รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันพุธที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๓
ณ อาคารรัฐสภา
-----------------
ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ ซึ่งผมจะอนุญาตให้ ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือในปัญหาที่เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน โดยแบ่งเป็น ฝ่ายรัฐบาล ๓๐ นาที ฝ่ายค้าน ๓๐ นาที ฝ่ายละ ๑๕ ท่าน ท่านละ ๒ นาที กรุณารักษาเวลา ด้วยนะครับ ผมจะเรียนเชิญทีครั้งละ ๔ ท่าน ท่านแรกท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ท่านระวี มาศฉมาดล ท่านทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ขอเชิญท่านประเดิมชัยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง ขออนุญาต หารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้การเคหะแห่งชาติได้สำรวจเพื่อที่จะเปลี่ยนสายไฟฟ้า ในอาคารที่พักอาศัยของการเคหะดินแดง ๑ การเคหะดินแดง ๒ และการเคหะห้วยขวาง ซึ่งอาคารดังกล่าวใช้งานมามากกว่า ๕๐ ปีแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้ให้ทางตำรวจ ดับเพลิงเข้าไปสำรวจซึ่งได้แจ้งมาว่าสายไฟอยู่ในสภาพชำรุดพร้อมที่จะเกิดเหตุเพลิงไหม้ ได้ตลอดเวลานะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ก็ขอให้การเคหะแห่งชาติเหมือนกันได้จัดทำโครงการในการกำจัดหนู ในบริเวณที่พักอาศัยทั้งเคหะดินแดง ๑ เคหะดินแดง ๒ และเคหะห้วยขวาง ซึ่งประชาชน ได้รับความเดือดร้อนมากในขณะนี้นะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ก็ขออนุญาตที่จะได้ให้กรุงเทพมหานครและกระทรวงศึกษาธิการ อนุญาตให้ประชาชนได้เข้ามาใช้พื้นที่ภายในบริเวณโรงเรียนหลังจากที่เลิกเรียนแล้วนะครับ ใช้ในการออกกำลังกาย เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมาทางโรงเรียนทั้งกรุงเทพมหานคร และโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ของ สพฐ. ได้มีโครงการให้ประชาชนได้เข้าไปใช้ แต่เกิดโควิด (COVID) โรงเรียนก็ปิดไม่ให้ใช้ แต่ในปัจจุบันสถานการณ์โควิด (COVID) ได้คลี่คลายไปแล้วประชาชนอยากจะออกกำลังกาย ก็ขอให้อนุญาตให้ประชาชนได้เข้าไปใช้ ในการออกกำลังกายได้เหมือนเดิม กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านระวีเชิญครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ วันนี้กระผม ขออนุญาตที่จะหารือไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขใน ๒ ประเด็นคือ🔗
ประเด็นที่ ๑ เรื่องขอเรียกร้องให้ทางกระทรวงช่วยบรรจุตำแหน่งข้าราชการ สายงานแพทย์แผนไทยเพิ่มขึ้น จากการที่กระทรวงได้บรรจุข้าราชการ ๔๕,๐๐๐ กว่าอัตรา จากพนักงาน ๒๔ สายงานของกระทรวง เพื่อให้เป็นกำลังใจในการที่ได้ทุ่มเทเสียสละ ในการต่อสู้กับการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีการบรรจุ ข้าราชการสายงานแพทย์แผนไทยเพียง ๑,๐๐๐ อัตรา จากจำนวน ๑,๙๖๓ อัตราเท่านั้น อีก ๙๐๐ กว่าตำแหน่งยังไม่ได้รับการบรรจุ สายงานแพทย์แผนไทยเป็นสายงานที่ได้รับ การบรรจุเปอร์เซ็นต์ต่ำที่สุดครับ คือเพียง ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงขอเรียกร้อง ให้ทางกระทรวงช่วยดำเนินการบรรจุเพิ่มเติมด้วยครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ขอติดตามทวงถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในประเด็นการเรียกร้องขอปรับตำแหน่งของเจ้าพนักงานสาธารณสุข จากสายงานทั่วไป เป็นสายงานวิชาการ โดยใช้เลข จ เดิม และอัตราเงินเดือนเดิม เนื่องจากเจ้าพนักงาน สาธารณสุขหลายสายงานจำนวนหลายพันคน ได้เซ็นชื่อเรียกร้องท่านรัฐมนตรีมาหลายเดือนแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า เดิมพนักงานเหล่านี้เรียนจบเพียงอนุปริญญาจึงถูกบรรจุ เป็นข้าราชการสายงานทั่วไปและได้รับราชการมานาน จนปัจจุบันส่วนมากมีตำแหน่ง เป็นหัวหน้างาน หัวหน้าฝ่าย เป็นผู้นำพาน้อง ๆ ในการต่อสู้กับการระบาดโควิด (COVID) ที่ผ่านมา ปรากฏว่าขณะนี้รุ่นน้องที่เดิมเป็นลูกน้องได้รับการบรรจุเป็นสายวิชาการข้ามหัว ไปหมดแล้ว แต่เขาเหล่านี้ซึ่งปัจจุบันได้เรียนจบปริญญาตรีแล้วไม่ได้รับการตอบแทน อะไรเลย จึงขอเรียกร้องให้ท่านรัฐมนตรีช่วยปรับย้ายจากสายงานทั่วไปไปเป็นสายงาน วิชาการเพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพโดยใช้ จ เดิมและอัตราเงินเดือนเดิม โดยขั้นต้น กระทรวงไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มแต่อย่างใด ขอขอบพระคุณครับ🔗
ท่านทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ส.ส. เชียงใหม่ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ขออนุญาตฝากท่านประธานสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าอยากจะให้ ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลชี้แจงถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายนที่ผ่านมานะคะ คืออยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่าขั้นตอนที่มีการสลาย การชุมนุมนั้นอยากทราบว่าเป็นไปตามหลักสากลหรือเปล่า เพราะผู้ชุมนุมยังไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วเหตุใดเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการพ่นฉีดน้ำ น้ำนั้นผสมสารอะไรคะ ประชาชนมีแผลพุพอง แล้วเหตุการณ์ที่สำคัญที่ประชาชนอยากทราบคือที่แยกเกียกกาย เมื่อมีเสียงกระสุนดัง ที่แยกเกียกกายแล้วมีพี่น้องประชาชนได้รับบาดเจ็บจนถึงต้องเข้าโรงพยาบาล จึงอยากฝาก ท่านประธานสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรีนะคะ ประชาชนมาชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ แต่ได้รับการบาดเจ็บไป ก็อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงให้ทราบด้วย แล้วก็อยากทราบ เหตุผลว่าทำไมคะ รัฐสภาแห่งนี้เราสร้างโดยภาษีประชาชน ในวันนั้นบอกประชาชนจะเข้าใกล้ รัฐสภา ๕๐ เมตรไม่ได้ ดิฉันอยากทราบ ให้นายกรัฐมนตรีมาชี้แจงด้วย ทำไมประชาชนเข้าใกล้ รัฐสภาซึ่งเป็นภาษีของประชาชนไม่ได้🔗
แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งวันนี้วันที่ ๒๕ พฤศจิกายนเป็นวันยุติความรุนแรง สตรีสากลทั่วโลก จึงอยากฝากท่านนายกรัฐมนตรีก็ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องขอให้ออกมา ดูแลกรณีที่มีน้องคนหนึ่งออกมาชูป้ายระบุข้อความว่า หนูถูกทำอนาจาร โรงเรียนไม่ใช่ สถานที่ปลอดภัย ท่านประธานคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เป็นเรื่องของการคุกคาม ทางเพศซึ่งน้องเขาออกมาเปิดเผย จึงอยากฝากท่านนายกรัฐมนตรีตรวจสอบปัญหานี้ เพราะเด็กเยาวชนทุกคนอยู่ในความดูแลของรัฐบาล และอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี กำชับไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณีที่มี ขออนุญาตที่เอ่ยนะคะ กรณีที่มี ส.ส. หญิงของ พรรคพลังประชารัฐไปแจ้งความดำเนินคดีกับน้อง ก็ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ให้ความยุติธรรมกับน้องด้วย น้องเขาเป็นผู้ถูกกระทำ เขาจะแต่งกายอย่างไรเป็นสิทธิของเขา แต่สิ่งที่เขาถูกกระทำนี่สิเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรีบนำไปสู่ การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง เพื่อจะไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีกต่อไป กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญท่านพิสิฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อตอนต้นเดือนนี้มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องของสถานภาพของธนาคารกรุงไทย ก็เป็นที่แปลกใจกันในวงการต่าง ๆ ว่าทำไมอยู่ดี ๆ จึงมีการวินิจฉัยว่าธนาคารกรุงไทย ซึ่งเมื่อตอนปี ๒๕๔๓ เคยมีการตีความมาชัดเจนแล้วว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ แล้วอยู่ ๆ ก็มากลับลำ ว่าไม่ใช่รัฐวิสาหกิจโดยไปอิงกับกฎหมายใหม่ของแบงก์ชาติและของสำนักงบประมาณ ซึ่งประเด็นนี้ผมก็ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่าทางรัฐบาลเองก็เข้าใจว่าอาจจะไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการเสนอ ครม. ที่จะให้ธนาคารกรุงไทยยังคงได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนเดิม ก็คือรับฝากเงิน หรือให้บริการกับหน่วยงานของรัฐ ตัวอย่างเช่นพวกเราในสภาเราก็ต้องใช้บริการของกรุงไทย ในการรับเงินเดือนเป็นต้น ทีนี้ประเด็นที่อยากจะขออนุญาตที่จะสอบถามไปยังรัฐบาลก็คือว่า การเกิดเหตุการณ์แบบนี้มันควรจะเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดนะครับ อยู่ ๆ หน่วยงานของรัฐ ที่เป็นหน่วยงานใหญ่มีการวินิจฉัยออกมาว่าไม่ใช่หน่วยงานที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ผมคิดว่า การทำงานของกฤษฎีกากับของรัฐบาลควรจะมีความแน่นแฟ้นมากกว่านี้ กฤษฎีกาควรจะทำ หน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมาย ให้คำแนะนำมากกว่าที่จะทำหน้าที่เป็นศาลในการตัดสิน โดยที่ถ้าหากเราเปรียบเทียบกับศาลนะครับ ศาลจะมีการบอกกล่าวล่วงหน้าวันนั้นวันนี้ จะมีการชี้ขาดซึ่งจะทำให้องค์การต่าง ๆ เตรียมการ แต่ในกรณีของกรุงไทยนี่ซึ่งเป็นบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์มีราคาหุ้นที่เคลื่อนไหวอย่างอ่อนไหว มีผู้ลงทุนที่เกี่ยวข้องจำนวนมากด้วยกัน อยู่ ๆ มีการชี้ออกมามันย่อมมีผลกระทบมากมาย แล้วก็ตัวอย่างอันนี้ก็เป็นความไม่สมบูรณ์ ของระบบบริหารราชการแผ่นดินบ้านเรา เพราะว่าการเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ควรจะไปซ่อนอยู่ใน กฎหมายงบประมาณแผ่นดิน เนื่องจากว่าเงินนอกงบประมาณมีมากมาย เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึงควรจะต้องมีการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดี แล้วก็หากมีเรื่องลักษณะนี้ กฤษฎีกาควรจะหารือกับ ครม. ก่อนที่จะวินิจฉัยออกมาครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
อีก ๔ ท่าน ท่านนิคม ท่านยงยุทธ ท่านวีระพล ท่านกษิดิ์เดช เชิญท่านนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พลังปวงชนไทย กระผมขอหารือท่านประธานดังนี้ครับ🔗
เนื่องด้วยคณะกรรมการสาขา พรรคพลังปวงชนไทย สาขาจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ลงพื้นที่รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้ใหญ่บ้าน สุชาติ พรมมูล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๕ ตำบลโคกมน อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นตัวแทนยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ เนื่องจากทางหลวงชนบท สายบ้านดงมะไฟ หมู่ ๕ ตำบลโคกมน อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ เชื่อมต่อกับบ้านดงสะคร่าน หมู่ ๗ ตำบลวังสวาบ อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น ระยะทาง ๒.๗ กิโลเมตร มีสภาพเก่า ทรุดโทรม โดยทางหลวงเส้นนี้เป็นเส้นทางเศรษฐกิจเชื่อมต่อระหว่างอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ กับอำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น เพื่อขนส่งพืชผลทางการเกษตรครับ ท่านประธานครับ และการสัญจรไปมา และเป็นเส้นทางไปกลับของนักเรียนโรงเรียน โคกมน จากสภาพความทรุดโทรมขาดการบำรุงรักษาพอฝนตกลงมาเป็นหลุมเป็นบ่อ เกิดอันตรายกับผู้สัญจรไปมานะครับ ผู้นำท้องถิ่นและชาวบ้านได้ร่วมกันสละทรัพย์ คนละเล็กละน้อยเพื่อซื้อหินคลุกแล้วก็หินลูกรังมาซ่อมแซม เพื่อใช้สัญจรในการไปมา ได้อย่างชั่วคราว จึงขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาโปรดนำงบประมาณลงไปช่วยเหลือ อาจจะเป็นการลาดยางแอสฟัลติก (Asphaltic) หรือทำถนนคอนกรีตเสริมเหล็กระยะทาง ๒.๗ กิโลเมตร🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธานครับ เป็นเรื่องของการติดตามผลการหารือ ผมได้หารือไปตั้งแต่วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ ๙ เดือนกับ ๑๓ วัน จากกรณีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดสรรงบประมาณ เพื่อปรับปรุงระบบคลองส่งน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยค้อเหนือ บ้านวังสัมพันธ์ ตำบลม่วงเจ็ดต้น อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค ใช้ในการเกษตร มาจนถึงวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น จึงขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยติดตามเร่งรัดในเรื่องดังกล่าวด้วยครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานมากครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านยงยุทธครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธาน ๑ เรื่อง เรื่องถนน ๓๑๑๖ ของสมุทรปราการตรงแพรกษา ๒ ตอน ตอนแรกกรมทางหลวงได้ทำเสร็จแล้ว แล้วก็ส่งมอบพื้นที่ให้กับทางท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. สมุทรปราการ เทศบาลบางปู เทศบาลตำบลแพรกษา ส่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตามรูปแบบเส้นสีเหลืองนี่เส้นที่กรมทางหลวง ทำสำเร็จแล้ว เส้นสีแดงเป็นเส้นที่เหลืออีกประมาณ ๖ กิโลเมตรครึ่ง หลักหมายเลข กิโลเมตรที่ ๙+๖๕๒ ถึงหมายเลขที่ ๑๖+๑๖๔ ระยะทาง ๖ กิโลเมตรครึ่ง ซึ่งจะต้องขยาย เป็น ๖ ช่องจราจร ท่านประธานครับ ๖ ช่องจราจรแบบนี้ เส้นทางนี้จะเป็นเส้นทาง ที่ไปเชื่อมกับสถานที่สำคัญของจังหวัดสมุทรปราการ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี แล้วก็โครงการพระดาบส แล้วก็สนามกีฬาจังหวัด สมุทรปราการ ท่านประธานครับ เส้นนี้ยังสร้างไม่เสร็จ แล้วกรมทางหลวงได้ลงไปสำรวจ เมื่อปี ๒๕๕๑ แล้วก็ยังไม่ได้ตั้งโครงการ ขออนุญาตท่านประธานส่งรายละเอียดทั้งหมด ให้กับกรมทางหลวง ให้กับกระทรวงคมนาคม ผมได้ลงพื้นที่ไปกับท่านสมเทพ บุญกว้าง ลงไปดูพื้นที่ แล้วประชาชนชาวสมุทรปราการต้องการถนนเส้นนี้เพื่อจะได้เพิ่มความสะดวก มีรถวิ่งใช้ประมาณ ๘๐,๐๐๐ คันต่อวัน ท่านประธานครับ แล้วเป็นเส้นหลักของจังหวัด สมุทรปราการที่จะสามารถเชื่อมโยงเข้าหาโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ได้ จึงขออนุญาตท่านประธานช่วยส่งเอกสารให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วช่วยสนับสนุนให้กับคน จังหวัดสมุทรปราการได้ใช้ถนนเต็มรูปแบบนะครับ เดี๋ยวผมจะขออนุญาตส่งเอกสาร ให้ท่านประธานเพื่อนำส่งกับผู้มีอำนาจและหน้าที่ช่วยจัดงบประมาณให้กับจังหวัด สมุทรปราการด้วย น่าจะประมาณสัก ๒,๐๐๐ ล้านบาท ท่านครับ ขอบคุณครับ🔗
นำเอกสารมาหน้าบัลลังก์เลยครับ ต่อไปท่านวีระพล ส.ส. ศรีสะเกษ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระพล จิตสัมฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ขอนำความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนหารือต่อท่านประธานเพื่อส่งต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบช่วยแก้ไขให้ดังนี้ครับ🔗
เริ่มจากถนนลาดยางสายบ้านแทรง ตำบลห้วยสำราญผ่านบ้านเจดีย์ ตำบลเจดีย์ไปบ้านภูมิศาลา ตำบลโคกเพชร อำเภอขุขันธ์ ปกติแล้วใช้ทางนี้เป็นทางลัดไปอำเภอปรางค์กู่ ในช่วงเทศกาลยังใช้เป็นทางเลี่ยงเมือง สภาพมีหลุมเป็นช่วง ๆ แล้วก็นานวันเข้าหลุมก็จะมากและจะขยายวงมากขึ้น รถจักรยานยนต์ ประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ก็ขอให้ทาง อบจ. ศรีสะเกษ ช่วยกลบหลุมเป็นการเร่งด่วนครับ🔗
สายที่ ๒ จากบ้านบุตาดไปบ้านสวัสดี ตำบลกฤษณา อำเภอขุขันธ์ ระยะทาง ๓ กิโลเมตร สภาพเดิมเป็นถนนหินคลุกลูกรัง บางช่วงเป็นถนนดิน เนื่องจากว่าผ่านการใช้งาน มาหลายปีทำให้ถนนชำรุดเสียหาย เป็นสายทางของ อบต. กฤษณา🔗
สายที่ ๓ ถนนลาดยางเสื่อมสภาพ จากบ้านนิคมซอย ๒ ตำบลหนองฉลอง ไปบ้านหนองลุง ตำบลสะเดาใหญ่ อำเภอขุขันธ์ ผิวทางขรุขระเป็นหลุมเยอะมากครับ ไม่สามารถที่จะหลบหลีกกันได้ เป็นเส้นทางของ อบจ. ศรีสะเกษ🔗
สายที่ ๔ จากบ้านถนนสนวนภูมิเตียบ ตำบลสะเดาใหญ่ ไปบ้านชำแระ ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ ยังเหลืออีก ๕๐๐ เมตร พี่น้องชาวบ้านก็ขอเป็นถนน คอนกรีตเสริมเหล็กสายนี้ขึ้นกับ อบจ. ศรีสะเกษ🔗
สายที่ ๕ ถนนลาดยางจากบ้านล็อกบี้ หนองบัวตาคง ผ่านบ้านเกาะ เกาะกระโพธิ์ เกาะสามัคคี บ้านกะดึ ศรีผไทราษฎร์ ไปบ้านพอก ตำบลกู่ อำเภอปรางค์กู่ ผ่าน ๙ หมู่บ้าน ระยะทาง ๑๔ กิโลเมตร เป็นของ อบต. กู่ ทุกสายทางที่กล่าวมาเกินความสามารถของท้องถิ่น ที่จะทำได้ ต้องขอรับการจัดสรรจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ต่อไปท่านกษิดิ์เดชขอเลื่อนไปก่อนนะครับ อีก ๔ ท่าน ท่านประเสริฐ บุญเรือง ท่านสวาป เผ่าประทาน ท่านสุเทพ อู่อ้น และท่านสุรชาติ ศรีบุศกร เชิญท่านประเสริฐ บุญเรือง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ บุญเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ได้รับหนังสือสอบถามจากผู้ปฏิบัติงานแพทย์แผนไทย จากชมรมแพทย์แผนไทย ที่ทำงานอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชน รพ.สต. ทั่วประเทศว่า ตามหนังสือ ที่ สธ ๐๒๐๘.๐๒/ว ๙๘๐ ที่ระบุการบรรจุแพทย์แผนไทยโดยอาจจะใช้อัตรากำลังที่เหลืออยู่เพื่ออยากให้บรรจุให้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และอยากทราบว่าจะบรรจุได้เมื่อใด และทำไมสาธารณสุขไม่บรรจุไปพร้อมกัน กับรุ่นโควิด (COVID) ซึ่งทั้ง ๆ ที่อยู่ในสายงานกระทรวงสาธารณสุขเหมือนกัน และทำงาน ในสถานการณ์โควิด (COVID) เหมือนกัน และอีกสายหนึ่งก็คือสายพยาบาลได้รับการดูแล อย่างเต็มที่ แต่สายแพทย์แผนไทยไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร จึงอยากให้กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงไปยังสาธารณสุขจังหวัดและแจ้งเป็นหนังสือไปทุกจังหวัดด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอรับการพัฒนาหนองหอไตร พื้นที่บ้านบุ่งคล้า ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีพื้นที่อยู่ทั้งหมด ๙๘,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร หรือ ๖๑ ไร่ ความต้องการคือขุดลอกเป็นแหล่งเก็บกักน้ำ และพร้อมพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรชุมชน จึงขอให้กรมชลประทานดูแล และแก้ไขพัฒนาให้ด้วย🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องถนนภายในตำบลสามขา นาขาม กุดค้าว อำเภอกุฉินารายณ์ ที่ผ่านถนนสายบ้านคุยออกไปทางบ้านโนนสมบูรณ์ ระยะทางประมาณ ๒.๕ กิโลเมตร ตามภาพ เพื่อไปเชื่อมต่อถนนสายตาก-มุกดาหาร ที่เรียกกันว่าหมายเลข ๑๒ และเป็นถนนอีสต์ เวสต์ อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ (East-West Economic Corridor) ซึ่งเป็นทางลัดที่จะไปตัวเมือง กาฬสินธุ์ และอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งตำบลเหล่านี้อยู่ระหว่างกลางทาง ระหว่าง อำเภอกุฉินารายณ์และอำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พิจารณาให้ด้วยครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านสวาปครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสวาป เผ่าประทาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมมีเรื่องจะหารือกับท่านประธานเกี่ยวกับ เรื่องประมงชายฝั่งนะครับ ซึ่งได้รับการร้องเรียนมาจากทางท่านกำนันมาเรีย เผ่าประทาน ท่านผู้ใหญ่เชาว์ สายเส็ง และท่านผู้ใหญ่สรรชัย พราหมณีย์ โครงการแนวเขื่อนกันคลื่น ปากคลองทับสะแก หมู่ ๓ ตำบลทับสะแก เพื่อให้พี่น้องชาวประมงขนาดเล็กหรือประมง พื้นบ้านจอดหลบคลื่นลมในช่วงฤดูมรสุม ซึ่งมีจำนวนประมาณไม่น้อยกว่า ๑๕๐ ลำ จากหมู่บ้านชาวประมงท้องถิ่น เช่น ชาวประมงทุ่งประดู่ ชาวประมงหนองน้ำขาว ชาวประมงหนองพิกุล ชาวประมงทับสะแก และชาวประมงแหลมกุ่ม รวมถึงชาวประมง จากอำเภอใกล้เคียง ซึ่งเวลามีหน้ามรสุมแล้วนั้นพวกเรือทั้งหลายจะไม่มีที่ เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ช่วยดำเนินการเรื่องนี้เพื่อให้พี่น้องชาวประมงได้มีที่หลบมรสุมจากการนำเรือ เข้าไปอยู่ในปากคลองทับสะแกครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องขององค์การบริหารส่วนตำบลนาหูกวาง เรื่องประปา ซึ่งหมู่ ๑ ตำบลนาหูกวาง จำนวน ๑๕๐ หลังคาเรือนไม่มีน้ำประปาใช้ ซึ่งเดิมทีนั้นใช้น้ำประปาน้ำดิบ แล้วหลังจากนั้นทาง อบต. นาหูกวางได้ทำเรื่องถึงการประปาภูมิภาคส่วนภูมิภาค เขตอำเภอ บางสะพาน เพื่อต้องการให้รับมอบและนำเข้าไปพิจารณาเรื่องการประปา ก็ขอให้ผู้ที่ เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการเรื่องนี้ให้ด้วยครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ท่านต่อไป ท่านสุเทพ อู่อ้น ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน ปีกแรงงาน มีเรื่องขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เรื่องของโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ของผู้จบการศึกษาใหม่ โคเพย์เมนต์ (Co-Payment) เพื่อช่วยเหลือการจ้างงาน ช่วยเหลือสถานประกอบการ โดยรัฐอุดหนุนเงินค่าจ้างร้อยละ ๕๐ ของเงินเดือน มีกำหนดระยะเวลา ๑๒ เดือน เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ ถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ จากการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการ การแรงงานพบว่ามีปัญหาดังนี้ครับ🔗
๑. เป้าหมายที่กำหนดไว้ดำเนินการได้ไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ของการจ้างงาน ผู้จบใหม่🔗
๒. การดำเนินการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เพราะสถานประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยเงื่อนไขของการขาดเงินทุนและไม่สามารถเข้าหา แหล่งเงินทุนได้ ดังนั้นก็ไม่สามารถที่จะมีการจ้างงานผู้จบใหม่ได้อีก ดังนั้นกระทรวงแรงงาน ต้องรีบดำเนินการแก้ไขโดยด่วน ระยะเวลาที่ดำเนินการ ๑๒ เดือน เหลืออีก ๑๐ เดือน ดังนั้นเงินที่กู้มาเพื่อดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจและจ้างงานใหม่ไม่เป็นไปตามแผน🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องปัญหาเกี่ยวกับข้อกำหนดสถานที่กักกันตัวของแรงงาน ข้ามชาติที่จะนำเข้ามาทำงานในประเทศไทย เกี่ยวกับเรื่องข้อกำหนดของศูนย์ ศบค. เกี่ยวกับเรื่องแอร์ (Air) ต้องมีการแยกเป็นห้องสัดส่วน พื้นต้องไม่เป็นพรม ซึ่งบางจังหวัด ไม่สามารถที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่ศูนย์ ศบค. กำหนดไว้ ทำให้ไม่สามารถจะนำแรงงาน เข้ามากักกันตัวได้ในจังหวัดชายแดนที่ติดกับ ๓ จังหวัด ๓ ประเทศ ซึ่งต้องให้ศูนย์ ศบค. ดำเนินการปรับลดในเรื่องเงื่อนไขเหล่านี้ให้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗
ท่านต่อไปท่านสุรชาติ ศรีบุศกร ส.ส. จังหวัดพิจิตรครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรชาติ ศรีบุศกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือท่านประธานสภาผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม ขอคลิปวิดีโอ (Clip Video) ด้วยครับ🔗
เนื่องจากกระผมได้ลงพื้นที่รับฟัง ความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนที่เรียกร้องอยากให้มีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่เข้าสู่ จังหวัดพิจิตรร่วมกับแขวงทางหลวงพิจิตร เพราะว่าจังหวัดพิจิตรมีเส้นทางหลัก ๒ เส้นทาง คือทางหลวงหมายเลข ๑๑๗ และทางหลวงหมายเลข ๑๑ ที่เป็นเส้นทางสำคัญเข้าสู่ ภาคเหนือ โดยมีถนนหมายเลข ๑๐๖๗ สี่แยกโพธิ์ไทรงาม อำเภอบึงนารางไปอำเภอโพทะเล และอำเภอบางมูลนาก และถนนหมายเลข ๑๐๖๙ ไปถึงอำเภอดงเจริญเชื่อมต่อสายเอเซีย ทั้ง ๒ เส้น ซึ่งเป็นถนนที่มีขนาด ๒ ช่องทางจราจร แต่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานถนนเส้นนี้จำนวนมาก ซึ่งมีโรงสีรับพืชผลทางการเกษตรนับสิบแห่ง จึงทำให้ฤดูกาลเก็บเกี่ยวบนถนนเส้นทางนี้ จึงเป็นเส้นทางสายหลักในการขนส่งสินค้าทางการเกษตร มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือ หลวงพ่อเงินวัดท้ายน้ำและหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน ซึ่งในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยว ไปกราบไหว้สักการะบูชาเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีโรงพยาบาล โรงเรียนประจำแต่ละอำเภอ ตั้งอยู่ริมทางหลวง แต่ถนนกลับไม่เอื้ออำนวยในการสัญจรไปมา และเกิดอุบัติเหตุ เป็นจำนวนมากครับท่านประธาน แต่ต้องขอขอบคุณแขวงทางหลวงพิจิตรและกรมทางหลวง ที่จัดสรรงบประมาณเริ่มต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นถนน ๔ เลน (4 Lane) ความยาว ๓ กิโลเมตร งบประมาณ ๘๐ ล้านบาท แต่ถนนหมายเลข ๑๐๖๗ และถนนหมายเลข ๑๐๖๙ ผ่าน ๔ อำเภอ ความยาว ๕๕ กิโลเมตร จึงใคร่ขอความเมตตาให้จัดสรรงบประมาณต่อเนื่อง ทุก ๆ ปี ปีละ ๑๐ กิโลเมตร ต่อเนื่อง ๕ ปี ถนนก็จะเสร็จสมบูรณ์ตามที่พี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดพิจิตรรอคอยมานานแสนนานครับท่านประธานครับ🔗
ครับ ขอเรียนเชิญอีก ๓ ท่าน ท่านจิรทัศ ไกรเดชา คุณหมอเพชรดาว โต๊ะมีนา คุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เชิญท่านจิรทัศครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายจิรทัศ ไกรเดชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ผมมีเรื่องมาหารือกับท่านประธานผ่านไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ชาวอำเภอลาดบัวหลวง เรื่องผักตบชวาในคลองพระยาบันลือ ระยะทางประมาณ ๒๐ กว่ากิโลเมตร ซึ่งคลองนี้เป็นคลองสวยน้ำใสตามยุทธศาสตร์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งในขณะนี้ ผักตบชวาเต็มคลอง ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งมาดำเนินการเพราะคลองนี้เป็นคลอง ที่หล่อเลี้ยงพี่น้องชาวเกษตรกรในอำเภอลาดบัวหลวง อำเภอบางซ้ายและอำเภอเสนา ซึ่งจะไปทำการเกษตร และในฤดูที่มีน้ำทะเลหนุนคลองนี้ยังผลักดันน้ำทะเลไปได้ ก็อยากให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขผักตบชวาที่อยู่ในคลองครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องชาวอำเภอลาดบัวหลวง และผู้สัญจรไปมาบนถนนสายไม้ตรา-ลาดบัวหลวง ระยะทางประมาณ ๑๐ กว่ากิโลเมตร เรื่องไฟส่องแสงสว่างในกิโลเมตรที่ ๑๐ และกิโลเมตรที่ ๑๑ เกิดการชำรุดเสียหาย ก็อยากให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขไฟฟ้าส่องแสงสว่างเพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุของ พี่น้องที่สัญจรไปมาในถนนเส้นนี้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องที่ผมเคยหารือกับท่านประธานผ่านไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องไฟส่องแสงสว่างบนถนนสายเสนา-ผักไห่ ระยะทางประมาณ ๒๐ กว่ากิโลเมตร แต่จุดที่ ผมมาย้ำกับท่านประธานอีกครั้งซึ่งเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมากบริเวณวัดโบสถ์ล่างมีผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการซ่อมแซม แก้ไข และติดตั้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่สูญเสียชีวิตบนถนนเส้นนี้ ก็ขอขอบคุณท่านประธานผ่านไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ขอกล่าวสวัสดีครับ🔗
ท่านต่อไป คุณหมอเพชรดาวครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายกสมาคมทัศนมาตรศาสตร์ไทย ดอกเตอร์ณรงค์ ลีดาสวัสดิ์ เรื่องขอให้วิชาชีพทัศนมาตรเป็นสาขาหนึ่งในพระราชบัญญัติ การประกอบโรคศิลปะ นักทัศนมาตรคือใคร ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ออปโทเมทริสต์ (Optometrist) จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวัดสายตาและสุขภาพตาเบื้องต้น แตกต่างกับจักษุแพทย์ ออปทัลโมโลจิสต์ (Ophthalmologist) ซึ่งจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการตรวจและรักษาโรคที่ดวงตาด้วยวิธีการใช้ยา ใช้แสงเลเซอร์ (Laser) หรือผ่าตัด และแตกต่างกับช่างแว่น ออปทิเชียน (Optician) นั่นก็คือผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดแว่น หรือเลนส์ ในประเทศไทยได้มีการเรียนการสอนคณะทัศนมาตรศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัย ๓ แห่ง มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยนเรศวร ปีหน้า จะเพิ่มอีก ๑ แห่ง คือวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะได้รับวุฒิปริญญาตรีและต้องสอบใบประกอบโรคศิลปะที่เรียกว่า หนังสืออนุญาตให้ทำ การประกอบโรคศิลปะ โดยอาศัยทัศนมาตรศาสตร์จากกระทรวงสาธารณสุข และต้องเข้ารับ การอบรมต่อหนังสืออนุญาตทุก ๆ ๒ ปี ท่านประธานที่เคารพคะ ตั้งแต่ออกประกาศของ กระทรวงสาธารณสุข ปี ๒๕๔๖ ได้รับรองให้ทัศนมาตรศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งการประกอบ โรคศิลปะ ๑๗ ปีผ่านไปก็ยังไม่ได้รับยกระดับจากศาสตร์ขึ้นเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ ทำให้น้อง ๆ ที่จบมาและได้ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตแล้วร่วม ๔๐๐ คน ไม่สามารถ ปฏิบัติงานได้ตามขอบเขตที่ได้ศึกษามา และยังเป็นเหตุให้นักทัศนมาตรศาสตร์ไม่มีตำแหน่ง เงินเดือนใน ก.พ. ส่งผลให้น้อง ๆ ที่ทำงานในโรงพยาบาลรัฐได้รับอัตราจ้างงานต่ำกว่า มาตรฐานที่ควรจะเป็น จึงขอฝากเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขและท่านอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเพื่อพิจารณาให้นักทัศนมาตรศาสตร์ เป็นหนึ่งในสาขาใน พ.ร.บ. ประกอบโรคศิลปะด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านต่อไป ท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เขต ๑ ขอนำเรื่องหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗
๑. คือปัญหาถนนทางหลวง ท้องถิ่นภายในหมู่บ้านวังน้ำเย็น หมู่ ๑๔ ตำบลเกิ้ง อำเภอเมืองมหาสารคาม ซึ่งจากทางแยก ทล. ๒๑๓ ปากทางเข้าหมู่บ้านชิดชล ซึ่งจากภาพถนนมีความชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ผมได้รับปัญหาจากนายมงคล อันปัญญา นายก อบต. ตำบลเกิ้ง นางปรินทร วันโยธา ผู้ใหญ่บ้านวังน้ำเย็น และพี่น้องประชาชน ๕๐๐ หลังคาเรือน ซึ่งจากภาพก็เป็นที่ลำบากมาก พี่น้องประชาชนต้องรวบรวมเงินมาช่วยในการซ่อมแซม ก็เนื่องจาก อบต. เกิ้งงบประมาณ ไม่เพียงพอจึงขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นช่วยสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้ อบต. เกิ้งได้แก้ไขปัญหาต่อไปนะครับ🔗
ปัญหาที่ ๒ สภาพปัญหาถนนทางหลวงท้องถิ่นภายในหมู่บ้านวังยาว หมู่ ๔ ตำบลเกิ้ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดป่าวังน้ำเย็นหรือวัดป่าพุทธวนาราม ขอรูปภาพประกอบด้วยนะครับ ซึ่งวัดป่าวังน้ำเย็น มีพระครูภาวนาชยานุสิฐ ท่านประสานปัญหามาหาผมว่าสภาพถนน ที่เข้าหมู่บ้านมีสภาพทรุดโทรมมาก พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ ท่านเป็นประธาน คณะสงฆ์วัดป่าวังน้ำเย็น แล้วมีท่านสายใจ มาบุญธรรม เป็นผู้ใหญ่บ้านตำบลวังยาว และพี่น้องตำบลเกิ้ง วัดป่าวังน้ำเย็นมีความสำคัญคือมีศาลาธรรมที่มีไม้สักทอง ขนาด ๑๑๒ ต้น ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แล้วก็มีหอระฆังไม้ขนาดใหญ่ มีพระพุทธรูปทองคำ มีทองคำหนักถึง ๑๒ กิโลกรัม แล้วก็มีเจดีย์ศรีมหาสารคาม ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่สำคัญของเมืองมหาสารคามนะครับ ก็นำเรียนว่าตอนนี้ถนนที่เข้าหมู่บ้านมีสภาพทรุดโทรม จึงขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย สนับสนุนงบประมาณ ให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลเกิ้ง เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗
อีก ๓ ท่านนะครับ ท่านขวัญเลิศ ส.ส. ชลบุรี ท่านอนันต์ ส.ส. อุดรธานี และท่านสาธิต ส.ส. เพชรบุรี เชิญท่านขวัญเลิศ พานิชมาท ครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม นายขวัญเลิศ พานิชมาท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคก้าวไกล เขตอำเภอศรีราชา และเกาะสีชัง ท่านประธานครับ เกาะสีชังถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดชลบุรี มีประวัติยาวนานกว่า ๑๐๐ ปี มีพระราชวัง มีเจ้าพ่อเขาใหญ่ที่ชาวต่างชาตินิยมมาสักการบูชา ทุกวันนี้ยังขาดแคลนระบบสาธารณูปโภคเรื่องน้ำประปา ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน มานานมากแล้วต้องซื้อน้ำใช้ น้ำอาบ เที่ยวละ ๒๕๐ บาท แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งพุ่งขึ้นไปถึง ๓๕๐-๔๐๐ บาทเลย และถ้าบ้านไหนมีสมาชิกเยอะ ๔-๕ คน ใช้น้ำแค่ ๒-๓ วันก็หมดแล้ว แล้วก็ต้องสั่งมาใหม่ ชาวบ้าน ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ คน ต้องแบกรับภาระนี้กันมานานมากแล้วนะครับ ผมขอฝากเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยัง พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย ให้ส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดของท่านให้ช่วยมาดูแลแก้ไข อย่างจริงจัง แล้วก็ขอให้เป็นการแก้ไขแบบในระยะยาวแบบยั่งยืนด้วยนะครับ🔗
ส่วนเรื่องต่อไปผมขอฝากท่านประธานในส่วนของเกาะขามนะครับ เกาะขาม นี่ชาวบ้านอยู่กันมา ๑๐๐ กว่าปีเหมือนกัน เป็นหมู่ ๗ ของตำบลท่าเทววงษ์ ของในอำเภอ เกาะสีชังเหมือนกัน เป็นเกาะข้างเคียงกัน มีระยะห่างเพียงแค่กิโลเมตรเดียวเท่านั้น เป็นหมู่บ้านที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แต่บนเกาะไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องปั่นไฟ จุดตะเกียง อย่างไรก็ขอฝากให้ท่านประธานฝากไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกครั้งนะครับ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดูแลในเรื่องพลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นกังหันลม หรือโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ก็ดี เพื่อให้ชาวบ้านบนเกาะขามใหญ่ได้มีไฟฟ้าใช้เหมือนที่อื่น ๆ ขอบคุณท่านประธานมากครับ🔗
เชิญท่านอนันต์ ศรีพันธุ์ ส.ส. อุดรธานีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อนันต์ ศรีพันธุ์ จากพรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี เขต ๒ วันนี้มีเรื่องหารือท่านประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เรื่องเดียวครับคือเรื่องราคาข้าวตกต่ำของจังหวัดอุดรธานี ซึ่งขณะนี้จากราคาในท้องตลาดนั้นประมาณ ๗-๘ บาท แต่ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรนั้น ไร่หนึ่งตกประมาณ ๔,๒๐๐ บาท ถ้าขาย ๑ ไร่ เกษตรกรจะขาดทุนไร่ละ ๑,๘๐๐ บาท นี่ต่อไร่ นี่คือเสียงที่สะท้อนมาจากประชาชน ขอให้ท่านฟังคลิป (Clip) ตรงนี้นิดหนึ่งว่า เสียงสะท้อนจากชาวบ้านเขาว่าอย่างไรจากบ้านดอนกอยครับ🔗
นั่นล่ะครับ คือเสียงสะท้อนจากเกษตรกร ที่แท้จริงจากอำเภอพิบูลย์รักษ์ บ้านดอนกลอย หมู่ ๓ อันนี้อยากสะท้อนตรงนี้ให้รัฐบาล ได้ทราบว่าความยากจนของประชาชนนั้นมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าอย่างไร รู้ไหมครับ เขาบอกว่าราคาข้าว ๑ กิโลกรัม ถูกกว่ามาม่า ๑ ซอง อันนี้คือการเปรียบเทียบ ของประชาชน เพราะฉะนั้นผมเลยบอกว่า แม้แสงสูรย์ที่ลาลับ ทิวากลับเวียนเปลี่ยนมาใหม่ แต่ชาวนาผู้ยากไร้ เมื่อไรเล่าจะพ้นกรรม อันนี้คือคำถามครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปครับ ท่านสาธิต ส.ส. เพชรบุรี เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสาธิต อุ๋ยตระกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ มีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ถึงอธิบดีกรมทางหลวงชนบทขอให้เร่งรัดการก่อสร้างสะพานข้าม ทางรถไฟบริเวณบ้านบางควาย บนถนนหมายเลข พบ. ๑๐๐๑ และสะพานข้ามแยกทาง รถไฟถนนหมายเลข พบ. ๑๐๑๐ บ้านจอมพล อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพราะทุกวันนี้ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการสัญจรบริเวณดังกล่าว เนื่องจากผู้รับเหมาทำงานล่าช้า🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กรมทางหลวงชนบทสำรวจและออกแบบก่อสร้างถนนลาดยาง ทางหลวงหมายเลข ๔ เพชรเกษม-หนองศาลา-บ้านท่า รับโอนมาจากกรมทางหลวงตามโครงการ แลกเปลี่ยนถนนเดิมคือ ๓๑๗๔ ตั้งแต่ กม. ๖ บวก ๒๐๐ ระยะทางประมาณ ๘ กิโลเมตร ถึงชายทะเลบ้านท่า และของบประมาณก่อสร้างวงเวียนกลับรถแยกหน้าวัดบ้านท่า บนถนนหมายเลข สส. ๒๐๒๑ กม. ๗๔ ซึ่งปัจจุบันบริเวณดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จึงเรียนมาเพื่อของบประมาณจากกรมทางหลวงชนบท เพื่อดูแลชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้อง ชาวอำเภอชะอำ🔗
เรื่องที่ ๓ ถึงผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ท่านนิรุฒ มณีพันธ์ ขอให้ เร่งรัดงานก่อสร้างสะพานข้ามแยกทางรถไฟของจังหวัดเพชรบุรีตั้งแต่อำเภอเขาย้อย อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอบ้านลาด อำเภอชะอำ บริเวณงานก่อสร้างสะพานข้ามแยก ทางรถไฟบ้านหนองศาลา ชาวบ้านผู้สัญจรได้รับความเดือดร้อนเป็นเวลานานแล้วครับ งานก่อสร้างก็ยังไม่คืบหน้า จึงเรียนท่านผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยให้ช่วยสั่งการ เร่งรัดโครงการก่อสร้างนี้ด้วย ขอขอบคุณครับ🔗
ครับ จะเรียนเชิญอีก ๔ ท่าน มีท่านสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ส.ส. ศรีสะเกษ ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส. ราชบุรี ท่านมานพ คีรีภูวดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ ท่านเกษม ศุภรานนท์ นครราชสีมา เชิญท่านสุรชาติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากกำนันตำบลรุ่งระวี อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ และชาวบ้านเขิน ตำบลเขิน ว่าถนนจากบ้านสบาย ไปบ้านเขิน ช่วงออกจากบ้านสบายระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร ถนนสายนี้เป็น ถนนลาดยางซึ่งประชาชนใช้สัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นถนนสายหลัก ใช้เดินทางไปหลายอำเภอ พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนกับถนนสายนี้ เพราะเป็นหลุมเป็นบ่อ รถพังเสียหายมาหลายคันแล้ว รถเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากนายดาเรศ พลศักดิ์ ประธานวิสาหกิจ ชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมชนเผ่าลาว บ้านละทาย ชาวบ้านละทาย ตำบลละทาย อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นชนเผ่าลาวมีเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยว ในชุมชนท่องเที่ยวคือละทายโมเดล (Model) มีสินค้าชุมชนและนอกชุมชน ร่วมกัน เปิดตลาดท่องเที่ยววัฒนธรรม ในส่วนพี่น้องในชุมชนจัดกิจกรรมรับนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดที่มาท่องเที่ยวในชุมชนแห่งนี้ จะมีกิจกรรมมากมาย และในโอกาสนี้ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชุมชนแห่งนี้มีวัด แห่งศาสตร์พระราชา สู่อ้อมกอดของชาวชนเผ่าลาว ชุมชนละทายมีโฮมสเตย์ (Homestay) ที่พัก เช้ามีวัฒนธรรมตักบาตรตอนเช้า ช่วงกลางวันจะมีกิจกรรมต่าง ๆ ล่องแพ ไหว้พระ และกิจกรรมหลาย ๆ อย่างในภาคกลางคืน ก็มีกิจกรรมแสง สี เสียง เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้จัก ประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนแห่งนี้ ในโอกาสนี้ชุมชนละทายยังขาดงบประมาณในการจัด กิจกรรมต่าง ๆ ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาจัดสรรงบประมาณเพื่อไปสนับสนุนชุมชนแห่งนี้ เพื่อจะได้สร้างความรัก ความสามัคคีและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับพี่น้องชาวชุมชนละทายด้วยครับ และผมมีเอกสาร ส่งให้ท่านประธานทั้ง ๒ โครงการ ขอขอบคุณครับ🔗
นำเอกสารมาเลยครับ เชิญท่านอัครเดชครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมมีความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ๓ เรื่องมานำเรียนท่านประธาน เพื่อให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องรับดำเนินการแก้ไขครับ🔗
เรื่องแรก ถนนสาย รบ. ๒๐๑๔ ซึ่งเป็นสายที่เชื่อมต่อระหว่างตำบลเบิกไพร และตำบลหนองปลาหมอชำรุดและไม่มีไหล่ทางเวลาฝนตกน้ำท่วมขังที่บริเวณไหล่ทาง พี่น้องประชาชนเกิดอุบัติเหตุหลายครั้งเนื่องจากเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์ จึงขอให้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณาดำเนินการ เนื่องจากถนน เส้นทางดังกล่าวได้ถ่ายโอนภารกิจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับไปดูแลนะครับ🔗
ส่วนที่ ๒ ขอไฟสัญญาณจราจรไฟเขียว ไฟแดง บนถนนสาย นฐ. ๓๐๕๙ จุดตัดที่ กม. ๑๓+๗๐๐ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท ปัจจุบันนี้ จุดตัดดังกล่าวมีอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง จึงขอให้กรมทางหลวงชนบท โดยแขวงทางหลวงชนบทจังหวัดนครปฐม สังกัดกระทรวงคมนาคม พิจารณาดำเนินการ ทำไฟสัญญาณจราจรให้กับพี่น้องประชาชนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องการพัฒนาเขื่อนบริเวณแม่น้ำแม่กลองสายเก่าที่ตำบล คุ้งพยอม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เนื่องจากแม่น้ำแม่กลองนั้นปัจจุบันนี้บางจุด โดยเฉพาะที่บริเวณตำบลคุ้งพยอมมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางน้ำจึงทำให้บริเวณดังกล่าวนั้น เกิดการตื้นเขินแล้วก็รกร้าง จึงขอให้ทางกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาพัฒนาเป็นแหล่ง เก็บน้ำเพื่อการเกษตรและสันทนาการให้กับพี่น้องประชาชนในตำบลคุ้งพยอม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีด้วยครับ จึงขอกราบเรียนท่านประธาน ๓ เรื่อง กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป ท่านมานพครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ผมมีเรื่อง ปรึกษาหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ฝากไปถึงนายกรัฐมนตรีครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนไร้สัญชาติและ คนไร้รัฐ ท่านประธานครับ ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นกระบวนการ แก้ไขปัญหาที่ดีมาก แล้วก็เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายทั้งฝ่ายที่เป็นประชาชนแล้วก็ส่วนราชการ ปัญหาคืออย่างนี้ครับ คนที่รอคอยการพิสูจน์สิทธิเพื่อที่จะขอรับสัญชาติตอนนี้มีอยู่ ๘๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็แรงงานข้ามชาติซึ่งอาจจะมีลูกอยู่ในประเทศไทยมาเกิดในประเทศไทย อันนี้ ๒.๕ ล้านคน ผู้ลี้ภัยแสนกว่าคน คนไร้รัฐอื่น ๆ ที่มีปัญหาก็ประมาณ ๘๐,๐๐๐ คน ซึ่งคนเหล่านี้อยู่ในการคุ้มครองของกฎหมายฉบับนี้ ปัญหาคือว่าการดำเนินงานใช้กลไกปกติ คือฝ่ายปกครอง ปลัดอำเภอ ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือว่า ๑. บุคลากรน้อย ๒. อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือที่จะต้องใช้ร่วมกับหน่วยงานปกติไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ ข้อเสนอ ของเครือข่ายประชาชนที่มาร้องที่ผม ท่านประธานก็คือว่าอยากให้มีการดำเนินการแก้ไข ปัญหาเรื่องสัญชาติให้ตั้งโครงสร้างการบริหารจัดการพิเศษออกมาแยกออกจากฝ่ายปกครอง หรือปลัดอำเภอที่รับผิดชอบโดยปกตินะครับ แล้วก็สนับสนุนงบประมาณเครื่องไม้เครื่องมือ ที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ทันต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยกระบวนการ มีส่วนร่วม ซึ่งในส่วนของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ผมเข้าใจว่ามีข้อสรุปไปแล้วว่ากระบวนการที่จะแก้ปัญหาคือรัฐบาล จะต้องสนับสนุนเรื่องของงบประมาณ เครื่องไม้เครื่องมือ แล้วก็ตั้งกลไกพิเศษโดยกระบวนการ มีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ๒. มหาวิทยาลัยที่ดำเนินการเรื่องนี้ ๓. ก็คือเรื่องของ องค์กรพัฒนาเอกชน เอ็นจีโอ (NGO) ที่ทำงานเรื่องนี้และมีประสบการณ์ อันนี้ก็น่าจะเป็น กระบวนการที่จะสามารถแก้ไขคลี่คลายปัญหาในเรื่องนี้ได้รวดเร็วครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ต่อไป ท่านเกษม ศุภรานนท์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เกษม ศุภรานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ เขต ๑ จังหวัด นครราชสีมา เรื่องเดือดร้อนของครูบาอาจารย์ที่โคราช ท่านครับ เนื่องจากสหกรณ์ ออมทรัพย์ครูได้ทำประกันชีวิตกลุ่มชีวิตหมู่กับบริษัท เจ้าพระยาประกันภัย จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้ค้ำประกันแล้วก็สมาชิกในครอบครัว ปรากฏว่าวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๑ กระทรวงการคลังได้เพิกถอนบริษัท เจ้าพระยาประกันภัย จำกัด (มหาชน) แล้วก็สั่งปิดบริษัทและตั้งกองทุนประกันวินาศภัยเป็นผู้ชำระบัญชี ท่านประธานที่เคารพครับ ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้สมาชิกเดือดร้อน ๑๑๑ คน ท่านประธาน ไม่ได้เงินจากการประกันชีวิต ท่านครับ เดือดร้อนมาก ทั้งทายาทก็ดี ทั้งครูบาอาจารย์ก็ดีที่เกี่ยวข้องเดือดร้อนมาก ท่านประธาน ก็เลยอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เพื่อดูแลให้ความกรุณาตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าบริษัท เจ้าพระยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน) นี้ได้ล้มละลายไป แล้วก็ยังไม่ได้จ่ายเงินประมาณ ๗๕ ล้านบาท ท่านครับ กับจำนวนคนทั้งหมด ๑๑๑ ราย ท่านประธานที่เคารพครับ เดือดร้อนจริง ๆ ครับ เรื่องนี้ขอเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าครูบาอาจารย์ได้ทำหลักประกันชีวิต โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ครูโคราชต้องชื่นชม แต่เผอิญบริษัท เจ้าพระยาประกันภัย จำกัด (มหาชน) ล้มละลายไปครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องไฟฟ้าตก ไฟฟ้าดับ ผมได้เรียนท่านประธานมาครั้งหนึ่ง สมัยแรก ๆ หรือ ๒ ปีแล้วครับ ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ที่ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง นครราชสีมา เขต ๑ นครราชสีมา ก็ยังตก ก็ยังดับ ประชาชนยังเดือดร้อนอยู่เหมือนเดิม ท่านครับ แปลกครับท่านประธาน มันมี ภ.บ.ท. ๕ เขาไม่ยอมไปขยายเขต ไม่ยอมทำอะไร ให้เลยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนี่นะครับ ก็จะเรียนผ่านไปท่าน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา แล้วก็ท่านสมพงษ์ ปรีเปรม ซึ่งเป็นผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอยู่ ก็เรียนฝาก ด้วยความเคารพครับ ทั้ง ๒ เรื่องเป็นเรื่องที่ประชาชนเดือดร้อนแล้วก็ชาวบ้านเดือดร้อน จริง ๆ ก็ฝากมาเรียนท่านประธาน แล้วก็ฝากเรียนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทยด้วยความเคารพ เรียนฝากด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
อีก ๔ ท่าน คือ ท่านพิเชษฐ์ ส.ส. เชียงราย ท่านสมศักดิ์ ส.ส. ขอนแก่น ท่านสุรวิทย์ ส.ส. ชัยภูมิ ท่านนริศ ส.ส. พัทลุง เชิญท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากทางชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็นายกเทศบาล ตำบลไม้ยา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ว่าขอให้ขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยไม้ยา ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกมาสำรวจออกแบบ แล้วก็ อยากจะให้บรรจุในงบประมาณปี ๒๕๖๕ ได้เลยนะครับ เพราะว่าพร้อมแล้ว ชาวบ้าน เดือดร้อนมากเรื่องน้ำใช้ แล้วก็ขอให้ออกมาสำรวจขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยก้าง ที่ตำบลไม้ยา เหมือนกันนะครับ จากนั้นก็อยากจะให้ผันน้ำระบบท่อ จากฝายกั้นน้ำที่อำเภอเทิง ส่งตามระบบท่อมาที่ตำบลไม้ยา อำเภอพญาเม็งราย ถ้า ๓ อย่างนี้เกิดขึ้น ตำบลไม้ยา ก็จะหมดปัญหาเรื่องน้ำอย่างยั่งยืน แล้วก็พี่น้องตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของฝากมา ติดตามว่าท่าน ส.ส. ได้พูดหารือในสภามาหลายรอบแล้ว แต่ก็ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ออกไป สำรวจการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยป่าเมี่ยง ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ อย่างไรก็ขอให้ทาง กรมชลประทานได้เร่งออกมาสำรวจ เพราะว่าตำบลห้วยซ้อเป็นตำบลที่ใหญ่มาก แล้วก็ ขาดแคลนน้ำเป็นอย่างมาก🔗
สุดท้ายนะครับ พี่น้องจังหวัดเชียงรายฝากมาเรื่องข้าว ตั้งแต่ต้นฤดูจนถึง กลางฤดูนี้ข้าวก็ยังราคาถูกมาก ราคาที่ประกันรายได้ของรัฐบาล ข้าวเหนียว ๘๐๐ บาท ข้าวเจ้า ๑,๑๐๐ บาทนั้นมันไม่คุ้มเพราะว่าเป็นข้าวที่แห้ง ถ้าเกิดว่าข้าวแห้ง ๘๐๐ บาท หรือ ๑,๑๐๐ บาทมันไม่คุ้ม เขาเลยต้องขายข้าวสด ใช้รถเกี่ยวแล้วก็ขายไปเลย อย่างไรก็ขาดทุน ฝากรัฐบาลนะครับ อย่างน้อยคนละครึ่งสิกับชาวนา อย่าไปคนละครึ่ง กับวัยรุ่นเลย ชาวนาโทรศัพท์ก็ไม่มีใช้นะครับ ขอให้ช่วยชาวนาให้ราคาข้าวสูงขึ้นอีก ตอนนี้ลำบากมากขาดทุนนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไป ท่านสมศักดิ์ คุณเงิน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สมศักดิ์ คุณเงิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมใคร่ขออนุญาตเอาความทุกข์และความเดือดร้อนของ พี่น้องเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงโค กระบือ มาฝากท่านประธานเพื่อหาทางแก้ไขเยียวยา ท่านประธานครับ เดือนตุลาคมทั้งเดือนในพื้นที่ผมคือในพื้นที่อำเภอหนองเรือ ตำบลบ้านผือ หมู่ ๖ หมู่ ๗ หมู่ ๘ และหมู่ ๙ ๔ หมู่บ้านเกิดโรคระบาดให้โค กระบือ และแพะตาย เป็นจำนวน ๑๐๐ ตัว โดยไม่มีทางแก้ไขเยียวยาได้ทัน ต้องขุดใช้รถแบ็กโฮ ( Backhoe) ขุดหลุม แล้วฝังอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ของทางกรมปศุสัตว์ได้เดินทางไปดูแล แต่ก็เป็นไปด้วยความล่าช้า และไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ทันท่วงที เขาว่าเป็นโรคคอบวม โรคเฮโมรายิกเซฟติซีเมีย (Haemorrhagic Septicemia) ก็เป็นเรื่องที่ได้นำความสูญเสียมาให้กับพี่น้องเกษตรกร จำนวนทั้งหมด ๑๙ ครัวเรือน เป็นจำนวนโคทั้งหมด ๑๙ ตัว เป็นกระบือ ๗๗ ตัว เป็นแพะ ๓ ตัว รวมเป็นค่าเสียหายทั้งหมดประมาณ ๓,๔๐๐,๐๐๐ บาท เรื่องนี้ทางกำนันสุภาพ เสนาพล ท่านสารวัตรกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั้ง ๔ หมู่บ้านได้เข้ามาพบ แล้วก็ได้ยื่นเรื่องราวให้กับผม ได้นำมาหารือท่านประธาน บางคน โค กระบือ ตายยกคอก เรียกว่าหมด ถือว่าหมดไม้ หมดมือของพี่น้องเกษตรกร บางคนก็ตายไปครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นสถานการณ์เช่นนี้ ๑ เดือน เศษ ๆ ที่รอการช่วยเหลือเยียวยาจนบัดนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้รับการช่วยเหลือแก้ไข อย่างไร เพราะฉะนั้นกระผมใคร่ขออนุญาตกราบเรียนฝากท่านประธานด้วยความเคารพ ได้กรุณามอบให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กรุณาดูแล เยียวยา และชดเชยให้กับ พี่น้องเกษตรกรต่อไปด้วยจะเป็นพระคุณครับ🔗
ต่อไปท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมได้รับคำร้องจากพี่น้องชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ว่าขอให้กรมทางหลวง ได้อนุมัติงบประมาณโครงการก่อสร้างถนน ๔ เลน (4 Lane) ผ่านย่านชุมชนในเขตในช่วง อำเภอคอนสวรรค์ บริเวณหน้าโรงพยาบาลคอนสวรรค์ หน้าโรงเรียนชุมชนบ้านจอก และติดกับ ที่ว่าการอำเภอ ความยาว ๒ กิโลเมตร เป็นถนน ๔ เลน (4 Lane) มาตรฐานผ่านชุมชน พร้อมระบบไฟฟ้า ประปา🔗
เรื่องที่ ๒ พี่น้องประชาชนชาวอำเภอบ้านแท่นและอำเภอแก้งคร้อ เรียกร้อง ขอให้กรมทางหลวงได้ก่อสร้างไฟสัญญาณจราจร ไฟเขียว ไฟแดง ที่ในถนนสาย ๒๓๘๙ สายแก้งคร้อ-สามพาด ๒ แห่ง คือ ๑. บริเวณสี่แยกสถานีตำรวจภูธรตำบลหนองสังข์ซึ่งมี รถสัญจรมาก มีอุบัติเหตุบ่อย อันที่ ๒ ก็คือบริเวณสามแยกสามพาด อำเภอบ้านแท่น ซึ่งมีอุบัติเหตุ เร็ว ๆ นี้ก็ตายไปอีก ๑ คน รอคอยมานานครับไฟจราจร ๒ แห่งนี้🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก่อสร้างถนนคอนกรีต เสริมเหล็กเชื่อมจากบ้านหนองบัวบานเย็น ตำบลศรีสำราญ อำเภอคอนสวรรค์ มายัง บ้านหนองโนน้อย ตำบลโคกมั่งงอย อำเภอคอนสวรรค์ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ใช้ ในการสัญจรมาก รวมทั้งเป็นการขนส่งสินค้าการเกษตร เคยมีข่าวว่าจะได้รับงบประมาณ หลายครั้ง แต่ก็หายไป พี่น้องประชาชนรอคอยความหวังว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คงจะได้เห็นใจชาวอำเภอคอนสวรรค์ในการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กเส้นนี้ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป ท่านนริศครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนำซาก ดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ชนิดไทยซอรัส จงลักษมณี อายุ ๒๔๐ ล้านปี ที่ค้นพบที่ภูเขาทอง อำเภอควนขนุน เมื่อปี ๒๕๓๑ โดยกรมทรัพยากรธรณีได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ กลับสู่จังหวัดพัทลุง และให้ทำพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาใหม่เพื่อเก็บรักษาสิ่งนี้ไว้ ที่พัทลุง และให้สำรวจภูเขาใกล้เคียงทั้งที่เป็นภูเขาทั่วไปและภูเขาหินปูน คาดว่าจะมีการพบ ซากไดโนเสาร์ชนิดนี้อีกในพื้นที่จังหวัดพัทลุง🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดจัดทำประชาพิจารณ์การก่อสร้าง สนามบินพัทลุงที่กระผมได้พยายามผลักดันมาโดยตลอด โดยให้จัดทำเวทีที่ ๒ เวทีที่ ๓ และเวทีสุดท้ายโดยเร็ว เพราะเวทีที่ ๑ ที่ท่านถาวร เสนเนียม ได้ไปเป็นประธานเปิดเวทีนั้น ประชาชนได้ตอบรับและเห็นด้วยให้มีสนามบินพัทลุงเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และขอให้ ทำงานคู่ขนานโดยประสานส่วนราชการที่ครอบครองพื้นที่ที่มีความเหมาะสมให้เตรียมตัว จัดเตรียมการมอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมนั้นเพื่อทำสนามบิน เป็นการยกระดับ จังหวัดพัทลุงอีกระดับหนึ่งครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กระทรวงคมนาคมจัดทำโครงการพัฒนาย่านชุมชนบริเวณ พื้นที่บ้านควนแสวง อำเภอป่าบอน บ้านคลองนุ้ย อำเภอตะโหมด บ้านเขาหัวช้าง อำเภอตะโหมด เพราะชุมชนทั้ง ๓ ที่นี้เป็นชุมชนขนาดใหญ่ เป็นลักษณะเมืองแล้วมีสภาพ ร้านค้า แล้วก็ติดกับถนนทางหลวง เพื่อความสวยงามเป็นระเบียบของบ้านเมือง จึงขอให้ จัดทำเป็นโครงการพัฒนาถนนย่านชุมชน กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไป เชิญคุณเท่าพิภพครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แทนคุณเท่าพิภพครับ ขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาที่ผมเคยหารือเกี่ยวกับสะพาน ของพี่น้องชาวมอแกนจังหวัดระนองที่ไม่สามารถสร้างสะพานให้เสร็จเพื่อนักเรียนและผู้คน ที่เดินทางที่อยู่ที่จังหวัดระนองได้เดินทางข้ามไปมาได้ ปัจจุบันก็ยังใช้แพลาก แล้วก็มี เชือกลาก การเดินทางของทั้งนักเรียนและพี่น้องประชาชนยังลำบากอยู่ ยังไม่สามารถแก้ไข ปัญหาการสัญจรไปมานะครับ สะพานที่สร้างเอาไว้ก็เหลือเฉพาะตอม่อแล้วก็เสาเป็นเวลา ปีกว่าแล้วที่เคยหารือในสภาแห่งนี้ แต่ว่าไม่ได้รับการเหลียวแล ก็อยากจะฝากไปถึงรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง รวมถึงการออกบัตรประจำตัวประชาชนของพี่น้อง คนเผ่ามอแกนหรือเผ่ามอแกลนที่ลำบากที่จะต้องเดินทางมาแสดงตัวที่ว่าการอำเภอ ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายมากมาย แทนที่อำเภอจะช่วยอำนวยความสะดวกที่จะไปให้บริการ ถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพราะยังมีพี่น้องประชาชนที่ถือบัตรประชาชนหมายเลข ๐ แล้วก็ยังไม่มีบัตรประชาชนเพื่อที่จะเข้ารับบริการ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาลหรือ สวัสดิการของรัฐต่าง ๆ ก็ฝากให้ท่านประธานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดระนองช่วยดูแล เรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
อีก ๔ ท่าน นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร ท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ และท่านวัฒนา สิทธิวัง เชิญท่านวัชรพล โตมรศักดิ์ ส.ส. นครราชสีมาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ โคราช ชาติพัฒนา🔗
ผมมีเรื่องกราบฝากท่านประธาน ๑ เรื่องไปถึงกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งสิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานนี้ถือว่าเป็นความคิด ความต้องการของพี่น้องในเขต ๒ ข้างสถานีรถไฟ สิ่งที่ผมนำเรียนท่านประธานครับ ก็คือในขณะนี้ในการก่อสร้างในเรื่องของรางรถไฟก็ดี สถานีรถไฟก็ดี ก็จะมีการปรับปรุงขยายออกเพื่อจะให้มันกว้างขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ทางชุมชน และผมเองได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมกับทางชุมชนที่ได้จัดงาน ๒ ข้างทางรถไฟ ที่ท่านประธาน เห็นรูปในขณะนี้ครับ มีอาคารสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสถานีรถไฟมีอายุเก่าแก่ ๘๐ ปีบ้าง ๑๐๐ กว่าปีบ้าง จำนวนหลายสิบสถานี บนเส้นทางที่ก่อสร้างกันนับเนื่องเป็นเวลา ๑๐๐ กว่าปี ผมเองจึงมีความคิดเห็นร่วมกันว่าในขณะนี้สถานีรถไฟเหล่านี้จะถูกรื้อถอนออก เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ไหมที่ทางกระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้โปรดพิจารณาในการที่จะนำอาคาร สถานที่ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ขยับและก่อสร้างใหม่ ขยับออกไปให้คงรูปเดิมเพื่อที่จะให้เป็นอุทยาน เป็นสิ่งอนุรักษ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นเรื่องของการท่องเที่ยว ท้ายที่สุดครับ รถไฟไทยมีหัวรถจักร มีตู้ขบวนรถไฟต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งเก่าแก่ ถ้ามีการย้ายสถานีรถไฟเหล่านี้ไปไว้ในที่ข้างกันที่ไม่ติดกับการก่อสร้างแล้ว อยากที่จะเห็นหัวรถจักรหรือขบวนรถไฟต่าง ๆ นำมาแสดง เพราะการที่เราทำอย่างนี้ ก็จะทำให้เกิดการท่องเที่ยว อีกไม่นานรถไฟความเร็วสูงเสร็จพี่น้องประชาชนก็จะหลั่งไหล ไปท่องเที่ยว ก็จะกลายเป็นการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในลำดับต่อไป ขอขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ อำเภอ กบินทร์บุรี อำเภอนาดี พรรคภูมิใจไทยครับ วันนี้ผมมีเรื่องที่จะปรึกษาหารือ ได้รับ คำร้องเรียนมาจากท่านอดีตสมาชิกวุฒิสภา ท่านกำพล ภู่มณี จังหวัดปราจีนบุรี องค์การ บริหารส่วนตำบล และประชาชน ในเรื่องของโครงการปรับปรุงพัฒนาพิพิธภัณฑ์ เหมืองทองคำ บ้านบ่อทอง ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากว่า เหมืองทองคำในกบินทร์บุรีนี่สร้างขึ้นโดยพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อปี ๒๔๑๖ บัดนี้เวลาล่วงมา ๑๕๐ ปีแล้ว เหมืองทองคำนี้เป็นเหมืองทองคำแห่งแรกของประเทศไทย ที่ได้นำเทคโนโลยีมาจาก ต่างประเทศที่ทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ปัจจุบันนี้ได้ผ่านกาลเวลาล่วงเลยมา สภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ขาดการทำนุบำรุงให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลและประชาชนได้เห็นพ้องต้องกันว่าสมควรที่จะมีการพัฒนา บูรณะซ่อมแซมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาติ ตลอดจนได้มี การบูรณะส่งเสริมเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืนต่อไป ดังนั้นจึงกราบเรียนมายัง ท่านประธานสภาที่เคารพผ่านไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในจังหวัดปราจีนบุรีช่วยจัดสรรงบประมาณในการที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้เป็น การส่งเสริมการทำงานให้กับชุมชนและสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อประโยชน์และความยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นสมบัติของชาติที่ให้ระลึกถึงความสำคัญของเหมืองทองคำต่อไปในอนาคต ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ ส.ส. ชลบุรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีข้อหารือเกี่ยวกับเรื่อง ความกังวลในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุในพื้นที่อำเภอสัตหีบ คือสถานภาพของการดูแล ผู้สูงอายุในด้านการแพทย์ ยกตัวอย่างในบ้านของผมมีทั้งหมด ๕ ตำบล ตำบลสัตหีบ นาจอมเทียน บางเสร่ แสมสาร และพลูตาหลวง จากสถิติข้อมูลอำเภอสัตหีบนั้นมีจำนวน ผู้สูงอายุสูงถึง ๑๗,๔๕๒ ท่าน เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรของบ้านผม ๑๖๕,๙๖๒ คน เกือบ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุครับ แบ่งเป็นกลุ่มติดสังคม ติดบ้านและติดเตียง และจากข้อมูลสถิติทางการแพทย์ที่ผมหยิบมาจากโรงพยาบาลสัตหีบ กม. ๑๐ มีจำนวนผู้เข้าบริการถึง ๑๔,๕๕๐ ท่าน และจำนวนเข้าถึงนั้นมีการรับบริการถึง ๒๘,๔๔๑ ท่าน หรือเฉลี่ยวันละ ๗๗ ท่าน และโรคที่พบมากที่สุดคือโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคตา โรคปอด โรคทางเดินหายใจ หลอดเลือดสมอง และอัมพฤกษ์ อัมพาต ท่านประธานครับ อย่างว่าครับบุคคลเหล่านั้นถ้าคือพ่อแม่ของเราใคร ๆ ก็รักแล้วเรา ก็อยากให้เขาได้พบสิ่งที่ดีที่สุดครับ เป็นไปได้ไหมถ้าเราจะมีการพัฒนาและยกระดับ การรักษาดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรมครับ ผมขอเสนอ🔗
ข้อแรก การสร้างคลินิกพิเศษสำหรับผู้สูงอายุครบวงจร โดยออกแบบ ที่คำนึงถึงผู้สูงอายุเป็นหลัก หรือการมีช่องทางบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุครับ🔗
ข้อที่ ๒ การออกสวัสดิการค่ารักษาสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ เช่นกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงซึ่งมีค่าใช้จ่ายอย่างมากครับ และโดยเฉพาะเรื่องการดูแลรักษาแผล ผู้เป็นโรคเบาหวาน ไฮเพอร์บาริกแชมเบอร์ (Hyperbaric Chamber) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ตอนนี้ยังเบิกจากกรมบัญชีกลางไม่ได้ครับ🔗
และข้อสุดท้าย ช่วยบรรจุยาในกลุ่มวิตามินเข้าสู่สิทธิข้าราชการและ ประชาชนทั่วไปให้สามารถเบิกได้ เพราะปัจจุบันไม่สามารถเบิกจากกรมบัญชีกลาง ด้วยเช่นกันครับ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าค่าใช้จ่ายในการป้องกันนั้นถูกกว่าค่าใช้จ่าย ในการรักษาและเป็นวิธีที่ยั่งยืนแน่นอน ดังนั้นผมจึงใคร่ขอท่านประธานผ่านไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้พิจารณาทั้ง ๓ ประเด็นด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านสุดท้ายครับ ท่านวัฒนา ส.ส. ลำปาง เชิญครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวัฒนา สิทธิวัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดลำปาง ท่านประธานครับ ขอหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกรมชลประทาน ที่อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ได้มีกำนัน สงวน คำวรรณ์ ได้ร้องเรียนผ่านมายังกระผมว่าที่อำเภอสบปราบ ทั้งอำเภอไม่มีฝายกั้นน้ำ ทำให้ราษฎรในเขตพื้นที่อำเภอสบปราบ ตำบลแม่กัวะ ตำบลสบปราบ ไม่มีฝายกั้นน้ำ ทำให้ราษฎรเดือดร้อนไม่มีน้ำที่อุปโภคและบริโภค ถ้าหากว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องคือกรมชลประทานไปแก้ปัญหาให้ชาวบ้านกั้นฝายกั้นน้ำที่ลำน้ำแม่วัง ซึ่งน้ำแม่วัง เป็นลำน้ำไหลผ่านจังหวัดลำปาง อำเภอสบปราบก็เช่นเดียวกันน้ำแม่วังไหลผ่านแต่ไม่มี การกักเก็บน้ำ ถึงฤดูแล้งมาชาวบ้านก็ช่วยกันหากระสอบทรายมากั้นลำน้ำแม่วังเพื่อสูบน้ำ ในการเกษตรและน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งก็เป็นปัญหามาเรื้อรังมาเป็นหลายปีก็ไม่สามารถ แก้ปัญหาให้กับชาวบ้านได้ วันนี้ผมจึงขอนำเรียนผ่านไปยังท่านประธานสภาไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องคือกรมชลประทานเข้ามาแก้ไขความเดือดร้อนให้กับพ่อแม่พี่น้องชาวอำเภอสบปราบ ทั้งอำเภอซึ่งไม่มีน้ำในการอุปโภคและบริโภค ขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถ้าหากว่า ได้รับการแก้ไขสร้างฝายกั้นน้ำให้กับพ่อแม่พี่น้องชาวอำเภอสบปราบก็จะเป็นการแก้ไข ความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมากครับ วันนี้จึงขอนำเรียนฝากท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
เป็นการจบการปรึกษาหารือตามข้อบังคับเรียบร้อยแล้วนะครับ🔗
ขณะนี้มีท่านสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุม จำนวน ๒๖๓ ท่านนะครับ เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิก ที่เรามีอยู่ในสภา ถือว่าครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ดังนั้นผมจะขอเปิดการประชุม ตามระเบียบวาระต่อไป ขอเข้าสู่ระเบียบวาระกระทู้ถามเลยนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗
๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗
๑.๑.๑ กระทู้ถาม ที่ ๑๐๐ ส. (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ตอบ🔗
ผมขอ กระทู้ถามสดด้วยวาจาฉบับที่ ๓ ของท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขึ้นมาถามก่อนนะครับ เพราะว่าท่านรัฐมนตรีประสานมาว่ามีภารกิจที่ต้องรีบเดินทางไปทำภารกิจต่อไปในช่วง ชั่วโมงข้างหน้านี้ ท่านสมาชิกคงไม่ขัดข้องนะครับ🔗
ถ้าอย่างนั้นขอเชิญท่านสาทิตย์ถามเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมขอโอกาส ที่จะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนคนยากคนจน ผู้ไม่มีที่ดินทำกินและได้เรียกร้องให้มี นโยบายโฉนดชุมชุมมาตั้งแต่ยุคที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้จัดให้มีโฉนดชุมชน ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สามารถที่จะได้รับสิทธิเข้าไปอยู่ ทำกินในที่ดินที่เป็นของรัฐและมีสิทธิอย่างถูกต้อง เพื่อมาถามท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ ประธานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือคาดหวังว่าจะได้ถามรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งซึ่งอยู่ในคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติ เรื่องนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีการเสนอให้ยกเลิกโฉนดชุมชน ซึ่งผมถือว่า เป็นการรอนสิทธิและเป็นการพรากสิทธิโดยสมบูรณ์ของพี่น้องประชาชนที่ได้รับโฉนดชุมชน ไปแล้ว ประเด็นที่ผมจะถามท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งวันนี้มีท่านรัฐมนตรีมาตอบ ก็คือในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบาย แนวทาง และมาตรการ การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน โดยมีท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม เป็นประธาน ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการเสนอโดยเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติซึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ ให้ยกเลิกโฉนดชุมชน โดยในข้อเสนอนั้น เสนอให้ที่ประชุมเห็นชอบในการเสนอยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัด ให้มีโฉนดชุมชนปี ๒๕๕๓ และในกรณีที่พื้นที่ที่ประชาชนได้รับโฉนดชุมชนไปแล้ว ซึ่งได้รับ ไปแล้วทั้งสิ้น ๔ ชุมชน ให้กลับไปอยู่ดำเนินการตามเงื่อนไขและข้อกำหนดการใช้ที่ดินตามที่ ได้รับอนุญาตจากหน่วยงาน ความหมายก็คือว่าคนที่ได้โฉนดชุมชนไปแล้วถูกเสนอให้ยกเลิก และที่ดินแปลงนั้นกลับไปเป็นของรัฐต่อไป ซึ่งขณะนี้ได้สร้างความหวั่นไหวและได้สร้าง ความไม่พอใจให้กับพี่น้องประชาชน ภาคประชาชนในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคม ที่เป็นธรรมอย่างมาก เนื่องจากว่าโฉนดชุมชนนั้นเป็นนโยบายที่ภาคประชาชนได้เสนอ มายาวนานและมาทำสำเร็จในยุคเมื่อปี ๒๕๕๓ ยุคปี ๒๕๕๔ มีการดำเนินการต่อเนื่อง ในยุค คสช. ให้เพิ่มเติมไปอีก ๒ ที่ เป็น ๔ ที่ ทั้งที่ชุมชนคลองโยงที่นครปฐม ชุมชนแม่อาว จังหวัดลำพูน ชุมชนใหม่ป่าฝาง จังหวัดลำพูน ชุมชนบ้านธาตุขิงแกง จังหวัดลำพูน และยังมีที่อีก ๔๘๖ ชุมชนที่รอการดำเนินการอยู่ โดยหนังสือที่มีการเสนอโดยเลขาธิการนั้น เสนอให้อนุกรรมการกลั่นกรองยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยโฉนดชุมชน และให้คนที่ได้โฉนดชุมชนไปแล้วต้องไปอยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงาน ผมขอสอบถามเป็นการเบื้องต้นว่ารัฐบาลจะดำเนินการหรือมีแนวนโยบายที่จะยกเลิก โฉนดชุมชนให้ชาวบ้านกลับไปอยู่ภายใต้สถานะดั้งเดิม ซึ่งไปบุกรุกที่ดินของรัฐทั้งที่เขา ได้รับสิทธิแล้วตามที่มีการเสนอนี้หรือไม่ครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายจาก ท่านนายกรัฐมนตรีให้ตอบกระทู้ถามสดของท่านสมาชิก ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขออภัย ที่เอ่ยนาม เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นห่วงในกรณีเรื่องโฉนดชุมชนนะครับ ในเบื้องต้นต้องขออนุญาต เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านไม่มีนโยบายที่จะทำให้พี่น้องประชาชนนั้นเดือดร้อนจากนโยบายที่ได้ ดำเนินการมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเรื่องโฉนดชุมชน ในปัจจุบันตามที่ ท่านสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ปัจจุบันนั้นโฉนดชุมชนได้ให้ไปทั้งหมดแล้ว ๔ พื้นที่ ที่จังหวัดนครปฐม ๑,๘๐๐ กว่าไร่ สมาชิก ๒๐๐ เกือบ ๓๐๐ ท่าน ที่ลำพูนอีก ๑๔๐ กว่าไร่ สมาชิก ๑๘๐ กว่าท่าน จังหวัดลำพูนอีกเหมือนกันที่มีสมาชิกอีกประมาณ ๕๐๐ กว่าท่าน แล้วก็ที่จังหวัดลำพูนอีกเช่นกันอีก ๘๐ กว่าท่าน ต้องเรียนว่า ๔ พื้นที่ที่ได้รับโฉนดชุมชนไปแล้ว ทุกอย่างการทำงานยังเหมือนเดิม พี่น้องประชาชนยังมีสิทธิในการที่จะทำกินนะครับ แล้วก็ โฉนดชุมชนนั้นก็ยังเป็นของชุมชนอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้มีการยกเลิกแต่ประการใด เพียงแต่ว่า การทำงานภายใต้กรอบคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติหรือ คทช. นั้นได้มีการกำหนดแนวทาง ที่ทำให้สโคป (Scope) ของงานหรือว่าแนวทางการทำงานของ คทช. นั้นกว้างกว่าของ โฉนดชุมชน เพราะว่าก่อนที่จะมี คทช. นั้นครับท่านประธาน ขออนุญาตฝากเรียนไปยังท่านสมาชิกว่า ภายใต้กรอบการทำงานของโฉนดชุมชนนั้นพื้นที่บางพื้นที่ยังจะไม่สามารถเข้าไปใช้ได้ แต่ว่าพื้นที่ภายใต้การทำงานของ คทช. นั้นรวมไปถึงพื้นที่ของป่าสงวน แล้วก็อีกหลาย ๆ พื้นที่ อย่างเช่นพื้นที่ลุ่มน้ำ ๑ เอ (1A) ๑ บี (1B) ที่ทำให้สโคป (Scope) การทำงานตะกร้า ของพื้นที่ที่จะให้พี่น้องประชาชนได้ทำกินนั้นมีเพิ่มขึ้น ที่สำคัญที่สุดขอยืนยันนะครับว่า ไม่มีแนวคิดที่จะยกเลิกแนวคิดหรือการทำงานนโยบายของโฉนดชุมชน พี่น้องประชาชน ที่ได้สิทธิทำกินไปแล้ว ย้ำว่าได้สิทธิทำกินนะครับ ไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ ยังใช้นโยบายเดิม แล้วก็ยังทำงาน ทำมาหากินบนที่ดินดังกล่าวได้เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าพอมีการทำงานของ คทช. ขึ้นมา จากนี้เราไม่ได้มีการให้โฉนดชุมชนเพิ่ม แต่จะเป็นการทำงานในมุมมอง ในมิติ ของ คทช. ที่จะให้พี่น้องประชาชนนั้นได้สิทธิทำกินเช่นเดียวกันกับโฉนดชุมชน ขออนุญาต กราบเรียนเบื้องต้นเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านสาทิตย์ถามครั้งที่ ๒ ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้ฟัง ท่านรัฐมนตรีได้ตอบกระทู้ถามนี้ก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่ก็ถือว่ายังไม่ได้เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้น อย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยที่สุดท่านก็ย้ำว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองไม่มีนโยบาย ที่จะยกเลิกโฉนดชุมชนซึ่งผมถือว่าเป็นคำมั่นสัญญาที่ท่านรัฐมนตรีในฐานะตัวแทน ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ต่อสภาแห่งนี้ และพี่น้องประชาชนที่เขาติดตามดูอยู่เขาจะได้ รับรู้ว่าจะไม่มีการยกเลิกโฉนดชุมชน ผมเรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการชงหนังสือ ให้กับคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายของ คทช. วันที่ ๓๐ นี้ ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาอย่างมาก ในกลุ่มพี่น้องประชาชนที่เรียกร้องเรื่องปฏิรูปที่ดินครับ เพราะเขาถือว่าเป็นการหักหลัง พี่น้องประชาชน ผมเรียนท่านประธานว่าหักหลังอย่างไร ซึ่งผมจะตั้งคำถามกับท่านรัฐมนตรี ให้ตอบด้วย ก็คือว่าขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมซึ่งเป็นกลุ่มประชาชน ที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน กลุ่มคนยากคนจนจากทั่วประเทศรวมตัวกัน เขามีการประชุม ร่วมกับท่านรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประทานโทษ เอ่ยนามท่าน เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ปี ๒๕๖๓ ที่เพิ่งผ่านมานี้เองครับ แล้ว ขปส. หรือขบวนการ ประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมเขาเรียกร้องว่ารัฐบาลจะทำ คทช. ก็ทำไป แต่ให้ทำโฉนดชุมชน ควบคู่กันไปด้วย ให้ถือหลักการตามนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีประวิตรก็สั่งการในที่ประชุม ให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนซึ่งมีท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ประทานโทษ เอ่ยนามท่านด้วย โดยมีแนวทางว่าให้รับข้อร้องเรียนนี้ไป แล้วให้คณะอนุกรรมการ ชุดท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส นำเสนอต่อคณะอนุกรรมการ คทช. เรื่องกฎหมายดำเนินการ ตามแนวที่ประชาชนเขาเรียกร้อง นั่นก็คือทำเรื่องโฉนดชุมชน ไม่มีการยกเลิก ควบคู่กันไปกับ คทช. แต่ปรากฏว่าพอมีหนังสือจากเลขานุการของคณะกรรมการ คทช. คือคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติชุดใหญ่ตามหนังสือที่ผมได้เรียนกับท่านประธานไปแล้วกลับตรงกันข้าม กับที่มีการพูดจาตกลงกันไว้กับพี่น้องประชาชน นั่นก็คือจะดำเนินงานโฉนดชุมชน ควบคู่กันไปด้วย คำถามก็จะมีต่อมาว่าถ้าเกิดไปยกเลิกและกลับไปใช้แนวทางเดิมนั้น ที่คลองโยงก็จะกลับไปอยู่ภายใต้ที่ราชพัสดุ ที่แม่อาว ที่พระธาตุขิงแกง และที่อื่น ๆ ก็จะกลับไปอยู่ภายใต้ที่ดินของ ส.ป.ก. ซึ่งหลักเกณฑ์ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิงเลย ราชพัสดุ ให้เช่า ส.ป.ก. ให้ที่ ๕ ไร่บวก ๑ ไร่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เขาได้ และสิทธิเขา ได้เต็มอยู่แล้ว ที่สำคัญคือคลองโยงนั้นไม่ใช่ที่ราชพัสดุ เดิมเป็นที่เอกชนที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดิน มีคนเช่านา ชาวบ้านจะขอซื้อ ผู้ขายต้องการจะขาย ชาวบ้านไม่มีเงิน ไปยืมเงินกองทุนหมุนเวียนของรัฐ โดยมีการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ แล้วกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไปช่วยกู้ยืมเงินจากรัฐ ชาวบ้านใช้เงินจนหมดแล้วไปมีมติ ครม. ปี ๒๕๔๔ ว่าที่ใดก็ตาม ที่ซื้อโดยใช้เงินจากรัฐให้ตกเป็นที่ราชพัสดุซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชน เพราะเขาเป็นคน ใช้เงินคืนกองทุนหมุนเวียนจนหมด แต่ชาวบ้านไม่ต้องการสิทธิปัจเจก มาถึงยุครัฐบาล คุณอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายโฉนดชุมชนเขาก็เห็นด้วยเพื่อรักษาที่ดิน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอนอกจากกลับคำที่ให้ไว้กับประชาชนแล้ว ที่อย่างที่ที่คลองโยงชาวบ้านจะรู้สึกว่ารัฐกำลังปล้นประชาชนด้วย คำถามผมก็จะมีต่อว่า ถ้าท่านรัฐมนตรีตอบในนามท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีนโยบาย แล้ววันที่ ๓๐ พฤศจิกายนนี้ที่เป็นอนุกรรมการมีการประชุม มีการหยิบยกหัวข้อยกเลิก โฉนดชุมชนนี้ไปแล้ว ในฐานะที่ท่านเป็นตัวแทนท่านนายกรัฐมนตรีแล้วยืนยันว่านายกรัฐมนตรี ไม่มีนโยบายจะไปยกเลิกโฉนดชุมชนนั้นท่านจะดำเนินการอย่างไรจากวันนี้ เพื่อที่จะให้ทาง อนุกรรมการ คทช. ชุดนั้นได้รับทราบแนวทางท่านนายกรัฐมนตรีและดำเนินการไม่มี การยกเลิกโฉนดชุมชน ทำโฉนดชุมชนควบคู่กันไปกับ คทช. ขอได้โปรดกรุณาท่านประธาน ว่าได้ตอบให้พี่น้องประชาชนและสภานี้ได้เกิดความมั่นใจว่าจะดำเนินการอย่างนั้นจริง ๆ ได้อย่างไรครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีวราวุธครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา ขออนุญาต ตอบในส่วนของที่ท่านสมาชิกได้ถามเมื่อสักครู่นะครับ ต้องขอบคุณท่านสาทิตย์ที่ข้อมูลท่าน แม่นดีจริง ๆ ขอบคุณมาก แล้วก็ทำให้ผมเองก็ต้องเร่งทำการบ้านมาตอบท่านสมาชิก เช่นกันนะครับท่านประธาน ในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน เหลือเวลาอีก ๕ วันที่จะมีการประชุม ก็ได้รับรายงานจากทางเจ้าหน้าที่ว่ากรณีที่มีการชงเอกสารขึ้นมาแล้วทำให้พี่น้องประชาชน กลุ่มพีมูฟ (P-move) ที่ได้ร่วมประชุมกับท่าน สร. ๒ ไปนั้นมีความเป็นห่วงว่าจะมี การยกเลิกแนวความคิดหรือว่านโยบายโฉนดชุมชน ตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่แก้รายละเอียด การประชุมแล้ว จะไม่มีการยกเลิกหรือการพิจารณาเรื่องโฉนดชุมชนนะครับ แล้วก็ขอให้ ความมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นที่คลองโยง ที่แม่อาว ที่ป่าฝาง หรือว่าที่ บ้านธาตุขิงแกง ที่ได้โฉนดชุมชนไปแล้วนั้น สิทธิแล้วก็การทำงานหรือว่าการที่ท่าน ใช้ประโยชน์อยู่นั้นจะเหมือนเดิม ที่ที่ท่านได้ไปแล้วก็จะไม่ได้กลับไปอยู่ในส่วนของราชพัสดุ หรือปฏิรูปที่ดินก็จะอยู่ภายใต้การทำงานของ คทช. เพราะว่าปัจจุบันนั้นภายใต้การทำงาน ของ คทช. นั้นมีการอนุญาตให้ชุมชนได้เข้าไปทำกินแล้วถึงเกือบ ๑๐๐ ชุมชน แถมเป็นที่ ในป่าสงวนด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อก่อนนี้ภายใต้กรอบการทำงานในระบบอื่นไม่สามารถ เข้าทำได้ แต่ภายใต้การทำงานของ คทช. นั้นอย่างที่ผมได้กล่าวไปเบื้องต้นว่าตะกร้า ของที่ดินปริมาณที่ดินที่จะสามารถให้พี่น้องประชาชนเข้าไปทำกินได้นั้นจะเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของป่าสงวน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของป่าชายเลน และอีกหลาย ๆ พื้นที่ ดังนั้นใน ๔ พื้นที่ที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปเบื้องต้น ที่คลองโยง แม่อาว ป่าฝาง บ้านใหม่ ป่าฝาง แล้วก็บ้านธาตุขิงแกงนั้นจะยังทำได้เหมือนเดิม ไม่ได้มีการโอนกลับไปให้ของรัฐ หรืออย่างไร ดังนั้นที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงครับท่านประธานว่าทางราชการจะนำเอาที่คืน หรือไปปล้นประชาชนนั้นไม่มีแนวคิดเช่นนี้นะครับ พี่น้องประชาชนยังทำได้อยู่แล้วก็ เอกสารที่จะมีการประชุมในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ก็จะมีการปรับเปลี่ยน ดังนั้น ก็จะได้สบายใจกันทุกฝ่ายครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านสาทิตย์เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต ใช้คำนี้ว่าต้องให้ได้อย่างนี้ครับ แล้วก็ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรี ในนามของพี่น้องประชาชน กับในส่วนของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมด้วยว่า ต้องแบบนี้ครับ ทันใจก็คือยอมรับข้อเสนอของพี่น้องประชาชน จริง ๆ แล้วมันยังมีอีก ๒ ประเด็นท่านครับ ซึ่งผมอาจจะถือโอกาสนี้ฝากท่านไปก็คือว่า ๑. อยากให้ดำเนินการ เรื่องโฉนดชุมชนใน ๔๘๖ ชุมชนนำร่องในแนวทางโฉนดชุมชน ซึ่งจะต่างกับ คทช. ก็คือ โฉนดชุมชนนั้นรองรับสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญด้วย กับประการที่ ๒ คือมีแนวคำเสนอแนะ ของผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งได้นำเสนอถึง คทช. ในการจัดดำเนินการเรื่องที่ดินไว้ด้วย ก็ขอให้ ทางท่านรัฐมนตรีได้กรุณารับไปใน ๒ ประเด็นนี้ก็คือประเด็นเรื่องโฉนดชุมชนทำต่อ ใน ๔๘๖ ชุมชน และยังมีประเด็นที่ ขปส. เขาเรียกร้องอีกหลายประเด็นซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย แต่ผมจะไม่ยกขึ้นมาถามในวันนี้ กับ ๒. ก็คือดำเนินการตามแนวของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งส่งไปถึง คทช. แล้ว ผมถือโอกาสนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมรู้สึกสบายใจขึ้น ก็อยากจะกราบเรียนพี่น้องประชาชนที่รับฟังเรื่องนี้อยู่ว่าบัดนี้รัฐบาลเขาให้คำมั่นสัญญาแล้ว ว่าจะไม่มีการยกเลิกโฉนดชุมชน และจะดำเนินการต่อตามที่พี่น้องประชาชนเรียกร้อง ขอบพระคุณมากครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีอีกครั้งครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา ต้องกราบขออภัย ท่านสมาชิกที่ต้องเลื่อนกระทู้ของท่านขึ้นมาเป็นกระทู้แรก เพราะว่าผมเองก็มีกระทู้เฉพาะ อยู่อีกเหมือนกันนะครับ แล้วก็เพิ่งได้รับการมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีมา ต้องกราบ ขออภัยที่อาจจะข้อมูลไม่ครบถ้วน แล้วก็ต้องเลื่อนกระทู้ของท่านขึ้นมา ส่วนข้อที่ท่าน ได้ฝากไว้ในกรณีของการดำเนินการตามโฉนดชุมชนทั้ง ๔๘๖ ชุมชน แล้วก็ในส่วนของ ข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น ขออนุญาตรับเป็นการบ้านแล้วก็จะนำไปเสนอ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ท่านได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่ และถ้ามี ประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตัวผมเองก็จะน้อมรับไป แล้วก็รีบนำไปแก้ไข ขอยืนยันว่ารัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรามีแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ได้สร้างปัญหาครับ ขอบพระคุณครับ🔗
จบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของท่านสาทิตย์นะครับ🔗
ต่อไปเป็นกระทู้ถามสดด้วยวาจาของท่านมนพร เจริญศรี ผมขออนุญาต ไว้สุดท้ายได้ไหมครับ เพราะว่าท่านรัฐมนตรีที่ต้องตอบ ท่านสมศักดิ์ยังอยู่ในห้องตอบกระทู้ แยกเฉพาะอยู่นะครับ อีกสักครู่คงจะเข้ามา ดังนั้นผมขออนุญาตนำกระทู้ถามสดของ ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ซึ่งถามท่านนายกรัฐมนตรี🔗
๑.๑.๒ กระทู้ถาม ที่ ๐๙๙ ส. (นายชลน่าน ศรีแก้ว เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงกลาโหม เป็นผู้ตอบ🔗
ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านอยู่ที่นี่แล้ว ฉะนั้นขออันนี้ขึ้นมาก่อนนะครับ เชิญท่านชลน่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่กรุณาบรรจุกระทู้ถามสดด้วยวาจาของผมเข้าสู่วาระการถามกระทู้ ต้องขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีประจำกระทรวงกระทู้นะครับ ขออนุญาต เรียกอย่างนี้ด้วยความภาคภูมิใจครับ ผมเห็นรัฐมนตรีที่มีความสนใจและให้ความใส่ใจกับ สภาผู้แทนราษฎรเรา ท่านรัฐมนตรีชัยชาญ ช้างมงคล ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ถือว่าเป็น รัฐมนตรีที่มีความรับผิดชอบต่อสภามากที่สุด และก็มาตอบทุกครั้งในนามท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ก็ขอบคุณครับ ถึงแม้ท่านจะมาแทนนายกรัฐมนตรีผมก็ต้องถาม เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่อง ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน เป็นเรื่องที่กระทบต่อ ผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนอย่างมาก ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรของเรา ข้อ ๑๕๖ ที่กำหนดเอาไว้ และที่สำคัญเป็นไปตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ วรรคหนึ่ง🔗
เรื่องการชุมนุมและการสลายการชุมนุมหรือการควบคุมดูแลการชุมนุม เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายนที่ผ่านมาที่รอบ ๆ อาคารรัฐสภาของเรา ที่หน้ารัฐสภาของเรา ท่านประธานครับ เหตุการณ์สถานการณ์นี่ถ้าเราอยู่ตรงนี้เราเหมือนจะไม่รู้อะไรเลย ผมก็แปลกใจมากว่ารัฐสภาของเราออกแบบมามันมีโดม ท่านประธานครับ โดมที่เป็น สัญลักษณ์ของการรวมพลัง รวมองค์ความรู้ทุกอย่างที่จะมาสู่สมาชิกหรือผู้ที่อยู่ในบริเวณนี้ แต่โดมของเรามันถูกปิดกั้น มันเหมือนมีฝาโลงไปปิดอยู่ข้างบนมีแท่งสี่เหลี่ยม ถ้าผม มีอำนาจผมจะทุบเลยครับ ทุบตรงนั้นออก ให้โดมมันรับเอาทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสมาชิก จะได้เปิดใจไปดูในสิ่งที่มันเป็นปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองจริง ๆ ผมถามนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่องของการดูแลการควบคุมการชุมนุม การสลายการชุมนุมในวันที่ ๑๗ ที่ผ่านมา ผมจะไม่ลงรายละเอียดเรื่องสถานการณ์ครับ พวกเรารู้กันหมดแล้ว แต่สิ่งที่จะเป็นคำถาม ชุดแรกของผมนะครับท่านประธาน ผมอยากให้ผู้แทนของท่านนายกรัฐมนตรีบอกกับ สภาแห่งนี้ว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ทราบหรือไม่ว่าผู้ชุมนุมเป็นใคร กลุ่มไหน แต่ละกลุ่ม มีวัตถุประสงค์อะไร นั่นเป็นข้อแรกนะครับ🔗
ข้อที่ ๒ จากการชุมนุมวันนั้นมันมีเหตุการณ์อยู่หลายเหตุการณ์ มีการใช้อาวุธ หรือมีการใช้กำลัง มีการปะทะกัน มีการฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมี มีการใช้กระสุนยาง กระสุนจริง ท่านทราบหรือไม่ว่าอาวุธที่ใช้เหล่านั้นมาจากกลุ่มไหน อย่างไร และขอทราบ จำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบในคำถามที่ ๒ ว่ามีผู้บาดเจ็บทั้งหมดเท่าไร จากอะไร เพื่อจะได้ บันทึกในสภาแห่งนี้จากคำตอบของท่านรัฐมนตรี🔗
คำถามที่ ๓ ในชุดนี้ครับ การดำเนินการการควบคุมดูแล การปิดกั้น การชุมนุม การสลายการชุมนุม ในวันที่ ๑๗ เป็นไปตามแผน ซึ่งเราใช้คำว่า แผนการดูแล การชุมนุมสาธารณะ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ ปี ๒๕๕๘ ซึ่งออกโดย คสช. แผนนี้ออกโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครม. ให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๘ มีแผนรองรับ แผนควบคุมดูแล ผมถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีเลยว่าในการดำเนินการวันนั้นเป็นไปตามแผนนี้หรือไม่ อย่างไร เป็นคำถามชุดแรกท่านประธานครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอก ชัยชาญตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับมอบหมายจาก ท่านรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถามนะครับ ตามที่ท่านได้สอบถามในเรื่องของการดูแล การชุมนุมในวันนี้ ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านผู้ตั้งกระทู้ถามที่ได้กรุณาติดตามในเรื่องของ การดูแลเรื่องของการชุมนุม ก่อนที่จะตอบถาม ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยัง ท่านสมาชิกว่าในเรื่องของการดูแลการชุมนุมนั้น ท่านรัฐมนตรีท่านก็มีความห่วงใยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมกลุ่มใดก็ตาม ท่านก็กำชับว่าให้เจ้าหน้าที่ให้การดูแลเรื่องของ ความปลอดภัย เรื่องของป้องกันไม่ให้เกิดเหตุแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดความรุนแรง รวมทั้ง ที่สำคัญก็คือว่าป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะกัน หรือว่ามีความเห็นแตกต่างกัน มาอยู่ใกล้กัน แล้วก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้น ในส่วนเรื่องของการใช้สิทธิเสรีภาพนั้น ก็ตระหนักดีว่าถือเป็น สิทธิเสรีภาพในการที่ทุกคนก็มีสิทธิที่จะแสดงออกเรื่องของการสนับสนุนหรือการคัดค้าน แสดงความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสิทธิที่จะดำเนินการได้ภายใต้ขอบเขตบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่มีอยู่ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในวันที่ ๑๗ นั้น ก่อนที่จะมี การประกาศที่จะมีคณะราษฎรจะเข้ามาชุมนุมที่รอบรัฐสภาแห่งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้เล็งเห็น ถึงความปลอดภัย เรื่องการรักษาความปลอดภัย การเข้าออกสถานที่ในการที่จะอำนวย ความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกรัฐสภาที่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ในช่วงวันนั้น ก็ได้มีการออกคำสั่งโดยปฏิบัติตามอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๗ วรรคท้าย ว่าห้ามการชุมนุมสาธารณะในรัศมี ไม่เกินห้าสิบเมตรรอบรัฐสภา มีผลตั้งแต่เที่ยงคืนไปของวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ก็คือรุ่งคืน วันที่ ๑๗ พฤศจิกายนนั่นเอง แต่ตรงนี้เพื่อที่จะควบคุมแล้วก็กำหนดให้พื้นที่รอบรัฐสภา เป็นพื้นที่ควบคุมเพื่อที่จะรักษาความปลอดภัย🔗
ขออนุญาตกราบเรียนคำถามข้อแรกว่าท่านทราบหรือไม่ว่ามีกลุ่มมาชุมนุม เท่าไร วัตถุประสงค์อะไร ในวันที่ ๑๗ นั้นก็มีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือช่วงเช้าก็จะมีกลุ่ม ที่จะใช้คำว่ากลุ่มเสื้อเหลืองหรือกลุ่มไทยภักดีนั้นได้เข้ามาที่จะแสดงความเห็นในเรื่องของ การคัดค้านในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตรงนี้ แล้วก็ในช่วง ๑๔.๐๐ นาฬิกาโดยประมาณ ก็มีกลุ่มราษฎรที่จะเข้ามาในเรื่องของการแสดงความคิดเห็นให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็มี ๒ กลุ่มด้วยกันในการดำเนินการนั้นในการปฏิบัติ🔗
ท่านถามว่าอาวุธมาจากกลุ่มไหนแล้วก็มีผลกระทบอย่างไร ขออนุญาต กราบเรียนว่าในช่วงที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นนั้นต้องเรียนว่าในช่วงแรกที่กลุ่มไทยภักดี หรือกลุ่มที่ใส่เสื้อสีเหลืองมาในช่วงเช้านั้น กลุ่มนี้ได้ขอแจ้งการชุมนุมนะครับ แจ้งการชุมนุม สาธารณะ ได้เข้ามายื่นหนังสือแล้วก็ได้เข้าไปอยู่ที่ถนนแยกเกียกกาย ซึ่งพอช่วงที่ ๑๔.๐๐ นาฬิกาคณะราษฎรมานั้นเจ้าหน้าที่ก็เห็นว่าเนื่องจากว่าเพื่อป้องกันแล้วก็ แยกจากกัน ก็เลยให้กลุ่มเสื้อเหลืองนั้นไปอยู่ที่ถนนทหาร แล้วก็กลุ่มราษฎรนั้นก็เข้ามา ๒ ทาง ก็คือว่าเข้าถนนประชาราษฎร์มาทางหนึ่งแล้วก็มาถนนสามเสนอีกทางหนึ่ง ตามที่ทราบว่าก็พยายามที่จะให้แต่ละกลุ่มนั้นอยู่ในแต่ละถนนเพื่อที่จะไม่ให้มา เผชิญหน้ากัน แล้วก็มีจัดเจ้าหน้าที่ไปดูแล แล้วตรงนั้นก็ได้มีแนวป้องกันควบคุมพื้นที่ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับไปยังท่านสมาชิกว่าในลักษณะนั้นไม่ได้เป็น การสลายการชุมนุม เพียงแต่ว่าเป็นการป้องกันการที่จะเข้ามาโดยผ่านแนวป้องกันพื้นที่ ควบคุม ที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่าเราได้ประกาศพื้นที่รอบรัฐสภานั้น ๕๐ เมตรเป็นพื้นที่ ควบคุมก็ได้มีวางกั้นไว้เพื่อที่จะให้มีความปลอดภัยนะครับ ตรงนั้นก็เป็นการที่จะป้องกัน มิให้แนวป้องกันพื้นที่ควบคุมนั้นได้ถูกทำลาย ก็เลยมีการดำเนินการตามที่ทราบนะครับ แล้วถามว่าอาวุธที่มาจากกลุ่มไหน อย่างไร มีผลกระทบอย่างไร จากการที่ติดตามและมี แจ้งกันวันนั้นก็มีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ ๕๕ ราย แล้วมีผู้ได้รับยิงกระสุนจำนวนหนึ่ง ตรงนี้ขออนุญาตเรียนว่าได้มีการสั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นได้ติดตามสอบสวน พฤติกรรมพิสูจน์ทราบตัวบุคคล แล้วก็จะดำเนินคดีทุกกลุ่ม ตอนนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการ ที่จะแจ้งข้อหาและติดตามทั้งทุกกลุ่มที่ดำเนินการที่ก่อให้เกิดการปะทะกันในวันนั้น มีเหตุการณ์ในวันนั้นนะครับ🔗
๓. ท่านถามว่าแผนการดูแลเป็นไปตามแผนหรือไม่ ขออนุญาตกราบเรียนว่า ในการปฏิบัติในทุกการชุมนุมนั้นทางเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้รับผิดชอบ ผู้ควบคุม เหตุการณ์ก็ได้มีการวางแผนการปฏิบัติ ก็มีการสั่งการว่าจะต้องไม่มีเหตุความรุนแรง หลีกเลี่ยง การปะทะกับผู้ชุมนุมให้มากที่สุดในการดำเนินการ เมื่อผู้ชุมนุมนั้นได้ผ่านแนวป้องกันพื้นที่ ควบคุมเข้ามาจะเห็นได้ว่าทางตำรวจเองก็ได้ถอยร่นลงมาตามลำดับเพื่อไม่ให้มีการเผชิญหน้ากัน ตรงนี้ก็เป็นการดำเนินการตามแผนที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ผู้ควบคุม เหตุการณ์ได้กำหนดไว้ครับ ขออนุญาตคำถามแรกนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีที่ได้ตอบคำถาม ชุดแรกแม้จะไม่มีความละเอียดนักในเรื่องของการปฏิบัติตามแผน ท่านประธานครับ ผมจะไม่เน้นว่าเป็นหลักสากลหรือไม่ เพราะสิ่งที่ผมถามนั่นคือแผนปฏิบัติในการดูแลผู้ชุมนุม ที่ออกโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติภายใต้ความเห็นชอบของ ครม. ประกาศใช้มา ฟังจากที่ ท่านตอบเหมือนจะทำตามแผนทุกอย่าง ท่านประธานครับ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นนี่ มันไม่เป็นไปตามที่ท่านตอบผม ข้อเท็จจริงมันฟ้องเลยว่าท่านกระทำไม่เป็นไปตามแผน ไม่เป็นไปตามบัญญัติของกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา ๒๑ ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการชุมนุม สาธารณะที่บังคับให้ไปออกแผนรองรับ และที่สำคัญครับ การตัดสินใจของผู้ควบคุม สถานการณ์ในการประกาศเขตห้ามชุมนุม จริงอยู่มาตรา ๗ ให้อำนาจท่านไว้ว่าถ้าเป็น รัฐสภา เป็นศาล เป็นทำเนียบรัฐบาล ท่านสามารถประกาศเขตห้ามชุมนุมในรัศมี ๕๐ เมตร จากอาคารนั้น ๆ ได้ ตรงนี้เองท่านประธานครับมันก็เลยเป็นเหตุให้ท่านบอกว่าไม่ได้สลายนะ เพียงแต่ป้องกันไม่ให้มีการลุกลาม การป้องกันไม่ให้รุกล้ำเขตที่ท่านกำหนด ท่านใช้อุปกรณ์ ใช้อาวุธ ใช้เครื่องมือในการสกัดกั้นผู้ชุมนุมนะครับ ซึ่งไม่เป็นไปตามบทที่ ๕ และบทที่ ๖ โดยเฉพาะบทที่ ๖ ของแผนนี้ท่านใช้แก๊สน้ำตา ท่านใช้น้ำฉีดแรงดันสูง ท่านใช้กระสุนยางสกัดกั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยเคารพเลยครับว่าถ้าท่านจะใช้ท่านต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสมือนกันการชุมชน เพราะว่าเป็นการใช้อาวุธ แล้วก็สิ่งสำคัญครับท่านประธานการปิดกั้นไม่ให้เขาเข้ามาชุมนุม มันเป็นเหตุให้เป็นการละเมิดสิทธิที่เขาจะมาฟังการประชุมทั้ง ๒ ฝ่าย ผมไม่ได้ว่าฝ่ายไหน เมื่อไม่ให้เข้ามาแล้วเมื่อมีการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพเขาก็ต้องพยายามเข้ามา ท่านก็ป้องกัน โดยการทำลายเขา อาวุธที่ใช้นี่ท่านประธานครับ มันเป็นอาวุธเคมีนะครับ จากการเอาน้ำ ที่ท่านฉีดไปวิเคราะห์ ผลออกมาเผยแพร่ตามสื่อกระแสหลัก สื่อโซเชียล (Social) ทั่วไป อย่างมากมาย มีการตรวจวิเคราะห์ครับ จากภาควิชาเคมีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีสารเคมี ๕ ตัวที่เห็นชัดเจนที่สุด แล้วที่สำคัญใน ๔ ตัวนั้นเป็นสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบ ของแก๊สน้ำตา แล้วในบทบัญญัติตรงนี้บอกว่าการใช้แก๊สน้ำตาเขียนไม่ชัดเจน เขาให้เป็น ลักษณะบรรจุในภาชนะ ขว้างไปหรือยิงไปโดยไม่ถูกตัวผู้ชุมนุม ไม่มีบทบัญญัติในแผน นะครับว่า เขียนว่าใช้แก๊สน้ำตาผสมน้ำแล้วฉีด ผมฟังรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตอบนะครับ บอกว่าเป็นการผสมโดยรถเอง แก๊ส ๕ ตัว สารเคมี ๕ ตัวนี้ ท่านประธานครับ ตัวที่ ๔ สำคัญที่สุด หน่วยทหารเขาเรียกว่าซีเอส (CS) คลอโรเบนซัลมาโลโนไนไตรล์ (Chlorbenzal malononitrile) ตัวนี้สำคัญครับท่านประธาน มันเป็นสารเคมี เป็นอาวุธเคมี แล้วตัวที่ ๒ นี่ก็สำคัญครับคลอโรเบนซัลดีไฮด์ (Chlorobenzaldehyde) คลอโรเบนซัลดีไฮด์ (Chlorobenzaldehyde) นี้ทำให้เกิดระคายเคือง ไหม้ครับ ผู้บาดเจ็บ ท่านไม่ตอบผมว่า เป็นลักษณะอย่างไร แต่มีแผลพุพองจากเคมีครับ เขาเรียกเคมีคอลเบิร์น (Chemical Burn) ขออนุญาตท่านประธานครับ อันนี้คือสิ่งที่ปรากฏขึ้นจากข้อเท็จจริง ผมก็เลยถาม ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าท่านได้มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติว่า ได้กระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ อย่างไร แล้วผลการสอบสวนเป็นอย่างไร ต้องสอบสวนนะครับ เพราะว่าเรามองว่ามันเกินกว่าเหตุผล การสอบสวนเป็นอย่างไร และท่านบอกว่า ผู้กระทำในวันนั้น ไม่ว่าฝ่ายไหนท่านจะสอบสวนและดำเนินคดี อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ ใครกระทำผิดว่าไปตามผิด ผมเห็นด้วยครับ แล้วก็ขอทราบผลด้วยว่ามันเป็นอย่างไร ผลการสอบสวนไปถึงไหน อย่างไร และที่สำคัญครับท่านประธาน ผมจะถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีเลยว่าเมื่อผลการสอบมา ผมมั่นใจว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ท่านจะมีแนวทางในการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้หน้าที่และอำนาจ ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เพราะขณะนี้มันมีการชุมนุมอยู่ แล้วก็กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ถ้าท่านไม่สอบหรือผลสอบออกช้านี่ ผมเองกับคณะ ยื่นญัตติด่วนครับ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมในวันที่ ๑๗ จะยื่นให้ท่านประธานครับ เราจะใช้กรรมาธิการ ของสภาสอบข้อเท็จจริงทุกแง่ทุกมุม ก็ขอทราบคำตอบที่ผมถามไป โดยเฉพาะการป้องกัน ไม่ให้เจ้าหน้าที่ละเมิดอำนาจต่อพี่น้องประชาชน เพราะว่าการใช้ พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ ท่านประธานสังเกตไหมครับ กฎหมายฉบับนี้ไม่มีบทจำกัดสิทธินะครับ มาตรา ๖ ยังไปเขียน รองรับคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญอีก ท่านสังเกตครับกฎหมายออกเพื่อคุ้มครองสิทธิ นะครับ ขอทราบคำตอบครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน พลเอก ชัยชาญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ขออนุญาต กราบเรียนในขั้นต้นจากการชี้แจงของเจ้าหน้าที่นะครับ วันนั้นกระสุนยางไม่ได้ใช้ ขออนุญาต เรียนว่าในเรื่องของรถควบคุมฝูงชนหรือการดำเนินการเรื่องของการฉีดน้ำผสมแก๊ส ท่านประธานและท่านสมาชิกคงได้รับทราบ ได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ชี้แจงต่อสาธารณะไปเมื่อวานนี้แล้วว่าในการดำเนินการนั้นน้ำในรถกับแก๊สที่มีผสมนั้นมิได้ ผสมอยู่ในน้ำนะครับ ก็จะมาฉีดแล้วก็ผสมกัน โดยตามที่ท่านได้กล่าวก็คือว่ามีระบบการควบคุม คือจะกำหนดให้ แก๊สนั้นมีอยู่ไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งตรงนี้ได้ประเมินแล้วว่าในจำนวนนี้กลุ่มผู้ชุมนุม หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้นจะได้รับผลกระทบปฏิกิริยาจากน้ำผสมแก๊สนี้น้อยที่สุดนะครับ🔗
แล้วก็ที่กล่าวว่าเรื่องของมีตัวอย่างเก็บน้ำ แล้วก็ไปบอกว่ามีส่วนประกอบกับ สารเคมีหลายชนิดนั้น ขออนุญาตเรียนว่าตรงนี้เมื่อวานนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็เรียนแล้วว่าก็ได้ให้ ไปตรวจสอบเช่นเดียวกัน ขออนุญาตเรียนอีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องของการดำเนินการ ตามแผนการปฏิบัตินั้นก็ดำเนินการจากเรื่องของการชี้แจง การทำความเข้าใจให้กับผู้ชุมนุม ได้ทราบถึงวิธีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตามลำดับ ตั้งแต่เริ่มฉีดน้ำเปล่า ฉีดน้ำผสมสีเพื่อที่จะ กำหนดตัวบุคคล ฉีดน้ำผสมแก๊สในจำนวนที่น้อยที่สุด ที่มีผลกระทบต่อประชาชนหรือกลุ่ม ผู้ชุมนุมน้อยที่สุด ก็จะเป็นตามขั้นตอนของการปฏิบัติ🔗
ท่านถามว่าเจ้าหน้าที่ผลการปฏิบัติเป็นอย่างไร เป็นไปตามแผนหรือไม่ ตรงนี้ ทุกครั้งที่การปฏิบัติในแต่ละครั้งนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะต้องมาทบทวนผลการปฏิบัติ การดำเนินการตามแผนที่วางไว้ และผลการปฏิบัตินั้นมีผลอย่างไร เป็นบทเรียนที่จะนำมา วิเคราะห์ในการที่จะแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ แก้ไขวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ ให้เหมาะสม ให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติ ตามคู่มือการปฏิบัติรองรับสถานการณ์การชุมนุม ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้เป็นแนวทาง ในการดำเนินการ🔗
ท่านถามว่าจะป้องกันอย่างไร ขออนุญาตเรียนว่าในส่วนของการดำเนินการนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ได้เน้นความสำคัญให้กับเจ้าหน้าที่ในทุกระดับ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบในการควบคุมดูแลผู้ชุมนุมนั้น ได้เลือกวิธีการปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เท่าที่จำเป็นตามลำดับขั้นตอน เป็นไปตามหลักสากล ระเบียบปฏิบัติ คู่มือการปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ มีความเหมาะสม ได้สัดส่วน มีความถูกต้องตามกฎหมายความรับผิดชอบ สำคัญที่ผมเรียนแล้วว่าจะต้องมีการชี้แจง ทำความเข้าใจในทุกขั้นตอนการปฏิบัติ ผู้ควบคุมเหตุการณ์จะต้องพิจารณาในการดำเนินการ เรื่องของกำลังก็ตาม เรื่องเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ นั้น จะต้องไม่ทำให้เกิดการเผชิญหน้า และนำไปสู่ความรุนแรง ขออนุญาตกราบเรียนว่ากรณีที่หากจะใช้กำลังเข้าไปในการที่จะเข้าไป เผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมนั้น ก็อาจจะทำให้เกิดความรุนแรงมากกว่าในเรื่องของการใช้น้ำ ในการที่จะยับยั้งผู้ที่เข้าไปชุมนุมมิให้เข้ามาในพื้นที่ควบคุมได้นะครับ ขออนุญาตเรียนว่า ทุกอย่างในการดำเนินการนั้น ก็ให้เจ้าหน้าที่นั้นดำเนินการด้วยความรอบคอบ ให้เกิด ผลกระทบกับผู้ชุมนุมน้อยที่สุด แล้วสำคัญก็คือว่าเจ้าหน้าที่จะต้องประสานเตรียมทีมแพทย์ พยาบาล พร้อมที่จะให้การปฐมพยาบาลให้กับผู้ได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ🔗
เชิญท่านชลน่าน🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับที่กรุณาตอบ ในคำถามของผม สิ่งที่ท่านตอบมา ประการแรกสุด เรื่องเจ้าหน้าที่ ฝากท่านไปกำชับจริง ๆ มีมาตรการที่จะดูแล ตรวจสอบกันอย่างเข้มข้นในเรื่องของวิธีการ ขั้นตอน กระบวนการ การทำงาน และที่สำคัญครับ ท่าทีของตัวเจ้าหน้าที่ด้วยนะครับ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูง ระดับรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ออกมาให้ข่าวตลอด ดูจะไม่เป็นธรรมกับผู้ชุมนุม ผมไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหนนะครับ การที่ท่านยังไม่มีผลการสอบ ท่านไปบอกว่าคนยิงปืนมาจาก กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ โดยอ้างเพียงหลักฐานพยานที่เห็นเหมือนกันทั่วประเทศในโซเชียลมีเดีย (Social media) ถ้าท่าทีอย่างนี้ไม่เป็นมิตรครับ หาทางออกให้ประเทศไม่ได้ เป็นท่าทีที่ไป ยั่วยุให้เกิดการขัดแย้งมากขึ้น ฝากท่านด้วย ฝากท่านไปกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ช่วยกำชับด้วยท่าทีเจ้าหน้าที่ ท่านเป็นข้าราชการต้องปฏิบัติให้เท่าเทียมกัน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ในคำถามชุดที่ ๓ ท่านรัฐมนตรีตอบผมขึ้นมาว่า การตรวจสอบเรื่องการใช้สารเคมีที่เราเรียกว่าแก๊สน้ำตา จริงอยู่ว่าการตรวจสอบเป็นการอาสา ของนักวิทยาศาสตร์ ของอาจารย์ที่เขาอยู่ภาควิชาเคมี ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อท่านเดี๋ยวท่าน เดือดร้อน ตัวอย่างที่ส่งไปเก็บจากพื้นที่การชุมนุมจะมีการปนเปื้อน มีการปลอมแปลงหรือไม่ อันนี้ผมไม่รับประกัน แต่เอาว่าข้อเท็จจริงที่ตรวจมานี่ท่านบอกว่าจะไม่เป็นอันตรายเลย ถ้าใช้แก๊สมีความเข้มข้นไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ของปริมาตร แต่สิ่งที่เขาตรวจนะครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตผมนำเอาผลตรวจมา เขาวิเคราะห์ออกมานี่ ตัวแรกซึ่งเป็นสาร ตัวทำละลายเขาเรียกไดเมทิลซัลฟอกไซด์ (Dimethyl Sulfoxide) มีถึง ๑๐.๓๙ เปอร์เซ็นต์ ตัวนี้เป็นตัวทำละลาย เอา ๔ ตัวมาผสมตัวนี้ก็จะเป็นตัวผสมให้เกิดแก๊สขึ้นมา ตัวที่ ๒ ตัวที่มันไหม้ผิวหนัง คลอโรเบนซัลดีไฮด์ (Chlorobenzaldehyde) ที่ใช้เป็นสารตั้งต้น ในการผลิตซีเอส (CS) อาวุธเคมีนี่นะครับ ตัวนี้มีความเข้มข้น ๑๐.๕๗ ตัวที่ ๓ คลอโรเบนซิน แอลกอฮอล์ (Chlorobenzene Alcohol) ๘.๕๖ ตัวที่ ๔ หนักเลยครับ ซีเอส (CS) อาวุธเคมีตัวนี้ คลอโรเบนซัลมาโลโนไนไตรล์ (Chlorobenzalmalononitrile) ๖๓.๙๓ เปอร์เซ็นต์ นะครับท่านประธาน ๖๓.๙๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านบอก ๓ เปอร์เซ็นต์ไม่เป็นอันตราย นี่คือ ผลตรวจครับ เพราะฉะนั้นท่านต้องไปเอาผลวิเคราะห์ตรงนี้ว่ากระทำเกินกว่าเหตุ ผสมไม่ได้สัดส่วน และที่สำคัญแผนนี่ไม่มีนะครับที่จะใช้รถฉีดน้ำ ฉีดแก๊สน้ำตา ไม่อย่างนั้น ท่านไปออกแผนใหม่ครับ แล้วแผนนี้ท่านต้องมาให้สภาดูด้วยนะครับ กรรมาธิการจะสอบ ในเรื่องนี้ สิ่งที่ทำเหล่านี้มันทำให้เกิดความรุนแรง ผมเป็นห่วงมากเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องความรุนแรง เพราะนานาประเทศที่เป็นอารยประเทศเขาเฝ้ามองประเทศเราบอกว่า ถ้าประเทศไทยใช้ความรุนแรงกับผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ถ้าทำเกินกว่าเหตุ ทำผิดกฎหมาย จัดการเลยครับผมสนับสนุนด้วย แต่ถ้าเขาอยู่ในกรอบของ รัฐธรรมนูญท่านไปใช้ความรุนแรง เช่นเหมือนหน้าสภานี่มันละเมิดต่อปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิพลเมืองครับ สิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน นานาอารยประเทศเขาต่อต้าน กราบเรียนท่านประธานถามไปยังท่านรัฐมนตรีว่าขณะนี้มีประเทศไหนบ้างที่เขาประกาศ ชัดเจนว่าเขาไม่เห็นด้วย และขึ้นบัญชีดำประเทศไทยขึ้นบัญชีดำประเทศไทยไม่ให้คนไทย เข้าประเทศเขามีไหมครับ ถ้ามีกรุณาตอบผมด้วย และถ้ามีท่านจะจัดการอย่างไรเพราะมัน กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของคนไทยเราที่จะเดินทาง ไปไหนก็ได้ แต่ท่านทำเองครับ ตอบผมด้วยในประเด็นนี้ ในคำถามชุดนี้ผมก็กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ ผมมีเวลาเหลืออยู่นิดหน่อยถามท่านว่าสิ่งที่เป็นข้อเรียกร้อง ของผู้ชุมนุมเพื่อยุติการชุมนุมไม่ให้เกิดความรุนแรงขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออกนี่ ทำไมครับนายกรัฐมนตรีถึงรับข้อเรียกร้องข้อเสนอนี้ไม่ได้ ท่านต้องตอบผมในนามตัวแทน นายกรัฐมนตรีนะครับ มันมีเหตุผลอะไรทำไมท่านนายกรัฐมนตรีไม่เสียสละเพื่อประเทศ กุญแจดอกเดียวที่จะยุติปัญหาทุกอย่างกลับมาเริ่มต้นให้คนไทยเรามีความสุข มีความหวัง สถาบันอันเป็นที่รักของเราไม่ถูกกระทบ ไม่ใช่เป็นผู้ขัดแย้ง ฝากท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบผมด้วยครับ และให้คำมั่นสัญญากับสภาแห่งนี้ด้วยว่าจะไม่ให้ เกิดความรุนแรงที่จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรี พลเอก ชัยชาญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมขออนุญาตเรียนอีกครั้งหนึ่งว่าสิทธิในการชุมนุมหรือแสดงความคิดเห็นจะเห็นด้วย จะคัดค้านก็สามารถดำเนินการได้ตามสิทธิเสรีภาพตามที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามการใช้สิทธิเสรีภาพนั้นก็จะต้องไม่กระทบบุคคลอื่น แล้วก็ต้องไม่ขัดต่อ ศีลธรรมอันดีของประชาชน และความสงบเรียบร้อย เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย ในการดำเนินการนั้นรัฐบาลเองหรือเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการนั้นก็เน้นในเรื่องของ การดำเนินการนั้นให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย แล้วก็ไม่ให้เกิดความรุนแรง ท่านจะเห็นว่า ในทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติงานนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้ถอยแล้วก็เจรจา ถอยเพื่อที่จะไม่ให้เกิด การปะทะ ไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากัน ลดการเผชิญหน้ากันให้มากที่สุดนะครับ🔗
ในส่วนของคำถามว่าต่างประเทศได้มีปฏิกิริยาอย่างไรหรือไม่ เท่าที่ทราบ ในตอนนี้ ผมตอบในตอนนี้ว่าเท่าที่ทราบก็ยังไม่มีประเทศไหนที่มีลักษณะเช่นนั้นนะครับ เท่าที่ผมทราบในปัจจุบันนี้ ขออนุญาตคำถามที่ท่านถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะลาออกหรือไม่ อย่างไรนั้น ผมเป็นผู้แทนท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ถามในเรื่องที่ท่านถามในเรื่องของ การชุมนุม ส่วนในเรื่องของท่านจะพิจารณาอย่างไรในเรื่องของการพิจารณานั้น ผมคิดว่า ก็อยู่ในอำนาจหน้าที่ของท่านที่จะพิจารณาในการที่จะตัดสินใจในการดำเนินการอย่างไร ต่อไปครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป เป็นกระทู้ถามสดของท่านมนพร เจริญศรี ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเข้ามาแล้ว เชิญท่านมนพรครับ🔗
๑.๑.๓ กระทู้ถาม ที่ ๐๙๘ ส. (นางมนพร เจริญศรี เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม🔗
เชิญท่านมนพรครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นดิฉันต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ท่านได้เดินทางมาตอบกระทู้สดของดิฉันในวันนี้ ซึ่งเกินความคาดหวังค่ะ เพราะปกติกระทู้ถามสดที่สังคมปฏิเสธการทำงานของรัฐบาลหรือว่าความคิดเห็นในเชิงลบ จะเห็นว่ารัฐมนตรีหลายท่านจะเลี่ยงที่จะไม่มาตอบกระทู้สด ก็ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี อีกครั้งนะคะ ซึ่งตรงกับเป็นสารยาเสพติด แต่อีก ๔๐๐ กระสอบที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบนั้นจะแน่ใจ ได้อย่างไรคะว่าจะไม่มียาซุกซ่อนอยู่ในกระสอบเหล่านั้น🔗
ดิฉันได้ขึ้นสไลด์ (Slide) ให้เห็นถึง ไทม์ไลน์ (Timeline) ตั้งแต่วันที่ ๒๓ กันยายน ต่อมาก็วันที่ ๒๙ ตุลาคม และวันที่ ๑๒ พฤศจิกายนที่ ป.ป.ส. ได้บุกจับที่โกดังย่านบางปะกง แล้วขนย้ายไปที่โกดังลาดหลุมแก้ว ในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน เป็นเวลาถึง ๙ วัน นี่เป็นความคลางแคลงแล้วก็สงสัยของคนไทย ทั้งประเทศค่ะว่าเหตุไฉนจากสารเสพติดเคตามีน (Ketamine) จึงกลายมาเป็นไตรโซเดียม ฟอสเฟต (Trisodium Phosphate) ดิฉันจึงขอตั้งคำถามถึงท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคำถามชุดแรกค่ะ🔗
คำถามชุดแรกของดิฉันคือว่าในการแถลงข่าวการจับกุมเคตามีน (Ketamine) ๑๑.๕ ตัน ในครั้งนี้จะเป็นจริงหรือไม่ แต่วันนี้ก็เกิดคำถามอย่างนี้แล้ว ก็ทำให้ประเทศไทย ได้เสียรังวัดไปในสายตาของชาวโลกแล้วค่ะ ถ้าเป็นจริงอย่างนั้นก็เท่ากับว่าประเทศไทย เป็นแหล่งยาเสพติด และไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนที่จับยาเสพติดได้สูงขนาดนี้ หรือถ้าไม่เป็นจริง ทั้งหมดแปลว่าที่ท่านแถลงไปนั้นเป็นเท็จ คำถามคือท่านต้องการอะไรจากคำแถลงเหล่านั้น🔗
คำถามอีกคำถามหนึ่งค่ะ อาจจะจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ก็ยิ่งจะเสียหายหนักค่ะ เพราะคำถามเกิดขึ้นมากมายในสายตาของคนไทยและชาวโลก นั่นก็เพราะว่าความเชื่อถือ ภาพลักษณ์ที่มีต่อการทำงานของรัฐบาล ที่มีต่อการทำงานของ ป.ป.ส. ยิ่งทำให้ดิฉัน เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีมาตรฐาน ไร้มาตรฐานในการทำงาน เพราะจริง ๆ แล้ว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่เคยใส่ใจในการปราบปรามยาเสพติดอย่างแท้จริง ทั้งหมด ทั้งมวลคือคำถามแรกค่ะท่านประธาน🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ขออนุญาตท่านประธานได้ตอบกระทู้ถามสดของคุณมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ท่านได้ลำดับเหตุการณ์ ตั้งแต่ต้น จนมีคำถามที่ออกมาที่กล่าวถึงผู้นำของรัฐบาลว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ใส่ใจ ในเรื่องของการปราบปรามยาเสพติด ในข้อเท็จจริงแล้วผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้ความในใจกับเรื่องของการปราบปรามยาเสพติดอย่างสูงสุด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต และเรายืนยันได้ในสถิติและตัวเลขหลายอย่าง ซึ่งอันนี้ ถ้าหากมีเวลามากพอผมจะพูดถึงแนวทางใหม่ ๆ ของการดำเนินการปราบปรามยาเสพติด ของประเทศไทยและแนวทางต่าง ๆ ที่มันจะออกมา ท่านได้ถามว่าคำถามมันจะเกิด ความเสียหาย และทำให้ผู้คนทั้งโลกได้เห็นว่าประเทศของเราเปรียบเสมือนเป็นดินแดน แห่งยาเสพติดที่มีปริมาณมากมายมหาศาล ผมอยากเล่าให้ฟังว่าในเรื่องของปริมาณ ยาเสพติดจริง ๆ แล้วมันควรมีเท่าไร อย่างไร คือมันไม่ใช่สิ่งที่ผมได้ประเมินเอง หรือ ป.ป.ส. ของประเทศไทยเราประเมินเองว่ายาเสพติดมีเท่าไร อย่างไร จากการประชุมผู้เกี่ยวข้อง กับยาเสพติดในภูมิภาคและยาเสพติดโลก ยูเอ็นโอดีซี (UNODC) เป็นหน่วยงานปราบปราม ยาเสพติดของโลก ดีอีเอ (DEA) เป็นหน่วยปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐอเมริกา ที่ประจำในภูมิภาคนี้ตั้งออฟฟิศอยู่ในประเทศไทย ได้มีการพูดคุยกันว่ายาเสพติด ที่ผลิตจากสามเหลี่ยมทองคำปีหนึ่งมีมูลค่าประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ๖๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐเป็นเงินเท่าไร ท่านก็เอา ๓๐ คูณดู มันคือ ๑.๘ ล้านล้านบาท ๑.๘ ล้านล้านบาท มันเกือบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณของประเทศไทย เพราะฉะนั้นอย่าไปตกใจอะไรเลยครับว่าตัวเลขที่ออกมานั้นมันจะมากไปทั่วโลก ไม่จริงครับ สามเหลี่ยมทองคำมัน ๑.๘ ล้านล้านบาท เป็นตัวเลขที่ผมมองดูแล้วว่าถ้าหากว่า เรายังดำเนินการในเรื่องของการปราบปรามยาเสพติดเหมือนกับในรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ไม่สามารถแก้ปัญหายาเสพติดได้แน่ เรากำลังเพิ่มแนวทางในการดำเนินการ แล้วต้องเรียนว่า ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็นผู้ที่จะช่วยทำให้งานนี้เดินไปได้อย่างง่ายดาย ถ้าหากว่าเราได้พิจารณาลงลึกถึงประมวลกฎหมายยาเสพติดที่เสนออยู่ในการพิจารณา ของรัฐสภา อยู่ในขั้นตอนของกรรมาธิการ กำลังแปรญัตติเพื่อจะให้แนวทางในการดำเนินการใหม่ ที่ออกมาจากการจับแบบเดิม ๆ แถลงข่าวแบบเดิม ๆ เราจะมาเป็นการยึดทรัพย์ ตัดวงจรยาเสพติด ถ้าตรงนี้ดำเนินการเสร็จด้วยกฎหมาย ประมวลกฎหมายยาเสพติด ของประเทศเรานี่ได้เรียบร้อยออกมาเป็นรูปแบบของสากลซึ่งในขณะนี้เรากำลังดำเนินการ มีการแปรญัตติในเรื่องของแวลู เบสด์ ซับสทิทิวต์ แอสเซต (Value based substitute asset) คือการยึดทรัพย์และทดแทนในส่วนที่ผู้ค้า ค้ามากี่ปีแล้ว สมมุติว่าค้ามา ๑๐ ปี ปีหนึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาคำนวณแล้วเขามีรายได้ เมื่อเขามีรายได้ปีละ ๑๐๐ ล้านบาท ถ้า ๑๐ ปี ก็เป็นพันล้านบาท แวลู เบสด์ ซับสทิทิวต์ แอสเซต (Value based substitute asset) ตรงนี้จะยึดทรัพย์ย้อนหลัง รัฐสภากำลังพิจารณาในเรื่องของการดำเนินการตรงนี้ ท่านทั้งหลายเป็นผู้ช่วย ถ้าหากว่าเราได้ศึกษาตรงประมวลกฎหมายยาเสพติดแล้ว จะเห็นได้ว่าแนวทางของการดำเนินการในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ในการดำเนินการ และหาแนวทางใหม่ ๆ และในวันศุกร์นี้ก็จะเป็นวันที่เราจะคิกออฟ (Kick off) การปราบปรามในแนวทางใหม่ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องคือตำรวจ ทหาร อัยการ ป.ป.ส. ปปง. ตลอดจนถึงศาลสถิตยุติธรรม ให้มาดำเนินการสัมมนาเป็นแนวทางของ การดำเนินการในรูปแบบของการดำเนินการทางคดี และในสิ่งที่เราได้ดำเนินการกันมา ในอดีต พ.ร.บ. ยาเสพติด ปี ๒๕๒๒ และ พ.ร.บ. มาตรการของ ป.ป.ส. ที่อยู่ปี ๒๕๓๔ และไม่สามารถสาวถึงผู้ประกอบการหรือผู้ค้า หรือรายใหญ่ได้เลย หรือได้น้อยมาก ปีหนึ่ง ที่ผมเคยพูดอยู่เสมอว่ารัฐบาลไหน ๆ ก็แล้วแต่ที่ผ่านมาปีหนึ่งยึดทรัพย์ได้ไม่ถึง ๖๐๐ ล้านบาท เป็นเรื่องเล็กน้อย ผมก็บอกแล้วอย่างไรครับว่ายาเสพติดที่มันผลิตที่สามเหลี่ยมทองคำ นี่มัน ๑.๘ ล้านล้านบาท มันมากมายมหาศาล แต่เรายึดได้แค่ ๖๐๐ ล้านบาท เราไปหลง งมงายกับการที่ยึดยาบ้าเคตามีน (Ketamine) ไอซ์ (Ice) ต่าง ๆ แต่ผมคิดว่าเรื่องสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นก็เดินมาได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากทำคือการทำการปราบปรามให้สิ้นซาก นั่นคือการยึดทรัพย์ตัดวงจรยาเสพติดตรงนี้ และเชื่อมั่นว่าการดำเนินการตรงนี้นะครับ ไม่เพียงแต่เราไปแถลงเคตามีน (Ketamine) ที่บางปะกงเท่านั้น เมื่อเช้านี้ผมได้รับรายงาน จาก ป.ป.ส. ได้ดำเนินการออกจับกุมปราบปรามยึดทรัพย์สืบเนื่องมาตั้งแต่วันที่ ๑๘ ตุลาคม และตามยึดทรัพย์มาตลอดนะครับ ในพื้นที่เครือข่ายท่านลองติดตามดูว่าได้ไม้กองใหญ่ ที่เห็นอยู่ แล้วก็ได้ดอลลาร์ ๓ ล้านกว่าดอลลาร์ เป็นเงิน ๙๐ กว่าล้านบาท และเงินในบัญชี อีก ๓๐ ล้านบาท เราดำเนินการในลักษณะของการยึดทรัพย์ตัดวงจรมาตรงนี้ แต่สำหรับ ในเรื่องของการตรวจสอบเคตามีน (Ketamine) ต้องเรียนว่าท่านเข้าใจอย่างดีเลยว่า เราได้รับรายงานขอความร่วมมือจากจีนไต้หวัน เมื่อเขารายงานขอความร่วมมือมา เราก็เข้าไปตรวจสอบในโกดังดังกล่าว ท่านจะเห็นว่าผมนี่ไม่เคยไปออกแถลงในเรื่องของ การจับกุมเม็ดยาเลย เพราะว่าผมบอกแล้วอย่างไรครับว่าแนวทางใหม่ของผมคือการปราบปราม ตัดวงจรยึดทรัพย์เครือข่ายถึงรากถึงโคนต้องทำอย่างเด็ดขาด ผมไม่เคยไปแถลงเลย แต่งานนี้เป็นงานที่ผมรับแจ้งจาก ป.ป.ส. ว่าเป็นก้อนใหญ่ เป็นรายใหญ่ และมีเครือข่ายมาจากต่างประเทศที่แจ้งมาแล้วก็ได้ตรวจเช็ก (Check) แล้วว่าเป็นสีม่วง เข้าใจว่าเป็นเคตามีน (Ketamine) รายใหญ่ ล็อต (Lot) ใหญ่ที่สุด ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ถ้าหากว่าผมไม่เข้าไปแถลงหรือไม่ไปดูมันเป็นการละเลย แต่ผมปฏิเสธ ไม่ได้เลยว่าผมจะเชื่อว่าเป็นเคตามีน (Ketamine) หรือไม่ อย่างไร ผมปฏิเสธไม่ได้นะครับ เพราะว่า ๒ แนวทางมาตรงกันคือจากไต้หวันเขาก็บอกว่าเขาจับเคตามีน (Ketamine) ได้ส่งจากประเทศไทย แล้วก็ปนไปกับเคมีภัณฑ์อื่น ๆ และในส่วนของ ป.ป.ส. ก็ได้เทสคิต (Test Kit) ที่เคยใช้อยู่ประจำเป็นยี่ห้อโคบอลต์ ไทโอไซยาเนต (Cobalt Thiocyanate) หากเป็นเคตามีน (Ketamine) ก็จะแสดงออกมาเป็นสีม่วง มันก็ม่วง แล้วมันก็ได้ข้อมูล มาจากจีนไต้หวัน ปฏิเสธไม่ออกนะครับ มันก็ต้องไปแถลง เมื่อไปแถลงการณ์ดำเนินการ เรียบร้อยอย่างไร หรือไม่ หลังจากแถลงข่าวแล้ว ในวันแถลงข่าว ผมและเลขาธิการ ป.ป.ส. คนใหม่ ท่านใหม่ ก็ได้พูดแล้วว่ามันเป็นการตรวจสอบในส่วนของการตรวจสอบข้อเท็จจริง อีกครั้งหนึ่งมันจะต้องไปสู่ที่แล็บ (Lab) และวันนี้ก็ปรากฏออกมาชัดเจนแล้วครับว่า ๖๖ กระสอบแรก กระสอบละ ๒๕ กิโลกรัมเป็นสารสีม่วงเป็นไตรโซเดียมฟอสเฟต (Trisodium Phosphate) และส่วนที่เหลืออีก ๔๐๖ กระสอบ เมื่อวานนี้ก็ได้ตรวจสอบ เบื้องต้นโดยใช้เทสคิต (Test Kit) อันเดิมอีกก็ปรากฏว่าเป็นสีม่วงทั้งหมด แต่ในสีม่วง ทั้งหมดอีก ๔๐๖ กระสอบนั้นจะมีสารอย่างอื่น จะมีเคตามีน (Ketamine) หรือจะมี อีเฟดรีน (Ephedrine) สารตั้งต้น ก่อต้นของยาบ้าและยาไอซ์ (Ice) อย่างไร หรือไม่ ไม่ทราบ ขอใช้เวลาอีกประมาณ ๒ สัปดาห์ ในรายละเอียดต่าง ๆ จะแถลงให้ทราบ ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าเรื่องของการแถลงผมยอมรับได้ว่าเราผิดพลาด แต่ผิดพลาด ในทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้ผิดพลาดเพราะความเผอเรอ หรือว่าเราเลินเล่อประมาทอะไรทั้งสิ้น มันมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการไปทางเส้นทางอย่างนั้น แต่ผมเรียนยืนยันกับท่านทั้งหลาย ว่าในปีนี้การปราบปรามยึดทรัพย์ตัดวงจรยาเสพติด ผมได้ประกาศในสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้แล้วว่า ๖,๐๐๐ ล้านบาท เริ่มต้นมา ผมเข้ามานี่รับตำแหน่งเขายึดทรัพย์ อายัดทรัพย์สิน ได้ปีละ ๖๐๐ ล้านบาท แต่ผมจะทำให้ได้ ๖,๐๐๐ ล้านนะครับ ผมยืนยันกับท่านทั้งหลาย และในวันศุกร์นี้เป็นวันที่คิกออฟ (Kick off) นโยบาย ผมจะขอร้องให้ประธานที่มาเปิดงาน ในวันศุกร์ให้นโยบายกับทุกจังหวัด เมื่อสักครู่นี้ผมไปตอบกระทู้แยกของท่านนิยม เวชกามา ผมก็เรียนไปแล้วว่าอีกจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท เพราะมีการค้าขายยาเสพติดกันทุกหย่อมหญ้า ทุกจังหวัดในประเทศไทย เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายถ้าหากว่าจะทำให้เป็นประโยชน์ กับสังคมทั้งหมดช่วยรวบรวม ถ้าหากว่ามีข้อมูลบอกผมมาเถอะครับ ผมคิดว่าเราจะ ดำเนินการใหม่ในแนวทางเสริมจากแนวทางที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ🔗
ท่านมนพรถามได้อีก ๑ ครั้งครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ คำถามแรกที่ท่านรัฐมนตรีได้ตอบดิฉันเป็นเพียงทฤษฎี ท่านมองที่ปลายเหตุของการยึดทรัพย์ แต่วันนี้ท่านพูดถึงการที่จะต้องคิกออฟ (Kick off) อบรมสัมมนา ที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วว่า รัฐบาลได้ใช้เงินในการอบรมสัมมนาไปในหน่วยงานราชการเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ผลสัมฤทธิ์ ไม่ได้เกิดขึ้นแต่อย่างใด ยาเสพติดกลับเพิ่มมากขึ้นค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันมีคำถามที่ ๒ ว่าเหตุใดในการย้ายสถานที่ที่มีการตรวจสอบของกลางทำไมถึงไม่มีการปิดล้อมพื้นที่ ประกาศเป็นเขตหวงห้าม และตรวจสอบให้ครบถ้วนเสียก่อนจึงย้ายมาเก็บในโกดัง ที่เกิดข้อสงสัย ดิฉันขอขึ้นภาพสไลด์ (Slide) ที่ ๒ ค่ะ🔗
ว่าระบบการขนส่งนั้นรัดกุมพอที่จะไม่หลุด รั่วไหลหรือไม่ ท่านสังเกตเห็นไหมคะว่าขณะที่ภาพได้มีการกองแบบนั้นไม่เห็นมีกระดาษ หรือเอกสารใดที่มีลายเซ็นของการป้องกันไม่ให้มีการฉีก รื้อ เพราะว่าจากสภาพโกดัง ที่เห็นอยู่ก็มีปริมาณเพียงพอที่จะเก็บ แต่เหตุไฉนท่านถึงย้ายไปที่โกดังที่บางปะกง ต่อมา เมื่อจับกุมแล้วในการตรวจสอบครั้งแรกที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแถลง และ ป.ป.ส. แถลงเหตุใดถึงไม่ตรงกัน ต่อมาเอกสารการลงลายมือชื่อกำกับบันทึกการขนย้าย ถ้าท่านรัฐมนตรีเตรียมมาดิฉันขอให้ได้ชี้แจงในที่ประชุมและเอกสารการขนย้ายบุคคล ที่รับผิดชอบการขนย้าย นี่คือคำถามที่ ๒ ของดิฉันค่ะ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านมนพรบอกว่าการอบรมสัมมนาใช้เงินมากมายมหาศาล ผมเรียนว่า การอบรมสัมมนาในเครือข่ายของยาเสพติดนั้นใช้เงินน้อยมากนะครับ และผมก็เห็นว่า ในแนวทางของการใช้งบประมาณที่ผ่านมาของการดำเนินการก็ยังทำอยู่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปสักครู่นี้มันเป็นแนวทางที่ทำเพิ่มขึ้นมา ยังไม่ได้ใช้ งบประมาณอะไรไปมากมายเลยนะครับ🔗
ในส่วนต่าง ๆ ที่ท่านได้พูดบอกว่าการดำเนินการในเรื่องของการเก็บของกลาง หรือการขนย้าย ผมได้สอบถาม ป.ป.ส. แล้ว ได้ตอบคำถามว่าเป็นไปตามแนวทางรูปแบบ ของสากลที่ดำเนินการไว้ทุกประการ ในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ ผมไม่ได้ลงรายละเอียดนะครับ แต่ผมก็บอกว่าผมทำหนังสือไปเมื่อวานให้เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ดำเนินการให้การตรวจสอบ ข้อเท็จจริงในการขนย้ายเคตามีน (Ketamine) เรียน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามยาเสพติด ตามที่สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ตรวจยึดเคตามีน (Ketamine) ๑๑.๕ ตัน เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ นั้น ในการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สำนักงาน ป.ป.ส. จัดทำคำสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในการขนย้ายเคตามีน (Ketamine) ดังกล่าว และให้รายงานให้ทราบภายในวันที่ ๒๕ ตอนนี้มันยังเช้าไปนิดหนึ่งเขายังคงทำให้ไม่ทัน แต่เรียนว่าเรื่องนี้จะต้องเปิดเผยให้กับพี่น้องประชาชน หรือผู้คน หรือท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้รับทราบในทุกประเด็นนะครับ และการตรวจสอบท่านอาจจะบอกว่ามันช้า แต่ทางราชการ เขาก็บอกว่ามันมีของกลางมากมายในการที่ได้ตรวจจับในจีนไต้หวัน เป็นคอนเทนเนอร์ (Container) คอนเทนเนอร์ (Container) กระสอบละ ๒๕ กิโลกรัม มันมีสารอำพราง สารอำพรางตัวหนึ่งที่ใช้อยู่มันก็เป็น เมื่อสืบทราบมาล่าสุดเป็นไตรโซเดียมฟอสเฟต (Trisodium Phosphate) ซึ่งเป็นสารสีม่วงและมันมีผลิตคล้าย ๆ กับเคตามีน (Ketamine) ในส่วนของการส่งไปนั้น นอกจากเคตามีน (Ketamine) แล้วยังมีพวกอีเฟดรีน (Ephedrine) อีเฟดรีนคือ (Ephedrine) สารตั้งต้นของไอซ์ (Ice) และยาบ้า ในการดำเนินการต่าง ๆ ในเรื่องของการขนย้ายทั้งหมดเป็นอำนาจของเลขาธิการ ป.ป.ส. ซึ่งการดำเนินการต่าง ๆ และ ป.ป.ส. จะต้องบูรณาการจากหน่วยงานอื่นเพื่อทำคดี และคดีในเรื่องของเบาะแส หรือเหตุเกิดที่จีนไต้หวัน เป็นอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการคดีเป็นเรื่องของอัยการ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องทำสำนวนหลักฐานให้ชัดเจน มันอาจจะใช้เวลาไปบ้างนะครับ อันนี้มันไม่ใช่เรื่องที่เราทำง่าย ทำง่ายก็คือเอาเทสคิต (Test Kit) ไปตรวจ แล้วมัน ก็ออกมาเป็นสีม่วง แล้วมันก็หน้าแตกกันอย่างที่ว่านี้ ผมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่มันเป็น ความพลาดที่เกิดขึ้น แต่มันไม่เคยเกิดการตรวจพบไตรโซเดียมฟอสเฟต (Trisodium Phosphate) ในประเทศไทย นี่เป็นครั้งแรก ยูเอ็นโอดีซี (UNODC) ได้มาแถลงข่าว กับเราด้วย ผู้แทนของยูเอ็นโอดีซี (UNODC) และผู้แทนของดีอีเอ (DEA) ก็ได้ปรึกษาหารือกันว่า เคมีตัวใหม่ หรือสารตั้งต้นตัวใหม่มันมีการพัฒนาไปเยอะ ถ้าเราเรียนเคมีในมหาวิทยาลัยจาก ๑๐๒ ธาตุ เป็น ๑๐๗-๑๐๘ ธาตุ มันมากขึ้นเรื่อย ๆ ตรงนี้ ดีอีเอ (DEA) และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็จะมาสังคายนาและเชิญ โดย ป.ป.ส. เป็นผู้เชิญทั้งหลายเข้ามาสังคายนาในเคมีภัณฑ์ตัวใหม่ในวันพุธที่จะถึงข้างหน้า อีก ๗ วัน ก็จะมีการดำเนินการสังคายนาเรื่องของเคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวกับยาเสพติดที่มีความเกี่ยวข้อง ตรงนี้ จึงขออนุญาตตอบผ่านท่านประธานเพื่อให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่หวังดี กับประเทศชาติ ขอบคุณครับ🔗
ครับ ท่านมนพรยังมีอะไรอีกไหมครับ🔗
ดิฉันเหลืออีก ๑ คำถามค่ะท่านประธาน🔗
ถามได้แค่ ๒ ครั้งแค่นั้น แต่อนุญาตครับ เชิญอีกครั้งครับ🔗
ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานคะ คำถาม สุดท้ายของดิฉันนะคะ ก็คือในขณะที่ล็อต (Lot) แรกที่ทางไต้หวันส่งไปแล้วก็ได้ตรวจสอบ พบว่ามีสารยาเสพติดอยู่ แล้วชายไทยที่ท่านได้เอ่ยถึงที่ชื่ออภิชาตินั้นที่เป็นคนส่งของไปยัง ประเทศไต้หวันผ่านบริษัทชิปปิง (Shipping) นั้นนะคะ ขณะนี้ท่านได้พบเจอบุคคลดังกล่าว หรือเปล่า หรือยัง และในท้ายที่สุดดิฉันก็ต้องบอกท่านว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อย่าเป็นเพียง มวยล้มต้มคนดูนะคะ แล้วก็ขอให้ท่านได้จริงใจต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด เพราะที่ผ่านมา รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ล้มเหลวทุกด้าน ยาเสพติดซื้อง่ายกว่าขนม นายทุนรวยขึ้น คนจนล้นประเทศ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีจะกอดตำแหน่งไว้เพื่ออะไร ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่าท่านมนพรเป็นคนดีเลยนะ แต่สุดท้ายท่านก็มากระแนะกระแหน ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมก็เรียนแล้วว่าแนวทางของการปราบปรามยาเสพติดเป็นเรื่อง ที่ทำให้ชัดเจนที่สุด ขอเวลาท่านดูอีกสัก ๖ เดือน ท่านจะรู้ว่ามันจะเป็นไปตามแนวทาง ที่ผมได้พูดไว้หรือไม่ อย่างไรนะครับ รูปแบบของการดำเนินการตรงนี้มันจะชัดเจน และเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน และเราจะลืมเรื่องยาเสพติดไปได้มากนะครับ🔗
ในเรื่องของผู้ที่ดำเนินการเช่าโกดังหรือขนย้าย นายอภิชาติ แซ่ห่อ ตรงนี้ ก็อยู่ในขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ราชการก็ได้ดำเนินการติดตามอยู่นะครับ แล้วก็รับทราบว่า พวกเขาเหล่านั้นอยู่ในบ้านป่าโหล ตำบลแม่เมาะ อำเภอเชียงดาว เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการ ติดตามอยู่ ยังไม่พบตัว แต่ได้ดำเนินการในขั้นตอนที่คิดว่าจะสามารถติดตามได้ ถ้าหากว่า ไม่ข้ามไปต่างประเทศนะครับ อันนี้ขอให้สบายใจ🔗
และเรื่องมวยล้มต้มคนดูนี่ผมก็เรียนแล้วอย่างไรว่าผมเน้นในเรื่องของ การยึดทรัพย์ แต่ในเรื่องคดีความก็เป็นเรื่องที่ก็ต้องทำต่อไปเท่าเดิม แต่เราจะเพิ่มเรื่อง การยึดทรัพย์ออกมาตรงนี้ให้เกิดความชัดเจน ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ🔗
ท่านจิรายุครับ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี🔗
ท่านมนพร เดี๋ยวขอให้ท่านจิรายุก่อนครับ ขออภัยนะครับ ท่านจิรายุมีอะไรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ประท้วงท่านประธาน ข้อ ๙ ครับ ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าผู้ถามเหลือตั้ง ๗ นาที ผู้ตอบเลยมา ๒ นาทีกว่าแล้ว แต่เวลาผู้ถามเกินท่านประธานท้วงแล้วท้วงอีก และผู้ตอบ ก็ตอบเกินเวลา จริง ๆ ท่านไม่มีสิทธิตอบแล้วนะครับ จริง ๆ ผมอยากจะรู้ด้วยว่า ท่านโดนแหกตาหรือเปล่า แต่ท่านก็ตอบไม่ตรงประเด็น และท่านไปว่าผู้ถามว่า กระแนะกระแหนนี่ ผมว่าท่านเป็นรัฐมนตรี ท่านต้องถอนครับ ฝากท่านประธานวินิจฉัยครับ🔗
ขออภัย ท่านจิรายุ ผมขอชี้แจงอย่างนี้นะครับ กระทู้ถามสดด้วยวาจา เราจะกำหนดเวลาคนละ ๑๕ นาที อันนั้นผมยอมรับว่าผมอนุโลมให้ ต้องขออภัย เชิญท่านมนพรครับ มีอะไรครับ🔗
ท่านประธานคะ จากที่ท่านรัฐมนตรี ได้ใช้คำต่อว่าต่อขานดิฉันว่ากระแนะกระแหน อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ถอนคำพูดนี้ และนอกจากนั้นสิ่งที่ดิฉันในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้นำเสนอต่อปัญหา แน่นอน การเสนอปัญหาเรื่องยาเสพติดเป็นปัญหาหลักของประเทศ ท่านควรจะตอบในแนวทางว่า ท่านจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร แต่ไม่ใช่มาตอบกระแนะกระแหนกลับคืนมาดิฉัน เช่นนี้ค่ะ ขอให้ท่านรัฐมนตรีได้ถอนคำพูดค่ะ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมยืนยันว่าผมไม่ได้ตั้งใจกระแนะกระแหน เพราะผมไม่ได้มีนิสัยอย่างนั้นเลยนะครับ แต่ถ้ามันเป็นคำพูดที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่ดี ผมถอนครับ ขอบคุณครับ🔗
ครับ ถอนแล้วนะครับ ผมขออภัยเมื่อสักครู่นี้ผมจำสับสนนิดหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นกระทู้ถามสด ด้วยวาจามีเวลาถามได้ ๓ ครั้ง ผมไปจำว่าเป็นกระทู้ถามทั่วไป ขออภัยครับ ท่านท้วง ถูกต้องแล้วครับ เป็นการจบกระทู้ถามสดด้วยวาจาในระเบียบวาระที่ ๑.๑ นะครับ ต่อไป🔗
ระเบียบวาระที่ ๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗
ซึ่งวันนี้ท่านประธานได้บรรจุไว้ถึง ๖ ฉบับ คือเป็นกระทู้ถามทั่วไป ๔ ฉบับใหม่ แล้วก็เลื่อนมาจากการประชุมครั้งที่แล้ว ๒ ฉบับนะครับ ผมได้รับการประสานจาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งท่านมีภารกิจที่ต้องไปทำในช่วงบ่าย มีติดนัด สำคัญไว้ ขออนุญาตที่จะเอาฉบับที่ ๕ ของท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ถามเรื่องการแก้ไข ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขึ้นมาก่อน ท่านไม่ขัดข้องนะครับ🔗
ถ้าไม่ขัดข้องผมขอดำเนินการต่อไปครับ🔗
๑.๒.๕ กระทู้ถาม ที่ ๒๕๘ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล (นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗
เชิญท่านประเสริฐพงษ์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องการแก้ไขปัญหา การกัดเซาะชายฝั่งทะเล ผ่านท่านประธานนะครับ ซึ่งเอกสารที่เป็นกระทู้ส่งไปยังท่าน รัฐมนตรีไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้ก็อยากจะพูดด้วยวาจาในสภาใหญ่แห่งนี้ ก่อนหน้านี้ผมก็เคย ถามท่านในห้องกระทู้เฉพาะ แต่ก็ยังได้คำตอบที่ไม่ชัดเจน แถมยังมีการตั้งงบประมาณ เพื่อดำเนินการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งโดยไปสร้างเขื่อน สร้างกำแพง เขื่อนบันไดกันคลื่น ซึ่งคือบริเวณชายหาดในอีกหลายพื้นที่ในงบประมาณทั้งปี ๒๕๖๔ แล้วก็จะมีในแผนของ ปี ๒๕๖๕ ต่อ ผมก็เลยคิดว่าการตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีอีกครั้งในห้องใหญ่เป็นกระทู้ทั่วไป น่าจะเป็นประโยชน์ น่าจะได้คำตอบที่ดี แล้วก็เพื่อจะได้ป้องกันการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องจริง ๆ ก็คือว่าปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลโดยเฉพาะเรื่องของชายหาด หาดทราย ผมไม่ได้ รวมถึงชายเลนหรือกรณีอื่น ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นจะเน้นเฉพาะเรื่องการป้องกัน การกัดเซาะชายฝั่งหรือชายหาดชายทะเลเท่านั้น ซึ่งท่านรัฐมนตรีภายใต้การดูแลของท่าน ก็คือกรมโยธาธิการและผังเมืองก็ยังดำเนินการตั้งแผน ตั้งงบประมาณดำเนินการ ซึ่งไม่ใช่ ภารกิจหลักของการแก้ไขปัญหาป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ภารกิจหลักตามกฎหมายก็คือ พ.ร.บ. ส่งเสริมบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปี ๒๕๕๘ อยู่ในความรับผิดชอบ ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในมาตรา ๓ เป็นคำนิยามป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งชัด ๆ ซึ่งภารกิจหน้าที่ตรงนี้จะไม่อยู่ใน ความรับผิดชอบของกรมโยธาธิการและผังเมืองแล้ว และท่านก็ยังตั้งงบประมาณเป็น สูตรสำเร็จโดยเฉพาะเลย แล้ววันนี้มีสูตรสำเร็จที่ท่านไปทำเขื่อนป้องกันชายหาด ไม่ว่า จะเป็นที่จังหวัดสงขลา ที่จังหวัดตรัง ที่เกาะลิบง ก็เอาเป็นแพ็กเกจ (Package) สูตรสำเร็จ เป็นเขื่อนกำแพงหินขั้นบันไดซึ่งเป็นมาตรการสีเทา เป็นมาตรการสุดท้ายนะครับซึ่งขัดกฎหมาย แล้วก็ก้าวล่วงหน่วยงานอื่น ๆ ขัดกฎหมายอย่างไรครับท่านประธาน ขัดกฎหมายก็คือว่า มีมติ ครม. ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็นั่งอยู่ตรงนั้นเหมือนกัน ก็คือมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๑ ท่านรัฐมนตรีก็นั่งตรงนั้น ท่านก็ต้องรับทราบแล้วว่าเรื่องของ การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งต้องเป็นหน้าที่ภารกิจหลักของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ปรากฏว่ายังมีการดำเนินการในแผนงานและงบประมาณของท่าน แล้วก็ยังมีเรื่องของการทักท้วง สตง. ก็มีการทักท้วงว่ารูปแบบของการทำแบบมาตรการสีเทา ไม่คุ้มค่า แล้วก็มีการฟ้องร้อง มีการดำเนินงานในศาลปกครองโดยราษฎรในพื้นที่จังหวัด สงขลา อำเภอสิงหนคร ก็ฟ้องร้อง จนกระทั่งมีคำสั่งให้มีการระงับการก่อสร้าง และที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่ามันไม่ผ่านมติคณะกรรมการในระดับจังหวัด ที่ผู้ว่าราชการ จังหวัดสงขลา หรือผู้ว่าราชการจังหวัดตรังที่ตอนนี้ไปดำเนินการทำประชาพิจารณ์ที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง บ้านท่านประธานชวน ไม่ผ่านคณะกรรมการระดับจังหวัดครับ นั่นหมายความว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคือผู้ว่าราชการจังหวัด ทำไม ถึงปล่อยปละละเลย ทำไมถึงยอมให้โยธาธิการจังหวัดดำเนินการตั้งแผน ตั้งงบประมาณ ไปสร้างเขื่อน สร้างกำแพง ทำความเสียหายให้กับชายหาดของประเทศไทย ทำลายวิถีชีวิต ของชาวประมง🔗
ท่านทราบไหมครับว่า ปัจจุบันท่านดูในภาพนะครับ มีการเคลื่อนย้ายหิน เคลื่อนย้ายปูน เคลื่อนย้ายเหล็ก โดยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพราะว่าโครงการดังกล่าวที่หาดม่วงงาม จังหวัดสงขลา อำเภอสิงหนคร โดยศาลปกครองสั่งระงับไปแล้ว แต่ก็ไม่ดำเนินการไปเอาเหล็ก เอาหิน ประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเองเคลื่อนย้ายเป็นการทำลายพื้นที่ชายหาด ไม่สามารถ ใช้พื้นที่ทั้งด้านนันทนาการ การใช้พื้นที่ของวิถีชีวิตของชาวประมงได้นะครับ แล้วก็ยังไม่มี การทำอีไอเอ (EIA) ด้วย แล้วก็เลยต้องถามท่านรัฐมนตรีว่าท่านทำไมถึงไม่ดำเนินการ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๑ แล้วก็เหตุผลความจำเป็นว่าทำไมถึงใช้ มาตรการสีเทา เกิดอะไรขึ้นกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ทำไมถึงต้องมอบรองอธิบดี คนเดิม ๆ แล้วก็บริษัทเดิม ๆ ที่ได้รับเหมาก่อสร้างแบบเดิม ๆ ไป แล้วทำไมยังมีแผนงาน ตั้งงบประมาณในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ต่อไปอีก แล้วทำไมไม่สั่งการไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งจังหวัดสงขลา จังหวัดตรัง จังหวัดพังงา หรือหลายจังหวัดที่มีแผนงานที่จะสร้างเขื่อน กำแพงหินบริเวณชายหาดให้ปฏิบัติตามกฎหมายของ ทช. โดยเฉพาะตาม พ.ร.บ. ส่งเสริม การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ขออนุญาตตั้งคำถามให้ท่านรัฐมนตรี ตอบในครั้งที่ ๑ ครับ🔗
ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผมขอตอบกระทู้ซักถามดังนี้นะครับ🔗
ในเรื่องแรกก่อนที่จะเรื่องของคำถามนะครับ ก็ขอเรียนอธิบายชี้แจงประเด็น ที่บอกว่ากรมโยธาธิการและผังเมืองนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ ประเด็นนี้แม้กระทั่ง ก่อนจะเข้ามานี้กระผมก็ได้ตรวจสอบกับทางท่านปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ท่านยังยืนยันว่าในประเด็นแรกเลย ก็คือทางกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งไม่ได้เป็นหน่วยปฏิบัติ ท่านจะดูแลในเรื่องของกฎ ระเบียบ เหมือนเป็น เรกูเลเตอร์ (Regulator) อยู่ หน่วยปฏิบัติในการที่จะไปสร้างที่ว่านี้ก็จะเป็น ๓ หน่วยด้วยกัน ก็คือ ๑. กรมเจ้าท่า ๒. คือกรมโยธาธิการและผังเมือง ๓. คือท้องถิ่นทั้งหลาย ก่อนจะเข้ามานี้ ผมก็เรียนถามตรง ๆ เลยครับ โดยตรงเลยกับท่านปลัดกระทรวง ทส. ก่อนเข้ามา เรื่องของเรื่องก็คือว่ากฎหมายจัดตั้งของทั้งทุกหน่วย ในส่วนกระทรวงมหาดไทยนี่คือท้องถิ่น กับกรมโยธาธิการและผังเมืองนั้นให้ทำได้ นั่นเป็นหน้าที่ที่จะต้องดูแลพี่น้องประชาชน ที่ต้องทำนั้นก็ขอเรียนว่า ณ สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ก็มี ส.ส. อีกหลายท่านด้วยกัน ก็มาเร่งรัดว่าทำไมไม่สร้างให้พี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อน ก็ขอเรียนให้ทราบเป็นข้อมูล ที่จะต้องไปซักถามกันเอง หมายความว่าในสภาแห่งนี้ก็ยังไม่ใช่ข้อยุติกล่าวอ้างว่าไม่ให้สร้าง ไม่ให้ทำนะครับ นั่นหมายถึงว่าเขื่อนโครงสร้างแก่งที่ว่านี้นะครับ🔗
ในเรื่องแรก เรื่องกฎหมายก็เรียนว่าทำได้ แม้กระทั่งก่อนเข้ามาผมเรียนย้ำว่า ผมได้สอบถามแล้ว เขายืนยันว่าเขาไม่ใช่หน่วยปฏิบัตินะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างแข็งหรือว่าใช้มาตรการสีเทา ก็คงเรียนว่า มาตรการมี ๓ ระดับด้วยกัน คือสีขาว ก็คือใช้มาตรการทางกฎหมาย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร อันที่ ๒ คือสีเขียวก็คือใช้โครงสร้างอ่อน ใช้การปลูกต้นไม้ การปักไม้ไผ่ อะไรก็แล้วแต่ อันที่ ๓ ไม้สีเทา นี่คือใช้โครงสร้างแข็งนะครับ🔗
สำหรับเรื่องโครงสร้างใช้สีขาวมีอยู่แล้วโดยไม่ต้องทำ เพราะอยู่ในกฎหมาย ผังเมือง ใครจะสร้างอะไรต้องมีระยะถอยร่นอยู่แล้วในการก่อสร้าง เพราะฉะนั้นมาตรการ สีขาวทำแน่นอนนะครับ ปัญหาก็เกิดขึ้นว่าแล้วทำไมต้องทำสีเทา ขอเรียนว่าการดำเนินการ ทุกโครงการเลยมาจากความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น ทางกรมจะไม่เป็นคน ไปกำหนดเอง หมายความว่าเมื่อประชาชนมีความเดือดร้อนแล้วร้องขอผ่านองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมา แล้วต้องผ่านคณะกรรมการจังหวัด ถ้าไม่ผ่านท้ายที่กล่าวอ้างก็ผิดกฎหมาย ก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าเขาผิดนี่คนทำต้องรับผิดชอบ อันนี้เรียนยืนยันต้องผ่านคณะกรรมการ จังหวัดมาก่อนนะครับ🔗
ในที่ผ่านมานั้นพอร้องขอขึ้นมาทางกรมก็จะลงไป ลงไปก็จะไปดูปัญหา แท้จริงว่าเป็นอย่างไร ถ้าปัญหากัดเซาะไม่หนัก เบา ก็จะไม่เข้าไปทำ ก็จะให้เป็นมาตรการ สีเขียวนะครับ หรือว่าถ้าเขายังไม่ถอยร่นก็ต้องไปทำตามนั้น คือต้องใช้มาตรการขาว เขียวมาก่อนนะครับ ปัญหาคือเมื่อมันกัดเซาะรุนแรง มาตรการทั้ง ๒ สีนั้นก็เอาไม่อยู่นะครับ นั่นคือปัญหาที่ประชาชนเขาร้องขอมาว่าไม่ว่าที่ใคร ท่านลองนึกสภาพท่านมีที่อยู่ริมทะเล เวลากัดเซาะมันรุนแรงมาก ที่เขาหายทั้งผืนแน่นอน ไม่ใช่เฉพาะริม ๆ ของเขา และนั่นคือ สิ่งที่เอามา เมื่อพิจารณาแล้วต้องใช้มาตรการใด นั่นคือมีการหารือขั้นต้นกับพี่น้องประชาชนก่อน แล้วกลับมาออกแบบอะไรก็แล้วแต่ แล้วต้องกลับไปถามประชาชน เพราะฉะนั้นต้องทำ ทั้ง ๒ อันนี่ต้องทำนะครับ🔗
เรื่องของอีไอเอ (EIA) อีไอเอ (EIA) ก็คงไม่ต้องพูดว่าในกฎหมายทางกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้ให้ทำ แต่อย่างไรก็ตามเราก็ทำไออีอี (IEE) ด้วย ก็เรียนเป็นข้อมูล นั่นคือสิ่งที่ผ่านมานะครับ🔗
แต่ในปัจจุบันนี้มีปัญหาเรื่องนี้ กระทรวงมหาดไทยก็ได้หารือกับกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนได้ข้อยุติมาว่าต่อไปทางกระทรวงมหาดไทยก็จะรับ ข้อมูลจากพี่น้องประชาชนที่เขาเดือดร้อน แล้วก็ยังคงหาหนทางที่จะแก้ไข การแก้ไขนั้น อย่างไรก็ตามต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าที่ใดเขาให้ทำสีเทา สีขาว สีเขียว ไปทำฝืนไม่ได้นะครับ ต่อมาในปีนี้ถ้าจะตั้งงบประมาณนี่ ก็จะต้องไปผ่านเพราะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคณะกรรมการ ระดับนโยบายอยู่ และมีคณะอนุกรรมการบูรณาการเรื่องของการกัดเซาะชายฝั่งอยู่ และมีคณะที่สำคัญคือคณะกรรมการกลั่นกรอง อันนี้ละครับไม่ว่ากระทรวงมหาดไทย จะทำอย่างไร สุดแล้วต้องไปให้จบที่นี่จะได้หมดปัญหากันนะครับ เพราะว่ากระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องถ้าไม่เห็นชอบที่จะให้สร้าง ก็จะจบเลย ว่าไม่ต้องสร้างโครงสร้างแข็งที่ว่านี้นะครับ เราจะไม่ต้องมายุ่งกับกระทรวงมหาดไทยอีก กระทรวงมหาดไทยจะเอาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาแล้วก็จะเสนอแนวทาง ถ้ายังใช้เขียวได้ก็ยืนยันว่าจะใช้ กระผมเรียนยืนยันว่าคงไม่ใช่นโยบายของผมที่จะต้องให้ไป สร้างโครงสร้างแข็งถ้าไม่จำเป็น ยังยืนยันโดยหลักวิชาการว่าถ้าถอยร่นได้ก็ทำนะครับ ถ้ายังใช้มาตรการเขียวได้ก็ต้องทำ ไม่ใช่ไปใช้มาตรการสีเทา แต่เมื่อมันกัดเซาะอย่างรุนแรง แล้วเป็นความต้องการของประชาชน แล้วในหลักการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ให้ทำสีเทาได้ก็ทำ ถ้าตรงนั้นไม่ให้ทำสีเทาก็ทำไม่ได้ แล้วในปัจจุบันนี้ต้องไปผ่านคณะกรรมการนี้นะครับ งบประมาณปี ๒๕๖๕ ที่เสนอต้องผ่าน ถ้าคณะกรรมการกลั่นกรองไม่ให้ผ่านก็จบไม่ต้องทำ เพราะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมต้องเป็นเจ้าของเรื่องอยู่แล้วนะครับ ว่าจะหลักการอย่างไรก็เป็นผู้รักษา เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) เป็นคนกำหนดกฎอยู่แล้วนะครับ ผมตอบภาพรวมเท่านี้ครับ🔗
เชิญท่านประเสริฐพงษ์ถามได้อีก ๑ ครั้งครับ🔗
ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับที่ท่านมายืนยันว่าเป็นไปตามข้อเรียกร้อง ของประชาชนผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในข้อเท็จจริงก็เป็นอย่างที่ท่านว่าจริง ๆ แต่ข้อเท็จจริงที่ท่านอาจจะไม่ทราบก็คือว่ากรมโยธาธิการและผังเมือง โดยเฉพาะโยธาธิการและผังเมืองแต่ละจังหวัดนี่ก็จะเอาแพ็กเกจ (Package) สำเร็จรูป ในทันทีที่บอกว่าผ่านลมมรสุมเมื่อลมมรสุมเข้า ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอันดามันหรือฝั่งอ่าวไทย โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดก็จะเอาแพ็กเกจ (Package) สำเร็จรูปที่เป็นมาตรการ สีเทาไปใส่ ไปให้ประชาชน ไปให้เทศบาล ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปให้ อบต. ดำเนินการตามโครงสร้างแข็งเลยครับ ผมยังยืนยันว่าพื้นที่หลายพื้นที่ยังมีรูปแบบ การดำเนินการที่เป็นแพ็กเกจ (Package) สำเร็จรูปโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง เอาไปบอกกับท้องถิ่นว่าจะต้องทำอย่างนี้เท่านั้น โดยไม่มีทางเลือกอื่นเลย โดยเฉพาะ ตอนนี้ที่เกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นแพ็กเกจ (Package) สำเร็จรูปครับ วันที่ ๑๘ พฤศจิกายนที่ผ่านมาไปทำประชาพิจารณ์แล้วครับ ซึ่งไม่ได้ผ่านคณะกรรมการ ระดับจังหวัดเหมือนที่ท่านรัฐมนตรีพูด แต่ผมก็ยินดีนะครับ แล้วก็ขอชื่นชนว่าถ้าท่านยืนยัน ว่าถ้าไม่ผ่านคณะกรรมการโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานหลักในแต่ละจังหวัดแล้วนี่ แล้วก็จะมีกรรมการในระดับชาติกรองอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าโครงการในปี ๒๕๖๕ ต้องไม่เกิดขึ้นแน่นอน แล้วผมคิดว่างบประมาณ ภาษีของประชาชนอย่าเอาไปทิ้งทะเลเลย เสียดาย เสียโอกาส เราควรจะเอาไปพัฒนาอย่างอื่นเสียมากกว่านะครับ แล้วก็คงเป็น คำถามว่าท่านจะหยุดโครงการที่เป็นลักษณะของมาตรการสีเทา โดยไม่ผ่านคณะกรรมการ จังหวัด และไม่ผ่านคณะกรรมการในระดับชาติ ไม่ตั้งงบประมาณในปี ๒๕๖๕ และปี ต่อ ๆ ไป แล้วมาคุยกันก่อนในรูปแบบของทำความเข้าใจในงานวิจัย ท่านรัฐมนตรีอาจจะ ไม่ทราบว่าสภาแห่งนี้ได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็มีการประชุม เชิญนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือสถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือหลายคณะ โดยเฉพาะมีผู้เชี่ยวชาญ ที่จบจากญี่ปุ่นแล้วก็มานั่งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเรื่องนี้ รวมทั้งเรารับ ข้อร้องเรียนของพี่น้องประชาชนที่หาดมหาราช จังหวัดสงขลา ก็มาร้องเรียนเรื่องแบบนี้ เช่นเดียวกัน เราก็ได้ความรู้ แล้วก็ได้คำยืนยันหลายอย่างครับท่านรัฐมนตรี ก็จะมีการเสนอ รัฐบาลแน่นอนสรุปออกมาว่ารูปแบบของการสร้างเขื่อนแบบสีเทานี่คือการทำลายชายหาด ทำลายหาดทรายสวย ๆ ของประเทศไทย เป็นทรัพยากรประเทศไทย ทรัพยากรที่เราขาย เพื่อการท่องเที่ยว เป็นทรัพยากรของชาวโลกอย่างแน่นอนนะครับ เพราะฉะนั้นมาตรการ ที่จะเอาสีเทามาลงนี่ผมคิดว่าขอให้ท่านรัฐมนตรีได้สั่งการนะครับ🔗
แล้วก็อีกอันหนึ่งท่านรัฐมนตรีได้บอกว่าเป็นการเรียกร้องมาจาก ภาคประชาชน ก็จริงครับ แต่ข้อเรียกร้องของประชาชนยังขาดองค์ความรู้ที่รอบด้าน โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยากได้โครงการเขื่อน เพราะว่ามันเป็นรูปแบบ ที่ใช้งบประมาณสูง ๑ กิโลเมตรใช้เป็นหลัก ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะมีนอกมีใน อะไรกันหรือเปล่า และที่สำคัญครับทางขึ้นลงเรือประมงของพี่น้องชาวประมง ในชั้น กรรมาธิการเราเอารูปมาแฉเลยครับท่านประธาน ปรากฏว่ากรมโยธาธิการและผังเมือง ท่านรองอธิบดีคนสำคัญก็พูดไปอธิบายไปไม่ออกเลยครับ เพราะช่องทางเทปูน แต่ว่า เรือพี่น้องชาวประมงไม่สามารถเอาขึ้นลงได้ครับท่านประธาน แล้วก็ไปอ้างเรื่องของ การพังทลายของถนน ซึ่งปรากฏว่ารูปแบบของการพังทลายถนนก็คือถนนไปสร้าง รุกชายหาด ไปสร้างบนสันทรายต่างหาก เพราะฉะนั้นวิธีแก้ไขปัญหามันไม่ใช่วิธีที่ กรมโยธาธิการและผังเมืองกำลังทำเป็นแพ็กเกจ (Package) สำเร็จรูป มิฉะนั้นก็จะเป็น ตราบาปครับ เป็นรอยประทับ ผมก็ยอมรับว่าท่านรัฐมนตรีเป็นนักการเมืองนะครับ แม้ว่าท่านจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ผมยืนยันว่าท่านคือนักการเมือง เพราะนักการเมือง คือผู้ที่จัดสรรทรัพยากรของประเทศนี้ ของภาษีของประชาชนทุกคน แต่ผมอยากให้ท่าน ช่วยรับผิดชอบด้วยเถอะครับว่าถึงแม้ท่านไม่ได้มาจากภาคประชาชน แต่อดีตท่านเป็น ข้าราชการระดับสูง และท่านเป็นรัฐมนตรีมานานหลายปี โดยเฉพาะดูแลกระทรวงมหาดไทย ผมอยากให้ท่านทบทวนอย่าให้กรมโยธาธิการและผังเมืองหรือรองอธิบดีคนสำคัญ นักวิชาการทำให้ท่านไขว้เขวเลยครับ ท่านฟังข้อมูลอีกด้านหนึ่งแล้วท่านก็จะทราบว่าข้อมูล นักวิชาการที่เขาเป็นห่วงทรัพยากรโดยเฉพาะชายหาดของประเทศไทยนี่ควรจะต้องมี การหยุดระงับ แล้วมาตั้งวงนั่งคุยกันก่อน หาวิธีแก้ไขที่ถูกต้อง เพื่อรักษาชายหาดของ ประเทศไทยเอาไว้นะครับ แล้วข่าวล่าสุดผมก็เห็นซินแสหลายท่าน ฟังข่าวมาว่าซินแส ก็ให้รูปแบบของการทำนายว่าท่านรัฐมนตรีมีโอกาสไปถึงนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ ผมก็อาจจะเชื่อตามซินแส แต่ก็อย่างไรก็ตามขอให้ผ่านการเลือกตั้งก็แล้วกันครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญท่านรัฐมนตรี🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผมขอตอบทั้งข้อคำถามที่ว่าจะทบทวนระงับได้หรือไม่ แต่ก่อนหน้านั้นก็จะมีการอภิปรายไปถึงโครงการต่าง ๆ ขอเรียนกลับอีกครั้งนะครับว่า คำว่ากัดเซาะรุนแรงแล้วทำไมต้องใช้มาตรการสีเทา ถ้าผมอธิบายง่าย ๆ นะครับ ในช่วงที่มีคลื่น ที่ใดก็แล้วแต่ที่มีคลื่นแรงแล้วเข้ามากัดนี่มาตรการต่าง ๆ ทั้งขาว ทั้งเขียว มันจะทานไม่อยู่ อย่างไรก็ไม่อยู่ เป็นความเป็นจริงของพื้นที่ ไม่ว่าที่ใครก็แล้วแต่ที่อยู่ในหาด แล้วมันต่างกันกับที่หาดสวยคนละเรื่องกัน เดี๋ยวผมจะเรียน ให้ฟัง อันดับแรกเลยที่มันกัดเซาะเข้ามามาก แล้วโอกาสที่จะไปเติมไม่มี ที่บอกว่าทราย จะกลับมาเองโอกาสคงยาก เพราะตอนมามันมาด้วยมรสุมแรง คลื่นแรงมันเอาไป แต่ตอน คลื่นสงบมันจะเอาคืนมา ๑. คืนมันอาจจะไม่ตรงที่เดิม แต่ที่แน่ ๆ เลยที่กัดลงมาที่เป็น แซนด์ดูน (Sand Dune) ข้างบนมันเอาไปคืนไม่ได้ ตอนมากัดนี่กัดด้วยความรุนแรง ตอนเอากลับมาเป็นคลื่นโดยปกติมันก็จะอยู่ที่ท้องทะเล ตรงที่ ไม่ตรงที่ นั่นคือความเป็นจริง ก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่มีใครมาร้องเดือดร้อนกระทรวงมหาดไทยก็คงไม่ไปยุ่ง แต่ปัญหาก็คือว่า ที่ของเขามันจะหายไป อันนั้นคือปัญหา ระยะร่นก็ใช้ไม่ได้ เพราะสมมุติว่าเขามีที่ลึกอยู่ ๕๐ ไม่ต้องสร้างเลยก็หมด ๕๐ ครับ ระยะร่น ๑๕ เมตรอะไรก็ไม่ต้องมี มันหมดทั้ง ๕๐ เลย นั่นคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมาในความเป็นจริง อันนั้นคือเรื่องที่ผมเรียนมาว่าทำไมถึง จำเป็นต้องไปดูแลพี่น้องประชาชน อันของเก่าก่อนนะครับ ท่านก็บอกว่าเอาไปให้ แพ็กเกจ (Package) ท้องถิ่นสำเร็จรูป อันนี้ผมก็รับว่าผมเรียนแล้วว่าผมยังยึดในหลักการ วิชาการ ยึดในความถูกต้อง ยึดในความโปร่งใส เพราะฉะนั้นถ้าเขาไม่ทำตามขั้นตอน ไม่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าอยู่ดี ๆ จะไปสร้างสีเทา อันนี้ผมรับว่าจะไปดูให้ว่าต้องผ่าน กรรมการมามีความเห็นชอบที่จะต้องเป็นสีเทา และที่สำคัญพี่น้องประชาชนต้องเห็นด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะไม่เข้าไปยุ่งตรงนั้นนะครับ แล้วก็ต้องผ่านกรรมการจังหวัด ส่วนกรรมการชาติ ต้องเป็นงบประมาณปี ๒๕๖๕ เพราะที่ผมเรียนแล้วมันถึงมีผลบังคับเพราะเพิ่งออกมานะครับ🔗
บอกว่าประชาชนไม่รู้ อันนี้ก็จะเน้นไปให้ว่าประชาชนทั้งหมดน่าจะต้องรู้กัน ครบถ้วน อาจจะบอกว่าถ้ามีการขัดแย้งกันผมก็คิดว่าจะไม่ให้ทำ ขอให้เป็นมติของคน พื้นที่นั้นว่ามีความจำเป็นต้องทำนะครับ🔗
ต่อไปงบประมาณสูง อันนี้คนละเรื่องกัน งบประมาณสูงนี่ไม่ว่าจะก่อสร้างตึก ไม่ต้องเขื่อน อะไรก็แล้วแต่ถ้ามันผิดจากเกณฑ์ที่ควรจะต้องเป็นตามกฎหมาย ราคากลาง ค่าวัสดุอะไรก็แล้วแต่ กรมบัญชีกลางคุมอยู่ หรือมีความไม่โปร่งใส อันนี้ดำเนินการทั้งสิ้น ต่อให้สร้างดีถูกกฎหมายก็ต้องทำ ประชาชนต้องการกฎหมายทำได้ดีหมดทุกอย่าง แต่ถ้าติด อันนี้ต้องทำ ไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการนี้โครงการเดียว เพราะฉะนั้นก็ไปตามดูว่าถ้ามัน ผิดปกติสูงก็ว่ากันนะครับ🔗
ส่วนเมื่อสักครู่นี้บอกว่าเกาะสวย ชายหาดสวย ประเด็นคืออย่างนี้ครับ คือถ้าจำเป็นต้องสร้าง ผมก็ยอมรับว่าความไม่สวยก็ต้องมี สิ่งที่ทางนักทฤษฎีอีกฝั่งหนึ่ง เขาต้องการเขาบอกว่าปล่อยให้มันธรรมชาติ มันจะกัดลึกเท่าไรก็ธรรมชาติ นั่นคือธรรมชาติ ที่ต้องการ ถ้าพูดอย่างนี้ผมก็ยอมรับว่าก็ได้นะครับ คือจะกัดเซาะไปเท่าไรก็ปล่อยให้กัดเซาะไป ทฤษฎีเขาบอกอย่างนั้น ให้มันกัดไปให้นั่น แต่ประชาชนเขารอไม่ได้ เขาต้องการนะครับ ต้องการแล้วก็ผมเรียนยืนยัน ณ สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ คนที่อยู่ในสภานี้ละเป็นคนขอ และเขาเร่งรัดตลอด ตอนท่านตั้งกรรมาธิการขอให้พูดให้หมดทั้งสภา แล้วก็เอาคนที่ต้องการ เอาไปพูดคุยให้ด้วยก็แล้วกัน ผมขอกราบเรียนฝากท่านประธานด้วยนะครับ ผู้ปฏิบัติ ก็จะได้มีหลักปฏิบัติ แล้วถ้าปฏิบัติผิดจากหลักก็จะได้ผิดกฎหมาย ท่านจะได้จัดการผู้บริหารได้ นิติบัญญัติก็จะถ่วงดุลได้ ก็เรียนยืนยันว่าในปีต่อไปต้องผ่านคณะกรรมการนี้ ทีนี้ท่านก็ไป คะยั้นคะยอคณะกรรมการที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้าไม่ให้สร้าง ก็อย่าให้เขาผ่านมา จบ ผมก็เอาความเดือดร้อนประชาชนมาให้ฟังเฉย ๆ ถ้าเขาบอกไม่ให้ทำ ให้ไปใช้มาตรการขาวกับเขียว ให้สู้แค่นั้นผมก็จะทำแค่นั้น แต่จะตอบท่านไม่ต้องถามผม ในปีต่อไปก็ไปถามคณะกรรมการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอยู่แล้วคณะกรรมการกลั่นกรอง ก็คงจะตอบภาพรวมได้อย่างนี้ แต่เรียนยืนยันนะครับว่า ไม่ได้ตะแบงหรือไม่ได้อะไรทั้งสิ้น ผมก็คงจะอยู่มาขนาดนี้แล้วคงไม่ปรารถนาที่จะไปยุ่งเรื่อง ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าเป็นความเดือดร้อนของประชาชนและอยู่บนหลักกฎหมายหรืออยู่บนเหตุผล และมีความถูกต้องผมก็จะให้ทำ แต่ต้องถูกตามขั้นตอน ตามกฎระเบียบ คงจะตอบภาพรวม🔗
สุดท้ายซินแสที่แม่นที่สุดคือตัวผม ไม่มีหรอกครับ ผมไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น ผมก็เป็นผมนี้ จบนี่ผมก็ไปเป็นตาแก่คนหนึ่งนะครับ คงไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น🔗
ต่อไป🔗
๑.๒.๑ กระทู้ถาม ที่ ๒๔๙ เรื่อง การพัฒนาขุดลอกแหล่งน้ำห้วยอีแร้ง บ้านหนองทุ่ม ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร (นางอนุรักษ์ บุญศล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ🔗
เชิญท่านอนุรักษ์ตั้งกระทู้ถามได้ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี ที่มาตอบกระทู้ถามของดิฉันในวันนี้ ขอบพระคุณ เป็นอย่างสูงค่ะ เพราะว่าเรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่ น้ำคือชีวิต โดยเฉพาะภาคอีสานนั้นแหล่งน้ำ น้อยมาก พอเห็นแหล่งน้ำสักแหล่งแล้วพี่น้องประชาชนเดือดร้อนดิฉันต้องมาร้องขอ ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ท่านผู้มีอำนาจสั่งการ สั่งการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่าท่านรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี นั้นได้ลงพื้นที่ห้วยอีแร้งค่ะ ซึ่งถือว่าเป็นความใส่ใจต่อพี่น้องประชาชนบ้านดิฉันเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เป็นความปลื้มปีติ ยินดีเป็นอย่างมากเลยทีเดียวที่ท่านรัฐมนตรีจะช่วยเหลือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ดังต่อไปนี้ค่ะ🔗
ท่านประธานคะ ห้วยอีแร้งห่างจากบ้านหนองทุ่มไปประมาณสัก ๓-๔ กิโลเมตร ทีนี้บ้านหนองทุ่มนี่ทำไมหรือ ทำไมชาวบ้านไม่เจาะน้ำบาดาลใช้เอง เจาะไปตรงไหนก็เค็มค่ะ เค็มไปหมด ก็เลยไม่มีน้ำจืดสำหรับทำน้ำประปาหมู่บ้านเลย ต้องบอกว่าอย่างนั้น หน้าแล้ง เดือดร้อนที่สุด รถน้ำของ อบต. จะต้องไปส่งน้ำหน้าแล้ง แล้ง ๗ เดือนนะคะบ้านดิฉัน ส่งน้ำไปยังครอบครัวแต่ละครอบครัว ครอบครัวนี้เอาน้ำใส่ตุ่มยังไม่เต็มดี ครอบครัวต่อไป กลัวไม่ได้น้ำก็เอาสายน้ำไปใส่ตุ่มบ้านตัวเองแล้ว เพราะว่าขุดที่ไหนก็เค็ม มากขนาดไหนคะ ต้องบอกว่าราษฎร ๕ หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหนองทุ่ม หมู่ ๙ บ้านหนองทุ่มน้อย หมู่ ๑๗ บ้านนาเจริญ หมู่ ๑๙ บ้านดงพระเจ้า หมู่ ๒๒ และบ้านหนองทุ่มพัฒนา หมู่ ๒๕ มีจำนวน ครัวเรือนทั้ง ๕ หมู่บ้านทั้งหมด ๑,๑๓๐ ครัวเรือน รวมประชากรทั้งสิ้น ๓,๙๗๐ คน ในส่วนพื้นที่ทางการเกษตรรอบ ๆ หนองอีแร้งครอบคลุมพื้นที่โดยประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่ นี่คือความต้องการใช้น้ำของประชาชนในบ้านหนองทุ่มทั้ง ๕ หมู่บ้าน ท่านประธานคะ เดือดร้อนเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เพราะว่าไม่มีแหล่งน้ำในบริเวณใกล้เคียง แล้วมีห้วยอีแร้งนี้ ห้วยอีแร้งไม่ได้รับการพัฒนามานานแล้วค่ะ ห้วยอีแร้งนี้เป็นห้วยน้ำขนาดใหญ่เลยทีเดียว ถ้าผู้มีอำนาจสั่งการสั่งการอย่างเร่งด่วนขุดลอก แล้วก็ขุดลึก ขุดลอกทำคูกั้นไม่ให้น้ำปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีจากบ้านดงพระเจ้าที่ตอนนี้เป็นยางพาราทั้งหมดนั้นไหลลงมา พี่น้องประชาชน ๕ หมู่บ้านนี้ก็จะได้ใช้น้ำจากห้วยอีแร้งนี่ละค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ แล้วดิฉันขอบพระคุณ แทนพี่น้องประชาชนชาวอำเภอสว่างแดนดินที่ท่านลงไปดูพื้นที่จริง และรับทราบความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ขอบพระคุณจากใจจริงค่ะ ดิฉันถามค่ะ ท่านประธานคะว่ารัฐบาล มีนโยบายที่จะพัฒนาฟื้นฟูและช่วยเหลือขุดลอกห้วยอีแร้งเพื่อทำน้ำประปาหมู่บ้านให้กับ บ้านหนองทุ่มทั้ง ๕ หมู่บ้าน ที่ดิฉันกล่าวมาหรือไม่อย่างไร ขอทราบคำตอบค่ะ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีทรงศักดิ์ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาตอบ กระทู้ถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ต้องกราบขออภัยต้องเอ่ยนามท่านครับ ท่านอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดสกลนคร ของพรรคเพื่อไทย ผมเรียนท่านประธานถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าต้องขอชื่นชมท่านที่ท่านให้ความห่วงใย พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของน้ำซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยแห่งชีวิตของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องชาวอีสาน เขาบอกว่าถ้ามีน้ำนี่มีเงินแน่ ๆ คนอีสานก็จะมีอาชีพ มีรายได้ขึ้นมา ผมได้ทราบว่ามีการตั้งกระทู้ถามก็ได้รีบลงไปพื้นที่ ในพื้นที่ของท่านเองต้องกราบขออภัย ที่ไม่ได้บอกท่านก่อนนะครับ แต่ว่ามีความตั้งใจที่ยังดูพื้นที่ว่าที่ท่านถามกระทู้ถามนั้น มันมีพื้นที่ลักษณะเป็นอย่างไร ให้เป็นข้อเท็จจริงในการที่จะนำมาตอบกระทู้ถามในสภาได้ อย่างถูกต้อง ผมได้เดินทางไปก็มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัด มีท่านนายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลสว่างแดนดิน มีท่านกำนัน ท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านสำนักงานชลประทาน แล้วก็มี เจ้าหน้าที่ของป่าไม้ แล้วก็พี่น้องประชาชนลงไปให้การต้อนรับ แล้วก็ลองดูข้อเท็จจริงว่า ห้วยอีแร้งนั้นเป็นห้วยที่มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร เพื่อจะได้มีข้อมูลในการที่ดำเนินการ ต่อไปเพื่อให้เกิดความสำเร็จ แล้วก็ความเรียบร้อย และเป็นความต้องการของพี่น้อง ประชาชนโดยเฉพาะเรื่องของน้ำ🔗
ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าห้วยอีแร้งเป็นห้วยซึ่งมีพื้นที่โดยภาพรวม ประมาณสัก ๑๒๐ ไร่เศษ ๆ ที่เป็นพื้นที่น้ำนะครับ ชลประทานได้มีการจัดทำงบประมาณไป ทำเป็นเหมือนกับเป็นพื้นที่โดยใช้เป็นเหมือนกับเป็นที่กั้นน้ำ เป็นดินนะครับ แล้วก็มี การทำเป็นพื้นที่ระบายน้ำล้นไปด้วยที่เห็นในภาพรวมว่าพื้นที่ทั้งหมดนี้อยู่ในพื้นที่ ของชลประทานส่วนหนึ่ง เป็นพื้นที่ของป่าส่วนหนึ่งนะครับ แล้วก็ทราบว่าชลประทาน มีการมอบภารกิจให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลสว่างแดนดิน แต่ว่าทำให้เกิดปัญหา ในเรื่องของการดำเนินการว่าใครจะเป็นเจ้าภาพในการที่จะบริหารจัดการเรื่องการแก้ไขปัญหา ตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งกระทู้ถามขึ้นมา ทางองค์การบริหารส่วนตำบล เข้าใจว่าเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ไม่มีงบประมาณที่คุยกันไว้ในพื้นที่นะครับ แต่ว่าชลประทานเอง ความจริงแล้วนี่เป็นการมอบเพียงภารกิจในการดูแลเท่านั้น เพราะฉะนั้นการจัดทำ งบประมาณทั้งหลายที่ได้คุยกันกับผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร ท่านบอกว่างานอย่างนี้ซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่ ๆ อย่างนี้ถ้าจะให้องค์การบริหารส่วนตำบล ดำเนินการนี่กังวลใจว่าเม็ดเงินในการที่จะดำเนินการนี่ไม่เพียงพอ เพราะตัวเลขในการที่ จัดทำงบประมาณประมาณ ๑๖ ล้านบาทเศษ ถ้าองค์การบริหารส่วนตำบลดำเนินการ ตามโครงการขอเงินอุดหนุนมานี่ท้องถิ่นจะต้องสมทบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ๑.๖ ล้านบาท โครงการอย่างนี้น่าจะเป็นงานของกรมชลประทานในการรับผิดชอบ ในการจัดทำโครงการในการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อพี่น้องเรื่องของการเกษตร เรื่องของการประปา เรื่องของอุปโภคบริโภคทั้งหลาย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเองก็ได้ดำเนินการทันทีนะครับ สั่งการให้มีการออกแบบสำรวจ เพราะทราบว่าโครงการดังกล่าวนี้องค์การบริหารส่วนตำบลเอง ยังไม่เคยนำเสนอโครงการขอเงินอุดหนุน อาจจะกังวลเรื่องของเงินสมทบในการดำเนินการ ตามโครงการเพราะเป็นจำนวนเงินซึ่งถือว่าเป็นภาระกับท้องถิ่นนะครับ แต่ว่าเรียนว่า ทางจังหวัดเองดำเนินการจะให้แล้วเสร็จเรื่องการออกแบบเพื่อดำเนินการในการของบประมาณ ในปีต่อไป🔗
ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าสำหรับข้อห่วงใยที่ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้กังวลใจว่ารัฐบาลจะมีนโยบายในการพัฒนาฟื้นฟูแล้วก็ช่วยเหลือ หรือไม่ อย่างไร ผมก็เรียนอย่างนี้ว่ารัฐบาลได้จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำไว้ ๒๐ ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ถึงปี ๒๕๘๐ เพื่อจัดการบริหารน้ำ เรื่องของการอุปโภคบริโภค สร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต และการจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานในการอำนวยการและขับเคลื่อนแผนแม่บท ดังกล่าว ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าสำหรับภารกิจการขุดลอกหนองน้ำ คลองธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายโอนจากหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล โดยระดับพื้นที่สามารถมีการปรับปรุงหรือขุดลอกน้ำซึ่งสามารถ ดำเนินการเองได้โดยใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วกระทรวงมหาดไทย ยังมีนโยบายในการช่วยเหลือการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค รวมถึงเพื่อการเกษตรของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีการจัดแผนพัฒนาแหล่งน้ำ ๕ ปีอีก ในระหว่างปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๗ และพิจารณาจัดทำของบประมาณเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้แก่ อปท. หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ทั้งนี้องค์กรปกครองท้องถิ่น อาจจะขอรับการสนับสนุน ถ้าไม่มีงบประมาณของตัวเองนะครับ สามารถขอรับการสนับสนุน งบประมาณที่ส่วนกลางได้ ส่วนนี้ก็ขออนุญาตตอบท่านประธานถึงท่านสมาชิกด้วยนะครับ ในคำถามข้อที่ ๑🔗
ท่านถาม ได้อีก ๑ ครั้ง เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันทราบดีว่าท่านมีเมตตาต่อพี่น้องประชาชนอำเภอสว่างแดนดิน เป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว และท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีตามที่ท่านตอบกระทู้ถามของดิฉัน เมื่อสักครู่นะคะ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นสั่งการให้ทำแผนแม่บทเรียบร้อยแล้ว แล้วท่าน ยังไม่ตอบดิฉันว่าสั่งการนั้นอยู่ในหน่วยงานใด แล้วสามารถที่จะเข้าในเล่มขาวคาดแดง ปีงบประมาณต่อไปได้หรือไม่ ถ้าได้อย่างไรแล้ว ความเดือดร้อนนี้เป็นความเดือดร้อนจริง ๆ เพราะว่าเจาะไปตรงไหนก็เค็ม ห้วยอีแร้งนี้สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนบ้านดิฉันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะพี่น้องบ้านหนองทุ่มทั้ง ๕ หมู่ อย่าลืมว่า เกือบ ๔,๐๐๐ กว่าชีวิตเลยทีเดียว ที่ขาดแคลนน้ำอย่างมากเลยทีเดียว ดิฉันถามคำถาม ไปที่ท่านรัฐมนตรีที่ท่านลงไปดูสภาพจริง เห็นจริง แล้วยังเป็นที่น่าชื่นชมปีติยินดีอยู่ในหัวใจ ของพี่น้องประชาชนที่รอคอยน้ำ ท่านประธานที่เคารพคะ น้ำคือชีวิตค่ะ ฉะนั้นเรา ต้องการน้ำจากห้วยอีแร้งตรงนี้ แล้วดิฉันถามไปที่ท่านรัฐมนตรีว่าจะเข้าเล่มขาวคาดแดง ในปีงบประมาณใด หมายความว่าถ้าเข้าเล่มขาวคาดแดงแล้วพี่น้องประชาชนจะได้รับ การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีทรงศักดิ์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตตอบคำถามเพิ่มเติมในส่วนที่ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาสอบถาม แล้วก็เป็นความห่วงใยพี่น้องประชาชนอย่างนี้นะครับว่า ที่ได้ไปดูห้วยอีแร้งนั้นก็เห็นใจแล้วก็เข้าใจนะครับ แล้วก็มองว่าถ้าเราสามารถทำสำเร็จ ได้จริง ๆ มันก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของการอุปโภคบริโภค เรื่องของน้ำประปา เรื่องของการเกษตร ผมก็ได้เรียนในวันที่ไปดู ติดตาม แล้วก็คุยกับ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเรื่องของแนวทางในการที่ดำเนินการตามโครงการที่ถือว่า เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเองก็ถือว่าเป็น หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด วันนี้ท่านเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ที่จังหวัด และกระผมเองก็เป็นรัฐมนตรีซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้มอบหมายไปขับเคลื่อน ไปด้วยกันที่จังหวัดสกลนครด้วย ก็เป็นภารกิจหนึ่งที่เรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าเรื่องดังกล่าวนี่เมื่อเห็นว่า เป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน ผู้นำท้องถิ่น แล้วก็เรียนว่าได้พูดคุยกับทุกส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเขตพื้นที่ชลประทาน หรือว่าป่าไม้ แล้วก็ประชาชน ท้องถิ่นทั้งหลายนี่ ทุกภาคส่วนไม่ได้ขัดข้องเลยเห็นด้วยทุกประการ ซึ่งผมเรียนว่า การจัดทำงบประมาณทั้งหลายภาครัฐเองนี่ต้องรับฟังเสียงพี่น้องประชาชน ถ้าพี่น้อง ประชาชนส่วนใหญ่มีความต้องการเห็นด้วย ภาครัฐเองต้องดำเนินการให้ลุล่วงเป็นไปตาม ความต้องการของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของการว่าหน่วยงานไหนที่จะรับผิดชอบ ในการจัดทำงบประมาณนี่ ผมเรียนว่าเบื้องต้นก่อนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบหมาย ทางชลประทานได้ออกแบบสำรวจ เพราะการจัดทำงบประมาณต้องมีแบบ มีรูปแบบ รายการ มีการประมาณราคาทราบว่าประมาณ ๑๖ ล้านบาท นั่นส่วนที่ ๑ นะครับ🔗
ส่วนที่ ๒ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองก็สามารถจัดทำงบประมาณได้เอง ความจริงผมทราบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. สว่างแดนดินมีงบประมาณเหลือจาก การบริหารจัดการ งบประจำเหลืออยู่ประมาณสัก ๓๐ ล้านบาท ก็ได้เรียนไว้ก่อนว่า ถ้าองค์การบริหารส่วนตำบลไม่มีความพร้อมก็สามารถที่จะดำเนินการขอรับการสนับสนุน เป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจกรณีพิเศษได้ แต่มันต้องอยู่ในแผนนะครับ ในการบริหารจัดการ เรื่องของการพัฒนา ซึ่งกำหนดไว้ว่าทุกท้องถิ่นจะต้องทำแผนไว้ ๕ ปี แต่ก็ทราบว่า แผนดังกล่าวนี้อยู่ในแผน ๕ ปีแล้ว บรรจุใน ๕ ปี ว่าต้องดำเนินการในปี ๒๕๖๕ ผมก็เรียนว่าอยากให้ทางท้องถิ่นเองรีบส่งโครงการขอรับเงินสนับสนุนหรือใช้เงินของตัวเอง มาที่กระทรวงมหาดไทย ผมจะได้มีโอกาสได้ดูให้อีกทางหนึ่งนะครับ ส่วนว่าจะไปอยู่ใน เล่มขาวคาดแดง อะไรอย่างไร ผมว่าอยู่ที่คณะกรรมการส่วนหนึ่ง แต่ว่าผมเรียนในเบื้องต้น ว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แล้วก็มั่นใจว่าในปี ๒๕๖๕ ถ้าทาง ท้องถิ่นเสนอโครงการมานี่ผมจะดูอีกทีหนึ่งเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนครับ🔗
ครับ กระทู้ถามทั่วไปตามวาระที่ ๑.๒.๒ นะครับ🔗
๑.๒.๒ กระทู้ถาม ที่ ๒๕๒ เรื่อง การย้ายเรือนจำกลางอุดรธานี (นายศราวุธ เพชรพนมพร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม🔗
เชิญผู้ตั้งกระทู้ถามครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ศราวุธ เพชรพนมพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมได้ตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในเรื่องของการย้ายเรือนจำกลาง จังหวัดอุดรธานี ต้องกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่ท่านได้เห็น ความสำคัญของสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ท่านมาตอบกระทู้ ถึง ๓ กระทู้ตั้งแต่เช้า ก็คือกระทู้ถามแยกเฉพาะ กระทู้ถามสด แล้วก็กระทู้ถามทั่วไป ของกระผมในครั้งนี้🔗
ข้อมูลของเรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานีนะครับ เป็นเรือนจำที่สร้างมาตั้งแต่ ปี ๒๔๖๐ ปีนี้ปี ๒๕๖๓ ก็เท่ากับว่าเรือนจำแห่งนี้สร้างและใช้งานมาแล้วเกือบ ๑๐๐ ปี ในช่วงที่ผ่านมามีการขยายพื้นที่เพื่อรองรับกับจำนวนผู้ต้องขังที่เพิ่มมากขึ้น จนในปัจจุบันนี้ เรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่ทั้งหมดเกือบ ๆ ๕๐ ไร่ ก็คือ ๔๙ ไร่ ๓ งาน แล้วก็ ๙๘ ตารางวา แต่ก็ยังไม่ได้เพียงพอต่อความแออัดของผู้ต้องขังในเรือนจำ จังหวัดอุดรธานี นอกจากนั้นในช่วงที่ผ่านมามีการปรับปรุงแล้วก็ก่อสร้างอาคารขยาย เพิ่มเติมเพื่อรองรับกับจำนวนผู้ต้องขังที่เพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปี จากรายงานของเรือนจำกลาง จังหวัดอุดรธานีเมื่อเดือนนี้สัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ ๑๖ พฤศจิกายนมีจำนวนผู้ต้องขัง ชายหญิงทั้งสิ้นรวมกันถึง ๔,๘๓๐ คน แล้วบางช่วงเรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานียังมี ผู้ต้องขังมากเกิน ๕,๐๐๐ คน ซึ่งจริง ๆ แล้วเรือนจำแห่งนี้ถูกออกแบบให้รองรับผู้ต้องขัง ได้เพียง ๓,๕๐๐ คน ซึ่งปัญหาของความแออัดในเรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานีควรได้รับ การแก้ไขอย่างเร่งด่วน ปัญหาของความแออัดเป็นปัญหาหนึ่งครับท่านประธาน แต่ปัญหา สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเรือนจำแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง อยู่ในเขตเทศบาลนครจังหวัดอุดรธานีอยู่ใกล้ตลาดสด ใกล้โรงเรียน เป็นโรงเรียนใหญ่ ถึง ๓ โรงเรียน แล้วก็วิทยาลัยอีก ๑ วิทยาลัย ก็คือโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล โรงเรียน สตรีราชินูทิศ และโรงเรียนอนุบาลอุดรธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดอุดรธานี นอกจากนี้พื้นที่บริเวณรอบ ๆ ของเรือนจำแห่งนี้ยังเป็นชุมชนที่มีพี่น้องประชาชนอาศัยอยู่ หนาแน่นทำให้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่สวยงาม นอกจากนี้ประชาชนยังมีความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ พี่น้องประชาชนนะครับ ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาการย้ายเรือนจำนี้คือการย้ายเรือนจำ ออกไปอยู่นอกเมือง และได้มีการจัดสรรพื้นที่ตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ ๕๔/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ โดยกรมราชทัณฑ์ได้รับอนุมัติจากกรมธนารักษ์ให้ใช้ ที่ราชพัสดุแปลงที่ อด.๑๗๖๑ และ อด.๑๖๐๗ เนื้อที่รวมทั้งหมด ๒ แปลงนี้ก็คือ ๑๖๑ ไร่ เพื่อใช้เป็นเรือนจำชั่วคราว นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติวงเงินไว้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๕ เมื่อคราวที่ไปประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดอุดรธานีนะครับ แต่จนบัดนี้ผ่านไปประมาณ ๗ ปี ๘ ปียังไม่ได้มีความคืบหน้าในเรื่องของการก่อสร้างเรือนจำ แห่งใหม่แต่อย่างใด จึงอยากเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรมว่าทางกระทรวงยุติธรรมยังมีแผนงานหรือโครงการที่จะดำเนินการก่อสร้างย้าย เรือนจำออกไปยังนอกเมืองอยู่หรือไม่ อย่างไร ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขออนุญาตท่านประธานได้ตอบกระทู้ถามทั่วไป ที่ ๒๕๒ ของท่าน ส.ส. ศราวุธ เพชรพนมพร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ให้ความสนใจและได้อภิปรายในข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน อย่างดียิ่ง เป็นแบบอย่างสิ่งที่ดีที่ผมต้องขอบคุณจริง ๆ🔗
ในส่วนของการดำเนินการเรือนจำกลางอุดรธานีเดิมมีพื้นที่ ๔๙ ไร่ ๓ งาน อายุเกิน ๑๐๐ ปี ดังที่ท่านได้เรียน จำนวนผู้ต้องขังตอนนี้ก็ประมาณ ๔,๘๐๐ คน อย่างที่ท่านว่า รองรับได้ ๓,๕๐๐ คน ส่วนเกินประมาณ ๑,๒๗๓ คน ในคำถามที่ท่านว่า เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ มีมติให้หาที่ดินใหม่ในการสร้างและกำหนดที่ดิน ซึ่งเป็น คำสั่งยุติธรรม ๕๔/๒๕๕๗ กำหนดอาณาเขตเรือนจำชั่วคราวโคกก่อง ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ๑๖๑ ไร่ ๑๓ ตารางวา ค่าก่อสร้าง ๑,๕๐๐ ล้านบาท แต่หลังจากที่ดำเนินการที่ผ่านมาซึ่งก่อนที่ผมมาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปรากฏว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ค่าใช้จ่ายในดำเนินการก่อสร้างสิ้นเปลืองมากก็ทำให้เจ้าหน้าที่ หรือผู้เกี่ยวข้องตรงนั้นปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่จะหาพื้นที่ใหม่ แล้วก็ไปได้พื้นที่ราชพัสดุ ประมาณ ๒๐๐-๕๐๐ ไร่ บริเวณบึงสังข์ แต่พี่น้องประชาชนยังไม่เห็นด้วยก็เลยเป็นสิ่งที่เรา ยังไม่สามารถที่จะเดินต่อไปให้การทำงานในส่วนที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเป็นห่วงเป็นใย ทั้งชาวตลาด โรงเรียน และชุมชนต่าง ๆ ที่ในบริเวณดังกล่าวนั้น ผมเข้าใจและผมเห็นใจว่า ถ้าหากว่าเรือนจำอยู่ในตัวเมืองในอดีตมันอาจจะเหมาะสม แต่ว่าปัจจุบันนี้บ้านเมือง มันพัฒนาเจริญเติบโตไปมากมาย การที่เรือนจำจะต้องมาอยู่ในตัวเมืองเพราะเขาต้องการ ให้ผู้ต้องขังหรือนักโทษอยู่ใกล้ศาลเวลาจะต้องพาตัวมาศาล เพราะในอดีตในเรื่องของการบริหารจัดการหรือการดูแลผู้ต้องขังทั้งหมดนี้ไม่สามารถ ที่จะไปแยกนะครับ เพราะปริมาณถ้าหากเราดูจากผู้ต้องขังกับราชการ ผู้คุมนี่อัตราส่วน ๑ ต่อ ๓๓ เพราะฉะนั้นตัวข้าราชการหรือการบริการต่าง ๆ ก็มีปริมาณน้อย แต่สิ่งหนึ่ง ในมาตรการที่รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาโควิด (COVID) โควิด (COVID) ตรงนี้ก็มีสิ่งดีที่เกิดขึ้น เรากำลังปรับเปลี่ยนแนวทางในเรื่องของการพิจารณา ขอให้ศาลพิจารณาผ่านวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) มันจะทำให้แนวทางในการที่จะไปสร้างเรือนจำ ที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองนั้นเป็นไปได้มาก แต่อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของจังหวัดอุดรธานี ก็คือพื้นที่ที่ผมได้กราบเรียนตรงนั้นไปแล้ว เพราะฉะนั้นในเมื่อมีนักโทษล้นเรือนจำ ถึง ๑,๒๗๓ คน เป็นสิ่งที่น่าห่วงใยนะครับ แล้วเราก็มีแนวทางในการแก้ไขปัญหา นักโทษเรือนจำ ถ้าหากว่ามีเวลาเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าเราได้ทำอะไรไปบ้าง แต่ต้องบอกก่อนว่า ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าดังกล่าวนั้นปีนี้ได้มีงบประมาณ ๑๙๒.๙๔๘ ล้านบาท เป็นการดำเนินการที่จะก่อสร้างเรือนจำ ต่อเติมเรือนจำ จะทำที่นอนเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ ๔ ไร่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเรือนจำปัจจุบันซึ่งเป็นบ้านพักของเจ้าหน้าที่ตรงนั้น เพื่อขยับขยายให้ได้อีกสัก ๗๕๓ คน ผู้ต้องขังอีก ๗๕๒ คน เป็นอาคาร ๓ ชั้น ๒ หลัง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จในปี ๒๕๖๖ ก็อาจจะลดความแออัดไปได้ในส่วนหนึ่ง ผมอยากเรียน ท่านประธานตรงนี้เพิ่มเติมว่าเรือนจำจังหวัดอุดรธานี อยู่ในเขตที่ ๙ ของการแบ่งการปกครอง ดูแลตรงนี้นะครับ มีทั้งหมด ๑๕ เรือนจำ มีเรือนนอนรวมแล้ว ๓๔,๙๐๐ ตารางเมตรเศษ จุนักโทษได้ประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน ก็ยังล้นอยู่นะครับ การล้นตรงนี้เราจะทำอย่างไร ในการแก้ไขนักโทษล้นเรือนจำ ตั้งแต่ที่ผมมาดำรงตำแหน่งตรงนี้ผมเห็นตัวเลข และผม ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานักโทษที่ล้นเรือนจำ เดิมทีเดียวที่พักเรือนนอนไม่เฉพาะ แต่ที่อุดรธานีครับ ทั่วประเทศแทบจะล้นทุกเรือนจำ แทบจะล้นทุกเรือนจำ ผมคำนวณ ปริมาณเรือนนอนหรือที่นอนของผู้ต้องขัง ๑ คน ประมาณ ๑.๒ ตารางเมตร เป็นมาตรฐาน แบบไทย ๆ ที่พอนอนได้ ที่ผมเคยเรียนแล้วว่า ๑ ตารางเมตร ก็ประมาณกว้างยาว เท่าโลงศพนะครับ ประมาณ ๑ ตารางเมตร แต่เราเตรียมไว้ให้ ๑.๒ ตารางเมตรต่อคน แล้วทำอย่างไรเมื่อมีเรือนนอนนอนได้แค่ประมาณ ๒๒๐,๐๐๐ คน แต่นักโทษมีประมาณ ๓๘๐,๐๐๐-๓๙๐,๐๐๐ คน มันก็ล้น มันต้องนอนทับกัน ตะแคงตัวนอน เพราะแต่ละคน ยังไม่ถึง ๑ ตารางเมตรเลย แนวทางของการทำเตียง ๒ ชั้นเพื่อต้องการให้นอนได้ ๓๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ ในขณะนี้ก็เกือบใกล้จบ ๓๐๐,๐๐๐ คน แต่ก็ยังเกินเลยอยู่อีก เมื่อเกินเลยอีกเราทำอะไร ประเด็นสำคัญนะครับ ประเด็นสำคัญในขณะนี้เรามีอีเอ็ม (EM) อิเล็กทรอนิกส์ มอนิเทอริง (Electronics Monitoring) ในขณะนี้เราได้ดำเนินการและติด อีเอ็ม (EM) ไปแล้วประมาณ ๔,๐๐๐ คน อีเอ็ม (EM) มันเป็นการพักโทษใช่ไหม ไม่ใช่ครับ มันก็เหมือนกึ่งพักโทษ กึ่งยังจำคุกอยู่ เพราะยังมีเครื่องพันธนาการออกไป อยู่ระหว่าง การพักโทษและอยู่ระหว่างการจำขังอยู่ ซึ่งตรงนี้เราดำเนินการไปแล้วประมาณ ๔,๐๐๐ คน แต่เรามีอยู่ทั้งหมด ๓๐,๐๐๐ คน ประเด็นที่ ๑ ที่ผมเรียนแล้วก็คือเตียงนอน ประเด็นที่ ๒ อีเอ็ม (EM) ประเด็นที่ ๓ ต้องขอขอบคุณสมาชิกรัฐสภาที่ช่วยกันพิจารณาพระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมายยาเสพติด เพราะประมวลกฎหมายยาเสพติดถ้าเสร็จเรียบร้อยออกมาแล้วการพิจารณาโทษอาจจะ ย้อนหลังสำหรับโทษที่เป็นคุณ สำหรับโทษเล็กน้อยของผู้คนที่ติดยาเสพติดหรือว่าโทษ ที่ไม่สมเหตุสมผลเพราะเป็นกฎหมายเก่าดั้งเดิม อย่างเช่นการพกพายาบ้า ๑ เม็ด ๒ เม็ด ข้ามชายแดนมามีโทษจำคุกขั้นต่ำอย่างน้อย ๑๐ ปี เห็นไหมครับซึ่งเป็นโทษที่ไม่สมควร กว่าเหตุ หรือข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนในแนวทางของกฎหมาย ประมวลกฎหมายยาเสพติดที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภากำลังพิจารณาอยู่ และกฎหมายไปได้ไกลแล้วนะครับ🔗
และประเด็นสุดท้ายที่สำคัญมาก เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่กระทรวง ขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งในแต่ละครั้งก็มีนักโทษที่ออกมาจำนวนมากและปัจจุบันนี้ ก็มีนักโทษอยู่ประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ คน ซึ่งการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นผมเชื่อว่า ในหลาย ๆ ทาง ในหลาย ๆ รูปแบบและใช้เวลาอีกพอสมควรก็จะแก้ปัญหาทั้งหลายได้ แต่อย่างไรก็ตามของอุดรธานีนี่ก็คงได้การสร้างเรือน ๓ ชั้น ๒ อาคาร ได้ผู้ต้องขังไปอีก ประมาณ ๗๕๐ คนที่ไปนอนในอาคารใหม่ แต่ก็ยังล้นอยู่ แต่ก็จะแก้ในแนวทางอื่น ๆ ที่ได้กราบเรียนไปแล้ว ขอขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ท่านศราวุธ มีอะไรจะถามอีกไหมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ต้องกราบขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับที่ได้ให้คำตอบ ซึ่งเกี่ยวกับในเรื่องของงบก่อสร้างที่จะเพิ่มเติมในปีหน้า ก็จะแก้ปัญหาเรื่องความแออัดไปได้ ในระดับหนึ่ง แต่ว่าปัญหาเรื่องของเรือนจำอยู่ในตัวเมืองที่ผมเรียนไปว่ามันเป็นปัญหา ต่อการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นเมืองที่น่าอยู่ แล้วก็พี่น้องประชาชนรู้สึกถึง ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนะครับ เดิมเรือนจำกลางแห่งนี้ตอนที่สร้างพื้นที่ตรงนี้ เป็นป่าสงวนจริง ๆ อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวไป แล้วก็เรามีการไปดูพื้นที่ตามที่ ท่านรัฐมนตรีได้บอกก็คือพื้นที่เรือนจำกลางชั่วคราวโคกก่อง แล้วก็ได้ยกเลิกเปลี่ยนไป ตามที่ท่านรัฐมนตรีพูดเมื่อสักครู่ แต่ว่าในจังหวัดอุดรธานีท่านรัฐมนตรีครับ ยังมีพื้นที่ สาธารณะที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกหลายแปลง ถ้าท่านรัฐมนตรีจะกรุณาอยากให้ ท่านรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทางกรมราชทัณฑ์ลงไปสำรวจพื้นที่ประสานกับทาง อบจ. ก็ได้นะครับ เพราะว่าได้ขอพื้นที่ไว้ใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะไว้หลายแปลง แล้วก็พร้อมที่จะมอบให้กับ ทางกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรมได้นำพื้นที่ที่ว่างเปล่าแล้วก็ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ พื้นที่สาธารณะนำไปใช้ในการสร้างเรือนจำแห่งใหม่ของจังหวัดอุดรธานี ซึ่งถ้าท่านรัฐมนตรี กรุณาตามนั้นพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานีก็จะกราบขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ต้องขอขอบคุณท่าน ส.ส. ศราวุธ เพชรพนมพร ที่กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ในเรื่องของที่ดินแปลงใหม่ ผมจะดำเนินการตามที่ท่านร้องขอครับ ขอบคุณครับ🔗
จบกระทู้ถาม ของท่านศราวุธนะครับ กระทู้ถามฉบับต่อไปของท่านศิริพงษ์ รัสมี🔗
๑.๒.๓ กระทู้ถาม ที่ ๒๕๓ เรื่อง การปรับปรุงถนนดินลูกรังให้เป็น ยางมะตอย ในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก (นายศิริพงษ์ รัสมี เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมาย ให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ🔗
เชิญผู้ตั้งกระทู้ถามครับ เชิญดำเนินการครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ศิริพงษ์ รัสมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑๗ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นคงต้องขอขอบคุณท่านประธาน ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี วันนี้ที่ได้เปิดโอกาสให้กระผมมาถามกระทู้ในสภา ซึ่งเป็นสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ซึ่งกระทู้ที่ถามเรื่องการปรับปรุงถนนลูกรัง ถนนดิน ถนนหินคลุก ที่เป็นปัจจุบันอยู่ในขณะนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตะวันออก ซึ่งเป็นการบริหารราชการแบบพิเศษ ของจังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งถามกับท่านนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีได้มอบให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วกระทรวงมหาดไทยได้มอบให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยคือท่านทรงศักดิ์ ทองศรี🔗
ปัจจุบันกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางคมนาคมและเป็นศูนย์กลางความเจริญ ในทุก ๆ ด้าน ประกอบกับกรุงเทพมหานครเป็นการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ปี ๒๕๒๘ แต่ปรากฏว่ากรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกคือเขตบางกะปิ เขตสะพานสูง เขตบึงกุ่ม เขตคันนายาว เขตลาดกระบัง เขตหนองจอก เขตมีนบุรี และเขตคลองสามวา โดยเฉพาะ เขตหนองจอกซึ่งเป็นพื้นที่ชานเมืองที่มีพื้นที่ถึง ๒๓๖ ตารางกิโลเมตร และถือว่าเป็น พื้นที่ที่มีพื้นที่มากที่สุด ๑ ใน ๗ ของจำนวน ๕๐ เขตของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถนน สภาพเป็นดิน เป็นลูกรัง แล้วก็เป็นหินคลุก ไม่สะดวกกับการสัญจรไปมาของพี่น้อง ประชาชนที่อยู่ในเขตหนองจอก และกรุงเทพฯ ตะวันออก ก็เลยมาตั้งกระทู้ถามทาง นายกรัฐมนตรี ถามสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ด้วยครับ🔗
กรุงเทพมหานครถือว่าเป็นเมืองหลวง ของประเทศไทย เขตหนองจอกและกรุงเทพฯ ตะวันออกถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานคร และที่สำคัญคือการบริหารราชการแบบพิเศษโดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้บริหาร แล้วก็มีสำนักงานเขตทั้ง ๕๐ เขตในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้และทั้งนั้นผมเองตั้งแต่ ยังไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็มีการติดตามความคืบหน้ามาเป็นระยะเวลาประมาณ ๒๐ กว่าปี แต่การบริหารราชการกรุงเทพมหานครเรียกว่าเกือบไม่ได้พัฒนาขึ้นในกรุงเทพฯ ตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่เขตหนองจอกอาจจะติดขัดในเรื่องของงบประมาณนะครับ ท่านผู้บริหารกรุงเทพมหานครอาจจะลืมนึกว่าเขตที่มีพื้นที่ที่กว้างที่สุดอาจจะต้องใส่งบประมาณ ให้มาก ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่เขตหนองจอก ๒๓๖ ตารางกิโลเมตร แต่เขตชั้นในบางเขต ประมาณ ๓ ตารางกิโลเมตร ๕ ตารางกิโลเมตร ๑๐ ตารางกิโลเมตร หรือว่า ๑๐๐ ตารางกิโลเมตร แต่การที่ได้รับงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่ก็ได้รับเท่าเทียมกัน แบบนี้การพัฒนาผมว่า อีก ๑๐๐ กว่าปี ๑๕๐ ปี ก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาได้ทันในพื้นที่ชั้นในนะครับ ในสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ พี่น้องชาวเขตหนองจอกของผมซึ่งมีพื้นที่ทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดฉะเชิงเทรา ทิศเหนือติดกับจังหวัดปทุมธานีและนครนายก พี่น้องเรียกถนน ในพื้นที่เขตหนองจอกทั้ง ๘๐ เส้นทางที่ผมกำลังจะพูดในขณะนี้เรียกว่าถนนโลกพระจันทร์ ๘๐ เส้นทางในพื้นที่เขตหนอกจอก ถ้าท่านประธานหรือท่านรัฐมนตรีได้เห็นในสไลด์ (Slide) จะเห็นว่าสภาพแบบนี้ในกรุงเทพมหานครยังมีอีกหรือ พี่น้องในกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะ พี่น้องที่อยู่ในเขตหนองจอก เขตมีนบุรี เมื่อเดินทางออกไปจังหวัดนครนายกเป็นถนน ที่เรียบมากและเป็นเส้นทางลัดทุกเส้น มีการจัดสรร มีการก่อสร้างอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่เวลาเข้ามาในเขตหนองจอกมันคนละสภาพ พี่น้องที่เดินทางมาจากจังหวัดปทุมธานี ก็เช่นเดียวกัน พี่น้องที่อยู่ตรงอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเดินทางเข้ามาในพื้นที่เขตหนองจอกเขาตั้งชื่อว่าเป็นถนนโลกพระจันทร์ บนจอ จะเห็นว่านักเรียนเวลาเดินทางไปโรงเรียนสภาพของนักเรียนชุดขาว ถุงเท้าขาว แล้วก็ สภาพถนนเป็นน้ำ เป็นเลน เป็นในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมไม่ได้ว่าผู้แทนของในพื้นที่ เขตหนองจอกที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี ๒๐ ปี และ ๕ ปี อะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ได้ว่า ผู้แทนที่เขาทำหน้าที่ที่ผ่านมาที่เขาไม่ได้นำเสนอปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้สู่สภาผู้แทนราษฎร แต่ครั้งนี้เมื่อผมเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวเขตหนองจอก ผมไม่สามารถที่จะทอดทิ้งพี่น้องชาวเขตหนองจอกของผมได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่น่าอายนะครับ กทม. เมืองหลวงประเทศไทยสภาพไร้คอนกรีตและท่อระบายน้ำ ไร้คอนกรีตและท่อระบายน้ำ ๘๐ กว่าเส้นทาง ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านรัฐมนตรีครับ เมื่อหลังจากโควิด (COVID) แล้วเดี๋ยวต่างประเทศเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะแค่ใกล้ ๆ บ้านเรานี่เอง พม่า มาเลเซีย ลาว เข้ามาประเทศไทย แล้วผ่านมาในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองหลวง ของประเทศไทย เมื่อมาเห็นถนนลักษณะเช่นนี้ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการครับ ท่านประธานครับ เราในฐานะ ที่บริหารประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ เราจะตอบชาวโลกได้อย่างไร เมืองหลวงของประเทศไทย มีสภาพแบบนี้เป็น ๘๐ กว่าเส้นทาง โดยเฉพาะเขตเดียวแค่ ๒๓๖ ตารางกิโลเมตรเท่านั้นเอง แล้วก็พี่น้องประชาชนก็ตั้งฉายาให้อีกนะครับ กทม. แย่มาก ๆ ผมก็ไม่รู้ว่าใครเป็น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปัจจุบัน ผมก็ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ว่าราชกรุงเทพมหานครที่ผ่าน ๆ มา หลาย ๆ คนที่ไม่ได้มีแนวคิดในเรื่องของการจัดสรร ในเรื่องของงบประมาณ สมมุติว่า ปีหนึ่งได้รับ ๑๐ ล้านบาท ทั้ง ๕๐ เขตก็เกลี่ยเท่ากัน แต่ลืมนึกไปว่ากรุงเทพมหานคร เขตชานเมือง หนองจอก บ้านนอกกรุงเทพฯ มีพื้นที่พร้อมที่จะต้อนรับพี่น้องภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ ไปพักอาศัยอยู่ ซึ่งมีอากาศที่ดีมาก มีคลองถึง ๑๐๔ คลอง แล้วก็มีสิ่งต่าง ๆ มากมายอยู่ในแผ่นดินทองเขตหนองจอก แต่สภาพถนนลักษณะเช่นนี้ ไม่สามารถที่จะรับได้ ผมอายต่างจังหวัดครับ ผมได้ระดมความคิดกับพี่น้องที่ร้องเรียนเข้ามา ผมยกมือไหว้ขอโทษ พี่น้องชาวเขตหนองจอกมีประชากรอยู่ประมาณสัก ๑๘๐,๐๐๐ คน ผมบอกว่าที่ผ่านมาผมไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้เป็นตัวแทนของพี่น้อง ผมไม่ได้เป็นผู้บริหารเขต ผมไม่ได้เป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร แต่วันนี้ผมคงต้องขอโทษสิ่งที่ผ่านมา ๒๐ ปี ๓๐ ปี หรือว่า ๑๐ ปี แทนผู้บริหารด้วย ผมอายต่างจังหวัด ผมเป็น ส.ส. กรุงเทพมหานคร แต่สภาพมันแย่ยิ่งกว่าต่างจังหวัด ยิ่งกว่าไร่อ้อย ต่างจังหวัดอีกครับท่านประธาน อันนี้ของจริง ภาพที่ส่งมา เพราะฉะนั้นฝากกับท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี ด้วยนะครับ ตอนแรกผมดีใจคิดว่ารัฐมนตรีจะมาตอบ รัฐมนตรีมอบให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยมาตอบ วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็มา แต่คงจะมอบไว้แล้ว ให้กับรัฐมนตรีช่วยว่าการ แต่ผมก็เชื่อมั่นว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านทรงศักดิ์ ทองศรี จะนำเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อไม่ให้มันเสีย ไม่ให้เสียชื่อเสียงในกรุงเทพมหานคร ในประเทศไทย ของเรา หนองจอกมีพื้นที่ ๒๓๖ ตารางกิโลเมตร เมืองหลวงประเทศไทยน่าอายชาวโลก อันนี้เป็นฉายานามที่ผมระดมความคิดจากพี่น้องที่เขาเดือดร้อนมา ในคำพูดต่าง ๆ ที่เอามาพูดในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้นะครับ เมืองหลวงประเทศไทยน่าอายชาวโลก ท่านประธานครับ🔗
ท่านศิริพงษ์ต้องถาม ตั้งกระทู้ถามนะครับ🔗
กำลังจะเข้าแล้วครับท่านประธาน นาน ๆ ได้ถามทีครับ🔗
เชิญครับ🔗
เพราะว่ามันจะได้มีการพัฒนาขึ้นเสียที ในกรุงเทพมหานคร สิ่งดี ๆ แบบนี้ต้องฟังกันหน่อยนะครับท่านประธาน ผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีครับ เพราะว่ามันเป็นเสียงเรียกร้องของพี่น้องประชาชนจริง ๆ แล้วเรา ก็ไม่สามารถที่จะทนได้เมื่อลูกหลานเราเดินทางไปโรงเรียน ต้องเดินทางไปบางครั้ง ก็ต้องกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าอีก จักรยานล้ม รถมอเตอร์ไซค์ล้ม นี่เขตกรุงเทพมหานครนะครับ ท่านประธานครับ🔗
ต่อมาในพื้นที่เขตบางกะปิก็ฝากมา ถือว่าเป็นกรุงเทพฯ ตะวันออกเช่นเดียวกัน ขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ กรุงเทพฯ ตะวันออกเช่นเดียวกัน ซึ่ง ส.ส. ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หรือว่า ส.ส. โอ๋ จากเขตบางกะปิก็ฝากมา อีกชุมชนหนึ่งก็คือชุมชนเทพทวี ซอย ๕ ซอย ๖ ซอย ๘ ภายในซอยลาดพร้าว ๑๐๑ ซึ่งอยู่ในเขตบางกะปิ ซึ่งเป็นถนนสภาพไม่เรียบร้อย แล้วก็ยังไม่มีท่อระบายน้ำเลย เวลาฝนตกมากว่าน้ำจะระบายลงก็เป็นระยะเวลานาน เพราะฉะนั้นก็ฝากเขตบางกะปิซึ่งมี ส.ส. ที่ขยันที่สุดในกรุงเทพมหานครของผมด้วยนะครับ🔗
อีกสไลด์ (Slide) หนึ่ง ใกล้แล้วครับท่านประธาน เดี๋ยวจะใกล้เข้าคำถามแล้ว อีกสไลด์ (Slide) หนึ่งครับ ซอยกรุงเทพกรีฑา ๓๗ เป็นเขตสะพานสูง ซึ่งมีพี่น้องแล้วก็ ท่าน ส.ส. ในพื้นที่ฝากมาให้พูดถึงท่านประธาน แล้วก็ยังท่านรัฐมนตรีด้วย เป็นถนนลัดออก กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ พี่น้องใช้ถนนเส้นนี้กันเยอะมากนะครับ เป็นเส้นทางลัด แล้วก็ เส้นทางเมน (Main) ก็ได้ในขณะนี้เพราะว่ามีรถใช้มาก ซึ่งเป็นถนนที่ชำรุด แล้วก็ยังไม่มีท่อน้ำ เช่นเดียวกันนะครับ แล้วก็อีกหลาย ๆ เขต เวลาอันน้อยนิดอันนี้ไม่สามารถที่จะมาพูดได้ ทั้งหมดในกรุงเทพฯ ตะวันออก คงต้องขออภัยในเขตอื่น ๆ ด้วย ขอเข้าคำถามเลยครับ ท่านประธาน🔗
ข้อที่ ๑ รัฐบาลมีนโยบายสร้างถนนจากดิน จากหินคลุก จากลูกรัง มาเป็น ยางมะตอย หรือว่าเป็นคอนกรีต พร้อมท่อระบายน้ำในกรุงเทพฯ ตะวันออก โดยเฉพาะ ในเขตหนองจอก และ ๒ เขตที่ผมเอ่ยขึ้นเมื่อสักครู่นี้นะครับ คงต้องถามท่านรัฐมนตรี เดี๋ยวอีก ๒ คำถามเดี๋ยวจะสั้น ๆ ตอนหลังให้ท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี นะครับ ที่ผมรักและผมเคารพมาก ที่เลื่อนกระทู้จากครั้งที่แล้ว มาครั้งนี้นะครับ🔗
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยมาตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ต้องขออภัย ต้องเอ่ยนาม ท่านศิริพงษ์ รัสมี ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งวันนี้ท่านได้มีความห่วงใยในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะ เรื่องของถนนหนทางทั้งหลายที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งตะวันออก ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพื้นที่โดยภาพรวมประมาณ ๒๓๖ ตารางกิโลเมตร ถือว่า เป็น ๑ ใน ๗ ของพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผมกับท่านก็คงมีความรู้สึกเหมือนกันครับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับว่า ตอนท่านถามกระทู้ผมนี่ผมได้มีโอกาสได้ดูข้อมูลเบื้องต้น ส่วนหนึ่งว่าที่ท่านถามเป็นเรื่องอะไร โดยเฉพาะเรื่องถนนหนทาง แล้วก็เป็นคำถาม ที่ผมก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันครับว่าเมืองหลวงของเรานี่กรุงเทพมหานครที่เป็นเมืองซิวิไลซ์ ทำไมยังมีลูกรังอยู่จำนวนมาก แล้วท่านเองก็มีความรู้สึกว่าทำไมไม่ทำเป็นยางมะตอย เป็นแอสฟัลติก (Asphaltic) เป็นถนนที่ความมาตรฐานอะไรทั้งหลายเหล่านั้น แล้วก็ดูจาก สไลด์ (Slide) ทั้งหลายก็ยังตกใจอยู่เหมือนกันว่ายังมีพื้นที่เยอะขนาดนี้หรือครับที่อยู่ใน กรุงเทพมหานครที่ยังมีอยู่ที่ยังต้องรับการพัฒนา แล้วท่านถือโอกาสได้มาตั้งกระทู้ถาม อย่างนี้นะครับ ผมเรียนด้วยความเคารพว่าได้มีโอกาสเชิญทางกรุงเทพมหานครซึ่งเป็น การบริหารงานปกครองพิเศษ ซึ่งเขามีงบประมาณในการบริหารจัดการในการแก้ไขปัญหา พี่น้องประชาชน เขามีเขตอยู่หลายเขตทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะเขตหนองจอก ก็เข้ามาชี้แจงว่ามันยังมีพื้นที่อย่างนี้อยู่ได้อย่างไรนะครับ แล้วก็มีท่านผู้แทนได้ตั้งกระทู้ถาม เรื่องของการจัดดำเนินการ ก็ได้เป็นข้อมูลเบื้องต้นครับท่านประธานว่าในส่วนที่เป็นถนน สายหลัก ๆ นี่ทางสำนักการโยธาของกรุงเทพมหานครได้ทำไปหมดแล้ว แต่ที่ท่านได้ส่ง รูปถ่ายมาดูนี่น่าจะเป็นซอกเป็นซอย หรือเป็นถนนที่อาจจะเป็นถนนเกิดใหม่ หรือบางส่วน อาจจะเป็นเรื่องที่อาจจะทำแล้วเกิดความชำรุดบกพร่องเสียหายออกไป ซึ่งบางส่วน ยังต้องรอตรวจสอบข้อมูล ดูการยกที่ดินดังกล่าวเหมือนการอุทิศให้เป็นที่ดินสาธารณะ ในการที่จะนำไปสู่การจัดตั้งงบประมาณ ในการแก้ไขปัญหาต่อไป นั่นส่วนที่ ๑🔗
ส่วนที่ ๒ ที่ฟังอีกทีก็คือว่าเขตต่าง ๆ ที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะ พื้นที่ที่ใหญ่ ๆ อย่างนี้ เขตหนองจอก เขตบางกะปิ เขตมีนบุรี อะไรหลาย ๆ เหล่านี้นะครับ ทราบว่าได้รับงบประมาณถัวเฉลี่ยออกไป ประมาณเขตละในการทำนุบำรุงถนนหนทาง อย่างนี้ประมาณสัก ๔๐-๕๐ ล้านบาท ซึ่งผมถือว่าถ้าจะนำเม็ดเงินมาแก้ปัญหาเหล่านี้ คงทำไม่ได้ทั้งหมดแน่นะครับ ผมยังถามต่อว่าแล้วทำไมกรุงเทพมหานครซึ่งเป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิเศษรูปแบบหนึ่งนี่ทำไมไม่ใช้สิทธิในการที่จะขอเงินอุดหนุน จากกระทรวงมหาดไทย ที่ท่านถามว่ากระทรวงมหาดไทยมีนโยบายในการแก้ไขปัญหานี้ หรือไม่ อย่างไร เนื่องจากว่ากรุงเทพมหานครเป็นนิติบุคคล เป็นการปกครองพิเศษไปแล้ว แต่ว่าการที่จะเข้าไปใช้นโยบายอะไรทั้งหลายมันก็ต้องมีคำขอละครับ จากพื้นที่ จากความต้องการของพี่น้องประชาชน จากกรุงเทพมหานครในการที่จะเสนอมาที่ กระทรวงมหาดไทยในการที่จะจัดลำดับการอุดหนุนเงินออกไปเพื่อให้ตรงกับความต้องการ ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะปัญหาซึ่งมันมีจำนวนมากอย่างนี้ อันนี้เบื้องต้นก่อนนะครับ🔗
ผมขออนุญาตตอบที่ท่านถามมาว่านโยบายของกรุงเทพมหานครมีนโยบาย ในการปรับปรุงถนนลูกรัง หินคลุก เป็นผิวทางแอสฟัลติก (Asphaltic) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะหนองจอกซึ่งได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องที่ผมเรียนว่า โดยใช้งบประมาณประจำปีที่ได้รับตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมาสำนักงานเขตหนองจอก ได้รับงบประมาณปรับปรุงถนนจำนวน ๗ โครงการ เห็นไหมครับ พื้นที่ตั้งเยอะ แล้วก็ เป็นงบประมาณทั้งสิ้น ๕๓,๓๕๙,๐๐๐ บาทเศษ แต่ว่าด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตรับผิดชอบ ของพื้นที่หนองจอกซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่ ๒๓๖ ตารางกิโลเมตร ยังทำให้ไม่สามารถดำเนินการ ปรับปรุงให้แล้วเสร็จ ส่วนหนึ่งก็ยังต้องรอในการที่จะพิสูจน์สิทธิว่าถนนดังกล่าวนั้น ทางราษฎรได้อุทิศเป็นถนนสาธารณะให้กับ กทม. หรือไม่ อย่างไร เพื่อจะดำเนินการ ในการแก้ไขปัญหาต่อไป สำรวจเบื้องต้นก่อนนะครับว่าที่มีการพิสูจน์สิทธิแล้วมีประมาณ ๒๓ สายทาง ซึ่งทางเขตเตรียมดำเนินการในการที่จะทำแผนงานโครงการงบประมาณ ต่อจากนี้ไปอีก ๕ ปี จะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๕ จนถึงปี ๒๕๖๙ อีก ๕ ปีก็จะแล้วเสร็จ ก็เป็นงานหนึ่งที่สำรวจสิทธิแล้วที่จะดำเนินการในการจัดทำงบประมาณต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ท่านศิริพงษ์ครับ ถามได้อีกครั้งครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรครับ ผม ศิริพงษ์ รัสมี ขอถามคำถามที่ ๒ กับที่ ๓ รวมกันเลยเพียงครั้งเดียว ก่อนอื่นคงต้องเรียน กับท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับ ข้อมูลที่ผมส่งไปให้ ๘๐ เส้นทางเป็นเส้นทาง ที่เป็นสาธารณประโยชน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นเส้นทางที่เป็นถนนดินลูกรังตั้งแต่สมัย ผมยังเป็นเด็ก ๆ ในพื้นที่เขตหนองจอก ที่ส่งไปเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบันอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นก็คงต้องฝากท่านรัฐมนตรี จากการที่ท่านรัฐมนตรีมาตอบกระทู้วันนี้แล้วที่จะรับ ไปในวันนี้ ผมขออนุญาตฝากสื่อมวลชน ขออนุญาตฝากท่านประธาน ฝากท่านผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องหวังว่าคำถามในวันนี้และข้อมูลที่พี่น้องประชาชนสะท้อนมาทั้ง ๘๐ เส้นทาง ในพื้นที่เขตหนองจอก เขตบางกะปิ และเขตสะพานสูง คิดว่าคงจะไม่หายไปเพียงคำถาม แล้วก็คำตอบในวันนี้นะครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนในเขตหนองจอกในขณะนี้เปิดทีวีดู เกือบทุกช่องจากคนที่เขาร้องเรียนมา🔗
ขออนุญาตถามคำถามที่ ๒ กับ ๓ รวมกันนะครับ หากมีการดำเนิน นโยบายแก้ไขตามข้อที่ ๑ จะดำเนินการได้เมื่อใด และแล้วเสร็จเมื่อใด ขอทราบรายละเอียด ท่านรัฐมนตรีอาจจะตอบไปส่วนหนึ่งแล้ว🔗
ส่วนข้อที่ ๓ ในปี ๒๕๖๔ มีการจัดเตรียมงบประมาณเพื่อดำเนินการแก้ไข ปัญหาตามข้อ ๑ ไว้หรือไม่ อันนี้ ๒ คำถามรวมกัน เพราะฉะนั้นก็คงต้องฝากด้วยเพราะว่า กระทู้กว่าจะได้ถามแต่ละครั้งมันไม่ใช่เรื่องง่าย ในฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่น้องขอเป็น ข้อเสนอแนะแล้วกันท่านประธาน กับท่านรัฐมนตรี กับรัฐบาลว่ากรุงเทพมหานครมีอยู่ ๕๐ เขต แต่การพิจารณาในงบประมาณทั้ง ๕๐ เขตจะกระจายใกล้เคียงกันท่านประธานครับ จะกระจายเท่าเทียมกัน แต่พื้นที่ในเขตหนองจอกปีที่แล้วท่านบอกว่าได้มา ๗ เส้นทาง แต่ปีต่อไปได้แค่ ๓ เส้นทาง แต่ถนนมีอยู่ประมาณ ๑๖๐ เส้นทาง ที่ทำไปแล้วมันก็ชำรุดลง ที่ยังไม่ได้ทำมันก็อีก ๘๐ เส้นทาง ผมถามว่าชาตินี้ในพื้นที่เขตหนองจอกจะมีการก่อสร้าง สาธารณูปโภคครบถ้วนหรือไม่ ปีละ ๒-๓ เส้นทาง ถามไปยังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถามกระทรวงมหาดไทย ถามนายกรัฐมนตรี ถามท่านรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี ในวันนี้ หวังว่ากระทู้ของผมคงจะไม่เงียบหาย ขอขอบคุณท่านประธาน ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี ขอขอบคุณท่านผู้ชมทุกท่าน แล้วก็สมาชิกทุกคนที่ให้กำลังใจอยู่ในขณะนี้ ขอขอบคุณจากใจ ส.ส. ศิริพงษ์ รัสมี ที่พูดออกไปไม่ได้มีอารมณ์อะไรครับ ผมถือว่าทุกคนมีความรักกันทั้งนั้น ความรักคือสิ่งที่สวยงามครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗
เชิญรัฐมนตรีครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขออนุญาตขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ท่านศิริพงษ์ รัสมี ที่ให้ความห่วงใยพี่น้องประชาชน แล้วก็กังวลเรื่องของการแก้ไขปัญหา พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเรื่องของเส้นทางคมนาคมทั้งหลาย ซึ่งมันอยู่ในพื้นที่ของ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมันอยู่ในเมืองหลวงของเรานี่ละครับ ผมเรียนเบื้องต้นก่อนนะครับว่า ในปัญหาทั้งหมดของท่านจะไม่เงียบหายไปหรอกครับ ผมเป็นรัฐมนตรีที่มาจากการเมือง เป็นนักการเมืองทั้งชีวิตนะครับ แล้วก็เข้าใจว่าสิ่งที่ท่านเห็นนั้นเป็นแนวคิดแนวทางในการที่ ต้องทำให้มันเรียบร้อย ผมจะลงไปติดตามให้ท่านเลยนะครับว่าในพื้นที่ของหนองจอก หรือบางกะปิ หรือมีนบุรีทั้งหลาย ที่ท่านบอกว่าในพื้นที่ภาคตะวันออกของกรุงเทพมหานคร มีตรงไหนบ้างที่ต้องดำเนินการให้มันแล้วเสร็จ แล้วก็เป็นไปตามความต้องการของพี่น้อง ประชาชน จะเร่งรัดให้ กทม. จัดสรรงบประมาณไปในแนวทางที่สอดคล้องกับปัญหา ของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่เรื่องของการถัวเฉลี่ยงบประมาณไปแต่ละเขต ๆ บางเขตก็มีพื้นที่ ในการที่จะใช้งบประมาณเยอะก็จำเป็นต้องให้มากนะครับ แล้วส่วนหนึ่งก็จะผลักดันเร่งรัดให้ ทาง กทม. ช่วยหน่อยว่าถ้าเกินขีดความสามารถของเขตหรือของกรุงเทพมหานคร น่าที่จะขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะเรื่องของ เงินอุดหนุนเฉพาะกิจเป็นกรณีพิเศษ ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการได้🔗
ผมเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกว่าสำหรับคำถาม ๒ คำถามนี้ก็จะ ควบรวมเหมือนกันว่าในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ เรียนว่าสำนักงานเขตหนองจอกได้ขอจัดสรร งบประมาณในการปรับปรุงถนนจำนวน ๑๔ รายการ เป็นเงิน ๑๑๗,๗๕๐,๐๐๐ บาท ได้รับการพิจารณาอนุมัติงบประมาณแล้ว ๓ เส้นทาง เป็นเงิน ๔๓,๔๖๘,๐๐๐ บาท ตามรายละเอียด ความจริงส่วนที่เป็นข้อมูลผมว่าท่านคงทราบแล้ว ท่านคงอยากจะให้ผม ได้รับเรื่องทั้งหมดที่ท่านเสนอมาไปสู่กระบวนการในการเร่งรัดในการจัดทำงบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ขอบคุณท่านสมาชิกนะครับ🔗
๑.๒.๔ กระทู้ถาม ที่ ๒๕๗ เรื่อง การขออาชญาบัตรสำรวจเหมืองแร่ จังหวัดจันทบุรี (นายจารึก ศรีอ่อน เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม🔗
ท่านรัฐมนตรีสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมมาตอบแล้วนะครับ ขอเชิญ ท่านจารึกครับ🔗
ขอประทานอภัยท่านประธานครับ พอดีชิป (Chip) ของผมหลุดครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม จารึก ศรีอ่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๒ พรรคพลังท้องถิ่นไท ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระทู้ถามของผมวันนี้เกี่ยวกับเรื่อง การขอออกอาชญาบัตรพิเศษการสำรวจ การทำเหมืองแร่ของบริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง ซึ่งบริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง จำกัด นี้เป็นบริษัทลูกของ บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด ซึ่งกำลังฟ้องท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในขณะนี้ที่พิจิตรกรณีท่านไปสั่งปิดเหมืองแร่นะครับ บริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง จำกัด นี้จะขอสำรวจ อาชญาบัตรพิเศษการทำเหมืองแร่ที่ตำบลพวา ตำบลสามพี่น้อง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ใช้พื้นที่ทั้งหมด ๑๔,๖๕๐ ไร่ ท่านประธานครับ เรียนท่านประธานว่าจังหวัดจันทบุรีของผมมีประชากรทั้งหมด ๕๓๖,๔๙๖ คน อาชีพส่วนใหญ่ ของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดจันทบุรีคือทำสวนผลไม้เป็นเกษตรกร ปีที่ผ่านมา ท่านประธานครับเราสามารถผลิตผลไม้ส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ได้ประมาณ ๕๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินมากมายพอสมควรสามารถนำมาทำความเจริญ ให้กับประเทศไทยได้ ในส่วนของผลไม้ที่เป็นทุเรียนต้องยอมรับว่าตอนนี้ประเทศจีน นิยมบริโภคกันเป็นจำนวนมาก ในปีที่ผ่านมาถึงแม้ประเทศไทยจะประสบปัญหาไวรัส โควิด-๑๙ (COVID-19) แต่การส่งออกทุเรียนของจังหวัดจันทบุรีไม่มีผลกระทบเลยครับ ท่านประธานครับ มีผลกระทบแต่ผลไม้ที่เป็นเงาะ เป็นลองกอง เป็นมังคุดซึ่งมีผลกระทบ พี่น้องชาวสวนก็อดทนกันได้ เพราะว่าบ้านเมืองมีภัยในเรื่องของโรคระบาด แต่ในเรื่องของ การที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะไปออกอาชญาบัตรให้สำรวจการทำเหมืองแร่ พี่น้อง ประชาชนชาวจันทบุรียอมไม่ได้จริง ๆ เพราะว่าเมื่อสำรวจแล้วพบแร่ก็จะต้องมีการที่จะขอ การทำเหมือง เพราะฉะนั้นในเมื่อมีการทำเหมืองขึ้นมาผลกระทบมันจะเกิดขึ้นมากมาย ท่านประธานครับ ถามว่าถ้ามีการทำเหมืองขึ้นมาจะมีผลกระทบอย่างไร พอดีโชคดี ที่บริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง จำกัด ไปขออาชญาบัตรการทำเหมืองแห่งนี้อยู่ต้นน้ำของวังโตนด ต้นน้ำวังโตนดเปรียบเสมือนสายเลือดใหญ่ของจังหวัดจันทบุรี เปรียบเสมือนสายเลือดใหญ่ ของภาคตะวันออก ท่านประธานครับ เพราะขณะนี้รัฐบาลให้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทั้งหมด ๔ อ่าง ซึ่งประกอบด้วย อ่างหางแมว อ่างประแกต อ่างพวาใหญ่ และอ่างคลองวังโตนด ทั้งหมด ๔ อ่างเมื่อสร้างเสร็จแล้วก็จะไหลมารวมกัน ที่วังโตนดท่านประธานครับ แม่น้ำวังโตนด ขณะนี้กรมชลประทานกำลังก่อสร้างท่อระบายน้ำ เพื่อส่งน้ำให้พี่น้องเกษตรกรทั้งจังหวัดไปใช้ทั่วจังหวัด ซึ่งสูบไปจากลุ่มน้ำวังโตนดแห่งนี้ ไปใช้ในการทำสวนผลไม้ ไปใช้ในการอุปโภคบริโภค การทำเหมืองแร่ ถ้ามีสารปนเปื้อน การทำเหมืองแร่มีสารปนเปื้อนแน่นอน ถ้าไม่มีสารปนเปื้อนแล้วเป็นพิษต่อร่างกาย พี่น้องประชาชน เหมืองอัคราท่านนายกรัฐมนตรีคงจะไม่สั่งปิด การทำเหมืองแร่นี่ มีการขุดพื้นที่เป็นหมื่น ๆ ไร่ ในส่วนของแร่ก็จะส่งไปยังบริษัท คิงส์เกต ออสเตรเลีย เพื่อผลิตเป็นแร่บริสุทธิ์แล้วนำกลับมาขายในประเทศไทย แล้วส่วนกากมันเราจะกอง มากมายมหาศาลอยู่ในพื้นที่แห่งนี้เมื่อฝนตกลงมาก็จะชะล้างสารปนเปื้อน ในส่วนของ กระบวนการผลิตจะต้องมีสารปนเปื้อนไหลลงแม่น้ำวังโตนดกลายเป็นว่าคนจันทบุรี ทั้งจังหวัดจะต้องได้รับสารปนเปื้อนอย่างนั้นหรือท่านประธานครับ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เราจะต้องสูบน้ำไปยังจังหวัดระยองเพื่อแก้ปัญหาเรื่องภัยแล้งของจังหวัดระยอง ซึ่งระยอง ปีที่ผ่านมาก็ประสบภัยแล้งเช่นกัน และจะยังต้องเอาไปช่วยในภาคของอุตสาหกรรม คืออีอีซี (EEC) ที่ชลบุรี ท่านประธานครับ ในปีที่ผ่านมาถึงแม้จังหวัดจันทบุรีของผม จะประสบภัยแล้งน้ำแทบจะไม่พอใช้ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้เรียนกับลุ่มน้ำวังโตนดว่าให้ช่วยหน่อยเถอะขอน้ำสัก ๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเอาไป แก้ปัญหาภัยแล้งจังหวัดระยอง ทางลุ่มน้ำวังโตนดของเราก็ให้ครับ ทั้ง ๆ ที่น้ำเรา ยังจะไม่พอใช้อยู่แล้ว แต่เราก็ต้องให้นะครับ เพราะว่าชาวตะวันออกเดือดร้อน เราเดือดร้อนเราก็ต้องเดือดร้อนด้วยกันครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนั้น เรารับได้ แต่ในส่วนของการที่บริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง จำกัด จะมาสร้างตรงนี้เรารับไม่ได้จริง ๆ ท่านประธานครับ พี่น้องชาวจันทบุรีได้ร่วมลงชื่อกันเป็นแสนรายในการต่อต้าน ได้จัดรถบัส (Bus) มาที่กระทรวงอุตสาหกรรม ๑๐ กว่าคันร่วมพันคน มายื่นหนังสือ มาแสดงอาการ คัดค้าน มาเรียนให้ท่านรองปลัดท่านมาต้อนรับกับท่านอธิบดีมาต้อนรับ ก็เรียนให้ท่าน ทราบว่าปัญหาถ้าเกิดมีการสร้างแล้วเกิดขึ้น ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ต่าง ๆ ได้เรียนให้ท่านทราบ ท่านก็ยังอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ท่านประธานครับ ผมเองส่งหนังสือไปยังท่านอธิบดี ท่านอธิบดี ตอบหนังสือผม ส่งไปยังท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีไม่ตอบหนังสือผม ผมไปพบท่าน หลายครั้งไม่พบ ท่านไม่อยู่ วันนี้จึงได้นำกระทู้เข้าสภาเพื่อให้ท่านมาตอบว่าเมื่อการทำ เหมืองแร่มีผลกระทบมากมายเช่นนี้ ท่านจะมีแนวทางดำเนินการต่อไปอย่างไร ผมขออนุญาตถามท่านรัฐมนตรีเลยนะครับท่านประธานครับ🔗
คำถามที่ ๑ เพราะเหตุใดกระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีนโยบายที่จะมาสำรวจ เหมืองแร่ทองคำในจังหวัดจันทบุรี ทั้งที่จังหวัดจันทบุรีนั้นเป็นเมืองเกษตรกรรม ขออนุญาต ถามท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ขออนุญาตตอบกระทู้คำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติดังนี้นะครับ ก่อนอื่น ผมต้องขอชื่นชมท่านจารึกเรื่องที่ท่านได้ยื่นกระทู้แสดงความห่วงใยถึงการที่จะมีผลกระทบ ต่อพี่น้องชาวจังหวัดจันทบุรี ในเรื่องของการที่บริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง จำกัด มาขออนุญาต อาชญาบัตรสำรวจเหมืองแร่ทองคำในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งตัวผมเองนั้นก็มีความห่วงใย เช่นเดียวกับท่านจารึกครับ แต่ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียดในคำถามท่านนั้น ผมอยากเรียน ให้ท่านทราบว่าอุตสาหกรรมการผลิตแร่นั้นเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อระบบ เศรษฐกิจเช่นกัน ทำให้เกิดการจ้างงานซึ่งเกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ จะเห็นได้จาก สถิติมูลค่าการผลิตแร่ของไทยนั้นมีแนวโน้มสูงขึ้น ๙.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ที่ผ่านมา การบริหารจัดการแร่ของประเทศประสบปัญหาหลายประการ เช่น การจัดการผลกระทบ ที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และสุขภาพของประชาชน และชุมชน ในบริเวณใกล้เคียงในพื้นที่พัฒนาใช้ประโยชน์ทรัพยากรแร่ ปัญหาความขัดแย้ง จากการแบ่งสรรผลประโยชน์ ปัญหาข้อสงสัยในความโปร่งใสในการพิจารณาอนุมัติ อนุญาตการสำรวจ ทำเหมืองแร่ และกิจการที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมือง จากปัญหา ดังกล่าวทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแร่ของประเทศ โดยได้มีการเสนอให้ออกพระราชบัญญัติแร่ ปี ๒๕๖๐ และมีผลบังคับใช้มาแล้วนั้น ในพระราชบัญญัตินี้มีการบังคับให้จะต้องมีการจัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ ๒๐ ปี และแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ซึ่งยึดหลักอยู่ ๓ ประการ คือ หลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน และแผนยุทธศาสตร์ชาติที่เกี่ยวข้อง เช่น ยุทธศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนการปฏิรูปประเทศ และแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นต้น ภายใต้แผนแม่บท การบริหารจัดการแร่ฉบับปัจจุบันซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในปี ๒๕๖๐ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการกำหนดนโยบายบริหารจัดการแร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และได้เห็นชอบแนวทางการพัฒนาแร่เศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ โพแทช ควอตซ์ (Quartz) เหล็ก ถ่านหิน หินอุตสาหกรรม เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งรวมทั้งแร่ทองคำด้วย🔗
สำหรับแนวทางการบริหารจัดการแร่ทองคำที่ผ่านมา ทางด้านของทาง คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่ได้ให้ความเห็นชอบ และผ่านความเห็นชอบ คณะรัฐมนตรีแล้ว โดยได้มีการกำหนดให้มีการพัฒนาแหล่งแร่ทองคำต้องเป็นไปด้วย ความปลอดภัย และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน ให้ปรับปรุงการจัดสรร ผลประโยชน์ให้แก่ท้องถิ่นที่อยู่ในบริเวณพื้นที่เหมืองและบริเวณใกล้เคียงอย่างเหมาะสม และเป็นธรรมเป็นพิเศษ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ทรัพยากรแร่ทองคำมากขึ้นด้วย ดังนั้นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสำรวจเหมืองแร่ทองคำ จึงเป็นการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่และแผนแม่บท การบริหารจัดการแร่ของประเทศไทย กรณีคำขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่ทองคำ ที่จังหวัดจันทบุรีนั้น เป็นคำขอของบริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง จำกัด ที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งคำขอนี้ได้มีการยื่นไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ซึ่งในขณะนั้นเองท่านรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลก็ได้ให้ยุติไว้ก่อน เพื่อจะดูความชัดเจนในเรื่องการบริหารจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม และต่อมาก็ได้มีการออกพระราชบัญญัติแร่ ปี ๒๕๖๐ ตามที่ผมได้กล่าวไปแล้วนั้น และนโยบายแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการแร่ทองคำ พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยกำหนดให้ต้อง มีการปิดประกาศคำขออาชญาบัตรพิเศษในที่สาธารณะต่าง ๆ เพื่อสร้างความโปร่งใส และในกรณีนี้ยังเปิดโอกาสให้กับประชาชนได้รับทราบและมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ขณะนี้ คำขอยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบแผนงานและวิธีการสำรวจแร่ ข้อเสนอต่าง ๆ และเอกสารประกอบคำขอว่าได้ดำเนินการถูกต้อง ครบถ้วน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๖๐ หรือไม่ อย่างไร ในกรณีการพิจารณาอนุญาต อาชญาบัตรพิเศษ คำขอจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการแร่ ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จาก ๑๔ หน่วยงาน ๗ กระทรวง และยังมี ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความชำนาญเฉพาะด้านอีกจำนวน ๖ ท่าน ซึ่งจะต้องร่วมกันพิจารณา คำขออาชญาบัตรพิเศษดังกล่าวตามขั้นตอนกฎหมาย โดยจะต้องคำนึงถึงดุลยภาพทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน ด้วยความรอบคอบก่อนจะมีมติ อย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ได้มีการพิจารณาอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษดังกล่าว ให้ทำการสำรวจแร่ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีแต่อย่างใดครับ ผมจบคำตอบคำถามแรก ในช่วงต้นครับ🔗
ท่านจารึกเชิญต่อครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม จารึก ศรีอ่อน จังหวัดจันทบุรี เขต ๒ ครับ เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ วันที่พี่น้องประชาชนร่วมพันคนมาที่กระทรวงอุตสาหกรรม ท่านอธิบดีอุตสาหกรรม ขั้นพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้เรียนกับพี่น้องประชาชนว่าที่จังหวัดสกลนคร เมื่อบริษัท เข้าไปสำรวจ พี่น้องประชาชนปิดล้อมไม่สามารถสำรวจได้ก็คือจบ ขออย่าได้ให้พี่น้อง ประชาชนชาวจังหวัดจันทบุรีต้องทำอย่างนั้นเลยครับท่านประธาน ทุกคนต้องเคารพ กฎหมาย ทุกคนต้องเคารพซึ่งกันและกัน ในการนี้พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดจันทบุรี ไม่เอานะครับ เพราะฉะนั้นไม่เอาท่านก็ต้องพิจารณา ท่านอธิบดีบอกผมว่าถ้าทำไม่ถูกต้อง อาจจะโดนบริษัทฟ้องมาตรา ๑๕๗ ผมบอกว่ามีประชาชนคัดค้านเป็นเรือนแสน และในส่วน ของจังหวัดจันทบุรีนั้นมีการทำอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสวนผลไม้ ซึ่งทำรายได้มากมายมหาศาล ขณะนี้ และการตั้งของเหมืองแร่อยู่ในต้นน้ำวังโตนด ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ ผมว่าเหตุผล มันมากมายมหาศาลแล้วครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นในแนวทางที่พี่น้องประชาชน ได้ยื่นหนังสือต่าง ๆ แล้วก็คัดค้านกันมากมาย แนวทางปฏิบัติต่อไปอย่างไร ขออนุญาตถาม ท่านรัฐมนตรีครับ🔗
เชิญรัฐมนตรีครับ🔗
กรณี การคัดค้านการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษมีประเด็นในพื้นที่ จังหวัดจันทบุรีมีความห่วงใยจาก ชุมชนในพื้นที่ในหลายประเด็น เช่น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ วิถีชีวิตของชุมชน ทำให้เกิดสารพิษที่ร้ายแรงที่เกิดจากกระบวนการสกัดแร่ทองคำ เช่น สารไซยาไนด์ สารตะกั่ว สารแมงกานีส และสารปรอท รวมถึงข้อห่วงกังวลเรื่องสิทธิในการครอบครองที่ดิน จึงขอให้ข้อมูลในเบื้องต้นดังนี้นะครับ🔗
การสำรวจแร่เป็นการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลทางด้านทรัพยากรแร่ ด้วยวิธีการศึกษาข้อมูลในภาพรวม ทั้งธรณีวิทยา ธรณีฟิสิกส์ และธรณีเคมี โดยจะมีการขุดหลุม ขุดร่องสำรวจและเจาะสำรวจซึ่งกระทำต่อพื้นที่เพียงเล็กน้อย และต้องปรับสภาพหรือฟื้นฟู พื้นที่หลังการสำรวจแร่ให้เรียบร้อย ดังนั้นการสำรวจแร่จึงไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือผลกระทบต่อความเสียหาย ทั้งนี้การได้รับอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ยังไม่ได้เป็น การรับประกันว่าจะพบแร่ที่มีปริมาณมากพอคุ้มค่าที่จะดำเนินการทำเหมืองได้ แล้วก็ ไม่ได้ผูกพันว่าทางราชการเองจะต้องอนุญาตประทานบัตรการทำเหมืองแร่ให้กับผู้ได้รับ อาชญาบัตรพิเศษด้วย นอกจากนี้การอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่เป็นการให้สิทธิ ในการสำรวจแร่ในพื้นที่ที่กำหนด ไม่ใช่เป็นการอนุญาตหรือการให้สิทธิในการครอบครองพื้นที่ ดังนั้นการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจแร่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ก่อน หากเจ้าของพื้นที่ ไม่ยินยอมให้เข้าสำรวจแร่ ผู้ถืออาชญาบัตรพิเศษก็ไม่สามารถเข้าทำการสำรวจแร่ในพื้นที่ ดังกล่าวได้ และผู้ถืออาชญาบัตรพิเศษต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย สำหรับ กรณีที่ปรากฏว่าพื้นที่ตามอาชญาบัตรพิเศษส่วนหนึ่งส่วนใดอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือหน่วยงานของรัฐ การขออนุญาตอาชญาบัตรพิเศษนี้ ก็ไม่เป็นการผูกพันทางราชการที่รับผิดชอบพื้นที่ จะต้องอนุญาตให้ผู้ถืออาชญาบัตรพิเศษนั้น เข้าพื้นที่ในการสำรวจดังกล่าวได้ ผมขอตอบคำถามที่ ๒ ครับ🔗
ขอขอบคุณท่านจารึก แล้วก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ🔗
ผมฝากอีกหน่อยได้ไหมท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ อนุญาตครับ🔗
ท่านประธานครับผม ผม จารึก ศรีอ่อน ท่านประธานครับ จังหวัดจันทบุรีขณะนี้เวลานี้พี่น้องประชาชนทุกข์ระทมเรื่องช้างครับ รอท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อไรท่านจะไปทำคู ทำแนวกั้นช้างให้เสร็จเสียที เมื่อไรท่านจะไปสร้างแหล่งอาหารเพื่อไม่ให้ช้างเข้าไปในจังหวัด จันทบุรีเสียที ขณะนี้เวลานี้ช้างเพ่นพ่านอยู่ทั่วไป ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชน ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเฝ้าระวังช้างกันเพื่อไม่ให้ช้างมาทำร้ายพี่น้องประชาชน ในเดือน ที่ผ่านมาในชลบุรี ในระยอง🔗
ท่านจารึกครับ🔗
พี่น้องประชาชนตายหลายคนครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านจารึกครับ คนละกระทู้แล้วครับ ท่านจารึกครับ🔗
เพราะฉะนั้นขอเรียนว่าขออย่าให้เกิดปัญหา เรื่องเหมืองแร่ให้พี่น้องชาวจันทบุรีได้ทุกข์ระทมอีกครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ไม่ใช่ประเด็นของรัฐมนตรี ท่านจะตอบหรือครับ🔗
นิดหนึ่ง ไม่ครับ คือผมจะขอชี้แจงอีกทีนะครับว่า🔗
เชิญครับ🔗
ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งการนำประเด็นการคัดค้านในเรื่องการสำรวจ นอกจากนี้ผมได้มอบหมายให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ประสานหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริษัทผู้ขออาชญาบัตรลงพื้นที่เพื่อสื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชน ในพื้นที่ก่อนที่จะมีการประมวลเรื่องคัดค้านและห่วงใย เพื่อกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและ การเหมืองแร่พิจารณาก่อนเสนอคณะกรรมการแร่ต่อไปครับ🔗
ก็เริ่มเปิดประชุมแล้วก็มี การตั้งกระทู้ถามในห้องใหญ่กระทู้ถามสด แต่สำหรับห้องนี้เป็นห้องเขาเรียกห้องกระทู้ถาม ซึ่งวันนี้มีกระทู้ถามแยะเฉพาะ ๗ กระทู้ ก็มีรัฐมนตรีขอเลื่อนไป ๒ กระทู้ ก็มี ๕ กระทู้ ท่านผู้ถามทุกท่านมีประสบการณ์มากแล้วนะครับ ไม่รบกวนแนะนำ แต่ว่าเพื่อประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนที่ติดตามได้รับทราบว่ากระทู้ถามแยกเฉพาะนี้เป็นอย่างไร กระทู้ถาม แยกเฉพาะก็จะมีลักษณะเฉพาะเรื่อง เฉพาะพื้นที่ เฉพาะบุคคล หรือสมาชิกระบุว่าตอบ ในห้องกระทู้ถามขอให้บรรจุ กระทู้ถามก็ขึ้นอยู่กับระเบียบทั่วไปว่าต้องมีลักษณะชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือมีลักษณะเป็นการอภิปราย ข้อนี้ที่สมาชิกทำได้ยาก เพราะว่าจะมีการอภิปรายก็เลยทำให้กระทู้ถามบางทีก็เกินเวลาไป แต่ว่าสำหรับกระทู้ถาม แยกเฉพาะนั้นเขากำหนดว่ากระทู้หนึ่งถามและตอบภายใน ๒๐ นาที ถามได้ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๓ ถ้าประเด็นตอบไม่จบต้องขออนุญาตประธานถึงจะถามครั้งที่ ๓ ได้ครับ ก็นี่เป็น ลักษณะทั่วไป ในวันนี้กระทู้แรกก็จะเป็นกระทู้ที่เลื่อนมาใช่ไหมครับ ท่านนิยมครับ เลื่อนมา🔗
๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗
๑.๓.๑ กระทู้ถามแยะเฉพาะ ที่ ๑๘๖ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการแพร่ ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่บ้านหนองกระบอก-บ้านโคกแก้ว ตำบลนาแก้ว อำเภอ โพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร (นายนิยม เวชกามา เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ตอบ🔗
ซึ่งวันนี้ท่านรัฐมนตรี ท่านได้มาแล้ว ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ขออนุญาตให้บุคคลดังต่อไปนี้เข้ามาเป็นผู้ให้ข้อมูลนะครับ ๑. นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ๒. นายธนากร คัยนันท์ รองเลขาธิการ ๓. นายณัฐวุฒิ จันทร์พุฒ ๔. รองศาสตราจารย์วีริศ อัมระปาล เช่นเดียวกัน ผู้ถามได้ขออนุญาตให้ผู้ติดตามเข้าฟังคือนางสาวปัญนิษา จำรัสธนเดช กับนางสาวกนกคัคนางค พงศ์สถาพร นายสัมฤทธิ์ สนขาว ท่านที่เข้ามาทราบระเบียบแล้วนะครับ โดยเฉพาะห้ามใช้ เครื่องมือบันทึกภาพ บันทึกเสียงเพื่อกระจายถ่ายทอดไปยังคนภายนอก ขอเชิญท่านนิยม เวชกามา เลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ ความเป็นจริง ก็รู้จักกันมานานแล้ว แต่ว่าวันนี้ผมต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่ากระทู้นี้ผมยื่นไป ตั้งแต่วันที่ ๒๕ กันยายนที่ผ่านมา แต่เนื่องจากเพิ่งมาตอบวันนี้ ความจริงก็ไม่เป็นอดีตแล้วนะ ท่านประธาน ท่านรัฐมนตรี เพราะว่าถามตั้งแต่ ๓ เดือนที่แล้ว แต่วันนี้ก็เป็นปัญหา ที่ทบทวนแล้วก็เป็นปัญหาใหญ่ถึงออกสื่อไปทั่วโลก แต่ผมไม่ถามประเด็นนั้นเพราะว่า มีจะถามกระทู้สดอยู่แล้ว กระผมกราบเรียนท่านประธานว่าอันนี้ยื่นไปแล้ว ก็ต้องเรียน ถามว่าเนื่องจากปัญหายาเสพติดในพื้นที่ไม่ว่าแค่ ๒ หมู่บ้านนะท่านประธาน ทั้งจังหวัด สกลนคร โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งผมเขต ๒ นี่ ๕ อำเภอเดือดร้อนกันไปทั่ว พ่อแม่พี่น้อง ผู้ปกครองเด็กต้องหลบต้องลี้ ทำร้ายฆ่าพ่อก็มีเนื่องจากยาบ้า ของผมไม่มีอย่างอื่นหรอก ตอนนี้ แต่ก่อนกัญชาเคยเฟื่องสกลนครเมื่อสัก ๓๐ ปี แต่วันนี้ปัญหาใหญ่คือยาบ้า ไม่ใช่ยาเค อย่างที่เป็นข่าวหรอกครับ ท่านรัฐมนตรี ท่านประธาน ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญ ที่มีชาวบ้านร้องเรียนมากระทั่งทุกอำเภอในสกลนคร แต่ที่ผมหยิบมาถามเป็นแค่ ๒ หมู่บ้าน ในเฉพาะอำเภอโพนนาแก้ว เพราะโซน (Zone) นี้เป็นทางผ่านจากประเทศเพื่อนบ้าน มาจากศรีสงคราม นาหว้า เป็นถนนทางผ่านก็เลยได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก พูดง่าย ๆ คือบ้านโคกแก้วกับบ้านหนองกระบอกซึ่งเป็นหมู่บ้านระดับกลาง ๆ มันมี ๒-๓ หมู่ ๓๐๐-๔๐๐ กว่าหลังคา ประชากรก็ ๗๐๐-๘๐๐ ๓ หมู่บ้าน จริง ๆ มัน ๓ หมู่บ้าน ก็หนองกระบอกมี ๒ หมู่บ้าน โคกแก้ว ๑ หมู่บ้าน เป็น ๓ หมู่บ้าน รวมแล้วก็ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าครอบครัวที่อยู่ในนี้ ท่านประธานครับ ที่เขาร้องมานี่ท่านรัฐมนตรีต้องรับทราบด้วย เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐเขาบอกว่าพบมาด้วยตัวเอง ของประชาชนในหมู่บ้านกับร้องมาทาง ทุกวันนี้เว็บไซต์ (Website) มันกระจายไปทั่ว เขาบอกว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการจับกุม เรียกรับเงินจากผู้ค้า ผู้เสพ แล้วปล่อยตัวไป ทำให้ผู้กระทำผิดไม่มีความเกรงกลัวต่อกฎหมาย ประชาชนที่มีความเป็นอยู่อย่างหวาดระแวง ปัญหายาเสพติดส่งผลกระทบต่อการพัฒนา อันนี้เขาร้องเรียนแบบนั้นนะท่านประธาน คือจริง ๆ แล้วปัญหาใหญ่ของพื้นที่ผมคือยาบ้า ทุกพื้นที่นะครับ ผมไม่ได้ว่าแค่ ๒ หมู่บ้าน เพียงแต่ว่าอันนี้เขามาพบโดยตรง แล้วตอนนั้น ผมเลยหยิบเป็นประเด็น ท่านประธาน ก็กราบเรียนว่าถ้าแบบนี้ผมคงไม่ถามยาวหรอก เพราะมันเป็นแคบ ๆ ก็ต้องเรียนถามท่านประธานฝากถึงรัฐท่านรัฐมนตรีนั่งนี้ว่า ในลักษณะของยามันระบาดแล้วเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้อง ซึ่งบางทีท่านก็อาจจะไม่ได้ บัญชาการโดยตรงกับตำรวจ แต่ว่าท่านก็เป็นรัฐมนตรีซึ่งมีบทบาทสำคัญ เมื่อวันที่ ๒๓ ผมเป็นกรรมาธิการวิสามัญยาเสพติดก็ไปดูงานที่กองบัญชาการตำรวจยาเสพติดของ สำนักงานตำรวจแห่งชาตินี่เขาก็ยืนยันมาว่าโดยเฉพาะรองผู้บัญชาการคนที่หนึ่ง ท่านบอกว่าช่วง ๕ เดือนที่ผ่านมา ไม่รู้ท่านชี้แจงนะว่ายาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา ภาคอีสานมากที่สุด ผมไม่รู้เท็จจริงจาก ป.ป.ส. อย่างไร แต่ว่าที่เขาบอกผมวันนั้นแล้ว ผมก็จำได้ ที่ผมเป็นห่วงเป็นใยคือมันมาอยู่ที่บ้านผม ความจริงไม่ใช่แหล่งค้าใหญ่ ไม่เหมือนบางปะกงหรอกครับ มันเป็นเล็ก ๆ แต่ว่ามันเดือดร้อน ลูกหลานติด ที่สำคัญ วันนี้คนเดินยาเป็นเด็ก ๆ อนุบาล เด็กเล็ก เด็ก ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ซึ่งง่าย แล้วยาวันนี้ เม็ดละ ๒๐ บาท ใครไม่มี เอาไปกินก่อน เดี๋ยวจ่ายทีหลัง อันนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านผม เพราะฉะนั้นผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมจะถามเลย ข้อที่ ๑ ผมไม่พูดยาวแล้ว ท่านประธาน เข้าใจอยู่ แต่ว่าบางทีก็ต้องเล่าให้ฟัง เพราะมันเป็นปัญหาที่พี่น้องผม ทุกหมู่บ้านที่เข้าไปเขาก็บอกแบบนี้ช่วยหน่อย ช่วยหน่อย ผมก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ถ้าไม่มาบอกประธาน ไม่มาบอกรัฐมนตรี ผู้ที่เกี่ยวข้องไปประสานกันว่าในเมื่อรัฐบาล ก็ถือเป็นวาระแห่งชาติ ผมเป็นที่ให้ความสนใจมาก ผมนี่ทุกครั้งที่รายงานของ ป.ป.ส. เข้ามาในสภาท่านจะเห็นผมลุกขึ้นอภิปรายทุกครั้ง แล้วกฎหมายจะเข้าไปใหม่แก้ปัญหา ยาเสพติดทั้งหลาย ผมบอกขอผมเป็นคนหนึ่งเป็นกรรมาธิการ ต้องขอกราบเรียนแบบนั้น ท่านประธานครับ จึงเป็นคำถามว่าจากการที่รัฐบาลก็มีเป้าหมายสำคัญ แล้วคนที่เป็น ประธาน ป.ป.ส. คือนายกรัฐมนตรี ผบ.เหล่าทัพ ปลัดกระทรวง รัฐมนตรีหลายกระทรวง มาเป็นกรรมการร่วม รัฐบาลกำหนดปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ก็ถือเป็นวาระแห่งชาติ แต่ยาไม่ลดลง แถมวันนี้เป็นเรื่องใหญ่ล่ะที่ต้องบอกนี่ จากเคตามีน (Katamine) กลายเป็นสารไตรโซเดียมฟอสเฟต (Trisodium Phosphate) ผมว่ามันเป็น เรื่องใหญ่ จึงบอกว่าถ้าการแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดรัฐบาลมีมาตรการที่เป็น รูปธรรมชัดเจนอย่างไร และคาดว่าจะสามารถทำให้ประสบผลสำเร็จได้อย่างไร อันนี้เป็น คำถามที่ ๑ ก่อนครับ🔗
ท่านนิยมใช้เวลาเกือบ ๗ นาทีถามคำถามแรก เหลือ ๓ นาที ท่านรัฐมนตรีเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ขออนุญาตได้มาตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๑๘๖ ของท่านนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสกลนคร แทน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จากคำถามและสิ่งที่ท่านได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ทำให้ผมอยากได้ตอบถึงภาพรวมของ การแก้ปัญหายาเสพติดของประเทศ ซึ่งแต่เดิมในคำถามที่เป็นเอกสารท่านก็คงอยากทราบ ถึงปัญหาการแพร่ระบาดเป็นวาระแห่งชาติด้านการแก้ไขและการป้องกันยาเสพติด รัฐบาล มีมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดในประเทศอย่างไร อันนี้ผมขออนุญาตตอบเป็นแนวหัวข้อ หัวข้อ และผมจะมาลงรายละเอียดให้ท่าน ส.ส. อีกครั้งหนึ่งนะครับ เพราะว่าดูเหมือนท่านให้ความสนใจกับภาพรวมของการแก้ปัญหา ที่จะเป็นรูปธรรม มาตรการการดำเนินการที่สำคัญตามแผนปฏิบัติการด้านการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๓ ดังนี้คือ🔗
มาตรการความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งมีการประชุมในประเทศลุ่มน้ำโขง ซึ่งประกอบด้วย กัมพูชา จีน ลาว เมียนมา เวียดนาม และประเทศไทย ได้ตั้งแผนปฏิบัติการร่วม สามเหลี่ยมทองคำ ๑๕๑๑ คือเริ่มประชุมกันเมื่อวันที่ ๑๕ เดือนสิบเอ็ดเมื่อปีที่ผ่านมานะครับ เราได้ดำเนินการแล้วก็ได้ทำการจับเครือข่ายยาบ้า ยาไอซ์ (Ice) กัญชา ฝิ่น เฮโรอีน เอ็กส์ตาซี (Ecstasy) และสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ปริมาณมากมายมหาศาล เดี๋ยวให้เอกสารท่าน🔗
ในมาตรการที่ ๒ ในการปราบปรามและการใช้กฎหมายในการสกัดกั้นและ การบูรณาการในส่วนอื่น ๆ ซึ่งเรื่องของกฎหมายตรงนี้มีความเกี่ยวข้องสภาผู้แทนราษฎร ของเราได้เสนอกฎหมายประมวลกฎหมายยาเสพติด ในกฎหมายประมวลกฎหมายยาเสพติดนั้น มีทั้งบทลงโทษ มีทั้งรูปแบบของการดำเนินคดีต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับการปราบปราม อย่างใหญ่หลวง ในส่วนตรงนั้นเราได้เสนอเพิ่มเติมในเรื่องของการปราบปราม ซึ่งอาจจะ ไม่เหมือนกับในอดีตที่มีการปราบปรามเป็นการจับเม็ดยาอันจับสารตั้งต้นหรือการดำเนินคดี ในรูปแบบที่เอาผู้กระทำผิดที่เห็นตัวอยู่นี่มาดำเนินคดี แต่เราจะล้วงลึกไปถึงเรื่องของ การดำเนินการในการยึดทรัพย์ตัดวงจรยาเสพติด ซึ่งในเรื่องนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันยาเสพติด เราเสริมสร้างในทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง การบำบัดและมาตรการการบูรณาการกับหน่วยงานอื่น ๆ ในมาตรการการอำนวยการหรือ บูรณาการกับหน่วยงานอื่น นอกจาก ป.ป.ส. ก็มีตำรวจปราบปรามยาเสพติด มีดีเอสไอ (DSI) และทหาร สรรพากร ปปง. และอื่น ๆ รวมทั้งหมด ๒๖ หน่วยงานราชการเข้ามาดำเนินการ ตรงนี้ใช้การยึดทรัพย์ตัดวงจรยาเสพติด ผมพูดค้างไว้เมื่อสักครู่นี้ว่าเรื่องของกฎหมายที่เรา ได้เสนอในสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของกรรมาธิการร่วมกัน ของรัฐสภา ส.ส. ส.ว. กำลังดำเนินการ และกรรมาธิการได้พิจารณาไปประมาณครึ่งหนึ่ง ในพาร์ต (Part) แรกเกี่ยวกับเรื่องของรายละเอียดต่าง ๆ ในพาร์ต (Part) ที่ ๒ เป็นเรื่องของ การดำเนินคดีสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ผมได้ขอเพิ่มในเรื่องของแวลูเบสด์ (Value Based) และ ซับสทิทิวต์แอสเซต (Substitute Asset) แวลูเบสด์ (Value Based) คือทรัพย์สินทดแทน ซับสทิทิวต์ (Substitute) คือเราดูว่าผู้ค้ายาเสพติดได้ค้าขายมากี่ปีแล้ว คณะกรรมการ ที่จะถูกจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายฉบับดังกล่าวตรงนี้จะเป็นผู้พิจารณาและดำเนินการ คิดคำนวณว่าตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี ๒๐ ปี ที่เขาผู้นั้นกระทำผิดและค้ายาเสพติดเป็น ระยะเวลานานเท่าไรประเมินมูลค่า ถ้าหากว่าปีหนึ่งเขาทำความผิดไป ๑๐ ล้านบาท ๑๐ ปี ก็รวมแล้ว ๑๐ คูณเป็น ๑๐๐ ล้านบาท หรือทำผิดปีหนึ่ง ๑๐๐ ล้านบาท คือค้าขายได้เงิน ได้ทองมาเป็นร้อยล้าน แล้วถ้าดำเนินการมา ๑๐ ปี ก็เอา ๑๐ คูณ ๑๐๐ เป็นพันล้าน เราก็จะดำเนินการกระบวนการในการยึดทรัพย์ย้อนหลัง เพราะกฎหมายที่กำลังขอพิจารณา ในสภาผู้แทนราษฎร ผมเคยพูดกับผู้ต้องขังในเรือนจำผมก็บอกว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ ให้คุณและให้โทษ คนที่เคยติดคุก อย่างเช่นการพกพายาบ้าจากประเทศลาวข้ามมาประเทศไทย เคยมีโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ๑๐ ปีถึงตลอดชีวิต ก็อาจจะปรับเปลี่ยนเป็นดุลยพินิจ ของศาลและไม่เกิน ๑๐ ปี เป็นต้น ในลักษณะดังกล่าวนี้ นี่คือให้คุณ แต่ส่วนให้โทษ คนที่ ทำการค้ายารายใหม่จะต้องถูกคิดย้อนหลังว่าคุณค้าขายไปเท่าไร และคุณได้ทรัพย์สิน มาเท่าไร ท่านประธานที่เคารพ จากสถิติในแต่ละปีการยึดทรัพย์ของหน่วยงานราชการ ที่บูรณาการใช้งบประมาณปีหนึ่งเกือบ ๖,๐๐๐ ล้านบาทในปีก่อน ๆ ที่ผมมาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่ในขณะที่ผมมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปีที่แล้ว ๕,๗๐๐ กว่าล้านบาทใช้งบประมาณไปนะครับ ผมได้ศึกษาดูงานที่ดำเนินการมา ผมได้ปรับเปลี่ยนแนวทางของการดำเนินการ ผมไม่สนใจที่จะไปจับเม็ดยาหรือไปดำเนินการ ในรูปแบบเก่า ๆ อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาพูดว่ามันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เพราะว่าถ้าเราจับมันไม่หมดหรอกครับ เพราะว่าภาคเหนือมีเป็นแหล่งผลิตยาบ้า ไอซ์ (Ice) และยาอื่น ๆ นี่ปีหนึ่งมูลค่าถึง ๑.๘ ล้านล้านบาท เป็นตัวเลขของยูเอ็นโอดีซี (UNODC) ที่ได้บอกกับพวกเราไว้ มันมากมายขนาดนั้น ผมจึงใช้แนวทางดังกล่าวนี้🔗
เมื่อสักครู่นี้ผมได้กราบเรียนท่านประธานว่าก่อนหน้าที่ผมมาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมใช้รูปแบบแนวทางเดิมเราสามารถยึดทรัพย์ได้ปีหนึ่งไม่เกิน ๖๐๐ ล้านบาท แต่ผมมาขยับในช่วงท้ายปรากฏว่าเราได้ดำเนินการและตัดวงจรการยึดทรัพย์ ยาเสพติดได้ถึง ๒,๐๐๐ เศษ ๆ และแนวทางที่ได้ดำเนินการเปรียบเสมือนในปีงบประมาณ ที่ผ่านมาเป็นการทดลอง ปีนี้เป็นการเอาจริงครับ เป็นการเอาจริง และในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ จะเป็นวันที่เปิดแผนปฏิบัติการบูรณาการกับหน่วยงานราชการทั้งหมด เพราะสิ่งที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ราชการยังไม่เคยชินกับการทำสำนวนคดีความ เพราะมันมีความเกี่ยวข้องกับ กฎหมายหลายฉบับ ในฉบับแรกคือกฎหมาย พ.ร.บ. มาตรการที่ดูแลโดย ป.ป.ส. กฎหมาย พ.ร.บ. มาตรการ ปี ๒๕๓๔ ในฉบับที่ ๒ ปปง. ปี ๒๕๔๒ การยึดทรัพย์ ในฉบับที่ ๓ เกี่ยวกับ เรื่องของสรรพากรที่จะต้องดำเนินการ ถ้ายึดทรัพย์ไม่ได้ ก็ต้องดำเนินการเรื่องภาษี ในขั้นตอนตรงนี้จะคิกออฟ (Kick off) และดำเนินการในวันศุกร์นี้ที่จะต้องดำเนินการไป ในส่วนที่ ผมขอเวลานิดหนึ่งครับท่านครับ🔗
หมดเวลาแล้ว🔗
ขอสัก ๒ นาที🔗
ท่านต้องกินเวลาคนอื่นแล้ว เพราะว่ากระทู้ของคนอื่นก็รออยู่🔗
ในความจริงแล้ว ผมอยากจะเปิดแผนปฏิบัติการที่เราได้ดำเนินการทำจริง ๆ เมื่อเช้านี้ก็ไปจับมา ท่านดูนะครับ มี ๓ ภาพ สั้น ๆ ครับ เป็นไม้กองใหญ่ ทรัพย์สินที่ได้มารวมมูลค่าร้อยกว่าล้าน ได้ดอลลาร์ มา ๓ ล้านเหรียญ และเงินฝากธนาคารอีก ๓๐ ล้าน และไม้กองใหญ่ ซึ่งเป็นการดำเนินการ ในส่วนนี้ ผมก็ขอใช้เวลาโดยจำกัดตรงนี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านนิยมเชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ความจริงฟังแล้วผมก็ดีใจ แต่ว่าประเด็นผมนี่ท่านยังไม่ตอบนะท่านรัฐมนตรี ผมก็ใช้เวลาของผมนิดหนึ่ง แต่ท่าน เอาเวลาผมตอบผมหน่อยแล้วกัน🔗
ท่านนิยมแบ่งเวลาให้ ท่านรัฐมนตรีนิดนะครับ🔗
ครับ นิดหนึ่ง เพราะมันหมดแล้ว คืออย่างนี้ครับ ของผมนี่โซน (Zone) ที่ผมเอ่ยแค่ ๒ หมู่บ้านเพราะมันเป็นทางผ่านเท่านั้นเอง ความจริงไม่ว่าทางโพนนาแก้ว เต่างอย เดือดร้อนลามถึงกุสุมาลย์ ซึ่งทางผ่านเข้ามา ท่านประธานครับ ผมต้องถามท่านรัฐมนตรีที่ท่านก็ให้ความกรุณาบอกว่าทาง ป.ป.ส. ปปง. ตำรวจดีเอสไอ (DSI) ก็เป็นวิธีการใหม่ แต่ผมต้องถามท่านว่าแค่นั้นยังไม่พอครับ ต้องไปดู ในกลุ่มที่ผู้เสพทั้งหลายนี่เราจัดการอย่างไร ไม่ใช่จับเขาแล้วยัดเข้าคุก ในส่วนที่ทำทุกวันนี่ มันไม่ได้ผลครับ ผมดูในหมู่บ้านผมนะ เพราะสกลนครวันนี้ ๖,๐๐๐ กว่าชีวิตที่อยู่ในคุก ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องคดียาเสพติด อันนี้คือประเด็น เพราะฉะนั้นเราทำอย่างไร ไม่ใช่ จับพวกเสพแล้วไม่ให้มันเสพเลยทำไม่ได้หรอก มันไปแผ่อิทธิพลในคุก ผมจึงเรียนถามท่าน ว่าลักษณะแบบนี้ท่านต้องคิดประเด็น ผมเห็นด้วยนะที่ท่านมา แต่ว่าพวกเราเจ้าหน้าที่ ของรัฐแบบเมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมอภิปรายในกรรมาธิการยาเสพติดบอกว่าเป็นเรื่องดี การยึดทรัพย์ แต่มีเจ้าหน้าที่ ปปง. โทรมาถามผมว่าใครอย่างไรนี่ มันไม่ใช่ครับ เขาโทรหาผม ได้อย่างไร ผมรู้ได้อย่างไรว่าคุณเป็น ปปง. อันนี้ต้องกราบเรียนไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ🔗
ผมถามข้อที่ ๒ เลยเพื่อให้ได้ตอบผมหน่อย คือทางที่เขาร้องเรียนมานี่ท่านมา ตอบแทนนายกรัฐมนตรี แต่ผมว่าหมู่บ้านที่ผมเอ่ยถึงทีไรแล้วท่านนะ บังเอิญเขาบอกว่า มีตำรวจเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกี่ยวข้องโดยการจับแล้วปล่อย จับแล้วปล่อย เพียงเรียกเงินนี่ แล้วรัฐบาลในฐานะที่กำกับดูแลจะแก้ปัญหาแบบนี้อย่างไร จะทำให้ผู้เสพมันลดอย่างไร ถ้าทำไม่ได้ถ้าแบบนี้จับแล้วปล่อย จับแล้วปล่อย ทำไม่ได้ ท่านรัฐมนตรีครับ ผมก็กราบเรียน แบบนั้น ผมใช้เวลานี่แบ่งให้ท่าน🔗
ท่านแบ่งให้รัฐมนตรี ๕๑ วินาที ท่านรัฐมนตรีเชิญเลย เผื่อเวลาให้ ๒ นาที เชิญเลยครับ ขออภัยคุณประเดิมชัยด้วย กินเวลาท่านไป🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในจุดที่ท่านนิยมได้กรุณาสอบถามบ้านหนองกระบอก-บ้านโคกแก้ว ตำบลนาแก้ว อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร ว่ามีเจ้าหน้าที่ที่ไปเรียกรับเงินจับแล้วปล่อย จับแล้วปล่อย ซึ่งได้สอบถามในส่วนที่เกี่ยวข้องตรงนั้นแล้วปรากฏว่าไม่พบข้อเท็จจริงตรงนั้น แต่ว่าถ้าหากว่า ท่านยังสนใจที่ติดตามประเด็นนี้ ป.ป.ส. เข้ามา ผมจะเข้าสู่ในแนวทางของการดำเนินการ ในเรื่องกระบวนการยึดทรัพย์ ทั้งเจ้าหน้าที่ และคนค้า คนทำความผิด ขอให้ได้ข้อมูล มาเถอะครับ ผมคิดว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เราจะตามตรงนี้ได้ เพราะแนวทางต่าง ๆ ของการดำเนินการนั้นเราไม่ได้ทำแบบเดิม แต่เราจะทำเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม แนวทาง ของการคิกออฟ (Kick off) วันศุกร์นี้จะมีการตั้งเป้าไว้ว่าการยึดทรัพย์ในภาพรวม ๖,๐๐๐ ล้านบาท และลงรายละเอียดเพิ่มอีกจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท จังหวัดใหญ่ จังหวัดเล็ก เพราะฉะนั้นแต่ละจุด แต่ละข้อมูลที่พี่น้องประชาชนที่จะหยิบยกมาให้นั้น จะสามารถนำเอามาใช้ได้นะครับ แล้วมันจะเป็นเส้นทาง ผมขอเวลาสัก ๖ เดือนมันจะเห็น ชัดเจนว่าเราดำเนินการตรงนี้ เพราะเราเริ่มแล้ว เมื่อเช้าก็อย่างที่เห็นว่านี่เราได้มา ๑๐๐ กว่าล้านบาทในการดำเนินการในส่วนดังกล่าว ขอกราบขอบพระคุณครับท่านครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ขอบคุณท่านนิยมนะครับ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ครับ จบกระทู้นี้ครับ🔗
๑.๓.๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๑๙๔ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจราจร ถนนประชาสงเคราะห์ (นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย🔗
ขอเชิญคุณประเดิมชัยครับ ท่านรัฐมนตรีกรุณามาตอบด้วยตัวเอง ขอบพระคุณนะครับ ท่านรัฐมนตรีได้ขอให้บุคคล ต่อไปนี้เข้ามาร่วมสนับสนุนข้อมูล ๑. นายประพาส เหลืองศิรินภา ๒. พันตำรวจโท จีรภัทร พฤฑฒิกุล ๓. พันตำรวจโท ธนภณ เตชะตานลท์ เชิญท่านประเดิมชัยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง ก่อนอื่นต้องขออนุญาต กราบขอบพระคุณท่านประธานนะครับที่ได้กรุณาบรรจุกระทู้ในห้องแยกเฉพาะให้กระผม ได้ถามในส่วนของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต่อการแก้ไขปัญหาการจราจร บริเวณถนนประชาสงเคราะห์ ซึ่งในข้อเท็จจริงในปัจจุบันท่านประธานเองก็มีบ้านพักอาศัย อยู่ใกล้กับถนนประชาสงเคราะห์คงทราบดีว่าบริเวณดินแดงของเรานั้นมีปัญหาเรื่องการจราจร ที่หนาแน่นและค่อนข้างมาก🔗
โดยเฉพาะ ถนนประชาสงเคราะห์เป็นถนนเส้นหลักในพื้นที่เขตดินแดงซึ่งมีพี่น้องประชาชนอาศัยอยู่ ๒ ฟากฝั่งจำนวนมาก และรวมทั้งเป็นถนนที่รองรับการจราจรจากถนนรัชดาภิเษก มาตัดถนนอโศก-ดินแดง หรือว่าถนนวิภาวดีรังสิต ในข้อเท็จจริงปัจจุบันถ้ามาจาก ตลาดห้วยขวางจะเป็นถนน ๒ ช่องการจราจร เสร็จจากตลาดห้วยขวางมาจนถึง ประสงเคราะห์ ๑๔ ตรงโรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา ก็จะเป็น ๔ ช่องการจราจรที่ไปออก วิภาวดีนะครับ แล้วก็ไปออกถนนอโศก-ดินแดง ในข้อเท็จจริง ในปัจจุบัน ขออนุญาต กลับไปภาพหลัก ตรงนี้คือตรงบริเวณปากซอยประชาสงเคราะห์ ๑๔ ซึ่งปัจจุบันเป็น จุดตัดรถในกรณีที่ช่วงเช้าช่วงเย็นถ้ารถเมล์ที่จะต้องสวนกันรถเมล์จะต้องรอให้อีกฝั่งหนึ่ง ให้รถเมล์ผ่านไปก่อน รถเมล์อีกฝั่งหนึ่งถึงจะผ่านมาได้ เพราะฉะนั้นการใช้จังหวะในการรอ ของรถเมล์ทำให้ปัญหาการจราจรติดขัดจำนวนมากในยามเช้าและยามเย็น แล้วในบริเวณ ตรงนี้มีโรงเรียนก็คือโรงเรียนพร้อมพรรณวิทยาซึ่งผู้ปกครองก็จะไปส่งนักเรียนค่อนข้างเยอะ เป็นปัญหามาอย่างยาวนาน ตรงนี้ก็ขออนุญาตเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยนะครับ ต่อเนื่องเป็น ๒ คำถามเลยจะได้ประหยัดเวลา ว่าในส่วนของกระทรวง มหาดไทย กรุงเทพมหานคร หรือว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบาย ขออนุญาต คาภาพนี้ไว้นะครับ มีนโยบายการที่จะแก้ไขปัญหาบริเวณตรงนี้อย่างไร ซึ่งในภาพนี้ จะชี้ให้เห็นว่าบริเวณหัวมุมที่มีกำแพงอยู่แต่เดิมนี่เป็นโรงเรียนซึ่งตอนนี้โรงเรียนเขารื้อไปแล้ว เป็นที่ว่าง ถ้าเราสามารถที่จะออกกฎหมายเวนคืนใช้ที่ไม่เกิน ๑๕ ตารางวา เป็นการปาดหัวมุมถนน ตรงนี้นะครับ ที่ภาพที่เห็นระหว่างรถเมล์คันสีส้ม ๆ กับคันสีแดง ๆ ลักษณะวงโค้งของรถเมล์ สาย ๑๒ ที่จะวนซ้ายมา มันจะเป็นพื้นที่ที่จะขยายผิวจราจรให้รถเมล์ไม่ต้องตีวงมากินพื้นผิว อีกฝั่งหนึ่งก็จะสามารถทำให้การจราจรในบริเวณถนนประชาสงเคราะห์ลื่นไหลจำนวนมาก ก็ขออนุญาตถามท่านรัฐมนตรีใน ๒ คำถามนี้นะครับว่าในนโยบายเรื่องการแก้ไขปัญหา🔗
เรื่องที่ ๒ คือว่าทางกระทรวงมหาดไทยจะสามารถออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เวนคืนเฉพาะที่บริเวณตรงนี้ประมาณไม่เกิน ๑๕ ตารางวาได้หรือไม่ เพราะว่าในช่วง ที่ผ่านมาผมไม่ทราบนะครับว่า กทม. ทราบว่ามีความพยายามที่จะเจรจาต่อรอง ใช้การต่อรองในการขอซื้อที่แต่ไม่ประสบความสำเร็จก็ต้องใช้กฎหมายเข้าไปช่วย ตรงนี้เป็น โอกาสอันดีเพราะว่ายังไม่มีการก่อสร้างตึก ยังไม่มีการก่อสร้างตึกมันก็จะไม่เดือดร้อน สำหรับผู้ประกอบการ ถ้าเรารีบในการจะดำเนินการ ก็ขออนุญาตถามในคำถามที่ ๑ ครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผมขอตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะดังนี้นะครับ🔗
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นนะครับ คือถนนเชื่อมต่อระหว่างถนนวิภาวดีรังสิต กับถนนรัชดา ซึ่งที่มีปัญหาก็คือถนนมิตรไมตรีที่กรุงเทพมหานครตั้งอยู่แห่งใหม่นะครับ แล้วก็ถนนอีกเส้นหนึ่งถนนประชาสงเคราะห์ ทั้ง ๒ เส้นนี้กายภาพนะครับ มีการจราจร ๔ ช่องทางทั้ง ๒ เส้น จุดที่มีปัญหาก็คือเมื่อทั้ง ๒ มาบรรจบ ทั้ง ๒ เส้น ๔ ช่องจราจรมานี่ แล้วมาเจอกับถนนประชาสงเคราะห์ก็จะเหลือ ๒ ช่องจราจร นัยที่อธิบายได้ก็คือว่า จำนวนรถที่มาจาก ๔ ช่อง ถ้าผมอธิบายอย่างนี้ ถ้าเขามา ๒ ช่องอยู่แล้วเป็น ๒ ช่องจราจร มันก็คงจะเป็นธรรมชาติของมัน แต่เนื่องจาก ๔ ช่องมาเจอ ๑ ช่องแน่ ๆ ปริมาณรถก็จะต้อง กายภาพของเขาก็จะต้องเกิดการจราจรติดขัดนี่สภาพที่เป็นอยู่ในขณะนี้ สีแดง ๆ นี่ ประชาสงเคราะห์ ๒ ช่องจราจร ก็เป็นอย่างที่ท่านผู้ถามได้ตั้งกระทู้มา ก็เป็นจริงนะครับ ในขณะนี้เป็นจริงอย่างนั้น🔗
ถามว่าในขั้นต้นนี้ทำอย่างไรอยู่ ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างที่ท่านว่ารถเมล์ หรือรถธรรมดาก็แล้วแต่ที่เลี้ยวตรงมุม โดยเฉพาะรถใหญ่นี่ก็จะต้องสร้างทำให้การจราจร ชะลอตัวลง รถเมล์เองเมื่อเลี้ยวไปแล้วก็ยังจอดตามป้ายอีก ทั้งที่เมื่อจอดรถอื่นก็ไม่สามารถ แซงได้ การจราจรยิ่งชะลอตัวมากขึ้นไปอีก ก็ทำให้การจราจรที่มาจาก ๔ ช่องทางนี้ได้รับ ผลกระทบแน่นอน เป็นจริงอย่างนี้ ในสภาพเป็นจริงขณะนี้เป็นอย่างนี้อยู่ ถามว่าทำอย่างไร อยู่ในขณะนี้ ทางกรุงเทพมหานครกับทางตำรวจพื้นที่ก็ได้วางระบบจราจร ในขณะนี้ที่ทำได้ดี ที่สุดก็คือกวดขันในเรื่องของการจราจรว่าจะต้องไม่มีการหยุดการจอดในเส้นถนน ประชาสงเคราะห์ เพื่อไม่ให้เกิดการติดขัดของการจราจร เคร่งครัดที่จะทำในขณะนี้ เข้มงวด ที่ทำอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามทางผมเองทราบปัญหาก็ศึกษากับทางกรุงเทพมหานคร ก็ให้นโยบาย อันนี้ก็ต้องยอมรับว่าผมคงสั่งเขาไม่ได้ ผมให้นโยบายกรุงเทพมหานครไปให้ไป ศึกษาทำอย่างที่ผู้ถามได้กรุณาเรียนถามทั้ง ๒ กรณี ทั้งในกรณีที่จะหาทางที่จะเวนคืนที่ ส่วนหนึ่ง จะใช้เจรจาหรือว่าจะใช้ออก พ.ร.ฎ. เวนคืนก็ดำเนินการได้ ทั้งตรงหัวมุมแล้วก็ ในส่วนของตลอดเส้นซึ่งคิดว่าคงต้องขยายตลอดเส้น ก็ได้ให้นโยบายกรุงเทพมหานคร ไปดำเนินการในขณะนี้ครับ ตอบในภาพรวม🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านประเดิมชัยครับ เชิญครับ🔗
ก็กราบขอบพระคุณ ทางท่านรัฐมนตรีนะครับ ที่ได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนะครับ กระผม คิดว่าอยากให้รัฐมนตรีได้หาคนที่รับผิดชอบในการติดตามการทำงานของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในส่วนของกรุงเทพมหานคร ซึ่งผมเองก็สัมผัสกับกรุงเทพมหานครมา ๒๐ ปีเต็มสำหรับการเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ทราบดีว่ากระบวนการในการทำงาน ของหน่วยงานเป็นอย่างไร แล้วรวมทั้งตำรวจซึ่งก็เข้าใจว่าเป็นหน่วยงานที่ปลายเหตุ เป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ปลายเหตุ แต่อยากจะให้ตำรวจได้แสดงความเห็นในเรื่องของ การแก้ไขปัญหาจุดนี้เป็นลายลักษณ์อักษรไปยังกรุงเทพมหานครว่าถ้าเรามีการเวนคืน ในบริเวณตรงนี้หรือว่าตัดหัวมุมตรงถนนปากซอยประชาสงเคราะห์ ๑๔ ประโยชน์ที่จะช่วย อำนวยความสะดวกในเรื่องของการแก้ไขปัญหาจราจรนี่จะเป็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ก็จะมีน้ำหนักในการที่จะทำให้กรุงเทพมหานครมีความกระตือรือร้นในการทำงานได้มากขึ้น เพราะว่าผมเองได้พูดมาตั้งแต่เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครตลอดมา ในเรื่องของ การที่จะให้กรุงเทพมหานครแก้ไขเยียวยาปัญหาตรงนี้ แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นก็อย่างที่ได้ นำเรียนท่านประธานได้เห็นภาพไปเมื่อสักครู่ก็คือว่ายังไม่มีการขยับในการที่จะดูแลในปัญหา ต่าง ๆ เหล่านี้เลย จึงต้องขออนุญาตมานำเรียนในที่ประชุมวันนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ🔗
ส่วนคำถามที่ ๒ นะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนเวลาของท่านประธาน และท่านรัฐมนตรีมากนัก กระผมคิดว่าก็จะถามในเรื่องของตรงบริเวณตลาดกลางดินแดง ตรงบริเวณตลาดกลางดินแดงนี่นะครับ ขออนุญาตภาพถัดไปครับ ตรงตลาดกลางดินแดง ตรงนี้นะครับ ในช่วงเช้า ช่วงเย็นจะมีคนข้าม โดยเฉพาะมาซื้ออาหารเพราะว่าเป็นตลาด ขนาดใหญ่ มีพี่น้องที่พักอาศัยที่บริเวณประชาสงเคราะห์ซอย ๔ ซอย ๒ แฟลต พ ๑ ถึง พ ๘ รวมทั้งแฟลตต่าง ๆ ของการเคหะ ตรงนี้นี่หนาแน่นมากนะครับ คนก็จะข้ามถนนโดยที่มีแค่ ทางม้าลาย สิ่งที่พี่น้องประชาชนเรียกร้องในขณะนี้ก็คือว่าเป็นไปได้หรือไม่อยากที่จะให้ คณะรัฐมนตรีได้ประสานทางกรุงเทพมหานครได้พิจารณาในการติดตั้งสัญญาณไฟ หยุดรถโดยเฉพาะ กดในกรณีที่มีคนต้องการข้าม มันก็จะสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้อง ประชาชนมากขึ้น ผมเคยประสานงานไปกับทางตำรวจดินแดง เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ มาอำนวยความสะดวกในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ตำรวจก็แจ้งว่ามีกำลังไม่พอในการที่จะมาดูแล จุดในลักษณะอย่างนี้ เพราะฉะนั้นดีที่สุดก็คือว่าเราก็ต้องใช้เทคโนโลยีในเรื่องของ การบังคับใช้เพื่อที่จะได้ป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ผมเคยหารือ ท่านประธานผ่านทางห้องประชุมใหญ่ไปครั้งหนึ่งแล้วว่าขอให้กรุงเทพมหานครได้พิจารณา ในการติดตั้งสัญญาณที่จะให้ประชาชนในการกดใช้เวลาในการข้ามถนน เพื่อความปลอดภัย ให้กับพี่น้องประชาชน แต่จนถึงขณะนี้ท่านประธานแจ้งว่าได้ส่งเรื่องให้หน่วยงานตอบ ให้ผมทราบ ผมไม่ได้รับคำตอบจากกรุงเทพมหานครหรือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลยครับ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น ผมถึงต้องขออนุญาตนำมาเรียนเป็นกระทู้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้กระบวนการในการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าเป็นที่พึ่งหวังของพี่น้อง ประชาชนมีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าไม่อย่างนั้นประชาชนเองก็ไม่ได้รับการดูแล ไม่ได้รับ การแก้ไข ก็ขออนุญาตถามนะครับว่าถ้าจะอนุญาตให้มีการติดตั้งสัญญาณไฟเพื่อกดให้ ประชาชนใช้สำหรับในการข้ามในชั่วโมงเร่งด่วนจะเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน เราก็ไปกดสัญญาณคาไม่ต้องให้กด เพราะว่าการจราจรก็เบาบางประชาชนก็สามารถ ที่จะข้ามได้โดยสะดวก แต่ในชั่วโมงเร่งด่วนนี่รถมาก คนมาก มีปัญหาเรื่องอุบัติเหตุมาก ผมเชื่อว่าทาง สน. ดินแดงนี่ยืนยันในเรื่องของสถิติ ในเรื่องของผู้ที่ประสบอุบัติเหตุได้ ก็ขออนุญาตเรียนถามท่านประธานครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ในคำถามแรกก่อนนะครับ กลับไปผมขอเรียนว่าจะไป ติดตามเร่งรัดในเรื่องของการแก้ปัญหาถนนประชาสงเคราะห์ให้สภาชุดนี้กับผู้บริหารชุดนี้ทำ เพราะผมไม่ทราบชุดที่แล้วใครทำผมก็ไม่ทราบ จะไปเร่งรัดให้เกิดขึ้นในสมัยนี้ให้ได้ แม้ว่า การออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนก็คงไม่ง่ายนัก แต่จะไปเร่งดำเนินการให้ในคำถามแรก🔗
ในส่วนที่ ๒ เรื่องของทางสำนักจราจรขนส่งกรุงเทพมหานครได้ทำเรื่องไป ขณะนี้ทำเรื่องไปที่ตำรวจพื้นที่แล้วนะครับ คือ สน. ดินแดง ก็จะเร่งรัดไปดำเนินการให้ เร็วที่สุด ผมไม่แน่ใจว่าตรงนี้ไม่เหมาะสมที่จะทำทางข้ามหรือเปล่า เดี๋ยวจะให้รับไปศึกษา ด้วยนะครับ เพราะว่าถ้ามันเป็นไปได้ก็จะให้เขาพิจารณาด้วย แต่อย่างไรก็ตามจะไปเร่งรัด ที่กรุงเทพมหานครถามไปที่ทางตำรวจจะไปเร่งรัดดำเนินการให้ครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ท่านประเดิมชัยพอใจนะครับ ก็ชื่นชมครับ เป็นตัวอย่างการถามตอบที่อยู่ภายในเวลา ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีมากครับ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ด้วยครับ🔗
๑.๓.๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๑๙๗ เรื่อง ขอให้แก้ปัญหาเกี่ยวกับ สิทธิประโยชน์ของช้างในช่วงวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (นายคุณากร ปรีชาชนะชัย เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม🔗
ขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ สนับสนุนข้อมูล ๑. คุณสมิทธิ ดารากร ณ อยุธยา ๒. คุณภาสกร อรสูญ ขอเชิญคุณคุณากรครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายคุณากร ปรีชาชนะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้บรรจุกระทู้ถามแยกเฉพาะในเรื่องของ การแก้ปัญหาสิทธิประโยชน์ของช้าง รวมไปถึงควาญช้างในช่วงการแพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) และก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนะครับ ท่านวราวุธ ศิลปอาชา ที่วันนี้ท่านให้เกียรติ มาตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะด้วยตัวท่านเองนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อถูกพี่น้อง คนเลี้ยงช้างได้ตั้งคำถามกับผมว่าถ้าอยากจะให้ช้างออกมาเร่ร่อนอีกครั้งหนึ่งเหมือนเดิม จะได้หรือไม่ ซึ่งเรามีคำตอบอยู่แล้วครับว่าเราไม่อยากให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น เพราะเรา พยายามแก้ไขปัญหาในเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันเกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ที่เราแก้ไขปัญหาได้ ในเรื่องปัญหาช้างเร่ร่อน เพราะเรามีโครงการช้างคืนถิ่นตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ แต่คำถามนี้ที่สะท้อนมานั้น สะท้อนถึงอะไร สะท้อนถึงปัญหาที่พี่น้องคนเลี้ยงช้างลำบากครับ เวลาเราคิดถึงช้างเราคิดถึงจังหวัดสุรินทร์ครับท่านประธาน หมู่บ้านเลี้ยงช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็เป็นหมู่บ้านช้างบ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม ซึ่งเป็นพี่น้องที่ได้รับผลกระทบ รวมไปถึงพี่น้องข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาวอำเภอชุมพลบุรี บ้านขุนไชยทอง ตำบล หนองเรือ หรือแม้แต่จะเป็นบ้านท่าลาด ตำบลศรีณรงค์ ตั้งแต่ช่วงไวรัสโควิด (Virus COVID) เป็นต้นมาครับ ท่านประธานทางรัฐบาลได้มีมาตรการในการชะลอกิจกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนกระทั่งปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายบ้าง เริ่มรับนักท่องเที่ยวกลับมาบ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวนั้นกลับสู่ สภาวะปกติ ช่วง ๑๐ เดือนที่ผ่านมานั้นจากสถานการณ์โควิด (COVID) ทำให้ช้าง ควาญช้าง ได้รับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเป็นอย่างยิ่ง คนเลี้ยงช้างตกงานไม่มีงานทำ ขาดรายได้ ไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐเท่าที่ควร ตลอดจนในเรื่องของช้างครับ วันนี้การขาดแคลน ในเรื่องอาหารช้าง ช้างเวลาทานวันหนึ่งประมาณ ๓๐๐ ถึง ๕๐๐ กิโลกรัม รวมไปถึง ปัญหาในการขาดแคลนของแหล่งน้ำ พื้นที่การเพาะปลูกที่ภาคอีสานนั้นมีภาวะภัยแล้ง เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่ผ่านมานั้นควาญช้างรวมไปถึงช้างต้องกลับบ้าน กลับไปอยู่ในพื้นที่ ประมาณ ๗๐ กว่าเชือก เนื่องจากปางช้างในหลาย ๆ พื้นที่ทั่วประเทศไทยเริ่มอาหารขาดแคลน บางปางช้างยุติกิจกรรมต่าง ๆ ได้รับผลกระทบมากมาย และผมก็เกรงว่าจะนำไปสู่ปัญหา ช้างเร่ร่อน และกลายเป็นปัญหาที่บานปลายไปในอีกหลาย ๆ มิติครับ ถ้าหากไม่รีบแก้ไข ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ครับ ท่านประธานครับ มีการบริหารจัดการเชิงพื้นที่อยู่ ๒ หน่วยงาน หลัก ๆ หน่วยงานแรกองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการคชอาณาจักร ซึ่งวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งโครงการนี้ ก็เพื่อช่วยเหลือปัญหาช้างเร่ร่อนครับ อีกหนึ่งหน่วยงานคือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านโครงการโลกของช้าง ศูนย์คชศึกษา อบจ. สุรินทร์เป็นผู้รับผิดชอบ โดยควาญช้าง และช้างที่ขึ้นทะเบียนตามโครงการนี้จะมีรายได้ที่มีความมั่นคงภายใต้การบริหารจัดการ ที่เป็นระบบและมีแนวทางในการช่วยเหลือช้าง ควาญช้าง ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ แต่ก็ยังมีช้างและควาญช้างที่ตกงานกลับไปสู่พื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ที่ยังไม่มีสังกัดใด ๆ ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนใด ๆ และมีความประสงค์ที่อยากจะเข้าร่วมโครงการครับ ฉะนั้นแล้ว องค์การสวนสัตว์นั้นภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทหน้าที่ ในการสงวน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับช้าง รวมไปถึงการดำเนินงานเกี่ยวกับ แผนการจัดการช้างซึ่งเราเห็นปัญหาต่าง ๆ ครับว่ามีการช่วยเหลือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาในเชิงพื้นที่ ทั้งมีการระดมทุนจากภาครัฐ มีการระดมทุน จากภาคเอกชน มีการระดมทุนจากภาคประชาชน วันนี้ผมเลยอยากจะตั้งคำถาม ขอสอบถามในมิติของยุทธศาสตร์ แผนงานและแนวทางในเชิงนโยบายของรัฐที่จะดูแล ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนและช้างทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมไปถึงการจัดสวัสดิการ ในสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ให้กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนและช้าง โดยกำหนดประเด็นอยู่ ๒ คำถามครับ🔗
คำถามแรกนะครับ ก็ต้องถามผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรีครับว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีแนวทางที่จะช่วยเหลือ เยียวยาและแก้ไข ปัญหาให้กับช้างและควาญช้างในช่วงสถานการณ์โควิด (COVID) นี้หรือไม่ อย่างไรครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนะครับ ขออนุญาตตอบกระทู้ ถามแยกเฉพาะของท่านสมาชิกนะครับ ท่านคุณากร ปรีชาชนะชัย ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ จากจังหวัดสุรินทร์ เบื้องต้นต้องขออนุญาตเรียนว่าความเป็นอยู่ของช้างเป็นสิ่งที่กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเราให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทีนี้ช้างจริง ๆ แล้ว พอถึงเวลาก็จะแบ่งเป็น ๒ ส่วน ช้างบ้านกับช้างป่า ต้องขออนุญาตเรียนว่าเบื้องต้นช้างที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชมีหน้าที่รับผิดชอบจริง ๆ ก็จะเป็นในส่วนของ ช้างป่านะครับท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก ในส่วนของช้างบ้านหรือช้างเลี้ยง ที่ท่านสมาชิกได้เป็นห่วง แล้วก็ได้ให้ความกรุณานำเรียนว่ามีทางองค์การสวนสัตว์ แห่งประเทศไทย ภายใต้โครงการคชอาณาจักรที่นำเสนอนั้นก็เป็นสิ่งที่ถูก เราเองมี ความเป็นห่วง แล้วก็ในปัจจุบันนั้นเรามีช้างที่อยู่ในการดูแลประมาณ ๒๐๐ เชือก ที่อยู่ภายใต้โครงการนี้ ถามว่าเราอยากจะรับช้างเพิ่มหรือไม่ เพราะว่าปัจจุบันก็อย่างที่ ท่านสมาชิกได้บอกกับท่านประธานว่ามีช้างเดินทางกลับบ้านมากมายจากที่ไม่สามารถ แสดงได้บ้าง อะไรได้บ้าง ทำให้มีปริมาณช้างมันเพิ่มมากขึ้นในจังหวัดสุรินทร์ ทีนี้ปัญหา มันอยู่ที่ว่าองค์การสวนสัตว์นั้นที่ถือได้ว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น ในปี ๒๕๖๔ ได้รับงบประมาณทั้งหมดเพียงแค่ ประมาณ ๓๔ ล้านบาทเท่านั้นครับท่านประธานครับ จาก ๓๔ ล้านบาทนั้นนี่แบ่งเป็น งบประมาณสำหรับเงินเดือนให้กับช้างกับควาญช้างประมาณ ๒๕-๒๖ ล้านบาท โดยที่ว่า ช้าง ๑ เชือกจะได้รับเงินเดือน ก็คือให้กับควาญช้างหรือเจ้าของช้าง ๑๐,๘๐๐ บาท ก็รวมกันแล้วนี่ ๒๐๐ เชือกจะเป็นเงินเดือนอยู่ประมาณ ๒๕ เกือบ ๒๖ ล้านบาท แล้วก็ จะเป็นงบประมาณค่าอาหารสัตว์อีกประมาณ ๖ ล้านกว่าบาท แล้วก็จะมีงบประมาณ สำหรับพัฒนาคุณภาพชีวิตช้าง ยาเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ในการดูแลสุขภาพช้างอีกประมาณ ๒ ล้านบาท ซึ่งจริง ๆ แล้วถามว่าเราอยากได้งบประมาณมากกว่านี้ไหม อยากได้ ปัจจุบัน ด้วยงบประมาณที่เรามีอยู่จาก ๒๐๐ เชือกที่เราดูแลอยู่เราสามารถรับเพิ่มได้อีกประมาณ ๕๐ เชือก ท่านประธานครับ เราอยากรับให้หมดเลย ๒๐๐-๓๐๐ เชือกที่มีปัญหาอยู่ แต่ว่างบประมาณมันมีอยู่เท่านี้จริง ๆ ดังนั้นในการที่จะวางแผนช่วยเหลือหรือว่าเยียวยาช้าง รวมไปถึงควาญช้าง แล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้องกับช้างนั้นต้องเรียนว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเราไม่ได้นิ่งนอนใจ เรามีแนวทาง เรามีการบริหารจัดการ ก็อาจจะต้อง ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าในการพิจารณางบประมาณในปีต่อ ๆ ไป ถ้าหากว่าเราได้รับงบประมาณเยอะกว่านี้ องค์การสวนสัตว์ได้รับงบประมาณเยอะกว่านี้ เราก็พร้อมที่จะรับผิดชอบช้างได้อีก ๒๐๐-๓๐๐ หรือแม้แต่ ๕๐๐ ตัว แต่เนื่องจากว่า ด้วยปัจจุบันข้อจำกัดทางด้านงบประมาณทำให้เราสามารถรับช้างได้เต็มที่เพิ่มอีก ประมาณแค่ ๕๐ เชือกเท่านั้น ถ้าหากว่ารับได้เพิ่มกว่านี้ก็จะไปลดคุณภาพการดูแล แล้วก็เงินที่จะสมทบในแต่ละราย ๆ ทำให้คุณภาพมันลดน้อยถอยลงไป ขออนุญาตเรียน เป็นเบื้องต้นครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ท่านคุณากรมีเวลาอีก ๓ นาทีเศษ เชิญเลยครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายคุณากร ปรีชาชนะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ก็อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้เรียนนะครับว่าปัญหาในเรื่องช้างมีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ เพียงแต่ว่าวันนี้ในสภาวะวิกฤติในการแก้ไขปัญหาระยะสั้นในช่วงนี้ พี่น้องไม่ว่าจะเป็นช้าง หรือควาญช้างนี่ลำบากจริง ๆ ครับ ที่จริงแล้วเราอยากได้เข้าร่วมโครงการ ในการเข้าร่วมนี้ มันก็จะมีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ในการที่จะเข้าร่วม รวมไปถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ก็อยากจะถาม ทางท่านรัฐมนตรีเพิ่มเติมนะครับว่าทางองค์การสวนสัตว์นั้น ถ้าหากมีศักยภาพในการที่จะรับ ขึ้นทะเบียนช้างเพิ่มเติมได้นั้น เราจะมีเงื่อนไขมีหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนนี้อย่างไรครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ขอบคุณท่านสมาชิกครับที่ได้ตั้งข้อสังเกต แล้วก็ถามเรื่องคุณสมบัติและกฎเกณฑ์ครับท่านประธานครับ ขออนุญาตนำเรียนนะครับว่า เบื้องต้นนั้นในการที่จะเข้าสู่โครงการคชอาณาจักร รายละเอียดทั้งหมดนี้เดี๋ยวผมจะนำเรียน ท่านประธาน แล้วก็ให้เป็นลายลักษณ์อักษรให้กับท่านสมาชิกนะครับ ดังนั้นจะได้มี รายละเอียดเพิ่มเติมได้ครบถ้วนนะครับ🔗
เบื้องต้นนั้นนี่ช้างที่จะขึ้นทะเบียนต้องเป็นช้างที่ขึ้นทะเบียนตั๋วรูปพรรณ ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วก็มีการขึ้นตั๋วรูปพรรณอยู่ในเขต ๕ จังหวัดครับ จังหวัดสุรินทร์ ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ มหาสารคาม แล้วก็ศรีสะเกษ แล้วก็ต้องเป็นช้างที่มีอายุ ๒ ปีขึ้นไป ที่สำคัญนั้นต้องไม่เป็นช้างที่เคยเข้ามาอยู่ในโครงการแล้วแล้วออกไป แล้วจะขอกลับ เข้ามาใหม่ เพราะว่าที่ผ่านมาเคยมีกรณีว่าเข้ามาอยู่ในโครงการคชอาณาจักรเสร็จแล้วก็ยัง เอาออกไปตระเวนเร่ร่อนหากิน ถ้าไปอยู่ในกรณีเช่นนั้นเราจะไม่สามารถนำกลับเข้ามาใน โครงการเดิมได้🔗
ในส่วนของคุณสมบัติของเจ้าของช้างหรือควาญช้างก็จะมีอยู่ ๕ ประเด็น คือ ๑. ต้องมีสัญชาติไทย ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี ต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แล้วก็ มีทักษะในการควบคุมช้างให้ได้เป็นอย่างดี มีความเข้าใจแล้วก็สนิทสนมกับช้าง ที่สำคัญต้อง มีความเข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นในแต่ละท้องถิ่นได้นะครับ แล้วก็ ต้องไม่เคยเป็นผู้กระทำความผิดในสัญญาโครงการนำช้างคืนถิ่น อย่างเช่นกรณีของช้าง เป็นต้น🔗
ในส่วนของค่าตอบแทนที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ก็คือว่าสำหรับค่าตอบแทน รายเดือนนั้น เจ้าของช้างหรือควาญช้างก็จะได้รับค่าตอบแทนเดือนละ ๑๐,๘๐๐ บาท มันไม่ได้มากเลยนะครับ เพราะว่าอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวเมื่อสักครู่ว่าช้าง ๑ เชือกนั้น ต้องกินอาหารต่อเดือน แต่ละวันนั้นเป็นปริมาณมหาศาล🔗
ต่อมานะครับ เงื่อนไขอีกอันหนึ่งก็คือว่าเจ้าของช้างหรือควาญช้างนั้น จะต้องจัดอาหารให้กับช้างตลอดตามสัญญา ส่วนอาหารเสริม หรือว่ายาเอยอะไรเอยที่เป็น นอกเหนือจากนั้นทางองค์การสวนสัตว์ แล้วก็โครงการคชอาณาจักรจะดำเนินการให้ตาม ความเหมาะสมนะครับท่านประธาน แล้วก็หลักเกณฑ์ก็คือตามที่ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ เดี๋ยวผมจะมอบให้ทางองค์การสวนสัตว์ทำเป็นเอกสารลายลักษณ์อักษร แล้วก็มอบผ่าน ท่านประธานไปยังท่านสมาชิกครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านคุณากร จะถามอีกไหมครับ จบแล้วนะครับ ได้ครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายคุณากร ปรีชาชนะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย จากหลักเกณฑ์ที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวถึงนั้นนะครับ ถ้าหากว่าเป็นช่วงสภาวะโควิด (COVID) เป็นไปได้ไหมครับที่บางกฎเกณฑ์จะลดหย่อนให้พี่น้องคนเลี้ยงช้างสามารถเข้าร่วมโครงการ ให้ผ่านในสภาวะโควิด (COVID) นี้ไปได้ เพราะว่าผมเห็นทางท่านรัฐมนตรีได้นำเรียนแล้ว หลักเกณฑ์นี้เป็นหลักเกณฑ์กลางที่เราจะต้องพิจารณาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าวันนี้ในการแก้ไข ปัญหาระยะสั้นเพื่อให้พี่น้องคนเลี้ยงช้างได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรี ในการดูในเรื่องของกฎเกณฑ์เพื่อให้มีการลดหย่อน เพื่อให้พี่น้องชาวช้างสามารถที่จะมี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากช้างนี่ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญและเป็นสัตว์ที่คู่บ้านคู่เมือง ถือเป็นสัญลักษณ์ของชาติไทยเราด้วย ควรที่จะมีการคุ้มครองและปกป้องให้มีความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้นครับ ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานนะครับ🔗
ท่านรัฐมนตรีตอบก็ได้ครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับ ต่อข้อสังเกต แล้วก็ การบ้านที่ท่านสมาชิกท่านคุณากรได้ฝากไว้ ขออนุญาตเรียนว่าเบื้องต้นนั้นองค์การสวนสัตว์ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถือว่าเป็นรัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแล ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการ ขององค์การสวนสัตว์นั้นจะเป็นไปในรูปแบบของมีประธานบอร์ด (Board) แล้วก็มีบอร์ด (Board) แล้วก็จะเป็นผู้อำนวยการ รัฐมนตรีนั้นมีหน้าที่ในการกำกับดูแล แล้วก็จะสั่งโดยตรง เลยนั้นนี่คงจะไม่สามารถทำได้ เดี๋ยวก็จะโดนฟ้องร้องกันเป็นประเด็นอีก ดังนั้นข้อสังเกต หรือว่าข้อการบ้านที่ทางท่านสมาชิกได้ฝากไปในการที่จะสามารถลดหย่อนกฎเกณฑ์ หรือว่าพอที่จะเยียวยาสิ่งใดได้นั้น จะขออนุญาตนำข้อหารือนี้ผ่านไปยังคณะกรรมการ องค์การสวนสัตว์ แล้วก็มายังท่านผู้อำนวยการนะครับ แต่ว่าเข้าใจในความเดือดร้อน แล้วก็ จะเร่งดำเนินการในการหาวิธีที่จะเยียวยาให้ได้นะครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ขอบคุณคุณคุณากร และท่านรัฐมนตรีนะครับ ก็ชื่นชมที่ใช้เวลาได้เนื้อหาสาระจริง ๆ ครับ ต่อไป🔗
๑.๓.๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๑๙๕ เรื่อง การใช้ที่บริเวณริมทาง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบหมายให้ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบ🔗
ขอเชิญครับ รัฐมนตรี ขออนุญาตให้บุคคลดังต่อไปนี้เข้ามาร่วมสนับสนุนข้อมูลนะครับ คุณสุรณเดช ธูปะวิโรจน์ คุณชาญณรงค์ ศรีแปลก คุณจิระ แซ่เจียะ ครับ เชิญท่านประเดิมชัยครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานอีกครั้งหนึ่งนะครับ ที่ได้กรุณาบรรจุกระทู้เพื่อแยกถามในห้องเฉพาะต่อกรณี ปัญหาเรื่องของการใช้ที่ดินบริเวณริมทางรถไฟ ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีอยู่ ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แล้วก็ในจังหวัดที่เส้นทางรถไฟพาดผ่านไปนะครับ จากโครงการ ที่ทางรัฐบาลเองได้มีนโยบายในเรื่องของการที่จะก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน จากสนามบินดอนเมืองไปสุวรรณภูมิ แล้วก็ไปยังสนามบินอู่ตะเภาในปัจจุบันนะครับ ซึ่งในข้อเท็จจริงในปัจจุบันก็จะเห็นว่าทั้ง ๒ ฟากฝั่งริมทางรถไฟที่อยู่ในแนวเขตที่ของ ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย มีพี่น้องประชาชนอาศัยที่ปลูกบ้านเรือนในลักษณะ ที่ปลูกอาศัยโดยถูกต้อง โดยมีสัญญาเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทยและรวมทั้งในกรณี ที่ปลูกอยู่อาศัยในลักษณะของการบุกรุกอยู่ในที่ดินของการรถไฟอยู่ค่อนข้างมาก ฉะนั้น จากการที่รัฐบาลมีนโยบายเรื่องการที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูงที่จะต้องมีการใช้แนวเขตทาง ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยนะครับ ก็มีส่วนหนึ่งที่จะเข้าไปในพื้นที่ที่พี่น้อง ประชาชนอาศัยอยู่นะครับ ซึ่งตรงนี้ก็สร้างความวิตกให้กับพี่น้องประชาชนว่าถ้าโครงการมา พวกเขาเหล่านั้นจะได้รับการดูแลจากการรถไฟแห่งประเทศไทยหรือว่ากระทรวงคมนาคม อย่างไรบ้าง และรวมทั้งความชัดเจนในเรื่องของการใช้แนวเขตทางในปัจจุบันนะครับ ประชาชนเองก็ยังไม่ทราบแนวเขตทางที่ชัดเจนว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยจะมีการใช้ แนวเขตทางมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ฉะนั้นก็ขออนุญาตเรียนถามท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่าในเรื่องของการก่อสร้างรถไฟเชื่อม ๓ สนามบิน มีแนวทางและวิธีการในการดำเนินการอย่างไรบ้าง และระยะเวลาในการที่จะแล้วเสร็จนะครับ จะแล้วเสร็จเมื่อไร อย่างไรนะครับ🔗
เชิญรัฐมนตรีครับ🔗
ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานนะครับ ผม อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้มาตอบกระทู้ ของท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ จากคำถามกระทู้ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่น ผมก็ขอบคุณที่ท่านมีความเป็นห่วงพ่อแม่พี่น้องที่อยู่ตลอด ๒ ฝั่งทางของการรถไฟ แห่งประเทศไทยนะครับ ผมขออนุญาตสรุปรายละเอียดสั้น ๆ ก็คือเรื่องโครงการรถไฟ ความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน การรถไฟแห่งประเทศไทยมีแผนที่จะใช้พื้นที่หลัก ๆ ก็คือ ใช้เป็นพื้นที่ของทางรถไฟเดิม ก็ตลอดโครงการจะต้องใช้ระยะทางประมาณ ๒๒๐ กิโลเมตร โดยแบ่งเป็น ๕ ช่วง ช่วงที่ ๑ ก็อยู่ในช่วงดอนเมือง-พญาไท อันนี้จะสร้างที่หลังสุดเลย น่าจะเริ่มก่อสร้างปี ๒๕๖๕ แล้วเสร็จประมาณปี ๒๕๖๙ ช่วงที่ ๒ ช่วงพญาไท-สุวรรณภูมิ อันนี้ก็แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ที่ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ณ ปัจจุบัน ช่วงที่ ๓ ลาดกระบัง-อู่ตะเภา ช่วงที่ ๔ สุวรรณภูมิขาออก ช่วงที่ ๕ อู่ตะเภาขาเข้า อันนี้ ก็เป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังจะเร่งรัดดำเนินการนะครับ ก็พยายามจะเริ่มสร้างให้ได้ภายใน ปี ๒๕๖๔ แล้วก็ให้แล้วเสร็จไม่เกินปี ๒๕๖๘🔗
สำหรับพื้นที่ที่จะใช้ก็จากที่ผมบอกไปทั้งหมด ๒๒๐ กิโลเมตร ก็จะใช้เป็น พื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยเอง ๑๘๕ กิโลเมตร แล้วก็ต้องเวนคืนเพิ่มทั้งหมด ๓๕ กิโลเมตร ก็ประมาณ ๙๐๐ กว่าไร่ อันนี้ก็ขออนุญาตตอบคำถามแรกเบื้องต้นครับ🔗
เชิญท่านประเดิมชัยครับ🔗
ขออนุญาต ท่านประธานครับ ประเดิมชัย ขออนุญาตถามเป็นคำถามต่อเนื่องในความชัดเจนนิดเดียว กระผมอาจจะถามไม่ชัดนะครับ ก็คือว่าในแนวเขตทางที่เป็นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ในระยะรัศมีของจุดศูนย์กลาง ในพื้นที่ที่จะมีการก่อสร้างจะขยายออกไปซ้ายขวาฝั่งละ ประมาณเท่าไร อย่างไร หรือว่านะครับ ยกตัวอย่างว่ากรณีในส่วนของสถานีมักกะสันที่จะไป สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งปัจจุบันก็จะมีรถไฟที่เชื่อมระหว่างมักกะสันไปสุวรรณภูมิอยู่แล้ว แล้วในโครงการนี้ใช้ในรางเดิมหรือว่าจะมีการสร้างรางใหม่ที่จะต้องมีการขยายพื้นที่ออกไป ๒ ฝั่งของพื้นที่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร ขออนุญาตถามครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะครับ ก็ตอบคำถามที่ ๒ ผมขออนุญาตขยายเพิ่มเติม จากคำถามแรกก็คือแนวทางซ้ายขวาที่จะใช้ หลัก ๆ ถ้าดูตามแผนที่จะใช้ฝั่งซ้ายเป็นหลัก แต่ก็จะมีฝั่งขวาที่จะได้รับผลกระทบบ้าง ที่เบื้องต้นข้อมูลที่ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้สำรวจก็จะมีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ ๑,๓๕๗ หลังคาเรือน แต่ที่จะต้องได้รับผลกระทบ หนักจริง ๆ ที่อยู่ทางฝั่งซ้ายที่คาดว่าต้องมีการย้ายออกแน่นอนประมาณ ๕๖๙ หลังคาเรือน แล้วก็การก่อสร้างก็ใช้เป็นเขตทางก็คือเป็นรางเดิมนะครับ ก็ต้องกราบเรียนว่ายังไม่ได้มี การขยายเพิ่มแต่อย่างใดครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ขออนุญาตคำถามสุดท้ายครับท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ในกรณีพื้นที่ถ้ามันไม่ได้ อยู่ในแนวเขตทางที่จะมีการก่อสร้าง แต่มีชุมชนที่ปลูกอาศัยอยู่แล้วก็มีความประสงค์ที่จะขอเช่า พื้นที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อที่จะไปดำเนินการให้ถูกต้อง แล้วก็จะได้เป็นการแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ ซึ่งในข้อเท็จจริงก็จะเห็นว่า ประชาชนกลุ่มนี้มีที่พักหัวนอนเป็นเพิงเป็นบ้านกันอยู่จริง บางหลังก็มีเลขบ้านชั่วคราว บางหลังก็ไม่มีเลขบ้านชั่วคราว ฉะนั้นการที่คนที่ไม่มีเลขบ้านก็จะมีปัญหาที่จะส่งผลกระทบ ในเรื่องของการขอน้ำ ขอไฟ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนค่อนข้างมาก เพราะว่าจะต้องอาศัยในเรื่องของการใช้ไฟพ่วงจากบ้านอื่น ใช้น้ำพ่วงจากบ้านอื่น ซึ่งเขา ก็จะมาคิดราคา บวกราคาจากการที่ไฟฟ้าหรือว่าประปาเก็บอีกต่อหนึ่งนะครับ ถือว่าเป็น การให้บริการ ตรงนี้เป็นการสร้างภาระให้กับพี่น้องประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่อยู่อาศัย ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวค่อนข้างมาก ก็ขออนุญาตเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าในกรณีอย่างนี้ ถ้าชุมชนมีความพร้อม ยกตัวอย่างอย่างชุมชนของผมนี่ ชุมชนโรงปูนเหนือ ชุมชุนโรงปูนใต้ ต้องการที่จะขอเช่าพื้นที่ให้ถูกต้อง ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยจะมีวิธีการหรือมาตรการ อย่างไรที่จะให้ชุมชนได้เข้าไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไรครับ🔗
ขอเชิญรัฐมนตรีครับ🔗
ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานนะครับ รัฐบาลจริง ๆ เราก็ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ ๒ ฝั่งทาง ในการก่อสร้างทางรถไฟอยู่แล้ว โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยร่วมกับสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี (EEC) ก็ประสานกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการเคหะแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ตอนนี้เรากำลังเสนอโครงการได้พิจารณาจัดตั้งโครงการเรียกว่า บ้านอยู่เย็นโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ก็จะให้การสนับสนุนใช้ที่ดินของ พม. ดำเนินการ พัฒนาชุมชน คุณภาพชีวิต และการเคหะแห่งชาติ และการก่อสร้างบริหารจัดการโครงการ ที่อยู่อาศัยโดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ก็คิดว่าจะดำเนินการได้ในปี ๒๕๖๖ นะครับ ก็คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๙ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลเตรียมไว้เบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะได้รับ ผลกระทบ แล้วก็ในตอนนี้ก็คือทาง สกพอ. ก็ได้หารือกับการเหคะแห่งชาติเพื่อหาที่อยู่ใหม่ ให้กับผู้บุกรุก สถานที่ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะไปตรงไหนที่แน่ชัด แต่อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลก็จะดำเนินการตรงนี้ให้อย่างถูกต้อง แล้วก็เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน อย่างดีที่สุดครับ🔗
ขอบคุณ🔗
ท่านประธานนิดเดียวครับ🔗
ครั้งที่ ๔ แล้ว🔗
มันต่อเนื่องที่ท่าน ไม่ได้ตอบครับ คือท่านตอบไม่ตรงถาม🔗
ครั้งสุดท้ายครั้งที่ ๔ แล้ว เชิญครับ🔗
ขอบคุณนะครับ คือประเด็นเรื่องเดียว คือผมถามว่าในกรณีที่ที่ดินที่ประชาชนบุกรุกอยู่ในขณะนี้ แต่ไม่ได้ อยู่ในเขตทาง แต่ต้องการไปขอเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งชุมชนเองก็ได้มี การประสานงานกับหน่วยงานของการเคหะแห่งชาติหรือว่า พอช. สถาบันพัฒนาองค์กร ชุมชนเมืองซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลเรื่องบ้านคนจน บ้านผู้มีรายได้น้อย โดยให้ชุมชนนี่จัดตั้ง เป็นสหกรณ์แล้วก็ออมประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ไปกู้เงินมาก่อสร้างบ้าน โดย พอช. เป็นแหล่งเงินกู้ ชาวบ้านก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการนะครับ ผมยกตัวอย่างว่าอย่างชุมชน โรงปูนเหนือ ชุมชนโรงปูนใต้ของผมนี่เขามีความพร้อม แล้วก็แนวเขตทางเข้ามาแล้วก็ยังมี พื้นที่เหลือที่สามารถที่จะอยู่ได้ มันก็จะทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตดีขึ้น ตรงนี้การรถไฟ แห่งประเทศไทยจะสามารถให้เขาไปติดต่อเพื่อที่จะเข้าสู่กระบวนการในการเช่าให้ถูกต้องได้ หรือไม่ อย่างไรครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานครับ เรื่องนี้เดี๋ยวผมก็ต้องขออนุญาตมอบให้ทาง รฟท. ไปประสานกับ พอช. อีกครั้งนะครับ แล้วก็เดี๋ยวจะได้ให้คำตอบได้ชัดเจนกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ🔗
คุณประเดิมชัยต้องประสาน ภายในอีกทีก็แล้วกันนะครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ขอบคุณคุณประเดิมชัยครับ ขอบคุณ เจ้าหน้าที่ด้วยครับ🔗
๑.๓.๗ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ที่ ๑๙๘ เรื่อง ปัญหาปากคลองตื้นเขิน จนชาวบ้านไม่สามารถประกอบอาชีพประมงได้ (นายรังสิมันต์ โรม เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบ🔗
ในการนี้รัฐมนตรีขอให้ ผู้สนับสนุนข้อมูล ๒ ท่าน คือคุณชุติพงศ์ พิภพภิญโญ คุณปกรณ์ อารีกุล ก็ขอเชิญคุณรังสิมันต์ ภายใน ๒๐ นาทีทั้งถามและตอบ ถามได้ ๒ ครั้ง เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลนะครับ สืบเนื่องจากปัญหา ในเรื่องของการทับถมของตะกอนทรายปากคลองริมอ่าวไทยในอำเภอสิชล ในจังหวัด นครศรีธรรมราช ซึ่งจริง ๆ แล้วบริเวณดังกล่าวก็คือบริเวณของคลองท่าหมาก คลองท่าทน ซึ่งอยู่บริเวณปากน้ำเทพามีปัญหาในเรื่องของการทับถม ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านซึ่งอยู่ใน บริเวณนั้นหลายครัวเรือนหลายตำบลไม่สามารถที่จะประกอบอาชีพประมงได้ เพราะว่า การทับถมตรงนี้เป็นการปิดสภาพไม่ให้ชาวบ้านนี่ออกไปสู่บริเวณอ่าวได้ ทำให้ปัญหา การประมงก็ต้องยอมรับว่ามันมีข้อจำกัด ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่มีมาเป็นเวลานาน ซึ่งแต่เดิมร่องน้ำจะมีความลึกอยู่ที่ประมาณ ๔-๕ เมตร แต่เมื่อมีการทับถมปัญหาความลึก ก็จะเหลืออยู่แค่เพียง ๓๐ เซนติเมตร หรือบางช่วงก็อาจจะน้อยกว่า ๓๐ เซนติเมตรด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาก็มีการขุดลอกอยู่เป็นระยะ แต่ขุดไปได้สักพักหนึ่งผ่านไปสักพักหนึ่งก็กลับมา มีปัญหาเดิม ชาวบ้านก็พูดง่าย ๆ ล่ะครับว่าบางครั้งก็ทำประมงได้ แต่บางครั้งก็ไม่สามารถ ที่จะประกอบอาชีพได้ อยู่ในสภาพแบบนี้เป็นเวลาหลายสิบปีก็ไม่ได้รับการแก้ไข อย่างยั่งยืน จึงอยากจะเรียนถามไปยังท่านรัฐมนตรีซึ่งเป็นการใช้การถามครั้งที่ ๑ ว่าทางภาครัฐจะมีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวอย่างไรนะครับ เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นอีก เพราะที่ผ่านมาขุดลอกแล้วก็กลับมาเหมือนเดิมสิ้นเปลือง งบประมาณของแผ่นดิน แล้วก็ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน จะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เขาจะสามารถประกอบอาชีพได้อย่างปกติสุข และเนื่องจากปัญหาที่ปากน้ำดังกล่าวก็เป็นปัญหาหนึ่ง ซึ่งก็อาจจะมีอีกหลายพื้นที่ ในนครศรีธรรมราชที่มีปัญหาลักษณะเดียวกัน รัฐบาลจะมีแผนอย่างไรในการจัดการน้ำ ทั้งระบบในนครศรีธรรมราช เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการสะสมของตะกอนทรายตื้นเขิน และกระทบชีวิตของพี่น้องประชาชนที่จะประกอบอาชีพประมงได้ในนครศรีธรรมราช ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับ ผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม วันนี้ก็ได้รับมอบหมายจากทางรัฐบาลนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้มาตอบกระทู้ของท่าน ส.ส. รังสิมันต์ โรม ก่อนอื่น ก็ต้องขอขอบคุณที่ท่าน ส.ส. ได้เป็นห่วงพี่น้องผู้ใช้เรือ จริง ๆ ปัญหานี้เราก็ทราบกันดีครับ ว่าเกิดในหลายที่เหมือนอย่างที่ท่านพูดล่ะครับ ก็คือคลองท่าหมาก ผมขออนุญาต เข้าเรื่องตรงนี้เลยว่าคลองท่าหมากนี่ก็คือปัจจุบันก็มีความกว้างเฉลี่ยอยู่ประมาณ ๒๐ เมตร ลึกเฉลี่ยก็ไม่เกิน ๕๐ เมตร เหมือนอย่างที่ท่านว่า ปัญหาก็เหมือนเดิมครับมาทุกปีก็คือ การทับถมของตะกอนจนทำให้เรือที่อยู่ข้างในไม่สามารถออกสู่ทะเลเปิดได้ ก่อนอื่นเบื้องต้น ผมขออนุญาตบอกว่าเนื่องจากสภาพร่องน้ำตรงนี้ภายในมันเป็นคลองไม่ใช่เป็นแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้นไม่มีแรงผลักดันที่จะดันตะกอนเวลามาทับถม สิ่งที่เราทำได้ก็คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทุก ๆ ปีที่กรมเจ้าท่าลงไปทำตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ก็ไปขุดถึงปี ๒๕๖๑ แต่ไปขุดไม่มาก เพราะเป็นขุด ไม่ใช่การจ้างเหมาเป็นการดำเนินการเอง เอาแบ็กโฮ (Backhoe) ของกรมเจ้าท่าไปเกลี่ย เพื่อให้ชาวบ้านสามารถนำเรือออกมาได้ แต่ก็เหมือนที่ท่านว่าครับพอเราขุดไปแล้วฝนมา พายุมา ปีหนึ่งกลับมาอยู่สภาพเดิม อันนี้คือวนเป็นวัฏจักรเพราะเนื่องจาก ๑. การงบประมาณ ของกรมเจ้าท่าเราก็ไม่ได้เยอะ แต่อย่างไรก็ตามในระยะกลางของทางกรมเจ้าท่า ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ เราก็ได้เตรียมการจ้างเหมาขุดลอกลำน้ำ อันนี้จะเป็นขุดใหญ่ นอกจากปากเราจะขุดลอกเข้าไปถึงข้างในด้วย เพื่อที่ให้ว่าจะได้มีกระแสน้ำให้ใหญ่ขึ้นมา ช่วยในการผลักดันตะกอน ตรงนี้ก็คาดว่าทั้งหมดระยะทางประมาณ ๓.๒ กิโลเมตร จะได้ดินประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ คิว งบประมาณก็ประมาณ ๑๗ ล้านบาท🔗
แล้วก็ส่วนในคำถามที่ท่านว่าภาพรวมของรัฐบาลต้องบอกเลยนะครับว่า มีหลายหน่วยงานที่ได้ทำการเก็บข้อมูลกระแสน้ำ กรมเจ้าท่าก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่จะเก็บ ข้อมูลบริเวณตรวจหาทางวิศวกรรม นอกจากนี้ก็มีกรมอุทกศาสตร์ของกองทัพเรือก็จะคอย เก็บข้อมูลระดับน้ำขึ้นน้ำลงเพื่อใช้ประกอบการเดินเรือเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันคือยังไม่มี หน่วยงานโดยตรงที่ทำการเก็บข้อมูล การตรวจวัดกระแสน้ำ สัณฐานชายฝั่ง การเคลื่อนตัว ของตะกอน ทั้งประเทศยังไม่มีหน่วยงานนี้ ซึ่งตอนนี้เองทางกระทรวงคมนาคมเองผมก็ได้ กำลังผลักดันที่ว่าเราอยากให้มีศูนย์วิจัยที่เป็นหน่วยงานกลาง เพื่อติดตามเก็บข้อมูลดังกล่าวขึ้น เพราะตอนนี้สิ่งที่กรมเจ้าท่าทำเราจะไปเก็บข้อมูลเราไม่ได้เก็บทั้งประเทศ เราจะไปขุดลอก ตรงไหน จะไปทำท่าเรือตรงไหน เราก็ไปเก็บข้อมูลรายละเอียดหลัก ๆ เฉพาะบริเวณนั้น ฉะนั้น ยังไม่มีหน่วยงานไหนที่ทำครอบคลุมทั้งประเทศ อันนี้รัฐบาลกำลังผลักดันหน่วยงานกลางที่เป็น ศูนย์วิจัยเพื่อที่จะมาแก้ปัญหาระยะยาวอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เป็นห่วงครับ🔗
ครับ เชิญท่านรังสิมันต์ ถามครั้งที่ ๒ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ก็ในปัญหาดังกล่าวก็เรียนตามตรงอย่างที่ท่านรัฐมนตรีก็ได้เน้นย้ำนะครับว่าจริง ๆ ปัญหานี้ มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตลอด สิ่งหนึ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือว่ามันมีสิ่งกีดขวางลำน้ำด้วย ซึ่งถ้าเราไปดูในการลงพื้นที่ของหน่วยงานรัฐก็ดี หรือว่าเป็นชาวบ้านก็ดี เราจะพบว่า มันมีสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ด้วย ดังนั้นก็อาจจะต้องฝากท่านรัฐมนตรีในการดูเรื่องเหล่านี้ด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ชาวบ้านเขาเป็นห่วงมาโดยตลอด เนื่องจากว่าเขามีการไปร้องหน่วยงาน ของรัฐหลายหน่วยงานใช้เวลามาอย่างยาวนานก็ไม่ได้รับการตอบสนอง ทีนี้ในโอกาสนี้ ซึ่งตัวผมเองเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อที่มีภารกิจครอบคลุมทั้งประเทศ แล้วชาวบ้านเอง เขาก็คาดหวังว่าอะไรคือสิ่งที่จะนำไปสู่ข้อยุติ แล้วเมื่อไรโดยเฉพาะเวลานี่เป็นสิ่งที่ สำคัญมากว่าเขาต้องรอถึงเมื่อไร ทีนี้เมื่อครู่นี้ผมเห็นแผนงานของท่านรัฐมนตรี ของรัฐบาล ว่าปี ๒๕๖๔ นี่น่าจะเริ่มมีความชัดเจน แต่พอตอบลงรายละเอียดหน่อยได้ไหมครับว่า ชาวบ้านเขาต้องรอขนาดไหน ที่จะมั่นใจได้ว่าโครงการนี้เมื่อเสร็จสิ้นแล้วเขาจะสามารถ ใช้ปากคลองดังกล่าวเพื่อออกสู่ทะเลเปิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ไม่ต้องกลับมา พะวักพะวนต่อวิถีชีวิตของชาวประมงอีกต่อไป พูดง่าย ๆ ก็คือผมอยากจะทราบว่า โครงการนี้มันน่าจะแล้วเสร็จเมื่อไร เพื่อให้ชาวบ้านเขาได้มั่นใจว่าเขาจะสามารถ ประกอบวิถีชีวิตแบบชาวประมงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานนะครับ ขออนุญาตเสริมในคำตอบที่ผมตอบไปสักครู่นะครับ ก็ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ถามเรื่องระยะเวลาก็คือที่ผ่านมากรมเจ้าท่าก็ได้ดำเนินการ อยู่ตลอด แต่เหมือนที่ผมได้กล่าวไปนะครับว่าเราเป็นการไม่ได้จ้างเหมา เราใช้เครื่องมือ ที่ทางรัฐมีไปทำ อย่างในเดือนธันวาคมที่จะถึงเดือนหน้า เราก็มีกำหนดการที่จะเข้าไปทำ อีกครั้งหนึ่ง แต่การทำครั้งนี้ก็เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า คือไปขุดปากอ่าวเพื่อให้ พี่น้องออกได้ แต่การที่จะทำรักษาลำน้ำทั้งร่องเลย จริง ๆ ในแผนกรมเจ้าท่าเราจะเสนอ ในงบประมาณปี ๒๕๖๕ ก็คืองบประมาณปีหน้า ซึ่งกระบวนการงบประมาณท่านก็ทราบว่า ก็ต้องผ่านหลายหน่วยงาน สำนักงบประมาณเองรวมถึงสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ต่าง ๆ ถ้าตรงนี้ไม่ติดขัดเราก็สามารถดำเนินการได้ในปี ๒๕๖๕ ก็คาดว่าภายในปี ๒๕๖๖ เราก็จะได้ดำเนินการขุดลอกครั้งใหญ่ หลังจากขุดครั้งนี้อย่างน้อยก็ผมว่าจะคงสภาพได้ให้ พี่น้องใช้ลำน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างน้อยก็ต้องมี ๓-๔ ปี แต่นอกจากแผนตรงนี้ ทางกรมเจ้าท่าเราก็ยังมีวางแผนที่จะศึกษาออกแบบรายละเอียดการขุดลอกและฟื้นฟูแม่น้ำ สายหลักที่ลุ่มน้ำภาคใต้ ซึ่งมีทั้งหมด ๔ ลุ่มน้ำ ก็คือ ๑. ภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ๒. ฝั่งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ๓. ฝั่งลุ่มน้ำภาคใต้ตะวันออกตอนล่าง ซึ่งคลองท่าหมาก ก็อยู่ในอันนี้ด้วยที่จะมาออกแบบ แล้วก็ ๔. คือลุ่มน้ำภาคใต้ตะวันตก ซึ่งจากผลการศึกษา จะเป็นแผนแม่บทในอนาคตการบริหารจัดการลุ่มน้ำภาค ๔ ภาคใต้ ที่จะเป็นประสิทธิภาพ อันนี้จะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวที่เราจะมาช่วยกันดูกันว่าควรจะขุดตรงไหนก่อน ตรงไหนหลัง แล้วควรจะทำให้เป็นลักษณะอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาให้เป็นลักษณะยั่งยืน และยืนยาวนะครับ🔗
ขออนุญาตอีกนิดครับ🔗
อนุญาตครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลนะครับ ก็อาจจะไม่ได้เป็นคำถาม อะไรมากนักนะครับ แต่จะเป็นข้อเสนออย่างนี้ว่าผมคิดว่าในระยะสั้นอย่างน้อย ๆ ทางกรมเจ้าท่าจะต้องสร้างความมั่นใจว่าชาวบ้าน ผมเข้าใจว่ามันไม่ง่ายสำหรับเรื่องนี้ แต่ว่าอย่างน้อยสร้างความมั่นใจให้เขาสามารถออกสู่ปากอ่าวได้ คิดว่าควรจะต้องมี การตรวจดูเรื่องการทับถมเป็นระยะ เข้าใจว่าก็คงใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่กรมเจ้าท่ามี ในการขุดเป็นระยะก่อน🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีก็คือว่าจะต้องมีการประสานงาน ระหว่างกรมเจ้าท่าและพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการพูดคุยกันนะครับว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร🔗
แล้วก็อันที่ ๓ ผมอยากจะให้เร่งรัดในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ที่จะเป็น การแก้ไขอย่างยั่งยืน คือผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีอย่างนี้ว่าปัญหานี้ เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน เป็นปัญหาที่ชาวบ้านเขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเหลียวแล ดังนั้นนี่อยากจะให้ทางท่านรัฐมนตรีช่วยเร่งรัดโครงการต่าง ๆ ที่จะลงเข้าไปสู่การแก้ปัญหา อย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้ปัญหาแบบนี้กลับมาเกิดขึ้นอีก ก็ฝากไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ท่านรังสิมันต์นะครับ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ด้วยครับ ก็จบกระทู้ที่ ๕ กระทู้ที่ ๖ กระทู้ที่ ๗ ขอเลื่อนไป จบกระทู้วาระถามแยกนะครับ🔗
ขอบคุณครับ จบวาระ เรื่องกระทู้นะครับ วันนี้เราก็มีกระทู้ถามที่ได้ตอบไปทั้งหมด กระทู้ถามแยกเฉพาะ ๕ กระทู้ กระทู้ถามทั่วไป ๕ กระทู้ กระทู้ถามสดด้วยวาจา ๓ กระทู้ รวมทั้งหมด ๑๓ กระทู้ครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗
รับทราบการพิจารณารายงานของวุฒิสภา จำนวน ๔ เรื่อง🔗
ด้วยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณารับทราบรายงานต่าง ๆ ดังนี้🔗
ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑ วันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ที่ประชุม ได้พิจารณารับทราบรายงานจำนวน ๑ เรื่อง คือรายงานผลการปฏิบัติงาน กสทช. ประจำปี ๒๕๖๒ และรายงานการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. ประจำปี ๒๕๖๒🔗
ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๒ วันอังคารที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ที่ประชุม ได้พิจารณารับทราบรายงานจำนวน ๒ เรื่อง คือ🔗
๑. รายงานประจำปี ๒๕๖๒ ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนา พิเศษภาคตะวันออก🔗
๒. รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี ๒๕๖๒ ขององค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)🔗
และในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๔ วันอังคารที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้พิจารณารับทราบรายงานจำนวน ๑ เรื่อง คือรายงานการพัฒนาระบบราชการไทย ประจำปี ๒๕๖๑ จึงเรียนมาเพื่อทราบตามระเบียบครับ🔗
ผมขออนุญาตท่านสมาชิกนะครับ ก่อนที่เราจะพิจารณาในวาระต่อไป จะขออนุญาตท่านสมาชิก ถ้าไม่ขัดข้องนะครับ คือขอนำเรื่องการตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ตามระเบียบวาระที่ ๗.๒ จำนวน ๑ คณะ และที่ยังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระอีก ๒ คณะ เรื่องการขอขยายระยะเวลาการพิจารณา ของคณะกรรมาธิการ ซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระนะครับ ขอพิจารณาก่อน แล้วก็ อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องขยายระยะเวลาอย่างที่เรียนแล้วครับ🔗
เรื่องที่ขออนุญาตก็คือประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครและหามาตรการแก้ไขปัญหาการบำรุงรักษาที่ดิน การพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไป ใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคลและพื้นที่เอกชน ทั่วประเทศ ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ขออภัยนะครับ พอดีทราบว่าเสร็จภารกิจแล้ว ก็ไม่ขอตั้งเพิ่มนะครับ🔗
ตำแหน่งที่กรรมาธิการขอตั้งเพิ่มคือกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และแนวทางการบริหารจัดการปัญหาหนี้สินครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยประธานกรรมาธิการชุดดังกล่าวนี้ได้แจ้งว่า ขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก นายสรร สุนทรธนากุล ลาออกจาก ตำแหน่งกรรมาธิการ จึงพ้นจากการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) ตำแหน่ง ที่ว่างนี้เป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ขอเชิญพรรคเสรีไทยเสนอชื่อ กรรมาธิการแทนครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทยครับ ขออนุญาตเสนอกรรมาธิการในส่วนของ พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอ นางปิยะศิริ นาโคศิริ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอผู้รับรองครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ เจ้าหน้าที่บันทึกนะครับ ตำแหน่งที่ว่าง ต่อไปก็จะเป็นกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการขุดคลองไทย และการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้แทนตำแหน่งที่ว่างโดยประธานคณะกรรมาธิการ ชุดดังกล่าวนี้ได้แจ้งว่า เนื่องจาก นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) โดยตำแหน่งที่ว่าง ดังกล่าวนี้เป็นสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ขอเชิญผู้แทนคณะรัฐมนตรีเสนอเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งได้รับมอบหมายจากทางคณะรัฐมนตรี ให้เสนอรายชื่อ ก็ขออนุญาตเสนอ นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ เข้ามาเป็นกรรมาธิการครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ขอที่ประชุมอนุมัตินะครับ🔗
ต่อไปจะเป็นการขอขยายเวลา โดยประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน ได้มีหนังสือขอขยายระยะเวลา การพิจารณาศึกษาออกไปอีก ๖๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ เนื่องจาก มีความจำเป็นต้องรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งยังขาดข้อมูลบางประการ ที่สำคัญ จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการศึกษาเพิ่มเติม เรื่องนี้ได้มีการขอขยายระยะเวลามาแล้ว ๔ ครั้ง นี่เป็นครั้งที่ ๔ เพราะฉะนั้นถ้าสมาชิกไม่ขัดข้อง ก็ถือว่าที่ประชุมอนุมัตินะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม🔗
รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ครั้งที่ ๑ เป็นพิเศษ และวันพุธที่ ๒๗ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ซึ่งได้วางไว้ให้สมาชิกตรวจสอบแล้วนะครับ🔗
ถ้าไม่มีสมาชิกเห็น เป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งดังกล่าวครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
๔.๑ ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญคณะกรรมาธิการ เข้าประจำที่ครับ🔗
ท่านสมาชิกที่มีความประสงค์ จะซักถามกรรมาธิการก็เชิญนะครับ ให้เวลาท่านละ ๗ นาที ตามที่เรากำหนดเป็น มาตรฐานเอาไว้ มีผู้เสนอชื่อมาแล้ว ๒ ท่าน นอกเหนือจากที่กรรมาธิการสงวนความเห็น และนอกเหนือจากที่ผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ท่านประธานกรรมาธิการหรือ คณะกรรมาธิการมีอะไรชี้แจงเชิญได้ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขอรายงาน ต่อที่ประชุมสภาดังนี้🔗
ตามที่ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๓๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันพฤหัสดีที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้พิจารณา และลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา โดยกำหนดการแปรญัตติภายใน ๗ วัน🔗
บัดนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยคณะกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญในการนำคำอภิปรายของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่งชั้นรับหลักการ ตลอดจนการรับฟังการแสดง ความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดจากการร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ส่งให้สภาผู้แทนราษฎรมาใช้ประกอบการพิจารณาโดยละเอียดรอบคอบ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วได้มีมติเห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พระราชบัญญัติดังกล่าว🔗
ในการนี้คณะกรรมาธิการจึงขอเสนอร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... พร้อมทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป จะขออนุญาตที่ประชุมดำเนินการพิจารณาไปโดยลำดับ เลขาธิการขอเชิญครับ🔗
ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และ กำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๖ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น🔗
ขอเชิญกรรมาธิการ สงวนความเห็น เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ ขอกราบเรียนว่ากระผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ขอแก้ไข มาตรา ๓ ซึ่งแก้ไขมาตรา ๖ เรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นกรรมการ กสทช. เพราะว่า ในพระราชบัญญัติ กสทช. เดิมก็บัญญัติไว้ว่าผู้ที่จะเป็นกรรมการ กสทช. ต้องมีคุณสมบัติด้าน ใช้คำว่า ด้าน ท่านประธานผ่านไปยังท่าน ส.ส. นะครับ คือในกฎหมายเดิมจะใช้คำว่า มีคุณสมบัติในด้านโทรคมนาคม ด้านการสื่อสาร ด้านโทรทัศน์ ใช้คำว่า ด้าน ปัญหาเมื่อใช้ คำว่า คุณสมบัติด้านการสื่อสาร ด้านการโทรคมนาคม ด้านการโทรทัศน์ ทำให้เกิดปัญหาว่า คำว่า ด้าน นี่หมายถึงอะไร ในคณะกรรมการ กสทช. ในการคัดสรรที่ผ่านมา ก็มีประเด็นว่าใครบ้างล่ะเป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญในด้านนั้น ๆ แล้วก็กฎหมายของ กสทช. ก็สามารถที่จะไม่เห็นชอบด้วยกับ ความเห็นของกรรมาธิการสรรหา ถึงขั้นต้องไปฟ้องศาลปกครองแล้ว ทำให้การสรรหา กรรมการ กสทช. ที่ผ่านมาเคยมีปัญหาที่ต้องไปถึงศาลปกครองมาแล้ว เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมจึงเห็นว่าควรจะตัดคำว่า ด้าน ออก เขียนไว้กว้าง ๆ ว่า มีความรู้ ความเชี่ยวชาญการกระจายเสียง การโทรทัศน์ การโทรคมนาคม วิศวกรรมสาขาต่าง ๆ รัฐศาสตร์ กฎหมาย การเงิน เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ หรืออื่น ๆ ที่ยังประโยชน์ ต่อการปฏิบัติหน้าที่ กสทช. ตามที่คณะกรรมการสรรหาเห็นสมควร นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมต้องตัดคำว่า ด้าน ออก นี่เหตุผลที่ ๑ นะครับ🔗
เหตุผลที่ ๒ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดให้ผู้มีความรู้ หลายด้าน นอกจากด้านโทรคมนาคม ด้านอื่น ๆ ยังควรจะกำหนดด้านเกี่ยวกับ การบริหารด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราเปิดกว้างการจบปริญญาหลาย ๆ สาขานี่นะครับ อย่างเช่นตัวอย่าง ครม. ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่สำเร็จด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ ทุกคน มาเป็นรัฐมนตรีก็สามารถที่จะบริหารแผ่นดินได้ เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลข้อที่ ๒ ที่ผม จึงเห็นว่าทำไมตัดคำว่า ด้าน ออก🔗
เหตุผลข้อที่ ๓ กรรมการ กสทช. เป็นกรรมการที่มีอำนาจบริหาร อย่างกว้างขวางครับ ตามมาตรา ๒๔ ถึงมาตรา ๓๔ ใน พ.ร.บ. กสทช. เช่น การจัดทำ แผนแม่บทบริหารความถี่ แผนบริหารสิทธิในการเข้าใช้วงจรของดาวเทียม ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ ยังไม่มีครับ แต่ว่าใน พ.ร.บ. กสทช. ที่คณะกรรมการแก้นี่ไม่ได้เขียนว่าด้านดาวเทียม นี่คือจุดที่ผมเห็นว่าต้องแก้เอาคำว่า ด้าน ออก เพื่อถ้าเป็นวิศวะแล้วมันก็จะครอบคลุม ไปได้หมดครับ🔗
นอกจากนี้แล้วยังมีอำนาจการจัดสรรความถี่ กำหนดลักษณะกิจการ และประเภทกิจการพิจารณาอนุญาตและกำกับดูแล กำหนดหลักเกณฑ์การใช้คลื่นความถี่ พิจารณาอนุญาตและกำกับดูแล กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการเชื่อมต่อ กำหนดโครงสร้างอัตรา ค่าธรรมเนียม กำหนดมาตรฐานและลักษณะพึงประสงค์ กำหนดมาตรฐานอันเป็น การผูกขาด คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงเห็นได้ว่ากรรมการ กสทช. ดำเนินการ ในฐานะอำนาจของรัฐอย่างมากมาย รวมทั้งสิ้นที่ผมกล่าวมาก็ ๒๕ ประการแล้วครับ จริง ๆ มันมีมากกว่านั้นนะครับ🔗
ด้วยอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ดังกล่าวนะครับ ผมจึงเห็นว่าหน่วยงาน ที่การบริหารราชการ กสทช. จึงต้องเป็นผู้มีความรู้ ในฐานะผู้บริหารมีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในการบริหารราชการไม่จำกัดอยู่ในด้านใดด้านหนึ่ง เพราะว่าที่กรรมาธิการ ท่านแก้มานี่ด้านละ ๒ คน ด้านละ ๑ คน ด้านนั้น ๑ คน ด้านนั้น ๑ คน เลยกลายเป็น การจำกัดอำนาจของกรรมการสรรหาที่จะสรรหาคนที่มีความรู้กว้างขวางเข้ามาเป็น กรรมการ กสทช. ได้ ด้วยเหตุผลผมจึงได้แปรญัตติขอสงวน ขอแก้มาตรา ๖ ที่ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
กรรมาธิการชี้แจงไหมครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เนื่องจากยังมีผู้ที่สงวนอีกราย ๒ ราย ผมขออนุญาตตอบ ทีเดียวครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ดีครับ กรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน และสมาชิกครับ ผม ปรเมศวร์ กุมารบุญ กรรมาธิการนะครับ ผมขอสงวนความเห็น ขอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๖ โดยสาระสำคัญของหลักการอันนี้คือต้องการ จะทราบว่า กสทช. ควรจะมีกี่คนและมีคุณสมบัติในด้านใดบ้างนะครับ เดิมใน พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้กำหนดไว้ ๗ ท่าน มีด้านกระจายเสียงโทรทัศน์ โทรคมนาคม วิศวกรรม กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และคุ้มครอง ผู้บริโภค หรือส่งเสริมสิทธินะครับ แต่ในร่างฉบับใหม่ที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ได้ตัด ด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ ออก เป็นด้านอื่น ๆ แทน แล้วก็เพิ่มเป็นด้านคุ้มครองผู้บริโภค และส่งเสริมสิทธิออกมานะครับ จริง ๆ ผมมีสไลด์ (Slide) ขออนุญาตเจ้าหน้าที่🔗
แต่อย่างนี้ครับ สาระสำคัญก็คือว่า แท้จริงแล้วผลที่เราอยากจะได้เราต้องทราบ ไม่ใช่แค่ต้นนะครับ ต้องทราบไปถึงรากว่า ภารกิจขององค์กรอิสระทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการสื่อสารของชาตินั้นควรจะใช้ความรู้ ความสามารถหรือเครื่องมืออะไรในการนำพาเทคโนโลยีสื่อสารพัฒนาประเทศในทุกมิติ ผมขออนุญาตเท้าความกลับไปในช่วงที่เกิดนโยบายการค้าเสรีนะครับ สไลด์ (Slide) ผิดอัน ขออภัยครับ เป็นสไลด์ (Slide) อันแรก ในช่วงนั้นหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่ละประเทศนั้น เกิดการกีดกันทางการค้าเรียกว่าอีโคโนมิก รีเซสชัน (Economic Recession) ต่างก็ระแวง เกี่ยวกับการจะขาดดุลการค้าระหว่างกัน จึงเกิดกำแพงทั้งด้านภาษี แล้วก็มาตรการต่าง ๆ ก็เลยเกิดแกตต์ (GATT) ขึ้น ทำหน้าที่สลายมาตรการต่าง ๆ หรืออุปสรรคในการขายสินค้า หรือบริการในโลกเพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียน จากนั้นก็ได้ยกระดับเป็นดับเบิลยูทีโอ (WTO) เป็นองค์การการค้าโลก และในดับเบิลยูทีโอ (WTO) เราก็ได้มีพันธกรณีในแกตต์ (GATT) เป็นข้อตกลงทั่วไปในการค้าเสรีในบริการ ในแอ็นแนกซ์ ๑ บี (Annex 1B) ว่าด้วยการเปิด เสรีโทรคมนาคมด้วยเช่นกัน และการเปิดเสรีโทรคมนาคมนั้นภารกิจหน้าที่ของเนชันนัล เรกูลาทอรี เอเจนซี (National Regulatory Agency) นั้นคืออะไร นอกจากการค้าเสรีแล้ว ทั่วโลกได้เห็นพ้องต้องกันว่าการที่จะพัฒนาประเทศหรือโลกของเราให้ก้าวหน้าขึ้น การเสรี ด้านการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ และทำอย่างไรที่จะทำให้มีการพัฒนาเน็ตเวิร์ก (Network) ของประเทศได้มีประสิทธิภาพ เขาเรียกว่าไฮ เพอร์ฟอร์แมนซ์ เน็ตเวิร์ก รีโวลูชัน (High performance network revolution) ในอดีตนั้นเราพัฒนาเศรษฐกิจของโลก ของประเทศ ด้วยการปฏิวัติเกษตรกรรม ต่อมาก็เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรม ใช้เครื่องมือในการผลิตสินค้า ปริมาณมาก ๆ ได้มีคุณภาพเท่ากันนะครับ แต่ในการที่จะพัฒนาไฮ เพอร์ฟอร์แมนซ์ เน็ตเวิร์ก รีโวลูชัน (High performance network revolution) นั้นได้ นักเศรษฐศาสตร์ นักบริหารการสื่อสารทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่าต้องทำให้ตลาดสื่อสารเข้าสู่ตลาดแข่งขัน สมบูรณ์ เรียกว่าเพอร์เฟกต์ คอมเพทิชัน มาร์เกต (Perfect competition market) การที่จะเข้าสู่ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ได้ต้องใช้เครื่องมือที่เป็นความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ จากตลาดผูกขาดมาเป็นตลาดกึ่งแข่งขัน กึ่งผูกขาด เป็นตลาดผู้ค้าน้อยราย แล้วเพอร์เฟกต์ คอมเพทิชัน (Perfect competition) นั้นทุกคนจะแข่งขันพัฒนาคุณภาพบริการให้ดีที่สุด ประชาชนก็จะได้ใช้ของดี ราคาถูก ประเทศก็ไม่ต้องลงทุนเอง ทุกคนเข้าสู่ตลาดได้อย่างเสรี ใช้ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ เช่น โดมิแนนซ์ มาร์เกต (Dominance market) ทำลาย เอนทรี (Entry) ทำลายบาริเออร์ส ทู เอนทรี (Barriers to entry) เข้าสู่ตลาด ต้องการ การทุ่มตลาด มีการป้องกันต่าง ๆ เครื่องมือเหล่านี้ต่างหากที่เป็นความรู้สำคัญในการที่จะใช้ ในการกำกับดูแลกิจการสื่อสารของชาติ นอกจากเศรษฐศาสตร์แล้วนะครับ หลังพุทธศักราช ๒๔๔๔ มาร์โคนี ชาวอิตาลีได้ค้นพบทรัพยากรใหม่ของมนุษยชาติ คือคลื่นความถี่ เรดิโอ ฟรีเควนซี (Radio frequency) หรืออิเล็กโทรแมกเนติกเวฟ (Electromagnetic wave) นั่นเอง แต่ว่าแต่ละประเทศต่างคนต่างใช้ไม่ได้ ต้องมีเรกูเลชัน (Regulation) ตรงกลางในการจัดสรร เรียกว่าเรดิโอ เรกูเลชัน (Radio regulation) โดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ เรดิโอ เรกูเลชัน (Radio Regulation) นั้น มีการประชุมดับเบิลยูอาร์ซี (WRC) ทุก ๆ ๔ ปี ใช้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร ฟิสิกส์ของคลื่นในการจัดสรรคลื่น ในการบริหารทรัพยากรคลื่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งที่ผมยกมา ๒ เรื่อง ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร นี่คือภารกิจ สำคัญและบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งก็ถูกตัดออกไปในร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้ เสียดายที่สไลด์ (Slide) ขึ้นไม่ทันนะครับ อำนาจหน้าที่ กสทช. บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗ จะเห็นได้ชัดเลยมีหลายวงเล็บซึ่งใช้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและเศรษฐศาสตร์ เป็นหลัก เช่น การกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้คลื่นความถี่ กำหนดค่าธรรมเนียมเลขหมาย โทรคมนาคม ความรู้อะไรล่ะครับที่จะมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรเหล่านั้นให้เกิด ประโยชน์สูงสุด นี่คือสาระสำคัญ แล้วก็การกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยี แผนกำหนด ความถี่แห่งชาติ แผนกำหนดความถี่ในแต่ละเทคโนโลยี ก็เป็นความรู้ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า สื่อสาร และนี่คือภารกิจหลักแต่ถูกตัดทิ้งไป ประชาชนทำอะไรก็ได้ถ้าไม่ผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่รัฐทำอะไรไม่ได้เลยถ้ากฎหมาย ไม่ได้บัญญัติไว้ แต่คราวนี้กฎหมายใหม่เรากำหนดด้านว่า กสทช. ด้านอื่น ๆ ที่จะยัง ประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. อื่น ๆ นั้นคืออะไรผมยังไม่แน่ใจ จะยกดุลยพินิจ ไปให้กรรมการสรรหาในอนาคตเลยก็ดูจะไม่มีหลักประกันที่แท้จริงว่า กสทช. เองจะมี ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจหลักหรือไม่ และภารกิจรองที่แท้จริงคืออะไร ไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cyber Security) เราก็มีกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber) แล้ว เรามีกรรมการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว หรือมีกระทรวงดิจิทัลที่จะคอยปรับบทบาทในการรองรับ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีไซเบอร์ (Cyber) ใหม่ ๆ ด้วยซ้ำไปนะครับ ผมจึงพยายาม จะรักษาคอร์คอมพีเทนซี (Core Competency) ของหน่วยงานกำกับดูแลอันนี้ให้สอดคล้อง กับโลก พันธกรณีระหว่างประเทศที่ต้องมีเนชันนัล เรกูลาทอรี เอเจนซี (National Regulatory Agency) มีภารกิจหลักคืออะไร อย่างที่อธิบายมาได้เห็นนะครับ🔗
นอกจากนั้นผมก็สรุปว่าผมขอสงวนความเห็นดังนี้นะครับ มาตรา ๖ ให้มี คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า กสทช. จำนวน ๙ คน ซึ่งต้องคง ๗ คนที่เป็นภารกิจหลักนั้นไว้ ส่วนด้านอื่น ๆ นั้น ผมก็ไม่ได้ขัดกับเจตนารมณ์ที่ได้เสนอร่างกฎหมายนี้มา ก็เพิ่มให้อีก ๒ ท่าน จาก ๗ ท่าน เป็น ๙ ท่านนะครับ ซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม และมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกระจายเสียง ด้านโทรทัศน์ ด้านกิจการโทรคมนาคม ด้านวิศวกรรม ด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และด้านคุ้มครองผู้บริโภค หรือการส่งเสริม สิทธิและเสรีภาพของประชาชน สาระสำคัญคือผมรวมการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ เข้าเป็นอันเดียวกันนะครับ ซึ่งก็ต้องขอบคุณรัฐบาลและ กสทช. ที่ได้มีเน็ต (Net) ชายขอบ เน็ต (Net) ประชารัฐอะไรทำนองนี้ได้ครอบคลุม ผมคิดว่าการส่งเสริมสิทธินั้นเพียงพอแล้ว เราเข้าถึงการครอบคลุมถึงเทคโนโลยีสื่อสารได้พอสมควรแล้ว เพียงแต่ยุคต่อไปเป็น การพัฒนา เพราะฉะนั้นด้านวิศวกรรมก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ และด้านอื่นที่ยังจะเป็นประโยชน์ ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. อีก ๒ คน ผมก็ยังเผื่อไว้ให้เป็นทางเลือกในอนาคต ไม่เสียของเดิมแล้วก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ครับ ขอบคุณครับ🔗
กรรมาธิการต่อไปครับ เชิญครับ รักษาเวลาด้วยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กราบเรียนท่านสมาชิกครับ ผม เมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมาธิการ ผมขอสงวนความเห็นไว้ ในการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓ แก้ไข มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง เนื่องจากว่าในรายละเอียดเดิม ได้เขียนระบุไว้ว่ามาตรา ๖ ให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือย่อว่า กสทช. จำนวน ๗ คน ซึ่งแต่งตั้งจากผู้มี คุณสมบัติที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ และมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ ด้านการกระจายเสียง ด้านกิจการโทรทัศน์ และด้านกิจการโทรคมนาคม และด้านอื่น ๆ ซึ่งยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ผมขอสงวนที่จะระบุว่าควรจะต้องจัดเป็นกลุ่ม เพื่อที่จะให้เราสามารถคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยกำกับดูแลกิจการนี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อสังคมและประชาชนนะครับ ผมขออนุญาตเท้าความนิดหนึ่ง ว่าจากเดิมที่เราพูดถึงการคัดสรรให้ได้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ๗ ด้านนี่ผมมองว่าโลกนี้ มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว มีวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมไปในวงกว้าง แล้วการกำกับดูแล กิจการของ กสทช. นี่มีผลต่อการกำหนดคุณภาพชีวิต คุณภาพสินค้าทางด้านโทรคมนาคม ในการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป และยังมีผลต่อการเป็นต้นทุนสินค้าที่ใช้ภายใน สังคม ในประชาชนทั่วไป รวมไปถึงการส่งออกด้วยซ้ำนะครับ ผมเล็งเห็นว่าองค์กรนี้ เป็นองค์กรที่มีความสามารถและมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องแข่งขันกับตลาดโลก หรือว่าพัฒนาคุณภาพสินค้าทางด้านโทรคมนาคมให้มีคุณภาพสูงกับสังคมต่อไป ผมเลยสงวน ความเห็นว่าอยากจะให้จัดเป็น ๓ กลุ่ม โดยกรรมการ กสทช. ๗ คน แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ ๑ คือผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุตสาหกรรมโดยตรง ก็จะต้องปรับถ้อยคำเป็นว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจายเสียง ภาพและข้อมูล รวมไปถึงความเชี่ยวชาญด้านกิจการ โทรคมนาคม ซึ่งคน ๓ กลุ่มนี้จะต้องมีความเชี่ยวชาญรวม ๆ องค์รวมด้วยกันเลย เพราะฉะนั้นในโลกยุคใหม่ มันไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ หรือกิจการ โทรคมนาคมอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป โลกการสื่อสารตอนนี้มันเป็นการสื่อสารที่เป็น แพ็กเกจเบสด์ (Package based) คือเอาภาพเสียง ข้อมูล ข่าวสารยำรวมกลายเป็นข้อมูล อินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วก็ส่งไปที่ปลายทางที่เราต้องการส่งไป แล้วก็กระจายกลับมา เป็นเสียงภาพอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นมันมีมิติของรูปแบบธุรกิจ มีมิติของรูปแบบโพรดักต์ (Product) รูปแบบสินค้าใหม่หมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าความเชี่ยวชาญ จะต้องมองว่าเราให้สัดส่วนคน ๓ คน ใน ๗ คนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุตสาหกรรม เราควรจะคัดสรรตรงนี้ไว้ กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มของผู้ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการที่ดูแลการทำ คอนซูเมอร์โพรเทกชัน (Consumer protection) หรือการปกป้องผลประโยชน์ต่อผู้บริโภค ในบทบาทของการให้บริการสาธารณะมันเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากแล้วจากเดิมที่เป็นภาครัฐ ให้บริการ บริการสาธารณะทางด้านสื่อสารมันกลายเป็นเอกชนมาให้บริการและกำกับดูแล โดยองค์กรอิสระซึ่งจุดนี้เองเป็นจุดสำคัญ หน้าที่องค์กรอิสระ ๑. คือสำคัญในบทบาทของ องค์กรอิสระมันมี ๔ เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน ๑. การช่วยคุมกลไกตลาดไม่ให้ล้มเหลว เรื่องที่ ๒ คือการทำให้การแข่งขันมันสามารถที่จะสร้างประสิทธิผลของสินค้าและบริการ ได้ดีที่สุดต่อสังคมและประชาชน เรื่องที่ ๓ คือจะต้องทำให้มีการปกป้องผลประโยชน์ ทั้งการได้ประโยชน์สูงสุดและการไม่เสียผลประโยชน์ของผู้ใช้บริการ นั่นคือคอนซูเมอร์ โพรเทกชัน (Consumer protection) และเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องของการส่งเสริมให้ อุตสาหกรรมก้าวไปข้างหน้า มีวิวัฒนาการไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นข้อที่ ๓ สำคัญมาก ผมจึงเรียนเสนอไว้ในที่ประชุมคณะกรรมการว่าควรจะต้องให้โควตา ๒ ท่าน ในการที่จะคัดสรรกรรมการที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในเรื่องของการปกป้อง ผู้บริโภคและการปกป้องเสรีภาพในการพัฒนาคอนเทนต์ (Content) ๒ ท่านนี้ผมก็เลยให้ โควตาไว้ ๒ ซีต (Seat) สำหรับคณะกรรมการ กสทช. นะครับ สำหรับ ๒ ท่านสุดท้ายก็คือ เราเปิดพื้นที่ให้สำหรับผู้เชี่ยวชาญซึ่งจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านเศรษฐกิจ หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีใด ๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นในกรอบ คุณสมบัติของคณะกรรมการ กสทช. ผมเรียนเสนอไว้ในที่ประชุมว่าอยากให้แบ่งเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ๓ ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุตสาหกรรมจริง ๆ ส่วนที่ ๒ คือเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีหน้าที่ มีบทบาท มีประสบการณ์ทางด้านคอนซูเมอร์โพรเทกชัน (Consumer protection) แล้วส่วนสุดท้ายก็คือผู้เชี่ยวชาญที่เป็นด้านเฉพาะด้านมาช่วยเสริม มากำกับดูแลกิจการที่มูลค่ามากกว่า ๒ ล้านล้านบาทของประเทศไทยให้สามารถสร้างสินค้า และบริการที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดให้กับสังคม และสามารถส่งออกแข่งขันกับชาวโลกได้ครับ ขอบคุณครับ🔗
กรรมาธิการที่สงวน ความเห็นขอเชิญต่อนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวน ความเห็นเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๖ เหตุผลประการที่ ๑ ที่ผมสงวนความเห็นแตกต่างจากร่างที่กรรมาธิการรับไปจาก สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ในร่างของสภาผู้แทนราษฎรที่เรารับไปเขียนอย่างนี้ครับ ขออนุญาตท่านประธานอ่านครับ มาตรา ๖ ให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า กสทช. จำนวนเจ็ดคน ซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้ามตามมาตรา ๗ และมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกิจการกระจายเสียง ด้านกิจการโทรทัศน์ ด้านกิจการโทรคมนาคม หรือด้านอื่น ๆ ที่จะยังปรากฏต่อการปฏิบัติ หน้าที่ของ กสทช. นี่คือเป็นร่างที่เรารับไป ผมเองและกรรมาธิการเสียงข้างมากมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ถ้าเรารับร่างจาก สภาผู้แทนราษฎรไปโดยไม่คำนึงถึงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ เราก็จะไม่สามารถ ตอบสนองต่อบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ได้ ก็เลยไปแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม การแบ่งเป็น ๓ กลุ่มนี่ก็แก้ไขร่างเดิมที่เรารับไปจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วมาจัดกลุ่มเป็น ๓ กลุ่ม🔗
กลุ่มที่ ๑ เป็นกลุ่มด้านหลัก คือมีกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และด้านกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง ที่เขียนเอาไว้ อันนี้เราคงไว้อยู่ตามรัฐธรรมนูญครับ🔗
กลุ่มที่ ๒ คือด้านกลุ่มที่คุ้มครองผู้บริโภคและด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน ร่างของรัฐบาลหรือร่างที่เรารับไปจากสภาไม่ได้เขียนด้านนี้ไว้นะครับ เปิดกว้างไป เราเห็นว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ วรรคสาม เขาเน้นท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้อ่านในวรรคสาม องค์กรดังกล่าวจักต้องจัดให้มีมาตรการ ป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภค เกินความจำเป็น รวมตลอดป้องกันการกระทำที่มีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ หรือปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน นั่นหมายความว่าสิทธิเสรีภาพกับ การคุ้มครองผู้บริโภคถือเป็นด้านหลักด้านหนึ่งที่ขาดมิได้ เพราะฉะนั้นเราเห็นว่ากฎหมายเดิม ปี ๒๕๕๓ นั้นเขียนไว้ดีแล้วก็เลยมาจัดกลุ่มไว้🔗
แล้วก็กลุ่มที่ ๓ เป็นด้านอื่น ๆ ที่จะเติมเต็มเข้ามา🔗
ร่างของผมเองแตกต่างจากร่างกรรมาธิการเสียงข้างมาก อยู่ตรงการเขียน ถ้อยคำว่า จำนวน นะครับ ผมยกตัวอย่างด้านกิจการกระจายเสียง ด้านกิจการโทรทัศน์ และด้านกิจการโทรคมนาคม จำนวน ๓ คน ด้านคุ้มครองผู้บริโภคและด้านการส่งเสริม เสรีภาพของประชาชน จำนวน ๒ คน ด้านอื่น ๆ ที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. จำนวน ๒ คน เขียนเหมือนกัน แต่ของกรรมาธิการเสียงข้างมากเขียนเหมือนของผม ทุกอย่างครับ เพียงแต่แตกต่างกันที่ด้านกิจการกระจายเสียง ด้านกิจการโทรทัศน์ และด้าน กิจการโทรคมนาคม ด้านละ ๑ คน ด้านคุ้มครองผู้บริโภคและด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน ด้านละ ๑ คน ที่แตกต่างนะครับ กลุ่ม ๓ เขียนเหมือนกัน ด้านอื่นที่จะยังประโยชน์ ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. จำนวน ๒ คน เหตุที่ผมมีความเห็นต่างจากกรรมาธิการ เสียงข้างมากตรงถ้อยคำ ด้านละหนึ่งคน ด้านละหนึ่งคน เป็นถ้อยคำที่เขียนไว้ในกฎหมายเดิม กฎหมาย กสทช. ปี ๒๕๕๓ มาตรา ๖ แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี ๒๕๖๐ เขียนไว้อย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมอ่านโดยย่อ จำนวน ๗ คน ด้านต่าง ๆ ไล่ไปจนถึงว่า และด้านคุ้มครอง ผู้บริโภคหรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนด้านละหนึ่งคน นี่กฎหมายเดิมครับ กฎหมายเดิมเขียนว่า ด้านละคนมีปัญหาในการปฏิบัติมากในการสรรหากรรมการ กสทช. สรรหาไม่ได้เลยครับ แก้ไขเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ก็ยังสรรหาไม่ได้ เพราะติดประเด็น คำว่า ด้านละ ๑ คน เกิดการตีความว่ามีท่านสมาชิกกรรมาธิการ ท่านวิรัช ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ท่านได้เหตุผลไปแล้วซึ่งตรงกัน เป็นปัญหามากทำไม่ได้ สรรหาไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเรายังไปติดกับคำว่า ด้านละ ๑ คน เหมือนกรรมาธิการเสียงข้างมากเขียน ท่านก็จะเจอ ปัญหาเรื่องนี้เหมือนเดิม เหมือนเดิมครับ แก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมก็เลยเขียนเปิดกว้างว่า อย่างด้านหลัก กิจการกระจายเสียงโทรทัศน์ โทรคมนาคม จำนวน ๓ คน มันเปิดกว้าง เปิดกว้างครับ แต่ถ้าเขียนด้านละ ๑ คน ต้องเลือกให้ชัดไปเลยว่า ๓ ด้านต้องแบ่งเลย แต่ของผมขึ้นกับความรู้ความสามารถ คนคนหนึ่งเขาอาจจะมีความรู้ ๓ ด้านก็ได้ ก็เอามาใส่ได้ อันนี้เป็นวิธีการแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลที่ผมอ้างถึงบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ บทบัญญัติของกฎหมายเดิมที่มีปัญหาในการสรรหานะครับ สิ่งที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากเขียนมาซึ่งผมเชื่อมั่นว่ามีปัญหาแน่นอนในการสรรหานี่ ก็เลยขอสงวน คำแปรญัตติไว้ในร่างของผมที่แตกต่างกัน หวังว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน คงจะพิจารณาและเห็นชอบกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปกรรมาธิการ อีกท่านหนึ่งนะครับ แล้วหลังจากนั้นก็ท่านสมาชิกมีสิทธิที่จะอภิปราย🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้า พรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ห้า ท่านประธานครับ กระผมขอให้เหตุผลในการสงวนวันนี้ก็คือในมาตรา ๖ ให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า กสทช. จำนวน ๗ คน ซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ และมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ ดังต่อไปนี้🔗
ข้อที่ ๑ ด้านกิจการวิทยุกระจายเสียง ด้านกิจการวิทยุโทรทัศน์ และด้าน กิจการโทรคมนาคมด้านละ ๑ คน ผมได้เพิ่มขึ้นมาก็คือคำว่า วิทยุ เข้ามานะครับ เดิมที จะเขียนว่า ด้านกิจการกระจายเสียง ผมเพิ่มเป็น ด้านกิจการวิทยุกระจายเสียง อีกด้านหนึ่งคือ เดิมทีเขียนว่า ด้านกิจการโทรทัศน์ ผมได้เพิ่มเป็น ด้านกิจการวิทยุโทรทัศน์ เหตุผลที่ต้องเพิ่ม คำว่า วิทยุ เข้าไปนี่นะครับท่านประธาน เนื่องจากว่า พ.ร.บ. กสทช. ก็คือพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม นั่นหมายถึงว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เขาได้เขียนไว้ตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าเป็น พ.ร.บ. วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ฉะนั้นด้านที่ ๑ นั้นก็ควรจะต้องเพิ่มคำว่า ด้านกิจการวิทยุกระจายเสียง ด้านกิจการวิทยุโทรทัศน์ และด้านกิจการโทรคมนาคม เพื่อให้มันตรงกับ พ.ร.บ. ที่เขียนไว้ชัดเจน ทำไมผมถึงบอกว่าให้ด้านละ ๑ คน เหตุผลว่า เราต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารแต่ละด้าน ยกตัวอย่างเช่นด้าน วิทยุกระจายเสียง ถ้าเราไม่ได้คนที่มีความรู้ความสามารถด้านนี้มาบริหารผมกลัวว่าวิทยุ จะสูญพันธุ์ครับ เหมือนปัจจุบันนี้ครับ เดิมทีวิทยุกระจายเสียงเรามีจำนวนมาก ถึงแม้ช่วงนี้ อาจจะมีการเปลี่ยนผ่านเป็นวิทยุระบบดิจิทัล (Digital) ก็ตาม แต่วิทยุที่ใช้ระบบอนาล็อก (Analog) เองก็ตามนี่ ถ้า กสทช. หรือคณะกรรมการไม่มีความรู้ความสามารถมาบริหาร อาจเป็นได้ว่าวิทยุกระจายเสียงอาจสูญพันธุ์ได้ เหมือนกับปัจจุบันนี้ใกล้จะสูญพันธุ์แล้วครับ ท่านประธานครับ🔗
อีกด้านหนึ่งครับ ด้านกิจการวิทยุโทรทัศน์ ทำไมจึงใช้คำว่า วิทยุ เข้ามาด้วย ถ้าเราเขียนว่า ด้านกิจการโทรทัศน์ บางทีอาจจะเข้าใจว่าเป็นร้านขายโทรทัศน์หรือเปล่า ฉะนั้นจึงต้องใช้คำว่า วิทยุโทรทัศน์ เนื่องจากว่ามีเครื่องรับส่งเป็นวิทยุ มีเครื่องรับฟัง มีเสียงด้วย มองเห็นภาพ แล้วก็ฟังเสียงด้วย ก็เลยจำเป็นต้องใช้คำว่า วิทยุโทรทัศน์ เข้ามา ด้านนี้เช่นกัน จะต้องมีคนที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญทางด้านนี้🔗
ด้านกิจการโทรคมนาคม ด้านนี้เช่นกันเป็นด้านที่มีความสำคัญมาก เพราะยุคนี้ เป็นยุค ๕ จี (5G) ยุคดาวเทียมต่าง ๆ ฉะนั้นคนที่มีความรู้ทางด้านโทรคมนาคมนี่ก็ต้องมา ดูแลทางด้านนี้🔗
ผมจึงให้ในข้อที่ ๑ ว่า ด้านกิจการวิทยุกระจายเสียง ด้านกิจการวิทยุโทรทัศน์ และด้านกิจการโทรคมนาคมด้านละ ๑ คน🔗
ในข้อที่ ๒ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและด้านการส่งเสริมเสรีภาพของ ประชาชนด้านละ ๑ คน เดิมทีได้เขียนไว้ว่า ด้านคุ้มครองผู้บริโภค และด้านส่งเสริม สิทธิเสรีภาพของประชาชนเขาให้มีกรรมการแค่คนเดียวครับ แต่ครั้งนี้ผมให้ด้านละ ๑ คน นั่นหมายถึงว่าด้านคุ้มครองผู้บริโภคนี่ ๑ คนเลย ด้านส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน อีก ๑ คน เท่ากับว่าเป็น ๒ คนครับ🔗
ในข้อที่ ๓ ด้านอื่น ๆ ที่ยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. จำนวน ๒ คน นั่นหมายถึงว่าถ้า กสทช. เห็นว่าด้านอื่นที่เลือกมาแล้ว ๕ ด้านนี่ยังขาดด้านใดด้านหนึ่ง กสทช. สามารถที่จะคัดเลือกกรรมการเพิ่มเติมเข้าไป กรรมการ ๒ ด้านนี้อาจจะมีความรู้ ความเชี่ยวชาญหลาย ๆ ด้าน คนหนึ่งอาจจะมี ๒-๓ ด้าน อีกคนหนึ่งอาจจะ ๒-๓ ด้านก็ได้ นั่นหมายถึงว่า กสทช. สามารถคัดได้อีก ๒ ด้าน รวมแล้วเป็น ๗ ด้าน ท่านประธานครับ ผมจึงได้เสนอในที่ประชุมเพื่อให้สมาชิกได้พิจารณาแล้วก็ตัดสินใจ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ครับ ต่อไปท่านสมาชิก ที่ส่งรายชื่อมาขออภิปรายดูเวลาด้วยนะครับ ๓ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ นายมานพ คีรีภูวดล พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ขอเชิญครับท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ ผมขอมีส่วนร่วม ในมาตรานี้นิดหนึ่งโดยเฉพาะเรื่องของการแก้ไขที่เกิดขึ้นในมาตรานี้ โดยเฉพาะผมเห็นว่า ในสิ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญคือจำนวน ๗ คนนั้นก็คงไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในมาตรา ๖ แต่สิ่งสำคัญคือการแบ่งแยกสัดส่วน สัดส่วนที่ปรากฏอยู่ในกิจการด้านต่าง ๆ ผมเห็นด้วย ในข้อที่ ๑ (๑) คือกิจการด้านวิทยุกระจายเสียง แล้วก็โทรทัศน์ แล้วก็โทรคมนาคม ทั้ง ๓ ด้านนั้นก็คงจะต้องคงไว้เพราะเป็นรากเหง้าเดิมของ กสทช. ชัดเจนนะครับ แต่ในส่วน ของการคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิ่งสำคัญคือถ้าท่านกลับไปดูใน รัฐธรรมนูญ ความชัดเจนของรัฐธรรมนูญที่จะปกปักษ์รักษาเรื่องของ กสทช. ในมาตรา ๖๐ เขียนไว้ชัดเจนครับท่านประธาน โดยเฉพาะเรื่องวรรคสองคือการจัดให้มีประโยชน์จากคลื่น ตามวรรคหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปตามเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนครับท่านประธาน ความมั่นคงของรัฐ แวะไปแล้วความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ รวมตลอดถึง ประชาชนมีส่วนได้เสีย นี่ครับ (๒) เป็นวงเล็บที่สำคัญ โดยเฉพาะยังมีภาระหน้าที่ที่ประชาชน ที่เกี่ยวข้องตรงนี้จะต้องขอสัก ๓ คน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วม เพราะว่าจะเห็นว่าในวรรคสอง ของมาตรา ๖๐ นั้นคุ้มครองเรื่องนี้อย่างชัดเจน แล้วก็เน้นเรื่องของประโยชน์การมีส่วนได้เสีย ฉะนั้นกลุ่มตรงนี้จะต้องถามว่าใครที่มีประโยชน์ได้เสียมากที่สุดของการมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็คือ กลุ่มพวกที่เกี่ยวกับเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ผลกระทบของการใช้คลื่นทั้งหมดมาตกอยู่ที่ใคร ตกอยู่ที่ปวงชน อยู่ที่ใครตอนนี้ คนนั้นจะต้องเป็นตัวแทน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคือส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าควรจะต้องเพิ่มเติมให้เป็น ๓ และส่วนอันสุดท้ายคืออันที่ ๓ ในด้านอื่น ๆ ด้านอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ อันนี้แน่นอนในโลกดิจิทัล (Digital) มันไม่ได้อยู่แค่นี้ ผมกราบเรียนเลยครับท่านประธานถ้าท่านยังมองไม่เห็นถึงระบบของการหลอมรวม เพราะ กสทช. กำลังเดินทางไปถึงการหลอมรวมสื่อ หลอมรวมสื่อมิใช่แค่เพียงสื่อ ๓ สิ่งที่ ปรากฏอยู่นะครับท่านประธาน ไม่ใช่อยู่บนคลื่นอย่างเดียว มันยังมีสื่ออย่างอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะในความเห็นผมว่าความรวดเร็วของเทคโนโลยี โดยเฉพาะมัวร์ลอว์ (Moore’s Law) ที่เคยพูดไว้ในเรื่องทรานซิสเตอร์ว่ามันจะก้าวกระโดดปีละ ๒ เท่า ๒ เท่า ๒ เท่า กระโดดไปเรื่อย ๆ เป็นโฟร์คลิฟต์ (Forklift) มันจะทำให้การบิต (Bit) ของควอนตัม (Quantum) เกิดขึ้นแน่นอน ฉะนั้นในธุรกิจพวกนี้ถ้าท่านยังหยุดอยู่แค่นี้ มันอยู่ไม่ได้ครับ มันจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านโซเซียลเน็ตเวิร์ก (Social Network) เอาง่าย ๆ ที่สุดครับ ถ้าอยู่ในรัฐธรรมนูญนี้คือความมั่นคง แต่นี่ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐ อย่างเดียวนะครับ ความมั่นคงของมวลมนุษยชาติที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยี อันแหลมคมและก้าวรวดเร็วมากมาย แล้วถ้าท่านยังไม่มีคนพวกนี้ โดยเฉพาะคนพวกนี้ จะอยู่ในกลุ่มของคนหนุ่มคนสาว คนที่มีวิวัฒนาการตัวเองและอยู่ใน หรือไม่อีกหน่อย ข้างนอกนะครับมันจะมีการบิต (Bit) เข้าไปในระบบของไม่ใช่คลื่นอย่างเดียว มันแสงอีกครับ แสงที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ แล้วมันจะบิต (Bit) เข้ามา จำนวนมหาศาล ผมจึงบอกว่าตรงนี้ต้องขอให้ครบครับ จาก ๓ แล้วก็ ๒ แล้วก็อีก ๒ ถึงจะเหมาะสมหรือสัดส่วน ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถทำให้การเคลื่อนตัวของคณะกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญตรงนี้จะมีประโยชน์ คิดดูเถอะว่าถ้ายังคงเป็นแผน ๒๐ ปีไม่ได้แล้ว ต้องแผนปีต่อปีแล้วครับ ตอนนี้มันบิต (Bit) เร็วครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗
ขออภัยท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกตในร่างมาตรา ๓ ซึ่งแก้ไข ในมาตรา ๖ มีนิดเดียว คือในคุณสมบัติของกรรมการ กสทช. ๗ คนนี้ ในส่วนที่ ๓ ที่กำหนดไว้ว่า ด้านอื่น ๆ ที่ยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ๒ คน ประเด็น ของผมก็คือว่าถ้าการเขียนแบบกว้าง ๆ อย่างนี้มันจะนำไปสู่ใครจะเป็นคนชี้ขาด คำว่า ยังประโยชน์กับ กสทช. คำถามผมคือว่าถ้าเราไม่ระบุไว้ชัดเจน ผมถามว่าอะไร คือยังประโยชน์ และใครเป็นผู้กำหนดคนที่จะยังประโยชน์ให้กับ กสทช. ทีนี้ถ้ามาดูในเนื้อหา ปรากฏว่าจะต้องมีกรรมการสรรหาเป็นผู้กำหนด และมีการใช้ดุลยพินิจ ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าดุลยพินิจ ประสบการณ์ของผมท่านประธานครับดุลยพินิจนี้มันจะมีปัญหามากเลย มันจะทำให้การตีความก็ดี การใช้อำนาจของดุลยพินิจก็ดี สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้เกิด ความไม่โปร่งใส เกิดการเลือกใช้อำนาจ ในฐานะที่มีอำนาจ ในฐานะที่เป็นกรรมการ อันนี้อยากจะขอให้กรรมาธิการได้ชี้แจงชัดเจนว่าบุคคลอื่น ๆ ด้านอื่น ๆ ที่ยังประโยชน์ ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. จริง ๆ แล้วอันเดิมผมคิดว่าในมาตรา ๖ เขาก็เขียนไว้ ชัดเจนซึ่งผมคิดว่ามีประโยชน์ เช่นว่า ด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ หรือด้านวิศวกรรม แต่พอเขียนอย่างนี้ผมคิดว่าสิ่งที่จะทำให้ แม้แต่ตัวผมซึ่งเป็นผู้บริโภคและองค์กร กสทช. ผมเข้าใจว่าต้องบริหารและมีกองทุนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากรให้กับผู้คน ในองค์กร ในสังคมต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งที่ผมอยากจะให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้ ทำอย่างไรให้คนที่ อ่านกฎหมายหรือคนที่จะต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ตีความให้มันชัดเจนไปเลยครับ ทำให้ คุณสมบัติที่บอกว่าด้านอื่น ๆ มันไม่ต้องไปตีความหลายตลบ ทำอย่างไรให้คนที่จะไปสมัคร ทีนี้ถามว่าถ้ามีผู้สมัครบอกว่าด้านอื่น ๆ อย่างนี้ กรรมการที่จะทำหน้าที่ในการคัดเลือก จะกำหนดว่าอื่น ๆ นี้อย่างไรครับ โดยสรุปท่านประธานครับผมอยากจะให้กรรมาธิการ ช่วยดู หรือระบุ หรือทำให้ความกระจ่างตรงนี้ เพื่อที่จะทำให้คนที่จะมีความสนใจ คนที่มี ความประสงค์ คนที่มีความตั้งใจและมีเจตนาที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ จะได้รู้จักตัวเองว่า อะไรคือด้านอื่น ๆ ก่อนนะครับ ที่จะยังประโยชน์ให้กับ กสทช. ซึ่งไม่ควรจะให้กับบุคคล กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในที่นี้ซึ่งหมายถึงกรรมการสรรหาหรือกรรมการที่จะทำหน้าที่ ในการคัดเลือกเป็นผู้ชี้ขาดหรือใช้ดุลยพินิจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ขอบคุณท่านประธานครับ ผมเองอยากจะตั้งข้อสังเกต🔗
เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่เขาเรียกว่ากฎหมายใช้ระบบการอนุญาต ระบบคณะกรรมการ ระบบการใช้ ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และระบบการกำหนดกฎเกณฑ์ที่มีโทษทางอาญา ซึ่งรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน มาตรา ๗๗ วรรคสาม เขาเขียนว่าจะต้องมีเป็นเฉพาะกรณีจริง ๆ จึงเป็นกฎหมายที่ควรจะมีการยกเลิก หรือการปฏิรูป พ.ร.บ. กสทช. ทั้งหมด เนื่องจากว่าการที่ให้มีในรูปอนุญาตหรือ คณะกรรมการจะเป็นช่องทางของการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นการหาผลประโยชน์ในรูปต่าง ๆ เราจึงแก้ปัญหาโดยมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องยอมรับว่าในส่วนหลักการนี่ผมเองค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย กฎหมายฉบับนี้ ควรที่จะนำไปทำการแก้ไขทั้งหมด ที่สำคัญอย่างยิ่งที่ผมคิดว่านอกจากขัดรัฐธรรมนูญแล้ว น่าจะขัดกับตัวกฎหมายที่เป็นพระราชบัญญัติในการร่างกฎหมาย ซึ่งเราเพิ่งได้บัญญัติมา เมื่อปี ๒๕๖๒ ซึ่งกฎหมายที่จะถือว่าเป็นการร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ คือการแก้ไขเพิ่มเติมนี่ ก็ถือว่าเป็นการร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติในเรื่องหลักเกณฑ์ การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายเขาจะห้ามไว้ว่าจะต้องไม่มี ระบบอนุญาต ซึ่งเราควรจะไปดู พ.ร.บ. กสทช. ตัวต้นฉบับนะครับปี ๒๕๕๑ เพราะว่า ในกฎหมายฉบับนี้มีการอนุญาตไว้จำนวนมาก ทั้งใบอนุญาต ทั้งอนุญาตงบประมาณ และเมื่อเรามีหลักเกณฑ์ขึ้นมาใหม่บอกว่าไม่ให้อนุญาต เราจะอนุญาตได้เฉพาะ ๒ กรณี เท่านั้น🔗
กรณีที่ ๑ คือมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ของชาติและประชาชน🔗
กรณีที่ ๒ กรณีจำเป็นไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ วันนี้เราไปถูกล็อกไว้ ๒ อันว่า ถ้าคุณจะมีกรรมการ กสทช. ขึ้นมา ซึ่งเราเหมือนว่าเอาสิทธิเสรีภาพไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ สิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออก สิทธิเสรีภาพที่จะทำการสื่อสารโดยไม่ถูกกัก ไม่ถูกปิดกั้น สิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพนี่ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนตัวนี่เราถูกขโมยหรือถูกโยงไป อยู่ในอุ้งมือของคน ๗ คนที่เรามากำหนด ดังนั้นการที่หลักของกฎหมายผมเองก็ยังไม่เห็นด้วย ว่าที่ควรจะนำมาเป็นคณะกรรมการ กสทช. ประเด็นจึงถามว่าเรายังมีความจำเป็นต้องมี กรรมการนี้หรือไม่ ถ้ามีก็จำเป็นต้องไปแก้ไขกฎหมายมาตราอื่น ๆ คือให้ทำเฉพาะนโยบาย ให้ทำเฉพาะหลักเกณฑ์ ให้ทำเฉพาะกรอบที่สำคัญ ๆ เพื่อจะเป็นการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ต้องกราบเรียน ท่านประธาน นับตั้งแต่เรามี กสทช. เราจะพบว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งเราไปส่งเสริมให้มีการประมูล คลื่นความถี่ในระบบต่าง ๆ ไปถึง ๒๔ สถานี ๒๔ คลื่น ปัจจุบันต้องล้มหายตายจาก ไปจากระบบเลยนะครับ เพราะว่าเนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่ได้เป็นการส่งเสริม คือเป็น การไปกีดดันทำให้ตอนนี้เท่าที่ทราบประมาณ ๙ บริษัทต้องยกเลิกกิจการ เหลือประมาณ สัก ๑๐ กว่าบริษัทที่ยังอยู่ และที่สำคัญหลังจากเกิดขึ้นมาแล้วนี่ปรากฏว่าผู้ดำเนินการ กิจการโทรทัศน์ กิจการวิทยุ เราไปถูกปิดกั้นและจะทำให้แพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ ของต่างประเทศ เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูบ (YouTube) มีกำไรมหาศาล จากการที่เรา ไม่ได้ไปปิดกั้นต่างประเทศ แต่เรามาปิดกั้นผู้ประกอบการกันเอง แล้วเฉพาะในส่วนสำคัญ ซึ่งเดี๋ยวผมจะขออนุญาตอภิปรายในเรื่องของกรรมการ ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าท่านกำหนดเกณฑ์ นำคนที่เข้ามาเป็นกรรมการนี่ผมว่าเป็นการขัดหลักสิทธิมนุษยชน และเป็นการขัดหลักการ หลาย ๆ ประการ ซึ่งผมจะตั้งข้อสังเกตต่อไป ในเบื้องต้นผมเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่นอกจากจะไม่ได้สร้างความเจริญ ไม่ได้ คุ้มครองสิทธิแล้วยังเป็นกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เป็นกฎหมายที่เป็น อุปสรรคในการประกอบอาชีพ และที่สำคัญจะเป็นเครื่องมือของการนำทรัพย์สิน สินทรัพย์ ถ้าท่านประธานได้ดูในรายงานซึ่งผมพยายามค้นดู มีสินทรัพย์ที่ปรากฏเป็นตัวเลขถึง ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท และเงินก้อนนี้ก็อยู่ในอุ้งมือของคน ๗ คน แล้วคน ๗ คนนี้พอระบบ ตรวจสอบก็ตรวจสอบยาก แล้วก็จึงจะเป็นช่องทางในการที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งอิทธิพล เป็นแหล่งผลประโยชน์และเป็นแหล่งที่จะอ้างเรื่องความมั่นคงของรัฐไปใช้ช่องทางของ กสทช. เพื่อจะไปสกัดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นผมจึงเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่ขัดหลักนิติธรรมอย่างยิ่ง ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ขออีกท่านหนึ่งครับ คุณขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในเรื่องของคณะกรรมการกิจการ วิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือเรียก คณะกรรมการชุดนี้ว่า กสทช. ท่านประธานครับ คณะกรรมการชุดนี้มีความสำคัญในการที่ จะไปตัดสินใจเกี่ยวกับคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ และเวลานี้ไม่ว่าคลื่นวิทยุก็ตาม โทรทัศน์ก็ตาม หรือโดยเฉพาะกิจการโทรคมนาคมมีมูลค่ามหาศาลมาก จริง ๆ แล้วจำนวน กรรมการ ๗ คน ไม่น่าจะพอ น่าจะมีมากกว่านี้ แต่ว่าเอาละในเมื่อร่างกรรมาธิการแต่ละท่าน ก็แปรญัตติมาเท่านี้ ผมเห็นด้วยกับการแปรญัตติของคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ในประเด็น เรื่องไม่ได้ไปเขียนไว้ว่าในด้านนี้ ๑ คน ด้านนี้ ๑ คน ใน ๒ ด้าน ด้านแรกได้ให้คนที่มีความรู้ ทางเทคนิคเรื่องนี้เข้ามาดู แต่ว่าผมให้ความสำคัญกับข้อ ๒ เท่าที่ดูแล้วด้านการคุ้มครอง ผู้บริโภคและด้านส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีองค์กรของประชาชนจำนวนมากที่มี คุณสมบัติถ้าท่านแก้เป็นจาก ๒๐ ปี เป็น ๑๐ ปี แล้วตัวแทนในข้อ ๒ จะเข้าไปดูแลสิทธิ ประโยชน์ของประชาชน แต่ว่าจำนวน ๒ คนนี่จำนวนน้อย ก็เลยออกมาทำนองว่าการบริหาร กิจการนี้มีปัญหามาก ที่มีปัญหามากเพราะมีผลประโยชน์มาก มีจำนวนน้อย สามารถที่จะ วิ่งเต้นล็อบบี (Lobby) กันได้ เพราะฉะนั้นผมมีความเห็นว่าการแปรญัตติที่เอาด้านอื่น ๆ เข้ามาด้วย คำว่า ด้านอื่น ๆ ผมไม่ทราบ ผมจะถามไปยังกรรมาธิการว่า หมายความว่า กลับไปเอาด้านคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้วยอีกได้ไหม หรือจะต้องด้านอื่นต่างจากข้อ ๒ เพราะว่าในกรรมการ ๗ ท่าน การสรรหาเวลานี้ยุ่งยากมากเพราะท่านไปเขียนประสบการณ์ ๒๐ ปี เห็นท่านแก้มาเป็น ๑๐ ปีนี่น่าจะดีขึ้น เพราะฉะนั้นภาวะอย่างนี้ กฎหมายเรื่องนี้ ท่านประธานมีการดำเนินการที่ช้ามาก เคยออกกฎหมายครั้งแรกแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย ผ่านมาเกือบ ๑๐ ปี แล้วออกมาใหม่ แล้วก็ยังยึกยัก ๆ กันอยู่ มันไม่ได้ไปติดว่าจะให้ ประโยชน์ประชาชนอย่างไร ไม่เคยมีประเด็นนี้นะครับ เขาใช้คลื่นความถี่นี้เป็นสมบัติของชาติ เขียนไว้ในหลักบอกว่าให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ต่อความมั่นคง ต่อการศึกษา ไม่เคยมี ปัญหาเลยเรื่องนี้ พอมีปัญหาเรื่องเอามาประมูลเอามาทำอะไรนี่มีปัญหาก็แสดงว่าเกี่ยวกับ เรื่องผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นเรื่องจิตสำนึกของกรรมการเป็นเรื่องสำคัญมากครับ ผมฝาก ท่านกรรมาธิการไปดูในเรื่องนี้แต่ผมเห็นด้วยกับคำแปรญัตติที่สามารถที่จะปรับ ไม่ได้ฟิกซ์ (Fix) ไม่ได้จำกัดเกินไป น่าจะสรรหากรรมการหรือคณะกรรมการชุดนี้ได้ง่ายขึ้น ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กรรมาธิการ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ประธานคณะกรรมาธิการ อยากจะขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่กรุณาได้ตั้งคำถามแล้วก็ชี้แจงกับสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้นะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในร่างเดิมของที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอเข้ามา ในมาตรา ๖ ก็เขียนไว้ตามที่ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนายแพทย์ชลน่าน กรุณาได้อ่าน ไปแล้ว ก็คือได้ระบุชัดเจนว่าคุณสมบัติต้องเป็นคุณสมบัติที่ไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๗ และมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ แล้วก็ประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะ ในด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และด้านอื่น ๆ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าเหตุผลที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขแล้วก็ระบุ รายละเอียดลงไปว่าเหตุใดเราถึงต้องแบ่งเป็นกลุ่ม ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ เนื่องจากว่า ในอุตสาหกรรมหรือว่ากิจการโทรคมนาคมในปัจจุบัน มีความจำเป็นที่จะต้องแบ่งเป็น ๓ กลุ่มหลัก ๆ🔗
กลุ่มที่ ๑ ก็คือกลุ่มที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ และเกี่ยวข้องอยู่กับธุรกิจ ในด้านนี้จริง ๆ นั่นก็คือทั้ง ๓ ด้านที่ผมได้กราบเรียนไป ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ทีนี้เหตุผลที่เราต้องระบุกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ ๑ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก ที่คณะกรรมการเมื่อสรรหาบอร์ด (Board) เข้ามาแล้วจะต้องมีความรู้ความสามารถในด้านนี้ อย่างแท้จริง🔗
กลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มที่ไม่เคยได้ระบุไว้ในนี้เลย และผมเชื่อว่าท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกคนในห้องนี้เห็นด้วยกับเราแน่นอน ก็คือเป็นกลุ่มของผู้บริโภค การที่ เราได้ระบุในเรื่องของความเชี่ยวชาญของคนที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนในด้านของผู้บริโภค และในด้านของสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้น ผมเชื่อครับว่าหลาย ๆ คนที่ได้สัมผัสกับ ผู้บริโภคในการใช้ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ โทรทัศน์ เหมือนท่านสมาชิก ท่านขจิตร ขออนุญาต เอ่ยนามท่านเมื่อสักครู่ เราสัมผัสได้อย่างชัดเจนครับว่าประชาชนมีความเดือดร้อน ได้รับ ผลกระทบหลาย ๆ เรื่องกับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งโทรคมนาคม นั่นคือเหตุผลที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากพยายามที่จะระบุ ให้ชัดเจนว่า ๓ ด้านหลักที่เป็นด้านเทคนิคต้องมี และต้องมีอย่างละ ๑ คน เพื่อให้มีความ ครบและมีความรอบคอบในการวางนโยบายและยุทธศาสตร์ แล้วก็ปรับให้ทันสมัย กลุ่มที่ ๒ ก็คือผู้บริโภคที่ผมกราบเรียนไปว่าก็จะต้องเป็นตัวแทนของประชาชนว่าในฐานะที่ อีกฝั่งหนึ่งที่เป็นผู้ให้บริการเรามีแล้ว อีกฝั่งหนึ่งก็เป็นผู้ที่ใช้บริการก็คือพี่น้องประชาชน เขาเดือดร้อนอะไร ค่าใช้จ่าย ค่าให้บริการต่าง ๆ นั่นก็คืออีกมิติหนึ่งก็คือกลุ่มที่ ๒🔗
ถามว่ากลุ่มที่ ๓ ที่เราเขียนว่าอื่น ๆ แล้วก็มีคำถามมากจากหลาย ๆ ท่าน ท่านสมาชิกทั้งหลายได้ให้ข้อสังเกตว่าแล้วด้านอื่น ๆ จะเปิดกว้างว่าเป็นใคร ทำไมไม่ระบุ ไปเลยว่าด้านที่ ๓ อีก ๒ คนนั้นควรจะเป็นใคร ผมกราบเรียนครับว่าด้วยอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีในด้านโทรคมนาคมโดยเฉพาะ มีพัฒนาการและมีความเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา แล้วกฎหมายนี้มีความจำเป็นที่ต้องบังคับใช้ตลอดต่อไป เพราะฉะนั้น เราไม่ทราบว่าในการคัดสรรคณะกรรมการที่เป็นบอร์ด (Board) ของ กสทช. นั้น ในยุคสมัยนั้น ๆ ที่กำลังจะมีการคัดสรรโดยใช้กฎหมายนี้ ในอนาคตจะมีด้านไหนที่มีความจำเป็นเกิดขึ้น ในเวลาขณะนั้นบ้าง ถ้าเราระบุไปแล้ว ๕ ด้าน เราไม่เปิดโอกาสให้อีก ๒ ด้าน ให้คณะกรรมการสรรหาได้มีโอกาสได้คัดสรรบุคลากรที่มีความจำเป็น ณ สถานการณ์นั้น ๆ เอาไว้บ้าง แล้วเราจะเปิดโอกาสอีก ๒ ด้านเผื่อไว้ได้อย่างไร คล้าย ๆ กับที่ท่านสมาชิก ได้กรุณากราบเรียนไปเมื่อสักครู่ว่าโลกมันเปลี่ยนไปเร็วมาก เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) เปลี่ยนไปเร็วมากสมมุตินะครับ ในอีก ๖ ปีข้างหน้าเราต้องใช้กฎหมายนี้ คณะกรรมการสรรหา จะได้มีโอกาสว่า ณ อีก ๖ ปีข้างหน้านั้นมีด้านอะไรบ้างที่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มเข้าไป ถ้าเราไป กำหนดเขาไว้ทั้งหมดทั้ง ๗ ด้าน ปัญหาเกิดขึ้นแน่นอนว่าอาจจะไม่ทันกับสถานการณ์ ในขณะนั้น เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเปิดช่องว่างไว้ ๒ ด้านเพื่อให้โอกาสคณะกรรมการสรรหา ได้คัดคนที่มีความรู้ความสามารถที่จำเป็น ณ ขณะนั้น ๆ แล้วก็ทันกับยุคสมัยในขณะที่ จะมีการคัดสรรกรรมการสรรหานะครับ🔗
ส่วนที่ระบุว่าเป็นด้านละหนึ่งคน ก็กราบเรียนไปแล้วนะครับว่าเรามีความจำ เป็นที่จะต้องกระจายให้ครบให้มากที่สุด เพื่อจะครอบคลุมในทุกมิติในการที่จะเข้ามาเป็น คณะกรรมการ เพราะว่ากรรมการ กสทช. นั้นมีความสำคัญมากจริง ๆ หลาย ๆ ท่านได้ยกตัวอย่างไปแล้วไม่ว่าจะเป็นวิทยุโทรทัศน์ การจัดสรรคลื่นความถี่ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งในอนาคตก็อาจจะมีในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางด้าน โทรคมนาคมเข้ามา🔗
ในส่วนของท่านสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านมานพ คีรีภูวดล ท่านกรุณาได้สอบถามขึ้นมาในประเด็นที่สำคัญครับ ท่านถามว่าการให้คณะกรรมการสรรหา นั้นเข้ามาทำหน้าที่สรรหาในแต่ละด้านนั้น มีอำนาจหรือว่ามีบทบังคับในการเข้ามา คัดสรรอย่างไร ผมเรียนว่าในกฎหมายฉบับนี้มีระบุไว้ชัดเจนนะครับ ในมาตรา ๕ หรือว่า แก้ไขมาตรา ๑๔/๑ ก็ระบุไว้ชัดเจนในเรื่องของการใช้ดุลยพินิจต่าง ๆ และการใช้อำนาจของ คณะกรรมการสรรหา🔗
ในส่วนสุดท้ายก็ขออนุญาตพูดถึงท่านสมาชิก ท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ท่านได้กรุณาพูดถึงในเรื่องของกฎหมายหรือว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ที่ได้มี การพูดถึงในเรื่องของความจำเป็นในการที่จะใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ในการที่จะตัดสิน หรือในการคัดสรร การใช้อำนาจโดยบุคคลที่ได้เขียนเอาไว้ว่า ให้พึงในการที่จะดูถึงกำหนด หลักเกณฑ์ การใช้ดุลพินิจต่าง ๆ ว่าให้หลีกเลี่ยงหรือว่าไม่ให้ใช้นะครับ ถ้าพูดง่าย ๆ แต่ผมเรียนครับว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนี้มันมีความจำเป็นครับ ถ้าไม่ได้มีความจำเป็น ผมเข้าใจได้ว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องเลี่ยงตามรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ แต่ในกรณีนี้ ความจำเป็นในการที่จะให้ดุลยพินิจของคณะกรรมการที่จะมาเป็นบอร์ด (Board) กสทช. มีความจำเป็น เหตุผลก็คือว่าเราไม่ได้มอบอำนาจให้กับบุคคลที่มาเป็น กสทช. คนใดคนหนึ่ง มาใช้อำนาจหรือดุลยพินิจในการที่จะจัดสรรคลื่นความถี่หรือว่าทรัพย์สมบัติของ ประเทศ นี่คือเหตุผลที่เราต้องดำเนินการคัดสรรรูปแบบของคณะกรรมการทั้ง ๗ ท่าน เหตุผลก็คือการพิจารณาต่าง ๆ จะต้องพิจารณาเป็นองค์รวม จะต้องพิจารณาในองค์รวม ในเรื่องความรับผิดชอบด้วย ฉะนั้นในบอร์ด (Board) ทั้ง ๗ ท่านนี่ ไม่ว่าเขาจะดำเนินการ อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถจะใช้อำนาจของตัวเองคนเดียวได้ เขาก็ต้องอาศัยเสียงข้างมาก อาศัยการรับผิดชอบในองค์คณะทั้ง ๗ ท่าน ในการพิจารณาตัดสินในเรื่องต่าง ๆ ที่เป็น ความสำคัญของประเทศชาติ ฉะนั้นผมกราบเรียนว่าตามรัฐธรรมนูญที่ท่านได้กรุณากล่าวถึง ในมาตรา ๗๗ นั้น ผมเชื่อว่าในครั้งนี้มันมีความจำเป็นครับ แล้วก็ไม่ได้ทำในการที่จะขัด รัฐธรรมนูญที่ได้ระบุไว้แต่อย่างใด ฉะนั้นผมกราบเรียนว่าด้วยในรายละเอียดอื่น ๆ ที่ท่านทวี สอดส่อง กรุณาอภิปรายในเรื่องของทีวีดิจิทัล (TV Digital) และอื่น ๆ นี่ ผมคิดว่า สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้กรุณาอภิปรายไปแล้วในวาระที่หนึ่ง เนื่องจากนี่เป็นวาระที่สอง ผมขออนุญาตไม่ได้ใช้เวลามากในการตอบในครั้งนี้นะครับ กราบขอขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ สมาชิก มีผู้ใดติดใจอะไรไหมครับ ประเดี๋ยวต้องลงมติครับ เพราะกรรมาธิการมีการแก้ไข ท่านนิยม มีอะไรไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมฟังท่านประธานซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจง ผมก็ยังสับสนอยู่นิดหนึ่ง คือในมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๖ ให้มีคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือเรียกโดยย่อว่า กสทช. ผมฟังดูความจริงแก้ไขตอนแรกจากผู้ชำนาญการทั้ง ๗ คน มาเหลือนี่ผมก็เห็นด้วย ผมเห็นด้วยกับหมอชลน่าน ประเด็นที่ว่ามาเทรวมกัน ส่วนละ ๒ ๓ อะไรนี่ แต่ผม ยังเห็นต่อไปว่าถ้าท่านพูดเมื่อสักครู่คล้าย ๆ กับว่าอีก ๖ ปี มันก็อาจจะใช้ไม่ได้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ ทีนี้ผมจึงคิดว่าใน (๑) ที่แก้ไว้ว่า ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม อย่างละหนึ่งคน เป็นสามคน แต่ถ้า ๒ ข้อหลังนี่ ตัวนี้มันแก้ไว้แล้ว ผมฟังดูเมื่อสักครู่นี้ท่านบอกว่าถ้าหากว่าด้านคุ้มครอง ผู้บริโภค ผมไปมองคุ้มครองผู้บริโภคเหมือนท่านขจิตรนะครับ แต่ว่าผมอยากจะเห็นว่า ถ้า ๒ ข้อมารวมกัน ผมฟังท่านพูดเมื่อสักครู่นี้คล้าย ๆ ว่าสามารถรวมกันได้ มันก็จะทำให้ คุ้มครองผู้บริโภคนี่ดีขึ้น หมายความว่าเพราะ ๗ คนคุมทั้งประเทศเลยครับ มันเป็นธุรกิจใหญ่ เลยนะ เป็นประโยชน์ของประชาชนอย่างมหาศาลเลย ทั้ง ๗ ท่าน เพราะฉะนั้นเมื่อ ๗ ท่าน เป็นผู้มีประโยชน์มหาศาลต่อบ้านต่อเมืองนี่คุมธุรกิจหมดเลย ถ้าท่านจะเอาทั้ง ๔ ท่าน เป็นเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคผมว่ามันจะดีกว่าด้วยซ้ำไป แต่ท่านแก้เป็นอย่างนี้ผมก็ยังสงสัย อยู่ว่าทำได้ไหม แต่ว่า ๔ คนมารวมกันเป็นเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคจากประชาชนนี่ ผมอยากฟังท่านชัด ๆ อีกนิดหนึ่งนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการหรือกรรมาธิการท่านใดก็ได้ครับ พร้อมกันนี้ผมก็เชิญเพื่อนสมาชิกข้างนอก เข้ามานะครับ เพราะเดี๋ยวต้องลงมติครับ🔗
ขอเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพนะครับ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ประธานคณะกรรมาธิการ ก็ต้องกราบ ขอบพระคุณท่านนิยม เวชกามา ที่กรุณาได้สอบถาม ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าเหตุผล อีกครั้งหนึ่งที่บอกว่า ๖ ปีนี่ไม่ได้หมายความว่า ๖ ปีกฎหมายนี้จะใช้ไม่ได้นะครับ ที่ผมได้ นำเรียนท่านสมาชิกหมายถึงว่าในคณะกรรมการทั้ง ๗ ท่านที่เราระบุแต่ละด้านเอาไว้ เราไม่ได้ติดกับเทคนิคที่จะเปลี่ยนไปหรือว่ารูปแบบของเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนไป เราต้องการ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทั้ง ๓ ด้านซึ่งเป็นด้านหลักนะครับ วิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม ด้านละ ๑ คน ส่วนผู้บริโภคกับผู้ที่คุ้มครองเสรีภาพของประชาชนนี่เป็นสิ่งที่เราให้ ความสำคัญว่าเราต้องการผู้ที่รู้จริงและมีความสนใจและมีประสบการณ์ในเรื่องของการดูแล แล้วก็คุ้มครองผู้บริโภคจริง ๆ เราถึงระบุเข้าไป ถ้าทำตามที่ท่านนิยม ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนะครับ ระบุเป็น ๔ ท่านก็จะเกิดการว่าในบางด้านก็อาจจะหายไป เมื่อเอามาคละ รวมกันด้านที่ดูแลคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงหรือคุ้มครองสิทธิของประชาชนก็อาจจะหายไป กรรมาธิการหลาย ๆ ท่านในที่ประชุมก็ได้หารือใช้เวลาเรื่องนี้เป็นเวลานานพอสมควร ในการที่จะระบุลงไปเลยว่าเพื่อให้สบายใจก็เลยแบ่งเป็นด้านเทคนิคกลุ่มหนึ่ง ด้านที่ดูแล ผู้บริโภคกลุ่มหนึ่ง แล้วที่ผมกราบเรียนว่าอีก ๒ ด้านที่ไม่ระบุนั่นละคือเหตุผลที่บอกว่า ถ้าในขณะนั้น อาจจะ ๖ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีก็ได้ ถ้ามีด้านไหนที่มีความจำเป็นมากขึ้น อาจจะ ณ ช่วงนั้นอาจจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมา แล้วไม่ได้อยู่ใน ๓-๔ ท่านที่ได้ กำหนดไปแล้ว เราก็สามารถเปิด ๒ ท่าน ๒ ด้านให้กรรมาธิการหรือว่าประธานสรรหา สามารถกำหนดเพิ่มเติมเข้าไปได้เพื่อทำให้คณะกรรมการมีความครบถ้วนในสถานการณ์ ณ ขณะนั้น ผมอาจจะยกตัวอย่าง ๖ ปี จริง ๆ อาจจะเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปีก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือโอกาสที่เราเปิดไว้เป็นช่องทางในการเปลี่ยนแปลงในเชิงของการพัฒนาเพื่อ หาบุคคลที่ดีที่สุด ทันต่อสถานการณ์ที่สุดเข้ามาแล้วก็มากำกับดูแลในเรื่องของการสื่อสาร และการโทรคมนาคม ก็ต้องขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิก กรุณาเข้ามาเพื่อลงมติครับ ท่านสมาชิกเข้ามาแล้วก็กรุณาแสดงตนได้เลยครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ครับ🔗
ผมจะขออนุญาตหารือท่านประธาน สักครึ่งนาทีครับ🔗
ได้ครับ🔗
ผม นิโรธ สุนทรเลขา ท่านประธานครับ หารือเรื่องบัตรกดนี่นะครับ🔗
ครับ🔗
เวลาของสภาผู้แทนราษฎรเรานี่ ล่วงเลยมา ๒ ปีแล้วนะครับ แล้วบัตรนี่มันก็เสื่อมคุณค่าลง มันทำลายตัวเองไปเรื่อย ๆ บางที กดติดบ้าง ไม่ติดบ้างนะครับ มันจะเป็นอุปสรรคต่อการลงคะแนน ลงมตินะครับ จะขอให้ ท่านประธานมีดำริให้มีการทำบัตรใหม่ให้สมาชิกไว้สำรองบ้างนะครับ กราบขอบพระคุณนะครับ🔗
มีบัตรสำรองอยู่ ชุดหนึ่งครับ🔗
มันไกลครับท่าน แล้วมันเสื่อมนะครับ อยากให้ทำเพิ่ม คงไม่เป็นอะไรมากนะครับท่าน เพื่อประโยชน์ครับ🔗
จะดูให้นะครับ เพราะว่า ใช้งบประมาณ เพราะฉะนั้นจะดูให้ครับ🔗
ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านเลขาธิการได้รับ ข้อสังเกตของท่านนิโรธไว้หน่อยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ เพชรภูมิ ๓๔๙ ขอแสดงตนครับ🔗
เชิญครับ สมาชิก แสดงตนนะครับ🔗
สมาชิกหมายเลข ๑๒๓ ขอแสดงตนครับ🔗
๑๒๓ ครับ🔗
ท่านประธานครับ อันดับที่ ๑๐๐ แสดงตนครับ🔗
อยู่ระหว่างแสดงตน เพื่อนับองค์ประชุมครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ🔗
ครับผม เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ เชิงชาย ๑๐๒ แสดงตนครับ🔗
เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยครับ นี่เป็นมาตราแรกที่เราต้องลงมติ เพราะฉะนั้นสมาชิกส่วนหนึ่งก็เพิ่งเข้ามานะครับ ก็ให้เวลา สักนิดหนึ่ง🔗
ท่านประธานครับ จีรเดช ศรีวิราช ๖๙ แสดงตนครับ🔗
เชิญแสดงตนนะครับ ข้างหลังเชิญครับ ถ้าพร้อมก็ปิดการแสดงตนนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่กดบัตร ๓๕๖ ท่าน ที่แสดงแจ้งทางเสียง ๕ ท่าน ก็เป็น ๓๖๑ ท่าน ครบองค์ประชุม องค์ประชุมคือ ๒๔๔ ท่านครับ🔗
โดยที่มาตรานี้กรรมาธิการ ได้แก้ไขแล้วก็มีกรรมาธิการสงวนความเห็น ดังนั้นจำเป็นต้องลงมติ แต่ว่าในเบื้องต้นก็จะถาม ก่อนว่าจะเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยก็กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย ก็กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้างดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ถ้าผลออกมาว่าไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการ ก็จะได้ถามในขั้นตอนต่อไปว่าจะเอาคำแปรญัตติของผู้ใด เพราะฉะนั้น ในเบื้องต้นท่านสมาชิกกรุณาลงมติว่าถ้าเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการแก้ไขกรุณาลงมติ เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยก็ลงมติ ไม่เห็นด้วย งดออกเสียงก็ งดออกเสียง กรุณาลงมติครับ🔗
เพชรภูมิ ๓๔๙ เห็นด้วยครับ🔗
เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยครับ อยู่ระหว่างการลงมติครับ สมาชิกพร้อมไหมครับ ถ้าพร้อมก็ปิดการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๓๖๖ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗๖ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เห็นด้วยทางเสียง ๑ ท่าน เป็น ๒๙๐ ท่านครับ เห็นด้วยกับมติในมาตรานี้🔗
เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องถาม อย่างอื่นต่อไปนะครับ เลขาธิการดำเนินการมาตราต่อไป คุณหมอเชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ด้วยความเคารพท่านประธานครับ การลงคะแนน เมื่อสักครู่ผมเข้าใจว่าน่าจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะท่านประธานถามมติว่าสมาชิกจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการหรือไม่นะครับ ไม่ได้ ถามว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขที่เป็นเสียงข้างมากหรือข้างน้อย หรือจะเห็นด้วยกับร่างเดิม พอถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ อย่างผมนี่เป็นเสียงข้างน้อยผมก็บอกเห็นด้วย ผมรอเพียงแต่ ท่านประธานจะถามต่อว่าถ้าเห็นด้วยจะเห็นด้วยกับเสียงข้างมากหรือข้างน้อยต่อ ถ้าถามอย่างนั้นต้องถาม ๒ จังหวะท่านประธานครับ🔗
ที่ผมเรียนไปก็คือว่า จะถามเป็นหลักไว้ก่อนว่าเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ผมไม่ได้บอกว่า เสียงข้างมากหรือข้างน้อยนะครับ แต่ถือว่ากรรมาธิการได้มีการแก้ไข แล้วก็มีกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นไม่ได้มีผู้แปรญัตติครับ ก็คิดว่าถามความเห็นไว้ว่ามีผู้แก้ไขนะครับ มีกรรมาธิการขอแก้ไข แต่ถามความเห็นว่าถ้าเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการแก้ไขก็จบ ถ้าไม่เห็นด้วยก็จะมาถามต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับคำแปรญัตติของผู้ใดครับที่กรรมาธิการ ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ทีนี้คำถามแรกก็จบว่าเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมกลับฟังกลับกันว่าถ้ามติบอกว่าเห็นด้วยกับการแก้ไข ต้องมาถามต่อว่าจะเห็นด้วยกับเสียงข้างมากหรือข้างน้อย แต่ถ้ามติบอกว่าไม่เห็นด้วยกับ การแก้ไขจบเลยนะครับ ก็คือคืนร่างเดิมที่เรารับมา อันนั้นไม่ต้องโหวตต่อแล้ว🔗
ผมถามเมื่อสักครู่นี้ว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ใช่ไหมครับ🔗
ใช่ครับ🔗
ใช่ครับ🔗
ท่านถามว่าเห็นด้วยกับกรรมาธิการ แก้ไขหรือไม่โดยไม่มีคำต่อว่าเสียงข้างมากหรือข้างน้อยนะครับ🔗
ผมไม่ได้ถามเสียงข้างมาก ข้างน้อย เพราะถือว่ากรรมาธิการได้มีการแก้ไข ส่วนกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็สงวน ความเห็นใช่ไหมครับคุณหมอครับ🔗
ผมสงวนความเห็นและผมก็มีสิทธิที่จะ ขอเสียงจากสภาว่าจะเห็นชอบกับเสียงข้างน้อยหรือข้างมากครับ🔗
ผมคิดว่าท่านลงมติว่า เห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขก็จบเลยครับคุณหมอครับ🔗
ผมก็เป็นกรรมาธิการแก้ไขนะครับ ท่านประธาน🔗
ใช่ครับ แต่ว่ากรรมาธิการ ข้างน้อยครับ🔗
อย่างนั้นท่านประธานต้องถามใหม่ครับ ต้องถามเหมือนที่ท่านประธานเคยถามครับ ถ้าถามแบบนี้พวกเรางงครับ🔗
หมอต้องการให้ถามว่า อย่างไรครับ ยินดีครับ ให้สบายใจครับ คือโดยที่มาตรานี้กรรมาธิการแก้ไขนะครับ แล้วก็มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วย แล้วก็อภิปรายทุกท่านไปแล้ว ทีนี้กรรมาธิการ เสียงข้างมากนั้นได้มีการแก้ไขก็ถือว่ากรรมาธิการแก้ไขมาตรานี้ ส่วนกรรมาธิการ ข้างน้อยก็ได้มีการสงวนความเห็นไว้ ผมก็เลยบอกเมื่อสักครู่นี้ว่าจะขอถามว่าเห็นด้วยที่ กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยก็จบครับ คำถามที่ ๒ ที่ ๓ ก็ไม่เกิด ถ้าไม่เห็นด้วยผมก็ จะมาถามต่อว่าถ้าอย่างนั้นเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านใด เพราะแต่ละท่าน สงวนความเห็นแล้วแปรญัตติไว้ถ้อยคำที่ไม่เหมือนกันครับ เชิญครับท่านนิยม🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมฟังแล้วผมสับสนครับท่านประธาน เพราะท่านถามคำเดียว ด้วยความเคารพนะท่านถามถูกต้อง แต่ผมคนจะลงมติไม่ถูกต้องครับ ผมยังสับสนผมจะลง อย่างไร เมื่อสักครู่นี้เลยจะถอยเข้าออก สงสัยของผมไปงดออกเสียงเพราะผมกดไม่ทันด้วย เพราะยังตัดสินใจไม่ได้ ผมจะให้ท่านประธานถามใหม่🔗
ได้ครับ เอาอย่างนี้นะครับ ที่จริงมันก็คือ ๑. กรรมาธิการแก้ไขนะครับ แต่ว่าแก้ไขนี่มีทั้งเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย ก็ถือว่ากรรมาธิการส่วนใหญ่แก้ไขกับร่างเดิม เพราะฉะนั้นถามว่าจะมีการเห็นด้วยกับที่ กรรมาธิการแก้ไขหรือเห็นด้วยกับร่างเดิมนะครับ ท่านพอใจไหมครับ คุณหมอต้องการให้ถาม อย่างไรยินดีเพื่อไม่ให้มีปัญหาเดี๋ยวไปร้องศาลรัฐธรรมนูญอีกครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ🔗
ครับผม เชิญเลยครับ🔗
ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ นะครับ พรรคเพื่อไทย ส.ส. ศรีสะเกษ คือเราถามแบบเมื่อสักครู่นี้มันจะ ออกเป็น ๒ ทาง คือถ้าเห็นด้วยคือแก้ไข แบบไหนก็ได้แก้ไขทั้งหมดเลย แต่ถ้าไม่เห็นด้วย กลับไปร่างเดิม ถ้าโหวตร่างเดิมจบ กลับไปร่างเดิม แต่ถ้าบอกเห็นด้วยแก้ไข ท่านประธาน ถามอีกครั้งหนึ่งว่าแก้ไขน่ะเห็นด้วยกับกรรมาธิการหรือเสียงส่วนน้อย🔗
ได้ยินดีครับ🔗
ถ้าแก้ไขกรรมาธิการก็จบไปเลย ถ้าเสียงข้างน้อยจึงมาถามว่าเอาของใคร ๆ อีกทีหนึ่ง🔗
ได้ครับ คืออย่างนี้ครับ ผมเรียนว่าแบบฟอร์ม (Form) ของการถามจะออกมาอย่างนี้ตลอดมาครับ แบบฟอร์ม (Form) ออกมาอย่างนี้ตลอด ที่ผมอ่านทั้งหมดเป็นแบบฟอร์ม (Form) ที่ใช้ในการถาม คำถาม ในกรณีเช่นนี้เขียนมาอย่างนี้เลยครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นด้วย กับร่างของคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับร่างของ กรรมาธิการที่มีการแก้ไขคือคงไว้ตามร่างเดิม โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เพราะว่าถือว่า เป็นมติของกรรมาธิการที่มีการแก้ไขแล้ว แต่ว่าผมฟังดูเมื่อสักครู่นี้หมายความว่าอยากจะให้ ถามว่าเห็นด้วยกรรมาธิการนั้นเสียงข้างมากหรือข้างน้อยใช่ไหมครับ แต่ความจริงมันจบแล้ว ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากเขาแก้ไขครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอแสดงทัศนะ บ้างครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม นิโรธครับท่านครับ🔗
เชิญครับคุณนิโรธ🔗
ผมเห็นด้วยนะครับกับท่านประธาน เพราะการที่ท่านประธานถามเป็นทัศนะในความคิดของท่านประธานว่าเห็นด้วยกับ กรรมาธิการแก้ไขไหม ไม่ได้บอกข้างน้อย ก็หมายความว่าเห็นด้วย ทุกครั้งก็ถามเช่นนี้ และทัศนะนี้ผมเข้าใจครับก็เลยกดเห็นด้วย ถ้าท่านยังคิดว่าทัศนะนี้ทำให้ไม่เข้าใจนี่ ผมว่าก็ต้องพิจารณานะครับในส่วนตรงนี้🔗
ไม่ครับ🔗
ทัศนะนี้เข้าใจครับ และไม่ต้อง ถามใหม่หรอกครับท่านครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ไม่เป็นไรครับ เราทำให้ ถูกต้องนะครับ ไม่เป็นไร🔗
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ🔗
ครับ เชิญครับ คุณหมอชลน่าน🔗
จริง ๆ อยากจะประท้วงผู้ที่แสดง ทัศนะสักครู่ด้วยนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าไม่ประท้วงจะดีกว่าปล่อยให้ท่านไปศึกษาข้อบังคับ ให้ชัดแจ้ง ท่านประธานครับ ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่านครับ คำถาม เมื่อสักครู่นี้ผมเองเป็นกรรมาธิการครับ เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วย พอท่านถามว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการหรือไม่ ความหมายก็คือว่าจะอยู่ร่างเดิมหรือร่างแก้ไข ของกรรมาธิการ ผมก็บอกผมเอาร่างกรรมาธิการ ผมกดเห็นด้วยเลย คะแนนออกมาเยอะ ครับ แล้วผมก็รอว่าเมื่อฝ่ายที่เห็นชอบกับร่างกรรมาธิการแก้ไขนี่ท่านจะมาถามต่อว่าเห็นชอบ กับการแก้ไขนี่กับผู้ใด เสียงข้างมากหรือข้างน้อย หรือผู้แปรญัตติด้วยนะครับ ถ้ามีผู้แปรญัตตินะ พอท่านถามอย่างนี้ปุ๊บนะครับ ผมเชื่อว่าซีกนี้ทั้งหมดนะครับโหวตให้ร่าง เสียงข้างน้อย เพราะของผมมันนำเรียนท่านประธานไปแล้วว่ามันมีความอ่อนตัวมากกว่า ที่จะไปแก้ปัญหาเดิม ของเสียงข้างมากนี่กลับไปก็ยังสรรหา กสทช. ไม่ได้อยู่ เขียนเหมือนกัน ทุกถ้อยคำครับ เพียงแต่ว่าจากด้านละหนึ่งคน กับจำนวนเท่านั้นเอง ของผมนี้อ่อนตัว มากกว่า🔗
เอาอย่างนี้นะครับ🔗
ก็เลยต้องรอคำถามท่านประธาน ถ้าท่านถามอย่างนี้แล้วผมจะไม่มีสิทธิได้รับโหวตเลยนะครับ🔗
ครับ คือ🔗
เสียงข้างน้อยไม่มีสิทธิได้สู้โหวต เลยนะครับท่านประธานครับ🔗
ผมเรียนว่าแนวถามนี้ ได้ทำอย่างนี้มาตลอด แต่ว่าครั้งนี้ถ้าเรามีความรู้สึกติดใจนะครับ ผมก็ให้เจ้าหน้าที่ส่งรายงาน มานะครับ🔗
ผมว่าด้วยความเคารพท่านประธานครับ🔗
ครับ🔗
ผมว่าที่เราถามมาตลอดนี่เราไม่เคยมี ปัญหาเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ครั้งนี้ก็เลยมีปัญหา ก็เลย ต้องเรียนย้ำ🔗
ผมขออนุญาตประท้วง ท่านกรรมาธิการ ตามข้อบังคับครับ🔗
เชิญครับ🔗
คือด้วยความเคารพท่านกรรมาธิการครับ ข้อบังคับผมก็อ่านเข้าใจครับ แต่ทัศนะของคนนี่บางทีมันไม่เข้าใจนะครับ แล้วเมื่อสักครู่ ๗๐ กว่าเสียงกดอะไรละครับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เห็นด้วยกับกรณีไหนตามที่ท่านประธานถาม ถ้ายังไม่ต้องในความตัดสินของท่านประธานในคำถามใช้เสียงของสภาตัดสินไหมครับว่า คำถามของท่านถูกหรือไม่ถูก🔗
ท่านนิโรธครับ🔗
ตามข้อบังคับมีนะครับ🔗
ขอบคุณมากคุณนิโรธครับ แต่อย่าให้มีปัญหาเลยนะครับ🔗
ก็ถึงบอกครับ เราให้เกียรติ ซึ่งกันและกันนะครับ เพราะฉะนั้นข้อบังคับผมอ่านเข้าใจ🔗
ผมก็เลยย้ำนะครับ แต่ว่า อย่างไรก็ตามเพื่อให้สบายใจนะครับ ผมจะขอให้สบายใจว่าผมจะขอมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น หมอพอใจไหมครับเอาอย่างนั้นนะครับ เพราะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เขาไม่สงวนความเห็น🔗
ผมเห็นด้วยกับทัศนะของท่านนะครับ🔗
ไม่เป็นไรครับ🔗
เสียงข้างน้อย เสียงข้างมาก ท่านพยายามไม่เอ่ย🔗
คุณนิโรธครับ🔗
การเลือกนายกรัฐมนตรีก็เหมือนกันครับ🔗
คุณนิโรธครับ🔗
ถ้าเป็นเสียงข้างน้อยเลือกแล้วก็ ไม่ยอม นี่ถ้าพูดถึงเสียงข้างน้อย เสียงข้างมาก🔗
คุณนิโรธครับ อย่าไป ทะเลาะกันเลยถ้าไม่จำเป็นเสียเวลานะครับ แต่ว่าให้สบายใจ เพราะว่าแนวปฏิบัตินี่ เราปฏิบัติมาอย่างนี้ครับ แต่ว่าถ้าให้สบายใจก็ชัดลงไปเลยครับว่าเห็นด้วยกับที่ร่างของ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการสงวนความเห็น มันมีอย่างนี้ครับ ที่ผมถามไว้ตอนแรกก็คือเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการแก้ไขไหม เพราะผมเห็นว่ากรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นคือกรรมาธิการข้างน้อย ซึ่งร่างที่เสนอให้เรามาคือร่างที่เขาแก้ไขมา ทีนี้เรา จะถือตามร่างที่แก้ไขมา หรือจะไม่เห็นด้วยกับที่แก้ไขมาถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการแก้ไขมา ก็จบ แต่ว่าถ้าไม่เห็นด้วยก็ต้องมาถามนะครับถ้าอย่างนั้นเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่เขาสงวน ความเห็นแก้ไขท่านใด ก็ต้องถามทีละท่านอีกทีหนึ่ง แต่ว่าเพื่อให้สบายใจ ก็ชัดลงไปเลยนะครับ ว่าเนื่องจากมีการแก้ไขจากร่างเดิมจึงต้องถามว่าเห็นด้วยกับร่างที่กรรมาธิการแก้ไข หรือ อันนี้ก็มีปัญหาอีกครับ เพราะมันมีร่างเดิมอยู่ด้วย ไม่ใช่ไม่มีร่างครับ มีคำสงวน คำแปรญัตติ อันนี้คุณหมอคงเข้าใจนะครับ เพราะถ้าจะถามแบบที่คุณหมอว่าต้องถาม ๒ ครั้ง ถ้าอย่างนั้น เชิญท่านขจิตรครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม เอาง่าย ๆ อย่างนี้ครับ คือท่านต้องถาม ๒ ครั้งครับ เพราะมันมีร่างเดิมและกรรมาธิการแก้ไข ในส่วนกรรมาธิการแก้ไขไม่เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นท่านยังมีร่างเดิมอยู่แล้วครับ ก่อนที่จะไปแก้ไข เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ท่านถามคือเห็นด้วยกับร่างเดิมหรือกรรมาธิการแก้ไข ใช่ไหมครับ ทีนี้ผมก็โหวตมาทางแก้ไข แต่ผมโหวตตามหมอชลน่านเพราะฉะนั้นท่านต้องถาม อีกครั้งหนึ่งครับว่าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่แก้ไขหรือกรรมาธิการที่สงวน ความเห็น ก็แค่ ๒ ครั้งเท่านั้นเองครับ🔗
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ให้สบายใจนะครับ ผมเอาอย่างนี้ครับ เอาว่าผมถามว่าจะเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการแก้ไขคือ เสียงข้างมาก หรือคงไว้ตามร่างเดิมได้ไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
พอใจไหมครับ ถ้าเป็น อย่างนี้🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตหน่อยครับ🔗
ไม่ต้องถาม ๒ ครั้งนะครับ ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับที่กรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไข ก็หมายความว่ามาถามกันอีกทีหนึ่งว่า เอาเสียงข้างน้อยคนไหน คือที่เราผ่านมาทั้งหมดไม่มีปัญหา เพราะเราถามด้วยวิธีนี้ครับ แต่ว่าวันนี้มันเกิดจะมีปัญหาขึ้นมา ผมก็อยากให้เราสบายใจ แต่ว่าแนวปฏิบัติที่ผ่านมา ผมจำได้ แล้วก็เป็นแบบฟอร์ม (Form) เลยครับว่าเวลาถามต้องถามอย่างไร ยังติดใจไหมครับ อย่างไรผมก็จะถามนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดนะครับ🔗
เชิญเลยครับ เชิญครับ🔗
ผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย คือท่านประธานขออนุญาตปรึกษา ด้วยความเคารพครับ ท่านประธานก็ถามอย่างที่ท่านว่า คือว่าเห็นด้วยกับการแก้ไข ของกรรมาธิการเสียงข้างมากไหม ถ้าทุกคนเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในการแก้ไขเสียงข้างมากก็จบ ไม่ต้องไปถามต่อเลย ถ้าลงมติว่าเห็นด้วย คือเห็นด้วยกับ กรรมาธิการแก้ไขเสียงข้างมากหรือไม่ ก็จบเลย ทีเดียวก็น่าจะจบแล้วครับ🔗
โดยปกติก็ครั้งเดียวครับ อย่างที่คุณชาดาว่า แต่ว่าถ้าไม่สบายใจ ผมอยากให้พวกเราสบายใจ แต่ว่าแนวปฏิบัติ ที่เราปฏิบัติ เราปฏิบัติมาอย่างนี้ครับ สมาชิกครับ เพื่อไม่ให้สมาชิกที่เป็นกังวล เผื่อว่า คะแนนท่านจะมีปัญหา เอาว่าผมขออนุญาตที่ประชุมนะครับ ขอถามอีกครั้งหนึ่ง เห็นด้วย กับที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขหรือไม่ ถ้าไม่เห็นด้วย ก็จะได้ลงมติอย่างอื่นต่อไป ขอความกรุณาลงคะแนนอีกครั้งนะครับ🔗
รบกวนแสดงตน อีกครั้งครับ สมาชิกครับ🔗
ขอแสดงตนอีกครั้งนะครับ🔗
เพชรภูมิ ๓๔๙ ขอแสดงตนครับ🔗
ปิดการแสดงตนนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๖๙ ท่าน บวก ๑ ท่านนะครับ เป็น ๓๗๐ ท่านครับ🔗
ต่อไปขอถามมติว่า ที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ร่างที่เราเสนอมานี่ครับคือร่างที่ กรรมาธิการแก้ไขนะครับ คือกรรมาธิการเสียงข้างมากถ้าเห็นด้วย กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย กรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้างดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
เพชรภูมิ ๓๔๙ เห็นด้วยครับ🔗
อยู่ระหว่างลงมติครับ พร้อมนะครับ ปิดการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๓๖๗ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๒๘๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗๙ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่าน เห็นด้วยบวก ที่ออกเสียงทางไมโครโฟน เป็น ๒๘๒ ท่านครับ มติที่ประชุมเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการแก้ไข นะครับ มาตรานี้ก็ผ่านไปครับ🔗
เลขาธิการเชิญมาตรา ต่อไปครับ🔗
มาตรา ๔ แก้ไขมาตรา ๗ ข. (๗) ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗
ขอเชิญกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นครับ🔗
ท่านประธาน ผม วิรัช พันธุมะผล กรรมาธิการ ผมว่าท่านเลขาธิการคงจะพลาดไปครับ ผมว่า คือผมในฐานะกรรมาธิการนะครับ ผมให้ยกเลิกมาตรา ๑๔ แล้วก็เพิ่มเป็นมาตรา ๑๔ ครับ เพราะว่ามาตรา ๑๔ เดิม ตามกฎหมายเดิมนี่ได้กำหนดไว้ว่า กรรมการสรรหาประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหนึ่งคน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหนึ่งคน ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดหนึ่งคน กรรมการ ป.ป.ช. หนึ่งคน กรรมการตรวจเงินแผ่นดินหนึ่งคน ผู้ตรวจการแผ่นดินหนึ่งคน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการสรรหา ผมขอแก้ไขมาตรานี้ครับ โดยแก้ไข เป็นดังนี้ครับ🔗
เมื่อมีเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งกรรมการ ให้กรรมการสรรหาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่คัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้ง ประกอบด้วย ประธานรัฐสภา เป็นประธานกรรมการ ประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานกรรมการ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม เป็นกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรรมการ อัยการสูงสุด เป็นกรรมการ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมการและเลขานุการ และเลขาธิการวุฒิสภา เป็นผู้ช่วยเลขานุการ🔗
เหตุผลที่ผมเสนอแก้มาตรา ๑๔ เพราะว่าตามกฎหมายเก่า ในวันนี้ เป็นการแก้กระบวนการสรรหา กสทช. ในหลักการในร่างพระราชบัญญัตินี้ว่า เป็นการปรับปรุงแก้ไขกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลง กรรมการสรรหาจึงอยู่ในหลักการ คืออยู่ในหลักการของการสรรหากรรมการ กสทช. แม้ในมาตรา ๑๔ นั้นรัฐบาลไม่ได้เสนอมาก็ตาม แต่ก็อยู่ในหลักการที่น่าจะแก้ไขได้ และเหตุผลที่กระผมเสนอเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสรรหาจากผู้พิพากษา ๔ ท่าน ผู้พิพากษาจาก ๔ ศาล ๔ ท่านแล้วก็มีเป็นนักกฎหมาย ๔ คน นักเศรษฐศาสตร์ ๓ คน ท่านลองคิดดูสิครับ ผู้พิพากษาทั้ง ๔ ท่าน ท่านโตมาทางกฎหมายล้วน เหมือนผมละครับ เหมือนอยู่ในวงการกฎหมายเท่านั้นเอง ผมจะไปรู้จักนักโทรคมนาคมได้อย่างไร ผมจะรู้จัก นักวิทยุโทรทัศน์ได้อย่างไรผมจะรู้จักนักวิทยุดาวเทียมได้อย่างไร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญซึ่งต้องมี ประสบการณ์พิเศษเพราะฉะนั้นอันที่ ๑ ก็ไม่เหมาะสมแล้วนะครับ นี่เป็นเหตุผลที่ ๑ คือ กรรมการสรรหาที่กฎหมายเก่ามันเป็นการพิงกับตุลาการเยอะเกินไปนะครับ ผมไม่ได้ว่า ท่านไม่ดีผมชมท่าน แต่ท่านอยู่ในวงการกฎหมายท่านไม่อยู่ในวงกว้างที่จะรู้ แต่ถ้าเปลี่ยนมาเป็นคณะกรรมการ สรรหาที่ผมมีทั้งท่านประธานรัฐสภาเป็นประธาน แล้วก็มีที่ผมรายงานท่านไปแล้ว เหตุผล ทำไมจำเป็นล่ะครับ เพราะว่ากรรมการ กสทช. ในพระราชบัญญัติ กสทช. มาตรา ๒๕ ถึงมาตรา ๓๔ เป็นกรรมการที่มีอำนาจล้นฟ้าที่เรารู้กันอยู่ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพทุกท่านนี่รู้หมดว่าท่านมีอำนาจเยอะ ๆ มากเลยนะครับ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีอำนาจ ในการบริหารประเทศจึงควรมาจากการดูแลของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ในวรรคนี้ ผมยังเพิ่มต่อไปในมาตรา ๑๔ วรรคสอง ผมเพิ่มไปว่า ให้สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยงานธุรการในการดำเนินการสรรหาและคัดเลือก กรรมการ ทำไมผมใช้อย่างนี้ล่ะครับ เพราะว่ามาตรากฎหมายเก่าใช้คำว่า ให้เลขาธิการ วุฒิสภาเป็นฝ่ายเลขานุการ ผมกำลังจะชวนท่าน ส.ส. ทั้งหลายเราไปข้างหน้ากัน ทำไมล่ะครับ พ.ศ. ๒๕๕๓ พระราชบัญญัติ กสทช. จึงให้วุฒิสภาเป็นผู้เลือกกรรมการ กสทช. เพราะตาม รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ปัจจุบันวุฒิสมาชิก ท่านมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมก็ได้ หรือว่าท่านมาจากการแต่งตั้งเสียส่วนมาก เพราะฉะนั้นควรหรือยังว่าเราควรจะเอาส่วนที่จะต้องดูแลประชาชนกลับมาสู่สภา ที่ประชาชนเป็นผู้เลือกมา นี่คือเหตุผลที่ผมขอแก้ให้เป็นไปตามหลักการของการควบคุม การบริหารครับ นี่คือเหตุผลที่ผมขอเปลี่ยนแปลงมาตรา ๑๔ ยกเลิกกรรมการสรรหา ที่มาจากตุลาการ ๔ คน มาจากนักเศรษฐศาสตร์ ๓ คน มาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และผมดึงกลับมาให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่จะเป็นผู้คัดเลือก เมื่อกรรมการ สรรหาเสร็จแล้วต้องส่งมาให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้คัดเลือก ผมจึงกราบเรียน มายังท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรช่วยกันคิดหน่อยครับว่าเราถึงเวลาที่จะดึงกลับมาไหม เราจะแก้รัฐธรรมนูญว่าองค์กรอิสระทั้งหลายจะกลับมาสู่การดูแลของสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร ถึงเวลาเราหรือยังเราจะแก้มาตรานี้ ซึ่งถ้าเราไม่แก้มันก็เป็นจุดด่างครับ จุดเริ่มต้น ที่จะทำให้เราแก้ในรัฐธรรมนูญต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นถึงเวลาหรือยังถ้าท่านเห็นด้วย ผมก็กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อร่วมกันพิจารณา ในประเด็นนี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
เดี๋ยวหารือท่านวิรัชหน่อยครับ อันนี้อยู่ในมาตรา ๓ ที่เราผ่านไปแล้วนะครับ🔗
ในรายงานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ท่านจะเห็นว่าอยู่ในมาตรา ๓/๑ ติดต่อกันครับ นั่นเป็นเรื่องที่ มีการแปรญัตติไว้แล้วครับ มีการแปรญัตติไว้ในคณะกรรมาธิการครับ🔗
ท่านวิรัชยังติดใจไหมครับ🔗
ผมติดใจครับ ผมแล้วแต่ ท่าน ส.ส. ทั้งหลายจะเห็นว่าควรอย่างไร แต่ผมเห็นว่าควรจะพิจารณามาตรา ผมเขียน มาตรา ๓/๑ ครับ🔗
ใช่ครับ แต่ว่าท่านวิรัช อภิปรายไปตอนแรกแล้ว แล้วไม่ได้อภิปรายตรงนี้อย่างนั้นใช่ไหมครับ มาอภิปรายตอนที่ มาตรา ๔ มันผ่านไปแล้ว🔗
ผมท้วงท่านเลขาธิการว่า ยังไปมาตรา ๔ ไม่ได้ครับ ต้องมาตรา ๓/๑ ก่อน🔗
ท่านยังติดใจไหมครับ คือต้องทำให้ถูกต้องนะครับ แต่ว่าผมจำได้ว่าท่านวิรัชลุกขึ้นเป็นคนแรกอภิปราย เรื่องนี้แต่ว่าไม่ได้ติดตามว่าเรื่องนั้นหรือมาตรา ๔ จบท่านก็ไม่ได้ท้วงอะไร คือถ้าติดใจ มันย้อนกลับนะครับ🔗
อันนี้มันอยู่ในมาตรา ๓ ครับ🔗
ใช่ครับ อยู่ในมาตรา ๓ แต่ว่าท่านอภิปรายคนแรกเลย แต่เพิ่งมาหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา อภิปรายตอนแรกไม่ได้หยิบเรื่องนี้ ขึ้นมาพูด🔗
เมื่อสักครู่ผมพูดไปนี่คือมาตรา ๓ จากนี้ไปคือมาตรา ๓/๑🔗
ใช่ครับ แต่ท่านอภิปราย คนแรกมาตรา ๓🔗
ใช่ครับ มันเป็นประเด็น คนละประเด็นครับ ไม่ติดใจครับ🔗
ไม่อย่างนั้นจะยุ่งนะครับ ผมต้องย้ำในที่ประชุมนี้เพื่อว่าเป็นหลักฐานไว้ เดี๋ยวจะมีปัญหาตามมานะครับ เลขาธิการดูให้ รอบคอบนะครับ ดูรอบคอบหน่อยครับ เชิญต่อไปครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ไกลก้อง ไวทยการ กรรมาธิการครับ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น ในมาตรา ๔ ไว้ ในส่วนของการแก้ไข (๗) ว่าด้วยคุณสมบัติอันเป็นลักษณะต้องห้ามของ กรรมการ กสทช. กรณีที่เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ผมได้ขอสงวน ความเห็นไว้เป็น (๗) ให้เป็น เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยพ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีในวัน เปิดรับสมัคร เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ🔗
ด้วยเหตุผลดังนี้ครับท่านประธาน ที่ว่าไม่ต้องการให้กำหนดคุณสมบัติ ต้องห้ามนี้เป็นการลงโทษซ้ำกับผู้ที่ได้รับโทษและพ้นโทษจำคุกไปแล้ว การถูกคำพิพากษา ให้จำคุกนั้นอาจจะมาจากหลายสาเหตุด้วยกันครับท่านประธาน เช่นกรณีคดีทางการเมือง เป็นต้น ผมจึงอยากเสนอหลักการว่าผู้ที่พ้นโทษมาแล้ว หากประสงค์ที่จะสมัครเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญ และมีการรับผิดชอบในเรื่องของคลื่นความถี่และการกำหนด ในเรื่องของกิจการโทรคมนาคมต่าง ๆ หากเคยรับโทษจำคุกมาแล้วก็ควรจะมีระยะเวลา การเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ผู้ที่ประสงค์เป็นกรรมการ กสทช. แสดงความสามารถและแสดง ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ หลังจากพ้นโทษมาแล้วว่าตนเองมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็น กรรมการ กสทช. และผมคิดว่าการเว้นระยะเวลา ๑๐ ปี ก็สอดคล้องกับประสบการณ์ของ ผู้ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย กสทช. ฉบับนี้ รวมทั้งเป็นคุณสมบัติเดียวกันกับผู้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตามผู้ที่พิจารณาคุณสมบัติ ของผู้สมัครเข้ามาเป็นกรรมการ กสทช. นั้นก็เป็นการสรรหา ดังนั้นในเรื่องนี้ก็จะต้องผ่าน วิจารณญาณ แล้วก็การพิจารณาของกรรมการสรรหาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นผมจึงไม่อยากให้ กฎหมายนี้มีข้อบัญญัติที่เป็นการปิดโอกาสให้ผู้เคยถูกจำคุก และควรยึดหลักการว่าผู้ที่ พ้นผิดแล้วให้ถือว่าเป็นผู้ไร้มลทิน โดยที่จะต้องไม่ถูกจำกัดสิทธิด้วยกฎหมายฉบับอื่น ๆ ต่อไป ท่านประธานครับ ในประเด็นนี้ผมยังขอสนับสนุนหลักการของเพื่อนกรรมาธิการ อีก ๒ ท่านที่สงวนความเห็นในประเด็นเดียวกันนี้ครับ แล้วก็อยากจะขอให้ท่านสมาชิก พิจารณาสนับสนุนร่างของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในประเด็นนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยอีก ๒ ท่านครับ ขอเชิญนะครับ ท่านนิคมเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้า พรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ห้า กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยครับท่านประธาน กระผมได้ขอสงวนความเห็นโดยขอให้แก้ไขเพิ่มเติม ความใน (๗) แล้วก็ตัดข้อความใน (๑๒) ของ ข. ของมาตรา ๗ ลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ครับ🔗
(๗) เคยได้รับโทษจำคุก คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิด อันได้กระทำโดยประมาทและความผิดลหุโทษ หรือเว้นแต่พ้นโทษมาแล้วสามปี🔗
เหตุผลที่ผมต้องบอกว่า หรือพ้นโทษมาแล้วสามปีนั้น นั่นหมายถึงว่าผู้ที่ จำคุกมาแล้ว เขาพ้นมลทินมาแล้ว เราก็ย่อมจะให้โอกาสคนเหล่านี้กลับมาเป็นคนปกติ เหมือนพวกเรา ผมก็เลยคิดว่าถ้าพ้นโทษแล้ว ๓ ปี ก็เห็นสมควรว่าควรจะสามารถสมัคร กรรมการ กสทช. ได้🔗
ในอีกประเด็นหนึ่งครับ ใน (๑๒) ที่ผมต้องขอตัด (๑๒) ออกนะครับ (๑๒) ดังนี้ครับ เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้นส่วนในบริษัท หรือหุ้นส่วนหรือนิติบุคคลอื่นใดบรรดาที่ประกอบกิจการด้านกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ในระยะเวลาหนึ่งปีที่ได้รับการคัดเลือกตามมาตรา ๑๕ นั่นหมายถึงว่าถ้าผู้ใดที่ดำเนินการทางด้านนี้ ประกอบกิจการกระจาย เสียงโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ถ้าต้องการไปสมัครเป็นกรรมการ กสทช. ท่านจะต้องหยุดงาน ๑ ปี หรือตกงาน ๑ ปี ฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าข้อความนี้ยังอยู่ก็เป็นการกีดกันคนที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคมที่เขามี ความรู้ความสามารถ ท่านประธานครับ คนที่มีความรู้ความสามารถส่วนใหญ่จะไม่ค่อย ตกงานหรอกครับ คือคนเหล่านี้ก็จะมีบริษัทใหญ่ ๆ หรือผู้ประกอบการเขาก็ต้องจ้างคนที่มี ความรู้ความสามารถไปบริหารกิจการของเขา ฉะนั้นถ้าเรายังมาติดในข้อนี้ก็เป็นการขาดโอกาส เสียโอกาสครับที่เราจะได้คนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ หรือโทรคมนาคมมาบริหาร มาเป็นกรรมการ กสทช. และผมก็เลยคิดว่าควรจะตัด ประเด็นนี้ออกไป หรือถ้าท่านใดคิดว่าถ้าเอาคนเหล่านี้มาสมัครอาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ในมาตรา ๙ (๑๘) เขียนไว้ชัดเจนว่าผู้ที่กรรมการคัดเลือกให้เป็นกรรมการ กสทช. แล้ว ท่านจะต้องไปลาออกจากวิชาชีพ จากอาชีพ จากงานเดิมของท่าน ท่านสามารถลาออกได้ ซึ่งก็เท่ากับว่าเขาขาดจากการมีส่วนร่วมหรือประโยชน์ทับซ้อนจากบริษัทเก่าแล้ว ผมยกตัวอย่างครับ ในมาตรา ๕ ให้ยกเลิกมาตรา ๑๔/๑ และ มาตรา ๑๔/๒ คนที่มี คุณสมบัติดังต่อไปนี้ก็ยังสามารถสมัครได้ครับท่านประธาน ไม่ต้องลาออกนะครับ ยกตัวอย่างเช่น (๑) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีผู้พิพากษา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญ รองหัวหน้าศาลทหารกลาง รองอธิบดีอัยการ หรือตำแหน่งเทียบเท่า เห็นไหมครับคนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องลาออก สามารถสมัครได้เลยครับ ถ้าได้แล้วค่อยลาออกเห็นไหมครับ (๒) เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการ พลเรือนพนักงานในหน่วยงานอื่นของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า รองหัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับกรมขึ้นไป หรือรองหัวหน้าหน่วยงานอื่นของรัฐที่เป็น นิติบุคคลหรือรัฐวิสาหกิจ หรือเทียบเท่า หรือเป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่น ของรัฐที่เป็นนิติบุคคลหรือรัฐวิสาหกิจที่มีประวัติการปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม เห็นไหมครับคนกลุ่มนี้ยังไม่ต้องลาออก ๑ ปีเลยครับ ยังสามารถสมัครได้ ถ้ากรรมการเลือก แล้วค่อยลาออกเห็นไหมครับ ใน (๓) เช่นกันครับ เป็นหรือเคยเป็นนายทหาร หรือนายตำรวจที่มียศตั้งแต่ พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี หรือพลตำรวจตรีขึ้นไป ซึ่งมี ประวัติปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม หรือที่เป็นประโยชน์กับการกำกับดูแลกิจการ โทรคมนาคมของประเทศมาก่อน ถ้าบอกว่าประโยชน์ทับซ้อนคนเหล่านี้ยิ่งจะมีประโยชน์ ทับซ้อนมากกว่า เพราะว่ามีทั้งตำแหน่ง มีทั้งยศ มีทั้งการดำเนินงานด้านนี้มาก่อนแล้ว คนกลุ่มนี้ทำไมไม่ให้ลาออก เห็นไหมครับ ฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าถ้าคนกลุ่มนี้สามารถ เป็นหรือเคยเป็นสมัครได้ ผมก็เลยคิดว่าใน (๑๒) เช่นกันครับ ก็ควรจะให้คนที่อยู่ใน (๑๒) สามารถที่จะมาสมัครได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องลาออกก่อน ๑ ปี ไม่เช่นนั้นเราก็จะขาดโอกาส ที่จะได้กรรมการ กสทช. ที่มีความรู้ความสามารถด้านการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคมในระยะเวลา ๑ ปีนะครับ ผมจึงเห็นว่าข้อความนี้ ควรจะตัดออก เพื่อให้โอกาสคนเหล่านี้ ก็ขอความกรุณานะครับ ให้ท่านสมาชิกทุกท่านได้ พิจารณาในเรื่องนี้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ครับ ขอบคุณครับ ต่อไป กรรมาธิการสงวนความเห็นอีกท่านหนึ่งครับ นางสาวณัฏฐาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวณัฏฐา มหัทธนา โฆษกกรรมาธิการ ในฐานะกรรมาธิการ ดิฉัน มีความเห็นคล้ายกับกรรมาธิการ ๒ ท่านก่อนหน้า แต่ว่าข้อเสนอต่างกันเล็กน้อยนะคะ นั่นคือในมาตรา ๔ ที่บอกว่า ให้ยกเลิกข้อความใน (๗) แล้วก็มีการแทนที่ด้วยข้อความว่า เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดย ประมาทหรือความผิดลหุโทษ เจตนารมณ์ของการใส่ข้อความนี้ลงไป จริง ๆ แล้วเป็นการขยายสิทธิแล้ว ก่อนหน้านี้ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับก่อนหน้าเคยจำกัดสิทธิ มากกว่านี้นะคะ อันนี้เหลือเพียงว่าคนที่เคยจำคุก ถ้าพูดภาษาง่าย ๆ คนที่เคยต้องโทษแล้วก็ เคยถูกจำคุกไม่สามารถจะมาสมัครเป็นกรรมการ กสทช. ได้ ข้อเสนอของดิฉันคือให้ลบ ข้อความนี้ออกไปเลย หลายท่านอาจจะแปลกใจค่ะ เพราะว่าตามความรู้สึกของคนไทยทั่ว ๆ ไป เราก็อาจจะรู้สึกว่าทำไมล่ะคนติดคุกไม่ให้มาสมัคร ก็ปกตินี่นะคะ นั่นละค่ะคือเหตุผลที่เรา จะต้องมาคุยกัน เหตุที่อยากจะตัดข้อความนี้ออกไปก็เพราะว่ามันขัดหลักการสำคัญ ถึง ๓ หลักการ นั่นคือสิทธิตามรัฐธรรมนูญ หลักนิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชน ขอใช้เวลา สักเล็กน้อยให้รายละเอียดนะคะ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มีการรับรองสิทธิของพลเมืองไทยไว้ว่าจะมีความเสมอภาคกันตามกฎหมาย และการไม่เลือก ปฏิบัติ ชัดเจนว่าการที่เราจะบอกว่าใครที่เคยมีประวัติต้องโทษจำคุกไม่สามารถมาสมัครได้ ก็คือการเลือกปฏิบัติแล้ว เพราะมันไม่ใช่คุณสมบัติที่เขาจะกำหนดได้ ณ เวลาที่มาสมัคร หรือไม่ใช่แม้แต่คุณสมบัติที่จะพยายามปรับปรุงตนให้มันหายไป การกระทำใด ๆ ที่เสมือน เป็นการขยายโทษและส่งเสริมวัฒนธรรมการตีตราตัวบุคคลแบบนี้ควรจะหมดไปค่ะ ณ วันที่มีผู้กระทำผิด ณ วันที่ศาลพิพากษา ศาลท่านพิพากษาไว้ว่าให้จำคุกกี่ปี กี่เดือน กี่วัน ศาลท่านไม่เคยเขียนในคำพิพากษาว่าบุคคลคนนี้จะต้องถูกตีตราตลอดชีวิต ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างคนปกติ จะต้องมีมลทินตลอดชีวิต ถ้อยคำแบบนี้ไม่เคย ปรากฏในคำพิพากษา แล้วเราจะเอาสิทธิอะไรคะที่จะมาทำการลงโทษซ้ำซ้อน ที่จะมา ทำการขยายโทษ ตามหลักนิติธรรมกฎหมายจะต้องไม่มีผลย้อนหลัง กฎหมายจะต้อง ไม่มีผลย้อนหลังนะคะ หลีกเลี่ยงความขัดแย้งกันเอง และไม่มีการลงโทษซ้ำซ้อนหรือว่า ดับเบิลจีโอพาร์ดี (Double jeopardy) ต้องไม่มี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานของรัฐ ไม่มีอำนาจใด ๆ ในการขยายโทษจากคำพิพากษา และยิ่งในกฎหมายระดับชาติแบบนี้ ไม่ควรถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการตรากฎหมายให้เป็นตัวอย่าง และเป็นค่านิยมในสังคม หากเราคงข้อความแบบนี้เอาไว้เรากำลังบอกอะไรสังคม เรากำลังบอกว่าบริษัท ห้างร้าน ต่าง ๆ ก็สามารถจะมีกฎแบบนี้นะ เขียนไว้ในกฎเอชอาร์ (HR) ของบริษัทเลยว่าใครเคยถูก ต้องโทษจำคุกมาสมัครงานที่นี่ไม่ได้ แล้วถ้าเป็นแบบนั้นคำขวัญของกรมราชทัณฑ์ที่บอกว่า คืนคนดีสู่สังคม มันจะมีความหมายอะไร กรมราชทัณฑ์ในภาษาอังกฤษเราใช้คำว่า ดีพาร์ตเมนต์ ออฟ คอร์เรกชันส์ (Department of Corrections) คำว่า คอร์เรกชันส์ (Corrections) ก็แปลว่าการแก้ไขจากผิดให้เป็นถูก ในกระบวนการแก้ไขนั้นเราทำ เพื่อให้โอกาสและเพื่อคืนคนดีสู่สังคม นี่เป็นคำนิยามของกระบวนการยุติธรรมเอง จึงไม่ควรมีการพยายามสร้างบรรทัดฐานใด ๆ ที่ขัดแย้งกับหลักการนี้ค่ะ อย่าให้คำว่า คืนคนดี สู่สังคม เป็นเพียงแค่สโลแกน (Slogan) อย่าสร้างบรรทัดฐานที่ผิดจากในที่ที่ควรจะเป็นที่ ที่สร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องให้กับประเทศ ท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมข้อความนี้จึงมาอยู่ ในการแก้ไขฉบับนี้ได้ ดิฉันก็ได้อ่านในการทำงานของกรรมาธิการเราเขาก็จะมีตารางให้ เป็นการบอกว่าส่วนไหนถูกแก้ไข และเหตุผลในการแก้ไขเพราะอะไร ในส่วนของเหตุผล ในการแก้ไขมาตรานี้มีการเขียนไว้ว่า จะแก้ไขลักษณะต้องห้ามกรณีเคยได้รับโทษจำคุก เพื่อให้สอดคล้องกับองค์กรอิสระอื่น เพื่อให้สอดคล้องกับองค์กรอิสระอื่น นั่นหมายความว่า มีการเขียนถ้อยคำแบบนี้เต็มไปหมดเลยในกฎหมายที่เรามีอยู่ในตอนนี้ค่ะ แม้กระทั่ง ในรัฐธรรมนูญเอง ถ้าท่านได้ดูกฎหมายที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง เกี่ยวกับนักการเมือง เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง หรือในคณะรัฐมนตรี ก็จะมีการเขียนเรื่องต้องโทษจำคุกเอาไว้ แล้วดิฉัน ก็ได้เห็นว่าก็มีรัฐมนตรี คงจะไม่ต้องเอ่ยนามค่ะ แต่ก็จะถูกเอาเรื่องในอดีตขึ้นมาพูด ตลอดเวลา ถ้าเรารู้จักกันก็คงจะทราบว่าดิฉันก็ไม่ได้อยู่ในฟากฝั่งทางการเมืองเดียวกับ รัฐบาลแต่อย่างใด แต่ก็รู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่มีการหยิบยกเรื่องแบบนี้ขึ้นมาโจมตี เพราะมันผิดหลักการสิทธิมนุษยชน มันคือการขยายโทษ มันคือการตีตรา และมันไม่ได้เป็น เรื่องส่วนบุคคลของใครคนใดคนหนึ่งค่ะ แต่ว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับทั้งสังคม จึงได้มาขอใช้เวลาของสภานี้ในวันนี้เพื่อการยืนยันค่ะว่าการตัดข้อความว่า เคยได้รับ โทษจำคุก คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ออกจากคุณสมบัติที่เป็นการตั้งเกณฑ์ จำกัดสิทธิ คนที่จะมาสมัคร กสทช. เป็นเรื่องสำคัญ และจะไม่มีผลเสียใด ๆ เลยกับการสรรหา กสทช. ไม่มีผลเสียใด ๆ เลย ท่านคิดว่าจะมีกี่คนที่เคยถูกโทษจำคุกแล้วจะมาสมัคร อาจจะมีค่ะ มีแล้วอย่างไรคะ ยืนยันหลักการว่าเขาไม่มีมลทิน แต่เขาต้องเข้าสู่อะไรต่อไป เข้าสู่ กระบวนการสรรหา ซึ่งมีการตั้งเกณฑ์อย่างละเอียดนะคะ🔗
สุดท้ายค่ะ ก็ใช้เวลาหมดแล้ว ดิฉันทราบดีว่าการมาอภิปรายในครั้งนี้ การจะ ได้เสียงสนับสนุนคงจะเป็นเรื่องยากมาก ๆ แต่อย่างน้อยขอให้ทดไว้ในความรู้สึกนึกคิด ของทุก ๆ ท่านว่าในโอกาสต่อไปถ้ามีโอกาสก็อยากให้สร้างบรรทัดฐานใหม่ด้วยกัน ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากจะชี้แจง เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต้องกราบขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่ง จากท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่กรุณาได้ชี้แจงเหตุผลได้ละเอียดนะครับ ผมขออนุญาต ชี้แจงกับท่านสมาชิกผ่านทางท่านประธานไปนะครับ ในเรื่องของมาตรา ๔ แก้ไขในครั้งนี้ ที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ขอแก้ไข จริง ๆ ในกรรมาธิการเสียงข้างมาก เราไม่ได้มี การแก้ไขในเรื่องนี้ เหตุผลเนื่องจากว่าทิศทางการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย มีไปในทิศทางเดียวกันใน (๗) นะครับ ก็คือในมิติของการที่จะปรับลด หรือเปิดโอกาสให้กับ ผู้ที่ถูกจำคุกนะครับ จะพ้นโทษไปแล้ว ๑๐ ปีบ้าง ๓ ปีบ้างนะครับ หรือแม้กระทั่ง เมื่อพ้นโทษมาแล้วก็ให้สามารถเข้ามามีคุณสมบัติในการที่จะสมัครเป็นบอร์ด (Board) ของ กสทช. นะครับ ผมกราบเรียนครับว่าจริง ๆ แล้วในเรื่องของการปิดกั้นโอกาส คงจะไม่ใช่นะครับ ที่ระบุไว้จริง ๆ แล้วเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ามาสมัคร ไม่ได้เป็น การปิดโอกาสนะครับ หรือว่าไม่ได้เป็นในเรื่องของบทกำหนดโทษต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ที่กรรมาธิการท่านหนึ่งก็คือท่านไกลก้องนะครับ ที่ได้บอกว่าเหมือนเป็นการลงโทษซ้ำ จริง ๆ ในเรื่องนี้เป็นเรื่องของการกำหนดคุณสมบัติเท่านั้น ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับบทกำหนด โทษใด ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เรากำหนดคุณสมบัติ ผมกราบเรียนว่า ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างนะครับ เพื่อให้ง่ายที่สุด ก็คือว่าในการที่กำหนดคุณสมบัติโดยเฉพาะในเรื่อง ของผู้ที่ถูกจำคุก เราต้องคิดในมุมกว้างด้วยว่าเราไม่ได้ระบุลงไปว่าจำคุกในเรื่องอะไร เราพูด อยู่เสมอว่าการคัดสรรกรรมการที่จะมาเป็นบอร์ด (Board) กสทช. จะมาดูทรัพย์สิน และทรัพย์สมบัติของประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล เราก็ต้องเลือกคนที่มีความครบถ้วนในด้าน ความรู้ที่เราได้มีการอภิปรายไปแล้วเมื่อสักครู่ กับอีกด้านหนึ่งในเรื่องของการทำผิด เราไม่ได้ ระบุแยกไป อย่างเช่น เกิดผู้ที่โดนลงโทษจำคุกในเรื่องของทุจริตคอร์รัปชัน เป็นเรื่องของ การเงินและเป็นเรื่องของอื่น ๆ แบบนี้ เขาถึงได้กำหนดเอาไว้ว่าคุณลักษณะต้องห้ามแบบนี้ ถ้าเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากให้เข้ามา เพราะเขาต้องมาดูทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลของรัฐ ก็เป็น คุณสมบัติต้องห้ามที่ห้ามเอาไว้ แต่ไม่ได้ปิดโอกาสให้ เขาก็ไปทำงานที่อื่นได้นะครับ เพียงแต่ เนื่องจากว่าการคัดสรร กสทช. ครั้งนี้มีความจำเป็นจริง ๆ ที่ทุกคนอยากจะได้คนที่ดีที่สุด คนที่เก่งที่สุด และต้องโปร่งใส เพื่อจะมาดูผลประโยชน์ตรงนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเหตุผล ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ถกกันในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก แล้วก็ได้มีแนวทางว่าก็ควร จะคงเอาไว้ เพราะเนื่องจากว่าของเดิมเลยได้มีการเปิดไว้เฉย ๆ ว่าผู้ที่ถูกพิพากษาโดนจำคุก ไม่สามารถที่จะมีคุณสมบัติเข้ามาสมัครได้ ตอนหลังก็มาปรับลงเป็นต้องมีการจำคุกจริงถึงจะ มีการกำหนดไว้ในคุณสมบัติต้องห้าม ฉะนั้นผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ได้ ปิดโอกาสเลย แต่ว่าเป็นสิ่งที่เรามีความจำเป็นที่จะต้องคัดคนที่ดีที่สุด แล้วเราเกรงในเรื่อง ของบทลงโทษหรือที่เขาถูกพิพากษามา ถ้าไปเกี่ยวกับเรื่องของทุจริตคอร์รัปชัน เรื่องการเงินต่าง ๆ ยิ่งเป็นปัญหาในอนาคตในการเข้ามาดำเนินการในครั้งนี้ นี่เป็นสิ่งที่ พวกเรากังวลนะครับ🔗
ในเรื่องที่ ๒ ก็คือ (๑๒) ที่ท่านกรรมาธิการนิคม บุญวิเศษ ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะครับ ได้พูดถึงในเรื่องการเว้นวรรค ๑ ปีของผู้ที่เป็นผู้บริหารของหน่วยงาน บางหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่อยู่ในแวดวงหรือวงการโทรคมนาคม ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างว่า บางครั้งมันมีผู้บริหารระดับสูง เราไม่ได้มองเรื่องของการเปลี่ยนงาน หรือเงินเดือนนะครับ แต่ต้องมองในวันที่ว่าบริษัทบางบริษัทที่เป็นผู้บริหารระดับสูงอาจจะ มีความรู้ความสามารถดีจริง แต่วันหนึ่งเขาเคยเป็นผู้บริหารของบริษัทที่ได้รับสัมปทาน หรือได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. ถ้าเราไม่เว้นวรรคอยู่ดี ๆ วันดีคืนดีเขาลาออกจากผู้ที่ได้รับ กำกับดูแลได้รับใบอนุญาตของ กสทช. ในเรื่องของโทรคมนาคม วันหนึ่งเขาลาออกมา พอวันรุ่งขึ้นเขากลายมาเป็นบอร์ด (Board) หรือผู้บริหาร กสทช. ซึ่งมีอำนาจในการให้ ใบอนุญาตต่าง ๆ กับหน่วยงานนั้น เราก็เกรงว่าจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นว่าวันหนึ่ง เขาเป็นผู้รับใบอนุญาต อีกวันหนึ่งเขากลายเป็นผู้ให้ใบอนุญาต เขาก็อาจจะมีผลประโยชน์ ทับซ้อนกับบริษัทที่เขาเคยทำงานอยู่ แล้วก็เป็นผู้บริหารอยู่ในบริษัทนั้น ๆ ในกฎหมายฉบับนี้ จึงได้เขียนเอาไว้ว่าให้เว้นวรรคอย่างน้อย ๑ ปี เพื่อให้แสดงความโปร่งใสว่าท่านไม่ได้มีอะไร ที่ผูกพันกับบริษัทเดิมอีกแล้วนะครับ นั่นคือเหตุผลจริง ๆ ซึ่งไม่ได้มีเจตนาที่จะไปปิดกั้นว่า ทำไมเขาต้องเว้นวรรคนะครับ แต่ในทางปฏิบัตินี่ไม่สามารถที่จะทำได้ในทันทีทันใด เพราะเนื่องจากว่าท่านจะเปลี่ยนจากวันหนึ่งเป็นผู้รับ อีกวันหนึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจ ในการให้ใบอนุญาต ก็คงจะสร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอยู่เป็นจำนวนมากในเรื่อง ของการมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทเดิมที่ท่านได้เคยบริหารจัดการหรือบริหารงาน อยู่นะครับ ฉะนั้นผมกราบเรียนว่าทางกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงขอยืนตามร่างเดิม ไม่ได้มีการแก้ไขครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ โดยที่ มาตรานี้ไม่มีการแก้ไขนะครับ แต่ว่ากรรมาธิการสงวนความเห็น ๓ ท่าน แล้วก็ติดใจ ถึงอย่างไรก็จำเป็นต้องลงมติ ดังนั้นขอเพื่อนสมาชิกเข้ามาลงมตินะครับ🔗
กรุณาเข้ามา แสดงตนนะครับ🔗
เพชรภูมิ ๓๔๙ ขอแสดงตนครับ🔗
เจ้าหน้าที่จดด้วยครับ อยู่ระหว่างแสดงตนนะครับ ท่านสมาชิกกรุณาแสดงตนครับ🔗
๒๗๙ แสดงตนครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๔๗ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๓๔๘ ท่านครับ🔗
ต่อไปขอท่านสมาชิก ได้กรุณาลงมติ โดยที่มาตรานี้ไม่มีการแก้ไขแต่ว่ามีกรรมาธิการสงวนความเห็นจึงขอถามมติว่า ผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดที่ไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขคือเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็น กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง นะครับ กรุณาลงมติครับ🔗
อยู่ระหว่างลงมติครับ🔗
๓๔๙ เห็นด้วยครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ พร้อมขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๕๑ ท่าน เห็นด้วย ๒๔๗ บวก ๑ ก็ ๒๔๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๙๘ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วย มาตรานี้ที่ไม่มีการแก้ไขครับ🔗
เลขาธิการเชิญต่อครับ🔗
มาตรา ๕ แก้ไขมาตรา ๑๔/๑ มาตรา ๑๔/๒ และมาตรา ๑๕ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ🔗
ขอเชิญกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร กระผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะกรรมาธิการ กระผมได้ขอแก้มาตรา ๑๕ ที่กระผมยังติดใจอยู่ ผมขอแก้ดังนี้ครับ🔗
ในการดำเนินการสรรหากรรมการ ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทน ราษฎร ตัดคำว่า สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ออก เปลี่ยนเป็น สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ประกาศการเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการให้ทราบ เป็นการทั่วไปผ่านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อย่างน้อยสามสิบวันติดต่อกัน🔗
เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณา คัดเลือกผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นกรรมการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายชื่อ ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร🔗
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการสรรหากำหนด🔗
ในการคัดเลือกใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผยและให้กรรมการสรรหาแต่ละคน บันทึกเหตุผลในการเลือกไว้ด้วย🔗
ผู้จะได้รับการเลือกตั้งต้องได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง กระผมใช้ เกินกึ่งหนึ่งนะครับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ เพราะว่าถ้าจะถึง ๒ ใน ๓ จะยากจาก ผู้แทนราษฎร กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่ของกรรมการสรรหา🔗
ถ้าไม่มีบุคคลได้รับคะแนนเสียงตามวรรคห้า หรือมีแต่ยังไม่ครบจำนวน ที่จะต้องสรรหา ให้มีการลงคะแนนใหม่สำหรับผู้ที่ได้คะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ถ้ายังไม่ครบตาม จำนวนให้ลงคะแนนอีกครั้งหนึ่ง ในกรณีที่การลงคะแนนครั้งหลังยังได้บุคคลไม่ครบตามจำนวน ที่จะต้องสรรหา ให้ดำเนินการสรรหาใหม่สำหรับที่ยังขาดอยู่🔗
เหตุผลที่ผมเปลี่ยนจากวุฒิสภามาเป็นสภาผู้แทนราษฎร เพราะอย่างที่ ผมกราบเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วว่า กรรมการ กสทช. เป็นคณะกรรมการ ที่มีความสำคัญ มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๒๕ ถึงมาตรา ๓๔ ตั้งแต่การให้สัมปทานกำหนด ราคา ทั้งควบคุม ทั้งปิดวิทยุ โทรทัศน์ก็เห็นมาแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ ในการบริหารประเทศและมีผลต่อพี่น้องประชาชน ผู้ที่จะดำเนินการเลือกตั้ง ผู้ที่เป็น กรรมการสรรหาจึงควรจะเลือกตั้งกรรมการ กสทช. จึงต้องมาจากผู้ที่ได้รับเลือกจาก สภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุผลดังกล่าว กระผมจึงเปลี่ยนจากวุฒิสภามาเป็น สภาผู้แทนราษฎร🔗
และอีกประการหนึ่ง ใน พ.ศ. ๒๕๕๓ วุฒิสมาชิกในสมัยนั้นมาจาก การเลือกตั้ง แต่สมัยนี้วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง เพราะฉะนั้นกระผมจึงเห็นว่าสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้คัดเลือกผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นกรรมการ กสทช. ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ กรรมาธิการท่านใดที่มีความประสงค์จะให้ความเห็นเชิญนะครับ แต่ช่วยดูเวลาหน่อยนะครับ เพื่อว่าจะได้ทำให้กฎหมายนี้ได้ผ่านไปได้ในเวลาที่ไม่ข้ามวันนะครับ เชิญเลยครับ ยินดี ให้อภิปรายครับ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นยังมีไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ผม ปรเมศวร์ กุมารบุญ กรรมาธิการ ขอสงวน ความเห็น โดยขอแก้ไขใน (๖) แล้วก็เพิ่มเติม (๘) ในมาตรา ๑๔/๒ โดยมีเจตนารมณ์ อย่างนี้นะครับ เจ้าหน้าที่ครับ ขออนุญาต มีสไลด์ (Slide) นะครับ🔗
เจตนารมณ์ของผมก็คืออยากให้ กลุ่มวิชาชีพได้มีสิทธิในการสมัครเข้ารับการคัดสรรเป็น กสทช. และที่สำคัญนะครับ ก็อยากจะยกระดับ กสทช. ให้เทียบเท่ากับองค์กรอิสระอื่นนะครับ ตามสไลด์ (Slide) นี้ เราจะเห็นว่า กกต. ป.ป.ช. จะมี ๓ ขานะครับ ต้องขออนุญาตเรียกให้เข้าใจง่ายก็คือ มีผู้บริหารระดับสูง เช่น รองอธิบดีขึ้นไป มีนักวิชาการ รองศาสตราจารย์ หรือศาสตราจารย์ ขึ้นไป แล้วก็กลุ่มวิชาชีพ ในกฎหมายเขาเขียนไว้ใช้ถ้อยคำว่า เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพนะครับ เช่นว่าในมาตรา ๘ ของ พ.ร.ป. กกต. หรือมาตรา ๕ ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. เป็นต้นนะครับ แต่ใน กสทช. ในร่างฉบับนี้ ยังไม่มีกลุ่ม วิชาชีพในความเห็นของผมนะครับ ผมขออนุญาตให้เห็นความสำคัญของกลุ่มวิชาชีพนะครับ ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนวงการสื่อสารอย่างแท้จริง อาทิเช่นผู้ประกาศ หรือทนายความนะครับ ก็มีชั้น ๑ ชั้น ๒ หรือวิศวกร วิศวกรเอง ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นความสำคัญ ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๔๗๑ เราได้มีกลุ่มสมาคมนายช่างแห่งกรุงสยามได้เห็นว่าการศึกษา ไม่ว่าต่างประเทศหรือในประเทศเองก็แล้วแต่มีมาตรฐานไม่เหมือนกันก็ค่อย ๆ มีวิวัฒนาการ มาจนมีสภาวิศวกรในปี ๒๕๔๒ วิศวกรเองก็มี ๓ ระดับนะครับจบใหม่ ๆ เทียบปริญญาเสร็จ สอบวัดความรู้ ความสามารถได้เป็นภาคี ทำงานไปสัก ๓ ปีอย่างน้อยนะครับ จนมีผลงานที่ สภาวิศวกรยอมรับ ให้สอบข้อเขียนก่อนแล้วก็มาสัมภาษณ์ได้เป็นสามัญวิศวกร ทำงานไปอีก สัก ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีก็แล้วแต่ มีผลงานจนสภาวิศวกรยอมรับ ถึงได้รับการเข้าสัมภาษณ์จาก คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นวุฒิวิศวกรไฟฟ้าสื่อสารในกลุ่มวิชาชีพวิศวกรไฟฟ้าสื่อสาร มีประมาณ ๙๔ คน ในรอบ ๕๙ ปี สิ่งที่เราพยายามอยากได้สิ่งที่เราได้เห็นการให้ข้อมูลของ กรรมาธิการที่ร่วมกันร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เราจะเห็นว่าอยากได้คนที่มีความรู้ความสามารถ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปนะครับ แต่ความยากอย่างที่ผมบอกกล่าวถึงตัวอย่างของวิศวกรไฟฟ้า สื่อสารอย่างที่บอกนะครับ เราจะเห็นว่าแทบจะไม่มีโอกาสในร่างมาตรา ๑๔/๒ ผมย่อมา ให้เห็นดังนี้นะครับ🔗
(๑) รองอธิบดี ผู้พิพากษา รองอธิบดีศาลชั้นต้น หรือรองอธิบดีอัยการ ซึ่งเราได้ตัด กสทช. ด้านกฎหมายออกไปแล้ว ก็อาจจะมาทำหน้าที่อะไรก็ว่าไปอีกอย่างนะครับ🔗
(๒) ก็คือข้าราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ รองหัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ ระดับกรมขึ้นไปก็อาจจะเป็นรองอธิบดีขึ้นไป เป็นต้น🔗
(๓) นายทหารหรือนายตำรวจ ยศ พลตรีขึ้นไป ตรงนี้ถ้าท่านได้ฟังเหตุผล เมื่อก่อนหน้านี้ที่ผมยกนะครับ ความรู้ความเชี่ยวชาญที่ กสทช. ควรจะมีที่สอดคล้องกับ การค้าเสรีในบริการโทรคมนาคมการสื่อสารอย่างที่ผมบอกว่าใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ยิ่งมีเครื่องมือความรู้ใหม่ ๆ ทำให้ตลาดแข่งขันเท่าไรประชาชนก็จะได้ใช้ของดีราคาถูก ประเทศก็จะมีโครงข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้น แต่ผมไม่แน่ใจว่า ทหาร ตำรวจได้มี ความรู้ทางด้านนี้ไหม ท่านประธานครับ ผมจบทางเทเลคอมแมเนจเมนต์ (Telecom Management) ผมเป็นอาจารย์สอนทางด้านกฎหมายนโยบายดิจิทัล (Digital) และอาชญากรรมไซเบอร์ (Cyber) ในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ผมเองยังรู้สึกว่าความรู้ที่ โลกเรามีตอนนี้ยังไม่พอในการที่จะกำกับการสื่อสารให้ยิ่งขึ้นไปอีก แต่ทำไม ทหาร ตำรวจ ถึงมีความสามารถ อันนี้ผมก็ไม่สามารถจะตัดสินใจได้นะครับ🔗
(๔) ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ขึ้นไปนะครับ🔗
(๕) รองกรรมการผู้จัดการบริษัทมหาชนขึ้นไปนะครับ🔗
(๖) มีประสบการณ์ด้านการบริหารนะครับ ที่เขียนไว้ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับ มีประสบการณ์ด้านการบริหารกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคมไม่น้อยกว่าสิบปี🔗
ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ วุฒิวิศวกรไฟฟ้าสื่อสารอย่างที่ผมบอกมี ๙๔ คน ในรอบ ๕๙ ปี กับผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด อมร อีเล็คโทรนิคส์ ซ่อมวิทยุ โทรทัศน์ ท่านว่า ใครจะมีสิทธิในการสมัคร ผมเองก็อ่านดูแล้วผมคิดว่าผู้จัดการอมรอีเล็คโทรนิกส์ซ่อมวิทยุ โทรทัศน์มีโอกาสสมัครเป็น กสทช. แต่กลุ่มวิชาชีพ ผู้ประกาศ ทนายความชั้นหนึ่ง วุฒิวิศวกรไม่มีโอกาส ผมจึงขออนุญาตสรุปนะครับ เสนอง่าย ๆ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ แก้ไขเพิ่มเติม (๖) ง่ายนิดเดียวครับ ตัดคำว่า การบริหาร ออกไป ก็จะเหลือแค่ มีประสบการณ์ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ไม่น้อยกว่าสิบปี แค่ตัดคำว่า การบริหาร ออกไปเท่านั้นก็จะสอดคล้อง จริงอยู่ครับมีคำว่า การบริหารอยู่ ดุลพินิจของกรรมการสรรหาอาจจะเห็นว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพได้ซึ่งผมเชื่อว่า เดี๋ยวกรรมาธิการบางท่านชี้แจงก็อาจจะให้เหตุผลอย่างนั้นนะครับ แต่เพื่อเป็นหลักประกัน ร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ ที่จะเปลี่ยนแปลงให้กลุ่มวิชาชีพได้มีโอกาสจริง ๆ ก็อยากให้มี การแก้ไข แล้วผมก็ขอเพิ่มเติมใน🔗
(๘) เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบ วิชาชีพอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่ายี่สิบปี และปัจจุบันยังคงเป็นผู้ได้รับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพชั้นสูงสุดในสาขาวิชาชีพนั้นอยู่ ก็ลอกถ้อยคำมาจากกฎหมายของ ป.ป.ช. หรือ กกต. ที่ใช้ถ้อยคำนี้🔗
เหตุผลสุดท้ายนะครับ ผมก็อยากโน้มน้าวนะครับ ขอความกรุณาให้ ท่านสมาชิกได้ลงมติตามข้อเสนอ ข้อสงวนความเห็นของผมนะครับ ให้นึกถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ หลักฟรีแมนเดต (Free Mandate) ซึ่งตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ เราเพิ่งมาเขียนใหม่ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อยากให้ท่านมีอิสระในการลงมติในครั้งนี้ และเพื่อเปิดโอกาส ให้กลุ่มวิชาชีพได้เข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลกิจการสื่อสารของชาติ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็นยังมีไหมครับ มีผู้แปรญัตติด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับท่านวิรัชในเรื่องที่ในการสรรหานะครับ การที่จะให้วุฒิสภาสรรหา นี่นะครับผมคิดว่าน่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ในการที่รับสมัครสรรหาผู้ที่จะเป็น กรรมการ กสทช. นี่นะครับ เหตุผลก็คือว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ผมคิดว่าผู้แทนราษฎรมีความผูกพันเกี่ยวข้องกับประชาชนมากกว่า นะครับ ผมก็เลยอยากจะให้ผู้แทนราษฎรนั้นมาดูแลทรัพยากรสื่อสารของประชาชนนะครับ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ก็เลยเห็นด้วยกับท่านวิรัชนะครับ🔗
อีกประเด็นหนึ่งครับที่ผมได้สงวนไว้นะครับ ก็คือขอแก้ไขเพิ่มเติมความใน มาตรา ๕ แก้ไขมาตรา ๑๕ วรรคห้า แล้วก็วรรคหก ดังต่อไปนี้🔗
ในวรรคห้า ผู้ซึ่งจะได้รับการเลือกให้ได้รับคะแนน เดิมทีเขาเขียนว่า ผู้ที่จะ ได้รับการคัดเลือกต้องได้รับคะแนนสองในสามของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ คณะกรรมการสรรหา ผมขอแก้เป็น ได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง เหตุผลที่ผมต้องแก้อย่างนี้ครับท่านประธานครับ กรรมการสรรหามีทั้งหมด ๗ คนครับท่านประธานครับ ถ้าเกิดกำหนดไว้ว่าจะต้องมีคะแนน ๒ ใน ๓ เท่ากับว่าจะต้องมีคะแนน ๕ ต่อ ๒ นะครับท่านประธาน คะแนน ๕ ต่อ ๒ ถามว่า เป็นไปได้ไหม เป็นไปได้ครับ แต่ถ้ากรณีที่มีผู้สมัครมีความรู้ความสามารถใกล้เคียงกัน กรรมการสรรหาย่อมจะให้คะแนนใกล้เคียงกันครับ นั่นหมายถึงว่าคนที่จะได้คะแนน ๓ ต่อ ๔ มันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าไปเขียนไว้ว่าจะต้องมีคะแนน ๒ ใน ๓ นี่นะครับ ผมเชื่อว่า จะต้องมีการสรรหาใหม่แล้วก็มีการคัดเลือกใหม่อีกหลายรอบ ฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าคะแนน เกินกึ่งหนึ่งก็ควรจะให้ฝ่ายเกินกึ่งหนึ่งชนะไปเลย ก็ถือว่าคนที่มาสมัครเขาก็มีความรู้ ความสามารถอยู่แล้ว ถ้าไม่เช่นนั้นครับท่านต้องมาสรรหาใหม่ครับ สรรหาใหม่เสร็จแล้ว คะแนนจะเกิน ๒ ใน ๓ หรือไม่อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะเดายาก บางท่านอาจจะให้เหตุผลว่า เหตุที่ต้องเป็น ๒ ใน ๓ นี่นะครับ เพราะว่า กสทช. จะต้องยึดมาตรฐานขององค์กรอิสระ ป.ป.ช. กกต. อะไรทั้งหลายนี่นะครับ แต่ผมจะขอชี้แจงอย่างนี้ครับว่า กสทช. นี่ไม่ใช่องค์กร อิสระครับ กสทช. เป็นองค์กรของรัฐองค์กรหนึ่งครับ ซึ่งไม่ขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหม ไม่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ฉะนั้น กสทช. เป็นองค์กรวิชาชีพครับ เป็นองค์กรที่มาบริหารด้านสื่อ ด้านคลื่นความถี่ ฉะนั้นไม่ใช่องค์กรอิสระนะครับ ถ้าท่านจะเอามาตรฐาน ๒ ใน ๓ เหมือนที่ท่านเลือกองค์กร อิสระนั้นผมไม่เห็นด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะมีการเลือกอีกหลายรอบ ถ้าเกิดคะแนนสูสีกันก็ต้อง เลือกใหม่ครับ ผมก็เลยคิดว่าผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกต้องได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของ จำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของคณะกรรมการสรรหา🔗
ในวรรคถัดมาครับ ถ้าไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงตามวรรคห้า หรือมี แต่ยังไม่ครบจำนวนที่ต้องการสรรหา ให้มีการลงคะแนนใหม่ สำหรับผู้ที่ได้รับคะแนนเสียง ไม่เกินกึ่งหนึ่ง ขอแก้นะครับ อันเดิมนี่เขียนมาว่า ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ขอแก้เป็น ไม่เกิน นะครับ ไม่เกินกึ่งหนึ่ง ถ้ายังได้ไม่ครบตามจำนวนให้มีการลงคะแนนเสียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง นั่นหมายถึงว่าถ้าเลือกครั้งแรกยังได้กรรมการ กสทช. ไม่ครบ ก็ให้มีการเลือก เกิดว่าครั้งแรก ยังไม่มีใครได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เช่น กรรมการมี ๗ คน อาจจะคะแนนเสียง ๒ ต่อ ๒ อย่างนี้ครับ ส่วนอีก ๓ คน ไม่ลงความเห็น คะแนน ๒ เสียง ก็เท่ากับไม่เกินกึ่งหนึ่งก็ถือว่าไม่ผ่าน ก็ต้องให้เลือกใหม่ครับ ความหมายเป็นอย่างนั้นนะครับ เลือกครั้งที่ ๒ เช่นกันครับ ถ้าคะแนนเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่งก็ต้องเลือกใหม่อีกครั้งหนึ่ง อันนี้คือความหมายที่ผม อธิบายนะครับ แต่ถ้าเป็น ๒ ใน ๓ ค่อนข้างจะเลือกยากครับท่านประธานครับ ผมก็เลยขอ สงวนว่าขอให้เกินกึ่งหนึ่งเพื่อที่จะให้การสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถใกล้เคียงกัน ได้รับการเลือกให้เป็นกรรมการ กสทช. ครับ กราบขอบคุณมากครับ🔗
ครับ ขอบคุณครับ เชิญเลยครับ กรรมาธิการสงวนความเห็นครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมาธิการนะครับ ผมขอสงวนความเห็นไว้ในมาตรานี้นะครับ ในวรรคห้าและวรรคหกโดยข้อความของคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เขาจะระบุว่า ผู้ซึ่ง ได้รับคัดเลือกต้องได้รับคะแนนเสียงถึงสองในสามของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีคณะกรรมการ สรรหาอยู่ ซึ่งผมเห็นว่าการคัดสรรคณะกรรมการ กสทช. เป็นเรื่องสำคัญมาก ของอุตสาหกรรมของประเทศชาติ ดูแล กำกับกิจการ แล้วก็บริหารจัดการให้ประเทศได้มี บริการสาธารณะทางด้านโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพแล้วก็เกิดประโยชน์สูงสุดของ ประเทศนะครับ ซึ่งถ้าเกิดว่ามีการคัดสรรแล้ว มีกระบวนการที่เดดล็อก (Deadlock) หรือว่า หยุดสะดุดไปได้ จะทำให้การคัดสรรไม่สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ฉะนั้นการที่ระบุว่ากรรมการ คัดสรรต้องโหวตให้ได้เสียง ๒ ใน ๓ จะทำให้เกิดภาวะจิตวิทยาที่บีบคั้นให้คณะกรรมการ ส่วนใหญ่ต้องสอดคล้องกันถึงเสียงในลำดับที่มากกว่า ๔ ต่อ ๓ ก็คือ ๕ ต่อ ๒ ขึ้นไป มิฉะนั้น การแข่งขันในการคัดสรรบุคลากรที่สำคัญของประเทศในระดับนี้นะครับ เราไม่สามารถจะไป กดดันอย่างนั้นได้ การแข่งขันที่ใกล้เคียงกันต่าง ๆ นี่ต้องได้ข้อสรุปให้สามารถคัดสรรได้ เพราะฉะนั้นภาวะใดก็แล้วแต่ที่เป็นภาวะที่กดดันให้การตัดสินใจและการเลือกบุคลากร เหล่านั้นไม่สำเร็จ มันคือการไม่ตัดสินใจอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่องค์กรของเรา ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร กรรมการ หรือคนที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมนี้ได้ ในช่วงเวลา ๖ ปีนะครับ ซึ่งอุตสาหกรรมนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก มีวิวัฒนาการที่เร็วมาก ถ้าเรายังเปลี่ยนปรับให้ไม่ได้ทันตามสถานการณ์ ยิ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรม ในระดับที่ร้ายแรงเลยทีเดียว ฉะนั้นผมเห็นว่าผมเสนอสงวนความเห็นครั้งนี้ก็เพื่อที่จะเรียน ให้ท่านสมาชิกทุกท่านลองพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าเสียงข้างน้อยที่มีความเห็นอย่างผมบอกว่า ควรจะใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ภาวการณ์ตัดสินใจของคณะกรรมการคัดสรรสามารถ ตัดสินใจและเลือก และเดินหน้าโดยไม่มีภาวะจิตวิทยาที่จะต้องมาเห็นพ้องต้องกัน หรือมา คุยกันในภายหลังอีกหลาย ๆ ครั้งเพื่อมาโหวตซ้ำไปซ้ำมานะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ เป็นการคัดสรรบุคลากรที่สำคัญของประเทศไทยนะครับ ก็เลยย้ำ แล้วขอเรียนเสนอ ความเห็นว่าควรจะต้องเปลี่ยนให้เป็นเกินกึ่งหนึ่งมากกว่าต้องมีเสียง ๒ ใน ๓ ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ มีสมาชิก ขอแปรญัตติ ไม่ทราบท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ยังติดใจไหมครับ ไม่ติดใจนะครับ อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้ไม่แปรญัตติขออภิปรายเพราะมีการแก้ไข ท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ท่านนิยม เวชกามา พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ๓ ท่านนะครับ ขอเชิญท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ช่วยกำชับเวลาหน่อยนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการจะเป็นกรรมการ กสทช. จะมีอยู่ ๓ ส่วน ๑. คุณสมบัติต้องห้าม ๒. ความรู้ความสามารถ ๓. ผู้มีสิทธิสมัคร ซึ่งในส่วนนี้ผมคิดว่า ในมาตรา ๑๔ กรณี ๑๔/๑ คือลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ของผู้มีลักษณะเฉพาะ ในการสมัคร ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ค่อนข้างจะมีปัญหา และเป็นประเด็นที่ เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จะมาเป็นคณะกรรมการ กสทช. เราต้องเน้นผู้มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ การไปกำหนดลักษณะเฉพาะ ในข้อต่าง ๆ อันนี้มันเป็นการทำลายความรู้ความสามารถเลยก็ว่าได้ เช่นในข้อแรกที่เราไป กำหนดมาตรา ๑๔/๑ ว่าเป็นข้าราชการหรือเคยเป็นข้าราชการไม่ต่ำกว่ารองอธิบดี ผู้พิพากษา รองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รองหัวหน้าศาลทหารกลาง และรองอธิบดีอัยการ ท่านประธานที่เคารพครับ คุณสมบัติของคนที่เอ่ยชื่อ เขามีคุณสมบัติ ความรู้ทางกฎหมาย ไม่ใช่มีความรู้ทางโทรคมนาคม มีความรู้ทางวิทยุ หรือมีความรู้ทาง โทรทัศน์ เราต้องยอมรับว่าพอไปกำหนด เช่น รองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ศาลปกครอง มี ๒ ศาล คือศาลปกครองชั้นต้นกับศาลปกครองสูงสุด ระดับชั้นของศาลปกครอง ถ้ารองอธิบดี ถ้าไปดูในระดับอัตราเงินเดือนของศาลปกครองจะสูงกว่ารองอธิบดี ศาลยุติธรรมกับรองอธิบดีอัยการ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้เราจะเห็นว่ารองอธิบดี ของศาลยุติธรรมหรือรองอธิบดีอัยการมาสมัครสอบเป็นตุลาการศาลชั้นต้น เป็นตุลาการใหม่ คราวนี้พอเราไปกำหนด เช่น อัตราเงินเดือน ถ้าจำไม่ผิดถ้าไปดู รองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้นก็เท่ากับรองประธานศาลอุทธรณ์จะสูงกว่ารองอธิบดี ส่วนรองอธิบดีศาลกับรองอธิบดีอัยการเท่ากับตุลาการศาลปกครองที่สมัครใหม่ อันนี้ก็แค่ หยิบคุณสมบัติมา ตอนนี้ผมเข้าใจว่าอาจจะไม่สอบถามผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน จริง ๆ การร่างกฎหมายเราต้องใช้คนที่ปราดเปรื่องต้องรอบรู้ทุกด้าน แล้วที่สำคัญอย่างยิ่ง ศาลปกครองสูงสุดหรือศาลปกครองชั้นต้นมีแค่ ๒๗๐ คน ส่วนศาลยุติธรรมมีประมาณเกือบ ๕,๐๐๐ คน การที่ไปกำหนดความรู้แต่แทนที่จะไปเอาคนที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องนี้ จริง ๆ กลับไปเอาตุลาการมาเพื่อทำหน้าที่นี้ เราไม่ได้มองว่าตุลาการไม่ได้มีความสำคัญ ในมิติของกฎหมายก็มีความสำคัญ🔗
ในประเด็นที่ ๒ ก็คือที่เห็นว่าคือไปเอาตำรวจ ทหาร โดยเฉพาะนายพล วันนี้นายพลตำรวจมี ๔๙๙ คน ขาด ๑ คน เป็น ๕๐๐ คน ส่วนพันเอกที่กฎหมายเดิม มีประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าคน รวมกับนายพลที่รับราชการอยู่ก็จะมีประมาณ ๕,๐๐๐ คน การที่จะมีความรู้ทางกิจการวิทยุ กิจการโทรทัศน์ โทรคมนาคม ผมเชื่อว่าคนที่ยศสูงกับคนที่ จบใหม่ผมไม่เชื่อว่าคนที่มียศสูงจะรู้เรื่องเทคโนโลยีมากกว่าคนที่จบใหม่ เราต้องการองค์กรนี้ เป็นองค์กรที่ใช้ความรู้ ใช้ปัญญานำวัตถุ ใช้ปัญญานำชนชั้น แล้วถ้าเราไปกำหนดคุณสมบัติ อย่างนี้ นอกจากเป็นการสกัดกั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้วผมคิดว่าองค์กรจะมี ความเจริญเติบโตยาก แล้วท่านไปกำหนดกรณีของตำรวจหรือหน่วยทหาร วันนี้เรามีทหาร ในกระทรวงกลาโหมประมาณ ๔๘๐,๐๐๐ คนทุกเหล่าทัพ เรามีตำรวจประมาณ ๒๙๐,๐๐๐ คน ถ้าจะกำหนดคุณสมบัติว่าเราต้องการคนมิตินี้เรื่องความมั่นคงก็เปิดกว้าง ให้คนทั้งหมดเข้ามา ท่านประธานทราบไหมว่าเวลามีการสืบสวนสอบสวนเรื่องคดี ทางเทคโนโลยีต่าง ๆ คนที่ไปสืบสวนพบบางทีเป็นระดับจ่า เป็นระดับร้อยตรี ร้อยโท ที่มีความรู้ ท่านอาจจะมองว่าไปเปรียบเทียบว่าองค์กรอิสระอื่นที่จะต้องมารับเงินเดือน ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ บาท ที่ปรึกษาอีกเป็นแสนที่จะมาอยู่ในกลุ่มนี้เรากำหนดคุณสมบัติ ไว้สูง ผมคิดว่าวันนี้องค์กรนี้อาจจะเป็นองค์กรที่มีการแบ่งชนชั้นมากที่สุด ผมยังอยากให้ สังคมไทย คืออยากให้กฎหมายเกิดมาเพื่อคนทุกคนไม่ใช่กฎหมายเกิดมาเพื่อคนกลุ่มหนึ่ง แล้วคนกลุ่มนี้ก็จะมีอำนาจมาก มีอำนาจไปสกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน แล้วที่สำคัญ อย่างยิ่งคือคนกลุ่มนี้เมื่อท่านไปกำหนดคุณสมบัติที่แคบ แล้วเป็นคุณสมบัติที่ไม่สอดรับกับ ความรู้ความสามารถจึงทำให้เกิดการขัดกันอย่างยิ่ง ผมจึงเห็นว่าผมอยากจะเรียน ท่านประธานครับ เราน่าจะถึงเวลาที่จะนำกฎหมายฉบับนี้ทั้งฉบับมาแก้ไข มันเชื่อมโยงกันหมด ผมเห็นท่านเขียนอย่างนี้ก็คือเขียนล็อกไว้ว่าจะให้ผู้บริหารบางคนใน กสทช. จะมาเป็นกรรมการ กสทช. ต่อ เพราะท่านไม่กำหนดคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of Interest) หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ส.ว. ที่มาจาก ผบ.ตร. จะเป็นรัฐมนตรี ยังต้อง ๒ ปี ท่านควรจะไปกำหนดคนกลุ่มนี้ไว้ไม่ควรจะเข้ามาเพราะเขารู้ว่าลายแทงของ ผลประโยชน์ ประเทศอาจจะไปสู่หายนะหรือล่มจมได้นะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณนิยม เวชกามา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เนื่องจาก กสทช. ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่จะมากำกับดูแลมันเป็นการรักษา ผลประโยชน์ของชาติ บุคคลกลุ่มนี้มีอำนาจที่จะทำหลายสิ่งหลายอย่างให้บ้านให้เมืองได้ เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตอภิปราย ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการหลายท่านที่มีความเห็น หลายท่านก็มีเห็น แตกต่างไปก็เป็นสิทธิ แต่ที่ผมต้องขอกราบเรียนว่าในมาตรา ๕ ผมต้องถามเฉพาะ ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านรัฐมนตรีบีว่าพอมันมีการตัดออก แล้วเป็นการตัดออกในส่วน ที่สำคัญ จะให้ผมเห็นด้วยนะแต่ว่าผมต้องถาม คืออย่างนี้ท่านประธานครับ ผมจึงเห็นด้วยกับ ท่านกรรมาธิการวิรัชในการที่ต้องตั้งในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนให้มากที่สุด เพราะนี่คือผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ กรรมการ กสทช. มีบทบาทมากครับ ท่านประธาน แม้กระทั่งระดับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ผมเป็นคนตั้งสถานีวิทยุนะครับท่านประธาน เขามาสั่งให้เอาเสาลง ต้องเอาลงทันทีเลย อันนี้คือเป็นประโยชน์ที่มีอำนาจพูดง่าย ๆ มันมี อำนาจมาก ฉะนั้นผมจึงบอกว่าในเรื่องแบบนี้ท่านทำไมต้อง คุณสมบัติบุคคลที่จะมาเป็น กรรมการถึงมุ่งไปที่ภาคราชการเป็นส่วนใหญ่ ทำไมไม่เขียนถึงว่าประชาชนที่เขามีความรู้ ความสามารถ ส.ส. นี่เป็นได้ไหม ไม่ได้เขียนถึงไว้เลย ผมเห็นด้วยกับท่านประธาน คณะกรรมาธิการบอกว่าต้องลาออกเสียก่อน อย่ามาคาบเกี่ยว ใช่ เพราะนี่เป็นผลประโยชน์ มหาศาล คุณจะมาเป็น ๒ อัน ๓ อัน สมัครได้แล้วค่อยลาออก ไม่ได้ครับ จริง ๆ ผมว่า ลาออกหลายปีกว่านั้นยิ่งดีครับ เพราะนี้คือผลประโยชน์ ผมจึงต้องถามท่านด้วยความข้องใจ มาตรา ๕ ให้ยกเลิก มาตรา ๑๔/๑ มาตรา ๑๔/๒ มาตรา ๑๕ ในประเด็นว่า เพื่อประโยชน์ในการประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงาน กสทช. เสนอข้อมูล เกี่ยวกับความจำเป็นในการสรรหา และข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการพิจารณาของ คณะกรรมการสรรหา ทำไมต้องตัดออกด้วย ในเมื่อเป็นประโยชน์ที่จะให้ความรู้ แก่คณะกรรมการสรรหา ผมจึงเห็นกลับไปที่ท่านวิรัชแต่แรกโน่น ผมเปิดดูผมก็ชอบใจนะ ตั้งให้ประธานรัฐสภาเป็นประธานกรรมการ แล้วก็เอาเข้ามาให้ผู้มีบทบาทกับประชาชน เข้ามามีส่วนรู้เห็นด้วย มีส่วนพิจารณาด้วย ผมเห็นด้วยกับท่านประธานครับ ผมจึงเห็นมอง กลับไปว่าทำไมต้องให้แต่เจ้าหน้าที่วุฒิสภา ทำไมไม่มองมาที่เจ้าหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร สมาชิก ส.ส. ที่ว่านี่เข้ามามีบทบาทในการพิจารณา ผมเห็น ส.ว. ที่ตั้งเป็นประธาน กรรมการหลายอันที่ส่งไปให้ผมตรวจสอบไปพิจารณาด้วยให้แสดงความเห็น ผมไม่ทำสักอัน เพราะถือว่าไม่ใช่หน้าที่ของ ส.ว. มันต้องหน้าที่ของ ส.ส. นี่ละครับ ด้วยความเคารพยิ่ง ท่านประธาน ผมจึงต้องถามประธานคณะกรรมาธิการว่า ๒ บรรทัดครึ่งนี้ทำไมตัดออก ในเมื่อเป็นประโยชน์ ซึ่งให้คณะกรรมการสรรหากลับมาพิจารณาคุณสมบัติคนที่จะมาเป็น ผมจึงเห็นหลายท่านพูดบอกว่าทำไมไปให้ยศนายพล อัยการ ผู้พิพากษาทั้งหลายต้องเข้ามาเป็น ผู้ชำนาญประเด็นอื่นเป็นได้ไหม ถ้าพลตรีเป็นได้ทุกคนนี่แล้วกลุ่มอื่นเป็นไม่ได้หรือ ทำไมไม่ให้พันเอกเขาเป็นบ้าง ความสามารถไม่ได้แตกต่างกัน ไม่ว่าพลตรี ไม่ว่าตำรวจ ทหาร ก็อาจจะไม่เก่งเท่ากับพันเอก เพราะฉะนั้นนี่คือประเด็น เราทำไมไม่ใส่ด้วย ผมมาดู ในคุณสมบัติของท่าน อ่านดูแล้วผมก็รับยากนะครับท่านประธานรับยาก เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ก็ฝากคณะกรรมาธิการว่าตอนนั้นร่างทุกร่างเอาออกเลยก็ได้ครับในความเห็น ของผมในมาตรา ๔ ท่านบอกเลยว่ายกเลิกมาตรา ๔ แล้วก็เขียนใหม่เลยเรื่องคุณสมบัติ ผมว่า ๗ ขุนพลที่จะเข้ามาเป็น มารักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองนี่น่าจะมี คุณสมบัติไม่เฉพาะเจาะจงแบบนี้ว่าต้องเป็นรองอธิบดี รองอัยการ ท่านนายพลตรีทั้งหลาย ให้พันเอกผมถึงจะบอกว่าแล้วบุคลากรที่ชั่วชีวิตเขาอยู่กับสื่อทั้งหลายนี่เปิดโอกาสให้เขาครับ มีอยู่บางข้อผมดูแต่ว่าผมอยากให้ได้มากกว่านั้น เรื่องประสบการณ์ทำงาน ผมอยู่วงการสื่อ มาพอสมควร ๑๐ ปี ๒๐ ปี เห็นว่าบางอย่างประชาชนให้เขามีส่วนร่วมมากที่สุด ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ในส่วนของผม มาตรา ๕ ที่มีการยกเลิกในมาตรา ๑๔/๑ มาตรา ๑๔/๒ และมาตรา ๑๕ นั้น และโดยใช้ข้อความใหม่นั้นแทน โดยเฉพาะในประเด็น ผมเข้าประเด็น เลยครับท่านประธาน โดยเฉพาะสิ่งสำคัญคือต้องคำนึงถึงรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ในมาตรา ๖๐ โดยเฉพาะวรรคสาม ที่เขียนไว้นะครับ เมื่อสักครู่นี้มีท่านผู้ทรงเกียรติพูดถึงองค์กรอิสระ จริง ๆ แล้วองค์กรนี้ไม่ใช่องค์กรอิสระ ตามที่ท่านพูดถูกต้องนะครับ มันเป็นเพียงเขียนไว้ว่า รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระ การปฏิบัติหน้าที่อิสระ การปฏิบัติ หน้าที่นะครับ เพื่อรับผิดชอบและดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ให้เป็นไปตามวรรคสอง ในการนี้องค์กรดังกล่าวจะต้องจัดให้มีมาตรการ มิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภค โดยไม่เป็นธรรม และสร้างภาระให้แก่ผู้บริโภคเกินความจำเป็น ป้องกันไม่ให้เกิดความถี่ รบกวนกัน ว่าไป รวมการป้องกันการกระทำที่เป็นการขัดขวางและเสรีภาพของผู้รับรู้ และปิดกั้นข่าวสารข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องตามเป็นจริงของประชาชน เห็นไหมครับ ตรงนี้ ผมเน้นเลยนะครับ และอีกอันหนึ่งคือป้องกันไม่ให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดใช้ประโยชน์ ของคลื่นความถี่โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะตรงนี้เน้นเลยครับ ขณะนี้ ผู้ประกอบการมีทุน ๓ ทุนใหญ่เท่านั้นเองที่เป็นกลุ่มบุคคล ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และกลับมาดูนะครับว่าโดยเฉพาะในวรรคสองของมาตรา ๑๔/๑ ที่ท่านนิยมกับท่านวิรัช ได้พูดไว้ ผมว่าไม่ควรตัดโดยเด็ดขาด ถ้าท่านตัดออกแสดงว่าท่านไม่โปร่งใส กรรมาธิการ ตัดออกคือไม่โปร่งใสแน่นอน เพราะว่าเป็นประโยชน์อย่างชัดเจนนะครับ โดยเฉพาะคุณสมบัติ ต่าง ๆ ที่จะต้องประกาศในการสรรหา และข้อเสนอที่ประกอบ หรือเบื้องหน้าเบื้องหลัง ของผู้ถูกสรรหา เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง อันนี้ผมเรียนเลยครับว่าคณะกรรมการสรรหา ควรจะต้องพินิจพิเคราะห์ ไม่ควรตัดออก และควรนำมาเป็นประโยชน์ของประชาชน🔗
ส่วนการตัดข้อความในมาตรา ๑๔/๒ ครับท่านประธาน โดยเฉพาะตุลาการ พระธรรมนูญ รองหัวหน้าศาลทหารกลาง เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ทหารงานเยอะนะครับ เต็มไปหมดเลยครับ ขณะนี้จะเอาพลตรีหรือพันเอก เทียบเท่าอธิบดี มาเป็นบอร์ด (Board) อีกเยอะแยะเลยครับ ประกาศเขียนเต็มไปหมดครับตอนนี้ ยกฐานะเทียบเท่าอธิบดี ยกไปเลยครับ นี่คือสิ่งที่อยากให้เห็นว่าในอันนี้ ข้อความตัวนี้เห็นด้วย ควรตัดไป ในส่วนของ การที่จะเอาคลื่นความถี่เข้ามา แล้วโดยเฉพาะเอาผู้เชี่ยวชาญในวงเล็บถัดไป ในวงเล็บถัดไป ไม่เห็นด้วยครับ โดยเฉพาะใน (๒) ที่ท่านตัดในเรื่องของรองหัวหน้า (๒) ที่บอกว่า เคยเป็น หรือเป็นข้าราชการพลเรือน พนักงานในหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือดำรง ตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองหัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับกรมขึ้นไป และท่านตัดคำว่า หรือรองหัวหน้าหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ซึ่งเป็นนิติบุคคล อันนี้ไม่เห็นด้วยครับ ต้องเหมือนกันครับ เพราะว่าท่านรองส่วนใหญ่จะปฏิบัติหน้าที่ดีกว่าตัวหัวหน้าด้วย เพราะขยันขันแข็งในช่วง ดำรงตำแหน่งอยู่นะครับ🔗
ถัดมาครับท่านประธาน สิ่งที่จะเห็นอยู่ก็คือเรื่องของ เมื่อสักครู่นี้ มีการพูดไปถึงเรื่องนายตำรวจ ความไม่เท่าเทียมกัน หรือนายทหารก็ตาม ผมว่ายุคนี้ เป็นยุคที่ทหารเป็นไซเบอร์ (Cyber) เยอะนะครับ ตำรวจก็เป็นเทคโนโลยี ยกฐานะขึ้นเป็น กองบัญชาการสืบสวน ท่านรัฐมนตรีท่านก็คงจะรู้นะครับว่ามีหน่วยงานที่มีขีดความสามารถ ยกขึ้นมาแล้ว – ท่านก็จะไปเอาแค่นายพลคงไม่ได้แล้วครับ ท่านคงจะต้องเอาขีดความสามารถหรือสิ่งที่เขา เรียนรู้มากขึ้นมาเป็นตัวเคพีไอ (KPI) มากกว่านะครับ ในส่วนของ (๕) เป็นหรือเคยเป็น ผู้บริหารมาไม่น้อยกว่า ๓ ปีในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่านะครับ ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วยคือ ใช้คำว่า รองประธานกรรมการในบริษัทมหาชน ประธานกรรมการบริหารนะครับ ประธาน กรรมการอย่างเดียว ประธานกรรมการบริษัท มันต้องมีประธานกรรมการบริษัท คือเหนือซีอีโอ (CEO) เป็นบอร์ด (Board) นะครับ ถ้าท่านรู้จักตำแหน่งในบริษัทมหาชนจะมีบอร์ด (Board) อันนี้เป็นแค่กรรมการผู้จัดการคือเป็นซีอีโอ (CEO) เท่านั้นเองนะครับ เป็นซีอีโอ (CEO) ไม่ใช่บอร์ด (Board) ไม่ใช่แชร์แมน (Chairman)🔗
อันถัดไปท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าในประสบการณ์ในการทำงานของ กสทช. จำไว้เลยครับว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของชาติที่ประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วน เกี่ยวข้องและมีประโยชน์อย่างยิ่งที่จะกลับคืนสู่ประชาชนอย่างมาก ในอดีตผมยังไม่เห็นเลยว่า การสรรหากรรมการคราวที่แล้วผมไม่รู้ความเคลื่อนไหว คราวที่แล้วผมย้อนไปนิดเดียวครับ ถ้าท่านกรรมการกลับไปดูคำสั่ง คสช. ที่ ๔/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๒ คือคำสั่งอะไรครับ ไม่ใช้หนี้ เบี้ยวหนี้ ของกองทุนวิจัยและพัฒนาไป ใช้อำนาจทางกฎหมายยึดเงินคืนไปโดยไม่ต้อง ใช้กระทรวงการคลัง ผมยังไม่เห็นบอร์ด (Board) นี้เคลื่อนไหวเรื่องนี้เลยว่ามีการโต้แย้ง ๙,๗๐๐ ล้านบาท อันนี้ขอย้อนไปนิดเดียวครับ เพราะอันนั้นเป็นสิ่งที่ถูกรัฐบาลเอาไป ท่านบีอาจจะรู้ดีอันนี้กราบเรียนครับ🔗
ในส่วนสุดท้ายท่านประธานครับ คลื่นความถี่เป็นคลื่นที่มันจะทำธุรกิจ ในอนาคตไม่ใช่แค่คลื่น มันเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมทางการเงิน มันเป็นเรื่องอุตสาหกรรม สมัยใหม่ที่กำลังเป็นเอสเคิร์ฟ (S-Curve) ใหม่ แล้วก็เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเกษตรด้วย ตลอดจนในอุตสาหกรรมทางการแพทย์ที่กำลังจะเข้ามา แล้วเป็นเรื่องการผ่าตัด อุตสาหกรรม ที่เป็นนิเวศใหญ่ ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งพวกนี้จะต้องมีการสรรหาครับท่านประธาน คนพวกนี้ต้อง หลุดไปไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ต้องใช้ในโลกอนาคตท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคณะกรรมาธิการตอบชี้แจงครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต้องกราบขอบพระคุณ ทุกท่านนะครับ ผมขออนุญาตเริ่มจากทางท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ท่านวิรัช ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้พูดถึงในเรื่องของท่านเสนอให้มีการแก้ไขให้ทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทนวุฒิสภานะครับ ก็ต้องกราบเรียนว่าเรื่องนี้เราก็ได้ หารือกันหลายครั้ง มีการพูดถึงเรื่องของวุฒิสภาในปัจจุบันว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจาก ประชาชนนะครับ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าหลาย ๆ คนก็เข้าใจในเหตุผลนี้นะครับ แต่ประเด็นในการออกกฎหมายในครั้งนี้ทุกคนก็เข้าใจว่ากฎหมายนี้ไม่ได้ใช้เฉพาะวันนี้ พรุ่งนี้ ก็ต้องใช้ไปตลอดในอนาคตด้วย แน่นอนในอนาคตวุฒิสภาก็ต้องเป็นหน่วยงานหลักที่สามารถ ที่จะคัดสรรแล้วก็คัดเลือกบุคลากรโดยเฉพาะองค์กรอิสระมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น กฎหมายฉบับนี้ด้วยการรองรับของแม้กระทั่งเป็นฝ่ายธุรการของวุฒิสภา หรือเป็นเลขาของ คณะกรรมการสรรหา กฎหมายก็กำหนดไว้ว่าให้ใช้ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภานะครับ เพราะเนื่องจากว่าหลายครั้งมีการพูดถึงในเรื่องของการเข้ามาใช้เสียงส่วนมากในสภา ซึ่งอันนี้ ผมก็ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม จริง ๆ ท่านกรรมาธิการคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ได้พูดอยู่ใน คณะกรรมาธิการได้ชัดเจนมากว่าถ้าลองนึกดูว่าถ้าใช้สภาผู้แทนราษฎรมันก็จะมีในแง่มุมกลับ อีกเช่นกัน ก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาแห่งนี้ก็จะเป็นเสียงข้างมากอีกนะครับ เมื่อใช้สภาแห่งนี้ก็จะกลายเป็นว่าเสียงข้างมากก็เป็นคนกำหนดชี้นำตัวบอร์ด (Board) กสทช. ที่จะมาเป็นในอนาคต เพราะนั้นเราก็ต้องมองว่าวุฒิสภาก็ไม่ได้มีฝ่ายข้างมาก หรือว่าเป็นเสียงที่ไม่ได้มี ระบุพรรคการเมืองนะครับ ก็ต้องมองว่านั่นก็เป็นแนวทางโครงสร้างที่เขาได้ดำเนินการมา อย่างต่อเนื่อง ก็มีการถกแถลงกันในเรื่องนี้ยาวนานพอสมควร แต่ก็ต้องกราบเรียนว่า ในสถานการณ์ที่ทำได้จริงก็ต้องให้รอบคอบแล้วก็คิดถึงในอนาคตด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น กรรมาธิการเสียงข้างมากถึงได้ตัดสินใจแล้วก็ยืนตามแนวคิดที่ทางร่างของรัฐบาลเสนอมา ในเรื่องนี้นะครับ🔗
ในเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคะแนนเสียงของคณะกรรมการสรรหามีอยู่ ๗ ท่านนะครับ มีคนถามว่าทำไมต้องเป็นกึ่งหนึ่งนะครับ ผมต้องกราบเรียนว่าจาก ๗ ท่าน กึ่งหนึ่งก็ต้องมี ๕ เสียง เพราะฉะนั้นการลงมติที่ต้องมากกว่า ๔ เสียง ก็คือ ๕ เสียงขึ้นไป นี่นะครับก็หมายถึงว่าอย่างน้อย ๔ เสียงขึ้นไป สมมุติมี ๗ นะครับ สมัยก่อนมันเคยมี เหตุการณ์เกิดขึ้นก็คือว่าใน ๗ ท่านอาจจะมีการออกเสียงที่เห็นด้วยกับคนคนหนึ่งว่าจะส่ง เข้ามาในวุฒิสภา ๒ เสียง อีกคนหนึ่งไม่เห็นด้วย ๑ เสียง ปรากฏที่เหลืองดออกเสียง ก็กลายเป็นว่าก็ต้องส่งคนที่ได้ ๒ เสียง ชนะเข้ามาให้กับวุฒิสภาเป็นคนเลือก ฉะนั้นทาง กรรมาธิการเสียงข้างมากก็มองว่าการที่เรากำหนดว่ากึ่งหนึ่งนี่ หรือ ๒ ใน ๓ นะครับ ในการที่จะใช้ทั้ง ๗ ท่านนี่ ๒ ใน ๓ ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น เมื่อมีการคัดสรรบุคลากร คนนั้นเข้ามาในวุฒิสภาแล้วก็จะทำให้วุฒิสภามั่นใจมากขึ้นว่าเขาได้คัดมาอย่างดีแล้ว คณะกรรมการสรรหาทุกคนสามารถลงมติอย่างเข้มข้น และที่สำคัญที่สุดในครั้งนี้มีการระบุ ด้วยว่าในการลงมติ ๒ ใน ๓ ของคณะกรรมการสรรหาทั้ง ๗ ท่าน ต้องเปิดเหตุผล ในการลงคะแนนที่เลือกหรือไม่เลือกให้ได้เห็นด้วย เพื่อจะได้เห็นเหตุผลของคณะกรรมการ สรรหาว่าที่เขาเลือกเพราะอะไร และที่ไม่เลือกเพราะอะไรนะครับ ผมถึงขออนุญาต กราบเรียนว่านี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่มีความจำเป็นนะครับ ที่เราจะต้องเข้มงวดแล้วก็มี ความชัดเจนในเรื่องของการคัดสรรแล้วกำหนดเอาไว้เพื่อกรรมการสรรหาจะได้ทำได้อย่าง รอบคอบ เมื่อส่งถึงวุฒิสภาก็จะทำด้วยความมั่นใจนะครับ🔗
ประเด็นถัดไปในเรื่องของท่านปรเมศวร์นะครับ ท่านได้เพิ่ม (๘) ขึ้นมา ในมาตรา ๑๔/๒ นะครับ ในเรื่องของวิชาชีพ ผมต้องกราบเรียนว่าทางกรรมาธิการทุกคน เข้าใจและคำนึงถึงวิชาชีพที่สำคัญนะครับ ไม่ว่าจะเป็นคุณครู ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอ เป็นพยาบาลวิชาชีพก็เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถ แต่ต้องกลับไปดูใน วงเล็บต่าง ๆ จริง ๆ แล้วเราเน้นเรื่องความรู้และประสบการณ์ เพราะฉะนั้นแม้กระทั่งว่า ท่านเป็นกลุ่มวิชาชีพ ถ้าท่านมีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ตามที่ได้กำหนดไว้ ในวงเล็บต้น ๆ นะครับ ท่านก็มีสิทธิที่จะสามารถเข้ามาสมัครได้เช่นกัน เพียงแต่ว่า ท่านปรเมศวร์อาจจะอยากที่จะแยกออกมาเป็นวงเล็บต่างหากนะครับ เพื่อจะได้มี การผลักดันให้กลุ่มที่เป็นวิชาชีพสามารถได้มีคุณสมบัติพิเศษที่จะเข้ามาเป็น เพราะฉะนั้น กราบเรียนว่าจริง ๆ คนที่มาสายวิชาชีพสามารถสมัครได้อยู่แล้ว ถ้ามีความรู้แล้วก็มี ประสบการณ์ตามที่เราได้กำหนดไว้นะครับ🔗
ของท่านนิคม บุญวิเศษ ก็เช่นกันนะครับ ประเด็นใกล้เคียงกันในเรื่องของ เสียง ๒ ใน ๓ นะครับ ซึ่งผมได้กราบเรียนที่ประชุมไปแล้วว่าเราก็ต้องการให้มีความรอบคอบ ชัดเจน เสียงก็ต้องเป็นเสียงที่มั่นใจที่ทำให้วุฒิสภาสามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจน🔗
ท่านต่อไปก็คือท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง นะครับ ต้องกราบ ขอบพระคุณที่ท่านได้อภิปราย โดยเฉพาะในเรื่องของการเปิดกว้างแล้วก็ไม่อยากให้เห็นว่า เป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ผมต้องกราบเรียนว่าในมาตรานี้จริง ๆ เปิดเอาไว้แค่เป็นกลุ่ม ของบุคคลที่สามารถเข้ามาสมัครได้เท่านั้นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาสมัครแล้วเขาจะได้นะครับ เพราะเราไปปิดกั้นไม่ได้ว่าคนที่จะมาสมัครก็สามารถจะเป็นทั้งทหาร ตำรวจ เป็นศาล อัยการได้หมดครับ แต่เมื่อเขาเดินเข้ามาสมัครแล้วการที่เขียนระบุไว้ในกฎหมายฉบับนี้แบบนี้ เพื่อเมื่อเขาเข้ามาเขาจะได้มีกลุ่มในการที่เขาเข้ามาว่าเขาอยู่กลุ่มไหนแล้วสามารถจะ เทียบเคียงในแนวระนาบได้ว่าเมื่อเทียบเคียงแล้วอย่างน้อยเบื้องต้นไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ศาล อัยการก็สามารถเทียบเคียงในระนาบเดียวกันได้ว่าเขาสมัครแล้ว กรรมการก็จะบอกว่า อยู่ในกลุ่มไหน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเหล่านั้นจะได้นะครับ เพราะฉะนั้นนี่เป็น กระบวนการที่เขียนเอาไว้เพื่อให้สะดวกกับผู้ที่รับสมัครแล้วก็คณะกรรมการสรรหาเพื่อ ในการตรวจสอบคนที่เดินเข้ามาสมัคร เพราะฉะนั้นเราก็เปิดโอกาสให้กลุ่มคนทั้งหมด นั่นก็เป็นประสบการณ์จากในอดีตที่เราได้สอบถามทาง กสทช. ได้มาชี้แจงว่าที่ผ่านมาปัญหา ของเขาคืออะไร ปัญหาที่ผ่านมาก็อย่างที่ผมกราบเรียนว่าเขาไม่สามารถไปกำหนดหรือไปปิดกั้นใครได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเปิดรับสมัครทุกคนเดินเข้ามาสมัครหมด แต่ก็ไม่สามารถจะไปเทียบเคียงว่า ความแตกต่างขั้น ยศ ควรจะอยู่ในระนาบไหนที่สามารถเทียบเคียงกันได้ ไม่มีการลักลั่น ใครได้เปรียบใคร ไม่มี นั่นคือเหตุผลที่เราได้เขียนไว้ในมาตรา ๑๔/๑ นะครับ🔗
ในเรื่องถัดไปก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับท่านบอกว่าจะไปปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ไหม ผมก็กราบเรียนว่าจริง ๆ ในกรรมาธิการเสียงข้างมาก เราได้มีการแก้ไขในเรื่องของ ประสบการณ์ ที่ผ่านมาบอกว่าต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย ๒๐ ปี เราก็คำนึงคล้าย ๆ กับ ที่ท่านทวี สอดส่อง ขออนุญาตเอ่ยนามท่านอีกครั้งได้บอก เพราะว่าถ้า ๒๐ ปี ลองนึกดูว่าถ้าเรียนจบมาทำงาน อายุ ๒๐ กว่าปี ๒๐ ปีก็ต้อง ๔๐-๕๐ ปีแล้วครับ กว่าจะมี โอกาสได้เข้ามาเป็น เพราะฉะนั้นเราก็มองถึงโอกาสของคนรุ่นใหม่ที่จะได้เข้ามาเป็น เราก็เลยได้แก้ประสบการณ์ว่าอย่างน้อย ๑๐ ปี เรียนจบแล้วทำงาน ๑๐ ปี อย่างน้อยก็ต้องมี ความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์พอสมควร เราก็ปรับแก้ลงมาจาก ๒๐ ปี เป็น ๑๐ ปี เพื่อเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ที่ท่านได้กรุณาบอกนะครับ เราก็พยายามทำในแนวคิด เดียวกัน🔗
ในอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผมขออนุญาตตอบในส่วนของท่านนิยม เวชกามา มีอันหนึ่งที่ผมต้องชี้แจง ท่านบอกว่ามีอยู่วงเล็บหนึ่งเราไปตัดออกหมดเลยว่า เพื่อประโยชน์ ในการประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงาน กสทช. เสนอข้อมูลเกี่ยวกับความจำเป็น ในการสรรหา เหตุผลที่เราตัดในวรรคนี้ออกไป เพราะเนื่องจากว่าเราคำนึงถึงคล้าย ๆ กันว่า ถ้าให้ กสทช. เป็นคนเสนอข้อมูลให้กับคณะกรรมการสรรหา สิ่งที่จะต้องตามมาก็คือบอกว่า กสทช. ชี้นำหรือไม่ ถ้าเขียนไว้ว่า กสทช. เป็นคนเสนอข้อมูล กสทช. ชี้นำเพื่อให้ใครอยากได้ อยากให้ใครเป็น ก็เป็นคนชี้นำขึ้นไปให้กรรมการสรรหาหรือไม่ เราเลยตัดวรรคนี้ออกไป เพราะด้วยว่าคณะกรรมการสรรหามีอำนาจเต็มอยู่แล้วในการที่จะขอข้อมูลจากสำนักงาน กสทช. ถ้าต้องการ แต่ถ้าเขียนระบุไว้ในนี้แล้วไม่ตัดออก ก็หมายถึงว่าต้องให้ กสทช. เป็นคนเสนอข้อมูลที่จำเป็น ซึ่งเราก็มองว่าอาจจะเป็นการชี้นำ ก็อาจจะไม่มีความโปร่งใส อย่างที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านกังวล เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าด้วยคุณสมบัติทั้งหมด ไม่ได้เป็นการปิดกั้นใครทั้งนั้นนะครับ แล้วไม่มีการแบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติใด ๆ เลย เป็นเพียงแต่ว่าเปิดกว้างให้เมื่อทุกคนสามารถเดินเข้ามาสมัครแล้วจะได้รู้ตัวเองว่าตัวเอง อยู่ในกลุ่มไหน แล้วก็คุณสมบัติที่ตัวเองจะเข้ามา เมื่อเทียบเคียงแล้วกับหน่วยงานอื่น ๆ หรือกลุ่มงานอื่น ๆ จะเทียบเคียงอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราเขียนไว้เพื่อให้สะดวกแล้วก็ไม่มี ปัญหาเหมือนในอดีตที่ผ่านมาในการจัดสรรกลุ่มเวลารับสมัคร เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่า มาตรานี้ทั้งมาตรา ๑๑/๒ และมาตรา ๑๑/๒ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากก็พยายามตั้งใจ แก้ไขเพื่อให้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่เกิดขึ้นอีกนะครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ อยากจะถามกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นนะครับ แล้วก็ผู้แปรญัตติที่ขอสงวน คำแปรญัตติว่าท่านยังคงติดใจหรือไม่ ยังติดใจนะครับ ถ้าท่านกรรมาธิการที่ขอสงวน ความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติยังคงติดใจนะครับ ต่อไปเนื่องจากว่า มาตรา ๕ นี่นะครับ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไขหรือไม่ ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมครับ🔗
เพชรภูมิ ๓๔๙ ขอแสดงตนครับ🔗
เดี๋ยวนะครับ เชิญท่านสมาชิกครับ รอท่านสมาชิกที่กำลังเดินจากข้างนอกนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิก ใช้สิทธิแสดงตนนะครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน ท่านสมาชิกโปรดเสียบบัตร แล้วก็กดปุ่มแสดงตนครับ🔗
ท่านสมาชิก กำลังเดินเข้ามาอีกเยอะเลยนะครับ สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้างครับ ถ้ายังไม่ได้แสดงตนก็โปรดแสดงตนนะครับ ถ้าไม่มีแล้วผมขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่ แสดงผล เป็นอันว่ามีท่านสมาชิกอยู่ในห้องประชุมขณะนี้ ๓๕๑ ท่าน ถือว่าครบ องค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไขคือคงไว้ตาม ร่างเดิม โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงคะแนนครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๔๙ เห็นด้วยครับ🔗
๓๔๙ เห็นด้วย ใช้สิทธิลงคะแนนหมดแล้วนะครับ ถ้าไม่มีท่านผู้ใดยังตกค้างก็ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ท่านสมาชิกครับจำนวนผู้ลงมติ ๓๖๔ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๕ ท่าน คือบวก ๑ ไม่เห็นด้วย ๖๘ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีครับ เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไขนะครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านเลขาธิการครับ🔗
มาตรา ๖ แก้ไขมาตรา ๑๕/๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๗ แก้ไขมาตรา ๑๖ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและมีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ🔗
ท่านสมาชิก เนื่องจากมาตรา ๗ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ขอเชิญกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นอภิปรายนะครับ กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น ยังมีท่านผู้ใดติดใจไหมครับ ไม่ติดใจแล้วนะครับ ขอเชิญผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ อภิปรายครับ ไม่มีท่านผู้ใดติดใจแล้วใช่ไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพครับ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขอแปรญัตติในมาตราที่ ๗ นี้นะครับ เพื่อเปลี่ยนจากการลงมติเห็นชอบกรรมการ กสทช. หลังจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาให้เปลี่ยนจากวุฒิสภามาเป็นการเห็นชอบ ทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ซึ่งการให้วุฒิสภา ที่ คสช. แต่งตั้งมาเป็นผู้เห็นชอบการคัดเลือกกรรมการ กสทช. นั้นมันชัดเจนมากครับว่า มันคือกลไกในการแทรกแซง การสรรหาคัดเลือกกรรมการ กสทช. ให้มีความยึดโยงกับ คสช. เพื่อให้ได้เข้าไปแทรกแซงอำนาจของ กสทช. ซึ่งมันก็เป็นหนึ่งในกลไกที่สำคัญที่ผมเคย อภิปรายไว้ในสภาแห่งนี้หลายครั้งแล้วว่ามันคือกลไกของ คสช. ที่แฝงไว้ในการสรรหาองค์กร อิสระอื่น ๆ ทั้งหมดตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ครับ ผมต้องขอยืนยันอีกครั้งว่า คณะกรรมการ กสทช. นั้นมีอำนาจที่สำคัญครับ ทั้งที่เป็นผู้ถืออำนาจกำกับดูแลคลื่นความถี่ ที่เป็นทรัพยากรของประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท แล้วก็ อีกอำนาจหนึ่งครับ คือการกำกับดูแลสื่อครับ ดังนั้น กสทช. จึงมีความพิเศษที่เป็นองค์กรที่ สามารถสร้างความได้เปรียบทางการเมืองจากการดูแลสื่อ เพราะมันหมายถึงการควบคุม ทำงานของสื่อที่ตรวจสอบรัฐบาลได้ การปล่อยให้สื่อที่เขาเข้าข้างรัฐบาลสามารถบิดเบือน ข่าวปลอมได้ ใส่ร้ายคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผิดปกติของประเทศประชาธิปไตย ทั่วไปและของประเทศไทยมาโดยตลอดครับ ดังนั้นบทบาทของคณะกรรมการ กสทช. จึงควรเป็นเหมือนองค์กรอิสระที่เป็นกลางทางการเมืองครับ เพื่อเข้าไปใช้อำนาจ ในการกำกับสื่อให้สื่อมีเสรีภาพในการทำงาน ตรวจสอบรัฐบาล เผยแพร่ข้อเท็จจริง อย่างนานาอารยประเทศทั่วไปครับ แต่การคัดเลือกคนกลางมาเป็นทางการเมือง ที่ตรงไปตรงมาที่สุดนะครับ ผมก็ยังยืนยันครับมันคือการที่คู่แข่งขันทางการเมืองเห็นพ้อง ตรงกันว่าบุคคลใดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งกรรมการ กสทช. นี้ครับ และตัวแทนของคู่แข่งทางการเมืองที่ดีที่สุดก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ เพราะถ้าบุคคลใดที่คัดเลือกมาจากคณะกรรมการสรรหาได้เห็น ความเห็นชอบจากทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็จะ ยืนยันนะครับว่ากระบวนการสรรหานั้นได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายว่าเป็นบุคคลที่มี คุณสมบัติที่เหมาะสม และมีความเป็นกลางทางการเมืองที่เหมาะสมกับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ดังนั้นเพื่อให้การทำงานของ กสทช. มีความชอบธรรม ได้รับการยอมรับจาก ประชาชนและผู้แทนของประชาชน ผมจึงขอแปรญัตติมาตรานี้ครับ เพื่อแก้ไขให้ กระบวนการสรรหาคณะกรรมการ กสทช. จากหนึ่งในกลไกการสืบทอดอำนาจของ คสช. ให้กลับมาเป็นหลักการที่ถูกต้อง ยุติธรรมมากขึ้นครับ ด้วยการเปลี่ยนแปลงการลงมติ เห็นชอบกรรมการ กสทช. หลังจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหา ให้เปลี่ยนจากวุฒิสภามาเป็นการเห็นชอบจากทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ขอบคุณครับ🔗
ท่านกรรมาธิการชี้แจงไหมครับ🔗
กราบเรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ประธานคณะกรรมาธิการ กราบเรียนท่านประธานถึงท่านสมาชิกว่าอย่างที่ผมได้กราบเรียน ไปในมาตรา ๑๕ ที่แล้วนะครับว่า ด้วยโครงสร้างการคัดสรรของทางกรรมการสรรหา และเมื่อส่งให้วุฒิสภาเราก็เชื่อมั่นในวุฒิสภา ซึ่งก็เป็นหน่วยงานที่คัดสรรองค์กรอิสระอยู่ มาตลอดนะครับว่าในกระบวนการทั้งวุฒิสภาก็คงจะมีโอกาสในการที่จะเป็นตัวแทน ในการคัดเลือกแล้วก็มองมุมมองที่ดีที่สุดนะครับ ก็ต้องเข้าใจท่าน ส.ส. ที่ได้กรุณาอยากจะให้ ประธานสภากับประธานวุฒิสภาเลือกเลย โดยใช้ความเป็นกลางของทั้ง ๒ ท่าน ผมก็ กราบเรียนว่าเราคงต้องขอยืนโดยการใช้โครงสร้างของวุฒิสภาเหมือนเดิมครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านวรภพ ยังคงติดใจไหมครับ🔗
ติดใจครับ🔗
ติดใจนะครับ ท่านสมาชิกครับ เมื่อท่านผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติยังติดใจนะครับ ต่อไปผมจะขอมติ จากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไข หรือเห็นด้วย กับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น หรือผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจองค์ประชุมนะครับ🔗
เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ เชิญครับ🔗
ท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้างครับ ถ้ามีก็ขอเชิญครับ ถ้าใช้สิทธิแสดงตนกันทุกท่าน แล้วนะครับ ผมขอปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ มีท่านสมาชิกเข้าร่วมประชุม ๓๒๕ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการ ที่ไม่มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น หรือผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียงนะครับ เชิญใช้สิทธิลงคะแนนครับ🔗
ท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างครับ ถ้ามีก็ขอเชิญออกเสียงลงคะแนนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๔๙ เห็นด้วยครับ🔗
๓๔๙ เห็นด้วย ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ผลของการใช้สิทธิ ลงคะแนนนะครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๕๑ ท่าน เห็นด้วย ๒๕๗ ท่าน บวกอีก ๑ เป็น ๒๕๘ ท่านนะครับ ไม่เห็นด้วย ๙๒ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุม เห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการนะครับ🔗
เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ🔗
มาตรา ๘ ยกเลิกมาตรา ๑๗ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๙ แก้ไขมาตรา ๑๘ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ🔗
เนื่องจาก มาตรา ๙ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ผมขอเชิญกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นได้อภิปรายก่อนนะครับ เชิญครับท่านนิคม🔗
ขอบคุณครับ คงไม่มีอะไรติดใจนะครับ แล้วท่านสมาชิกผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติมีท่านผู้ใดติดใจ อภิปรายไหมครับ🔗
ไม่มีนะครับ มีท่านสมาชิกแสดงความจำนงขออภิปรายเพิ่มเติมเนื่องจากว่ามาตรา ๙ นี่ มีการแก้ไขนะครับ เชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ ในมาตรานี้เป็นมาตรา ๙ คือที่จริงแล้วตัวกรรมาธิการแก้เพิ่มนิดเดียวครับในความหมายคำว่า อาชีพหรือ เท่านั้นเองนะครับ ซึ่งผมก็สงสัยเหมือนกันคำว่า วิชาชีพ กับ อาชีพหรือ นี่มันปรากฏ ความแตกต่างกันอย่างไรถึงต้องเติมลงไปเดี๋ยวช่วยตอบผมนิดหนึ่ง แต่ผมจะอภิปรายสั้น ๆ ว่าที่จริงแล้วผมเห็นด้วยกับท่านนิคมครับ เรื่องของวุฒิสภา แต่ผมจะไม่อภิปรายแล้ว เพราะว่าท่านประธานได้ตอบในเรื่องว่าเหตุผลอะไรถึงไม่เลือกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนของ ปวงชนชาวไทย แทนที่ไปเลือกของสภาสูง ผมก็ไม่มีเหตุผลมากเท่าไรนัก นอกจากท่าน ก็คงอยู่ในสภาสูงที่ทรงอำนาจ แล้วก็คิดว่าจะอยู่ตลอดไปยาวนาน มันก็เลยทำให้มีผู้คนหลง ที่จะต้องใช้อำนาจโดยไม่ยึดโยงกับประชาชน อันนั้นผมไม่ก้าวล่วงนะครับ สิ่งสำคัญคือคำว่า อาชีพ นี่คือหลักฐาน หลักฐานของการแสดงการลาออกเพื่อประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนี่ ความหมายของมันโดยเฉพาะ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจะต้องนำเสนอ จะต้องมีลักษณะดังกล่าวจะต้องปรากฏต่อตัวประธาน และตัวประธานวุฒิสภาที่จะต้อง ดำเนินการก่อนที่นายกรัฐมนตรี ฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดสำคัญครับว่าผมถึงไม่เห็นด้วยกับการเติม คำว่า อาชีพหรือ ลงไปนะครับ คำว่า วิชาชีพ นี่คงจะเพียงพอแล้ว แล้วก็วิชาชีพนี่มันก็เป็น ศัพท์ซึ่งส่งความหมาย เลยอยากจะถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าจะทำอย่างไร ในเรื่องของอาชีพ เพราะอาชีพนี่มีหลากหลายมากมาย เพราะเมื่อสักครู่นี้ท่านบอกว่าเปิดกว้างไว้ แต่บอกว่าต้องระบุไว้ในวิชาชีพ วิชาชีพก็คือมีความสามารถเฉพาะในวิชาชีพนั้น ๆ เช่น มีความสามารถในด้านโทรคมนาคม มีความสามารถในด้านกิจการตำรวจ หรือมี ความสามารถในวิชาชีพที่มีทักษะสำคัญ ๆ นะครับ ฉะนั้นอันนี้ก็คงจะเพียงพอเพราะว่า การสรรหาหรือการเป็นกรรมาธิการ ลักษณะควรเฉพาะเป็นคุณสมบัติเฉพาะไม่ใช่แค่อาชีพ อาชีพนี่คือความหลากหลายครับท่านประธาน ผมก็เลยขอความเห็นว่าผมไม่เห็นด้วยกับ การเพิ่มคำว่า อาชีพ ลงไปครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ เชิญครับ ท่านจิรายุคงเข้ามาไม่ทันนะครับ ท่านกรรมาธิการ จะตอบชี้แจงไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมขออนุญาตตอบสั้น ๆ สำหรับคำถามของท่านสมาชิก พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ นะครับ ในเรื่องของ เหตุผลที่เราได้ตัดแก้คำว่า เลิกประกอบวิชาชีพ กลับเปลี่ยนมาเป็น อาชีพ นะครับ ผมกราบเรียนว่าสาระสำคัญจริง ๆ ก็คือในแนวทางการปฏิบัติครับ เวลาเราพูดถึงผู้ที่จะมาให้ ยกเลิกประกอบวิชาชีพ เมื่อเอาไปตีความแล้วมันค่อนข้างมีปัญหา ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง อย่างเช่นเมื่อเขาได้รับการคัดสรรเป็นบอร์ด (Board) หรือเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว เจตนา ของเขาก็คือต้องการให้หยุดทำงานอื่นครับ แล้วก็มาให้เวลาเต็มเวลากับการทำงาน เต็มเวลา กับการเป็นกรรมการ กสทช. แต่เมื่อเขียนไว้ว่าให้เลิกประกอบวิชาชีพคล้าย ๆ ว่า ถ้าเป็นแพทย์ เป็นคุณหมอ พอบอกให้เลิกประกอบวิชาชีพ หมายถึงว่าต้องไปยกเลิกใบประกอบโรคศิลปะหรือไม่ เขาไม่สามารถจะไปรักษาใครได้เลยใช่หรือไม่ หรือแม้กระทั่งเป็นวิศวกรต้องไปหยุดการทำ เลิกใบอนุญาตการประกอบทางวิศวะของเขาเลยหรือไม่ เราก็เกรงว่าจะเป็นปัญหาครับ เพราะฉะนั้นการที่เราเปลี่ยนเป็นการประกอบอาชีพหรือว่าให้เลิกประกอบอาชีพนี่หมายถึงว่า เขาก็ยังคงสถานะความเป็นหมอ เป็นวิศวกรของเขาอยู่ แต่เจตนาคือต้องมาทำงานเต็มเวลา ให้กับการเป็นกรรมการ กสทช. เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็จะเป็นการตีความกลับไปกลับมา ว่าพอมาเป็นกรรมการบอร์ด (Board) กสทช. แล้วต้องไปยกเลิกการเป็นหมอ เป็นวิศวกร ใบประกอบโรคศิลปะทั้งหมด นั่นคือเหตุผลที่เราต้องแก้เพื่อให้ครบองค์ประกอบ แล้วก็ ไม่ต้องมีการตีความในอนาคต กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านนิคม คงไม่ติดใจแล้วนะครับ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาลได้รับคำชี้แจงแล้วก็คงไม่ติดใจนะครับ🔗
ขอบคุณ ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ🔗
ท่านสมาชิก เนื่องจากมาตรา ๙ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไขหรือไม่นะครับ ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ แสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ เชิญครับ🔗
ท่านสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้างมีไหมครับ ถ้ามีก็ขอเชิญแสดงตนนะครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการแสดงตน เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ๓๐๕ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการ ที่มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิ ลงคะแนนครับ🔗
๓๔๙ เห็นด้วยครับ🔗
๓๔๙ ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างครับ ถ้ามีก็ขอเชิญออกเสียง ลงคะแนนครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๓๓๓ ท่าน เห็นด้วย ๒๗๗ ท่าน บวกอีก ๑ ท่าน เป็น ๒๗๘ ท่านนะครับ ไม่เห็นด้วย ๔๘ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วย กับร่างของคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไขนะครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านเลขาธิการครับ🔗
มาตรา ๑๐ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็น🔗
เนื่องจาก มาตรา ๑๐ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ขอเชิญกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น อภิปรายครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็น ในมาตรา ๑๐ เป็นบทเฉพาะกาลครับท่านประธาน ผมขออนุญาตอ่านแล้วก็แสดงบทบัญญัติ ที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๐ บัญญัติไว้ว่า ให้กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับยังคงดำรง ตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และในกรณีที่ตำแหน่งว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ ผมเพิ่มเติมข้อความในการแก้ไขและขอสงวนความเห็น ไว้ว่า เว้นแต่มีกรรมการ กสทช. เหลืออยู่ไม่ถึงสี่คน ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติ หน้าที่ตามที่จำเป็นไปพลางก่อน ซึ่งแตกต่างจากร่างที่เรารับไปจากสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีข้อความนี้ เหตุที่ผมเขียนอย่างนี้เนื่องจากว่ากรณีมันมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ๆ กสทช. เหลืออยู่ไม่ถึง ๔ คน กสทช. เดิมองค์ประกอบคือ ๗ คน ถ้าเหลือไม่ถึง ๔ คน ก็ถือว่าไม่ครบ องค์ประกอบ เพราะฉะนั้นเราก็ให้ทำหน้าที่ไปพลางก่อน คำว่า พลางก่อน มันจะมีผล เรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ ให้กระทำเท่าที่จำเป็นกรณีที่ไม่ต้องใช้มติใด ๆ ทั้งนี้จนกว่าจะมี คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งตรงนี้ก็เขียนเหมือนกับที่เรารับไป แล้วข้อความสุดท้าย ผมเองก็เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก และเขียนเหมือนกันครับ และในกรณีที่กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติผู้ใดซึ่งดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนที่วันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่มาแล้วเป็นเวลาไม่ถึงสามปี เราใช้ ๓ ปีเป็นหลัก ให้ผู้นั้น เป็นผู้มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติอีกวาระหนึ่ง ถ้าไม่ถึง ๓ ปี มีสิทธิครับ ถ้าเกิน ๓ ปี ถือว่าไม่มีสิทธิ อันนี้เป็นการเขียนในหลักการเฉย ๆ ซึ่งข้อเท็จจริงอาจจะไม่เกิดขึ้น เพราะว่าขณะนี้ มีการรับสมัครสรรหากรรมการ กสทช. ตามพระราชบัญญัติเดิมอยู่ ก็จะมีการคัดเลือกไป หลังจากกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ ก็จะยุติกรรมการชุดนั้น แล้วจะมีการเลือกตั้งใหม่ตามที่เรา ได้บัญญัติไว้ ก็เรียนท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ ถ้าเห็นว่า สิ่งที่ผมแปรญัตติจะเป็นประโยชน์กับกฎหมายฉบับนี้ก็ฝากพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เนื่องจาก มาตรา ๑๐ มีการแก้ไขนะครับ มีท่านสมาชิกแสดงความจำนงขออภิปรายร่วมด้วย เชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ในมาตรานี้ มาตรา ๑๐ ที่ผมติดใจ ผมไม่อ่านทั้งหมดนะครับ ติดใจตรงคำที่ขีดเส้นใต้ที่ท่านแก้ โดยเฉพาะ ในวรรคแรกที่เขียนว่า และในกรณีที่มีกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติผู้ใดที่ดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ได้บังคับ ได้ดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่มาแล้วไม่ถึงสามปี ให้ผู้นั้น มีสิทธิ จุด จุด จุด บลาไปเลยครับ ผมไม่อ่านยาว ตรงนี้มันเป็นเงื่อนของเวลาครับ ท่านประธานครับ และมันเป็นเงื่อนของเวลาที่ผมอยากจะถามกรรมาธิการด้วยว่า ตัวคณะกรรมาธิการที่กำลังเป็นอยู่ขณะนี้ซึ่งมีอยู่เดิม ท่านผู้ใดบ้างที่จะได้รับสิทธินี้ ท่านผู้ใด ที่จะได้รับสิทธินี้ เพราะว่าวันที่ ๑๔ ถึงวันที่ ๒๘ ตุลาคม คือวันที่มีการรับสมัคร ที่ผ่านมา มีการรับสมัคร แล้วก็มีการเร่งรีบอย่างมาก โดยเฉพาะกรรมการชุดใหม่ที่จะแต่งตั้ง จึงทำให้ วิธีการหรือกระบวนการที่จะออกพระราชบัญญัตินี้ออกไปเพื่อกำหนดระยะเวลา คำว่า ไม่น้อยกว่าสามปี ผมก็เลยยังกังวลว่าคนที่จะกลับเข้ามาจะเป็นชุดเก่าสักกี่คน ถ้าเปิดโอกาส ขนาดนี้ เพราะจะเห็นภาพเลยว่าผู้สมัครแต่ละคนเป็นคนของใคร เพราะว่าเดิมเราจะเห็นว่า มีกลุ่มพวกมีสี แล้วก็มีผู้ติดตามผู้มีอำนาจ ที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้ที่มีอำนาจที่ผ่านมา เข้าไปดำรงตำแหน่ง ไปนั่งอยู่ในสมบัติของชาติ เพราะฉะนั้นตรงนี้ตัวท่านประธานช่วยตอบให้ผมทีนะครับ แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งคือ วรรคสอง วรรคสองนี่ผมไม่ติดใจแล้วครับ เพราะเมื่อครู่นี้ผม ที่บอกว่าให้สำนักงาน เลขาธิการวุฒิสภาเริ่มดำเนินการจัดการก็ตกลงตามนั้นเพราะว่าคงแก้ไม่ได้ เพราะว่ามันมี ผลกระทบตั้งแต่มาตราแรก ๆ มานะครับ เพราะว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข เพราะว่า มันย้อนกลับไปไม่ได้อยู่แล้ว จริง ๆ แล้วเจตนาเราคือต้องการให้สภาผู้แทนราษฎร กับผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิมีเสียงในเรื่องนี้อย่างมากนะครับ และเข้าไป เกี่ยวข้องในฐานะเป็นผู้แทนของปวงชนและเป็นสมบัติของปวงชน ของคนไทยทั้งชาติ ในเรื่องนี้นะครับ แต่ในประเด็นก็คือช่วงของภายใน ๑๕ วัน เหตุผลนะครับ ท่านครับ ทำไมต้องภายใน ๑๕ วัน ในวรรคสองช่วยตอบด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญกรรมาธิการตอบชี้แจงครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณ🔗
เริ่มต้นจากคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว นะครับ ที่คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ได้กรุณาสงวนคำแปรญัตติไว้ว่าอยากจะให้เป็นแนวทางในการที่ถ้าเกิดมีคณะกรรมการ หรือบอร์ด (Board) ของ กสทช. อยู่ไม่ถึง ๔ คน ก็อยากให้คนที่รักษาการอยู่ หรือคนที่ ปฏิบัติหน้าที่อยู่ระหว่างที่จะสรรหาใหม่ อยากให้มีการใช้อำนาจหรือการดำเนินการในฐานะ ที่เป็นบอร์ด (Board) อยู่นี่เฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ผมขอกราบเรียนว่าเรื่องนี้ได้มี การสอบถามในหลายประเด็นนะครับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ถ้าเหลือน้อยกว่า ๔ คน แล้วให้ทำเฉพาะจำเป็นก็ต้องมาตีความกันอีกว่าจำเป็นนี้คือ อะไรบ้าง ซึ่งโดยปกติจำเป็นก็คือภาระปกติที่มีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นการที่มีน้อยกว่า ๔ คนนี่สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นและเขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ก็คือ ต้องเร่งให้มีการเข้าสู่กระบวนการการสรรหาให้เร็วที่สุด ซึ่งอันนั้นก็เขียนไว้ชัดเจน ถึงแม้ว่า จะเหลือ ๔ คนลงไปนะครับ หน้าที่เขาก็ทำในหน้าที่ที่จำกัดที่เขาต้องทำอยู่แล้ว แล้วกระบวนการสรรหาก็ต้องเร่งสู่กระบวนการสรรหา เพื่อเติมหรือหาคนเข้ามาทดแทน หรือให้ครบตามจำนวนที่ได้ระบุไว้ในกฎหมาย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมกราบเรียนว่า มีความจำเป็นจริง ๆ ที่ต้องให้อำนาจเขาบริหารจัดการได้ต่อเนื่องนะครับ🔗
ในเรื่องที่ ๒ ขออนุญาตตอบท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ นะครับ ด้วยความเคารพว่าท่านได้สอบถามในเรื่องของบทเฉพาะกาลที่เขียนเอาไว้ว่าคนที่จะ เข้ามาเป็นนั้น ที่เราเขียนกฎหมายแล้วก็เขียนเอาไว้ว่าจะสามารถเป็นได้ถ้าไม่เกิน ๓ ปี สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ ผมกราบเรียนว่าบอร์ด (Board) ชุดปัจจุบันนี่เหลืออยู่ ๖ คน และ ๖ ท่านนี้เป็นมาแล้ว ๙ ปี เพราะฉะนั้นทั้ง ๖ คนนี้ไม่มีคนใดเลยที่จะมีสิทธิที่จะกลับมา เป็นอีก เพราะว่าในกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่า ๑ คน เป็นได้แค่ ๑ เทอม หรือ ๑ สมัยเท่านั้น ก็คือ ๖ ปีเท่านั้น แล้วกลับมาเป็นไม่ได้อีกแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อตอบคำถามก็คือ ที่เป็นอยู่วันนี้ไม่มีใครกลับมาเป็นได้อีกนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือที่เราต้องเขียนบทเฉพาะกาลไว้ เนื่องจากวันนี้เราได้มี กระบวนการ เข้าสู่กระบวนการการสรรหาบอร์ด (Board) กสทช. โดยใช้ พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๐ ก็คือของเดิมอยู่ในขณะนี้ เหตุผลที่เราต้องเปิดบทเฉพาะกาลนี้ไว้เพราะ ณ วันนี้ ถ้าเราผ่าน กฎหมายฉบับนี้ไป ไปวุฒิสภาจะใช้เวลาเท่าไรก็ตาม แต่ระหว่างนี้มีการใช้ พ.ร.บ. ฉบับเดิม สรรหาไปก่อน เพราะฉะนั้นเมื่อไรก็ตามที่กฎหมายที่กำลังเข้าสภาอยู่ในขณะนี้มีผลบังคับใช้ ก็หมายถึงว่ากระบวนการที่เดินทางมาทั้งหมดของชุดที่กำลังสรรหาอยู่นี้ต้องจบลง แล้วก็ใช้ กฎหมายฉบับนี้ทันที เพราะฉะนั้นความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ที่กำลังพิจารณาอยู่ใน สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ก็มีความสำคัญมากว่าเมื่อไรเสร็จกระบวนการ มีการประกาศใช้ บอร์ด (Board) ที่เป็นอยู่ก็ต้องหมดทันที เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่เปิดช่องว่างตรงนี้ไว้ คนที่ เข้าไปสมัครอยู่ตอนนี้นะครับ เขาอาจจะเป็นได้ ๖ เดือน ๓ เดือน ๗ เดือน หรือ ๑ ปี เขาต่ำกว่า ๓ ปี ก็ต้องให้สิทธิเขาเข้ามาสมัคร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เป็นนะครับ แค่เปิดสิทธิให้เขาเข้ามาสมัคร ก็เข้าสู่กระบวนการสรรหาอีกรอบหนึ่ง ถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนว่านี่เป็นกระบวนการที่ให้สิทธิทุกคนนะครับ โดยที่ไม่ขัดต่อหลัก กฎหมายครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
คุณหมอชลน่านยังติดใจไหมครับ ไม่ติดใจแล้วนะครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมาตรา ๑๐ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไขนะครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับร่างของ คณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไขหรือไม่ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ขอเชิญ สมาชิกท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ เชิญครับ🔗
สมาชิกท่านใด ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้างนะครับ ถ้ามีก็ขอเชิญแสดงตนครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๓๔ ท่าน🔗
เป็นอันว่า มีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมนะครับ ต่อไปผมขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่มีการแก้ไข โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ🔗
๓๔๙ เห็นด้วยครับ🔗
๓๔๙ เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างครับ ถ้ามีก็ขอเชิญออกเสียง ลงคะแนนนะครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๓๔๖ ท่าน เห็นด้วย ๓๒๖ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๓๒๗ ท่านนะครับ ไม่เห็นด้วย ๑๖ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมได้มีมติเห็นด้วย กับร่างของคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไขนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านเลขาธิการดำเนินการอ่านมาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๑๑ ไม่มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๑๑ ไม่มีการแก้ไขนะครับ ท่านสมาชิกครับ ถือว่าจบการพิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา แล้วนะครับ ต่อไปเป็นการพิจารณาทั้งร่าง เป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่งนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ จะมีสมาชิกท่านใดจะขอแก้ไขถ้อยคำหรือไม่นะครับ🔗
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าจบการพิจารณาในวาระที่สอง🔗
ต่อไปเป็นการพิจารณาในวาระที่สาม ผมจะขอมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
เชิญท่าน สมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดบัตรแสดงตนนะครับ เพราะท่านสมาชิกคงยัง ไม่ได้ออกไปไหนนะครับ เชิญเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ ท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ แสดงตนก็เชิญแสดงตนครับ🔗
ถ้าไม่มี ก็ขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีจำนวนผู้เข้าประชุม ๓๓๔ ท่าน ถือว่าครบ องค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง เชิญครับ เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง เชิญใช้สิทธินะครับ🔗
มีท่านสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ใช้สิทธิมีไหมครับ ถ้ามีก็เชิญครับ ถ้าไม่มีแล้วผมขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ🔗
๓๔๙ เห็นด้วยครับ🔗
เมื่อสักครู่นี้ เห็นด้วยใช่ไหมครับ🔗
ครับท่านประธาน เห็นด้วยครับ🔗
ครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๓๕๐ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๓๓๗ ท่าน บวก ๑ ท่าน ก็เป็น ๓๓๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบ กับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อให้สภา พิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบหรือดำเนินการ ต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๗ ประกอบกับข้อ ๑๐๕ ซึ่งรายละเอียดของข้อสังเกตได้ปรากฏ ตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ตามที่นั่งของท่านสมาชิก เพื่อประกอบการพิจารณาแล้วนะครับ ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ เนื่องจากว่าเป็นการลงมติต่อเนื่องนะครับ ท่านสมาชิกก็คงยังไม่ได้ออกจากห้องประชุมไปไหน🔗
ต่อไปผมขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลยนะครับ ท่านผู้ใด เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านใช้สิทธิลงคะแนนครับ ท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนบ้าง ถ้ามีก็ขอเชิญนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๔๙ เพชรภูมิ เห็นด้วยครับ🔗
๓๔๙ เห็นด้วย ถ้าไม่มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผมถือว่าใช้สิทธิลงคะแนน ทุกท่านแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๔๙ ท่าน เห็นด้วย ๓๓๙ ท่าน บวก ๑ ท่าน ก็เป็น ๓๔๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๖ ท่าน งดออก เสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการนะครับ🔗
ผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ถือว่าจบการพิจารณา ขอบคุณ คณะกรรมาธิการครับ🔗
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชา กัญชง และกระท่อม อย่างเป็นระบบ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ท่านสมาชิกครับ ด้วยประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไข ปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชา กัญชง และกระท่อมอย่างเป็นระบบ ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ บุคคลภายนอกเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งผมพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์ ในการพิจารณา ผมจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสอง ขอเชิญท่านสมาชิกที่มี รายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุมนะครับ🔗
ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการจำนวน ๘ ท่าน ได้แก่ ๑. นายสกล กิตติ์นิธิ ๒. นายอำนาจ สุนทรธรรม ๓. นายไพศาล การถาง ๔. นายธีระศักดิ์ แสนวรางกุล ๕. นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน ๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชาญยุทธ พวงกำหยาด ๗. นางอุไรวรรณ์ สิริวัฒนาถาวรชัย ๘. นายชนิสร์ คล้ายสังข์🔗
เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหา เกี่ยวกับการใช้กัญชาอย่างเป็นระบบ จำนวน ๑ คน คือนายเทวัญ ธานีรัตน์ นะครับ🔗
อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การใช้กัญชงอย่างเป็นระบบ จำนวน ๔ ท่าน ได้แก่ ๑. นายวีระชัย ณ นคร อนุกรรมาธิการ ๒. นายวิฑูร เนติวิวัฒน์ อนุกรรมาธิการ ๓. นายนิติ สันแสนดี เลขานุการคณะอนุ กรรมาธิการ ๔. พันเอก ชาติวัฒน์ คงอุทัยสกุล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ🔗
ท่านผู้เข้าร่วมชี้แจงเข้าประจำที่แล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธาน กรรมาธิการแถลงครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม พลเอก สมชาย วิษณุวงศ์ ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการใช้กัญชา กัญชง และกระท่อมอย่างเป็นระบบ สภาผู้แทนราษฎร ขอเรียนเสนอรายงานผลการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการวิสามัญ🔗
อันสืบเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ และตรวจสอบผลกระทบของการใช้กัญชาในรูปแบบต่าง ๆ ในประเทศไทย ซึ่งในการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันพุธที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ และครั้งที่ ๑๖ วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ ได้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญมีการประชุมและพิจารณากำหนด กรอบการศึกษาโดยแบ่งเป็นประเภทของพืช ได้แก่ กัญชา กัญชง และกระท่อม รวมทั้ง แยกตามการใช้ประโยชน์ประกอบด้วยทางการแพทย์และเศรษฐกิจ ซึ่งคณะกรรมาธิการ วิสามัญได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้น ๓ คณะ ประกอบด้วย🔗
๑. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การใช้กัญชาอย่างเป็นระบบ โดยมอบหมายให้ดอกเตอร์อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ เป็นประธาน🔗
๒. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการใช้ กัญชงอย่างเป็นระบบ โดยมอบหมายให้ดอกเตอร์พรรณสิริ กุลนาถศิริ เป็นประธาน🔗
๓. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการใช้ กระท่อมอย่างเป็นระบบ โดยมอบหมายให้ท่านเทพไท เสนพงศ์ เป็นประธาน🔗
นอกจากนี้ ได้มีการตั้งคณะทำงานด้านกฎหมาย โดยมอบหมายให้นายแพทย์ มารุต มัสยวาณิช เป็นประธานคณะทำงาน ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เชิญหน่วยงาน องค์กร บุคคลในภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อรวบรวมและนำ ข้อมูลดังกล่าวไปศึกษา วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอแนะแนวทาง การกำหนดนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลที่เกี่ยวกับกัญชา กัญชง และกระท่อม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมต่อไป🔗
ท่านประธานที่เคารพ จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการพบว่ามีข้อกังวล เกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ๓ ด้าน คือ🔗
๑. ปัญหาผลกระทบต่อประชาชน เช่น ผลกระทบต่อร่างกายจากการใช้ และการก่อให้เกิดการเสพติด🔗
๒. ปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น ความยุ่งยากในการจัดหาเมล็ดพันธุ์ การกลายพันธุ์ ระหว่างกัญชาและกัญชง ตลอดจนอุปสรรคในการพัฒนาสายพันธุ์ต่าง ๆ การยื่นขออนุญาต เกี่ยวกับกัญชา กัญชง และกระท่อมมีขั้นตอนจำนวนมากและล่าช้า🔗
๓. ปัญหาในทางกฎหมาย เช่น กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดของประเทศไทย มีการควบคุมตั้งแต่การปลูก การผลิต การนำเข้า การส่งออก การครอบครองกัญชา กัญชง และกระท่อม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพราะกฎหมายอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะในทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยเท่านั้น และต้องได้รับอนุญาตจากเลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด อาจจะกล่าวได้ว่ากฎหมายภายในประเทศยังไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน🔗
ท่านประธานที่เคารพนอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น การเคลื่อนย้ายกัญชาเพื่อไปใช้ประโยชน์จากจุดหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งมีขั้นตอนและการขอ อนุญาตที่ยุ่งยาก และการจดทะเบียนการคุ้มครองพันธุ์พืช และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกัญชา กัญชง และกระท่อมมีข้อจำกัด🔗
ดังนั้น ข้อเสนอหลักของคณะกรรมาธิการจึงมีทิศทางการแก้ไขปัญหาคือ การยกเลิกกัญชา กัญชง และกระท่อมออกจากกฎหมายยาเสพติดให้โทษ แต่เพื่อ ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ และพิธีสารแก้ไข ค.ศ. ๑๙๗๒ อนุสัญญาว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. ๑๙๗๑ อนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิต และประสาท ค.ศ. ๑๙๘๘ ที่ประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญาดังกล่าว จึงยังคง มีการควบคุมการใช้กัญชา กัญชง และกระท่อมอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้จะควบคุมโดยอาศัย ประกาศหรือกฎกระทรวงสาธารณสุขแทน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนผลการศึกษา ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ ของกรรมาธิการอื่น ๆ รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหาในรายละเอียดนั้น กระผมขอมอบให้ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการกัญชา ประธานคณะอนุกรรมาธิการ กัญชง ประธานคณะอนุกรรมาธิการกระท่อม นำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้ง หัวหน้าคณะทำงานด้านกฎหมาย สรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาในภาพรวมต่อไปครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกัญชา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ และประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษา การหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกัญชาอย่างเป็นระบบ ท่านประธานครับ ก่อนอื่น ผมขออนุญาตเปิดคลิป (Clip) ซึ่งได้ทำไว้ประมาณ ๗ นาที ให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพี่น้องประชาชนได้ทราบถึงว่ากัญชานั้นมีประวัติความเป็นมาเช่นไร หลังจากนั้น ผมถึงจะได้นำเสนอหลังจากคลิป (Clip) จบอีกครั้งหนึ่งครับ ขอเชิญเปิดคลิป (Clip) ด้วยครับ🔗
สรุปเลย ดีไหมนี่🔗
ได้ครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผมในนามประธานอนุกรรมาธิการศึกษาการใช้ กัญชาอย่างเป็นระบบ จึงขอเสนอแนะวิธีแก้ปัญหาโดยเร่งด่วนในระยะแรก ในระยะเร่งด่วน ๒ ข้อ ก็คือ🔗
ข้อ ๑ ขอให้คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษแต่งตั้งอนุกรรมการระดับ จังหวัดตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช ๒๕๒๒ ทำหน้าที่ ให้ความเห็นชอบในการอนุญาตแทนคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด และขอให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามอบอำนาจในการอนุญาตให้กับ ผู้ว่าราชการจังหวัดในการปลูกกัญชาและครอบครองให้เป็นไปตามเงื่อนไขของ คณะกรรมการอาหารและยาเฉพาะพื้นที่จังหวัดที่รับผิดชอบ เหตุผลก็เพื่อลดปัญหา ระยะเวลาในการรอคอยในการลดค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ในระยะ ๕ ปี ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ ๗ พุทธศักราช ๒๕๖๒ บังคับใช้นั้น เป็นหน่วยงานภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว หรือรัฐวิสาหกิจชุมชนร่วมกับหน่วยงานรัฐ ภาครัฐ ที่เกี่ยวข้อง และเป็นการลดภาระงบประมาณของหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะได้ไปสามารถทำในหน้าที่อื่นได้นะครับ ฉะนั้น ผมเรียนว่าปัญหาปัจจุบันนี่เฉพาะนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่ให้ รพ.สต. ลงนามกับ วิสาหกิจชุมชนนั้นในแต่ละจังหวัด ปัจจุบันนี้ทั้งประเทศขออนุญาตปลูกตามนโยบายของ กระทรวงสาธารณสุขมาทั้งหมดประมาณ ๓๐๐ กว่าแห่งนะครับ แล้วก็ปัจจุบันนี้ทาง อย. ออกไปตรวจสอบ แล้วก็เพื่อจะอนุญาตได้ไม่ถึง ๓๐ แห่งเลย ฉะนั้นลองคิดดูว่าถ้ายังให้ทาง อย. เป็นผู้อนุญาตอยู่ ผู้ที่ขออนุญาตมาตั้งร้อย ๆ ราย ๓๐๐ รายนี่อีกกี่ปีมันถึงจะได้ปลูก ฉะนั้นมันจะไม่ทันต่อเหตุการณ์ ฉะนั้นทางคณะอนุกรรมาธิการเราก็เลยขอเสนอแนะให้ตั้ง อนุกรรมการจังหวัดขึ้นมาให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อนุญาตปลูกต่อไปนะครับ🔗
ข้อ ๒ นั้นให้กระทรวงสาธารณสุขจัดการฝึกอบรมและสอบวัดความรู้ ผ่านระบบออนไลน์ (Online) ให้กับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพ แพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ทันตแพทย์ เภสัชกร รวมทั้ง หมอพื้นบ้านให้สามารถสั่งจ่ายยากัญชาได้ โดยให้การรับขึ้นทะเบียนจากสำนัก คณะกรรมการอาหารและยาหลังจากสำเร็จการฝึกอบรม เหตุผลก็เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้ มีผู้ที่จ่ายยากัญชาจำนวนน้อยไม่พอกับผู้ป่วยหรือความเดือดร้อนของผู้ป่วย ฉะนั้น ทางอนุกรรมาธิการเราก็เห็นว่ากระทรวงสาธารณสุขควรจะฝึกอบรมให้มีบุคลากรสามารถ สั่งจ่ายยากัญชาได้นะครับเพื่อประโยชน์ให้กับผู้ที่มีความต้องการที่จะใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค ต่อไป🔗
ในระยะยาวระยะสุดท้ายนั้นคณะอนุกรรมาธิการเสนอให้มีกฎหมายเฉพาะ คือร่างพระราชบัญญัติพืชควบคุมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ พ.ศ. …. โดยเสนอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ๑ คณะ เพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่ทางคณะอนุกรรมาธิการเราได้แนบมา เหตุผลก็เนื่องจาก ปัจจุบันปัญหาจากกัญชามีสารเสพติดคือทีเอชซี (THC) เพียงชนิดเดียวที่หากเลิกการใช้ยา แล้วจะมีอาการถอนพิษยาหรือลงแดงที่รุนแรงน้อยลงกว่ายาเสพติดอื่น คือมีการนอนไม่หลับ ปวดเมื่อยตามตัว ตามศีรษะ และมีอันตรายต่อสุขภาพน้อยกว่าสุรา น้อยกว่าบุหรี่ น้อยกว่า กาแฟ ที่กฎหมายให้สามารถจำหน่ายได้อย่างเสรีและพบว่าส่วนอื่นนั้น แม้กระทั่งสารเสพติด ในกัญชาอีกมากมายที่มีประโยชน์สามารถผลิตเป็นอาหาร ผลิตเป็นอาหารเสริม เครื่องสำอาง หรือยารักษาโรคได้ ฉะนั้นทางคณะอนุกรรมาธิการเราจึงมีความเห็นว่าควรจะ เสนอร่างกฎหมายเฉพาะขึ้นมา ในร่างกฎหมายเราก็ใช้ชื่อว่าพระราชบัญญัติพืชควบคุม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ พ.ศ. …. ฉะนั้นอันนี้เป็นระยะยาวที่ทางคณะอนุกรรมาธิการ เราเห็นว่าควรจะต้องมีการเสนอให้กับสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณานะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับ ที่ทางอนุกรรมาธิการเราเป็นห่วงก็คืออยากให้มี การนิรโทษกรรมพวกที่ใช้กัญชาเพื่อยารักษาโรคเพื่อตัวเองและผู้อื่นซึ่งปัจจุบันมีคดีมากมาย เกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้ ซึ่งที่จริงแล้วเขาก็นำกัญชาเหล่านั้นมาเพื่อรักษาตัวเขาเอง มาเพื่อ รักษาญาติพี่น้องหรือคนที่ป่วยแล้วก็ต้องการใช้กัญชาเป็นยารักษาโรค ฉะนั้นอยาก ฝากให้ทางสภาผ่านไปถึงฝ่ายบริหารว่าเรื่องการนิรโทษกรรมผู้ที่ใช้กัญชานั้นอยากให้มี การนิรโทษกรรมนะครับ แล้วก็เป็นข่าวดีต้องขอบคุณทางกระทรวงสาธารณสุขเมื่อเช้านี้ก็ได้ มีการประกาศแล้วว่าต่อไปนี้ใบกัญชาไม่เป็นยาเสพติด ฉะนั้นพี่น้องประชาชนที่ใช้กัญชา เพื่อไปทำอาหาร ใส่ต้มไก่ ทำอะไรนี่สามารถจะทำได้แล้วนะครับ ไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งเมื่อเช้านี้ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ประกาศมา ต้องขอบคุณทางกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ตื่นตัวในเรื่องที่จะพัฒนากัญชาให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ เกิดประโยชน์ กับเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนของเราต่อไป ขอบคุณครับ🔗
มีท่านกรรมาธิการท่านใดจะชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน พรรณสิริ กุลนาถศิริ ค่ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการนะคะ การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชา กัญชง และกระท่อม อย่างเป็นระบบ และในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญการศึกษาพืชในส่วนของ กัญชงค่ะ🔗
ในส่วนของกัญชงนั้นคณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษาโดยการประชุม ในพื้นที่แล้วก็การศึกษาดูงานนอกสถานที่ โดยมีเป้าหมายสำคัญในเรื่องของการที่จะผลักดัน ให้พืชกัญชงนั้นเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย ทั้งนี้ จากการศึกษากำหนดกรอบไว้ ในส่วนของข้อมูลพืช ในส่วนของปัญหาและแนวทางการแก้ไข และในประเด็นที่ ๓ ก็คือ ในส่วนของกฎหมายค่ะ อย่างไรก็ตามกัญชาและกัญชงจะเป็นพืชที่อยู่ในสกุลเดียวกันนะคะ คือแคนนาบิส (Cannabis) โดยในส่วนของกัญชงนั้นจะมีชื่อเรียกทั่วไปว่าเฮมพ์ (Hemp) ในส่วนนี้จะมีชื่อเฉพาะในส่วนของชื่อวิทยาศาสตร์ว่าแคนนาบิส ซาติวา แอล. (Cannabis Sativa L.) ในส่วนของกัญชานั้นจะเป็นแคนนาบิส อินดิกา แลม (Cannabis Indica Lam.) สัณฐานของพืชทั้ง ๒ ชนิดคล้ายกันมาก วงชีวิตก็เติบโตในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนะคะ แต่มี ความแตกต่างกันที่ในส่วนของสัณฐานของใบนะคะ แล้วก็สารประกอบสำคัญที่อยู่ใน ส่วนของช่อดอกค่ะ ในส่วนของช่อดอกที่มีสาระสำคัญนั้นจะมีสูตรโมเลกุลเหมือนกันนะคะ แต่สูตรทางโครงสร้างแตกต่างกัน ทำให้มีคุณสมบัติและองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน และประโยชน์มากน้อย จนเป็นที่มุ่งมองว่าจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ในส่วนที่มีมาก ในกัญชงนั่นก็คือในส่วนของซีบีดี (CBD) หรือเราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าแคนนาบิไดออล (Cannabidiol) ในส่วนนี้จะมีสูตรโมเลกุลเดียวกันกับในส่วนของทีเอชซี (THC) ซึ่งเป็น สารสำคัญ ถ้ามีปริมาณมากน้อยก็จะทำให้ไขว้เขวได้ อะไรเป็นกัญชง อะไรเป็นกัญชา อย่างไรก็ตามในส่วนของกัญชงนั้น องค์ประกอบของกัญชงทำให้เกิดประโยชน์อย่างมากมาย มหาศาล มีนะคะในส่วนของผลผลิตที่เกิดขึ้นจากกัญชงมากกว่า ๑๐,๐๐๐ รายการ จึงกล่าว ได้ว่ากัญชงนั้นเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงในตลาดโลกเลยทีเดียว ในส่วนโครงสร้างของลำต้น ทั้งหมดนะคะ ในส่วนของไฟเบอร์ (Fiber) หรือเส้นใย ทั้งในส่วนของเส้นใยของการทอเสื้อผ้า ซึ่งชาติพันธุ์ของม้งได้ผลิตแล้วก็พัฒนาอย่างมีชื่อเสียงตลอดมา อันนี้ก็ต้องขอชื่นชมแล้วก็เป็น ประวัติศาสตร์ของกัญชงของประเทศไทยแล้วก็ชาวโลกเลยทีเดียว ยังมีในส่วนของแกน ในส่วนของลำต้น ที่ให้ผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัสดุมวลเบา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเฮมพ์ครีต (Hempcrete) หรือว่าในเรื่องของไฟเบอร์ (Fiber) เส้นใย ที่ให้การดูดซับในส่วนของความร้อน กันความชื้น แล้วก็ในเรื่องของอันตรายต่าง ๆ ค่อนข้าง ที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในผลผลิตและในเรื่องของการตลาดค่ะ🔗
สำหรับในเรื่องของการตลาดที่เกิดขึ้นในส่วนของเส้นใย ในส่วนของสารซีบีดี (CBD) ซึ่งอยู่ในช่อดอก มีทั้งในส่วนของการแพทย์ ซึ่งสรรพคุณมากมาย ไม่ว่าจะในเรื่องของ การแก้ไขในส่วนของพาร์กินสัน ในเรื่องของโรคสมาธิสั้น ในเรื่องของการชักเกร็ง โดยเฉพาะ ในเด็กเล็กค่ะ และในส่วนของผลิตภัณฑ์ซีบีดี (CBD) ดังที่ได้นำเสนออยู่นี้เป็นหยดใน องค์ประกอบสารสำคัญ เป็นสารสุขภัณฑ์ในเรื่องของการบำรุงดูแลสุขภาพ แล้วก็ในส่วนของ ทางการแพทย์อย่างมากมาย ในส่วนของเมล็ดนะคะ หรือว่าซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) ผลผลิตของเมล็ดมีโปรตีนสูงมาก แล้วก็ยังเป็นองค์ประกอบที่ให้คุณค่าอาหารอื่น ๆ เป็นพลังงานในส่วนที่จะทำให้เกิดศักยภาพ แล้วก็ในส่วนของการดูแลในส่วนของโลกร้อน หรือใด ๆ ก็ดี กัญชงก็จะให้ผลผลิตที่มีคุณภาพมาก🔗
ในส่วนของน้ำมันเมล็ดกัญชง ยังมีการวิจัยและค้นคว้าด้วยว่าจะให้เป็น ลักษณะของเฮมพ์ออยล์ (Hemp oil) เป็นเชื้อเพลิงพลังงานสูง และสามารถรับประทาน ได้โดยตรง เป็นพืชทดแทนตระกูลถั่วในส่วนของเมล็ด🔗
และในส่วนด้านต่าง ๆ ของการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ เราพบว่า ในสถานการณ์โลกของกัญชงนะคะ กระแสโลกผลักดันให้กัญชงนั้นมีมูลค่าทางการตลาด สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมูลค่าทางการตลาดในส่วนของผลผลิตที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๖๑ มีการคำนวณอย่างคร่าว ๆ ว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยเฉพาะในประเทศจีนมีส่วนแบ่ง การตลาดสูงมาก รองด้วยสหรัฐอเมริกา ยุโรป และในภาคพื้นเอเชีย (Asia) ค่ะ ในส่วนของสหรัฐอเมริกา ส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ ๕๕,๐๐๐ ล้านบาทในช่วงปี ๒๕๖๓ แม้ว่าจะยังไม่สิ้นปีก็ตาม โดยพบว่าอยู่ในภาคส่วนของการอุตสาหกรรม สูงที่สุดอยู่ในส่วน ของเฮมพ์ออยล์ (Hemp oil) อยู่ในส่วนของเส้นใยส่วนหนึ่ง แต่ส่วนสำคัญที่สุดก็คือ อยู่ในส่วนของช่อดอกหรือซีบีดี (CBD) อยู่ที่ร้อยละ ๒๕ ในส่วนของช่อดอกหรือซีบีดี (CBD) ที่เป็นสารสำคัญ ซึ่งมีอยู่ทั้งในกัญชาและกัญชงนี้นั้น ในส่วนของกัญชงสามารถผลิตได้มีมูลค่า ถึงกิโลกรัมละประมาณ ๑๕๔,๐๐๐ บาท ฉะนั้นราคาตลาดของซีบีดี (CBD) โดยเฉพาะ ในส่วนที่เกิดขึ้นจากกัญชา กัญชงในประเทศไทย กล่าวได้ว่าเป็นภูมิประเทศ เป็นภูมิอากาศ ที่เหมาะสมกับการที่จะพัฒนาและนำไปสู่การปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย การที่คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษาพืชกัญชงเรามีเป้าหมายสำคัญว่าจะให้เป็นพืช เศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย เพราะเราเห็นคุณค่าทางการตลาดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และเห็นว่า ประเทศไทยของเรามีพืชที่มีราคาต่ำ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของข้าวโพด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาสูบ หลายจังหวัดทีเดียวในภาคเหนือทั้งตอนบนแล้วก็ตอนล่าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องยาสูบชาวจังหวัดสุโขทัย ก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นพืชทดแทนตัวใหม่ให้กับคนไทย โดยในครั้งนี้ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทยก็ให้การสนับสนุนที่จะนำร่องในเรื่องของ การขับเคลื่อนนำพืชกัญชงมาเป็นพืชทดแทนยาสูบและพืชอื่นที่มีรายได้ต่ำ ในส่วนของส่วน แบ่งการตลาดดังที่ได้กล่าวมาแล้วจึงนำไปสู่ข้อคิดของคณะกรรมาธิการ ทั้งในส่วนของ วิสามัญกัญชงแล้วก็ทั้งคณะว่าเราจะขับเคลื่อนอย่างไร ก็พบว่ามีปัญหาในส่วนของกฎหมาย หลายฉบับด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายจากต่างประเทศอนุสัญญาเดี่ยวดังที่ได้กล่าว กันมาแล้ว และในส่วนของกฎหมายในประเทศไทยหลาย ๆ ประการ และที่สุดแล้วนะคะ คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษาพืชกัญชงก็สรุปประเด็นที่จะเป็นข้อสังเกต ข้อคิดเห็น แล้วก็ข้อเสนอแนะผ่านท่านประธานสภาไปยังรัฐบาล ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ🔗
ในเรื่องที่ ๑ ก็คือขอเสนอให้เพิกถอนบัญชีกัญชงออกจากบัญชียาเสพติด ให้โทษ ซึ่งก็สอดคล้องกันทั้งในส่วนของกัญชาแล้วก็กระท่อม แล้วที่สุดก็มีข่าวดีดังที่ได้ นำเสนอไปเมื่อสักครู่นี้แล้ว นั่นก็คือวันนี้ค่ะ คณะกรรมการคุ้มครองในส่วนของกลุ่มของ ยาเสพติดให้โทษ กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการประชุม ครั้งที่ ๔๒๓ ที่ ๑๒/๒๕๖๓ เมื่อสิบเอ็ดโมงเช้านี่เองค่ะ ก็ประกาศว่าปลดล็อกค่ะ ปลดล็อกกัญชา ปลดล็อกกัญชง ในส่วนต่าง ๆ ทั้งหมดของลำต้น ยกเว้นในส่วนของช่อดอกซึ่งเป็นส่วนที่ให้ซีบีดี (CBD) สูงมากแล้วก็เป็นจุดที่มีความคล้ายคลึงไม่ว่าจะเป็นซีบีดี (CBD) หรือทีเอชซี (THC) จึงยังไม่ ปลดล็อกเพียงส่วนเดียวเท่านั้น อันนี้ก็เป็นความคืบหน้าของการทำงานระดับประเทศ ก็เป็น สิ่งที่สอดคล้องกับกรรมาธิการของเรา🔗
ในประเด็นที่ ๒ เสนอให้แก้ไขร่างกฎกระทรวงในเรื่องของการขออนุญาต ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายและมีไว้ในครอบครองกัญชง ในส่วนของที่เข้าคณะรัฐมนตรี แล้วก็กฤษฎีกาก็ตีความเป็นที่เรียบร้อย กำลังจะนำกลับเข้าไปในคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง คาดว่าจะประกาศในเร็ว ๆ นี้ ในข้อคิดเห็นเหล่านี้คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญกัญชงได้เสนอ ในประเด็นในเรื่องของการกำหนดคำนิยามของพืชให้ชัดเจน เพราะว่าจะได้ไม่สับสน ในกฎหมายทั้งปวง และที่สำคัญยิ่งขอให้แก้ไขในคำนิยามทั่วไปที่เกี่ยวด้วยประโยชน์ ครัวเรือน ประโยชน์ครัวเรือนนั้นก็ทราบว่าถ้าเรามีการเคลื่อนกฎหมายซึ่งประกาศ เมื่อสิบเอ็ดโมงเช้านี้ ก็จะทำให้ในส่วนของประโยชน์ครัวเรือนที่บอกว่าให้ใช้เฉพาะเส้นใย เท่านั้น ก็จะกว้างขวางยิ่งขึ้น ยกเว้นในส่วนของซีบีดี (CBD) จากช่อดอกก็จะมีรายละเอียด เชิงลึกต่อไป ประโยชน์ครัวเรือนขอให้ใช้ได้ครบทุกส่วนของพืช และขออนุญาตที่ระบุไว้ว่า ให้ปลูกเพียง ๑ ไร่ คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญกัญชงขอขยายความว่าขอให้พี่น้องประชาชน สามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะชาติพันธุ์ชาวม้งขอ ๒๐ ไร่ เพราะ ๑ ไร่นั้นจะไม่พอเพียง🔗
ในประเด็นที่ ๓ ขอแก้ไขประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการระบุชื่อ ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๕ นั่นก็คือขอให้กำหนดสารสกัดซีบีดี (CBD) ในส่วนของ องค์ประกอบที่มีทีเอชซี (THC) เป็นองค์ประกอบขอกำหนดไว้ที่ไม่เกินร้อยละ ๐.๓ โดยน้ำหนักซึ่งแต่เดิมมีเพียง ๐.๒ เท่านั้น🔗
ในประการที่ ๔ เสนอให้กรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กรุณาช่วยขึ้นทะเบียนพันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ดั้งเดิมของชาติพันธุ์ชาวม้งซึ่งมีประมาณ ๒๘ สายพันธุ์ให้ด้วย และขณะนี้ไม่เพียงพอจริง ๆ ที่สำนักงานพื้นที่สูงได้ขึ้นทะเบียนรับรอง ไว้แค่เพียง ๔ สายพันธุ์เท่านั้น🔗
ในประเด็นต่อไปประเด็นที่ ๕ ขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อย. ลดขั้นตอนการขออนุญาตในเรื่องของการผลิต การแปรรูป การมีไว้ในครอบครอง🔗
ในประเด็นที่ ๖ เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กรุณาสร้างทัศนคติในเรื่องของการใช้ พืชกัญชงเพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย การสร้างความรู้ความเข้าใจตลอดจน แนวปฏิบัติต่าง ๆ ให้เข้าใจตรงกันในทุกกลุ่มเป้าหมาย🔗
และในประการที่ ๗ ประการท้ายสุด ก็ขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ระบุพืชกัญชงในบัญชีการเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของไทยด้วย ตลอดจนทำอย่างไร ภาครัฐจึงจะส่งเสริมแล้วก็สนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงได้ง่าย รวมทั้งในภาคของอุตสาหกรรม ในภาคของพาณิชยกรรม ทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงในเรื่องของแหล่งเงินทุนและมาตรฐาน ผลผลิต ตลอดจนในส่วนต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้พืชกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ ตัวใหม่ของไทยและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกต่อไป ขอบพระคุณมากค่ะ และขออนุญาตท่านประธานในส่วนของพืชกัญชง การเสนอเชิงลึกอีกส่วนหนึ่งดิฉันขออนุญาต ให้อนุกรรมาธิการอีกท่านหนึ่งก็คือคุณวิฑูร เนติวิวัฒน์ ได้ให้ข้อมูลในช่วงนี้เลยค่ะ กราบเรียนท่านประธานค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญครับ แต่ว่าขอเอาแบบสรุป ๆ หน่อยนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิฑูร เนติวิวัฒน์ ในฐานะอนุกรรมาธิการกัญชง ใคร่ขอสรุปผล การศึกษาด้านข้อมูลพืช คุณค่าประโยชน์นอกเหนือจากเส้นใยและด้านเศรษฐกิจ ภายในประเทศและต่างประเทศโดยสังเขปดังต่อไปนี้🔗
คุณค่าประโยชน์ของเมล็ดกัญชงเพื่อใช้เป็นเมล็ดอาหารที่เราเรียกกันว่า ซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) แล้วนำเมล็ดมาบีบเป็นน้ำมันเมล็ดใช้ในการบริโภคที่มีคุณค่าทาง โภชนาการ สุขภาพและความงาม ด้วยมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมกา ๓ และ ๖ ในสัดส่วนที่ เหมาะสมคือ ๑ ต่อ ๓ ตลอดจนโอเมกา ๙ และวิตามินอี ทั้งคุณค่าประโยชน์ของน้ำนม เมล็ดกัญชงที่สามารถนำมาทดแทนน้ำนมวัวที่ให้พลังงานและจำนวนโปรตีนเกือบเท่ากัน นอกเหนือจากนั้นก็ยังให้สารไฟเบอร์ (Fiber) และปราศจากคลอเลสเตอรอล (Cholesterol) อีกด้วย ต่อมาเราก็ได้แสดงถึงการค้นพบเซลล์ประสาท เซลล์สื่อประสาท สารประกอบเอนโด แคนนาบินอยด์ (Endocannabinoid) เอนโด (Endo) นี่หมายถึงว่าผลิตขึ้นเองภายใน ร่างกาย แล้วก็ต่อมรับรีเซปเตอร์ (Receptor) ซีบี ๑ (CB1) ซีบี ๒ (CB2) ที่อยู่ในระบบ เอนโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoid) ทั่วร่างกายของเรา จากกล้องจุลทรรศน์ อิเล็กตรอนที่ได้ผลิตขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ อันทำให้มนุษย์รับรู้และเข้าใจถึงการทำงานของ เซลล์ประสาทที่มีขนาดเล็กมากในระดับไมครอน หรือเท่ากับ ๑ ส่วนล้านเมตร ที่ได้เปิดโฉม วิทยาการสมัยใหม่ในการรักษาโรคต่าง ๆ ของคนเราด้วยสารสกัดจากกัญชง และกัญชาเข้ามาทดแทน ต่อมาหลังจากที่ได้มีการค้นพบสารสกัดซีบีดี (CBD) และทีเอชซี (THC) จากกัญชงและกัญชา หรือที่เราเรียกว่าไฟโตแคนนาบินอยด์ (Phytocannabinoid) ไฟโต (Phyto) ก็หมายถึงว่า พืชสามารถเข้าทดแทนสารเอนโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoid) ที่ร่างกายผลิตขึ้น และเกิดบกพร่องไป แล้วก็สามารถจับคู่กับรีเซปเตอร์ (Receptor) ซีบี ๑ (CB1) และซีบี ๒ (CB2) ที่อยู่ในเซลล์ประสาทของเราได้อย่างสอดคล้อง จึงมีการนำสารสกัดทั้งสองนี้ มาใช้รักษาโรคและสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายของคนเราได้เป็นอย่างดี ต่อมาสารสกัด ไฟโตแคนนาบินอยด์ (Phytocannabinoid) ที่สำคัญหลายตัว เช่น ซีบีดี (CBD) ทีเอชซี (THC) ซีบีจี (CBG) ซีบีซี (CBC) ที่ใช้ในการรักษาโรคต่าง ๆ ตลอดจนช่วยยับยั้ง การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานการยืนยันแน่ชัดถึงผลการวิจัย ในปัจจุบัน ด้วยความรู้ทางการแพทย์นี้เอง ทำให้ทั่วโลกก็หันมาปลูกกัญชง เพื่อเอาทั้งเมล็ด และสารซีบีดี (CBD) ที่มีคุณูปการและราคาสูงในตลาดโลกยังขยายตัวไม่จำกัด ทั้งผลิตภัณฑ์ ของสารสกัดซีบีดี (CBD) ก็มีทั้งบริสุทธิ์ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ หรือที่เราเรียกว่าไอโซเลต (Isolate) สารไฟโตแคนนาบินอยด์ (Phytocannabinoid) อื่น ๆ เช่น ซีบีจี (CBG) ซีบีซี (CBC) ซีบีเอ็น (CBN) หรือที่เราเรียกว่า บรอดสเปกทรัม (Broad spectrum) แล้วก็ฟูลสเปกทรัม (Full spectrum) ที่นักวิทยาศาสตร์ต่างเชื่อว่าสารไฟโตแคนนาบินอยด์ (Phytocannabinoid) นี้ ต่างเข้าทำงานรักษาโรคภัยไข้เจ็บเป็นองค์รวมกัน หรือที่เราเรียกว่าเอนทูราจ เอฟเฟกต์ (Entourage effect)🔗
ลำดับต่อไป ผมก็จะขอสรุปถึงผลการศึกษา เศรษฐกิจภายในประเทศ และต่างประเทศ จากการศึกษาเศรษฐกิจในประเทศ ปรากฏจากกฎกระทรวงปัจจุบัน ปี ๒๕๕๙ ที่มีการอนุญาตปลูกเพื่อเส้นใยและเมล็ดพันธุ์โดยหน่วยงานของรัฐ และอนุญาต ปลูกเพื่อเส้นใยแต่เพียงอย่างเดียวในหมู่ชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ใน ๘ จังหวัด ๑๗ อำเภอ รวมประมาณ ๕๓๐ กว่าไร่ ในส่วนนี้ ๓๐๐ กว่าไร่ ก็อยู่ในจังหวัดตาก ที่ถือว่าเป็นพื้นที่ ใหญ่ที่สุด ที่ยังมีลักษณะเป็นเศรษฐกิจครัวเรือน ไม่ใช่ปลูกในเชิงพาณิชย์ จึงไม่ปรากฏตัวเลข ทางเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งจากการศึกษาเห็นว่ารัฐควรจะส่งเสริมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เมล็ด และสารซีบีดี (CBD) เพิ่มขึ้นให้มาก นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์เส้นใยที่ใช้ทำเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มของชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ทั้งก็ยังมีในส่วนของลีซอแล้วก็เผ่าอาข่า ที่ใช้อยู่เพียงเท่านั้น แต่ทั้งนี้รัฐก็ควรส่งเสริมการปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของพืช ให้แพร่หลายไปถึงเกษตรกรทั่วประเทศ แม้แต่เกษตรกร ส.ป.ก. ที่มีจำนวนเกือบ ๓ ล้านราย ที่ถือครองที่ดินอยู่ ๓๖ ล้านไร่ ตลอดจนผู้สนใจทุกคนให้สามารถเข้าถึงให้ได้ โดยตัวเลข ของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงในปี ๒๕๖๐ ผลผลิตเพื่อเส้นใยกัญชงที่ได้ต่อไร่ต่อปี ก็ยังนับว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกพืชชนิดอื่น ๆ เช่น ข้าว หรือข้าวโพด ดังจะเห็น ได้ว่ากำไรตกอยู่ในราว ๔๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ต่อปี ทั้งนี้ก็ยังถือว่าน้อย🔗
ในตลาดโลก ผู้ผลิตกัญชง ๑ ใน ๕ ของโลก ก็มีทั้งสหรัฐอเมริกา จีน แคนาดา เกาหลี และฝรั่งเศส ปัจจุบันเราทราบข่าวว่าจีนน่าจะเป็นผู้ผลิตอันดับ ๑ ของกัญชง เพียงแต่ ยังไม่มีการรวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบอย่างเป็นทางการเพื่อเผยแพร่🔗
ในส่วนของสหรัฐอเมริกา มีข้อมูลที่น่าสนใจนะครับท่านประธานว่า สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ ๒๐ เท่าของประเทศไทย ใกล้เคียงกับประเทศจีน คือราว ๙.๖ ล้านตารางกิโลเมตร มีพลเมืองราว ๓๓๐ ล้านคน หรือเกือบ ๕ เท่าของประเทศไทย ทั่วทั้ง ๕๐ มลรัฐ จนปัจจุบันนี้นับตั้งแต่ที่สหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศฟาร์มบิล ๒๐๑๘ (Farm Bill 2018) คือปี ๒๕๖๑ ปัจจุบันมีการขออนุญาตการปลูกกัญชง ๑๖,๕๐๐ ราย มีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น ๑.๓ ล้านไร่ แล้วก็มีพื้นที่ที่ปลูกในโรงเรือน หรือเรียกว่าอินดอร์ (Indoor) ๑๔.๖ ล้านตารางเมตร หากประเทศไทยมีการเริ่มต้นปลูกกัญชงในภาคเอกชนในอนาคต อันใกล้ ๆ นี้ เราอาจจะพอคาดการณ์ได้ว่าน่าจะมีเกษตรกรเข้าสู่พืชเศรษฐกิจใหม่นี้ อย่างล้นหลามทีเดียว ต่อมาก็มีการศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบการปลูกกัญชง ประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรปที่มี ลักษณะร่วมมือกันทั้งความช่วยเหลือแลกเปลี่ยนความรู้และเป็นตลาดซึ่งกันและกัน ตัวเลข ที่เห็นได้แสดงเป็นเฮกตาร์ ๑ เฮกตาร์ก็คือ ๑๐,๐๐๐ ตารางเมตร หรือราว ๖.๒๕ ไร่ จากสถิติในปี ๒๕๖๑ พื้นที่เพาะปลูกตามสถิติที่มีอยู่คือ ๔๖,๗๐๐ เฮกตาร์ หรือตกราวเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ สหภาพยุโรปมีพื้นที่ ๔,๒๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ราวกว่า ๘ เท่า ของประเทศไทย และมีประชากรรวมกันอยู่ ๔๔๗ ล้านคน หรือราว ๖ เท่ากับประเทศไทย ส่วนการปลูกกัญชงในประเทศจีน ปัจจุบันประเทศจีนมีการอนุญาตให้ปลูกถึง ๖ มณฑล ยูนานอยู่ราวประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ เฮยหลงเจียง ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ราว ๒๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ อันฮุย อยู่ทางทิศตะวันออก แล้วก็อื่น ๆ ที่ยังไม่มีตัวเลขเปิดเผยอย่างเป็น ทางการเท่าไรนัก แต่ก็มีข่าวว่าจีนตั้งใจจะขยายพื้นที่การปลูกกัญชงในปีนี้ให้ได้ถึงประมาณ ๔,๑๒๕,๐๐๐ ไร่ หรือคิดง่าย ๆ ก็เท่ากับประมาณ ๒๐๐ เท่าของสนามบินสุวรรณภูมิที่มีอยู่ ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่ จีนปลูกเพื่อใช้เองในประเทศตลอดจนการส่งออกไปทั่วโลก ทั้งเส้นใย เมล็ดรับประทาน น้ำมันเมล็ด และสารซีบีดี (CBD) ทุกอย่างอย่างครบครัน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่พวกเราคาดหวังเศรษฐกิจการส่งออกกัญชง พืชเศรษฐกิจใหม่ของไทย ที่คาดหวังไว้ในอนาคต ดังจะเห็นว่าในปี ๒๕๖๑ มูลค่าการส่งออก สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาของไทยอยู่ที่ประมาณ ๑.๔ ล้านล้านบาท หากเรา สามารถแข่งขันการส่งออกกัญชงในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเพียงแค่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศราว ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะเป็นปีแห่งการเริ่มต้น ของกัญชงพืชเศรษฐกิจใหม่ที่ดียิ่ง ทั้งในขณะเดียวกันก็ยังสามารถลดมูลค่าการนำเข้า ของเมล็ดธัญพืช พืชน้ำมัน นม ตลอดจนฝ้าย ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชงมาทดแทน ซึ่งอาจจะมีมูลค่าตั้งแต่ ๕,๐๐๐ ล้านบาท จากยอดนำเข้า ๕.๒ แสนล้านบาทได้อีกด้วย ทั้งยังสามารถที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้คนไทยทั้งหลายเข้าบริโภคและอุปโภคผลิตภัณฑ์กัญชง ภายในประเทศอย่างแพร่หลาย ขอบพระคุณมากครับ🔗
ท่านกรรมาธิการยังมีต่อ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติ ผม นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาแนวทางแก้ไข การใช้กัญชา กัญชง และพืชกระท่อมอย่างเป็นระบบ และในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุ กรรมาธิการศึกษาปัญหาพืชกระท่อมอย่างเป็นระบบ ต้องขอขอบคุณท่านประธานแล้วก็ เพื่อนสมาชิกที่ให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านสนใจเรื่อง กัญชา กัญชง และกระท่อมมากที่สุดครับ และยิ่งวันนี้ได้มีประกาศยกเลิกกัญชา กัญชง ออกจากพืชเสพติดประเภท ๕ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับพี่น้องประชาชน คนไทย ส่วนพืชกระท่อมรัฐบาลได้ประกาศยกเลิกไปก่อนหน้านี้แล้ว ผมต้องขอขอบคุณ ท่านประธาน พลเอก สมชาย วิษณุวงศ์ ที่ได้มอบหมายให้ผมและคณะได้ไปศึกษาเรื่องปัญหา พืชกระท่อม ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมาธิการขึ้นชุดหนึ่ง ประกอบด้วย ผมเองเป็นประธาน และมี เพื่อนสมาชิก คุณชูศักดิ์ คีรีมาศทอง คุณชัยชนะ เดชเดโช คุณวิชัย ไชยมงคล คุณสามารถ หวานหู คุณกิตติ สัตรัตน์ คุณสุนทร รักษ์รงค์ คุณโกเมท เกิดสมบัติ คุณสกล กิตติ์นิธิ และคุณศิลปวิชญ์ น้อยสมมิตร คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ได้ศึกษาเรื่องพืชกระท่อมโดยเฉพาะ โดยแบ่งพื้นที่ไปศึกษาอยู่ ๒ ส่วน ส่วนแรกก็คือในภาควิชาการใช้ห้องประชุมโดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ แล้วก็องค์การเภสัชกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากหลายที่ เข้ามาให้ข้อมูล กับส่วนที่ ๒ ที่เราทำก็คือไปพบพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเรียกว่าไปตั้งเวที ประชาพิจารณ์ ต้องเรียนกับท่านประธานว่าพืชกระท่อมเมื่อก่อนเป็นพืชที่กินกัน หรือบริโภคกันในพื้นที่ภาคใต้ แต่ว่าระยะหลัง ๆ ก็ได้แพร่หลายไปหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ ในเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร หรือในเขตพื้นที่หนองจอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ ที่มีพี่น้องที่ใช้แรงงาน เพราะว่าพืชกระท่อมเป็นพืชที่เป็นยาชูกำลัง เป็นยาขยัน ผมได้นำ เพื่อนสมาชิกอนุกรรมาธิการลงพื้นที่ไปตั้งเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็น ของพี่น้องประชาชนที่บริโภคพืชกระท่อม ก็เลือกพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ๖-๗ อำเภอครับ ท่านประธาน ถามว่าทำไมเลือกพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเป็นพื้นที่ตั้งเวทีประชาพิจารณ์รับฟัง ความเห็นของพี่น้องประชาชนในการบริโภคพืชกระท่อม ก็ต้องเรียนว่าคนลุ่มน้ำปากพนัง เป็นจุดเริ่มต้นของการบริโภคพืชกระท่อมมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนคนลุ่มน้ำปากพนัง ได้อพยพหนีภัยเศรษฐกิจไปอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ นะครับ ไม่ว่าชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ ตรัง และไปถึงสตูล หรือ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็นำพืชกระท่อมไปปลูกที่นั่นด้วย เลยเป็นที่มาของอนุกรรมาธิการต้องไปรับฟังความเห็นของแหล่งต้นตอของพืชกระท่อม ก็คือที่ลุ่มน้ำปากพนัง ผมไปตั้งเวทีประชาพิจารณ์อยู่หลายอำเภอพบว่าสิ่งที่ประชาชน ต้องการมากที่สุดก็คือต้องการให้เรามีการปลดล็อกพืชกระท่อมโดยเร็วที่สุด ท่านประธาน ก็คงทราบนะครับว่าพืชกระท่อมเป็นยาเสพติดในบัญชียาเสพติดประเภท ๕ ก่อนที่จะ มีการยกเลิก แล้วก็เป็นพืชที่มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ปี ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นเรื่อง สะดวกหรือง่ายมากสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะจับพืชกระท่อมเป็นยาเสพติดโดยใช้วิธี การจับค้นจากผู้ใช้แรงงานจากเกษตรกร ในพื้นที่ภาคใต้ค้น ๑๐ คนก็เจอพืชกระท่อม ไม่ต่ำกว่า ๗ คนครับท่านประธาน ทุกครั้งที่เวลาหน่วยราชการจะเพิ่มสถิติจับยาเสพติด ท่านประธานก็ไปดูได้เลยครับส่วนใหญ่ก็เป็นพืชกระท่อมครับ และวันนี้ถ้าเราปลดล็อก พืชกระท่อมออกจากความผิดตามกฎหมาย ผมก็เชื่อว่านักโทษที่อยู่ในเรือนจำที่โดนคดี พืชกระท่อมประมาณ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ คน ก็จะได้รับอานิสงส์นี้ด้วยครับท่านประธาน ต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมได้ลงพื้นที่ไปเจอพี่น้องประชาชน แล้วก็มีข้อสรุปได้ว่าพี่น้อง ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการที่จะให้มีการยกเลิก แล้วก็แก้ไขกฎหมายให้เร็วที่สุด แล้วก็ต้องการ ที่จะให้พืชกระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรแทนยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร ที่แพร่หลายมากที่สุดแล้วก็เป็นที่นิยมกินพืชกระท่อมไปก็คือ ๑. ความดัน แก้ความดันได้ครับ ท่านประธาน ๒. แก้เบาหวาน แก้โรคกระเพาะ แก้ไอ ล่าสุดผมได้เชิญนักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นักวิชาการได้พูดต่อไปว่าพืชกระท่อมสามารถทำเป็นยา ลดความอ้วนได้นะครับ ผมคิดว่าถ้าหากว่าพืชกระท่อมที่ทำเป็นยาลดความอ้วนได้ก็จะเป็น ผลิตภัณฑ์ที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศมากที่สุด แล้วก็จะเป็นอานิสงส์สำหรับคนที่อยากจะ ลดความอ้วนครับท่านประธาน เพราะว่าไม่มีผลข้างเคียง ไม่มีปัญหาทางด้านสุขภาพ หรือทางจิต ซึ่งท่านประธานท่านอาจจะไม่ได้เห็นความสำคัญตรงนี้ เพราะว่าท่านประธานเอง ท่านก็ไม่ได้อ้วน ท่านหุ่นดีอยู่แล้ว แต่ว่าคนอื่น ๆ เพื่อนสมาชิกหลายคนนะครับ ซึ่งผมเองลง พื้นที่ผมไปเจอของจริงก็คือสิ่งที่เป็นไปได้ก็คือว่าไปเจอคนที่กินกระท่อม บริโภคพืชกระท่อม ส่วนใหญ่เขาจะผอมครับท่านประธาน ผมก็ถามว่าทำไมผอม เพราะว่าพอกินพืชกระท่อม เข้าไปแล้วก็อาจจะความหิวข้าวน้อยลง แล้วก็อาจจะอดทนต่อการทำงาน แล้วก็ไม่มีเวลา กินข้าว แล้วก็ทำให้ร่างกายไม่อ้วนครับ แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ยืนยันกับผมว่าสามารถทำเป็น ยาลดความอ้วนได้ นี่ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีนะครับ🔗
ส่วนข้อเสนอของผม ผมก็ไปดูในพื้นที่ที่มีพื้นที่นำร่องของ ป.ป.ส. ก็คือ ตำบลน้ำพุ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี อนุญาตให้ปลูกได้บ้านละ ๓ ต้น แล้วก็มี คิวอาร์โค้ด (QR Code) เรียบร้อย ไปฟังการรายงานผลการปฏิบัติงานจากกำนันสงคราม บัวทอง กำนันตำบลน้ำพุ ก็พบว่าไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น จนปัจจุบัน ป.ป.ส. ก็กำลังมีพื้นที่ นำร่อง ๑๓๕ หมู่บ้านครับท่านประธาน🔗
สิ่งที่ผมเสนอต่อที่ประชุมนี้มาตั้งแต่วาระแรกของการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็คือว่าผมอยากจะให้มีการปลูกพืชกระท่อมบ้านละต้น ๑ ต้น ๑ ครัวเรือน แต่ว่าเวลาไปฟัง ประชาพิจารณ์ ชาวบ้านเขาอยากจะได้ ๓ ต้นครับท่านประธาน ผมก็ถามว่าทำไม เหตุผล อะไรที่อยากจะได้ ๓ ต้น เขาก็บอกว่าเป็น ๓ ต้น ก็ป้องกันที่จะต้นใดต้นหนึ่งโดนเพลี้ยกินใบ จนหมด กับ ๒. อาจจะเผื่อว่าตายไป ก็อาจจะมีต้นสำรองขึ้นมา แต่ว่าเขาอาจจะใช้วิธีการ หลักคิดของ ป.ป.ส. ก็คือว่าหมู่บ้านละ ๓ ต้น ที่เป็นโครงการนำร่องที่ทำอยู่ ก็คงอยากจะใช้ อันนั้น ซึ่งก็แล้วแต่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาว่าถ้าจะให้ปลูก ปลูกบ้านละกี่ต้น🔗
จากการลงพื้นที่แล้วก็จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ จากการศึกษานะครับ ได้พบข้อเสนอแนะก็คือว่า🔗
๑. ควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ปี ๒๕๒๒ ซึ่งในวันพรุ่งนี้ก็คงมีวาระการพิจารณา พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งผมคิดว่าก็คงจะมีความคืบหน้า ไปแล้ว🔗
๒. ก็คือควรจะแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ ปี ๒๕๒๒ เรื่องการนำเข้า การส่งออก อันนี้กระผมก็คิดว่าทางรัฐบาลก็ได้เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว🔗
ข้อเสนอที่ ๓ เป็นข้อเสนอที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุดก็คือว่าในขณะนี้ ระหว่างที่กฎหมายปลดล็อกพืชกระท่อมยังไม่มีผลบังคับใช้สมบูรณ์ เขาก็ขอร้องว่า ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ใช้ดุลยพินิจในการจับกุม ซึ่งผมก็ได้ประสานงานกับสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติในขั้นอนุกรรมาธิการ ก็คือว่าถ้าพี่น้องประชาชนพกพาพืชใบกระท่อมไม่เกิน ๓๐ ใบ ก็ถือว่าเป็นการพกพาเพื่อบริโภค ก็ควรจะใช้ดุลยพินิจ ไม่ควรจับกุม แต่ถ้าหากว่า บุคคลใดก็ตามนำพาพืชกระท่อมหรือขนส่งพืชกระท่อมแบบเป็น ๑๐๐ กิโลกรัม หรือแบบ ๒-๓ กระสอบ หรือบรรทุกรถปิกอัป (Pickup) อันนี้จับได้ครับท่านประธาน ก็ถือว่าอันนี้ เป็นการขนพืชกระท่อมเป็นธุรกิจ ทำธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อบริโภค ซึ่งขณะนี้ก็ได้ประสานงานไปยัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วก็ ป.ป.ส. เพื่อที่จะให้ใช้ดุลยพินิจเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชน ที่บริโภคพืชกระท่อมเป็นสมุนไพรได้สบายใจว่าไม่เสี่ยงต่อการถูกจับกุม🔗
คณะอนุกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องเกี่ยวกับการใช้พืชกระท่อมที่ถูกต้อง ตามกฎหมาย โดยในกฎหมายพืชกระท่อมจะใช้คำว่า เสพพืชกระท่อม ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนกับ เป็นยาเสพติด เหมือนกับเป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นการเสพ ก็เสนอว่าถ้าจะแก้คำนี้ น่าจะควรใช้ เป็นคำว่า บริโภคพืชกระท่อม หรือ กินพืชกระท่อม🔗
ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ก็คือการยกเลิกพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ อันนี้ก็ได้รับการยกเลิกไปแล้ว ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ท่านก็พยายามผลักดัน ท่านรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ท่านก็ได้ผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด เช่นเดียวกัน🔗
๓. กำหนดพื้นที่ครอบครองแล้วก็ใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมโดยไม่ผิด กฎหมาย พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ อันนี้ก็ ป.ป.ส. ได้ประกาศพื้นที่นำร่องไปแล้ว ๑๓๕ หมู่บ้านครับ🔗
๔. ก็คือเรื่องการแก้ไขกฎหมายยาเสพติดที่เราเสนอว่าควรกำหนดให้มี การครอบครองหรือปลูกครัวเรือนละ ๑ ต้น แล้วก็ต้องติดคิวอาร์โค้ด (QR Code) เพื่อให้มี การตรวจสอบและก็ติดตามผลได้นะครับ ซึ่งอันนี้ก็อยู่ในรายละเอียดของกฎหมายต่อไป🔗
ส่วนที่สังคมกังวลมากที่สุดก็คือว่าเมื่อเราเปิดเสรีพืชกระท่อม ปลดล็อก พืชกระท่อมแล้วนี่ ผลที่ตามมาที่กังวลก็คือกรณีนำพืชกระท่อมเป็นสารตั้งต้นไปแปรรูป เป็นยาเสพติด เป็นสิ่งเสพติด นั่นก็คือกรณีสี่คูณร้อยครับท่านประธาน อันนี้แหละ ที่ผู้ปกครองพี่น้องประชาชนกังวลมากครับ อันนี้ผมก็คิดว่าถ้าเป็นสี่คูณร้อยซึ่งมี สารเสพติด ๔ อย่างนะครับไปผสมอยู่ ซึ่งแล้วแต่สูตรของแต่ละคน อันนี้ถือว่ามีเจตนา ที่ต้องการที่จะเสพสารเสพติด อันนี้ยังมีความผิด ผมคิดว่าจะต้องบัญญัติไว้ว่า นี่คือความผิดที่ไม่สามารถที่จะอนุญาตให้ใช้ได้โดยเสรีนะครับ แต่ว่าถ้าหากว่าจะต้มน้ำ กระท่อมแบบน้ำเพียว ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่เคี้ยวไม่ออกแล้ว ไม่มีฟันแล้วนี่นะครับ จะแปรรูปเป็นชนิดผงทำเป็นชาใบกระท่อม อันนี้ได้ครับท่านประธาน ผมคิดว่าน่าจะทำได้ แต่ว่าถ้าหากว่าต้มและมีสารเสพติดอื่นเข้าไปด้วยนี่อันนี้ก็ถือว่าเป็นความผิดครับ ท่านประธาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อสรุปและผลรายงานการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาการบริโภคพืชกระท่อมอย่างเป็นระบบ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานและเพื่อน สมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านว่าวันนี้ผมภูมิใจมากที่สุดในการเป็นชีวิตนักการเมืองมา ๒๐ ปี ได้มีโอกาสมาทำเรื่องพืชกระท่อมที่พี่น้องประชาชนในภาคใต้รอคอยกันมาเป็นเวลาเกือบ ๑๐๐ ปีครับท่านประธาน แล้วก็เรากำลังแสงรำไรว่ามันสามารถจะประสบความสำเร็จ ก็ไม่มี สิ่งอื่นใดครับที่จะภูมิใจของชีวิตนักการเมืองก็คือการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน พี่น้อง ประชาชนคนกินกระท่อมจะต้องไม่หลบ ๆ ซ่อน ๆ จะไม่ต้องเป็นผู้ต้องหา จะไม่ต้องเป็น นักโทษที่ไปอยู่ในเรือนจำโดยการเสพสมุนไพรที่เราเรียกว่าพืชกระท่อมครับ เพราะฉะนั้น ผมภูมิใจแล้วก็ดีใจมากในการมีชีวิตเป็นนักการเมืองที่ได้ทำเรื่องนี้เกือบประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องขอขอบคุณท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกท่านด้วย ผมอยากจะให้เพื่อนสมาชิก ที่อยู่ในสภาแห่งนี้ได้มีโอกาสได้อภิปรายซักถาม ตั้งข้อสังเกต เพื่อที่จะได้รวบรวมกันมาเป็น ข้อมูลในการที่จะจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับพืชกระท่อม ซึ่งรัฐบาลกำลังเสนอ พ.ร.บ. พืชกระท่อมเป็นกฎหมายโดยเฉพาะขึ้นมา ซึ่งผมเองก็เป็นเจ้าของญัตติเสนอ พ.ร.บ. ประกบ กับของรัฐบาลด้วย กับส่วนที่ ๒ ก็คือ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ปี ๒๕๒๒ ที่กำลังเข้าสู่สภา ในวันพรุ่งนี้ได้รับการแก้ไข ผมก็อยากจะเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกท่านได้แสดงความเห็น และเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหายาเสพติดเรื่องกัญชา กัญชง แล้วก็พืชกระท่อมให้กับ พี่น้องประชาชนคนไทยด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบพระคุณครับ ผมจะขอให้ท่านสมาชิกได้ร่วมอภิปรายนะครับ ขออนุญาตแจ้งทีละ ๔ ท่านเพื่อเป็น การเตรียมตัว ท่านที่ ๑ ท่านมานพ คีรีภูวดล ท่านที่ ๒ ท่านศุภชัย ใจสมุทร ท่านที่ ๓ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านที่ ๔ นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา นะครับ เชิญท่านมานพครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ขออนุญาตท่านประธานนะครับ ขอมีส่วนร่วมในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชา กัญชง และกระท่อม อย่างเป็นระบบ ท่านประธานครับ โดยรวมแล้วผมอ่านแบบเร็ว ๆ จากข้อสรุปของ กรรมาธิการผมเห็นด้วยเกือบทั้งหมดครับท่านประธานครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นมิติใหม่ที่ การมองเรื่องนี้และความพยายามของทุกภาคส่วนจะนำไปสู่เป้าหมายที่หลาย ๆ ท่านได้วางไว้ ทีนี้โดยส่วนตัวของผมนะครับท่านประธานครับ ผมแยกไม่ว่าจะเป็นกัญชา กัญชง แล้วก็กระท่อม ผมมองเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือเป็นพืชวัฒนธรรม ส่วนที่ ๒ คือว่าการทำ เป็นพืชเพื่อการค้า คือทั้ง ๓ ตัวผมกำลังนึกภาพถึงครอบครัวของสังคมไทยไม่ว่าจะอยู่ใน พื้นที่แต่ละภาคเขาก็จะมีพืชสวนครัวครับท่านประธานครับ ไม่ว่าจะเป็นตะไคร้ ไม่ว่าจะเป็นข่า ไม่ว่าจะเป็นมะกรูด ในทัศนะส่วนตัวของผมพืชไม่ว่าจะเป็นกัญชา กัญชง และกระท่อม ผมถือว่าเป็นเรื่องของพืชสวนครัว ทุกครัวเรือนสามารถที่จะปลูกและจะใช้ในความสามารถ หรือว่าในความถนัดของแต่ละครัวเรือน จะเอาไปต้ม ไปเป็นเครื่องปรุงต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าการใช้ถือว่าเป็นพืชสวนครัวมันไม่ได้ทำเพื่อการค้า ทุกครัวเรือนครับ แม้แต่ราก กัญชาแม้แต่ใบกัญชา ต้นกัญชา กัญชง ผมก็เคยเอามาต้ม ผมไม่ได้มาเสพแบบสูบเป็นควัน ผมก็เคยมาต้มมันเป็นน้ำชา แล้วใบที่ลวกเรียบร้อยผมก็มาจิ้มน้ำพริกมันก็อร่อยครับ แล้วมัน ก็ไม่มีปัญหาเลยครับ อันนี้ผมคิดว่าในแง่ของการต้องมองให้พืช ๓ ตัวนี้เป็นพืชสวนครัวให้ได้ เพราะที่ผ่านมาคือทำให้ผิดกฎหมาย ซึ่งที่แท้จริงแล้วในอดีตมันก็คือพืชปกติที่อยู่กับ ครัวเรือน ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ที่ท่านกรรมาธิการได้ฉายให้พวกเราเห็นมันก็คือพืชปกติ ที่มีอยู่ แต่ว่ามันมีเหตุและปัจจัยที่มันจะทำให้เกิดการเอาพืชตัวนี้ไปใช้ในทางที่สกัดสารต่าง ๆ ออกมา แล้วก็มีพื้นที่บางอย่างที่เป็นพื้นที่ทางการค้าและผลประโยชน์จึงทำให้พืช ๓ ตัวนี้ เป็นพืชผิดกฎหมาย โดยพื้นฐานผมคิดว่าประเด็นนี้คืออยากให้มองเป็นเรื่องพืชสวนครัว ทุกครัวเรือนสามารถที่จะปลูกไว้ใช้ในครัวเรือน ไว้แกง ไว้ต้ม ไว้ทำงานอะไรปกติ ผมคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องปกติ🔗
ทีนี้ประเด็นที่ ๒ ประเด็นเรื่องของการปลูกพืชทั้ง ๓ ตัวเพื่อการค้า อันนี้ ผมคิดว่าอันนี้ต้องมาคุยกัน ต้องมาพูด ต้องมาดูรายละเอียด ซึ่งกรรมาธิการก็ได้ยกไปแล้ว ผมเพิ่งทราบจากกรรมาธิการเมื่อสักครู่นี้เหมือนกันว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ปลดล็อก ในบางเรื่อง ในใบ ในเยื่อบางอย่างที่เอาไปใช้เรื่องปกติตามวิถีวัฒนธรรมก็เอาไปใช้ก่อนเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องการค้าผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องเข้าสู่ระบบ เพราะว่าเป็นการใช้ในปริมาณ ที่มาก เป็นการใช้ในตัวสารที่จะต้องสกัดออกมา ต้องเข้าสู่ระบบผ่านกฎหมายต่าง ๆ ที่กรรมาธิการได้เสนอว่าจำเป็นที่จะต้องยกร่างกฎหมาย จำเป็นที่จะต้องมีสถาบันต่าง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับท่านประธานครับ ผมคิดว่าประเทศไทยได้สูญเสียโอกาสในเรื่องของ การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ในภูมิประเทศ ภูมิยุทธศาสตร์ของโลกนี้เรามีศักยภาพในเรื่องของความหลากหลาย ทางชีวภาพ ๓ ตัวนี้ก็คือตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกัญชา ไม่ว่าจะเป็นกัญชง ไม่ว่าจะเป็น กระท่อม ผมเพิ่งทราบว่ากระท่อมมีการจดทะเบียนไทยกระท่อมแต่ว่าไม่ใช่ของคนไทย เป็นการสกัดสารออกมา ผมเป็นพี่น้องปกากะญอ ผมอยู่ที่เชียงใหม่ ผมไปตลาดที่ ตลาดเมืองใหม่ตลาดที่เขาค้าผ้า ผมเจอพี่น้องม้งเขามีวัฒนธรรมเกี่ยวกับม้งแต่ว่า เขาต้องสั่งผ้าจากประเทศจีนทีละม้วน ม้วนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาทเพื่อที่จะเอามาเย็บผ้า ในวัฒนธรรมตัวเอง เราสูญเสียโอกาสทางการค้าเหล่านี้มหาศาลนะครับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าในประเด็นเรื่องการปลูกเพื่อการค้าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่ง แต่ว่าทำอย่างไร ให้สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในการดูแลของพี่น้องประชาชนด้วย🔗
ประเด็นสุดท้ายครับ ผมได้แอบดูเรื่องของร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยพืชควบคุม ประโยชน์ทางการแพทย์นะครับ ผมดูแล้วผมคิดว่ามันมีส่วนหนึ่งที่ผมเป็นห่วงครับ เวลาเรายกร่างกฎหมาย แม้แต่หลาย ๆ เรื่องนะครับ กสทช. ที่ผ่านมาก็เหมือนกัน ที่อภิปรายไปนะครับ เวลาพูดถึงเรื่องนี้นะครับ ผมดูกรรมการก็จะมีแต่คนที่มีสถานะ ทางสังคม มีอำนาจ หรือเคยดำรงตำแหน่งในระบบราชการทั้งนั้นเลยนะครับ คนเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็โอเค (OK) เป็นคนที่เชี่ยวชาญ มีความรู้ในทางกฎหมาย แต่ว่าโจทย์ของผมก็คือว่า ทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนหรือกลไกในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นท้องที่ ท้องถิ่น หรือองค์กร ประชาชนที่เขามีตัวตนอยู่แล้ว เขาอยู่กับมันและเขาใช้กับมัน และเขามีศักยภาพในการผลิต และมีองค์ความรู้ในเรื่องนี้ เมื่อสักครู่กรรมาธิการก็ได้อภิปรายว่าสายพันธุ์ของกัญชงยังคง เหลืออยู่ที่พี่น้องม้งนะครับ ผมถามว่าชนเผ่าอื่นมีความรู้ไหม เพราะเขาไม่มีวัฒนธรรมเรื่องนี้ พี่น้องม้งเขาอยู่กับตรงนี้ตั้งแต่เกิดจนตายจะต้องเกี่ยวข้องกับพืชเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นก็คือว่า เวลาพูดถึงเรื่องคณะกรรมการในการตัดสินใจ ในการกำกับ หรือในการกำหนดนโยบาย เหล่านี้ กรรมาธิการจะต้องใส่เรื่องสัดส่วนของตัวแทนประชาชนนะครับ กรรมาธิการต้องมอง เรื่องนี้ครับ เพราะฉะนั้นก็คือว่าถ้าเราออกแบบกลไกที่มันมีแต่คนที่ไม่รู้เรื่อง และคนที่จะ ตัดสินใจอนาคตของผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มีแต่คนที่ไม่เข้าใจประชาชน มีแต่คนที่ไม่ใช่ ตัวแทนประชาชน จะเป็นปัญหาในอนาคตที่พวกเราได้สร้างขึ้นมา และจะเป็นอุปสรรคต่อไป ที่จะพัฒนาพืชเศรษฐกิจ พืชตัวนี้จะไปอยู่ในมือของใคร กลุ่มไหน ทุนไหน ผมคิดว่าตัวอย่าง กรณีสุราเสรี สุราพื้นบ้าน เราสนับสนุน เรารณรงค์ เราประท้วงเรียกร้อง สุดท้ายก็ออกมา แต่มีเงื่อนไขว่าต้องมีมอเตอร์เท่านี้ ต้องมีขนาดโรงงานเท่านี้ ต้องมีการผลิตเท่านี้ตั้งขึ้นมา และคณะกรรมการชุดนี้เป็นคนมีอำนาจและให้อำนาจ สุดท้ายแทนที่จะเป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชน แต่เป็นกฎหมายที่ไปกีดกันพี่น้องประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย แล้วก็สร้าง ผลประโยชน์ให้กับคนส่วนใหญ่ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเป็นห่วงนะครับ🔗
โดยสรุปแล้วอยากเห็นพืช ๓ ตัวนี้เป็นพืชสวนครัวทั่วไป ถ้าจะทำเป็น เรื่องการค้า ก็เข้าสู่กระบวนการกฎหมายตามหลักวิชาการ หรือข้อคิดเห็นที่มีความห่วงใย กันอยู่🔗
ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าเวลาพูดถึงเรื่องกลไกกรรมการต้องเอาพี่น้องประชาชน คนพื้นที่ คนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมเป็นกลไกคณะกรรมการครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศุภชัย ใจสมุทร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้เป็นอย่างสูง ที่ได้มาช่วยยืนยันให้กับ พรรคภูมิใจไทยว่ากัญชา กัญชง เป็นพืชมหัศจรรย์ที่ทรงคุณค่า ควรที่จะสนับสนุนให้ ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ เมื่อปีที่แล้วช่วงที่พรรคภูมิใจไทยได้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ตอนต้น ๆ ปี พรรคภูมิใจไทยได้เสนอนโยบายเรื่องกัญชาเสรี ผมได้พบปะผู้คน เขาพบกับผม แล้วก็ยิ้มแบบขำ ๆ และมีการพูดทำนองว่าต่อไปประเทศไทยก็คงจะได้หัวเราะกันทั้งประเทศ เขามองเรื่องกัญชาเป็นเรื่องตลกขบขัน ในขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทยเองในวันนั้น เรามั่นใจว่ากัญชาจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในมิติของการที่จะเป็น ทางการแพทย์ และจะเป็นมิติสำคัญในมูลค่าทางเศรษฐกิจในวันใดวันหนึ่ง เมื่อเราได้มีโอกาส ที่จะได้ร่วมกันศึกษาและออกกฎหมายเพื่อให้กัญชา หรือวันนี้อาจจะขยายรวมถึงกัญชง ว่าจะเป็นสิ่งที่จะสามารถทำให้ประเทศไทยสามารถได้ใช้ประโยชน์กับพืชตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของทางการแพทย์หรือเศรษฐกิจ สิ่งที่พรรคภูมิใจไทย ณ วันนั้นได้นำเสนอเป็นนโยบาย เพราะพรรคภูมิใจไทยได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องกัญชามาก่อนหน้านั้นครับว่า กัญชามีประโยชน์ทางการแพทย์อย่างไรอย่างที่ท่านกรรมาธิการได้นำเสนอ ท่านเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยในขณะนั้น ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ถ้าได้ย้อนมองกลับไป ณ เวลานั้นท่านออกไปดีเบต (Debate) เรื่องกัญชาในแต่ละช่องทีวี (TV) ทุกคืน ๆ แต่สิ่งที่ อยากจะเรียนก็คือว่าสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้นำเสนอรายงานของท่านนี่มันครอบคลุม อธิบายให้ประชาชนได้เห็นแล้วละครับว่าวันนี้ทิศทางของประเทศไทยเราจะเดินหน้าไป เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไปในทิศทางเดียวกัน คือเราจะทำอย่างไรให้เราจะได้ใช้ประโยชน์กัญชา อย่างคุ้มค่าในเชิงการแพทย์และเป็นเศรษฐกิจ เมื่อสักครู่ท่านประธานอนุกรรมาธิการศึกษา การใช้กัญชาก็ได้อธิบายสิ่งที่เป็นประโยชน์ของกัญชามีพรีเซนเทชัน (Presentation) ชัดเจน ท่านประธานอนุกรรมาธิการศึกษาการใช้กัญชงก็ได้อธิบายว่าสิ่งที่กัญชงได้นำมาในส่วนของซี บีดี (CBD) นี้จะเป็นประโยชน์มหาศาลอย่างไรในของอุตสาหกรรมอาหาร คอสเมติกส์ (Cosmetics) หรืออะไรอีกหลายเรื่อง วัสดุมวลเบา วันก่อนผมได้เห็นการนำเอาไฟเบอร์ (Fiber) ของกัญชามาผลิตเป็นเครื่องบินแล้วครับ เครื่องบินทั้งลำทำด้วยกัญชง นั่นคือ ประโยชน์อันมหาศาลเราไม่พูดถึงว่าเฮมพ์ออยล์ (Hemp oil) ที่อดีตท่านประธานอนุ กรรมาธิการศึกษาการใช้กัญชงบอกว่ามีราคาถึง ๑๕๐,๐๐๐ บาท วันนี้บางวันอาจจะขึ้นถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาทด้วยซ้ำ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าวันนี้เราจะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ กับประชาชน สิ่งที่อยากจะเรียนว่ากฎหมายอาจจะยังไปไม่ถึงในการแก้พระราชบัญญัติต่าง ๆ แต่สิ่งที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งนำโดยท่านหัวหน้าพรรค ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านได้ทำโดยอาศัยอำนาจในทางบริหารของท่าน ไปเยอะแยะไปหมดแล้วครับ ยกตัวอย่างวันนี้ล่าสุดนี่กรณีเรื่องการปลดล็อก เรื่องของการใช้ใบ ใช้ลำต้นของกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ในเรื่องของการแพทย์นี่นะครับก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ท่านอนุทินจะต้องลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข หลังจากที่ประธาน คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด คือปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอ นี่คือนโยบาย ส่วนหนึ่งที่ท่านอนุทินทำ ก่อนหน้านั้นท่านได้ปลดล็อกหลาย ๆ เรื่อง ในเรื่องของการที่จะให้ หมอพื้นบ้าน แพทย์แผนไทยสามารถที่จะปลูกกัญชาได้เพื่อนำมาใช้ในทางการแพทย์ ท่านได้มีการปลดล็อกในเรื่องการที่กำลังจะออกประกาศ กฎกระทรวง ซึ่งได้เสนอเข้า ครม. ไปแล้วในการที่จะอนุญาตให้มีการปลูกกัญชาก็ได้ กัญชงก็ได้โดยการควบคุมของภาครัฐ สิ่งที่ท่านทำ พรรคภูมิใจไทยได้ทำ ผมว่าเราคิดเหมือนกันครับก็คือเราจะทำอย่างไรให้พี่น้อง ประชาชนได้ประโยชน์ ท่านได้ทำหลายเรื่องหลายราวโดยมีเป้าหมายเหมือนกับท่าน กรรมาธิการครับ คือเราจะต้องทำให้กัญชง กัญชาสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ผมจะ ไม่พูดถึงกระท่อม เพราะในช่วงหาเสียงพรรคภูมิใจไม่ได้ทำแต่ยังยืนยันครับว่าในที่สุดแล้ว กระท่อมก็จะเป็นพืชที่เราต้องสนับสนุน ในสภาแห่งนี้ก็ต้องสนับสนุน เรื่องสำคัญที่สุดก็คือ เราจะต้องก้าวข้ามสิ่งที่ท่านพูดไปเมื่อสักครู่คือกับดักทางกฎหมาย เราต้องก้าวข้ามเพื่อให้เรา สามารถเป็นประเทศที่มีความทันสมัยเหมือนอารยประเทศที่เขาสามารถที่จะใช้กัญชาเป็น ประโยชน์ทั้งทางการแพทย์และในทางเศรษฐกิจ รอพวกเราที่นี่ละครับ รอที่นี่ แล้วผมมั่นใจ ว่าสิ่งที่ท่านกำลังทำมานี่มันก็คือการลดอำนาจรัฐ ลดเรื่องกฎหมายเพื่อปากท้องของพี่น้อง ประชาชนซึ่งเป็นแนวที่พรรคภูมิใจไทยเราตั้งใจมาตลอด ขอบคุณที่สนับสนุนนโยบายของ พรรคภูมิใจไทย วันนี้เราทำหลายเรื่องครับ เราทำไปด้วยกันครับ มันเป็นเรื่องที่เราจะต้องหา วิธีการที่จะสามารถทำให้สิ่งต่าง ๆ มันเกิดขึ้นได้จริง สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยรอกฎหมาย สิ่งที่อยากจะเรียนในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เหลือคือในช่วงเวลานี้ในหลายจังหวัดวิสาหกิจชุมชน ได้ร่วมมือกับ รพ.สต. ได้เริ่มปลูกกัญชาในแต่ละจังหวัดแล้วครับ ของจังหวัดตรังของผมมีอยู่ ๔ ที่กำลังจะเริ่มปลูก ทราบว่าที่นครพนมของท่านประธานก็กำลังดำเนินการเช่นเดียวกัน กำลังจะบอกว่าเราทำได้จริงครับ ส่วน ๖ ต้น ร่างพระราชบัญญัติกำลังเข้าสภาและจะมีการพิจารณาในเวลาอันรวดเร็วนี้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงยืนยันครับว่าสิ่งที่ท่านได้นำเสนอต่อสภาแห่งนี้เป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทย ขอขอบคุณ แล้วก็พร้อมที่จะสนับสนุนแนวทางที่ท่านเสนอ ท่านเสนออะไรมา ถ้าจะต้องโหวตลงมติ พรรคภูมิใจไทยลงมติให้ท่าน ยกให้ ๒ มือเลยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ขอมีส่วนร่วมครับ สิ่งที่ผมกำลังภูมิใจเราชาวสภาได้ร่วมกันดำเนินการ เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจพืชพันธุ์ไทยนะครับ ในภาวะของเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่ขณะนี้นะครับ โดยเฉพาะการที่รัฐบาลเอง รัฐสภาเองได้ให้ความสนใจในทุกข์ร้อนของราษฎรของประชาชน โดยเฉพาะคนพื้นบ้านที่นิยมการใช้พืชที่ดั้งเดิมคือเป็นยาเสพติดประเภท ๕ นั้น กัญชง กัญชา พืชกระท่อมคราวนี้คงได้สบายใจแล้วก็เป็นการปลดทุกข์ โดยเฉพาะในแง่มุมของผมเองนั้น ก็คงเป็นเรื่องของคนติดคุกคงน้อยลงนะครับ ชาวบ้านคงไม่ต้องทุกข์ร้อนเรื่องไปประกันตัว ถูกตำรวจกลั่นแกล้ง เอาของมายัดหรืออะไรพวกนี้ครับ แล้วก็นำพืชพันธุ์แบบนี้สามารถ ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้อย่างมากมาย แล้วก็เป็นที่ถูกใจของชาวบ้านในชนบท เหมือนกับที่ทางท่านผู้มีเกียรติได้พูดไปแล้วว่าได้เป็นผู้ริเริ่มกัญชา กัญชง เหลือแต่ พืชกระท่อม วันนี้ผมจะพูดเฉพาะพืชกระท่อมนะครับที่เห็นอยู่ เพราะว่าพืชกระท่อมเรา กำลังจะเข้าสภาในวาระที่ถัด ๆ ไป สิ่งที่ดีที่เป็นผลดีเรื่องของการดำเนินการ ผมเห็นด้วย ในเรื่องของการเป็นพืชพันธุ์ที่จะมาใช้บริโภคตามวิถีชาวบ้านนะครับ เพราะวิถีชาวบ้านมีสิ่งที่ ชาวบ้านใช้อยู่อย่างเป็นปกติสุข แล้วก็เป็นสินทรัพย์ที่สามารถหาได้ตามแรงกาย หรือกำลังทรัพย์ของเขาจากธรรมชาติ จากผืนดิน จากการมาใช้เพื่อให้มีพละกำลัง เพื่อแก้ ยารักษาโรค หรือจากความเชื่อของผู้คนที่อยู่ในชนบท หรือคนที่สามารถนำมาปรุง เป็นยาแพทย์แผนไทยได้ อันนั้นส่วนหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นผลดีมาก และแน่นอนครับว่า เป็นการลดจำนวนผู้ที่จะต้องกลายเป็นผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหา หรือถูกเจ้าพนักงาน ผู้บังคับใช้กฎหมายไปหยิบโน่นหยิบนี่มาฝากไว้ หรือไปค้นเจอนิด ๆ หน่อย ๆ ก็พยายาม ที่จะทำให้เขาเสื่อมเสียอิสรภาพหรือเสรีภาพอันต้องเสียรายได้ในเรื่องของภาวะการครองตน ครองงานอยู่ในที่ทำงานของเขา หรือที่ชาวไร่ชาวสวนที่จะต้องมีรายได้นะครับ ทั้งทางตรง ทางอ้อมครับ สิ่งสำคัญคือถ้าลดจำนวนผู้ต้องขังลงไปอย่างชัดเจน ตำรวจก็ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเอาไปขัง ข้าวก็ไม่ต้องจ่าย เรือนจำก็ไม่ต้องไปบังคับใช้กฎหมายคือเอาไปคุมขังนะครับ หรือจะไปเรียกค่าปรับจากรายได้เขามีน้อยอยู่แล้ว ลดปริมาณงบประมาณแน่นอนครับ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ลดอำนาจรัฐลงไปก็ไม่ต้องไปทำงาน ไปทำงานอย่างอื่นบังคับใช้คดี อย่างอื่นได้แน่นอน เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดผลพวงในเรื่องของทั้งการดำเนินคดี การคุมขังต่าง ๆ นานานะครับ แล้วสิ่งที่สำคัญหลาย ๆ ท่านพูดไปแล้วครับท่านประธานครับ เรื่องการพัฒนา สามารถพัฒนาไปสู่พืชเศรษฐกิจ หลาย ๆ ท่านผมเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครับ แต่ก่อนผมก็ไปดริงก์ (Drink) แคนนาบิส ดริงก์ (Cannabis drink) ที่สวิสเซอร์แลนด์มาแล้ว นานมาแล้วครับที่ในภาคทางยุโรป ทางสหรัฐอเมริกามีพืชพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากกัญชงเป็นครีม อยู่ในโค้กก็มีนะครับ ซึ่งมีหลายอย่างเป็นสินทรัพย์ที่ถูกผลิตมาจากกัญชา กัญชง และพืชกระท่อม นั่นคือส่วนหนึ่งถึงการที่แพทย์แผนไทยเราก็สามารถจะดึงเอาคุณค่าของสินทรัพย์ที่อยู่ในตัว พืชทั้ง ๓ ชนิดมาเป็นประโยชน์และมีมูลค่า ทำแวลู (Value) ขึ้นมาได้ อีกหน่อยเราอาจจะมี ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ถูกสร้างมูลค่าขึ้นมาในรูปแบบต่าง ๆ จะเป็นขนมซึ่งผสมพืชพันธุ์ บางประเภทออกมาขายจำหน่าย อาจจะสู้กับชาเขียวของญี่ปุ่นก็ได้นะครับ ถ้าเกิดทำดี ๆ เราอาจจะทำให้สินทรัพย์นั้นมันมีประโยชน์🔗
แต่สิ่งที่ผมเห็นด้วยและสนับสนุนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในข้อสังเกตของตัว รายงาน โดยเฉพาะของพืชกระท่อมนั้น เห็นดีเห็นงามด้วยครับ โดยเฉพาะขณะนี้ทางรัฐบาลเอง ได้เปิดนำร่องแล้ว โดยเฉพาะ ป.ป.ส. ได้เปิดพื้นที่ ๑๓๕ พื้นที่ปลูกแล้ว เป็นพื้นที่ปลดล็อก ในภาคใต้ ใน ๑๓๕ พื้นที่ ๑๐ จังหวัด ๑๐ อำเภอ ๑๙ ตำบล แล้วก็ ๑ เทศบาล ๑๑๐ หมู่บ้าน ๒๕ ชุมชน สิ่งที่จะเห็นอยู่ในนี้คือในภาคใต้ในเรื่องพืชกระท่อมนั้นเน้นวิถี ชุมชนครับ แต่สิ่งที่มันกำลังคอนดักต์ (Conduct) อยู่นี่ ผมเป็นห่วงเป็นใยแค่นิดเดียวครับ คือการจัดการด้วยกฎแห่งบ้านในเรื่องของชาวบ้านที่จะอยู่ร่วมกัน ธรรมนูญ ผมเรียกว่า ธรรมนูญชุมชน ที่จะใช้ปกครองกลุ่มผู้ที่จะใช้กัญชง กัญชา หรือแม้กระทั่งขณะนี้พืชกระท่อม มันปลดล็อกแล้ว จะต้องอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม แล้วควบคุมได้ ต้นกับใบของกัญชา กัญชง ที่ถูกปลด มันอาจจะกลายเป็นสินทรัพย์อันหนึ่งที่สามารถขนย้ายถ่าย แล้วก็เป็นมูลค่าทาง เศรษฐกิจใส่กระเป๋าของชาวบ้านได้ คงยิ้มนะครับ เมื่อสภาแห่งนี้ปลดล็อกอันนี้ออก ได้แล้วนะครับ โดยเฉพาะขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่นำเสนอในเรื่องนี้ ผมก็มีความยินดี ที่เห็นชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ด้วยพืชเศรษฐกิจสมัยใหม่ และคิดว่าอีกหน่อยอาจจะมีขนม มีอาหารที่ใส่พืชกระท่อมหรือกัญชงซึ่งสามารถเป็นสินค้าที่มีแวลู (Value) อันสูงของประเทศ ไทยส่งออกขายต่างประเทศครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญนางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา ครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ดิฉันต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ และคณะอนุ กรรมาธิการทั้ง ๓ คณะ ที่ได้ศึกษา และมีข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตในการแก้ไขปัญหาเรื่องของ กัญชา กัญชง และกระท่อมอย่างเป็นระบบ แล้วก็เห็นด้วยกับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะค่ะ แต่ก็ยังมีบางเรื่อง บางประเด็นที่ขออนุญาตอภิปรายในครั้งนี้ด้วย ด้วยเวลาที่จำกัด รายงาน ฉบับนี้มีทั้งกัญชา กัญชง และกระท่อม ดิฉันขออนุญาตกล่าวเฉพาะกัญชาทางการแพทย์ เท่านั้น ซึ่งดิฉันมีความสนใจและติดตามมาตั้งแต่พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้พระราชบัญญัติยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกัญชาเพื่อการแพทย์ กัญชาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนทั่วประเทศ ดิฉันได้เริ่มจากตัวเองค่ะ ได้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ สำหรับบุคลากรสาธารณสุขของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อปีที่ผ่านมา ได้สอบผ่าน แล้วก็ได้รับประกาศนียบัตร และขึ้นทะเบียนได้รับอนุญาตให้สามารถสั่งใช้และสั่งจ่าย ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ได้ ซึ่งใบอนุญาตนี้มีอายุ ๒ ปีค่ะ แล้วทราบว่าทางกระทรวง สาธารณสุขเองตอนนี้ก็ได้เปิดหลักสูตรออนไลน์ (Online) ในการอบรมนี้แล้วด้วย ประเทศไทยมีระบบกัญชาทางการแพทย์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ และในวันนี้เองที่คณะกรรมาธิการได้กล่าวถึงแล้ว นั่นก็คือ ได้ปลดล็อกกัญชา กัญชงทุกส่วน ยกเว้นส่วนดอก ให้พ้นบัญชียาเสพติดประเภท ๕ แล้วก็ อนุญาตให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และการวิจัย แต่เนื่องจากระบบกัญชา ทางการแพทย์เป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทย และน่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกนี้ที่มีการใช้กัญชา ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้าน แต่ในรายงานฉบับนี้ ดิฉันยังไม่เห็นการเชื่อมระบบกัญชาทางการแพทย์ทั้ง ๓ ระบบนี้ว่ามีการเชื่อมต่ออย่างไรบ้าง เพราะว่าฐานความคิดและองค์ความรู้มันแตกต่างกันไป ดิฉันขออนุญาตเอางานวิจัยเรื่อง โครงการวิจัยประเมินผลกระทบจากนโยบายกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทยระยะที่ ๑ ของคณะผู้วิจัยโดยด็อกเตอร์นายแพทย์บัณฑิต ศรไพศาล และคณะ สรุปสั้น ๆ ดังนี้🔗
แพทย์แผนไทยและแพทย์ปัจจุบัน แล้วก็แพทย์พื้นบ้านมีฐานความคิดที่ แตกต่างกัน เช่นการใช้สารสกัดกัญชาเป็นสารเดี่ยวที่วัดได้แม่นยำ อันนั้นแพทย์แผนปัจจุบัน กับการใช้น้ำมันกัญชาที่มีสารประกอบจำนวนมากตามธรรมชาติซึ่งเป็นแพทย์พื้นบ้านแล้วก็ แพทย์แผนไทย หรือการใช้ยาไปทดแทนสารที่ขาดในร่างกายกับการใช้น้ำมันกัญชาไปทำให้ หลับแล้วร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ฉะนั้นควรออกแบบและพัฒนาระบบบริการกัญชา ทางการแพทย์ในบริบทสังคมไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยแล้วก็ญาติด้วยวิธีการหารือ อย่างเปิดใจ ให้เกียรติกับผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน แล้วดึงเอาด้านดีของทุกองค์ประกอบ ทุกระบบมาใช้ประโยชน์ไม่มีการสรุปว่าของใครดีกว่าใคร🔗
แล้วประเด็นถัดมาคือเป็นเรื่องที่ดิฉันต้องตอบคำถามทุกครั้งที่กลับบ้าน ปัตตานี นั่นก็คือจะถามว่าน้ำมันกัญชาใช้รักษามะเร็งได้ไหม หยอดตาได้หรือไม่ ใช้ทาแผล เบาหวานจะหายไหม ปัญหานั้นก็คือประชาชนยังขาดความรู้ ยังขาดการรับรู้ทั้งประโยชน์ แล้วก็โทษของกัญชา แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขได้นำร่องแล้วก็ได้มีคลินิก ไม่ว่าจะเป็นแผน ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแผนไทยในโรงพยาบาลทั้งประเทศมา ๒๐๐ กว่าแห่งแล้วก็ตาม แต่ก็ยัง พบว่าการเข้าถึงบริการ เข้าถึงยากัญชาจากโรงพยาบาลของภาครัฐยังต่ำกว่าที่มีการซื้อขาย ใต้ดิน ก็สอดคล้องกับงานวิจัยที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งที่ทำโดยศาสตราจารย์ดอกเตอร์แพทย์หญิง สาวิตรีและคณะ ก็ถามว่าผู้ป่วยที่ใช้กัญชากับโรคอะไรมากที่สุด อันดับแรกคือโรคมะเร็ง รองลงมาคือโรคระบบกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นปวดเข่า ปวดหลัง ถัดมาคือโรคทางจิตประสาท เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ แล้วสุดท้ายเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดัน เบาหวาน สรุปแล้วผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์เพื่อใช้รักษาโรคเรื้อรังตามความเชื่อของตนเองส่วนใหญ่อยู่ นอกเหนือ ๔ กลุ่มโรคทางกระทรวงสาธารณสุขที่บอกว่ามีข้อมูลวิชาการสนับสนุนชัดเจน ส่วนใหญ่เชื่อว่ากัญชารักษาได้ทุกโรคมีผลเสียน้อย และส่วนใหญ่ได้รับกัญชาจากแหล่ง นอกระบบเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นภาครัฐต้องเพิ่มความรู้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือว่าเฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) ที่เกี่ยวข้องกับกัญชาทางการแพทย์ให้มากขึ้น ง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูล และประชาสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ ใช้ภาษาง่าย ๆ ที่ชาวบ้านรู้เรื่อง🔗
และประเด็นสุดท้ายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและดิฉันคิดว่าผลงานวิจัย จากคณะเดียวกันนี้เรื่องการขับเคลื่อนนโยบายกัญชาทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย แล้วก็แพทย์พื้นบ้านกับเศรษฐกิจไทย เขามีข้อเสนอแนะอย่างนี้ ว่าให้มีคณะบุคคลที่เป็นอิสระ มีความรู้ความสามารถ เป็นที่ยอมรับของสังคมเพื่อที่กำหนด นโยบายสาธารณะ การใช้ความรู้และการวิจัยเรื่องนโยบายยาเสพติด ระบบบริการ สาธารณสุข และในนั้นเหมือนที่ท่านสมาชิกอันทรงเกียรติท่านได้พูดถึงว่าต้องมีตัวแทนของ ภาคประชาชนเข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเอง ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ หรือว่าสื่อมวลชน แล้วก็ผู้แทนที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนการทำงาน ภาพรวมนโยบายกัญชาทางการแพทย์ ของประเทศไทย รวมทั้งการสื่อสารที่คำนึงถึงการใช้ประโยชน์และการป้องกันที่อาจเกิดขึ้น ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และรวมถึงการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และหวังว่า ทางคณะกรรมาธิการ รัฐบาลชุดนี้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรวบรวมทุกข้อสังเกต แล้วก็ข้ออภิปรายของสมาชิกเพื่อเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนที่รอคอย ความหวังกับกัญชาทางการแพทย์ของประเทศไทยต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านอิสสระ สมชัย ท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ แล้วก็ นางสาวศรีนวล บุญลือ เชิญท่านจาตุรงค์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เมื่อวันพุธที่ ๒๕ และ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ พวกเรา เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอญัตติ ช่วยกันศึกษาแก้ไขปัญหาเรื่องกัญชา กัญชง วันนั้นเราอภิปรายกันถึง ๒ วัน ผู้เสนอญัตติ อย่างน้อย ๖ ท่าน รวมทั้งตัวกระผมด้วย แล้วก็ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วันนั้นเรามี ความหวังแล้วก็อยากเห็น ขณะนั้นมีปัญหาอยู่ ๒ เรื่อง คือเรื่องของกฎหมาย กฎหมายที่มี ปัญหาก็คือกฎหมายเรื่องของกัญชา กัญชง และกระท่อมนั้นอยู่ในพระราชบัญญัติที่เป็น ยาเสพติดที่ให้โทษในปี ๒๕๒๒ แล้วก็ปี ๒๕๖๒ แล้วก็ยังมีปัญหาในเรื่องของกฎหมายที่เป็น กฎหมายระหว่างประเทศอีก ๔ ฉบับ ก็คืออนุสัญญาที่เกี่ยวกับยาเสพติด ปี ๑๙๖๑ เรื่องของ พิธีสารแก้ไข ค.ศ. ๑๙๗๒ อนุสัญญาว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. ๑๙๗๑ และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบการค้ายาเสพติดและวัตถุ ที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ค.ศ. ๑๙๘๘ ซึ่งไทยเป็นภาคีอยู่ พวกเรา ผมเองก็อยากจะเห็น ทางออกเพราะว่าผมเองเป็นแพทย์ ในเรื่องของกัญชานั้นผมเรียนโดยตรงเลยครับว่ากัญชา นั้น ซึ่งมีฤทธิ์มีสารอยู่ในกลุ่มจริง ๆ มีสายพันธุ์อยู่เกือบ ๑๐,๐๐๐ ชนิด มีสารอยู่ในนั้น ประมาณ ๕๐๐ ชนิดแต่เรารู้จักกันดีจริง ๆ ก็คือกลุ่มของสารที่เรียกว่าแคนนาบินอยด์ (Cannabinoid) ซึ่งมีซีบีดี (CBD) แคนนาบิไดออล (Cannabidiol) และทีเอชซี (THC) ๒ ตัว ที่เรารู้จักกันดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในเรื่องของผ่อนคลาย แล้วก็ถ้าซีบีดี (CBD) ซึมเศร้าก็แก้ได้ และที่สำคัญคือมะเร็ง ส่วนทีเอชซี (THC) นั้นจะเป็นสารที่ทำให้นอนไม่หลับแก้ได้ ปากแห้ง คอแห้ง เราก็อยากเห็นว่ากัญชามันรักษาทางการแพทย์ และจากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ได้มีการปลดล็อกไปตามลำดับ ซึ่งขณะนี้อย่างที่พวกเราได้อภิปรายนะครับว่าได้มีประกาศ ปลดล็อกในส่วนของกัญชา ต้นกัญชาทั้งหมด ยกเว้นช่อดอกที่มีปัญหาในเรื่องของยาเสพติด นี่คือเป็นก้าวหนึ่ง อีกก้าวต่อ ๆ ไปนี่เราจะทำอย่างไรในเรื่องของเกี่ยวกับสนธิสัญญา ๔ ฉบับ ที่เราจะมีทางออกอย่างไร ในตัวกัญชานั้นผมก็ต้องเรียนว่ามีคนหลายคนบอกว่าจริง ๆ ทั้ง กัญชา กัญชง มันมีหลายสายพันธุ์ แต่เรามี พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๔๒ เราน่าจะ เอาประโยชน์ตรงนี้ในการคัดสายพันธุ์ที่ดี ๆ เพราะแต่ละสายพันธุ์ก็มีสารซีบีดี (CBD) ทีเอชซี (THC) ไม่เท่ากัน ถ้าเราเอาประโยชน์ตรงนี้มาสกัดมาเป็นประโยชน์จะเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะฉะนั้นในส่วนของการคุ้มครองพันธุ์พืชเราต้องสนับสนุน โดยเฉพาะการนำเมล็ดพันธุ์ มานี่ยากมาก ถ้าเรามีโอกาสปลดล็อกทำให้นักพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมา มาทำตรงนี้ได้ก็จะเป็น ประโยชน์สำหรับประเทศไทยส่วนกัญชงนั้นต้องเรียนว่ามันมีสารซีบีดี (CBD) ที่เยอะ ทีเอชซี (THC) น้อย เพราะฉะนั้นก็จะไม่เสพติด แล้วก็จะเป็นประโยชน์ในเรื่องที่บอกว่าใช้ได้ทั้ง ทั้งเมล็ด เมล็ดนี่สำคัญเพราะมันมีสารที่เป็นประโยชน์ในเรื่องของสารที่หัวใจก็ดี หรือเรื่อง ของเครื่องสำอางก็ดี ตลอดทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นในกัญชงนี่ผมคิดว่าจะ เป็นประโยชน์แล้วเราก็อยากเห็นการปลดล็อก และในวันนี้ก็มีการปลดล็อกทั้งกัญชงและ กระท่อม เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคมนี้เรื่องกระท่อม กัญชงก็มีการปลดล็อกและก็ทำเป็นพืช เศรษฐกิจ สิ่งที่พวกเรากังวลนิดหนึ่งก็คิดว่าคือเรื่องของการที่จะไปใช้กัญชงเกินขอบเขต กัญชา กัญชง กระท่อมเกินขอบเขต ซึ่งทางกฎหมายก็ตระหนัก เพราะว่าถ้าเราปลดล็อก ของกระท่อมได้จะเป็น ๑ ใน ๓๗ ประเทศที่ไม่ได้ควบคุมด้วยกฎหมายยาเสพติด เป็นกฎหมายฉบับอื่น ซึ่งเราก็ปลดล็อกไปรับหลักการเอามาควบคุม ๑. ในเรื่องความกังวล เรื่องของการค้าขาย นำเข้า ส่งออก ผลิตในทางธุรกิจอย่างนี้ไม่ได้ ในเรื่องของการทำเป็น การค้าไปขายตรงอื่นไม่ได้แต่ในเรื่องของการใช้เสพเพื่อสันทนาการ รักษาโรคภัย โดยเฉพาะ ยาสมุนไพรนี่กระท่อมก็ใช้มาตลอดก็จะเป็นประโยชน์อย่างนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น ผมเรียนเลยครับว่าวันนี้ในส่วนของการปรับเป็นวิถีชีวิต เป็นการพัฒนาการของกัญชา กัญชง กระท่อม ซึ่งจะได้เปิดกว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำตอนนี้ก็คือเรื่องของแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยมีคนหลายคน แพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือกเขาได้ทำเรื่องกัญชาก็ต้องเปิด ให้เขาได้ปลูกเองอะไรเอง ควบคุม เปิดโอกาสให้เขาได้มากขึ้น แล้วก็ทราบตอนนี้งานวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเองก็ดี อบจ. ก็ดี ได้ทำเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกัน ในส่วนของวิสาหกิจชุมชน ๗ คนก็ทำ ก็จะเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นโอกาสนี้ก็เป็น จุดที่เริ่มต้น ต่อไปในอนาคตก็จะมีการเปิดกว้างขึ้น แต่เราก็ควบคุม ดูแล และส่งเสริมให้เป็น พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ เราได้เห็นจากที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการได้นำ สไลด์ (Slide) มาดูนะครับว่าเราจะมีโอกาสอย่างยิ่งจากที่รายได้นิดเดียว การส่งออก โดยเฉพาะเส้นใย ผมเรียนนิดหนึ่งว่ากัญชง พันธุ์ดั้งเดิมเส้นใยเขาดี แต่ถ้าพันธุ์ใหม่ที่ทำเส้นใย ที่ไปทำต่าง ๆ ไม่ดีเท่า เพราะว่าเราไปกังวลเรื่องสารทีเอชซี (THC) ซึ่งมีมากน้อยกว่ากัน นิดเดียว เพราะฉะนั้นตรงนี้เลยอยากจะให้คัดพันธุ์ เอาพันธุ์ดั้งเดิมมาคัดพันธุ์ จะเป็น ประโยชน์ ซึ่งตรงนี้ผมเรียนว่าได้ศึกษาจากหลายฝ่ายแล้วว่าการพัฒนาสิ่งที่ดี แล้วบางคนก็ไป อ้างสถิติว่าเสพกัญชาแล้วเมื่อก่อนมีอุบัติเหตุมากขึ้นอะไรขึ้น แต่พอมาตอนหลังมีงานวิจัย ใหม่ ๆ ก็บอกว่าเพิ่มแค่ ๑ ในล้าน ตัวสารเสพติดเพิ่มขึ้น พอสักระยะหนึ่งเขาก็ลดลงอะไร ต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้เราอยากให้เปิดกว้าง มองทางด้านวิชาการ ติดตามผลงาน แล้วก็ให้มี การพัฒนา และที่สำคัญก็คือเรื่องกระทรวงสาธารณสุข ที่ทางท่านประธานคณะอนุ กรรมาธิการเรื่องกัญชาบอกนะครับว่าในเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขเราก็ต้องมีแพทย์ที่มี ความเชี่ยวชาญเพื่อจะอบรมแพทย์ส่วนต่าง ๆ ให้มากขึ้น และการบรรจุคน พนักงาน เจ้าหน้าที่ให้พร้อม เพราะขณะนี้เราขาด โดยเฉพาะแพทย์แผนไทยก็ดี เขาไม่ได้บรรจุ เราก็ต้องมีส่วนตรงนี้ไป หรือแม้กระทั่งการมอบอำนาจ เป็นการกระจายอำนาจให้กับ ผู้ว่าราชการจังหวัด มอบอำนาจให้กับคณะกรรมการ ก็จะเป็นประโยชน์ และที่สำคัญ เราต้องคำนึงถึงวิถีชีวิต เราต้องคำนึงถึงความร่วมมือของพี่น้องชาวบ้าน เพราะฉะนั้นผมก็ให้ การสนับสนุนการรายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอิสสระ สมชัย เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อิสสระ สมชัย ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมต้อง ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้ไปทำการศึกษาและทำรายงาน กรณีศึกษาหาแนวทาง การแก้ไขปัญหายาเสพติดเกี่ยวกับกัญชา กัญชง และกระท่อมอย่างเป็นระบบ จากที่มี ผู้แทนราษฎรได้ยื่นญัตติเข้ามาในสภาทั้งหมด ๖ ญัตตินะครับ กระผมเป็นคนหนึ่งที่ได้ ลงลายมือชื่อรับรองในญัตติของคุณเทพไท เสนพงศ์ ที่ได้เสนอเข้ามา แต่ในส่วนของ คุณเทพไทนั้นจะกล่าวถึงใบกระท่อมนะครับ🔗
ท่านประธานครับ กระผมอยากจะขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องกัญชา เพราะเห็นว่ากัญชานั้นถ้าจะว่าที่จริงแล้วมันระบาดไปอยู่แทบทั่วประเทศทุกพื้นที่ ก็ต้อง ขอขอบคุณรัฐบาลเช่นเดียวกันที่ได้ให้ความสนใจและทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการศึกษาเอาบรรดากัญชามาสกัดสำหรับเพื่อจะใช้เป็น สมุนไพรในการรักษาโรค มีการเรียกร้องกันมานานนะครับ ก่อนที่กระทรวงศึกษาธิการ จะดำเนินการเรื่องนี้ในสมัยก่อน ในสมัยอดีตนะครับ ประชาชนทั่วไปก็ใช้กันอยู่แล้ว เพราะเขาเชื่อว่ากัญชานั้นเป็นยารักษาโรค เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ทำการสกัด แล้วเอามาเป็นสมุนไพร แต่ประชาชนส่วนหนึ่งนั้นก็นำกัญชาไปเสพ ไปสูบ จนกระทั่ง มีเพลงเกี่ยวกับเรื่องกัญชานะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนว่ากรณีกัญชานั้น ในภาคอีสานค่อนข้างจะเยอะ โดยเฉพาะจังหวัดแถวนครพนม จังหวัดบ้านท่านประธาน นั่นละครับ สกลนคร อุดรธานี อุบลราชธานีก็มี ซึ่งผมอยากจะเรียนว่ากัญชานั้นถ้าจะว่า ถึงโทษภัยนั้นไม่ร้ายแรงเหมือนยาบ้า เหมือนฝิ่น หรือเหมือนยาเฮโรฮีนต่าง ๆ แต่ประชาชน ก็ใช้เพื่อบำรุงร่างกายในความคิดของชาวบ้าน หรือแม้กระทั่งในการรักษาโรคนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ยังไม่ใช่หมอ ยังไม่ใช่แพทย์นะครับ ตามสำนักสงฆ์ ตามวัดต่าง ๆ นั้น ก็ได้สกัดกัญชามารักษาโรค โรคซึ่งเข้าใจว่าเป็นความเข้าใจ ของพี่น้องประชาชน ตลอดจนผู้ทำการรักษาเข้าใจว่าการรักษาโรคมะเร็งนั้นมันแก้ไขได้ ผมเรียนให้ทราบว่า วันนี้ทางคณะกรรมาธิการได้นำคลิปวิดีโอ (Clip Video) มาฉายให้พวกเราดูก็จะเห็นว่า ความจริงกัญชานั้นมันมีในโลกนี้มานานเป็นร้อย ๆ ปีแล้วนะครับ ระบาดมาตั้งแต่ประเทศจีน แล้วก็กระจายไปทั่ว เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเรื่องกัญชาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เพราะเห็นว่า การเสพกัญชามากไปตามความเข้าใจของชาวบ้านนั้นมันก็เป็นการบั่นทอนสุขภาพ ทางรัฐบาลไทยในอดีตจึงได้ออกเป็นกฎหมายขึ้นทะเบียนยากัญชาเป็นประเภทยาเสพติด ประเภท ๕ นะครับ วันนี้ทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศยกเลิกประเภทกัญชาไม่ใช่ เป็นยาเสพติดประเภท ๕ อีกต่อไปแล้ว แต่เฉพาะใบเท่านั้น ส่วนดอกนั้นยังถือว่าเป็นสิ่งที่ ผิดกฎหมายอยู่ ตรงนี้ละครับที่ผมเป็นห่วงท่านประธานครับ เราจะแยกได้อย่างไรว่าใบกับ ดอกความจริงมันมาคู่กันมันออกใบก่อนและดอกมาทีหลัง แล้วทีนี้ผมเชื่อว่าคนที่จะปลูก กัญชามานะครับ ปลูกไปแล้วมันจะต้องเป็นใบก่อนและต่อจากนั้นเมื่อมันแก่จัดเข้ามันก็จะ ออกดอกขึ้นมานะครับ ทีนี้การควบคุมจะดำเนินการอย่างไร มีประชาชนหลายคน หลายหมู่บ้าน หลายชุมชนมาถามผมว่าในการขออนุญาตปลูกกัญชานั้นดำเนินการอย่างไร ผมได้สอบถามไปทางสาธารณสุขเขาบอกว่าจะรวมกันเป็นวิสาหกิจชุมชนรวมเป็นกลุ่มขึ้นมา แล้วไปขออนุญาตกับทางสาธารณสุขจะมีเจ้าหน้าที่มาควบคุม ผมว่าถ้าหากว่าควบคุมได้มันก็ จะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่ส่วนหนึ่งยากัญชาซึ่งได้สกัดแล้วนี่นะครับผมได้เคยติดตาม การทำงานของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขนั้นได้ใช้เป็นแหล่ง ทดลองในการปลูกกัญชาแล้วก็สกัดเป็นน้ำมันกัญชามารักษาโรค ผมเรียนให้ท่านประธาน ทราบว่ามีพรรคพวกผมหลายคนเขาบอกผมว่าจะทำอย่างไรในการที่จะได้ยานี้มา ผมเคย ติดต่อไปที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรครับ เล่าอาการให้เขาฟัง ท่านประธานครับ ผมต้องขอบคุณว่าในการควบคุมของโรงพยาบาลทำได้ค่อนข้างจะดี เขาแนะนำให้ไปพบหมอก่อน ทีแรกยานั้นจะอยู่เฉพาะโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร แต่ปัจจุบันนี้ได้ทราบว่ากระจายไป ตามโรงพยาบาลต่าง ๆทั่วประเทศนะครับ เขาบอกให้ไปติดต่อที่โรงพยาบาลเลย การไปพบ หมอที่นั่นหมอจะสอบถามประวัติก่อน เคยใช้ยากัญชามาก่อนไหม เป็นโรคอะไรต่าง ๆ นะครับ เมื่อซักประวัติรายละเอียดต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วจึงจะจัดยาให้ แต่ถ้าซักประวัติเรียบร้อยแล้ว เขาว่าแบบนี้ไม่น่าจะต้องกัญชาเขาก็จะไม่ให้ครับ อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการควบคุมที่ได้ค่อนข้าง จะดีครับท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่าการใช้ยา รักษาโรคปัจจุบันนี้นะครับผมมีความเป็นห่วงเรื่องการควบคุมการใช้ยา เพราะเหตุว่ายาที่ ถูกต้อง กัญชาที่ถูกต้อง กัญชาสกัดที่ถูกต้องตามกฎหมายจะต้องอยู่ตามโรงพยาบาลซึ่งได้รับ อนุญาตเท่านั้นนะครับ อันนั้นผมไม่เป็นห่วงนะครับ แต่ส่วนที่เป็นห่วงก็คือส่วนที่เอกชนเขา ทำกันอยู่ครับ อย่างเช่นที่วัดนะครับ ที่อุบลราชธานีก็มีวัดนะครับ ก็สกัดกัญชาออกมาเป็น น้ำมันกัญชาแล้วผู้คนพี่น้องประชาชนก็ไปรักษานะครับ พระก็ให้ครับแล้วไม่ได้คิดแพงอะไร มากมายให้ ให้แล้วก็รู้สึกว่าอาการมันดีขึ้นก็ทำให้พี่น้องประชาชนซึ่งเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไปรักษา จะเป็นโรคอะไรก็แล้วแต่ก็คิดว่ามันน่าจะช่วยได้ ปรากฏว่าตรงนี้ไม่มีการควบคุมครับ ท่านประธานครับ ไม่มีการควบคุม🔗
และส่วนที่ ๒ ส่วนตลาดมืดนะครับ ผมได้ทราบว่าในส่วนที่เป็นตลาดมืดนั้น การผลิตนั้นมันไม่มีมาตรฐานนะครับ จะทำให้เมื่อผู้รับยาสารสกัดกัญชาไปใช้แล้วมันจะทำให้ เกิดเป็นอันตรายต่อร่างกาย จึงอยากให้กระทรวงสาธารณสุขได้ไปดูแลอย่างทั่วถึงนะครับ เพื่อว่าจะให้ยานั้นได้มาดูแลรักษาพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง ผมจึงขอเรียนให้ทาง ท่านประธานได้ทราบว่าในการที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งจะทำให้ พี่น้องประชาชนได้ใช้ยากัญชานั้นเป็นสมุนไพร ซึ่งใช้ในการบำบัดรักษาตนเองมาเป็นเวลานาน พอสมควรแล้ว ขอขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เขต ๑ วันนี้ก็ขออภิปรายเกี่ยวกับรายงานการศึกษา แนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชา กัญชง และกระท่อมอย่างเป็นระบบของ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้รายงานเมื่อสักครู่นี้ก็ต้องยอมรับว่า เป็นรายงานที่สมบูรณ์แบบที่สุดในปัจจุบันนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณแล้วก็ชื่นชม คณะกรรมาธิการที่ได้รวบรวมเอกสารต่าง ๆ ให้พวกเราได้เรียนรู้ร่วมกันนะครับ🔗
ผมก็ได้ศึกษาไม่ว่าจะเป็นจากการศึกษาจากข้อมูลนะครับ รวมทั้ง เอกสารที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญได้เรียบเรียงมานะครับ ก็ต้องนำเรียนว่าเรื่องของ กัญชง กัญชา กระท่อมเป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็เรื่องจะบอกว่าเรื่องใหม่ก็ใหม่ จะบอกว่า เป็นเรื่องที่โบราณก็โบราณนะครับ เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าเรื่องนี้นะครับเป็นวิถี ของชาวบ้าน วิถีของชุมชนในอดีตกาลที่มีการใช้กัญชา กัญชง แล้วก็เรื่องของกระท่อม ในวิถีประจำวัน เช่น เรื่องของการเคี้ยวกระท่อมตอนที่ทำงานหนัก ๆ ตอนที่เหนื่อย อะไรอย่างนี้นะครับแล้วรู้สึกดีขึ้น เขาก็เรียนรู้จากชีวิตประจำวันแล้วก็นำมาใช้ในชีวิต ประจำวันของตัวเองนะครับ แล้วเรื่องของกัญชา แต่ก่อนก็ใช้ในการรักษาพยาบาล อะไรต่าง ๆ นะครับ ซึ่งหลังจากที่มีกฎหมายในทุกประเทศในนานาอารยประเทศ ให้การใช้กัญชง กัญชา และกระท่อมเป็นสารเสพติดประเภทที่ ๕ นี่นะครับ การใช้กัญชง กัญชาในประเทศไทยก็เรียกว่าไม่มีการได้เรียนรู้จากสิ่งต่าง ๆ ในอดีตมาเนิ่นนานนะครับ ซึ่งหลังจากที่มีกระแสในการใช้กัญชง กัญชา แล้วก็กระท่อมมาในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะ หลาย ๆ ประเทศก็มีการเปลี่ยนกฎหมาย เปลี่ยนนโยบายต่าง ๆ ว่าการใช้สาร ทั้ง ๓ ชนิดให้เกิดประโยชน์อย่างไร เขามีโทษอย่างไร แล้วเราก็จะระมัดระวังอย่างไรถึงจะ เกิดประโยชน์สูงสุดกับเราอย่างไร ซึ่งจากการศึกษาครั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าเป็นที่น่ายินดีที่ พวกเราได้ศึกษาเล่มเบ้อเร่อเลยนะครับ แล้วก็ในส่วนของการแพทย์นี่ก็ต้องยอมรับว่าในโรค ที่ใช้กันประจำนะครับ ใช้เยอะที่สุดก็คงเป็นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะเขาเรียกว่าเอ็นเสด (NSAIDs) คือโรคมะเร็งที่บางทีเราหายาอะไรไม่ได้แล้ว เราก็ใช้กัญชา กัญชง แล้วเราเรียกว่า ทำเป็นยาทำให้ชีวิตดีขึ้นแล้วก็อายุยืนขึ้น แล้วก็ในหลายส่วนก็ต้องนำเรียนว่าในการแพทย์ เรื่องของระบบประสาท การใช้ระงับปวดโรคไมเกรน โรคมะเร็ง โรคจากการอักเสบต่าง ๆ โรคกล้ามเนื้อเกร็งอะไรอย่างนี้นะครับ พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ เรื่องจิตเวช อาการนอนไม่หลับ อาการวิตกกังวลนะครับ การลงแดงจากการถอนยาเสพติดนะครับ โรคระบบคุ้มกัน โรคระบบทางเดินอาหาร การเผาผลาญ และอื่น ๆ อีกมากมายในเพเพอร์ (Paper) นี้นะครับ ก็ต้องบอกว่าในเรื่องสารที่อยู่ในกัญชง กัญชา ไม่ว่าจะเป็นทีเอชซี (THC) แล้วก็ซีบีดี (CBD) นะครับ ซึ่งในทั้ง ๒ ตัวก็มีฤทธิ์แตกต่างกัน แต่ก็นำเรียนว่าในการแพทย์เราก็กังวล มากว่าคนจะใช้ผิด แล้วคนก็กังวลว่าแพทย์เราจะไม่ค่อยให้ใช้ ฉะนั้นการศึกษาครั้งนี้ เป็นการรวมทุกคนทุกเรียกว่าวิชาชีพมาร่วมกันเพื่อจะหาจุดร่วมที่จะศึกษาแล้วนำไปใช้ให้ เกิดประโยชน์สูงสุดในอนาคตนะครับ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขก็ต้องค่อย ๆ เปิดออกมา เห็นไหมครับเดี๋ยวมีระเบียบโน้นระเบียบนี้ กฎกระทรวงนะครับ ประกาศของคณะกรรมการ ยาเสพติด และอื่น ๆ มาเพื่อจะค่อย ๆ ออกระเบียบมาเพื่อจะเปิดการใช้ขึ้นมา พอมีระเบียบ ออกมา มีการศึกษาออกมาก็ค่อย ๆ เรียนรู้ว่าเอาออกมาแล้วมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก็มีการไปปรับ เรียนรู้แล้วก็ไปปรับในการใช้ให้เกิดความเหมาะสม แล้วก็เรียนรู้ว่ามีอะไรที่ไม่เหมาะสม ต่อไป ผมเชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นนะครับ แล้วเราจะพัฒนาการใช้ทางการแพทย์ได้อีกมากมายในอนาคตนะครับ ซึ่งเชื่อมั่นนะครับว่า หลังจากที่เราเปิดการใช้และการศึกษา ก็จะเกิดการเรียนรู้ให้เกิดมีการศึกษา มีเพเพอร์ (Paper) ต่าง ๆ อีกมากมาย🔗
ส่วนด้านเศรษฐกิจ ก็เชื่อนะครับว่าที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้บอกว่า เรื่องเศรษฐกิจ มีเรื่องคุณค่าทางเศรษฐกิจของพืชทั้ง ๓ ตัว ไม่ว่าจะเป็นกระท่อม แล้วก็ กัญชง กัญชา ทำให้เกษตรกรของเราในอนาคตจะมีรายได้อีกมากมาย ถ้าเราสามารถ จะทำให้เป็นเกษตรอุตสาหกรรมได้ แต่ผมคิดว่าการที่เราจะเรียนรู้ในการที่จะส่งเสริม วิธีการปลูก ฝ่ายควบคุมก็ต้องออกระเบียบ ฝ่ายการปลูกก็จะต้องมีการเรียนรู้ร่วม ๆ กันไป แต่เราเริ่มนับ ๑ เดี๋ยวมันก็มี ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ นะครับ แล้วก็เรื่องของการที่จะส่งเสริม การพัฒนาสายพันธุ์ต่าง ๆ ก็คงจะมีการเรียนรู้เพื่อให้ได้สารที่เราต้องการเพื่อจะใช้ในทาง การแพทย์ แล้วก็ใช้ในการที่จะเอาไปเรียกว่าไปเป็นอุตสาหกรรมยาในอนาคตนะครับ ส่วนการทำเป็นวิสาหกิจชุมชมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้ว่าเราจะทำอย่างไรที่จะ ดีไซน์ (Design) ระบบ ดีไซน์ (Design) นโยบายอย่างไร เพื่อจะทำให้เกิดวิสาหกิจชุมชม เพื่อจะทำให้ประชาชนทุกคนมีรายได้จากการใช้ การปลูกพืชทั้ง ๓ อย่างด้วยความปลอดภัย นะครับ เพราะฉะนั้นแล้วนี่คือจุดเริ่มต้นที่หลายคนก็กังวล แพทย์ก็กังวลว่าถ้าเราออกมา เยอะก็กลัวว่าคนจะไปใช้ผิด กลัวคนจะไปใช้ในสิ่งที่ไม่จำเป็นแล้วก็ไม่เหมาะสมนะครับ เพื่อนผมที่เป็นจิตเวชเขาบอกว่าเขาก็กลัว กลัวว่าจะมีคนเอาไปใช้ผิดเยอะ เขาต้องมารักษา คนที่ติดสารเสพติดทั้ง ๓ อย่างเยอะขึ้น แต่ผมเชื่อมั่นนะครับว่าการที่เราเรียนรู้ด้วยกัน แล้วปัญหานี่ เราก็เอาปัญหาต่าง ๆ มาใช้ในการที่จะแก้ไข แล้วก็พัฒนากฎ ระเบียบ การควบคุมร่วมกัน ประเทศไทยหลายคนบอกว่าเป็นประเทศที่การควบคุมไม่ค่อยดี แต่ผม เชื่อมั่นนะครับว่าถึงแม้เราจะควบคุมอะไร ยังมีปัญหาอะไรบ้าง แต่เราจะเรียนรู้ไปสู่ การทำงานที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งด้านการแพทย์ แล้วก็ด้านเศรษฐกิจต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณศรีนวล บุญลือ เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทยเจ้า ตามที่อ่านรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การใช้กัญชา กัญชง และกระท่อมอย่างเป็นระบบ สภาผู้แทนราษฎร ต้องขอขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการชุดนี้นะเจ้า ขอชื่นชมด้วยความจริงใจนะเจ้า เพราะว่ากัญชาเป็นนโยบาย ของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะท่านอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เห็นคุณค่าและสรรพคุณ ของกัญชาที่มีประโยชน์ต่อชีวิตของคนไทย ขอขอบคุณรัฐบาลที่แก้กฎหมายให้นำกัญชามาใช้ ในทางการแพทย์ได้ จะมีอัตราการฆ่าตัวตายลดลงนะเจ้า เพราะยากัญชามีฤทธิ์การลด ความเครียด ภาวะป่วยทางจิตหลังเหตุการณ์รุนแรง และลดอาการปวดได้ดี เป้าหมายสูงสุด ก็คือการสร้างความมั่นคง ความมั่งคั่ง และยั่งยืน ให้กับคนไทยอย่างถ้วนหน้า ไม่ใช่ แค่บางกลุ่มบางคนนะเจ้า คนไทยเจ็บป่วยจะน้อยลง แล้วการตายก็จะน้อยลง คนไทย มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีกำลังวังชาไปดูแลครอบครัวและสังคม กัญชาเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อคนไทย ปัญหาสุขภาพของคนไทยจะลดลง ลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และสาธารณสุข ประเทศไทยจะพึ่งตนเองด้านยาได้มากขึ้น มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ประเทศไทย จะเป็นศูนย์กลางกัญชาทางแพทย์ของโลก รัฐสภาอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีโอกาสอย่างสูงสุด ในปัจจุบัน ข้าเจ้าขอฝากนะเจ้าถ้าแก้กฎหมายแล้วเหมือนเท่ากับกัญชาเป็นมรดกอันล้ำค่านี้ ให้กับคนไทยในชาติ และสมาชิกรัฐสภาทุก ๆ คนในชุดนี้จะได้รับการยกย่องจากสังคมว่า เป็นผู้มีส่วนทำให้ประชาธิปไตยแก้ปัญหาของประชาชนจะมีชีวิตที่ดีและยั่งยืนต่อไป ข้าเจ้าได้ทดลองแล้วนะเจ้า คำว่า กัญชา นั้นตั้งแต่รากจนถึงยอดนะเจ้า ยอดของมัน ยอดของกัญชาเอามาชุบแป้ง ชุบไข่แล้วเอาไปทอดกิน มีรสหอมหวานและอร่อย ทำให้ ตอนกลางคืนหลับสนิทนะเจ้า แล้วรากของกัญชานั้นปัจจุบันนี้คนที่อยู่ในชนบทใช้เอาราก ของกัญชามาต้มแล้วก็มีสรรพคุณแก้ลดอาการปวดนะเจ้า แล้วก็ปัจจุบันนี้น้ำมันกัญชา เจ้าได้นำเอาไปให้กับคนที่มีอาการปวดแล้วก็เป็นโรคหลาย ๆ โรค บางครั้งถ้าน้ำมันกัญชานี่ หมดไปชาวบ้านจะบอกว่าอยากได้น้ำมันกัญชามาต่อชีวิตให้กับตัวเองอีก ดังนั้นนะเจ้า เจ้าขอสนับสนุนการแก้กฎหมายกัญชา กัญชง และกระท่อม ให้เป็นระบบอย่างยั่งยืน และก็เป็นมรดกของคนไทยต่อไปนะเจ้า ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ ด้วยความจริงใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นคุณค่าของกัญชาให้กับคนไทยต่อไปนะเจ้า ขอขอบคุณเจ้า🔗
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่ามีท่านสมาชิกยังยื่นความจำนงที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นอีกหลายท่านนะครับ ฉะนั้นวันนี้เราได้ประชุมกันมาเวลาอันสมควรแล้วนะครับ ผมขอปิดการประชุมครับ🔗