ได้มาครึ่งหนึ่งนั้นถูกต้องหรือไม่ มีการลงลายมือชื่อปลอมหรือไม่ การลงลายมือชื่อ เกิดมาจากการบังคับขู่เข็ญหรือไม่ ทำได้แค่นี้ครับ ถ้าครบก็หลุดเลยครับ ไปเลย ถ้าตรวจสอบ รายชื่อแล้วว่าครบถูกต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กฎหมายนี้กำหนดหลุดจากตำแหน่งทันทีครับ เพราะฉะนั้นผู้กำกับเขากำกับแค่นี้ครับให้ทำหน้าที่เพียงแค่นี้ ส่วนกรณีตรวจสอบ กรณีที่ยื่น รวมชื่อกันมาเมื่อสักครู่นี่ถอดถอนนะครับ รายชื่อครบไปเลย พอตรวจสอบนี่ก็ถ้าหากว่า รายชื่อถูกต้องตามเกณฑ์ก็ตั้งกรรมการมาตรวจสอบ แม้ว่าบอกว่าไม่ผิดถ้าคนที่เขาร้อง ชาวบ้านที่ยื่นชื่อกันมายังติดใจยื่นได้ใหม่ตามมาตรา ๑๙ นี่คือเปิดโอกาสให้ประชาชน ได้ตรวจสอบครับ เพราะฉะนั้นท่านน่าจะเข้าใจบริบทนี้นะครับ ขอบคุณมากท่านประธานครับ🔗
ท่านชินวรณ์ สรุปไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ถามครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม นพดล แก้วสุพัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ🔗
ท่านนพดล เชิญครับ🔗
พรรคพลังท้องถิ่นไทนะครับ ขอถามกรณีถอดถอนสมาชิกหรือผู้บริหารท้องถิ่นนี้ จากฐานความผิดที่ถอดถอนก็คือฐาน ความผิดตามกฎหมายจัดตั้งกับฐานความผิดตามกฎหมายถ่ายโอนภารกิจในแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจใช่หรือไม่ และยังมีฐานความผิดอื่นตามกฎหมายของส่วนราชการต่าง ๆ ที่ไปเขียนไว้รวมอยู่ด้วยหรือไม่นะครับ ผมก็มองว่าตรงนี้มันเป็นสาระที่ละเอียดอ่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วการไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกฎหมายจัดตั้งและกฎหมายถ่ายโอนภารกิจ เป็นภารกิจที่มีหน้าที่และอำนาจมากมาย แล้วสามารถที่จะถอดถอนได้อยู่แล้วนะครับ เช่นท้องถิ่นมีหน้าที่จัดหาอาชีพ จัดหาแหล่งน้ำ และถ้าไม่ได้ทำ ชาวบ้านเดือดร้อน ตรงนี้ แค่ร้องไปที่ศาลปกครองไต่สวน ถ้าผิดจริงตรงนี้ใช้กระบวนการทางศาลก็ง่ายกว่านะครับ ซึ่งถ้ากรณีที่ใช้เสียงประชาชนไปร้องต่อผู้กำกับให้ถอดถอนก็เท่ากับว่าผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอก็จะต้องมีอีกสถานะหนึ่งคือเป็นผู้พิพากษาในพื้นที่นั้นด้วย ผมคิดว่าอันนี้ น่าจะเป็นประเด็นที่คนดี ๆ จะอยู่กันลำบากนะครับ ซึ่งก็อยากจะฝากและถามทางผู้ชี้แจงว่า ตรงนี้ท่านได้มองถึงไหม เพราะว่ากระบวนการที่ท้องถิ่นละเว้นและปฏิบัติโดยมิชอบ ตามมาตรา ๑๕๗ ตามกฎหมายคือต้องจัดให้มีและจัดหาให้พี่น้องประชาชนอยู่แล้ว ถ้าเกิดว่า คนตกงานขึ้นมาและอาชีพไม่มีอย่างปัจจุบันนี้ ท้องถิ่นผู้บริหารไม่สามารถจัดหางาน ให้ได้เป็นความเดือดร้อนหรือเปล่า ถ้าเป็นความเดือดร้อนตรงนี้ก็เข้าข่ายที่จะเกิด ความเดือดร้อนและเสียหาย ตรงนี้ก็ควรจะใช้อำนาจทางศาลเป็นผู้ตัดสินมากกว่าที่จะให้ ผู้กำกับซึ่งจะเป็นผู้พิพากษาขึ้นมาอีกคนหนึ่งในการลงนามถอดถอน ก็อยากจะถามตรงนี้ ขอบคุณครับ🔗
เมื่อสักครู่ เห็นท่านทวียกมือ เชิญท่านทวีก่อนครับ รัฐมนตรีค่อยตอบชี้แจงครั้งเดียว🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ทวี สอดส่อง ต้องขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ด้วยความเคารพ ท่านผู้ชี้แจงนะครับ คือผมมองถ้าอ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ทั้งฉบับมองเป็นเรื่องการขัด รัฐธรรมนูญนะครับ เพราะว่าความไม่ชัดเจน และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือกำลังจะทำให้ ข้าราชการส่วนภูมิภาค ก็คือผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอมาเป็นผู้บังคับบัญชา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็เหมือนเป็นการรื้อฟื้นให้การปกครองส่วนภูมิภาค จริง ๆ การปกครองส่วนภูมิภาคก็คือการรวมอำนาจ เป็นการมอบอำนาจ ไม่ใช่กระจาย อำนาจ ไปให้ส่วนภูมิภาคสวมหมวก ๒ ใบ ใบที่ ๑ ก็คือการปกครองส่วนภูมิภาค ใบที่ ๒ ก็คือเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นเหมือนในอดีต กฎหมายฉบับนี้ถ้าไม่ชัดเจนอย่างนี้ผ่าน และที่สำคัญก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาจากประชาชน แล้วก็การที่ให้ อันนี้ก็เหมือน ให้ประชาชนแจ้งเบาะแส แล้วท่านก็โยนไปให้อยู่ในมือนายอำเภอ โยนไปให้อยู่ในมือ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือให้อยู่ในรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จะสามารถให้คุณให้โทษ ให้คนที่ประชาชนเลือกทั้งพื้นที่ออกหรือทำโทษได้ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จริง ๆ ก็คือเป็นกฎหมาย ที่ถ้าอ่านโดยตีความและเอาไปใช้ อย่างลายลักษณ์อักษรที่ท่านร่างมาก็เป็นการยุบ การปกครองส่วนท้องถิ่นกลาย ๆ เพราะว่าถ้าท่านเข้าไปในผู้กำกับสอบ พอสอบแล้ว มันต้องยุบ จะไปสู่กระบวนการเลือกตั้งท่านก็ส่งคนเข้าไปยึดอำนาจไปครองนะครับ ผมคิดว่าถ้าไม่ชัดเจนไม่ทราบว่าท่านจะถอนกลับไปได้ไหมครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ท่านรัฐมนตรี จะตอบชี้แจงไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วยความเคารพท่านนพดล ด้วยความเคารพท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ซึ่งผมคิดว่า ในประเด็นกฎหมายที่เสนอเข้ามานี้ก็ไม่ใช่เป็นกฎหมายที่สภาแห่งนี้ไม่เคยออกนะครับ เป็นกฎหมายเดิมที่ปี ๒๕๔๒ เรามีกฎหมายฉบับดังกล่าวอยู่แล้ว เรียกว่าพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ปี ๒๕๔๒ ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวพอมาถึงปัจจุบันเรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ บังคับใช้ ทำให้ หลักการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นการที่จะแก้ไขอภิวัฒน์ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องไปแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเสีย อันนี้คือหลักการ ไม่ใช่หลักการที่สภาแห่งนี้ ไปกำหนดขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด อันนี้ประการแรกที่ต้องทำความเข้าใจกับท่านทวีนะครับ ด้วยความเคารพว่าเรื่องหลักการอย่างนี้ การที่จะบอกว่าให้หน่วยงานในภูมิภาคมากำกับ องค์กรปกครองท้องถิ่น มาดูแลองค์กรปกครองท้องถิ่น เจตนารมณ์ของเรา ปัญหาหลักการ อย่างนี้เราเถียงกันมานานยาวนานมากในสภาแห่งนี้ว่าถ้าเราไม่มีหน่วยกำกับแล้วใคร จะกำกับท้องถิ่น แต่คำสั่งของผู้กำกับทั้งหลายทั้งปวงมันเป็นคำสั่งทางปกครอง มันมีสิทธิ อุทธรณ์ได้ หรือว่าถ้าถึงที่สุดคนที่จะพิจารณาต่อไปได้คือไปยังศาลปกครองได้ ไปร้องขอ ความเป็นธรรมต่อศาลปกครองได้ว่าที่เขาถูกปลดออกถูกอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ยุติธรรมกับเขา หรือไม่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายอย่างไรก็ไปว่ากันกระบวนการนั้นยังไปได้อยู่นะครับ แต่ว่าเราก็ต้องมีกลไกในการที่จะกำกับท้องถิ่น เราถือว่าจากการที่เราได้มีกฎหมาย การกระจายอำนาจมา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือว่ากฎหมาย เทศบาล กฎหมายอะไรก็แล้วแต่ผมยืนยันตามที่ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่า เราเดินแนวนี้มาตลอด แต่วันนี้เราให้มีกฎหมายฉบับนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มี ส่วนร่วม ได้มีส่วนตัดสินใจ หรือได้มีการมีส่วนร่วมในการที่จะดูแล ตรวจสอบองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นั้น ๆ อีกช่องทางหนึ่งเท่านั้นครับ ไม่ได้เป็นการที่จะไปทำอะไร ขึ้นมาจนเรียกว่าเอาคนที่มาจากการแต่งตั้งมาปลดออกนะครับ เพราะถ้าจะถือหลักอย่างนั้น กฎหมายจัดตั้งให้อำนาจฝ่ายกำกับอยู่แล้วที่เราออกไปนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
เดี๋ยวเชิญ ท่านณัฐวุฒินะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ ผมทราบดีว่าจิตวิญญาณของท่านนั้นเป็นนักการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ต้องยึดโยง ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เข้าใจครับท่านรัฐมนตรี ในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ในมาตรา ๖ ท่านก็แยกออกชัดเจนอยู่แล้วว่าถ้าจะถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือนายก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี่นะครับทำได้โดยประชาชนตาม (๑) หรือถ้ารวมกันประชาชน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งก็ไปขอให้ผู้กำกับดำเนินการสอบสวน เข้าใจทั้ง ๒ ขั้นตอนครับ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ลองดูวิธีการครับ วิธีการที่จะถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติ เมื่อเปรียบเทียบกับพุทธศักราช ๒๕๔๒ ต่างกันตรงนี้ครับ ถ้าใช้วิธีการตามที่ท่านรัฐมนตรี เสนอนี่ ท่านรัฐมนตรีเคยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนะครับ การที่จะให้คนไป ลงชื่อไปล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่อครั้งที่ผ่านมานี่ง่ายหรือครับ เปิดเผยอย่างนี้ทำได้หรือครับในทางปฏิบัติ แทบจะเป็นไป ไม่ได้เลยนะ กระบวนการนี้ทั้งหมดที่ท่านรัฐมนตรีเขียนนี่คือฝันเอานะครับ แล้วมันจะเกิด ความแตกแยกกันอย่างรุนแรงเลย ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ เรียนผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านลองดูย้อนไปปี ๒๕๔๒ เถอะครับ ในปี ๒๕๔๒ วิธีการการที่จะถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นเขาให้ไปลงคะแนนลับครับ ถ้าวิธี อย่างนี้นี่นะครับเขียนอย่างนี้ทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ ไปล่ารายชื่อแค่นี้ก็บางคนเขาไม่อยาก เปิดเผยตัวว่าเขาอยู่ซ้าย อยู่ขวา อยู่หน้าหรืออยู่หลัง แต่ถ้าให้เขาไปลงคะแนนเขากล้าไป เพราะมันเป็นความลับ เพราะมันเป็นเรื่องของการถอดถอนนะครับ เรื่องของความเสี่ยง ความปลอดภัยของตัวเองด้วย เรื่องของผลประโยชน์ด้วย ผมเรียนท่านประธานผ่านไป ทางท่านรัฐมนตรีชี้แจงประเด็นนี้หน่อยเถอะครับ ท่านทำได้หรือครับวิธีการอย่างนี้ เปิดเผย อย่างนี้ ไปล่ารายชื่ออย่างนี้ ไปเอาบัตรประชาชนอย่างนี้ ท่านชี้แจงผมหน่อยเถอะครับ มีที่ไหนจะทำได้ครับ มันต้องลงคะแนนถ้าจะถอดถอนเขาจริง ๆ ต้องให้ (๑) ต้องไป ลงคะแนน แล้วท่านจะเพิ่มช่องทางถ้ารวมไม่ถึงท่านจะเพิ่มผู้กำกับไปสอบสวนนั่นเป็น อีกขั้นตอนหนึ่ง เพราะฉะนั้น (๑) ต้องลงคะแนนอย่างเดียวครับถึงจะเป็นการมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตที่จะตอบประเด็นของท่านสมาชิกในประเด็นเรื่องการลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนน ลับหรือไม่ลับ ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับ ที่จริงตั้งใจว่าจะไปพูดในชั้นกรรมาธิการ เพราะว่าในชั้นยกร่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นยังยกร่างแบบเดิมอยู่ก็คือให้ลงคะแนน อยู่นะครับ แต่ว่าพอชั้นกฤษฎีกาทางกฤษฎีกามีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ บัญญัติ ไว้ต่างกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ ท่านไปอ่านดูแล้วท่านจะเห็นว่าร่างที่ออกมาเขียน เป็นร่างที่ให้สอดคล้อง คือเขียนเพียงเข้าชื่อ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นรายละเอียดที่เราจะไปพูดกัน แต่ถามว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ร่างมากับปี ๒๕๔๒ ที่ท่านบอกว่าทำได้หรือไม่นี่กฎหมาย ปี ๒๕๔๒ ต้องใช้เสียง ๓ ใน ๔ นะครับ ท่านครับ ๓ ใน ๔ มันเลยเป็นปัญหาว่าทำให้เกิด การถอดถอนเป็นไปได้อย่างยากยิ่ง ถ้าหากว่าเราใช้เสียงตามกฎหมายเดิมที่บังคับใช้อยู่ ในขณะนี้ คือกฎหมายปี ๒๕๔๒ เราต้องใช้เสียงถึง ๓ ใน ๔ ของคนที่มาลงคะแนนนะครับ แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้เราลดจาก ๓ ใน ๔ ลงมาเหลือครึ่งหนึ่ง แต่มันมีความเห็นต่างกันตรงที่ บอกว่าถ้ากฎหมายเก่าปี ๒๕๔๒ ใช้คะแนน ๓ ใน ๔ นั้นต้องไปลงคะแนนกันด้วย ต้องให้ เสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่ฉบับนี้ข้อที่ต่างตรงนี้ผมคิดว่ารายละเอียดอย่างนี้เราไปพูดกันในชั้น กรรมาธิการ ใช้เหตุใช้ผลกันว่าจะเอาอย่างไร ในกฎหมายฉบับนี้ลดเสียงจาก ๓ ใน ๔ กฎหมายปี ๒๕๔๒ ลงมาเหลือครึ่งหนึ่ง แต่ว่าการที่ลดลงมาเหลือครึ่งหนึ่งมันไม่ต้องมี การลงคะแนนอีกแล้ว มันมีเพียงแต่การตรวจสอบว่าถ้าหากว่าการเข้าชื่อมาได้แล้วชื่อนั้น ถูกต้องหมด รวมกันได้จำนวนครึ่งหนึ่งอย่างนี้ก็จบแล้ว อย่างนี้สภาแห่งนี้จะเห็นอย่างไร เพราะในชั้นยกร่างของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกับในชั้นพิจารณาของกฤษฎีกา เห็นต่างกันประเด็นนี้แล้ว แต่ว่าในชั้นพิจารณาร่วมกันของสภาแห่งนี้ก็จะไปพูดกัน ในรายละเอียด แต่ผมตอบท่านณัฐวุฒิได้ว่าท่านกังวลว่ากำหนดไว้ครึ่งหนึ่งอย่างนี้ จะถอดถอนได้หรือไม่ อันนี้ละเป็นวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ที่ไปลดจำนวน ๓ ใน ๔ ลงมาเหลือครึ่งหนึ่ง เพื่อให้มันดำเนินการได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าหวังว่าท่านณัฐวุฒิคงเข้าใจประเด็นนี้ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ที่ท่านสมาชิกได้พูดมาทั้ง ๑๔-๑๕ ท่าน ล้วนแต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการที่จะใช้ ประกอบการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งเราจะลงรายละเอียดกันอีกเยอะมาก ผมคิดว่าในวาระที่ ๑ เราพูดเรื่องหลักการกันว่าเราจะเห็นด้วยกับให้มีกฎหมายอย่างนี้หรือไม่ ซึ่งในปี ๒๕๔๒ เราเคยมีกฎหมายอย่างนี้แล้ว และบัดนี้เราจะมีฉบับใหม่มาทดแทน ฉบับปี ๒๕๔๒ ในชั้นรับหลักการแค่นี้ครับท่านประธานครับ ส่วนรายละเอียดผมคิดว่า จะไปพิจารณากันในชั้นกรรมาธิการต่อไปครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
เดี๋ยวท่านณัฐวุฒิ ท่านสาทิตย์ยกมือก่อน ท่านสาทิตย์ก่อนนะครับ🔗
ผมต่อเนื่องประเด็นผมนิดเดียวครับ🔗
อย่างนั้น ขอท่านณัฐวุฒิก่อนแล้วกัน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมถึงบอกไว้ตั้งแต่เบื้องต้นแล้วว่า ท่านรัฐมนตรีมาทางการเมืองจะมีจิตวิญญาณของความผูกพันอยู่กับพี่น้องประชาชน ฉะนั้นชั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มันเป็นการลงคะแนน แล้วผมขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ที่แก้ไขจาก ๓ ใน ๔ เป็นครึ่งหนึ่ง แต่วิธีการแก้ตรงนี้ต้องลงคะแนนครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ยังยืนยันหลักตรงนี้ เพราะนี่หมายความว่าทำในเชิงที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้กระทำ เขาต้องเกิด ความเจ็บแค้น เขามีพวก มันไม่ใช่เหมือนเสนอ พ.ร.บ. จากพี่น้องประชาชนไปล่ารายชื่อมา แล้วเสนอกฎหมาย อันนั้นทางบวก แต่อันนี้ทางลบ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านเป็นนักการเมือง ท้องถิ่นมาก่อนท่านจะรู้ หรือไม่ ส.ส. ก็จะทราบว่ามันยากเย็นขนาดไหนการที่ไปเอาชื่อ คนสัก ๑๐ คน เอาบัตรประชาชนเขาสัก ๑๐๐ คน มันยากขนาดไหนครับท่านรัฐมนตรี ในทางปฏิบัตินี่นะครับ เพราะฉะนั้นผมยังยืนหลักการตรงนี้ว่าท่านแก้ถูกต้องแล้วจาก ๓ ใน ๔ เหลือครึ่งหนึ่ง แล้วต้องให้เป็นการลงคะแนนครับ เขาถึงจะกล้าไปแสดงความคิดเห็นของเขา ไม่อย่างนั้นอย่างนี้ไม่เกิดในทางปฏิบัติครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญท่านสาทิตย์ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ที่ได้กรุณาชี้แจง แล้วก็ได้รับความกระจ่างชัดมากขึ้น คือเท่าที่ฟังดูก็คือหมายความว่า ใครที่อยู่สภานี้มาก่อนหรืออยู่ในวงการปกครองท้องถิ่นก็จะรู้ว่าเดิมมีกฎหมายว่าด้วย การลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งถ้าฟังท่านชี้แจง ก็แปลว่ากฎหมายฉบับนั้นถือว่าถูกกฎหมายฉบับนี้ไปแทนที่ ไม่มีเรื่องของการลงคะแนนเสียง เพื่อถอดถอน แต่ว่าที่ท่านชี้แจงท่านบอกว่าเดิมทีทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่างขึ้นมา ให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอน แต่กฤษฎีกาไปแก้ไขเอาส่วนตรงนั้นออก แล้วก็ให้ประชาชน เป็นคนยื่นเรื่องเข้าไป แล้วผู้กำกับดูแลเป็นผู้ดำเนินการต่อ ไปจนกระทั่งถึงเป็นผู้ที่จะมีอำนาจ ในการที่จะถอดถอนให้เป็นไปตามความเห็นคณะกรรมการสอบสวน ผมว่าประเด็นนี้ที่ต้อง ชี้แจงในเชิงหลักการ บังเอิญท่านรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องของกฎหมายฉบับเดิมว่าเป็นไปตาม หลักการของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ แล้วท่านพูดถึงหลักการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมก็ไปดูว่าตัวหลักการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๕๔ บัญญัติไว้ แต่เพียงว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อกัน เสนอข้อบัญญัติเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ เขียนไว้เท่านี้ครับ ก็แปลว่าหลักเกณฑ์และวิธีการนั้น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ บังเอิญในหลักการข้อนี้รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ว่าอำนาจ ในการที่จะไปถอดถอนนั้นให้ไว้กับผู้กำกับดูแล หรือจะต้องลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอน ตามหลักการเดิม ก็เลยกลายเป็นเปิดกว้าง แต่พอเปิดกว้างเช่นนี้เวลาไปร่างกฎหมาย ท่านประธานครับ ผมก็อยากได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมว่าท่านได้ไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๐ หรือเปล่า คือในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๐ ในวรรคสุดท้ายท่านเขียนไว้ว่า กฎหมายที่เกี่ยวกับ การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการบริหาร การจัดทำบริการสาธารณะ การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา การเงิน การคลัง และการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งต้องทำเพียงเท่าที่จำเป็น เท่าที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น หรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม การป้องกันการทุจริตและการใช้จ่ายเงินอย่างมี ประสิทธิภาพ ตรงนี้สำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่าเรื่องผู้กำกับดูแลให้อำนาจ ไว้แล้ว ไปดูกฎหมายในการจัดตั้งนั้นถูกต้อง แต่ในกฎหมายที่เป็นกฎหมายจัดตั้งองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นให้อำนาจผู้กำกับดูแลเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหรือระเบียบ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับราชการ แต่ว่าในกฎหมายที่เรายกร่างขึ้นมาเพื่อให้ถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่น เราไปเขียนไว้ในมาตรา ๗ ว่า ถ้าคนเห็นว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่นผู้ใดจงใจทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่และอำนาจอันจะเป็นเหตุ ให้เสียหายแก่ราชการ หรือมีความประพฤติไปในทางเสื่อมเสีย ประชาชนสามารถเข้าชื่อกัน เพื่อให้มีการถอดถอนได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้นี่นะครับ ผมว่าหลักการมันต่างกันแล้ว ต่างกัน ในกรณีนี้หมายความว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้หลักการคนไปถอดถอนเพราะประชาชน อาจจะเห็นว่าคนนั้นไม่เหมาะที่จะทำหน้าที่ที่เป็นตัวแทนตามที่ได้รับเลือกตั้งไปอีกแล้ว ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ประชาชนไปร้องได้ แต่ตัวกฎหมายฉบับนี้เขียนขึ้นมาเสมือนกับว่า ให้อำนาจผู้กำกับดูแลนอกเหนือจากขัดต่อกฎหมายระเบียบราชการซึ่งผู้กำกับดูแลจะใช้ อำนาจตามกฎหมายจัดตั้งได้แล้ว ไปเพิ่มอีกช่องทางหนึ่งเป็นการให้อำนาจกับผู้กำกับดูแลว่า ให้ประชาชนก็ร้องได้ด้วย แต่ยังให้อำนาจผู้กำกับดูแลนั้นเอง เพราะฉะนั้นผมก็ยังเห็นว่า ถ้าอ้างว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญของปี ๒๕๖๐ ที่ให้หลักการไว้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ ไม่ได้ให้หลักการนั้นเอาไว้ เพียงแต่เขียนว่าเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ แต่พอตัวกฎหมาย บัญญัติต้องกลับไปดูมาตรา ๒๕๐ ครับ เพราะฉะนั้นยังเห็นว่าที่กรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นร่างไว้เดิมให้ลงคะแนนเสียงนั้น น่าจะเป็นไปตามนั้นนะครับ แต่พอเขียนแบบนี้ ทำให้เกิดข้อกังขาขึ้นมาเพราะฉะนั้นต้องชี้แจงตรงนี้ให้ดีนะครับ เพราะว่าหลายคนก็มี ความรู้สึกว่าชาวบ้านเลือกมาสุดท้ายแล้วก็ให้ฝ่ายกระทรวงมหาดไทยไปมีอำนาจถอดถอนได้ นอกเหนือจากที่ให้อำนาจตามกฎหมายจัดตั้งเอาไว้แล้ว ตรงนี้ครับเพราะฉะนั้นการไปอ้าง รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนเอาไว้ชัดนักในมาตรา ๒๕๔ เป็นเพียงแต่เขียนให้เป็นไปตามที่ กฎหมายบัญญัติ แต่พอเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติมันตีความไม่สุดและไปให้อำนาจ ราชการปกครองส่วนท้องถิ่นถูกราชการส่วนกลาง คือในส่วนของนายอำเภอกับผู้ว่าราชการจังหวัด สามารถถอดถอนได้ด้วย ผมก็คิดว่าหลักการนี้จะชอบตามรัฐธรรมนูญหรือเปล่าเท่านั้นเอง นะครับ คือผมไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่นนะครับเพียงแต่ต้องสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นกับ สมาชิกซึ่งต้องลงมติในการรับหลักการฉบับนี้ด้วยว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างชัดเจนและไม่ได้ เป็นการไปลดอำนาจ หรือไม่ได้เป็นการไปเพิ่มอำนาจของราชการส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค ให้เหนือสมาชิกสภาหรือผู้บริหาร ซึ่งมาจากการเลือกของคนในท้องถิ่นด้วยเท่านั้นเองครับ🔗
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ขอบคุณท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมานะครับ ผมคิดว่าอย่างที่ได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกแล้วว่าโดยหลักการของ กฎหมายฉบับนี้ก็คือการแก้ไขกฎหมายการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ฉบับปี ๒๕๔๒ แล้วร่างกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ ที่เมื่อสักครู่ ท่านสาทิตย์ได้อธิบายว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิ เข้าชื่อกันเพื่อเสนอข้อบัญญัติ ซึ่งเมื่อสักครู่สภาแห่งนี้ผ่านไปแล้วฉบับหนึ่งคือข้อบัญญัติ หรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ อันนี้เรากำลังร่างฉบับนี้ว่าเมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด ไว้อย่างนี้ เวลาเขากำหนดในรัฐธรรมนูญท่านสาทิตย์ก็คงเข้าใจเขากำหนดหลักการไว้ แล้วในกฎหมายสารบัญญัติก็ค่อยไปว่ากันว่าจะเอาอะไรกี่อย่าง จะว่ากำหนดกฎเกณฑ์ กันอย่างไร เพื่อไม่ให้รัฐธรรมนูญลงรายละเอียดมากนัก เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญเขียนไว้ อย่างนี้ บัญญัติไว้อย่างนี้ กฎหมายใดที่มันไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือขัดกับรัฐธรรมนูญ เรารู้อยู่แล้วว่ามันใช้บังคับไม่ได้ เพราะฉะนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพยายามดูว่า กฎหมายที่ร่างมาตั้งแต่ใช้ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ร่างผ่านสภาไปเมื่อปี ๒๕๔๒ มันต้องแก้ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือไม่ ในที่สุดก็บอกว่าอันนี้จำเป็นต้องแก้ ก็ฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๒ แก้ไปในชั้นเสนอนี่ผมได้เรียนไปแล้ว ที่จริงผมคิดว่าเรื่องผมไม่ต้องเรียนที่นี่แล้วค่อยพูดคุยกัน พิจารณากันในชั้นกรรมาธิการ แต่ว่าเรียนได้ครับ เพื่อให้เข้าใจว่าตอนที่ไปจากกรมนี่กรมก็เห็นประเด็นนี้ครับ ไปจาก กระทรวงมหาดไทยนี่ แล้วที่สำคัญก็คือเรียนกับท่านสาทิตย์ว่าไม่ได้มีความมุ่งหมายว่า จะต้องไปเอากลไกในภูมิภาคเข้ามาหาช่องทางในการที่จะปลดคนที่มาจากการเลือกตั้ง ในกฎหมายฉบับนี้ถ้าประชาชนไม่เริ่มต้น เอาอย่างนี้ครับว่าถ้าประชาชนในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้นไม่เริ่มเข้ารายชื่อกันได้เกินกึ่งหนึ่ง ถ้าไม่เกินกึ่งหนึ่งนี่ก็ถอดถอนไม่ได้ ถ้าประชาชนไม่เริ่มก่อนให้ได้มาซึ่ง ๕,๐๐๐ ชื่อ เพื่อให้สอบสวนหรือให้ได้มา ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ แล้วแต่ว่าสภาแห่งนี้จะใช้เกณฑ์ใดก็จะไม่เริ่มนับให้มีการสอบสวน ผู้กำกับ ไม่มีอำนาจใช้ตามกฎหมายนี้ได้ถ้าประชาชนไม่เริ่มต้นล่ารายชื่อกันก่อน ไม่ใช่อยู่ ๆ แล้ว ให้อำนาจกับผู้กำกับในการที่จะคิดสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่นคนไหน อาศัยกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้ กฎหมายฉบับนี้จะใช้บังคับได้ก็ต่อเมื่อประชาชนเป็นคนเริ่มต้นล่ารายชื่อ ส่วนการที่จะ ใช้อำนาจสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายจัดตั้งนั้น อันนั้นละครับเป็นอำนาจของ ผู้กำกับ ซึ่งสภาแห่งนี้เป็นคนให้อำนาจไว้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ท่านชัยวุฒิครับ เห็นยกมือ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือท่านประธานหลังจากปิดอภิปรายสรุปญัตติร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปแล้วนะครับ ผมก็ฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกหลายพรรค เกือบทุกพรรคนะครับก็มีข้อสงสัย แล้วก็มี ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันกับท่านรัฐมนตรีในหลายเรื่องนะครับ อาจจะเป็นเพราะกฎหมาย ฉบับนี้เป็นเรื่องใหม่ เป็นเรื่องการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งถ้าออกไปก็เข้าใจว่าจะมีผลกระทบต่อการเมืองในท้องถิ่นอย่างรุนแรง สมาชิกหลายคน ก็มีความสงสัย มีความวิตกกังวล ประกอบกับผมคิดว่าวันนี้เราก็ได้มีการพิจารณากฎหมาย มา ๑ ฉบับแล้ว ซึ่งเป็นในเรื่องทำนองเดียวกันนะครับ ก็อยากจะขอเสนอท่านประธานว่า ให้ปิดการประชุมในวันนี้แล้วก็ให้สมาชิกได้มีโอกาสไปทบทวนดูกฎหมายฉบับนี้ก่อน แล้วไปลงมติในสัปดาห์หน้าจะได้หรือไม่ครับ ขอหารือท่านประธานครับ🔗
ผมก็ฟัง การอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ ไม่ว่าฟากฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลก็มีความเห็นที่ แตกต่างกันไป ฉะนั้นวันนี้ผมขอปิดประชุมครับ🔗
ท่านประธานครับ อย่าปิดประชุมหนี ครับท่านประธาน🔗
เอาไว้ประชุม ในโอกาสต่อไปครับ ขอปิดประชุมครับ🔗