unknown · · 599 lines

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ก็จะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ กรุณาใช้เวลา ๒ นาทีท่านได้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนนะครับ ผมขอเริ่มต้น ด้วยนายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ขอเชิญคุณสุรชาติครับ🔗

นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวบ้านดูน หมู่ ๑ บ้านโนนเปลือย หมู่ ๑๐ และบ้านสิม หมู่ ๗ ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัด ศรีสะเกษ ซึ่งได้รับความเดือดร้อนในการสัญจรไปมาเนื่องจากถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ เดิมถนนสายนี้เป็นถนนลาดยาง ซึ่งก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ หน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่ได้มาดูแลถนนสายนี้ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมากและได้เกิดอุบัติเหตุ บ่อยครั้ง ฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือองค์การบริหารส่วนจังหวัด ศรีสะเกษ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากนายไพศาล ทองคำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๖ และพี่น้องชาวบ้านเมืองน้อย หมู่ ๖ ตำบลเมืองน้อย อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากหนองกะเตามีพื้นที่ ๑๓ ไร่ เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์และคลองอีสานเขียว ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร ช่วงหน้าแล้งขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค และอีกส่วนหนึ่งใช้ในการทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันนี้แหล่งน้ำนี้ตื้นเขินน้ำไม่พอใช้ ในกิจกรรมต่าง ๆ ฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการให้ด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ผมได้รับการร้องเรียนจากนางมลิวรรณ แสงใส ประธานอาสาสมัคร เกษตร ตำบลเหล่ากวาง และพี่น้องชาวบ้าน หมู่ ๑ หมู่ ๓ หมู่ ๙ หมู่ ๑๐ หมู่ ๑๒ ตำบลเหล่ากวาง อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ มีความเดือดร้อนเรื่องไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ท่านประธานครับ พี่น้องทั้ง ๕ หมู่บ้านนี้ได้ออกไปทำไร่ทำนาเกษตรผสมผสานเป็นจำนวนมาก บางครัวเรือน ก็ออกไปอยู่ตามท้องไร่ท้องนาเพราะหมู่บ้านแออัด ขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการด้วยครับ ท่านประธานครับ ผมขอนำส่งเอกสารให้กับท่านประธานทั้ง ๓ โครงการครับ ขอขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ได้ครับ ท่านต่อไป คุณอนันต์ ผลอำนวย🔗

นายอนันต์ ผลอำนวย กำแพงเพชร

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอนันต์ ผลอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร เขต ๓ จะขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยในช่วงวันที่ไม่มี การประชุมสภาผมได้มีโอกาสรับฟังปัญหาจากท่านคณะกรรมการเครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน ในจังหวัดกำแพงเพชร คือท่านทองแดง วังคีรี และท่านรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หินดาต ท่านประชัน อินสุวรรณ ตลอดจนผู้นำท้องถิ่นท้องที่ในจังหวัดกำแพงเพชร เนื่องด้วย การลงพื้นที่ในครั้งนี้ทำให้ได้ทราบว่าได้รับคำร้องจากกองทุน สมาชิกกองทุนหมู่บ้านในเรื่อง การชำระหนี้กองทุน เนื่องจากในปีที่ผ่านมาได้เกิดปัญหาโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาพืชผลเกษตรกรรมตกต่ำ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรมทำให้เกิดผลกระทบกับรายได้ที่จะมาชำระหนี้กองทุนดังกล่าว ถึงแม้ว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ ต่อเนื่องฉบับที่ ๙ และฉบับที่ ๑๐ ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคนทั้งในฐานะผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน กระบวนการพัฒนาและเป็นผู้ได้รับประโยชน์หรือผลกระทบโดยตรง จึงเน้นการพัฒนา องค์กรแบบรวมที่มีคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนานำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขให้เป็นไป ตาม ๓ แนวทางหลัก อันประกอบไปด้วย การบริหารจัดการกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง การสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจและชุมชน การเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการอยู่ร่วมกัน กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสันติและเกื้อกูล และมีวัตถุประสงค์สำหรับ การจัดตั้งกองทุนเงิน ๑ ล้านบาทนั้นเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อการลงทุน เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างรายได้ ลดรายจ่าย บรรเทา เหตุฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วนที่กองทุนสวัสดิการที่ดีแก่ประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก อันเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศในอนาคต และในขณะนี้พี่น้องได้รับอุบัติเหตุ อุบัติภัยดังกล่าว จึงขอความอนุเคราะห์ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ประสานเพื่อหาแนวทางในการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้น ดอกเบี้ยเป็นเวลา ๓ ปีให้กับสมาชิก กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองต่อไป ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไป นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน🔗

นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน จันทบุรี

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉัน ขออนุญาตหารือท่านประธาน ๑ เรื่อง🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน จันทบุรี

เป็นเรื่องขอให้เปลี่ยนแปลงแนวเขต ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาสมิง (ป่าคลองใหญ่และป่าเขาไฟไหม้ จังหวัดตราด) เนื่องจาก ประกาศไม่ตรงกับเขตแนวการปกครองของจังหวัดตราด แล้วก็ประกาศทับที่ดินชาวบ้านของ หมู่ ๖ ตำบลวังสรรพรส อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้าน นุจรินทร์ นิกายะวงษ์ ค่ะว่ามีประชาชนเดือดร้อนจำนวน ๓๔ ราย ซึ่งไม่สามารถขอออก โฉนดที่ดินได้ ทั้ง ๆ ที่มีเอกสาร มี ส.ค. ๑ กับ น.ส. ๓ อยู่ ลำดับเหตุการณ์ก็คือว่าในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗ ได้มีกฎกระทรวงกำหนดให้ป่าเขาสมิงประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ในตำบลช้างทูน ตำบลบ่อพลอย ตำบลด่านชุมพล ในอำเภอบ่อไร่ และตำบลสะตอ ตำบลประณีต ตำบลวังตะเคียน ในอำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด แต่ว่าในการทำแผนที่ แนบท้ายกฎกระทรวงค่ะท่านประธาน ได้ลากเข้ามานะคะ ความจริงแล้วเส้นแบ่งเขต จังหวัดตราดคือเส้นสีส้ม จากรูปภาพนะคะ แต่ว่าเวลาที่เขาลากเขตป่าสงวนคือลากมาถึง เส้นสีเหลือง ทำให้พื้นที่ระหว่างสีส้มกับสีเหลืองในอำเภอหมู่ ๖ ตำบลวังสรรพรส ถูกประกาศเข้าไปเป็นเขตป่าสงวนด้วย ทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนไม่สามารถออก โฉนดที่ดินทำกินได้ ดิฉันจึงอยากขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วก็ตรวจสอบแนวเขต ป่าสงวนแห่งชาติตรงนี้ให้ตรงกับความเป็นจริง ให้ตรงกับเขตแนวการปกครองและประกาศ เพิกถอน หมู่ ๖ ตำบลวังสรรพรส อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ ด้วยค่ะ ขอฝากเรื่องนี้ผ่านไปยังกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณสะถิระ เผือกประพันธุ์ ครับ🔗

นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐครับ วันนี้ผมใคร่ขอหารือท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ครับ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้พิการครับ จากกรณีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ เพิ่มเบี้ยผู้พิการจาก ๘๐๐ บาท เป็น ๑,๐๐๐ บาท โดยผู้พิการมีสิทธิได้รับเพียง ๒ กลุ่ม เท่านั้น ผู้พิการที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ผู้พิการที่มีอายุ ๑๘ ปีขึ้นไปที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมแล้วผู้พิการทั้ง ๒ กลุ่ม เป็นจำนวน ๑,๒๙๐,๐๙๗ ท่านครับ แต่ท่านประธานครับ ผู้พิการในประเทศเรามีทั้งหมด ๒,๐๕๐,๐๘๒ ท่านครับ แล้วผู้พิการอีกกลุ่มหนึ่ง ๘๒๘,๐๐๐ ท่าน ท่านเอาเขาไปไว้ที่ไหนครับ ท่านลืมเขาแล้วหรืออย่างไรครับ ผู้พิการ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน เพิ่มเบี้ยให้เพียงอีก ๒๐๐ บาท เป็นงบประมาณเพียง ๑๖๕ บาทเท่านั้น ท่านประธานครับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีงบประมาณ ประจำปี ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ผมว่ากระทรวง พม. สามารถจัดสรรงบประมาณนี้ให้ได้ครับ เหมือนท่านประธานมีเงินในกระเป๋า ๑๙,๐๐๐ บาท แล้วมอบให้ผู้พิการ ๑๖๕ บาท ผมว่า เราทำได้ครับ ผมเห็นว่าเราควรเพิ่มเบี้ยยังชีพให้กับผู้พิการทุกกลุ่ม ๑,๐๐๐ บาทถ้วนหน้าครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ขอให้กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์พิจารณากำหนดบริษัทเอกชน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติครับ จากข้อบังคับเดิมที่มีพนักงาน ๑๐๐ ท่าน ต้องรับผู้พิการ ๑ ท่าน ควรเพิ่มเป็นพนักงาน ๑๐๐ ท่านต่อผู้พิการเข้าทำงาน ๒ ท่านครับ เพื่อให้ผู้พิการของเรามีงานทำหลังจากผ่านพ้น วิกฤติโควิด (COVID) แล้วครับ🔗

และประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ เรามีกฎข้อบังคับของกฎกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ.ศ. ๒๕๔๘ หมวด ๔ ว่าด้วยที่จอดรถผู้พิการ ระบุให้ที่สาธารณะ เช่น ห้าง โรงพยาบาล ต้องมีที่จอดรถผู้พิการและคนชรา ท่านประธานครับ แต่เราควรพิจารณาเพิ่มข้อบังคับของพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ เพิ่มบทลงโทษกับบุคคลปกติที่ไปจอดรถในที่ผู้พิการด้วยเช่นกันครับ ท่านประธานครับ บางครั้งสามัญสำนึกอาจสร้างด้วยกฎหมายมากกว่ากฎสังคมครับ ผมจึงใคร่ขอท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ช่วยพิจารณา ทั้ง ๓ ประเด็นของผมที่ผมหารือเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้พิการครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีเรื่องหารือกับ ท่านประธาน เป็นปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางสัญจรของพ่อแม่พี่น้อง มีด้วยกัน ๓ เรื่อง🔗

เรื่องแรก เป็นถนนจากหมู่บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย ไปยังหมู่บ้านวังม่วง ตำบลเอราวัณ และอีกเส้นทางหนึ่ง เป็นจากหมู่บ้านโคกแฝก ตำบลผาน้อย ไปยังบ้านขัวแตะ ตำบลหนองหญ้าปล้อง ซึ่งทั้ง ๒ เส้นทางเป็นเส้นทางที่พ่อแม่พี่น้องใช้ในการสัญจร เป็นเส้นทางหลัก แต่ว่าขาดการบำรุงและขาดการดูแลมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในตอนนี้ ยิ่งใกล้เวลาที่พ่อแม่พี่น้องจะขนสินค้าทางการเกษตรออกมาขาย ยิ่งทำให้มีโอกาส เกิดอันตรายกับพ่อแม่พี่น้องมากขึ้น เพราะว่ามีรถใหญ่วิ่งมากขึ้นแล้วก็เสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุ จึงใคร่ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปดูแล เนื่องจากเส้นทางทั้ง ๒ เส้นทางเป็นเส้นทางระหว่างตำบล และในช่วงเวลานี้ เรากำลังจะมีการเลือกตั้ง ทำให้ผู้ที่มีอำนาจในการรับผิดชอบนั้นยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงใคร่ขอไปยังกระทรวงมหาดไทยช่วยดูแลแล้วก็ช่วยจัดการในขั้นต้นไปก่อน เนื่องจากเรา ยังไม่สามารถได้องค์การบริหารส่วนจังหวัดใหม่ภายในวันที่ ๒๐ นี้นะครับ🔗

แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง เป็นถนนเส้นเดียวกันได้รับการร้องเรียนจากท่านวุฒินันท์ พันธไชย สมาชิกสภาเทศบาลตำบลท่าช้างคล้อง นายวีระ ถิ่นนอก ผู้ใหญ่บ้านบ้านโปร่งสุวรรณ นายบุญตา กรรณลา ผู้ใหญ่บ้านบ้านนาตาด เป็นเรื่องเกี่ยวกับถนนเช่นเดียวกันครับ แต่เป็น ถนนของทางหลวงชนบทเส้นทางพวยเด้ง-โนนสมบูรณ์ซึ่งชำรุดมาเป็นเวลานานแล้วก็ยังขาด การดูแล หลัง ๆ นี้มีพ่อแม่พี่น้องได้รับอันตรายแล้วก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมาก อยากให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเข้าไปจัดการปัญหาโดยด่วน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณยงยุทธ สุวรรณบุตร ครับ🔗

นายยงยุทธ สุวรรณบุตร สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตปรึกษาหารือท่าน ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรกครับท่านประธานครับ ถนนเทพารักษ์ กม. ๑๒+๓๙๐ ตัดกับถนน บางพลี-ตำหรุ ที่มาจากแพรกษาซึ่งต้องการทางเลี้ยวซ้ายไปถนนเทพารักษ์ออกเชื่อมกับ หนามแดงกับสำโรง ต้องการถนนด้านซ้ายเพิ่มช่องจราจรมากขึ้น ท่านประธานครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธานครับ เรื่องถนนเทพารักษ์ กม. ๑๒+๗๕๐ ถึง กม. ๑๓+๓๕๐ ซึ่งถนนเส้นนี้มีการจราจรคับคั่ง มีทั้งโรงพยาบาลบางพลี มีห้างสรรพสินค้า บิ๊กซี มีวัดหลวงพ่อโตซึ่งการจราจรติดขัด เราได้รับการประสานงานจากท่าน ผอ. โรงพยาบาลบางพลี แล้วได้ประสานงานกับท่านนายอำเภอบางพลี ผู้กำกับบางพลี แล้วก็ เทศบาลตำบลบางพลี แล้วได้นั่งประชุมด้วยกันหาทางออกกับแขวงการทางสมุทรปราการ ซึ่งรายละเอียดเดี๋ยวผมจะส่งให้ท่านประธานนะครับทั้งหมดเรื่องถนนเส้นนี้ต้องการขยาย ถนนเทพารักษ์ฟุตพาท (Footpath) ๒ ข้าง แล้วก็แนวกั้นและทางเข้าออกโรงพยาบาล ซึ่งทำให้ รถฉุกเฉินเข้าออกลำบากมากครับท่านประธาน มันมีปัญหามามาก รถใช้ถนนเส้นนี้ วันหนึ่งเป็นแสนคันครับท่านประธานครับ แล้วยิ่งช่วงวันเสาร์อาทิตย์การจราจรติดขัดมาก ไม่ว่าผู้ที่จะมาไหว้หลวงพ่อโต มาชอปปิง (Shopping) ห้างของบิ๊กซี แล้วก็มาเข้าโรงพยาบาล ถนนทางเข้าโรงพยาบาลมีแค่ ๔ เมตรเองครับท่านประธานครับ ไม่รู้จะเอางบตรงไหนซื้อ ที่เอกชน น่าจะทอดกฐินผ้าป่าช่วยกันนะครับ ทางจะได้เพิ่มขึ้นเพราะไม่อย่างนั้นมีปัญหา เรื่องรถฉุกเฉินครับท่านประธานครับ ผมขออนุญาตส่งเอกสารทั้งหมดปัญหาต่าง ๆ ของ ๒ เรื่องที่ผมปรึกษาหารือท่านให้กับท่านประธานเพื่อหาทางออกส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ช่วยแก้ไขให้กับโรงพยาบาล ให้กับถนนเทพารักษ์ ให้กับผู้ใช้สัญจรรถเทพารักษ์ทั้งหมดครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ได้ครับ ต่อไปคุณนพพล เหลืองทองนารา ยังไม่อยู่นะครับ ขอผ่านไป นางสาวศรีนวล บุญลือ ครับ🔗

นางสาวศรีนวล บุญลือ เชียงใหม่

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ได้รับหนังสือจากนายทองคำ ผัดตัน นายกเทศบาลตำบลทุ่งสะโตก นะเจ้า ได้ส่งแบบคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณจัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงอายุเป็นงบประจำปี ๒๕๖๒ นะเจ้า แล้วต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ ของเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ ได้รับหนังสือแจ้งจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ว่ามีการจัดสรรงบประมาณให้กับเทศบาลตำบลทุ่งสะโตกจำนวน เงิน ๑ ล้านบาท ต่อมาวันที่ ๘ ของเดือนเมษายน ๒๕๖๓ นะเจ้า ก็มีโรคระบาดโควิด (COVID) แล้วทางรัฐบาลได้เอาเงินงบประมาณคืน ดังนั้นนะเจ้าทางผู้สูงอายุของ ตำบลทุ่งสะโตกอยากจะขอความเมตตาจากท่านทางรัฐบาลนะเจ้า ช่วยจัดสรรงบประมาณนี้ คืนให้กับผู้สูงอายุในเขตเทศบาลทุ่งสะโตกนะเจ้า🔗

แล้วเรื่องที่ ๒ นายทองคำ ผัดตัน นายกเทศบาลตำบลทุ่งสะโตก ได้ขอ ออกใบอนุญาตเจาะบ่อบาดาลนะเจ้า ส่งเรื่องไปที่ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของจังหวัดเชียงใหม่เพื่อจะเจาะบ่อบาดาลขนาด ๑๕๐ มิลลิเมตร ความลึก ๑๕๐ เมตรนะเจ้า แล้วเรื่องก็ได้เงียบไป ติดตามตอนนี้ประปาทำโครงการสร้างเสร็จ เรียบร้อย แต่บ่อบาดาลยังไม่ได้เจาะนะเจ้า🔗

แล้วเรื่องที่ ๓ ขอตรวจสอบหลักฐานทางที่ดินของ รพ.สต. บ้านสบหาร รพ.สต. ได้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๑ นะเจ้า เอกสารยังไม่ได้ ดังนั้นก็ส่งเรื่องไปเรียบร้อย ขอฝาก ทางท่านประธานช่วยติดตามด้วย เดี๋ยวจะส่งรวบรวมเอกสารให้ท่านตามนี้ ขอขอบคุณเจ้า🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ครับ🔗

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีประเด็นหารือ ๒ เรื่อง เนื่องจากว่าผมได้รับแจ้งจาก นายกองค์การบริหารส่วนตำบลลุโบะสาวอ นายอาแว เจ๊ะแว และพี่น้องที่อยู่ในเขตตำบล ลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ว่าไฟฟ้าดับเป็นประจำ โดยเฉพาะบริเวณพี่น้อง ที่อยู่หมู่ ๗ ลุโบะสาวอนอก หมู่ ๒ ตำบลตะโละแลแจ แล้วก็หมู่ ๓ บ้านบากง หมู่ ๖ บ้านกะทุง เนื่องจากว่าสายไฟฟ้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดนราธิวาสจ่ายไฟไปยังบ้าน ของพี่น้องเป็นสายไฟเปื่อย จึงอยากให้ท่านประธานมีหนังสือถึงการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดนราธิวาสให้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณเปลี่ยนสายไฟเปื่อยเป็นสายไฟเฟส ๓ (Phase 3) หรือสายไฟแซก (Sag) ที่เขาเรียกนะครับ เพราะว่าเวลาไฟฟ้าดับทำให้เกิด ความเดือดร้อนกับพี่น้อง ดับแต่ละครั้งก็ใช้เวลานานนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าได้รับการร้องเรียนจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบล บาเระใต้ ก็คือนายสับรี มะวิง แล้วก็พี่น้องที่อยู่ในตำบลบาเระใต้ได้รับความเดือดร้อนจาก การใช้เส้นทางหลวง ถนนทางหลวงหมายเลข ๔๑๕๕ บาเจาะ-บ้านทอน เพราะว่าบริเวณ ถนนที่จุดเส้นทางระหว่างพื้นที่ตำบลบาเจาะพอจะเข้าพื้นที่ตำบลบาเระใต้ แล้วก็หมู่ ๗ ตำบลบาเระใต้จะเข้าพื้นที่หมู่ ๒ ตำบลบาเระใต้ แล้วก็อีกจุดหนึ่งก็คือระหว่างหมู่ ๒ บ้านบูเกะสูดอไปบ้านทอนเส้นทางมืดมากนะครับ ตอนนี้มีนักศึกษาที่เรียนภาคค่ำใช้เส้นทาง ดังกล่าวไม่มีความปลอดภัย ดังนั้นผมอยากให้ท่านประธานมีหนังสือถึงผู้อำนวยการ แขวงทางหลวงจังหวัดนราธิวาสให้ดำเนินการติดตั้งโคมไฟฟ้าแสงสว่างเพื่อความปลอดภัย ของพี่น้องใช้เส้นทางดังกล่าวด้วยครับ ขอขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณวุฒิพงษ์ นามบุตร🔗

นายวุฒิพงษ์ นามบุตร อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วุฒิพงษ์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ขอนำปัญหาพี่น้องมาสัก ๓ เรื่องด้วยกันนะครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ได้รับการร้องเรียนจากกำนันสุวิทย์ กำนันวชิระ นายกสง่า นายกบุญเลิศ และคุณครูสอ สุดตาคาร ทีมงาน ๔ ส ว่าถนนสภาพเดิมคือทางลูกรังที่เชื่อม ระหว่างบ้านค้อทองจนไปถึงบ้านโพนทองมีความชำรุดทรุดโทรมเสียหาย จึงได้อยากสร้าง ถนนคอนกรีตใหม่ซึ่งเชื่อมระหว่างตำบลนะครับ จึงอยากฝากให้ทาง อบจ. อุบลราชธานี ได้เร่งสำรวจออกแบบและก่อสร้างถนนเส้นนี้ให้กับพี่น้องประชาชนตำบลค้อทองและตำบล บ้านไทยด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ครับ ได้รับการร้องเรียนจากนายกอนุวัฒน์ ภูพวก นายก อบต. แดงหม้อ ว่าถนนเดิมที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างบ้านแดงหม้อ อำเภอเขื่องใน ไปจนถึง บ้านทุ่งมั่ง ตำบลอีปาด อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นทางลูกรังชำรุดทรุดโทรม เสียหาย และพืชเศรษฐกิจตรงนี้เขาปลูกหอม กระเทียม แล้วก็ยางพารานะครับ จึงอยาก ปรับปรุงให้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กระยะทางประมาณ ๕ กิโลเมตร จึงอยากฝากทาง อบจ. อุบลราชธานีได้เร่งสำรวจออกแบบแล้วก็ก่อสร้างถนนคอนกรีตให้กับพี่น้องชาวตำบล แดงหม้อด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายวุฒิพงษ์ นามบุตร อุบลราชธานี

และเรื่องสุดท้ายครับ เรื่องที่ ๓ การก่อสร้างสะพานข้ามห้วยบ่อ ตรงนี้ได้รับการร้องเรียนจากท่านสมาชิกสภา อบต. หรั่ง บ้านหนองโน ตำบลชีทวน ได้ร้องเรียนเข้ามาว่าสะพานข้ามห้วยบ่อ ซึ่งสภาพเป็นไม้เก่าอย่างนี้ ท่านประธานครับ แล้วก็จะเสียหาย พัง ชำรุด ทรุดโทรม ทุก ๆ ปี ปีที่ผ่านมาก็พัง ชาวบ้าน ก็ออกเงินซ่อมแซมกันเอง แล้วก็เครื่องจักรไม่สามารถขนข้ามพืชผลเศรษฐกิจทางการเกษตรได้ เชื่อมระหว่างตำบลชีทวนไปจนถึงตำบลท่าไห พี่น้องหนองโน หนองดูน หนองฮี และท่าไห จะได้ประโยชน์ จึงอยากให้ อบจ. อุบลราชธานีเร่งสำรวจออกแบบเช่นเดียวกันนะครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ🔗

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ขอนำเอา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือท่านประธานเพื่อบอกกล่าวไปยังรัฐบาลได้โปรด สั่งการไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ๒ เรื่อง🔗

เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องเกี่ยวกับถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดศรีสะเกษ มีอยู่ ๔ เส้นทาง เส้นทางที่ ๑ คือถนนจากบ้านดอนดึงไปถึง บ้านดินแดง อำเภอไพรบึง ระยะทาง ๒.๒ กิโลเมตร เส้นที่ ๒ ถนนจากบ้านโคน ตำบลศรีแก้ว ถึงบ้านสลับ ตำบลสระเยาว์ อำเภอศรีรัตนะ จำนวนระยะทาง ๔ กิโลเมตร เส้นทางที่ ๓ ถนนสายบ้านเสียว หมู่ ๑ หมู่ ๗ หมู่ ๑๒ หมู่ ๑๔ ตำบลเสียว ถึงบ้านหนองปลาซิว ระยะทาง ๓ กิโลเมตร เส้นทางที่ ๔ คือถนนบ้านโนนคูณน้อย ถึงบ้านทุ่งขนวน อำเภอกันทรลักษณ์ ระยะทาง ๔ กิโลเมตร🔗

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องแหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตร เนื่องจากว่าอำเภอศรีรัตนะนั้น ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรมีอาชีพเกษตรกรรม ขณะนี้ ห้วย หนอง คลอง บึง ได้ตื้นเขิน ยกตัวอย่าง เช่น โครงการที่ ๑ ขุดลอกฝายตาเหมา ตำบลศรีนวลงาม อำเภอศรีรัตนะ โครงการที่ ๒ โครงการขุดลอกซำปัง ตำบลสระเยาว์ อำเภอศรีรัตนะ โครงการที่ ๓ คือโครงการขุดลอกลำห้วยไผ่ หมู่ ๓ หมู่ ๑๔ ตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ ขณะนี้ได้ตื้นเขิน ขาดการบูรณะฟื้นฟู จึงถือโอกาสนี้หารือท่านประธาน เพื่อบอกกล่าวไปยังรัฐบาลได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ดำเนินการแก้ไขโดย เร่งด่วน ขอบคุณมากท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ครับ🔗

นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพอย่างสูง ผม กรุงศรีวิไล สุทินเผือก เขต ๕ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัด สมุทรปราการครับ เนื่องด้วยผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน เกษตรกรชาวอำเภอ บางบ่อ ได้แก่ ตำบลคลองนิยมยาตรา ตำบลบางพลีน้อย เปร็ง บ้านระกาศ เกษตรกร ทั้งจังหวัดฉะเชิงเทราด้วย ซึ่งใช้น้ำในคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองประเวศบุรีรมย์ ได้รับความเดือดร้อนจากการผันน้ำของกรมชลประทาน ทำให้น้ำในลำคลองแห้งเร็วกว่า ผิดปกติ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวขาดแคลนน้ำเพราะเกษตรกรได้ปลูกข้าวไปแล้ว แล้วในปีที่แล้วกลุ่มเกษตรกรก็เก็บผลผลิตไม่ได้ เป็นหนี้เป็นสินทุกครัวเรือน จึงอยากให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มาทาง แม่น้ำป่าสัก ผ่านทางประตูน้ำพระนารายณ์ ผ่านประตูศรีเสาวภาคย์ และคลองระพีพัฒน์ ลงคลอง ๑๓ มาคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งทำให้มีน้ำใช้ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ประมาณไม่เกินวันที่ ๑๕ ของทุกปี พี่น้องก็จะได้รับผลประโยชน์ ตามที่ได้ขอร้องนะครับ ชาวบ้านจะรวมตัวกันมาร้องเรียน ผมก็ห้ามไว้เพราะว่าผมเป็นคนที่ ไม่ชอบความวุ่นวายแล้วก็เสียเวลากับชาวบ้านที่จะต้องมาขอความร่วมมือ แต่ผมไม่พามาหา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือว่ามาร้องประท้วงอะไรนี่ผมไม่ชอบ ซึ่งไม่ใช่ วิสัยของผมนะครับ ขอบคุณท่านประธานที่เคารพอย่างสูง หวังว่าคงได้รับความเมตตาจาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เคารพ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณบัลลังก์ อรรณนพพร🔗

นายบัลลังก์ อรรณนพพร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายบัลลังก์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๑๐ พรรคเพื่อไทย ประกอบไปด้วย อำเภอบ้านไผ่ อำเภอบ้านแฮด และอำเภอพระยืน วันนี้มีเรื่องหารือกับท่านประธาน เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเกษตรกร ทั้งประเทศ เรื่องราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะขออนุญาตยกตัวอย่าง มันสำปะหลัง อาทิตย์ที่แล้วเชื้อแป้งอยู่ที่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ราคาอยู่ที่ ๒.๕๐-๒.๖๐ บาท พอมาอาทิตย์นี้ราคาได้ตกเหลืออยู่ที่ ๒.๑๐-๒.๒๐ บาท โรงแป้งบางโรงแป้ง ลานมันบางลานไม่รับซื้อให้เกษตรกร แต่ราคาแป้งและราคามันเส้นที่ส่งออกต่างประเทศ ไม่ได้ลงราคา ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลเรื่องราคาสินค้าทางการเกษตร โดยเฉพาะ มันสำปะหลัง เข้าไปกำกับดูแลในตัวนี้ด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ เรื่องราคาข้าว ข้าวหอมมะลิ ๑๐๕ ซึ่งเป็น พันธุ์ที่ฟ้าประทานมีที่เดียวคือประเทศไทย แต่ราคา ณ เวลานี้อยู่ที่แค่เกวียนละ ๑๓,๐๐๐ บาท เกษตรกรไปขายก็ไม่ได้ถึง ๑๓,๐๐๐ บาท ข้าวเหนียว กข ๖ อยู่ที่เกวียนละ ๑๑,๖๐๐ บาท แต่เกษตรกรไปขายที่โรงสีจริง ๆ ก็ไม่ได้ราคานี้ มีเหตุผลก็คือเรื่องพันธุ์ข้าว ที่กลายพันธุ์ อยากให้หน่วยงาน โดยเฉพาะกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าไป ช่วยดูแลเกษตรกรในเรื่องการปลูกพันธุ์ข้าวด้วย และวันนี้ได้มีภาคเอกชนมายื่นหนังสือ ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คือยื่นหนังสือต่อท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ให้รัฐบาลดูแลเรื่อง ราคาสินค้าเกษตรทั้งประเทศนะครับ เพราะว่าราคาตกต่ำมาก กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปนายบัญญัติ เจตนจันทร์🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ ส.ส. จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอหารือท่านประธานถึงท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหา ภาคตะวันออกสัก ๒ เรื่อง ดังนี้ครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ขอให้รัฐบาลเปิดเอ็มโอยู (MOU) ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว รอบใหม่ โดยขอให้มีการคัดกรองโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) และกักกันตัว ๑๔ วัน ให้เรียบร้อยเพื่อความปลอดภัยด้วย สืบเนื่องจากมีสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของ พี่น้องชาวภาคตะวันออกนะครับ โดยเฉพาะจังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี อุตสาหกรรม เลื่อยไม้ยางพาราขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ตัดต้นยางพารา และขาดแคลนนายม้าเลื่อยไม้ แล้วก็เกษตรกรชาวสวนผลไม้ โดยเฉพาะสวนลำไย ซึ่งผลผลิตกำลังออก แล้วก็สวนผลไม้ อีก ๒ เดือนก็จะมีผลผลิตออกมา และสวนยางพาราซึ่งราคาเริ่มฟื้นตัว เริ่มขาดแคลนแรงงาน ต่างด้าวครับท่านประธาน🔗

เรื่องที่ ๒ ครับ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ จังหวัดสระแก้ว ๓ อำเภอที่เข้าร่วม โครงการโคบาลบูรพา ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ สมัยรัฐบาล คสช. เริ่มส่อเค้าว่ามีปัญหา เนื่องจาก แม่โคเนื้อที่รับจากรัฐบาลเป็นโคด้อยคุณภาพ เลี้ยงไม่โต ไม่แข็งแรง ผสมเทียมไม่ติดลูก ล้มตายจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์นั้นฟ้องร้องดำเนินคดีแก่เกษตรกร ทำให้ เกษตรกรมีปัญหาอย่างยิ่งนะครับ ก็ขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้ยุติการดำเนินคดีแก่เกษตรกร และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมปัญหาเกษตรกรด้วย แล้วก็ขอให้เยียวยา เกษตรกรโดยหาโคพันธุ์ดีมาทดแทนให้เกษตรกรด้วย เกษตรกรที่เดือดร้อนนั้นคือ อำเภอ อรัญประเทศ อำเภอโคกสูง อำเภอวัฒนานคร ตามที่ได้รับการประสานข้อมูลจากคุณอมรชัย ปิ่นเจริญ นายกสมาคมบีฟมาสเตอร์แห่งประเทศไทย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ครับ🔗

นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา หนองแขม แขวงหนองค้างพลู พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ มีเรื่องจะหารือกับท่านประธานนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ กรุงเทพมหานคร

โดยพี่น้องประชาชน ในเขตทวีวัฒนาได้ฝากเรื่องที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการขนส่งในพื้นที่ แล้วก็ทำให้ผิว การจราจรถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นถนนที่สัญจรไปมาของพี่น้องประชาชนชาวชุมชน หลายชุมชน ดังนั้นก็ทำให้ถนนอย่างที่ท่านประธานเห็นว่าสภาพค่อนข้างที่จะชำรุดนะครับ แล้วก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อทรัพย์สิน ชีวิต ร่างกาย รวมถึงยานพาหนะนะครับ ท่านประธานครับ ในกรณีนี้ได้มีพี่น้องชาวชุมชนกอบแก้วได้ลงชื่อไม่น้อยกว่า ๕๕ หลังคาเรือน ได้แจ้งมายังสำนักงานเขต รวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับ ก็ข้อเท็จจริงปรากฏละครับ ท่านประธานครับว่าได้มีการร้องเรียน แล้วก็สำนักงานเขตเองก็ได้ทำหนังสือไปยังผู้ประกอบ กิจการที่ประกอบกิจการผิดกฎหมาย ผิดข้อบัญญัติไม่น้อยกว่า ๑๓ ราย อย่างไรก็ตามครับ ท่านประธาน ผู้ตรวจการได้มีข้อวินิจฉัยถึงกรณีที่มีการร้องเรียนของประชาชน ชาวเขตทวีวัฒนาแล้วครับ ได้มีการร้องปรากฏพบว่าที่ดินนี่เป็นที่ดินประเภท ก ๑ ถึง ก ๓ ก ๔ ถึง ก ๕ เป็นที่ดินประเภทเขียวไม่สามารถประกอบกิจการสินค้านะครับ ส่งสินค้า หรือประกอบกิจการรับ ส่งสินค้าได้ ดังนั้นทางผู้ตรวจการได้วินิจฉัยพบว่า สำนักงานเขตได้ดำเนินการตรวจสอบจริง แต่ไม่ได้ดำเนินการเข้าไปตรวจสอบสถานประกอบ กิจการ คือมีแต่เพียงการรายงานจำนวนว่าผิดเท่าไร ไม่ผิดเท่าไร แต่ไม่ได้ไปตรวจสอบ ข้อเท็จจริงในพื้นที่จริง ดังนั้นผมก็อยากที่จะให้ทางสำนักงานเขตทวีวัฒนารวมถึง กรุงเทพมหานครเข้าไปตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แล้วดำเนินการให้ถูกต้อง ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณทวิรัฐ รัตนเศรษฐ🔗

นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ขออนุญาตหารือกับท่านประธานนะครับ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอโนนสูง และอำเภอ โนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ในเรื่องของปัญหาน้ำประปา🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปวิดีโอ)
นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ นครราชสีมา

ที่อำเภอโนนสูงนะครับ พี่น้องประชาชน แจ้งว่าในขณะนี้น้ำประปาประสบปัญหาสกปรกและมีตะกอนดังภาพที่เห็น อันนี้เป็นวิดีโอ (Video) จากที่พี่น้องประชาชนส่งเข้ามาให้ ก็จะเป็นไปตามที่พี่น้องประชาชนแจ้งเลย ซึ่งเบื้องต้นผมได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็คือการประปาส่วนภูมิภาค สาขานครราชสีมา แต่ก็ได้รับการชี้แจงตอบกลับอย่างนี้ครับว่า ปัญหานั้นเกิดจาก ระบบประปาที่เก่าและหมดสภาพ และที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือยังขาดงบประมาณ ในการปรับปรุงซ่อมแซม ในขณะที่อีกพื้นที่หนึ่งนะครับ ในเขตพื้นที่อำเภอโนนไทย ในพื้นที่ เขตเทศบาลพี่น้องประชาชนจำนวนมากมีความต้องการที่อยากจะเปลี่ยนมาใช้บริการของ การประปาส่วนภูมิภาค ซึ่งตอนนี้พี่น้องประชาชนใช้น้ำของการประปาเทศบาลเป็นน้ำที่ทาง เทศบาลตำบลโนนไทยเป็นผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลหรือโรงเรียนต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ ก็ใช้น้ำในลักษณะนี้ ซึ่งปัญหาน้ำก็จะคล้าย ๆ กัน มีตะกอนสกปรก แต่ว่าที่อำเภอโนนไทย จะประสบปัญหาในเรื่องของน้ำเค็มร่วมด้วย วันนี้ซึ่งทางเทศบาลตำบลโนนไทยก็พยายาม ที่จะแก้ปัญหาโดยการทำหนังสือไปยังการประปาส่วนภูมิภาคเพื่อที่จะขอขยายเขต และขอโอนกิจการประปาให้กับทางการประปาส่วนภูมิภาคเป็นผู้ดูแล ซึ่งหนังสือทำไว้ตั้งแต่ วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๓ ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ ๑ ปีแล้ว แต่ว่าเรื่องก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ วันนี้ผมจึงอยากจะขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันติดตามเรื่องและช่วยพิจารณา จัดสรรงบประมาณเพื่อที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอโนนสูง และอำเภอโนนไทยโดยด่วนครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย อาทิตย์ที่แล้ว ท่านประธานได้ให้ความเมตตาให้พวกเราได้ลงทำงานพื้นที่กันเต็มที่ ผมก็มีคณะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตเลือกตั้งของผมครับ ที่จังหวัดสุรินทร์ อำเภอสำโรงทาบ อำเภอศีขรภูมิ นำคณะมาพูดคุยให้ฟังหลายเรื่องในปัญหา ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกศักดินันท์ สุภัควรางกูร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลยาง นายกสมปอง พวงบุญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล กุดหวาย นายกประจวบ โนนใหญ่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะแก้ว สำโรงทาบ ท่านนายกมีชัย พิมพ์ทอง ประธานชมรมนายก แล้วก็นายกหลาย ๆ ท่าน แล้วก็เป็นปัญหา ผมเชื่อว่าเหมือนกันหมดในประเทศไทย เป็นปัญหาเล็กสำหรับระดับประเทศแต่เป็นปัญหาใหญ่ สำหรับพี่น้องจริง ๆ นั่นก็คือผมจะเอาเฉพาะเรื่องเดียวครับวันนี้ท่านประธานครับ เรื่องของ กองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่ไปให้นโยบายให้พี่น้องนี่รวมกลุ่มกัน ๗ ครอบครัว แล้วไปจ้างคนมาขุดบ่อบาดาล แล้วทางกองทุนส่งเสริมนี่บอกว่าจะให้แผงโซลาเซลล์ (Solar cell) ไป เพื่อจะได้มีพลังงานดูดน้ำมาใช้ทางการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ครับ ท่านประธานครับ วันนี้ชาวบ้านไปกู้หนี้ยืมสินมา ถ้าเป็นบางตำบลที่องค์การบริหาร ส่วนตำบลเขามีงบเหลือจ่าย หรืองบจ่ายขาดไปช่วยขุดให้ก็เป็นความโชคดีของชาวบ้าน ที่ไม่เดือดร้อน แต่บางตำบลนี่ไปกู้ยืมหนี้สินมาทั้งหมดครับ อีสานนี่ไม่มีน้ำอยู่แล้ว ท่านประธานครับ แล้ววันนี้หนี้สินก็มีแล้วก็ไม่มีท่าทีว่าจะได้เงินจากกลุ่มกองทุนส่งเสริม เพื่อการอนุรักษ์พลังงานเข้าไป ซึ่งจริง ๆ แล้วเงินนี่มีเยอะครับ แล้วก็ไม่ได้เป็นเงินของ ทางราชการ เป็นเงินไหนท่านประธานครับ เป็นเงินที่หักเก็บมาจากการเติมน้ำมันลิตรละ ๑๐ สตางค์เพื่อเอามาส่งเสริมในเรื่องของการอนุรักษ์พลังงานที่ใช้ให้เป็นประโยชน์กับ ชาวบ้าน วันนี้ชาวบ้านเยอะแยะมากมายครับขุดบ่อร้างทิ้งไว้ ผมก็ออกไปดูด้วยความเมตตา และสงสารชาวบ้านจริง ๆ ว่าบรรยากาศอย่างนี้ผมจึงไม่อยากให้มันเกิดขึ้น นี่เป็นแค่ เรื่องหนึ่ง ก็อยากฝากเรียนท่านประธานผ่านไปหน่วยงานที่รับผิดชอบครับตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ท่านให้ชาวบ้านรอ วันนี้รีบเร่งครับเงินกองทุนมีเป็นพันล้านครับ ขอกราบขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณอภิชา เลิศพชรกมล🔗

นายอภิชา เลิศพชรกมล นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อภิชา เลิศพชรกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เขต ๙ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องที่อยากจะเรียนหารือ ท่านประธานในเรื่องของการติดตามการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในส่วนของปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น ซึ่งวันนี้ปัญหานั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของถนน ประตูระบายน้ำ ฝายกั้นน้ำมันเกิดความเสียหายขยายเป็นวงกว้างขึ้น เพราะว่าการที่จะเข้าไปดูแลรักษานั้นไม่ได้ รับการเข้าไปดำเนินการแต่อย่างไร จึงอยากจะให้ทางส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้รีบดำเนินการ แก้ไขปัญหา แล้วก็นำงบประมาณที่ได้จากงบกลางจากทางนายกรัฐมนตรีเอามาใช้โดยเร่งด่วน นะครับ🔗

ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือเรื่องของ งบประมาณ งบประมาณที่ทางรัฐบาลได้จัดสรรให้กับทางราชการนั้นอยากจะให้ทางรัฐบาล ได้กำกับ แล้วก็กำชับส่วนราชการในเรื่องของการใช้เงินให้ถูกต้อง แล้วก็กระจาย ไม่กระจุก โดยกระจายไปทุกพื้นที่ที่เกิดความเดือดร้อน แล้วก็จะลดการแก้ปัญหาความเดือดร้อนนั้น ได้อย่างดี🔗

ส่วนหนึ่งครับท่านประธาน เรื่องพันธุ์ข้าวของเกษตรกร ต้องให้พี่น้องเกษตรกร ได้ลดค่าใช้จ่าย ก็ต้องให้พันธุ์ข้าวกับพี่น้องเกษตรกร แล้วก็พักชำระหนี้ งดดอกเบี้ยให้กับ พี่น้องเกษตรกร ส่วนเรื่องของชลประทาน ต้องให้ชลประทานปล่อยน้ำเพื่อให้เกษตรกรได้ทำ นาปรัง วันนี้พี่น้องเกษตรกรเกิดความเสียหาย นาเกิดความเสียหาย จึงอยากจะให้ชลประทาน ปล่อยน้ำในช่วงของฤดูนาปรัง กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณปดิพัทธ์ สันติภาดา🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พิษณุโลก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งของผม ชาวเมืองพิษณุโลกที่อยู่บริเวณ ซอยสีฟ้า เทศบาลนครพิษณุโลก ได้ร้องเรียนว่ามีผู้ประกอบการได้ใช้อาคารพาณิชย์ในการเอา ไปดัดแปลงแล้วก็ใช้เลี้ยงนกนางแอ่นจำนวนมาก สิ่งนี้กระทบชีวิตนะครับ เพราะอยู่ในใจกลาง ตลาดของในเมืองเลย กระทบความปลอดภัย เป็นความกังวลในด้านของความสะอาด ทางโรคติดต่อนะครับ แล้วก็เมื่อมีการพยายามจะร้องเรียนก็ยังเป็นความขัดแย้ง และมี การร้องเรียนว่าถูกข่มขู่ด้วย ประชาชนได้แจ้งทางตำรวจ แล้วก็ศูนย์ดำรงธรรมแล้วนะครับ แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด ขอให้มีการเร่งรัด แล้วก็จัดการเรื่องนี้โดยด่วนนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ คือวงการกีฬาในจังหวัดพิษณุโลก สนามกีฬาของ อบจ. นะครับ สนามกีฬากลางของจังหวัดไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ ทำให้สโมสรที่จะต้องเข้าไปใช้แข่งขัน ไม่สามารถจัดการแข่งขันในช่วงเวลาเย็นได้ ต้องแข่งขันตอนบ่ายสามโมงครึ่งซึ่งร้อนมาก นักกีฬาก็ร้อน คนมาชมก็น้อย รายได้สโมสรก็น้อย สิ่งนี้ไม่เป็นผลดีต่อวงการกีฬาของจังหวัด เลยอยากให้มีการแก้ไข เพื่อให้สามารถแข่งขันกีฬาได้ในช่วงเวลาห้าโมงครึ่งเป็นต้นไป นะครับ🔗

อีกประเด็นหนึ่งก็คือสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นสวนที่เป็นชีวิต ของชาวเมืองพิษณุโลก ใช้ในการออกกำลังกาย ใช้ในการพักผ่อนหย่อนใจ ใช้รับประทาน อาหาร มีคนใช้จำนวนมาก แต่ไม่มีห้องน้ำนะครับ ทำให้โดยเฉพาะเด็ก แล้วก็ผู้สูงอายุได้รับ ผลกระทบมากว่าไม่สามารถไปใช้สถานที่สาธารณะอันนี้ได้อย่างเต็มที่ อยากให้มี การดำเนินการในการสร้างห้องน้ำให้เพียงพอนะครับ🔗

ประเด็นสุดท้ายคือการเตรียมสถานการณ์โควิด (COVID) ในรอบนี้นะครับ ฮีโร (Hero) ในรอบที่แล้วมีกลุ่มหนึ่งที่ถูกหลงลืมไปก็คือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่ที่ รพ.สต. พวกเขาไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือค่าล่วงเวลาที่เพียงพอ ส่งผลต่อขวัญกำลังใจมาก อยากให้มี การจ่ายให้ครบนะครับ แล้วก็อนาคตที่มีความชัดเจนว่าถ้ามีการใช้งานลักษณะแบบนี้พวกเขา จะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ อยากให้มีการทำให้เรื่องนี้ชัดเจนขึ้นมานะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา แทนลำดับที่ ๑๐ เชิญเลยครับ ยังไม่พร้อมนะครับ ยังไม่พร้อมขออนุญาตไป คุณสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ครับ🔗

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง กระบี่

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย เขต ๒ ผมหารือท่านประธานนะครับ ด้วยได้รับการร้องเรียนจากท่านนายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลตลิ่งชัน ท่านจีระศักดิ์ มาศโอสถ ในพื้นที่ของอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ในพื้นที่ตลิ่งชันประกอบด้วยหาดยาว คลองยวน คลองรั้ว ในพื้นที่ดังกล่าวนี้ที่จริงแล้วเป็น พื้นที่ที่ประกอบธุรกิจในเรื่องของการท่องเที่ยว แล้วปัจจุบันก็เจอพิษโควิด-๑๙ (COVID-19) ไปนะครับ แต่สิ่งที่ท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชันฝากมาในความเดือดร้อน ก็คือในพื้นที่ไม่มีน้ำประปา แล้วก็การประปาภูมิภาคต่อท่อไปแต่ก็ยังไม่ถึงนะครับ ก็อยากรบกวนท่านประธานฝากไปยังการประปา แล้วก็ในพื้นที่ของจังหวัดกระบี่ด้วยนะครับ🔗

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือในเรื่องของการจัดโซนนิง (Zoning) ในบริเวณหาดยาว ซึ่งน่าจะเป็นการส่งเสริมกีฬาทางน้ำซึ่งมีชายหาด มีศักยภาพมาก มีความยาวถึง ๑๓ กิโลเมตรด้วยกัน🔗

เรื่องที่ ๒ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๓ บ้านเกาะจำ ท่านกนกพรรณ ดำรงอ่องตระกูล ได้ร้องเรียนเรื่องสะพานท่าเทียบเรือที่ชำรุด ที่ขึ้นบริเวณเกาะซึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง แผ่นดินใหญ่กับเกาะจำ ซึ่งเชื่อมโยงกับเกาะปู เกาะศรีบอยา ๓-๔ เกาะ พื้นที่ตรงนี้เป็น เกาะเล็ก ๆ แต่ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ยังมีความลำบากมาก เช่นในเรื่องของ สะพานขึ้นลงในส่วนของท่าเทียบเรือ ถนนที่ลำบากมาก แล้วก็ขยะไม่มีพื้นที่ในเรื่องของ การกำจัดขยะ ประกอบกับในเรื่องของไฟฟ้าในบางพื้นที่ก็ไม่มีเหมือนกันนะครับ เช่นเดียวกับบริเวณเกาะปอ เกาะฮั่ง ที่เกาะลันตา ขอฝากท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปนางสาวละออง ติยะไพรัช🔗

นางสาวละออง ติยะไพรัช เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย จากสถานการณ์โควิด (COVID) นะคะท่านประธาน ทำให้สถานการณ์การท่องเที่ยวของ จังหวัดเชียงรายวันนี้เงียบเหงาซบเซามาก จากที่ผ่านมาพี่น้องเชียงรายตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว มาจนถึงต้นปีจนถึงวันนี้ พี่น้องเชียงรายเขาดูแล เขามีมาตรการต่าง ๆ ในการควบคุม เรื่องของโรค และโดยเฉพาะพี่น้องทางอำเภอแม่ฟ้าหลวง พี่น้องตามชายแดนค่ะ ท่านประธาน ช่วงที่ผ่านมาเขาตั้งด่านคัดกรอง เขาดูแลคนชุมชนในหมู่บ้านไม่ให้เข้า ไม่ให้ออก และสถานการณ์ของเชียงรายก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้มีเรื่องของนักท่องเที่ยว หรือพี่น้องที่ไปทำงานทางฝั่งพม่าเข้ามาในเชียงรายโดยทางธรรมชาติ อันนี้คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น แล้วตอนนี้มาตรการต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะวันนี้หลายท่านบอกว่าเชียงราย นิ่งนอนใจ ดิฉันไม่เชื่อค่ะ เพราะทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งอำเภอ ทั้งผู้กำกับ และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกเหล่า ทุกชุมชนในชายแดนไม่ได้หลับไม่ได้นอนกัน ทำงานถึง ๒๔ ชั่วโมง แล้วดิฉันก็ขอฝากไปทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวง สาธารณสุข และถึงกระทรวงคมนาคม ขอเอาจริงเอาจังช่วยดูแลพี่น้องประชาชนที่เขาทุ่มเท ให้กับในเรื่องของสถานการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเชียงราย ความหายนะ มันไม่ได้เกิดทั้งประเทศ มันจะเกิดขึ้นแน่นอนถ้าเราไม่มีความเอาจริงเอาจัง แล้ววันนี้พี่น้อง ทั้ง ชรบ. ก็คือชุดความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน ทั้ง อสม. ทั้งหน่วยงานหลายหน่วยงาน ทำงานกันอย่างทุ่มเทจนไม่ได้ทำมาหากิน สิ่งนี้คือรัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยต้องเข้าไป ช่วยดูแลพี่น้องประชาชน ดิฉันขออนุญาตใช้เวลาอีกนิดนะคะท่านประธาน เพราะถือว่าเป็น เรื่องสำคัญจริง ๆ ของสถานการณ์จังหวัดเชียงราย เมื่อวานนี้ดิฉันโดยสารมาทางเครื่องบิน ทั้งสนามบินเอง กระทรวงคมนาคมเอง ดิฉันอยากให้ทำทุกอย่าง ช่องทางที่เข้าสนามบิน น่าจะปกติ โดยมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่มากขึ้น ไม่ใช่ว่าคุณปิดประตูจาก ๓-๔ ประตู เหลือประตูเดียวอย่างนี้ค่ะ มันก็แออัดยัดเยียดกันไปหมด🔗

อันที่ ๒ เวลาเราเข้าสนามบิน เครื่องเอกซเรย์ต่าง ๆ มันมีเครื่องเดียว คุณต้องมีมาตรการที่จะให้นักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นและมีความสะดวกในเรื่องของ การที่จะเข้าท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเองนะคะ ก็ต้องส่งเสริมและสนับสนุนในการท่องเที่ยวในเชียงรายวันนี้นะคะ ทั้งแม่สาย ทั้งทุกที่ เขาก็มีมาตรการที่ทำงานกันอย่างเข้มงวด ดิฉันมั่นใจนะคะว่าเชียงรายวันนี้เราใช้ชีวิต ในพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายปกติ และเจ้าหน้าที่ก็ทำงานกันอย่างเข้มงวด ดิฉันมั่นใจว่า เชียงรายปลอดภัย เชียงรายปลอดภัย ประเทศไทยปลอดภัยด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ทำเรื่องมานะครับ ต่อไปคุณมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ครับ🔗

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ มีเรื่องหารือ ประเด็นขอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีออกนโยบายชะลอหรือระงับการนำเข้ามันสำปะหลังแบบสดและ แบบเส้นเพราะกระทบราคาขายในประเทศอย่างมาก เนื่องจากมีการนำเข้ามันสำปะหลัง แบบสดและแบบเส้นจากลาวและกัมพูชาจำนวนหลายล้านตันด้วยกัน ผ่านจุดพรมแดน อาทิ ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี และจุดผ่านแดนอื่น ๆ เพื่อขายให้กับโรงงานแป้งมันและ โรงงานเอทานอล (Ethanol) ดังนั้นผมจึงเสนอว่าให้โรงงานแป้งมันและโรงงานเอทานอล (Ethanol) ซื้อมันสำปะหลังจากเกษตรกรภายในประเทศให้เสร็จเรียบร้อยก่อน โดยที่ราคา ไม่ควรต่ำกว่า ๒.๖๐ บาทต่อกิโลกรัม และไม่ควรใช้พฤติกรรมบีบซื้อ ๐.๗๐-๑.๒๐ บาท ต่อกิโลกรัม เพราะเกษตรกรจะเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ณ ปัจจุบันสมมุติถ้าไม่พอ จริง ๆ ก็ควรที่จะขออนุญาตเป็นราย ๆ ไป แต่ก่อนขออนุญาตขอให้มันสำปะหลัง ภายในประเทศหมดไปก่อน ณ ปัจจุบันจากการตรวจสอบ เมื่อวานลงพื้นที่อุบลราชธานี ผมตรวจสอบแล้วพบว่ามีการนำมันสำปะหลังเข้าตามอินวอยซ์ (Invoice) ๑.๒๐ บาท ต่อกิโลกรัม มันสำปะหลังเส้นตามอินวอยซ์ (Invoice) ๔.๕๐ บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคา ต่ำกว่าภายในประเทศค่อนข้างเยอะ ๑.๖๐-๒ เท่าด้วยกัน เพื่อเป็นการพยุงราคา มันสำปะหลังภายในประเทศ เกษตรกรจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน และรัฐบาลเองไม่ต้องชดเชย ราคามันสำปะหลังแทนโรงงานแป้งมัน ตามนโยบายการประกันราคาสินค้าเกษตร จะได้ไม่ ต้องใช้ภาษีเงินของประชาชนอีก🔗

และอีกส่วนหนึ่งโรงงานเอทานอล (Ethanol) ที่ผลิตน้ำมันเบนซินก็ได้ เงินชดเชยจากรัฐบาลส่วนหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วไปชดเชยให้กับเกษตรกรชาวลาว และชาวกัมพูชาที่เรานำมันสำปะหลังเข้ามา ดังนั้นในสภาวะการตลาดอุตสาหกรรม มันสำปะหลัง ณ ปัจจุบันมีความจำเป็นอยู่ประมาณ ๓๖ ล้านตันต่อปี แต่เราผลิตได้ประมาณ ๓๒ ล้านตันต่อปี ขาดเพียงแค่ประมาณ ๔ ล้านตันต่อปี ถ้าจะนำเข้าขอให้นำเข้าเป็นรายเคส (Case) ไป ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณสุเทพ อู่อ้น ครับ🔗

นายสุเทพ อู่อ้น แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนแรงงาน มีเรื่องหารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องที่ ๑ เรื่องจากการลงพื้นที่ดูงานของกรรมาธิการการแรงงาน เพื่อติดตาม โครงการโคเพย์เมนต์ (Co-Payment) ก็ไปทางอีสานก็ดี ไปใต้ก็ดี ที่ผ่านมาเห็นได้ว่า โครงการนี้มีการดำเนินการได้อย่างล่าช้ามากไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นี่ให้ตัวเลขสูงแล้ว นะครับ เพราะจากโครงการที่ลงพื้นที่ไม่มีการจ้างงาน มีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นตัวกำหนด ไม่ให้โครงการนี้สามารถทำได้สำเร็จ จึงขอให้กระทรวงแรงงานจัดหางานรีบดำเนินการ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขเพื่อให้โครงการผ่านไปได้ดี และสามารถใช้เงินกู้ของประเทศนั้น ดำเนินการได้ให้มีประสิทธิภาพนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องของปัญหาที่มีการจ้างงานประมง เงื่อนไขที่มีกำหนด โดยประกาศกฎกระทรวงแรงงานว่าจะต้องมีการจ่ายเงินผ่านบัญชีธนาคาร แต่ความเป็นจริง แล้วไม่สามารถทำได้ เพราะแรงงานที่ลงเรือต้องมีการเบิกเงินมาใช้ก่อน เพื่อจะให้ครอบครัวนั้น มีเงินใช้ในช่วงที่ลงเรือ ซึ่งกฎกระทรวงนี้ขอให้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความเป็นจริง ในการที่จะใช้งาน ให้สภาพความเป็นจริงให้เกิดขึ้นตามความเป็นจริงด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ เรื่องของภาคประมงที่ขาดแรงงานจำนวนมาก ดังนั้นการขาด แรงงานก็ไม่สามารถที่จะลงเรือไปจับปลาได้ กระทรวงแรงงานจัดหางานปล่อยปละละเลย ให้ธุรกิจภาคประมงนั้นขาดแรงงานมาจำนวนนานมากพอสมควรแล้ว ขอให้มีการแอกชัน (Action) ดำเนินการสิ่งเหล่านี้เพื่อจัดเตรียมคนให้กับภาคประมงในการที่จะไปทำงาน จับปลาในท้องทะเล ซึ่งเป็นการเดือดร้อนของชาวประมงตั้งแต่ภาคตะวันออกไปถึงภาคใต้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมานานแล้วนะครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณวิวรรธน์ นิลวัชรมณี🔗

นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ ในภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก รวมถึงในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระผมในฐานะ ส.ส. เขต ๒ ซึ่งเกิดปัญหาน้ำท่วมในเขตของกระผมด้วยกันใน ๒ อำเภอ ได้แก่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอดอนสัก กระผมขอเป็นตัวแทนชาวบ้านกราบขอบพระคุณ พลโท เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ ๔ ท่านวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่าที่ร้อยโท สมชาย เรืองจันทร์ นายอำเภอกาญจนดิษฐ์ ท่านชัชชัย มณี ปลัดอาวุโสอำเภอดอนสัก ท่านสมสวัสดิ์ ฉายสินสอน ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสุราษฎร์ธานี ท่านวิชัย สมรูป ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ ๔ พลตำรวจตรี สาธิต พลพินิจ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านจำนง สวัสดิ์วงศ์ หัวหน้าสำนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตลอดจนผู้นำองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั้งอำเภอกาญจนดิษฐ์และอำเภอดอนสัก ที่ได้ร่วมมือในการลงพื้นที่ สำรวจความเสียหาย และแจกถุงยังชีพให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน เป็นการเยียวยาในเบื้องต้น ตามคำสั่งของท่านนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กระผมจะขอฝากท่านประธานไปยังรัฐบาล ให้จัดสรรงบประมาณอย่างเร่งด่วน เพื่อนำมาช่วยเหลือให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยาง ปลูกปาล์ม ที่ได้รับความเสียหายเหตุจากน้ำท่วมขัง จนเป็นเหตุทำให้ต้นยาง ต้นปาล์มตาย และไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ รวมถึงพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงหอยที่เสียภาษีอย่างถูกต้อง ที่มีกระชังตามริมชายฝั่ง เลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา โดยเฉพาะหอยนางรมและหอยแครง ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยน้ำท่วมนี้เช่นกัน กระผมจึงขอฝากท่านประธานให้ทาง ภาครัฐรีบดำเนินการเยียวยาโดยเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูให้เศรษฐกิจของจังหวัดสุราษฎร์ธานี กลับมาโดยเร็ว ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณโกศล ปัทมะ🔗

นายโกศล ปัทมะ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายโกศล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ขอรูปภาพด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายโกศล ปัทมะ นครราชสีมา

ท่านประธานครับ กระผมได้รับ การร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ตำบลหนองบัวสะอาด อำเภอบัวใหญ่ และผู้นำชุมนุม และพี่น้องประชาชนที่ยังไม่มีที่ดินทำกิน พี่น้องประชาชนที่ยังยากไร้ มีข้อสงสัยในกรณี สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ออกหนังสือรับรองให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ ในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงที่ ๑ ระวางที่ ๕๔๔๐/๐๘๒๒ ในเขตพื้นที่หมู่บ้านหนองพลวง หมู่ ๗ ตำบลหนองบัวสะอาด อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จำนวนเนื้อที่ประมาณ ๑,๐๖๕ ไร่ จำนวน ๒๒ ราย ซึ่งเป็นคนนอกพื้นที่ เป็นคนที่อยู่ภาคกลาง เป็นคนที่อยู่ใน กทม. นะครับ ซึ่งบุคคลดังกล่าวไม่ปรากฏมีภูมิลำเนาหรือการเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว แต่อย่างใด ดังนั้นกระผมจึงกราบเรียนมายังท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ได้สั่งการให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาตรวจสอบข้อเท็จจริง และทบทวนการอนุญาตโดยให้เกษตรกรในพื้นที่ได้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ กระผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการก่อสร้าง ถนนวงแหวน ในเขตเทศบาลเมืองบัวใหญ่ ในโครงการจัดรูปที่ดินของกรมโยธาธิการ และผังเมือง ซึ่งไม่ได้คุณภาพ ชำรุดเสียหาย จึงเรียนมายังท่านประธานผ่านไปยัง กรมโยธาธิการและผังเมืองได้จัดสรรงบประมาณเข้าไปซ่อมแซม และจัดหาไฟส่องสว่าง ให้กับพี่น้องประชาชนได้รับความสะดวกในการสัญจรไปมาด้วย กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณกษิดิ์เดช ชุติมันต์🔗

นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๘ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธานผ่านไปถึงกระทรวงมหาดไทย ๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก ขอให้กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการจราจรและขนส่งได้เข้า ดำเนินการสำรวจถนนในเขตลาดพร้าวนะครับ ช่วยขีดสีตีเส้นและติดป้ายแจ้งเตือนต่าง ๆ ด้วย เพราะว่าถนนหลายเส้นที่ทำมานานก็ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างไรนะครับ เช่น ซอยรวมโชค ถนนสตรีวิทยา ๒ เป็นต้น ก็สามารถประสานกับสำนักงานเขตได้นะครับ ที่สำนักงานเขตลาดพร้าวได้ทำบัญชีไว้หมดแล้วครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอให้กรุงเทพมหานครโดยสำนักการศึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนเรื่องคำสั่งที่แจ้งกับทางสถานศึกษาว่าห้ามคุณครูสอนพิเศษภายในโรงเรียน ซึ่งส่งผลกระทบก่อให้เกิดปัญหากับผู้ปกครองและนักเรียนเป็นจำนวนมาก โดยที่ตามปกตินั้น คุณครูสามารถสอนพิเศษหลังเลิกเรียนได้ภายในโรงเรียนนะครับ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว ทำให้ผู้ปกครองต้องไปหาที่เรียนข้างนอกแล้วก็อันตราย แล้วก็ยุ่งยากเสียเวลา อันนี้เป็นเหตุ ที่ต้องขอให้กรุงเทพมหานครทบทวนคำสั่งว่าจะดำเนินการแก้ไขอย่างไร เพราะในอดีต ก็ยังสอนกันไม่เห็นมีปัญหาอะไร ไม่ส่งปัญหาอะไรกลับดีต่อการศึกษาด้วย🔗

เรื่องที่ ๓ มีผู้ร้องเรียนมาในส่วนของซอยลาดพร้าว ๘๐ มีร้านเหล้า ชื่อระบายบาร์ อันนี้ก็อยู่ในเขตวังทองหลางเปิดเกินเวลา แล้วก็เล่นดนตรีส่งเสียงดังรบกวน ลูกบ้านก็ฝากด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมขอนำเรื่องเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนมาหารือ ๓ เรื่องครับ🔗

จากการลงพื้นที่ของนายทรงเกียรติ แสงแวว ผู้ช่วยหัวหน้าพรรค นางบุษยมาศ กลิ่นเพชร หัวหน้าสาขาและคณะกรรมการสาขา พรรคพลังปวงชนไทย จังหวัดตรัง ได้ลงพื้นที่บ้านควนแคง หมู่ ๗ บ้านไสเตย หมู่ ๘ ตำบลบ่อน้ำร้อน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ได้พบประชาชนผู้เดือดร้อน นำโดย นางกัญญา พรหมศรี ตัวแทนชาวบ้าน พบปัญหาดังนี้ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

๑. ถนนเข้าบ้านทั้ง ๒ หมู่บ้าน ความยาวประมาณ ๓ กิโลเมตร ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อเนื่องจากการกัดเซาะของน้ำ น้ำท่วมขัง การสัญจรลำบาก บางช่วงเป็นถนนลูกรัง ดินภูเขา มีหินขนาดใหญ่ปะปนครับ ฝนตกทำให้ ถนนลื่นเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ตลอดจนการเดินทางไปโรงเรียนของเด็ก ๆ นักเรียน นักศึกษา ค่อนข้างลำบาก อบต. บ่อน้ำร้อนได้นำหินผสมดินมาบดทับก็ใช้งานได้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น เส้นทางนี้ยังเป็นเส้นทางมุ่งสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือน้ำตกหางนกยูงซึ่งมีนักท่องเที่ยว มาแวะเยี่ยมเยียนจำนวนมาก🔗

เรื่องที่ ๒ พื้นที่หมู่ ๗ มีจำนวน ๒๕ ครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ เด็กนักเรียน ผู้สูงอายุเดือดร้อนมากครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ปัญหาน้ำประปาไม่มี ประชาชนต้องขุดบ่อเอง บางครัวเรือนต่อท่อ มาจากน้ำตกใกล้เคียงครับ พอน้ำตกไม่มีน้ำในช่วงหน้าแล้งก็ไม่มีน้ำอุปโภคบริโภคครับ กระผมจึงขอความกรุณาท่านประธานสภาได้โปรดสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือ ประชาชนเป็นการเร่งด่วนด้วยครับ และกระผมขอกราบขอบพระคุณท่านสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ ที่ให้โควตากระผมหารือในครั้งนี้ และกราบขอบพระคุณ พรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรคด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณวัชรพล โตมรศักดิ์ ครับ🔗

นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ โคราช พรรคชาติพัฒนา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีเรื่องหารือเพียง ๑ เรื่องเพื่อจะส่งต่อไปยังกระทรวงคมนาคมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมทางหลวง ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวโคราชและโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้อง ในเขตอำเภอขามทะเลสอ โนนไทย และเฉพาะอย่างยิ่งในตำบลสีมุม พลกรัง พุดซา โคกสูง ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ท่านประธานครับ วันนี้โคราชเป็นประตูสู่อีสาน รองรับรถทั้งหมดปริมาณรถที่จำนวนมหาศาลที่จะเดินทางไปสู่ ๑๘ จังหวัดในภาคอีสาน สิ่งหนึ่งก็คือที่ผมอยากจะกราบขอท่านไปถึงกระทรวงคมนาคมก็คือ ถนนหมายเลข ๒๑๙๘ เป็นถนนเลี่ยงเมือง ซึ่งจะเชื่อมต่อระหว่างอำเภอขามทะเลสอไปที่ตำบลโคกสูง ในเขตอำเภอเมือง ระยะทาง ๒๓ กิโลเมตร เส้นทางเส้นนี้จะเป็นจุดเลี่ยงเมืองเป็นวงแหวน เลี่ยงเมืองก็คือไม่ต้องเดินทางผ่านเข้าตัวจังหวัดนครราชสีมาสามารถที่จะใช้เส้นทางนี้ ไปสู่จังหวัดชัยภูมิ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถที่จะเดินทางไปสู่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดอุดรธานี เพราะฉะนั้นในวันนี้ถนนเส้นนี้เป็นถนน ๒ เลน (2 Lane) และที่สำคัญ ไปกว่านั้นก็คือไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง ผมเห็นว่าในวันนี้ถนนเส้นนี้ได้มีการก่อสร้างดำเนินการ มอเตอร์เวย์ (Motorway) ทางหลวงพิเศษหมายเลข ๖ เพื่อจะพาดผ่านและทำให้จำนวน ปริมาณรถมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลปริมาณรถติด และเกิดอุบัติเหตุทำให้มี การสูญเสียอย่างมากมาย ผมจึงอยากจะขออนุญาตได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวง และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งแขวงการทางที่ ๑ จังหวัดนครราชสีมา ได้กรุณาเร่งในการที่จะออกแบบดำเนินการ ก่อสร้างเป็น ๔ ช่องจราจร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มีไฟฟ้าส่องสว่าง เพื่อเป็นการแก้ไข ปัญหาในเรื่องการจราจรและเป็นการที่จะช่วยแบ่งเบาภาระรถที่จะวิ่งผ่าเมืองจังหวัด นครราชสีมาด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ที่ยังค้างอยู่นะครับ คุณภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ เชิญเลยครับ🔗

นายภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ นนทบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ ผู้แทนราษฎรของพี่น้อง ประชาชนจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่อง เป็นเรื่อง ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ชีวิตบนท้องถนนของพี่น้องประชาชนนะครับ🔗

เรื่องแรก ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านธำรงค์ สว่างเดือน ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี สืบเนื่องจากถนนทางหลวงชนบท นบ. ๓๐๐๓ ไทรน้อย-ลาดบัวหลวง ปัจจุบันมีการขยายผิวจราจรและปรับช่องจราจร ในส่วนที่ขยายผิวจราจรไปในเรื่องของ ไฟทางส่องสว่างปัจจุบันยังไม่มีนะครับ ได้สอบถามทางหลวงชนบทแล้วว่าในส่วนของ งบประมาณจะติดขัดนะครับ ก็จึงอยากจะนำเรียนท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการที่จะออกแบบไฟส่องสว่าง เพื่อที่จะให้การใช้รถ ใช้ถนนของพี่น้องประชาชนปลอดภัย ยิ่งขึ้น เพราะว่าถนนดังกล่าวมีวิทยาลัยเทคนิค มีโรงเรียน มี อบต. มีชุมชนมากมาย ก็อยากจะให้แก้ไขในเรื่องนี้โดยเร่งด่วน🔗

ในส่วนของเรื่องที่ ๒ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านธรรมนูญ วงศ์ประเสริฐ รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลขุนศรี ได้นำร้องเรียนในเรื่องหารือบนถนน ทางหลวง ๓๔๖ ปทุมธานี-บางเลน พิกัดจากคอสะพานพระพิมลถึงสี่แยกนพวงศ์ ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ถนนสายดังกล่าวไฟทางมีเรียบร้อย แต่เนื่องจากอายุการใช้งานทำให้ไฟชำรุด ไปหลายช่วงนะครับ ไฟที่ติดมีอยู่น้อยกว่าไฟที่ไม่ติด ก็จึงอยากจะให้ท่านประธานฝากถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขให้ไฟทางดังกล่าวได้กลับมาใช้ดีได้ดังเดิม เพื่อความปลอดภัย ในการใช้รถ ใช้ถนนของพี่น้องประชาชนต่อไป กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณนพพล เหลืองทองนารา🔗

นายนพพล เหลืองทองนารา พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นพพล เหลืองทองนารา พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิรามครับ วันนี้ มีเรื่องที่จะมาหารือ แล้วก็บอกกล่าวถึงท่านประธานฝากถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบนี่มีอยู่ ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรกก็เป็นในส่วนของด้านกระทรวงพาณิชย์ ในเรื่องของเงินส่วนต่าง ที่จะจ่ายให้แก่เกษตรกรตอนนี้ไปจนถึงในงวดที่ ๕ แล้วนะครับ ในงวดที่ ๑ ที่ ๒ นั้น ก็เรียบร้อยสมบูรณ์ดี แต่ในงวดที่ ๓-๕ เกษตรกรยังได้รับเพียงนิดเดียวในเขตพื้นที่ผมก็คือ อำเภอพรหมพิราม แล้วก็ในเขตอำเภอเมือง แต่ปัญหาที่มันเกิดมากที่สุดก็คือว่า เกษตรกร ที่ปลูกข้าวมากกว่า ๑ ชนิดนั้นบัดนี้ไม่ว่าจะงวดใด ๆ ก็แล้วแต่ ตั้งแต่งวดที่ ๑ จนถึงงวด ณ ปัจจุบันนี้เกษตรกรยังไม่ได้รับเลย ซึ่งทางราชการก็บอกว่าจะมีการตรวจสอบ ซึ่งมันเป็น การตรวจสอบที่ช้านานเกินในสายตา แล้วก็ในทัศนะของทั้งผมแล้วก็ทั้งเกษตรกร เพราะมัน เป็นโครงการที่ไม่ใช่เพิ่งจะเริ่มทำมา เพราะฉะนั้นประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ไม่ใช่ควรจะมา เริ่มใหม่ในตอนนี้ กราบขอท่านประธานได้ช่วยบอกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะราษฎรวันนี้ แทบจะไม่ไหวแล้ว หายใจจะไม่ออกแล้วนะครับ🔗

ประการที่ ๒ คือเรื่องน้ำ ท่านครับ เรื่องน้ำเป็นปัญหาที่ไม่รู้จักจบสิ้น ในอำเภอพรหมพิรามและในเขตเลือกตั้งของผม นั่นก็คือว่าผมเองก็ไม่เข้าใจว่าวันที่พวกเรา ต้องการน้ำมาก ๆ เพื่อที่จะหล่อเลี้ยงต้นข้าวทางเขื่อนก็ไม่ยอมที่จะดูแลส่งน้ำเข้าคลอง แต่พอวันใดวันหนึ่งที่พวกเราไม่ต้องการน้ำแล้ว ก็ปล่อยน้ำมาจำนวนมหาศาล และ ณ ปัจจุบันนี้ในข้าวนาปรังที่ราษฎรร้องขอ เพราะว่าเขาเองเขาก็แย่แล้วเขาอยากจะ ทำนา ราคาเท่าไรเขาไม่เกี่ยง ชาวนาไทยอดทนมาก ทีนี้ปัญหามันก็คือว่า ยกตัวอย่าง เขื่อนสิริกิติ์ปล่อยน้ำออกมาวันหนึ่ง ๑๘ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ผลปรากฏว่าน้ำที่ปล่อยอยู่ท้ายเขื่อนนเรศวรอยู่ ๙ ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้น ส่วนต่างอีก ๘ ล้านลูกบาศก์เมตรมันหายไปไหนครับ ๑๗๖ กิโลเมตรไปโผล่ตรงไหนครับ ไปโผล่สวนปาล์มใคร หรือไปโผล่ตรงไหน ท่านครับ รบกวนขอความเมตตาท่านช่วยพี่น้อง เกษตรกรในอำเภอพรหมพิรามและอำเภอเมืองด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสุดท้ายนะครับ คุณกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา เชิญครับ🔗

นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตคลองเตยและเขตวัฒนา พรรคพลังประชารัฐค่ะ วันนี้ดิฉันขอปรึกษาหารือท่านประธานเกี่ยวกับโครงการดี ๆ ของกรุงเทพมหานคร ก็คือในส่วนของวอล์กกิงสตรีต (Walking Street) ซึ่งเป็นสถานที่ แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพมหานคร หรือที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่าถนนคนเดินคลองโอ่งอ่าง ซึ่งเป็นสตรีตอาร์ต (Street Art) นะคะ แล้วก็จะมีร้านค้าต่าง ๆ มากมายมาค้าขายกัน มีทั้งของกิน ของใช้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักค่ะท่านประธาน ต่างมาท่องเที่ยวแล้วเดินชิล (Chill) ถ่ายรูปบรรยากาศริมคลอง แล้วก็มีการประดับไฟอย่างสวยงามนะคะ เปรียบเสมือน กับคลองชองกเยชอนของเกาหลี หรือว่าคลองโอตารุของญี่ปุ่น ตอนนี้เป็นสถานที่แห่งใหม่ ที่น่าชื่นชมมาก เป็นสตรีตอาร์ต (Street Art) อยู่ริมกำแพงที่บอกกล่าวเรื่องราวของย่านนั้น การเดินทางก็แสนสะดวกสบาย มาโดยรถไฟฟ้าใต้ดินก็ได้นะคะ เอ็มอาร์ที (MRT) มาลงที่ สถานีสามยอด ซึ่งดิฉันก็ขอชื่นชมในส่วนของท่านโฆษกกรุงเทพมหานคร หรือคุณเอิร์ธ พงศกร ขวัญเมือง ที่มาเป็นพรีเซนเตอร์ (Presenter) ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ ที่ผสมผสานระหว่างแนวศิลปะเก่ากับใหม่ผสมผสานกัน แล้วก็เป็นจุดดึงดูดให้ดึง นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวบริเวณย่านแห่งนี้ ซึ่งดิฉันอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครว่าอยากจะให้ทำโครงการแบบนี้ในเขตอื่น ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลานี้หลายท่านก็ได้รับผลกระทบในเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) คือส่งผลกระทบ ทั่วโลกนะคะท่านประธาน เราคงไปหวังพึ่งในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติคงไม่ได้ ตอนนี้ เราคงจะต้องส่งเสริมให้คนไทยมาเที่ยวไทยด้วยกันนี่ละคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คงจะต้องให้ มาช่วยในส่วนของการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยากจะให้หาจุดเด่น ๆ ของเขต เหล่านั้น แล้วกรุงเทพมหานครลงไปสนับสนุนซัปพอร์ต (Support) เพื่อสร้างเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ให้กับในเขตนั้น ๆ ด้วยค่ะท่านประธาน กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ เพื่อนสมาชิก ๓๐ ท่านได้ใช้เวลาท่านละ ๒ นาทีเพื่อหารือปัญหาของพี่น้องประชาชน วันนี้ก็เกินเวลาไป เล็กน้อย แต่ว่าก็เข้าใจถึงความจำเป็นของแต่ละเรื่อง ขออนุญาตขอบคุณ แล้วก็ชื่นชมตั้งแต่ ท่านแรกจนท่านสุดท้ายที่พยายามรักษากติกานะครับ🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๓๖ คน
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขณะนี้มีสมาชิกมา ลงชื่อแล้ว ๒๖๒ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุม องค์ประชุมคือ ๒๔๔ ท่านนะครับ ผมขอ เปิดประชุมครับ ขออนุญาตที่ประชุมนะครับว่าโดยที่วันนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ตรงที่ว่าเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ผู้ควบคุมเสียงของรัฐบาลได้หารือในที่ประชุมว่าเนื่องจากมี ร่างพระราชบัญญัติค้างพิจารณาอยู่จำนวนหนึ่ง เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของสภา ก็มีความประสงค์จะขอให้บรรจุระเบียบวาระในวันพุธนี้เฉพาะเรื่องที่เป็นเรื่องที่ คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วกับพระราชบัญญัตินะครับ ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้หารือกัน รอบนอก ทุกฝ่ายก็เห็นร่วมกัน เพราะฉะนั้นในวันนี้ก็จะเป็นการบรรจุระเบียบวาระ ที่เปลี่ยนไปจากที่ผ่านมา ซึ่งกระทู้ถามทั้งหลายก็จะไปในวันพรุ่งนี้นะครับ วันพฤหัสบดี เรียนที่ประชุมเพื่อรับทราบอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมขออนุญาตไปตามระเบียบวาระ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗

ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ จำนวน ๒ เรื่อง คือ🔗

เรื่องแรก รับทราบพระบรมราชโองการ จำนวน ๒ ฉบับ🔗

ด้วยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา และพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร🔗

ผมจึงขอเชิญท่านสมาชิกทุกท่านโปรดยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ เชิญท่านเลขาธิการอ่านพระบรมราชโองการครับ🔗

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ)
นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

“ประกาศ🔗

แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา🔗

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ🔗

พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว🔗

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า🔗

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง สมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๒๕๐ คน ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เนื่องด้วย พลเอก พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พลอากาศเอก มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และพลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่งได้พ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ จึงเป็นเหตุ ให้ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลง🔗

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๖๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังต่อไปนี้🔗

๑. พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด🔗

๒. พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก🔗

๓. พลเรือเอก ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ🔗

๔. พลอากาศเอก แอร์บูล สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ🔗

๕. พลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ🔗

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป🔗

ประกาศ ณ วันที่ ๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พรเพชร วิชิตชลชัย🔗

ประธานวุฒิสภา”🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

“ประกาศ🔗

แต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร🔗

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ🔗

พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว🔗

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า🔗

ตามที่ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๒ นั้น เนื่องด้วย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๓ เป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ต่อมา พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิก มากที่สุด ได้เลือกตั้งนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรคอีกวาระหนึ่ง🔗

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้นำ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร🔗

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป🔗

ประกาศ ณ วันที่ ๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาล ปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ🔗

ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร” สผ ๙/๒๕๖๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วิชชุดา ๑๕/๔🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ เชิญนั่งครับ เมื่อเช้าเราก็มีพิธีรับพระบรมราชโองการเมื่อตอน ๐๘.๓๐ นาฬิกานะครับ🔗

เรื่องที่เรียนที่ประชุมทราบอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ขอความร่วมมือสมาชิกปฏิบัติ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีหนังสือ ขอความร่วมมือมายังสมาชิกทุกท่านได้ระมัดระวังป้องกันตนเองและผู้อื่นเพื่อให้ปลอดจาก การติดเชื้อ โดยยึดแนวปฏิบัติในการป้องกันการระบาดของโรคตามประกาศของกระทรวง สาธารณสุขโดยเคร่งครัด แนวทางเป็นดังนี้ครับ🔗

ประการที่ ๑ ก็คือขอท่านสมาชิกได้สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ทุกครั้งที่เข้าอาคารรัฐสภา ผ่านการคัดกรองอุณหภูมิและล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ เจล (Gel) บ่อย ๆ สำหรับหน้ากากนี้ได้กำชับเจ้าหน้าที่โดยเคร่งครัดว่าผู้ใดไม่สวมไม่ให้เข้ามานะครับ🔗

ประการที่ ๒ ก็คือการใช้ลิฟต์ อันนี้ก็โดยทั่วไปถ้าไม่มีเรื่องด่วนก็ขอให้ ไม่เกิน ๖ คน🔗

ประการที่ ๓ ก็คือเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างน้อย ๑ เมตรในห้องอาหาร ของเรา🔗

ประการที่ ๔ ผู้ติดตามได้เคยกำชับไว้ก็ไม่ควรเกิน ๑ คน🔗

ประการที่ ๕ หากมีอาการ เช่น ไอ มีน้ำมูก เหนื่อยหอบ ให้พบแพทย์🔗

เรียนที่ประชุมเพื่อขอความร่วมมือ ผมเคยชื่นชมนะครับว่าเวลาเราอภิปราย มีคนส่งสัญญาณมาว่าเห็นสมาชิกที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ผู้อภิปรายสวมหน้ากาก แต่ช่วงหลังนี่ ก็ว่างเว้นไป ก็ย้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อความไม่ประมาทครับ🔗

ถือโอกาสเรียนสมาชิกไว้ล่วงหน้าว่ายังไม่ถึงเวลา แต่ว่าเรียนว่าโดยที่วันที่ ๒๕ เราจะมีการชดเชยอันเนื่องมาจากเราได้ว่างเว้นการประชุมไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ประชุมพิเศษ ในวันที่ ๒๕ สมาชิกกรุณาเตรียมวันไว้เราจะนำญัตติที่ค้างอยู่ประมาณเกือบ ๒๐๐ ญัตติ มาพิจารณานะครับ แล้วก็เรียนไว้ล่วงหน้าว่ายังไม่ได้หารือกับผู้ควบคุมเสียง แต่ว่าขอเกริ่น ไว้ว่าถ้าสมาชิกเห็นด้วยว่าวันที่ ๓๐ เราจะไม่ประชุม งดประชุม แล้วก็เราค่อยชดเชย เอาในปีใหม่ต่อไปหลังจากนั้น ถ้าเราทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกันก็จะได้แจ้งให้สมาชิกทราบ อีกครั้งหนึ่ง แต่ผมเกริ่นเอาไว้ก่อนล่วงหน้าครับ ท่านวิรัชเชิญเลยครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ตามที่ท่านประธานได้มีดำริในการที่จะมีการประชุมเพิ่มในวันที่ ๒๕ และในขณะเดียวกันก็จะ ไม่มีการประชุมในวันที่ ๓๐ ซึ่งผมเองก็ได้สอบถามบรรดาเพื่อนสมาชิกแล้วก็สอดคล้อง ตามแนวทางที่ท่านประธานได้หารือ ไม่ขัดข้องครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ แบบบัญชีรายชื่อ

ส่วนจะไปชดเชยก็น่าจะ ชดเชยในช่วงก่อนวันครู ถ้าเผื่อชดเชยระหว่างช่วงวันที่ ๖ วันที่ ๗ แล้วมาวันที่ ๘ ด้วย มันก็ใกล้เคียงกับวันเด็ก เพราะฉะนั้นขออนุญาตเป็นวันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ วันที่ ๑๕ เดือนมกราคมปีหน้าท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมขอพิจารณาอีกทีได้ไหมครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ แบบบัญชีรายชื่อ

ได้ครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เกรงว่าถึงวันติดนัดหมายกัน เดี๋ยวหารือท่านรองประธานทั้ง ๒ ท่านด้วยครับ เดี๋ยวหารือกับท่านผู้นำฝ่ายค้าน ท่านสุทินเชิญครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้ประสานงาน พรรคร่วมฝ่ายค้าน ต่อกรณีที่ท่านประธานได้ดำริ แล้วก็ท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาล ได้นำเรียนท่านเรื่องการหยุดวันที่ ๓๐ และการชดเชยนั่นนี่ ผมเองก็หารือเพื่อนสมาชิก ฝ่ายค้านก็เห็นด้วยเหตุและผลซึ่งควรจะต้องดำเนินตามนั้น ส่วนวันชดเชยเราก็เห็นว่า วันที่ ๑๕ จะเหมาะสมที่สุด สุดท้ายก็แล้วแต่ท่านประธานจะพิจารณาครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมขออนุญาตหารือ อีกครั้งหนึ่งนะครับ เรามีงานที่ค้างวาระที่ค้างอยู่อยู่ประมาณเกือบ ๒๐๐ ญัตติ ก็เป็น ธรรมดานะครับ แต่ว่าในยุคสมัยนี้เราไม่อยากให้มันเป็นเรื่องที่ค้าง แล้วก็หมดสมัยประชุม แล้วก็ค้างอยู่อย่างนั้น เพราะว่าทุกญัตติล้วนมีความหมายที่สมาชิกเสนอมา ก็เลยคิดว่าเราจะ พยายามใช้การชดเชยนั้นสะสางวาระที่ค้าง ส่วนวาระอื่นนั้นสิ่งที่ผมอยากจะขอความร่วมมือ ได้คุยกันบ้างแล้วก็คือว่าญัตติใดที่ เช่นเรื่องเพื่อทราบอย่างกรณีของกรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้ว ที่จริงแล้วถ้าเรานึกทบทวนทุกเรื่องเราใช้เวลาในตอนรับญัตตินั้นมาก เราใช้เวลา มากอยู่แล้ว แต่เมื่อคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วเราก็นำมาแจ้งให้ทราบ กรณีเช่นนี้จะมีเอกสารโดยสมบูรณ์นะครับ ซึ่งตัวอย่างที่ผ่านมาที่สมาชิกทั้ง ๒ ฝ่าย ได้ประท้วงประธานว่าปล่อยให้ผู้ชี้แจงชี้แจงยาวนานเกินไป ผมก็เลยขอความร่วมมือพวกเรา ว่ากรณีอะไรที่เป็นญัตติที่มีเอกสารอยู่แล้วกรุณาสรุปสั้น ๆ เพราะเอกสารนั้นสามารถอ่านได้ อยู่แล้ว อันนั้นประการหนึ่ง🔗

ประการที่ ๒ เมื่อเช้าก็ได้คุยกับพวกเราบางท่านว่ากรณีใดที่เห็นว่าควรจะ จัดสรรเวลาในการอภิปรายไม่ให้มากเกินไป เพื่อวาระที่สำคัญที่ค้างอยู่จะได้ไป อย่างเช่น วันนี้ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จะมีจำนวนถึง ๘ ญัตติ แล้วก็มีภาคเอกชนที่เขารออยู่มาเป็นสัปดาห์ที่ ๓ แล้ว เขาก็มาทุกสัปดาห์ แล้วก็ขอ ความกรุณาร่วมมือท่านสมาชิกนะครับ ผมพยายามเปิดโอกาสให้สมาชิกได้ใช้สิทธิได้เต็มที่ ทุกอย่าง แต่ว่าเราคิดถึงเวลาที่มีอยู่ด้วยครับ ก็ขอความร่วมมือพวกเราทุกคนนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

๔.๑ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง สภาพปัญหาและแนวทางส่งเสริม คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ พิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ขอเชิญกรรมาธิการ เข้าประจำที่นะครับ🔗

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประธานคณะกรรมาธิการ ได้ขออนุญาตให้บุคคลดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงที่ประชุมด้วยนะครับ คุณธีระวุฒิ สัมมาทรัพย์ คุณสุนี ไชยรส คุณสมชาย เจริญอำนวยสุข คุณศักดิ์ดา แสนมี่ คุณสุรพงษ์ กองจันทึก ขอเชิญครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการมีอะไรจะสรุปสั้น ๆ ให้ที่ประชุมได้ทราบผล การประชุม เชิญนะครับ🔗

นางมุกดา พงษ์สมบัติ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๒๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีหน้าที่ และอำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ (๕) ในการกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมทั้ง ประสานงานกับองค์กรภายในประเทศ ต่างประเทศ และประชาคมนานาชาติเกี่ยวกับ แนวทางความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหา และส่งเสริมคุ้มครองสิทธิและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้น🔗

ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวกับสภาพปัญหา และแนวทางส่งเสริมคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ได้กำหนดกรอบการพิจารณา ศึกษาโดยมุ่งเน้นการศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางส่งเสริมคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ในประเทศไทย และศึกษาปัญหาแนวทางแก้ไขผลของการประกาศใช้พระราชบัญญัติ ป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ หรือวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาศึกษาด้านผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ขึ้น และพิจารณาศึกษาเรื่องนี้ โดยเฉพาะ🔗

ท่านประธานที่เคารพคะ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ มีหลากหลายและมีตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย ๖๗ จังหวัด มี ๕๖ กลุ่ม มีประชากรทั้งหมด ๖,๑๐๐,๐๐๐ คน ท่านประธานคะ จากที่เราศึกษา จากที่เราได้เห็นกลุ่มชาติพันธุ์ของเรา ซึ่งต้องขอ กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูง ชีวิตคนนั้นเกิดมาในประเทศไทย เขาเหล่านั้น คือคนไทย สิ่งที่เขาได้รับ สิ่งที่เขาได้สวัสดิการต่าง ๆ ไม่มีเลย พวกเราคณะกรรมาธิการ ของเราทุกท่านที่ได้ศึกษาและช่วยกันเป็นบุญกุศลเหลือเกิน เป็นบุญที่เราอยู่ในสมัย ท่านประธานที่ท่านกรุณาให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ที่เลือกเกิดไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันเลือกที่จะอยู่ อาศัยผืนแผ่นดินไทยนี้ แต่กฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการป่า ล้วนไม่คำนึงถึงการมีอยู่ของชุมชนบนที่ราบสูง ชุมชนที่อาศัยในป่าและชุมชนชาวเลที่ดูแล และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน ขาดกระบวนการที่มีส่วนร่วม และผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ร่วมกับป่า ชุมชนที่ดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ จากป่า จึงทำให้กฎหมายเหล่านี้มีผลกระทบเชิงลบต่อชุมชน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้อง มีการพิจารณาศึกษาปัญหานี้อย่างจริงจัง เนื่องจากกฎหมายเหล่านี้คุกคามต่อชีวิตตามจารีต ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ หรือชนเผ่าพื้นเมือง และชุมชนอื่น ๆ พร้อมไปกับการตรวจสอบ การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมผูกพันไว้ และผลักดันให้เกิดการแก้กฎหมายของรัฐให้สอดคล้องโดยเร็ว🔗

จากการพัฒนาที่ผ่านมาชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง ไม่มีโอกาส ได้ร่วมในการวางแผนและดำเนินการพัฒนาชุมชน และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง ทั้งยังรับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้นเชิงลบจากแผนพัฒนาเหล่านี้มาโดยตลอด อันนำมา ซึ่งปัญหาสังคมหลายด้าน อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างชุมชนที่สามารถจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ภูมิปัญญาตามประเพณีของตน และเมื่อมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงที่เปิดโอกาสให้ชุมชนพัฒนาพื้นที่ เขตวัฒนธรรมพิเศษ โดยการพัฒนาชุมชนบนฐานวัฒนธรรมประเพณีของตน ชุมชนที่เข้าร่วม เกิดความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง ในการจัดการตนเอง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ยอมรับในระดับ นานาชาติ🔗

ต่อมาในการปฏิรูปประเทศไทยได้กำหนดให้มีการพัฒนากฎหมายส่งเสริม กลุ่มชาติพันธุ์ขึ้น โดยมีศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานหลัก ในการระดมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการยกร่าง โดยเน้นการมีส่วนร่วมของ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ จึงมีแนวคิดในการนำร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... บูรณาการให้เป็นฉบับเดียวกัน โดยผสมผสานบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของผู้มีส่วนที่จะได้บูรณาการให้บทบาท หน่วยงานของรัฐที่มีการส่งเสริมคุ้มครองให้มีส่วนร่วมโพรโมชัน แอนด์ โพรเจกชัน (Promotion and Projection) ที่จะเข้าร่วมกิจการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ตามหลักการของการจัดการของสภาชนเผ่า เพราะฉะนั้นเรียนว่า เซลฟ์ กัฟเวิร์นแนนซ์ (Self-Governance) ที่จะเอื้อให้เกิด ความประสานและสอดคล้องในภารกิจระหว่างประเทศ ที่ประเทศได้เข้าร่วมผูกพัน ที่สำคัญ คือการดำเนินงานของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย จะส่งเสริมให้ชุมชนพัฒนา ศักยภาพในการจัดการตนเองได้ตามความต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ🔗

คณะกรรมาธิการได้ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็น จึงได้ศึกษา ควบคู่ไปกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จากการพิจารณาศึกษาสภาพปัญหา และส่งเสริมคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยเห็นว่า รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่สื่อสารสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องระหว่างรัฐกับกลุ่มชาติพันธุ์🔗

ท่านประธานคะ บัดนี้คณะกรรมาธิการของเราได้ศึกษาปัญหาและแนวทาง การส่งเสริมคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ถือว่าปีนี้เป็นปีแห่งที่ความหวัง ๖ ล้านกว่าคน จะเกิดแสงสว่างในการดำรงชีพ ในการที่จะเป็นคนไทย ในการที่จะได้รับการดูแล ไม่ว่า สวัสดิการต่าง ๆ ภายใต้สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีประมุขฝ่ายนิติบัญญัติท่านประธานคนนี้ จะจารึกแห่งคน ๖,๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน แห่งคุณงามความดีที่จะเกิดขึ้นแก่จิตใจในฐานะเขา เป็นคนไทยอีกคนหนึ่งชนเผ่า ท่านประธานทราบไหมคะว่าท่านที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประธานคณะอนุกรรมาธิการท่านก็เป็นชนเผ่า ท่านณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ และอีกท่านหนึ่ง คุณศักดิ์ดา แสนมี่ ซึ่งเป็นชาวชนเผ่าลีซู ท่านประธานคะ ท่านเป็นถึงเลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมือง แห่งประเทศไทย ทำงานกับองค์กร เป็นบุญเหลือเกิน ขอบพระคุณทุกท่านที่ให้โอกาสให้แก่ คนไทยในจิตสำนึกการมีส่วนร่วมในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ กราบขอบพระคุณท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งนะคะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณท่านประธาน มากครับ ผมขออนุญาตกรรมาธิการอย่างนี้ได้ไหมครับ ลองฟังสมาชิกอภิปรายสัก ๒ ท่านนะครับ แล้วหลังจากนั้นเราก็จะชี้แจง แล้วก็ได้พูดสิ่งที่ท่านอยากจะพูดต่อไปได้ครับ เพราะมีผู้เข้าชื่อกันหลายท่านครับ ผมขอเชิญคุณมานพ คีรีภูวดล นะครับ แล้วก็คุณนริศ ขำนุรักษ์ ๒ ท่านก่อนนะครับ ขอเชิญเลยครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ขออนุญาตท่านประธานนะครับ จะขออภิปรายรายงานกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ท่านประธานครับ ก่อนอื่น ผมต้องขอขอบคุณรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ได้มีการบรรจุใช้คำว่า ชาติพันธุ์ ในกรรมาธิการ สามัญครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเอง ก็มีส่วนในการผลักดันที่สภาชั่วคราวที่ทีโอที (TOT) ในนามของพี่น้องชาติพันธุ์ทั้งหมด ในประเทศไทยต้องขอบคุณรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ที่เอาเรื่องราวของพี่น้องชาติพันธุ์อยู่ใน กรรมาธิการสามัญ🔗

ส่วนที่ ๒ ท่านประธานครับ เป็นครั้งแรกเหมือนกันนะครับที่กรรมาธิการชุดนี้ ได้ศึกษา ได้เจาะลึกถึงปัญหาของพี่น้องชาติพันธุ์ในประเทศไทย แล้วก็เป็นรายงานต่อรัฐสภา แห่งนี้ จริง ๆ แล้วผมก็อยู่ในกรรมาธิการวิสามัญอีกชุดหนึ่งนะครับ เรื่องของการละเมิด สิทธิมนุษยชนแล้วก็การลอบประทุษร้ายประชาชน ซึ่งผมก็ได้รายงานต่อที่ประชุมแห่งนี้ ไปแล้วนะครับ เรื่องราวที่ผมได้รายงานต่อที่ประชุมก็มีเนื้อหาเกือบจะคล้ายกันนะครับ แต่ว่า จะลงในรายละเอียดเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนท่านประธานครับ ทีนี้ต่อรายงานของ กรรมาธิการนี้นะครับ ท่านประธานครับผมมีอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นเรื่องระยะสั้น แล้วก็ ประเด็นเรื่องของระยะกลาง ระยะยาวที่มันจะเป็นเรื่องของโครงสร้างกฎหมาย ทั้งที่เป็น กฎหมายลูกแล้วก็กฎหมายในรัฐธรรมนูญครับท่านประธานครับ🔗

ท่านประธานครับ อย่างที่เราทราบนะครับว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย มีอยู่ ๕๖ กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยนี้ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วกลุ่มเหล่านี้กรรมาธิการ หรือนักวิชาการได้แบ่งเป็น ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ นะครับ กลุ่มแรกที่เราเรียกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ บนพื้นที่สูง หรือเราใช้คำว่าชาวไทยภูเขา หรือว่าชาวเขา อันนี้ก็คือกลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่ใหญ่ ที่เป็นกลุ่มชนพื้นราบ ซึ่งจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องของที่ดินทำกิน ก็จะเป็นเสมือนกับคนทั่วไป แต่ว่ายังดำรงความเป็นอัตลักษณ์ ความเป็นตัวตนของชาติพันธุ์นั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาวภูไท พี่น้องชาวมอญ หรืออีกหลาย ๆ กลุ่ม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าสังคมไทย จำเป็นที่จะต้องสร้างการเรียนรู้ ให้ความเข้าใจเรื่องนี้ กลุ่มที่ ๓ กลุ่มที่อยู่ติดกับทะเล คนไทย ส่วนใหญ่ก็จะรู้จักพี่น้องกลุ่มนี้ตอนที่เกิดสึนามินะครับ กลุ่มนี้มีองค์ความรู้ มีภูมิปัญญาต่าง ๆ ในการทำงานด้านทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาวมอแกน มอแกลน ชาวเล ชาวอูรักลาโว้ย และอีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่ถือว่าเปราะบางมาก ก็คือกลุ่มที่ยังอาศัยอยู่ในป่า เช่น พี่น้องมานิ หรือว่าคนไทยส่วนใหญ่เรียกว่าซาไก แล้วก็พี่น้องชาวมลาบรีหรือว่าผีตองเหลือง อันนี้ ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ ที่ผมคิดว่าอันนี้คือองค์ประกอบของความเป็นคนไทยส่วนใหญ่ทั้งหมดนะครับ🔗

ท่านประธานครับ ในส่วนของเนื้อหาผมคิดว่าเรื่องด่วนที่สุด เมื่อเช้า ท่านนายก อบต. จากตำบลห้วยปูลิง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์มาครับว่าท่าน ส.ส. ตอนนี้ผมเสนอโครงการตามที่รัฐบาลให้ทำโครงการ ๒๐ โครงการ แต่ว่าอนุมัติผ่านแค่ ๑ โครงการ ผมถามว่าเพราะอะไรครับ ท่านนายกบอกว่าทุกโครงการเสนอไปตามนโยบาย ทุกอย่างเลย เพียงแต่ว่าทั้งตำบลอยู่ในเขตป่าสงวน อยู่ในลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ชั้นที่ ๒ ซึ่งผมดู ข้อมูลเร็ว ๆ ครับ จากที่ปรึกษา เลขานุการ ผู้ช่วย ส.ส. บอกว่า อบต. ท้องถิ่น เทศบาล ทั้งหมดในประเทศไทยที่ยังอยู่ในพื้นที่เขตป่าไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ อบต. เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ ไม่มีทางหรือไม่สามารถที่จะเข้าถึงงบประมาณในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้อง ประชาชนได้ เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนนะครับ เพราะฉะนั้นก็คือว่าเรากำลังจะแบ่ง การเข้าถึงทรัพยากรของรัฐตามนโยบายของรัฐ เรื่องนี้ผมฝากท่านประธาน ฝากกรรมาธิการ ด้วยว่าเป็นเรื่องด่วนมาก ๆ เลยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะพี่น้องชาติพันธุ์เท่านั้น พี่น้องส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคนภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้เจอในสภาพเดียวกัน การที่ผู้บริหารท้องถิ่น ไม่สามารถที่จะเข้าถึงงบประมาณของรัฐได้ ติดเพียงอย่างเดียวว่าต้องได้รับการอนุญาตจาก เจ้าของกฎหมายก็คือกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผมคิดว่าอันนี้ ต้องหาทางในการอนุโลม ถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ได้ครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ในเชิงเนื้อหาผมคิดว่ากรรมาธิการ ก็ได้นำเสนอเรื่องของข้อกฎหมายที่ควรจะมีการรองรับหรือว่าการยกสถานะของชาติพันธุ์ ในประเทศไทยให้มีกลไก ให้มีสถานะในทางกฎหมายที่ชัดเจน ซึ่งจริง ๆ แล้วในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๐ เข้าใจว่าในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๐ ก็เขียนไว้ ชัดเจนว่าจะต้องมีการส่งเสริมเรื่องนี้ จัดทำให้เป็นระบบในเชิงข้อกฎหมาย ในเชิงนโยบาย ที่ชัดเจน เพียงแต่ว่าตอนนี้ผมคิดว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบในแง่ของภายใต้ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ก็คือน่าจะเป็น พม. หรือว่าศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) แต่เท่าที่ผมทราบ และเข้าใจว่าตอนนี้มีความพยายามในการยกร่างอยู่ ๓-๔ ฝ่าย ในส่วนของกรรมาธิการนี้เอง ก็มีการยกร่างขึ้นมา ใช้ชื่อว่าร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ส่วนหนึ่ง ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าโน้นแล้วก็คือ พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ ท่านอาจารย์ศักดิ์ดา ซึ่งเป็นกรรมาธิการก็อยู่ตรงนี้ด้วยนะครับ ในนามสภาชนเผ่าพื้นเมือง ใช้ชื่อว่า พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเนื้อหาเรื่องของการให้มี กลไกของพี่น้องชาติพันธุ์ในประเทศไทยนี้ได้มาพูดมาคุยกัน เพื่อที่จะเป็นแกนกลาง ในการประสานงานกับหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ นะครับ🔗

ทีนี้ในส่วน พ.ร.บ. ตรงนี้ผมคิดว่าจะทำอย่างไรให้ร่างทั้ง ๔ ร่าง หรือว่า อาจจะมีร่างอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ส.ส. หรือว่าพรรคการเมืองพรรคใด พรรคหนึ่งที่จะนำเสนอ ผมอยากให้มีการเร่งบรรจุเข้ามาในสภา เพื่อที่จะเอาเนื้อหา ร่างกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีความเหมือนหรือคล้ายกัน หรืออยู่ในทิศทางเดียวกันให้มาอยู่ รวมกัน เพื่อที่จะให้เกิดการเรียนรู้ แล้วก็เกิดกระบวนการในการทำความเข้าใจร่วมกัน อย่างเป็นระบบ ตรงนี้หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธานครับ ผมขอเวลาอีกนิดหนึ่งท่านประธานครับ สำคัญที่สุดท่านประธานครับ ถ้าหากว่าเราไม่มีตัวบทกฎหมายหรือว่าการรับรองในแง่ของ สถานะทางกฎหมายแล้วนะครับ งบประมาณก็ดี หรือว่าหน่วยงานราชการต่าง ๆ ก็ดีที่เข้าไป ทำงานสนับสนุนส่งเสริมพี่น้องประชาชนในกลุ่มเหล่านี้จะดำเนินการได้ยาก เพราะว่าไม่มี กฎหมายที่จะรับรอง เพราะฉะนั้นสุดท้ายที่สุดผมคิดว่าถ้าเราในฐานะสภาผู้แทนราษฎรนี้ได้ทำ หน้าที่รับรองหรือว่าผลักดันกฎหมายฉบับนี้ร่วมกัน กระบวนการดำเนินงานในพื้นที่ของ พี่น้องประชาชน พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์องค์กรที่มีอยู่แล้ว ก็จะสามารถที่จะทำงานร่วมกับ หน่วยงานองค์กรของภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ ขอบคุณมาก ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณนริศ ขำนุรักษ์ นะครับ🔗

นายนริศ ขำนุรักษ์ พัทลุง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต ได้อภิปรายเพื่อมีข้อเสนอแนะบางประการต่อคณะกรรมาธิการ แล้วก็เพื่อมีข้อเสนอแนะ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของสภาพปัญหาและแนวทางการส่งเสริมและคุ้มครอง กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ผมกราบเรียนท่านประธานว่าจังหวัดพัทลุงมีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ ประมาณ ๑๐๐ คน อยู่บริเวณเทือกเขาบรรทัด ประกอบกับผมเคยรับราชการในพื้นที่อนุรักษ์ ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ ทั้งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา จึงขออนุญาตได้มีความเห็นในเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะพี่น้องชาวมานิ กลุ่มชาติพันธุ์ อย่างที่ประธานกรรมาธิการได้รายงานแล้วว่ากระจายตัวอยู่ทั่วประเทศนะครับ ตั้งแต่บนที่สูง ที่ราบ ในทะเล และในป่า ซึ่งในจังหวัดพัทลุงก็มีอยู่ส่วนหนึ่งจำนวนประมาณ ๑๐๐ คนนะครับ ความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศไทย และที่กระจายอยู่ทั่วโลกถือว่า เป็นความงดงามทางด้านกลุ่มชน ทางด้านวัฒนธรรมความเชื่อ ทางด้านประเพณี และวิถีชีวิต แต่ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวมีปัญหาร่วมกันอยู่ ๒ ประการ🔗

ประการที่ ๑ คือการไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐทั้งโดยกฎหมาย โดยนโยบาย ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวอยู่และทำมาหากินอย่างยากลำบากนะครับ ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญมี ทั้ง ๆ ที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมี ทั้ง ๆ ที่กฎหมายทั่วไปมี แต่ว่าการปฏิบัติของ เจ้าหน้าที่รัฐต่อพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์นั้นยังไม่ได้ปฏิบัติด้วยดีทำให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไม่ถึง สวัสดิการของรัฐเท่าที่ควร🔗

ประการที่ ๒ พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต้องยอมรับว่าบางกลุ่มชาติพันธุ์อยู่เป็นพันปี มากกว่าก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์ ก่อนพวกเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว แต่ว่าราชการ ได้ผลักขับให้พ้นจากพื้นที่ที่เขาอยู่อย่างดั้งเดิมด้วยกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนะครับ ทำให้กระทบ ต่อการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งภาษา ทั้งประเพณี วัฒนธรรม จนทั้งภาษาและวัฒนธรรม ได้สูญเสียไปเป็นจำนวนมาก ผมมีข้อเสนอผ่านท่านประธานคณะกรรมาธิการไป ๑. ขอให้ รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยได้ขึ้นทะเบียน จดทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ให้ครบถ้วน และให้เขา เข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐทั้งการศึกษา สาธารณสุข เหมือนกับคนไทยทั่วไป ๒. ให้กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องให้เขาอยู่ในป่า และทำมาหากินได้ภายใต้เงื่อนไข เช่น เงื่อนไขโฉนดชุมชนที่พรรคประชาธิปัตย์เคยเอามาใช้ และเป็นนโยบายของรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์และประสบความสำเร็จมาแล้ว เหมือนกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ที่ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรี ก็รองรับให้คนชาติพันธุ์ได้ทำมาหากินอยู่ใน ป่าอนุรักษ์นะครับ ผมเรียกร้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีเจ้าหน้าที่ ที่มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในหน่วยงาน เพราะป่าอนุรักษ์ที่เป็น อุทยาน ป่าอนุรักษ์ที่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รวมทั้งเขตห้ามล่าสัตว์ป่า มีกลุ่มชาติพันธุ์กระจายตัวอยู่ แต่ว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้มีการเผาบ้าน ทำให้มีการอุ้มหาย พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์เป็นกรณีที่เป็นข่าวอื้อฉาวอยู่ในขณะนี้ ผมอยากให้กระทรวงวัฒนธรรมได้ ช่วยกันอนุรักษ์ประเพณี วัฒนธรรมซึ่งสูญหายไปแล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะภาษา ประเทศไทย มีภาษาทั้งหมดอยู่ ๗๔ ภาษา มีภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์สูญหายไปแล้วครึ่งหนึ่ง ขณะนี้ เหลืออยู่ ๓๐ กว่าภาษา สิ่งเหล่านี้เป็นมรดกที่มีค่า มีความสำคัญของแผ่นดิน กระทรวง วัฒนธรรมควรเข้าไปเก็บอนุรักษ์และรักษา ทั้งประเพณี วัฒนธรรม และภาษาให้คงอยู่ต่อไป เพราะเป็นสิ่งล้ำค่า ผมอยากให้กระทรวงสาธารณสุขเข้าถึงการรักษาพยาบาล ขณะนี้กลุ่ม มานิเป็นโรคผิวหนังเป็นจำนวนมาก เพราะว่าไม่มีสมุนไพร พืชที่เอามาใช้ทาแก้ผิวหนัง สูญพันธุ์ไปในป่าเกือบหมดแล้ว แล้วก็กลุ่มมานิไม่ค่อยมีความรู้เรื่องกินยา หมอให้กินยาก็กิน เฉพาะมื้อแรกนะครับ มื้อที่ ๒ ก็ไม่ได้กิน มื้อที่ ๓ ก็ไม่ได้กิน ผมอยากให้กำแพงการสื่อสาร เรื่องนี้ถูกทลายลงโดยกระทรวงสาธารณสุข ผมอยากเรียนกับท่านประธานว่ากรณีป่าจังหวัดพัทลุง ตรัง และสตูล ชื่อป่าตระ ที่ถูกบุกรุกพันกว่าไร่ในขณะนี้ ผมขอความเป็นธรรมนะครับ ไม่ถูกบุกรุก โดยพี่น้องชาวมานิแม้แต่ไร่เดียว เป็นคนจากพื้นราบขึ้นไปทำลายป่ากลางป่าเขาบรรทัด ซึ่งเป็นป่าที่เป็นหัวใจของ ๓ จังหวัด เป็นป่าต้นน้ำ ๓ จังหวัด ไม่ใช่เป็นการบุกรุกของพี่น้องชาวมานิ แต่อย่างใด อันนี้ผมขออนุญาตขอความเป็นธรรม🔗

สุดท้ายก็คือขอให้รัฐบาลได้สนับสนุนโครงการหลวง โครงการเกษตรที่สูง โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ที่ทำให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ได้มีอาชีพ ได้มีรายได้ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้มีที่อยู่อันเป็นหลักแหล่ง และสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ และโครงการดังกล่าวทำให้ต้นน้ำยังอยู่ ทำให้มีเกษตรอินทรีย์ ทำให้มีเกษตรปลอดภัย และทำให้วิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ประทานไว้อยู่กับพี่น้อง กลุ่มชาติพันธุ์ต่อไปจนถึงขณะนี้ กราบขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปก็จะอนุญาต ให้กรรมาธิการได้ชี้แจงนะครับ แต่ว่าหลังจากนั้นได้เรียนว่าอย่างนี้ครับ จะมีสมาชิกเข้าชื่อ มาแล้วขณะนี้ รวมทั้งท่านอภิปรายไป ๒ ท่านแล้ว ทั้งหมด ๑๑ ท่านนะครับ แต่ว่าเป็นของ พรรคก้าวไกล ๘ ท่าน ท่านมานพอภิปรายไปแล้ว เหลืออีก ๗ ท่าน ผมก็เลยเรียนทาง พรรคก้าวไกลว่าลองหารือดูว่าจะลดจำนวนคนลงมาอภิปรายในนามของพรรค ส่วนพรรคอื่น ที่ยังไม่เสนอชื่อมานะครับ พรรคเพื่อไทยยังไม่เสนอชื่อมา กรุณาเสนอชื่อมานะครับ เพื่อกระจายไปตามสัดส่วนของพรรคด้วย พรรคก้าวไกลลองทบทวนดูนะครับว่าจะลด สัดส่วนที่เหลืออยู่ ๗ ท่านลงมาได้หรือไม่นะครับ เชิญกรรมาธิการครับ ขอเชิญ🔗

นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ ท่านประธานครับ ต้องขอขอบคุณท่านประธานรัฐสภาไทยแห่งนี้ และวันนี้ขอขอบคุณท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน รวมถึงท่านผู้ฟัง ผู้ชมที่อยู่ที่บ้าน ปวงชนชาวไทยทุกท่าน วันนี้นับเป็นวันดีครับ เป็นฤกษ์ยามวันดีที่รายงานของกรรมาธิการของเรามีคำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ เป็นครั้งแรกที่สภาผู้แทนราษฎรเราได้นำปัญหาของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์มาคุย ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการได้พูดไปแล้วว่าไม่ต่ำกว่า ๖,๑๐๐,๐๐๐ คน ตัวเลขที่ยัง ไม่ได้สำรวจน่าที่จะมากกว่านี้นะครับ🔗

ท่านประธานครับ การที่รัฐรัฐหนึ่ง ประเทศประเทศหนึ่ง มีพลเมือง ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ มีความหลากหลายวัฒนธรรมอยู่ในประเทศนั้น ๆ ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีความหลากหลายวัฒนธรรม มีหลากหลายชาติพันธุ์ถือเป็น พหุวัฒนธรรมประเทศหนึ่งนะครับ นั่นคือการได้เปรียบของประเทศไทย และครั้งนี้เราได้มี การศึกษาปัญหาของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์นะครับ🔗

ท่านประธานครับ บางท่านอาจจะยังสงสัยว่าชาติพันธุ์คือใครหรือ ใครบ้าง ที่จัดว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ และมีปัญหาอะไรอยู่ ทำไมถึงต้องศึกษา ในคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุคำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ เป็นครั้งแรกของสภาผู้แทนราษฎร ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ชุดของเรานี่นะครับ ก็ขอขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างมาก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่จะหารือเป็นข้อสังเกตให้กับกรรมาธิการ เพื่อเป็น การแก้ไขปัญหาพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์อีก ๖ ล้านกว่าคนที่กำลังเฝ้ารอปัญหาที่กำลังจะแก้อยู่ นะครับ คำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ก่อนหน้าเราจะมีคำว่า ชาวเขา ชนเผ่า ชาวไทยภูเขา ณ ตอนนี้ เราจะมารวมอยู่ในคำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีตั้งแต่กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งอยู่บนดอย พื้นที่ราบ ชายฝั่งทะเล แล้วก็อยู่บนเกาะนะครับ กลุ่มชาติพันธุ์จำกัดความไว้คือกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีความเป็นอัตลักษณ์ มีวัฒนธรรม มีภาษา มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีวิถีชีวิตดั้งเดิม ที่มีความเหมือนกัน🔗

ประเด็นที่เราต้องศึกษาแก้ไขปัญหาของคณะกรรมาธิการคือกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ผ่านมาหรือในประเทศไทยคือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเปราะบาง เป็นชนกลุ่มน้อยที่มี ความไม่เท่าเทียม ด้านการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ของรัฐยังไปไม่ถึง นี่คือข้อสังเกตและข้อศึกษา ของคณะกรรมาธิการของเรา และเราหวังว่าการศึกษาครั้งนี้จะเป็นไฟคบเพลิงเพื่อนำทาง ในการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ และขอขอบคุณผู้อภิปรายทุกท่านที่จะมีข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ เพื่อเป็นคัมภีร์ในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไปครับ🔗

ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการของเราได้เดินทางไปศึกษา รับปัญหา ทุกกลุ่มวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ พี่น้องกลุ่มมานิ พี่น้องมอแกน มอแกลน ชาวเล ไปทางภาคเหนือก็ไปทุกกลุ่มชาติพันธุ์นะครับ เราได้ศึกษา แก้ปัญหาแล้วว่าวิธีที่จะแก้ปัญหา แนวทางแก้ปัญหาได้สรุปเป็นรูปเล่ม เป็นคัมภีร์หรือเป็น ฉบับที่รายงานสู่สภา นับเป็นโอกาสดีว่าหลังจากที่ได้รับการสนับสนุนแล้วก็น่าที่จะเป็นเอกสาร เป็นคัมภีร์ เป็นแบบฉบับในการออกกฎหมายต่าง ๆ หรือนำไปเพื่อเป็นข้อมูล ในการแก้ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์🔗

ที่ผ่านมาครับท่านประธาน การออกกฎหมายต่าง ๆ นโยบายต่าง ๆ ที่ออก จากส่วนกลาง ความจริงคือปัญหาต่าง ๆ ที่ออกไป การแก้ปัญหาโดยออกกฎหมายไป เราไม่ได้ทราบถึงปัญหาที่แท้จริง ฉะนั้นการออกกฎหมายจึงเป็นการออกกฎหมายที่ ไปทับสิทธิ ไปกดทับ ไปลิดรอนสิทธิความเป็นดั้งเดิมของเขา ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๐ ได้บัญญัติเป็นกฎหมายสูงสุดปกครองประเทศคือรัฐพึงส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ในทางปฏิบัติกฎกระทรวงต่าง ๆ ยังเป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ยกตัวอย่าง พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ ปี ๒๕๖๒ จากที่กลุ่มชาติพันธุ์ เคยอาศัยเป็นชาวพื้นเมืองกลุ่มดั้งเดิมอยู่ก่อนกฎหมาย แต่กฎหมาย พ.ร.บ. ตัวนี้ออกมาปุ๊บ สิทธิในที่ดิน วิถีชีวิต อัตลักษณ์ตัวตนของตัวเอง สิ้นสภาพทันที นี่ก็เป็นปัญหาต่าง ๆ ที่กรรมาธิการของเราได้ไปศึกษาแล้วว่านี่คือปัญหา แล้วเราได้ให้ข้อสังเกตต่าง ๆ นะครับ กรณีที่หน่วยงานรัฐ หรือมติ ครม. ต่าง ๆ ไม่ได้รับ การแก้ไข ยกตัวอย่าง มติ ครม. ที่ ๖๖/๒๕๒๓ ๔๐ ปีมาแล้วนะครับ ในการเอาชนะ คอมมิวนิสต์ ส่งผลทิ้งท้ายปัญหาที่ยังแก้ไม่หมดของพี่น้องผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย นี่ก็เป็นข้อคิด ข้อหนึ่งว่าประเทศไทยเรามีประสบการณ์ความขัดแย้งทางความคิด วิธีจะแก้ปัญหาประเทศไทย ณ ตอนนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นข้อสังเกตให้กับพวกเราที่เป็นคนไทยทุกท่านว่าเราผ่าน ความขัดแย้งมา เราจะต้องข้ามความขัดแย้งและสร้างประเทศไทยนี้อย่างไร หลายท่านก็ยัง ถูกทิ้งไว้ ยังมีปัญหา การช่วยเหลือดูแลพี่น้องผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยอยู่ นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่ง นะครับ มติ ครม. วันที่ ๒ มิ.ย. ๒๕๕๓ คุ้มครองวิถีชีวิตชาวเล นั่นก็ยังไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ ยังไม่เป็นผลเป็นรูปธรรม รวมกับวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ มติ ครม. เหมือนกันครับ เป็นมติ ครม. ที่จะส่งเสริมคุ้มครองดูแลวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ๑๐ ปีมาเหมือนกันยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ผมหวังว่าการให้ข้อสังเกตของกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร นับจากนี้ไปจะเป็นโอกาสดี ที่เราจะมารื้อฟื้น แก้ไขปัญหาพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ โดยไม่แบ่งเขา แบ่งเรา ไม่เป็นชาวเขา ชาวเรา เราคือชาวเรา ชาวไทยด้วยกันนะครับ ก็อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่านี่เป็นครั้งแรกนะครับว่าประเทศไทยเราพูดเสมอว่าเราจะ ไม่ทิ้งพลเมืองไทยคนใดคนหนึ่ง กลุ่มวัฒนธรรมชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่งทิ้งไว้ข้างหลัง ทั้งนี้ เราจะไม่ทิ้ง และเราจะทำให้เป็นรูปธรรม หวังว่าสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้จะปฏิบัติ และจะนำข้อสรุปรายงานของเราไปเป็นข้อสรุปเพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็น ผู้นำแห่งประชาธิปไตย และเป็นประเทศที่เป็นอารยะในแถวหน้าครับ ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณนะครับ ผมขออนุญาตให้พรรคเพื่อไทยนะครับ ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ขอเชิญครับ แล้วหลังจากนั้น ก็ให้ท่านภาคภูมิ บูลย์ประมุข แล้วย้อนกลับมาที่พรรคก้าวไกลนะครับ ต้องขอบคุณ ความร่วมมือด้วยครับ เชิญนะครับ ท่านจิรายุยังไม่มา ท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ครับ เชิญนะครับ🔗

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นราธิวาส

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ นราธิวาส พรรคประชาชาติ ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องของการพิจารณาศึกษา สภาพปัญหาและแนวทางส่งเสริมคุ้มครอง กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสอ่านรายงานผลการศึกษา ของคณะกรรมาธิการในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ พรรคประชาชาติเรา ส.ส. ส่วนใหญ่ก็อยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีพี่น้องส่วนใหญ่ ผมรู้สึกได้ว่าพี่น้องของผมใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้คือหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ ที่อยู่ในประเทศไทย นั่นก็คือกลุ่มชาติพันธุ์มลายู แต่ว่าเสียใจครับ น้อยใจอยู่นิด ๆ ครับว่า รายงานของคณะกรรมาธิการ ถ้าดูพิจารณาของการศึกษาดูงานตั้งแต่วันที่ ๒๕-๒๖ กันยายน ๒๕๖๒ มาถึงกระทั่งปี ๒๕๖๓ มีการศึกษาดูงานเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือ แต่ว่าท่านไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์มลายูใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เลย ถ้าดูหัวข้อ การศึกษาก็คือสภาพปัญหาและแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ผมว่ารายงาน ฉบับนี้ยังไม่ได้ครอบคลุมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานครับ ความรู้สึกน้อยใจกับคนพี่น้อง ๓ จังหวัดมันมีอยู่เรื่อย ๆ แม้แต่รายงานของคณะกรรมาธิการ ผมเองในฐานะเป็น ส.ส. อยู่ในพื้นที่ก็ยังมีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แล้วก็มันก็ตรงกับสภาพ ปัญหาของคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษา ความรู้สึกนี้มันมีมานานครับ มันมีตลอดระยะเวลาที่มี การปกครอง แล้วก็มีปัญหาระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองในพื้นที่มาโดยตลอด เพราะสภาพปัญหาอย่างนี้นะครับ การไม่ให้ความสำคัญโดยเท่าเทียมกัน เมื่อสักครู่ ท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งได้ชี้แจงยกกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๐ ก็คือทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ต้องได้รับการคุ้มครองสามารถที่จะประกอบศาสนกิจตามหลักศาสนาของตนเองได้ ท่านประธานทราบไหมครับว่าคำว่า ชาติพันธุ์ ผมไม่อยากให้เป็นเพียงนามธรรมนะครับ อยากให้มีความสำคัญที่เป็นรูปธรรมชัดเจนแล้วก็ให้มีการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ กลุ่มชาติพันธุ์มลายู ถ้าพูดถึงกลุ่มชาติพันธุ์มลายูแล้วมันจะโยงถึงเรื่องของศาสนา แต่ผม เรียนให้ท่านกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่ากลุ่มชาติพันธุ์มลายูตอนนี้เมื่อรายงานฉบับนี้ ไม่ได้กล่าวถึง ผมขออนุญาตพูดถึงเวลาที่เหลืออยู่นี้ให้ท่านได้รับทราบว่ากลุ่มชาติพันธุ์มลายู ตอนนี้มันยึดโยงถึงศาสนา ยึดโยงถึงภาษา ภาษามลายู ความเป็นอัตลักษณ์ของพี่น้องตอนนี้ มันกลายเป็นถูกมองในมิติของความมั่นคงไปหมด การให้ความสำคัญที่ไม่เท่าเทียมกันกับ ผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองยังคงเป็นปัญหาคาราคาซังอยู่ การศึกษาของพี่น้องมลายูตอนนี้ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ถ้าวัดการศึกษาแล้วระดับประเทศถือว่าต่ำที่สุด แต่ก่อนอยู่ที่อันดับ ๖๐ กว่า ตอนนี้ลงมาอยู่ที่อันดับสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษาและเศรษฐกิจ รายได้ต่อครัวเรือนก็ต่ำมันเกิดอะไรขึ้นครับ เสียดายที่คณะกรรมาธิการไม่ได้ศึกษาสิ่งเหล่านี้ เพราะถือว่ากลุ่มชาติพันธุ์มลายูก็ต้องได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ เรากำลังจะแก้รัฐธรรมนูญในวันข้างหน้า แต่ตราบใดที่ยังคงใช้บังคับรัฐธรรมนูญ ฉบับ ปี ๒๕๖๐ ในมาตรา ๗๐ พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์มลายูใน ๓ จังหวัดก็ต้องได้รับการคุ้มครอง ที่เห็นชัดก็คือในเรื่องอาหารกลางวันตาดีกา ผมแล้วก็ ส.ส. พรรคประชาชาติเรียกร้อง มาตลอดว่าให้รัฐบาลให้ความสำคัญการศึกษาในระดับจริยธรรมที่มีอยู่แล้วก็ไม่เหมือนใคร เพราะวันเสาร์ วันอาทิตย์ลูกหลานพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เขาต้องเรียนโรงเรียน ตาดีกาประจำมัสยิด อาหารกลางวันต้องหากินเอง บางโรงเรียนต้องเลี้ยงปลา บางโรงเรียน ต้องเก็บขวดเพื่อนำรายได้มาเป็นอาหารกลางวันให้กับลูกหลาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ผมอยากเป็นข้อเสนอแนะให้กับทางคณะกรรมาธิการบันทึกในรายงานฉบับนี้ว่ามันยังมี ข้อตกหล่น ข้อบกพร่องในเรื่องของชาติพันธุ์มลายู โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้พยายาม มีคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามเอาเรื่องความเป็นชาติพันธุ์มลายู มีคนกลุ่มหนึ่งพยายาม เอาเรื่องของศาสนาอิสลามเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราในฐานะที่เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรฝ่ายนิติบัญญัติก็ต้องหันมาสนใจในเรื่องเหล่านี้ เพราะว่าผมมองแล้ว ถ้าหากปล่อยปละละเลยให้มีการสื่อสารโดยที่มีการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไม่เป็นความจริง นาน ๆ เข้ามันจะไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของปัญหาความไม่สงบ ตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งพยายาม ที่จะนำเรื่องความเป็นชาติพันธุ์มลายู เรื่องศาสนาเป็นเรื่องที่แปลกแยกออกจากประเทศไทย ให้มองว่าคน ๓ จังหวัดศาสนาอิสลามเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจ โดยอาศัยสื่อโซเชียล (Social) ในยุคปัจจุบันเป็นตัวสื่อนำ เป็นเรื่องที่อันตรายมาก แล้วก็ ผมอยากให้มีการศึกษาเพิ่มเติม แล้วก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาดูแลเรื่องเหล่านี้ อย่างจริงจังเสียที เพราะอยากให้พี่น้องความเป็นชาติพันธุ์มลายูในประเทศไทยนี้มีความรู้สึกว่า ถูกบังคับใช้กฎหมายโดยเท่าเทียมกันเหมือนคนอื่น ๆ ในภาคอื่น ๆ เช่นกัน ขอขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ผมขออนุญาตให้คุณภาคภูมิ บูลย์ประมุข นะครับ แล้วเดี๋ยวจะให้กรรมาธิการได้ชี้แจง อีกท่านหนึ่ง เชิญเลยครับ🔗

นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข ตาก

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ จากรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่อง สภาพปัญหาและแนวทาง ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีกลุ่มชาติพันธุ์เป็นจำนวนมาก กลุ่มชาติพันธุ์ของจังหวัดตาก มีทั้งหมด ๑๒ กลุ่มชาติพันธุ์ มีปกาเกอะญอ ม้ง ลาหู่ จีน ลาซู อาข่า อิ้วเมี่ยน ไทใหญ่ ไทยอีสาน ไทยเชื้อสายจีน ไทเหนือ มอญ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้คิดเป็นประชากรก็ ๑ ใน ๓ ของจังหวัดตาก ฉะนั้นจังหวัดตากถือว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีประชากรที่อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์เยอะมากนะครับ🔗

จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็จะเห็น ได้ว่าทางคณะกรรมาธิการก็ได้ศึกษาในเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ค่อนข้างที่จะมีความละเอียด พอสมควร โดยเฉพาะการลงพื้นที่จังหวัดตากอยู่ครั้งสองครั้ง ท่านก็จะได้ทราบปัญหาต่าง ๆ ดังนั้นผมอยากจะสรุปปัญหาในพื้นที่ให้รับทราบได้ชัดเจนอีกครั้งนะครับ ปัญหาที่เกิดจาก กลุ่มชาติพันธุ์ถ้าเราพูดถึงเรื่องหลัก ๆ ก็คือเรื่องความเข้าถึงโอกาส ความเท่าเทียมของ กลุ่มบุคคลเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำกิน เรื่องสาธารณูปโภค เรื่องการเข้าถึงสิทธิ ขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้รับจากภาครัฐ🔗

เรื่องที่ดินทำกิน กลุ่มชาติพันธุ์ผมเชื่อว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในเขตพื้นที่ ทับซ้อนกับป่า ก็จะเถียงกันไปมาว่าใครอยู่ก่อน ใครอยู่หลัง ใครออกเอกสารก่อน ใครออก เอกสารหลัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้คุยกันไม่จบ ฉะนั้นภาครัฐควรจะทำสิ่งเหล่านี้ให้มีรูปธรรมที่ชัดเจน การทำ คทช. ที่จะถึงของรัฐบาล ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้ทำมาตั้งแต่ สมัยรัฐบาลที่แล้วต่อเนื่องรัฐบาลนี้ กำลังจะแก้กฎหมายกระทรวง ทบวง กรมให้ขึ้นตรงกับ สำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งมีความเป็นกลาง ผมว่าสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ เพราะว่าปัญหาที่ดินทำกินถ้าเกิดเขาไม่ได้สิทธิต่าง ๆ เขาก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยาจากภาครัฐ การขึ้นบัญชีเป็นเกษตรกร หรือแม้กระทั่งโครงการต่าง ๆ ที่ออกในช่วงเยียวยาของไวรัสโควิด (Virus COVID) เขาแทบทำไม่ได้เลยครับ เพราะว่าเขา ไม่มีเอกสารสิทธิ อยู่ในพื้นที่ป่าหมด🔗

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผมได้พูดหลายครั้งแล้วท้องถิ่นหลายท้องถิ่น ของจังหวัดตาก ผมยกตัวอย่างองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก มี ๑๓ หมู่บ้าน มีประชากรเกือบ ๒๐,๐๐๐ คน ท่านประธานเชื่อไหมครับไม่มีไฟฟ้าใช้แม้แต่ หลังคาเดียว แม้แต่หลังคาเดียวนะครับ ตำบลบ้านนา พื้นที่ใหญ่มากกว่าจังหวัดภูเก็ต ครอบคลุมอยู่เหนือเขื่อนภูมิพล ประชาชนเสียสละทิ้งที่ดินเดิมขึ้นไปอยู่บนดอยเพื่อจะหนีน้ำ เสียสละให้กลุ่มคนพื้นล่างเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไม่มีไฟฟ้าใช้แม้แต่หลังคาเดียว เขื่อนที่เขา เสียสละพื้นที่ให้เป็นเขื่อนที่ผลิตไฟฟ้าได้อันดับ ๑ ของประเทศไทย แต่เขาไม่มีไฟฟ้าใช้ เหตุเกิดจากพื้นที่ป่า โชคดีมีโครงการในพระราชดำริหลายโครงการที่เข้าไปดำเนินการ เวลาจะทำงานก็ต้องอ้างเรื่องโครงการพระราชดำริ โครงการหลวง โครงการต่าง ๆ ถึงทำงานได้ สิ่งเหล่านี้ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญนะครับ ส่วนเรื่องวัฒนธรรม เรื่องความเป็นอยู่ต่าง ๆ ผมว่า ยังเป็นเรื่องรอง ถ้าเราแก้เรื่องพวกนี้ได้ในเรื่องไม่ว่าจะเป็นการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่า โดยเร่งด่วน มีความรวดเร็ว กระชับขึ้นสิ่งต่าง ๆ นี่จะเป็นแสงสว่างให้ชาวบ้านได้ลืมตา อ้าปากเข้าถึงต่าง ๆ โดยพื้นฐาน สัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณอินเทอร์เน็ต (Internet) แม้รัฐ จะทำเรื่องโครงการเน็ต (Net) ประชารัฐเอย เน็ต (Net) อะไรเอยต่าง ๆ แต่พอถึงเวลาก็ต้อง ขออนุญาตใช้พื้นที่ป่า โครงการกองทุนพัฒนาไฟฟ้าที่กำลังจะทำเป็นพลังงานทดแทนต่าง ๆ ก็ขออนุญาตใช้พื้นที่ป่า เลี่ยงกันแม้กระทั่งใช้โซลาร์เซลล์ (Solar cell) ขึ้นไปวางไว้บนหลังคา โรงเรียน ซึ่งมันเป็นเรื่องตลกมากนะครับ ซึ่งทำให้การทำงานค่อนข้างที่จะมีข้อจำกัด ในการทำงานของแม้กระทั่งภาครัฐหรือว่าทีมของเอกชนที่จะเข้าไปดำเนินงาน การเข้าถึง ผมขอยกตัวอย่างนิดหนึ่งในเรื่องการเข้าถึงเรื่องสัญญาณโทรศัพท์ ตอนนี้โครงการคนละครึ่ง ฮ็อต (Hot) มาก สามารถทำให้ประชาชนได้รับโอกาสเท่า ๆ กัน ตั้งแต่รากหญ้าจนถึงข้างบน แต่ท่านเชื่อไหมครับ กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ตรงนี้ได้สิทธิเหมือนกัน แต่เขาไม่มีสัญญาณที่จะเข้า ในการลงทะเบียน นี่ครับเรื่องใกล้ ๆ ตัว เรื่องล่าสุดเลย มันทำให้โอกาสที่เขาจะได้รับ ความเท่าเทียมน้อยมากเรื่องต่าง ๆ ผมในฐานะเป็นผู้แทนของคนกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ ของจังหวัดตากพอสมควร ผมก็อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการที่เข้าไปศึกษาเรื่องนี้เน้นย้ำ เรื่องเหล่านี้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ท่านจะนำกลับไปพัฒนาต่าง ๆ ขอให้ประชาชน ทั่วไปในประเทศไทย เลิกมองว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นกลุ่มที่อยู่หลังเขา เป็นกลุ่มด้อยโอกาส หรือว่าเป็นกลุ่มที่สร้างปัญหา ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าก็โทษกลุ่มชาติพันธุ์ ยาเสพติดปลูกฝิ่น บนดอยก็กลุ่มชาติพันธุ์ บุกรุกป่าก็ชาติพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้ผมเชื่อว่าเขามี การปรับเปลี่ยน เขาส่งลูกเขาออกไปเรียนข้างนอกจบปริญญาตรีเยอะแยะมากมาย คนกลุ่ม เหล่านี้เป็นคนที่สามารถสร้างให้ประเทศชาติได้เยอะแยะมากมายนะครับ ก็ขอให้ท่านเน้นย้ำ โดยเฉพาะกรรมาธิการเสนอรายงานของท่านไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของรัฐบาล ชุดนี้ ให้เขากลับมามองจุดนี้แก้ปัญหาให้ถูกจุดนะครับ ถ้าท่านแก้ปัญหาไม่ถูกจุด กลุ่มชาติพันธุ์ ก็จะยังอยู่อย่างนี้ ได้รับโอกาสที่ได้รับการเยียวยา เข้าถึงสาธารณูปโภคต่าง ๆ อย่างที่ผม กล่าวมาข้างต้นไม่เท่าเทียมกันตลอดไปครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ผมขออนุญาตให้พรรคเพื่อไทยสักท่านนะครับ ท่านจิรายุมาแล้วครับ เชิญครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ขออภัย ท่านประธานเมื่อสักครู่นี้ลงไปรับเรื่องราวแถลงข่าวร้องทุกข์อยู่ครับ ท่านประธานครับ ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุนครับ ชื่อยาวหน่อยครับ แต่ว่ารับเรื่องราวร้องทุกข์กับพี่น้องคนไทย จำนวนมากผมไม่อยากเรียกว่าชาติพันธุ์นะครับ เพราะว่าไปทีไรก็เห็นถือบัตรประชาชนคนไทย เป็นคนไทยครับ กรรมาธิการคณะของเรานี่นะครับ นำโดยท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แล้วก็ พูดกันในที่ประชุมพรรคกันโดยตลอดครับว่าการแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืนนี่ พรรคเพื่อไทยจะต้อง เป็นธงในการนำ เนื่องจากหลายจังหวัดอยู่ในชายขอบของประเทศไทยครับ เมื่อสัปดาห์ ที่แล้วท่านประธานครับที่หยุด เราไม่ได้มีประชุมนี่นะครับ คณะกรรมาธิการคณะผมลงไปที่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ไปที่อำเภอปางมะผ้า ไปที่ขุนยวม ไปทำอะไรครับท่านประธานครับ ไปเพราะว่ามีพี่น้องประชาชนคนไทยที่เขาไม่ได้รับสิทธิและโอกาสดีเหมือนกับคนในเมืองกรุง ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีน้ำประปา ไม่มีน้ำประปาพอทำเนาท่านประธานครับ พึ่งพาฟ้า ฝน ระบบน้ำบาดาลได้ แต่ไม่มีไฟฟ้าใช้นี่มันเป็นเรื่องที่แก้ไขได้แต่กฎหมายไม่เคยแก้ไขให้เขาครับ ผมพูดอยู่เสมอว่าเสียดายตอนปฏิวัติรัฐประหาร ไม่ได้ชื่นชมการปฏิวัตินะครับ แต่ว่าเมื่อท่าน พลเอก ประยุทธ์ปฏิวัติมา ท่านมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช. ผ่าน ๓ วาระรวด หลายกฎหมายหลายฉบับด้วยกัน แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับที่ผมจะพูดนี้จะสะท้อนไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีครับว่า ๒ เดือนที่แล้วผมไปที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ไปที่แม่ระมาด ที่จังหวัดตาก ลักษณะเช่นเดียวกันเลยท่านประธานครับ ก็คือว่าพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ดั้งเดิมก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตป่าไม้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือที่เขาเรียกกันว่าลุ่มน้ำที่ ๑ ลุ่มน้ำที่ ๒ เป็นเรื่องที่ดีครับ ที่เราจะต้องส่งเสริมเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องที่แย่สำหรับ พี่น้องประชาชนที่เขาเคยอยู่กันมาก่อนหน้านี้ครับ เราแยกไม่ออกครับว่าใครเกิดมาตั้งแต่ บรรพบุรุษ ใครอพยพถิ่นฐาน เพราะว่าเส้นแบ่งเขตประเทศคือเรื่องสมมุติ มันเป็นสิ่งที่ เราสมมุติกันขึ้นมา เขาอยู่กันมาร้อยปี พันปี แต่เมื่ออยู่ในเขตประเทศไทยแล้วรัฐต้องพึงจัด สวัสดิการตามรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้ครับ ผมไป ท่านประธานครับ เมื่อ ๒ วันก่อน ก่อนกว่าจะกลับมาประชุมสภาครับ เขาพาผมขึ้นรถตู้ไปประมาณสักเกือบ ๓ ชั่วโมง ไปถึงก็ไปนั่งโฟร์วีล (Four wheel) อีก ๒ ชั่วโมงกว่า ไปถึงโฟร์วีล (Four wheel) ท่านประธานครับ พาผมเดินไปอีกชั่วโมงครึ่ง กรรมาธิการบางท่านไม่ไหวก็ต้องนั่งรอที่รถ ผมก็พอถ่อสังขารไปได้ก็ปรากฏไปเห็นอะไรรู้ไหมครับท่านประธานครับ หมู่บ้านนี่ มีโรงพยาบาลครับ เรียบร้อยเหมือนที่เราเห็นมีป้ายโรงพยาบาลชัดเจนเหมือนเราไปตาม ต่างจังหวัด มีโรงเรียนครับท่านประธานครับ มีอุปกรณ์ต่าง ๆ ทุกอย่างครบหมด ยกเว้น ไฟฟ้าครับ คำถามก็คือผู้อำนวยการโรงพยาบาลมาจากไหนครับ กระทรวงสาธารณสุขครับ ผู้บริหารโรงเรียนที่ไปต้องอยู่ในถิ่นทุรกันดารมาจากไหนครับ กระทรวงศึกษาธิการ พ่อกระทรวงทั้ง ๒ กระทรวงนี้ท่านต้องตระหนักนะครับว่าลูกน้องของท่านหรือข้าราชการ ที่รับใช้แผ่นดินนี้เขามีความยากลำบากครับ ไม่มีใครอยากย้ายไปอยู่หรอกครับ ปรากฏว่า เหตุผลที่ไม่มีไฟเพราะชุมชนต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมาก่อนที่จะมีการประกาศเขตรักษาพันธุ์ สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ และเขตลุ่มน้ำที่ ๑ ลุ่มน้ำที่ ๒ ก็ว่ากันไปตามกฎหมายเก่าครับ พอผมไปประชุมร่วมกับชาวบ้าน ส่วนงานราชการ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนมา ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดตากมา รองผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมา รองผู้ว่าการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคมา อบต. อบจ. นายอำเภอมานั่งกันโต๊ะใหญ่เลยท่านประธานครับ โดยสรุปแล้ว ก็คือว่าไม่มีใครเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศนี้ ปัญหาคืออะไรครับ หมู่บ้านต่าง ๆ มีคนอยู่เป็นพันคนไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา แต่มีถนนคอนกรีตเข้าไป บ้างก็เป็นทางลาดยางครับ ผมก็ถามรองผู้ว่าการไฟฟ้าว่าทำไมท่านไม่ทำ เขาบอก ท่าน ส.ส. จิรายุ อยากทำใจจะขาดแต่ติดกฎหมายของกรมอุทยานแห่งชาติ ติดกฎหมายของ กรมป่าไม้ ปี ๒๔๘๕ ท่านประธานครับ ผมยังไม่รู้อยู่ที่ไหนเลยตอนนั้น ยังใช้กันจนถึงทุกวันนี้ และประกาศเป็นเขตลุ่มน้ำที่ ๑ ลุ่มน้ำที่ ๒ แล้วไปเกี่ยวอะไรกับการไฟฟ้าครับ การไฟฟ้า บอกว่าถ้าเกิดพื้นที่ไหนอยู่ในลุ่มน้ำที่ ๑ ลุ่มน้ำที่ ๒ ต้องทำผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือที่เราเรียกกันว่าอีไอเอ (EIA) และถ้าเกิดอยู่ในกรมอุทยานแห่งชาติล่ะ พื้นที่เขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่าล่ะ พื้นที่ของป่าไม้ล่ะ ก็ทำอี (E) เหมือนกันครับ แต่มันอี (E) หลากหลาย ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เรียกตัวย่ออีไอเอ (EIA) มันจะมีอีไออาร์ (EIR) อีไอโอ (EIO) อะไรต่าง ๆ ก็ว่ากันไปครับ โดยสรุปแล้วก็คือไฟฟ้าทำไม่ได้ครับ ผมก็ถามว่าไฟฟ้าที่คุณ ปักเสาพาดสายเข้าไปนี่มันไปรบกวนป่าขนาดไหน เขาก็ตอบผมครับบอกว่าท่านประธาน จิรายุครับ มันเดินตามถนนนะท่านประธานในต่างจังหวัด มันไม่ได้ไปแหวกตัดกลางป่าเข้าไป ที่ไหนล่ะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือข้อกฎหมายเก่า ๆ ซึ่งมันไม่ได้รับการพัฒนา เอาละเราเข้าใจ ได้ว่าพอเราเอาไฟเข้าไปเดี๋ยวชุมชนจะขยาย เดี๋ยวจะไปยึดพื้นที่ เดี๋ยวจะไปโน่น จะไปนี่ ใช้คำว่าเป็นผู้บุกรุกบ้าง แต่ถ้าเกิดรัฐตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องซึ่งมีอยู่เกือบ ๗ ล้านคน คนทั่วประเทศ มันต้องเร่งแก้ไขโดยการแก้ไขกฎหมายโดยรัฐสภาแห่งนี้ครับ ท่านประธานครับ รายงานผมกำลังเขียนอยู่ จริง ๆ แล้วกะจะเอาเข้าในก่อนปีใหม่แต่คิดว่า น่าจะเป็นต้นปี🔗

ประเด็นที่ ๑ ก็คือรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเรียกกระทรวง เกษตรและสหกรณ์มาพูดคุย ต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทยดูแล การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ประปามาพูดคุยกัน เรียกกรมการปกครอง เรียกกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ด้วยกันทั้งนั้น มันจึงเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น ในประเทศไทยซึ่งเกิดความเหลื่อมล้ำ ท่านประธานครับ เวลาท่านคณะกรรมาธิการ บนบัลลังก์ท่านพูดถึงคำว่า ชาติพันธุ์ ผมไม่ค่อยอยากพูดครับ อันนั้นเป็นอัตลักษณ์ ในท้องถิ่นของท่าน แต่งกายคล้ายกัน แต่ท่านคือคนไทย ท่านเสียภาษีไปซื้อของ ท่านก็ ๗ เปอร์เซ็นต์เหมือนพวกผมนี่ละ ผมเป็นคนกรุงเทพฯ แท้ ๆ ท่านประธานครับ แต่พอไปแล้วรู้สึกว่ามันสะท้อนใจ รัฐต้องเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาเรื่องไฟฟ้า สาธารณูปโภคสำคัญครับ ท่านเข้าไปท่านบอกว่าเมืองนี้ขยายไม่ได้แล้ว ท่านก็จดทะเบียนสิครับ ท่านขึ้นทะเบียนสิครับ มีร้อยหลังคาเรือนแล้วจะเพิ่มจากนี้ไม่ได้ ที่ดินอยู่ตรงไหน มันเขียนได้นี่ครับ เดี๋ยวนี้มันมีกูเกิลเอิร์ท (Google Earth) มันมีกูเกิลแมปส์ (Google Maps) สารพัด ปรากฏว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบอกว่าค่าทำอีไอเอ (EIA) เป็นล้านท่านประธานครับ แล้วใช้เวลาครับ วันหนึ่งผมเชิญท่านอธิบดีกรมอุทยาน ท่านอธิบดีกรมป่าไม้ ส่งผู้แทน มาประชุมที่สภานี้ครับ ท่านตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ท่าน ส.ส. จิรายุครับ จริง ๆ แล้ว มันก็อะลุ่มอล่วยข้อบังคับได้ ผมพูดไว้ ท่านประธานครับ อย่าไปบอกใครนะครับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบางที่ทำเสา ลากสายเข้าไปให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ให้ผู้ที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีไฟฟ้าใช้ครับ ผมก็ถามต่อผิดกฎหมายไหม ส.ส. อย่าไป บอกใครครับ มันเป็นการอะลุ่มอล่วยกันระหว่างพื้นที่ นี่ครับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สภาผู้แทนราษฎรต้องเร่งแก้ไขเรื่องแบบนี้ ผมนี่ไป ท่านประธานครับ พอเข้าไปเห็นรู้สึก ตกใจ ปรากฏว่าวิธีการง่าย ๆ ครับ ถ้ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือว่าแม้กระทั่งกรมอุตสาหกรรมที่ดูเรื่องของ บริษัทที่ไปทำเรื่องสำรวจอีไอเอ (EIA) มาพูดคุยกัน นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหา เรื่องแบบนี้จะง่ายมากครับ ทุกวันนี้ถือกฎหมายคนละฉบับ ทำไม่ได้ ผลิตเข้ามาไม่ได้ ปักเสา มามันต้องทำอีไอเอ (EIA) นะ คุณอยู่ลุ่มน้ำที่ ๑ นะ คุณอยู่ลุ่มน้ำที่ ๒ นะ คุณต้องใช้เงินเท่านี้นะ ไปเก็บกับชาวบ้าน ๗๕,๐๐๐ บาทอีกท่านประธานครับ ผมจึงบอกเลยว่าคำว่า กลุ่มชาติพันธุ์นั้น ผมเรียกว่าเป็นคนไทยทั้งประเทศ เราอยู่ในกรุงเทพฯ เราลืมโทรศัพท์มือถือ อยู่ที่บ้านเรากระวนกระวายใจเราต้องรีบกลับไปเอา ไฟดับแค่ครึ่งชั่วโมงโวยวายจะเป็นจะตาย น้ำไม่ไหลไม่รู้ชีวิตจะทำอย่างไร แต่พอไปนี่ ท่านประธานครับ รู้สึกอึดอัดใจ และอยากเรียน คณะกรรมาธิการว่าถ้าท่านได้ทำอย่างที่จิรายุได้พูดไว้ และประสานกับกรรมาธิการคณะผม ซึ่งติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด มีท่านมานพเมื่อสักครู่นี้ได้อภิปรายก็ไปด้วยกันทุกที เห็นแล้ว ก็ลำบากใจ จึงฝากเรียนไปยังท่านประธานครับว่า ๑. ถ้ารัฐสภาไม่เร่งแก้ไขปัญหาเรื่องของ กฎหมายเก่า โบราณคร่ำครึ ๒๔๘๕ ยังบังคับใช้ท่านประธานครับ ไม่เร่งแก้ไขด้วยระบบ บูรณาการที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดนักพูดหนาว่ารัฐบาลฉันเป็นรัฐบาลบูรณาการ นี่ละครับคือ ต้นแบบของคำที่บอกว่าไม่ใช่บูรณาการเลย และผมคาดหวังว่านับจากนี้ไปจนถึงกลางปีหน้า ประเทศไทยจะไม่มีคำว่าพี่น้องชาติพันธุ์ด้อยโอกาส หรือว่าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเท่ากับ คนเมืองครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณนะครับ ท่านกรรมาธิการเชิญเลยครับ🔗

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานนะครับ ผม สุรพงษ์ กองจันทึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับ มอบหมายจากท่านประธานกรรมาธิการช่วยมาชี้แจงนะครับ ต้องขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ค่อนข้างมากนะครับ แล้วก็เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับ สภาผู้แทนราษฎรของเราที่เรามีคำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ อยู่ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีกรรมาธิการ สามัญซึ่งต้องทำงานเรื่องเหล่านี้ตลอดไปนะครับ งานนี้ถือว่าเป็นงานชิ้นแรกที่คณะกรรมาธิการ เราได้เริ่มศึกษา แล้วก็มีการรายงานเข้าสู่สภาชุดนี้ ดังนั้นชุดแรกก็อาจจะมีข้อบกพร่องอะไร อยู่บ้าง อาจจะขาดตกอยู่บ้าง ซึ่งเราก็จะพยายามปรับปรุงในการทำที่จะให้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น นะครับ🔗

ผมขอเรียนครับว่า เรื่องแรก เราเห็นด้วยที่จะใช้คำว่า ความหลากหลาย ทางชาติพันธุ์ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์หมายความว่ามันต้องหลากหลายครับ ไม่ใช่ว่าจะมีแค่กลุ่มเดียว ความหลากหลายนำไปสู่ความเจริญของคน คนมันต้องหลากหลาย โดยความหลากหลายนี่ไม่มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหนือกว่ากลุ่มอื่น แต่เราพบว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์ ในบ้านเราจำนวนหนึ่งซึ่งอาจเข้าถึงสิทธิในบางเรื่องด้อยกว่าคนอื่น ฉะนั้นเราจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องให้คนเหล่านี้ได้เข้าถึงสิทธิอย่างเสมอภาคกับคนอื่นโดยไม่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญของเราอยู่แล้วนะครับ การที่เราออกกฎหมาย มีกฎระเบียบ มีขั้นตอน บางขั้นตอน ให้คนหรือให้กลุ่มบางกลุ่มได้มีสิทธิเท่ากับกลุ่มอื่นไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงในทั้งหมด ๖ ประเด็นนะครับ🔗

ประเด็นแรก คือเรื่องความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเข้าใจกันว่าเห็นตรงกันแล้วนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของกรณีในพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งหลายท่านให้ความกังวล ในเรื่องเหล่านี้นะครับ เราพบว่ากลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากอยู่มาก่อน และในคำพิพากษาของ ศาลปกครองสูงสุดและศาลฎีกาทั้งกรณีชาวบ้านคลิตี้ ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยง หรือชาวบ้านปู่คออี้ที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ที่ถูกเผาบ้าน ศาลปกครองสูงสุดและศาลฎีกาได้ถือว่าชาวบ้านกลุ่มนี้ เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม หมายความว่าคนเหล่านี้เป็นคนดั้งเดิมครับ เขามีสิทธิในการจัดการ ในพื้นที่ของเขา ซึ่งเรื่องนี้จะเอามาใส่ในกฎหมายอย่างไร เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าถึงสิทธิ ในฐานะที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมตามคำพิพากษาของศาลนะครับ🔗

ประเด็นต่อมา เรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องนะครับ มีหลายท่านพูดถึง เรื่องของกฎหมายร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ก็ดี ร่าง พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยก็ดี คณะกรรมาธิการกำลังทำเรื่องเหล่านี้อยู่ครับ ดังที่เรา ศึกษาแล้วพบว่ามีกฎหมายจำนวนมากที่กำลังจะยกร่างเพื่อนำมาสู่การที่ให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้มี สิทธิได้รับการยอมรับในฐานะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ แล้วก็กฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ อยู่ในยุทธศาสตร์ของชาติอยู่แล้วด้วย ก็พยายามที่จะรวบรวมกฎหมายเหล่านี้เอาสภาพ ปัญหาที่เราได้พบเจอเอามาใส่ไว้ในกฎหมายเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเรื่องเหล่านี้นะครับ เช่น ที่หลายท่านพูดถึงเรื่องของสิทธิที่จะเข้าถึงเรื่องของสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีอินเทอร์เน็ต (Internet) ใช้ทำนองนี้ครับ ซึ่งมันไปติดขัดในกฎหมายปัจจุบันอยู่ ทำอย่างไรที่จะออกกฎหมายให้คนเหล่านี้ได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานเรื่องเหล่านี้ ซึ่งสิทธิ ขั้นพื้นฐานเหล่านี้คนไทยทุกคนต้องได้รับอย่างเสมอภาคกัน แต่ปรากฏว่าคนในเมืองได้รับเรื่อง เหล่านี้ แต่คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลออกไป กลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงเรื่อง เหล่านี้ได้ แต่ต้องย้ำครับว่าอันนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะที่เป็นคนทุกคนต้องได้รับอย่าง เท่าเทียมกัน🔗

เรื่องต่อมาครับ เรื่องของการทำกิน เรื่องเหล่านี้หลายกรรมาธิการก็มี การศึกษาเรื่องเหล่านี้อยู่ กรรมาธิการเรายินดีที่จะประสานงานที่จะให้คนเหล่านี้ซึ่งเป็นคน ดั้งเดิมอยู่แล้วได้รับสิทธิในการที่จะทำกินอย่างไร ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐ หน้าที่ของ ประเทศชาติอยู่แล้วที่ต้องให้คนทุกคนทำกินได้ เพราะการทำกินถือว่าเป็นการเลี้ยงชีพชอบ ตามหลักศาสนาพุทธ เลี้ยงชีพชอบหมายความว่าถ้าเราไม่ให้เขาทำกิน เรากำลังฆ่าเขา อันนี้ ก็เป็นเรื่องสำคัญครับ ทำอย่างไรที่จะให้คนทุกคนสามารถเลี้ยงชีพอย่างสุจริตตามวิถีชีวิตของ เขาได้🔗

ประเด็นต่อมาครับ ท่าน ส.ส. ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ท่านพูดถึงกรณีมานิที่พัทลุง ซึ่งยังเข้าถึงสิทธิตรงนี้น้อยมาก ต้องเรียนว่าคณะกรรมาธิการเราได้ไปเยี่ยมมาแล้ว ท่านประธานของเราอายุก็สูงแล้ว ขึ้นเขา ฝนก็ตก เดินไปถึงหมู่บ้านที่เขาอยู่เลยครับ เพื่อไป รับทราบสภาพปัญหาว่าชาวมานิเขาเป็นอย่างไร และเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาเราก็ไปเยี่ยม ชาวมานิอีกที่หนึ่งครับที่จังหวัดตรังซึ่งเป็นกลุ่มที่ย้ายมาจากที่อื่นมาอยู่ทั้งหมด ๑๗ คน ก็ได้รับความร่วมมือจากทางอำเภอละงู จังหวัดตรัง ที่ทำบัตรประจำตัวประชาชนให้ และทางโรงพยาบาลละงูก็เข้ามาดูเรื่องสวัสดิการและทำบัตร ๓๐ บาท สวัสดิการเรื่องของ ผู้สูงอายุหรือว่าเรื่องของเด็ก ๆ อย่างไร ก็ต้องขอบคุณหลายหน่วยงานที่เข้ามาพยายามประสานงาน ในการแก้ไขปัญหาเรื่องเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามครับกรรมาธิการทราบดีว่ายังมีคนจำนวน มากที่ยังตกหล่นเรื่องเหล่านี้อยู่ซึ่งเราต้องผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อไปด้วยนะครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับ กรณีที่พูดถึงชาวมลายู ต้องเรียนว่าชาวมลายูก็ยังเป็นหนึ่ง ใน ๖ ล้านกว่าคน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในทั้งหมด ตอนนี้ต้องใช้คำว่า เกือบถึง ๗๐ กลุ่มแล้ว ที่เรามีการค้นพบแล้วนะครับ เป็นกลุ่มหนึ่งครับที่เราถือว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องได้รับ การดูแลเช่นเดียวกันนะครับ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาเราอาจจะยังไม่สามารถเข้าไปถึง กลุ่มเหล่านี้มากนัก ก็เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการเราจะเข้าไปดูเรื่องเหล่านี้ต่อไปนะครับ เพราะว่ากรรมาธิการเราต้องย้ำว่าเพิ่งตั้ง ท่านมีเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการของเรา เราก็ยินดีที่จะรับเรื่องเหล่านี้มาเพื่อที่จะช่วยกันดูแลตามอำนาจหน้าที่ของเราต่อไปครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป ท่านพีรเดช คำสมุทร ครับ🔗

นายพีรเดช คำสมุทร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพีรเดช คำสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคก้าวไกล ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่ทำรายงานสภาพปัญหาและแนวทางส่งเสริมคุ้มครอง กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยนะครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับพี่น้องชาติพันธุ์ ผมอาศัยอยู่ในอำเภอแม่สาย มีพี่น้องชาติพันธุ์หลายแสนคน มีกันอยู่ ๓๒ กลุ่มชาติพันธุ์ อยู่กันมา ตั้งแต่เกิด ในรายงานที่เราดูมันไม่มีตัวเลขรายละเอียดของการอัปเดต (Update) ล่าสุดของ พี่น้องชาติพันธุ์ทั้งจังหวัด แล้วก็ในรายจังหวัดและประเทศ สิ่งที่เราอ่านแล้วในรายงาน และผมอยากจะเสนอให้กับกรรมาธิการก็คือเรื่องการทำงานเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ ในการแก้ปัญหาของพี่น้องชาติพันธุ์ ทุกคนเข้าใจว่าปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียนเป็นคนทำงาน แต่ท่านรู้ไหมครับ ปลัดที่ทำงานเกี่ยวกับพี่น้องชาติพันธุ์ในการให้สัญชาติแกทำงาน หลายหน้าที่มากครับ ไม่ว่าจะเป็นตาย ไม่ว่าจะเป็นเกิด สมรส แล้วยังต้องมาเรียนรู้ เรื่องการแปลงสัญชาติอีกครับ ปัญหาคือเจ้าหน้าที่แต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากัน มีความรู้ไม่เท่ากัน ฉะนั้นการออกสัญชาติให้กับพี่น้องชาติพันธุ์จึงเกิดปัญหาครับ ในแต่ละพื้นที่ ไม่เท่ากัน อย่างอำเภอแม่สายนี่ปีที่ผ่านมาให้ไปจำนวนเป็นพันคนครับ แต่ไปในอำเภออื่น ที่ห่างไกลไม่สามารถที่จะออกได้เลย เนื่องจากปลัดอำเภอไม่มีความรู้ด้านนี้นะครับ ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้🔗

เรื่องที่ ๒ งบประมาณในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับพี่น้องชาติพันธุ์ ทุกท่าน ก็ทราบนะครับ ปี ๒๕๖๕ งบประมาณในการแก้ปัญหา ในการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) นี่ เพียง ๑๐ ล้านบาท ในการไปตรวจนี่ครั้งหนึ่งประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท มันตรวจได้ ประมาณแค่ ๓,๐๐๐ กว่าคน ๔,๐๐๐ คน ถ้าเกิดดูจากจำนวนของพี่น้องชาติพันธุ์ เป็นล้านคนนี่มันไม่พอนะครับ เป้าหมายของรัฐบาลผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ถ้าเกิด อ่านรายงานเล่มนี้แล้วจะแก้ได้หรือเปล่า ฉะนั้นผมจึงอยากเสนอให้ทางกรรมาธิการ ส่งรายงานเล่มนี้ แล้วก็ให้ทางรัฐบาลคนที่ดูแลดำเนินการอย่างเร่งด่วนเลยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ ตามมาตรา ๑๐ การที่พี่น้องชาติพันธุ์ที่เป็น ผู้หญิงแต่งงานกับคนไทย แล้วจะแปลงสัญชาติได้จะต้องมีเงื่อนไขเงื่อนไขหนึ่งที่มันยากมาก ก็คือต้องมีรายได้ ๔๐,๐๐๐ บาททั้ง ๒ คน แล้วต้องเป็นผู้เสียภาษีอย่างต่ำ ๓ ปีติดกัน ในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป ประเทศของผมได้ติดตามการขอแปลงสัญชาตินี่หลายเคส (Case) ครับ เราทำมา ๒ ปีครับ ปีที่ ๓ นี่ คือมีคนมาทำตั้งแต่เมื่อ ๒ ปีที่แล้วทำตามเงื่อนไขนี้ก็คือมีรายได้ ๔๐,๐๐๐ บาท ทั้ง ๒ คน ทั้งสามีและภรรยานะครับ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นพอมาปีนี้ครับปีที่ ๓ ที่จะเป็น ผู้เสียภาษีรอบที่ ๓ ตกงานครับ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงราย เนื่องจาก มีการแพร่ระบาดโควิด (COVID) ร้านอาหารหลายร้านครับ ต้องปิดเนื่องจากเฟกนิวส์ (Fake News) ต่าง ๆ เรื่องการระบาดซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นจริง จังหวัดเชียงรายเรารับได้ครับ จังหวัดเชียงรายเราปลอดภัยครับ แต่คราวนี้พอมันเกิดแพนิก (Panic) นี่นักท่องเที่ยว ไม่ไปเที่ยวนี่ร้านอาหารอยู่ไม่ได้ครับเพราะเขามีของสด เขามีค่าใช้จ่ายที่เขาจ่ายต่อวัน เขาไม่สามารถที่จะจ้างพนักงานได้ เขาเลิกจ้างครับ หนึ่งในนั้นคือผู้ที่ประสบปัญหา เรื่องการแปลงสัญชาติให้กับภรรยา ซึ่งเขาเป็นผู้เสียภาษีรวมกัน ๒ คนนี่ ๔๐,๐๐๐ นี่ ยากมากเลยนะครับท่านประธาน ปีนี้เขาไม่สามารถที่จะทำงานต่อและเป็นผู้เสียภาษีได้ ปัญหาตรงนี้จะต้องแก้ไขเพิ่มเติม ผมจึงอยากให้ทางกรรมาธิการเพิ่มเติมในส่วนของอัปเดต (Update) ล่าสุดเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการแปลงสัญชาติลงในรายงานด้วยนะครับ🔗

เรื่องสุดท้ายนะครับ คือเรื่องการแปลงสัญชาติสำหรับผู้สูงอายุ เมื่อก่อน หน้านี้ครับ พี่น้องชาติพันธุ์ที่จะแปลงสัญชาติสำหรับผู้สูงอายุนี่จาก ๖๕ ปี เป็น ๖๐ ปี ตอนนี้ เราแก้เป็น ๖๐ ปีเรียบร้อยแล้วครับ แต่ปัญหาที่มันเกิดขึ้นทางกรรมาธิการก็ได้รับรายงาน นะครับพี่น้องไทใหญ่ ไทลื้อ จังหวัดเชียงรายส่งรายงานเข้ามา เนื่องจากเมื่อการแปลง สัญชาติตอนอายุ ๖๐ ปี ผู้ที่แปลงแล้วนี่ไม่สามารถที่จะทำธุรกรรมอะไรได้เลย ก็หมายถึงว่า ตอนอายุ ๖๐ ปี ผมได้เป็นสัญชาติไทยเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าผมไม่สามารถทำธุรกรรม ไม่ว่า จะซื้อบ้าน ไม่ว่าจะซื้อรถ ไม่ว่าจะกู้เงินทำอะไรไม่ได้นี่ พี่น้องชาติพันธุ์เลยแจ้งมา แล้วบอกว่า เราขอลดเงื่อนไขตรงนี้เป็นการแก้ที่อายุ ๕๕ ปีได้หรือเปล่า ตรงนี้ผมอยากให้เพิ่มเข้าไป ในรายงาน ก็ต้องขอขอบคุณทางกรรมาธิการนะครับที่ได้มีรายงานดี ๆ อย่างนี้ แล้วอยากให้ ทางกรรมาธิการนี่ส่งรายงาน แล้วก็ให้ทางรัฐบาลหรือผู้ที่ดูแลนี้ครับเร่งด่วน แก้ปัญหา อย่างเร่งด่วนเพื่อพี่น้องชาติพันธุ์ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย🔗

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอชื่นชม คณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ได้จัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมาแล้วก็นำมาเสนอต่อสภา ซึ่งใน หลายเรื่องนี่เป็นเรื่องซึ่งเขียนไว้ในข้อสังเกต แล้วก็มีข้อเท็จจริงซึ่งทำไว้ได้ดีมากนะครับ แล้วก็สมควรที่จะส่งไปยังรัฐบาลที่คณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะดำเนินการต่อไปครับ🔗

ประเด็นเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์นี่ความจริงแล้วเป็นประเด็นซึ่งค่อนข้างจะเป็น เรื่องที่เรียกว่าใหม่สำหรับการบริหารราชการแผ่นดินในประเทศไทยตลอดระยะเวลาหลายปี ที่ผ่านมานะครับ ประเด็นเรื่องของการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลาย มันเป็นเรื่องที่ต้อง ปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ครับ แล้วในรายงานฉบับนี้ได้มีการอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีมติหนึ่ง ก็คือ มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ปี ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นมติ ครม. ชุดที่มีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กระทรวงวัฒนธรรมในขณะนั้นก็คือ คุณธีระ สลักเพชร อดีต ส.ส. จังหวัดตราด ผมเองก็เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นซึ่งให้การรับรองมติ คณะรัฐมนตรีฉบับนี้ด้วย ต้องเรียนท่านประธานครับว่าแนวคิดกรรมาธิการกับแนวคิดของมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ตรงกัน มันเป็นเรื่องของการปรับแนวคิดใหม่ จากการเอารัฐเป็นใหญ่ แล้วก็กำหนดทุกอย่างจากส่วนกลาง เป็นการไปยอมรับสิทธิความมีอยู่ ความมีตัวตน ความมีอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายที่มีอยู่ในสังคมไทยของเรา เราคงจำได้ถึงคำว่า สยามประเทศ นั่นก็คือความสวยงาม ความหลากหลายของพหุวัฒนธรรมที่มีในประเทศไทย แต่ที่ผ่านมารัฐเป็นใหญ่ มักจะกดทับสิ่งเหล่านี้เอาไว้ มติ ครม. เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ได้ถูกกำหนดไว้ภายใต้แนวคิดนี้ ซึ่งในขณะนั้นกำหนดเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นมาตรการ ฟื้นฟูระยะสั้นให้ดำเนินการใน ๖-๑๒ เดือน ซึ่งต้องยอมรับครับท่านประธานว่าดำเนินการ ด้วยความยากลำบากมาก เพราะยังมีกรอบแนวคิด ทัศนคติของระบบราชการเดิมของเรา ซึ่งฝังรากลึกอยู่ แล้วพยายามใช้กฎหมายที่มีลักษณะบังคับเป็นส่วนกลางไปดำเนินการ ซึ่งในหลายประเด็นมันใช้ไม่ได้กับกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น มติ ครม. วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ บอกว่าต้องสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยด้วยการจัดทำโฉนดชุมชน เพื่อที่จะให้เป็น เขตสังคมและวัฒนธรรมพิเศษสำหรับกลุ่มชาวเล หรือกลุ่มอื่น ๆ ที่มีการเขียนถึงเอาไว้ แต่ว่า ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีจนถึงวันนี้ครับ เรื่องนี้ยังไม่สำเร็จ กลายเป็นภาคประชาชนที่เป็น คนประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษเอง เรื่องนี้กระทรวงวัฒนธรรมควรรับไปและไปดำเนินการ ต่อนะครับ แม้กระทั่ง คทช. ยังไม่ใช่เป็นประเด็นเดียวกับประเด็นนี้นะครับ ซึ่งอันนี้ต้องมี การปรับ ในเรื่องอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันนะครับ ผมเรียนท่านประธานว่าในมติ ครม. วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ที่พูดถึงเรื่องมาตรการฟื้นฟูระยะสั้น มีการพูดถึงเรื่องการเข้าถึงทรัพยากร ก็คืออาชีพประมง การหาทรัพยากรตามชายฝั่งต่าง ๆ ซึ่งชาวบ้านที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เขาจำเป็นต้องมีเขตพื้นที่ของเขาด้วย เพราะไม่สามารถที่จะไปสู้ระบบของประมงขนาดใหญ่ได้ เรื่องนี้ก็ยังไม่ได้มีการกำหนดแนวทาง ทิศทางของกรมหรือกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อย่างเป็นรูปธรรมครับ เรื่องสาธารณสุขก็ดี เรื่องบัตรประชาชนซึ่งเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ในเวลานั้นครับ ยุครัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ มีกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่ อยู่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดินทางมาหน้ารัฐสภาในขณะนั้น เรียกร้องขอให้มี บัตรประชาชนเพราะเขาเป็นคนไทย แต่วันดีคืนดีมีการยกดินแดนให้กับทางประเทศอื่นไป กลุ่มคนเหล่านั้นซึ่งก็เป็นคนไทยก็กลายเป็นคนที่ไม่ใช่คนไทย เขาไม่ต้องการแปลงสัญชาติ แต่เขาอยากได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ตอนนั้นผมเป็นคนรับเรื่องมาครับ ในฐานะเป็น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ออกกฎหมายฉบับหนึ่งเรียกว่า พระราชบัญญัติ สัญชาติ ซึ่งเป็นฉบับที่ ๕ ทำงานร่วมกันหลายฝ่ายครับ แต่จนถึงบัดนี้กระทรวงมหาดไทยที่ทำ ทำไปได้เพียง ๗,๐๐๐ คน ยังตกค้างอีก ๑๕,๐๐๐ คน เป็นกระบวนการล่าช้าของ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยควรรับไปและไปดำเนินการนะครับ เรื่องอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันครับ ขณะนี้พี่น้องชาวเล มอแกน พี่น้องมอแกลน พี่น้องอื่น ๆ ก็ยังมีปัญหาเรื่องบัตรประชาชนอยู่ และกระทรวงมหาดไทยควรจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นเป็นวาระ และควรจะทำให้จริงจังด้วยนะครับ🔗

นอกจากนั้นแล้วมีอยู่ประเด็นหนึ่ง อาจจะดูเป็นประเด็นเล็ก ๆ แต่ผมคิดว่า มันเป็นประเด็นใหญ่เหมือนกัน มี ส.ส. อภิปรายไปแล้ว ก็คือที่ท่านไปพบพี่น้องที่เป็นกลุ่ม ชาติพันธุ์ แล้วเขาร้องเรียนเรื่องปัญหาค่าครองชีพที่มาจากเลขที่บ้านชั่วคราว ซึ่งเสียค่าไฟฟ้า มากกว่าอัตราที่เก็บจากเลขที่บ้านทั่วไป เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่กลุ่มชาติพันธุ์ท่านประธานครับ กลุ่มพี่น้องชุมชนริมทางรถไฟ คนซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ถูกป่าประกาศทับ ไม่ว่าป่ารุกคน คนรุกป่า เจอเรื่องมิเตอร์ไฟฟ้านี่กระอักทุกคนนะครับ เพราะกลายเป็นต้องใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ ชั่วคราว แล้วเก็บอัตราค่าไฟฟ้าที่แพงมากครับ ผมเองเคยยื่นเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการชุดคุณรังสิมา รอดรัศมี คือคณะกรรมาธิการ สวัสดิการสังคม แล้วเชิญการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง เชิญทางการประปา มาพูดคุยว่ากลุ่มคนที่เข้าไปอยู่ในที่เหล่านี้ หลายที่เขาไม่มีที่จะไป เพราะเป็นคนไร้ที่ทำกิน ก็ต้องไปอยู่ในที่ดินของรัฐ รัฐเองก็มีแนวทางจะแก้ไขปัญหาให้เขาแต่ความเหลื่อมล้ำคือกลุ่ม คนเหล่านี้ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราเดียวกับที่บริษัทก่อสร้างขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าเพื่อไปทำ รับเหมาก่อสร้างในตึกมันคือความไม่เป็นธรรมครับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตอบหนังสือกลับมา ในขณะนั้นว่าคณะกรรมการกิจการพลังงานมีการประชุมเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ปี ๒๕๖๓ บอกว่าได้แจ้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง ให้กำหนดหลักเกณฑ์ผ่อนผัน ให้กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในที่ราชการ เอกชน ป่าสงวน สามารถจัดเข้าเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท ถาวรได้ คือเหมือนคนทั่วไปแล้วจ่ายค่าไฟถูกกว่า แต่ปัญหามันไม่สุดท่านประธานครับ การไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคไปกำหนดหลักเกณฑ์ว่าคนที่จะไปขอใช้ไฟฟ้าในที่ประเภทเหล่านี้ต้องมีหนังสือ รับรองจากส่วนราชการซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ เช่น คนอยู่ในพื้นที่ป่าต้องไปขอหนังสือรับรอง จากกรมป่าไม้ คนที่อยู่ในที่รถไฟต้องขอหนังสือรับรองจากการรถไฟ ในข้อเท็จจริงไม่มีทาง ทำได้ครับ เพราะรถไฟก็บอกว่าต้องเช่าที่ก่อน แล้วก็ยังไม่มีนโยบายให้เช่า ป่าไม้ก็บอกว่า ยังเป็นป่าไม้ก็ยังไม่ให้ เพราะฉะนั้นที่กรรมการกำกับกิจการพลังงานทำหนังสือไปถึง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กับการไฟฟ้านครหลวง รวมถึงการประปาทั้งประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวงด้วย ยังไม่สามารถจะเป็นความจริงได้ การไฟฟ้าบางที่ ยกตัวอย่างเช่น การไฟฟ้าภูมิภาคอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ไม่ยอมรับคำขอใช้ไฟฟ้าของคนที่อยู่ในพื้นที่ เหล่านี้ด้วยซ้ำไป นี่คือความเหลื่อมล้ำที่ไปซ้ำเติมกดทับความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ก็ดีของกลุ่มคน ที่เป็นปัญหาเหล่านี้ด้วยในขณะเดียวกัน เพราะฉะนั้นท่านประธานครับผมจึงสนับสนุน รายงานของกรรมาธิการชุดนี้ครับ ที่สุดของข้อเสนอกรรมาธิการชุดนี้คือการไปออกเป็น กฎหมาย ซึ่งผมเข้าใจว่าคงรอมติ ครม. ซึ่งรอมา ๑๐ ปีแล้ว ให้เป็นรูปธรรมไม่ได้เลยอยากจะ ผลักดันกฎหมาย เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เป็นประเด็นท้าทายครับ สำหรับความคิดของ รัฐสมัยใหม่ ซึ่งต้องยอมรับความมีอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ เพราะนี่คือสิทธิชุมชนที่เขามี อยู่ทั้งโดยธรรมชาติและถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ผมจึงขออภิปรายเพื่อสนับสนุนรายงาน กรรมาธิการชุดนี้และอยากจะให้ส่งไปยังคณะรัฐมนตรีและปฏิบัติเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณสงวน พงษ์มณี อยู่ไหมครับ เชิญเลยครับ🔗

นายสงวน พงษ์มณี ลำพูน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ท่านประธานครับผมเห็นรายงานชิ้นนี้แล้วดีใจ เพราะว่าเรื่องเหล่านี้เราพูดกันมานานมาก บางระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ระเบียบนั้นก็ยังเป็นระเบียบที่ยังไม่มีการใช้อย่างจริงจัง ประเทศเราเราปกครองโดยระบบ กฎหมายท่านครับ ข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมายในที่ดินที่ราบสูงหรือชนเผ่าต่าง ๆ มันย้อนแย้ง กันมาก มันขัดแย้งกัน ผมเองอ่านเสร็จแล้วก็ดีใจว่ามันมีจุดเริ่มต้น มันเหมือนจุดเริ่มต้นที่ดีที่มี ความหลากหลายทางความเห็นของสมาชิกรัฐสภา แล้วก็จะส่งถึง ครม. อ่านดูแล้วน่าที่จะ หวังว่าจะมีการออกกฎหมายท่านประธานครับ ผมเองจะมองในมิติของคนที่เคยสนใจ โครงสร้างกฎหมายอยากจะมองว่าผมเห็นต่างหรือเห็นด้วยอะไร อย่างไรสั้น ๆ เพราะเรามีเวลา น้อยจะใช้เวลาน้อยพูดถึงเรื่องหลักการที่เป็นยุทธศาสตร์ ท่านครับผมจะถามว่าถ้าเราได้ออก กฎหมายสภาชนเผ่าพื้นเมืองจะอยู่ในส่วนไหนของยุทธศาสตร์การบริหารประเทศที่เรียกว่า กฎหมายบริหารราชการแผ่นดินมันจะอยู่ตรงไหน ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๘๙ เราเคยหวังว่าสภาพัฒน์จะมีสภาที่ปรึกษาเสียที เพราะว่ามีแต่ ข้าราชการเท่านั้น แต่เวลาไปออกกฎหมาย สภาตามมาตรา ๘๙ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ท่านอานันท์เป็นประธานในรุ่นนั้นก็ต้องสิ้นสุดไปเพราะว่ากลายไปเป็นสภาที่ปรึกษาของ รัฐบาลไปซ้ำซ้อนกับสภาอื่น เมื่อรัฐบาลไม่ถาม ไม่ปรึกษา ก็ไม่มีประโยชน์ อันนี้ก็เหมือนกัน ครับท่านครับ วันนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เมื่อประกาศใช้แล้วก็มีคำสั่งที่ ๕๑ เปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดินให้สภาความมั่นคงมีบทบาทสูงสุด ทุกจังหวัดจะมี กอ.รมน.จังหวัด ถ้าหากว่าสภาชุมชนไม่มีช่อง ไม่มีเวทีในจังหวัด แล้วจะบริหารอะไร ท่านครับ ผมจะพูดเรื่อง กฎหมายที่เขียนไว้ เพราะว่ามันเหมือนข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ ในมาตรา ๑๘ (๘) หวังว่า จะเป็นกลไกในการแสวงหาความร่วมมือ เราสร้างสภาขึ้นมาเพื่อหวังว่าจะเป็นกลไก ในการแสวงหาความร่วมมือไม่คุ้มท่าน ต้องเปิดช่องทางให้การบริหารราชการแผ่นดิน ในระดับจังหวัดมีช่องให้สภาชนเผ่าเข้าไปอยู่ในนั้นได้ด้วยมันถึงจะมีความสามารถในการใช้ งบประมาณ วันนี้เรามีหมวดว่าด้วยการบริหารงบประมาณแบบบูรณาการ ท่านครับ หลายกระทรวงที่ไปสร้างปัญหาให้กับข้างบน หรือชนเผ่าต่าง ๆ คุณก็มีวิธีการที่จะบูรณาการ กันอยู่แล้ว วันนี้มีการย้อนแย้งหมดเลยนะครับ ผมจะเอาอะไรมาอธิบายครับ สิทธิพลเมือง มีไหนสำหรับคนกลุ่มนี้หลายคนก็พูดแล้ว สิทธิชุมชนล่ะ ไม่มีเลย เขามีบ้านเลขที่ เขามี หมู่บ้าน เขามีโรงเรียน แต่สิทธิชุมชนนี้ไม่สามารถจะรับบริการในนโยบายภาครัฐได้เลย ไฟฟ้าก็เข้าไม่ได้ บอกว่าให้ลงทะเบียนทางโทรศัพท์จะลงได้อย่างไร เสาโทรศัพท์ก็ไม่มี มีไม่ได้ สิทธิชุมชนสำคัญมากมีในปี ๒๕๔๐ มาตรา ๔๐ ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการ ทรัพยากรของตัวเองได้ วันนี้ไม่มีแล้วครับ ชุมชนนั้นเขาต้องการทำอะไร ชุมชนอื่นเห็น ไม่เห็น ด้วยก็ทำไม่ได้ ความด้อยโอกาสของเขาก็ยิ่งด้อยมากขึ้น ๆ ไปอีก เหลืออะไรครับ ใครอยากจะไปดูบนดอย ใครจะไปดูชนเผ่า ใครอยากจะไปดูนั่นนี่ เป็นสิทธิมนุษยชนครับ ไปได้หมด รุกรานเขาหมด เขาปกป้องตัวเองไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อเราศึกษาเรื่องนี้มันต้อง ศึกษาให้เห็นว่าอะไรคือสิทธิพลเมือง อะไรคือสิทธิชุมชน อะไรคือสิทธิมนุษยชน ผมโต้แย้ง กับนักกฎหมายทางการศึกษา เขาบอกว่าการศึกษานี้เป็นสิทธิมนุษยชน ชนชาติ ชนเผ่าไหน ก็เรียนได้หมด มีประเทศไหนในโลกงบประมาณในการให้คนไปเรียนหนังสือคนต่างชาติ มาเรียนได้ด้วย คนต่างชาติเขาพร้อมจะเสียค่าใช้จ่ายที่สมควร โรงเรียนก็เก็บไม่ได้ ท่านดู นะครับโรงเรียนหลายโรงเรียนในบริเวณเหล่านี้เป็นคนต่างชาติที่ไม่มีบัตรอะไรเลยเกินครึ่ง มากินค่าหัวตรงนั้น ใช้ข้อ ๓ สิทธิมนุษยชน แต่ว่าสิทธิพลเมืองของเราสูญสิ้น ทำอะไรไม่ได้ มันไม่สอดกัน ไม่สอดรับกันเลยท่านประธานครับ ถ้าโรงเรียนมีเอกภาพในการบริหารจัดการ ในลักษณะเป็นนิติบุคคลเขาเก็บค่าเล่าเรียนได้ เขาก็จะได้ดูแลตัวเขาเองได้ท่านประธานครับ วันนี้มันย้อนกันไปย้อนกันมา ปัญหาข้อกฎหมาย ปัญหาข้อเท็จจริง ปัญหาสภาพความเป็นอยู่จริง ของสิ่งที่เราคิดขึ้นจะอยู่ตรงไหนของกระบวนการจัดการประเทศ และปัญหาสิทธิชุมชน ซึ่งสำคัญมาก เรื่องนี้มันหายไปได้อย่างไร ผมคิดว่าเห็นด้วยนะครับที่สภาเราทำอย่างนี้ เห็นด้วยนะครับที่สมาชิกทั้งหลายได้พูดถึงปัญหาของคนเหล่านี้ ท่านครับปัญหาที่ดิน เป็นรากเหง้าของสิทธิชุมชน สิทธิพลเมืองอย่างยิ่งเลยครับ ปัญหาการเรียนหนังสือ ปัญหา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ท่านครับทำไมข้าราชการประจำซึ่งสอบไปเป็นจึงมีอำนาจ มากมายโดยอ้างคำว่า รักชาติ ทำลายชาติ แล้วทำให้ชุมชนในป่าเขาเสียหายหมดเลย เขาอยู่ มาเป็นพันปี ย้ายไปย้ายมาเป็นพันปี ไม่มีสิทธิอะไรเลย ท่านครับเราสัมปทานให้คนอื่นได้ แต่เราไม่กล้าที่จะให้สัมปทานกับหมู่บ้าน เราให้ทุกอย่างกับชุมชนปกติ เราให้ทุกอย่างกับคน ทั่วโลกที่มีความเป็นมนุษย์เท่ากัน แต่เราไม่เคยให้อะไรเลยกับชนเผ่าของเรา ผมขอพูดเท่านี้ ละครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ หลังจากนั้นก็เป็นคุณสุชาติ อุสาหะ สลับกัน เชิญเลยครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นก็ขออนุญาตประท้วงท่านประธานนิดหนึ่งนะครับ เกี่ยวกับ คิวการอภิปราย เพราะว่าถ้าเหลือพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียว อย่างไรก็ต้องได้พูดติดต่อกันได้ แล้วก็การที่ท่าน ใช้ดุลยพินิจในการสลับคนที่มาเซ็นชื่อทีหลัง ทำให้ผมเสียสิทธิที่จะต้องไปประชุม คณะกรรมาธิการสามัญ ซึ่งเราตั้งใจที่จะมาอภิปรายรายงานฉบับนี้ แล้วอภิปรายเสร็จจะได้ ไปทำหน้าที่ต่อ แต่ท่านประธานกลับใช้ดุลยพินิจแบบนี้ผมคิดว่าไม่ถูกต้องครับ การที่ พรรคก้าวไกลลงชื่อติด ๆ กันหลายคนก็ไม่แปลกครับ เพราะว่าการอภิปรายก็ไม่ได้ ซ้ำประเด็นกันด้วยซ้ำท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คืออย่างนี้ครับ คุณประเสริฐพงษ์ครับ พยายามกระจายไปยังพรรคการเมืองครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ก็ไม่แปลกครับ ท่านประธาน ขออนุญาต🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ดังนั้นจึงสลับระหว่าง🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

นี่ไม่ใช่การโต้เถียงนะครับ ท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เรียนให้ทราบเพื่อจะได้ เข้าใจร่วมกันนะครับ คือที่อันดับหลังขึ้นมา เช่นคุณจิรายุขึ้นมา เพราะว่าพรรคเพื่อไทย เขาเสนอมา ๒ ท่าน ดังนั้นจึงสลับว่าเมื่อพรรคก้าวไกลอภิปรายไปแล้ว ๒ ท่าน แล้วก็ ไปพรรคฝ่ายรัฐบาลอภิปรายเข้ามา คุณจิรายุ พรรคเพื่อไทย แล้วที่คุณสงวน พงษ์มณี นั้น เพราะว่ามี ๒ ท่าน ถือว่าพรรคเพื่อไทยก็มีจำนวนสมาชิกมากกว่าทุกพรรคในที่นี้นะครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เพิ่งมาเสนอชื่อทีหลัง นะครับท่านประธาน เมื่อสักครู่🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อันนี้เรียนให้ทราบ เข้าใจครับ แต่ว่าสลับเพื่อให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้กระจายไปครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ซึ่งผมคิดว่าบรรทัดฐาน แบบนี้ทำให้ ส.ส. อีกหลายคนเสียสิทธิที่จะไปประชุมรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ในคณะกรรมาธิการนะครับ ท่านทำแบบนี้ทำให้ประชาชนเสียหายเหมือนกันนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

โดยหลักแล้วเราต้องใช้ ห้องประชุมนี้เป็นหลักครับ ส่วนกรรมาธิการนั้นเราพยายามขอร้องว่าในช่วงประชุมอย่าจัด ให้ตรงกัน ต้องถืออันนี้เป็นหลักครับคุณประเสริฐพงษ์ ต้องถือสภาใหญ่นี้เป็นหลักครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

อย่างไรก็ตามผมก็ ขอท้วงเอาไว้ให้มีบันทึกว่าการสลับกันแบบนี้เป็นการไม่ยุติธรรมสำหรับการที่ผู้มาลงชื่อ อภิปรายครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อันนี้เพื่อความเป็นธรรม แก่พรรคการเมืองทุกพรรคครับ เชิญนะครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

สำหรับรายงานฉบับนี้ เป็นรายงานที่ทางคณะกรรมาธิการได้ศึกษาขึ้นมา ผมดูข้อสังเกตแล้วว่าหลาย ๆ เรื่อง ข้อสังเกตหลายท่าน ในหน้า ๓๙ ผมอยากให้ท่านใช้ให้ชัด ๆ ไปเลยครับ คำบางคำ มันสามารถไปกระตุ้น ไปบอกรัฐบาลให้เขารีบทำงานครับท่าน อย่างเช่น (๔) ท่านบอกว่า กองทัพบกควรติดตาม ช่วยเหลือ เยียวยา ผมอยากให้ท่านเพิ่มหรือแก้นิดหนึ่งได้ไหมครับว่า กองทัพบกต้องติดตามช่วยเหลือครับ คำว่า ควร กับคำว่า ต้อง นี่ภาษากฎหมายต่างกันนะครับ ท่านอย่าไปเกรงใจกองทัพบกเลยครับ ไหน ๆ เขาก็มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่นอยู่แล้วนะครับ หรือแม้กระทั่งข้อ (๕) ในหน้าเดียวกันนะครับ กระทรวงมหาดไทยท่านก็เห็นชัดว่าท่านต้อง เร่งรัดกระบวนการทางสัญชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะผมชื่นชมที่ท่านมีคำสิทธิของผู้พิการ ในตรงนี้ด้วย เพราะว่าข้อเท็จจริงในปัจจุบันนี้ สิทธิของผู้พิการ โดยเฉพาะของชาวเล หรือชาวมานิในพื้นที่ทางภาคใต้ ปรากฏว่าคนพิการไม่สามารถที่จะมาทำบัตรประชาชน หรือใช้สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลต่าง ๆ ได้ คนพิการก็ลำบากอยู่แล้วครับ อยู่บนภูเขา ลำบากอยู่แล้ว🔗

ทีนี้มันมีประเด็นอีกนิดหนึ่งครับ เพราะผมคิดว่ารายงานฉบับนี้เปิดเผยให้เห็น ถึงความล้มเหลวของหน่วยงานราชการ เพราะว่ารายงานฉบับนี้เอาข้อมูลมาบอกกับพวกเรา ว่ามีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ โดยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออนุญาต เอ่ยนาม ซึ่งก่อนหน้านี้ ส.ส. ก็พูดไปบ้างแล้วนะครับ ซึ่งผมคิดว่าถ้ามันผ่านมา ๑๐ ปีแล้ว แต่ข้อเท็จจริงในปัจจุบันเรายังเห็นสภาพของพี่น้องมอแกนหรือมอแกลนในจังหวัดระนอง นะครับ ขอภาพสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ยังมีเด็ก ๆ นักเรียน นี่หมู่บ้านชาวมอแกนนะครับ ที่เกาะพยาม นักเรียนต้องเดินทางไปโรงเรียนแล้วต้อง ข้ามทะเลด้วยการว่ายน้ำนะครับ แล้วที่หมู่บ้านตรงนั้นมี ๓๐ กว่าครัวเรือน ไม่มีไฟฟ้าใช้ สะพานไปสร้างเอาไว้ก็สร้างไม่เสร็จหลายปี ผมหารือในสภาแห่งนี้ก็ไม่ได้รับการแก้ไข วันนี้ ต้องมาพูดซ้ำ นี่พี่น้องชาวเลของเรานะครับ ชาวมอแกน มีชาวต่างชาติมาให้การศึกษาครับ กระทรวงศึกษาธิการทำอะไรอยู่ครับ หน่วยงานของรัฐล้มเหลวครับ ผมอยากให้ กระทรวงมหาดไทยเร่งรัด หรือละเลยก็ไม่ทราบได้นะครับ ทำให้เกิดปัญหาที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำอะไรอยู่ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ระบบสาธารณูปโภคของพี่น้องชาวเล มอแกน หรือมอแกลน ที่จังหวัดระนอง หรือที่จังหวัดพังงา ยังไม่ได้รับการแก้ไข ประเด็นก็คืออีกอันหนึ่งที่สำคัญครับท่านประธาน ยังมีพี่น้องของเรา ไม่ว่าจะเป็นมานิ ซึ่งพูดไปแล้วนะครับ เรามีทั้งจังหวัดตรัง พัทลุง สตูล และแม้กระทั่งสงขลานะครับ มีข้อมูลรายงานว่าที่สงขลา น้ำตกบริพัตรก็มีกลุ่มพี่น้องของเราอยู่ด้วย กรรมาธิการอาจจะไป ไม่ถึง แต่ว่ามีข้อมูลรายงานมาว่าใน ๔ จังหวัดมีกว่า ๔๐๐ ชีวิต เมื่อเขาเข้าถึงสิทธิ ได้รับบัตรประชาชนแล้วก็ตาม แต่ปรากฏว่าสิทธิหลายอย่างนะครับ การทำหน้าที่พลเมือง ของเขาก็จะถูกการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยครับท่านประธาน ท่านนึกสภาพสิครับว่าพี่น้อง เผ่ามานิ หรือพี่น้องเผ่ามอแกน มอแกลน หรืออูรักลาโว้ย ซึ่งมีวิถีชีวิตอยู่กับชาวเล อยู่กับน้ำทะเล อยู่กับบนภูเขา ต้องถูกบังคับเกณฑ์ทหาร นี่คือหัวใจสำคัญอีกอันหนึ่ง ที่พรรคก้าวไกลของเราพยายามเสนอร่างกฎหมายให้มีการยกเลิกการบังคับการเกณฑ์ทหาร ท่านนึกภาพออกไหมครับว่าให้พี่น้องของเราต้องมาฝึกแถวชิด ถูกบังคับเกณฑ์ทหาร ๒ ปี ลูกเมียที่อยู่ที่บ้าน อาชีพ ครอบครัวล่มสลาย รายได้ก็ตกต่ำอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่อยากจะมา สะท้อนให้กรรมาธิการได้โปรดเพิ่มเติมเถอะครับในรายงานของท่านและช่วยส่งรายงานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังมีพี่น้องชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ที่ขอบคุณท่านกรรมาธิการที่พูดถึง ที่กาญจนบุรี ที่มีปัญหาเรื่องการขุดแร่ แล้วก็มีคำพิพากษาปรากฏไว้แล้วชัดเจนเรื่องของ ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ก็ต้องเข้าไปดูแลให้ชัดเจนนะครับว่าเขาสามารถที่จะอยู่ในพื้นที่ได้ต่อไป อย่างไรหรือไม่ ภายใต้สวัสดิการของรัฐ ไปดูเรื่องประเด็นสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม หรือที่เข็กน้อย เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์นะครับ ยังมีปัญหาของคำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ ที่ยังไม่จบนะครับ ซึ่งรายงานก็เขียนชัดถึงปัญหา อุปสรรค อันนี้ก็ต้องชมท่านเช่นเดียวกันในคณะกรรมาธิการ🔗

หลักอันหนึ่งที่ผมคิดว่าพี่น้องชาวเล หรือชาวมานิ ผมขอเจาะเฉพาะทาง ปักษ์ใต้บ้านผมนะครับ เรื่องของการเคารพครับ คนส่วนใหญ่มักจะมองกลุ่มพี่น้องของเรา แปลกแยกออกไป เพราะฉะนั้นต้องเคารพท้องถิ่น เคารพสิทธิมนุษยชน ผมอยากให้ หน่วยงานราชการ ท่านเชื่อไหมครับว่าหน่วยงานราชการเวลาเข้าพื้นที่ไป ไปสร้าง ศัพท์มาใหม่ครับ ไปบอกว่าชาวเลคือชาวน้ำ ซึ่งคำว่า ชาวน้ำนี่ ชาวเลเขารับไม่ได้นะครับ เป็นคำแปลในเชิงเป็นน้ำอสุจินะครับ ปรากฏว่าหน่วยราชการนี่เราคิดดีเหลือเกินครับ คืออยากจะสร้างคำอะไรใหม่ ๆ ว่าตัวเองเป็นคนไปเจอ ไปค้นพบ ก็ไปสร้างคำใหม่ ๆ ปรากฏว่าไปแทงใจดำนะครับ ผมอยากให้คำนึงถึงจุดนี้🔗

ยังมีประเด็นเรื่องของมีคนภายนอกเข้าไปฉ้อโกง เข้าไปหลอกลวงกลุ่มพี่น้อง มานิ หรือกลุ่มชาวเล ล่าสุดผมไปที่จังหวัดระนองครับ ปรากฏว่าพี่น้องมอแกนหาปู หาปลา ถูกกดราคาซื้อปูในราคาแค่ ๒๐๐ บาท แต่ว่าพ่อค้าก็เอาไปขายเกินกว่า ๓๐๐ บาท หรือ ๔๐๐ บาท เป็นต้น ต้องจัดพื้นที่ให้ครับ พื้นที่ทำมาหากินของพี่น้องชาวเล ในเขต อุทยานแห่งชาติ แน่นอนครับ พื้นที่ครอบคลุมทางทะเล แต่ไปห้ามพี่น้องชาวเลในการทำกิน ในพื้นที่ ทำให้เขาไม่สามารถหาปู หาปลา หาหอย ใช้วิถีชีวิตเขาไม่ได้ เรื่องนี้ต้องให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าไปทบทวนนะครับ🔗

คนไทยพลัดถิ่นครับ ยังมีที่ระนอง ที่ชุมพร ที่ประจวบคีรีขันธ์ที่ตกสำรวจครับ ยังทำงานแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ เขาเหล่านั้นต้องพิสูจน์ดีเอ็นเอ (DNA) ต้องพิสูจน์พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ทำงานกันแบบถูกเอารัดเอาเปรียบในหลายพื้นที่ ผมอยากให้ท่านบรรจุ เป็นข้อสังเกตเพิ่มเติม เรื่องของการไปอยู่บนป่าต้นน้ำ ลุ่มน้ำ ๑ เอ (1 A) ของพี่น้องที่อยู่ บนภูเขานะครับ ก็อยากให้ท่านช่วยประสานงานถึงการเลือกปฏิบัติว่าพี่น้องของเราจะต้อง อยู่เป็นลำดับต้น ๆ เมื่อสักครู่ก็พูดไปแล้วเรื่องของคลิตี้ เข็กน้อยนะครับ ฝากถึงท่านกรรมาธิการให้เพิ่มเติมในรายงาน แล้วก็ส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ยังมี รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น บ้านวังคราม ตำบลทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ก็เป็นรายละเอียดที่อยากให้กรรมาธิการได้เพิ่มเติม และต้องขอขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการที่ทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมาครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปเป็นคุณสุชาติ อุสาหะ นะครับ แล้วก็กลับมาเป็นคุณคำพอง เทพาคำ นะครับ เชิญครับ🔗

นายสุชาติ อุสาหะ เพชรบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุชาติ อุสาหะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐครับ สืบเนื่องจาก รายงานผลการศึกษาเรื่อง สภาพปัญหาและแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ในประเทศไทยนี่นะครับ โดยเฉพาะรายงานฉบับนี้เกี่ยวข้องกับจังหวัดของผมนี้ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเพชรบุรีนี่นะครับ เรามีกลุ่มชาติพันธุ์หรือพี่น้องชาวกะเหรี่ยงอยู่ที่อำเภอ หนองหญ้าปล้อง อำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายางบางส่วนนะครับ เนื่องจากว่า จังหวัดเพชรบุรีเป็นจังหวัดซึ่งมีอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นอุทยานที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศไทย มีพื้นที่เกือบ ๒ ล้านไร่นะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนะครับที่จะมี พี่น้องชาวกะเหรี่ยงหรือชาวชาติพันธุ์ต่าง ๆ จะอาศัยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แห่งนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าในส่วนของท่านกรรมาธิการหลายท่านก็คงมีโอกาสได้ไปสัมผัส ได้ไปรับรู้ ปัญหา สิ่งหนึ่งที่พี่น้องชาวกะเหรี่ยงได้อาศัยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมันมีอยู่ ในหลายบริบท อยู่ตั้งแต่ดั้งเดิมตามคำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ ในส่วนของเป็นผู้พัฒนาชาติไทยบ้าง ซึ่งพื้นที่บางแห่งนี้เป็นพื้นที่สีแดงเก่านะครับ เคยมีประเด็นเรื่องความเห็นไม่ตรงกันต่าง ๆ แล้วก็ทางฝ่ายความมั่นคงก็ใช้นโยบายที่ ๖๖/๒๕๒๓ ให้พี่น้องเหล่านี้ได้อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ แล้วก็อยู่สืบเนื่องกันมา รวมทั้งประกอบกับต่อมามีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีขณะนั้นนี่นะครับ เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิต ชาวกะเหรี่ยง ก็พูดกันไว้หลายเรื่อง ไม่ว่าเรื่องของอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม เรื่องการจัดการทรัพยากรกับสิทธิในสัญชาติ การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม การศึกษา แล้วก็ยังมีอีกหลายประเด็นนะครับ เพราะฉะนั้นที่มาของเรื่องนี้ที่อยากจะเรียนก็คือว่า เราต้องดูให้ครบทุกบริบทนะครับว่าพี่น้องเหล่านี้ที่อยู่ในพื้นที่เหล่านี้มีความหลากหลาย ประกอบกับต่อมานี่นะครับที่เกิดปัญหากระทบกระทั่งกันนี่ก็จะมีคำสั่งที่ ๙๗/๒๕๕๘ ของกรมอุทยานแห่งชาตินี่นะครับ ในเรื่องของการสำรวจแนวเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ออกมา ปรากฏว่าคำสั่งนี้ออกมาไปทับซ้อนกับพื้นที่ที่พี่น้องชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้อยู่อาศัย ตลอดทั้งแนวเลย โดยเฉพาะที่จังหวัดเพชรบุรี ตั้งแต่อำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายางนี่นะครับ อย่างน้อยเป็นพื้นที่ไม่ต่ำกว่า ๕-๖ ตำบลนะครับ เป็นพื้นที่รวมกัน หลายหมื่นไร่ แล้วก็เรื่องเหล่านี้ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการทั้งในระดับจังหวัด แล้วก็ มีข้อสรุปแล้วโดยใช้กรรมการจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ในส่วนของอุทยาน ของป่าไม้ ฝ่ายปกครองเข้ามาก็เห็นว่าแนวเขตตามคำสั่งที่ ๙๗/๒๕๕๘ ของกรมอุทยานนี่ คลาดเคลื่อนจริง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทางฝ่ายปกครอง ไม่ว่าจะเป็นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้ ส่งเรื่องเหล่านี้ส่งเข้ามาส่วนกลางให้กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้กรมอุทยานดำเนินการแก้ไข แต่จากที่ได้มีมติมาเป็นเวลาร่วมปีเศษแล้วก็ไม่ได้มีการแก้ไข เรื่องเหล่านี้ก็ยังค้างคาอยู่จนปัจจุบันนี้ ผมก็เห็นรายงานฉบับนี้ว่ามีในหลายเรื่องที่พูดถึง เรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะท่านกรรมการหลายท่านเคยลงพื้นที่แก่งกระจานก็จะเคยได้ยินข่าว ที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเรื่องของปู่คออี้ที่อาศัยอยู่ในใจแผ่นดิน กลางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานซึ่งก็อยู่มาก่อน แล้วก็เกิดการกระทบกระทั่งกันนะครับ ไปเผาบ้านเขาบ้างอะไรบ้างนี่ครับ จนกระทั่งมีการร้องเรียนไปที่กรรมการสิทธิมนุษยชน แล้วก็มีหลายเรื่องที่จบออกมาเป็นคำพิพากษาแล้วนะครับ ผมคงไม่ลงในรายละเอียดเยอะ ก็อยากจะบอกว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็อยากจะสนับสนุนรายงานฉบับนี้ของท่านกรรมาธิการนะครับ เพราะว่าท่านพูดรายละเอียดเอาไว้ค่อนข้างเยอะมาก เพราะว่าเรื่องเหล่านี้ถ้าเราไม่แก้ ให้มันเป็นระบบ ผ่านไปแล้วมันก็จะกลายเป็นปัญหาซึ่งสะสม แล้วพี่น้องเหล่านี้ก็จะมองว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมทั้ง ๆ ที่เขาก็เป็นคนไทยคนหนึ่งนะครับ ผมก็เลยเห็นว่าวันนี้ได้อ่านรายงานของท่านแล้ว ก็ถือโอกาสนี้สนับสนุนรายงาน ของคณะกรรมาธิการฉบับนี้ ในจังหวัดเพชรบุรีอย่างที่ผมเรียนไปก็มีพี่น้องชาวกะเหรี่ยงอยู่ อย่างน้อย ๓ อำเภอ ก็ถือโอกาสนี้ขอสนับสนุนรายงานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็น คุณคำพอง เทพาคำ ครับ🔗

นายคำพอง เทพาคำ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณีรายงานการศึกษาในเรื่องของชาติพันธุ์นะครับ ผมคิดว่า มันจะเกี่ยวข้องแล้วก็มีผลที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหลายเรื่อง ทั้งเรื่องของความเป็น พลเมืองไทยของพี่น้องที่อยู่ในแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ใดก็ตาม ก็เป็นที่รับรู้กันว่า ปัญหาเรื่องของคนไร้รัฐ คนไทยพลัดถิ่น ยังเป็นปัญหาคาราคาซังมาโดยตลอด จริง ๆ แล้ว คนที่เกิดมาในแผ่นดิน ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก หรือแม้แต่ในประเทศไทย คำว่า คนไร้รัฐ มันน่าจะไม่มีนะครับ คนที่เกิดในแผ่นดินนี้ แผ่นดินไทยนี้ จะต้องอยู่ในการดูแลของรัฐ อยู่ในการรับรองของรัฐในฐานะพลเมือง ซึ่งก็จะนำมาซึ่งสิทธิหรือคุณภาพชีวิตอื่น ๆ ที่เขา ควรจะได้รับในฐานะมนุษย์ที่เกิดมาในผืนแผ่นดินที่มีอำนาจรัฐในการให้การรับรองสิทธิ ของเขา🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คืออาจจะอยู่ในส่วน บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ แต่ว่าอาจจะศึกษายังไม่ถึงก็ได้นะครับ แต่ว่าผมอยากจะ เพิ่มเติมก็คือเรื่องของเด็กกำพร้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของสถานรับเลี้ยงเด็ก ในกรุงเทพมหานครก็คือบ้านพญาไท เด็กเหล่านี้เขาเติบโตขึ้นมา หลายคนอยู่ในฐานะ เด็กกำพร้าเหล่านี้นะครับ อยู่ในฐานะที่เรียกว่าไม่มีใครอุปการะ แล้วก็เติบโตมาใน สถานรับเลี้ยงเด็กเหล่านี้จนเติบใหญ่ แต่มีอีกบางส่วนที่ได้รับการโอบอุ้มในฐานะ บุตรบุญธรรมจากบิดามารดา ซึ่งการที่จะพิสูจน์ว่าจะรับบุตรบุญธรรมได้ ถ้ารับไป ๒ เดือน หรือเดือนกว่า ๆ เด็กทารกรับไป ก็ต้องพิสูจน์ เลี้ยงดูจนเป็นที่แน่ใจว่าเขาครอบครัวนั้น แม่บุญธรรม พ่อบุญธรรมนั้นสามารถที่จะเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงแทนพ่อแม่ที่เป็นผู้บังเกิดเกล้าได้ หลายครอบครัวพิสูจน์ตัวเองนะครับว่าให้ความรัก ให้ความอบอุ่นแก่บุตรบุญธรรมได้อย่างดี จนชีวิตเขาหาไม่ แล้วลูกบุญธรรมก็สามารถที่จะสืบสกุลของเขาไปได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ ผมอยากจะนำเรียนท่านประธานก็คือว่ามันมีกฎหมายที่เป็นกำแพงกั้นสิทธิของพลเมือง ที่เป็นเด็กกำพร้าเหล่านี้นะครับ เช่นล่าสุดมีประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้งตัดสิทธิ ผู้สมัครสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดหนึ่งว่าเมื่อสืบค้นดูก็ปรากฏว่าเขาเป็น บุตรบุญธรรมที่รับมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กพญาไทเมื่อ ๔๐ ปีก่อน วันนี้เขากำลังที่จะสมัคร เป็นสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามสิทธิพลเมืองไทยที่ควรจะได้รับ แต่ปรากฏว่า กกต. ไปตัดสิทธิเขา แต่กระบวนการในการจะพิสูจน์ เขาก็คงจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเขาเป็น คนไทยโดยกำเนิด นั่นหมายความว่าถ้าเกิดว่ากรณีอย่างนี้เกิดขึ้นจริง มีผลจริงว่าถูกตัดสิทธิ นั่นหมายความว่าเด็กกำพร้าที่ไปจากบ้านพญาไท เด็กกำพร้าที่ไปจากสถานรับเลี้ยงเด็ก ทั้งอดีตและอนาคตจะต้องถูกตัดสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งทุกระดับตั้งแต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ส.อบต. ส.อบจ. นายก อบจ. นายกเทศมนตรี ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี ถูกตัดสิทธิหมดนะครับ ถ้ากรณีอย่างนี้ถูกกำแพงกฎหมายไปตัด ไปกีดกันเขาออกจาก สิทธิความเป็นพลเมืองที่จะมีสิทธิในการที่จะใช้สิทธิทางการเมือง ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้ เรื่องของลูกกำพร้าที่มาจากไม่ว่าจากสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีความชัดเจนอย่างบ้านพญาไท หรือสถานรับเลี้ยงเด็กอื่น ๆ ทั่วประเทศ รับเลี้ยงเด็กที่ถูกทอดทิ้ง รับมาจากโรงพยาบาล หรือมาจากข้างถนนก็แล้วแต่นะครับ เมื่อเขาเติบใหญ่ขึ้นมาบ้านพญาไทรับรองว่าเขาเป็นเด็ก ที่เกิดในผืนแผ่นดินไทย กฎหมายจะต้องเข้าไปรับรองความเป็นพลเมืองไทยของเขาในฐานะที่ได้ สัญชาติไทยมาจากการเกิดนะครับ เพราะกระทรวงมหาดไทยเอง กกต. เองก็ไม่สามารถ พิสูจน์ได้ว่าเขาเป็นลูกคนต่างด้าวหรือไม่ หรือว่าคลอดอยู่ต่างประเทศแล้วหอบเข้ามาใน ประเทศไทยหรือไม่ แต่ว่าบ้านพญาไทหรือสถานรับเลี้ยงเด็กต่าง ๆ หน่วยงานเหล่านี้อย่าลืม นะครับว่าเขาจะติดตามลูกของเขาไปจนเติบใหญ่จนมีอาชีพ จนมีครอบครัวเขาก็ติดตามไป ดังนั้นการรับรองของบ้านพักพญาไท หรือสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเหล่านี้จะต้องได้รับ การยอมรับจากกฎหมายว่าเขาจะไม่ต้องถูกกีดกันออกจากสิทธิใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิทางการเมือง ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณนะครับ ต่อไป พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แล้วก็เป็นนายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ นะครับ ขอเชิญครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ มีสไลด์ (Slide) นะครับ ท่านประธานครับ กราบเรียนนะครับว่าก็ขอมีส่วนร่วมนะครับ โดยเฉพาะการรับทราบ และการรายงานผลการพิจารณาสภาพปัญหาและแนวทางส่งเสริม คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ในประเทศไทยครับท่านประธาน ฝ่ายโสตขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

ผมเริ่มอย่างนี้ ครับท่าน ตามรัฐธรรมนูญที่เรารับทราบกันอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๐ และ มาตรา ๗๗ ที่เราใช้ บังคับใช้ในปัจจุบันนี้เป็นมาตราที่สำคัญที่จะเกี่ยวข้อง แล้วก็ จะสนับสนุนให้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ใช้ในการดำเนินการศึกษา ผมเห็นด้วยครับ ท่านประธาน ที่สำคัญคือเห็นด้วยในรายงานข้อ ๓ เอกสารในรายงานนะครับ ผลการพิจารณาศึกษานะครับที่ปรากฏอยู่ในหน้า ๕ หน้า ๖ ครับท่านประธาน ประชาชน ที่เกี่ยวข้องเดือดร้อนครับท่านประธาน เดือดร้อนมาก ๆ จาก ๓ พระราชบัญญัตินะครับ ๓ พระราชบัญญัติที่ถูกตราขึ้นในยุคสมัยของ คสช. ๒๕๖๒ ครับท่านประธาน ดูสิครับ ๓ พระราชบัญญัตินั้นถูกตราในปี ๒๕๖๒ พระราชบัญญัติป่าชุมชน พระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ทั้ง ๓ พระราชบัญญัติออกมา ในช่วงเวลาดังกล่าวครับท่านประธาน และมาบังคับใช้จนกระทั่งเกิดความเดือดร้อน ท่านคณะกรรมาธิการท่านก็ศึกษามาชัดเจนครับท่านประธาน และเกิดปัญหาในการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพและบทบาทหน้าที่ โดยเฉพาะการใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐเอง และโดยเฉพาะ ส่วนสำคัญครับท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนในข้อสังเกตที่ท่านเขียนไว้นะครับว่า ต้องตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... และที่สำคัญคือ การบูรณาการมติ ครม. ที่ผมกำลังขึ้นเมื่อสักครู่ในสไลด์ (Slide) ครับ มติ ครม. ในยุคของ พรรคท่านประธานครับ ที่กำหนดไว้ในวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ และมติ ครม. ในวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ บวกกับพระราชบัญญัติสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรกำลัง จะทำ ตรงนี้ครับผมว่ามันเป็นสิ่งที่ท่านกำหนด แล้วท่านผู้มีเกียรติท่านหนึ่งท่านได้อภิปราย เรื่องนี้ไปแล้ว ผมก็ไม่อยากจะซ้ำลงไปครับ แต่คิดว่าขณะนี้สิ่งที่เกิดจากมติในเรื่องนี้ เป็นความงดงามครับท่านประธาน โดยเฉพาะเรื่องของการกำหนดพื้นที่โฉนดชุมชนหรือ การหาอาชีพที่จะเกี่ยวข้องกับผู้คนที่เป็นชาวเลนะครับ แล้วก็ในเรื่องของพื้นที่ที่จะต้องเข้าไป ในการใช้ โดยเฉพาะการควบคุมเขตทำมาหากินของเขา ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ และที่ สำคัญคือเรื่องของสุขภาพโดยเฉพาะความสามารถในการประกอบอาชีพ ในเรื่องการพื้นที่ ข้อเสนอที่ผ่อนปรนที่เข้าไป โดยเฉพาะภาวะสุขภาพของเขาด้วยนะครับ ขอบเขตต่าง ๆ อะไรเหล่านี้ต้องถูกให้เขาได้รับสิทธิดังกล่าวอย่างครบถ้วนครับท่านประธาน แม้กระทั่ง การได้รับบัตรประจำตัวประชาชนก็ยืนยันครับว่าบัตรประจำตัวประชาชนนี้เข้าใจว่า ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งครับ ล่าสุดก็คือที่จังหวัดระนอง ได้ให้กับกลุ่มชาวเลไปแล้ว แต่ก็ ยังมีอีกนะครับ ส่วนในเรื่องของการส่งเสริมการศึกษา ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ในเรื่อง ภาษา วัฒนธรรมท้องถิ่นต่าง ๆ โดยเฉพาะสิ่งสำคัญการแก้ไขปัญหาความเป็นมนุษย์ครับ เรื่องของคำว่า ศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ ผมไม่อยากใช้คำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ เลยครับ เพราะว่าทุกท่านที่อยู่ในแผ่นดินของโลกใบนี้ต้องมีความเท่ากันครับท่าน รัฐเองนี่ควรจะต้อง เข้าไปโอบอุ้ม เขาเป็นมนุษย์ครับ และผมก็ยังเชื่อว่าเขาคือคนไทย เราที่ใช้คำว่า คนไทย นี่เราก็ มาจากชาติพันธุ์ที่เกิดในสุวรรณภูมิแห่งนี้เกือบทั้งนั้น แล้วทำไมเราไม่ให้โดยเฉพาะเรื่อง บัตรประจำตัวประชาชนครับ ก็ขอให้เร่งเรื่องบัตรประจำตัวประชาชน🔗

ถัดไปครับ เรื่องภาษา วัฒนธรรม ในเรื่องประเด็นของการใช้ภาษาก็ตาม วัฒนธรรมในชุมชนก็ตาม หรือแม้กระทั่งการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นที่ชาวเลหรือที่ เราใช้คำว่า กลุ่มชาติพันธุ์บนภูเขาก็ตาม ที่อื่นก็ตามนี่ มันเป็นหัวใจสำคัญของถิ่นของคน และพลเมืองในประเทศที่จำเป็นจะต้องมีและกำหนดเป็นเอกลักษณ์ไว้ ซึ่งตรงนี้เป็นส่วน สำคัญที่ผมอยากจะฝากเลยครับว่าเราจะต้องดูแล แล้วก็ถัดไปครับ สไลด์ (Slide) โดยเฉพาะ เรื่องของการให้มีองค์กรที่เข้มแข็งครับท่านประธาน เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มเขาเหล่านั้นเข้ากับ คนไทย เป็นเสมือนคนไทยอย่าไปแบ่งแยกนะครับ และมีงบประมาณส่งเสริมให้เขาทำงาน ในชาติพันธุ์อย่างแข็งแรง กระทรวงทุกกระทรวงครับท่านประธาน ผมจบด้วยอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ขออีกสไลด์ (Slide) ครับ มาตรการระยะยาวที่ผ่านไป ๑๐ ปีแล้ว รัฐบาลนี้เอง ก็เพิ่งขยับกันเมื่อปี ๒๕๕๖ ในการให้บัตรประจำตัวประชาชน ให้อะไรพวกนี้ต่าง ๆ นานา อย่าหลงทางกับปัญหาและความเข้าใจผิดของการมีกลุ่มชาติพันธุ์นะครับ ควรจะส่งเรื่อง ทั้งหมดที่อยู่ในเอกสารนี้ให้กับเจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบ พ.ร.บ. ทุก พ.ร.บ. ครับ เพื่อไป ดำเนินการครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณครับ ขอเรียนท่านสมาชิกนะครับ มีสมาชิกของรัฐบาลอีก ๒ ท่าน คือนายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ คุณสุทา ประทีป ณ ถลาง นะครับ ส่วนพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีของท่านอภิชาติ ศิริสุนทร พรรคก้าวไกล แล้วก็คุณดะนัย มะหิพันธ์ แต่ว่ามีเพิ่มมาอีก ๒ ชื่อ นางสาวละออง ติยะไพรัช กับคุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ทั้งหมดก็ยังมีอยู่ ๑ ก็เท่านี้นะครับ ถ้าจบเท่านี้แล้วก็ถือว่าจบนะครับ แล้วกรรมาธิการจะได้ชี้แจงต่อไปครับ ก็เชิญคุณหมอ บัญญัติครับ เชิญครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออภิปรายตั้งข้อสังเกตประกอบรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง สภาพปัญหาและแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ของคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มี ความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้โดยละเอียด และได้จัดทำรายงานเป็นรูปเล่มที่มีความสมบูรณ์นะครับ เข้าใจว่าจะเป็นฉบับแรกในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ที่ได้ศึกษาเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์ และพร้อมตั้งข้อสังเกตหลายข้อด้วยกันนะครับ แต่กระผมก็อยากที่จะฝากข้อสังเกตที่ไม่ได้ อยู่ในรายงานฉบับนี้ ก็คือเรื่องของชาวชาติพันธุ์ที่พลัดถิ่น ไปใช้แรงงานหรือไปประกอบ อาชีพนอกถิ่นฐานของตน เช่นที่จังหวัดระยองบ้านผม ก็มีชาวชาติพันธุ์หลายชาติพันธุ์ จำนวนมากมาใช้แรงงานที่จังหวัดระยอง แล้วก็ผู้ที่เป็นชาวชาติพันธุ์เหล่านี้ก็ไม่มี บัตรประจำตัวประชาชน เท่าที่ผมสอบถามประวัติเขาก็เกิดในประเทศไทย อยู่ในพรมแดน ของประเทศไทย แต่เขาก็ได้บัตรสีชมพูบ้าง เขาเรียกว่าไร้สัญชาติ มีหลายอย่างนะครับ ซึ่งสอบถามเรื่องสิทธิแล้วเขาก็ไม่มีสิทธิ สิทธิเรื่องการศึกษา แน่นอนเขาจะต้องได้รับสิทธิ ที่ไม่เท่าเทียมคนไทย สิทธิเรื่องการรักษาพยาบาล เขาก็ย่อมไม่ได้รับสิทธินั้น สิทธิเรื่อง การทำงาน การประกอบอาชีพ และสิทธิพลเมือง สิทธิชุมชนต่าง ๆ การครอบครองทรัพย์สิน ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินอะไรต่าง ๆ ความที่เขาเป็นคนไทย แต่ว่าความเจริญอาจจะไปล่าช้า ดังที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านว่าเขาคือคนไทย แต่อยู่บน ภูเขา เพราะฉะนั้นผมอยากที่จะฝากว่านอกจากการศึกษาเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ใน ถิ่นฐาน ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันตก ภาคอีสาน หรือภาคกลางก็ตาม อยากที่จะให้คณะกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าให้ไปดูแลชาวชาติพันธุ์ที่ได้พลัดถิ่น ไปประกอบอาชีพ หรือไปใช้แรงงานในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ให้เขามีศักดิ์ศรี ของความเป็นคนไทยเท่าเทียมกับคนไทยทั้งประเทศนะครับ อย่าได้ให้เขามีความด้อยซึ่งสิทธิ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ การศึกษา สิทธิผู้สูงอายุ สวัสดิการผู้สูงอายุ หรือสิทธิ ที่เขาจะได้รับค่าส่วนต่างของการชดเชยทางด้านพืชผลการเกษตรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็อยากจะให้คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติม ในพื้นที่ผมนะครับ มีคนที่เกิดใน ประเทศไทย ไม่ทราบจะเรียกชาติพันธุ์ได้หรือไม่ ยกตัวอย่าง ๓ คนนะครับ คุณกาญจนา แซ่คู หรือ แซ่จัง คุณสมจิตร แซ่คู หรือ แซ่จัง อันนี้ผมขออนุญาตเขาแล้วนะครับ เขาเป็นกลุ่ม เชื้อสายคนจีน เกิดในประเทศไทย จนบัดนี้คุณกาญจนาอายุ ๗๘ ปีแล้ว คุณสมจิตร ๗๒ ปีแล้ว ก็ยังไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน มีทะเบียนบ้านแต่ไม่มีบัตรประชาชน เขาไม่ได้สิทธิอะไรสักอย่าง หนึ่งเลย เขาต้องใช้ชีวิตที่เหมือนบุคคลชั้นสองนะครับ คุณแทน เหงียนถิ อายุ ๗๕ ปี ทะเบียนบ้านอยู่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ก็ได้บัตรไร้สัญชาติ มาอยู่กับลูก ที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาล ไม่มีสิทธิผู้สูงอายุนะครับ ทั้ง ๓ รายนี้ ไปติดต่อที่ที่ว่าการอำเภอ ที่ว่าการอำเภอก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ทั้ง ๆ ที่หลักฐานต่าง ๆ ก็หามาจนครบจนหาไม่ได้แล้ว หาหมอตำแย หมอตำแยก็ไม่อยู่แล้วนะครับ ผมก็คิดว่าการที่จะให้บุคคลที่อยู่ในประเทศไทยได้มีความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย แล้วก็เขาหมดอายุขัยไปในประเทศไทยเรียกว่านอนตายตาหลับ อยากที่จะให้ กระทรวงมหาดไทยซึ่งอยู่ในข้อสังเกตหนึ่งที่คณะกรรมาธิการได้ตั้งไว้คือข้อสังเกตที่ ๕ ให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดกระบวนการทางสัญชาติไทยให้รวดเร็วและทั่วถึงในกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิการศึกษา สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิผู้สูงอายุ สิทธิผู้พิการ ตลอดจนการออก เอกสารรับรองตัวบุคคลให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ ผมเข้าใจว่ากระทรวงมหาดไทยเคยมี ประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีกับนายอำเภอหรือปลัดอำเภอบางแห่งที่ไปออกบัตรประจำตัว ประชาชนให้แก่คนต่างด้าวอะไรทำนองนี้นะครับ มีผลประโยชน์เกิดขึ้น แล้วก็มีการทุจริต เกิดขึ้น ทีนี้เมื่อบุคคลเหล่านี้เกิดอยู่ในประเทศไทยแล้วมีบุคคลรับรอง ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ผู้อาวุโสในท้องถิ่นรับรอง ผมว่าพยายามที่จะเอื้ออำนวยให้บุคคลเหล่านี้อย่าให้ เขาเป็นสัมภเวสีในประเทศไทยเลย คำว่า สัมภเวสี ก็คือหมายความว่าเขาไม่มีความเป็น มนุษย์เท่าเทียมกับผู้อื่น จะไปไหนก็ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้วก็เสี่ยงต่อการถูกเหยียด ดูแล เป็นบุคคลชั้นที่สองนะครับ เขาจะได้รับสิทธิทางกฎหมายก็ไม่เท่าคนอื่น ถ้าหากว่า ทางราชการจะรับรองโดยประชาสังคม ประชาคมก็แล้วแต่ ให้เขาได้มีโอกาสมีบัตรประจำตัว ประชาชนคนไทย แล้วก็ให้เขามีสิทธิต่าง ๆ มาพัฒนาประเทศไทยร่วมกัน ผมก็อยากที่จะฝากบุคคล เหล่านี้ ซึ่งทั่วประเทศไทยผมว่ามีจำนวนมาก เขามีสิทธิน้อยกว่าชาวต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศ ไทย มีสิทธิรักษาพยาบาลทุกอย่างเหมือนคนไทยเลย มีสิทธิรักษาพยาบาลเท่ากับ ประกันสังคม เท่ากับบัตรทอง แต่บุคคลเหล่านี้ไม่มีอะไรสักอย่างหนึ่งเลย เขาต้อง แบกรับภาระตัวของเขาและครอบครัวมากและมากเกินไปแล้ว ก็ขอฝากท่าน คณะกรรมาธิการได้รับข้อสังเกตผมไปด้วย และเร่งรัดดำเนินการให้บุคคลเหล่านี้ได้มีความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้นครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านอภิชาติ ศิริสุนทร ครับ🔗

นายอภิชาติ ศิริสุนทร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสการอภิปราย ในรายงานผลการศึกษาฉบับนี้ และที่สำคัญต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้แก้ไข ข้อบังคับของสภาเพื่อบรรจุให้มีคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ชื่อว่า คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งอดีต พรรคอนาคตใหม่ตอนนี้เป็นพรรคก้าวไกลก็มีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดคณะกรรมาธิการ ชุดนี้นะครับ และต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ได้เห็นความสำคัญในการที่จะศึกษา ปัญหาของพี่น้องชาติพันธุ์ ซึ่งในร่างรายงานฉบับนี้ผมเข้าใจว่าได้สะท้อนเห็นถึงความรัก ความห่วงใยต่อพี่น้องชาติพันธุ์ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาของ พี่น้องชาติพันธุ์ที่หมักหมมมายาวนานนะครับ ได้สะท้อนให้เห็นการพยายามที่จะให้สภาแห่งนี้ หรือจะให้รัฐบาลเห็นถึงการคืนสิทธิในการเป็นพลเมือง เห็นในการคืนสิทธิในการจัดการ ทรัพยากรที่เขาอยู่มานมนาน ท่านประธานครับ ที่สำคัญคือสะท้อนให้เห็นการพยายามที่จะ เสนอแนวทางให้เกิดการคุ้มครองวัฒนธรรมดั้งเดิมของพี่น้องชนเผ่าหรือชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ต้องถือโอกาสขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ในฐานะ ที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในการจัดการที่ดินของพี่น้องชาติพันธุ์หลั่งไหลเข้ามาสู่ คณะกรรมาธิการทุกภาคของประเทศเลยทีเดียวนะครับ ท่านประธานครับ กลุ่มชาติพันธุ์ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยไม่ใช่น้อยกลุ่มเท่าที่ผมอ่านในรายงาน ๕๖ กลุ่ม ประชากรไม่น้อยกว่า ๖ ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ในประเทศซึ่งกระจายอยู่ทั่ว ทุกทั้งภูมิภาคมีจำนวนมาก ดังนั้นพลเมืองเหล่านี้หรือกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ไม่ควรที่จะถูก ละเลยจากรัฐ รัฐต้องมีหน้าที่ที่จะคุ้มครองพวกเขาเหล่านั้น รัฐต้องดูแลพวกเขาเหล่านั้น สำคัญ ที่สุดครับกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้เขามีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงธรรมชาติ เขามีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงทรัพยากร วิถีชีวิตเหล่านั้นกลั่นกรองออกมาเป็นวัฒนธรรม หมักหมม สั่งสมมายาวนาน จนกลายเป็นวิถี ในการปฏิบัติ จนเป็นที่ยืนยันได้แล้วว่าเขาสามารถอยู่กับป่า อยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ เขารักษาป่า รักษาทรัพยากรธรรมชาติ สร้างความสมดุลในชีวิตของเขา สร้างความสมดุล ในความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ เพราะนั่นคือแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตเขาโดยผ่านระบบ วัฒนธรรมมายาวนาน ดังนั้นวิถีชีวิตเหล่านี้ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และสำคัญคือภูมิปัญญาซึ่งเขาอยู่กับป่า ป่าอยู่กับคน ป่าสมบูรณ์ เขาสมบูรณ์ นี่คือ หลักสำคัญ แต่ท่านประธานครับ รัฐไทยอาจจะไม่เชื่อเรื่องนี้ เท่าที่ผ่านมาเราก็เห็นริ้วรอย ของความไม่เชื่อของรัฐไทย ทั้ง ๆ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แม้กระทั่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้มีบทบัญญัติไว้อย่างชัดเจน ว่ากลุ่มชาติพันธุ์นั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือรัฐต้องรับรอง แม้แต่ปฏิญญาสากลก็รับรอง เอาไว้ แต่ท่านประธานครับ ปัญหาที่ผมจะชี้ให้เห็น ณ วันนี้ก็คือว่าการคืนสิทธิในฐานะ พลเมือง การคืนสิทธิเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกิน จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้ากฎหมายต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตซึ่งเกิดก่อนกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป ไม่ได้รับเอามารื้อ มาสังคายนา ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ป่าไม้ ปี ๒๔๘๔ ซึ่งไปลิดรอนสิทธิของ ชุมชนดั้งเดิม ต้องเปลี่ยนนะครับ ต้องแก้ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ ที่ออกมา ล่าสุด ก็เป็นได้แค่อนุญาตให้เขาอยู่ ไม่ได้สะท้อนเจตนารมณ์แห่งการรับรองสิทธิของเขาเลย พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องกันพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของเขาออกจาก อุทยานครับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าก็เช่นเดียวกัน การที่จะหาอยู่หากิน กับวิถีของธรรมชาตินั้นก็เป็นไปได้ลำบากเพราะกฎหมายเหล่านี้ได้ลิดรอนสิทธิเขาโดยแท้ ไม่ว่า จะเป็น พ.ร.บ. ซึ่งออกมาตั้งยาวนานนะครับ พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ปี ๒๔๙๗ ก็เช่นเดียวกันที่สาธารณประโยชน์ประกาศทับที่สิทธิของชุมชนดั้งเดิมกระจายกันอยู่ทั่ว ทุกภาค อันนี้ก็เป็นปัญหาครับท่านประธาน ดังนั้นนโยบายต่าง ๆ ของรัฐมันไม่ได้สะท้อน เรื่องของการคืนสิทธิให้กับพี่น้องชนชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นการทวงคืนผืนป่า มติ ครม. ต่าง ๆ ซึ่งผมก็คงจะไม่ลงรายละเอียด เพราะมันเป็นกฎหมายลูกที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ข้อเสนอของผมที่จะเสนอเพิ่มเติมให้กับคณะกรรมาธิการได้บรรจุเข้าไว้ในรายงานแห่งนี้ เพื่อส่งต่อไปให้รัฐบาล ผมเห็นว่ากฎหมายต่าง ๆ ก็ต้องแก้ไขให้มันไม่ลิดรอนสิทธิ ให้รับรอง สิทธิของพี่น้องชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและถูกรับรองโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ นี่ถึง จะเป็นทางออก และสำคัญครับ ผลในทางปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นโดยแท้จริงนั้นต้องมี พ.ร.บ. พิเศษขึ้นมาเพื่อคุ้มครองสิทธิของชนชาติพันธุ์เหล่านี้อย่างชัดเจน ซึ่งสภาแห่งนี้น่าจะเป็นสภา ที่มีบทบาทสำคัญที่จะไล่รื้อกฎหมายต่าง ๆ ที่มันเป็นอุปสรรค ไล่รื้อกฎหมายต่าง ๆ ให้มัน สอดคล้องกับยุคสมัย ไล่รื้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นไปตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ดังนั้นผมขอฝากทาง กรรมาธิการได้เพิ่มในประเด็นนี้เข้าไป และจะได้มีโอกาสในการที่จะร่วมมือในการทำงาน เพื่อให้สิทธิของความเป็นพลเมืองและสิทธิในการจัดการบริหารทรัพยากรที่ดินทำกิน เกิดมรรคผลโดยแท้จริง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณดะนัย มะหิพันธ์ เชิญเลยครับ🔗

นายดะนัย มะหิพันธ์ อำนาจเจริญ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอำนาจเจริญครับ ท่านประธานครับ ได้อ่าน รายงานของคณะกรรมาธิการแล้วก็รู้สึกประทับใจ แล้วได้ฟังคำอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ เข้าใจว่าทุกคนให้ความสำคัญเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ ผมเรียนว่าเราจะทำอย่างไรที่จะให้คนไทย ทั้งประเทศรู้จักกับกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ให้ถ่องแท้ ให้ลึกซึ้ง เพื่อจะได้รู้ว่าบุคคลเหล่านั้นก็คือ คนไทยด้วยกัน ผมดูในข้อสังเกตที่คณะกรรมาธิการได้เขียนในข้อสังเกตก็เข้าใจครับ แต่อยากจะให้ท่านเพิ่มเติม และอยากจะให้ท่านได้ตั้งเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมนั่นก็คือเรื่องของ การศึกษาครับ วันนี้จะทำอย่างไรที่คนไทยจะรู้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยมีกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร มีวัฒนธรรมประเพณีอย่างไร สิ่งที่จะทำให้คนไทยรู้ได้ นั่นก็คือเรื่องของการศึกษาครับ เพราะฉะนั้นอยากจะให้ท่านตั้งในข้อสังเกตเพิ่มเติม ได้ไหมครับว่ากระทรวงศึกษาธิการจะต้องไปทำหลักสูตรการศึกษาเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอยู่ ในประเทศไทยทั้งหมด ท่านจะบรรจุไว้ในวิชาสังคมศึกษาก็ได้ จะให้เรียนในระดับประถม หรือมัธยมต้องให้เรียนรู้ครับ เพราะวันนี้ถ้าหากเราไม่ได้เรียนรู้กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ โดยละเอียด ไม่เข้าใจในวัฒนธรรม ประเพณี เราก็ยังมองว่ากลุ่มเหล่านั้นไม่มีความสำคัญ อยู่ดี วันนี้เราพูดกันในสภาผู้แทนราษฎร เราเห็นว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้สำคัญ เพราะฉะนั้น เรื่องการศึกษาก็จะต้องเป็นเรื่องที่สำคัญ ผมจึงอยากจะฝากท่านคณะกรรมาธิการการศึกษา ที่ท่านได้ศึกษาในเรื่องนี้นะครับ เพิ่มเติมในข้อสังเกตว่ากระทรวงศึกษาธิการจะต้องทำ หลักสูตรเรื่องนี้ให้คนไทยได้ศึกษาในรายละเอียด แล้วก็จะได้รู้ว่าในประเทศไทยเรานั้น มีคนกี่กลุ่มที่เราจะต้องอยู่ร่วมกัน เผื่อเขาเองมีโอกาสที่อยากจะไปพัฒนา อยากจะไปทำงาน ร่วมกับกลุ่มเหล่านี้ เมื่อเขามีโอกาสเรียนจบเขาก็จะได้สมัคร ได้อาสาที่จะไปทำ ที่จะไป พัฒนา เพราะเขาได้เรียนรู้จากหลักสูตรที่เขาได้เรียน ก็ฝากท่านประธานไปถึง คณะกรรมาธิการนะครับว่าขอให้เพิ่มเป็นข้อสังเกตเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ น่าจะมี หลักสูตรเรื่องการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ไว้ในหลักสูตรการศึกษาครับ กราบขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณสุทา ประทีป ณ ถลาง ประทานโทษนะครับ ต่อไปคุณดะนัย เสร็จแล้วก็เป็นพรรคเพื่อไทย เหลืออีก ๒ ท่าน แล้วก็มีชื่อเข้ามาอีก ๓ ท่าน เดี๋ยวทำความตกลงก่อนนะครับ คุณหมอชลน่าน คุณอนุรักษ์ บุญศล คุณอุบลศักดิ์ บังเอิญเราประกาศไปเมื่อสักครู่นี้ว่าเราจบแค่ไหนนะครับ ขออภัยด้วยที่เรียนไว้ล่วงหน้า แต่เดี๋ยวค่อยเจรจากันอีกทีนะครับ ขอเชิญคุณสุทาครับ🔗

นายสุทา ประทีป ณ ถลาง ภูเก็ต

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุทา ประทีป ณ ถลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐครับ เห็นรายงานของคณะกรรมาธิการก็เป็นที่น่ายินดีครับ ที่เห็นความสำคัญในเรื่องปัญหาของ กลุ่มชาติพันธุ์ ในเรื่องหนึ่งที่ผมจะนำกราบเรียนว่าสิ่งที่กลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังประสบปัญหา ในเรื่องของบัตรอะไรต่าง ๆ ปัจจุบันนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะฝากให้กรรมาธิการไปศึกษา เรื่องนี้ด้วยครับ คือกลุ่มชาติพันธุ์ นอกจากกลุ่มคนที่ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว ก็ยังมี กลุ่มคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน คือบุคคลผู้ไร้ฐานะทางทะเบียน ทางกระทรวงมหาดไทยเองเคยได้มีระเบียบในเรื่องของ การให้ทำบัตรแสดงสถานะ คนกลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานแล้ว ก่อน พ.ศ. ๒๕๔๘ รัฐให้ทำบัตรเพื่อแสดงตนนะครับ ผลปรากฏว่าปัญหาของชนชาติพันธุ์กลุ่มนี้ที่ยังไม่มีบัตร เป็นผู้ไร้ฐานะทางทะเบียน ปัญหาเขาคือการจะมาทำบัตรแต่ละครั้งต้องใช้เงินมหาศาล เป็นเรื่องการทุจริตของเจ้าหน้าที่ ผมไปช่วยเรื่องนี้มาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ตั้งแต่เข้ามา เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ต่ำกว่าที่ไปดูแลเรื่องนี้ก็ประมาณ ๖-๗ เดือนน่าจะได้ นะครับว่าพอไปแล้วก็ได้ประสานกับหน่วยงานราชการคือกระทรวงมหาดไทย ก็ไปพบ ประเด็นปัญหาแล้วก็มาแจ้งให้กระทรวงมหาดไทยทราบ กระทรวงมหาดไทยบอกว่า ถ้าปัญหาที่เกิดขึ้นจริงก็ให้ผมพยายามแสดงหลักฐานให้เห็นก็เกิดการไปล่อซื้อครับ กระบวนการที่ทำบัตรของบุคคลไร้ฐานะทางทะเบียนคือเป็นบัตร ๐๘๙ ก็มีบัตรหัว ๖ หัว ๗ อะไรอย่างนี้ เขาเรียกกันเท่าไร ท่านทราบไหมครับ เรียกหัวละ ๕๕,๐๐๐ บาท อันนี้ที่ผมพูด ได้เพราะ ๕๕,๐๐๐ บาทมีการล่อซื้อที่อำเภอเวียงแหง ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างการดำเนินคดี ของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่นะครับ และนี่คือปัญหาใหญ่มาก ปัญหานี้มันเชื่อมโยงไปถึงอาจจะเรื่อง การค้ามนุษย์ได้ด้วย เพราะว่าการทำบัตรหัว ๐ ของผู้ไร้ฐานะทางทะเบียน จริง ๆ จำนวน ของบุคคลผู้ไร้ฐานะทางทะเบียนที่อยู่ในประเทศเรานี่มันก็มีจำนวนจำกัด แต่ไม่น่าเชื่อว่า จนถึงทุกวันนี้ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ยังทำบัตรไม่หมด พอทำบัตรไม่หมดนี่คนที่ไม่มีสิทธิที่จะทำ บัตรก็กลับได้ทำ มันมีการสวมบัตร นั่นคือปัญหาเรื่องความมั่นคงที่จะตามมาด้วยนะครับ บัตรที่เขาไปทำตอนนี้ที่มีปัญหามาก ก็ตั้งแต่อำเภอแม่สาย อำเภอแม่อาย อำเภอฝาง อำเภอเชียงดาว อำเภอเวียงแหง มาตลอดแนวชายแดนนะครับ ฉะนั้นมูลค่าความไม่สุจริต กับมูลค่าที่ไปทำบัตรนี่ท่านเชื่อไหมครับ ผมว่ามันน่าจะเป็นรายได้เป็นหมื่นล้านบาท ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปทำไม่ชอบ นอกจากนี้แล้วนะครับ คนที่ไม่มีเงินที่จะไปทำบัตร ที่ไม่มีเงิน ที่จะไปจ่าย ๕๕,๐๐๐ บาทนี่ถูกผลักให้ไปทำบัตรแรงงาน ไปทำพาสปอร์ต (Passport) พม่า กลายไปเป็นแรงงานบุคคลต่างด้าว พอถึงเวลาคนพวกนี้เรารีดไถตลอดครับ โดนทุกเดือน เจ้าหน้าที่รัฐไปเรียกเก็บเงินทุกเดือน ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข เขาอยู่ยากลำบาก มันเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงมาก บางคนไปกู้เงินมาไปทำบัตร กลับต้องมา ใช้แรงงาน ใช้หนี้เงินกู้ เงินเดือนก็ไม่ได้ครับ ได้กินแต่อาหาร ใช้แรงงานกับเจ้าหนี้ มันมีถึง ขนาดนี้ครับ ตรงนี้ผมว่าปัญหาที่กรรมาธิการต้องไปดูแลนะครับ ผมเชื่อเลยว่าถ้าคนกลุ่มนี้ มันมีจำกัดในประเทศไทยเรานี่ถ้าเราสกรีน (Screen) คน แล้วก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสัก ๕ ชุด เข้าไปสกรีน (Screen) แล้วทำให้หมดนี่ผมเชื่อว่ามันก็หมด และปัญหาเรื่องการค้า มนุษย์ต่าง ๆ มันก็จะหายไปด้วย ปัญหาทุกวันนี้เราไม่ได้รับการแก้ไข แต่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ รัฐทำ และรัฐไม่ติดตามดูแล ทุกวันนี้ก็ยังมีเรื่องร้องเรียนมาตลอดครับ แต่ทางเหนือนี่จากที่ ผมไปล่อซื้อแล้วนี่ของ ป.ป.ท. ครับ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาร่วมด้วยในการล่อซื้อ ทางเหนือดีขึ้น ตอนนี้มีการทำบัตร การเรียกรับเงินก็น้อยลง มันเป็นกระบวนการใหญ่มาก แต่ทางตอนใต้ลงมาตั้งแต่เมืองกาญจน์ ราชบุรี ก็ยังมีปัญหายังไม่ทำ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ทำให้ครับ ไปทำอย่างไรก็ไม่ทำ มันละเว้นชัด ๆ ครับ แต่ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่เคยกำกับดูแล เรื่องนี้จริง ๆ มันเป็นเรื่องที่ไม่ยากแค่สกรีน (Screen) คนในหมู่บ้าน เขามีตั้งถิ่นฐานอยู่ เขามี ที่อยู่ มีถิ่นที่อยู่ มีบ้านอยู่อาศัย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในท้องถิ่นสามารถที่จะรับรองบุคคลเหล่านี้ ในการทำบัตรได้ บางคนมีสิทธิที่จะทำบัตรประจำตัวประชาชนได้เลยกรณีที่พ่อแม่มีสัญชาติแล้ว แต่ลูกเกิดมาไม่ได้รับแจ้ง เอาไปเรียนก็แบบไม่มีบัตร เรียนหนังสืออยู่อย่างนี้แต่ไม่ได้รับ การแก้ไขจะไปทำทีหนึ่งเป็นแสนครับค่าใช้จ่าย นี่มันมีกระบวนการเหล่านี้แต่ไม่ได้รับ การแก้ไขเลย ที่มันดีขึ้นในภาคเหนือตั้งแต่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ผมไป ร่วมกับ ป.ป.ท. ล่อซื้อไปนี่ ตอนนี้ดีขึ้น อำเภอเวียงแหงอะไรดีขึ้นหมด กระบวนการตรงนี้ หายไป แต่จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรีก็ยังมีปัญหาเรื่องของการทำบัตรนี้อยู่ ผมคง ไม่นำเสนอ🔗

ก็มีอีกเรื่องหนึ่งบัตรแรงงาน บัตรแรงงานที่ทางเจ้าหน้าที่รัฐผลักดันให้คน เหล่านี้ไปทำบัตรแรงงาน ปัจจุบันนี้กลายเป็นบุคคลต่างด้าว เรื่องนี้ขอให้กระทรวงแรงงาน เข้าไปแก้ไขปัญหานี้ด้วยว่าต้องเอาคนกลุ่มเหล่านี้ให้กลับเข้ามามีสิทธิตามฐานะเดิมของเขา ตอนปัจจุบันนี้เขากลายเป็นพม่าไปแล้ว ก็ขอขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวละออง ติยะไพรัช ครับ🔗

นางสาวละออง ติยะไพรัช เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ดิฉันอยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีพี่น้องชนเผ่าเยอะมาก แล้วดิฉัน ก็ได้อ่านรายงานมองถึงสภาพปัญหาก็เป็นข้อเท็จจริงค่ะที่ว่าในสภาพปัญหาของ จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะในพื้นที่ดิฉันคือสัมผัสอย่างใกล้ชิดก็มีปัญหา🔗

๑. ก็คือเรื่องของสัญชาติ สัญชาตินี่ดิฉันรู้สึกสงสารเด็กหลาย ๆ คนที่ไม่มี สัญชาติเพราะเนื่องจากพ่อแม่ และเขาไม่ได้เกิดในประเทศไทยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่ง เกิดในประเทศไทยแต่ไม่มีสถานะที่จะได้บัตรประจำตัวประชาชนได้แต่เขาก็เรียนโรงเรียนในประเทศไทย และสามารถเรียนหนังสือได้ในหลาย ๆ โรงเรียนนะคะ โอกาสที่ได้รับการศึกษา แต่โอกาส ที่เขาจะได้ทำงานหรือโอกาสที่เขาจะได้ไปทุก ๆ ที่ในประเทศไทย ในความเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่สามารถจะเป็นคนไทยสามารถไปทุกที่ทุกแห่งในทุกจังหวัดได้แต่คนที่มีสถานะไร้สัญชาติ หรือสัญชาติไร้ทะเบียน ก็คือเป็นหัว ๐ หรือหัว ๖ หัว ๗ นี่ เขาไม่สามารถไปที่ไหนได้ ชีวิตเขาจะพูดได้ว่าถ้าเขาควรที่จะได้รับสิทธิ มีบัตรประจำตัวประชาชนเขาก็สามารถที่จะ ช่วยพัฒนาประเทศไทยได้ แต่วันนี้ถ้าเรากักและเราก็จะต้องมีการสอบสวนหรือทำอะไรต่าง ๆ ที่ทำให้การได้สัญชาติเขายุ่งยากมากขึ้นมันก็เป็นโอกาสที่เขาจะต้อง ดิฉันขอพูดว่าเสียเงินเสียทองเยอะ ในเรื่องเหล่านี้เพื่อที่จะได้สัญชาติไทย ตรงนี้ดิฉันอยากจะให้ทางกระทรวงมหาดไทย หรือหน่วยงานสำรวจ สำรวจหมายความว่าไม่ใช่สำรวจแล้วก็เพิ่มเติม สำรวจและเพิ่มเติม สำรวจทุก ๆ หมู่บ้านค่ะว่าคนที่ไม่มีสัญชาติไทยในแต่ละหมู่บ้านมันเป็นอย่างไร แล้วก็ แต่ละปีมันเพิ่มขึ้นหรือเปล่า อันนี้คือสิ่งที่ดิฉันอยากจะว่าทะเบียน ข้อมูลควรที่จะต้องมี ความชัดเจน เพราะว่าจริง ๆ แล้วตอนนี้เรามีเทคโนโลยีที่ในการใช้ง่ายในการตรวจสอบ แต่ทำไมในหลายพื้นที่หลาย ๆ หมู่บ้านทำไมคนมันถึงเพิ่มเรื่อย ๆ บางหมู่บ้านมีถึง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คน มันเป็นไปได้อย่างไร ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ค่ะ ดิฉันอยากจะให้ กระทรวงมหาดไทยเองและอำเภอ ขอให้ให้ความเป็นธรรมกับเด็ก ๆ นักศึกษาหรือคนที่ ไม่ได้สัญชาติ ไม่มีบัตรประชาชนคนไทยเขาได้มีโอกาสที่จะร่วมพัฒนาประเทศไทยของเรา🔗

และอีกเรื่องหนึ่งที่สภาพปัญหาทางกรรมาธิการได้เสนอเรื่องของป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ชนกลุ่มน้อยเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาอยู่ในเขตป่า เขาอยู่ในที่ราบสูงก็คือไม่มีเอกสารสิทธิในการที่ประกอบอาชีพ และในพื้นที่แม่ฟ้าหลวงเอง ดิฉันเห็นว่าการใช้พื้นที่มันไม่มีค่อยมีความเป็นธรรมในการใช้พื้นที่ไม่ว่าจะปลูกชา กาแฟ อะไรต่าง ๆ ดิฉันมองว่าในการครอบครองบางส่วนก็เยอะ บางส่วนนี่ประชาชนก็แทบไม่ได้ในการใช้ ทรัพยากรนั้นเลย และการพัฒนาไม่ว่าจะสวนชาก็ดี สวนกาแฟ หรืออะไรก็ตาม ดิฉันอยากจะ ให้โอกาสกับนักธุรกิจทุกคนที่เขาจะสามารถใช้พื้นที่นั้นอย่างเต็มที่ และสามารถที่จะขายพืชผล ทางเกษตรได้ ดิฉันเองได้รับข้อร้องเรียนตลอด ก็คือว่าการที่จะได้มาตรฐานจีเอพี (GAP) หรือแม้กระทั่งโรงฆ่าสัตว์ ก็จะต้องมีเรื่องของเอกสารสิทธิเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เมื่อไม่มี เชื่อไหมคะท่านประธาน ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ๔ ตำบล ไม่มีโรงฆ่าสัตว์ ไม่มีโรงฆ่าสัตว์ เพราะว่าไม่มีเอกสารที่ดิน เขาก็จะต้องมาฆ่าสัตว์ที่อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย ซึ่งพื้นที่ห่าง ประมาณ ๑๐๐ กว่ากิโลเมตร ในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ เรื่องของคุณภาพอาหาร เรื่องอะไร ต่าง ๆ ดิฉันไม่ใช่ว่านิ่งนอนใจนะคะ ก็ได้หารือทุกครั้งที่มีโอกาส แล้วก็ได้พูดกับทางกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ด้วยว่าอันนี้มันคือปัญหาของพื้นที่ที่อยู่แนวเขตป่า🔗

อันที่ ๒ ในเรื่องของทรัพยากรเอง และเรื่องป่าไม้เอง วันนี้พื้นที่ป่าส่วนใหญ่ ก็จะอยู่บนเขา ก็จะถูกทำลาย ถูกทำลายเพราะอะไร เพราะว่าเราไม่มีการจัดสรรทรัพยากร ที่ดีให้กับพี่น้องประชาชน อันที่ ๒ ก็คือการที่ อบต. หรือเทศบาลต่าง ๆ ที่เขามีเงินพอ ที่จะทำเรื่องของน้ำอุปโภคบริโภคให้กับพี่น้องประชาชน ทำในเขตป่าก็ไม่ได้ ซึ่งมันมีปัญหา มากมายไปหมดในการใช้พื้นที่ในเขตป่าของพี่น้องชาติพันธุ์ เพราะวันนี้ดิฉันเอง จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ดิฉันเห็นว่าเป็นเอกสารที่ดีมาก เสียดายนะคะที่แจก ในเวลาที่กระชั้นชิดทำให้สมาชิกหลายท่านมีโอกาสอ่านได้น้อย แล้วก็อ่านในประเด็นสำคัญ วันนี้ดิฉันก็เห็นด้วยว่าการจัดสรรทรัพยากรเป็นเรื่องที่สำคัญ และเมื่อสักครู่นี้ดิฉันก็อยากจะ ให้ท่านในเรื่องของน้ำที่อยู่ในเขตป่า พี่น้องประชาชนต่อท่อน้ำไปที่ตาน้ำต่าง ๆ เพื่อเอามา ใช้ในพื้นที่ เขาไม่สามารถที่จะใช้ทำที่อ่างหรือที่เก็บน้ำได้ เพราะมันเป็นที่เขตป่า ถ้าเรา สามารถที่จัดสรรทรัพยากรให้กับพี่น้องชนเผ่า พี่น้องที่อยู่บนดอยได้ ดิฉันคิดว่าการใช้ ทรัพยากรที่ร่วมกันระหว่างคนที่อยู่บนเขากับคนข้างล่างดิฉันคิดว่ามันจะได้รับประโยชน์ สูงสุด อันนี้ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้มองเห็นถึงปัญหาเรื่องของการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องของชาติพันธุ์ และเรื่องสำคัญก็คือเรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐกิจท่านพูด ถึงไร่เลื่อนลอย ไร่เลื่อนลอยก็คือมันก็เกิดจากการที่เราจัดสรรทรัพยากรไม่ถูกที่ ไม่ถูกให้กับ พี่น้องประชาชนที่จะร่วมกันพัฒนาได้ เพราะฉะนั้นมันก็ยังมีเรื่องไร่เลื่อนลอยตลอด ก็คือเป็น ๑๐-๒๐ ปีมาก็มีปัญหาเรื่องนี้ ก็เกิดจากการที่เราไม่ได้จัดสรรทรัพยากร แล้วช่วงที่ผ่านมา ท่านประธาน ป่าไม้ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง จากเดิมนี่เขียวชอุ่ม ทำไม ๗-๘ ปีนี้ถูกทำลาย มากเหลือเกิน ดิฉันขอฝากท่านประธานนะคะว่าคนจะอยู่ร่วมกับป่าได้ แล้วคนข้างล่างก็ต้อง ใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ ดิฉันขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงต่าง ๆ แล้วก็ช่วย ในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณนะครับ ต่อไปจะเป็นท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม แต่ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า โดยเดิมคิดว่าจะจบ ในตอนแรกว่าจบในลำดับที่ ๑๐ คือท่านดะนัยนะครับ แต่ว่านางสาวละออง ติยะไพรัช คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ได้เสนอเข้ามา และโดยที่เห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีสัดส่วน จำนวน ส.ส. มากที่สุดนะครับ แล้วก็มีผู้ได้พูดไปเพียงไม่กี่ท่านก็เลยยอมให้พูด หลังจาก คุณอุบลศักดิ์แล้ว มีขอเพิ่มเติมมาคือคุณนิติพล ผิวเหมาะ ขอ ๕ นาที ผมเรียนเพื่อทำ ความเข้าใจนะครับว่ากรณีของพรรคก้าวไกลนั้น ได้ขอร้องท่านเมื่อตอนเริ่มต้นว่าเสนอมา ๘ ท่าน ขอให้ปรับ ท่านก็ปรับมาให้เหลือ ๖ ท่าน ก็เป็นความร่วมมือ แต่ว่าได้ขอพิเศษว่า คุณนิติพล ผิวเหมาะ ๕ นาทีอีก ๑ ท่านนะครับ ผมก็อนุมัติ หลังจากนั้นก็จะจบ และให้ กรรมาธิการชี้แจง ส่วนที่เสนอชื่อมาใหม่เพิ่มเติมก็คงจะไม่อนุมัติครับ แต่ว่าท่านกรรมาธิการ ชี้แจง ท่านมีความประสงค์จะสอบถามอะไรเพิ่มเติมประธานก็จะอนุญาตให้ท่านสอบถาม ได้ครับ เพราะฉะนั้นเชิญท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ครับ🔗

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ก่อนอื่นต้องขอบคุณ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ คุณมุกดา พงษ์สมบัติ ที่ได้กรุณานำเรื่องดังกล่าวมานำเสนอ ต่อสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพปัญหาและแนวทางการส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ในประเทศไทยนั้น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าประเทศไทย โลกนี้ คือประเทศ ประเทศคือจังหวัด จังหวัดคืออำเภอ โลกนี้ไร้พรมแดน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พี่น้องประชาชนที่เกิดมาในผืนโลกใบเดียวกันนี้นั้นย่อมจะได้มีโอกาสใช้สิทธิทรัพยากร ของโลกทัดเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องที่อยู่ในเขตตะเข็บชายแดนนั้นส่วนใหญ่ ก็เป็นบุคคลที่ไร้สัญชาติ ท่านประธานที่เคารพทราบไหมครับว่าวันนี้จังหวัดของผมคือ จังหวัดลพบุรี หลายอำเภอ เช่น เขตอำเภอเมือง อำเภอหนองม่วง เราได้รับคนจากหลาย เชื้อพันธุ์เข้ามาเลี้ยง มาศึกษา แล้วก็มาดูแล จนถึงขั้นจบมหาวิทยาลัย แต่เขาขาดโอกาส ไม่ว่าทรัพยากรที่มีอยู่นั้นเขาไม่มีสิทธิจะได้ใช้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมกราบเรียน ด้วยความเคารพว่าตั้งแต่เกิดก็ดี โรคหมอศึกษาว่าสุขภาพจะเป็นอย่างไร เมื่อเกิดมา ในเยาว์วัยแล้วนั้นก็ขาดโอกาสเหมือนมนุษย์ทั่ว ๆ ไป เมื่อถึงโอกาสได้เข้าการศึกษาก็ขาด โอกาสอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปเมื่อสักครู่นี้แล้วว่าพี่น้องหลายเผ่าพันธุ์นั้น พระที่ ในอำเภอเมือง อำเภอหนองม่วง ก็ได้ใช้วัดนั้นเป็นที่ดูแลเด็ก เยาวชนเหล่านั้น เขาต้องทิ้งพ่อ ทิ้งแม่ ทิ้งครอบครัว ทิ้งพี่น้อง เพื่อมาหาโอกาสที่ดีขึ้นกว่าอยู่ในเขตตะเข็บชายแดน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อถึงจบแล้วนั้นผมกราบเรียนว่าเมื่อเรียนแล้วไปทำงานที่ไหน ก็ไม่ได้ เพราะไม่มีทะเบียน ไม่มีหลักฐาน ดังนั้นผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าชีวิตของเขานั้น เหมือนมนุษย์เขาเลือกเกิดไม่ได้ แน่นอนครับ สัตว์โลกแน่นอนครับย่อมมีศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่าทำไมเขาขาดโอกาส ทำไมประเทศไทย เป็นประเทศเมืองพุทธ โอบอ้อมอารี เอื้ออาทรเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผมอยากเห็นว่ารัฐบาล ไทยเข้าไปอุ้มชูบุคคลดังกล่าวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคม ทางรัฐศาสตร์ หรือทางการเมือง ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ นั้นท่านเล็งเห็น ทางไกลว่าท่านเข้าไปโอบอุ้มคนอยู่ในเขตตะเข็บชายแดนอยู่ในป่า ทำให้บุคคลดังกล่าว เปลี่ยนอาชีพ ไม่ปลูกฝิ่น ไม่ค้าฝิ่น เห็นได้ประจักษ์ชัด เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าอยากเห็นกรรมาธิการเล็งเห็นสั้น ๆ ว่าอยากให้เพื่อนมนุษย์ ด้วยกันนั้นเราต้องโอบอ้อมอารีซึ่งกันและกัน ผมเคยกราบเรียนว่ามนุษย์นี่เหรียญมีสองด้าน มุมมองมี ๒ มุม ต่างคนต่างมองว่ามุมตัวเองถูกต้อง ด้วยความเคารพ ต้องเคารพอีกฝ่ายหนึ่ง จึงเกิดปัญหาทางการเมืองระดับประเทศดั่งที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศทราบดีอยู่แล้วว่า เกิดจากอะไร แต่ในขณะเดียวกันนั้นท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องประชาชนอีกจำนวน มากหลายหมื่นหลายแสนคนที่เกิดปัญหา ผมในฐานะที่เป็นประธาน หรือรองประธาน กรรมาธิการเรื่องที่ทำกินนั้น และดูแลภาคกลางทั้งหมดอีก ๒๖ จังหวัดนั้นได้ออกไปเผชิญสืบ ว่าที่ทำกินนั้นเป็นอย่างไร จะเห็นชัดเลยว่าบุคคลดังกล่าวนั้นเข้ามาอยู่อาศัย ถูกแจ้งจับ ถูกดำเนินคดี ถูกติดคุก ถามว่าเขารู้หรือเปล่าว่าสิ่งที่เขาเกิดตรงนั้นเขาผิดหรือไม่ เขาไม่ผิด ครับท่านประธาน พ่อแม่เขาทำให้เกิดขึ้นมา เขาเกิดมา แต่ต่อมาเขาอยู่ เขาไม่ทราบหรอกครับ สุดท้ายเขาติดคุกถูกดำเนินคดี หาว่าบุกรุกป่าบ้าง อะไรบ้าง เพราะฉะนั้นวันนี้ผมอยากจะให้ ท่านกรรมาธิการได้ศึกษาเพิ่มเติมถ้าเป็นไปได้ว่าวันนี้ควรจะเอกซเรย์เสียเลยว่าถ้าหากคน เกิดในประเทศไทยนั้นถือว่าเป็นคนไทย ก็จะเห็นมีข่าวอยู่เสมอว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไปออกบัตรประจำตัวประชาชนโดยที่ผิดกฎหมาย นะครับ โดนมีคดี แต่ถ้าหากว่าจะทำสำรวจให้ทั้งประเทศเลยทุกพื้นที่ว่าวันนี้มีทรัพยากร บุคคลมนุษย์อยู่ตรงไหนบ้าง แล้วก็ดำเนินการให้ชอบด้วยกฎหมายไทยเสีย ก็จะเกิด ประโยชน์สูงสุด แน่นอนครับ ไม่ว่าปัญหาชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าปัญหาชายแดนภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือเขตตะเข็บทุกพื้นที่ทั้งตะวันออก ตะวันตก จะเห็นว่าปัญหาทางสังคม เยอะแยะ เพราะว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาศักดิ์ศรีไม่เท่ากัน จึงทำให้เกิดปัญหาทางสังคม และความมั่นคงของประเทศ🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ขอขอบคุณท่านประธานมุกดาที่กรุณา สนใจเรื่องนี้นะครับ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กรรมาธิการน่าจะเอาข้อสังเกต จากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านได้ให้ข้อแนะนำ หรือเสนอแนะ เพื่อไปดำเนินการ แก้ไขปรับปรุงเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติและความมั่นคงของรัฐต่อไปครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับท่านประธานครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ ขอท่านนิติพลเป็นท่านสุดท้ายนะครับ ๕ นาที หลังจากนั้นเชิญกรรมาธิการได้ตอบ ชี้แจง เชิญท่านนิติพลครับ🔗

นายนิติพล ผิวเหมาะ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิติพล ผิวเหมาะ แบบบัญชีรายชื่อ สิ่งแวดล้อม และสิทธิสัตว์ จากพรรคก้าวไกลนะครับ ก่อนจะเริ่มในการอภิปรายเพื่อนำเสนอ ความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวรายงานที่มีคุณค่าฉบับนี้นะครับ ผมต้องขออนุญาตขอบคุณบุคคล ๓ ท่านนะครับ🔗

ท่านแรกคือท่านประธานชวน หลีกภัย ที่อนุญาตให้เพิ่มเติมรายชื่อผมเข้าไป เพราะว่าเรามีกรรมาธิการที่เป็นชาติพันธุ์แท้ ๆ แล้วนะครับ แต่ว่าสิ่งที่อยากจะเพิ่มเติม แล้วมีความจำเป็นที่ผมต้องลุกขึ้นยืนก็คือ ผมเป็นตัวแทนของลูกครึ่งชาติพันธุ์นะครับ โดยอยากจะนำเสนอมุมมอง🔗

บุคคลที่สองก็คือท่านกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการทุกท่านที่ได้โปรด กรุณาทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะ ส.ส. ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ซึ่งเป็นชาติพันธุ์แท้ ได้ทำรายงานเล่มนี้ออกมาได้สมบูรณ์เป็นอย่างยิ่งนะครับ🔗

แล้วบุคคลที่ ๓ บุคคลที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผมก็คือคุณแม่ของผมครับ ผมต้องขอขอบพระคุณคุณแม่ของผมที่ย้อนกลับไปเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้วที่ตัดสินใจลงจาก พื้นที่สูงลงมานะครับ เพื่อมาเลี้ยงให้ผมได้เติบโตในสังคมเมือง ได้รับการศึกษาที่ดี และได้มี โอกาสเป็นผู้แทนราษฎรได้มาพูดถึงปัญหาของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์แทนกับพี่น้องทุกท่าน🔗

สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอกับทางท่านกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการนะครับ ผมได้เปิดอ่านตัวรายงานฉบับนี้ในทุกหน้า แล้วก็เห็นเป็นอย่างยิ่งว่ามีประโยชน์เป็น อย่างยิ่งนะครับ แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะขอเพิ่มเติมไปมีอยู่ ๒ ประเด็น🔗

ในประเด็นแรกก็คือในฐานะที่ผมเป็นลูกครึ่งชาติพันธุ์ ทางคุณแม่ เป็นชาติพันธุ์แท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณพ่อเป็นคนปักษ์ใต้ ความยากลำบากแรกตั้งแต่เกิดมา ก็คือว่าผมไม่ได้ภาษาที่เป็นภาษาท้องถิ่นทางแม่ ไม่ได้ภาษาที่เป็นภาษาท้องถิ่นของทางพ่อ จะพูดใต้ก็พูดไม่ค่อยชัด จะฟังภาษาเมี่ยนที่เป็นภาษาของทางแม่ก็ฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง นี่คือความยากลำบากแรกครับ🔗

ความยากลำบากถัดมาในเวลาตั้งแต่เข้าเรียน ด้วยความที่ว่าเราจะเป็น ชาติพันธุ์ก็ไม่เชิง จะเป็นคนในเมืองก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจ เราน่าจะมีผู้ที่มีความชำนาญหรือว่า มีความเชี่ยวชาญ มีความเข้าใจในการแนะแนว ในการแนะนำการใช้ชีวิตอะไรต่าง ๆ ก็ตามที ในโรงเรียน หรือว่าในสถานพยาบาลหรือสถานอะไรก็แล้วแต่ที่เราจะต้องใช้ดำเนินดำรงชีวิต ในชีวิตประจำวัน ถ้าเราสามารถเสริมเติมบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจให้กับคนที่ต้อง เกิดมาและต้องใช้ชีวิตในวัฒนธรรมที่มีความผสมผสานกันแบบนี้นะครับ ก็จะเกิดประโยชน์ เป็นอย่างยิ่ง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑🔗

ส่วนประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ อีกเช่นกัน ยิ่งในภาวะช่วงนี้ คือช่วงปัญหาฝุ่นควัน ผมเองในฐานะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง และมลพิษทางอากาศ ในกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตอนที่ เราพิจารณาในรายงานเล่มนี้ แล้วก็ได้นำเสนอให้กับทางสภาและส่งไปทาง ท่านนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว หนึ่งในปัญหาที่ผมฟังแล้วผมรู้สึกอึดอัดใจและต้องลุกขึ้น พูดในวันนี้ ก็คือปัญหาเรื่องการเผานะครับ ในช่วงเวลานี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าถัดไป ปัญหาภาคเหนือก็คือจะมีปัญหาเรื่องการเผา ไฟป่ามันจะเกิดจากป่าหรือจะเกิดจากคนเผาก็ไปหาข้อเท็จจริงกัน แต่สิ่งที่ได้รับผลกระทบ มากที่สุดก็คือพี่น้องชาติพันธุ์ของผมครับ ตกเป็นจำเลยของสังคม ถูกคนในเมือง ถูกสังคม ต่อว่า ว่าไฟป่าเกิดจากการเผาของคนชาติพันธุ์ นี่คือสิ่งที่ผมปวดใจมากที่สุด แต่ถ้าเรา ย้อนกลับไปดูจริง ๆ โลกหมุนเวียนไปข้างหน้า ไม่ใช่มีผมเพียงคนเดียวนะครับ ที่มาเติบโต และใช้ชีวิตในเมือง พี่น้องชาติพันธุ์ของผมอีกหลายคนเข้ามาอยู่ในเมือง เข้ามามีชีวิต เข้ามา มีการศึกษา มีการพัฒนาอะไรต่าง ๆ ที่ดี แต่ว่าพี่น้องบางคนหลาย ๆ คนที่ยังอยู่ในพื้นที่ บนที่ราบสูงยังตกเป็นจำเลยของสังคมอยู่ว่าไฟป่าเกิดจากชาติพันธุ์เป็นคนเผา สิ่งที่อยากจะ นำเรียนกับทางคณะกรรมาธิการก็คือว่าเราน่าจะสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ก็ตามที ช่องทางอาชีพอื่น ๆ ก็ตามที เพื่อเป็นทางเลือกให้กับพี่น้องของเราที่ยังมี ความจำเป็นและยังไม่มีความพร้อมในหลาย ๆ ด้านที่จะเข้ามาใช้ชีวิตที่ในเมืองหลวงอะไร ก็ตามทีนะครับ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ก็เป็นหนึ่งในทางเลือก เรามีวัฒนธรรมดี ๆ ที่สวยงาม ที่สามารถขายได้ ที่สามารถสร้างเม็ดเงินให้กับเศรษฐกิจในประเทศไทยได้ ก็มีอยู่ ๒ ประเด็น ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ กรรมาธิการครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการครับ ผมขออนุญาตตอบข้อชี้แจงของเพื่อนสมาชิก ซึ่งได้กรุณาให้ความเห็น ต่อรายงานของคณะกรรมาธิการอยู่จำนวนทั้งสิ้นถึง ๒๐ ท่านนะครับ ซึ่งในรายละเอียด เพิ่มเติมนั้น ท่านที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการ และท่านประธานคณะกรรมาธิการจะได้ชี้แจงเพิ่มเติมครับ🔗

สิ่งแรกเลยที่อยากจะตอบท่านสมาชิกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ที่ท่านได้กรุณาพูดถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะลงไปอีกครับว่า ในส่วนของพี่น้องชาติพันธุ์นั้น ยังมีเด็กที่เป็นเด็กกำพร้าที่อยู่ในสถานดูแลต่าง ๆ ยังมีผู้หญิง ที่เข้าไม่ถึงสิทธิต่าง ๆ ยังมีผู้สูงอายุ ยังมีผู้พิการ สิ่งเหล่านี้คณะกรรมาธิการตระหนักดีครับ คณะกรรมาธิการอาจจะไม่ได้ศึกษาทั้งหมดในรายงานฉบับนี้ แต่คณะกรรมาธิการพูดถึง รายงานฉบับนี้ในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการห้าม มิให้มีการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามมิให้มีการเลือก ปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาสิทธิเด็ก ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องนำ สิ่งเหล่านี้ไปศึกษาต่อครับ🔗

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องการเข้าไม่ถึงสิทธิในฐานะผู้พิการ และผู้สูงอายุนั้น ทางคณะกรรมาธิการเองได้มีโอกาสศึกษาแล้วพบว่าตัวกฎหมายแม่บท ทั้ง ๒ ฉบับนั้นมิได้มีปัญหาครับ แต่มีการออกระเบียบ มีการออกกฎกระทรวงที่ระบุว่า ผู้พิการหรือผู้สูงอายุที่จะเข้าถึงสิทธินั้น จะต้องเป็นผู้พิการซึ่งมีสัญชาติไทยเท่านั้น ฉะนั้น ข้อห่วงใยของทั้ง ๒ ท่าน ทางคณะกรรมาธิการจะได้รับไปศึกษาพิจารณาเพิ่มเติมต่อครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ กรณีของท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านได้กรุณาฝาก และท้วงติงถึงประเด็นเรื่องของการคืนสิทธิให้พี่น้องคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งจริง ๆ แล้ว ทางคณะกรรมาธิการมีข้อมูลอยู่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของหมู่บ้านมะลิวัลย์ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของด่านสิงขร ไม่ว่าจะเป็นจำนวน ๗๕,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นตัวเลข ที่ท่านให้กับทางที่ประชุมแห่งนี้ เรื่องเหล่านี้ทางคณะกรรมาธิการจะรับไปดำเนินการต่อครับ เพราะว่ากรณีของการคืนสิทธิให้กับพี่น้องคนไทยพลัดถิ่นนั้น มีรายละเอียดที่แตกต่างกับ กรณีของการให้สิทธิกับพี่น้องชาติพันธุ์ที่ดำรงชีวิตอยู่ในประเทศไทย แน่นอนครับ ในเชิง ความเป็นมนุษย์นั้นไม่ได้แตกต่างกัน แต่ในเชิงข้อกฎหมาย ในเชิงระเบียบ ในเชิงวิธีปฏิบัติ ในเชิงนโยบายนั้น อาจจะมีความแตกต่างกันอยู่สักเล็กน้อย นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ🔗

ประเด็นที่ ๓ กรณีการตอบข้อซักถามของท่านพีรเดช คำสมุทร ท่านละออง ติยะไพรัช ท่านสุทา ประทีป ณ ถลาง ซึ่งทั้ง ๓ ท่านได้กรุณาให้รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับ การพิสูจน์สถานะ หรือการพิสูจน์สัญชาติของพี่น้องชาติพันธุ์ครับ ความจริงเรื่องเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการหลายคณะครับ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการความมั่นคง คณะกรรมาธิการการปกครอง คณะกรรมาธิการกฎหมาย ผมขออนุญาตแค่ยกบางประเด็น นะครับว่าข้อห่วงใยของท่านนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร และสิ่งที่คณะกรรมาธิการศึกษานั้น มีอะไรบ้าง เช่น กรณีเรื่องของการแต่งงานและมีการแปลงสัญชาตินั้น ทางคณะกรรมาธิการ ชุดใหญ่เองได้มีการเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงไม่นานมานี้ และอยู่ในระหว่างที่เรากำลัง จัดทำรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการลดอายุผู้สูงอายุ เพราะว่าเวลาถ้าตั้งเกณฑ์ผู้สูงอายุเป็น ๖๐ ปี แต่กลายเป็นว่าต้องรอถึงอายุ ๖๐ ปี ถึงจะได้ สิทธิในการแปลงสัญชาตินั้น มันไม่สามารถเข้าถึงหรือตอบโจทย์ในการใช้ชีวิตต่อ ความจริง จะลดอายุลงมาจะเป็น ๕๕ ปี จะเป็น ๕๐ ปี หรือจะเป็น ๔๕ ปีนั้น ทางคณะกรรมาธิการเห็นด้วยในหลักการครับ อยู่ในระหว่างที่คณะกรรมาธิการชุดใหญ่กำลัง พิจารณาศึกษาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ซึ่งดูจากฐานภาษี ซึ่งครอบครัวใดที่มีรายได้ไม่ถึง ๔๐,๐๐๐ บาทต่อปีนั้นจะไม่สามารถนำมาสู่เงื่อนไขการพิจารณาเรื่องสัญชาติได้นั้น ประเด็น เหล่านี้เราตระหนักครับ🔗

แถมยังมีประเด็นในเชิงการพิสูจน์สถานะซึ่งหลายท่านห่วงใยเรื่องการตรวจ ดีเอ็นเอ (DNA) นะครับ ในความเป็นจริงแล้วทางคณะกรรมาธิการได้ค้นพบว่าในกรณี การใช้ค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์สถานะซึ่งงบประมาณเดิมปกติของกระทรวงมหาดไทย มีอยู่ที่แค่ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาทต่อปีนั้น แต่ในกรณีการพิสูจน์จากเด็กไปยังผู้ปกครอง ยังมีกองทุนคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ซึ่งมีกองทุนเหล่านี้อยู่ในทุกจังหวัดที่สามารถเบิกจ่าย วงเงินได้ครับ แต่ด้วยความเคารพนะครับ สิ่งที่เราค้นพบก็คือว่ามีการใช้จ่ายเงินจากกองทุน คุ้มครองเด็กในการพิสูจน์สถานะน้อยมากครับ มีแค่บางกรณี เช่นที่จังหวัดอุบลราชธานี เท่านั้น นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ที่อยากจะชี้แจงท่านครับ🔗

ในประเด็นที่ ๔ เป็นข้อห่วงใยของทางเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะเป็นท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ท่านมานพ คีรีภูวดล ในเรื่องของการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งน้ำประปาและไฟฟ้า ท่านเสนอว่าควรจะมีการศึกษาร่วมกันหรือไม่ ผมเห็นต้องด้วย ในหลักการนะครับ ผมเองในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ แล้วก็เป็นรองประธาน คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ที่อยู่กับท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ เราเองได้ไปดูพื้นที่ล่าสุดก็ที่แม่ฮ่องสอน ที่ปายครับ แล้วเห็นด้วยว่าเราจำเป็นต้องพูดถึงกฎเกณฑ์ เปลี่ยนกติกาต่าง ๆ ในแง่ของ การพิสูจน์เรื่องของการเดินสายไฟ พิสูจน์เรื่องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ลุ่มน้ำต่าง ๆ ซึ่งเรื่อง เหล่านี้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานและเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับที่เราไม่อาจจะเขียน ทั้งหมดอยู่ในรายงานฉบับนี้ได้ครับ🔗

ในประการสุดท้ายครับท่านประธานครับ เป็นกรณีการตอบประเด็นของ ท่านมานพ คีรีภูวดล ท่านอภิชาติ ศิริสุนทร ที่พูดถึงเรื่องของการรวมกฎหมายต่าง ๆ ผมขออนุญาตย้ำแบบนี้นะครับว่ารายงานฉบับนี้เราศึกษาปัญหาและแนวทางการส่งเสริม และคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ครับ แต่คณะกรรมาธิการยังมีรายงานอีกฉบับหนึ่งที่ในนามของ คณะอนุกรรมาธิการกำลังศึกษาว่าถ้าจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายที่พูดถึงการคุ้มครอง และอนุรักษ์ ตลอดจนการส่งเสริมและปกป้องพี่น้องชาติพันธุ์นั้น หน้าตาของกฎหมาย จะเป็นอย่างไร ซึ่งขณะนี้ตัวรายงานนั้นเสร็จแล้วนะครับ อยู่ในระหว่างที่เรากำลังจะดูร่าง พ.ร.บ. ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และผมคาดว่าไม่นานจากนี้ร่างรายงานฉบับนั้นก็จะถูกเสนอ ในสภาแห่งนี้เช่นเดียวกัน เพื่อจะตอบโจทย์ว่าเราควรจะมีกฎหมายที่พูดถึงชนเผ่าพื้นเมือง ที่พูดถึงการอนุรักษ์ ที่พูดถึงการคุ้มครอง ที่พูดถึงการส่งเสริมพี่น้องชาติพันธุ์เป็นกฎหมาย ฉบับเดียวกันครับ นั่นคือ ๕ ประเด็นเพิ่มเติมที่ผมอยากจะนำเรียนครับ แต่อย่างไรก็ตามครับ ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่ผมจำเป็นต้องพูดย้ำครับ เฉกเช่นเดียวกันกับท่านนิติพล ผิวเหมาะ ที่ได้กรุณาพูดคนสุดท้ายเมื่อสักครู่ครับ ในระหว่างที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษานั้น มีพี่น้องหลายท่านตั้งคำถามว่าถ้าเราเป็นคนเมืองเดินไปเที่ยวพี่น้องชาติพันธุ์ เราอยากให้เขา อนุรักษ์วิถีชีวิต อยากจะให้เขาอนุรักษ์ความเป็นดั้งเดิมแบบของเขาไว้ เราไม่ปฏิเสธครับ และพี่น้องชาติพันธุ์เห็นด้วยกับการอนุรักษ์และสมควรที่จะได้รับการปกป้องวิถีชีวิตครับ แต่การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การเข้าถึงโอกาสนั้นเป็นเรื่องของการที่ทุกคนควรได้รับ เฉกเช่นเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการของเราซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ จะได้รับไปดำเนินการต่อกับทุกข้อสังเกตในวันนี้ครับ ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมแต่เพียง เท่านี้ครับท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

กรรมาธิการได้ชี้แจงข้อซักถามของท่านสมาชิก ท่านชลน่านครับ เชิญครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย เมื่อสักครู่ท่านประธาน ได้กรุณาให้โอกาสกับสมาชิกว่าถ้ากรรมาธิการได้ตอบข้อซักถามแล้ว ถ้ามีประเด็นที่จะ สอบถามเพิ่มเติมก็จะพิจารณาอนุญาต ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ ครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ประเด็นที่ผมเห็นอยู่ในรายงานนะครับ ด้วยความขอบคุณครับคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่จัดทำการศึกษาเรื่องสภาพปัญหา และแนวทางการส่งเสริมคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย แล้วก็นำให้สภามาร่วม พิจารณาแล้วก็จะมีมตินะครับ ผมเชื่อมั่นว่ากรรมาธิการพิจารณาศึกษามาอย่างดีแล้วนะครับ พร้อมข้อสังเกต เชื่อมั่นว่าเพื่อนสมาชิกจะให้ความเห็นชอบในข้อสังเกตด้วย เพื่อจะส่ง ข้อสังเกตนั้นสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับสู่การปฏิบัติ ประเด็นที่ผมให้ความสนใจก็คือ ข้อสังเกตของกรรมาธิการ ข้อ ๔ หน้า ๓๙ ขออนุญาตท่านประธานได้อ่านให้ท่านประธาน ได้รับทราบครับ🔗

ข้อ ๔ กองทัพบกควรติดตาม ช่วยเหลือ เยียวยาอย่างต่อเนื่องต่อบุคคลที่เป็น กลุ่มชาติพันธุ์ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ เรื่อง นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะ คอมมิวนิสต์ รวมทั้งกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) และกลุ่มกองร้อยชาวเขาอาสาสมัคร เป็นข้อสังเกตที่ดีมากครับ แต่ผมเองเข้าใจว่ากรรมาธิการอาจจะมีประเด็นในการศึกษาเรื่องนี้ ค่อนข้างจำกัดก็เลยไม่ได้ลงรายละเอียดนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมอยากจะ กราบขอบคุณผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าท่านจะได้กรุณาไปศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ นะครับจะเป็นประโยชน์มาก แล้วก็เกี่ยวข้อง เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย เพราะอะไรครับท่านประธานครับ นอกจากจะให้การช่วยเหลือดูแล เยียวยาแล้วนี่ซึ่งเป็น ความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ ไม่ใช่ว่ากองทัพบกครับ ขณะนี้สิ่งที่เรารับรู้ รับทราบผมเอง เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย สำนัก ๗๐๘ ที่จังหวัดน่าน ที่ภูพยัคฆ์นี่เขามีพิธีรำลึกอนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ทุกปีครับ ท่านประธานครับ โดยถือเอาวันรัฐธรรมนูญวันที่ ๑๐ เป็นหลัก จัดการรำลึกถึงวีรชนการต่อสู้ แน่นอนครับ ในสมัยนั้นตั้งแต่หลังปี ๒๕๑๙ มาเหตุการณ์วิกฤติการเมืองขณะนั้นมันทำให้คนที่มีเป้าหมาย อุดมการณ์ประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่เมื่อมีข้อจำกัดก็ต้องแยกวิธีการต่อสู้จำเป็นต้องเข้าสู่ การจับอาวุธมาต่อสู้ นั่นเป็นแนวคิดอีกกลุ่มหนึ่งในขณะนั้นนะครับ แต่ด้วยนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ ถือเป็นนโยบายที่ดีมากนะครับ สามารถรวมเอาคนเหล่านั้นมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวร่วม พคท. คือแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะมี พี่น้องชาติพันธุ์ใหญ่ ๆ เป็นหลัก เช่นพี่น้องม้ง ต้องขออนุญาตนะครับ พี่น้องชาวลัวะ ที่น่าน จะเป็น ๒ เผ่า และจะเป็นเผ่าชาติพันธุ์นี้เป็นหลักนะครับ ขณะนี้การดูแลเยียวยา การพัฒนา เพื่อให้คนเหล่านี้เขากลับมาอยู่ในแผ่นดินถิ่นนี้ด้วยความภาคภูมิใจว่าเขาเป็นประชาชน คนไทย ก็เริ่มมีหน่วยงานหลายหน่วยงานเข้าไป อย่างเช่นที่ภูพยัคฆ์ก็จะมีโครงการหลวง นะครับเข้าไปสร้างงาน สร้างอาชีพ ขณะนี้ปลูกมัลเบอร์รี่ครับ มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเข้ามาทำ เพราะฉะนั้นการเยียวยาตรงนี้ผมเห็นด้วยว่าต้องส่งให้กองทัพบกดำเนินการต่อเนื่อง แต่ท่านประธานครับ ทราบไหมครับ ไม่มีการดำเนินการครับ ภาครัฐไม่ได้ให้ความสนใจเลย สืบเนื่องจากนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ นะครับ มีคำสั่งหรือนโยบายที่ ๖๕/๒๕๒๕ เป็นแผนรุก ทางการเมืองหรือแผนเอาชนะทางการเมืองที่จะให้หน่วยงานของรัฐรับไปทำเพื่อบรรลุ เป้าหมาย แผนรุกทางการเมืองตรงนี้เขามีวัตถุประสงค์ ๓ เรื่องหลัก ๆ ครับ🔗

เรื่องที่ ๑ คือการพัฒนาประชาธิปไตย โดยเฉพาะเน้นเรื่องการเรียนรู้ ให้เข้าใจว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ให้เรียนรู้ว่าประเทศเราปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรื่องที่ ๑ นี่นะครับเน้นเรื่อง การเรียนรู้🔗

เรื่องที่ ๒ เน้นให้หน่วยงานรัฐเข้าไปสนับสนุน ช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม นักเรียน นิสิต นักศึกษา พี่น้องประชาชน กลุ่มชาติพันธุ์ ให้ได้มีโอกาสโดยเฉพาะเรื่องของ การแสดงความคิดเห็น การแสดงออกอย่างเป็นอิสรเสรี มีเรื่องของแนวทางการขจัด ความเหลื่อมล้ำ แนวทางเรื่องของสร้างความอดทนอดกลั้นของผู้มีอำนาจรัฐ เพราะว่า สิ่งที่เป็นกระบวนการประชาธิปไตยแน่นอนมันเกิดความวุ่นวายครับ ให้อดทน อดกลั้น ใช้กระบวนการทางประชาธิปไตยมาเป็นการแก้ปัญหา ทีนี้สิ่งที่เขาทำ ๖๕/๒๕๒๕ มารองรับ นี่เป็นแผนเอาชนะทางการเมือง แต่ว่าหน่วยงานรัฐไม่ได้ทำเลย🔗

โดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายครับ เขามีจุดประสงค์หลักคือทำลายเผด็จการ ทุกรูปแบบ ไม่อย่างนั้นมันจะไม่มีกลไกมารองรับในการที่จะเข้าสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ผมฝากท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ อยากให้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังครับ ผมเองอาสาที่จะให้ข้อมูล หรือท่านจะมีคณะอนุกรรมาธิการ ผมอยากเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เพราะว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการพัฒนาชาติพันธุ์หรือพี่น้องประชาชนคนไทยนั่นคือ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเท่าเทียม อยากจะฝากด้วยความเคารพท่านประธานครับ สิ่งที่เป็นข้อสังเกต ข้อเสนอแนะก็ดำเนินการไป แต่เรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เราเอารากเหง้า ของปัญหาเอาประสบการณ์ในอดีต ผมไปที่ภูพยัคฆ์ท่านประธานครับ ทราบไหมครับ ท่านประธาน ไม่มีหน่วยงานรัฐใด ๆ ไปให้ความสนใจเลย กลายเป็นว่ากลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ กลุ่มพี่น้องม้งบ้านน้ำรีพัฒนา บ้านน้ำรีพัฒนาเป็นพี่น้องลัวะนะครับ บ้านน้ำช้างพัฒนา แล้วพี่น้อง ม้งที่อยู่รายรอบมาเป็นคณะกรรมการจัดงานรำลึกอนุสรณ์สถานเป็นปีที่ ๑๖ เขารำลึก เพื่ออะไรครับ เพื่อเอาแนวทางการต่อสู้ในอดีตที่มันมีแต่การสูญเสีย สูญเสีย สูญเสียเข้ามา เป็นบทเรียนว่าเขาจะเข้าสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร ไม่มีหน่วยงานรัฐใด ๆ ให้ความสนใจเลย พวกเขาเองครับที่เป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ ร่วมต่อสู้ กลับยกขึ้นมาเป็น อนุสรณ์สถานเพื่อจะบอกลูกหลานเยาวชนว่าเราจะเป็นแนวทางการต่อสู้ที่ทุกฝ่ายต้องได้ ไม่สูญ ไม่เสีย ไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นประเด็นนี้สำคัญ ฝากท่านประธานไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ด้วยความขอบคุณยิ่งครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเป็น ซักถามนะครับ อย่าเป็นการอภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ เพราะท่านประธานชวน ได้บอกแล้ว ได้แจ้งที่ประชุมแล้วว่าถ้ามีอะไรที่ติดใจจะซักถามได้ แต่ไม่ใช่เป็นการอภิปราย เชิญท่านอนุรักษ์ครับ🔗

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพคะ หน้า ๓๙ ดิฉันต้องสอบถามไปที่ประธานคณะกรรมาธิการหรือกรรมาธิการ ทุกท่านที่อยู่บนบัลลังก์ข้างท่านประธานค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ข้อ ๕ หน้า ๓๙ กระทรวงมหาดไทยต้องเร่งรัดกระบวนการทางสัญชาติไทยให้รวดเร็วและทั่วถึงในกลุ่ม ชาติพันธุ์ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิการศึกษา สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิผู้สูงอายุ สิทธิผู้พิการ ตลอดจนการออกเอกสารรับรองตัวบุคคลให้กลุ่มชาติพันธุ์ ดิฉันไม่เหมือนเพื่อนค่ะ ดิฉันมี ข้อมูลที่ไม่เหมือนเพื่อน ดิฉันถามไปที่คณะกรรมาธิการ ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการ มุกดานั้นต้องบอกว่ามีความรอบคอบในเรื่องของเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศนะคะ ดิฉันมีข้อมูลดังนี้ค่ะ บุคคลที่เกิดในประเทศไทย แล้วไม่ได้รับสัญชาติไทยเยอะเลย กราบเรียนท่านประธานให้ทราบว่าบุคคลที่เกิด ในประเทศไทยแล้วไม่ได้รับสัญชาติไทย เช่นลูกครึ่งที่ติดท้องมาเกิดในประเทศไทย แล้วให้ คุณตาคุณยายเลี้ยง เด็ก ๆ เหล่านี้เป็นคนเถื่อนค่ะท่านประธาน เมื่อเขาไม่มีบัตรประจำตัว ประชาชน ไม่มีเลข ๑๓ หลัก เด็กเหล่านี้ทำอะไรไม่ได้ ต้องอยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับแรงงานต่างด้าวที่คลอดบุตรในประเทศไทย ยังมีศักดิ์และสิทธิมากกว่า เด็กเหล่านี้เสียอีก แม่เป็นคนไทยนะคะ ปู่ย่าตายายเป็นคนไทยหมด แต่เมื่อเขาเกิดมาแล้ว ต้องพูดด้วยความเจ็บปวดในความเป็นแม่ว่าไม่ทราบว่าใครเป็นพ่อ ครอบครัวยากจน ครอบครัวอาย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยเด็กเหล่านี้อย่างไรบ้าง ดิฉันถามไปที่ คณะกรรมาธิการว่าได้ขยายในการหาข้อมูลเรื่องนี้หรือไม่ ดิฉันไม่อยากให้เด็กเหล่านี้ เป็นคนเถื่อน อยากให้เขาเข้าโรงเรียนได้ อยากเห็นรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ของเขาเมื่อเล่นกับ เพื่อน ๆ โดยไม่ถูกกีดกันทุก ๆ ด้าน ไม่ถูกด่าพ่อล้อแม่ว่าไม่มีพ่อ ไม่มีสัญชาติไทย ไม่มี บัตรประจำตัวประชาชน เข้าถึงสิทธิ ๓๐ บาทไม่ได้ ไม่อยากให้เขาโดนล้อเลียนอย่างนั้น เพื่อประโยชน์ของ ๑ ชีวิตค่ะท่านประธาน ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตไปที่คณะกรรมาธิการว่าเด็กเหล่านี้มีชีวิต มีจิตวิญญาณ แต่ไม่มีตัวตน ในผืนแผ่นดินไทย เจ็บปวดนะคะ ข้อสังเกตของดิฉันส่งต่อกรรมาธิการให้เด็กเหล่านี้มีศักดิ์ และสิทธิเท่าเทียมกับคนไทยทุกคนเพราะเขาเกิดในผืนแผ่นดินไทย ความด่างพร้อยใน ชีวิตแม่ไม่ควรตีแผ่ถึงผู้สืบสันดาน กรรมาธิการควรเป็นสะพานในการเชื่อมตัวตนให้เกิด ในประเทศไทยให้ได้ ถามเท่านี้ค่ะ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านนิยมครับ เอาซักถามประเด็นที่ยังสงสัยนะครับ🔗

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ อยากสอบถามทางคณะกรรมาธิการ ทั้งคณะ เมื่อสักครู่ผมมาทันท่านณัฐวุฒิพูด ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน คือผมก็ฟัง ผมก็ติดตาม อ่านดูในเรื่องของคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาและแนวทางส่งเสริมและคุ้มครอง กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยของคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ แต่ว่าผมดูในเนื้อหาสาระทุกท่านก็ตั้งใจ ทำงาน แต่ที่ผมจะพูดจะถามท่านมันไม่มีในรายงานนี้ บังเอิญว่ามันมีในหมู่บ้านของผม ที่นครพนม สกลนคร อุดรธานีบางส่วนของท่านขจิตรคือกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง กลุ่มชาติพันธุ์ ไทยลาว ไม่ใช่ลาวนะครับท่านประธาน เป็นไทยลาว หมายความว่าชาติพันธุ์กลุ่มนี้ เอาลูกเอาหลาน ทั้งผัวทั้งเมียเข้ามาอยู่ประเทศไทยมารับจ้างทำไร่ทำนาเป็นลูกจ้าง แต่วันนี้ ก็มาอยู่ประเทศไทยไม่กลับ ตอนแรก ๆ อาจจะมาไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเขตเรา ติดต่อกันนั่งเรือมาก็ได้ ไม่ต้องผ่านกระบวนการศุลกากร กระบวนการตรวจคนเข้าเมือง แต่เมื่อมาแล้วคนกลุ่มนี้ก็ไม่กลับมาอยู่รับจ้างทำไร่ทำนา มีบ้านมีเรือนอยู่ในประเทศไทย ในโซน (Zone) พวกผม ในนครพนม สกลนคร มุกดาหาร แต่สิทธิส่วนนั้นเขาไม่เกิดขึ้น เมื่อคลอดลูกคลอดหลานออกมาก็ยังเป็นคนลาวอยู่เพราะเขามาโดยไม่ชอบ ไม่ได้เป็นคนไทย เพราะฉะนั้นผมดูในรายงานของท่านแล้วกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง แม้วอะไรที่ของทางเหนือ วันหนึ่งก็เป็นคนไทยได้ มีสิทธิไปเรียนหนังสือได้ อันนี้เลยบ้านผมก็เหมือนกันไทยลาว มันไม่มีสิทธิ ผมอยากได้ตรงนั้นได้ไหม อันนี้เลยถามไปทางท่านประธานผ่านไปถึง กรรมาธิการว่าศึกษาหน่อยเพราะในนี้มันไม่มี ผมดูแล้วก็เลยเป็นห่วงว่าคนกลุ่มนี้ วันนี้เขาก็เป็นคนไทย ในจิตสำนึกเขาคือคนไทย วันนี้อาจจะมาไม่ถูกต้องแต่เขาก็มาหลายปี ท่านประธาน ไม่คิดจะกลับแล้วละ อยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ถ้าว่าได้ แต่ว่าทำไร่ไถนา ท่านประธาน โดยเฉพาะการเป็นลูกจ้างของคนไทยเขายังอยู่ เพราะฉะนั้นจึงได้ถาม ท่านประธานไปถึงกรรมาธิการว่าจะให้โอกาสคนกลุ่มนี้เขามีความเป็นคนไทยไหม เพราะผม ฟังดูแล้วผมก็คิดถึงเขา ผมก็ใช้เขาครับ ทำมาหากินเป็นลูกจ้างที่ซื่อสัตย์ ขอบคุณครับ ท่านประธาน เท่านี้ครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ กรรมาธิการตอบชี้แจงครับ🔗

นางสุนี ไชยรส อนุกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน สุนี ไชยรส ค่ะ ขออนุญาตที่จะชี้แจงบางประเด็นแล้วก็หารือด้วย นะคะ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลาย ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้พูดถึงภาพรวมของ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาของกฎหมายป่าไม้ การเข้า ไม่ถึงสิทธิสาธารณูปโภค ซึ่งท่านจะเห็นว่าหลายท่านได้ชี้ชัดแล้วก็บอกว่ามันเจอปัญหาแม้แต่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการไปก็ยังแก้ไม่ไหวนะคะ เยอะแยะอยู่ ตรงนี้เป็นประเด็นร่วมซึ่งดิฉันอยากจะขอเชื่อมโยงกลับมาที่เรื่องของกรรมาธิการชาติพันธุ์ ชุดนี้ที่ทำรายงานขึ้นมา ท่านจะได้ตระหนักและเห็นภาพว่ารายงานชิ้นนี้จะช่วยตอบคำถาม ว่าทำไมสิ่งที่แม้แต่คนที่มีสัญชาติไทย แม้แต่คนที่ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งได้สิทธิอยู่ตามมุม ต่าง ๆ เหมือนอย่างที่หลายท่านอภิปราย เป็นปัญหาร่วม แต่จำเป็นจะต้องมีรายงานพิเศษ เกี่ยวกับเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์ มีหลายท่านอภิปรายว่าไม่ควรจะเรียกเขาว่ากลุ่มชาติพันธุ์ เพราะว่าควรจะเคารพศักดิ์ศรีและให้ความเป็นคนไทยแก่เขา ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ว่า เรายอมรับว่าประเทศไทยมีหลายชาติพันธุ์อย่างน้อยการสำรวจเมื่อสักครู่ก็คือมีหลายท่านพูด แล้วว่าประมาณ ๗๐ ชาติพันธุ์ ในรายงานนี่พยายามจะนำเสนอว่าเราต้องเคารพวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี แล้วก็อนุรักษ์หลาย ๆ เรื่องของเขาแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ มันจึงไม่ใช่ การให้อภิสิทธิ์เขา แล้วก็ไม่ได้หมายถึงว่าเขาไม่ใช่คนไทย เพียงแต่ว่ามีนัยพิเศษที่เราจำเป็น จะต้องมีข้อเสนอแนะที่มีลักษณะเฉพาะนะคะ ขออนุญาตเรียนตอบไปถึงท่านที่เห็นว่าเราไม่ ควรใช้คำว่า กลุ่มชาติพันธุ์🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าวันนี้สิ่งที่รายงานของคณะกรรมาธิการพยายาม จะตอบคำถามในปัญหาของการเข้าไม่ถึงสิทธิ แล้วก็เรื่องอื่น ๆ ท่านกรุณาลองสังเกต ข้อที่ ๑ เป็นหลักนะคะ ข้อที่ ๑ ได้นำเสนอว่าเราพยายามจะร่างกฎหมาย ซึ่งท่านณัฐวุฒิ ก็ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าร่างนี้เสร็จแล้ว แต่ว่าอิงจากหลักการที่นำเสนอในวันนี้ ถ้าเชื่อมโยง จากที่ทุกท่านพูดท่านจะเห็นภาพชัดเจนว่าเราไม่ต้องการแก้รายกรณี เราไม่ต้องการ ให้เกิดการแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ แต่ว่าสิ่งที่ร่างกฎหมายที่คณะกรรมาธิการเสนอในหลักการ ในรายงานวันนี้พยายามจะสร้างกติกา แล้วก็สร้างกลไกดำเนินงานให้ชัดเจน ยกระดับ ของปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ให้กลายเป็นปัญหาระดับชาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงใด กระทรวงหนึ่ง แต่กลายเป็นปัญหาระดับชาติที่จำเป็นอย่างยิ่ง ท่านสังเกตนะคะหลักการ ที่เสนอนอกเหนือจากการเคารพต่อวิถีชีวิต พันธกรณีระหว่างประเทศ และรัฐธรรมนูญ โดยทั่วไปได้เสนอรูปธรรม ๓-๔ ประเด็น🔗

๑. ก็คือคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเป็นกรรมการ ระดับชาติ ตรงนี้จะนำมาซึ่งการกำหนดนโยบายแล้วก็การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตรงนี้จะเป็นการยกระดับของปัญหา และมีกรรมการรับผิดชอบโดยตรง🔗

ส่วนที่ ๒ ก็คือว่าที่ท่านเป็นห่วงเรื่องจะทำอย่างไรให้เกิดกระบวนการ แก้ไขปัญหา ท่านสังเกตดูว่ามีหลักการของการมีส่วนร่วม คณะกรรมการเองก็มีสัดส่วน ของกลุ่มชาติพันธุ์ แล้วยังมีคณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งจะทำให้เข้ามาดูแลปัญหา ของกลุ่มชาติพันธุ์ แล้วก็ปัญหาร่วมกับพี่น้องประชาชนกลุ่มอื่น ๆ นะคะ ในนั้นก็มีสัดส่วน ของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งอันนี้พอดีที่พูดพาดพิงถึงพี่น้องมลายูไปแล้วด้วยว่าอาจจะดูเหมือน ไม่ชัด แต่กติกาตรงนี้จะนำมาซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ได้เข้าสู่กลไกของคณะกรรมการซึ่งมี ทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด🔗

๓. ก็คือมีกลไกของสภาชนเผ่า ซึ่งในที่นี้ก็ได้เสนอชัดเจนว่าทุกชาติพันธุ์ ทุกชนเผ่าสามารถที่จะมีตัวแทนของตัวเองเสริมความเข้มแข็ง แล้วก็มีส่วนร่วม ในกระบวนการทำงานของทุกปัญหา คือมีส่วนร่วมที่จะส่งเสียงของเขาเอง ขณะที่ เขาก็อนุรักษ์เรื่องราวของเขา แล้วก็ทำให้เป็นกลไกในการร่วมมือกับรัฐในการแก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าท่านสังเกตหลักการในข้อ ๑ มันจะโยงไปถึงการแก้ไขปัญหาหลายกรณี ที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรช่วยแนะนำว่าเรามาช่วยกันผลักดันให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ เกิดขึ้นเพื่อทำให้เราไม่ต้องมาแก้ไขรายกรณี แต่จะสามารถช่วยแก้ปัญหาทั้งพี่น้องที่อยู่กับป่า ทั้งที่อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็สามารถอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของเขา ซึ่งโยงไปถึงทั้งเรื่องของการศึกษา โครงการต่าง ๆ ที่หลายท่านอภิปรายนะคะ ดิฉันคิดว่า เรามาจัดการกับแนวคิดแล้วก็ทำให้ร่างกฎหมายซึ่งจะตอบโจทย์ที่ท่านทั้งหลายได้อภิปราย ทำให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็เกิดสิ่งที่ไม่ตกหล่นเหมือนที่ท่านประธาน มุกดาได้พูดเอาไว้ว่าเราจะไม่ทิ้งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ว่าจะทำให้ร่างกฎหมาย ซึ่งบังเอิญเขียนเอาไว้ในหลักการข้อ ๑ อย่างชัดเจนนะคะ ดิฉัน คงไม่ได้ชี้แจงไปถึงข้ออื่น ๆ เพราะว่าเรื่องของป่าท่านได้พูดกันอย่างมาก ซึ่งดิฉันชื่นชมมาก ว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกภาคได้เข้าใจปัญหาของพี่น้องอยู่กับป่า ปัญหาที่ดิน ทำกิน ปัญหาที่อยู่อาศัย และนั่นจะเป็นส่วนหนึ่งที่ว่าในกฎหมายของกลุ่มชาติพันธุ์เอง ก็จะต้องทำงานร่วมมือกับกฎหมายระดับชาติอื่น ๆ นะคะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม สุรพงษ์ กองจันทึก นะครับ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตตอบประเด็น ซักถามของ ๒ ท่านสุดท้ายนะครับ🔗

เรื่องแรก เรื่องที่เกิดในไทยไม่ได้รับสัญชาติไทย ไม่ได้รับเลข ต้องเรียนว่า ในกฎหมายสัญชาติและกฎหมายการทะเบียนราษฎรของไทย ให้คนทุกคนที่เกิดใน ประเทศไทยต้องได้รับการแจ้งเกิด เมื่อได้รับการแจ้งเกิดแล้วก็จะมีเลข ๑๓ หลัก ถ้าเป็น คนไทยก็ได้รับการแจ้งเกิดแบบคนที่มีสัญชาติไทย ถ้าไม่ใช่คนไทยก็จะได้รับการแจ้งเกิด แบบคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเลข ๑๓ หลักก็จะแตกต่างกันออกไป เมื่ออายุครบ ๗ ปี ถ้าเป็นคนไทยนะครับ ก็ได้รับการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน ถ้าไม่มีสัญชาติไทย อายุ ๕ ปี ก็ได้รับการทำบัตรคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย แต่ในข้อเท็จจริงเราพบว่ามีคน จำนวนมากตามที่ท่าน ส.ส. หลายท่านได้เรียนมาแล้วว่าเกิดในไทย อยู่ในประเทศไทย แต่ไม่ได้รับการแจ้งเกิด เนื่องจากสาเหตุใหญ่ ๆ ๒ ประการครับ คือ ๑. เจ้าตัวเองก็ไม่มี ความรู้ในเรื่องเหล่านี้ หรืออาจจะไม่กล้าไปแจ้งเกิดให้กับลูก ขณะเดียวกันครับ เราต้อง ยอมรับว่ามีเจ้าหน้าที่จำนวนมากซึ่งอาจจะไม่กล้าทำหรือไม่รับทำในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการเห็นประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ครับ ทำอย่างไรที่จะให้คนทุกคน มีเอกสารประจำตัวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าเกิดมีเอกสารแล้วเอกสารเหล่านี้จะนำไป ซึ่งสิทธิต่าง ๆ ตามมาครับ นี่เป็นข้อเสนอในข้อ ๕ ของเรานะครับ🔗

อีกข้อหนึ่งครับ ถามว่ากรณีไทยลาว ถ้าเกิดเป็นคนจากประเทศลาวมาอยู่ ประเทศไทยนานแล้วจะได้รับสิทธิอย่างไรบ้าง ปี ๒๕๑๘ ลาว ขออนุญาตใช้คำว่า ลาวแตก นะครับ ข้ามมาจำนวนมาก ซึ่งช่วงนั้นไทยก็มีนโยบายที่จะให้เรียกว่าบัตรลาวอพยพ สำหรับคนที่อพยพมาอยู่ประเทศไทยนานแล้วนะครับ แต่ข้อเท็จจริงพบว่าก็มีคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งตกหล่นจากการสำรวจเรื่องเหล่านี้ เมื่อคนเหล่านี้อยู่มา ต่อมาอาจจะมีการทำบัตรอื่น ๆ ให้ ก็ยังตกหล่นอีก เมื่อเกิดลูกมาก็ไม่ได้รับการแจ้งเกิด ก็ทำให้ลูกตกหล่นขึ้นมาอีก เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องใหญ่ครับ คนตกหล่นจากระบบการทะเบียนราษฎรของเรา ต้องใช้คำว่าน่าจะมี จำนวนนับแสนคน ซึ่งคนเหล่านี้น่าจะเป็นกำลังที่สำคัญของชาติไทยในการที่จะพัฒนา ในหลาย ๆ เรื่อง ถ้าเขาอยู่ในสถานะที่ถูกต้อง มีบัตรที่ถูกต้อง มีเอกสารที่ถูกต้อง ใช้สิทธิ ถูกต้อง ก็จะนำความสงบสุขสู่บ้านเมืองของเราครับ กรรมาธิการเห็นความสำคัญในเรื่อง เหล่านี้ก็จะรับไปที่จะมากำชับในเรื่องของการที่จะให้คนเหล่านี้ได้รับการที่จะมีเอกสารสิทธิ ในการแสดงตัวที่ถูกต้อง🔗

อีกนิดหนึ่งครับ เรื่องของการเรียนนะครับ ต้องเรียนว่ามติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ หลายปีมาแล้วครับ ให้คนทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยสามารถเข้าสู่ ระบบการศึกษาได้ทุกคน เพราะรัฐเห็นว่าการลงทุนทางการศึกษาเป็นการลงทุนที่ต่ำที่สุด ถ้าเราไม่ให้การศึกษาต่อเขา เขาโตขึ้นในบ้านเมืองของเรา เขาอาจจะสร้างปัญหาอื่น ๆ ให้กับบ้านเมืองเราจำนวนมาก แต่ถ้าเกิดเขามีการศึกษา ก็จะกลายเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ที่สุดของประเทศชาติต่อไป แต่ในข้อเท็จจริงเราพบว่าก็ยังมีพี่น้องเราจำนวนมากในพื้นที่ ที่ท่านเล่าให้ฟังว่ายังไม่เข้าถึงระบบการศึกษา ซึ่งก็ต้องกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่อง เหล่านี้ให้ดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญกรรมาธิการชี้แจงต่อครับ🔗

นายศักดิ์ดา แสนมี่ ที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศักดิ์ดา แสนมี่ ในครั้งนี้ต้องขอบพระคุณทางกรรมาธิการชุดนี้ ที่ได้เชิญชวนมาเป็นที่ปรึกษาของคณะอนุกรรมาธิการที่ทำการศึกษาเรื่องนี้ ผมอาจจะ ขออนุญาตขยายความเข้าใจเพิ่มเติมเล็กน้อย เนื่องจากมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านที่ พูดถึงเรื่องราวของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ก็ถือว่าสภาชนเผ่าพื้นเมือง แห่งประเทศไทยก็เป็นกลไกร่วมและกระบวนการร่วมของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ของเรา จะทำหน้าที่ในการประสาน สื่อสาร ในการสร้างความเข้าใจ และประสานความร่วมมือ ในการพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะเราจะเห็นว่าหลายท่านที่กล่าวถึงเรื่องของวิถีวัฒนธรรม ของตัวเองจะดำรงอยู่อย่างไร กลไกเหล่านี้ก็จะเป็นกลไกร่วมที่จะมาหนุนเสริม กระบวนการพัฒนาตนเองนะครับ จะพูดไปแล้วก็เหมือนกลไกที่เข้ามาหนุนเสริมการทำหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะในหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องโดยตรงนะครับ ณ ขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องของงานด้านชาติพันธุ์ที่เรา คุ้นเคย เรื่องของราษฎรพื้นที่สูง หรืออาจจะเป็นพี่น้องชาวเล หรือหลาย ๆ ท่านที่ได้กล่าว กลุ่มใหม่ ๆ หรือมีชื่อเฉพาะที่เกิดขึ้นนะครับ ทั้งที่เราตั้งเอง แล้วก็เจ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ เขาเป็นคนตั้งขึ้นมา อันนี้ก็เป็นความท้าทายของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยที่เรา ดำเนินการมาระยะหนึ่ง ณ ขณะนี้ถือว่ามี ๔๒ กลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของ สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ในการขับเคลื่อนงานจริง ๆ แล้วนี่ผมคิดว่าสิ่งที่เรา สามารถดำเนินการได้ สิ่งสำคัญจะอยู่ที่ความเข้ามามีส่วนร่วมจะเข้ามาแก้ไขปัญหาของตัวเอง ร่วมกับภาคีองค์กรหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจะเห็นว่าในเรื่องของการมีสภาชนเผ่า พื้นเมืองแห่งประเทศไทยก็จะเป็นกลไกเข้ามาหนุนเสริมการแก้ปัญหาของประเทศชาติ รวมทั้งจะทำให้เขาดำรงอัตลักษณ์วิถีของเขาได้อย่างมีความภาคภูมิใจอย่างมีศักดิ์ศรีอย่างที่ หลายท่านได้กล่าวไว้นะครับ ทีนี้ชนเผ่าพื้นเมืองในคำนี้เราเองอาจจะไม่ค่อยได้คุ้นเคย จริง ๆ แล้วในส่วนของพวกเราได้มีโอกาสที่ทำงานในประเด็นนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ นะครับ ก็มีการจัดตั้ง กลุ่มองค์กรเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในนามของชนเผ่าพื้นเมืองมาต่อเนื่องนะครับ จนมาพัฒนา เป็นสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ฉะนั้นองค์ประกอบที่สำคัญที่เราได้ใช้ในการ กำหนดตัวตนเป็นชนเผ่าพื้นเมืองก็คือในเรื่องของ สิ่งแรกก็คือการเป็นกลุ่มคนที่มี วิถีวัฒนธรรมที่รวมตัวกันที่ต้องการที่จะสืบสาน สืบทอดอัตลักษณ์วิถีของตัวเองสู่คนรุ่นต่อ ๆ ไปด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ🔗

ในประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือ การมีประวัติศาสตร์ มีแบบแผน มีภาษาของตัวเอง แล้วสิ่งเหล่านี้เราต้องมีแบบแผนที่จะนำไปสู่เรื่องของการฟื้นฟู การอนุรักษ์ การดำรงสืบทอดต่อในรุ่นลูกรุ่นของอนาคตด้วย อันนี้ก็เป็นตัวองค์ประกอบสำคัญ สิ่งที่จะเป็นตัวหลักการใหญ่ของการเป็นชนเผ่าพื้นเมืองนั่นคือการนิยามตัวเอง ไม่ได้มีใคร ชี้บ่งบอกว่าเราเป็นชนเผ่าพื้นเมือง อันนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ แล้วก็มันจะสะท้อนถึง การเคารพอัตลักษณ์ตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่เรียกตัวเอง ฉะนั้นก็ถือโอกาสในโอกาสนี้ ก็อยากจะเชิญชวนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านนะครับ อาจจะได้เข้าใจในเรื่องราว ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกว่าชนเผ่าพื้นเมือง ดังนั้นชื่อในการเรียกก็อยากจะสนับสนุนให้ เรียกตามชื่อที่เจ้าของกลุ่มชาติพันธุ์เขาเรียกตัวเอง อันนั้นถือว่าเป็นการให้เกียรติ ให้ความเคารพ เราหวังว่าในการศึกษาครั้งนี้ภายใต้การศึกษาก็จะมีการกล่าวถึงเรื่องของ การทำกฎหมาย ในนิยามความหมายของกลุ่มชาติพันธุ์ก็จะหมายรวมถึงชนเผ่าพื้นเมืองด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าในการจัดทำกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ก็จะมี ความสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยยอมรับเรื่องความหลากหลาย ยอมรับเคารพอัตลักษณ์ตัวตน ของคนที่มีความแตกต่างจากสังคมใหญ่ แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยด้วยกันนะครับ เราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นถ้าเอาผลการศึกษานำไปสู่การปฏิบัติต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกรรมาธิการครับ เชิญประธานครับ🔗

นางมุกดา พงษ์สมบัติ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานนะคะ ก่อนอื่นดิฉันต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านด้วยนะคะ ประเด็นของ คุณหมอชลน่านที่ได้ซักถามทำไมที่เราเอาข้อสังเกตข้อนี้มา กราบเรียนว่ากรรมาธิการคณะนี้ เราไป เราเห็นสภาพความเป็นจริงสิ่งที่ชาวเขาร่วมรบกับกองทัพบก ชาวเขาที่อาสาสมัคร ร่วมรบกับกองทัพบก ถามว่าบางคนนะคะท่านประธานที่เคารพคะ ขาข้างหนึ่งไม่มีค่ะ ทุกคน เราเห็นความพิกลพิการในสิ่งที่เขาต่อสู้ในฐานะเขาเป็นคนไทย ทำไมพวกเราถึงบรรจุว่า กองทัพต้องช่วยเหลือเยียวยาตกลงกับเขา เขาบอกว่าไม่มีสัญญาลูกผู้ชาย ไม่มีเอกสาร แต่เป็นคำมั่นสัญญาของลูกผู้ชาย เราไปเห็นภาพวันนั้น ดิฉันไปเองนะคะ ที่เข็กน้อย จังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านประธานคะ เขาพูดทั้งน้ำตา เขาพูดถึงความรู้สึก พูดถึงความอารมณ์ร่วม แห่งความไม่เชื่อมั่นในกองทัพบก สิ่งเหล่านั้นเรามาพิจารณา ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการ ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง เราเห็นภาพ แล้วเราถึงบรรจุเข้ามาว่าเป็นข้อสังเกตว่ากองทัพบกต้องเยียวยาอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่ง ที่ทำกิน ที่อยู่ ที่อาศัยโดยข้อกฎหมาย ดิฉันเห็นแล้วขอบคุณจริง ๆ ที่ท่านสมาชิกทุกท่าน ๒๐ กว่าท่านที่กรุณา ไม่ว่าเรื่องสถานภาพ ไม่ว่าเรื่องที่ท่านมองเห็นว่าลูกหลานเราเกิด ท่านอนุรักษ์ บุญศล ที่ท่านว่าเกิดมาแล้วนี่ความเป็นแม่ เราสะท้อนความรู้สึก ใช่ เราเห็นว่า ความเป็นคนไทย แต่ภาพวันนี้ที่เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ดิฉันไม่ใช่เป็นชาติพันธุ์ แต่หลายท่าน ที่นั่งอยู่ในนี้เป็นแล้วรอคอยวันนี้มานาน แม้กระทั่งท่าน ๖๖/๒๕๒๓ ที่หลายคนเอ่ยมา เชื่อไหมคะท่าน สิ่งที่เราได้เห็นมันไม่ตรงกับความเป็นจริงนั่นคือสาเหตุหนึ่ง และความภาคภูมิใจ อีกอย่างหนึ่งคือผู้ร่วมรบพัฒนาชาติไทย ต่อสู้เพื่อประเทศชาติ แล้วกองทัพเราก็ไปรับปาก ไว้อีกก็ไม่ทำตามอีก สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นว่าจริงไหม ความเชื่อมั่นแก่ชาติพันธุ์เขามี ขนาดไหน พอเข้ามาถึงตรงนี้ต้องกราบเรียนว่ากรรมาธิการทุกท่านเราไปศึกษา เราไม่ได้ นั่งเทียนเขียนเอา แต่เราไปเห็นข้อเท็จจริงในประเด็นที่ทุกท่านที่ฝากเรามา ถ้าท่านมีข้อมูล ส่งให้เราด้วยนะคะ ที่เรื่องสถานภาพ ฐานะของตัวบุคคลด้วย สวัสดิการต่าง ๆ จะตามมา ขอบคุณที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือในฐานะที่พวกเราอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ขอบคุณท่านสมาชิก ที่ร่วมอภิปราย ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุน และให้ข้อสังเกต ข้อคิดเห็นเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง เพื่อนำสู่การแก้ไขและนำสู่ความสมบูรณ์แบบของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขอบคุณ อีกครั้งหนึ่งในฐานะกรรมาธิการทุกท่านค่ะ ขอบพระคุณนะคะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ก็คงจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่นะครับ แต่ก่อนจะขอมติมีท่านสมาชิกท่านใดที่ไม่เห็นด้วย ที่ต้องการอภิปรายคัดค้าน คือไม่เห็นด้วย กับรายงานมีไหมครับ ถ้าหากไม่มีท่านสมาชิกท่านใดที่คัดค้าน หรือไม่เห็นด้วยกับรายงาน ผมจะขออนุญาตที่ประชุม จะได้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ เพราะเนื่องจากไม่มีผู้เห็นต่างหรือผู้เห็น คัดค้าน ดังนั้นในการลงมติว่าจะเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ผมขออนุญาตใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ โดยถามว่ามีท่านสมาชิกท่านใดเห็นต่าง ไม่เห็นด้วยกับ รายงาน หรือเห็นคัดค้านมีไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการฉบับนี้นะครับ เนื่องจาก คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานนะครับ ซึ่งต้องถามที่ประชุมว่าจะเห็นด้วย กับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยจะได้ส่งไปให้รัฐบาลหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อสังเกต มีท่านสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยกับรายงานของ คณะกรรมาธิการมีไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการที่จะส่งไปให้รัฐบาลและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามข้อสังเกตต่อไปนะครับ เป็นการจบการพิจารณาเรื่อง คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วนะครับ ท่านชัยวุฒิมีอะไรครับ ขอบคุณคณะกรรมาธิการ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะพิจารณาระเบียบวาระ ต่อไป กระผมขอเลื่อนระเบียบวาระการประชุมในการพิจารณาตามข้อบังคับ ข้อ ๕๕ (๕) โดยให้มีผลในการพิจารณาในวันพรุ่งนี้ คือวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๓ คือผมขอเสนอเลื่อนระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา ระเบียบวาระที่ ๕.๑ ระเบียบวาระที่ ๕.๒ และระเบียบวาระที่ ๕.๖ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอญัตติให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งหมด ๓ ญัตติ ระเบียบวาระที่ ๕.๑ ระเบียบวาระที่ ๕.๒ และระเบียบวาระที่ ๕.๖ โดยผมขอเสนอให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนเรื่องด่วนในวันพฤหัสบดีพรุ่งนี้ครับ ขอผู้รับรอง ด้วยครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เนื่องจาก มีท่านสมาชิกคือท่านชัยวุฒิ ได้เสนอให้นำเรื่องอื่นขึ้นมาพิจารณา คือเรื่องที่อยู่ในระเบียบวาระ ของวันพรุ่งนี้นะครับ ไม่ใช่อยู่ในวันนี้ ถือว่าเป็นเรื่องอื่น เพราะว่าระเบียบวาระในวันนี้ไม่มี โดยเป็นเรื่องพรุ่งนี้ก็คือตามระเบียบวาระที่ ๕.๑ ระเบียบวาระที่ ๕.๒ และระเบียบวาระที่ ๕.๖ ขึ้นมาพิจารณาก่อนเรื่องด่วน มีผู้รับรองถูกต้อง มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมอนุญาตให้เลื่อนระเบียบวาระของวันพรุ่งนี้คือ ระเบียบวาระที่ ๕.๑ ระเบียบวาระที่ ๕.๒ และระเบียบวาระที่ ๕.๖ ขึ้นมาพิจารณาก่อนนะครับ เป็นญัตติเกี่ยวกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอยู่ ๓ ฉบับนะครับ ผู้เสนอพร้อมไหมครับ🔗

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เป็นการพิจารณา ในวันพรุ่งนี้นะครับท่านประธาน เลื่อนไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ครับ ระเบียบวาระวันพรุ่งนี้ ผมขอเลื่อนไว้ก่อนครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านจะ ขอเลื่อนสำหรับวันพรุ่งนี้ เอามาก่อนเรื่องอะไรนะครับ🔗

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

คืออย่างนี้ เรียนท่านประธาน ครับ เนื่องจากพรุ่งนี้วันพฤหัสบดี ก่อนถึงเรื่องด่วนผมจะขอเลื่อนระเบียบวาระ สำหรับวันพรุ่งนี้นะครับ วันพฤหัสบดีขอระเบียบวาระที่ ๕.๑ ระเบียบวาระที่ ๕.๒ และระเบียบวาระที่ ๕.๖ ขึ้นมาพิจารณาก่อนเรื่องด่วนในวันพรุ่งนี้ ส่วนวันนี้วันพุธนะครับ ขอดำเนินการตามระเบียบวาระที่ท่านได้แจ้งไว้ในที่ประชุมครับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงครับ ท่านประธาน🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าที่ประชุมไม่ขัดข้องก็คงไม่มีปัญหานะครับ เพราะว่าเนื่องจากนี่เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ ตามระเบียบวาระ ใช่ไหมครับ ทีนี้ในวันนี้🔗

(นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะเป็น วิป (Whip) ฝ่ายค้าน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเห็นต่างครับ เนื่องจากว่าในวันพรุ่งนี้ ถ้าว่ากันตามระเบียบวาระจะมีทั้งเรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม แล้วก็มีเรื่องญัตติด่วน ซึ่งค้างมาแล้วเป็นระยะเวลาเดือนกว่านะครับ ก็คือญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาข้อเท็จจริงในข้อบกพร่องการกำหนด เส้นทางเสด็จ และการถวายความปลอดภัยของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ซึ่งฝ่ายค้านมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ และไม่ควรจะถูกเลื่อนอีก เนื่องจากว่าในกรณี ของความปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งครับ แล้วก็ให้สมพระเกียรติท่านด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นประเด็นที่เราจำเป็นต้องพูดถึงการนำเรื่องเหล่านี้ไปสู่การดำเนินคดี กับผู้ชุมนุมซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้เราไม่ได้คุยกันมาก่อนครับท่านประธาน ถ้าในนามของฝ่ายค้านผมก็ยืนยันว่าเราเห็นว่าไม่ควรจะเลื่อนญัตติอื่นเข้ามาก่อนญัตติด่วน เรื่องนี้ครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านณัฐวุฒิ ไม่เห็นด้วยนะครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ไม่เห็นด้วยครับท่านครับ แต่ว่าถ้าจะพิจารณากันวันนี้ก็ว่ากันไปตามวาระก่อนครับ ถ้าจะเลื่อนก็ขอให้มีการพิจารณา ในวันพรุ่งนี้ครับท่าน🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านชัยวุฒิครับ ได้มีการพูดคุยกันไหมครับ🔗

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เรื่องนี้เบื้องต้นก็ได้หารือกับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หลายคนแล้วนะครับ ก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่าอยากให้ พิจารณาเลื่อนระเบียบวาระในวันพฤหัสบดี แต่เนื่องจากเรื่องนี้ผมได้หารือวันนี้ก่อน เพราะอยากจะให้ที่ประชุมจะได้เตรียมตัวในการอภิปรายในวันพรุ่งนี้ด้วย จึงขอให้มี การลงมติเห็นชอบญัตติที่ผมเสนอในวันนี้เลย เพื่อพรุ่งนี้เราจะได้เตรียมตัวกันในการอภิปรายครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านยืนยันญัตติท่านนะครับ จะขอเลื่อนของวันพรุ่งนี้นะครับ ท่านณัฐวุฒิถ้าท่านไม่เห็นด้วย ก็คงจะต้องยื่นเป็นญัตติว่าไม่เห็นด้วย แล้วขอผู้รับรองนะครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ผมยืนยันว่าขอให้พิจารณาตาม วาระปกติครับ ไม่เห็นด้วยครับ ขออนุญาตขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต้องขอมตินะครับ ท่านชัยวุฒิยังยืนยันจะลงมตินะครับ ก็มีท่านสมาชิกได้เสนอเป็นญัตติ ขอให้เลื่อนในระเบียบวาระของวันพฤหัสบดีคือระเบียบวาระ ๕.๑ ระเบียบวาระ ๕.๒ ระเบียบวาระ ๕.๖ ขึ้นมาก่อนเรื่องด่วน และมีท่านณัฐวุฒิคัดค้านไม่เห็นด้วยนะครับ ทั้ง ๒ ฝ่ายมีผู้รับรองถูกต้อง ดังนั้นต้องขอมติจากที่ประชุมนะครับ ก่อนจะลงมติคงจะต้อง ตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ และตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ ท่านอรรถกรครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตเรียนท่านประธานนิดเดียวครับว่าวันนี้มีการประชุมกรรมาธิการหลายห้อง หลายคณะ ก็ขอความกรุณารอเพื่อนสมาชิกสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าตอนนี้ก็เข้าใจว่า กำลังทยอยเดินลงมาอยู่ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ ให้เวลา นะครับ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้ามาแสดงตนด้วยนะครับ ครูมานิตย์เชิญครับ มีอะไรครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย กอปรกับกรณีที่กำลัง เกิดขึ้นในสภาทำให้ต้องมึนงงไปนิดหนึ่ง ที่ลุกขึ้นมาพูดนี่เพื่อจะให้สภาได้บันทึกไว้ เพราะว่า การขอเลื่อนญัตติของพรรครัฐบาลอยู่ ๆ ขอเลื่อนมติวาระการประชุมของพรุ่งนี้ แล้วก็ มาเลื่อนในวันนี้ พวกผมเองเป็นพรรคฝ่ายค้านเราก็มีตัวแทนวิป (Whip) ของฝ่ายค้าน ในการประชุมทุกครั้งนี่ก็ได้ประชุมหารือร่วมกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน นั่นคือ แนวปฏิบัติของสภาแห่งนี้อันยาวนาน ทีนี้อยู่ ๆ ทำให้เพื่อนสมาชิกผมยังไม่รู้เลยว่าเราจะเอา อย่างไร ก็เพราะเหตุผลว่าเงื่อนไขเรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในสภาชุดนี้ ที่ผมลุกขึ้นมา เพื่อบันทึกไว้เพื่อให้ประธานได้ทราบว่าเรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปหรือไม่ ทำไมไม่เอา เรื่องนี้เลื่อนกันในวันพรุ่งนี้ ส่วนข้อมูลที่ฝ่ายรัฐบาล เข้าใจว่าเป็นเลขาธิการวิป (Whip) รัฐบาลชี้แจงมาว่าพวกผมจะได้เตรียมการ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ภูมิปัญญาพื้นฐาน เรื่องพวกนี้เรามีรายงานการประชุม เรามีระเบียบวาระการประชุมว่าวันพุธ ระเบียบวาระที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ คือเรื่องอะไร เราก็เตรียมพร้อมอยู่แล้ว พอวันอังคาร วันพฤหัสบดี ขอประทานโทษท่านประธาน เราก็รู้อยู่แล้วว่าเราต้องประชุมเรื่องอะไร เราก็เตรียมการจะ มาอภิปรายอยู่แล้ว โดยเฉพาะผมเองก็เป็นเจ้าของญัตติเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อวานในที่พรรคเพื่อไทยก็ได้แจกแจงแบ่งงานกันเรียบร้อยแล้วว่าใครจะต้องมาอภิปราย ไปทำการบ้านเรื่องอะไร มาแสดงเหตุผลกันในสภา เรื่องอะไร🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

พออยู่ ๆ วันนี้ลุกขึ้นมาขอเลื่อนนี่ ผมงงครับ ถามว่าทำได้ไหม ทำได้ แต่แนวปฏิบัติมันยังไม่เคยเกิด พอเกิดมาวันนี้ต่อไป ผมเชื่อแน่ท่านประธานที่เคารพครับ เลื่อนกันทุกวันพุธ เลื่อนกันทุกวันพุธครับ แล้วมันจะทำให้ บรรยากาศของสภาก็จะมีกระบวนการที่ดูแล้วตงิด ๆ อยู่ท่านประธาน นั่นก็คือสับสน ละครับ ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องเลื่อนในวันนี้หรอกครับ ก็มาขอเลื่อนพรุ่งนี้ก็ได้ ก็เรารู้อยู่แล้ว นี่ครับ มันก็เลยทำให้สมาชิกตอนนี้กำลังประชุมกรรมาธิการ กำลังดำเนินการอะไรกันอยู่ เยอะแยะครับท่านประธาน แต่ว่าถ้าฝ่ายรัฐบาลมีความประสงค์ต้องการอย่างนี้แล้วก็โหวต ชนะก็ยินดีปรีดาด้วย ยินดีปรีดาด้วยแล้วก็ให้จดจำไว้ว่าวันนี้ได้ทำอะไรไว้ที่มันไม่ชอบมา พากลกับสภาแห่งนี้🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

พอสมควรแล้วครับ ขอบคุณครูมานิตย์ครับ คือเมื่อสักครู่ก็ผมได้ชี้แจงที่ประชุมแล้วนะครับ เนื่องจากระเบียบวาระการประชุมวันพุธมันมีแค่นี้ เราก็นำระเบียบวาระของวันพฤหัสบดี เข้ามา เพราะฉะนั้นมีการปรึกษาหารือกับผมเหมือนกันว่าทีแรกจะขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๒) ผมไม่อนุญาต แต่ถ้าเป็นเรื่องข้อบังคับ ข้อ ๕๕ (๗) ขอให้ยกเรื่องอื่นขึ้นมาปรึกษา พิจารณา มันก็พอจะทำได้ ประกอบกับข้อ ๕๔ (๕) ก็เลยถามย้ำไปอีกครั้งหนึ่งว่ายืนยันจะ เอาอย่างนั้นใช่ไหมครับ🔗

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ก็ขอยืนยันญัตติที่ผมเสนอ นะครับ แล้วจริง ๆ ก็ได้มีการหารือกับเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ฝ่ายไปเบื้องต้นแล้วว่าในปัจจุบันนี้ จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้ง อบจ. และต่อไปก็จะมี อบต. เทศบาล ตามมาอีก ซึ่งก็เป็น เรื่องสำคัญนะครับ สมาชิกหลายคนก็อยากจะเอาญัตติเรื่องเกี่ยวกับท้องถิ่นเข้ามาพิจารณา เพื่อเราจะได้มีข้อสังเกต ข้อเสนอแนะต่าง ๆ นำไปแก้ปัญหาในเรื่องท้องถิ่น ซึ่งกำลังจะมี การเลือกตั้งในเร็ว ๆ นี้ด้วย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่อยากจะนำมาพิจารณาก่อนนะครับ แต่เหตุผลที่ต้องขอความเห็นที่ประชุมจึงอยากดำเนินการในวันนี้ เพื่อให้ถ้ามีมติในวันนี้เสร็จ วันพรุ่งนี้เพื่อน ๆ สมาชิกจะได้เตรียมตัวอภิปรายกัน ท่านผู้เสนอญัตติก็จะได้เตรียมข้อมูล มานำเสนอในที่ประชุมด้วยนะครับ จึงอยากให้เราตกลงกันวันนี้ให้เสร็จ สำหรับวันพรุ่งนี้ จะได้ดำเนินการได้อย่างเรียบร้อยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านณัฐวุฒิก็ยืนยันนะครับญัตติ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ยืนยันครับท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

โอเค (OK) ครับถ้าอย่างนั้นผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗

(นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมตินะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเสียบบัตรแสดงตน และกดปุ่มแสดงตนเพื่อเป็นการตรวจสอบองค์ประชุมครับ เชิญกดปุ่มได้แล้วครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีท่านสมาชิกท่านใดไม่ได้เอาบัตรมา หรือบัตรขัดข้องมีไหมครับ ต้องการแสดงตน เชิญท่านสุทัศน์ครับ ท่านสุทัศน์เรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น อยู่ครับ ผมยืนยัน ให้ท่านครับ ไม่เป็นไรครับ มีท่านสมาชิกท่านใดอีกไหมครับ ถ้าไม่มี ขอปิดการแสดงตน นะครับ มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๒๙๑ ท่าน บวก ๑ เป็น ๒๙๒ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗

เนื่องจาก มีผู้เสนอญัตติ คือท่านชัยวุฒิ ได้เสนอญัตติขอเลื่อนญัตติที่ ๕.๑ ญัตติที่ ๕.๒ ญัตติที่ ๕.๖ มาพิจารณาก่อน ญัตติด่วนที่ ๑ ตามวาระการประชุมในวันพรุ่งนี้ อาศัยข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๒) มีท่านณัฐวุฒิไม่เห็นด้วย ขอให้ดำเนินการตามระเบียบวาระที่แจ้งไว้ ก็คือไม่เห็นด้วยกับญัตติ ของท่านชัยวุฒิ ดังนั้นจะขอมติจากที่ประชุมนะครับ ถ้าท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับญัตติ ของท่านชัยวุฒิที่เสนอให้เลื่อนในระเบียบวาระของวันพรุ่งนี้ก็คือ ญัตติที่ ๕.๑ ญัตติที่ ๕.๒ ญัตติที่ ๕.๖ มาพิจารณาก่อนญัตติด่วนที่ ๑ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านสมาชิกท่านใด ไม่เห็นด้วยกับญัตติของท่านชัยวุฒิ คือเห็นด้วยกับญัตติของท่านณัฐวุฒิ ก็คือให้ดำเนินการ ตามระเบียบวาระต่อไปตามที่แจ้งไว้โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วยครับ ท่านสมาชิกท่านใด ไม่ต้องการออกเสียงก็กดปุ่ม งดออกเสียงนะครับ ขอเชิญออกเสียงลงคะแนนได้แล้วครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณหมอจาตุรงค์ครับ🔗

นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ผมเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังผู้ยื่นเลื่อนญัตติที่ ๕.๑ ญัตติที่ ๕.๒ ญัตติที่ ๕.๖ แต่มันยัง มีญัตติทำนองเดียวกันอีกตั้งหลายญัตติ ยกตัวอย่างญัตติที่ ๕.๑๔ ขอให้ตั้งกรรมาธิการ วิสามัญศึกษารูปแบบการปกครองท้องถิ่น ของนายแพทย์กิตติศักดิ์กับท่านเลิศศักดิ์ แล้วก็มี อย่างของผม ยังมีของอีกหลายท่าน เราจะรวมเป็นญัตติในกลุ่มเดียวกันหรือเปล่า หรือว่าเอา แค่ ๓ ซึ่งจริง ๆ มีเยอะกว่านั้นครับท่านประธาน ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถึงแม้ ท่านชัยวุฒิจะไม่เสนอ ผมก็จะเสนอนะครับว่าถ้าเกิดที่ประชุมอนุมัติให้นำขึ้นมาพิจารณา ก่อนถึงเวลาประชุมจะพิจารณาญัตติตามที่ว่านี้นะครับ ผมก็จะดึงญัตติที่มีลักษณะทำนอง เดียวกัน คล้ายกันเข้ามาพิจารณาพร้อม ๆ กัน อันนี้ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลนะครับ ท่านสมาชิกได้ลงคะแนนเสียงทุกท่านแล้วนะครับ มีท่านใดยังไม่ลงมีไหมครับ ถ้าไม่มี ขอปิด การลงคะแนนเสียงครับ ผลการลงมตินะครับ มีท่านสมาชิกที่เห็นด้วย ๒๕๖ ท่าน คือเห็น ด้วยกับท่านชัยวุฒิ กับท่านสมาชิกที่ไม่เห็นด้วย ๕๖ ท่าน คือเห็นด้วยกับท่านณัฐวุฒิ งดออกเสียง ๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗

ดังนั้นมติ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เลื่อนระเบียบวาระที่ ๕.๑ ระเบียบวาระที่ ๕.๒ ระเบียบวาระที่ ๕.๖ ของพรุ่งนี้ขึ้นมาพิจารณาก่อนเรื่องด่วนที่ ๑ นะครับ เป็นการจบการพิจารณาในการเลื่อนญัตติ ของวันพรุ่งนี้นะครับ🔗

ต่อไปกลับมาพิจารณาตามวาระตามปกติของวันนี้นะครับ เป็นเรื่องด่วนที่ ๑ เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ เรื่องนี้เป็นเรื่องการพิจารณาค้างจากการประชุมคราวที่แล้ว ที่ประชุมได้เห็นชอบให้นำ ร่างพระราชบัญญัติทำนองเดียวกันอีก ๒ ฉบับขึ้นมาพิจารณาพร้อม ๆ กัน เมื่อผู้เสนอ ได้แถลงเหตุผลทั้ง ๓ ฉบับ แล้วก็มีการอภิปราย จบการอภิปรายไปเรียบร้อย ดังนั้นผมจะขอ ดำเนินการต่อในวันนี้ก็คือเป็นการที่จะขอให้ที่ประชุมลงมติในวาระที่ ๑ ในขั้นรับหลักการ ดังนั้นผมขอดำเนินการต่อนะครับ ขั้นตอนต่อไปเป็นขั้นขอมติจากที่ประชุมครับว่าจะรับ หลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอหรือไม่นะครับ แต่ก่อนจะลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับครับ🔗

(นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

การตรวจสอบองค์ประชุมก็ขอใช้บัตรแสดงตน โปรดเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มแสดงตน เชิญครับ เชิญท่านสมาชิกกดปุ่มแสดงตนได้ครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิก ที่เพิ่งเดินเข้ามาโปรดกดปุ่มแสดงตนด้วยนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดบัตรขัดข้อง หรือยังไม่แสดงตนมีไหมครับ ถ้าไม่มี ขอปิดการแสดงตนครับ มีท่านสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๑๘ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ต่อไป ผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งมีทั้งหมด ๓ ฉบับ จะขอมติรวมกันเลยว่าท่านจะรับหลักการทั้ง ๓ ฉบับหรือไม่นะครับ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดต้องการงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ให้ด้วยนะครับ เชิญออก เสียงลงคะแนนได้ครับ เชิญครับ ยังไม่ปิดการลงคะแนนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ นนทบุรี

ท่านประธานครับ ๒๘๓ เห็นด้วยครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๒๘๓ เห็นด้วยนะครับ🔗

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ท่านประธานครับ ๑๑๘ เห็นด้วยครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๑๑๘ เห็นด้วยครับ มีอีกไหมครับ ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ลงคะแนนมีไหมครับ ลงคะแนนครบ ทุกท่านแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนนครับ ผลของการลงคะแนนมีท่านสมาชิกเห็นด้วย ๓๓๐ ท่าน บวก ๒ ท่าน เป็น ๓๓๒ ท่านนะครับ ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นควรรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๓ ฉบับนะครับ🔗

ต่อไป เสนอคณะกรรมาธิการว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญหรือจะใช้คณะกรรมาธิการ สามัญครับ เชิญครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยที่ขอเสนอ จำนวนที่ ๒๕ คนครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ มีท่านอรรถกรเสนอให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๒๕ ท่าน มีท่านใดเห็นแตกต่างไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๒๕ ท่านนะครับ ใน ๒๕ ท่านจะเป็น สัดส่วนของกรรมาธิการของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๕ ท่าน คือไม่เกิน ๑ ใน ๔ เชิญ ท่านรัฐมนตรีเสนอ ๕ ท่านครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ขอเสนอรายชื่อผู้แทนของคณะรัฐมนตรีในคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๕ คน ดังนี้ ๑. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ๒. นายวิชัย ไชยมงคล ๓. นางณัฐนันทน์ อัศวเลิศศักดิ์ ๔. ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ๕. นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ขอขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ ของกรรมาธิการของคณะรัฐมนตรี ๕ ท่านครบแล้วนะครับ ต่อไปเป็นของพรรคการเมือง ทั้งหมด ๒๐ ท่านนะครับ เริ่มจากพรรคเพื่อไทย ๖ ท่านก่อนครับ เสนอเลยครับ พรรคเพื่อไทย ๖ ท่านครับ🔗

นางสาวจิราพร สินธุไพร ร้อยเอ็ด

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ ท่าน ดังนี้ค่ะ ๑. นายรัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์ ๒. พันตำรวจโท สันต์ทรง ตังละแม ๓. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ๔. นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ๕. นายคมเดช ไชยศิวามงคล ๖. นายสรพันธ์ คุณากรวงศ์ ขอผู้รับรองค่ะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอผู้รับรองครับ ยกมือหน่อยครับผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครบนะครับ พรรคพลังประชารัฐ ๕ ท่านครับ เชิญครับ เสนอครับ🔗

นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ฉะเชิงเทรา

ในสัดส่วนพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๕ ท่านครับ ๑. นายพยม พรหมเพชร ๒. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ๓. นายศาสตรา ศรีปาน ๔. นางสาวสุภัทรา บุญเสริม ๕. นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอผู้รับรองครับ ผู้รับรองยกมือหน่อยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครบนะครับ พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่านครับ🔗

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเสนอชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย จำนวน ๓ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. ท่าน ส.ส. มารุต มัสยวาณิช ๒. ท่าน ส.ส. อดิพงษ์ ฐิติพิทยา และ ๓. ท่าน ส.ส. อนาวิล รัตนสถาพร ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ครบครับ พรรคก้าวไกลครับ ๒ ท่านครับ🔗

นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วน ของพรรคก้าวไกล ๒ ท่าน ๑. นายฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล ๒. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ขอผู้รับรองครับ ขอบคุณครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ครบนะครับ พรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่านครับ🔗

นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม วิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน ดังนี้ ๑. นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ ๒. นายเทพไท เสนพงศ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ครบครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่านครับ🔗

นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สุพรรณบุรี

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอนายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ยกมือหน่อยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่านครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอสัดส่วน ในพรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอนายวีระ สมความคิด ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ครบครับ รายชื่อกรรมาธิการที่เสนอมาทั้งสิ้น ๒๕ ท่าน ครบแล้วนะครับ เชิญท่านเลขาธิการ อ่านทบทวนรายชื่อ ความถูกต้องครับ🔗

นายณัฏฐกฤษฎ์ วงศ์เจริญ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๑. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ๒. นายวิชัย ไชยมงคล ๓. นางณัฐนันทน์ อัศวเลิศศักดิ์ ๔. ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ๕. นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ๖. นายรัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์ ๗. พันตำรวจโท สันต์ทรง ตังละแม ๘. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ๙. นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ๑๐. นายคมเดช ไชยศิวามงคล ๑๑. นายสรพันธ์ คุณากรวงศ์ ๑๒. นายพยม พรหมเพชร ๑๓. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ๑๔. นายศาสตรา ศรีปาน ๑๕. นางสาวสุภัทรา บุญเสริม ๑๖. นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ๑๗. นายมารุต มัสยวาณิช ๑๘. นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา ๑๙. นายอนาวิล รัตนสถาพร ๒๐. นายฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล ๒๑. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ๒๒. นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ ๒๓. นายเทพไท เสนพงศ์ ๒๔. นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ และ ๒๕. นายวีระ สมความคิด🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

กรรมาธิการ ๒๕ ท่าน ถูกต้องนะครับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนะครับ ถ้าอย่างนั้นขอกำหนด ระยะเวลาการแปรญัตติครับ🔗

นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเสนอระยะเวลาการแปรญัตติ ๗ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีท่านสมาชิกเสนอให้แปรญัตติภายใน ๗ วันนะครับ มีผู้รับรองถูกต้องครับ มีท่านสมาชิก ท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมให้แปรญัตติภายใน ๗ วันนะครับ🔗

ต่อไปเนื่องจากที่ประชุมได้รับหลักการพระราชบัญญัติฉบับนี้ทั้งหมด ๓ ฉบับนะครับ ดังนั้นต้องถามที่ประชุมว่าจะใช้ร่างของคณะรัฐมนตรี หรือร่างของท่านพยม พรหมเพชร หรือร่างของท่านเทพไท เสนพงศ์ กับคณะ ขอผู้เสนอครับ จะใช้ร่างใดเป็นหลัก ในการพิจารณาในวาระที่สองนะครับ เชิญครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตเสนอให้ใช้ร่างของรัฐบาลเป็นหลัก ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกเสนอให้ใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลเป็นหลักในการพิจารณา ในวาระที่สอง มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมมีมติให้ใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่สองนะครับ เป็นการจบการพิจารณาในเรื่องด่วนที่ ๑ นะครับ🔗

ต่อไปเป็นเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

เนื่องจาก มีร่างพระราชบัญญัติทำนองเดียวกันอีก ๗ ฉบับ คือของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล กับของท่านวีระกร คำประกอบ ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ท่านปารเมศ โพธารากุล ท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม กับท่านสุรทิน พิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำนองเดียวกัน คล้ายคลึงกัน เป็นเรื่องที่ควรจะนำมารวมในการพิจารณาทั้งหมด จะมีท่านสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมให้นำมาพิจารณารวมกันทั้งหมด ๘ ฉบับเลยนะครับ เนื่องจาก ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๘ ฉบับ ได้มีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและผู้ที่ เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาตรา ๗๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รายละเอียดได้จัดวางไว้ที่นั่งของท่านสมาชิกแล้ว นะครับ🔗

เนื่องจากร่างของท่านปารเมศ โพธารากุล เป็นร่างของประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งเข้าชื่อเสนอตามรัฐธรรมนูญนะครับ ดังนั้นจึงขอเรียนเชิญผู้แทนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้เข้ามาชี้แจงในที่ประชุมด้วยนะครับ มีท่านปารเมศ โพธารากุล มีท่านธีระชัย แสนแก้ว มีท่านบุญถิ่น โคตรศิริ ท่านวีระศักดิ์ ขวัญเมือง ท่านเอกรินทร์ ทองนอก ขอเรียนเชิญ ด้วยครับ🔗

(ผู้แทนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าประจำที่)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญ ผู้เสนอครับ เอาร่างของรัฐบาลก่อนครับ เชิญครับ🔗

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี ขอเสนอ ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีทั้งสิ้น ๑๖ มาตรา🔗

หลักการและเหตุผล🔗

โดยที่พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้ใช้บังคับมาเป็น ระยะเวลานาน ทำให้บทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ จนเป็นเหตุให้มีการร้องเรียนว่าขัดต่อข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ตลอดจนบทบัญญัติของกฎหมายปัจจุบันก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติที่ทำให้การดำเนินงาน ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และไม่เอื้อต่อการส่งเสริมและสนับสนุน อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวเพื่อไม่ให้ขัดต่อ พันธกรณีระหว่างประเทศและเพื่อประโยชน์ต่อชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาลทราย ผู้บริโภค และระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้อง🔗

๑. แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ และให้เป็นไปตาม กรอบข้อตกลงขององค์การการค้าโลก ดับเบิลยูทีโอ (WTO)🔗

๒. แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในการดำเนินการ ของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ ให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงไป🔗

สาระสำคัญ🔗

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่นำเสนอสรุปได้ดังนี้🔗

(๑) เพิ่มบทบัญญัติให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายสามารถปฏิบัติ หน้าที่ต่อไปได้ในกรณีที่ไม่มีผู้แทนชาวไร่อ้อยหรือผู้แทนโรงงานหรือมีไม่ครบตามที่กฎหมาย กำหนด เพื่อรองรับองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ในกรณีที่ไม่มีผู้แทนโรงงาน หรือชาวไร่อ้อยหรือมีไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้กรรมการที่เหลืออยู่ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่าคณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่🔗

(๒) แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเพื่อรองรับการปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน กรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย โดยบัญญัติให้🔗

๒.๑ ในกรณีที่ไม่มีประธานกรรมการหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน ถ้าไม่มีประธานกรรมการ และรองประธานกรรมการ คนที่หนึ่ง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธาน กรรมการคนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน ถ้าไม่มีประธานกรรมการและรองประธานกรรมการ ทั้ง ๒ คนหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้เลขานุการเรียกประชุมเพื่อให้ที่ประชุม เลือกกรรมการคนหนึ่ง เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมการ🔗

๒.๒ กำหนดให้นำบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นนำมาใช้บังคับแก่ การประชุมของคณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการบริหารกองทุน คณะกรรมการอ้อย และคณะกรรมการน้ำตาลทราย รวมทั้งเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการเลือกประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและเลขานุการในคณะกรรมการน้ำตาลทราย🔗

(๓) แก้ไขหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายน้ำตาลทรายเพื่อใช้บริโภคในราชอาณาจักร โดยยกเลิกเรื่องการกำหนดราคาขายน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักรเพื่อให้สอดคล้อง กับข้อกำหนดขององค์การการค้าโลกในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดปริมาณการผลิต และการกำหนดราคาจำหน่ายน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักรโดยภาครัฐ🔗

(๔) แก้ไขเพิ่มเติมที่มาของเงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย โดยยกเลิกเงินกู้ โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีคงเหลือเพียงเงินกู้และยกเลิกเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เพื่อให้ สอดคล้องกับข้อกำหนดขององค์การการค้าโลกในส่วนที่เกี่ยวกับการอุดหนุนจากภาครัฐ นอกจากนี้เป็นการแก้ไขถ้อยคำเล็กน้อยเพื่อให้ถูกต้องและเหมาะสมยิ่งขึ้น🔗

๕. ยกเลิกบทบัญญัติในเรื่องการจัดสรรเงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เข้ากองทุนสงเคราะห์เกษตรกรตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เนื่องจาก ไม่ปรากฏว่ามีการนำเงินส่งให้แก่กองทุนดังกล่าว ประกอบกับกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ไม่ได้มีภารกิจเกี่ยวข้องกับอ้อยและน้ำตาลทราย🔗

๖. แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการนำเข้าน้ำตาลทรายจากเดิมใช้คำว่า ห้ามมิให้ผู้ใดนำเข้าน้ำตาลทราย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ และต้องปฏิบัติ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด เป็น ผู้ใดจะนำเข้าน้ำตาลทราย ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการกำหนด โดยแก้ไขถ้อยคำเล็กน้อยเพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ยังคงไว้ ซึ่งหลักการเดิมเกี่ยวกับการอนุญาตให้นำน้ำตาลทรายเข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมาย ปัจจุบัน🔗

๗. แก้ไขเพิ่มเติมการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและตอบแทนการผลิต และจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกำหนดตัวเลขเพื่อเป็นเพดาน ในการกำหนดราคาไว้ โดยราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย ขั้นต้นต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ และไม่เกินร้อยละ ๙๕ ของประมาณการรายได้ที่คำนวณได้🔗

๘. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การหักส่วนต่างที่เกิดขึ้นในกรณีราคาอ้อย ขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้ายต่ำกว่าราคาอ้อย ขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น โดยตัดบทบัญญัติ ที่กำหนดให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่โรงงานเท่ากับส่วนต่าง ในกรณีที่ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น และกำหนด ให้นำส่วนต่างที่เกิดขึ้นไปหักจากราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่าย น้ำตาลทรายขั้นต้น หรือราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่าย น้ำตาลทรายขั้นสุดท้ายในฤดูการผลิตปีถัดไป เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดขององค์การ การค้าโลกในส่วนที่เกี่ยวกับการอุดหนุนราคาจากภาครัฐ🔗

กระผมในนามของคณะรัฐมนตรี จึงขอกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อไปด้วย ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ ต่อไปเป็นร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะเป็นผู้เสนอ)🔗

เชิญแถลง หลักการ เหตุผลครับ🔗

นายศุภชัย ใจสมุทร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กระผมขออนุญาตเสนอร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทยได้เสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา และหากสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาลงมติเห็นชอบแล้ว ก็ได้โปรดนำเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญต่อไป🔗

ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอ มีหลักการว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “น้ำตาลทราย” และ “ผลพลอยได้” และเพิ่ม บทนิยามคำว่า “น้ำอ้อย” และ “เอทานอล”🔗

เหตุผล ก็คือเนื่องจากในปัจจุบันมีการใช้เชื้อเพลิงเอทานอลเพื่อทดแทน น้ำมัน โดยเอทานอลเป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลทรายที่ได้จากอ้อย จึงสมควร กำหนดบทนิยามคำว่าเอทานอลขึ้น เพื่อให้ประเภทและลักษณะของผลผลิตหรือผลพลอยได้ ที่เกิดจากอ้อยและน้ำตาล มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม ตลอดจนเพื่อคุ้มครองและรักษา ผลประโยชน์ให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย ส่งเสริมให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น อันเป็น การส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศในการมีแหล่งพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น จึงได้มีการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา🔗

ท่านประธานครับ ผมขอสรุปสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติอ้อย และน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ ดังนี้🔗

๑. ก็คือเหตุผลและความจำเป็นในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ🔗

เนื่องจากในปัจจุบันมีการใช้เชื้อเพลิงเอทานอลเพื่อทดแทนน้ำมัน โดยเอทานอลเป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลทรายที่ได้จากอ้อย จึงสมควรกำหนด คำนิยามคำว่าเอทานอลขึ้น เพื่อให้ประเภทและลักษณะของผลผลิตและผลพลอยได้ ที่เกิดจากอ้อยและน้ำตาลมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม ตลอดจนเพื่อคุ้มครองและรักษา ผลประโยชน์ของเกษตรกรชาวไร่อ้อย ส่งเสริมให้มีรายได้มากขึ้นอันจะเป็นการส่งเสริม เศรษฐกิจของประเทศในการมีแหล่งพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น🔗

๒. สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ🔗

๒.๑ การแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “น้ำตาลทราย” ให้ครอบคลุม ถึงน้ำอ้อยที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกจากการผลิตน้ำตาลทราย🔗

๒.๒ การแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “ผลพลอยได้” ให้หมายความว่า กากอ้อย กากน้ำตาล เอทานอล และหมายความรวมถึงผลพลอยได้อื่นใดที่ได้จากการผลิต น้ำตาลทราย รวมถึงกากอ้อยและน้ำตาลทรายด้วย🔗

๒.๓ เพิ่มบทนิยามคำว่า “น้ำอ้อย” หมายความว่า น้ำอ้อยซึ่งได้จาก การหีบอ้อยในกระบวนการผลิตของโรงงานไม่ว่าจะนำไปใช้ในการผลิตน้ำตาลทราย หรือผลิตภัณฑ์อื่นเพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “น้ำตาลทราย”🔗

๒.๔ เพิ่มบทนิยามคำว่า “เอทานอล” หมายความว่า แอลกอฮอล์ซึ่งเป็น ของเหลวไม่มีสี จุดติดไฟระเหยง่ายสามารถลอยในน้ำได้ และสารอินทรีย์อื่น ๆ ที่ใช้อ้อย และน้ำตาล หรือผลพลอยได้อันเป็นวัตถุดิบเพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยาม คำว่า “ผลพลอยได้”🔗

สิ่งที่อยากจะขอกราบเรียนกับท่านประธานที่เคารพก็คือว่าทั้งหมดนี้สิ่งที่เรา พรรคภูมิใจไทยได้เสนอต่อท่านประธานต่อที่ประชุมแห่งนี้ ก็เพื่อมีความประสงค์ที่จะทำให้ ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์จากกฎหมายที่เป็นประโยชน์ จึงขอความกรุณาจากที่ประชุมแห่งนี้ ได้โปรดให้การรับรองร่างพระราชบัญญัติของพรรคภูมิใจไทยด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง ขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปเป็น ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายวีระกร คำประกอบ เป็นผู้เสนอ)🔗

เชิญแถลง หลักการและเหตุผลครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ จากร่างพระราชบัญญัติ อ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านสุริยะได้เสนอ เมื่อสักครู่นี้ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมนะครับที่ท่านรัฐมนตรีได้มองเห็นถึงปัญหาของอ้อย และน้ำตาลในปัจจุบัน ซึ่งก็คงจะพอสรุปได้ว่าจากการที่เมื่อ ๓ ปีก่อนหน้านี้เราได้มีการปลูก อ้อยมากครับ ถึง ๑๓๔ ล้านตันต่อปี แต่ ๒ ปีที่ผ่านมานี้เกิดภาวะแห้งแล้งจนกระทั่งอ้อย เมื่อปีที่แล้วเข้าใจว่าอยู่ประมาณ ๘๐ ล้านตันเท่านั้นเอง จาก ๑๓๔ ล้านตัน เหลือ ๘๐ ล้านตัน และจากภาวะแห้งแล้ง ๒-๓ ปีติดต่อกันมานี้ทำให้เกษตรกรหมดเนื้อหมดตัวกันเรียกว่าทั่วถึง เลยครับ จนกระทั่งไม่รู้จะปลูกอะไรกันแล้วตอนนี้ รัฐมนตรีโดยรัฐบาลท่านประยุทธ์ก็เลย พยายามทำอย่างไรจะช่วยเหลือเกษตรกร ต้องขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีสุริยะเป็นอย่างยิ่ง ที่พยายามตั้งใจจะช่วยเหลือเกษตรกร เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับนี้ซึ่งก็สอดคล้องกันครับกับที่ผมได้เสนอ เพียงแต่ว่าทางผมเสนอนี่มันต้องผ่านเรื่องราวที่จะต้องไปประชาพิจารณ์กันก่อนก็เลยทำให้ ล่าช้าไปนิดหนึ่ง แต่ก็พิจารณาพร้อมกันครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นเราพยายามแก้ไขก็คือ ๑. ทำอย่างไรที่จะให้เอทานอล (Ethanol) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้พยายาม ผลักดันให้มาใช้ กระทรวงพลังงานนี่เขาพยายามผลักดันเอามาให้ใช้เป็นเชื้อเพลิง เติมรถยนต์ด้วย เอทานอล (Ethanol) ปกติแล้วที่ผ่านมามันทำจากโมลาส (Molasses) หรือกากน้ำตาลกับมันสำปะหลังเป็นหลัก คราวนี้ถ้าหากว่าเราเพิ่มมาเป็นอี ๒๐ (E20) มันก็ จะทำให้การใช้เอทานอล (Ethanol) มากขึ้น ทำอย่างไรจะเอาซัปพลาย (Supply) ที่มาจาก อ้อยนี่เอาไปทำเอทานอล (Ethanol) ให้มากขึ้น รัฐบาลก็พยายามที่จะเร่งรัดให้มีการใช้ อี ๒๐ (E20) ซึ่งในโอกาสที่ใกล้จะถึงนี่ละครับ ก็คงจะประกาศใช้แล้วโดยกระทรวงพลังงาน เมื่อไปใช้อี ๒๐ (E20) ก็ปรากฏว่าเอทานอล (Ethanol) ที่จะทำจากกากน้ำตาลและทำจาก มันสำปะหลังก็จะไม่พอ มันสำปะหลังนี่โดยธรรมชาติแล้วต้นทุนจะสูงกว่าที่ทำจาก กากน้ำตาล ดังนั้นก็มีความจำเป็นที่จะต้องเอาไปใช้ เอาน้ำเชื่อมที่มาจากโรงงานน้ำตาล คือในการทำน้ำตาลเขาก็จะเอาน้ำอ้อยมาคั้น เอาอ้อยมาบีบ เอาน้ำอ้อยออกมาแล้วก็ไปให้ ความร้อน เพื่อให้มีสภาพที่เข้มข้นขึ้นกลายเป็นน้ำเชื่อม ในส่วนที่เป็นน้ำเชื่อมก่อนที่จะไปทำ เป็นน้ำตาลทราย เขาก็จะเอาน้ำเชื่อมนี้ไปทำเป็นเอทานอล (Ethanol) คราวนี้ ในพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับก่อน ไม่ได้รวมความเอาส่วนที่จะไปทำ เอทานอล (Ethanol) นี้ให้เป็นน้ำตาลทราย ให้มาใช้ระบบ ๗๐ ๓๐ ในการแบ่งปัน ผลประโยชน์ จึงต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นนะครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็มีผล ที่จะทำให้คำว่า น้ำตาลทราย ไม่ว่าจะอยู่ในรูปใดหรือหมายถึงน้ำอ้อยซึ่งได้จากการหีบอ้อย ในกระบวนการผลิต และน้ำอ้อยซึ่งเคี่ยวเป็นน้ำเชื่อมหรือรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในการผลิต น้ำตาลทรายหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ท่านประธานก็คงจะเห็นว่าเขาพยายามที่จะให้เอา เอทานอล (Ethanol) นี่เข้ามาอยู่ในระบบ ๗๐ ๓๐ ตามร่างของรัฐบาลก็เช่นเดียวกันนะครับ เพื่อที่จะให้เกษตรกรได้มีรายได้ที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะไปทำเอทานอล (Ethanol) ก็จะได้รับผล ๗๐ ๓๐ เช่นเดียวกัน แต่ในส่วนของความต่อเนื่องที่เขียนว่า และในกรณีที่มีการนำ ผลพลอยได้มารวมเพื่อคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย ให้หมายความรวมถึงผลพลอยได้ด้วย อันนี้พยายามเขียนเพื่อที่จะให้เอากากอ้อย ชานอ้อย ในปัจจุบันนี้ซึ่งโรงงานได้เอาไปทำพลังงาน เอาเป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้ ทำพลังงานไฟฟ้า ที่ใช้ทั้งในโรงงานและขายเข้าสู่กริด (Grid) ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็ดี การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ก็ดี ให้นำมาคิดเป็นผลพลอยได้เพื่อที่จะแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับเกษตรกร แต่ในปัจจุบันนี้ ก็ต้องเห็นใจทางโรงงานเหมือนกัน เมื่อสมัยสัก ๒๐ ปีที่แล้ว หรือ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว โรงงานน้ำตาลนี่ถ้าจะให้ผมมองในฐานะอยู่เป็นคนของเกษตรกรนี่ อยู่ฝ่ายเกษตรกร เราก็ มองโรงงานว่าเป็นผู้ที่เอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอด เอารัดเอาเปรียบเกษตรกรมาโดยตลอด แต่ว่าในปัจจุบันนี้กรรมตามทันเหมือนกันครับ โรงงานก็จะไปไม่รอดเหมือนกันตอนนี้ เดือดร้อนไปทั่วหมด โรงงานเองก็จะไปไม่ไหว เพราะว่าไม่มีอ้อยจะเข้าแล้วครับ ปีหน้า ท่านประธานจะเชื่อไหม ผมเดาว่า ๕๐ ล้านตันนี่ไม่ถึง จาก ๑๓๔ ล้านตันที่สูงสุดเมื่อ ๓-๔ ปีที่แล้ว ๑๓๔ ล้านตัน ปีที่แล้วนี่ลดมาจนกระทั่ง ลดมา ๆ เนื่องจากภาวะภัยแล้ง เหลือประมาณ ๘๐ ล้านตัน ปีนี้ครับปีใหม่ที่จะถึงนี้กำลังจะเข้าฤดูหีบอีกไม่กี่วันข้างหน้า ท่านประธานจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ผมว่าอ้อยปีใหม่นี้จะถึง ๕๐ ล้านตันหรือไม่ถึง ๕๐ ล้านตัน ก็ยังลูกผีลูกคนนะครับ ถ้าไม่ถึง ๕๐ ล้านตันนี่โรงงานเจ๊งนะครับ แค่ ๘๐ ล้านตันนี่ก็จะไป ไม่รอดแล้วนะครับปีที่แล้ว ปริมาณอ้อยที่เข้าสู่ตลาดมีประมาณ ๘๐ ล้านตัน โรงงานก็จะไป ไม่รอดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนที่กระผมได้เขียนไว้ในกฎหมายนี่นะครับว่า ผลพลอยได้ให้นำมารวม คำนวณเป็นราคาอ้อยด้วย อันนี้เพื่อความเป็นธรรมนะครับ อยากฝากกรรมาธิการ ซึ่งผมก็คง จะไม่ได้ไปเป็นกรรมาธิการด้วยนะครับ แต่ว่าฝากกรรมาธิการด้วยว่าในส่วนนี้เห็นใจโรงงานบ้าง ก็ดีนะครับ คือแทนที่จะ ๗๐ ๓๐ เกษตรกรได้ค่ากากอ้อย ๗๐ ก็อาจจะ ๕๐ ๕๐ หรือว่า อาจจะให้เกษตรกรสัก ๓๐ ก็ยังดีครับ เกษตรกรก็ยังดีใจ ดีกว่าไม่ได้เลยครับ ปัจจุบัน มันไม่ได้สักบาทเลยนะครับ ก็ให้เขาสัก ๓๐ ก็ยังดีครับ แล้วไปให้โรงงาน ๗๐ ไม่ใช่ว่าพูดเพื่อ เชียร์โรงงาน หรือว่ารับปันผลประโยชน์อะไรมาจากโรงงานนะครับ ไม่ใช่ แต่โรงงานมันจะ ปิดกันอยู่แล้วครับ ตอนนี้มันก็แย่กันไม่รู้จะแย่อย่างไรครับ จากการที่เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วทุกคน ต้องมองเลย โรงงานน้ำตาลมันสูบเลือดจากเกษตรกรนะครับอะไรอย่างนี้ แต่วันนี้มันต่างคน ต่างร่อแร่ครับท่านประธาน ใครจะตายก่อนก็ไม่รู้ เกษตรกรตายยังพอว่านะครับ ถ้าปลูกอ้อย แล้วขายไม่ได้ราคา วันนี้หลาย ๆ คนเขาหันไปปลูกข้าวโพดกันเสียแล้วครับ ชาวไร่อ้อย จำนวนไม่น้อยที่เลิกปลูกอ้อยในปีนี้ หันไปปลูกข้าวโพด เพราะข้าวโพดประเทศไทยเราผลิต ได้ประมาณ ๕ ล้านตัน เราใช้ประมาณ ๘ ล้านตัน ยังไม่พอครับ บัดนี้ต้องไปพึ่งพาข้าวโพด จากเพื่อนบ้านบ้าง การนำดีดีจีเอส (DDGS) กากข้าวโพดมาจากต่างประเทศบ้าง อะไรต่าง ๆ เพื่อที่จะมาทำโรงงานอาหารสัตว์ แต่ว่าวันนี้ก็เลยทำให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่เลิก การปลูกอ้อย อย่างที่ผมบอกแล้วว่าอ้อยปีใหม่นี้จะถึง ๕๐ ล้านตันหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ ผมยังว่าลูกผีลูกคนนะ ถ้า ๕๐ ล้านตัน ผมว่าหลาย ๆ โรงงานที่กำลังขยายก็ดี หรือแม้กระทั่ง โรงงานเกษตรไทยที่นครสวรรค์ที่กำลังทำโรงเอทานอล (Ethanol) ก็ดี ร่วมกับ ปตท. ผมว่าสลบก็แล้วกันนะครับ ถ้าเจออ้อยเหลือ ๕๐ ล้านตันนี่สลบ เพราะฉะนั้นก็เห็นใจไม่น้อย นะครับสำหรับโรงงาน เพราะโรงงานอยู่ไม่ได้ เกษตรกรก็อยู่ไม่ได้ ถ้าโรงงานพอไปไหว เกษตรกรพอไปรอดมันก็จะเป็นผลพวงที่ดีนะครับ บังเอิญครับท่านประธาน โควิด (COVID) มันเป็นอะไรที่แปลกประหลาด มันทำให้ราคาน้ำตาลตลาดโลกมันลงทั้ง ๆ ที่เกิดภัยแล้ง ทั่วนะครับ อ้อยทั้งโลกลดลงเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย บราซิล อะไรต่าง ๆ ที่เขาปลูก เกิดภาวะภัยแล้งทั่วไป ปริมาณอ้อยในตลาดโลกลดลงเยอะ แต่ถามว่าทำไมราคาอ้อย จึงไม่ขึ้น มันเกิดโควิด (COVID) นี่ละครับ เพราะโควิด (COVID) ก็เกิดล็อกดาวน์ (Lockdown) ล็อกดาวน์ (Lockdown) เสร็จ น้ำมันก็ใช้น้อยลง ราคาน้ำมันตกเท่าไร ราคาเอทานอล (Ethanol) ก็ตกเท่านั้นละครับ ก็เลยทำให้บราซิลแทนที่มันจะเอาไปทำ เอทานอล (Ethanol) เพราะเอทานอล (Ethanol) มันเป็นแอลกอฮอล์ครับท่านประธาน มันเก็บนานไม่ได้หรอก เก็บนานมันบูดครับ มันเสีย เขาก็เลยจำเป็นที่จะต้องเอามาทำน้ำตาลทราย ตลาดโลกจึงเต็มไปด้วยน้ำตาลทรายครับ ล้นตลาดโลก ราคาน้ำตาลทรายขึ้นไปจนถึง ๑๖ เซนต์แล้วนะครับ ลดลง ๆ จนเหลือประมาณ ๑๐ เซนต์ครึ่ง ตอนนี้ขึ้นไปบ้าง คงจะขึ้น ตามน้ำมันไปบ้างนะครับ เพราะน้ำมันก็ขึ้นไปแล้ว ไปถึง ๕๐ เหรียญแล้ว ก็เชื่อว่าเอทานอล (Ethanol) ก็คงจะขึ้นไปบ้าง เพราะฉะนั้นราคาน้ำตาลทรายก็จะเกาะกับราคาเอทานอล (Ethanol) นี่นะครับ เมื่อเอทานอล (Ethanol) ราคามันตก เนื่องจากน้ำมันมันตกเอทานอล (Ethanol) ก็ตก ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกก็ตกไปด้วย ทำให้เกษตรกรแทนที่จะได้รับ อานิสงส์บ้างเล็กน้อยจากการที่มันแล้งกันทั่วโลก ทำให้น้ำตาลทรายในตลาดโลกลดลง แล้วกลายเป็นน้ำตาลทรายตลาดโลกเพิ่มขึ้นครับ ราคาน้ำตาลตกต่ำลงอีก ก็เลยเกิดเป็น ซวยซ้ำสองครับ ปีที่ผ่านมานี้ จึงทำให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยไม่มีเงินเลยนะครับ แย่เลย ครับ ขายจนไม่รู้จะขายอะไรแล้วนะครับ เกษตรกรชาวไร่อ้อยในจังหวัดนครสวรรค์นี่แย่เลย ครับ หลาย ๆ อำเภอ แม้กระทั่งกำนันแหวนของผม กำนันตำบลนิคมเขาบ่อแก้วนี่เลิกปลูก อ้อยเลย หมดตัวครับ อันนี้ก็น่าเห็นใจทั้งเกษตรกร ทั้งโรงงาน🔗

ในส่วนที่เราแก้ไขในส่วนต่อไป ก็คือในมาตรา ๖ ซึ่งอยากให้ท่านรัฐมนตรี ช่วยกรุณาได้พิจารณาด้วยนะครับ ซึ่งในส่วนของท่านก็คงจะมีเช่นเดียวกันก็คือ มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความใน (๑๘) ของมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน (๑๘) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจำหน่ายน้ำตาลทรายเพื่อใช้บริโภค ในราชอาณาจักร ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อคราวที่แล้วน่าจะประมาณไม่กี่ปีมานี่นะครับ ประมาณ ๕ ๖ ๗ ปี มานี่อยู่แถว ๆ นี้ บราซิลเขาประท้วงครับว่าประเทศไทยทำผิด ข้อสนธิสัญญาแกตต์ (GATT) นะครับ ที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เขามีในเรื่องของการค้าเสรีว่า ห้ามให้ประเทศไทยทำการอุดหนุนอะไรต่าง ๆ ในส่วนนี้บราซิลเขาประท้วงว่าประเทศไทย มีโควตา ก คำว่า โควตา ก ขออนุญาตอธิบายนิดหนึ่งก็คือเป็นโควตาในสัดส่วนที่เราขาย ภายในประเทศ เราให้คนไทยช่วยกันกินน้ำตาลในราคาแพงครับ พูดง่าย ๆ ว่าปัจจุบันนี้ ถ้าเป็นราคาปัจจุบันนะครับก็เป็นราคาที่เราขายกันอยู่ในประเทศประมาณ ๑๗ บาท แต่ว่า ราคาน้ำตาลตลาดโลกจะอยู่ที่ประมาณ ๑๔ บาท ราคามันจะต่างกันอยู่ประมาณนี้ ๓ บาท ๔ บาท ก็ทำให้การที่เราขายเพื่อบริโภคภายในประเทศเอาไปถัวกันกับการที่โรงงานน้ำตาล เขาส่งออกไปต่างประเทศ บราซิลก็เลยประท้วงว่าจากการที่ประเทศไทยมีโควตา ก ขายในประเทศในราคาที่สูง จึงเอาน้ำตาลไปดัมป์ (Dump) ตลาดโลกในราคาที่ต่ำกว่า คนอื่นเขา บราซิลก็เลยประท้วงไปที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ก็สั่งให้ ประเทศไทยยกเลิกโควตา ก การที่เราเขียนเพื่อเปิด (๑๘) นี่นะครับ ไม่ได้แปลว่าจะเอา โควตา ก มาทั้งดุ้นนะครับ แต่เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเรียนว่าแม้ในปัจจุบันนี้โรงงานน้ำตาลทราย ในประเทศไทยซึ่งมีอยู่ ๕๗ โรง ก็ได้ทำสัญญาเหมือนสัญญาสุภาพบุรุษต่อกันนี่ล่ะครับว่า เราขายมาช่วยกันนะ เราจะไม่มีการดัมป์ (Dump) ราคาขาย เราขายในประเทศเราจะขาย ๑๗ บาท สมมุติอย่างนี้นะครับ เราจะขายกันอยู่ที่ ๑๗ บาทนะ เพื่อที่จะได้มีเงินไปเจือจุน ให้กับโควตา ๗๐ ๓๐ ให้กับเกษตรกรได้ผลประโยชน์มากขึ้น แต่ปรากฏว่าโรงงาน ๕๗ โรงนี่ ก็เบี้ยวกันเองครับ ทีแรกก็สุภาพบุรุษดีตอนหลังไม่ค่อยจะสุภาพบุรุษแล้ว มือใครยาว เพราะอย่างที่ผมเรียนท่านประธานแล้ว โรงงานมันก็จะไปกันแล้วครับ ตัวใครเอาตัวรอดกัน ไว้ก่อนอย่างไรก็แอบขายราคาต่ำกว่าที่ตกลงในสัญญาสุภาพบุรุษกัน ดังนั้นการที่เราเขียน กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการจำหน่ายน้ำตาลในประเทศ จึงเป็นช่องทางที่ กระทรวงอุตสาหกรรมของท่านรัฐมนตรีสุริยะนี่ครับจะได้วางกฎเกณฑ์ เพื่อให้ขาย ในประเทศไม่ให้เบี้ยวราคากัน ทำอย่างไร มันจะคล้าย ๆ โควตา ก เก่านั่นละครับ แต่ว่า ทำอย่างไรไม่ให้ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เขาว่าเราได้นะครับ หาช่องทางย่อย ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนสัญญาสุภาพบุรุษที่ทำกันอยู่ในขณะนี้แต่ให้มันบุรุษจริง ๆ นะครับ สุภาพบุรุษจริง ๆ ไม่ใช่สุภาพบุรุษบ้าง แล้วก็แอบขายกันใต้โต๊ะในราคาที่ต่ำกว่า ๑๗ บาทบ้างอะไรอย่างนี้ครับ ก็ทำอย่างไรที่จะวางหลักเกณฑ์ตัวนี้ครับ เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรได้รับอานิสงส์จากราคา ที่คนไทยเราต้องบริโภคน้ำตาลแพงขึ้นให้ได้อานิสงส์ในส่วนนี้ขึ้นมาบ้าง เพราะฉะนั้นก็จึง อยู่ในมาตรา ๖ (๑๘)🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงอาจจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องนัก แต่ก็ขอฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมไปด้วยนะครับ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ก็นั่งฟังอยู่ตรงนี้ด้วย ในปัจจุบันนี้เอทานอล (Ethanol) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้อง กับอ้อยโดยตรงมันสามารถทำด้วยมันสำปะหลังแต่จากในปัจจุบันนี้คนไทยไปลงทุนซื้อ มันสำปะหลังจากลาว ลักลอบเข้ามากันเป็นจำนวนมากเลยครับในปัจจุบันนี้ ทำให้ราคา มันสำปะหลังซึ่งประเทศไทยก็ซื้อขายกันอยู่ประมาณ ๒.๓๐ บาท ๒.๔๐ บาทนี่ พอเอาเข้ามา เยอะ ๆ เข้า ปกติแล้วมันทำเพื่อรีเอกซ์ปอร์ต (Re-Export) นะครับ มันสำปะหลังที่ทำที่ลาว นำเข้ามาเพื่อไปรีเอกซ์ปอร์ต (Re-Export) ส่งไปต่างประเทศ ในขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่จีน เขาขาดแคลนมันเส้นครับท่านประธาน เขาต้องการใช้มันเส้นเยอะ ราคาที่เขาซื้ออยู่ใน ขณะนี้เอฟโอบี (FOB) อยู่ที่ประมาณ ๒๗๐ เหรียญครับ ราคาที่จีนซื้อนะครับ ตันละ ๒๗๐ เหรียญ มันเส้น ขอฝากไปด้วยว่าคือมันจะเท่ากับราคาประมาณ ๘ บาท มันเส้นนะครับ ในประเทศ ถ้าตีไปแล้วก็จะประมาณเอฟโอบี (FOB) เท่ากับ ๘ บาทต่อกิโลกรัม หรือถ้าคิดเป็นมันสดก็จะประมาณเกือบ ๓ บาทต่อกิโลกรัม แต่ปรากฏว่ามันเจ้ากรรมที่มา จากประเทศลาวนี่ละ ที่จริง ๆ มันควรจะรีเอกซ์ปอร์ต (Re-Export) มันไม่รีเอกซ์ปอร์ต (Re-Export) สิครับ มันเอามาขายกันในประเทศครับ กดราคาจนกระทั่งพี่น้องเกษตรกร ชาวมันสำปะหลังราคาตกลงมาเหลือ ๒.๑๐ บาท จริง ๆ อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าราคามันควร จะประมาณเกือบ ๓ บาท เพราะจีนต้องการใช้มากเหลือเกินครับ ผู้ที่ส่งออกก็เอามันจาก พวกนี้ครับ เอามันจากประเทศลาวเอามากดราคาการรับซื้อตามลานมันอะไรต่าง ๆ ราคา จึงตกลงมาเหลือ ๒.๑๐ บาท ฝากท่านด้วยใน ๒ เรื่องนี้ จริง ๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่อง ของอ้อย แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องของเกษตรกร แล้วก็มีส่วนเกี่ยวข้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องของเอทานอล (Ethanol) ด้วย มันจะทำให้ราคาอ้อยตกลงด้วย เนื่องจากว่ามันเอา มันสำปะหลังราคาถูกจากประเทศลาวซื้อกันอยู่ประมาณ ๑.๓๐ บาท ฝั่งลาวนะครับ ประเทศไทย เราขายอยู่เดิม ๒.๔๕ บาท ๒.๕๐ บาท ตอนนี้ตกมาเหลือ ๒.๑๐ บาทแล้วนะครับ ก็ฝากท่านที่ เกี่ยวข้องนั่งอยู่ในที่นี้เยอะเลยที่เกี่ยวข้องช่วยกันระดมพลอย่าให้มันสำปะหลังจากลาวมากด ราคามันสำปะหลังของเกษตรกรไทยได้นะครับ ถือว่าเกษตรกรไทยใครปลูกมันสำปะหลัง ก็ถือว่าจนสุดขีดแล้วครับ ยังจะจนลงไปอีกครับ แย่เลยท่านประธานครับ ก็ขอฝาก กรรมาธิการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ได้ช่วยตามที่กระผมได้กราบเรียนไปแล้วครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นผู้เสนอ)🔗

แถลงหลักการ เหตุผลครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา กระผม ได้รับมอบหมายจากท่านกัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และ ส.ส. จังหวัด สุพรรณบุรี อีก ๒ ท่านที่มีพื้นที่ปลูกอ้อยจำนวนมาก นั่นก็คือท่าน ส.ส. นพดล มาตรศรี และท่าน ส.ส. เสมอกัน เที่ยงธรรม ให้เป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗

โดยมีหลักการ คือการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “น้ำตาลทราย” และ “ผลพลอยได้” และเพิ่ม บทนิยามคำว่า “น้ำอ้อย” และ “เอทานอล” คือแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๔ ของ พ.ร.บ. อ้อย และน้ำตาลทราย พุทธศักราช ๒๕๒๘ ผมคงไม่ต้องอ่านคำนิยามที่ผมแก้หรือเพิ่มเติม เพราะว่ามีสมาชิกที่เสนอพระราชบัญญัติดังกล่าวได้พูดถึงประเด็นดังกล่าวไปแล้ว ผมจะเสนอ เหตุผลคือ เพื่อความเป็นธรรมระหว่างการแบ่งผลประโยชน์ ๗๐ ๓๐ ให้เกิดความเป็นธรรม ต่อพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยให้มากยิ่งขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ขออนุญาตเอ่ยนามไม่เสียหายครับ ท่านวีระกร คำประกอบ ได้พูดถึง ความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยให้เห็นภาพไปแล้วนะครับ ตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมา ๓ ๔ ๕ ปีพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยนั้นประสบปัญหาความเดือดร้อน อย่างแสนสาหัสจริง ๆ ครับ เราจะดูได้จากไหนครับ ดูได้จากการที่หลังจากมีการเลือกตั้งแล้ว ญัตติหนึ่งซึ่งเป็นญัตติแรกของสภาแห่งนี้หลังจากเราเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๒ เลือกเสร็จแล้วญัตติแรกมีผู้เสนอในสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติแห่งนี้นะครับ เสนอรวมกันทั้งหมด ๑๓ ฉบับด้วยกัน คือญัตติการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลการเกษตรตกต่ำ ราคาตกต่ำนะครับ เราได้มีการอภิปรายญัตติดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๒ อภิปรายกันอยู่ ๒ สัปดาห์ อภิปรายกัน ๓ วัน คือวันที่ ๒๗ มิถุนายน วันที่ ๓ กรกฎาคม และวันที่ ๔ กรกฎาคม เป็นที่มาของการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ตกต่ำ โดยมีท่านวีระกร คำประกอบ เป็นประธาน และตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นชุดหนึ่ง โดยมีท่านนายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาแก้ไขปัญหา เรื่องราคาอ้อยตกต่ำ สภาได้พิจารณาแล้ว มีเอกสารสรุปผลของการประชุมศึกษาปัญหาราคา พืชผลทางการเกษตรตกต่ำเล่มหนาเล่มหนึ่งครับ ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่หลาย ๆ ฝ่ายเมื่อสัปดาห์ ที่แล้วก็นำมารายงานต่อสภาว่ารัฐบาลได้ไปดำเนินการอะไรบ้างในข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดดังกล่าว ท่านประธานครับ นี่จะเห็นได้ว่าอ้อยมีปัญหามาหลายปี แล้วครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นครับ หลังจากมีการตั้งคณะกรรมาธิการ สามัญขึ้นมา ๓๕ คณะ คณะหนึ่งก็คือคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม ซึ่งมีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นกรรมาธิการทั้งหมด ๑๕ ท่าน ได้หยิบยกการแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยขึ้นมาพิจารณากี่ครั้งครับท่านประธาน ทั้งหมด ๕ ครั้งด้วยกันครับ ร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ครั้งแรก ท่านประธานครับ ก่อนที่จะพูดถึงการทำงานของกรรมาธิการ ความเดือดร้อนของ เกษตรกรชาวไร่อ้อย ผมในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากทางพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เสนอ แก้ไขพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย เราพิจารณาวันที่ ๒๗ มิถุนายน ในสภานะครับ การประชุมวิสามัญ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ผมได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ อ้อยและน้ำตาลทรายขึ้น คณะกรรมาธิการสามัญของสภาพิจารณากัน ๕ ครั้งครับ ครั้งแรก วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ เราพิจารณาแก้ไขโดยเชิญส่วนที่เกี่ยวข้องมาประชุมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นท่านนายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ท่านมนตรี คำพล สมาพันธ์ชาวไร่อ้อย แห่งประเทศไทย สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ท่านปารเมศ โพธารากุล ที่นั่งอยู่ เป็นผู้หนึ่งที่เสนอกฎหมายภาคประชาชนเข้ามาสู่การพิจารณาของสภา จำนวน ๑๗,๘๓๙ ท่าน รวมอยู่ด้วยครับ สหพันธ์สมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ท่านสุวิทย์ พันธุ์วิทยากูล รวมทั้งท่านอนันต์ ผลอำนวย ให้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ปีนั้น ขอรัฐบาลไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยนะครับ ได้ผลักดันจนสำเร็จ พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้เงินช่วยเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ครั้งต่อมาเราพิจารณากันวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ท่านสุเนตร วังกรานต์ นายกสมาคม ส่งเสริมอาชีพการเกษตรสุพรรณบุรี และคณะ ได้เสนอมาว่าเกษตรกรชาวไร่อ้อยประสบ ปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตไม่ได้เลยนะครับ ขอให้ดำเนินการช่วยเหลือ เราก็เสนอต่อไป แล้วก็ วันที่ ๑๘ มีนาคม ก็มีการพิจารณาผลักดันให้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย จำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ๒ ส่วนด้วยกัน คือ ๖,๕๐๐ ล้านบาท กับ ๓,๕๐๐ ล้านบาท รัฐบาลนำ ๓,๕๐๐ ล้านบาท ไปช่วยเกษตรกร และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ก็คือไป ช่วยอ้อยไฟไหม้นะครับ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าได้พยายามดำเนินการช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยตลอดมา วันที่ ๑๔ สิงหาคม ท่านปารเมศ โพธารากุล ขออนุญาตเอ่ยนามอีกสักครั้งครับ กับท่านพนม ตะโกเมือง ก็ได้เข้ามาร่วมกัน พิจารณาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างยั่งยืนในเรื่องต่าง ๆ การจัดตั้งศูนย์เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีต่าง ๆ นี่นะครับ สิ่งเหล่านี้ก็พยายามช่วย ทุกประการให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อย เห็นไหมครับว่ากรรมาธิการวิสามัญได้ช่วยส่วนหนึ่ง กรรมาธิการสามัญได้ช่วยส่วนหนึ่ง ผมได้จัดสัมมนาครับท่านประธานที่เคารพครับ จัดสัมมนาที่ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีท่านรัฐมนตรี ประภัตร โพธสุธน ไปเป็นประธานเปิดที่ตำบลบ่อสุพรรณ นายกธนวัน ตันติเกษตรกิจ เป็นผู้ให้สถานที่จัดสัมมนาครั้งนั้น ท่านปารเมศอีกเช่นเดียวกันครับ ในฐานะที่รับผิดชอบ ดูแลภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี ท่านพนมก็มาเป็นวิทยากรให้ในวันนั้นด้วยก็ต้อง ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลผมเห็นด้วยกับท่านวีระกร คำประกอบ เมื่อสักครู่นี้ สำคัญที่สุดว่าท่านช่วย ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ท่านช่วย ๖,๕๐๐ ล้านบาท บวก ๓,๕๐๐ ล้านบาทแล้ว รวมเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว เกษตรกรเขาต้องการ ขณะนี้นี่นะครับ สำคัญที่สุดก็คือเรื่องการที่รัฐบาลไปประกาศใช้มาตรา ๔๔ คำสั่งที่ ๑/๒๕๖๑ ไปยกเลิกโควตา ก ลอยตัวราคาน้ำตาลทราย ซึ่งมันเป็นปัญหาถึง การดัมป์ (Dump) ราคาน้ำตาลทราย เป็นผลต่อไปถึงราคาในการแบ่งผลประโยชน์ ๓๐ ๗๐ ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยด้วย เขาอยากได้ส่วนนี้คืนมาครับ ๕ บาทนี่นะครับ เขาอยากได้เข้ากองทุน ให้มีกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายกลับคืนมาครับ ผมเห็นด้วย กับท่านวีระกร คำประกอบ เป็นอย่างยิ่งนะครับ ถ้าตรงนี้จะตรงประเด็นมากที่สุด🔗

ท่านประธานครับ รัฐบาลก็ช่วยเหลือหลายประการ มาปีนี้ประสบปัญหาใหม่ ผมจะอนุญาตให้ข้อมูลท่านประธานดังนี้นะครับ ปี ๒๕๖๐/๒๕๖๑ มีอ้อยเข้าหีบ ๑๓๔ ล้านตัน เอาตัวเลขตรง ๆ นี่นะครับ ปี ๒๕๖๑/๒๕๖๒ มีอ้อยเข้าหีบ ๑๓๐ ล้านตัน ปี ๒๕๖๒/๒๕๖๓ มีอ้อยเข้าหีบเพียง ๗๔.๘๙ ล้านตัน มันลดลงครึ่งหนึ่งเลยนะครับ เพราะประสบปัญหาภัยแล้ง ปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ กำลังจะถึงนี่นะครับ จะมีอ้อย เข้าหีบเพียง ๖๕-๖๖ ล้านตันเท่านั้นเองครับ อย่างที่ท่านวีระกรได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่ เขาเลิกกันแล้วครับ ทนไม่ไหวครับที่จะขาดทุน ที่จะประสบปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ลำบากเหลือเกิน ขณะนี้พื้นที่ปลูกอ้อยเคยมีถึง ๑๒ ล้านไร่ ปัจจุบันเหลือพื้นที่ ปลูกอ้อยเพียง ๘.๗ ล้านไร่เท่านั้นเอง ต่ำที่สุดในรอบ ๑๐ ปีครับท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้จึงจำเป็นต้องมีการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยโดยเร่งด่วน ท่านวีระกร พูดถึงราคาตลาดโลกน้ำตาลทราย ขณะนี้เหลือเพียง ๑๒-๑๓ เซนต์ต่อปอนด์เท่านั้นเอง ถ้าจะให้เกษตรกรได้ ๑,๐๐๐ บาทต่อตันแล้ว มันจะต้องราคาตลาดโลกน้ำตาลทราย ต้องขึ้นไปถึง ๑๗ เซนต์ต่อปอนด์ละครับ แล้วจะทำอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จากปัญหาดังกล่าวยังมีปัญหาอีกมากมายที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยเขาเรียกร้องไว้ ไม่ว่าจะเป็น การเก็บภาษีความหวาน ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกสารเคมี ๓ ชนิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุน การลงทุนให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย การปรับปรุงพันธุ์อ้อย การเพิ่มการผลิตเชื้อเพลิง ชีวภาพ เคมีชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ รัฐควรจะเร่งสนับสนุน สิ่งเหล่านี้ต้องทำอย่าง ครบวงจร จึงจะสามารถทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยดำรงชีพอยู่ได้🔗

สุดท้ายครับ ผมขอความกรุณาจากสภาแห่งนี้ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ท่านพิจารณาแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำแล้ว กรรมาธิการสามัญของผม ช่วยมา ๕ ครั้งแล้วนะครับ วันนี้ท่านร่วมกันอีกสักครั้งเถอะครับ เราพิจารณาพระราชบัญญัติ ๘ ฉบับด้วยกันในวันนี้ แก้ไข พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย ขอท่านได้กรุณาสนับสนุนทั้ง ๘ ฉบับด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณครับ ต่อไป ฉบับที่ ๕ ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายปารเมศ โพธารากุล กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน ๑๗,๘๓๙ คน เป็นผู้เสนอ)🔗

ขอเชิญผู้เสนอครับ🔗

นายปารเมศ โพธารากุล ตัวแทนผู้เสนอร่าง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่าน กระผม นายปารเมศ โพธารากุล เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวไร่อ้อย ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มแก้ไข พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ กับชาวไร่อ้อย จำนวน ๑๗,๘๓๙ คน เป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยมีหลักการ และเหตุผลในการเสนอการแก้ไขพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายในครั้งนี้ ดังนี้🔗

หลักการ🔗

แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ ดังต่อไปนี้🔗

(๑) แก้ไขและเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “อ้อย” “น้ำตาล” “น้ำตาลทราย” “ผลพลอยได้” และ “โรงงาน” (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๔)🔗

(๒) แก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗)🔗

(๓) แก้ไขหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้แทน ชาวไร่อ้อยและผู้แทนโรงงาน เพิ่มองค์ประกอบของคณะกรรมการ เพิ่มเงื่อนไขของผู้เข้าร่วม ประชุมคณะกรรมการที่จะนับเป็นองค์ประชุม และเพิ่มเงื่อนไขการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ ของประธานกรรมการและรองประธานกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง รวมทั้งเพิ่มอำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๔ วรรคสอง มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗)🔗

(๔) แก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารกองทุน และเพิ่มหน้าที่ ของคณะกรรมการบริหารกองทุน (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕)🔗

(๕) เพิ่มเงินรายได้ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทราย และเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการดำเนินงานของกองทุนให้ประกอบ เข้ากองทุน และเพิ่มเหตุให้ชาวไร่อ้อยและโรงงานชำระค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย รวมทั้งเพิ่มเติมการนำเงินของกองทุนอ้อยและ น้ำตาลทรายไปเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ และมาตรา ๓๐)🔗

(๖) กำหนดหลักเกณฑ์ในกรณีที่ชาวไร่อ้อยจะเป็นสมาชิกสถาบันชาวไร่อ้อย ได้เพียงแห่งเดียว (แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา ๓๕)🔗

(๗) เพิ่มเติมบทบัญญัติให้คณะกรรมการน้ำตาลทรายเลือกกรรมการ ด้วยกันเป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และเลขานุการตำแหน่งละหนึ่งคน (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๔๑)🔗

(๘) แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิต และจำหน่ายน้ำตาลทรายระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน โดยให้นำส่วนต่างที่เกิดขึ้น มาประกอบการคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นในปีถัดไป (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๕๖)🔗

(๙) เพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ อ้อยและน้ำตาลทราย (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๑)🔗

(๑๐) เพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๓ (๒))🔗

(๑๑) กำหนดวาระเริ่มแรกของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการบริหารกองทุน คณะกรรมการอ้อย และคณะกรรมการ น้ำตาลทราย ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ชาวไร่อ้อยใดที่เป็นสมาชิก สถาบันชาวไร่อ้อยอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้บังคับใช้ บรรดากฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง และมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับอ้อยและน้ำตาลทรายที่ใช้บังคับอยู่ใน วันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (แก้ไขมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙)🔗

โดยหลักการแก้ไข ชาวไร่อ้อย ๑๗,๘๓๙ คน ได้มีเหตุผลที่จะขอแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดังนี้🔗

๑. อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยนับเป็นอุตสาหกรรมเกษตร ที่สำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมาช้านาน มีส่วนสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจของประเทศ มีส่วนกระจายรายได้สู่ชนบทอย่างมีพลัง และสร้างความมั่นคง ให้แก่สังคมชนบทอย่างมีนัยสำคัญ มีเงินทุนหมุนเวียนในแต่ละปีกว่า ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีเกษตรกรชาวไร่อ้อย มีการจ้างแรงงานไร่อ้อยในโรงงาน และในงานบริการด้านขนส่งกว่า ๒ ล้านคน และมีผู้บริโภคในประเทศรวมถึงการส่งออกในต่างประเทศเป็นจำนวนมากมาย ในแต่ละปี🔗

๒. สืบเนื่องจากระบบการบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นที่รู้จักกัน โดยทั่วไปที่เรียกว่าระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ๗๐ ๓๐ ระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน น้ำตาล โดยมีพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นกฎหมายแม่บท ในการบริหารงานให้ชาวไร่อ้อย โรงงาน และราชการเข้ามามีส่วนในการบริหารงาน และมี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับดูแลในระดับสูงสุดเป็นเวลากว่า ๓๐ ปี ที่มีการใช้กฎหมายฉบับนี้บริหารอุตสาหกรรมนี้มาโดยตลอด ได้ทราบว่ากฎหมายบางส่วน บางมาตราเป็นอุปสรรคต่อการบริหาร และยังไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้แก่ชาวไร่อ้อย ได้ตามเจตนารมณ์ของการประกาศใช้พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับนี้ ที่มุ่ง ประสงค์จะรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องชาวไร่อ้อย การแก้ไขครั้งนี้จึงหวังว่าจะก่อให้เกิด ความเป็นธรรมในการแบ่งปันผลประโยชน์🔗

๓. การบริหารอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายภายใต้พระราชบัญญัติ อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้นำพาให้อุตสาหกรรมนี้เจริญเติบโตมาพอสมควร แต่เราก็ต้องเผชิญความท้าทายใหม่ ๆ ในกระแสการค้าโลกระดับพหุภาคี เช่น การเติบโต ของเออีซี (AEC) (เขตการค้าเสรีอาเซียน) และการปฏิบัติตามกฎ กติกาของดับเบิลยูทีโอ (WTO) หรือองค์การการค้าโลก จึงมีความจำเป็นที่ต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เอื้อประโยชน์ ต่อการทำการค้าในเวทีการค้าโลกด้วย🔗

๔. การแก้ไขกฎหมายของชาวไร่อ้อย ซึ่งเป็นการเสนอของภาคประชาชน ได้พิจารณาเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายของส่วนราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนข้อเสนอของ กระทรวงอุตสาหกรรม ยังเป็นเพียงการแก้ไขในส่วนของงานธุรการ รวมถึงข้อบกพร่อง ต่าง ๆ ของกฎหมายปี ๒๕๒๗ และแก้ไขให้สอดคล้องกับกฎ กติกาขององค์การการค้าโลก คือดับเบิลยูทีโอ (WTO) เท่านั้น ยังไม่สามารถแก้ไขให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อย ได้อย่างแท้จริง ชาวไร่อ้อยจึงมีความจำเป็นต้องยกร่างแก้ไขกฎหมายโดยตนเองอย่างผู้ที่ เป็นเจ้าของผลประโยชน์ส่วนใหญ่ ให้สามารถรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องชาวไร่อ้อย ในระยะยาวได้อย่างแท้จริง เข้าตำราที่ว่าท่านเรียนรู้ได้ แต่รู้สึกไม่ได้ถึงความเดือดร้อน ของพี่น้องชาวไร่อ้อย🔗

๕. การแก้ไขกฎหมายของชาวไร่อ้อยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมีความเจริญเติบโต มีเสถียรภาพ และสามารถอำนวย ประโยชน์แก่พี่น้องชาวไร่อ้อยให้สามารถประกอบอาชีพนี้ต่อไปได้ในระยะยาว และหากว่า จะได้รับการสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ให้กฎหมายนี้ได้เป็นตัวอย่าง ในการบริหารสินค้าเกษตรในประเทศไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป ฉบับที่ ๖ ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ กับคณะเป็นผู้เสนอ)🔗

ขอเชิญเจ้าของร่างครับ🔗

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ชัยภูมิ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยท่าน ส.ส. โกศล ปัทมะ ส.ส. สมบัติ ศรีสุรินทร์ ส.ส. ไชยา พรหมา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติอ้อย และน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อพร้อมกับได้บันทึกหลักการและเหตุผล บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติมาเพื่อได้โปรดพิจารณาดำเนินการ ตามมาตรา ๗๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ และนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา หากสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว ขอได้โปรดนำเสนอวุฒิสภาพิจารณาตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลและความจำเป็นกระผมจะกล่าวโดยสรุป เพราะว่าได้มีหลายท่านได้เสนอร่างพระราชบัญญัติทำนองเดียวกันว่า โดยที่พระราชบัญญัติ อ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานานทำให้ บทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ยุทธศาสตร์การพัฒนา อุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของอ้อย เช่น อ้อยหรือน้ำตาลทราย ปัจจุบันนำไปผลิต ผลิตภัณฑ์อื่นที่มีมูลค่าสูงขึ้นนอกจากการผลิตน้ำตาลทราย ซึ่งทำมาแล้วเป็นระยะเวลา ๒๐-๓๐ ปี เช่น ผลิตเอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) หรือเอทานอล (Ethanol) เพื่อใช้ เป็นพลังงานทดแทน ผลิตอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมทางด้านการแพทย์ ทางด้าน กรดอินทรีย์ สามารถเป็นสารแต่งเติมคุณภาพอาหาร ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติก ชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ช่วยรักษาสภาพแวดล้อม และลดปัญหา โลกร้อนโดยใช้ทดแทนการใช้พลาสติกที่ผลิตจากการกลั่นปิโตรเลียม นอกจากนี้ยังมี กรดอะมิโนที่ผลิตมาจากอ้อยสามารถใช้เป็นโปรตีนอาหารสัตว์หรือเป็นอาหารเสริม ใช้เป็น เครื่องสำอางเกี่ยวกับการตบแต่งคอสเมติกส์ (Cosmetics) นอกจากนี้ยังมีหลาย ๆ อย่างที่ จะช่วยให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมีรายได้เพิ่มขึ้น และยังเป็นการลดปริมาณน้ำตาลทรายส่งออก เมื่อเราลดปริมาณน้ำตาลทรายส่งออกก็จะทำให้ราคามีผลต่อราคาของน้ำตาลทราย ในตลาดโลก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำตาลทรายเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนต่าง ๆ ของต้นอ้อยและผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต ยังสามารถนำไปผลิตเป็นพลังงานในรูปแบบอื่น ๆ รูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่น พลังงานความร้อน ไอน้ำ ก๊าซชีวภาพ และกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นมูลค่าเพิ่มอีกทางหนึ่งทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้กับ เกษตรกรชาวไร่อ้อย จากเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้นก็ถือว่าเป็นการช่วยเกษตรกรให้สามารถ ขายผลิตผลจากอ้อยเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นนอกจากน้ำตาลทราย อันจะเป็นประโยชน์ ต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อย เป็นประโยชน์ต่อโรงงานน้ำตาล โรงงานผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ โรงงานผลิตพลังงานทดแทนต่าง ๆ และที่สำคัญจะมีผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ และประชาชน จึงต้องตราพระราชบัญญัตินี้🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผมคงจะสรุปสั้น ๆ ว่าเดิมเรานำอ้อยไปผลิต เป็นน้ำตาลทราย นั่นก็คือสิ่งที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และโรงงานน้ำตาลผู้ผลิตน้ำตาลทราย นำผลประโยชน์ นำรายได้หักค่าใช้จ่ายแล้วมาเป็น ส่วนแบ่ง เกษตรกรรับไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ รับไป ๗๐ ส่วน ๑๐๐ โรงงานรับไป ๓๐ ส่วน และต่อมามีการนำกากน้ำตาลที่ได้จากกระบวนการผลิตไปผลิตเป็นเอทานอล (Ethanol) หรือพลังงานซึ่งใช้เป็นพลังงาน ทำให้มีรายได้ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ก็มีการนำเอาส่วนที่ได้จาก กากน้ำตาลมารวมเป็นผลพลอยได้ รวมคำนวณเข้าไป แต่ปัจจุบันไม่ใช่เฉพาะเรื่อง กากน้ำตาล หลายสิ่งหลายอย่างที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง ในปัจจุบัน เช่น เราอาจจะนำอ้อยไปหีบได้น้ำอ้อย เอาน้ำอ้อยไปผลิตเอทานอล (Ethanol) โดยตรง ซึ่งขณะนี้ทำเป็นล่ำเป็นสันอยู่ที่บริเวณจังหวัดตาก เดิมทีเดียวเราบอกว่าอ้อยจังหวัดตาก มีสารปนเปื้อนคือแคดเมียมไม่ควรนำมาเป็นอาหารของคน ก็นำไปผลิตเป็นเอทานอล (Ethanol) ปรากฏว่าปัจจุบันได้ผลดี ก็มีการขยายผลออกไปที่จะนำอ้อยไปผลิตเป็น เอทานอล (Ethanol) โดยตรง ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตพลังงานได้มากขึ้น นอกจากนี้อ้อย ก็ยังนำน้ำอ้อยไปหมักเกิดกรดน้ำส้ม นำไปเป็นอาหาร กรดน้ำส้มซึ่งเราก็ใช้ใส่อาหารของเราได้ เป็นกรดแล็กติก (Lactic) นำไปผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพ พลาสติกชีวภาพจะย่อยสลายได้ ในสภาวะปกติแตกต่างจากพลาสติกที่ผลิตจากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งจะเป็นมลพิษ มลภาวะต่อโลก พลาสติกชีวภาพจากกรดแล็กติก (Lactic) ขณะนี้ก็ได้เริ่มทำ ประเทศไทย ถึงแม้จะเริ่มทำเพียงแห่ง ๒ แห่ง แต่ปริมาณการผลิตได้เป็นอันดับ ๒ ของโลก เขาก็กำลังคิด อยากจะขยาย ผมได้ไปตรวจเยี่ยม ก็พูดคุยกันหลายอย่าง ซึ่งจะไม่รบกวนเวลาในตรงนี้ นอกจากนี้น้ำอ้อยนำไปผลิตเป็นกรดอะมิโน (Amino) เป็นยารักษาโรคของคน ของสัตว์ เป็นอาหารของคน ของสัตว์ เป็นเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มูลค่าสูง ถึงแม้จะใช้อ้อย ปริมาณน้อยแต่มูลค่าสูง ก็จะช่วยให้เพิ่มรายได้ ไม่ใช่แค่นี้ครับ น้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการ ผลิตน้ำตาล เดิมทีเดียวน้ำเสียจะเป็นมลพิษ มลภาวะ มีการร้องเรียนกันว่าน้ำเสียเน่าเสีย ปัจจุบันน้ำเน่าเสียนำไปใช้ประโยชน์ครับ น้ำเสียเอาไปผลิตเป็นแก๊สชีวภาพใช้ในการหุงต้ม ใช้ในโรงไฟฟ้า ของเสียส่วนที่หมักนาน ๆ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นส่วนของแข็งหรือเวสต์เค้ก (Waste Cake) ก็นำไปใส่สารช่วยแล้วก็เกิดปุ๋ย นำไปจำหน่ายได้อีก ของเสียกลายเป็นของ มีมูลค่า สิ่งเหล่านี้จะถูกนำมาคำนวณเป็นรายได้ในการแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ เดิมทีเดียวเวลาหีบอ้อยเสร็จ กากอ้อยก็จะกรองพะเนินเทินทึกครับ บางทีก็ไฟไหม้ บางที ก็รู้สึกว่าจะต้องเสียค่ารถขนของไปทิ้ง ปัจจุบันกากอ้อยที่ได้จากการหีบอ้อย นำไปเผาทำ ความร้อนใช้ในโรงงานไฟฟ้า ในโรงงานน้ำตาล โรงงานน้ำตาลไม่ต้องซื้อไฟฟ้าแถมยังมีไฟฟ้า เหลือนำไปจำหน่ายให้กับชุมชนได้อีก นั่นก็คือสิ่งที่ไม่มีค่า สิ่งที่เป็นภาระ กลายเป็นสิ่งที่มี มูลค่าขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ควรจะได้ถูกนำมาคำนวณเป็นรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งการแก้ไข พระราชบัญญัติในครั้งนี้ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ละครับเป็นสิ่งที่สำคัญ พรรคเพื่อไทยก็จึงได้ นำเสนอ🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนว่าอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ของไทย ซึ่งปัจจุบันมีชาวไร่อ้อยรวมถึงผู้ที่ทำงานในโรงงานเป็นนับล้านคน อ้อยเป็นพืช ที่แปลกจากตัวอื่น พืชตัวอื่นจะเป็นหน้าที่ เป็นภาระ เป็นส่วนที่รับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่อ้อยเป็นพืชพิเศษมีกฎหมายรองรับ ขึ้นอยู่กับการดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม มีพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งได้ดำเนินการมา แล้วก็ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น กระผมคิดว่านี่คือ สิ่งที่เป็นเหตุผลและความจำเป็น และที่สำคัญครับ ในช่วงปฏิวัติรัฐประหารใหม่ ๆ ตอนนั้น ประเทศบราซิลได้ไปยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลก องค์การการค้าโลกก็ยื่นเรื่องมาที่ ประเทศไทย ประเทศไทยก็อาจจะเร็วไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบในตอนนั้น ก็ไปยกเลิกโควตา ของโรงงานน้ำตาลที่ผลิตน้ำตาล เดิมทีเดียวโรงงานน้ำตาลแต่ละแห่งจะมีโควตาการผลิต น้ำตาล มีราคาจำหน่ายน้ำตาล แต่รัฐบาลช่วงยุคปฏิวัติรัฐประหารอาจจะเร็วไป เขาบอกว่า เร็วไปหน่อยที่ไปตัดสินใจใช้มาตรา ๔๔ ก็ไปยกเลิกโควตา ก ทำให้โรงงานน้ำตาลแต่ละแห่ง แข่งขันการผลิต แข่งขันการขาย ก็เป็นเหตุผลสำคัญทำให้ราคาอ้อยในประเทศไทยทรุดลง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประกอบกับรัฐบาลในช่วงนั้นมีปัญหาเรื่องราคาข้าวตกต่ำ ให้คนหยุด ปลูกข้าว ไปปลูกอ้อย โดยให้โอกาส ให้รางวัล ให้สิ่งจูงใจ ในที่สุดคนเปลี่ยนไปปลูกอ้อย ปลูกอ้อยมาก แต่รัฐบาลไม่มีรองรับ การลงทะเบียนผู้ปลูกอ้อยต่าง ๆ ก็ไม่ชัดเจน ก็เป็นอีก เรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดถึงเหมือนกันครับ คนที่ไปลงทะเบียนต้องไปลงทะเบียนชาวไร่อ้อย เกษตรกรไปลงทะเบียนกับสำนักงานเกษตร ทำไม ๒ ข้อมูลนี้จึงไม่แลกเปลี่ยนกัน ก็อยากจะ ให้ถ้าไปลงทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสร็จ น่าจะได้ข้อมูลมาถึงกระทรวง อุตสาหกรรม แต่นี่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ลงทะเบียนไป กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ลงทะเบียน ก็ทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ทำให้การลงทะเบียนไม่ชัดเจน พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย จำนวนไม่น้อยที่ไม่มีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล จากการลงทะเบียนที่เรียกว่า ยังไม่ดีเท่าที่ควร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนว่าในเรื่องของชาวไร่อ้อยดังกล่าวนั้น ยังมีหลายเรื่องที่อยากจะฝากไว้กับคณะกรรมาธิการว่าถ้าเป็นไปได้ มีส่วนที่จะเข้าไป ปรับปรุง ไปดำเนินการในเรื่องของที่จะเข้าไปในมาตราต่าง ๆ ของร่างพระราชบัญญัติที่จะมี การแก้ไข เช่นมาตรการอ้อยไฟไหม้และรถตัดอ้อย ปัจจุบันก็ยังมีปัญหามาก บอกว่า ๓ ปี จะไม่มีอ้อยไฟไหม้ แล้วก็อ้อยไฟไหม้ที่เกิดขึ้นไปถึงก็ถูกตัดราคา ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องทบทวนครับ🔗

เรื่องที่ ๒ การขึ้นทะเบียนชาวไร่อ้อย ที่ผมอยากจะให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน การส่งเสริมการผลิต เอทานอล (Ethanol) เป็นเชื้อเพลิง ท่านประธานที่เคารพครับ แผนพัฒนาพลังงานทางเลือก และพลังงานทดแทน ปี ๒๕๖๒-๒๕๘๐ ไปบอกว่าให้ลดเป้าหมายการผลิตเอทานอล (Ethanol) จากวันละ ๑๑.๖ ล้านลิตรต่อวัน เหลือ ๖.๖ ล้านลิตร เมื่อแผนออกมาแบบนี้ ใครจะไปลงทุนทำโรงงานเอทานอล (Ethanol) ครับ ซึ่งการนำอ้อยไปผลิตเอทานอล (Ethanol) เป็นทางที่จะช่วยให้นำอ้อยออกจากระบบได้มากที่สุด ถึงแม้ราคาจะไม่เพิ่มขึ้นมาก แต่เป็นการนำออกจากระบบ ทำให้ปริมาณน้ำตาลต่าง ๆ เราลดลง นอกจากนี้ พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี ๒๕๖๒ ที่บอกว่ายกเลิกการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไปอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ ก็แสดงว่ารัฐบาลไม่สนับสนุน ไม่สนับสนุนให้การผลิตเอทานอล (Ethanol) ไม่สนับสนุนให้การนำอ้อย นำมันสำปะหลังไปผลิตเอทานอล (Ethanol) เพราะจะไม่มีการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปสนับสนุน ซึ่งก็ยังดีที่พอมีข้อผ่อนปรน อยู่บ้าง แต่ว่าในเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรค ปัญหาภาษีความหวาน การที่เครื่องดื่มต่าง ๆ มีน้ำตาลมากจะต้องเสียภาษีมาก เขาก็เลยพยายามเปลี่ยนเอาสารอื่น มาแทนน้ำตาล สารอื่นไม่ได้เสียภาษีครับ สารอื่นยังไม่เป็นการยืนยันชัดเจนว่าจะเป็น อันตรายกับมนุษย์หรือไม่ นี่ก็คือสิ่งที่ต้องทบทวนนะครับ ผมคิดว่าการสนับสนุนส่งเสริมการวิจัยการลงทุนในเรื่องของการนำอ้อยไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าสูงขึ้น เป็นสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเร่งรีบและจะเป็นผู้นำในด้านนี้ นั่นคือสิ่งที่ จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยและช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยของเราได้ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ฉบับต่อไป นะครับ ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม กับคณะเป็นผู้เสนอ)🔗

ขอเชิญครับ🔗

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ท่าน กรุณาได้หยิบกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาสะสางเพื่อจะแก้ไขปัญหาทั้งระบบให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายฉบับนี้นั้นตั้งมาเมื่อปี ๒๕๒๗ เป็นเวลาช้านาน โดยกติกาของชาวไร่อ้อยและผู้ผลิต คือโรงงานอุตสาหกรรมนั้นในหลักการที่แบ่งเฉลี่ยรายได้กัน ๗๐ ๓๐ นั้น ผมต้องกราบเรียน ว่าจริง ๆ แล้วเกษตรกรชาวไร่ต้องลงทุนเรื่องที่ทำกิน ที่ดิน พันธุ์ ไม่ว่าปุ๋ย ไม่ว่าบำรุงรักษา ทั้งหมดพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยต้องลงทุน แต่ในขณะเดียวกันนั้นในอุตสาหกรรม หรือโรงงานอุตสาหกรรมท่านลงทุนครั้งเดียว ๒-๓ ปีท่านก็คุ้มทุน แต่พี่น้องเกษตรกร ผมได้รับทราบจากพี่น้องชาวไร่อ้อย สมาคมชาวไร่อ้อยของอำเภอท่าหลวงและชาวไร่อ้อย อำเภอสระโบสถ์ซึ่งมีสมาคม เราได้ไปพบปะพี่น้องมวลสมาชิกไม่ว่าอำเภอหนองม่วง อำเภอ โคกสำโรง อำเภอสระโบสถ์ อำเภอโคกเจริญ อำเภอพัฒนานิคม จะเห็นว่าพี่น้องเกษตรกร ผมยังมีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการนั้นทำไมจุดอ่อนจุดแข็ง ทำไมพี่น้อง เกษตรกรถึงเป็นหนี้อยู่ทุกวันนี้ การแก้ปัญหาอย่างไร ท่านรัฐมนตรีสุริยะคงเห็นว่าวันนี้ ความเดือดร้อนพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับความเดือดร้อนหนี้สินล้นพ้นตัว ทำอย่างไร ที่จะให้พี่น้องเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมนั้นสามารถดำเนินการไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งผมดูจากคณะกรรมการปรากฏมีส่วนของภาครัฐและพ่อค้ามากกว่าเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรมีเพียงแค่ ๕ คนเท่านั้นไม่เพียงพอครับ จะสังเกตว่าคณะกรรมการต่าง ๆ นั้น จะเห็นว่ามีภาคข้าราชการจำนวนมาก มีเกษตรกรเพียงไม่กี่คน ทำอย่างไรเสียงโหวตก็แพ้ ทุกครั้ง ดังนั้นจึงอยากจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงตรงนี้ให้มันสมดุลกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำอย่างไรที่จะให้พี่น้องเกษตรกรได้มีหุ้นส่วนจากในโรงงานอุตสาหกรรมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แน่นอนครับพี่น้องชาวไร่อ้อยก็คงจะไม่มีองค์ความรู้มากมายในการสร้างโรงงานอ้อย น้ำตาล แต่แน่นอนเจ้าของโรงงานหรือผู้ประกอบการก็คงไม่มีความชำนาญในเรื่องการปลูกอ้อย นะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมกราบเรียนว่าได้มีสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปจนครอบคลุม พอสมควรแล้ว โดยเฉพาะหมอนายแพทย์สุรวิทย์นั้นท่านมีประสบการณ์ท่านอยู่จังหวัด ชัยภูมิติดกับจังหวัดลพบุรี จังหวัดนครสวรรค์ โคราช ก็กราบเรียนว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่าน ส.ส. ก็ช่วยสนับสนุนผมคือท่านวันชัย ส.ส. นนทบุรี ท่านวีระพล ส.ส. ศรีสะเกษ และท่าน ส.ส. เกษม ท่านมาช่วยผลักดันให้ช่วยสนับสนุนเสนอญัตตินี้ และพี่น้องสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยเกือบทั้งพรรคได้เซ็นญัตติร่วมกันเพื่อจะหาทางแก้ไข ปลดล็อกปัญหาของพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยและข้อมูลต่าง ๆ นั้นผมคงไม่ต้องกราบเรียนเพราะจะซ้ำซากและจะคล้ายคลึงกัน ก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่ได้เสนอญัตติ และขอบคุณท่านรัฐมนตรีสุริยะที่ได้นำกฎหมายฉบับนี้ เข้ามาแก้ไขเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องเกษตรกร และรายละเอียดต่าง ๆ นั้นก็อยากจะให้สมาชิกทั้งสภาได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อไปศึกษารายละเอียดแล้วนำมาเสนอต่อสภาเพื่อความเห็นชอบ เพื่อการแก้ไขปัญหา อย่างจริงจัง อย่างยั่งยืน และเป็นระบบ🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคงใช้เวลาสั้น ๆ ครับ ถึงแม้จะมีเวลาเยอะแยะ ที่จะพูดในฐานะผู้ยื่นญัตติ แต่ผมเกรงใจเวลา ซึ่งด้วยความเคารพท่านประธานว่า จะประหยัดเวลาเพื่อที่จะได้ทำงานมากขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายหลายฉบับ ที่รอคิวอยู่จำนวนมากไม่สามารถจะทำได้ทัน ท่านประธานก็พยายามจะบรรจุให้มากที่สุด เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ผมขออนุญาต กราบขอบคุณและขอสนับสนุนญัตติดังกล่าวให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ให้เป็นรูปธรรมและเข้าไปแก้ไขปัญหาในคณะกรรมาธิการ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ ท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณครับ ฉบับที่ ๘ ฉบับสุดท้าย ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายสุรทิน พิจารณ์ กับคณะเป็นผู้เสนอ)🔗

ขอเชิญผู้เสนอครับ🔗

นายสุรทิน พิจารณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ ผมได้เสนอร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับที่ ๘ เข้ามา ประกบรัฐบาล ก็มีเหตุผลเนื่องจากชุมนุมสหกรณ์การเกษตรชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย นำโดยอดีต ส.ส. ปัญญา ศรีปัญญา ได้มีการประชุมที่ขอนแก่น โดยกรรมการได้ขอร้องให้ พรรคประชาธิปไตยใหม่ได้เสนอญัตติเพื่อประกบรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหา พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ ที่ใช้มานมนานแล้ว แล้วก็มีแก้ไขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสมัย คสช. กระผมได้นำมติ ของพี่น้องชุมนุมสหกรณ์การเกษตรชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทยมาขอความเมตตา จากทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลในสภาของเราแห่งนี้ ยื่นไปให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ลงนามเพื่อเสนอเป็นร่างประกบกับรัฐบาล กระผม ขอขอบคุณรัฐมนตรี ฯพณฯ ท่านสุริยะที่ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้แก้ปัญหาให้กับ พี่น้องเกษตรกร เพราะ พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายในอดีตนั้นมันเป็นปัญหา มาแก้เรื่อง ระบบโควตาเกิดความไม่เป็นธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานครับ ในโลกนี้ มีหลายประเทศที่ปลูกอ้อย ไม่ว่าจะเป็นประเทศบราซิล ประเทศอินเดีย หรือประเทศไทย การส่งน้ำตาลออกไปขายต่างประเทศนั้นก็มีแทบทุกประเทศ อันที่ ๑ ก็คือบราซิลที่ส่ง น้ำตาลออกสู่โลก ทั้งส่งออก ทั้งบริโภค ทั้งเอามาทำเอทานอล (Ethanol) แล้วก็ประเทศที่ ๒ ปลูกมากเป็นอันดับ ๒ ก็คืออินเดีย อินเดียปลูกแต่อินเดียก็ซื้อในประเทศราคาสูงกว่าราคา ที่ไปขายต่างประเทศเสียอีก เหมือนกับอุดหนุนเกษตรกรนั่นเอง แต่ประเทศไทยเราก็ช่วย เกษตรกร รัฐบาลก็ช่วยมา ทางบราซิลหาว่าเราไปอุดหนุนเกษตรกร ฟ้องดับเบิลยูทีโอ (WTO) แต่ไม่ฟ้องอินเดีย ท่านประธานครับ อันนี้คือความเป็นธรรมที่เรามองเห็นว่ามันเป็น สองมาตรฐานแล้วระดับโลก ไม่ฟ้องอินเดียแต่มาฟ้องประเทศไทย ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นอินเดียถึงแม้ว่าเขาจะขายในประเทศแต่ว่าน้ำตาลก็ยังไม่พอที่จะบริโภค จึงมี งบประมาณลงไปอุดหนุนเป็นระยะ ๆ วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๓ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอินเดียตั้งงบประมาณ ๑๐๐-๑๒๐ ล้านบาท พันรูปี ในการอุดหนุนเกษตรกรแต่ไม่ได้ถูกฟ้องท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานครับ ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานหีบอ้อยอยู่ประมาณ ๕๗ โรง มีเกษตรกรประมาณ ๒ ล้านครอบครัว เป็นไร่อยู่ประมาณ ๘.๔ ล้านไร่ที่ทำไร่อ้อย แต่ปัญหาทุกอย่างก็เกิดขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรรายเล็ก รายย่อยนะครับ ผมจะกราบเรียนเพียงสั้น ๆ ก็เนื่องจากว่า ท่านผู้ทรงเกียรติท่านประธานครับ ไม่ว่าจะเป็นร่างของรัฐบาล ร่างของเกษตรกร หรือร่าง ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายไปแล้ว ทุกท่านล้วนแต่มุ่งไปที่การช่วยเหลือ เกษตรกรชาวไร่อ้อยทั้งสิ้น นี่คือเป็นสิ่งที่น่าดีใจมากท่านประธานครับ เพราะว่า ส.ส. ในสภา หรือว่าตัวแทนของเกษตรกร แล้วก็มุ่งมาสู่ว่าทำอย่างไรพี่น้องชาวไร่อ้อยจะได้อยู่ดีมีสุข เหมือนเดิม สมัยก่อนคนที่มีไร่อ้อย ท่านประธานครับ เป็นคนที่มีสตางค์ โดยเฉพาะผมเป็นคนอีสาน เอาแรงงานจากอีสานมาตัดอ้อยที่ภาคกลาง ภาคเหนือ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นตรงกันข้าม คนที่มีอ้อยกลายเป็นคนที่มีหนี้มีสินต่าง ๆ นานาไป ท่านประธานครับ🔗

เพราะฉะนั้นอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องที่ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรชาวไร่อ้อย แห่งประเทศไทยติดใจก็คือมาตรา ๑๗ (๗) ท่านประธานครับ มาตรา ๑๗ (๗) มีเนื้อหาว่า ที่กำหนดระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขขอจดทะเบียน และการรับจดทะเบียน สถาบันชาวไร่อ้อย ซึ่งต้องมีสมาชิกเป็นชาวไร่อ้อยไม่น้อยกว่า ๖๐๐ คนครับท่านประธาน อันนี้มากทีเดียว และมีปริมาณอ้อยของสมาชิกที่ส่งให้แก่โรงงานใดโรงงานหนึ่งรวมกัน ไม่น้อยกว่า ๕๕ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณอ้อยที่โรงงานนั้นหีบทั้งหมดในแต่ละฤดูกาล อันนี้ ชาวไร่อ้อยที่เป็นเกษตรกรรายเล็กรายน้อยลำบากมากที่จะรวมตัวกันได้ถึง ๖๐๐ คน ท่านประธานครับ ฝากไปที่รัฐมนตรีด้วยนะครับ นี่ละเรื่องหนึ่งที่ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร ชาวไร่อ้อยได้ขอร้องพรรคประชาธิปไตยใหม่ยื่นญัตติเพื่อไปแก้ตัวนี้ ควรยกเลิกได้ไหม หรือลดน้อยลง ลดเปอร์เซ็นต์น้อยลง ลดจำนวนคนน้อยลง อย่างเช่นพ่อตาผมมีอ้อยอยู่ ๒ ไร่ อย่างนี้ใช่ไหมครับสมมุติ ก็สามารถจะรวบรวมเพื่อนประมาณ ๕๐ คน ตั้งเป็นสถาบันชาวไร่อ้อยได้ไหม นี่คือกราบเรียนท่านประธานว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือปัญหาที่เกิดกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยจริง ๆ มาตรา ๑๗ (๗) ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปนั้น เป็นมาตราที่ขัดขวางในการที่จะจัดตั้ง องค์กรสถาบันชาวไร่อ้อยขึ้นมาเพื่อจะรับเงินชดเชยจากโรงงาน เพราะฉะนั้นกระผมจึงให้ เหตุผลว่าพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะมาแก้ พ.ร.บ. มาตรา ๑๗ (๗) ที่เดียวนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอร้องไปที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หวังว่าเราจะตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อมาแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั้งหมดของ ประเทศไทย เพื่อให้ชีวิตได้ยั่งยืน ให้มันดีเหมือนกับอาชีพอื่น ท่านประธานครับ ผมคิดว่า ทุกอย่างผมเป็นร่างสุดท้ายที่กราบเรียนท่านประธานไว้ ไม่ว่าจะเป็นร่างของรัฐบาล ที่ ฯพณฯ รัฐมนตรี ท่านสุริยะ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ได้เสนอหลักการไว้ดีมาก แล้วก็ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีก ๖ ร่างก็เสนอหลักการไว้สุดยอด ท่านตัวแทนเกษตรกร มันครอบคลุมหมดแล้วท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมก็ขอเสนอหลักการของชุมนุม สหกรณ์การเกษตรชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เพียงแต่ว่าเขามุ่งมั่นที่จะแก้มาตรา ๑๗ (๗) ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ได้เสนอหลักการทั้ง ๘ ฉบับนะครับ ต่อไปมีสมาชิกเข้าชื่อกันเพื่อขออภิปราย ขณะนี้มีอยู่ ทั้งหมด ๙ ท่าน สมาชิกที่มีความประสงค์อภิปรายกรุณาส่งชื่อนะครับ เพื่อคำนวณเวลาได้ เพราะหลังจากนี้จะมีกฎหมายที่สำคัญซึ่งเป็นประโยชน์กับพี่น้องในจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดมหาสารคาม ที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย แล้วก็พี่น้องนครไทย พิษณุโลก แล้วก็ที่เวียงป่าเป้า เชียงรายนะครับ คือการยกฐานะ ศาลแขวงขึ้นมาเป็นศาลจังหวัดครับ ฉะนั้นถ้าเราสามารถผ่านอันนี้ไปได้ ผู้เสนอกฎหมาย มารออยู่แล้วครับ ผมขออนุญาตให้สมาชิกได้อภิปรายนะครับ ท่านแรก ท่านไชยา พรหมา หลังจากนั้นก็จะเป็นคุณเกียรติ สิทธีอมร ครับ เชิญคุณไชยาครับ🔗

นายไชยา พรหมา หนองบัวลำภู

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นนั้น ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกจากพรรคการเมืองต่าง ๆ นะครับ ที่ได้เสนอการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของรัฐบาล แล้วก็ฝั่งฝ่ายค้าน เพื่อที่จะได้นำเสนอเพื่อประกบกับร่างของรัฐบาล และสิ่งสำคัญที่สุดนั้นก็คือร่างของ ภาคประชาชน ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากที่วันนี้ตัวแทนของพี่น้องเกษตรกร ในฐานะ ที่เป็นสถาบันทางด้านเกษตรกร แล้วก็สมาคมชาวไร่อ้อยทั่วประเทศได้รวมตัวกัน แต่ก็มี การวิเคราะห์ถึงปัญหา แล้วก็ได้ตกผลึก ได้นำเสนอมาในรูปของการขอเสนอแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นจากสภาแห่งนี้ ถ้าหาก ว่าได้ยึดหลักร่างของภาคประชาชนที่ถูกนำเสนอ ผมคิดว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้อง เกษตรกร และเป็นประโยชน์สูงสุดของการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เหตุผลก็เพราะว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ถูกนำเสนอโดยคณะรัฐมนตรีนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะงานธุรการ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศบราซิลได้ร้องเรียนกรณีที่ประเทศไทยนั้นได้ให้ การสนับสนุนทางด้านผู้ประกอบการและตลอดจนพี่น้องเกษตรกร ซึ่งอาจจะถูกมองว่า เป็นการขัดกับหลักการของดับเบิลยูทีโอ (WTO) การเสนอของร่างของรัฐบาลนั้นผมคิดว่า ยังมีมิติที่ยังไม่ได้ครอบคลุม แล้วก็ไม่ได้มีมิติในการที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่าร่างที่ถูกนำเสนอซึ่งเป็นร่างประกบจากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากทุกพรรคการเมืองนั้น มีเนื้อหาสาระที่ผมขอสนับสนุนว่า ถ้าหากว่ารัฐบาลใจกว้างที่จะ หยิบยกร่างพระราชบัญญัติที่ถูกนำเสนอมาทุกฉบับ ได้เอาไปประกอบแล้วก็ยึดเอาร่าง ฉบับของประชาชนเป็นตัวตั้ง ผมคิดว่าจะเกิดผลประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วน ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เราต้องยอมรับครับว่าในขณะนี้นั้นผลผลิตที่เกิดจาก อ้อยและน้ำตาลทรายนั้น ไม่ได้ออกมาเพื่อการทำน้ำตาลอย่างเดียว วันนี้บริบทของโลก มันเปลี่ยนไป บริบทของสังคมมันเปลี่ยนไป กฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติอ้อย และน้ำตาลทรายที่ประกาศออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ มาถึงวันนี้เป็นเวลา ๓๖ ปีแล้ว แล้วก็ยัง ไม่มีการพัฒนาแก้ไขปัญหา หรือจัดสรรการแบ่งปันผลประโยชน์ที่มีความเป็นธรรมให้กับ พี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่าท่านประธานครับ ทุกท่านที่นำเสนอเป็น ร่างที่ประกบกับร่างของรัฐบาลนั้นจะพูดถึงผลพลอยได้หรือบายโพรดักต์ (By Product) บายโพรดักต์ (By Product) ที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งวันนี้ระบบ การแบ่งปันผลประโยชน์ ๗๐ ๓๐ นั้น ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงผลผลิตที่เป็นผลพลอยได้ที่เกิด จากกระบวนการในการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายที่เรากำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้ ผมคิดว่า ร่างของรัฐบาลนั้น ถ้าหากว่าจะใช้เวลาของสภาแห่งนี้ได้หยิบยกในการแก้ไขปัญหา พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว เพื่อให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย สามารถขับเคลื่อนไปได้ ให้โรงงานเขาอยู่ได้ และเกษตรกรในฐานะที่จะต้องเป็นแหล่งผลิต ผลผลิตทางการเกษตรป้อนเข้าสู่โรงงาน และป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น สามารถที่จะใช้ผลผลิตที่เกิดขึ้นทั้งกระบวนการในการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น เอามาจัดสรรแบ่งปันผลประโยชน์ให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นนั้นจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับ พี่น้องเกษตรกร🔗

สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าการแก้ไขครั้งนี้นั้นรัฐบาลแก้ไขปัญหาเฉพาะ ซึ่งอาจจะ ได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่มทุนเท่านั้นเอง แต่ยังไม่ได้ครอบคลุมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของ พี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นชาวไร่อ้อยอย่างแท้จริง ท่านประธานครับในอดีตนั้นสมัยที่กฎหมาย ฉบับนี้ได้เกิดขึ้นในสมัยปี ๒๕๒๗ นั้น ยังอยู่ในช่วงของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น เป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย การปลูกอ้อยการขยายพื้นที่ดังกล่าวแม้กระทั่งโรงงาน อุตสาหกรรมเกิดขึ้นนั้นอาจจะอยู่ทางภาคกลาง อาจจะอยู่ทางฝั่งตะวันออก อยู่ฝั่งซีก ตะวันตก แต่วันนี้ท่านประธานครับโรงงานน้ำตาลและพื้นที่การปลูกอ้อยนั้นได้ขยายไปยัง พื้นที่ภาคอีสานเป็นจำนวนมาก และพฤติกรรมของพี่น้องเกษตรกรในภาคอีสานนั้นก็เปลี่ยน จากการทำไร่ ทำนา วันนี้ปรับเปลี่ยนผืนนาของเขานั้นกลายมาเป็นไร่อ้อยมากมาย มีการขยายโรงงานจากภาคตะวันออก จากภาคกลาง จากภาคตะวันตกนั้นไปอยู่ทาง ภาคอีสานเกิดขึ้นมากมาย เพราะฉะนั้นเมื่อปริมาณมันเกิดขึ้นมากแล้ว ผลติดตามมา มันก็เกิดขึ้นปัญหาไม่ว่าจะเป็นปริมาณที่มากขึ้นแล้วเกิดการแข่งขันในการแย่งพื้นที่ ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้การแก้ไขปัญหาครั้งนี้ควรที่จะมีการพูดคุยกันทั้งระบบโรงงานและระบบสมาคม ชาวไร่อ้อยและพี่น้องเกษตรกร ผมคิดว่าสิ่งที่ร่างพระราชบัญญัติที่ถูกนำเสนอโดยคณะจาก ตัวแทนของภาคประชาชนนั้นได้พูดถึงและครอบคลุมในทุกมิติ ในเวลาอันจำกัดนั้นผมอาจจะ ลงในดีเทล (Detail) ผมอาจจะลงในรายละเอียดไม่ได้ แต่ผมขอยืนยันว่าผมได้ศึกษา และผมได้ดูในเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จากฝั่งของภาคประชาชนที่นำเสนอ เข้ามาแล้วผมคิดว่าจะครอบคลุมทุกมิติและจะเกิดประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหา เป็นการรักษาผลประโยชน์ทั้งระบบอุตสาหกรรมที่เกิดจากโรงงานและระบบที่จะเกิดขึ้นกับ พี่น้องเกษตรกร ซึ่งสามารถที่จะแบ่งปันผลประโยชน์ให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น และสิ่งสำคัญที่สุดนั้นก็คือการเอาผลผลิตที่เกิดขึ้นจากผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมดังกล่าวนี้ ไปคิดการแบ่งปันผลประโยชน์ อย่างหลายท่านที่นำเสนอไปแล้วว่าวันนี้อ้อยและน้ำตาลนั้น ไม่ได้เอาไปทำเฉพาะน้ำตาลเพื่อการบริโภคเท่านั้น มันสามารถที่จะเอาไปผลิตเป็นเอทานอล (Ethanol) ไปผลิตเป็นเชื้อเพลิง เอาไปผลิตเป็นไบโอเคมิคอล (Biochemical) หรือแม้กระทั่ง สิ่งต่าง ๆ มากมาย และระบบดังกล่าวนั้นเรายังไม่ได้ครอบคลุมไปถึงผลผลิตที่กำลังกล่าวถึง ในขณะนี้ว่าเราจะแบ่งปันผลประโยชน์จาก ๗๐ ๓๐ นั้นได้ครอบคลุมกันทุกมิติหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะขอฝากคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นนี้ได้พิจารณาโดยยึดร่างของ ภาคประชาชนเป็นตัวหลักในการแก้ไขครั้งนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเกียรติ สิทธีอมร หลังจากนั้นจะเป็นคุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ และคุณสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ เชิญคุณเกียรติครับ🔗

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอร่วมอภิปรายในเรื่องร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย ทั้ง ๘ ฉบับนะครับ ก่อนอื่น ต้องขอบคุณทุกร่างเลยครับ ทุกร่างมีเป้าหมายที่ดีมากคือช่วยเหลือเกษตรกรให้เกิด ความเป็นธรรมขึ้น แล้วก็ปรับให้เข้ากับยุค เข้ากับสมัยครับ เพราะว่าปี ๒๕๒๗ มันเก่ามาก มันไปไม่ได้แล้วครับ อันนี้ก็เป็นปัญหากับทั้งผู้ประกอบการ แล้วก็เกษตรกร แต่ทีนี้ครับ ท่านประธานครับ แค่แก้กฎหมายไม่ตอบโจทย์ จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของการปรับ โครงสร้างของอุตสาหกรรมการผลิตทางด้านอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ ซึ่งจริง ๆ ผมอยากย้อนไปนิดนึ่งครับ ในปี ๒๕๕๙ เคยมีมติ ครม. ว่าจะทำให้ยั่งยืนได้ต้องทำ ๕ เรื่อง แล้วการแก้กฎหมายครั้งนี้ครับ ทั้ง ๘ ร่างนี่นะครับอาจจะตอบโจทย์เพียง ๒-๓ เรื่อง เท่านั้นเอง ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องทำอีก ๕ เรื่องนั้นประกอบด้วยอะไรบ้างครับ🔗

อันแรกคือ ปรับปรุง พ.ร.บ. ซึ่งอันนี้เรากำลังทำกันอยู่🔗

อันที่ ๒ คือ การเพิ่มผลิตภาพอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งต้องไปพูดถึงเรื่อง การเก็บเกี่ยว การช่วยเหลือ การดูแลเรื่องเครื่องมือเครื่องใช้ของเกษตรกร ตรงนี้ยังไม่ชัด ยังไม่ชัดนะครับ🔗

อันที่ ๓ การกำหนดมาตรฐานน้ำตาลทราย ต้นทุนมาตรฐานการผลิตอ้อย และน้ำตาลทราย ตรงนี้ยังไม่พูดถึงนะครับ แล้วในกฎหมายทุกร่างยังไม่พูดถึงเลยว่า ประเทศไทยนี่ในกระบวนการผลิตทั้งอ้อยและน้ำตาลทรายเราจะใช้มาตรฐานอะไรครับ จริง ๆ มาตรฐานโลกเราค้าขายนะครับท่านประธาน เราส่งออกเยอะมากไปตลาดโลกเราจะ อิงตลาดโลกไหมครับ เพราะมาตรฐานโคเดกซ์ (Codex) มีนะครับ ปี ๑๙๙๙ และมาแก้ไข หลังสุดปี ๒๐๑๙ อันนี้จะอ้างอิงไหมครับ อันนี้เป็นหน้าที่ของกรรมการซึ่งอยู่ในกรอบ กฎหมายฉบับนี้ แต่ยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน🔗

เรื่องที่ ๔ จะรักษาเสถียรภาพของกองทุนอย่างไร กองทุนก็คือที่มาของเงิน และเอาเงินไปใช้ทำอะไรได้บ้าง จะมีเสถียรภาพอย่างไร ตรงนี้ที่ร่างมาทั้ง ๘ ฉบับ ยังไม่มี ความชัดเจนเท่าไร🔗

ประการสุดท้ายครับ การจัดตั้งสถาบันวิจัยอ้อยและน้ำตาล และอุตสาหกรรม ต่อเนื่อง ตรงนี้ความจริงเป็นเป้าหมายตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ แล้วนะครับ แต่เท่าที่ผมทราบ และตรวจสอบมา ปีนี้ยังเป็นแค่พันธกิจของสำนักงานว่าจะทำเป็นภารกิจเป็นพันธกิจ ของปี ๒๕๖๔ เพราะฉะนั้นจนถึงวันนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ จนถึงปัจจุบัน ตรงนี้ยังไม่ตั้งไข่ ยังไม่ชัดเจน แต่ทั้ง ๕ ภารกิจนี่เป็นเรื่องที่สำคัญมากในการที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลให้ยั่งยืน ทุกร่างท่านประธานครับ ผมได้ศึกษาในรายละเอียด ก็ขอบคุณเจ้าหน้าที่ สภานะครับ ทำเอกสารมาสมบูรณ์มากครับ และเปรียบเทียบกันชัดเจน มีเป้าหมายหลัก ๆ ๓ เรื่องเท่านั้นนะครับ อันแรกก็คือการปรับโครงสร้างและบทบาทของกองทุน อันที่ ๒ ก็คือ การแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับองค์การการค้าโลก และอันที่ ๓ ก็คือการแบ่งปัน ผลประโยชน์ ปรับสูตร ปรับส่วนแบ่ง อันนี้ถูกต้องหมดเลยครับ ทั้ง ๓ ข้อนี่ต้องเป็นเป้าหมาย ที่ชัดเจน แต่ผมต้องฝากบางประเด็นให้กับคณะกรรมาธิการไปพิจารณาดูในขั้นต่อไปว่า มันตอบโจทย์จริง ๆ ไหม ตามเป้าหมายของเราหรือเปล่านะครับ🔗

ประการแรก ที่มาของเงินและที่ไปของเงินในกองทุน มันมีการปรับที่มาของ รายได้ ซึ่งจริง ๆ เดิมมันมีความชัดเจนแล้วว่าที่มาของรายได้มี ๘ เรื่อง แล้วเราต้องตัด ออกไป ๒ เรื่อง คือเงินอุดหนุนของรัฐบาลนี้ไปไม่ได้ อันนี้มันขัดกับองค์การการค้าโลก แล้วก็เงินกู้อนุมัติโดย ครม. อันนี้ก็ต้องตัดทิ้งไป อันนี้ถูกต้องครับ มาถูกทางแล้วครับ แต่ผมยังไม่เห็นแนวทางที่จะทำให้กองทุนนี้ยั่งยืนได้โดยไม่ผิดองค์การการค้าโลก และไม่ต้อง อุดหนุนอยู่เรื่อยไปนะครับ ผมอยากวิงวอนนะครับ ท่านไปดูโครงสร้างของหลายประเทศ ของอินเดียก็มีครับ ของประเทศที่เป็นชั้นนำที่เป็นผู้ส่งออกนะครับ เขามีภาษีบางประเภท ที่เก็บเข้าและเข้ากองทุนเลยครับ ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น ที่อินเดียเขาเก็บครับ อันนี้ก็ลองไปดูนะครับ ไม่มีเวลาที่จะลงในรายละเอียดของทุกประเทศ แต่ผมคิดว่า มีหลายกรณีที่เป็นแนวคิดที่ดีที่นำมาใช้ได้นะครับ เพราะฉะนั้นที่มาของเงิน ทำอย่างไร กองทุนนี้ถึงจะมีเสถียรภาพ ยั่งยืน แล้วก็เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย อันนี้ก็เป็นโจทย์ข้อที่ ๑ อันนี้มีการปรับในรายละเอียด ผมไม่ลงรายละเอียดนะครับ เพราะว่าคงไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ความสำคัญของกองทุนนี้ก็คือว่าเงินจะเข้ามาอย่างไร ผมอยากให้พิจารณาอย่างนี้ครับ ถ้าเราพิจารณาเป็นสัดส่วนของรายได้ของทั้งระบบเลยครับ มันจะเข้ากองทุนอยู่เรื่อย ๆ ไม่ต้องแยกครับ ในประเทศ นอกประเทศ อันนี้จะทำให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับ องค์การการค้าโลกครับ ทำได้ครับ และกองทุนนี้จะยั่งยืนในที่สุดนะครับ เงินอุดหนุนรัฐบาล ต้องตัดทิ้ง อันนี้ไปไม่ได้อยู่แล้ว🔗

ทีนี้ประเด็นต่อมาว่าการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับองค์การการค้าโลก ผมฝากท่านตอบโจทย์ตรงนี้นะครับ ทำไมอินเดียครับ เงินกองทุนของอินเดียมาจากรัฐบาล ส่วนหนึ่งนะครับ ทำไมเขาไม่โดนร้อง ทำไมประเทศไทยโดนร้อง อันนี้เป็นเรื่องของการเมือง ระหว่างประเทศล้วน ๆ และการเจรจาระหว่างประเทศเราเข้มพอไหม เราเก่งพอไหม ทันเกมไหม ทันโลกไหม เราแก้ให้ตาย ถ้าเรายังไม่ทันเกมก็แพ้อยู่ดี ตรงนี้ต้องฝาก ท่านกรรมาธิการไปดูให้ทะลุครับ เพราะว่าแก้กฎหมายครั้งนี้มันต้องตอบโจทย์เหล่านี้ด้วย ในแง่ของการใช้เงินชดเชยเพื่อจูงใจให้เปลี่ยนอาชีพ อันนี้ไปไม่ได้เหมือนกันครับ อันนี้ก็คง ต้องฝากกรรมการไว้ในอนาคต เพราะถ้าไปทำก็ขัดกับองค์การการค้าโลกอยู่ดีนะครับ ในแง่ ของการกำหนดราคา ทำไม่ได้เหมือนกันครับ ทำอย่างไรท่านไปกำหนดราคาก็ไม่ได้ ท่านตัด ออกไปถูกต้องครับ แต่การนำเข้าที่ท่านเขียนไว้ในกฎหมายจนถึงทุกวันนี้ ทุกร่างเลยนะครับ ที่บอกว่าผู้ใดจะ นำเข้าน้ำตาลทรายต้องได้รับอนุญาตจากกรรมการ ผมว่ายังไม่ตอบโจทย์หรอกครับ มันขึ้นอยู่กับเหตุผล ในการกำกับดูแลการนำเข้าอยู่ที่เหตุผลของการไม่ให้อนุญาต และเหตุผลเดียวที่จะรับได้ก็คือการคุ้มครองผู้บริโภค ก็คือพูดง่าย ๆ ถ้ามีของคุณภาพต่ำ ราคาถูกจะมาตีตลาด เรามีสิทธิกีดกัน เรามีสิทธิไม่ให้นำเข้า แต่ไม่ใช่เพราะว่าอยู่ดี ๆ ไม่อยากให้นำเข้า ขออนุญาตอีกนิดนะครับท่านประธาน จะพยายามรวบรัดที่สุดนะครับ แต่สาระมันมีเยอะมากจริง ๆ ครับ ฉะนั้นตรงนี้เองผมขอให้ท่านไปดูในบทบาทของกรรมการ ในการกำกับดูแลการนำเข้าตามเหตุผลที่อนุญาตโดยองค์การการค้าโลก ไม่ใช่ตามอำเภอใจ ของกรรมการ ถ้าท่านเขียนกฎหมายในลักษณะที่ตามอำเภอใจของกรรมการ ท่านก็จะเจอ ปัญหาในการร้องเรียนกับองค์การการค้าโลกอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นที่เขียน ณ วันนี้ในหน้า ๗๓ ของเอกสารนะครับ ยังไม่แก้ปัญหานะครับ ยังไม่ตอบโจทย์ การอุดหนุนท่านเปลี่ยนวิธีคิด ท่านเปลี่ยนสูตรนิดหนึ่ง ท่านก็บอกยกเลิกการชดเชยแก่โรงงานนำส่วนต่างที่เกิดขึ้น แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านก็ลงรายละเอียดเลยนะครับ เอาต้นทุนบวกสุดท้าย ราคาขั้นต้น ราคาขั้น สุดท้าย แล้วเอาไปปีถัดไปครับ ท่านครับ ถ้าผมเป็นประเทศที่แข่งกับประเทศไทยผมยังร้อง ได้ครับ ยังขัดอยู่ครับ เพราะท่านลากปัญหาครับ ท่านลากการอุดหนุน ไม่อุดหนุนปีนี้ ท่านลากไปปีถัดไป เอาให้ดีนะครับ ตรงนี้ผมก็ฝากท่านในกรรมาธิการ มันไม่ใช่เรื่องของ ราคานะครับ องค์การการค้าโลกให้อนุญาตท่านชดเชยรายได้ให้กับประชาชนที่รายได้น้อย เพราะรายได้จากสินค้าเกษตรมันไม่สอดคล้องกับรายได้ขั้นต่ำที่เขากำหนดไว้ ไม่ใช่ราคา ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ระวังนิดเถอะครับ เพราะเดี๋ยวจะแก้ไปแล้วก็ไม่ตอบโจทย์🔗

อีกประการหนึ่ง ประการสุดท้ายคือการแบ่งปันผลประโยชน์ อันนี้ถูกต้อง ต้องแก้ครับ เพราะว่ามันมีรายได้อื่นแล้วหลังจากหลายปีผ่านไปมันมีรายได้อื่น ๆ จาก ผลพลอยได้อื่น ๆ แต่ผมยังไม่เห็นร่างใดที่เขียนไว้ชัดนะครับ ว่าคำจำกัดความของ ผลพลอยได้อื่น หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ คืออะไรบ้าง ท่านจะเจอปัญหาอย่างนี้ครับว่า ท่านต้อง เอาให้ชัดว่าอะไรคือวัตถุดิบ อะไรคือการแปรรูป อะไรคืออุตสาหกรรมต่อเนื่อง ถ้าท่านจะให้ เอาผลพลอยได้หรือเป็นรายได้จากอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ต้องลงทุนเพิ่ม อันนี้ยุ่งแล้วนะครับ แต่ถ้าเป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตอ้อยและน้ำตาล แล้วเอารายได้เหล่านั้น มาผนวกรวมอันนี้จะชัด ฉะนั้นบางร่างใน ๘ ร่างนี้สับสนนะครับ ท่านช่วยดูให้ถี่ถ้วนก็แล้วกัน เพราะว่าอันนี้จะเป็นตัวที่จะสร้างปัญหาได้ถ้าคำจำกัดความนี้ไม่มีความชัดเจน แต่การชดเชย ในปีถัดไปผมวิงวอนเถอะครับ ดูให้ดีเถอะครับ เพราะไม่อย่างนั้นนั่นคือการลากปัญหาแล้วไป ชดเชยในปีถัดไป ก็ยังผิดอยู่เพราะการชดเชยของท่านอ้างอิงราคา ไม่ได้อ้างอิงรายได้ของ เกษตรกร🔗

สุดท้ายท่านประธานครับ การแก้ครั้งนี้ผมคิดว่าต้องแก้ให้ตอบโจทย์นะครับ ผมคิดว่าพวกเราทุกคนทั้ง ๘ ร่างมาถูกทางครับ แต่วิธีการที่เขียนไว้ผมยังมีความกังวลอยู่ หลายข้อก็ฝากกรรมาธิการไปช่วยกันพิจารณาในชั้นต่อไป แล้วก็ต้องไม่ใช่เพียงแก้กฎหมาย นะครับ ผมคิดว่าต้องมีแผนกรรมาธิการฝากดูนิดหนึ่งครับ เพราะแผนการปรับโครงสร้าง ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมี ๕ เรื่องที่ต้องทำครับ กฎหมายนี้ตอบโจทย์ไม่กี่เรื่อง ไม่ใช่ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นต้องมีความชัดเจนว่าในที่สุดแล้วเกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด และผู้ประกอบการเองก็อยู่ได้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ ครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ขอบคุณครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย วันนี้ก็ดีใจที่หลาย ๆ ท่านไม่ว่าจะเป็นท่านสมาชิกเอง หรือภาคประชาชนเองเล็งเห็นถึงปัญหาว่าถึงเวลาที่เราต้อง แก้กฎหมาย พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลแล้ว อย่างตามชื่อครับ ปี ๒๕๒๗ ถ้านับเป็นเวลาก็ ๔๐ กว่าปีแล้ว เพราะฉะนั้นบริบทหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่แทบจะทุกร่าง เขียนเหมือนกันก็คือผลพลอยได้ อย่างที่หลาย ๆ ท่านอภิปรายไปครับ ผลพลอยได้ตอนนี้ มันเปลี่ยน เพราะฉะนั้นมูลค่าของอ้อย ๑ ตัน เมื่อปี ๒๕๒๗ กับเมื่อปี ๒๕๖๓ หรือแม้แต่ ปีหน้า ปี ๒๕๖๔ เราก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น จะมีนวัตกรรมอะไรที่ทำให้มูลค่าเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะฉะนั้นมันควรจะคุยกันให้ชัดว่า อ้อย ๑ ตันที่ชาวไร่ปลูกได้นั้นมีมูลค่าเท่าไรกันแน่ เพราะมันคือหน้าที่ของเราที่จะรักษา ผลประโยชน์ของชาวไร่และโรงงานด้วย ให้มีความสัมพันธ์ที่เสมอภาคกัน ไม่ใช่ว่าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ไปฝ่ายเดียว และต้องบอกว่าการทำอ้อยนี้ก็มีอะไรพิเศษหลายอย่าง เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะผลพลอยได้ที่เขียนไว้ในปี ๒๕๒๗ นั้นมีเพียงน้ำตาล ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลแบบไหน และแบ่ง ๗๐ ๓๐ ซึ่งในปัจจุบันเรามี เอทานอล (Ethanol) เรามีชานอ้อยที่เมื่อก่อนเป็น เรียกว่าเป็นสิ่งที่เหลือที่ไม่มีค่า ตอนนี้ มีอุตสาหกรรมมารองรับแล้ว เราก็ควรจะต้องมีการตีความ มีการตีมูลค่าของมันให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ประโยชน์กับชาวไร่อ้อยให้ได้อย่างที่เขาสมควรจะได้ แต่ผมอยากฝากนะครับว่า อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าเราจะทำให้มูลค่าของมันออกมาได้ เราก็ต้องทำให้สิ่งที่เกิด จากมันเห็นชัดออกมาได้ด้วยเช่นกัน เราเอาชานอ้อยไปทำไฟฟ้า เราจะตีราคาชานอ้อย อย่างไรเพราะว่าตอนนี้โรงงานเป็นผู้รับซื้ออ้อย สมมุตินะครับ ๑,๐๐๐ บาทต่อตัน เขาซื้อ ทุกอย่าง แต่ว่าสิ่งที่แบ่งให้ก็คือค่าน้ำตาลในอัตราส่วน ๗๐ ๓๐ แต่ว่าถ้าเราต้องการที่จะ เอาส่วนผลพลอยได้อื่น ๆ ที่เราอาจจะยังระบุชัดไม่ได้มาเพิ่มให้กับส่วนนี้ แล้วเราจะคิดมูลค่า ของมันอย่างไร ในรายงานจะมีเขียนว่าอ้อย ๑ ตันนั้นสามารถผลิตเป็นไฟฟ้าได้ปริมาณ เท่าไร มีมูลค่าเท่าไร แต่เราไม่สามารถเอามูลค่านั้นมาเพิ่มใส่ราคาอ้อยได้เลย เพราะมันมี กระบวนการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ในชั้นกรรมาธิการอาจจะต้องทำให้ชัดเจนกว่านี้ว่า เราจะแบ่งกันอย่างไร เพื่อที่เราจะได้ไม่มีปัญหาในอนาคต อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ และแม้แต่เอทานอล (Ethanol) เอง เอทานอล (Ethanol) นี้ถึงแม้ว่าในกฎหมายก็จะมีเขียนว่า เราเอาไปทำให้เป็นน้ำมัน เอามาทำให้เป็นพลังงาน แต่ว่าถ้าเราอยากส่งเสริมจริง ๆ มันอาจจะมีช่องทางอื่นเราสามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้ไหม เพื่อเพิ่มมูลค่าของมัน เพราะว่า เท่าที่ผมได้ข้อมูลมาเอทานอล (Ethanol) นั้นไม่ว่าจะผลิตจากมันเอง หรือว่าจากกากน้ำตาลเอง ตอนนี้มันผลิตได้เกินกว่าปริมาณที่ต้องการ และน้ำมันอี ๒๐ (E20) เองก็ไม่ได้รับ การสนับสนุนมากเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะไม่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับอ้อย แล้วก็ให้ชาวไร่ได้เต็มที่เท่าที่ควร🔗

ประเด็นต่อมาก็คือ การทำงานของกรรมการต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นส่วนที่ผมได้ ข้อมูลมาจากสมาคมชาวไร่อ้อยเอง เพราะว่ามันมีปัญหาอย่างนี้ครับ ต้นทุนการผลิตอ้อย ที่จะเอาไปคิดราคาอ้อยแต่ละปี ผมเข้าใจว่าก็ต้องผ่านกรรมการต่าง ๆ แล้วผมเข้าใจว่าทุกปี ก็จะมีการต่อสู้กันว่ามันควรจะเป็นเท่าไรแน่ เพราะว่ายิ่งถ้าสูง ราคาอ้อยในปีนั้นก็จะสูง ทีนี้มันก็จะมีความเห็นกันระหว่างของฝ่ายโรงงาน ของชาวไร่อ้อยเอง ของทางราชการเอง สิ่งที่ชาวไร่เขาฝากมาก็คืออัตราส่วนระหว่างทั้ง ๓ ฝ่ายในกรรมาธิการ เขารู้สึกว่า อัตราส่วนนั้นอาจจะไม่แฟร์ (Fair) เขาอยากที่จะให้ทุกอย่างมันแฟร์ (Fair) มากกว่านี้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญอาจจะต้องคุยกันอีกครั้ง สิ่งหนึ่งที่ผมคิด แล้วก็คุยกับชาวไร่ แต่ว่าอาจจะยังไม่มีใครพูดก็คือการดูคุณภาพของโรงงาน เพราะปัญหา อย่างหนึ่งที่ผมพบกับชาวไร่อ้อย บางครั้งหลาย ๆ อย่าง ปัญหาหลาย ๆ อย่างมันก็เกิดขึ้น ที่โรงงาน ไม่ว่าจะเป็นความล่าช้าในการรับอ้อย หรือแม้แต่บางวันถ้าชาวบ้านไปส่งต้องทิ้งรถ ไว้ ๒ วันเพื่อที่จะเอาอ้อย ซึ่งต่าง ๆ เหล่านี้จริง ๆ มันเป็นปัญหาที่หลาย ๆ ประเทศเคยเจอ แล้วเขาก็แก้ปัญหาได้ แต่ในบ้านเรายังไม่ค่อยมีการพูดถึง เราควรจะมีการดูคุณภาพของ โรงงานด้วยเช่นกันว่าอ้อย ๑ ตันนั้นผลิตน้ำตาลได้เท่าไร คุณภาพของน้ำตาลเป็นเท่าไร โรงงานแต่ละโรงงานเขาจะได้ต้องมีการพัฒนาตัวเอง ต้องมีการเพิ่มศักยภาพของตัวเอง ทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตต่อไปได้ เพราะว่าในปัจจุบันทุกคนก็จะพูดถึงชาวไร่ ชาวไร่ ชาวไร่ ทำไมชาวไร่ไม่เปลี่ยนอย่างนั้น ทำไมชาวไร่ไม่เปลี่ยนอย่างนี้ แต่บางทีเราก็ต้องมองถึง ฝ่ายที่ผลิตด้วยว่าถ้าอ้อย ๑ ตัน โรงงานหนึ่งทำน้ำตาลได้มากกว่า อีกโรงงานหนึ่งทำน้ำตาล ได้น้อยกว่า อย่างนั้นมันก็คือผลเสียของระบบของอุตสาหกรรมนี้ทั้งระบบเช่นเดียวกัน ในมาตรา ๕๖ ก็คือเรื่องการชดเชยระหว่างราคาอ้อย ราคาอ้อยเบื้องสุดท้ายของปีนี้ ราคาอ้อยเบื้องต้นที่มีส่วนต่าง ไม่ว่าจะมากกว่าหรือน้อยกว่า ถ้ามากกว่าก็ชดเชยกันไป แต่ว่าถ้าน้อยกว่าการเอาไปหักในปีต่อไป ผมว่าอาจจะต้องมีการคุยกันให้ชัดเจนกว่านี้ว่า ควรจะเขียนอย่างไร แล้วควรจะทำอย่างไร อย่างที่สมาชิกหลาย ๆ ท่านพูดไปว่าอาจจะมี ปัญหาในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อาจจะต้องดูกฎหมายในระหว่างประเทศด้วยแล้วก็กับดับเบิลยูทีโอ (WTO) ด้วยว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง อันไหนที่จะเป็นการชดเชยที่ไม่ผิด หรืออันไหน ที่เป็นการอุดหนุนที่มันผิดแล้วเราทำไม่ได้ ไม่เช่นนั้นมันก็จะมีปัญหา ทำให้เราจะต้องกลับมา แก้แบบนี้อีกเรื่อย ๆ หลัก ๆ ก็จะมีประมาณนี้ครับ เพราะว่าจากรายงานอ้อย ๑ ตัน คิดมูลค่าออกมา เอาไปแปรเป็นไฟฟ้าบ้าง เอาไปแปรเป็นเอทานอล (Ethanol) บ้าง ทั้งหมด ทั้งมวลตีราคาออกมาได้เกือบ ๒ เท่าของราคาอ้อยที่ชาวไร่ได้ แต่อย่างที่บอกครับ ตรงนี้ มันเป็นราคาที่เขาตีออกมาจากผลิตภัณฑ์ที่เอามาผลิตต่ออีกครั้งหนึ่ง มันไม่ใช่ว่าชานอ้อย จะเอาไปขายไปได้เพิ่มมา ๔๐๐ มันเป็นราคาที่เอาชานอ้อยไปผลิตเป็นไฟฟ้า เพราะฉะนั้น ในรายงานนี้ก็อาจจะยังไม่ได้มีรายละเอียดว่าชานอ้อย ๑ กิโลกรัม หรือว่า ๒๐๐ กิโลกรัม มีมูลค่าเท่าไรที่เราจะเอาไปให้ชาวบ้านได้ นี่คงจะต้องเป็นงานของท่านคณะกรรมาธิการ วิสามัญต่าง ๆ เพื่อที่จะคุยกัน แล้วก็ทำให้มันชัดเจนมากขึ้น แต่ปัญหาโดยรวมแล้วก็ สิ่งต่าง ๆ ผมอยากจะฝากไว้ให้ประมาณนี้ครับ แล้วก็เห็นด้วยที่เราต้องช่วยกันแก้ไขทำให้มี ประโยชน์กับอุตสาหกรรมอ้อยของประเทศเราครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ นะครับ หลังจากนั้นคุณโกศล ปัทมะ แล้วก็คุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ครับ ขอเชิญคุณสัมฤทธิ์ครับ🔗

นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ชัยภูมิ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับที่ได้จัดสรรเวลาให้ผมได้อภิปรายใน ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ทั้ง ๘ ฉบับในวันนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมจะขออภิปรายในฐานะที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะ ๔ จังหวัดที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด ก็คือ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดชัยภูมิ เป็น ๔ จังหวัดในภาคอีสานที่มีพื้นที่เพาะปลูกอ้อย มากกว่า ๖๐๐,๐๐๐ ไร่ และในฐานะที่ผมเป็นเกษตรกรคนหนึ่งครับ ที่ได้มีโอกาสมาทำ หน้าที่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้แทนพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ กระผมเห็นด้วย และขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายทั้ง ๘ ฉบับ ซึ่งเสนอโดย คณะรัฐมนตรี ๑ ฉบับ เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๖ ฉบับ และเสนอโดยประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมกันเข้าชื่อเสนออีก ๑ ฉบับครับ🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ในฉบับที่ ๑ ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ตามที่ผมได้ศึกษา ติดตาม และได้ฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้กรุณากล่าวชี้แจงเมื่อสักครู่ จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างฉบับนี้เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา สาเหตุสำคัญก็คือจากการที่พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พุทธศักราช ๒๕๒๗ ได้ประกาศใช้กันมานานมากกว่า ๓๐ ปี ทำให้มีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้อง ต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้เงื่อนไข ภายใต้ข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก หรือที่เรามักเรียกชื่อย่อว่าดับเบิลยูทีโอ (WTO) ทำให้ไม่เอื้ออำนวยต่อการที่รัฐบาลจะเข้าไป ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อย และส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ของเรา และผมยังได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ มีบางประเทศได้ยื่นหารือ ร้องเรียนว่าประเทศของเรา ว่ารัฐบาลเราไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาที่เราอาจจะไม่คาดคิดครับ ผมจึงขอเห็นด้วยและขอสนับสนุน ในร่างฉบับที่ ๑ ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี เพราะจะเป็นการเอื้ออำนวยให้เราเข้าไปส่งเสริม อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้มีความยั่งยืนต่อไปครับ🔗

ท่านประธานครับ ในร่างที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๖ ฉบับ และเสนอโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่ออีก ๑ ฉบับ ผมเองก็เห็นด้วย และขอสนับสนุน ทุกฉบับครับ เพราะหากเรามองจากจุดมุ่งหมาย จากวัตถุประสงค์ จากเจตนารมณ์ของ ทุกร่างแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าทุกฉบับมีความต้องการที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากการกำหนดราคาอ้อย และผลตอบแทนจากการผลิต และจำหน่ายน้ำตาลทราย รวมถึงผลพลอยได้ที่ควรจะเพิ่มขึ้นจากวิวัฒนาการ จากเทคโนโลยี จากความทันสมัย ในปัจจุบัน แต่กระผมคงจะไม่ขอลงในรายละเอียดเพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้กรุณาอภิปรายไปค่อนข้างจะกว้างขวางครบถ้วน ครอบคลุม ผมอยากจะฝาก คณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นผ่านท่านประธานนะครับ ในปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสัก ๒ เรื่อง ๒ ประเด็นครับ🔗

ในเรื่องแรก ผมจะขอฝากในเรื่องปัญหาการตัดอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงานกับปัญหา ฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะได้อภิปราย ในประเด็นนี้ผมจะขออนุญาตท่านประธานได้กล่าวขอบคุณแทนพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย และพี่น้องคนไทย ขอขอบคุณท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ในปีที่ผ่านมาท่านได้ขออนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย ๖,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินเดียวกับปีก่อนหน้านั้น แต่ท่านยังได้ขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีอีก ๓,๕๐๐ ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดเข้าโรงงาน เป็นการบูรณาการแก้ปัญหา ฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ท่านประธานครับ ผมต้องขอเรียนว่าในแต่ละปี หลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรมักจะตัดอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงาน ด้วยเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งก็คือ ที่ผ่านมาการตัดอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงานจะถูกหักราคาตันละ ๓๐ บาท แต่ในขณะที่ค่าแรงงาน ในการตัดอ้อยไฟไหม้กับอ้อยสดมีค่าแรงงานต่างกันตันละประมาณ ๑๐๐ บาท ก็เป็นเหตุผล ทำให้มีเกษตรกรบางรายหลายรายมักจะจุดไฟก่อนตัดเข้าโรงงาน ขอฝากประเด็นนี้ ให้ทางกรรมาธิการไปหาแนวทางในการป้องกันแก้ไขเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ของประเทศเราครับ🔗

และในประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะฝาก จะขอฝากเรื่องของปัญหาการตัดอ้อย เข้าโรงงานในภาวะปกติ ท่านประธานครับ ในปีที่ฟ้าฝนดีผลผลิตเป็นไปตามความคาดหมาย ของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เป็นไปตามความคาดหวังของพี่น้องเกษตรกร จะมีปัญหาเกิดขึ้นปัญหาหนึ่งเกิดจากโรงงานบางแห่ง ที่ผมขอใช้คำว่า พอไม่เป็น จะมีการเอาคนของตนเองไปขึ้นทะเบียนกับ สอน. ทำสัญญากับโรงงานของตัวเอง เป็นนอมินี (Nominee) ของตนเอง แล้วเปิดโควตาให้เกษตรกรนำอ้อยเข้ามาขายในชื่อ ของตนเองโดยตั้งราคาน้อยกว่า ต่ำกว่าราคาประกาศ แต่จะอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ อย่างเช่นหากขายในนามนอมินี (Nominee) เหล่านี้ก็จะได้ลงสินค้าก่อน มาทีหลังได้ลงก่อน แต่เกษตรกรตัวจริงลงตามคิว โดนแซงคิว บางครั้ง ๓ วัน ๔ วันกว่าจะได้ลง นี่ปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วจะเกิดขึ้นในปีที่ผลผลิตอ้อยมากเกินความต้องการของโรงงาน อย่างเช่นในปี ๒๕๖๐/๒๕๖๑ และปี ๒๕๖๑/๒๕๖๒ ซึ่งผลผลิตอ้อยรวมทั้งประเทศมี ๑๓๔ ล้านตัน และ ๑๓๐ ล้านตัน ตามลำดับครับ🔗

ท่านประธานครับ ผมขอเวลาเล็กน้อยเพื่อสรุปครับ ผมขอสรุปว่ากระผม ขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๘ ฉบับ โดยขอให้ยึดร่างที่คณะรัฐมนตรีเสนอเป็นหลักครับ เพราะผมมั่นใจว่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหา ในเรื่องของการปฏิบัติภายใต้เงื่อนไข ภายใต้ข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก เพราะจะ สนับสนุนให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน และสร้างความเป็นธรรมให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย สร้างความชอบธรรมให้กับ โรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย และที่สำคัญที่สุดครับ สร้างความยั่งยืน สร้างเสถียรภาพ ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศเราต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไปคุณโกศล ปัทมะ เชิญเลยครับ🔗

นายโกศล ปัทมะ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายโกศล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๕ พรรคเพื่อไทย กระผมในฐานะผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่วมกับ นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ และเพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานครับว่า สาเหตุที่เราเสนอมาจากสาเหตุหลักดังนี้ครับ🔗

ประการแรก พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้ประกาศ ใช้บังคับมาเป็นเวลากว่า ๓๖ ปี จึงทำให้มีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของระบบอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทรายในปัจจุบัน🔗

ประการที่ ๒ เพื่อเป็นการคุ้มครองรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรชาวไร่อ้อย ในด้านการผลิตและจำหน่าย และให้เกิดความเป็นธรรม ผมไม่อยากเห็นพี่น้องเกษตรกร ของผม โดยเฉพาะพี่น้องชาวไร่อ้อยจังหวัดนครราชสีมาของผมยิ่งทำยิ่งจน ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ เป็นสิน ยิ่งทำยิ่งล้มละลายครับ วันนี้ผมดีใจมากที่มีร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายได้รับ บรรจุเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนมากถึง ๘ ร่าง ๘ ฉบับ ผมมาดูครับ มาดูรายละเอียดของร่างของรัฐบาลที่เสนอให้แก้ไข พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กลับพบว่าปรับแก้ในสาระสำคัญเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นการแก้ไข ในประเด็นปลีกย่อยไม่ได้แตะการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมและระบบแบ่งปัน ผลประโยชน์ในปัจจุบันแต่อย่างใด ส่วนสาระสำคัญของร่างอื่น ๆ อีก ๖ ฉบับ และร่างของ พี่น้องประชาชนชาวไร่อ้อยมีจุดร่วมที่สำคัญอยู่ ๒ ประเด็นหลัก ๆ คือเสนอแก้และเพิ่ม คำนิยามคำว่า น้ำตาลทราย ให้รวมน้ำอ้อย และคำนิยามคำว่า ผลพลอยได้ ให้รวมกากอ้อย และเอทานอล (Ethanol) และสิ่งอื่น ๆ เข้าไปด้วย เป้าหมายของพี่น้องชาวไร่อ้อย และ ๖ ร่างที่เพื่อนสมาชิกเสนอสะท้อนความพยายามในการปรับระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ให้มาบรรเทาปัญหาราคาอ้อยที่มีแนวโน้มตกต่ำลดลงนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐบาลมีการแก้ไขในส่วนที่เป็นประเด็นทางเทคนิค และประเด็นปลีกย่อยแทบจะไม่มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผล จากมาตรการที่รัฐบาลดำเนินการในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ร่างรัฐบาลเสนอแก้ไข บางประเด็นอาจเกินความจำเป็น เช่น ตัดที่มาของเงินกองทุนจากรัฐ หรือในกรณีค่าอ้อย ขั้นสุดท้ายต่ำกว่าขั้นต้นให้นำส่วนต่างไปหักจากค่าอ้อยในปีถัดไป ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหา เสถียรภาพราคาอ้อยให้แย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีราคาตกต่ำต่อเนื่อง ท่านประธานสภาที่เคารพครับผมไม่อยากเห็นพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าพี่น้องชาวนา ผู้ปลูกมันสำปะหลัง หรือพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยของผมรอการแบ่งปันผลประโยชน์เหมือนการรอเศษเนื้อข้างเขียง ว่าวันนี้หรือฤดูผลิตปีนี้ว่าเขาจะได้รับส่วนแบ่งหรือราคาผลผลิตเท่าไร ผมอยากเห็นครับ พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม และไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ จากผู้ประกอบการกลางน้ำและปลายน้ำ ดังนั้นผมจึงขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. อ้อย และน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของกระผมและเพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทย ตลอดจน ร่างของพี่น้องประชาชน และขอให้สภาแห่งนี้พิจารณาสนับสนุนแก้ไขนำผลพลอยได้ มาแบ่งปันให้กับพี่น้องประชาชนชาวไร่อ้อยเพิ่มเติม เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และได้รับ การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม กราบขอบพระคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไป ท่านพิมพ์รพีครับ🔗

นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ท่านประธานคะ จาก ๘ ร่างที่เขียนกันมานี่สรุปได้ ๒-๓ ประเด็นค่ะ🔗

ประเด็นแรกคือ ปัญหาขององค์การการค้าโลกคือดับเบิลยูทีโอ (WTO) ซึ่งท่านเกียรติ สิทธีอมร ก็ได้อภิปรายไปแล้วว่ามันเป็นปัญหาทางด้านเทคนิคเรื่องของ ประกันรายได้และราคา ชาวไร่อ้อยยิ่งทำยิ่งจนเหมือนชาวสวนปาล์มของดิฉันนี่ละค่ะ ยิ่งปลูกยิ่งจน🔗

เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องคล้าย ๆ สวนปาล์มอีกค่ะ คือเรื่องของผลผลิตเพิ่มเติม คือสิ่งที่ได้เพิ่มเติมจากน้ำตาล นั่นคือกากอ้อย ชานอ้อยต่าง ๆ ที่ไม่เคยถูกคิดและคำนวณ เป็นรายได้ต้นทุนหรือรายได้ของประชาชนเลย น่าแปลกใจว่าดิฉันอยู่ภาคใต้ดูแลเรื่องปาล์มน้ำมัน เชื่อมั่นว่าพระราชบัญญัติอ้อย และน้ำตาลทรายมีพระราชบัญญัติที่ทันสมัยมากนะคะ แต่สุดท้ายก็จบกันลงเหมือนสินค้า เกษตรทั่ว ๆ ไป คือโครงสร้างราคาที่ไม่เคยเป็นธรรมต่อเกษตรกรเลย เอทานอล (Ethanol) ก็ได้ปันบ้าง ชานอ้อย กากอ้อยที่ได้มา ใบอ้อยน้อยมากค่ะท่านประธานที่ถูกนับเป็นรายได้ ของเกษตรกร ทุกวันนี้ชาวไร่อ้อยหรือชาวไร่ข้าวโพดก็เหมือนกัน ท่านประธานคะ ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนสร้างปัญหาให้กับพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ด้วยการเผาอ้อย ด้วยการเผาข้าวโพด แต่ท่านประธานคะ ดิฉันเชื่อว่าเมื่อมีการเผาแล้วเกษตรกรเขาก็เดือดร้อนเหมือนกัน แต่โครงสร้างราคาไม่เป็นธรรมนี่ละคะ ก็เลยทำให้ระบบต่าง ๆ มันบิดเบี้ยวจากสิ่งที่ ควรจะเป็น ระบบการออกแบบไม่เคยออกแบบเครื่องยนต์ เครื่องจักรที่เอื้อต่อเกษตรกรเลย ทุกอย่าง วิทยาศาสตร์ถูกออกแบบจากระบบนายทุน ซึ่งทำเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของ โรงงาน เกษตรกรไม่เคยมีเครื่องเล็ก ๆ ที่ตัดแล้วสบาย ที่เกษตรกรต้องยอมเอามือตัดใบอ้อย เพราะว่าไม่มีเครื่องจักรดี ๆ ค่ะ ทำไมเรามีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่เรา ไม่เคยสามารถทำเครื่องดี ๆ ให้เกษตรกรได้คะ เราต้องเอาเครื่องขนาดใหญ่มาจากเมืองนอก และมันตอบสนองความต้องการของประเทศได้หรือเปล่า ก็ไม่ใช่ค่ะ ปัญหาของโรงงาน ก็เหมือนกันท่านประธาน เหมือนปาล์มไม่มีผิด โรงงานกี่ปีกี่ชาติก็ร่ำรวยเหมือนเดิม ไม่เคย ต้องปรับปรุง น้ำมันปาล์มหีบเปอร์เซ็นต์ต่ำก็โทษเกษตรกร โรงงานอ้อยหีบได้น้ำตาลต่ำ ก็โทษเกษตรกร เพราะสามารถผลักภาระทุกอย่างลงสู่เกษตรกรได้ ปัญหานี้มันเป็นปัญหา เทียบเคียงกันค่ะ เป็นปัญหาหลักของประเทศชาติ ซึ่งเราคิดว่าทำไมเกษตรกรยิ่งทำยิ่งจน จนลงไปเรื่อย ๆ เวลามีปัญหาก็แล้วแต่ อย่างไรก็แล้วแต่ให้แก้ที่เกษตรกร เกษตรกรเป็น ตัวร้ายเสมอ แต่ในความเป็นจริงท่านประธานคะ ระบบค่ะ ระบบสร้างความเหลื่อมล้ำ ระบบ สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับเกษตรกร เราถึงเสนอว่าดิฉันขอสนับสนุนให้ พ.ร.บ. นี้ สร้างความเป็นธรรมในโครงสร้างราคาให้กับเกษตรกร ทุกอย่างที่มาจากอ้อยขอให้ส่งคืน เข้าสู่เกษตรกร ใบอ้อย ท่านประธานคะเป็นไบโอแมส (Biomass) ทำไมถึงเป็นไบโอแมส (Biomass) คะ เพราะราคามันถูก มันไม่เคยถูกนับเป็นรายได้ของเกษตรกรเลย ซังปาล์ม ใบอ้อย นำไปขายก็เป็นต้นทุนราคา ๐ บาท รัฐบาลจะต้องสนับสนุนเงินอีกเท่าไรในการทำ ไบโอแมส (Biomass) ขนส่งข้ามรถไปไปเผา แทนที่เราจะคิดใหม่ว่าหลังจากอ้อยเก็บเกี่ยว ๔ ปีแล้ว เราสามารถรวม ๆ กันแล้วไถกลบฝังใบอ้อยลงไปเป็นค่าเอ็นพีเค (NPK) ลงไปให้ดิน มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เครื่องจักรไม่มีค่ะ เกษตรกรลำบาก เพราะเกษตรกรขาดโอกาส ที่จะเข้าถึงแหล่งทุน โอกาสเข้าถึงความรู้ เพราะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ทำนี่ ถูกกำหนด ถูกทำ ตอบโจทย์ของนายทุน เกษตรกรถึงจนไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ร่างพระราชบัญญัติตัวนี้นะคะท่านประธาน ดิฉันมาจากจังหวัดกระบี่ ดูแลเรื่องหลักเรื่องของ สวนปาล์ม แต่ดิฉันยิ่งฟังอภิปรายไปแล้วดิฉันยิ่งสะท้อนใจและเจ็บหัวใจว่าทำไมปัญหาของ ภาคกลาง ภาคเหนือในอ้อยก็เหมือนกับปัญหาของภาคใต้จริง ๆ ที่โครงสร้างราคาไม่เคยเอื้อ ต่อเกษตรกรเลย หมู ๑ ตัว ซื้อมา ๑ ตัว เกษตรกรได้ขายแค่ราคาเนื้อหมู กระดูกหมู ตับหมู หัวหมู ไม่เคยถูกคำนวณเลย โครงสร้างมันถึงบิดเบี้ยว มันถึงมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาแบบนี้ ไม่เพียงแต่เรื่องของกากอ้อยหรือระบบ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่ต้องทำ ต้องสร้างกลไกราคาที่เป็นธรรมให้กับระบบของเกษตรกร ในประเทศ ให้เกษตรกรได้ลืมตาอ้าปากด้วยแนวคิดของรัฐบาลที่มองจากเลนส์ (Lens) ของ เกษตรกร ไม่ใช่มองจากเลนส์ (Lens) ของนายทุน ท่านประธานคะ ดิฉันฝากความหวังไว้ที่ คณะกรรมาธิการนี้ ดิฉันหวังว่า พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลที่เคยสร้างขึ้น สร้างความเป็นธรรม ให้เกษตรกรขนาดไหน วันนี้จะถูกทำขึ้นมาใหม่ ปรับปรุงให้ดี ให้เป็น พ.ร.บ. ที่เป็น พ.ร.บ. ปาล์มน้ำมันในอนาคตที่ดิฉันตามได้ในอนาคต ขอให้สิ่งที่ทำนี้ปลูกฝังส่งความยั่งยืนยาว อย่าทับถมให้ประชาชนเจ็บจนอีกต่อไปค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญคุณหมอจาตุรงค์ครับ🔗

นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย วันนี้สภาเราได้มีโอกาสพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาล ซึ่งเสนอทั้งหมด ๘ ฉบับ ในส่วนของภาคประชาชนคุณปารเมศ โพธารากุล และองค์กรชาวไร่อ้อย อีก ๔ องค์กร รวมกับประชาชนทั้งสิ้น ๑๗,๘๓๙ คน และของท่านรัฐบาล และของ ส.ส. อีก รวมแล้ว ๘ ฉบับ ฉบับเดิมนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ นั้นเป็นเวลายาวนานมากนะครับ ๓๖ ปี ขณะนั้นขณะนี้วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปมากซึ่งแทบไม่น่าเชื่อ เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่เราจะต้องปรับปรุงและเสนอแก้ไขกฎหมายทั้งหมด ซึ่งในรายละเอียดก็ต้อง เรียนว่าแต่เดิมนั้น เมื่อสัก ๑๐ ปีที่แล้ว ราคาอ้อยจะตกปีจะตกไป ๒ ครั้ง ก็คือหมายความว่า ๕ ปีตกครั้งหนึ่ง ผมยกตัวอย่างปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ ก็ราคาตกครั้งหนึ่ง ถัดมาปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ก็อีกครั้งหนึ่ง ปี ๒๕๕๗ ครั้งหนึ่ง แต่พอมาปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ราคาอ้อยนั้น ตกทะลุดทะลาดพี่น้องประชาชนเดือดร้อนกันทั่วสารทิศด้วยหลายเรื่อง เพราะฉะนั้น ต้องเรียนเลยว่าปัญหาแรกเลยก็คือเรื่องของที่เราถูกบราซิลฟ้องในปี ๒๕๕๙ แล้วก็ มีการแก้ไขเรื่องยกเลิกในการว่ารัฐบาลเราแทรกแซงในการช่วยเหลือทั้งเกษตรกร ทั้งโรงงาน ทำให้ถูกยกเลิกโควตา ก ท่านประธานครับ ถ้าโควตา ก ดีอย่างไร ก็ดีในแง่ว่า สมมุติว่าเราผลิตได้ ๑๐ ล้านตัน โควตา ก ก็คือโควตาที่ขายในประเทศส่วนหนึ่งกำหนดว่า ๒.๕ ล้านตัน และอีก ๗.๕ ล้านตันเราต้องส่งออก เมื่อกำหนดแบบนี้โรงงานก็สามารถ จัดสรรปันส่วนกันด้วยสัญญาว่าใครจะส่งออก ใครจะขายเท่าไร ทำให้ราคาอยู่ในเสถียรภาพ และราคานี้ก็จะสามารถถัวเฉลี่ยกับราคาส่งออกทำให้โรงงานอยู่ได้ เมื่อโรงงานอยู่ได้ ประชาชนอยู่ได้ ก็ทำให้ราคาที่เหมาะสมทำให้เกษตรกรเราอยู่ได้ แต่เมื่อโควตา ก ไม่มีแล้ว สัญญาที่ไม่มีแล้วเพราะฉะนั้นก็มีการขายกันภายใน โดยเฉพาะโรงงานก็ต้องอยากได้ ก็ดัมป์ (Dump) ราคาแข่งกัน อย่างต่างประเทศประมาณ ๑๒ บาท ในประเทศที่กำหนดไว้ เมื่อก่อนประมาณ ๑๗ บาท พอราคานี้ก็ลดลงเรื่อย ๆ พอลดลงโรงงานก็ลำบาก เกษตรกร ก็มีผล มีปัญหา ทำให้โรงงานในประเทศหลายสิบโรงต้องปิดเพราะว่าสายป่านนั้นสั้น นี่คือ ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสียหาย และเมื่อมีเป็นอย่างนี้ปุ๊บเป็นข้อสังเกตว่าบริษัทที่จะรับซื้อ น้ำตาลไปก็รู้ว่าโรงงานแข่งกันก็เรียกมาคุยกันให้ราคาแข่งกันต่ำที่สุด แต่ราคาผลผลิตไม่ว่าจะ เป็นน้ำอัดลม ไม่ว่าจะเป็นอะไรต่าง ๆ ขนมหวานต่าง ๆ ก็ยังไม่ได้ลง นี่คือผลที่ประชาชน ยังไม่ได้รับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่ต้องเรียนว่าวันนี้การแก้ไขร่างทั้งหมดสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ แล้วก็ทำให้ถึงประชาชนจริง ๆ เลย ที่เราคำนวณกันจริง ๆ ก็คือเรื่องของว่าการแก้ไข นิยามอ้อย น้ำตาล ให้รวมน้ำอ้อย ผลพลอยได้ รวมทั้งกากอ้อยและกากตะกอนกรอง ตรงนี้เอามาคิดเป็นส่วนคำนวณเพื่อให้ประชาชนได้มากขึ้น ผมต้องเรียนว่าตรงนี้จะเป็น ประโยชน์ โดยเฉพาะกากอ้อยเมื่อก่อนนั้นแทบจะไม่มีประโยชน์ ผมทราบดีว่าโรงงาน ก็มีภาระในการเก็บ ในการดูแล แต่เมื่อกากอ้อยนั้นเอาไปทำประโยชน์ได้ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมต่าง ๆ ปิโตรเคมีต่าง ๆ ก็เป็นประโยชน์ หรือแม้กระทั่งขณะนี้เกษตรเรานิยมใช้เกษตรจุลินทรีย์ชีวภาพ เราเอาน้ำอีเอ็ม (EM) น้ำหมัก ก็ผสมกับกากน้ำตาล ขณะนี้ท่านศักดา คงเพชร ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ได้ทำเรื่องของ เกษตรใช้ไรโซเบียม (Rhizobium) มารวมกันกากน้ำตาล จุลินทรีย์ แล้วทำให้มีไนโตรเจน ดึงมาในอากาศลงมาในพื้นที่ในส่วนของเกษตรกรที่ปลูกก็ทำให้เราได้ใช้กากน้ำตาลได้มากขึ้น ก็เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นในส่วนขององค์ประกอบผลพลอยได้เราต้องผลักดันให้มา รวมกันให้ได้🔗

อีกเรื่องหนึ่งก็เรื่องของอำนาจรัฐมนตรีทั้ง ๓ กระทรวงที่ดูตรงนี้ นอกจาก จะให้ คือรัฐมนตรีจะต้องให้เปลี่ยนคือสามารถออกกฎกระทรวงที่จะเป็นประโยชน์ กับพวกเราได้ กับเกษตรกรได้ แล้วก็องค์ประกอบของคณะกรรมการก็อยากให้มีส่วน ของชาวไร่อ้อยมากขึ้นกว่าเดิม นี่คือสิ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์ ผมต้องเรียนว่าขณะนี้ ข้อกังวลก็คือมีเพื่อนที่โทรศัพท์มาจากต่างจังหวัดว่าขณะนี้แถวเพชรบูรณ์ แถวต่างจังหวัดเริ่ม มีเผาอ้อยกัน เราก็ต้องเตรียมรับโดยเฉพาะพวกหมอ พวกชาวบ้านที่เดือดร้อน ก็ต้อง เตรียมรับในเรื่องของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เพราะฉะนั้นทำอย่างไรที่เราจะช่วยให้เกษตรกร ชาวไร่อ้อยเขาอยู่ได้ ถ้าอยู่ไม่ได้เราเคยมีการผลิตน้ำอ้อยถึงปีหนึ่ง ๑๓๐ ล้านตัน บัดนี้เหลือ ๗๐ ล้านตัน ขึ้น ๆ ลง ๆ เพราะไปตามกระแสว่าน้ำตาลแพงได้ประโยชน์ก็ปลูกกัน แล้วก็ลด แล้วก็ปลูก รัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแลเป็นพี่เลี้ยงกำจัดบอกเรื่องของโซนนิง (Zoning) และช่วยในเรื่องของต้นทุนการผลิต ในคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ก็ดี ท่านวีระกร คำประกอบ ก็ดี ผมก็ดี หรือแม้กระทั่งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่เราดูเรื่องแก้ไขผลผลิตการเกษตรที่มีผม ท่านอุบลศักดิ์ ช่วยกันนี่ดูกันตลอด ท่านคุณหมอสุรวิทย์ เพราะฉะนั้นเราทำอย่างไรในเรื่อง ของลดต้นทุน คือเครื่องจักร หลายคนไม่มีเครื่องจักรก็ต้องไปให้โรงงาน พอโรงงานมาซื้อ ก็ไปหักเงิน ประชาชนก็ลำบากทั้งขึ้นทั้งล่อง รัฐบาลต้องดูแลในเรื่องของเครื่องจักร เรื่องของ หญ้ากำจัดศัตรูพืช เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ เราเคยเชิญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากเทคโนโลยีเข้ามาให้ความรู้ เราต้องดูแลเรื่องของตรงนี้ให้เขานะครับ นอกจากนั้นก็ยังมี เรื่องของการใช้น้ำตาลที่ผลิตเอทานอล (Ethanol) จากอ้อย จากมันสำปะหลัง และขณะนี้ ก็มีข่าวว่าคนแอบเอาลักลอบเอามันสำปะหลังเข้ามาในราคาถูกแล้วก็มาผลิตน้ำตาล ผลิตเอทานอล (Ethanol) ซึ่งต้องฝากรัฐบาลต้องไปดูในตามชายแดน ขณะนี้มีคนร้องเรียน มาแล้ว ซึ่งจะต้องช่วยกันดูแลนะครับ ก็ต้องเรียนว่าวันนี้เชื่อว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะได้ตั้งขึ้นทุกคนหวังเป็นประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรจริง ๆ แล้วก็หวังว่า รัฐบาลโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีท่านสุริยะซึ่งดูแลและเป็นเจ้าของที่เสนอเรื่องนี้กับ กรรมาธิการเราจะต้องคำนึงถึงว่าเกษตรกรต้องอยู่ได้ อย่าให้เขาจนซ้ำซาก อย่าให้รัฐบาล ต้องมาช่วยเป็นทีละครั้ง ๆ ที่ไม่ยั่งยืน อยากให้เขายั่งยืนแล้วก็เป็นประโยชน์ตลอดไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อีก ๒ ท่านนะครับ ท่านสัญญา นิลสุพรรณ กับท่านศิริกัญญา ตันสกุล เชิญท่านสัญญา ก่อนครับ ท่านสัญญายังไม่พร้อม ขอเชิญท่านศิริกัญญาก่อนก็ได้ครับ🔗

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล การอภิปรายของดิฉันในครั้งนี้จะแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ว่าทำไมรัฐบาลจึงต้องแก้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วรัฐบาลที่ผ่านมาทำอะไรไปแล้วบ้าง แต่ละร่างมีสาระสำคัญอย่างไร และสุดท้าย จะเป็นข้อเสนอแนะค่ะท่าน🔗

สำหรับร่างที่ ครม. เสนอเข้ามาที่เป็นร่างที่เป็นสาเหตุที่เรามีการพิจารณากัน ในวันนี้ก็มีที่มาที่ไปที่หลายท่านได้กล่าวไปแล้วว่ารัฐบาลบราซิลได้แจ้งต่อดับเบิลยูทีโอ (WTO) ว่าจะยื่นฟ้องรัฐบาลไทยเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว โดยมีข้อกล่าวหาว่าไทยนั้นอุดหนุนราคา น้ำตาลส่งออกโดยใช้พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ปี ๒๕๒๗ นี่ละค่ะ แล้วรัฐบาลไทย ได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ที่ผ่านมารัฐบาลไทยก็ได้ตั้งโต๊ะเจรจากับทางบราซิล แล้วก็ให้สัญญาว่า จะแก้ปัญหาตามที่บราซิลร้องขอภายใน ๒ ปี และหนึ่งในข้อกำหนดนั้นก็คือบอกว่า จะยกร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับใหม่ขึ้นมาใช้ แต่การแก้กฎหมาย ในระหว่างนั้นอาจจะเร็วไม่ทันใจรัฐบาลในขณะนั้นนะคะ ถ้ายังจำกันได้เมื่อต้นปี ๒๕๖๑ พลเอก ประยุทธ์ได้ออกมาตรา ๔๔ มายกเลิกการเก็บเงิน ๕ บาทจากราคาขายน้ำตาล ในประเทศเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย แล้วก็ปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาล ทำให้เงินกองทุน อ้อยและน้ำตาลทรายหายวับไปกับตา ราคาอ้อยตกต่ำเป็นอย่างมากตลอด ๓ ปี เนื่องจากว่า ไม่มีเงินเข้ากองทุนเหมือนเดิมแล้ว แต่ว่าต่อมาในช่วงปลายปี ๒๕๖๒ ก็ได้มีการแก้ไขประกาศที่เกี่ยวข้อง ทำให้ยังพอมีเงินที่จะ มาเข้าในกองทุนอยู่บ้าง เราจะเรียกว่ามาตรา ๔๔ ในครั้งนั้นเป็นมาตรการชั่วคราวที่ออกมา แก้ขัดในระหว่างที่ยังไม่สามารถทำตามที่บราซิลร้องขอได้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือราคาน้ำตาล ภายในประเทศในช่วง ๒ ปีแรกนั้นลดลงมากกว่าที่คาด ส่งผลให้ราคาอ้อยตกลงอย่างมาก ในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา ถ้าท่านยังจำกันได้เราเคยฉลองว่าราคาอ้อยตันละ ๑,๐๐๐ บาท แล้วก็ ปลูกกันที่ ๑๐ ล้านไร่ ตอนนี้บางปีเหลือแค่ตันละ ๖๐๐-๗๐๐ บาท พื้นที่ปลูกอ้อยก็ลดลงมาก จากที่เคยทำสถิติสูงสุดที่ ๑๓ ล้านไร่ ตอนนี้เหลืออยู่แค่ ๙ ล้านไร่ และภาคเหนือเป็นภาคที่มี การลดลงของพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าโรงงานน้ำตาลได้ประโยชน์ เพิ่มขึ้นจากกติกาชั่วคราวนี้ เพราะจากเดิมในระบบ ๗๐ ๓๐ ที่เคยแบ่งปันผลประโยชน์กัน เงินเก็บที่เข้ากองทุน ๕ บาทจากราคาขายน้ำตาลภายในประเทศ จะตกเป็นของชาวไร่ ทั้งหมดทั้ง ๕ บาท แต่พอเปลี่ยนมาใช้ระบบใหม่นี้ ส่วนแบ่งที่ได้จากราคาน้ำตาลที่แตกต่าง กันระหว่างราคาขายภายในประเทศกับราคาที่ส่งออก กลับต้องถูกสปลิต (Split) ๗๐ ๓๐ ทำให้โรงงานน้ำตาลนั้นได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้นจากเดิมด้วย โจทย์ที่สำคัญสำหรับ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ที่สภานี้หรือว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างจะต้องคิดให้หนัก คือโจทย์ว่า จะต้องปรับแก้ พ.ร.บ. อย่างไรที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากการฟ้องร้องจากบราซิล และในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยแก้ไขปัญหาราคาอ้อยที่ตกต่ำมานาน และถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนใด ๆ ก็จะมีแนวโน้มที่ต่ำกว่าราคาจากในอดีตไปอีกนานค่ะ🔗

ทีนี้มาดูร่าง พ.ร.บ. ที่ ครม. เสนอมานะคะ ปรากฏว่ามีการแก้ไขใน สาระสำคัญเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเอง คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้บราซิลพอใจ แต่ว่าไม่ได้คิด เรื่องการแก้ไขปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ ไม่ได้แตะเรื่องการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม แล้วก็ระบบแบ่งปันผลประโยชน์เลยแม้แต่น้อย ถ้าอ่านจากร่างนี้จะพบว่ารัฐบาลก็ยังจะ ดื้อดึงแล้วก็ใช้มาตรการเดิม ๆ ที่รังแต่จะทำให้ราคาอ้อยนั้นตกต่ำลงไปอีก บางประเด็นเกินเลย ความจำเป็นไปมากนะคะ อย่างเช่นการแก้มาตรา ๒๗ ตัดที่มาของเงินกองทุนว่าจะไม่ให้ มาจากเงินอุดหนุนจากรัฐอีกแล้ว ถึงคำฟ้องของบราซิลจะบอกว่าให้เรายกเลิกการแทรกแซง ของรัฐทั้งหมด แต่ว่าดับเบิลยูทีโอ (WTO) เองไม่ได้ห้ามนะคะ ไม่ได้ห้ามการแทรกแซงราคา ของสินค้าเกษตร ยังแทรกแซงได้ในบางเรื่องที่จะไม่ได้เป็นการอุดหนุนการส่งออก หรือทำให้ เกิดการค้าที่ไม่เป็นธรรม รัฐยังสามารถเล่นบทบาทในการรักษาเสถียรภาพราคาของอ้อยได้ แล้วก็ยังใช้กลไกของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย แล้วก็ สอน. มาทำหน้าที่ ในการกำหนดราคาอ้อยได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของดับเบิลยูทีโอ (WTO) บางประเด็นจะเป็น การซ้ำ ทำร้ายเรื่องเสถียรภาพของราคาอ้อยลงไปอีก อย่างเช่นมาตรา ๕๖ ที่บอกว่าเมื่อไร ที่ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้น ให้นำส่วนต่างไปหักจากราคาอ้อยในปีถัดไป ก็เท่ากับว่าราคาอ้อยในปีถัดไปจะเป็นเท่าไรก็ตามจะถูกหักลงไปอีกก็ยิ่งต่ำลงไปอีก ก็จะทำ ให้ปัญหาเสถียรภาพราคาอ้อยยังคงอยู่ต่อไป ดิฉันเลยต้องสนับสนุนร่างขององค์กรชาวไร่ หรือว่าภาคประชาชนที่เสนอมา เพราะว่ามีการให้ความสนใจกับเรื่องของการปรับโครงสร้าง แล้วก็แตะเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ มีการพูดถึงเรื่องของการนำผลพลอยได้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกากอ้อย ฟิลเตอร์เค้ก (Filter Cake) เข้ามาคำนวณในส่วนแบ่งผลประโยชน์ด้วย มีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารกองทุนให้มีสัดส่วน ผู้ทรงคุณวุฒิต่อผู้แทนชาวไร่และโรงงานเป็น ๕ ต่อ ๗ ต่อ ๕ มีการขยายขอบเขตค่าธรรมเนียม ของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย แต่ว่ายังคงที่มารายได้ในส่วนที่จะต้องมาจากเงินอุดหนุน ของรัฐบาลไว้เช่นเดิม ส่วนร่างอื่น ๆ ของ ส.ส. มีหลายประเด็นที่คล้ายคลึงกับร่าง ภาคประชาชน มีการพูดถึงเรื่องผลพลอยได้อื่น ๆ ที่ระบุไปตรง ๆ ว่าให้เอามูลค่าของเอทานอล (Ethanol) เข้ามารวมในการคำนวณราคาอ้อยด้วย ดิฉันก็เลยจะเห็นถึงเจตนารมณ์ ทั้งร่างของภาคประชาชน แล้วก็ร่างของ ส.ส. ในการที่จะมีส่วนร่วมในการปรับปรุงระบบ แบ่งปันผลประโยชน์ให้มาบรรเทาปัญหาราคาอ้อยตกต่ำให้ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น แต่ข้อเสนอ ของดิฉันมีอย่างนี้ค่ะ ปัญหาร่วมของทุกร่างก็คือแต่ละร่างไม่ได้กำหนดรายละเอียดไว้ใน พ.ร.บ. เรื่องของสูตรคำนวณราคาอ้อย สุดท้ายก็ต้องรอให้มีกฎหมายลูก ไม่ว่าจะเป็น ประกาศ ระเบียบฉบับใหม่ขึ้นมาแทนของเดิมก่อน แล้วหลังจากนั้นถึงจะมีการเจรจาต่อรองกันระหว่างชาวไร่แล้วก็โรงงาน แต่การเปลี่ยนแปลง ระบบด้วยวิธีนี้มันเกิดขึ้นได้ยากมากดิฉันขอพูดเลย เพราะว่าดิฉันเคยทำวิจัยเรื่องในนี้มา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ในการเปลี่ยนแปลงสูตรคำนวณราคาอ้อย แล้วก็จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ถูก นำมาใช้ ดิฉันก็จะขอเสนอว่าให้เราระบุสูตรการคำนวณราคาอ้อยที่ใช้เกณฑ์มาตรฐาน แล้วก็ เชื่อมโยงกับข้อมูลที่หาได้ง่าย แล้วทุก ๆ ฝ่ายสามารถที่จะยอมรับกันโดยทั่วไปใส่เข้าไปใน บัญชีแนบท้าย พ.ร.บ. ลงไปเลย เพราะว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างชุดนี้ก็จะมี ตัวแทนจากทุกภาคส่วนอยู่แล้ว🔗

และสุดท้ายค่ะ ดิฉันสนับสนุนข้อเสนอให้มีกองทุนรักษาเสถียรภาพ ของระบบที่จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายนะคะ ควรจะแยกบัญชีกองทุนรักษาเสถียรภาพ ออกมาเป็นบัญชีเฉพาะ มีการกำหนดกติกาการเก็บเงินและจ่ายเงินให้ชัดเจน โดยใช้หลัก และเครื่องมือทางสถิติเข้ามาช่วย โดยตั้งเป้าหมายให้เงินเข้าเท่ากับเงินออกในระยะยาว ซึ่งถ้ากองทุนนี้สามารถรักษาวินัยทางการเงินไว้ได้ก็จะสามารถกู้เงินมาจ่ายชดเชยได้ในกรณี ที่จำเป็น และถึงแม้ว่าอาจจะต้องขอเงินประเดิมเป็นเงินตั้งต้นจากรัฐบาลได้บ้างนะคะ หรือจำเป็นต้องกู้เงินจากธนาคารรัฐก็น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะสามารถชี้แจงได้อย่างเหมาะสม แล้วก็สมเหตุสมผล ป้องกันกรณีที่จะถูกฟ้องได้ในอนาคตค่ะ โดยสรุปนะคะ ดิฉันจึงขอ สนับสนุนร่างของภาคประชาชน แล้วก็ไม่อาจที่จะยอมรับร่างของรัฐบาลที่เป็นการแก้ไข แต่เพียงปลายเหตุ แก้ไขเพียงแค่เอาใจให้ประเทศบราซิลถอนกรณีที่จะยื่นฟ้องเรา แล้วก็ ขอให้นำร่างประชาชนเป็นร่างหลัก แล้วก็เพิ่มสูตรคำนวณราคาอ้อยไว้ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ. ในช่วงที่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านสัญญา แล้วก็ต่อด้วยท่านอัครเดชนะครับ🔗

นายสัญญา นิลสุพรรณ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม สัญญา นิลสุพรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐนะครับ ของผมเอง ในเขตผมเองท่านประธานครับอำเภอบรรพตพิสัย อำเภอเก้าเลี้ยว อำเภอชุมแสง ทั้ง ๓ อำเภอ ก็มีโรงงานน้ำตาลตั้งอยู่ แล้วก็มีเกษตรกร ที่ประกอบอาชีพทำไร่อ้อย ผมเองเมื่อปี ๒๕๓๔ ก็ได้มีประสบการณ์โดยตรงนะครับ ที่บ้านเองก็เคยเป็นเกษตรกรที่ปลูกอ้อยนะครับ วันนี้ผมเองได้มีโอกาสได้คุยกันในเรื่องของ การเสนอร่างพระบัญญัติโดยร่วมลงชื่อกับท่านวีระกร คำประกอบ ในการเสนอญัตติที่จะให้มี การร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายขึ้นมา เพราะทุกวันนี้ครับท่านประธานครับ ปัญหาของเกษตรกรที่ปลูกอ้อยนี่ก็เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้วนะครับ มีสมาคมชาวไร่อ้อย ตามจังหวัดต่าง ๆ แทบจะทุกจังหวัดมีการประชุม ผมเองได้มีโอกาสเข้าไปร่วมประชุม กับสมาคมชาวไร่อ้อยได้ฟังปัญหา วันนี้ผมเองก็ได้รับปัญหาจากเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมา ก็ราคาอ้อยตกต่ำนี่รู้อยู่แล้วนะครับ เพราะว่าเราถูกดับเบิลยูทีโอ (WTO) มีมาตรการ ในการที่ห้ามเรา เกษตรกรเองก็เข้าใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณทางรัฐบาลนะครับ โดยเมื่อปีที่แล้วเองนี่ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ท่านได้หาแนวทาง จนสามารถไปช่วยเหลือเกษตรกรได้ วันนี้เองนี่ก็ยังมีคำขอบคุณมาอยู่นะครับ วันนี้เอง ที่เกษตรกรที่เก็บเกี่ยวเป็นอ้อยสดก็ได้ราคา ๙๕๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐ บาท แต่สิ่งที่ผมจะ นำเรียนกับท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการที่จะมีการตั้งขึ้นมาที่จะพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คือว่าปัจจุบันพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๒๗ นี่ก็อย่างที่ได้รับรู้ว่า นานแล้วนะครับ ผลประโยชน์ของอ้อยที่มันเพิ่มมากขึ้นนี่มันยังไม่มีอยู่ใน พ.ร.บ. วันนี้เอง ผมสนับสนุนร่างที่รัฐบาลเป็นคนเสนอ ผมเห็นแล้วครับ เพราะว่าดูแล้วนี่ก็เป็นมาตรการหนึ่ง ซึ่งเราจำเป็นเราอยู่ในองค์การการค้าของโลกนี่ รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้อง แต่จะฝากไปก็คือเรื่องของการดูเรื่องของจะทำให้ราคาดีขึ้นนะครับ โดยพิจารณาเรื่องของ การแบ่งปันผลพลอยได้จากชานอ้อยเอง จากสิ่งที่อ้อยจะทำประโยชน์ วันนี้เองเกษตรกร มีปัญหาหลักมาจากเรื่องแหล่งน้ำครับท่านประธาน สุดท้ายถ้าแหล่งน้ำดีนะครับ ปัญหาของ รัฐบาลจะน้อยลงจริง ๆ นะครับ ผมไม่ได้พูดเล่น ผมพูดเรื่องน้ำแทบจะทุกครั้ง วันนี้เรื่องอ้อย เองนี่ผมถามเกษตรกรที่เป็นผู้นำในชุมชนเองว่าสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือคืออะไร เรื่องราคาแน่นอนอยู่แล้วนะครับ เป็นเรื่องที่มาตรฐาน แต่ว่าสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนและถือว่า น่าจะเป็นปัญหาหลัก ๆ เลยก็คือเรื่องแหล่งน้ำ ทุกวันนี้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยเวลาเก็บเกี่ยว ผลผลิต ปรากฏว่าค่าซีซีเอส (C.C.S.) หรือว่าค่าความหวานจะน้อยลงครับท่านประธาน เพราะว่าน้ำน้อย เวลาน้ำไม่มีทำให้อ้อยนี่ค่าความหวานก็จะลดต่ำลงไปด้วย พอค่าซีซีเอส (C.C.S.) ต่ำ ราคาต่อตันก็จะน้อยลง ก็ยังฝากไปนะครับ นอกจากเรื่อง พ.ร.บ. แล้ว ปัญหา ที่มองข้ามไม่ได้ครับ เรื่องของการพัฒนาแหล่งน้ำให้เกษตรกร ถ้าเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มีแหล่งน้ำที่ดี ลดต้นทุนการผลิตก็จะต่ำไปนะครับ ราคาอ้อยเราก็ไม่รู้นะครับ อาจจะไม่ต้อง ถึงพันก็อาจจะอยู่ได้นะครับ เพราะว่าค่าความหวานสูง ไปขายก็ได้ราคา อันนี้ต้องฝาก เป็นโจทย์หนึ่งว่านอกจากเรื่องของพระราชบัญญัติที่จะมีการปรับปรุงแก้ไข สิ่งที่เราจะทำให้ ปัญหาของเกษตรกรลดน้อย ไม่ว่าจะปลูกอ้อยเกษตรกรอื่นก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นชาวนานี่ คล้าย ๆ กันนะครับ คล้าย ๆ กัน คือต้นทุนเขาสูง ทำให้ราคานี่ก็ต้องขายสูงไปด้วย แต่ถ้าเรา ลดต้นทุนในเรื่องของแหล่งน้ำซึ่งสำคัญที่สุด ทุกวันนี้ต้นทุนไปอยู่ที่เรื่องแหล่งน้ำเสียมาก ถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องนี้กันได้ต้องขอฝากทางรัฐบาลด้วยนะครับ วันนี้มีโครงการมากมาย ที่เราได้พิจารณา แล้วถ้าเราพัฒนาแหล่งน้ำลดต้นทุนได้เรามีร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่แล้ว ผมเชื่อว่าเรื่องราคาก็เป็นเรื่องรองนะครับ น่าจะเป็นเรื่องรองไปเลย ถ้าเราลดต้นทุนได้ แล้วมีระบบการแบ่งปันผลพลอยได้จากผลิตภัณฑ์อ้อย ให้เกษตรกรได้อย่างเป็นธรรม🔗

สุดท้ายผมก็ขอสนับสนุนร่างที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอว่าจะสามารถทำให้ เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยมีร่างพระราชบัญญัติที่เป็นธรรม แล้วก็ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับ เกษตรกรครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านอัครเดชครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ทั้งในส่วนของ ครม. เอง ที่เสนอโดยท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ แล้วก็ในส่วนของทางภาคประชาชนที่มี ท่านปารเมศ โพธารากุล ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทยได้เสนอเข้ามารวมกับ ร่างอื่นอีก ๖ ร่าง รวมเป็น ๘ ร่างของพรรคการเมืองต่าง ๆ กระผมเองก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับว่าที่มาอภิปรายในวันนี้ก็พูดในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการปลูกอ้อยเยอะเป็นลำดับต้น ๆ ของประเทศไทย แล้วก็ พูดในฐานะที่เป็นลูกเกษตรกรชาวไร่อ้อยด้วยนะครับ ก่อนที่คุณพ่อผมจะเลิกปลูกอ้อย เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ผมเองก็โตมากับชาวไร่อ้อย ท่านปารเมศหรือท่านกำนันบอย ท่านก็เป็น อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านก็ทราบดี เพราะว่า ผมเองนั้นเข้าใจถึงจิตใจของพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยนะครับ เพราะว่าเป็นลูกเกษตรกร ชาวไร่อ้อยมาก่อน อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าการแก้ไขพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ในครั้งนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีนะครับที่ภาคประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่อ้อยจะได้มีส่วนร่วมกับฝ่ายนิติบัญญัติในการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งล่าสุดนั้นก็ออกมาตั้งแต่ ปี ๒๕๒๗ ก็ถือว่าเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ก็ถึงเวลาที่จะต้องแก้ไขให้เข้ากับสถานการณ์ ทั้งภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงเทคโนโลยีในเรื่องของการผลิตอ้อย สภาวการณ์ความเปลี่ยนแปลง ไปที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ตอนที่ผมได้มีการพิจารณา ในส่วนของกฎหมายตรงนี้ได้เจอร่าง พ.ร.บ. ของ ครม. ที่พิจารณาโดยวิป (Whip) รัฐบาล ผมเองก็เป็นวิป (Whip) รัฐบาลครับ ก็ได้มีการพิจารณา ตรงนี้เราก็พบว่าร่างของ ครม. นั้น มีการแก้ไขให้เป็นไปตามกฎของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าเราเอง ต้องอยู่ในสังคมโลก แล้วต้องเป็นสมาชิกของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่เราจะต้องเคารพ ในกฎเกณฑ์ กติกาของโลก ซึ่งทางร่างของ ครม. นั้นก็มีแก้ไขให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่าง องค์การการค้าระหว่างประเทศ อันนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทาง ครม. ก็ต้องดำเนินการ🔗

ในส่วนของ พ.ร.บ. ที่เสนอโดยภาคประชาชน ซึ่งวันนี้ก็มีผู้แทน ภาคประชาชนเข้ามาร่วมชี้แจงหลายท่าน ผมเองก็สนับสนุนครับ เพราะว่าในส่วนของ ร่างของภาคประชาชนนั้น ก็ได้มีการพูดถึงในการแก้ไขส่วนแบ่งรายได้ที่จะต้องแบ่งระหว่าง ผู้ประกอบการโรงงานกับในส่วนของเกษตรกรชาวไร่อ้อย โดยการนำเอทานอล (Ethanol) เข้ามาคำนวณเพื่อแบ่งให้กับพี่น้องเกษตรกรด้วย ซึ่งที่ผ่านมาตรงนี้ไม่ได้รับการมาคำนวณ เป็นส่วนแบ่งให้กับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งก็ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะว่าปัจจุบันนี้ท่านประธาน ก็ทราบครับว่าเอทานอล (Ethanol) นั้นถือว่าเป็นพลังงานทางเลือกที่มีราคาสูง แล้วก็ทำ รายได้ให้กับโรงงานน้ำตาลมาเป็นระยะเวลาช้านานแล้ว ฉะนั้นการปรับปรุงกฎหมายตรงนี้ ตามความต้องการของภาคประชาชนนั้น ก็จะทำให้การแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้กับ พี่น้องเกษตรกรนั้นเกิดความเป็นธรรม ก็ขอสนับสนุนด้วย🔗

ส่วนที่ ๒ ก็คือในเรื่องของคณะกรรมการบริหารกองทุนที่มีการเปลี่ยนแปลง สัดส่วนคณะกรรมการ เพราะที่ผ่านมาคณะกรรมการกองทุนต้องยอมรับอย่างหนึ่งครับว่า ถ้ามีที่มาที่แตกต่างกันไป ความเป็นธรรมของการบริหารกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น ก็จะไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงในตรงนี้ผมเองก็สนับสนุนให้ พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยนั้นเข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหารกองทุนมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ ผมก็จะพูดในประเด็นถัดไปเพราะว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของการแก้ไขปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ด้วย ที่กำลังจะเป็นปัญหาใหม่ของประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของพี่น้องประชาชน จะพูดในประเด็นถัดไป🔗

ส่วนที่ ๓ ก็คือเรื่องของการสร้างความสามัคคีให้กับพี่น้องเกษตรกร ที่วันนี้ ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชาวไร่อ้อยจะเป็นสมาชิกสถาบันชาวไร่อ้อยได้เพียงแห่งเดียว ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓๕ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าเราให้ชาวไร่อ้อยเป็นสมาชิกได้ หลายสถาบัน ก็จะเกิดสิ่งที่ไม่เป็นธรรมแล้วก็สร้างความแตกแยกให้กับพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่อ้อย ฉะนั้นตรงนี้ผมเองก็ส่งเสริมที่จะให้กฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชนกำหนดให้ ชาวไร่อ้อยนั้นสามารถที่จะเป็นสมาชิกของสถาบันชาวไร่อ้อยได้เพียงแห่งเดียว อันนี้ก็เป็น ๓ เหตุผลหลัก ๆ ที่ผมจะได้สนับสนุน พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายในส่วนของ ภาคประชาชน🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมบอกว่าผมจะพูดคุยถึงเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เพราะว่าตอนนี้เกษตรกรชาวไร่อ้อยถือว่าเป็นจำเลยของสังคม โดยเฉพาะที่ จังหวัดราชบุรี ผมเองนั้นได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในจังหวัดราชบุรี ก็ได้มีการไปพิจารณาประชุมที่จังหวัดราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง แล้วก็ได้มีการรับทราบปัญหาว่าฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในต่างจังหวัดนั้นส่วนหนึ่งมาจาก การเผาไร่นา โดยเฉพาะในส่วนของนาข้าวแล้วก็ไร่อ้อย ตรงนี้ถ้าเรามีคณะกรรมการบริหาร กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ผมคิดว่ากองทุนบางส่วนนั้นสามารถสนับสนุนให้ชาวไร่อ้อยนั้น สามารถที่จะจัดซื้อเครื่องจักรกลในการที่จะลดปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานได้ เมื่อไม่กี่วันนี้ ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ท่านได้มอบหมายให้เลขานุการประจำตัวท่านไปที่อำเภอบ้านโป่ง แล้วก็ที่อำเภอท่าม่วง ทั้งจังหวัดราชบุรีและจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อที่ท่านจะได้รณรงค์เรื่องของการตัดอ้อยสด ลดปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ให้กับพี่น้องประชาชนทั้งที่จังหวัดราชบุรี แล้วก็จังหวัดกาญจนบุรี ก็ถือว่าท่านเป็นรัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์เป็นอย่างยิ่งที่ได้รณรงค์ และให้ความสำคัญในการให้พี่น้องเกษตรกรได้ตัดอ้อยสด ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วท่านได้ มอบหมายให้เลขานุการรัฐมนตรีไปมอบเครื่องสางใบอ้อย ซึ่งเป็นการลดเรื่องของการจุดตัด ก็ถือเป็นวิสัยทัศน์ของท่าน ผมในฐานะตัวแทนของพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยจังหวัดราชบุรี ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มา ณ โอกาสนี้ที่ท่านได้เห็นความสำคัญ ฉะนั้น ถ้ากฎหมายตรงนี้ได้รับการแก้ไขให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนที่มาจากเกษตรกรมากขึ้น ผมคิดว่าอนาคตเงินจากกองทุนนี้ก็สามารถที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการที่จะช่วยพี่น้องเกษตรกร ในการจัดหาเครื่องจักรกลในการตัดอ้อย ซึ่งปัจจุบันนี้เครื่องจักรกลมีราคาสูง ถ้าเรามี การบริหารกองทุนในการช่วยเหลือตรงนี้ อนาคตในการจุดตัดอ้อยในการที่จะเกิดไฟไหม้อ้อย ก็จะลดลงไป ก็จะเป็นการสร้างสุขภาพอนามัยแล้วก็สิ่งแวดล้อมให้กับพี่น้องประชาชนทั่วไปได้ ตรงนี้ก็ขอฝากทางท่านรัฐมนตรีที่ท่านจะได้สนับสนุนภารกิจในการที่จะได้ตัดอ้อยสด ให้มากขึ้น ก็ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้🔗

โดยสรุปครับท่านประธานก็ขอสนับสนุนในส่วนของ พ.ร.บ. อ้อย และน้ำตาลทรายในส่วนที่ ครม. เสนอเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ที่เรามี ปัญหาฟ้องร้องกัน กับส่วนที่ ๒ ก็คือ พ.ร.บ. ในส่วนของภาคประชาชนที่มีการแก้ไข ๓ ประเด็นหลัก ๆ ที่ได้อภิปรายไปแล้ว กระผมเองก็ขอได้ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะ ตั้งขึ้นในส่วนนี้ได้พิจารณานำกฎหมายทั้ง ๘ ฉบับ นำส่วนที่ดีต่าง ๆ มาพิจารณาและแก้ไข ออกเป็นกฎหมายใหม่เพื่อพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยต่อไปในอนาคต ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เหลืออีก ๒ ท่านสุดท้ายแล้วนะครับ ท่านอภิชาติ ศิริสุนทร กับท่านอนันต์ เชิญท่านอภิชาติก่อนครับ🔗

นายอภิชาติ ศิริสุนทร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมดู ร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ส่งเข้ามาพิจารณาในสภาแห่งนี้ รวมทั้งสิ้น ๘ ร่างนะครับ มีทั้งร่างของรัฐบาล ร่างของเพื่อนสมาชิก และร่างของพี่น้อง ประชาชน ท่านประธานครับ เรื่องพี่น้องชาวไร่อ้อยเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอมาโดยรัฐบาล เพื่อนสมาชิกและพี่น้องจึงต้องพิจารณาโดยละเอียด นะครับ เพราะมันจะส่งผลกระทบต่อพี่น้องชาวไร่อ้อยโดยตรง ซึ่งเท่าที่ผ่านมาเขาก็ได้รับ ผลกระทบในเรื่องของราคามามากพออยู่แล้ว ดังนั้นถ้าจะแก้กันจริง ๆ ต้องดูรายละเอียด ดูหลักการให้ครบให้ถ้วน ท่านประธานครับ ก่อนอื่นร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายฉบับที่ รัฐบาลเสนอซึ่งผมจะอภิปรายต่อไปนี้ มันสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดในการแก้ไขปัญหา มันสะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจต่อการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวไร่อ้อย หรือแก้ไขปัญหา ให้ใครกันแน่ ตามที่เพื่อนสมาชิก ส.ส. ศิริกัญญาได้อธิบายความละเอียดไปแล้วนั้นนะครับ ในเรื่องที่มาของ พ.ร.บ. ฉบับของรัฐบาล ผมเข้าใจว่าน่าจะได้รับแรงกดดันจากรัฐบาลบราซิล ที่ฟ้องรัฐบาลไทยต่อดับเบิลยูทีโอ (WTO) ดังนั้นจึงเป็นสาระสำคัญหลักที่รัฐบาลต้องแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่การแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้มันไม่ได้สะท้อนถึงการแก้ไขปัญหาของพี่น้อง ชาวไร่อ้อยเลย ร่างของรัฐบาลแก้ไขเพียงไม่กี่มาตราครับ เพื่อเอาใจใครครับ ไม่ได้เอาใจ เกษตรกร ถ้าไปดูในรายละเอียดของร่างรัฐบาลแก้น้อยมาตราแต่ก็ยังมีปัญหา ยังมีข้อสังเกต ให้ผมเห็นได้ อย่างเช่น กรณีที่ไปแก้มาตรา ๓ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับ ไปแก้มาตรา ๑๔ วรรคสี่ ของ พ.ร.บ. ฉบับเดิมที่ไปแก้เนื้อหาสาระเรื่องของไม่มีตัวแทนของชาวไร่อ้อย และตัวแทนของโรงงาน คณะกรรมการก็สามารถที่จะดำเนินการประชุมพิจารณาในเรื่อง สาระสำคัญต่อได้ นี่มันสะท้อนอะไรครับ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลร่างฉบับนี้ต้องการกีดกัน การมีส่วนร่วมครับ เพราะคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายถือว่าสำคัญ ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเขาโดยตรงชาวไร่อ้อยนี่ ซึ่งเขาได้รับความเจ็บปวดก็ถือว่าสำคัญ ดังนั้นในคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายจะขาดเขาเหล่านั้นไม่ได้ ยิ่งต้องเพิ่มสัดส่วนของ การมีส่วนร่วมของพี่น้องชาวไร่อ้อยในคณะกรรมการชุดนี้มากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำไป แต่อันนี้ พยายามที่จะลดครับ ลดบทบาท ไม่มีตัวแทนของภาคประชาชน ภาคพี่น้องชาวไร่อ้อย คณะกรรมการก็สามารถที่จะพิจารณาประชุมญัตติวาระต่าง ๆ ได้ ผมว่าขาดหลักการมี ส่วนร่วม ขาดหลักตัวแทนของกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นผมว่าต้องไปแก้ไข นะครับมาตรานี้ ต้องไปเพิ่มสัดส่วนของพี่น้องชาวไร่อ้อยให้มากกว่านี้ด้วยซ้ำไป แล้วก็เพิ่ม สัดส่วนของพี่น้องชาวโรงงาน อันนี้คือข้อสังเกตมาตราหนึ่งที่ผมเห็นนะครับ ตัดเงินอุดหนุน รัฐบาลออกจากกองทุน อันนี้ผมก็ถือว่าเป็นสาระสำคัญนะครับ แต่พอตัดแล้วท่านก็ไป เปลี่ยนแปลงจากการเอาเงินกองทุนมาอุดหนุนราคาอ้อย เป็นการหักเกษตรกรในปีต่อ ๆ ไป เป็นการเพิ่มภาระนะครับ ลองไปคิดรายละเอียดดูดี ๆ นะครับ อันนี้ก็หมายความว่าอ้อย ขั้นต้นก่อนเริ่มฤดูการผลิตที่คณะกรรมการได้กำหนดราคาไปแล้ว ถ้าราคามันสูงต่ำเหลื่อมล้ำ กันก็ไปหักในปีต่อ ๆ ไป ผมยังมีข้อสังเกตว่าตัวนี้มันเป็นการผลักภาระให้พี่น้องเกษตรกร หรือเปล่า ดังนั้นต้องไปดูรายละเอียด ต้องไปตีความให้ดีในประเด็นตรงนี้นะครับ ท่านประธานครับ สาระสำคัญที่สุดก็คือเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ ๗๐ ๓๐ คำว่า ผลพลอยได้ ผมว่ามันไม่ใช่ผลพลอยได้หรอกครับ มันเป็นผลที่ได้จากผลผลิตน้ำมือของพี่น้อง เกษตรกรชาวไร่อ้อยโดยแท้ ดังนั้นผลผลิตทั้งหมดที่ได้จากอ้อยและน้ำตาล พี่น้องเกษตรกร ควรที่จะได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์จากน้ำพักน้ำแรงของเขา ท่านประธานสังเกตไหมครับ ว่าตอนนี้การผลิตน้ำตาลจะมีโรงงานผลิตเอทานอล (Ethanol) โรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวล เทียบ ๆ กันไป จากการศึกษาของธนาคารโลกนี่นะครับ ราคาผลผลิตอย่างอื่น ผลพลอยได้ มีมูลค่าสูงกว่าราคาน้ำตาลทรายถึง ๓ เท่าตัวนะครับท่านประธาน ดังนั้นไม่ชอบธรรมเลย ที่รัฐบาลจะไม่พูดเรื่องนี้ให้ชัดเจน เรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ของพี่น้องชาวไร่อ้อย เพราะนั่นคือ เกิดจากผลผลิตที่เขาลงมือลงแรงด้วยน้ำพักน้ำเหงื่อด้วยการลงทุนของเขาเหล่านั้น ดังนั้นร่าง ของรัฐบาลต้องสะท้อนถึงความจริงใจในการที่จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องชาวไร่อ้อยให้ชัดเจน ผมไม่สามารถที่จะรับร่างของรัฐบาลได้ครับ แต่ผมขอสนับสนุนร่างของพี่น้องประชาชน ที่สะท้อนเห็นปัญหาของตัวเอง ผมหวังว่ารัฐบาลต้องเอากลับไปคิด เอาไปแก้ไขให้มันสะท้อน ถึงความจริงใจต่อพี่น้องประชาชนโดยแท้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านอนันต์ ผลอำนวย ครับ เชิญครับ🔗

นายอนันต์ ผลอำนวย กำแพงเพชร

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอนันต์ ผลอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอ้อย และน้ำตาลทรายทั้ง ๘ ฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขอบคุณกระทรวงอุตสาหกรรม โดยท่านรัฐมนตรีสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายมา ที่เหตุที่ผมบอกว่าสนับสนุนทั้ง ๘ ฉบับ เพราะว่าทั้ง ๘ ฉบับรวม ๆ กันแล้วมันเกิดประโยชน์ ทั้งเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลทราย ถ้ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่เสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามา โอกาสจะแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย คงจะยาก ๓๖ ปีของการรอคอยของเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั้งประเทศเป็นการรอคอย ที่ยาวนานมาก ในปี ๒๕๒๗ ในปีที่มีกฎหมายอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับแรกในประเทศไทย ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลในขณะนั้นดีใจเพราะไม่ต้องเกิดปัญหาในการโต้เถียง แล้วก็โต้แย้งกัน คิดว่าทุกอย่างจะเข้าสู่ระบบ แต่ ๓๖ ปีผ่านไปพัฒนาการของเทคโนโลยีและเครื่องจักร ตลอดจนพัฒนาการของ ชาวไร่อ้อยมันก็เปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้เสนอร่างทั้ง ๘ ร่าง แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าถ้าเรามาดูเกษตรกรชาวไร่อ้อย ใน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าราย ถ้าเป็น ภาษาที่เขาเรียกกันในโรงงานน้ำตาล เขาเรียก โควตา เขาเรียกหัวหน้าโควตา มีประมาณ ๑๗๘,๐๐๐ โควตา ในพื้นที่การเพาะปลูกอ้อย ๑๐ ล้านไร่ และโรงงานน้ำตาลในขณะนี้ คาดว่าประมาณสัก ๕๗ โรงงาน นี่คือ ๒ ส่วนที่ต้องเดินไปด้วยกัน🔗

ในส่วนของชาวไร่อ้อย ผมกราบเรียนท่านประธานว่าใน ๓๐๐,๐๐๐ ราย ๑๗๘,๐๐๐ โควตา เป็นเกษตรกรรายย่อย ๗๘ เปอร์เซ็นต์ มีอ้อยไม่ถึง ๕๐๐ ตัน อยู่ ๗๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วถัดมาอีก ๑๒ เปอร์เซ็นต์ มีอ้อยต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ตัน ส่วนชาวไร่อ้อย รายใหญ่ ๆ ที่มีอ้อย ๑,๐๐๐ ตันขึ้นไป ถึง ๕,๐๐๐ ตัน ๖,๐๐๐ ตัน ๑๐,๐๐๐ ตัน ๒๐,๐๐๐ ตัน เป็น .๐๑ .๐๒ เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั้งระบบ ดังนั้นจะเห็นว่า คนที่ปลูกอ้อยในประเทศไทยขณะนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวไร่อ้อยรายย่อย เป็นเกษตรกร ที่น่าสงสารมาก อันนี้พูดไม่ได้บอกจะมาหาเสียงหรือจะทำอะไร แต่พูดในพื้นฐานของ ความเป็นจริงว่าในพื้นที่ ๑๐ ล้านไร่ คน ๓๐๐,๐๐๐ คน มีแต่คนจนเป็นหลัก พอเกษตรกร รายย่อยเขาเกิดปัญหาอะไรครับ เขาเกิดปัญหาก็คือ ๑. รายย่อยจะลงทุนทางเครื่องจักร ก็ลงทุนไม่ได้ จะใช้เครื่องจักรจะซื้อก็ซื้อไม่ได้ จะซื้อรถไถก็ซื้อไม่ได้ ในท้ายที่สุดเกษตรกร รายย่อยก็ต้องไปเป็นลูกไล่ของนายทุน เอารถเถ้าแก่มาไถ ไปเอาปุ๋ย เอายาเถ้าแก่มา หน้าตัดทั้งรถบรรทุกอ้อย ทั้งปุ๋ย ยา ทั้งเงินอะไรต่าง ๆ ก็เป็นดอกเบี้ย กลายเป็นว่า เป็นลูกน้องของกลุ่มนายทุนไป เพราะฉะนั้นถ้าการแก้ไขกฎหมายอ้อยและน้ำตาลทราย ทั้ง ๘ ฉบับมันทำให้เกิดสมบูรณ์ทั้งระบบ เกษตรกรชาวไร่อ้อยก็ได้ประโยชน์ เกษตรกร โรงงานน้ำตาลก็ได้ประโยชน์ ถ้าเกษตรกรรายย่อยเข้มแข็ง โรงงานก็เข้มแข็งด้วย🔗

ครั้นในประเด็นถัดมา วันนี้ระบบการซื้อขายอ้อยในประเทศไทย ซื้อขาย ด้วยระบบความหวาน เกษตรกรชาวไร่อ้อยไปขายอ้อยให้โรงงานก็คิดเป็นซีซีเอส (C.C.S.) สมมุติ ๑๐ ซีซีเอส (C.C.S.) ๘๐๐ บาท ต่อไปอีกซีซีเอส (C.C.S.) ละ ๕๐ บาท ๘๐ บาท ก็แล้วแต่การกำหนด แต่สิ่งหนึ่งผมอยากกราบเรียนท่านประธานไปว่า สิ่งหนึ่งไม่รู้ว่า ลืมไปหรือเปล่าว่าในขณะที่เรากำหนดประสิทธิภาพของเกษตรกรชาวไร่อ้อยด้วยความหวาน ประสิทธิภาพของโรงงานได้กำหนดหรือไม่ โรงงาน ๕๐ กว่าโรงในประเทศไทย มีการกำหนด คุณภาพของการสกัดน้ำอ้อยออกจากลำอ้อยหรือไม่ โรงงานที่ทันสมัย อ้อยตันหนึ่งอาจจะได้ น้ำตาล ๑๐๕ กิโลกรัม โรงงานที่ไม่ทันสมัยเป็นโรงงานเก่าแก่อาจจะมา ๘๐-๙๐ กิโลกรัม แล้วก็กลับเข้าไปสู่ในระบบแบ่งปันผลประโยชน์🔗

ในประเด็นถัดมา ขณะนี้เราก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าเมื่อ ๓๖ ปีที่แล้ว อ้อยก็เป็นน้ำอ้อยออกมา แล้วก็ไปสกัดเป็นน้ำตาล แล้วก็จบกันไป แต่พัฒนาการมาถึงขณะนี้ กากอ้อยขายได้ กากตะกอนอ้อยขายได้ กากน้ำตาลขายได้ และอ้อยสามารถผลิต เป็นพืชอุตสาหกรรมคือทำเอทานอล (Ethanol) ได้ เพราะฉะนั้นในระบบเหล่านี้ ผมยังคิดว่า ในวันที่ตั้งคณะกรรมาธิการแล้ว ควรจะกลับมาดูกันให้มันชัดเจนและให้มันครอบคลุม แล้วเกิดความเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ให้มันเกิดขึ้นได้ ถ้าวันนี้กฎหมายอ้อยและน้ำตาลทราย ทั้ง ๘ ฉบับ ถ้าเอามาผสมผสานให้มันเกิดประโยชน์ทั้งเกษตรกรชาวไร่อ้อย เกิดประโยชน์ ทั้งโรงงานน้ำตาล ผมยังคิดว่าอุตสาหกรรมนี้จะเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ไทยส่งออกน้ำตาลเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตน้ำตาล และผลิตอ้อยได้ดี ถึงแม้ว่าวันนี้ผลผลิตต่อไร่ยังต่ำ แต่ผมคิดว่าในอนาคตด้วยเทคโนโลยี ด้วยความรู้ความสามารถ และด้วยความตั้งใจของชาวไร่อ้อย ถ้าเขามีกำลังพอ ได้รับ ความเป็นธรรมจากกฎหมายอ้อยและน้ำตาล มันก็จะทำให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ในประเทศไทยสามารถเดินต่อไปได้ ส่วนรายละเอียดและวิธีการเราคิดว่าเราไปคุยกันในกรรมาธิการ รัฐบาลที่เสนอมาผมคิดว่า ก็มีความจำเป็น เพราะขณะนี้บราซิลฟ้องดับเบิลยูทีโอ (WTO) ว่าไทยใช้กฎหมายอ้อยและน้ำตาล ใช้ พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายฉบับเก่าโดยใช้กองทุนอ้อยและน้ำตาลไปทำให้เกิด ความได้เปรียบเสียเปรียบกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลกับประเทศที่ด้อยพัฒนากว่า ทีนี้ถ้าเมื่อเราปรับปรุงแก้ไขตามที่รัฐบาลเสนอมาปัญหานี้ก็จบไป ในประเด็นกฎหมาย ระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นเราก็จะเหลือเรื่องของภายในประเทศที่เราต้องมาจัดแล้วก็ทำให้ มันเข้ารูปเข้ารอย ผมยังคิดว่า ๓๖ ปีของการรอคอยของเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เขาจะได้รับ ความเป็นธรรมนี่ เขาจะได้มีกำลังใจ แล้วก็มีความเข้มแข็งในการที่จะพัฒนาอ้อยของเขาให้ เกิดประโยชน์ แล้วเกิดเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลต่อไปครับ ขอบคุณ มากครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อนุญาต ให้อีกท่านครับ ท่านยศวัฒน์เชิญครับ🔗

นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน กาญจนบุรี

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ครับ ผม ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย เขตที่ ๓ อำเภอท่ามะกา อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ผมต้องขอกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่านครับ จริง ๆ แล้วด้วยการที่ผมอภิปรายขอเป็นคนสุดท้าย ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่เมตตาและกรุณาครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็น ประโยชน์กับพี่น้องชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่พี่น้องชาวไร่อ้อยของ จังหวัดกาญจนบุรีอย่างเดียวครับ ท่านประธานครับ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เป็นลูกหลานของ ชาวไร่ จำความได้ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ คุณตาเป็นกำนัน แต่อาชีพหลัก ๆ ที่เลี้ยงดูครอบครัว ช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชนนั้นมาจากการทำไร่อ้อยควบคู่ไปกับคหบดีที่ทำงานร่วมกัน ก็คือเจ้าของโรงงานน้ำตาลต่าง ๆ ในอำเภอท่ามะกา ในจังหวัดกาญจนบุรีครับถือว่าในอดีตนั้น เป็นจังหวัดที่เป็นแหล่งของโรงงานที่ผลิตน้ำตาล เทียบได้ว่าเป็นลำดับต้นของประเทศไทย แล้วก็ขณะเดียวกันครับ ตามที่เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่านในสภาแห่งนี้ได้อภิปราย ถึงกฎหมายในส่วนของอ้อยที่ออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ตอนนั้นผมเองได้รับทราบ ได้รู้เรื่อง แล้วอยู่ในวัย ๔ ขวบด้วยกัน ก็ซึมซับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แล้วก็ได้เห็นได้ยินมาโดยตลอดว่า ชาวไร่นั้นมีผลกระทบกับเรื่องราคา ๑๐ ปีจะยิ้มออกสักครั้งหนึ่ง ในช่วงที่ผ่าน ๆ มา แล้วก็ได้รับการร้องเรียนมาโดยตลอดตั้งแต่เข้ามาทำงานการเมืองในเรื่องของราคาพืชผล ทางการเกษตร แล้วก็โดยเฉพาะราคาอ้อย วันนี้ครับปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพ่อแม่พี่น้องชาวอ้อยนั้น รับรู้ว่าอ้อยใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด แล้วก็สนับสนุนในส่วนของที่อภิปรายไปทั้งหมดนะครับว่า วันนี้อยากที่จะให้แก้ไขในส่วนของราคาได้มีการแบ่งปันนะครับ กากอ้อยจะเอาไปทำอะไร ได้หลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะในส่วนของพลังงาน วันนี้พ่อแม่พี่น้องประชาชนไม่ได้ไม่ใช่ ไม่รับรู้นะครับ รับรู้กันทั้งหมด เขารอคอย รอคอยมานานว่าจะแก้ไขอย่างไร ผมคงจะไม่ให้ เสียเวลากับสภาแห่งนี้นานมาก เพราะว่าขอสนับสนุนทั้งหมดในส่วนที่สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้นำเสนอไป แล้วก็ต้องขอกราบขอบพระคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่าน คณะกรรมาธิการทุกท่านที่วันนี้เราจะเอาจริงเอาจังเพื่อที่จะแก้ไขที่คาราคาซัง มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ วันนี้ครับปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปากท้องของพ่อแม่พี่น้องประชาชนของ ประเทศเราขึ้นอยู่กับการเกษตร โดยเฉพาะชาวไร่แล้วก็ชาวนา หวังเป็นอย่างยิ่งนะครับว่า กฎหมายที่เรากำลังจะแก้ไข พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านศุภชัย ใจสมุทร ได้นำเสนอถึงแนวทางในการที่จะแก้ไข แล้วก็พรรคภูมิใจไทยก็ยืนยันว่าจะเป็นส่วนหนึ่ง ที่จะนำปัญหาของพี่น้องชาวไร่นั้นไปแก้ไขโดยเฉพาะในเรื่องราคาการเกษตร ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถือว่า ปิดการอภิปรายนะครับ การอภิปรายได้ยุติลงเพื่อจะลงมติ แต่ก่อนลงมตินั้นผู้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติมีสิทธิสรุปนะครับ อีก ๑ ครั้ง ร่างของรัฐบาลติดใจไหมครับ ของท่านอนุทินครับ พรรคภูมิใจไทยจะใช้สิทธิสรุปไหมครับ ของท่านวีระกรล่ะครับ จะสรุป ไหมครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ กราบเรียนท่านประธานว่าในวันนี้ทั้ง ๘ ญัตติที่เข้ามาเพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติอ้อย และน้ำตาลทราย ปี ๒๕๒๗ นี้ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญต่อพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั้งประเทศ อีกทั้งจะช่วยค้ำจุนให้อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายจะเป็นอุตสาหกรรมที่จะสร้างประโยชน์ ให้กับประเทศชาติ ในฐานะที่ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกนะครับ มันยังมีอีกหลายเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะแต่ในร่างของรัฐบาล แต่ร่างอื่น ๆ อีก ๗ ร่าง ที่เข้ามานี่ ถ้าได้พิจารณาร่วมกันอย่างนี้แล้ว การตั้งกรรมาธิการนี้ก็จะสามารถที่จะดึง เอาจุดเด่น จุดดีของแต่ละญัตติ แต่ละร่างนะครับเข้ามารวมกันได้ครับ ไม่ได้แปลว่าจะต้อง เอาร่างรัฐบาลเท่านั้นนะครับ แปลว่าของประชาชน ภาคประชาชนที่นำเสนอเข้ามาในวันนี้ ก็มีข้อดีอะไรเอามาใส่ได้หมดเลยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเพื่อประโยชน์ของพี่น้อง เกษตรกรชาวไร่อ้อยทั้งประเทศ เพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย และแม้กระทั่ง อุตสาหกรรมเอทานอล (Ethanol) ซึ่งจะก่อเกิดประโยชน์ให้กับชาวไร่อ้อยทั้งประเทศนี่ ผมอยากจะให้เพื่อน ๆ ในสภาเราครับได้มีฉันทามติครับที่เราจะส่งทั้ง ๘ ร่างนี้เข้าสู่ การพิจารณาอย่างเสียงเป็นเอกฉันท์นะครับ เพื่ออย่างน้อยครับพี่น้องเกษตรกรจะมั่นใจว่า ส.ส. ในสภา ในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชนชาวไร่อ้อยได้ให้การสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขอ้อยและน้ำตาลทราย ปี ๒๕๒๗ นี้ทั้ง ๘ ร่างนี้ร่วมกันครับ ไม่ได้ แปลว่าเราจะต้องไปเห็นด้วยกับรัฐบาลทั้งหมดนะครับ สิ่งต่าง ๆ ที่ร่างอื่น ๆ มีข้อเพิ่มเติม ข้อเสนอแนะอะไรเข้ามารวมกันได้หมดเลยครับ กรรมาธิการที่ตั้งขึ้นหวังว่าจะได้นำเอาข้อดี จากทุก ๆ ร่างครับ ทั้ง ๘ ร่างนี้เอาเข้ามาร่วมกันเพื่อการพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ มีร่างของประชาชน สรุปครับ ใช้สิทธิสรุปได้ครับ🔗

นายปารเมศ โพธารากุล ตัวแทนผู้เสนอร่าง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน กระผม นายปารเมศ โพธารากุล และประชาชนอีกจำนวน ๑๗,๘๓๙ ท่านที่ได้ยื่นกฎหมายขอแก้ไขกฎหมาย อ้อยและน้ำตาลทรายในฉบับนี้นะครับ ต้องขอขอบคุณท่านที่อภิปราย ท่านที่ยื่น ร่างกฎหมายมายังสภาแห่งนี้ รวมไปถึงท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านนะครับ เพราะว่าวันนี้พี่น้องชาวไร่อ้อยทุกท่านทั่วประเทศรอคอยกฎหมายฉบับนี้เพื่อความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น ความเป็นธรรมที่มีมากขึ้น ต้องขอขอบคุณครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เจ้าของ ญัตติที่เสนอร่างพระราชบัญญัติจะใช้สิทธิสรุปไหมครับ🔗

นายศุภชัย ใจสมุทร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ ไม่ครับ ผม ศุภชัย ใจสมุทร พรรคภูมิใจไทย🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

พรรคภูมิใจไทยไม่นะครับ🔗

นายศุภชัย ใจสมุทร แบบบัญชีรายชื่อ

ครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านอุบลศักดิ์ครับ🔗

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดลพบุรี ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน และขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คือท่านสุริยะที่กรุณา เห็นความสำคัญ ความจำเป็นพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ประสบปัญหามาอย่างช้านาน ส่วนปัญหาต่าง ๆ นั้นผมคิดว่าน่าจะไปพูดกันในกรรมาธิการได้ ดังที่ท่าน ส.ส. บางท่านได้ กรุณาเสนอแนะนำว่าทั้ง ๘ ฉบับนั้นควรจะรับร่างไปทั้งหมด แล้วก็นำไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่าจะเอาฉบับใดฉบับหนึ่งเป็นหลัก จริงอยู่ในหลักการแล้วนี่กรรมาธิการต้องขอว่า เอาฉบับไหนเป็นหลัก แต่เราก็มีเงื่อนไขว่าทุกฉบับนั้น ทุกข้อคิดเห็นนั้น และผู้ที่ให้ข้อสังเกต มานั้นเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์สูงสุด ผมคิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์ ถ้าหากเราช้านานไปก็จะทำ ให้พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยเสียโอกาสมากขึ้น ทุกวินาทีมีความหมาย ผมในนามของ กรรมาธิการ ซึ่งคงจะตั้งต่อไปนั้นที่ได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยให้มาเป็นกรรมาธิการ ในคณะนี้ และในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวแทนพี่น้องเกษตรกรทั้ง ๗๗ จังหวัด ๗,๓๘๔ กลุ่ม ซึ่งมีอาชีพทำไร่ ทำสวน ทำนา ปศุสัตว์ ในขณะเดียวกันทางสมาชิกของผมนั้นจะมีผสมกันหมด แม้แต่ทำไร่ก็ทำอ้อย ทำสวน ก็มีอ้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาวจังหวัดลพบุรีนั้นก็ทำอ้อยครึ่งจังหวัดนะครับ และจังหวัดใกล้เคียง เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ขอกราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านกรุณาช่วยกันสนับสนุนพระราชบัญญัติดังกล่าว และญัตติทั้ง ๘ ฉบับเพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุด แล้วก็ขอบคุณแทนพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เป็นการยุติการอภิปรายและเสร็จสิ้น🔗

นายสุรทิน พิจารณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ เหลือผมครับ ท่านประธานครับ ผม สุรทินครับ ร่างที่ ๘ ครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ เชิญเจ้าของร่างสรุปครับ🔗

นายสุรทิน พิจารณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ ผมดีใจ ที่เห็นภาพของร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายเข้ามาในสภาเที่ยวนี้ เป็นร่างที่จะรวมกันให้ พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยมีชีวิตที่ดีขึ้น ผมอยากกลับไปมองเห็นว่าทำอย่างไรอ้อย ในประเทศไทยมันจะมี ๑๕๐ ตัน เพิ่มเป็น ๒๐๐ ตัน ๒๕๐ ตัน เพื่อเลี้ยงชาวโลก บ้านเรา จะได้เป็นครัวโลกจริง ๆ ไม่ใช่เห็นลดลง ๆ คราวนี้ละเป็นความสำเร็จนะครับ เป็นความสำเร็จ ของพี่น้องประเทศไทย อยู่ในห้องนี้มีทุกฝ่าย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน แล้วก็ฝ่ายเกษตรกร ผมว่าอันนี้เป็นสิ่งที่เป็นนิมิตหมายอันดีแล้ว เพราะฉะนั้นก็ขอชื่นชมแล้วก็ขอขอบคุณล่วงหน้า สมาชิกทุกท่านนะครับ คือขอความเมตตาตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยทุกอย่าง ให้ชีวิตที่ดีขึ้น ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เป็นการจบการอภิปราย แล้วก็ผู้เสนอญัตติได้สรุปครบทุก ๘ ฉบับ ขั้นตอนต่อไปก็เป็น การขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติรวมกันทั้ง ๘ ฉบับหรือไม่นะครับ เนื่องจากท่านสมาชิกรับประทานข้าวอยู่ข้างนอกจำนวนมาก ก็คงจะขออนุญาตไปลงมติ สัปดาห์หน้าก็แล้วกันนะครับ วันนี้ขอปิดประชุมครับ ขอบพระคุณครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๘.๑๐ นาฬิกา