unknown · · 360 lines

(นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๓๑ นาฬิกา)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เรียน ท่านสมาชิกครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ ปรึกษาหารือตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ โดยผมจะให้ ปรึกษาหารือตามลำดับรายชื่อและเวลาที่ยื่น โดยใช้เวลาท่านละ ๒ นาที ขอท่านสมาชิกเรา ได้ช่วยกันรักษาเวลานะครับ เพื่อระเบียบวาระการประชุมของพวกเราจะได้เดินไปตามที่ ท่านประธานได้จัดวางเอาไว้ ลำดับแรก ผมจะไม่อ่านล่วงหน้านะครับ เนื่องจากว่าคิดว่าท่าน สมาชิกรู้ตัวอยู่แล้ว เพราะเป็นคนยื่นเข้ามาเอง ท่านแรกที่ผมอยากจะเชิญก็คือท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม เชิญครับ🔗

นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๗ พรรคเพื่อไทย ขอนำปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนผ่านท่านประธานให้รัฐบาล แก้ไขดังนี้ครับ🔗

๑. ให้รัฐบาลเร่งฉีดวัคซีนเข็ม ๑ เข็ม ๒ บูสต์ (Boost) เข็ม ๓ เข็ม ๔ ให้พี่น้อง ประชาชน นักรบด่านหน้า อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บุคลากรทางการแพทย์ทุก รพ.สต. ทุกโรงพยาบาล ทุกหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ทุกจังหวัดครับ ทางโรงเรียนในจังหวัดอุดรธานี และ สพฐ. ทั่วประเทศยังไม่มีเงินงบประมาณในการจัดซื้อชุดตรวจเอทีเค (ATK) เลย จึงเป็น อุปสรรคในการเปิดเรียนออนไซต์ (Onsite) เพราะกลัวโควิด-๑๙ (COVID-19) มีทั้งสายพันธุ์เก่า สายพันธุ์ใหม่ โอไมครอน (Omicron) บุตรหลาน นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง ก็ไม่ปลอดภัย ขอให้กระทรวงสาธารณสุข สปสช. กระทรวงศึกษาธิการ รัฐบาล ทำงานแบบ บูรณาการจัดการแก้ไขปัญหาด่วนครับ🔗

๒. การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังเกิด ปัญหามากมาย เช่น การจัดสรรงบประมาณกระจุกไม่กระจาย ไปสู่เทศบาล อบต. นอกจากนี้ ยังมีความซ้ำซ้อน ทับซ้อน จึงไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ตามความต้องการของท้องถิ่นและ ชุมชน จนทำให้งบประมาณตกไป เกิดความเดือดร้อนต่อท้องถิ่นและพี่น้องประชาชนทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัดครับ อยากให้รัฐบาลรีบจัดสรรงบประมาณไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แบบครบวงจร ให้อำนาจในการบริหารจัดการให้เงินงบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างแบบโปร่งใส เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ขอให้กระทรวงมหาดไทยรีบดำเนินการแก้ไข ปัญหางบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยด่วน ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เชิญครับ🔗

นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตบางกะปิ วังทองหลาง พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ด้วยกัน ๒ เรื่องนะคะ🔗

เรื่องแรก ต้องขอชื่นชมสาธารณสุข แล้วก็บุคลากรทางการแพทย์ที่ได้ดำเนินการ ฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชนไปได้กว่า ๑๐๐ ล้านโดส แต่ว่าตอนนี้เรามีเชื้อสายพันธุ์ โอไมครอน (Omicron) เข้ามาในประเทศ ก็ขออนุญาตกระทรวงสาธารณสุขต้องไม่ประมาท ต้องเร่งดำเนินการในการฉีดวัคซีนให้กับน้อง ๆ เด็ก ๆ ที่มีอายุต่ำกว่า ๑๒ ปี ต้องเร่งดำเนินการ ในการฉีดวัคซีนให้กับเด็ก ๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด แล้วที่สำคัญบ่อนการพนัน แล้วก็ตู้สล็อต แมชชีน (Slot Machine) ทางรัฐบาลต้องกำชับหน่วยความมั่นคงและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการในการตรวจสอบและควบคุมเพื่อไม่ทำให้เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ใหม่🔗

เรื่องที่ ๒ หารือท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ท่านได้กำชับไปยังสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ให้ได้ตรวจสอบในเรื่องของคลองย่อย ในพื้นที่เขตบางกะปิ วังทองหลาง ตอนนี้มีกลิ่นเหม็น แล้วก็มีสี มีการปล่อยของเสียลงไป ในคลองต่าง ๆ เช่น คลองลำสาลี คลองหัวหมากน้อย คลองยายเผื่อน คลองพังพวย และคลองวัดบึงทองหลาง ตอนนี้มีกลิ่นเหม็น ก็ขอให้ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วก็ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการเพื่อที่จะกำจัดน้ำเสียออกไป ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประเสริฐ บุญเรือง ครับ🔗

นายประเสริฐ บุญเรือง กาฬสินธุ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ บุญเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ขอปรึกษาหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗

เรื่องที่ ๑ ได้รับการร้องขอจากนายธนะสิทธิ์ ใจสงครามธนทัต และพี่น้อง ชาวอำเภอกุฉินารายณ์ว่า ขอให้กรมทางหลวงขยายช่องทางจราจรถนนหมายเลข ๒๐๔๖ ช่วงสี่แยกบ้านบัวขาวไปถึงสะพานข้ามแม่น้ำลำพะยัง ระยะทาง ๙ กิโลเมตร ด้วยหลักการ และเหตุผล ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ถนนคับแคบ การจราจรติดขัด โดยเฉพาะถ้าเป็นช่วงฤดูหีบอ้อย มีปัญหาอย่างมาก เพราะมีโรงงานน้ำตาล โรงงานเอทานอล (Ethanol) โรงงานไฟฟ้า ที่กิโลเมตรที่ ๗ ของถนนเส้นนี้ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จนมีผู้คนบาดเจ็บและเสียชีวิต เป็นจำนวนมาก จึงอยากให้กรมทางหลวงและแขวงการทางสกลนครรีบดำเนินการแก้ไข อย่างเร่งด่วน อนึ่งถนนเส้นนี้อยู่ในเขตความรับผิดชอบของแขวงการทางสกลนครที่ ๑ แต่ถนนมาอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ผมทั้งหารือ ทั้งปรึกษากับท่านที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมว่าจะมีแนวทางใดที่จะให้แผนงานของกรมทางหลวงแผ่นดินในเขตความ รับผิดชอบของแขวงการทางสกลนครที่ ๑ ให้มาอยู่ในเขตความรับผิดชอบของแขวงการทาง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๔ อำเภอ คือ อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอเขาวง อำเภอนาคู และอำเภอห้วยผึ้ง จนทำให้บางครั้งเสียโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะบางครั้ง ถ้าเป็นแผนงานงบพัฒนาจังหวัดเราจะไม่ได้เลย ยกตัวอย่างถนนเส้น ๒๐๔๖ นี้ ทางแขวงการทาง จังหวัดร้อยเอ็ดได้ทำมาเป็น ๔ เลน จะถึงสะพานที่จะเชื่อมกันของแขวงการทางสกลนคร เส้นนี้แล้วด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องขอจากท่านนายกเฉลิมศักดิ์ ชมพูเลิศ นายกเทศมนตรี ตำบลภูแล่นช้าง เรื่องขอขยายเขตไฟฟ้าเพื่อขยายที่อยู่อาศัยไปตามถนนทางหลวงท้องถิ่น หมายเลข ๒๑๐๑ เพราะพี่น้องประชาชนได้ขยับขยายออกไปตั้งบ้านเรือนหลายหลังคา ตามเกณฑ์และกำหนดของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จึงขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคช่วยดำเนินการ ให้ด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ เชิญครับ🔗

นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ดิฉันขออนุญาตหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรก จากการลงพื้นที่ในตำบลป่าร่อน อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัด สุราษฎร์ธานี ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านถึงถนนสายคีรีรอบ-กงตอ ว่าเป็นถนน ที่มีความทรุดโทรมมาก ถนนเส้นนี้เป็นถนนสายหลักที่เชื่อมระหว่างป่าร่อนกับคลองสระ มีระยะทางประมาณ ๕ กิโลเมตร ผู้คนอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ คน แต่สภาพถนนคือ เป็นถนนลูกรังมีหลุมบ่ออยู่เป็นจำนวนมาก พอฝนตกน้ำก็ท่วมขัง พอฤดูแล้งฝุ่นก็เยอะ แล้วก็มักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง อีกทั้งถนนเส้นนี้ยังเป็นถนนสำคัญที่สัญจรไปยังสถานที่ สำคัญ อันได้แก่ น้ำตกเพชรพนมวัฒน์ สำนักสงฆ์คีรีรอบ โรงเรียนคีรีรอบ ดังนั้นจึงมี ความจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะต้องสร้างให้เป็นถนนลาดยาง ดิฉันจึงอยากฝากท่านประธาน ไปยังกระทรวงมหาดไทยแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ามาจัดสรรเร่งงบประมาณ ในเรื่องนี้ด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ จากการลงพื้นที่ในตำบลช้างซ้าย อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัด สุราษฎร์ธานี ดิฉันได้รับเรื่องจากชาวบ้าน แล้วก็เกษตรกรถึงปัญหาฤดูแล้งว่า ขาดน้ำกิน น้ำใช้ แล้วก็น้ำทางด้านการเกษตร พอดิฉันได้รับเรื่องก็ประสานไปยังโครงการชลประทาน สุราษฎร์ธานี และทางโครงการก็ได้แจ้งมาบ้างว่ามีการจัดทำโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ห้วยด่าน พร้อมระบบส่งน้ำ งบประมาณ ๒๒ ล้านบาท และสถานีสูบน้ำคลองพระปิด พร้อมระบบส่งน้ำประมาณ ๒๕ ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๖๕ ไว้แล้ว แต่เกรงว่าจะถูกตัดงบไป ดิฉันจึงฝากท่านประธานไปยัง กรมชลประทานว่าอย่าตัดงบในส่วนนี้เลยนะคะ แต่ให้เข้ามาช่วยจัดสรรงบด้วย เพราะว่า ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อนมากจริง ๆ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอ หารือ ๓ เรื่อง🔗

เรื่องแรก ผมเคยตั้งกระทู้ถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมาตอบครับ ว่ายินดีที่จะยกพื้นที่ราชพัสดุ แปลง ๐๔๗๕ ให้กับกรุงเทพมหานคร เพื่อทำเป็น สวนสาธารณะขนาดย่อมให้กับชาวพระโขนง แต่ว่าเขตประสานงานไปแล้วติดระเบียบ เรื่องราชการครับ จึงอยากขอให้ทางผู้ว่า กทม. หรือท่านปลัดกรุงเทพมหานครประสานงาน ทำหนังสือไปที่กรมธนารักษ์ เพื่อใช้พื้นที่ประโยชน์แปลงดังกล่าวเป็นของขวัญให้กับ ชาวพระโขนงครับ และได้มีการประชุมหารือกับทางเขตเรียบร้อยแล้ว ทุกคนเห็นชอบครับ🔗

เรื่องที่ ๒ สืบเนื่องมาจากมีผู้แจ้งร้องเรียนมาว่ามีรถโม่ปูนทำปูนหล่นบริเวณ สะพานเข้าทางด่วนสุขุมวิท ๖๒ ผมก็ประสานงานไปกับเขตพระโขนงมาดำเนินการแก้ไข เรียบร้อยแล้วครับ ทางเขตแจ้งว่าเคยได้ทำเรื่องไปที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อปรับปรุงไฟส่องสว่างและป้ายสัญญาณให้ชัดเจนขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ และ ๒๕๕๙ ก็ยังไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข ฝากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยดำเนินการด้วยครับ🔗

เรื่องสุดท้ายผมเคยหารือเกี่ยวกับเรื่องรถไฟสายเก่าปากน้ำ ตั้งกระทู้ไป ๒ รอบว่าทางเส้นนี้ชำรุดทรุดโทรม คับแคบ และไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ มีปัญหาอุบัติเหตุ รถบรรทุกรถพ่วงชนผู้เสียชีวิตจำนวนมากครับ ข่าวล่าสุดเมื่อวันพุธที่ ๒๒ ธันวาคม ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต รถพ่วงชนนางสาวรวีพัฒน์ แก้วล่ำ พนักงานสวนสาธารณะ เขตพระโขนง เสียชีวิตและเพื่อนอีกคนก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้ทางกรุงเทพมหานครเยียวยาอย่างเต็มที่ นะครับ แล้วก็ขอบคุณท่านปลัดขจิต ชัชวานิชย์ ที่มาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพนักงานผู้ที่ได้รับ บาดเจ็บ ขอให้ทางกระทรวงคมนาคมเร่งรัดพิจารณาเรื่องที่เคยพิจารณาแล้วครับ ปรับเปลี่ยนเวลาเข้าออกรถบรรทุกในกรุงเทพมหานคร จากช่วงเวลากลางวันเป็นช่วงเวลา กลางคืนที่เคยดำเนินการพิจารณากันเที่ยงคืนถึงตีสี่ ขอบคุณและขออภัยท่านประธานที่เกิน เวลาเล็กน้อย ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เชิญท่านอนาวิล รัตนสถาพร เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายอนาวิล รัตนสถาพร ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อนาวิล รัตนสถาพร ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้กระผมมีเรื่องปรึกษาหารือกับท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาการจราจร ของพี่น้องประชาชนชาวอำเภอคลองหลวง เกี่ยวกับการสร้างสะพานข้ามแยกหรือสะพาน โอเวอร์พาส (Overpass) ในเส้นแยกคลองสาม ในอำเภอคลองหลวง เนื่องจากปัญหา การจราจรและอุบัติเหตุมีจำนวนมาก มีพี่น้องประชาชนใช้ถนนในเส้นนี้อย่างน้อยเป็นแสน ๆ คันต่อวัน รวมถึงการจราจรติดขัดมาก จึงอยากให้มีการทำสะพานโอเวอร์พาส (Overpass) ตรงแยกอำเภอคลองหลวง เส้นตำบลคลองสาม ซึ่งจะวิ่งผ่านไปยังทางด่วนที่ถนนมอเตอร์เวย์ (Motorway) ธรรมศาสตร์ กับมอเตอร์เวย์ (Motorway) ๒ ทางเลยนะครับ แยกสวนกัน ท่านประธานครับ เส้นของผมยังมี ส.ส.พิษณุ พลธี เป็นเขตที่เชื่อมติดต่อกันไปยังคลองห้า คลองหก คลองเจ็ด คลองแปด คลองเก้า ขอให้ท่าน ผอ. ไพจิตร ในแขวงทางหลวงปทุมธานี หรือกระทรวงคมนาคม ให้ดำเนินการพิจารณาปรับปรุงในถนนเส้นนี้ให้กับพี่น้องประชาชน ของผมด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านโกศล ปัทมะ ครับ🔗

นายโกศล ปัทมะ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายโกศล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เรื่องแรกผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของอำเภอแก้งสนามนาง และอำเภอบ้านเหลื่อม ตลอดจนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนในการใช้รถใช้ถนนของทางหลวงหมายเลข ๒๓๖๙ ช่วงอำเภอแก้งสนามนางถึงอำเภอบ้านเหลื่อม ที่มีสภาพคับแคบและไม่มีไหล่ทาง และพื้นผิว จราจรเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้พี่น้องประชาชนประสบอุบัติเหตุสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงบริเวณปากทางบ้านต้น ตำบลบ้านเหลื่อมและช่วงโค้ง บ้านดอนไผ่ ตำบลศรีสุข ช่วงสี่แยกบึงพะไล ตำบลบึงพะไลและช่วงตำบลบึงสำโรง อำเภอแก้งสนามนาง ดังนั้น จึงกราบเรียนมายังท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ให้จัดสรรงบประมาณไปขยายไหล่ทางและขยายพื้นผิวจราจรให้ พี่น้องประชาชนได้รับความสะดวกในการสัญจรไปมาด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ พื้นที่ผมโดยเฉพาะอำเภอบัวใหญ่ อำเภอสีดา อำเภอบ้านเหลื่อม อำเภอแก้งสนามนาง และอำเภอบัวลาย มักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่ออุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตรเป็นประจำ ท่านประธานครับ เราจะรอฝนรอน้ำ จากธรรมชาติ พี่น้องประสบปัญหา โดยเฉพาะช่วงฝนทิ้งช่วงไม่มีน้ำ เพื่อใช้ในการเกษตร ดังนั้นผมจึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าไปสำรวจนะครับ โดยเฉพาะตำบลโนนทองหลาง ซึ่งมีแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำใต้ดินเป็นจำนวนมาก ก็อยากให้ไปสำรวจแล้วก็ดำเนินการ ขุดเจาะบ่อบาดาลให้กับพี่น้องประชาชนเป็นกรณีเร่งด่วนด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพยม พรหมเพชร เชิญครับ🔗

นายพยม พรหมเพชร สงขลา

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม พยม พรหมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๓ วันนี้มีเรื่องหารือกับท่านประธานสภาเพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ🔗

เรื่องแรก อบต. เกษม อบต. ที่ตำบลพิจิตร อำเภอนาหม่อม ได้แจ้งมาว่า อ่างเก็บน้ำของชลประทาน เนื่องจากว่าสันอ่างเก็บน้ำนั้นยังไม่ได้ลาดยาง แล้วก็ฝนตกหนัก ทำให้มีลูกรังขรุขระ รถสัญจรไปมาไม่ได้สำหรับผู้คนที่จะไปใช้ประโยชน์ทางถนนสายนี้ เมื่อวานนี้ผมได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ชลประทานพร้อมด้วยเลขานุการของผมไปดูแลแล้วจะแก้ปัญหา แท้ที่จริงถนนสายนี้ทางสำนักงานชลประทาน ตลอดจนถึงอธิบดีและผู้ที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น รับปากว่าจะจัดสรรงบประมาณ ๖๘ ล้าน ประมาณปลายเดือนนี้นะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ท่าน ผอ. อัษฎา ชูสิน ผู้อำนวยการเขตประปาสงขลา ซึ่งกระผม ได้แจ้งความเดือดร้อนเรื่องน้ำประปา ในเขตตำบลฉลุง ทุ่งตำเสา ควนลัง ท่านมาดูแล้ว มาดูพื้นที่เพื่อจะดูแลสถานีเพิ่มแรงดันน้ำอีกส่วนหนึ่ง แต่ยังหาที่ไม่ได้ เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่ เลขาของผมพร้อมด้วยคณะก็ได้ดูที่ใหม่แล้ว กำลังจะแจ้งไปยัง ผอ. ประปาเพื่อแก้ปัญหา ต่อไป🔗

เรื่องที่ ๓ เรื่องประปาของเทศบาลตำบลคูเต่า ผมได้ประสานงานและ ส่งเรื่องไปนานแล้ว เมื่อวานนี้ได้พบกับท่านรัฐมนตรีมหาดไทย ท่านบอกว่าจะดูแลให้ ผมฝากเรื่องท่านไป ๓ ครั้งแล้ว ท่านก็รับปากว่าจะดูแลให้มั่นใจเหลือเกินว่าในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ คงจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตร เป็นความเดือดร้อน ของพี่น้องชาวตำบลคูเต่าจริง ๆ🔗

เรื่องที่ ๔ เรื่องน้ำท่วมหนักที่หมู่ ๔ ตำบลนาหม่อม ได้รับแจ้งจาก อบต. ว่า น้ำท่วมประจำ ตอนนี้เทศบาลเมืองคอหงส์ ได้ประสานหารือกับเทศบาลกับชลประทาน เรียบร้อยแล้วนะครับ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ สวัสดีครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านไพจิต ศรีวรขาน ครับ🔗

นายไพจิต ศรีวรขาน นครพนม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยของจังหวัดนครพนม มีความ จำเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน เนื่องจากทางเลี่ยงเมืองของพระธาตุพนมได้รับความ เดือดร้อนจากการเดินทาง การสัญจรของพี่น้อง โดยเฉพาะก็คือคนในเขตธาตุพนมที่ต้อง เดินทางขณะที่มีรถขนาดใหญ่ ซึ่งท่านประธานก็ถามผมหลายรอบว่ารถขนาดใหญ่ ซึ่งเป็น พวกอุปกรณ์จาก สปป. ลาว แล้วมาทั้งกลางวัน กลางคืนครับท่านประธาน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็มีเหตุที่พี่น้องประชาชนต้องเสียชีวิต เพราะฉะนั้นก็ต้องขอความกรุณาจากท่านอธิบดี กรมทางหลวงแผ่นดินซึ่งได้กราบเรียนท่านอยู่หลายรอบแล้วนะครับ ท่านประธานครับ อย่าคอยเลยครับ เพราะเวลาที่มันห่างจากพระธาตุพนมไม่ถึง ๕๐ เมตรนะครับ แล้วเวลา ก่อนจะไปก็จะต้องวนกลับผ่านแล้วก็ความแออัดเกิดขึ้นอยู่อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นก็ขอ ได้ให้ความกรุณาจัดงบประมาณมาให้ ซึ่งจะคอยอีก ๒ ปีก็จะนานเกินไป ผมคิดว่า ความเดือดร้อนของประชาชนคือหัวใจที่ต้องได้รับการแก้ปัญหาในการที่จะช่วยเหลือให้กับ พี่น้องประชาชน ท่านถามผมหลายรอบนะครับตัวท่านประธานเอง แล้วผมก็คอยแล้วคอยอีก เพราะฉะนั้นถึงเวลาแบบนี้ขอความกรุณาได้จัดการเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนของเราได้รับ ความสุขครับ ซึ่งเป็นความปรารถนาของบ้านเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระธาตุพนม ทั้งชาวอีสานเราและชาวไทยต่างประเทศมาอย่างมากมายในขณะนี้ กราบขอบคุณ เป็นอย่างสูงครับท่านประธาน สวัสดีครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญ ท่านฐิตินันท์ แสงนาค ครับ🔗

นายฐิตินันท์ แสงนาค ขอนแก่น

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ ขอนแก่น ตัวแทนคนเมือง พรรคภูมิใจไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญจะหารือ ท่านประธานครับ เจ้าหน้าที่ขอภาพด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายฐิตินันท์ แสงนาค ขอนแก่น

บริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข ๒ หรือถนนมิตรภาพตัดกับทางหลวงหมายเลข ๒๓๐ หรือทางเลี่ยงเมืองที่แยกซ้ายไปจังหวัด กาฬสินธุ์ ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีทางเชื่อมครับ🔗

ขอภาพต่อไป นี่คือถนนมิตรภาพ เป็นเส้นหลังของจังหวัดขอนแก่น ท่านประธานครับ นี่คือปัจจุบันครับเราจะเลี้ยวซ้ายไปจังหวัดกาฬสินธุ์ มหาสารคาม มุกดาหาร นครพนม หรือฝั่งตะวันออกทั้งหมด เราต้องตรงไปแล้วก็ยูเทิร์น (U-Turn) กลับมา แล้วก็เลี้ยวซ้ายไป บขส. ๓ แล้วยูเทิร์น (U-Turn) กลับขึ้นทางหลวงหมายเลข ๒๓๐ ซึ่งช้า และเป็นอันตรายมากครับ🔗

ขอภาพถัดไปครับ นี่คือสถาปัตยกรรมที่ทางหลวงขอนแก่นออกแบบไว้แล้ว ยังขาดงบประมาณในการก่อสร้าง ซึ่งถ้าทางหลวงเส้นนี้แล้วเสร็จจะพลิกโฉมการจราจร จังหวัดขอนแก่นให้สะดวกสบาย ปลอดภัย ไม่เพียงขอนแก่นเท่านั้นนะครับท่านประธาน พี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่เดินทางมาจังหวัดขอนแก่นจะได้ใช้ทางหลวงเส้นนี้ด้วย🔗

ขอภาพสุดท้ายเลยครับ ท่านประธานครับ จะเห็นว่าเส้นสีเหลืองที่ทำไว้ นี่คือ จุดตัดที่จะสร้างขึ้นไปเลี้ยวซ้ายไปจังหวัดกาฬสินธุ์หรือฝั่งตะวันออกทั้งหมด เพราะฉะนั้นรถที่ ออกจากตัวเมืองสามารถเลี้ยวซ้ายไปได้เลยครับ เข้าทางหลวงหมายเลข ๒๓๐ หรือทางเลี่ยง เมือง ปัจจุบันนี้มีปริมาณรถใช้อยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คันต่อวัน ในช่วงเทศกาลเพิ่มปริมาณเป็น ๑๐๐,๐๐๐ คัน ขอความกรุณาท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวงและกระทรวงคมนาคม ช่วยจัดสรรงบประมาณปี ๒๕๖๕ ถ้ามีงบเหลือจ่ายนะครับ หรือถ้าไม่ทันให้จัดสรรงบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ในการก่อสร้างทางตัดเส้นนี้ด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ตามด้วยท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ท่านเท่าพิภพน่าจะยัง ไม่ทัน เชิญท่านบัญญัติครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอหารือผ่านประธานไปถึงรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาถนนในเขต จังหวัดระยอง พื้นที่อีอีซี (EEC) ดังนี้ครับท่านประธาน🔗

ด้วยถนนสายสุขุมวิท หมายเลข ๓ ตั้งแต่ บริษัท ไออาร์พีซี อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ไปจนถึงสุดเขตตำบลกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตามแผนเขตพัฒนา พิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC) จะต้องขยายถนนเส้นนี้จาก ๔ เลน เป็น ๖ เลน เนื่องจาก มีปริมาณการจราจรจำนวนมาก ปัจจุบันมีรถยนต์พี่น้องประชาชนในพื้นที่ รถรับนักท่องเที่ยว รถเทรลเลอร์ (Trailer) รถบรรทุกสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าการเกษตรจำนวนมาก รถติดยาว เป็นกิโลเมตร โดยเฉพาะแยกตะพง แล้วก็แยกบายพาส อำเภอแกลง ก็ขอให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมได้เร่งบรรจุงบประมาณปี ๒๕๖๖ เพื่อก่อสร้างขยายถนนสุขุมวิทจาก บริษัท ไออาร์พีซี อำเภอเมือง จนถึงตำบลกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยองด้วยครับ แล้วก็ บายพาสอำเภอแกลงนั้นเป็นถนนไปกลับ ๒ เลน รถติดเป็นกิโลเมตร รถเทรลเลอร์ (Trailer) รถบรรทุกสินค้าการเกษตร อุตสาหกรรม ผมได้หารือต่อสภาผู้แทนราษฎรให้ขยายถนนเส้นนี้ เป็น ๔ เลน มานานแล้วครับท่านประธาน ทางกระทรวงคมนาคมไม่ทราบว่าลืมหรือไม่ ผมก็ขอให้ขยายถนนเส้นนี้เป็น ๔ เลนด้วย แล้วก็ขอไม่ให้ก่อสร้างโอเวอร์พาส (Over pass) ข้ามถนนสุขุมวิทในพื้นที่เทศบาลตำบลเมืองแกลง เพราะพี่น้องประชาชนไม่ต้องการนะครับ ก็ขอให้ท่านประธานช่วยให้กระทรวงคมนาคมได้จัดงบประมาณด้วย ผมจะตั้งกระทู้ให้รัฐมนตรี มาตอบในสภาอีกครั้งหนึ่งครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอับดุลอายี สาแม็ง ตามด้วยท่านคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ นะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายอับดุลอายี สาแม็ง ยะลา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ อำเภอกรงปีนัง อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ผมขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗

เนื่องจากว่าวันนี้ประเทศเพื่อนบ้านของเราประสบปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม เป็นอย่างมาก ดังที่เห็นในภาพที่ขึ้นจอ ณ ขณะนี้ แล้วก็มีคนไทยที่อยู่ในประเทศนั้นหลาย ๆ รัฐ รัฐกลันตัน รัฐตรังกานู รัฐปะหัง แล้วก็รัฐสลังงอร์ ซึ่งมีผลกระทบในเรื่องของวิถีชีวิต ส่วนใหญ่ ก็เป็นคนตามร้านต้มยำที่อยู่เขตมาเลเซีย ซึ่งทำรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นแสนล้านต่อปี ก็อยากจะให้ท่านประธานประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อที่มาดูแลคนไทยที่ ประสบภัยพิบัติเหล่านี้ด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ผมจะติดตามเรื่องปัญหาของโรคใบยางร่วงชนิดใหม่ที่เกิดในพื้นที่ ภาคใต้ทั้งหมด ผมอาจจะพูดเฉพาะแค่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดสงขลาบางส่วน ซึ่งพื้นที่ความเสียหายที่เกิดประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งเกิดตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ จนถึงปัจจุบันรวม ๓ ปีแล้วความเสียหายที่เกิดต่อรายได้ของพี่น้องเกษตรกร ชาวสวนยางพาราก็เกือบ ๗๐๐,๐๐๐ แสนล้านบาทนะครับท่านประธาน เฉพาะโรคนี้ทำให้ยาง มันลดลงไปกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาอาจจะต้องใช้งบประมาณเป็น พันล้านบาท ก็จะใช้งบกองทุน กยท. ก็คือการยางแห่งประเทศไทย ก็ไม่สามารถที่จะใช้ได้ เพราะว่าทาง สตง. ก็บอกว่าใช้แล้วผิดประเภท ณ ขณะนี้ก็ต้องรองบประมาณในการที่จะแก้ไข ส่วนด้านวิชาการผมตรวจสอบแล้วก็พร้อมที่จะทำงานให้ ก็อยากจะฝากบอกไปทางประธาน ประสานไปทางนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอางบประมาณไป ให้เขาหน่อย ในเรื่องของการแก้ปัญหา คนภาคใต้เขาบอกไม่อยากจะใช้เงินสวัสดิการแห่งรัฐ ต่อไปแล้ว เมื่อไรรัฐไม่มีเงินจะกู้ชาวสวนยางก็ไม่มีจะกินนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านคงกฤษ ตามด้วยท่านเท่าพิภพนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ระนอง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนอง พรรคภูมิใจไทย วันนี้ กระผมขอหารือต่อท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาที่ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าทำประโยชน์ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองหัวเขียว ป่าคลองเกาะสุย ตำบลบางริ้น ตำบล เขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ซึ่งมีเนื้อที่รวมแล้ว ๔๘๓ ไร่ และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งที่ดินนี้ ได้รับอนุญาตเช่าโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง แต่ปัจจุบันได้หมดสัญญาเช่าไปแล้วนั้น ผมได้เคยติดตามเรื่องนี้สมัยที่เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง และมาเป็น ส.ส. ก็ได้ติดตามหารือในสภาและมีการอภิปรายในปัญหาที่ดินให้กับพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ล่าสุดนี้ผมได้รับการประสานงานมาจากท่านอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ท่านโสภณ ทองดี ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ว่าได้มีการประชุมของคณะกรรมการ กลั่นกรองกฎหมาย การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรที่ดิน โดยมีท่านวิษณุ เครืองาม ท่านรองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน ซึ่งแจ้งถึงความคืบหน้าในการที่ทำหนังสือหารือ ไปยังกฤษฎีกาว่าการแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนนั้น ๑. พื้นที่ดังกล่าวยังคง เป็นสภาพป่าสงวนแห่งชาติ และป่าชายเลนตามมติ ครม. ๒. การเพิกถอนพื้นที่บางส่วนออก จากการเป็นป่าสงวน สมควรให้กรมป่าไม้และกรม ทช. บูรณาการร่วมกัน และใต้กฎหมาย ที่ตนรับผิดชอบ ๓. การแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญ จึงไม่ใช่การวินิจฉัย ในข้อกฎหมาย แต่เป็นการตัดสินใจในเชิงนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ ที่ประชุมก็เลยได้มีการมอบหมายให้เลขารวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติม เพื่อไปเสนอต่อ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โดยมีท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน ซึ่งท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้เคยลงพื้นที่ ครม. สัญจรที่จังหวัดระนองมาเมื่อปี ๒๕๖๑ นะครับ และท่านก็ทราบดีว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ แหล่งเศรษฐกิจของจังหวัดระนอง แล้วก็จะเป็นพื้นที่ที่จะเตรียมเพื่อเป็นระเบียงเศรษฐกิจ ภาคใต้ หรือเอสอีซี (SEC) ต่อไป กระผมจึงขอฝากท่านประธานนำเรียนถึงท่านนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยเร่งดำเนินการและแก้ไขให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน และเพื่อเป็น ของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนต่อไปครับ ขอกราบขอบคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเท่าพิภพ ตามด้วยนางสาวละออง ติยะไพรัช นะครับ🔗

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกล ผมขอหารือท่านประธานถึงความเดือดร้อนของ ประชาชนจำนวน ๒ เรื่องด้วยกันนะครับ🔗

เรื่องแรก ประชาชนในเขตธนบุรี คลองสาน บางกอกใหญ่ และหลาย ๆ เขต ในกรุงเทพมหานครได้ร้องเรียนผมและว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ส.ส. พรรคก้าวไกลหลาย ๆ เขตว่า การติดป้ายสวัสดีปีใหม่จากหลาย ๆ หน่วยงานนะครับ ทั้งหน่วยงานราชการ เอกชน ผู้สมัคร พรรคการเมือง เพื่อน ส.ส. เรานี่บางครั้งก็ตั้งป้ายคือเกเรเหลือเกินนะครับ ก็คือขวางทาง สัญจรฟุตพาท (Footpath) ของชาวบ้านนะครับ อย่างไรฝาก กทม. ดูนะครับ เพราะผมไปดู กฎหมายแล้วถ้าแปะป้ายโดยไม่ได้รับอนุญาตก็คือปรับ ๕,๐๐๐ บาท อย่างไรฝาก กทม. ช่วยกวดขันนะครับ ว่าป้ายไหนได้ขออนุญาต ไม่ขออนุญาต แล้วก็แนะนำว่าอย่าไปแปะ เกเรมากครับ คะแนนเสียงท่านไม่ได้ ได้คะแนนลบด้วยซ้ำนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ มีราษฎรจากเขตบางกอกใหญ่ที่ลำบากมากครับ เพราะว่าแม่ติด โควิด (COVID) แล้วก็ต้องผ่าตัดสมอง แล้วเขาทำประกันไว้ เจอ จ่าย จบ แล้วตอนนี้บริษัท ประกันก็หายไป แล้วพยายามไปทวงคืนประกันภัยหลาย ๆ ครั้งก็ยังไม่ได้นะครับ อย่างไร ฝากกองทุนที่ชดเชยเยียวยาเกี่ยวกับประกันภัยช่วยเร่ง เพราะว่าบ้านนี้ติดค่าผ่าตัดสมองอยู่ แล้วก็ต้องไปกู้นอกระบบมา ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท อันนี้ก็เป็นความเดือดร้อนของประชาชน อย่างไรฝากท่านประธานช่วยทำเรื่องถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณละออง ตามด้วยท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ ครับ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวละออง ติยะไพรัช เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยนะคะ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วดิฉัน เข้าพื้นที่ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวงเองพี่น้องส่วนใหญ่ก็คือปลูกกาแฟ ปลูกชา แต่สิ่งที่มันเป็นปัญหาอุปสรรคของพี่น้องประชาชน ก็คือเรื่องของไฟฟ้า มีไฟฟ้า ๒ เฟส (Phase) พี่น้องประชาชนว่าถ้าอยากจะได้ไฟฟ้า ๓ เฟส (Phase) ถ้าเข้าไปนี่ เรื่องคุณภาพสินค้าการอบชา กาแฟจะได้มีคุณภาพมากขึ้น แล้วพี่น้องประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ก็คือในตามบ้านเรือนไฟฟ้าก็ดับ ๆ หยุด ๆ โดยเฉพาะหมู่บ้านแสนใจ แสนใจใหม่ แสนใจพัฒนา หมู่บ้านห้วยส้าน หมู่ที่ ๘ บ้านสามัคคีใหม่ และสามัคคีเก่า แล้วก็หมู่บ้านที่มีเรื่องของไฟ ๓ เฟส (Phase) อีกหมู่บ้านหนึ่ง คือแม่แสลป หมู่ที่ ๑๙ แม่สลองใน ที่ดิฉันพูดถึงไฟฟ้า ๓ เฟส (Phase) ที่รูปกำลังขึ้นนี้ก็คือบ้านแม่เต๋อ หมู่ที่ ๑๐ อำเภอแม่สลองนอกค่ะท่านประธาน🔗

และอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่สำคัญมากก็คือเรื่องของพี่น้องประชาชนที่อยู่บน ป่าเขา เวลาปลูกชา กาแฟนี้ ก็คือต้องการให้ได้ผลผลิต แต่ตอนนี้มันมีปัญหาว่า จะถูกเรื่องของบุกรุกป่า ดิฉันอยากให้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจังหวัดเชียงราย ทำแนวเขตให้กับพี่น้องประชาชนที่รายเล็กรายน้อยนะคะว่าตรงไหน ที่เป็นเขตป่าของที่ปลูก ที่เป็นของเอฟพีที (FPT) นะคะ ที่เขาปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ บางครั้งนี้พี่น้องประชาชนไม่ทราบก็เข้าไปปลูกชา กาแฟ ตอนนี้ก็ถูกข้อหาบุกรุกป่า ดิฉันว่า สงสารพี่น้องประชาชน โดยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ พี่น้องประชาชน ก็ไม่รู้จะหาอาชีพอะไร อาชีพที่เขาถนัดก็คือปลูกพืชผลในด้านการเกษตร แล้วก็เรื่องการปลูกกาแฟนี้ทำให้พี่น้อง รักษาป่าด้วยค่ะท่านประธาน ขอบคุณมากค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนพดล ตามด้วยท่านพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ เชิญครับ🔗

นายนพดล แก้วสุพัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนนทบุรี ขอหารือต่อท่านประธานก่อนวาระการประชุม ๓ เรื่อง ดังนี้🔗

เรื่องที่ ๑ ขอให้มีการรายงานตั้งงบประมาณการใช้งบประมาณขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งภาพรวมทั้งประเทศ และรายจังหวัดของทุก อปท. เพื่อให้สภาและพี่น้อง ประชาชนได้รับทราบ โดยให้กระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมเป็นผู้ดำเนินการ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอให้มีการแก้ไขระเบียบวิธีการงบประมาณแผ่นดิน โดยให้นำ รายได้เงินนอกงบประมาณ ตามที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจได้มาเป็นรายได้ในงบประมาณ ของตัวเองทั้งหมดมาเข้าเป็นงบประมาณก่อน แล้วค่อยตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายต่อไป ขอให้ กระทรวงการคลังและรัฐบาลช่วยดำเนินการพิจารณาด้วย🔗

เรื่องที่ ๓ ขอให้มีการแก้ไขจัดระเบียบสายไฟฟ้าและสายโทรศัพท์ที่รกรุงรัง บนถนนแจ้งวัฒนะ ถนนติวานนท์ ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนราชพฤกษ์ และชัยพฤกษ์ ในเขตจังหวัดนนทบุรี โดยให้นำลงดินเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในด้านจราจรและสวยงาม เรียบร้อยต่อไป โดยมอบให้กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง การไฟฟ้า และโทรศัพท์ เป็นผู้ดำเนินการ จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพลภูมิ ตามด้วยท่านอำนาจ วิลาวัลย์ ครับ🔗

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย วันนี้ขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องที่ ๑ โควิด (COVID) ไม่กระจอกครับ อยากจะฝากท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะให้ท่านนายกรัฐมนตรีและทางกระทรวงสาธารณสุข ได้ยกระดับมาตรการการป้องกันโควิด (COVID) สายพันธุ์ใหม่นะครับ ก็คือโอมิครอน (Omicron) เรื่องที่ ๑ นะครับ ก็คือการจัดตั้งศูนย์ตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ทั่วประเทศ เนื่องจากโควิด (COVID) สายพันธุ์ใหม่ การตรวจแบบเอทีเค (ATK) ไม่มีมาตรฐานเพียงพอ แล้วก็ไม่สามารถที่จะตรวจเชื้อเจอนะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะให้กระจายการตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศนะครับ เรื่องที่ ๒ ครับ เรื่องของการฉีดวัคซีนเข็ม ๓ และเข็ม ๔ เพื่อเป็นการกระตุ้น สร้างภูมิคุ้มกันให้กับพี่น้อง ประชาชน อยากจะให้รัฐบาลได้เร่งดำเนินการเรื่องนี้ด้วย พร้อมกับเตรียมทำแผนเผชิญเหตุ รับมือผู้ป่วยโควิด (COVID) เนื่องจากในขณะนี้ผู้ป่วยโควิด (COVID) ที่ติดสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) มาก็มีผู้ติดเชื้อประมาณ ๑๐๐ กว่าคนแล้ว เชื่อว่าหลังปีใหม่ก็อาจจะมีการเพิ่ม จำนวนมากขึ้นนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ในการที่จะฝากท่านประธานหารือไปทางท่านนายกรัฐมนตรี ก็คือการกำหนดวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เนื่องจากที่ผ่านมาการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศได้กำหนดการ แล้วก็ได้เลือกตั้ง แล้วก็ได้ รับรองกันเสร็จสิ้นแล้วนะครับ พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครยังรอความหวังอยู่นะครับ อยากจะให้ทางท่านนายกรัฐมนตรีกำหนดวันให้ชัดว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่า และ ส.ก. กัน วันไหนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอำนาจ ตามด้วยท่านวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ นะครับ🔗

นายอำนาจ วิลาวัลย์ ปราจีนบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย ผมมีเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้อง ชาวบ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ห้องโสตทัศนูปกรณ์ขอภาพ ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายอำนาจ วิลาวัลย์ ปราจีนบุรี

กับถนนหมายเลข ๓๓ ที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ ถนนเส้นนี้ได้ใช้งานมาเป็นเวลาประมาณ ๖ เดือน มีรถสัญจรผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก เพราะสามารถลดระยะทางได้หลายกิโลเมตร แต่ถนนเส้นนี้ผ่ากลางหมู่บ้านทำให้เกิดสี่แยก เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะแยกดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก เป็นถนนเดิมที่ชาวบ้านใช้สัญจร และเป็นเส้นทางค้าขายพันธุ์ไม้ที่เลื่องชื่อของจังหวัดปราจีนบุรี แต่ถนนหมายเลข ๓๓ ได้ตัดผ่ากลางทำให้แยกหมู่บ้านออกเป็น ๒ ฝั่งทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งในการสัญจร ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะช่วงเช้าและช่วงเย็นซึ่งเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน พี่น้องไม่สามารถ ที่จะออกจากทางแยกได้เลย เพราะว่ารถที่มาจากหมายเลข ๓๓ ใช้ความเร็วสูงมากจึงทำให้ เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เพราะฉะนั้นพี่น้องชาวบ้านดงบังจึงอยากให้กรมทางหลวงได้จัด สัญญาณไฟจราจรไฟเขียว ไฟแดงกับบริเวณนี้แล้วก็ขยายไหล่ทางช่วงทางเลี้ยวให้กว้างขึ้น เพื่อลดอุบัติเหตุและลดการสูญเสียของพี่น้องประชาชน🔗

เรื่องที่ ๒ ถนนหมายเลข ๓๑๙ แยกอำเภอศรีมโหสถ พี่น้องที่มาใช้บริการ ธนาคารที่อยู่ระหว่างสี่แยกจะต้องไปกลับรถไกลเกือบ ๑๐ กิโลเมตร จึงอยากให้กรมทางหลวง ได้ช่วยเพิ่มจุดยูเทิร์น (U-TURN) ให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อจะได้สะดวกในการสัญจร กราบขอบคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิวัฒน์ชัย ตามด้วยท่านจีรเดช ศรีวิราช🔗

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ผมได้นำความเดือดร้อนของประชาชนชาวจังหวัดศรีสะเกษ มาหารือท่านประธานดังต่อไปนี้🔗

๑. เรื่องไฟฟ้าขยายเขตเพื่อการเกษตร ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการ ติดตั้งขยายเขตไฟฟ้าให้กับเกษตรกรที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในพื้นที่ดังต่อไปนี้ ๑. อำเภอศรีรัตนะ ๒. อำเภอไพรบึง ๓. อำเภอพยุห์ ๔. อำเภอเบญจลักษ์ ๕. อำเภอกันทรลักษ์🔗

๒. เรื่องแหล่งน้ำธรรมชาติที่ตื้นเขินขาดการบูรณะฟื้นฟูมาหลายปีขอให้ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง ๓ หน่วยงานนี้ ได้ดำเนินการปรับปรุง ฟื้นฟู บูรณะแหล่งน้ำให้เกษตรกรที่เดือดร้อนในพื้นที่ดังต่อไปนี้ ซำครุ ตำบลพิงพวย อำเภอศรีรัตนะ ซำสะโหมง ตำบลไพร อำเภอขุนหาญ ห้วยแฮด ตำบลสุขสวัสดิ์ อำเภอไพรบึง และห้วยขี้กาก ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเบญจลักษ์ ช่วยดำเนินการ อย่างเร่งด่วนด้วยครับ🔗

๓. ขอให้รัฐบาลนำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เร่งสั่งการ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกเอกสารสิทธิด้านที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของพี่น้องชาวจังหวัด ศรีสะเกษในพื้นที่ดังต่อไปนี้ ๑. ตำบลหนองค้า อำเภอพยุห์ ๒. ตำบลภูเงิน อำเภอกันทรลักษ์ ๓. ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเบญจลักษ์🔗

๔. ผมได้รับคำร้องทุกข์จากครอบครัวผู้ตายขอให้ผู้บัญชาการสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติติดตามเร่งรัดคดีฆาตกรรม นายวสันต์ ใจสิน ข้าราชการเกษียณที่ถูกลอบ สังหาร เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๔ ณ บ้านย้อมพัฒนา ตำบลชะโนด อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจีรเดช ตามด้วย นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา เชิญครับ🔗

นายจีรเดช ศรีวิราช พะเยา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจีรเดช ศรีวิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอยู่ ๑ เรื่อง เนื่องจากเป็นปัญหาเร่งด่วนและสำคัญ คือการขอใช้พื้นที่ เพื่อก่อสร้างถนนบนเส้นทางหลวงหมายเลข ๑๐๙๑ ซึ่งเชื่อมระหว่างอำเภอจุนไปอำเภอปง จังหวัดพะเยา เส้นทางสายนี้ผมได้อภิปรายไปหลายครั้ง เนื่องจากเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ สำคัญ ทั้งการสัญจรของพี่น้องประชาชน การขนส่งสินค้า และการท่องเที่ยว แต่สภาพถนนทั้งโค้งทั้งแคบแทบไม่มีไหล่ทาง ผิวทางบางช่วงก็ชำรุดทรุดโทรม และเป็นถนนที่ผ่านชุมชน ๒ ข้างทาง ทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง สร้างความเสียหาย ในชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมาย ท่านประธานครับ เส้นทางสายนี้มีระยะทางรวมทั้งสิ้น ๑๓๔ กิโลเมตร เชื่อมจากอำเภอจุนไปอำเภอปง ลงไปเชียงม่วน เข้าสู่อำเภอบ้านหลวง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน นับว่าเป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญในแดนดินถิ่นล้านนาตะวันออก ที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อีกหลายช่องทาง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใน อนุภาคลุ่มน้ำโขงตอนบนได้เป็นอย่างดี ต้องขอขอบคุณกรมทางหลวงกระทรวงคมนาคมด้วยครับ ไม่กี่วันที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปพร้อมกับท่านธรรมนัส พรหมเผ่า และท่าน ส.ส.บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ เพื่อติดตามสอบถามความคืบหน้า ทราบว่าได้รับการจัดสรรงบประมาณไปแล้ว ซึ่งเป็นงบผูกพันในแต่ละปีจำนวน ๕๔๐ ล้านบาท รวมระยะทางก่อสร้างทั้งสิ้น ๓๐ กิโลเมตร โดยการขยายผิวทางจราจรจาก ๗ เมตร เป็น ๑๒ เมตร หากแล้วเสร็จก็จะทำให้มีความ สะดวกปลอดภัยมากขึ้น โครงการนี้ดำเนินการก่อสร้างโดยศูนย์สร้างทางจังหวัดลำปาง ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมที่จะดำเนินการได้ทันที หากได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ ดังนั้นขอฝากท่านประธานผ่านไปยังอธิบดีกรมป่าไม้ได้กรุณารีบเร่งดำเนินการด้วยครับ พี่น้องประชาชนจะได้ใช้รถใช้ถนนอย่างสะดวกปลอดภัย หลังจากที่รอคอยมาหลายสิบปี ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ (รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง) ขอบคุณครับ เชิญท่านนภาพร ตามด้วยท่านศิริพงษ์ รัสมี นะครับ🔗

นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่ เคารพ ดิฉัน นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธานผ่านไปยังผู้ว่า กทม. อย่างที่เราทราบกันดีว่า จากที่ดิฉันลงพื้นที่ในหลาย ๆ ที่ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด ดิฉันทราบปัญหาอย่างหนึ่งว่า พี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งที่ในชุมชนแออัดมีปัญหาที่ไม่ได้รับบ้านเลขที่ ขอแล้วไม่สามารถ ที่จะออกบ้านเลขที่ได้ คือจริง ๆ ปัญหานี้มันมีกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ว่าดิฉันจะ ยกตัวอย่างในกรณีเขต กทม. ชุมชนสามัคคีพัฒนาในเขตบึงกุ่ม เนื่องจากว่าในชุมชนนี้ มีสิ่งปลูกสร้างทั้งถาวรและชั่วคราว ประมาณ ๑,๐๐๐ หลังคาเรือน มีประชากรอยู่ในพื้นที่นี้ ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าคน แต่ปัญหาของชุมชนพื้นที่นี้ก็คือว่าเป็นชุมชนที่ขอเช่าที่จากสงฆ์ สงฆ์ก็อนุญาตให้ใช้ที่ดินได้ มีส่วนหนึ่งที่ได้ขอบ้านเลขที่ไปแล้ว เจ้าบ้านได้ย้ายปลายทางไปแล้ว แต่ลูกบ้านยังอยู่ เมื่อปัญหาที่เขาไม่สามารถที่จะมาเป็นเจ้าบ้านเองได้ หรือรายใหม่ ไม่สามารถขอบ้านเลขที่เองได้ ปัญหาคืออะไร เขาไม่สามารถที่จะขอน้ำ ขอไฟได้เลย เขาต้อง ไปต่อจากเพื่อนบ้าน และปัญหาก็คือว่าค่าใช้จ่ายในการขอต่อน้ำต่อไฟจากเพื่อนบ้านราคา มันจะแพง เพราะว่าขอต่อใช้จากบ้านอื่น และเด็กนักเรียนที่เรียนอยู่ในพื้นที่หากไม่ได้รับ โควตาว่ามีบ้านเลขที่อยู่ ณ ตรงนี้เขาก็จะไม่ได้โควตาเรียนหนังสือในชุมชน ปัญหานี้ เป็นปัญหาที่เราคิดว่าเราเจริญแล้วใน กทม. เรา เขต กทม. ทำไมเรายังปล่อยให้ปัญหาแบบนี้ เกิดอยู่ ทำไมไม่มีใครเข้ามาเยียวยาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ที่เรื่องง่าย ๆ แบบนี้ ออกบ้านเลขที่ทำไมเขตแต่ละเขตไม่สามารถช่วยพี่น้องในชุมชนแออัด ชุมชนริมคลองหรือ สลัมต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ฝากท่านประธานไปยังผู้ว่า กทม. ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไป เชิญท่านศิริพงษ์ ตามด้วยท่านมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ครับ🔗

นายศิริพงษ์ รัสมี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ศิริพงษ์ รัสมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ วันนี้มีเรื่องที่จะหารือท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพียง ๑ เรื่องเท่านั้น แต่ ๑ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ท่านประธานครับ ในพื้นที่เขตหนองจอกเป็นพื้นที่กว้างที่สุดใน ๕๐ เขต ของกรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่กว้าง แล้วก็มีถนนเป็นจำนวนมาก แต่มีถนนที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง นั่นก็คือ ถนนเชื่อมระหว่างแยกหนองจอกไปยังติดกับจังหวัดฉะเชิงเทรา ชื่อว่าถนนสังฆสันติสุข ระยะทางประมาณ ๖ กิโลเมตร ซึ่งมีโรงเรียนขนาดใหญ่อยู่หลายโรงเรียน ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนเซนต์เทเรซา มีนักเรียนหลายพันคน โรงเรียนสุเหร่าใหม่ โรงเรียนสามแยกท่าไข่ โรงเรียนหลวงแพ่ง และมีหมู่บ้านขนาดใหญ่อีกหลายหมู่บ้านด้วยกัน วันหนึ่งมีพี่น้องมาใช้ ถนนเส้นนี้หลายหมื่นคน เพราะฉะนั้นขอความกรุณาจากท่านประธานผ่านไปยังผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอขยายจากถนน ๒ เลน ขณะนี้ที่เกิดอุบัติเหตุ บ่อยครั้งแล้วก็รถติดมากในช่วงระยะเวลาเร่งด่วน ขยายจาก ๒ เลน เป็น ๔ เลน หรือว่า ๖ เลน เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมาเชื่อมระหว่าง ฉะเชิงเทรากับกรุงเทพมหานคร แล้วก็ลดอุบัติเหตุด้วย🔗

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอวยพรให้กับ ท่านประธาน ให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้กับพี่น้องปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ก่อนที่ จะขึ้นปีใหม่ ๒๕๖๕ ขอให้ทุกท่านจงมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง แล้วก็สมบูรณ์ ได้รับความ รุ่งเรือง ได้รับความเจริญตลอดไป ร่ำรวย ๆ จากใจ ส.ส. ศิริพงษ์ รัสมี เขตหนองจอกครับ เราจะดูแลซึ่งกันและกันครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมานะศักดิ์ ตามด้วยท่านพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค เชิญครับ🔗

นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ นนทบุรี

ขอบคุณครับท่านประธาน มานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดนนทบุรี ผมมีเรื่องร้องเรียนจากพี่น้อง ประชาชน อำเภอบางใหญ่เกี่ยวกับก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ช่วงที่ ๓ ตามที่ได้เริ่มมีการดำเนินการโครงการทางหลวงพิเศษ ระหว่างเมืองสายบางใหญ่-กาญจนบุรีตามแผนมาตรการเร่งด่วนนะครับ การลงทุนของ กระทรวงคมนาคม และมาตรการเร่งรัดให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของกระทรวงการคลัง เพื่อเร่งรัดให้มีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ให้เกิดเป็นผลรูปธรรมโดยเร็วที่สุด แต่การ ก่อสร้างนั้นได้มีผลในการดำเนินการ การก่อสร้างในช่วงที่ ๓ ได้สร้างผลกระทบต่อประชาชน ที่อาศัยอยู่บริเวณละแวกแถบนั้น แบบการก่อสร้างได้สร้างทับถนนเมน (Main) หลักในการ สัญจรระหว่างกันและกัน โดยเฉพาะเส้นทางถนน นบ. ๑๐๑๖ ซึ่งเป็นถนนสายหลักในการ เชื่อมต่อระหว่างกัน ซอยแก้วอินทร์ ซอยวัดบางโค เป็นเส้นทางการจราจรที่หนาแน่น กลับ ถูกสร้างเป็นพื้นที่ด่านเก็บเงินขนาดใหญ่ตรงบางใหญ่ ซึ่งเป็นการปิดถนนแบบถาวร และเบี่ยงบังคับให้รถยนต์ทุกชนิดให้ไปยูเทิร์น (U-Turn) ตรงถนนแก้วอินทร์ ซอย ๘ ซึ่งเป็น ช่วงใต้สะพานทางหลวงพิเศษเพียงช่องทางเดียวจึงทำให้เส้นทางดังกล่าวเป็นปัญหาต่อ การจราจรอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดการจราจรคับคั่งสะสมในชั่วโมงเร่งด่วน ในขณะเดียวกัน หลายจุดที่แบบของการก่อสร้างได้มีทางลอด ซึ่งเป็นทางลอดที่มีลักษณะที่เตี้ยแล้วก็ต่ำมาก รถใหญ่วิ่งไม่ได้ รถดับเพลิงวิ่งระหว่างกันไม่ได้ เวลาเกิดอัคคีภัยทำให้การช่วยเหลือประชาชน เป็นไปได้อย่างยากเย็นแสนเข็ญ โดยเฉพาะรถแอมบูแลนซ์ (Ambulance) ก็วิ่งไม่ได้ เพราะว่าทุกทางลอดมีความสูงต่ำกว่า ๒.๕๐ เมตรเกือบทั้งหมด ก็ขอให้ทางกระทรวงคมนาคม ช่วยเร่งรัด แล้วก็ติดตามหน่อย เพราะว่าเป็นปัญหาของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากนะครับ ขอบคุณท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ เชิญท่านพีระวิทย์ ตามด้วยศักดินัย นุ่มหนู นะครับ🔗

นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม วันนี้กระผมมีเรื่องขอหารือต่อท่านประธาน ๓ เรื่อง ดังนี้ครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ที่สะพานข้ามคลองชลประทานชัยนาท-ป่าสัก บริเวณทางเข้าชุมชน วัดบึงและวัดเวียง พี่น้องประชาชนทั้งตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพี่น้องพื้นที่ตำบลบ้านครัว อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี เกิดปัญหาตอม่อร้าวมามากกว่า ๑ ปีแล้ว และได้มีการปิดสะพานตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนถึงปัจจุบันทำให้พี่น้องบริเวณ รอยต่อ ๒ จังหวัดสัญจรไปมาลำบาก รถยนต์ต้องอ้อมไปหลายกิโลเมตรเพื่อไปข้ามสะพาน ๑๒ บริเวณทางเข้าโรงปูน ถนนหมายเลข ๓๐๔๘ จึงขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงคมนาคม และกรมชลประทานได้แก้ไข ซ่อมแซมเร่งด่วนด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ บริเวณจุดกลับรถหน้าวิทยาลัยเทคนิคท่าหลวง ซีเมนต์ไทย ตำบลบ้านครัว อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ถนนหมายเลข ๓๐๔๘ มักมีบรรทุกใหญ่ มาจอดริมทางบริเวณจุดกลับรถเป็นเวลานาน และอีกจุดหนึ่งห่างจากหน้าวิทยาลัยไป ๓๐๐ เมตร เป็นจุดกลับรถทางโค้ง ในช่วงเวลาหลัง ๕ ทุ่ม มักมีรถบรรทุกมาจอดดับเครื่องนอน แทบจะทุกวัน วันไหนที่ไฟส่องสว่างดับก็จะเกิดอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ชนท้ายรถบรรทุกที่มา จอดนอนเป็นประจำ จึงขอฝากให้สายตรวจ สภ. บ้านหมอ ช่วยมาสอดส่องดูแลด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ที่วัดโบสถ์แจ้ง ตำบลตลาดน้อย อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี มีโบราณสถานอายุหลายร้อยปี คือหลวงพ่อบัวขาว ประดิษฐานในอุโบสถที่เหลือเพียงผนังอิฐ กำลังทรุดโทรมมาก ทางท่านพระครูโอภาสธรรมกิจ หรือพระอาจารย์เล็ก เจ้าอาวาส ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสระบุรีเพื่อนำเรียนกรมศิลปากรไปตั้งแต่ เดือนมกราคมมาตรวจสอบบูรณะให้โบราณสถานหลวงพ่อบัวขาวอยู่คู่บ้านคู่เมือง คู่ประวัติศาสตร์ อำเภอบ้านหมอ ไม่ให้ชำรุดไปมากกว่านี้ และบูรณะอย่างถูกต้องโดย กรมศิลปากร จึงขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้สั่งการให้กรมศิลปากรส่ง เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ และให้คำแนะนำเพื่อความสมบูรณ์ให้พุทธศาสนิกชนนักท่องเที่ยว เข้ามาชมบารมีหลวงพ่อบัวขาวอย่างอุ่นใจด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศักดินัย ตามด้วยท่านมนตรี ปาน้อยนนท์ นะครับ🔗

นายศักดินัย นุ่มหนู ตราด

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกลครับ ผมขอนำปัญหา ของพี่น้องชาวตราดมาหารือต่อท่านประธานใน ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก เป็นความเดือดร้อนของประชาชนชาวเมืองตราดถึงปัญหาที่น้ำท่วม ถนนหน้าเมืองนะครับ ก็โดยเริ่มตั้งแต่บริเวณหน้าโชว์รูมอีซูซุตราดนะครับ ยาวไปจนเกือบถึง หน้าโรงพยาบาลตราด แล้วก็มีบางช่วงที่เป็นบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าโลตัส ซึ่งฝนตกหนัก ขึ้นมาน้ำก็จะท่วมขัง แล้วรถก็สัญจรไปไม่ค่อยได้นะครับ เนื่องจากว่าถนนบริเวณนี้จะมี สภาพพื้นที่ค่อนข้างต่ำ แล้วก็ระบบการระบายน้ำนั้นยังไม่ค่อยดีพอ แล้วจังหวัดตราด ก็เป็นจังหวัดที่มีฝนตกในฤดูฝนค่อนข้างชุกแล้วก็ยาวนานหลายเดือน แล้วน้ำ ก็จะท่วมบริเวณนี้ในปีหนึ่งก็หลายครั้งก็ถือว่าเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมซ้ำซากเลยทีเดียวครับ ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวเมืองตราดไม่น้อยนะครับ ก็อยากที่จะให้หน่วยงานของ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้เข้าไปทำการปรับปรุงยกระดับถนน แล้วก็วางระบบ การระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากของชาวเมืองตราดด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากราษฎรในหมู่ที่ ๒ บ้านท่าหาด ตำบลแสนตุ้ง อำเภอเขาสมิงครับ ว่าด้วยเรื่องที่ดินสาธารณประโยชน์ของชุมชนที่มีจำนวน ๑๐๘ ไร่เศษนะครับ มีการถือเอกสารที่เป็น น.ส.ล. หรือว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๖๐๔๙ ตร ๒๕ ที่ออกโดยอธิบดีกรมที่ดิน เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๒๐ ซึ่งชาวบ้าน เขาเรียกที่ดินตรงนี้ว่าที่ดินทุ่งสาธารณะ ทุ่งบ่อลึ้ง นะครับ แต่ต่อมาภายหลังก็มีการอ้างสิทธิ ของเอกชนทับซ้อนสิทธิของชุมชนตรงนี้นะครับ ซึ่งผู้นำชุมชนเองก็ได้มีการร้องเรียนไปยัง ส่วนราชการในพื้นที่ให้เข้ามาสำรวจแนวเขต รังวัดเพื่อที่จะหาข้อยุติ แต่ก็ยังไม่ได้มีการ ดำเนินการใด ๆ เมื่อหลายปีก่อน จึงขอให้หน่วยงานของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ได้เข้าไปดำเนินการพิสูจน์สิทธิให้กับชุมชนแห่งนี้ด้วยครับ เพื่อที่ชาวบ้านจะได้นำ ทุ่งสาธารณะนี้มาเป็นประโยชน์ของชุมชนต่อไปครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมนตรีนะครับ ตามด้วยท่านณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ นะครับ🔗

นายมนตรี ปาน้อยนนท์ ประจวบคีรีขันธ์

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายมนตรี ปาน้อยนนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประจวบคีรีขันธ์ เขต ๑ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมมีเรื่องหารือผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะกำกับดูแลกรมป่าไม้ ท่านประธานครับ ปี ๒๔๘๕ รัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ และปรับปรุงแก้ไขครั้งสุดท้ายในปี ๒๕๑๑ และได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน โดยผมจะขอกล่าว ในส่วนที่สำคัญ ได้แก่ มาตรา ๖ ให้รัฐบาลมีอำนาจจัดที่ดินของรัฐเพื่อให้ประชาชนได้มีที่ตั้ง เคหะสถานและประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งในที่ดินนั้นโดยจัดตั้งเป็นนิคม มาตรา ๗ การจัดตั้งนิคมตามมาตรา ๖ ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกาและให้มีแผนที่กำหนดแนวเขต ที่ดินของนิคมไว้ท้ายพระราชกฤษฎีกานั้น มาตรา ๑๑ เมื่อได้ทำประโยชน์ในที่ดินเกินกว่า เวลา ๕ ปี รัฐจะออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ เพื่อนำไปขอให้ออกโฉนดที่ดินตาม ประมวลกฎหมายที่ดินได้ สมาชิกนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เขาได้ดำเนินตาม กฎหมายที่บัญญัติไว้ กระทั่งเมื่อปี ๒๕๔๔ กรมป่าไม้ได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์แจ้งว่า พื้นที่ตั้งนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้นทับซ้อนกับป่าสงวน แห่งชาติ ป่ากุยบุรี ต้องเร่งรัดจัดทำแผนที่ใหม่ เพื่อเพิกถอนที่ดินโดยการออกกฎกระทรวงและประกาศเป็นป่า สงวนแห่งชาติป่ากุยบุรีใหม่ ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ปี ๒๕๐๗ ท่านประธานครับ ถึงวันนี้ผ่านไปกว่า ๕๐ ปีแล้วครับ สมาชิกนิคมสร้างตนเอง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ได้รับความเดือดร้อนยังคงรอคอยโฉนดที่ดินจากรัฐ กระผมในฐานะ ส.ส. ในพื้นที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจึงขอความกรุณาท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คือกรมป่าไม้ได้โปรดพิจารณาเร่งรัดดำเนินการเพิกถอนที่ดินทับซ้อนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐพงษ์ ตามด้วยนางสาวกุลวลี นพอมรบดี ครับ🔗

นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ส.ส. น่าน เขต ๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้ขออนุญาตหารือท่านประธานเกี่ยวกับ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรกครับ ผมได้รับการร้องเรียนมาจากพี่น้องกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรบ้านเหล่า บ้านภูแหน บ้านวังทอง ตำบลพระพุทธบาท อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ว่าให้ช่วยหารือ ท่านประธานเรื่องขอให้ช่วยติดตามเงินเยียวยาชดเชยจากการทำลายสุกรที่เลี้ยงเอาไว้ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ระบาดของโรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS) ในสุกร ซึ่งตอนนี้เวลาก็ผ่านไป เนิ่นนานหลายเดือนแล้วก็ยังไม่ได้รับเงินชดเชยแล้วก็ยังถูกห้ามไม่ให้เลี้ยงสุกรคอกใหม่ด้วย ทำให้ขาดทุนเป็นหนี้เป็นสินขาดรายได้ในการจุนเจือครอบครัว ก็อยากฝากเรียน ท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร กรมปศุสัตว์ ให้ช่วยเร่ง ดำเนินการด้วยครับ กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรเดือดร้อนเป็นอย่างมาก🔗

เรื่องที่ ๒ ฝากท่านประธานหารือไปยังกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ด้วยกระผมได้รับการร้องเรียนมาจาก อบต. และ จังหวัดน่าน ให้ช่วย ติดตามความคืบหน้าของการขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวน เพื่อก่อสร้างสะพาน ข้ามลำห้วยปู บ้านน้ำสอด ตำบลและ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ทดแทนสะพานเดิมที่ชำรุด เสียหายจากอุทกภัย ซึ่งสะพานขาดไป แล้วก็ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ซึ่งทาง อบต. เองก็จะ ใช้งบประมาณของ อบต. ดำเนินการเองครับ แต่ว่าก็ติดเรื่องเขตป่าสงวน ทาง อบต. ก็ได้ทำ เรื่องขออนุญาตไปยังกรมป่าไม้ตามมาตรา ๑๓ แห่ง พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติแล้ว ตั้งแต่ ปลายปี ๒๕๖๓ แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ก็ฝากท่านประธานสอบถามไปยังกรมป่าไม้ว่า ดำเนินการถึงไหน อย่างไร แล้วจะอนุญาตเมื่อไร ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญ คุณกุลวลี ตามด้วยมนพร เจริญศรี🔗

นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน กุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันมีเรื่องขอหารือท่านประธานเพียงเรื่องเดียว ขอให้มีการบูรณาการโครงการปรับปรุงระบบ บำบัดน้ำเสีย ขององค์การจัดน้ำเสีย หรือ อจน. และโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมของ กรมโยธาธิการและผังเมือง ในพื้นที่เทศบาลเมืองราชบุรี และพื้นที่ตำบลข้างเคียง โดย อจน. ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๖๔ วงเงิน ๒๕๐ ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ใน ระหว่างการสำรวจพื้นที่เพื่อเข้าดำเนินการก่อสร้าง นอกเหนือจากปัญหาน้ำเสีย ปัจจุบัน เทศบาลเมืองราชบุรี และตำบลข้างเคียงประสบปัญหาน้ำท่วมขังระบายไม่ทัน ในช่วงที่ฝน ตกหนัก สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายตัวของชุมชน และในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมานี้ มีโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่สายใต้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ โดยขณะนี้กรมโยธาธิการ และผังเมืองได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทำการสำรวจ เพื่อก่อสร้างแนวท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ และปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิมธรรมชาติ ที่เป็นคลองดินให้เป็นคลองคอนกรีตในวงเงิน งบประมาณ ๒๕๐ ล้านบาท ที่จะเสนอขอตั้งงบประมาณในปี ๒๕๖๖ นี้ด้วย เมื่องบประมาณ ทั้ง ๒ โครงการนี้มาไม่พร้อมกัน ดังนั้นการลำดับการก่อสร้างก่อนหลังของทั้ง ๒ โครงการนี้ มีความสำคัญมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อสร้างที่ต้องมีการขุดรื้อกันภายหลัง ทำให้สิ้นเปลือง งบประมาณ พร้อมกันนี้ อจน. ต้องไปเร่งก่อสร้างในพื้นที่ที่จำเป็น และก่อสร้างร่วมกับ การก่อสร้างรถไฟรางคู่ที่กำลังดำเนินการ ณ ขณะนี้ ก่อนที่งานของการรถไฟจะหมดสัญญา ในปลายปี ๒๕๖๕ เพื่อลดขั้นตอนและลดความเสียหายกับระบบอาณัติสัญญาณต่าง ๆ ของการรถไฟที่คลองฝรั่งที่เป็นคลองดินอยู่ในเขตพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย และในรูปแบบการก่อสร้างปัจจุบันที่ดิฉันเห็น อจน. ไม่ได้พัฒนาคลองฝรั่งแห่งนี้เป็น คลองคอนกรีตแต่สร้างเฉพาะโรงสูบน้ำเสียเท่านั้น จากที่ดิฉันกล่าวมาข้างต้นดิฉันขอฝากท่าน ประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โปรดกำชับให้ อจน. ใช้งบประมาณให้คุ้มค่า อย่าทำแต่งานง่ายที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะเป็นเงินภาษีของพี่น้อง ประชาชน และฝากไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ได้โปรดจัดสรร งบประมาณเร่งด่วนในการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในเขตเทศบาลและพื้นที่ตำบล ข้างเคียงด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมนพร ตามด้วยท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ นะครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี นครพนม

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉัน ได้รับคำร้องจากกลุ่มแม่ค้าขายปลาส้มบ้านไชยบุรี และพี่น้องประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน ในเส้นทางทางหลวงหมายเลข ๒๑๒🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นางมนพร เจริญศรี นครพนม

สายอำเภอท่าอุเทน อำเภอบ้านแพง ซึ่งมี ระยะทางก่อสร้างทั้งสิ้น ๓๐.๔๘ กิโลเมตร วงเงินงบประมาณ ๑,๓๙๒ ล้านบาท เส้นทาง ดังกล่าวได้มีการเปิดใช้งานแล้ว แต่บางช่วงนั้นขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้างในช่วงของ ตำบลท่าอุเทน ตำบลท่าจำปา ตำบลไชยบุรี ตำบลพนอม ยาวไปจนถึงตำบลพะทายเชื่อมต่อ กับอำเภอบ้านแพง แต่ว่ามีจุดก่อสร้างที่ผู้รับจ้างยังมีบกพร่องหลายจุด จุดแรกจะเห็นว่า จุดกลับรถทางเข้าบ้านไชยบุรีป้ายบอกจุดกลับรถเล็กมาก ไม่มีไฟส่องสว่าง แล้วก็ผู้ใช้รถ ใช้ถนนจะมองไม่เห็นในเวลากลางคืน จุดที่ ๒ บริเวณก่อสร้างตรงข้ามสะพานบริเวณป้ายที่ เลี้ยวขวานั้นควรจะติดตั้งแต่ต้นถนน หรือว่าบริเวณที่ออกจากหมู่บ้าน ไม่ควรมาติดตรงนี้ เพราะว่ามันจะกลายเป็นทางตัน ซึ่งผู้ใช้รถใช้ถนนจะต้องเบี่ยงขวา ส่วนจุดที่ ๓ ขณะที่มีการ ก่อสร้างถนนแห่งนี้พื้นที่ของถนนก็แคบอยู่แล้ว ผู้รับจ้างควรจะยกป้ายเหล่านี้ขึ้นไปที่สูงขึ้น เพื่อให้มีพื้นที่ของผู้ใช้รถใช้ถนน แล้วก็สะดวกในการที่จะใช้รถขึ้นไปสู่เส้นทางของสะพาน แล้วก็เป็นทางต่างระดับด้วยค่ะ จุดที่ ๔ จะเห็นว่าก่อนขึ้นสะพานผู้รับจ้างควรจะหาแท่ง แบริเออร์ (Barrier) มาวางให้เป็นแนวตลอดเส้นทาง เพราะว่าเส้นทางนี้ ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้ใช้รถได้เกิดอุบัติเหตุแล้วก็พิการ แล้วรถก็เกิดอุบัติเหตุตรงจุดนี้ ๒-๓ ครั้งแล้วค่ะ ผู้รับจ้าง ก็ยังไม่เข้าไปแก้ไข ท่านประธานคะ จากปัญหาของการติดป้ายสัญญาณเตือน ซึ่งท่านประธานเอง ก็ใช้ถนนเส้นนี้ ดิฉันก็อยากจะฝากไปให้ท่านประธานประสานผู้รับจ้างให้รีบแก้ไข แล้วก็ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ผู้ใช้รถใช้ถนนเดินทางไปถ้ำนาคี นาคา ขณะนี้เป็นจำนวนมาก ดิฉันอยากให้ทุกคนที่เดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดนครพนมมีความสุข แล้วก็ปลอดภัยจากการ ใช้รถใช้ถนน ปลอดภัยจากเส้นทางดังกล่าวค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา กระผม ขออนุญาตหารือ ๒ เรื่องด้วยกัน🔗

เรื่องแรก ตามที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนจีนเป็นประเทศที่ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ของโลก ซึ่งขณะนี้ปุ๋ยในประเทศไทยของเรา ราคาสูงมาก และผมได้สอบถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เป็นไปได้ไหม หรือที่จะนำปุ๋ยมาจากประเทศจีนเข้ามาในราคามิตรภาพ โดยการใช้เส้นทาง รถไฟสาย สปป. ลาวและจีน ปรากฏว่าขณะนี้มีบริษัทเอกชนได้นำปุ๋ยเข้ามาทางเส้นทาง ดังกล่าวแล้วนะครับ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม นำเข้ามา ๔๕๙ ตัน มูลค่า ๑๕ ล้านบาทเศษ วันที่ ๒๐ ธันวาคม นำเข้ามา ๘๓๗ ตัน มูลค่า ๒๗ ล้านบาทเศษ ดังนั้นสภาวการณ์เช่นนี้ กระทรวงพาณิชย์น่าจะเร่งดำเนินการนำปุ๋ยยูเรีย (Urea) โดยเฉพาะยูเรีย (Urea) เข้ามาจาก ประเทศจีน หรือประเทศรัสเซีย ในราคามิตรภาพ หรือซื้อขายปกติโดยให้องค์การคลังสินค้า ดำเนินการ ก็จะสามารถช่วยเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาได้เป็นอย่างสูง เพื่อลดต้นทุน การผลิต จึงใคร่ขอให้ท่านประธานกรุณาทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินการในเรื่องดังกล่าวด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ กระผมได้รับหนังสือจากนางสาวอรวรรณ สุทธิสิทธิ์ ปลัด อบต. บ้านกุ่ม อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ว่าได้รับหนังสือแจ้งจากกำนันประดิษฐ์ แจ้งบุญ อบต. หมู่ ๑ ตำบลบ้านกุ่มว่า ประตูระบายน้ำบางสะแกสร้างเสร็จแล้วน้ำออกได้ช่องทางเดียว อีกช่องทางหนึ่งเครื่องสูบน้ำใช้ไม่ได้ เขื่อนทั้งสองข้างหน้าประตูก็ต่ำเกินไป ดังนั้นขอให้ทำ หนังสือถึงกรมชลประทานเพื่อดำเนินการแก้ไขโดยด่วนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๔๘ คน
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เรียนท่าน สมาชิกครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิกเข้าร่วมประชุม ๓๓๐ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ต่อไปจะเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการ พิจารณาเสร็จแล้ว🔗

๔.๑ รายงานการพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ🔗

เชิญท่านจุลพันธ์ มีอะไรไหมครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงใหม่ เพื่อไทย จะต้องหารือท่านประธานกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเมื่อวานตอนก่อนปิดสภา ท่านประธานครับ เมื่อคืนมีเหตุการณ์ก็คือมีเรื่องรับทราบ เข้ามาสู่สภา มีเพื่อนสมาชิกมีความเห็นแย้งเนื้อหาแล้วก็การทำงานของหน่วยงานที่มาชี้แจง เป็นเรื่องของกองทุนเศรษฐกิจฐานราก ต้องเรียนต่อท่านประธานครับ ท่านประธาน ดำเนินการ อันนี้ผมไม่ได้ขัดข้องนะครับ ที่บอกว่าไม่ให้มีการลงมติในเรื่องรับทราบ อันนี้ เข้าใจครับ ผมไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่ผมเข้ามาในห้องประชุมไม่ทัน อยู่ด้านนอกก็เข้ามา ไม่ทัน แต่เหตุการณ์ที่ผมเป็นห่วงนั้น คือก่อนที่จะมีการประชุม โดยท่านประธานบอกว่าปิด มีเพื่อนสมาชิกบอกว่าขอให้มีการนับองค์ประชุม ตรวจสอบองค์ประชุม เพราะฉะนั้น ญัตติมีผู้รับรองเรียบร้อย แต่ท่านประธานกลับไม่รับฟังต่อญัตติที่เพื่อนสมาชิกมีการเสนอ และมีการรับรองเรียบร้อย สุดท้ายท่านประธานก็บอกว่าให้หน่วยงานผ่าน แล้วก็ปิดการประชุม ผมเกรงว่าการดำเนินงานเมื่อคืนนี้น่าจะมีความขัดข้อง และไม่ถูกต้องอยู่บ้าง ก็อยากจะ เรียนถามท่านประธานว่าเราควรจะทำอย่างไร ถ้าให้ผมเสนอ จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องลำบาก หรอกครับ ผมว่าเมื่อคืนสภาล่มนะครับ เราก็ต้องเชิญหน่วยงานกลับมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อมา ถกแถลงในข้อสงสัยให้มันจบ ไม่มีการลงมติหรอกครับเรื่องรับทราบเข้าใจครับ แต่ว่าถ้า ไม่เรียบร้อยก็ยังมีข้อถกกันอยู่ว่าสิ่งที่เราสงสัยในรายงานที่เขานำมาคือจุดใด เราจะได้จบสิ้น กระบวนความในปัญหาต่าง ๆ และสภาก็เดินต่อในเรื่องรับทราบถัดไปได้ ไม่อย่างนั้นพอถึง เวลาเข้าเรื่องรับทราบครั้งหน้า ผมเกรงว่ามันจะคาราคาซัง เรียนถามท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมก็ขอ อนุญาตเรียนท่านจุลพันธ์และท่านสมาชิกได้ทราบนะครับว่า การรายงานของหน่วยงาน หรือองค์กรที่ถูกบังคับโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เข้ามารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรนั้น ในข้อบังคับได้เขียนเอาไว้ เป็นการบรรจุไว้ในระเบียบวาระที่จะแจ้งให้ท่านสมาชิกทราบ ที่จริงแล้วผมได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของสภาก็คือ แนวปฏิบัติที่จริงแล้วหน่วยงานหรือองค์กร นั้นจะแจ้งโดยเอกสารมาให้สภาได้รับทราบ แค่นั้นก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว แต่ว่าโดยแนวปฏิบัติ นั้นสภาเราได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำการชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย ในข้อสงสัย ในข้อกังขานะครับ ฉะนั้นเมื่อวานนี้หน่วยงานที่เข้ามาชี้แจงได้รับฟังคำเสนอแนะของทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควรนะครับ แล้วหลังจากนั้นผมก็ได้ให้ตัวแทนของหน่วยงานคือท่านรองปลัดกระทรวงการคลังได้ชี้แจง ในข้อสงสัยที่ท่านสมาชิกได้ซักถาม แต่การชี้แจงนั้นท่านสมาชิกจะเข้าใจ ไม่เข้าใจอย่างไร และผู้ชี้แจงก็ได้ชี้แจงจนครบสมบูรณ์แล้ว ก็ถือว่าจบการรับทราบไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้แนวปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติกันมาอย่างนี้ ไม่มีแนวปฏิบัติที่จะต้องมาโหวตว่าจะรับหรือไม่รับ ไม่มีนะครับ ข้อบังคับก็ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นวาระแจ้งเพื่อทราบ ฉะนั้นเมื่อเป็นวาระแจ้งเพื่อทราบ มันก็คือแจ้งเพื่อทราบ ส่วนท่านสมาชิกยังคงติดใจหรือไม่ อะไรอย่างไรก็ได้มีการซักถาม กันไปพอสมควรแล้ว ผมเห็นว่ามันจบสมบูรณ์แล้ว ผมก็ถือว่าจบการรับทราบรายงานของ หน่วยงานนั้น ก็ถือว่าจบกระบวนความไป แนวปฏิบัติเป็นอย่างนี้ครับ ถ้าสมมุติว่าอยากจะให้ มีการโหวตลงมติว่าจะรับหรือไม่รับ ท่านสมาชิกต้องได้แก้ข้อบังคับละครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานตั้งแต่ต้นผมไม่ได้ติดใจในเรื่องที่ว่าจะลงมติหรือไม่ เพราะผมก็เข้าใจครับว่าข้อบังคับไม่อนุญาตให้เราลงมติในเรื่องรับทราบได้ แต่ที่ผมติดใจ และผมได้เรียนท่านประธานไปแล้ว ท่านประธานชี้แจงมาก็ชัดเจนนะครับ มีเพื่อนสมาชิก เรียกให้มีการนับองค์ประชุม มีการรับรองญัตติถูกต้อง และท่านประธานไม่ดำเนินการตามที่ มีผู้เรียกให้มีการตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับ เสร็จแล้วท่านประธานให้หน่วยงานผ่าน นี่ตามสเต็ป (Step) เลยนะครับ ท่านให้หน่วยงานผ่านและเสร็จแล้วท่านก็ปิดประชุมสภา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมมองก็คือ เมื่อมีญัตติเกี่ยวกับเรื่องของการตรวจสอบองค์ประชุมคาอยู่ หน่วยงานผ่านไม่ได้ และเสร็จแล้วปิดประชุมสภาก็เป็นอำนาจท่าน ผมไม่ได้ว่าอะไร ผมไม่ได้ ประท้วงในกรณีนั้น แต่เพียงแต่ว่าการผ่านหน่วยงานเมื่อคืนก็คือกองทุนเศรษฐกิจฐานราก โดยหลักแล้วยังคาอยู่เพราะมีญัตติค้างอยู่ มีญัตติเรื่องของการเสนอนับองค์ประชุม ก็จะเรียน ถามท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่ได้คา นะครับ ท่านจุลพันธ์มันจบไปแล้ว ผมได้พูดในที่ประชุมไปแล้วว่าจบการรายงาน แต่ว่า บังเอิญท่านสมาชิกเสนอ ความจริงแล้วผมตั้งใจอยู่แล้วครับว่า จบการรายงานฉบับนั้นแล้ว มันมีระเบียบวาระแจ้งเพื่อทราบอีก ๓ ฉบับ แต่ว่ามี ๒ ฉบับที่เลื่อน ผมกะว่าจะนำการประชุม ไปให้จบ ๒ วาระที่เลื่อน แล้วก็จะปิดการประชุม เพราะตอนนั้นเราประชุมมาทั้งวันแล้ว เกือบจะทุ่มหนึ่งนะครับ ถึงเวลาที่ท่าน ส.ส. จะต้องกลับไปพักผ่อนกันแล้ว เพราะวันนี้ก็มีการ ประชุม ฉะนั้นท่านจุลพันธ์อย่าเสียเวลาเลยครับมันจบไปแล้วนะครับ เอาไว้เรื่องใหม่ค่อยว่ากัน อีกที มันเป็นอำนาจของประธานจะสั่งปิดประชุมเวลาใดก็เป็นอำนาจของประธานครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ผมยืนยันนะครับว่ากระบวนการ เมื่อคืนไม่ถูกต้อง และผมขอบันทึกไว้ในสภาว่าท่านประธานดำเนินการเมื่อคืนไม่ถูกต้อง แล้วก็จะเป็นปัญหาหรือไม่เราก็ไปดูกันต่อไป เพราะว่าเดี๋ยวนี้มันอยู่ในเทปหมดแล้วครับท่าน ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมก็ขอยืนยันว่า การดำเนินการของประธานในขณะนั้นจบสมบูรณ์แล้วครับ🔗

ที่ประชุมครับ ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้ว🔗

๔.๑ รายงานการพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ตามที่ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๑๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ ในวันศุกร์ที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๔ ที่ประชุมได้ พิจารณารายงานเรื่องนี้และคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงจนเสร็จแล้ว จากนั้นในการประชุม คราวก่อน ก่อนที่ที่ประชุมจะได้ดำเนินการออกเสียงลงคะแนน เนื่องจากมีสมาชิกแสดงตน จำนวนน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ จึงไม่ครบองค์ประชุม ขณะนั้นผมทำหน้าที่เป็น ประธานในที่ประชุม จึงได้สั่งปิดการประชุม ดังนั้น ผมขอดำเนินการต่อเลยนะครับ เรียนท่านสมาชิกนะครับ เนื่องจากในการอภิปรายของท่านสมาชิก ซึ่งมีความเห็นทั้งที่ เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ ดังนั้น จึงต้องดำเนินการออกเสียง ลงคะแนน เพื่อขอมติจากที่ประชุม ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับรายงาน ของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗

(นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกห้องประชุม หรือที่กำลังประชุมกรรมาธิการอยู่ ขอโปรดได้เข้าห้อง ประชุมเพื่อที่จะได้ลงมติกันนะครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

เรียนท่านประธาน ผม วีระกร คำประกอบ พรรคพลังประชารัฐ นครสวรรค์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการคณะนี้นะครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านวิรัช แป๊บหนึ่งนะครับ ท่านวีระกรมีอะไรจะหารือ เชิญครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธาน อยากขอ ความกรุณาท่านประธานใช้เวลาสักนิดเถอะครับ เนื่องจากว่าก็อยู่รอบ ๆ นี้ละครับ ไม่ได้ไป อยู่ที่ไหนละครับ ท่าน ส.ส. ทั้งหลาย เพียงแต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอันเป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภาคอีสาน ซึ่งเรามีเรื่องของการศึกษาโขง เลย ชี มูล ซึ่งเป็นประโยชน์กับพี่น้องชาวภาคอีสานทั้งภาค หรือการศึกษาลุ่มน้ำเจ้าพระยา อันเป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางทั้งหมดนะครับ มันเป็นประโยชน์มาก หรือลุ่มน้ำภาคใต้ พี่น้องประชาชนแม้กระทั่งอยู่ในเกาะ ก็ได้รับ ประโยชน์จากการศึกษาครั้งนี้ กราบเรียนท่านประธานว่าขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกได้ โปรดเข้ามาในห้องประชุม แล้วก็ให้องค์ประชุมกับเรื่องอันเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศด้วยนะครับ ลุ่มน้ำตะวันตกก็ดี ลุ่มน้ำตะวันออกก็ดี มีการศึกษาอย่างที่ท่านเห็น แล้วว่า มันเป็นการศึกษาที่ครอบคลุมมาก การศึกษามีความหนาถึงประมาณ ๓๐ เซนติเมตร เลยนะครับท่านประธาน🔗

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานผมประท้วงครับ ประท้วง ท่านประธาน ข้อ ๙ นะครับ ท่านปล่อยให้เขาทำอะไรครับ เพราะว่าขณะนี้มันจบการ อภิปรายไป ๓ อาทิตย์แล้ว แล้วอยู่ดี ๆ ขึ้นมาพูดอะไรกันอีก ผมไม่เข้าใจ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

จบการ อภิปรายแล้วครับ แต่ว่าท่านวีระกรหารือ ผมก็เปิดโอกาสให้ท่านหารือ ฉะนั้นตอนนี้ผมกำลัง เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม ยังไม่ได้ให้เสียบบัตร กดปุ่มแสดงตนนะครับ ผมยังไม่ได้พูด เลยนะครับ เพียงแต่ว่าเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อที่จะลงมติต่อไป ท่านสมาชิกครับ ที่จริงมีท่านสมาชิกเราประชุมกรรมาธิการอยู่หลายคณะ เท่าที่ผมทราบจากประชุม กรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติกำลังประชุมอยู่ ฉะนั้นก็เชิญชวนท่านสมาชิก ที่กำลังประชุมอยู่ได้เข้าห้องประชุมนะครับ ก่อนที่จะลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ท่านสมาชิกที่เข้าในห้องประชุมแล้ว โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
(นายซูการ์โน มะทา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายซูการ์โน มะทา ยะลา

ท่านประธานครับ ผมประท้วงตามข้อบังคับครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านซูการ์โน ประท้วงเรื่องอะไรครับ🔗

นายซูการ์โน มะทา ยะลา

ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านประธาน ไม่ได้ดำเนินการประชุมตามข้อ ๙ ให้มันเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผมเข้าใจนะครับว่า มันเป็นญัตติด่วนเรื่องสำคัญเรื่องน้ำ แต่ไม่ควรจะให้ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติมาหากิน ในสภาแห่งนี้นะครับ พวกเราตั้งใจมาทำงานเพื่อให้กฎหมายนี้ผ่าน แต่ท่านปล่อยให้คนมาพูด ในทางค่อนข้างฟังแล้วจะเสียหาย ผมอนุญาตให้ท่านให้ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ถอนคำพูดด้วย ครับ ทั้งหมดให้ยกเลิก ห้ามมีในบันทึกการประชุม ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่ต้องถอน หรอกครับ ท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนครับ ถ้าใช้สิทธิแสดงตนกันทุกท่านแล้ว ผมขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิกอยู่ใน ห้องประชุมและแสดงตน ๓๔๖ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ต่อไปผมจะ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับรายงานของ คณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างมีไหมครับ ถ้ามีก็เชิญครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการ ลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๕๓ ท่าน เห็นด้วย ๓๒๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๙ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุม มีมติเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการนะครับ🔗

ท่านสมาชิกครับ ยังมีข้อสังเกตที่เราต้องขอลงมตินะครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกต ไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้สภาพิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปรายนะครับ ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมก็จะได้ส่งรายงาน และข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบหรือดำเนินการประชุม ต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ รายละเอียดของข้อสังเกตปรากฏตามรายงานของ คณะกรรมาธิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดวางให้ท่านสมาชิกเพื่อประกอบการพิจารณาแล้วนะครับ ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗

(นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนก็เชิญนะครับ ถ้าใช้สิทธิแสดงตนกันครบแล้วผมขอปิด การแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ สมาชิกครับจำนวนผู้เข้าประชุม ๓๔๓ ท่าน ถือว่าครบ องค์ประชุมนะครับ🔗

ต่อไป ผมขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ๒๑๖ ไม่เห็นด้วยครับ ตะกี้ก็ลงมาไม่ทันครับท่านประธาน ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน ฝากลงบันทึกไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เจ้าหน้าที่ บันทึกไว้ด้วยครับ ถ้าท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนทุกท่านแล้ว ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติในขณะนี้ ๓๔๙ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๙ บวก ๑ เป็น ๓๐ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี เป็นอันที่ว่าที่ประชุมมี มติเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ขอบคุณคณะกรรมาธิการนะครับ🔗

ต่อไปเป็นการ พิจารณาระเบียบวาระที่ ๔.๒ รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องญัตติพิจารณาศึกษาแนวทาง ในการวางแผนการผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ซึ่งคณะกรรมาธิการ การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ขอเชิญ คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่นะครับ🔗

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ด้วยประธานคณะกรรมาธิการ คือท่านอัครวัฒน์ อัศวเหม ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ บุคคลภายนอกเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งผมพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์ในการ พิจารณา จึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสอง ฉะนั้นจึงขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้ เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ๑. นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ๒. นางสุทธิรา คำสิน นักวิชาการศึกษา ชำนาญการพิเศษ ๓. นายสันติชัย โลหิตหาญ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ชำนาญการ พร้อมแล้วเชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการแถลงครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายอัครวัฒน์ อัศวเหม ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครวัฒน์ อัศวเหม สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม เรียนต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ตามที่ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๒๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ ในวันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้พิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้สภา ผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน ในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน (ศาสตราจารย์ กนก วงษ์ตระหง่าน เป็นผู้เสนอ) ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาแนวทางในการวางแผนผลิตบัณฑิตในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการ ของตลาดแรงงาน (รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นผู้เสนอ) และญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการปรับปรุง หลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ (นายพิสิฐ ลี้อาธรรม เป็นผู้เสนอ) และที่ประชุมมีมติให้คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม เป็นผู้พิจารณา โดยกำหนดระยะเวลาพิจารณาศึกษา ๙๐ วัน และที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ขยายเวลาพิจารณาตามที่คณะกรรมาธิการร้องขอ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้พิจารณาญัตติดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยได้เชิญผู้ชี้แจงแสดงความเห็น จากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคราชการและภาคเอกชน รวมทั้งผู้แทนจากนักศึกษาและนิสิต นอกจากนี้คณะกรรมาธิการได้เชิญผู้เสนอญัตติทุกท่านเข้าร่วมฟังและแสดงความคิดเห็นในการ พิจารณาดังกล่าว พร้อมทั้งคณะกรรมาธิการยังได้เดินทางไปกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อหารือและร่วมแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นการพิจารณาดังกล่าวด้วย🔗

บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการพิจารณาศึกษาญัตติดังกล่าวเสร็จ เรียบร้อยแล้ว จึงขอเสนอรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณารายงาน รวมทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทราบ หรือควรปฏิบัติ ไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาด้วยแล้ว ตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๐๕ วรรคหนึ่ง สำหรับรายละเอียดรายงาน ขอนำเสนอเป็นข้อสังเขป ดังนี้🔗

ความเป็นมาและสภาพปัญหา หลักสูตรในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับความ ต้องการของตลาดแรงงานของผู้เรียน รวมทั้งไม่ตอบโจทย์สมรรถนะที่เป็นที่ต้องการของ ผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม ทำให้บัณฑิตที่เรียนจบมาขาดทักษะและสมรรถนะ ที่ตลาดแรงงานต้องการ คุณภาพ ทักษะของบัณฑิตไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้ไม่สามารถส่งมอบผลผลิตบัณฑิตได้ตามที่นายจ้างต้องการ รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษา ส่วนใหญ่ไม่ได้จัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาและประเมินสมรรถนะและทักษะของผู้เรียน หลักสูตรไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน เช่น เข้าเรียนประมาณ ๘ โมงเช้า ถึง ๑๗.๐๐ นาฬิกา และกำหนดอายุตั้งแต่ ๑๘-๒๒ ปี ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เมื่อเทคโนโลยีปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้เกิดการเรียนการสอนที่เรียกว่า แอนนี เพลส (Any Place) แอนนีไทม์ (Any Time) แอนนีคอนดิชัน (Any Condition) เพื่อให้ ผู้เรียนได้เรียนทุกเวลา หลักสูตรไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และไม่ตอบ โจทย์ของสมรรถนะที่เป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบัน ประเทศไทยประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานระดับปฏิบัติการ แรงงานกึ่งไร้ทักษะ ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานที่จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยกลุ่มนี้เข้าสู่ตลาดแรงงานในปีหนึ่งเพียงร้อยละ ๑๖ ของจำนวนแรงงานทั้งหมด สัดส่วน ของแรงงานที่มีฝีมือของประเทศมีอยู่เพียงร้อยละ ๑๔ ของแรงงานทั้งหมดเท่านั้น จึงพอ อนุมานได้ว่าระบบการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันไม่อาจผลิตผู้ที่จบการศึกษาระดับ ปริญญาตรีที่มีทักษะเพียงพอต่ออาชีพ ที่ต้องอาศัยทักษะแรงงานชั้นสูง ขั้นตอนของการ อนุมัติหลักสูตร ใช้ระยะเวลายาวนานทำให้หลักสูตรไม่ทันสมัย ขาดความยืดหยุ่นและ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันสถานการณ์โลกในปัจจุบันและในอนาคต วิธีการสอน โดยผู้เรียนจดจำวิธีการไม่อาจนำไปสู่การเรียนรู้ของผู้เรียนและผู้สอน ในส่วนผู้สอนขาด ทักษะและการเรียนด้านเทคโนโลยี ซึ่งวิธีการสอนดังกล่าวจึงไม่อาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีการ แสวงหาและสังเคราะห์องค์ความรู้ได้ ระบบฐานข้อมูล ไม่มีระบบฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับ ข้อมูลสถิติความต้องการบัณฑิตของตลาดแรงงานในแต่ละสาขา ดังนั้นสถาบันอุดมศึกษา หรือหน่วยงานกลางควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางให้เป็นฐานข้อมูลเช่นเดียวกัน พร้อมทั้ง เปิดเผยข้อมูลสถิติความต้องการบัณฑิตของตลาดแรงงานในแต่ละสาขา มีสาขาอะไรบ้าง มหาวิทยาลัยใดบ้างที่เปิดสอน มีจำนวนกี่แห่งที่เปิดสอน สำเร็จการศึกษาไปแล้วเท่าใด อัตรา การจ้างและรับเข้าทำงานรวมแล้วจำนวนเท่าใด ข้อมูลควรปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันด้วย การพึ่งพางบประมาณของรัฐ มหาวิทยาลัยพึ่งพางบประมาณของรัฐสูงถึงปีละร้อยละ ๘๐ ของรายได้ มหาวิทยาลัยในแต่ละปี หากได้รับการจัดสรรงบประมาณลดลง อาจทำให้ขาด สภาพคล่อง ซึ่งส่งผลให้จำนวนนักศึกษาที่กำลังจะเข้าสู่ระบบอุดมศึกษามีแนวโน้มลดลงไปด้วย ทำให้มหาวิทยาลัยต้องปิดกระบวนวิชาหรือปิดตัวลง ในส่วนของแนวคิดและหลักการในการ วางแผนผลิตบัณฑิต และการปรับปรุงหลักสูตร ตลอดจนข้อเสนอแนะ ขอเรียนเชิญท่าน ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน นำเสนอต่อไปครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญ กรรมาธิการต่อครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตที่จะรายงานผลการศึกษาเพิ่มเติม จากที่ท่านประธาน อัครวัฒน์ได้กล่าวถึงสภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาในหลักการไปแล้ว ผมขอ อนุญาตกราบเรียนรายละเอียดโดยสังเขป ดังนี้ ซึ่งได้เริ่มต้นที่เรียกว่าเป็นเอสเคิร์ฟ (S-Curve) ครั้งที่ ๑ ๕ อุตสาหกรรม แล้วก็เอสเคิร์ฟ (S-Curve) ใหม่ ครั้งที่ ๒ อีก ๕ อุตสาหกรรม เพื่อที่จะทำให้หลักสูตรและการผลิตบัณฑิต สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้น แนวความคิดของการจัดการศึกษานั้น จะต้องยึดหลักที่จะให้นักศึกษาสามารถที่จะ เรียนได้ ไม่ว่าจะเวลาไหน ที่ไหน และเงื่อนไขอะไรก็ตาม และหลักสูตรและการจัดการศึกษา จะต้องมีความยืดหยุ่น เพื่อที่จะให้ปรับได้ สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน แล้วก็ของ ตลาดแรงงาน และที่สำคัญก็คือแนวทางในการบริหารการเปลี่ยนแปลงของสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรวิชาจะต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านประธานได้ กราบเรียนไปแล้ว เราได้มีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคเอกชน แล้วก็สถาบันการศึกษา ตลอดจนกระทรวง อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แนวทางในการวางแผนการผลิตบัณฑิตและการปรับปรุงหลักสูตรดังกล่าวนี้ เราพบว่า ตลาดแรงงานต้องการบุคลากรที่มีทักษะขั้นสูงในช่วงปี ๒๕๖๓-๒๕๖๗ สูงถึงประมาณ ๑๗๗,๐๐๐ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล (Technology Digital) ในเรื่องของการบินและโลจิสติกส์ (Logistics) ในเรื่องของการแพทย์ครบวงจร ในเรื่องของ การท่องเที่ยวที่มีรายได้สูง แล้วก็เชิงคุณภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพและอาหาร เป็นต้น🔗

ข้อเสนอแนะแนวทางของการปรับปรุง เรื่องที่ ๑ คือการผลิตบัณฑิตให้ตรง กับความต้องการของตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ มี ๒ ด้าน คือด้านการบริหาร แล้วก็ด้านจัดหารายได้ ในด้านการบริหาร คณะกรรมาธิการเห็นว่าการวางแผนในเรื่องของ การพัฒนาบัณฑิต จะต้องคำนึงถึงอุปสงค์หรือดีมานด์ (Demand) ทั้งด้านตลาดแรงงานใน ปัจจุบันและในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ประการที่ ๒ การกำหนดนโยบายและทิศทาง ที่จะส่งผล กระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะเกิดคลัสเตอร์ (Cluster) ใหม่ ๆ ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะต้องมีความชัดเจน เพื่อให้ มหาวิทยาลัยได้ปรับทิศทางการผลิตบัณฑิตที่จะตอบโจทย์และความต้องการดังกล่าว ในเวลาเดียวกันสภามหาวิทยาลัย จะต้องดำเนินนโยบายทางด้านการเงินของมหาวิทยาลัย ให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งงบกลาง ให้กับมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะได้นำงบกลางเหล่านั้นมาจัดการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่เกี่ยวข้อง กับการปรับปรุงหลักสูตรและผลิตบัณฑิต ซึ่งเราคาดว่าน่าจะไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของ งบประมาณของมหาวิทยาลัย ที่จะทำให้การปรับปรุงหลักสูตรได้ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้สถาบันการศึกษาจะต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ในการที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยควรจะต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างศิษย์เก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์เก่า ที่ปฏิบัติงานในภาคธุรกิจและภาคเอกชน ที่จะนำไปสู่การฝึกงานหรือการศึกษาในลักษณะที่มีการ ฝึกปฏิบัติในสถานที่จริง สภามหาวิทยาลัยควรจะต้องปรับตัวให้มีความคล่องตัวให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุมัติหลักสูตร และการควบคุมมาตรฐานของหลักสูตร มหาวิทยาลัย จะต้องทำโครงการ ซึ่งได้เริ่มต้นไว้แล้วที่ดีก็คือโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ที่จะมีการปรับปรุง หลักสูตร แล้วก็จัดการเรียนการสอนใหม่ เพื่อให้ได้บัณฑิตที่ตรงกับความต้องการของ ตลาดแรงงาน และที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ กยศ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จะต้อง สนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษาสามารถที่จะได้รับการสนับสนุนทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ในด้านที่ ๒ คือด้านการจัดหารายได้ของมหาวิทยาลัย เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าจากการศึกษา ของเราพบว่าในปี ๒๕๖๗-๒๕๖๘ ก็คือประมาณ ๓-๔ ปีข้างหน้านี้ เงินนอกงบประมาณที่ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้สะสมมาเป็นเวลายาวนานนั้นกำลังจะหมดลง เพราะฉะนั้นการจัดหา รายได้ของมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มาจากเงินงบประมาณจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และในส่วนนี้ก็กระทบโดยตรงกับนโยบายการจัดสรรงบประมาณที่จะสนับสนุนมหาวิทยาลัยด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง คณะกรรมาธิการจึงให้ข้อเสนอว่าการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยที่ ออกนอกระบบ สามารถที่จะจัดหารายได้ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน ในการจัด ให้บริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการบริการวิชาการหรือเรื่องอื่น ๆ ก็ตามของมหาวิทยาลัยจะต้องคำนึงถึง ค่าใช้จ่ายจริงต่อหัว ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้จะต้องเป็นเกณฑ์อ้างอิงที่เป็นจริงที่รัฐบาล จะต้องให้การสนับสนุนอย่างเพียงพอ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมหาวิทยาลัยก็จะตกอยู่ในสภาวะ ที่มีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะรักษาการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพไว้ได้ ส่งเสริมให้มี การนำผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยออกไปใช้ประโยชน์ให้กับพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้กับชุมชน ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน จนถึงภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) เป็นการเฉพาะ การจัดการเรียนการสอนที่ตรงกับความต้องการของผู้เรียน นั้นจะต้องมีลักษณะที่เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อให้ทุกคนในทุกช่วงวัยสามารถที่จะเรียนรู้ แล้วก็เพิ่มทักษะของตนเองได้ นโยบายและแนวทางการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐ ที่ให้กับมหาวิทยาลัยจะต้องมีการทบทวนใหม่เพื่อที่จะรักษาให้มหาวิทยาลัยสามารถที่จะ จัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้🔗

แนวทางการวางแผนผลิตบัณฑิตและปรับปรุงหลักสูตรเรื่องที่ ๒ คือแนวทาง การปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน นั่นก็คือ🔗

เรื่องที่ ๑ การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรจะต้องทำด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ และมีขนาดใหญ่พอที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่าเราจะต้องพิจารณาถึง ความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร ความล่าช้าของการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรคือ การไม่เปลี่ยนแปลงหลักสูตร การเปลี่ยนแปลงจะต้องรวดเร็วให้ทัน หมายความว่า ๒-๓ ปี จากนี้ไปมหาวิทยาลัยจะต้องเปลี่ยนแปลงหลักสูตรที่เกิดขึ้น ในการเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้อง ทำด้วยความแม่นยำ หมายความว่าการปรับหลักสูตรจะต้องตรงกับความต้องการ ของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศอย่างถูกต้อง ตรงเป้าแล้วก็แม่นยำ และที่สำคัญ ประการที่ ๓ ก็คือการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรนี้จะต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้เกิดอิมแพกต์ (Impact) ต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ปรับปรุง ๒-๓ หลักสูตร เพื่อให้มีหน้าตาดีแล้วก็บอกว่า ได้ปฏิบัติตามแนวทางแล้วไม่ใช่ คณะกรรมาธิการเห็นว่าจะต้องมีการปรับปรุงหลักสูตร ที่มีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบอุดมศึกษาของประเทศของเรา เป็นต้น🔗

๒. จะต้องยกเลิกหลักสูตรที่ล้าสมัย ไม่จำเป็น และหลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับ การวางแผนของการผลิตบัณฑิตของเรา นั่นหมายความว่าจะต้องยกเลิกหลักสูตรสาขาวิชา ที่ล้าสมัยเนื้อหาสาระที่ไม่ตรง ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง จะต้องยกเลิกหลักสูตร ที่มีการร้องเรียน หลักสูตรที่ไม่มีธรรมาภิบาล จะต้องยกเลิกหลักสูตรที่มีการจัดการศึกษา ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานอุดมศึกษาอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรที่ไม่ได้รับการ ผ่านการประเมินคุณภาพของกระทรวง อว. และที่สำคัญคือจะต้องยกเลิกหลักสูตรที่ไม่ได้รับ การรับรองมาตรฐานอุดมศึกษา เพราะว่าคณะกรรมาธิการเห็นว่ามาตรฐานและคุณภาพ ของการจัดการเรียนการสอนที่จะประกันคุณภาพขั้นต่ำเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งของ มหาวิทยาลัย🔗

๓. การปรับปรุงหลักสูตรที่สอน ในการปรับปรุงหลักสูตรที่สอนจะต้องมี ความยืดหยุ่นปรับให้เข้ากับบริบทของสภาพความเป็นจริง มหาวิทยาลัยในภาคอีสาน ก็จะต้องปรับแบบหนึ่ง มหาวิทยาลัยในภาคเหนือก็ต้องปรับแบบหนึ่ง มหาวิทยาลัยในภาคใต้ ก็ต้องปรับอีกแบบหนึ่ง และมหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานครก็ต้องปรับอีกแบบหนึ่ง ในรายละเอียด สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่จำเป็นนะครับ ขออนุญาตยกตัวอย่าง เห็นท่านนิยม เวชกามา อยู่ตรงนี้ ในพื้นที่ภูพานหลักสูตรก็จะต้องตอบโจทย์ของภูพาน ไม่ใช่เป็นหลักสูตร ที่ไปตอบโจทย์ของกาญจนบุรี เป็นต้น ในการจัดการทำหลักสูตรผู้เรียนจะต้องมีอิสระในการ ที่จะเลือกเรียนในเรื่องที่ผู้เรียนต้องการจริง ๆ ไม่ใช่เรียนตามที่ครูสอน แต่เรียนตามที่ผู้เรียน ต้องการ สาขาวิชา เนื้อหาในสาระวิชาที่ไม่ตอบโจทย์เหล่านี้จะต้องยกเลิกไปให้หมด หลักสูตรควรจะให้นักศึกษาได้มีการฝึกภาคปฏิบัติให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ฝึกปฏิบัติในสถานที่ประกอบการจริง เช่น ถ้าจะเรียนสมุนไพรบนภูเขาที่จังหวัดสกลนคร ก็ต้องไปในพื้นที่ของท่านนิยมที่เทือกเขาภูพานแล้วก็ลงไปฝึกปฏิบัติจริง ถ้าอย่างนี้ก็จะปลูก สมุนไพรได้ เก็บสมุนไพรได้ เอาสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ให้เกิดผลได้จริง สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้น และที่สำคัญการจัดทำหลักสูตรจะต้องยึดแนวคิดของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไลฟ์ลอง เลิร์นนิง (Lifelong Learning) เราไม่ได้สอนเฉพาะคนอายุ ๑๘ ถึงอายุ ๒๒ เท่านั้น ประชาชนในพื้นที่ของภูพานอายุ ๕๐-๖๐ ที่จะต้องปรับทักษะของการทำการเกษตรก็จะต้อง มีที่เรียนได้ แม้กระทั่งประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ของท่านอายุ ๗๐ ก็ต้องเรียนได้ อย่างนี้เป็นต้น และมหาวิทยาลัยจะต้องขยายการบริการผ่านระบบการฝึกอบรมและทักษะให้กับแรงงาน ภาคเอกชน ในพื้นที่ของอุบลราชธานี ในพื้นที่ของกระบี่ที่มีการท่องเที่ยวภายหลังโควิด (COVID) ทักษะใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง และมหาวิทยาลัยก็จะต้องตอบ โจทย์ในเรื่องเหล่านั้นได้ และที่สำคัญครับหลักสูตรจะต้องส่งเสริมการผลิตบัณฑิตเพื่อ เศรษฐกิจฐานราก วันนี้ที่ประชุมในสภาแห่งนี้ได้อภิปรายกันหลายครั้งมากว่าความยากจน ของเกษตรกร ๒๐–๓๐ ล้านคน เป็นปัญหา เพราะเขาขาดความรู้ ทักษะและเทคโนโลยีแบบ ใหม่ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยจะต้องตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้ ที่จังหวัดเชียงรายในพื้นที่ของ อำเภอพร้าว ในพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย ของท่านละออง ติยะไพรัช ก็จะต้องตอบโจทย์ ในเรื่องเหล่านี้ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถผลิตบัณฑิต แล้วก็ช่วยให้เกษตร กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ปลูกดาวเรืองได้เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น ในเวลา เดียวกันการจัดผู้เรียนจะต้องเปิดให้ผู้เรียนสามารถที่จะใช้ความสร้างสรรค์ของตนเองในการ ผลิตได้ สิ่งเหล่านี้เราพบในกรณีพื้นที่ของท่านวิทยา ทรงคำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ทำให้พื้นที่ อำเภอสันทราย เกษตรกรยังสมาร์ตฟาร์เมอร์ (Young Smart Farmer) สามารถที่จะเอา ความรู้เทคโนโลยีมาผลิตดอกดาวเรืองและมีรายได้เดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราต้องการที่จะเกิดเห็นผลอย่างชัดเจน ในประเด็นนี้ถามท่านวิทยา ทรงคำ ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ของท่านรังสรรค์ ในจังหวัดลำพูนเป็นต้น การผ่อนคลายเงื่อนไข การเรียนการสอนในวิชาทั่วไปจะต้องตอบโจทย์และเสริมสิ่งเหล่านี้ ให้ชัดเจน🔗

ประการที่ ๔ ท่านประธาน เพิ่มหลักสูตรที่จะเสริมสร้างทักษะที่จำเป็น สำหรับบัณฑิตในการนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมทางด้าน ฮาร์ดสกิล (Hard Skills) หรือซอฟต์สกิล (Soft Skills) ก็ตาม ภาษาต่างประเทศ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการจัดการเรื่องเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อ การเรียนการสอนในทุก ๆ หลักสูตรที่จะต้องส่งเสริมต่อไป ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยทำงาน ร่วมกับผู้ประกอบการในท้องถิ่นในพื้นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เช่น ม. วลัยลักษณ์ จะต้องทำงานที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จะต้องทำงานที่จังหวัดกระบี่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ก็จะต้องทำงานกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่เกาะสมุย พื้นที่เกาะพงันจะต้องได้รับการดูแลจากมหาวิทยาลัย อย่างนี้เป็นต้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ผู้เรียนจะต้องได้รับความรู้ทางวิชาการร่วมกับการฝึกทักษะ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เช่น ทักษะของการแก้ไขปัญหาจริง การประมงชายฝั่งที่จังหวัด กระบี่ที่มีปัญหาเราเลี้ยงสาหร่ายไม่ได้ ก็จะต้องเอาทีมอาจารย์ลงไปสอนให้กับชาวประมง ชายฝั่งที่จะเลี้ยงสาหร่ายได้ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์แยกแยะแก้ไขปัญหา การท่องเที่ยวที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจะต้องได้รับการปรับใหม่ ด้วยการเข้าใจปัญหา อย่างถูกต้อง สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้น ทักษะของการร่วมมือและประสานสัมพันธ์ในพื้นที่ของ จังหวัดปัตตานีจะต้องให้นักศึกษา แล้วก็ประชาชนสามารถที่จะรู้วิธีการประสานกับ ส่วนราชการในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ศอ.บต. ไม่ว่าจะเป็นเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพาณิชย์ของแต่ละ พื้นที่เหล่านั้น สิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นอย่างนี้ เป็นต้น🔗

ประการที่ ๕ ท่านประธาน การปรับเปลี่ยนวิธีการสอน รวมทั้งพัฒนาทักษะ และองค์ความรู้ให้กับอาจารย์ เมื่อความต้องการของประชาชนและนักเรียนนักศึกษาต่อ หลักสูตรดังกล่าวเปลี่ยนแปลง ตัวอาจารย์ก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย นั่นหมายถึงอาจารย์ จะต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สอนให้เป็นผู้ให้คำแนะนำให้คำปรึกษาต่อการแก้ไข ปัญหาของนักเรียนแล้วก็ประชาชนได้ การสร้างสภาวะแวดล้อมในมหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่ แห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่ใช่อาจารย์ก็ทำแต่ในห้องแล็บ (Lab) แต่ไม่ลงในพื้นที่ แล้วก็ แก้ปัญหา อย่างเช่นที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว อย่างเช่นจันทบุรีเราก็ไม่ได้ลงไปแก้ปัญหา เท่าที่ควรอย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ก็จะต้องจำเป็น และทักษะเทคโนโลยีของอาจารย์ผู้สอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีทางด้านไอที (IT) ที่จะทำให้เกิดการเรียนการสอนที่มี ประสิทธิภาพสูง ที่เราเรียกคอนเซ็ปต์ (Concept) ว่าฟลิปคลาสรูม (Flip Classroom) คือ อาจารย์อัดเทป (Tape) ไปก่อน แล้วก็ใส่เข้าไปในอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วนักศึกษา ก็ดูก่อน เข้าใจเนื้อหาสาระหมดแล้วเข้ามาในห้องเรียนก็มาถกแถลงปัญหาของตนเอง ที่พบในพื้นที่ที่บ้านของตัว สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่จะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนที่ อาจารย์จะต้องทำ🔗

ประการที่ ๖ จัดทำหลักสูตรออนไลน์ (Online) และการจัดการเรียนการสอน ในระบบออนไลน์ (Online) ให้เกิดประสิทธิภาพ นั่นหมายความว่าจะต้องมีแพลตฟอร์ม (Platform) ของการจัดทำหลักสูตรออนไลน์ (Online) ที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงระหว่าง มหาวิทยาลัยภาคเอกชน แล้วก็กระทรวงต่าง ๆ ที่จะจัดหลักสูตรเหล่านี้ให้เกิดขึ้น การพัฒนา หลักสูตรและระบบการเรียนการสอนที่อาศัยเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องนำมาใช้แล้ว เพื่อให้นักศึกษาของเราสามารถเรียนที่ไหนก็ได้ เวลาที่ไหนก็ได้ เงื่อนไขอะไรก็ได้ ไม่จำเป็น จะต้องเรียนในรั้วของมหาวิทยาลัยแต่เพียงอย่างเดียว🔗

ประการที่ ๗ ให้สภามหาวิทยาลัยอุดมศึกษามีความเป็นอิสระในการอนุมัติ หลักสูตร ด้วยการให้อำนาจกับสภามหาวิทยาลัยหรือสภาสถาบันอุดมศึกษาในการอนุมัติ หลักสูตรปริญญาตรีไปเลย ส่วนการจะไปตรวจสอบภายหลังที่เรียกว่า โพสต์ออดิต (Post Audit) นั้นก็สามารถที่กระทำและควรจะกระทำ สภามหาวิทยาลัยจะต้องปรับเปลี่ยน หลักสูตรหรือวิธีการสอนด้วยการเปิดและปิดหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพ การเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดการ เรียนการสอนที่ตรงหรือไม่ตรงกับตลาดแรงงานจะต้องมีการจัดการให้เรียบร้อยโดยเร็ว กระทรวงอุดมศึกษาควรจะมีหน้าที่ให้เพียงพอในการให้คำแนะนำกับมหาวิทยาลัย กระทรวง อุดมศึกษาไม่ใช่คนควบคุมอีกต่อไปแล้ว แต่กระทรวงอุดมศึกษาจะต้องเป็นผู้ส่งเสริม เป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ของกระทรวง อว. ทั้งหมดที่มีหน้าที่ในการพิจารณามาตรฐานหลักสูตร จะต้องคำนึงถึงการมีมาตรฐานขั้นต่ำ ที่จะต้องเท่าเทียมกัน แต่ในเวลาเดียวกันการเปิดความยืดหยุ่นของมาตรฐานในแต่ละสาขา ในแต่ละพื้นที่ก็จะต้องทำควบคู่ไปด้วย🔗

ประการที่ ๘ การตรวจสอบภายหลังการอนุมัติหลักสูตรหรือเรียกว่า โพสต์ออดิต (Post Audit) และการปรับเปลี่ยนวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาเราจะต้อง ทำให้เกิดขึ้น นั่นหมายความว่าหลักสูตรใดก็ตามที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วเมื่อทำดีก็ควรจะ อนุมัติต่อแล้วก็ยืนยัน แต่ถ้าทำไม่ดีจะต้องมีมาตรการลงโทษเพื่อที่จะให้หลักสูตร ที่ไม่มีคุณภาพของมหาวิทยาลัยนั้นลดลงแล้วก็หมดไปในที่สุด การทบทวนและลดขั้นตอน เกี่ยวกับการกำกับมาตรฐานและคุณภาพในปัจจุบันให้มีความรวดเร็ว แล้วก็ไม่เป็นภาระกับ มหาวิทยาลัยนั้น จะต้องเกิดขึ้น การจัดระบบการประกันคุณภาพมหาวิทยาลัยและหลักสูตร ให้ทันสมัย สอดคล้องแล้วก็เป็นมาตรฐานสากลเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น และที่สำคัญก็คือ การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขมาตรฐานหลักสูตรที่กำหนดจากมาตรฐานที่ยึดผลลัพธ์ของผู้เรียน เป็นสำคัญ นั่นหมายความว่าเราไม่ได้ตรวจเนื้อหาหลักสูตร แต่เราตรวจคุณภาพของบัณฑิต ที่จบไป เมื่อคุณภาพของบัณฑิตดีตรงนั้นละครับคือความสำเร็จของมหาวิทยาลัย การปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดการประกันคุณภาพ เช่น ควรจะมีการปรับเปลี่ยนให้มหาวิทยาลัยที่มี อาจารย์ที่มีประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรมเข้ามา แต่อาจารย์เหล่านั้นอาจจะไม่มีผลงาน ทางการวิจัย หรือไม่มีวุฒิทางการศึกษาเหมือนกับที่ในเกณฑ์มาตรฐานเดิม ยกตัวอย่างที่เป็น รูปธรรมเราอาจจะมีผู้จัดการของบริษัทในพื้นที่เขาไม่ได้จบปริญญาโท ปริญญาเอก แต่เขา จบปริญญาตรี แล้วก็มีประสบการณ์ในการทำงาน ๒๐-๓๐ ปี เราต้องการทักษะปฏิบัติ ของคนเหล่านี้เข้ามาร่วมสอนในมหาวิทยาลัย ปรากฏว่าเกณฑ์ของกระทรวง อว. ในปัจจุบัน ก็ยังควบคุมสัดส่วนตรงนี้อยู่ค่อนข้างมาก เราอยากเห็นการเปิดกว้าง แม้กระทั่งเกษตรกร ที่ไม่มีความรู้ ไม่ได้จบปริญญา แต่สามารถปลูกครามได้เก่งมากที่สกลนคร อำเภอวานรนิวาส เราก็สามารถที่จะเชิญให้เข้ามาสอนในภาควิชาเกษตรของมหาวิทยาลัยได้ อย่างนี้เป็นต้น🔗

ข้อที่ ๙ แก้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงหลักสูตรหรือ การยกเลิกหลักสูตร นั่นก็หมายความว่าเราอยากเห็นกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะรองรับ การอนุมัติหลักสูตรที่เน้นการวิจัยแล้วก็ที่เน้นผลลัพธ์ความสำเร็จของการจัดหลักสูตร เป็นหัวใจสำคัญ เราอยากเห็นกฎระเบียบที่เอื้อต่อสิ่งเหล่านี้ การให้ตำแหน่งทางวิชาการ ในด้านการเรียนการสอนในด้านการบริการวิชาการจะต้องเกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะอาจารย์เก่ง วิจัยเท่านั้นจึงจะเป็นศาสตราจารย์ แต่อาจารย์ที่ทำงานกับชาวบ้านเก่ง ๆ ทำให้ชาวบ้านมี รายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ทำได้ ๕๐๐ คน ผมคิดว่าเกินพอแล้วครับที่จะให้ อาจารย์ท่านนั้นเป็นศาสตราจารย์ได้ อย่างนี้เป็นต้น การจัดทำข้อตกลงกับองค์กรวิชาชีพที่มี กฎหมายเฉพาะเพื่อให้มีการจัดทำหลักสูตรใหม่ที่มีความยืดหยุ่น วันนี้เรามีสภาวิชาชีพ เกิดขึ้นมากมาย แล้วก็ในการกำหนดมาตรฐานหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ระหว่าง มหาวิทยาลัยกับสภาวิชาชีพก็ยังมีช่องว่างอยู่ค่อนข้างมากนะครับ ซึ่งควรจะต้องลดความสลับซับซ้อน ลดความยุ่งยาก แล้วก็ทำให้เกิดขึ้นให้ได้โดยเร็ว การปรับแก้คุณสมบัติของอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโทที่จะต้องมีผลงานวิจัยอย่างน้อย ๓ รายการ ๕ ปีย้อนหลัง สิ่งเหล่านี้ที่ผมได้อภิปรายไปแล้วว่ามันไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติจริง เราควรจะต้องมีการยกเว้นได้ แล้วก็ประเมินเกณฑ์ประสบการณ์ของอาจารย์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในภาคเอกชนหรือภาคการเกษตร เราอย่าเข้าใจผิดคิดว่าเกษตรกรเขาไม่ได้เรียน เขาไม่เก่งนะครับ ความจริงเกษตรกรที่มีประสบการณ์มาก ๆ ๒๐-๓๐ ปี เขาบอกได้เลยว่า ดินตรงนี้ปลูกได้หรือปลูกอะไรไม่ได้ อันนี้เขาเก่งกว่าอาจารย์ด้วยซ้ำไป มิติความเปิดกว้าง เหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นในระบบอุดมศึกษาของเรา การยกเลิกข้อจำกัดสัดส่วนชั่วโมงของ อาจารย์พิเศษ วันนี้เราให้อาจารย์พิเศษเข้ามาสอนในกระทรวง อว. นะครับ แต่เขาบอกว่า สอนได้เท่านี้ชั่วโมงมากกว่านี้ไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงเราต้องการชั่วโมงของอาจารย์เหล่านี้ ที่มีภาคปฏิบัติจริงมากกว่านั้น สิ่งเหล่านี้ก็จะต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบ เป็นต้น🔗

ข้อที่ ๑๐ ครับท่านประธาน แก้ไขกลไกงบประมาณสำหรับการกำหนด ทิศทางเพื่อปรับเปลี่ยนหลักสูตรของมหาวิทยาลัยนะครับ คณะกรรมาธิการอยากเร่งรัด ให้เกิดกองทุนพัฒนาอุดมศึกษาซึ่งเราทราบว่ากระทรวง อว. กำลังดำเนินการเรื่องนี้นะครับ เราอยากให้กองทุนพัฒนาอุดมศึกษาเกิดขึ้นโดยเร็วเพื่อที่จะมาช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยน เหล่านี้ ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการที่จัดทุนการศึกษาให้กับพนักงานหรือเพื่อ ศึกษาต่อหรือเข้าฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อที่จะสร้างทักษะใหม่ แล้วก็พัฒนาทักษะเดิมให้สูงขึ้น จะต้องส่งเสริมเรื่องนี้ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในที่ประชุมของการอภิปรายของ เราได้ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จเรื่องนี้ ก็คือรัฐบาลสิงคโปร์บริษัทใด ก็ตามส่งพนักงานมาเรียนกับมหาวิทยาลัยเพื่อยกระดับทักษะการปฏิบัติงาน รัฐบาลสิงคโปร์ เขาจ่ายค่าเล่าเรียนนี้ให้ครึ่งหนึ่งครับ แล้วก็เอาเงินอีกส่วนหนึ่งให้กับมหาวิทยาลัยครับ และสิ่งนี้สิงคโปร์ทำเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วนะครับ เขาจึงประสบความสำเร็จ วันนี้เราอยากเห็น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา🔗

การอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวสายวิทยาศาสตร์แล้วก็สายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสังคมศาสตร์หรือว่าศิลปศาสตร์ เป็นต้น จะต้องให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงที่ มหาวิทยาลัยจะต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ผลักภาระหนี้ให้กับมหาวิทยาลัย ในประเด็นนี้ผมคิดว่า สำนักงบประมาณคงจะต้องเปิดใจรับฟังเรื่องนี้จริง ๆ ไม่ใช่คิดงบประมาณตามระบบเดิม และสุดท้ายก็บอกว่าอยากเปลี่ยนแปลงแต่งบประมาณไม่ให้ ผมคิดว่าขอให้ที่ประชุมนี้ ช่วยกรุณาอภิปรายประเด็นนี้ให้มาก เพราะว่าสำนักงบประมาณท่านบอกว่าท่านอยู่ไกล แต่ความจริงปัญหาที่แท้จริงของเราอยู่ที่สำนักงบประมาณส่วนหนึ่ง การผลักดันกลไก นวัตกรรมอุดมศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการของประเทศ วันนี้ กระทรวง อว. ได้ทำเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่เรียกว่าไฮเออร์ เอดดูเคชัน แซนด์บ็อกซ์ (Higher education sandbox) ให้เราทดลองได้นะครับ อันนี้ก็เป็นกลไกที่ดี เราอยากเห็นการปฏิบัติ กลไกนี้ให้กว้างมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกองทุนพัฒนาอุดมศึกษา ท่านประธาน ที่เคารพข้อเสนอแนะระยะสั้นทั้งหมดที่พูดนั้นเป็นภาพองค์รวม แต่ระยะสั้นเราอยากเห็น อย่างนี้ครับท่านประธาน ๑. ขอให้ควบรวมหลักสูตร ๒๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ที่มีอยู่ ๑๐๐ ขอให้ เอา ๒๕ เปอร์เซ็นต์มาควบรวม และเพิ่มหลักสูตรใหม่ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ของตลาดแรงงานร้อยละ ๒๐ ตามที่เราพูดมาทั้งหมดขอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังนั้น ๒. ขอให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาอุดมศึกษาเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงหลักสูตรโดยเร็วที่สุด ๓. ขยายผลโครงการผลิตบัณฑิตที่ทำได้ดีอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดการปรับปรุงหลักสูตรและเพิ่ม ค่าใช้จ่ายรายหัวให้กับหลักสูตรที่ปรับปรุงแล้ว ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น ถ้าหลักสูตร ทางด้านการเกษตรที่ทำในภาคอีสานได้ดีของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาทำได้ดี ก็ให้โบนัสกับเขาเลยเพิ่มงบประมาณให้อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของหลักสูตรนี้ เช่น เราให้ ค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อบัณฑิตเรื่องนี้หัวละ ๓๐,๐๐๐ บาท เขาทำได้สำเร็จให้เขาไปเลยครับ ๔๕,๐๐๐ บาทครับ ผมคิดว่าถ้าอย่างนี้การเปลี่ยนแปลงจะรวดเร็ว แล้วก็ความยากจนในภาค อีสานก็จะหายไปโดยเร็ว ๔. เปลี่ยนแปลงวิธีการสอนในห้องเรียนที่เรียกว่า ฟลิป คลาสรูม (Flip Classroom) ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนโดยใช้เทคโนโยลีสารสนเทศหรือไอที (IT) แล้วก็ออนไลน์ (Online) เข้ามาประกอบ ๕. เปิดหลักสูตรเฉพาะที่ตอบโจทย์ประชากรในวัย ทำงานและสูงวัยให้สามารถสะสมหน่วยกิตในรูปแบบของธนาคารหน่วยกิตหรือเครดิตแบงก์ได้ ๖. พัฒนาตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยตามความถนัดของอาจารย์ใน ๓ ช่องทาง คือ ในด้านการสอน ในด้านการวิจัยและในด้านบริการวิชาการ คณะกรรมาธิการ ของเราได้ให้ความสำคัญพิเศษ โดยเฉพาะในด้านบริการวิชาการ เราคิดว่าถึงเวลาแล้ว ประเทศของเรามีวิกฤติแล้ว จำเป็นที่จะต้องให้อาจารย์มหาวิทยาลัยออกจากมหาวิยาลัย และลงไปทำงานกับพี่น้องประชาชน นำความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีไปเพิ่มรายได้ให้กับ พี่น้องประชาชน นั่นคือแนวคิดที่สำคัญมากที่คณะกรรมาธิการของเราได้เห็นร่วมกัน และ ๗. ปรับปรุง กฎระเบียบที่เกี่ยวกับเกณฑ์ภาระงาน เช่น ลดภาระงานด้านเอกสารต่าง ๆ ที่อาจารย์ต้องทำ มากมาย ปรับปรุงกฎระเบียบค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และปรับปรุง ตำแหน่งทางวิชาการตามความถนัดของอาจารย์🔗

นั่นก็หมายความว่ากระทรวงอุดมศึกษา อว. จะต้องทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้ได้ เพราะว่า ๗ ประการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะถามคำถามว่า กระทรวง อว. ปฏิบัติจริงหรือไม่ ถ้าปฏิบัติจริง ๗ ข้อนี้ต้องทำให้ได้ ข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องขออนุญาตที่จะลงรายละเอียดเป็น ๖ ด้าน ด้วยกัน ด้านที่ ๑ เกี่ยวกับกระทรวงโดยตรง ด้านที่ ๒ เกี่ยวกับสภามหาวิทยาลัย ด้านที่ ๓ เกี่ยวกับ ตัวมหาวิทยาลัย คืออธิการบดี ด้านที่ ๔ คือคณะวิชาด้านที่ ๕ คืออาจารย์มหาวิทยาลัย และ ด้านที่ ๖ คือตัวนักศึกษาหรือผู้เรียนเอง สำหรับกระทรวงอุดมศึกษาผมไม่ขออนุญาตอ่าน ทั้งหมด แต่ขออนุญาตบอกเพียงบางประเด็นท่านสามารถดูในเอกสารได้ เราอยากเห็น กระทรวงอุดมศึกษา🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านกรรมาธิการ อาจารย์ครับ สรุป ๆ หน่อยแล้วกัน เกือบ ๓๐ นาทีแล้ว🔗

ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เพราะว่ามันมี ในเอกสารอยู่แล้ว ท่านสมาชิกก็จะดู🔗

ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน กรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน อันที่ ๑ คือปรับปรุงหลักสูตรสถาบันอุดมศึกษาให้ทันสมัยแล้วสอดคล้อง กับความต้องการ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แล้วก็การสร้างแรงจูงใจให้กับอาจารย์ ที่จะเปลี่ยนแปลงกระทรวงจะต้องทำเรื่องนี้ แล้วก็การประกันคุณภาพจะต้องเปลี่ยนแปลง🔗

สำหรับสภาสถาบันอุดมศึกษา เราอยากเห็นสภามหาวิทยาลัยกำหนด นโยบายทางการเงินของสถาบันอุดมศึกษาให้มีเป้าหมายที่ชัดเจน ตลอดจนมีแนวทาง ในการกำกับดูแลให้เป้าหมายที่ตั้งไว้บรรลุ แล้วก็จัดสรรงบประมาณบนพื้นฐานของรายจ่าย จริง มากกว่าการอุดหนุนเงินเป็นก้อน รวมทั้งให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายในลักษณะที่เป็น งบกลางวงเงินไม่เกินร้อยละ ๕ ของงบประมาณเพื่อให้เกิดความคล่องตัว ในขณะที่จะต้อง เปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัย เป็นต้น🔗

สำหรับสถาบันอุดมศึกษาหรืออธิการบดี เราอยากเห็นการจัดหลักสูตร ออนไลน์ (Online) การเรียนออนไลน์ (Online) ให้มากขึ้น คณะกรรมาธิการต้องการให้เกิด การพัฒนาทักษะทางด้านเทคโนโลยีให้กับผู้สอนด้วย และที่สำคัญมหาวิทยาลัยจะต้องทำ ฐานข้อมูลกลาง ที่จะเชื่อมโยงกับกระทรวงอุดมศึกษา กระทรวงต่าง ๆ แล้วก็ภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลักสูตรที่แท้จริง สำหรับคณะวิชา เราอยากเห็นคณบดี ตระหนักและเข้าใจถึงปัญหาที่เราพูดกันในวันนี้ เพราะถ้าคณบดีไม่เข้าใจและไม่เห็นด้วยกับ แนวทางอันนี้ การแก้ไขที่แท้จริงก็จะไม่เกิดขึ้น กระทรวง อว. จะต้องดำเนินการเรื่องนี้ และสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีด้วย คณะวิชาจะต้องปรับตัวให้เกิดการแข่งขัน ด้วยการ ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย แล้วก็เพิ่มเติมหลักสูตรประกาศนียบัตรหรือหลักสูตรระยะสั้น รวมทั้งหลักสูตรออนไลน์ (Online) ให้มากขึ้น สำหรับอาจารย์ผู้ที่มีหน้าที่ในการสอนจะต้อง มีกระบวนการสังเคราะห์การสอนที่จะทำให้เกิดความเข้าใจ และการใช้ประโยชน์ให้กับ นักศึกษาที่จะเรียนรู้แล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างนี้เป็นต้น สำหรับผู้เรียนเอง คนสุดท้าย ที่อยู่ปลายทางไม่ใช่เป็นผู้แต่เพียงเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ตัวผู้เรียนก็จะต้อง ปรับด้วย นั่นก็หมายความว่าผู้เรียนควรจะต้องเรียนรู้จากสิ่งที่ตัวเองสนใจ และตรงกับ ความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ที่มีเทคโนโลยีนำมาใช้ในการประยุกต์ ผู้เรียนควรจะต้องฝึกอบรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ จากสถาบันหรือมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรเฉพาะของตัวเองให้ได้ และที่สำคัญ คือ ผู้เรียน ควรจะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมติดตามองค์ความรู้ที่ทันสมัย และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แล้วก็เปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะพิจารณาถึงพื้นฐานความถนัดของตัวเอง แล้วก็ยกระดับความ ถนัดของตัวเอง ให้เกิดผลสำเร็จของการศึกษา แล้วก็ใช้ความรู้เพื่อการพัฒนาประเทศ ในที่สุดครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ กรรมาธิการจะมีอะไรชี้แจงอีกหรือครับ เอาสรุปประเด็นสำคัญ ๆ สั้น ๆ แล้วกันนะครับ เชิญครับ🔗

พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม ที่รับญัตติการ ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดแรงงานจากสภามาศึกษา แล้วก็ร่วมกันจัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อเสนอต่อสภา ในรายงานฉบับนี้ก็มีข้อเสนอที่มีประเด็นหลากหลายมาก ที่ทุกประเด็นก็ล้วนมีประโยชน์ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ถ้าทุกประเด็นสำคัญก็เท่ากับว่าไม่มีประเด็นไหนสำคัญเลย ถูกไหมครับ ความสำคัญก็คือการจัดลำดับความสำคัญหาสิ่งที่สำคัญที่สุด แล้วก็จัดลำดับ ให้มันมากน้อยต่างกันไปนะครับ ดังนั้นในเวลาไม่กี่นาทีของผมนี้ ผมก็จะขออภิปรายนำเสนอ เนื้อหาในรายงานเพียงประเด็นเดียวนะครับ ที่เป็นประเด็นที่ผมภูมิใจนำเสนอ แล้วก็ใส่เข้าไป ในรายงานที่ส่วนตัวผมมีความเห็นว่ามันสำคัญมากที่สุดแล้วก็สำคัญกว่าทุกประเด็นนะครับ ประเด็นนั้นก็คือมายด์เซต (Mindset) แล้วก็ทักษะที่ทุกคนที่ต้องได้รับจากหลักสูตร การศึกษาให้ติดตัวตลอดไปทุกช่วงวัยของการทำงานนะครับ เป็นมายด์เซต (Mindset) และ ทักษะที่ต้องติดตัวไปจนเกษียณนะครับ ไม่ว่าจะจบจากหลักสูตรใดก็ตาม ทุกหลักสูตรต้อง ผลิตคนให้มีมายด์เซต (Mindset) และทักษะที่ผมจะอธิบายต่อไปนะครับว่ามันสำคัญที่สุด อย่างไร ก่อนอื่นผมก็ขอเปรียบเทียบกับประเด็นอื่นที่มีประโยชน์นะครับ แต่ผมคิดว่าอาจจะ ไม่เท่า เช่น การปรับปรุงหลักสูตรให้รวดเร็ว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกก็สำคัญที่ได้ เสนอไปในรายงานฉบับนี้ เพราะว่าโลกเปลี่ยนไปไวมากใช่ไหมครับ มีงานประเภทใหม่ ๆ เกิดขึ้นมามากมาย แต่หลักสูตรปัจจุบันหากผลิตคนที่ไม่ถนัดในงานที่ไม่ค่อยจะมีคนจ้าง กันแล้ว งานใหม่ ๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด ก็ไม่มีหลักสูตรที่ผลิตคนให้มาทำงานใหม่ ๆ งานนี้ได้ ดังนั้นการแก้ที่หน่วยงานตรวจสอบ มาตรฐานหลักสูตรหรือว่าการวางโครงสร้าง องค์กรเสียใหม่ หรือว่าการปรับปรุงกฎระเบียบก็เป็นการตอบโจทย์ในระดับหนึ่งนะครับ หรือประเด็นที่ว่ามหาวิทยาลัยไม่รู้หรอกว่าตลาดแรงงานในปัจจุบันต้องการคนทักษะ แบบไหน จำนวนเท่าไร ก็เลยผลิตคนไม่ตรงตามตลาดแรงงานในปัจจุบัน วิธีแก้ก็คงต้องสร้าง ระบบที่เก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการต่าง ๆ เพื่อเชื่อมความต้องการของตลาดแรงงาน กับการออกแบบหลักสูตรและจำนวนรับนิสิตนักศึกษาแต่ละหลักสูตรให้ตรงกันมากขึ้น อันนี้ก็สำคัญเช่นกันนะครับ อยู่ในรายงานฉบับนี้ แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับประเด็นมายด์เซต (Mindset) และทักษะที่ทุกหลักสูตรต้องมี คือประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ผมเกริ่นมาตั้งแต่ทีแรก นะครับ เพราะอะไรครับ เพราะสมมุติว่าปัจจุบันมีหลักสูตรที่ผลิตคนออกมาแล้วมีทักษะ ที่ตอบโจทย์กับตลาดแรงงานในปัจจุบันนี้แล้ว แต่โลกทุกวันนี้เราก็ต้องเข้าใจนะครับว่า เวลา ผ่านไปไม่นานตลาดแรงงานก็จะเปลี่ยนไปอีกแล้ว ชีวิตการทำงานของคนเราก็ไม่ได้มีแค่ช่วง ที่เพิ่งเรียนจบแล้วก็จบชีวิตเลยถูกไหมครับ เราก็ยังต้องมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไป คนที่ทำงานที่มี ทักษะตรงกับงานในอดีตนี้ ทำงานไปสักระยะหนึ่งงานก็เปลี่ยนแปลงไปตามโลก คน ๆ เดียวกันนี้ตอนที่เพิ่งจบอาจจะเป็นคนที่เก่งมากสำหรับเวลานั้น แต่โลกมันเปลี่ยนไปพอเจอ งานซึ่งต้องใช้ทักษะใหม่ที่ไม่เคยเรียนในหลักสูตรที่จบมาเขาจะทำอย่างไรนะครับ จะให้บริษัทไล่พนักงานเก่าที่ทักษะไม่ตรงกับงานใหม่ ๆ ออกไปเลยหรือว่าจะให้บริษัทไม่ต้อง ปรับเปลี่ยนอะไรเลย ให้พนักงานเก่าทำงานแบบเดิม ๆ ไป ก็รอให้บริษัทเจ๊งเข้าสักวันนะครับ แบบนี้ไม่ได้นะครับ ประเทศไทยก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ในโลกที่เปลี่ยนไวเช่นนี้ได้อีกต่อไปแล้ว นะครับ หากเราไม่สร้างระบบการศึกษาให้ทุกคนโดยรวม เมื่อจบการศึกษาไปแล้วมีมายด์ เซต (Mindset) ที่เรียนรู้ใหม่ได้ตลอดเวลาทุกช่วงวัย มายด์เซต (Mindset) ประเภทนี้เรียกว่า โกรว์ทมายด์เซต (Growth Mindset) นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุดเรื่องปรับปรุงหลักสูตร คือทุกหลักสูตรต้องทำให้คนทุกคนมีมายด์เซต (Mindset) แบบนี้ให้ได้เป็นเป้า ประกอบกับ ความรู้พื้นฐานที่ดีที่แต่ละหลักสูตรมีแตกต่างกันไป จึงจะทำให้คนที่เรียนจบไปแล้วเป็น ๑๐ ปี เป็น ๒๐ ปี เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้ง่าย เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป เรื่อย ๆ ในอนาคต มายด์เซต (Mindset) ที่ตรงกันข้ามที่จะอยู่รอดไม่ได้ ก็คือคนประเภท ที่คิดว่าตนมีประสบการณ์แล้วก็หยิ่งผยองกับความสำเร็จในอดีต ไม่ยอมรับกับความบกพร่อง ในทักษะที่มีอยู่ ก็เลยไม่สนใจเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ นะครับ คนประเภทนี้ก็มีศัพท์เรียกว่า ฟิกซ์มายด์เซต (Fixed Mindset) หรือที่คนไทยเรียกว่าน้ำเต็มแก้วนั่นเอง คนที่มีมายด์เซต (Mindset) แบบนี้ก็ไม่ได้ผิดหรือว่าเลวร้ายอะไรนะครับ แต่ว่าเขาก็จะอยู่รอดไม่ได้ มายด์เซต (Mindset) ที่ต่างกันส่งผลให้การอยู่รอดแตกต่างกันแค่ไหน เราก็อาจจะเห็น ตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น บริษัทต่าง ๆ หรือว่านักการเมือง พรรคการเมืองที่เราเห็น ๆ กันอยู่ ในนี้นะครับ ใครจะมีมายด์เซต (Mindset) แบบไหน จะเป็นโกรว์ทมายด์เซต (Growth Mindset) หรือว่าฟิกซ์มายด์เซต (Fixed Mindset) ผมไม่อยากให้เราคิดว่าเป็นเรื่องของ ปัจเจกนะครับเป็นเรื่องความบังเอิญหรือว่าความโชคดีที่บางคนเคยถูกสอนและถูกปลูกฝังให้ เป็นโกรว์ทมายด์เซต (Growth mindset) หรือว่าบางคนโชคร้ายถูกปลูกฝังมาผิด ๆ อาจจะด้วยวัฒนธรรมหรือสภาพที่ถูกอำนาจนิยมกดขี่ อย่างไรก็ตามทำให้เป็นฟิกซ์มายด์เซต (Fixed mindset) แต่มันควรจะอยู่ในหลักสูตรการศึกษา เพื่อที่จะทำให้คนจบการศึกษามา ทุกคนพร้อมที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในอนาคตได้นะครับ พร้อม ปรับทักษะใหม่ ๆ หรือที่เราเรียกว่ารีสกิล (Reskill) นั่นเอง เราก็น่าจะรู้กันอยู่แล้วนะครับว่า การรีสกิล (Reskill) คำ ๆ นี้มันไม่ใช่แค่ว่าเพียงแค่จับพนักงานมาอบรมเพิ่มแล้วเขาจะรีสกิล (Reskill) ได้นะครับ สิ่งที่จะทำให้คนเรารีสกิล (Reskill) ได้ก็คือ มายด์เซต (Mindset) ที่ถูก ปลูกฝังมาก่อนหน้านี้นั่นเองนะครับ เราคงห้ามคนทั้งโลกให้อย่าคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เพื่อมาแข่ง กับเรา เราก็ห้ามเขาไม่ได้ใช่ไหมครับ เราจะยอมอยู่เฉย ๆ แล้วก็พ่ายแพ้ หรือเราจะมีสกิล (Skill) หรือทักษะของการคิดสิ่งใหม่เพื่อให้แข่งกับเขาได้ ผลิตภัณฑ์ที่เมื่อก่อนเราขายดี เราไปห้ามคนอื่นคิดผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าเราไม่ให้เกิดขึ้นมาบนโลกไม่ได้ใช่ไหมครับ โมเดล (Model) ธุรกิจ การบริการ วิธีการทำงานที่เราเคยประสบความสำเร็จในอดีตเราก็ไปห้าม คนอื่นให้คิดโมเดล (Model) ธุรกิจหรือสร้างประสบการณ์การให้บริการที่ดีกว่าเราก็ไม่ได้ โครงสร้างองค์กรหรือโครงสร้างอำนาจที่มันเคยเวิร์ก (Work) เคยดีมาก่อนในอดีต เราก็ไป ห้ามองค์กรอื่นปฏิรูปเปลี่ยนแปลงออกแบบใหม่ให้ดีกว่าเราแล้วมาตีให้เราพังพินาศก็ไม่ได้ ใช่ไหมครับ ดังนั้นทักษะการคิดสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นมาบนโลก เพื่อเราจะได้อยู่รอดในโลก อนาคตได้ สอนได้ครับอันนี้ปลูกฝังได้ มีสถาบันระดับโลกเขาทำมาเป็นวิชาให้คนเรียนได้ ฝึกฝนได้ เพื่อให้คนที่เรียนมีทักษะนี้ และทุกหลักสูตรของสถาบันการศึกษาของเราก็ควรจะ บรรจุหลักสูตรนี้เข้าไป ผมจะขอใช้เวลาที่คิดว่าจะเหลืออยู่น้อยหนึ่งตรงนี้อธิบายแบบไว ๆ ว่าวิชานี้มันคืออะไร มันก็คือวิชาที่ประกอบไปด้วย ๕ หัวข้อหลัก แล้วก็แต่ละหัวข้อเรียงต่อ กันเป็นกระบวนการคิด ๕ ขั้นตอน🔗

ขั้นตอนแรก ก็คือทักษะการเอ็มพาไทซ์ (Empathize) หรือว่าการเข้าไปนั่ง ในใจผู้อื่น มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แค่การเมตตาคนอื่นหรือใส่ใจคนอื่นแค่นั้นนะครับ เรื่องนี้ มันต้องสอนนะครับ มันเป็นทักษะ เพราะว่ามันค่อนข้างจะขัดกับวิธีคิดของเราแบบเมื่อก่อน คือไม่ใช่ว่าเราเป็นคนดีที่เห็นใจคนอื่นแล้วอยากทำสิ่งดี ๆ ให้คนอื่นแล้วแต่ผลที่เกิดขึ้น มันอาจจะไม่ตอบโจทย์เขาก็เป็นได้นะครับ เพราะว่าอะไร เพราะว่าเราคิดอยู่ในมุมของเรา นั่นเอง เราอยากจะแก้ไขปัญหาให้เขา แต่เราไม่ได้เปลี่ยนมุมคิด เราไม่ได้มองในมุมของคน ที่เราจะแก้ปัญหาให้ เราไม่ได้เข้าถึงข้างในของลูกค้าที่เราจะสร้างของใหม่ให้ สิ่งใหม่ที่เราคิด ที่เราทุ่มเททำมันขึ้นมาก็เลยไม่ได้ตอบโจทย์ลูกค้าถึงแม้ว่าเราจะตั้งใจทำก็ตาม ในวิชานี้มันก็ จะมีเทคนิคมีวิธีที่เขาสอนและฝึกให้เราเข้าไปนั่งในใจคนอื่นได้นะครับ เปลี่ยนมุมมอง ออกจากตัวเราเองได้🔗

เมื่อเรารู้ความต้องการจริง ๆ ของเขาแล้ว ของคนที่จะแก้ไขปัญหาให้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือขั้นตอนที่ ๒ ดีไฟน์ (Define) คือทักษะการกำหนดปัญหาการตั้งโจทย์ให้ ชัด ตีขอบเขตให้ชัดว่าปัญหาที่เราจะมาแก้มันคืออะไรกันแน่ เดิมปกติเราก็มักจะคิดว่าการ แก้ปัญหามันสำคัญที่สุดใช่ไหมครับ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วการรู้ว่าปัญหาจริง ๆ คืออะไร การตั้งโจทย์ที่มันถูกต้องสำคัญกว่าการแก้ปัญหาเสียอีกนะครับ เพราะว่าถ้าเราพยายามจะ คิดสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่มีทักษะนี้เราก็จะเสียเวลาหลงทาง เสียงบประมาณ สิ่งใหม่ที่เราทุ่มเท สร้างมันขึ้นมามันก็จะแก้ไขปัญหาได้ไม่ตรงจุด ซึ่งก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ทั่วไปที่เป็นแบบนี้ จึงต้องมีการเรียนรู้และตีกรอบปัญหาอย่างไรไม่ให้มันกว้างไปหรือว่าแคบไป ให้มัน ครอบคลุมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ตรงนี้มันต้องมีเครื่องมือวิธีคิดอย่างไรจึงจะกำหนด ปัญหาได้ดี เรื่องนี้ต้องมีการเรียนการสอนในหลักสูตรเพื่อให้ผู้ที่จบการศึกษาไปอยู่รอดได้ใน ตลาดแรงงานในอนาคตต่อไป🔗

ขั้นตอนที่ ๓ ไอดีเอต (Ideate) คือการคือการทำให้ไอเดีย (Idea) หรือ ความคิดใหม่ ๆ ที่ใช้แก้ปัญหาให้มันผุดขึ้นมาบนโลกได้ ปกติความเคยชินเดิมของเราเวลาเรา ฟังไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ ของคนที่เสนอมา ถ้ามันใหม่จริงเราก็จะฟังดูเหมือนมันจะเพี้ยน ๆ เพ้อเจ้อใช่ไหมครับ คือความคิดของตัวเราเองมันก็ชอบหาจุดบกพร่องแย้งกับไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ ของคนอื่นโดยอัตโนมัติอยู่แล้วนะครับ ผลที่เกิดขึ้นก็คืออะไรนะครับ ก็คือไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ เหล่านั้นมันก็จะมลายหายไป มันก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าไอเดีย (Idea) ที่เราฟัง มันดูสอดคล้องกับความคิดของเรามากเลย เราชอบมาก เพราะว่าเราคุ้นเคยกับไอเดีย (Idea) แบบนี้ แบบนี้มันแปลว่าอะไรครับ มันแปลว่าไอเดีย (Idea) นี้มันไม่ใหม่อย่างไรครับ ถ้าไอเดีย (Idea) ใหม่จริงเราฟังดูแล้วมันจะ แปลก ๆ เพี้ยน ๆ ต่อมเอ๊ะของเรามันก็จะทำงานทันที อันที่จริงต่อมเอ๊ะหรือว่าการหาจุด จับผิดก็คือทักษะคริทิคัล ทิงกิง (Critical Thinking) ซึ่งจำเป็นแล้วก็ขาดไม่ได้ในบริบทอื่น คือบริบทของการรับข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลที่มันสอดคล้องกับความเชื่อเดิมของเรา ที่เราอยากจะเชื่อโดยอัตโนมัติ อันนี้เราต้องระวังเราต้องฝึกให้มากนะครับ แต่ในบริบทของ นวัตกรรม ขั้นตอนที่เราจะระดมสมองหาไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย แล้วสมองเรา อยากจะจับผิดอัตโนมัติเราต้องอย่าเพิ่งใช้คริทิคัล ทิงกิง (Critical Thinking) ในขั้นตอนนี้ แล้วก็ปล่อยให้ไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ มันฟุ้งขึ้นมาก่อน ขั้นตอนของการสร้างไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ ที่เขาสอนในวิชานี้ก็คือการระดมสมองให้เกิดไอเดีย (Idea) ฟุ้ง ๆ ให้มันเกิดขึ้นมา เยอะ ๆ เน้นปริมาณของไอเดีย (Idea) อย่าเพิ่งเน้นคุณภาพของไอเดีย (Idea) ซึ่งความเคยชิน ของคนเราก็มักจะทำตรงกันข้ามนะครับ เราต้องเน้นปริมาณก่อน พอได้ปริมาณไอเดีย (Idea) เยอะ ๆ แล้วเราค่อยมาจัดกลุ่ม และเราก็ได้เห็นไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ ที่จะตอบโจทย์ ของปัญหาที่เราหยิบมาใช้ได้ ทักษะนี้มันก็เกิดขึ้นเองยากนะครับ ถ้าไม่ฝึกถ้าไม่ใส่เข้าไป ในหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้ที่จบการศึกษาไปอยู่รอดได้ในตลาดแรงงานในอนาคต🔗

ขั้นตอนที่ ๔ ท่านประธานใกล้จบแล้วนะครับ คือการสร้างต้นแบบ ก็คือจาก ขั้นตอนที่แล้วเราเอาไอเดีย (Idea) จากขั้นตอนที่แล้วมาทำให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างให้มัน จับต้องได้เพื่อเอาไปใช้ขั้นตอนต่อไปก็คือ🔗

ขั้นตอนที่ ๕ เทสต์ (Test) ก็คือเอาไปให้คนทดลองใช้ แล้วก็รับฟีดแบ็ก (Feedback) รับคำติชมกลับมาว่าต้นแบบที่เราสร้างไปในขั้นตอนที่แล้วคนทดลองใช้งาน ไปแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง การทำต้นแบบถ้าเราไม่ผ่านการเรียนรู้มาก่อนเราก็มักจะอยากหาเงิน มาก ๆ มาสร้างต้นแบบให้มันออกมาดีที่สุดตั้งแต่แรก ถ้าทำแบบนี้ผลคืออะไรครับ พูดสั้น ๆ ก็คือมันก็จะเปลืองแล้วก็เสียเวลานะครับ เจ็บหนักเลยนะครับเมื่อเราล้ม คือเราไม่สามารถ รู้อนาคตได้อย่างละเอียดถูกไหมครับ เวลาเราคิดแผนอะไรขึ้นมาเราก็มักจะคิดว่าเส้นทาง มันก็จะราบเรียบ แล้วก็คิดว่ามันจะมีอุปสรรคที่เราเดาไว้อยู่แล้วว่าเราจะเจออะไรบ้าง อันนี้มันคือโลกในความคิด แต่ว่าในโลกของความเป็นจริงเส้นทางมันไม่ได้ราบเรียบนะครับ เราก็ไม่มีทางรู้ว่าทางมันขรุขระหรือว่าอุปสรรคมันอยู่ตรงไหนบ้างในอนาคตนะครับ ต้นแบบ ที่เราทำออกมา ตั้งแต่ทีแรกมันก็ต้องมีจุดบกพร่องที่เราไม่ได้คิดมาก่อนถูกไหมครับ ดังนั้น ถ้าเราลงทุนเยอะตั้งแต่ต้นแบบอันแรกเราก็จะล้มแบบเจ็บหนักเจ็บนานกว่าจะลุก ดังนั้น เราก็ต้องทำต้นแบบให้ใช้ทุนน้อย ๆ ใช้เวลาสร้างไว ๆ เอาไว้ก่อน เพื่อทำให้เมื่อเราล้มแล้ว เราจะได้ลุกได้เร็วแล้วก็นำฟีดแบ็ก (Feedback) นำคำติชมซึ่งเป็นข้อมูลอันล้ำค่ากลับมา ปรับปรุงต้นแบบรุ่นถัดไปให้ดีขึ้น หรือบางท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่าเฟลฟาสต์ (Fail Fast) เฟลชีป (Fail Cheap) นะครับ นี่ก็คือความหมายของคำนี้นั่นเองที่ผมเพิ่งได้อภิปรายไป วิชานี้มันก็จะฝึกให้เรามองคำติชมหรือว่าฟีดแบ็ก (Feedback) เป็นของขวัญนะครับ ไม่ใช่ก้อนหินที่เราถูกปาเข้าใส่เข้าหาเราแล้วเราก็พยายามหลีกเลี่ยงมัน เราสร้างต้นแบบ ทดลองรับฟีดแบ็ก (Feedback) รับข้อผิดพลาดมาปรับปรุงแล้วก็ย้อนกลับไปที่ขั้นตอนแรก ใหม่ จนสร้างต้นแบบเวอร์ชัน (Version) ใหม่ แล้วเราก็ทดลองอีก รับฟีดแบ็ก (Feedback) อีก เอาไปปรับปรุงใหม่อีก มันก็จะเป็นการล้มแต่ว่าเป็นการล้มไปข้างหน้า ล้มแล้วก็ได้เรียนรู้ เราอาจจะเคยได้ยินท่านนายกพูดว่าแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) หรือว่ากระบะทรายอะไรนี่ และโดนพี่น้องประชาชนล้อนายกใหญ่นะครับ คำว่าแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) มันก็คือสิ่งที่ ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้นั่นเองนะครับ คือถ้าท่านนายกได้เรียนวิชานี้ก็คงไม่พลาดพูดคำว่า แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ผิดความหมายแล้วโดนล้อขนาดนี้นะครับ จะจบแล้วครับ ๕ ขั้นตอนหรือว่า ๕ ทักษะที่ผมได้อภิปรายวันนี้🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

อยากให้สรุป แล้วนะครับ เพราะว่ามีท่านสมาชิกจองที่จะอภิปรายเยอะ กรรมาธิการเราค่อยตอบชี้แจง ตอนที่ท่านสมาชิกไม่เข้าใจดีไหมครับ สรุปครับ🔗

พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ กรรมาธิการ

๕ ขั้นตอนหรือว่า ๕ ทักษะที่ผมอภิปรายไปนี้ก็คือวิชาดีไซน์ทิงกิง (Design Thinking) หรือภาษาไทยก็คือ ทักษะการคิดเชิงออกแบบนั่นเองนะครับ ที่ผมบอกว่ามันเป็นทักษะก็คือมันต้องฝึกซ้ำ ๆ ไม่ใช่ว่าเรียนรู้เฉย ๆ แล้วก็ลืมไปได้นะครับ ในยุคนี้บัณฑิตที่จบไปหากยังไม่มีทักษะนี้ และมี มายด์เซต (Mindset) ที่เป็นโกรว์ทมายด์เซต (Growth Mindset) จะอยู่รอดได้อย่างไร ในตลาดแรงงานในอนาคตนะครับ แม้แต่จบปริญญาเอกมาแล้วไม่มีทักษะ ไม่มีมายด์เซต (Mindset) ผมก็คิดว่าอยู่รอดยากนะครับ ผมจึงเห็นความสำคัญในประเด็นนี้มากที่สุด ในรายงานฉบับนี้นะครับ แล้วก็อยากให้รัฐบาลมีนโยบายนำวิชานี้แทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุก หลักสูตรการเรียนการสอนมีให้ได้เลยนะครับ ถ้ารัฐบาลนี้ไม่ทำไม่เห็นความสำคัญสมัยหน้า ใกล้จะถึงนี้ถ้าผมเป็นรัฐบาลผมก็จะทำแน่นะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปก็จะเปิดโอกาสให้ท่านสมาชิกที่สนใจที่จะอภิปรายในรายงาน ของคณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ซึ่งก็มีลงชื่อไว้จำนวนมากทีเดียว ต่อไปเชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ตามด้วยท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ เชิญครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในรายงานฉบับนี้ผมเริ่มอย่างนี้นะครับท่านครับ ผมจะไปที่ตัวประเด็นที่ ๖ ที่ท่านประธาน ได้รายงานเรื่องของการออนไลน์ (Online) และใช้เทคโนโลยี ประเด็นสำคัญคือในเรื่อง ดังกล่าวนี้จะต้องเป็นเรื่องของการศึกษาต้องฟรีครับ และรัฐบาลต้องทำฟรีให้ได้ ฟรีอย่างไร ผมไปที่ข้อสังเกตของกรรมาธิการ ในเรื่องของประเด็นที่กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อว. ที่จะต้องนำเสนอใน ๑๐ ทักษะของศูนย์ ผมไม่พูดในรายละเอียด แต่ประเด็นของผมก็คือเรื่องของ การทำทักษะทั้งหมด ซึ่งจะอยู่ที่ไหน สถานที่อะไร เวลาไหน เงื่อนไขอะไรก็ได้ นี่คือเป็นโจทย์ที่เทคโนโลยีปัจจุบันทำได้นะครับท่านประธาน ทำได้อย่างไร ถ้าเข้าสู่ระบบของภาคธุรกิจท่านรู้จักดีไฟน์ (Define) ผมกำลังพาท่านไปเป็น ดีเอด ดีเซนทรัลไลซ์ เอดดูเคชัน (D-Ed : Decentralized Education) การนำเอาบล็อกเชน (Block chain) มาเป็นเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่จะเป็นตัวรัน (Run) โปรแกรมของ การศึกษาทั้งระบบในอุดมศึกษาฟรี บล็อกเชน (Block chain) คือการทำให้อินเตอร์มีเดีย (Intermedia) คือผู้ที่จะกินผลประโยชน์ของการศึกษา เช่น สถานการศึกษาเรียนพิเศษ ครูสอนไม่เต็มเวลา ไปสอนนอกเวลาพิเศษ หรือแม้กระทั่งบางบริษัทก็เปิดบริษัทเพื่อเทรนนิง (Training) พวกนี้ต้องหายไปเลยครับ ต้องไม่มีเกิดขึ้นในอนาคต ดีเอดดูเคชัน (D- Education) รัฐต้องทำให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ ขณะนี้มีอยู่แล้วครับ อยู่ในเฟซบุ๊ก (Facebook) อยู่ในทุกอย่าง แต่มันยังไม่เป็นดีเซนทรัลไลซ์ เอดดูเคชัน (Decentralized Education) มันเป็นสิ่งที่บริโภคมาจากการเก็บสะสมขององค์ความรู้แต่ละคนที่สามารถ เปิดเข้าไปฟรี แต่ไม่ได้ฟรีนะครับ ฟรีจริง ๆ คือรัฐบาลต้องจ่ายค่าอินเทอร์เน็ต (Internet) ให้เด็กในระดับอุดมศึกษาเป็นเงินในการเข้าในระบบออนไลน์ (Online) ทั้งหมดฟรี นั่นคือ สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตครับ การทำดีเอดดูเคชัน (D-Education) นั้น เป็นการทำให้ ผู้มีองค์ ความรู้สะสมความรู้แล้วสร้างองค์ความรู้นั้นเข้าไปในแพล็ตฟอร์ม (Platform) ของเอดดูเคชัน (Education) แล้วมีคนมาประเมิน ประเมินแล้วก็ลงความเห็น เหมือนการขุด บิตคอยน์ (Bitcoin) มันก็จะมีมูลค่าหรือแวลู (Value) เพิ่มขึ้นมากขึ้น ๆ จนองค์ความรู้นั้น ถูกพัฒนา เด็กหรือคนที่จะเข้าไปเป็นผู้ร่วมสามารถเข้าไปดูได้ฟรี ฟรีครับ ท่านอยากจะพัฒนา องค์ความรู้ในระดับทักษะที่เรียกว่ายานยนต์ ก็จะมีผู้ที่ต้องการ คือบริษัทห้างร้านต้องการ ความรู้แบบนี้ ยานยนต์แบบนี้ อุปกรณ์นี้ ก็จะมีผู้ที่มีความรู้ หรือแม้กระทั่งคนที่มีความรู้แล้ว หรือแม้กระทั่งครูบาอาจารย์ที่จะอุทิศเวลาให้ความรู้นั้น ก็ทำแพล็ตฟอร์ม (Platform) นั้น แล้วก็ทำเซกเตอร์ (Sector) ขององค์ความรู้นั้นให้เป็นทั้งรีสกิล (Reskill) และอัปสกิล (Upskill) ของบุคคลหรือบุคลากรที่ต้องการความรู้แบบนั้นฟรี นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องทำ และเป็นข้อสังเกตผมครับว่า การศึกษาประเทศไทยต้องฟรีครับท่าน ผมก้าวไปถึงอันนี้ครับ ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ ท่านไปดูบล็อกเชน (Block chain) เมื่อวานนี้ผมไปสภาพัฒน์มา แผนขับเคลื่อนกิจกรรมปฏิรูปที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ ใช้งบเกือบ ๖,๐๐๐ ล้าน ๕,๙๐๐ ล้าน ๑ ใน บีอาร์ (BR) ก็คือ บีอาร์ ๐๒๐๑ เอกซ์ ๑๐๘ (BR0201X108) ไปเปิดดูครับ ใช้เงิน ๔๖๘.๖ ล้าน เป็นโครงการที่เรียกว่า การสร้างแพล็ตฟอร์ม (Platform) ยุคปัญญาประดิษฐ์ในเทคโนโลยีให้ภาครัฐ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ที่เรียกว่า กัฟเวิร์นเมนต์เซอร์วิซ (Government Service) เขากำลังเริ่มแล้ว นี่คือสิ่งที่ กำลังสร้าง และในนั้นมันก็จะมีอีก นี่ของ สสช. โดยเป็นผู้ที่รับผิดชอบคือสำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พว. มี อว. อยู่ด้วย ทำสิครับ ทำฟรีขึ้นมา เพื่ออะไร เพื่อ วิเคราะห์ออกแบบองค์ความรู้แบบนี้ให้กับนักศึกษาในอุดมศึกษา ขณะนี้นักศึกษาอุดมศึกษา อยู่บนมือถือครับ อยู่บนไอแพด (iPad) หรือบนอินเทอร์เน็ต (Internet) เข้าศึกษาภาษาที่ ๓ ไม่ต้องเรียนแล้วครับ เปิดอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วเรียนเอาแล้วครับขณะนี้ โรงเรียน สอนพิเศษตก ขาดเงินไปเยอะแล้วครับ และอีกหน่อยอินเตอร์มีเดีย (Inter Media) แบบนี้ ต้องถูกทำลาย เพื่อให้สถาบันการศึกษาของเราเติบโตไปด้วยดี สิ่งสุดท้ายครับท่านประธาน ที่ผมอยากเห็น คือการผลักดันทางด้านกฎหมาย โดยเฉพาะสำคัญคือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่ออะไร เพื่อให้เด็กในอุดมศึกษาที่เกิดขึ้นปีละ ๘๐,๐๐๐ กว่าคน ได้รับการศึกษาบนโลก สมัยใหม่ที่ทรงคุณค่า ทำไมผมถึงต้องย้ำว่าเป็นดีเอด (D-Ed) เพราะในดีเอด (D-Ed) มันจะต้องมีคนไปพรูฟ (Prove) ความรู้นั้น ว่าถูก ถูก ถูก ในบล็อกเชน (Block chain) ถ้ามี คนไปพรูฟ (Prove) สัก ๑๐,๐๐๐ คนในองค์ความรู้นั้น มันก็จะกลายเป็นอิมแพกต์ (Impact) ที่ถูกพรูฟ (Prove) โดยชอบด้วยกฎหมายบนโลกเทคโนโลยี แล้วองค์ความรู้นั้นก็สามารถ กระจายและต่อยอดออกไปยังผู้เล่นคนอื่น คือเด็กหรือนักศึกษานั้นสามารถเก็บองค์ความรู้ นั้น ได้ทุกเซกเตอร์ (Sector) ตั้งแต่เริ่มเรียนรู้ เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย จนจบไปเป็นผู้สูงวัย อย่างเรา ทุกวันนี้ผมใช้เทคโนโลยีแบบนี้เพื่อเรียนรู้ทุกอย่าง บล็อกเชน (Block chain) ไม่ใช่ ผมจะรู้ ผมอ่านทุกหน้าในกระดาษที่ออนไลน์ (Online) ของ สสช. และผมรู้ทุกตัวหนังสือว่า ใช้เงินอย่างไร ๕๕,๙๐๐ กว่าล้าน เป็นเงินในงบประมาณ และมีเงินไม่มีงบประมาณอีก แต่ผมจะตามดูว่าบล็อกเชน (Block chain) อันนั้นที่จะสร้างองค์ความรู้ใน สสช. ที่ใน อว. จะไปถึงไหน จะทำให้ประเทศไทยได้มีความรู้สมัยใหม่ ขอบคุณครับ ฝากความคิดเห็น และข้อสังเกตผมไปด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณหมอบัญญัติเชิญครับ ตามด้วยท่านวิรัตน์ วรศสิริน นะครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออภิปรายสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ที่ได้ทำการศึกษาเรื่องของการวางแผนผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตรการเรียน การสอนในระดับอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และนโยบาย ไทยแลนด์ ๔.๐ ก่อนอื่นกระผมขอให้คณะกรรมาธิการช่วยแก้รายงานในข้อสังเกตหน้าที่ ๖๐ บรรทัดสุดท้ายที่วงเล็บภาษาอังกฤษ อาจจะผิดพลาดในขณะที่พิมพ์นะครับว่า ปรับปรุง หลักสูตรให้มีการสอนโดยรวมศาสตร์หลายแขนง ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า มัลติดิสซิพลินนารี (Multi-disciplinary) ในนี้พิมพ์เป็นแอนตีดิสซิพลินนารี (Anti-disciplinary) ก็ทำเป็น ใบแทรกก่อนที่จะส่งข้อสังเกตให้หน่วยงานต่าง ๆ นำไปดำเนินการนะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เรื่องของการศึกษา การผลิตบัณฑิตให้เหมาะสมกับตลาดแรงงานปัจจุบันนั้น ในรายงานนี้มีความสมบูรณ์ครบถ้วนนะครับ แต่ความเห็นส่วนตัวผมนั้น ผมเห็นว่ายังให้ ความสำคัญแก่ผู้เรียนหรือบัณฑิตน้อยไปนิดหนึ่ง อันนี้ให้ความสำคัญกับกระทรวง ให้ความสำคัญกับสภามหาวิทยาลัย ให้ความสำคัญกับคณะนะครับ ตลอดจนอาจารย์ มากกว่านักเรียน แม้นว่าท่านกรรมาธิการ ท่านดอกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน ท่านจะได้พูดถึงเรื่องของฮาร์ดสกิล (Hard Skills) และซอฟต์สกิล (Soft Skills) แล้ว ผมอยากให้นำในส่วนนั้นมาบันทึกไว้ในหมวดของบัณฑิต หรือตัวนักเรียนนักศึกษา หรือผู้เรียน ผมไม่ค่อยเป็นห่วงหรอกครับว่าสถาบันอุดมศึกษาจะผลิตบัณฑิตที่มีฮาร์ดสกิล (Hard Skills) ไม่เพียงพอ คำว่า ฮาร์ดสกิล (Hard Skills) ก็หมายถึงว่าความรู้ทักษะต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับอาชีพหรือคณะที่นักศึกษาเข้าไปเรียน ถ้าไม่มีความรู้หรือทักษะเหล่านั้น ก็ไม่สามารถจะจบการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษานั้นได้นะครับ ฮาร์ดสกิล (Hard Skills) เหล่านั้นแปลเป็นไทยก็คือว่าทักษะความรู้ที่เล่าเรียนมาในห้องเรียน ที่จำเป็นในการ ประกอบอาชีพในตำแหน่งงานนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันฮาร์ดสกิล (Hard Skills) ก็มี คอมพิวเตอร์สกิล (Computer Skill) ทักษะเรื่องคอมพิวเตอร์เทคโนโลยี แมเนจเมนต์ สกิล (Management Skill) ก็คือทักษะในการบริหารจัดการ โพรเจกต์ แมเนจเมนต์ สกิล (Project Management Skill) หมายถึงว่าทักษะในการบริหารโครงการนะครับ ไรติงสกิล (Writing Skill) คือทักษะในการเขียน และแอกเคาน์ติงสกิล (Accounting Skill) ก็คือทักษะในเรื่อง ของการบัญชี ดีไซน์สกิล (Design Skill) ก็คือทักษะในการออกแบบ แล้วก็สุดท้าย แลงเกวจสกิล (Language Skill) ก็คือทักษะในเรื่องของภาษาที่ ๒ และภาษาที่ ๓ แต่เรื่อง ซอฟต์สกิล (Soft Skills) นี้เป็นสิ่งที่มีสำคัญและทำให้เอาตัวรอดในการประกอบอาชีพ และประสบความสำเร็จด้วยนะครับ คนแพ้ชนะกันอยู่ที่ซอฟต์สกิล (Soft Skills) แล้วการ รับสมัครงานเดี๋ยวนี้บริษัทห้างร้านต่าง ๆ จะดูซอฟต์สกิล (Soft Skills) มากกว่าฮาร์ดสกิล (Hard Skills) เสียด้วย แล้วก็บริษัทห้างร้านชอบที่จะรับนักเรียนนักศึกษาที่วุฒิต่ำ ๆ มากกว่า วุฒิสูง ๆ เพราะเขารู้สึกว่าฝึกง่าย นำไปฝึกเอาความร่วมแรงร่วมใจ ความไม่เป็นชาล้นถ้วย มากกว่านะครับ คำว่า ซอฟต์สกิล (Soft Skills) ถ้าจะแปลเป็นไทยก็คือว่าลักษณะอุปนิสัย หรือทักษะความสามารถในเชิงสมรรถนะนะครับ ซึ่งจะสามารถทำงานให้ประสบความสำเร็จได้ ผมขอยกตัวอย่างซอฟต์สกิล (Soft Skills) สัก ๙ เรื่องนะครับ ๑. ทักษะความฉลาดทางด้าน อารมณ์ คนไหนสามารถบริหารอารมณ์ได้ ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ บริษัท ห้างร้าน องค์กรชอบ ๒. ทักษะการสื่อสาร คอมมูนิเคชันสกิล (Communication Skill) บางคนฉลาด เก่ง แต่ว่า สื่อสารไม่ได้ ไม่สามารถที่จะพูดคุยกับลูกค้า เป็นหมอก็คุยกับคนไข้ไม่รู้เรื่อง เป็นต้นนะครับ ๓. ทักษะความสามารถในการปรับตัวหรืออะแดปทะบิลิตีสกิล (Adaptability Skill) ปรับตัวได้ เปลี่ยนพื้นที่ เปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม ปรับตัวได้ง่ายนะครับ ทักษะซอฟต์สกิล (Soft Skills) อันต่อไปก็คือทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น คอลลาบอเรชันสกิล (Collaboration Skill) บางคนทำงานคนเดียวได้ ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ตรงนี้นะครับ อันดับที่ ๕ ทักษะ ความคิดเชิงวิเคราะห์ ตัดสินใจ อะนาลิติก ทิงกิง (Analytic Thinking) แล้วก็ดีซิชัน เมกกิง (Decision Making) วิเคราะห์ไม่เป็น ตัดสินใจไม่เป็น ผิดพลาดตลอด อันดับที่ ๖ ทักษะ ซอฟต์สกิล (Soft Skills) ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ครีเอทีฟสกิล (Creative Skill) อันนี้ ก็สำคัญมากเดี๋ยวนี้ โดยเฉพาะเรื่องของงานออกแบบ เรื่องของการวางแผนต่าง ๆ ต้องมี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นะครับ อันดับที่ ๗ ซอฟต์สกิล (Soft Skills) ทักษะการบริหารเวลา บริหารเวลาว่างเป็นไหม บริหารเวลาทำงานเป็นไหม อันดับที่ ๘ ทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน คอมเพลกซ์ พรอบเบลม โซลวิง (Complex problem solving) มีความสามารถในการแก้ไขหรือไม่นะครับ อันดับสุดท้ายการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไลฟ์ลอง เลิร์นนิง (Lifelong Learning) เดี๋ยวนี้เขาใช้คำว่า เลิร์นนิง (Learning) มากกว่า สตัดดี (Study) การเลิร์นนิง (Learning) ผัสสะ ไม่ว่าจะเป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย สามารถ ที่จะเรียนรู้กับสิ่งแวดล้อม เพราะว่าร่างกายมนุษย์เรา พระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธ ก็กล่าวถึงแล้ว อายตนะภายใน ภายนอก สิ่งที่มากระตุ้น สิ่งที่มารับรู้ เราสามารถสัมผัสและ เรียนรู้ เลิร์นนิง (Learning) กันได้แค่ไหน ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ จะพูดถึงการเรียนรู้มากกว่าการศึกษานะครับ เมื่อเดือนที่แล้วจึงมี พ.ร.บ. ส่งเสริมการเรียนรู้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญ ผมอยากจะให้นำทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีทักษะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เข้ามาเป็นคุณสมบัติของบัณฑิต ซึ่งในหมวดที่ว่าด้วยนักเรียน นักศึกษา บัณฑิตหรือผู้เรียนนั้น ในรายงานฉบับนี้บรรจุไว้ นิดเดียวเท่านั้นเอง นอกจากนั้นบรรจุอยู่ในสายการบังคับบัญชาของกระทรวงในสภา มหาวิทยาลัย ในคณะ และในอาจารย์มากนะครับ อยากจะย้ายให้ว่าสุดท้ายแล้วอัลทิเมตเอาต์คัม (Ultimate Outcome) หรือว่าผลสัมฤทธิ์ ของผู้เรียนนั้น นั่นละครับ เป็นบัณฑิตที่เหมาะสมกับตลาดแรงงาน ความรู้ ฮาร์ดสกิล (Hard Skill) ความรู้ดี และอุปนิสัยดี จึงเหมาะสมกับตลาดแรงงาน กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิรัตน์ ตามด้วยศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม นะครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ อย่างสูง กระผม นายวิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย วันนี้ขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย แรงงานของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางในการวางแผนการผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการ ของตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ท่านประธานครับ แล้วไทยแลนด์ ๔.๐ มันคืออะไร ทำไมต้องใช้ภาษาอังกฤษ ทำไมไม่เป็นประเทศไทย ๔.๐ ไม่เป็นไร ไทยแลนด์ก็ ไทยแลนด์ ๔.๐ คืออะไร ผมก็ไปค้นดูท่านประธาน คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายของ ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่เป็นหัวหน้า คสช. ท่านประธาน ตั้งแต่สมัยโน้นเป็นหัวหน้า คสช. นั่นนะครับ ที่ต้องผลักดันให้บรรลุผลให้ได้ ภายใน ๕ ปี โมเดล (Model) นี้จะสำเร็จได้ต้องใช้แนวทางสานพลังประชารัฐอีกแล้วท่าน ประธาน อยู่มา ๗-๘ ปี แนวทางสานพลังประชารัฐมีอะไรดีขึ้นบ้างครับ ผมว่าท่าน กรรมาธิการน่าจะลองศึกษาดูนะครับ ถ้าเปลี่ยนไปเป็นนวัตกรรมสานพลังเพื่อไทยดูน่าจะดี ขึ้น หรือพรรคท่านประธานก็ได้สานพลังภูมิใจไทย ผมว่าน่าจะดีขึ้นแน่นอนครับท่านประธาน ขอต่อนะครับเข้าเรื่องเลย เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมไทยแลนด์ ๔.๐ มีอะไรบ้าง ก็ เช่น ๑. เปลี่ยนจากการผลักดันสินค้าบริโภค โภคภัณฑ์ไปสู่เชิงนวัตกรรม ท่านประธาน ยาก ผมบอกเลยว่ายากมาก ต้องอาศัยองค์ความรู้ครับ ๒. เปลี่ยนจากการ ขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความคิด สร้างสรรค์ ยิ่งยากท่านประธาน บล็อกเชน (Block chain) ต่าง ๆ เป็นต้น ต้องมีองค์ความรู้ มาก ๆ ยากครับ ๓. เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น เอ๊ะ แล้วมันคืออะไร ภาคบริการ เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส มีภาคบริการ สัดส่วนสูงถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) ภาคบริการที่ว่าก็อาทิเช่น ไอที (IT) ซอฟต์แวร์ (Software) การเงิน การค้นคว้า การวิจัย ยิงจรวดไปดาวเทียม ยิงดาวเทียม ต่าง ๆ เป็นต้นนะครับ ท่านประธานครับ ประเทศพัฒนาแล้วเอาองค์ความรู้มาต่อยอด ค้นคว้าวิจัยจนเป็นรายได้เข้าประเทศได้นะครับ ขณะที่กลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ภาค บริการมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) และแรงขับเคลื่อนหลักก็มา จากธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวนะครับ โดยเฉพาะท่านประธานครับ ประเทศไทยก็อยู่ ในกลุ่มนี้ สรุปนะครับท่านประธาน จะบรรลุตั้งเป้าหมายนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ได้ต้อง อาศัยองค์ความรู้เป็นตัวช่วยผลักดันนะครับ แต่ท่านประธานครับ หลังจากผมได้อ่านรายงาน แนวทางปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในรายงานฉบับนี้แล้วก็รู้สึกว่า ท่านกรรมาธิการ ท่านมุ่งปรับปรุงไปที่ความรู้และทักษะ คือเน้นให้เรียนจบเพื่อเป็นแรงงานป้อนตลาดงาน ให้ได้เป็นสำคัญนะครับ ผมคิดว่าท่านอาจจะหลงลืมสิ่งหนึ่งในความมุ่งหมายของการ อุดมศึกษา สิ่งนั้นก็คือการสร้างองค์ความรู้ ซึ่งผมก็เกรงว่าจะกลายเป็นว่าให้น้ำหนักจุดหนึ่ง จนไปละเลยและลดทอนการเสริมสร้างองค์ความรู้ในทางวิชาการในเชิงลึกนะครับ พูดง่าย ๆ ว่าเนื้อหาในรายงานของท่านนี่มุ่งเน้นแก้ปัญหาเรื่องบัณฑิตกับตลาดงานเป็นสำคัญนะครับ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดครับท่านประธาน แต่อย่าลืมว่าการศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น ต่างจากโรงเรียน และต่างจากอาชีวศึกษา ความเข้มข้นทางวิชาการที่เจือจางลงนี่อาจจะทำให้สังคมในอนาคต มีแต่แรงงานชั้นดี ขาดปัญญาชน ผมก็เกรงว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ใช้น้ำหนักไปจุดหนึ่ง จนจะไปสร้างปัญหาใหม่ ๆ ขึ้นนะครับ ท่านประธานครับ ก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างทักษะ ในการทำงานนะครับ แต่ทักษะที่ว่านี้ควรเป็นพื้นฐานมาอยู่ก่อนที่จะเข้าระดับอุดมศึกษา หรือไม่นะครับ ท่านประธานครับ ตามรายงานหน้า ๗ ปัญหาด้านทักษะของกำลังแรงงาน ของประเทศไทย ผมขออนุญาตอ่านนะครับ ที่มาตามรายงานสำนักงานสภานโยบาย การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ในภาพระบุนะครับว่า ทักษะ ของแรงงานไทยยังมีช่องว่างที่สำคัญที่สุดก็คือภาษาต่างประเทศ การใช้คอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์และการคำนวณ ทักษะในการบริหารจัดการ ทักษะในการคิด และทักษะ ในการสื่อสาร ท่านประธานครับ ทักษะเหล่านี้รวม ๆ เรียกว่าซอฟต์สกิล (Soft Skills) ซอฟต์สกิล (Soft Skills) นี้ควรจะต้องมีการพัฒนามาเป็นพื้นฐานเป็นลำดับตั้งแต่ก่อนเข้า ระดับอุดมศึกษาแล้วหรือไม่ครับท่านกรรมาธิการครับ ผมเองก็ไม่แน่ใจนะครับว่า ตามรายงานที่ท่านว่านี้ แรงงานในตลาดงานยังขาดซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นแรงงานที่จบ ระดับอุดมศึกษาหรือไม่นะครับ ก็ไม่แน่ใจนะครับ แต่ท่านประธานครับ ในรายงานฉบับนี้ หลายช่วงหลายตอนท่านยังได้อ้างอิงและพยายามเสริมสร้างทักษะเหล่านี้ลงไปในหลักสูตร อุดมศึกษา ท่านกรรมาธิการครับ หากเราคิดว่านักศึกษายังขาดซึ่งทักษะที่ต่ำกว่ามาตรฐาน บางด้านก็ตาม เราก็ควรต้องแยกเป็นหลักสูตรพิเศษขึ้นมา ไม่ใช่มาลดทอนความเข้มข้น ของหลักสูตรลง ถ้าท่านประธานไม่อยากได้บัณฑิตที่มีคุณภาพทางวิชาการ ตกต่ำลงพร้อมกัน ทั้งรุ่น ผมแนะนำท่านประธาน ช่วยฝากถึงผู้เกี่ยวข้องให้ผมด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากทิ้งท้ายอีกเรื่องหนึ่งแต่เวลาแทบจะไม่มี ผมขอสรุปเลยดีกว่า แม้ว่าท่านกรรมาธิการ จะทำรายงานข้อเสนอที่ดีเพียงใดนะครับ หากพัฒนาการอุดมศึกษาแยกการแก้ปัญหา ออกเป็นส่วน ๆ ปราศจากการบูรณาการร่วมกับการพัฒนาคุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปพร้อม ๆ กันแล้วล่ะก็ ผมคิดว่าก็ยากจะหวังผลสัมฤทธิ์ได้ครับ วันนี้ขอแสดงความคิดเห็นนี้ ต่อท่านประธานเพื่อไปยังท่านคณะกรรมาธิการด้วยความเคารพทุกท่านนะครับ กราบ ขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านโกวิทย์ พวงงาม ครับ ตามด้วยท่านอนุรักษ์ บุญศล นะครับ เชิญครับ🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมขอร่วมอภิปราย รายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎรนะครับ ในเรื่องการศึกษาแนวทางในการวางแผนผลิตบัณฑิต การปรับปรุง หลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ครับ ท่านประธานครับ ผมเองก็อยู่อุดมศึกษามานานนะครับ เป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปีในการสอน แล้วก็ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ส่วนหนึ่งนี้ ผมอยากจะเรียนท่านกรรมาธิการ ก็ต้องขอขอบคุณกรรมาธิการที่ได้ศึกษาให้รายละเอียด ในเรื่องของการผลิตบัณฑิต การปรับปรุงหลักสูตรอย่างละเอียด อันนี้ก็ขอชมเชยไว้ด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ข้อคิดเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อรายงานในหลายประการ ดังต่อไปนี้🔗

ผมคิดว่าในประการที่ ๑ นี้รายงานจะต้องดูให้ครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับ มหาวิทยาลัย ซึ่งมีหลายส่วนด้วยกัน ผมพูดในส่วนที่ ๑ เช่น เรื่องของการผลิตบัณฑิตนั้น เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าการมีมหาวิทยาลัย ในปัจจุบันนี้ การทำหลักสูตรต่าง ๆ มักจะใกล้เคียงกัน ผมคิดว่าเดิมทีมหาวิทยาลัย จะมีการแบ่งกลุ่ม เช่น มหาวิทยาลัยทางสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทางแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทางเทคโนโลยีวิศวกร มหาวิทยาลัยทางด้านการแพทย์ การสาธารณสุข เป็นต้น ต่อมาสิ่งเหล่านี้ก็เลือนหายไป แล้วในปัจจุบันดูเหมือนว่ากระทรวงได้พยายามปรับมหาวิทยาลัย ออกเป็น ๔ กลุ่มอีก เช่น กลุ่มวิจัย กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยี กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่น หรือ กลุ่มการผลิตบัณฑิตที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ เป็นต้น แต่ว่าในรายงานผมอยากจะเรียนว่า ในรายงานส่วนหนึ่งไม่ค่อยจะบอกว่าหลักสูตรที่ควรจะ ปรับปรุงจะไปอยู่กับมหาวิทยาลัยใด และกลุ่มใด อันนี้ผมคิดว่าค่อนข้างจะตัดเสื้อโหลให้กับ มหาวิทยาลัยไปหน่อยในข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ก็กราบเรียนด้วยความเคารพ🔗

อีกประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตบัณฑิตในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับนโยบาย ผมคิดว่าสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดนโยบายของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ ขณะนี้ ผมคิดว่าอันนี้ก็ขอบคุณในฐานะที่ได้ศึกษาก็ให้ไว้ แต่ภาพของสภามหาวิทยาลัย ผมอยากจะเรียนว่า ปัจจุบันยังมีปัญหามากอยู่เหมือนกัน เพราะสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้ผลิต หลักสูตร เพราะฉะนั้นรายงานจะต้องบอกให้สภามหาวิทยาลัยในแต่ละกลุ่มนั้นจะทำอย่างไร ในหลักสูตรที่ท่านเสนอในการเรียนการสอน เพราะมิฉะนั้นแล้วกลไกสภามหาวิทยาลัยจะ ล้มเหลว ผมเรียนว่ากลไกสภามหาวิทยาลัยเรามีผู้ทรงคุณวุฒิ มีปราชญ์อยู่ในพื้นที่ มีผู้รู้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะเป็นผู้กำหนดทิศทางมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหลักสูตร ปรับปรุงหลักสูตร ควบรวมหลักสูตร หรือยุบหลักสูตรตามที่ท่านเสนอ นั่นคือกลไกที่ ๒🔗

กลไกที่ ๓ ผมคิดว่าสมาชิกบางท่านได้พูดแล้วก็คือผู้เรียน หรือคนที่ต้องการ จะศึกษา อันนี้มีความเห็นว่ามีลักษณะที่กว้างขวางมากในการที่จะต้องทำอย่างไรให้ผู้เรียน นอกจากนั้นการขยายโอกาสกับผู้เรียนใหม่ ๆ อย่างนี้ หรือการขยายไปสู่พี่น้องประชาชน ที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษาให้มาสัมผัสการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย ผมเน้นย้ำนะครับว่า การเรียนรู้สำคัญกว่าการศึกษา อันนี้ก็ต้องดู🔗

ส่วนที่ ๔ ก็คือเรื่องของผู้ใช้บัณฑิต ผมคิดว่าหลักสูตรจะปรับปรุงให้ดีแค่ไหน แต่ถ้าผู้ใช้บัณฑิตที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงานไม่ได้ตอบโจทย์ตรงนี้ ผมคิดว่าผู้ใช้แรงงาน บัณฑิตมีความสำคัญ เพราะฉะนั้นรายงานใน ๔ ประเด็นนี้ผมเข้าใจว่าอาจจะต้องแยกแยะ หรือไม่ว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้บัณฑิต อะไรที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาผู้เรียน อะไรที่เกี่ยวข้อง กับประชาชนที่จะมาเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย อะไรที่เกี่ยวข้องกับสภามหาวิทยาลัย เป็นต้น🔗

ประการต่อมาผมคิดว่ามีความสำคัญอย่างมาก นั่นก็คือการออกแบบหลักสูตร ที่ควรจะเสนอแนะให้กับกลุ่มมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในรายงานดูเหมือนจะมีข้อเสนอ ที่ค่อนข้างจะน้อยไปหน่อย นั่นก็คือว่าท่านบอกทุกอย่างว่าทำอย่างโน้น ทำอย่างนี้ แต่สิ่งที่ บอกให้ทำนั้นออกแบบไปสู่กลุ่มมหาวิทยาลัยใดอย่างไร ผมว่าอันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ มหาวิทยาลัย สมมุติว่ามหาวิทยาลัยฟังท่านอยู่วันนี้ตามพื้นที่ต่าง ๆ คำถามผมก็คือว่า มหาวิทยาลัยที่ฟังท่านได้บอกหรือไม่ว่ากลุ่มมหาวิทยาลัยกลุ่มใดบ้างที่จะต้องปรับเปลี่ยนไป ตามความคิดเห็นของท่าน อันนี้ผมตั้งเป็นคำถามแล้วให้ท่านช่วยลองพิจารณาในประเด็นนี้ดู เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอภิปรายมาในประเด็นสุดท้ายผมอยากจะฝากเรื่องของการประเมิน ซึ่งผมคิวด่าท่านทำไว้ดีนะครับ แต่ว่าในรายงานไม่ได้เอามาใส่ไว้ให้ชัดเจน ผมอยากให้ดูหน้า ๒๐๕ ครับ หน้า ๒๐๕ นี่ดีมากก็คือว่า พยายามที่จะเสนอแนะกระบวนการผลิตบัณฑิต ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้แรงงาน อันนี้ดีนะครับ แล้วก็ท่านพูดหลายเรื่อง แต่ ๒ เรื่องที่ผมอยากกล่าวไว้ก็คือ เรื่องของการประเมินมหาวิทยาลัย ที่ท่านใช้คำว่า การประเมิน ที่ผ่านมาตอนที่ผมเป็นอาจารย์หรือเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ใช้ศัพท์ ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า เอดเปก (EDPEC) เอดเปก (EDPEC) ก็คือกระบวนการที่ทำการ ประเมินมหาวิทยาลัยว่ามหาวิทยาลัยนั้นควรมีกระบวนการ ควรทำอย่างไร แต่ผมคิดว่า เอดเปก (EDPEC) เป็นกระบวนการที่มองในด้านกระบวนการมากเกินไป ตรงนี้ละครับ ผมคิดว่าการประเมินมหาวิทยาลัยควรจะไปตอบโจทย์เรื่องของเอาต์พุต (Output) ของ การดำเนินงาน เช่น ผลิตบัณฑิตมาแล้วบัณฑิตสามารถไปทำงานหรือไปรับใช้ตลาดแรงงานได้มากน้อยแค่ไหน อันนั้นเอดเปก (EDPEC) ไม่ค่อยได้ตอบ ผมจึงเรียนไว้ด้วยความเคารพว่าต้องรื้อการประเมิน มหาวิทยาลัยให้ไปตามกลุ่มมหาวิทยาลัย ไม่ใช้เอดเปก (EDPEC) เป็นเสื้อโหลไปใส่ มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ฝากไว้🔗

ประเด็นต่อมา ในการประเมินผมอยากจะบอกว่า ต่อนี้ไปอาจจะต้องไปดูเรื่อง ของกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ควรจะประเมินไปตามวิชาชีพ ไปตามความถนัด ไปตามกลุ่ม ที่เขามีการแบ่ง เพราะฉะนั้นการดำเนินการประเมินมหาวิทยาลัยนี่ผมเห็นด้วยเพื่อจะทำให้ มหาวิทยาลัยมีมาตรฐาน แต่ควรเสนอแนะว่าการประเมินมหาวิทยาลัยเพื่อจะไปตอบโจทย์ ผู้ใช้แรงงานนั้นจะต้องประเมินอย่างไร ผมคิดว่าอันนี้น่าจะบอกไว้ในรายงานด้วย🔗

สิ่งต่อมาผมคิดว่าเรื่องสำคัญที่เราพูดกันวันนี้มหาวิทยาลัยจะอยู่อย่างเดิม ไม่ได้อีกแล้ว มหาวิทยาลัยจะผลิตบัณฑิตอย่างเดียวไม่ได้อีกแล้ว มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว เพื่อไปให้ชุมชนท้องถิ่นเกิดประโยชน์ เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่ท่านเสนอในรายงานเรื่องของ งบประมาณกับมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าวันนี้มหาวิทยาลัยต้องไปเน้นการวิจัยและนวัตกรรม ให้เกิดขึ้น แล้วทำให้ชุมชนท้องถิ่นได้ประโยชน์จากผลวิจัยที่จะเกิดมูลค่า ซึ่งมันมี พ.ร.บ. ตัวหนึ่งที่สภาได้อนุมัติไปก็คือ เรื่องของพระราชบัญญัติการวิจัยและนวัตกรรมที่จะนำไปใช้ ประโยชน์ อันนี้ผมคิดว่าสำนักงบประมาณต้องเพิ่มงบวิจัยให้กับมหาวิทยาลัย เพื่อไปทำงาน ให้เกิดนวัตกรรมให้พี่น้องประชาชนได้เกิดประโยชน์ เอาสิ่งเหล่านี้ไปดำเนินการในพื้นที่ ชุมชนท้องถิ่นของตนเอง นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนไว้เป็นเบื้องต้นว่าท่านจะต้องดูตรงจุดนี้ด้วย ในการประเมินมหาวิทยาลัย ในการปรับโฉมมหาวิทยาลัยใหม่ให้เกิดกระบวนการที่เราเรียกว่า🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมดเวลาแล้ว นะครับ🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แบบบัญชีรายชื่อ

ทำให้พี่น้องประชาชน ซึ่งไม่ได้รับการศึกษาตามระบบนี้ได้มาใช้ประโยชน์จากมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นการปรับตัว ของมหาวิทยาลัยเพื่อไปพูดถึงตลาดแรงงาน ผมอยากจะเรียนว่า นอกจากผู้ใช้แรงงานที่ได้รับ บัณฑิตเอาไปทำงานแล้ว ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ควรคิดในเรื่องตลาดแรงงานก็คือ ตลาดแรงงาน ของตนเองที่พี่น้องประชาชนจะประกอบการของตัวเอง พี่น้องประชาชนหรือนักศึกษา ที่เรียนแล้วสามารถไปจัดการตนเองได้ ผมคิดว่าหลักสูตรแบบนี้ควรจะเพิ่มไว้ในรายงานด้วย เพื่อทำให้ผู้เรียนซึ่งเขาไม่ต้องการไปรับใช้ตลาดแรงงาน แต่เขาต้องการประกอบกิจการ ของตัวเอง อันนี้ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้ด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมเสนอมาในประเด็นต่าง ๆ ก็กราบเรียนกรรมาธิการ แล้วก็ท่านประธานผ่านไปยังผู้ทำ รายงานได้เพิ่มเติมในสิ่งที่ผมได้เสนอไว้เพื่อเป็นประโยชน์ แต่ขอบคุณนะครับว่ากรรมาธิการ ได้พยายามทำให้มหาวิทยาลัยได้รับประโยชน์จากท่าน และสิ่งหนึ่งที่ผมเรียนก็คือว่า🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านครับ ท่านเลยเวลามาหลายนาทีแล้วนะครับ🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ที่จริงเนื้อหา สาระของท่านอาจารย์ดีมาก ผมก็ชอบฟัง แต่ว่ากติกาก็ต้องเป็นกติกา ต้องขออภัยด้วย ต่อไป เชิญท่านอนุรักษ์ บุญศล ครับ ตามด้วยท่านรองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ นะครับ🔗

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพคะ เรื่องนี้เรื่องใหญ่มากเลยทีเดียว ต้องขอบพระคุณกรรมาธิการเป็นอย่างสูงที่นำ เรื่องบัณฑิตตกงาน ผลิตบัณฑิตอย่างไรจะไม่ตกงาน ง่าย ๆ อย่างนี้เลยค่ะ จากมหาวิทยาลัย ทั้งประเทศ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันถามไปที่คณะกรรมาธิการว่าท่านเชิญอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่าง ๆ มานั้น ท่านเชิญมาเยอะมากเลย การที่จะปรับเปลี่ยนอะไรใน มหาวิทยาลัยนั้นมันจะปรับเปลี่ยนอยู่ ๓ ข้อเท่านั้นเองค่ะ คือสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี ถ้าอธิการบดีมหาวิทยาลัยนั้น ๆ ไม่ปรับเปลี่ยน ดิฉันตั้งชื่อ ให้ใหม่เลยค่ะ อธิการบดีโนเกียร์ (No gear) จะต้องย่อยสลายและหายไปจากโลกใบนี้ ได้ยิน เสียงหัวเราะมาจากทางไกลเลยนะคะ แล้วก็อาจารย์ที่สอนท่านได้นำนักปราชญ์ราชบัณฑิต เหล่านั้นเข้ามาในกรรมาธิการ แล้วท่านได้ถามให้กับดิฉันหรือไม่ว่า สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่ง พระยาเลี้ยง ยังฝังอยู่ในสายเลือดของคนไทย ปริญญาตรีต้องแปะฝาบ้าน อะไรจะเกิดขึ้น ๓ ข้อ ที่ดิฉันกล่าวมาสามารถที่จะเปลี่ยนวิธีคิดนี้ได้หรือไม่ โคลนติดล้อที่รัชกาลที่ ๖ ทรงประพันธ์ไว้ หมายความว่าคนนั้นอยากเป็นข้าราชการ สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง ฝังนะคะฝังอย่างไรคะ ๒ สัปดาห์ที่แล้วท่านเห็นหรือไม่คะว่าปริญญาตรีที่ไปสอบท้องถิ่นนั้น ทะลักทลาย อยู่ตามออนไลน์ (Online) ทั้งหมดนั้นเต็มไปหมด ทะลักทลายนะคะ แต่มี หลายคนบอกว่า มีหลายคนเล่ากันว่า คุณจะไปสอบถ้าไม่ได้ที่ ๑ นั้นซี (C) ละเท่าไร นั่นคือ ความมั่นคง ฉะนั้นเรื่องของมหาวิทยาลัย ท่านอาจารย์กนก ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่ได้ เสียหาย ท่านรอบคอบในเรื่องของการศึกษา ท่านเป็นปฐมบทของเรื่องนี้อย่างจริงจัง ท่านได้ ถามหรือไม่ว่าประเทศฝรั่งเศสยางมิชลิน (Michelin) ขาย ๑๗๐ ประเทศทั่วโลก ไม่มียางพาราสักต้น แต่เรามียางพาราเต็มไปหมด แม้กระทั่งอีสานบ้านดิฉันหลักหมื่นไร่ เลยทีเดียว จังหวัดสกลนครนี่ค่ะ เยอะมาก ตรงนี้ด้วย มันเกี่ยวกับการผลิตบัณฑิตเลยนะคะ ตรงนี้ ดิฉันไม่ลงในรายละเอียดว่ากระบวนการสอนจะเป็นอย่างไร ดิฉันมีข้อคิดอีกข้อคิดหนึ่ง เหมือนกรรมาธิการพรรคก้าวไกลพูด มายด์เซต (Mindset) มีข้อคิดอีกข้อคิดหนึ่ง มีคนไป ถามเจ้าของกระทิงแดงว่า ขายดิบขายดี คู่แข่งขันของท่านในอนาคตคือใคร เจ้าของกระทิง แดงตอบว่า ก็รถที่ไร้คนขับ ที่มันขับเองโดยอัตโนมัติ นั่นคือคู่แข่งขันของเขาในอนาคต อาจารย์มหาวิทยาลัยจะต้องสอนได้ขนาดนี้ คือสอนดิ้นรนอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่สอนให้เกิดความ ภาคภูมิใจในปริญญาแปะฝาบ้าน จบมา ๆ โควิด (COVID) ๒ ปีนี้ ล้านกว่าคนที่ตกงาน เสียดายไหมคะปัญญาชน องค์ความรู้ทั้งหมดไม่ได้ใช้ประโยชน์เกิดกับตัวเอง ไม่ได้ใช้ ประโยชน์เกิดกับครอบครัว ไม่ได้ใช้ประโยชน์เกิดกับสังคม ไม่ได้ใช้ประโยชน์เกิดกับ ประเทศชาติและโลกใบนี้ ๕ ปีถึงจะได้งานทำ เสียเวลาไหมคะ เสียเวลาอย่างมากเลย เวลาหมุนไปทุกนาที ทุกวินาที เขาควรจะได้อะไรตั้งมากมายตรงนั้นแล้วดิฉันถามไปที่กรรมาธิการชุดนี้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ เคียงคู่ท่านประธานว่า ท่านอธิการบดีสภามหาวิทยาลัยและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะลงมือ เปลี่ยนแปลงเมื่อไร เพราะข้อมูลก็มาแล้ว ทุกคนรู้ข้อมูลหมดว่าเดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยใน อเมริกา ๕๐๐ กว่ามหาวิทยาลัยปิดตัวลงแล้ว และอีก ๑๐ ปีข้างหน้า อีก ๒,๐๐๐ กว่า มหาวิทยาลัยจะปิดตัวลง แล้วท่านยังจะผลิตบัณฑิตอย่างไร มันจะต้องมีการเสียสละ เดี๋ยวนี้ เด็กที่ออกไปฝึกงานตามสถานประกอบการ เรียนหยาบ ๆ เลย ดิฉันไปทำผมที่ร้านเสริมสวย เจ๊ในสถานประกอบการถามว่า อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเขาสอนอย่างไรคะคุณครูขา ทำไม เด็กทุกวันนี้มันถึงทำงานไม่เป็นคะ เห็นไหมคะ เขาก็โทษไปที่ต้นตอ ทำไมเขาถามดิฉันตรงนี้ เลย เก็บข้อมูลทุกครั้ง อ๋อ เหรอคะ เดี๋ยวจะนำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการแก้ปัญหา ในภาพกว้างต่อไป ขอบพระคุณมากเลยค่ะ สำหรับข้อมูล ทุกครั้ง ๆ ท่านประธานคะ ขออีกนิด เดียวค่ะ คลังสมองของประเทศวิเศษแล้ว บัณฑิตแก้วเร่งเรียนรู้สู่เป้าหมาย แต่ผู้ปั้นฟั่นแต่ง แข่งไม่คลาย คงจะกลายเป็นเรืองรองผุดผ่องพรรณ พระฤาษีในอาศรมศูนย์บ่มเพาะ เมื่อไม่ เหมาะต้องปรับเปลี่ยนหมุนเวียนผัน ความรู้มหาศาลอเนกอนันต์ ต้องคู่กันกับทักษะธุระเรือง สถานประกอบการต้องการหมด หากหมดจดตกกรอบชอบเรื่องเขื่อง เรียนตรงงานไม่ตกงาน ผสานบ้านเมือง บัณฑิตรุ่งเรืองอาศรมฤาษีแสนปรีดิ์เปรม ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญรองศาสตราจารย์รงค์นะครับ ตามด้วยท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ครับ🔗

รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ขออนุญาตเสนอความคิด ๒ ประการ เกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม เรื่องของ การผลิตบัณฑิตหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ นะครับ มีอยู่ ๒ ประการ และมีข้อเสนอแนะเล็ก ๆ ๓ ประการ🔗

ก่อนอื่นก็ต้องชื่นชมคณะกรรมการชุดนี้ได้จัดทำรายงานที่มีเนื้อหาสาระ ครอบคลุม ละเอียด รวมถึงวิธีวิทยา หมายถึงการเก็บข้อมูล การแสวงหาข้อมูลจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ จากผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตบัณฑิตคือ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นเป็นประการที่ ๑ เพียงแต่ว่าความครอบคลุม อันนั้นท่านประธานครับ เวลานำเสนอผมคิดว่าในเอกสารฉบับนี้ยังเป็นแบบธรรมเนียมนิยม หรือเป็นแบบเทรดดิชันนัล (Traditional) มีเป็นชั้น ๆ เป็นหัวข้อที่มีความครอบคลุมชัดเจน อ่านแล้วลื่น รื่น แล้วก็เห็นความเชื่อมโยง ความสอดคล้อง มีองค์ประกอบ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิด ว่าเวลานำไปปฏิบัติ อันนี้ผมเชิงวิจารณ์วิพากษ์ด้วยความเคารพท่านคณะกรรมการนะครับ ท่านพูดถึงคณะวิชา ท่านพูดถึงสภามหาวิทยาลัย ท่านพูดถึงคณาจารย์ ท่านพูดถึงหลักสูตร ท่านพูดไว้ครอบคลุมมาก แต่นั่นที่ผมบอกว่าเป็นแบบเทรดดิชันนัล (Traditional) หรือ ธรรมเนียมนิยม มันจะมีความท้าทายที่จะนำไปสู่การที่จะทำให้ผลิตบัณฑิตเพื่อไปสอดรับกับ ตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ค่อนข้างยากครับท่านประธาน สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า อยากเสนอแนะมาในตัวรายงานฉบับนี้ก็คือว่า คณะกรรมการชุดนี้พูดถึงภาควิชา ผมเอาว่า ภาควิชาเป็นตัวสำคัญ เป็นหัวใจ เป็นเอนทรีพอยต์ (Entry point) ในการผลิตบัณฑิต เพื่อไปสู่ตลาดแรงงานหรือไทยแลนด์ ๔.๐ ถ้าพูดถึงการศึกษาในประถมศึกษาก็คือโรงเรียน แต่พูดในมหาวิทยาลัยก็คือภาควิชา วันนี้เอาภาควิชาเดินไม่ได้แล้วครับ สิ่งที่สำคัญมากที่สุด ที่ผมคิดว่าอยากเสนอแนะก็คือว่า น่าจะปรับเปลี่ยนจากภาควิชาไปสู่ศูนย์ความเป็นเลิศ เซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนซ์ (Center of excellence) ศูนย์ความเป็นเลิศก็คือการรวมคน หลาย ๆ สาขาวิชา รวมวิศวะ รวมแพทย์ รวมสังคมวิทยา รวมศิลปะ รวมโน้น รวมนี้เข้ามาเพื่อ ตั้งเป็นศูนย์ความเป็นเลิศ แล้วให้ศูนย์ความเป็นเลิศทำหน้าที่รีเสิร์ช (Research) ซึ่งก็อยู่ที่ ภาควิชาเดิม แล้วก็ผลิตหลักสูตรออกมาด้วย ศูนย์ความเป็นเลิศ จึงเป็นตัวขับเคลื่อนบัณฑิต แบบใหม่ที่บูรณาการศาสตร์หลาย ๆ ตัว ผมยกตัวอย่างก็ได้ครับ ศูนย์ความเป็นเลิศมีอยู่หลายมหาวิทยาลัยครับ ที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ ศูนย์ความเป็นเลิศเรื่องศึกษาปัญหาการพนัน อยู่ใน เศรษฐศาสตร์การเมือง เอานักสังคมวิทยา นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ หลาย ๆ คนเข้ามา รวมกัน แล้วสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่ศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมืองทำวิจัยก็ทำวิจัยไป ความรู้จากองค์วิจัย ที่ขาดไปก็คือยังไม่ได้ไปทำหลักสูตร แล้วหลักสูตรเหล่านั้นจะไปรองรับเรื่องการบริหารจัดการ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment complex) ที่มันจะเกิดขึ้นผมสมมุติ หรือไปเรื่องของการจัดการอย่างอื่น ๆ เซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนซ์ (Center of Excellence) ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ของมหาวิทยาลัยนี้ประมาณ ๒๐ กว่า เซ็นเตอร์ (Center) แต่ไม่ใช่ภาควิชา เซ็นเตอร์ (Center) เหล่านี้ ผมยกตัวอย่าง เซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนซ์ (Center of Excellence) ว่าด้วยการบริหารจัดการเมืองและท้องถิ่น ประกอบไปด้วยนักเศรษฐศาสตร์ สถาปัตยกรรม เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ บริหารรัฐกิจ วิศวกรรมโยธาแหล่งน้ำ ซึ่งในการดูแลเรื่องการบริหารจัดการเมือง มันจะต้องรวบรวม หลักสูตรเหล่านั้น หลักสูตรองค์ความรู้เหล่านั้นมาใช้ใน เซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนซ์ (Center of Excellence) ทำวิจัยไปด้วย แล้วก็เปิดหลักสูตรไปด้วย เพื่อที่จะให้เขารับ ปริญญาไปรองรับการบริหารจัดการเมือง ท้องถิ่นหรือเมือง เพราะฉะนั้นตัวเซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนซ์ (Center of Excellence) จึงทำหน้าที่ในการทำ ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือ หลักสูตร ในเอกสารเล่มนี้ได้พูดถึงหลักสูตรไว้ค่อนข้างดี แต่ผมนำเรียนแล้วว่าเป็น เทรดดิชันนัล (Traditional) เป็นแบบธรรมเนียมนิยม หลักสูตรยุคใหม่ที่จะให้รองรับกับ ตลาด ให้รองรับกับไทยแลนด์ ๔.๐ มันไม่ใช่หลักสูตรที่มาจากภาควิชา ที่บอกว่าวิศวโยธา ก็ทำแต่โยธา โดยไม่รู้สังคมวิทยาเมือง โดยไม่รู้จิตวิทยา โดยไม่รู้เรื่องวิศวกรรมด้านอื่น โดยไม่รู้ทางด้านเฮลท์ (Health) ทางด้านคอมไซนซ์ (ComScience) อย่างนี้ เพราะฉะนั้น ตัวหลักสูตรที่เป็นดีกรี (Degree) ๔ ปี พวกเหล่านี้มันจะต้องมาจากเซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนซ์ (Center of Excellence) ซึ่งมีบูรณาการจากอาจารย์ที่มีการบริหารจัดการการเรียนการสอน และหลักสูตรในเซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนซ์ (Center of Excellence) ที่ไมใช่ภาควิชา เพราะฉะนั้นตัวหลักสูตรในเซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนซ์ (Center of Excellence) มาจาก ดีกรี (Degree) แล้วอีกอันหนึ่ง ซึ่งในโลกของชาวอุดมศึกษาพูดมาตลอด ปัจจุบันนี้ก็คือว่า หลักสูตรนอน-ดีกรี (Non-Degree) ในเล่มนี้ก็ได้เสนอไว้ หลักสูตรนอน-ดีกรี (Non-Degree) เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่องที่คิดว่าในทศวรรษนี้มีความสำคัญเทียบเท่ากับหลักสูตรดีกรี (Degree) หลักสูตรนอน-ดีกรี (Non-Degree) เสียดายในเล่มนี้ไม่ได้บอกไว้ว่า ผู้เรียนควรจะ ประกอบไปด้วยอะไร แล้วรัฐหรือมหาวิทยาลัยจะสนับสนุนคนที่เข้าไปเรียนหลักสูตร นอน-ดีกรี (Non-Degree) อย่างไร ความชอบธรรมของตัวเล่มก็คือว่า พูดแต่หลักสูตร นอน-ดีกรี (Non-Degree) แต่ไม่ได้ฮาวทู (How to) ว่า เราจะทำอย่างไรกับหลักสูตร นอน-ดีกรี (Non-Degree) ซึ่งจะเป็นทางออกสำคัญในไทยแลนด์ ๔.๐ หรือในตลาดแรงงาน ที่จะเกิดขึ้นในทศวรรษนี้ อันนี้เสียดาย ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร หลายมหาวิทยาลัยทำเซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนซ์ (Center of Excellence) ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่วิทยาเขตป่าพะยอม พัทลุง อาจารย์อมรรัตน์รวมกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ นักเคมี นักโน้น นักนี้มาทำเรื่องข้าวสังข์ หยด ข้าวสังข์หยดจะทำอย่างไร จะแปลงออกมาเป็น ไอศกรีมอย่างไร จะแปลงออกไปเป็น ยาที่เสริมเพื่อทำแอนตี-เอจจิง (Anti-Aging) อย่างไร สิ่งเหล่านี้มันจะต้องใช้ เซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนซ์ (Center of Excellence) หรือศูนย์ความเลิศในการบ่มเพาะงานวิจัยมาแล้ว สร้างหลักสูตรทั้งดีกรี (Degree) และนอน-ดีกรี (Non-Degree) ผมคิดว่าหน่วยตรงนี้เป็น เรื่องสำคัญนี่คือสิ่งที่ผมอยากเสนอ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยทักษิณ เกษตร อุตสาหกรรมปาล์มเป็นอย่างไร ปาล์มของพี่น้องชาวใต้ ยางเป็นอย่างไร ประมงริมฝั่งอย่างไร หลักสูตรเหล่านี้ควรจะเสนอแนะแบบเชิงหลักการออกไปให้มหาวิทยาลัยเชิงพื้นที่ได้ทำ มหาวิทยาลัยก็แบ่งเป็นหลายแบบครับ มหาวิทยาลัยรีเสิร์ช ยูนิเวอร์ซิตี (Research University) มหาวิทยาลัยวิจัยควรจะทำอย่างไร มหาวิทยาลัยสอนผลิตบัณฑิตหรือทิชชิง ยูนิเวอร์ซิตี (Teaching University) ควรทำอย่างไร มหาวิทยาลัยที่บริการวิชาการควรจะ เน้นอะไร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ยกตัวอย่าง เขามีนโยบายที่จะลดการรับนักศึกษานะครับ ท่านประธาน แต่เขาต้องการที่จะผลิตการเรือน ผลิตขนมเค้ก ผลิตอะไรของเขาไป เขาไม่เน้น เรื่องการแข่งขันที่จะแย่งคนมาเรียนแล้ว แต่เขาเน้นที่จะทำเรื่องที่เป็นเรื่องเขาถนัด นี่มหาวิทยาลัยอย่างไร มหาวิทยาลัยบริการชุมชนเหล่านี้ นั่นอันที่ ๑ นะครับ🔗

ข้อเสนอแนะอีกอันหนึ่งนะครับท่านประธาน อย่าลืมเวลาเราพูดถึงการจ้างงาน กับไทยแลนด์ ๔.๐ สังคมไทยเทรดิชันนัล (Traditional) ธรรมเนียมนิยมก็คือการตีค่า ก.พ. วันนี้ยังเป็นโครงสร้างอำนาจหลักที่ตีค่าปริญญา วันนี้มาตรฐานกำหนดตำแหน่งในเล่มนี้ เสียดายไม่ได้พูด เวลาพูดถึงมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง หรือเวลาพูดถึงการจ้างงาน การจ้างงาน ภาครัฐมันจะนำไปสู่การจ้างงานภาคเอกชน การจ้างงานเหล่านี้มันจะต้องไม่บอกว่า ตำแหน่ง ที่เราจะรับคนจบรัฐศาสตร์ ตำแหน่งนี้จบรัฐประศาสนศาสตร์ ตำแหน่งนี้จบเคมี ปกติแล้วจะ ประกาศอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการกำหนดมาตรฐานการจ้างงาน มันเกินไกลไปกว่าที่ผม นำเรียนข้างต้น มันจะต้องออกเป็นมาตรฐานการจ้างงานแบบใหม่ ที่ไม่ใช่บอกว่าจบนิติศาสตร์ จบเคมี จบชีวะนะครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสรุป ได้แล้วนะครับ🔗

รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ นครศรีธรรมราช

สิ่งเหล่านี้จะเป็น เรื่องสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดให้การจ้างงานก็ดี บัณฑิตก็ดี หลักสูตรก็ดี มันจะเชนจ์ (Change) ไปตามทศวรรษที่ผมกำลังนำเรียนว่าต้องการคนแบบนี้ครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

สรุปได้แล้ว🔗

รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ นครศรีธรรมราช

ต้องขอขอบคุณ มาก ๆ ที่ให้โอกาสในการเสนอแนะเพเพอร์ (Paper) ชิ้นนี้ สวัสดีครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป ท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ตามด้วยท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เชิญครับ🔗

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ชัยภูมิ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ดอกเตอร์ นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการ ตลอดถึงนักวิชาการทุกท่าน ที่ได้ทำการศึกษาการวางแผนในการปรับหลักสูตรและการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในปัจจุบัน ปัญหา บัณฑิตตกงานเป็นปัญหาที่พ่อแม่ผู้ปกครอง พี่น้องประชาชนหนักอกหนักใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นปัญหาที่แต่ละปีมีบัณฑิตที่ตกงานหลายแสนคน และกำลังสะสมมากขึ้นทุกปี ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันยังมีเยาวชนอีกจำนวนหนึ่งที่ศึกษานอกระบบ เขาไม่มุ่งหวังที่จะไปเรียน ในระบบมหาวิทยาลัยเพื่อรับปริญญา แต่เขามุ่งไปเพื่อที่จะศึกษาหาความรู้ หาประสบการณ์ เพื่อการประกอบอาชีพด้วยหลักสูตรพิเศษต่าง ๆ ซึ่งมีมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวนมากครับ บางคนก็ถือว่าเรียนด้วยตนเอง ชอบอะไรก็เรียน วิชาไหน หลักสูตรไหนเปิด ก็ไปเรียน แล้วก็สามารถประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพได้เป็นอย่างดี สิ่งที่เรา จะต้องคำนึงเสมอก็คือว่า สถานการณ์การจ้างงานในปัจจุบันกับในอดีตแตกต่างกัน ในอดีต จะนิยมว่าจบมาแล้วได้รับราชการ หวังจะขึ้นเป็นใหญ่เป็นโต เป็นผู้อำนวยการ เป็นปลัดกระทรวง เป็นต่าง ๆ แต่ปัจจุบันแนวโน้มคนจำนวนไม่น้อยสนใจทำงานเอกชน ภาคเอกชนก็สนใจเข้าไปพูด ไปคุย ไปจองตัว เชิญมาฝึกงานต่าง ๆ ครับ ไม่สนใจรับราชการ และอนาคตกลุ่มเหล่านี้ก็คงจะเป็นแบบงานส่วนตัว เป็นงานของตัวเอง เป็นงานเอกชน เป็นงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะมีความสำคัญมากขึ้น การใช้หุ่นยนต์ โรบอต (Robot) การใช้ปัญญาประดิษฐ์ เอไอ (AI) การใช้แรงงานจะลดลงเพราะเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามา ปัจจุบันเทคโนโลยีต่าง ๆ มีอินเทอร์เน็ต (Internet) หนุนหลัง ไม่ว่าจะเป็นไลน์ (Line) เป็นเฟซบุ๊ก (Facebook) ต่าง ๆ และต่อไปเทคโนโลยีที่จะมาหนุนหลัง มากขึ้นก็คือบล็อกเชน (Block chain) ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงจนคนไม่น้อยตามไม่ทัน ทั้งในเรื่อง การเงิน เรื่องการสื่อสารต่าง ๆ ปัจจุบันก็ยังมีคนเริ่มพูดถึงเมตาเวิร์ส (Metaverse) โลกเสมือนจริง ซึ่งเริ่ม ๆ พูดกัน มีคนพูดถึงควอนตัม (Quantum) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี เปลี่ยนโลก ซึ่งในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็คงจะต้องให้ลูกหลานนักศึกษาได้ติดตามสนใจ เพราะว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เปลี่ยนแปลงเร็ว มาเร็ว ถ้าลูกหลานพวกเรา นักศึกษาของเราได้ เข้าใจในสิ่งเหล่านี้ ผมเชื่อมั่นว่าประเทศไทยของเราจะทำให้การแข่งขันในระหว่างประเทศ ของเราเท่าเทียมกับประเทศอื่น ๆ นะครับ กราบเรียนว่าในสถาบันการอุดมศึกษา โดยทั่วไป ก็จะมีเป้าหมายมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของสังคม เป็นคนดี กล้าคิดกล้าทำ มีลักษณะเป็นผู้นำ ยึดมั่นในความถูกต้อง ก้าวทันเทคโนโลยี ทันต่อ สถานการณ์การบ้านการเมือง ซึ่งคณะกรรมาธิการได้บันทึกไว้ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญครับ อยากจะเน้นในสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรแลกเปลี่ยนกันได้ แม้แต่อุปกรณ์ต่าง ๆ เรื่องวิชาการจะทำ ให้ความสำเร็จในเรื่องของการวางแผน เรื่องการผลิตบัณฑิต เรียนมหาวิทยาลัยนี้กี่หน่วยกิต ไปเรียนต่อที่อื่นอีกกี่หน่วยกิต เรียนจบแล้วมีหลายปริญญา เหล่านี้ก็ยิ่งดีนะครับ ผมคิดว่าทำ อยู่แล้ว แต่ก็สนับสนุนให้ทำต่อไป การเชื่อมโยงศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ก็เป็นเรื่องสำคัญ มีส่วนที่จะทำให้พัฒนาการศึกษาในสถาบันของเราได้มาก การเชื่อมโยงแรงจูงใจในสาขาที่ ความต้องการตลาดแรงงาน ส่งเสริมนำงานวิจัยและนวัตกรรมทรัพย์สินทางปัญญาลงสู่ อุตสาหกรรม ลงสู่ชุมชน ท่านประธานที่เคารพครับ ก็กราบเรียนว่าเรื่องหลักสูตรก็ขอให้เป็น หลักสูตรที่เปลี่ยนแปลงยืดหยุ่นได้เร็วตามสถานการณ์ ตามความต้องการของแรงงาน ความต้องการของผู้เรียน และบรรลุตามเป้าหมายของสถาบัน สถาบันเทคโนโลยีเน้นไปทางไหน มหาวิทยาลัยราชภัฏจะอยู่อย่างไร ชุมชนดูแลชุมชนอย่างไร สถาบันการเกษตร อุตสาหกรรม จะเน้นไปด้านใด แต่อย่างไรก็ตาม บัณฑิตทุกคนต้องเป็นบัณฑิตที่ออกมาแล้วตรงกับ ความต้องการของตลาด รวมถึงการฝึกงานครับ ผมเห็นบางแห่งเอานักศึกษาไปฝึกงานได้ เงินเดือนตลอดในช่วงของการฝึกงาน ฝึกงานเสร็จมีงานทำ อยากทำก็ทำ ทำงานแล้ว สถานประกอบการต่าง ๆ ส่งไปศึกษาต่อ เป็นเรื่องที่ดีครับ ผมอยากจะฝากอีกเรื่องหนึ่ง ตอนท้ายว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏต่าง ๆ ๓๘ กว่าแห่ง ซึ่งมี พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยราชภัฏ ๒๕๔๗ น่าจะมีอะไรสักอย่างที่จะต้องปรับปรุง เพราะผมดูแล้วมหาวิทยาลัยราชภัฏต่าง ๆ มักจะมีความแตกแยก ไม่ว่าจะเป็นสภามหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารฟ้องร้องกัน อย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิฟ้องร้องกัน ๑๐ กว่าปีไม่จบครับ ก็อยากจะฝากผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าไปศึกษา ผมสงสัยว่ามันเป็นจากข้อบัญญัติต่าง ๆ ใน พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยราชภัฏหรือไม่ เพราะไม่ใช่เฉพาะชัยภูมิครับ หลายแห่งมีปัญหาอยู่ ผมขอสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาวาง แผนการผลิตบัณฑิตและปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดแรงงาน ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ แล้วก็ตามด้วย ท่านละออง ติยะไพรัช นะครับ เชิญครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้นำรายงานการพิจารณา การศึกษาของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ที่ได้ดำเนินการพิจารณาในญัตติการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้เข้ากับยุค ๔.๐ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่ได้มีการศึกษาเรื่องนี้ตามญัตติที่สภาผู้แทนราษฎร ได้มอบหมายไป ผมได้อ่านบทสรุปผู้บริหาร เนื่องจากมีระยะเวลาจำกัดและเอกสารที่ทำมา ก็ค่อนข้างสมบูรณ์ ก็ต้องขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการที่ ทำการศึกษา ผมมีข้อสังเกตอย่างนี้ครับท่านประธาน รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ได้พูดถึง เรื่องของสภามหาวิทยาลัยในการกำหนดเรื่องของการเงิน ในการที่จะทำให้หลักสูตร การเรียนการสอนสามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ ผมเองเมื่อสภาชุดนี้ได้ตั้งกรรมาธิการ งบประมาณปีแรก ผมได้ไปอยู่ในอนุกรรมาธิการงบประมาณทางด้านการศึกษาและ อุดมศึกษา ท่านประธานครับ ชัดเจนเลยครับว่างบประมาณที่เราให้ไปในการสนับสนุน สถาบันหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ ในการจัดการเรียนการสอนส่วนใหญ่มุ่งเน้นผลิตบัณฑิต ทางด้านสังคมศาสตร์มากกว่าวิทยาศาสตร์ ซึ่งตอนนี้สังคมและตลาดแรงงานตอบรับ งานการผลิตบัณฑิตที่ผิดจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่เราไม่สามารถผลิตบัณฑิตได้เพียงพอ ต่อความต้องการของตลาด แต่เราไปมุ่งเน้นทางด้านสังคมศาสตร์ ปีหนึ่งเราผลิตบัณฑิตมา ทางด้านวิทยาศาสตร์เพียงแค่ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สังคมศาสตร์ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ทุกปี ผมก็ได้ให้แนวทางแล้วก็ได้สอบถามกับทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไปตอบโจทย์ว่าเด็กต้องการเรียน พอเวลาเด็กจบออกมาก็ไม่มีตลาดแรงงาน ในการรองรับ เด็กบางคนจบมาปุ๊บปริญญาตรี แต่เวลาเข้าสู่ตลาดแรงงานโดนตีค่าเท่ากับ แรงงานขั้นต่ำรายวัน ได้ค่าแรงวันละ ๓๐๐ กว่าบาท อันนี้คือปัญหา สิ่งที่สำคัญก็คือการที่เรา จะต้องตีกรอบเรื่องของนโยบายในการจัดสรรงบประมาณให้กับมหาวิทยาลัยของรัฐ จะต้อง ตอบโจทย์ตลาดแรงงานด้วยการดำเนินงานในเรื่องของงบประมาณที่จะจัดสรรให้อันนี้ก็ต้อง เป็นหน้าที่ของทางกระทรวงอุดมศึกษาหรือ อว. ในการที่จะไปผลักดัน ซึ่งได้มีการพูดไว้ใน การศึกษาข้อที่ ๑.๓ อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ ที่จะต้องใช้กลไกเรื่องของงบประมาณในการ ผลักดันให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ ส่วนที่ ๒ ก็คือการสร้าง ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับศิษย์เก่า แต่ในรายงานฉบับนี้ผมเองก็ขอตั้งข้อสังเกต ไปถึงกรรมาธิการว่า ท่านเองยังไม่ได้พูดถึงเรื่องของการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับชุมชนเลย ผมอ่านมาหน้าที่ท่านสรุป เพราะว่าเวลาเรากระจายมหาวิทยาลัยไปยังต่างจังหวัด อย่างผม เป็น ส.ส. อยู่ที่ราชบุรีก็มีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้า วิทยาเขตราชบุรี อยู่ที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี แต่ว่าพอไปคุยกับผู้นำใน ชุมชนก็กลับบอกว่ามหาวิทยาลัยขาดการเชื่อมโยงกับทางชุมชนรอบ ๆ ตอนที่ผมได้มีการ ประชุมอนุกรรมาธิการงบประมาณทางด้านการศึกษา ก็ได้มีข้อสังเกตนี้ไปให้กับทาง อธิการบดีมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ท่านก็บอกว่าบางทีรับเด็กเข้ามาแล้วเด็กก็มี พื้นฐานการเรียนการสอน พอเวลาเข้ามาในมหาวิทยาลัยก็ไม่สามารถเรียนพร้อมเพื่อนได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการชี้วัดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ถ้าเราสามารถที่จะเชื่อมโยง ระหว่างชุมชนได้ ให้มหาวิทยาลัยเข้าไปศึกษา ไปดูว่าชุมชนรอบมหาวิทยาลัย ทำไมเด็กที่ รับเข้ามาในโควตาพิเศษเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีความเข้มแข็งทางด้านวิชาการ แต่ทำไมเด็กรอบ ๆ มหาวิทยาลัยในชุมชนนั้น ทำไมเด็กที่เรารับมาโควตาพิเศษทำไมเด็กถึง ไม่สามารถมาเรียนพร้อมกับเพื่อนที่รับมาจากวิธีปกติได้ อันนี้มันก็เป็นการเข้าไปศึกษาวิจัย ในการที่มหาวิทยาลัยชั้นนำ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นะครับ แต่ว่าตรงนี้ทางรายงานฉบับนี้ยังไม่ได้พูดไว้ก็เลยขอตั้งข้อสังเกตให้กับทาง กรรมาธิการได้นำไปพิจารณาเพิ่มเติมนะครับ🔗

ส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของการผลักดันเรื่องของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในข้อที่ ๑.๑๐ อันนี้ผมเห็นด้วยที่ กยศ. เป็นกองทุนที่ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เราควรจะต้องใช้กลไกนี้ ในการเข้าไปชี้แนะหรือเข้าไปตีกรอบในการผลิตบัณฑิตให้ตอบโจทย์ความต้องการทางตลาด ได้นะครับ ถ้าสมมุติว่ามีโควตาในการให้ทุน ถ้ามันเกินแล้วทางด้านสังคมศาสตร์ก็ต้องบีบให้ บัณฑิตหรือนักเรียนเข้ามาเรียนในสาขาวิชาที่ตลาดแรงงานต้องการ ก็อาจจะใช้กลไก ข้อที่ ๑.๑๐ เข้ามาช่วยได้ อันนี้ก็เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ อันนี้ก็เป็น ข้อสังเกตในหมวดของทางด้านการบริหารนะครับ🔗

ส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของการจัดการด้านรายได้ในข้อ ๒.๓ ทางกรรมาธิการได้ ชี้แจงไว้ว่าส่งเสริมเรื่องของการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น นอกจาก ส่งเสริมเรื่องของเศรษฐกิจแล้วยังได้ส่งเสริมเรื่องของรายได้ให้กับมหาวิทยาลัย อันนี้เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานคงจำได้ว่าเราได้เคยนำกระทรวงวิทยาศาสตร์มาควบรวมกับ สถาบันอุดมศึกษา หรือสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา เพื่อที่จะได้มาบริหารงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาว่า เวลาเราเอางานวิจัยมาแล้วก็ไปขึ้นหิ้ง แต่ตัวนี้พอเวลาเรามีการปฏิรูป ระบบราชการ เรามีการควบรวมระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์กับสำนักงานคณะกรรมการ อุดมศึกษา ตั้งเป็น อว. ขึ้นมา เพื่อที่จะแก้ปัญหาในข้อนี้เหมือนกัน แทนที่เราจะเอาวิจัย ขึ้นหิ้ง ก็เอาผลงานวิจัยนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็ได้ประโยชน์ทั้งสองอย่าง รายได้ให้กับ มหาวิทยาลัย แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือ สามารถนำผลวิจัยมาขยายเป็นนวัตกรรม แล้วก็สร้าง ความเติบโตทางด้านธุรกิจ แล้วก็เศรษฐกิจของประเทศได้ อันนี้เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีการควบรวม แต่ว่าเรายังไม่สามารถที่จะผลักดันตรงนี้ได้ถึงเป้าหมาย แล้วก็ชัดเจน อันนี้ก็เห็นด้วยกับผลการศึกษาของกรรมาธิการ🔗

ส่วนข้อสุดท้ายที่เป็นข้อสังเกตก็คือ เรื่องของแนวทางในการปรับปรุงการ เรียนการสอนให้สอดคล้องกับไทยแลนด์ ๔.๐ ก็ต้องเรียนกับทางท่านกรรมาธิการครับว่า ตอนนี้เราก็ต้องเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เพราะเด็กทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอุดมศึกษา หรือประถม มัธยม ตอนนี้ถูกบังคับให้ต้องเรียนออนไลน์ (Online) อยู่แล้ว เพราะว่า การเรียนออนไซต์ (Onsite) ถูกระงับไป ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือถ้าเราสามารถที่ปรับวิกฤติ เป็นโอกาสได้ ด้วยการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนออนไลน์ (Online) ให้เหมาะกับ ยุคโควิด (COVID) ก็จะสามารถที่จะทำให้การศึกษาเข้ากับยุคสมัยได้ ก็ถูกสภาพบังคับ เรื่องของวิกฤติโควิด (COVID) อยู่แล้วเลยตั้งข้อสังเกตตามนี้ ก็ต้องขอบคุณทาง คณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ จึงตั้งข้อสังเกตให้กับทางกรรมาธิการ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญนางสาวละออง ติยะไพรัช ตามด้วยท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ครับ🔗

นางสาวละออง ติยะไพรัช เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ดิฉันมีความเห็นด้วยกับอาจารย์ ญัตติ ศึกษาแนวทางในการวางการผลิตบัณฑิต ปรับปรุง หลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดแรงงานและไทยแลนด์ ๔.๐ ดิฉันได้สรุป แล้วก็ได้อ่านด้วยความเข้าใจว่า งานวิจัย เป็นเรื่องที่สำคัญ และสำคัญยิ่งกว่านี้ก็คือวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศด้วยค่ะ ที่จะวางแนวคิด แรงบันดาลใจให้กับบัณฑิตที่จบว่าการคิดแบบวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่สำคัญ งานวิจัยตรงนี้ ดิฉันได้ฟังอาจารย์กนกได้อธิบายด้วยความตั้งใจ และสิ่งที่ดิฉันสนใจก็คือหลักสูตรการเรียนรู้ ตลอดชีวิต หลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดิฉันมองว่าถ้าเด็กที่เรียนไม่ได้ก็คือไม่ผ่าน ในแต่ละวิชา และมีการปรับหลักสูตรตลอด ๕ ปีเด็กพวกนี้จะอยู่ในระบบการศึกษาได้ ตลอดชีวิต ดิฉันเห็นด้วยอย่างนี้ เพราะว่าโลกมันมีการเปลี่ยนแปลง อีกอย่างหนึ่งก็คือ เทคโนโลยี ความสนใจแต่ละอย่างของคนมันไม่ได้อยู่ที่การเรียนที่ซ้ำ ๆ ดิฉันเห็นด้วย กับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เนื้อหาสามารถนำมาใช้จริงได้อันนี้ ดิฉันสัมผัสในพื้นที่ดิฉันเองเลยค่ะว่า เด็กบนดอยแม่สลอง โดยเฉพาะอำเภอแม่ฟ้าหลวง เขาจบ ม. ๔ ม. ๕ ม. ๖ เขาจะไปต่อที่ไต้หวัน แต่ดิฉันเห็นเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ เด็กทำไมมีความคิด ความคิดในเรื่องของทั้งการตลาด การบริหาร และสามารถนำความรู้ ที่เขาเรียนวิชาทางการเกษตรมานำมาปฏิบัติได้ ดิฉันฝันว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏเอย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเองอยากจะให้พัฒนาบัณฑิตแบบนี้ ดิฉันเห็นนักศึกษาที่จบ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย บางทีดิฉันก็ถามว่าจบคณะอะไร ในสิ่งที่ตอบดิฉันก็รู้สึกว่า จบไปแล้วจะทำอะไรต่อ ซึ่งสิ่งมุ่งหวังอย่างเดียวก็คือว่าบางครั้งเรามองถึงปริญญา แต่เรา ไม่มองถึงว่าวิถีชีวิตการทำงานเราจะนำวิชาความรู้นี้ไปใช้ในการทำงานได้อย่างไร อันนี้ดิฉันเห็นและรู้สึกเห็นใจ และความแตกต่างดิฉันเห็นมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ความแตกต่างของนักศึกษาก็มี และยิ่งกว่านั้นความเหลื่อมล้ำ ในเรื่องงบประมาณยิ่งเห็นได้สูงมาก ท่านไปดูเถอะค่ะ เปิดดูเลยว่ามหาวิทยาลัยต่อหัวต่อคน ในมหาวิทยาลัยแต่ละมหาวิทยาลัยมันแตกต่างกันอย่างไร เพราะฉะนั้นต้นทุนในการผลิต บัณฑิตไม่เท่ากัน ดิฉันว่ามาตรฐานของการผลิตบัณฑิตมันไม่เท่ากันแน่ ๆ อันที่ ๓ สำคัญ ยิ่งกว่าก็คือเรื่องของอาจารย์ อาจารย์ก็มีอาจารย์ที่ยอมเปลี่ยนแปลงกับอาจารย์ที่ไม่ยอม เปลี่ยนแปลง ก็คือมีความคิดซ้ำ ๆ อาจารย์ที่มีการพัฒนาปรับปรุงตามโลก ตามยุค ตามสมัย ให้กับเด็ก ก็คือเป็นทางออกหนึ่งที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของกระทรวงเองต้องพัฒนา ขอโทษ นะคะ ต้องพัฒนาของอาจารย์เองด้วยเหมือนกัน ว่าทิศทางในการพัฒนาเราไปทางด้านไหน และเรื่องสำคัญก็คือเรื่องของบัณฑิตที่เราจะผลิตออกมาสู่ตลาด ก็เป็นเรื่องสำคัญว่าเราจะ ผลิตอย่างไรให้มีความต้องการกับตลาด ความต้องการกับตลาดคือใคร ก็คือผู้ประกอบการ ก็คือเอกชน เพราะฉะนั้นการทำหลักสูตรเราจะหนี ขอความคิดเห็นจากใครไม่ได้นอกจาก เอกชน ก็คือผู้เป็นนายจ้างเขาต้องการบัณฑิตแบบไหน อันนี้ดิฉันเห็นว่าสำคัญมากยิ่งว่าเรา ต้องการบัณฑิตที่จะไปสู่ตลาดแรงงาน เราก็ต้องให้เอกชนมาช่วยในการพัฒนาหลักสูตรด้วย อันนี้ดิฉันเห็นด้วยนะคะว่า บางครั้งเราต้องไปฝึกงาน คือฝึก คือเราไม่มีทักษะเลย ต้องไป ทำงานสักพักหนึ่งแล้วก็ตามที่บริษัทนั้นต้องการ อันนี้คือสิ่งที่ดิฉันว่ามันไม่สอดคล้องกับ ตลาดแรงงานในปัจจุบัน และการใช้เทคโนโลยีก็สำคัญมาก ในมหาวิทยาลัยราชภัฏเอง หรือมหาวิทยาลัยนอกระบบเอง การใช้เทคโนโลยีในการพัฒนานักศึกษา ดิฉันเห็นว่ามันน้อยไป กับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง หรือมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบราชการ อันนี้การใช้อาจารย์ ที่มีมาก อาจารย์ที่มีสัดส่วนที่มีความรู้ไม่เท่ากัน มาตรฐานของบัณฑิตก็จะไม่เท่ากันด้วย อันนี้ดิฉันเห็นว่าในสถาบันอุดมศึกษาเอง จากการฟังรายงานและการที่ดิฉันเข้าพื้นที่เอง สิ่งสำคัญก็คือจะต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรด้วย และมหาวิทยาลัยเปิดเป็นมหาวิทยาลัย ที่คนต้องการที่จะสร้างเครดิตหรือว่าสร้างให้ตัวเองอยู่ในระบบการศึกษา อันนี้ดิฉันเห็นใจ นะคะ แต่สิ่งสำคัญมหาวิทยาลัยเปิดเองดิฉันว่าควรที่จะต้องปรับหลักสูตร ไม่ใช่หลักสูตร ซ้ำ ๆ เหมือนที่เราเห็นปัจจุบัน ควรจะเปิดโอกาสให้กับการเรียนรู้ของคนทั่วไป โดยเฉพาะคน ที่มีอายุมากขึ้นก็อยากจะเรียนรู้ เราควรที่จะใส่หลักสูตรที่มันสอดคล้องกับสังคมโลก และสามารถนำไปใช้ได้ อันนี้คือดิฉันเห็นว่ามันมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นหุ้นเอง การเรียนรู้เอง เทคโนโลยีต่าง ๆ มันเป็นเรื่องที่สำคัญค่ะ วันนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ทำ รายงานฉบับนี้ ที่ทำให้เราได้เข้าใจและสามารถที่จะเอาไปใช้ได้ ต้องขอบคุณอาจารย์ค่ะ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ครับ🔗

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง กระบี่

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ผมขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องของรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ในญัตติการพิจารณาศึกษาแนวทางการวาง แผนการผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ผมดูในรายงานของ คณะกรรมาธิการทำ ก็ดูว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ดีพอสมควร แต่ว่าเรื่องของการศึกษาเป็น เรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญในระดับชาติ ผมขอแสดงความคิดเห็นนิดหนึ่ง ผมดูแล้วผมไม่สามารถที่จะหาข้อมูลในรายงานฉบับนี้ได้ ซึ่งผมอยากทราบว่าในขณะนี้ในระดับอุดมศึกษา ซึ่งเรามีกระทรวง อว. อยู่ ในขณะนี้ มหาวิทยาลัยในสังกัดของภาครัฐมีกี่แห่ง และแต่ละแห่งมีการผลิตนักศึกษาอย่างไร แล้วก็มหาวิทยาลัยที่ออกไปนอกระบบแล้วมีกี่แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชนมีกี่แห่ง ซึ่งตรงนี้ เราจะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยในอดีตนั้นตั้งขึ้นมามากมาย แต่ในปัจจุบันนี้ประเด็นที่ผมอยาก ขอแสดงความคิดเห็นแล้วก็เป็นประเด็นที่ผมสนใจมาตลอด เนื่องจากว่าผมเคยอยู่ในท้องถิ่น แล้วก็เคยทำโรงเรียนระดับมัธยมจนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ก็คือโรงเรียนขององค์การ บริหารส่วนจังหวัดกระบี่ เพราะฉะนั้นเราก็จะมีความผูกพัน แล้วก็มีความเชื่อมโยงกับ มหาวิทยาลัย เราจะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยในภาครัฐถ้าหากว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อ อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วก็ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปกรอย่างนี้ หรือเป็นมหาวิทยาลัยหลักในภูมิภาค เช่น มช. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มข. มหาวิทยาลัยขอนแก่น มอ. มหาวิทยาลัยสงขลา จะไม่ค่อย มีปัญหาในเรื่องจำนวนของนักศึกษา โดยเด็กจบ ม. ๖ แล้วก็สอบเข้าจะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะแย่งชิงกัน ยังมีเพียงพอ ตลาดของนักศึกษายังมีเพียงพอ ก็คือเด็กจบ ม. ๖ เข้าไปสู่ ในมหาวิทยาลัยอย่างนี้ก็จะไม่เดือดร้อน แต่ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยที่เป็นคู่แข่งหรือว่า เป็นมหาวิทยาลัยของเอกชนเขาก็จะไปหานักเรียนที่จบ ม.๖ ที่จะเข้ามาสู่ในระดับปริญญาตรี ซึ่งตรงนี้ค่อนข้างที่จะเป็น ตลาดของการแก่งแย่งกัน เพราะฉะนั้นในมหาวิทยาลัยก็จะมี แคมเปน (Campaign) ต่าง ๆ เช่น เรียน ๔ ปี จะได้ปริญญา ๒ ใบ อะไรประมาณนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมยังไม่แน่ใจนะครับว่าการเรียน ๔ ปีนั้นจะได้ปริญญา ๒ ใบ หรือเรียนต่ออีก ๑ ปี บวกเป็น ๕ ปี จะมีคุณภาพแค่ไหน เพียงใด เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้พูดในเรื่องของ โครงสร้างในเรื่องของตลาดแรงงานว่าเราไม่สอดคล้องกับการผลิตนักศึกษาในชั้นอุดมศึกษา ที่ออกมาแล้วนั้น มันไม่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมแรงงาน ก็สืบเนื่องมาจากว่า นโยบายในเรื่องของการเรียนตั้งแต่ระดับมัธยม ที่จริงแล้วระบบการศึกษามันจะต้องวางแผน ตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ว่าการเข้าสู่เด็กนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จะเรียนสายศิลป์ จะเรียน สายวิทย์-คณิต อะไรต่าง ๆ สายสังคมอย่างไร ภาษาอย่างไร เพราะฉะนั้นมันจะไปกระจุกตัว อยู่ที่ ม. ๖ เพราะฉะนั้นเมื่อเด็กเห็นว่าประเทศเราในระดับมหาวิทยาลัยเรียนวิทยาศาสตร์ มันค่อนข้างยากที่จะไปสายแพทย์ วิศวะ ก็แห่มาเรียนกันในภาคสังคมศาสตร์ เพราะฉะนั้น ตลาดแรงงานพอจบออกมามันก็จะเป็นภาคสังคมศาสตร์ทั้งหมด อันนี้ก็คือเป็นประเด็นที่ฝาก เอาไว้ว่าเราโฟกัส (Focus) ให้มันไหลมาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนสู่อุดมศึกษาอย่างไร🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือว่า หลักสูตรปริญญาตรีควรจะกำหนด ๔ ปี มันจะเปลี่ยนได้แล้วหรือยัง เช่น เราอาจจะไปทบทวนหลักสูตรวิชาที่ไม่น่าจะจำเป็น ก็ให้เด็ก เรียนในภาควิชาที่เขาออกมาสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งวันนี้ประเทศเรากำลังพัฒนาอุตสาหกรรม ในยุคใหม่ แนวใหม่ แล้วก็ในอนาคตจะเป็น ๕ จี (5G) ๖ จี (6G) อย่างนี้ครับ เรามีนิคม อุตสาหกรรมอีอีซี (EEC) เรากำลังจะมีโครงการ ถ้าความเป็นไปได้ในเรื่องของคลองไทย เราจะวางแผนในเรื่องของการผลิตนักศึกษาอย่างไรบ้าง ซึ่งวันนี้พูดง่าย ๆ เลยนะครับ ช่างเชื่อมใต้น้ำเราขาดเป็นหมื่นตำแหน่ง แล้วก็มีรายได้ที่สูงมาก แล้วมหาวิทยาลัยในภูมิภาค เราก็จะมีการศึกษาบ้างไหมว่า มหาวิทยาลัยที่อยู่ในโซน (Zone) ภาคใต้เราจะมุ่งเน้นในเรื่อง ของคณะใหม่ ๆ อย่างไรบ้าง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามันไม่น่าสอดคล้อง ในขณะที่นวัตกรรมใหม่ ๆ ในวันนี้มีการแข่งขันสูงมาก แต่เราผลิตบัณฑิตออกมาได้คุณภาพ ตรงกับตลาดแรงงานของเราหรือไม่ และในอนาคตมันก็จะมีตลาดแรงงานที่ไหลมาจาก ต่างชาติ ก็จะทำให้ตลาดแรงงานในประเทศไทยเรานั้นอาจจะไม่สามารถแข่งขันได้🔗

อีกประเด็นต่อมา ที่น่าสนใจมากนะครับ มหาวิทยาลัยบางมหาวิทยาลัยที่มี ทรัพย์สินในส่วนตัวที่ออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยรวยก็รวยกันไปนะครับ แต่บางมหาวิทยาลัย ที่ยังมีความยากจน หรือว่าไม่สามารถที่จะรับงบประมาณจากการจัดสรรงบประมาณ ของภาครัฐให้มาได้เพียงพอนั้น อันนี้ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ ผมก็อยากจะให้ คณะกรรมาธิการได้ไปศึกษาด้วยว่าความเหมาะสมในการจัดสรร โดยเอาหัวนักศึกษา เป็นเกณฑ์ หรือว่าเอาเรื่องคณะ และยังมีอีกหลายเรื่องนะครับที่น่าสนใจ เวลามีค่อนข้าง จำกัดมาก เช่นในเรื่องของสภามหาวิทยาลัย เราจะต้องวางกฎเกณฑ์กติกาอย่างไร เพื่อที่จะ ไปกำกับ ควบคุม ดูแลของระบบอาจารย์และนักศึกษา🔗

อีกสิ่งหนึ่งครับ จำเป็นก็คือการวิจัยและการรับงานมีรายได้ในเรื่องของงบ นอกงบประมาณของมหาวิทยาลัย อันนี้ก็ถือว่ามีหลายมหาวิทยาลัยนะครับ ที่ใช้ระบบ ในเรื่องของอาจารย์ เพื่อที่จะมีรายได้เข้ามาสู่มหาวิทยาลัย ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจก็ฝาก คณะกรรมาธิการไว้ด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ยังเหลือ อีกหลายท่านนะครับที่ประสงค์จะอภิปรายแสดงความเห็น ต่อไปอีก ๓ ท่าน ท่านเทียบจุฑา ขาวขำ ท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชิญท่านเทียบจุฑาก่อนครับ🔗

นางเทียบจุฑา ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขอร่วมอภิปรายรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องญัตติการพิจารณา แนวทางในการวางแผนผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับ อุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ นั้น ดิฉันเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ที่ให้ความสำคัญกับระดับอุดมศึกษา ก่อนอื่นดิฉันต้องขอ ชื่นชมคณะทำงานที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นระดับประถม มัธยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา คือผู้เรียนจะอยู่ในช่วงวัยที่อายุ ๑๘ ปี ถึง ๒๒ ปี เป็นวัยที่อยากรู้ อยากเห็น อยากลอง อยากรู้แต่สิ่งใหม่ ๆ เข้ามานะคะ ดิฉันได้อ่านจากรายงานคณะทำงานได้ทราบถึงปัญหา ของนักศึกษา ปัญหาที่เจอนั้นก็คือในรายงานก็บอกว่านักเรียนของในระดับอุดมศึกษานั้น ขาดทักษะด้านภาษาต่างประเทศ เรื่องที่ ๒ ก็ขาดทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ ขาดทักษะ ในการคิดวิเคราะห์ และการสื่อสาร จะเห็นได้ว่าหลักสูตรการเรียนสอนปัจจุบันนี้ หลักสูตร ที่ขาดทักษะ ขาดการเรียนการสอนอย่างนี้ ดิฉันเข้าใจคิดว่าจะขาดทั้งผู้สอน หรือผู้เรียน หรือเปล่า ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน แล้วก็ไม่ตอบโจทย์สมรรถนะ ความต้องการของผู้ประกอบการภาคธุรกิจ แล้วก็ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ซึ่งภาคอุตสาหกรรมจะเป็นสิ่งที่กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทยหรือโลกก็ว่าได้ มีทั้ง ๑๐ ประเภท เพราะสถานการณ์ของโลกในประเทศไทยในปัจจุบันนี้มันเกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นตามกระแสของโลกหรือตามกระแสด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ก็จะส่งผลกระทบให้กับนักศึกษาหรือผู้ใช้เทคโนโลยีเป็นอย่างมาก เช่น ปัจจุบันนี้ก็มีเอไอ (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ หรือหุ่นยนต์ที่เข้ามาทำงานแทนคนเสียส่วนมากแล้ว หรือระบบ แพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ ก็ทำให้เด็กจำนวนหนึ่งที่จะต้องตกงานนะคะ ดังนั้น ดิฉันเห็นว่ามันมีความจำเป็นแล้วค่ะที่จะต้องปรับปรุงหลักสูตรให้มันสอดคล้อง โดยเฉพาะ หลักสูตรที่ยังไม่สามารถที่จะใช้ระบบเอไอ (AI) แทนมนุษย์ได้ เช่น หลักสูตรด้าน ภาษาต่างประเทศ การใช้คอมพิวเตอร์ก็ดี แล้วก็ด้านคณิตศาสตร์และการคำนวณ ด้านการบริหารการจัดการ การคิด และการสื่อสาร เพื่อรองรับการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต เป็นการเพิ่มสมรรถนะกระบวนการคิด และการให้องค์ความรู้ที่ทันสมัย เป็นการตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกนะคะ แล้วก็ ในอาชีพปัจจุบันและอนาคตได้🔗

ท่านประธานคะ ดิฉันจะขอถามสรุปง่าย ๆ จากคณะกรรมาธิการนะคะว่า ปัจจุบันนี้สถาบันการศึกษาไทยนี้จะปรับตัวให้เข้าแข่งขันกับโลกปัจจุบันได้อย่างไร ในเมื่อหลักสูตรระยะสั้นที่เป็นความต้องการของนักศึกษาเสียส่วนมาก ที่จบหลักสูตร การศึกษาของภาครัฐเป็นความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างไร ดิฉันจะยกตัวอย่างได้ ง่าย ๆ นะคะ ยกตัวอย่างของจังหวัดอุดรธานีของดิฉันก็แล้วกันนะคะ จังหวัดอุดรธานี ประชาชนหรือเด็กเยาวชนส่วนใหญ่เรียนจบ ปวช. ปวส. หรือราชภัฏ มีความคิดที่อยากจะไป ทำงานที่ต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก และรายได้ ที่ลูกหลานที่ไปทำงานต่างประเทศนั้น ก็จะไปทำงานในเรื่องของงานบริการการส่งเสริม การท่องเที่ยวและเรื่องการเกษตร และเขาเองเขาจะต้องลงทุนเรียนหลักสูตรระยะสั้น กับภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่น โดยเฉพาะตอนนี้รถไฟ ความเร็วสูงจากคุนหมิงมาลาว แล้วก็คงจะต้องเข้าไทยในไม่นานนี้ ตอนนี้เอกชนเตรียมแล้วค่ะ หลักสูตรระยะสั้นที่จะต้องสอนภาษาจีนให้กับผู้ที่สนใจ ประชาชนทั่วไป เด็ก และเยาวชน ดิฉันคิดว่าหลักสูตรระยะสั้นนี้รัฐบาลควรจะเข้ามารับผิดชอบนะคะ โดยเฉพาะให้ กระทรวงศึกษาธิการเข้ามารับผิดชอบ หรือถ้าเราเรียกว่าหน่วยงานที่จะรับผิดชอบก็ควร จะเป็นการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. หรือศูนย์การเรียนรู้ที่กำลังจะมีขึ้นมานะคะ ไม่ควรจะปล่อยเรื่องนี้ไปให้กับประชาชนเขารับผิดชอบเองนะคะ🔗

สุดท้ายนี้ดิฉันก็คิดว่าการวางหลักสูตร ถ้าเราไม่วางหลักสูตรให้ทันกับโลก ปัจจุบัน ก็จะทำให้ประเทศไทยเรานี้ล้าหลัง ตามเทคโนโลยีไม่ทัน ไม่ทันกับโลกในปัจจุบันนี้ ซึ่งโลกปัจจุบันนี้ก็เป็นโลกยุค ๕ จี (5G) ไม่ได้อยู่ในโลกที่มานั่งเลี้ยงไก่ เก็บไข่วันละ ๒ ฟอง มากินนะคะ แต่เป็นโลกที่ใช้เอไอ (AI) ทำงานเกือบทั้งหมด เพราะฉะนั้นการพัฒนาหลักสูตรถ้า ไม่ได้มาตรฐานสากลมันก็คงไม่ค่อยทันกับเหตุการณ์ปัจจุบันนะคะ ก็คงจะเป็นเรื่องสำคัญ อย่างยิ่งกับระบบการศึกษาไทย ควรจะมีการปรับปรุงหลักสูตรต่อไปค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปครับ ท่านเกรียงศักดิ์ เชิญครับ🔗

นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๗ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ การพัฒนาด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อรองรับแรงงานและไทยแลนด์ ๔.๐ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ในครั้งนี้ เราเห็นพ้องตรงกันว่าควรจะพัฒนา ๑. พัฒนาหลักสูตร ๒. พัฒนากระบวนการ เรียนการสอน ๓. พัฒนาสื่อเทคโนโลยี ๔. พัฒนาคุณภาพครู อาจารย์ และบุคลากร ทางการศึกษา ๕. พัฒนานวัตกรรมใหม่มาใช้กับการพัฒนาด้านการศึกษา ๖. พัฒนาการ จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องเพียงพอต่อความต้องการของมหาวิทยาลัยทุกแห่งด้วย การจะพัฒนาต้องหลอมรวมความคิด หรือท่านประธานกนกจะพูดเสมอว่าเบรนสตอร์มมิง (Brainstorming) ไปสู่ดิจิทัล ทิงกิง (Digital Thinking) ไปสู่ดิจิทัล โซเชียล (Digital Social) ท่านประธานที่เคารพครับ สถาบันอุดมศึกษาไทยแนวทางการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานอุดมศึกษาในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาไทยมีหลักสูตร รวมกันกว่า ๑๐,๐๐๐ หลักสูตร เนื่องจากมีสถาบันอุดมศึกษาไทยที่หลากหลายและมีจำนวน กว่า ๑๗๐ แห่ง เช่น มหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ อย่างเช่นที่อุดรธานีก็มีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยเอกชน วิทยาลัยสถาบัน ล้วนแต่เป็นสถาบันอุดมศึกษา การจะสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือมีลักษณะของแวลู เบส อีโคโนมี (Value Based Economy) แทนเศรษฐกิจแบบเดิมที่เน้นการผลิตและอุตสาหกรรมการส่งออก เราก็จะต้องอาศัยการพัฒนาการศึกษาในระดับอุดมศึกษาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา ต้องเร่งปฏิรูปด้านการพัฒนาคนที่ ๔ บทบาทสำคัญ ต้องหนุนความต้องการตลาดแรงงานและสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ของโลก ได้แก่ ๑. พัฒนากำลังคนให้มีศักยภาพ ให้มีคุณภาพ ๒. สนับสนุนงานวิจัย ที่จะนำไปประกอบในการที่จะพัฒนาหลักสูตรและการศึกษา ๓. บริการวิชาการแก่สังคม และ ๔. พัฒนาศิลปวัฒนธรรม สังคม อย่าลืมนะครับว่าแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย มีอัตลักษณ์ที่แตกต่าง มีศิลปวัฒนธรรมที่แตกต่าง มีองค์ความรู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่เราจะต้อง นำมาประกอบในการพัฒนา พร้อมชูหลักคิดพัฒนาคนวัยทำงาน ทั้งในภาคการผลิต และการบริการสำคัญเทียบเท่าการผลิตบัณฑิตใหม่ โดยเฉพาะทักษะสำคัญการทำงาน เช่น การสื่อสารระหว่างบุคคล การทำงานร่วมกับผู้อื่น การจัดสรรเวลาให้เหมาะสมกับงานที่ได้รับ มอบหมาย และการยกระดับการพัฒนาทักษะเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไลฟ์ลองเลิร์นนิง (Lifelong Learning) เพื่อให้สามารถปรับตัวได้เท่าเทียมทันยุคดิสรัปชัน (Disruption) ท่านประธานครับ การจัดงบประมาณแก่สถาบันอุดมศึกษาก็มีส่วนสำคัญ สำคัญยิ่ง ในการกระตุ้นให้สถาบันเร่งปรับตัวหรือปฏิรูปอุดมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกอย่าง ต้องเดินไปด้วยมันนี (Money) ในการพัฒนา อันนำไปสู่เป้าหมายในการสนับสนุนการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ประเด็นการพัฒนาที่สำคัญที่สถาบันอุดมศึกษาต้อง เร่งพัฒนา ก็ฝากไปยังท่านประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการนะครับว่า ๑. ต้องปรับ ยุทธศาสตร์ รีโพรไฟล์ (Reprofile) ๒. การจัดการศึกษาที่เน้นผลลัพธ์ เอาต์คัม เบส เอดดูเคชัน (Outcome Based Education) ๓. การวางแผนสู่อนาคต เอดดูเคชัน ๒๐๓๐ (Education 2030) ถึงนั่นนะท่านประธานครับ ก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ การปรับบทบาทหน้าที่ใน ๔ ด้านของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อเร่งพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับ โลกที่เปลี่ยนแปลงดังนี้ครับ ๑. การสร้างคนให้ตรงโจทย์ สถาบันอุดมศึกษาต้องพัฒนาศักยภาพคนวัยทำงาน วัยแรงงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเป็น ภารกิจที่สำคัญ ยกระดับการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้สำหรับคนวัยทำงานในรูปแบบ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ไลฟ์ลองเลิร์นนิง (Lifelong learning) ๒. สนับสนุนงานวิจัยและ นวัตกรรม ซึ่งจะต้องนำมาใช้ ๓. การเพิ่มวิชาการแก่สังคม ๔. การเสริมพัฒนาวัฒนธรรม ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าการบ่มเพาะนักศึกษาจะต้องมาจากฐานคิดหรือองค์ความรู้ที่มีอยู่ตาม ท้องถิ่น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นสอดคล้องกับคณะกรรมาธิการที่จะพัฒนา การศึกษาในระดับอุดมศึกษา เพื่อรองรับแรงงานและนวัตกรรมใหม่ให้พัฒนาทันยุคดิจิทัล (Digital) ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปครับ ท่านวิสารครับ🔗

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงราย ผมจะขออนุญาตเสนอ ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการรายงานพิจารณาของคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมของสภาผู้แทนราษฎร ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมนะครับว่า ท่านทำได้ละเอียดดีมากครับ ที่สำคัญก็คือถ้ารัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. ได้นำไปใช้ผมว่าแค่ครึ่งหนึ่งที่ท่านวิจัยผมว่าจะเป็นประโยชน์กับชาติอย่างมหาศาล ท่านประธานครับ มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะขอแสดงความชื่นชมต่อกรรมาธิการชุดนี้ เพราะว่าอันนี้เป็นผลงานของสภาผู้แทนราษฎรเรา เราไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งฝ่ายบริหาร ทั้งหมด ผมได้เห็นผลงานของกรรมาธิการท่านไม่ได้มีการแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายว่าเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ต้องขอขอบคุณที่นี่นะครับ ที่ท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน และท่าน ส.ส.สกุณา สาระนันท์ ได้กรุณาลงพื้นที่ผมที่เชียงราย แล้วก็ให้คำแนะนำหลายเรื่อง สิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า พวกเราในสภาอย่าเป็นไก่ในสุ่ม อย่าไปกลัว คณะปฏิวัติรัฐประหาร หรือว่าผู้มีอำนาจทางทหาร ถ้าเราร่วมมือกันเราทำได้ครับ ผมขออนุญาต เข้าถึงเนื้อหา ท่านประธานครับ ผมขอไปที่หน้า ๓๔ หน้า ๓๕ ครับ ผมจะไม่พูดถึงข้อมูลจาก มหาวิทยาลัย หรือว่าจากทางสถาบันต่าง ๆ ที่ท่านได้วิเคราะห์วิจัยมา แต่ผมอยากจะหยิบยก เอาเฉพาะ ข้อ ๑๒ ที่ท่านเขียนไว้ในหน้า ๓๔ ว่าเป็นความคิดเห็นของผู้แทนจากนักเรียน และนักศึกษา ผมเรียนอย่างนี้ว่าหลายท่านที่ในนี้ท่านได้สรุปไว้แล้วก็คือ ทั้งหมดมันไม่ตอบโจทย์ สำหรับผู้ที่เป็นผู้เรียนเลย ไม่ว่าอาทิเช่น ที่ท่านบอกว่า🔗

ประการที่ ๑ คือไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนการศึกษาตามระบบ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ การหาข้อมูลมันง่ายอยู่แล้ว🔗

ประการที่ ๒ ก็คือไม่ต้องเน้น ให้เอาตัวผู้เรียนเป็นหลัก🔗

ประการที่ ๓ ท่านก็บอกว่าขาดความทันสมัย🔗

ส่วนประเด็นที่ได้ข้อมูลจากเอ็มไอที (MIT) ผมชื่นชมมากว่า คือ ๑. ไม่ต้องเน้น ปฏิบัติ เป็นให้เอาผู้เรียนเป็นสำคัญ อันที่ ๒ ที่ท่านก็บอกว่าต้องให้การสนับสนุนการศึกษา ค้นคว้าของผู้สนใจในการเรียน และอันที่ ๓ ก็คือให้ภาครัฐ เอกชนให้มีการสนับสนุน ต่อยอด ให้มีการวิจัย แต่ที่ผมตกใจแล้วก็อยากเรียนถามท่านกรรมาธิการนะครับ ๑๒.๒ ท่านบอกว่า บัณฑิตทั้งหมดที่ทักษะเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ (Software) เนื่องจากหลักสูตรของ มหาวิทยาลัยในปัจจุบันนี้ล้าหลังกว่าเทคโนโลยี ๒๐-๓๐ ปี อันนี้ท่านตอบให้ผมหน่อยครับ ไม่อย่างนั้นกลายเป็นว่าประเทศไทยเรามันจะตามไม่ทันแน่นอน เพราะว่าเดี๋ยวนี้การศึกษา เราในอาเซียน (ASEAN) ก็อันดับบ๊วย ๆ แล้วนะครับ แต่สิ่งที่ผมขออนุญาตชื่นชม แล้วก็ ยกให้เป็นตัวอย่าง นั่นก็คือว่าบทบาทของการส่งเสริมลักษณะบู๊ตแคมป์ (Boot Camp) ในข้อหน้า ๓๕ ท่านบอกว่า เนื่องจากว่าเราต้องการให้นักศึกษาหลักสูตรทั้งหมดได้ทำงาน ในภาคอุตสาหกรรมทันที แล้วก็ให้เน้นในสายเทคโนโลยีเพื่อหาประสบการณ์จากการเรียนรู้ นอกมหาวิทยาลัย ท่านประธานครับ ผมมีรูปตัวอย่างในเขตเลือกตั้งผมประมาณสัก ๖ รูป ได้ขออนุญาตท่านประธานแล้วนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

อันนี้ต้องชื่นชมจริง ๆ ครับเพราะว่า ผมเห็นโครงการยูทูที (U2T) หรือว่าโครงการยกระดับเศรษฐกิจ สังคมรายตำบลแบบบูรณา การ ๑ ตำบล ๑ มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย โครงการอันนี้ง่าย ๆ ครับ ของตำบลสันกลาง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เป็นการ ส่งเสริมการเลี้ยงปลานิล แต่ใช้วิทยาศาสตร์ง่าย ๆ ครับ คือปลาปกติเวลาจะขายมันขาด ออกซิเจน แล้วปลาก็น็อก (Knock) ตายครับ ชาวบ้านเสียหายเป็นแสนเป็นล้านเลยครับ แต่ว่าทางนวัตกรรมเหล่านี้เราใช้วิชาการเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน โดยง่าย ๆ ครับ ชาวบ้าน ก็ไม่ได้เรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เขาก็เข้าใจว่าเอากังหันไปตีน้ำให้ออกซิเจนลงน้ำก็ได้แล้ว แต่ปรากฏว่าของจริงไม่ใช่ครับ เขาไปวิเคราะห์วิจัยว่าปลาจะตายตอนประมาณตี ๑ ถึงตี ๕ ก็เลยใช้การเติมน้ำยาเกี่ยวกับเรื่อง เขาเรียกว่าไอออน โมบาย (Ion mobile) ซึ่งเป็นตัว ออกซิเจนเล็ก ๆ แล้วปรากฏว่ารางวัลชนะเลิศอันนี้ครับเป็นของนักศึกษา ผมเลยอยากจะ ขอให้ทางกรรมาธิการหรือว่าทางรัฐบาลได้ให้งบสนับสนุนตัวนี้ให้เยอะ ๆ ครับ รางวัล ชนะเลิศของประเทศนะครับ ๑๐๐,๐๐๐ บาทครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตว่าจริง ๆ แล้วข้อดีของโครงการยูทูที (U2T) ผมขออนุญาตว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางในเรื่องนี้นะครับ ผมสนับสนุน เพราะว่ามีการเอาบัณฑิตตกงาน เอาคนในหมู่บ้านตำบล ในพื้นที่ ๒๐ กว่า ตำแหน่ง และมีการเพิ่มศักยภาพเกี่ยวกับเรื่องโครงการนี้ทำให้มีอาจารย์ไปเป็นพี่เลี้ยง ไปสอนทำบัญชี ไปสอนให้พี่น้องประชาชนได้มีการเรียนรู้ ซึ่งเรียนรู้จากของจริง ซึ่งตรงนี้ ดีกว่าเอาสตางค์ไปแจกโครงการเศรษฐกิจฐานรากหรือให้เบี้ยคนจน หรือให้เบี้ย อย่างอื่นที่รัฐบาลทั้งแลก ทั้งแจก ทั้งแถมนี่นะครับ ผมขอชื่นชม แล้วก็อยากให้ทาง กรรมาธิการได้เร่งรัดให้รัฐบาลใช้โครงการนี้เยอะ ๆ ครับ🔗

ท่านประธานครับ เวลาสุดท้ายจริง ๆ ผมอยากจะแสดงความคิดเห็น อีกหลายเรื่อง แต่ว่าสุดท้ายผมต้องเรียนว่าในพื้นที่ผม ผมคิดว่าทางกรรมาธิการควรจะต้อง ต่อยอดในเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการของการศึกษาไทยโดยกระทรวง อว. ครับ รวมศูนย์ครับ ไม่ว่าจะสอนปริญญาตรี โท เอก เอกสารเป็นกอง ๆ เป็นปึก ๆ กรรมาธิการ ท่าน ส.ส. ละอองได้บอกไว้แล้วนะครับว่า คนจนเดี๋ยวนี้ต้นทุนการเรียนแพงครับ ผมยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ ก็ได้ครับ ปีหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏจะผลิตบัณฑิตเกี่ยวกับ พยาบาลศาสตร์ แต่ว่าต้องใช้เงินเป็นแสนต่อปีต่อคน แต่ในขณะเดียวกันที่อื่น ๖๐,๐๐๐- ๗๐,๐๐๐ บาทได้ครับ เพราะฉะนั้นตัวนี้ผมเข้าใจว่ากรรมาธิการควรจะต้องนำเสนอเรื่องนี้🔗

สุดท้ายอยากจะขอเรียนอย่างนี้ครับ เวลาท่านทำโครงการหรือผลิตบัณฑิต ต่าง ๆ ท่านไม่ได้มองถึงพื้นที่เป็นหลักครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าเชียงรายผมมีคนที่ เรียนรู้ภาษาจีน มีชาติพันธุ์ และมีคนที่ตั้งแต่ประถม มัธยม ปริญญาตรี สามารถจะพูด ภาษาจีนได้เป็นหมื่น ๆ คนนะครับ แต่ปรากฏว่าท่านไม่ได้เอาหลักสูตรตรงนี้มา มหาวิทยาลัย ราชภัฏ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงผมเด่นมากในเรื่องภาษาจีน แต่ว่าท่านไม่ได้เอาเรื่องนี้มา เป็นหลักในการพัฒนา อำนาจรวมศูนย์ครับ รวมศูนย์แบบนายกรัฐมนตรีนี่ละครับ ยึดอำนาจ ก็เอามารวมศูนย์ที่นี่ อว. ก็เช่นเดียวกันครับ มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยก็ต้องมารวมศูนย์ ที่รัฐมนตรี ซึ่งเหล่านี้ตราบใดที่ท่านไม่กระจายการศึกษา กระจายอำนาจไปให้ คนก็จะตก งานเรื่อย ๆ นะครับ ขณะนี้อย่างที่ท่านแจ้งไว้นะครับ ผมขออนุญาตสุดท้ายก็คือว่า บัณฑิต ปริญญาตรีเมื่อปี ๒๕๖๑ จบมา ๒๒๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ท่านบอกว่าตกงานสะสม ๑๐๐,๐๐๐ คน แล้วทุกปี ๆ เรามีเศรษฐกิจตกต่ำมาเรื่อย ๆ ต่อไปนี้อีก ๔-๕ ปี มันจะตกงานอีกกันเท่าไร ก็ขออนุญาตชื่นชม แล้วก็ขอฝากเป็นข้อคิดเห็นให้กรรมาธิการได้นำไปปรับปรุงและเสนอต่อ ให้รัฐบาลด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อีก ๓ ท่าน ต่อไปนะครับ ท่านนิคม บุญวิเศษ ท่านผ่องศรี แซ่จึง ท่านยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เชิญท่าน นิคม บุญวิเศษ ครับ ถ้ายังเข้ามาไม่ทันท่านผ่องศรีอยู่ไหมครับลงรายชื่อไว้ ท่านผ่องศรี เชิญครับ🔗

นางผ่องศรี แซ่จึง ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี แซ่จึง ศรีสะเกษ เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายงานของ คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมของสภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องของญัตติพิจารณาศึกษาแนวทางในการวางแผนการผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตร การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันต้องยอมรับเลยว่ารายงานฉบับนี้ของ กรรมาธิการชุดนี้เป็นรายงานที่มีประโยชน์และครอบคลุมชัดเจนในหลายประเด็นที่มันเป็น ปัญหาเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ ความที่ผลิตบัณฑิตไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน นอกจาก จะกระทบกับสถาบันการศึกษาแล้วมันยังกระทบถึงตลาดแรงงานเศรษฐกิจของประเทศชาติ และผู้ปกครองด้วยนะคะ โดยเฉพาะผู้ปกครองนักเรียนที่อยู่ตามชนบทเขามุ่งหวังมากเลย ที่อยากให้ลูกหลานได้เรียนจบ แล้วมีงานทำ มีรายได้ เพราะว่าพวกเขาทำงานหนักมาตลอดชีวิต ไม่อยากให้ลูกหลานเป็นเหมือนตัวเอง อยากให้ลูกได้ทำงาน แต่ว่าพอจบมาแล้วท่านรู้ไหมว่า เขาตกงาน ดิฉันอยากจะยกตัวอย่างอันหนึ่งมันเป็นสิ่งที่น่าตกใจมากเลย ในหน้า ๔๔ การผลิตบัณฑิตเพื่อให้เขาทำงานได้จริง ดิฉันขอยกตัวอย่างอันหนึ่งชัดเจนมากเลยค่ะ ที่บ้าน มีช่างอยู่คนหนึ่งชื่อว่าช่างหมิง ลูกจบปริญญา พ่อไม่ได้จบอะไรเลยค่ะท่านประธาน แต่ช่างหมิง คนนี้เขาทำงานได้ทุกอย่าง ซ่อมไฟฟ้า ซ่อมพัดลม โทรทัศน์ ตู้เย็น แอร์คอนดิชัน (Air Condition) คิวเขาไม่เคยว่างเว้นเลยค่ะ ทุกคนต้องรอคิว ขณะที่ลูกเขาจบปริญญาไม่ได้ไป ทำงาน เดินตามพ่อค่ะ ไปช่วยงานพ่อ อันนั้นเป็นข้อคิดเห็นว่าหลักสูตรที่เราสอนเด็กไปนั้น เขาทำได้จริงหรือเปล่านะคะ แล้วช่างหมิงคนนี้เขาไม่ได้เรียนหนังสือหรอกค่ะ เขาไม่ได้จบ ปริญญาเทคโนโลยีอะไรเลย แต่เขาสามารถที่จะประกอบอาชีพมีรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำ อันนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดนะคะท่านประธาน🔗

อีกอันหนึ่งที่อยากยกตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ เลย วันนี้ผู้ประกอบการตามชนบท ในอำเภอต่าง ๆ เขาขาดแคลนแรงงานพวกที่ขับรถขุด รถไถ รถเกรด (Grade) อะไรประมาณนั้น ท่านประธานเชื่อไหมว่าประกาศแล้วประกาศอีก คนที่สมัครมาทำงานก็หมุนเวียนกันอยู่นั่นละ ออกจากเจ้านี้ก็ไปเจ้าโน้น เพราะว่ามันไม่มีแรงงานที่จะทำให้เราเลือก ทั้ง ๆ ที่คนเก่งก็มี คนไม่เก่งก็มี แต่ผู้ประกอบการก็จำเป็นที่จะต้องจ้างพวกนี้ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่อยากให้ เห็นว่ามันมีงานอื่นเยอะแยะอยู่ เรามีคนแต่คนไม่สามารถที่จะประกอบงานได้ เพราะฉะนั้น ในเวลาที่จำกัดนี้ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันเคยเป็นกรรมการสภาสถาบันอาชีวศึกษา ฉ. ๔ เราเรียกสั้น ๆ ซึ่งจะมีจังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ท่านคงจะรู้แล้วว่า อาชีวศึกษาวันนี้เขามีเรียนสอนถึงระดับปริญญาตรีแล้ว เป็นหลักสูตรต่อเนื่องจาก ปวส. ๒ ปี ท่านประธานเชื่อไหมว่าในการจัดหลักสูตรที่เขาทุลักทุเลมาก และเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก สำหรับเด็กชนบทที่อยากจะเรียนช่างโน่นนี่นั่น แต่ว่าเขาก็เรียนไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือ บางเอกก็เปิดไม่ได้เลย เพราะข้อกำหนดของ พ.ร.บ. อาชีวศึกษา ซึ่ง พ.ร.บ. นี้ประกาศใช้เมื่อ ปี ๒๕๕๑ พ.ร.บ. ฉบับนี้บอกว่า อันนี้เป็นเรื่องความไม่ยืดหยุ่นของการจัดตั้งหลักสูตรนะคะ เขาบอกว่าอย่างนี้ ถ้าจะเปิดหลักสูตรใดจะต้องมีผู้รับผิดชอบหลักสูตร ๕ คน ใน ๕ คนนี้ จะต้องเป็นครูผู้สอนที่ตรงเอก สมมุติว่าเอกไฟฟ้าก็ปริญญาตรี ปริญญาโทที่ตรงเอก อย่างน้อยที่สุดถ้าไม่ได้จริง ก็ ๓ คน ในสถาบัน อีก ๒ คนให้ไปหาเอาจากสถานประกอบการ จากสถานประกอบการนั้นจะต้อง รับรองว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ มีประสบการณ์จริง เพราะว่าเด็กพวกนี้ต้องเรียนเป็นทวิภาคี อันนี้ท่านประธานลองนึกว่าครูกับเด็กจะต้องอยู่ด้วยกัน ทีนี้ครูก็มีการย้ายบ้าง เกษียณบ้าง เสียชีวิตไปบ้าง ท่านเชื่อไหมว่าทุลักทุเลมากเลย เราประสบปัญหาอย่างมากเลย บางหลักสูตรก็เปิดไม่ได้ บางหลักสูตรเปิดไปก็ปิด ปิดแล้วก็หาเปิดใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับ ความต้องการของเด็กที่เรียน ท่านประธานคะ อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันชื่นชมคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็คือ ท่านสรุปได้อย่างครอบคลุม เป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน แผนระยะสั้นนี่ชื่นชมมากเลย ดิฉันอยากจะถามก่อนก็ได้ในเวลา ที่จำกัดนี้ ถามท่านไว้ก่อนกลัวจะลืม สิ่งที่เราควรจะต้องทำนั้นท่านได้เขียนไปแล้ว เสนอไปแล้ว แต่สิ่งที่จะตามมานั้นก็คือ จะทำได้เมื่อไร อย่างไร โดยกระบวนการใดที่จะแก้ปัญหานี้ได้ อันที่ ๒ เมื่อเราแก้หลักสูตรแล้ว คือมันจะต้องแก้กฎ แก้ระเบียบ แก้กติกาต่าง ๆ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็รู้ว่ามันยุ่งยากมากสำหรับประเทศไทย เวลาออกกฎหมาย ออกกฎระเบียบ อะไรมาแล้ว เกิดปัญหาขึ้นมาเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด แล้วก็ค้างเติ่ง อันที่ ๓ เมื่อแก้แล้ว แก้หลักสูตรปรับปรุงอะไรแล้วเรียบร้อย เราจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าหลักสูตรนั้นจะนำไปใช้จริง รัฐบาลจะจริงใจแค่ไหนในการแก้ปัญหานี้ จำเป็นไหมที่จะต้องสนับสนุนงบประมาณให้ เพียงพอในการสร้างคนเหล่านี้ จำเป็นไหมที่จะต้องสนับสนุนอุปกรณ์สื่อการสอนต่าง ๆ เพราะการเรียนเรื่องพวกนี้มันจำเป็นต้องใช้สื่อ ใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ สื่อการเรียนการสอน เครื่องไม้เครื่องมือ ไม่ใช่เด็ก ๒๐ คน ต่อ ๑ วิชา แล้วก็ไปยืนดูกัน แล้วก็เขียนรายงาน อันที่ ๔ ถ้าจำเป็นจะต้องใช้จ่ายงบประมาณที่จำเป็นต่าง ๆ หรือแม้แต่กองทุนที่ท่านเขียนไว้ จำเป็นอย่างยิ่งไหมคะที่จะต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง แล้วก็จะต้องเห็นความสำคัญ อย่างแท้จริง ดิฉันให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษา เพราะคำว่าอาชีวะสร้างชาตินั้นเป็นจริงได้ และจะต้องสร้างคนเหล่านี้ด้วย แล้วขยายการสร้างนี้ไปในชนบทให้ลูกหลานคนยากจน ยากไร้ ในชนบทได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงด้วย กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน ยุทธพงศ์ก่อนครับ เชิญครับ🔗

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ รัฐบาลภายใต้การนำของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๒ ในเรื่องของการพัฒนาคนเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและแนวนโยบาย ในเรื่องของ ไทยแลนด์ ๔.๐ ในการพัฒนาคนไทยให้มีความพร้อมในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ ไทยแลนด์ ๔.๐ คืออะไรครับ ท่านประธาน ไทยแลนด์ ๔.๐ คือเข็มทิศขนาดใหญ่ในการที่จะ นำพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักทั้ง ๓ อันด้วยกัน ๑. ก็คือกับดักของรายได้ปานกลาง ๒. กับดักของความเหลื่อมล้ำ ๓. กับดักของความไม่สมดุลในการพัฒนา ถ้าประเทศไทย ของเราได้หลุดกับดักทั้ง ๓ อันนี้ ประเทศไทยก็จะเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ยกระดับทั้งเศรษฐกิจ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของการทำงาน การเรียนรู้แบบใหม่ ท่านประธานครับ นี่คือนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา ไปเมื่อ ๒๕ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๒ นโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ รัฐบาลก็ได้คัดเลือกอุตสาหกรรม ๑๐ อุตสาหกรรมขึ้นมา ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะทำให้ประเทศไทยเราได้หลุด กับดักจากความเหลื่อมล้ำของคนรวยกับคนจน หลุดกับดักของการเป็นประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว อุตสาหกรรม ๑๐ อย่างที่ได้เลือกขึ้นมากับนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ มีอะไรบ้างครับท่านประธาน ๑. อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ๒. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ๓. อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ๔. การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ๕. อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ๖. อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม หรือเอไอ (AI) ๗. อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Logistics) ๘. อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ และเคมีชีวภาพ ๙. อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) ๑๐. อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ท่านประธานครับ ๑๐ อุตสาหกรรมนี้จะนำประเทศไทยสู่การเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ ผมอยากจะเรียนสอบถามท่านกรรมาธิการที่สภาได้มอบหมายให้ท่านได้ไปศึกษา ผมจะ ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมเพียงแค่ ๓ อุตสาหกรรม เพื่อจะได้ตอบได้รวบรัด แล้วก็ตรงประเด็น ๑. อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม หรือเอไอ (AI) ซึ่งมีความสำคัญมากในโลก ขณะนี้ ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) และอุตสาหกรรมการแพทย์ ครบวงจร ว่าหลักสูตรทางกรรมาธิการได้ไปถามไหมครับว่ามีหลักสูตรการเรียนการสอน อะไรบ้างในการที่จะสร้างบัณฑิตขึ้นมาป้อนอุตสาหกรรม ๓ อุตสาหกรรมที่ผมยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานได้ฟัง เพื่อให้เหมาะกับการเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ และจะต้องมีหลักสูตร อะไรบ้าง ซึ่งมันจะต้องเป็นการเรียนแบบใหม่ ก็คือการใช้เรียนออนไลน์ (Online) มีแพล็ตฟอร์ม (Platform) อย่างไรบ้าง อยากจะให้ท่านกรรมาธิการได้ช่วยตอบผมมา เพื่อผมจะได้ทราบนะครับ นอกจากนี้เขาบอกว่าแอนนีวัน แคน เลิร์น (Anyone can learn) คือใคร ๆ ก็สามารถเรียนรู้ได้ในหลักสูตรใหม่ ผ่านระบบออนไลน์ (Online) มีหลักสูตร อะไรบ้างที่จะเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ผมยกตัวอย่างมา ๓ อุตสาหกรรม คือตั้งแต่มีการประกาศนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ มาครับท่านประธาน เมื่อกรกฎาคม ปี ๒๕๖๒ ขณะนี้ก็ ๒ ปีเศษแล้ว ท่านประธานครับ ผมไปอ่านนิตยสารฟอร์บส (Forbes) ซึ่งเขาจัดอันดับประกาศคนที่รวยที่สุดในโลกไล่เรียงลงมานะครับ ก็ปรากฏว่าแต่ละปีที่มีการ ประกาศลำดับคนรวย ประเทศไทยก็จะมีคนรวยที่เป็นเจ้าสัวรวยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็แสดง ให้เห็นว่ามันมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าสัวใหญ่ ๆ ก็ยิ่งรวยขึ้น คนจนก็ยิ่งจนลง อันนี้ผมนำนิตยสารฟอร์บส (Forbes) มาเรียนท่านประธานว่า ๒ ปีที่ผ่านมามันเป็นแบบนี้ ดังนั้นผมก็อยากจะสอบถามท่านกรรมาธิการที่สภาได้มอบหมายให้ท่านกรรมาธิการไปศึกษา ๑. มันมีหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาอะไรบ้างที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ที่จะมาสอนนะครับ หรือเรียนแล้วจะมาลดความเหลื่อมล้ำ เพราะว่า ๒ ปีที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำมันเพิ่มขึ้น หลักสูตรที่ท่านไปศึกษามามันมีหลักสูตร มันมีการเรียนการสอนอะไรบ้างครับที่จะมาช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนคนไทย ๒. มีหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาอะไรบ้างที่จะทำให้แรงงานหรือบัณฑิต ที่จบมาให้ได้มีรายได้ปานกลาง ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่เป็นหนี้ เพราะว่าขณะนี้ท่านประธาน คงจะทราบดีครับว่า ในขณะนี้หนี้สินของบัณฑิตที่เรียนหนังสือจบเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ หรือแม้กระทั่งคนทำงานที่อยู่ในปัจจุบัน เวลาไปทำงานท่านประธานก็เห็นว่าเป็นหนี้ บัตรเครดิตนะครับ หนี้ครัวเรือน หนี้สถาบันการเงินต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าตรงนี้ มันต้องมีหลักสูตรที่มาเรียนมันให้เหมาะกับไทยแลนด์ ๔.๐ เพื่อที่จะทำให้คนมีรายได้ ในระดับปานกลางที่จะได้ไม่เป็นหนี้🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน เรื่องกองทุน กยศ. ที่กองทุน กยศ. จะต้องให้กับ บัณฑิตกู้ยืมมาเรียนให้ตรงกับตลาดแรงงาน ซึ่งปัจจุบันกองทุน กยศ. ก็มีปัญหาต่าง ๆ มากมาย กรรมาธิการได้เชิญผู้บริหารกองทุน กยศ. มาสอบถามไหมว่า จะมีการเปลี่ยนแปลง การบริหารกองทุน กยศ. อย่างไร ปรับตัวอย่างไรให้เหมาะกับการเรียนการสอนในยุคไทย แลนด์ ๔.๐ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านนิคม เชิญครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติพิจารณาศึกษา แนวทางในการวางแผนการผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับ อุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ที่คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมพิจารณาเสร็จแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออธิบายในส่วนที่เพื่อนสมาชิกอาจจะยังไม่ได้พูดถึง กระผม เห็นว่าการศึกษานั้นอาจจะไม่ได้สำคัญเฉพาะอุดมศึกษาเท่านั้นนะครับ การศึกษาที่เขา เรียกว่าวิชาความรู้ต้องคู่คุณธรรม ซึ่งคุณธรรมนั้นผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง มีการปลูกฝังตั้งแต่เด็กวัยเล็ก ๆ ตั้งแต่อนุบาล ประถมศึกษาขึ้นมา ไม่เช่นนั้นเราได้คนที่จบ การศึกษามาแต่ขาดคุณธรรม มีความรู้จริง ๆ แต่มาเอาเปรียบสังคม มาเป็นพ่อค้า มาเป็น นักธุรกิจเอาเปรียบสังคม ผมคิดว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนักนะครับ ฉะนั้นเรื่องความรู้ คู่คุณธรรมเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ในส่วนของประเทศไทยเราเป็นประเทศเกษตรกรรม วิชาที่เกี่ยวกับเกษตรเป็นวิชาที่มีความสำคัญมาก เรามีสถาบันการศึกษาที่สอนทางด้าน การเกษตรเยอะแยะมากมายครับ แต่ผมก็คิดว่าการสอน การเรียน หรือการวิจัย วิทยานิพนธ์ ต่าง ๆ ที่เรามีการทำเยอะแยะแต่ไม่นำมาสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุที่ผมต้องพูดอย่างนี้คนไทยเป็นคนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แต่คนเหล่านี้กลับเป็นอาชีพที่ยากจนมากที่สุด เนื่องจากว่าเราขาดการวิจัย เราอาจจะขาด ความรู้ในเรื่องของดินซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความยากจน ดินเป็นสิ่งสำคัญ ทำไมการเกษตร ผลผลิตมันถึงตกต่ำ จากการวิจัยพบว่าดินของเรามีความเสื่อม ซึ่งเราใช้ปุ๋ยเคมี ใช้สารเคมี จำนวนมาก จึงเป็นต้นเหตุทำให้ดินเสื่อม พอดินเสื่อมแล้วไม่มีสารเคมีครับ ถึงแม้จะ หว่านปุ๋ยเคมีเข้าไปก็ตาม รากพืชไม่สามารถที่จะงอกยาวได้จึงไม่สามารถดูดสารอาหารได้ ฉะนั้นวิชาเหล่านี้ วิชาปรับปรุงบำรุงดิน ที่ปัจจุบันนี้เขามีนักวิจัยที่เป็นบริษัทเอกชน เขาสามารถ ที่จะผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพที่ผสมจุลินทรีย์หลายสายพันธุ์เข้าไป ท่านประธานครับ พอฉีดพ่นลงไปจุลินทรีย์เหล่านี้มันจะไปย่อยสลายดินทำให้ดินร่วนซุย รากพืชก็สามารถ หยั่งลึกลงไปได้ สามารถดูดสารอาหารที่มันตกค้างในดินได้ ๗ เท่า โดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมี โดยที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลยครับท่านประธาน เราต้องสอนวิชาที่ทำปุ๋ยเองเพื่อลดการนำเข้า ปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ วิชาเหล่านี้ผมเชื่อว่ามีครับแต่ยังไม่บรรจุในหลักสูตรนะครับ หรือบางสถาบันก็มีแล้วแต่ยังไม่ออกมาปฏิบัติอย่างแท้จริง รวมทั้งวิธีการผลิตเครื่องปลูก ผลิตเครื่องเก็บเกี่ยว เครื่องพ่น หรือตอนนี้ที่เขาพูดเครื่องพ่น คือโดรน (Drone) อากาศยาน ไร้คนขับ ซึ่งเอามาพ่น แล้วก็ลดต้นทุน และลดเวลาด้วย ผมคิดว่าวิชาเหล่านี้เป็นวิชาสมัยใหม่ ซึ่งควรจะบรรจุในหลักสูตร ถ้าเราจะมีการปรับปรุงให้เกษตรกรเรามีวิชาความรู้ที่ดี เราต้อง เริ่มปรับปรุงหรือใส่หลักสูตรพวกนี้เข้าไปนะครับ🔗

อีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนถึงก็คือเรื่องวิชาสาธารณสุข เพื่อรองรับสังคม ผู้สูงอายุ และปัจจุบันนี้มันมีโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้น ประเทศไทยเรามีความได้เปรียบครับ เรามียาสมุนไพร เราต้องมีวิชาที่จะสกัดสารสมุนไพรเหล่านี้ออกมาเพื่อทำยาสมุนไพร และผมเชื่อว่าตอนนี้ตำรับยาสมุนไพรมันมีเยอะแยะ เพียงแต่เราขาดการรวบรวม เราขาด การส่งเสริมหลายบริษัทที่เขาเป็นบริษัทเอกชนเข้ามีหมอแผนโบราณ แต่รัฐบาลขาดการนำ สิ่งเหล่านี้มาวิจัยและมาส่งเสริมต่อ ถึงแม้เขาจะมียาสมุนไพร บางชนิดสามารถบำบัดรักษาโรคเบาหวาน โรคมะเร็ง อัมพฤกษ์ แม้กระทั่งโรคไวรัสโคโรนา (Virus corona) ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าสมุนไพรสามารถรักษาได้ แต่หน่วยงานราชการเอง กระทรวงสาธารณสุขเองก็ไม่นำสิ่งเหล่านี้มาต่อยอด กลับมีกฎหมายไปจำกัดจับผิด ใครพูด ไม่ได้ กรณียกตัวอย่างเช่น คนที่เป็นอัมพฤกษ์กินยาสมุนไพรแล้วสามารถลุกขึ้นเดินได้ เอามา พูดก็ไม่ได้ท่านประธานครับ เป็นกฎหมายปิดปากเขียนไว้ล็อกไว้ว่า ห้ามพูดว่ากินแล้วดี ห้ามพูดว่ากินแล้วหาย ถ้าลักษณะนี้เป็นการกีดกันวิชาความรู้เหล่านี้จึงทำให้ประเทศไทยที่มี ข้อได้เปรียบกลายเป็นข้อเสียเปรียบ ท่านประธานครับ วิชาสมุนไพร วิชาแพทย์แผนโบราณ ควรจะผลิตขึ้นมาเยอะ ๆ โดยเฉพาะแพทย์แผนโบราณ หรือหมอหรือพยาบาล หรือผู้ช่วย พยาบาล ซึ่งเราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าสังคมต่อไปข้างหน้าเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยเรา มีความสามารถทางด้านนี้เป็นอย่างมากนะครับ ผมจึงฝากคณะกรรมาธิการให้บรรจุตรงนี้ เข้าไปด้วย อีกอย่างหนึ่งครับก็คือวิชาเทคโนโลยีสมัยใหม่ การเขียนโปรแกรม การเขียน โปรแกรมมีหลายประเทศที่เขามีการสอนตั้งแต่เด็กครับ โตขึ้นมาสามารถเขียนโปรแกรมได้ เขียนโปรแกรมสร้างหุ่นยนต์ได้ สร้างโปรแกรมเกี่ยวกับเกมต่าง ๆ เกี่ยวกับการ์ตูนต่าง ๆ ก็สามารถทำให้เขามีรายได้เป็นคนร่ำรวยได้ เป็นมหาเศรษฐีได้ มีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้ว อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องการฝึกทักษะให้มีความคิดที่สร้างสรรค์ให้มีการออกแบบวิศวกรรม วิชาสถาปัตยกรรมต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่แล้วในสถาบันการศึกษา เพียงแต่ว่า เราขาดการส่งเสริม บางคนมีความคิดมีไอเดีย (Idea) มีทักษะดี ๆ สามารถผลิตได้เอง แต่ไม่มีทุนในการทำต่อ รัฐบาลไม่ได้มีการส่งเสริมทำต่อ จึงทำให้วิชาเหล่านี้ ความรู้ความสามารถเหล่านี้มันถูกปิดกั้นไป พอไม่มีทุนทำต่อแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ขาดแรงจูงใจ ท่านประธานครับ รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนว่า ถ้าใครมีความรู้ ความสามารถทางด้านการสร้างสรรค์ หรือคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ ได้ รัฐบาลจะต้องเข้ามา ส่งเสริมให้ทุนในการสนับสนุน ถ้าประกาศอย่างชัดเจน ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันจะสามารถที่ จะพัฒนาได้และเป็นทุน และสามารถเพิ่มมูลค่านำเงินตราจากต่างประเทศเข้ามาได้ และเป็น แรงจูงใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่จบใหม่ หรือคนที่จบไปแล้วที่เขามีความรู้ ความสามารถ เขาสามารถนำทุนเหล่านี้ไปต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้ นำเงินเข้าสู่ประเทศ ได้ครับ จึงฝากเรียนคณะกรรมาธิการช่วยพิจารณาประเด็นนี้ด้วย กราบขอบคุณมากครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อีก ๓ ท่าน ท่านทองแดง เบ็ญจะปัก ท่านนิยม เวชกามา ท่านกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ เชิญท่านทองแดง ก่อนครับ🔗

นายทองแดง เบ็ญจะปัก สมุทรสาคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ทองแดง เบ็ญจะปัก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ เมืองสมุทรสาครนะครับ ขออภิปรายญัตติ เรื่อง การพิจารณาแนวทางการศึกษาแผนงานผลิตบัณฑิตปรับปรุง หลักสูตรการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน และนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ นะครับ ผมว่ารายงานฉบับนี้อ่านแล้วดูแล้วก็ดีครับ ทำให้เรามี ความรู้ แล้วก็ทำให้เรามีประสบการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมานะครับ เพราะว่าในการศึกษาของ ประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ผมว่าการศึกษาที่เราศึกษาไปแล้วหรือจะให้บุตรหลานของเรา ศึกษาเล่าเรียนไปแล้วเพื่อจะมาทำงานต่อยอด อย่างเช่น ในจังหวัดสมุทรสาครของผมนั้น มีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่มากมายประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าโรง การเรียนการสอนในสมัยนี้ ที่ต่อยอดกันขึ้นมา นั่นคือนวัตกรรมที่ทำให้การบำบัดน้ำเสียในโรงงาน อย่างเช่น ในโรงงาน ที่ผลิตกระดาษ อย่างเช่น มหาชัยคราฟท์ ที่ทำขึ้นมานั้นเขาได้นำเทคโนโลยีมาต่อยอด ก็คือ การทำน้ำให้สะอาดแล้วก็หมุนเวียนการนำมาใช้นั้นเป็นการต่อยอด ก็คือไม่ได้ปล่อยน้ำเสีย ลงสู่คูคลองต่าง ๆ ได้ เพราะว่าการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ทันสมัยเอามาใช้ แต่ทุกโรงงาน ไม่ได้เอามาใช้กันทั้งหมด เพราะฉะนั้นการศึกษาตรงนี้จึงจะขอให้ทางคณะกรรมาธิการได้เติม คุณธรรมในการเป็นผู้นำในการเป็นเจ้าของโรงงาน หรือเจ้าของอุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้นให้มี ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะทางอากาศ หรือมลภาวะทางน้ำ มลภาวะทางเสียง และให้ช่วยกัน ดูแล ปรับปรุงแก้ไขในนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เราเรียนมาแล้วในเรื่องเราส่งเสริมให้ ประชาชน หรือส่งเสริมให้กุลบุตรของเราแล้วได้เอามาใช้ให้มีคุณธรรมในการที่จะดูแล ทะนุบำรุง ไม่ว่าจะทางน้ำ แม่น้ำท่าจีนนั้นถูกผลกระทบจากการที่เราปล่อยปละละเลย หรือไม่ ได้มีโรงงานต่าง ๆ นั้นได้ปล่อยน้ำเสียลงไปสู่คูคลอง คือไม่ได้รับการบำบัดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันมีผลกระทบต่อสัตว์น้ำ แล้วก็การเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ การทำสวน ทำไร่ ไม่ว่าจะคู คลองต่าง ๆ จะมีทั้งขยะที่ปล่อยลงไปตามแม่น้ำ หรือน้ำเสียได้ปล่อยลงไปในสถานที่ สาธารณะต่าง ๆ นั้น ทำให้เกิดมลภาวะต่าง ๆ เช่นนี้ เพราะเราขาดคุณธรรมความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเรียนไปเท่าไร ไม่ว่าจะพัฒนาไปเท่าไร สุดท้ายเราก็ทำให้เกิดมลภาวะขึ้น เพราะว่า เราไม่สามารถที่จะนำเทคโนโลยีที่เราให้การศึกษาเล่าเรียน หรือให้ความรู้ในมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ เอามาใช้จริงจัง หรือขาดการสนับสนุนจากทางภาครัฐ เอกชนก็ทำไปได้กำไรไป หรือทำไปเพื่อต่อยอดธุรกิจของตัวเองไปมากมาย แต่ทางคณะกรรมาธิการได้ศึกษาตรงนี้ ก็ส่งผลให้เราจะได้นำไปให้หน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดสมุทรสาครนั้นได้ไปพัฒนาได้ช่วยกัน และผมอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการนี้ได้บรรจุ หรือข้อเสนอแนะนิดหนึ่งเข้าไปว่า คนที่จะไปประกอบการ ในสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน หรือการผลิตน้ำต่าง ๆ ได้ส่งเสริมในหลักคุณธรรม หรือหลักธรรมเข้าไปด้วย เมื่อเราได้ ในส่วนนี้ไปแล้วนั้น มันจะได้ทำให้สภาวะแวดล้อมในประเทศไทยเรานั้นได้ทันสมัย หรือเทียบกับนานาอารยประเทศได้ เพราะฉะนั้นเราจึงฝากไว้ว่าหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ของเรานั้นก็ยังเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ เพื่อความมั่นคงของประเทศไทยเรานั้น อยากจะขอฝากอย่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัยน่าจะมีการเข้าไปประยุกต์ใช้ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ เพราะว่า ถ้าเรามีแต่คุณภาพ หรือมีแต่คนออกมาผลิตแล้ว แต่เราไม่ได้ประกอบไปด้วยความคิด ด้วยคุณธรรม มันก็จะทำให้สังคมเรานั้น ไม่น่าจะมั่นคงนะครับ ผมอยากจะฝากไว้ ตอนสุดท้ายว่าความมั่นคงของพระคือความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ความมั่นคง ของพระพุทธศาสนา คือความมั่นคงของประเทศชาติ ความมั่นคงของประเทศชาติคือ ความมั่นคงของประชาชน ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน นิยมครับ🔗

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ของท่านคณะกรรมาธิการชุดนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ผมเปิดดูแล้ว ชื่นชม ครั้งแรกคิดว่าจะนั่งฟังด้วยความตั้งใจตั้งแต่เริ่มแรก เพราะญัตติตัวนี้คือญัตติพิจารณา ศึกษาแนวทางในการวางแผนการผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับ อุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ความจริงหนังสือเล่มนี้ผมฟังท่าน ตั้งแต่ทุกท่านอภิปราย รวมทั้งกรรมาธิการ ท่านประธาน ลงมาถึงศาสตราจารย์ทั้งหลายที่พูดจบไปมันเป็นเรื่องดี แต่ผมก็วิตกกังวลอยู่ เป็นห่วง ท่านประธาน ตรงประเด็นว่ารายงานฉบับนี้ทำมาอย่างดี ไม่ใช่ให้แต่กระทรวง อว. อย่างเดียว เอาไปทำ ฝากถึงกระทรวงศึกษาธิการด้วย ผมต้องขอยืมสภาไปเก็บไว้ แล้วจะมาคอยดูว่า กระทรวง อว. ก็ดี กระทรวงศึกษาธิการก็ดี ท่านได้นำเอาแนวคิดจากรายงานฉบับนี้ไปทำ สักหยดหนึ่งไหม อันนี้ผมต้องพูดวันนี้ท่านประธาน เพราะผมฟังตั้งแต่แรก โดยเฉพาะ ท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ท่านระบายมาเป็นข้อ ๆ ผมเห็นด้วยหมด เพียงแต่ ที่ผมพูดนี่ผมบอกว่าเป็นห่วง เป็นห่วงตรงประเด็นว่ากระทรวง อว. ที่ผมพูดก็ดี ที่กระทรวง ศึกษาธิการก็ดี อย่าคิดแค่นี้ว่าจะนำประเด็นไหนไปใช้บ้าง เพราะผมเสียดาย คณะกรรมาธิการ ชุดนี้ทำมาอย่างดี แต่สุดท้ายโยนทิ้ง อันนี้ผมเป็นห่วง ผมเห็นในมุมของสภาหลายที่ตั้งแต่ สภาเก่าแล้วครับ หนังสือรายงานเอาไปเก็บทิ้งไว้ ผมบอกทำอย่างสวยหรูเลยนะฉบับนี้ ผมจึงห่วงว่าที่หลายท่านชี้แจงมาผมเห็นด้วยทุกประเด็น ไม่ได้ขัดข้อง ชื่นชม ตั้งแต่บอกว่า สถานศึกษาหรือนักเรียน หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมถึงกระทรวง ทบวง กรม มีหน้าที่ ไปกำกับอย่างเดียว ท่านศาสตราจารย์ใหญ่ผม ท่านกนกพูด ใช่ มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องมา จัดการกันใหม่ในระบบการศึกษา ไม่ใช่กำกับดูแลอะไรของมัน ผมว่ามันไม่ใช่เวลานี้ ถ้าหากว่ากระทรวง ทบวง กรม ผมไม่ได้ว่าแต่กระทรวง อว. นะครับ จะนำประเด็นไปทำ อย่าว่าแต่ประเทศไทย ๔.๐ เลยครับ มันจะเป็นไทยแลนด์ ๕.๖ ๕.๗ ไปโน่น ถ้าทำได้ดังนี้ นะครับ ผมจึงบอกว่ากลัวเอาไปทิ้งไว้ในมุมรายงานฉบับนี้ ผมไปเปิดดู ผมดูแค่บทสรุปผมก็ เข้าใจได้ ท่านจัดการดีในการวางผัง ในการไปศึกษา ไปทำวิจัยมา โดยเฉพาะเวลาอันสั้น ๗ ข้อสุดท้ายที่ท่านเสนอแนะมา สุดท้ายผมไม่พูดในภาพรวม เพราะหลายท่านพูดไปแล้ว ถ้าท่านทำได้ท่านใส่บอกหลักสูตรร้อยละ ๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันสุดท้าย ข้อที่ ๗ ถ้าตราบใด ระบบการศึกษาไทย ระบบการจัดการครูผู้สอนยังใช้แบบข้อ ๗ ที่ท่านเสนอแนะบอกเลิก เสียเถอะ ให้เขาทำเอกสารเป็นรถเพื่อจะเอาระดับซี (C) ทั้งหลาย ระดับเงินเดือนทั้งหลาย มันหมดเวลา ที่ผมพูดนี่ผมก็มีส่วนเกี่ยวข้อง แม่บ้านผมเป็นครูผมเข้าใจอยู่ ผมไม่ได้เป็น หลายปีแล้ว เลิกเป็นครูแล้ว แต่ว่าในจุดนี้การทำเอกสารมาก ๆ ผลเสียต่อนักเรียน ท่านครับ ไม่มีโอกาสอยู่กับนักเรียน ครูต้องไปอบรม ปล่อยเด็ก ทิ้งเด็ก นี่คือเป็นประเด็น เพราะฉะนั้น วิธีการอย่างอื่นเยอะแยะที่ท่านเสนอมา ข้อ ๗ ผมเห็นด้วยเลย อย่าเถอะ แล้วเอา ผลการเรียน เอาระดับนักเรียน เอาพฤติกรรมนักเรียน ดีที่สุดว่าคุณจะใหญ่ จะโต จะได้ขั้นโต สูงขึ้น ให้ยึดที่ตัวนักเรียน ที่ท่านชี้แจงแต่แรกว่า ให้ยึดที่ตัวนักเรียน ท่านศาสตราจารย์กนก ผมพูดหลายครั้งนะ เพราะผมบันทึกไว้ที่ท่านพูด ผมจึงเห็นว่าในหลายเรื่องที่ต้องทำ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในระดับท้องถิ่น อย่ายึดเอากรุงเทพฯ เป็นหลัก ผมเห็นด้วยที่ท่านพูด ถ้ายึดภูพานผมก็ใช่ ในมหาวิทยาลัยที่สกลนครบ้านผมมีหลายมหาวิทยาลัย แต่ว่า มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ว่า ๓-๔ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏก็ดี มหาวิทยาลัยเกษตร เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชมงคล ผมก็เห็นมาตรการที่แล้วถ้าท่านเพิ่มวิธีคิดแบบนี้ลง ไปด้วย อย่าไปคิดแต่ว่าหลักสูตรต้องเอาไปจากกรุงเทพฯ ไม่มีความจำเป็นครับ ศาสตราจารย์ทั้งหลายอยู่เต็มหมดในพื้นที่ ไม่ต้องตั้งเขาก็ได้ แต่ว่าให้เขามามีส่วนเกี่ยวข้อง สมมติวิธีปลูกกัญชา พวกวิชาการทั้งหลายสู้บ้านผมไม่ได้หรอกครับ ผมเกิดมาก็เห็นเขาปลูกเลย วิธีการแบบนี้ดีครับ อันที่ผมต้องแถมต้องติติงนะครับ หนังสือเล่มนี้ท่านทำมาอย่างดี เพื่อแรงงานหมด แต่หนังสือเล่มนี้ขาดวิชาพระพุทธศาสนา ผมเป็นชาวพุทธ ต้องยืนยันว่า เล่มนี้ไม่มีวิชาพระพุทธศาสนา ไม่มีหลักธรรมพระพุทธเจ้าอยู่ เพราะฉะนั้นคนจะเป็นคนดีได้ จะสอนอะไรก็แล้วแต่ ถ้าขาดความเป็นชาวพุทธ ถ้าขาดหลักธรรมไปไม่ได้ครับ เก่งขนาดไหน ก็ตาม ท่านเขียนไว้จริงอยู่นิดเดียวในหน้า ๑๓ ท่านบอกมีคุณธรรม จริยธรรม ถ้าเขียนแบบนั้น คนไม่มีจริยธรรม ต้องใส่หลักธรรมลงไปด้วย ฝังเข้าไปในจิตใจ ในพระพุทธศาสนาสอนไว้ นะครับ คำว่าบัณฑิตมาจากทิดเลยนะ ใช้ก่อนคำนี้คือทิด ถ้าบวชแล้วสึกมาเรียกว่าทิด นี่ละคือบัณฑิต เพราะแต่ก่อนไม่มีสถาบันมหาวิทยาลัย วัดคือสถาบันการศึกษา เพราะฉะนั้น คนไปบวชมาจึงเป็นทิด ทิดคือบัณฑิต คำสอนครับ เพราะฉะนั้นหลักธรรมพระพุทธศาสนา เอาเอาไปเถอะ ผมเรียนหน้าที่พลเมืองศีลธรรสมัยเด็ก วันนี้มันหายไป เพราะฉะนั้นท่าน เขียนใส่ลงไปว่าต้องมีหลักธรรมเพื่อเป็นการฝึกจิตใจของคนที่เก่ง เก่งดี ถ้าเก่งแล้วเลว บ้านเมืองฉิบหายครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่าน กฤษฎา เชิญครับ🔗

นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ หนองคาย

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม กฤษฎา ตันเทอดทิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขออภิปราย เรื่อง ญัตติพิจารณาศึกษาแนวทางการวางแผน การผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ดังนี้ครับ วันนี้ครับ ท่านประธาน เรามีบุคลากรที่มีคุณภาพมากมาย เรียนจบมาจากทุกสถาบันที่นักศึกษา สามารถไปเรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ของโลก หรือแม้แต่มหาวิทยาลัย ในประเทศเองก็ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเช่นกัน วัดได้จากอะไรครับ วัดได้จากที่ วันนี้นักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของเราก็สามารถที่จะไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย ชั้นนำของโลกได้ แสดงให้เห็นว่าเรามีมาตรฐานที่สูงไม่แพ้ชาติใด แต่คำถามที่สำคัญก็คือว่า ทำไมวันนี้ระบบเศรษฐกิจของเรายังไม่สามารถที่จะยกระดับเข้าไปเทียบเท่ากับประเทศ ที่เราเคยแข่งขันด้วยอย่าง สิงคโปร์ เวียดนาม หรือแม้แต่ประเทศจีนเองที่จุดหนึ่งก็เคย ล้าหลังกว่าเรา จนวันนี้เขาก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ ๑ ของโลก สิ่งที่น่าคิดก็คือว่าหากเรา เปรียบเทียบ ๓ อาชีพกับ ๓ ประเทศรอบ ๆ เรา ๑. อาชีพแรงงาน ๒. ผู้จัดการ ๓. เจ้าของกิจการ และหากเราบอกว่า ๓ อาชีพนี้จะเปรียบเทียบให้เหมาะกับคนในประเทศ อะไร มี ๓ ประเทศที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาให้เห็นภาพก็คือ ๑. สิงคโปร์ ๒. บรูไน ๓. ไทย วันนี้ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าบรูไนก็จะถูกเปรียบเทียบว่าเป็นเจ้าของกิจการ ด้วยจีดีพี (GDP) รายได้ต่อหัวและตัวเลขทางเศรษฐกิจ ในขณะที่สิงคโปร์เองก็จะถูกเปรียบเทียบว่าเป็น ระดับผู้จัดการ เงินเดือนสูง คนมีคุณภาพ เป็นนักลงทุน แต่สิ่งที่น่าสนใจและน่าเศร้าก็คือว่า วันนี้ประเทศไทยเราก็ยังถูกจัดลำดับให้เป็นระดับแรงงาน วันนี้สิ่งที่ผมอยากจะฝาก ท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการก็คือว่า วันนี้เราจะยกระดับแรงงานของเราอย่างไร จากแรงงานให้ขึ้นมาเป็นผู้จัดการให้ได้ และวันหนึ่งผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจากระดับ ผู้จัดการเราก็สามารถที่จะยกระดับขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการให้ได้เช่นกัน ซึ่งการวางรากฐาน การศึกษามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการที่จะยกระดับมาตรฐานนี้ วันนี้เทคโนโลยีมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน สิ่งที่ผมอยากจะฝากท่านประธานไปยัง ท่านคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็คือว่า เราควรจะสนับสนุนและให้โอกาสธุรกิจไทย ให้โอกาส คนไทยให้สามารถเติบโตได้ แข่งขันกับต่างชาติได้ สร้างอาชีพใหม่ ๆ สร้างให้คนรุ่นใหม่ เกิดทักษะใหม่ ยกตัวอย่างเช่น การบรรจุหลักสูตรการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ลงเป็นวิชา พื้นฐาน การเพิ่มวิชานวัตกรรม ให้เป็นวิชาที่จะสร้างนักคิดรุ่นใหม่ ๆ และการให้โอกาสธุรกิจ ไทยก่อนธุรกิจต่างชาติ แต่วันนี้สิ่งที่ผมเห็นก็คือเราไม่เพียงไม่ได้สร้างหรือให้โอกาสธุรกิจไทย ก่อน แต่เรากลับให้โอกาสต่างชาติมากกว่า บริษัทต่างชาติที่สร้างรายได้ในประเทศของเรา มากกว่ากลับเสียภาษีน้อยกว่าบริษัทไทยเอง แล้ววันนี้เราจะสนับสนุนให้เราเติบโตได้อย่างไร ในตลาดโลกครับ สิ่งที่ผมอยากจะฝากอีกเรื่องก็คือว่า วันนี้คิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ผลลัพธ์ ก็เหมือนเดิมครับ วันนี้สิ่งที่เราต้องทำก็คือคิดใหม่ ทำใหม่ ผลลัพธ์ก็จะแตกต่างอาจจะ ไม่ดีเท่าเดิม หรืออาจจะดีกว่าเดิม หรืออาจจะเท่าเดิมในช่วงแรก ๆ แต่ที่แน่ ๆ ครับ ไม่เหมือนเดิมแน่นอน วันนี้ผมเชื่อว่าหากเราสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้กับนักศึกษา ให้กับบัณฑิตที่จบใหม่ให้เขามีโอกาสสามารถที่จะเติบโตได้ โอกาสที่เขาสามารถที่จะลองผิด ลองถูก สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ สร้างสิ่งใหม่ ๆ ทำให้เขาเติบโต ผมเชื่อว่าคนไทยเองก็ทำได้ ไม่แพ้ชาติใดเช่นกัน🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมเองมีโอกาสได้ต้อนรับคณะกรรมาธิการชุดนี้ ที่จังหวัดหนองคายในเขตพื้นที่ผม ได้เห็นการทำงาน ได้เห็นความตั้งใจของคณะกรรมาธิการ ท่าน ทำให้ผมเชื่อและเริ่มมีความหวังครับว่า วันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ในแบบที่สิงคโปร์ จีน หรือแม้แต่อเมริกาเคยทำสำเร็จมาแล้ว วันหนึ่งคนไทยจะต้อง ไม่เป็นแค่ชั้นแรงงานอีกต่อไป แล้ววันข้างหน้าเราจะต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ ของภูมิภาคอาเซียนและของโลกได้ในอนาคต ท่านประธานครับ เรื่องใหญ่ ๆ มักเริ่มต้นจาก จุดเล็ก ๆ เสมอ ก็ขอเป็นกำลังใจและอยากจะฝากข้อคิดเห็นไว้เพียงเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อีก ๔ ท่าน น่าจะเป็น ๔ ท่านสุดท้าย แล้วจะได้ให้กรรมาธิการได้มีโอกาสชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ ๔ ท่าน มีท่านมานพ คีรีภูวดล ท่านวันนิวัติ สมบูรณ์ ท่านศรีนวล บุญลือ และปิดด้วย ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม จากนั้นก็ให้ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงเพิ่มเติม เชิญท่านมานพครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมอยากจะมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงาน ญัตติพิจารณาศึกษา แนวทางการวางแผนการผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ท่านประธานครับ ผมอยากจะพูดถึงเรื่องของนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ นิดหนึ่งครับ ผมคิดว่าท่านสมาชิกก็ได้ อภิปรายมาเยอะแล้วนะครับว่า เป้าหมาย หรือว่าจินตภาพของคำว่า ไทยแลนด์ ๔.๐ เรามีเป้าหมายจินตภาพที่เราจะไปสู่เรื่องอะไรบ้าง เราพูดถึงเรื่องเทคโนโลยี พูดถึงเรื่องของ เอไอ (AI) เราพูดถึงเรื่องของอาหารชีวภาพ เราพูดถึงเรื่องของการท่องเที่ยว เราพูดถึง สิ่งที่ทันสมัย เป้าหมายที่ผมตั้งคำถามที่อยากจะมีส่วนร่วมเพิ่มเติมให้กับกรรมาธิการว่า เราต้องการบัณฑิตแบบไหน ผมคิดว่าอันนี้เรื่องสำคัญ เราจะไปสู่เป้าหมายตรงนี้ได้อย่างไร พื้นฐานสำคัญคนตัวเล็กตัวน้อยจะเข้าถึงเป้าหมายร่วมกันในภาพรวมนี้ได้อย่างไร ที่ผมยกตัวอย่างตรงนี้ขึ้นมาผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์กนก แล้วก็หลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายพูดถึงเรื่องของจินตภาพ พูดถึงเรื่องมายด์เซต (Mindset) พูดถึงเรื่องของกระบวนทัศน์ใหม่ว่า จริง ๆ แล้วการศึกษาที่แท้จริงเราต้องการบัณฑิต แบบไหน อีกภาพหนึ่งนะครับท่านประธาน ภาพของประเทศนี้ที่เราจะต้องการไปที่ ๔.๐ อีกภาพหนึ่งเรายังอยู่ที่ ๐.๔ ครับ ผมย้ำตลอดเลยนะครับในสภาแห่งนี้ ผมพูดบ่อยครั้ง ในสภาแห่งนี้ เรายังมีประชาชน เรายังมีพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชนบทห่างไกลในภาคชนบท ไม่สามารถจะเข้าถึงแม้กระทั่งเรื่องของสาธารณูปโภค เรื่องไฟฟ้าอินเทอร์เน็ต (Internet) คำถามสำคัญก็คือว่าท่านจะเอานักเรียน หรือลูกหลานที่ไหนในอนาคตที่จะไปอยู่ในบัณฑิต ใหม่ของท่านตามจินตภาพของท่าน ในเมื่อพื้นฐานต่าง ๆ บุคลากรจำนวนมาก คนรุ่นใหม่ จำนวนมากยังไม่สามารถจะมีพื้นฐานการเรียนการสอนเท่ากับคนในเมือง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ด้วยนะครับ คนเหล่านี้ที่อยู่ตามชนบท ข่าวที่ออกมาครับท่านประธาน มีนักเรียนจบ ม. ๓ แล้ว จบ ป. ๖ แล้วไม่เรียนต่อ เพราะว่าพ่อแม่ไม่มีเงิน เพราะว่าไม่มีโอกาสที่จะไปต่อ ข้างหน้า จะต้องใช้ชีวิตเพื่อที่จะเลี้ยงชีพให้ตัวเองอยู่รอดต่อไป และต้องใช้โอกาสของชีวิตนี้ เพื่อที่จะช่วยพ่อแม่ทำงาน ทั้งหมดนี้ผมคิดว่า ๔.๐ กับ ๐.๔ มันอยู่ด้วยกันได้อย่างไร เราจะต้องหาทางนะครับ ถ้าอย่างนั้นคือว่าเราจะได้บัณฑิตที่ท่านต้องการในเป้าหมายที่ท่าน ต้องการเพียงแค่คนกลุ่มหนึ่ง แล้วเราจะทิ้งคนอีกกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง ซึ่งไม่เป็นไปตาม ที่เราต้องการ และที่รัฐบาลประกาศไว้ อันนี้ประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธาน🔗

ส่วนที่ ๒ ท่านประธานครับ ในเรื่องของกระบวนการ กระบวนการจัดการ เรียนการสอน หรือว่ากระบวนการผลิตบัณฑิต ผมเข้าใจคำว่าบัณฑิตมันไม่ใช่เพียงแค่ว่าเรา ต้องการผลิตคนที่มีทักษะความสามารถแล้วไปเป็นแรงงานเท่านั้น เราต้องการบัณฑิตคนที่มี ศักยภาพ คนที่มีคุณธรรม คนที่มีความรับผิดชอบ คนที่เคารพกติกาบ้านเมืองนี้ อยู่ในสังคมนี้ คนที่พร้อมที่จะจับไม้ต่อไปสำหรับคนรุ่นเรา อันนี้คือบัณฑิต ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่แรงงานใน ระบบเท่านั้น เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมอยากจะพูดถึงเรื่องของพ่อครู แม่ครู ผู้รู้ ปราชญ์ ผู้เชี่ยวชาญ เรามีทั้งหมดเลย ทั่วประเทศนี้มีหมดเลยนะครับ แล้วผมเองก็มีโอกาสได้คุยกับ คนที่เป็นนักศึกษาปริญญาโทก็ดี ดอกเตอร์ก็ดี หลาย ๆ คน ครูบาอาจารย์ในการทำวิทยานิพนธ์ สุดท้ายก็คือคนจบ ป. ๔ บางคนไม่ได้จบเลยนะครับ ที่มาเรียนเกี่ยวกับความรู้ที่ตัวเองจะต้อง เสนออาจารย์ให้กับกรรมการพิจารณา ความรู้ที่แท้จริงอยู่กับผู้รู้ ปราชญ์ชาวบ้าน องค์ความรู้ อย่างนี้ครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่างความรู้ที่หายไป เพราะว่ามันทำให้ผิดกฎหมาย เพราะว่ามันทำให้คนเหล่านี้ไม่มีพื้นที่ในการทำงาน ผมยกตัวอย่าง หลายจังหวัดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดอุทัยธานี ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดลำปาง เป็นพื้นที่ชุมชนที่สามารถผลิตปืนเอง ได้ครับ ผลิตอาวุธได้ แต่ว่าองค์ความรู้เหล่านี้ เทคโนโลยีเหล่านี้ที่สะสมมาตลอดทำให้พวก เขาเหล่านี้ไม่มีโอกาสได้พัฒนาตัวเอง หลายพื้นที่มีการทำมีด มีการทำอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะ เป็นเทคโนโลยี และหลาย ๆ ในโลกนี้เขายอมรับในฝีมือนะครับ แต่ว่าก็ทำให้ผิดกฎหมาย ความรู้พ่อครูเหล่านี้ แม่ครูเหล่านี้ถูกหายไปด้วยระบบ และเขาไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยเลย นะครับคนเหล่านี้ เขาสะสมมาจากประสบการณ์รุ่นต่อรุ่น รุ่นต่อรุ่น จนสุดท้ายมันเป็น องค์ความรู้ที่ลงตัว และพัฒนาเป็นอาชีพ สิ่งที่ผมอยากจะเห็นเพิ่มเติมจากกรรมาธิการก็คือว่า การผลิตบัณฑิตตรงนี้ บัณฑิตในความหมายในทัศนะของผม ผมคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องอยู่ที่ มหาวิทยาลัย จะต้องมีใบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก บัณฑิตคือผู้รู้ต่าง ๆ ที่อยู่ในทั่ว ทุกทิศ ทั้งประเทศนี้มีเยอะแยะเลยนะครับ เราจะทำคนเหล่านี้ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา ให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเป้าหมายที่เราต้องการคือ ๔.๐ นี้ได้อย่างไร เมื่อสักครู่ท่าน สมาชิกก็อภิปรายแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสมุนไพรและยา และอาหารต่าง ๆ ที่เรายัง ไม่ได้ถูกวิจัยนี้อีกมากมาย ทั้งหมดมันอยู่ในพื้นที่นะครับ ในมหาวิทยาลัยก็คือมันมีปูนแล้วก็มี หนังสือ ความรู้ตรงนี้มันถูกสกัดออกมาเป็นการสังเคราะห์เป็นเอกสาร แต่ความรู้ที่แท้จริง มันยังอยู่ตรงนั้นเราจะทำอย่างไร🔗

ประเด็นสุดท้ายครับ ที่พูดทั้งหมดนี้จะทำให้อิสรภาพในการผลิตบัณฑิต แล้วก็สร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เป็นจริงและอิสรภาพจริง ๆ ผมอยากจะเห็นกรรมาธิการ ซึ่งผม พยายามอ่านดูแล้วไม่เจอ อาจจะมีก็ได้นะครับ ผมอยากจะเห็นเรื่องพื้นที่แห่งการกระจาย อำนาจ การกระจายอำนาจในเรื่องของระบบการศึกษาเท่านั้นจะเป็นจริง จะมีอิสรภาพ และสามารถที่จะสร้างความรู้และสร้างบัณฑิตได้จริง ๆ ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน วันนิวัติครับ🔗

นายวันนิวัติ สมบูรณ์ ขอนแก่น

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่นครับ ขออนุญาตท่านประธานที่จะ ร่วมอภิปรายรายงานพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรมของสภาผู้แทนราษฎรครับ ในญัตติพิจารณาศึกษาแนวทางการวางแผน ผลิตบัณฑิต รวมทั้งปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดแรงงาน และนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้เคย แถลงนโยบายไป เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ท่านประธานครับ มีข่าวมากมายนะครับ และที่พวกเราได้ร่วมกันอภิปรายในสภาถึงสถานการณ์แรงงานที่มีผู้ตกงานจำนวนมาก บัณฑิตตกงานจำนวนมาก เกือบทุกปีครับ บัณฑิตตกงานเฉลี่ย ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ คน ทุกคนกังวลจนมาสู่ที่มาในการพิจารณาญัตติครั้งนี้ พันธกิจสำคัญที่สุดของสถาบัน อุดมศึกษานั่นก็คือการผลิตบัณฑิต ซึ่งบัณฑิตนั้นจะต้องมีทั้งฮาร์ดสกิล (Hard Skills) และซอฟต์สกิล (Soft Skills) อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในรายงาน แล้วผมขอชื่นชม คณะกรรมาธิการทุกท่านที่ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้น รายงานฉบับนี้ดีมากครับ ผมขอชื่นชม แต่ท่านประธานครับ จากรายงานของไอแอลโอ (ILO) มีการคาดการณ์ว่า ปี ๒๕๖๕ ที่จะถึงนี้จะมีผู้ตกงานทั่วโลกกว่า ๒๐๕ ล้านคน รัฐบาลของไทยเราควรจะมี บิกเดตา (Big Data) ควรจะมีข้อมูลที่ดี ควรจะมีบิกเดตา (Big Data) ในส่วนที่จะทำให้ทราบ เพื่อคาดการณ์ว่าแนวโน้มการตกงานและอาชีพต่าง ๆ ในตลาดแรงงานจะนำมาสนับสนุน นักศึกษาส่วนนี้ที่จบใหม่และผู้ที่ตกงานอยู่แล้วได้อย่างไร ท่านประธานครับ สถาบันซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สำรวจความเห็นเรื่องของขวัญปีใหม่ปี ๒๕๖๕ ซูเปอร์โพล (SUPER POLL) คงไม่ต้องพูดถึงนะครับว่าเป็นการจัดทำโพล (Poll) ของใคร จัดทำเรื่องของขวัญปีใหม่ ปี ๒๕๖๕ ที่ประชาชนต้องการ พบสูงสุดสิ่งที่ประชาชนต้องการที่สุด ณ ตอนนี้ต้องการ ให้รัฐช่วยคนตกงานครับ ผมชื่นชมกรรมาธิการชุดนี้ ผมชื่นชมรายงานฉบับนี้ แต่มันจะเป็นไป ไม่ได้เลยครับ ถ้าภาครัฐไม่ให้ความสำคัญในส่วนนี้ กระทรวง อว. เอง กระทรวงศึกษาธิการ ควรจะต้องบูรณาการร่วมกัน รายงานฉบับนี้ไม่ควรอยู่เฉพาะในสภา และเราต้องรีบทำครับ โอกาสเหมือนไอติมครับท่านประธาน ถ้าเราไม่กินก็คงละลาย ผมขอจบการอภิปราย เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านต่อไปท่านครับ🔗

นางสาวศรีนวล บุญลือ เชียงใหม่

กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงใหม่ เขต ๘ พรรค ภูมิใจไทย ตามที่ได้นั่งรับฟังการเสนอ เรื่อง ญัตติพิจารณาศึกษาแนวทางในการวางแผน การผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ นะเจ้า คำว่าไทยแลนด์ ๔.๐ ทุกคนถ้ามีความกตัญญูรู้คุณค่าของคนที่เกิดมา การทำงานนั้นหลักสูตรต่าง ๆ มีพร้อม ทั้งหมด แต่ปัจจุบันที่ผ่านมาประเทศไทยของเรามีกลุ่มเกษตรกรมีจำนวนนัก เกษตรกรนั้นเหมือน กระดูกสันหลังของประเทศชาติ ดังนั้นผลิตภัณฑ์ ผลิตผลต่าง ๆ ที่ออกมาที่จัดส่งไปยัง ต่างประเทศ หรือส่งประเทศเพื่อนบ้าน ที่ประเทศเพื่อนบ้านต้องการก็คือใบรับรองของคิวซี (QC) ที่ผ่านมานะเจ้า เจ้าได้ร่วมกับกลุ่มเกษตรจะเอาผลผลิตลำไยส่งไปยังประเทศจีน ทางประเทศจีนจะถามอย่างเดียวว่ามีใบรับรองจากคิวซี (QC) ไหม ถ้าบ่มีใบรับรองจาก คิวซี (QC) ทางประเทศจีนก็บ่สามารถที่จะรับซื้อผลผลิตลำไยได้ ที่ผ่านมาผลผลิตลำไย ออกจากประเทศไทยไปจำนวนนัก แต่ผลการตรวจสอบคิวซี (QC) นั้นบ่มีใบรับรอง แล้วการ ผลิตลำไยส่งออกไป เมื่อบ่มีใบรับรอง แล้วบ่มีคุณภาพ ลำไยก็ต้องตีกลับคืนมา ทำให้เกิดการ เสียหายแก่ประเทศไทยของเราไปตั้งหลายครั้ง อยากจะเรียนฝากไปทางคณะกรรมการ หรือกรรมาธิการช่วยพิจารณาทางด้านการศึกษาที่ตลาดจะรองรับผลผลิตของไทย ถ้ามีใบรับรองคิวซี (QC) นะเจ้า แล้วประเด็นหนึ่งที่ตลาดต้องการที่สุดในประเทศไทยของเรา หลักสูตรนี้บ่ว่าครูบาอาจารย์ คุณครูประจำชั้น ถ้าครูอาจารย์เป็นคนที่ดี นักเรียนก็คงจะดี ตามด้วยตามที่ผ่านมา ลงข่าวทุกวันนี้บ่ว่าครูบาอาจารย์บางครั้งก็เป็นตัวอย่างที่บ่ดีให้กับ สังคมนะเจ้า หลักสูตรที่ดีที่ตลาดที่ต้องการเยอะที่สุดคือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เด็กดีนะเจ้า รู้จักรักพ่อ รักแม่ และรักครอบครัว เด็กดีจะต้องมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส เด็กดีจะต้องรู้จักคำว่า รู้รัก สามัคคี เด็กดีจะต้องรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย รู้อดทน รู้อดกลั้น เด็กดีจะต้องขยัน มีความหมั่นเพียร แล้วก็จะต้องมีความอดทน อดออม เด็กดี จะต้องรู้รักชาติ รักพระมหากษัตริย์ และรักศาสนา รู้รักคุณค่าความเกิดมาเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ ในปัจจุบันนะเจ้า เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า เด็กฉลาดชาติจะเจริญ ถ้าทุกอย่างที่ ข้าเจ้าอู้มานี้ ถ้าเด็กไทยทุกคนมีในข้อความที่เจ้าได้นำเสนออภิปรายในที่สภา เด็กคนนี้ จะเป็นคนที่ตลาดต้องการมากที่สุดนะเจ้า เรียนดี เรียนเก่ง มาจากประเทศไหน จบจาก หลักสูตรใด ถ้าไม่มีความรักชาติ รักศาสนา ไม่รู้คำว่ารักพ่อ รักแม่ ไม่รู้ความรู้แพ้รู้ชนะ เด็กคนนั้นจะไม่มีคุณค่าในสังคมไทย ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ เท่านี้นะเจ้า ขอกราบขอบพระคุณเจ้า🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน พิสิฐครับ🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้เป็นหนึ่งในผู้ที่นำเสนอญัตติในเรื่องนี้นะครับ เนื่องจากการปรับปรุง มหาวิทยาลัย ซึ่งได้นำเสนอไปก่อนที่จะเกิดวิกฤติโควิด (COVID) เมื่อตอนปี ๒๕๖๒ และต้อง ขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณาศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด แล้วผมก็ได้มีโอกาส เข้าไปร่วมประชุมด้วยหลายครั้ง อาจจะไม่ทุกครั้งก็ตามนะครับ ก็ได้เห็นถึงการทำงาน แล้วก็ ความพยายามที่จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เป็นประโยชน์ต่อการที่จะนำไปใช้ในการแก้ไข ปัญหาระบบการศึกษาของบ้านเรานะครับ ก็ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามครับ กระผมก็มีข้อสังเกตที่อยากจะขอฝากไว้ เพื่อจะให้การทำงานของเรา ได้เกิดประสิทธิผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการกระจายอำนาจจากกระทรวง อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปสู่มหาวิทยาลัย ซึ่งกระผมจะกล่าวต่อไป ในรายงานของท่าน ถ้าเราดูเฉพาะบทสรุปผู้บริหารก็จะมี ๒ เรื่องใหญ่ ๆ นะครับ เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการบริหาร เป็นเรื่องของการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน แล้วเรื่องที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องของหลักสูตรนะครับ เรื่องของบริหาร ท่านก็ยังมีการพูดถึง เรื่องรายได้ ทีนี้กลับมาถึงเรื่องของการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดแรงงาน ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

ผมมีสไลด์ (Slide) ที่อยากจะให้ เห็นเพื่อจะได้เป็นพื้นฐานนะครับ ในหลายปีมานี้เราเห็นโลกมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี อย่างก้าวกระโดด เมื่อสัก ๓๐ ปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการเกิดขึ้นมาของคอมพิวเตอร์ที่ใช้อย่าง สะดวกก็คือ เดสก์ทอป (Desktop) หรือแล็ปทอป (Laptop) หรือแม้กระทั่งไอแพด (iPad) แล้วสุดท้ายก็จะเป็นแฮนด์โฟน (Hand phone) ก็ตาม สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้งานหลาย ๆ อย่าง เปลี่ยนไป สมัยก่อนเราเคยมีพนักงานพิมพ์ดีด พนักงานสถิติ หรือแม้กระทั่งคนที่มีอาชีพ ถ่ายรูปตามถนนต่าง ๆ ทุกวันนี้ก็หมดไป เพราะว่าเครื่องมือเหล่านี้มาทดแทน พูดง่าย ๆ ก็คือว่าทักษะที่เรียกว่ามีเดียมสกิล (Medium skill) หรือมิดสกิล (Mid skill) ก็ตามทุกวันนี้ ก็จะหายไป เพราะว่าเครื่องมาทดแทน ส่วนที่ยังไม่กระทบมากนักในระยะ ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา ก็จะเป็นทางด้านของไฮสกิล (High skill) กับทางด้านของโลว์สกิล (Low skill) แต่ขณะนี้ ด้วยความก้าวหน้าของดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital technology) ก็ทำให้การทำงาน จะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางโลว์สกิล (Low skill) ก็จะมีเรื่องของการออโตเมชัน (Automation) เรื่องของการมีโรบอต (Robot) คือเครื่องยนต์ หุ่นยนต์เข้ามาทดแทนมากขึ้น ๆ ตามโรงงานต่าง ๆ เพราะฉะนั้นงานที่เคยใช้แรงงานต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ หายไป ขณะเดียวกัน ทางด้านไฮสกิล (High skill) ที่เป็นเรื่องของการใช้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางด้านของ กฎหมาย หรือบัญชี หรือความรู้ที่มันเป็นลักษณะที่ต้องไปเรียนระดับปริญญา ทุกวันนี้ก็จะมี เอไอ (AI) มีบิกเดตา (Big data) เข้ามาสวมแทน กล่าวกันว่านักกฎหมายต่อไปอาจจะมี ปัญหา เพราะว่าเอไอ (AI) จะมาช่วยเขียนคำฟ้องให้ ช่วยทำอะไรต่ออะไรให้แทนนักกฎหมาย ที่ทำอยู่ทุกวันนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นประเด็นหลักก็คือว่าโลกกำลังเปลี่ยน แล้วก็การศึกษา จะมีการเปลี่ยนทางด้านอื่น ๆ ที่หลายท่านก็ได้กล่าวไปแล้ว ก็จะทำให้สิ่งที่เรียนไปอาจจะ ตกยุคหมดสมัย อย่างเช่น ผมเจอวิศวกรไฟฟ้าท่านหนึ่ง แล้วผมก็คุยกับท่านในเรื่องของ โซลาร์เอนเนอร์จี (Solar Energy) ที่จะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ท่านบอกผมว่าอย่างไรทราบ ไหมครับ ท่านบอกท่านรู้เรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ทั้งที่ท่านจบวิศวะไฟฟ้ามา แสดงถึง ความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คนที่ไม่มีการปรับตัวจะอยู่ในที่ลำบากครับ เพราะฉะนั้นหลักที่ผม อยากจะขออนุญาตให้เราได้ดูนะครับว่า ณ เวลานี้เรากำลังมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่เราเคยรู้จักหรือเคยชินจะมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกลุ่มคนที่เคยศึกษาในอดีต มาถึงปัจจุบันอาจจะเจอว่าทำงานไม่ได้แล้ว ผมเจอท่าน ที่จบ ปวส. ท่านหนึ่ง จบเมื่อสัก ๒๐ ปีที่แล้วท่านบอกว่า จบแล้วจะมาต่อมหาวิทยาลัย ปรากฏว่าหลักสูตรถูกยกเลิก กระทรวงศึกษาธิการไม่รับรองในปี ๒๕๔๒-๒๕๔๓ มีการ เปลี่ยนหลักสูตร ทำให้ท่านจะต้องกลับมาเรียนปี ๑ ใหม่ ซึ่งท่านก็ไม่ยอม เป็นต้น อันนี้คืออีก ตัวอย่างหนึ่งของระบบการศึกษาบ้านเราที่ไม่มีการรองรับ คนที่ยังไม่ได้มีโอกาสไต่เต้าขึ้นไป ผมก็อยากจะฝากประเด็นนี้ครับว่า เราอาจจะสนใจแต่เฉพาะคนที่จบ ม. ๖ ใหม่ ๆ แต่จริง ๆ ยังมีคนอีกจำนวนมากครับที่อยู่ในตลาดแรงงานที่ยังไม่ได้รับการเหลียวแล โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นปัญหาทุกวันนี้ก็คือกลุ่มที่กำลังเกษียณอายุ ๕๕ หรือ ๖๐ หลายคนที่ผม ไปเจอ มาถามผมว่าจะให้เขาทำอะไร เขาทำงานมาตลอดชีวิต แต่ว่าจากนี้ไปนายจ้างเลิกจ้าง เขาแล้ว ผมอยากจะให้มหาวิทยาลัยได้เป็นตลาดวิชาเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ไม่เฉพาะแต่พวกที่จบโรงเรียนเท่านั้น ไม่ได้จบมัธยมเท่านั้น ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนต่อยอด อันนี้คือเป็นหลักที่ผมอยากจะขอเสริมให้ในข้อที่ ๑🔗

ส่วนข้อที่ ๒ ที่ท่านพูดถึงเรื่องของรายได้ จริง ๆ ผมได้ไปเรียนชี้แจงในที่ ประชุมค่อนข้างที่จะชัดเจนนะครับว่า ต่อไปรัฐบาลจะไม่มีงบประมาณมาเจียดจ่ายให้ท่าน เพราะว่างบประมาณมีจำกัด มหาวิทยาลัยต้องพึ่งตัวเอง ขณะเดียวกันรายได้ที่ท่านได้จาก การเก็บค่าเล่าเรียนก็จะน้อยลง เพราะว่าเด็กมีน้อยลง จากเดิมเคยมี ๑.๒ ล้านคน เมื่อปี ๒๕๑๒ ที่เกิดใหม่ ปัจจุบันเหลือแค่ ๖๐๐,๐๐๐ คน เหลือแค่ครึ่งเดียว แล้วคนที่เข้าเรียนก็ น้อยไปทุกที เพราะฉะนั้นรายได้จากการเก็บค่าเล่าเรียนจะจำกัด หลายมหาวิทยาลัย มีปัญหาเรื่องไม่มีเด็กเรียน มหาวิทยาลัยต้องมีการเมิร์จ (Merge) กัน ต้องมีการลดค่าใช้จ่าย ประเด็นนี้อยากให้ท่านช่วยเขียนให้ชัด เพราะว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องมีการต่อสู้ต่อไป🔗

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือเรื่องของหลักสูตร ผมอยากให้ท่าน เขียนให้ชัดนะครับ ถึงแม้ท่านจะเขียนในที่นี้แล้วก็ตามว่า มหาวิทยาลัยจะต้องได้รับอำนาจ ในการดูแลเรื่องหลักสูตร อย่าปล่อยให้กระทรวงยังทำงานแบบเดิม ๆ นะครับ ผมได้สอบถาม ไปยังมหาวิทยาลัยบางแห่งว่า ทุกวันนี้หลักสูตรยังต้องขอมหาวิทยาลัยอนุมัติหรือเปล่า ใช่ครับ ยังต้องขออยู่ ทั้งปรับสั้น ปรับยาว เพราะฉะนั้นขอเถอะครับ ให้มหาวิทยาลัย ซึ่งมีสภามหาวิทยาลัยอยู่เขามีอำนาจเต็มที่ในการดูแลหลักสูตรของเขาเอง ส่วนท่าน คือกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทำหน้าที่ไปตรวจสอบ ไปออดิต (Audit) โพสต์ออดิต (Post Audit) แล้วแห่งไหนทำไม่ถูกไม่ต้องก็ไปว่ากล่าวกัน แต่ให้อำนาจ เขาได้ปรับหลักสูตรได้เต็มที่ครับ อันนี้จะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ระบบเรามีความคล่องตัว แล้วก็ รวดเร็วขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เรื่องของแรงงานในปัจจุบันครับ🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน อีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้กล่าวไปบ้างแล้วในที่ประชุมว่า มหาวิทยาลัยตอนนี้เกือบทุกแห่งมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล มีปัญหาเรื่องการฟ้องร้อง ซึ่งเป็น ตัวที่บั่นทอนการทำงานของมหาวิทยาลัย แทนที่ผู้บริหารจะมาดูแลเรื่องการเรียนการสอน กลับต้องมาสาละวนกับเรื่องของการฟ้องร้อง การแก่งแย่งชิงอำนาจกัน ก็ขอให้ท่านทาง กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรรม ได้หาวิธีการที่จะจัดการกับเรื่องของ ความขัดแย้งในมหาวิทยาลัยให้รวดเร็ว อย่าปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการปกติทุกวันนี้ ซึ่งใช้เวลาหลายปีความเสียหายก็เกิดขึ้นอย่างมากนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนแต่เพียง เท่านี้ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานครับ บังเอิญผมฟังมาตั้งแต่ท่านแรกยันท่านสุดท้ายคือ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม มันไม่มีประเด็นที่ผมอยากจะฟังเลยนะครับ ผมก็เลยจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจอยากจะพูด แต่ขอท่าน ๒ นาทีเท่านั้นครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ อนุญาตครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ต่อญัตติพิจารณาศึกษาแนวทางในการวางแผนการผลิตบัณฑิตและปรับปรุงหลักสูตร การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ของกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นกรรมาธิการสามัญ ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ว่าที่พูดมาถูกต้องแล้ว เราพูดกันถึงเรื่องการปรับปรุงหลักสูตร แต่สิ่งหนึ่งที่อยากฝากกรรมาธิการสามัญไปพิจารณาด้วยก็คือ เรื่องของมหาวิทยาลัย บางมหาวิทยาลัยท่านคงเคยได้ยินนะครับ จ่ายครบจบแน่ มหาวิทยาลัยประเภทจ่ายครบ จบแน่ ปริญญาตรีสอนปีเดียวจบ ดอกเตอร์เรียนกันปีเดียวจบ ๖๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้จ่าย แล้วกัน จบแน่ อย่างนี้เป็นต้น ทำไมท่านไม่พิจารณาเรื่องเหล่านี้ ซึ่งสิ่งที่ท่านพูดวันนี้ดีหมด ทุกเรื่องเลยครับ แต่ว่าถ้าท่านไปพูดถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือสถาบันพระจอมเกล้าทั้งหลาย หรือมหาวิทยาลัยของรัฐ เช่น มช. ขอนแก่น หรือสงขลานครินทร์อย่างนี้เป็นต้น สิ่งที่พวกเราพูดกันไม่ต้องไปพูดหรอกครับ เขาพิจารณากันรายละเอียดของเขามีเยอะ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือมหาวิทยาลัย บางมหาวิทยาลัยซึ่งมีไม่มาก แต่ทำให้มาตรฐานการศึกษาของไทยถูกดูถูก จบดอกเตอร์ พูดภาษาอังกฤษไม่เป็นสักคำหนึ่งก็มีอย่างนี้เป็นต้น มันทำให้มาตรฐานการศึกษาของไทย ดูแล้วมาตรฐานมันลดลงไปเยอะครับ ฝากท่านเท่านั้นละครับว่า มหาวิทยาลัยประเภท อย่างนี้ท่านไปดูเรื่องมาตรฐานการให้ปริญญาต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยประเภทจ่ายครบ จบแน่ เมื่อไรจะสามารถแก้ไขได้ ท่านไปแก้ไขเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน ประธาน หรือกรรมาธิการชี้แจงครับ🔗

ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผมขออนุญาตใช้เวลาพยายามจะให้กระชับที่สุดเพื่อตอบคำถามของท่านสมาชิก ทุก ๆ ท่านในห้องประชุมนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าความเห็นของท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด สะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่มหาวิทยาลัยกำลังเผชิญอยู่ก็คือว่า ประเทศไทยของเรามีความยากจน ประเทศไทยของเรามีความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคชนบท ในหมู่เกษตรกร ในหมู่เอสเอ็มอี (SMEs) ในกลุ่มคนชายขอบและชาติพันธุ์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเสียงเรียกร้องจากสภาแห่งนี้ที่อยากเห็นมหาวิทยาลัยลงไปทำหน้าที่ แล้วก็แก้ไขปัญหาดังกล่าว เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยคือความหวังที่จะได้นำความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความรู้ด้านอื่น ๆ ลงไปแก้ไขปัญหา ตรงนี้เป็นเสียงสะท้อน ที่ชัดเจนมากของสมาชิกอย่างน้อย ๒๔ ท่านที่ได้อภิปรายทั้งหมดมานี้ และประเด็นที่สำคัญ ที่เป็นเสียงสะท้อนก็คือว่า ทั้งหมดในรายงานนี้ก็คือรายงานที่อยู่บนกระดาษ แต่ ส.ส. ของ เราต้องการการปฏิบัติตามข้อเสนอของรายงานฉบับนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างยิ่ง และที่ประชุมแห่งนี้ก็ตั้งความหวังไว้ว่า กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. และกระทรวงศึกษาธิการจะได้รับข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติ ผมขออนุญาต ภายใต้กรอบอันนี้ขออนุญาตตอบคำถาม ๔ ประเด็นด้วยกัน ท่านที่ผมไม่ได้เอ่ยชื่อกรุณา อย่าเข้าใจผิดว่าท่านไม่สำคัญนะครับ แต่เนื่องจากว่าท่านที่ผมเอ่ยชื่อนั้นท่านมีคำถามที่ตรง แล้วก็ขออนุญาตเอ่ยเพื่อให้เกิดความชัดเจน🔗

ในประเด็นแรก ท่านยุทธพงษ์ จรัสเสถียร ได้ตั้งคำถามว่า อุตสาหกรรม ๑๐ อุตสาหกรรมนั้นวันนี้ได้ทำอะไรไปบ้าง ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าโครงการของ กระทรวง อว. ที่เราทำเรื่องนี้ที่เราศึกษาก็คือโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ที่ได้มีการปรับ หลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของตลาดไปเรียบร้อยแล้ว ก็ขออนุญาตเรียนว่าในขณะนี้ ในระดับปริญญาตรีที่ทำมีทั้งหมด ๙๑ หลักสูตร ใน ๒๒ มหาวิทยาลัย มีนักศึกษาที่เกี่ยวข้อง ๘,๑๑๓ คน แล้วก็สำเร็จการศึกษาไปแล้ว ๑,๒๐๓ คน แล้วส่วนที่เป็นประกาศนียบัตร หรือที่เรียกว่า นอน-ดีกรี (Non-Degree) นั้นมีหลักสูตรทั้งหมด ๒๒๔ หลักสูตร ใน ๓๕ มหาวิทยาลัย มีผู้เข้าเรียนอยู่ ๒๐,๗๔๔ คน แล้วก็สำเร็จการศึกษาไปแล้วทั้งหมด ในหลักสูตรระยะสั้น ตรงนี้ขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพนะครับว่า ที่พูดเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าที่ทำมาดีแล้ว ไม่ใช่ แต่เสียงจากที่ประชุมนี้บอกว่ายังน้อยไป จะต้องทำให้ มากกว่านี้ แล้วก็ทำให้เร็วกว่านี้ อันนี้คือประเด็นที่ชัดเจน สำหรับ กยศ. ในขณะนี้ กยศ. ก็ได้ให้เงื่อนไขพิเศษของโครงการเงินกู้ยืมตามหลักสูตรของ ๑๐ อุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว และที่สำคัญก็คือในสภาแห่งนี้ได้มีการศึกษาเรื่องของบทบาทของเงินกู้ยืม กยศ. ก็ได้ปรับ แนวทาง พยายามที่จะไม่ให้มีการฟ้องร้อง แล้วก็ยึดหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่แก้ไขด้วยการ แนะแนว การเจรจาหนี้แทนการฟ้องร้อง อันนี้ก็ได้เกิดการปฏิบัติแล้ว ผมขออนุญาตเรียนว่า อว. ได้เริ่มต้นทำแล้ว แต่ยังไม่พอ ยังไม่เร็วพอนะครับ🔗

ในประเด็นที่ ๒ ที่สำคัญที่ตั้งคำถามเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของ พี่น้องประชาชนของท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ที่เชียงราย สิ่งที่เราเห็นชัดเจนก็คือว่า ศักยภาพในพื้นที่ที่ท่านวิสารได้อภิปรายนั้นมันมีจริง เกษตรอินทรีย์ที่อำเภอพานมีมาก แต่การส่งเสริมตรงนี้ยังน้อยเกินไป ความรู้ของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ไปแก้ไขปัญหาเรื่อง ปลาที่น็อก (Knock) น้ำ แล้วก็ต้องแก้ไขปัญหาในช่วงตอนกลางคืน ตี ๑ ถึง ตี ๕ นั้นเป็น องค์ความรู้ที่มีอยู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้เท่าที่ควร เพราะฉะนั้นโครงการยูทูที (U2T) ซึ่งดีอยู่แล้ว ควรจะต้องเกี่ยวข้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม ซึ่งวันนี้ คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ได้ลงไปทำ ที่เราเรียกว่า โครงการจังหวัดโมเดล (Model) แล้วจังหวัดเชียงรายก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่ เพราะฉะนั้นความหมายก็คือ ว่า ท่านวิสารบอกชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยมีศักยภาพสูงที่จะแก้ไขปัญหาได้ แต่เรายังเอาไปใช้ ประโยชน์น้อยเกินไป สิ่งเหล่านี้ก็ขออนุญาตคณะกรรมาธิการจะได้นำเรื่องนี้ส่งไปยัง กระทรวง อว. ต่อไป🔗

ในประเด็นที่ ๓ ที่ท่าน ส.ส. ผ่องศรี แซ่จึง ได้อภิปรายและท่านตั้งคำถาม ตรงมาก ก็คือว่าข้อเสนอทั้งหมดนี้เห็นด้วยหมดเลย แต่ขอถามตรง ๆ ตามสไตล์ (Style) ผ่องศรี แซ่จึง ว่าแล้วจะทำอย่างไรละครับถึงจะให้เกิดผลให้ได้ ตรงนี้เป็นคำถามที่ตรงมาก แล้วคณะกรรมาธิการของเราก็ได้ตั้งใจไว้ว่า หลังปีใหม่เราจะไม่ได้เอารายงานนี้ส่งผ่าน ช่องทางปกติที่เป็นทางการนะครับ ท่านประธานอัครวัฒน์ก็ได้นัดหมายกับกระทรวง อว. แล้วว่าคณะกรรมาธิการของเราจะไปเยี่ยมกระทรวง อว. แล้วก็จะนำรายงานฉบับนี้ ไปยื่นให้รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงด้วยตัวท่านเองกับคณะกรรมาธิการ แล้วเราก็จะได้นำ ประเด็นทั้งหมดของการอภิปรายในวันนี้ทั้ง ๒๔ ท่าน ไปบอกกับกระทรวง เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ประเด็นที่ท่านผ่องศรีได้พูดนั้น สิ่งที่เราจะไปบอกกับกระทรวง อว. ก็คือว่า ต้องเร่งปฏิบัติให้สำเร็จ แล้วก็เร่งขยายผลให้เร็วที่สุดโดยเร็วนะครับ🔗

แล้วก็ประเด็นของท่านนิคม บุญวิเศษ ที่ท่านพูดถึงเรื่องดินเสื่อม พูดถึง สมุนไพรและสารสกัด ผมขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพว่ามหาวิทยาลัยมีคำตอบ เหล่านี้ทั้งหมด และเราได้ทดลองทำแล้ว อย่างเช่นที่อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เราสามารถทำให้ดินเสื่อม ดินลูกรัง เป็นดินที่สามารถปลูกได้ภายใน ๒๘ วัน สมุนไพร ที่ไปทำสารสกัดที่สกลนครก็ทำแล้ว ฟ้าทลายโจร แล้วก็สกัดสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ออกมา แล้วก็ยืนยันว่าเรามี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทำให้ราคาผลผลิต ของฟ้าทลายโจรที่สกลนครซึ่งเคยขายมาหลายปี กิโลแห้ง ๓๐ บาท แต่พอยืนยันสาร แอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ๑๐ เปอร์เซ็นต์ พ่อค้าซื้อกิโลกรัมละ ๒๕๐ บาท ครับท่านประธาน นี่คือประเด็นที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านนิคมนะครับว่า สิ่งที่ท่าน พูดนี้ถูกต้อง และมหาวิทยาลัยจะต้องทำหน้าที่อันนี้🔗

ประการสุดท้ายที่สำคัญก็คือว่า ท่านนิยม เวชกามา ได้พูดถึงว่าท่านจะตามไป ดูว่าที่พูดมานี้ทำได้จริงหรือเปล่า ผมขออนุญาตเห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่ง และขอเสนอ ท่านนิยมเลยนะครับว่า กรุณาช่วยตั้งกระทู้ถามในสภากับรัฐมนตรีเป็นระยะ ๆ แล้วก็ อีกหลาย ๆ ท่านที่อภิปรายก็กรุณายื่นญัตติต่อสภาเพื่อติดตามเรื่องนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อที่ จะได้บอกกับรัฐบาลว่า สภาแห่งนี้เราไม่ได้ทำหน้าที่ศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว แล้วก็จบกันไป หมดหน้าที่ของเรา ไม่ใช่ สภาแห่งนี้ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นความทุกข์ยากของ พี่น้องประชาชนของเราให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ให้มีรายได้ที่มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็ขออนุญาตฝาก ท่านนิยม เวชกามา ด้วยนะครับ ช่วยจัดคิวของ ส.ส. เพื่อไทย ให้ตั้งกระทู้ถามแล้วก็ยื่นญัตติ ให้มาก ๆ ในเรื่องเหล่านี้นะครับ🔗

ในกรณีของพุทธศาสนานะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพว่า เราเห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่งในเรื่องของการนำศีลธรรมและจริยธรรมเข้าไปในจิตใจของ นักเรียน นักศึกษาของเรา ถ้าเราพูดภาษาง่าย ๆ ครับท่าน ก็คือว่าขอให้นำจริยธรรมและ ศีลธรรมกลับเข้าไปในชั้นเรียน กลับเข้าไปในมหาวิทยาลัย อันนี้ก็เป็นโจทย์ที่ชัดเจนนะครับ ก็ขออนุญาตขอบคุณในประเด็นนี้🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ เสียงเรียกร้องจากสภาแห่งนี้ทั้งหมด ๒๔ ท่าน ที่ เป็นตัวแทนของพวกเรา ผมเห็นภาพ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่คณะกรรมาธิการของเราจะรับไป แล้วก็จะไปทำหน้าที่ของเราต่อ🔗

ประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธาน ก็คือเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน อาจารย์ การวิจัยต่าง ๆ ต้องรีบทำปรับปรุงแก้ไขโดยเร็ว และการทำและปรับปรุงแก้ไขนี้ให้วัด ความสำเร็จที่ตัวนักศึกษา ว่านักศึกษามีความรู้จริงไหม นักศึกษามีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ เป็นที่พึ่งให้กับพ่อแม่พี่น้องได้หรือไม่ และที่สำคัญนักศึกษาของเราแทนที่จะเป็นมนุษย์ เงินเดือนอย่างเดียว เขาจะเป็นผู้ประกอบการที่จะพลิกฟื้นธุรกิจ เศรษฐกิจในพื้นที่ได้หรือไม่ อย่างไร สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความรู้ ถึงมายด์เซต (Mindset) ทัศนคติที่มี จนกระทั่งถึงทักษะในการทำงานจริง ตรงนี้คณะกรรมาธิการของเราก็จะติดตามใน รายละเอียดต่อไป🔗

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน อาจารย์มหาวิทยาลัยของเรา เสียงจาก ที่ประชุมแห่งนี้บอกชัดเจนว่า ท่านต้องออกจากมหาวิทยาลัยได้แล้ว แล้วก็ลงไปในพื้นที่ ลงไปพบกับประชาชน ไปทำงานกับพี่น้องประชาชน ใช้ความรู้ความสามารถของท่าน ไปแก้ไขปัญหาของประชาชนให้ได้ และวัดความสำเร็จ อันนี้ก็คือรายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น หรือไม่ คณะกรรมาธิการของเราตั้งประเด็นชัดเจนว่า เราอยากเห็นพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรฐานรากมีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท อย่างยั่งยืน นี่คือโจทย์ ที่คณะกรรมาธิการของเราตั้งเคพีไอ (KPI) เพื่อใช้ในการทำงาน และขณะนี้เราทำไปแล้ว ๙ จังหวัด แล้วก็เห็นผลสำเร็จแล้ว แต่เราจะต้องขยายผลให้มากขึ้น เราจะต้องทำให้ เกษตรกรดีขึ้น วิสาหกิจชุมชนของเราเข้มแข็งขึ้น ความยากจนหมดไปจากพื้นที่ของเรา เพราะฉะนั้นอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ใช่ลงพื้นที่อย่างเดียว แต่จะต้องไปพาทำ ไปจูงมือ พี่น้องเกษตรกรลงไปแปลงการปลูก แปลงเลี้ยงสัตว์ แล้วก็แก้ปัญหาให้ได้ให้พี่น้องประชาชน ได้รู้จริงว่า การปลูกผักให้ต่อให้งอกทำอย่างนี้ การปลูกฟ้าทะลายโจรให้สารแอนโดร กราโฟไลด์ (Andrographolide) สูงทำอย่างไร เลี้ยงปลาแบบไหนไม่ให้ตาย อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นครับท่านประธาน🔗

ประเด็นสุดท้าย ข้อที่ ๓ ที่คณะกรรมาธิการของเราจะต้องดำเนินการต่อไป ก็คือกระทรวง อว. ซึ่งรับผิดชอบอาจารย์ต่าง ๆ สิ่งที่เราเห็นก็คือว่า ถ้าอาจารย์ทำงาน อย่างเดียวคงสำเร็จยาก ส.ส. ทำงานอย่างเดียวก็คงจะสำเร็จยาก เพราะเราก็มีความรู้จำกัด เมื่อลงไปในทางเทคนิคต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราอยากเห็นความร่วมมือระหว่าง ส.ส. กับอาจารย์กับนักวิจัยจูงมือกันไปเข้าหาประชาชนเหมือนกับที่คณะกรรมาธิการของเรา ก้าวข้ามความเป็นพรรคการเมืองไปแล้ว เราสังกัดพรรคจริง แต่เวลาเราทำงานเราเป็นผู้แทน ของประชาชน และลงไปทำงานกับพี่น้องประชาชนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทย พลังประชารัฐ หรือประชาธิปัตย์ หรือภูมิใจไทย สิ่งเหล่านี้เราทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นข้อสรุป อันนี้ เสียงสะท้อนอันนี้ของการอภิปรายวันนี้บอกชัดเจนกับเราว่า พี่น้องประชาชนของเรา ต้องมาก่อน ความยากจน ความเหลื่อมล้ำของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราจะต้อง แก้ไข และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่าโควิด (COVID) จะต้องจบ และภายหลังจากโควิด (COVID) นั้นจะทำให้พี่น้องประชาชนของเราลุกขึ้นยืนและพลิกฟื้นประเทศของเราได้อย่างไร นี่คือ โจทย์ที่ท้าทายที่พวกเรากรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม จะต้อง ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย แล้วก็อยากจะขอให้ท่านสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้ให้การสนับสนุน การทำงานนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านกรรมาธิการ🔗

นายอัครวัฒน์ อัศวเหม ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครวัฒน์ อัศวเหม ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กระผมขอกราบขอบพระคุณสมาชิกที่ได้อภิปราย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผมคิดว่าญัตติที่เราดำเนินการนั้นเป็นเพียง ส่วนเดียวเท่านั้น คือเรื่องการผลิตบัณฑิตและปรับปรุงหลักสูตร แต่ว่ากรรมาธิการทั้ง ๒๔ ท่าน ท่านได้ให้ความคิดเห็นที่นอกจากญัตติที่เราได้ศึกษาไปมากกว่านี้ แล้วผมยืนยันว่า รายละเอียดที่ทุกท่านให้มานั้นเป็นประโยชน์ต่อกรรมาธิการ กรรมาธิการยืนยันว่าในส่วนที่ ไม่เกี่ยวข้องกับญัตตินั้นเราก็จะดำเนินการนำไปศึกษาและปฏิบัติตามที่ข้อเสนอแนะ ในขณะเดียวกันนั้นก็จะพยายามรวบรวมรายละเอียดทั้งหมดที่เป็นความคิดเห็นของ ท่านกรรมาธิการทุกท่านที่ให้ความคิดเห็นตรงนี้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี แล้วในขณะเดียวกันนั้น ก็จะดำเนินการลงพื้นที่อย่างที่อาจารย์กนกได้พูดไว้ด้วยว่า ในส่วนของกรรมาธิการเรานั้น นอกจากศึกษาตรงนี้แล้ว เราก็ยังลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการด้วยนะครับ แล้วก็ คิดว่ากิจกรรมที่เราทำไว้ตรงนี้น่าจะตอบโจทย์ของประเทศชาติได้ในอนาคตสืบต่อไปนะครับ ขอบพระคุณอย่างสูงครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ในรายงาน ของคณะกรรมาธิการ ซึ่งท่านประธานและท่านกรรมาธิการก็ได้ตอบชี้แจงคำถามบางส่วน แต่ก็มีอีกหลายประเด็นที่ท่านสมาชิกได้เสนอแนะที่มีประโยชน์เพื่อจะให้เกิดความสมบูรณ์ ของรายงาน ถ้าท่านประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการจะนำไปพิจารณาเพิ่มเติม ในส่วนที่ขาดความสมบูรณ์ โดยขอที่ประชุมว่า จะไปปรับปรุงอีกสักเล็กน้อยก่อนที่จะส่งไปคณะรัฐมนตรี ถ้าสภาเรา เห็นชอบต่อข้อสังเกต ตรงนี้ก็ให้ท่านประธานรับไปดำเนินการนะครับ ในส่วนที่มีประโยชน์ มากที่ท่านคิดว่ารายงานของท่านยังขาดความสมบูรณ์ เพราะตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ ประธานคณะกรรมาธิการมีสิทธิที่จะแก้ไขเพิ่มเติมในรายงานนี้ในที่ประชุม เพราะฉะนั้นท่าน สมาชิกก็ได้อภิปรายจำนวนมากอาจจะมีประโยชน์บ้าง อาจจะเพิ่มเติมไปในส่วนที่ท่านขาด บ้าง ท่านก็รับไปดำเนินการนะครับ🔗

เนื่องจากมีข้อสังเกต ถ้าข้อสังเกตต้องถามมติของที่ประชุม ถ้าท่านเห็นด้วย ประธานสภาต้องส่งข้อสังเกตพร้อมทั้งรายงานทั้งฉบับนี้ที่เมื่อสักครู่นี้รายงานนะครับ พร้อมทั้งข้อสังเกตส่งไปให้รัฐบาลไปดำเนินการตามที่เราได้อภิปรายกันตามข้อสังเกตของ รายงานของคณะกรรมาธิการ แล้วประธานก็จะต้องแจ้งที่ประชุมนะครับหลังจากส่งไปแล้ว ภายใน ๖๐ วัน รัฐบาลได้ดำเนินการอะไรไปบ้างหรือเปล่า ในกรณีนี้มีท่านสมาชิกหลายท่าน ก็ทวงถาม บางรายงานผ่านไปเกิน ๖๐ วันแล้วยังไม่มีคำตอบ ก็ฝากฝ่ายเลขาผู้ปฏิบัติ ฝ่ายเลขาธิการท่านไปตรวจสอบดูว่ารายงานของคณะกรรมาธิการสามัญ วิสามัญที่รายงาน มีข้อสังเกตส่งไปเกิน ๖๐ วัน แล้วมีคำตอบอะไรมาบ้างไหม ถ้ายังไม่มีก็พยายามแจ้งหนังสือ เตือนไปที่รัฐบาลอีกครั้งหนึ่งนะครับ ต่อไปผมคิดว่าไม่มีท่านสมาชิกท่านใดที่คัดค้านรายงาน และข้อสังเกต เพราะว่าข้อสังเกตก็อยู่ในรายงานนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดที่จะคัดค้าน ที่ไม่เห็นด้วยกับรายงานและข้อสังเกตไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มีผม ก็ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ที่จะต้องถามว่าท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับรายงานและข้อสังเกต เมื่อเห็นด้วยกับรายงานและข้อสังเกต ทางท่านประธานสภาจะต้องส่งรายงานและข้อสังเกตฉบับนี้ไปให้รัฐบาล หรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป แล้วต้องแจ้งกลับมาภายใน ๖๐ วันนะครับ เป็นการจบ การพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔.๒ นะครับ ขอบคุณท่านประธานและท่านคณะกรรมาธิการ ทุกท่านนะครับ🔗

ต่อไประเบียบวาระที่ ๔.๓ รายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่อง การปรับปรุงแบบฟอร์มการจดทะเบียนในหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งคณะกรรมาธิการ การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาได้พิจารณาเสร็จแล้ว🔗

เชิญ ประธานและคณะกรรมาธิการครับ🔗

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ซึ่งผม ได้อนุญาตให้อนุกรรมาธิการที่เข้าร่วมพิจารณามาชี้แจงด้วย ประกอบกับเจ้าหน้าที่ จากกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรียนเชิญเข้ามาในห้องประชุมเพื่อมา ร่วมชี้แจงด้วยได้ครับ เชิญครับ ท่านประธานจะมีอะไรชี้แจงเพิ่มเติมนอกเหนือจากรายงาน ที่รายงานมาไหมครับ ถ้าไม่มีจะได้ให้สมาชิกที่แจ้งความประสงค์มา ๓-๔ ท่านที่จะอภิปราย ความเห็นซักถาม ท่านประธานมีไหมครับ เชิญครับ🔗

นายอันวาร์ สาและ ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ตามที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ วันศุกร์ที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๔ ได้พิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการปรับปรุงแบบฟอร์ม (Form) การจดทะเบียน ในหนังสือบริคณห์สนธิ นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้เสนอ กรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนมากถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติ เพราะถือหุ้นสื่อ เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๙๘ บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (๓) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น ในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใด ๆ ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกร้อง ว่าขาดคุณสมบัติเพราะถือหุ้นสื่อนั้นได้ต่อสู้ในประเด็นที่ว่า ขายหรือโอนหุ้นสื่อไปแล้ว หรือต่อสู้ว่าตนเองไม่ได้ทำสื่อ เพียงแต่ในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทระบุว่าทำสื่อด้วย เท่านั้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากแบบฟอร์ม (Form) หนังสือบริคณห์สนธิของกรมพัฒนาธุรกิจ การค้าที่มีการระบุวัตถุประสงค์ไว้แบบกว้าง ๆ และมีจำนวนหลายข้อ โดยที่หนังสือ บริคณห์สนธิคือ หนังสือตราสาร ตราสารที่ตั้งนิติบุคคลชนิดหนึ่งที่กำหนดกรอบวัตถุประสงค์ ของบริษัท และกำหนดรายละเอียดอื่น ๆ ที่สำคัญของบริษัท ทำให้เกิดประเด็นที่เป็นข้อ ถกเถียงกันเป็นอย่างมาก และวัตถุประสงค์บางข้อไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่จะประกอบกิจการ การค้า ทำให้เกิดความสับสนและเกิดความไม่ชัดเจน ในการลงข้อมูลของผู้ที่จะประกอบ ธุรกิจการค้า โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติส่งให้คณะกรรมาธิการการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้พิจารณาศึกษาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ โดยกำหนดระยะเวลาพิจารณาไว้ศึกษาไว้ ๖๐ วัน ต่อมาคณะกรรมาธิการ การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ได้ขอขยายระยะเวลาในการพิจารณาศึกษา ครั้งแรก ๖๐ วัน และครั้งที่ ๒ อีก ๓๐ วัน รวมระยะเวลาการพิจารณาศึกษา ๑๕๐ วัน ดังนั้น คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา จึงขอเสนอรายงานการพิจารณา ศึกษาญัตติ เรื่อง การปรับปรุงแบบฟอร์ม (Form) การจดทะเบียนในหนังสือบริคณห์สนธิ เพื่อพิจารณารายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการต่อไป🔗

คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ขออนุญาตให้บุคคล ดังกล่าวต่อไปนี้ เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรด้วย ๑. นางปัจฉิมา ธนสันติ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการทรัพย์สินทางปัญญาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ๒. นายชัยภัฎ จันทร์วิไล อนุกรรมาธิการทรัพย์สินทางปัญญาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ๓. นายถนัดกิจ นิวาทวงษ์ อนุกรรมาธิการทรัพย์สินทางปัญญาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ๔. นางสาวลักขณา ต่อพล นักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ กรมสรรพากร ๕. นายธนา เลียววิจักษณ์ นักวิชาการ ภาษีชำนาญการพิเศษ กรมสรรพากร ๖. นางสาวพัชรี ไม้สูง นักตรวจสอบภาษีชำนาญการ พิเศษ กรมสรรพากร ๗. นางนุชญา โมจนกุล นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ๘. นางสาวกีรดา อัครปรีดี นิติกรปฏิบัติการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้งนี้ ในส่วนรายละเอียดผลการพิจารณาศึกษาขอให้เลขานุการคณะกรรมาธิการ และโฆษก คณะกรรมาธิการ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้นำเสนอต่อที่ประชุมครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เขต ๔ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ เรียนท่านประธานครับ ตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทาง ปัญญา สภาผู้แทนราษฎร ท่านอันวาร์ สาและ ได้แถลงถึงหลักการในการพิจารณาเรื่องของ ญัตติการแก้ไขปรับปรุงแบบฟอร์ม (Form) การจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งรายละเอียดนั้นผมเองในฐานะที่เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการและ สภาผู้แทนราษฎรให้ดำเนินการศึกษาแก้ไข ด้วยแนวทางการพิจารณาโดยได้เชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าพิจารณาทั้งหมด ๓ หน่วยงาน มีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เข้าพิจารณาร่วมกับ คณะอนุกรรมาธิการ เนื่องจากทางคณะกรรมาธิการได้มอบหมายให้อนุกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาได้พิจารณา ซึ่งผมเองในฐานะที่เป็น ประธานคณะอนุกรรมาธิการได้ดำเนินการพิจารณาได้ข้อสรุปดังนี้ครับท่านประธาน🔗

ในส่วนของการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ปัจจุบันนี้การจดทะเบียนหนังสือ บริคณห์สนธินั้น มีหลักการวัตถุประสงค์ที่เรียนกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับว่า ครอบจักรวาล แล้วก็มีปัญหาที่เกิดขึ้นเรื่องการถือหุ้นสื่อ แต่ว่าอันนั้นก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เรา เองในฐานะที่พิจารณาที่จะต้องนำปัญหาดังกล่าวมาแก้ไข แต่สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของการจด หนังสือบริคณห์สนธิปัจจุบันนี้ไม่เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันแล้วที่มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันนี้การจดหนังสือ บริคณห์สนธิ โดยมีวัตถุประสงค์ที่เป็นจำนวนมากแล้วก็ไม่สอดคล้องกับการทำธุรกิจจริง ๆ ของนักธุรกิจ นักบริหาร แล้วก็พี่น้องประชาชน ทำให้เกิดปัญหาในการที่จะต้องไปยื่นในการ ทำนิติกรรมกับหน่วยราชการต่าง ๆ เพราะว่าปัจจุบันนี้การจดบริคณห์สนธิและการจด วัตถุประสงค์ที่มากเกินไปทำให้ปัจจุบันหนังสือที่ใช้ในการรับรองแทนที่จะมีแค่ใบเดียว ปัจจุบันนี้มีถึง ๔-๕ ใบ วัตถุประสงค์ในการจดแทนที่จะมีแค่ที่ทำจริง ๑ ข้อ ๒ ข้อ หรือ ๓ ข้อ แต่ปัจจุบันนี้มีถึง ๒๐ ข้อ ๓๐ ข้อ มีเยอะไปจนถึง ๖๐ ข้อ ฉะนั้นทำให้เกิดความสิ้นเปลือง ในทรัพยากรกระดาษ ปัจจุบันนี้ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่ทางอนุกรรมาธิการได้พิจารณา คือการให้ทางผู้ประกอบการได้จดวัตถุประสงค์ที่แท้จริง แล้วก็ทำให้ตรงกับธุรกรรมและ ธุรกิจที่ดำเนินการจริง อันนี้คือสิ่งที่อนุกรรมาธิการได้ตั้งธงไว้ ฉะนั้นเราจึงได้มีการพิจารณา ผลการศึกษามาทั้งหมด ๔ ข้อ ข้อที่ ๑ คือกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะได้นำผลการศึกษา ของคณะกรรมาธิการเพื่อเป็นการปรับปรุงแบบฟอร์ม (Form) การจดทะเบียนโดยการจัดทำ รายการธุรกิจ หรือชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ลงในแบบฟอร์ม (Form) การจดทะเบียน ในหนังสือบริคณห์สนธิเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่จะมาขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจ การค้าให้เกิดความชัดเจนมากที่สุด อันนี้หมายความว่าเดิมทีทางกรรมาธิการได้นำข้อมูล ของทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปัจจุบันนี้มี ว. ๑ ถึง ว. ๕ มี ๕ แบบฟอร์ม (Form) ซึ่ง ๕ แบบฟอร์ม (Form) นั้นทำให้มีวัตถุประสงค์ในการจดบริคณห์สนธิเยอะเกินไป และไม่ตรง ส่วนที่ผู้ประกอบการจะทำก็ต้องไปจดเพิ่ม เมื่อไปจดเพิ่มในข้อสุดท้ายทำให้ข้อที่ เป็นแบบฟอร์ม (Form) ก็ไม่ได้ตรงกับธุรกรรมที่ได้ทำจริง ฉะนั้นทางอนุกรรมาธิการจึงได้ พิจารณาว่าเราควรจะทำชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ขึ้นมาเพื่อให้ทางผู้ประกอบการ ที่ตั้งใจที่จะจดนิติบุคคลหรือจดหนังสือบริคณห์สนธิได้เลือกรายการเฉพาะที่ตัวเองทำจริง จากชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ที่ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะได้กำหนดขึ้น ตามหลักการก็คือทีสิก (TSIC) และไอสิก (ISIC) ขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันนี้มีหลายหน่วยงานนำมาใช้ อยู่แล้ว เราก็จะนำลิสต์ (List) ที่กำหนดโดยทีสิก (TSIC) และไอสิก (ISIC) มาให้ทาง ผู้ประกอบการได้เลือก แทนที่เราจะไปให้ผู้ประกอบการไปเขียนต่อท้ายจากแบบฟอร์ม (Form) ว. ๑ ถึง ว. ๕ เอง ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่เราได้พิจารณา นี่คือข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ก็คือ หน่วยงานของภาครัฐควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันให้ทั่วถึงทั้งในส่วนกลาง ส่วน ภูมิภาค เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล รวมทั้งรณรงค์ให้มีการลดใช้กระดาษในการทำ นิติกรรมต่าง ๆ ให้น้อยลง หรือเพเพอร์เลส (Paperless) อันนี้คือข้อที่ ๒ หมายความว่าใน การที่ทางภาครัฐปัจจุบันนี้ผมในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ ได้เชิญหน่วยงานก็คือกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาหารือ แต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าบอกว่า การจดทะเบียนหรือวัตถุประสงค์สามารถที่จะจดโดยที่ทำจริงได้ แต่ว่าพอเวลาไปภาคปฏิบัติจริงตามพาณิชย์จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศก็จะถูกระบุว่า จะต้อง ใช้แบบฟอร์ม (Form) ที่ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดไว้เท่านั้น ก็คือ ว. ๑ ถึง ว. ๕ อย่างที่ได้กราบเรียนท่านประธานไป ฉะนั้นเมื่อพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ที่ไปขอยื่นจดทะเบียน หรือว่าสำนักทนายความ หรือสำนักบัญชี ไปยื่นขอจดทะเบียน ถ้าไปยื่นโดยไม่ใช้แบบฟอร์ม (Form) มาตรฐานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พาณิชย์จังหวัด ก็มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนก็คือไม่ยอมรับการจดทะเบียน ทั้ง ๆ ที่ส่วนกลางบอกว่า สามารถจดได้ แต่พอเวลาภาคปฏิบัติจริงไปถึงพาณิชย์จังหวัดก็บอกว่าไม่สามารถจดได้ ต้องใช้แบบฟอร์ม (Form) มาตรฐาน จึงทำให้มีวัตถุประสงค์ที่ครอบจักรวาล แล้วก็จะไป เกี่ยวพันกับข้อที่ ๑ ก็คือทำให้หนังสือบริคณห์สนธิมีวัตถุประสงค์มาก หนังสือบริคณห์สนธิ หรือหนังสือรับรองบริษัทแทนที่จะมีแค่แผ่นเดียว เอ ๔ (A4) ก็จะต้องเป็น ๒ แผ่น ๓ แผ่น ๔ แผ่น บางบริษัทมีถึง ๕ แผ่น ถ้าท่านไปทำธุรกรรมในข้อที่ ๒ อย่างที่บอกว่าหน่วยงาน ภาครัฐควรจะต้องเชื่อมโยงข้อมูลกันให้มากที่สุด ก็คือเพเพอร์เลส (Paperless) ฉะนั้นถ้าไป ทำธุรกรรมเดิม สมมุติว่าไปติดต่อกรมขนส่งไปจดทะเบียนรถ ถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติไป เห็นเรื่องของการไปทำธุรกรรม หรือนิติกรรมที่ทางกรมที่ดิน กรมขนส่ง หรือไม่ขอไฟฟ้า ขอประปา บางทีรถคันหนึ่งจดทะเบียนแทนที่จะใช้เพียงแค่หนังสือรับรองชุดเดียว ๑ แผ่น ปัจจุบันนี้ ๑ ชุด ถ้าเราจดทะเบียนมากเกินไปวัตถุประสงค์มากเกินไป ๑ ชุด มี ๔-๕ แผ่น แทนที่จะใช้แค่ชุดเดียว บางทีก็ใช้ ๕-๖ ชุด ก็กลายเป็น ๒๐-๓๐ แผ่น ก็ทำให้เกิดปัญหา เปลืองกระดาษ แล้วก็เป็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นสิ่งที่เราได้ตั้งข้อสังเกตในข้อที่ ๒ ก็คือ ทางภาครัฐ ถ้าเราสามารถลดจำนวนวัตถุประสงค์ได้ให้ทำจริงก็จะเหลือกระดาษเพียงใบเดียว แล้วก็ให้ทางภาคราชการได้เชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน แล้วก็จะทำให้เกิดความประหยัดในการใช้ กระดาษในการทำนิติกรรรมต่าง ๆ ที่หน่วยราชการ อันนี้คือข้อที่ ๒🔗

ข้อที่ ๓ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัววัตถุประสงค์ให้น้อยลงแล้ว เราก็เลยมา คิดถึงเรื่องของค่าธรรมเนียม ฉะนั้นกรมพัฒนาธุรกิจการค้าควรดำเนินการเรื่องของ ค่าธรรมเนียมดังนี้ครับ ๓.๑ กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ โดยต้องมีอัตราไม่น้อยกว่าเดิม เพื่อไม่ให้รัฐได้สูญเสียรายได้ ๓.๒ มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อสร้างมาตรฐานให้ผู้ประกอบการ และเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีมาตรฐาน อันนี้ คือหมายความว่า ถ้าเราเก็บค่าธรรมเนียมก็ต้องไม่น้อยเกิน แล้วก็ไม่มากเกิน ถ้าน้อยเกินไป รัฐก็สูญเสียรายได้ ถ้ามากเกินไปก็เป็นการกีดกันผู้ประกอบการที่จะมาจัดตั้งบริษัทใหม่ อันนี้ก็คือวัตถุประสงค์เป้าหมายที่ทางอนุกรรมาธิการได้พิจารณากัน ส่วนข้อ ๓.๓ กรณี การยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทควรกำหนดจำนวนวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น กำหนดไว้ ๑๐ ข้อ ค่าธรรมเนียมเท่าไร ซึ่งเราเอง ในฐานะที่เป็นอนุกรรมาธิการเราก็ไม่ได้ชี้ชัดลงไปว่า ควรจะเก็บค่าธรรมเนียมเท่าไร แต่ให้แนวทางหรือกรอบในการพิจารณาให้ทางกรมพัฒนา ธุรกิจการค้าไปพิจารณาว่า ควรจะเก็บเท่าไร ก็เลยทำให้ผลการศึกษาของเราได้ระบุลงมา เป็นกรอบกว้าง ๆ เพื่อไม่ให้รัฐสูญเสียรายได้ แล้วก็ไม่เป็นการกีดกันในการทำธุรกิจ ของพี่น้องประชาชน อันนี้ก็คือข้อที่ ๓🔗

ข้อที่ ๔ หนังสือรับรองในการจัดตั้งจดทะเบียนบริษัท หนังสือรับรองที่เวลาไป ใช้ในการทำนิติกรรม หรือว่าทำสัญญาระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเอกชนกับรัฐบาล หรือเอกชน กับเอกชน ปัจจุบันนี้ก็จะมีเฉพาะลงในหัวกระดาษว่า ออก ณ วันที่เท่าไร ในกรณีนี้ทาง กรรมาธิการก็มีข้อสังเกตว่า ในกรณีคัดหนังสือรับรองควรจะมีการระบุชัดเจนไปเลยว่า หนังสือรับรองมีอายุ ๙๐ วัน หรือ ๑๘๐ วัน เพราะว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเวลาไปทำนิติกรรมกับ หน่วยงานทางราชการบางหน่วยราชการ อย่างเช่น กรมขนส่ง ก็มีระยะเวลาหนึ่งบอกหนังสือ จดทะเบียนต้องไม่เกิน ๙๐ วัน บางกรมไปขอไฟฟ้าบอก ๑๘๐ วัน บางกรมไปจดทะเบียน ที่ดินก็อีกระยะเวลาหนึ่ง ก็เกิดความไม่สะดวกในการทำนิติกรรมกับพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนที่รับฟังทางนี้แล้วทำนิติกรรมอยู่ แล้วเคยไปประสบเหตุการณ์ อย่างนี้ก็จะนึกออกว่าแต่ละหน่วยงานมาตรฐานไม่เหมือนกัน แม้กระทั่งเอกชนกับเอกชน กฎหมายแพ่งและพาณิชย์บางทีก็ไม่ได้ระบุไว้ แต่ก็ใช้ดุลยพินิจ ฉะนั้นถ้าเรากำหนดไว้เลยว่า หนังสือรับรองในการจดทะเบียนบริษัทควรจะเป็นกี่วันก็จะเกิดความชัดเจน อันนี้ก็เป็นผล การศึกษาของคณะกรรมาธิการ รวมถึงข้อสังเกตที่ทางอนุกรรมาธิการจะได้เสนอให้ทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้พิจารณา เพื่อส่งให้กับรัฐบาลได้พิจารณาดำเนินการแก้ไข ตามที่กรรมาธิการได้มีความเห็นเป็นผลการศึกษามาเสนอให้ทางสมาชิกผู้ทรงเกียรติในนี้ ได้ศึกษาอยู่ที่ห้องประชุมนี้ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน สมาชิกได้อภิปรายความคิดเห็นครับ มีท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ เชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาลก่อนนะครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าว ไกลครับ ขอบคุณครับท่านประธาน ในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ศึกษาในเรื่อง การปรับปรุงแบบฟอร์ม (Form) การจดทะเบียนในหนังสือบริคณห์สนธินี้ กราบเรียนเลยว่า ก็เป็นสิ่งที่เกิดและเป็นประเด็นปัญหากับทางบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาตลอดสมัย ที่เข้ามา แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะในประเด็นของการเข้าถือหุ้นในบริษัท ที่จดทะเบียนโดยบรรดาท่านสมาชิก หรือเพื่อนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต หรือที่ผ่านมาก็ตาม ได้เกิดประสบปัญหาดังกล่าวจากผลพวงของการปรากฏธุรกรรม ที่เรียกว่า สื่อสารมวลชน หนังสือพิมพ์ ในการจดบริคณห์สนธิอย่างนี้มาระยะเวลาหนึ่ง ในพรรคของผมก็โดนตั้งแต่สมัคร แล้วก็โดนในขณะเป็น ส.ส. อีก ทั้ง ๆ ที่เอกสารฉบับนี้ เป็นเอกสารที่เกิดขึ้นโดยฝ่ายกฎหมายบ้าง หรือเป็นแบบฟอร์ม (Form) ของรัฐที่กำหนดจาก กรมธุรกิจการค้าที่ใช้กันอย่างเป็นปกติ ๒๒ รายการบ้าง ๒๔ รายการบ้าง ๓๔ รายการบ้าง แล้วแต่ที่จะเป็นแบบฟอร์ม (Form) ทั้งในธุรกิจใน ๕ แบบฟอร์ม (Form) ดังกล่าวที่กำหนด วัตถุประสงค์ตั้งแต่ ว. ๑ ถึง ว. ๕ นั่นคือสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาและเกิดผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้หลาย ๆ ท่านต้องหลุดจากวงโคจรไป สิ่งสำคัญคือเอกสารฉบับนี้มิใช่เป็นต้นเหตุ ต้นเหตุคือเกิดจากกฎหมาย กฎหมายไประบุคุณสมบัติมันก็เลยทำให้หนังสือบริคณห์สนธินี่ เป็นเหมือนมีดดาบหรือเข็มอาบยาที่มันฉีดเข้ามาแล้วก็ทำให้ผู้ที่มีชื่อปรากฏจะต้องหมด คุณสมบัติ ตรงนี้มันเป็นส่วนสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้สภาแห่งนี้ขาดคนดีเข้าสู่สภาโดยมิได้มี เจตนา เฉกเช่นคดีความอาญาอื่นเลย เป็นเพียงแต่คนที่ออกกฎหมายนั้นดึงดันที่จะให้เอา คุณสมบัตินี้มาเป็นคุณสมบัติที่ขัดเป็นข้อห้าม มันก็เลยเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดคนที่ควรจะได้ อยู่ในสภา ไม่ได้อยู่ในสภา คนที่มีสิทธิควรจะสมัครได้ ก็ไม่ได้มีสิทธิ ผมไม่ได้โทษใครครับ เรียกว่า ๑. การแก้หนังสือบริคณห์สนธินี้ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ถามว่าแก้แล้วใช้หลัก สากลอย่างไรเป็นชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ตามที่กรรมาธิการนำเสนอนั้นก็ถูกต้อง เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ผู้ที่จะประกอบธุรกิจนั้นสามารถที่จะเลือกหา เป็นแบบฟอร์ม (Form) ที่ควรจะกระทำได้ ผมเห็นด้วยครับ แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะต้องระมัดระวังในช่วงระยะเวลานี้ หรือการเลือกตั้งคราวหน้าผมว่าปรากฏชื่อเหล่านี้ ผู้ที่จะต้องเดือดร้อน ก็คือว่าที่ผู้สมัคร ต้องเช็ก (Check) ในลิสต์ (List) ของตัวเองที่ทำธุรกิจหรือธุรกรรมในการมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น เป็นหัวใจสำคัญ ประเด็นก็คือต้นเหตุมิอาจจะเกิดขึ้นได้จากประเด็นของการชอปปิงลิสต์ (Shopping List) นั้นมันเป็นความสมัครใจที่ผู้สมัครมาสมัครแต่ไม่รู้ เพราะเป็นเรื่องของ กกต. ที่กำหนดบทบัญญัติ ทางแก้เรื่องของการจดทะเบียนนั้น ก็เห็นด้วยกับทางที่ คณะกรรมาธิการศึกษามาทุกประการนะครับ แต่สิ่งที่สำคัญคือในเรื่องของการแก้ไขนั้น ปัญหาคือเมื่อเริ่มจดทะเบียน ผู้ที่ขอจดทะเบียน ควรจะเป็นชอปปิงลิสต์ (Shopping List) อย่างที่กล่าวไว้แล้ว แล้วก็ต้องให้เขาสามารถที่จะมี คำเตือน ผมเห็นคำเตือนตอนท้ายของบริคณห์สนธิจะมีอยู่ ๓ ส่วน ส่วนที่น่าจะผิดกฎหมาย อะไรพวกนั้น ๓ ส่วน ฉะนั้นคำเตือนในนี้กรมธุรกิจการค้าควรจะออกคำเตือนนะครับว่า การจดทะเบียนอย่างนี้มันจะกระทบสิทธิในการสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรืออะไร ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ควรจะเตือนไว้ในเอกสาร ในแบบฟอร์ม (Form) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคน แต่มันไม่ได้เป็นเหตุที่เป็นต้นเหตุจริง ๆ แต่เป็นเพื่อเตือนในการค้นหา และสิ่งสำคัญคือเรื่องการใช้เอกสารนั้นแบบฟอร์ม (Form) ต่าง ๆ คิดว่าเรากำลังผ่านกฎหมาย ฉบับหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ต้นสัปดาห์ พระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็คงมี เรื่องนี้อยู่ด้วย แล้วท่านก็เป็นหน่วยงานของทางราชการที่คงจะต้องนำกลับไปปรับใช้ในการ ปรับรูปแบบของการออกคำร้อง คำขออนุญาต ผมว่าเรื่องของแบบฟอร์ม (Form) นี้🔗

ประเด็นแรก คือจะต้องเป็นเอกสารที่ง่ายและปรากฏชัด แล้วก็สามารถที่จะ เตือนภัยในเหตุอื่น ๆ ได้🔗

อันที่ ๒ ก็คือสามารถแก้ไข หรือเพิ่ม หรือตัดออกได้อย่างรวดเร็ว โดยเสีย ค่าธรรมเนียมผ่านระบบทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจจะมี พ.ร.บ. อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ ในอนาคต แล้วก็ฝากผู้ที่จะสมัคร ส.ส. ในอนาคตข้างหน้าเช็กลิสต์ (Check List) ให้ดีครับ ตอนนี้ แล้วก็ท่านกรมธุรกิจการค้า ขอความกรุณาครับ เปิดเว็บไซต์ (Website) ให้เช็ก (Check) เอาชื่อกรอกลงไปเลยว่าปรากฏชื่ออยู่ที่ไหน มีบริคณห์สนธิอยู่ที่นี่หรือไม่ บางที เจ้าตัวอาจจะไม่รู้เลย เพราะอาจจะต้องถือหุ้นโดยธุรกรรมทางอื่น โดยอาจจะมีมอบหมายไป เพราะมีธุรกรรมเยอะมาก ฝากแค่นี้ครับท่านประธาน ความเห็นผมมีแค่นี้ในข้อสังเกตครับ ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ครับ🔗

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เลย

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ผมขอใช้สิทธิ อภิปรายต่อรายงานผลการศึกษาญัตติ เรื่อง การปรับปรุงแบบฟอร์ม (Form) การจด ทะเบียนในหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้ที่ดำเนินการศึกษา ซึ่งประเด็นหลัก ๆ ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ศึกษาก็คงมีอยู่ประเด็น เดียว ก็คือเรื่องของการถือหุ้นสื่อของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่เสียดายอย่างหนึ่งครับ ที่ท่านไม่ได้กำหนดประเด็นในการศึกษาในเรื่องของการอำนวยความสะดวกให้กับ ผู้ประกอบการ ตรงนี้น่าเสียดายครับ แต่ผมขอเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ผมเอง มีประสบการณ์ในการยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทมาหลายครั้ง แล้วก็เห็นกระบวนการ และวิธีการที่พัฒนาการเรื่อยมาของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผมต้องขอชื่นชมนะครับว่า ได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นสอดคล้องกับภาวการณ์สมัยใหม่ ในอดีตในการยื่นขอจด ทะเบียนจัดตั้งบริษัทมีความยุ่งยากซับซ้อน และต้องอาศัยเซอร์วิซ มายด์ (Service mind) ของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ถ้าหากว่าผู้ประกอบการไปยื่นขอจดทะเบียน เตรียมเอกสารไปไม่ครบ ก็ต้องกลับไปดำเนินการเตรียมเอกสารใหม่ กลับมายื่นใหม่ หลายครั้ง แล้วการยื่นจดทะเบียนในแต่ละครั้งจะต้องไปยื่นที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ในแต่ละจังหวัด และจังหวัดนั้น ๆ ก็จะมีสำนักงานอยู่แค่แห่งเดียวในตัวจังหวัดเท่านั้น ทำให้ ผู้ประกอบการที่ตั้งอยู่ ณ แต่ละอำเภอก็จะไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกเท่าที่ควรครับ อันนั้นคืออดีต แต่ปัจจุบันนี้ต้องชื่นชม เพราะว่าทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการปรับปรุงวิธีการในการ ยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้ง โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยว เว็บไซต์ (Website) ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีการปรับปรุงรูปแบบให้มีการกรอกเอกสารผ่านเว็บไซต์ (Website) กรอกผิดระบบก็มีการแจ้งเตือนให้กรอกใหม่ กรอกครบเรียบร้อยแล้วก็จัดเตรียมเอกสาร ประกอบแล้วก็เอาไปยื่นที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้เลย ชำระค่าธรรมเนียมก็สามารถจัดตั้ง บริษัทได้ อำนวยความสะดวกได้ดีขึ้น อันนี้ต้องขอชมนะครับ ประเด็นสำคัญของการ พิจารณาของกรรมาธิการชุดนี้ แน่นอนครับ สืบเนื่องมาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๙๘ ที่บอกว่า บุคคลผู้มีลักษณะต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และใน (๓) บอกว่า เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น ในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใด ๆ ซึ่งจากบทบัญญัติในมาตรา ๙๘ (๓) ส่งผลให้ ส.ส. หลายท่านถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติ เพราะถือหุ้นสื่อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่าน บางท่านถ้าประกอบกิจการสื่อจริงผมเชื่อว่าก็ยอมรับ แต่หลายท่านไม่ได้ประกอบกิจการสื่อ เพียงแต่ว่าการจดทะเบียนตั้งบริษัทในครั้งนั้นสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือกรมพัฒนาธุรกิจ การค้าเขามีแบบฟอร์ม (Form) ภาพรวมให้ แล้วก็เลือกเอาครับ ปรากฏว่าในแบบฟอร์ม (Form) ภาพรวมที่เลือกไปนั้นบังเอิญมีหัวข้อหัวข้อหนึ่งที่บอกว่า ประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ ออกหนังสือพิมพ์ ซึ่งโดยปกติแล้ววัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการธุรกิจนั้น ๆ ไม่ได้ตั้งใจที่จะประกอบธุรกิจนั้น แต่ได้เหมารวมเข้าไปอยู่ในวัตถุประสงค์ในการจัดทำ หนังสือบริคณห์สนธิในชั้นของการก่อตั้งบริษัทไปแล้ว นั่นก็คือประเด็นปัญหาหลักที่ กรรมาธิการชุดนี้ได้ศึกษาไป ซึ่งผมเห็นด้วยกับรายงานของผลการพิจารณาว่าอยากเสนอให้มี การยกเลิกแบบฟอร์ม (Form) มาตรฐานของสำนักงานพาณิชย์ที่มีไว้ให้ผู้ที่มีความประสงค์ จะก่อตั้งจัดตั้งบริษัทเลือก มีอยู่ ๕ ด้าน ก็คือแบบฟอร์ม (Form) ว. ๑ ถึง ว. ๕ ก็จะเหมารวม เอาไปหลาย ๆ ประเภทเข้าไปอยู่ด้วยกัน ยกเลิกไปเลยครับ แล้วใช้รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า ชอปปิงลิสต์ (Shopping List) อันนี้สะดวกแล้วก็ดีครับ เลือกเอาเลยครับ ให้ผู้ประกอบการ ที่จะจัดตั้งบริษัทสามารถเลือกได้ว่า อยากจะประกอบธุรกิจอะไรก็เลือกแล้วก็ติ๊กลงไป ตรงนี้ ผมเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการนะครับ ส่วนประเด็นในเรื่องของข้อสังเกต และประเด็น ที่ผมเอ่ยในเบื้องต้นว่า ทางกรรมาธิการไม่ได้ศึกษาในประเด็นของการอำนวยความสะดวก ให้พี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ ท่านทราบไหมครับว่าเวลาที่จะขอคัดหนังสือรับรอง ในแต่ละครั้ง ท่านกรรมาธิการบอกว่าจะเอา ๙๐ วันหรือ ๑๘๐ วัน เวลาไปยื่นทำธุรกรรม ต่าง ๆ ตรงนั้นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญเสียด้วยซ้ำ ประเด็นสำคัญคือเวลาจะขอคัดสำเนา เหล่านี้จะต้องไปคัดที่ตัวสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเท่านั้น ดังนั้นผู้ประกอบการที่อยู่ ต่างอำเภอ บางจังหวัดจากอำเภอไปตัวจังหวัดไกล ต้องตรงไปที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด อย่างนี้ไม่ได้เป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ หรือพี่น้องประชาชน ดังนั้นผมจึง เสนอครับว่า ถ้าเป็นไปได้ลองพิจารณาในการถ่ายโอนภารกิจในส่วนการจัดตั้งบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด ในส่วนของการคัดสำเนา หรือทำธุรกรรมที่ไม่ต้องเดินทางไปถึงสำนักงาน พาณิชย์จังหวัด ถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าเป็นอย่างนี้พี่น้องประชาชน หรือผู้ประกอบการที่อยู่ในแต่ละอำเภอเขาสามารถตรงไปที่เทศบาลเมือง เทศบาลตำบลที่อยู่ ในอำเภอนั้น ๆ ไปยื่นขอจดทะเบียน ไปยื่นขอคัดสำเนาหนังสือรับรอง ไปยื่นขอทำธุรกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับพาณิชย์จังหวัดได้อย่างสะดวกแล้วก็รวดเร็ว ตรงนี้อยากจะฝากทางท่านกรรมาธิการ ได้ลองพิจารณา แล้วโดยภาพรวมก็ถือว่าการศึกษาในส่วนของญัตติในเรื่องของการ จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในหนังสือบริคณห์สนธินี่ถือว่าผมพอใจแล้วก็ยอมรับได้ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมอาจจะเห็นแย้งกับท่านคณะกรรมาธิการหน่อย อย่าถือสากันนะครับ แต่ว่าเป็นข้อสังเกตอีกมุมหนึ่ง สภาพปัญหาที่มันเกิดขึ้นทุกวันนี้ ก็เป็นเพราะว่ารัฐธรรมนูญ ไปเขียนว่า ถ้าเป็นนักการเมืองจะเข้ามาในวงการการเมืองห้ามไปถือหุ้นสื่อ แต่ในข้อ ๑๗ ในการจดบริคณห์สนธิและวัตถุประสงค์ของบริษัทเขามีมานานแล้วท่านประธานครับ ประเด็นก็คือเรากลับไปแก้ได้ไหมละ ถ้าเกิดใครจะสมัครก็ลองไปดูที่บ้านหน่อยสิว่าไปถือหุ้น บริษัทใดไว้บ้าง แต่ว่าอยู่ดี ๆ ท่านบอกว่าไปยกเลิก ว. ๑ ถึง ว. ๕ ว. ๑ มันก็คือรายละเอียด ที่เขามีมาตั้งแต่ต้นนะครับ สมัยก่อนไม่มี ว. ๑ ถึง ว. ๕ นะครับท่านประธาน ไปจดทะเบียน บริษัทเขาก็ให้กรอกรายละเอียด แล้วเขาก็มีข้อมาให้ ๒๑ ข้อ ที่เหลือใครจะไปทำธุรกิจ พิสดารกว่าที่เขามีก็ไปใส่เพิ่ม เช่น ท่านจะขายดาวเทียม ท่านจะขายเครื่องมือแพทย์ หรือท่านจะขายอะไรที่มันไม่ได้อยู่ใน ๒๑ ข้อ ท่านก็ไปใส่เพิ่ม แต่พอหลัง ๆ กรมบริการธุรกิจ การค้า เขาก็แก้ไขแล้วนะครับ เขามี ว. ๑ ถึง ว. ๕ เป็นเมนูชอยซ์ (Choice) ให้เลือก คือถ้าเกิดท่านจะค้าขายเกษตรกรรมท่านก็ไปเลือกข้อ ๖ ข้อ ๗ อะไรก็ว่าไป ทำธุรกิจบริการ ท่านก็ไปเลือก ว. ๒ เขาเป็นเมนู (Menu) ให้เลือกครับ แต่พอเรามีปัญหาเรื่องของการถือหุ้นสื่อ เรากลับจะไปยกเลิกกระบวนการทั้งหมด ซึ่งมันเป็นปกติของสังคมในการจดทะเบียนบริษัท จำกัดอยู่แล้ว ผมจึงไม่เห็นด้วย แต่ที่ผมจะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการก็คือไปปรับปรุงเมนู (Menu) ให้เขามีแบบเดิมนั่นละ แล้วท่านก็ไปให้ชอยซ์ (Choice) เขาเลือก เช่น ท่านจะทำ อุตสาหกรรม หัตถกรรม ท่านจะทำเหมืองแร่ ท่านก็ใช้ในหมวด ว. ๓ ท่านจะใช้เกษตรกรรม ท่านก็เลือกหมวด ว. ๔ มีเมนู (Menu) ให้เลือกเท่านั้นเองละครับ ผมไม่เห็นจะยากตรงไหน แต่สาระสำคัญก็คือว่าคำที่เขียนในข้อ ๑๗ ที่เขียนว่า เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการตีความครับ ถ้าบริษัทท่านประธานขายเหมืองแร่มาทั้งชีวิตมันก็ ตรวจสอบทางบัญชีได้อยู่แล้ว สภาเราควรจะมีความเห็นไปถึงศาลรัฐธรรมนูญไหมล่ะครับว่า ก็มันจดทะเบียนมาตั้งแต่ต้น มันมีข้อ ๑๗ เขียนอย่างนี้ไว้ทั้งประเทศอยู่แล้ว แต่ดูประวัติ ตั้งแต่เริ่มทำจนถึงวันสุดท้าย มันไม่เคยไปทำสื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ หรือไปจัดละคร อะไรที่ไหนเลย ก็ขายแร่อยู่ตั้งแต่ต้น อย่างนี้สภาต้องทำความเห็นให้ชัดเจน เพื่อเกิด การตีความทางกฎหมาย ไม่ใช่พอใครมีอยู่ในข้อ ๑๗ ที่ผมพรินต์ (Print) บริษัทหนึ่งมา ท่านประธานครับ ข้อ ๑๗ เขียนไว้ชัดเจน แต่ผมไปดู ข้อ ๒๒ ข้อ ๒๓ เขาก็เขียน ที่เขาเพิ่มเติมนะครับว่า ประกอบกิจการเช่าเวลาผลิตรายการวิทยุ โทรทัศน์ เคเบิลทีวี (Cable TV) ข้อ ๒๔ ประกอบการเช่าเวลาวิทยุโทรทัศน์ ข้อ ๒๖ ประกอบกิจการรับจัดทำ ป้ายโฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หนังสือพิมพ์ ประกอบกิจการการขายดาวเทียม รับจัดการแข่งขันกีฬา หานางแบบโฆษณา สารพัดเขียน อันนี้ที่ไปเพิ่มทีหลัง มีข้อ ๑๗ แล้ว เขาก็ไปเพิ่มรายละเอียด แต่ที่ผมอยากจะอภิปรายท่านประธานไว้นะครับ เรื่องที่น่าสนใจ มากไปกว่าเรื่องการจะไปแก้ ว. ๑ ถึง ว. ๕ มีไว้อย่างนั้นละครับ แล้วก็ไปตักเตือนบริษัทนาย หน้าที่ไปจดทะเบียน ทุกวันนี้เจ้าของไม่ค่อยได้ไปจดเองหรอก ก็ไปจ้างบริษัททนายความรับจด ทะเบียน ๑๐,๐๐๐ บาทบ้าง ๒๐,๐๐๐ บาทบ้าง บริษัทเหล่านี้ละครับที่ต้องกลั่นกรองให้กับ ผู้ยื่นขอจด ท่านเป็นสื่อมวลชนใช่ไหม ท่านเป็นนักการเมืองใช่ไหม เดี๋ยวผมจัดการตัดข้อ ๑๗ ออก มันก็เท่านั้นเองละครับ มันไม่เห็นจะมีอะไรยุ่งวุ่นวายเลย แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมอยากจะบอกท่านก็คือว่า การตรวจสอบคนที่เข้าไปจดทะเบียนในบริคณห์สนธิผู้ก่อตั้ง ครั้งแรก และกรรมการผู้มีอำนาจลงนามนี้มากกว่าครับ เช่น ท่านเคยโกงเขา เคยติดคุก ติดตะรางเกี่ยวกับคดีเช็ค เคยเบี้ยว เคยชักดาบสารพัด อย่างนี้กรมนี้ต้องตรวจสอบข้อมูลให้ ชัดเจนว่า ถ้าเกิดท่านไปจดในเรื่องของหมวด ๓ สมมติว่าเป็นเรื่องของการเงินการธนาคาร อย่างนี้ก็ต้องสอบประวัติครับว่าจดทะเบียนบริคณห์สนธิไม่ได้ มาเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นไม่ได้ อันนี้คือทางออกนะครับ🔗

แล้วประเด็นต่อมาท่านประธานครับ นี่ผมเจอกับตัวเองนะครับ ผมเป็น กรรมาธิการตรวจสอบรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งตั้งบริษัทลูก เวลาตั้งขอมติ คณะรัฐมนตรีเพื่อตั้งบริษัทลูก ท่านก็ดำเนินธุรกิจไปเรื่อย ๆ วันดีคืนดีอยากจะไปทำธุรกิจอื่นใด ที่ไม่มีอยู่ในบริคณห์สนธิและวัตถุประสงค์ ท่านไปแจ้งกรมธุรกิจการค้าแล้วแก้ คำถามคือ แก้นี่กรมธุรกิจการค้าเขารู้ไหมล่ะครับ เขารู้แต่เพียงเอกสารที่เข้ามา แต่เขาไม่รู้ว่าบริษัทนี้ จัดตั้งโดยคณะรัฐมนตรี พอไปแก้เสร็จ ท่านประธานครับ ก็ไปทำธุรกิจผิดกฎหมาย ถามว่า ผิดไหมครับ ผิด เพราะไม่ได้ขอคณะรัฐมนตรีแก้วัตถุประสงค์ อย่างนี้เสียมากกว่านะครับ ที่น่าจะแก้ไข จากนั้นอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน รัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชนที่เป็นบริษัท ถือหุ้นโดยรัฐ บริษัทนี้แยกออกไปอีกบริษัทหนึ่งครับ เป็นบริษัทหลานของบริษัทลูก ของรัฐวิสาหกิจ บริษัทนี้เอากรรมการซึ่งเป็นตำแหน่งรองผู้ว่าการไปอยู่ในบริษัทที่ ๓ แล้วไป ยื่นจดทะเบียน อย่างนี้กรมนี้ต้องตรวจสอบครับว่าบริษัทไหนบ้างที่เป็นบริษัทวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การมหาชน หรือองค์กรที่เป็นกองทุนนิติหรือไม่ใช่นิติบุคคล อย่างนี้ มากกว่าครับ ผมจึงบอกท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงพาณิชย์นะครับว่า ข้อมูลท่าน ใช้ไม่ได้เลย ใครไปจดมีบัตรประชาชน มีสำเนาทะเบียนบ้าน มีหลักทรัพย์ มีเงิน ท่านก็ให้เขา จดหมด แต่ท่านไม่เคยสืบประวัติเขาเลยว่า นายคนนี้มันโกงเขามาไหม มันเคยทำธุรกิจ เกี่ยวกับเหมืองแร่แล้วมันโกงมันเบี้ยวรัฐมาไหม มันจึงจดทะเบียนไม่ได้ใช่ไหม บริษัทนี้ มันตั้งขึ้นมาโดยเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายรองรับแล้วมันมายื่นจดนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ อันนี้ไม่มีอะไรเลยนะครับ ปรากฏว่าสอบไปในเชิงลึกครับ ไปใช้ตำแหน่ง สมมติว่าเป็น รองผู้ว่าการรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ไม่มีปัญหาท่านประธานครับ เพราะเมื่อเกษียณตำแหน่งนี้ ก็จะให้คนถัดไปที่เป็นผู้ว่าการ หรือรองผู้ว่าการ ถือหุ้นในบริษัทที่เป็นวิสาหกิจหรือ รัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทลูก ท่านประธานพอนึกออกไหมครับ แต่พอประเด็นต่อมาคือ ถ้าเกษียณไปแล้วคนใหม่เข้ามานั่งก็ถือหุ้นในนามรัฐวิสาหกิจถูกต้องเลยครับ แต่ท่านประธาน เชื่อไหมครับ ผมสอบค้นพบมีการถือหุ้นโดยรองผู้ว่าการในชื่อบุคคลกับบริษัทหลานของลูก รัฐวิสาหกิจครับ ความหมายคืออะไรครับ เมื่อท่านเกษียณตุลาคมที่ผ่านมา ชื่อนี้ปรากฏเป็นชื่อ ของท่าน แม้จะมีเพียง ๑ หุ้น หรือ ๕ หุ้น ๓ หุ้น แต่มันคือมูลค่า เพราะบริษัทรัฐวิสาหกิจ บริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทที่ค้าขายแบบแทบจะไม่มีคู่แข่ง กำไรมหาศาล ถ้าเป็น หมื่นล้าน ๑ เปอร์เซ็นต์ก็เท่าไรแล้วครับ อันนี้เสียมากกว่าครับที่ผมเป็นข้อกังวลใจ แต่ผม ก็อยากจะขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการที่ริเริ่ม ผมรอที่จะอภิปรายเรื่องนี้เพื่อจะสะท้อน กลับไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กลับไปยังกรมที่เกี่ยวข้องครับว่ามี ๒ ทางครับ ทางหนึ่งคือแก้จากรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นจากรัฐสภาไปว่าให้พิจารณา พิเคราะห์ หรือ ๒. ให้แก้ไขตั้งแต่ข้อ ๑๗ ไม่ต้องใส่ไป ตัดไปเลย เวลาใครไปยื่น ก็ใช้แบบฟอร์ม (Form) หนึ่ง มี ๒๑ ข้อ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ก็ค่อยไปเพิ่มทีหลัง ส่วนการที่จะไป ยกเลิก ว. ๑ ถึง ว. ๕ ผมไม่เห็นด้วยเลยครับ บางคนเขาจดทะเบียนใหม่เขาไม่ได้รู้ทุกเรื่อง เขาไม่ได้ฉลาดทุกเรื่องนะครับ ท่านประธานครับ เพื่อนผมเขาเคยไปจดทะเบียนบริษัทเขาบอก เขาไม่รู้เรื่องเลย เขาก็ถามบริษัทจดว่าจดอะไรบ้าง พาณิชย์ก็บอกว่ามี ๒๑ ข้อ เอาตามนี้ละ เดี๋ยวค่อยไปเพิ่มทีหลัง เผื่ออยากทำธุรกิจอื่น จึงฝากท่านประธานผ่านท่านคณะกรรมาธิการ ผมขอบคุณท่านนะครับที่เริ่มศึกษา ผมจะขออนุญาตจบการอภิปราย แล้วขออวยพร ให้ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านรองประธาน และคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน พบแต่สิ่งดีงามตลอดปีนี้ แล้วก็ปีต่อไป ในช่วงนี้ขอสวัสดีปีใหม่ ท่านด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ พอดี มีท่านสมาชิกส่งชื่อมาอีกท่านหนึ่งนะครับ ขออนุญาต คุณกษิดิ์เดช ชุติมันต์ เชิญครับ🔗

นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๘ พรรคพลังประชารัฐ หลายท่านได้อภิปราย แล้วผมเข้าใจว่าโดยเนื้อหาสาระครอบคลุมกับเหตุและผล สิ่งที่ทาง รายงานผลการพิจารณาการศึกษาญัตติ เรื่อง การปรับปรุงแบบฟอร์ม (Form) การจดทะเบียน ในหนังสือบริคณห์สนธิ หลายท่านก็สงสัยว่าการปรับปรุงแบบฟอร์ม (Form) การจดทะเบียน ในหนังสือบริคณห์สนธิ ต้นเหตุน่าจะเป็นเรื่องของการได้เปรียบเสียเปรียบกัน หรือวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการในการจดทะเบียนบริคณห์สนธิ หรือว่าในส่วนของ หน่วยงานราชการในการรับจดทะเบียนบริคณห์สนธิ แล้วเกิดเหตุว่าทั้ง ๒ ฝ่ายมีเหตุให้ได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ก็เลยมาแก้แบบฟอร์ม (Form) คือถ้าไม่มองเรื่องราวต้นเหตุของที่มาที่ไปนะครับ แต่พอมาอ่านถึงบทสรุปของ ผู้บริหาร สืบเนื่องจากกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติ การถือหุ้นสื่อ เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๙๘ บัญญัติว่า บุคคลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นบุคคลที่ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คือว่าเป็นบุคคลที่เป็นเจ้าของ หรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใด ๆ ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร้องว่าขาดคุณสมบัติ เพราะเป็นผู้ถือหุ้นนั้น ได้ต่อสู้อะไรก็ตามแต่ ต้นเหตุของมันก็คือว่าผู้ร้องนี่ละครับ ต้องไปโทษที่ต้นเหตุที่ผู้ร้องนะครับ ไม่ได้เป็นต้นเหตุของเนื้อหาของผู้ประกอบการที่ไปจดทะเบียนนิติบุคคลเป็นบริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้ร้องต้องไปคิดก่อนว่าร้องในฐานะการเมืองหรือเปล่า ต้องมอง ย้อนกลับไปในยุคหนึ่งว่า เจตนารมณ์ของการออกกฎหมายฉบับนี้ออกมา เพราะว่าการใช้หุ้นสื่อ มีผลกับความได้เปรียบเสียเปรียบในยุคนั้นมาก พอไปย้อนดูในยุคที่มีแต่การร้องเรียนกันไป ร้องเรียนกันมา แน่นอนที่สุดครับ การที่ กกต. มีข้อบัญญัติอะไรต่าง ๆ ที่ว่าด้วยระเบียบ มากมายก่ายกอง ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปผมว่าจะมีการร้องมากกว่านี้อีกนะครับ มันหนีไม่พ้น ที่จะต้องมีเรื่องร้องเรียน ต้องไปโทษผู้ร้องว่าทำไมคุณถึงหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาร้อง ทั้ง ๆ ที่ หนังสือบริคณห์สนธินั้นมันก็เป็นเรื่องเจตนาของผู้ประกอบการ ไม่ได้เกิดขึ้นกับ การประกอบการจริงนะครับ เพราะฉะนั้นประกอบการจริงก็คือว่าคนที่ประกอบธุรกิจหุ้นสื่อ สื่อสิ่งพิมพ์ คุณสามารถใช้สื่อในการได้เปรียบ ไม่ว่าก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง ฉะนั้นจะย้อน ไปดูได้เลยว่าในยุคนั้นใครที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ใหญ่ ๆ ก็จะใช้ประโยชน์จากตรงนี้ อันนี้คือวัตถุประสงค์ของที่ออกกฎหมายมานะครับ แต่คนที่ร้องนี่สิไปใช้ช่องว่างตรงนี้มา ก่อให้เกิดประเด็นนี้ ผมก็คิดว่าไม่น่าจะเอามาตั้งเป็นเรื่องของการแก้ไขแบบฟอร์ม (Form) นะครับ แต่เอาเถอะครับ เมื่อมีการแก้ไขแล้ว ผมเชื่อว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ต้องกลั่นกรอง แล้วเกลาให้มันเกิดประโยชน์ทุกฝ่าย แล้วก็เรื่องที่ท่านอัครเดชได้ชี้แจงเป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะประหยัดกระดาษ หรือว่ามีการเจาะจงในการประกอบกิจการจริง ๆ ให้มันตรงกับ วัตถุประสงค์ หรือใกล้เคียงอะไรอย่างนี้นะครับ ผมถือว่ามันก็ต้องเป็นการปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ถามผมว่าของเก่าดีอยู่แล้วไหม ผมเชื่อว่าในส่วนของ ภาพรวม ๆ วัตถุประสงค์ ผู้ขอจดทะเบียนบริษัทแน่นอนที่สุดครับ ต้องการมีผลทางกฎหมายเป็นเรื่องของเขาเรียกว่า เป็นการขอจดทะเบียนเพื่อเป็นนิติบุคคลจะได้ไปค้าขายกับหน่วยงานของรัฐก็ดี โดยที่เหมือน มีสัญญาอีกฉบับหนึ่งเพื่อความมั่นคงในการทำหน้าที่ตรงนั้น พอได้เอกสารฉบับนี้มาแล้วคุณ จะไปในส่วนของการยื่นเสนอราคากับรัฐก็ดีกับเอกชนก็ดี มันก็มีวงเงินการรับผิดชอบ แล้วก็มีเป้าหมาย ผู้ประกอบการมีความเชี่ยวชาญทำอะไรเราก็จะดูตรงนั้นครับ แต่ก็ไม่สู้ เอกสารที่แนบเสนอราคา เอกสารที่แนบประวัติการทำงานว่าคุณทำงานให้เขาจบได้จริง รับผิดชอบในกฎหมายในฐานะเป็นบริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด อันนี้ก็คือประสงค์ของ ผู้ขอจดทะเบียนประกอบการ ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐในลักษณะของการรับจดทะเบียน แน่นอนที่สุดก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย การตามเก็บภาษี การตามไปตรวจสอบที่มาของ รายได้อะไรต่าง ๆ นานา โอเค (OK) ที่ผ่านมามันไม่มีปัญหานะครับ อย่างที่ท่านจิรายุได้ อภิปรายไว้ ผมเชื่อว่าก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่ถ้ามีการพิจารณาปรับปรุงใหม่ผมก็ยังเชื่อว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้กลั่นกรองอีกรอบแล้ว ก็ถือว่าภาพรวม ๆ เป็นสิ่งที่ดีนะครับ แล้วก็ ยังเชื่อมั่นว่าในการปรับปรุงแบบฟอร์ม (Form) ครั้งนี้จะทำให้ผู้ที่ขอประกอบการสะดวก ยิ่งขึ้น แล้วหน่วยงานของรัฐก็สะดวกยิ่งขึ้นในการสนับสนุนให้เกิดการประกอบการในการ จดทะเบียนการทำนิติกรรมบริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดลักษณะนี้นะครับ🔗

สุดท้ายอะไรก็ไม่มีอะไรที่จะเพิ่มเติมนะครับ นอกจากจะขออวยพรในฝั่ง รัฐบาล เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ก็ขอให้พี่น้องชาวไทยทุกท่านจงประสบแต่ความสุข ขออะไรก็ขอให้สมความปรารถนา เดินทางไปเที่ยวไหนก็ขอให้ปลอดภัยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ กรรมาธิการมีอะไรจะชี้แจง เชิญเลยครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ขออนุญาต เรียนชี้แจงครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ราชบุรี เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ที่พิจารณาเรื่องนี้ ในกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ขออนุญาตเรียนชี้แจง ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๔ ท่าน ที่ได้ให้ข้อสังเกตที่เป็น ประโยชน์กับทางกรรมาธิการ ขออนุญาตเรียนท่านประธานเพื่อชี้แจงนิดหนึ่งครับ ในส่วน ของการยื่นญัตติผมเองในฐานะที่เป็นเจ้าของญัตติเรื่องนี้ แล้วก็ทางสภาได้มอบหมายให้ คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญารับไปพิจารณาดำเนินการ บังเอิญผม ก็อยู่ในคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาด้วย ทางท่านประธาน คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาก็ได้มอบหมายให้ผมในฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการรับไปดำเนินการ ก็เลยอยากจะเรียนครับว่า เรื่องของการถือหุ้นสื่อ เป็นแค่ปัญหาที่พบ แต่ว่าเวลาเราเอาเข้ามาสู่ในชั้นกรรมาธิการจริง ๆ แล้ว เราพิจารณาด้วย หลักเกณฑ์ว่าเราจะแก้ไขคือพลิกวิกฤติเป็นโอกาสอย่างไร ที่จะให้ทำกระบวนการในการ จัดตั้งบริษัท หรือหนังสือบริคณห์สนธิเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ไม่ได้เกิดประโยชน์ กับนักการเมือง เพราะว่าปัญหาเรื่องของการถือหุ้นสื่อเป็นแค่หัวข้อนำ ถ้าท่านอ่าน ในบทสรุปของผู้บริหาร แต่ว่าจริง ๆ แล้วเมื่อเรามาศึกษาแก้ไขเรายึดประโยชน์ของ พี่น้องประชาชน แล้วก็ประเทศชาติเป็นหลัก อยากจะเรียนชี้แจงเพื่อนสมาชิกว่า ในส่วนของ ว. ๑ ถึง ว. ๕ ที่เราเสนอขอยกเลิกไป โดยเฉพาะความห่วงใยของท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ก็ต้องขอบพระคุณท่านที่ท่านได้ชี้แนะที่เป็นประโยชน์ แต่ขออนุญาตเรียนชี้แจงท่าน อย่างนี้ครับว่า ว. ๑ ถึง ว. ๕ ก็คล้าย ๆ กับว. ๑ ที่เรามีอยู่ ตอนนี้เราไม่ได้ลบไปทั้งหมด ว. ๑ ถึง ว. ๕ เรามายุบรวมกันเป็น ว. ๑ ของใหม่ แต่ส่วนที่เป็นวัตถุประสงค์ข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๖ ใน ว. ๑ ที่ได้นำหนังสือชี้แจงไปให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านได้พิจารณาเป็น วัตถุประสงค์พื้นฐานที่บริษัทที่เป็นนิติบุคคลต้องทำ อย่างเช่น เรื่องของการกู้เงิน การโอน การจำนอง เรื่องของการจัดตั้งตัวแทน ตรงนี้เป็นพื้นฐานที่ทางนิติบุคคลจะต้องทำอยู่แล้ว เราไม่ได้ทิ้งไป ก็ยังเป็นการอำนวยความสะดวกเหมือนเดิม ทีนี้ตัว ว. ๒ เป็นอย่างไร ว. ๒ เป็น ว. เปล่า ๆ เลย ทีนี้เวลาพี่น้องประชาชนจะมาจดวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งบริษัท พี่น้องประชาชนก็ดูที่ชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ซึ่งเพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเลิศศักดิ์ ท่าน ส.ส. จังหวัดเลยท่านก็เห็นด้วยนะครับว่า ในส่วนของชอปปิงลิสต์ (Shopping List) พี่น้องประชาชนที่จะทำธุรกรรม ก็ติ๊กเฉพาะที่จะทำก็มาเพิ่มแนบท้ายใน ว. ๑ ส่วน ว. ๒ เป็น ว. เปล่า ๆ เลย ถ้าคิดว่า ว. ๑ ไม่เหมาะสมกับธุรกรรมของท่าน ท่านก็ใช้ ว. ๒ มา ก็เลยขออนุญาตเรียนท่านจิรายุในข้อห่วงใยของท่านว่า ว. ๑ ถึง ว. ๕ เรามายุบรวมอยู่ใน ว. ๑ ของใหม่ ไม่ได้ยกเลิกไปทั้งหมด ก็ขอบคุณในความห่วงใยของท่าน ทีนี้อยากจะเรียนกับท่านครับว่าที่เราต้องเป็นชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ก็เพราะว่าเวลา ไปประกอบกิจการจริง ๆ พี่น้องประชาชนที่เราได้ไปสำรวจมาก็จะเจอปัญหาว่า พอเวลา ไปจดการจัดตั้งบริษัทแล้วจดวัตถุประสงค์พอถึงเวลากรมพัฒนาธุรกิจการค้าเขารับจด แต่คน ที่ตรวจสอบจริง ๆ ก็คือกรมสรรพากร ทางเจ้าหน้าที่สรรพากรในแต่ละจังหวัดก็จะมาบอกว่า วัตถุประสงค์ไม่ครอบคลุมกับที่ทำจริงนะ ก็ให้ผู้ประกอบการไปจดเพิ่ม ก็ต้องไปจด รายละเอียดมากมายเพิ่มเติม ผู้ประกอบก็งงว่าแล้วทำไมเจ้าหน้าที่สรรพากรคนเก่าไม่เห็น บอกให้จดเพิ่มเลย แต่เจ้าหน้าที่สรรพากรคนใหม่บอกว่าต้องไปจดรายละเอียดเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าพนักงานของกรมสรรพากร เราก็เลยตัดปัญหาว่าให้ทำเป็นชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ขึ้นมา ชอปปิงลิสต์ (Shopping List) มาจากไหน ชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ก็มาจากที่ทางท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คงเห็นในรายงานของกรรมาธิการแล้วนะครับ ก็คือออกมาเป็น ๒ ส่วน เรามาทั้งที่เป็นที่เรา เรียกว่า ทีสิก (TSIC) ก็คือไทยแลนด์ สแตนดาร์ด อินดัสเทรียล คลาสสิฟิเคชัน (Thailand Standard Industrial Classification) ตัวนี้ก็ใช้อยู่แล้วนะครับ ซึ่งเราก็เอามาพิจารณาด้วย ซึ่งเป็นไปตามหลักการสากลของสหประชาชาติ เราก็มาใช้ด้วยที่เราเรียกว่าไอสิก (ISIC) ก็คืออินเตอร์เนชันแนล สแตนดาร์ด อินดัสเทรียล คลาสสิฟิเคชัน (International Standard Industrial Classification) ซึ่งตรงนี้เราเอา ๒ ตัวนี้มารวมกันเป็นชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ให้กับทางผู้ประกอบการได้เลือก ซึ่งมีหมวด ๑ ถึงหมวด ๑๙ แล้วเราก็พิจารณา รายหมวดเลยในแต่ละข้อว่าครอบคลุมไหม ก็สรุปว่าผู้แทนทั้งกรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วก็ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็มีความเห็นว่า ก็ครอบคลุมธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ด้วยในยุคดิจิทัล แล้วก็ปัจจุบันนี้มีธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นเขาก็พยายามดู แล้วที่ผ่านมาทั้งทีสิก (TSIC) และไอสิก (ISIC) ก็มีการปรับปรุง รายการอยู่เรื่อย ๆ ถ้ามีการปรับปรุงทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็จะปรับปรุงด้วย ซึ่งจะทำ ให้เกิดมาตรฐานด้วยว่าทางกรมสรรพากรด้วยและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะได้เชื่อมโยง ระบบให้เหมือนกันด้วย อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนชี้แจงนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วอย่างที่ได้ กราบเรียนครับว่า เรายึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในการแก้ไขตรงนี้ แล้วที่สำคัญ ก็อยากจะเรียนว่าในข้อห่วงใยที่ท่านจิรายุได้มีข้อห่วงใยและข้อสังเกตมา เดี๋ยวผมขออนุญาต ให้ทางผู้แทนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขออนุญาตท่านประธานได้ชี้แจงนะครับ ซึ่งมีความ เชี่ยวชาญตรงนี้มากกว่า ขออนุญาตเชิญดอกเตอร์ชัยภัฏครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ สรุปเลยครับ🔗

นายชัยภัฏ จันทร์วิไล ผู้ชี้แจง

กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผม ดอกเตอร์ชัยภัฏ จันทร์วิไล ในฐานะอนุกรรมาธิการ ทรัพย์สินทางปัญญาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ได้ทำเรื่องการแก้บริคณห์สนธิ ก่อนอื่น ขอชี้แจง ขอสรุปดังนี้ การแก้บริคณห์สนธิ หรือการแก้การจดทะเบียนบริษัทต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่ได้มีจุดมุ่งหวังเพียงแค่แก้ปัญหาเรื่องประเด็นที่เป็นชนวนที่มาของ การแก้ไข ประเด็นที่เป็นชนวนที่มาของการแก้ไขคือประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลาย ๆ ท่านที่โดนร้องเรื่องขาดคุณสมบัติเรื่องสื่อนั้นเป็นเรื่องหนึ่งตามมาตรา ๙๘ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันก็เป็นส่วนหนึ่งอย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้ชี้แจงไว้แล้ว แต่จริง ๆ แล้วในสาระสำคัญของการแก้ไขครั้งนี้ เพื่อการพัฒนาระบบการจดทะเบียนบริษัท สู่สากล และเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้ซึ่งมาจดทะเบียนบริษัท คืออย่างนี้ครับ ก่อนอื่นก็คือต้องอธิบายตามนี้ว่า จริง ๆ แล้วเรื่องการจดทะเบียนบริษัทแต่เดิมนี้ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอายุประมาณ ๒๐ ปีแล้ว แล้วในการจดทะเบียนการค้าของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ไปที่มา ๒๐ ปีนี้ มันมีวิธีการจดแบบหนึ่งที่เรียกว่า ไทยแลนด์ สแตนดาร์ด อินดัสเทรียล คลาสสิฟิเคชัน (Thailand Standard Industrial Classification) ตรงนี้ที่เรียกว่าทีสิก (TSIC) ซึ่งทีสิก (TSIC) นี้ทำโดยกรมแรงงานและสำนักงานสถิติแห่งชาติ ก็คือใช้ในประเทศนี้เอง เป็นการจัดหมวดหมู่สินค้า การทำธุรกิจ การทำบริการอะไรต่าง ๆ ซึ่งก็เกิดมาเป็นระบบเขาเรียกว่า ว. ๕ แบบ ไม่ว่าจะเป็นพาณิชย์ ธุรกิจบริการ อุตสาหกรรม เกษตร และสำหรับปฏิบัติการ เห็นได้ว่าในการจดแบบนี้คนที่ทำธุรกิจก็ไปเลือกหมวดหลัก อันนี้แล้วก็ไปใส่ในบริคณห์สนธิ เพราะว่าการจัดตั้งบริษัทถือสาระสำคัญตรงนี้ที่ว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บอกว่า ถ้าจะตั้งบริษัทก็ต้องทำหนังสือบริคณห์สนธิ การทำหนังสือบริคณห์สนธิมันเป็นตราสารจัดตั้งนิติบุคคลที่ต้องมีวัตถุประสงค์นะครับ ท่านประธาน ทีนี้วัตถุประสงค์กฎหมายมันไม่กำหนดว่าจะต้องจดแบบไหนบ้าง ทางกรม พัฒนาธุรกิจการค้าก็เลยมีหมวดแบบ ว. ๕ แบบดังกล่าว แล้วก็มีวัตถุประสงค์ทั่วไปที่เป็น สาระสำคัญที่ต้องมีในการเป็นนิติบุคคล เหมือนคนจะเป็นคนให้ครบก็ต้องมีหัว มีแขน มีขา มีตัว ก็คือการซื้อ การขาย การจำหน่าย หรือการจำนำ เช่า หรืออะไรประมาณนี้ ซึ่งวันนี้ การมองแนวทางการแก้ปัญหาเราได้กำหนดไปอยู่ที่แผ่น ว. ๑ อันนี้มันจะชัดเจน ปัญหา ที่สำคัญที่มันเกิดขึ้นคืออย่างนี้ครับ ที่มันมีปัญหาที่เป็นชนวนที่มาว่าทำไม ส.ส. สมาชิก ผู้ทรงเกียรติถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติ เพราะว่า ส.ส. บางท่านได้ทำธุรกิจ และในการไปจดบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรามักจะจ้างบริษัทบัญชี บริษัททนายไปจด ซึ่งจะมีวัตถุประสงค์เยอะแยะไปหมด หลังจากที่ เลือกหมวด ว. ๕ แบบเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีวัตถุประสงค์เต็มเลย ยกตัวอย่างเช่น บางบริษัท มีวัตถุประสงค์ที่จะทำก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง ออกแบบ แต่วัตถุประสงค์มีถึง ๓๘ ข้อ บางข้อบอกว่า อาบ อบ นวด บางข้อบอกทำสื่อ อย่างบางบริษัทบอกมีการทำสื่อสิ่งพิมพ์ ทำอะไรหลากหลายเยอะไปหมด ซึ่งจริง ๆ แล้วจำเป็นไหม ก็คือการจดให้กว้างไปก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้มันทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเวลาไปขอใบรับรองบริษัท ทีนี้การพัฒนาอันนี้ มันพัฒนาเพื่อแก้ไขการจดบริคณห์สนธิเพื่อให้มันเข้าสู่ระบบสากล สากลอย่างไร อธิบาย อย่างนี้ ในการไปจดบริษัทสิ่งสาระสำคัญที่มันจะเกิดขึ้นจากการจดบริษัทมันไม่ใช่แค่การจด บริษัทครับท่านประธาน มันคือการเสียภาษี คือการจดมูลค่าเพิ่ม การไปทำธุรกิจต่าง ๆ อย่าง ที่ท่านอัครเดชได้ชี้แจงแล้วว่ามันเป็นภาระต่อประชาชน เวลาที่เราจดธุรกิจตามวัตถุประสงค์ ที่มีอยู่แบบนี้มันเป็นแบบไทยสแตนดาร์ด (Thai Standard) แต่ในหมวดหมู่ ที่สำคัญที่เกิดขึ้นกรมสรรพากรไม่ได้ใช้ไทยสแตนดาร์ด (Thai Standard) กรมสรรพากรใช้ ไอสิก (ISIC) ซึ่งเป็นอินเตอร์เนชันแนล (International) ซึ่งยูเอ็น (UN) ออกแบบมาให้มัน เป็นแบบระบบสากล เขาเรียกว่ามันเป็นแบบอินเตอร์เนชันแนล สแตนดาร์ด อินดัสทรี คลาสสิฟิเคชัน (International Standard Industry Classification) ซึ่งกรมสรรพากร และธนาคารแห่งประเทศไทยใช้สูตรนี้ ใช้เกณฑ์นี้ มันจึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไมเกิดปัญหากับ ประชาชนมันเกิดปัญหาเพราะว่าทางฝั่งที่จด กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังใช้ไทยสแตนดาร์ด (Thai Standard) ซึ่งใช้มา ๒๐ ปีแล้วนะครับ นั่นเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดตัวอย่างว่าในการ เสียภาษีต้องไปขอเอกสารรับรองบริษัทมาแล้วก็ดำเนินการจดใหม่ จดใหม่ จนเป็นปัญหา ต่อประชาชน อันนี้คือสาระสำคัญอันหนึ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้มองเห็นแล้วว่า เป็นปัญหาต่อประชาชนนะครับ ซึ่งการจัดหมวดสินค้า จริง ๆ ยังมีอาเซียนสแตนดาร์ด (ASEAN Standard) อีก แต่วันนี้เรามองที่ ๒ อัน ส่วนทางกรมพัฒนาธุรกิจใช้ไทยสแตนดาร์ด (Thai Standard) ซึ่งอย่างที่บอกเป็นของกรมแรงงานออกแบบมา แล้วก็สำนักงานสถิติ แห่งชาติ ทีนี้ทั้งหมดนี้มันเห็นเป็นที่ไปที่มา ทั้ง ๓ หน่วยงานที่ว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และกฤษฎีกา ทางกรรมาธิการได้เชิญมาให้ความเห็น ทุกคนต่างมีความเห็น เช่นกันว่า ในเมื่อจะพัฒนาการจดทะเบียนธุรกิจให้มันแก้ปัญหาให้ประชาชน ก็พัฒนาให้ มันสู่สากลไปเลย คือการทำการจดแบบใหม่เพื่อแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องการแก้เสียภาษี หมวดชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ไม่ได้ถูกคิดขึ้นเองในประเทศไทยนะครับ มันถูกคิดโดย ทางสหประชาชาติคิดขึ้นมาที่เป็นมาตรฐานในการจำกัดกรอบหมวดหมู่ในการทำอินดัสทรี (Industry) ทั้งหมดของโลก ซึ่งวันหน้าไม่ว่าจะเกิดการพัฒนาธุรกิจแบบใหม่ขึ้นมา การดีไซน์ (Design) แพล็ตฟอร์ม (Platform) อะไรต่าง ๆ ก็จะอยู่ในหมวด ๑๙ แบบนี้ ซึ่งจะง่าย ต่อประชาชนในการไปเลือกหมวด ในการมากรอกลงไปหลังจากที่มี ว. ๑ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่สมบูรณ์แล้ว เหลือแต่วัตถุประสงค์ที่จะใส่ว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งจะเลือก จากชอปปิงลิสต์ (Shopping List) จากหมวด แล้วก็ใส่วัตถุประสงค์ลงไป ซึ่งง่าย ๆ ซึ่งทั้ง กรมสรรพากรก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการเสียภาษีของประชาชนผู้ทำบริษัท หรือผู้ทำธุรกิจเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่ามันเป็นการจด หรือการทำพัฒนาที่ทำให้ หมวดหมู่ หรือฐานข้อมูลมันตรงกันและง่ายต่อประชาชน และอาจจะเอื้อประชาชน มาเสียภาษี🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

กรุณาสรุปเลยครับ🔗

นายชัยภัฏ จันทร์วิไล กรรมาธิการ

ได้ครับ ดังนั้นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น วันนี้ก็คือเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ ๑. มันทำให้มาตรฐานของการยื่นจดทะเบียนธุรกิจการค้า และการเสียภาษีของกรมสรรพากรเป็นมาตรฐานเดียวกันและเป็นสากล ๒. แก้ไขปัญหา เรื่องนักธุรกิจที่จะต้องเข้ามาทำงานทางการเมือง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถจัดตั้งบริษัท ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ง่ายและชัดเจนขึ้น มีวัตถุประสงค์ที่ถูกต้องในการทำธุรกิจ และลดการใช้เอกสารในการยื่นเสียภาษี ๓. สร้างมาตรฐานให้ผู้ประกอบการและ การเสียภาษีธุรกรรมทางธุรกิจ โดยมีรายการวัตถุประสงค์ชอปปิงลิสต์ (Shopping List) เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับประชาชน ๔. รัฐได้รายได้หรือ ได้ค่าธรรมเนียมไม่ต่ำกว่าเดิม ไม่สูญเสียรายได้ แต่หากอนาคตบริษัทต้องการจดวัตถุประสงค์เพิ่ม ทางกรมยังสามารถออกระเบียบเพื่อเรียก ค่าธรรมเนียมเพิ่ม หรือเพิ่มวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ สุดท้ายประโยชน์ อันนี้น่าสนใจคือ กระตุ้นให้เอสเอ็มอี (SMEs) สามารถเข้ามาจดทะเบียนบริษัทได้ง่ายขึ้น ทำได้เอง ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการไปจ้างบริษัทบัญชี บริษัททนาย ในการไปจดแทน หรือเป็น ตัวแทนในการจด เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนผู้ที่จะมาทำธุรกิจ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานนิดเดียวครับ ฝากข้อสังเกตสั้น ๆ ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญเลยครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณท่านผู้ชี้แจงนะครับ จริง ๆ แล้วก็เป็นประโยชน์ แต่ผมเห็นว่าเรื่องนี้สารตั้งต้นมันอยู่ที่สภาในเรื่องของสมาชิก รัฐสภา ทั้งวุฒิสภา และ ส.ส. จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อ ๑๗ ที่ไปถือหุ้นสื่อ หรือว่าสิ่งพิมพ์ พอท่านจั่วหัวเรื่องนี้มันก็ต้องไปตามนี้ แต่พอท่านไปบอกประเด็นที่ ๒ เพื่อช่วยเหลือ ประชาชน ผมขออนุญาตให้ท่านเพิ่มในรายงานหน่อยได้ไหมครับว่าเป็นหน้าที่ของกรมพัฒนา ธุรกิจ ซึ่งอย่างนี้ถือว่ากรมพัฒนาธุรกิจ อธิบดีต้องโดนตำหนินะครับ ท่านก็รู้นี่สหประชาชาติ เขาทำกันอย่างไร สรรพากรเขาทำกันอย่างไร ทำไมท่านไม่แก้ไขครับ ต้องให้มีเรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นในสภาก่อนแล้วท่านค่อยแก้ไข อันนี้ผมไม่เห็นด้วย ซึ่งเรื่องพวกนี้เขาทำทุกวัน เขาจด ทะเบียนบริคณห์สนธิ แก้วัตถุประสงค์ ขอหนังสือรับรอง เดี๋ยวนี้พรินต์ (Print) ทาง อินเทอร์เน็ต (Internet) ก็ได้อยู่แล้ว ผมเลยตกใจพอคณะนี้พูดถึงว่าเพื่อพี่น้องประชาชน แต่อธิบดีไม่รู้สึกที่จะแก้ไขกันมาเลยหรือครับ ก็เลยฝากเป็นข้อสังเกตไปถึงกระทรวงพาณิชย์ นะครับว่า ไม่ต้องรอให้มีกรรมาธิการท่านก็แก้ไขได้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ก็อภิปราย กันมาทั้ง ๔ ท่าน แล้วก็มีผู้ชี้แจง ไม่มีผู้ใดคัดค้านนะครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมว่า โดยข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ญัตติใดไม่มีผู้คัดค้าน ให้ประธานถามที่ประชุมว่าจะมีความเห็น เป็นอย่างอื่นหรือไม่ พวกเรามีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าไม่มี ก็ให้ถือว่าที่ประชุม ลงมติเห็นชอบด้วยญัตตินั้นนะครับ เนื่องจากญัตตินี้มีข้อสังเกตด้วย เช่นเดียวกัน ไม่มีผู้อภิปรายคัดค้านข้อสังเกตนะครับ ฉะนั้นที่ประชุมถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่า เห็นชอบข้อสังเกตนี้นะครับ ขอบพระคุณกรรมาธิการผู้ชี้แจงทุกท่านนะครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่ผ่านไปแล้วนะครับ กราบเรียนท่านเนื่องจากว่า วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายของปีนี้แล้วที่เราจะพิจารณากันในสภา ผมใคร่ขอกราบเรียนหารือ ท่านประธานเรื่องสั้น ๆ นิดเดียวครับ คือเกี่ยวกับเรื่องการประชุมของเรา🔗

๑. ก็คือท่านประธานจะจั่วหัวในหนังสือเชิญประชุม เราเริ่มประชุม ๐๙.๓๐ นาฬิกา แต่ว่าด้วยข้อเท็จจริงแล้ว ๐๙.๓๐ นาฬิกา มาหารือ ซึ่งท่านประธานก็บอกว่าไม่นับ องค์ประชุม เพราะยังไม่ได้เปิด แต่ท่านเขียนในหนังสือเชิญ ๐๙.๓๐ นาฬิกา แปลว่าเราต้อง ประชุมกัน ๐๙.๓๐ นาฬิกา นั่นคือข้อที่ ๑ เพราะฉะนั้นผมอยากจะหารือท่านอย่างนี้ว่า เมื่อการหารือเป็นเรื่องเฉพาะตัว เฉพาะเขตเลือกตั้งนั้น ๆ ผู้แทนราษฎรท่านอื่นส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้ฟังกันหรอกครับ เพราะว่าไม่รู้ปัญหาของเขตนั้น ๆ จึงอยากจะกราบเรียนท่านอย่างนี้ ได้ไหมครับว่า เนื่องจากเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาประชุม ๐๘.๓๐ นาฬิกา ถึง ๐๙.๓๐ นาฬิกา ได้ไหมครับ เรื่องหารือก่อนหน้าที่ท่านจะเปิดประชุมในเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา นั่นเรื่องที่ ๑🔗

เรื่องที่ ๒ อยากจะกราบเรียนท่านว่าการประชุมในวันศุกร์ ซึ่งไม่มีรูปแบบ ที่ชัดเจนว่าวันศุกร์ไหนจะประชุม หรือวันศุกร์ไหนไม่ประชุม บางครั้งผู้แทนราษฎร ต้องนัดหมายล่วงหน้า ๒ อาทิตย์บ้าง ๓ อาทิตย์บ้างล่วงหน้า มีนัดหมายในเรื่องราวต่าง ๆ ในภารกิจของผู้แทนราษฎร จึงจะเป็นไปได้ไหมครับว่า กำหนดมาตรฐานเลยว่าวันศุกร์ที่ ๑ ในศุกร์ที่ ๓ ของเดือน หรือวันศุกร์ ๒ วันศุกร์ที่ ๔ ของเดือน เราจะมีการประชุมในวันศุกร์ เพื่อพิจารณาญัตติที่ค้างพิจารณา ญัตติที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วนะครับ🔗

แล้วก็สุดท้ายครับท่านประธาน กระผมในนาม ส.ส. ของสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานนะครับ ตลอดระยะเวลา ๒ ปีเศษที่ผ่านมา ท่านได้ประคับประคองระบบรัฐสภาได้เป็นอย่างดีเยี่ยม แล้วก็ขอกราบอาราธนาคุณพระศรี รัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายปกปักรักษาท่านประธานให้มีสุขภาพแข็งแรง อายุมั่นขวัญยืน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของฝ่ายประชาธิปไตยตลอดไป ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบพระคุณนะครับ ผมขอเรียนที่ประชุมนะครับ วันนี้เราก็คงจะพิจารณาถึงวาระ ๔.๓ ก็ยังค้าง ๔.๔-๔.๒๐ แล้วเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วก็เป็นผลงานของพวกเรานะครับ เพราะฉะนั้น วันนี้ก็แสดงความยินดีกับทั้ง ๓ คณะ แต่ว่าที่เหลืออยู่ก็ต้องว่ากันต่อไปนะครับ รวมทั้งที่ เข้ามาใหม่ เพราะฉะนั้นก็จำเป็นต้องขอความร่วมมือพวกเรา🔗

ผมถือโอกาสเรียนที่ท่านวีระกรได้หารือ คือข้อบังคับเป็นอย่างนี้ครับ ท่านวีระกร ข้อบังคับข้อ ๒๔ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ประธานอาจอนุญาต ให้สมาชิกปรึกษาหารือปัญหาเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน หรือปัญหาอื่นใดได้ตาม หลักเกณฑ์และวิธีการที่ประธานสภากำหนด เราก็เลยใช้ตอน ๙ โมงครึ่งเป็นต้นไป เพราะต้องยอมรับความจริงว่าตอนนั้นองค์ประชุมก็ไม่ครบ แล้วจากนั้นพยายามประคองให้ ได้ประมาณ ๑ ชั่วโมง เพราะว่าข้อหารือนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นประโยชน์กับพื้นที่จริง ๆ ดังนั้น ถ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไร ก็ต้องเป็นมติของสภานะครับ ประเด็นเรื่องการนัดล่วงหน้า ผมก็ด้วยความเห็นใจมากครับ วันนี้ประชุมวันศุกร์ต้องเรียนว่าจริง ๆ ก็ได้หารือกันนอกรอบ ว่าเราควรจะงดการประชุมวันที่ ๒๙-๓๐ หรือไม่ เริ่มต้นจากอันนั้นครับ เพราะว่า วันที่ ๒๙-๓๐ สมาชิกส่วนหนึ่งอาจจะไม่ทุกท่าน ส่วนหนึ่งก็มาปรารภว่า อยากจะใช้ช่วง ปลายปีเดินทางกลับพื้นที่เพื่อไปทำภารกิจกับพี่น้องวันปีใหม่ ถ้าประชุมวันนั้นเกรงว่าจะมี ปัญหา เราก็เลยหารือว่าถ้าอย่างนั้นเราหยุดประชุม งดประชุม ๒ วัน มันดูกระไรอยู่ ถ้าเรา ไม่ทำอะไรชดเชยนะครับ ก็เลยเป็นที่มาว่าถ้าเช่นนั้นเราใช้วันศุกร์ที่ ๒๔ ประชุม สัปดาห์นี้ เราเหนื่อยกันตลอดวันที่ ๒๑ วันที่ ๒๒ วันที่ ๒๓ วันที่ ๒๔ ผมเข้าใจดีครับ แต่ว่าเพื่อชดเชย อันนี้ก็คือเวลาของประชาชน ที่จริงแล้วทำงานให้ชาวบ้านเขา ส่วนชดเชยวันต่อไปก็คือ วันที่ ๗ มกราคม แต่ว่าอย่างที่ผมได้เรียนพวกเราเมื่อวานว่าเราหารือกันเมื่อวานซืนว่า วันที่ ๗ มันเป็นวันก่อนวันเด็ก ๑ วัน เพราะเราบอกว่าอยากจะอยู่ในพื้นที่ในงานวันเด็ก ก็เลยตกลงกันว่าถ้าเช่นนั้นวันที่ ๗ เราของดก็แล้วกัน ขอไปวันที่ ๑๔ ครับ เพื่อให้เราสามารถ ที่จะชดเชยสิ่งที่เราประชุมไม่ได้ ขอเรียนพวกเราว่าเรื่องกฎหมายไม่ค่อยมีปัญหา เพราะว่า เท่าที่ดูแล้ว เรียนท่านวีระกรและพรรคพวกเรานะครับว่ากฎหมายไม่ค้างครับ ผ่านได้หมด แต่ว่าญัตติค้างอยู่ประมาณเกือบ ๒๐๐ ญัตติ ซึ่งก็แน่นอนกำลังหารือว่าจะหยิบยกขึ้นมา พิเศษวันใดวันหนึ่งค่อย ๆ แบ่งกลุ่ม มีแบ่งกลุ่มเรียบร้อยแล้วครับว่า กลุ่มไหนมีกี่ญัตติ อย่างที่เราเคยทำสมัยที่แล้ว ส่วนเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว อันนี้เป็นงานของ พวกเราที่เป็นเจ้าของญัตตินะครับ วันนี้ ๓ ญัตติ เจ้าของญัตติต้องภูมิใจว่างานที่ท่านทำ สภาให้ความเห็นชอบแล้ว ส่วนอีก ๑๖ ญัตติ และญัตติที่จะทยอยมา อันนี้ผมเรียนว่า จำเป็นที่พวกเราจะต้องร่วมกันพิจารณา แล้วญัตติที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วโดยทั่วไป ถ้าเราไม่ผ่านนะครับ เท่ากับงานที่ท่านทำมาตลอด ประชุมกันมาตั้งหลายเดือน ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ ก็สูญเปล่า ผมก็เลยคุยว่าเราต้องพยายามทำให้เรื่องนี้ให้เป็น ประโยชน์โดยการประชุมให้จบ ส่วนเรื่องเพื่อทราบผมเรียนพวกเรานะครับ ปกติก็ไม่ใช้เวลา มากมายถึงขนาดที่เราทำกันอยู่ เพราะฉะนั้นก็ต้องหารือกันอีกทีหนึ่งเมื่อปีใหม่แล้วก็กำลังรอ ครับว่าเมื่อโปรดเกล้าฯ ตั้งผู้นำฝ่ายค้านแล้ว ก็จะได้หารือเป็นการภายในกับพวกเราว่า จะใช้ปีใหม่ในการประชุมต่อไป เพื่อประสิทธิภาพให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร ผมเรียนพวกเรา เพื่อทราบนะครับ🔗

ขอถือโอกาสนี้ก่อนปิดประชุม ก็ขอขอบพระคุณ น้อมรับคำอวยพรจาก พวกเราทุกคน ทุกฝ่ายนะครับ และผมขอใช้โอกาสวันสิ้นปี และวันขึ้นปีใหม่ใน ๒๕๖๕ ว่า ตลอดปีที่ผ่านมาเราก็ทำงานภายใต้วิกฤติของโรคติดเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) พวกเรา นึกออกนะครับ ย้อนกลับไป ๑ ปี เราก็มีปัญหาว่าเราจะประชุมกันอย่างไร แต่ว่าต้องขอบคุณ พวกเราทุกคนที่เชื่อในคำแนะนำของฝ่ายสาธารณสุข คือสวมหน้ากาก ผมเห็นตลอดในห้องนี้ ผมไม่เคยเห็นข้อบกพร่องผู้ใดเลย อยากจะพูดว่าร้อยทั้งร้อยเราปฏิบัติเรื่องนี้ได้จริง ๆ ครับ ส่วนข้อแนะนำเรื่องการประชุมนั้นพวกเราก็ตัดสินใจว่าเราต้องอยู่กับมัน อยู่กับโรคนี้ โดยใช้ มิติใหม่ของการประชุม ก็คือเราประชุมโดยการควบคุม เช่น เราที่อภิปรายก็สวมหน้ากาก แล้วก็มาพิเศษตอนหลังก็คือผู้ไม่สวมหน้ากากก็จัดแท่นให้อภิปราย รวมทั้งขยายแท่น ไปยังพรรคการเมืองนะครับ แล้วปีใหม่นี้คิดว่าแท่นก็ควรจะมาวางไว้ที่โต๊ะประธานด้วย เพื่อไม่ต้องสวมหน้ากากยาว ๓-๔ ชั่วโมง อันนั้นก็ตั้งใจไว้นะครับ แต่ว่าขอถือโอกาสนี้ ขอบพระคุณทุกคนที่ได้ร่วมมือกันทำงานมาถึงวันนี้สิ้นปี แต่สมัยประชุมยังไม่จบนะครับ มันเพิ่งผ่านไป ๒ เดือน สมัยประชุมนี้จบวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ถือว่าเป็นปีที่ ๓ แล้ว จบ แล้วเราก็เริ่มปีต่อไป ปี ๒๕๖๕ ก็ปีที่ ๔ ปีสุดท้าย ก็หวังว่าจะไปถึงขั้นนั้น เพราะฉะนั้น ขอขอบพระคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่ช่วยกัน ผมย้ำเสมอนะครับว่า สถาบันของเราคือ ฝ่ายนิติบัญญัติ เราเป็นหลักของบ้านเมือง ฝ่ายออกกฎหมาย เราต้องเคารพ เป็นตัวอย่าง การเคารพกฎหมาย กฎเกณฑ์ ระเบียบต้องช่วยกันประคับประคองให้ไปได้อย่างราบรื่น ระบอบประชาธิปไตยไปไม่รอดหากเราไม่ยึดมั่นในหลักของการเคารพกฎเกณฑ์ กติกาของ บ้านเมือง อันนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุด ก็ขออวยพรให้เพื่อน ๆ ทุกคน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะผู้แทนราษฎรนั้นผมขออวยพร ให้ท่านมีความสุขตลอดปีใหม่ และขอให้ปลอดจากโรคภัย ขอให้ประสบความสำเร็จ ทั้งตัวท่านเอง ครอบครัว รวมทั้งพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งของท่านทุกคน ขอให้ ประสบความสุข ความสำเร็จตลอดปีใหม่ ๒๕๖๕ และตลอดไป ขอขอบพระคุณนะครับ ขอปิดประชุมครับ สวัสดีครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๒๓ นาฬิกา