รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๓
ณ อาคารรัฐสภา
--------------------
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ๐๙.๓๐ นาฬิกา ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิก ได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๒๔ ขอท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิ ไม่เกิน ๒ นาที เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนะครับ ท่านแรกท่านนิยม เวชกามา ขอเชิญคุณนิยมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องเข้ามาหารือท่านประธาน นำความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายนที่ผ่านมา พี่น้องชาวตำบลเหล่าโพนค้อประมาณ ๒๐๐ คน มารวมตัวกันที่ วัดป่าอัมพวัน ตำบลเหล่าโพนค้อ อำเภอโคกศรีสุพรรณ เพื่อร้องเรียนร้องทุกข์ เนื่องจาก ขายข้าวไม่ได้ ข้าวเหนียววันนี้ราคากิโลกรัมละ ๖ บาท แต่โรงสีไม่รับซื้อ ยางพาราถ้วย กิโลกรัมละ ๑๘ บาท หนี้ ธ.ก.ส. กยท. เป็นปัญหาใหญ่ที่พี่น้องขายไม่ได้ ได้ในราคาที่ตกต่ำ ฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗
อีกอันหนึ่ง เมื่อวานนี้ผมเห็นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านดอกเตอร์ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ออกมาแถลงข่าวยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก พี่น้องบ้านผม อยู่ตามป่าตามเขาตกใจ วันนี้เลยต้องฝากท่านประธานไปถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการว่าครั้งก่อนท่านบอกว่าไม่ยุบจะให้อยู่ต่อไปวันนี้บอกยุบ แบบนี้พูด กลับไปกลับมาหรือไม่ ฝากท่านประธานด้วย🔗
อันสุดท้ายเรื่องไฟฟ้า ชาวบ้านวังยาง ตำบลวังยาง อำเภอพรรณานิคม สกลนคร ท่าน ส.ส. เกษม อุประ ฝากมา ๖๐ หลังคาเรือนที่ไปอยู่ตามไร่ตามนา ในคลองส่งน้ำ ชลประทานน้ำอูนขอไฟฟ้า เพราะแถวนั้นเขามีระบบน้ำดีแล้วแต่ไฟฟ้าไม่มี ฝากท่านประธาน ไปถึงหน่วยงานไฟฟ้าด้วย ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ แผ่นดินไหวยังมีอาฟเตอร์ช็อก (After Shock) น้ำท่วมที่สุพรรณบุรีปีนี้ ก็มีอาฟเตอร์ช็อก (After Shock) เหมือนกัน นั่นก็คือถนนเสียหายหลายสาย จึงขออนุญาต หารือท่านประธานขอให้ส่วนราชการเร่งดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซมดังต่อไปนี้ครับ🔗
สายแรก ถนนเลียบคลองจรเข้สามพัน ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จากบ้านวังหลุมพองไปบ้านหนองบัว หมู่ ๑ ถึงถนนมาลัยแมน ชำรุดเสียหายตลอดเส้นทาง ขอให้ท่านอธิบดีกรมทางหลวงชนบทรีบสั่งการไปดำเนินการ ด้วยครับ🔗
สายที่ ๒ ถนนจากวัดคลองขุด หมู่ ๔ ไปวัดบางจิก หมู่ ๗ ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอบางปลาม้า สุพรรณบุรี น้ำท่วมทุกปีประชาชนไม่สามารถใช้เส้นทางสัญจรไปมาได้ ดังนั้นจึงต้องมีการยกระดับถนนขึ้นอีกประมาณ ๑ เมตร ระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตรครึ่ง ขอให้ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดสรรงบประมาณให้กับองค์การบริหาร ส่วนตำบลวัดโบสถ์ อำเภอบางปลาม้า โดยเร็วด้วยครับ🔗
สายที่ ๓ ถนนบ้านท่าตลาดไปบ้านดอนขาด หมู่ ๓ ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอ บางปลาม้า ชำรุดเสียหายหลายแห่งเนื่องจากน้ำท่วม ขอให้อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นเร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลวัดโบสถ์ นายกสนม ตาพันธุ์ จะดำเนินการโดยด่วน🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณท่านประธาน กราบขอบพระคุณ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอสองพี่น้อง ได้ปรึกษาหารือเรื่องการปักเสา พาดสายไปหมู่ ๑๗ ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง การไฟฟ้าไปดำเนินการให้เรียบร้อยแล้วครับ ต้องขอบคุณ ท่านประธาน ขอบคุณการไฟฟ้าไว้ ณ โอกาสนี้ไว้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณรังสรรค์ มณีรัตน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย ผมมีเรื่อง หารือท่านประธานถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรผู้ใช้น้ำที่ตำบลบ้านโฮ่ง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน เนื่องจากมีการก่อสร้างฝายกั้นแม่น้ำลี้ หลังจากได้รับงบประมาณแล้ว มีผู้รับจ้างแล้วทางผู้รับจ้างได้ทิ้งงานขณะนี้ฝายยังสร้างไม่เสร็จ พี่น้องที่ตำบลบ้านโฮ่ง ๒,๐๐๐ ไร่ พี่น้องที่ปลูกมะม่วง ปลูกข้าวได้รับความเดือดร้อนมา ๔-๕ ปีแล้ว ท่านประธานครับ ดังนั้นขณะนี้ผมก็ไม่ทราบว่าทางกรมทรัพยากรน้ำจะจัดสรรงบประมาณ เพื่อสร้างฝาย ให้เสร็จสิ้นได้หรือไม่ ดังนั้นถึงเวลาแล้วมีงบประมาณเหลือจ่ายเท่าไรกรุณาหน่อยครับ ช่วยพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนในขณะนี้ด้วยครับ🔗
ประเด็นต่อมา เนื่องจากพี่น้องผู้ใช้รถใช้ถนนสาย ๑๐๖ จากอำเภอลี้ที่จะเข้า ในเมืองลำพูน ถนนเส้น ๑๐๖ เป็นเส้นเดียวเป็นเส้นหลักที่จะสัญจรจากอำเภอลี้ เข้าอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน แล้วก็ในช่วงจากตำบลป่าไผ่ถึงตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ขณะนี้ยังเป็น ๒ ช่องจราจรอยู่ในยามเช้าและเย็นจะมีรถสัญจรไปมามากมาย เกิดอุบัติเหตุมาก็มากแล้ว ทางผู้ใช้รถใช้ถนนจึงอยากฝากท่านประธานถึงกระทรวงคมนาคม ช่วยดำเนินการขยายช่องทางจราจรจาก ๒ ช่องทางจราจรเป็น ๔ ช่องทางจราจรในช่วงจาก ตำบลป่าไผ่ถึงตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร แล้วก็ขอขอบคุณ แขวงการทางลำพูนที่ขณะนี้ก็ได้ดำเนินการสร้างถนนจาก ๒ ช่องจราจรเป็น ๔ ช่องจราจร จากตัวอำเภอลี้ถึงประมาณด่านแม่เหยียบ ซึ่งขณะนี้ก็จะแล้วเสร็จแล้วพี่น้องอำเภอลี้ ก็ฝากขอบพระคุณแขวงการทางลำพูนมาด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ กระผมขอหารือผ่านท่านประธานทางไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ขอให้ขยาย ช่องทางจราจรทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๕ ช่วงตอนบ้านคำปิงถึงบ้านหนองบัวโคก ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ และนายเชิงชาย ชาลีรินทร์ ในฐานะผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขต ๒ และเขต ๓ ขอกล่าวขอบคุณกรมทางหลวง และรัฐบาลที่ได้อนุมัติงบประมาณก่อสร้างขยายช่องทางจราจรทางหลวง ๒๐๕ ช่วงตอน บ้านช่องสำราญถึงบ้านคำปิง ระยะทาง ๒๖ กิโลเมตร วงเงินงบประมาณ ๑,๓๖๐ ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างในปี ๒๕๖๔ ถึงปี ๒๕๖๖ กระผมขอนำเรียนข้อมูลว่าเส้นทางนี้อีกไม่นาน จะสมบูรณ์ แต่ยังมีช่วงตอนบางช่วงที่ยังไม่มีข้อมูลว่าจะขยายช่องทางจราจรก็คือช่วงตอน บ้านคำปิงถึงบ้านหนองบัวโคก ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร สภาพถนนมีความคับแคบ ไม่มีไหล่ถนนให้หลบเลี่ยงนำมาซึ่งอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และในปัจจุบันนี้มีโรงงานน้ำตาล โรงงานรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รับซื้อมันสำปะหลังเกิดขึ้นหลายแห่งทำให้ช่วงการเก็บเกี่ยว ผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรการจราจรจะแออัดมาก จะติดขัดมาก กระผมจึงขอให้ กรมทางหลวงได้เร่งรีบตรวจสอบและดำเนินการขยายช่องทางจราจรในบริเวณเส้นทาง ดังกล่าว เพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุและอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากจังหวัดนครปฐม ดิฉันขอหารือไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรื่องขอให้ทำ การตรวจสอบการใช้อำนาจโดยมิชอบและการละเมิดรัฐธรรมนูญ สืบเนื่องจากม็อบ (Mob) คณะราษฎรเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายนที่ผ่านมา เยาวชนและพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ได้ร่วมกันเขียนจดหมายถึงพระมหากษัตริย์โดยรวบรวมไว้ที่ตู้แดง ๔ ตู้ที่ตั้งบริเวณหน้าศาลอาญา มีวัตถุประสงค์เพื่อจะรวบรวมส่งไปยังสำนักพระราชวัง ต่อมาตู้ทั้ง ๔ นี้ถูกรถสายตรวจ ของ สน. ชนะสงครามยกขึ้นรถและตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ สน.ชนะสงคราม และมีข่าวว่าตำรวจ จะทำการเปิดผนึกเพื่ออ่านและดำเนินคดีกับผู้ที่เขียนจดหมาย คำถามคือ🔗
ข้อแรก การเขียนจดหมายถึงพระมหากษัตริย์ของพสกนิกรไม่มีกฎหมายใด ห้ามไว้นะคะ ดิฉันถามว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อำนาจอะไรมากระทำเช่นนี้นะคะ🔗
ข้อที่ ๒ ก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๖ วรรคสอง ที่เขียนไว้ว่า การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลอื่นสื่อสารถึงกัน จะกระทำมิได้🔗
ข้อ ๓ การกระทำเช่นนี้เป็นการทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๒ ที่กล่าวไว้ว่า บุคคลใดจะเอาจดหมายหรือเอกสารซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นเพื่อล่วงรู้ข้อความ หรือเพื่อเผยแพร่มีความผิดทั้งจำทั้งปรับ ท่านประธานคะ ในบรรยากาศที่บ้านเมือง มีความแตกแยกรุนแรงอย่างนี้คนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยได้ถูก อำนาจรัฐคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งให้ดำเนินคดีด้วยข้อหาความมั่นคง ดิฉันไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ ตำรวจซึ่งเงินเดือนมาจากภาษีอากรของราษฎรทุกคนไม่ได้เลือกฝ่ายอย่ากระทำซ้ำเติม ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยเช่นนี้ เพื่อผดุงศักดิ์ศรีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ให้ย่ำแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่ ขอฝากไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ติดตามและตรวจสอบ เรื่องนี้ให้กระจ่างแก่สังคมด้วย ขอบคุณมากค่ะ🔗
ต่อไปคุณประกอบ รัตนพันธ์🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ครับ วันนี้ผมขอรบกวนท่านประธานหารือเพื่อส่งเรื่องไปยังกระทรวง ที่เกี่ยวข้อง ๓ เรื่องด้วยกันนะครับ🔗
เรื่องแรก ขอให้กรมชลประทานก่อสร้างแก้มลิงบ้านควนตอ หมู่ ๔ ตำบลบางขัน พื้นที่ ๘ ไร่ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมได้กราบหารือท่านประธานมาเป็นครั้งที่ ๓ แล้วบังเอิญว่าทางกรมชลประทานดำเนินการไปบางส่วนแล้ว แต่ติดขัดตรงที่ว่าพื้นที่ดังกล่าว ๘ ไร่ เป็นพื้นที่ของป่าไม้ขณะนี้ยังดำเนินการไม่ได้ครับ ก็เรียนว่าพื้นที่ทั้งหมดตรงนั้นเป็น ส.ป.ก. เพียงแต่เป็นที่ป่าไม้แค่ ๘ ไร่เอง ที่พื้นน้ำก็ยังดำเนินการไม่ได้ ก็ขอให้ทาง กรมชลประทานเร่งรัดประสานงานกับกรมป่าไม้เพื่อก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร็วนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ฝายกั้นน้ำบ้านคลองเสาเหนือ หมู่ ๑๘ เป็นฝายเก่าชำรุดขณะนี้ ก็อยากให้ทางกรมชลประทานได้ก่อสร้างให้เรียบร้อย เพราะว่ามันเป็นแหล่งน้ำสำคัญ ที่พี่น้องชาวบ้านใช้ในเรื่องของการจัดทำน้ำประปา น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อ การเกษตร🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้กรุณาปรับปรุง เป็นถนนลาดยางสายบ้านไสยาสน์-ป่าแต้ว ซึ่งเชื่อมระหว่าง ๒ ตำบล คือตำบลบ้านลำนาว กับตำบลบ้านวังหินในอำเภอบางขัน เส้นนี้ผมหารือเป็นครั้งที่ ๓ แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แต่ไม่ได้ดำเนินการอะไรทั้งสิ้น เส้นนี้ได้ก่อสร้างมาประมาณ ๖๐ ปี ระยะทาง ๑๕.๘ กิโลเมตร ขณะนี้ก่อสร้างบางส่วนเหลือ ๑๑ กิโลเมตร ยังไม่ดำเนินการอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นขอรบกวนท่านประธานได้กรุณาทำเรื่องส่งไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพราะว่าเป็นเส้นทางของท้องถิ่น ก็แก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปนางผ่องศรี แซ่จึง🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี แซ่จึง จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ก่อนที่ดิฉันจะปรึกษาหารือโดยผ่าน ท่านประธาน ดิฉันขออนุญาตขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในโครงการ คนละครึ่งท่านประธานคะ ดิฉันเคยอภิปรายไว้ในคราวพระราชบัญญัติกู้ยืมเงิน ๓ ฉบับ แล้วได้อภิปรายว่าวิธีที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศได้ก็คือ เศรษฐกิจฐานรากนั้นต้องทำให้ คนรากหญ้ามีเงินที่จะทำมาหากินได้ พวกพ่อค้า แม่ค้า แผงลอย หาบเร่ พวกรถพุ่มพวง วันนี้เขาได้รับการช่วยเหลือดูแลแล้ว แต่ว่าสิ่งที่อยากฝากต่อก็คือว่าต้องขยายโครงการค่ะ ท่านประธานมันยังไม่ทั่วถึง ถ้าทั่วถึงเมื่อไรดิฉันคิดว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะดีขึ้นนิดหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ดีมากมายแต่ว่าก็เป็นฐานรากนะคะ🔗
เรื่องที่ดิฉันจะปรึกษาท่านประธานเรื่องแรกก็คือ เรื่องราคาข้าวเปลือกค่ะ ท่านประธานคะมันไม่ใช่แค่ราคาตกต่ำอย่างเดียว มีช่วงก่อนหน้านี้พี่น้องประชาชนชาวนา ขายข้าวได้กิโลกรัมละ ๖-๗ บาท บางคนได้ ๕ บาทด้วยซ้ำไป แม้ว่าวันนี้จะขึ้นมา ๙ บาท ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าว กข ๑๕ ข้าวปทุม ท่านประธานคะปีนี้มันแล้งค่ะ แล้วช่วงที่มันแล้ง มันเป็นช่วงที่ข้าวเขากำลังต้องการน้ำ ต้องการอาหารที่จะบำรุงต้น ที่จะออกดอก ที่จะออกรวง พอดีพอมันแล้งปุ๊บมันไม่ได้สิ่งเหล่านี้มันทำให้ได้ผลผลิตตกต่ำ แล้วก็แล้งนี้ ไม่สามารถที่จะขอเงินภัยแล้งได้ด้วย เพราะว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ เพราะฉะนั้นผลผลิตต่อไร่นี่ ได้ต่ำมากค่ะ แล้วก็มาได้ส่วนต่างอีกนิดเดียวอยู่ไม่ได้ค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงคิดว่าควรจะปรับราคาประกันนี้ให้ขึ้นเป็น ถ้าข้าวหอมมะลิน่าจะเป็น ๑๘ บาท เขาถึงจะอยู่ได้ต่อกิโลกรัมนะคะท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๒ น้ำดื่มในโรงเรียนในสถานศึกษาแย่มากค่ะ ไม่สะอาด กินไม่ได้ คุณครูแต่ละโรงเรียนต้องจ่ายสตางค์ซื้อน้ำให้นักเรียน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องของเด็กเยาวชนที่จะต้องมีร่างกายที่แข็งแรง ต้องสมบูรณ์ค่ะ ท่านประธาน ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ดูเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ด้วยค่ะท่านประธาน กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณรณเทพ อนุวัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายรณเทพ อนุวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ มีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรก เป็นปัญหาการขาดแคลนอาคารห้องพักของโรงพยาบาลพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี สำหรับแพทย์ พยาบาล พนักงาน และเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาล ซึ่งปัจจุบันนั้นต้องอยู่ร่วมกันอย่างแออัดห้องละ ๓-๔ คน ซึ่งมีผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจ ในการทำงาน ซึ่งทางโรงพยาบาลพนัสนิคมนั้นเห็นควรให้ใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลเพื่อเป็น การแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นมา ซึ่งงบประมาณในการก่อสร้างนั้น เกินกว่า ๒๐ ล้านบาท จำเป็นที่จะต้องขอรับการพิจารณา และให้ความเห็นชอบจาก กระทรวงการคลัง จึงขอเรียนฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อได้โปรดให้ความเห็นชอบด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นปัญหาที่เกิดจากนักโบราณคดีนั้นได้ขุดค้นเนินโคกพนมดี ที่ตำบลท่าข้าม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี และได้พบโครงกระดูกมนุษย์เป็นจำนวนมาก พร้อมด้วยโบราณวัตถุและหอยแครงเป็นจำนวนมากทำให้ทราบว่าพื้นดังกล่าวนั้นเป็นชุมชน ที่อยู่ใกล้ทะเล ซึ่งมีอายุมากกว่า ๓,๐๐๐ ปีก่อนประวัติศาสตร์ ในปี ๒๕๒๙ กรมศิลปากร ได้ทำการประกาศให้โคกพนมดีนั้นเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ต่อมาทางราชการได้ประกาศ ให้พื้นที่ดังกล่าวนั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดชลบุรี ในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๒ กรมศิลปากรได้จัดทำงบประมาณในการที่จะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็น แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี แต่ได้มีการก่อสร้างอาคารขึ้นมาหลายหลังแต่ไม่แล้วเสร็จ และถูกทิ้งร้างมาเป็นระยะเวลา ๑ ปี ในปีงบประมาณปี ๒๕๖๔ ทราบว่าทางกรมศิลปากรนั้น ขอรับการจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงวัฒนธรรมเป็นจำนวนเงิน ๑๕ ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ตามที่ได้มีการกำหนดไว้ กระผมจึงขอกราบเรียนฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อได้โปรดให้ความเห็นชอบในงบประมาณดังกล่าวด้วย ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปคุณมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน มานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ห้องโสตครับ ขอภาพหน่อยครับ ผมขอหารือ ๒ ประเด็นนะครับ🔗
ข้อ ๑ ขอความอนุเคราะห์จากกระทรวงคมนาคมช่วยเร่งเข้ามาดูแล และจัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงถนนหนทางในซอย ถนน ส.ส. สำเร็จ หมู่ ๓ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีด้วยครับ เนื่องจากสภาพถนนนั้นปัจจุบัน เป็นถนนลูกรัง ซึ่งก็ยากในการสัญจรอยู่แล้วพอมีช่วงน้ำฝนตกลงมาก็ทำให้สภาพถนนนั้น ไม่ต่างไปจากคลอง ซึ่งจริง ๆ แล้วเคยมีการของบประมาณความช่วยเหลือจากงบประมาณ ของจังหวัดไปหลายคราว แต่ติดปัญหาก็คือเจ้าหน้าที่ของอำเภอไม่มีทีมงานในการออกแบบ จึงออกใบ ปร.๔ ปร.๕ ไม่ได้ จึงทำให้งบประมาณของจังหวัดนั้นตกลงที่ตำบลบ้านใหม่ ไม่ได้นะครับ จึงขอความอนุเคราะห์จากกระทรวงคมนาคมผ่านทางกรมทางหลวงชนบท ให้ช่วยเข้ามาดำเนินการด้วยครับ🔗
ข้อ ๒ ขอความอนุเคราะห์จากการไฟฟ้านครหลวงผ่านกระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยเร่งเพิ่มไฟส่องสว่างตรงถนนภายในซอยแฟคทอรี่ ๒ ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรีด้วยครับ เพราะเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ซึ่งมาจากบริเวณดังกล่าว มีการก่อสร้างภายในซอย ซึ่งเป็นถนนเนินสูงประมาณ ๕๐-๖๐ เซนติเมตร และไม่มีไฟส่องสว่าง เพียงพอ ประจวบกับไม่มีป้ายสัญญาณไฟ ทำให้รถจักรยานยนต์ที่วิ่งผ่านไปมามองไม่เห็น จึงทำให้ล้มเสียหลักและเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง จึงขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่นการไฟฟ้านครหลวงและหน่วยงานที่รับผิดชอบอื่น ๆ ช่วยเร่งดูแลด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ต่อไปคุณเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี อำเภอชัยบาดาล อำเภอท่าหลวง อำเภอลำสนธิ อำเภอสระโบสถ์ อำเภอโคกเจริญ ได้รับการร้องเรียน จากชาวบ้านหรือนายก อบต. ตำบลยางราก ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอโคกเจริญ ซึ่งมีหมู่บ้านกว้าง ตกประมาณ ๑,๒๕๐ หลังคาเรือน บ้านยางราก บ้านวังตาอินทร์ ๙๒๐ หลังคาเรือน ในเส้นทางสาย ๔๐๕๖ บ้านยางราก-บ้านวังตาอินทร์ ขอไฟแสงสว่างให้กับหมู่บ้าน ช่วง กม. ๗ ถึง กม. ๙ และ กม. ๓ ถึง กม. ๕ และสายที่ ๒ สาย ลบ. ๔๐๓๒ บ้านสระเพลง ช่วง กม. ๗ ถึง กม. ๘ ซึ่งมีหมู่บ้านแน่นหนาและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ก็ขอให้กรมทางหลวง ชนบทจัดสรรงบประมาณให้ติดตั้งไฟแสงสว่างให้กับหมู่บ้านนี้ด้วย ๒ สายทางนี้ แล้วก็อีกเส้นทางหนึ่งคือเส้นทางของกรมทางหลวง สาย ๒๒๑๙ กม. ๔๖-๔๘ เพราะว่าช่วงนี้ เป็นช่วงอยู่ระหว่างสามแยกอำเภอโคกเจริญพอดี เป็นเขตรับผิดชอบของแขวงการทางลพบุรี ที่ ๒ กับลพบุรีที่ ๑ ซึ่งดูแลทั้ง ๒ เขต เป็นคอขวดอยู่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งจากถนนสี่แยก มาตรงสามแยกพอดี เป็น ๔ เลน (๔ Lane) จากสามแยกแล้วก็มาบรรจบกันพอดี แล้วก็มี คอขวดอยู่นิดหนึ่ง ซึ่งประมาณสักกิโลเมตรหนึ่งยังทำไม่เสร็จนะครับ และขอขยายเป็น ๔ ช่องจราจรให้แขวงการทางลพบุรีที่ ๒ กับลพบุรีที่ ๑ ช่วยดูแลจัดสรรงบประมาณ ให้ด้วยครับ🔗
แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งครับที่จะขอความกรุณาจากทางกระทรวงพาณิชย์ เรื่องราคาข้าวที่ประกันราคาไว้แล้ว ขอให้ช่วยตรวจสอบดูด้วยว่าที่จังหวัดลพบุรีตามที่ราคา ประกันไว้ยังไม่ได้นะครับ🔗
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องกระทรวงอุตสาหกรรม ราคาอ้อยที่จะถึงนี้ที่จะเปิด หีบช่วยดูแลให้ชาวบ้านอยู่ได้ด้วยครับ เพราะตอนนี้ราคาอ้อยตกต่ำมากครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗
ต่อไปคุณองค์การ ชัยบุตร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน กระผม องค์การ ชัยบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากจังหวัดมุกดาหาร ขอหารือปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของชาวบ้านดังนี้ครับ🔗
ได้รับข้อร้องเรียนจากนายเรืองชัย วงค์กระโซ่ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๓ ตำบลหนองบัว อำเภอดงหลวง ต้องการอ่างเก็บน้ำเพื่อการเกษตรและบรรเทาความแห้งแล้ง ต้องการ พลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรและขอขยายไฟฟ้าไปสู่ไร่นา🔗
ได้รับข้อร้องเรียนจากนายวิโรจน์ วงค์กระโซ่ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๔ ตำบลชะโนดน้อย อำเภอดงหลวง จำนวน ๑๒ เรื่องครับท่านประธาน เช่น ขอขยายระบบประปาหมู่บ้าน ขอขยายเขตไฟฟ้าไปสู่ไร่นาและซ่อมแซมถนนที่ชำรุด🔗
ได้รับข้อร้องเรียนจากนายวุฒิ คนหาญ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๕ ตำบลโนนยาง อำเภอหนองสูง กรณีโครงการก่อสร้างทางหลวง หมายเลข ๑๒ แม่สอด-มุกดาหาร ช่วงบ้านท่าไคร้ บ้านหนองบง ตอนบ้านคำพอก สำนักสงฆ์รัตนมงคล ที่หยุดก่อสร้างไป ไม่ทราบเพราะด้วยเหตุผลอะไร อย่างไรครับท่านประธาน ยังสร้างไม่เสร็จประมาณ ๔๐๐ เมตร แล้วก็ชาวบ้านต้องการให้โครงการก่อสร้างสะพานเพิ่มเติม ข้ามถนนบริเวณ สำนักสงฆ์รัตนมงคลที่เป็นทางเก่าที่ชาวบ้านใช้ร่วมกันไปมาตอนนี้ลำบากมากนะครับ🔗
ได้รับการประสานงานจากผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๑๐ ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี เรื่องการขอแบ่งแยกหมู่บ้าน ชาวบ้านเคยยื่นเรื่องถึงหน่วยงานราชการตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ไม่ทราบว่าตอนนี้ไปถึงไหน อย่างไร🔗
ทั้งหมดคือความเดือดร้อนและความต้องการของชาวบ้าน ฝากท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบได้ช่วยเร่งรีบ และช่วยเหลือโดยเร่งด่วน และขออนุญาตยื่นเอกสารประกอบการหารือด้วย ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ต่อไปคุณศาสตรา ศรีปาน🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ สมาชิกทุกท่านครับ ผม ศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสงขลา พรรคพลังประชารัฐ วันนี้มีเรื่องมาหารือกับท่านประธาน ๓ เรื่องนะครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องของสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ จังหวัดสงขลา ที่ได้รับ ความเดือดร้อนอย่างหนักจากการย้ายสำนักนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว สาขาภาคใต้ ซึ่งเดิมที อยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายหลังย้ายไปอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำให้เดือดร้อนกัน ทั้งภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะที่เบตงและสุไหงโก-ลก ผมได้ประชุมกับมัคคุเทศก์จังหวัด สงขลา เขาบอกว่าเขาจะต้องใช้เงิน ๒,๕๐๐ บาท เหมารถเพื่อไปทำเอกสาร เสียสตางค์ ไม่พอนะครับยังเสียเวลา เสียงานอีก ก็อยากให้ท่านประธานฝากไปยังรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่าให้ย้ายกลับมาที่เดิมหรือว่าเพิ่มสาขาก็ได้ เพื่อความสะดวกครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เดือน ๑๐ เรามีประเพณีวันสารท เดือน ๑๐ ซึ่งเป็นวันสำคัญ ของเราชาวพุทธ แต่เราต้องลางานเพื่อมาพบปะครอบครัว โดยเฉพาะภาคใต้ก็เสียงาน อีกแล้วนะครับ จึงอยากจะขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้วันสารท เดือน ๑๐ เป็นวันหยุด ของชาวพุทธเหมือนกับวันฮารีรายอและวันสำคัญอื่น ๆ ครับ🔗
๒ วันที่ผ่านมาผมไปเดินตลาดที่ตลาดโก้งโค้ง ตลาดกิมหยง ตลาดสันติสุข ตลาดคลองเรียน ชาวบ้านเขาฝากผมมาบอกนะครับว่าโครงการคนละครึ่ง ซึ่งลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ของรัฐบาลมีประโยชน์มาก ๆ เยี่ยม ให้ ๑๐ เต็ม ๑๐ เลย แต่เสียดายครับว่า วันที่ ๓๑ ธันวาคมนี้ก็จะหมดแล้วเขาก็อยากจะต่อไปจนถึงช่วงวันตรุษจีน แล้วก็ฝากมา ยก ๓ นิ้วให้กับคนคิดโครงการนี้และนายกรัฐมนตรีว่าไอเลิฟยู (I Love You) ครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณวันนิวัติ สมบูรณ์🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตปรึกษาหารือ ท่านประธานทั้งหมด ๓ เรื่องครับวันนี้🔗
เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องขอความกรุณาให้ดำเนินการซ่อมแซม ปรับปรุง ถนนเชื่อมระหว่างบ้านระหอกโพธิ์ หมู่ ๔ ตำบลโนนศิลา อำเภอโนนศิลา ที่เชื่อมกับ บ้านมาบตากล้า หมู่ ๕ ตำบลปอแดง อำเภอชนบท ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร สร้างมาตั้งแต่สมัย ร.ส.พ. ปัจจุบันนี้ยังไม่ได้ซ่อมแซมเลยครับ ขอฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้ช่วยดำเนินการซ่อมแซมถนนเชื่อมระหว่างบ้านสำราญ หมู่ ๔ ตำบลโนนธาตุ อำเภอหนองสองห้อง ไปยังบ้านโนนสมบูรณ์ หมู่ ๙ ตำบลหนองเม็ก อำเภอหนองสองห้องเช่นกัน ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร ฝนตกพายุที่ผ่านมานั้นทำให้ถนนพัง ไปมาก แล้วก็ถนนเส้นนี้นักเรียนนักศึกษาใช้เดินทางเข้าไปเรียนในตัวอำเภอ ขอฝาก ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ🔗
เรื่องสุดท้าย ขอให้ช่วยดำเนินการปรับปรุงแล้วก็ติดตั้งไฟส่องสว่างตามแยก ให้กับเส้นทางที่เชื่อมระหว่างบ้านนาขามเปี้ย หมู่ ๘ ตำบลชนบท ซึ่งเชื่อมกับบ้านโนนข่า หมู่ ๖ ตำบลวังแสง อำเภอชนบท ระยะทาง ๕ กิโลเมตร เป็นเส้นทางสำคัญ ที่พี่น้องเกษตรกรใช้ลำเลียงผลผลิตทางการเกษตร ขอฝากท่านประธานเพียงเท่านี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมมีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธาน ๒ เรื่องเกี่ยวกับความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน🔗
เรื่องที่ ๑ สืบเนื่องจากทางกรมทางหลวงชนบทได้ดำเนินการก่อสร้างสะพาน ข้ามลำห้วยทับทัน พร้อมถนนเชิงลาดสะพานในพื้นที่ฝั่งจังหวัดสุรินทร์จนแล้วเสร็จแล้วนั้น แต่ในพื้นที่ฝั่งตรงข้ามคือตำบลจานแสนไชย อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ กรมทางหลวงชนบทยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนเพื่อเชื่อมกับสะพานดังกล่าว เพราะติดปัญหาเรื่องการได้รับอนุญาตการเข้าใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ ซึ่งปัญหาดังกล่าว ทางจังหวัดศรีสะเกษได้ทำหนังสือไปยังกรมป่าไม้เมื่อเดือนมีนาคมต้นปีที่ผ่านมาปรากฏว่า จากวันนั้นจนถึงวันนี้ทางกรมป่าไม้ยังไม่ได้พิจารณาเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด ผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานสภา โดยใช้เวทีสภาแห่งนี้ฝากท่านประธานสภาไปยังกรมป่าไม้ให้ช่วยดำเนินการเร่งรัดพิจารณา และออกเอกสารอนุญาตการเข้าใจพื้นที่ทำประโยชน์ให้กับจังหวัดศรีสะเกษโดยเร่งด่วนต่อไป เพื่อที่ต่อจากนั้นทางกรมทางหลวงชนบทจะได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณมาก่อสร้างถนน เพื่อเชื่อมกับสะพานดังกล่าว พร้อมกันนี้ผมจะฝากเอกสารผ่านท่านประธานสภาไปยังกรมป่า ไม้ให้ช่วยเร่งรัดพิจารณาอีกทางหนึ่งด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ คือปัญหาความเดือดร้อนในการเดินทางข้ามลำห้วยทับทัน ของพี่น้องชาวอำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และอำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ จากรูปภาพจะเห็นว่าในการเดินทางข้ามลำห้วยทับทันดังกล่าว พี่น้องมีความเสี่ยง ในการเดินทางอันตรายจากการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจากสภาพสะพานไม้ตามที่ปรากฏ ในรูป ผมจึงขออาศัยเวทีสภาแห่งนี้กราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังกรมทางหลวงชนบท ให้ช่วยพิจารณาเร่งรัดจัดสรรงบประมาณมาดำเนินการก่อสร้างสะพานพร้อมถนนเชิงลาด สะพาน ณ บริเวณบ้านหนองหว้า ตำบลเมืองจันทร์ อำเภอเมืองจันทร์ เพื่อประโยชน์ จะได้ตกกับพี่น้องประชาชนทั้งชาวจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดสุรินทร์ต่อไป กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป นางสาวธนภร โสมทองแดง🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวธนภร โสมทองแดง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเรื่องหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับร้องเรียนจากนายโอฬาร คงสมทอง ส.อบต. โพสาวหาญ อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีชาวบ้านและผู้สัญจรไปมาได้รับผลกระทบ จากสะพานข้ามคลองหนองรู บนพื้นที่หมู่ ๑ ตำบลโพสาวหาญ อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เชื่อมต่อไปพื้นที่หมู่ ๖ ตำบลหนองปลิง อำเภอหนองแค จังหวัด สระบุรี สะพานกว้าง ๓.๕ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สร้างเมื่อปี ๒๕๒๔ ขณะนี้ขยายถนนกว้าง สะพานชำรุดทรุดพังอาจส่งผลอันตรายได้ ถนนเส้นนี้โดยเฉพาะช่วงเทศกาลจะมีรถยนต์ ๘ เมตร มีรถสัญจรไปมาจำนวนมากทำให้เกิดคอขวดที่คอสะพาน หลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด เพราะเป็นถนนที่ตัดผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปถึงอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี รวมถึงแยกไปจังหวัดนครนายกได้ ขอฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ลงพื้นที่ สำรวจพื้นที่ดังกล่าว และขอให้เร่งสร้างสะพานหรือขยายสะพานเพื่อลดผลกระทบ จากพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน ขอบพระคุณค่ะ🔗
อันดับที่ ๘ ขอเปลี่ยนแปลง ขอมานางเทียบจุฑา ขาวขำ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอนำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในจังหวัดอุดรธานีมาหารือกับท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ค่ะ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายก องค์การบริหารส่วนตำบลนาแค อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี ว่าอยากให้กรมทางหลวงติดตั้ง ไฟฟ้าส่องสว่างตามถนนสาย ๒๓๔๘ น้ำโสม-ปากมั่ง ช่วงบ้านวังบง วังแข้ และบ้านคีรีวงกต ซึ่งเส้นทางนี้เป็นถนนสู่การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ซึ่งตอนนี้ขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนจะมี นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากเข้าชมทะเลหมอก เพื่อความปลอดภัยแล้วก็ส่งเสริม การท่องเที่ยวในชนบท แล้วก็กระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานคะ สืบเนื่องจากสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดอุดรธานี ได้รับงบประมาณก่อสร้างสนามกีฬากลางของจังหวัดอุดรธานี เช่น มีสนามฟุตบอล มีลู่วิ่ง มีลานกีฬา มีอัฒจันทร์ มีห้องฝึกและอาคารประกอบอีกมากมายที่ได้ มาตรฐานก็ได้เปิดให้หน่วยงานและประชาชนทั่วไปได้ใช้บริการแล้ว ซึ่งปัจจุบันนี้ สนามฟุตบอลของจังหวัดอุดรธานีสนามกลางนี้ได้มาตรฐานแต่ยังขาดสกอร์บอร์ด (Scoreboard) จดคะแนน จดผลการแข่งขันที่เป็นสกอร์บอร์ด (Scoreboard) ไฟฟ้า การแข่งขันแต่ละนัดแต่ละครั้งก็ใช้ฟิวเจอร์บอร์ด (Future board) ถ้านัดสำคัญ ๆ ของฟุตบอล นัดสำคัญก็ต้องไปเช่ารถสกอร์บอร์ด (Scoreboard) ไฟฟ้ามาใช้บริการแจ้งผลการแข่งขัน ของฟุตบอล ดังนั้นก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เข้ามา ดูแลในสนามกีฬากลางของจังหวัดอุดรธานีด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณประมวล พงศ์ถาวราเดช🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน🔗
เรื่องที่ ๑ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน หมู่ ๗ บ้านห้วยยาง ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพี่น้องหมู่ ๕ บ้านปากคลอง ตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พี่น้องชาวประมงได้รับ ความเดือดร้อนในการเอาเรือเข้าออกเพราะว่าปากคลองตื้นเขิน เพราะฉะนั้นอยากให้ กรมเจ้าท่าไปดำเนินการสร้างเขื่อนกันทราย เพื่อให้พี่น้องชาวประมงทั้ง ๒ ที่ ทั้ง ๒ อำเภอนี้ มีความสะดวกในการเอาเรือเข้าออกเวลาหน้ามรสุม🔗
เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนชาวอำเภอบางสะพาน โดยเฉพาะตำบลชัยเกษม จากสามแยกต้นขี้เหล็กไปถึงบ้านตะแบกโพง หมู่ ๘ ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถนนที่ได้รับการถ่ายโอนจากกรมทางหลวงชนบท ให้ท้องถิ่น ท้องถิ่นไม่มีงบประมาณที่จะสามารถดำเนินการได้ เพราะฉะนั้นอยากให้กรมทางหลวง ชนบทเข้าดำเนินการแก้ไขให้พี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน🔗
เรื่องที่ ๓ ตามที่กรมป่าไม้ได้ไปสำรวจเพื่อออกที่ คทช. ให้พี่น้องประชาชน ในเขตป่าสงวนคนละ ๒๐ ไร่ เพื่อให้จังหวัดแต่ละจังหวัดขออนุญาตใช้ ป.ส. ๒๓ เพื่อให้ จังหวัดอนุญาตใช้ที่จากกรมป่าไม้ และให้พี่น้องประชาชนคนละ ๒๐ ไร่ ผมอยากให้ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบรีบเริ่มดำเนินการ เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตป่าสงวน ที่เอาตามภาพถ่ายเมื่อปี ๒๕๔๕ ได้รับ ป.ส. ๒๓ จะได้มีสิทธิต่าง ๆ ตามที่หน่วยงานของรัฐ จะสนับสนุน ไม่ว่าการประกันรายได้ ไม่ว่าภัยพิบัติต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานสภาทั้ง ๓ เรื่องเพื่อถึงรัฐบาลให้ดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วนด้วย ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขตอำเภอปากช่อง พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเคยหารือท่านประธานไปแล้ววันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมานั้น ชาวเทศบาลเมืองปากช่องเขาเดือดร้อนได้รับผลกระทบ จากการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายมาบกะเบาเชื่อมต่อชุมทางจิระ จังหวัดนครราชสีมา ผู้รับเหมานั้นได้กลบปิดทางน้ำ ฝนตกน้ำเอ่อท่วม สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ชาวเทศบาลเมืองปากช่อง โดยเฉพาะชุมชนคุรุสามัคคี และหลังวัดคีรีวันต์ ผู้รับเหมานั้น เคยเจรจากับชาวบ้านว่าจะชดเชยตามความเดือดร้อนจริง และจะเร่งรีบในการที่จะชดเชย เยียวยาให้กับพี่น้องประชาชน ตอนนี้หลายเดือนแล้วครับยังเงียบ ผมจึงนำเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอให้เร่งผู้รับเหมานั้นนำเงินมาชดเชยให้กับ พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนด้วย🔗
เรื่องต่อมาครับท่านประธาน เมื่อวันที่ ๗-๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมานี้ พายุเข้าฝนตกหนัก ๗ ตำบลของอำเภอปากช่องนั้นอยู่ใต้น้ำ มีเทศบาล อบต. นำเงินมา ชดเชยให้กับพี่น้องประชาชน แต่ไม่เพียงพอหรอกครับน้ำมันท่วมเยอะ ท่านประธานครับ ผมจึงนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอได้โปรดนะครับ นำเงินมาชดเชยเพิ่มเติมให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วย🔗
เรื่องสุดท้ายครับ ฝายน้ำบ้านคลองยาง หมู่ ๓ ตำบลหนองสาหร่าย ใช้เชื่อมต่อไปยังบ้านซับน้อย หมู่ ๓ ตำบลวังไทร ดินมันทรุดไม่สามารถที่จะข้ามไปมาได้ ผมจึงนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ได้โปรดจัดสรรงบประมาณมาซ่อมแซมถนนให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุ และฝนตกหนักด้วย ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป คุณอดิพงษ์ ฐิติพิทยา🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคภูมิใจไทย กระผมขออนุญาตปรึกษาหารือเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน ใน ๒ ประเด็น ดังต่อไปนี้ครับ🔗
๑. สืบเนื่องจากในพื้นที่ของผมในจังหวัดบุรีรัมย์ มีเหตุการณ์คนพิการ ที่เป็นเยาวชนถูกทำร้ายจากคนใกล้ชิดและคนที่รู้จัก ทำให้ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกาย และจิตใจ มีความยากลำบากในการดำรงชีวิต และประกอบกับในปัจจุบันนี้มีกลุ่มคนพิการ คนชรา สตรี และเด็กได้ถูกทำร้ายร่างกายเป็นจำนวนมากทั่วทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ทั้งทางร่างกายและจิตใจ คนกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีสิทธิที่จะได้รับการปกป้อง และคุ้มครองจากการคุกคามทางเพศ ทำร้ายร่างกายและจิตใจ กักขัง เอารัดเอาเปรียบ หรือการแสวงหาประโยชน์ จึงขอนำเรียนท่านประธานสภาอยากให้มีมาตรการ กฎหมาย บทลงโทษที่หนักแน่นและจริงจังสำหรับผู้ที่กระทำความผิดกับกลุ่มคนเปราะบางนี้ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือและดูแลปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ สืบเนื่องจากได้รับแจ้งจากนายมงคล บุญประกอบ นายกองค์การ บริหารส่วนตำบลไพศาล อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ว่าเรื่องความปลอดภัย ในการใช้รถ ใช้ถนนบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ทล. ๒๔ ช่วงกิโลเมตรที่ ๑๖๖-๑๖๘ ตัดกับ ทางหลวงชนบท สาย บร. ๒๐๕๕ ตำบลไพศาล อำเภอประโคนชัยนั้นมีผู้ใช้รถใช้ถนน เป็นจำนวนมาก ลักษณะถนนเป็นทางร่วมทางแยก ออกจากถนนสายรองเข้าสู่ถนนสายหลัก ไม่มีสัญญาณไฟเตือนและป้ายจราจรทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก จึงขอนำเรียนไปยังกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยแก้ไข และดำเนินการติดตั้งไฟสัญญาณจราจรเพื่อลดอุบัติเหตุ และเพื่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ขอขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ธัญขอหารือ ในประเด็นการพิจารณาการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิด ฐานทำแท้ง มาตรา ๓๐๑ และมาตรา ๓๐๕ มันถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องพูดถึง ปัญหานี้อย่างจริงจัง เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ปีนี้เองท่านประธานมีการวินิจฉัย โดยศาลรัฐธรรมนูญแล้วว่า ประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ต้องมาพิจารณาการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ภายใน ๓๖๐ วัน เพราะกฎหมายในปัจจุบันนั้นกำหนดความผิดไว้เพียงกับผู้หญิงทำให้ผู้หญิงนั้น ต้องเข้าสู่การยุติการตั้งครรภ์ที่อันตรายหรือการทำแท้งเถื่อน แล้วก็แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยนั้นก็ไม่มีใครกล้าที่จะให้ความช่วยเหลือผู้หญิง เพราะว่ากลัวความผิดอาญา ระยะเวลาที่กฤษฎีกากำหนดนั้นในขณะนี้ธัญทราบข้อมูลมาว่า กำหนดเพียงแค่ ๓ เดือน ในขณะที่ภาคประชาชนมองว่า ๖ เดือนนั้นก็ยังสามารถที่จะยุติ การตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยได้ ระยะเวลาสำคัญมากค่ะท่านประธาน เพราะว่ากฎหมายที่ออกมานั้น มันอาจจะไม่แก้ปัญหาให้กับผู้หญิงที่ประสบปัญหาดังกล่าว ธัญอยากจะฝากไปถึงหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนะคะท่านประธานว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนที่เกิดมาแล้วอยากทำแท้งค่ะท่านประธาน ผู้หญิงที่ตัดสินใจทำเขาต้องผ่านปัญหาครอบครัว ผ่านการตรีตราสังคม ผ่านในเรื่องความคิด บาปบุญ ทำไมเราไม่ช่วยกันให้ผู้หญิงคนนั้นผ่านพ้นปัญหา ช่วยเหลือเขาเยียวยาจิตใจให้เขา กลับมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพให้กับสังคมไทยต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ต่อไปคุณวัชรพล โตมรศักดิ์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ โคราช พรรคชาติพัฒนา ผมขออนุญาตได้หารือ ท่านประธานเพียง ๑ เรื่อง เพื่อจะกราบฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมทางหลวง ท่านประธานที่เคารพครับ ในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมาครั้งนี้ เป็นครั้งที่ ๒ ที่ผมได้ลุกขึ้นมาพูดในเรื่องของเรื่องนี้ก็คือ การแก้ปัญหารถติดหรือการจราจร คับคั่งในเขตจังหวัดนครราชสีมา ก็คือการก่อสร้างอุโมงค์แยกบิ๊กซี หรือเราเรียกว่าอุโมงค์ ที่อยู่บริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข ๒ กับหมายเลข ๒๒๔ และการก่อสร้างอุโมงค์แยกพีกาซัส หรือแยกประโดก ซึ่งอยู่บริเวณบนถนนหมายเลข ๒ เส้นผ่าเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ใคร จะคิดครับว่าจังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ของภาคอีสาน หรือประเทศไทยรองจาก กรุงเทพมหานครในตัวจังหวัดไม่มีอุโมงค์แม้แต่ตัวเดียวเลย และปัญหาที่สำคัญที่สุดขณะนี้ ก็คือบนพื้นที่ในเขตเทศบาลที่มีจำนวนประชากรหลายแสนคนวันนี้ครับบนถนนสาย หมายเลข ๒ ซึ่งประกอบไปด้วยโรงพยาบาลมหาราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ มีห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอลทเวนตีวัน และห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี รวมไปถึงสถานศึกษา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนที่จะต้องสัญจรไปมาบนถนนเส้นนี้ วันหนึ่งนับแสนคันที่มาจากสถิติที่กรมทางหลวงได้มีการเก็บสถิติ ท่านประธานครับ ถึงเวลา แล้วที่ผมอยากจะขออนุญาตได้เป็นตัวแทนพี่น้องชาวโคราชและภาคอีสาน ได้กราบขอความ กรุณาไปยังกระทรวงคมนาคม โดยท่านรัฐมนตรีที่ท่านได้เห็นถึงปัญหาว่าอยากจะ ขอความกรุณากับอุโมงค์ ๒ ตัวนี้ เพื่อจะเป็นการแก้ไขปัญหารถติด และปัญหาที่จะรองรับ ความเจริญของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเราจะมีมอเตอร์เวย์ (Motorway) ที่จะไปสู่โคราช เราจะมีในเรื่องของรถไฟความเร็วสูง และจะเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในตัวจังหวัดก็ คือ การก่อสร้างอุโมงค์แยกบิ๊กซีและแยกพีกาซัส วงเงินประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม จรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้ขอปรึกษาหารือท่านประธานเกี่ยวกับปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้ง🔗
เรื่องแรก ผมได้รับหนังสือจากท่านนายกเทศมนตรีตำบลป่าตันนาครัวครับว่า ขอให้ช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการซ่อมแซมฝายน้ำล้น ซึ่งประตูปิดเปิด ทั้ง ๖ ประตูนั้นไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน แล้วก็นอกจากนี้เองแหล่งน้ำนี้ก็ยังใช้ในการผลิต น้ำประปาให้กับประชาชนในพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลป่าตันนาครัวด้วย แต่เนื่องจาก งบประมาณของเทศบาลตำบลป่าตันนาครัว อำเภอแม่ทะนั้นไม่เพียงพอก็อยากจะขอ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับหนังสือจากท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเสด็จ ว่าขอให้เร่งรัดในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกโฉนดที่ดินให้กับราษฎร บ้านทรายมูล หมู่ ๑ ตำบลบ้านเสด็จ แล้วก็บ้านทรายมูลพัฒนา หมู่ ๑๓ ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ขอให้ช่วยเร่งรัดออกเอกสารสิทธิโฉนดที่ดินให้กับ พี่น้องประชาชนจำนวน ๘๒ รายครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ผมได้รับหนังสือจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสบป้าด ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขุดลอกฝายลำน้ำจางที่ตื้นเขิน เนื่องจาก คราวที่แล้วมีฝนตกหนักในเขตพื้นที่ทำให้น้ำไม่สามารถที่จะระบายได้ทันก็ทำให้น้ำหลาก ไปสู่หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจำนวน ๓ หมู่บ้าน🔗
เรื่องสุดท้าย โรงเรียนพิชัยวิทยาได้รับหนังสือว่าระบบน้ำในโรงเรียนเป็นสนิม ไม่สามารถที่จะให้เด็กนักเรียนแล้วก็คุณครูบริโภคน้ำได้ เนื่องจากน้ำเป็นสนิมก็ขอให้ช่วย สร้างแท็งก์น้ำ เครื่องกรองน้ำ และระบบวางท่อน้ำประปาในโรงเรียน กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑ พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ ดุสิต พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันขอหารือ ท่านประธานในเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวเขตสัมพันธวงศ์ คือบริเวณ เกาะกลางถนนเจริญกรุงตัดกับเส้นทรงวาดและถนนข้าวหลาม🔗
ในภาพนี้นะคะ ปัญหาคือจุดนี้ค่ะ เดิมทีตรงเกาะกลางเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เพื่อให้ผู้ที่สัญจรไปมา ทราบว่าจุดนี้ไม่ใช่วงเวียน แต่เมื่อไม่นานนี้มีการปรับ รื้อสภาพเกาะกลางจนกลายเป็นวงกลม ผู้ที่สัญจรไปมาเข้าใจว่าเป็นวงกลมก็เลยสวนเลนกันเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับผู้ที่ขับรถไปมา และผู้ใช้ถนน เดิมทีเกาะนี้จะเคยมีป้ายห้ามเข้าอยู่ ๒ ทาง แล้วก็จะมีไฟกระพริบสีเหลือง ๆ ไว้ แต่หลังจากมีการปรับปรุงสภาพตอนนี้เมื่อไม่นานนี้ก็คือช่วงที่ไบก์ฟอร์แดด (Bike for Dad) แล้วก็ทางกรุงเทพมหานครยังไม่ได้มาซ่อมแซมให้ก็เลยทำให้จุดนี้มืดพอตกกลางคืน รถมอเตอร์ไซค์วิ่งมาด้วยความเร็ว แล้วก็ไม่ทราบว่าตรงนี้มีเกาะวิ่งพุ่งมาแล้วก็ชน พุ่งมายัง บ้านเรือนที่อยู่บริเวณรอบ ๆ วงเวียนนี้หลาย ๆ ครั้งเลย นอกจากนั้นแล้วก็จะมีการสวนเลน (Lane) กัน เนื่องจากว่าป้ายบอกทางว่าห้ามเข้าได้หายไปและยังไม่มีการนำกลับมาที่เดิม ก็เลยอยากจะเรียนท่านประธานฝากถึงกรุงเทพมหานครช่วยแก้ไขเรื่องนี้ด่วน เพราะว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง นอกจากนั้นแล้วถนนเส้นนี้เป็นถนนที่คู่ขนานกับถนนเยาวราช ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่กลับไม่มีการติดป้ายจราจรหรือว่ามีป้ายบอกทางที่ชัดเจน เช่น เส้นทางนี้ไปสถานีรถไฟฟ้า เส้นทางนี้ไปถนนเยาวราช หรือไปท่าเรือ ก็เลยอยากจะขอ ความอนุเคราะห์ท่านประธานฝากไปถึงกรุงเทพมหานครช่วยดำเนินการเรื่องนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณสมชาย ฝั่งชลจิตร🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนภาคใต้ ประเด็นที่ผมจะหารือท่านประธานก็คือเรื่องราวที่คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเคยลงพื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามการแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะในปากอ่าวบ้านดอน ปรากฏว่าวันนี้ได้รับ การร้องเรียนจากพี่น้องเครือข่ายประมงพื้นบ้านของจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่าการดำเนินการ ของเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจังหวัด กรมเจ้าท่า กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งมีความล่าช้าในการแก้ปัญหาในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นแหล่งทำมาหากินของพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน นอกจากนั้นพี่น้องได้ไปตรวจสอบ พบว่ากลุ่มบุกรุกก็ยังดำเนินการในลักษณะของการบุกรุกอยู่เช่นเดิม เช่นการเอาไม้ไผ่ ไปปักปันเขตแดนสำหรับพื้นที่ที่ได้ถือครองโดยผิดกฎหมายมาก่อนก็ยังดำเนินการอยู่ ฝากไป ยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าให้ดำเนินการในการตรวจสอบรื้อถอนในพื้นที่การบุกรุกสาธารณะ ให้แล้วเสร็จโดยด่วน เพราะว่านี่คือแหล่งทำมาหากินของพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน🔗
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เนื่องจากว่าชุมนุมสหกรณ์ปาล์มน้ำมันที่จังหวัด กระบี่ได้ประกาศหยุดกิจการชั่วคราว ภายใต้การบริหารที่อาจจะมีความล้มเหลวในเชิง การบริหาร แต่วันนี้พี่น้องที่เป็นแรงงาน หรือผู้รับจ้างในชุมนุมสหกรณ์ปาล์มน้ำมันกระบี่ ต้องว่างงานลง ๓๐๐ กว่าราย อยากจะให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าไปดำเนินการในการแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน เพื่อที่จะดูแลพี่น้องผู้ได้รับความเดือดร้อน ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไป ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี วันนี้ผมมีเรื่องหารือกับท่านประธานใน ๓ เรื่องครับ🔗
ในเรื่องที่ ๑ ขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งพัฒนาจุดตัดทางรถไฟกับถนน ทั่วประเทศเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ กระผมได้รับการร้องเรียนจากพ่อแม่พี่น้องประชาชน มากมายเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในบริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนน โดยเฉพาะ บริเวณจังหวัดชลบุรีทำให้เกิดการสูญเสียมากมายในแต่ละปี กระผมจึงขอกราบเรียนไปยัง กระทรวงคมนาคมให้ทำการสำรวจจุดตัดทางรถไฟกับถนนทั่วประเทศ และทำการจัดซื้อไม้ กั้นอัตโนมัติที่มีคุณภาพให้เพียงพอทุกจุดครับ🔗
ในเรื่องที่ ๒ ปัญหาการจราจรติดขัดเป็นอย่างมากบริเวณแยกดอนหัวฬ่อ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี กระผมได้ทำการลงพื้นที่ดูด้วยตัวเองพบว่าการจราจรหนาแน่น ตลอดทั้งวัน เนื่องจากมีประชากรเป็นจำนวนมาก เพราะอยู่ในบริเวณนิคมอุตสาหกรรม อมตะนคร รวมไปถึงเส้นนี้นั้นใช้สัญจรไปมาในการขึ้นลงทางด่วนมอเตอร์เวย์ (Motorway) ทางหลวงหมายเลข ๗ จึงขอให้กระทรวงคมนาคมนั้นลงมาแก้ปัญหาโดยการจัดสรร งบประมาณในการดำเนินการดังต่อไปนี้ สร้างสะพานต่างระดับหรือทางลอดอุโมงค์ข้ามแยก ดอนหัวฬ่อบนถนนสุขประยูร และขยายเส้นทางการจราจรถนนเลียบมอเตอร์เวย์ (Motorway) เพื่อให้เข้าออกได้สะดวก และทำสะพานลอยสำหรับคนและรถจักรยานยนต์ เพื่อใช้ข้ามหน้าหมู่บ้านสุขใจวิลล่าครับ🔗
ในเรื่องที่ ๓ นั้น ผมขอกราบเรียนไปยังกระทรวงคมนาคมให้สนับสนุน งบประมาณ และขอให้ชี้แจงครับว่าเหตุใดทำไมจึงถึงยกเลิกโครงการทำจุดยูเทิร์น (U-turn) ใต้สะพานข้ามทางมอเตอร์เวย์ บริเวณทางหลวงหมายเลข ๓๔๖๖ ตอนบ้านเก่า-พานทอง กิโลเมตรที่ ๔ ถึงกิโลเมตรที่ ๕ หลังจากที่ได้มีการประกวดราคาเรียบร้อย มีผู้ชนะ และพร้อมที่จะดำเนินการแล้วเหตุใดจึงถึงยกเลิกนะครับ ผมได้เคยหารือเรื่องนี้ เมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ ในสภาเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อน ของพ่อแม่พี่น้องมีผู้เสียชีวิตมากมายต้องการจุดยูเทิร์น (U-turn) นี้ ขอให้โครงการนี้ เป็นโครงการที่ดี ขอให้กระทรวงคมนาคม โดยท่านรัฐมนตรีเมตตาจัดสรรงบประมาณ ทำให้โครงการนี้สำเร็จด้วยเถิด ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธาน ๓ เรื่อง🔗
เรื่องแรก ผมได้รับการร้องเรียนจากท่านกำนันประวิทย์ กำนันตำบลนาโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดเลย สืบเนื่องจากฝายคอนกรีตกั้นลำน้ำฮวย อยู่บริเวณถนนสายบ้านนาบอน ไปบ้านน้ำฮวย กักเก็บน้ำเพื่อพี่น้องเกษตรกรถึง ๘ ตำบล แต่ว่าปัจจุบันฝายนี้ชำรุดเสียหาย มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แล้วก็ไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดูแลแก้ไข จึงอยากขอความกรุณา ท่านประธานได้ประสานไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กรุณา เป็นเจ้าภาพในการสำรวจแล้วก็แก้ไขปัญหานี้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของความเดือดร้อนของพี่น้องชาวบ้านผาอินทร์แปลง บ้านดงนกกก แล้วก็พี่น้องบ้านผานาง ตำบลผาอินทร์แปลง อำเภอเอราวัณ จังหวัดเลย สืบเนื่องจากถนนสายทรัพย์เจริญไปถ้ำเอราวัณ ระยะทาง ๙.๕ กิโลเมตร ชำรุดเสียหาย ทางเทศบาลตำบลผาอินทร์แปลงก็ขอรับการสนับสนุนงบประมาณไปหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรร จึงขอความกรุณาท่านประธานได้ประสานไปยังกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้กรุณาจัดสรรงบประมาณให้กับทางเทศบาล ตำบลผาอินทร์แปลงเพื่อเข้าแก้ไขปรับปรุงถนนเส้นนี้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ อยากให้มีการเร่งรัดการก่อสร้างถนนสายนาดอกคำ ตรงบ้านพะเนียง ไปบ้านโคกนกสาริกา ตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู เพราะเนื่องจากว่าถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอนาด้วง จังหวัดเลย ไปยังอำเภอ สุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ช่วยร่นระยะทางให้พี่น้องชาวอำเภอนาด้วงที่จะเดินทาง สัญจรได้เป็นอย่างดีครับ จึงขอความกรุณาท่านประธานได้ประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย ในส่วนของจังหวัดเพื่อขอรับการสนับสนุนงบกลุ่มจังหวัด เพื่อให้กรมทางหลวงชนบท ได้เข้าไปดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขด้วย ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์🔗
สวัสดีครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ขอหารือท่านประธานสภา ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณีการเร่งรัดติดตามความคืบหน้า ในการดำเนินคดีจัดเก็บภาษีการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ มาประกอบเป็นรถยนต์โตโยต้ารุ่นพริอุส จากที่สำนักตรวจสอบอากร กรมศุลกากร ตรวจสอบพบว่าบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ใช้สิทธิการสำแดงชนิดสินค้าและประเภทพิกัดไม่ถูกต้อง เนื่องจากสินค้า ที่นำเข้ามาเป็นชิ้นส่วนรถยนต์ แยกเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ในลักษณะซีเคดี (CKD) และมีปริมาณ สอดคล้องต้องกัน เมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วสามารถประกอบเป็นรถยนต์สำเร็จรูปได้ กรณีดังกล่าวจึงไม่สามารถแยกชำระอากรตามรายชนิดสินค้าได้ และเมื่อตรวจสอบข้อมูล ในส่วนของเครื่องยนต์พบว่าเครื่องยนต์ขึ้นต้นด้วยทูแซดอาร์ (2ZR) นั้น เป็นรหัสเครื่องยนต์ ที่มีความจุไม่เกิน ๑,๘๐๐ ซีซี (1,800 CC) ของรถยนต์โตโยต้ารุ่นพริอุส จึงเห็นควรให้นำ ใบส่งสินค้าทั้งหมด ๒๔๔ ใบ จัดเข้าลักษณะพิกัดภาษี จัดเก็บภาษีในอัตรา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ดังกล่าว การจัดเก็บภาษีจึงต้องขาดหายไปกว่า ๑๑,๖๓๙ ล้านบาท ซึ่งไม่รวมเบี้ยปรับ ๓ เท่าด้วยกัน รวมแล้วประมาณ ๔๖,๕๕๖ ล้านบาท ภายหลังบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการอุทธรณ์ของกรมศุลกากร จึงนำเรื่อง ดำเนินการไปฟ้องร้องต่อศาลภาษีกลาง ศาลชั้นต้นชนะ ต่อมากรมศุลกากรได้ยื่นอุทธรณ์ สู้กับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ต่อไป สิ่งที่สงสัยทำไมกรมศุลกากรไม่ฟ้อง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ก่อนรอจนเขาฟ้องรัฐ แล้วรัฐแพ้ที่ศาลชั้นต้น ต้องมาสู้ที่ศาลอุทธรณ์ต่อ อัตราภาษีถ้านำเข้ารฺถแบบซีบียู (CBU) ทั้งคันต้องอัตราภาษี ๑๘๗.๔๗ เปอร์เซ็นต์ สำหรับเครื่องยนต์ไม่เกิน ๒,๐๐๐ ซีซี (2,000 CC) ในกรณีที่ ขออนุญาตนำเข้าชิ้นส่วนขออนุญาตก่อนจะจัดเก็บภาษีในอัตรา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่มาประกอบภายในประเทศ แต่ถ้าไม่ได้ขออนุญาต คิด ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องมาขึ้นไลน์ (Line) การผลิตภายในประเทศ สิ่งที่ผมต้องการสอบถามคือการผลิตรถยนต์โตโยต้าพริอุสนี้ มีการขึ้นไลน์ (Line) การผลิตในประเทศหรือไม่ หรือมีการแยกอินวอยซ์ (Invoice) แล้วมาประกอบเข้าทั้งคันจากภายนอกประเทศ หรือภายในประเทศจริงหรือไม่อย่างไร ให้ไปตรวจสอบ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปแทนลำดับที่ ๘ นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร ปทุมวัน บางรัก สาทร พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือ ท่านประธานถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขตปทุมวัน เป็นเรื่องของไฟฟ้า ส่องสว่าง ตั้งแต่บริเวณศาลเจ้าหน้าชุมชนชูชีพถึงบริเวณภายในชุมชนแสงสว่างไม่เพียงพอ ทำให้อาจจะเกิดความไม่ปลอดภัยในช่วงกลางคืนนะคะ รวมไปถึงบริเวณเลียบทางรถไฟ ชุมชนชูชีพยาวไปถึงวัดบรมนิวาสราชวรวิหารค่ะ เป็นพื้นที่เปลี่ยวทำให้เกิดการมั่วสุม แล้วก็เป็นแหล่งอบายมุขนะคะ ดิฉันจึงอยากขอหารือท่านประธานผ่านไปยังการไฟฟ้า ขอให้ช่วยดำเนินการในการที่จะติดไฟฟ้าส่องสว่าง รวมไปถึงอยากขอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ส่งสายตรวจเพื่อตรวจตราทำให้เกิดความปลอดภัยกับพี่น้องประชาชนค่ะ🔗
แล้วก็สุดท้ายนะคะ ในเดือนพฤศจิกายนของทุก ๆ ปีก็จะเป็นเดือนที่รณรงค์ ในเรื่องของการยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ดิฉันจึงอยากขอรณรงค์ผ่านท่านประธาน ไปยังเพื่อนสมาชิก แล้วก็ทุก ๆ ท่าน ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ในการที่จะให้ความสำคัญ ในการที่จะไม่ละเมิดสิทธิต่อร่างกายและจิตใจของผู้อื่น งดใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และช่วยกันสอดส่องดูแลเป็นหูเป็นตาให้สังคมเราปราศจากความรุนแรงค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณมนพร เจริญศรี🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องที่จะหารือ ต่อท่านประธาน ๒ เรื่องค่ะ🔗
เรื่องแรก เป็นเรื่องที่ดิฉันได้ติดตามเรื่องของการออกโฉนด แล้วก็เพิกถอน สิทธิที่ดินทำกินของพี่น้องบ้านห้วยพระ หมู่ ๙ และหมู่ ๑๔ ตำบลท่าจำปา อำเภอท่าอุเทนค่ะ ท่านประธานดิฉันเคยหารือเรื่องนี้ถึง ๒ ครั้ง แล้วก็ได้รับทราบว่ากรมที่ดินอยู่ในระหว่าง การเพิกถอน แต่ขณะนี้กลุ่มนายทุนดังกล่าวที่มีการรุกล้ำเข้าไปในที่ของสาธารณประโยชน์ ก็ยังคงมีการรุกล้ำต่อไป ดิฉันอยากจะฝากกรมที่ดิน แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการยับยั้ง แล้วก็ได้ติดตามความคืบหน้าของการเพิกถอนสิทธิดังกล่าวค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ค่ะท่านประธานคะ เนื่องจากจังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดชายแดน จากเรื่องของสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ระบาดตั้งแต่เดือนมีนาคม เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ที่ผ่านมาได้มีการปิดจุดผ่านแดนถาวรบริเวณสะพานมิตรภาพแห่งที่ ๓ คำม่วน แล้วก็บริเวณ ท่าเทียบเรือเทศบาลเมืองนครพนม แล้วก็จุดผ่อนปรนอีก ๔ จุด จากสถานการณ์วันนั้น จนมาถึงวันนี้เป็นระยะเวลา ๙ เดือน พี่น้องประชาชนคนค้าขายตัวเล็กตัวน้อยเดือดร้อน เพราะว่าได้มีการยกเลิกเรื่องของการค้าขายชายแดน แต่ในมาตรการของการป้องกันไวรัส โควิด (Virus COVID) ค่ะท่านประธาน มันเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ คนค้าขายตัวเล็กตัวน้อย ได้มีความยากลำบากจากการที่จะต้องขายแรงงานหาเช้ากินค่ำ รัฐบาลยังไม่มีมาตรการ แต่อย่างใดว่าจะมีการเปิดด่านเมื่อไร เนื่องจากผู้ประกอบการในพื้นที่นั้นจะต้องค้าขาย ไปมาหาสู่กัน ถูกยกเลิกในเรื่องของการสั่งสินค้าในบริเวณชายแดน เราก็พูดถึงชาวบ้าน ลำบากอยากจะให้รัฐบาลได้กำหนดระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวว่าท่านจะมีการเปิดด่าน เมื่อไร พี่น้องประชาชนในพื้นที่จะต้องมีการเตรียมตัวอย่างไร ท่านประธานที่เคารพคะ อย่างที่ดิฉันกราบเรียนว่าเรื่องของโควิด (COVID) ไม่ใช่เป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพ อย่างเดียวแต่เป็นเรื่องของปากท้องด้วย ดิฉันอยากจะฝากเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปท่านสุดท้ายครับ ท่านนริศ ขำนุรักษ์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน🔗
เรื่องแรก ขอให้กระทรวงวัฒนธรรมรับเป็นเจ้าภาพปรับปรุงซ่อมแซม เรือพระที่นั่งที่ใช้เสด็จประพาสทะเลสาบของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ซึ่งชำรุดทรุดโทรม พร้อมทั้งจัดทำเส้นทางที่เคยเสด็จประพาส ที่ประทับระหว่างทางและที่ประทับค้างคืน เพื่อเป็นการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของจังหวัดพัทลุง และเพื่อเป็นทรัพยากร การท่องเที่ยวของจังหวัดพัทลุง🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กระทรวงคมนาคมปรับปรุงรถไฟชั้น ๓ ทุกขบวน ในเรื่องของ ความสะอาด เพื่อความสะดวกทั้งขบวนรถ ห้องน้ำ ที่นั่งพัดลมและตู้เสบียง เพราะรถไฟ ชั้น ๓ เป็นรถไฟเพื่อคนจน บางเส้นทางพี่น้องประชาชนโดยสารข้ามวันข้ามคืน และโดยสภาพทั่วไปก็สมควรได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแล้ว🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กระทรวงมหาดไทย ยกเลิกทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ทางมุ่ย อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง นำมาออกโฉนดให้กับพี่น้องประชาชน เพราะขณะนี้ สภาพทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ดังกล่าวเปลี่ยนสภาพเป็นวัด มัสยิด โรงเรียนและส่วนราชการ อีกทั้งเป็นชุมชนแปลงเกษตรไม่มีสภาพเป็นทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์แล้วแต่อย่างใด🔗
ข้อที่ ๔ ขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดโครงการที่จะเอาที่ดินของรถไฟ ท่ารถ หรือสถานีรถขนส่งของกระทรวงคมนาคมที่จะนำมาเป็นที่ขายสินค้าโอทอป (OTOP) และสินค้าพื้นเมืองให้กับประชาชน เชื่อว่าโครงการดังกล่าวหากเร่งรัด และมีการดำเนินการ เกิดขึ้นจะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถขายสินค้า และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนเป็นโครงการที่ดีและควรจะมีการเร่งรีบ โดยเฉพาะ ในพื้นที่พัทลุงมีพื้นที่ของรถไฟและพื้นที่สถานีขนส่งที่ใช้ในการนี้หลายที่ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ผมขออนุญาต สรุปขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกคน ทั้ง ๓๐ ท่านที่ได้ใช้เวลาท่านละประมาณ ๒ นาที แล้วก็เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ผมถือโอกาสสรุปขอบคุณ ไม่ได้ขอบคุณทีละคน แต่ว่าสรุปขอบคุณ แล้วเราใช้เวลาเพียงประมาณ ๑ ชั่วโมง ๗ นาทีเท่านั้นเองนะครับ อันนี้เป็นความสามารถของท่านสมาชิกในการสรุปประเด็นแต่ละเรื่องได้ดีขึ้นโดยลำดับครับ🔗
ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อ ๒๗๑ ท่านแล้วครับ สมาชิกทั้งหมดของเรามี ๔๘๗ ท่าน ครึ่งหนึ่งก็คือ ๒๔๔ ท่าน เพราะฉะนั้นขณะนี้ครบองค์ประชุมแล้วผมขออนุญาตเปิดประชุมครับ ขออนุญาตดำเนินการ ไปตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งเมื่อวานนี้เราได้ พิจารณาเรื่องที่ ๔.๑ เสร็จไปแล้ว วันนี้เราก็จะเริ่มกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วในวาระที่ ๔.๒ ซึ่งขณะนี้เรามีระเบียบวาระที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วอยู่ ๓ เรื่อง ซึ่งเราก็จะใช้ เวลาบริหารเพื่อให้สามารถให้วาระเหล่านี้ได้ผ่านไปได้โดยมีประสิทธิภาพ ผมก็จะเปิดโอกาส ให้ท่านสมาชิกได้มีโอกาสอภิปรายตามเวลาที่เหมาะสมนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๔.๒ รายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญคณะกรรมาธิการ เข้าประจำที่🔗
คณะกรรมาธิการ ได้ขออนุญาตเชิญที่ปรึกษา อนุกรรมาธิการผลกระทบด้านการแพทย์และสาธารณสุข นางสาวชุติมา อรรคลีพันธุ์ อนุญาตให้เข้ามาครับ สมาชิกที่มีความประสงค์จะอภิปราย กรุณาส่งรายชื่อมานะครับ ขณะนี้มีส่งรายชื่อมาแล้ว ๓ ท่าน เราถือหลัก ๗ นาทีนะครับ ถ้ามีเรื่องจำเป็นอนุโลมนะครับ แล้วก็ถ้าเห็นว่าซ้ำซ้อนสมาชิกก็พิจารณาดูโดยใช้เวลา ให้เป็นประโยชน์จริง ๆ ครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการพร้อม เชิญนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ กระผม นายวีระกร คำประกอบ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วม ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือซีพีทีพีพี (CPTPP)🔗
สืบเนื่องจากรัฐบาลไทยมีความสนใจที่จะเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุม และก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกหรือซีพีทีพีพี (CPTPP) ซึ่งเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมประเด็นทางการค้าหลายด้านที่ส่งผลกระทบ ต่อภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมาประธาน กกร. ก็ได้ให้สัมภาษณ์แล้วว่า ถ้าหากประเทศไทยไม่เข้าร่วมความตกลงต่าง ๆ ปัจจุบันนี้เรามี เอฟทีเอ (FTA) กับประเทศต่าง ๆ ในโลกนั้นน้อยมาก ประธาน กกร. ก็ยังบอกว่า กล่าวถึง ซีพีทีพีพี (CPTPP) โดยตรงเลยนะครับว่า ถ้าเราไม่เข้าก็อาจจะทำให้เสียโอกาสในเวทีการค้า โลกได้🔗
อยากกราบเรียน ท่านนะครับดูชาร์ต (Chart) ที่ขึ้นในขณะนี้จะเห็นว่าประเทศไทยมีเอฟทีเอ (FTA) กับเพียง ๑๘ ประเทศในโลก ซึ่งได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮ่องกง ชิลี เปรู และอาเซียน (ASEAN) อีก ๙ ประเทศเท่านั้น แต่ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามมีเอฟทีเอ (FTA) กับ ๕๓ ประเทศในโลก ซึ่งมากกว่าไทย ๓๕ ประเทศ โดยเฉพาะที่เราเห็นชัด ๆ ก็คือ อียู (EU) ๒๘ ประเทศ และซีพีทีพีพี (CPTPP) ซึ่งมากกว่า ที่เรามีอยู่ในขณะนี้เพิ่มอีก ๓ ประเทศ รวมแล้วเวียดนามจึงเป็นประเทศที่มีเอฟดีไอ (FDI) ที่ในปัจจุบันนี้ก็แซงข้ามประเทศไทยไปแล้ว เอฟดีไอ (FDI) หรือฟอรินจ์ ไดเรกต์ อินเวสต์เมนต์ (Foreign Direct Investment) ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าในส่วนของ ภาคเอกชนก็พยายามที่อยากจะเห็นการทำเอฟทีเอ (FTA) ของประเทศไทยมีความก้าวหน้า และเพิ่มประเทศที่ทำเอฟทีเอ (FTA) ให้มากยิ่งขึ้น แต่ในบางส่วนเช่นในภาคประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๒ เลยนะครับ ก็มีความเป็นห่วงเป็นใย ในเรื่องของการใช้พันธุ์พืช ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าการเข้าสู่ซีพีทีพีพี (CPTPP) นั้นโดยอัตโนมัติเรา จะต้องไปเป็นสมาชิกของอนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ซึ่งมีความประสงค์ ในการดูแลนิวบรีเดอร์ (New Breeder) หรือดูแลในเรื่องของนักปรับปรุงพันธุ์รายใหม่ ๆ ซึ่งเมื่อมีสิ่งที่เป็นพันธุ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในโลกก็จะมีการปกป้องกัน สำหรับประเทศไทยเราจะ เห็นได้ว่าแม้กระทั่งงานวิจัยของกรมการข้าวงบประมาณที่ได้รับถดถอยลงมาทุกปี ๆ จะเห็น ได้ว่าในปี ๒๕๖๐ เรามีงบประมาณในการทำวิจัยในเรื่องของข้าวประมาณ ๒๓๔ ล้านบาท แต่ว่าในส่วนที่ผ่านมาในปีที่ผ่าน ๆ มาลดลง ๆ จนเหลือประมาณ ๑๒๙ ล้านบาท ในปีปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าในส่วนดังกล่าวนี้รัฐบาลไทยถึงแม้ว่าอยากที่จะเข้าไปยังซีพีทีพีพี (CPTPP) แต่ก็ยังไม่ได้เตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยเลยในการที่จะเข้าสู่การเป็น สมาชิก ถึงแม้ว่าเราจะเข้าใจดีว่าการที่จะต้องไปทำเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศต่าง ๆ นั้น อาจจะมีผลกระทบในหลาย ๆ ด้าน นอกเหนือจากด้านเกษตรแล้ว แม้กระทั่งในจำนวน นักวิชาการหรือนักวิจัยของประเทศไทย ปัจจุบันทั้งกรมการข้าวมีอยู่ ๓๘ คน ในขณะที่ เวียดนามมีอยู่เป็นพันคน เราสู้เขาไม่ได้หรอกครับ ถ้าหากว่าเราเข้าไปในวันนี้นะครับ ข้อกังวลต่าง ๆ ของเกษตรกรจึงมีเหตุผลว่าถ้าเราเข้าไปวันนี้เราพร้อมหรือยัง นอกเหนือ จากนั้นแล้วในส่วนของทางด้านยาแล้วก็การสาธารณสุข การใช้สิทธิบัตรยาหรือคอมพัลซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) ซีแอล (CL) การเปิดตลาดบริการและการลงทุน การคุ้มครองด้านสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มขึ้น การใช้กลไกระงับข้อพิพาทระหว่าง นักลงทุนกับรัฐ การเปิดตลาดการซื้อ การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะต้องเปิดเสรีให้กับทุกประเทศ ที่เป็นสมาชิกซีพีทีพีพี (CPTPP) อยู่นั้น การให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการซื้อขายสินค้า และบริการเชิงพาณิชย์ การให้สิทธิแรงงานต่างด้าวรวมตัวกันจัดตั้งสหภาพเป็นต้น จึงได้มีการเสนอญัตติด่วน เพื่อพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลง ที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางภาคพื้นแปซิฟิก (Pacific) หรือซีพีทีพีพี (CPTPP) ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ร่วมเสนอเรื่องในทำนองเดียวกันนี้ทั้งหมด ๙ ญัตติ ด้วยกันต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อการประชุมชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เมื่อวันพุธที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ เพื่อขอให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาศึกษาในเรื่อง ดังกล่าว และที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบการเข้าร่วม ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจหรือซีพีทีพีพี (CPTPP) ขึ้น ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ โดยมีระยะเวลา การศึกษา ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มิถุนายน ถึงวันศุกร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ อย่างไรก็ตามเนื่องจากข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) มีเป็นจำนวนมาก และเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน จึงจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบ ดังนั้นเพื่อให้การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ เป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบ คณะกรรมาธิการจึงได้มีมติขยายระยะเวลาให้ดำเนินงาน ออกไปอีก ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ขยายออกไป ๖๐ วัน และครั้งที่ ๒ ขยายออกไปอีก ๓๐ วัน โดยสิ้นสุดในวันพฤหัสบดีที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๓ รวมระยะเวลาการศึกษาทั้งสิ้น ๑๒๐ วัน ซึ่งกรรมาธิการในคณะนี้มีจำนวน ๔๙ ท่าน มีผู้แทนจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ บุคลากรจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับซีพีทีพีพี (CPTPP) ทั้งข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ และผลกระทบด้านต่าง ๆ การดำเนินงาน ของกรรมาธิการได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ โดยศึกษา ๓ ประเด็นด้วยกัน🔗
๑. คณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืช🔗
๒. คณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการแพทย์และสาธารณสุข🔗
๓. คณะอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน🔗
คณะกรรมาธิการได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น ๑๐๓ หน่วยงานด้วยกันมาให้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการ แบ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐ ๕๓ หน่วยงาน หน่วยงานภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ อีก ๕๐ หน่วยงาน รวมถึงการศึกษาข้อบทของอนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ซึ่งการเป็นสมาชิกในซีพีทีพีพี (CPTPP) จำเป็นที่จะต้องเข้าสู่อนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) โดยเฉพาะประเด็นที่มีข้อสงสัยในการตีความ และได้สอบถามไปยังสำนักงาน เลขาธิการสหภาพยูพอฟ (UPOV) เพื่อขอความชัดเจน และนำมาใช้ประกอบการพิจารณา ศึกษา นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังได้ศึกษาเรื่องอื่น ๆ อีกหลายด้านด้วยกัน พร้อมได้ จัดทำรายงานผลกระทบ ผลการพิจารณาศึกษาจนสำเร็จเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และนำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณานำรายงานและข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาต่อไป ทั้งนี้กระผมขออนุญาตให้ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการเกษตร และพันธุ์พืช คือท่านอนันต์ ศรีพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบ ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข คุณศุภชัย ใจสมุทร และประธานคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน คือคุณเกียรติ สิทธีอมร เป็นผู้ชี้แจง ในรายละเอียดเพิ่มเติมครับ🔗
ขอเชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม นายอนันต์ ศรีพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืช จากการพิจารณาศึกษาผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืชได้มีการเชิญหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสมาคมและกลุ่มเกษตรกรต่าง ๆ มาให้ข้อมูลข้อเท็จจริง ตลอดจนชี้แจงแสดงความคิดเห็น เพื่อพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบด้านการเกษตร และพันธุ์พืชจากการเข้าร่วมความตกลงของซีพีทีพีพี (CPTPP) และผลกระทบ จากการเข้าร่วมเป็นภาคภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชพันธุ์ใหม่ เนื่องจากข้อตกลงของซีพีทีพีพี (CPTPP) ได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องเข้าร่วม ความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งรวมถึงอนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) และได้มีการศึกษาข้อความตกลงของซีพีทีพีพี (CPTPP) และอนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) พร้อมทั้งได้พิจารณาประเด็นข้อสงสัยในการตีความของอนุสัญญา ยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) และได้สอบถามไปยังสำนักงานเลขาธิการสหภาพของยูพอฟ (UPOV) ด้วย เพื่อขอความชัดเจนและนำมาใช้ประโยชน์ โดยการศึกษาพิจารณาได้ ๒ ประเด็น คือผลกระทบด้านการเกษตร และผลกระทบด้านพันธุ์พืชจากการเข้าร่วม เป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชพันธุ์ใหม่🔗
ผลกระทบด้านเกษตร จากการพิจารณาความเห็นของหน่วยงานและ กลุ่มเกษตรกร พบว่าเกษตรกรมีผลกระทบด้านการเกษตรที่เกิดขึ้น หากประเทศไทยเข้าร่วม ความตกลงของซีพีทีพีพี (CPTPP) คือประเทศไทยและประเทศสมาชิกของซีพีทีพีพี CPTPP) จะต้องเปิดเสรีทางการค้าแก่เกษตรกร ๙๕ ถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพิ่มโอกาสการส่งออก สินค้าด้านการเกษตรบางชนิด แต่ส่งผลกระทบอย่างมาก และกว้างขวางต่อเกษตรกรรายย่อย และวิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและขนาดย่อม โดยมีผลกระทบดังนี้ ผลกระทบด้านบวก และด้านลบ🔗
เอาผลด้านบวกก่อนก็คือ เราจะส่งข้าวและยางพารา แล้วก็กุ้งแช่แข็ง ได้มากขึ้น ข้าวก็จะส่งไปที่แคนนาดาประมาณมูลค่า ๓.๓ ล้านบาท ยางพาราก็จะได้มี ตลาดส่งออกมากขึ้น ส่วนกุ้งและผลิตภัณฑ์อาจจะขยายส่งกุ้งแปรรูปไปยังประเทศแคนาดา และอาจจะสามารถรักษากุ้งแช่แข็งในญี่ปุ่น🔗
ส่วนผลกระทบด้านข้อกังวลก็คือ การลดภาษีนำเข้าเหลือร้อยละ ๐ แก่สินค้าเกษตร จะทำให้มีผลกระทบต่อสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ข้าวโพดของไทย และมีการนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือวัตถุดิบทดแทนจากกลุ่มประเทศ ซึ่งจะมีผลกระทบ ต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศไทย🔗
อีกอันหนึ่งคือเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ จะมีการนำเข้าจากแคนาดาในราคา ต่ำกว่าต้นทุน ซึ่งแคนาดาราคาหมูเขาประมาณกิโลกรัมละ ๓๖ บาท นี่ราคาต้นทุนของเขา ส่วนประเทศไทยกิโลกรัมละ ๖๐-๗๐ บาท อันนี้เราก็สู้เขาไม่ได้จะมีผลกระทบ ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรเป็นอย่างมากในประเทศ อันนี้ก็ถึง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน🔗
ส่วนถั่วเหลืองก็จะมีผลกระทบการนำเข้าจากประเทศร่วมสนธิสัญญาด้วยกัน ก็คือประเทศแคนาดาจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเป็นอย่างมาก ของประเทศไทย🔗
นอกจากนั้นหลายหน่วยงานได้เชิญมานั้นยังมีข้อกังวลในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องของพันธุ์ข้าวในเรื่องของการวิจัย ในเรื่องของต่าง ๆ นั้นเราสู้เขาไม่ได้ ในขณะนี้นะครับเรื่องพันธุ์พืช โดยเฉพาะจะยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น ถ้าเราเข้าร่วมตอนนี้ เราจะซื้อพันธุ์ข้าวมาจากต่างประเทศ ซึ่งเขามีลิขสิทธิ์อยู่แล้วนะครับ เราก็สามารถที่จะซื้อ มาได้ มาปลูกใน ๑๐๐ ไร่ เราสามารถเก็บพันธุ์ขยายไปถึง ๑๐๐ ไร่ได้ แต่ถ้าหากว่าเราจะ ขยายไปเป็น ๒๐๐ ไร่เราต้องเสียภาษี นั่นคือสิทธิประโยชน์ของภาคเกษตรจะเสีย ผลประโยชน์ตรงนี้ อย่างพันธุ์พืชอื่น ๆ ก็เช่นกันในกรณีที่เขามีลิขสิทธิ์ ส่วนไทยเรานั้น ลิขสิทธิ์ตรงนี้ยังไม่มี ยังไม่พร้อมก็สามารถที่จะทำให้เราเสียเปรียบได้🔗
เพราะฉะนั้นความเห็นของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ประเทศไทยยังไม่พร้อม ที่จะเข้าร่วมเจรจาข้อตกลงของซีพีทีพีพี (CPTPP) เนื่องจากรัฐบาลนั้นยังไม่มีความจริงใจ ในการจัดสรรงบประมาณ หรืออัตรากำลังบุคลากรให้สอดคล้องกับที่ระบุในแผนยุทธศาสตร์ แห่งชาติ ๒๐ ปี เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ งบประมาณการวิจัยนั้นตั้งไว้ ๑,๔๔๗ ล้านบาท แต่ได้มาเพียง ๑๒๙ ล้านบาท ถือว่าไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ทั้งประเทศ จึงทำให้การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชของประเทศนั้นยังล้าหลังอยู่นะครับ🔗
อันที่ ๒ นั้น ประเทศไทยต้องรีบสร้างความเข้มแข็งแก่ระบบเกษตรกร เพื่อประโยชน์และสิทธิประโยชน์ภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงกฎหมาย และเนื้อหาที่สอดคล้องกับอนุสัญญายูพอฟ (UPOV) และข้อสำคัญที่ถ้าหากเราจะเข้าร่วม เราต้องแก้ไขและปรับปรุง โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นจะต้องเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัย และพัฒนาพันธุ์พืชของประเทศอย่างเร่งด่วน โดยรัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณ ให้หน่วยงานของรัฐ กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรและรองรับผลกระทบ🔗
๒. รัฐบาลต้องกำหนดกฎหมายให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ ไว้ปลูกต่อเองได้ โดยเฉพาะพันธุ์พืชที่มีความสำคัญด้านอาหาร เช่น ข้าว ข้าวโพด หรือพืชผัก ต่างชนิด🔗
๓. รัฐบาลต้องสนับสนุนให้นักปรับปรุงพันธุ์พืชรายย่อยสามารถยื่น จดทะเบียนได้โดยสะดวก มีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐ เช่น ลด หรือยกเว้นค่าธรรมเนียม ในการจดทะเบียนการคุ้มครอง หรือตรวจสอบ🔗
๔. รัฐบาลต้องเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้สามารถดูแล ตรวจสอบ คุ้มครอง พันธุ์พืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ🔗
๕. รัฐบาลต้องจัดตั้งศูนย์ร้องเรียนและกองทุนช่วยเหลือเยียวยา กรณีที่ เกษตรกรได้รับผลกระทบ🔗
๖. รัฐบาลต้องสร้างความรับรู้ ความเข้าใจกับประชาชนโดยที่ทุกภาคส่วน ต้องช่วยกัน🔗
๗. ให้มีระยะเวลาในการปรับตัวอย่างน้อย ๓-๕ ปี เพื่อเตรียมความพร้อม ที่จะเข้ากับอนุสัญญายูพอฟ (UPOV)🔗
อันนี้คือความคิดเห็นด้านเกษตรและพันธุ์พืช สิ่งสำคัญก็คือตอนนี้อนาคตของ ประเทศนั้นต้องเข้าในการทำสัญญาการค้าระหว่างประเทศ แต่ว่าตอนนี้เรายังไม่พร้อม อย่างกรณีเหตุผลที่ผมอ้างไปอยู่ ๗ ประเด็น ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านกรรมาธิการต่อไปครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร กรรมาธิการ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการศึกษา ผลกระทบด้านการแพทย์และสาธารณสุข ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานและสมาชิก ทุกท่านว่าในการประชุมของอนุกรรมาธิการทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข มีปรากฏการณ์ที่สำคัญก็คือ ท่านที่เป็นอนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษา และผู้ที่มาชี้แจง จากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ท่านได้สละเวลามาให้ข้อมูลและชี้แจง แก่คณะอนุกรรมาธิการเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง รอบด้านในการจัดทำรายงาน ในส่วนของผลกระทบทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งผมต้องขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเททำงานกันครั้งนี้ อยากจะกราบเรียนว่ารายงานนี้จะเป็นฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สำหรับรัฐบาล และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในการศึกษา เพื่อให้เกิดความพร้อม และการเตรียมการภายในประเทศในการเข้าร่วมความตกลงต่าง ๆ ไม่เฉพาะความตกลง ซีพีทีพีพี (CPTPP) เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย และรักษาความสัมพันธ์ที่ดี ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศกับนานาประเทศ ในการเข้าร่วมเจรจาความตกลง ซีพีทีพีพี (CPTPP) คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเห็นว่าจะต้องขึ้นกับความพร้อม และการเตรียมการภายในประเทศ สำหรับผลกระทบทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุขนั้น เห็นว่าประเทศไทยยังต้องมีการเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ซึ่งจำเป็นที่รัฐบาลจะต้อง ให้การสนับสนุน ทั้งนี้ในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยกรรมาธิการเห็นว่าควรต้องมี ข้อพิจารณาดังนี้🔗
๑. รัฐบาลต้องมีข้อมูลที่เพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย ทั้งด้านบวก ภาระงบประมาณที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบด้านลบ การดำเนินการที่จะทำให้ อุตสาหกรรมในประเทศสามารถแข่งขันและใช้ประโยชน์จากข้อกำหนดของความตกลง และผลประโยชน์ด้านการสาธารณสุขของประชาชนที่อาจจะกระทบจากความตกลง🔗
๒. การเจรจาของรัฐบาลควรมีกรอบการเจรจาที่เกิดจากกระบวนการการจัด รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นอ่อนไหว ซึ่งหากเจรจาไม่ได้ ตามที่ระบุไว้ก็ไม่ควรที่จะเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง🔗
๓. รัฐบาลจะต้องผลักดันให้มีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ จากการเปิดการค้าเสรีที่มีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ🔗
คณะกรรมาธิการได้มีการกำหนดกรอบแนวทางการศึกษาออกเป็น ๒ ส่วน คือการพิจารณาจากข้อบทต่าง ๆ ในความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) และการพิจารณา ด้านผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งอยากจะขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ในรายละเอียดต่าง ๆ กระผมจะขออนุญาตให้นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ซึ่งเป็นเลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการได้เป็นผู้ให้รายละเอียดทั้งหมดในภาพรวมของด้านการแพทย์ และสาธารณสุขในลำดับต่อจากนี้ครับ กราบขอบพระคุณท่านครับ🔗
ขอเชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ เดี๋ยวขออนุญาตฝ่ายโสตนำสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยนะครับ เตรียมสไลด์ (Slide) มาครับ🔗
ในฐานะกรรมาธิการแล้วก็ อนุกรรมาธิการในเรื่องของซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่ศึกษาผลกระทบทางด้านยา แล้วก็ สาธารณสุขโดยเฉพาะนะครับ เดี๋ยวขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ต้องขอกล่าว กับท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า คณะกรรมาธิการซีพีทีพีพี (CPTPP) ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น ๓ หัวใจสำคัญ โดยแบ่งออกเป็นอนุกรรมาธิการ ๓ อนุกรรมาธิการ ได้แก่อนุกรรมาธิการที่ ๑ ผมเรียกย่อ ๆ เพื่อความเข้าใจที่ง่ายนะครับ คือเรื่องเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์แล้วก็การเกษตรอย่างที่ได้นำรายงานไปแล้วเมื่อสักครู่ อนุกรรมาธิการที่ ๒ ที่กำลังจะพูดคือในเรื่องของยาแล้วก็สาธารณสุข และอนุกรรมาธิการ สุดท้ายที่จะนำรายงานต่อไปก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับการเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ในเบื้องแรกนะครับท่านประธาน กระผมได้ลุกขึ้นอภิปราย ในประเด็นนี้ในวาระที่ ๑ ที่เกี่ยวกับเรื่องของยาเล็กน้อยเท่านั้นเพียง ๒ ประเด็นนะครับ และผลกระทบที่จะตามมาจากการที่เราเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่เกี่ยวกับยา สาธารณสุข การแพทย์อะไรต่าง ๆ มีมากมายครับท่านประธาน ในระยะเวลากว่า ๔ เดือน เกือบ ๔ เดือน ดีนี่นะครับที่พวกเราได้ศึกษากันนะครับได้ศึกษาลงไปถึง ๑๑ หัวข้อ จริง ๆ แล้วยังมี มากกว่านี้อีกแต่ว่าเหล่านี้น่าจะเกินกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับผลกระทบแล้ว ผมจะพยายาม สรุปให้รวดเร็วนะครับท่านประธานครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ เรื่องแรกครับเรื่องยา รวมถึง วัคซีนแล้วก็ชีววัตถุด้วย ตอนวาระที่ ๑ นี่นะครับผมอภิปรายเพียงแค่เรื่องของซีแอล (CL) คือคอมพัลซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) กับเพเทนต์ ลิงก์เกจ (Patent Linkage) ครับท่านประธาน ๒ หัวข้อนี้กินเวลาไป ๑๕ นาที จริง ๆ ผมอยากได้มากกว่านั้นด้วย แต่วันนี้จะสรุป ๑๑ ประเด็นก็คงจะต้องมีความรวบรัด ในรายละเอียดก็นำเรียนท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิกนะครับว่าอยู่ในตัวเล่มรายงานแล้ว ถ้าผมกล่าวอะไรที่ยังไม่สามารถลงไป ในรายละเอียดได้ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ🔗
เรื่องแรกเลยครับท่านประธานไม่ให้เป็นการเสียเวลาครับ ในเรื่องของซีแอล (CL) หรือ คอมพัลซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) แปลเป็นภาษาไทยว่าการใช้ สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา มีข้อกังวลครับท่านประธาน หลัก ๆ เลย คือการเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ก็จะมีฝ่ายหนึ่งที่กังวลว่าถ้าเข้าไปแล้วจะเกิดผลกระทบในทางลบ อีกฝ่ายหนึ่งก็คิดว่าน่าจะ ได้ผลกระทบในเชิงบวกหรือว่าอาจจะไม่เกิดผลกระทบในเชิงลบ ในประเด็นของการซีแอล (CL) คือการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยานี่นะครับ ถ้าเราเข้าร่วมกับซีพีทีพีพี (CPTPP) ข้อบทเขียนไว้ครับว่า ถ้าประเทศไทยหรือประเทศภาคีปฏิบัติตามข้อตกลงทริปส์ (TRIPS) ก็จะไม่เป็นปัญหา แต่ก็ยังมีฝ่ายที่กังวลโดยเฉพาะทางภาคประชาชน แล้วก็รวมถึงบุคลากร ของทางภาครัฐนะครับท่านประธาน ในกระทรวงสาธารณสุขทั้งทาง อย. เองก็ตาม กังวลว่า ถ้าสมมุติว่าอีกฝ่ายหนึ่งผู้ถูกบังคับใช้สิทธิเขาอ้างว่า การกระทำของรัฐไม่เป็นไปตาม ข้อตกลงทริปส์ (TRIPS) ในข้อที่สำคัญที่สุดคือในเรื่องของการเยียวยาครับท่านประธาน สมมุติว่าเราปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ทั้งหมดแล้ว แต่เราบอกว่าเราเยียวยาเขา ๑๐๐ บาท ถามว่าเป็นไปตามทริปส์ (TRIPS) หรือไม่นะครับ เมื่อเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) แล้ว และถ้าเรา ถูกโต้แย้งว่าเราไม่ได้ปฏิบัติตามสนธิสัญญาทริปส์ (TRIPS) ก็จะสามารถถูกใช้กระบวนการ ไอเอสดีเอส (ISDS) ได้นะครับ ก็มีข้อถกเถียงครับ ผมขอกล่าวด้วยความเป็นกลางเลยครับว่า ในการตีความตัวบทถ้อยคำที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นข้อบทภาษาอังกฤษเหล่านี้ มีการพลิกแพลง มีการตีความกันหลายแบบมาก และมันไม่เหมือนกับคดีความที่เกิดขึ้น ในประเทศที่อาจจะมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาครับท่านประธานที่จะนำมาเป็นบรรทัดฐานได้ แต่ในกรณีแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ยังถือว่าเป็นข้อกังวล ยังเป็นประเด็น ที่ยังไม่ตีไปขาวหรือยังไม่ตีไปดำนะครับ ผมขอผ่านไปเลยนะครับ🔗
ในเรื่องต่อไปคือเรื่องของเพเทนต์ ลิงก์เกจ (Patent Linkage) หรือการ เชื่อมโยงสิทธิบัตรยา ถามว่าจะต้องเกิดขึ้นไหมครับ คำตอบคือต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราจะเข้าร่วมกับซีพีทีพีพี (CPTPP) สิ่งนี้ต้องเกิดขึ้นครับไม่ต้องถกเถียงกัน เมื่อจะเกิดการเกิดขึ้นของเพเทนต์ ลิงก์เกจ (Patent Linkage) นะครับ ท่านประธานจะต้อง มีการเชื่อมโยงระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา ข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญากับทาง อย. เพราะฉะนั้นก่อนที่รัฐบาลจะไปคุยเพื่อเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ต้องเตรียมการก่อน อย่างน้อยต้องเตรียมการ ต้องคุยกับเจ้าหน้าที่ครับว่า หน้าที่และบทบาทของทาง อย. กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะแบ่งแยกกันอย่างไร ใครจะเป็นคนทำอะไร ในส่วนของ กรมทรัพย์สินทางปัญญาเจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะอยู่ในความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เพราะมันเป็นเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลัก แต่บทบาทและหน้าที่ของ อย. แตกต่าง ครับท่านประธาน อย. เขาพิจารณาให้ความสำคัญในเรื่องของผลกระทบ ความปลอดภัย เกี่ยวกับการใช้ยา หรือว่าอาหารหรือเครื่องสำอางต่อประชาชนโดยรวม แต่กรมทรัพย์สินทาง ปัญญาเขายึดถือประโยชน์ของเอกชนที่เป็นผู้ริเริ่มคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา เพราะฉะนั้นแล้วถ้ามีการเชื่อมโยงกันตรงนี้เจ้าพนักงานที่ปฏิบัติงานอยู่ใน อย. มีความพร้อม หรือไม่ครับท่านประธาน ผมก็ไม่อยากพูดนะครับว่าเจ้าหน้าที่ก็มาบอกในที่ประชุมว่า ก็ยังไม่พร้อม บุคลากรต่าง ๆ ก็ยังไม่พร้อม องค์ความรู้ต่าง ๆ ก็ยังไม่พร้อม เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ต้องมีการเตรียมตัวก่อน ก่อนที่ท่านจะไปเจรจา🔗
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของความได้เปรียบของบริษัทยาที่เป็นออริจิเนเตอร์ (Originator) นะครับท่านประธาน เพราะว่ามีหลายฝ่ายที่เขากังวลว่าการเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่เริ่มต้นมาจากทีพีพี (TPP) ผู้ริเริ่มที่เป็นแกนนำตอนแรกก็เป็นสหรัฐอเมริกาอย่างที่ทราบ กันดีนะครับ บริษัทในประเทศเขาบริษัทยาต่าง ๆ เป็นออริจิเนเตอร์ (Originator) เสียเยอะ แต่ประเทศเราไม่มีออริจิเนเตอร์ (Originator) เลยนะครับ เรามีแต่บริษัทยาจีนีริก (Generic) คือผลิตยาตามเขานั่นเองนะครับ แต่มันจะต้องทำให้เกิดหน้าที่ของกรมทรัพย์สิน ทางปัญญาที่ต้องไปแจ้งครับ ต้องไปแจ้งกับทางบริษัทเหล่านี้ว่าจะมีผู้ที่จะผลิตยาจีเนริก (Generic) แล้วนะครับ ก็มีวิธีแจ้งหลายแบบผมไม่ลงในรายละเอียดแล้วกันนะครับ แต่ว่า ในเรื่องของความได้เปรียบหรือไม่ได้เปรียบก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ยังไม่ยุตินะครับท่านประธาน เรื่องคอมพัลซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) กับเพเทนต์ ลิงก์เกจ (Patent Linkage) ผมขอเอาแค่นี้เลยนะครับท่านประธานครับ🔗
ต่อไปเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีองค์กรหนึ่งท่านประธานครับ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับยาก็คือ จีพีโอ (GPO) คือองค์การเภสัชกรรมนั่นเอง ถ้าเราเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ครับท่านประธานเขาจะมีข้อยกเว้นให้กับกิจการของรัฐ บางประเภทที่เป็นโมโนโพลี (Monopoly) คือผูกขาดตลาด อาจจะเป็นพวกเกี่ยวกับ สาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา อะไรต่าง ๆ นะครับ แต่จีพีโอ (GPO) ไม่ได้เป็นโมโนโพลี (Monopoly) นะครับท่านประธาน แต่จีพีโอ (GPO) อยู่ในตลาดโดยใช้สิทธิพิเศษอย่างหนึ่ง ครับท่านประธานที่เป็นประกาศของกระทรวงการคลัง สรุปง่าย ๆ ใช้ภาษาชาวบ้านครับ ท่านประธานเผื่อประชาชนทางบ้านได้ติดตามรับฟังอยู่ก็คือว่า จีพีโอ (GPO) เขาได้รับสิทธิ พิเศษจากประกาศของกระทรวงการคลังว่า ถ้าโรงพยาบาล ใช้สถานพยาบาลนะครับ สถานพยาบาลของรัฐจะซื้อยาที่จีพีโอ (GPO) เขามีผลิตอยู่จะต้องซื้อกับจีพีโอ (GPO) เท่านั้น ห้ามซื้อเจ้าอื่นเด็ดขาด แต่ไม่ได้ผูกขาดตลาดนะครับเป็นแค่สิทธิพิเศษเท่านั้น เพราะเจ้าอื่น ก็ยังผลิตมาขายได้ แต่ว่ารัฐไม่ซื้อเท่านั้นเองนะครับ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นโมโนโพลี (Monopoly) ข้อตกลงแบบนี้นะครับ สิทธิประโยชน์แบบนี้ซีพีทีพีพี (CPTPP) เขารับไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) เป็นที่ยุติครับว่าสิทธิประโยชน์จากประกาศกระทรวงการคลัง ที่องค์การเภสัชกรรมได้อยู่จะต้องยกเลิก ถามว่าจีพีโอ (GPO) มีศักยภาพในการต่อสู้ในตลาดเสรี เอาแค่ในประเทศก่อนนี่หรือไม่ เพราะฉะนั้นแล้วคงจะต้องมีการเตรียมตัวครับ ในที่ประชุม ก็ค่อนข้างเป็นที่ยุติว่าจีพีโอ (GPO) คงต้องเตรียมตัว ต้องมีการปรับปรุงกันขนานใหญ่เลย กรมบัญชีกลางได้เสนอแนะว่าอย่างนี้สิ อ้างอิงจากประเทศเวียดนาม ประเทศเวียดนาม ในเรื่องนี้เขาขอยกเว้นตลาดอยู่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นระยะเวลา ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นอย่างน้อย ถ้าท่านจะไปในเรื่องนี้ก็ต้องไม่ต่ำไปกว่าสิทธิประโยชน์ที่เวียดนามได้นะครับ ขอสรุปสั้น ๆ ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนะครับ ยังมีองค์กรอื่นอีกเยอะแยะ มากมายครับท่านประธานว่าเกิดผลกระทบแน่นอนครับ แต่ขนาดของผลกระทบที่จะ ตีออกมาเป็นเม็ดเงินเป็นมูลค่าเท่าไรในคณะอนุกรรมาธิการยังไม่ได้ศึกษาคงจะต้องมี การศึกษาผลกระทบเรื่องนี้ต่อไปนะครับ อาจจะยังดูเป็นซับเจกทีฟ (Subjective) อยู่🔗
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานในเรื่องของยาและวัคซีน แล้วก็ชีววัตถุ เป็นเรื่องของการรับฝากจุลชีพ พวกเชื้อต่าง ๆ นะครับ อันนี้เป็นที่ยุติเหมือนกันครับ ท่านประธาน เหมือนกับที่เราจะต้องเข้ายูพอฟ (UPOV) นะครับ ถ้าเราเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับท่านประธานจะต้องเข้าบูดาเปสต์ ทรีตตี (Budapest Treaty) ด้วย ก็มีข้อกังวลหลายด้านนะครับ🔗
มีเรื่องหนึ่งที่มีความกังวลกันนะครับว่าจะต้องจัดตั้งไอดีเอ (IDA) หรือไม่ คืออินเตอร์เนชันนัล ดีโพซิทารี ออโทไรเซชัน (International Depositary Authorization) คือองค์กรที่เอาไว้รับฝากระดับสากลเลย จริง ๆ ในประเทศไทยเรามีองค์กรที่สามารถรับฝาก ได้อยู่ประมาณ ๓ องค์กร มี สวทช. มีอะไรเหล่านี้ แต่ว่าไม่เป็นสากล ก็มีหลายฝ่ายกังวลว่า ถ้าเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) แล้วจะถูกบังคับให้จัดตั้งเราจะจัดได้ไหม เราจะทำให้มีมาตรฐาน แบบนั้นได้หรือไม่ จากการศึกษาก็ออกมาชัดเจนครับท่านประธานว่าจริง ๆ ซีพีทีพีพี (CPTPP) เขามีกล่าวถึงแต่ว่าเขาไม่ได้บังคับ ประเด็นนี้ก็อาจจะคลายกังวลไปได้ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
เรื่องถัดไปครับท่านประธานผมจะเอาให้เร็วนะครับ เรื่องสมุนไพรครับ ท่านประธาน เมื่อสักครู่อนุกรรมาธิการเมล็ดพันธุ์และการเกษตรได้พูดไปแล้วนะครับว่า ถ้าเราเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับจะต้องเข้าเซ็นกับยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) แน่นอนนะครับ เมื่อเข้ายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ก็มีการคุ้มครอง พันธุ์พืชใหม่ ทีนี้ครับภาคประชาชน ภาคการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือกเขาก็กังวล ครับว่าสมุนไพรมันก็เป็นพืชถูกไหมครับ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นพืช สมุนไพร และตำรับยาแพทย์แผนไทยก็ใช้พืชเยอะแยะมากมาย แล้วก็ถือว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่อยากจะสงวนไว้ แล้วก็เป็นทรัพย์สินของทางประเทศชาติ รวมถึงรหัสพันธุกรรมนะครับ ทรัพยากรพันธุกรรม จีเนติก รีซอร์ซ (Genetic Resources) ที่อยู่ในประเทศไทยนะครับ ทีนี้ต้องให้ความเป็นธรรมครับท่านประธานว่ายูพอฟ (UPOV) เขาคุ้มครองเฉพาะ พันธุ์พืชใหม่นะครับ พันธุ์พืชใหม่จะต้องเป็นพันธุ์พืชที่ได้รับการคิดค้น มีกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์สร้างขึ้นมา ไม่ใช่อยู่ ๆ ใครจะไปเอาพืชใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาเองแล้วก็เอามา จดแบบนี้ไม่ได้นะครับจะต้องแสดงถึงกระบวนการ ขั้นตอนในการวิจัยและพัฒนา ต้องมี เอกสารยืนยันชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธานก็ยังมีข้อกังวลจากทาง ภาคประชาชนว่าถ้าเขาสามารถที่จะยืนยันสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ หรือแม้แต่เขาเอาพืชของเรา เดิมที่มันฮิต (Hit) อยู่หรือไม่ฮิต (Hit) ก็ตาม แล้วก็มาทำเรโทรสเปกทีฟ (Retrospective) กลับไป แล้วก็ทำผลงานผลนี่อะไรขึ้นมาว่าเขาเป็นคนดีเวลอป (Develop) ขึ้นมาถึงแม้จะ เป็นข้อแตกต่างเพียงเล็กน้อยจะถูกนำไปจดหรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้อาจจะสามารถ แก้ได้ครับท่านประธานจากข้อแนะนำของทางกรรมาธิการก็คือว่า เราจะต้องพัฒนา ฐานข้อมูลครับ ตอนนี้ประเทศไทยมีสมุนไพรกี่ตัว มีตำรับยาแพทย์แผนไทยที่ต้องใช้สมุนไพร กี่ตำรับ แล้วเรามีจีเนติก รีซอร์ซ (Genetic Resources) มีข้อมูลอย่างน้อยมีบันทึกเอกสาร หลักฐานไว้ก่อนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของคนไทยมีอยู่แล้วหรือไม่นะครับ ตรงนี้ก็คงจะต้อง ประสานความร่วมมือ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรก็ได้เข้ามาในคณะกรรมาธิการด้วยเช่นกัน นะครับท่านประธาน สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
ต่อไปครับเป็นเรื่องของเครื่องมือแพทย์ เครื่องมือแพทย์มีข้อกังวลรวมถึงไป ขยะอิเล็กทรอนิกส์ด้วยก็คือว่า เครื่องมือแพทย์ครับท่านประธาน ในปัจจุบันนี้ จริง ๆ ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันประเทศไทยของเราถึงได้รับสแตนดาร์ด (Standard) ในเรื่องของการแพทย์ มากเพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะว่าเราไม่ยอมรับเครื่องมือแพทย์มือ ๒ เลยครับ เครื่องมือแพทย์ที่จะซื้อขายหรือว่าใช้ในประเทศไทยได้จะต้องเป็นเครื่องมือแพทย์มือหนึ่ง เท่านั้นนะครับ มือสองนี่ถือว่าผิดนะครับ เขาเรียกว่าสินค้าตระกูลรี (Re) ต่าง ๆ นะครับ รีมานด์ (Remand) รีเฟอร์ (Refer) รีคอน (Recon) รีบิลต์ (Rebuilt) รีแพร์ (Repair) รีโพรเซส (Reprocess) เหล่านี้เดิมไม่รับครับ แต่ถ้าเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) สินค้าเหล่านี้ ต้องเอาเข้ามาครับท่านประธาน ผมไม่บอกว่ามันเกิดจากผลประโยชน์ของฝ่ายไหนนะครับ แต่ว่ามันต้องเอาเข้ามาตามซีพีทีพีพี (CPTPP) ทีนี้ครับท่านประธาน เรายังไม่มีมาตรฐาน ในการกำหนดว่าเราจะคัดกรอง หรือว่าเราจะจัดมาตรฐานของสินค้ามือ ๒ เหล่านี้อย่างไร เพราะเราไม่เคยมี แล้วบุคลากรของเราที่จะมานั่งตรวจสอบเครื่องมือแพทย์มือสองเหล่านี้ ก็ยังไม่มีนะครับ เอาแค่ง่าย ๆ ครับท่านประธาน ขนสิ่งเหล่านี้มาในตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ขึ้นมาที่ท่าเรือ ถามว่ามีพิกัดศุลกากรในการตรวจสิ่งเหล่านี้หรือไม่ ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านอยากจะไปซีพีทีพีพี (CPTPP) อย่างน้อยโครงสร้างพื้นฐานงาน ในประเทศท่านต้องทำให้ได้ก่อนครับท่านประธานก็คือว่า ท่านต้องกำหนดมาตรฐานว่า ท่านจะเอาอย่างไรสินค้ามือสองสินค้าการแพทย์มือสองท่านจะกำหนดมาตรฐานอย่างไร แล้วท่านมีบุคลากรที่เขามีองค์ความรู้พอที่จะไปตรวจสอบหรือไม่ และศุลกากรมีพิกัด ศุลกากรท่านก็ต้องพัฒนาขึ้นมาใหม่ครับ ต้องทำให้ละเอียดขึ้น อาจจะต้องเพิ่มดิจิต (Digit) อีกสัก ๒ ตัวในการดูสิ่งเหล่านี้🔗
แล้วสุดท้ายครับท่านประธานคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่าถ้าเรายอมให้สิ่งเหล่านี้ เข้ามามันต้องมีหลุดรอดบ้าง เหล่านี้บางทีมันเข้ามาไม่มีคุณภาพครับ เอาเข้ามาแล้วมัน ใช้ไม่ได้ จริง ๆ มันเป็นขยะครับท่านประธาน สิ่งที่เราจะต้องเพิ่มขีดศักยภาพความสามารถ อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ด้วยครับท่านประธาน สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
ต่อไปเรื่องอาหารครับท่านประธาน เรื่องอาหารทางซีพีทีพีพี (CPTPP) ก็บอกว่ามันจะต้องมีการกำหนดมาตรฐานของอาหารขึ้นมา แต่ว่าหลายฝ่ายทางภาค ประชาชนเขาก็กลัวว่าถ้ากำหนดมาตรฐานสูงเกินไปจะทำกันไม่ได้ แล้วค่าครองชีพ การบริโภคอาหารในประเทศจะสูงขึ้นนะครับ ทางอนุกรรมาธิการได้ศึกษาก็เห็นว่าจริง ๆ กำหนดมาตรฐานระดับโคเด็กซ์ (CODEX) ได้ไม่จำเป็นต้องกำหนดสูงไปกว่านี้ โคเด็กซ์ (CODEX) ซีพีทีพีพี (CPTPP) เขายอมรับ เพราะฉะนั้นทางรัฐบาลถ้าจะเอาจริง ๆ ท่านก็ต้อง ประกาศยืนยันกับประชาชนครับว่าท่านจะไม่กำหนดมาตรฐานที่มันเวอร์วังอลังการ เพราะหลายครั้งครับท่านประธาน เราเห็นครับพอมีการตื่นตัวแล้วกำหนดมาตรฐานอะไร ขึ้นมาประชาชนทำไม่ได้แล้วก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย ผมไม่ลงลึกนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของประมงที่มีประเด็นกันขึ้นมา สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
ต่อไปเรื่องเครื่องสำอางครับท่านประธาน การเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) เขาบอก เลยครับท่านประธานว่าห้ามไปบังคับผู้ค้าให้เขาแสดงเลขที่จดแจ้ง เลขที่จดแจ้งคืออะไรครับ ท่านประธาน ก็คือเลข อย. ที่เวลาเราไปเลือกซื้อสินค้าในโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) หรืออะไรก็แล้วแต่แล้วเราก็เห็นเลข อย. ใช่ไหมครับ แล้วเราก็เข้าเว็บไซต์ (Web site) ของทาง อย. แล้วก็กดเสิร์ช (Search) ไปว่าเขาได้จดทะเบียนถูกต้องหรือเปล่า มันตรงไหมนี่ สินค้าผลิตภัณฑ์นี้ถูกต้องไหม ถ้าเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) เขาบอกเลยข้อบังคับนี้ในประเทศ ห้ามใช้ครับ ห้ามไปบังคับให้เขามาแสดงเลขที่จดแจ้งครับ เอาจริง ๆ ผมก็งงครับ ท่านประธานว่ามันมีประโยชน์อย่างไร แต่ทีนี้ครับท่านประธานก็มีบางประเทศเขาเลี่ยง เขาเลี่ยงเขาไม่แสดงเลขที่จดแจ้งใช่ไหมครับท่านประธานเขาไปแสดงเป็นบาร์โค้ด (Barcode) แทน ทีนี้ในคณะอนุกรรมาธิการ อันนี้ผมเองเลยนะครับ ผมเสนออย่างนี้ครับ ท่านประธาน คิวอาร์โค้ด (QR Code) ประชาชนเขาไม่มีเครื่องแสกนบาร์โค้ด (Barcode) ถูกไหมครับแต่เขามีกล้อง แล้วไทยชนะก็ใช้นะครับ ใช้คิวอาร์โค้ด (QR Code) ยกกล้อง ขึ้นมาสามารถให้ประชาชนสามารถจับกับคิวอาร์โค้ด (QR Code) แล้วเด้งเข้าไปที่เว็บไซต์ (Web site) ของ อย. แล้วตรวจสอบคุณภาพได้เหมือนเดิมก็คือคล้าย ๆ เลี่ยงบาลีนั่นล่ะ เขาไม่ให้ใช้เลขที่จดแจ้ง ก็ไปใช้คิวอาร์โค้ด (QR Code) แทน แต่เหล่านี้ก็ยังไม่มีในประเทศ จะต้องพัฒนาขึ้นมาก่อนไม่ใช่ว่าท่านไปเข้าก่อนแล้วท่านค่อยมาพัฒนาตามหลังไม่ได้นะครับ ท่านต้องมีก่อน สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
ต่อไปเรื่องของยาสูบครับท่านประธาน ยาสูบดีหน่อยครับมีเอฟซีทีซี (FCTC) เป็นเรื่องของโทแบกโก คอนโทรล (Tobacco Control) ในระหว่างนานาชาติ ซึ่งมันจะมี บทที่มันขัดกันนิดหน่อยผมขออนุญาตไม่ลงในรายละเอียด แต่ว่าเอฟซีทีซี (FCTC) มันไม่มี บทลงโทษครับ ซีพีทีพีพี (CPTPP) มีบทลงโทษครับ เพราะฉะนั้นถ้ามันเกิดกรณีที่มันขัดกัน ขึ้นมาครับ ผมถามว่าท่านจะเลือกใช้ เลือกยึดถือ และเลือกปฏิบัติตามอันไหนครับ เลือกตามอันที่มันมีข้อลงโทษหรืออันที่มันไม่มีข้อลงโทษครับ ท่านก็ต้องยึดเลือกอันที่มันมี ข้อลงโทษถูกต้องไหมครับ เพราะท่านกลัวจะถูกลงโทษ เพราะฉะนั้นเอฟซีทีซี (FCTC) แทบจะกลายเป็นไร้ผลไป เพราะเราจะไปยึดถือตัวบทซีพีทีพีพี (CPTPP) ทั้งหมดเลยนะครับ แล้วหลายอย่างที่อยู่ในเอฟซีทีซี (FCTC) แล้วมันอาจนะครับ อาจจะขัดกับหลักในซีพีทีพีพี (CPTPP) ยกตัวอย่างเช่นนะครับท่านประธาน เช่นพวกบุหรี่ซองเรียบหรืออะไรต่าง ๆ ที่อาจจะขัดกับหลักการแฟร์ แอนด์ อีควิเทเบิล ทรีตเมนต์ (Fair and Equitable Treatment) คือการปฏิบัติที่เที่ยงธรรมและเป็นธรรมนะครับ ซึ่งต้องนี้ทางกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศก็ได้แนะนำว่าเราอาจจะทำเป็นไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) ก็ได้ แต่ท่านประธานครับ ไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) เราพูดกันมาเยอะแยะมากมายไม่รู้ คืออะไร คิดว่าเข้าไปทำข้อสงวนกับทางกลุ่มเขาทีเดียวแล้วจบ จริง ๆ ไม่ใช่ครับท่านประธาน ไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) ต้องทำเหมือนเป็นทวิภาคีหรือเป็นพหุภาคีคือต้องคุย แต่ละประเทศครับมีใครยอมกับเราบ้าง ถ้าสมมุติเขาไม่ยอมเราก็ไปบังคับมือให้เขาเซ็นใน ไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) ไม่ได้ครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน คือ ยสท. องค์การยาสูบแห่งประเทศไทย ในเรื่องนี้องค์การยาสูบแห่งประเทศไทยเป็นโมโนโพลี (Monopoly) อันนี้ของจริง ไม่เหมือนกับทางจีพีโอ (GPO) อันนั้นไม่ใช่โมโนโพลี (Monopoly) ถ้าเป็นโมโนโพลี (Monopoly) ผมได้กล่าวไปแล้วครับท่านประธานสงวนได้ครับ สิทธิประโยชน์ของ ยสท. ยังใช้ได้อยู่นะครับ🔗
ประเด็นสุดท้ายในเรื่องของยาสูบคือเรื่องของเครื่องหมายการค้า กลิ่นครับ ท่านประธาน อันนี้เป็นเรื่องใหม่เลยไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทยครับ โดยเฉพาะทาง กระทรวงสาธารณสุข ทาง สสส. เขากังวลที่เขาเป็นคนจัดการเรื่องบุหรี่ซองเรียบนี่นะครับ เขากังวลว่า ปัจจุบันบุหรี่มันซองเรียบไปแล้ว แล้วก็อัตลักษณ์ของซองบุหรี่มันดูกัน ไม่ค่อยออกแล้ว ฟอนต์ (Font) อะไรต่าง ๆ เราก็กำหนดเขานะครับว่าจะเป็นอย่างไรนะครับ ในบางประเทศเป็นบุหรี่ซองสีขาว ๆ มีตัวหนังสือเขียนแค่ยี่ห้ออย่างเดียวเลยก็มีนะครับ ทีนี้ตลาดของเรื่องบุหรี่หรือยาสูบเขาจะต่อสู้หรือว่าดึงดูดผู้บริโภคอย่างไร เขาใช้เรื่องกลิ่นครับ ท่านประธาน กลิ่นเมลอน (Melon) กลิ่นสตรอว์เบอร์รี (Strawberry) อันนี้พูดถึงเรื่องยาสูบ อยู่นะครับ เขากลัวว่าถ้ามันมีการจดเครื่องหมายการค้ากลิ่น แล้วเรายังไม่มีเรื่องที่จะสามารถ ไปควบคุมเขาได้เหมือนกับตัวฉลากมันจะเกิดการบูม (Boom) กันขึ้นของยาสูบในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ซีพีทีพีพี (CPTPP) พูดถึงเรื่องเครื่องหมายการค้า กลิ่นครับมีพูดถึงจริง แต่เขาไม่ได้บังคับท่านประธานครับ ถ้าท่านไม่ทำก็ไม่เป็นไรนะครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
อีกประเด็นหนึ่งที่พ่วงกับเรื่องของยาสูบคือเรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ท่านประธาน เมื่อสักครู่มีเอฟซีทีซี (FCTC) โทแบกโก คอนโทรล (Tobacco Control) แต่ว่าแอลกอฮอล์ไม่มีเอฟซีเอซี (FCAC) คือ แอลกอฮอล์ ลีด คอนโทรล (Alcohol Lead Control) จริง ๆ เขาพยายามทำให้มันมีกันแต่มันยังไม่มีครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ถ้าเรา ทำเรื่องการผูกขาด เรื่องการไปบังคับการโฆษณา เรื่องอะไรต่าง ๆ นี่ครับเราทำนี่เรายังอ้าง เอฟซีทีซี (FCTC) ได้ถูกต้องไหมครับท่านประธาน ยังพออ้างได้ แล้วก็เพื่อผลประโยชน์ ของสุขภาพของประชาชนอะไรต่าง ๆ แต่แอลกอฮอล์ไม่มีข้ออ้างเลยครับ ท่านยึดกฎอื่นไม่ได้ เลยนอกจากซีพีทีพีพี (CPTPP) เท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของแอลกอฮอล์ มีความเสี่ยงสูงกว่าเรื่องของยาสูบที่รัฐจะถูกฟ้องร้องได้ถ้าไปบังคับอะไรเขามากมาย และในเรื่องของการผลิตแอลกอฮอล์ในประเทศไทยก็อย่างที่เราทราบกันดีนะครับ ส.ส. เท่าพิภพท่านก็พูดเรื่องนี้กันหลายรอบแล้วว่ามันมีการผูกขาดมีอะไรกันต่าง ๆ มันยังไม่ แฟร์ แอนด์ อีควิเทเบิล ทรีตเมนต์ (Fair and Equitable Treatment) ก็ยังมีความเสี่ยง อย่างไรก็ตามครับท่านประธานกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็บอกว่าไม่เป็นไรอันนี้ อาจจะระบุเป็นข้อสงวนได้ เพราะมันมีกฎหมายออกมาก่อนอยู่แล้วไม่ใช่ว่าพอเพิ่งเข้า แล้วมาทำกฎหมายเพื่อไปกีดกันทางการค้านะครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
ต่อไปเรื่องไอเอสดีเอส (ISDS) คือการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน ผู้ลงทุน อินเวสเตอร์ สเตต ดิสพิว เรโซลูชัน (Investor State Dispute Resolution) มันมี เรื่องของการแฟร์เทรด (Fair Trade) อย่างที่ผมได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้ เรื่องของการโฆษณา เรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่องการโฆษณานี้โดยเฉพาะเรื่องของดิจิทัล (Digital) เพราะว่ากฎหมายไทยก็ยังไม่ได้แข็งขันขนาดนั้นแต่ว่าช่วงนี้ท่านรัฐมนตรีพุฒิพงษ์ก็แข็งขัน ขึ้นมาเยอะเลยนะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องไอเอสดีเอส (ISDS) คือแอนเนกซ์ ๙-บี (Annex 9-B) ตรงนี้ผมได้พูดไปในการอภิปรายวาระ ๑ ด้วยในเรื่องของการซีแอล (CL) นั่นเองนะครับ แต่ว่าแรร์เซอร์คัมสแตนเซส (Rare Circumstances) ตอนนั้นผมเองก็ยังไม่ได้เห็นว่า เป็นประเด็นมากก็ได้มีการถกเถียงกันนะครับ พูดคุยกันในคณะอนุกรรมาธิการค่อนข้างเยอะ เลยนะครับว่า สรุปแล้วซีแอล (CL) นี่ถ้าเราปฏิบัติตามตีความตัวอักษรเยอะแยะมากมาย จะทำได้หรือไม่นะครับ เหมือนเดิมครับท่านประธานสรุปกลับไปเหมือนที่ซีแอล (CL) ว่าก็ยังมีความเสี่ยงอยู่นะครับถือว่ายังไม่ยุติ เพราะมันไม่มีหลักเกณฑ์อะไรบังคับชัดเจน แน่นอน ท่านอาจจะต้องไปถามเขาตรง ๆ เลยหรือออกไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) คุยกับ ทุกประเทศตรง ๆ เลยว่าถ้าฉันจะทำตามนี้ ๆ จะโอเค (Ok) หรือไม่ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ คือการบริการสาธารณสุขก็เกี่ยวกับ สภาวิชาชีพต่าง ๆ เราก็เชิญมาทุกวิชาชีพ อย่างส่วนตัวผมเป็นแพทย์ก็มีแพทยสภามา เราก็ได้พูดคุยกัน แต่ว่าทางแพทย์ไม่ค่อยมีปัญหามาก ผมยกตัวอย่างมา ๔ สภาวิชาชีพ ที่อาจจะมีปัญหาถ้าเราเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) นะครับท่านประธาน อันแรกคือ ทันตแพทยสภา ซึ่งท่านกังวลครับว่าอาจจะมีการเข้ามาของทันตกรรมเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น สภาเภสัชกรรม แล้วก็สภากายภาพบำบัดครับท่านประธาน ข้อสอบคือสภาวิชาชีพนี่คนที่จะเข้ามาจะต้อง สอบมีใบประกอบวิชาชีพนึกออกไหมท่านประธานครับ อย่างแพทย์ก็จะต้องมีใบประกอบ วิชาชีพแพทย์ เภสัชเขาก็ต้องมีใบประกอบวิชาชีพของเขา กายภาพบำบัดก็มีเหมือนกัน แต่ข้อสอบของเขายังเป็นภาษาไทยอยู่ครับท่านประธาน อย่างของผมนี่ของหมอนี่ เป็นภาษาอังกฤษแล้วถือว่าไม่มีการกีดกันแล้ว แต่ข้อสอบของเภสัชกับของกายภาพ เป็นภาษาไทยครับ เพราะฉะนั้นถ้าเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ต้องเปลี่ยนภาษาอังกฤษหมด นะครับก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้มีความพร้อมหรือไม่ ของสัตวแพทยสภาอันนี้น่ากังวลที่สุดเลยครับ ท่านประธาน คือเงื่อนไขในการสอบมันสอบเพื่อที่จะเอาใบ ใบอนุญาตเพื่อดูเป็นมาตรฐาน ถูกต้องไหมครับท่านประธาน เพื่อให้เขาเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทยได้ เราไม่ได้กีดกันเขา แต่อยากที่จะให้เขามาสอบเพื่อมีมาตรฐาน แต่ข้อสอบเป็นภาษาไทยก็อาจจะเทา ๆ เราอาจจะอยากให้เขาพูดภาษาไทยได้ยังพอมีข้ออ้าง แต่ของสัตวแพทยสภาอ้างไม่ได้เลยครับ ไปกำหนดว่าผู้ที่จะมาสอบต้องเป็นคนไทยเท่านั้น จะต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้น อันนี้ขัดหลักแน่นอน ไม่ได้ ต้องเปลี่ยน เพราะฉะนั้นแล้วก็ยังมีประเด็นอีกมากมาย ที่เกี่ยวกับเรื่องของวิชาชีพต่าง ๆ ที่จะต้องไปปรับปรุงแก้ไขให้ได้ก่อน ซึ่งคงไม่สามารถ ใช้ระยะเวลาภายในหลักแค่ไม่กี่ปีนี้ได้ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน เราอยากที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ถูกต้องไหมครับในภูมิภาค แต่ว่าการเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ท่านหวัง หรือเปล่าว่าถ้าเข้าแล้วท่านจะกลายเป็นเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ที่สุดยอดในระดับ ภูมิภาคได้ จะเป็นก็ได้ครับท่านประธานก็ต่อเมื่อมีคนไข้ใช่ไหมครับ เราสามารถมีศักยภาพ ที่จะรับคนไข้ต่างชาติเข้ามาได้เต็มไปหมดนะครับ เพราะฉะนั้นอันดับแรกเลยครับท่านต้องมี วีซ่า (Visa) ผู้ป่วยครับ แล้ววีซ่าผู้ป่วยจะต้องมีระยะเวลาที่มันเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น เขาอยากจะเข้ามาผ่าตัดอะไรสักอย่างหนึ่ง เปลี่ยนข้อเข่าหรือเข้ามารักษามะเร็ง ซึ่งมันต้อง ใช้ระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน ถ้าท่านไม่ได้อำนวยความสะดวก ถึงแม้ฟาซิลิตี (Facility) ในประเทศจะดีแค่ไหน แต่ถ้าวิสัยทัศน์มันยังไปไม่ถึง ยังแก้ไม่ครบก็ไปไม่ได้นะครับ🔗
อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน ที่ต่างชาติเขาบินมาผ่าตัดที่เมืองไทย หรือมารักษาในเมืองไทยไม่ใช่แค่ว่าคุณหมอที่ประเทศไทยเก่งอย่างเดียว อันนั้นเป็น ปัจจัยที่ ๑ อีกปัจจัยหนึ่งคืออะไรครับ อีกปัจจัยหนึ่งคือว่าค่ารักษาเราถูกครับท่านประธาน แม้แต่ในระดับเอกชนเขาบินมานะครับ ในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนยักษ์ใหญ่ ถ้าเทียบกับที่ ประเทศเขาก็ยังถูกกว่า เขาบินมา มาพัก มาเสียค่านอนที่เมืองไทย เสียค่าเครื่องบินมา ก็ยังถูกกว่าประเทศเขาครับ แต่ถ้าเราเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) แล้วจีพีโอ (GPO) ล้ม แล้วตลาดยาเกิดความผันผวนมากขึ้น ราคายามีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น ซึ่งถ้าราคาต้นทุนต่าง ๆ มันสูงขึ้นการรักษาพยาบาลก็ต้องสูงขึ้นถูกต้องไหมครับ แล้วถ้าราคารักษาพยาบาลของเรา สูงขึ้นไปเท่ากับของเขา เขาไม่มีทางมาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการก้าวเข้าสู่เมดิคัล ฮับ (Medical Hub) อาจจะไม่ได้เติบโตนัก อาจจะบวกนิดหน่อยหรืออาจจะลบก็ได้ ไม่ชัดเจนขึ้นอยู่กับว่าเราจะเตรียม ท่านจะเตรียมฐานในประเทศนี้อย่างไร🔗
อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน สุดท้ายนี้ก็คือว่าการที่ท่านจะก้าวสู่ การเป็นเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) พ.ร.บ. ควบคุมการทำงานของคนต่างด้าวยังสงวน กิจการสถานพยาบาลให้เป็นของคนสัญชาติไทยเท่านั้น ไม่แตกต่างกับเรื่องช่างตัดผม ที่จะต้องเป็นคนไทยถูกต้องไหมครับ เรื่องนี้เหมือนกันครับ ท่านจะสังเกตได้นะครับว่า ในประเทศเราไม่มีสถานพยาบาลที่เป็นแบรนด์ (Brand) ต่างชาติ เป็นของคนไทยครับ เพราะฉะนั้นพอท่านเปิดแบบนี้ท่านก็อาจจะต้องแก้เรื่องนี้ พอท่านแก้เรื่องนี้ปุ๊บชาวต่างชาติ เข้ามา มาเปิดคลินิก มาเปิดสถานพยาบาลในเมืองไทยปุ๊บกลายเป็นบูม (Boom) แต่ไม่ใช่ ของคนไทยครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
ประเด็นนี้ครับมีหลายท่านกังวลจริง ๆ นะครับ นักวิชาการหลายท่านก็กังวล คือข้อบทหลาย ๆ ข้อที่ถูกระงับไว้ว่าจะถูกนำกลับมาใช้หรือเปล่า ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ตอนแรกทางสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ริเริ่มขึ้นมาถูกต้องไหมครับ แล้วประเทศเขาก็มีเรื่องของ ทรัพย์สินทางปัญญา มีเรื่องของยาต้นแบบเยอะแยะมากมายครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น เขาก็จะเขียนอะไรที่เป็นประโยชน์กับชาติบ้านเมืองของเขา แต่พอเปลี่ยนประธานาธิบดี เป็นท่านโดนัลด์ ทรัมป์ จากท่านบารัก โอบามา เปลี่ยนมาเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ ปั๊บท่านก็ออก เพราะสไตล์ (Style) ของท่านไม่เหมือนกันนะครับ พอท่านออกปุ๊บสมาชิกที่เหลือ ภาคีที่เหลือก็มาร่วมกันแก้โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ เอาข้อบทนั้นออก ข้อบทนี้ออกที่ตัวเองไม่ได้ ประโยชน์หรือว่าอาจจะเสียประโยชน์ไป ทีนี้ก็มีข้อกังวลครับว่า จริง ๆ เราศึกษาก่อนที่ผล การเลือกตั้งจะออกนะครับ ผลการเลือกตั้งที่ท่านโจ ไบเดิน ได้ไม่กี่วันนี้เองนะครับ เราศึกษากันเราก็ดูแนวโน้มครับว่า เอ๊ะ ถ้าสมมุติว่าสมัยถัดไปท่านทรัมป์ไม่ได้ขึ้นมา ซึ่งตอนนี้เป็นข้อเท็จจริงไปแล้ว ข้อบทเหล่านี้ที่ทางท่านโอบามาท่านวางเอาไว้จะถูกนำ กลับมาหรือเปล่า ปัจจุบันนี้อาจจะยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะว่าท่านโจ ไบเดิน ก็เป็น รองประธานาธิบดีในสมัยท่านประธานาธิบดีบารัก โอบามา ด้วยจะถูกนำกลับมาไหม เพราะว่าถ้านำกลับมาไม่ได้เป็นประโยชน์กับประเทศไหน ๆ เลย ประเทศไทยก็ไม่ได้รับ ประโยชน์แน่นอน ยกตัวอย่างเช่นประเทศเราไม่มีบริษัทยาที่เป็นออริจิเนเตอร์ (Originator) ตรงนี้ครับทางอนุกรรมาธิการได้ศึกษาแล้วก็ออกมาเป็นข้อสรุปชัดเจนว่าข้อบทต่าง ๆ ที่ถูกระงับไว้ไม่น่าจะถูกนำกลับมาได้ ถ้าจะถูกนำกลับมาใช้จะต้องได้รับความยินยอม จากภาคี และการได้รับความยินยอมนั้นจะต้องเป็นแบบเอกฉันท์ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าทุกคน เขายินยอมหมดแล้วท่านเข้า สมมุติถ้าท่านเข้าจริง ๆ แล้วทุกคนยินยอมหมดประเทศไทย ยกมือคัดค้านอยู่สักคนหนึ่งก็ใช้ไม่ได้ แต่สิ่งที่ท่านจะต้องยืนยันกับประชาชนแล้วก็ ผู้แทนราษฎรท่านก็ต้องยืนยันให้ชัดเจนว่าท่านจะต้องคัดค้านอย่างเต็มที่ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
สรุปครับ สไลด์ (Slide) สุดท้ายนะครับ การเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) ก็อาจจะมีผลประโยชน์ในเรื่องของเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เดี๋ยวสุดท้าย คณะอนุกรรมาธิการการค้าการลงทุนคงจะได้รายงานต่อไปว่าจะมีประโยชน์เท่าไร จีดีพี (GDP) บวกมากมายมหาศาลถึง ๐.๑๒ เปอร์เซ็นต์ มันคิดเป็นเงินสักเท่าไรนะครับ แต่ว่าผลกระทบที่เกี่ยวกับทางสาธารณสุขมีความซับเจกทีฟ (Subjective) เยอะ ยังไม่มีใครศึกษาอย่างชัดเจนออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจนะครับว่า ถ้าเราเข้าไปแล้ว ในเรื่องอุตสาหกรรมยามันคอลแลปส์ (Collapse) ขึ้นมา จีพีโอ (GPO) คอลแลปส์ (Collapse) ขึ้นมา ราคายาต่าง ๆ ค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ สูงขึ้น มีการแทรกแซง จากต่างชาติที่เข้ามาเปิดสถานพยาบาล หรือแม้แต่เรื่องทันตกรรมเชิงพาณิชย์อะไรต่าง ๆ เข้ามามันจะส่งผลกระทบกับรายได้ของประเทศไทย ของประชาชนคนไทยอย่างไร และความมั่นคงในระบบสาธารณสุขของเรา โรงพยาบาลของรัฐ ถ้าจีพีโอ (GPO) ล้มปุ๊บ ต้องซื้อยาแพงขึ้นแน่นอน งบประมาณท่านจะทำอย่างไรผลกระทบเท่าไร🔗
ผมสรุปสุดท้ายครับท่านประธานคือซีพีทีพีพี (CPTPP) นี้นะครับ ไม่ใช่ข้อตกลงเพื่อประโยชน์ทางสาธารณสุข ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ กรรมาธิการ ต่อไป เชิญนะครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการ คณะที่ ๓ คณะผมเรียกง่าย ๆ ก็คือเป็นคณะที่เก็บตก อีก ๒ คณะพิจารณา เรื่องอะไรไปแล้วส่วนที่เหลือที่เป็นสาระสำคัญก็เป็นคณะที่ ๓ ที่จะนำเรื่องเข้ามาพิจารณา ในคณะนี้เน้นเรื่องด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนเป็นหลักนะครับ ผมขอสไลด์ (Slide) เลยนะครับ🔗
ประเด็นที่เหลือทั้งหมดนี่นะครับ มีทั้งหมด ๑๑ ประเด็นที่เรามีการพิจารณา แล้วในการพิจารณาเราก็ดึงทุกภาคส่วนมาพูดคุย ด้วยนะครับ สมาชิกของ กกร. เข้ามาร่วมด้วย สมาชิกของกลุ่มภาคประชาสังคมก็เข้ามา ร่วมกันพิจารณา แล้วก็กลุ่มที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในหลาย ๆ เรื่องก็เชิญเข้ามาร่วม ในการพิจารณากับเรา ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ก่อนที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญคณะนี้ ท่านคงจำได้ว่าบรรยากาศเป็นอย่างไร พอพูดถึงเรื่องซีพีทีพีพี (CPTPP) เต็มไปด้วยความกังวล ความขัดแย้ง ความเห็นไม่ตรงกัน ความกลัว แต่หลังจากที่เราได้มี การทำงานไปสักพักหนึ่งโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญและอนุกรรมาธิการ ก็ต้องเรียน ท่านประธานว่าบรรยากาศเปลี่ยนนะครับ ตอนนี้ทุกคนเห็นตรงกันความขัดแย้งหมดไป เพราะว่าข้อมูล ข้อเท็จจริงสรุปตรงกัน เป็นชิ้นเดียวกัน ไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยระหว่างกัน ไม่มีอคติต่อกัน อันนี้ต้องเรียนท่านประธานว่าต้องถือว่าเป็นความสำเร็จของการทำงานของ สภาและคณะกรรมาธิการในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนะครับ แล้วก็นอกจากนั้น ทิศทางในการเดินไปข้างหน้าทั้ง ๓ คณะอนุกรรมาธิการและคณะใหญ่ ท่านประธานครับ ความเห็นในเรื่องมาตรการขั้นต่อไปนี้ตรงกันหมด แล้วก็เป็นเอกฉันท์ ไม่มีใครสงวนความเห็น เห็นไม่ตรงกับเธอ เห็นไม่ตรงกับคณะ อันนี้ผมคิดว่าก็ถือว่าเป็นผลงานที่เราควรจะจดจำไว้ แล้วก็เอาเป็นแบบอย่างในกรณีในอนาคตถ้าเราเกิดมีกรณีเช่นนี้อีกนะครับ การเข้าร่วมเจรจา ซีพีทีพีพี (CPTPP) หรือไม่นี่นะครับ คำถามก็คือไม่ใช่เข้าหรือไม่เข้า คำถามคือพร้อมที่จะ เข้าไหมนะครับ ท่านจะเห็นจากทั้ง ๒ คณะอนุกรรมาธิการที่รายงานไปแล้วก็คือ ความไม่พร้อมมันมีอยู่มาก และความไม่พร้อมเป็นเรื่องภายในของประเทศไทยเอง เสียส่วนใหญ่ ความไม่พร้อมของหน่วยงานราชการ ความไม่พร้อมของนโยบาย ความไม่พร้อมของบุคลากร ความไม่พร้อมของระดับการกำกับดูแลของหน่วยงานราชการ ที่เกี่ยวข้องอันนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ แม้กระทั่งในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ มาตรการ ที่เป็นที่ยอมรับขององค์การการค้าโลกคือการกำกับดูแลการนำเข้า เราแทบจะไม่ได้ทำ เลยครับท่านประธาน เราสามารถกำกับดูแลการนำเข้าโดยอ้างอิงมาตรฐานของประเทศ เราทำได้ครับ ไม่ปล่อยให้สินค้าที่เป็นสินค้าคุณภาพต่ำ ราคาถูกมาทุบตลาดบ้านเรา เรามีสิทธิทำครับ ทุกประเทศทำหมดแต่ประเทศไทยยังอ่อนด้อยมาก แล้วเรื่องนี้ก็ถูกบันทึก ไว้ในรายงานของคณะอนุกรรมาธิการและคณะใหญ่ให้เป็นข้อสังเกตที่นำไปปฏิบัติ ต่อไปได้นะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นภาพรวมผมคิดว่าความจริงจังในการกำกับดูแล และคุ้มครองผู้บริโภคอันนี้เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน โลกเปลี่ยนไปมาก การค้าระหว่าง ประเทศเปลี่ยนไปมาก การค้าออนไลน์ (Online) เพิ่มมากขึ้น การกำกับดูแลเรายังอ่อนมาก และใครได้รับความเดือดร้อนครับ ผู้บริโภคทั้งสิ้น เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดจากการศึกษา ของคณะว่าเราจะต้องมีมาตรการอย่างไรบ้างนะครับ แล้วก็การดูแลผลกระทบไม่ว่า จากข้อตกลงใดครับ ซีพีทีพีพี (CPTPP) หรืออื่น ๆ มันมีอยู่แทบจะเหมือนกันหมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรอบสหภาพยุโรปที่เรากำลังพยายามที่จะเจรจาอยู่ ซีพีทีพีพี (CPTPP) ก็ดี แม้กระทั่งในกรอบของอาเซียน (ASEAN) อาร์เซ็ป (RCEP) อาเซียน+๖ (ASEAN+6) ปัญหา ใกล้เคียงกันหมดครับ ความไม่พร้อมในกลุ่มใดก็จะเห็นซ้ำซ้อนขึ้นมาเป็นปัญหาอยู่ทุกกรณีไป เพราะฉะนั้น คณะอนุกรรมาธิการคณะที่ ๓ ประเมินทั้งหมด ๑๑ ประเด็นตามชาร์ต (Chart) อันนี้ ก็คือภาพรวมเป็นอย่างไร สิ่งที่เคยศึกษามาในอดีตเป็นอย่างไร ผลกระทบจากโควิด (COVID) เป็นอย่างไร การค้าสินค้า ถิ่นกำเนิดสินค้า ประเด็นเรื่องฟรีโซน (Free Zone) ประเด็นเรื่อง การให้สิทธิประโยชน์ของบีโอไอ (BOI) เรื่องการค้า การลงทุน การเข้าเมืองชั่วคราว คุ้มครอง สิทธิแรงงาน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และเรื่อย ๆ ไปจนถึงข้อ ๑๑ ก็มีการพิจารณา ซึ่งผมจะลงรายละเอียดในแต่ละข้อนะครับ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยนะครับ🔗
ในภาพรวมเราไปไล่ดูทุกการศึกษาที่เคยทำมาในอดีต ก็ต้องเรียน ท่านประธานว่าการศึกษาทั้งหมดก็ไม่ได้มีการปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หลาย ๆ กรณีมีการศึกษาไว้เมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว แต่สถานการณ์มันเปลี่ยนไปมากนะครับ การประเมินผลกระทบจากโควิด (COVID) ก็ไม่ได้มีเพิ่มเติมเข้ามา แต่คณะของเราคุยกับ ทุกภาคส่วน คุยกับผู้มีส่วนได้เสียก็ประเมินและพยายามสรุปอยู่ในรายงานของเรานะครับ🔗
อีกประเด็นที่เราค้นพบก็คือว่าหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ มีความสำคัญในการที่จะกำกับดูแลถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง ไม่ว่าจะเป็นซีพีทีพีพี (CPTPP) หรือสหภาพยุโรปก็ตามยังไม่ได้มีการศึกษาครับ หลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้อ่านข้อบท ซึ่งเราทราบแล้วว่ามันมีเงื่อนไขอย่างไร อันนี้ก็เห็นได้ชัดครับ เพราะฉะนั้น บางครั้งที่เราเห็นว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นมันมาจากความกลัว หรือความไม่รู้ก็มีไม่น้อย แต่หลังจากที่เราไล่ข้อบทในแต่ละเรื่องความเห็นตรงกัน ข้อมูลตรงกัน และข้อแนะนำ ข้อเสนอแนะก็ตรงกันนะครับ🔗
ในชาร์ต (Chart) ต่อไปนะครับ ผมลงรายละเอียดนิดหนึ่งในเรื่องของการค้า สินค้า ถิ่นกำเนิดสินค้าและประเด็นฟรีโซน (Free Zone) ต้องเรียนท่านประธานครับ สินค้าจริง ๆ เราแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็คือว่ามันเปิดตลาดค้าสินค้านี่ก็คือลดกำแพงภาษี ครับท่านประธาน ลดกำแพงภาษีเราก็มีกลุ่มประเทศในซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่เป็นสมาชิก อยู่นี่นะครับ กลุ่มหนึ่งเราลดกันระหว่างกันแล้วเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ไม่ว่าจะเป็น บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย หรือชิลีนะครับ อีกกลุ่มหนึ่งกลุ่มที่ ๒ ก็คือไม่ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เช่น ญี่ปุ่น เปรู กลุ่มที่ ๓ คือยังไม่มีเอฟทีเอ (FTA) เลยก็มีแค่ ๒ ประเทศ แค่แคนาดากับเม็กซิโก ผลการคำนวณ วิธีการคำนวณในผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น จากการลดกำแพงภาษีมันคือการใช้แบบจำลอง ในการคำนวณโดยการใช้แบบจำลองก็ต้อง เรียนท่านประธานว่าสมมุติฐานก็คือว่า ถ้าลดกำแพงภาษีวันนี้เลย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะเกิด ประโยชน์เท่าไร และนี่คือสาเหตุที่ว่ามันเพิ่มประเทศใหม่มาแค่ ๒ ประเทศ ตัวเลขมันเลย เป็นบวกน้อยมากในข้อมูลที่มีการนำเสนอต่อสังคมบอกว่าเป็นจีดีพี (GDP) ที่เพิ่มขึ้นเท่านี้เอง จุด ๑๒ จุดนิดเดียว เพราะฉะนั้นถามว่ามันจริงไหม ก็ต้องเรียนท่านประธานมันไม่จริงครับ เพราะว่าความตกลงลักษณะนี้มันหลายมิติมาก เช่นการค้าภาคบริการ เช่นการลงทุนไม่ได้มี การประเมินครับ เพราะฉะนั้นตัวเลขที่มีการนำเสนอต่อสังคมกลายเป็นตัวเลขที่มาจาก แบบจำลองเรื่องค้าสินค้าเพิ่มขึ้นมันเล็กน้อยเท่านั้น ฉะนั้นการประเมินตรงนี้เราก็มานั่งไล่ วิเคราะห์ใหม่ว่ามันจะมีผลกระทบอย่างไร เราก็พบเหมือนกันว่ามีหลายกรณีครับโครงสร้าง ภาษีของเราเองไม่เอื้ออำนวยเลยครับ โครงสร้างภาษีของไทยนี่นะครับท่านประธานคงจะ ทราบนะครับว่าถ้าเราไปลงนามเอฟทีเอ (FTA) อย่างของอาเซียน (ASEAN) และของ หลายกรณี ชิลี เปรู หลายประเทศที่เราไปลงนามด้วยแล้วก็มีผลบังคับใช้แล้วเราจะลดภาษี เป็น ๐ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตครับ ผลิตสินค้าและพึ่งวัตถุดิบ หรือวัตถุกึ่งสำเร็จรูปจากต่างประเทศด้วย แต่เราก็จะพบว่าภาษี การนำเข้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปมีภาษีครับท่านประธาน ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่ต้องแข่งกับใคร หรอกครับแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้วครับ เพราะต้นทุนเราสูงกว่าประเทศคู่ค้าของเรา เพราะฉะนั้นจะเตรียมความพร้อมก็คือเราก็ต้องปรับโครงสร้างการนำเข้า หรืออากรขาเข้า ของวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปด้วย อันนี้ต้องเร่งด่วนครับ วันนี้ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว จากข้อตกลงอื่น ๆ ซึ่งลดเฉพาะผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป อันนี้โครงสร้างภาษีต้องปรับนะครับ🔗
อีกประการหนึ่งที่เราค้นพบก็คือว่ามันมีหลายกรณีครับที่เรามีการยกเว้น อากรขาเข้าเป็นกรณีพิเศษ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในฟรีโซน (Free Zone) หรือนอกฟรีโซน (Free Zone) ในฟรีโซน (Free Zone) ก็ชัดเจนครับเป็นไปตามกฎหมาย แต่นอกฟรีโซน (Free Zone) เราก็มีการยกเว้นเป็นกรณี ๆ ไปเป็นการชั่วคราวไม่มีระยะเวลาแน่นอน เพื่อให้สามารถแข่งขันได้และเกิดความเป็นธรรม อันนี้ถ้าเราเดินเข้าไปเจรจากับใคร มาตรการอย่างนี้มันไปไม่ได้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้เป็นมาตรการเดียวกัน และสอดคล้องกับมาตรการระหว่างประเทศ การมีมาตรการชั่วคราวไม่มีกรอบเวลา ไม่สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นเป็นปัญหาพอสมควร เพราะฉะนั้น เราพิจารณาออกมาแล้วก็คงจะต้องมีการปรับปรุงประกาศของกระทรวงการคลังในเรื่อง อากรขาเข้าในหลายกรณี ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมนะครับ🔗
มาตรฐานการนำเข้าสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมไม่มีครับ สินค้าอุตสาหกรรม มีมาตรฐานจริง ๆ น้อยมากครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะลงในรายละเอียดต่อไป แล้วถามว่าเรามีคน มีงบประมาณในการกำกับดูแลหรือในการทำเรื่องนี้หรือไม่ ก็ต้องเรียนท่านประธานตรง ๆ ไม่มีครับ งบประมาณน้อยมาก เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลไม่ปรับ ไม่จัดสรรงบประมาณเสียใหม่ เอาภารกิจที่สำคัญเป็นตัวตั้งเราก็คงไปไหนไม่ได้ครับ เราไปเจรจากับใครก็คงเจรจายากครับ แล้วถึงเจรจายอมเปิดตลาดขึ้นมาก็จะได้รับผลกระทบพอสมควรทีเดียวนะครับ ขอชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ🔗
เราก็พบเหมือนกันครับ เรามีกองทุนไหมครับในการปรับโครงสร้าง เรามีครับ กองทุนเอฟทีเอ (FTA) แต่เป็นกองทุนในลักษณะที่ตั้งรับครับ ประเทศต่าง ๆ เวลาเขาไป เจรจาเอฟทีเอ (FTA) เขามีการเสนอสภาเลยนะครับว่ากลุ่มใดจะได้รับผลกระทบต้องมี การปรับโครงสร้างอย่างไร ต้องใช้งบประมาณเท่าไร ระยะเวลาในการปรับโครงสร้าง เป็นเท่าไร ของประเทศไทยยังไม่ได้ทำอย่างนั้น มีความพยายามในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ มาตรา ๑๙๐ แต่จนถึงวันนี้ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็อาจจะอ่อนด้อยไปในประเด็นนี้ ผมยกตัวอย่างกรณีออสเตรเลียลงนามข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอเมริกา เรื่องที่เข้าสภา เขาบอกเลยว่าจะกระทบกลุ่มยานยนต์ จะกระทบกลุ่มผลิตสินค้าเกษตร เขาจะขอ งบประมาณทันทีเลยครับในวันที่เอาข้อตกลงเหล่านั้นมาให้สภาอนุมัติ ของยานยนต์ออสเตรเลีย ตอนนั้นที่เขาเซ็นกับสหรัฐอเมริกาเขาก็บอกเลยว่าต้องใช้เงินประมาณพันกว่าล้านบาท เวลาประมาณ ๑๐ ปีในการปรับโครงสร้างภายใน แล้วก็ให้มีผลทันทีเลยจากวันที่มี การนำข้อตกลงนั้นเข้าสภา ของเราเองเรื่องนี้เรายังอ่อนด้อยมากและยังไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นถ้าจะเดินไปข้างหน้า ถ้าเราเทียบกับเวียดนามเมื่อสักครู่ที่ประธาน คณะกรรมาธิการได้พูดให้ฟังเขาลงนาม ๑๓ ข้อตกลง ๕๓ ประเทศ ของเรา ๑๓ ข้อตกลง เหมือนกันแต่ ๑๘ ประเทศ ถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างภายในไปไหนไม่ได้ครับ ไปไหนไม่ได้ แล้วไปเจรจากับใครก็จะมีผลกระทบนะครับ กองทุนนี้ต้องปรับเป็นกองทุนเชิงรุก ต้องรู้เลยว่า โครงการจะทำคือโครงการอะไรบ้างและใช้เงินเท่าไร ตั้งแต่วันแรกที่เรามีการเจรจานะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นสาระสำคัญนะครับ ถิ่นกำเนิดสินค้า ในกรอบซีพีทีพีพี (CPTPP) จะต่างกับกรอบของอาเซียน (ASEAN) หรืออาเซียน+๓ (ASEAN+3) อาเซียน+๖ (ASEAN+6) หรืออาร์เซ็ป (RCEP) ซีพีทีพีพี (CPTPP) การได้สิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าจะเป็นสิทธิ ที่สะสมได้ ถึงแม้ไม่ผ่านเกณฑ์ก็สะสมและได้ประโยชน์ตามสัดส่วน ตรงนี้เป็นเรื่องใหม่ของ ภาคเอกชนเลยครับ ผู้ผลิตกลุ่มภาคอุตสาหกรรมถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ตรงนี้เราก็บอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นต้องร่วมมือกับภาคเอกชนนะให้เขารับรู้ ให้เขาปรับ โครงสร้างวิธีการผลิต วิธีการคำนวณ การจัดหาแหล่งวัตถุดิบให้ได้สิทธิในเรื่องถิ่นกำเนิด สินค้ามากที่สุดนะครับ🔗
อีกประเด็นที่เราดูก็คือการนำเข้าสินค้าที่ใช้แล้วหรือรีแมนูแฟกเชอร์ กูดส์ (Remanufactured Goods) หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่ารีแมน (Reman) อันนี้เดี๋ยวผมจะลง ในรายละเอียดเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง ตอนแรกพวกเรากังวลว่าบังคับหรือเปล่าว่าต้องซื้อ ของใช้แล้ว บังคับไม่ได้นะครับ ไม่มีใครบังคับผู้ซื้อได้ไม่ว่าผู้ซื้อเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน ถ้าข้อกำหนดในการซื้อเราบอกเราจะซื้อของใหม่ก็ของใหม่ครับ ถ้าเราบอกว่าจะซื้อของ ใช้แล้วก็เป็นของใช้แล้วอันนี้ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อ แต่เดิมกังวลพอสมควรนะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับกรอบซีพีทีพีพี (CPTPP) มีความพยายาม ที่จะให้มีการรับรองตนเองในเรื่องมาตรฐานในเรื่องคุณภาพ ก็เรียนท่านประธานครับ ในข้อบทไม่ได้เป็นภาคที่บอกว่าจะบังคับแต่เป็นเรื่องที่เราต้องเจรจา และแนวทางของเรา ก็ชัดเจนว่าการเจรจาในเรื่องนี้เราต้องเดินหน้าเจรจาเพื่อให้ทุกประเทศยอมรับ มีมาตรฐาน เดียวกันก่อน อันนี้ไม่ใช่ภาคบังคับนะครับอยู่ในข้อสงวนได้นะครับ ชาร์ต (Chart) ต่อไป เลยนะครับ🔗
ในเรื่องการค้า บริการ การลงทุน การเข้าเมืองชั่วคราวสำหรับนักธุรกิจ เราเห็นได้ชัดนะครับว่าที่ผ่านมายังไม่ได้มีการพูดคุยเพียงพอในเรื่องภาคบริการ ที่ทำแบบจำลองคือค้าสินค้าอย่างเดียว ภาคบริการประโยชน์ได้เท่าไรไม่ได้ประเมินครับ ถามว่ามีประโยชน์ไหม มีนะครับ เป็นประโยชน์สุทธิที่ประเทศไทยควรจะได้มีไหม มีครับ แต่มิได้มีการประเมินออกมาเป็นตัวเลข ตรงนี้ก็เลยทำให้เห็นภาพที่ไม่ชัด แล้วเราก็พบ เหมือนกันว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกับกลุ่มต่าง ๆ กลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ เพราะฉะนั้นยังไม่ได้ มีการร่วมกันทำงานในการที่จะเดินไปข้างหน้าในการเจรจา ในขณะเดียวกันนี่นะครับ ท่านประธานครับในเรื่องของค้าภาคบริการและการลงทุนมีหลายกรณีที่ทำเป็นข้อสงวนได้ ในส่วนที่เราไม่พร้อมทำเป็นข้อสงวนได้ และมีการกำหนดระยะเวลาปรับตัวได้ บางกรณีของ ประเทศอย่างเวียดนามเขาขอระยะเวลาปรับตัว ๒๐ ปีนะครับ ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือในการเจรจา ของเรา ขึ้นอยู่กับเนื้อหาในเรื่องที่เราจะนำไปเจรจา กลุ่มใดมีความอ่อนไหวสูงก็ต้องไปเจรจา ในเรื่องการปรับตัว ระยะเวลาในการปรับตัว🔗
อีกประเด็นที่เราค้นพบก็คือว่าความกังวลเกิดมาจากความสับสนระหว่าง การประกอบธุรกิจกับการประกอบอาชีพ เราฟังข้อมูลจากผู้ที่เขากังวลชัดเลยนะครับ ปนกันมากเลย การประกอบธุรกิจคือการจัดตั้งธุรกิจบริษัทเป็นพระราชบัญญัติว่าด้วย การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ การประกอบอาชีพคนละกฎหมายเลยครับ อันนี้เรามี พ.ร.บ. ที่ตั้งต้นตั้งแต่ ๒๕๒๑ มีการปรับปรุงแก้ไขมาก็เป็นเรื่องของการประกอบ อาชีพ ประกอบอาชีพคือต้องมีใบอนุญาตทำงาน กำกับดูแลโดยกระทรวงแรงงาน การประกอบธุรกิจต้องมีหนังสือรับรองออกให้โดยกระทรวงพาณิชย์ เพราะฉะนั้นมันเป็น คนละเรื่องแต่ด้วยความไม่ได้ลงลึก ไม่ทราบในรายละเอียดก็มีความกังวล ตรงนี้ พอคณะอนุกรรมาธิการได้มีการพูดคุยกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องความกังวลมันคลายลงไป ความเข้าใจมีมากขึ้นแล้วก็เหลือข้อเป็นห่วงบางเรื่อง ตอนนี้กฎหมายอย่างเรื่องการประกอบ อาชีพของเรานี่เราเข้มแล้วก็ไม่ค่อยสอดคล้องกับปัจจุบันเท่าไร และความเป็นจริงในการทำ ธุรกิจ ตอนนี้ถ้าผมเป็นต่างชาติจะบินเข้ามาประชุมกับประเทศไทย หรือประชุมในประเทศไทย เพียงแค่วันเดียว ไม่มีวีซ่า (Visa) นะครับ วีซ่า (Visa) เข้ามาเป็นวีซ่า (Visa) ท่องเที่ยว แล้วถามจริง ๆ ครับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงแรงงานไปจับเขาได้ไหมเขาไปนั่งประชุม ถ้าการตีความของกฎหมายไทยจับได้นะครับถือว่าทำผิด ไม่มีใบอนุญาตทำงานแต่บินเข้ามา ประชุม อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องปรับปรุงแก้ไข ประเทศอื่น ๆ การเดินทางเข้าเป็นลักษณะ ชั่วคราวสามารถทำภารกิจหรือกิจกรรมทางธุรกิจได้โดยที่ไม่ใช่มีรายได้ เขาวัดกันที่ คุณได้รายได้หรือไม่ แต่กฎหมายประเทศไทย ณ วันนี้ของกระทรวงแรงงานวัดกันที่ว่า คุณทำอะไรไม่ใช่ว่ารายได้หรือไม่ อันนี้ต้องปรับปรุงแก้ไข ถ้าไม่แก้ไขก็จะเป็นปัญหาอย่างนี้ เสมอไป ผมยกตัวอย่างกรรมการหอการค้าอย่างนี้ครับ หอการค้าต่างประเทศในไทย ท่านประธานครับ มีบางช่วงบางตอนเจ้าหน้าที่ไปจับเขาครับบอกว่าไม่มีใบอนุญาตทำงาน ในการเป็นกรรมการหอการค้าทั้ง ๆ ที่ไม่มีรายได้ อันนี้เราจะเห็นได้ชัดว่ากฎหมายเราล้าหลัง อันนี้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข🔗
ประเด็นต่อไปในเรื่องที่เราพิจารณากัน ขอชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ การคุ้มครองสิทธิแรงงาน เรื่องนี้ความกังวลคืออย่างนี้ครับ หลักสากลกำหนดไว้ชัดเจนว่า เราต้องตาบอดหรือมองไม่เห็นความแตกต่างของสัญชาติคือให้สิทธิเขา ตราบใดที่เขาเข้ามา ทำงานในประเทศและมีใบอนุญาตทำงาน และอยู่ในประเทศไทยเกิน ๑๒ เดือน ทำงาน ในประเทศไทยเกิน ๑๒ เดือนหรือ ๑ ปี ท่านต้องไม่กีดกันเขาในเวทีต่าง ๆ ทีนี้ปัญหา มันมีอยู่อย่างนี้ครับ พอดีมันมีความกังวลในเรื่องของการตั้งสหภาพแรงงาน ประเทศไทย ๑. เป็นสมาชิก ถ้าคุณอยู่เกิน ๑๒ เดือนเป็นสมาชิกได้อยู่แล้วครับ ต่างชาติไม่ว่าชาติไหน เป็นได้ครับ เข้าไปเป็นกรรมการได้ไหม กระทรวงแรงงานกำลังปรับปรุงระเบียบนะครับ เพื่อให้เข้าไปเป็นกรรมการได้ก็มีการกำหนดสัดส่วนก็ว่าไป อีกอันหนึ่งที่มันเป็นประเด็นที่ยัง ไม่ชัดเจนก็คือการเป็นผู้ประกอบการทำได้ไหม คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาเรื่องนี้ โดยละเอียดโดยที่มีทางเจ้าหน้าที่ของกระทรวงแรงงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนะครับ ตอนนี้ มีการทำหนังสือไปถามถึงไอแอลโอ (ILO) ไปถามไอแอลโอ (ILO) ที่ประเทศไทยแล้ว ประเทศไทยบอกเรื่องนี้ต้องส่งไปต่างประเทศก็ส่งไปที่สำนักงานใหญ่ยังรอคำตอบอยู่ แต่ถึงรอคำตอบก็ไม่ได้เป็นปัญหาของคณะอนุกรรมาธิการในการพิจารณา ของเราชัดเจน นะครับว่าจริง ๆ แล้วการที่เป็นผู้ประกอบการเราสามารถกำหนดเงื่อนไขได้ เรากำหนด คุณสมบัติได้ กำหนดสัดส่วนได้ กำหนดเสียงในการสนับสนุนได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองก็ไม่น่า ที่จะเป็นเหตุที่ถึงขนาดว่าจะทำให้เราเดินต่อไม่ได้ในเรื่องการที่ให้เขาเป็นผู้ประกอบการ แต่มีการกำหนดคุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบการให้ชัดเจน ตรงนี้ก็อยู่ในวิสัยที่น่าที่จะ พอไปได้🔗
เรื่องต่อไปเป็นเรื่องที่กระทบเรารุนแรง แล้วก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากคือ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายหลัก ๆ ในปัจจุบันมีการยืนยันโดยทั้ง กสทช. ทั้งกระทรวงดีอี (DE) ว่ากฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ และกำลังดำเนินการอยู่มี ๒ กลุ่ม มีอยู่แล้วกำลังดำเนินการอยู่ เขาไล่ดูข้อบทของซีพีทีพีพี (CPTPP) ทั้งหมดและยืนยัน กับคณะของเราเป็นทางการว่าไม่มีสิ่งใดที่ขัด เพราะฉะนั้นในแง่กรอบกฎหมายเราพร้อม กรอบกฎหมายพร้อมนะครับ แต่ไม่ได้หมายความเราพร้อม การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ ทั้งในและต่างประเทศ อันนี้เราทำเข้มข้นหรือยัง ดีหรือยัง เรื่องนี้มีหลายครั้งในช่วง ๑ ปี ที่ผ่านมามีการพูดคุยในสภาแห่งนี้ แล้วก็มีการปรับปรุงกฎระเบียบ เช่นการต้องให้ ผู้ประกอบการในต่างประเทศขึ้นทะเบียนถ้าจะค้ากับประเทศไทย อันนี้มีผลแล้วให้เสียภาษี มูลค่าเพิ่มในไทยแทนที่จะเป็นผู้บริโภคเป็นคนเสีย อันนี้ปรับปรุงแล้วนะครับ แต่ก็ยังมี ปัญหา หรือยังมีความไม่ชัดเจนในบางเรื่องที่เป็นเรื่องที่เป็นสาระสำคัญอย่างมาก เช่นข้อมูล ส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ทางการค้า อันนี้เราทราบนะครับ ทุกคนเป็นกังวลเหมือนกันหมดว่า ข้อมูลส่วนบุคคลมันเป็นทรัพย์สินนะครับ มันมีมูลค่าทางการค้า มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ ค่อนข้างมากและมีการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยผู้ประกอบการที่มีแพลตฟอร์ม (Platform) อยู่ในต่างประเทศ อย่างนี้ครับกระทรวงเองก็ยังไม่ชัดว่าจะสามารถกำกับดูแล ได้อย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไปหาทางปรับปรุงการทำงาน การกำกับดูแล และการดูแลคุ้มครองผู้บริโภค🔗
การกำกับดูแลผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ให้แข่งขันเสรี เป็นธรรม อันนี้ต้องเรียนท่านประธานเลยครับ แพลตฟอร์ม (Platform) ใหญ่ต่างประเทศ ได้เปรียบ แพลตฟอร์ม (Platform) เล็กในประเทศเสียเปรียบอยู่ ไม่ใช่เฉพาะเสียเปรียบ ในความใหญ่ ความเล็กนะครับ โครงสร้างภาษีก็เสียเปรียบ กลายเป็นว่า ณ วันนี้ผมไปอยู่ ต่างประเทศผมเสียภาษีน้อยกว่าผมมาจดทะเบียนในประเทศ อันนี้เราต้องปรับครับ เราต้องปรับ และหลายประเทศเมื่อเกิดประเด็นเรื่องอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ขึ้นมาแล้ว ในสหภาพยุโรปมีหลายประเทศปรับโครงสร้างใหม่ มีภาษีใหม่ ๆ ขึ้นมา ซึ่งเขาเรียกว่า ภาษีดิจิทัล (Digital) มาทดแทนภาษีเดิม ๆ ซึ่งอาจจะไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้นตรงนี้เองก็ต้องมีการพูดคุยกัน แล้วก็ปรับโครงสร้างการกำกับดูแลของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนะครับ🔗
นอกจากนั้นครับท่านประธานครับ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) มันไปเร็วมาก มันมีคนได้เปรียบ เสียเปรียบ ที่องค์การการค้าโลกเขาพร้อมที่จะเจรจาเพิ่มเติม ประเทศไทยเองต้องขะมักเขม้นในการนำเรื่องนี้ไปพูดคุยในเวทีพหุภาคีด้วย ไม่ใช่ปล่อยเป็น เรื่องทวิภาคีหรือเป็นกลุ่มมานั่งคุยกันเอง เราเป็นประเทศเล็กเราจะได้ประโยชน์ในการใช้ กรอบพหุภาคี แล้วก็ดีนะครับ เพราะว่าถ้าเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนคน จริง ๆ เขาบอกเขาจะเอาพหุภาคี หมายความว่ากรอบอย่างเช่นดับเบิลยูทีโอ (WTO) จะมี ความสำคัญมากขึ้น และการเจรจาของประเทศไทยก็ต้องเป็นเชิงรุกมากขึ้นในเรื่องเหล่านี้ คณะอนุกรรมาธิการเสนอครับว่าให้มีการเพิ่มเติมใช้ดิจิทัล แทกซ์ (Digital Tax) ในสหภาพ ยุโรปมีหลายประเทศใช้ดิจิทัล แทกซ์ (Digital Tax) ๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วมาทดแทนภาษี หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายของประเทศไทยตอนนี้ยังต้องปรับนะครับ ตอนนี้ เรายังเก็บ ๓ เปอร์เซ็นต์อยู่ ทั้ง ๆ ที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลงไปแล้วเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์มันมาจากที่ไหนครับ หัก ณ ที่จ่าย มันมาจากสมมุติฐานที่ว่าจากยอดขาย คุณมีกำไร ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์คุณเสียภาษี เคยเสีย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็ขอ มาก่อน ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่เราปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลไปเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ยังเก็บ ๓ เปอร์เซ็นต์อยู่ ก็เลยกลายเป็นปัญหาว่าต้องคืนภาษีกันนัวเนียเลยครับ และล่าช้า ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างมาก เราก็เสนอครับ หัก ณ ที่จ่ายต้องปรับ ปรับจาก ๓ เปอร์เซ็นต์เป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันปรับในกรณีให้มีทางเลือกว่าถ้าจะเสียเป็น ดิจิทัล แทกซ์ (Digital Tax) เลยเป็นภาษีในโครงสร้างใหม่แทนการเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ทำได้ครับ หลายประเทศก็ทำเป็นเช่นนั้น ก็เป็นข้อเสนออันหนึ่งนะครับ🔗
ข้อต่อไปครับ ไอเอสดีเอส (ISDS) หรือกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ กับนักลงทุน อันนี้กังวลกันเยอะเลยเหมือนกับว่าจากนี้ไปนักลงทุนต่างชาติจะมาฟ้องรัฐได้ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ การเพิ่มช่องทางในข้อบทของซีพีทีพีพี (CPTPP) มันไม่ได้ เพิ่มความเสี่ยง ความเสี่ยงมันขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย มีการทำผิดหรือเปล่า แต่เพิ่มช่องทางไหม เพิ่มช่องทางครับ เพิ่มช่องทางให้สมาชิกของซีพีทีพีพี (CPTPP) นี้ สามารถมีช่องทางอีกช่องทางหนึ่งในการฟ้องร้องรัฐในกรณีที่เกิดความไม่เป็นธรรม แต่ในขณะเดียวกันในข้อบทซีพีทีพีพี (CPTPP) นี่ชัดเจนนะครับว่าแต่ละประเทศมีสิทธิ ที่จะกำกับดูแลและใช้สิทธิพิเศษได้ในบางเรื่อง เช่นรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานรัฐที่ทำ เพื่อสาธารณประโยชน์ที่ไม่ให้อยู่ในขอบเขตของไอเอสดีเอส (ISDS) ทำได้ครับ เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับการเจรจาครับ ไม่ต้องกังวลจนเกินเหตุ เจรจาได้ มีข้อสงวนได้ และทำเป็น ภาคผนวกหรือตกลงเฉพาะกรณีกับสมาชิกนะครับ🔗
เรื่องไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) ผมไม่ค่อยกังวลเพราะทำกันเป็นปกติ ในทุกข้อตกลงที่เราเคยทำมาในอดีตไม่ว่าจะเป็นอาเซียน (ASEAN) หรืออาเซียน+๓ (ASEAN +3) หรืออาเซียน+๖ (ASEAN+6) ก็มีไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) ในบางเรื่อง อันนี้ขึ้นอยู่ กับว่าความพร้อมเราเป็นอย่างไร แล้วก็การเจรจาเราเข้มข้นขนาดไหน เหตุผลดีไหม อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ ชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ🔗
การคุ้มครองการลงทุน ถามว่าเป็นเรื่องใหม่ไหมสำหรับประเทศไทย ช่วงก่อน หน้านี้ทุกคนในสังคมคิดว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่จริง ๆ เรามีข้อตกลงตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ แล้วครับ เขาเรียกบิตส์ อะกรีเมนต์ (BITs Agreement) ไบแลตเทอรัล อินเวสต์เมนต์ ทรีตีส์ (Bilateral Investment Treaties) เราลงนามเป็นภาคีกับร้อยกว่าประเทศตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ แล้วครับ ผมเลยเอาตัวอย่าง คณะของเราก็ไล่ดูครับว่า เอ๊ะ เราเคยมีคดีกับใครไหม คดีความ เหล่านี้มันผ่านช่องทางไหนเข้ามา เพราะเราบอกเมื่อสักครู่นี้ว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) เป็นช่องทางเพิ่มเติม ก็ดูสิมันมีช่องทางอื่นไหม แล้วเคยมีคดีไหม ท่านประธานครับ จนถึง วันนี้เรามี ๓ คดีครับ ผมเอาขึ้นมาเป็นตัวอย่างให้ดูนะครับ ๒ คดีแรกใช้ช่องทางบิตส์ (BITs) หรือข้อตกลงทวิภาคีในการคุ้มครองการลงทุน ในการฟ้อง🔗
อันที่ ๓ เป็นการฟ้องภายใต้เอฟทีเอ (FTA) ซึ่งเรามีกับออสเตรเลีย เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วเพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าการเรียกร้องความเป็นธรรมในกรณีที่รัฐ ไม่ทำตามข้อตกลง หรือไม่ทำตามข้อตกลงระหว่างประเทศก็มันมีช่องทางอยู่แล้ว ไม่ใช่ไม่มี เลย เราบอกว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) เป็นการเปิดประตูช่องเดียวช่องใหม่ ไม่ใช่ครับ เรามีประตู เดิมอยู่แล้วหลายช่อง อันนี้เพิ่มอีก ๑ ประตู เพิ่มอีก ๑ ช่องนะครับ🔗
ประการต่อไปที่เป็นข้อบทของซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่ไม่เหมือนกับข้อบทอื่น ๆ หรือในกรอบความตกลงอื่น ๆ ก็คือเรื่องการคุ้มครอง พรี เอสทาบลิชเมนต์ (Pre-Establishment) คือก่อนที่ท่านตั้งธุรกิจต้องได้รับความคุ้มครองด้วยนะครับ ฟังดูก็น่ากังวลนะครับ ถ้าฟังหัวข้อเหมือนกับว่ายังไม่ได้ทันทำธุรกิจเลยนี่ต้องคุ้มครอง เขาด้วย ก็ชัดเจนนะครับเป็นการคุ้มครองกรณีที่รัฐไปบอกให้เขาทำบางสิ่งบางอย่างก่อนที่จะ ลงนามข้อตกลงแล้วเกิดความเสียหายขึ้นเขาก็ขอให้คุ้มครอง ถามว่าเป็นธรรมไหม ก็พอไปได้ เป็นความเป็นธรรมอย่างหนึ่งนะครับ🔗
อีกอันหนึ่งเขาขอให้คุ้มครองก็คือเรื่องพอร์ตฟอลิโอ (Portfolio) ก็คือ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือในกองทุนต่าง ๆ เราเชิญทางคณะกรรมการกำกับดูแล กิจการของตลาดหลักทรัพย์มาให้ข้อมูลกับเรานะครับ เขาอ่านข้อบทโดยละเอียดทุกถ้อยคำ และยืนยันกับคณะของเราว่าไม่มีข้อใดเลยที่ไม่สอดคล้อง เพราะฉะนั้นในเรื่องพอร์ตฟอลิโอ อินเวสต์เมนต์ (Portfolio Investment) การลงทุนในลักษณะพอร์ตฟอลิโอ (Portfolio) หรือกองทุนเราสอดคล้อง และสามารถที่จะยอมรับเงื่อนไขในข้อบทของซีพีทีพีพี (CPTPP) ได้นะครับ🔗
อีกประการหนึ่ง หลังจากที่เราได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานต่าง ๆ เราก็พบ ชัดเจนนะครับท่านประธาน วันนี้หน่วยงานราชการต่าง ๆ ไม่ว่าข้อตกลงเดิมที่เรามีอยู่แล้ว และต้องมีการปรับตัวในการทำงานของภาคราชการหลาย ๆ หน่วยงาน ก็ชัดเจน อีกเหมือนกันครับหลายหน่วยงานไม่ทราบ ไม่ทราบจริง ๆ ว่าข้อตกลงแต่ละอัน รวมทั้ง อาเซียน (ASEAN) รวมทั้งอาเซียน+๓ (ASEAN+3) อาเซียน+๖ (ASEAN+6) อาร์เซ็ป (RCEP) ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่กำลังจะลงนามกันนี่ครับว่าแต่ละหน่วยงานต้องทำอะไรบ้าง อันนี้เห็นเป็น ข้อด้อยเลยครับว่าเราไม่ได้มีหน่วยงานใดเลยที่จะไปกระตุ้นให้แต่ละกรม กอง ฝ่ายของ ภาครัฐปรับตัว หรือปรับการทำงานของตัวเองให้สอดคล้องกับข้อตกลงที่มีขึ้น ตรงนี้ก็เป็น จุดอ่อนซึ่งเป็นเรื่องภายในอีกเช่นกันครับ เราก็ต้องปรับนะครับ ชาร์ต (Chart) ต่อไปนะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งที่เราดูก็คือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ในข้อบทของซีพีทีพีพี (CPTPP) หลักคิดก็คือให้เปิดตลาดมากขึ้นแล้วก็ให้โปร่งใสมากขึ้น นี่คือหลักนะครับ ถามว่า ดีไหมครับ โปร่งใสมากขึ้นผมว่าดีนะครับ เราทำแบบมุบมิบไม่ได้ ทำแบบไม่ได้ให้โอกาสไม่ได้ ทำแบบปล่อยให้ฮั้วกันไม่ได้ ตรงนี้ดีครับ ดีสำหรับประเทศไทยด้วยซ้ำไป แต่เปิดตลาด มากขึ้น ถ้าเปิดเร็วเกินไปกระทบไหม กระทบครับ เพราะฉะนั้นกลุ่มที่กังวลมากที่สุดคือ เอสเอ็มอี (SMEs) บริษัทขนาดกลาง ขนาดย่อม พวกเราก็ไปไล่ดูครับว่าในข้อบทซีพีทีพีพี (CPTPP) เรายกเว้นได้ไหม เราสงวนได้ไหม เราขอเวลาปรับตัวได้ไหม ยืนยันนะครับ ได้ทุกกรณีครับ เราสามารถสงวนเอสเอ็มอี (SMEs) ได้ ประเทศออสเตรเลียก็สงวนเอสเอ็มอี (SMEs) ไปแล้วเป็นสมาชิกอยู่นะครับ เราสงวนในเรื่องระยะเวลาปรับตัวได้ไหม ทำได้ เหมือนกัน หลายประเทศก็ขอสงวนหรือมีระยะเวลาในการปรับตัว เพราะฉะนั้นถ้าทำเช่นนั้น ได้เราก็เชิญทางกรมบัญชีกลางมาครับท่านประธาน กรมบัญชีกลางเราก็มาเช็ก (Check) ดูเลยครับว่ากติกาที่มีอยู่เป็นอย่างไร และกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กรายน้อยที่ประมูล กับโครงการของภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจปัจจุบันดำเนินการอย่างไร ก็พบครับว่าถ้าเราจะ ยกเว้นในกรณีเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ไม่ให้เกิดผลกระทบจากการเปิดตลาดตรงนี้จะ ครอบคลุมไหม ลักษณะ ขนาดของงานที่มีการประมูลกันสามารถเป็นข้อยกเว้นได้ไหม ก็ยืนยันนะครับกับท่านประธานและพวกเราทุกคนนะครับว่าที่เราศึกษามา ของกรมบัญชีกลางสามารถที่จะสงวนได้ และทำให้ไม่เกิดผลกระทบต่อเอสเอ็มอี (SMEs) ในปัจจุบันนี้ได้ครับ พูดด้วยความมั่นใจ แต่ในขณะเดียวกันเรามีกลุ่ม ๔ สมาคมครับกลุ่มก่อสร้าง แต่เดิมเลยเขากังวลมากเพราะเขา ยังไม่ได้อ่านข้อบท พอเขามาคุยกับพวกเราได้ ๒-๓ รอบ โดยที่มีเจ้าหน้าที่ของ กรมบัญชีกลางอยู่ด้วยเขาก็สบายใจขึ้นนะครับ และยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรมาว่าถ้าจะ เดินหน้าในการเจรจาเรื่องนี้เดินได้ แต่ขอให้ทำอะไรบ้าง เขาขอมา ๓ ข้อ ข้อ ๑ อยากเห็น จริง ๆ ว่าจัดตั้งสภาก่อสร้างให้เป็นเรื่องเป็นราว เขาขอมานานแล้วครับ แล้วหลายประเทศ มีไหมครับ มีครับ กลุ่มก่อสร้างต้องถือเป็นกลุ่มที่ทั้งจ้างงานมากและการหมุนเวียน ทางเศรษฐกิจต้องถือว่าสูงที่สุดในการลงทุน ดังนั้นกลุ่มก่อสร้างมีความหมาย อันที่ ๒ ที่เขา ขอก็คือว่าสัญญาที่ใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างของเราไม่ได้มาตรฐานสากลครับ เขาขอให้ใช้ของ ฟิดิก (FIDIC) นะครับ ซึ่งจากการที่เราคุยกับกรมบัญชีกลางรับไปแล้วนะครับท่านประธาน รับไปแล้วและเริ่มปรับแล้วเริ่มปรับใช้แล้ว อันนี้เขาก็สบายใจขึ้น อันที่ ๓ เขาขอมาก็คือขอให้ มีการจัดทำกฎหมายเพื่อกำกับดูแลส่งเสริมอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นพิเศษ เขาก็มีต้นแบบ ร่างส่งไปที่รัฐบาลแล้ว อันนี้เราก็อยากเห็นและผมคิดว่าสนับสนุนได้ครับทั้ง ๓ ข้อ ควรทำ อย่างยิ่ง แล้วก็น่าที่จะทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งมากขึ้น ชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ🔗
นอกจากนั้นในเรื่องจัดซื้อจัดจ้างมันมีอีกหลายประเด็น ประเด็นที่เรายังไม่ได้ ทำเลยครับเราสามารถทำบัญชีนวัตกรรมได้ เพื่อกำหนดเงื่อนไขผู้ประกอบการให้ปฏิบัติ ทั้งผู้ประกอบในประเทศและผู้ประกอบการในต่างประเทศ อันนี้ทำได้ครับไม่ได้ผิดกติกา อย่างไร มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในข้อบทซีพีทีพีพี (CPTPP) เขาเรียกออฟเซ็ต (Offset) คือพูด ง่าย ๆ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกับการจัดซื้อจัดจ้าง มีหลายประเทศเขาทำกันและตอนนี้ ก็เป็นแฟชันที่ทำไม่ว่าด้าน แม้กระทั่งด้านความมั่นคง หรือด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ที่มีเทคโนโลยีสำคัญ ๆ สามารถจัดซื้อจัดจ้างโดยการแลกเปลี่ยนกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี มาให้กับผู้ผลิตในประเทศทำได้ไหม ทำได้ แต่วันนี้เราไม่มีนโยบายนี้ เพราะฉะนั้นเราจะ เดินหน้าไปคุยกับเขาก็พูดง่าย ๆ เราไม่พร้อมที่จะไปคุยถ้าเราไม่มีนโยบายที่ชัด เรื่องนี้เราก็ เขียนไว้ชัดเจนนะครับ🔗
ในส่วนเรื่องสินค้ารีแมน (Reman) รีแพร์ (Repair) อะไรทั้งหลายนี่นะครับ ผมเรียนไปแล้วนะครับขึ้นอยู่กับทีโออาร์ (TOR) ของเรา เราจะซื้อของใหม่เขาบังคับให้เราซื้อ ของรีแมน (Reman) ไม่ได้ ของใช้แล้วไม่ได้ อันนี้ก็ค่อนข้างจะชัดเจนนะครับ ระหว่างที่เรา ศึกษาเรื่องนี้อยู่เราก็พบว่ามันมีอยู่ช่องหนึ่งครับ เงินบริจาคที่เข้าไปหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น ภาคการศึกษาหรือหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เราเพิ่งค้นพบว่าแม้กระทั่ง สตง. เข้าไปตรวจ ไม่ได้นะครับ อันนี้เป็นช่องโหว่ครับ ผมคิดว่าคณะเราเลยก็เสนอเหมือนกันครับ กรณีของ การจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้เงินบริจาคเป็นช่องโหว่ครับ ต้องตรวจได้ ต้องโปร่งใสเหมือนกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ไปใช้ช่องเงินบริจาคเป็นช่องรอดเล็ก ๆ หรืออาจจะใหญ่ ๆ ด้วยซ้ำนะครับ เพื่อความไม่ชอบมาพากล อันนี้เราก็เป็นข้อเสนอไว้ ชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ🔗
เรื่องรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานที่รับสิทธิพิเศษเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ ยืนยัน นะครับเจรจาข้อสงวนได้เช่นกันในข้อบทของซีพีทีพีพี (CPTPP) ตอนแรกในช่วงที่ยังไม่ได้ มีการลงรายละเอียดก็เป็นกังวลเหมือนกัน เพราะเรามีรัฐวิสาหกิจที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ สาธารณะ ตรงนี้เรายืนยันนะครับว่าสามารถสงวนได้ กรณีองค์การเภสัชกรรมเป็นกรณีพิเศษครับ เพราะองค์การเภสัชกรรมของเราทำหลายภารกิจเหลือเกินครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิจัยพัฒนา ความมั่นคงทางยา การดูแลสุขภาพประชาชน แต่ในขณะเดียวกันเราก็บอกว่าองค์การเภสัชกรรม ต้องส่งเงินเข้าคลังด้วยนะ เป็นเชิงพาณิชย์ด้วยนะ แต่ในขณะที่เป็นเชิงพาณิชย์การซื้อยาก็ได้ สิทธิพิเศษบางส่วน อันนี้พูดง่าย ๆ มีผลกระทบทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศ และมีผลกระทบ ต่อราคายาในประเทศ คณะเราก็เสนอครับว่าภารกิจใดขององค์การเภสัชกรรมที่เป็นภารกิจ เพื่อสังคมแยกส่วนให้ชัดครับ ภารกิจใดที่เป็นเชิงพาณิชย์ก็เป็นเชิงพาณิชย์ อย่างนั้นก็ต้องทำ ตามกติกาสากลเสีย ซึ่งก็จะได้ประโยชน์ทุกฝ่าย สิ่งเหล่านี้เราได้พูดคุยกับผู้แทนของ องค์การเภสัชกรรมนะครับ ถามว่าทำได้ไหม ทำได้ครับ เขาตอบชัด ๆ เลยนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบาย ถ้านโยบายกำหนดมาอย่างไรก็ทำได้ แล้วถ้าเราปรับโครงสร้าง องค์การเภสัชกรรมสักนิดหนึ่งเราก็จะไม่มีปัญหาในเรื่องการที่จะเป็นคู่เจรจาของซีพีทีพีพี (CPTPP) ในส่วนที่เป็นเชิงพาณิชย์นะครับ แต่ในส่วนที่เป็นเพื่อสังคม เพื่อประชาชน ยกเว้น ได้อยู่แล้วครับ ยกเว้นได้อยู่แล้ว และนอกจากนั้นเราก็สามารถที่จะกำหนดระยะเวลา เปลี่ยนผ่านได้ด้วยนะครับ🔗
ประเด็นต่อมาครับ เราดูเรื่องอุปสรรคเทคนิคต่อการค้า อันนี้เป็นข้อบทสำคัญ ข้อบทหนึ่งในข้อตกลงนี้นะครับ ยืนยันประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน ในซีพีทีพีพี (CPTPP) ไม่ได้ต้องการให้ประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นสมาชิกทำตามมาตรฐานที่สูงกว่า มาตรฐานสากลเลย มาตรฐานที่มีอยู่ทั้งหมดเป็นมาตรฐานสากล และประเทศไทยในฐานะ เป็นผู้ส่งออกถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประเทศก็ทำตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นส่งออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองอันนี้ต้องยืนยันกันให้ชัดนะครับ แต่สิ่งที่เรา อ่อนด้อยไปก็คือการกำกับดูแลสินค้านำเข้า ที่ผมเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ไปแล้วว่าอันนี้เราด้อยมากและเราควรจะต้องปรับปรุงอย่างมากมายนะครับ🔗
มาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมครับท่านประธาน เราสามารถบังคับการดูแล การนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมตามมาตรฐานที่เรามี พูดง่าย ๆ ผมยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ แล้วกันนะครับ วันนี้เรามีแบตเตอรี่จากประเทศใหญ่ประเทศหนึ่งที่ราคาถูกมาก แต่ใช้ได้ วันเดียวโยนทิ้ง อย่างนี้ครับผู้บริโภคเดือดร้อน ถูกมันก็ไม่ถูกจริง เพราะคุณภาพต่ำ องค์การ การค้าโลกให้ทุกประเทศสามารถกำหนดมาตรฐานการนำเข้าได้ ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ที่มีในประเทศ เราผลิตได้มาตรฐานดีแค่ไหนเราสามารถเอามาตรฐานนั้นกำหนดในการกำกับ ดูแลการนำเข้าได้ เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบ และเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคด้วย ตรงนี้ครับท่านประธาน ประเทศไทย ณ วันนี้เราค้ากันระหว่างประเทศเกือบหมื่นรายการนะครับ เราเพิ่งมีมาตรฐานอุตสาหกรรม ๑๑๐ รายการเองครับ ๑๑๐ น้อยมากครับ น้อยมาก ข้อเสนอของเราก็คือบอกว่าต้องไปปรับใหม่ครับ เราสามารถทำมาตรฐานอย่างต่ำที่สุด ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ รายการทำได้ครับ และจะทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนคนไทยมากขึ้น และกำกับดูแลการค้าได้ดีขึ้นตามกติกาสากล ทำได้ แต่ยังไม่ได้ทำ แล้ววันนี้รายการที่มีอยู่ น้อยจริง ๆ ครับ ๑๑๐ รายการถือว่าน้อยมากที่เป็นมาตรฐานบังคับนะครับ ฉลากแอลกอฮอล์ เราโดนร้องที่องค์การการค้าโลก ๑๔ รอบแล้วครับ บางครั้งเราก็บังคับกันเต็มที่เลยครับ อย่างเช่นคำว่า พรีเมียม (Premium) พอไปติดเราบอกไม่ได้ห้ามติด ก็ไปร้องเรียนกันที่ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ไม่ได้ข้อยุติสักทีครับ อันนี้ผมคิดว่าเราก็ต้องทบทวนว่าความสอดคล้อง และเจตนารมณ์ของการที่เราไปกำกับเพื่ออะไร เรากำกับเพื่อไม่ให้โฆษณาเกินจริง เรากำกับ เพื่อไม่ให้เป็นการกระตุ้นให้คนดื่มแอลกอฮอล์มาก แต่คำว่า พรีเมียม (Premium) มันเป็นการพูดถึงคุณภาพสินค้า อันนี้เราก็โดนร้องมา ๑๔ รอบแล้วนะครับ อันนี้เราควร จะต้องไปทบทวนนะครับ ในชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ🔗
เรายังไม่ได้มีการพูดคุยกับภาคเอกชนเลยครับ ประเทศไทยส่งออก ไปประเทศอื่นมีอุปสรรคเยอะนะครับ ซึ่งเป็นปัญหาทางเทคนิค แต่ชัดเจนว่าหน่วยงานรัฐ ยังไม่ได้คุยกับภาคเอกชน เพื่อที่จะสรุปมาเลยว่าปัญหาเหล่านี้เวลาไปเจรจาถ้าเราเดินเข้าไป เจรจามันต้องมีข้อมูลเหล่านี้ครับ เพื่อกำหนดประเด็นเจรจาเลย เพื่อเป็นประโยชน์ของ ประเทศไทยและผู้ประกอบการไทย ตรงนี้เห็นได้ชัดว่ายังอ่อนด้อยมากครับ ยังทำน้อยมาก ตรงนี้ต้องมีการปรับปรุงนะครับ🔗
กรณีเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้ชัดเจนมากนะครับ เรายังไม่มี ข้อกำหนดเลยครับว่าอันนี้มันกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้เราต้องปรับครับ ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเขามีการเก็บภาษีพิเศษในการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ อันนี้เรายังไม่ได้ทำนะครับ🔗
สินค้าอินทรีย์ เกษตรอินทรีย์ เราเก่งมาก อันนี้น่าจะเป็นโอกาสของเรา แต่มาตรฐานของเรามีหลายมาตรฐานครับ ในประเทศไทยวันนี้มี ๓-๔ มาตรฐาน การกำกับ ดูแลยังไม่เข้มข้น การที่จะทำอย่างไรที่จะให้ได้ประโยชน์จากตรงนี้ก็คือต้องให้มี มาตรฐานเดียว เกษตรอินทรีย์มาตรฐานเดียว แต่เป็นมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในสากล ทำอย่างไร โจทย์คืออย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราพร้อมตรงนี้เรารุกตลาดได้ในเรื่อง เกษตรอินทรีย์ชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ🔗
มาตรการด้านสุขอนามัยพืชและสุขอนามัยโดยทั่วไป ก็ต้องยืนยันครับ วิธีการทำงานของเรา วิธีการกำหนดมาตรฐานของเรายังไม่ค่อยอ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์ เท่าไรนะครับ ทั้งโลกมันไปหลักวิทยาศาสตร์หมดแล้ว อันนี้ก็เป็นข้อเสนอนะครับ เอาหลัก วิทยาศาสตร์มาจับให้เป็นที่ยอมรับเสีย ดูแลการนำเข้าได้พูดไปแล้วนะครับ ปรับปรุง บางเรื่อง ในข้อบทซีพีทีพีพี (CPTPP) เขาบอกว่าเพื่อความโปร่งใสคุณประกาศอะไร ให้ระยะเวลามีขั้นต่ำไว้นะครับ ก็ปฏิบัติได้ไหม ได้ครับ แล้วมันจะดีกับผู้ประกอบการ มากขึ้นไหม กับผู้บริโภคมากขึ้นไหม ดีครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้สามารถปฏิบัติได้🔗
ของเรายังมีสองมาตรฐานอยู่ครับท่านประธาน ในกระทรวงเดียวกัน เวลารับรองมาตรฐานใครเขาต้องการให้เรารับรองมาตรฐาน บางหน่วยงานในกระทรวงหนึ่ง ก็บอกว่าให้เขาออกค่าใช้จ่าย อีกหน่วยงานในกระทรวงเดียวกัน บอกเราเป็นคนออก ค่าใช้จ่าย อันนี้แค่เราบอกว่าเอาให้ชัดครับ ทั้งโลกถ้าเราเป็นคนรับรอง เราควรจะออก ค่าใช้จ่าย เพราะจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งของผลประโยชน์ ผู้ที่จะมาให้เรารับรอง มาจ่ายเงินให้เราได้อย่างไร แต่เราเก็บค่าธรรมเนียมได้ไหม ได้ แต่ไม่ใช่เป็นผู้จ้าง ตรงนี้ต้องชัดนะครับ ตรงนี้กติกายังไม่ชัดนะครับ🔗
ข้อกังวลเรื่องการนำเข้าเนื้อสุกรนะครับ เรื่องสารเร่งเนื้อแดง อันนี้คณะของเราได้ทำความเข้าใจกับกลุ่มต่าง ๆ แล้ว จริง ๆ อยู่ดี ๆ มาขายของเหลือกิน ในประเทศ ในราคาต่ำได้ไหม ไม่ได้ครับท่านประธานเข้าข่ายการทุ่มตลาด เรามีกฎหมาย ตอบโต้การทุ่มตลาดไหม มีอยู่แล้วครับ ออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ตอนท่านประธาน เป็นนายกรัฐมนตรีและยังใช้จนถึงทุกวันนี้ เราสามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้ อันนี้ก็ได้อธิบาย ไปแล้วข้อกังวลก็ลดลงไป🔗
ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีข้อเรียกร้องของประเทศไทยเองและประเทศ อื่น ๆ ที่เป็นสมาชิกในเรื่องมาตรฐานสุขอนามัยแล้วก็ปัญหาทางเทคนิคนะครับ ก็ขออนุญาต ขึ้นชาร์ต (Chart) ให้ดูคร่าว ๆ ว่านี่คือประเด็นที่มีการบันทึกไว้เป็นบัญชีคงค้างของทุก ประเทศ ทั้งประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ เรื่องเหล่านี้ต้องนำมาเป็นประเด็นในการเจรจา อย่าปล่อยให้เขาเจรจาเรียกร้องฝ่ายเดียวต่อประเทศไทย ประเทศไทยก็มีข้อเรียกร้อง กับประเทศอื่นเช่นกันนะครับ🔗
สุดท้ายครับท่านประธานเราดูเรื่องสินค้าขยะอันตราย อันนี้ต้องเรียน ท่านประธานว่าประเทศบางประเทศ ประเทศใหญ่เลยครับ เช่น ประเทศจีนเขาออก กฎหมายเลยนะครับไม่ให้มีการรีไซเคิล (Recycle) ในประเทศเขาแล้ว เพราะเขาพบว่า เมื่อไรก็แล้วแต่มีโรงงงานรีไซเคิล (Recycle) ปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ตรงนั้นมันกระทบ รุนแรง จีนไม่เอาเลย พอจีนไม่เอาปั๊บ สินค้าขยะเหล่านี้ก็ไปตามประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทยเราก็เห็นชัดนะครับว่าขยะที่ เรียกว่าขยะมันเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตบางอย่าง ฉะนั้นข้อเสนอของเราคืออย่างนี้ครับ หลังจากที่พูดคุยกับฝ่ายต่าง ๆ นะครับ ทั้งที่กังวลแล้วก็ที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ข้อสรุปเราก็คือว่า🔗
ประการแรก เราควรจะให้สัตยาบัน ในนี้เขาเรียกบาเซล แบน อะเมนด์เมนต์ (Basel Ban Amendment) คือการห้ามส่งออกของเสียอันตรายไปรีไซเคิล (Recycle) ประเทศอื่น ถ้าประเทศไทยจะรีไซเคิล (Recycle) เอง จะนำเข้าส่วนหนึ่งเป็นวัตถุดิบ เป็นทางเลือกของประเทศนะครับ ขึ้นอยู่กับนโยบายและขึ้นอยู่กับการกำกับดูแล แต่ในขณะเดียวกันเราไม่ควรส่งเสริมให้มีการส่งต่อขยะอันตรายไปประเทศอื่น อันนี้ผมคิดว่า เราอยู่ในวิสัยที่จะให้สัตยาบันได้ ในขณะเดียวกันเรายังไม่มีนโยบายที่ชัดเรื่องโรงงานรีไซเคิล (Recycle) ในประเทศ เพราะมันมีเนื้อหาสาระค่อนข้างมาก และมีผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมากเหมือนกัน และมีประเด็นเรื่องการกำกับดูแลที่จะต้องเข้มข้น ตรงนี้เรายังไม่มีนโยบายชัดเจนนะครับ เราก็บอกว่าขอให้มีนโยบายตรงนี้ให้ชัด แล้วก็ให้ ทบทวน พ.ร.บ. โรงงาน ๒๕๖๒ ให้สอดคล้องกับนโยบายรีไซเคิล (Recycle) เพราะที่ผ่านมา ยังไม่สอดคล้องกัน อันนี้ก็เป็นเนื้อหาสาระของคณะที่ ๓ ที่ได้มีการพิจารณากันทั้งหมด ๑๑ ประเด็นนะครับ ก็เรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับขอย้ำว่า วันนี้เราจะเดินไปเจรจา ได้ไหม เดินไปเจรจาได้เพราะมันใช้เวลา ๒-๓ ปี กว่าจะเจรจาจบ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเรายังไม่ปรับปรุงโครงสร้างภายในประเทศเลยแม้แต่นิดเดียว ไปที่ไหน เราก็เดือดร้อน และจะมีผลกระทบรุนแรง เงื่อนไขก็คือต้องมีการปรับตัวภายใน ต้องมี การจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับภารกิจที่จำเป็นในการที่จะเดินไปข้างหน้า เราไม่มี ทางเลือกมากหรอกครับ แต่เรามีทางเลือกในการที่จะปรับโครงสร้างภายในให้เร็วที่สุด และทำให้เราสามารถจะเจรจากับทุกกรอบข้อตกลงได้ สหภาพยุโรปไม่ต่างกับกรอบนี้ เท่าไรนะครับ🔗
แล้วก็ท้ายที่สุดจริง ๆ ครับท่านประธานในเรื่องของยูพอฟ (UPOV) ที่พูดคุยกัน และเรื่องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา คณะผมก็ได้เริ่มพูดคุยกับหลายประเทศแล้วนะครับ ปัญหาของยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ก็คือว่า คุ้มครองเมล็ดพันธุ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ อันนี้หลักการดีไหม ดีครับ แต่ยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) มีปัญหาตรงที่ว่าไม่ให้ ความสำคัญกับต้นทางที่นำมาใช้ในการประดิษฐ์เมล็ดพันธุ์ใหม่ ไม่ให้มีการส่งต่อผลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นใหม่กับต้นทาง ซึ่งอันนี้ถามว่าขัดไหมครับ มันขัดกับข้อตกลง อันหนึ่งครับ เรื่องซีบีดี (CBD) ครับ คอนเวนชัน ออน ไบโอโลจิคัล ไดเวอร์ซิตี (Convention on Biological Diversity) ซึ่งจริง ๆ แล้วให้ส่งต่อได้ แต่พอประเทศใดจะออกกฎหมาย ในลักษณะที่ให้ส่งต่อผลประโยชน์ไปปั๊บกลายเป็นว่ายูพอฟ (UPOV) ไม่อนุมัติ มาเลเซีย พยายามทำตรงนี้เอาร่างกฎหมายส่งไปให้ดู ไม่อนุมัติครับ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าผิดครับ แล้วผิดปกติ และประเทศไทยต้องเชิญชวนทุกประเทศที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน ซึ่งรวมทั้ง นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เวียดนาม มาเลเซีย เหมือนกันหมดเลยครับ จริง ๆ สมาชิกซีพีทีพีพี (CPTPP) ทุกคนมีปัญหาเหมือนกันหมด คุ้มครอง หลักการคุ้มครองไม่มีปัญหา ไม่ติดใจ แต่หลักอยู่ดี ๆ ว่าต้องมาตรวจกฎหมายบ้านเรา อันนี้เกินครับ อันนี้เกินไป และในลักษณะ ที่ต้องห้ามใส่เงื่อนไขการส่งต่อผลประโยชน์ อันนี้ก็เกินไป และไม่สอดคล้องกับซีบีดี (CBD) หรือคอนเวนชัน ออน ไบโอโลจิคัล ไดเวอร์ซิตี (Convention on Biological Diversity) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และทุกประเทศที่เป็นสมาชิกของซีพีทีพีพี (CPTPP) เป็นภาคี อยู่ด้วย และในการจะเดินต่อไปในเรื่องนี้ประเทศไทยในภาพรวมต้องไปเจรจาในระดับ พหุภาคีในเรื่องเหล่านี้ ผมคิดว่าอยู่ในวิสัยที่ทำได้ และจะเกิดประโยชน์สูงสุดครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ก็ได้อนุญาต ให้กรรมาธิการที่ท่านประธานวีระกรได้กำหนดไว้ทั้ง ๓ เรื่อง คือท่านอนันต์ ศรีพันธุ์ ท่านศุภชัย ท่านวาโย และคุณเกียรติ คนสุดท้ายสักครู่นี้ แต่ว่ามีกรรมาธิการที่เสนอชื่อมาเอง อีก ๒ ท่าน แต่ว่าก่อนที่ท่านกรรมาธิการ ๒ ท่านจะอภิปราย ผมขออนุญาตเรียนว่าเราจะได้ เตรียมตัวนะครับ ขณะนี้มีเพื่อน ๆ เสนอชื่อมาแล้วทั้งหมด ๑๑ ท่าน ผมลำดับชื่อไปนะครับ เพื่อพวกเราที่อยู่ลำดับหลังจะได้ไปรับประทานอาหารได้แล้วคนที่อยู่ลำดับต้นจะได้เตรียมตัว ท่านแรกก็คือ คุณจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ คุณมานพ คีรีภูวดล นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช นายสมคิด เชื้อคง นายวรภพ วิริยะโรจน์ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว นายนิยม เวชกามา นางสาวสกุณา สาระนันท์ นายกนก วงษ์ตระหง่าน นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ผมจะลำดับไปนะครับ เพราะว่าท่านทีหลังจะได้ไปรับประทานอาหารได้ไม่ต้องพะวงเรื่องว่า จะมาไม่ทัน แต่ว่าโดยที่มีกรรมาธิการเสนอชื่อท่านมาอีก ๒ ท่าน เขาขอว่า ๑. ท่านมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ นายระวี มาศฉมาดล ทั้ง ๒ ท่านกรุณาคุมเวลาด้วยนะครับ เพราะว่า ได้อนุญาตให้บุคคลที่ท่านประธานอนุญาตนั้นได้ชี้แจงได้เต็มที่แล้วครับ เชิญท่านมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาตก่อนท่านมนูญนิดเดียวครับ กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ ซีพีทีพีพี (CPTPP) นะครับ ตอนที่เราได้เริ่มมีการเสนอญัตติเข้าสภามันมีความเห็นต่าง ในพวกเราจำนวนหนึ่ง🔗
คุณหมอจะขอก่อน ใช่ไหมครับ🔗
ครับ ผมขออนุญาตก่อนครับ ท่านประธาน🔗
เชิญเลยครับ เชิญ🔗
ตอนนั้นความเห็นต่างของเราก็คือว่า บางส่วนเห็นว่าถ้าไม่เข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) เราจะตกรถด่วนขบวนสุดท้าย แต่บางส่วน ก็เห็นว่าตกรถดีกว่าติดหล่มนะครับ แล้วก็ท่ามกลางช่วงนั้นก็มีข่าวว่าภายในเวลาอีกประมาณ ๑ เดือนกว่า ครม. จะตัดสินใจเรื่องการเข้าเจรจาซีพีทีพีพี (CPTPP) ประมาณ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ แต่หลังจากที่เราได้ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาแล้ว ซึ่งมีทั้ง ส.ส. จากทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ข้าราชการ มีอธิบดีหลายกรมมากที่อยู่ในกรรมาธิการ มีเอ็นจีโอ (NGO) ผู้ที่คัดค้านการเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) หลังจากทุกฝ่ายได้เข้ามาทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ในที่สุด กรรมาธิการเราก็มีความเห็นค่อนข้างจะไปในทิศทางเดียวกัน ดังต่อไปนี้นะครับ🔗
ประการแรก เราพบว่าเมื่อเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียในการเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) แล้วกรรมาธิการพบว่าบางธุรกิจจะมีข้อดี แต่บางธุรกิจก็มีข้อเสีย และสุดท้าย เราก็พบว่า ณ วันนี้ข้อเสียจะมากกว่าข้อดี เพราะว่าที่สำคัญคือประเทศเราไม่ได้มีการเตรียม ความพร้อมอย่างเพียงพอในการเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) และสุดท้ายก็ต้องขอบคุณรัฐบาล ที่ไม่ยื่นเข้าร่วมเจรจากับซีพีทีพีพี (CPTPP) ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา🔗
ประการต่อมานะครับ เราพบว่าแนวโน้มการค้าของตลาดโลกและการแข่งขัน ของโลกอาจจะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในการที่ต้องเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) ในอนาคต รวมถึงเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งมีทิศทางแนวโน้มคล้าย ๆ กับของซีพีทีพีพี (CPTPP) ดังนั้นเราจึงมีความเห็นว่าประเทศต้องมีการเตรียมความพร้อม ภายในประเทศจากทุกภาคส่วนโดยด่วนให้ทันสถานการณ์🔗
ประการที่ ๓ ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะต้องเร่งตั้งคณะกรรมการที่จะมา รับผิดชอบเรื่องการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) โดยด่วน ต้องมี เจ้าภาพที่ต้องรับผิดที่ชัดเจน ต้องหาข้อมูล ต้องสรุปข้อมูลทุกประเด็นของสนธิสัญญา ให้ชัดเจน ต้องมีแผนงบประมาณให้ชัดเจน เพราะว่าในงบปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านสภาไปแล้ว ปรากฏว่าแทบจะไม่มีงบเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้เลย ต้องให้มีตัวแทนจากภาคประชาชน ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย และที่สำคัญก็คือคณะกรรมการนี้ต้องกำหนด ไทม์ไลน์ (Timeline) ชัดเจนว่าประเทศต้องเตรียมความพร้อมถึงระดับใดที่เหมาะสมก่อน จึงจะเข้าร่วมการเจรจาซีพีทีพีพี (CPTPP)🔗
ประการต่อมานะครับ รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะส่วนที่จะได้รับผลกระทบอย่างจริงจังและต้องครอบคลุมทุกภาคส่วน ต้องให้ข้อมูล และข้อเท็จจริงกับประชาชนอย่างแท้จริงทั้งด้านบวก ด้านลบ ต้องให้ประชาชนได้รับทราบ ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการที่จะเตรียมความพร้อม รัฐบาลมีงบประมาณที่จะเตรียมความพร้อม อย่างไรประชาชนถึงจะเห็นด้วย และประชาชนจึงจะมีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อม🔗
ประการที่ ๕ ในการเจรจารัฐบาลต้องมีกรอบการเจรจาที่ชัดเจนว่าจะต้อง ขอผ่อนผันกับทางซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่ชัดเจนในเรื่องใด เรื่องใดที่เราจะปรับตัวได้ช้าก็ต้อง ขอถ่วงเวลาให้นานที่สุด ต้องถ่วงเวลาให้ประเทศมีความพร้อมอย่างเพียงพอทุกภาคส่วน จึงจะทำให้มีผลบังคับ ถ้าเราไม่เดินในแนวทางนี้ยากที่ประเทศไทยเข้าแล้วจะเกิดผลดี มากกว่าผลเสีย🔗
ประการที่ ๖ ต้องมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อให้มีงบประมาณในการเตรียม ความพร้อมอย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม และชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่ในการตั้งกองทุนนี้ รัฐบาลจะต้องเน้นไปในการเตรียมความพร้อม ไม่ใช่ไปเน้นที่การชดเชยผลกระทบ ไม่ใช่ก่อให้เกิดผลกระทบก่อนแล้วถึงไปชดเชย แต่เร่งทำอย่างไรที่จะทุ่มงบประมาณ โดยรีบด่วนให้ทุกภาคส่วนเกิดความพร้อมก่อน🔗
สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ อนุกรรมาธิการทั้ง ๓ คณะก็ได้รายงานไปแล้ว ผมขอสรุปสั้น ๆ ว่า🔗
ข้อที่ ๑ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังไม่พร้อม🔗
ข้อที่ ๒ อนาคตเราอาจจะต้องเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) และเอฟทีเอ (FTA) อื่น ๆ🔗
ข้อที่ ๓ รัฐต้องเร่งเตรียมความพร้อมและงบประมาณโดยเร่งด่วน🔗
ข้อสุดท้ายครับ ประชาชนทุกภาคส่วนต้องได้รับข้อมูลจริง และมีส่วนร่วม ในการขับเคลื่อน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านกรรมาธิการ มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ขอเชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ดอกเตอร์มนูญ สิวาภิรมรัตน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ ผมขอนำเสนอความคิดเห็นในประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ ขั้นแรกผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้กับความสำเร็จของคณะกรรมาธิการชุดนี้ โดยเฉพาะท่านประธาน ผมขอบอก เลยนะครับว่าในที่นี้ไม่มีกลุ่มบุคคลใดที่มีข้อเท็จจริง มีประสบการณ์ มีความมุ่งมั่นเท่ากับ คณะกรรมาธิการชุดนี้ ความสำเร็จของคณะกรรมาธิการชุดนี้อยู่ที่การนำเอาผู้ที่เห็นด้วย กับผู้ที่เห็นต่างมาพูดคุยกันอยู่บนหลักการของเหตุและผล อยู่บนผลประโยชน์ ของประเทศชาติเป็นหลัก ทุกฝ่ายรับฟังซึ่งกันและกัน ภาพรวมสุดท้ายกรรมาธิการทุกท่าน ทราบดีนะครับว่า ข้อดี ข้อเสียของการเข้าร่วมกรอบการค้าเสรีซีพีทีพีพี (CPTPP) คืออะไร สิ่งที่ผมอยากนำเสนอในเชิงยุทธศาสตร์ก็คือประเทศไทยเรามีวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ซึ่งปัจจุบันการดำเนินการก็มีอุปสรรคเป็นอย่างมากนะครับ สุดท้าย เราจะต้องมาดูกันว่าเมืองไทยเราจะขายของที่มีมูลค่าน้อยหรือว่าจะขายของที่มีมูลค่าสูง ถ้าเราถามคำถามนี้ทุกคนก็บอกว่าเราก็ต้องขายของมีมูลค่าสูงสิครับ แต่การที่จะขายของ มีมูลค่าสูงตลาดต้องมี เราจะต้องหาตลาดที่มีกำลังซื้อสูงไม่ใช่ว่าตลาดทั่ว ๆ ไปจะมีกำลังซื้อ สินค้าที่มีมูลค่าสูงแล้วเราจะไปขายสินค้าที่มีมูลค่าสูงกับใคร กับประเทศไหน ผมอยากให้ เมืองไทยทั้งท่านนายกรัฐมนตรี ท่านคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ มาช่วยกัน กำหนดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในเรื่องของการค้าโลก ดูตัวอย่างง่าย ๆ ประเทศเวียดนามที่มีการกำหนดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์การค้าได้อย่างเหมาะสม ทำให้ตอนนี้เวียดนามมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากอีกไม่นานก็คงแซงประเทศไทยนะครับ ฉะนั้นประเทศไทยเราก็จะต้องมานั่งกำหนดวิสัยทัศน์ กำหนดยุทธศาสตร์ในเรื่องของการค้า เราจะเล่นกรอบใด กรอบดับเบิลยูทีโอ (WTO) การค้าเสรี กรอบทวิภาคี กรอบพหุภาคี เราจะเอากรอบไหน ซึ่งถามไปตอนนี้ทุกคนก็บอกว่าเราก็เจรจาทุกกรอบ แต่สุดท้าย เราก็จะต้องมุ่งไปในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ผมว่ามันเป็นไปตามกระแสโลกว่าทั่วโลกเขาจะ เล่นในกรอบใดสิ่งสำคัญที่สุดของประเทศก็คือการมีวิสัยทัศน์ ประเทศไทยเราจะต้องมี การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อให้ตอบสนองกับวิสัยทัศน์ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ยกตัวอย่างของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยเป็นตัวไอซีอี (ICE) หรือว่าเป็นเครื่องยนต์ สันดาปภายใน สุดท้ายตรงนี้มันจะถูกแทนที่โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งโครงสร้าง อุตสาหกรรมมีความแตกต่างจากธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นเครื่องสันดาปภายใน อย่างมีนัยสำคัญ ฉะนั้นผมเห็นว่าตัวยานยนต์ไฟฟ้ามันจะเป็นตัวนิว เอส เคิร์ฟ (New S Curve) เป็นธุรกิจสำหรับประเทศไทยที่จะทำให้ประเทศไทยขับเคลื่อนต่อไปได้ แล้วก็ในตอนนี้ในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ รวมทั้ง ส.ส. อีกหลายท่านก็มีการผลักดันในเรื่องของสเปเชียล อีโคนอมิก โซน (Special Economic Zone) หรือเขตการค้า เพื่อให้เกิดการกระจาย ความเจริญอย่างแท้จริง สุดท้ายการผลักดันสิ่งเหล่านี้มันต้องมีตลาดรองรับนะครับ ถึงเวลา หรือยังที่เราจะต้องหาตลาดใหม่เพื่อธุรกิจนิว เอส เคิร์ฟ (New S Curve) เพื่อธุรกิจสเปเชียล อีโคนอมิก โซน (Special Economic Zone) เพื่อธุรกิจอีอีซี (EEC) ผมมองว่ารัฐบาลจะต้องตัดสินใจในเรื่องวิสัยทัศน์ และตำแหน่งจุดยุทธศาสตร์ของประเทศ บนโลกนี้ว่าประเทศไทยจะอยู่ตำแหน่งใดในเรื่องการค้าโลกนะครับ เราจะเป็นประเทศ กำลังพัฒนาต่อไป หรือว่าจะก้าวข้ามมาอยู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) จีเอสพี (GSP) ที่เคยมีมองไปข้างหน้าในอนาคตก็คงถูกตัดหมดนะครับ เราจะต้องมากำหนดว่าประเทศไทย จะยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองจะยืนอยู่ได้อย่างไรนะครับ จะต้องหาตลาดใหม่ ๆ ซึ่งการค้าเสรี กรอบเอฟทีเอ (FTA) ต่าง ๆ สุดท้ายก็น่าจะเป็นคำตอบนะครับ การกำหนดจุดยุทธศาสตร์ ของประเทศบนการค้าโลก ทำให้เราสามารถกำหนดบริบทที่เกี่ยวข้องกับซีบีพี (CBP) ซีพีทีพีพี (CPTPP) ได้อย่างชัดเจนว่ามันสอดคล้องกับวิสัยทัศน์เราไหม ถ้าเรามองว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) มีความจำเป็นกับประเทศผมก็ขอเรียกร้องให้รีบดำเนินการให้รวดเร็วต่อไปนะครับ แต่ถ้าเรามองว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) ยังไม่เหมาะ ยังไม่จำเป็นกับประเทศก็ควรที่จะมี การเจรจากรอบการค้าเอฟทีเอ (FTA) อื่น ๆ เพื่อชดเชยกรอบการค้าซีพีทีพีพี (CPTPP) อย่างที่เราศึกษากันมาตลอดว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) กระทบกับใครบ้างนะครับ ผมมองว่า การกระทบกับอุตสาหกรรมใด ธุรกิจใด บุคคลใดเราจะต้องเอาข้อเสียเหล่านี้มาหาวิธีช่วย บรรเทาให้ทุกคนยอมรับได้นะครับ เพราะว่าการเจรจากรอบการค้าเสรีก็มีผู้ได้ ผู้เสียนะครับ ผู้เสียเราก็ต้องหาวิธีช่วยบรรเทาในเรื่องผลกระทบให้กับเขานะครับ ข้อกังวลต่าง ๆ ในรายงานที่คณะกรรมาธิการเสนอก็มีอยู่ในรายงานอยู่แล้ว ผมขอเสนอว่าให้รัฐบาลจัดตั้งทีม ไทยแลนด์ (Team Thailand) ขึ้นมา เพื่อดูว่าจะแก้ไขข้อกังวลที่มีเหล่านี้อย่างไรนะครับ ยกตัวอย่างในเรื่องของกองทุนเอฟทีเอ (FTA) ที่ไม่มีเงินหรือเรื่องของเมล็ดพันธุ์พืชยูพอฟ (UPOV) สิทธิบัตรยาต่าง ๆ ที่เราพูดถึง แล้วก็ยังมีข้อเสียหรือเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายนะครับ การเข้า ไม่เข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ไม่มีความหมาย สิ่งที่มีความหมายก็คือจุดอ่อนอย่างนี้ เหล่านี้เราต้องปิดให้ได้ เพราะว่าสุดท้ายเราจะไปเจรจากรอบการค้าเสรีอะไรเราก็จะเจอ เรื่องพวกนี้มาตลอด เพราะว่าปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่ผมมองว่ามันแก้ได้แต่ต้องใช้เงิน ใช้เวลา แต่ก็จะมีบางเรื่องที่แก้ไขไม่ได้เราก็ต้องมาพูดคุยกัน ช่วยผู้ประกอบการให้เขาเปลี่ยน ช่วยประชาชนให้มีอาชีพใหม่ รัฐบาลก็ต้องช่วยในเรื่องของงบประมาณ แล้วก็ระยะเวลา ในการแก้ไข🔗
สุดท้ายนี้ผมขอเรียกร้องให้เราทุกคนมานั่งคุยกัน พูดความจริงกันว่า การเข้าร่วม ไม่เข้าร่วมเกิดปัญหาอะไร เน้นการทำความเข้าใจอย่างที่กรรมาธิการชุดนี้ ดำเนินการอยู่ก็คือทุกฝ่ายคุยกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ประเทศ มีเหตุ มีผล ฉะนั้น ผมว่าสิ่งเหล่านี้คณะกรรมาธิการสามารถดำเนินการให้เรื่องอย่างนี้เดินหน้าต่อไปได้นะครับ ถ้าเราทุกคนยืนอยู่บนหลักการของเหตุและผลนะครับ แล้วก็ผลประโยชน์ของประเทศ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ผมขออนุญาต ให้นายแพทย์จาตุรงค์ได้อภิปรายก่อนนะครับ หลังจากนั้นที่ปรึกษากรรมาธิการ นางสาวจิราพร จะขออนุญาตต่อจากนั้นอีกท่านหนึ่งนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ผมเองต้องขอกราบขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม ได้อภิปราย และขอนำเรียนว่าถ้าเกิดอภิปรายเกินเวลาไปบ้างสักเล็กน้อยก็ขออนุญาต ท่านประธานครับ วันนี้เป็นเรื่องที่พวกเราได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ ๑๐ มิถุนายน โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพวกเราเสนอญัตติถึง ๙ ญัตติ ขณะนั้นผมเองเป็นหนึ่งในนั้น ที่ได้เสนอญัตติเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่พี่น้องประชาชนกำลังเฝ้ากังวลและติดตาม เรื่องของปัญหาเมล็ดพันธุ์ข้าว เรื่องของปัญหาเรื่องยา เพราะฉะนั้นวันนี้กรรมาธิการ ได้ดำเนินการโดยได้ประชุมกัน โดยท่านประธานวีระกร คำประกอบ และประธาน อนุกรรมาธิการอีก ๓ ท่านแล้วผมเห็นว่าได้ทำมาค่อนข้างที่จะดี แต่ประเด็นที่ผมเองจะนำเรียนและขออภิปรายเพิ่มเติมก็คือ ในช่วงนี้ประเทศที่เข้าร่วม ทั้งหมด ๑๑ ประเทศ หลังจากสหรัฐอเมริกาถอนตัวไปเมื่อปี ๒๕๖๐ ใน ๑๑ ประเทศ มี ๗ ประเทศเท่านั้นที่ลงสัตยาบันดำเนินการจริง ๆ คือ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และเวียดนาม อีก ๔ ประเทศไม่ได้ลงสัตยาบันกับเราคือ เปรู ชิลี มาเลเซียและบรูไน แล้วก็อีก ๒ ประเทศที่เราไม่มีเอฟทีเอ (FTA) คือแคนาดากับเม็กซิโก ซึ่งในการดำเนินการค่อนข้างที่จะมีโอกาสทำเอฟทีเอ (FTA) ในส่วน ๒ ประเทศนี้ได้ ท่านประธานครับ จากการที่คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการนั้นผมเองค่อนข้างที่จะบอกว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการ แล้วก็อยากเน้นย้ำว่าเราต้องทำความจริง ความกระจ่างให้ปรากฏ กรรมาธิการได้เสนอเรื่อง🔗
๑. ต้องมีความพร้อม รัฐบาลต้องมีนโยบาย งบประมาณสนับสนุนบุคลากร และให้มีข้อมูลในการสนับสนุนอย่างเต็มที่🔗
๒. ถ้าเกิดมีการเจรจาจริงจะต้องฟังความเห็นประชาชนรอบด้าน โดยเฉพาะ เงื่อนไขอ่อนไหวต้องให้เขารับรู้ตลอด เพราะเขาไม่มีโอกาสจะมาอยู่บนเวทีโลกได้🔗
๓. ก็คือเรื่องของการตั้งกองทุน ตรงนี้สำคัญมาก เพราะว่าอย่างไรก็ต้องมี กองทุนเยียวยาสำหรับผลกระทบทางด้านลบที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเกษตรกร🔗
ผมจะขออนุญาตอภิปรายในส่วนของภาคเกษตร การเกษตรและพันธุ์พืช ประมาณ ๒-๓ ประเด็น แล้วก็เรื่องของสาธารณสุข การแพทย์ แล้วก็เรื่องของเศรษฐกิจ สังคม🔗
เรื่องเกษตรที่เป็นหลักจริง ๆ ท่านประธานครับ ก็คือประชาชนกังวลวิถีชีวิต ของชาวบ้านในเรื่องของการถูกรอนสิทธิในการใช้พันธุ์พืช การทำแหล่งจากการเข้าเป็น ยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ซีพีทีพีพี (CPTPP) แล้วเขาจะมีสิทธิมากน้อยแค่ไหน รวมทั้ง การจดพันธุ์พืชพันธุ์ใหม่ ตรงนี้วิถีชีวิตจริง ๆ เราต้องทำให้เขาทราบจริง ๆ ว่ามีความกังวล จริง ๆ เพราะว่าเกษตรกรก็อยากได้เมล็ดพันธุ์ที่มีผลผลิตที่ดี อย่างเช่นข้าวหอมมะลิ ก็อยากได้ราคา อยากได้ผลผลิตจากนี้แค่ ๓๐๐-๔๐๐ ถ้าเขาเกิดมีนักปรับปรุงพันธุ์ไปทำ ผลผลิตได้ ๕๐๐-๖๐๐ แล้วเราซื้อเขามา ๑ ครอป (Crop) มาเพาะปลูก ครอป (Crop) ต่อไป กังวลเหลือเกินว่าจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์นี้ไปปลูกในฤดูกาลต่อไปได้ ตรงนี้กรรมาธิการ ต้องชี้แจงว่าที่เขาเขียนว่าเพื่อยังชีพนี่แค่ไหน อย่างไร และที่สำคัญคือยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) นั้นไม่ได้บังคับให้นักปรับปรุงพันธุ์ไปบอกว่าต้นสายมาจากประเทศไหน อันนี้ผิดมาก เพราะฉะนั้นต้นประเทศก็ไม่ได้รับผลประโยชน์ แบ่งปันผลประโยชน์เลย ตรงนี้ ต้องเร่งเลยครับว่าจะต้องให้สามารถแบ่งผลประโยชน์ได้ และเขาก็บังคับว่าภายใน ๑๐ ปี อย่างไรก็ต้องจดทะเบียนสิทธิบัตรให้เขาให้ได้ ซึ่งตรงนี้เราคงต้องเจรจาต่อรอง เพราะเป็น การเปลี่ยนผ่าน วิถีชีวิตของชาวบ้านเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับการทำนา การแลกเมล็ดพันธุ์ การเปลี่ยนแปลง การใช้วิถีชีวิตทางวัฒนธรรมเขาสามารถไปทำให้เพื่อนบ้านได้แล้ว แต่ตรงนี้ เป็นข้อกังวลที่เราต้องทำให้ชัดเจนว่าการแลกเปลี่ยนต้องทำได้ แล้วก็ที่สำคัญคือวิถีชีวิต ต้องเป็นอยู่ให้ได้นะครับ🔗
แล้วก็ที่สำคัญอันที่ ๒ ก็คือ เรื่องที่เราบอกว่าอยากให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ของพืชเขตร้อนชื้นผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลย ขณะนี้ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหารหลัก ประเทศอื่นไม่มีอะไรที่พร้อมเท่าประเทศเรา ไม่ว่าจะภูมิอากาศต่าง ๆ แต่เรากลับด้อยในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ พันธุ์พืช อย่างที่ผมเอง ในฐานะที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม ท่านประธานณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ท่านวีระกร ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒-๓ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกรมการข้าว กรมวิชาการ สวก. ต่าง ๆ ทุกคนมารวมกัน งานวิจัยกรมการข้าว มีนักปรับปรุงพันธุ์แค่ ๓๘ ราย มีนักเทคโนโลยี ๕๘ ราย ทั้งหมดมีอยู่ ๒๑๑ ราย ทั้ง ๆ ที่เป็น เรื่องใหญ่มากที่จะต้องดูนักปรับปรุงพันธุ์ แต่ว่างบประมาณปีที่แล้ว ๑๙๓ ล้านบาท ปีนี้ ๑๗๘ ล้านบาท ปีหน้าเขาขอไป ๔๔๐ ล้านบาทก็ถูกตัด เพราะอะไร เพราะงบไปพูล (Pool) รวมอยู่กับกระทรวง อว. และเป็นก้อนใหญ่ที่เขาจะดีเฟนด์ (Defend) นั้นไม่ได้ ดังนั้นต้องดูว่าถ้าเราแยกไม่ได้ก็ต้องเป็นไพรออริตี (Priority) แรกในเรื่องของ การปรับปรุงพันธุ์ให้มีสายพันธุ์ที่ดีเพื่อเราจะได้เป็นข้อสำคัญ เพราะเราต้องการที่จะเป็น ศูนย์กลางพันธุ์พืช เราต้องใช้ประโยชน์ตรงนี้ ถ้าเรามีพันธุ์ที่ดีเราสามารถไปประเทศอื่น ๆ เหมือนเป็นเจ้า เป็นหลัก เป็นฮับ (Hub) ของอันนี้เลย แต่ขณะนี้เราด้อยมากเรื่องงบประมาณ บุคลากร หรือแม้กระทั่งพันธุ์ข้าว ต้องใช้เวลา ๗ ปี ในการผสมสายพันธุ์ ซึ่งทราบว่าทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติใช้แสงไอออน (Ion) จะมา ช่วยจะลดเวลาเหลือ ๓ ปีครึ่ง ซึ่งท่านรัฐมนตรีประภัตรมาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ เรื่องเมล็ดพันธุ์เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าขณะนี้ชาวนาต้องการพันธุ์ข้าวประมาณ ๑.๔ ล้านตัน ปรากฏว่าที่สำคัญเขาเก็บไว้ใช้ประมาณ ๖๒ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในตลาด ๓๘ เปอร์เซ็นต์ คือเก็บไว้ใช้ ๘๗๐,๐๐๐ ตัน ไว้ใช้ ๕๗๐,๐๐๐ ตัน ใน ๕๗๐,๐๐๐ ยังไม่ได้ดูแลอย่างดี ศูนย์พันธุ์ข้าว ๒๘ ศูนย์ ศูนย์ข้าวชุมชนก็น้อย ในส่วนที่เขามีอยู่ก็ไม่มีการแลกเปลี่ยน นี่คือหลักที่รัฐบาลต้องทุ่มเทตรงนี้เป็นเรื่องแรกเลยในเรื่องของเกษตร นอกจากนั้นก็คือ ในเรื่องของทางด้านการแพทย์ สาธารณสุข ผมเรียนว่าเรานี่อยากให้ประชาชนใช้ยาที่มี คุณภาพดี มีทางเลือกและยาต้องถูก ยามี ๒ ประเภทท่านประธานคือยาที่เป็นออริจินัล (Original) หรือยาต้นแบบที่จากต่างประเทศ และยาสามัญที่เรียกจีนเนริก (Generic) เป็นยาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันแต่ถูกลง ถ้าเราเข้ายูพอฟ (UPOV) มีความกังวลว่า เรามีโอกาสที่จะใช้ยาแพง เนื่องจากมีเรื่องของเพเทนต์ ลิงเกจ (Patent Linkage) ซึ่งตรงนี้ ผมต้องเรียนว่าเราคงต้องดูว่าทำอย่างไร เพราะถ้าเกิดเราลดเรื่องของการใช้ยาจีเนริก เนม (Generic Name) เข้าได้เร็ว โดยที่เขามีข้อบังคับว่าอาจจะมีการบังคับชั่วคราวฟ้องศาลทำให้ เกิดข้อกังวลในการพิสูจน์สิทธิ นี่คือเรื่องสำคัญ🔗
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องซีแอล (CL) นะครับ คอมพัลซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) ตรงนี้สำคัญ เพราะว่าเราจำเป็นเนื่องจากกฎของเราที่จะทำมีอยู่ ๓ เรื่อง คือ ๑. เรื่องฉุกเฉิน ๒. เรื่องเป็นภัยทางสาธารณสุข และ ๓. คือเรื่องการที่ไม่เกิดหวังผลกำไร ขณะนี้ถ้าสอดคล้องกับโควิด-๑๙ (COVID-19) เกิดสมมุติมียาขึ้นมา แล้วมีการจดสิทธิบัตร แล้วเกิดยาแพง ถ้าเราไม่มีตรงนี้ คือเราทำซีแอล (CL) ไม่ได้เหมือนในอดีตที่เราทำแล้ว เมื่อปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๔๘-๒๕๕๓ เราประหยัดเงินไปตั้ง ๒๗,๖๐๐ กว่าล้าน เพราะฉะนั้นตรงนี้ สำคัญเรื่องซีแอล (CL)🔗
ประเด็นที่ ๓ ก็คือในเรื่องทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องของทางด้าน ทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องเทรด รีเลติง แอสเพกต์ (Trade Relating Aspects) หรือทริปส์ (TRIPS) บางครั้งเราอาจจะทำแล้วแต่เขาบอกว่าเราถูกบังคับโดย อย. กังวลนะครับว่านั่นคือ เป็นการเวนคืนทรัพย์สินหรือว่าเป็นการเอาประโยชน์เข้ามาทางอ้อม ซึ่งตรงนี้เป็นความกังวล เพราะฉะนั้นผมจะเรียนเรื่องอื่นคือเรื่องของทางด้านการค้าเศรษฐกิจก็มีปัญหาเรื่องของ ที่บอกว่าเรื่องไอเอสดีเอส (ISDS) เพราะว่านักลงทุนจะมาฟ้องได้ในประเด็นสำคัญ🔗
สุดท้ายผมจะเรียนถามว่าขณะที่เราทำอยู่ในช่วงที่รัฐบาลของอเมริกา ยังเป็นของประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ ขณะนี้เปลี่ยนเป็นท่านโจ ไบเดิน เราจะมีแนวคิดอย่างไร ว่าเขาจะกลับมาอยู่ในซีพีทีพีพี (CPTPP) หรือไม่ หรือจะมาทำในแค่อินโดแปซิฟิก ทำในกลุ่มเล็ก ๆ เพราะว่าถ้ากลับเข้ามาซีพีทีพีพี (CPTPP) มันลีจิต (Legit) มาก ๑๐ ปี ต้องเข้า บังคับให้เข้าเราจะปฏิบัติกันอย่างไร แต่ที่เสนอแนะจริง ๆ คือเราต้องเตรียม ความพร้อมในทุกด้าน งบประมาณ นโยบาย บุคลากรต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ การแพทย์ที่เก่าที่เอาเข้ามาเสมือนใหม่ถ้าเราไม่เขียนปุ๊บเราจะบอกไม่เอาเขาบอกกีดกัน แต่ถ้าเอามาคุณภาพไม่พร้อม ประโยชน์คนไข้เป็นอย่างไร คนไข้ลำบาก เดือดร้อน และขยะอีกด้วยนะครับ ก็ต้องขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวจิราพร สินธุไพร ที่ปรึกษากรรมาธิการ ขอเชิญนะครับ แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็น คุณมานพ คีรีภูวดล จะได้เตรียมตัว นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช แล้วหลังจากนั้น เป็นศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ขอเชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการ ดิฉันขอใช้สิทธิกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในการอภิปรายเพื่อชี้ประเด็นที่ดิฉัน ได้สงวนความเห็นในรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งปรากฏรายละเอียดในภาคผนวก ญ หน้า ๑๗๕ โดยดิฉันกราบเรียนว่าด้วยการทำงานอย่างหนักของคณะกรรมาธิการทุกท่าน ทำให้รายงานที่ออกมาค่อนข้างจะครอบคลุมมากอยู่แล้ว แต่เพื่อให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ดิฉันขออภิปรายเพื่อให้ข้อสังเกตเพิ่มจากที่ท่านประธานได้ชี้แจงต่อที่ประชุม โดยจะขอ อภิปรายเฉพาะในสาระสำคัญดังต่อไปนี้ค่ะ🔗
ประเด็นแรก ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตต่อรายงานหน้า ๕๘ ภายใต้หัวข้อ ผลการศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ข้อที่ ๔.๕.๑ ซึ่งกรรมาธิการได้ให้ ความเห็นว่าการที่จะตัดสินใจเข้าร่วมความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ ความพร้อมของประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยยังจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้าน รัฐบาล จะต้องผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างภายในประเทศเพื่อสร้างความพร้อมทางการแข่งขัน และการเปิดเสรีทางการค้า โดยกรรมาธิการเสนอให้ปรับโครงสร้างอากรขาเข้าวัตถุดิบ และกึ่งสำเร็จรูปให้เป็นร้อยละ ๐ ซึ่งดิฉันได้เสนอให้ตัดคำว่า ร้อยละ ๐ ออก แล้วแทนด้วย คำว่า ที่เหมาะสม ดังนั้นประโยคก็จะกลายเป็น การปรับโครงสร้างอากรขาเข้าวัตถุดิบและ กึ่งสำเร็จรูปที่เหมาะสม ที่ดิฉันขอปรับแก้ถ้อยคำนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าแม้ในการศึกษา ครั้งนี้จะได้เชิญหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมาร่วมประชุมแล้ว แต่ข้อเสนอดังกล่าว เป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้นยังไม่ได้หารือผู้ที่มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน นอกจากนี้การที่ ให้ปรับโครงสร้างอากรขาเข้าครอบคลุมสินค้าวัตถุดิบทั้งหมดอาจจะไปกระทบกับผู้ผลิต ต้นน้ำ กลางน้ำ ที่เป็นผู้ประกอบการไทยรายอื่นซึ่งจำนวนอาจจะมากกว่ากลุ่มที่ได้ประโยชน์ จากการนำเข้าเสียอีกก็ได้ ดังนั้นดิฉันเห็นว่าการกำหนดอัตราภาษีนำเข้านั้นจำเป็นต้องอาศัย ความละเอียดรอบคอบ ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องให้มีการวิจัย แล้วก็วิเคราะห์ อย่างรอบด้านและนำเสนอโดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และผ่านการหารือผู้มีส่วนได้เสีย ครบทุกมิติอย่างทั่วถึงก่อนที่จะสามารถระบุรายการสินค้า และกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสมได้🔗
ประเด็นที่ ๒ ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตต่อรายงานในหน้า ๕๘ ข้อ ๔ ว่า นอกจาก จะต้องผลักดันให้มีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าแล้ว รัฐบาลควรพิจารณาผลักดันให้มีการจัดตั้งหน่วยงานด้านการพัฒนาผู้ประกอบการไทยด้วย การเปิดเสรีทางการค้าแน่นอนว่าย่อมมีผู้ประกอบการในประเทศได้รับผลกระทบ แต่การที่ รัฐบาลจะไปเจรจาเปิดเสรีทางการค้าแล้วถ้าเกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการในประเทศ แล้วยังต้องมาตั้งงบประมาณแผ่นดิน เพื่อที่จะเยียวยาแบบไม่มีที่สิ้นสุดแบบนี้ไม่ใช่ การแก้ปัญหาในระยะยาว แต่สิ่งที่สำคัญคือเราต้องพัฒนาสินค้าและการบริการที่ยังขาด ศักยภาพทางการแข่งขันให้สามารถแข่งขันได้อย่างแท้จริง ในอดีตที่ผ่านมาเรามีกองทุน อยู่แล้ว มีการจัดอบรม มีการจัดสัมมนาสำหรับผู้ประกอบการ แต่ถามว่าประสบความสำเร็จ หรือไม่ หรือผู้ประกอบการสามารถที่จะมีความแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา การจัดสรรงบประมาณเป็นแบบเบี้ยหัวแตกค่ะ แต่ละหน่วยงานก็ต่างคนต่างดำเนินการ ไม่มีหน่วยงานที่ดูแลอย่างต่อเนื่องเป็นการเฉพาะ ดิฉันจึงเห็นว่าต่อไปนี้เราควรจะมี หน่วยงานสำหรับพัฒนาผู้ประกอบการไทยเป็นการเฉพาะ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งกองทุน เอฟทีเอ (FTA) เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าในระยะยาว นอกจากนี้หากรัฐบาลมีมาตรการ หรือโครงการที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยรัฐบาล ต้องมีกลไกการตรวจสอบผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิในการช่วยเหลือและเยียวยา อย่างรอบคอบ เพราะปัจจุบันการแยกแยะนิติบุคคลสัญชาติไทยและต่างชาติเป็นไปได้ยากมาก เราจะเห็นว่าปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ถูกควบคุมและบริหารจัดการโดยต่างชาติ ดังนั้นการจัดตั้ง หน่วยงานขึ้นมา และเอาเงินภาษีของประชาชนคนไทยไปใช้ดูแลช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจะต้องมีความระมัดระวังในการดำเนินการ ต้องมีกลไกในการตรวจสอบว่า กองทุนนั้นหรือหน่วยงานนั้น ๆ ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยจริงหรือไม่ จึงเป็นที่มาว่า ดิฉันได้ขอเพิ่มข้อความในหน้า ๕๘ ข้อ ๔ ต่ออีกว่า การจัดตั้งหน่วยงานและกองทุน ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าจะต้องมุ่งเน้นให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ที่เป็นบุคคลและนิติบุคคลสัญชาติไทย เน้นคำว่า สัญชาติไทย ต้องปรับตัวและพัฒนา ความสามารถทางการแข่งขันกับผู้ประกอบการต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม🔗
ประเด็นที่ ๓ ดิฉันได้เพิ่มข้อความในหน้า ๗๗ ข้อ ๕.๓ (๑) ให้มีการวิเคราะห์ เพิ่มเติมถึงผลกระทบต่อสินค้าเกษตรที่ไทยจะส่งออกไปยังตลาดซีพีทีพีพี (CPTPP) ว่าจะสามารถส่งออกได้จริงตามมาตรฐานและสุขอนามัยหรือไม่ เพราะแม้ว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการส่งออกสินค้าของไทยภายใต้หลักการการลดภาษีนำเข้า ของซีพีทีพีพี (CPTPP) แต่เงื่อนไขอื่น ๆ ที่เป็นการกีดกันทางการค้าประเทศสมาชิก ก็ยังสามารถใช้ได้อยู่ โดยเฉพาะเงื่อนไขทางด้านมาตรฐานสุขอนามัยซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าเกษตร และสินค้าอาหารของไทยมาก ถึงแม้ว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) จะมีบทว่าด้วยเรื่องมาตรฐาน ด้านสุขอนามัยพืชและสัตว์แต่เป็นมาตรฐานที่สูงค่ะ ดังนั้นอาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือหนึ่ง ให้กับประเทศสมาชิกแต่ละประเทศใช้ในการกีดกันการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยได้ ดังนั้น จึงควรต้องมีการศึกษาวิจัยสินค้าเกษตรของไทยเป็นรายสินค้าด้วยไม่ใช่เน้นแต่เฉพาะสินค้า อุตสาหกรรม ซึ่งสินค้าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นที่สินค้าที่ผลิตโดยต่างชาติ โดยใช้ประเทศ ไทยเป็นฐานการผลิต ประโยชน์ที่ได้ไม่ได้ตกอยู่กับเกษตรกรแล้วก็ประชากรส่วนใหญ่ ของประเทศ🔗
ประเด็นที่ ๔ ประเด็นสุดท้าย ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตไว้ปรากฏในรายงาน หน้า ๗๙ ข้อ ๕ (๔) ประเด็นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) กรรมาธิการได้ระบุในรายงานว่า ไทยอาจยอมรับเรื่องการยกเว้นการเก็บอากรขาเข้าสำหรับ การส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออีทรานส์มิสชัน (e-Transmission) ดิฉันได้เสนอให้ตัด ประโยคนี้ออกไปจากรายงานฉบับนี้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ จากการศึกษาประเด็นพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์พบว่าองค์การการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ (WTO) ได้ให้สมาชิกยกเว้น การเก็บภาษีการค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้ชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นจึงหมายความว่าในอนาคตสมาชิก สามารถเก็บภาษีการค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่ความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) ได้บังคับ ให้ประเทศสมาชิกยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าสำหรับการค้าสินค้าหรือบริการ ที่ส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นการถาวร ซึ่งเป็นการกำหนดข้อห้ามต่อสมาชิกที่มากกว่า องค์การการค้าโลกค่ะ แม้ว่าที่ผ่านมาจะยังไม่มีประเทศใดที่สามารถกำกับดูแลและเรียกเก็บ อากรขาเข้าสำหรับการส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่เราอย่าลืมว่าปัจจุบันเทคโนโลยี พัฒนาไปเร็วมาก หากในอนาคตประเทศต่าง ๆ สามารถค้นพบวิธีการหรือเทคโนโลยีสำหรับ การจัดเก็บภาษีศุลกากรนี้ได้ การเข้าร่วมความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) จะเป็นการปิดกั้น โอกาสที่ไทยจะจัดเก็บภาษีศุลกากรชนิดนี้ เท่ากับรัฐบาลจะสูญเสียรายได้มหาศาล ซึ่งการเก็บภาษีสรรพากรและสรรพสามิตไม่สามารถชดเชยการเก็บภาษีศุลกากรได้ค่ะ โดยเฉพาะในช่วงการเกิดวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นตัวอย่างให้เราเห็นการเติบโต ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ที่โตแบบก้าวกระโดด สวนทางกับหลายธุรกิจที่ล้ม ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัส พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ขยับจากช่องทางการซื้อแบบ ออฟไลน์ (Offline) มาแบบออนไลน์ (Online) มีแนวโน้มที่เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว ท่านประธานที่เคารพคะ นอกจากภาษีจะเป็นรายได้ของรัฐบาลแล้วยังเป็นการปกป้อง ผู้ประกอบการในประเทศ ถ้าเทียบกับกรณีของสินค้าที่ผ่านมาประเทศที่กำลังพัฒนามักจะมี ภาษีสินค้านำเข้าสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วก็เพื่อปกป้องสินค้าในประเทศ ในกรณีของ การค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ก็เช่นเดียวกัน ประเทศที่เรียกร้องให้ยกเลิกการเก็บ ภาษีอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ส่วนใหญ่ ที่ขอให้ยกเลิกเป็นการถาวรส่วนใหญ่ เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ไทยมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้ ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้วก็ย่อมต้องมีภาษีเป็นแต้มต่อ เพื่อที่จะสามารถแข่งขัน กับต่างชาติได้ นอกจากนี้การให้ความเห็นชี้นำรัฐบาลว่าอาจยอมรับในประเด็นพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ในลักษณะนี้อาจเป็นการตัดสินใจล่วงหน้าสำหรับอนาคตที่เรายังมองไม่เห็น ซึ่งหากเหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น อาจจะสร้างผลกระทบต่อประเทศไทยในด้านลบ อย่างมหาศาล ดิฉันเห็นว่ารายงานของคณะกรรมาธิการควรจะมีความรอบคอบค่ะ มิฉะนั้น จะสร้างผลกระทบใหญ่หลวงให้กับประเทศไทยแล้วต้องมีการเสนอด้วยความเป็นกลาง ต้องระบุถึงข้อดี ข้อเสีย และข้อเท็จจริงในประเด็นต่าง ๆ โดยไม่ต้องตัดสินอนาคตที่เรา ยังมองไม่เห็นดิฉันเรียนว่าดิฉันจะขอเสนอเฉพาะสาระสำคัญเท่านั้น เพื่อที่จะได้บันทึกไว้ใน รายงานการประชุมที่จะส่งต่อไปยังรัฐบาล แต่ว่ายังมีอีกหลายประเด็นที่ดิฉันได้ให้ข้อสังเกต เอาไว้เพื่อให้รัฐบาลนำไปศึกษาต่อในเชิงลึก ซึ่งเพื่อเป็นการประหยัดเวลาของสภาแห่งนี้ ท่านสมาชิกสามารถดาวน์โหลด (Download) จากคิวอาร์ โค้ด (QR Code) ในภาคผนวก ญ หน้า ๑๗๕ เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายมานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเสนอแนะอภิปรายในรายงานของกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่อง ซีพีทีพีพี (CPTPP) นะครับ คือผมก็ได้อภิปรายมีการยื่นญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ ผมมีความเป็นห่วงโดยเฉพาะในภาคเกษตรเรื่องเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพี่น้องภาคชนบท แล้วก็พี่น้องชาติพันธุ์ที่ยังคงมีเมล็ดพันธุ์ที่เป็นดั้งเดิมอีกจำนวนมากนะครับ ท่านประธานครับ จากรายงานของกรรมาธิการผมคิดว่าก็มีรายละเอียด มีข้อเสนอแนะที่ชัดเจนว่าความพร้อม ของประเทศหลาย ๆ ด้านเรายังไม่พร้อม ถึงแม้ว่าเราอาจจะต้องมีวิธีการหรือว่าทางออก ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัว การสงวนท่าทีในบางเรื่องหรือว่าการเจรจาตกลงอันนี้ผมก็เห็นด้วย ทั้งหมดนะครับว่าเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรอบคอบในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ พี่น้องคนในชาตินี้จำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งมันก็เป็น ความมั่นคงของชาติอีกด้านหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมจะขออภิปรายเสนอแนะในประเด็น เรื่องข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการในด้านเกษตรแล้วก็พันธุ์พืชนะครับ🔗
ในข้อที่ ๓ นะครับท่านประธานข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการบอกว่า ผมขออนุญาตอ่านนะครับท่านประธาน รัฐต้องเร่งรัดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครอง พันธุ์พืช พุทธศักราช ๒๕๔๒ และอนุญาตเพื่อแก้ปัญหาการใช้กฎหมายเตรียมการให้ กลุ่มเกษตรกรมีการปรับตัว การสร้างเสริมความเข้มแข็งด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช พัฒนาพันธุ์พืช เอื้อประโยชน์ต่อการทำเกษตรที่ยั่งยืน การขับเคลื่อนให้ประเทศ เป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ พันธุ์พืชในเขตร้อนก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัตินี้ ที่มีหลักการของอนุสัญญาว่าด้วยยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) อนุสัญญาอื่น ๆ ที่ประเทศ ไทยและเป็นภาคีสมาชิกนะครับประเด็นนี้ครับท่านประธานที่ผมอยากจะเพิ่มเติมในรายงาน เพื่อที่จะเป็นเครื่องป้องกันให้กับเกษตรกรแล้วก็พี่น้องคนในประเทศนี้ครับ🔗
ท่านประธานครับ ในปี ๒๐๑๘ สหประชาชาติก็มีปฏิญญาสากล แห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของเกษตรกร เรื่องนี้ผมยังไม่เห็นกรรมาธิการได้หยิบยกขึ้นมา เพื่อที่จะเป็นเครื่องป้องกันหรือว่าเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่จะนำไปสู่การปรับตัวก็ดี การเจรจาก็ดี เพราะว่าในปฏิญญาสากลหรือว่าเราเรียกย่อ ๆ ว่า ยูเอ็นดรอป (UNDROP) เป็นการคุ้มครอง เกษตรกรและบุคคลอื่น ๆ ที่ทำงานในเขตชนบท ในข้อตกลงนี้นะครับผมคิดว่ามีความสำคัญ อยู่ ๕ ข้อที่เป็นเนื้อหาในปฏิญญาสากลแห่งสหประชาชาตินี้นะครับ ก็คือข้อที่ ๕ ครับ🔗
ข้อที่ ๕ สิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ อันนี้ก็เป็น พื้นฐานของเกษตรกรกลุ่มรายย่อยของพี่น้องที่อยู่ในชนบทอยู่แล้วนะครับ บางคนต้องพึ่งพา ธรรมชาติในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งในข้อตกลงในปฏิญญาสากลนี้ นะครับ🔗
ข้อที่ ๒ สิทธิในอาหาร ความมั่นคงทางอาหารและเอกราชทางอาหาร อันนี้ก็อยู่ในข้อตกลงนี้นะครับ🔗
ข้อที่ ๑๗ สิทธิในที่ดิน อันนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่มากเลยครับท่านประธาน เรื่องนี้ยังเป็นปัญหาของพี่น้องในประเทศนี้ ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน เราพบว่ามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า ๑๙ หน่วยงาน เราพบว่าข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานถือครอง แล้วก็เสนอต่อกรรมาธิการ ประเทศไทยมีอยู่ ๓๒๐ ล้านไร่ แต่หน่วยงานที่ถือครองซ้อนกันไปซ้อนกันมามีอยู่เกือบ ๕๒๐ ล้านไร่ครับท่านประธาน นี่คือปัญหา เพราะฉะนั้นก็คือว่าการเข้าถึงในสิทธิในที่ดิน เหล่านี้มันจะมีผลต่อเรื่องของการลงนาม มันจะมีผลต่อเรื่องของกฎหมายตัวอื่น🔗
ข้อที่ ๑๙ สิทธิในเมล็ดพันธุ์ ในอนุสัญญานี้ ปฏิญญาสากลนี้นะครับ ผมคิดว่า ได้รับรอง แล้วก็ได้ให้ความสำคัญกับเกษตรกรที่อยู่ในภาคชนบท เกษตรกรรายย่อยนี่นะครับ ว่าสิทธิในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์🔗
ข้อที่ ๒๐ ในปฏิญญาสากลนี้นะครับ สิทธิในความหลากหลายทางชีวภาพ🔗
เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วครับท่านประธาน ๕ ข้อที่ผมว่านะครับคือข้อที่ ๕ ข้อที่ ๑๕ ข้อที่ ๑๗ ข้อที่ ๑๙ ข้อที่ ๒๐ ในปฏิญญาสากลแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของ เกษตรกรและบุคคลอื่นที่ทำงานในภาคชนบทหรือว่ายูเอ็นดรอป (UNDROP) นี่นะครับ ผมคิดว่าถ้าเราได้มีเนื้อหา ได้หยิบเนื้อหาตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานก็จะมีน้ำหนัก ในการที่จะปกป้องหรือว่ายื้อเวลา หรือว่าสร้างเงื่อนไข หรือว่าปรับตัว หรือว่าสงวนอะไรต่าง ๆ ที่กรรมาธิการได้ชี้แจงนะครับคิดว่าเรายังมีเวลา เพราะว่าโดยเงื่อนไขแล้วเท่าที่อ่าน ในรายงานแล้วก็ฟังจากกรรมาธิการได้นำเสนอรายงานนี้ ผมคิดว่าความพร้อมในเชิง โครงสร้าง ในเชิงกลไก ในเชิงองค์กร หรือแม้แต่เครื่องไม้เครื่องมือของพวกเราในประเทศนี้ ยังมีความพร้อมน้อยมาก สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเราจำเป็นจะต้องหยิบเอาเครื่องมือระดับสากล ที่เรียกว่าปฏิญญาสากลแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของเกษตรกรและบุคคลอื่น ๆ ที่ทำงานในภาคชนบทหรือว่ายูเอ็นดรอป (UNDROP) นี้มาเป็นเนื้อหา มาเป็นเงื่อนไข ในการเสนอรายงานเพื่อที่จะให้ตัวแทน หรือว่ากรรมการ หรือคณะทำงานที่จะเกิดขึ้น ในการดำเนินงานเรื่องนี้ได้พูดคุย ได้หยิบเนื้อหานี้ในการทำงานต่อไป ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน🔗
ต่อไป เชิญท่านปิยะรัฐชย์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ ท่านประธานคะ ดิฉันจะขออนุญาตท่านประธานอภิปราย และแสดงความคิดเห็นในหัวข้อซีพีทีพีพี (CPTPP) นะคะ เนื่องจากว่าดิฉันเองได้รับแล้วก็ได้ ศึกษาข้อสังเกตบางประการของคณะกรรมาธิการศึกษาผลกระทบซีพีทีพีพี (CPTPP) ซึ่งยังมี อีกหลายประเด็นที่ดิฉันยังเป็นกังวล และดิฉันคิดว่าควรจะต้องมีการศึกษาข้อตกลงนี้ อย่างละเอียดอีกครั้ง ถึงแม้ว่าข้อตกลงนี้จะมีข้อดีคือจะทำให้รายได้ของการส่งออกของเรา เพิ่มสูงขึ้นอีกหลายเท่า และถ้าหากประเทศไทยไม่เข้าร่วมก็อาจจะเสียโอกาสในครั้งนี้ได้ค่ะ แต่ดิฉันเองก็ยังมีข้อกังวลอยู่อีกหลายเรื่องและหลายด้านดังต่อไปนี้ค่ะ🔗
เรื่องของการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ถ้าไทยเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) เราก็จะต้อง เข้าร่วมภาคีอนุสัญญายูพูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) หรือสหภาพเพื่อคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยต้องแก้กฎหมายบางอย่าง ซึ่งจะไม่อนุญาตให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ ไว้ใช้เองได้ โดยปกติแล้วเกษตรกรส่วนใหญ่จะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ หรือซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นส่วนน้อยมากที่เกษตรกรจะซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัท ซึ่งจะมีราคาแพงมากกว่า ๓-๕ เท่า ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาถ้าทำแบบนี้แล้วมันจะทำให้เกษตรกรของเรา จะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่จากนายทุนทุกปี ปลูกปีนี้ได้ปีหน้า เกษตรกรก็มีโอกาสจะถูกนายทุน ฟ้องร้องได้ค่ะ แล้วถ้าเกิดมีการผสมพันธุ์พืชขึ้นมาไม่ว่าจะเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เกิดจากที่นาที่อยู่ติดกัน ลมพัดไป แมลงพาไป พืชเกิดผสมกัน แล้วพอถูกตรวจพบเกษตรกร ก็ถูกฟ้อง หรือแม้กระทั่งชาวบ้านเองก็ไม่สามารถที่จะผสมพันธุ์พืชชนิดใหม่ ๆ เองได้นะคะ🔗
ส่วนในด้านต่อไปก็คือการเข้าถึงยาสามัญที่จะทำให้ประชาชนชาวไทย เข้าถึงยาสามัญได้ยากขึ้น ท่านประธานคะ ยาสามัญคือยาที่มีคุณสมบัติทางเภสัชศาสตร์ และการรักษาเหมือนกับยาต้นแบบค่ะ ซึ่งยาสามัญจะมีราคาถูกกว่ามาก เพราะไม่ต้อง มีค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษาเหมือนกับยาต้นแบบ แต่การมาของซีพีทีพีพี (CPTPP) นี้ จะทำให้ยาสามัญเข้าถึงตลาดได้ช้ามากและเกิดการผูกขาดขึ้นค่ะ เพราะขั้นตอนของการขอ ขึ้นทะเบียนยาก็จะซับซ้อนมากขึ้น ปกติแล้วรัฐจะสามารถประกาศงดใช้สิทธิบัตร บางประการได้หากมีความจำเป็น เช่นยาที่ต้องใช้อย่างเร่งด่วนหรือยาที่มีความจำเป็น เป็นอย่างสูง แต่ซีพีทีพีพี (CPTPP) จะทำให้รัฐไม่กล้าทำแบบนี้อีกต่อไป เพราะเสี่ยง ที่จะถูกฟ้องได้ค่ะ🔗
ท่านประธานคะ นอกจากเรื่องยาและเมล็ดพันธุ์ที่กระทบกับประชาชนชาวไทย โดยตรงแล้วซีพีทีพีพี (CPTPP) ยังมีอีกหลายเรื่องที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาระดับรัฐตามมาอีก มากมาย จากข้อตกลงที่คุ้มครองผู้ลงทุนมากจนเกินไป จนทำให้รัฐอาจถูกฟ้องร้องได้ค่ะ การให้แต้มต่อกับต่างชาติมากเกินไป เราต้องมาคำนึงแล้ว ละค่ะว่าสักวันความช่วยเหลือเหล่านี้อาจจะสิ้นสุดลงเมื่อไรก็ได้แล้วเราจะทำอย่างไรคะ หนำซ้ำความช่วยเหลือที่ผ่านมาก็ไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจพื้นฐาน ได้ประโยชน์แต่โครงสร้าง ส่วนบนเพราะเน้นการเติบโตและจีดีพี (GDP) เพียงอย่างเดียว นโยบายที่พาต่างชาติมาใช้ สิทธิเหล่านี้แล้วตัวเองได้แต่ค่าแรงและภาษี พอสิทธิทางภาษีหมดพวกเขาเหล่านั้นก็ย้าย การลงทุนไปยังประเทศที่ได้ผลประโยชน์ทิ้งความเสื่อมโทรมทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม มาให้คนไทยรุ่นหลังได้แก้ไข ท่านประธานคะ เราต้องหันกลับมาคิดกันใหม่แล้วว่าอะไรคือ รากเหง้าพื้นฐานของประเทศไทย เรามีพื้นฐานด้านกสิกรรมเราจะต่อยอดอย่างไร เรามีวัฒนธรรม ทรัพยากร รวมถึงกิจกรรมสำหรับการท่องเที่ยว เรามีความเชื่อมั่นในระบบ สาธารณสุขของเรา เราจะได้ประโยชน์ในสิ่งเหล่านี้เพื่อการหารายได้ได้อย่างไร เราเป็น คอนเนกเตอร์ (Connector) ค่ะท่านประธาน เราเป็นคอนเนกเตอร์ (Connector) ในการเชื่อมต่อระหว่างแปซิฟิกไปยังมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งชนกันระหว่างประชากรเกิน ๑,๐๐๐ ล้านคนของอินเดียและจีน โลกยุคใหม่จึงเป็นเรื่องของการขนส่งด้านคมนาคม สุขภาพ อีโคโนมีส์ ออฟ สปีด (Economies of Speed) บทบาทพ่อค้าคนกลางจะลดน้อยลงค่ะ โลกยุคใหม่จะเป็นเรื่องระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่เชื่อมถึงกันอย่างไร้พรมแดน ท่านประธานคะ ดิฉันต้องการให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการหรือคณะทำงาน หรือแม้กระทั่ง จ้างนักวิจัยตลอดถึงผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาทุกเซกเตอร์ (Sector) โดยเฉพาะผลกระทบ กับคนยากคนจนที่ไม่ได้อยู่ในชุดของคณะกรรมาธิการในชุดแรก ขอให้มีการพิจารณา โดยเฉพาะตัวแทนของฝั่งรัฐบาลว่าขอให้ท่านตระหนักการจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมจะต้อง ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ประเทศไทยต้องได้ประโยชน์ และขอเถอะค่ะอย่าได้คิดในกรอบโลก ทัศน์แบบเดิม ๆ แบบตกโลกนะคะว่าแล้วระบบการศึกษาของเราต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้รองรับความเปลี่ยนแปลง และท่านจะต้องไม่ผลักภาระให้กับคนยากคนจน หรือเกษตรกร และท่านจะต้องไม่ให้กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง หรือแม้กระทั่งเจ้าสัว ได้ผลประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียว และดิฉันวอนขอให้ท่านได้พิจารณาถึงประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้เป็นการฟื้นฟูพื้นฐาน ซ่อมแซม และสร้างความแข็งแรงให้กับคนรากหญ้า ดิฉันจึงขอให้ท่านพิจารณาประเด็นเหล่านี้ให้ดี ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านต่อไป เชิญท่านดอกเตอร์กนกครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาผลกระทบการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและความก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วน ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือที่เรียกว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอภิปรายครั้งนี้ผมขออนุญาตที่จะพูดแทนเกษตรกร พูดแทนผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นบุคคลที่เสียเปรียบในสังคมนี้ และผมจะขออนุญาตนำประเด็นของเกษตรกรรายย่อย และคนยากคนจนที่อยู่ในชนบทที่ผมได้ไปทำงานแล้วก็มาอ่านรายงานนี้ ผมก็จะขออนุญาต ที่จะนำเสนอสะท้อนประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อไป ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ ที่ได้ให้ข้อสรุปไว้ ๔ ข้อที่ดีในรายงานนี้🔗
ข้อ ๑ ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย🔗
ข้อ ๒ เรื่องการมีข้อมูลที่เพียงพอ🔗
แล้วก็ข้อ ๓ เรื่องการเจรจาที่ยึดประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่อ่อนไหว ถ้าเจรจาไม่ได้ก็ไม่ต้องเข้าร่วม เป็นต้น แต่ตรงนี้ครับท่านประธาน สิ่งที่ชัดเจนก็คือว่าถ้าเราไม่ปฏิบัติจริง ๆ ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่เราไปทำนั้น จบลงก็คือเกษตรกรถูกจำกัดสิทธิที่เกิดจากข้อตกลงเหล่านั้น และในทางกลับกัน เอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งน่าจะได้ประโยชน์จากการนำผลผลิตเหล่านั้นมาใช้ก็ทำไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ที่ซีพีทีพีพี (CPTPP) ได้กำหนดไว้ จบลงก็คือทั้งขึ้นทั้งล่องสำหรับคนยากคนจนมีแต่เสีย กับเสียเท่านั้น แล้วก็จะมีเพียงบางรายขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ ผมอยากจะขอให้สภาแห่งนี้ได้พึงสังวรไว้ว่าข้อตกลงต่าง ๆ นโยบายต่าง ๆ ที่กำหนดโดยรัฐ เราจะต้องคิดถึงคนยากคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขอชี้ประเด็นเพื่ออธิบายความหมายที่ผมพูดใน ๒ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมของไทย ในรายงานนี้บอกชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่มีความพร้อมในขณะนี้ที่จะเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเลยครับ ในรายงานนี้ได้รายงานผลกระทบทางด้านการเกษตรและพันธุ์พืช ตรงนี้ก็ขาดแล้วครับท่านประธาน คือขาดความหลากหลายทางชีวภาพครับ ผลกระทบ ทั้งการเกษตร พันธุ์พืชและความหลากหลายทางชีวภาพครับท่านประธาน ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่ากรรมาธิการได้บอกชัดเจนว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) กับยูพอฟ (UPOV) ต้องไปคู่กัน แล้วเราก็รู้อยู่ว่ายูพอฟ (UPOV) ประเทศไทยของเรายังไม่พร้อม ในรายงานนี้บอกชัดเจน ครับว่าจะต้องทำให้งบประมาณทางด้านการวิจัยและการพัฒนาพันธุ์พืชและขยายพันธุ์ เผยแพร่ให้กับเกษตรกร แล้วก็ใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางความหลากหลาย ทางชีวภาพ อันนี้เป็นรายงานที่ดีนะครับประโยคนี้ แต่คำถามคือจะปฏิบัติอย่างไรครับ ท่านประธาน ถ้าเราปฏิบัติไม่ได้ไม่มีประโยชน์เลยครับ นั่นหมายความว่าความไม่พร้อม คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดครับท่านประธาน เพราะความไม่พร้อมนั้นมันเกิดจากความไม่รู้ ของตัวเราเองครับที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง และความไม่รู้ของเรานี่เองครับมันเป็นสาเหตุ สำคัญของความยากจนของพี่น้องประชาชนของเราครับ ความหมายที่ชัดเจนก็คือว่า พอพูดถึงพันธุ์พืชท่านก็คิดถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมถามคำถามว่าพันธุ์พืชพื้นเมือง ทั้งหมดในประเทศไทยวันนี้เรารู้จักครบแล้วหรือยังครับ เราขึ้นทะเบียนครบหมดเรียบร้อย แล้วหรือยังครับ ยังไม่ต้องพูดถึงการปรับปรุงพันธุ์นะครับ แล้วการใช้ประโยชน์ยังไม่ต้องพูด สมบัติของเราที่มีในแผ่นดินนี้มีอะไรบ้างเรารู้แล้วหรือยังครับ🔗
ประการที่ ๒ ครับที่ขาดไปคือเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ผมยกตัวอย่าง เรื่องเห็ด เรื่องจุลินทรีย์ เรื่องสมุนไพร แม้กระทั่งสัตว์ครับ เราทราบไหมครับ ว่ามันมีแมลง ไม่ใช่แค่มีจิ้งหรีดเท่านั้นนะครับ มีแมลงอีกเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคอีสานนะครับ อยู่ในป่า อยู่ในอุทยาน ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับท่านประธาน แต่ในรายงานนี้ข้ามกระทรวงนี้ไปเลย ตรงนี้เป็นความไม่รู้ของเราหรือเปล่าครับท่านประธาน ผมอยากจะเรียนย้ำกับท่านประธานว่า ความหลากหลายทางชีวภาพคือขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดของประเทศไทย ถ้าเราไม่รู้ว่าเรามี ขุมทรัพย์อะไรอยู่กับตัวเราเองบ้างผมว่าอันนั้นคือความยากจนที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี่เองครับท่านประธาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องเตรียมความพร้อมครับ🔗
ความพร้อมอันแรกข้อเสนอแนะครับ คือจะต้องสำรวจความหลากหลาย ทางชีวภาพทั้งหมด ผมตั้งประเด็นเลยนะครับท่านประธาน เพื่อให้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ๓ ปีจากนี้ไปขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสำรวจความหลากหลาย ทางชีวภาพในป่า ในอุทยานของเราให้หมดได้ไหมครับ เรารู้ให้หมดได้ไหมครับเรามีเห็ด อะไรบ้างครับ เรามีสมุนไพรอะไรบ้างครับ เรามีจุลินทรีย์อะไรบ้างครับ แล้วขึ้นทะเบียน ให้หมดแสดงความเป็นเจ้าของว่าอันนี้คือทรัพย์สินของคนไทย รวมทั้งคนยากนจนของเรา ด้วยที่จะมีส่วนเป็นเจ้าของ ขอให้ทำสิ่งนี้ได้ไหมครับ🔗
ประการที่ ๒ ในเรื่องของการวิจัยครับ ความหลากหลายทางชีวภาพนี้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมนะครับท่านประธาน ในป่าของเรามีวัวแดง มีวัวกระทิง ซึ่งไม่ต้องมีใครมาดูแลเลย ไม่ต้องกินอาหารสัตว์ของบริษัทไหนด้วยมันโตเร็วมาก ไม่ป่วยด้วยครับ น้ำหนักกว่า ๑ ตันนะครับท่านประธาน แสดงว่าวัวกระทิงและวัวแดง ของเรานี่มันแข็งแรงมากและตัวใหญ่มาก ถ้าเราเอาวัวตัวนี้มาผสมกับวัวพื้นบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นในภาคใต้หรือว่าในภาคอีสานก็ตามเราจะได้วัวพันธุ์ใหม่ที่แข็งแรงมาก ไม่ต้อง รักษาเลย ไม่ต้องกินอาหารสัตว์ของบริษัทด้วยแล้วโตอย่างรวดเร็วครับ นี่คือความหมาย ของคำว่า ความหลากหลายทางชีวภาพ ของเราครับ ตรงนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจะต้องทำวิจัย และตอบโจทย์อันนี้ และทำให้คนเลี้ยงวัวในอีสานไม่ต้อง เลี้ยงวัวที่เรียกว่าวัวพลาสติกผอมกะหร่องแล้วก็ยากจนอยู่อย่างนี้ครับ เอาวัวพันธุ์ผสม ของวัวแดง วัวกระทิงมาใช้ได้นะครับเพราะอยู่ในภาคอีสานของเราอยู่แล้ว และยิ่งไปกว่านั้น จุลินทรีย์ครับมันมีพรีไบโอติก (Prebiotic) อีกมากมายเป็นสารจุลินทรีย์ขนาดเล็ก ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งและมีค่าอย่างยิ่งต่อระบบของร่างกายของมนุษย์ทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าอย่างยิ่งของประเทศของเรานะครับ ท่านประธานครับ ขอเวลาอีก ๑ นาทีครับ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองผมอยากฝากท่านกรรมาธิการต่อไปถึงยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศบรรจุเรื่องนี้ใส่ลงไปสิครับ ยุทธศาสตร์ชาติคือเราจะต้องรู้ ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศและนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้ นี่คือทางรอด ของประเทศไทยครับท่านประธาน สิ่งนี้เราจะต้องเข้าใจนะครับว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) เราจะต้องไปเจรจา คนที่จะไปเจรจาส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์หรือกระทรวง การต่างประเทศครับท่านประธาน ตรงนี้ต้องขอเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผู้ไปเจรจานั้นเขาไม่รู้ครับ ผู้ไปเจรจาไม่รู้หรอกครับว่าคนอีสานยากจนอย่างไร เกษตรกร ของไทยมีสภาพชีวิตอย่างไร เขาไม่รู้หรอกครับ เขาไปแลกการค้าที่อยู่ในรายการของบริษัท ใหญ่ ๆ ครับท่านประธาน แต่บริษัทเล็ก ๆ คนตัวเล็กตัวน้อยถูกลืมออกไปจากสมการ ของการเจรจาทั้งหมด ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความคิดของผู้ที่จะไปเจรจาครับ ผู้ที่จะไปเจรจาจะต้องคิดถึงคนยากคนจนครับว่าจะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของคนยากคนจน โดยรักษาทรัพย์สินของแผ่นดินนี้ไว้ เพื่อให้คนไทยทุกคนไม่ใช่คนไทยเพียงบางคนเท่านั้น นั่นหมายความว่าความเป็นธรรมจะต้องเกิดขึ้น คนไทยของเราเจอปัญหาความเหลื่อมล้ำ จากเศรษฐกิจและสังคมมาเยอะมากแล้วครับท่านประธาน ขออย่าให้เราได้รับความเหลื่อมล้ำ จากการเจรจาระหว่างประเทศอีกเลย สิ่งนี้มันไม่เหมาะแล้วครับท่านประธาน วันนี้เราต้อง ตื่นแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะขออนุญาตฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่า ถ้าจะกรุณานำข้อสังเกตเหล่านี้เขียนลงไปในรายงาน เพื่อบันทึกไว้ให้เป็นหลักฐานว่า การเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศขอให้คิดถึงคนยากคนจนด้วย ถ้าท่านไม่รู้ไม่เป็นไรครับ มาถามพวกเราในสภา ส.ส. ในนี้รู้จักคนยากคนจนเกือบทั้งหมดนะครับท่านประธาน และทำให้การเจรจานี้เป็นการเจรจาที่ให้ความเป็นธรรมกับคนไทยทุกคน ไม่ใช่ให้ประโยชน์ กับคนไทยบางคนเท่านั้นครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
อีก ๔ ท่านนะครับ ท่านสมคิด เชื้อคง ท่านวรภพ วิริยะโรจน์ ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน และท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เชิญท่านสมคิดครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย จากจังหวัด อุบลราชธานี วันนี้ต้องขอบพระคุณท่านประธานนะครับ แล้วก็เท่าที่อ่านรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ก็ต้องขอชื่นชมแล้วก็ทำรายละเอียดได้ดี ไม่ใช่คำว่าค่อนข้างดี ดี ปกติเมื่อก่อนรายละเอียดเหล่านี้บางทีตัวผมเองก็ไม่รู้ละเอียด แต่พออ่านมาก ๆ เข้า ก็พอได้เข้าใจในกระบวนการศึกษา แต่ขาดนิดเดียวครับว่าไม่สามารถสรุปแล้วก็ฟันธงได้เลยว่า จะให้รัฐบาลทำอย่างไร ซึ่งก็เป็นผลการศึกษาของกรรมาธิการทุกคณะก็เป็นลักษณะแบบนี้ ผมอ่านแล้วครับก็เรียนว่าเหมือนยกทุกกระทรวงมาไว้ในหนังสือเล่มนี้เลย เรียกว่ามาทุกกลุ่ม ทุกคณะ อนุทุกอย่างมาหมด ก็แปลว่าวันนี้เรื่องของซีพีทีพีพี (CPTPP) นี่ถ้ารัฐบาลจะเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมก็ต้องศึกษาตัวนี้ไปด้วย แล้วก็เก็บข้อมูลเหล่านี้ นี่คือผลดีของการมี สภาผู้แทนราษฎรครับท่านประธาน ก็ผู้แทนเหล่านั้นล่ะครับ ผู้แทนพวกเราที่นั่งอยู่นี่ครับ สรุปผลงานหาข้อมูลต่าง ๆ ออกมา แล้วเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลได้ หลายครั้งที่หลาย รัฐบาลตัดสินใจแล้วข้อมูลไม่ครบถ้วน แต่ว่าถ้าในแง่ของการศึกษาแล้วส่วนมากเท่าที่เห็น ก็บอกว่ามีความหวั่นเกรง มีความกังวลหลายเรื่องนะครับ ท่านกรรมาธิการหลายท่านก็ได้ ลุกขึ้นชี้แจง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาธารณสุข เรื่องการแพทย์ เรื่องการศึกษาพืชพันธุ์ต่าง ๆ หลายท่านก็บอกว่าสาเหตุที่ยังไม่เข้าร่วมและกลัวมีปัญหาคือความไม่พร้อม ไม่ใช่ว่าเขียน ธรรมดานะครับ ใส่ไปในภาคผนวกแล้วก็บอกว่าเรื่องของทั่วไปเกษตรกรยังไม่พร้อม อันนี้ ก็แปลว่ารัฐบาลที่จะทำเรื่องนี้ ๑. ขาดการประชาสัมพันธ์ ขาดการทำความเข้าใจ ผมไม่ได้ บอกว่าเข้าร่วมแล้วดีไม่ดี มันไม่มีประเทศไหนเจรจาแล้วได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว ทุกประเทศ เขาก็ไม่ยอมเรา เราก็ไม่ยอมเขา มันอยู่ที่เราจะเดินทางร่วมกันอย่างไรต่างหาก เพราะการค้า ทั่วโลกทุกวันนี้มันไปกันทั่วโลก เราจะบอกว่าถ้าเสียเปรียบอย่าร่วม ก็นั่นไม่น่าจะใช่ ถ้าได้เปรียบถึงจะร่วม ก็ยิ่งไม่น่าใช่ใหญ่ เพราะมันไม่มีใครเสียเปรียบให้เราหรอก แต่เรื่องหนึ่งที่อยากจะเรียนว่าพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องที่ทำข้าว ท่านประธาน ข้างบนท่านก็รู้เรื่องข้าวเยอะ โดยเฉพาะท่านอนันต์ ขอเอ่ยชื่อท่าน แต่ว่าเรื่องข้าวมันทำให้พี่น้องสับสนทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้บอกว่าไม่รู้นะ ถ้าเข้าร่วมในอนุภาคีชุดนี้ ในเรื่องยูพอฟ (UPOV) เดี๋ยวพี่น้องจะเก็บพันธุ์ข้าวไม่ได้ ความจริงก็มีการพูดคุยกัน เรื่องนี้เยอะครับ ถ้าพันธุ์ข้าวเก่าเก็บได้ครับแต่มันจะเก็บได้กี่ปีล่ะมันก็หมดมันก็เป็นพันธุ์ใหม่ ออกมาแล้วตัวนั้นล่ะครับเราจะเก็บต่อไม่ได้🔗
อีกเรื่องที่หลายท่านบอกว่า ผมเห็นเรื่องของท่านเขียนมาในเรื่องข้อคิดเห็น ของกรมการข้าว ท่านสรุปไว้ดีมากนะครับ ท่านไล่มาเรื่องการได้งบประมาณแต่ละปี แล้วก็ เหมือนเขียนแบบน้อยอกน้อยใจว่าได้เงินวิจัยน้อยแล้วอยากให้เติมงบประมาณ ผมเอง ก็เอะใจว่าเงินวิจัยจะน้อยจะมากมันผมว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก ๆ หรอก ท่านจะใส่งบประมาณ ลงไปแต่งานวิจัยไม่ก้าวหน้ามันก็ไม่มีประโยชน์ วันนี้ข้าวไทยมีกี่ชนิด เป็น ๑,๐๐๐ ชนิด แล้ววันนี้วิจัยได้กี่อันแล้วทำได้กี่เรื่อง เดี๋ยวนี้ก็ยังจะเอาข้าวคล้าย ๆ หอมมะลิลงไปสู่ ภาคอีสาน ได้เยอะจริงครับแต่ราคามันถูก เดี๋ยวจะสูญเสียข้าวหอมมะลิภาคอีสานอีกนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ท่านมีความกังวลมันมีทั้งผลเสียและความกังวลนั้นหลาย ๆ อันท่านก็สรุป มาให้ผมได้เห็นว่าโอกาสและความคาดหวัง อย่างกรมวิชาการเกษตรเท่าที่อ่าน สรุปมา ก็เหมือนคิดในทางบวก มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่บอกว่ามันก็ต้องพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ มีทักษะ ใช่พูดได้ครับ เกษตรกรประเทศไทยไม่เท่ากันนะครับ ฐานะไม่เท่ากัน ความรู้ ไม่เท่ากัน รัฐบาลทำอย่างไรจะให้ฐานะเขาดีขึ้น ความรู้เขาดีขึ้น เพราะฉะนั้นเวลาเราจะ เข้าร่วมเกี่ยวกับประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าเฉพาะภาคีอนุสัญญาระหว่าง ประเทศเพื่อคุ้มครองพืชพันธุ์ใหม่ มันทุกอันนะครับ มันต้องให้ความรู้ผู้เป็นเกษตรกร อย่าให้เขากังวลอย่างที่ท่านรายงาน คือให้กังวลก็ต้องให้กังวลน้อยลงละครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งก็บอกว่า ผมไปอ่านของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยนะครับ อันนี้ผลเสียและความกังวล การเข้ามาเป็นภาคีอนุสัญญายูพอฟ (UPOV) นี้จะเพิ่มอำนาจ การผูกขาดด้านพืชพันธุ์ และห้ามเกษตรกรเก็บส่วนพันธุ์พืชใหม่ไปปลูกก็อย่างที่ผมได้เล่า เรื่องนี้เป็นเรื่องความเข้าใจของเกษตรกรว่าถ้าเข้าร่วมแล้วเขาไม่สามารถเก็บพันธุ์พืชได้ ทำอย่างไรอธิบายให้เขาฟังได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลเองต่างหากที่ต้องทำหน้าที่นี้ กรรมาธิการ ผมเชื่อว่าชุดนี้ได้ใส่เอกสารลงมาละเอียด ผมถือว่าละเอียดนะครับไม่ได้บอกว่าพอสมควร ละเอียดจริง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อยากฝากไปยังทางกรรมาธิการ ถ้าสรุปได้จริง ๆ ก็คือ บอกว่าเราจะเข้าร่วม ไม่เข้าร่วม เรื่องทางการแพทย์ผมเชื่อว่าหลายท่านพูดไปแล้ว แล้วก็พอสรุปว่าวันนี้ถ้าเกิดเข้าร่วมแล้วเขาจะเสียสิทธิประโยชน์อะไร อย่างทางองค์การ เภสัชกรรมจะแข่งขันกับตลาดยาต่างชาติได้ไหม ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าสิ่งที่เกี่ยวพัน เรื่องนี้มากที่ประชาชนยังไม่ยอมรับ ที่ประชาชนยังกังวลอยู่ เพราะการชี้แจง การทำประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลต่างหาก ถ้าทำให้มันชัดเจน ถ้าบอกพี่น้องให้ชัดเจนแล้ว ไม่มีใครอยากเสียประโยชน์ของประเทศชาติหรอกครับ พี่น้องเกษตรกรเขาก็อยากได้ ประโยชน์ของเขา เราต้องดูให้ถ้วนทั่ว เพราะฉะนั้นก็ขอขอบพระคุณนะครับ ที่ท่านกรรมาธิการทั้งหลายได้อุตส่าห์ทำเอกสารเหล่านี้ ให้ความรู้หลาย ๆ ท่าน เพื่อจะได้ ประกอบการตัดสินใจ แล้วผมก็เชื่อว่ารัฐบาลเองก็จะต้องเอาเอกสารเหล่านี้ และเอาบุคคล เหล่านี้เข้าไปประชุม เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วม ในอนุภาคีนี้หรือเปล่า ขอขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านวรภพครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปรายสรุปยืนยันหลังจากมีการศึกษาผลกระทบซีพีทีพีพี (CPTPP) ของ กมธ. อีกครั้งครับว่าประเทศไทยได้ไม่คุ้มเสียจากการเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) เพราะประโยชน์ ที่ประเทศไทยจะได้นั้นเล็กน้อยแต่กระทบกับเกษตรกรโดยตรง และโดยเฉพาะเงื่อนไขจำกัด การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนี่ละครับที่จะขัดขวางการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศไทย🔗
ผมอยากเริ่มจากประเด็นแรกก่อนครับว่าประโยชน์ที่ไทยจะได้เล็กน้อย เพราะว่ามันมีแค่ ๒ ประเทศคือแคนาดาและเม็กซิโกที่ไทยยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีด้วย แล้วก็เป็นสัดส่วนการส่งออกเพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่สำคัญตัวเลขเหล่านี้มองข้ามผลกระทบต่อเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก การนำเข้าสินค้าเกษตรในหลากหลาย ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ๔๒๕,๐๐๐ ครัวเรือน เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ๑๗๓,๐๐๐ ครัวเรือน หรือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว ๑๖๓,๐๐๐ ครัวเรือน รัฐบาลต้องมีคำตอบให้กับเกษตรกรเหล่านี้ครับว่าจะให้พวกเขาเตรียมรับมือกับผลกระทบ จากการเปิดรับสินค้านำเข้าเหล่านี้อย่างไร เพราะว่ามันหมายถึงรายได้ทั้งชีวิตและอีกหลาย ชีวิตที่เขาต้องเลี้ยงดูครับ รัฐบาลจะอ้างถึงกองทุนเอฟทีเอ (FTA) สำหรับใช้ช่วยเหลือ เกษตรกรก็ไม่มีใครเชื่อแล้วครับ เพราะว่ากองทุนเอฟทีเอ (FTA) ผ่านมา ๑๐ กว่าปี งบประมาณที่ใช้ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ยืนยันว่าไม่สามารถยกระดับการแข่งขันให้กับ เกษตรกรโคเนื้อและโคนมตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอ (FTA) ได้เลยครับ🔗
ส่วนประเด็นเงื่อนไขของยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ก็ชัดเจน จากรายงานของคณะกรรมาธิการครับว่าการเข้าร่วมข้อตกลงยูพอฟ (UPOV) นั้นจะทำให้ กลุ่มทุนเมล็ดพันธุ์ที่ถือครองพันธุ์พืชใหม่มีความได้เปรียบจากสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ ที่ครอบครองอยู่ครับ และมันหมายถึงเกษตรกรเกือบทุกกลุ่มเองก็เห็นตรงกันครับว่า ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในการเข้าร่วมอยู่ แล้วมันจะต้องเป็นหน้าที่ของภาครัฐ ที่จะต้องมีการสร้าง เตรียมความพร้อมในด้านการลงทุน การวิจัยอาร์แอนด์ดี (R&D) ด้านเมล็ดพันธุ์ก่อนเข้าร่วม เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพแข่งกับกลุ่มทุน เมล็ดพันธุ์ได้ครับ นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้การเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) จะทำให้ เกษตรกรเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง แต่ประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดแต่อาจจะไม่ค่อย พูดถึงคือเงื่อนไขของซีพีทีพีพี (CPTPP) นี่ล่ะครับที่กระทบนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างของ ภาครัฐของไทย ถ้าประเทศไทยเข้าร่วมภาครัฐจะห้ามตั้งเงื่อนไขให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ภาครัฐจะห้ามให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการในประเทศ ภาครัฐจะห้ามกำหนดมาตรการ ชดเชยเพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด สำหรับประเทศไทยในยุคสมัยนี้ครับ ผมอยากฝากข้อสังเกตให้ทุกท่านและรัฐบาลคิดตาม นะครับว่ามันนานเท่าไรแล้วที่ประเทศไทยไม่มีอุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้นเลย อุตสาหกรรม เป้าหมายที่รัฐบาลเคยขายฝันไว้ว่าจะดึงดูดจากการลงทุนต่างชาติในอีอีซี (EEC) ไปถึงไหนแล้ว ผมมั่นใจครับว่ามันถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องเริ่มสร้างอุตสาหกรรมใหม่ภายในประเทศ ให้การสร้างอุตสาหกรรมใหม่นี่ล่ะครับกลายเป็นกลไกหลักในการพาประเทศไทยก้าวข้าม ความเป็นประเทศกำลังพัฒนา และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐก็จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด ในการทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟ การกำจัดขยะ เครื่องจักรกลเกษตร หรือแม้แต่อุตสาหกรรมอาวุธ ความมั่นคง สามารถถูกเร่งพัฒนาได้ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมหลัก เพราะความต้องการในอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้คนในประเทศเองและงบประมาณที่ภาครัฐ สามารถจัดสรรได้ สามารถกำหนดให้สิทธิพิเศษได้อย่างเป็นรูปธรรม ให้มีแผนแม่บทที่ชัดเจน ให้มันสะท้อนถึงขนาดความต้องการภายในประเทศ และสิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการ ในประเทศที่จะได้รับ เอกชนถึงมีความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ภายในประเทศไทย แต่การสร้างอุตสาหกรรมเหล่านี้ด้วยเงื่อนไขของซีพีทีพีพี (CPTPP) มันคือเงื่อนไขที่แฝงไว้สำหรับประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องการให้ประเทศกำลังพัฒนาซื้อสินค้า อุตสาหกรรมจากประเทศพัฒนาแล้วแทนการสร้างอุตสาหกรรมครับ ถึงแม้ว่าจะมี การกำหนดให้มีช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เหมือนอย่างที่เวียดนาม หรือมาเลเซียได้ มันก็เป็นแค่เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ จะ ๑๒ ปี หรือแม้แต่สูงสุดคือ ๒๕ ปี แต่วงเงินที่จะใช้นโยบายนี้ได้ก็จะค่อย ๆ ลดลงครับ จนสุดท้ายแล้วจะเหลือเพียงแค่โครงการ จัดซื้อจัดจ้างสูงสุดไม่เกิน ๖ ล้านบาทต่อโครงการที่สามารถให้สิทธิพิเศษกับผู้ประกอบการ ในประเทศได้ ซึ่งแน่นอนครับโครงการ ๖ ล้านบาทไม่เพียงพอแน่นอนในการเป็นเป็นกลไก ในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศไทย ดังนั้นโดยสรุปประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้ จากการเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) มันเป็นเพียงประโยชน์ระยะสั้น ๆ ครับ จากการค้าเสรี ของ ๒ ประเทศที่จะเกิดขึ้น และไม่คุ้มค่าเลยครับกับผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกร ที่เป็นกลุ่มอ่อนแอที่สุดในสังคมไทย และยังจะมาขัดขวางการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ในประเทศไทยที่เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากที่สุดในการพัฒนาประเทศไทยต่อจากนี้ไป ในระยะยาวครับ ขอบคุณครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ซีพีทีพีพี (CPTPP) วันนี้ คณะกรรมาธิการทั้ง ๔๙ ท่าน ถือว่าเป็นผู้รู้มากที่สุดกว่าเพื่อน ๆ ๕๐๐ คนในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ เรามอบหมายให้ท่านไปศึกษา ไปตรวจสอบประเด็นต่าง ๆ เมื่อเข้าร่วม ซีพีทีพีพี (CPTPP) ในอาเซียน (ASEAN) นี่นะครับ ท่านกรรมาธิการยังไม่ได้เปรียบเทียบว่า ถ้าเราเข้าร่วมแล้วในอาเซียน (ASEAN) นี้ใครจะได้ประโยชน์สูงสุด ประเทศไทย จะได้ประโยชน์อยู่ในลำดับที่เท่าไร คือว่าวันนี้สหรัฐอเมริกาก็ไม่เข้าร่วม แต่ถ้าไบเดินได้เป็น ประธานาธิบดีการตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไป ประเด็นเหล่านี้เราได้ เอามาขบคิดกันบ้างหรือไม่🔗
ผมมาประเด็นเรื่องการฝากจุลชีพนะครับ จุลชีพนี่นะครับพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร ๒๕๔๒ ยังไม่รวมจุลชีพที่มีอยู่ในประเทศไทยเข้าไปในการจดสิทธิบัตร ซีพีทีพีพี (CPTPP) ทำให้ประเทศไทยต้องเข้าร่วมสนธิสัญญาบูดาเปสต์ ถ้าเราเข้าร่วมเราจะต้องเข้า สนธิสัญญานั้นด้วย คือจะต้องมีการรับฝากจุลชีพ จุลชีพมันคืออะไรครับ ถ้าพี่น้องประชาชน ได้ฟังแล้วก็อาจจะเป็นคำที่เราไม่ค่อยจะรู้ มันมีประโยชน์อะไรอย่างไร จุลชีพก็คือสิ่งมีชีวิต ขนาดเล็กมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดู มันคืออะไร ก็คือพวกยีสต์ (Yeast) โพรโทซัว (Protozoa) แบคทีเรีย ไวรัส แล้วก็เชื้อรา อันนี้เขาเรียกว่าจุลชีพ วันนี้จุลชีพในประเทศไทย ประเทศไทยเป็นประเทศร้อนชื้นมีความหลากหลายทาง พันธุกรรมมากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นจุลชีพเดี๋ยวนี้มีประโยชน์มหาศาลเลยนะครับ แต่ละตัวมีเป็นล้านชนิด ประเทศไทยมีโอกาสตรงนี้ แต่ว่าเรายังไม่ได้ไปสัมผัสความเป็น ประโยชน์ของจุลชีพเหล่านี้เลย ประเด็นเล็ก ๆ อันนี้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งประเทศไทย วว. ก็ให้ความสนใจ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. ก็สนใจ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ วพ. ก็สนใจ แสดงว่าเขายังไม่ได้รู้เรื่องเลย เกี่ยวกับซีพีทีพีพี (CPTPP) เขาสนใจมาก แล้วประเด็นเรื่องจุลชีพเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ถ้าประเทศไทยมีองค์ความรู้อันนี้อย่างลึกซึ้งแล้วมันจะก่อเกิดประโยชน์ ก่อรายได้มหาศาล ให้กับประเทศไทย ดังนั้นประเทศไทยต้องยกระดับตัวเองให้มีสถาบันรับฝากจุลชีพนานาชาติ มันมีด้วยนะครับรับฝากเชื้อรา รับฝากแบคทีเรีย รับฝากเชื้อไวรัส อินเตอร์เนชันแนล ดีโพสิทารี ออโทริตี ไอดีเอ (International Depositary Authority IDA) ถ้าคุณเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) แล้วคุณจะต้องมีสถาบันอันนี้ วันนี้ยังไม่มีใครรู้เรื่องเลยนะครับ ดังนั้นถ้าเรามี องค์กรอันนี้เพื่อรับฝากจุลินทรีย์จะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพทางด้านจุลินทรีย์สูงขึ้น ไม่เสีย ประโยชน์ครับรีบ ๆ ก่อตั้งเลยครับ จำเป็นจะต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจนที่จะรับผิดชอบองค์กรอันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าวันนี้ประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) งบประมาณปี ๒๕๖๔ หลายท่านก็พูดแล้วครับไม่มีงบใด ๆ ที่มาเกี่ยวข้องกับ ซีพีทีพีพี (CPTPP) เลย ดังนั้นเรื่องนี้ไม่เกิดในปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ภายในสิ้นเดือน พฤศจิกายนนี้การเสนอโครงการต่าง ๆ ก็จะจบสิ้นแล้วดังนั้นงบปี ๒๕๖๕ ก็จะไม่มีเรื่อง ซีพีทีพีพี (CPTPP) เข้ามาในงบประมาณของประเทศนะครับ มาปี ๒๕๖๖ ครับ เราสามารถจะเริ่มต้นตั้งงบประมาณเพื่อที่จะหาองค์กรหลักที่จะมา สนับสนุน เพื่อที่จะมาตอบประเด็นต่าง ๆ ที่กรรมาธิการได้ศึกษาไว้ มันเป็นเงินเท่าไรเราก็ยัง ไม่รู้ ดังนั้นหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องตื่นตัวแล้วก็เข้ามาสู่กระบวนการที่จะเตรียมความพร้อม อันนี้ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องมีเจ้าภาพแบบบูรณาการ ท่านจะเอาหน่วยงานไหนมาบ้างที่จะมา เป็นกรรมการตรงนี้แล้วตั้งงบประมาณขึ้นมา งบปี ๒๕๖๖ สามารถจะเริ่มต้นได้ จากนั้น การใช้งบประมาณได้เริ่มต้นขึ้น ปี ๒๕๖๗ ถึงจะเริ่มพร้อมขึ้นมานะครับ🔗
ดังนั้นจะเห็นว่าความพร้อมด้านต่าง ๆ ยังไม่พร้อม กว่าเราจะสมบูรณ์แบบ ที่จะไปต่อสู้ในโลกภายนอกของสนธิสัญญาอันนี้ก็คือปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๘ เราถึงจะพร้อม เพราะฉะนั้นฝากท่านกรรมาธิการว่า ท่านประธานช่วยสรุปว่า ณ วันนี้กรรมาธิการ มีความเห็นว่าสมควรชะลอหรือสมควรเข้าร่วมโดยด่วน หรือต้องศึกษาแล้วก็ตั้งงบประมาณก่อน ต้องชัดเจนครับ ที่หมอระวีพูดครับชัดเจน ทางกรรมาธิการจะเอาแนวคิดของหมอระวี มาเป็นข้อสรุปของกรรมาธิการผมก็คิดว่าดีมากนะครับ อย่างไรก็ขอฝากทุกท่านว่าช่วยสรุป ให้ชัดเจนแล้วก็แนะนำรัฐบาลไปว่ายังไม่สมควร ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านณัฐวุฒิเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุม และก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกหรือซีพีทีพีพี (CPTPP) ทุกท่านครับ ท่านได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ในการจัดทำรายงานที่ตรงไปตรงมาฉบับนี้ครับ ท่านได้ร่วมกัน ชี้แจงให้กับท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้ทราบถึงรายละเอียดและข้อสรุป ข้อสังเกตต่าง ๆ ในรายงานฉบับนี้อย่างดีเยี่ยมครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับที่กระผมพูดถึงรายงานตรงไปตรงมาก็เพราะว่า กระผมได้ดูบทสรุปของผู้บริหาร หน้า ง ๑ นี่นะครับ ดูไปบรรทัดสุดท้ายของหน้านี้ท่านสรุป ไว้อย่างนี้ครับว่าด้านการเกษตรและพันธุ์พืช ประเทศไทยจึงยังไม่พร้อมจะเข้าเจรจา ความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) จนกว่าจะมีการทำความเข้าใจให้เกษตรกรยอมรับการเข้าเป็น ภาคีสนธิสัญญายูพอฟ (UPOV) นี่นะครับ การเตรียมความพร้อมให้เกษตรกร ๓ เรื่อง ๑. ทำความเข้าใจเรื่องภาคี ๒. การเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกร ๓. การเตรียม งบประมาณ เพิ่มงบประมาณวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชและขยายพันธุ์พืช ๓ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ อันนี้ตรงไปตรงมาเป็นอย่างยิ่ง🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะว่าท่านกรรมาธิการได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อนนี่นะครับอันนี้สำคัญมาก บทสรุปนี้แสดงให้เห็นจิตวิญญาณของคณะกรรมาธิการครับว่าท่านห่วงเกษตรกร ท่านห่วง เกษตรกรชาวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนามีถึง ๑๓ ล้านครัวเรือนเศษ ๆ นี่นะครับ ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ภาคีสมาชิกอนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ที่เรากังวลมากก็คือการที่ไปปรับปรุงพันธุ์พืชแล้วนำไปขึ้นทะเบียนมันจะเป็นการคุ้มครอง เมล็ดพันธุ์พืชชนิดใหม่ที่มีการปรับปรุงแล้ว มันจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่มีจำนวนมาก ในประเทศของเรา แต่อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน ในรายงานฉบับนี้เขียนไว้อย่างนี้ ในท้ายที่สุดผมเชื่อว่าเราอาจจะยังไม่มีความพร้อม เกษตรกรอาจจะยังไม่ได้ยอมรับ งบประมาณยังไม่ได้ทำการวิจัยเรื่องพันธุ์พืช เรื่องเมล็ดพันธุ์พืช ขยายเมล็ดพันธุ์พืช ได้อย่างพร้อมเพรียง แต่เราต้องไปลงนามเสียแล้ว เพราะอะไรครับ เพราะความเป็นประเทศ ที่อยู่โดดเดี่ยวในโลกมันเป็นไปไม่ได้ ดูอย่างประเทศเวียดนามครับ ประเทศเวียดนาม ไปลงนามในเอฟทีเอ (FTA) เขาลงนามกับประเทศต่าง ๆ ได้ถึง ๕๓ ประเทศ เศรษฐกิจ เขาก้าวกระโดดเลย ก้าวไปไกลกว่าประเทศไทยมากครับในขณะนี้เพราะระบบภาษีนำเข้า ประเทศไทยทำได้กี่ประเทศครับเอฟทีเอ (FTA) ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เรื่อยมาทำได้เพียง ๑๘ ประเทศเท่านั้นเอง กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกำลังพยายามผลักดันอย่างยิ่งให้มี การทำเอฟทีเอ (FTA) มากขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่ผมเป็นประธาน คณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม มีท่านวีระกร คำประกอบ เป็นประธานที่ปรึกษา มีคุณหมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ เป็นรองประธาน มีท่านศรีนวล บุญลือ ท่านก็เป็นคณะวิสามัญชุดนี้ด้วย เรากังวลเป็นอย่างยิ่งครับว่าการวิจัยงบสำหรับการทำวิจัย และพัฒนาปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ข้าวนี่นะครับ ขณะนี้เรามีความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวถึง ๑.๔ ล้านตันต่อปี ราชการศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวผลิตได้ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ จากศูนย์ข้าวชุมชนได้ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ จากสหกรณ์ได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ได้เพียงประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องการถึง ๑.๔ ล้านตันนี่นะครับ เพราะฉะนั้นที่เหลือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นภาคเอกชนซึ่งไม่มีมาตรฐาน ไม่มีคุณภาพ ผลิตเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้ครับรัฐมนตรี ประภัตร โพธสุธน ให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรของกรมการข้าว จะหมุนใหม่ครับให้ผลิตได้ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ราชการ แล้วก็ให้เหลือเอกชนเพียง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ใน ๓ ปีครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอาศัยงบประมาณและเพิ่มในการที่จะปฏิรูป กรมการข้าวให้รองรับพี่น้องเกษตรกรทั้งหมดในการปรับปรุง วิจัยพันธุ์ข้าวให้ได้ ท่านให้ ความสำคัญมาก ผมยื่นกระทู้ถามในสภาแห่งนี้ ท่านมาตอบด้วยตนเอง ขอเวลาอีกนิดครับ ท่านประธานครับ ผมประชุมเรื่องการวิจัย พัฒนาปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ข้าวในคณะกรรมาธิการ กระผม เพราะผมเล็งเห็นถึงความสำคัญของการวิจัย เราประชุมกันมา ๔ ครั้ง ๔ สัปดาห์ เชิญหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องมา เชิญท่านรัฐมนตรีประภัตรมาเมื่อวานนี้ ท่านก็มาชี้แจง ในที่ประชุม เราเห็นความตั้งใจอยู่ในสายเลือดของท่านรัฐมนตรีประภัตรในฐานะที่ท่าน เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกรชาวนามาโดยตลอดชีวิตของท่าน ท่านรู้ปัญหา ขณะนี้ครับกำลัง ยกระดับกรมการข้าวขึ้น สิ่งสำคัญที่สุด ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งต้องเร่งการปฏิรูปการวิจัย พัฒนา และปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ได้ เรื่องที่ ๒ งบประมาณต้องรองรับในการพัฒนาดังกล่าวให้ได้ด้วย ท่านประธานวีระกร คำประกอบ พูดในที่ประชุมหลายครั้งครับ สำนักงบประมาณจัดงบประมาณไปก่อสร้าง อาคารไม่พูดถึงหน่วยงานละครับ จริง ๆ แล้วอยู่ในอาคารเดียวกันได้ แต่มีการขยาย แยกออกไปสร้างอาคารใหม่ ๓-๔ แห่ง จนไม่มีใครจะไปอยู่ในอาคารเหล่านั้นแล้ว สำนักงบประมาณทำไมทำอย่างนี้ เรียนไปถึงนายกรัฐมนตรีครับ กลับเสียใหม่ครับ โลกในยุค ปัจจุบันนี้ต้องให้ความสำคัญกับการวิจัย พัฒนา ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์พืชหรือสิ่งใดก็ตามให้ ความสำคัญกับนักวิจัยเราจะได้ไปสู้เขาได้ ไปลงนามได้ ถ้าไม่เริ่มทำตั้งแต่บัดนี้ไม่ทันครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าขอชมเชยคณะกรรมาธิการ และเห็นด้วย กับคุณหมอระวีในการที่จะติดตามเรื่องนี้ต่อไปให้จนประสบความสำเร็จแล้วก็ ให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและคนยากคนจนพี่น้องส่วนใหญ่ของประเทศครับ ขอบพระคุณครับ🔗
อีก ๓ ท่านนะครับ ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ท่านนิยม เวชกามา แล้วก็ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญท่านชลน่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กราบขอบคุณท่านประธานครับ ที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายในวาระพิจารณาเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วนะครับ เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุม และก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิกหรือซีพีทีพีพี (CPTPP) ของสภาผู้แทนราษฎรเรา รายงานชุดนี้กระผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพยิ่งครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการ ที่ปรึกษา ตลอดจนฝ่ายเลขา ทุกท่านที่ทำให้รายงานนี้ปรากฏออกมา แล้วผมกราบเรียนด้วยความภาคภูมิใจครับ เป็นรายงานชิ้นหนึ่งที่ผมกล้าบอกว่าผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ทุกท่านทำงานด้วยความภาคภูมิในหน้าที่และรับผิดชอบของความเป็นผู้แทนราษฎร ของพี่น้องประชาชน เหตุที่ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ๙ ญัตติที่ส่งเข้ามาครับ ท่านประธานในช่วงเดือนมิถุนายนมันเป็นห้วงเวลาที่ทางฝ่ายบริหาร คณะรัฐมนตรีกำลัง จะตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมลงนามในข้อตกลงในรอบเดือนสิงหาคมหรือไม่สำหรับซีพีทีพีพี (CPTPP) เวลากระชั้นมากครับ ๒ เดือน สิ่งหนึ่งที่พวกเราได้พิจารณากัน สมาชิกทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เราทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ช่วยกันให้ข้อสังเกต ให้ข้อคิดเห็น และเห็นชอบตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา สิ่งที่เราพูดในวันนั้น ส่วนใหญ่ กรรมาธิการได้นำไปเรียบเรียง ร้อยเรียง บวกกับสิ่งที่ท่านไปศึกษาเพิ่มเติมมา เพิ่มเติม ในรายละเอียดมันเป็นประเด็นที่ทำให้ฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีต้องยับยั้งชั่งใจ ในการที่จะนำประเทศของเราเข้าสู่ซีพีทีพีพี (CPTPP) ในช่วงเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ก็กราบขอบคุณเป็นอย่างสูงในบทบาทหน้าที่ ผลการศึกษา ข้อเสนอแนะของกรรมาธิการ และข้อสังเกตกรรมาธิการนี่ตอกย้ำครับว่าพวกเรา ฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่เพื่อบ้านเพื่อเมืองอย่างจริง ๆ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน เพื่อประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างจริง ๆ นั่นเป็นเรื่องแรกที่ผมขออนุญาต ชื่นชมครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน จากรายงานผมเข้าไปดูในรายละเอียด กรรมาธิการได้ศึกษาอย่างรอบคอบ แล้วกำหนดประเด็นตอบข้อเสนอหรือญัตติอย่างชัดเจน ก็คือเป็นการศึกษาภาพรวมของการเข้าร่วมผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ท่านแบ่งออกเป็น ๓ ด้าน ชัดเจนตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการทั้ง ๓ ท่าน ได้ออกมาแถลงและชี้แจงรายงานต่อพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตรและพันธุ์พืช ท่านอนันต์ ศรีพันธุ์ นะครับ ต้องกราบขอบพระคุณ ด้านการแพทย์ การสาธารณสุข คุณหมอวาโยได้นำเสนอ ก็ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ แล้วก็ด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ท่านเกียรติ สิทธีอมร ได้นำเสนออย่างละเอียด แล้วก็ครอบคลุมมาก ผมอยากให้ท่านได้เป็นรัฐมนตรีจังเลยครับ ด้วยความเคารพครับ ถ้าผมแต่งตั้งได้ประเทศชาติบ้านเมืองจะมีศักดิ์ศรีมากถ้ามีรัฐมนตรีที่ชื่อเกียรติ สิทธีอมร🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่กรรมาธิการได้ศึกษามา แล้วก็ตอบกับสภา อย่างชาญฉลาดนะครับ ไม่ได้ตอบว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ แต่ตอบว่ามีความพร้อมหรือไม่ แล้วก็ให้เหตุผลประกอบมา มีข้อเสนอของกรรมาธิการ มีความเห็นกรรมาธิการมา โดยเฉพาะ ๔ ด้านหลัก ๆ นะครับ เป็นความเห็นภาพรวม ไม่ว่าจะเรื่องความพร้อม ของประเทศเราเอง นั่นหมายความว่าถ้าเราจะไปต่อรองกับเขา จะไปสู้กับเขาในลักษณะ เป็นพหุภาคีอย่างนี้ถ้าคุณไม่มีความพร้อมการเจรจาต่อรองมีแต่เสียเปรียบ คุณเอาอะไร ไปต่อรองกับเขาในเมื่อคุณไม่มีความพร้อมคุณยังอ่อนแออยู่ ท่านก็เลยเสนอว่าประเทศเรา โดยรัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมกับทุก ๆ ด้าน และมีข้อเสนอที่ชัดเจนครับในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านบวก ด้านลบ เรื่องงบประมาณ เรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แล้วก็ที่สำคัญ มีข้อเสนอเรื่องการเยียวยา ท่านพูดชัดเจนว่าควรจะต้องมีกองทุน เราเรียกกองทุนเอฟทีเอ (FTA) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษท่านประธานครับ กองทุนที่จะดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้น อันนั้นเป็นข้อเสนอของท่านที่เห็นชัดในรายงาน🔗
ท่านประธานครับผมมีเวลาน้อย สิ่งที่อยากจะฝากก็คือว่าเมื่อเราเอง มองมาที่ตัวเราซึ่งเป็นหลักการที่ดีนะครับ การจะสู้กับเขาถ้าไม่รู้จักตัวเอง รู้จักแต่คนอื่น รบร้อยครั้งแพ้ร้อยครา ถ้ารู้จักทั้ง ๒ ฝ่าย รบร้อยครั้งชนะร้อยครา แต่ถ้ารู้จักตัวเราไม่รู้จักตัว เขาเลย ๑๐๐ ครั้ง ชนะ ๕๐ ครั้ง ท่านประธานครับ ก็ดีครับที่เรากลับมามองตัวเราเอง เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ท่านบอกว่ารัฐหรือรัฐบาลต้องรับไปดำเนินการ ในข้อสังเกตนี่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ และที่สำคัญมีข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิกที่เกิด ในสภาแห่งนี้ รวมทั้งกรรมาธิการที่มีความเห็นต่าง ผมอยากให้ท่านประธานและสภาของเรา ช่วยบันทึกแนบไปกับรายงานฉบับนี้ด้วยล้วนแต่เป็นประโยชน์ทั้งนั้นนะครับ เพราะดูแล้ว ไม่ได้มีความต่างในสาระ สาระหลักคือทุกท่านบอกยังไม่พร้อมนะ ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตร ด้านพันธุ์พืช ด้านการแพทย์ การสาธารณสุข ด้านการค้า การลงทุนยังไม่มีความพร้อมนะ มีหลายเรื่องในรายละเอียดครับ อันนั้นคือต้องไปเตรียม🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องการเจรจา หลายท่านพูดออกมา ด้วยความเคารพครับ มันเป็นรายละเอียด อันนี้เป็นเทคนิควิธีการ แต่ที่สำคัญผมชอบใจที่กรรมาธิการหลายท่าน บอกว่าตัวข้อบทแล้วก็ข้อสงวน ตลอดจนหนังสือแนบข้อตกลง ตรงนั้นจะเป็นสิ่งที่มี ความจำเป็นมากสำหรับประเทศเราที่มีคนตัวเล็กตัวน้อยอยู่เยอะ ต้องคำนึงมากครับ ข้อบท ข้อสงวน และหนังสือแนบตรงนี้ไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ มันจะมีประโยชน์มากอันนั้นเป็นเทคนิคการเจรจาผมจะไม่ลงรายละเอียด🔗
ท่านประธานครับ สิ่งที่เห็นและต้องเตรียมความพร้อมนี่ครับ กรรมาธิการ เสนอว่าต้องเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะการมีส่วนร่วม สิ่งที่ผมเห็นชัด ๆ นะครับ ท่านประธานการเจรจาในยุคใหม่ ขอท่านประธานอีกนิดเดียวครับ ใกล้จบแล้วครับ การเจรจายุคนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ผมมองแล้วเป็นข้อด้อยของประเทศ คนเขียน รัฐธรรมนูญต้องการที่จะเร็วเลยลดขั้นตอนของการเจรจาการทำหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศที่ต้องผ่านรัฐสภาของเราไปเยอะมากครับ กลับไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ของปี ๒๕๕๐ หรือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๐ เขียนมาเราเจอว่ามีปัญหา มีข้อบกพร่อง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาแก้ให้หมดเลยครับ เขาแก้ให้ เขียนรองรับไว้ อย่างดียิ่ง พอมาปี ๒๕๖๐ เขียนในมาตรา ๑๗๘ ด้วยความเร่งรีบตัดขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ กรอบเจรจาครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บอกว่าก่อนเจรจาต้องเสนอกรอบเจรจามาให้ รัฐสภาให้ความเห็นชอบ เราได้พูดคุยกันกว้างขวางมากในฐานะเป็นตัวแทนพี่น้องปวงชนชาวไทย การรับฟังความเห็น ของพี่น้องประชาชนก็กว้างขวาง แต่ท่านตัดออกครับ ท่านตัดออก ไม่ต้องเสนอกรอบ ท่านไปคุยกันมาเรียบร้อย จะเจรจาเอามาให้เราให้ความเห็นชอบ ตรงนี้ต้องกลับไปแก้ ท่านประธานครับ เสนอแก้ในรัฐธรรมนูญที่เราจะแก้กันเลย เพราะอะไร เพราะรัฐธรรมนูญ คือแม่บทในการปกครองประเทศ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เอื้อทุกอย่างพังหมด🔗
เรื่องแรกที่ผมฝากเลยครับ ต้องกลับไปแก้รัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการเจรจา หรือทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ข้อด้อยที่ท่านเห็นเรื่องการเยียวยา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขียนไว้เสมือนดีในวรรคท้าย ๆ บอกว่าต้องมีกฎหมายมารองรับในการมีส่วนร่วม การรับฟังความคิดเห็น และการเยียวยาที่จำเป็น ต้องไปออกกฎหมาย แล้วผมถามว่า กฎหมายฉบับนี้ออกมาหรือยัง ยังไม่เข้าสภาเลยครับ ผมไม่รู้ ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลนี้ ร่างกฎหมายมาหรือยัง พอไม่มีกฎหมายทุกอย่างชะงักงันหมดท่านจะเยียวยาเขาอย่างไร เมื่อไม่มีกฎหมายมารองรับ อันนี้คือความผิดพลาดบกพร่องของตัวกฎหมายหลักก็คือ ตัวรัฐธรรมนูญ ต้องกลับไปแก้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมด ผมเองเห็นชอบกับตัวรายงานสมควรอย่างยิ่งที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาลจะต้องเอา ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะนี้ไปดูแล้วก็ตอบเรามาว่าอันไหนทำได้ไม่ได้ เพราะว่าข้อสังเกต แนบท้ายรายงานนี้เราจะมีมติให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการทำได้ ไม่ได้ อย่างไร ก็ตอบมาให้เราทราบ🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเองต้องกราบเรียนด้วยความเคารพก็คือว่า มีกรรมาธิการพูดถึงแนวโน้มของซีพีทีพีพี (CPTPP) ระหว่างไทยกับภาคีเครือข่ายจะเป็น อย่างไร เพราะผู้นำซีพีทีพีพี (CPTPP) เดิมเขาจะกลับมา ผมมั่นใจอย่างนั้นนะครับ เพราะว่า นโยบายต่างประเทศระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับว่าที่ ประธานาธิบดีใหม่ที่จะเกิดขึ้นมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไป พรรคเดโมแครตของสหรัฐอเมริกา เขาผลักดันเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีโอบามา เขาถอนตัวสมัยทรัมป์ เราจะวาง บทบาทเราอย่างไร ถ้าเราจำเป็นต้องไปเจรจาร่วมเราจะต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร ซึ่งกรรมาธิการบอกไปแล้วว่าต้องไปเตรียมอย่างไร อันนี้เป็นข้อจำเป็นที่รัฐสภาเรา สภาเรา ต้องบอกให้กับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องเตรียมพร้อมอย่างจริง ๆ เพราะมันจะเกิดขึ้น ในเวลาอันไม่ช้านัก ท่านประธานครับ โดยเฉพาะหลายท่านคนมองว่าผลผลิตมวลรวม ของประเทศชาติบ้านเมืองเราใหญ่ที่สุดคือภาคบริการ รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรม ภาคเศรษฐกิจที่เป็นด้านอุตสาหกรรม แล้วก็ภาคการเกษตรหลายคนบอกว่าอย่าไปสนใจ ภาคเกษตรมีแค่ ๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมด้วยความเคารพครับ ขอบคุณท่านกรรมาธิการ เลยแม้ ๘ เปอร์เซ็นต์นี่แต่มันเป็นรากเหง้าของเราที่เราจะต้องสร้างความแข็งแกร่งขึ้นมา ถ้าเรามองว่า ๘ เปอร์เซ็นต์ไม่ต้องไปสนใจ นั่นคือคุณกำลังทำร้าย ทำลายรากเหง้าของ ประเทศชาติบ้านเมือง ผมเลยขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการอย่างมาก ที่เห็นแม้จะตัวเล็กตัวน้อยครับ แต่ไม่ใช่เป็นประเด็นที่จะให้ความสนใจ กลับจะต้องไปเร่ง มีกรรมาธิการท่านหนึ่งบอกว่านอกจากตั้งกองทุน จิราพร สินธุไพร ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม นอกจากตั้งกองทุนแล้วผู้ประกอบอะไรต่าง ๆ ต้องไปพัฒนา ต้องไปดึงเขาขึ้นมาให้ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเสนอแนะที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ยิ่งสำหรับการรายงานครั้งนี้ แล้วก็หวังว่า เป็นประโยชน์กับบ้านกับเมืองครับ ขอบคุณท่านประธานและขอบคุณกรรมาธิการที่เคารพ ทุกท่านครับ🔗
เชิญท่านนิยมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาผลกระทบฉบับนี้ครับ จากการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับ หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ท่านประธานครับ เราดูชื่อก็ว่าหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกเป็นเวทีโลกท่านประธาน เศรษฐกิจของบ้านของเมือง การไปทำสัญญาร่วมเราจะต้องรอบคอบ เพราะฉะนั้นผมชื่นชมนะ รายงานฉบับนี้ คณะกรรมาธิการตั้งใจทำงานไม่ชื่นชมไม่ได้ครับ หนังสือฉบับนี้ผมคง เอากลับไปบ้านด้วย ไปนั่งอ่าน แล้วก็รายงานฉบับนี้ส่งเข้ามาในสภาหลายสัปดาห์แล้ว หลายท่านคงเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมาธิการชุดนี้ได้แบ่งแยกหัวข้อในการไปจัดทำ รายงานไปหาข้อมูลค่อนข้างชัดเจนนะครับ แล้วเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ด้วย ไม่ว่า ด้านการค้า การลงทุน อาจารย์ใหญ่ผมท่านเกียรติ ผมนั่งฟังด้วยความตั้งใจ ๑๑ ด้าน ของท่านมันละเอียดอ่อนท่านพูดได้ชัดเจน ผมเป็นคนไม่มีความรู้ทางเศรษฐกิจแต่ได้ตั้งใจ ฟังท่าน แล้วก็เข้าใจได้ว่าประเทศไทยเรา ท่านไม่ได้บอกว่าพร้อมไม่พร้อม แต่ว่าผมฟัง ด้วยความตั้งใจว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเข้าไปเจรจา ผมฟังท่านนะ แล้วด้านการเกษตรและพืช พี่ใหญ่ผมนี่อยู่กับการเกษตรมาชั่วชีวิต อยู่อีกไม่กี่ปีคงตายแล้ว คงหนีไม่พ้นละ อยู่เชี่ยวชาญ เข้าใจ ท่านประธาน ผมก็เลยให้ความสนใจมาก ขอโอกาสได้อภิปรายบ้างจะน้อยนักก็ช่าง ไม่เป็นไร แล้วคุณหมอวาโยเรื่องการแพทย์ก็ใส่ใจ ผมมานั่งฟังจนจบทุกท่าน ผมไม่ได้อ่านเอง แต่ผมฟังแล้วผมเข้าใจว่ารายงานฉบับนี้พอดูหัวข้อก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่นที่ไทยจะรีบร้อน เหมือนอย่างบางท่านบอกว่ารถด่วนสายสุดท้ายจำเป็นต้องขึ้นรถ ไม่ใช่ครับท่านประธาน ไม่จำเป็นต้องสายสุดท้ายโอกาสยังมีอีกเยอะ เพียงแต่ว่าเราพร้อมหรือไม่ ถ้าไม่พร้อมอย่าเข้า ไปอายเขา นี่คือความคิดผม วันนี้ประเทศไทยประชาชนอยู่ในภาวะข้าวเหลือเกลือแพง ไม่ใช่ ข้าวยากหมากแพงนะ ข้าวเหลือเกลือแพง พี่น้องบ้านผมวันนี้กำลังจะเกี่ยวข้าว ข้าวเบา หมายถึงว่าข้าวสั้น ๆ บ้านผมเรียกว่าข้าว ๓ เดือน ออกแล้วขายไม่ได้ อันนี้จึงเป็น พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ท่านอย่าบอกนะว่าจะต้องเร่งรีบอะไรให้ทัน เพราะซีพีทีพีพี (CPTPP) ไม่ใช่เพิ่งเข้าวันนี้นะเราถึงมาศึกษานี่ ผมเคยฟังตั้งแต่ก่อนแล้วท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ผมเคยนำเข้ามาพูดครั้งหนึ่งแล้วถอนออกไป ผมเป็นคนพอจำได้เรื่องนี้ ถอนออกไป เพราะความไม่พร้อม วันนี้ผมก็ยังเห็นว่าไม่พร้อมนะ ผมฟังท่านนะ ผมไม่ได้อ่านด้วยซ้ำไป เปิด ๆ ดูครั้งแรกแต่ว่าพอมานั่งฟังท่านทั้ง ๓ ท่าน ซึ่งเป็นผู้พรีเซนต์ (Present) ผมเข้าใจได้ว่า มันไม่พร้อมจริง ๆ พอมาดูท่านอาจารย์ใหญ่ผม ท่านเกียรติพูดว่าเวียดนามเตรียมความพร้อม ๒๐ ปี สำหรับเข้ามาเจรจาในเวทีซีพีทีพีพี (CPTPP) เขาเตรียมความพร้อม ๒๐ ปีนะท่านประธาน แล้วเรานี่เตรียมความพร้อมกี่ปี ผมจึงเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาจริง ๆ อย่าเพิ่งคิดเลยครับ อะไรมันจะเกิด ก็ให้มันเกิด ผมอยากให้คิดถึงพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ท่านอย่าคิดว่าเอาละการค้าเรารีบเร่ง เรากลัวจะแพ้เขา เพราะมันจะตกขบวน ผมว่าอย่าไปคิดแบบนั้น ผมอยากให้คิดว่า ประเทศไทยเราพร้อมเมื่อไรเข้าไป เข้าไปเจรจาเราไปเจรจา เพราะฟังแต่ชื่อแล้วว่าหุ้นส่วน ทางเศรษฐกิจ ถ้าเราไปเจรจาแล้วเสียเปรียบ อย่าไปเซ็นสัญญา อย่าไปทำเลย ปล่อยให้กระบวนการมันว่าไป ไม่เป็นไรครับ บ้านเมืองเรายังอยู่ได้แล้วเราทำไมจะอยู่ไม่ได้ ผมอยากให้สภาเราซึ่งในฐานะนิติบัญญัติวันนี้มาทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ผมเห็นอ่านในรายงาน ฉบับนี้ ไม่มีครับ ไม่มีในลักษณะว่าไม่ได้ ส.ส. ซีกรัฐบาลรีบทำให้รัฐบาล ไม่ใช่ครับ เราเป็น ฝ่ายค้านพวกผมนี่อาจจะเสียงน้อย แต่ท่านก็มองดูเอาประเทศเป็นหลัก ทำไมผมบอกเอาประเทศเป็นหลัก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม พี่น้อง ประชาชนทำไร่ ทำนา ถ้าวันนี้เราไม่พร้อมเราเข้าไป ท่านทราบไหมผมไปอ่านดูเป็นบางส่วน พืชเศรษฐกิจทั้งหลายนี่ถ้าเราไม่พร้อมเราไปอยู่ในด้านที่เราต้องไปเป็นเบี้ยล่างของเขานะ เรื่องพืชพันธุ์ธัญญาหารทั้งหลายนี่ทุกอย่างซื้อหมด ทุกวันนี้แม้จะไม่ได้ซื้อ เรามีเมล็ดพันธุ์ ของเราเอง ปลูกไม่ต้องเสียภาษี เราก็ยังลำบากขนาดนี้เกษตรกร ขายก็ไม่ได้ ยางถ้วย กิโลกรัมละ ๑๘ บาท บ้านผม ๑๘ บาทครับ จากเคยขาย ๕๐-๖๐ บาท วันนี้เหลือยางถ้วย ผมกลับบ้านเมื่อเสาร์ อาทิตย์ทำอย่างไร ขาย ๑๘ บาท แบ่งกันยังไม่พอเลย กิโลกรัมละ ๑๘ บาท ท่านประธาน อันนี้คือปัญหาว่าต้องเห็นใจพี่น้องเกษตรกร ถ้าเราไปอยู่แล้วเรา เสียเปรียบต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์เขา ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทุกอย่าง แต่ถ้าเราเข้าไปแล้วเรามีลิขสิทธิ์ ของเรา เขามากับเราซื้อลิขสิทธิ์เราไป โอเค (OK) อันนี้คือประเด็นที่ผมฝากให้สภาแห่งนี้ ผมเห็นรายงานแล้วผมชอบใจท่านประธานว่าประเทศไทยยังไม่ถึงเวลา ไม่ใช่ไม่ให้เข้านะครับ ยังไม่ถึงเวลาที่จะเดินไปสู่จุดนั้น ไม่ว่าการแพทย์ การเกษตร การค้า เรายืด ๆ ไปอีกสักหน่อยก็ได้ ไม่ต้องรีบด่วนขึ้นรถสายสุดท้ายที่ว่าหรอก ผมยังไม่เชื่อนะครับ ขอบคุณมากท่านประธานครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านสกุณาครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันจะขออภิปราย รายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) ท่านประธานคะ จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการพบว่าผลกระทบนั้นเกิดขึ้น ในหลาย ๆ ด้านอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร การแพทย์ รวมถึงการพาณิชย์ ต่าง ๆ ตามที่ท่านกรรมาธิการได้อภิปรายไปในเบื้องต้นค่ะ🔗
สำหรับประเด็นที่ดิฉันจะขออภิปรายเพิ่มก็คือผลกระทบต่อทรัพยากรชีวภาพ ให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือว่าผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ต่าง ๆ ซึ่งวันนี้เราก็จะได้ยินบ่อยขึ้นในนิยามของคำว่า ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ค่ะ สาเหตุที่ดิฉันต้องอภิปรายในประเด็นนี้ก็เนื่องจากดิฉันเห็นว่าทรัพยากร ชีวภาพในวันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศของเรา ดิฉันต้องการจะสื่อสารให้รัฐบาล ได้ตระหนักว่าทรัพยากรชีวภาพเป็นสมบัติของชาติที่เราต้องสงวนประโยชน์เพื่อคนในชาติ ของเราค่ะ จากอดีตจนถึงปัจจุบันมนุษย์เราได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีและมีการใช้ทรัพยากร ไปมากอย่างต่อเนื่อง และมีการใช้อย่างฟุ่มเฟือย นอกจากนั้นเราก็ยังพบว่าได้มีการทำลาย ทรัพยากรไปด้วย เมื่อทรัพยากรธรรมชาติเริ่มขาดแคลนเราจึงหันมาสนใจในทรัพยากร ชีวภาพซึ่งเป็นทรัพยากรที่สามารถจะผลิตทดแทนได้ในเวลาอันสั้น และด้วยความก้าวหน้า ของเทคโนโลยีทำให้มนุษย์ได้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพได้มากขึ้น หมายความว่า วันนี้มนุษย์ไม่ได้มองพืชพันธุ์ต่าง ๆ อย่างเป็นพืชหรือว่าสัตว์ธรรมดา หรือไม่ได้มองเพียงแค่ว่า เป็นอาหาร แต่มนุษย์ได้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพมากกว่านั้น เช่น เราใช้ประโยชน์ ในแง่ของสารสกัด สารสำคัญ แม้กระทั่งในแง่ของสารออกฤทธิ์ เช่น กลุ่มฟังก์ชันนัลฟู้ด (Functional food) ต่าง ๆ เมื่อเราพูดถึงผลหมากเม่าซึ่งเป็นพืชจีไอ (GI) ของจังหวัดสกลนคร เราก็จะพูดในความหมายของสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) เป็นต้น ซึ่งสารนี้ออกฤทธิ์ ป้องกันการเกิดปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคอื่น ๆ เป็นต้น เมื่อเราพูดถึงเห็ดพื้นถิ่นซึ่งอุดมสมบูรณ์มากในพื้นที่ป่าของประเทศของเรา เราก็จะ พูดในความหมายของสารสกัดชนิดต่าง ๆ อย่างเช่น อะดีโนซีน (Adenosine) คอร์ไดเซปิน (Cordycepin) ในเห็ดถังเช่า อย่างนี้เป็นต้น สำหรับในเรื่องของจุลินทรีย์นะคะ วันนี้เราก็จะพูดถึงจุลินทรีย์ไม่ใช่เฉพาะในแง่ของอาหารทั่ว ๆ ไป ไม่ใช่แง่ในการปรุงอาหารทั่ว ๆ ไปนะคะ เราก็จะพูดถึงสารโพรไบโอติกส์ (Probiotics) พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) ซึ่งสารเหล่านี้ก็จะเป็นตัวที่จะรักษาสมดุลในร่างกายของเรา นอกจากนี้ยังนำไป สร้างความมีชีวิตให้กับดิน อย่างเช่นวันนี้ที่จังหวัดสกลนครเราก็มีดินที่เราเรียกว่าดินมีชีวิต ซึ่งดินนั้นจะมีจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่สามารถย่อยดินลูกรัง แล้วก็ปลดปล่อยสารที่มี ความสำคัญต่อพืชได้ นอกจากนั้นยังไปสร้างความสมดุลให้ระบบราก เมื่อรากแข็งแรงต้นไม้ ก็แข็งแรง เราก็จะได้พืชผลเกษตรที่ปลอดภัยแล้วก็มีคุณภาพ วันนี้จึงจะเห็นได้ว่าความรู้ ทางด้านเทคโนโลยีสามารถพัฒนามากขึ้น มูลค่าของทรัพยากรชีวภาพก็มากขึ้นตาม เนื่องจาก ประเทศของเราเป็นประเทศที่มีตำแหน่งอยู่ในบริเวณเส้นศูนย์สูตร เป็นเขตร้อนชื้นแล้วก็ มีลักษณะทางภูมิประเทศเป็นหลายรูปแบบซึ่งจะเอื้อต่อการพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ จึงจะเห็นว่าประเทศของเรานี่มีข้อได้เปรียบจริง ๆ ทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ประเทศของเรากลับไม่ได้มองเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเท่าที่ควรจะเป็น เรายังมี การสำรวจแล้วก็ขึ้นทะเบียนความหลากหลายทางชีวภาพน้อยมาก ว่ากันง่าย ๆ วันนี้ แม้ยุทธศาสตร์ชาติเราจะกำหนดว่าให้ความสำคัญความหลากหลายทางชีวภาพ แต่เราพบว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของเรากลับยังไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่ ดังนั้น เมื่อทรัพย์สินของเรายังไม่ได้รับความคุ้มครองเราจึงมีความกังวล ประชาชนแทบทุกภาคส่วน จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่าเราพร้อมแค่ไหน และคำถามที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ และเมื่อเราตกลง เข้าร่วมความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) นี้แล้ว การเข้าถึงสิทธิประโยชน์จะเอื้ออำนวยต่อ เฉพาะนายทุนใหญ่และกีดกันผู้ประกอบการรายย่อยหรือเกษตรกรหรือไม่ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ข้อกังวลเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นข้อที่ประชาชนวิตกเกินความจริง เพราะว่าในประเทศของเรานี้ เราก็เคยมีกฎหมายซึ่งกีดกันผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยหรือเกษตรกรมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว อย่างเช่นกฎหมายที่เกี่ยวกับสุรา ท่านประธานที่เคารพคะ การแข่งขันในยุคปัจจุบันมีความเข้มข้น แล้วก็รุนแรงในทุก ๆ ด้านโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ เราสังเกตว่าโลกจะมีการเข้าร่วมลงนาม เพื่อเป็นสมาชิกในกลุ่มภาคีสนธิสัญญาต่าง ๆ มากมายเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมสมาชิกในกลุ่ม ด้วยเหตุนี้เราจะเห็นว่าในอนาคตอันใกล้เราเองก็ต้องเตรียมความพร้อม สถานการณ์ต่าง ๆ ก็จะผลักเราเข้าสู่เหตุการณ์นั้นซึ่งเราจะต้องเตรียมความพร้อม เพื่อไม่เป็นการสูญเสีย ความได้เปรียบจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องระดมค้นหาความหลากหลายทางชีวภาพ และขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรเพื่อคนไทยจะได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในทรัพยากรบนแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง ท่านประธานคะ ประเทศของเราเคยมีเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่งนะคะ ซึ่งดิฉันจะขอยกตัวอย่าง มากล่าวในที่นี้เพื่อเป็นกรณีเทียบเคียง ประเทศของเราเคยเป็นประเทศที่ได้ส่งออกแร่ดีบุก เรามีเหมืองแร่ดีบุกที่ภาคใต้ในเวลานั้นในการที่จะถลุงแร่มันก็จะมีตะกรันแร่ดีบุกเกิดขึ้น ในวันนี้เราไม่ทราบว่าในตะกรันแร่อันนั้นมีสารแทนทาลัมอยู่ซึ่งเป็นสารที่เหมาะสมในการที่จะ ทำยุทธปัจจัย เพราะทนต่อแรงเสียดทานได้สูงทำขีปนาวุธ อย่างนี้เป็นต้น วันนั้นเราก็ใช้ ตะกรันแร่ตัวนี้ไปอย่างแบบไม่รู้ ใช้ถมถนนบ้าง ถมที่บ้าง หรือว่าขายไปในราคาที่เป็นเพียง เหมือนคล้ายกับของเหลือทิ้งค่ะ นี่ละค่ะที่ดิฉันจะพยายามเทียบเคียงความไม่รู้อันนี้ กับในวันนี้ถ้าเกิดเราไม่ได้รู้ความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพเราก็จะไม่ได้ ใช้ประโยชน์นี้อย่างเต็มศักยภาพของมัน เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะฝากว่าก่อนที่ท่าน จะไปเจรจาดิฉันขอฝากคำถามไปยังผู้รับผิดชอบว่าท่านได้ศึกษาประเด็นอื่นที่มีส่วนได้เสีย ในกิจกรรมนี้มากพอหรือยัง ท่านมีข้อมูลของพืชพันธุ์ต่าง ๆ จุลินทรีย์ต่าง ๆ เราขึ้นทะเบียน ครอบคลุมได้มากน้อยแค่ไหน การที่ท่านประเมินว่าเราจะได้อะไรจากการเข้าร่วมความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) อันนี้ ท่านได้ประเมินว่าเราจะต้องเสียอะไรบ้างหรือยัง ท่านประธานคะ หากวันนี้ประเทศของเรา ยังไม่พร้อมที่จะขึ้นทะเบียนในสิ่งที่เรามี แล้วเราปล่อยให้ประเทศภาคีเข้ามาแสวงหา ประโยชน์ โดยที่เรายังไม่รู้ว่าเรามีอะไรและต้องเสียอะไรจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่จะเกิดขึ้นค่ะ ดังนั้นด้วยข้อสังเกตตามที่ดิฉันได้กล่าวมาทั้ง ๓ ประเด็นคือ🔗
ประเด็นที่ ๑ ความหลากหลายชีวภาพเป็นทรัพย์สินของประเทศที่เราควรจะ สงวนสิทธิครอบครองให้กับคนในประเทศ และสิทธิการใช้ประโยชน์ต้องเป็นธรรมไม่เอื้อ เฉพาะนายทุนจนเสียสมดุล ซึ่งเป็นต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำ และดิฉันขอเสนอให้รัฐบาล ใช้โอกาสนี้สะสางกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อนายทุน เช่น กฎหมายสุรา ที่เป็นกฎหมาย ที่ขัดขวางการเจริญเติบโตของผู้ประกอบการรายย่อย แต่ส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหญ่ เกิดความผูกขาดด้วยกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม🔗
ประเด็นที่ ๒ เรามีความพร้อมหรือไม่ที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของความตกลง ซีพีทีพีพี (CPTPP) เราต้องมีความพร้อมในเรื่องใดบ้าง ประเทศจะรักษาสิทธิการใช้ประโยชน์ ในทรัพยากรของเราอย่างเต็มที่ได้อย่างไร🔗
ประเด็นที่ ๓ คือประเด็นสุดท้าย ความรอบรู้ของกระทรวงที่รับผิดชอบ มีมากแค่ไหน ท่านประธานคะ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ในมาตรา ๑๗๘ ที่เกี่ยวข้องกับ การจะกระทำสัญญาระหว่างประเทศได้ตัดการมีส่วนร่วมก่อนเจรจาออกไป ทำให้การเจรจา การค้าเสรีไม่ว่าฉบับใดก็ไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างจาก สาระในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีสาระของการมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน และเมื่อเป็นเช่นนี้ดิฉันเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอุปสรรคต่อการที่จะสร้างความรอบรู้ ให้กับหน่วยงานที่จะรับผิดชอบในการเจรจาครั้งนี้ ดังนั้นดิฉันจึงมีคำถามไปยังกระทรวงพาณิชย์ ว่าท่านมีข้อมูลและมีความรอบรู้เพียงพอต่อการตัดสินใจในครั้งนี้หรือไม่🔗
ท่านประธานคะ นี่คือเนื่องจากความไม่เชื่อมั่นจึงเป็นสาเหตุของกระแส การคัดค้านการเข้าร่วมความตกลงครั้งนี้ ด้วยเหตุนี้ดิฉัน ส.ส. สกุณา สาระนันท์ จึงอยากส่งเสียง เตือนไปยังกระทรวงพาณิชย์ว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้เตือนไปยังท่านว่ากระทรวง ควรชะลอการลงนามนี้ไปจนกว่าพวกเราจะมีความพร้อม และดิฉันขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล ให้ระดมสรรพกำลังสำรวจทรัพยากรชีวภาพให้มากที่สุด โดยเร็วที่สุด เพื่อวันหนึ่งที่เราจะต้อง ร่วมลงนามในสนธิสัญญาใด ๆ เราจะได้ไม่ตกอยู่ในฐานะผู้ที่เสียเปรียบ แต่ตรงกันข้าม เราจะได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมในสัญญานั้น ๆ อย่างเต็มที่ที่สุดค่ะ ขอขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่าน สมาชิกอีก ๔ ท่านนะครับ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม และท่านนิคม บุญวิเศษ เรียนเชิญท่านพิสิฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้ศึกษาแล้วก็ทำรายงานของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับ เรื่องนี้นะครับ ซึ่งผมก็ได้อ่านแล้วนี่ก็เห็นว่าเป็นเนื้อหาสาระที่ดีมากได้ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วนนะครับ ผมเชื่อว่ารายงานนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเริ่มต้นในการดูเรื่องนี้ อย่างเป็นระบบของรัฐบาลต่อไปนะครับ เพราะว่าที่ผ่านมานั้นเรามักจะได้ยินได้ฟัง แต่การโต้แย้งกันในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งวันนี้ต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้เปิดโอกาส ให้มีการพูดจากันในเรื่องนี้ ผมเองก็คิดว่าในเวทีนี้เราคงไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิเสธหรือรับว่า จะร่วมหรือไม่ร่วมนะครับ แต่เป็นเวทีที่เราจะได้มีการระดมความคิดแล้วก็ตั้งข้อสังเกตไปนะครับ🔗
เรื่องแรกเลยที่ผมอยากจะขอเริ่มต้นก็คือ สถานภาพของเศรษฐกิจไทยในรอบ ๑๐ กว่าปีมานี้นะครับ เรามีสถานภาพที่ค่อนข้างที่จะน่าเสียดายว่าเราโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน ประเทศในย่านอาเซียน (ASEAN) รอบข้างเราจากเดิมในอดีตที่เขาเคยมีปัญหาแล้วก็ต้องประสบ กับความผันผวนทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด แต่ช่วงหลังเขามีการปรับตัวดีขึ้น คงไม่ต้องเอ่ยนะครับว่า อย่างเวียดนามตอนนี้มีการส่งออก มีการลงทุนมากกว่าเมืองไทย แล้ววันดีคืนดีจีดีพี (GDP) ของเขาก็จะแซงหน้าประเทศไทยไปได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ประเทศไทยจะต้องพยายามปรับปรุงตนเองที่จะไม่ให้ถูกตราหน้าว่าเป็นคนป่วย แห่งอาเซียน (ASEAN) อีกต่อไปนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของข้อจำกัด ของการพัฒนาเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขยายตัว หรือเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือปัญหาของความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กล่าวไปนะครับ ก็ทราบดีครับว่ารัฐบาลก็พยายามที่จะแก้ไข ถึงขนาดมีการตรารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ โดยรวมเรื่องของการปฏิรูป เรื่องของการมียุทธศาสตร์ชาติขึ้นมานะครับ โดยพยายามที่จะให้ ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกต่อไป เพราะว่าเรื่องของ เศรษฐกิจต่างประเทศนั้นมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาก การส่งออก การนำเข้านี่ มีสัดส่วนเกินกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราก็ต้อง ช่วยกันนะครับ แต่อย่างไรก็ตามอย่างที่เราได้อภิปรายกันมาหลายครั้งหลายครา ทุก ๆ ๓ เดือนรัฐบาลท่านก็จะมีการนำเสนอความก้าวหน้าของยุทธศาสตร์ชาติมา ซึ่งผมคิดว่า ยังไม่ได้ดูแลประเด็นที่เราจะพูดต่อไปนี้ก็คือเรื่องของการตกลงทางการค้ากับต่างประเทศ เหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่หลายท่านได้กล่าวว่าเราพร้อมหรือไม่พร้อมนี่ แน่นอนนะครับถ้าเราดู ณ เวลานี้คงจะไม่พร้อมแน่นอน แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะไม่ทำอะไร จากนี้ไปแล้วก็ปฏิเสธที่จะมาช่วยกันทำงานนะครับ ผมเชื่อว่าเราสามารถที่จะทำงานคู่ขนาน กันได้อย่างน้อยก็ ๔ ด้านด้วยกันนะครับ🔗
ด้านแรก ก็คือเรื่องของการเปิดเวทีเจรจากับเขา เพื่อให้รู้เขารู้เรา รู้ว่า เขาต้องการอะไรจากเรา แล้วมีอะไรที่เรารับได้ รับไม่ได้ แล้วก็กลับมาดูแลในบ้านเรา การเจรจานั้นผมเชื่อว่าคงจะต้องใช้เวลา คงไม่ใช่เกิดขึ้นประเดี๋ยวประด๋าว เพราะฉะนั้นเวทีนี้ เราน่าจะใช้โอกาสในการคุยกับเขา เราเป็นเศรษฐกิจอันดับ ๒ ของอาเซียน (ASEAN) ณ เวลานี้ เรามีอำนาจต่อรองนะครับ แต่ถ้าเราปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไปเราตกอันดับจากอันดับ ๒ เป็นอันดับ ๓ เป็นอันดับ ๔ แน่นอนครับ ความสำคัญของประเทศไทย ความสามารถ ในการต่อรองของเราก็จะด้อยลง เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะให้เราได้ลองคุยเคาะประตูดู แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะไปตกลงกับเขานะครับ เราจะได้รู้เขารู้เรา รู้ว่าเขาต้องการอะไร จากเรานะครับ🔗
ประการที่ ๒ เรื่องของการปฏิรูปเศรษฐกิจ อย่างที่ผมได้กล่าวนะครับว่ารัฐบาลท่าน ได้มีการเขียนรัฐธรรมนูญไว้ที่จะต้องมีการปฏิรูป แต่งานปฏิรูปเท่าที่มานำเสนอต่อสภาแห่งนี้ มักจะเป็นเรื่องรูทีน (Routine) เป็นเรื่องธรรมดานะครับ ผมอยากจะให้รัฐบาลตั้งโจทย์ใหญ่ เลยครับว่าเรื่องของการเจรจาด้านซีพีทีพีพี (CPTPP) เราต้องมีการปฏิรูปหลาย ๆ ด้านนะครับ ปฏิรูปทางด้านเกษตร ทางด้านของสาธารณสุข เหล่านี้เป็นต้นนะครับ เราอยากจะทำ เรื่องพันธุ์พืช เราอยากที่จะทำเรื่องมาตรฐานสินค้า มีการดูแลคุณภาพต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้ใช้ประเด็นนี้เป็นตัวชักนำให้เราได้มีการเปลี่ยนแปลง ไม่เสียหายครับถ้าเรามีการลงทุนลงแรงไปในเรื่องของการปฏิรูปเพื่อการนี้ ต่อให้ปฏิรูป เรียบร้อยแล้วปรากฏว่าเราเจรจาเรื่องของซีพีทีพีพี (CPTPP) ไม่สำเร็จผมก็ว่าคุ้ม เพราะว่า เราจะได้มีมาตรฐานสินค้า มีเรื่องของการดูแลต่าง ๆ เหล่านี้ให้กับคนไทยกันเองให้อย่างครบถ้วน ไม่ตกหล่นอย่างที่เป็นมานะครับ🔗
ประการที่ ๓ เรื่องของกองทุน เราได้เห็นการชี้แจงของหน่วยราชการว่า เหตุหนึ่งที่ทำให้เรายังไม่พร้อมก็เพราะว่าเราไม่มีงบประมาณให้ ผมเสียดายครับ เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เราใช้ในการฟื้นฟู ทุกวันนี้เราไม่ทราบเลยครับว่าไปทำอะไร เรื่องของเงินที่ไปโปรยให้กับชิมช้อปใช้เป็นหมื่นล้านบาท ถ้าเราเอาเงินกองเหล่านี้ มาใช้เพื่อตั้งเป้าว่าเราจะปรับปรุงเศรษฐกิจให้มีความสามารถในการแข่งขัน ผมเชื่อว่า เราจะได้ประโยชน์นะครับ เพราะฉะนั้นกองทุนนี้ผมอยากจะให้เราได้มีการตั้งโดยเร็ว แล้วก็อย่างที่กล่าวนะครับ ต่อให้เราทำกองทุนแล้วก็มีการปฏิรูปแล้ว แล้วก็ไม่เข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ก็ยังคุ้ม ก็เท่ากับว่า เศรษฐกิจไทยได้รับการยกระดับมาตรฐานขึ้นมานะครับ🔗
เรื่องที่ ๔ เรื่องสุดท้ายครับ ผมคิดว่าเรื่องของการประชาสัมพันธ์ เรื่องของ การเปิดเวทียังจะต้องทำอีกเยอะ ขณะนี้ยังมีความเข้าใจผิด ผมเองก็ได้มีการอภิปราย ปรึกษาหารือกับหลาย ๆ หน่วยงานก็ยังพบว่าหน่วยราชการหลายแห่งมีความเห็นไม่ตรงกัน แล้วก็มีความเข้าใจผิด ๆ เกิดขึ้นหลายอย่างนะครับ อย่างเช่นเมื่อสักครู่มีการกล่าวกันว่า ชาวนาจะไม่มีสิทธิในการที่จะเอาเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อได้ ผมได้รับคำยืนยันครับว่าไม่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชพันธุ์ที่เป็นของเราเอง ของหน่วยราชการ หรือของมหาวิทยาลัยนี่ เราจะต้องมีสิทธิ ชาวนาจะต้องมีสิทธิในการเก็บพันธุ์ไว้เพาะปลูกต่อไปนะครับ ผมเชื่อว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันผลจากโควิด (COVID) ผลจากเรื่องของเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ณ เวลานี้มันจะมีผลทำให้การเจรจาเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมนะครับ ที่เราเคยเชื่อในเรื่องของ ฟรีเทรด (Free Trade) ณ เวลานี้เป็นเรื่องของแฟร์เทรด (Fair Trade) คือการค้าที่มี ความยุติธรรมเกิดขึ้น เป็นการค้าที่จะต้องเป็นอินคลูซีฟโกรท (Inclusive Growth) ก็คือ มีการครอบคลุมดูแลประชาชนทุกหมู่เหล่า แล้วก็ผู้ที่เสียหายหรือถูกกระทบจะต้องได้รับ การเยียวยาอย่างครบถ้วนครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านประเดิมชัยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตในการที่จะได้แสดง ความคิดเห็นต่อรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจาก การเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิก ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมในการทำงานของคณะกรรมาธิการที่นำเรื่องนี้ ไปพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบและละเอียดในทุกมิติในทุกด้าน ซึ่งถือว่าเป็นคุณูปการ ที่ยิ่งใหญ่สำหรับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้ไปศึกษานั้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และสมควรที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างรัฐบาลที่จะต้องนำไปพิจารณา ถามว่าทำไมผมถึงพูดอย่างนั้น เพราะว่าจากการรายงานของคณะกรรมาธิการได้ชี้ให้เห็น ถึงผลดีผลเสียของการที่จะเข้าร่วมตกลงในกรอบซีพีทีพีพี (CPTPP) ไว้อย่างชัดเจนว่า วันนี้ถ้าเราตกลงในการที่จะเข้าร่วม แน่นอนครับว่าประเทศชาติและประชาชนของเรา จะไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ เลย ถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์ก็เพียงน้อยนิด แต่คนที่จะได้ประโยชน์ จากการเข้าร่วมตกลงในขอบเขตซีพีทีพีพี (CPTPP) นั้นน่าที่จะเป็นพ่อค้า นายทุน นักธุรกิจ เสียมากกว่าพี่น้องประชาชนคนไทย ตรงนี้ผมต้องขอชื่นชมในการทำงานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วผมคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลจะต้องนำไปพิจารณาและหาทางออก ในเรื่องนี้มันมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างกระบวนการการรับรู้ของพี่น้อง ประชาชน และรวมทั้งสร้างกระบวนการในการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วน ในทุกอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของขอบเขตข้อตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) นี้ ให้มีความรู้ มีความเข้าใจที่ชัดเจน แล้วถึงค่อยตัดสินใจ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วชะตากรรมก็จะตกไปอยู่กับพี่น้องประชาชนผู้ประกอบกิจการรายเล็กรายน้อย ที่ไม่มีกำลัง ที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอในการที่จะไปยืนหยัดยืนยันในการต่อสู้กับพ่อค้า นักธุรกิจ นายทุน กลุ่มทุนของประเทศที่ผูกขาดอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคเกษตรกรรมท่านประธานก็คงทราบดีนะครับว่าตอนนี้เรามีบริษัทยักษ์ใหญ่ เพียงไม่กี่บริษัทที่ทำธุรกิจครอบคลุมไปทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพืชผล ทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ทำไปทุกอย่างครอบคลุมไปทั้งหมด จนกระทั่งพี่น้องประชาชนไม่มีที่จะยืนอยู่ในขณะนี้ พูดง่าย ๆ ว่าต้องยืมจมูกเจ้าสัวหายใจ ไปวัน ๆ หนึ่ง ถามว่าเมื่อเราเข้าสู่กระบวนการในการตกลงในขอบเขตซีพีทีพีพี (CPTPP) นี้ พี่น้องประชาชนเหล่านั้นจะยืนอยู่ได้อย่างไร ฉะนั้นผมจะขออนุญาตนำเรียนท่านประธานนะครับว่า คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบมีความจำเป็นอย่างเร่งรีบที่จะต้องศึกษาให้เกิดความรอบคอบ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เราอย่าไปกังวลครับว่า วันนี้เราจะตกขบวนรถด่วนที่เขากำลังเร่งขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ ในเมื่อเราไม่มีความพร้อม ในการที่จะเข้าร่วมในวันนี้เรารอขบวนรถด่วนเที่ยวต่อไปก็ยังไม่สาย ถ้าเราขึ้นไปวันนี้เราอาจจะ มีบาดแผลที่เหวอะหวะเต็มตัวไปหมด ถามว่าเมื่อถึงเวลานั้นใครจะรักษา ใครจะเยียวยา ผมไม่อยากให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างรัฐบาลจะเอาประเทศชาติและประชาชน ไปเป็นหนูในการทดลอง เพราะไม่อย่างนั้นมันก็จะสายเกินแก้ที่จะทำให้พี่น้องประชาชน เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ฉะนั้นก็ขออนุญาตฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลโดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรี ถึงเวลาที่ท่านจะต้องเอารายงานฉบับนี้ขึ้นมาอ่านด้วยตัวของท่านเอง อย่าให้บริวาร อย่าให้คนที่เกี่ยวข้องได้ไปสรุปแล้วนำมารายงานท่าน มันอาจจะไม่ตรงต่อสิ่งที่ดี ๆ ที่ปรากฏ อยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการที่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากตัวแทนของพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศได้สรุปมาอย่างดียิ่ง ก็ขอนำเรียนท่านประธานฝากไปถึงผู้ที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรีด้วยครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านอุบลศักดิ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นครับ ในนามของประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย ซึ่งมีพี่น้องเกษตรกรเป็นนิติบุคคลอยู่ ๗๗ จังหวัด ๗,๓๘๑ กลุ่มทั่วประเทศ และตัวแทน ของสหกรณ์ทั่วประเทศ ต้องกราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการและท่านสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรพรรคเพื่อไทยหลายท่านที่ได้กรุณาท้วงติง เสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาในกรณี ที่รัฐบาลจะไปทำสัญญาซีพีทีพีพี (CPTPP) ดังที่ท่านทั้งหลายได้อภิปรายไปแล้วนั้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมต้องกราบเรียนว่าวันนี้ถ้าหากว่ารัฐบาลไปทำสัญญาผมเชื่อว่าวันนี้รัฐบาล ไม่ได้เข้าข้างพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ แน่นอนครับเรามีหลาย ๆ อาชีพ แต่เชื่อว่าพี่น้องแต่ละอาชีพนั้นไม่เข้าใจ ในสมัยอดีต ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาท่านได้มีความคิดตรงนี้ขึ้นมาเสนอแนะ พอเปลี่ยนรัฐบาล ก็ไปอีกแบบหนึ่ง วันนี้ท่านรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีก็ต้อง หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาสานต่อ🔗
ท่านประธานครับ ท่านทราบไหมครับว่าวันนี้ที่ผมกราบเรียนว่าผมได้มีโอกาส ประชุมกับพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศด้วยความเจ็บปวด เราคัดค้านมาโดยตลอดว่า เราไม่เห็นด้วยเนื่องจากว่าผมยกตัวอย่างเช่นง่าย ๆ กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชหรือพระราชบัญญัติ คุ้มครองพันธุ์พืชนั้น ในฐานะที่ผมก็เป็นส่วนหนึ่งที่เคยเป็นคณะกรรมาธิการมาหลายสมัย เราคัดค้านไม่เห็นด้วยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกรทุกอาชีพ แต่ถ้าพี่น้องชาวนา จะเห็นเลยว่าพี่น้องชาวนาผลิตพืชผลข้าวขึ้นมาแล้วนั้นก็จะกีดกั้นไม่ให้ขายกับคนอื่น ยกเว้น ผลิตขึ้นมาแล้วก็ใช้เอง จะขายข้างบ้านก็ไม่ได้ ด้วยเหตุผลองค์ประกอบชาวนาจะต้องมี ห้องแล็บ (Lab) หรือห้องทดลอง และต้องมีนักวิชาการ ผมกราบเรียนถามท่านกรรมาธิการว่า ถามชาวนาแต่ละรายนั้นมีปัญญาไหมครับ ในขณะนี้ชาวนาแม้แต่จะมีเงินซื้อพันธุ์ข้าวก็ยัง ไม่มีอยู่แล้ว แน่นอนครับ ต้องกราบเรียนว่าพืชผลทางการเกษตรของพี่น้องชาวนาเราผลิตกันมา โดยธรรมชาติ โดยเฉพาะข้าวมีหลายร้อยพันธุ์ ชาวนาผลิตมาด้วยตัวเอง ศึกษามาด้วยตัวเอง ถ้าหากว่าโครงการดังกล่าวรัฐบาลไปดำเนินการทำสัญญา แน่นอนครับผมก็ยืนยันว่า รัฐบาลช่วยกับพ่อค้านายทุน ไม่ช่วยประชาชนคนไทยทั้งประเทศหรือพี่น้องเกษตรกร ทั้งประเทศ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพอย่างสูงว่าผมคัดค้านหัวชนฝาอยู่แล้ว แล้วก็ จะให้พี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศยืนยันคัดค้านไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่จะไปดำเนินการ โครงการดังกล่าว เพราะเชื่อว่าศักยภาพ ความรู้ ความสามารถ ผมเชื่อว่าไม่ทันประเทศ มหาอำนาจแน่นอนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ต้องกราบขอบพระคุณ คงไม่อธิบายเนื่องจากว่า ทุกคนได้ให้เหตุผลไปมากพอสมควรแล้ว ก็ขออนุญาตขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณ ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทยอยู่จนถึง ปัจจุบันนี้ ก็ขอบคุณครับ ขอคัดค้านทุกรูปแบบ ไม่เห็นด้วย ขอบพระคุณท่านประธานมากครับ🔗
เชิญท่านนิคมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอใช้เวลาเล็กน้อยเนื่องจากว่าสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายไปแล้วในทำนองเดียวกัน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับ หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ที่เขาเรียกสั้น ๆ ว่า ซีพีทีพีพี (CPTPP)🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ จากที่ได้นั่งฟังแล้วก็ได้อ่านรายงาน ครั้งแรก ที่มีการอภิปรายในเรื่องนี้กระผมมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เกรงว่ารัฐบาลจะใช้ความรู้สึก หรือข้อมูลที่รัฐบาลมีในการเข้าร่วมอนุสัญญานี้ ในการเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) เนื่องจากว่าที่ผมได้รับทราบตลอดหลายปีที่ผ่านมานี่ อย่าลืมว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) มี ๑๑ ประเทศ ใน ๑๑ ประเทศนั้นเราก็เป็นสมาชิกอยู่แล้วในเอฟทีเอ (FTA) ๙ ประเทศนะครับ ท่านประธาน ยังขาดแค่ ๒ ประเทศเอง แล้วใน ๒ ประเทศนั้นจากการที่เราศึกษา เราก็เสียเปรียบเขาครับ โดยเฉพาะแคนาดานี่ ถ้าเกิดเขาส่งเนื้อหมูเข้ามาที่ประเทศไทย เราก็เจ๊งแล้วครับท่านประธาน พูดง่าย ๆ แค่นั้น ซีพีทีพีพี (CPTPP) เป็นการตัดสิทธิคนเล็ก คนน้อยโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ไม่ต้องรายย่อย ขนาดกลางก็เสียเปรียบครับ เนื่องจากว่าเราเป็นประเทศที่เกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ซึ่งเราเป็นอาชีพที่ยากจนอยู่แล้ว ขนาดเรายังไม่มีสัญญาซีพีทีพีพี (CPTPP) ไม่มีการตัดสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้นเรายังยากจนอยู่ เนื่องจากว่าอาจจะมีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เขาสามารถตัดต่อพันธุกรรม ทำให้พืชบางประเภทนั้นเป็นหมันไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ ผมยกตัวอย่างเช่น ข้าวโพดนี่ครับ สมัยก่อนพ่อแม่พี่น้องเราปลูกข้าวโพดแล้วนำฝักใหญ่ ๆ ของข้าวโพดมาตากแห้งไว้เพื่อขยายพันธุ์ ต่อท่านประธานครับ แต่ปัจจุบันนี้มีใครบ้างที่สามารถเอาข้าวโพดที่ปลูกแล้วไปขยายพันธุ์ได้ ไม่มีนะครับ เพราะว่ามันเป็นหมันหมด นี่คือสาเหตุหนึ่งที่เราไม่อยากเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) เพราะเราเกรงว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในไทยหรือต่างประเทศก็ตามเขามีความรู้ ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ มีงบประมาณเยอะแยะมากมายที่จะทำวิธีลักษณะนี้ เอาเปรียบพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรของพวกเรา แล้วหลายหน่วยงานที่ได้อภิปรายมา ไม่มีความพร้อมสักหน่วยงานเลยครับ และผมเชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม เนื่องจากว่า ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบด้านเกษตรกรรม ด้านยาสมุนไพร ด้านการท่องเที่ยว ด้านวัฒนธรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะภูมิประเทศของเรานี่ เราเป็นประเทศ ที่เนื้อหอมครับ เราไม่อยากเข้าร่วมแต่คนอื่นเขาอยากให้เราเข้าร่วมเพราะเขาจะเอาเปรียบเรา เราไม่ต้องพูดถึงว่าเราจะได้เปรียบนะครับ แค่เสียเปรียบนิดหน่อยนี่นะครับเราก็เข้าร่วมได้ แต่ลักษณะนี้เป็นการเสียเปรียบมากทีเดียวครับ เพราะกลุ่มซีพีทีพีพี (CPTPP) ถ้าเราจะ เข้าร่วมมูลค่า ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอง แต่กลุ่มเอฟทีเอ (FTA) มูลค่าเป็น ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเราเป็นสมาชิกอยู่แล้วเราไม่จำเป็นต้องดิ้นรนครับที่จะเข้าร่วมกับกลุ่มนี้เพราะเราจะเพิ่มมา อีกแค่ ๒ ประเทศเอง ผมเชื่อว่าหลายท่านที่เป็นกรรมาธิการได้ศึกษาข้อมูลโดยละเอียด เรียบร้อยแล้ว แล้วก็มีการเขียนในรายงานอย่างชัดเจน หวังว่ารัฐบาลเองก็คงจะรับฟังนะครับ เท่าที่นั่งดูหน่วยงานที่เห็นด้วยในการเข้าร่วมมีแค่ ๒ หน่วยงานเอง กระทรวงพาณิชย์ กรมวิชาการเกษตร แค่นั้นเองครับ แต่หน่วยงานอื่นไม่มีความพร้อมเลย ผมจึงบอกว่าเราต้อง เอาข้อได้เปรียบของเราที่เราเป็นประเทศที่เนื้อหอมนี่เราต้องคงอยู่แบบนี้ละครับ ท่านประธานไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมมันมีทางอื่นอีกเยอะแยะ มีกลุ่มอีกหลายกลุ่มที่เราเข้าร่วม แล้วเราได้ดุลการค้าเราไม่เสียเปรียบถูกไหมครับ ฉะนั้นผมเห็นว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงาน ที่ถูกต้องแล้วก็เชื่อว่าถูกใจพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ หวังว่ารัฐบาลควรจะเอาไปพิจารณา ผมเชื่อว่าเราก็คงอีกหลายปีถ้าเรามีความพร้อมเราค่อยพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เกิด ความรอบคอบครับ แต่ในขณะนี้ผมคิดว่าเราไม่มีความพร้อมใด ๆ ทั้งสิ้นครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
เชิญ กรรมาธิการ ท่านนิกรครับ ชี้แจงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ในฐานะกรรมาธิการและเป็นรองประธานอนุกรรมาธิการเรื่องผลกระทบด้านเกษตร จะขอตอบประเด็นเกี่ยวกับเรื่องด้านการเกษตรที่มีท่านสมาชิกส่วนใหญ่จะพูดเรื่องนี้นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าอยากจะเรียนว่าในความเห็นของคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืชนี้ผลกระทบการเกษตรเห็นว่าข้อตกลงนี้ เรายอมรับว่ามีผลได้และผลเสีย โดยรวมก็คือมีได้มีเสียเหมือนกัน แต่ปัญหาที่มากระทบ กับกรรมาธิการที่เราพิจารณาดูก็คือว่าผลได้นี่อาจจะได้เรื่องการค้า เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องโน่นนี่นั่นหลายเรื่อง แต่ผลเสียนี่ตกอยู่กับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเหมือนกับ เป็นตำบลกระสุนตกนะครับ ก็คิดว่ามีปัญหามาก แล้วก็ในด้านเกษตรกรเองการพัฒนา ก็มีปัญหาเพราะว่าที่ผ่านมานี่เราขาดการส่งเสริม งบประมาณก็ไม่ค่อยมี บางทีเราอาจจะ มองว่าภาคเกษตรกรนี่ทำผลผลิตให้เราไม่เหมือนภาคอุตสาหกรรมเราก็เลยละเลย มายาวนานมาก แล้วก็นอกจากนั้นแล้วการเยียวยาเกิดผลกระทบกับกลุ่มนี้เกษตรกร การเยียวยานี้ไม่พร้อมเลย เราติดตามมาเรื่องกองทุนเอฟทีเอ (FTA) ก็ไม่มีอยู่จริงครับ ที่มีอยู่นี่ แล้วก็นอกจากนั้นแม้แต่กองทุนถ้าเรื่องพันธุ์พืชนี่ ตาม พ.ร.บ. พันธุ์พืชมีกองทุน คอยดูแลอยู่ ท่านทราบไหมครับตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ถึงปัจจุบันนี่ เงินของกองทุนมีแค่ ๒ ล้านบาท เท่านั้นเอง ดังนั้นในการเยียวยาโดยใช้เงินกองทุน ไม่ว่าเอฟทีเอ (FTA) ซึ่งยังไม่มีนะครับ หรือกองทุนที่ว่ามีอยู่ ๒ ล้านบาทไม่สามารถจะเยียวยาอะไรได้เลย นี่คือกลุ่มที่จะ ถูกผลกระทบมาก ดังนั้นทางคณะกรรมาธิการก็เลยเสนอซึ่งเราได้ทำสำเร็จแล้ว ก็คือว่า เสนอความเห็นไปก่อนหน้านี้ก่อนที่จะถึงเดือนที่เราจะต้องไปลงนามครั้งนั้น ท่านประธานวีระกร ก็เสนอเป็นความเห็นรวมไปว่าเราเห็นว่ายังไม่พร้อมและต้องศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้นรัฐบาลในขณะนั้นก็ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ได้ชะลอเรื่องนี้ไว้นะครับ เท่ากับตอนนี้เรา เบรก (Brake) ไปได้ปีหนึ่งแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ เราจะอยู่กับที่ไม่ได้ดังนั้นเราก็ต้อง พิจารณาต่อไปในข้อเสนอนี้ก็คือว่าการเสนอชะลอให้ได้ผลแล้ว ชะลอแล้ว ปีต่อมาก็กำลังจะ มาอีกเราจะมีท่าทีอย่างไร ดังนั้นเราก็เลยเสนอว่าให้มีการพิจารณาเพิ่มเติมข้อมูลให้ชัดกว่านี้ เพราะว่าลำพังกรรมาธิการที่เราใช้เวลากันมายังมีข้อมูลอีกมากมายที่เรายังจะต้องเพิ่มนะครับ ถ้าเราจะเข้า🔗
อีกอันก็คือว่าเสนอให้พัฒนาตนเอง ในส่วนของกระทรวงเกษตรก็คือเสนอว่า ตรงนี้เรามีปัญหาเรื่องยูพอฟ (UPOV) มากในการจะเข้า และเรามี พ.ร.บ. พันธุ์พืช เราไปดู ผมจะขอตอบท่าน ส.ส. มานพด้วยนะครับในประเด็นนี้ ก็คือว่า พ.ร.บ. ที่เรามีคือ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช ปี ๒๕๔๒ นี่นะครับ อยากจะเรียนว่ามันเป็น พ.ร.บ. ที่ยิ่งใหญ่มากที่เรามีนะครับ เรามีอยู่แล้วในโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติของยูเอ็น (UN) เขาพูดถึงเรื่องนี้ เขาพูดถึงว่าอยู่ในคู่มือของซัสเทเนเบิล ทูลคิต ฟอร์ เทรด นีโกชิเอเตอร์ (Sustainable Toolkit for Trade Negotiators) นะครับ เขาพูดถึงว่าให้คำแนะนำกับประเทศต่าง ๆ ว่า ให้รักษาสิทธิที่ท่านพูดถึงเมื่อสักครู่นี้ของเกษตรกรในการเก็บพันธุ์พืชไปปลูกต่อ และวัฒนธรรมในการเกษตรเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้เกษตรกรมีพันธุ์พืชที่หลากหลาย ปรับปรุง ให้เหมาะสมการเปลี่ยนแปลงภูมิภาค ต้านทานต่อสภาพความร้อน หนาวเย็น ความเค็ม และความแห้งแล้ง ยูเอ็น (UN) แนะนำอย่างนี้ครับ ยูเอ็น (UN) แนะนำว่าให้ประเทศต่าง ๆ ออกกฎหมายที่มีลักษณะเฉพาะเช่นเดียวกับ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช ปี ๒๕๔๒ ของไทย ยูเอ็น (UN) พูดแบบนี้ ให้หลายประเทศเอาตัวอย่างเรา ซึ่งร่างขึ้นเป็นการผสมผสานระหว่าง อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพเข้าด้วยกันกับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ยูเอ็น (UN) แนะนำแบบนี้แสดงว่ากฎหมายลักษณะนี้เรามีแล้วก็ทางยูเอ็น (UN) เห็นชัดว่า เรามีคุ้มครองอยู่แล้ว ดังนั้นจุดตรงนี้เราก็ต้องพัฒนาต่อไปว่าเราจะต้องอัปเกรด (Upgrade) กฎหมายตรงนี้นะครับให้มันสูงขึ้นไปอีก ให้คุ้มครองหมายถึงว่าให้สูงกว่ากฎหมายของ ยูพอฟ (UPOV) เสียด้วยซ้ำเพื่อเราจะได้ครอบได้ ซึ่งต่อจากนั้นเราก็ต้องอัปเกรด (Upgrade) ตนเองขึ้นไป เราเองไม่ใช่ว่ามีข้อเสียเปรียบทั้งหมดนะครับเกี่ยวกับเรื่องนี้ ประเทศเราเอง มีความหลากหลายทางชีวภาพมากซึ่งเดี๋ยวจะมีท่านกรรณิการ์ กิจติเวชกุล จะได้ตอบ ประเด็นเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ เรามีความได้เปรียบมาก เราได้เสนอแล้วว่า เราจะทนเป็นเบี้ยล่างอยู่ไม่ได้ เราก็จะต้องอัปเกรด (Upgrade) ตัวเองขึ้นเป็นศูนย์วิจัยเมล็ดพันธุ์พืช เขตร้อน ท่านประธานที่เคารพครับ การปลูกพืชในเขตหนาวปลูกได้เป็นบางฤดู แต่เขตร้อน ปลูกได้หลายฤดูมาก เราได้เปรียบมาก ฉะนั้นแทนที่เราจะเป็นเบี้ยล่างเราก็เป็นเบี้ยบนเสีย พัฒนาตรงนี้เป็นศูนย์เกี่ยวกับพันธุ์พืชเขตร้อน ซึ่งเราเสนอไปแล้วในนี้นะครับ นอกจากนั้น สำหรับเกษตรกรเป็นแมส (Mass) หรือเป็นกลุ่มคนที่อ่อนแอที่สุดเราเสนออย่างนี้ครับ ในข้อเสนอของเราก็คือเสนอว่าข้าว โดยเฉพาะเรื่องข้าว เกษตรกรเรามีหลายกลุ่ม แต่กลุ่มชาวนาเป็นกลุ่มที่อ่อนแอที่สุด เราเสนออย่างนี้ว่าเบื้องแรกใน พ.ร.บ. พันธุ์พืช ปี ๒๕๔๒ ของเรา มีการกำหนดว่าพืชความมั่นคง คือถ้าพืชความมั่นคงรัฐบาล หรือ ครม. คณะรัฐมนตรีสามารถจะชี้ได้ว่าพืชความมั่นคงเป็นพืชอะไร ของเราขณะนี้ข้าวเป็นพืชความมั่นคง ดังนั้นในการเจรจาต่อรองถ้าเราจะเข้ายูพอฟ (UPOV) เราก็ต้องเจรจาต่อรองว่าข้าวนี่เป็น พืชความมั่นคงของเรา คนไทยกินข้าวเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเราขอถอดออกจาก ยูพอฟ (UPOV) ก่อนได้ไหม อันนี้เป็นการต่อรอง เพราะฉะนั้นเราสามารถทำได้ตามกฎหมาย ของเรา เพราะว่านี่ถือเป็นพืชความมั่นคง นั่นเป็นประเด็นแรก ต่อจากนั้นเราต้องเข้าไป ซับซิดี (Subsidy) ชาวนากันเป็นอย่างมากนะครับเรื่องพันธุ์ข้าว คือที่ท่านอุบลศักดิ์เสนอ แล้วก็หลาย ๆ ท่านเสนอคือเราเป็นห่วงเรื่องพันธุ์ข้าวเป็นอย่างมาก แล้วน่าห่วงจริง ๆ เพราะว่าเราอาศัยตรงนี้ ดังนั้นเราเสนออย่างนี้ครับในกรรมาธิการ เสนอว่าเราจะดำเนินการ คล้าย ๆ กับญี่ปุ่น ท่านประธานที่เคารพญี่ปุ่นเองเป็นประเทศที่มีลักษณะที่มีความก้าวหน้า ด้านปรับปรุงพันธุ์พืชมากนะครับ เมื่อก่อนบริษัทขนาดใหญ่เป็นคนดูแล แต่ตอนหลังรัฐเอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชเป็นอย่างมาก แล้วก็เป็นคนถือ ก๊อบปี้ไรต์ (Copyright) หรือลิขสิทธิ์ตรงนี้เอง แล้วเอาไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกร เพราะฉะนั้น เกษตรกรในญี่ปุ่นได้ใช้พันธุ์พืชอย่างถูกเลยโดยรัฐบาลเป็นคนดูแล เราเสนอแบบเดียวกัน ก็คือว่าให้กรมการข้าวพัฒนาพันธุ์ข้าวแล้วสนับสนุน หมายถึงว่าชาวนาของเราใช้ข้าวฟรีจากกรมการข้าวเลย ขณะนี้กรมการข้าวได้สนับสนุน พันธุ์ข้าวอยู่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เราเสนออยู่ในภาคผนวก ฌ เห็นชัดเจนว่าแผนต่อจากนี้ ๑๐ ปีให้ทำอย่างไร ก็คือว่าให้กรมการข้าวพัฒนาและส่งเสริมพันธุ์ เอาพันธุ์ของเรา ที่ ๒๐,๐๐๐ พันธุ์มาพัฒนา แล้วก็รวมกันให้เราสามารถสนับสนุนพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกร ของเรา คือชาวนาของเรา ๖๐ เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นเท่าหนึ่ง ในการนี้จะมีงบประมาณและมี งบวิจัยอะไรต่าง ๆ ถ้าเราทำได้แบบนี้แล้วเราก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะว่าข้าวอย่างไรรัฐบาล ทำแบบญี่ปุ่นก็คือแจกพันธุ์ข้าว ดูแลพันธุ์ข้าวทุกอย่างอยู่ในมือรัฐ เพราะฉะนั้นก๊อบปี้ไรต์ (Copyright) หรือว่าลิขสิทธิ์ของพันธุ์ข้าวอยู่ในมือของรัฐบาลที่เป็นผู้ถือไว้แบบนี้เราก็ปลอดภัย นั่นเป็นความเห็นทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นในขณะนี้เราคิดว่ายังไม่พร้อมคราวต่อไป จะเข้าก็เข้าได้ แต่ว่าสิ่งที่เสนอไว้ตรงนี้ต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาไม่อย่างนั้นเข้าไม่ได้ครับ ก็นำเรียนด้วยความเคารพท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญครับ กรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมาธิการ กราบขอบพระคุณท่าน ส.ส. กนก วงษ์ตระหง่าน ที่อภิปรายถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งท่านสกุณาที่ได้ย้ำให้เห็น ถึงความสำคัญ คณะกรรมาธิการเราก็เห็นถึงความสำคัญนี้ เพราะว่าประเทศไทย เป็น ๑ ใน ๒๐ ประเทศอันดับแรก ๆ ของโลกที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุด ฉะนั้น เราได้เชิญทางสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) เข้ามาให้แสดง ความคิดเห็น ซึ่งทางสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพก็ค่อนข้างเป็นห่วงกับการที่ ประเทศไทยถ้าจะต้องเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) นั่นหมายความว่าจะถูกบังคับให้เข้า ยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบ เนื่องจากว่ายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ไม่ได้บังคับให้แจ้งที่มาของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการแบ่งปัน ผลประโยชน์ทางชีวภาพ ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ทางคณะกรรมาธิการเสนอให้มีการเร่งแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งมีตัวอย่างของร่างพระราชบัญญัติ อยู่ในภาคผนวก ซ แล้วก็อนุบัญญัติเพื่อแก้ปัญหาการใช้กฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็เตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มเกษตรกร ในการปรับตัว รวมทั้งสร้างความเข้มแข็ง ในการปรับปรุงพันธุ์ แล้วก็พัฒนาพันธุ์พืชเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการทำเกษตรยั่งยืน แล้วก็รวมทั้ง ขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อน นอกจากนี้ยังให้เร่งรัด การออกกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพตลอดจน กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ในแง่มุมที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและพัวพันกับ เรื่องของยาแล้วก็สมุนไพร ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญอนุที่ว่าด้วยสาธารณสุขก็มีข้อสังเกต ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลพันธุ์พืชสมุนไพรของ ประเทศไทยให้ครบถ้วน เป็นปัจจุบันโดยเร็วที่สุด แล้วก็จัดตั้งหน่วยเฝ้าระวังการลักลอบนำ พันธุ์พืชไปจดทะเบียนสิทธิ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงทางสมุนไพรของไทย ไม่ว่าจะ เข้าร่วมอนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) หรือไม่ก็ตาม🔗
ส่วนประเด็นที่ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ให้ความสำคัญกับเรื่องของการรับฝาก จุลชีพ ประเด็นนี้ข้อห่วงใยในเรื่องการทำสถาบันยกระดับสถาบันรับฝากจุลชีพ ภายในประเทศไม่ได้เป็นประเด็น แต่ว่าคณะกรรมาธิการเห็นว่าควรมีการเร่งพัฒนากฎหมาย ภายในเพื่อกำหนดให้ผู้ที่ต้องการขอขึ้นทะเบียนยาที่มีส่วนประกอบของจุลชีพ แล้วก็ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับจุลชีพต้องสำแดงแหล่งที่มาร่วมด้วยโดยเร็ว ที่สุดนะคะ เพราะว่าถ้าเป็นเนื้อหาของทีพีพี (TPP) เดิมจะถูกบังคับให้ยอมรับ การจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชนะคะ แต่ว่าเมื่อสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกไป ๑ ใน ๒๒ ประเด็นนั้น ก็คือเรื่องของการจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชก็ถูกพักเอาไว้ แต่อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ในสนธิสัญญา บูดาเปสต์ก็ไม่ได้ระบุถึงต้องบังคับการบอกแหล่งที่มา ฉะนั้นการพัฒนากฎหมายภายในจึง เป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้การจดคำขอขึ้นทะเบียนยาหรือแม้แต่จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ที่เกี่ยวกับจุลชีพต้องสำแดงแหล่งที่มาเพื่อคุ้มครองจุลชีพจากแหล่งกำเนิดภายในประเทศให้มี การนำไปจดสิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล เพื่อป้องกันไม่ให้มีการจดไปเป็นสิทธิบัตร ทรัพย์สินส่วนบุคคล🔗
ทีนี้มันมีประเด็นที่ท่านคุณหมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ เครื่องมือแพทย์ที่เป็นรีแมนู (Remanu) รีแมนูแฟกเทอริง (Remanufacturing) หรือจะ เรียกว่า ทำใหม่ ในคณะอนุกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจทางกรมบัญชีกลางแล้วก็กรมเจรจาการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้ระบุว่าสามารถที่จะตั้งเป็นเงื่อนไขในการไม่รีแมนู (Remanu) ได้ แต่ว่าประเด็นนี้ทางกรมสนธิสัญญาได้ให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมาธิการสาธารณสุขว่า การกระทำเช่นนั้นในส่วนของสถานพยาบาลของรัฐอาจขัดกับข้อบทว่าด้วยการกำหนด ทางเทคนิคในบทว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐหรือไม่ ซึ่งนี่ประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปนะคะ เพราะว่าไม่อย่างนั้นถ้าเราระบุในฐานะผู้ซื้อว่าไม่ซื้อสิ่งที่เป็นรีแมนูแฟกเทอริง (Remanufacturing) แต่ว่าไปขัดกับข้อบท ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าในหลายเรื่องหน่วยงานเองก็ยังมีความขัดแย้ง ในการตีความอยู่ การศึกษาทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างละเอียดเพื่อเตรียมความพร้อม จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญ กรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะกรรมาธิการ แล้วก็ในฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการ ผมก็พยายามจะตอบคำถามหรือชี้แจงในส่วนที่เป็นสาระสำคัญนะครับ ในภาพรวมผมคิดว่าทุกคนเห็นตรงกันในเรื่องความเป็นกังวล หรือความเป็นห่วง หรือความพร้อม การประเมินความพร้อม แต่ผมอยากจะชี้แจงบางประเด็นซึ่งอาจจะมี ความคลาดเคลื่อนหรืออาจจะไม่ชัดเจนในขั้นต้นนะครับ🔗
ประการแรก ในเรื่องของพอดีท่าน ส.ส. จิราพรท่านพูดถึงเรื่องอากรเป็น ๐ ในวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ก็ต้องเรียนอย่างนี้ครับ พอดีท่านใช้คำว่า ไม่รอบด้าน เรียนท่านประธานครับ เราประชุมอนุทั้งหมด ๑๘ ครั้ง แล้วเชิญใครมาบ้างครับ มีทั้งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร กระทรวงอุตสาหกรรม กกร. กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เชิญมาหมดครับ แล้วมีการพูดคุยกัน มติที่เสนอให้กึ่งสำเร็จรูปและวัตถุดิบ เป็น ๐ นั้นเป็นมติของอนุกรรมาธิการในการประชุม แล้วก็หลังจากการหารือแล้วก็ การสอบท่านสอบถามข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทางหน่วยปฏิบัติข้าราชการทั้งหมด เขายืนยันว่าทำได้ ทำได้ถ้าเป็นนโยบาย แล้วก็เรื่องข้อเสนอของการให้วัตถุดิบ และกึ่งสำเร็จรูปมีอากรขาเข้าเป็น ๐ เป็นข้อเสนอของภาคธุรกิจเป็นสิบปีแล้วนะครับ เพราะว่าในบรรยากาศของการเปิดเสรีทางการค้าถ้าไปลดภาษีเฉพาะผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แล้วไม่ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปที่เราต้องใช้ในการผลิตเพื่อแข่งกับสินค้านำเข้า อย่างนี้มันไปไม่ได้นะครับ อันนี้ก็เป็นหลักการแล้วก็เล่าให้ฟังว่าเป็นมตินะครับ🔗
อาจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ท่านได้ตั้งคำถามไว้ชัดเจนคือจะได้ประโยชน์ จะปฏิบัติอย่างไร อันนี้ถูกต้องเป๊ะเลยครับ ทีนี้ของพวกเราเองเวลาเราพิจารณาเราไม่ใช่แค่ กังวลว่าจะบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนปฏิรูปประเทศหรือไม่ เรากังวลกว่านั้น เยอะเลยครับ เพราะจากที่รายงานเข้าสภาทุก ๓ เดือน เราก็เห็นว่าแผนมันไปไม่ถึงไหน หรือมีกรณีที่งบประมาณไม่สอดคล้องกับแผน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับซีพีทีพีพี (CPTPP) โดยเฉพาะเลยนะครับ แผน ๒๐ ปีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บอกว่าจะมี งบประมาณปีละ ๑,๕๐๐ ล้านบาทโดยประมาณเพื่อวิจัยเมล็ดพันธุ์พืช แต่ในความเป็นจริง เราทราบดีเราเป็น ส.ส. ในสภาเราพิจารณางบประมาณผ่านไปจริง ๆ ๑๐๐ กว่าล้านบาท ๑,๕๐๐ ล้านบาท ๑๐ ปีไม่มีนะครับ อันนี้คือข้อกังวลของเรา ในฐานะ ส.ส. เราต้องช่วยกัน ผลักดันไปครับ ผลักดันว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้เรามีความพร้อม ภาคเกษตรมีพูดกันเยอะ ปัญหาภาคเกษตรไม่ใช่เฉพาะแม้กระทั่งเมล็ดพันธุ์หรือภาษีนำเข้า แต่ภาคเกษตรมันมีปัญหา เรื่องการอุดหนุนด้วย การอุดหนุนทั้งโลกมีการอุดหนุนที่ไม่เท่ากัน วันที่เราลงนามในข้อตกลง แกตต์ (GATT) หรือความตกลงว่าด้วยอัตราพิกัดศุลกากรและการค้า ปี ๒๕๓๗ ในข้อตกลงนี้ มีการระบุการอุดหนุน วิธีการอุดหนุน และวงเงินที่ใช้อุดหนุนของแต่ละประเทศล็อก (Lock) ไว้เลยในตอนนั้น และทุกประเทศต้องมีภาระลดการอุดหนุนลงไป แต่เราก็ทราบว่า หลายประเทศก็มีมาตรการอื่นที่ไม่ใช่ภาษีกลับมาเป็นอุปสรรคทางการค้ามากขึ้น สิ่งเหล่านี้ แก้ไขด้วยเวทีซีพีทีพีพี (CPTPP) ไม่ได้ แก้ไขในเวทีทวิภาคีไม่ได้ เวทีเดียวที่จะต้องแก้ได้ คือองค์การการค้าโลก และอันนี้ผมคิดว่าต้องเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศนี้ในการไปผลักดัน ในเรื่องการอุดหนุนทางภาคเกษตรในเวทีองค์การการค้าโลกนะครับ🔗
ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ท่าน ส.ส. ได้กรุณาพูดถึงหรือตั้งคำถามว่า เราเปรียบเทียบในอาเซียน (ASEAN) หรือไม่ว่าใครได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง เรียนท่าน ประธานอย่างนี้ครับ ในอาเซียน (ASEAN) เอง อาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศซึ่งประเทศไทย เป็นสมาชิกด้วย มีประเทศบรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม เป็นสมาชิกอยู่แล้วของซีพีทีพีพี (CPTPP) เพราะฉะนั้นเขาได้ประโยชน์จากซีพีทีพีพี (CPTPP) โดยตรง ประเทศไทย ยังไม่เข้านะครับ นอกเหนือจากนั้นในอาเซียน (ASEAN) บวก ๓ ก็ญี่ปุ่นเป็นแกนหลักเลย แล้วก็ได้ลงนามกันไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในกลุ่มของอาเซียน (ASEAN) เองมาเลเซียยังไม่ได้ให้ สัตยาบัน อันนี้ก็ด้วยสาเหตุในเรื่องกรณีของเมล็ดพันธุ์หรือยูพอฟ (UPOV) ที่ผมได้กล่าว ไปแล้วคงไม่กล่าวซ้ำนะครับ ท่านถามว่าชะลอเข้าร่วมหรืออย่างไร คำตอบของกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการชัดเจน ไม่พร้อมอย่าทะลึ่งเดินเข้าไป ขออภัยครับ จริง ๆ แล้วคือก็ต้องพร้อม ต้องพร้อมทั้งประเด็นเจรจา ต้องพร้อมวิธีการเจรจา ต้องพร้อมทั้งเทคนิคการเจรจา และต้อง พร้อมด้วยกลไกภายในประเทศ และงบประมาณต่าง ๆ ในการที่จะดำเนินการ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะเสียเปรียบในฐานะคู่เจรจาและในฐานะคู่สัญญานะครับ🔗
ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ท่านได้กรุณาพูดถึงเรื่องสหรัฐอเมริกาว่าจะกลับมาไหม จริง ๆ สหรัฐอเมริกามีบทวิเคราะห์ชัดเจนนะครับว่ามีทางเลือกหลายทางเลือก กลับมา ตามกรอบเดิมที่ตัดทอนไปแล้ว ๒๐ ประเด็นหรือไม่ หรือกลับมาแล้วเรียกร้อง ๒๐ กว่าประเด็น เดิมกลับเข้ามาผนวกรวมหรือไม่ หรือดำเนินเรื่องใหม่เลย หรือสร้างกรอบใหม่ขึ้นมาเลย เพื่อดำเนินการ อันนี้เดายากครับ แต่กลับมาไหมผมว่าโดยหลักเขากลับมาแน่ เพราะเขาเป็น คนต้นเริ่มของกรอบทีพีพี (TPP) ในอดีตนะครับ🔗
ในส่วนของท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ท่านได้พูดถึงว่ากรณีประเทศไทยโตช้ากว่า เพื่อนในกลุ่ม จริงเลยครับ แล้วเครื่องไม้เครื่องมือเรายังไม่ได้ใช้เต็มที่ แล้วปัญหาภายในของประเทศ เราก็ยังมีอยู่พอสมควร แต่ถ้าเราเร่งปรับโครงสร้าง คือความจริงเราไม่ต้องรอให้ต้องไปเจรจา การค้าเสรีแล้วมากดดันให้เราปรับตัวเอง จริง ๆ แล้วรัฐบาลถ้ามีนโยบายในการปรับโครงสร้าง ตัวเองให้เข้มแข็งขึ้น ให้เก่งขึ้น แข่งได้มากขึ้น มีประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น อุปสรรค การค้าน้อยลง ก็แข่งได้ครับ มีหลายประเทศที่เติบโตแบบก้าวกระโดดจากการเปิดเสรีด้วยตัวเอง ไม่ใช่เป็นแรงกดดัน หรือในกรอบของคนอื่น อันนี้ประเทศไทยมีทางเลือกไหม มีครับ ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ในแง่ภาระของพวกเราในครั้งนี้เราดูเฉพาะในกรอบซีพีทีพีพี (CPTPP) ว่าควรจะทำอย่างไร🔗
กองทุนมีงบ ไม่มีงบ นั่นเรื่องหนึ่ง แต่ปัญหาใหญ่ที่ผมเห็นจากการพิจารณา ในครั้งนี้ของอนุของเราเองก็คือว่ามีกรณีที่มีงบแต่ไม่รู้ทำอะไรด้วย เพราะไม่ได้ศึกษาไว้ก่อน เช่นการปรับโครงสร้างกลุ่มโน้น กลุ่มนี้ กลุ่มนั้น ต้องทำโครงการอะไรใช้เงินเท่าไร อันนี้เรายังด้อยอยู่ครับ เพราะฉะนั้นความพร้อมในเรื่องนี้ผมคิดว่าเราก็ได้ฝากไว้ในรายงาน และเขียนไว้ชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียวนะครับ ไม่ใช่ตั้งกองทุนมีเงินมากองแล้วไม่รู้ จะไปทำอะไร หรือไปทำอะไรที่เป็นเบี้ยหัวแตกและไม่ดีกับทั้งกลุ่มอุตสาหกรรม อ้ายอย่างนั้นก็คงเป็นไปไม่ได้นะครับ🔗
ภาคเกษตร อย่างที่ผมเรียนก็มีเรื่องการอุดหนุนอยู่มากมาย เรื่องนี้ต้องไป แก้กันในกรอบทวิภาคี แต่ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ประเทศไทย ณ วันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน (ASEAN) เป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนบวก ๖ (ASEAN+6) เป็นส่วนหนึ่ง ของอาร์เซ็ป (RCEP) ซึ่งกำลังจะลงนาม ก็คือเป็นกรอบที่ใหญ่ที่สุดละครับ สมาชิกใหญ่ที่สุดแล้ว ครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ๑ ใน ๓ ของการค้าโลก การลงทุนโลก จริง ๆ แล้วถ้าเรารู้จัก ใช้กรอบนี้ให้เป็นประโยชน์และไปเจรจากับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอื่น ๆ รวมทั้ง ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปเป็นกลุ่มกำลังต่อรองมีมากขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลเอง เราจะรู้จักใช้ในกรอบเหล่านี้เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองของเราหรือไม่ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เป็นการจบ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ🔗
ขอเชิญ ท่านประธานครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ ประธานกรรมาธิการ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณ เพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ที่ได้ตั้งข้อสังเกต อันเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรทั่วทั้งประเทศ และ ส.ส. พวกเราในสภาทุกคนที่มีความห่วงใย พี่น้องเกษตรกร จะเห็นได้จากข้อสังเกตของกรรมาธิการ โดยเฉพาะในหน้า ง ๒๒ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืชของเราได้เขียนไว้ชัดเจน แล้วนะครับว่า🔗
ในข้อ ๑.๒ รัฐต้อง สนับสนุนงบประมาณและอัตราบุคลากรทางด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชและด้านการผลิตให้แก่ กรมการข้าวเพื่อสามารถนำเชื้อพันธุกรรมข้าวที่เก็บรวบรวมไว้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็ม ศักยภาพของพันธุ์ และเพื่อให้กรมการข้าวสามารถกำกับดูแลผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายของข้าว เพิ่มจากประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไปเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๒ เลยครับ🔗
สไลด์ (Slide) นี้ชัดเจนนะครับว่ารัฐบาลแม้จะอยากเข้าสู่การเจรจาซีพีทีพีพี (CPTPP) แต่ก็เหมือนรัฐบาลยังไม่มีความรู้สึกรู้สาอะไรกับการที่จะต้องปรับตัวเองเลยครับ งบประมาณของกรมการข้าวลดลงทุกปี ๆ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ และขอสไลด์ (Slide) อีกอันครับ สไลด์ (Slide) นี้จะให้เห็นเลยนะครับว่าศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวของเราซึ่งปัจจุบันนี้ เมื่อก่อนนี้เรามีศูนย์พันธุ์ข้าว ๒๘ ศูนย์ ซึ่งมีหน้าที่ที่จะให้พี่น้องเกษตรกรมารับพันธุ์ข้าว ที่เป็นพันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์ ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าพันธุ์ข้าวที่มีการขายกันอยู่เกษตรกร ใช้กันอยู่ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปเยอะแล้วครับ มันเป็นพันธุ์ข้าวที่มีการปลอมปน มีพันธุ์ข้าว ที่เสื่อมคุณภาพ แม้กระทั่งข้าวหอมมะลิในภาคอีสานความหอมก็ลดน้อยลง จะเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นเพราะเราไม่ให้ความสนใจกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีอยู่ตั้ง ๒๘ ศูนย์ วันนี้ผลิตเมล็ดพันธุ์ ได้แค่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์เองครับ กับการที่เกษตรกรจะได้ใช้ทั้งหมดประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ตัน เราผลิตได้แค่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์เองครับ ลดลง ๆ ทุกปี นี่คือความที่รัฐบาลไม่ได้เตรียมความพร้อม ให้กับตนเองเลยครับว่าเราจะเข้าสู่การไปเจรจากับซีพีทีพีพี (CPTPP) ต้องเข้ายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) เราจะต้องเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกร ไม่ใช่ให้เกษตรกรมามีข้อกังวล และพี่น้องเพื่อน ๆ ส.ส. ในสภาก็มีข้อกังวลดังที่ท่านได้อภิปรายแสดงความกังวลต่าง ๆ ให้กับพี่น้องเกษตรกร วันนี้เราขอยืนยันว่าถ้ารัฐบาลไม่มีความพร้อมก็ยังไม่สมควรที่จะเข้าไป เจรจากับซีพีทีพีพี (CPTPP) แต่ถ้าหากรัฐบาลได้ตระหนักถึงความตั้งใจที่อยากจะเข้า เนื่องจากเราอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ประเทศไทยจะอยู่ประเทศเดียวค้าอยู่ ๑๘ ประเทศนี้ไม่ได้ อีกต่อไปครับ เวียดนามเขาไป ๕๓ ประเทศแล้ว ทำเอฟทีเอ (FTA) กับ ๕๓ ประเทศ และในโลกนี้มีประเทศที่ต้องค้าขายกันอยู่เป็นร้อยประเทศ เราจะอยู่กันที่ ๑๘ ประเทศ อย่างนั้นหรือมันก็อยู่ไม่ได้ รัฐบาลเมื่อท่านรู้อยู่แล้วว่าจำเป็นที่จะต้องไปทำเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศต่าง ๆ ในโลกเพื่อขยายการค้าของเรา เพื่อขยายให้มีการลงทุนทางการค้า จากต่างประเทศในประเทศเรา เพื่อแสวงหาตลาดที่เป็นการค้าเสรีกับประเทศไทย เราต้องเตรียมความพร้อมให้เต็มที่ จะเห็นได้จากที่ผมได้กราบเรียนท่านไปแล้วนี่ละครับ ถ้ารัฐบาลไม่พร้อมกรรมาธิการคณะนี้ขอยืนยันว่าก็ยังไม่สมควรที่จะเข้า แต่ถ้ามีความตั้งใจ จริง ๆ เริ่มสิ่งที่เราได้ตั้งข้อสังเกต ข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล เมื่อรัฐบาลรับทราบแล้ว เริ่มดำเนินการ ไม่ได้แปลว่าต้องดำเนินการไปจนสุดหรือสิ้นสุดแล้ว สำเร็จแล้วจึงจะไปขอเจรจา ถ้าท่านเห็นสมควรว่าสิ่งที่เราได้เสนอแนะกับรัฐบาลไปแล้วเป็นข้อเท็จจริงที่จำเป็น เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนัก ต้องปรับตัวต้องทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งเพื่อเข้าไปสู่ การค้าที่เป็นเสรีของโลกในโอกาสต่อไปแล้ว เมื่อท่านเริ่มดำเนินการไปสักปีหรือ ๒ ปี แล้วเห็นว่าเราไปแนวนี้ถูกต้องเราจะเสร็จภายใน ๔-๕ ปี เริ่มเจรจาได้เลยครับ แต่ถ้าหากท่าน รับฟังข้อสังเกตของกรรมาธิการแล้วรัฐบาลก็ยังไม่รู้สึกรู้สายังปล่อยไปตามเรื่องตามราว แล้วตั้งใจ จะเข้าไปซีพีทีพีพี (CPTPP) คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ไม่ยินดีที่จะให้รัฐบาลเข้าไปเจรจา เพื่อเข้าไปเป็นสมาชิกซีพีทีพีพี (CPTPP) ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขั้นตอน ต่อไป ผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับว่าจะเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ หรือไม่นะครับ โดยขออนุญาตใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๘๘ โดยการถาม ที่ประชุมเลยนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดที่ไม่เห็นด้วยคือคัดค้าน หรือเห็นเป็นอย่างอื่น คือไม่เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ครับ มีสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการที่เสนอมานะครับ🔗
เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตซึ่งอยู่ในหน้า ๗๕ ถึงหน้า ๘๔ ของรายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อให้สภาพิจารณาจะเห็นด้วยไหมครับ ถ้าเห็นด้วย เราจะได้ส่งไปที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินงาน ดำเนินการตามข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการ มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ คือไม่เห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ🔗
ถ้าไม่มี สมาชิกท่านใดคัดค้าน คือทุกท่านเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ก็ถือว่า ที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่จะส่งไปให้รัฐบาลหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการนะครับ เป็นการจบ การพิจารณาในรายงานคณะกรรมาธิการ วาระ ๔.๒ กราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ทุกท่านนะครับ🔗
ต่อไปผมจะขออนุญาตจากที่ประชุมที่จะนำวาระที่ ๔.๔ คือเรื่องที่คณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ขึ้นมาพิจารณาก่อนครับ เพราะวาระที่ ๔.๓ เป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งต้องมีการนับองค์ประชุมทุกมาตรา ซึ่งขณะนี้พวกเราประชุมกรรมาธิการกันส่วนใหญ่ตามห้องต่าง ๆ คงจะใช้เวลานะครับ ก็เลยเอาเรื่องของ ๔.๔ ขึ้นมาก่อนนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดขัดข้องไหมครับ🔗
ถ้าไม่ขัดข้อง ผมขออนุญาตนำวาระที่ ๔.๔ เรื่อง รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การพัฒนาเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเรียน เชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ🔗
ผมได้อนุญาต ให้ผู้มีรายชื่อต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุมนะครับ มีท่านทรงพล พรหมลิภณกุล รองศาสตราจารย์อนุชา หิรัญวัฒน์ ท่านจักรพันธ์ ศรีคุ้ม ๓ ท่านเข้ามาร่วมประชุมด้วยครับ ถ้าประธานพร้อมแล้วก็เรียนเชิญรายงานได้เลยครับ เอกสารท่านสมาชิกทุกท่านมีแล้วนะครับ แจกครบแล้วนะครับ ถ้ากรรมาธิการพร้อมก็เรียนเชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช แบบแบ่งเขต วันนี้ทำหน้าที่แทนประธาน กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ในส่วนของรายงานวันนี้ กระผม นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง รองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ในนามคณะกรรมาธิการการพัฒนา เศรษฐกิจ ขอกราบเรียนต่อท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่าคณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจมีอำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ (๒๕) ในการศึกษาอันเนื่องเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติ ธุรกิจ ภาคเอกชน ประชาชน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจของภูมิภาคต่าง ๆ ในสังคมโลก ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย รวมทั้งนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักที่สำคัญ ของประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชื่อมโยงฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยที่มีความเหลื่อมล้ำกัน ระหว่างรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชน ในการนี้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ จึงตั้งคณะอนุกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการท่องเที่ยว ด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ด้านการคมนาคมขนส่ง ด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และด้านการค้าการลงทุน โดยกำหนดวัตถุประสงค์การศึกษา ๒ ประการคือ🔗
๑. เพื่อศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน สู่อ่าวไทย🔗
๒. เพื่อวิเคราะห์และจัดทำแนวทางการพัฒนาเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว ฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย🔗
การดำเนินการพิจารณาศึกษาในวิธีการเชิงคุณภาพดังนี้🔗
๑. การรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย สำนักงานสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท การรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม🔗
๒. การลงพื้นที่ศึกษาดูงานและรับฟังข้อมูล ณ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ และจังหวัดนครศรีธรรมราช🔗
๓. การสัมมนาเพื่อรับฟังข้อมูลจากผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว สถาบันการศึกษา นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป🔗
๔. การศึกษารวบรวมข้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง🔗
คณะอนุกรรมาธิการได้ใช้ระยะเวลาในการพิจารณาศึกษา จำนวน ๖๐ วัน และได้ขอขยายระยะเวลา จำนวน ๒ ครั้ง ครั้งละ ๖๐ วัน คณะอนุกรรมาธิการสิ้นสุด ระยะเวลาในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๓ จากนั้นคณะอนุกรรมาธิการได้นำเสนอรายงานต่อ คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ในคราวประชุมครั้งที่ ๒๓ วันพุธที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๓ โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบรายงาน และให้เสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ต่อไป🔗
คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจจึงขอนำเสนอรายงานต่อประธาน สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน เพื่อให้ทุกท่านได้มีส่วนร่วมเสนอแนะ เพิ่มเติมอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชื่อมโยงฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย และประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภาพรวมของประเทศต่อไป โดยมีรายละเอียดผลการพิจารณาศึกษา ดังนี้ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
รายงานการพิจารณาการศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยนะครับ ประเด็นการนำเสนอครับ ๑. ความเป็นมาของการพิจารณา ๒. วัตถุประสงค์ของการศึกษา ๓. วิธีการศึกษา ๔. ผลการศึกษา ๕. ข้อเสนอแนะและข้อสังเกต🔗
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาคใต้ของประเทศไทยนับเป็นพื้นที่ เศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่สำคัญและทำรายได้ให้กับประเทศไทยในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก แต่ในความจริงกลับพบว่ามีความย้อนแย้งในพื้นที่ทางเศรษฐกิจดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัดเจน จากตารางจำนวนคนจนในภาคใต้จำแนกตามกลุ่มจังหวัดอันดามันและอ่าวไทย หน่วยเป็น พันคน ขอสไลด์ (Slide) ดูติดตามนิดนะครับ จากกลุ่มจังหวัดของการแบ่งสำหรับการท่องเที่ยว ฝั่งอันดามัน ประกอบด้วย จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ สตูล ระนอง และตรัง ในส่วนของ ฝั่งอ่าวไทยจะมีกลุ่มจังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี พัทลุง ชุมพร นครศรีธรรมราช จากผลของ ตารางที่ท่านเห็น สังเกตดูที่ปี ๒๕๕๗ ตรงนี้เป็นจำนวนคนจนในภาคใต้จังหวัดภูเก็ตเมื่อปี ๒๕๕๗ หน่วยเป็นพันคนนะครับ หมายถึง ๓,๘๐๐ คน แต่ตัวอย่างในจังหวัดพังงา ๖,๒๐๐ คน แต่ท่านมาดูในจังหวัดชุมพรในฝั่งอ่าวไทยอยู่ที่ ๒๓,๘๐๐ คน ซึ่งต่างกับภูเก็ตมากเพียง ๓,๘๐๐ คน แต่ถ้าท่านดูในจังหวัดนครศรีธรรมราชจะมีคนจนมากถึง ๑๗๓,๐๐๐ คนโดยประมาณ นี่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ หรือการกระจายอำนาจ หรือการกระจายโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน หรือการบริหารจัดการที่ยังไม่มีความสมบูรณ์และการบริหารจัดการที่ดีเพียงพอ ตรงนี้ครับ ตัวชี้วัดที่เห็นจากตารางตรงนี้จะเห็นชัดเจน🔗
ในปี ๒๕๖๒ ในตารางสุดท้าย ดูคอลัมน์สุดท้ายครับ ๒.๔ ๒,๔๐๐ คน ในปี ๒๕๖๒ ซึ่งจะเห็นได้ว่าทำให้จำนวนคนจนในจังหวัดภูเก็ตลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในส่วนของฝั่งอ่าวไทยมาดูที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นตัวอย่างนะครับ ซึ่งชุมพรเอง ก็ลดลงเช่นกัน แต่นครศรีธรรมราชคนจนกลับเพิ่มขึ้น ๑๙๓,๐๐๐ คนโดยประมาณนะครับ เพิ่มขึ้นมาจากปี ๒๕๕๗ ถึง ๒๐,๐๐๐ คน ทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นมาครับ ––––––– เพราะว่าการพัฒนาที่เชื่อมโยงนะครับ การท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยตรงนี้ครับ เราทราบดีว่านักท่องเที่ยวคุณภาพในฝั่งยุโรป อเมริกาที่มาในส่วนของฝั่งอันดามัน ไม่ว่า จะเป็นกระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง ที่ท่านมาเขามีจุดขายในส่วนของหมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ มีการท่องเที่ยวที่มีจุดขายชัดเจน มีแมกเน็ต (Magnet) มีเดสทิเนชัน (Destination) และมีบีมายเกสต์ (Be my Guest) นี่คือหัวใจของการท่องเที่ยว ในส่วนของ จังหวัดภูเก็ตก็เป็นที่รวมของเกาะต่าง ๆ ที่ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามา ในส่วนของ จังหวัดกระบี่มีความชัดเจนของอ่าวมาหยาที่โด่งดัง มีจุดขาย มีเดสทิเนชัน (Destination) ที่ชัดเจนคือจุดหมายปลายทาง🔗
แต่ถ้าหากมาในฝั่งอ่าวไทยถ้าเรามาสุราษฎร์ธานีเราก็จะเจอกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีเกาะสมุยเป็นจุดขายที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติชอบและมากันที่สุราษฎร์ธานี ส่วนถ้าหากเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยในส่วนสุราษฎร์ธานีก็จะมีจุดขายในส่วนของเขาสก หรือเขื่อนเชี่ยวหลานเมืองไทย ตรงนั้นเป็นจุดขาย🔗
แต่หากมาในฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดสงขลาก็จะมีจุดขายในส่วนของอำเภอ หาดใหญ่ ที่จะเป็นแหล่งจับจ่ายสินค้าที่มีการนำเข้ามาจากในส่วนของประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็เป็นจังหวัด อำเภอที่มีเศรษฐกิจที่ดีอยู่แล้วในส่วนของภาคใต้ บ่งบอกให้เห็นชัดกับ เส้นทางคมนาคมที่มีมากในส่วนของจังหวัดภูเก็ตและสงขลานะครับ🔗
แต่ในส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราช มันมีจุดขายเพียงเฉพาะวัดพระบรมธาตุ แต่ตอนนี้มีเพิ่มขึ้นก็คือวัดเจดีย์ไอ้ไข่ ก็คือไอ้ไข่ที่หลายท่านรู้จักดีทั่วประเทศที่มีเพิ่มขึ้น แต่ล้วนแล้วจะเป็นนักท่องเที่ยวที่เป็นคนไทย ๙๘ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ เป็นนักท่องเที่ยว ที่เป็นคนไทย ส่วนที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์กว่าเท่านั้น เมื่อเกิด พิษเศรษฐกิจโควิด-๑๙ (COVID-19) เกิดขึ้นปัญหาในส่วนของนักท่องเที่ยวที่มาจับจ่ายใช้สอย หรือว่ามาใช้ในส่วนของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในส่วนของฝั่งอ่าวไทยโดยเฉพาะ จังหวัดนครศรีธรรมราช เลยไม่ได้เกิดผลกระทบมากมายกับโควิด (COVID) หรือแทบไม่มี ผลกระทบ เพราะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ เท่านั้น แต่ตรงนี้ ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นตรงกันว่า เราเกิดอะไรขึ้นถึงเป็นอย่างนี้ ประชากรที่มีคนจนเพิ่มขึ้นในส่วนของฝั่งอ่าวไทย โดยเฉพาะ จังหวัดนครศรีธรรมราชนั่นหมายถึงว่าสามเหลี่ยมที่เกิดขึ้นถ้าท่านจับจุดแรกปลายสามเหลี่ยม อยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ผมยกตัวอย่างนะครับ แต่จริง ๆ ก็คือรวมกันในฝั่งอ่าวไทย ไม่ว่าจะเป็น พังงา กระบี่ ตรัง เป็นสามเหลี่ยมจุดแรก โยงไปยังสามเหลี่ยมจุดที่ ๒ ทแยงขึ้นไปสู่สุราษฎร์ธานี แล้วคนก็จะไหลไปสู่จังหวัดชุมพรเห็นไหมครับ คอลัมน์สุดท้ายอยู่ที่ประมาณ ๑๖,๐๐๐ คน นั่นหมายความว่าจำนวนคนจนลดลง หมายถึงว่าเส้นทางการคมนาคมเพื่อจะส่งเสริม การท่องเที่ยวตรงนั้นคนมาจากฝั่งอันดามันไปสู่สุราษฎร์ธานีแล้วเข้าสู่เกาะสมุย แล้วก็ ไหลไปสู่ชุมพร แล้วก็กลับขึ้นมายังกรุงเทพมหานครได้เป็นเส้นทางผ่านให้ไหลไปสู่ การท่องเที่ยวที่สะดวกและสมบูรณ์🔗
ส่วนสามเหลี่ยมจุดที่ ๓ ลงมาด้านล่างก็จะเป็นในส่วนของจังหวัดสงขลา ที่ไหลมา แล้วเข้าสู่หาดใหญ่ แล้วไหลต่อไปยังปาดังเบซาร์ แต่ส่วนที่ตกขอบอยู่ตรงกลางนั่นคือ นครศรีธรรมราช ที่ขาดการพัฒนา ขาดการส่งเสริมที่เพียงพอ ตัวชี้วัดชัดเจนก็คือนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติที่มีเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ นะครับ ตารางนี้จะทำให้ท่านได้เห็นชัดนะครับ🔗
ในปี ๒๕๖๑ พบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย มากถึง ๓๘,๑๗๘,๑๙๔ คน โดยเดินทางเข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวจำนวน ๓๔,๗๑๘,๒๗๖ คน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากถึง ๑,๘๗๖,๑๓๗ ล้านบาท หากพิจารณาในประเด็น จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวในฝั่งอันดามันกับอ่าวไทยแล้วกลับพบว่า จังหวัดภูเก็ตมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากถึง ๙,๙๒๑,๑๕๔ คน ทำรายได้ถึง ๓๗๙,๒๕๐ ล้านบาท ในขณะที่กลุ่มจังหวัดฝั่งอ่าวไทยปรากฏว่าจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติน้อยที่สุดคือจังหวัดพัทลุง จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพียง ๗,๘๕๕ คน ทำรายได้เพียง ๔๕.๙๓ ล้านบาทเท่านั้น🔗
ในส่วนของตัวเลขคอลัมน์ถัดมา ในส่วนของตารางถัดมาฝั่งอันดามันผมจะให้ ท่านดูจากตารางที่ได้กล่าวไว้นะครับ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนคนในคอลัมน์ที่ ๔ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ภูเก็ต ๙,๙๒๑,๑๕๔ คน แต่ในส่วนของจังหวัดพัทลุง ๗,๘๕๕ คน แล้วรายได้จากการท่องเที่ยวท่านมาดูครับ ๓๗๙,๒๕๐ ล้านบาทในส่วนของจังหวัดภูเก็ต ในส่วนของจังหวัดพัทลุงมีเพียง ๔๖ ล้านบาทเท่านั้นนะครับ จากข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็น ถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างประชาชนฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย อย่างมีนัยสำคัญ และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการศึกษาครั้งนี้ เพื่อให้การท่องเที่ยว สามารถพัฒนาได้อย่างเท่าเทียมกันทั้ง ๒ ฝั่งทะเล ดังนั้นคณะกรรมาธิการการพัฒนา เศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร จึงได้มีมติในหลักการให้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยขึ้น เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ โดยมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูล ข้อเท็จจริงเพื่อจัดทำแนวทางข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจเชื่อมโยง แหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ยั่งยืน ในระยะยาวต่อไป ตามนโยบายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใน ๑๒ ด้านนะครับ🔗
ในส่วนของวัตถุประสงค์ในการศึกษา เมื่อสักครู่ผมได้รายงานไปแล้ว วิธีในการศึกษา ครั้งนี้ก็รายงานไปแล้วในเบื้องต้นนะครับ ผลการศึกษาตรงนี้สำคัญครับ สภาพปัญหา การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยพบว่า🔗
๑.๑ ด้านกลไกภาครัฐ คือ ปัญหาการขาดแผนเฉพาะกิจเกี่ยวกับการพัฒนา เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยและไม่บูรณาการทั้งระบบ นั่นหมายความว่า กลุ่มจังหวัดที่ผมได้กล่าวถึงในเบื้องต้นคือกลุ่มจังหวัดในส่วนของฝั่งอันดามันและกลุ่มจังหวัด ของฝั่งอ่าวไทยมีการแยกการบริหารชัดเจน ในส่วนของกลุ่มจังหวัดฝั่งอ่าวไทย จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นประธาน แล้วในส่วนของกลุ่มจังหวัดฝั่งอันดามัน ก็จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานอย่างชัดเจนเช่นกัน แต่ยังขาดการเชื่อมโยง มีขาดการประสานกันระหว่างทั้ง ๒ ฝั่ง จึงเกิดการไม่มีการประชาสัมพันธ์เกิดขึ้นดังด้านที่ ๓ ที่จะเกิดขึ้นนะครับ🔗
๑.๒ ด้านเส้นทางการคมนาคม คือปัญหาโครงข่ายเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ระหว่างกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันสู่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ยังมีไม่เพียงพอ ส่วนทางรถไฟส่วนใหญ่ยังเป็นระบบรางเดี่ยว รวมทั้งโครงข่ายการคมนาคมทางรถไฟ ที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ และเส้นทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญค่อนข้างมากต่อการตัดสินใจ เดินทางท่องเที่ยวระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันมากกว่าการเดินทางประเภทอื่น แม้ปัจจุบันการคมนาคมขนส่งทางอากาศของภาคใต้มีสนามบิน ๑๑ แห่ง แต่ยังไม่มีสายการบิน ที่เปิดเที่ยวบินรองรับเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างภาคใต้ฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย ในส่วนของการคมนาคมในด้านนี้จริง ๆ การคมนาคมเรามีทั้งทางน้ำ ทางบก แล้วก็ ทางอากาศ ทางบกเราได้แยกออกเป็นทางรถยนต์ แล้วก็ทางรางก็คือทางรถไฟ ณ วันนี้ กระทรวงคมนาคมก็มีแผนอนุมัติเรียบร้อยแล้วครับก็คือเส้นทางรถไฟจากระนองไปยังชุมพร แต่นั่นหมายถึงว่ากำลังจะกลับมาที่จุดเดิม จุดสามเหลี่ยมที่เริ่มต้นจากจังหวัดทางฝั่งอันดามัน ก็คือภูเก็ต ระนอง แล้วก็ไหลไปสู่ชุมพร แล้วกลับขึ้นไปกรุงเทพมหานครเช่นเดิมนะครับ แต่ในส่วนที่จะลงมาด้านล่างในส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสงขลา ตรงนี้ ก็ยังต้องทำการบ้านกันต่อ เพราะระยะทางในการคมนาคมหรือการเดินทางจากฝั่งอันดามัน สู่อ่าวไทย จากคณะอนุกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน สู่อ่าวไทย ได้ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมผู้ประกอบการและใช้เวลาในการเดินทางเกือบ ๕ ชั่วโมงเต็ม ในการเดินทางจากจังหวัดภูเก็ตมายังจังหวัดนครศรีธรรมราช ดังนั้นจึงทำให้มองเห็นได้ว่าการ เชื่อมโยง ณ วันนี้เส้นทางการคมนาคมมีเพียงเส้นทางรถเท่านั้นที่จะมาทางฝั่งนครศรีธรรมราช นี่ คือจุดอ่อนที่คณะอนุกรรมาธิการได้ค้นพบและนำข้อเสนอแนะนี้มายังรัฐมนตรี ฝ่ายรัฐบาลที่ เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไข เพื่อกระจายรายได้ เพื่อขยับตามนโยบายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในส่วนของการส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนแล้วก็วิสาหกิจ ชุมชน สิ่งหนึ่งที่อยากให้เกิดก็คือในส่วนของเส้นทางสายการบินจากนครศรีธรรมราชสู่ภูเก็ต หรือว่าจากภูเก็ตมาสู่นครศรีธรรมราช แต่ ณ วันนี้ผมคิดว่าในฝั่งอ่าวไทยสามารถที่จะช่วย ฝั่งอันดามันได้ส่วนหนึ่ง เพราะนักท่องเที่ยวฝั่งอันดามันตอนนี้ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ วันนี้เราแทบไม่มีเลยครับ วันนี้พี่น้องชาวภูเก็ต ชาวพังงา ชาวตรัง ชาวกระบี่ จากคณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจชุดใหญ่ได้ลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาจากพี่น้องผู้ประกอบการ ท่านก็บอกว่า ขอให้รัฐมีมาตรการและกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการที่จะปลดล็อกนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ให้เข้ามาสเตตควอรันทีน (State Quarantine) อยู่ที่จังหวัดภูเก็ตกี่วัน แล้วก็ให้อยู่เท่าไร มีมาตรการกันชัดเจน แต่ผมขออนุญาตยังไม่ลงลึกไปถึงขนาดรายละเอียดของการประชุมนะครับ แต่อยากจะบอกให้ท่านเห็นว่าส่วนหนึ่งมาตรการของรัฐที่ให้ไปเที่ยวในส่วนของฝั่งอันดามัน จากพี่น้องผู้ประกอบการในฝั่งอันดามันเคยได้รับการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติ ซึ่งมีกำลังซื้อสูง แต่ถ้าเกิดมาได้หัวละ ๒,๐๐๐ บาทตรงนี้พี่น้องผู้ประกอบการชาวฝั่งอันดามัน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะมาเยียวยาที่ขาดทุนกันมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงวันนี้นะครับ แต่จริง ๆ แล้วนอกเหนือจากฝั่งของเกาะพีพีในส่วนของจังหวัดภูเก็ต ในส่วนของเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็เช่นเดียวกันขาดทุน พี่น้องผู้ประกอบการบางรายขาดทุนเดือนละ ๖ ล้านบาท ทุกเดือน แต่ยังต้องแบกในส่วนของแรงงานหรือให้ลูกจ้างหรือว่าลูกน้องยังคงอยู่ได้ ผู้ประกอบการแบบนี้ยังมีอีกเยอะ เพราะฉะนั้นเงินที่จะต้องอนุมัติให้กับผู้ประกอบการตรงนี้ ฝากรัฐบาลดูให้กับพี่น้องผู้ประกอบการตรงนี้ด้วยนะครับ🔗
ในส่วนของสายการบิน ตั้งแต่สรุปรายงานเสร็จ ณ วันนั้นผมได้รายงานในสภา ในส่วนของการหารือไปด้วย วันนั้นขอให้มีสายการบินที่เชื่อมโยงจากสุวรรณภูมิมาสู่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดตรัง และจังหวัดระนอง ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวที่จะเดินทาง ทุกวันอยู่แล้วประมาณ ๑๒,๐๐๐ คน ณ วันนี้ขอบพระคุณมากสำหรับสายการบินที่นำร่อง คือสายการบินไทยสมายล์ที่ท่านบินมาจากสุวรรณภูมิสู่นครศรีธรรมราชเรียบร้อยแล้วครับ แล้วก็ตามมาด้วยสายการบินเวียดเจ็ทแอร์ แล้วก็ตามด้วยสายการบินแอร์เอเชียนะครับ ทำให้การเดินทางในส่วนของฝั่งตะวันออกของพี่น้องคนไทยไม่ว่าจะเป็นจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี สมุทรปราการ ตรงนี้ก็ไม่ต้องไปแออัดกันที่สนามบินดอนเมือง สามารถใช้เครื่องบิน จากสุวรรณภูมิไปสู่นครศรีธรรมราชไปไหว้ไอ้ไข่กันได้สะดวกขึ้นนะครับ🔗
ผลการศึกษาด้านที่ ๓ คือด้านการประชาสัมพันธ์ คือหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง เช่น ททท. กรมการท่องเที่ยว กระทรวงวัฒนธรรม และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น ขาดการบูรณาการภารกิจประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของตนเอง กับหน่วยงานอื่นอย่างเป็นรูปธรรม ตรงนี้ก็ฝากส่วนของ ททท. ให้ประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของผู้อำนวยการท่องเที่ยวกีฬาและกีฬาของแต่ละจังหวัดนั่นคือฝ่ายโพรดักชัน (Production) ในการที่จะบิวต์ (Built) ให้ประชาชนในพื้นที่ คือสร้างแรงจูงใจว่าวันนี้ ท่านพร้อมหรือยังที่จะขับเคลื่อนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวชุมชน ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมขึ้นมาจริง ๆ ส่วนหนึ่งฝ่ายของหน่วยงานรัฐที่มีความรู้ก็ต้องลงไป จัดงานสัมมนาเพื่อให้เกิดความรู้ต่อพี่น้องประชาชนโดยผ่านผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. ซึ่งวันนี้ผมทำให้เสร็จแล้วในส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นรูปธรรมนะครับ วันนั้นในส่วนของฝั่งอ่าวไทยที่จะขับเคลื่อนเป็นการท่องเที่ยวภายในประเทศในฝั่งของอ่าวไทย ลุ่มน้ำปากพนัง ๓-๔ อำเภอตรงนั้นผมประชุมเรียบร้อยแล้วครับเกือบ ๔๐๐ คนวันนั้น ผู้นำมาในส่วนของที่โรงแรมทวินโลตัส🔗
ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่เห็นจากรายงาน🔗
๑. แนวทางการพัฒนากลไกภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ควรมีการกำหนดแผนบูรณาการ เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย โดยมีลักษณะเป็นแผนภาพรวมที่มี การวิเคราะห์ สังเคราะห์ ความสอดคล้องของแผนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อกำหนดเป็นแผน เฉพาะสำหรับส่งเสริมการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย และควรมี หน่วยงานที่รับผิดชอบเฉพาะเจาะจงในการดำเนินงาน และกำกับติดตามผลดำเนินงานตาม นโยบายและแผนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ให้คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยว แห่งชาติเป็นผู้มีอำนาจในการจัดทำแผนปฏิบัติการดังกล่าว พร้อมทั้งให้งบประมาณ ในการดำเนินงานกำกับและติดตามผลการดำเนินงาน เป็นต้น🔗
๒. แนวทางการพัฒนาความพร้อมด้านเส้นทางคมนาคม ภาครัฐควรเร่งรัด และผลักดันเพิ่มสายการบินและเที่ยวบินจากสุวรรณภูมิ ดอนเมืองมายังสถานที่หรือเมือง สำคัญต่าง ๆ ของภาคใต้เพิ่มขึ้น เที่ยวบินระหว่างสุวรรณภูมิ-จังหวัดตรัง เป็นต้น และควรให้ มีการเชื่อมโยงสายการบินจากฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย เช่นเที่ยวบินระหว่างภูเก็ต-นครศรีธรรมราช เหมือนที่ผมยกตัวอย่างไป เที่ยวบินระหว่างภูเก็ต-หาดใหญ่ เป็นต้น เร่งผลักดันนโยบายการขุดคลองไทย ถ้าหากเป็นไปได้ให้เกิดการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ได้ ทำได้หรือไม่ได้ก็ให้ชัดกัน ในรัฐบาลนี้ แต่เพียงแค่ขอให้มีการศึกษาให้รอบด้านอย่างจริงจังสักครั้งครับ ซึ่งผ่าน ๕ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตรัง กระบี่ นครศรีธรรมราช พัทลุง ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ ในการเปิดเส้นทางการค้า การท่องเที่ยว การเดินเรือ การขนส่ง ศูนย์กลางการค้าการลงทุน อันเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่คนไทย และเป็นการพัฒนาความก้าวหน้าทางด้าน เทคโนโลยีในประเทศถือเป็นการสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหากประเทศไทย มีการศึกษาและขุดได้จะทำให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อสังคมโลก อันจะส่งผลให้พื้นที่ ภาคใต้เกิดการพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ที่สำคัญของโลก และสร้าง รายได้ให้กับประเทศไทยจำนวนมหาศาล และก็เป็นการเพิ่มเส้นทางคมนาคมทางน้ำ อีกทางหนึ่งเชื่อมระหว่างอันดามันสู่อ่าวไทย🔗
๓. แนวทางการพัฒนาสื่อและช่องทางการประชาสัมพันธ์ ควรพัฒนาระบบ สารสนเทศเพื่อบริการข้อมูลการท่องเที่ยวผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน (Application) เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่าย ซึ่งเป็นการสนับสนุนองค์กรทางด้าน ธุรกิจการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวสามารถใช้แอปพลิเคชัน (Application) ดังกล่าวในการรับบริการข้อมูล ข่าวสาร รวมถึงการบริการที่พักในรูปแบบเรียลไทม์ (Realtime) ซึ่งตรงตามพฤติกรรม และความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพอันจะนำไปสู่ความสำเร็จของ การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยที่มีเสน่ห์และน่าค้นหาสำหรับนักท่องเที่ยว ในอนาคตต่อไป🔗
๔. แนวทางการกำหนดสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการและชุมชน ท้องถิ่น รัฐควรกำหนดสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น ประกอบด้วย มาตรการด้านภาษีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและมาตรการด้านการเงินเพื่อกระตุ้น การท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์กับชุมชนอย่างจริงจัง เช่น ยกเว้นภาษีการเริ่มต้นวิสาหกิจชุมชน บีโอไอ (BOI) ชุมชน ให้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรม🔗
๕. แนวทางการท่องเที่ยวยุคนิวนอร์มอล (New Normal) เนื่องจากวิกฤติ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และในพื้นที่ต่าง ๆ ของโลก ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบในหลายด้าน หนึ่งในนั้น คือผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจากประเทศยังไม่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวจาก ต่างประเทศเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา รายได้หลักของประเทศมาจากการท่องเที่ยว ดังนั้น รูปแบบการท่องเที่ยวเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวจากฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยในยุคนิวนอร์มอล (New Normal) จึงควรตระหนักถึงการกำหนดมาตรการการเดินทาง ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ที่มีความสะอาด ปลอดภัยทุกขั้นตอน เน้นส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้าหาธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งรัดผลักดันการก่อสร้างสะพานเชื่อมต่อแหลมตะลุมพุก เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราชในฝั่งอ่าวไทย ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพมากขึ้น มูลค่าการก่อสร้างสะพานประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาทต่อประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณดังกล่าวประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน ในส่วนของลุ่มน้ำปากพนัง ประกอบด้วยอำเภอปากพนัง หัวไทร เชียรใหญ่ ๓๐๐,๐๐๐ คน โดยประมาณ ถ้าหากหารเฉลี่ยกับงบประมาณที่ท่านมองเบื้องต้นอาจจะมองว่าเยอะ ๔,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ แล้วถ้าท่านลองหารดูตกเฉลี่ยแล้ว ๑๔,๖๖๗ บาทต่อคน หากหาร กับ ๓๐ ปีที่เสียโอกาสจะเฉลี่ยเพียง ๔๘๙ บาทต่อคนต่อปีเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่า ในการลงทุนเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่และประเทศชาติจะได้รับต่อไป นั่นหมายความว่างบประมาณเพียงเท่านี้ แต่เราสามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยวสู่ชุมชน โดยความเสมอภาคจากตัวเลขที่ยกตัวอย่างมารอบแรก ครั้งแรกที่ประชากรหรือคนจน ในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเป็น ๑๙๓,๐๐๐ คน ตัวนี้ครับ มันจะได้ลดหายไป ถ้าไม่พัฒนาตรงนี้ขึ้นมาจุดขายของฝั่งอ่าวไทย โดยเฉพาะ จังหวัดนครศรีธรรมราชจะมีเพียงวัดพระธาตุเท่านั้น ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เขาจะท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมน้อยกว่าการท่องเที่ยวในเชิงธรรมชาติแล้วก็เชิงนิเวศ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกช่วยกันพิจารณาและฝากไปยังรัฐบาล ในการพิจารณาสร้างสะพานจากตัวเมืองนครไปสู่แหลมตะลุมพุกเพื่อให้ลดความเหลื่อมล้ำ และสะดวกต่อการเดินทางจากสนามบินนครศรีธรรมราชไปแหลมตะลุมพุกเพียง ๑๐ นาทีก็ถึง มิฉะนั้นแล้วแหลมตะลุมพุกก็จะอยู่เพียงในตำนานที่ทุกคนทั่วโลกรู้จักเมื่อเกิดวาตภัย เมื่อปี ๒๕๐๕ เท่านั้นนะครับ🔗
สไลด์ (Slide) ถัดมาท่านประธานครับ อีกนิดเดียวครับ สไลด์ (Slide) ถัดมาครับ ตัวนี้เป็นผลการศึกษาสะพานที่จะเชื่อมจากตัวของเมืองนครศรีธรรมราชไปยังแหลมตะลุมพุก เพื่อให้ชาวโลกที่รู้จักกันอยู่แล้วและชาวไทยที่รู้จักแต่ชื่อแต่ยังไม่เคยได้ไปจะได้ไปกันได้ง่าย ๆ🔗
แล้วก็สไลด์ (Slide) ถัดมาครับ สะพานตัวนี้หากจะเกิดขึ้นก็จะประกอบด้วยพื้นที่ ที่ได้รับผลประโยชน์อย่างชัดเจน ก็คือ ปากพนัง เชียรใหญ่ หัวไทร ชะอวด เฉลิมพระเกียรตินะครับ🔗
สไลด์ (Slide) ถัดมาครับ ในส่วนที่ไฮไลต์ (Highlight) ไว้ตรงนี้นะครับ พื้นที่ ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่จนเป็นอันดับ ๒ ของภาคใต้ เมื่อปี ๒๕๓๑ ณ วันนี้ ๓๐ กว่าปียังอยู่ เหมือนเดิมนะครับ เพราะฉะนั้นเดสทิเนชัน (Destination) หรือว่าเส้นทางคมนาคม จะสะดวก แล้วก็ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนกับคนในส่วนของฝั่งอ่าวไทย และเส้นทาง ถ้าหากมีการทำสะพานจากตัวเมืองนครไปยังแหลมตะลุมพุกได้ก็จะทำให้คนสามารถไหลไป จังหวัดสงขลา หาดใหญ่ และเป็นทางผ่านได้โดยที่มีความสมบูรณ์ ก็ฝากท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกรบกวนพิจารณาด้วยนะครับ🔗
อีกนิดเดียวครับตัวของการประชุม สไลด์ (Slide) สุดท้ายครับ ที่เป็นหนังสือ เอกสารราชการ หากจะส่งเสริมการท่องเที่ยวนะครับ ส่วนหนึ่งหน่วยงานราชการถ้าหาก จะทำสะพานขึ้นไปในแม่น้ำเพื่อจะจอดท่าเรือ ตัวนี้ครับพวกผู้ประกอบการถ้ามีสตางค์ เหลือสัก ๕๐๐,๐๐๐ บาทต้องไปขออนุญาตจากหน่วยงานถึง ๑๗ หน่วยงาน ซึ่งประชาชนลำบาก มากครับ ขอให้มีการรวมศูนย์โดยผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติให้ด้วยนะครับ เพื่อความเจริญ และความเท่าเทียมกันครับ ก็ขอเสนอรายงานเพียงเท่านี้ หากท่านประธานหรือว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดมีข้อเสนอแนะกับคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ก็ได้โปรด ขอเสนอแนะมาครับ ขอบคุณนะครับท่านประธานครับ🔗
มีท่าน สมาชิกจะอภิปรายอยู่หลายท่าน เชิญ ๓ ท่านแรกก่อนมีรายชื่ออยู่นะครับ ท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ก่อนนะครับ เชิญทั้ง ๒ ท่านครับ มีอะไรครับท่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร อยากจะสอบถามท่านประธานล่วงหน้าไว้ก่อนครับ คือก่อนที่จะเลื่อนระเบียบวาระนี้เข้ามาเดิมจะเป็นเรื่องของ กสทช. ผมทางฝ่ายค้าน เตรียมคนอภิปรายไว้เยอะ แต่พอมองไปทางซ้ายแล้วมันโหรงเหรง วิเวกโหวงเหวง ก็เลยเข้าใจได้ว่า จะเป็นเรื่องนี้ จริง ๆ อยากนับองค์ประชุมใจจะขาด ท่านประธานครับ แต่อยากจะถาม ท่านประธานว่าเรื่องต่อไปจะมีการเลื่อนไหม ถ้าเลื่อนก็บอกจะได้เตรียมตัวได้ถูกครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
คงจะไม่มี การเลื่อนแล้วครับ เสร็จการพิจารณาในวาระนี้แล้วคงจะปิดประชุมแล้วครับ เชิญท่าน สมชายครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ตั้งประเด็นในการศึกษาแนวทางการพัฒนา เศรษฐกิจเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย จากการรายงานของคณะกรรมาธิการ ที่ผ่านมาเมื่อสักครู่ก็ทราบว่าพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและพัทลุงเป็นพื้นที่ที่มีประชากร ที่อยู่ในขั้นยากจนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันถ้าเราย้อนกลับไปดูตัวเลขเมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๒ รายได้จากการท่องเที่ยวภาคใต้โดยรวมประมาณ ๘๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานีเป็นแหล่งที่ทำรายได้จำนวนนั้นอยู่🔗
ประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการศึกษาว่าพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมีความยากจน และคนยากจนอยู่จำนวนมากอันนี้ก็ต้องโทษ จะโทษหน่วยงานราชการหรือว่านโยบาย ของรัฐอย่างเดียวก็คงไม่ได้ แต่มันต้องหันมาดูว่าคนนครศรีธรรมราชและคนพัทลุงได้เลือก และกำหนดตัวเองไว้ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน แน่นอนครับ สถานการณ์วันนี้ก็ถือว่านครศรีธรรมราชกำลังเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวในภาคใต้ นั่นก็เป็นการท่องเที่ยวในเชิงเมจิคัล ทัวริซึม (Magical Tourism) ก็คือลักษณะการท่องเที่ยว โดยอาศัยความเชื่อและศรัทธา ซึ่งแน่นอนครับความเชื่อและศรัทธาถ้ามันสามารถดำรงอยู่ได้เป็นระยะยาวก็จะเป็นผลดี ต่อรายได้ของพี่น้องและจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ความเชื่อและศรัทธาไม่ว่าที่ไหนก็ตาม มันไม่สามารถที่จะยืนระยะยาวได้ตลอดเวลา เพราะว่าพื้นที่ของวิทยาศาสตร์มันก็เข้ามา กินแดนของความเชื่อและศรัทธาอยู่ทุกวินาที สิ่งที่คณะกรรมาธิการศึกษามาว่าโครงสร้าง ของการจัดการเรื่องการท่องเที่ยว มันจะกระจายรายได้ได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่คนภาคใต้ ที่ขาดผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุงและนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจุดบอดอยู่จะคิดอย่างไร วิธีการ วิธีคิดแบบเดิม ๆ มันใช้ไม่ได้หรืออาจจะใช้ได้จำนวนน้อย แต่แน่นอนครับสิ่งแรกที่คณะกรรมาธิการศึกษาก็เริ่มต้นที่โครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา เพื่อให้การเชื่อมต่อระหว่างแหล่งท่องเที่ยวกับชุมชนเมืองทั้งหลาย ได้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะฉะนั้นการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวอย่างง่ายมันก็เป็นประเด็นหนึ่ง ที่จะต้องพัฒนา แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นในวันนี้ก็คือคณะกรรมาธิการที่ศึกษาก็ยังฝากทุกอย่างไว้ ที่ส่วนกลาง กระทรวง ทบวง กรม กรมทางหลวงชนบท การรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่เคยมองว่า ความเดือดร้อนและความต้องการของพี่น้องมันควรจะมีส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเขามีส่วนในการรับผิดชอบด้วย ลองดูแนวทางในการเสนอให้ส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้มีส่วนในการวางแผนว่าจะทำรายได้เข้าจังหวัด ของตัวเองได้อย่างไรภายใต้การสนับสนุนการส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่ใช่ฝากไว้ที่ ททท. หรือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งมีงบประมาณอยู่นิดเดียว คนก็มาเห็นในรายงานว่า งบประชาสัมพันธ์ก็มีน้อย แน่นอนครับ ทีนี้มันจะมาสู่การท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับ พี่น้องในภาคใต้เชื่อมต่อผลประโยชน์จากฝั่งอันดามันมาสู่ส่วนกลางของพื้นที่ในภาคใต้ ได้อย่างไร ภาคใต้เป็นเส้นทางที่เราเห็นตลอดเวลาว่ามีเทือกเขาหลวงในนครศรีธรรมราช เทือกเขาบรรทัดจากพัทลุงไปถึงสตูล นี่คือแหล่งทรัพยากรสำคัญที่จะสามารถทำธุรกิจ การท่องเที่ยวได้ไม่ใช่แต่ฝั่งทะเลอย่างเดียว แต่เราละทิ้งเรื่องอย่างนี้แล้วปล่อยให้หน่วยงาน ราชการพยายามช่วงชิง โดยเฉพาะกรมชลประทานเอาความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ไปทำโครงการซึ่งทำให้เกิดปัญหากับพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ พอที่อุดมสมบูรณ์มีแหล่งน้ำดี ๆ จะเอาอ่างเก็บน้ำไปใส่โดยอ้างความเดือดร้อนของพี่น้องข้างล่าง แต่นั่นคือสิ่งที่ควรจะสงวนไว้ เพื่อที่จะทำรายได้ ถ้าเรากำหนดโลกปัจจุบันมันคือรายได้หลักจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ ประเทศไทยทำเศรษฐกิจสู้เขาไม่ได้หรอกครับ เพราะเราถูกกดดันอยู่ภายใต้โครงสร้างความสามารถ ทางการแข่งขันที่ต้องการขายสินค้าที่มีราคาถูกไปให้โลก เราจึงเจอแต่แรงงานถูก วัตถุดิบถูก การท่องเที่ยวเท่านั้นที่สามารถทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมีหลักประกันในอนาคต การคิด แบบนิวนอร์มอล (New Normal) ที่ว่านี่มันต้องคิดภายใต้วิกฤติให้มันเป็นปกติ นั่นก็คือ รักษาสิ่งที่เป็นธรรมชาติเอาไว้ให้ได้ ดูแลสิ่งเหล่านี้ไว้ให้เป็นทรัพยากรทางการท่องเที่ยว ให้ได้ แต่อย่าคิดถึงเรื่องโครงการขนาดใหญ่ที่ข้างหน้าให้คนหวาดผวาแบบคลองไทย แล้วการท่องเที่ยวมันจะอยู่ตรงไหนก็แล้วกัน ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญท่าน ณัฐวุฒิครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทองครับ ต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ เสียดายนะครับวันนี้ ท่านประธานกรรมาธิการศิริกัญญา ตันสกุล ท่านมีภารกิจไม่ได้ร่วมขึ้นมาอภิปรายหรือชี้แจง ต่อที่ประชุมแห่งนี้ด้วย ขอบพระคุณท่าน ส.ส. สัณหพจน์ สุขศรีเมือง ที่ท่านนำเสนอรายงาน ที่น่าสนใจ ท่านอาจจะถามว่าจริง ๆ แล้วผมบ้านอยู่อ่างทองเกี่ยวอะไรกับภาคใต้ ก็ไม่แปลกอะไรเพราะว่าวันนี้ประเทศไทยเรื่องของการเดินทาง การคมนาคมต่าง ๆ การย้ายถิ่น มีพี่น้องจากอ่างทอง พี่น้องจากภาคกลาง พี่น้องจากกรุงเทพฯ ที่ลงไปทำงาน ที่ภาคใต้ ก็เช่นเดียวกันว่ามีพี่น้องจากภาคใต้ที่ขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพฯ อื่น ๆ เช่นเดียวกัน ฉะนั้นเวลาที่เราพูดถึงการท่องเที่ยว พูดถึงเรื่องของผลประโยชน์ของประเทศชาตินั้น คงเกี่ยวข้องกับทุก ๆ จังหวัด ทุก ๆ พื้นที่แน่นอน แต่อย่างไรก็ตามสำหรับประเด็น ที่ผมมีข้อสังเกตต่อรายงานพิจารณาศึกษาเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจการเชื่อมโยง แหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ผมขออนุญาตที่จะมีข้อสังเกตอยู่สัก ๔ ประการ ด้วยกันครับ🔗
ในประการที่ ๑ ท่านประธานครับ ขณะที่มีการศึกษานั้นความเจริญหรือเรื่องของ โลจิสติกส์ (Logistics) รองรับต่าง ๆ มีน้ำหนักของผู้ที่ไปท่องเที่ยวนั้นอยู่ที่ฝั่งอันดามัน ค่อนข้างมาก แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนแล้ว เมจิคัลฮับ (Magical Hub) ที่ท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร ท่านเพิ่งพูดเมื่อสักครู่นี้ก็น่าสนใจว่าวันนี้คนเดินทางไปทางอ่าวไทยมากกว่า เอาเข้าจริง ๆ แล้วเวลาที่เราศึกษาใด ๆ ต่าง ๆ แม้กระทั่งเชิงเส้นทาง เชิงจุดกำเนิดก็มีความสำคัญ ผมคิดว่า ถ้ารายงานฉบับนี้ซึ่งท่านคงปรับไม่ได้ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่จากฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย หรืออ่าวไทยสู่อันดามัน แต่มันเป็นเรื่องเส้นทางระหว่างกันครับ ก็คือการท่องเที่ยวระหว่าง อันดามันสู่อ่าวไทย เส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางที่เพิ่งเกิดขึ้นนะครับ เป็นเส้นทางดั้งเดิม ที่แม้กระทั่งแผนที่ของปโตเลมี (Ptolemy) ก็เคยพูดถึงคำว่า แหลมทอง ถ้าผมจำภาษาละติน ไม่ผิดน่าจะเรียกว่า ไคเส (Khiyse) หรืออะไรสักอย่างหนึ่ง ฉะนั้นตรงนี้ที่เป็นประเด็นแรก ที่ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านพูดถึงเรื่องของแผนพัฒนาจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ๒ กลุ่มจังหวัดใหญ่ ที่อยู่ฝั่งอ่าวไทยกับอันดามันนั้นจำเป็นจะต้องระบุเรื่องของการท่องเที่ยวอย่างครบถ้วนทุก ๆ มิติ นั่นเป็นประเด็นที่หนึ่งที่ท่านได้กล่าวอยู่บ้าง แต่ผมพยายามจะเน้นว่านั่นคือความเชื่อมโยง ระหว่างพื้นที่ระหว่างกัน มิใช่จากจุดใดไปจุดหนึ่งครับ🔗
ในประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องการพัฒนาแผนพัฒนาเชิงโครงสร้าง ต่าง ๆ ในนี้มันมีรายละเอียดเยอะ แต่ว่ากันว่าถ้าเส้นทางในภาคใต้ถูกเรียกว่าเป็นเส้นทาง ลูกเมียน้อยมาโดยตลอด ท่านไปภาคอีสานท่านเห็นนะครับมีเส้นทางหลัก เส้นทางรอง ไปหลายด้าน ภาคเหนือก็มีเส้นทางรองรับ ไปภาคใต้ทีไรเราเดินทางได้เส้นทางเดียวก็คือ ถนนเพชรเกษม ฉะนั้นก่อนจะออกจากถนนเพชรเกษมจะไปทางระนอง พังงาก็ต้องออก แยกปฐมพรที่ชุมพร จะลงไปใต้กว่านั้นก็ต้องไปออกหลังสวน ทุ่งตะโกต่าง ๆ จะไปสงขลา ก็ต้องลงไปถึงนครศรีธรรมราช ออกพัทลุง อ่าวน้อย อีกฝั่งหนึ่งออกไปทางหาดใหญ่ ปาดังเบซาร์ ยิ่งลงไปถึง ๓ จังหวัดภาคใต้ยิ่งยากใหญ่ เพราะเรามีเส้นทางหลักเส้นทางเดียวเท่านั้นเอง ยิ่งหน้าเทศกาลไม่ว่าจะเป็นบุญเดือนสิบ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลสงกรานต์ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ ก็มีอุบัติเหตุไม่น้อยเช่นเดียวกัน ผมคิดว่าสิ่งที่รายงานฉบับนี้พยายามจะพูดถึงโลจิสติกส์ (Logistics) หรือการเดินทางระหว่างกัน แต่ท่านไม่ค่อยได้พูดมากนักถึงแผนพัฒนาเส้นทางหลัก เส้นทางรองต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะรองรับการท่องเที่ยวหรือการขนส่งใด ๆ ต่าง ๆ นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตครับ🔗
ในประการที่ ๓ เป็นประเด็นที่ผมอยากจะเน้นเป็นอย่างยิ่ง ในความเป็นจริง ท่านมาถูกทางแล้ว ก็คือท่านเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากกรมศิลปากรมาให้ข้อมูลกับที่ประชุม ของท่าน แต่ด้วยความเคารพผมอ่านรายงานท่านทั้งหมดท่านย้อนประวัติศาสตร์ภาคใต้ไป ไม่เกินกว่าประวัติศาสตร์ช่วงคล้าย ๆ กับว่าต้นอยุธยาเท่านั้น ความจริงท่านพูดถึงศาล หลายอย่างในนครศรีธรรมราชซึ่งนั่นก็มีรูปเคารพที่เก่าแก่กว่าอยุธยาทั้งหมดเลย ที่ต้อง พูดแบบนี้เพราะว่าเรากำลังพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เรากำลังพิสูจน์กันว่าตกลงแล้ว ศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยอยู่ที่ใดระหว่างประเทศไทย สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช หรือปาเล็มบังในอินโดนีเซีย เรากำลังพูดถึงเส้นทางเชื่อมโยงไประนองออกขะเมายี้ ในเกาะสอง ประเทศพม่า ซึ่งเราพบลูกปัด เราพบจุดกำเนิดของศาสนาพุทธเยอะแยะไปหมด ที่เรียกว่าตรีรัตนะ ที่เรียกว่าลูกปัดลิงลิงโอต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกเขียนอย่างเป็นกิจจะลักษณะในรายงานฉบับนี้เลย นี่ผมคิดว่าเป็นเรื่อง ใหญ่มากนะครับ เกาะพระทอง คุระบุรีต่าง ๆ ฉะนั้นท่านจำเป็นครับที่ต้องบาลานซ์ (Balance) ระบบเรื่องของการท่องเที่ยวในเชิงธรรมชาติกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แล้วผมคิดว่าเอาเข้าจริง ๆ นะครับ จุดขายของภาคใต้ของเราในวันนี้จุดขายเรื่องวัฒนธรรม จะดึงดูดพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งในส่วนของประเทศไทยหรือนักท่องเที่ยวที่สนใจ ในเรื่องของวัฒนธรรม ประเพณี เรื่องของโบราณคดี เรื่องของอารยธรรมยิ่งขึ้นนะครับ หลายครั้งที่เราพบลูกปัดแม้กระทั่งลูกเดียวมันพิสูจน์ให้เห็นความเชื่อมโยงของอาณาจักรโรมัน พิสูจน์ให้เห็นการเชื่อมโยงของทมิฬนาฑู พิสูจน์ให้เห็นการเชื่อมโยงของเปอร์เซียต่าง ๆ ซึ่งถูกพูดถึงอย่างมีนัยน้อยมากในรายงานฉบับนี้ นั่นเป็นประเด็นที่ผมจำเป็นต้องย้ำ ขอคำชี้แจงหรือรายละเอียดจากท่านเพิ่มเติมครับ🔗
ในประการที่ ๔ เป็นประการสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ในรายงานฉบับนี้ ไม่พูดถึงเรื่องของการจัดการผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการท่องเที่ยว ผมเติบโตมาจาก การทำงานในเอ็นจีโอ (NGO) เรื่องสิทธิเด็กครับ เวลาเรามองพัทยา มองภูเก็ต มีปัญหาทางสังคม ที่ตามมาเยอะครับ มีปัญหาผลกระทบต่อวิถีชีวิตพี่น้องประชาชน แค่พี่น้องมอแกน พี่น้องมอแกน พี่น้องอูรักลาโว้ยก็มีผลกระทบแล้ว นับประสาอะไรกับกรณีที่อาจจะมีปัญหาทางสังคม มีเรื่อง ของการค้ามนุษย์ มีเรื่องของการทิ้งเด็ก มีเรื่องของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น มีเรื่องของการออกจาก การเรียนก่อนกำหนด มีเรื่องของการค้าประเวณี สิ่งเหล่านี้ถูกพูดถึงในเชิงผลกระทบไม่มากนักครับ และผมคิดว่าถ้าหากในอนาคตรายงานจะสามารถเพิ่มเติมหรือศึกษาได้ผมอยากให้ใส่เรื่องของ การจัดการผลกระทบเหล่านี้เข้าไปในรายงานฉบับนี้ด้วยครับ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ผมสนับสนุนข้อสังเกตทั้งหมดของรายงานฉบับนี้ และผมคิดว่านี่คือหมุดหมายสำคัญที่จะนำไปสู่ การพัฒนาภาคใต้ไม่ให้น้อยหน้าไปกว่าภาคอื่น ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
จะเรียนเชิญ สมาชิกอีก ๓ ท่านนะครับ มีท่านพิมพ์รพี ท่านศุภชัย และท่านเอกภพ เชิญท่านพิมพ์รพีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกระบี่ ท่านประธานคะ เราต้องพูดให้ชัดเจนก่อนว่ารายงานนี้ เราพูดถึงเรื่องอะไรจะได้คุยกันให้ตรงประเด็น เราพูดถึงเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวโยงจากอันดามันสู่อ่าวไทย ท่านประธานคะ ดิฉันเป็นคนอันดามันค่ะ แต่มีต้นตระกูลอยู่ที่อ่าวไทย ดิฉันคิดว่าดิฉันน่าจะเป็นคนที่พูด เรื่องนี้ได้ดีพอสมควรค่ะท่านประธาน อยากจะให้ท่านประธานลองฟังสิ่งที่ดิฉันพูดดูนะคะ🔗
ท่านประธานคะ เรื่องของท่องเที่ยวต้องรับความจริงเลยว่าจากอันดามันสู่อ่าวไทย เป็นความเจริญระยะหลังนี้ค่ะ เมื่อก่อนนี้อารยธรรมทุกอย่างมีจากอ่าวไทยสู่อันดามัน อันดามัน กระบี่ พังงา ภูเก็ต ตรัง เราเป็นชาวประมงค่ะ แต่ความมั่งคั่ง ความร่ำรวย รุ่งเรืองของอารยธรรม อารยธรรมศรีวิชัย อารยธรรมตามพรลิงค์นั้นอยู่ทางอ่าวไทยทั้งสิ้น พูดถึงการท่องเที่ยว ต้องยอมรับว่ายานแม่ของการท่องเที่ยวคือจังหวัดภูเก็ตค่ะท่านประธาน รายได้จาก การท่องเที่ยวภูเก็ตคือ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พังงา ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท กระบี่ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อ่าวไทยคือสมุยหรือสุราษฎร์ธานีประมาณ ๑๐๐,๐๐๐-๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น เราจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ให้มีความเชื่อมโยงระหว่างการท่องเที่ยวจากอันดามัน สู่อ่าวไทย และต้องมั่นใจให้ได้ว่าการท่องเที่ยวนี้กระจายเงินให้ถึงรากหญ้าคือประชาชนทุกคน ท่านประธานคะ ดิฉันทำการท่องเที่ยวมา ๒๐ ปี ๓๐ ปี ดิฉันเดินทางไปเยอรมนี ขายท่องเที่ยว ขายกระบี่ให้เป็นที่รู้จัก แต่ทำไมยิ่งทำยิ่งเหลื่อมล้ำ ชาวบ้านยิ่งยากจน โรงแรม ๖ ดาว ๕ ดาวขายได้แพง โรงแรม ๔ ดาวเริ่มไม่มีแขกไปเรื่อย ๆ นโยบายรัฐบาลที่ทำนี้ เงินที่ซับซิไดซ์ (Subsidize) ก็ให้แต่โรงแรมราคาแพง ๆ โรงแรมเล็ก ๆ แทบจะอยู่ไม่ได้ในวันนี้ ท่านประธานคะ เราจะทำอย่างไรให้มีการโยงใยระหว่างอันดามันสู่อ่าวไทย บอกฝรั่ง เขาไม่เชื่อแล้วท่านประธาน อย่าไปเชื่อเลยค่ะใครบอกว่าจะโฆษณาได้ดีกว่า จะเชื่อมโยง อย่างไร ดิฉันขอเสนอท่านประธาน ๒ เรื่องที่น่าสนใจค่ะ แหล่งที่ดีที่สุดของอาหารคืออ่าวไทย ร่ำรวย มีเครื่องแกง เครื่องแกงของอาณาจักรศรีวิชัย น้ำพริกทางใต้ น้ำพริกขยำ ของนครศรีธรรมราชถ้าถูกใส่ลงไปในเมนูของอันดามันที่จังหวัดกระบี่ ภูเก็ต ทุกคนต้องทาน แล้วถามว่านี่มาจากที่ไหน มโนห์ราจังหวัดพัทลุง วัฒนธรรมตามพรลิงค์ ไอ้ไข่ที่พูดถึงคนไปมากมาย แต่เราลืมไปว่า เรามีวัดพระธาตุซึ่งจะกลายเป็นเวิลด์เฮอริเทจ (World Heritage) คือมรดกโลกแล้ว แต่เราไม่ค่อยได้ทำในสิ่งนี้เท่าไร ดิฉันเคยขายแพกเกจ (Package) ท่องเที่ยวจาก จังหวัดกระบี่ไป เดอะ โฟคัล เอ็มไพร์ (The Focal Empire) คืออาณาจักรที่ถูกลืม คือนครศรีธรรมราช แต่ท่านประธานคะ เวลาของนักท่องเที่ยวนี่มันไม่เยอะเมื่อก่อนนี้ ๗ วัน ก็ถือว่ามากแล้ว อยู่บนทะเล ๕ วัน ๗ วันเขาก็หมดเวลาต้องบินกลับ ทำอย่างไรให้เขาสามารถ อยู่ได้ยาวขึ้นเดินทางไปสุราษฎร์ธานี ไปพัทลุง ไปนครศรีธรรมราชได้ มันต้องใช้ความรู้ ทางด้านแกสโทรโนมี (Gastronomy) คืออาหารค่ะ ให้เขาไปหาทานอาหารที่ดีที่สุด แหล่งอาหารที่สะอาด ปลูกพริก ปลูกข่า ตะไคร้ เครื่องแกงที่ดีที่สุดต้องไปทานในแหล่งนั้น ไปทานที่นครศรีธรรมราช ไปดูมโนห์ราที่พัทลุง และสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่โยงใย แนวคิดนี้ทำให้ การท่องเที่ยวนี้ยั่งยืนแล้วก็มั่นคงขึ้น เพราะว่าการคิดที่จะไปเที่ยวแต่ทะเล คือแซนด์ (Sand) ซี (Sea) ซัน (Sun) มันล้าสมัยค่ะ เราต้องทำแซนด์ (Sand) ซี (Sea) ซัน (Sun) คือทะเล ทราย พระอาทิตย์ แสงแดด อาหารและวัฒนธรรม นี่ละค่ะคือประเด็นสำคัญในการเชื่อมอันดามัน สู่อ่าวไทย ผ่านวัฒนธรรมความรู้ แอนด์ (And) ความรู้ อาหารเราจะไม่ขายเป็นอาหาร ธรรมดาค่ะ เราจะขายเป็นเครื่องเทศ สารดี ๆ อาหารดี ๆ และเช่นแกสโทรโนมี (Gastronomy) ทานอย่างไรให้แข็งแรง เช่นเครื่องแกงดีต่อระบบหายใจ ระบบท้อง ทำอย่างไรให้ของเป็นสิ่งที่ดี ชาวบ้านจะไปในสิ่งนี้ นักท่องเที่ยวจะไปในสิ่งนี้ มันไม่ใช่ การโฆษณาชวนเชื่อแต่เป็นการขายความจริง ขายความศรัทธา ขายความร่ำรวยของ อารยธรรม ผ่านอาหารและวัฒนธรรม ท่านประธานคะ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ปัญหาการพัฒนา ที่ผ่านมาคือเราพัฒนาเป็นส่วน ๆ ททท. จังหวัดกระบี่ ททท. ภูเก็ต ททท. นครศรีธรรมราช ททท. หาดใหญ่ กลุ่มจังหวัดอันดามัน กลุ่มจังหวัดอ่าวไทย เมื่อก่อนนี้การท่องเที่ยว หรือการมีวัฒนธรรมอารยธรรมพวกนี้มันไม่ได้แข่งแบ่งด้วยเขตของจังหวัด แต่แนวคิด การรวมศูนย์ทุกอย่างที่จังหวัดแต่ละจังหวัดมันแบ่งแยกสิ่งต่าง ๆ ให้จังหวัดสู้กัน แย่งนักท่องเที่ยวกัน นักท่องเที่ยวภูเก็ตไม่ให้มากระบี่ นักท่องเที่ยวกระบี่ไม่ให้มา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งแนวคิดนี้ต้องเปลี่ยนท่านประธานคะ เราต้องทำท่องเที่ยว แบบไร้รอยต่อ ไร้รอยต่อคือไม่มีรอยต่อของจังหวัด เรากำลังขายอารยธรรม ยกตัวอย่างเช่น ท่านประธาน ที่สเปนเราไปเที่ยวทางใต้ของสเปน เราไปกรานาดา เราไปเซบิยา ในสิ่งที่เรียกว่า อันดาลูซิอา เราไปทางใต้ของฝรั่งเศส เฟรนช์ ริเวียร่า เราไปเมืองคานส์ เราไปเมืองนิซ ไม่มีใครจำเมืองใหญ่ ๆ นี้ได้ แต่จำว่า เฟรนช์ ริเวียร่า อันดาลูซิอา นี่คือภาคใต้ของประเทศไทย มีทั้งแซนด์ (Sand) ซี (Sea) ซัน (Sun) อาหารและมีวัฒนธรรม สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้แน่ ๆ ถ้าเราทำสิ่งนี้ได้อย่างถูกต้อง ทำให้การท่องเที่ยวนี้ไร้รอยต่อ ท่านประธานคะจะไร้รอยต่อ ได้อย่างไร กรรมาธิการพูดเรื่องหนึ่ง เรื่องของการเดินทางระหว่างเครื่องบินเชื่อมโยงระหว่าง อ่าวไทยกับอันดามัน ท่านประธานคะ มันมีแล้วค่ะ มีเครื่องบินเชื่อมโยงจากภูเก็ต ไปหาดใหญ่ จากกระบี่ไปสมุย แต่ว่าระยะทางจากอ่าวไทยและอันดามันระยะทางประมาณ แค่ ๓๐๐ กิโลเมตร ดิฉันขอเสนอว่าให้ทำถนนให้ดีที่สุด ถนนที่ดี ไฟสว่าง ประชาชน มีความสุขและปลอดภัย นักท่องเที่ยวจะต้องไปแน่นอน ฉะนั้นการพัฒนาถนนและโครงสร้าง พื้นฐานให้มีความสวยงามตามธรรมชาติ มีคุณภาพที่ดีนี่คือแหล่งท่องเที่ยวค่ะ และท่องเที่ยว ที่ดีที่สุดคือประชาชนที่มีความสุข มีความรักในนักท่องเที่ยว เอาเทคโนโลยีมาใช้ เอาคิวอาร์โค้ด (QR Code) มาใช้ ให้มีนวัตกรรมสามารถนำชาวบ้านผ่านกูเกิลแมปส์ (Google Maps) ไปถึงชาวบ้านได้🔗
สุดท้ายท่านประธานคะ ดิฉันขอฝากเลยว่าคนอันดามันนี่อยากช่วยอ่าวไทย อยู่แล้ว แต่ปัญหาคือเราถูกละเลยมาเป็นเวลานาน ถนนที่ไม่ดี ปัญหาที่ไม่ดี ทำให้ทุกอย่าง ทำให้ล้าหลังได้ แต่ว่าวันนี้โควิด (COVID) จะสร้างความเปลี่ยนแปลง ขอให้เอาแนวคิดนี้นะคะ แซนด์ (Sand) ซี (Sea) ซัน (Sun) อาหารและวัฒนธรรม เชื่อมโยงจิตวิญญาณอันดามัน ตอบแทนสู่อ่าวไทยที่เป็นที่มาของคนใต้ทั้งหมดค่ะ ขอบคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านศุภชัยครับ🔗
กราบเรียนที่ประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ผมอันดามัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ผมเกิดที่เกาะตันหยงสตาร์ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เกิดในอันดามัน และเข้าใจบริบทของความเป็นอันดามันมาทั้งชีวิต ผมมีเรื่องที่จะเล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณปี ๒๕๓๔ มีหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า ข้ามคอคอดกระ ชื่อภาษาอังกฤษว่า ทู เวนเทอร์ เฟอร์เทอร์ (To Venture Further) ความกล้าหาญของเด็กไทย เขียนโดยฝรั่ง ชื่อ ทริสตัน โจนส์ ทริสตัน โจนส์ เป็นฝรั่งที่อยู่ที่ภูเก็ตครับ เป็นคนพิการ แล้วเขาได้ค้นพบ อย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสักครู่ท่านได้พูดถึงแผนที่ของปโตเลมี (Ptolemy) นักเดินทางจากยุโรปที่มาถึงฝั่งอันดามันแถบแผ่นดินของประเทศไทยของเราทางใต้ ทริสตัน โจนส์ ได้พบว่าความจริงแล้วการเดินทางทางเรือระหว่างอันดามันมาสู่อ่าวไทย หรือจาก มหาสมุทรอินเดียไปอ่าวไทยนี่ได้เดินทางกันมาเนิ่นนาน จากแม่น้ำตรังไปยังอ่าวไทย ที่ปากน้ำตาปี คือจากอันดามัน จากตรัง จากแม่น้ำตรังไปที่แม่น้ำตาปี เขาเลยชวนคนพิการ เด็กไทย ๓ คน ต้องพิการด้วยนะครับ เพราะตัวเขาพิการและพิสูจน์ ก็นั่งเรือคาทามารัน (Catamaran) เป็นเรือใบล่องแม่น้ำตรังจากกันตังไปเรื่อย ๆ ครับ ผลก็คือบางพื้นที่ที่เคยเป็น แม่น้ำกลับกลายเป็นถนน เป็นแผ่นดิน เขาก็ใช้วิธีการเดินหน้าต่อครับ ที่เป็นที่สูง ที่เป็นถนน ที่เป็นเขื่อนเขาใช้ช้างลากไป ผมจะตัดตอนว่าในที่สุดเขาไปอ่าวไทยได้ด้วยเรือลำนั้น ตามเส้นทางเดิมที่เคยมีมาในอดีตกาล เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าท่านกรรมาธิการได้ศึกษานี่ ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่เคยมีมาในอดีต วันนี้มีการพูดเรื่องคลองไทยกันก็เพื่อต้องการให้เชื่อม ระหว่างอันดามัน คืออินเดียริม (India Rim) ไปถึงแปซิฟิกริม (Pacific Rim) จาก ๒ มหาสมุทร และความเป็นจริงวันนี้ในแผ่นดินของ ๒ ฟากนี่มันก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดแบบเฉียด ๆ บาง ๆ มาตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ไปจนกระทั่งระนอง แม้กระทั่งที่ตรังบ้านผม จากกันตังเข้ามาสู่ ที่มหาสมุทรแปซิฟิกที่ฝั่งอ่าวไทยตรงที่ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่คือที่สุราษฎร์ธานี ผ่านฉวาง ไปลงตรงนั้น รวมถึงมีแนวคิดจากสตูลคือปากบาราที่จะไปยังสงขลา ทั้งหมดนี้ก็คือ ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีคิดที่จะเชื่อม ๒ ฝั่งเข้ามาด้วยกัน บางทีอาจจะถูกเอ็นจีโอ (NGO) ท่านประท้วงไม่เห็นด้วยก็ทำให้โครงการต่าง ๆ มันชะงักลงไป สิ่งที่อยากจะเรียน ต่อท่านประธานไปยังคณะพิจารณาศึกษาเรื่องนี้ก็คือว่า สิ่งที่ท่านได้ศึกษาก็คงเป็นเรื่องที่ดี รายละเอียดเป็นอย่างไร สถานที่ตรงไหนน่าเที่ยวอย่างไร ผมจะไม่พูดถึง แต่ผมคิดว่าถ้าเรา ไม่มีแผนอันสำคัญในทางกายภาพ ในเรื่องของการสร้างอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ในเรื่องถนนหนทาง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางราง ทางน้ำ หรือทางอากาศ รวมถึงทางถนน ซึ่งวันนี้ต้องยอมรับว่าภาคใต้ถูกทอดทิ้งมาตลอดเวลา สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดความเสียหาย ที่ผ่านมาเราถูกละเลย อันดามันก็ดี อ่าวไทยก็ดีถูกละเลยในการพัฒนาเรื่องอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมายในการที่จะพัฒนาเชื่อมให้ ๒ ฝั่ง ได้มีความสามารถในการสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับบุคคลที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นคือ พี่น้องของเรา เราสูญเสียไปเยอะ และผมคิดว่าวันนี้การได้ศึกษาตรงนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การสร้างอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ใหม่ และขอเรียนว่าในนามของพรรคภูมิใจไทย สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ออกนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับ ภาคใต้ก็คือการพัฒนาเรื่องการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นถนนได้มีการอภิปราย ได้เล่าสู่กันให้ฟังแล้วว่า เรากำลังจะทำถนน พัฒนาในหลายจุดของภาคใต้🔗
การพัฒนาเรื่องสนามบินที่มีการพัฒนาขึ้น บ้านผมที่ตรังสนามบินได้มี การสร้างอาคารผู้โดยสารเพิ่ม รวมทั้งขยายเส้นทางมากขึ้นในเรื่องของรันเวย์ (Runway) ซึ่งมีการดำเนินการโดยรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีปัจจุบันก็คือสมัย คสช. มาจนเสร็จ และวันนี้รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยคือท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ก็ได้มีการขยายเส้นทางนั้น ขยายรันเวย์ (Runway) มากขึ้นเพื่อให้คนตรังได้ประโยชน์เพื่อรองรับการท่องเที่ยวนี่ละครับ เพราะฉะนั้นจะบินจากภูเก็ต เมื่อก่อนมีการบินไทยบินจากภูเก็ตแวะตรังไปหาดใหญ่ ตอนนี้ หายไปแล้ว เพราะฉะนั้นหาดใหญ่กลับมาตรังไปภูเก็ตก็ควรจะต้องมีเกิดขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ล้วนแล้วแต่จะมี🔗
วันนี้รถไฟบ้านผมนี่นะครับมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ ไปกันตัง เป็นเส้นทางเดียว ที่ลงอันดามันวันนี้ยังไม่เกิดเพิ่มขึ้นมาเลย ขบวนรถที่ไปกันตังก็เก่าคร่ำคร่าเหลือเกิน วันนี้ ก็ได้ข่าวว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกำลังจะทำให้ขบวนรถทั้งหลายที่ไปอันดามัน ที่ไปกันตังมีจำนวนมากขึ้นใหม่ขึ้น รวมทั้งกำลังจะสร้างจากแยกชุมพรเข้าสู่ระนองและมีแผน เข้าไปสู่อันดามันจนถึงพังงา ถึงภูเก็ต🔗
นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเรื่องนี้ต่างหากละครับที่ควรจะต้องคิดกัน หลังจากนั้น ผมเชื่อนะครับว่าวันนี้เราไม่พูดเรื่องนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เฉพาะจากอ่าวไทยมาฝั่งอันดามัน พี่น้อง ๓ จังหวัดภาคใต้มาเที่ยวทะเลที่ตรังกันจำนวนมากเลยครับ วันนี้ไปกระบี่ ไปภูเก็ต เราสร้างสิ่งที่ทำให้เกิดความสะดวก ปลอดภัยให้โดยโครงสร้างต่าง ๆ ที่รัฐนี่ล่ะครับ ต้องสนับสนุน ตรงไหนที่เป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะต้องสนับสนุนเป็นพิเศษ ก็ต้องสนับสนุนลงไป รายงานของท่านเป็นสิ่งที่ดี🔗
สุดท้ายครับ เรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องที่หงุดหงิดมานานแล้วครับในฐานะอันดามัน อันดามันเป็นฝั่งที่ท่านสมาชิกจากกระบี่ได้พูดไปนะครับ คือฝั่งอันดามันนี่เป็นฝั่งมหาสมุทร อินเดีย คนที่เดินทางมาจากประเทศอื่นในอดีตกาลที่เดินทางมาทางเรือก็เป็นแขกทั้งนั้นล่ะครับ เขาเรียกแขกกลิงค์ แต่วันดีคืนดีไม่ทราบใครไปตั้งชื่อพื้นที่ในบ้านผมจนเพี้ยนหมดเลย อำเภอสิเกานี่จริง ๆ มันมีภูเขาตั้งอยู่กลางทะเล เข้าใจว่าแขกกลิงค์มาถึงเห็นแล้วก็เรียกว่า สิงขรหรือซิกอราอะไรแล้วแต่ กลายเป็นคนแถวนั้นมาตั้งชื่อบอกว่าเพราะตรงนั้นมันมีกงสีเก่า ที่แปลว่าที่สำหรับให้ลูกจ้างไปกรีดยาง ไม่ใช่กงสีเก่านะครับ เป็นสิงขร เพราะฉะนั้นวันนี้ ถือโอกาสได้บอกพี่น้องประชาชนชาวตรังตรงนั้นว่าสิเกาของท่านคือสิงขร คือภูเขาที่อยู่บนหาด อันสวยงามที่ปากเมงนั่นละครับ อันนั้นเรื่องหนึ่ง🔗
อีกเรื่องนะครับ แถมอีกคำหนึ่ง มันมีหาดอยู่ ชื่อหาดหยงหลิง เรียกไปเรียกมา กลายเป็นภัตตาคารจีนอยู่ในห้องอาหาร เป็นห้องอาหารจีนอยู่ในโรงแรมที่เมืองตรัง ชื่อภัตตาคารหยงหลิงฟังดูเหมือนจีน ที่จริงมันคือตันหยงกลิง แปลว่าแหลมที่แขกกลิงค์ ได้มาเยือน ก็มีประมาณนี้ครับ ก็ได้อภิปรายอาจจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องของปโตเลมี (Ptolemy) ไปถึงทริสตัน โจนส์ แล้วก็จบลงตรงตันหยงกลิงครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญหมอเอกภพ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ อย่างสูงครับ ผม นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย จากพรรคก้าวไกล จริง ๆ แล้วเป็นคนเชียงรายครับ แต่ว่าไปเรียนจบแพทย์ที่สงขลาก็เลย มีความเชื่อมโยงกับทางใต้ แล้วก็ในวันนี้ที่จะพูดถึงเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวที่ปัจจุบันได้รับ ผลกระทบหนักจากโควิด (COVID) และเกรงว่าถ้าสถานการณ์เป็นแบบปัจจุบันการท่องเที่ยว จะฟุบหนักไปจนที่การรายงานที่เราทำมาในฉบับนี้อาจจะไม่ได้ใช้ เพราะสถานการณ์ตอนนี้ เหมือนกับคนไข้ครับ ถ้าหัวใจหยุดเต้นไปนาน ๆ ปั๊มหัวใจอย่างไรก็ไม่ฟื้น การท่องเที่ยวของประเทศไทยมีรายได้จาก ๓ ส่วนหลัก ๑ ส่วนคือเป็นนักท่องเที่ยว ในประเทศ อีก ๒ ส่วนเป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เราจะถมอย่างไรก็ไม่หมดครับ ที่จะให้นักท่องเที่ยวในประเทศไปเที่ยวในประเทศเท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วการรับมือ จากโควิด (COVID) ถ้าเราย้อนกลับไปดูในช่วงเริ่มต้น การรับมือกับโควิดในช่วงเริ่มต้น ของประเทศเป็นอย่างไร ช่วงเดือนมีนาคม ช่วงปลายปีช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้วที่มี การระบาดที่จีน ช่วงเดือนมีนาคมที่เริ่มมีการระบาดที่ประเทศไทยในช่วงต้นเราเปิดรับ นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาทั้งที่หลายประเทศเริ่มมีการปิด ประเทศไทยเริ่มมีการปิด การเดินทางจากต่างประเทศวันที่ ๓ เมษายน วันที่ ๒ เมษายนมีการประกาศเคอร์ฟิว (Curfew) ท่านประธานทราบไหมครับว่าวันที่ ๓ เมษายนนั้นเป็นวันที่กราฟตัวเลขผู้ติดเชื้อนั้น เริ่มคงที่แล้วครับ เริ่มถึงจุดสูงสุดแล้วกำลังจะลดลงแล้ว การปิดประเทศของเราทำได้ช้า การเริ่มต้นรับมือทำได้ช้าและสับสน ณ ตอนนี้ที่หลาย ๆ ประเทศเริ่มมีกระบวนการ ในการเปิดประเทศ เริ่มมีการหามาตรการในการรับมือรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เราเพิ่งเริ่ม อย่างช้า ๆ ปัจจุบันมีข้อมูลทางวิชาการเพิ่มขึ้นในการที่เรารับมือกับโควิด (COVID) เราเข้าใจตัวโรคมากขึ้น เรารักษาได้มากขึ้น ผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตน้อยลง ประเทศไทยกำลังทำอะไร กันอยู่ ผมมีข้อมูลจากการประชุมในคณะกรรมาธิการสาธารณสุขมานำเสนอตรงนี้เรื่องของ จำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศผ่านการกักกันตัวนะครับ การกักกันตัวในของประเทศไทย ที่เรามีอยู่นี่ปัจจุบันมีหลายแบบครับ มีสเตต ควอรันทีน (State Quarantine) อัลเทอร์เนทีฟ สเตต ควอรันทีน (Alternative State Quarantine) ฮอสพิทัล ควอรันทีน (Hospital Quarantine) โลคัล ควอรันทีน (Local Quarantine) และล่าสุดมีออร์แกไนซ์เซชัน ควอรันทีน (Organization Quarantine) ท่านประธานครับ จนถึงเริ่มต้นจนถึงตอนนี้มีจำนวนผู้ผ่าน การกักกันตัวทั้งหมด ๑๔๐,๘๒๘ ราย ส่วนใหญ่ผ่านทางโรงแรมครับ ๑๐๒,๐๐๐ ราย ทราบไหมครับว่ามีผู้ติดเชื้อทั้งหมดที่ตรวจเจอจากแสนกว่ารายนี่เพียงแค่ ๗๕๐ ราย หรือคิดเป็น ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ของคนที่เดินทางเข้ามาในประเทศ นี่คือข้อมูลที่เรามี นี่คือข้อมูลการรับมือ ของโควิด (COVID) กับการท่องเที่ยวที่เราควรจะต้องมีการเริ่มต้นมาคิดใหม่ทำใหม่กันหรือเปล่า กระบวนการที่เราทำในวันนี้แทบจะไม่ต่างกับสิ่งที่เราทำเมื่อเดือนมีนาคม ทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกแล้ว ข้อมูลผลการวิจัยมีเพิ่มขึ้นมากมาย การรับมือกับโควิด (COVID) ในปัจจุบันนี้เราต้องทำให้ มีการสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับเรื่องของสาธารณสุขครับ การปิดบ้าน ปิดเมือง ปิดประเทศ เราทำเพื่อกดให้จำนวนผู้ติดเชื้อไม่เพิ่มสูงขึ้นจนสาธารณสุขรับมือไม่ได้ แต่ประเทศไทยเรา มีต้นทุนทางด้านสาธารณสุขที่ดี เรามีระบบควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพสูงครับ เรามีการรักษา ที่มีมาตรฐานสูง มีทรัพยากรสาธารณสุขที่เพียงพอ อย่างเช่น ที่เชียงรายที่บ้านผมนี่มีเตียง ที่สามารถรองรับคนไข้โควิด (COVID) อย่างเดียวนี่ได้ประมาณ ๔๐๐ เตียง มีศักยภาพ ในการตรวจคนไข้และรักษาคนไข้ มีผู้ติดเชื้อโควิด (COVID) คาดการณ์กันว่า ๕๐ รายต่อวัน รับมือไหวเฉพาะในเชียงราย ตรงนี้ทั่วประเทศเรามีการคำนวณตรงนี้ไว้หรือยังครับ ถ้าจะเปิดประเทศ เปิดอันดามัน เปิดอ่าวไทย เราคำนวณไว้สิครับเราจะรับผู้ติดเชื้อได้เท่าไร เรายอมให้มีผู้ติดเชื้อได้บ้าง ให้กลุ่มที่ไม่มีความเสี่ยงเขาได้ออกมาทำมาหากินมีเศรษฐกิจที่ดี มีปากท้องที่ดีได้ ความภูมิใจต่อการรับมือกับโควิด (COVID) คือการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทางเศรษฐกิจมากกว่าการยึดติดกับตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็น ๐ แต่กระเป๋าเงินของประชาชน ก็เป็น ๐ ด้วย ควรจะถึงเวลาที่มีการคิดใหม่เรื่องโควิด (COVID) และการจัดการเรื่องโควิด (COVID) ใหม่เพื่อให้การท่องเที่ยวการเดินทางกลับมา แล้วก็เศรษฐกิจของประเทศกลับมาได้ ขอบคุณครับ🔗
เรียนเชิญ อีก ๓ ท่านนะครับ เริ่มจากท่านจิรายุ ท่านประกอบ ท่านสฤษฏ์พงษ์ เชิญท่านจิรายุครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ท่านประธานที่เคารพครับ อ่านรายงานจากคณะกรรมาธิการแล้วก็พอจะเห็นภาพครับว่าการพัฒนาเศรษฐกิจเชื่อมโยง แหล่งท่องเที่ยวอันดามันสู่อ่าวไทยนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ผมในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการที่ติดตามเรื่องของรัฐวิสาหกิจก็ได้ไปลงพื้นที่ในจังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต แล้วก็อีกหลากหลาย เมื่อสัก ๒ เดือนที่ผ่านมาหลังโควิด (COVID) ท่านประธานครับ ปรากฏว่า เหตุผลที่ภาคใต้นี่นะครับ จริง ๆ แล้วเป็นภาคที่มีรายได้มากที่สุดรองจากกรุงเทพมหานคร แล้วก็เมืองใหญ่ ๆ ในภาคกลาง แต่ก็มีคำถามมากมายหลากหลายครับว่า ทำไมภาคใต้ จึงได้รับการพัฒนาแลดูเหมือนกับน้อยกว่าภาคอื่น ซึ่งอันนี้ก็เป็นคำถามของพี่น้องชาวใต้ ที่จะต้องถามคนที่เกี่ยวข้อง แต่ที่ผมอยากจะบอกอย่างนี้ท่านประธานที่เคารพครับว่า ปัญหาเรื่องการพัฒนาแหล่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจจากอันดามันสู่อ่าวไทยนั้นมันเป็นเพราะว่า กระบวนการทางด้านของกฎหมาย ซึ่งก็แน่นอนครับ เงินที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ นั้นกลับนำสู่ ส่วนกลาง แล้วก็ย้อนกลับคืนไปค่อนข้างน้อย อันนี้ก็เป็นหน้าที่ซึ่งผมเคยคาดหวังนะครับว่า ตอนรัฐบาล คสช. เข้ามาตอนนั้นน่าจะแก้ปัญหาในเรื่องของเงินที่กลับไปยังพื้นที่ได้🔗
ประเด็นต่อมาท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าย้อนกลับไปดูเศรษฐกิจ ในปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ ต่อเนื่องปี ๒๕๕๗ นี่นะครับ เราเคยได้ยินราคายาง ๑๒๐ บาทไปจนถึง ๑๘๐ บาทต่อกิโลกรัม แต่มาปัจจุบันแล้วก็ย้อนความกลับไปสัก ๒ ปีที่แล้ว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เคยพูดไว้ครับว่าไม่ได้หรอกถ้าจะขายแบบนั้น ก็ต้องไปที่ดาวอังคาร อันนี้ก็เป็น ประเด็นส่วนหนึ่งนะครับท่านประธานที่การปฏิวัติรัฐประหารภายใต้กฎอัยการศึกนั้น ส่งผลกระทบต่อภาคใต้โดยเฉพาะฝั่งอันดามันแล้วก็ฝั่งอ่าวไทย ที่ผมพูดอย่างนี้นะครับ เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยเคยรายงานไว้ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ยังไม่มีโควิด (COVID) นะครับท่านประธาน รายงานบอกว่าการเก็บภาษีไม่ว่าจะตัวใดก็แล้วแต่ หรือว่า การลงทุนในตัวใดก็แล้วแต่ของปลายปีที่แล้วนี่นะครับตกลงทุกตัว แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง ผ่านไปแล้ว แต่ว่ามันเป็นผลต่อเนื่องจากการปกครองของคณะรัฐประหาร คสช. ในยุคนั้นครับ ไม่ว่าจะเป็นราคาอาหารทะเลที่ลดลง เรื่องของการลงทุนในภาคการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม ในภาคใต้ย่อมส่งผลกระทบทั้งสิ้น แต่รายงานของคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนี้นะครับ ท่านพูดถึงการพัฒนาเรื่องของการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว ผมก็จะอภิปรายอย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพว่าธนาคารแห่งประเทศไทยนี่นะครับ วิเคราะห์ไว้ในช่วงต้นปีนี้ก็คือ ไตรมาสที่ ๑ ผมไม่แน่ใจว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ไปดูรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือไม่ แต่ถ้ายังผมจะขออนุญาตสั้น ๆ ตรงนี้ครับ ก็คือว่าเขาชี้ชัดเจนเลยนะครับท่านประธาน ที่เคารพว่าการท่องเที่ยวที่ภาคใต้ที่มีปัญหามากในขณะนี้ เนื่องจากเขาไม่ค่อยได้สนใจ นักท่องเที่ยวคนไทย ซึ่งอันนี้จริงหรือไม่ ผมเชื่อว่าคนไทยที่ไปเที่ยวในภาคใต้โดยเฉพาะที่ภูเก็ต พีพี หรือจังหวัดอื่น ๆ อาจจะรู้สึกได้ ก็แน่นอนครับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาในขณะนั้น ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ มาจนถึงปี ๒๕๖๒ ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวยุโรป ชาวอเมริกันบ้าง ชาวสแกนดิเนเวียที่หนีหนาวมาพึ่งร้อนบ้านเราแล้วก็อาบแดด ท่านประธานครับผมเคยไปที่ สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในฝั่งอันดามัน ผมสั่งกะเพราไก่ไข่ดาวครับ เช็กบิล (Check Bill) มาจานละ ๑๕๐ บาท ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ เพราะว่าเขาบอกว่าต้นทุนสูง นี่แหละครับ คือปัญหาที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ครับ พอวันนี้เราต้องมาใช้เครื่องยนต์กลไก ที่เราเรียกกันว่า การบริโภคภายในประเทศ มันทำให้คนไทยที่อยู่ในภาคต่าง ๆ รู้สึกขยาดที่จะไปเที่ยว ในภาคใต้ครับ เดินทางด้วยรถยนต์ก็ลำบากแสนสาหัสครับ ทางหลวงหมายเลข ๔ ภาคใต้นี่ ถ้ายางเตี้ย ๆ มีโอกาสแตกแน่ โช๊ก (Shock) กำลังจะพังก็พังแน่นอนครับ ถนนหมายเลข ๔ วิ่งภาคใต้พระราม ๒ ลงไปผ่านหัวหิน ผ่านประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรไปจนถึงสุราษฎร์ธานี ไปจนถึงภูเก็ต ขับไม่ดีนี่อันตรายครับ ทำให้รถบรรทุกสินค้าจากภาคใต้ขึ้นมากรุงเทพฯ จากกรุงเทพฯ ลงไปภาคใต้วิ่งชิดขวาตลอดครับ อันนี้คือปัญหาสำคัญนะครับที่กรรมาธิการ พัฒนาเศรษฐกิจท่านจะต้องไปดูด้วย🔗
อาหารไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ในภาคใต้แพงเหลือกำลังครับ เอาล่ะฝรั่ง เขาบอกแหมแค่ ๓ ดอลลาร์สหรัฐ จิรายุ หรือว่า ๕ ดอลลาร์ แฮมเบอร์เกอร์ที่ชิคาโก เขาก็ขายกันแค่ ๕ ดอลลาร์ มากิน ๕ ดอลลาร์ในเมืองไทยมันผิว ๆ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ในภาวะปัจจุบันนี้เราพึ่งพาเครื่องยนต์กลไกในประเทศก็คือการท่องเที่ยวหรือการบริโภค ภายในประเทศครับ แต่ผมยังไม่เห็นภาครัฐที่จะไปส่งเสริมในเรื่องของราคาสินค้า หรือส่งเสริมการท่องเที่ยวนอกจากแจก ๆ อย่างที่เป็นข่าว จริง ๆ แล้วกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาก็ดี หรือนายกรัฐมนตรีถ้ามีดำริทำภาคใต้ให้เป็นเมืองท่องเที่ยว แล้วก็จำกัดราคาโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ส่งเสริมเรื่องของภาษี เรื่องของ การให้เงินอุดหนุนเรื่องต่าง ๆ นี่นะครับ ผมเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ ก็อยากจะบินสายการบิน ทำให้สายการบินก็มีรายได้ด้วย การท่องเที่ยว โรงแรม อาหารการกินก็ดีด้วย แต่ที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยเห็นนะครับ เห็นแต่แจกอย่างเดียว เที่ยวกันคนละครึ่ง แต่เที่ยวกันคนละครึ่ง ในภาคใต้ กับเที่ยวคนละครึ่งแถว ๆ ชลบุรี พัทยา ระยอง เที่ยวทางภาคเหนือ ภาคอีสาน มันถูกกว่าคนละเรื่องท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมจึงฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านคณะกรรมาธิการนะครับ ปัญหาที่ท่านแก้ไขกันไม่ได้ในเรื่องของโครงสร้างสำคัญครับ เรื่องของราคา เรื่องของนโยบายของรัฐ ไม่ใช่ว่านโยบายเดียวแล้วใช้กันทุกภาคเลย มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ บางเรื่องมันก็ต้องแยกภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ จึงฝากให้ ท่านกรรมาธิการได้ส่งความคิดเห็นของผมส่วนหนึ่งไปประกอบท่าน แล้วบอก ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วการแก้ไขจะสัมฤทธิผล อย่างน้อยคนกรุงเทพฯ เขาจะได้อยากไป เที่ยวภาคใต้ คิดคำนวณตัวเลขแล้วไปเชียงใหม่ราคาถูกกว่า ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านประกอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้ดูรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ฉบับนี้ทุกเรื่อง เพราะว่าเป็นฉบับที่ไม่หนามากนัก แล้วก็ได้รับฟัง คณะกรรมาธิการโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านรองประธานสัณหพจน์ได้กรุณาพูดในรายละเอียด แต่ก่อนที่จะลงลึก ผมมีข้อสงสัยอยู่ ๒ ประการด้วยกัน🔗
ประการที่ ๑ ในบทสรุปผู้บริหาร ที่ท่านบอกว่าภาคใต้ของประเทศไทย นับเป็นพื้นที่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่สำคัญและทำรายได้ให้กับประเทศไทยในแต่ละปี เป็นจำนวนมาก อันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงนะครับ หลายท่านก็ได้กรุณาพูดให้ความกระจ่างชัด แล้วนะครับ บอกว่าแต่เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่ามีเพียงบางจังหวัดเท่านั้นที่ได้รับความนิยม เป็นอย่างสูง และถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากทั่วโลก ท่านยกตัวอย่างจังหวัดภูเก็ต นี่ก็ถูกต้องครับ ท่านยกตัวอย่างจังหวัดพังงาก็ใช่ครับ ท่านยกตัวอย่างจังหวัดสุราษฎร์ธานีก็ถูกต้องครับ แต่ว่าท่านลืมไปจังหวัดที่มีความสำคัญ ในเรื่องการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ ก็ถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ที่มีความนิยมสูง ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้ก็เพื่อที่จะเรียนคณะกรรมาธิการว่าท่านได้ศึกษา และมีข้อสรุปอย่างครบถ้วนหรือไม่ อย่างไร🔗
ประเด็นที่ ๒ เท่าที่ผมฟังท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง ได้กรุณาชี้แจงในเรื่อง ความเชื่อมโยง ในเรื่องของการพัฒนา ในเรื่องอุปสรรคของเศรษฐกิจระหว่างอันดามัน กับอ่าวไทยอยู่ ๓ หัวข้อด้วยกัน ก็คือในเรื่องกลไกภาครัฐ เรื่องของเส้นทางคมนาคม แล้วก็เรื่องของการประชาสัมพันธ์ แต่อยากเรียนถามว่าคณะกรรมาธิการได้ศึกษาครอบคลุม ทุกจังหวัดของฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทยหรือไม่ เพราะว่าจากข้อสรุปของท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง ท่านจะมาเน้นในส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งผมกราบเรียนว่าผมดีใจมาก เพราะว่าเมืองนครศรีธรรมราชนั้นเป็นเมืองที่มีศักยภาพต่อการท่องเที่ยว แต่สิ่งที่ผมสงสัย ก็คือบทสรุปตรงนี้เป็นบทสรุปของคณะกรรมาธิการหรือว่าเป็นบทสรุปของท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง ถ้าเป็นบทสรุปของคณะกรรมาธิการผมก็อยากเพิ่มเติมว่าท่านต้องศึกษาครอบคลุม ทุกจังหวัดที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวทั้งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน แต่ถ้าเกิดว่าเป็นบทสรุป ของท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง เพียงท่านเดียว ตรงนี้ผมกราบเรียนว่ามันเป็นจริงไม่ได้ มันเกิดจริงไม่ได้ เพราะในการพัฒนานั้นเราต้องเชื่อมโยงระหว่างอันดามันกับอ่าวไทย ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด ให้เกิดรายได้ต่อพี่น้องประชาชนและมีรายได้ ต่อประเทศชาติ ก็เพียงเป็นข้อสงสัยนะครับว่าเป็นข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ หรือเป็นข้อสรุปของกรรมาธิการบางท่าน ก็สงสัย ๒ เรื่อง🔗
ท่านประธานครับ บทสรุปของคณะกรรมาธิการบอกว่าปัญหาความเชื่อมโยง ของฝั่งอันดามันและอ่าวไทยนั้นมีอุปสรรคอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน🔗
เรื่องที่ ๑ เรื่องของกลไกภาครัฐ และท่านมาพูดถึงจังหวัด กลุ่มจังหวัด ของอันดามันและอ่าวไทยที่ไม่ได้ทำแผนบูรณาการเชื่อมโยงให้ ๒ จังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่ไปมา หาสู่กันได้อย่างง่าย สะดวก ปลอดภัย ผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมชื่นชม คณะกรรมาธิการอย่างมาก เพราะว่าเท่าที่ผมดูแผนในการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ของอ่าวไทยและอันดามันนั้นไม่มี น้อยมากนะครับที่เป็นแผนเชื่อมโยงของ ๒ ฝั่ง มีแต่แผนพัฒนากลุ่มจังหวัดของแต่ละฝั่ง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอุปสรรคเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ก็กราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการที่กรุณามองชัดเจน ตรงนี้แก้ปัญหาอย่างไรครับ ก็ต้องให้กลุ่มจังหวัดในฝั่งอันดามันและอ่าวไทยต้องทำแผนบูรณาการเชื่อมโยงรายได้ ให้นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินทางไปมาหาสู่ระหว่าง ๒ ฝั่งนี้อย่างปลอดภัย สะดวก รวดเร็วนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องของการประชาสัมพันธ์นะครับ ผมเอาเรื่องเล็กก่อน เรื่องการประชาสัมพันธ์ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เป็นเรื่องยาก แต่เป็นเรื่องการทำงาน ที่ไร้ประสิทธิภาพหรือไม่ อย่างไร เพราะว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้นถ้าเกิดท่าน ทำภารกิจในเรื่องของการประชาสัมพันธ์เพื่อจูงใจนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวจากฝั่งอันดามัน มาฝั่งอ่าวไทยไม่ได้ผมคิดว่าก็น่าสงสารงบประมาณที่ทุ่มเทเรื่องการประชาสัมพันธ์ไปมากมาย คณะกรรมาธิการได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือไม่ว่าเหตุใดที่การประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ มันยังน้อยมากนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอเวลานิดเดียวสัก ๑ นาที เพราะเรื่องสำคัญ ยังไม่ได้พูดเรื่องเส้นทางคมนาคม เส้นทางคมนาคมจริง ๆ พรรคประชาธิปัตย์ของเรานั้น เรามีแผนในการพัฒนาภาคใต้ทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยอย่างชัดเจน เช่น เรื่องการทำ ถนนมอเตอร์เวย์ (Motorway) เชื่อมระหว่างภาคกลางนครปฐมไปยังนราธิวาส เรื่องของ การทำถนนเลียบทางรถไฟทางคู่จากนครปฐมไปนราธิวาส เรื่องของรถไฟทางคู่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พยายามต่อสู้มาอย่างเต็มที่ และผมกราบเรียนว่าผมในฐานะที่เป็น ส.ส. ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ต้องกราบขอบคุณเพื่อน ส.ส. ในสภาแห่งนี้ที่บอกว่า ภาคใต้เสียภาษีก็มาก แต่รัฐไม่ได้เหลียวแลดูแลในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมอย่างจริงจัง กลายเป็นลูกเมียน้อย ก็ฝากท่านประธานสื่อไปยังรัฐบาลนะครับว่าทำอย่างไรให้ภาคใต้นั้น ได้พัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนหนทางต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกังวลอยู่ให้ได้ พัฒนาเท่าเทียมกับภาคอื่นนะครับ หลายเรื่องท่านประธานครับที่ยังไม่ได้ทำ เช่น ความเชื่อมโยงเส้นทางสำคัญไม่ว่าทางหลวง หมายเลข ๔ หรือหมายเลข ๔๑ ที่เชื่อมโยงระหว่างอ่าวไทยกับอันดามันนั้นก็ยังไม่ได้พัฒนา ดีเท่าที่ควร และเส้นตัดใหม่จากทุ่งสงไปอ่าวลึกเชื่อมโยงระหว่างกระบี่-อันดามันมาสู่อ่าวไทย ที่นครศรีธรรมราช มีโครงการแล้วก็ยังไม่คืบหน้า แล้วที่สำคัญที่สุดเส้นเซาเทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะเชื่อมโยงระหว่างอ่าวไทยกับอันดามัน ก็ยังไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร🔗
สุดท้าย พูดมาหลายทศวรรษเรื่องทางรถไปเชื่อมระหว่างสุราษฎร์ธานี ไปพังงาเป็นเส้นทางเชื่อมอ่าวไทยกับอันดามันปรากฏว่าวันนี้ยังเป็นวุ้นยังไม่เกิด ก็ฝาก ท่านประธานด้วยความเคารพและฝากคณะกรรมาธิการว่าช่วยติดตามเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไป ท่านสฤษฏ์พงษ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย เขต ๒ ซึ่งจังหวัดกระบี่นั้นอยู่ในฝั่งอันดามัน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณในส่วนของคณะกรรมาธิการ ที่ศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ เดิมแล้วนั้นการเชื่อมโยงมีการเชื่อมโยงลักษณะแบบนี้มานานแล้ว โดยการเชื่อมโยงโดยวิธีคิดว่าเมื่อก่อนภูเก็ตเป็นด่านแรกที่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามาสู่ ฝั่งอันดามัน เนื่องจากว่าสนามบินดีเป็นสนามบินอินเตอร์ (Inter) เพราะฉะนั้นนักท่องเที่ยว เข้าจังหวัดภูเก็ตนั้นก็ไหลมาที่จังหวัดพังงา แล้วก็ที่จังหวัดกระบี่ ก็เป็นแนวคิดว่าเราน่าจะ เชื่อมอันดามันด้วยกันโดยเชื่อมจังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่เป็นฝั่งอันดามัน อันนี้ก็ คือวิธีการเชื่อมนะครับ แต่วิธีคิดในเรื่องของการเชื่อม ๒ ฝั่ง อันดามันกับอ่าวไทยนั้นผมคิดว่า เป็นวิธีคิดที่ถูกต้องนะครับ อยากจะฝากในส่วนของคณะกรรมาธิการว่าก่อนที่จะเชื่อมอันดามัน กับอ่าวไทยนั้นถ้าเป็นไปได้ควรที่จะทำเชื่อมในส่วนของฝั่งอันดามันตั้งแต่ระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง สตูล อันนี้คือ ๖ จังหวัด เพราะฉะนั้นการเชื่อมใน ๖ จังหวัดนี้ก็มันมี ความหมายความว่านักท่องเที่ยวจะลงที่จังหวัดภูเก็ตมาที่จังหวัดพังงาหรือกระบี่นั้นพร้อมที่จะ เดินทางได้ทุกจุดในการที่จะมาเชื่อมต่อฝั่งอ่าวไทย ในขณะเดียวกันนั้นก็ต้องไปดูวิธีเชื่อม ในส่วนของอ่าวไทยด้วย เพราะฉะนั้นในฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา อันนี้ข้างละ ๖ ข้างละ ๕ เป็น ๑๑ จังหวัด อันนี้ ๘ สนามบินนะครับ สิ่งสำคัญ ที่สุดถ้าเราเชื่อม ๒ ฝั่งอันนี้ให้มีความคล่องตัวขึ้น เช่น เชื่อมสนามบินไปสู่ท่าเรือ ไปสู่ท่ารถ อันนี้ก็คือการเชื่อม ๓ ท่า ท่าอากาศยาน ท่าเรือ ท่ารถในพื้นที่ให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งเรามีท่าเรือ ในฝั่งอันดามัน ๘๔ ท่าด้วยกัน ในวันนี้ ๘๐ กว่าท่าที่มีมาตรฐานผมว่าไม่น่าจะเกินสัก ๕-๖ ท่า เพราะฉะนั้นในส่วนความเป็นมาตรฐานของท่าเทียบเรือเราก็ต้องยกระดับขึ้นด้วย ในเรื่องของความปลอดภัยเราก็จะต้องให้มี ในเรื่องของระบบไฟฟ้าภาคใต้จากในส่วนของ โซน (Zone) ภาคกลางที่ดึงสายไฟฟ้าลงไปภาคใต้ก็ยังไม่มีเสถียรภาพมากพอ ในเรื่องระบบ ของไอที (IT) ในส่วนของสื่อสารที่นักท่องเที่ยวจะไปเที่ยวที่ไหน จังหวัดอะไร การติดต่อสื่อสาร การทำงานได้อย่างนี้ครับ อันนี้ก็ต้องมีความพร้อมด้วย ในเรื่องของ ความปลอดภัย ในเรื่องของหน่วยกู้ภัยทางทะเล อันนี้ก็จะต้องดูด้วยนะครับว่าในส่วนของ การลงทุน ในอันดามันในส่วนของระหว่างการป้องกันภัยทางทะเลควรที่จะมีศูนย์ป้องกันภัยทะเล ฝั่งอันดามันแบบให้มันชัดเจนที่มีความยิ่งใหญ่ที่สามารถที่จะบริหารจัดการได้ แล้วก็กึ่งกลางที่มีความเหมาะสมนั้นก็คือในจังหวัดกระบี่ ซึ่งตอนเหนือขึ้นไปก็มีจังหวัดพังงา ภูเก็ต ระนอง ตอนล่างลงมาก็มีจังหวัดตรังและสตูล เวลาเกิดเหตุก็เป็นกึ่งกลางในเรื่องของ การที่จะช่วยเหลือนักท่องเที่ยวได้นะครับ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้เรามีโควิด-๑๙ (COVID-19) เราอาจจะไม่ได้รับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในภูมิภาคของภาคใต้ ซึ่งในส่วนของภาคใต้นั้น ๑ ใน ๕ ที่ทำรายได้การท่องเที่ยวให้ประเทศมากที่สุดนะครับ ๑ ใน ๕ คือ ๓ อันดับอยู่ที่ภาคใต้ ในฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ก็มีจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่ ๒ จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดที่ ๔ และจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดที่ ๕ เชียงใหม่ก็เป็นจังหวัดที่ ๖ อันนี้คือ ๓ จังหวัด ที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวนะครับ โดยเฉพาะจังหวัดกระบี่ เราก็จะมีตัวเลขการท่องเที่ยว อยู่ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อปี และภูเก็ตร่วม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ เราจะเห็นได้ว่าการที่เป็นประตูเปิดสู่นานาชาตินี่ครับ ผมเข้าใจว่าอันดามันน่าจะได้มากกว่า อ่าวไทย เมื่ออันดามันเป็นปากทางประตูสู่ประเทศไทยอันดามันนั้นก็มีวิธีการว่าเราจะเชื่อม จากอันดามันให้ไปสู่อ่าวไทยอย่างไร ซึ่งอ่าวไทยนั้นที่จริงแล้วมีตัวจูงใจหรือเป็นแม่เหล็ก ดึงดูดหลายตัวด้วยกัน เช่น เกาะสมุย พะงัน อะไรต่าง ๆ นั้น แล้วก็ปัจจุบันนี้นครศรีธรรมราช ถือว่าเป็นจังหวัดที่มีประเพณีวัฒนธรรม แล้วก็เป็นจังหวัดที่มีวัดวาอารามที่เก่าแก่ เช่น พระธาตุนคร วัดเจดีย์ไอ้ไข่ แล้วก็มีแหล่งท่องเที่ยว อาหารการกินก็ถูก ลานสกาก็มีอากาศ ที่สมบูรณ์ แล้วก็มีพืชผักผลไม้ที่ปลอดสารพิษ ซึ่งในโครงการของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็ดี อะไรต่าง ๆ ก็ดีนั้น ก็พยายามทำจุดเชื่อมโยงอันนี้อยู่แล้ว แล้วโดยเฉพาะจังหวัดกระบี่ผมนั้นครับ ณ วันนี้ในพื้นที่วันนี้นอกเหนือจากจุดเชื่อมไปสู่ อันดามัน อ่าวไทยแล้วนั้น จุดเชื่อมในพื้น อย่างเช่น กรณีสะพานข้ามเกาะลันตา พรรคภูมิใจไทย พยายามทำเต็มที่ ในอดีตที่ผ่านมาหลายชั่วอายุคนก็ไม่เคยมีสะพานข้ามเชื่อมได้ เพราะฉะนั้น วันนี้คณะกรรมาธิการได้ศึกษาเป็นโมเดล (Model) ระหว่างอ่าวไทยกับอันดามันนั้น ผมคิดว่า เป็นตัวอย่างที่ดีมาก แล้วในอนาคตนั้นอาจจะมีในเรื่องของการเชื่อมโยง ซึ่งนโยบาย ของกระทรวงคมนาคมนั้นก็มีอยู่แล้ว เช่น เชื่อมระหว่างตะวันออก ตะวันตก ตอนใต้ ในส่วนอันดามัน อ่าวไทย แล้วก็เหนือสู่ใต้ อันนี้ก็มีจุดเชื่อมอยู่แล้ว แต่โครงสร้างในส่วน ของภาครัฐที่จะต้องดำเนินการ เช่นวันนี้ในเรื่องของระบบรางก็ต้องเชื่อม ระบบถนนก็ต้องให้ดี สิ่งสำคัญที่สุดนะครับ คนที่อยู่อันดามันท่านประธานครับ วันนี้ในเรื่องของการลงทุนสร้างโรงแรม หรืออะไรต่าง ๆ ต้นทุนค่อนข้างจะสูงกว่าในส่วนของอ่าวไทย เนื่องจากว่าอันดามันเราไม่มีก๊าซ เอ็นจีวี (NGV) ในการขนส่งวัสดุก่อสร้าง เหล็กอะไรต่าง ๆ นั้น เราขนทราย จากนครศรีธรรมราชต้องมาลงท่าเรือที่กระบี่ แล้วก็อ้อมลากเรือบาจ (Barge) เข้าไปที่ จังหวัดภูเก็ตนะครับ สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนสูงจากพลังงานในเรื่องของการเชื่อมโยงด้วย สิ่งสำคัญที่สุด การเชื่อมโยงที่ได้มวลการท่องเที่ยวที่ใหญ่ ๆ เช่นท่าเรือสำราญที่จุนักท่องเที่ยวได้ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คนอย่างนี้ครับ สิ่งที่เหมาะสมที่สุดนะครับ ก็นำเรียนท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการด้วยเพื่อที่จะเสนอให้รัฐบาลได้รับทราบว่าท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่นั้น ถ้าในกรณีเกิดที่สมุย ๑ แห่ง หรือสุราษฎร์ธานี ๑ แห่งนั้น ก็ควรที่เกิดขึ้นที่กระบี่หรือภูเก็ต สัก ๑ ท่าเพื่อที่จะเป็นการเชื่อมโยง ยังมีอีกหลายมิตินะครับ กราบเรียนท่านประธานครับ กำลังจะจบขอฝากคณะกรรมาธิการว่าการเชื่อมโยงอย่างนี้เป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากว่าการที่รวม พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวเพื่อที่จะให้มันเป็นพื้นที่ใหญ่ ๆ เป็นการแข่งขันกับสิงคโปร์ แข่งขันกับ ประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากว่าเราเอาจุดเล็ก ๆ มารวมให้เป็นจุดใหญ่ จะทำให้นักท่องเที่ยว มีเวลาการท่องเที่ยวเพิ่มจำนวนวันขึ้นและเพิ่มค่าใช้จ่ายขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดก่อนปิดท้าย เราจะต้องทำในพื้นที่ของเรานั้นให้เกิดความเชื่อมโยงแบบมีทั้งความทันสมัย มีทั้ง ความปลอดภัย และมีราคาที่เป็นธรรม สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าถ้าเราทำได้พร้อมเสร็จแล้วนั้น นักท่องเที่ยวถึงเวลาที่จะมานั้นไม่ต้องประชาสัมพันธ์มาก วันนี้เขาหาตามสื่อต่าง ๆ แล้วเขา ก็จะไปเอง สิ่งเหล่านี้ก็ขอขอบคุณท่านประธานแล้วก็ฝากไปยังคณะกรรมาธิการด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขออนุญาต เชิญสมาชิกทางภาคใต้อีก ๓ ท่าน จะได้ต่อเนื่องนะครับ เชิญท่านอาจารย์รงค์ ท่านนิกร จำนง ท่านชินวรณ์ เชิญอาจารย์รงค์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัด นครศรีธรรมราช ขออนุญาตอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอรายงานนะครับ ผมชื่นชมแล้วก็เห็นด้วยว่าการที่จะพูดถึงการท่องเที่ยวฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย ให้เชื่อมโยงนั้นเป็นเรื่องสำคัญครับ ขออนุญาตนำเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เวลาพูดการท่องเที่ยวที่ภาคใต้เราน่าจะรู้ว่าจุดสำคัญของท่องเที่ยวภาคใต้เป็นเหมือน สามเหลี่ยมทองคำการท่องเที่ยว หรือสามเหลี่ยมการท่องเที่ยวในภาคใต้ นั่นหมายถึงว่า มีจุด ๓ จุด หรือว่าเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ๓ คลัสเตอร์ (Cluster) คลัสเตอร์ (Cluster) แรกก็คือ ภูเก็ตครับ มีภูเก็ต พังงา กระบี่ อันนี้ไปไกลแล้วครับ เป็นท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาส (World Class) หรือเวิลด์ เดสทิเนชัน (World Destination) ปลายทางของโลก เป็นนักท่องเที่ยวที่มา จากทั่วโลก ใคร ๆ ก็รู้จักคำว่า ภูเก็ต นั่นหมายถึงบวกกระบี่ บวกพังงา อันนี้ไปไกลครับ ตรงนี้ทำอย่างไรที่วันนี้จะกระจายทะลักมาอยู่ที่อันที่ ๒ หรือฮับ (Hub) ที่ ๒ ก็คือสมุย ท่านประธานครับ ที่สมุยนี่เป็นการท่องเที่ยวที่แปลกเพราะเป็นเวิลด์คลาส (World Class) เหมือนกัน แต่ยังไม่แรงเท่ากับภูเก็ต ที่เกาะสมุยนี่นะครับ มันจะมีนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ประเด็นก็คือว่าตรงนี้ก็เป็นตัวขับเคลื่อนเหมือนกัน ตัวที่ ๓ หรือฮับ (Hub) ที่ ๓ หรือคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ ๓ ที่จะดึงท่องเที่ยวภาคใต้คือหาดใหญ่ท่านประธานครับ หาดใหญ่นี่เป็นเมืองใหญ่นะครับ วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จะดึงพวกพี่น้องภาคเหนือมาเลย์ หรืออับเปอร์ (Upper) มาเลย์มาเที่ยว พี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดน ๕ จังหวัดทั้งหมดที่มาเที่ยว หาดใหญ่ ๓ จุด หรือว่า ๓ มุม หรือ ๓ คลัสเตอร์ (Cluster) นี้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคใต้ภายใต้การท่องเที่ยวตลอดระยะเวลาเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมาครับท่านประธาน ตรงนี้วันนี้เราจะทำอย่างไรที่จะเดินดูกันได้ต่อไปเพื่อจะให้แข็งแรง และมีความเข้มข้น มากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ คนที่บ้านผมที่นครศรีธรรมราชเป็นเหมือนกับผลิตคนไปสู่คลัสเตอร์ (Cluster) ภูเก็ต วันนี้ถ้าภูเก็ตมีปัญหากลับมานครศรีธรรมราชนะครับ คนนครศรีธรรมราช คนที่ไม่สามารถที่จะดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวที่ภูเก็ตได้ด้วยภัยโควิด (COVID) นี่นะครับ ก็กลับมาอยู่บ้าน ในขณะเดียวกันที่เขาไปเกาะสมุยไม่ได้ก็คนนครศรีธรรมราช คนพัทลุง คนตรัง คนสุราษฎร์ธานีก็ลงเกาะสมุย ในขณะเดียวกันคนพัทลุงก็ลงไปที่หาดใหญ่ ถ้า ๓ คลัสเตอร์ (Cluster) นี้ฝ่อจะทำให้คนหลาย ๆ จังหวัดที่ผมพูดรวมถึงที่นครศรีธรรมราช ก็จะลำบากด้วย ประเด็นก็คือว่าเราจะต้องทำอย่างไร เมื่อสักครู่นี้ฟังดูนะครับ ทางข้อเสนอ ของกรรมาธิการก็คือให้มีแผนเฉพาะ ผมก็เห็นด้วยนะครับว่าแผนเฉพาะภาคใต้ เพราะอย่างน้อยที่สุด เขาพูดถึงอันดามันกับอ่าวไทย พูดถึงสมุยกับภูเก็ตในความหมายที่ผมพูดแล้ว แต่เติม ที่หาดใหญ่ด้วยแล้ววางแผนเป็นการเฉพาะ เพราะ ๓ คลัสเตอร์ (Cluster) นี้ สามเหลี่ยมทองคำ เรื่องการท่องเที่ยวภาคใต้อันนี้ถ้ามันเดินเครื่องให้เต็มที่มันก็จะเติบโตเหมือนกับ ๒ ทศวรรษ ที่ผ่านมาจะทำอย่างไรล่ะครับ แผนบูรณาการหรือแผนเฉพาะเพื่อ ๓ จังหวัด หรือ ๓ จุดนี้ เห็นด้วย จังหวัดต่าง ๆ ทำอย่างไร ททท. ทำอย่างไร กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทำอย่างไร แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านประธานครับ เวลาพูดท่องเที่ยวทั้ง ๓ คลัสเตอร์ (Cluster) นี้ ต้องแยกให้ดีนะครับ มันเป็นทั้งเวิลด์คลาส (World Class) แล้วก็โลคัล (Local) จริง ๆ ที่นครศรีธรรมราชบ้านผม ท่านประธานครับ ที่พัทลุง ที่ตรังวันนี้มีความเติบโตเรื่องตลาด ตลาดชุมชน ตลาดย้อนยุคเต็มไปหมดเลยนะครับ แล้วได้รับความเติบโตมาก ตลาดทางเรือ ตลาดทางน้ำ ตลาดริมน้ำออกเต็มไปหมด แล้วผู้คนไปท่องเที่ยวกันวันเสาร์ วันอาทิตย์เป็นตลาด ย้อนยุค สิ่งเหล่านี้เติบโตภายใต้รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ที่ผ่านมา เติมลงไปอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ตลาดย้อนยุคเหล่านั้นเกิดขึ้น เราไม่สามารถที่จะไปสู่เวิลด์คลาส (World Class) ได้ แต่ระดับโลว์คลาส (Low Class) ของเรา ระดับชุมชนท้องถิ่นทำอย่างไรครับ อันนี้ เป็นท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไทยเที่ยวไทยที่วันนี้ที่มีนะครับ ท่านประธานและท่านสมาชิก ลองคิดดูสิครับว่าทำไมคนสงขลากับคนนครศรีธรรมราชวันนี้เข้าสู่โครงการคนละครึ่งมาก เป็นอันดับหนึ่ง อันดับสอง อันดับสามของประเทศ นี่คือการตอบสนองว่าคนที่นี่เขาเที่ยว เขาทำงานการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าไปใน ๓ คลัสเตอร์ (Cluster) นี้เพื่อที่จะทำให้คนใน ๓ คลัสเตอร์ (Cluster) นี้ดำรงอยู่แล้วอยู่ได้ภายใต้ การท่องเที่ยวชุมชนของเขา ตรงนี้ก็จะทำให้เกิดมีความเข้มแข็งนะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวผมคิดว่าโครงสร้าง พื้นฐานสำคัญ การประกาศเป็น ๑๐ เมืองเก่าแอนเชียนต์ซิตี (Ancient City) หรือเมืองโบราณ มติ ครม. ประกาศไว้แล้วนะครับท่านประธาน นครศรีธรรมราชก็ประกาศเป็นเมืองโบราณ ผมประมาณว่าหาดสงขลาก็ประกาศเป็นเมืองโบราณ เติมต่อไปครับ เพราะฉะนั้นแผน เป็นการเฉพาะก็จะต้องเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาใส่ด้วย แล้วก็บูรณาการให้เห็นว่าถ้าเราจะทำ เมืองโบราณที่นครศรีธรรมราช ผมยกตัวอย่างนะครับ ซึ่งมีองค์พระบรมธาตุซึ่งเป็นศูนย์กลาง ความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อของพี่น้องในคาบสมุทรสยามมลายูอยู่แล้วทำอย่างไรครับ ทำอย่างไรให้พี่น้องอัปเปอร์ (Upper) มาเลย์นี่มาบวชที่พระธาตุให้มาก ๆ ทำอย่างไร ให้เมืองนครศรีธรรมราชเติบโตเป็นเมืองโบราณ เป็นเมืองเก่า แล้วเต็มไปด้วยข่าวว่าที่ทันสมัย มีเทคโนโลยีสายไฟลงใต้ดิน ตลอดถนนราชดำเนิน ถนนราชดำเนินที่นครศรีธรรมราช ยาวมากครับท่านประธาน ตั้งแต่ศาลามีชัยจนไปถึงท่าแพปรับอย่างไร เอาสายไฟลงใต้ดิน อย่างไร จะบริหารจัดการอย่างไร วงแหวนต้องทำอย่างไร สิ่งเหล่านี้นี่คือคำว่า เมืองโบราณ คำว่า เมืองโบราณมัน ก็จะไปกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงศรัทธา การท่องเที่ยวตลาดย้อนยุค สิ่งเหล่านี้ก็จะตามมาหมด การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือการท่องเที่ยวใด ๆ ก็แล้วแต่ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวที่เป็นการท่องเที่ยวทางเลือกที่ไม่ใช่ เป็นกระแสหลัก เหล่านี้มันเติบโตได้ที่นคร เติบโตได้ที่พัทลุง เติบโตได้ที่สุราษฎร์ธานี กล่าวเฉพาะนครอีกทีหนึ่งนะครับท่านประธานคำว่า เมืองโบราณ ซึ่งมีประมาณ ๑๐ เมือง เอาเป็นตัวเลขที่ผมจำได้นะครับ ทั้งประเทศเติมเข้าไปพัฒนาความเป็นเมืองโบราณให้เป็น ความเข้มแข็ง พระธาตุมรดกโลกที่นครศรีธรรมราช ก็อยู่ในโพรเซส (Process) ที่จะเข้าไปรับรอง หรือส่งไปที่ยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ ครม. ที่จะเป็นโพรเซส (Process) ต่อไป สิ่งนี้ท่านประธานครับ ฝากอยู่ในแผนบูรณาการหรืออยู่ในแผนเฉพาะที่ทางกรรมาธิการชุดนี้ เสนอไป ผมคิดว่าสาระสำคัญของกรรมาธิการชุดนี้ก็คือการเสนอแผนเฉพาะ เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ให้ผนวกสิ่งเหล่านี้เข้าไป ผนวกคลัสเตอร์ (Cluster) ภูเก็ต สมุย หาดใหญ่ ให้เป็นหัวขบวนรถไฟที่นำพาเรื่องการท่องเที่ยวกระแสหลัก และการท่องเที่ยวกระแสรอง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวชุมชน วันนี้ท่านประธานครับ นครศรีธรรมราช ตัวเลขเชิงประจักษ์ ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ คนไปเที่ยว นครศรีธรรมราชเยอะ นี่ก็คือการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไปเช้าเย็นกลับ ไปไหว้ ไปเรื่องศรัทธา คนไทย ไทยเที่ยวไทย เที่ยวกันภายใต้ศรัทธาร่วม เที่ยวกันภายใต้ความเชื่อร่วม เป็นความสุขชนิดหนึ่ง แม้นว่าจะมีความทุกข์ยากเรื่องโควิด (COVID) จะมีความทุกข์ยาก เรื่องเศรษฐกิจ เพราะมันเป็นปัญหาระดับโลก เกิดจากสงครามการค้าโลก เกิดจากปัญหาของ โควิด (COVID) แต่ไทยเที่ยวไทย กระตุ้นจากนโยบายคนละครึ่ง กระตุ้นจากนโยบายฐานราก ที่รัฐบาลทำแล้ว เพราะฉะนั้นตัวแผนเฉพาะ สิ่งเหล่านี้จะต้องเก็บสิ่งเหล่านั้นเข้าไป เพื่อทำให้กิจกรรมการท่องเที่ยวอันดามันอ่าวไทย หรืออ่าวไทยอันดามันเจริญเติบโต แล้วบ้านผมนครศรีธรรมราชก็เจริญเติบโต🔗
เมืองโบราณ ฝากสุดท้าย เมืองโบราณ พระธาตุเป็นมรดกโลก โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อที่จะเชื่อมทางรถไฟรางคู่ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากพรรคประชาธิปัตย์ ขอประทานอภัย อาจารย์ประกอบพูดแล้ว สายใต้กระดูกสันหลังก็คือรถไฟรางคู่ ชาวใต้ ต้องการมานาน วิ่งจากทุ่งสง วิ่งจากเขาชุมทองขึ้นมากรุงเทพฯ ปัจจุบันนี้ ๑๖ ชั่วโมง ต่อไปถ้ามีรถไฟรางคู่ขอ ๘ ชั่วโมง เป็นตะเข็บราง เป็นกระดูกสันหลัง แต่จากเขาชุมทอง วิ่งไปนครศรีธรรมราชอีก ๒๐ กิโลเมตรทำถนเลียบถนนรถไฟเข้าไปถึงนครศรีธรรมราช แล้วก็ จะทำให้คนนครขับรถจากนครไปจอดรถไว้ที่สถานีเขาชุมทองขึ้นรถไฟรางคู่มาเยี่ยมลูกเยี่ยมหลาน มาชอปปิง (Shopping) มาเที่ยวกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ ก็ไปนคร ๖ ชั่วโมง ๘ ชั่วโมง สิ่งเหล่านี้มันจะรองรับคำว่า เมืองโบราณ ที่ทำให้เกิดมีบริบทในการท่องเที่ยว แล้วเมืองเหล่านี้ นี่ผมยกตัวอย่างที่นครมากเป็นพิเศษเพราะบ้านของผมเอง แต่เมืองอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน ในภาคใต้ ก็น่าจะเติบโตภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ครับท่านประธาน ก็ขอขอบคุณและให้กำลังใจ แล้วก็ชื่นชมคณะกรรมาธิการที่อุตส่าห์ได้ทำงานชิ้นนี้มาเสนอในที่ประชุม เพื่อให้เราได้ แสดงความคิดความเห็นกันครับ ขอขอบคุณมากครับ🔗
ท่านนิกรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ส.ส. พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ ผมจะให้ความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันแล้วก็อ่าวไทย ที่คณะกรรมาธิการได้จัดทำมา ผมต้อง ขอบคุณในฐานะเป็นคนใต้คนหนึ่ง ผมอยู่ฝั่งตะวันออกครับท่านประธาน สงขลาเมือง ๒ ทะเล ทีนี้ประเด็นผมจะให้ความเห็นไม่ใช่เฉพาะสงขลา ให้ความเห็นโดยองค์รวมทั้งภาคใต้เลยว่า ผมมองปัญหาเรื่องนี้ ผมจะพูดเอาจริงเอาจัง ผมวิเคราะห์ดูว่ารายงานฉบับนี้เป็นการคิด ที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจของฝั่งอันดามันตะวันตกกับตะวันออก เพราะเห็นว่านักท่องเที่ยวทางฝั่งตะวันตกนี้เยอะแล้วก็มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยอะก็อยากจะ เอามาทางนี้บ้าง ปัญหาก็คือว่าผลสรุปของคณะกรรมาธิการจะช่วยได้จริงหรือ สะพาน ที่เราจะไปแหลมตะลุมพุกมันจะเป็นไปได้ไหม อะไร อย่างไร ดังนั้นผมขอเสนอความเห็น แบบตรงไปตรงมาต่อสถานการณ์นี้ว่า ถ้าเราจะดำเนินการตรงนี้เรากำลังจะไปทวนกระแส หรือเรากำลังจะไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มันอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ หรือเราจะค้นหาทางไป ให้มันไปได้จริง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ เราคงต้องค้นหาจุดอ่อนจุดแข็งของพื้นที่ ทั้ง ๒ ฝั่งให้ได้จะได้มองภาพรวมได้ ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ ผมเคยศึกษาเรื่องการท่องเที่ยว และไปค้นพบมาจากฝรั่งซึ่งผมสนใจมากแล้วก็ตื่นเต้นมาก เขาบอกว่าอย่างนี้ครับ ฝั่งตะวันออกไม่ว่าที่ไหนในโลกพัฒนาการท่องเที่ยวไม่ได้ ฝั่งตะวันตกเท่านั้นในโลกที่มี การท่องเที่ยวดีไม่ว่าจะเป็นเมืองนีซ เมืองอะไรต่าง ๆ ลองไปดูทั้งหมด ผมก็เถียงว่า ฝั่งตะวันออกของเราแล้วทำไมสมุยเยอะ เขาบอกว่าสมุยเป็นเกาะ ส่วนที่เจริญของเกาะสมุยนั้น อยู่ทิศตะวันตกของเกาะสมุย เขาให้เหตุผลอย่างนี้ครับ เหตุผลเป็นเหตุผลง่าย ๆ ที่เรามองไม่เห็น เขาบอกว่านักท่องเที่ยวเวลาไปท่องเที่ยวไม่มีใครนอนแต่หัวค่ำเพื่อจะตื่นเช้าดูดวงอาทิตย์ ขึ้นทางทิศตะวันออก ไม่มี เขาจะดื่มเหล้า เขาจะไปเที่ยว เขาจะสำมะเลเทเมาแล้วก็ ไปดูดวงอาทิตย์ตกที่ฝั่งตะวันตก ตรงนี้เขาอยู่ได้เขาจะอยู่ดึก นั่น ๑ เรื่อง คือลักษณะ ของนักท่องเที่ยวจะเป็นแบบนี้เอง ฝั่งตะวันออกมันถึงไม่พัฒนาหมายถึงทั่วโลก🔗
อีกอันหนึ่งก็คือว่าเป็นเรื่องของลม มันมีลมบก ลมทะเล เวลาฝั่งตะวันตก มันจะร้อนเวลาตอนเย็น พอร้อนตรงนี้อากาศที่สะท้อนเข้ามามันเป็นลมทะเลเข้ามา ก็คือว่า แผ่นดินจะร้อนกว่า เราเคยเรียนเรื่องนี้ อากาศบนแผ่นดินมันก็ลอยตัวขึ้น ลมจากทะเล มันจะวิ่งเข้ามามันก็เป็นลมเย็น เป็นลมทะเล ดังนั้นลมในฝั่งตะวันตกมันจะเย็นกว่าในช่วงบ่าย มันก็สบายกว่า🔗
อีกประเด็นหนึ่งท่านประธานที่เคารพครับ อันนั้นเป็นเรื่องของทั่วโลก แต่ศักยภาพของประเทศเรา ฝั่งตะวันออกของเราเป็นฝั่งอ่าวไทย มันเป็นลานทวีป หมายความว่า ทะเลตรงนี้มันตื้น ท่านประธานจะเห็นท่านประธานก็เคยไปหลายครั้ง ฝั่งนี่มันจะหาดไม่สวย ทะเลสีก็ไม่สวยตะกอนมันจะเป็นฝุ่นเพราะว่าความลึกมันลึกน้อย มันเป็นอ่าวไทย แต่ฝั่งตะวันตกมันเป็นไหล่ทวีป ไหล่ก็คือเหมือนเป็นไหล่แบบนี้ท่านประธาน ไปนิดเดียว มันก็ลึกแล้ว เราจะเห็นว่าน้ำจะเขียวใส สีสดแล้วก็สวยงาม เกาะต่าง ๆ จะมีเกาะตะปู เกาะอะไร เกาะมันจะมีรูปแบบแปลก ๆ ไม่เหมือนเกาะทางฝั่งตะวันออก นี่คือศักยภาพจริง ที่มันเป็นอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเมื่อเรารู้ตรงนี้แล้วเรามาดูว่าขณะนี้ธุรกิจ ของท่องเที่ยวทั้ง ๒ ฝั่งจะไม่เหมือนกัน ฝั่งตะวันตก แหล่งท่องเที่ยวรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะพวกนี้ชอบเที่ยวสถานที่แบบตามธรรมชาติมาก จะมาอยู่กันเป็นเดือน ๆ นอน ธุรกิจ ทางฝั่งตะวันตกเป็นโรงแรมขนาดใหญ่แล้วก็มีนักท่องเที่ยวมาแต่ละปีเยอะมาก ที่ท่านพูดถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อะไรจริงทั้งนั้น ประเด็นขณะนี้มีปัญหารุนแรงมากเพราะว่า นักท่องเที่ยวไม่มาในยุคโควิด (COVID) ผมกำลังเป็นห่วงว่ามันมีปัญหาเข้ามาถ้าเราแก้ไข ไม่ทัน ฟื้นฟูไม่ทัน ผมเชื่อว่าท่านประธานจะถูกซื้อหมด อีกหน่อยพอเราเคลียร์ (Clear) โควิด (COVID) ได้นักท่องเที่ยวมาเหมือนเดิม แต่ธุรกิจตรงนี้เขาทานไม่ไหว การช่วยเหลือของรัฐบาล ตรงนี้เข้าไปช้ามาก ผมเห็นว่าอาจจะถูกทุนจากต่างชาติมาซื้อเสียหมด ขณะนี้กำลัง จะล้มละลายกันเยอะมากเลยฝั่งตะวันตก ทีนี้ในฝั่งตะวันออกเรามาดู ขณะนี้นครสนามบิน แทบจะเครื่องบินลงต่อท้ายกันไป ลงไปเที่ยวทางวัฒนธรรมทั้งนั้น ดังนั้นท่านประธาน ที่เคารพครับ เราคงต้องมาหาทางแก้ไขโดยจุดแข็งของเราเอง ฝั่งตะวันตกผมก็อยากจะช่วย เขาก็คือได้ไปดูเมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้วไปดูเรื่องท่าเรือ ก็อยากให้มีเรือเพิ่มเส้นทางเป็น เรือสมอลครุยเซอร์ (Small Cruiser) เราไปดูเส้นทางกันแล้ว ออกจากระนองไปก่อนแล้วก็ ไปอาบน้ำแร่กัน แล้วก็ลงไปกระบี่ ลงไปภูเก็ต ต่อกันไปเป็นเรือเมล์ แต่ว่าเป็นเรือขนาดที่ว่าเป็นเรือท่องเที่ยว เที่ยวได้ ให้เขาเดินทางไปกระบี่ ไปภูเก็ต ไปตรัง ไปสตูลเส้นทางนี้จะช่วยได้ แต่เป็นการช่วยเยียวยาเท่านั้นเองเขากำลังมีปัญหามาก ฝั่งตะวันออก ของท่านสมาชิกที่ทำเสนอขึ้นมา ผมเรียนอย่างนี้ว่าฝั่งตะวันออกเราก็ต้องดูว่าเรื่องการคมนาคม ที่ท่านสมาชิกเพิ่งพูดไปเมื่อสักครู่ว่าโครงสร้างคือทางรถไฟ เป็นมาตั้งนานแล้ว เป็นก้างปลา เราก็พัฒนาทางโครงสร้างตรงนี้ทางรถไฟ ฝั่งตะวันออกมีอะไรต่อเนื่องอีก ฝั่งตะวันออกเอง เป็นพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมฝั่งตะวันตกไม่มีวัฒนธรรม ไม่ใช่ไม่มีวัฒนธรรม เพียงแต่เป็นแหล่งตรงนั้น ตะวันออกนครศรีธรรมราชเป็นมณฑลนครศรีธรรมราช เป็นเมืองนครศรีธรรมราช เป็นตามพรลิงค์ มีเมือง ๑๒ นักษัตรอยู่ องค์จตุคามรามเทพก็อยู่ที่นั่น วัฒนธรรมอยู่ด้านนี้หมด การแสดง ไม่ว่าจะเป็นลิเก เป็นหนังตะลุง ถ้าลงไปใต้ก็จะเป็นลิเกฮูลู รองเง็ง เราจะเห็นว่าตรงนี้ ถ้าเราจะดึงนักท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรมเราดึงมาทางด้านนี้เลยนะครับ แล้วก็ให้เขาต่อไปเรื่อย ถ้าเป็นมุสลิมก็เข้าเมืองปัตตานีเป็นเมืองเก่า เป็นสตาร์ (Star) อยู่ทางด้านนั้น ให้เขาได้ไปเที่ยวตรงนี้ แล้วก็มันเป็นการเชื่อม เป็นวัฒนธรรมทางด้านอิสลามที่อยู่ตรงนั้น มันก็จะเป็นเรื่องที่ น่าท่องเที่ยวมาก ดังนั้นผมเรียนคณะกรรมาธิการที่เคารพว่าเราต้องมาดูตรงนี้แล้ว เราก็เชื่อมเป็นวง หมายความว่าถ้าเขาเที่ยวด้านโน้นมาไล่ลงไปถึงสตูลแล้วเหวี่ยงเข้ามา หาดใหญ่ต่อมาด้านนี้ คือทำเป็นผมเสนอว่าจัดเป็นเซาเทิร์น เซอร์เคิล ทัวริซึม (Southern Circle Tourism) โยง ๒ กลุ่มนี้เข้าด้วยกันมองเป็นภาพรวมทั้งหมด อาศัยอยู่บนพื้นฐาน ของความเป็นจริงของเราในพื้นที่ อาศัยธรรมชาติที่มันเป็นจริง อาศัยวัฒนธรรม แล้วโยงตรงนี้ เข้าเราจะได้นักท่องเที่ยวเพิ่มเติมขึ้นมาเป็นจำนวนมากครับ ก็นำเรียนเป็นข้อเสนอต่อ การท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ ท่านนิกรครับ ต่อไปเชิญท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็คิดว่าเป็นครั้งแรกในสภาแห่งนี้ ในสมัยการประชุมนี้ที่ผมได้มีโอกาสขึ้นมาแสดงความคิดเห็นต่อรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งถือว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ทำรายงานเรื่องนี้ขึ้นมาได้สมบูรณ์พอสมควรนะครับ แล้วก็ได้พูดถึงเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวอันดามันสู่อ่าวไทย โดยได้มีแนวทางทั้ง ๒ ด้าน ทั้งด้านในเรื่องของการศึกษาสภาพปัญหาการเชื่อมโยงและทั้งด้าน แนวทางการพัฒนาการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว แต่ผมก็ได้อ่านในช่วงระยะเวลาจำกัดครับ แต่อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าการศึกษาในเรื่องนี้สอดรับกับการที่เราจะต้อง เตรียมความพร้อมของสถานการณ์ของประเทศหลังจากเราเกิดวิกฤติโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งผมคิดว่าอยู่ในความสนใจของคนทั่วโลกที่ต้องการจะกลับมาเที่ยวประเทศไทย ของเรา และแน่นอนที่สุดประเทศไทยของเราก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสนใจของพี่น้อง ประชาชนทั่วโลกจากการสำรวจที่อยากจะมาท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับ ๑ ติดต่อกัน มาหลายปี และผมคิดว่าถ้าหากว่าเราได้รองรับจุดยุทธศาสตร์ในการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ในภาคใต้ที่เรามีทะเล มีหาดทราย มีวัฒนธรรมที่สวยงาม ผมคิดว่าก็จะมีศักยภาพ ในการพัฒนาการท่องเที่ยวของเราให้เป็นการส่งเสริมรายได้ของประเทศในระดับที่เพิ่มขึ้น ได้อย่างรวดเร็ว หลังจากที่เราผ่านวิกฤติโควิด (COVID) นี้ไป ซึ่งทางคณะกรรมาธิการเรียกว่า นิวนอร์มอล (New Normal) ซึ่งผมคิดว่านั่นก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง แต่ว่าผมอยากจะ กราบเรียนเพื่อฉายภาพว่าการที่เราจะศึกษาการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและการเชื่อมโยงทาง เศรษฐกิจของฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยนั้น ผมอยากจะฉายภาพภาพรวมกลับไปเพื่อทบทวน ให้คณะกรรมาธิการเราไปศึกษาดูว่าจริง ๆ แล้วถ้าเรามองภาคใต้ของเราผมคิดว่าเป็นพื้นที่ ยุทธศาสตร์สำคัญไม่ใช่ของประเทศนะครับ ของอาเซียน (ASEAN) หรือของโลก ทำไม ผมจึงพูดเช่นนี้ครับ เพราะว่าถ้าเราไปดูทั่วโลกเมืองที่มีการพัฒนาเป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยว ขนาดใหญ่ เป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ เป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ก็ล้วนที่จะต้องเป็นเมือง ที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล เป็นเมืองที่จะต้องมีทรัพยากรที่มีความพร้อมครับ ผมคิดว่าภาคใต้ของเราจะมีทรัพยากรที่เป็นจุดขายและที่มีความพร้อม ที่สำคัญก็คือว่าถ้าเรา มาดูจุดยุทธศาสตร์ของระเบียงเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบันนี้ เราจะพบอย่างชัดเจนว่าภาคใต้ ของเรานั้นจะเป็นจุดเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจโลกที่สำคัญของโลก คือระเบียงเศรษฐกิจทางด้าน ชายฝั่งอันดามัน คือประเทศอินเดียและประเทศกลุ่มอาหรับทั้งหมด ระเบียงเศรษฐกิจ ทางด้านฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกก็คือประเทศจีนซึ่งถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ที่สุด มีจำนวนประชากร มหาศาลที่สุดในโลกของเรา และถ้าเรามองเช่นนี้เราจะเห็นภาพชัดเจนว่าชายฝั่งทะเลภาคใต้ ของเรานั้นเป็นจุดศูนย์กลางของระเบียงเศรษฐกิจโลกทั้ง ๒ ฝั่งนี้ ผมไม่อยากให้มองแค่สั้น ๆ ระหว่างแหลมตะลุมพุกกับเมืองนครศรีธรรมราชครับ แต่ผมอยากให้มองจุดศูนย์กลาง ของภาคใต้คือจังหวัดนครศรีธรรมราช และถ้าให้ลงลึกลงไปคือที่ทุ่งสงก็จะเป็นจุดศูนย์รวม ที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงในทางยุทธศาสตร์ได้ ถ้าเราจะให้มีการเชื่อม ๒ ชายฝั่งเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ทำไมผมจึงมองเป็นภาพรวมเช่นนี้ ท่านประธานครับ ถ้าเรา จะพัฒนาอย่างจริงจังผมคิดว่าเรื่องจะต้องเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ระดับประเทศด้วยซ้ำไปครับ ผมเคยเรียกร้องเรื่องนี้มาหลายสิบปี ที่ต้องการจะให้รัฐบาลได้สนใจในการพัฒนาภาคใต้และ เชื่อมโยงชายทะเล ๒ ฝั่งของภาคใต้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องการท่องเที่ยวมา อย่างช้านาน และผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าพวกผมได้คิดถึงการทำนโยบายว่าเราจะทำอย่างไร ที่จะให้ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้ของเรานั้นเกิดขึ้นจริง และยุทธศาสตร์นั้นต้องสอดรับ กับยุทธศาสตร์ของประเทศ ยุทธศาสตร์ของกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ยุทธศาสตร์ของโลก ผมฉายภาพกลับมาในระดับประเทศครับท่านประธานครับ เมื่อครู่นี้มีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงว่า ถ้าเราจะดูภาคใต้เราก็จะเห็นเส้นทางคมนาคม คือเส้นทางรถไฟที่เกิดขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ณ วันนั้นจนมาถึงวันนี้การพัฒนาเส้นทางรถไฟ ซึ่งจะเป็นโลจิสติกส์ (Logistics) ทางรางที่สำคัญในอนาคต เรายังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ความจริงได้เริ่มต้นแล้วนะครับ ผมยังจำภาพที่นายกรัฐมนตรีท่านชวน หลีกภัย เคยไปปักหมุด เพื่อที่จะขยายเส้นทางคู่รางรถไฟลงไปสู่ภาคใต้ แต่ว่าก็ยังมีอุปสรรคปัญหา แล้วก็ในขณะนี้ รัฐบาลปัจจุบันนี้ก็ได้ดำเนินการในการที่จะพัฒนารถไฟรางคู่ต่อเนื่อง เรามีรถไฟรางคู่ เรามีถนนสายเอเชียครับท่านประธานที่ผ่านเมืองทุ่งสง ที่ผ่านจังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้ลงไปถึง ชายแดนภาคใต้ แต่ภาคใต้ของเรายังขาดถนนที่เป็นเส้นทางมอเตอร์เวย์ (Motorway) ถนนพิเศษครับ ภาคอื่นมีทุกภาคแล้ว ภาคใต้ยังไม่มี คณะกรรมาธิการไม่มองจุดนี้หรือครับ ไม่มองจุดใหญ่ที่เป็น องค์รวมนี้ขึ้นมาก่อนหรือครับ ผมคิดว่าต้องมององค์รวมนี้ว่าเราต้องมาเรียกร้องว่าถ้าเรา มีโครงสร้างพื้นฐานหลักที่จะสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาคใต้เราก็จะเห็นภาพ ในเรื่องของการที่จะพัฒนา เพราะฉะนั้นผมถึงเรียกร้องว่ากรรมาธิการลองไปปรับปรุงดูสิครับว่า เราจะทำอย่างไรให้ทางรถไฟเป็นทางรถไฟรางคู่ และเป็นทางรถไฟที่ขยายเชื่อมต่อชายทะเล ๒ ฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นสายท่านุ่น สายระนอง-ชุมพร หรือแม้แต่จังหวัดสตูลมาจังหวัดสงขลาเหล่านี้ เป็นต้น ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่านี่คือจุดสำคัญที่เราจะขยายแหล่งท่องเที่ยวต่อไป ในอนาคต🔗
อันที่ ๒ เมื่อเราเห็นภาพรวมแล้วผมคิดว่าเราจะต้องพูดถึงในเรื่องของ การพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองหลัก เมืองรองและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว เชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งมีหลายท่านพูดไปแล้วผมไม่อยากจะพูดต่อ แต่ผมคิดว่าในภาคใต้ เรามีเมืองสำคัญหลายเมือง และเรามีจังหวัดนครศรีธรรมราชที่จะทำให้พี่น้องประชาชน ได้มองเห็นว่าถ้าเรานึกถึงภาคเหนือเราจะเห็นอุทยานประวัติศาสตร์ภาคเหนือที่จังหวัดสุโขทัย ถ้าเรานึกถึงภาคกลางเราจะนึกเห็นถึงอุทยานประวัติศาสตร์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ในภาคใต้ ณ วันนี้ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ให้เห็นว่าถ้าเรานึกประวัติศาสตร์ เมืองประวัติศาสตร์ในภาคใต้ เราต้องนึกถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเมืองประวัติศาสตร์ และในขณะนี้วัดพระบรมธาตุของเราได้รับการเสนอขึ้นทะเบียน เป็นมรดกโลก ผมคิดว่าก็จะสอดรับกับการที่เราจะต้องพัฒนาต่อไป🔗
ท่านประธานครับ นอกจากพัฒนาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและเรื่องการพัฒนาเมือง ในการท่องเที่ยวแล้ว เรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งครับ คือเรื่องการบริหารจัดการการท่องเที่ยว ผมอยากกราบเรียนครับ ในวันนี้การท่องเที่ยวต้องเป็นเชิงรุกมากกว่านี้ ผมมาดูตัวเลข ในขณะนี้จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นมีเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะไปเที่ยว เชิงศรัทธา เชิงประวัติศาสตร์ ตามที่หลายท่านพูดไปแล้ว แต่การบริหารการจัดการท่องเที่ยว ยังเหมือนเดิม ผมคิดว่าต้องเปลี่ยนแปลงไปครับ🔗
และประการสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานในเวลาที่น้อยก็คือว่า ในขณะที่เราต้องการจะส่งเสริมการพัฒนาชายฝั่งทั้งหมดโดยภาพรวมแล้ว และเราต้องการ จะส่งเสริมการบริหารการจัดการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว สิ่งที่จะต้องควบคู่กันไป ผมคิดว่าวันนี้เรามีความจำเป็นที่ต้องกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นครับ ภูเก็ตควรจะเป็น มหานครภูเก็ตที่จะต้องมีความพร้อมในการรองรับการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง จังหวัด นครศรีธรรมราชควรเป็นมหานครนครศรีธรรมราช เพื่อต้องการที่จะได้รองรับการท่องเที่ยว ทั้งเชิงประวัติศาสตร์ เชิงวัฒนธรรม จังหวัดสงขลาก็ควรที่จะได้พัฒนาเป็นมหานคร เพื่อต้องการรองรับพัฒนาหาดใหญ่ของเราให้เป็นเมืองสำหรับศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เพื่อจะเชื่อมโยงในการท่องเที่ยวกับมาเลเซีย แล้วเราจะทำอย่างไรครับ เมื่อเรามีเมืองใหญ่ เป็นมหานคร เช่นสุราษฎร์ธานีอีกเมืองหนึ่ง เหล่านี้เป็นต้น ทำอย่างไรที่จะให้การท่องเที่ยว จากมาเลเซียมาสู่ภาคใต้สามารถไปกลับได้ภายในวันเดียว สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าถ้าเรามองจาก รัฐบาลกลางเพียงอย่างเดียว เราก็จะได้การส่งเสริมเรื่องโครงสร้างหลัก ผมเรียกร้องว่า รัฐบาลกลางต้องลงไปดูแลเรื่องนี้ แต่ว่าในขณะเดียวกันผมคิดว่าถ้าเราจะพัฒนาแบบยั่งยืน เราต้องส่งเสริมให้ท้องถิ่นได้มีโอกาสในการกระจายอำนาจลงไปและมีหน้าที่ในการบริหาร จัดการการท่องเที่ยว ผมคิดว่าประเทศไทยของเรานะครับท่านประธาน กรุงเทพมหานคร ได้รับการรองรับว่าเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมมาท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่งเช่นเดียวกัน เพราะว่าเรามีกรุงเทพมหานครที่เป็นองค์กรท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดของเราเข้าไปมีส่วนสำคัญ ในการพัฒนาท่องเที่ยว และจังหวัดสำคัญที่เป็นยุทธศาสตร์ที่วันนี้ท่านบอกว่าเป็นเมืองรอง หรือเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ท่านลองส่งเสริมอย่างจริงจังสิครับ ให้ท้องถิ่นเขาได้มีโอกาสขึ้นมาเป็นมหานคร ผมยกตัวอย่างจังหวัดนครศรีธรรมราชนี่ ก็จะมีจุดขายที่สำคัญในทุกด้าน มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุด มีแหล่งท่องเที่ยว จากธรรมชาติที่มีชายทะเล ๒๐๐ กิโลเมตร มีพื้นที่เขาหลวง มีพื้นที่คีรีวงที่อากาศดีที่สุด มีเขาศูนย์ที่เป็นทะเลหมอกแห่งใหม่ เหล่านี้เป็นต้นนะครับ เพียงแต่ว่าในขณะนี้เราขาดเจ้าภาพหลัก ที่ควรจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปดูแล ผมก็ขอเสนอคณะกรรมาธิการได้รับ ประเด็นเหล่านี้ไปเติมเต็มเพื่อที่จะทำให้การส่งเสริมการท่องเที่ยวชายฝั่ง ๒ ชายฝั่ง แล้วก็การพัฒนาเศรษฐกิจ ๒ ชายฝั่งได้พัฒนาอย่างก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ตามด้วยท่านปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล และท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วท่านกรรมาธิการน่าจะกล้า ๆ หน่อยนะครับ ท่านจะเชื่อมอันดามัน กับอ่าวไทยนี่ท่านเชื่อมอย่างไรครับ ผมฟังทุกท่านพูดก็ยังไม่เชื่อมนะครับ เอาเชื่อมจริง ๆ สิครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ภาคใต้ของเราเมื่อก่อนมีเรือประมงร่วม ๕๐,๐๐๐ ลำ วันนี้ถูกต่างชาติ กดดันทุกวิถีทาง วันนี้เหลือเรือประมงอยู่ ๑๘,๐๐๐ ลำ วันนี้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านทะเลต้องไปประกอบอาชีพอื่นเป็นที่น่าเสียดายนะครับ ความที่เราจะเป็นชาติทะเลนั้น ก็ห่างไกลไปนะครับ คนหลายหมื่นคนที่อยู่ในอาชีพนี้ก็ต้องไปทำอาชีพอื่น🔗
ท่านประธานครับ ยางพาราวันนี้ก็ปลูกไปทั่วประเทศ แล้วก็ปลูกไปประเทศ เพื่อนบ้านเยอะแยะมากมาย ทำให้ยางพาราไม่เป็นพืชอนาคตของประเทศไทยต่อไป ปาล์มน้ำมัน วันนี้ก็ราคาตก ผลไม้ของภาคใต้วันนี้ขายได้แต่ว่าไม่พอที่จะทำให้พี่น้องชาวใต้ได้ร่ำรวยขึ้นมา ท่านประธานครับ เหลือการท่องเที่ยววันนี้จากโควิด-๑๙ (COVID-19) บทเรียนของประเทศไทย ก็คือว่าเราจะพึ่งปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้อีกแล้ว การท่องเที่ยววันนี้ถึงจะมีอยู่ ถึงรัฐบาลจะช่วยให้เที่ยว แต่ก็ยังขาดทุนนะครับ อยู่ไปอีก ๓ เดือน ๕ เดือนขาดทุนมหาศาลเลยแทบจะล้มละลาย วันนี้สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือว่าชาวใต้หลับอยู่ก็ได้เงินหมื่น ตื่นขึ้นมาก็ได้เงินล้าน พี่น้องชาวใต้มีมรดก ตกทอดที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้นะครับ แล้วก็เป็นศักยภาพทางภูมิศาสตร์ก็คือภาคใต้อยู่ใกล้ เส้นศูนย์สูตร เป็นศูนย์กลางของโลกจริง ๆ วันนี้สิ่งที่เป็นอุปสรรคที่จะกั้นขวางระหว่างอ่าวไทย กับอันดามัน ที่ท่านพูดนะครับท่านก็ไม่เชื่อมกันสักที ท่านจะทำแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ๓ แนว สตูล สงขลา กระบี่ นครศรีธรรมราช แล้วก็ล่าสุดคือ ระนอง ชุมพร ถ้าท่านจะทำ ท่าเรือแล้วก็ขนตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ท่านรู้ไหมว่าเรือลำหนึ่งครับมีตู้คอนเทนเนอร์ (Container) แค่ ๕,๐๐๐ ตู้เท่านั้น ท่านจะต้องนั่งมองตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ที่ยาวไป ๑๐ กิโลเมตรเลยใน ๓ เส้นทางนี้ ผมคิดว่าอันนี้เป็นมลพิษสำหรับภาคใต้อย่างร้ายแรง อย่าทำเลยครับแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ถ้าท่านจะทำถนนตามแนว ๓ เส้นนี้ผมเห็นด้วยครับ เอาถนน ๔ เลน (4 Lane) ๘ เลน (8 Lane) ไปเลยครับ สตูล สงขลา กระบี่ นครศรีธรรมราช ระนอง ชุมพร ทำถนนไปเลยครับ หรือรถไฟรางคู่ก็ทำไป และรถไฟความเร็วสูงทำไปเถอะครับ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือคลองไทย คือเมกะโพรเจกต์ (Megaproject) ของประเทศไทย แล้วก็เป็น โพรเจกต์ (Project) ใหม่ของโลก อันนี้นะครับจะทำให้พี่น้องชาวใต้นอนหลับอยู่ก็ได้เงินหมื่น ตื่นก็ได้เงินล้าน ผมขอให้ท่านได้คิดว่าถ้าเกิดคลองไทยปุ๊บการท่องเที่ยวอันดามันและอ่าวไทย เรือท่องเที่ยว เรือสำราญ หรือเรือสินค้าผ่านไปมาได้สะดวกและเป็นช่องทางเดินเรือใหม่ของโลก การท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอีก ๑๐ เท่า ในเส้นทางเดินเรือนี้จะมีเกาะอีกอย่างน้อย ๒๕ เกาะ มีแหล่งน้ำจืดเพิ่มมากมายมหาศาล เราต้องยอมรับว่าเกาะในภาคใต้ทำรายได้ให้กับประเทศไทย หลายท่านได้อภิปรายว่าอันดับ ๑ คือเกาะภูเก็ต อันดับ ๒ ก็คือเกาะสมุย ดังนั้นเกาะคือสิ่งที่ ทำรายได้ให้กับประเทศ ภาคใต้ของเราวันนี้นะครับ สภาผู้แทนราษฎรก็เกือบจะสรุปแล้วว่า รายได้ที่จะเกิดกับภาคใต้ที่ยั่งยืนนั้นก็คือคลองไทย เรามีเขตเศรษฐกิจขวานทอง คลองไทย กระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช อันนี้คือความหวังที่จะเกิดขึ้น เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นมหานครใหม่ของโลก ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ มีตัวเลขที่น่าตกใจจากการศึกษาปรากฏว่าคลองมะละกา ช่องแคบมะละกาทำรายได้ ให้กับประเทศสิงคโปร์ ๔ ล้านล้านบาทต่อปี มันมีช่องแคบที่อินโดนีเซียอีกครับ ช่องแคบลอมบอกกับช่องแคบซุนดา ๓ ช่องแคบนี้มีเรือผ่าน ๕๒๐,๐๐๐ ลำต่อปีนะครับ ไปมา ๆ นี่ ๕๒๐,๐๐๐ ลำ ถ้าเรามีคลองไทยนะครับ รองรับเรือทุกลำได้หมดเลย แล้วเรือทุกลำจะผ่านมาที่นี่ได้เพราะประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่าย ดังนั้นการท่องเที่ยว จะสะดวกสบายแล้วจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เรามีอุตสาหกรรมใหม่ อุตสาหกรรม เอสเคิร์ฟ (S-Curve) อยู่ที่นี่หมด ปรากฏว่าเราคำนวณรายได้แล้วนะครับ อยู่ที่ ๘ ล้านล้านบาท ต่อปี ท่านประธานครับ อันนี้เป็นตัวเลขที่เราจะนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในเวลาอันใกล้นี้ว่า ถ้าเราขุดคลองไทยแล้วประเทศไทยจะมีรายได้ ๘ ล้านล้านบาทต่อปี การท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น ประมาณ ๑๐ เท่านะครับ ประมาณ ๑ ล้านล้านบาท ๒ ล้านล้านบาท แต่รายได้นี้ เราจะไม่ส่งให้กับคลังหลวงจนหมด เราจะแบ่งไปพัฒนาภาคใต้นะครับ โดย ๒๐ เปอร์เซ็นต์นี้ก็คือ ๑.๕ ล้านล้านบาทที่จะไปพัฒนาภาคใต้โดยเฉพาะเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นผมคิดว่า การท่องเที่ยวเขาเรียกว่าที่หมายสุดท้าย หลังจากยางพารา ประมง แล้วก็ปาล์มน้ำมัน วันนี้การท่องเที่ยวเราก็แย่ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ ดังนั้นเพื่อความยั่งยืนเอาน้ำทะเลอ่าวไทย กับอันดามันมาเชื่อมกัน อันนี้ล่ะครับจะทำให้คนใต้มีชีวิตที่ร่ำรวย แล้วก็มั่งคั่ง ผมคิดว่าตรงนี้ ก็สามารถเลี้ยงคนไทยได้ทั้งประเทศด้วยนะครับ ฝากกรรมาธิการใส่ไปด้วยทีครับ ขุดทะเล เชื่อมกันเลย ใส่เข้าไปเลยครับ ไม่ต้องกลัวนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ทำรายงานการศึกษาเรื่องนี้มา ซึ่งเป็นเรื่องประเด็น ที่น่าสนใจ เพราะว่ามันเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำของรายได้การท่องเที่ยวในจังหวัด ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ เคียงกันนี่ผมดูสถิติแล้วผมก็ตกใจว่ามันมีความแตกต่าง ระหว่างจังหวัดใหญ่กับจังหวัดเล็กที่อยู่ใกล้ ๆ กันเยอะมาก ๆ นะครับ ในวันนี้ที่ผมอยากจะ อภิปรายผมคิดว่าประเด็นที่น่าสนใจที่อยู่ในรายงานมีอยู่ ๒ ส่วน ก็คือในส่วนของการพัฒนา สื่อประชาสัมพันธ์ และการพัฒนาระบบคมนาคม เพราะจากการท่องเที่ยวนี่ผมเอง ก็เป็นคนหนึ่งที่ท่องเที่ยวอยู่บ่อย ๆ เวลาเราไปเที่ยวประเด็นที่สำคัญเราต้องรู้ก่อนว่า เราจะไปทำอะไร และประเด็นต่อไปก็คือเราจะไปอย่างไร ฉะนั้นผมคิดว่า ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่สำคัญมากในการตัดสินใจไปท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของคมนาคมคือเราก็ต้อง พัฒนากันไปในการเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางของนักท่องเที่ยว ทั้งการขนส่งมวลชน ที่อยู่ในแต่ละเมือง ขนส่งมวลชนระหว่างเมือง มันก็ควรจะเพิ่มขึ้นอย่างที่รายงานได้ระบุไว้นะครับ มันจะมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะชวนให้คิดในอีกมิติหนึ่ง อย่างเช่น ผมนั่งเครื่องบินไป ถ้าการจะกระจายการท่องเที่ยวจากอันดามันไปฝั่งอ่าวไทย จะมีอีกวิธีหนึ่งก็คือทำให้เขา ไปเที่ยวหลายจังหวัดให้ได้ สมมุติจะไปภูเก็ต เราอาจจะไปพังงา ไปสุราษฎร์ธานี ไปสงขลา อะไรต่อ แต่อย่างผมนั่งเสิร์ช (Search) ในแอปพลิเคชัน (Application) ถ้าผมไปกลับภูเก็ต จังหวัดเดียวราคาตั๋วเริ่มต้น ณ ตอนนี้เลยนะถ้าผมกดเข้าไปดูคือ ๔๖๐ บาท ไปกลับนะครับ แต่ถ้าผมไปภูเก็ตแล้วผมจะนั่งรถไปหาดใหญ่ แล้วนั่งเครื่องบินจากหาดใหญ่กลับมากรุงเทพฯ ราคาเริ่มต้นคือ ๑,๖๐๐ บาท ๓ เท่านะครับ หรือเอาราคาปกติไม่ใช่ราคาโพรโมชัน (Promotion) ก็ประมาณ ๒ เท่าตัว ซึ่งมันแตกต่างจากเวลาผมไปต่างประเทศ สมมุติว่า ผมไปโอซากาแล้วผมจะนั่งเครื่องกลับจากโตเกียวกลับมาราคามันต่างกันนิดเดียวนะ ผมว่าอันนี้มันก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งเหมือนกันที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากไปหลายจังหวัด นอกจากการเดินทางที่ลำบากแล้วมันก็ยังมีเรื่องของราคาค่าเดินทางที่มันแตกต่างกัน เยอะจนเกินไปนะครับ🔗
อีกประเด็นสำคัญก็คือการพัฒนาสื่อและการประชาสัมพันธ์ ซึ่งมันสำคัญจริง ๆ เพราะว่าเราสามารถใช้ส่วนนี้ในการพัฒนาศักยภาพในการท่องเที่ยวด้วยสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่เรามีอยู่แล้วก็คือข้อมูลนะครับ อย่างเช่นแหล่งท่องเที่ยวหลาย ๆ ท่านก็พูดไปแล้วว่า จังหวัดฝั่งอ่าวไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่เยอะแยะมากมายนะครับ แต่มันก็ยังขาด การประชาสัมพันธ์ อันนี้เราไม่ต้องทำอะไรใหม่เลยแหล่งท่องเที่ยวมันมีอยู่แล้ว สิ่งที่น่าสนใจ มันมีอยู่แล้ว มันเหลือแค่การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ หรือในอีกแง่หนึ่งการคมนาคม อย่างที่รายงานบอกมาในการเพิ่มขนส่งมวลชน ขนส่งสาธารณะ แน่นอนมันต้องใช้เวลา การทำถนนมันต้องใช้เวลา แต่ทุกวันนี้จริง ๆ แล้วเราก็มีขนส่งสาธารณะในแต่ละจังหวัดอยู่บ้างแล้ว ปัญหาก็คือเราจะรู้ข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างไร ผมเคยไปเที่ยวภาคใต้ แค่ผมจะหาค่าเรือ จากท่าเรือนี้ไปเกาะ เกาะหนึ่งผมเสิร์ช (Search) นานมากเลยนะ หรือแม้กระทั่งว่าจากสนามบินไปท่าเรือไปอย่างไรนี่ผมเสิร์ช (Search) ไม่เจอนะครับว่าไปรถอะไร ได้บ้างและค่ารถเท่าไร สุดท้ายแล้วผมก็ต้องเช่ารถครับ ในเมื่อไม่มีข้อมูลต่อให้มีขนส่ง สาธารณะคนก็ไม่ใช้ครับ เพราะเขาไม่รู้ว่าจะต้องไปอย่างไร มันไม่เหมือนที่เราอยู่กรุงเทพฯ แล้วเราเดินออกไปเราเจอสถานีรถไฟใต้ดิน สถานีรถไฟฟ้าเลย พอมันไม่มีความสะดวกสุดท้าย มันก็วนกลับไปที่เดิมก็คือจะไม่มีคนใช้นั่นล่ะครับ ถ้าเรารวบรวมข้อมูลเหล่านี้ได้ คือแหล่งข้อมูลมันมีอยู่แล้ว ข้อมูลทั้งหมดมันมีอยู่แล้วมันมีการเดินรถ มันมีการเดินเรืออะไร อยู่แล้ว ถ้าเรารวบรวมข้อมูลมาผมว่ามันก็ผ่านด่านแรกไปได้ประมาณหนึ่งแล้ว แต่ถ้าดูจาก รายงานในหน้า ๖๒ ที่ทางรายงานได้ระบุมาว่าในความเป็นจริงพบว่าภาครัฐ ผู้ประกอบการ ชุมชน ท้องถิ่น ไม่สามารถบูรณาการร่วมกันได้เนื่องจากทั้งขาดงบประมาณแล้วก็ขาดความรู้ ความเข้าใจในการพัฒนาระบบสารสนเทศนี่นะครับ จริง ๆ แล้วผมคิดว่าปัญหาคือรัฐบาล และราชการไม่เคยเปลี่ยนความคิดตัวเอง ผมเปิดทีวี (TV) ฟังมาหลายปีแล้วนะครับ คือรัฐบาลก็มักจะบอกว่าส่งเสริมเอสเอ็มอี (SMEs) เราจะเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital) เราจะเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ครับ แต่ที่ผ่านมาเราใช้มายด์เซต (Mindset) เดิม ๆ คือเซ็นทรัลไลซ์ (Centralized) แล้วก็ปกปิดครับ ดีฟอลต์ (Default) ของการคิด ของภาครัฐคือการรวมศูนย์อำนาจแล้วก็การปกปิดข้อมูล การเปิดเผยข้อมูลแต่ละอย่าง มันทำได้ยากมากเลยนะครับ การที่ประชาชนจะรู้ข้อมูลอะไรแต่ละอย่างมันจะมี ความซับซ้อนแล้วก็มีความยุ่งยากมากพอสมควร เพราะรัฐมักจะคิดว่าตัวเองทำเองได้ทั้งหมด ควรจะต้องทำเองทั้งหมด พอทำได้ไม่ดีก็บอกว่าขาดแคลนบุคลากร ขาดความเชี่ยวชาญ ขาดผู้เชี่ยวชาญ วิธีแก้ปัญหาก็คือของบเพิ่มครับ แล้วมันก็จะวนกันไปอยู่อย่างนี้ครับ วันนี้ในกรรมาธิการผมเพิ่งมีการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาชี้แจง ซึ่งมีการของบประมาณ ประมาณเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจัดระบบขายตั๋ว ซื้อตั๋ว ระบบเดินรถ เส้นทางการเดินรถ อะไรพวกนี้นะครับ โดยที่ไม่มีแผนที่จะเปิดข้อมูลนี้เลย ไม่มีแผนที่จะเปิดเผยข้อมูลนี้ออกมา สู่เอกชนเลย หมายความว่าก็จะทำเองคนเดียวทั้งหมดโดยใช้งบประมาณเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็บ่นด้วยนะครับว่าไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีความรู้ความสามารถ บุคลากรไม่พอ ถ้าเรา ดีเซ็นทรัลไลซ์ (Decentralized) แล้วเราโอเพน (Open) ออกไป คือรัฐถนัดเรื่องโอเพอเรชัน (Operation) รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเลย จัดทำมาตรฐานข้อมูลสุดท้ายเราโอเพน (Open) ครับ แล้วให้เอกชนที่ถนัดเรื่องพวกนี้มากกว่านำข้อมูลไปประมวลผลแล้วไปประยุกต์ใช้ สร้างแอปพลิเคชัน (Application) ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ให้ข้อมูลที่เข้าใจได้ง่าย เข้าถึง ได้ง่าย แล้วก็ใช้ได้ง่ายขึ้นนะครับ แต่พอที่ผ่านมาเราเซ็นทรัลไลซ์ (Centralized) รวมศูนย์ อำนาจแล้วเราก็ปกปิดอยู่ตลอด สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ อย่างเราเที่ยวด้วยกันเราพยายาม จะกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่พอมันไม่มีการโอเพน (Open) มันปิดข้อมูลทั้งหมด สุดท้ายแล้ว เราต้องไปพึ่งพิงอโกดาบุกกิง (Agoda Booking) ในการจองโรงแรมให้นักท่องเที่ยวไทยไปเข้าพัก ทุกวันนี้สมมุติว่าเราไปภูเก็ตครับ ถ้าผมจะใช้ไรด์ แชริง แอป (Ride sharing App) ในการเรียกรถ เราใช้แอป (App) ต่างประเทศครับ เรายังมีข้อมูลมหาศาลจากทั้งไทยชนะ ทั้งคนละครึ่งนะครับ ซึ่งถ้าเรายังใช้มายด์เซต (Mindset) แบบเดิม ๆ เราคงทำได้อย่างเดียว ก็คือเรารอต่างชาติหรือทุนใหญ่เข้ามาผูกขาดตลาดอื่น ๆ ที่ยังไม่มีคนเข้ามาเล่น แล้วถ้าเรา ยังใช้มายด์เซต (Mindset) เดิม ๆ ไม่ปฏิรูปตัวเอง ไม่ปฏิรูปภาคราชการ มันไม่มีทาง ที่เราจะใช้ข้อมูลที่เรามีอยู่แล้วมาดึงศักยภาพการท่องเที่ยวของฝั่งอ่าวไทยให้พี่น้องประชาชน ได้ลืมตาอ้าปากขึ้นได้เลยครับ ดังนั้นผมเสนอไว้อยู่ ๓ อย่าง คือดีเซ็นทรัลไลซ์ (Decentralized) โอเพน (Open) แล้วก็รีฟอร์ม (Reform) ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณหมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ แล้วตามด้วยท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดีใจที่ได้มีโอกาสพิจารณารายงานการพัฒนาเศรษฐกิจการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว ฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ก็ต้องเรียนว่าขณะนี้ฝั่งอันดามันทั้งหมด ๖ จังหวัด ก็คือ ภูเก็ต ระนอง ตรัง พังงา กระบี่ สตูล และอ่าวไทย ๕ จังหวัด สงขลา สุราษฎร์ธานี พัทลุง ชุมพร นครศรีธรรมราช ถ้ามาเช็ก (Check) ผู้ที่มาท่องเที่ยวในช่วงมกราคมถึงกันยายนปีนี้ ที่มามากที่สุดก็คือภูเก็ตมา ๓,๔๐๐,๐๐๐ คน อันที่ ๒ ก็คือสงขลามา ๒,๓๐๐,๐๐๐ คน อันที่ ๓ คือนครศรีธรรมราชมา ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน และที่ ๔ สุราษฎร์ธานีมา ๑,๔๐๐,๐๐๐ คน ที่ ๕ กระบี่มา ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน แต่ถ้าเทียบเม็ดเงิน เม็ดเงินนั้นภูเก็ตมามากที่สุด ๑๓๕,๑๒๑ ล้านบาท อันที่ ๒ กระบี่มาอันดับสอง ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่ ๓ คือสุราษฎร์ธานี ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่ ๔ คือสงขลา ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะได้ มองเห็นว่าอย่างที่พวกเราทราบกันดีนะครับว่าทางภาคใต้เป็นผู้ซึ่งนำเม็ดเงินเข้าประเทศมากมาย ประเด็นที่ผมจะบอกก็คือเราจะต้องทราบหลักแล้วก็วิถีชีวิตปัญหาอุปสรรคของการท่องเที่ยว ในภาคใต้ ประเด็นสำคัญก็คือเมื่อเครื่องบินลงจุดหลักเป็นเมืองหลักที่จะออกไปเกตเวย์ (Gateway) ไปเมืองรอบ ๆ แหล่งท่องเที่ยวนั้นมีปัญหายังไม่สมบูรณ์ ไม่สมบูรณ์ทั้งทางด้านรถ ทางด้าน การคมนาคม รถสาธารณะ และจุดที่จะไปเชื่อมโยงทำให้การท่องเที่ยวนั้นหยุดชะงัก ดังนั้น เราต้องแก้ในการลง เช่น เครื่องบินลงสนามบินแล้วเราก็สามารถเชื่อมโยงได้ทุกจุด นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่จะทำให้การท่องเที่ยวสามารถเชื่อมโยงได้🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของที่เราท่องเที่ยว เมื่อก่อนสมัยที่ผมเป็น เลขานุการรัฐมนตรีดูแลการท่องเที่ยว ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ นั้น ท่องที่ยวมาเที่ยวเมืองไทยนั้น เขาอยู่กัน ๓-๔ วัน เงินประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าบาท ตอนนี้ฝรั่งมาอย่างต่ำ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ อยู่ ๒ สัปดาห์ เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวมีการอยู่นานมากขึ้น🔗
ประเด็นที่ ๓ ที่ผมจะต้องเรียนบอกก็คือเรื่องของนอกจาก ซี (Sea) แซนด์ (Sand) ซัน (Sun) แล้วขณะนี้มันต้องมีเรื่องของฟู้ดคัลเจอรัล (Food Cultural) เรื่องอีเวนต์ (Event) แล้วก็เรื่องของศาสนา เรื่องดนตรี ซึ่งแต่ละจุดจะมีความสำคัญ ที่เคยเห็น ที่เคยทำก็คือ การวิ่งเชื่อม ๒ สมุทร ที่ทำก็คือก็ชุมพร ระนอง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ขณะนี้ถ้าเป็นเรื่องของ กิจกรรมที่มีการวิ่งเชื่อมก็จะไปเริ่มต้นของปลายโควิด (COVID) น่าจะทำได้แล้วก็จะ เป็นประโยชน์🔗
หลักการที่ ๒ ก็คือต้องนำคลัสเตอร์ (Cluster) มาจับ ท่านประธานครับ คลัสเตอร์ (Cluster) ที่สำคัญในการท่องเที่ยว หลักเลยครับคลัสเตอร์ (Cluster) แรกก็คือ เรื่องของ ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรงนี้คือเม็ดเงินเยอะ ในกลุ่มนี้มีเรื่องของอาหารที่หลากหลายได้ มีเรื่องของซีฟู้ด (Seafood) มีเรื่องของวัฒนธรรม🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือกลุ่มของสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และกลุ่มที่ ๓ คือ สงขลา หาดใหญ่ ซึ่งเอากิมมิก (Gimmick) ของการกินมาจับได้ นี่คือเป็นประโยชน์ของการท่องเที่ยว🔗
ประเด็นที่ ๓ วัฒนธรรมของคนไทยขณะนี้ยุคโควิด (COVID) เขาจะไม่เดินทางไกล จะเดินทางไม่เกิน ๓๐๐ กิโลเมตร แล้วก็วนรอบในลูป (Loop) ของหลายจังหวัดเป็นเหมือน วัน เดสทิเนชัน ทู โพรวินซ์ ทรี โพรวินซ์ (One Destination Two Province Three Province) นี่คือลูป (Loop) ของการท่องเที่ยว เราต้องเอาตรงนี้มาจับประเด็นให้ได้นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๔ ก็คือเรื่องโพรเจกต์ ไทยแลนด์ ริเวียรา (Project Thailand Riviera) เหมือนกับที่ฝรั่งเศสขับรถเลียบชายทะเล แล้วไปดูจุดต่าง ๆ ที่แอ็กทีฟบีช (Active Beach) หาดแต่ละที่ ๆ เป็นอย่างไร ลงถ่ายรูป มีจุดเช็กอิน (Check in) แวะร้านกาแฟสวย ๆ เช็กอิน (Check in) แวะวัด แวะหาดต่าง ๆ คือขณะนี้มีการก่อสร้างเฟส (Phase) แรก ๕๑๔ กิโลเมตร ตั้งแต่ทางประจวบคีรีขันธ์ลงมาภูเก็ต ลงมาสงขลาได้ แล้วก็เฟส (Phase) ที่ ๒ ต่ออีกเป็น ๘๐๐ กิโลเมตร นี่จะเป็นทางเชื่อมโยงได้🔗
ประเด็นถัดมา ก็คือเรื่องของไอเดียทริป (Idea Trip) ต่าง ๆ ที่ประโยค เราต้องดูว่าตอนนี้ไอเดีย (Idea) แต่ละคนเขาชอบเที่ยวแบบหลวม ๆ ไม่แน่นมาก วัฒนธรรม ของการท่องเที่ยว ไปมีจุดเช็กอิน (Check in) ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ แล้วก็การท่องเที่ยว อุทยาน เดี๋ยวนี้มีการใช้จองแบบคิว ๆ ก็คือ มีการว่าอุทยานไหนรับได้เท่าไรก็จะไม่แออัด เกินไป ที่สำคัญก็คือการเชื่อมโยงการรถไฟทางคู่ รถไฟสายเชื่อมโยง ประเด็นปัญหาอุปสรรค ตอนนี้ปัญหาของรถไฟที่จากคีรีรัฐนิคม สุราษฎร์ธานีไปพังงา ท่านุ่นไปภูเก็ต เป็นปัญหา เพราะว่าผ่านที่อยู่อาศัยของบุคคล ทำให้มีการช้าลงไปนะครับ ซึ่งตรงนี้จะเป็นประโยชน์ การเชื่อมโยงของทางรถไฟเชื่อมโยงทั้งหมดก็จะเป็นประโยชน์ รถไฟทางคู่ การที่เราเห็น ที่จะให้การท่องเที่ยวเอสพีวีวีซ่า (SPV Visa) พิเศษ ซึ่งขณะนี้ทดลองที่ภูเก็ตมาทีละเป็นร้อย ให้สิทธิพิเศษตรงนี้เป็นการนำร่อง ยุคโควิด (COVID) เราคงต้องเปิด แต่ว่าถ้าเปิดแล้วปัญหา อุปสรรคก็ต้องแก้ เห็นว่าจะเป็นประโยชน์มากสำหรับการท่องเที่ยว🔗
นอกจากนั้นที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องนอกจากโครงข่ายโยงใยแล้วคือเรื่อง ของไอที (IT) ต้องมีให้ครบ และเรื่องของความปลอดภัยและการท่องเที่ยว ๕ เอ (๕A) ทั้งหมดที่จะเป็นประโยชน์ ซึ่งถ้าเราสามารถพัฒนาเชื่อมโยงตรงนี้ได้ ผมเชื่อว่าแหล่งท่องเที่ยวจาก อันดามันที่มีดี ๆ นักท่องเที่ยวก็จะเชื่อมโยงเชื่อม ๒ สมุทรได้ก็จะเป็นประโยชน์ให้กับพี่น้อง ประชาชนชาวภาคใต้ ผมดีใจนะครับที่ว่ารายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เรื่องของแหล่งสนามบินก็จะต้องเป็นประโยชน์ต้องขยายให้ได้ เรื่องของถนน เรื่องของทางรถไฟต่าง ๆ ก็เป็นประโยชน์นะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอกราบขอบคุณ ท่านประธานและคณะกรรมาธิการที่พวกเราจะได้สนับสนุนการท่องเที่ยวทางทะเล ของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยก็จะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ตามด้วยท่านคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ นะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกล ขออนุญาตอภิปรายรายงาน ของคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะเรื่องของการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของภาคใต้ ซึ่งผมมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดกระบี่แล้วก็เคยทำงานด้านการท่องเที่ยวมาพอสมควร ก็อยากให้ข้อสังเกตต่อท่านประธานอนุกรรมาธิการแล้วก็คณะอนุกรรมาธิการไว้ว่ารูปแบบ ของการรายงานในภาพรวมก็เป็นเรื่องที่ดีที่สามารถนำไปต่อยอดต่อคณะอนุกรรมาธิการ ด้านการท่องเที่ยวที่มีการตั้งขึ้นมาแล้วด้วยเช่นเดียวกัน แต่ว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่คิดว่า ควรจะนำเสนอแล้วก็น่าจะเป็นประโยชน์ เช่น รูปแบบของการรายงานที่ท่านเสนอ เรื่องของเส้นทางคมนาคม ที่ท่านเสนอรัฐบาลว่าควรเร่งรัดผลักดันการสร้างสะพานเชื่อมต่าง ๆ ซึ่งผมก็ยินดีด้วยถ้าจะสร้างสะพานเชื่อมต่อแหลมตะลุมพุกต่าง ๆ แต่ว่าเรื่องของการเชื่อมสะพาน ไม่ใช่มีเฉพาะที่นครศรีธรรมราชบ้านท่านประธานอนุกรรมาธิการนะครับ ผมคิดว่า เรื่องของการเชื่อมสะพานหลายพื้นที่เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้ประชาชนสามารถ เคลื่อนย้ายคน การท่องเที่ยวที่มีการเคลื่อนย้ายคน เคลื่อนย้ายนักท่องเที่ยวได้จากฝั่งอันดามัน ไปฝั่งอ่าวไทย ผมคิดว่ารายงานนี้เพื่อต้องการชี้นำว่าแหล่งท่องเที่ยวด้านอ่าวไทยก็มีแหล่งที่ สวยงามเช่นเดียวกัน แต่อย่าลืมว่ารูปแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง หรือเป็นการทำลายการท่องเที่ยวอย่างหนึ่งก็คือท่านมีชายหาดที่สวยงามในฝั่งอ่าวไทย แต่อย่าลืมนะครับว่าตอนนี้มีโครงการหลายโครงการ เช่น โครงการสร้างเขื่อน สร้างกำแพง ริมชายหาดมันจะทำให้ชายหาดที่สวยงามของท่านที่มีอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัด นครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสงขลา ยาวไปถึงจังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส กำลังสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไปด้วยเช่นเดียวกัน สะพานเชื่อมต่อแหลมตะลุมพุก นี่ผมเห็นด้วยนะครับ อย่างไรเสียก็น่าจะได้มีการศึกษารายละเอียดเรื่องอีไอเอ (EIA) แล้วก็ ส.ส. ท่านอื่นอาจจะมีความน้อยใจว่าคณะอนุกรรมาธิการทำไมไม่ศึกษาหรือไม่พูดถึง สะพานไปเกาะสมุยเลย หรือแม้กระทั่งสะพานข้ามไปเกาะกลาง ตำบลคลองประสงค์ กระบี่บ้านผมนะครับ หรือแม้กระทั่งสะพานไปเกาะลิบงที่จังหวัดตรัง บ้านท่านประธานชวน หลีกภัย ซึ่งในรายงานนี้ก็ทำให้ผมค่อนข้างตกใจพอสมควรว่าคนจนในฝั่งภาคใต้ จังหวัดตรัง คนจนมากที่สุดครับ ในขณะที่น้อยที่สุดคือพังงา แล้วดูรายได้ต่อปีจากแหล่งท่องเที่ยวต่อปี ก็เยอะระดับพันล้านหรือหมื่นล้าน ทราบว่าปัจจุบันนี้จังหวัดกระบี่ก่อนโควิด (COVID) หลักรายได้ในเชิงพื้นที่เป็นลักษณะ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีทีเดียว แต่ว่ารูปแบบ การพัฒนาคือรายได้จากแหล่งท่องเที่ยวในเชิงพื้นที่ของเรากลับนำไปสู่การพัฒนาน้อยมาก ในพื้นที่ หมายความว่าการจัดเก็บภาษีของเราเอามากระจุกที่ส่วนกลาง ขาดการบูรณาการ ในเชิงพื้นที่เพื่อจะได้พัฒนาพื้นที่ของเราเองให้รองรับนักท่องเที่ยว เพราะว่าทรัพยากรของเรา เป็นทรัพยากรของโลกนะครับ🔗
เรื่องของแพกเกจทัวร์ (Package Tour) ครับท่าน รูปแบบของการพัฒนา การท่องเที่ยวที่ดีที่สุดสังเกตจากแพกเกจทัวร์ (Package Tour) ครับ แพกเกจทัวร์ (Package Tour) ที่เชื่อมจากเกาะพีพีไปยังเกาะสมุย ท่านลองดูนะครับว่านักท่องเที่ยวจะมีพฤติกรรม เชื่อมระหว่างการเที่ยวเกาะสมุย เกาะพะงันแล้วเชื่อมไปเกาะพีพี อันนี้เป็นพฤติกรรม นักท่องเที่ยวที่เราสังเกตได้ว่าถ้าเราศึกษาแพกเกจทัวร์ (Package tour) เราก็จะสามารถ กลั่นออกมาในรูปแบบของการพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่ายนะครับ ถนนที่เชื่อมระหว่าง จังหวัดกระบี่ไปฝั่งอ่าวไทยที่สุราษฎร์ธานีอย่างถนนเซาท์เทิร์น (Southern) ที่พวกเรา เรียกกันติดปากนะครับ วิ่งได้สบาย ถนนกว้างสมัยท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ซึ่งก็เป็นเรื่องการพัฒนาที่ดี แต่ปรากฏว่าไปจำกัดความเร็วในการวิ่ง เป็นต้น ก็เป็นอุปสรรคนะครับ การชูโรงของการพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทยผมคิดว่าต้องควบคู่ ไปกับการอนุรักษ์ด้วย แล้วก็เห็นรายงานเรื่องของการพัฒนาเรื่องของรถไฟฟ้า หรือรถไฟ ฝั่งอันดามันก็มีข่าวร้ายเช่นเดียวกันว่าที่จังหวัดภูเก็ต ปรากฏว่าเขาอยากจะพัฒนา รถไฟฟ้ารางเบา ก็ปรากฏว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปก็ไประงับ ก็ทำให้คนภูเก็ตค่อนข้างน้อยใจว่า ทำไมรถไฟฟ้ารางเบารอบเมืองภูเก็ตหรือในจังหวัดภูเก็ตเขาถึงถูกระงับ หรือแม้กระทั่ง การพัฒนาคลองไทย ซึ่งผมขอแสดงความไม่เห็นด้วยว่าการขุดลอกคลองไทยไม่ได้หมายถึง การพัฒนาการท่องเที่ยวนะครับ อย่าลืมว่านักท่องเที่ยวเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาดูเรือขนถ่ายสินค้า ผ่านช่องทาง แล้วก็การพัฒนาการท่องเที่ยวปัจจุบันควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ ก็อยากจะทิ้ง ประเด็นตรงนี้ไว้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะผมเป็นห่วงว่าถ้าเราพัฒนาโดยการไปขุดคลองไทย หรือคลองจีนที่กำลังตั้งธงกันอยู่โดยใช้คำว่า ศึกษา แต่ปรากฏว่ารูปแบบของการตั้งกรรมาธิการ ตั้งใจจะขุดเสียมากกว่า ก็เป็นเรื่องที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตแล้วก็ตั้งข้อวิตกกังวล เพราะมันจะกระทบ กับการท่องเที่ยวทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยอย่างแน่นอน ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านคงกฤษ ตามด้วยท่านพิบูลย์ รัชกิจประการ และท่านศรีนวล บุญลือ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนอง พรรคภูมิใจไทย ก่อนอื่นผมก็ต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ทำ เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยครับท่านประธาน ในส่วนของผมเองดูจากบทสรุปของฝ่ายบริหารถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มีข้อมูลชัดเจนว่าฝั่งอันดามัน และฝั่งอ่าวไทยแตกต่างกันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ การเพิ่ม ช่องทางของการคมนาคม หรือการศึกษาควบคู่ไปกับแหล่งวัฒนธรรมแล้วก็การศึกษา สิ่งแวดล้อมไปในตัวในส่วนนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีของคณะกรรมาธิการชุดนี้ แต่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ อยู่อย่างหนึ่งนะครับว่าในส่วนของทางชั้นกรรมาธิการผมอยากให้เจาะลึกลงไป ให้รับฟัง แนวทางความคิดเห็นของภาคประชาชนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นพวกหอการค้า สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หรือแม้แต่ในส่วนของกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีความสอดคล้องกันชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มฝั่งอันดามันและกลุ่มอ่าวไทย ก็คือ ขอชื่นชมทาง ส.ส. ท่านหนึ่งที่ได้พูดถึงกลุ่มอันดามันและกลุ่มอ่าวไทยในการที่จะทำ ยุทธศาสตร์พัฒนา ของบประมาณมาพัฒนาในกลุ่มแต่ละกลุ่ม ซึ่งจริง ๆ แล้วการพัฒนา กลุ่มจังหวัดก็อยู่เฉพาะกลุ่มอ่าวไทยและกลุ่มอันดามัน แต่ถ้าเกิดได้การเชื่อมโยงกันมา และสอดคล้องกันระหว่าง ๒ กลุ่มนี้ผมว่าทิศทางในการพัฒนาของแหล่งท่องเที่ยว ฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยจะเป็นการพัฒนาที่มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด ยกตัวอย่างนะครับ อย่างไทยแลนด์ริเวียรา (Thailand Reviera) จากเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ลงมาถึงชุมพร ทำอย่างไรให้มาฝั่งอันดามัน ซึ่งวันนี้ก็ตอบโจทย์แล้วว่าก็มีถนน ๔ เลน (4 Lane) ได้พัฒนา มาก็คือถนนหมายเลข ๔ จริง ๆ แล้วผมว่าพ่อแม่พี่น้องบางท่านไม่ทราบว่าถนนหมายเลข ๔ วิ่งจากไหนไปถึงไหนนะครับ ถนนหมายเลข ๔ เดิมจริง ๆ แล้วยิ่งจากสี่แยกปฐมพรไปสิ้นสุดที่ จังหวัดพัทลุง แต่เลี้ยวเข้าจงหวัดระนอง ผ่านพังงา ภูเก็ต ผ่านตรัง แล้วก็ไปออกพัทลุง นี่คือ ถนนหมายเลข ๔ ถนนดั้งเดิมของภาคใต้แต่เราไม่ได้รับการดูแล แก้ไข แต่วันนี้เป็นสิ่งที่โชคดีที่ ทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ท่านก็ได้ลงพื้นที่เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ท่านก็ได้เร่งรัดในการพัฒนาถนน ๔ เลน (4 Lane) ของจังหวัดชุมพรและระนองก็เป็น ถนน ๔ เลน (4 Lane) ๒ ช่องจราจร แล้วก็สามารถที่จะมีการพัฒนาในระบบโลจิสติกส์ (Logistics) เป็นถนนที่มีความงดงามและสวยที่สุดแล้วในวันนี้ของภาคใต้ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่ได้รับการผลักดันจากท่านรัฐมนตรีนะครับ🔗
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนั่นคือเรื่องเกี่ยวกับระบบรถไฟรางคู่ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งวันนี้จริง ๆ แล้วการตอบโจทย์จากท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งท่านได้ลงจังหวัดระนองครั้งแรกตอนที่ท่านเป็นในยุคของ คสช. ท่านก็เล็งเห็นถึง การพัฒนาฝั่งอันดามันและอ่าวไทยนี่พัฒนาอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสู่กลุ่มประเทศ บิมสเทค (BIMSTEC) ต่าง ๆ นั่นคือการนำสินค้าจากกลุ่มประเทศบิมสเทค (BIMSTEC) เข้าสู่จังหวัดระนองโดยใช้ระบบรถไฟรางคู่ และใช้พัฒนาในเรื่องเกี่ยวกับใช้ท่าเรือของ ๒ ฝั่ง นั่นคือท่าเรือฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยซึ่งเป็นแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ใหม่ที่จะเกิดขึ้น ระหว่างระนองและชุมพร โดยใช้ระบบรางคู่เป็นระบบขนส่งโลจิสติกส์ (Logistics) ควบคู่ ไปกับการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดของฝั่งอันดามัน เมื่อมาถึงจังหวัดระนองแล้วระบบ รถไฟรางคู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมท่านก็ได้เล็งเห็นและรับฟังความคิดเห็น เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ของ ครม. สัญจรของพรรคภูมิใจไทย เราลงไปรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน ท่านก็ได้ผลักดันว่าระบบรถไฟรางคู่วันนี้ได้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะว่า ได้งบประมาณจากท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านได้ผลักดันงบประมาณ ในการให้มาศึกษา โดยให้ สนข. เข้ามาศึกษาในความเป็นไปได้ตั้งงบไว้ ๙๐ ล้านบาทก็ถือว่า อยู่ในเล่มนี้แล้วที่ผมได้เห็น ก็คงต้องฝากทางคณะกรรมาธิการก็คงต้องติดตามในเรื่อง เกี่ยวกับงบประมาณต่อไปที่จะพัฒนา🔗
และอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือทำอย่างไรในการที่จะต้องมีการส่งมอบพื้นที่ เพราะว่า ต้องทราบดีว่าฝั่งอันดามันส่วนใหญ่แล้วจะเป็นถนนเลียบชายหาดเสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วจะติดเขตป่า เขตอุทยาน เขตป่าเลน จะมีปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับการส่งผลกระทบในเรื่องการส่งมอบพื้นที่ หรือการทำอีไอเอ (EIA) ก็เลยต้องฝากทางคณะกรรมาธิการว่าคงต้องฝากเรื่องนี้เป็น ข้อสังเกตด้วยเพราะว่าถ้าเราอยากจะพัฒนาในฝั่งอันดามันนี่คงจะต้องมีการแก้กฎหมาย มีการส่งมอบพื้นที่ให้มีความชัดเจนและเกิดขึ้นในการพัฒนาต่อไป ก็คงต้องฝากในเรื่องนี้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดวันนี้นะครับ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวันนี้ท่านเล็งเห็นถึงการพัฒนา ของระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ของภาคใต้ทั้งหมดโดยเฉพาะอย่างยิ่งของฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ซึ่งยังมีมอเตอร์เวย์ (Motorway) ข้ามมาฝั่งอันดามันโดยเช่นกัน ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและเป็นข่าวดี ของคนระนอง แล้วก็คนฝั่งอันดามันด้วย ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิบูลย์ รัชกิจประการ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายพิบูลย์ รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสตูล เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการพัฒนา เศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้มีการพิจารณาศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจเชื่อมโยง แหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ซึ่งผมอ่านในรายงานคร่าว ๆ ก็มีหลายเรื่องที่ท่าน ได้นำเสนอ ก่อนอื่นผมอาจจะต้องเสนอแนะนิดหนึ่งนะครับว่าการเชื่อมโยงการพัฒนา แหล่งท่องเที่ยวระหว่างอันดามันกับอ่าวไทยนี่ ในอดีตที่ผ่านมาภาคใต้เราต้องยอมรับว่า ใน ๒๐-๓๐ ปีที่แล้วการพัฒนาภาคใต้นี่น้อยมาก มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเคยเอ่ยว่า การจัดเก็บภาษีของภาคใต้เยอะมากกว่าภาคอื่น แต่ภาษีที่กลับมาพัฒนาภาคใต้นี่น้อยมาก ยกตัวอย่างผมเอาที่ใกล้ ๆ เลย จังหวัดสตูลเป็นจังหวัดเล็ก ๆ ซึ่งมีทรัพยากรทางการท่องเที่ยว ไม่แพ้จังหวัดอื่น แต่การพัฒนาที่ผ่านมาเราจะเน้นเฉพาะจังหวัดภูเก็ต สมุย แต่จังหวัดเล็ก ๆ จังหวัดเมืองรอง อย่าง สตูล ตรัง พัทลุง หรือแม้แต่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี่ไม่มี การเหลียวแลดูแลมาในอดีต ผมมองจังหวัดสตูลนะครับ จังหวัดสตูลเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ในการท่องเที่ยวหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าเป็นเรื่องทะเล ภูเขา หรือแม้แต่ชายแดนเรามีศักยภาพ ในการท่องเที่ยวเยอะ แต่เราขาดการสนับสนุนจากภาครัฐมานาน จากเคส (Case) ตัวอย่าง ถ้าเราจะเชื่อมการท่องเที่ยวระหว่างอันดามันซึ่งจังหวัดสตูลอยู่ฝั่งอันดามันเป็นจังหวัดสุดท้ายก็ว่าได้ เราจะเชื่อมไปจังหวัดสงขลาโดยผ่านทาง อยากจะให้มีการปัดฝุ่นการทำถนนเชื่อมระหว่าง สามแยกนิคมไปที่คลองแงะ อำเภอสะเดา ซึ่งตรงนี้มาเลเซียถ้าจะมาเที่ยวจังหวัดสตูล ก็สามารถร่นระยะทางจากสะเดาไปหาดใหญ่ แล้วก็เชื่อมเข้ามาทางจังหวัดสตูล ซึ่งใช้ระยะทางยาวไกล ถ้าเราเปิดทางนี้มันจะลดระยะทางไป ๖๐ กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งก็จากป่าบอน จังหวัดพัทลุง เชื่อมมาทางอำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ตรงนั้น ก็จะย่นระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร นี่ก็เป็นการเชื่อมโยงระหว่างการท่องเที่ยวระหว่าง อันดามันกับฝั่งอ่าวไทย และอีกอย่างอยากจะนำเสนอทางกรรมาธิการว่าเราอย่าลืมนะครับว่า ประเทศมาเลเซียซึ่งมีประชากรอยู่ ๓๐-๔๐ ล้านคน เราไม่มีสะพานเชื่อมไปที่ประเทศ มาเลเซียเลย ซึ่งตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าทางสภาพัฒน์หรือสำนักงบประมาณเขาคิดอย่างไรกับคนสตูล แต่คนสตูลรอถนนสายนี้มา ๔๐ กว่าปีแล้ว ผมคิดว่าการมองของคนสตูลมองว่าถ้าเรามี การเชื่อมเส้นทางระหว่างสตูลไปปะลิส เราเชื่อมถนนไปปะลิส แล้วก็ถ้าเรามีโครงการที่จะทำ รถไฟรางคู่จากปะลิสมาทางอันดามันเกตเวย์ (Gateway) ซึ่งผลประโยชน์จะได้กับคนจังหวัดสตูล ตรัง กระบี่ พังงา แล้วก็ไประนองเชื่อมชุมพรขึ้นกรุงเทพฯ ตรงนี้ผมก็อยากจะนำเสนอให้ ทางกรรมาธิการช่วยวางแผน แล้วก็พิจารณาเพิ่มเติม ผมคิดว่าทางฝั่งอันดามันมีทรัพยากร ทางธรรมชาติในการที่จะให้เป็นการท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยวมากมาย ผมไม่โทษทางรัฐบาล ที่ผ่าน ๆ มาว่าเราลืมไปหรือเปล่าว่าจังหวัดเล็ก ๆ บางทีบางจังหวัดเราขาดการพัฒนา ก็อยากจะนำเสนอให้กับทางกรรมาธิการในการที่พิจารณาตรงนี้เพิ่มเติม ผมคิดว่าสตูล สมควรที่จะได้รับการพัฒนาพร้อมที่จะรับการท่องเที่ยวจากภาคเอกชนแล้วก็จาก นักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างเกาะหลีเป๊ะของจังหวัดสตูลนี่เป็นเกาะหนึ่ง ท่านก็ต้องยอมรับว่า เป็นเกาะที่ชาวต่างชาติรู้จัก วันนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจากจังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต เขาจะมาสตูลก็ผ่านเส้นทางทางเรือ จากมาเลเซีย สิงคโปร์ก็จะผ่านทางเรือเหมือนกัน จากทางเกาะลังกาวี แต่ถ้าเรามีถนนสตูล-ปะลิส เรามีทางรถไฟรางคู่จากปะลิสไปฝั่งอันดามัน เกตเวย์ (Gateway) นี่ ก็เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของสตูลได้อีกทางหนึ่ง ผมก็คิดว่าตรงนี้ อยากจะนำเสนอให้ทางกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ช่วยพิจารณาตรงนี้อีกทีครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเป็นท่านสุดท้ายนะครับ เชิญคุณศรีนวล บุญลือ เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทยเจ้า ตามรายงานนะเจ้าของพิจารณาการศึกษา เรื่อง พัฒนาเศรษฐกิจเชื่อมโยง แหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยของคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจนะเจ้า ได้อ่านดูแล้ว ตามที่ผ่านมาข้าเจ้าพร้อมกับท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล คือหัวหน้าพรรคที่จะดูแลเรื่องกระทรวงสาธารณสุข และท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ นะเจ้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้เดินทางไปที่ภูเก็ต เจ้าก็ได้ติดตามพร้อมกับคณะไป ก็ขอชื่นชมทุกพื้นที่ที่ฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยนะเจ้า มีทรัพยากรดูแล้วนะเจ้าคิดว่าช่วงนี้ มันเป็นเศรษฐกิจของโลกที่มันตกต่ำ ประเทศไทยก็ได้รับประสบปัญหาเกี่ยวกับโควิด (COVID) ที่ผ่านมานะเจ้า นักท่องเที่ยวไม่ได้เข้ามาท่องเที่ยวก็เศรษฐกิจตกต่ำตามที่อ่านพิจารณา ของคณะกรรมาธิการแล้ว ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งอยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการ พัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎร อยากจะให้พัฒนาเชื่อมโยงไม่ว่าภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ ขอให้พิจารณาพัฒนาเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน อย่างเช่นจังหวัดเชียงใหม่ ก็มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายนะเจ้า ไม่ว่าวัดพระธาตุดอยอินทนนท์ วัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดพระธาตุจอมทอง แล้วแหล่งท่องเที่ยวมีเยอะมากมาย อยากจะฝากคณะกรรมาธิการในครั้งนี้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวขอให้เชื่อมไปพร้อมกันนะเจ้า เพื่อจะกระจายรายได้สู่ชุมชน ชาวต่างชาติมาเที่ยวที่ฝั่งอันดามัน แล้วก็ขอให้เชื่อมไปที่ จังหวัดเชียงใหม่ ทุกวันนี้นะเจ้า จังหวัดเชียงใหม่เข้าช่วงฤดูหนาวหมอกเริ่มลงนะเจ้า แล้วนักท่องเที่ยวจากต่างชาติก็ชอบไปเที่ยวที่เชียงใหม่อย่างมากมาย ก็จะมีการขี่ช้าง ล่องแพ มีบ้านพักโฮมสเตย์ (Homestay) อยากจะประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บ (Web) ของรัฐสภาในช่วงนี้ด้วย ช่วงนี้กำลังหน้าหนาวนะเจ้า อยากจะฝากประชาสัมพันธ์ทุกท่านทุกคน ขึ้นไปเที่ยวที่เชียงใหม่ ไปที่พระธาตุดอยสุเทพ แล้วขึ้นไปชมหมอกนะเจ้าที่วัดพระธาตุ ดอยอินทนนท์ ถ้าลงมาแล้วไปแวะเยี่ยมวัดพระธาตุจอมทองนะเจ้า แล้วก็ไปจ่ายตลาดโอทอป (OTOP) ที่บ้านหางดงหรือถนนคนเดินวัวลาย มีของที่ระลึกฝากจำนวนมากมาย ในนามตัวแทนของจังหวัดเชียงใหม่ ส.ส. เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ยินดีเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจในครั้งนี้ด้วย ก็ขอเรียนฝากเชียงใหม่ ช่วยประชาสัมพันธ์ด้วยนะเจ้า ขอขอบคุณเจ้า🔗
ศึกษา ความเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยถึงเชียงใหม่เลยนะครับ ก็ขอบคุณครับ ทางกรรมาธิการมีอะไรชี้แจงไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่านครับ กระผมในนามประธาน คณะอนุกรรมาธิการการเชื่อมโยงเศรษฐกิจการท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ต้องขอกราบขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงยิ่งที่ได้ให้คำแนะนำ ให้การสนับสนุน แล้วก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์กับการท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ นอกเหนือจากฝั่งอัน ดามันสู่อ่าวไทยแล้ว เพราะล่าสุดจากท่าน ส.ส. ศรีนวล เราก็จะเชื่อมจากอันดามัน สู่เชียงใหม่เหมือนท่านประธานว่า ผมอยากจะเรียนท่าน ส.ส. ศรีนวลซึ่งเป็นท่านสุดท้าย เป็นท่านที่ ๑๘ ก็อยากจะบอกท่านว่าให้เลี้ยวไปฝั่งอ่าวไทยก่อนนะครับ เพราะว่าสายการบิน ที่เกิดขึ้นใหม่น่าจะจำไม่ผิดวันที่ ๖ ธันวาคมนี้เป็นสายการบินที่จะบินตรงจากนครศรีธรรมราช สู่เชียงใหม่ครับ เป็นสายการบินปฐมฤกษ์ หลังจากไหว้ไอ้ไข่เสร็จก็ไปเชียงใหม่กันต่อนะครับ🔗
ท่านแรกครับ ผมจะตอบสั้น ๆ ท่าน ส.ส. สมชาย ฝั่งชลจิตร ที่ตั้งข้อสังเกต เรื่องของความเชื่อและความศรัทธานะครับ ที่ท่านตอบว่าควรจะมีเจ้าภาพหลักก็เป็นท้องถิ่น มากกว่าจะไปรวมศูนย์กลางอยู่ที่รัฐบาลก็คือกระทรวงการท่องเที่ยวที่มีรายได้อยู่จำกัด ตรงนี้ในรายงานได้ตอบไว้ชัดในข้อ ๒.๓.๙ ในหน้า ๒๗ ควรมีเจ้าภาพหลักในการพัฒนาการท่องเที่ยว อย่างบูรณาการและเป็นระบบ อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด แล้วก็ส่วนท้องถิ่น และสภาผู้แทนราษฎรนะครับ🔗
ส่วนท่านที่ ๒ ท่าน ส.ส. ณัฐวุฒิ บัวประทุม ที่ให้ข้อสังเกตไว้ใน ๔ ประการ ในเรื่องของความเจริญจากฝั่งอันดามันมากกว่าอ่าวไทย เส้นทางแหลมทองที่ท่าน ได้เคยศึกษาไว้ ในส่วนที่ ๒ การพัฒนาแผนและโครงสร้างภาคใต้ลงไปใต้ทางเดียวตลอด อุบัติเหตุที่เกิดตรงนี้ผมเชื่อมั่นว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ แล้วก็ท่านประธานเองก็อยู่ในพรรคภูมิใจไทย รวมทั้ง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ผมเชื่อมั่นว่าท่านนั่งฟัง และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขให้เส้นทางการคมนาคมลงทางใต้มีความสมบูรณ์และเดินทาง ได้ปลอดภัยได้ยิ่งขึ้นครับ🔗
ข้อที่ ๓ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิย้อนไปยังในส่วนของการท่องเที่ยวเหมือนกับ พระนครศรีอยุธยา คือเส้นทางศรีวิชัย ให้มีการบาลานซ์ (Balance) การท่องเที่ยวธรรมชาติ และวัฒนธรรม แน่นอนครับที่ผมได้กล่าวมาในเบื้องต้นที่ยกตัวอย่างในส่วนของภูเก็ต ในส่วนของฝั่งอันดามัน แล้วในส่วนของฝั่งอ่าวไทยที่ยกตัวอย่างไปส่วนใหญ่ก็คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่จริง ๆ แล้วการเชื่อมโยงนั้นระหว่างทางเราเดินทาง ๕ กิโลเมตร ขอโทษนะครับ ๕ ชั่วโมงจากอันดามันสู่อ่าวไทยตรงนั้น เราก็สามารถทำจุดเชื่อมโยงได้ ให้มีประสิทธิภาพมาแวะในส่วนของอากาศที่ดีที่สุดในโลกอย่างคีรีวง หรือลานสกาที่มี น้ำตกสวย ๆ แล้วมาสู่ขนอมได้ทุกที่เช่นกัน แต่เป็นเพียงการยกตัวอย่างในระยะเวลา เพียงสั้น ๆ ให้กระชับ🔗
ในส่วนที่ ๔ การจัดการผลกระทบต่อการท่องเที่ยวที่คุณณัฐวุฒิได้ฝากไว้ก็คือ เป็นห่วงเรื่องของการทิ้งเด็ก ถ้าหากมีการพัฒนาการท่องเที่ยวขึ้นมาจนมีความสมบูรณ์แบบแล้ว แล้วก็การค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นและสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ก็ผมคิดว่าหากมีการพัฒนาเกิดขึ้นปัญหา ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ก็ต้องมีการวางมาตรการป้องกันและแก้ไขไว้ล่วงหน้าเช่นกันครับ เห็นด้วยครับ🔗
แล้วก็ท่านที่ ๓ ท่าน ส.ส. พิมพ์รพีที่ได้ฝากไว้ในระยะหลังที่ว่าอ่าวไทยกับ อันดามัน จริง ๆ แล้วมันควรจะเป็นอ่าวไทยอันดามันยิ่งกว่าอันดามันสู่อ่าวไทย เพราะจริง ๆ แล้ว จังหวัดนครศรีธรรมราชก็คือเป็นเมืองเก่าตั้งแต่สมัยโบราณ เมืองศรีวิชัยมีเจ้าเมืองตั้งแต่ สมัยโบราณ เป็นเมืองท่าตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มา เมืองปากพนังเป็นเมืองท่า เป็นเมืองยิ่งใหญ่แล้วกระจายความเจริญมาสู่เมืองนครศรีธรรมราช แล้วก็คนหลั่งไหลไปยัง อันดามันก็คือกระบี่ ส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นคนนครศรีธรรมราชที่ย้ายถิ่นฐานไป ก็คิดว่า สมบูรณ์ในส่วนนี้นะครับ วัฒนธรรมที่ท่านแนะนำว่าในส่วนของควรจะขายจุดแข็ง อย่างเช่น น้ำพริกหรืออะไรก็ตามที่อยู่ในฝั่งอ่าวไทย แม้กระทั่งอาหารทะเลที่มีรสชาติอร่อยกว่า ในฝั่งอันดามันก็ยังถูกส่งไปจากฝั่งอ่าวไทยสู่อันดามันเช่นกันครับ ก็ขอบพระคุณสำหรับ คำแนะนำนะครับ🔗
ในส่วนของท่านศุภชัย ใจสมุทร ที่มีเรื่องเล่าจากหนังสือโดย คริสติน โจนส์ ก็เดินทางทางเรือตั้งแต่ตรังที่กันตังมาถึงแม่น้ำตาปีตรงนั้น แต่บางครั้งก็ต้องใช้รถ ตรงนี้ก็เป็น เส้นทางอีกเส้นทางหนึ่งที่จะศึกษาเพื่อจะทำให้เป็นเชื่อมต่อทางน้ำได้สมบูรณ์ ก็ฝาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ🔗
ในส่วนของท่านนายแพทย์เอกภพ โควิด-๑๙ (COVID-19) รายงานอาจจะ ใช้ได้เป็นบางส่วน ท่านคิดว่าการที่ทำให้เปิดการท่องเที่ยวในฝั่งอันดามันเพื่อให้นักท่องเที่ยว หลั่งไหลกันเข้ามาสเตต ควอรันทีน (State Quarantine) ตรงนี้อย่าเป็นห่วงในเรื่องของ ตัวเลขการติดเชื้อมากนัก ผมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลโดยการนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านกำลังมองอยู่และค่อย ๆ ปล่อยนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นล็อต ๆ (Lot) มา ล็อต (Lot) แรก ก็น่าจะเข้ามาแล้ว ๑๕๐ ท่าน แล้วก็ล็อต (Lot) หลังก็ ๓๐๐ ท่าน ก็คงจะขยับกันมา อย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศครับ🔗
ในส่วนของท่าน ส.ส. จิรายุ ห่วงทรัพย์ กฎหมายที่ท่านเป็นห่วงในส่วนกลาง ที่ไปรวมศูนย์ แล้วก็ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ไม่ได้สนใจนักท่องเที่ยวคนไทยในส่วนของ ฝั่งอันดามัน อันนี้เนื่องจากว่ารายได้ของผู้ประกอบการทางฝั่งอันดามันมีรายได้เยอะมานานแล้ว ก็ต้องเข้าใจนะครับ ส่วนหนึ่งก็ต้องกระจายกันไป ถ้าหากมีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้ง ๒ ฝั่ง ผมเชื่อมั่นว่าในระบบการพัฒนาของประเทศไทยที่มีศักยภาพทางด้าน การท่องเที่ยว การเกษตร วัฒนธรรม ผมเชื่อมั่นว่าเราสามารถที่จะบริหารจัดการ ภายในประเทศกันได้ครับ🔗
ถัดมาท่าน ส.ส. ประกอบ รัตนพันธ์ ที่ให้ข้อสังเกตไว้ ๒ ประการว่าบทสรุป ผู้บริหารเป็นบทสรุปของคณะกรรมาธิการหรือไม่ หรือว่าเป็นบทสรุปของรองประธาน คณะกรรมาธิการ จริง ๆ แล้วเราก็สรุปร่วมกัน เพียงแต่ว่าเป็นการยกตัวอย่างให้เห็นชัดว่า การพัฒนาแบบบูรณาการจะทำได้อย่างไร เพราะว่าการท่องเที่ยวผมเชื่อว่าในหลาย ๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นทุ่งสง พรหมคีรี ลานสกา ขนอม สิชล ตรงนั้นไม่น่ามีปัญหา ไม่น่าจะเป็นห่วง แต่ที่เป็นห่วงในส่วนของในโซน (Zone) ลุ่มน้ำปากพนัง ๕ อำเภอ ชะอวด เฉลิมพระเกียรติ เชียรใหญ่ หัวไทร ปากพนัง ก็เพราะว่าตรงนั้นตกขอบการพัฒนามาตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ที่เป็นเมืองที่จนเป็นอันดับ ๒ ของภาคใต้ ถ้าเกิดเรามีจุดเช็กอิน (Check in) จุดใหม่คือ เดสทิเนชัน (Destination) ที่เป็นสะพานข้ามจากเมืองนครไปสู่แหลมตะลุมพุกนั่นคือ การเปิดเมืองนครทั้งจังหวัดให้กระจายรายได้สู่ทั้ง ๒๓ อำเภอครับ🔗
ในส่วนของท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ที่ฝากไว้ในส่วนของภูเก็ต พังงา กระบี่ แล้วก็เชื่อมอันดามันสู่อ่าวไทย ขอบคุณท่านครับที่ชมมาในส่วนของท่าเรือที่เกิดขึ้น ท่ารถ ท่าอากาศยานก็ควรจะเชื่อมต่อเช่นกัน ก็ฝากถึงท่านรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมด้วยครับ🔗
ในส่วนของท่าน ส.ส. รงค์ บุญสวยขวัญ ภาคใต้สามเหลี่ยมทองคำ ก็ขอบคุณมาก ที่ให้คำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นนโยบายไทยเที่ยวไทยพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ช่วงนี้เราต้อง บริหารจัดการกันเองภายในนะครับ🔗
ส่วน ส.ส. ท่านนิกร จำนง ท่านให้คำแนะนำมาแล้วก็ท่านบอกว่าในส่วน ฝั่งอันดามันทะเลสวย ใช่ครับ ในส่วนของฝั่งอ่าวไทยเราจะมีทะเลที่สวยน้อยกว่าฝั่งอันดามัน แต่ในช่วงมรสุม ในช่วงของไฮ ซีซัน (High season) เองตั้งแต่ตุลาคมจนถึงกุมภาพันธ์ หรือมีนาคมแน่นอนตรงนั้นเราต้องไปเที่ยวในฝั่งอันดามันที่มีความสวยงาม แต่หลังจากนั้น ทางฝั่งอันดามันก็มรสุมเข้าเช่นกัน อย่างไรเสียท่านก็ต้องหลบไปที่ฝั่งอ่าวไทย ดีกว่าไปฮาลองเบย์ ที่เวียดนามเพื่อให้รายได้กลับมาสู่คนไทยเช่นเดิมครับ🔗
ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ก็ขอบคุณที่ชมนะครับ แล้วก็ไม่อยากให้มองว่า เป็นจุดเล็ก ๆ แค่การพัฒนาที่แหลมตะลุมพุก แต่จริง ๆ ก็เป็นการยกตัวอย่างเช่นกัน จริง ๆ อยากเห็นความเจริญทางภาคใต้เช่นกัน🔗
ท่าน ส.ส. พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ทุกท่านก็ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ผมพยายาม จะตอบให้ทุกท่านนะครับ จริง ๆ แล้วที่ท่านบอกว่าเชื่อมโยงโดยการขุดคลองไทย จริง ๆ ผมใส่ไว้ในรายงานให้รัฐบาลฝากไว้เพื่อจะให้ในส่วนของงบประมาณในการศึกษา ก็อยู่ในหน้า ๕๙ อยู่ในของรายงานอยู่แล้วข้อ ๒.๒.๔ ครับ🔗
ในส่วนของท่าน ส.ส. ปกรณ์วุฒิอภิปรายในส่วนสนับสนุนเป็นส่วนใหญ่ เสริมปัญหา ๓ ด้าน คือกลไกภาครัฐ การคมนาคมและการประชาสัมพันธ์🔗
ส.ส. จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ หลังจากที่ลงเครื่องบินแล้วหมายถึงว่าต้องการ การคมนาคมทางถนนให้เชื่อมต่อในเครือข่ายให้เดินทางได้สะดวก ก็เห็นด้วยกับการที่ท่าน เสนอแนะมา คณะกรรมาธิการก็จะรับไว้นะครับ🔗
ท่านที่ ๑๕ ท่านประเสริฐพงษ์ให้ข้อสังเกตการเชื่อมสะพานจาก แหลมตะลุมพุกควรเชื่อมต่ออีกหลายสะพาน อันนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผลงาน ของกระทรวงคมนาคมที่จะต้องพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน ในหลาย ๆ เกาะที่ต้องเชื่อมโยง เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบทางภาคใต้ครับ🔗
ท่านเกือบสุดท้ายท่าน ส.ส. คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ท่านเสนอให้ฟัง ภาคเอกชนเพิ่มเติมเพื่อให้โครงการกลุ่มจังหวัดได้สอดคล้องกัน อันนี้ก็จะรับไว้เพื่อจะฟัง เพิ่มเติม แต่ในเวลาจำกัดในการศึกษาเพียง ๖๐ วันในขั้นแรก แล้วก็ต่ออีก ๓๐ วันก็มีเวลา จำกัดเพื่อให้มีเวลาคณะอนุกรรมาธิการ ชุดอื่นได้ตั้งด้วยครับ🔗
ท่านสุดท้าย ท่าน ส.ส. พิบูลย์ รัชกิจประการ สตูล ท่านก็เสนอว่า ๒๐ ปี ๓๐ ปี ที่ผ่านมาภาคใต้ได้งบประมาณไปมากโดยรัฐส่วนกลาง แต่ว่าการพัฒนาในส่วนภาคใต้น้อยมาก ท่านยกตัวอย่างสตูลก็เชื่อมต่อจากมาเลเซียมาเข้าสู่สตูลนั่นคืออ่าวไทยก็ไหลไป ขอโทษนะครับ ในฝั่งอันดามันแล้วก็ไหลสู่อ่าวไทยก็ถือว่าสมบูรณ์แบบ🔗
คณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจการเชื่อมโยง การท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ต้องขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ให้คำแนะนำ คำเสนอแนะทุกอย่าง ผมเองก็จะนำเสนอต่อรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นการรายงานตามระบบต่อไปครับ ขอบคุณท่านประธานมาก ๆ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าการอภิปรายได้เป็นอันยุติ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ จากการที่ได้ฟังการอภิปรายของ ท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านผมรับฟังได้ว่าไม่มีสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยกับรายงาน ของคณะกรรมาธิการนะครับ ฉะนั้นผมจึงขอใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๘๘ ขอถาม ที่ประชุมว่ามีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗
เมื่อไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมถือว่าที่ประชุมได้มีมติเห็นด้วยกับรายงานของ คณะกรรมาธิการฉบับนี้นะครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของ คณะกรรมาธิการเพื่อให้สภาพิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบหรือดำเนินการต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ รายละเอียดของข้อสังเกตปรากฏ ตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ตามที่นั่งของท่านสมาชิก ประกอบการพิจารณาแล้วนะครับ🔗
ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ ท่านสมาชิกครับ จากที่ได้ฟังการอภิปรายของท่านสมาชิก ก็ไม่มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นต่างจากข้อสังเกตที่ทางคณะกรรมาธิการได้รายงานเอาไว้นะครับ ฉะนั้นผมจะขอใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่ามีท่านสมาชิกท่านใด ไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตหรือไม่นะครับ🔗
เมื่อไม่มี สมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ผมถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการ ก็ถือว่าเป็นการจบการพิจารณาผลการศึกษาเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ พิจารณาเสร็จแล้วนะครับ ก็ถือว่าเป็นการจบการพิจารณาแล้ว ผมต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ วันนี้พวกเราก็ได้ร่วมประชุมกันมาได้เวลาอันสมควรนะครับ ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีนะครับ วันนี้ขอปิดประชุมครับ🔗