รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๒๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันพุธที่ ๒๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
___________________
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิก ได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ ใช้เวลา ๒ นาทีให้เป็นประโยชน์กับประชาชน ท่านแรกคุณบุญรื่น ศรีธเรศ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางบุญรื่น ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานจากเรื่องเดิมที่เคยหารือมาแล้วเมื่อต้นปี ๒๕๖๔ ดิฉันได้ถูกทวงถาม จากนายเสาร์ ฤทธิ์รุ่ง นายกเทศบาลตำบลบึงวิชัย และนางวัฒนา สุดชะเน ที่ปรึกษา นายกเทศบาลตำบลบึงวิชัย อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เกี่ยวกับโครงการพัฒนา ถนนท้องถิ่นที่ได้ส่งไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โครงการดังกล่าว ดังนี้🔗
๑. โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก สายสะพานคลองชลประทาน ๒ อาร์ (2R) ถึงสะพานห้วยคันโฮง หมู่ที่ ๓ กว้าง ๕๐๐ เมตร ยาว ๑,๔๓๐ เมตร หนา ๐.๑๕ เมตร🔗
โครงการที่ ๒ ปรับปรุงผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (Asphaltic Concrete) จากบ้านลาดสมบูรณ์ หมู่ที่ ๙ ถึงบ้านบึงวิชัย หมู่ที่ ๔ จำนวน ๓ ช่วงทาง ยาว ๒,๙๔๒ เมตร กว้าง ๔ เมตร🔗
๓. โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก สายลำปาวน้อยถึงกุดท่าแร่ หมู่ที่ ๗ กว้าง ๔ เมตร ยาว ๔,๐๔๕ เมตร หนา ๐.๑๕ เมตร พื้นที่ไม่น้อยกว่า ๔,๑๖๐ ตารางเมตร🔗
ทั้ง ๓ โครงการเร่งด่วน เป็นถนนท้องถิ่นค่ะท่านประธาน อยู่ในเขตพื้นที่ของ ตำบลบึงวิชัย อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ดิฉันจึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยัง กระทรวงมหาดไทย ในส่วนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้โปรดสั่งการไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ให้ท้องถิ่นจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ออกไปตรวจสอบโครงการ และจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างให้กับโครงการดังกล่าวด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูงยิ่งค่ะ ท่านประธาน และดิฉันขอส่งเอกสารให้ท่านประธานด้วยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ส่งมาเลยนะครับ ท่านต่อไป คุณภราดร ปริศนานันทกุล ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทยครับ ขอหารือ ท่านประธาน ๒-๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก หารือไปทางประกันสังคมครับ ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกันตน ได้ร้องเรียนมาครับว่าเงินที่เขาได้จ่ายเข้าสู่ประกันสังคม ช่วงนี้เป็นช่วงสถานการณ์โควิด (COVID) แล้วก็อยู่ในความยากลำบากมาก บางคนได้ออกจากระบบประกันสังคมไปแล้ว ก็อยากจะนำเงินที่ได้จ่ายเข้าสู่กองทุนประกันสังคมออกมาใช้ก่อนได้หรือไม่ เพราะว่า ตามระเบียบ ตามกฎเกณฑ์แล้วจะสามารถนำเงินออกมาใช้ได้ต้องอายุ ๕๕ ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้นอยากจะให้ทางประกันสังคมได้ทบทวนระเบียบและกฎเกณฑ์ให้ผู้ประกันตน สามารถนำเงินของเขาออกมาใช้ก่อนในเวลากำหนด🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องทางเลี่ยงเมืองของจังหวัดอ่างทอง ผมได้หารือกับท่านประธาน หลายครั้ง และทางกระทรวงคมนาคมเองก็ได้มีการดำเนินการต่อเนื่อง มีความคืบหน้า อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ล่าสุดได้มีการสำรวจออกแบบเรียบร้อยแล้ว ได้มีการเจรจากับผู้ที่ อยู่บนสายทางเรียบร้อยแล้วในกรณีที่จะมีการเวนคืน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการออก พ.ร.ฎ. เวนคืน ก็อยากจะให้ทางกระทรวงคมนาคมนั้นเร่งออก พ.ร.ฎ. เวนคืน และตั้ง งบประมาณในปี ๒๕๖๖ ในส่วนของเงินเวนคืนให้กับพี่น้องประชาชนครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องราคาสินค้าบริโภคที่วันนี้ราคาสูงขึ้นมากในหลายชนิด ส่งผล กระทบกับพี่น้องประชาชน อยากให้ทางรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางกระทรวงพาณิชย์เอง ได้เร่งพิจารณา แล้วก็พยายามที่จะควบคุมราคาสินค้าบริโภคให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ พอสมกับพี่น้องประชาชน🔗
เรื่องที่ ๔ เรื่องแถมครับท่านประธาน เวลายังพอมีเหลือ เรื่องเงินชดเชย เยียวยาน้ำท่วม หลังจากที่น้ำท่วมผ่านมาหลายเดือนแล้วครับ พี่น้องประชาชนรอเงิน ช่วยเหลือเยียวยา ทั้งในส่วนของภาคการเกษตรและในส่วนของบ้านเรือนที่เสียหาย ฝากรัฐบาลเร่งดำเนินการครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกล ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ กรมประมง กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ซึ่งพรรคก้าวไกลได้รับเรื่องร้องเรียนจากคุณมาโนช ดวงดี นายกสมาคมประมงพื้นบ้านปากพนังว่า แม่น้ำปากพนังสิ่งแวดล้อมที่เคยอุดมสมบูรณ์บัดนี้ก็เสียหาย สัตว์น้ำมากมายหายไป กรมประมงจะแก้ปัญหาอย่างไร พื้นที่ปากแม่น้ำก็ตื้นเขินจากเดิมที่ลึก ๑๒ เมตร ตอนนี้ ลึกแค่ ๔-๕ เมตร เรือประมงขนาดกลางก็เข้าออกไม่ได้ กรมเจ้าท่าจะช่วยขุดลอกได้หรือไม่ คลังน้ำมันบริเวณนั้นก็ต้องปิดตัวลง ต้นเหตุก็มาจากกรมชลประทานที่ทราบดีถึงการเปิดปิด ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิทำให้น้ำทะเลเน่าครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ประชาชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน แล้วผม ก็เข้าไปดูพื้นที่บริเวณพื้นที่หาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี บ้านคลองสน ตำบลอ่าวนาง และพื้นที่หมู่ ๗ ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ มีการบุกรุกที่ดินล้อมรั้วเป็นข่าวใหญ่โต มีทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดิน ซึ่งปรากฏว่ามีการ บุกรุกกว่า ๑๐๐ ไร่ แต่กลับมีนายตำรวจใหญ่ในพื้นที่พยายามไปหยุดยั้งร้อยเวร รวมทั้ง พยายามไม่ให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ดินในเขตอุทยานที่ออกโดยไม่ชอบ ขอให้ กระทรวงมหาดไทยต้องไปจัดการเอง มท. ๑ ต้องร่วมไปดำเนินการเอง เพราะผมไม่เชื่อมือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม คุณวราวุธต้องกำชับเจ้าหน้าที่อุทยานที่มีป้อมเจ้าหน้าที่อยู่บริเวณดังกล่าว แต่รกร้าง เจ้าหน้าที่ก็ไปรังแกชาวประมงชาวบ้านด้วย🔗
เรื่องสุดท้ายครับ ถนนสายบ้านกระบี่น้อย ผ่านหมู่ ๑๐ ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมืองกระบี่ ชำรุดมาก เนื่องจากมีรถบรรทุกดินเกินขนาดวิ่ง สร้างความเดือดร้อน ให้กับประชาชน ๒ ข้างทางผู้ใช้รถใช้ถนน รถบรรทุกก็ไม่มีผ้าคลุมกระบะด้านหลัง ขอให้ กระทรวงมหาดไทย จังหวัดกระบี่ ตำรวจภูธร แล้วก็หน่วยงานทางหลวงจัดการเรื่องนี้ โดยด่วนด้วยครับ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวก็ไม่ห่างจากเทศบาลตำบลกระบี่น้อย ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย ในช่วงที่ผ่านมาผมได้มี โอกาสลงไปพบปะพี่น้องที่บ้านผัง ๑๘ ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอมะนัง ร่วมกับท่านนายกดนัย สุวรรณโณ และได้รับร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ำ บริเวณนั้นก็จะมี สวนปาล์มกับสวนยางเป็นหลัก ในส่วนราคาปาล์มต้องบอกว่าดีแล้วครับ ราคาค่อนข้างสูง แต่ว่าพี่น้องอีกจำนวนมากที่ทำสวนยาง แล้วราคาต้องบอกว่าไม่ไหวเลย ท่านประธานครับ ตอนนี้ต้องบอกว่าของราคาขึ้นเอา ขึ้นเอา ทั้งน้ำมันเองก็ขึ้นแล้วขึ้นอีก หมูก็ขึ้น ไข่ก็ขึ้น แต่ว่าราคายางต้องบอกว่าไม่ขึ้นเหมือนไข่ จึงอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ รวมไปถึงกระทรวงพาณิชย์ อยากจะให้มีการหามาตรการเพื่อแก้ปัญหานี้ ให้กับพี่น้องประชาชนด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ตำบลสาคร อำเภอท่าแพ ซึ่งพอเข้าช่วงหน้าแล้งบริเวณนี้จะมีปัญหาทุกปี การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตอนนี้ทาง อบต. เองก็ได้จัดรถน้ำไว้ให้บริการประชาชนที่น้ำไม่เพียงพอ แต่ในการแก้ปัญหาระยะยาว ทางการประปาส่วนภูมิภาค สาขาละงู ต้องขอบคุณท่านผู้การที่ได้มีการทำเรื่องขอขยายเขต เข้าไป รวมไปถึงการตั้งสถานีจ่ายน้ำที่บริเวณบ้านห้วยไทร ตำบลละงู อำเภอละงู เพื่อที่จะ เป็นจุดศูนย์กลางในการจ่ายน้ำเข้าไปในเขตพื้นที่อำเภอท่าแพ ซึ่งตอนนี้ทางการประปาเอง ก็ได้ทำเรื่องขออนุญาตใช้พื้นที่ครับ แต่ว่าพื้นที่นั้นเป็นบริเวณวัดและยังไม่มีเอกสารสิทธิ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำอันดับแรกก็คือตอนนี้ทางวัดเองก็ขอออกเอกสารสิทธิเพื่อที่ จะได้มีเอกสารสิทธิในการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน ผมเองก็อยากจะฝากท่านประธาน ผ่านไปยังกรมที่ดิน อยากจะให้มีการเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แล้วเสร็จให้เร็วที่สุด หลังจากนั้นทางการประปาเองก็จะได้ดำเนินการขั้นตอนอื่นต่อไป และได้ตั้งสถานีจ่ายน้ำ ให้กับพี่น้องประชาชนต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ ผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขตอำเภอปากช่อง พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนคนบ้านท่ามะนาว หมู่ที่ ๑๐ ตำบลหนองสาหร่าย ได้รับความเดือดร้อนเกี่ยวกับถูกไล่ออกจากที่ที่เคยอาศัยทำกินอยู่ ๗๐ กว่าปีมาแล้วครับ เนื่องจากว่ามีโครงการก่อสร้างเมกะโพรเจกต์ (Megaproject) รถไฟรางคู่ตัดผ่านที่ดังกล่าว สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนจำนวนมาก หลายสิบหลังคาเรือน โดยพี่น้อง ประชาชนนั้นเรียกร้องว่า ๑. ขอให้ได้รับค่ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างด้วยความเป็นธรรม ๒. ขอให้ รัฐบาลจัดทำที่ทำกินแหล่งใหม่ให้กับประชาชนด้วย และ ๓. หากจัดที่ทำกินให้พี่น้องประชาชน ไม่ได้ ต้องชดเชยค่าทำกินในอนาคตที่ควรจะได้ให้สมประโยชน์ตามความจริงที่ประชาชนควรจะ ได้รับด้วย ผมจึงนำเรื่องความเดือดร้อนมาผ่านท่านประธานไปยังหัวหน้ารัฐบาล ท่านนายกฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ให้ลงมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนชาวอำเภอปากช่องด้วย🔗
ต่อมาถนนหลายเลข ๒๒๔๓ ที่ใช้ เชื่อมต่ออำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เชื่อมต่อไปยังอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมานั้น ช่วงบริเวณที่เป็นปัญหามากที่สุด ก็คือบ้านหลังเหว มอเตาถ่าน เป็นทางขึ้นเขา คับแคบ มีโค้งอันตราย เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง อย่างในภาพท่านประธาน พี่น้องประชาชนขอให้ ขยายถนนเป็น ๔ เลน พร้อมติดไฟส่องสว่างให้เกิดความปลอดภัยในการสัญจรไปมา อีกทั้ง ก่อสร้างราวกันอันตรายด้วย เพราะว่ามันมีเหว บ้านหลังเหวชื่อก็บอกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เวลารถวิ่งเฉี่ยวชนจะตกไปในเหว จึงขออนุญาตท่านประธานผ่านท่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมให้รีบมาจัดการช่วยจัดสรรงบประมาณให้กับพี่น้องประชาชนชาวอำเภอ ปากช่องด้วย ขอบคุณครับ🔗
นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอหารือปัญหาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน ผ่านท่านประธานไปถึงรัฐบาล ดังนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ขอหารือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สืบเนื่องจาก กระผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายราเชนทร์ เจริญมี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๗ ตำบลทุ่งควายกิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ว่าสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กฝายประชาอาสา ถนนสาย สามแยกประแสร์ เขาจุก ๑๕ ซอยฝายประชาอาสา หมู่ที่ ๗ ตำบลทุ่งควายกิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เชื่อมกับหมู่ที่ ๑ ตำบลน้ำเป็น อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง มีสภาพคับแคบ รถยนต์ รถบรรทุกสินค้าการเกษตรไม่สามารถวิ่งสวนกันได้ ทั้งมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ก่อสร้างมา ๔๐ ปี ถนนสายดังกล่าวก็ยังเป็นถนนลูกรังด้วย ก็ขอให้กระทรวงมหาดไทย ได้เร่งรัดจัดสรรงบประมาณดำเนินการก่อสร้างขยายสะพานฝายประชาอาสาดังกล่าว พร้อมด้วยถนนลูกรังในตำบลทุ่งควายกินด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอหารือผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สืบเนื่องจากกระผมได้รับร้องเรียนจากนายสมิท ระวังผิด ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๖ ตำบลน้ำเป็น อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งรัดออกระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการอยู่อาศัย หรือทำกิน ตามโครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ เพื่อการดำรงชีพ อย่างเป็นปกติธุระ พ.ศ. .... ซึ่งออกตามมาตรา ๖๔ วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดให้ในกรณีบุคคลที่อาศัยหรือทำกินได้ครอบครองที่ดินก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เสื่อมสภาพ หรือเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินไปจากเดิม เก็บหา นำออกไปกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพ ซึ่งไม้ หิน กรวด ทราย แร่ ปิโตรเลียม หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น ซึ่งกระทำไประบบนิเวศนี่ ทำให้ พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ซึ่งระเบียบดังกล่าวถ้าสามารถทำได้จะทำให้พี่น้อง ประชาชนที่อาศัยอยู่ดั้งเดิมสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขครับ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
คุณสมหญิง บัวบุตร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสมหญิง บัวบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอำนาจเจริญ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันได้รับหนังสือร้องเรียนจาก นายดาบชัย พิทักษ์เทพสมบัติ นายกเทศบาลตำบลสร้างถ่อน้อย และพี่น้องประชาชนตำบลสร้างถ่อ และตำบลจิกดู่ เนื่องจากว่าถนนเส้นทางที่อยู่ในความรับผิดชอบของทางหลวงชนบทเป็นเส้นทาง ๑๑ กิโลเมตร ที่ต้องผ่านป่าดงใหญ่ ซึ่งเป็นป่าขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ ๒๕,๐๐๐ ไร่ แล้วก็เป็นเส้นทางระหว่างบ้านโนนแคน บ้านสร้างถ่อ บ้านหนองไหล ที่จะต้องเดินทางไป ในตัวอำเภอ เวลากลางคืนมาก็จะมีสัตว์เลี้ยง ที่สำคัญนะคะท่านประธาน มันมีผู้ลักลอบตัด ต้นไม้ อันนี้ก็สร้างปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทางหมู่บ้านเองต้องการไฟส่องสว่าง จากหน่วยงาน กระทรวงคมนาคม อยากฝากเรียนท่านประธานไปถึงกระทรวงคมนาคมได้ สนับสนุนงบประมาณลงไป ติดไฟส่องสว่างให้พี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมา เพื่อให้ได้รับ ความปลอดภัย แล้วก็ได้ดูแลป่า คุ้มครองป่านะคะ🔗
เรื่องที่ ๒ ค่ะท่านประธาน เกี่ยวกับเงินเยียวยาจากสัตว์เลี้ยงวัว ควายที่ ล้มตายจากโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Disease) จังหวัดอำนาจเจริญยังไม่ได้รับอนุมัติเงิน ส่วนนี้ ท่านประธานที่เคารพคะ เป็นความหวังของคนที่สูญเสีย และเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เขา จะต้องมาเพื่อเลี้ยงชีพ และเพื่อต่อยอดของเขาในการดำรงชีวิตอยู่ อันนี้เรายังไม่ได้รับ งบประมาณในส่วนนี้ ซึ่งรัฐบาลเองก็ได้กำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะต้องจ่ายเท่าไรแล้ว มันเป็น ความหวานที่รัฐบาลได้ออกข่าว แล้วก็บอกว่าจะให้เขา แต่เขายังไม่ได้รับเงินส่วนนี้เลย อันนี้ เป็นความเดือดร้อน เรียนท่านประธานฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อที่สนับสนุนเงินลงไปช่วยพี่น้องประชาชน เพื่อจะได้ดำรงชีพค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
คุณอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ขอหารือ ถึงสำนักนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ๒ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ เรื่องปัญหาการจำหน่ายใบพืชกระท่อมในบริเวณที่ไม่เหมาะสม ใบพืชกระท่อมหลังจากที่ปลดล็อกแล้วนี้ มันมีทั้งข้อดี หลากหลายเหตุผล แต่ในส่วนของด้านลบ ในส่วนของจังหวัดชายแดนภาคใต้เราจะทราบว่าเขาจะใช้ใบพืชกระท่อมต้ม แล้วใช้ผสมกับ ยาแก้ไอ ทำให้มึนเมา ๔ คูณ ๑๐๐ ที่เราได้ยินกันมาโดยตลอด มีการจำหน่ายอยู่ทั้ง หน้าโรงเรียน สี่แยกไฟแดง ดูแล้วหดหู่ใจ ก็อยากจะฝากหน่วยงานที่รับผิดชอบใช้กฎหมาย ที่มีอยู่ใช้บังคับได้ในการควบคุมการจำหน่ายในสถานที่ที่เหมาะสม เรื่อง พ.ร.บ. ความสะอาด ของพื้นที่ การขายที่ทางเท้า หรือว่ามีการออกกฎหมายในการควบคุมไม่ให้มีการจำหน่าย หน้าโรงเรียน หรือห่างจากโรงเรียน ๕๐๐ เมตรเป็นต้น🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องของการพิจารณาดำเนินคดีบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิดในหลายคดีในคราวเดียวกัน เรื่องนี้มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดสงขลา ที่ผมได้ทราบข่าวมา ที่ผ่านมาผมเอง ได้เคยหารือในสภา ได้หารือ ได้ตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีมาตอบ และได้มีผู้ร้องมาร้อง ที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่มาชี้แจงแล้วว่า จะเข้มงวด จะมีการตรวจสอบว่าไม่ให้มีการปล่อยปละละเลย ให้มีการดำเนินคดีในคราวเดียวกัน กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาหลายคดี แต่จนบัดนี้ก็ยังมีเหตุการณ์อย่างนั้นหลายคดี ในช่วงเดือน ที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า ๕ รายที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีที่เจ้าหน้าที่หละหลวม ไม่เคร่งครัดในการตรวจสอบดำเนินคดีกับบุคคลในคราวเดียว จึงฝากท่านประธานนำเรียน ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณวุฒินันท์ บุญชู🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วุฒินันท์ บุญชู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดสมุทรปราการ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ถนนบางนา-ตราด ตั้งแต่ กม. ที่ ๔ จนถึง กม. ๒๕ จะมีจุดตัดใหญ่อยู่ ๒ จุด ก็คือจุด กม. ที่ ๑๒ ซึ่งเป็นจุดตัดซอยวัดหลวงพ่อโต หรือซอยวัดกิ่งแก้ว และจุดตัดที่ กม. ที่ ๑๘ เป็นจุดตัดของซอยวัดศรีวารีน้อย ๒ จุดใหญ่นี้จะเป็นจุดที่มีการจราจรคับคั่ง และเป็นสถานที่ประกอบการขนส่งประเภทลานตู้คอนเทนเนอร์ (Container) แต่ก็เป็นเรื่อง ปกติที่มีการขนส่ง มีธุรกิจประเภทนี้ แต่สิ่งที่ผิดปกติก็คือว่าในช่วงเวลาเร่งด่วน ทั้งช่วงเช้า และช่วงเย็น จะมีรถหัวลาก หรือรถเทรลเลอร์ (Trailer) ออกมาวิ่งบนท้องถนนในช่วงเวลา ห้ามวิ่ง ทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น และถ้าสังเกตเห็นรถเทรลเลอร์ (Trailer) บางคันมีสติ๊กเกอร์ (Sticker) ติดอยู่บริเวณหน้ากระจกด้านหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นก็สร้างความงุนงงและอึดอัด กับประชาชนผู้สัญจรบนท้องถนนเป็นอย่างยิ่ง ผมในฐานะของตัวแทนประชาชน และรับผิดชอบอยู่ในพื้นที่ และได้ปรึกษาหารือกับสื่อท้องถิ่นก็คือต้นปราการ เพื่อหา แนวทางแก้ไขการจราจรในพื้นที่ที่มีการคับคั่ง แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงก็คือ สภ. บางพลีและบางแก้ว ผมอยากจะเรียนผ่านไปยังท่านประธานให้ทำหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ก็คือ สภ. บางพลีและ สภ. บางแก้ว ให้ส่งเจ้าหน้าที่มาดูแลและตรวจสอบการฝ่าฝืนกฎ จราจร ก็คือการวิ่งรถเทรลเลอร์ (Trailer) ในช่วงเวลาห้ามวิ่ง และมาอำนวยความสะดวก ให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงเร่งด่วนในช่วงเช้าและช่วงเย็นครับ ขอบคุณครับ🔗
คุณบุญญาพร นาตะธนภัทร🔗
กราบเรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน บุญญาพร นาตะธนภัทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังชาติไทย วันนี้ดิฉันขอหารือไปยังท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจังหวัดนครราชสีมาและพี่น้อง ชาวอีสานมาเรียนต่อที่ประชุมเพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้🔗
ด้วยพี่น้องประชาชนจังหวัดนครราชสีมาและพี่น้องชาวอีสานจำนวนมาก ได้ร้องเรียนมายังดิฉันถึงความเดือดร้อนและความลำบากในการสัญจรบนถนนมิตรภาพ เส้นทางกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดนครราชสีมาว่ามีการจราจรที่ติดขัดตลอดเส้นทาง ซึ่งในอดีตจะติดขัดเฉพาะช่วงวันเทศกาลปีใหม่ หรือเทศกาลวันสงกรานต์เท่านั้น แต่ในปัจจุบันนี้ ติดขัดแทบตลอดทุกวัน แต่กรมทางหลวงกลับแก้ปัญหาโดยเปิดให้ใช้บริการชั่วคราวทางหลวง พิเศษระหว่างเมืองมอเตอร์เวย์ (Motorway) หมายเลข ๖ หรือมอเตอร์เวย์ (Motorway) บางปะอิน-โคราช ช่วงอำเภอปากช่องถึงอำเภอสีคิ้ว ระยะทาง ๓๖ กิโลเมตร ซึ่งเป็นทาง ยกระดับถนนมิตรภาพเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางฟรีช่วงเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๕ เท่านั้น ดิฉันเห็นว่ากรมทางหลวงควรจะพิจารณาเร่งเปิดใช้ทางหลวงพิเศษระหว่าง เมืองดังกล่าวในส่วนที่ก่อสร้างเสร็จเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไปพลาง ก่อน ไม่จำเป็นต้องรอให้ก่อสร้างเสร็จทั้งระบบในปี ๒๕๖๖🔗
ท้ายที่สุดนี้ดิฉันจึงกราบเรียนมาเพื่อขอความกรุณาจากท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ได้โปรดนำปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจังหวัดนครราชสีมา และพี่น้องชาวอีสานมาพิจารณาเพื่อหาหนทางช่วยเหลือโดยเร็วต่อไป จึงกราบเรียนมา เพื่อโปรดพิจารณาและขอขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ขอนำปัญหาพี่น้องประชาชนชาวสวนลำไย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายเขตเลือกตั้งของผม มีอำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอแม่สรวย และอำเภอแม่ลาว ได้ฝากทวงถามทางรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งผมได้ประสานงานมาโดยตลอดครับ เงินชดเชย ไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๒๕ ไร่ ก็ขอฝากทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องชาวสวนลำไยต่อไปครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องไฟป่า หมอกควัน แล้วก็พีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ครับ ซึ่งจังหวัดเชียงรายนั้นถือว่าเป็นจังหวัดภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบเรื่องไฟป่า หมอกควัน เป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนได้เข้าไปช่วยเหลือผู้นำหมู่บ้าน ชรบ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ไปสร้างแนวกันไฟป่า แต่ปรากฏว่างบประมาณในส่วนราชการยังสนับสนุน น้อยมากครับ เหตุไฟป่านี้จะรุนแรงในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายนนี้เอง จากนี้ไปอีก ไม่ถึงเดือน ก็ขอฝากรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยได้สนับสนุนค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าอุปกรณ์ที่จะสนับสนุนในการที่จะไปดับไฟป่าครับ🔗
สไลด์ (Slide) อันนี้ผมจะให้เห็นว่า ที่อำเภอแม่สรวย พ่อหลวงบ้านได้นำพี่น้องประชาชนจิตอาสาเข้าไปสร้างแนวกันไฟโดยใช้ เงินส่วนตัวครับ พ่อหลวงดีมาครับ ในตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย เป็นแหล่ง จะเห็นว่าพี่น้อง ร่วมไม้ร่วมมือกัน และอีกอันหนึ่งขอภาพต้น ๆ ที่อำเภอเวียงป่าเป้าพี่น้องประชาชนได้จัดงาน วิ่งเพื่อหาเงินสนับสนุน โดยการนำของท่านนายอำเภอวุฒิกร คำมา พี่น้องประชาชน ผู้นำหมู่บ้าน ได้เงินมาส่วนหนึ่ง วันนั้นเผอิญผมเป็น ส.ส. ในพื้นที่ก็มีโอกาสได้ไปร่วมงาน ก็ขอชื่นชมและให้กำลังใจ ฝากกระทรวงมหาดไทยช่วงเร่งเรื่องงบประมาณด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปรองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมขอหารือ ๑ เรื่อง คือเรื่องขอให้ กระทรวงการคลังจัดตั้งหน่วยงานเพื่อรับแลกอสังหาริมทรัพย์มาเป็นเงินสด ด้วยผมได้รับ การร้องเรียน ได้รับการอภิปรายร่วมกับสมาชิกชมรมรักษ์สุขภาพ ชมรมเดินวิ่ง ชมรม ข้าราชการอาวุโส และได้ศึกษาจากคอลัมนิสต์ (Columnist) ของหนังสือพิมพ์บางฉบับ พบว่าสังคมไทยเดินเข้าสู่สังคมผู้อาวุโส แต่ไม่มีกลไกของรัฐเพื่อที่จะแลกเปลี่ยน อสังหาริมทรัพย์ที่เขาสร้างมาตลอดชีวิตของเขา เขามีอสังหาริมทรัพย์ มีความมั่งคั่ง แต่พอถึง เวลาอาวุโสแล้วเขาไม่มีเงินสดที่จะใช้ ประเด็นก็คือว่าทำอย่างไรที่จะให้กระทรวงการคลัง จัดตั้งกลไกของรัฐ หรือว่าหน่วยงานที่มารับแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ โฉนด น.ส.๓ หรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ เพื่อเอามาเป็นเงินสดให้เขาใช้จ่ายในยามเขาเป็นผู้สูงอายุ เป็นวัยชราภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุวัยชราภาพที่เป็นโสด หรือเป็นคนที่ไม่มีทายาท อสังหาริมทรัพย์ก็จะมีมากมาย หรือมีอยู่พอสมควร ทำอย่างไรที่เขาจะได้เอาอสังหาริมทรัพย์ อันนี้ไปแลก ไปเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังตั้งขึ้นมา เพื่อเอาเป็นเงินสดมาจับจ่ายใช้สอย ไปวัด ไปพักผ่อน ไปเที่ยว หรืออำนวยความสะดวกก่อนที่เขาจะถึงแก่วายชนม์ ดังนั้น จึงขอเรียนมายังประธานเพื่อแจ้งไปยังรัฐบาลและกระทรวงการคลังให้คิดจัดตั้งหน่วยงาน เพื่อแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินสดใช้จ่ายให้กับผู้สูงอายุได้มีชีวิตมีสุขในช่วงปลาย ด้วยครับ ท่านประธานครับ จึงเรียนมาเพื่อฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณวิสุทธิ์ ไชยณรุณ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ อย่างสูงครับ กระผม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ อยากจะขอให้ท่านประธานได้ทำหนังสือเร่งด่วนถึงอธิบดี กรมป่าไม้ เนื่องจากว่าพื้นที่อำเภอจุนกับอำเภอปง ต่อไปอำเภอเชียงม่วนนั้นได้รับ งบประมาณจากหน่วยสร้างทางของกรมทางหลวง เครื่องจักร เครื่องกล ขนไปไว้ในพื้นที่ ๓ เดือนแล้วครับ ป่านนี้ยังไม่สามารถจะก่อสร้างได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นหน่วยงานของรัฐเหมือนกัน ทราบมาว่าป่าไม้ยังไม่อนุญาต ติดขั้นตอนหลายอย่าง วันนี้ผมก็ได้โทรศัพท์ไปหาท่าน ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาเพื่อขอให้ท่านได้ติดตาม ท่านก็บอกท่านจะติดตามไปที่สำนัก จัดการป่าไม้ จากนั้นก็จะมา ทสจ. แล้วจากผู้ว่าราชการจังหวัดไปถึงอธิบดีกรมป่าไม้ ถนนเส้นนี้รอมาหลายสิบปี ในช่วงที่พวกผมเป็นรัฐบาลก็ขยายไหล่ทางไปได้แค่ ๒ กิโลเมตร ๗-๘ ปี เป็นความหวังของพี่น้องประชาชน ได้เห็นปัญหาของการทำงานในหน่วยราชการ ของเราชักช้า ขาดการประสานงานที่ดี ผมว่าไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่จังหวัดพะเยาเช่นนี้ ผมเชื่อว่าจะมีปัญหาเรื่องนี้อีกหลายพื้นที่ในประเทศไทยที่ได้รับงบประมาณ แต่ไม่สามารถ ก่อสร้างได้ ผมว่าทั้ง ๒ กระทรวง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมควรจะพูดจาปรึกษาหารือกันก่อนจะให้งบประมาณ ไปสร้างเส้นทางสายไหน กรุณาได้ปรึกษาหารือและขออนุญาตให้เรียบร้อย เพื่อประโยชน์ ของประชาชน ช้าไปถนนก็ช้า ประชาชนก็ขาดประโยชน์ รัฐบาลก็ไม่สามารถนำเงิน งบประมาณออกไปกระจายสู่พื้นที่ได้ก็ทำให้เศรษฐกิจไม่ดีเท่าที่ควร กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ🔗
ต่อไปคุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหารือดังนี้🔗
เรื่องที่ ๑ อยากจะขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลทางหลวงชนบท เส้น ศก. ๓๐๒๖ ซึ่งเส้นนี้เป็นรอยต่อระหว่างการดูแลของทางหลวงชนบท และองค์การ บริหารส่วนจังหวัด เป็นการเดินทางระหว่างตำบลโพนยางไปตำบลบุสูง อำเภอวังหิน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ สืบเนื่องจากที่ผมเคยหารือไป ในวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๓ เรื่องโครงการน้ำประปาของตำบลโพนค้อ หมู่ที่ ๕ ที่ยังไม่ได้รับการดูแล บัดนี้ได้รับการดูแล แล้วครับ แต่ปัญหายังมีเช่นนี้ครับ คือฝั่งตะวันออกมีน้ำประปาใช้ แต่ฝั่งตะวันตกยังไม่มี น้ำประปาใช้ ทำให้ชาวบ้านที่เขามีทุนเขาก็ต้องมาต่อท่อ แต่ส่วนที่ไม่มีทุนเขายังไม่ได้ใช้น้ำ ผมได้หารือต่อไปทางองค์การบริหารส่วนตำบล ปรากฏว่ายังมีอีกหลายคุ้มครับ ไม่ว่าจะเป็น คุ้มโนนดู่ คุ้มโนนระเหว หรือคุ้มสาเมีย ที่ยังไม่มีน้ำประปาใช้ องค์การบริหารส่วนตำบล อยากจะทำประปาชุมชนไปให้ครับ แต่ชาวบ้านเขาก็หวังว่าในหมู่บ้านเดียวกันต่างคุ้มเท่านั้น เขาก็ยังจะได้รับคุณภาพที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน ฝากการประปาส่วนภูมิภาคดูแลครับ🔗
ประเด็นต่อมาฝากเรื่องราคาพืชผลครับ บัดนี้ของแพงเราทราบครับ แต่พืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำมาก ยกตัวอย่างเช่น พริกเขียว เดือนธันวาคม ขายกิโลกรัมละ ๔๐-๕๐ บาท ตอนนี้เหลือกิโลกรัมละ ๑๕-๑๖ บาท หอม กระเทียม ก็ราคาตกครับ🔗
ท้ายที่สุดท้ายฝากทางกระทรวงมหาดไทยครับได้คุยกับจังหวัดครับ ให้ผู้ว่า ราชการแต่ละจังหวัดได้ปฏิบัติในจังหวัดนั้น ๆ ตามเกณฑ์สีด้วย อย่างเช่น จังหวัดที่เป็นสีฟ้า ที่รับนักท่องเที่ยวได้ แต่ปรากฏว่าบางจังหวัดมาตรการในจังหวัดยังเป็นแบบสีเหลือง สีแดงอยู่ ฝากด้วยนะครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปรองศาสตราจารย์ สุรวาท ทองบุ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอปรึกษาหารือท่านประธานสภารวม ๓ เรื่องดังนี้🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการตามเกณฑ์อัตรากำลัง และทบทวนเกณฑ์อัตรากำลังครู ผู้บริหาร ธุรการ ภารโรง และบุคลากรอื่น ๆ ตามหนังสือ สำนักงาน กคศ. ที่ ศธ ๐๒๐๖.๖/ว ๒๓ ลงวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ ท่านประธานครับ ขอให้ สพฐ. ได้ดำเนินการจัดเกลี่ยและบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายครูให้เป็นไปตามเกณฑ์ มีการบรรจุรองผู้อำนวยการในโรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ ๑๒๐ คนขึ้นไป บรรจุธุรการให้เป็น ข้าราชการ บุคลากร ๓๘ ค. (๒) หรือเป็นพนักงานราชการ หรืออัตราจ้างงบบุคลากร และให้ทบทวนให้มีการกำหนดอัตราผู้อำนวยการและภารโรงให้ครบทุกโรงเรียน รวมทั้ง ทบทวนเกณฑ์อัตรากำลังในโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมศึกษาด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีงบประมาณเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ การตรวจเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) หรือเอทีเค (ATK) ให้กับนักเรียน ครู ผู้ปกครองด้วย เพราะไม่มีงบประมาณในการดำเนินงานในด้านนี้เป็นภาระมาก🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กระทรวง อว. และ ทปอ. ได้พิจารณาดำเนินการจัดให้ นักเรียนที่ตรวจพบว่ามีผลเป็นบวกจากการตรวจเอทีเค (ATK) ได้เข้าสอบเพื่อนำคะแนนไป คัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบทีแคส (TCAS) ทุกคน เพราะจะให้รออีก ๑ ปีจะทำให้เสียเวลา เสียโอกาส และเสียอนาคตของนักเรียนเหล่านี้ด้วย ทั้ง ๓ ข้อนี้ หากไม่ดำเนินการแล้วเราจะหาคุณภาพ หาขวัญกำลังใจ และสร้างอนาคตให้ที่ดีให้กับ ประเทศชาติไม่ได้ครับ หากไม่ได้ดำเนินการครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ตอนบ่ายท่านประธานเดินทางไปวัดพระศรีมหาธาตุ ไปพบกับ คุณพ่อ คุณแม่ของคุณหมอกระต่าย แพทย์หญิงวราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล ไปให้กำลังใจ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ซึ่งผมเองได้มีโอกาสเดินทางไปด้วย พวกเราทุกคนต่างเศร้า สะเทือนใจกับเหตุการณ์นี้มาก จากเวลาที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณพ่อ คุณแม่ของคุณหมอ ทำให้ทราบว่าทั้ง ๒ ท่านทุกข์ใจมากครับ ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นความทุกข์ใจของคน แค่ครอบครัวเดียว แต่ทุกนาทีที่ผ่านไปกว่า ๑๗๐ ครอบครัวในแต่ละวันต้องเผชิญเหตุการณ์ เดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าครับ ดังนั้นผมจึงขอถือโอกาสนี้หารือที่ประชุมแห่งนี้เป็นกระจกสะท้อน ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก คือเรื่องของการหย่อนยานของวินัยจราจร ดูจาก ๗ ข้อหาครับ ไม่ว่าจะเป็นไม่เสียภาษี ไม่มีป้ายทะเบียน ไม่หยุดตรงทางข้าม ไม่มีกระจกส่องหลัง ทำให้ ที่ที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือทางม้าลายกลายเป็นที่ที่อันตรายที่สุด ก้าวลงไปแล้วเหมือน ตายไปครึ่งตัว ผมฟังคุณพ่อ คุณแม่พูดแล้วสลดใจมากครับ เรื่องนี้เราพูดกันมานานมาก เรื่องบทลงโทษที่เด็ดขาด แต่ก็ยังไม่เคยเห็นสักทีที่คนทำผิดจะโดนลงโทษสถานหนัก ถูกยึดใบขับขี่ หรือไม่มีสิทธิได้ขับรถ ถึงเวลาที่ต้องกดปุ่มเรื่องวินัยจราจรอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องนี้ท่านประธานก็ย้ำมาตลอด ต้องลบคำสบประมาทให้ได้ว่าเมืองไทยเป็นสุสาน ของนักปั่น เป็นสุสานของคนเดินถนน🔗
ประการที่ ๒ ครอบครัวเขาคาใจเรื่องการทำงานของเจ้าหน้าที่ครับ ผ่านไป ตั้งนานยังไม่มีใครแจ้งให้ครอบครัวทราบ มาอ้างว่าโทรศัพท์ของคุณหมอล็อก โทรศัพท์ล็อก โทรออก แต่ไม่ได้ล็อกโทรเข้า ญาติเขาโทรเข้ามาเป็นสิบสายไม่มีใครใส่ใจที่จะรับสาย เพื่อจะแจ้งเหตุเขาสักคน ตรงนี้ก็ไม่แปลกที่เขาคาใจ🔗
ประการที่ ๓ คือทางครอบครัวไม่มั่นใจเลยครับว่าจะได้รับความเป็นธรรม ในการดำเนินคดี ตัวอย่างง่าย ๆ เลยคือ เขาสงสัยว่าผู้ต้องหาคดีร้ายแรงแบบนี้ทำไม ถึงไปบวชได้ สังคมก็ตั้งคำถามครับ🔗
สุดท้ายผมขอพูดแทนคุณพ่อ คุณแม่ คุณหมอว่า ทั้ง ๒ ท่านไม่สบายใจมาก แต่ว่าท่านก็มีความเป็นผู้ดี ไม่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ให้เสียหาย ก็ขอฝากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณไตรรงค์ ติธรรม ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ไตรรงค์ ติธรรม เขต ๒ จังหวัดบึงกาฬ พรรคเพื่อไทย ขอเรียนหารือไปยังท่านนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเดียว ท่านอื่นไม่เกี่ยว คือเรื่องนายกรัฐมนตรี จะรับผิดชอบอย่างไรในเหตุการณ์ต่อไปนี้🔗
เรื่องที่ ๑ โรคลัมปี สกิน (Lumpy skin) จังหวัดบึงกาฬยังไม่ได้สักบาท วัวตาย ๒๐๐ กว่าตัว และทั่วประเทศก็ยังไม่ได้รับเงิน ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาหลายเดือนแล้ว🔗
เรื่องที่ ๒ ที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ เรื่องหมู ๆ ที่สภาเราได้พูดคุยกันเมื่อวันพฤหัสบดี ที่แล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาวันก่อนนี้มีกลุ่มผู้เลี้ยงหมูในเขต ๔ ตำบล ๕ ตำบล ของอำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ จำนวน ๔๓ ราย ไปพบผมก็นั่งร้องห่มร้องไห้ว่าหมดตัวแล้วครับ หมูนี้ ส่วนมากรายย่อยเขาเลี้ยงต่ำกว่า ๑๐๐ ตัว ๒๐-๓๐ ตัว ๔๐-๕๐ ตัว ต้นทุนเลี้ยงหมูถ้าได้ ๑๐๐ กิโลกรัม ก็จะประมาณ ๕,๐๐๐ บาท ฉะนั้นคนที่เลี้ยงหมูวันนั้นเขาลงชื่อให้ผมดูแล้ว เสียหายตั้งแต่ ๑๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป จนถึง ๖๐๐,๐๐๐ บาท มีทุกระดับ ฉะนั้นรัฐบาล นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจสั่งการเรื่องราว ในการบริหารประเทศได้ เรื่องเงินงบกลางก็สามารถสั่งจ่ายได้ โดยผ่าน ครม. ตามขั้นตอน ท่านจะช่วยอย่างไร เยียวยาเขาอย่างไร ตอนนี้เขาไม่มีทุนกลับกู้คืนมาแล้ว ฉะนั้น มีวิธีหนึ่งเขาบอกว่าฝากนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ๑. ราคาอาหารหมูก็แพงขึ้นกระสอบละ ๒๐๐ บาท ราคาปุ๋ยยูเรีย (Urea) ก็เพิ่มขึ้น ช่วยหาเงินกู้ต่ำ ๆ ให้เขาหน่อย อย่างน้อยรายละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป เพราะว่าซื้อหมูเดี๋ยวนี้ราคา ๑,๘๐๐ บาทต่อตัวลูกหมู วันนั้น มีนายคนหนึ่งซื้อ ๒๗ ตัว เป็นเงิน ๔๘,๐๐๐ บาท แล้วจะให้เขากู้หน้าได้อย่างไร เพราะเดี๋ยวนี้ย่อยยับแล้วครับ ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสเกินเวลาครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๘ ลาดพร้าว- วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ขอหารือท่านประธาน ๓ เรื่อง หารือกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้กรุงเทพมหานคร สำนักการจราจรและขนส่ง เร่งขีดสีตีเส้น บนคันชะลอความเร็ว หมู่บ้าน ต.รวมโชค โชคชัย ๔ ซอย ๕๔ และศึกษาการทำคันชะลอ ความเร็วในซอยนาคนิวาส ๔๘ ซึ่งเพิ่งทำถนนไปแล้วก็เร่งขีดสีตีเส้น🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กรุงเทพมหานคร สำนักการโยธาเร่งปรับปรุงฟุตพาท (Footpath) บริเวณถนนเส้นสตรีวิทยา ๒ หน้าโรงเรียนเพชรถนอม สายสุคนธสวัสดิ์ ๑๒ เป็นต้นไป บริเวณนั้นตลอดทั้งสายพื้นผิวฟุตพาท (Footpath) ขรุขระเด็กเดินไปโรงเรียน ก็สะดุดหกล้ม มีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา🔗
เรื่องที่ ๓ ข้อให้กรุงเทพมหานครทำทางลาดชันบริเวณฟุตพาท (Footpath) ๓ จุด ทางหน้าโรงเรียน ฟุตพาท (Footpath) ทางขึ้น ทางลง เพื่อประโยชน์กับคนทั่วไป และนักเรียนโรงเรียนเศรษฐบุตรอุปถัมภ์ที่มีเด็กต้องลากกระเป๋าขึ้น ๆ ลง ๆ และผู้ชราต้องใช้ ทางขึ้นลงตลอดเวลา ก็กราบเรียนท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ว่าสโลแกนของท่านนั้น ยังเหมือนเดิมไหม ทำทันที ผมหารือไปตั้งแต่ผมเป็น ส.ส. แรก ๆ เลย วันนี้ก็จะ ๓ ปีแล้ว ทุกเรื่อง ขอความเมตตาให้กับเขตลาดพร้าวด้วยครับ ขอบคุณ🔗
ต่อไปคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย ผู้แทนเมืองสุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวย ปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม🔗
ท่านประธานผมมีเรื่องเดียว แล้วก็สำคัญด้วย หารือมาไม่น้อยกว่า ๒ ครั้ง แล้วในสภา คือที่อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ เป็น ๑ ใน ๑๗ อำเภอของจังหวัดสุรินทร์ เป็นอำเภอขนาดกลาง ประชากรก็ประมาณเกือบแสนละครับ ก็ไม่ได้แปลกอะไร แต่ที่แปลก อยู่อย่างหนึ่งเป็นอำเภอเดียว ไม่ใช่เฉพาะในจังหวัดสุรินทร์ ในอีสานใต้ที่มีโรงเรียน ประถมศึกษาเป็นโรงเรียนกีฬาครับ ภาคเช้าสอนวิชาสามัญ ภาคบ่ายสอนกีฬา แล้วก็ไปหา ประสบการณ์แข่งขันทั้งในระดับประเทศ ระดับจังหวัด แต่สิ่งที่ขาดก็คือสนามกีฬาประจำ อำเภอที่อำเภอสำโรงทาบ ผมประสานงานไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เจ้าหน้าที่ ก็ได้แต่รับปาก รับปาก แต่งบประมาณเข้าก็ไปลงที่จังหวัดอื่นหมด บางครั้งก็บอกว่าจะไป สร้างให้ที่โรงเรียนกีฬา บางครั้งก็บอกว่าจะมาสร้างให้โรงเรียนสำโรงทาบวิทยาคม ทำประชาคมก็ทำแล้ว อะไรก็ทำแล้ว แล้ววันนี้เขาก็รอคอยมา สนามกีฬาไม่มี คือความน่าเห็นใจ เพราะเป็นโรงเรียนกีฬาครับท่านประธาน ถ้าเป็นโรงเรียนประถม มัธยมธรรมดาผมก็ไม่ได้ ร้อนใจไม่ให้ความใส่ใจอะไรมากมายนัก แต่ความเป็นครูก็ใส่ใจอยู่แล้วละครับ แต่ว่าที่มาเน้น ขอสนามกีฬาประจำอำเภอ เพระว่าคนอำเภอสำโรงทาบเขาก็ให้ความสำคัญ นอกจากการ ทำมาหากินแล้ว ก็คือเรื่องของการกีฬา แล้วที่โรงเรียนกีฬาแต่ละปีก็จะมีการแข่งขันกีฬา ประจำอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นของภาคประชาชน ภาคข้าราชการ ครูบาอาจารย์ เขาจะมาแข่ง กันที่นี่ทั้งหมด ผมก็ฝากไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ก็คิดว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่มาพูดเรื่องนี้ในสภา ฝากอธิบดีกรมพละ ถ้าไม่อย่างนั้น ก็จะต้องสอบถามวันที่งบประมาณเข้าละครับ เพราะว่ามีแต่จังหวัดอื่น มีแต่อำเภออื่น เพราะตรงนี้มันสำคัญจริง ๆ ท่านประธาน ขอบพระคุณท่านประธานด้วยความเคารพครับผม🔗
ต่อไปศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๑ เรื่อง นั่นก็คือ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์กิตติศักดิ์ แสงทอง ท่านสุเมธ ผาสุก นายก อบต. นาหลวงเสน ท่านสุธี มณีฉาย กำนันตำบลนาหลวงเสน แล้วก็นายพิชิต เจริญสุขสมบูรณ์ ผู้ใหญ่บ้านตำบลนาหลวงเสน อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช🔗
เนื่องจากที่นี่มี องค์พระบรรทม หรือพระไสยาสน์ที่เห็นในภาพ ท่านประธานครับ ที่นี่มีความเชื่อกันว่า สร้างหลังจากสร้างพระบรมธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วชาวบ้านก็ให้ความเคารพนับถือ แล้วก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ปัญหาก็คือว่าเศียรพระ ท่านประธานเห็นไหมครับว่า ที่ผมชี้ไปยังเศียรพระนั้นละครับ หลังเศียรพระจะมีหินภูเขาที่เป็นภูเขาอยู่ที่นี่ แล้วก็มาทำให้ เศียรพระอาจจะเกิดความเสียหาย นี่คือเรื่องร้องเรียน เพราะฉะนั้นจึงขอให้กรมศิลปากรช่วย ไปพิสูจน์อายุของพระบรรทมที่วัดสำโรง ตำบลนาหลวงเสน อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่ามีอายุกี่ปี เพื่อจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุจะได้หรือไม่ นี่คือเรื่องที่ ๑🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสกัดหินงอกที่มาทับเศียรพระ นั่นก็คือ ขอให้กรมทรัพยากรธรณีหาวิธีการที่จะสกัดหินงอกที่ออกมาดันตัวองค์พระบรรทม ที่ผมฉายให้ในภาพให้ท่านประธานได้ทราบที่วัดสำโรงอย่างเร่งด่วนด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ต่อไปนายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ขอหารือท่านประธาน ผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะ กทม. และสำนักการจราจรและขนส่ง กระทรวง คมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงไอซีที (ICT) สืบเนื่องจาก เป็นที่ทราบกันดีว่ามีข่าวเศร้า เป็นที่เสียใจของครอบครัวแพทย์ โดยเฉพาะผมเองเป็น นายแพทย์และเมื่อวันที่ ๒๑ ช่วงบ่าย ก็ทราบข่าวอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นครอบครัวของคุณหมอ ท่านหนึ่ง โดยเฉพาะคุณพ่อท่านก็เป็นแพทย์ ตัวผู้ประสบเหตุคือคุณหมอกระต่าย คุณหมอ วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล ท่านก็เป็นแพทย์หญิง ซึ่งเป็นหมอเรตินา (Retina) ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๐๐ คน คือจอประสาทตา เป็นหมอที่เกี่ยวกับยูเวียทีส (Uveitis) คือม่านตาอีกประมาณ ๕๐ คนเป็นบุคลากรที่สำคัญ น้องสาวท่านก็เป็นหมอ ครอบครัวเป็นแพทย์หมด พอเกิด อุบัติเหตุขึ้นโดยเฉพาะเพื่อน ๆ ผมในกลุ่มไลน์ (Line) ในกลุ่มเฟซบุ๊ก (Facebook) ทุกคน แสดงความเสียใจ อาจารย์หมอท่านหนึ่งก็ได้ลงเฟซบุ๊ก (Facebook) แล้วก็บอกว่าอยากให้ ผลักดันกฎหมาย เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายทางม้าลายต้องเป็นทางม้าลายที่ข้ามได้ จริง ๆ และรถต้องหยุด แล้วประกายนี้ก็จุดไปทั่วประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ผมเอง ต้องขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของคุณหมอท่าน และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้าย ต้องนำเรียนว่าอุบัติเหตุตรงนี้เป็นที่สะเทือนใจ ผมได้ไปนั่งรีวิว (Review) กฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง คือกฎหมายจราจรทางบก ปี ๒๕๒๒ ซึ่งมีมาตราที่เกี่ยวข้องประมาณ ๖ มาตรา เป็นอย่างน้อย คือมาตรา ๒๒ (๔) มาตรา ๔๖ มาตรา ๕๗ มาตรา ๗๐ มาตรา ๑๐๔ มาตรา ๑๐๕ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เราต้องแก้ไข จุดสำคัญคือจะต้องดูแลในเรื่องของปลูก จิตสำนึก การบังคับใช้กฎหมายที่แท้จริง และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือการที่จะต้องมีกล้อง มีไฟจราจร และมีการใช้ของสัญญาณเตือนก่อนที่ให้เห็นทางรถที่จะลดระดับความเร็ว เพื่อจะได้ป้องกันอุบัติเหตุการจราจรครั้งนี้ อยากให้ผู้เกี่ยวข้องได้บังคับใช้กฎหมาย ถ้าแก้กฎระเบียบได้ในเรื่องของการปรับ โทษต่าง ๆ ถ้าไม่พอทางสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะพวกเราก็พร้อมที่จะรีไวส์ (Revise) แก้ไขกฎหมายให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง พวกเราสมาชิกทุกคนเสียใจครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
คุณภาคภูมิ บูลย์ประมุข ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก เขต ๓ ผมมีเรื่องหารือ ท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงแรงงาน ๑ เรื่อง🔗
คือเรื่องการเร่งรัดนำเข้าแรงงานต่างด้าวแบบถูกกฎหมาย เนื่องจากตอนนี้ แรงงานเป็นที่ต้องการของจังหวัดชั้นใน โดยเฉพาะโรงงานต่าง ๆ ที่เริ่มเปิดกิจการหลังจาก โควิด (COVID) ทำให้มีการลักลอบนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้มีการจับกุมอย่างต่อเนื่อง ทุกวัน ท่านผู้บัญชาการภาค ๖ ได้สั่งการให้ผู้การตำรวจจังหวัดตากร่วมมือกับผู้ว่าราชการ จังหวัดเข้มงวดกวดขัน วันหนึ่งมีการลักลอบนำเข้าหลายร้อยคน จับได้วันหนึ่งก็หลายร้อยคน เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามก็มีการเล็ดลอดมาบ้าง การจับกุมมันเกิดปัญหา เราจะต้องนำ พวกเขาเหล่านี้มากักตัว ค่าอาหาร ที่อยู่อาศัยเราก็ต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้เขา มีการ ตรวจเอทีเค (ATK) เราก็ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ครั้นจะผลักดันให้กลับประเทศ เพื่อนบ้าน ประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่ยอมรับกลับ ซึ่งทำให้เราเสียบุคลากรเหล่านี้เป็นอย่างมาก ถ้าเกิดว่ามีการนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมายอย่างที่กระทรวงแรงงานว่าจะดำเนินการ รอมานานแล้วครับ ยังไม่ดำเนินการเลย มันก็จะทำให้การลักลอบนำเข้าน้อยลง เจ้าหน้าที่ ตำรวจก็จะได้มารักษาความสงบ อำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชน เจ้าหน้าที่บุคลากร ทางการแพทย์ก็สามารถมารักษาพี่น้องประชาชน ดูแลเรื่องโควิด (COVID) ให้แก่ประชาชน คนไทยได้เต็มที่ ฝากกระทรวงแรงงานเร่งรัดหน่อยนะครับ เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ผมไม่รู้ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อไร🔗
สุดท้ายต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประภัตร โพธสุธน และท่านอธิบดีกรมปศุสัตว์ จากการหารือของผม ในเรื่องการอนุโลม ให้นำเข้าโค กระบือ ข้ามแดน ตอนนี้นำเข้าได้แล้วครับ รัฐจะทำมาตรการอย่างเข้มงวด แล้วก็เศรษฐกิจในเรื่องการค้าโค กระบือ ก็จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งครับ ขอบคุณครับ🔗
คุณนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมขอหารือในเรื่องที่เคยหารือไปแล้ว ท่านประธานครับ ปรากฏว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ตอบมาว่าไม่ได้มีหน้าที่ในส่วนที่ รับผิดชอบ ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับท่านประธาน อย่างบ้านควนแคง หมู่ที่ ๗ บ้านสายเตย หมู่ที่ ๘ ตำบลบ่อน้ำร้อน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ทางเข้าหมู่บ้านไฟฟ้าไม่สว่าง ขาดแคลนน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทรวงคมนาคมก็ตอบว่าไม่อยู่ในภารกิจ แต่กระทรวงมหาดไทย ไม่มีการตอบคำถามมา🔗
เรื่องต่อไป บ้านศรีดอนชัย หมู่ที่ ๑๐ ตำบลทุ่งแล้ง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ประสบปัญหาเรื่องเครื่องสูบน้ำและท่อส่งน้ำชำรุดทำงานไม่ได้ จึงทำให้ขาดแคลนน้ำ ในการทำการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ตอบว่าไม่อยู่ในภารกิจ จึงอยากให้ กระทรวงมหาดไทยที่เป็นผู้รับผิดชอบได้ตอบคำถามมายังสภา แล้วก็มายังสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรด้วย ยกตัวอย่างต่อไปครับ ถนนเข้าบ้านเมย หมู่ที่ ๕ และหมู่ที่ ๑๑ ตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ชำรุดไม่มีท่อระบายน้ำทิ้ง หารือไปเป็นปี ๆ ๒ ปีแล้วไม่มีคำตอบเลยครับ ตอบมาว่าไม่อยู่ในภาระหน้าที่หรือความรับผิดชอบ แต่อย่างใด จึงอยากให้ทางสภาส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรงหน่วยงานด้วยครับ🔗
ต่อมาแหล่งหน่องปิง บ้านเล้า หมู่ที่ ๘ บ้านหนองขาม หมู่ที่ ๙ ตำบลนาคำ อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ประสบปัญหาเรื่องน้ำตื้นเขิน ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ท่านประธานครับ การลงพื้นที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพบปะพี่น้องประชาชนมันลำบาก ยากเย็น แล้วพี่น้องประชาชนตอนนี้ก็ยังลำบากอยู่ การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ก็ยังไม่ได้รับการ แก้ไข เนื่องจากว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบยังไม่ได้รับการแก้ไขเลย ฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าให้สภา ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรงหน่วยงานด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
คุณศิริพงษ์ รัสมี ครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ศิริพงษ์ รัสมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑๗ หนองจอก กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ที่พักอาศัยอยู่ในซอยสุวินทวงศ์ ๕๒ เนื่องจากซอยสุวินทวงศ์ ๕๒ ในขณะนี้เป็นทางเข้า ของกรมที่ดินของเขตหนองจอก ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
มีผู้มาลักลอบทิ้งขยะในพื้นดิน ที่ว่างเปล่า แล้วเวลากลางคืนก็มาเผาขยะ ทำให้เกิดมลพิษกับพี่น้องที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณ ใกล้เคียงตามภาพที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นฝากท่านประธาน ไปยังสำนักงานเขตหนองจอก ไปยังกรุงเทพมหานคร หรือว่ากรมที่ดินว่า ประสานเจ้าของ ที่ดินที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ว่างเปล่ามาช่วยดูแลในเรื่องของสถานที่ของท่านด้วย แล้วก็ฝาก สำนักงานเขตหนองจอก หรือว่ากรุงเทพมหานคร ช่วยดูแลในเรื่องของความสะอาด ปฏิบัติ ใช้ตามกฎหมายด้วยครับ สำหรับเรื่องที่ ๑🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ ถนนเลียบคลองลำนกแขวก จากถนนสุวินทวงศ์ เชื่อมไปถึงชุมชนลำแบนใหญ่ ระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร ขณะนี้เป็นทางลัดเข้าระหว่าง ถนนเลียบวารี ถนนเช ื่อมสัมพันธ์ เพื่อให้พี่น้องเดินทางอย่างสะดวก แต่ในขณะนี้ ถนนมีสภาพ ชำรุดเป็นลูกรัง เป็นหลุม เป็นบ่อมากมาย ทำให้เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง ขอท่านประธาน ฝากไปยังสำนักงานเขตหนองจอก และกรุงเทพมหานคร ให้ปรับปรุงถนนเส้นดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเพื่อความสะดวกในการเดินทางของพี่น้อง ประชาชนในถนนเลียบคลองลำนกแขวกด้วยครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗
คุณองค์การ ชัยบุตร ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม องค์การ ชัยบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากจังหวัดมุกดาหารครับ วันนี้ขออนุญาตหารือท่านประธาน ๓ เรื่อง🔗
กระผมได้รับข้อร้องเรียนจากนายอาภรณ์ เนตรวงศ์ กำนันตำบลร่มเกล้า และนายวีระศักดิ์ กุลบุญมา นายกเทศบาลตำบลร่มเกล้า พร้อมสมาชิกสภาเทศบาล และผู้นำในท้องถิ่น กรณีที่ชาวบ้านต้องการให้หน่วยงานภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณ เพื่อก่อสร้างฝายน้ำล้นบริเวณห้วยกระเบียน ของหมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๖ หมู่ที่ ๗ ตำบลร่มเกล้า อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร อันนี้ชาวบ้านร้องขอมานานแล้วท่านประธาน แต่งบมันไม่พอ งบในท้องถิ่นมีประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ มันเป็นลำห้วยใหญ่ต้องใช้งบประมาณเยอะ ต้องผ่านชลประทานถึงจะทำได้ครับท่านประธาน🔗
เรื่องต่อไป ได้รับการประสานงานจากนายประชาติ ทองดี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๔ บ้านดงยาง ตำบลน้ำเที่ยง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ขอให้ติดตามงบประมาณก่อสร้าง ถนนภายในหมู่บ้านที่เขาเขียนผ่านหน่วยงานภาครัฐมานานแล้วว่า ตอนนี้อยู่ถึงไหน อย่างไรจะได้ใช้ไหม เพราะว่าถนนภายในหมู่บ้านเริ่มเป็นหลุมเป็นบ่อและผุพังสัญจร ลำบากครับท่านประธาน🔗
เรื่องต่อไป เป็นเรื่องติดตามงบประมาณค่าเวนคืนที่ดิน ถนนหมายเลข ๑๒ แม่สอด มุกดาหาร ช่วงบ้านท่าไคร้ บ้านหนองบง เป็นเงินเพิ่มค่าเวนคืนจากตารางวาละ ๑๒๐.๔๐ บาท เป็นตารางวาละ ๑๗๕ บาท ตอนนี้ชาวบ้านเขาได้รับหนังสือจากหน่วยงาน ภาครัฐแล้ว แต่ยังไม่เห็นหน่วยงานเข้าไปติดต่อประสานงานเลย พี่น้องบ้านโนนยาง ตำบลโนนยาง อำเภอหนองสูง และบ้านงิ้ว หลายครอบครัวยังรอเงินเพิ่มในส่วนนี้อยู่🔗
ทั้ง ๓ เรื่องฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดติดตามด้วย ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน🔗
คุณวชิราภรณ์ กาญจนะ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ดิฉันขออนุญาตหารือท่านประธาน ๒ เรื่องค่ะ🔗
เรื่องแรก เป็นปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของพ่อแม่พี่น้องที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขต อุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น ครอบคลุมในส่วนของอำเภอเวียงสระ นาสาร กาญจนดิษฐ์ ปัจจุบันพ่อแม่พี่น้องเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างนะคะ มีพ่อแม่พี่น้อง บางรายปลูกต้นยางอายุ ๒๐ ปี น้ำยางก็แทบจะไม่มี แต่ก็ไม่สามารถที่จะตัดโค่น หรือว่า ปลูกใหม่ทดแทนได้ค่ะ จะทำกินอะไรก็ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มีพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ปี ๒๕๖๒ ได้มีผลบังคับใช้แล้ว แต่การดำเนินการตามมาตรา ๖๕ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชยังไม่เสร็จค่ะ จึงทำให้ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ส่งผลให้พ่อแม่พี่น้องลำบาก ขาดรายได้และไม่มีจะกิน ดิฉันจึงอยากฝากท่านประธานไปยังอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้เข้ามาเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ด้วยค่ะ🔗
เรื่องต่อมา จากการลงพื้นที่ในหมู่ที่ ๗ ตำบลป่าร่อน อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านและนายก อบต. ป่าร่อน ถึงปัญหา ถนนสายฝายคลอง-ห้วยถุน มีระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร เป็นถนนสายหลักที่ใช้เชื่อม ระหว่างตำบลป่าร่อน ตำบลคลองสระ และตำบลกรูด และเป็นถนนสายหลัก ปัจจุบันถนน เป็นหลุมเป็นบ่อขนาดใหญ่ แล้วการสัญจรไปมาก็มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ดิฉันจึงอยากฝาก ท่านประธานไปยังกระทรวงมหาดไทย ให้เข้ามาเร่งจัดสรรในเรื่องนี้ด้วย กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
คุณสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตภาษีเจริญ ตลิ่งชัน ๔ แขวง กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขอปรึกษาหารือติดตาม เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องเดิมและวันนี้เป็นการหารือเป็นครั้งที่ ๓ แล้วค่ะท่านประธาน จากการยื่นกระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๐๗๒/ร เรื่องยกระดับถนน พุทธมณฑล สาย ๑ พร้อมวางท่อระบายน้ำ เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๓ จากสภาพปัญหา คือ ระดับถนนต่ำ เป็นคลื่น เป็นหลุม ไม่มีไหล่ทาง และไม่มีท่อระบายน้ำ คำตอบ ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ ว่ามีแผนจะปรับปรุงอย่างเต็มรูปแบบ มีการกำหนดแนวเวนคืนที่ดิน และทำสะพานข้ามแยกต่าง ๆ ในถนนเส้นนี้ ดิฉันรู้สึกดีใจ แทนพี่น้องประชาชนที่จะได้มากกว่าที่ร้องขอในเรื่องของความเดือดร้อน ท่านประธานคะ แต่ดิฉันก็เชื่อเหลือเกินว่ากว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นได้คงต้องใช้เวลานานนับหลาย ๆ ปี หรือเป็น ๑๐ ปีขึ้นไปแน่นอน คงไม่ท่วงทันกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ท่านประธานคะ ถนนเส้นนี้สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ จนถึงปัจจุบันนี้กว่า ๖๔ ปีแล้วค่ะ ไม่ว่าจะเป็นถนนพุทธมณฑล สาย ๒ สาย ๓ สาย ๔ หรือสาย ๕ ซึ่งบางเส้นนั้นเกิดทีหลังเส้นนี้ ก็ได้มีการปรับปรุงอย่างเต็มรูปแบบไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นประชาชนจึงร้องถามมาว่า ต้องให้รออีกนานเท่าไร ดิฉันจึงขอให้ท่านประธานเร่งดำเนินการส่งเรื่องติดตามนี้ให้กับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย สั่งการให้สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร เร่งดำเนินการแก้ไข ความเดือดร้อน ยกระดับถนนพุทธมณฑล สาย ๑ พร้อมวางท่อระบายน้ำเพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนโดยด่วนค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
คุณกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตคลองเตย และวัฒนา พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขอปรึกษาหารือความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนเกี่ยวกับสายสื่อสารที่รกรุงรัง แล้วก็ต้องเรียนว่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่าน นายกรัฐมนตรีได้เล็งเห็นถึงความสำคัญนี้ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองหลวง ท่านก็ได้มีการสั่งจัดการในเรื่องของจัดระเบียบสายสื่อสารที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อให้เป็นระเบียบ เรียบร้อยทั่วประเทศ แต่ยังมีในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นสายหลักและสายรองอยู่อีก จำนวนมากที่ยังไม่ได้จัดระเบียบ จึงทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของอุบัติเหตุ และรวมไปถึงสาย สื่อสารเกิดไฟไหม้อยู่หลายครั้งด้วยกันนะคะ วันนี้ก็จะมีในส่วนของเอกมัย ซอย ๑๒ แล้วก็ รวมไปถึงสุขุมวิท ๔๑ แล้วก็ซอยไผ่สิงโต เขตคลองเตย ซึ่งประชาชนก็ได้ร้องเรียนมา🔗
จากภาพนะคะ ท่านประธาน จะเห็นได้ว่ายังรกรุงรัง แล้วก็สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ไฟไหม้ หรือรวมไปถึงสายสื่อสารที่ไม่ได้ใช้งาน ซึ่งมีกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์นะคะท่านประธาน มีทั้งลักลอบ แล้วก็ไม่ได้ใช้งานแล้ว ซึ่งอันนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กสทช. ที่เป็นหน่วยงานหลักในการที่จะมาจัดระเบียบเหล่านั้น ต้องฝาก ท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการเร่งรัดในการจัดระเบียบด้วย ไม่ว่าจะเป็น ตรอก ซอก ซอยในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอยู่จำนวนมากที่มีลักษณะเช่นนี้ ถ้าเกิดว่าเรายัง ไม่ดำเนินการ ดิฉันเองก็เกรงว่าสายสื่อสารที่ไม่ได้ใช้งานเหล่านี้ พอหมดสภาพแล้วก็จะ หย่อนคล้อยลงมาทำให้เกิดอุบัติเหตุ ก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน ซึ่งพี่น้องชาว จังหวัดลพบุรีได้รับผลกระทบเดือดร้อนจากอาชีพชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ในเขตอำเภอโคก สำโรง ตำบลห้วยโป่ง ตำบลคลองเกตุ ตำบลวังเพลิง ตำบลเพนียด และอีกเขตอำเภอเมือง หลายตำบล และอำเภอพัฒนานิคม คือดีลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้ปัจจุบันนี้ ทหารได้พยายามไปล้อมรั้วกับพี่น้องเกษตรกรในเขตอำเภอโคกสำโรง เพื่อให้พี่น้อง ไม่มีโอกาสได้ทำนา ซึ่งปกติแล้วพี่น้องชาวตำบลห้วยโป่งที่อยู่อาศัยนั้นเริ่มเข้ามาหากินที่ ตำบลห้วยโป่งเมื่อปี ๒๔๖๐ มาถึงวันนี้ ๑๐๕ ปีแล้ว แล้วก็สร้างวัดวาอารามทั่วหมด ปรากฏว่า ทหารจะไล่ที่ ยามจำเป็นที่พี่น้องจะเก็บเกี่ยวข้าวทหารก็ไปซ้อมรบ กระสุนไปถูกราษฎร แต่ไม่มีใครกล้าที่จะมาร้องเรียน ดังนั้น ขณะนี้ วันนี้ เดี๋ยวนี้ ท่านนายอำเภอก็มาปะทะไม่ให้ ทหารมาล้อมรั้ว ซึ่งมีหน่วยงานหลายหน่วยงานประชุมกันอยู่ที่ตำบลห้วยโป่งในขณะนี้ ซึ่งได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนและโทรศัพท์เข้ามา ดังนั้นอยากจะฝากท่าน ประธานหารือไปทางกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย เรื่องที่ทำกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผบ.ทบ. เป็นคนลพบุรี เป็นทหารอยู่ลพบุรีเก่า เป็น ผบ. ๓๑ เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านรู้ดีว่า พื้นที่ลพบุรีเป็นอย่างไร อยากจะหารือไปทางกองทัพบก ขอให้ทหารที่รับผิดชอบในพื้นที่ ติดต่อกันนั้น ขอให้ระงับการทำรั้วกีดขวางการทำนาของพี่น้องชาวอำเภอโคกสำโรง ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณ เป็นการเร่งด่วนครับท่านประธาน วันนี้ฝากไปถึง ผบ.ทบ. ในฐานะที่เคยอยู่ลพบุรี รู้พื้นที่ดีครับ ย้ำว่าขอให้ทหารชะลอ ในฐานะที่ผมรับผิดชอบ กรรมาธิการวิสามัญเรื่องที่ทำกิน ในการออกเอกสารสิทธินั้นกำลังจะสรุปว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้น ควรจะเป็นของราษฎรหรือเปล่า เพราะราษฎรอยู่มาเป็นร้อย ๆ ปี กราบขอบพระคุณ อย่างสูงครับ ท่านประธาน🔗
คุณณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนา ทวี สะบ้าย้อย สำนักแต้ว สำนักขาม ของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้มีข่าวดี ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือสำนักงานที่ดินสะบ้าย้อยที่ผมอภิปรายวันนี้ใกล้เสร็จแล้ว ครับ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องที่ ๒ ก็คือเขต ส.ป.ก.นาทวี ที่ผมอภิปรายใกล้จะยกเลิกแล้วครับ🔗
เรื่องแรกก็คือ สำนักงานที่ดิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ใกล้เสร็จแล้วครับ แต่เรื่อง ที่จะขอก็คือให้กรมที่ดินจัดสรรงบประมาณปี ๒๕๖๕ เป็นเงินเหลือจ่ายเพื่อจะออกโฉนดที่ดิน🔗
เรื่องที่ ๒ ปี ๒๕๓๑ เขต ส.ป.ก. ประกาศยกเลิก วันนี้พี่น้องชาวนาทวี โดยเฉพาะผมอภิปรายเมื่อปี ๒๕๖๒ ให้ยกเลิกเขต ส.ป.ก. ชมรมกาแฟทับช้าง ทำหนังสือ มายังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ยกเลิก ปรากฏว่าเลขา ศอ.บต. ทำหนังสือให้กับรองเลขาเดินทางมาประชุม และมีการตั้งกรรมาธิการ ๕ คนจากพี่น้อง ประชาชน เพราะฉะนั้นวันนี้มีการประชุม มีการจะยกเลิกแล้วครับท่านประธาน มีการทำ แผนที่แนบท้ายกำลังที่จะมีการยกเลิก มีการประชุมขั้นตอนสุดท้ายแล้วครับ แต่บังเอิญครับ วันนี้คณะกรรมการระดับชาติกำหนดไว้ภายใน ๓๖๕ วัน ก็คือเดตไลน์ (Deadline) เดือนเมษายนที่จะถึงนี้ครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นครับ ปรากฏว่ามีสัมภเวสีทางการเมือง ไม่ผิดครับ ยังมาขอส่วนบุญทางการเมืองครับ ทางชมรมกาแฟทับช้างซึ่งเป็นพี่น้องประชาชนที่เริ่มต้น บอกว่า ทางชมรมมีมติอโหสิกรรมให้กับมนุษย์ตนนี้ ไม่ถือโทษ อโหสิกรรมให้เขาครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
จบการปรึกษานะครับ ผมต้องขอบคุณท่านสมาชิก ชื่นชมนะครับ ทุกคนได้ใช้เวลาภายในกำหนด ทำให้เราใช้เวลา ประมาณ ๑ ชั่วโมงกับ ๑๐ นาทีโดยประมาณ แล้วทุกคนก็นำปัญหาของพี่น้องประชาชนมา อย่างแท้จริง🔗
ขออนุญาตท่านสมาชิกครับ ในขณะนี้เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ ๔๗๔ คน องค์ประชุม ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ในวันนี้คือ ๒๓๗ คน ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ๓๑๕ คน ครบองค์ประชุมครับ ผมขอเปิดประชุม ขออนุญาตไปตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขอ อนุญาต ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับวาระ ขอนิดหนึ่งครับ ผมเคารพท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหลายที่ยื่นขอคำปรึกษาท่านประธานเยอะครับ แต่กว่าจะได้รับหนังสือแจ้งตอบจากสภา ว่าได้มีหนังสือแจ้งหน่วยงานที่ ส.ส. ขอให้แก้ไขปัญหา ท่าน ส.ส. อุตส่าห์ไปดูแลประชาชน ไปดูแลทุกข์สุขประชาชน แล้วมาขอผ่านท่านประธานสภา ไปดูหนังสือแจ้งมา บางทีท่าน ส.ส. อีก ๒ สมัยหน้าก็ยังไม่ได้ครบครับ เพราะท่านอ้างบอกว่างบประมาณยังไม่มี อย่างโน้นอย่างนี้ ทุกอย่างจะพยายามแก้ไข ผมแค่อยากเสนอท่านประธานครับ เพื่อประโยชน์ของประชาชน สมกับที่ท่าน ส.ส. ได้ทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน แก้ไขโดยในการพิจารณา งบประมาณครั้งต่อไป เราให้สภาตั้งงบประมาณพิเศษขึ้นมาก้อนหนึ่ง โดยสภาเป็นคนตั้ง ผมเพียงเสนอวิธีการเท่านั้น ผมไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ให้สภาตั้งงบประมาณขึ้นมาเพื่อไปดูแลงาน ที่ท่าน ส.ส. มีปัญหาขึ้นมา โดยอาจจะโอนเงินไปให้กับเทศบาล หรือ อบต. หรือว่าที่ไหน อย่างเช่น เป็นหลุม เป็นบ่อ บอกรองบประมาณปี ๒๕๖๖ อย่างนี้ ปี ๒๕๖๖ ถึงเวลานั่น ก็ไม่ได้ หรือว่าตรงนี้มีปัญหาต่าง ๆ🔗
รับทราบครับ🔗
ผมขออีก ๑ วินาทีครับ ขอให้สภา ตั้งงบประมาณเพื่อได้ดำเนินการงานที่ ส.ส. ขอปรึกษาท่านประธาน และโอนเงินไปให้ ท้องถิ่น หรือผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ผมเชื่อว่าท่าน ส.ส. ทุกคนมีความพอใจ ขอบพระคุณ ท่านประธานที่กรุณาให้ผมเสนอความเห็นนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
รับทราบครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม เรื่องเพื่อทราบไม่ปรากฏ ในหนังสือระเบียบวาระ แต่มีเรื่องเพื่อทราบคือคำสั่งศาลฎีกา ได้มีคำสั่งศาลฎีกาแจ้งว่า🔗
ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาสั่งให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เขตเลือกตั้งที่ ๔ ใหม่ แทน นายวัฒนา สิทธิวัง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๓๓ ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๕ จึงมีผลให้ นายวัฒนา สิทธิวัง ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่า ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาว่า มิได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๓๓ และมาตรา ๑๓๘ นี้ เป็นคำในกฎหมาย ดังนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และปฏิบัติหน้าที่ได้ ในขณะนี้คือ ๔๗๔ คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ ๒๓๗ คน ตามที่ผมได้เรียน ให้ทราบ🔗
เรื่องที่ ๒ ที่เรียนให้ทราบก็คือวันพรุ่งนี้วันพฤหัสบดีจะมีวาระ เรื่อง การเลือกตั้ง กรรมการข้าราชการรัฐสภา ซึ่งจะเป็นการออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ จึงขอให้สมาชิก ได้เข้าร่วมพิจารณาเพื่อลงมติในเรื่องดังกล่าว โดยจะมีการพิจารณาหลังจบระเบียบวาระ กระทู้ถาม อันนี้เราเลื่อนมาจากสัปดาห์ที่แล้ว ขอเรียนเพื่อทราบ🔗
สัปดาห์นี้เราไม่มีการประชุมวันศุกร์ ได้มีการตกลงกันว่ากรณีที่ไม่มี การประชุมวันศุกร์ เผื่อว่าถ้าจำเป็นก็รบกวนเวลาสมาชิกวันพุธ วันพฤหัสบดี เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในกรณีที่มีเรื่องค้างครับ🔗
ต่อไประเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
๔.๑ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญคณะกรรมาธิการ เข้าประจำที่🔗
ขอรบกวนสมาชิกว่า เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ที่เราจะพิจารณา ในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ต่อไปนี้มีการแก้ไขหลายมาตรา ก็อาจจะต้องขอพวกเราได้อยู่ เพื่อลงมติ แต่ว่าแต่ละฉบับนั้นก็มีไม่กี่มาตรา ท่านประธานกรรมาธิการจะสรุปรายงานเชิญได้ เลยนะครับ🔗
กราบเรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสันติ กีระนันทน์ ประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๙ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔ และครั้งที่ ๑๘ (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๔ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา กำหนดการแปรญัตติภายใน ๗ วัน มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยื่นคำแปรญัตติ จำนวน ๑ คน คณะกรรมาธิการมีการประชุม จำนวน ๑๑ ครั้ง ซึ่งได้พิจารณาเริ่มต้นด้วย ชื่อร่าง คำปรารภ และพิจารณาเรียงลำดับมาตรา จำนวน ๑๓ มาตรา ในการนี้กระผมขอนำเสนอประเด็นภาพรวมรายงานของคณะกรรมาธิการ ดังนี้🔗
ประการที่ ๑ คณะกรรมาธิการเห็นว่าสมควรกำหนดให้บริษัทข้อมูลเครดิต สามารถรับผู้ประกอบธุรกิจเป็นตัวกลางในการจัดหาสินเชื่อ เป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูล เครดิต เพื่อส่งเสริมให้ระบบการให้สินเชื่อมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และคณะกรรมาธิการได้ กำหนดบทบัญญัติเพิ่มเติม สำหรับสมาชิกประเภทผู้ประกอบธุรกิจ🔗
ท่านสันติครับ ถ้าถอด หน้ากากต้องเข้าในตู้ครับ เชิญเลยครับ🔗
และคณะกรรมาธิการได้ กำหนดบทบัญญัติเพิ่มเติม สำหรับสมาชิกประเภทผู้ประกอบธุรกิจเป็นตัวกลางในการจัดหา สินเชื่อ ในการเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าผู้ขอสินเชื่อ โดยให้เปิดเผยได้เท่าที่จำเป็น และต้อง ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน🔗
ประการที่ ๒ คณะกรรมาธิการมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการคุ้มครอง ข้อมูลเครดิตควรประกาศกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล เครดิต โดยกำหนดแยกเป็น ๒ กรณี คือ กรณีสำหรับพีทูพี เลนดิง แพลตฟอร์ม (P2P Lending Platform ) และกรณีสำหรับเดบต์ คราวด์ฟันดิง แพลตฟอร์ม (Debt Crowdfunding Platform) และการให้ความยินยอมของเจ้าของข้อมูลเครดิตจะต้องชัดเจน ว่าเป็นการให้ความยินยอมให้ใช้ในวัตถุประสงค์เรื่องใดบ้าง เช่น เพื่อประโยชน์ในการให้ สินเชื่อเป็นต้น🔗
บัดนี้ กระผมได้นำเสนอภาพรวมรายงานดังกล่าวเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดนำเสนอที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป🔗
ต่อไปเราก็จะเริ่มพิจารณา โดยเลขาธิการจะอ่านตั้งแต่ชื่อร่างพระราชบัญญัติเป็นต้นไป ขอเชิญเลขาธิการครับ🔗
ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น🔗
ท่านกรรมาธิการที่สงวน ความเห็นยังติดใจไหมครับ🔗
ถ้าไม่ติดใจก็ผ่านไป เนื่องจาก ไม่มีการแก้ไขครับ🔗
มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๔ มีการแก้ไข ต้องขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ขอรบกวน ท่านสมาชิกได้เข้ามาแสดงตน🔗
ท่านประธานครับ สะถิระ ๔๐๑ ครับ🔗
เจ้าหน้าที่ช่วยจดไว้ด้วยครับ ขอร้องพวกเราได้กดบัตรแสดงตนนะครับ🔗
พวกเราที่อยู่ในห้องประชุม กดบัตรแสดงตนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน องค์ประชุมเป็นหน้าที่เรา ทุกคนนะครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิรัช พันธุมะผล ผมขอเรียนถามว่า ถ้าวันนี้ ส.ส. มาไม่ครบองค์ประชุม ตอนนี้ใครไม่มา ถือว่าขาดประชุมเลยครับ นับเป็น ๑ ครับ เพราะว่าท่านยังไม่อนุมัติให้ลา ถ้าครบ ๔ ครั้ง พ้นความเป็นความ ส.ส. ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ ต้องเข้มงวดครับท่าน ท่าน ส.ส. อยู่ข้างนอกถ้าไม่มาวันนี้ถือว่าขาดประชุม ๑ วัน🔗
ขอเชิญกดบัตรครับ คุณวิรัชครับ กรุณาให้เกียรติทุกฝ่าย เราให้เกียรติกัน สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๕๓ คน ครบองค์ประชุมครับ ๒๕๓ บวกด้วย ๑ ก็ ๒๕๔🔗
ขอถามมติว่าจะเห็นด้วยที่ คณะกรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ผู้ใดเห็นด้วยที่คณะกรรมาธิการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยก็กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญ ลงมติครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อม ปิดการลงมติ🔗
๒๗๓ เห็นด้วยครับ🔗
จำนวนผู้ลงมติ ๓๐๒ ท่าน เห็นด้วย ๓๐๑ บวก ๑ เป็น ๓๐๒ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีครับ มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข🔗
มีมาตราที่แก้ไขอีกหลาย มาตรา คือตั้งแต่มาตรา ๖ เป็นต้นไปถึงมาตรา ๑๑ ก็จะมีการแก้ไข ต้องลงมติทุกมาตรา เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ🔗
มาตรา ๕ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖ มีการ แก้ไข🔗
มาตรา ๖ มีการแก้ไข ก็ต้องขอมติว่าจะเห็นชอบตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ครับ🔗
ท่านสมาชิกกรุณา แสดงตน ตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับครับ🔗
พร้อมนะครับ ปิดการ แสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๔๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติในมาตรา ๖ ว่า จะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ผู้ใดเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
๒๗๓ เห็นด้วยครับ🔗
ปิดการลงมติครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๓๐๐ ท่าน บวก ๑ ก็ ๓๐๑ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๗ ท่าน บวก ๑ ท่าน ก็ ๒๙๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยให้มี การแก้ไขตามที่คณะกรรมาธิการแก้ไขครับ🔗
เชิญต่อครับ🔗
มาตรา ๗ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๗ มีการแก้ไข ต้องขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ครับ ขอเชิญสมาชิกแสดงตน🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๕๑ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ผู้ใดเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติ🔗
ท่านสมาชิกพร้อม ปิดการ ลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๐๖ ท่าน เห็นด้วย ๓๐๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุมเห็นด้วยกรรมาธิการแก้ไข🔗
มาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๘ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๘ มีการแก้ไข ขอมติที่ประชุมว่า🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ เนื่องจากมาตรา ๘ มีการแก้ไข และเพิ่มข้อความคำว่า และมาตรา ๒๑/๑/๑ ทีนี้ปรากฏว่าเมื่อผมไปดูในมาตรา ๙ มาตรา ๒๑/๑/๑ นั้นเป็นการเพิ่มข้อความเข้ามาใหม่ทั้งมาตรา ผมเกรงว่าถ้าเราลงมติ ในมาตรา ๘ ก่อน โดยที่ยังไม่ได้ดูว่าเราจะรับหรือไม่รับเนื้อหาของมาตรา ๒๑/๑/๑ นั้น เกรงว่าจะเป็นการไม่เหมาะสม และไม่ถูกต้องครับ เป็นไปได้หรือไม่ครับที่เราจะพิจารณา มาตรา ๙ เพื่อดูก่อนว่าสภาจะยอมให้มีมาตรา ๒๔/๑/๑ ก่อนหรือไม่ แล้วค่อยย้อนกลับมาดู ในมาตรา ๘ ก็ขออนุญาตเรียนปรึกษาท่านประธานครับ🔗
ท่านณัฐวุฒิครับ ข้อบังคับ ต้องเรียงตามลำดับมาตราครับ ท่านสมาชิกกรุณาแสดงตนมาตรา ๘ จะขอถามมติว่าจะเห็น ด้วยหรือไม่ กรุณาแสดงตนครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนในขณะนี้ ๒๕๒ ท่าน ครบองค์ประชุม🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า ในมาตรา ๘ นี้จะเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญ ลงมติครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๙๙ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขครับ🔗
มาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๙ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๙ มีการแก้ไข มีสมาชิกขออภิปรายครับ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ตรงนี้คือเป็นประเด็นครับ ในมาตรา ๙ จะขอแก้โดยมีการปรับแก้ ในมาตรา ๒๔/๑ แล้วก็ในเนื้อความของมาตรา ๒๔/๑/๑ ก็เป็นเนื้อความที่กำหนด ขึ้นมาใหม่ในร่างพระราชบัญญัตินี้ สิ่งสำคัญครับ คือเนื้อความที่ใส่ลงไปนั้นเขียนว่า สมาชิก ประเภทผู้ประกอบธุรกิจเป็นตัวกลางในการจัดหาสินเชื่อ อาจเปิดเผยข้อมูลลูกค้าผู้ขอสินเชื่อ ที่ได้รับจากบริษัทข้อมูลเครดิตตามมาตรา ๒๔/๑ ให้แก่ผู้ที่จะให้สินเชื่อได้ โดยเปิดเผยได้ เท่าที่จำเป็น เพื่อเป็นประโยชน์ในการให้สินเชื่อ และจะต้องให้ความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลก่อน ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด นี่ละครับผมมีมาตรานี้ มาตราเดียว ส่วนที่เหลือผมไม่ขออภิปราย สิ่งสำคัญก็คือใน ๓ ประเด็นด้วยกันครับ มี ๓ คำถามครับท่าน คณะกรรมการคงจะต้องตอบให้ได้ว่าเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ ในการให้สินเชื่อเอาหลักการอะไรบ้างมากำหนด เพราะในการเพิ่มเติมเนื้อหาของ มาตรา ๒๔/๑/๑ นั้นเป็นการขยายเนื้อความที่กฎหมายกำหนดในร่างเดิมไว้ ซึ่งผมยังเห็นว่า ร่างเดิมนั้นน่าจะครบถ้วนแล้ว แต่ท่านได้ขยายความขึ้นมาอีก จึงขอคำตอบในคำถามแรก ครับว่า หลักการอะไรยึดโยงมาจากกฎหมายเดิมในข้อไหนบ้าง🔗
คำถามที่ ๒ ท่านประธานครับ คือต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของก่อน คำว่า ยินยอม นี่ท่านประธานครับ ยินยอมแค่พยักหน้าหรือเปล่าครับ ยินยอมนี้จะต้องทำ เป็นอะไรครับ เอกสารที่ลงนามแล้ว หรือเป็นเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ก็เพียงพอ นี่ก็คือการ ใช้อะไรเป็นตัววัดและกำหนดวันเวลาของการยินยอมเพื่อกำหนดในประเด็นนี้ครับ🔗
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ตรงนี้สำคัญมากเลยครับ ทุกร่างกฎหมาย มักจะชอบเขียนแบบนี้ให้กับคณะกรรมการ โดยเขียนว่า ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไข ของคณะกรรมการที่ประกาศ อำนาจของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศกี่เรื่อง แล้วในเรื่องนี้ มีให้หรือไม่ ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ขอให้กลับไปดูด้วยครับ แล้วช่วยตอบผมด้วย ว่าที่จะกำหนดนั้นทิศทางเป็นอย่างไร เพื่อการขยายในมาตรา ๒๔/๑/๑ นี้ให้กับผู้ที่จะขอ ใช้สิทธิตามนี้ เพราะเป็นเรื่องของการเพิ่มเติมสำหรับสมาชิกประเภทผู้ประกอบการธุรกิจ เป็นตัวกลางในการจัดหาสินเชื่อ ดังนั้นการจัดการการหาสินเชื่อภาระสำคัญก็คือการ ประกอบการนั้นเขาไม่ได้เป็นผู้ให้สินเชื่อเองนั่นละครับ อันหนึ่งที่เขาเป็นตัวตนของเนื้อความ ในนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากได้คำตอบครับท่านประธานว่า คณะกรรมาธิการมีคำตอบทั้ง ๓ ประเด็นของผมอย่างไร เพื่อจะลงมติในการเพิ่มใน ๒๔/๑/๑ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านกรรมาธิการจะชี้แจง เชิญนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม สันติ กีระนันทน์ กรรมาธิการครับ ขอบพระคุณ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กรุณาทักท้วงประเด็นดังกล่าว ผมจะขออนุญาต ไล่เรียงคำตอบแต่ละประเด็นที่ท่านได้ตั้งคำถาม หรือว่ามีข้อสงสัย ก่อนอื่นต้อง กราบเรียนว่า ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ในธุรกิจ การให้สินเชื่อ เพราะว่าแต่เดิมธุรกิจการให้สินเชื่อนั้นมักจะไม่ได้มีตัวกลางที่ทำหน้าที่ดังกล่าว ถึงแม้จะมีตัวกลางทำหน้าที่ดังกล่าวบ้างที่จะทำให้ผู้ต้องการกู้กับผู้ให้กู้พบกัน ก็มักจะเป็นผู้ที่ ทำหน้าที่แบบที่เรารู้จักในนามของรีไมด์ ซีเออร์ (Remind Seer) แต่ในกรณีนี้ตัวกลาง ประเภทนี้ที่เกิดขึ้นใหม่นั้นต้องกราบเรียนว่า ที่จริงแล้วเพื่อให้ครอบคลุมนวัตกรรมที่กำลัง เกิดขึ้นในโลกการเงิน ไม่ว่าจะเป็นพีทูพี เลนดิง (P2P Lending) ไม่ว่าจะเป็นเดบต์ คราวด์ ฟันดิง (Debt Crowdfunding) ก็ตาม อย่างไรก็ดีครับ พีทูพี เลนดิง (P2P Lending) กับเดบต์ คราวด์ฟันดิง (Debt Crowdfunding) ที่กำลังเกิดทั่วโลก แล้วในประเทศไทยนั้น ก็มีผู้สนใจในการทำธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีธรรมชาติที่แตกต่างกันมากพอสมควร ผมยกตัวอย่าง อย่างเดบต์ คราวด์ฟันดิง (Debt Crowdfunding) นั้นเวลาที่ผู้ที่ต้องการกู้กับ ผู้ที่ให้กู้พบกันจะใช้ตราสารทางการเงินประเภทที่เรียกว่าหุ้นกู้เกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นพีทูพี เลนดิง (P2P Lending) นั้น ก็จะเป็นการกู้ยืมเงินโดยการทำสัญญากู้ยืมโดยปกติ ดังนั้นมันมี ธรรมชาติที่มีความแตกต่างกันบ้างพอสมควร การกำหนดกฎหมายใดก็ตามเพื่อให้ครอบคลุม การทำธุรกรรมที่ค่อนข้างมีธรรมชาติแตกต่างกันนั้น คงเป็นการยากที่จะกำหนดรายละเอียด ลงไปในกฎหมายที่เป็นแม่บท จึงจำเป็นอยู่เองครับที่จะต้องไปให้กำหนดรายละเอียด อยู่ในลูกบท อย่างเช่นในตัวอย่างนี้ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ก่อนหน้าที่จะมีการแก้ไขครั้งนี้ รายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติต่าง ๆ นานานั้น ก็ยกไปให้กับ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณา เรื่องนี้มีข้อซักถามถกเถียงกันอยู่มากมายทีเดียวว่า จะไว้ใจคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล เครดิตได้อย่างไร ว่าจะปฏิบัติหน้าที่และทำให้เกิดสมประโยชน์ระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้และไม่ทำ ร้ายผู้กู้กับผู้ให้กู้ รวมทั้งไม่ทำร้ายระบบด้วย คำตอบที่พิจารณาได้ก็คือว่า จากที่ผ่านมา ในอดีตนั้นกฎหมายฉบับนี้ละครับ ได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตในการ ออกหลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติมากมายหลายหลาก แล้วก็ทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วนมา โดยตลอด นั่นเป็นประการที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ ก่อนที่จะมีการออกประกาศใด ๆ จากคณะกรรมการคุ้มครอง ข้อมูลเครดิตนั้น ในแนวปฏิบัติก็จะมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้เสียอย่าง รอบด้าน ดังนั้นจึงทำให้คณะกรรมาธิการได้เรียกดูหลายข้อมูล แล้วก็พอจะวางใจได้ว่า การให้อำนาจแก่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต (Credit) เพื่อไปออกลูกบทในวิธีการ รายละเอียดต่าง ๆ นั้นก็น่าจะทำให้ธุรกรรมที่จะเกิดขึ้นในพีทูพี เลนดิง (P2P Lending) กับ เดบต์ คราวด์ฟันดิง (Debt Crowdfunding) นั้นน่าจะเป็นไปได้ นี่คือคำตอบในข้อที่ ๓ ว่าทำไมจำเป็นที่จะต้องมีการเขียนกฎหมายเพื่อกำหนดรายละเอียด ส่งไปให้อำนาจแก่ คณะกรรมการเกิดขึ้น🔗
ในประเด็นแรกที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาถามว่า คณะกรรมาธิการพิจารณาโดยเพิ่มบทบัญญัติมาตรา ๒๔/๑/๑ เข้าไปนั้น ใช้หลักการข้อใด ผมกราบเรียนว่าในวาระที่ ๑ ที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการ ในข้อ ๔ ของหลักการ สำหรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เขียนบอกว่า เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับสมาชิก ประเภท ผู้ประกอบธุรกิจเป็นตัวกลางในการจัดหาสินเชื่อ ก็คือเพิ่มหมวด ๓/๑ ทั้งหมวดเลย บทบัญญัติเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก ประเภทผู้ประกอบธุรกิจเป็นตัวกลางในการจัดหาสินเชื่อ ก็คือมาตรา ๒๔/๑ มาตรา ๒๔/๒ มาตรา ๒๔/๓ มาตรา ๒๔/๔ และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕ (๖) ในมาตรา ๒๔/๑/๑ ที่เพิ่มขึ้นมานั้นที่จริงแล้วเป็นการขยายความ มาตรา ๒๔/๑ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ที่ต้องการกู้เงิน และแสดงความจำนง ผ่านตัวกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทของพีทูพี เลนดิง (P2P Lending) ผมย้ำนะครับ ประเภทพีทูพี เลนดิง (P2P Lending) ซึ่งการเปิดเผยข้อมูล ถ้าเปิดเผยมากจนเกินไป ความกังวลใจของคณะกรรมาธิการที่พิจารณาก็คือว่า ข้อมูลที่มากเกินไปนั้นจะทำให้ผู้ที่ ต้องการกู้เงินนั้นอาจจะไม่ได้กู้เงินด้วยซ้ำไป แล้วยังเสียประโยชน์ที่เสียข้อมูลบางอย่าง ที่เกินเลยกว่าการพิจารณาตามความจำเป็นว่าจะต้องใช้ในการเปิดเผย ฉะนั้นจึงได้กำหนด มาตรา ๒๔/๑/๑ ขึ้น เพื่อทำให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตนั่นละครับ ที่เมื่อใช้ บทบัญญัติมาตรา ๒๔/๑/๑ แล้ว จำเป็นที่จะต้องไปออกลูกบท คือประกาศหลักเกณฑ์วิธีการว่า ข้อมูลเท่าที่จำเป็นที่จะไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ที่จะกู้เงิน แต่เพียงพอที่ผู้ต้องการ จะให้กู้นั้นสามารถพิจารณาวิเคราะห์สินเชื่อ แล้วอำนวยสินเชื่อให้ได้ อันนี้คือที่มาที่ไปครับ ว่าทำไมมาตรา ๒๔/๑/๑ จึงเกิดขึ้น และไม่ได้เกินหลักการในวาระ ๑ ที่สภาผู้แทนราษฎร รับหลักการ แล้วก็มอบหมายให้คณะกรรมาธิการได้ทำหน้าที่พิจารณาในรายละเอียด🔗
ประเด็นสุดท้ายครับ ที่ท่านกรุณาถามว่า การได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลนั้นทำอย่างไร ก็อีกเช่นเดียวกันครับ ก็คงจะต้องไปอยู่ในหลักเกณฑ์วิธีการ เงื่อนไข ต่าง ๆ ที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต นั้นจะเป็นผู้กำหนดขึ้น และสอดคล้องกับ ลักษณะของการทำธุรกรรมไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมบนพีทูพี เลนดิง (P2P Lending) หรือ ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมผ่านเดบต์ คราวด์ฟันดิง (Debt Crowdfunding) ผ่านซึ่งผมกราบ เรียนย้ำอีกครั้ง เดบต์ คราวด์ฟันดิง (Debt Crowdfunding) กับพีทูพี เลนดิง (P2P Lending) นั้นมีลักษณะธรรมชาติของการทำธุรกรรมแตกต่างกัน ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตที่จะอาศัยความในมาตรา ๒๔/๑ และมาตรา ๒๔/๑/๑ เพื่อไปออกหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ กราบเรียนว่า เจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ทั้งหลายนั้น นอกเหนือจากที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้แล้ว ที่ได้นำเสนอแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้ถูกบันทึกอยู่ในบันทึกการประชุมของ คณะกรรมาธิการโดยละเอียด ฉะนั้นแล้วข้อกังวลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างพิจารณาของ คณะกรรมาธิการนั้น ที่เป็นเจตนารมณ์ก็จะถูกส่งผ่านไปยังคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล เครดิต เพื่อทำให้หลักเกณฑ์และวิธีการเหล่านั้นเกิดขึ้น ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และทำ ให้ธุรกรรมที่ผ่านพีทูพี เลนดิง (P2P Lending) กับเดบต์ คราวด์ฟันดิง (Debt Crowdfunding) เกิดขึ้นได้ เพื่อประโยชน์ให้กับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มากขึ้นของผู้ที่ต้องการเงินทุนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ เนื่องจาก มาตรา ๙ มีการแก้ไข ดังนั้นก็ต้องขอมติที่ประชุมว่า จะเห็นชอบที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกแสดงตนเพื่อลงมตินะครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๖๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติมาตรา ๙ ว่า จะเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ผู้ใดเห็นด้วยกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๐๒ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไขครับ🔗
เชิญมาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๑๐ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๑๐ มีการแก้ไขนะครับ ต้องขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นชอบตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ กรุณาแสดงตน เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ถ้าพร้อมปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๕๕ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง กรุณาลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อม ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๙๖ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขครับ🔗
มาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๑๑ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๑๑ มีการแก้ไข ขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการหรือไม่ สมาชิกกรุณาแสดงตน ตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๗๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า ในมาตรา ๑๑ ที่มีการแก้ไขนั้นจะเห็นชอบตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับ กรรมาธิการแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง กรุณาลงมติครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๐๑ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขครับ🔗
มาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๑๒ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๑๒ มีการแก้ไข ขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ สมาชิกกรุณาแสดงตนครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อม ปิดการ แสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๗๐ ท่าน ครบองค์ประชุม🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขในมาตรานี้หรือไม่ เห็นด้วยกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติ🔗
สมาชิกพร้อมแล้วนะครับ ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๐๓ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่มีลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขครับ🔗
เชิญต่อครับ🔗
มาตรา ๑๓ ไม่มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๑๓ ไม่มีการแก้ไข ก็จบการพิจารณาไปตามมาตราเรียงตามลำดับ ตามข้อบังคับนั้นเมื่อจบการพิจารณาไป ตามลำดับมาตราแล้ว ก็จะต้องให้ที่ประชุมพิจารณาว่าจะมีการแก้ไขถ้อยคำหรือไม่ จะไป แก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความใด ๆ ไม่ได้ นอกเหนือจากที่เห็นว่าขัดแย้งกันอยู่ แต่อนุญาตให้แก้ไข ถ้อยคำได้ ถ้าสมาชิกไม่มีการขอแก้ไขถ้อยคำ ก็ถือว่าจบการพิจารณาในวาระที่ ๒🔗
ต่อไปก็จะเป็นการพิจารณาในวาระที่ ๓ โดยไม่มีการอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๓ โดยจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติการประกอบ ธุรกิจข้อมูลเครดิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) หรือไม่ ขอมติจาก ที่ประชุม ขอสมาชิกได้โปรดแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อม ก็ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๒๗๐ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติว่าผู้ใดเห็นชอบ กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๑๕ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน มติที่ประชุมเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการประกอบ ธุรกิจข้อมูลเครดิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) จบการพิจารณา ร่างกฎหมายเฉพาะนี้ครับ🔗
โดยที่กรรมาธิการได้เสนอ ข้อสังเกตในรายงานของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้พิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย ถ้าเห็นด้วยก็จะได้รายงานข้อสังเกต ไปยังคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบหรือดำเนินการต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๗ ประกอบกับข้อ ๑๐๕ ซึ่งรายละเอียดของข้อสังเกตได้ปรากฏอยู่ที่สมาชิกแล้วนะครับ ก็ขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตหรือไม่ ขอสมาชิกได้แสดงตนอีกครั้งครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๗๔ ท่าน ครบองค์ประชุม🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อม ปิดการ ลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๑๕ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๐ ท่าน ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ🔗
ก็จบในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ครับ ขอบคุณกรรมาธิการ ขอบคุณครับ🔗
สมาชิกที่เคารพครับ ต่อไปจะเป็นเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระที่ ๔.๒ คือ ร่างพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญกรรมาธิการ เข้าประจำที่ครับ🔗
กรรมาธิการขออนุญาต ให้ผู้มีชื่อต่อไปนี้มาร่วมชี้แจงด้วย ๑. นายรชตะ สาสะเน ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๒. นายอภิชน จันทรเสน นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการครับ อนุญาตครับ ประธาน คณะกรรมาธิการจะสรุปรายงานก่อนเชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขอกราบเรียนท่านประธาน และต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้แต่งตั้งให้มีคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เมื่อเดือน ธันวาคมนั้น บัดนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี ร่างพระราชบัญญัติที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด ๑๒ มาตรา สาระสำคัญของร่างฉบับนี้ เป็นการเปิดช่องทางให้บริษัทมหาชนสามารถนำวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการดำเนิน กิจการของบริษัทได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และการเปลี่ยนแปลง ของเทคโนโลยี เป็นการอำนวยความสะดวกแก่การดำเนินกิจการของบริษัท และประหยัด ค่าใช้จ่าย รวมทั้งเปิดช่องทางให้การดำเนินการของบริษัท ทั้งในเรื่องของการส่งหนังสือ เอกสาร การนัดประชุม การโฆษณาต่าง ๆ ตลอดจนทั้งการมอบฉันทะให้สามารถดำเนินการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยไม่ชักช้า และไม่เกิดปัญหาในทางกฎหมาย ตลอดทั้งการประชุมของ คณะกรรมการและผู้ถือหุ้น ก็สามารถดำเนินการได้โดยอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคณะกรรมาธิการ ได้มีการพิจารณาในรายละเอียดอย่างครบถ้วน เป็นประโยชน์และอำนวยความสะดวกให้กับ ประชาชนในการดำเนินธุรกิจ ตลอดทั้งคำนึงถึงผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งเป็น ผู้ที่มักจะไม่ได้รับการคุ้มครองหรือเป็นธรรมในหลาย ๆ กรณี ทั้งนี้การดำเนินการของ คณะกรรมาธิการได้คำนึงถึงมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า รัฐพึงปรับปรุง กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ โดยไม่ชักช้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อประชาชน จึงขอกราบเรียนมาเพื่อให้ที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรได้โปรดพิจารณาครับ🔗
ต่อไปก็ขอเชิญเลขาธิการ ดำเนินการไปตามลำดับตั้งแต่ชื่อร่างพระราชบัญญัติ🔗
ร่างพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๒ มีการแก้ไข ขอเรียนท่านสมาชิกว่านับแต่มาตรานี้เป็นต้นไป ก็จะมีการแก้ไขเกือบทุกมาตรา ดังนั้น ขอพวกเราได้อยู่ใกล้ ๆ เพราะว่าจะต้องขอมติ มาตรา ๒ มีการแก้ไข ถ้าไม่มีสมาชิกอภิปราย ผมขออนุญาตถามที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ขอเชิญสมาชิกแสดงตน🔗
ฉบับนี้มีเพียง ๑๒ มาตรา ไม่มาก เพียงแต่ว่านับแต่นี้เป็นต้นไปก็จะต้องลงมติทุกมาตรา ขอเชิญสมาชิกแสดงตน🔗
สมาชิกพร้อมแล้วนะครับ พร้อม ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๕๖ ท่าน ครบองค์ ประชุมครับ🔗
ต่อไปขอถามมติว่า จะเห็นด้วยที่คณะกรรมาธิการแก้ไขในมาตรานี้หรือไม่ ผู้ใดเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใด ไม่เห็นด้วยกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมแล้ว ก็ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๘๘ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขครับ🔗
เชิญมาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๓ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๓ มีการแก้ไข ต้องขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ กรุณากดปุ่มเพื่อแสดงตนครับ🔗
สมาชิกพร้อม ปิดการ แสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๖๐ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปขอถามมติว่าจะเห็น ด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขในมาตรา ๓ หรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อม ปิดการลง มติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๐๑ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขครับ🔗
เชิญมาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มีผู้แปรญัตติ ท่านผู้แปร ญัตติยังติดใจไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จริง ๆ ที่ผม เสนอแก้ไขนี้ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ เพราะว่าที่ผ่านวาระ ๑ มา ผมคิดว่ามีแค่ ๒ ทางเลือก ทางเลือกที่ ๑ ก็คือผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทางเลือกที่ ๒ ก็คือส่งเป็นเอกสารแบบดั้งเดิม ผมก็เลยปรับปรุงว่าความจริงแก้ทั้งทีเราควรจะแก้ให้ทันสมัยรองรับอนาคตไปเลยด้วย ก็คือ หรือวิธีอื่นใดที่นายทะเบียนประกาศกำหนด ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นข้อดี อันนี้ ผมก็ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมกรรมาธิการไม่รับตรงนี้ไป เพราะว่าถ้าไม่อย่างนั้นในอนาคต เกิดมีเทคโนโลยีอื่นที่ไม่ใช่ถือว่าเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์แล้ว แต่สามารถสื่อสารกับผู้ถือหุ้น หรือกรรมการได้ ต้องมาแก้กฎหมายอีกครั้งหรือครับ ทำไมไม่ให้อำนาจเหล่านี้ ซึ่งเป็นรายละเอียดในการดำเนินการอยู่ในมือของนายทะเบียน ก็จบครับ ผมคิดว่าน่าจะเป็นกฎหมายที่สมบูรณ์กว่า ก็อยากฟังคำอธิบายของกรรมาธิการ นิดหนึ่งครับว่า เหตุผลใดถึงไม่ผนวกรวมเข้าไป ซึ่งน่าจะเป็นข้อดีครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ทางคณะกรรมาธิการ ก็ได้เชิญท่านผู้แปรญัตติ ท่านเกียรติเข้ามาชี้แจง ขออภัยที่เอ่ยนาม ซึ่งเราก็มีความรู้สึก ขอบคุณท่านที่ท่านเอาใจใส่ในการพยายามจะดูกฎหมายให้รอบคอบ แต่ว่าสำหรับประเด็นนี้ การที่จะใส่เรื่องอื่นใดมันอยู่นอกขอบข่าย โดยเฉพาะนอกหลักการของกฎหมายฉบับนี้ ในกฎหมายฉบับนี้หลักการเราคือต้องการให้มีการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้มีเรื่อง อื่นใด เพราะฉะนั้นถ้าเกิดไปเติมเข้าเราก็เป็นห่วงว่ามันก็จะไม่สอดคล้องกับหลักการที่เรามี อยู่ครับ🔗
คุณเกียรติยังติดใจไหม ครับ มาตรานี้ไม่มีการแก้ไข ถ้าท่านเกียรติไม่ติดใจก็จะได้ผ่านไปเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ติดใจในการแก้ ก็ให้ผ่านไป ได้ แต่ผมอยากให้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ครับ ตอนนี้เราปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับมาก ที่เราแก้ให้มันดีกว่าที่เสนอไม่ได้ เพราะหลักการแคบมาก หลักการที่เขียนมาแคบจนทำให้ มันดีขึ้นไม่ได้ หลายฉบับมากเลยนะครับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สถาปนิก ทุก พ.ร.บ. เลยครับ อันนี้ผมอยากให้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ครับว่า ในอนาคตวิป (Whip) ควรจะดูให้เข้มข้นมากเลยครับว่ากฎหมายที่ผ่านมาจะเข้าสภา หลักการต้องไม่ใช่เป็น หลักการที่เขียนไว้แคบจนทำให้มันดีขึ้นกว่าที่เขียนไม่ได้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เนื่องจาก ไม่มีการแก้ไขในมาตรานี้ ก็ผ่านไปได้ครับ ขอเชิญต่อครับ🔗
มาตรา ๕ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗
มีกรรมาธิการสงวน ความเห็นไว้ ๓ ท่าน ยังติดใจไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายชัยณรงค์ โชไชย ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผู้สงวนความเห็น เห็นว่าควรใช้ถ้อยคำตามพระราชบัญญัติ ที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ และสภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการในวาระ ๑ โดยให้คง ข้อความว่า กรณีไม่มีข้อบังคับกำหนดห้ามไว้เป็นการเฉพาะ เนื่องจากหลักสำคัญของ กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรธุรกิจ คือการให้อิสระกับผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัท ในการบริหารงาน และกฎหมายจะเข้าไปกำหนดมาตรการบังคับที่ไม่อาจตกลงกัน ให้แตกต่างกันจากกฎหมายเฉพาะได้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งวิธีการประชุมคณะกรรมการ บริษัทเป็นเรื่องภายในของบริษัทมหาชนที่ผู้ถือหุ้นสามารถตกลงกำหนดข้อบังคับเรื่องใด ๆ ก็ได้ จะต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้ ในการประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นทางเลือก แต่อย่างไรก็ตามบริษัทอาจจะพร้อมที่จะใช้อิเล็กทรอนิกส์ หรือไม่พร้อมอยู่ด้วยก็ได้ แล้วแต่กรณี เพราะฉะนั้นหากบริษัทมีความประสงค์ที่จะจำกัด โดยยกเว้นว่าไม่ต้องการที่จะประชุมทาง อิเล็กทรอนิกส์ได้ ก็เปิดโอกาสให้เป็นทางเลือกของผู้ถือหุ้นที่จะลงมติร่วมกัน ทั้งนี้ การกำหนดแนวทางดังกล่าวในพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน ก็ได้มีกำหนดไว้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องการกำหนดอำนาจของบริษัท การแปลงหุ้นบุริมสิทธิ์ให้กลายเป็นหุ้นสามัญ การเลือกตั้งกรรมการ และการกำหนดสถานที่ประชุมของผู้ถือหุ้น ในลักษณะเช่นนี้จึงเห็นว่า น่าจะคำนึงถึงความหลากหลาย ถึงความสามารถของผู้ถือหุ้น และความพร้อมของบริษัท แต่ละบริษัทด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
กรรมาธิการว่าอย่างไรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ จริง ๆ เป็นประเด็นที่คุณเกียรติ สิทธีอมร ขออภัยที่เอ่ยนาม เป็นผู้ขอแปรญัตติในเรื่องนี้ ท่านได้ให้ข้อคิดกับเรา ผมขอเชิญคุณเกียรติได้ชี้แจงก่อนครับ ขออนุญาตครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เรื่องนี้ ความจริงต้องขอบคุณกรรมาธิการเสียงข้างมากที่เห็นด้วยกับที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ แล้วก็ได้มีโอกาสประชุมร่วมกัน หลักคิดคืออย่างนี้ครับท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิก เวลาลงคะแนนเราจะได้เข้าใจว่าที่มาที่ไปเป็นเพราะอะไร พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. มหาชน ไม่ใช่ไปคำนึงถึงเหมือนกับว่าเป็นการจัดตั้งบริษัททั่วไป ไม่ใช่ อันนั้นอยู่ในประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ และสิ่งที่ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ยังคงหลักการว่า ให้เป็นไปตามข้อบังคับก็ได้ แต่กฎหมายมหาชนนี่มันมีจุดต่างครับ กฎหมายมหาชนออกมา เพื่ออะไรครับ เพื่อดูแลสิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อย ที่บันทึกไว้ในวาระ ๑ ที่ผ่านมา โดย ครม. นั้น มีการตั้งเงื่อนไขไว้ครับ ตั้งเงื่อนไขว่าถ้าไม่มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ก็อาจจะทำได้ เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่นี้ท่านผู้ที่สงวน แล้วก็อธิบายว่ามันเป็นทางเลือก ตัดข้อความนี้ ก็ยังเป็นทางเลือกอยู่ เพราะใช้คำว่า อาจ ยังเป็นทางเลือกอยู่ แต่การตัดข้อความว่า กรณีไม่มี ข้อบังคับกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ เพื่ออะไรครับ เพื่อไม่ให้กรรมการของบริษัท ซึ่งมาจาก ผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากอยู่แล้ว ไปกำหนดเงื่อนไขที่ทำให้เป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย นี่คือเหตุผลครับ แล้วหลักคิดเหล่านี้อยู่ในกรอบกติกาของการเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งมีผู้ถือหุ้น ซื้อขายโดยไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นในกระบวนการดำเนินการจัดการของบริษัทแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นการที่ไปใส่เงื่อนไขเท่ากับเป็นการเพิ่มล็อกให้ผู้บริหาร ซึ่งมาจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มีโอกาสนำเงื่อนไขนี้ไปเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อยในเรื่องสิทธิของเขา ตรงนี้ครับ หลักนี้ต้องแม่น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าหลักของกฎหมายมหาชนต้องไม่ให้มีเงื่อนไขที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกรรมการส่วนใหญ่ส่วนหนึ่ง ซึ่งมาจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่สามารถเอาเงื่อนไขนี้ไปเอา เปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ นี่คือเหตุผลที่ทำไมตัดข้อความนี้ออกไป แต่ถามว่ายังเป็นทางเลือก อยู่หรือไม่ ยังเป็นทางเลือกครับ เพราะข้อความที่เหลือบอกว่าอาจทำผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ ทั้งการประชุมกรรมการ การประชุมผู้ถือหุ้น ที่เหลือเป็นหน้าที่ของกรรมการต้องอธิบาย ให้ผู้ถือหุ้น ไม่ว่ารายเล็ก รายใหญ่ เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำได้ หรือทำไม่ได้ มันมีเหตุผลอะไร แล้วถ้ามันเป็นเหตุผลที่ไม่ดีพอ ยังเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อยที่สามารถที่จะคัดค้าน การดำเนินการที่เป็นการเอาเปรียบโดยผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกรรมการในสัดส่วนของผู้ถือหุ้น รายใหญ่ครับ ผมว่ากฎหมายลักษณะนี้สอดคล้องกับความเป็นสากลมากเลยนะครับ ท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกคนด้วยครับ อย่าไปลงคะแนนในทางนั้นเลยครับ เพราะมันเป็นเงื่อนไขที่มันกลายเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ถือหุ้นรายย่อย และเป็นการกระทบกับ สิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อยในบริษัทที่เป็นบริษัทมหาชน มีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
อันนี้คุณเกียรติแปรญัตติ แล้วก็กรรมาธิการเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ จึงได้มีการแก้ไขใช่ไหมครับ เสร็จแล้วกรรมาธิการ อีกชุดหนึ่ง ต้องการให้คงไว้ตามร่างเดิม ประเด็นก็มีเพียงว่าจะแก้ไขตามที่กรรมาธิการแก้ไข ซึ่งเป็นข้อเสนอของคุณเกียรติ หรือจะคงไว้ตามร่างเดิม ตามที่กรรมาธิการที่สงวนความเห็น ไว้ได้มาชี้แจงเมื่อตอนต้น ยังจะมีอธิบายเพิ่มเติมไหมครับ หรือจะขอมติ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ในฐานะประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ได้พยายามที่จะฟังทั้งที่คุณเกียรติชี้แจง แล้วก็ทั้งทางฝ่ายบริหาร ก็คือกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีตัวแทนเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย แล้วก็เป็นผู้ขอสงวนคำแปรญัตติด้วย และได้ชี้แจง เราก็มีความเห็นว่า ๑. กฎหมายฉบับนี้มีหลักการ เขียนหลักการไว้อย่างนี้ ข้อ ๓ กำหนด ให้มีการประชุมคณะกรรมการ หรือการประชุมผู้ถือหุ้นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ก็คือกำหนด ให้มีการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แต่กลายเป็นว่าในมาตรา ๗๙ กระทั่งที่ส่งมานี้ มีการเขียนสงวน เป็นเงื่อนไขไว้ว่า กรณีที่ไม่มีข้อบังคับกำหนดไว้ก็ให้ทำอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นการทำอยู่นอกเหนือ หลักการ อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่ง🔗
แล้วอีกประเด็นหนึ่งที่เราพิจารณาก็คือว่า ข้อบังคับไม่ควรจะอยู่ในกฎหมาย อยู่ ๆ บริษัทจะไปออกข้อบังคับ แล้วก็ไม่สอดคล้องกับกฎหมายฉบับนี้ ก็ไม่สมควร เพราะเรา ต้องการส่งเสริมเรื่องของสื่ออิเล็กทรอนิกส์🔗
แล้วอีกประการหนึ่งก็คือ เราก็ได้สอบถามทางนายทะเบียนครับ ว่าเวลาที่มา จดข้อบังคับนี้ท่านดูอะไร ก็ไม่มีคำตอบที่จะทำให้เรามั่นใจได้ เพราะฉะนั้นเราจึงมีความเห็นว่า น่าจะให้เป็นไปตามหลักการของกฎหมายในข้อ ๓ ก็คือกำหนดให้การประชุมนี้ผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยไม่มีเงื่อนไขที่จะเป็นการเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้บริหาร ตั้งข้อบังคับมาจำกัดสิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อยครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนครับ🔗
คุณณัฐวุฒิเชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมขอมีส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็น แล้วก็สอบถามทางคณะกรรมาธิการในการแก้ไขข้อความใน มาตรา ๕ ที่มีการแก้ไขข้อความในมาตรา ๗๙ แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด ผมต้องเรียนท่านประธานเบื้องต้นแบบนี้ก่อนว่า ผมเห็นชอบในสิ่งที่กรรมาธิการได้มีการ แก้ไขครับ เพียงแต่ว่าพอฟังวันนี้แล้วผมชักไม่มั่นใจ ที่เรียนว่าผมเห็นชอบนั้นมีเหตุผล ประกอบอยู่ทั้งหมด ๓ ประการด้วยกันครับ🔗
ประการที่ ๑ ครับท่านประธาน หลักการที่สภาแห่งนี้รับหลักการมาใน (๓) ในรับหลักการนั้น (๓) มีการกำหนดอยู่ ๒ ส่วนด้วยกันครับ ส่วนที่หนึ่งก็คือกำหนดให้มี ใช้คำนี้ กำหนดให้มี ซึ่งความหมายของผมก็คือต้องมีการประชุมคณะกรรมการ หรือการประชุมผู้ถือหุ้นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประชุมผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ หลักการที่ ๒ ใน (๓) ก็คือการกำหนดสถานที่ที่ถือเป็นสถานที่จัดการประชุม ความจริงผมต้องเรียนเบื้องต้นด้วยซ้ำครับว่า เมื่อดูหลักการดังกล่าวนั้นสิ่งที่มาตรา ๗๙ เขียนมาตั้งแต่ต้นนั้น กลับมีมาตรฐานที่ต่ำไปกว่าหลักการ ผมเข้าใจว่าเมื่อกรรมาธิการรับ ตรงนี้ไปก็คงจะต้องมีการปรับแก้ ซึ่งท่านก็ได้ปรับแก้ไปตามที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตามครับ มันยังมีอีกคำหนึ่งที่ติดอยู่ในมาตรา ๗๙ ก็คือคำว่า อาจ คำนี้ครับ ถึงแม้เมื่อสักครู่ท่านประธาน กรรมาธิการ ดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้พยายามชี้แจง ผมก็เห็นชอบและเข้าใจครับ แต่คำว่า อาจ นี้ยังดูไม่เป็นไปตามหลักการที่สภาแห่งนี้ รับหลักการมาในวาระหนึ่งด้วยซ้ำ เอาเข้าจริง ๆ ควรจะต้องตัดคำว่า อาจ ด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ ติดใจครับ คิดว่าก็เป็นเรื่องเล็กน้อยที่เอาเข้าจริง ๆ ก็คือมันต้องแยกกันครับว่าระหว่างสิ่งที่ ถูกเขียนว่าบริษัทต้องมีรูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์นะ ส่วนจะทำหรือไม่ทำ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันอาจจะมีช่องทาง อาจจะใด ๆ ต่าง ๆ ก็แล้วแต่ แต่ตรงนั้น ต้องเป็นข้อยกเว้นเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือเหตุผลประการที่ ๑ ครับ🔗
เหตุผลประการที่ ๒ ครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวครับท่านประธาน สิ่งที่พวกผม พิจารณากันมาก็คือว่า การแก้ไขกฎหมายนั้นต้องสอดคล้องกับหลักการที่ควรจะเป็น ก็แน่นอนครับ เมื่อมีผู้สงวนไว้ เข้าใจว่าเป็นท่านเกียรติ สิทธีอมร แล้วก็คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาไปแล้ว ก็เห็นชอบด้วยว่าการตัดข้อความที่ใช้คำว่ากรณีไม่มีข้อบังคับกำหนดไว้ เป็นการเฉพาะนั้นถูกต้องชัดเจน แต่ผมขอคำตอบชัด ๆ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อสักครู่ท่านประธาน กรรมาธิการได้พูดไปแล้วครับก่อนที่ผมจะถาม แต่ขอคำตอบชัด ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า การตัดตัวนี้ ก็คือให้สอดรับกับหลักการที่สภาแห่งนี้รับมาใช่หรือไม่ เอาชัด ๆ คำตอบเดียวครับ ถ้าใช่ก็คือ ท่านได้แก้ กรรมาธิการไปนั่ง ผมไม่ทราบคณะนี้มีกี่คน กฤษฎีกาก็อยู่ด้วย แต่ท่านได้แก้ตาม หลักการนั้นแล้ว แบบนี้เรารับได้ นั่นเป็นเหตุผลประการที่ ๒ ครับ🔗
เหตุผลประการที่ ๓ ครับ ผมขออนุญาตเห็นด้วยกับท่านเกียรติ สิทธีอมร ในประเด็นว่า ร่างกฎหมายหลายฉบับ ณ ขณะนี้นั้นมีการยกร่างหลักการมาค่อนข้างกำหนด จำเพาะเจาะจง เหมือนไม่เปิดช่อง หรือไม่เชื่อใจตัวแทนของประชาชน ซึ่งหลากหลาย ตัวแทน ประชาชนไม่ได้มีแต่เพียง ส.ส. ยังอาจจะมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการต่าง ๆ ที่เข้าไปเป็น กรรมาธิการ การยกร่างกฎหมายหลายฉบับครับ กฎหมายอาญาแก้ไขเพิ่มเติมอายุเด็กกระทำ ความผิดท่านเขียนมาเลย ๑๒ ผมก็ขอแปรญัตติสงวนเป็น ๑๓ ก็ไม่ได้ เพราะมันเกินไปกว่า หลักการ เรื่องแบบนี้ผมคิดว่าต้องทบทวนครับ แต่จำเพาะเจาะจงรอบนี้ กฤษฎีกาต้องตอบ ให้ชัดว่า สิ่งที่แก้ตามมาตรา ๗๙ ซึ่งอยู่ในมาตรา ๕ นั้นนี่คือตอบโจทย์หลักการแล้ว ในเมื่อ ท่านจำเพาะเจาะจงมาแบบนี้ก็ต้องมาแบบนี้ ท่านจะขอสงวนกลับไปคงข้อความกรณีไม่มี ข้อบังคับกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ผมคิดว่านี่ไม่สอดรับกับหลักการ และพวกผมพรรค ก้าวไกลก็คงไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับข้อสงวนนั้นได้ และเห็นชอบกับสิ่งที่คณะกรรมาธิการ ได้มีการแก้ไขมาแล้วครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
กรรมาธิการเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม กรรมาธิการ ต้องขออนุญาต ขอบคุณท่านเกียรติ สิทธีอมร ขอบคุณท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ขออนุญาตเอ่ยนาม สุดท้าย สั้น ๆ ก็แล้วกัน ความเป็นจริงแล้วกรรมาธิการพิจารณากันหลายครั้งหลายรอบ ที่สำคัญที่สุด นอกจากเราฟังจากผู้แปรญัตติแล้วนั้น เรายังฟังจากกรรมาธิการเราทุกท่านด้วย แน่นอนครับ ก็ต้องมีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยบ้างครับ แต่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากของทุกพรรค การเมืองนั้นเห็นด้วยกับการตัดข้อความตรงนี้ เนื่องด้วยว่าข้อความที่เป็นข้อบังคับไม่ควรจะ มีบทบาทเหนือกับกฎหมายที่ออกไป เพราะข้อบังคับนั้นควรจะอยู่ภายใต้กฎหมายที่พวกเรา มีอยู่ แล้วผมก็เชื่อได้ว่ามีการพูดคุยกันหลายครั้งในกรรมาธิการ ทบทวนกันหลายรอบ ในประเด็นเหล่านี้ จึงเป็นที่เห็นด้วยว่า ขอบคุณท่านเกียรติ สิทธีอมร ขอบคุณท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ซึ่งได้อภิปรายให้ทางสภาแห่งนี้และเห็นชอบด้วยกันว่ากรรมาธิการของพวกเรานั้น ได้พิจารณาหลายครั้งแล้วเห็นสมควรว่า เมื่อมันเป็นหลักการว่าคนที่ไปจดทะเบียนนั้น เริ่มต้นบริษัทมหาชนอาจจะไม่ใช่บริษัทมหาชนก็ได้ครับ ไปจดทะเบียนกำหนดข้อบังคับก่อน แล้วมาเป็นบริษัทมหาชนในภายหลัง ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองหลักของผู้มาทำหน้าที่เป็น หุ้นส่วนในภายหลัง ซึ่งบริษัทมหาชนนั้น จะต้องไม่ให้ข้อบังคับนั้นอยู่เหนือกฎหมาย ดังนั้น เราถึงตัดข้อความตรงนี้ออกมา เพื่อให้กฎหมายนั้นเป็นไปตามที่ประชุม แต่เราก็ไม่ได้ตัดสิทธิ มีทางเลือกให้อยู่ แต่ไม่ให้ข้อบังคับเท่านั้นละครับมาอยู่เหนือกฎหมายที่พวกเราคิดว่าน่าจะ เป็นชั้นพระราชบัญญัติชั้นของสภาแห่งนี้ นั่นคือสิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านสมาชิก ทุกท่านครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญกรรมาธิการ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายชัยณรงค์ โชไชย ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็น ขออนุญาตเรียนชี้แจงอย่างนี้ครับ หลักการการบริหารจัดการ บริษัทมหาชนกับบริษัทจำกัดมีลักษณะที่แตกต่างกัน ความเข้มงวดก็แตกต่างกัน ถูกต้อง แล้วครับ เราตั้งใจที่จะคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย วิธีการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อยหลักหนึ่ง ในพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนคือจะบอกว่า บริษัททุกบริษัทจะต้องมีข้อบังคับ บริษัทจำกัด บริษัทเอกชนจะไม่ได้บังคับอย่างนี้ จะไม่ได้บอก อยากจะมีก็ได้ ไม่อยากมีก็ได้ นั่นคือ ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ในข้อบังคับกำหนดไว้อีกว่าจะต้องมีเรื่องอะไรบ้าง เรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่ง อยู่ในนั้นคือเรื่องของการประชุมกรรมการและการประชุมผู้ถือหุ้น เรื่องถัดไปคือเรื่องอื่น ๆ ถ้าจะมีขึ้นมาก็สามารถมีได้ โดยหลักกำหนดไว้บอกว่า ถ้าบริษัทมหาชนนั้นจะกำหนดข้อบังคับ ขัดกับกฎหมายไม่ได้ นี่เป็นประเด็นอยู่ที่ตรงนี้ละครับ ประเด็นที่เรากังวลใจก็คือว่ากรณีที่ ผู้ถือหุ้นท่านใดก็ตาม หรือบริษัทใดก็ตามที่ยังไม่มีความพร้อม แล้วก็ยังไม่อยากให้มีทางเลือก จะรอว่าจะตัดสินใจแบบไหนก็ได้ แต่อยากจะวางไว้เป็นกติกากลางจะต้องเขียนใส่ไว้ในข้อบังคับ แต่ถ้าเราตัดข้อบังคับข้อนี้ออก ที่ตัดคำว่า กรณีไม่มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ออก ผลมันจะเป็นอย่างนี้ครับ ผลมันก็จะเป็นว่าถ้ามีบริษัทใด หรือผู้ถือหุ้นกลุ่มใดที่อยากจะดูแล บริษัทของตัวเอง แต่ยังวางกติกาไว้บางอย่าง สมมุติอยากจะมีว่าเรายังไม่พร้อม ถ้าเป็นการ ร่วมลงทุนบริษัทใหญ่ ๆ ขอให้วอล์กอิน (Walk-in) มา แล้วก็ประชุมได้เห็นหน้าเห็นตากัน ก่อนได้ไหม วิธีนี้ถ้าเขาอยากจะมีกำหนด เขาไม่มีที่จะไว้ ไม่มีที่สามารถที่จะกำหนดกติกา เช่นนี้ได้ ถ้าเอาไปเขียนใส่ในข้อบังคับก็จะกลายเป็นข้อบังคับที่ขัดต่อกฎหมาย เราก็เลย อยากจะวางไว้ที่มาตรานี้ มาตรา ๗๙ ขอชี้แจงเพิ่มเติมครับ มีอยู่ถึงประมาณ ๑๐ มาตรา ที่เขียนด้วยวิธีนี้ มาตรา ๔๒ มาตรา ๖๕ มาตรา ๗๐ มาตรา ๗๑ มาตรา ๗๙ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๗ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ และมาตรา ๑๗๒ เขียนกฎหมายไว้ด้วยวิธีนี้ เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้ใช้ แล้วก็ใช้ดุลยพินิจว่าบริษัทของเขาจะเคลื่อนที่ไป ในรูปแบบไหน ขอบคุณครับ🔗
เชิญกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายจุมพล นิติธรางกูร กรรมาธิการ ขออนุญาตเรียนชี้แจงในส่วนของเรื่องหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จริง ๆ แล้วหลักการในภาพรวมของการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในครั้งนี้ คือการนำวิธีการ ทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับการบริหารและการดำเนินการของบริษัทมหาชน ซึ่งก็จะจำแนก ย่อยเป็นเรื่องการโฆษณาในหลักการข้อที่ ๑ การส่งหนังสือหรือเอกสารให้กับผู้ถือหุ้น หรือบุคคลต่าง ๆ ในหลักการข้อที่ ๒ ส่วนหลักการข้อที่ ๓ เองเป็นเรื่องการประชุม จริง ๆ ก็คืออยากให้เป็นทางเลือกด้วยเช่นเดียวกัน หรือแม้กระทั่งหลักการข้อที่ ๖ ซึ่งเป็นเรื่อง การมอบฉันทะทางอิเล็กทรอนิกส์ จริง ๆ แล้วภาพรวมของหลักการของการแก้ไขกฎหมาย ในครั้งนี้ คือการนำวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้มาเป็นทางเลือกเพิ่มเติม ในขณะที่บริษัทเอง ก็ยังสามารถใช้วิธีการบริหารจัดการในรูปแบบปกติดั้งเดิมได้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วต้อง ขออนุญาตเรียนว่าหลักการทุกเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในครั้งนี้ประสงค์ให้เป็น ทางเลือกเพิ่มเติม แต่ไม่ใช่ลักษณะของสภาพบังคับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
คุณเกียรติ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อยากเรียนอย่างนี้ ครับว่า สิ่งที่ท่านอธิบายมันก็ยังไม่ตรงกับหลักการ คำถามใหญ่ที่เมื่อสักครู่ท่าน ส.ส. ณัฐวุฒิ ได้ตั้งคำถามขึ้นมาต้องตอบให้ชัด ถ้าเราไปแก้อย่างนั้นกลายเป็นว่าข้อบังคับของบริษัท เหนือเจตนาของกฎหมายไปแล้ว แล้วสภาแห่งนี้จะอนุมัติกฎหมายลักษณะอย่างนี้หรือครับ ข้อบังคับบริษัทใหญ่กว่าเจตนาของกฎหมาย แล้วจริง ๆ แล้วยืนยันว่า ตัดข้อความเหล่านั้น ซึ่งจะกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อยออกไปเสียก็ยังเป็นทางเลือกอยู่ดี แต่บริษัทถ้าไม่มีความพร้อมต้องไปทำความเข้าใจกับผู้ถือหุ้นรายย่อยว่า เขาไม่พร้อมตอนนี้ เพราะอะไร และต้องทำให้เขาเห็นด้วย แต่ถ้าคำอธิบายมันไม่ดีพอเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นราย ย่อยที่จะดำเนินการเรียกร้องสิทธินั้นตามกฎหมายครับท่านประธาน เราออกกฎหมาย ในลักษณะที่ให้ข้อบังคับบริษัทอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ครับ คิดให้ดีครับ ผมก็ไม่ทราบว่า ผู้แทนฝ่ายกฤษฎีกาตีความกฎหมายกันอย่างไร แต่ถ้าตีความกฎหมายกันอย่างนั้น ข้อบังคับบริษัทเหนือกฎหมายครับ ท่านประธานครับ สภาแห่งนี้อนุมัติอย่างนั้นไม่ได้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านสาทิตย์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงผมก็ยกมือ มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ว่าทางฝั่งเจ้าหน้าที่อาจจะไม่ได้มองมาทางข้างหลัง ประเด็นของผม ก็คือว่าเรื่องของกฎหมายฉบับนี้ใน ๒ มาตราที่จะเป็นปัญหาต่อ คือมาตรา ๕ มาตรา ๙ ได้มีการพูดคุยกันมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับที่เพื่อนสมาชิกได้แปรญัตติ แล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วย แล้วก็มีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ แต่ที่ผมแปลกใจก็คือว่า กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นไว้เป็นกรรมาธิการในซีก ของฝั่งข้าราชการ ถ้าจะพูดตรง ๆ ตามนั้น ก็คือกฤษฎีกาก็ดี ตัวแทนจากกระทรวงก็ดี ทีนี้ประเด็นที่ผมจะถามกรรมาธิการก็คือว่า บรรยากาศมันเกิดอะไรขึ้น เพราะว่ากรรมาธิการ จะถูกตั้งไปจากสภาผู้แทนราษฎรเรา ก็เป็นความเห็นของ ส.ส. ที่ไปจากทุกพรรคการเมือง เสียงข้างมากก็เป็นไปตามนั้น แต่ว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งเป็นซีกของฝ่ายราชการ ก็กลับเป็นผู้สงวนความเห็นนั้นไว้ ซึ่งแม้ว่าเป็นสิทธิในฐานะที่เป็นกรรมาธิการก็ตาม แต่ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก และที่ผมประหลาดใจก็คือว่าเมื่อบรรยากาศ แบบนี้เกิดขึ้น ปรากฏว่าในชั้นของคณะกรรมการประสานงาน ผมไม่ทราบว่ามีการเชิญ คณะกรรมาธิการไปชี้แจงแถลงเหตุผลถึงที่มาที่ไปอย่างไรหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่ากรรมการ ประสานงานกลับมีความเห็นให้เป็นไปตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็ไม่เห็นด้วย ตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งเป็น ส.ส. ที่ไปจากทุกพรรค ผมก็แปลกใจครับ บรรยากาศ แบบนี้ก็เลยลุกขึ้นมาสอบถามทางท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะความจริงเหตุผลที่ผู้แปรญัตติก็ดี กรรมาธิการชี้แจงก็ดี ประเด็นเรื่องระหว่างข้อบังคับ กับเรื่องประเด็นของกฎหมายซึ่งควรจะมีสภาพบังคับมากกว่า มันเป็นเหตุผลเป็นผล แล้วสิ่งที่ฝ่ายกรรมาธิการเสียงข้างน้อยชี้แจงนั้น ก็สามารถโต้แย้งแล้วก็หักล้างได้ทั้งหมด ก็เลยลุกขึ้นสอบถามทางกรรมาธิการครับว่า ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เกิดอะไรขึ้น แล้วในเมื่อ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งมาจากฝ่ายนิติบัญญัติเราเห็นตามนี้ ทำไมเมื่อมีกรรมาธิการเสียง ข้างน้อยสงวนความเห็นแล้ว กรรมการประสานงานเองก็กลับไปมีความเห็นตามกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยด้วย ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้ผมแทบไม่เห็นเกิดขึ้นในสภานี้เลยครับ🔗
ผมคิดว่าข้อสรุปผมจะสรุป ให้เพื่อนสมาชิกฟังว่า มาตรา ๕ มีผู้แปรญัตติคือ คุณเกียรติ กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็น ด้วยกับผู้แปรญัตติ ดังนั้นในเอกสารก็จะบันทึกไว้ว่า ผู้แปรญัตติพอใจ เพราะกรรมาธิการเห็น ด้วยกับผู้แปรญัตติ จึงมีการแก้ไขตามที่คุณเกียรติแปรญัตติ แต่กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ก็สงวนความเห็นไว้ว่าขอให้เป็นไปตามร่างเดิม ดังนั้นมติที่จะถาม ที่ประชุมก็คือว่า จะเห็นควรแก้ไขตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไข หรือคงไว้ตามร่างเดิม ตามที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ขอสงวนความเห็นเอาไว้ สมาชิกเข้าใจนะครับ เพื่อมาลงมติ จะได้เข้าใจว่า มาตรา ๕ นี้มีการแก้ไขตามที่คุณเกียรติแปรญัตติ พูดง่าย ๆ คือกรรมาธิการ เสียงข้างมากแก้ไขมาตรานี้ แต่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเห็นว่าไม่ควรแก้ไข กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยไม่ได้แปรญัตติแก้อย่างอื่น แต่ขอให้คงร่างเดิม จึงต้องขอมติว่า ๑. จะแก้ไข ตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ หรือจะคงไว้ตามร่างเดิมตามที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้สงวนความเห็นเอาไว้ครับ ขอเชิญที่ประชุมตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งนะครับ🔗
เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ เพื่อความชัดเจน เดี๋ยวถ้าเราลงมติ ถ้ากด ๑ หมายถึงว่าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก กด ๒ เห็นด้วย กับเสียงข้างน้อย ใช่ไหมครับ🔗
ผมก็จะถามว่าเห็นด้วย ที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขก็กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย ที่กรรมาธิการแก้ไข คือเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นให้คงร่างเดิม ก็ลงมติว่า ไม่เห็นด้วย คือไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการแก้ไขครับ ท่านสมาชิกกรุณากดบัตร แสดงตนนะครับ🔗
สมาชิกพร้อมพอสมควร แล้วครับ ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๕๘ ท่าน ครบองค์ประชุม🔗
ก็ขอย้ำอีกทีหนึ่ง จะขอถามมติที่ประชุมว่า เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการแก้ไข กล่าวคือเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ให้คงไว้ตามร่างเดิมก็กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย คือไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการแก้ไข ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง สมาชิกกรุณาลงมตินะครับ🔗
คุณชินวรณ์มีอะไรครับ อยู่ในระหว่างลงคะแนน ยังไม่ประกาศผลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่มีอะไรครับ ผมยกชูสัญญาณการลงมติเท่านั้นครับ🔗
ผมขออภัย ผมก็ไม่เห็น แต่ว่า เจ้าหน้าที่บอกว่าท่านชินวรณ์ยกมือ ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ผลการลงมติ ผู้ลงมติ ๓๐๑ ท่าน เห็นด้วย คือเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข ๘๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย คือไม่เห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข ๒๑๓ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุมก็คือ ไม่เห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข นั่นก็หมายความว่าให้คงไว้ตามร่างเดิมครับ🔗
ขอเชิญมาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๖ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๖ มีการแก้ไขครับ ไม่มีสมาชิกอภิปราย ผมขอมติที่ประชุมครับ ขอเชิญสมาชิกแสดงตนครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๕๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับกรรมาธิการแก้ไขในมาตรา ๖ หรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมพอสมควร ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๙๙ ท่าน เห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข ๒๙๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน มติที่ประชุม เห็นด้วยกับ กรรมาธิการแก้ไขครับ🔗
มาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๗ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๗ มีการแก้ไข มติก็เช่นเดียวกันว่าจะเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ขอเชิญสมาชิกแสดงตนตรวจสอบ องค์ประชุมตามข้อบังคับครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๖๐ ท่าน ครบองค์ประชุม🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขในมาตรา ๗ หรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ปิดการลงมติครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๓๐๔ ท่าน เห็นด้วย ๓๐๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขในมาตรา ๗ ครับ🔗
เชิญต่อครับ🔗
มาตรา ๘ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๘ มีการแก้ไข มีสมาชิกขออภิปราย เชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในมาตรา ๘ ที่จริงผมจะขอตั้งแต่มาตราแรก ๆ มันจะหลายมาตราไป เลยมาสรุปที่มาตรานี้ เพราะว่ามาตรานี้เป็นการแก้ไขโดยที่ประชุมกรรมาธิการได้เติมคำว่า เดิมมันมีคำว่าอย่างนี้ ครับท่านประธาน โดยวิธีอื่น แล้วก็ใส่เนื้อความใหม่ลงไป ว่าโดยวิธีของเดิมมี แล้วก็ใช้คำว่า การทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่น อื่น คำเดิม แล้วก็เติมคำว่า ใด ลงไป ตรงนี้ละครับ เป็นคำที่ผมจะตั้งคำถามครับ เพราะว่าที่จริงแล้ว ท่านประธานครับ ผมเคยนั่งเป็นประธาน กรรมการของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ๕ ปี นั่งในวาระของเอจีเอ็ม (AGM) ของอีจีเอ็ม (EGM) ประชุมประจำเดือนก็ทำเหมือนกันหมด เหมือนกับที่ถูกกำหนดไว้นี้ครับ แต่สิ่งที่มี ความทันสมัยผมก็ถือว่ากฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นถึงความทันสมัย โดยเฉพาะที่เติมคำว่า อิเล็กทรอนิกส์ และวิธีการอื่นใด มีใดด้วย เพราะช่วยขยายความ คำว่า อื่นนั้นมันคงไม่พอ แต่ตรงนี้ตอนแรกผมว่าจะถามท่านประธานกรรมาธิการแล้วว่า ตอนแรกตอบท่านสิทธิ คำว่า อื่นใด วิธีการอื่นใดมันไม่อยู่ในหลักการ แต่ผมอ่านไปอ่านมาบอกว่าอันนี้มันเขียนไว้เดิม ผมก็เลยไม่อยากถามประเด็นคำว่า อื่นใด คืออะไร แต่จริง ๆ แล้วเดี๋ยวก็จะเป็นคำถาม คำถามหนึ่งว่า วิธีการอื่นใดมันไม่ขัดหลักการอยู่แล้ว เพราะว่าหลักเดิมมันมี คือมันเขียนว่า วิธีอื่น แต่ไม่ได้บอกว่า อิเล็กทรอนิกส์ นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิธีอื่น แต่วิธีอื่นนี้ ท่านประธานครับ ในการประชุมต่าง ๆ สาระมันก็คงต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมาก เพราะว่าการประชุม มันจะมีผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเป็นตัวกรรมการเองที่อยู่ในบอร์ด (Board) ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นเอง หรือแม้กระทั่งเจ้าหนี้เองที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเดิมนั้นในหลักการของมาตรานี้จะแค่ การประชุมกรรมการ เพื่อนัดประชุม แล้วก็จะใช้ประเด็นของการเว้นแต่มีความจำเป็นที่จะ เรียกประชุมเร็ว ซึ่ง ๓ วันอาจจะไม่ทัน หรืออาจจะด่วน อาจจะใช้วิธีการเดินไปเคาะตามห้อง ผมสมมุติให้ฟังว่าวิธีการอื่น แต่ผมไม่รู้ที่ท่านตั้งไว้ว่าวิธีการอื่นนั้นคืออะไร แต่ผมเข้าใจครับ ว่าการดำเนินการสมัยใหม่นั้น คือตั้งแต่การประชุมไม่ว่าเราจะใช้เทคโนโลยีเรียกว่า ซูมมีต (Zoom meet) หรือเมตาเวิร์ส (Metaverse) ในอนาคตที่จะเข้ามาใช้ในการประชุมเพื่อให้ ดำรงสิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อยให้มากที่สุด และการแจ้งเหตุ แจ้งนัดหมายประชุมนี้ถือเป็นสำคัญ ถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วน ถ้าเร่งด่วนคือเรื่อง สำคัญ เพราะว่าต้องการเอามตินี้ไปจดเปลี่ยนแปลงแก้ไขต่าง ๆ เพราะเวลามันไม่ทัน หรือบางทีวันเวลาที่จะต้องประชุมนั้นมันจะต้องลงมติด้วยในบางประเด็น เช่นไปทำดิลิเจนต์ (Diligent) เพื่อจะควบรวมบริษัทต่าง ๆ แล้วปรากฏว่าเวลาไม่ทันก็ต้องเรียกประชุมอีก ๓ วัน หรืออีก ๒ วัน หรือก่อนทันที เพื่อให้ธุรกิจมันเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วสามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ การใช้อิเล็กทรอนิกส์นี้ผมก็ยืนยันว่ามันใช่แน่ มันเป็นทางหนึ่ง คนถือ มือถืออยู่บอกท่านกลับมาเวลานี้เลยด่วน เพิ่งออกไปเมื่อสักครู่นี้ เพราะว่ามันมีเหตุการณ์ อิรัก อิหร่าน หรือซีเรียถล่มกันแล้ว บ่อน้ำมันหรือเส้นสายที่ผมเคยทำธุรกิจเรื่องของเคเบิล มันจะพัง ต้องรีบกลับมา หรือน้ำมันมันจะขึ้นอย่างนี้ต้องรีบกลับมาลงมติเพื่ออะไร เพื่อให้ ธุรกิจนั้นได้เปรียบในเชิงการค้า ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อยู่ในวงจรของบริษัทมหาชนจะได้ ไม่เดือดร้อน ถือเป็นห่วงโซ่สำคัญที่จะต้องทำ อันนี้ประเด็นคือการแจ้งนัดประชุมทาง อิเล็กทรอนิกส์ ผมเห็นด้วยว่าใช่อันหนึ่ง แต่ที่คำถามผมคือวิธีการอื่นใด ตอนแรก ท่านประธานบอกว่า ตอบท่านเกียรติวิธีการอื่นใดมันอยู่นอกหลักการ แต่อันนี้ผมยังพอตอบ ได้ว่ามันอยู่ในหลักการ ผมเลยตั้งคำถามครับท่านประธาน วิธีการอื่นใดจะทำอะไรครับ วิธีการอื่นใดที่สร้อยลงไปที่เติมลงไปให้ครบลูป (Loop) ของเนื้อคำเดิมที่ท่านไม่ลบออกด้วย ท่านก็เติมคำว่า ใด ไปอีกหน่อย ผมอยากรู้ว่ามันมีวิธีการอะไร ผมนั่งอยู่ในที่ประชุมอีจีเอ็ม (EGM) เอจีเอ็ม (AGM) มา ๕ ปี ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าวิธีการอื่นใด หรือจะกลับไปย้อนยุค เปิดปล่องไฟแล้วเกิดทำควันไฟเป็นวู้ วู้ วู้ หรือจะไปทำสัญญาณ หรือกระซิบกันบอกว่า รีบกลับมานะอะไรอย่างนี้ ก็อยากถามตรงนี้ครับท่านประธานว่า อันนี้มันจะเกิดประโยชน์ สำคัญคือมันเพิ่มขีดความสามารถให้บริษัทมหาชนอย่างไรครับท่านประธาน นี่หัวใจครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
คุณธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานที่เคารพครับ ตอนนี้เรากำลังพิจารณาวาระ ๒ ของร่างพระราชบัญญัติ บริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... บริษัทมหาชนมันก็ชื่อบอกแล้วว่าไม่ใช่เฉพาะของ กลุ่มบุคคลเล็ก ๆ แต่เป็นมหาชน คือมีคนจำนวนมากสามารถเข้าเป็นผู้ถือหุ้น คนที่เป็น กรรมการบริษัทนั้นจะต้องตัดสินใจรับผิดชอบแทนประชาชนที่เข้ามาถือหุ้นในจำนวนมาก สิ่งตรงนี้ตามมาตรา ๘๒ หลักก็คือมาตรา ๘๒ ระบุไว้ว่า ในการเรียกประชุมกรรมการให้ส่ง หนังสือนัดประชุมไปยังกรรมการไม่น้อยกว่า ๓ วันก่อนประชุม นี่คือตัวหลักของ การนัดประชุม การประชุมทั่วไปเหตุที่ใช้ ๓ วัน ก็คือต้องการให้กรรมการซึ่งต้องตัดสินใจ แทนผู้ถือหุ้นจำนวนมากซึ่งเป็นมหาชน ได้มีเวลาดูวาระการประชุม ได้ดูเรื่องที่ประชุม เหตุผลได้เตรียมการที่ประชุมโต้แย้งเพื่อตัดสินใจแทนบุคคลซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจำนวนมาก ตรงนี้ถือเป็นหลักที่ดีที่ควรจะให้มีความรอบคอบที่เขาได้รับรู้เรื่องที่เข้าที่ประชุมแล้วตัดสินใจ แทนคน แต่ข้อยกเว้นเขียนว่าอย่างนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็นรีบด่วน เพื่อรักษาสิทธิ หรือ ประโยชน์ของบริษัท กรณีนี้อันที่ ๑ ก่อน จะแจ้งการนัดประชุมโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใด และกำหนดวันประชุมให้เร็วขึ้นกว่านั้นก็ได้ ข้อยกเว้นตรงนี้เป็นข้อยกเว้น ประเด็นที่ ๑ คือความชัดแจ้งไม่มี ไม่ได้เอื้อต่อหลักการที่ให้กรรมการนั้นสามารถรับรู้วาระ การประชุมได้ก่อนล่วงหน้า เพื่อเตรียมการ เพื่อจะตัดสินใจแทนผู้ถือหุ้นทั้งหมดได้อย่างไร อันที่ ๑ ก็คือกรณีจำเป็นเร่งด่วน ถามว่าความชัดเจนของความจำเป็นเร่งด่วนนั้นคืออะไร ครับ ใช้ดุลยพินิจ ใช้ความรู้สึกหรือครับว่าอันนี้เร่ง ไม่เร่ง ตรงนี้สำคัญอยากฝากบอกท่าน ประธานไปยังกรรมาธิการว่า อะไรคือความจำเป็นเร่งด่วนจำเป็นต้องบอก🔗
ประเด็นที่ ๒ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของบริษัท อะไรครับคือสิทธิประโยชน์ บริษัท ทุกเรื่องที่ประชุมเป็นเรื่องสิทธิประโยชน์ของบริษัททั้งนั้นเลย นั่นเท่ากับว่า ถ้าเกิดเราบัญญัติแบบนี้เอาข้อยกเว้นมาสามารถทำได้ทุกอย่างเลย จำเป็นก็ใช้ ดุลยพินิจคิดเอาเอง จำเป็นก็จำเป็นทุกเรื่องอยู่แล้ว ๓ วันแทบไม่ต้องใช้ได้เลย แล้วความ รอบคอบในการปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนอยู่ตรงไหนครับ🔗
ประเด็นต่อมา ก็คือในเรื่องของจะแจ้งการประชุมโดยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใด เมื่อสักครู่ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ได้อภิปรายไปแล้ว มีข้อสังเกตอิเล็กทรอนิกส์จะแจ้งอย่างไรครับ สมมุติว่า ๓ วัน ไม่เอา เราจะเอาวันเดียว แล้วไม่กี่ชั่วโมง ส่งไปทางเอสเอ็มเอส (SMS) ได้ไหมครับ ได้ อิเล็กทรอนิกส์ วิธีอื่นใดส่งไป ยังติ๊กต็อก (Tiktok) ได้ไหมครับ ได้ ส่งไปยังเฟซบุ๊ก (Facebook) ข้อความได้ไหมครับ ได้ หรือฝากให้แมสเซนเจอร์ (Messenger) พวกพนักงานไปบอกด้วยปากเปล่าได้ไหมครับ เพราะวิธีอื่นใดกว้างมากนะครับ ได้อีก แล้วถามว่าคนที่เป็นกรรมการจะมีเวลาเตรียมตัว ตัดสินใจเรื่องจำเป็นเร่งด่วนเรื่องเกี่ยวกับรักษาประโยชน์ได้อย่างไรครับ แล้วประชุม ไม่จำเป็นต้องประชุมเจอหน้าด้วย ประชุมแบบออนไลน์ (Online) เลย เรื่องสำคัญทุกอย่างควร จะมีการกลั่นกรองและเตรียมตัวของกรรมการทุกคนใช่ไหมครับ ถ้าเป็นบริษัทปกติที่ทุกคนมี ความสุจริตเท่ากัน มีความเห็นเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันที่ต้องการให้บริษัทนั้นเจริญรุ่งเรืองได้ กรณีอย่างนี้ไม่เป็นอะไร แต่ถามว่าในความเป็นจริงเป็นไหมครับ บริษัททุกบริษัทนั้นย่อมมี ฝักฝ่ายของผลประโยชน์แต่ละคนที่ปกป้องด้วยกัน ดังนั้นถ้าเป็นอย่างนี้ คนเป็นประธาน กรรมการ คนที่ได้เปรียบมีเสียงข้างมากสามารถกำหนดวิธีการอย่างนี้ แล้วก็ไปเปลี่ยนแปลง เรื่องที่สำคัญกรณีนโยบาย เช่นยกตัวอย่าง จะไปลงทุนร่วมกับบริษัทอื่น แล้วตัดสินใจโดย เร่งด่วน อีกฝ่ายหนึ่งจะรู้หรือไม่ก็ได้ ก็ถือว่าแจ้งโดยชอบแล้ว โดยวิธีการอื่นใด แล้วฝ่าย ที่เสียเปรียบเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยที่อาจจะมีความเห็นแตกต่าง ไม่สามารถโต้แย้ง ไม่สามารถเตรียมตัวได้ทันเลยหรือ กรณีอย่างนี้เห็นว่าเป็นการเอาข้อยกเว้นมายกเว้น สิ่งที่เป็นหลัก การที่พึงจะเป็นในการปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ใช่หรือไม่ กฎหมายถ้าออกแบบนี้จะเกิดการเอาเปรียบกันอย่างมโหฬาร และบริษัทมหาชนจะหา ความเสถียรไม่ได้ ใครถือหุ้นก็จะใช้วิธีการแบบนี้ไปทำ ถามว่าเราจะทำทำไมครับ ไปทำแจ้ง อิเล็กทรอนิกส์และอื่นใด อื่นใดนี้กว้างมากเลยนะครับ ปกติข้อยกเว้นจะต้องเป็นสิ่งที่ เมื่อแบบเล็กเท่านั้นและต้องชัดเจน แล้วก็ต้องไม่ให้มันผิดเงื่อนไขที่ทำได้โดยไม่จำกัด นี่ฝืนต่อหลักการร่างกฎหมายทั่วไป อยากให้ทางคณะกรรมาธิการฝากท่านประธานว่า ช่วยชี้แจงตรงนี้ให้ชัด ถ้าไม่ชัด ผมฝากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภาได้โปรด อย่าเห็นด้วยกับตรงนี้ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ🔗
เชิญคุณเกียรติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่ ที่เราผ่านมาตรา ๔ บอกว่าถ้ายื่นเพิ่มคำว่า อื่นใด ขัดหลักการ พอมามาตรา ๘ กรรมาธิการ ใส่เข้าไปเองงงครับ วางตัวไม่ถูกแล้วครับ ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันไม่ใช่เป็นเรื่อง ประชาธิปไตยความเห็นเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย มันขัด หรือไม่ขัด ถ้ามันขัดก็ต้องไม่ใส่ ทั้งคู่ถ้ามันไม่ขัดก็ต้องใส่ทั้งคู่ ตรงนี้มันไม่ใช่เป็นประเด็นความแตกต่างของความเห็นเลยนะครับ ท่านประธาน และวิธีการอื่นใดที่ผมอภิปราย เพราะผมเป็นคนสงวนคำแปรญัตติ ในมาตรา ๔ ไว้ ผมก็บอกว่าเผื่อวันนี้ยังคิดไม่ออก อนาคตมันมีวิธีอื่น ก็ให้นายทะเบียน ไปประกาศกำหนดเสีย ก็ยืดหยุ่นดี พอมาถึงตรงนี้ใส่เข้าไป มันไม่ขัดอย่างไรครับ หรือขัด อย่างไรครับ ขอบพระคุณครับ ขอความชัดเจนครับ🔗
เชิญเลยครับกรรมาธิการ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขอเรียน ท่านสมาชิกครับว่า มาตรา ๘๒ ของเดิมถ้อยคำก็มีการเขียนไว้ว่าโดยวิธีอื่นอยู่แล้ว ของเดิม มีอยู่แล้ว ที่เป็นปัจจุบันมีอยู่แล้ว แต่เมื่อเรามีการเขียนกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อให้มีการใช้ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เราจึงมีการแทรกคำว่า โดยวิธีการทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการ แล้วก็ ใด เพราะฉะนั้นคำว่า อื่น ของเดิมมีอยู่แล้วครับ กฎหมายฉบับนี้เป็นการให้ความสำคัญกับเรื่อง ของอิเล็กทรอนิกส์ เราจึงแทรกคำนี้ เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนครับว่า ที่ท่านสอบถามว่า อื่นใด แน่นอนก็จะมีหลากหลายอย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว แต่ว่าไม่ใช่ของใหม่ ที่เราใส่ เป็นของเดิมที่มีอยู่ ของใหม่ก็มีเพียงคำว่า สื่ออิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็ถ้อยคำว่าใด หรืออะไรก็แล้วแต่มันก็เป็นเพียงสร้อยที่มาห้อยไว้เฉย ๆ ครับ ขอกราบเรียนครับ🔗
มาตรา ๘ มีการแก้ไข ก็ต้องขอมติที่ประชุมครับ ขอเชิญสมาชิกได้แสดงตนตรวจสอบองค์ประชุมก่อนการลงมติ🔗
สมาชิกเข้ามาแล้ว กรุณา แสดงตนนะครับ🔗
สมาชิกพร้อมแล้วนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๕๓ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า ผู้ใดเห็น ด้วยกับคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๗๗ ท่าน เห็นด้วย ๒๗๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขครับ🔗
เชิญมาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๙ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗
มาตรา ๙ ถ้าผมสรุป ให้สมาชิกทราบก็คือเช่นเดียวกับมาตรา ๖ นะครับ กล่าวคือมีสมาชิกแปรญัตติคือ ท่านเกียรติ สิทธีอมร แปรญัตติ กรรมาธิการเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ จึงมีการแก้ไขตามที่ท่านเกียรติ แปรญัตติ แต่ว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อย ๓ ท่าน ได้สงวนความเห็นไว้ ไม่เห็นด้วย โดยขอให้คงไว้ตามร่างเดิมครับ อันนี้ก็คือที่ไปที่มา สมาชิกมีอะไรจะสอบถามอนุญาตครับ ท่านเกียรติครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมว่า ในเนื้อหาก็คงเหมือนกับมาตราที่ผ่านมา และเราก็เห็นคะแนนที่โหวตออกมาแล้ว ผมว่า เราควรต้องเรียนบทเรียนนี้เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับสภาแห่งนี้ครับ ถ้าวิป (Whip) จะมี มติสวนกรรมาธิการเสียงข้างมาก วิป (Whip) ต้องเรียกกรรมาธิการมาคุยก่อนครับ ไม่ใช่ ไปฟังความข้างเดียว กลายเป็นว่าผู้สงวนคำแปรญัตติเสียงข้างน้อยเดินเข้าไปหาวิป (Whip) แล้วขอให้วิป (Whip) มีมติทางใดทางหนึ่ง ผมว่าไม่สง่างามเลยครับสภาแบบนี้ ก็ฝากครับ เราต้องเรียนบทเรียนราคาแพง และผลที่เกิดขึ้นคือกระทบกับกฎหมายที่เราออกไป และผมก็ ไม่ทราบว่าสภาจะอธิบายกับประชาชนอย่างไรที่เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย ขอบพระคุณครับ ขอบันทึกไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอเป็นเรื่องภายนอก เรื่องภายในของเราก็คือมติ ก็ขอสมาชิกถ้าไม่มีผู้ใดจะอภิปรายต่อก็จะขอถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ กรุณาแสดงตนนะครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนเข้าผู้ประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๕๗ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า ผู้ใดเห็นด้วยที่กรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ให้คงไว้ตามร่างเดิม ก็กด ปุ่ม ไม่เห็นด้วย คือไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมแล้วนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๘๐ ท่าน เห็นด้วย ๗๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๙๗ ท่าน งดออกเสียง ๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีครับ มติที่ประชุมไม่เห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข ก็คือให้คงไว้ตามร่างเดิม🔗
เชิญมาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๑๐ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๑๐ มีการแก้ไข มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะอภิปราย อนุญาตนะครับ🔗
ถ้าไม่มีก็จะขอมติที่ประชุม ว่าจะเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ขอเชิญสมาชิกแสดงตนเพื่อตรวจสอบ องค์ประชุมครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๕๔ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า ในมาตรา ๑๐ นี้ท่านใดเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นด้วย ที่กรรมาธิการแก้ไขกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลง มติครับ🔗
ปิดการลงมติครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๒๘๐ ท่าน เห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข ๒๗๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข🔗
เชิญมาตราต่อไป🔗
มาตรา ๑๑ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๑๑ ไม่มีการแก้ไข มีคุณเกียรติ สิทธีอมร ขอสงวนคำแปรญัตติ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็สงวน ในเรื่องเหมือนกับมาตรา ๔ เมื่อสักครู่ครับ แล้วก็มาตรา ๘ พอใส่วิธีอื่นใดไป มาตราหนึ่งบอก ไม่ได้ ขัดหลักการ อีกมาตราหนึ่งบอกได้ พอมาตรานี้ก็บอกไม่ได้อีก ผมงงครับ แล้วก็จนถึง วินาทีนี้กรรมาธิการยังไม่ตอบให้ชัดเลยครับว่ามันได้หรือไม่ได้ มันขัดหรือไม่ขัดกับหลักการ ขอทราบให้ชัด ๆ ครับจะได้บันทึกไว้ ขอบพระคุณครับ🔗
คุณเกียรติไม่ติดใจนะครับ🔗
ผมติดใจว่าทำไมกรรมาธิการ ไม่ตอบให้ชัด ๆ ว่าขัดหรือไม่ขัดหลักการ🔗
เชิญเลยครับ กรรมาธิการ จะตอบก็ได้ ถ้ากรรมาธิการไม่ตอบคุณเกียรติไว้ถามข้างนอกก็แล้วกันนะครับ ขออนุญาต ที่ประชุม เนื่องจากไม่มีการแก้ไข และคุณเกียรติเพียงแต่ถามว่าเหตุผล แต่ไม่ติดใจแล้ว ก็ขออนุญาตผ่านมาตรานี้ครับ🔗
มาตรา ๑๒ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗
มาตรา ๑๒ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ๓ ท่านสงวนความเห็น กรรมาธิการ ๓ ท่านยังติดใจ ถ้าติดใจก็จะลงมติ🔗
สมาชิกไม่มีผู้อภิปราย ก็จะขอลงมติเพื่อถามมติ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายจุมพล นิติธรางกูร กรรมาธิการ กระผมและกรรมาธิการเสียงข้างน้อยขออนุญาตเรียนชี้แจงเหตุผลที่ขอสงวน ความเห็นกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก🔗
เหตุผลแรก การที่กำหนดให้บริษัทมหาชนจำกัดมีหน้าที่ต้องเสียอากรแทน ผู้ถือหุ้นที่มอบฉันทะโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์จะกระทบสิทธิต่อบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งหลักการดังกล่าวยังไม่เคยมีการรับฟังความคิดเห็น รวมถึงยังไม่มีการวิเคราะห์ผลกระทบที่ อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายตามบทบัญญัติ มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมถึงพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของ กฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ นอกจากนี้บทบัญญัติที่กำหนดหน้าที่ของบริษัทมหาชนในที่นี้ ต้องถือว่า เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญได้กำหนด ให้ต้องมีการระบุบทจำกัดสิทธิในคำปรารภ รวมถึงต้องมีการระบุเหตุผลความจำเป็นในการ จำกัดสิทธิ เสรีภาพไว้อย่างชัดเจนด้วย ซึ่งในกรณีนี้ในร่างพระราชบัญญัติที่เสนอก็ยังไม่ได้ มีการดำเนินการตามมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญ🔗
เหตุผลประการที่ ๒ การที่กำหนดหน้าที่ให้บริษัทมหาชนจำกัดต้องเสียอากร แทนผู้ถือหุ้นเฉพาะกรณีมอบฉันทะโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็อาจจะก่อให้เกิดความลักลั่น กับกรณีการมอบฉันทะในแบบเอกสารรูปแบบเดิม ซึ่งหน้าที่ในการเสียอากรยังเป็นของ ผู้มอบฉันทะ เพราะฉะนั้นกรณีนี้ก็จะเกิดความลักลั่นกันระหว่างการมอบฉันทะในกรณีแบบ เอกสารกับการมอบฉันทะกรณีผ่านวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้การที่ไปกำหนดให้ ทางบริษัทมหาชนจำกัดต้องมีหน้าที่ในการเสียอากร สำหรับการมอบฉันทะโดยวิธีการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ก็อาจจะก่อให้เกิดผลในทางตรงกันข้ามกับวัตถุประสงค์ของการแก้ไข เพิ่มเติมกฎหมายในครั้งนี้ เนื่องจากการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในครั้งนี้มุ่งประสงค์จะส่งเสริม ให้มีการใช้วิธีการมอบฉันทะทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น แต่การไปกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบริษัทมหาชนจำกัดต้องมีหน้าที่ในการเสียอากร ก็อาจจะ ทำให้บริษัทมหาชนจำกัดบางแห่งหลีกเลี่ยงไปกำหนดให้ต้องมีการมอบฉันทะโดยวิธีการปกติ ทางเอกสาร ซึ่งหน้าที่ของการเสียอากรก็จะเป็นของผู้มอบฉันทะ🔗
นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่าการมอบฉันทะเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นแต่ละคน เป็น ทางเลือกและสิทธิเฉพาะตัว การที่จะนำเงินของบริษัทมหาชนจำกัดซึ่งเป็นเงินกองกลาง ของผู้ถือหุ้นทุกคนมาจ่ายให้กับเฉพาะผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่ง ก็อาจจะต้องพิจารณาถึงเรื่อง ความเหมาะสมด้วย เพราะอย่างที่เรียนว่ากรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างในครั้งนี้เป็นการ กำหนดให้บริษัทจ่ายอากรเฉพาะกับผู้มอบฉันทะทางอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่ไม่รวมถึงกรณี การมอบฉันทะแบบเอกสารปกติดั้งเดิม🔗
เหตุผลประการสุดท้าย ร่างที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ที่ไปกำหนดหน้าที่ ให้กับบริษัทมหาชนต้องมีหน้าที่ในการเสียอากร ก็อาจจะไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของ ประมวลรัษฎากร ซึ่งมาตรา ๑๐๗ ประกอบกับในบัญชีท้ายหมวด ๖ อากรแสตมป์ ในตราสารลักษณะที่ ๘ ซึ่งกำหนดให้ตัวผู้ถือหุ้นที่มอบฉันทะเป็นผู้มีหน้าที่ในการเสียอากร เพราะฉะนั้นก็จะทำให้กฎหมาย ๒ ฉบับนี้บัญญัติไว้แตกต่างกัน นอกจากนี้ร่างที่แก้ไข เพิ่มเติมในครั้งนี้ซึ่งกำหนดให้บริษัทมีหน้าที่ต้องเสียอากร แต่ไม่ได้มีการกำหนดบทลงโทษ หรือบทบังคับ เพราะฉะนั้นถ้าหากบริษัทมหาชนจำกัดไม่ได้จ่ายอากรให้กับผู้มอบฉันทะ กรณีนี้ภาระหน้าที่ในการจ่ายอากรหรือแม้กระทั่งเงินเพิ่มในกรณีที่จ่ายล่าช้า หรือบทลงโทษ ตามประมวลกฎหมายรัษฎากรก็จะตกกลับไปสู่ผู้มอบฉันทะ เพราะฉะนั้นก็เห็นว่ามีเหตุผล หลายประการที่อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งลักลั่นระหว่างกฎหมาย ทางกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยก็จึงขอสงวนความเห็นครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย คือผมฟังคณะกรรมาธิการชุดนี้แล้วก็เวียนหัว พยายามจะไม่อยากถามครับ แต่ว่าผู้แปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติเป็นคนสำคัญ คุณจุมพลเมื่อสักครู่ที่สงวนความเห็นไว้ เป็นผู้อำนวยการ วิจัยและพัฒนาทางด้านกฎหมาย ท่านอยู่ในคณะกรรมาธิการด้วยกันแท้ ๆ ท่านยังหาข้อยุติ ไม่ได้ แล้วกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ออกมามันจะไปบังคับใช้พี่น้องประชาชนได้อย่างไร ผมจึงถามท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านนั่งด้วยกัน เวลาท่านประชุมแล้วท่านถกเถียง หาข้อยุติหรือไม่ นอกจากนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะถามมาตรา ๑๐๒ ในมาตรานี้ ที่ท่านเพิ่มคำว่า โดยบริษัทต้องรับผิดชอบค่าอากรแสตมป์อันเกิดจากการมอบฉันทะที่เกิดขึ้น อยู่ดี ๆ นอนตื่นขึ้นมาทำไมเพิ่งนึก แล้วที่ผ่านมามันใช้เงินเท่าไรต่อคน สมมุติว่าผมจะมอบ ฉันทะอาการแสตมป์มันกี่บาท กี่สตางค์ เดี๋ยวท่านช่วยตอบหน่อย แล้วมันมีมูลค่ามากน้อย ขนาดไหน ซึ่งผมเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็นว่า การทำกฎหมายออก มาแล้วเป็นเช่นนี้ก็จะมีปัญหาในอนาคต หาทางรอดให้กับผู้ที่อยู่ในบริษัทต่าง ๆ ได้ ตลอดเวลา ต่อไปนี้ถ้าเกิดใครไม่อยากเสียอากรแสตมป์เข้ารัฐก็หมายความว่าไปใช้อย่างที่ ท่านผู้สงวนความเห็นใช่หรือไม่🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะสอบถามว่าโดยหลักของบริษัทต่าง ๆ ที่เป็นบริษัท มหาชน บมจ. เขาจะมีรายละเอียดอยู่แล้วว่าผู้ถือหุ้นจำนวนเท่าไร มาประชุมเกินเท่าไร เรียกว่าเกณฑ์กันมาเพื่อให้เสียงเกินเวลาลงมติในการขออนุมัติในเรื่องต่าง ๆ อันนี้ท่านได้มี การพูดคุยกันไหมว่าการจัดเก็บอากรแสตมป์แทนที่จะต้องไปนั่งทำให้แต่ละคนเขาทำมา ท่านไปรวบรวมจากยอดผู้ลงชื่อในการมาประชุม สมมุติว่ามี ๑,๐๐๐ คน เป็นคนละ ๑๐๐ บาท ก็จัดส่งไปให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นกรมสรรพากรได้หรือไม่ เป็นคำถาม ที่ท่านจะต้องตอบ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ ขอบคุณ ท่านจิรายุ ขออภัยที่เอ่ยนาม ที่ได้สอบถามประเด็นการทำงานของคณะกรรมาธิการ ก็ยอมรับครับว่าเรื่องการทำงานของคณะกรรมาธิการเราจะต้องฟังเสียงจากทุกฝ่าย เราได้เชิญผู้เกี่ยวข้อง ทั้งจากภาคธุรกิจและจากภาครัฐ ผมเองครับเป็นคนขอให้เชิญ หน่วยงานของรัฐอื่น เช่นกรมสรรพากรเข้ามาชี้แจง ซึ่งก็ยอมรับครับว่า ความเห็นก็ไม่ได้ ตรงกัน ก็ให้คำยืนยันว่าพวกเรานี่รับฟัง แล้วเจตนาของเราไม่ได้มีอื่นใดครับ เราต้องการ ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มาตรา ๗๗ ที่กำหนดไว้ว่า รัฐพึงปรับปรุงกฎหมาย ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ โดยไม่ชักช้า อันนี้ คือสิ่งที่เราอยากจะทำครับ ทุกวันนี้ครับสิ่งที่เราพบก็คือว่า การที่มีการมอบฉันทะนี่จะต้องมี การติดอากรแสตมป์ ๒๐ บาท หรือการทำงานใด ๆ กับภาครัฐนี่ ยื่นคำร้องนี่จะต้องติดอากร ๒๐ บาท กระผมเองก็เคยเจอเหตุการณ์นี้ครับ วิ่งไปหาหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง เขาก็ไล่ให้ กลับไปติดอากรมา ต้องขับรถกลับไปหาสถานที่ขายแสตมป์ ๑๐ กิโลเมตร ขับมาอีก ๑๐ กิโลเมตร เพื่อที่หาอากร ๒๐ บาท แล้วก็ในทางปฏิบัติ ในการมอบฉันทะของการทำงาน ของบริษัทต่าง ๆ ทุกวันนี้ เท่าที่ผมประสบมาไม่มีการติดอากรแสตมป์หรอกครับ แต่จะมาติด ก็ต่อเมื่อมีการฟ้องร้องกัน เพราะว่าศาลท่านจะดูหลักฐานต่าง ๆ และผู้บริหารบริษัทก็มักจะ เอาตรงนี้เป็นจุดอ่อนของผู้ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามว่าถ้าไม่ติดอากรก็ถือว่าโมฆะ แล้วก็มี คำพิพากษาศาลฎีกาครับว่าไม่ใช่มาติดเฉพาะตอนยื่นศาล ติดตั้งแต่ตอนต้นเลย ถ้าไม่ติดนี่ ถือว่าโมฆะ จริง ๆ แล้วทุกวันนี้ที่ผมประสบมาผมเชื่อว่าสรรพากรไม่ได้มีรายได้จากอากรเลย เพราะว่าไม่มีการติดอากร และเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ผู้บริหารเอาเปรียบผู้ถือหุ้นต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย จาก ๒๐ บาทนี่ครับฟ้องร้องถึงศาลฎีกา ด้วยเหตุนี้ครับ ในการทำงานของกรรมาธิการ เราจึงพยายามจะฟังความเห็นต่าง ๆ อย่างกรณีของสรรพากร ท่านก็บอกว่าผู้มีหน้าที่ติดก็คือผู้มอบฉันทะ อย่างที่ท่านตัวแทนของจากทางกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้กล่าวว่าต้องเป็นผู้มอบฉันทะ แต่จริง ๆ แล้วการที่ไปชี้ตรงนั้นน่าจะไปดู มาตรา ๑๑๓ ด้วยครับ มาตรา ๑๑๓ ของประมวลรัษฎากรระบุไว้อย่างนี้ครับ จุดประสงค์ ของประมวลรัษฎากรมุ่งหมายให้รัฐได้รับอากรจากตราสารประเภทต่าง ๆ ณ ขณะทำตราสาร โดยกำหนดให้ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์ ผมย้ำ ผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อขอเสียอากรได้ ด้วยเหตุนี้ครับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงได้มีการใส่ข้อความนี้ ลงไปในมาตรานี้ เพราะมาตรานี้มักจะปรากฏบ่อยครั้งครับว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยถูกเอาเปรียบ ถูกสั่งให้โมฆะการที่เราให้เขามีการเข้าประชุมก็ดี หรือลงมติก็ดีโดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็มีการมอบฉันทะ ก็จะมีความยุ่งยากว่าจะไปเสียอากร ๒๐ บาทอย่างไร จริงอยู่ สรรพากรอาจจะบอกว่ามีวิธีการที่ต้องทำอีแสตมป์ (e-Stamp) แต่ผมเชื่อครับถ้าออกมา อย่างนี้โอกาสที่จะใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้องก็จะยาก เพราะว่ามันมีความยุ่งยาก ซับซ้อน และที่สำคัญเงินที่เสียไปของบริษัท ๒๐ บาทต่อคน จริง ๆ แล้วบริษัทมีผลได้ มากกว่าผลเสีย เพราะว่าที่เสีย ๒๐ บาท แต่ผลได้คือประหยัดค่าใช้จ่ายจากที่ต้องมีการ จัดประชุมตามโรงแรมในการประชุมผู้ถือหุ้น เสียค่ากาแฟ ค่าอาหาร ค่าเช่า มากกว่า ๒๐ บาท มโหฬารครับ เพราะฉะนั้นเราจึงมีความเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ถ้ามีการปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อย ผมว่าอย่าเปิดช่องให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สามารถเอาเปรียบในเรื่องของอากรได้ ก็ให้เป็นภาระ ของบริษัทไป แล้วบริษัทก็ไม่ได้เสียหาย เพราะมีผลได้จากการประชุมลักษณะนี้ประหยัดได้ มากกว่า จาก ๒๐ บาทที่ไปรวบรวมเสีย ซึ่งก็สอดคล้องกับมาตราที่ผมกล่าวถึงของประมวล รัษฎากร มาตรา ๑๑๓ แล้วก็อย่างที่กระผมกราบเรียน ถ้าหากเราออกกฎหมายนี้โดยไม่ได้ ดูแลข้อนี้ การประชุมต่าง ๆ โดยผ่านอิเล็กทรอนิกส์ก็จะเกิดปัญหาการฟ้องร้องได้อีกว่า แล้วมันมีการเสียอากรแสตมป์หรือเปล่า ไม่ได้เสีย ๒๐ บาทก็ถือว่าโมฆะ เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระผมและเพื่อนกรรมาธิการ เสียงข้างมากพยายามจะดูแลครับ ก็คือจะให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้และเกิดประโยชน์ อย่างแท้จริง และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครับผมยืนยันครับ เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย ต่าง ๆ ต่อบริษัทที่ประหยัดค่าใช้จ่าย แล้วก็ต่อรัฐบาลครับ สรรพากรที่ผ่านมาไม่ได้มีรายได้ จากส่วนนี้เลย เพราะประชาชนไม่มีการติดอากรกัน แต่ถ้ามีระบบนี้ บริษัทมีหน้าที่ต้อง รวบรวม เพราะเป็นผู้ได้ประโยชน์ตามมาตรา ๑๑๓ ที่ต้องนำส่งสรรพากร สรรพากรจะได้ รายได้มากขึ้นครับ ก็ขอกราบเรียนครับ🔗
ท่านประธาน สั้น ๆ นิดเดียวครับ ขออนุญาตฝากเป็นข้อสังเกตนิดเดียวครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ไม่ได้ติดใจ แต่ว่าฝากเป็นข้อสังเกต เนื่องจากเพื่อนผมที่อยู่ในบริษัทมหาชนหลายคนระบุมาครับว่า ที่ผ่านมานี้มีการระดมผู้ถือหุ้น คือถ้าระดมผู้ถือหุ้นด้วยการมีเงื่อนไข เช่น ไม่ต้องมาหรอก เดี๋ยวผมเขียนแบบฟอร์ม (Form) ให้ และเดี๋ยวผมจ่ายอากรแสตมป์ให้ การระดมจำนวนผู้ถือหุ้น ในบริษัท ถ้าเกิน ๕๑ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปจะมีการลงมติบางอย่างได้ อันนี้มันเป็น ๒ แง่ ๒ มุมท่านประธานว่า ถ้าเกิดกรณีที่บริษัทจำกัดมหาชนไปออกค่าอากรแสตมป์ให้ ถามว่า ผมนั่งอยู่บ้าน โทรศัพท์ไปบอก คุณจิรายุไม่ต้องมาหรอกคุณเป็นผู้ถือหุ้น เดี๋ยวดิฉันร่างให้ เขียนอากรแสตมป์ให้ มอบฉันทะมา เดี๋ยวดิฉันจะลงมติแบบนั้นแบบนี้ มันง่ายขึ้นครับ แต่ถ้าท่านทำเพื่อประโยชน์จริง ๆ ไม่มีปัญหา แต่บริษัทมหาชนบางบริษัทที่ ก.ล.ต. ต้องเข้าไป ตรวจสอบและไปเขียนข้อบังคับท้ายเรื่องนี้ไว้ ผมก็จะขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่า อย่างไรก็ถือว่าเป็นความสะดวกของผู้ถือหุ้นก็จริง แต่ถ้าเป็นความฉ้อฉล ของผู้บริหารบริษัทมหาชนที่จะลงมติอะไรบางอย่างนี้ ท่านควรจะมีขั้นตอนและการ ตรวจสอบที่เข้มข้นมากขึ้น แล้วก็มีบทลงโทษด้วย ก็ขอฝากท่านประธานได้ช่วยบันทึกไว้ ขอบพระคุณครับ🔗
ครับ คุณเกียรติเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อันนี้ก็เป็น อีกตัวอย่างหนึ่งของการตีความกฎหมายตามตัวอักษรมากจนเกินไปหรือเปล่า ตั้งคำถาม อย่างนี้ ง่าย ๆ เลยว่า เวลากรรมการบริษัทมอบฉันทะ ทำไมใช้เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แล้วทำไม ผู้ถือหุ้นเวลาในการดำเนินภารกิจที่เป็นภารกิจตามกฎหมายของบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้น เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทไม่ได้ ถ้าท่านไปตีความเหมือนการมอบฉันทะเป็นปกติระหว่างบุคคล ต่อบุคคลก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของบริษัทที่เป็นบริษัทมหาชน จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ มีการซื้อขายหุ้น หลักกฎหมายต้องแม่นครับ ทำไมกรรมการได้ล่ะครับ เป็นค่าใช้จ่ายบริษัท แล้วการประชุมผู้ถือหุ้นก็เป็นการประชุมซึ่งเป็นภารกิจของบริษัทอีก เหมือนกัน ตรงนี้ครับเราต้องตีโจทย์ให้แตก ผมว่านักกฎหมายนี้ตีความสับสนมากครับ แล้วเรื่องเหล่านี้ครับ ผมคิดว่าถ้าเป็นการที่จะอำนวยความสะดวกให้ผู้ถือหุ้นในการดำเนิน ภารกิจที่เป็นภารกิจตามกฎหมายของนิติบุคคลนั้น ๆ ย่อมเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ แค่นั้นละครับ แต่ที่ผ่านมาต้องบอกเลยครับว่าผิดหวังจริง ๆ ครับว่าเราตีความ บางท่านตีความ ตามตัวอักษรจนเกินไปครับ เลยลืมเจตนาของการดำเนินการของบริษัทครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม รชตะ สาสะเน ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการมอบหมาย ให้ชี้แจงเพิ่มเติมในเรื่องนี้ ต้องกราบเรียนว่าในชั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ในเรื่องของหนังสือมอบอำนาจในการเข้าร่วมประชุม เนื่องจากว่าที่ผ่านมามีคดีขึ้นสู่ศาล ให้ต้องวินิจฉัยอยู่เป็นประจำว่า ใบมอบอำนาจในขณะที่เข้าร่วมประชุมนั้น เมื่อไม่ติดอากร แสตมป์สามารถใช้ได้หรือไม่ ซึ่งทางกรมสรรพากรก็ให้ความเห็นในชั้นกรรมาธิการว่า ใบมอบอำนาจใช้ได้โดยตัวของหนังสือมอบอำนาจอยู่แล้ว เพียงแต่มาติดอากรภายหลังได้ เพื่อจะใช้อ้างอิงเป็นพยานหลักฐานในศาล ซึ่งในชั้นประชุมคณะกรรมาธิการก็ได้มีการโต้แย้ง ในเรื่องนี้ว่า เราไม่เห็นด้วยว่าหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ติดอากร ณ ขณะยื่นก่อนจะ เข้าร่วมประชุม ที่ผ่านมาในการประชุมบริษัท ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชน ในกรณีที่ผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยมีความคิด หรือมีแนวคิดที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อกรรมการของบริษัท การมอบอำนาจมา แม้กระทั่งการประชุมโดยปกติที่ไม่ใช่การประชุม ทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วไม่ติดอากรก็เป็นเหตุในการที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมประชุมได้ทันที เพราะถือว่าการมอบอำนาจนั้นไม่สมบูรณ์ และเมื่อพิจารณาตามประมวลรัษฎากรเราต้องเข้าใจหลักการ ประมวลรัษฎากรมุ่งหมาย ให้มีการติดอากรแสตมป์ ถ้ากรมสรรพากรจะตีความว่าหนังสือมอบอำนาจใช้ได้เลยติด อากรแสตมป์เฉพาะกรณีมีปัญหากันในศาลเท่านั้น ผมว่ามันจะขัดต่อหลักการของประมวล รัษฎากร ที่สำคัญก็คือในประมวลรัษฎากร ในมาตรา ๑๐๔ ของประมวลรัษฎากรระบุ รายละเอียดของตราสารที่ต้องปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ คำว่าบริบูรณ์นั้นถ้าพูดถึงกรณีนี้ ไม่บริบูรณ์มีอยู่ ๓ กรณี คือกรณีที่ ๑ ไม่ได้ปิดแสตมป์เลย กรณีแบบนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ ของกรมสรรพากรเมื่อตรวจพบสามารถเรียกเก็บอากรให้ครบ พร้อมกับเรียกเงินเพิ่มได้อีก ๖ เท่า กรณีที่ ๒ คือกรณีปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย เช่น ถ้าประชุมต้องปิดอากร ๒๐ บาท แต่ท่านปิดมา ๑๐ บาท ถ้าเจ้าพนักงานตรวจพบก็เรียกอากรส่วนที่ขาดให้ครบ แล้วปรับเป็นเงินเพิ่มอีก ๖ เท่า และกรณีที่ ๓ คือกรณีอื่น เพราะฉะนั้นมันแสดงให้เห็นว่า เจตนารมณ์ตราสารต่าง ๆ ต้องปิดอากรแสตมป์ ณ ขณะทำตราสาร ถ้าตีความว่าติดอากร แสตมป์เฉพาะเวลามีคดีขึ้นสู่ศาลก็จะไม่มีใครติดอากร ถ้าอย่างนี้เราตีความเพื่อเลี่ยง เจตนารมณ์ของประมวลรัษฎากร กรณีที่ ๒ ที่มีการพิจารณาว่า ในหลักการของร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ในข้อที่ ๖ กำหนดว่า กำหนดให้มีการมอบฉันทะโดยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บุคคลอื่นเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น ในกรณีประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์ ในชั้นพิจารณา ของกรรมาธิการ กรมสรรพากรชี้แจงถึงการจัดทำอีแสตมป์ (e-Stamp) ว่าต้องมีการระบุ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพื่อจะขอเข้าไปในระบบเพื่อซื้ออากรแสตมป์ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ มีกรรมาธิการสอบถามว่า และในกรณีที่ผู้ถือหุ้นบริษัทมหาชนเป็นชาวต่างชาติจะนำเลข ผู้เสียภาษีมาจากไหน จะซื้ออากรได้อย่างไร ประชุมผ่านอิเล็กทรอนิกส์แล้วแต่ปรากฏว่า หนังสือมอบอำนาจที่อาจจะสแกน (Scan) เป็นพีดีเอฟ ไฟล์ (PDF File) มาไม่มีอีแสตมป์ (e-Stamp) ไม่มีการปิดอากรก็แสดงว่าเขาไม่มีสิทธิเข้าประชุม คณะกรรมาธิการโดย ท่านประธานก็เลยพิจารณาเห็นว่าเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย และโดยหลักการ กรรมการมีหน้าที่ต้องจัดประชุมให้การประชุมเรียบร้อยอยู่แล้ว การจะปิดอากรให้กับ ผู้ถือหุ้นรายย่อยเพียง ๒๐ บาท ไม่ได้เป็นภาระ ก็เลยพิจารณาว่าให้กำหนดลงไปให้ชัดเจน ส่วนกรณีสุดท้ายที่มีการโต้แย้งว่า ถ้ากำหนดให้บริษัทเป็นผู้ชำระจะไปขัดกับประมวล รัษฎากรที่กำหนดหน้าที่ของผู้เสียอากร ตรงนี้ทางที่ประชุมกรรมาธิการได้พิจารณาเห็นครับ คือจุดประสงค์ของประมวลรัษฎากรมุ่งหมายให้มีการเก็บอากรสู่รัฐ ณ ขณะทำตราสาร ในกรณี ที่ตราสารนั้นตรวจพบว่าไม่ได้มีการปิดอากรก็เปิดโอกาสให้บุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้มีหน้าที่ เสียภาษีอากร ในกรณีนี้คือผู้มอบอำนาจ ผู้มอบฉันทะเข้าประชุม หรือผู้ทรงตราสาร คือใคร ก็ตามที่ถือตราสารนั้นไว้ก็สามารถมาขอชำระอากรได้ หรือผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็ชอบที่จะยื่น ขอเสียอากรได้ เพื่อให้รัฐได้รับอากร ดังนั้นการระบุให้บริษัทเป็นผู้เสียอากรแทนผู้ถือหุ้น รายย่อยในกรณีประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์จึงไม่ได้ขัดกับประมวลรัษฎากรแต่อย่างใดครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
เนื่องจากมาตรา ๑๒ เป็นมาตราสุดท้าย แต่ว่ามีการแก้ไข แล้วก็มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นไว้ แต่คำถามอันเดียวก็คือว่า จะแก้ไขตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ขอมติจากที่ประชุม ขอเชิญ พวกเราแสดงตนอีกครั้งครับ🔗
มาตรานี้ก็ลงมติอีก ๒ ครั้ง ประเดี๋ยวจบเสร็จแล้วก็ไปข้อสังเกตอีกครั้งหนึ่งครับ แล้วก็ขอความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง สมาชิกกรุณากดบัตรแสดงตนนะครับ🔗
พร้อมนะครับ ขอปิด การแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๔๕ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติในมาตรา ๑๒ ว่าจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็น คือไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
พร้อมแล้วนะครับ ปิดการ ลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๙๐ ท่าน เห็นด้วย ๖๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๑๙ ท่าน งดออกเสียง ๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน มติที่ประชุมไม่เห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข🔗
จบการพิจารณา เรียงตามลำดับมาตรา ต่อไปก็จะเป็นการพิจารณาทั้งร่างตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ ซึ่งสมาชิก สามารถแก้ไขถ้อยคำได้ครับ จะไปแก้ไขเนื้อความไม่ได้ อันนี้เป็นไปตามถ้อยคำในข้อบังคับ ท่านสมาชิกไม่ติดใจแก้ไขถ้อยคำก็ถือว่าเราพิจารณาผ่านวาระที่ ๒🔗
ต่อไปก็จะเป็นการพิจารณาในวาระที่ ๓ โดยไม่มีการอภิปราย โดยจะขอมติ ที่ประชุมว่าจะเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) หรือไม่ ขอเชิญสมาชิกแสดงตนก่อนลงมติครับ🔗
ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้แสดงตนขณะนี้ ๒๕๕ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ ผู้ใดเห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๐๑ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน มติที่ประชุมเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ ลงมติเมื่อสักครู่นี้ เลขที่ ๓๐ เห็นด้วยครับ🔗
บันทึกไว้เท่านั้นเอง เพราะประกาศไปแล้วครับ🔗
ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้สภาพิจารณาว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มี การอภิปราย ถ้าเห็นด้วยก็จะได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะรัฐมนตรีเพื่อทราบหรือดำเนินการต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๗ ประกอบกับข้อ ๑๐๕ รายละเอียดข้อสังเกตก็อยู่ที่สมาชิกแล้ว ก็ขอมติ ที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งครับ ขอให้ท่านสมาชิกแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗
สมาชิกแสดงตนนะครับ🔗
ถ้าพร้อมแล้วขอปิดการ แสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๒๔๙ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ก็ขอถามมติว่า จะเห็นด้วย กับข้อสังเกตกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๙๐ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มีครับ งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อสังเกตกรรมาธิการครับ🔗
ก็จบการพิจารณา ร่างกฎหมายฉบับนี้ครับ ขอขอบคุณกรรมาธิการ ขอบคุณท่านสมาชิกด้วยครับ🔗
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนที่ค้างมา ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงิน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งท่านสมาชิกได้เสนอไปหมดแล้ว และเริ่มอภิปรายแล้ว ผมเรียนฝาก ข้อสังเกตไว้นิดเดียวว่าเรามีกฎหมาย ๓ ฉบับที่ค้างอยู่ เพราะเหตุว่าวุฒิสภาเขาแก้ไข มันก็ค้างอยู่จึงควรจะได้ตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อไปพิจารณาให้กฎหมายนั้นได้ผ่านไป เพราะมันผ่านเราไปแล้วครับ ท่านสมาชิกที่จะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษาก็เตรียมตัว บัดนี้มีรายชื่อ ผมแนะนำว่าท่านผู้ใดจะอภิปรายจะส่งรายชื่อมา เพื่อผู้ทำหน้าที่ประธานจะได้ทราบว่ามีจำนวนกี่ท่าน แล้วก็เรียนว่าถ้าสมมุติว่ากรณีที่เห็นว่า ประเด็นซ้ำไม่จำเป็นต้องครบ ๗ นาทีก็ไม่จำเป็นต้องครบครับถ้ามันเป็นประเด็นซ้ำ เพื่อเรา จะได้มีเวลาพิจารณาเรื่องอื่นต่อไป ขอบพระคุณมากครับ ท่านแรกที่ขออภิปรายที่มีรายชื่อ อยู่วันนี้ คือ นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เชิญคุณหมอครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ท่านประธานครับ รายชื่อนี้เป็นรายชื่อจากสัปดาห์ที่แล้วเพื่อนสมาชิกยังประสงค์จะอภิปรายครับ แต่เตรียมตัว กันไม่ทัน พอดีเพิ่งขึ้นมา ท่านประธานลองเรียกรายชื่อถัดไปได้ไหมครับท่านประธานครับ🔗
ถ้าคุณหมอ สุรวิทย์ยังไม่พร้อมก็เชิญท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร ตามด้วยท่านนิคม บุญวิเศษ ท่านจักรพันธ์ พรนิมิตร ถ้าคุณหมอพร้อมเมื่อไรก็ส่งสัญญาณมาจะได้เชิญให้อภิปรายครับ ท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร พร้อมไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ก็ขอกราบขอบพระคุณครับที่ให้ผมมีส่วนร่วมอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงิน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ เป็นผู้เสนอ) เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ปี ๒๕๖๐ นโยบายของ พรรคภูมิใจไทยนั้น ได้กำหนดเป็นนโยบายในการหาเสียงตั้งแต่ก่อนมีการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒ กยศ. เป็นบริการสาธารณะด้านการศึกษาแก่ประชาชน ที่ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ จนถึงปี ๒๕๖๕ ๒๗ ปีแล้วครับ มันก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ด้วยความเจริญของ บ้านเมือง เทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงไปเราก็ควรจะมีการแก้ไขเพิ่มเติม นโยบายของ พรรคภูมิใจไทยที่ต้องการที่จะแก้ไขหนี้สิน กยศ. ได้ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายนโยบายตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ แล้ว ๖ เรื่องด้วยกัน คือ ๑. ปลดภาระผู้ค้ำประกัน ไม่มีผู้ค้ำประกันต่อไป ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายนแล้ว โดยต้อง ขอกราบขอบพระคุณท่านผู้จัดการชัยณรงค์เป็นอย่างมากที่ได้ร่างเป็นระเบียบที่ไม่ต้องมี ผู้ค้ำประกันอีกแล้วด้วยการผลักดันของพรรคภูมิใจไทยครับ ๒. ไม่มีดอกเบี้ย เนื่องจาก กยศ. ไม่ใช่องค์กรธุรกิจแสวงหาผลกำไร ก็คงไม่จำเป็นต้องมีดอกเบี้ย อันที่ ๓ ไม่ต้องมี เบี้ยปรับ เนื่องจากว่า กยศ. ต้องช่วยหาทางให้ผู้กู้มีความสามารถในการชำระหนี้ ไม่ใช่มาคิด หาเอาผลประโยชน์จากลูกหนี้ ต้องมองว่าเด็กนักเรียนทุกคนเป็นทรัพยากรของชาติ เป็นลูกหลานที่ต้องให้โอกาสได้มีกำลัง เพราะเด็ก ๆ ทุกคนเป็นกำลังของประเทศชาติ ๖ ล้าน คนแล้วครับที่ได้กู้ พึ่งบารมีของ กยศ. เกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร ๖๐ ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นกองทุนขนาดใหญ่ ๔. ใช้ภาษีเงินรายได้ประจำปีมาหักลดยอดหนี้เงินกู้ได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับทุกคนเข้าสู่ระบบภาษี และเงินรายได้จากภาษีมีความคุ้มค่ามากกว่า หลายเท่านัก อันที่ ๕ ผ่อนคืนเฉพาะเงินต้น ๑๐ ปี ๖. พักหนี้ ๕ ปีสำหรับลูกหลานที่ไม่มี เงินที่จะชำระหนี้จริง ๆ เพื่อเป็นการหยุดการดำเนินคดีและไม่ต้องฟ้องร้องต่อไป นโยบาย ทั้งพรรคนี้เราได้พูดกล่าวกันมาตั้งแต่ก่อนที่จะร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายทุกอย่าง ที่พูดแล้วเราสามารถที่จะทำเป็นรูปธรรม สามารถสัมผัสได้เพื่อปากท้องประชาชน เพื่อการพัฒนาประเทศชาติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำครับ เพื่อสร้างความเสมอภาค และให้ โอกาสกับเยาวชนของชาติ🔗
อีกอันหนึ่งวัตถุประสงค์ของ กยศ. จริง ๆ แล้วเราก็เพื่อให้ความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำและให้โอกาสจะเข้าถึงกองทุนอย่างง่าย อีกทั้งวันนี้ กยศ. ที่เข้าสู่สภา พร้อมกับพระราชบัญญัติของรัฐบาลที่ยื่นควบคู่กันมา ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการศึกษาเป็น รากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศทุก ๆ ด้าน รัฐจะต้องกล้าลงทุนเพื่อให้เป็นค่าใช้จ่าย ในด้านการศึกษาให้เพียงพอ เป็นความต้องการของประเทศชาติ ดังนั้นผมจึงอยากฝาก คณะกรรมาธิการวิสามัญ🔗
อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของการศึกษานอกระบบ การศึกษาระยะสั้นเพื่อเป็น การศึกษาหลักสูตรอาชีพเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ เพื่อเป็นการรองรับ การเรียนรู้ตลอดชีวิตครับ วิชาการตอนนี้ความรู้ องค์ความรู้มีอายุสั้นมาก มีความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา อีกทั้งสภาวะโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เกิดขึ้นจนน่ากลัวนี้มีการ เปลี่ยนแปลงอาชีพต่าง ๆ เกิดอาชีพใหม่ ๆ ขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นวันนี้ผมจึงถือว่า พระราชบัญญัติที่พรรคภูมิใจไทยโดยท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำเสนอ ได้ปรับเปลี่ยนแก้ไข มาตรา ๔๔ ของพระราชบัญญัติกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษานั้น มีตั้งแต่มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ ดังต่อไปนี้ครับ🔗
อันที่ ๑ ในมาตรา ๑๑ ที่เราแก้ไขก็คือ ต้องการให้ผู้กู้ยืมเงินสำเร็จการศึกษา หรือเลิกการศึกษาแล้ว อาจจะเลือกการทำงานให้รัฐแทนการชำระหนี้เงินกู้ เพื่อการศึกษา ที่ได้รับตามสัญญาเงินกู้คืนให้แก่กองทุน ทั้งนี้ก็คงจะต้องเป็นไปตามหลักการและวิธีการ เงื่อนไขต่าง ๆ🔗
ข้อที่ ๒ ให้เงินกู้เพื่อการศึกษาเป็นเงินกู้ที่ปลอดดอกเบี้ยตามนโยบายของ พรรคภูมิใจไทยครับ นับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้ผลบังคับ กรณีที่รับทุนการศึกษาไว้ ก่อนหน้าพระราชบัญญัตินี้บังคับยังมีเงินค้างชำระอยู่ก็ใช้คืนเฉพาะต้น ทั้งนี้ให้เป็นไปตาม คณะกรรมการกำหนดครับ🔗
ข้อที่ ๓ ในมาตรา ๔๔ เราขอเปลี่ยนแปลง ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินสำเร็จการศึกษา ในระดับอุดมศึกษา และได้รับผลการศึกษาในระดับเกียรตินิยม อันดับ ๑ ให้แปลงหนี้เงินกู้ยืม เพื่อการศึกษาของผู้กู้ยืมเงินเป็นทุนเพื่อการศึกษาแทนและไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินกู้ยืม เพื่อการศึกษาดังกล่าวคืน ทั้งนี้ก็คงจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนดไว้🔗
ข้อที่ ๔ ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจากคณะ หรือสาขาที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ให้แปลงหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาของผู้กู้ยืมในส่วนที่ ค้างชำระอยู่ทั้งหมด และไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินกู้คืนเป็นส่วนหนึ่งของดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดเช่นเดียวกัน และตามมาตรา ๙ ที่เราได้เสนอไว้ที่ขอไป จากของพระราชบัญญัติของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมคณะ ซึ่งพรรคภูมิไทยเสนอไปก็คือ มาตรา ๙ ที่ขอให้ผู้กู้เงินที่ศาลได้มีคำพิพากษาก่อนหน้าที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว เมื่อได้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับกองทุนแล้วให้ถือว่าหลุดพ้นจากประวัติการชำระหนี้ อันไม่ก่อให้เกิดรายได้ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลครับ สำหรับผู้ค้ำประกัน หากมีผู้กู้ได้ปฏิบัติตามนี้แล้วก็ให้ถือว่าได้หลุดพ้นจากเป็นผู้ค้ำประกัน🔗
นโยบายทั้งหมดของพรรคภูมิใจผมอยากจะกล่าวว่า ทุกนโยบายไม่ว่าจะเป็น เรื่องการศึกษา เรื่องการเรียนออนไลน์ (Online) เรื่องกัญชา ทั้งหมดนี้เราได้นำเสนอให้เป็น มหาชนให้ได้รับรู้ทั่วไปแล้ว ถึงจะกล่าวได้ว่า พรรคภูมิใจไทยเราพูด เราทำทุกอย่างที่เราพูด แล้วเราก็พูด แล้วก็ทำได้จริง ๆ จึงขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ว่าวันนี้ กยศ. เรากำลังอภิปรายในวาระที่ ๑ ขั้นรับหลักการ เพื่อจะนำสู่ตั้งคณะกรรมาธิการที่จะไป พิจารณาให้สนับสนุนว่า เราควรจะต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรบ้าง เพราะวันนี้โลกเปลี่ยนไป การศึกษาก็เปลี่ยนไปครับ จึงขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า ทั้งพรรคภูมิใจไทย สนับสนุนที่จะตั้งกรรมาธิการ เพื่อกลับไปสู่วาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ต่อไป ขอกราบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิคม บุญวิเศษ ครับ ตามด้วยท่านจักรพันธ์ พรนิมิตร🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้า พรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติกองทุนให้กู้ยืมเงิน เพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่หลายพรรคได้มีการนำเข้าสู่สภาในครั้งนี้ กระผมได้อ่าน ในรายละเอียดแล้วล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์กับนักเรียน นักศึกษา โดยเฉพาะคนไทยที่ขาด โอกาสในการศึกษา เนื่องจากทุนทรัพย์ เนื่องจากความยากจน การศึกษานั้นคือการให้โอกาส ให้อนาคตที่ดีในชีวิต ทุกประเทศที่มีการพัฒนาเราจะสังเกตได้ ประชาชนของเขาจะมีระดับ การศึกษาที่ดี ฉะนั้นการศึกษานั้นเป็นต้นแบบ เป็นเริ่มต้นของการที่เราจะมีอนาคตที่ดีได้ แต่ชีวิตที่ดีที่เราคิดว่าจะดีขึ้นแต่กลับไปโดนกับดัก กับดักของอะไร การเป็นหนี้เป็นสิน ผมก็ ไม่แน่ใจว่าเกิดด้วยเหตุใด ในส่วนที่ผมจะอภิปรายผมนั้นได้มีการหาข้อมูลเพิ่มเติมจากคน ที่มีประสบการณ์ในการกู้ยืมกองทุนเงินเพื่อการศึกษานี้ บางคนก็ยังชำระอยู่ แต่บางคน ไม่สามารถชำระได้ ซึ่งเรื่องนี้มันเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน ในเริ่มแรกที่มีการกู้ยืมเพื่อ การศึกษา วัตถุประสงค์ในการกู้ยืม เขาจะบอกให้ว่าใครที่มีคุณสมบัติที่กู้ยืมได้ แต่ในการกู้ยืม ที่ผ่านมามันมีกระบวนการที่สามารถที่จะมีการทุจริตได้ โดยนักศึกษาเองมาพูดให้ผมฟังว่า เป็นไปได้ที่คณะกรรมการ กยศ. กับสถาบันการศึกษาอาจจะฮั้วกัน มีวิธีการที่จะนำเงิน กยศ. มาใช้ วิธีการอย่างนี้ครับ สถาบันการศึกษาที่เป็นเอกชนมีการเชิญชวนให้มีการไปเรียน ปริญญาตรี มีการให้คอมมิชชัน (Commission) คนที่เชิญชวนมาเรียนสถาบันนี้ได้หัวละ ๔,๐๐๐ บาท แล้วใครที่มาเรียนนั้นสามารถกู้กองทุนนี้ได้ทุกคน เห็นไหมครับ ลักษณะนี้ เป็นการจูงใจให้มีการไปเรียน เสร็จแล้วผลประโยชน์เกิดขึ้นกับสถาบันศึกษาของเอกชน จนบางสถาบันที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว ผมก็อยากจะถามว่าคณะกรรมการ กยศ. มีผลประโยชน์หรือไม่ อย่างไร อยากให้ คณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมาให้สอบสวน ให้ทำเรื่องนี้ให้กระจ่างด้วย เนื่องจากบางคนกู้มา อย่างปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ปีแรก ๑๐๐,๐๐๐ บาทครับ ปีที่ ๒ ก็ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่เรียนไปแล้วเรียนไปแค่ปีครึ่ง เขาว่าเขาเรียนแค่ปีครึ่ง แต่เป็นหนี้ ๒๐๐,๐๐๐ บาทถ้วน และมีเงินโอนเข้าบัญชี ผมเรียนถามว่าเงินโอนเข้าบัญชีอย่างไร โอนเข้าเป็น ๒ ส่วนครับ ส่วนหนึ่งเข้าบัญชีนักศึกษานี่ละครับ เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท นักศึกษาเห็นเงินเดือนละ ๒,๐๐๐ บาทครับ แล้วเงินที่เหลือไม่เห็นเลย บอกว่าโอนให้สถาบันการศึกษานี่ละ แต่ตัวเอง เป็นหนี้ ๒๐๐,๐๐๐ บาท และปัจจุบันนี้ปรากฏว่ามีหมายศาล เนื่องจากมีการผิดนัดชำระหนี้ ดอกเบี้ยรวมค่าปรับ จาก ๒๐๐,๐๐๐ บาท กลายเป็น ๔๐๐,๐๐๐ บาทครับ ซึ่งนักศึกษา คนนี้เขาบอกว่าเขาจบมาแล้วประมาณ ๑๐ ปี ตอนนี้ก็กำลังจะมีการยึดทรัพย์ผู้ปกครอง ที่ค้ำประกันให้ ผมก็เลยคิดว่าเริ่มแรกในการกู้มันมีการทุจริตตั้งแต่เริ่มแรก จริง ๆ แล้ว กองทุนนี้มีประโยชน์มหาศาล วัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้เพื่อช่วยเหลือคนที่เขาขาดทุนทรัพย์ ขาดโอกาสทางการศึกษา เพื่อให้มีการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผมเห็นว่า กองทุนนี้มีประโยชน์ครับ จึงอยากให้เข้มงวดในเรื่องของการพิจารณาและตรวจสอบ คณะกรรมการที่มีอำนาจในการปล่อย อย่าให้มีการทุจริต🔗
และอีกประเด็นหนึ่งครับ กองทุนกู้ยืมผมอยากให้เป็นการยืม คำว่า ยืม ควรจะไม่มีดอกเบี้ย การชำระหนี้คืนก็เช่นกันครับ บอกว่าจะชำระหนี้คืนหลังจาก ๒ ปี เมื่อมีการจบและมีงานทำ แต่มีคำถามว่าถ้าเกิดจบแล้วไม่มีงานทำล่ะครับท่านประธาน ปัจจุบันนี้จะเห็นว่านักศึกษาที่จบมาไม่มีงานทำครับ เนื่องจากเศรษฐกิจมันไม่ดี รัฐบาล บริหารผิดพลาด เศรษฐกิจมันล้มครับ จบมาแล้วไม่มีงานทำ แต่ทุกคนต้องมาใช้หนี้ ผมก็เลย คิดว่าตรงนี้ต้องช่วยกันคิดครับว่าจะทำอย่างไรในเมื่อจบไม่มีงานทำ จะต่อให้ได้ไหม จาก ๒ ปี เป็น ๕ ปี เป็น ๑๐ ปี คือใช้เงินคืนก็ต่อเมื่อมีงานทำ แล้วดอกเบี้ยก็ไม่ต้องเก็บ หนี้ปรับไม่ต้องมี เพราะหน้าที่ของรัฐก็คือจะต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษา ตามความต้องการในระบบต่าง ๆ ส่งเสริม สนับสนุนในการจัดการศึกษาดังกล่าวให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานสากลด้วย🔗
อีกอันหนึ่งครับ รัฐต้องดำเนินการให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการสนับสนุน ค่าใช้จ่ายในการศึกษาตามความถนัดของตน คำว่า ได้รับการสนับสนุน นั่นหมายถึงว่าอาจจะ ให้เงินฟรีในการศึกษา ในกรณีที่คนเรียนดี กิจกรรมเด่น ทำงานเพื่อสังคม แล้วตั้งใจเรียน ถึงแม้จะเรียนดีหรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าตั้งใจเรียน ขยันเรียน แต่เรียนไม่ดี แต่เขาเป็นคนดี ในสังคม ช่วยเหลือสังคม กิจกรรมเด่น กีฬาเด่น คนเหล่านี้ควรจะมีทุนการศึกษาให้ฟรี ไม่ควรให้กู้ เพราะหน้าที่ของรัฐจะต้องสนับสนุนอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าการให้เงินเหล่านี้ถึงแม้ จะมีหลายคนที่ไม่สามารถชำระเงินคืนได้ แต่รัฐไม่ขาดทุนหรอกครับ เพราะรัฐสามารถ ผลิตบุคลากร ผลิตพลเมือง ผลิตประชาชนที่มีความรู้ความสามารถออกมาเพื่อในการบริหาร ประเทศ ผมเชื่อว่ารัฐไม่ขาดทุน ฉะนั้นผมคิดว่ากองทุนเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ครับ แต่อยากให้เข้มงวดคณะกรรมการ ไม่ให้มีการทุจริตตั้งแต่เริ่มแรก กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจักรพันธ์ ตามด้วยท่านดอกเตอร์นิยม เวชกามา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกจากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) โดยที่เป็นที่ทราบกันดี ว่ากองทุน ขออนุญาตใช้ชื่อย่อตลอดการอภิปราย คือกองทุน กยศ. ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศ ของเราเกือบ ๆ ๓๐ ปีมาแล้วโดยหลักการหรือว่าเหตุผลความจำเป็นในครั้งนั้น ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีนโยบายเรียนฟรี ดังนั้นนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นมาในการเกิดขึ้นของ กยศ. ถือว่าเป็นสิ่งที่นำมาช่วยให้เยาวชนของเราได้รับการศึกษา ได้เข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะ ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอุดมศึกษาได้เป็นอย่างมาก โดยจนถึงปัจจุบันทาง กยศ. ได้สามารถที่จะให้เงินกู้ให้กับนักเรียน นักศึกษา ไปแล้วกว่า ๖ ล้านคน ซึ่งก็ถือว่าเป็น จำนวนที่มาก เมื่อเริ่มต้นเกือบ ๓๐ ปีที่แล้วกองทุน กยศ. มีหลักการชัดเจนในเรื่องของการ ให้กู้ยืมสำหรับผู้ที่มีความยากจน โดยคุณสมบัติในขณะนั้นก็ยึด ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดก็คือ ๑๒๐,๐๐๐ บาทต่อครอบครัว ที่จะสามารถกู้ยืมได้ ที่จะต้องมีเงินไม่เกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท ต่อคนต่อปีสำหรับผู้ปกครอง ตัวเลข ๑๒๐,๐๐๐ บาท มาจากไหน ในขณะนั้นก็คือเส้น ความยากจนของประเทศไทยอยู่ที่ ๖๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี ดังนั้นเมื่อใน ๑ ครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท ก็คือ ๒ คนรวมกันไม่เกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท เด็กที่เป็น ลูกหลานของคุณพ่อคุณแม่เหล่านั้นก็ควรที่จะเข้ากองทุน กยศ. เพื่อเรียนหนังสือต่อ อันนั้น ก็เป็นมา แต่หลังจากนั้นก็มีการปรับเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จะมีเหตุผลบ้าง ไม่มีเหตุผลบ้าง ในที่สุด แล้วตัวเลขมันก็ปรับจนกระทั่งตัวเลขมันก็ไม่ได้ยึดโยงกับตัวเลขเส้นความยากจนของ ประชากรในเมืองไทยอีกต่อไป แต่ว่าในระหว่างทางของ กยศ. ก็จะมีปัญหา นอกเหนือ จากด้านดี ๆ ก็จะมีด้านอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปบ้างแล้วว่า กระบวนการ ในการดำเนินงานของ กยศ. เองก็มีปัญหา แต่โดยหลักการของ กยศ. ก็ยังมีประโยชน์ ยังเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะแก่การเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนปลาย ดังนั้นการที่รัฐบาลได้เสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม กยศ. ฉบับนี้เข้ามาผมก็ขอสนับสนุน เนื่องจากว่าได้หลักการและเหตุผลได้พูดถึงเรื่องของการแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมา เช่น เรื่องของการฟ้องผู้ผิดนัดชำระหนี้ การฟ้อง ผู้ค้ำประกันซึ่งก็คือผู้ปกครองหรือครู ซึ่งก็ปรากฏเป็นข่าวในสื่อต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาว่า มีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ดังนั้นการที่รัฐบาลได้นำเสนอร่างนี้เพื่อจะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผมก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและก็น่าสนับสนุน รวมทั้งเรื่องการขยายโอกาสในการเข้าถึงเงินกู้ยืม ไปยังกลุ่มอื่น ๆ ด้วย ซึ่งอันนี้ก็จะมีประเด็นที่ผมทั้งอยากจะสนับสนุนและอาจจะตั้งคำถาม ไปยังท่านผู้มาชี้แจงด้วย ถ้าหากท่านสามารถที่จะตอบชี้แจงได้ก็จะกราบขอบพระคุณ🔗
สิ่งหนึ่งที่ผมจะต้องกล่าวย้ำว่าเป็นเครดิตของพวกเราทุกคนที่เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในชุดนี้ก็เพราะว่า ถ้าท่านจำได้สภาแห่งนี้เราก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญในการศึกษาปัญหา และการแก้ไขเรื่องของการดำเนินการของ กยศ. นี่ละครับ โดยมีผู้แทนจากทุกพรรคการเมืองในสภาแห่งนี้เป็นกรรมาธิการ ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งใน คณะกรรมาธิการชุดนั้นด้วย แล้วข้อเสนอของคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวจากสภาแห่งนี้ ที่สภาแห่งนี้ได้รับทราบ ได้เห็นชอบไปก็ปรากฏอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ที่คณะรัฐมนตรีได้นำเสนอ ต่อสภาแห่งนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่ เรื่องของการแก้ปัญหาการที่จะต้องให้ผู้ปกครองหรือครูเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วในปี การศึกษานี้ ทาง กยศ. เองก็ได้ผ่อนผันในเรื่องนี้ไปแล้ว ในปีการศึกษานี้เราไม่จำเป็นจะต้องมี ผู้ค้ำประกันแล้ว แต่ผมเข้าใจว่าอยากจะมีเงื่อนไขอยู่บ้างที่ท่านจะต้องเขียนไว้ในฉบับร่างนี้ ซึ่งก็คงจะต้องไปพูดคุยกันในชั้นกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง แต่โดยหลักการก็พยายามจะ แก้ปัญหาเหล่านั้นไม่ให้มันก็ขึ้นอีก รวมทั้งเรื่องของการขยายโอกาสไปยังกลุ่มที่อาจจะเรียน ระยะสั้นหรือเรียนแบบฝึกอาชีพก็ปรากฏอยู่ในร่างฉบับนี้ ซึ่งเป็นข้อเสนอของพวกเราจาก สภาแห่งนี้ ในมาตรา ๓ มีการเพิ่มนิยามของนักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษาว่าไม่จำเป็น จะต้องอยู่ในโรงเรียนหรือสถานศึกษาตาม พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องอีกต่อไป แต่เพิ่มไม่ถึงนักเรียน นักศึกษา ที่ไปศึกษาในหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ และสถานศึกษาเองก็ให้คำนิยามเพิ่มเติมเข้าไปอีกจากฉบับเดิมในฉบับแก้ไขนี้ ก็บอกว่า ให้รวมถึงบุคคลหรือคณะบุคคลที่จัดให้มีการศึกษาในหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ตามที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งอันนี้โดยหลักการก็คือการขยาย การกู้ยืมจากในโรงเรียนไปยังหลักสูตรระยะสั้นที่ผมได้กราบเรียนเมื่อสักครู่ อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้เอง ผมก็อยากจะขอถามผ่านท่านประธานไปยังท่านผู้ชี้แจงด้วยว่า เราได้ เตรียมการเอาไว้อย่างไรบ้าง เรามีการคาดการณ์เอาไว้ไหมว่าการที่เราทำให้การกู้ยืมกองทุน เราเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเป็นนักเรียน นักศึกษาในระบบแบบเดิมก็ได้ ก็หมายความว่า เราจะต้องมีผู้กู้มากู้มากขึ้นด้วย แล้วอย่างที่เราทราบกันดีว่า ณ ปัจจุบันสถานะของกองทุน กยศ. ไม่จำเป็นจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินอีกต่อไปแล้ว สามารถที่จะนำเงินจากกองทุน ที่คนเอามาใช้ คนที่กู้ไป แล้วจบไปแล้ว ทำงานไปแล้ว แล้วก็นำมาใช้หนี้ กองทุนมันก็ หมุนเวียนตามระบบของมันแล้วโดยไม่ต้องมาเป็นภาระในเรื่องของภาษีงบประมาณแผ่นดิน อีกต่อไป แต่เมื่อเราทำให้มันง่ายขึ้นตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับใหม่นี้ที่เราร่าง ผู้กู้ก็จะ เพิ่มมากขึ้น เมื่อผู้กู้เพิ่มมากขึ้นท่านได้มีการคาดการณ์ไว้ไหมครับ หรือรองรับไว้ไหมว่ามันจะ กลับมาเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินอีกหรือเปล่า เงินที่มันจะกลับเข้ามาในระบบมันจะ พอดีที่จะเลี้ยงตัวกองทุนหรือจะต้องกลับมาของบประมาณแผ่นดินอีก อันนี้ก็เป็นคำถามที่ผม อยากจะขอถามผ่านท่านประธานไปยังท่านผู้ชี้แจงเพื่อความสบายใจในการที่จะสนับสนุน หลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้🔗
ส่วนในประเด็นอื่น ๆ คงหมดเวลาพอดี ก็จะขออนุญาตยุติการอภิปราย แต่เพียงเท่านี้ และขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุน กยศ. ฉบับนี้ของทาง คณะรัฐมนตรีที่นำเสนอต่อสภาแห่งนี้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญดอกเตอร์มหานิยม เวชกามา ตามด้วยท่านประกอบ รัตนพันธ์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขตัวนี้คือ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษาฉบับนี้ ซึ่งเสนอโดยรัฐบาล ผมเห็นด้วยครับ ผมขอแสดงความคิดเห็น เห็นด้วยในหลักการ แต่ต้องติติงเพื่อให้กรรมาธิการไปทบทวนในบางเรื่อง ท่านประธานครับ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นความหวังของคนยากคนจน ท่านก็เขียนไว้ชัดเจนในหลักการ เหตุผลว่า การกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ในการศึกษาอันเป็นรากฐานสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม โดยภาพรวม ท่านประธานครับ โดยหลักการ เหตุผลถูกต้อง กฎหมายฉบับนี้ความจริง ก็ไม่ได้นาน เมื่อปี ๒๕๖๐ เมื่อมีการแก้ไข ผมจึงเห็นด้วยในหลายข้อ แต่ต้องติติงเพราะว่า บางข้อเรายังคิดแบบนักธุรกิจอยู่ กฎหมายฉบับนี้ตัดผู้ค้ำประกันออกเป็นเรื่องดีเลยครับ เพราะบางทีเด็กคนยากคนจนที่จะหาคนมาค้ำประกันเป็นเรื่องยาก ผมดูในเนื้อหาดีใจด้วย แล้วยังมีดอกเบี้ยค้างอยู่ ซึ่งผมมีความเห็นต่างว่าดอกเบี้ยไม่ควรมีเลย การศึกษาคือ การได้กำไรจากตัวคน ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า ความเหลื่อมล้ำในการศึกษามันมีอยู่แล้ว ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ครับ คนมีสตางค์มีโอกาสดีกว่าคนยากคนจนมากในด้านการศึกษา ฉะนั้น ผมจึงเห็นว่าในเมื่อมีโอกาสให้เขากู้ยืมเงินซึ่งเป็นการลงทุนชัดเจน การศึกษาต้องลงทุน แต่ เมื่อเขามีโอกาสได้กู้ยืมเงิน นี้ละคือทุนที่เขาจะต่อไปในอนาคต จึงเป็นความหวัง แต่ผมต้องตั้งประเด็นปัญหาว่า การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่ากฎหมายกองทุน กยศ. เป็นการช่วยให้ประชาชน ซึ่งเป็นคนยากคนจนอยู่แล้ว ทำให้เขามีโอกาสมาอยู่ในเวทีของคนระดับ ซึ่งเรียกว่าไม่เหลื่อมล้ำจริงหรือไม่ แค่ผมดู ในเบื้องต้น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ที่ผมพูดไม่ได้หมายความว่าผมไม่เชื่อ ในศักยภาพรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะท่านประธาน คือกฎหมายฉบับนี้ โดยดูแล้วไปดูว่าผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะกรรมการประธานกองทุนคือปลัดกระทรวงการคลัง คณะกรรมการก็คือข้าราชการ ในกระทรวงการคลัง หรือข้าราชการในส่วนสายการเงิน อันนี้ผมต้องแคลงใจต้องทักท้วงว่า แล้วทำไม เป็นคำถามที่ผมเกิดขึ้นในใจว่าแล้ว พ.ร.บ. จะแก้ความเหลื่อมล้ำจริงหรือไม่ เพราะคณะกรรมการทั้งคณะเป็นคณะกรรมการสายการเงินล้วน ๆ ผมจึงมีความคิดเห็น แบบหนึ่งว่า ทำไมไม่ให้คณะกรรมการชุดนี้มาจากภาคการศึกษาบ้างท่านประธาน เอาละ ผู้รักษาการเอามาจากกระทรวงศึกษาธิการเลย ให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รักษาการ แล้วประธานกองทุนทำไมไม่คิดที่จะให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการหรือ ผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกองทุน นี่คือประเด็น เพราะคนกลุ่มนี้ เขาเป็นสายการศึกษา เขาจะมีความคิดว่าถ้าให้กู้ยืมไปแล้ว คนได้ประโยชน์คือประชาชน ไม่ต้องทำมาหากิน ไม่ต้องค้ากำไรจากเงิน แต่ค้ากำไรจากคนที่จบที่เรียนมาแล้ว อันนี้คือ ประเด็นที่ผมต้องตั้งคำถามไปยังคณะกรรมาธิการซึ่งจะทำต่อไป ผมขอยกตัวอย่างซึ่งเป็น เครื่องยืนยันว่าคณะกรรมการกองทุน ผู้ร่างคือกระทรวงการคลัง ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าผมดูในเนื้อหา ไม่มีมาตราใดที่บอกว่าพระภิกษุ สามเณรที่จะกู้เงิน กยศ. นี้ได้ มีไหมครับมีมาตราไหนไหม พระภิกษุ สามเณรก็เป็นนักเรียน นักศึกษาได้ วันนี้มันไม่เหมือน ยุค พ.ร.บ. เดิมแล้ว วันนี้พระภิกษุ สามเณรมีโอกาสมาเรียนสายสามัญ ท่านประธานครับ ระดับปริญญานี่ท่านรู้ไหมพระภิกษุ สามเณรหลายรูปมาเรียนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยของรัฐ ไม่ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านไปดู หลายคนจบรัฐศาสตร์ จบเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยรัฐ และวันนี้ไม่มีแบบนี้ไม่มีที่จะให้เงินกู้กองทุน ผมจึงมีคำถามว่าท่านเป็น คณะกรรมการ ท่านร่างกฎหมาย ท่านที่อ้างว่าความเหลื่อมล้ำ ไม่เหลื่อมล้ำ พระ สามเณร เขาก็เป็นคนคนหนึ่งทำไมไม่ให้เขาคิด อันนี้ละคือเหลื่อมล้ำที่ผมต้องบอกท่านว่าทบทวนใหม่ อันนี้คือประเด็นอันนี้ละคือความเหลื่อมล้ำ พระภิกษุ สามเณรถ้าถามว่าเรียนแล้วเอาไป ทำอะไร บางคนจบแล้วก็สึกออกไปทำประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อบ้านเพื่อเมือง อีกกลุ่มหนึ่ง ถ้าไม่สึกก็เอาความรู้นี้ไปสั่งสอนพุทธศาสนิกชนบวกกับธรรมะผสมผสานกัน แล้วเป็น ประเด็นซึ่งให้ความรู้ให้จริยธรรมได้เข้าใจง่าย ท่านประธานครับ ผมจึงกราบเรียน เป็นเบื้องต้น ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประกอบ รัตนพันธ์ ตามด้วยท่านอนุรักษ์ บุญศล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ เป็นผู้นำร่างเสนอ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ครับว่า ร่างพระราชบัญญัติเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า กยศ. นั้น เป็นกองทุนที่เกิดประโยชน์ มีประโยชน์กับนักเรียน นักศึกษาเป็นอย่างสูงยิ่ง ท่านคงจะเห็นว่าการกำเนิดเกิดขึ้นของกองทุนนี้ได้เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ซึ่งขณะนั้น ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และมีดำริที่จะให้ลูกคนจน คนที่มีรายได้น้อยเข้าถึง การศึกษาโดยการที่จะให้โอกาสกู้ยืมเงินรัฐ ดอกเบี้ยถูกที่สุด เพื่อที่จะได้ให้ไปศึกษาต่อ โดยเริ่มตั้งแต่ ม. ปลาย จนกระทั่งถึงอุดมศึกษา ปริญญาตรี โดยที่ให้ชำระค่าเล่าเรียนทั้งหมด รวมทั้งสิ่งที่ต่อเนื่อง เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาให้เพียงพอที่นักเรียน นักศึกษาสามารถที่จะสำเร็จ การศึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องไปรบกวนผู้ปกครอง และท่านประธานจะเห็นว่าในปีนั้นรัฐบาล ใจป ้ามากครับ ได้อนุมัติเงินงบประมาณถึง ๔,๐๐๐ ล้านบาท เป็นกองทุนอยู่ภายใต้ กระทรวงการคลัง แต่วันนั้นเราก็สามารถที่จะบริการให้ลูกหลานของเราได้กู้ยืมจำกัดมาก เพราะวงเงินไม่มาก แต่คนที่มีความยากจนมันก็มีอยู่มาก ต่อมารัฐบาลก็พยายาม ที่จะเพิ่มพูนกองทุนให้มากขึ้น จนกระทั่งบัดนี้ท่านประธานครับ กองทุนโตถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สามารถที่จะบริการให้กับนักเรียน นักศึกษากู้ยืมได้ถึงประมาณ ๖ ล้านคน ซึ่งถือว่ามันเป็นการช่วยเหลือบุตรหลานของเราได้เป็นอย่างดียิ่ง แต่ในขณะที่ผ่านมานั้น จะเห็นว่ากองทุนก็มีปัญหามากมายหลายประการด้วยกัน ไม่ว่า🔗
ประการที่ ๑ เรื่องของจำนวนผู้กู้ก็ได้ไม่สอดคล้องจำนวนผู้กู้กับเงินที่อนุมัติไป🔗
ประการที่ ๒ เงินกองทุนที่ให้นั้นบางครั้งก็ไม่สอดคล้องกับเวลาที่มีความ จำเป็นกับตัวนักเรียน นักศึกษา🔗
ประการที่ ๓ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้วก็มีปัญหาที่จะชำระเงินคืนกองทุนด้วย เนื่องมาจากว่า ๑. ยังไม่มีงานทำ ยังไม่มีความพร้อม แล้วก็เลยสร้างความเดือดร้อนให้กับ ผู้ค้ำประกัน จะเห็นว่าในพระราชบัญญัติฉบับที่แล้วนั้นก็ก่อปัญหาหลายเรื่องด้วยกัน สภาแห่งนี้ก็ได้มาพูดจากัน ไม่ว่าเรื่องของการฟ้องร้อง ทำให้บุตรหลานของเราที่สำเร็จ การศึกษาหรือออกกลางคันต้องรับภาระ หลายคนก็ไม่มีเงิน รับภาระไม่ได้ก็ต้องไปฟ้องร้อง ผู้ค้ำประกัน ซึ่งเป็นผู้ปกครอง ซึ่งยากจนอยู่แล้วท่านประธานครับ แล้วก็บางครั้งคุณครู ที่หวังดีกับลูกศิษย์ก็ไปค้ำประกัน ก็ทำให้คุณครูเดือดร้อน ซึ่งเป็นปัญหาที่สภาแห่งนี้ได้มาพูด กันหลายครั้ง ในที่สุดผมดีใจครับเรามีร่างพระราชบัญญัติเงินทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาฉบับนี้ ที่กำลังเข้าสู่สภา เป็นการแก้ไขปรับปรุงในสิ่งที่เห็นว่ามันเป็นปัญหาต่อการให้กู้ยืม กับเด็กและเยาวชน ปรับปรุงให้ดีขึ้นในหลายส่วน เช่น ทำอย่างไรไม่ให้มีผู้ค้ำประกัน ซึ่งไปรับผิดชอบและสร้างปัญหาให้สามารถค้ำประกันตัวเองได้🔗
ประการที่ ๒ ในเรื่องของดอกเบี้ย ทำอย่างไรให้ดอกเบี้ยน้อยที่สุด หรือถ้าปลอดดอกได้ก็เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์มาก ผมกราบเรียนท่านประธานว่า กองทุน ไม่ใช่ธนาคาร ธนาคารคิดกำไร แต่กองทุนนั้นคิดในเรื่องของการส่งเสริมบุตรหลานของเราให้ได้เข้าถึงการศึกษา เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมต้องฝากกองทุนไป ท่านจะต้องคิดว่าท่านไม่ใช่ธนาคาร ที่ไปหาผลประโยชน์ แต่ท่านเป็นกองทุนเพื่อส่งเสริมให้บุตรหลานของเราได้เข้าสู่ทาง การศึกษาเป็นอย่างมาก และผมกราบเรียนท่านประธานว่าในขณะนี้กองทุนโตขึ้น แทนที่ จะให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเด็กในระบบอย่างเดียวนั้น ก็ขอให้ครอบคลุมไปถึงการศึกษาวิชาชีพ ระยะสั้นด้วยที่ผู้เรียนนอกระบบไปเรียนแล้วสามารถไปประกอบอาชีพได้ ผมคิดว่าถ้าเป็น อย่างนี้กองทุนจะมีประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก และสิ่งที่เหนือจากนั้นอยาก กราบเรียนท่านประธานว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาต่อไปนั้นน่าจะขยายว่า กองทุน เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาและสร้างอาชีพให้ต่อเนื่องเลย ถ้าวันหนึ่งกองทุนโตขึ้นผมคิดว่า เพียงพอที่จะให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ก็น่าที่จะไปส่งเสริมในเรื่องของอาชีพต่อเนื่องเป็นการ สร้างคน สร้างอาชีพควบคู่กัน ก็กราบเรียนท่านประธานไปยังผู้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่า ถ้าตราบใดที่เราจะขยายจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาไปถึงเพื่ออาชีพด้วยก็จะเป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน จะเป็นประโยชน์กับบุตรหลานของเราที่จบการศึกษา แล้วก็ สามารถที่จะต่อยอดโดยมีเงินส่วนหนึ่งไปตั้งตัวได้ กราบขอบคุณท่านประธานมากครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านอนุรักษ์ ตามด้วยท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย กองทุน กยศ. ของรัฐบาล เข้าครานี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ และที่ดิฉันมองเห็นก็คือ ผู้จัดการชัยณรงค์ด้วยนะคะว่า ทำไมข้อที่แตกต่างกันกับพรรคเพื่อไทย ดิฉันจะอภิปราย ตรงนั้นเท่านั้น แล้วดิฉันจะกล่าวเป็นข้อ ๆ ค่ะท่านประธาน🔗
ข้อ ๑ กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ. เป็นเอ็นพีแอล (NPL) สูงถึง ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๖๓ สาเหตุมาจากรูปแบบการชำระหนี้เงินกองทุนไม่สอดคล้องกับ ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ อันนี้คือการบริหารจัดการของกองทุนนะคะ กองทุน ๖๐๐,๐๐๐ ล้าน ท่านประธานคะ คนกู้ ๖ ล้านกว่าคน ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ จนถึงปัจจุบัน ๒๖ ปี ผ่านไป ท่านประธานลองวาดภาพตามดิฉันสิคะ ท่านประธานคะ ท่านประธานตอนนี้ไม่ดู ดิฉันเลยค่ะ วาดภาพตามดิฉันค่ะว่า ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ ๆ เรานี้มีประชากรเกือบ ๗ ล้านคน คนกู้ กยศ. ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เกือบ ๗ ล้านคนเช่นเดียวกัน แล้วถ้าเอาไปเป็นประเทศหนึ่ง ที่ได้รับการศึกษาทั้งหมด ท่านรัฐมนตรีคะที่ได้รับการศึกษาทั้งหมด นั่นหมายถึงว่าคุณภาพ ชีวิตของประเทศ กยศ. ประเทศเดียวที่เอาไปรวมกันไว้ตรงนั้นมีคนได้รับการศึกษาทั้งหมด เรียกว่าความงดงามของมนุษยชาติเลยทีเดียว นี่ค่ะตรงนี้ ทีนี้ในเรื่องของการชำระหนี้ไม่ได้ เป็นเรื่องการบริหารจัดการของท่านค่ะ🔗
ข้อ ๒ หลักสูตรระยะสั้นควรให้ยืม กยศ. ควรเข้ามาบริหารจัดการตรงนี้ เช่น ผู้จัดการกองทุนชัยณรงค์พยักหน้าตอบรับดิฉันค่ะ ท่านรัฐมนตรีคะ บอกว่าทำไมถึงเป็น หลักสูตรระยะสั้นต้องให้กู้ เช่น เรียนภาษาเกาหลีแล้วไปทำงานที่ประเทศเกาหลี เรียน ภาษาญี่ปุ่นแล้วไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น เรียนภาษาจีนแล้วไปทำงานที่ประเทศจีน ดิฉันอยู่ กรรมาธิการการแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในปี ๒๕๖๕ ให้เอกชนทำเรื่องเหล่านี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นท่านต้องให้กู้ ๓๕,๐๐๐ ๔๕,๐๐๐ ๕๕,๐๐๐ อย่าลืมว่าถ้าเขากู้ เรียนเก่งแล้วไปประเทศเกาหลีได้ ท่านประธานคะ เชื่อไหมคะ ว่า ไม่ต้องรับ ๑๕,๐๐๐ ที่นั่นเริ่มต้นที่ ๕๐,๐๐๐ ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเขาจะดีขึ้น แค่ไหน จากเงินกองทุนให้กู้ยืม ท่านไม่ได้รับเงินงบประมาณแผ่นดินเลยนะคะเดี๋ยวนี้ กองทุน ก็ล้นเหลือคณานับอยู่แล้ว นี่ค่ะหลักสูตระยะสั้นที่ดิฉันกล่าวไว้จะต้องให้กู้ยืม ไม่ว่าจะเพิ่ม ศักยภาพด้านใดก็ตามท่านก็กำหนดมาค่ะ ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ บนบัลลังก์รับข้อเสนอทุกอย่าง กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาในร่างของรัฐบาลเขียนว่า เหมือนถ้าเป็นภาษาที่พรรคเพื่อไทยตีความมาแล้วนี่เหมือนกับว่าเป็นกรณี ๆ ไปในเรื่องของ การค้ำประกัน การค้ำประกันของท่านที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ อยู่ใน ๒๖ ปีมานี้ โดยเฉพาะ ๑๕ ปีมานี้ ของคนค้ำประกันมีปัญหามากค่ะท่านประธาน เพราะว่าอะไร เพราะว่า กยศ. ไปเอาเอาต์ซอร์ซ (Outsource) รัฐตามล่า ตามฆ่าคนกู้ กยศ. พอไปตามไร่นาคนกู้น้อยลง คนก็เรียนน้อยลงสิคะ จะพัฒนามนุษย์มันต้องพัฒนาที่การศึกษาก่อน ไม่ใช่ปิดหูปิดตาแล้ว บอดใบ้ไปหมด ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ต้องให้คนเข้ามากู้เยอะ ๆ แล้วเรียนหนังสือเยอะ ๆ ประเทศ เราจะได้พัฒนาเท่าเทียมกับนานาอารยประเทศ คนค้ำประกัน พรรคเพื่อไทยให้ค้ำประกัน ตนเองนะคะ แต่ที่ของท่าน ๘๐ เปอร์เซ็นต์นี่คือพ่อแม่ค้ำอยู่แล้ว ที่คนอื่น ๆ น้อยนิดเท่า นั้นเอง ให้เขาค้ำประกันตนเอง ให้เขารับผิดชอบตนเองเลย เพราะว่ากองทุนนี้มากมายอยู่ แล้วตรงนี้ แล้วทีนี้ในเรื่องของดอกเบี้ย กราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีที่อยู่ บนบัลลังก์ ร่างของรัฐบาล ทุกคนที่จะกู้ ทุกคนที่กู้มานี่ ๖ ล้านเกือบ ๗ ล้านคน ฟังดิฉัน อย่างตั้งอกตั้งใจ ดิฉันพูดอีกครั้งหนึ่งเลยว่าร่างรัฐบาล ๒ บาท ร่างเก่าดีแล้วค่ะ บาทเดียว นั่นละดีแล้ว อย่าลืมว่าเวลาใช้คืนไม่ได้ภายในที่เรียนหนังสือจบแล้ว ๒ ปี ต้องใช้หนี้คืน ถ้าใช้ไม่ได้เบี้ยปรับ ๑.๕๐ บาทต่อเดือน เอา ๑๒ ไปคูณ ๑๒ คูณ ๐ ได้ ๐ ๑๒ คูณ ๕ เป็น ๖๐ ใส่ ๐ ทด ๖ ๑๒ คูณ ๑ เป็น ๑๒ ๑๘ บาท บวก ๑ นะคะ เป็น ๑๙ เท่ากับ บัตรเครดิตเลยนะคะ นี่ดิฉันฟ้องไปทั้งประเทศเลยว่า ๒ บาท ไม่ควร ของพรรคเพื่อไทย เบี้ยปรับควร ๕๐ สตางค์ ๑๒ คูณ ๕ เป็น ๖๐ ๖ บาท ต่อปี นี่มันน่าฟังมากยิ่งขึ้น ตอนคุณ ไปรวมแล้วให้ใช้เบี้ยปรับก่อน ท่านผู้จัดการชัยณรงค์ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ดิฉันไม่ชี้นะคะ ผายมือ ท่านเก็บเบี้ยปรับก่อน เมื่อไรมันจะตัดต้นได้สักทีคะ ฉะนั้นไม่ควร ๒ บาท ควร ๑ บาท เบี้ยปรับควร ๕๐ สตางค์ค่ะ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกิตติศักดิ์ ตามด้วยศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้ขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก🔗
ประเด็นก็คือว่าการศึกษาคือการสร้างคน เป็นการสร้างต้นทุนของประเทศ เรียกว่า ฮิวแมน แคปพิทอล (Human Capital) ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก ประเทศเรา จะแข่งขันกับประเทศอื่นได้ คนเราต้องดี คนเราต้องเก่ง คนเราต้องมีการศึกษา คนต้องมีคุณภาพ เขาแข่งกันตรงนี้ครับท่านประธาน ฉะนั้นแล้วรัฐจะต้องลงทุน เพื่อเปิด โอกาสทางการศึกษาให้กับคนทุกคนที่เป็นคนไทย แล้วก็การที่เราส่งเสริมให้เขา มีการศึกษาที่ดี ก็หมายถึงเราเพิ่มต้นทุนของประเทศที่จะไปแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ เพราะฉะนั้นแล้ว กยศ. นี้จะต้องปรับบทบาทตัวเอง จะต้องปรับการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับคนที่ต้องการมีการเรียนรู้มากขึ้น ให้ได้รับโอกาสทุกคน นี่คือหลักการ ที่สำคัญ แต่ก่อนเราไม่เห็นคนแถวบ้าน แถวหมู่บ้านไปเรียนหมอ เรียนพยาบาล เรียนครู หรือไปเรียนเป็นผู้พิพากษา อัยการ แต่ตอนนี้ คนแถวหมู่บ้าน แถวตำบล ก็สามารถจะเป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นผู้พิพากษา เป็นอัยการ เป็นตำรวจ เป็นอะไร ได้หมดแล้ว แต่เราต้องการโอกาสที่เพิ่มขึ้นมากกว่านั้น เพราะฉะนั้นอย่าให้ความจน การไม่มี เงินเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มคุณค่าทางการศึกษา เพิ่มต้นทุนของประเทศ ซึ่งถ้าเราทำได้ อย่างนั้นแล้ว เราจะลดความเหลื่อมล้ำ ชนบทจะเจริญขึ้น แล้วสังคมจะมีความเท่าเทียมกันขึ้น หลักการสำคัญที่ผมจะอภิปรายก็คือว่า ประเด็นที่เราจะต้องคิดในเรื่องของ กยศ. นี้🔗
๑. คือเรื่องของการแก้นิยามนักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษา ซึ่งใน ปัจจุบันไม่ครอบคลุมการศึกษาในรูปแบบอื่น ก็ต้องครอบคลุมในวิชาชีพระยะสั้น หลักสูตร เพื่อยกระดับทักษะการศึกษา สมรรถนะเพื่อรองรับไลฟ์ลอง เลิร์นนิง (Lifelong Learning) คือทุกรูปแบบที่จะเป็นประโยชน์กับคน ต้องมีโอกาสที่จะเข้าในนิยามนี้🔗
๒. คือการมอบทุนการศึกษาเพื่อทดแทนเงินกู้ยืมในสาขาวิชาที่ขาดแคลน ที่มุ่งส่งเสริมเป็นกรณีพิเศษ🔗
๓. การกู้ยืม มิให้พิจารณาเฉพาะรายที่ได้รับพิจารณาด้วยรายจ่าย ก็หมายความว่าแต่ก่อนเราดูแต่เรื่องรายจ่ายเป็นหลัก เราต้องดูรายได้ รายจ่าย แล้วก็ต้องดู เป็นคน ๆ ไป มีลักษณะความยืดหยุ่น เพื่อให้เขาได้โอกาสในการกู้ยืมให้มากที่สุด🔗
ประเด็นต่อไปคือ สามารถให้กู้ยืมเกินจำนวนปีที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และให้สิทธิผู้กู้ยืม มีสิทธิเลือกชำระเงินกู้ทั้งแบบจำนวนหรือผ่อนชำระก็ได้ คือต้องยืดหยุ่น แล้วก็มีเวลาปลอดชำระหนี้ให้ผู้เพิ่งสำเร็จการศึกษา ให้เขาได้ตั้งเนื้อตั้งตัวก่อน แล้วกรณี ผู้กู้ยืมตาย ล้มละลาย พิการ ทุพพลภาพ มีโรคร้ายแรง ให้หนี้เป็นอันระงับไปหรือสิ้นสุดไป ถือว่ารัฐลงทุน รัฐต้องรับความเสี่ยงตรงนี้ ซึ่งผมคิดว่ามีจำนวนไม่มาก🔗
แล้วประเด็นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เรื่องของการค้ำประกัน เราก็ต้องยกเลิก การค้ำประกันใน พ.ร.บ. นี้ และผู้ค้ำประกันที่มีอยู่ก่อน พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ ก็ให้เป็นผู้พ้นจาก ความรับผิดชอบ นี่คือความสำคัญ เราเห็นกรณีที่ลงจากสื่อว่าบางคนเป็นครู เป็นผู้เกี่ยวข้อง บางทีผู้ที่กู้นี้บางทีอาจจะเบี้ยวด้วยตั้งใจเอง หรือบางทีเขาป่วย เขาเสียชีวิตไป คุณครูก็ต้อง มารับผิดชอบ ครอบครัวเขากำลังเดือดร้อน เพราะฉะนั้นแล้วผู้รับผิดชอบ ผู้ค้ำประกันนี้ จะต้องยกเลิก คือไม่ต้องมี และดอกเบี้ยผมคิดว่าต้องต่ำที่สุด ถ้าเป็นไปได้คือไม่คิดดอกเบี้ย เราจะลงทุนเพื่อการศึกษา เราต้องกล้าตัดสินใจครับ เราเสียเงินไปจ่ายเรื่องของโครงการ ชิมช้อปใช้ โครงการคนละครึ่งตั้งเยอะแยะ แต่ถ้าเราให้เงินกู้นี้โดยไม่คิดดอกเบี้ยผมคิดว่า จะเป็นการเปิดโอกาส เป็นการดึงดูดให้คนได้คิดในการพัฒนาตนเองเพื่อยกระดับทางการศึกษา ขึ้นมา ซึ่งประเทศชาติโดยรวมก็จะได้ประโยชน์ แล้วก็การไม่มีเบี้ยปรับนี่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือว่าบางอย่างที่มีเหตุมีผล มีความจำกัด เช่น มีการเจ็บป่วยที่ไม่สามารถจะประกอบอาชีพได้ในระยะเวลาที่สั้น ก็สามารถจะงดเบี้ยปรับได้ คือต้องยืดหยุ่นให้มากขึ้น โดยรวมก็คือว่าเราจะต้องแก้ไข พ.ร.บ. กยศ. ฉบับนี้ให้ยืดหยุ่น เพื่อให้คนทุกคนที่ต้องการเรียนต้องได้เรียน โดยที่มีดอกเบี้ยที่ต่ำหรือไม่มีเลย แล้วก็ให้ไม่มีค่า เบี้ยปรับ และไม่มีผู้ค้ำประกัน แล้วก็คิดว่าการสร้างโอกาสให้กับคนทุกคนในประเทศไทยได้มี โอกาสเข้าถึงการศึกษาในทุกรูปแบบในการพัฒนาตัวเอง ในทุกรูปแบบจะเป็นหัวใจสำคัญที่จะ ทำให้ประเทศไทยของเรามีความเจริญ มีเศรษฐกิจที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนางดงามทั่วประเทศไทยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญศาสตราจารย์โกวิทย์ ตามด้วยท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เชิญท่านโกวิทย์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท นครศรีธรรมราช วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายเพื่อรับ หลักการร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานสภาครับ เพื่อประโยชน์ในการที่จะพิจารณารับหลักการในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ที่เสนอมา ทั้งรัฐบาลและเพื่อน ส.ส. หลายท่าน ผมเห็นด้วยในหลักการ แล้วก็มี ข้อเสนอในบางเรื่องเพื่อฝากให้กรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นไปพิจารณา ในหลักการบางประการ ที่จะเรียนท่านประธานให้ทราบว่า ผมเห็นด้วยในหลักการที่จะเปลี่ยนแปลงกองทุน ซึ่งเป็น หลักการหนึ่งที่เดิมทีกองทุนเป็นการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเท่านั้น แต่ว่าในร่าง ที่เสนอเข้ามาส่วนหนึ่งไปแปลงเพิ่มเรื่องของการจัดเป็นทุนการศึกษา ซึ่งความจริงแล้วก็เป็น เรื่องที่ดีที่จะขยายโอกาสไปยังผู้ที่อยากที่จะได้ทุนการศึกษาจาก กยศ. เดิมเป็นทุนให้กู้ เพื่อการศึกษาซึ่งก็ยังมีปัญหา ซึ่งเดี๋ยวผมจะพูดในบางประการว่าปัญหาตรงนั้นจะพิจารณา อย่างไร ผมยกตัวอย่าง เช่น เรื่องของเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกพูดถึงผู้ค้ำประกัน ซึ่งผม เห็นด้วย การทำภาระให้ผู้ค้ำประกันส่วนหนึ่งที่มีปัญหาจากการกู้ยืมแล้วก็ยกเลิก การค้ำประกัน อันนี้ผมเห็นด้วยในหลักการ กับหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการระงับการ ใช้หนี้ด้วยเหตุหลายประการที่เขียนไว้ในมาตราที่จะแก้ คือมาตรา ๒๐ ที่จะไปแก้ทดแทน มาตรา ๔๙ นั้นเป็นประเด็นที่สำคัญ🔗
ส่วนประเด็นที่เป็นทุนการศึกษาผมคิดว่านอกจากกู้ยืมเพื่อการศึกษาในการ ขาดแคลนทุนทรัพย์ซึ่งผมเห็นด้วยแล้ว ผมว่าส่วนหนึ่งในการศึกษาเพื่อให้กู้ในนักเรียนที่เรียน ดีทุกมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยต่าง ๆ ก็ควรจะส่งเสริมเพื่อการศึกษา หรือในสาขาวิชา ที่มีความจำเป็น หรือวิชาที่ กยศ. สนับสนุนให้เรียนเป็นสาขาขาดแคลน เป็นต้น ผมว่า สิ่งเหล่านี้ประเทศเราควรส่งเสริมให้มีการศึกษาที่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาประเทศ อันนี้ ก็เห็นด้วย🔗
ประการต่อมาซึ่งผมคิดว่ามีเรื่องสำคัญอยู่เรื่องหนึ่งคือระยะเวลาการผ่อน ชำระหนี้คืน อันนี้ผมถือว่าดี ให้ขึ้นอยู่กับรายได้และความสามารถของผู้กู้ ซึ่งเราต้องเห็นใจว่า ผู้กู้บางท่านก็อยู่ในฐานะลำบาก อยู่ในภาวะยากจน แล้วการพิจารณาแบบนี้ผมเห็นด้วย แต่การผ่อนชำระที่เขียนไว้ว่า ไม่เกิน ๑๕ ปี ผมว่าน้อยไปหน่อย อาจจะต้องพิจารณาขยายไปเป็น ๒๐ ปี หรือมากกว่านั้นสำหรับ คนจนนะครับ🔗
ในประการต่อมา ผมคิดว่ามีหลายเรื่องที่อยากจะให้พิจารณาไว้ ผมดู ในรายงานของกรรมาธิการที่ทำเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้มีอยู่สัก ๓ เรื่องที่ให้พิจารณา คือลูกหนี้ ที่เป็นหนี้อยู่เดิม ซึ่งอาจจะแบ่งเป็นสัก ๓ ประเภท ก็อยากให้กรรมาธิการไปพิจารณาด้วยว่า จะทำอย่างไร ประเภทที่ ๑ ลูกหนี้ที่ผิดนัดแต่ยังไม่ฟ้องร้อง ประเภทที่ ๒ ลูกหนี้ ที่ถูกฟ้องร้องและดำเนินคดี ประเภทที่ ๓ ลูกหนี้ที่ถูกดำเนินคดีแล้วและมีการบังคับคดี ทั้ง ๓ ประเภทที่ผมแยกแยะมา ผมอยากให้ในร่างลองไปพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร กับลูกหนี้ทั้ง ๓ ประเภทที่ผมได้กล่าวแล้ว นี่คือประเด็นที่สำคัญที่นักเรียน นักศึกษา ที่กู้แล้ว ยังต้องถูกดำเนินคดีอยู่🔗
ประการต่อมา ผมเคยได้พูดในกรรมาธิการซึ่งผมเป็นส่วนหนึ่งในการ พิจารณาร่าง เป็นกรรมาธิการแต่ก่อนหน้านี้ ผมคิดว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่สำคัญ นั่นก็คือการที่ พิจารณาให้มหาวิทยาลัย วิทยาลัย หรือโรงเรียนได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในอนุกรรมการ หรือกรรมการเพื่อเขาได้บอกข้อมูลต่าง ๆ เพราะว่าประเภทของนักศึกษา หรือประเภทของ ผู้ที่กู้มันจะแยกแยะได้หลายประเภท เพื่อทำให้กองทุนมีวิธีการที่ทำให้นักเรียน นักศึกษา ได้เข้าถึงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นั่นก็คือข้อมูลจากมหาวิทยาลัย วิทยาลัย หรือโรงเรียน ที่เขามีผู้มีส่วนได้เสียอยู่ตรงนี้ ที่มีฐานข้อมูลของนักเรียน นักศึกษา🔗
ประการต่อมา ผมคิดว่าเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือการทำอย่างไรให้มีการ เข้าถึง ผมคิดว่ามีอยู่ในมาตราหนึ่งที่เขียนไว้แล้วผมเห็นด้วย นั่นก็คือการสร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องเงิน โดยเฉพาะเราแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเภทที่เรา เรียกว่าเป็นทุนการศึกษา กับประเภทที่เราเรียกว่าเป็นเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียน ที่ยากจนและขาดแคลน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ทุกช่องทาง เพื่อให้มีการเข้าถึงกองทุนนี้ แล้วในการที่จะเปลี่ยนแปลงไปมันจะได้มีความชัดเจน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าที่ผ่านมากองทุนอาจจะมีข้อบกพร่องในการทำให้มีการเข้าถึง อย่างทั่วถึงและหลากหลาย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่จะเกิดประโยชน์ กับการพัฒนาการศึกษาของประเทศเรา และให้ผู้ที่ด้อยโอกาส ผู้ที่ขาดแคลน ผู้ที่มี ความสามารถพิเศษได้เข้าถึงกองทุนนี้อย่างทั่วหน้า ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาก็อยากจะให้ กรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นไปพิจารณาในประเด็นที่ผมได้กล่าวผ่านท่านประธานไปด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณหมอสุรวิทย์ครับ ตามด้วยท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมเห็นด้วย สนับสนุนให้มีพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาฉบับใหม่ ซึ่งก็เป็นการที่จะปรับปรุงหรือเพิ่มเติมอุดช่องโหว่ต่าง ๆ ของ พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษาฉบับเดิม คือฉบับปี ๒๕๖๐ เพราะว่ากระผมเองในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร หรือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับทางการศึกษา เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน จะมีผู้มาร้องเรียน มีผู้ที่ได้ประสบปัญหาเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินกองทุนเพื่อการศึกษามาพูดจาหารือกันบ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของผู้ค้ำประกันที่ถูกฟ้องร้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ผู้ค้ำประกัน ที่เขาอาจจะไม่ใช่ญาติพี่น้องของนักศึกษาที่ขอกู้ยืมเงินดังกล่าว แต่เขาเป็นผู้ที่ปรารถนาดี หวังดีต่อลูกหลาน ต่อพี่น้องที่ขยันขันแข็งที่จะมีอนาคต ก็ยอมไปเป็นผู้ประกันให้ บางคนอาจจะเป็นครูบาอาจารย์ บางคนอาจจะเป็นข้าราชการอื่น ๆ ที่ให้ความสำคัญกับ ความทุกข์ยากลำบาก รู้เข้าใจปัญหาต่าง ๆ ให้กู้ยืม แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ผู้กู้ยืม ไม่สามารถที่จะชดใช้เงินกองทุนตามกำหนดได้ พอถึงเวลาผู้ค้ำประกันดังกล่าวก็ถูกฟ้องร้อง ถูกบังคับคดี ถูกยึดที่ดิน ยึดบ้านเรือนที่อยู่อาศัย บางคนก็มีความยากลำบากเพราะหมดเนื้อ หมดตัว บางคนแทบจะฆ่าตัวตาย สิ่งนี้ก็ฝากไว้ว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องปรับปรุงในเรื่องของ การที่จะไม่มีผู้ค้ำประกันสำหรับผู้กู้ยืมเงินกองทุนให้ยืมเพื่อการศึกษาดังกล่าว🔗
เรื่องที่ ๒ ผู้กู้ซึ่งเป็นผู้ยากจน ก็ถือว่าเข้าระเบียบตรงที่เป็นผู้ยากจน แต่ครอบครัวของผู้กู้ดังกล่าวนั้นอาจจะมีรายได้ที่พอสมควร ไม่เข้าหลักเกณฑ์ อาจจะสูงกว่า หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การมองเฉพาะรายได้อย่างเดียวไม่เพียงพอครับ ปัจจุบันคนมีรายได้ จำนวนไม่น้อยทีเดียว รายได้สูงแต่ว่าก็มีรายจ่ายสูงเช่นเดียวกัน รายจ่ายสูงอาจจะต้องไปกู้เงิน บางคนกู้เงินในระบบไม่พอไปกู้เงินนอกระบบซึ่งไม่มีหลักฐานต่าง ๆ พอลูกหลานที่ยากจน จะไปขอกู้เงินกองทุนเพื่อการศึกษา ก็ปรากฏว่าเขาดูรายได้ ส่วนรายจ่ายหรือหนี้สินต่าง ๆ นั้น ไม่ปรากฏ ก็ทำให้ยิ่งยากจนยิ่งไม่มีโอกาสกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาดังกล่าว นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหา ที่พบบ่อยพบมาก🔗
เรื่องที่ ๓ ขอบเขต เงื่อนไขของการกู้ยืมเงินกองทุนดังกล่าวนั้นก็มีข้อจำกัด เดิมเราก็มุ่งเน้นที่จะช่วยเหลือลูกหลานนักเรียนที่ยากจนอยู่ในโรงเรียน ในระบบโรงเรียน ระบบมหาวิทยาลัย แต่การศึกษาปัจจุบันเราก็ทราบดีครับเป็นการศึกษาที่เกิดขึ้นตลอด ช่วงวัยอายุของพวกเรา มีหลักสูตรต่าง ๆ มากมายในระบบ นอกระบบ หลักสูตรนอกระบบ บางอย่างสำคัญ ได้ประโยชน์มาก จำเป็น แต่ค่าใช้จ่ายก็ต้องมีเป็นเรื่องธรรมดา ทำให้คนยาก คนจนบางคนไม่สามารถเข้าสู่การศึกษา แม้จะเป็นหลักสูตรที่ระยะไม่ยาว ปี ๒ ปี เช่น อบรมหลักสูตรนี้เสร็จก็จะสามารถไปทำงานต่างประเทศ หรือสามารถที่จะเข้าทำงาน ในบริษัทต่าง ๆ ในฐานะผู้ที่ได้รับการอบรม แต่ถ้าขาดเงินทุนเพื่อจะเข้าอบรมถึงแม้จะเป็น หลักสูตรไม่ยาว แต่ไม่เข้ากฎเกณฑ์ก็จะทำให้คนของเราเสียโอกาสในการที่จะพัฒนา ศักยภาพของตนเองเพื่อเข้ามามีรายได้ที่ดีในอนาคต เพราะฉะนั้นในเรื่องที่กฎหมาย พ.ร.บ. ฉบับนี้จะขยายออกไปในเรื่องของนักเรียน นักศึกษา ในคำนิยามต่าง ๆ นิยามของ สถานศึกษาจึงเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์มากครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งการฟ้องร้องผู้รับเงินกองทุน ซึ่งมีจำนวนมากทีเดียว ซึ่งสาเหตุต่าง ๆ เราก็คงไม่พูด แต่ก็จะกราบเรียนว่าในปัจจุบัน การฟ้องร้องดำเนินคดีต่าง ๆ นั้นก็อาจจะต้องให้การพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง ที่มีโรคโควิด (COVID) ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ หรือแม้แต่ปี ๒๕๖๕ นี้ก็ตาม ก็จะต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการชะลอการฟ้องร้องออกไป การที่จะทำอย่างไรที่จะไม่บังคับคดี แทนที่จะไปยึดที่ ยึดทาง ยึดอะไรต่าง ๆ ในช่วงนี้ก็ขอให้ ชะลอไว้ ยืดหยุ่นไว้ การปรับโครงสร้างหนี้ การรับการชำระเงินคืนกองทุนต่าง ๆ ผมคิดว่า ในช่วงนี้ต้องให้โอกาสพิเศษกับผู้ที่กู้ยืมเงินกองทุน สำหรับดอกเบี้ยก็ต้องยอมรับว่าถ้ามีการ คิดดอกเบี้ยก็ขอให้คิดในอัตราที่ต่ำที่สุด เบี้ยปรับต่าง ๆ ต้องลดลง ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย การเจรจาต่าง ๆ ต้องยืดหยุ่น เพราะว่าเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นการช่วยเหลือ ประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่าในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ขอสนับสนุน พ.ร.บ. เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาฉบับนี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านอัครเดชยังมาไม่ทัน ท่านวรภพ วิริยะโรจน์ พร้อมไหมครับ ยกมือหน่อยครับ ตามด้วย นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา เชิญท่านวรภพครับ🔗
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมอยาก มาขออภิปรายในร่าง พ.ร.บ. กยศ. ใน ๒ ประเด็นครับ🔗
ประเด็นแรกครับ คือผมอยากให้เรากลับมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ถ้าอยากจะแก้ปัญหา กยศ. จริง ๆ มันต้องยอมรับกันก่อนว่าประเด็นปัญหา กยศ. ที่ผ่านมาไม่ใช่ความผิดของนักเรียน นักศึกษาอย่างเดียวที่ทำให้เกิดเอ็นพีแอล (NPL) ๒ ล้านกว่าราย หรือว่าเกือบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องยอมรับกันก่อนครับว่ามันมีบางส่วนเกิด จาก กยศ. เองด้วย ที่เริ่มตั้งแต่ดอกเบี้ยผิดนัด ที่ผ่านมา กยศ. มีการตั้งดอกเบี้ยผิดนัด ที่ผมอยากใช้คำว่า คือดอกเบี้ยที่ขูดรีด ดอกเบี้ยผิดนัดสูงถึง ๑๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ มีการให้จ่ายชำระเป็นรายปี ซึ่งแน่นอนครับในความเป็นจริงก็คือมันไม่มีใครสามารถเก็บเงิน แล้วก็เก็บเป็นเงินก้อนเพื่อมาจ่ายเป็นรายปีได้ หรือเมื่อเขาเกิดสภาวะตกงานหรือว่ามีปัญหา ทางการเงิน มันก็จะเกิดการผิดนัดเกิดขึ้น และเมื่อผิดนัดเมื่อเจอดอกเบี้ยผิดนัดที่มากขนาดนี้ มันก็อยู่ในวงจรไม่สิ้นสุด ก็คือจ่ายคืนอย่างไรก็ไม่พ้นดอกเบี้ยผิดนัด ดังนั้นถ้าวันนี้ เราอยากจะแก้ปัญหา กยศ. อันดับแรกครับ คืนความเป็นธรรมให้กับนักเรียน นักศึกษา กลุ่มนี้ก่อน ซึ่งผมก็ต้องบอกว่าในร่าง พ.ร.บ. กยศ. ฉบับนี้ยังไม่ชัดเจนครับ คือมันเปิดช่องให้ คณะกรรมการได้ปรับโครงสร้างหนี้ก็ตาม แต่ผมคิดว่าถ้าเราอยากจะแก้ไขจริง ๆ อยากจะให้ ระบุให้ชัดไปเลยครับว่า ดอกเบี้ยผิดนัดก้อนนี้ที่ผ่านมาเกิดจากความไม่เป็นธรรม ตรงนี้ มันควรจะต้องถูกยกไป ๘๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังได้ โดยที่ไม่ต้องมากำหนดว่า ต้องเอาเงินก้อนเข้ามาปิด ซึ่งเงื่อนไขกรณีที่เอาเงินก้อนมาปิด จริง ๆ มันควรจะเป็นเงื่อนไข ของสถาบันการเงินเอกชน ไม่ใช่ กยศ. ที่เป็นสวัสดิการของรัฐด้วยซ้ำ อันนี้ก็ต้องเรียกร้อง ความเป็นธรรมให้กับนักเรียน นักศึกษากลุ่มนี้ด้วย เช่นเดียวกับภาระของคนค้ำประกันครับ หน้าที่ของ กยศ. ก็คือการให้สวัสดิการเพื่อให้เขาเข้าถึงการศึกษา แต่การที่มาไล่บี้กับ คนค้ำประกัน จริง ๆ แล้วมันไม่เกิดประโยชน์อันใดกับนักเรียน นักศึกษาหรือคนค้ำประกันที่ จริง ๆ เขาก็ไม่ควรจะต้องมารับภาระตรงนี้ของผู้กู้ นักเรียน นักศึกษาด้วยซ้ำ เพราะว่า บางคนก็ไม่ใช่พ่อแม่ บางคนก็เป็นแค่คุณครู อันนี้ก็เช่นเดียวกันก็ตั้งเป็นคำถามครับว่า ทำไมไม่เขียนให้ชัดลงไปใน พ.ร.บ. ไปเลยว่าภาระค้ำประกันควรจะถูกยกออกไป เพื่อให้เกิด ความเป็นธรรมกับ ๒ กลุ่มนี้🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากชวนคุยในเรื่องหลักการนิดหนึ่งครับ คือถ้าเรามองว่า ตอนนี้ จริง ๆ อย่างสัปดาห์นี้ที่ผ่านมาก็เริ่มมีข้อมูลออกมาว่า ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่ประชากร คนไทยเกิดน้อยกว่าคนเสียชีวิต พูดง่าย ๆ ก็คือเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุเต็มตัว ปีที่แล้ว คนเกิดแค่ ๕๐๐,๐๐๐ กว่า แต่ว่าคนเสียชีวิตมากกว่านั้นอีก และแน่นอนครับในเมื่อสังคม สูงอายุจะดำเนินการต่อไปทุกคนเข้าใจครับว่านั่นหมายถึงอะไร เราต้องการคุณภาพคน ที่ดีขึ้นจากจำนวนประชากรที่มันจะน้อยลง และนั่นคือการศึกษาถูกไหมครับ ดังนั้นในช่วง เปลี่ยนผ่าน ทุกคนก็คงเข้าใจตรงกันว่า เราอยากเห็นให้การศึกษาเป็นสวัสดิการ สามารถ เรียนปริญญาได้ฟรี กยศ. ก็เป็นแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น เพื่อให้สวัสดิการตรงนี้อย่างน้อย เขาก็กู้ไปเรียนได้ ดังนั้นในหลักการที่อยากจะให้ทบทวนครับ คือเลิกการพิสูจน์ความจน ในการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ กยศ. ตรงนี้ เพราะในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ยังเขียนไว้ชัดเจนว่าเฉพาะนักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลน ทุนทรัพย์ ผมเห็นที่มีเพิ่มเติมนิดหนึ่งก็คือว่า มันไม่ได้ดูแค่รายได้ แต่ให้ดูภาระค่าใช้จ่ายด้วย อันนี้ผมอยากชวนคุยใน ๒-๓ ประเด็น🔗
ประเด็นแรกก็คือว่าจริง ๆ แล้วในการที่พิสูจน์ความจนมันมีปัญหาต่อเนื่อง หลายอย่าง อย่างแรกแน่นอนมันกลายเป็นเงื่อนไขกีดกันนักเรียน นักศึกษาที่เขาควรจะ เข้าถึง กยศ. แต่เขาถูกเงื่อนไขเหล่านี้กีดกันออกไป จริง ๆ เราก็เห็นตัวอย่างนี้มากมาย ตั้งแต่ บัตรคนจน ตั้งแต่โครงการเราชนะ ว่าเงื่อนไขพิสูจน์ความจนมันควรจะเลิกได้แล้วสำหรับ การสร้างสวัสดิการของประเทศไทยนี้ เพราะมันเป็นเงื่อนไขที่กีดกันคนที่จำเป็นแต่เข้าไม่ถึง ซึ่งผมมองว่ามันคือเสียโอกาสมากกว่าที่เราจะบอกว่าจะเป็นประสิทธิภาพจากการที่เราไม่ให้ คนรวยเข้าถึง ซึ่งถ้าเราไปดูสถิติดูอย่างไรก็แล้วแต่ก็ต้องยอมรับว่าสังคมไทยความเหลื่อมล้ำ มันสูงมาก ๘๗ เปอร์เซ็นต์ของคนประเทศนี้มีเงินในบัญชีในไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท พูดง่าย ๆ ก็คือว่าต่อให้เราจะตั้งเงื่อนไขอย่างไรก็แล้วแต่สุดท้ายเราก็แค่มากันคน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นี้ออกไปไม่ให้เข้าถึงสวัสดิการที่เขาควรจะได้ แต่เราไม่นึกถึงว่าคนที่ไม่มีจริง ๆ ครอบครัว ที่ไม่มีจริง ๆ แล้วเมื่อเวลาที่เขาเข้าไม่ถึงเพียงเพราะว่าพ่อแม่เขาอาจจะเป็นเหรัญญิกของ ชมรมในหมู่บ้าน เป็นคนที่ต้องรับเงินอะไรในตรงนี้ แต่ว่าด้วยความที่เขาก็ยังไม่ได้เป็น ครอบครัวที่มีรายได้สูงจริง ๆ เขาก็ถูกกีดกันตรงนี้ออกไป ถ้าให้มาพิสูจน์ค่าใช้จ่ายครอบครัว ผมก็ต้องถามกลับไปว่า คน ๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้วต้องมาตรวจสอบภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ ต้นทุน ภาครัฐในการที่จะมาพิสูจน์ความจนของนักเรียน นักศึกษา ที่สมัครกันมาเป็นแสน ๆ ราย มันคุ้มค่ากันหรือเปล่าในการที่กีดกันคน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ว่ามีรายได้สูงเพียงพอออกไป จากระบบตรงนี้ ดังนั้นในแง่ของประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณเพื่อมาพิสูจน์ความจน มันไม่คุ้มอยู่แล้ว เช่นเดียวกันต่อมาครับ มันเกิดผลต่อเนื่องอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องของการ จะมุ่งหน้าให้ประเทศไทยเข้าไปสู่รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครับ เพราะว่าอะไร การที่เราสร้าง สวัสดิการรัฐที่ต้องมาพิสูจน์ความจน ผลลัพธ์มันคืออะไร ก็คือว่าคนที่มีศักยภาพ ในการเสียภาษี เขาก็จะรู้สึกว่ามันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการที่เข้ามาเสียภาษี ในประเทศไทยนี้ เพราะเขาไม่เคยเข้าถึง นั่นคือเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐที่มันควรจะเป็น และเช่นเดียวกันพอคนที่มีศักยภาพในการเสียภาษีตรงนี้ ไม่เห็นประโยชน์จากการเข้ามาอยู่ ในระบบภาษี ประเทศไทยก็ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ ท่านรัฐมนตรีคลังก็รู้ดีวันนี้ไม่ว่าจะเก็บ ภาษีอะไรก็เจอแรงต่อต้านจากประชาชนทุกหย่อมหญ้า เหตุผลก็เช่นอย่างนี้ละครับ เพราะท่านออกแบบสวัสดิการสงเคราะห์ออกมาไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ก็ต้องเป็นคำถามว่าคนเสีย ภาษีเขาจะได้อะไร ถ้าทำให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่แรก ทุกคนที่เสียภาษีเขาก็จะเห็นว่า การเสียภาษีไปให้กับประเทศนี้อย่างน้อยเขาได้ประโยชน์กลับมา ไม่ใช่แค่ว่าจะออก สวัสดิการอะไรมาก็ตั้งเงื่อนไขว่าคุณรวยหรือเปล่า คุณจนหรือเปล่า คุณจนคุณถึงได้ คุณรวยคุณก็อด ดังนั้นใครจะเสียภาษีครับประเทศนี้ อันนี้คือประเด็นที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด คือเลิกคิดได้แล้วครับว่าสวัสดิการของภาครัฐต้องให้เฉพาะคนจนเท่านั้นนะ จริง ๆ มันคือ สิทธิของทุกคน คนไทยทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้ที่ต้องมารองรับให้เขาเข้าถึงการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษาที่ไม่ว่าจะยากดีมีจนเขาควรจะเข้าถึง ดังนั้นในประเด็นนี้ ก็คงต้องฝาก และผมก็ขอไปแปรญัตติต่อไปในกรรมาธิการ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญคุณเพชรดาว ตามด้วยท่านวิรัตน์ วรศสิริน เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉันได้อภิปราย ร่างพระราชบัญญัติกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในครั้งนี้ ทุกท่าน ทราบดีว่าการศึกษาเป็นหัวใจในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ช่วยสร้างจิตสำนึกในความ เป็นมนุษย์ สร้างคนให้มีความรู้ สร้างคนให้มีคุณภาพ กยศ. เป็นกลไกหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ ให้โอกาสสนับสนุนค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพแก่นักเรียน นักศึกษา ที่ขาดทุนทุนทรัพย์ เป็น พ.ร.บ. ที่ประกาศตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ต่อมาปี ๒๕๖๐ แต่ในช่วงนั้นก็มีปัญหาอุปสรรค ในการชำระหนี้กองทุน กยศ. แห่งนี้ จากการศึกษาและมีการรวบรวมข้อร้องเรียนของ ประชาชนทำให้หนึ่งในนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย คือการแก้กฎหมาย กยศ. โดยหลักการคือการศึกษาไม่ใช่การค้า กยศ. ไม่ใช่องค์กรธุรกิจ แสวงหาผลกำไร การให้ทุนยืมเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องหาแหล่งทุนและที่สำคัญค่ะต้องไม่มี ดอกเบี้ย เรื่องดอกเบี้ยสำหรับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น ดอกเบี้ยเป็นสิ่งต้องห้ามค่ะ นอกจากไม่มีดอกเบี้ยแล้วต้องไม่มีค่าปรับ ปลดผู้ค้ำ ปลอดหนี้ ๕ ปี และผ่อนคืนเงินต้น ๑๐ ปี นี่คือนโยบายตอนหาเสียงในปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๒ สภาแห่งนี้ดิฉันก็ได้ยื่นญัตติและได้มีการอภิปรายเพื่อให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาปัญหาการคิดดอกเบี้ยกับลูกหนี้กองทุนเงินกู้ยืม เพื่อการศึกษา และตอนนั้นรัฐสภาแห่งนี้ก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางในการบริหารจัดการชำระหนี้ กยศ. และได้เสร็จสิ้นการพิจารณาเมื่อกันยายน ๒๕๖๓ และได้รายงานในสภาแห่งนี้ค่ะ ดิฉันดีใจที่เห็นหลายเรื่องที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสภาแห่งนี้ได้อภิปรายเรื่อง กยศ. แล้วก็ได้มีการนำไปปฏิบัติ ในครั้งนั้นดิฉันได้ยกตัวอย่าง ประเทศมาเลเซียว่ามีการเปิดการเรียนการสอนด้านการจัดการบริหารหนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ การกู้ยืมเงินของนักศึกษา นักเรียนของประเทศมาเลเซียกับกระทรวงที่เขาตั้ง ที่เกี่ยวข้องกับ การกู้ยืมเงิน ดิฉันเห็นข่าวเมื่อต้นเดือนธันวาคม วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ กองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษาร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดอบรมออนไลน์ (Online) หลักสูตรคัมภีร์พี่เลี้ยงการเงินแก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานสถานศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษาทั่วไป ซึ่งดิฉันต้องขอขอบคุณ ถือว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้น ในระหว่างที่รอการแก้กฎหมายค่ะ และเมื่อ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ก็มีราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการ กยศ. โดยมีสาระสำคัญเป็นการปล่อยให้กู้ยืมเงินเดิม ที่ต้องมีผู้ค้ำประกัน แต่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขออกระเบียบใหม่ให้ไม่มีผู้ค้ำประกัน ซึ่งมีผล บังคับใช้ตั้งแต่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ซึ่งตรงตามนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่หาเสียงไว้ ท่านประธานที่เคารพคะ แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องมีการปรับเพิ่มเติม และเมื่อ ๑๓ เดือน ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยก็ได้เสนอแก้กฎหมาย กยศ. ซึ่งเป็นหนึ่งในร่างที่เข้าสู่สภาในวันนี้ค่ะ ปัญหาอุปสรรคในการชำระหนี้ กยศ. ไม่ว่าจะเกิดจากการบริหารกองทุนเองที่ให้อำนาจ แก่สถาบันการศึกษามากเกินไป โดยเฉพาะการคัดเลือกผู้กู้ที่ไม่รัดกุม มีลักษณะการให้กู้ เชิงพาณิชย์ เน้นปริมาณรายหัวหรือปัญหาที่เกิดจากการกู้ยืม ไม่ว่าจะเป็นภาระของ ครอบครัว ความเข้าใจ ขั้นตอนการดำเนินงานขาดการประชาสัมพันธ์และมีการศึกษาจาก หลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคิดว่าตัวแทนจาก กยศ. เองได้มีการศึกษาไปบ้างแล้ว🔗
สรุปค่ะ ดิฉันขออนุญาตฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะตั้งขึ้นนะคะว่าประเด็นที่จะให้พิจารณาเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในร่างพระราชบัญญัติ กยศ. ที่นำโดยท่านหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ว่าจะเป็นการกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการทำงานให้รัฐแทนการชำระเงินกู้ยืม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปลอดดอกเบี้ยที่พูดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรณีผู้กู้ยืมเงินสำเร็จการศึกษาใน ระดับอุดมศึกษา และได้รับผลการศึกษาที่ดีให้แปลงเงินกู้ยืมเป็นเงินทุนเพื่อการศึกษาแทน และเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณาแล้วเสร็จ เพื่อแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนของนักเรียน นักศึกษา ของครอบครัว และของประชาชนและเพิ่ม ประสิทธิภาพการดำเนินงานของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิรัตน์ ตามด้วยท่านซูการ์โน🔗
กราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานครับ ตามหลักการ และเหตุผลความจำเป็นในการแก้ไขเพิ่มเติมของพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษาที่ท่านรัฐมนตรีท่านได้กรุณาแถลงไว้ว่า การให้กู้ยืมเงิน กยศ. นี้ก็เพื่อช่วยลด ความเหลื่อมล้ำในการศึกษา ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีด้วยความเคารพว่า แม้อาจจะช่วยลด ความเหลื่อมล้ำในการศึกษาได้ แต่การยืมเงินเพื่อเรียนหนังสือต้องแลกกับความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจ คือเป็นหนี้ เรียนน้อยหนี้น้อย เรียนมากหนี้ก็ยิ่งมาก เป็นหนี้แต่วัยเรียน ต้องพากเพียรเป็นเด็กไทย อย่างนั้นหรือครับท่านประธาน เกิดเป็นไทยแล้วเรียนต้องกู้ เช่นนั้นแล้วครับท่านประธาน ท่านประธานครับ อยากเรียนต้องเป็นหนี้ ถ้าไม่มีให้ไปกู้ กยศ. ท่านประธานผมขออนุญาตฝากท่านรัฐมนตรีว่า ช่วยถามท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่าการเป็นหนี้ ตั้งแต่วัยเรียน ตั้งแต่เด็ก อยู่ในแผนปฏิรูปประเทศ ๒๐ ปีของท่านด้วยหรือไม่ เมื่อสิ้นสุดแผน ๒๐ ปี จะมีเด็กไทยเป็นหนี้ติดตัวจำนวนกี่คน และเป็นจำนวนคนละเท่าไร ท่านประธานครับ ปัญหาหนี้ กยศ. เกี่ยวข้องกับประชาชน ๖.๔ ล้านราย เป็นผู้กู้ ๓.๖ ล้านราย และผู้ค้ำอีก ๒.๘ ล้านราย เรื่องค้ำประกันในมาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ ท่านก็ได้ตัดผู้ค้ำออก ก็ถูกต้องแล้ว แต่พออ่านไป ในกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควรคณะกรรมการจะกำหนดให้ผู้กู้ยืมเงิน ซึ่งมีลักษณะตามที่กำหนดต้องมีผู้ค้ำประกันการชำระคืนเงินกองทุนด้วยก็ได้ ท่านประธาน ท่านรัฐมนตรียังมีติ่งก็ได้ ท่านมีติ่งก็ได้ ให้อำนาจกรรมการไปออกระเบียบอีก ผมก็ไม่รู้ว่า เพื่อจุดประสงค์อะไร ผมใคร่กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ไม่มีความจำเป็นต้อง มีผู้ค้ำประกันอีกแล้ว เพราะท่านกำหนดเป็นกฎหมายให้นายจ้างหักเงินเดือนผู้กู้นำส่ง กรมสรรพากรและส่งคืนกองทุน กำหนดในมาตรา ๕๑ คนกู้เงินซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อหุ้น ซื้อคริปโต (Crypto) เรายังไม่ได้ออกกฎหมายบังคับนายจ้างให้หักเงินเลย ท่านประธานครับ นี่กู้เรียนแท้ ๆ ดอกเบี้ยก็คิด ค่าปรับก็มี ไม่ได้ให้ยืมฟรี ๆ นะครับท่านรัฐมนตรี ยังถูกบังคับ ให้หักเงินคืน เพราะฉะนั้นในเมื่อนายจ้างต้องหักเงินคืนแล้วก็ถือเป็นการค้ำประกันแล้ว จึงไม่ควรจะต้องมีการค้ำประกันอีกต่อไปไม่ว่ากรณีใด ๆ อันนี้ฝากท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านประธานครับ สาระสำคัญส่วนใหญ่ในพระราชบัญญัตินี้ก็คือการแก้หนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ เป้าหมายก็เพื่อทวงหนี้ แก้หนี้คืนกองทุนให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ลูกหนี้ กยศ. ๖ ล้านคนตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านอ้างหรอกครับ ไม่ใช่ ที่ทำนี้ก็ทำเพื่อฐานะของ กองทุนตามที่เขียนไว้ในเหตุผลที่ออก พ.ร.บ. นี้ว่า เป็นการสร้างวินัยในการชำระเงินคืน กองทุนและเพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่กองทุน เขียนไว้ชัดเจนมีอยู่แล้วนะครับ ท่านประธาน ลูกหนี้ กยศ. ไม่มีวินัยจริงหรือ หรือว่ามีแต่วิรัตน์ไม่มีวินัย หมายความว่ามีเงินไม่จ่าย อย่างนั้นหรือ ท่านประธานครับ ในวิกฤติต้มยำกุ้งเรามีหนี้เสีย ๔๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ กยศ. มีหนี้เสียสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ในระบบการเงิน คือ ๖๒ เปอร์เซ็นต์ มีผู้กู้ยืม ๓.๖ ล้านราย ๓.๖ ล้านรายนี้มีผู้ผิดนัดชำระเท่าไรท่านประธานทราบไหมครับ ๒.๓ ล้านราย เยอะมาก และเป็นลูกหนี้ที่มีคดีแดง คือพิพากษาแล้วหรือว่าอยู่ระหว่างพิพากษา ในระหว่างบังคับคดี ๑.๒ ล้านราย ท่านประธานครับ พระราชบัญญัตินี้ได้แก้ไขตรงนี้ให้สามารถขอผ่อนผันได้ เห็นด้วยครับ ดี พิพากษาแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะมีจ่ายทุกราย รายที่ไม่มีจ่ายจะไปบังคับล้มละลาย เขาจะไปเกิดประโยชน์อะไร ถูกแล้วแก้กฎหมายให้เขาค่อย ๆ ผ่อนจ่ายถูกต้องแล้วครับ ขอเพียงแต่ว่าอย่ารีดเลือดกับปูนะครับท่านรัฐมนตรี สุดท้ายรีดจนแห้งแล้วยังไปบังคับ ล้มละลายเขาอีก อย่าทำนะครับ ท่านประธานครับ เด็กกู้เงินเรียน เรียนจบต้องหางานทำ ท่านประธาน ผมคิดว่าพวกเราต้องยอมรับว่าเด็กที่กู้เงินเรียน กยศ. ส่วนใหญ่ไม่ได้มีการงาน ที่มั่นคงอะไรหรอกครับ ส่วนใหญ่ก็เข้า ๆ ออก ๆ เอาแน่เอานอนอะไรก็ไม่ค่อยได้ หากสะดุด จากงาน ไม่มีรายได้ หยุดจ่าย หลังได้รับงานใหม่ ได้ทำงานใหม่บางทีก็อยากจะจ่ายก็จ่าย ไม่ไหว ก็อย่างที่ท่านสมาชิกบอกมีหนี้อะไรต่าง ๆ ค่าปรับ ค่าทวงหนี้ ค่าธรรมเนียม จิปาถะ ก้อนใหญ่เติมเข้ามาอีก นี่ก็เป็นปัญหาที่กรรมาธิการควรไปศึกษา แม้จะปรับเปลี่ยนวิธีการ ตัดหนี้ใหม่แล้วก็ตาม ตาม พ.ร.บ. นี้ แต่ผมคิดว่ายังไม่เกิดความเป็นธรรม เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผมใคร่อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังผู้เกี่ยวข้องช่วยกันคิดว่า การมีกองทุน กู้ยืมเงินเพื่อนำไปเรียนหนังสือ ตรรกะนี้ เหตุผลนี้ยังถูกต้องอยู่หรือไม่ รัฐเป็นส่วนหนึ่งที่สร้าง หนี้สินให้เยาวชนตั้งแต่อายุยังน้อยหรือไม่ การให้เด็กเรียนหนังสือโดยการกู้ยืมเงินเป็นการปัด ภาระของรัฐหรือไม่ แต่แน่ ๆ เป็นการลดภาระของรัฐอย่างแน่นอนนะครับ ท่านประธานครับ ทำไมเราต้องให้เด็กกู้ เพื่อเรียน ประเทศนี้เรียนหนังสือต้องกู้เงินเรียนอย่างนั้นหรือครับ นี่เราเป็นประเทศที่รัฐบาล ฟ้องร้องดำเนินคดีกับเด็กเยาวชนที่เรายัดเยียดให้เขาเรียนหนังสือด้วยวิธีการกู้เงิน ท่านประธานครับ สมัยก่อนคนจบมัธยมต้น มัธยมปลาย จบพาณิชย์ อาชีวะ ก็สามารถ หางานทำได้ ธุรกิจห้างร้าน บริษัททั่ว ๆ ไปต้องการเสมียน คนทำบิล คนทำบัญชี พนักงาน ทั่วไปก็รับสมัครคนจบเหล่านี้ได้ แต่ปัจจุบันประเทศเรากลายเป็นประเทศปริญญานิยม มหาเศรษฐีจบ ป.๔ รวยมหาศาล ยังอยากจะเป็นดอกเตอร์ก็ไม่ทราบเป็นไปทำไม นักการเมืองค่อนสภาก็เป็นดอกเตอร์ ท่านประธานครับ หลายรัฐบาลมาพยายามจะยกระดับ การศึกษาให้ประชาชนจบปริญญาตรีให้มากที่สุด ท่านประธานครับ ตรรกะนี้ยังถูกต้อง หรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ผมดูแล้วไม่ต่างจากกองทัพมีนายพล ๑,๕๐๐ กว่านาย มากจนเกร่อ เยอะจนไร้ค่า ผมเห็นเซล (Sale) ขายรถท่านประธาน ยังกำหนดรับคุณสมบัติที่ปริญญาตรี คนจบมัธยมปลายไม่มีความรู้พอจะขายรถได้หรือครับท่านประธาน กลายเป็นอย่างนั้นไป กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมใคร่ขอเสนอให้เปลี่ยน กยศ. กองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา เปลี่ยนเป็น กยศ. กองทุนเงินให้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นกองทุนสนับสนุน การให้ยืม ให้ยืมไปเรียนเรียนจบมีงานทำค่อย ๆ จ่ายจะตัดบัญชีตามมาตรา ๕๑ ของท่าน นายกรัฐมนตรี จะตัดอย่างไรบังคับอย่างไรก็ว่าไป ถ้าเรียนจบแล้วไม่มีงานทำก็ยังไม่ต้องจ่าย หากรัฐต้องการให้จ่าย บังคับจ่ายรัฐก็หางานให้ทำและตัดเงินเดือนไป ท่านประธานครับ การที่เศรษฐกิจตกต่ำประชาชนไม่มีงานทำเป็นความผิดของประชาชนหรืออย่างไร ผมว่า ไม่ใช่นะครับ เพราะฉะนั้นเงินยืมเพื่อการศึกษาต้องไม่มีดอกเบี้ย ต้องไม่มีการดำเนินคดีไม่ว่า กรณีใด ๆ ทั้งสิ้น การสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เป็นหน้าที่ของรัฐอยู่แล้วไม่ใช่ หรือครับท่านรัฐมนตรีครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านซูการ์โน ตามด้วยท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ผมขออนุญาตอภิปราย สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของพรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงแล้วการอภิปรายเรื่องสำคัญ ที่เป็นผลกระทบของพี่น้องประชาชนเกือบ ๒๐ ล้านคนทั่วประเทศที่ได้รับความเดือดร้อน จากเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้น ควรจะจบจากการอภิปรายของสภาแห่งนี้ในสัปดาห์ ที่แล้ว แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีการนับองค์ประชุมโดยพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็ไม่เป็นไรผมก็อยากพูด ให้ฟังว่าปัญหาจริง ๆ แล้วมันควรจะเร่งแก้ปัญหา เพราะปัญหาเรื่องของหนี้กองทุน กยศ. นั้น เป็นปัญหาที่พวกเราพรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชาติเองก็ได้รับ การร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้และพี่น้องประชาชนคนไทย ทั่วประเทศว่า ปัญหาลูกหลานที่เป็นหนี้ กยศ. นั้นเป็นปัญหาที่พวกเขามีความยากลำบาก อย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการคิดดอกเบี้ย การค้ากำไรของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้น เป็นตรรกะที่คิดในการจัดการบริการทางการศึกษาที่ผิดไป อันนี้ก็อยากเรียนผ่าน ท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรี ถึงคณะกรรมการบริหารกองทุน กยศ. ด้วยว่า เท่าที่เรา ทราบดีว่าปัญหาของประเทศนั้นเราเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นเหลื่อมล้ำทางด้านความเป็นอยู่ ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา เป็นปัญหาที่ถาโถม สะสมของรัฐบาลที่มันท้าทายการบริหารงานของผู้บริหารระดับผู้บริหาร ของประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทยนั้น หลายท่านที่เป็นสมาชิกสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่าทำไมจะต้องมีเงินกองทุนเพื่อกู้ยืม ทางการศึกษา ผมก็อยากบอกว่าฐานะความเป็นประชาชนของคนไทยทั้งประเทศนั้น ไม่มีฐานะที่เท่าเทียมกัน ความเหลื่อมล้ำทางฐานะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเข้าถึง เงินกองทุนกู้ยืมมีความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราจะเห็นได้จากรัฐบาลหลายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านชวน หลีกภัย และท่าน พันตำรวจเอก ทักษิณ ชินวัตร ท่านก็ให้มีเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่เป็น ลูกหลานชาวนาที่อยู่บ้านนอก ที่อยู่ตามชายขอบของประเทศ ที่มีฐานะทางการเงินทาง ครอบครัวไม่ดีได้เข้าถึงการศึกษาเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ เหตุผลที่ผมจะอภิปรายต่อไปถึงความเหลื่อมล้ำ ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ มากยิ่งขึ้นก็คือ ในเรื่องของการศึกษานั้นเราพัฒนาการศึกษาที่ผิดรูปแบบ ผิดเป้าประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณหลาย ๆ อย่างของรัฐบาล โดยเฉพาะการจัดสรรเงิน งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละปีนั้น จัดให้ด้านการศึกษานั้น เป็นการจัดให้เพียงน้อยนิด แต่เราไปให้ความสำคัญในเรื่องของความมั่นคงมากขึ้น อันนี้ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดโดยตรรกะของรัฐธรรมนูญด้วย เพราะว่าในรัฐธรรมนูญนั้นได้กำหนด ชัดเจนว่า หน้าที่หลักของรัฐบาลในหมวดหน้าที่ของรัฐบาล มาตรา ๕๔ ค่อนข้างจะกำหนด ชัดเจนในรัฐธรรมนูญด้วยว่ามีหน้าที่สำคัญที่จะต้องจัดการศึกษา ในข้อที่ ๕ มาตรา ๕๔ รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาในเวลา ๑๒ ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบ การศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าศึกษา อันนี้คือการเข้าถึงการศึกษา ตามคำสั่งของ คสช. เมื่อ ๒๘/๒๕๕๙ มีกำหนด ๑๕ ปี ซึ่งเดิมจะเป็น ๑๒ ปี แต่ว่าในการ แก้ปัญหาดังกล่าวทำให้มีการแก้ไขเรื่องของระเบียบของกองทุน เท่าที่ผมทราบมาก็อยาก อภิปรายเพิ่มเติมว่า จากการบริหารหนี้ที่คิดแต่ผลกำไร มีการคิดดอกเบี้ย มีการคิดเงิน ค่าปรับ ท่านประธานครับ ถ้าเรามาดูยอดรายได้สุทธิที่เริ่มต้นของกองทุนกู้ยืม กยศ. นั้น จะเห็นว่ามียอดที่เป็นกองทุนอยู่ไม่กี่พันล้าน เริ่มต้นอยู่ ๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ รายได้จากการที่เป็นดอกเบี้ย ที่เงินกองทุนให้กู้ยืมและรายได้ที่เป็นเงินค่าปรับ เป็นเงินทั้งสิ้น ๓๘,๗๔๔ ล้านบาท เฉลี่ยแล้วในรอบตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๓ กองทุนได้มีกองทุนเฉลี่ย ในเงินเหล่านี้ประมาณ ๕,๕๓๕ ล้านบาท ซึ่งเงินตรงนี้มันก็ผิดตรรกะที่ว่ากองทุนเพื่อกู้ยืม ทำให้เป็นภาระหนี้ ทำให้พี่น้องประชาชน เด็กที่กู้ยืม ๖.๑ ล้านคน เป็นหนี้กองทุนกู้ยืม แล้วในบรรดาเหล่านี้ยังมีพ่อแม่ ผู้ค้ำประกันรวมแล้วก็มีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกองทุน กยศ. นี้ประมาณ ๒๐ ล้านคน อย่างที่ผมกล่าวทั้งหมด ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากฝากนิดหนึ่ง ก็คือเรื่องของการบริหารจัดการการดำเนินคดี และการใช้จ่ายในการดำเนินคดี ตลอดที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้นมีทั้งหมด ๘,๗๘๘ ล้านบาท เฉลี่ยแล้วปีหนึ่งกองทุนใช้เงิน ๑,๒๕๕ ล้านบาท เป็นค่าจ้างทนายไปทวงหนี้ อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากทางคณะกรรมาธิการที่จะได้รับ การแต่งตั้งขึ้นมา ฝากไปยังกองทุน ฝากถึงท่านรัฐมนตรีว่า เราเสียเงินงบประมาณปีหนึ่ง ประมาณ ๑,๒๕๕ ล้านบาท ไปจ้างทนายเพื่อไปทวงหนี้กับคนที่เป็นลูกหลานของคนไทย ทุกคนที่เป็นอนาคตของประเทศ ทำไมเราไม่เอาเงิน ๑,๒๕๕ ล้านบาทนี้ใช้หนี้กองทุนเสีย โดยไม่ต้องใช้จ้างทนายและไม่มีคดีความด้วย อันนี้อยากฝากให้ท่านรัฐมนตรีนำไปคิดว่า สิ่งเหล่านี้ การบริหารเงินกองทุนนั้นควรจะบริหารด้วยตรรกะที่ว่าไม่ใช่การบริหารเพื่อหวัง ผลกำไร ฉะนั้นกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้นควรจะสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านสุรวาทครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ได้มีโอกาส ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ท่านประธานครับ ก่อนอื่น อยากจะเรียนว่าผมเห็นด้วยในหลักการ แล้วก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้า เป็นการ เปิดโอกาสให้กับลูกหลานของเรา รวมทั้งคนไทยทั้งประเทศที่จะได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษา โดยการกู้ยืมหรือการได้รับทุนให้เปล่า แล้วก็กว้างขวางครอบคลุมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัตินี้มีความสมบูรณ์ตอบโจทย์ได้ครอบคลุมมากขึ้น ผมมีข้อสังเกต ที่จะให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นพิจารณาในขั้นของ กรรมาธิการ🔗
ท่านประธานครับ มีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า วันนี้เรามีการศึกษาที่เป็น การศึกษานอกระบบด้วย เป็นการจัดการศึกษาในสถานศึกษาเอกชนที่เป็นนอกระบบ เพราะฉะนั้นจากที่เราพิจารณาคำนิยามใหม่ที่กำหนดขึ้น แก้ขึ้นนั้นยังไม่ครอบคลุมการศึกษา เหล่านี้ การศึกษานอกระบบเอกชนจะเห็นว่ามีแต่การศึกษาในระบบของรัฐและของเอกชน ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกตว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ซึ่งพวกเราเข้าใจว่าสมาชิกทุกท่าน จะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในหลักการ ที่มันเปิดโอกาสให้คนไทยได้มีโอกาสกู้ยืม มีโอกาส ได้รับทุนให้เปล่า ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แต่ผมมีข้อสังเกตว่า การให้ทุน หรือให้ยืมนี้เรามีลักษณะในร่างพระราชบัญญัติตามมาตรา ๕ แล้วก็ให้ใช้ความมาตรา ๖/๑ แทน ผู้ที่จะกู้หรือได้รับทุนให้เปล่านี้จะต้องเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา ซึ่งมีลักษณะ ขาดแคลนทุนทรัพย์ (๑) อันที่ ๒ ก็คือศึกษาในวิชาที่มีความต้องการและมีความจำเป็น ต่อการพัฒนาประเทศ อันที่ ๓ คือศึกษาในสาขาวิชาที่ขาดแคลนหรือสาขาที่กองทุน มุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ และประการที่ ๔ คือจะต้องเรียนดีเพื่อสร้างความเป็นเลิศ ท่านประธานครับ ความพยายามของร่างพระราชบัญญัตินี้คือทำให้คนได้เข้าถึง ไม่มีโควตา ไม่ต้องแย่งกันยากจน ทุกคนได้สิทธิที่จะกู้ยืมได้ หรือได้สิทธิที่จะได้ทุนให้เปล่าทุกคน แล้วก็ ร่างพระราชบัญญัตินี้พยายามที่จะผ่อนคลายให้มีการใช้หนี้ ใช้หนี้ได้ง่าย สบาย ๆ คำว่า สบาย ไม่ได้หมายความว่าผู้กู้มีศักยภาพที่จะชำระหนี้ แต่ว่ามีการผ่อนคลาย ผ่อนผัน เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามก็ยังมีปัญหาเรื่องการเป็นหนี้อยู่ดี ท่านประธานครับ ผมมีข้อคิดเห็นว่า วันนี้เรายังมีคนที่จะเข้าถึงทุนนี้ เป็นคนที่มีฐานะยากจน กินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น แล้วการที่ จะเรียนเป็นเลิศนั้นยากอยู่แล้ว เป็นไปได้น้อยมากคนยากจนแล้วเรียนดีมีน้อยมาก ทีนี้เราก็มากำหนดว่าคนที่จะมีโอกาสที่ได้เข้าศึกษา เข้าเรียน ได้ทุนได้เปล่าอะไรทั้งหลาย และที่สำคัญคือเมื่อสำเร็จมาแล้วมีงานทำ มีศักยภาพพอที่จะใช้หนี้ได้มันจะต้องศึกษา ในสาขาวิชาที่มีความต้องการและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ แล้วก็ต้องศึกษาในสาขาที่ขาดแคลน หรือสาขาที่กองทุนส่งเสริม ท่านประธานครับ ๒-๓ ข้อ ดังกล่าวนี้ โอกาสที่คนไทยจำนวนหนึ่งที่มีฐานะยากจน กินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น ไม่มีทางที่จะ ช่วงชิงเข้าไปในสาขาเหล่านี้ได้ ที่สุดพวกเขาก็จะถูกผลักไปเรียนในสาขาที่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ เมื่อสำเร็จแล้วยากที่จะหางานทำได้ ยากที่จะมีศักยภาพในการมาชดใช้หนี้ ผมจึงมีข้อเสนอ ให้คณะกรรมาธิการต้องไปพิจารณาว่าคณะกรรมการกองทุนน่าจะมีอำนาจหน้าที่ตาม มาตรา ๑๙ ที่กำหนดแก้ไขไว้ในมาตรา ๗ ของร่างพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการอาจจะ ต้องเพิ่มอำนาจในการจัดทำข้อมูลสารสนเทศความต้องการของผู้เรียนในปัจจุบัน รวมทั้ง มีสถาบันใดบ้าง สาขาใดบ้าง และขณะนี้เรียนอยู่เท่าไร พอมีความต้องการทุกคนก็ไปเรียน แล้วแย่งชิงกันมาก ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยเปิดไปตามความพร้อมของตัวเอง ไม่ได้เปิดตาม ความต้องการ มหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้บ้านไม่สามารถที่จะเปิดสาขาเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้น ผมจึงขอเพิ่มอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการว่า ควรมีการส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาเพิ่ม ศักยภาพในการเปิดสอนสาขาที่มีความต้องการจำเป็นให้ทั่วถึงและใกล้บ้าน ลูกหลานของเรา ที่เป็นคนยากคนจน แล้วก็ที่สำคัญคือเกณฑ์ที่กำหนดว่าจะให้กู้ยืมหรือให้เปล่านั้น คือเรียนดี แล้วก็เพื่อสร้างความเป็นเลิศอะไรนั้น อันนี้ก็อยากจะให้คำนึงให้เห็นว่ามีความยากจนอยู่แล้ว เรียนก็ไม่เก่ง แต่จะทำอย่างไรให้ได้เข้ามหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐาน แล้วก็เป็นสาขาที่มีความ ต้องการ จำเป็นและกองทุนต้องการให้เพิ่ม ไม่ใช่ว่ายัดเยียดให้เขาเรียนในมหาวิทยาลัยที่ไม่มี มาตรฐาน เพราะเขาสอบไม่เก่ง ไม่มีความเป็นเลิศ และเรียนในสาขาที่ไม่มีความต้องการ แล้วก็ตกงาน ที่สุดก็ใช้หนี้ไม่ได้ แล้วเราก็มาผ่อนผันกันครับ ขอฝากท่านประธานไปยัง กรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านดะนัย มะหิพันธ์ ตามด้วยท่านบัญญัติ เจตนจันทร์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย อำนาจเจริญ ท่านประธานครับ เห็นด้วย ทุกท่านที่ท่านได้อภิปรายในเรื่องของกองทุน กยศ. ขอใช้คำย่อ เพราะถือว่าวันนี้ประชาชน ทุกคนมีโอกาสที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษา ไม่ว่าจะยากจนหรือว่ามั่งมี แต่ถ้าทุกคนต้องการ ที่จะใช้ทุนตรงนี้ผมว่าน่าจะใช้ได้ทุกคน ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมอยากจะอภิปราย ซึ่งเมื่อสักครู่มีท่านผู้ทรงเกียรติได้พูดไปบ้างนิดหน่อย แต่ว่าผมก็อยากจะเพิ่มเติม ก็คือมาตรา ๓ ครับ ในมาตรา ๓ ท่านประธานครับ มันมีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่เขาขาดโอกาส เนื่องจากเราไปนิยามศัพท์เอาไว้เป็นการจำกัดในเรื่องของตัวบุคคล ในเรื่องของสถานศึกษา นั่นก็คือเรื่องของสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าสถานศึกษา เอกชนนอกระบบในขณะนี้ประเทศไทยเรามีมากถึง ๗,๗๘๙ แห่ง ใน ๗,๗๘๙ แห่ง เป็นสถานศึกษา เป็นแหล่งศึกษาที่ผลิตบุคลากร ผลิตบุคคลเข้าสู่ตลาดแรงงาน เข้าสู่งาน อาชีพได้เยอะที่สุดครับ ผมยกตัวอย่าง ประเภทเสริมทักษะอาชีพ สถานศึกษาสอนเสริมสวย มีอยู่ตั้ง ๓๓๑ แห่ง ภาษาสำหรับอาชีพมีอยู่ตั้ง ๔๔๕ แห่ง คอมพิวเตอร์กราฟิก (Computer graphic) มีอยู่ ๑๔๔ แห่ง การตัดต่อภาพยนตร์ ๓ แห่ง อันนี้คือประเภทอาชีพ ผมยกตัวอย่างเพียงบางส่วน ประเภทส่งเสริมทักษะวิชาการ ประเภทเสริมสร้างทักษะชีวิต เช่น สอนดนตรีมีอยู่ ๓๙๕ แห่ง ศิลปะ ๑๙๕ แห่ง ทักษะกีฬา ๕๒ แห่ง อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ผมยกมาให้ท่านประธานดู บุคคลกลุ่มนี้เขาไม่มี สิทธิเขาถึงกองทุนตัวนี้ ด้วยเหตุผลเพราะเราไปนิยามเอาไว้ว่า นักเรียน หมายความว่า ผู้ซึ่งศึกษาอยู่ในสถานศึกษา หรือผู้ซึ่งได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาในสถานศึกษาแล้ว และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งมีหลักฐานว่าจะเข้าศึกษาในหลักสูตรอาชีพ เพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ในสถานศึกษาด้วย อันนี้กว้างครับ สามารถครอบคลุมไปถึงบุคคล เหล่านั้นได้ แต่พอไปถึงเรื่องสถานศึกษาครับท่านประธาน สถานศึกษานั้นพอไปพูดถึงเอกชน ท่านก็บอกว่าเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษาเอกชน และให้ หมายรวมถึงบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งได้จัดให้การศึกษาในหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับ ทักษะ สมรรถนะ เพื่อการเรียนรู้ตามที่คณะกรรมการกำหนดด้วย ดังนั้นท่านประธาน ที่เคารพ สถานศึกษาเอกชนที่อยู่นอกระบบ ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง ที่ผมพูดถึงนี่แล้วก็มีนักเรียน นักศึกษาที่เขาเข้าไปศึกษาอยู่นี่เขาจึงเข้าไม่ถึงกองทุนตัวนี้ ด้วยเหตุผลของนิยามศัพท์ ดังนั้นผมจึงอยากจะฝากไปถึงกรรมาธิการที่ท่านจะไปร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่า ท่านน่าจะมิต้องนิยามคำว่า เอกชนที่อยู่นอกระบบลงไปด้วย สำหรับสถาบันการศึกษาเหล่านี้ รัฐก็น่าจะต้องไปให้ใบรับรอง ใบอนุญาตให้เขาจัดตั้งเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ท่านประธาน เชื่อไหมครับว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้เขาศึกษาหลักสูตรระยะสั้น ไม่จำเป็นต้องไปศึกษา ๔ ปี ๕ ปี บางที ๑ เดือน เขาสามารถออกใบประกอบวิชาชีพได้ แล้วก็มีความสามารถที่จะชำระหนี้ กองทุนได้ดีด้วย เพราะเป็นวิชาชีพที่สามารถทำงานเลี้ยงชีพตัวเองได้ด้วย ที่เขาเข้าไม่ถึง ไม่มี โอกาสได้ไปศึกษาเล่าเรียน ก็เนื่องจากว่าขาดโอกาสเรื่องงบประมาณในการไปศึกษานั่นเอง ดังนั้นผมจึงเห็นว่ากองทุนนี้ถ้าจะให้ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนแล้วมันจะต้องทั่วถึง เท่าเทียม และทุกคนได้โอกาส ฝากท่านประธานผ่านไปถึงท่านกรรมาธิการว่า จะทำอย่างไร ท่านจะให้ทุกคน โดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาสได้เข้าศึกษาในโรงเรียนเอกชนที่อาจจะมีค่าสอน ในแต่ละหลักสูตรแพง แต่เขาก็อยากจะไปศึกษา เขามีความรู้ความสามารถที่จะไปได้ แต่ว่า ขาดเรื่องงบประมาณ เพราะฉะนั้นบุคคลกลุ่มนี้จะต้องได้โอกาสจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็ฝากท่านประธานผ่านไปถึงกรรมาธิการทุกท่านด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณหมอบัญญัติครับ ตามด้วยท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. กองทุน เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของพรรคประชาธิปัตย์ และร่างฉบับ ครม. และร่างของพรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเป็นผู้ร่วมเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนำโดยท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านประธาน ที่เคารพครับ ขอเท้าความความเป็นมาของกองทุน กยศ. กองทุน กยศ. หรือกองทุนให้กู้ยืม เพื่อการศึกษานั้น ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๘ สมัยนั้นท่านชวน หลีกภัย ประธาน สภาผู้แทนราษฎรของเรา ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านอนุมัติงบประมาณขณะนั้น ๔,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อตั้งกองทุน กยศ. โดยใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาเพียง ๓ ปีเท่านั้น กองทุนนี้ก็มี พ.ร.บ. เป็นของ ตนเอง จนกระทั่งปี ๒๕๖๐ ก็มีการปรับปรุงกฎหมายในสมัย คสช. ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องขอขอบคุณ ครม. ที่กรุณาได้นำผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาการผิดนัดชำระหนี้กองทุน กยศ. ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร สมัยปัจจุบันนี้ได้ตั้งขึ้น ซึ่งท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญชุดนั้น แล้วก็ได้ผ่านการรายงานในสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบส่งเรื่องให้ ครม. นำไปพิจารณาเสนอแก้ไขกฎหมาย ซึ่ง ครม. ด้วยความกรุณาของท่านนายกรัฐมนตรี ก็เสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้ามาสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระรับหลักการในวันนี้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยเช่นเดียวกัน จุดเด่นร่าง พ.ร.บ. ฉบับของ พรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมขออนุญาตนำเสนอเพื่อให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ พิจารณาเห็นข้อเด่นของร่างนี้เมื่อเทียบกับร่างฉบับเดิม ในหลายประเด็นด้วยกัน🔗
ในประเด็นที่ ๑ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับแก้ไขปรับปรุงนี้ นักเรียน นักศึกษาหลักสูตร ระยะสั้น ซึ่งแต่ก่อนไม่สามารถกู้กองทุน กยศ. ได้ ปัจจุบันถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. ขึ้นมา สามารถที่จะกู้กองทุน กยศ. ได้ เพื่อไปเรียนหลักสูตรระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นการฝึกทักษะ ที่สูงขึ้น ที่เราเรียกว่า อัปสกิล (Upskill) หรือไปฝึกทักษะที่ได้เลอะเลือนหรือลืมไป เรียกว่า รีสกิล (Reskill) หรือการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ เครื่องไม้เครื่องมือใหม่ เพราะฉะนั้น อัปสกิล (Upskill) และรีสกิล (Reskill) เอดดูเคชัน (Education) การศึกษา เลิร์นนิง (Learning) หรือเอดดูเคชัน (Education) นี้ ก็สามารถที่จะใช้กู้ยืมเงินจากกองทุน กยศ. ได้เช่นเดียวกัน เพิ่มโอกาส เพิ่มผู้ที่มีโอกาสเข้าถึงกองทุนนี้มากขึ้น🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการให้อำนาจคณะกรรมการกองทุนพิจารณา ต่อยอดนักศึกษาที่เรียนดี ประพฤติดี เปลี่ยนหนี้ให้เป็นทุนได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่คณะกรรมการกำหนด คำว่า เปลี่ยนหนี้เป็นทุน ก็หมายถึงว่าแทนที่จะเป็นหนี้ อาจจะยัง ไม่มีกำลังในการใช้หนี้ แต่ว่านักเรียน นักศึกษาที่ติดหนี้ กยศ. ที่ผ่านมาก็ไม่ใช่จะเป็นคนที่ ประพฤติไม่ดี เบี้ยวหนี้ บางคนเขาไม่มีกำลัง เพราะว่าเรียนดี ประพฤติดี แต่ว่าตลาดแรงงาน ยังไม่สามารถหางานได้ ก็กู้ต่อ ไปเรียนต่อ ซึ่ง กยศ. นี้ให้กู้เรียนได้ถึงปริญญาตรี เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ก็เปลี่ยนหนี้ให้เป็นทุนได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ กยศ. จะไป กำหนด🔗
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งเป็นจุดเด่นของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็คืออนุญาตให้ปรับ โครงสร้างหนี้ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยปรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการระงับหนี้ ทั้งระหว่างกู้ ทั้งหลังกู้ หรือหลังจากที่ศาลตัดสิน กองทุน กยศ. ถ้าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้แก้ไขแล้ว เป็นกฎหมายขึ้นมานี้ ก็จะทำให้เกิดความคล่องตัวให้คณะกรรมการ กยศ. นี้สามารถที่จะมีอำนาจหน้าที่ในการที่จะ ปรับโครงสร้างหนี้ทั้งก่อน ทั้งหลังกู้ หรือแม้กระทั่งมีคำพิพากษาศาลแล้วก็ตาม คือลดภาระ การเป็นโจทก์ เป็นจำเลย แล้วก็ทำให้เป็นคดีขึ้นสู่ศาลจำนวนมาก🔗
ประเด็นที่ ๔ ให้อำนาจคณะกรรมการสามารถนำเงินกองทุนกู้ยืมในกรณีที่ นักเรียน นักศึกษาประหยัดการใช้เงิน กู้ไม่เต็มเพดาน การกู้ กยศ. นี้กู้ได้ถึงปริญญาตรี แต่กรณีเรียนจบปริญญาตรีแล้วยังมีวงเงินเพดานหรือมีแกป (Gap) ช่องว่างที่จะกู้เพิ่มได้ ยังไม่เต็มเพดาน ก็ให้โอกาสนักเรียน นักศึกษาที่มีการประหยัดมัธยัสถ์ในการใช้จ่ายเงินกองทุนนี้ สามารถกู้เพิ่มไปเรียนหลังปริญญาตรีได้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นการเปิดช่องให้การเข้าถึงกองทุนนี้ สามารถไปต่อได้ในระดับหลังปริญญาตรี🔗
ประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ ๕ ให้คณะกรรมการกองทุนสำนักงานกองทุน สามารถมีการบริหารจัดการในระบบธรรมาภิบาลในเรื่องของการกู้ก็ดี การชำระหนี้เงินกู้ก็ดี หรือการอำนวยความสะดวกลูกค้าสัมพันธ์ของกองทุน กยศ. ให้เป็นการบริหารจัดการที่เข้า กับยุคสมัยใหม่ในการเข้าถึงกองทุนได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะใช้โซเชียล มีเดีย (Social Media) การใช้ต่าง ๆ ซึ่งระบบกฎหมายเดิมเป็นเทคโนโลยีสมัยเก่า การบริหารจัดการสมัยเก่า ซึ่งไม่สามารถทำได้ ดังนั้นผมจึงขอให้พี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เห็นชอบกับ ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งมีร่างนั้นของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ด้วย โปรดเห็นชอบและ ฝากกรรมาธิการวิสามัญได้ปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ให้ออกมาใช้โดยเร็ว กราบขอบพระคุณ ครับท่านประธาน🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสมชาย ตามด้วยท่านอุบลศักดิ์🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาตท่านประธานในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าในสมัยพวกผม แน่นอนครับ เราขาด โอกาสในการได้รับการศึกษาอย่างมาก เพราะไม่มีกองทุนแบบนี้อยู่ ต้องอาศัยวิธีการในการ ทำงานไปด้วย หาทุนเรียนไปด้วย หรืออาจจะต้องอาศัยวัดวาอารามในการที่จะเป็นที่พัก ในการที่อยู่อาศัย อาศัยข้าวก้นบาตรสำหรับการดำรงชีพในสมัยเป็นนักศึกษา แต่วันนี้เมื่อมี กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาทำให้โอกาสของคนยากจน คนที่ใฝ่หาที่จะได้รับการศึกษา ก็มีโอกาสเข้าถึงกองทุนนี้ แต่ในความเป็นจริงในความฝันของผม การศึกษามันควรจะเป็น เรื่องที่รัฐควรจะจัดให้กับประชาชนแบบฟรีด้วยซ้ำไป แน่นอนครับ แนวคิดที่อยู่ในร่างฉบับนี้ ก็คือการพูดถึงเรื่องผู้ที่ขาดแคลนกับบุคคลหรือเด็กนักศึกษาที่รัฐต้องการเป็นกรณีพิเศษ คือความสามารถพิเศษ หรือในช่วงที่มีความต้องการด้านแรงงานเฉพาะ แม้กระทั่งว่าเราพูด ถึงบุคคลที่มีความเป็นเลิศ และนี่คือสิ่งที่รัฐอาจจะมีโอกาสในการให้ทุนเพื่อที่จะให้รับ การศึกษาตามเป้าหมาย แน่นอนครับผมอยากจะคุยในที่ประชุมแห่งนี้ว่าบุคคลใน ๔ กลุ่ม ผู้ขาดแคลนจริง ๆ ผู้ที่มีความสามารถ หรือว่าเป็นบุคคลที่รัฐต้องการในการที่จะไปสร้าง คุณูปการต่อประเทศ คนที่มีความเป็นเลิศรัฐควรจะให้ทุนการศึกษา ก็อยากจะฝากไปยัง คณะกรรมาธิการที่จะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ว่าจะหาแนวทางอย่างไรที่จะหาบุคคล หรือสร้างผู้ชำนาญการพิเศษขึ้นมาสำหรับเป็นผู้ที่จะใช้ในการพัฒนาประเทศในอนาคต ข้างหน้า ในหลักการของกฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นด้วยในเรื่องของแนวคิดในวิธีการที่เรื่องของ การกู้และวิธีการผ่อนชำระ ซึ่งการให้อำนาจคณะกรรมการในการผ่อนชำระหรือผ่อนผัน ให้อำนาจในการพูดถึงการลดหย่อน หรือการปรับโครงสร้างหนี้ หรือว่าระงับหนี้ได้ ในวันนี้ ถ้าเราไปดูตัวเลขว่าอยู่ระหว่างการชำระหนี้อยู่ประมาณ ๓,๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน อยู่ในระหว่าง การผ่อนผัน จำนวน ๙๙๐,๐๐๐ กว่าคน แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องขอความกรุณาเป็นพิเศษ นั่นก็คือกฎหมายก็ร่างไว้แล้ว ผู้ที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพ หรือเป็นโรคร้ายแรงที่เพิ่มเติม เข้ามา คนเหล่านี้ควรจะได้รับการยกเว้นหรือระงับหนี้ไปเลย ก็เป็นแนวคิดที่ถือว่ายินดีด้วย ถ้าหากว่าเจอสุขภาพที่ไม่ดี โรคร้ายแรง และประกอบอาชีพ ไม่ได้ ค่ารักษาพยาบาลก็ไม่รู้จะเอามาจากไหน ถ้าไม่ได้โครงการ ๓๐ บาท รักษาทุกโรค ที่ผ่านมาก็คงจะยากเหมือนกัน นี่ก็ขออนุญาตเอ่ยถึง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพูดหรือกล่าวไว้ ในที่นี้ว่า วันนี้ในบางประเทศที่อยู่ใกล้ ๆ กับบ้านเรา เขาใช้วิธีการรัฐไปสนับสนุน อัจฉริยะ สร้างอัจฉริยะ นั่นก็คือถ้าคุณมีความสามารถในเรื่องของการสอนภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาอะไรก็ตาม และในหมู่บ้านในชุมชนเรามีนักเรียน นักศึกษาต้องการที่จะ เรียนภาษาเหล่านี้ เรามีอัจฉริยะอยู่ในหมู่บ้าน แน่นอนครับเขาไม่มีสถานศึกษา แต่บ้านเขา คือสถานศึกษา ถ้าเราเปิดช่องทางให้คนเหล่านี้มีโอกาสสร้างอัจฉริยะขึ้นมาในหมู่บ้าน เราจะมีช่องทางอย่างไรที่รัฐจะเข้าไปสนับสนุนให้อัจฉริยะเหล่านี้ได้สร้างคนในพื้นที่ของเขาได้ เขาจะเป็นครูในชุมชน ในหมู่บ้าน ไม่ต้องเปิดเป็นสถาบันการศึกษานอกระบบ แต่มันสร้าง อัจฉริยะเหมือนกับที่เราเคยสร้างช่างฝีมือในการซ่อมรถยนต์ โดยอาศัยโรงกลึงหรือ อู่ซ่อมรถ เป็นครูสอนและสร้างอาชีพไว้เยอะมาก ในกลุ่มผู้ประกอบการในการซ่อมรถยนต์ ทั้งหลาย อู่เหล่านี้รัฐก็ควรจะเข้าไปดูว่าถ้าเขารับสอนเด็กที่มาฝึกงานในโรงเรียน ในสถาน ประกอบการของเขา เขาควรจะมีโอกาสในการที่จะได้เงินตอบแทนจากรัฐบ้าง วิธีการเหล่านี้ ละครับ มันจะสร้างให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างคนเก่งขึ้นมาในทุกชุมชน สร้างงานให้กับชุมชน สร้างโอกาสให้กับคนที่เก่งอยู่ในหมู่บ้าน ในตำบล ไม่ต้องทิ้งความรู้ เปล่า ๆ นี่คือสิ่งที่เพื่อนบ้านเราทำอยู่ อัจฉริยะสร้างอัจฉริยะโดยการหนุนช่วยจาก กระบวนการศึกษาของรัฐ ให้คนเก่งได้ใช้ความรู้ความสามารถสร้างคนเก่งในชุมชน ในหมู่บ้าน ก็อยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการนี้ไปคิดด้วยว่าจะทำอย่างไรให้โครงการกองทุน กู้ยืมเพื่อการศึกษานี้มันตอบสนองอนาคตข้างหน้าของประเทศ เราช่วยกันสร้างคนเก่ง สร้างคนมีความรู้ความสามารถในชุมชน ในหมู่บ้านได้อย่างไร ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอุบลศักดิ์ครับ ตามด้วย พลตำรวจตรี สุพิศาลเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพครับ กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษานั้น ต้องกราบเรียนว่าที่มาที่ไป มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๓๘ และมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๙ ให้เริ่มดำเนินการกองทุนในลักษณะให้เงินกู้ยืม กับนักศึกษาตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติกระทรวงการคลัง เมื่อปี ๒๔๙๑ ท่านประธานที่เคารพครับ และมีการประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม พ.ศ. .... ปี ๒๕๔๑ ซึ่งในขณะนั้นท่านประธาน คือครูแก้ว เป็นผู้แทนราษฎรสมัยที่ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศใช้ ท่านประธานคงจะจำได้ว่า ท่านเป็นคนหนึ่ง ก็ต้องขอชื่นชมที่มีส่วนร่วมประกาศ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ท่านประธานครับ โดยหลักการคือมีอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกัน🔗
ประการแรก เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้แก่นักศึกษา นักเรียนที่ขาดแคลน ทุนทรัพย์🔗
ประการที่ ๒ เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้แก่นักเรียน หรือนักเรียนที่ศึกษา ในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก ซึ่งมีความชัดเจนของการผลิตกำลังคนและมี ความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ🔗
ประการที่ ๓ เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้แก่นักเรียน หรือนักเรียนที่ศึกษา ในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน หรือสาขาวิชาที่กองทุนส่งเสริมเป็นพิเศษ🔗
ประการที่ ๔ เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่เรียนดี เพื่อสร้างความเป็นเลิศ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะนี้นั้นมีนักศึกษาที่กู้ยืมเงินประมาณ ๖ ล้านคน แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธานที่เคารพ ขณะนี้ได้มีการใช้เงินคืนประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อีกประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ยังไม่มีโอกาสจะใช้คืน แต่อย่างไรก็ตามครับ วันนี้การศึกษาเป็นคลังสมองของประเทศ เป็นทรัพยากรของประเทศ บุคคลที่เกิดมาแล้ว ตามมาตรา ๑๕ นั้นเมื่อเป็นบุคคลย่อมได้รับการศึกษาตั้งแต่พื้นฐาน แต่อย่างไรก็ตามครับ ปัญหาต่าง ๆ นั้นผมอยู่ในเหตุการณ์ซึ่งไปอบรมสัมมนากับผู้ปกครองนักเรียนที่ขอกู้ยืมเงิน ท่านประธานทราบไหมครับว่าผู้ปกครองที่มารายงานตัว มาทำความคิดเห็นนั้น มาสมัคร ไม่มีรองเท้าใส่ครับท่านประธาน ผมถามว่านี่ผู้ปกครองไม่มีแล้วนักเรียนจะมีได้อย่างไร ก็แสดงว่ายากจน จึงเห็นด้วยว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ควรจะเปิดโอกาสให้ทุกคนที่ขาดแคลนมีสิทธิ อันทัดเทียมกัน ท่านประธานครับ ขณะนี้ที่วิทยาลัยเทคนิคลพบุรีผมนั้น ท่านทราบไหมว่า กู้ยืมยากมาก กติกายากมาก ดังนั้นผมอยากให้กติกานี้ง่ายขึ้น ประเด็นที่นักศึกษาได้กู้ยืมไป ไม่มีงานทำ ครอบครัวเดือดร้อนต้องถูกฟ้องร้อง ถูกบังคับคดี แม้แต่ผู้ค้ำประกันซึ่งไม่ใช่ญาติ อาจจะเป็นบุคลากร เป็นครู เป็นอาจารย์ อยากเห็นลูกศิษย์มีอนาคตไม่มีเงินก็มาเซ็นรับรองให้ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า อยากเห็นว่านักศึกษา นักเรียนซึ่งเป็นทรัพยากรของ ประเทศนั้นได้รับการเรียน ได้รับการอบรมอย่างทัดเทียมกัน ถ้าหากบุคคลใดที่ไม่สามารถ ซึ่งไม่มีงาน ผมคิดว่าควรจะยกเลิกดอกเบี้ยก็ดี หรือเบี้ยปรับก็ดีควรจะยกเลิก ซึ่งในขณะนี้ ปัจจุบันโดยรัฐบาลกู้เงินมา ๓.๓๓ ล้านบาทเอามาแจก ถามว่าวันนี้เงินจำนวนไม่มาก กับเยาวชน กับทรัพยากรของประเทศในอนาคตถือว่าเป็นคลังสมอง ควรจะยกเว้นหรือควร จะปรับโครงสร้าง ซึ่งไม่ต้องมีดำเนินคดี ท่านประธานครับ โดยเฉพาะสายอาชีวะนั้นเขาเรียก อาชีวะสร้างชาติ ท่านประธานครับ ไม่ว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็มาจากสายอาชีวะหรือสาย ปฏิบัติการ คนที่เรียนจบผ่านมัธยมมาแล้วซึ่งมีทุนน้อย ส่วนใหญ่ก็จะมาเรียนอาชีวะ หรือเทคนิค หรือวิชาชีพในสายปฏิบัติการ จึงอยากเห็นว่าบุคคลดังกล่าวนั้นควรจะได้รับการ เรียนฟรี และถ้าไม่มีทุนก็ควรจะมีเงื่อนไขให้ง่ายกว่านี้ ผมเห็นด้วยกับที่ท่านผู้ทรงเกียรติ ได้อภิปรายไปจำนวนมากแล้วนั้น สนับสนุนให้พระราชบัญญัติดังกล่าวฝากคณะกรรมาธิการ วิสามัญที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นวันนี้ก็หวังว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติคงจะกรุณาลงมติเห็นชอบ กับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั้นผมจะมีความผูกพันกับสายปฏิบัติการ คือสายอาชีวะ ซึ่งมีทั้งหมด ๔๘๐ วิทยาลัย และเอกชนอีกประมาณ ๕๐๐ วิทยาลัย ถามว่าคนที่เข้าเรียนสายปฏิบัติการ คือส่วนของอาชีวะนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นคนมีรายได้น้อย ครอบครัวยากจน ไม่มีเงิน ไม่มีทุน ก็อยากจะฝากท่านประธาน ถ้าหากว่าผมได้มีโอกาสเป็นกรรมาธิการ ข้อเรียกร้องของ ท่านสมาชิกทุกท่านผมจะนำไปปฏิบัติและแก้ไขให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน ที่ขาดแคลนทุนและให้มีโอกาสทัดเทียมกันเพื่อสร้างชาติ ถ้าหากว่าท่านปฏิเสธสาย ปฏิบัติการซึ่งเป็นสายที่สร้างชาติ ไม่ว่าทุกอย่าง ทุกอาชีพ ไม่ว่าเครื่องยนต์ ไม่ว่าเครื่องไฟฟ้า หรือที่ท่านประธานพูดนี้ก็มาจากสายอาชีวะ ก็กราบขอบพระคุณท่านประธานด้วยความ เคารพครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล แล้วก็ตามด้วยคุณภาสกร เงินเจริญกุล🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ วันนี้มาในการสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงิน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เรากำลังอภิปรายกันนี้ ผมให้การสนับสนุนครับ แต่มีข้อห่วงใยไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาร่วมกัน โดยเฉพาะ ในร่างของกองทุนดังกล่าวนี้ ซึ่งในหลักการนั้นคือเราก็คงพบแล้วว่าหลักการทั้งหมด ไม่ว่า เรื่องประสบปัญหาการชำระเงินคืนหรือเงินกู้ต่าง ๆ จนกระทั่งการตั้งกองทุนหรือ กยศ. เอง จะต้องฟ้องร้องเพื่อเอาชำระหนี้ของเงินกู้ดังกล่าวเอามาคืนนั้นก็เป็นหลักการที่กำหนดแล้ว และกำหนดกลไกต่าง ๆ แต่สิ่งที่ผมอยากให้เป็นสาระสำคัญครับ ท่านประธานครับ โดยเฉพาะความเป็นธรรม แล้วก็ลดความเหลื่อมล้ำ การขยายโอกาสให้ผู้คนมากมายในการ เข้าถึงเงินกู้ต่าง ๆ เหล่านี้ และสามารถกู้ได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็ว โดยเฉพาะในร่างของ รัฐบาล ร่างในมาตรา ๕ ที่ขอแก้ไขในมาตรา ๖/๑ นั้น ผมกราบเรียนว่า ผมอยากให้มองไปถึง เด็กนักศึกษาอื่น ๆ ด้วยครับท่านประธาน ไม่ใช่มองแค่ว่าใน (๔) พูดถึงเรียนดีเพื่อสร้าง ความเป็นเลิศ เราอย่าคิดว่าการเรียนดีหรือการเป็นเลิศอย่างเดียวสิครับ เราควรจะดูไปที่เด็ก เป็นเด็กดี มีคุณธรรม กตัญญู เหล่านี้ที่จะทำให้ชาติเจริญ และเด็กพวกนี้ต้องการเรียนรู้ครับ ท่านประธาน นั่นคือสิ่งที่อยากให้เติมไว้ในมาตรา ๔/๑ ที่จะแก้ไขว่า มิใช่มีแค่ ๔ วงเล็บ ดังกล่าวในการพิจารณาในหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการ และประเด็นในมาตราดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะมาตรา ๑๒ ได้พูดถึงเรื่องการส่งต่อการศึกษาเพื่อการชำระหนี้ให้ครบถ้วนสู่ระบบ ทักษะต่าง ๆ ผมกราบเรียนว่า รวมถึงการคาดการณ์งานที่จำเป็นในอนาคตต่าง ๆ ผมอยาก ให้เรียนอย่างนี้ครับท่านประธานครับ การเข้าถึงเงินกู้ในอนาคตคือ เด็กนักศึกษา หรือแม้กระทั่งผู้ที่อยากจะศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิตก็ต้องมีสิทธิครับท่านประธานครับ กยศ. ต้องสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) ครับ คงเข้าใจคำว่าแพลตฟอร์ม (Platform) เป็นภาษา ทับศัพท์ภาษาไทยเอง มันคือนวัตกรรมใหม่ที่เด็กนักศึกษาคนที่มีการศึกษา หรือแรงงาน ที่ต้องการเรียนรู้สามารถเข้าถึงได้ การยื่นเอกสาร การเข้าดูข้อมูล ดูวิธีการกระบวนการ ต่าง ๆ ง่าย สะดวก แล้วให้เด็กพวกนี้ ตอนนี้เด็กมันออนแฮนด์ (On hand) จะบอกว่าเด็กคนจนไม่มีครับ มีครับ พ่อแม่ก็มีครับ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่าย หรือไปยังที่สถาบันการศึกษานั้นเป็นคนกำกับดูแลอยู่ ก็สามารถส่งข้อมูลหรือส่งใบสมัครหรือส่งสิ่งที่ต้องการหรือคุณสมบัติดังกล่าวเข้ามาสู่ระบบ การคัดเลือก คัดสรร หรือจ่ายเงินให้ เมื่อพิจารณาการจ่ายเงินแล้ว เงินที่เอามาเป็นค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าเรียน และค่าใช้จ่ายประจำตัว ค่าอุปกรณ์ ค่าเครื่องใช้จ่าย ๆ และค่าครองชีพก็จ่ายออกมาเป็นเม็ดเงิน แล้วก็สามารถ แท็ก (Tag) เม็ดเงินนั้นได้ เช่น เป็นค่าใช้จ่ายโรงเรียนส่งตรงโรงเรียนเลยครับ เป็นค่าครองชีพก็ส่งเป็นเม็ดเงินเข้าสู่บัญชี ของเขาชัดเจน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เป็นอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ก็จ่ายไปยังพ่อค้าแม่ค้า โดยตรงเลย เพื่ออะไร เพื่อจะแท็ก (Tag) เม็ดเงินนั้นว่ามันถูกใช้จ่ายไปอย่างถูกต้อง โดยชอบ อันนี้คือหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่ กยศ. จะต้องออกไปกำหนดเพื่อให้เกิดความ รวดเร็วและมีคุณภาพ ตลอดจนการชำระหนี้ครับ เมื่อมีการชำระหนี้หรือขาดหนี้หลังจากจบ การศึกษาแล้ว ประเด็นสำคัญคือหน่วยงานรัฐบาลต้องโอบรับเขาครับ ถ้าใครสามารถส่งและ ชำระหนี้ได้ครบถ้วนต้องมีกิฟต์เว้าเชอร์ (Gift Voucher) ให้ มีงาน มีแหล่งงาน มีการให้แต้ม เพิ่มเพื่อจะเข้าสู่งานได้รวดเร็ว สิ่งที่เป็นคุณธรรมของรัฐเองในเรื่องของธรรมาภิบาล พิจารณา จากคนที่สามารถส่งเงินชำระหนี้ได้ ส่วนคนที่จะไปเรียกค่าปรับ ดอกเบี้ยนั้น ผมไม่เห็นด้วยหรอกครับ แต่ดอกเบี้ยควรจะเป็น ๑ ส่วน ๓ ของอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด ที่รัฐบาลประกาศ ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่รัฐบาลเรียกเก็บ จะได้เป็นมาตรฐานขึ้นลงไป ตามช่วงเวลา ไม่ใช่ตอนนี้รัฐบาล ๗ เปอร์เซ็นต์ อีก ๒-๓ เดือน หรือ ๓ ปีข้างหน้าเศรษฐกิจ ไม่ดี ดอกเบี้ยก็ไม่ดี แต่ถ้าดอกเบี้ยมันดีขึ้นไป ก็ไปเรียกเก็บอีกก็ไม่ได้ครับท่านประธาน นั่นคือดอกเบี้ยที่จริงแล้วไม่ควรเก็บ แต่ถ้าจะเก็บก็เก็บให้น้อยที่สุด ผมมีความเห็นแค่ ๑ ใน ๓ ก็พอแล้วครับ แล้วก็ถ้ามีระบบเทคโนโลยีที่มาแท็ก (Tag) ระบบเงินและการชำระหนี้ อย่างต่อเนื่อง หากผู้กู้ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ รัฐบาลต้องเข้าโอบรับครับ ต้องไปให้ความรู้ ต้องหาแหล่งที่ทำงาน โรงงานเอกชน ดึงเข้ามาเป็นส่วนร่วมเป็นพาร์ตเนอร์(Partner) เพื่อรองรับให้คนพวกนี้ได้นำเอาทักษะที่เรียนรู้นั้นไปทำงาน เพื่อใช้หนี้ครับ ท่านประธานครับ นั่นคือหัวใจหนึ่งที่กฎหมายที่จะออกใหม่เพื่อส่งเสริม เพื่อสนับสนุน เพื่อให้เขามีปัญญา ที่จะใช้หนี้ มิฉะนั้นเขาไม่สามารถจะคืนหนี้ดังกล่าวได้ และผมก็ขอสนับสนุนใน ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ขอให้เติมเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องของการชำระหนี้ เรื่องของ การให้กิฟต์เว้าเชอร์ (Gift Voucher) กับผู้ที่ทำดีในระบบการคืนเงิน แล้วก็ปรับปรุงวิธีการ เรียกเก็บเงินให้เขามีงานทำเพื่อชำระหนี้ให้ครบถ้วนครับท่านประธานครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านภาสกร ตามด้วยท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา จริง ๆ เป็นกองทุนที่ดีมาก แต่เวลาเปลี่ยนไปทำให้คนที่ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เข้าใจและหลงไปว่า แทนที่เราจะกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้ผลิตบุคลากรที่ดีกลับกลายเป็น หารายได้ อย่างที่เราได้ทราบข่าวกันมา แล้วก็มีสมาชิกได้อภิปรายกันไปหลาย ๆ ท่านแล้ว ผมอยากแสดงมุมมองบางมุมมองให้กับกรรมาธิการที่มีการตั้งขึ้น ได้รับความคิดเห็นบ้าง ในบางประการ ยกตัวอย่างเช่น คือวันนี้เงินกองทุนเพื่อการศึกษา ต้องเข้าใจก่อนว่าเราให้ กู้ยืมเพื่อการศึกษาไม่จำเป็นต้องคืนเป็นตัวเงินก็ได้ ผมอยากให้เห็นว่าอย่างนี้ครับ การศึกษา ทำให้ประเทศชาติได้อะไรบ้าง อันที่ ๑ เรากำลังผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาประเทศแข่งขันกับประเทศอื่นได้ อันนี้คือประเด็นที่สำคัญมาก อันที่ ๒ เมื่อเรามีการศึกษา คนที่เข้ามาเพื่อรับการศึกษา ย่อมหวังว่าตัวเองมีการศึกษาที่ดีขึ้น จะหารายได้มากขึ้น เลี้ยงดูครอบครัวตัวเองได้ดีขึ้น จริง ๆ แค่นี้ก็ประหยัดงบการเงินของประเทศชาติเยอะแยะ เพราะแทนที่เราจะต้องไป เอาเงินไปช่วยสนับสนุนหรือมาตรการอะไรเยอะแยะนี้ เราก็ประหยัดไปอีกตั้งเท่าไร และอีกอย่างหนึ่งครับ เมื่อเขามีการศึกษาที่ดี หารายได้ได้เยอะขึ้นเขาก็เสียภาษีครับ เสียภาษีก็คืนเข้าประเทศอยู่ดีครับ ฉะนั้นผมถึงบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องมาเก็บดอกเบี้ย มากมายหรือจะวัดเป็นตัวเงินในการที่จะคืนเป็นตัวเงิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่เรียกคืนครับ เราก็ต้องเก็บเขามาเพื่อที่ให้รุ่นน้องต่อไปได้มีเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดโอกาสให้รุ่นต่อ ๆ ไปมีการศึกษาที่ดี พัฒนาประเทศ พัฒนาบุคลากรของประเทศได้ แต่จริง ๆ แล้วก็ต้องมองอีกครับว่า พ.ร.บ. ที่กำลังจะแก้ ผมเข้าใจว่าเรื่องพวกนี้มีการพูดคุย ในกรรมาธิการแน่นอน และมีการแก้ไขแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย วิธีการ และไปสร้าง ปัญหาให้คนที่ได้เงินกู้ยืม แทนที่จะไปเอาความคิดความสามารถไปทำงานทำการแล้วได้เงินมา มีภาษีคืนประเทศ ต้องมานั่งแก้ปัญหาเหล่านี้ มีการพูดคุย แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า วันนี้ เรากำลังจะให้เงินกู้ยืมเพื่ออะไรบ้าง การศึกษาวันนี้เปลี่ยนไปเยอะมาก ผมยกตัวอย่าง ให้เห็นว่าวันนี้ผมอยู่ประเทศไทย ผมอยากจบเมืองนอกผมไม่จำเป็นต้องบินไป เมืองนอกก็จบได้นะ แล้วเกิดผมอยู่ประเทศไทยผมมีความคิดก้าวหน้า ผมบอกว่า บางอย่าง พ.ร.บ. การศึกษากำลังเข้า กว่าจะรอออกมา และคลอดออกมา และพัฒนาทุกอย่างให้มัน เพอร์เฟกต์ (Perfect) ให้มันสมบูรณ์แบบ บางทีผมบอกว่าผมรอไม่ได้ ผมหาโอกาสให้ตัวเอง ผมก็ไปศึกษาออนไลน์ (Online) จบต่างประเทศได้ อันนี้ พ.ร.บ. กู้ยืมเพื่อการศึกษานี้จะให้ หรือเปล่า อันนี้เป็นข้อสำคัญ เพราะว่าเรากำลังผลิตบุคลากร ต้องเข้าใจ จุดประสงค์เรา ต้องการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ในเมื่อเขามีความต้องการ เขาหาช่องทาง หาโอกาสได้ บางทีก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาเหมือนกัน ว่าการศึกษานี้มันเปลี่ยนไป ผมต้องการ แบบนี้ได้ไหม หรือเกิดผมมีความสามารถพิเศษบางเรื่อง แต่ในประเทศมันหาเรียนไม่ได้ ผมก็หาโอกาสและไปจับกลุ่มกันแล้วมีโอกาส มีใครก็แล้วแต่มาเทกคอร์ส (Take Course) แล้วเราจบนี่ให้เขาไหมครับ เพราะการศึกษาวันนี้บอกเลยครับเปลี่ยนไปเยอะมาก บางคน อาจจะไม่ต้องการดีกรี (Degree) ในการศึกษาก็ได้ แต่ก็มีความรู้ความสามารถ ผมถึงอยาก ให้ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้ในเมื่อมันแก้เพื่อเปิดโอกาส ลองมองในมิติอื่นบ้างที่ไม่ใช่แค่ การกู้ยืม ให้ยืมเงิน และเอาเงินคืน และมีดอกเบี้ย หรือไม่มีดอกเบี้ย หรือให้วิชาชีพ มันมีอีก เยอะมาก ลองพยายามเปิดวิสัยทัศน์หรือความคิดเห็นบางมุมมองว่า ทำอย่างไรให้มัน ครอบคลุมไปในอนาคตได้ เพื่อให้เราแข่งกับประเทศอื่นได้ แต่ไม่ใช่เพื่อให้เราเพียงแค่ปล่อย เงินกู้และเอาเงินคืนมา อันนี้จริง ๆ แค่เป็นเสี้ยวหนึ่งของการปล่อยเงินกู้ทางการศึกษา แต่จริง ๆ เราต้องการเพื่ออะไรครับ เพื่อผลิตบุคลากรที่แข่งกับประเทศต่าง ๆ ได้ ฉะนั้น อย่าลืมมุมมองเหล่านี้ที่มีมากกว่าการกู้ยืม อยากให้มองมุมอื่นบ้าง ก็จริง ๆ มีประเด็นฝาก ทางกรรมาธิการอยู่แค่นี้ละครับ ซึ่งผมเชื่อว่ามันก็เป็นประเด็นที่ค่อนข้างจะสำคัญที่ฝากทาง กรรมาธิการช่วยพิจารณาและถกเถียงกันในคณะกรรมาธิการด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจาตุรงค์ ตามด้วยนางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ผมเองต้องขออภิปรายและแสดงการชื่นชมและสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เสนอ มีท่าน รัฐมนตรีและมีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอ รวมทั้งสิ้น ๔-๕ ฉบับ ให้ความเห็นชอบ แล้วก็ไปในทางเดียวกัน🔗
ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากผมเชื่อว่า ๑. พี่น้องประชาชน พ่อแม่ คุณครู ผู้ค้ำประกัน ได้มาร้องกับ ส.ส. และเป็นข่าวกันต่อเนื่องว่าเกิดปัญหาความยากลำบาก ที่ถูกไล่หนี้ โดยเฉพาะคุณครูบางท่านค้ำประกันให้ลูกศิษย์เป็นสิบ ๆ คน แล้วก็ต้องถูกตาม ไล่หนี้ ทำให้เป็นข่าวในสังคม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ส.ส. เรารับฟังแล้วก็มาอภิปรายในสภา🔗
สืบเนื่องจากเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องที่พวกเราได้เสนอญัตติ พูดถึงเรื่องของ การแก้ปัญหาและปัญหาของหนี้ของกองทุนมีปัญหามากมายได้เกิดขึ้น โดยเฉพาะขณะนี้ ถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคมมีผู้กู้ไปแล้ว ๖,๑๔๖,๔๔๔ ราย คิดเป็นเงิน ๖๖๙,๓๐๒ ล้านบาท ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผิดนัด ๔๒ เปอร์เซ็นต์ ไม่ผิดนัด ๕๘ เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับที่เราฟัง แล้วสะเทือนใจก็คือ กยศ. ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ จนถึง ปี ๒๕๖๒ ที่เรามี พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๐ ได้มีการจ้างทนายฟ้องร้องบังคับคดี ใช้เงินไปทั้งสิ้นถึง ๑๒,๐๓๐ ล้านบาท ทนาย ๕,๕๐๐ บาท ค่าบริหารจัดการอีก ๑,๘๐๐ บาทต่อคดี ซึ่งเม็ดเงินตัวนี้รวบรวมมาตั้งแต่เริ่มใช้เงินไป มากมาย ซึ่งเรารู้สึกเสียดายเงินตรงนี้จริง ๆ ทำอย่างไร ก็เป็นการสะท้อน จนในที่สุด ท่านคณะมนตรี ตลอดจนท่านรัฐมนตรี และ ส.ส. เราก็ได้เสนอ แล้วร่างนี้เป็นถึงวันนี้ ที่ได้พิจารณาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วจนถึงวันนี้ มีผู้ให้ความสนใจมาก อภิปราย ๒ วัน ๒ คืน ด้วยซ้ำไป ประเด็นที่ผมจะนำเรียนว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เราต้องแก้ไข วันนี้เดิม พ.ร.บ. ๒๗ มกราคม ๒๕๖๐ เรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้มีทั้งสิ้น ๖๔ มาตรา แต่วัน ครม. กับ ส.ส. เสนอ โดยเฉพาะร่างของ ครม. มี ๒๗ มาตรา ซึ่งในมาตรา ต่าง ๆ นั้นผมก็ขอนำสรุปประเด็นว่า ข้อดีของการที่เราเสนอปรับปรุง พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๐ ให้เป็นปัจจุบัน ๑. เรื่องของการชำระหนี้ เงื่อนไขการชำระหนี้เก่านั้นริจิด (Rigid) แข็งเหลือเกิน การชำระหนี้ครั้งใหม่เราฟังจากปัญหาเราทำให้เขาง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแปลง หนี้เป็นทุน ไม่ว่าชำระหนี้แบบไหนก็ได้ให้เลือกเอา และข้อที่ ๒ ก็คือบางสาขาที่ขาดแคลน ตลอดจนที่เรียนดีให้เป็นทุนไปเลยไม่ต้องใช้หนี้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ แต่อีกมุมหนึ่ง การพิจารณาเราพิจารณาจากเกรด (Grade) แต่ผมอยากให้พิจารณาความดี ความซื่อสัตย์ การทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ แล้วคณะกรรมการสามารถวัดได้ว่าเด็กคนนี้ลูกหลานเรา เขาทำความดี ไม่จำเป็นจะต้องเรียนดีสูงสุด แต่เรียนได้ แต่ว่ามีความดี ควรจะพิจารณา ในเรื่องของการเป็นทุนให้ด้วย หรือการที่เขาไปทำงานในสาขาขาดแคลนหรือเสียสละยิ่งใหญ่ น่าจะเป็นประโยชน์ ผู้ค้ำประกันหลังจาก พ.ร.บ. ตรงไปผู้ค้ำประกันไม่น่าจะมีแล้ว ถ้าไม่มี แล้วเราจะได้ไม่เห็นข่าวจะได้ไม่มีเรื่องสะเทือนใจ คงจะต้องให้หมดไป เงิน ต้องเรียนว่า การเข้าถึงหลายคนหลายท่านได้อภิปรายว่าการเข้าถึงเมื่อก่อนนี้ โดยเฉพาะอินคัม (Income) คือเงินเข้ามา แต่ต้องมองว่าสถานะทางสังคมของเขา โดยเฉพาะรายจ่ายเขาต้องมีรายจ่าย มากมาย ต้องพิจารณารายรับรายจ่ายและพิจารณารอบ ๆ ด้าน ซึ่งตรงนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เรื่องของการปรับลดหย่อนผ่อนผันเป็นเรื่องที่ดี อย่างผม ยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งในมาตรา ๒๕ ของเดิมกับของเก่า ของเดิมคือมาตรา ๔๙ ก็คือ ผู้กู้ยืมเงินผู้ใดมีลักษณะตามมาตรา ๔๙ ก็คือ (๑) เสียชีวิต (๒) ทุพพลภาพ แห่งพระราชบัญญัตินี้ให้หนี้ที่มีต่อกองทุนเป็นอันระงับไปเลย อันนี้ คือเป็นการระงับไปเลย ไม่ต้องคืน ไม่ต้องใช้ อันนี้จะได้ไม่ต้องถกเถียงกัน แต่ของเดิม ปี ๒๕๖๐ ยังไม่พูดให้ชัด ยังต้องมอบให้คณะผู้จัดการมีอำนาจไปพิจารณาเป็นเคสบายเคส (Case by Case) ซึ่งตรงนี้มันต่างกันมาก ความเป็นอัตโนมัติซึ่งถือว่าจะได้ช่วยเหลือพี่น้อง ลูกหลานเรา ก็ต้องนำเรียนว่ากองทุนกู้ยืมการศึกษาที่ผมพูดตลอดว่า รากฐานของตึก คือเหล็กคืออิฐ รากฐานของชีวิตคือการศึกษา เราใช้เงินไปเยอะขนาดไหน แต่เราไม่ต้องการ ผลตอบแทนที่เป็นทางด้านเศรษฐกิจ แต่ผลตอบแทนก็คือมีนนิงเลส (Meaningless) คือมัน หาค่าไม่ได้จริง ๆ เพราะนั่นคือลูกหลานเราจบมา มาพัฒนาประเทศ ประเทศเราพัฒนาเราได้ เงินจากการท่องเที่ยว จากการพัฒนา จากทรัพยากรมนุษย์มากมายมหาศาล ซึ่งไม่สามารถ ประเมินได้จริง ๆ เลย เพราะฉะนั้นอย่าไปมองว่ามันเป็นการลงทุน ไม่ใช่ธุรกิจ ดังนั้นอันไหน ที่สามารถปรับได้ สามารถลด สามารถช่วยเหลือเป็นขวัญกำลังใจเติมเต็ม หรือแม้กระทั่ง ผู้ที่เขาสามารถใช้หนี้ทุนได้ครบหมด ดอกเบี้ยก็พยายามลดให้น้อยที่สุด หรือแม้กระทั่ง อาจจะต้องมีดอกไม้ให้เป็นขวัญเป็นกำลังใจให้เขาด้วย ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจอีกอันหนึ่ง ก็ต้อง นำเรียนว่าที่ผ่านมานั้นก็เป็นข้อปัญหาต่าง ๆ ที่เรานำมาแก้ไขในวันนี้ ผมเชื่อว่าวันนี้สภาทุก คนอภิปรายเป็นแนวเดียวกันหมด แล้วก็คิดว่าคงจะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการ แล้วก็ให้ สรุปไว้เลยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้อง โดยเฉพาะยุคที่มีโควิด (COVID) ฉบับนี้เขา แก้ไขเรื่องโควิด (COVID) ระงับให้ดูแลให้คนที่ติดเชื้อ เขาไม่มีเงิน ไม่มีรายได้ จะไปซ้ำเติม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องกราบขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมแล้วก็สนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญนางสาวจิตภัสร์ เชิญครับ ตามด้วยท่าน นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หลายท่านอาจจะจำได้ว่ากองทุนนี้เกิดขึ้น โดยท่านนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ก็คือท่านชวน หลีกภัย ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ และเป็น กฎหมายกองทุน กยศ. ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยมีการจัดสรรงบประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ๒๖ ปี ผ่านมามีเงินทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ ๖๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่คนยากจนกว่า ๖ ล้านคนสามารถเข้าถึงกองทุนนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ มีเงินทุนหมุนเวียนอยู่ในระบบของ แต่ละปีถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนสามารถกู้ยืมได้หมด ทุกคน จึงเป็นที่มาที่เราต้องปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นโดยมี สาระสำคัญดังนี้ค่ะ🔗
๑. เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนโอกาสสามารถกู้ยืม ค่าเรียนในสาขาพิเศษได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการแข่งขันภายในประเทศโดยคณะกรรมาธิการ กองทุนสามารถจัดสรรงบได้เลย🔗
๒. ถ้านักเรียนที่ยืมไปแล้วเรียนดีหรือมีความประพฤติที่ดี กรรมาธิการ กองทุนก็สามารถเสนอเปลี่ยนหนี้เป็นทุนได้ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้แก่เยาวชนท่านอื่น ๆ ที่สนใจด้านการศึกษาในอนาคต🔗
๓. กรรมาธิการกองทุนสามารถมอบทุนเรียนในสาขาที่ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ ในสถานศึกษา เช่น ในปัจจุบันนี้มีหลักสูตรหลาย ๆ หลักสูตร หลักสูตรระยะสั้นต่าง ๆ ก็สามารถที่จะร่วมกองทุนนี้ได้เช่นกัน ดิฉันจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้🔗
สุดท้ายค่ะ พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้ยังให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการบริหารที่ดี เพื่อลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกให้กับผู้กู้ ซึ่งจะมีกระบวนการกู้ที่ง่ายขึ้น เช่น ลดขั้นตอนเอกสารและไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน เป็นต้น หรือแม้แต่กระบวนการชำระหนี้ที่ง่ายขึ้น เพื่อเปิดโอกาสปรับโครงสร้างหนี้ หรือปรับลดดอกเบี้ยได้ตลอดเวลา ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ เช่นที่ผ่านมามีสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ได้สร้างผลกระทบให้แก่นักเรียนและระบบ การศึกษาเป็นจำนวนมาก ดิฉันจึงขอเป็นอีก ๑ เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ที่ขอสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เพื่ออนาคตของเยาวชนไทยที่สมควรได้รับโอกาสทางด้านการศึกษาที่มี คุณภาพอย่างเต็มที่ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนายกองตรี อาญาสิทธิ์ และตามด้วย พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้กระผมขออนุญาตที่จะอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติกองทุนให้กู้ยืมเงิน เพื่อการศึกษา ซึ่งมีร่างพระราชบัญญัติหลายฉบับ ตามที่ทางสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบ อยู่แล้วนั้น แล้วกระผมก็ได้ติดตามเรื่องของพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษานี้มาโดยตลอด แล้วก็เห็นว่าท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ได้นำเสนอ ข้อมูลอย่างกว้างขวาง ส่วนที่กระผมอภิปรายเพิ่มเติมนั้นก็คงจะเป็นเรื่องการที่จะเสริม ความคิดในบางเรื่องบางอย่างที่คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์ โดยที่กระผมเห็นว่าการพัฒนา บุคคล การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาลทุก ๆ รัฐบาล และผมเห็นว่า ในส่วนของการพัฒนาเหล่านี้จะมีความยั่งยืนแล้วก็จะสร้างอนาคตให้กับประเทศ แต่ว่า โดยหน้าที่ โดยภารกิจของรัฐก็คงจะมีมากมาย และการที่เราจะให้มันมีความครบถ้วน สมบูรณ์แบบในทุก ๆ เรื่องนั้นก็จะต้องมาร่วมกันระดมความคิดเห็น ในส่วนของกองทุน ให้กู้ยืมเงินก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราจะได้ส่งเสริมให้เรามีบุคลากร มีประชากร มีทรัพยากรมนุษย์ ของประเทศที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นการที่ได้นำเอาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามา เพื่อพิจารณานี้ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็ควรจะได้ให้สภาแห่งนี้ได้ให้การสนับสนุน โดยผมได้อ่านในเรื่องของหลักการและเหตุผลในการที่จะจัดทำพระราชบัญญัติกองทุนเงิน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ก็เห็นว่ามีหลักการที่สอดคล้องต้องกันว่ามาตรการเพื่อที่จะให้เกิด การลดความเหลื่อมล้ำในทางการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ และในเรื่องของการแก้ไขในการที่จะจัดทำร่างพระราชบัญญัติ อันนี้มีหลักการที่สำคัญ อย่างยิ่งก็คือ ผมได้ดูแล้วก็มีเรื่องของการให้การกู้ยืมเงินสำหรับการศึกษาในวิชาชีพ ที่ขาดแคลน ที่ต้องได้รับการส่งเสริมเป็นกรณีพิเศษ การศึกษาที่ทำงานเชิงรุกก่อนที่จะเลือก สาขาวิชาที่จะกู้ยืมเงินไปเพื่อการศึกษา แล้วก็เรื่องวิชาชีพที่สอดคล้องกับอาชีพในอนาคต ที่เหมาะสมและเป็นธรรม ผมได้เห็นว่าในสังคมในปัจจุบันนี้มันมีหลายเรื่องที่มีโอกาส ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในชนบท โรงเรียนหลักสูตรต่าง ๆ ที่ทางเอกชนได้รับใบอนุญาต เช่นโรงเรียนประเภทฝึกวิชาชีพ วิชาสอนขับรถอย่างนี้ครับ ก็จะมีอยู่ทั่วไป แล้วเมื่อเราได้ พัฒนาคน บุคลากรให้มีความสามารถในการที่จะพัฒนาเรื่องของการควบคุมยานพาหนะ การขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ สิ่งเหล่านี้เป็นอาชีพที่เขาไม่จำเป็นจะต้องไปเรียนเพิ่มเติม อะไรมากมาย ก็ไปเรียนตามหลักสูตรที่กำหนดไว้ที่ทางฝ่ายทั้งเอกชนได้รับอนุญาต ซึ่งในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้มีการระบุพูดถึงไว้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นเราจะทำ อย่างไรเพื่อที่จะให้เมื่อออกกฎหมายไปแล้ว สามารถที่จะปฏิบัติได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของสภาที่จะให้มีการใช้กองทุนเพื่อการศึกษา ก็คงจะกราบเรียนไว้เพื่อที่จะได้ให้ทาง คณะกรรมาธิการที่จะได้ไปพิจารณาในรายละเอียด ได้โปรดนำข้อเสนอแนะที่กระผมได้กล่าว อภิปรายไปในวันนี้ไปเป็นข้อมูลในการพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา เสร็จจาก พันตำรวจโท ฐนภัทร ก็จะเป็นเจ้าของ พ.ร.บ. เป็นผู้อภิปรายสรุปต่อไปครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด จันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี อำเภอแหลมสิงห์ พรรคพลังประชารัฐครับ กระผมขออภิปราย ในเชิงสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ การกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้นเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษาอันเป็นรากฐานสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม โดยภาพรวมครับ แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยกองทุนให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาที่ใช้ บังคับในปัจจุบันนี้ยังไม่อำนวยให้การกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาบรรลุถึงวัตถุประสงค์ ภายใต้ บริบทการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป ท่านประธานครับ เป็นที่ทราบดีว่ามนุษย์คือทรัพยากร อันมีค่าที่สุด มนุษย์คือสิ่งที่มีค่าที่ควรค่าแก่การพัฒนา เพราะฉะนั้นมนุษย์จะต้องเข้าถึง การศึกษาโดยเท่าเทียมกัน เพราะการศึกษานั้นคือการพัฒนา การพัฒนาคนนั้นคือการพัฒนา ชาติครับ ไม่ว่ามนุษย์นั้นจะมีฐานะยากดีมีจนอย่างไร รัฐจะต้องช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษาให้มากที่สุด ถึงจะได้ชื่อว่ารัฐนั้นดำเนินการตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ ในทุกภาคส่วน ท่านประธานครับ ในสมัยนี้นั้นคงจะหายากสำหรับผู้ที่จะมีโอกาสและโชคดี เหมือนกับผมหรืออีกหลาย ๆ ท่าน กระผมนั้นในวัยเด็กได้อาศัยข้าวก้นบาตรที่วัดในตัวเมือง จังหวัดจันทบุรี มีท่านพ่อพระครูเขมกรวิสุทธิ์ เป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น ซึ่งท่านก็ให้เด็กที่มา อยู่วัดนั้นได้ทำงาน แล้วก็จะได้เงินไปเรียนหนังสือ จนผมจบปริญญาตรีและได้เข้ารับราชการ ในท้ายที่สุดครับท่านประธาน และสุดท้ายก็มีโอกาสได้มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันทรงเกียรติในสถาบันแห่งนี้ ซึ่งที่กล่าวมาก็คือในเรื่องของการศึกษาทั้งนั้นเลย ถ้าไม่มี การศึกษาเป็นบันไดในการไต่เต้าขึ้นมาก็คงไม่มีโอกาสที่จะมาอยู่ในองค์กรเหล่านี้ หรือนักศึกษา หรือนักเรียนก็ตาม เมื่อไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้รับการพัฒนา โอกาสที่จะมี การเริ่มต้นของชีวิตของตนที่จะเริ่มต้นในการทำงาน เพื่อมีการพัฒนาชีวิตนั้นก็คงจะได้รับ การพัฒนาไปอย่างไม่ดีเท่าที่ควร เหมือนกับคนที่ได้รับการพัฒนาโดยการได้รับการเล่าเรียน หนังสือมาครับ ท่านประธานครับ กระผมเห็นด้วยในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในหลาย ประเด็นด้วยกัน โดยเฉพาะอยากจะยกตัวอย่างในบางประเด็นครับ🔗
ในข้อ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของกองทุนให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ ในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกำหนดให้คณะกรรมการอาจให้ทุนการศึกษาแทนการให้ กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ตรงประเด็นนี้ละครับ คือเราให้โดยไม่ต้องกู้ ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่อง ที่สำคัญและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการให้โดยไม่ต้องกู้นั้นในสาขาวิชาการขาด แคลนหรือวิชาที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นกรณีพิเศษครับ🔗
ในประเด็นต่อไปที่ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยอย่างยิ่งก็คือการกำหนดให้ คณะกรรมการประกาศข้อมูลเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาตั้งแต่ต้นปี เพื่อให้ นักเรียนหรือนักศึกษาที่ต้องการกู้ยืมเงินนั้นมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจโดยครบถ้วนก่อน ที่จะสมัครเข้าศึกษาและขอกู้ยืมเงิน ถือว่าเขาได้เห็นอนาคตของเขาแล้วถึงได้พิจารณาว่า เขา ควรที่จะกู้หรือไม่กู้อย่างไร🔗
ประเด็นต่อมากำหนดกลไกเพื่อให้ผู้กู้ยืมเงินนั้นสามารถชำระเงินคืนกองทุน โดยมีลักษณะยืดหยุ่น เช่น ให้ผู้กู้ยืมเงินนั้นมีสิทธิที่จะเลือกชำระเงินกู้ได้โดยการผ่อนชำระ เป็นรายเดือนก็ได้ รายไตรมาสก็ได้ หรือรายปีก็ได้ โดยกำหนดระยะเวลาปลอดหนี้ให้กับ ผู้กู้ยืมเงิน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่น่าสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน🔗
ประเด็นต่อมากำหนดให้กองทุนสามารถผ่อนผันลดหย่อนหนี้ปรับโครงสร้าง หนี้ แปลงหนี้ใหม่ หรือระงับการชำระเงินทุนได้ทุกช่วงเวลาตามความจำเป็นและเหมาะสม พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในนี้ได้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญ แล้วก็จะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ค้ำประกันนั้นได้หมดภาระ หรือเปลื้องภาระของ ตัวเองไปในกรณีที่ไปค้ำประกัน🔗
ประเด็นต่อมา ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินมีลักษณะดังต่อไปนี้ ในภายหลังจากการที่ กู้ยืมเงิน ให้หนี้ที่มีต่อกองทุนนั้นเป็นอันระงับไป ก็คือ ๑. ตาย อันนี้แน่นอนครับเมื่อตายแล้ว การกู้ยืมก็ต้องเป็นอันระงับไป ๒. ล้มละลาย ๓. เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ ๔. เป็นโรคอัน ร้ายแรง อันตรายร้ายแรง หรือมีเหตุไม่สามารถประกอบการงานหรือประกอบอาชีพได้ อันนี้ ก็ถือว่าการกู้ยืมนั้นมีลักษณะต้องพับไป หรือจบไปนั่นเองครับ ท่านประธานครับ และผม อยากจะนำเสนอคุณสมบัติพิเศษอีกสักข้อหนึ่งที่อยากจะให้คณะกรรมการพิจารณาก็คือ ในเรื่องของคุณสมบัติที่อยากจะให้กู้ยืมเป็นพิเศษก็คือให้ศึกษาคุณสมบัติของเด็กนักเรียน หรือนักศึกษา จะต้องเป็นเด็กที่ดีมีประวัติดี รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รักสถาบัน ไม่มีความผิดในเรื่องของเคยกระทำผิดมาเก่าก่อน โดยเฉพาะในเรื่องของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และสุดท้ายที่อยากจะนำเสนอก็คือ เงินกองทุนนั้นไม่ควรที่จะคิดดอกเบี้ยเลย เพราะถือว่ามันไม่ได้เป็นการค้ากำไร ไม่ได้เป็น การหวังกำไรเอากับการพัฒนาบุคคล โดยเฉพาะเมื่อมีการชำระเงินต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้ามีการชำระดอกไปก่อนหน้านั้นเมื่อชำระเงินต้นเสร็จควรที่จะคืนดอกให้กับนักเรียน หรือนักศึกษาเหล่านั้นที่จบการศึกษาไป เพื่อให้เขาได้รู้ได้คิดว่าประเทศชาติหรือรัฐบาลนั้นได้ ส่งเขาเล่าเรียน จะได้สำนึกถึงบุญคุณของประเทศ ฉะนั้นกระผมจึงเห็นด้วย แล้วก็ขอเชิญ ชวนให้เพื่อนสนับสนุนในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยให้กรรมาธิการที่ตั้งขึ้นนั้นไปพิจารณา ในประเด็นที่เพื่อน ส.ส. ได้อภิปรายและผมได้อภิปรายไปแล้วด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านสมาชิก ครับ ท่านสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายก็ได้อภิปรายกันทุกท่านแล้ว ทีนี้ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติมีสิทธิที่จะอภิปรายสรุปได้อีกครั้งหนึ่ง หากมีความ ประสงค์ เท่าที่ได้ทราบความประสงค์ตอนนี้ก็มีท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กับท่าน ชินวรณ์ บุณยเกียรติ เชิญท่านทวี สอดส่อง อภิปรายสรุปครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ กระผมต้องขอบพระคุณท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปราย ร่างพระราชบัญญัติกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ในส่วนของพรรคประชาชาติ ร่างพระราชบัญญัติมีทั้งหมด ๕ ร่าง ซึ่งฐานคิด ผมคิดว่าของพรรคประชาชาติจะมีฐานคิด ที่อาจจะต่างกับอีก ๔ ร่างในบางประการ ฐานคิดของพรรคประชาชาติ หรือที่คณะพรรค ประชาชาติได้เสนอไปนี่เรามองเห็นว่าการศึกษาเรียนรู้เป็นการพัฒนามนุษย์ สิ่งที่มนุษย์ ทุกคนนำติดตัวมา ก็คือสมองกับความคิด สมองกับสติปัญญา อันนั้นคืออะไรไหมครับ ก็คือ ต้องการให้มนุษย์ทุกคนนี่เกิดมา เพื่อจะศึกษาเรียนรู้ เพราะความรู้เท่านั้นที่จะสามารถนำ ประเทศ นำสังคมไปสู่การพัฒนา การวัดคุณภาพของสังคมใดสังคมหนึ่ง เขาจะวัดกันที่ คุณภาพของคน ไม่ใช่วัดกันที่คุณภาพของอำนาจ ไม่ใช่วัดที่คุณภาพของความกว้างขวาง ที่สำคัญหลักคิดของพรรคประชาชาตินั้น เรามองว่าการศึกษาเป็นสิทธิมนุษยชน การศึกษา เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และการศึกษาเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องดูแลคนในประเทศ เพราะรัฐบาล ในทางความเป็นจริง ก็คือผู้ที่เก็บภาษีอากรของประชาชน ในประการสำคัญ ก็คือเมื่อเรา มองตรงนี้ สิ่งที่อยากจะให้เห็นว่าสิ่งที่ผมพูดนี้ความจริงในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อันนี้ก็จะมี ความชัดเจน เนื่องจากว่า พ.ร.บ. กยศ. ที่เกิดมาก่อนหน้านี้อาจจะเป็นฐานคิดอีกฐานคิดหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขาจะบอกหน้าที่ของประชาชนไว้ ในมาตรา ๕๐ (๔) คือว่าประชาชนต้องเข้ารับการศึกษาอบรมการศึกษาภาคบังคับ นี่หน้าที่ ของประชาชนทุกคนยังต้องศึกษา แล้วก็ยังมีกำหนดเป็นหมวดใหม่ ก็คือหน้าที่ของรัฐ หน้าที่ของรัฐได้ระบุในมาตรา ๕๑ ว่า อะไรในหมวดหน้าที่ของรัฐนี่ย่อมเป็นสิทธิของ ประชาชน ย่อมเป็นสิทธิของชุมชน แล้วประชาชนหรือชุมชนนี่ถ้าเห็นว่ารัฐไม่เร่งดำเนินการ ปล่อยปละละเลย ประชาชนก็จะมีสิทธิที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องได้ ท่านประธาน ที่เคารพ ผมจะให้ดูสักนิดหนึ่ง ก็คือมาตรา ๕๔ เราจะเห็นว่าเราจะมีการศึกษาภาคบังคับ ที่ระบุไว้ในมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง การศึกษาภาคบังคับปรากฏว่าในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ ๑๒ ปี แต่อย่างไรก็ตามในขณะที่มีการเอาร่างรัฐธรรมนูญออกทำประชามติ ได้มีเสียง เรียกร้องตำหนิผู้ร่างรัฐธรรมนูญว่าการศึกษาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ด้อยกว่าการศึกษา ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่าน ๆ มา คือปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ คสช. จึงได้ออกคำสั่ง ที่ ๒๘/๒๕๕๙ เรื่องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปี การศึกษา ๑๕ ปี ที่กำหนดไว้ ก็คือ การศึกษาอนุบาล การศึกษาระดับประถมศึกษา และการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ถ้าประถมศึกษา มัธยมศึกษาก็ระบบ ๖ ๓ ๓ คือจบ ม. ๖ หรือเป็นการศึกษาถึง ปวช. ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ต้องเป็นการศึกษาฟรีแบบมีคุณภาพ วันนี้รัฐบาล โดยเฉพาะ ท่านที่มาชี้แจง ท่านไม่บังคับตามรัฐธรรมนูญ ท่านไปพูดข้าง ๆ คู ๆ ว่าท่านมีกองทุนเพื่อ เสมอภาคทางการศึกษา อยากจะให้สไลด์ (Slide) ไปที่กองทุนเสมอภาคการศึกษา🔗
ท่านไปพูดข้าง ๆ คู ๆ ก็คือมีกองทุนเสมอภาคการศึกษา ในรัฐธรรมนูญบอกไว้ว่า คนที่ไม่มีสินทรัพย์ก็คือ คนที่ยากไร้ ขาดแคลนทุนทรัพย์นี้ รัฐต้องทำ ๒ อย่าง คือ ๑. สนับสนุนโดยรัฐ ๒. รัฐต้องมี กองทุน รัฐก็มีกองทุนจริง ก็ไปมีกองทุนเพื่อเสมอภาคทางการศึกษา เราจะเห็นว่ากองทุนเสมอภาค ทางการศึกษานี้ ก็ได้รับงบประมาณปีละ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ลองให้ดูนิดหนึ่ง เพื่อจะทวนนิดเดียวครับ แล้วก็ปี ๖,๐๐๐ ล้านบาท ๕,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่ากองทุนเสมอภาค ทางการศึกษานี้ ประมาณ ๙๕ เมื่อสักครู่ผมลองดูตัวเลขนี้เกือบ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ไปแย่งทำงาน กับการเรียนฟรี ๑๕ ปี ไปทำงานกับการเรียนฟรี ๑๕ ปี ท่านดูตัวเลข ทั้งที่ในกฎหมาย เรื่องการศึกษานั้น ถ้าผู้ปกครองไม่เอาลูกเรียน จะถูกปรับ ๑,๐๐๐ บาท หรือ ๑๐,๐๐๐ บาท มีโทษด้วย แต่กองทุนเพื่อเสมอภาคทางการศึกษานี้ ทำไมไม่ไปดำเนินการกับผู้ขาดแคลน ทุนทรัพย์ เพื่อสร้างความเหลื่อมล้ำตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ (๕) (๖) ดังนั้น กองทุน กยศ. ที่เกิดขึ้น ผมจึงเห็นว่าในอดีตอาจจะใช่ แต่ถ้าปัจจุบันนั้น กองทุน กยศ. จะต้องมีบทบาท หนึ่งเป็นกองทุนเพื่อการศึกษาสำหรับผู้ขาดแคลน ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทย การศึกษาเราถูกทำลายอย่างรุนแรงในยุคของ คสช. สิ่งที่เห็นได้ดีที่สุดคือพระราชบัญญัติ กองทุนเพื่อการศึกษา ปี ๒๕๖๐ ที่ไปทำลายหลักการสำคัญของ พ.ร.บ. กองทุนการศึกษา ปี ๒๕๔๑ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ คือการศึกษาในกองทุนปี ๒๕๔๑ นั้น เขาบอกว่าจะคิดดอกเบี้ย ก็ได้ แต่ต้องคิดเท่ากับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารออมสิน วันนี้เงินฝากธนาคารออมสิน ๑ สลึง ไม่ถึง ๕๐ สตางค์ด้วยซ้ำ แต่ใน พ.ร.บ. กยศ. ๒๕๖๐ นี้ ไปคิด ๗.๕๐ บาท นี่คือธนาคารพาณิชย์ ทั้งที่คุณไม่มีต้นทุนเลย ไปคิดดอกเบี้ยโหดร้ายมาก เท่านั้นยังไม่พอท่านประธาน ยังไปคิดเบี้ยปรับ เดือนละ ๑.๕๐ บาท ก็คือ ๑๘ บาท รวมเบี้ยปรับกับดอกเบี้ย ๒๕.๕๐ บาท มีใครบ้างที่ทำ ธุรกิจได้กำไรปีละ ๒๕.๕๐ บาท มันกำไรสูงมากนะครับท่านประธาน จะอ้างอย่างไรก็ตามว่า เบี้ยปรับบางช่วงคิดไม่ถึง ดอกเบี้ยบางช่วงคิดไม่ถึง แต่นี่คือการที่เป็นสิทธิโดยเฉพาะหลังจาก ปี ๒๕๖๐ มีรัฐธรรมนูญแล้ว นี่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิต้องมีความเสมอภาค แต่ปรากฏว่า กองทุนเพื่อการศึกษานี้กลับไปแก้กฎหมาย แล้วก็มาสร้างความโหดร้าย ท่านประธานที่เคารพครับ เท่านั้นยังไม่พอ ในปี ๒๕๖๐ นี้ไปทำลายหลักการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็คือกรณีที่การทวงหนี้ คือสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้กู้ได้หมดเลย ไปละเมิดสิทธิแล้วเปิดเผยข้อมูลได้ ทุกคนในที่นี้ ถ้าจะเอาข้อมูลเปิดเผยมันต้องไปขออำนาจศาล แต่ กยศ. สามารถบุกเข้าไปถึงข้อมูล อย่างเช่นมาตรา ๔๕ เข้าถึงข้อมูลบุคคล มาตรา ๔๖ ยังให้หน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ส่งข้อมูลให้ กยศ. อันนี้เป็นการละเมิดสิทธิ แล้วที่สำคัญอะไรรู้ไหม มาตรา ๕๐ ยังให้ กยศ. เป็นหนี้บุริมสิทธิ์ บุริมคือก่อน คือ กยศ. ต้องได้หนี้ก่อน อย่างนี้ก็ผลักภาระให้ลูกหนี้ กยศ. สมมติว่าลูกหนี้ กยศ. จะไปกู้เงินนอกจาก กยศ. ธนาคารไม่ให้กู้หรอกครับ เพราะ กยศ. เป็นหนี้บุริมสิทธิ์ คือถ้าไปปล่อยกู้ถ้ามีปัญหาลูกหนี้ต้องจ่ายให้ กยศ. ก่อน แล้วที่สำคัญก็ส่ง ภาระให้ลูกหนี้ กยศ. ต้องเดือดร้อนอย่างมาก เพราะสิ่งที่เขาจะไปหาเงินได้อย่างเดียวคือต้อง ไปหาจากหนี้นอกระบบหรือหนี้ครัวเรือน อันนี้จึงเป็นวิกฤติ แล้วที่สำคัญ อันนี้คือเป็นใน ภาพรวม สรุปแล้ว พ.ร.บ. กยศ. ถ้าไม่แก้ปัญหาไม่รุนแรงขนาดนี้ เพราะในปี ๒๕๔๑ ถ้ามี ดอกเบี้ยก็ ๑ สลึง แล้วจริง ๆ พอหลังจากรัฐธรรมนูญแล้วการมีดอกเบี้ยไม่ได้เด็ดขาด เพราะการมีดอกเบี้ยคุณกำลังเอาคนที่จะทำให้ประเทศมีกำไร ถ้าคนเรียนจบแล้วมีกำไร ก็ไปคิดดอกเบี้ยกับคนมีการศึกษาหรือ ประเทศไหนเห็นก็ต้องมีหัวเราะเยาะ อันนี้คือสิ่งที่ เสียหาย ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือเป็นหลักคิดของพรรคประชาชาติเราจึงแก้กรณีที่ ๑ คือมาตรา ๖/๑ ให้การกู้ยืมของผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นทุนการศึกษา แต่มีเงื่อนไขให้ คณะกรรมการได้พิจารณา แต่หลักใหญ่ก็คือเป็นหนี้ต้องใช้หนี้ แล้วก็มาตรา ๔๔ ที่เป็นมาตราหลักก็คือการใช้หนี้คือใช้เฉพาะเงินต้น การใช้หนี้ต้องไม่มีดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ ผมถือว่าถ้าการมีดอกเบี้ยสำหรับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ท่านกำลังละเมิดรัฐธรรมนูญ ทำผิด กฎหมาย และการมีเบี้ยปรับอย่างโหดร้าย ซึ่งสมาชิกของผมได้พูดไปแล้ว กู้ ๓๐๐,๐๐๐ ใช้หนี้ ๙๐๐,๐๐๐ เบี้ยปรับ แล้วมีจำนวนมาก ไม่อยากยกตัวอย่าง คือการมีเบี้ยปรับ ก็ต้องยกเลิก แล้วการใช้หนี้ของพรรคก็คือให้ใช้หนี้เมื่อมีความพร้อมในมาตราหนึ่ง คือมี ความพร้อม แต่ผมเขียนระยะเวลาเอาไว้ ๓๐ ปี เหตุที่ ๓๐ ปี เพราะว่าเอามาจาก กยศ. เอง กยศ. ขยายเวลาให้ ๓๐ ปีไม่พอ ยังให้คนใช้หนี้ไปอายุ ๖๕ ผมอาจจะน้อยกว่า กยศ. หน่อย ผมเชื่อว่าใน ๓๐ ปี ลูกหนี้มีความพร้อม และคำว่ามีความพร้อมแค่ไหน เพราะกฎหมาย กยศ. เดิมไปละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรง เราแก้กฎหมาย วิ.แพ่งในการบังคับคดีว่าถ้าจะไป บังคับคดีกับลูกหนี้ ลูกหนี้ต้องมีเงินอยู่ ๒๐,๐๐๐ เงินสงเคราะห์ต่าง ๆ ต้องไปบังคับไม่ได้ แต่ กยศ. ทำได้หมด นี่คืออะไรครับ หนี้นอกจากเป็นธนาคารพาณิชย์ คุณยังรีดเลือดกับคนที่ จะเป็นอนาคต คนเจ็นวาย (Gen Y) อายุ ๒๑-๓๗ ปี เจ็นเอกซ์ (Gen X) ถึง ๖๐ ปี หรือกว่านั้น เกิดมาต้องมีทุกข์กับหนี้ และเป็นหนี้ที่เป็นภาษีอากรของประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะให้เพื่อนสมาชิก วันนี้พวกเราทุกคนคงจะรับร่างพระราชบัญญัตินี้ เรามา ปลดโซ่ตรวนที่เป็นภาระอันยิ่งใหญ่ ทาง กยศ. ท่านก็มีกฎหมาย ท่านเพิ่งมาเมื่อ ๒-๓ ปี เท่านั้นที่ไม่ได้เอาเงินงบประมาณ การศึกษามีหลายท่านผมก็เคารพในมุมมองว่าเป็นเรื่องของ รุ่นพี่ส่งให้รุ่นน้องเรียน อันนี้มันเป็นหลักที่ขัดกับสิทธิมนุษยชนอย่างมากเลย สิทธิมนุษยชน เขาบอกว่า รัฐ การศึกษามันต้องสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐจะต้องจัดการให้ แล้วการศึกษาท่านไปดู งบการเงินอยากจะเอาส่งไปนิดหนึ่งเผื่อให้เห็น พองบการเงินท่านลองไปดูครับ ปรากฏว่าไปเก็บเงินที่เป็นเบี้ยปรับมา ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ยรวม ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงินก้อนนี้แทนที่จะไปส่งน้องเรียนตามที่อ้าง เอาไปให้ กยศ. กรรมการเอาไปใช้ ผมรวม ตัวเลขมา ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่มันคืออะไร คุณกำลังเอาเงินจากผู้ยากไร้ ในหลักการ ทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม คนมือบนต้องช่วยมือล่าง แต่นี่คุณกำลังจะเอาคนยากไร้ คนมือล่าง เอาเงินจากมือล่างมาหล่อเลี้ยง และที่สำคัญคือกองทุน กยศ. ไปใช้เงินมโหฬาร อย่างนั้นได้อย่างไร คนบางคนป่วยติดเตียง บางคนหนี้ ๖,๐๐๐ กว่าบาท ถูกยึด ซึ่งผม มีตัวอย่างเยอะ ซึ่งผมไม่อยากจะพูดให้รุนแรงไปกว่านั้น ดังนั้นผมอยากให้พิจารณา ร่างของพรรคประชาชาติ ร่างของพรรคประชาชาตินั้นถ้าเรามาพิจารณาก็คือคนที่ ถูกฟ้องร้อง หรือที่กู้อยู่ ๖.๑ ล้านคน น่าจะต้องกลับมาทบทวน ต้องไม่มีดอกเบี้ยและ เบี้ยปรับ คนที่เป็นอดีตถูกฟ้องร้องไปแล้ว ๑.๒ ล้านคน ที่ถูกดำเนินคดี ก็ควรจะส่งคืน เฉพาะเงินต้น ส่งคืนเงินต้นนะครับไม่ใช่ไปยกเว้นให้ แล้วก็ประเด็นสำคัญมีบางประเด็น ซึ่งเรายกเว้นให้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนได้เกียรตินิยม เป็นหลักสูตรที่รัฐเห็นว่าจะสร้าง ความสำคัญของประเทศอันนี้ก็สำคัญครับ เพราะวันนี้ พ.ร.บ. ที่รัฐบาลยกร่างมาอันตราย อย่างยิ่ง ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านไปมีกรรมการที่มาจากกระทรวงการคลัง ก็คือต้องการทำให้ กยศ. เป็นธนาคารพาณิชย์ แล้วธนาคารพาณิชย์เขายังลำบากกว่าท่าน เพราะว่าคนไปฝากเงิน ต้องจ่ายดอกเบี้ยแต่ท่านไม่มีดอกเบี้ย และที่สำคัญท่านไปยกเลิกอนุ ๒ อนุที่เป็นอนุสำคัญ คือที่มาจากกระทรวงศึกษาธิการท่านยกหมดเลย เพราะอะไรรู้ไหม เพราะอาจจะไปขัดขวาง ความสุขกรรมการก็ได้ จึงทำให้กรรมการใช้เงินตามอำเภอใจ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าจะดูอดีตสังคมใดให้ไปดูที่พิพิธภัณฑ์ ถ้าจะดูปัจจุบันให้ไปดูที่ หน่วยปฏิบัติ ถ้าจะดูอนาคตให้ไปดูที่การศึกษา วันนี้อนาคตของประเทศไทยแทบไม่มีเลย เรียนฟรี ๑๕ ปีไปตั้งกองทุนก็ให้อีกกองทุนหนึ่งไปแย่งกันใช้เงินก้อนนั้น แต่คนที่ยากไร้ ที่รัฐธรรมนูญกำหนด ท่านก็ปล่อยปละละเลย ดังนั้นผมจึงอยากเรียกร้องว่าเมื่อเราตั้ง กรรมาธิการแล้ว อยากให้ท่านรัฐมนตรีทำใจให้ร่ม ๆ แล้วเรามาร่วมกันสร้างชาติด้วย การศึกษา การศึกษาเท่านั้น ความรู้เท่านั้นจะเปลี่ยนทุกอย่าง ที่เรายืนอยู่รัฐสภาอยู่นี้ เกิดด้วยความรู้ที่เป็นตึก ไม่ได้เกิดด้วยอาวุธ ไม่ได้เกิดด้วยกำลัง การที่จะมีความรู้ได้ คือการศึกษา ผมจึงขอสนับสนุนร่างทั้งของรัฐบาลและของพรรคฝ่ายค้านทั้ง ๕ พรรค แล้วก็ อยากไปให้พิจารณาในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ อย่างใช้สติปัญญาใช้อนาคตของชาติมาเป็น สิ่งสำคัญ เพราะคนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศมากที่ต้องทุกข์ระทมอยู่ทุกวันนี้ เพราะเป็นหนี้เกิดจากความขยัน เป็นหนี้ที่เกิดจากการเรียนรู้ คนกลุ่มนี้ไม่ไปติดยาเสพติดให้ ก็บุญแล้ว แต่ขยันยังถูกฟ้องร้องถูกดำเนินคดี ผมจึงคิดว่าเรามาร่วมกันสร้างวาระสำคัญของ ชาติในครั้งนี้ ขอบพระคุณมากครับ🔗
เชิญ ผู้เสนอร่างของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านชินวรณ์จะเป็นผู้สรุป เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด นครศรีธรรมราช เดิมผมตั้งใจว่าจะไม่สรุปท่านประธาน แต่เนื่องจากว่าพระราชบัญญัติ เงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษานั้นมีเพื่อนสมาชิกในสภาได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และมีจำนวนมาก แล้วบางท่านก็ได้อภิปรายที่เกินจากกรอบในหลักการที่เราได้มีการเสนอร่าง โดยเฉพาะร่าง ของคณะรัฐมนตรีและร่างของกระผม ซึ่งเสนอไปในแนวทางเดียวกัน เพราะเราต้องการเห็น ว่าการแก้ไขพระราชบัญญัติเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เราได้มีการปรับปรุง เมื่อปี ๒๕๖๐ นั้น บัดนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องดำเนินการแก้ไขเพื่อที่จะให้พระราชบัญญัติ เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้นได้เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและเป็นหลักประกันในเรื่อง การให้โอกาสให้กับลูกหลานของเราในอนาคต ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียดก็อยากจะขอ อนุญาตท่านประธานว่า ผมมีสไลด์ (Slide) ประกอบเล็กน้อยเพื่อเป็นการสรุป เพื่อที่ กรรมาธิการจะได้ดำเนินการในการที่นำไปพิจารณา🔗
ประเด็นแรก ก็คือว่าในเรื่อง ของสถานการณ์ในการวันนี้ ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนที่สนใจการศึกษา และสนใจในอนาคต ของลูกหลาน หรือแม้แต่ผู้กู้ยืม นักเรียนและนักศึกษาทั่วประเทศสนใจ ลุ้นการพิจารณา ของสภาในวันนี้ครับท่านประธานว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่านหรือไม่ เพราะใช้เวลามาเป็น สัปดาห์ที่ ๒ แล้ว🔗
ประการที่ ๒ ก็คือว่าโดยหลักการของการร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยคณะรัฐมนตรี ซึ่งผมเชื่อว่าเราก็จะต้องรับเป็นร่างหลักต่อไปนั้น ได้เขียนหลักการไว้ อย่างแคบ ไม่เหมือนของบางพรรคที่ได้เขียนหลักการอย่างกว้างว่า จะปรับปรุง พระราชบัญญัติเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ท่านจึงสามารถพูดได้ยาวจนไปถึงเรื่อง การศึกษาภาคบังคับ เรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง แต่ว่าในส่วนของกระผมนั้น ได้เขียนหลักการไว้เช่นเดียวกันกับหลักการของคณะรัฐมนตรี จึงอยากจะทำความเข้าใจว่า คณะกรรมาธิการที่จะไปพิจารณาก็จะต้องไปพิจารณาตามหลักการที่เราจะรับในสภา อีกไม่กี่วินาที กี่นาทีข้างหน้านี้🔗
ประการที่ ๓ ก็คือว่าผมอยากให้ท่านประธานได้ดูตัวเลขนิดหนึ่งครับว่า ตั้งแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๓๘ จนมาถึงวันนี้เงินกองทุนก้อนแรกที่ท่านชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติ ๔,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้เรามีเงินทั้งหมด ๖๗๕,๓๑๗ ล้านบาท ซึ่งผมถือว่าเป็นเงินกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในประเทศของเรามีเงินกองทุน หลาย ๆ กองทุนครับ แต่ว่ากองทุนนี้ได้เจริญเติบโตมาตามลำดับโดยการที่รัฐบาลได้สมทบ เป็นเงินอุดหนุนเข้ากองทุนมาเป็นระยะ วันนี้ ๖๗๕,๓๑๗ ล้านบาท มีนักเรียนได้รับ ผลประโยชน์ ๖,๑๔๖,๐๔๔ คนครับท่านประธานครับ ผมอยากให้มองตัวเลขนี้เป็นตัวเลข ที่สร้างสรรค์🔗
สร้างสรรค์ประการแรกก็คือว่าการที่เราจะมีเงินกองทุนขึ้นมาขณะนี้มันต้อง ใช้การบริหารจัดการที่ดี มันจะต้องดำเนินการในการที่ปรับปรุงกฎหมาย โดยสภานี้ละครับ ให้มีประสิทธิภาพ ผมเคยทำกฎหมายฉบับนี้มาเมื่อปี ๒๕๔๑ ผมก็ยอมรับความเป็นจริงว่า เจตนารมณ์ของคนจัดตั้งกองทุนนั้น ต้องการให้กองทุนนี้เป็นกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เมื่อกู้ยืมก็ต้องมีดอกเบี้ยแต่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเอากำไรแบบธนาคารพาณิชย์ครับ แต่เป็น ดอกเบี้ยเพื่อต้องการที่จะสื่อให้ผู้ได้รับเงินภาษีของประชาชนก้อนนี้ต้องมีความรับผิดชอบ ครับว่า ต้องจ่ายคืนเงินกองทุนเพื่อส่งมอบโอกาสให้กับรุ่นน้องต่อไป ผมไปดูงานเกี่ยวกับ เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในหลายประเทศ หลายประเทศประสบความสำเร็จครับ หลายประเทศเป็นล้าน ๆ บาทที่จะมารองรับให้กับลูกหลานของเราที่เป็นเยาวชนได้มีโอกาส ใช้เงินกองทุนก้อนนี้เพื่อศึกษาต่อ ท่านประธานครับ ผมอภิปรายตอนวันแรกที่รับหลักการ พี่น้องประชาชนที่สนใจไลน์ (Line) มาในเฟซบุ๊ก (Facebook) ของผมจำนวนมากว่า ลูกหลานของเขาได้รับประโยชน์จากเงินกองทุนก้อนนี้และเขายินดีที่จะคืนเงินกองทุนก้อนนี้ ไม่ใช่เป็นหนี้สิน ไม่ได้เป็นความโหดร้ายของผู้อำนวยการกองทุนที่นั่งอยู่ตรงนี้ครับ แต่เป็นกระบวนการ ในเชิงการบริหารตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งกองทุน และแน่นอนที่สุดไม่ได้เป็นภาระของ ความเดือดร้อนของผู้ที่สุจริตที่ได้รับเงินกองทุนแล้ว คืนกลับให้กับกองทุนในระยะเวลาผ่อน ส่ง ๒๐ ปี และกฎหมายใหม่เราก็ปรับปรุงว่า ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้ถ้าหากว่า ผู้กู้ยืมประสบปัญหาในเรื่องสุขภาพ ในเรื่องอุบัติเหตุ ในเรื่องโรคอุบัติใหม่ก็สามารถที่จะมา ปรับโครงสร้าง มาปรับดอกเบี้ย มาพักชำระหนี้ได้ตลอดเวลาครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงต้อง เริ่มต้นเป็นจุดแรกที่จะต้องเข้าใจตรงกันก่อนครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ครับ วันนี้ถึงเราไม่มีกฎหมายฉบับนี้ ผมเป็นประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญในการแก้ไขปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ ผมขอสไลด์ (Slide) สิครับว่า🔗
ในวันนี้คณะกรรมการกองทุน ก็ไปดำเนินการแล้วครับ ดำเนินการประการแรก ที่เป็นไปตามเจตนาตามจริงตอนที่ผมร่าง กฎหมายเขาคิดว่า ๑๓ ปีเราจะมีทุนหมุนเวียนที่จะกลับมาเพื่อให้ทุนหมุนเวียนดังกล่าวนั้น นำไปสู่การมอบโอกาสให้กับรุ่นต่อไปได้ วันนี้ ๒๖ ปีเรามีเงินกองทุนให้กู้ยืม ที่กลับมาถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีครับ จึงใช้คำพูดที่ผู้จัดการกองทุนได้พูดกับผมในสภา ในชั้นกรรมาธิการว่า ไม่มีโควตาอีกต่อไป ที่ผมย้ำคำนี้เพราะผมต้องการให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ขอประทานโทษ ท่านมานั่งอยู่ด้วย ท่านได้ตระหนักรู้ว่าเงินก้อนนี้มาจาก ความรับผิดชอบของผู้กู้ที่เรียนจบแล้วเขาคืนเอากลับให้กับรุ่นน้อง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ท่านประธานครับ ในวันนี้ไม่มีโควตาอีกต่อไป เพราะฉะนั้นลูกคนยากคนจนที่ขาดแคลน จะต้องได้รับละครับ แต่ว่าเราจะต่อยอดเราจะต้องมาแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย เราจะมา ต่อยอดว่า ถ้าเรามีเงินมากพอเราจะมองลูกคนยากคนจนเพียงขาดแคลนด้านรายได้ ของครอบครัวด้านเดียวไม่พอแล้ว เราควรจะดูด้านอื่นด้วย เช่น เขาอยู่ในเกณฑ์ความยากจน จริงหรือไม่อยู่ในเกณฑ์ยากจนจริงแต่มีลูก ๔ คนต้องส่งให้เรียน คณะกรรมการต้องสามารถ กำหนดกฎเกณฑ์ที่ให้ครอบครัวดังกล่าวนั้นสามารถที่จะได้รับเงินกองทุนกู้ยืม หรือในส่วน ของผู้เรียนเองก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าผู้เรียนประพฤติดี เรียนดีมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ คณะกรรมการกองทุนต้องสามารถเปลี่ยนแปลงหนี้ให้เป็นทุน ก็คือให้ฟรี แต่ต้องให้ ในหลักเกณฑ์และวิธีการพิเศษจริง ๆ เพื่อจูงใจให้กับนักเรียน นักศึกษาที่กู้ยืมเงินก้อนนี้ ได้เห็นว่าตัวเองต้องมีความรับผิดชอบและมีวินัยในเรื่องการเงินที่จะต้องดำเนินการ วันนี้ ผมอยากเรียนย้ำผ่านไปยังผู้จัดการกองทุนอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าใครก็ตามได้รับเงินกองทุนกู้ยืมนี้ แล้ว ใครอย่ามาหาเสียงเลยครับว่าปลดหนี้ให้เขา ผมคนหนึ่งไม่เห็นด้วยครับ และผมคิดว่า ลูกหนี้ ๖ ล้านกว่าคนก็ไม่เห็นด้วยครับ ถ้าคุณมีเงินเป็นสิบล้าน แต่คุณไม่ยอมจ่ายเงินกองทุน ถ้าคุณมีสถานะมาเป็นผู้แทนราษฎร แต่คุณไม่จ่ายเงินกองทุนกู้ยืม ผมคิดว่าเราจะยอมรับ ไม่ได้เป็นอันขาดเลยครับ เราต้องฟ้องร้องและดำเนินคดีอย่างเคร่งครัดครับ นี่หลักการ เบื้องต้นที่ผมอยากจะเรียนให้ตรงกันครับ🔗
ทีนี้มาดูสไลด์ (Slide) สุดท้ายที่เขาว่าหลักการในการช่วยเหลือ นี่ละครับ ที่กำลังโชว์อยู่ในสไลด์ (Slide) ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า จริง ๆ แล้วเรา อยากจะให้การดำเนินการในการช่วยเหลือดังกล่าวนี้เป็นการช่วยเหลือไม่ใช่เฉพาะที่เราเกิด วิกฤติโรคระบาดใหม่หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เกิดขึ้น แต่ผมอยากจะให้ กยศ. มอบของขวัญเหล่านี้ให้กับผู้กู้ยืมทุกคน ถ้าเขาเข้าหลักเกณฑ์ที่เราจะต้องเข้าไปช่วยเหลือ ผมอยากจะให้ช่วยเหลือ เช่น ลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ท่านเขียนไว้ในกฎหมายว่าไม่เกินร้อยละ ๒ ในขณะนี้เหลือ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ครับ ที่ผมต้องย้ำตรงนี้เพราะว่ามีบางท่านมาพูดว่าเหมือน หฤโหด เหมือนกับกองทุนเขียวที่ให้กู้ยืมโดยเอกชน เหมือนกับธนาคารพาณิชย์ที่ต้องเอา ดอกเบี้ย ไม่ใช่ละครับ ถ้าเมื่อไรคณะกรรมการกองทุนเงินกู้ยืมทำอย่างนี้ ผมคนหนึ่งละครับ จะลุกขึ้นมา อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็จะดำเนินคดีกับคณะกรรมการ กองทุนต่อไป แต่นี่เขาทำดี ผมก็ต้องเอามาพูดหน่อย ลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเหลือ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ลดเงินต้น ๕ เปอร์เซ็นต์ กรณีชำระหนี้ปิดบัญชี ลดเบี้ยปรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่ถูกปรับในช่วงที่มีการเร่งรัดคดี แต่ว่าในขณะนี้เจ้าตัวยินยอม ลดให้เลย ก็เป็นเรื่องที่ ถูกต้อง และตลอดถึงการที่จะดำเนินการในการที่จะลดเบี้ยปรับให้กับผู้ที่มีความประสงค์ที่จะ เข้าสู่มาตรการในการลดหย่อนหนี้อีกร้อยละ ๘๐ ซึ่งทั้งหมดนี้มีหลายประเด็นที่กองทุน ได้ดำเนินการไป ผมอยากจะกราบเรียนว่าโดยเจตนารมณ์ของท่านชวน หลีกภัย ท่านได้ไป พูดไว้ในวันที่เปิดสัมมนาคณะกรรมาธิการว่า เงินก้อนนี้ต้องการตั้งให้เป็นเงินกองทุน หมุนเวียนเพื่อให้นักเรียนได้กู้ยืม และคนกู้ยืมก็ต้องคืนเงิน ท่านยังยกตัวอย่างว่า ในยุคสัก ๓-๔ ปีที่ผ่านมามีมหาวิทยาลัยบางมหาวิทยาลัยใช้เงินกองทุนกู้ยืมหนี้นี้ไปเป็น ประโยชน์โฆษณาให้เด็กมาเรียนที่มหาวิทยาลัย และสุดท้ายก็ยังไปให้ความเข้าใจที่ผิด กับนักศึกษาที่กู้ว่าสักวันหนึ่งรัฐบาลจะยกเลิกหนี้ให้ ผมเป็นคนพูดเองว่า พรรคการเมืองใด ก็ตาม ถ้าออกมาพูดว่าจะยกเลิกหนี้ให้เท่ากับพรรคการเมืองนั้นทำลายกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อ การศึกษา ทำลายอนาคตของลูกหลานของเรา ๖ ล้านกว่าคนที่กำลังได้อยู่ในขณะนี้ และต่อไปอาจจะเป็น ๑๐ ล้านคน เป็น ๒๐ ล้านคน ที่จะต้องได้รับดังต่อไปนี้🔗
ประการสุดท้ายครับ ผมอยากสรุปว่า กฎหมายฉบับนี้คือพระราชบัญญัติ กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีและผมเสนอ เรามีหลักการที่สำคัญ มีสาระ ๒๗ มาตราเท่านั้นครับท่านประธานครับ และเราได้เขียน หลักการไว้ ๔ ประเด็นหลัก ซึ่งผมอยากจะกราบเรียนว่า นี่คือความชัดเจนที่คณะกรรมาธิการ จะต้องไปดูใน ๔ กรอบนี้ ซึ่งผมแยกเป็นประเด็นสำคัญ ๑๕ ประเด็นที่อยากจะพูด ให้บันทึกไว้ในสภานี้ว่า เราจะไปปรับปรุงอย่างไรให้ดีขึ้นก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของหลักการนี้🔗
ประเด็นแรก นั่นคือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการขยายโอกาสให้กับนักเรียน และนักศึกษา คือเราได้ปรับปรุงมาตรา ๓ มาตรา ๔ เพื่อต้องการที่จะให้ผู้เรียนหมายถึง ผู้ที่เข้าศึกษาในหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ ในสถานศึกษาด้วย ก็เหมือนที่เพื่อนอภิปราย คือเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม สถานศึกษา ก็เช่นเดียวกันครับ นอกจากจะเป็นสถานศึกษาในระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียน ว่าด้วย โรงเรียนเอกชน ว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาแล้ว ก็ให้หมายร่วมถึงบุคคลและคณะบุคคล ซึ่งจัดให้มีการศึกษาในหลักสูตรอาชีพเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ตามที่ คณะกรรมการกำหนดด้วย นี่เป็นเรื่องของการขยายโอกาสครับ🔗
เรื่องที่ ๒ การขยายโอกาส อันที่ ๒ คือแก้ไขมาตรา ๕ คณะกรรมการอาจให้ ทุนการศึกษาแทนการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาได้ในกรณีที่นักเรียน นักศึกษาไปศึกษา ในสาขาวิชาขาดแคลน หรือสาขาวิชาอื่นที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ ผมยังแสดง เจตนารมณ์ในเรื่องนี้ครับว่า ไม่ใช่กองทุนจะมีการส่งเสริมเป็นพิเศษในเชิงธุรกิจ แต่ผมคิดว่า สาขาที่ควรมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษนั้นเราควรจะมาดูในสาขาของการสร้างความเป็นคน ให้สมบูรณ์ด้วย เช่น ผมอยากเห็นการที่เราจะต้องสอนลูกหลานเรามีสุนทรียศาสตร์สืบทอด วัฒนธรรม ถ้าเขาเรียนวิชามโนราห์ ผมคิดว่าควรให้กองทุนนี้เป็นพิเศษ นี่สำหรับคนภาคใต้ บ้านผม หาคนเรียนยากครับท่านประธาน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ผมแค่เป็นยกตัวอย่างสั้น ๆ🔗
ประเด็นที่ ๓ คือไปแก้ไขวัตถุประสงค์ของกองทุน อันนี้สำคัญที่สุดครับ ท่านประธาน คือเดิมเรามีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่วันนี้ กฎหมายฉบับนี้เราต่อยอดไปข้างหน้าก็คือว่า ให้นักเรียนที่ศึกษาในสาขาวิชาที่ผมกราบเรียน ไปแล้ว และให้นักเรียนที่เรียนดีเพื่อสร้างความเป็นเลิศเพิ่มขึ้นมาในวัตถุประสงค์ และให้ คณะกรรมการกำหนดให้เป็นทุนการศึกษาแทนการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ สำคัญที่ผมต้องพูดเพราะเป็นผลงานของท่านประธาน เป็นผลงานของนายกรัฐมนตรี เป็นผลงานของคณะรัฐมนตรี และผมถือว่าเป็นผลงานของผม และเป็นผลงานของพวกเรา ทุกคนที่อยู่ในสภานี้ หลังจากนี้ไปเราจะได้เห็นคณะกรรมการได้กำหนดเงิน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ เอามาปีหนึ่งสัก ๒๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาทได้ไหมครับ มาให้ทุนการศึกษา แทนให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อต่อยอดที่จะให้นักศึกษา นักเรียน โดยเฉพาะช้างเผือก ในชนบทเขาได้มีโอกาสได้เรียนในสาขาวิชาที่ขาดแคลน ในสาขาที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ🔗
ประการต่อมาท่านประธาน ก็คือประการที่ ๔ คือการให้นำเงินกองทุนกู้ยืม ไปใช้เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนนั้น ก็ให้คณะกรรมการกองทุนไปกำหนด หลักเกณฑ์🔗
ประการที่ ๕ ให้คณะกรรมการก็ได้มีอำนาจให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และเป้าหมายดังกล่าว เมื่อก่อนนี้มีเพื่อนสมาชิกบอกว่าทำไมคณะกรรมการไม่ช่วยนักเรียน ทำไมไม่ยกฟ้อง ทำไมไม่ปรับโครงสร้างหนี้ ก็มันปรับไม่ได้ครับ เพราะไม่ได้ให้อำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการไว้ในกฎหมาย วันนี้เราก็เลยมาให้อำนาจหน้าที่ให้กับคณะกรรมการ เพิ่มขึ้น มีหลายประเด็น แต่ว่าประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการ ที่เราจะต้องไปขอดูรายละเอียดจากคณะกรรมการกองทุนกู้ยืม คือการที่จะกำหนดลักษณะ ของนักเรียน นักศึกษา ตามมาตรา ๖/๑ ต่อไปว่า เราต้องการที่จะให้เป็นอย่างไร ไม่ใช่ให้ เช็คเปล่าไปและกรรมการจะไปคิดอย่างไรก็ได้ ผมคิดว่าในฐานะเราเป็นตัวแทนของ ประชาชนและเราเป็นผู้ทำกฎหมาย เราก็จะต้องดำเนินการในเรื่องนี้🔗
นอกจากนั้นที่สำคัญประการที่ ๖ ก็คือว่า ให้คณะกรรมการต้องกำหนด ให้ผู้ซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงได้มีโอกาสกู้ยืมเงินได้ โดยไม่ต้องคำนึงเฉพาะรายได้ ต่อครอบครัวของผู้กู้ยืมเงินเพียงด้านเดียว แต่ต้องคำนึงถึงรายจ่ายของครอบครัวด้วย นี่ตามที่ผมกราบเรียนไปแล้วท่านประธานครับ ยุคผม ยุคท่านประธาน พ่อแม่เรามีลูก ๘ คน แต่เลี้ยงพวกเราได้ครับท่านประธาน แต่วันนี้มีลูก ๒ คนนี่ก็หนัก แต่ว่าครอบครัว คนยากคนจนเขาอาจจะมีลูก ๓ คน ๔ คน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจะไปคิดเอารายได้ เพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องคิดถึงรายจ่ายด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่ผมพยายามที่จะเห็นว่าเราได้ ต่อยอดเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วก็เป็นแนวความคิด ถึงแม้ว่าเราจะดำเนินการที่จะให้ต่อยอด โดยเฉพาะประการที่ ๗ คือให้นักเรียน นักศึกษา ซึ่งต้องตัดสินใจก่อนทำการสมัครเข้าศึกษา และขอกู้ยืมเพื่อการศึกษาได้มีการประกาศข้อมูลเกี่ยวกับเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาตั้งแต่ต้นปี อันนี้เราเขียนบังคับเงินกองทุนกู้ยืมครับท่านประธาน ท่านต้องเป็นหน่วยบริการ ไม่ใช่ให้ นักเรียน นักศึกษา เป็นคนที่ขวนขวาย โดยเฉพาะเด็กในชนบทอาจจะขาดการแนะแนวที่ดี จากสถานศึกษา อาจจะขาดการจูงใจที่ดี ผมว่ากองทุนเอาเม็ดเงินก้อนนี้ที่มีใครพูดว่าใช้ไป กี่พันล้านต่อปีผมไม่ทราบนะครับ แต่ว่าผมยอมรับว่าต้องจ้างผู้อำนวยการกองทุนให้แพงหน่อย ต้องทำบริหารการจัดการที่ดีหน่อย แต่ผมอยากดูที่การบริการไปถึงตัวนักเรียนเลยต้องเขียน ตรงนี้ไว้ว่า กองทุนต้องมีหน้าที่ทำอะไรบ้างเกี่ยวกับตัวนักเรียนทั้งหมด นอกจากนั้นก็จะเป็น เรื่องของการบริหารจัดการที่ดี มีหลายประเด็น ทั้งหมดที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ๑๕ ประเด็น การบริหารจัดการที่ดีหมายถึงว่า การที่กองทุนได้รับการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายคราวนี้แล้ว ก็จะต้องไปดำเนินการในการที่จะต้องดำเนินการในเรื่องของการที่จะบริการการกู้เงินของ นักเรียน นักศึกษา ให้มีความรวดเร็ว คล่องตัว มีประสิทธิภาพและทั่วถึงนักเรียนอย่างแท้จริง และสิ่งที่ผมอยากฝากไว้ก็คือว่า กองทุนต้องไปเปลี่ยนทัศนคติของนักเรียนผู้กู้ยืมเสียใหม่ อย่าให้เห็นกองทุนเหมือนกับเจ้าหนี้ไปตามลูกหนี้ อย่าให้เห็นกองทุนเหมือนฝ่ายสินเชื่อไปตามเอสเอ็มอี (SMEs) แต่ว่าวันนี้ประมาณ ๖-๗ ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ เราให้อำนาจกองทุนไปแล้ว ก็ขอให้กองทุนไป ปรับปรุง ทั้งในเรื่องของการให้กู้หนี้ให้สะดวก คล่องตัวมีประสิทธิภาพและให้เห็นว่านักเรียน นักศึกษานั้นเป็นผู้ที่ควรได้รับบริการจากเงินกองทุนก้อนนี้ เงิน ๖๗๕,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ เป็นเงินภาษีของประชาชนที่เราต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าคุณจะเป็นผู้จัดการกองทุน ใดหรือบริษัทใด หรือส่วนราชการใดผมไม่ว่า แต่ถ้าคุณจะเป็นผู้จัดการเงินกองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษาแล้ว คุณจะทำให้สิ่งเหล่านี้รั่วไหล ทุจริต คอร์รัปชันไม่ได้ แต่ว่าผมก็ขอชื่นชม ท่านผู้อำนวยการคนปัจจุบัน ท่านก็ได้แสดงฝีมือ และยืนบนความซื่อสัตย์สุจริตตลอด ระยะเวลา ผมไม่ได้มีส่วนได้เสียหายอะไรกับท่าน แต่ว่าคนดีก็ต้องยกย่องครับท่านประธาน เราควรข่มคนที่ควรข่ม และควรยกย่องกับคนที่ควรยกย่อง และ🔗
ประเด็นสุดท้ายผมอยากกราบเรียนว่าหลังจากนี้ในสภาแห่งนี้ ทุกพรรค การเมืองผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าจะได้ยกมือสนับสนุนในชั้นรับหลักการกฎหมายฉบับนี้ แล้วเราก็ร่วมกันไปเป็นคณะกรรมาธิการ ผมมั่นใจครับว่ากฎหมายฉบับนี้จะได้ทันใช้ในสภา ชุดนี้อย่างแน่นอน ถึงแม้จะมีบางคนเป็นห่วงเป็นใยครับว่าอาจจะไม่ทัน แต่ผมยังเชื่อมั่นว่า โดยการที่เราเห็นความสำคัญ ไม่ว่าสถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ว่าสภา แห่งนี้ต้องทำหน้าที่ให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนครับ ท่านประธานครับ ถ้าใครก็ตามมาทำให้สภาไม่สามารถที่จะอยู่ได้ในการที่จะทำให้กฎหมายเพื่อประชาชน ที่สำคัญยังค้างอยู่ในสภา ผมคิดว่าจะไม่ได้การยอมรับ และผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งถ้าหากว่า สภานี้ไม่ได้พิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งและว่าด้วย พรรคการเมือง เพื่อให้บริบทของการเลือกตั้งของเราในอนาคตไปสู่บริบทใหม่ อย่างน้อย พี่น้องประชาชนก็จะได้คาดหวังว่าในช่วงสมัยที่ท่านประธานสภาที่ชื่อ ชวน หลีกภัย ท่านประธานที่อยู่ในที่ประชุมนี้คือท่านสุชาติ ตันเจริญ ได้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน กฎหมายที่มีความสำคัญต่อลูกหลานของเราในอนาคต และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจำนวน เงินกองทุน ๖๗๕,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ จะได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการตลอดถึง การดำเนินการเพื่อให้โอกาสกับลูกหลานของเราต่อไปในอนาคต กราบขอบพระคุณครับ🔗
ผู้เสนอร่าง ทั้ง ๕ ฉบับ รวมทั้งของคณะรัฐมนตรี ทางฝ่ายคณะรัฐมนตรีท่านอาคม ท่านรัฐมนตรีมีอะไร จะสรุปไหมครับ เชิญนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในส่วนของร่าง พระราชบัญญัติกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาในส่วนของที่คณะรัฐมนตรีได้นำเสนอนั้น ก็อนุญาตเรียนว่าในบางเรื่องนั้นทางกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้นก็ได้มีการแก้ไขไปบ้างแล้ว ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องของการชะลอการฟ้อง การบังคับคดี การลดดอกเบี้ย การลด เบี้ยปรับ หรือเรื่องของการปรับโครงสร้างหนี้ ตลอดจนในเรื่องของการลดเงินต้นในกรณีที่ ชำระเพื่อปิดบัญชี บางส่วนได้ดำเนินการไปแล้ว แต่ในบางส่วนนั้นระหว่างที่อยู่ในข้อเสนอ ในเรื่องของการร่างพระราชบัญญัติในฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ๔ หลักการด้วยกัน คือในเรื่องของการกำหนดคำนิยาม ในเรื่องของนักเรียน นักศึกษาและสถานศึกษา ซึ่งวันนี้ ก็ได้รับฟังความคิดเห็นจากท่านสมาชิกทั้งหลาย🔗
ประการที่ ๒ ก็ไปในเรื่องบทบาทหรือว่าหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนเงิน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา🔗
ประการที่ ๓ ก็เป็นในเรื่องของบทบัญญัติเกี่ยวกับการเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา🔗
ส่วนเรื่องที่ ๔ ก็เป็นเรื่องของการชำระคืนกองทุน ซึ่งจากที่ได้รับฟังท่านสมาชิก ได้อภิปรายนั้นก็เป็นความคิดที่เห็นตรงกันว่าถึงเวลาที่เราจะต้องมาแก้ไขในเรื่องของหนี้ เยาวชนที่เราพูดถึงกันในวันนี้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแล้วก็ปลดล็อกต่าง ๆ ในเรื่องของผู้ค้ำประกันต่าง ๆ ซึ่งก็จะออกมาเป็น ข้อกฎหมายที่มีความชัดเจนในอนาคต ก็ขออนุญาตเรียนว่า ขอกราบขอบพระคุณในความคิด เห็นต่าง ๆ ผมแยกเป็น ๒ กรณี🔗
กรณีที่ ๑ ก็คือส่วนที่ได้แก้ไขในร่างพระราชบัญญัตินั้นก็คงจะได้มีการนำ ความเห็นต่าง ๆ ไปประกอบในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นในวันนี้🔗
ส่วนที่ ๒ เป็นความเห็นเกี่ยวกับเรื่องของการบริหารจัดการซึ่งมีข้อเสนอแนะ ต่าง ๆ ให้มีการปรับปรุงในเรื่องระบบการบริหารจัดการ ซึ่งเรื่องนี้ทางกระผมเองก็จะได้ มีการหารือกับทางคณะกรรมการกองทุนและทางกองทุนเพื่อให้มีการปรับปรุงให้มี ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย ก็ขออนุญาต กราบขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งในส่วนของความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่าง ๆ และทางกระผม เองก็จะนำข้อเสนอแนะต่าง ๆ รับไปปฏิบัติแล้วก็แก้ไขในเรื่องของประสิทธิภาพในการ ดำเนินงานของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ผู้เสนอร่าง พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๕ ฉบับได้สรุป เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็เป็นขั้นตอนการลงมติตามข้อบังคับ ก่อนจะลงมติ ต้องให้ท่านสมาชิกแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้ามา ห้องประชุมครับ🔗
เชิญ ท่านสมาชิกเข้ามาห้องประชุมเพื่อแสดงตนนะครับ เชิญครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุม เชิญเข้าห้องประชุมแสดงตนนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ โอชิษฐ์ เลข ๕๐๐ ขอแสดงตนครับ🔗
สมาชิก เข้ามาครับ เชิญท่านสมาชิกแสดงตนได้นะครับ กดปุ่มแสดงตน แสดงตนครบทุกท่าน ปิดการ แสดงตนครับ มีท่านสมาชิกแสดงตนอยู่ในห้องประชุม ๓๒๙ ท่าน เพราะเมื่อสักครู่มีท่าน ส.ส. ลำดับที่ ๕๐๐ อีก ๑ ท่าน เป็น ๓๒๙ นะครับ🔗
ต่อไป ผมจะขอมติในขั้นรับหลักการในวาระที่ ๑ ว่าท่านจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาทั้ง ๕ ฉบับ เราจะลงมติรวมกันเลย ท่านจะรับหลักการ หรือไม่ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการกด ไม่เห็นด้วย งดออกเสียงก็กด งดออกเสียง ให้ด้วยครับ เชิญกดปุ่มลงคะแนนครับ🔗
ท่านประธานครับ โอชิษฐ์ ลำดับที่ ๕๐๐ เห็นชอบครับ🔗
ท่านประธานครับ ๒๓๒ เห็นด้วยครับ บัตรใช้ไม่ได้ครับ ขออนุญาตนะครับ ๒๓๒ เห็นชอบครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ๓๖๘ เห็นด้วยครับ🔗
ลงคะแนน ครบทุกท่านแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนนครับ จำนวนผู้ลงมติที่เห็นด้วย ๓๔๕ บวก ๓ เป็น ๓๔๘ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ นะครับ มติของที่ประชุม เห็นควรรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๕ ฉบับนะครับ🔗
ขั้นตอน ต่อไปคือตั้งกรรมาธิการท่านจะเสนอส่งสามัญหรือท่านจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญขอให้ สมาชิกเสนอ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฉะเชิงเทรา ขอกราบเรียนเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวนทั้งหมด ๓๕ ท่าน ขอผู้รับรอง ด้วยครับ🔗
มีท่าน สมาชิกเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๓๕ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง มีท่านสมาชิก ท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๓๕ ท่าน ขอรัฐบาลตั้งได้ไม่เกิน ๑ ใน ๔ จะใช้ สิทธิไหมครับ ถ้าใช้สิทธิเชิญเสนอได้นะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของรัฐบาล จำนวน ๘ คน ดังนี้ ๑. นายสันติ พร้อมพัฒน์ ๒. นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ๓. นางปัทมา วีระวานิช ๔. นายจุมพล นิติธรางกูร ๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศุภเสฏฐ์ คณากูล ๖. นายเมธี ใจสมุทร ๗. นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ๘. นายปรีดา บุญเพลิง🔗
รัฐบาล ตั้ง ๘ ท่าน ดังนั้นจะเหลือสัดส่วนของพรรคการเมืองอีก ๒๗ ท่าน ซึ่งเป็นของพรรคเพื่อไทย ๘ ท่าน เชิญพรรคเพื่อไทยได้เสนอเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนพ ชีวานันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคเพื่อไทย จำนวน ๘ คน ดังนี้ ๑. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ๒. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ๓. นางอนุรักษ์ บุญศล ๔. นางบุญรื่น ศรีธเรศ ๕. นายทศพร เสรีรักษ์ ๖. นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ๗. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ๘. นางสาวณหทัย ทิวไผ่งาม ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ครบครับ พรรคพลังประชารัฐ ๖ ท่าน เชิญเสนอครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สัดส่วนพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๖ ท่าน ดังรายนามต่อไปนี้ค่ะ ท่านที่ ๑ นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ท่านที่ ๒ นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ ท่านที่ ๓ นายรณเทพ อนุวัฒน์ ท่านที่ ๔ นายต่อศักดิ์ อัศวเหม ท่านที่ ๕ นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ และท่านที่ ๖ นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
ผู้รับรอง ครบถูกต้องครับ พรรคภูมิใจไทย ๔ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย จำนวน ๔ ท่านดังนี้ ๑. ท่าน ส.ส. สฤษดิ์ บุตรเนียร ๒. ท่าน ส.ส. วิรัช พันธุมะผล ๓. ดอกเตอร์พะโยม ชิณวงศ์ และ ๔. นางสาวสุวรา แก้วนุ้ย ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ครบครับ ต่อไปพรรคก้าวไกล ๓ ท่าน เชิญเสนอครับ🔗
ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตบางแค พรรคก้าวไกล ขอเสนอชื่อกรรมาธิการวิสามัญยกร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล ๓ ท่าน ดังต่อไปนี้ครับ ๑. มานพ คีรีภูวดล ๒. ภูเบศวร์ เห็นหลอด ๓. ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ครบครับ สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ๓ ท่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาว สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายนามกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๓ ท่าน ดังต่อไปนี้ค่ะ ๑. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๒. นายประกอบ รัตนพันธ์ ๓. นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
ผู้รับรอง ครบครับ พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วน ของพรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอนายเสน่ห์ ขาวโต ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ครบครับ พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทยครับ พรรคเสรีรวมไทยขอเสนอกรรมาธิการในสัดส่วน ของพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน ขอเสนอรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วิษณุ วงศ์สินศิริกุล ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ครบครับ พรรคประชาชาติ ๑ ท่านครับ🔗
ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ ร่าง พ.ร.บ. กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขอเสนอ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรอง ครบครับ กรรมาธิการทั้ง ๓๕ ท่านครบแล้ว เชิญท่านเลขาธิการได้อ่านทบทวนอีกครั้งนะครับ🔗
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๓๕ ท่าน ๑. นายสันติ พร้อมพัฒน์ ๒. นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ๓. นางปัทมา วีระวานิช ๔. นายจุมพล นิติธรางกูร ๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศุภเสฏฐ์ คณากูล ๖. นายเมธี ใจสมุทร ๗. นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ๘. นายปรีดา บุญเพลิง ๙. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ๑๐. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ๑๑. นางอนุรักษ์ บุญศล ๑๒. นางบุญรื่น ศรีธเรศ ๑๓. นายทศพร เสรีรักษ์ ๑๔. นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ๑๕. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ๑๖. นางสาวณหทัย ทิวไผ่งาม ๑๗. นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ๑๘. นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ ๑๙. นายรณเทพ อนุวัฒน์ ๒๐. นายต่อศักดิ์ อัศวเหม ๒๑. นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ๒๒. นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย ๒๓. นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ๒๔. นายวิรัช พันธุมะผล ๒๕. นายพะโยม ชิณวงศ์ ๒๖. นางสาวสุวรา แก้วนุ้ย ๒๗. นายมานพ คีรีภูวดล ๒๘. นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ๒๙. นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ๓๐. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๓๑. นายประกอบ รัตนพันธ์ ๓๒. นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ๓๓. นายเสน่ห์ ขาวโต ๓๔. รองศาสตราจารย์วิษณุ วงศ์สินศิริกุล และ ๓๕. พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง🔗
๓๕ ท่าน ครบนะครับ มีพรรคไหนต้องการจะเปลี่ยนรายชื่อไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ยืนยันครบ ๓๕ นะครับ ระยะเวลาแปรญัตติจะให้แปรญัตติภายในกี่วันครับ เชิญเสนอครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐค่ะ ดิฉันขอเสนอระยะเวลาวันแปรญัตติ ๑๕ วัน ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
มีท่าน สมาชิกให้แปรญัตติภายใน ๑๕ วัน มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมให้แปรญัตติภายใน ๑๕ วัน เนื่องจากเรารับหลักการรวมกันทั้งหมด ๕ ฉบับ ดังนั้นต้องเสนอครับว่าจะใช้ฉบับใครเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่ ๒ ขอเชิญเสนอครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฉะเชิงเทรา ขอเสนอให้ใช้ร่างของรัฐบาลเป็นหลักครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีท่านสมาชิก เสนอให้ใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่ ๒ มีท่านสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมให้ใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่ ๒ นะครับ เป็นการจบเรื่องด่วนที่ ๑ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนที่ ๖ ร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกัน การกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
เนื่องจากมีร่างพระราชบัญญัติที่เป็นทำนองเดียวกันอีกฉบับหนึ่ง เป็นร่าง พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำความผิดซ้ำของผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความ รุนแรง พ.ศ. .... (นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระ ๕.๓๔ ซึ่งเป็นเรื่องในทำนองเดียวกัน เห็นควรจะนำมาพิจารณารวมกัน มีท่านสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบ ขอดำเนินการต่อไปครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีเสนอร่างของรัฐบาล🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เสนอร่างพระราชบัญญัติ มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้🔗
หลักการ ร่างกฎหมายฉบับนี้มีหลักการและสาระสำคัญ กล่าวคือ ผู้กระทำ ความผิดอาญาบางประเภทเกี่ยวข้องกับเพศ หรือที่ใช้ความรุนแรง เช่น การฆาตกรรม การข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำความผิดทางเพศกับเด็ก การทำร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่น ถึงแก่ความตาย การทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส รวมทั้งการนำตัว บุคคลไปเรียกค่าไถ่ เมื่อได้รับการถูกจำคุกจนครบกำหนดโทษและได้รับการปลดปล่อยตัวสู่ สังคมแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีการติดตามจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ แต่ไม่สามารถ บังคับเป็นกฎหมาย และไม่มีประสิทธิผลในการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำกับผู้กระทำผิด เหล่านี้ ส่วนหนึ่งยังมีแนวโน้มที่จะทำความผิดในรูปแบบเดียวกัน หรือรูปแบบใกล้เคียงกัน ซ้ำอีก สมควรมีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิด ดังกล่าว โดยการกำหนดให้มีมาตรการแก้ไขฟื นฟูผู้กระทำความผิด มาตรการเฝ้าระวัง ภายหลังพ้นโทษ และมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ เพื่อป้องกันสังคมและผู้เสียหาย จากการกระทำความผิดที่อาจเกิดขึ้นอีก และเพื่อส่งเสริมการแก้ไขฟื นฟูผู้กระทำความผิด โดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องคำสั่งดังกล่าวอย่างเหมาะสม🔗
เหตุผล เหตุผลและความจำเป็นในการเสนอร่างกฎหมาย มีดังนี้🔗
๑. ผู้กระทำความผิดในคดีเกี่ยวกับเพศ หรือที่ใช้ความรุนแรง หรือคดี อุกฉกรรจ์ที่มีลักษณะต่างจากผู้กระทำความผิดทั่วไป ทั้งในส่วนของพฤติกรรมการกระทำ ความผิด และระดับความเสี่ยงต่อการกระทำความผิดซ้ำ🔗
๒. เพื่อกำหนดให้มีมาตรการพิเศษทางกฎหมาย และทางปฏิบัติในการ ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ เน้นการใช้มาตรการที่เหมาะสมกับการแก้ไขฟื นฟูผู้กระทำ ความผิดในคดีเกี่ยวกับเพศ หรือที่ใช้ความรุนแรง หรือคดีอุกฉกรรจ์ ได้แก่มาตรการฟื นฟู ผู้กระทำความผิดที่รวมถึงมาตรการทางการแพทย์ มาตรการเฝ้าระวัง นักโทษเด็ดขาด ภายหลังพ้นโทษ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ และการคุมขังฉุกเฉิน🔗
๓. ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดกฎหมายที่ใช้ในการควบคุมสอดส่อง และติดตามผู้พ้นโทษอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ เมื่อพ้น ออกจากกระบวนการยุติธรรม🔗
๔. ร่างกฎหมายฉบับนี้พัฒนาขึ้นจากการศึกษาวิจัยและทบทวนแนวปฏิบัติที่ดี รวมถึงมาตรการที่เป็นที่ยอมรับของสหประชาชาติ แล้วนำมาปรับให้สอดคล้องกับบริบท ของประเทศไทย🔗
๕. เพื่อพัฒนาระบบป้องกันอาชญากรรม สร้างความปลอดภัยในสังคม มุ่งสู่การเป็นหลักประกันความยุติธรรมตามมาตรฐานสากลและสร้างความเชื่อมั่น ต่อกระบวนการยุติธรรม🔗
๖. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรียบร้อยแล้ว🔗
กระผมขอยกตัวอย่างแนวของคดีที่สะเทือนขวัญและเราต้องควบคุม ในกฎหมายดังกล่าว อย่างเช่น การฆ่า หรือข่มขืนเด็ก ยกตัวอย่างในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ที่จังหวัดนครราชสีมา นายอนุวัฒน์ ผลจะโปะ หรือไอ้แหบ อาศัยช่วงที่พ่อแม่ เด็กหญิงไม่อยู่บ้านล่อลวงเด็กหญิง ๙ ขวบ ไปข่มขืนในห้องน้ำและฆ่า ๒. ฆ่าข่มขืนในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ที่จังหวัดสงขลา นายประถม เอียดขาว หรือบังหมัด ๓. ฆาตกรต่อเนื่อง สมคิด พุ่มพวง หรือฉายา คิด เดอะ ริปเปอร์ (The Ripper) หลังจากก่อเหตุฆาตกรรมชิงทรัพย์หญิงสาวถึง ๕ ราย เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ ที่กรุงเทพมหานคร นายสมคิดได้ฆ่าผู้ตาย โดยใช้เชือกไนล่อน และพาดคอ โดยใช้วิธีผูกเงื่อน กระตุก เมื่อผู้ตายกระตุกแขนขาทำให้เชือกรัดคอจนเสียชีวิต ศาลชั้นต้นประหารชีวิต อยู่ใน ระหว่างศาลอุทธรณ์ ๔. ฆาตกรรมโรคจิตอย่าง ไอซ์ หีบเหล็ก เกิดขึ้นเมื่อประมาณวันที่ ๔-๖ สิงหาคม ที่กรุงเทพมหานคร ในลักษณะนี้ ยังมีการสังหารหมู่ที่จังหวัดนครราชสีมา จ่าสิบเอก จักรพันธ์ ถมมา อายุ ๓๒ ปี ในค่ายทหาร และฆาตกรรมชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์ โดยการฆ่าที่จังหวัดลพบุรี นายประสิทธิชัย เขาแก้ว หรือครูกอล์ฟ คดีเรียกค่าไถ่ อย่างเช่น ในจังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๑ จ่าสิบตรี สุริยา ชะระจำนงค์ ตำรวจนอกรีต พร้อมพวก ๔ คน ก่อเหตุอุ้มเด็ก ๕ คน โรงเรียนเซนต์หลุยส์ เรียกค่าไถ่ ๓ ล้านบาท แต่โดน ขอต่อรองเหลือ ๑ ล้านบาท เนื่องจากหาเงินไม่ทัน แค้นจัดสวมวิญญาณสัตว์นรกแยกเด็ก ออกเป็น ๒ ชุด ชุดแรก ๓ คนปล่อยข้างถนน ถนนพนมสารคาม ส่วนอีก ๒ คน รู้จักกันดี จึงนำตัวไปฆ่าปิดปาก เหยื่อแกล้งตาย รอดมา ๑ คน ในกรณีเช่นนี้เป็นต้นเราสมควรอย่างยิ่ง ที่จะดำเนินการในเรื่องของกฎหมาย เพื่อป้องกันบุคคลเหล่านี้ที่ออกจากเรือนจำเมื่อพ้นโทษ แล้วนี้มากระทำความผิดซ้ำ จึงจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายดังกล่าวนี้ กระผมในนามของ กระทรวงยุติธรรม จึงขอกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ในความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... ดังกล่าว กระผมขอกราบ ขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ ขอบคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรี จะให้ผู้ชี้แจงเข้ามาร่วมชี้แจงด้วยใช่ไหมครับ เชิญผู้ร่วมชี้แจงครับ พันตำรวจโท พงษ์ธร ธัญญสิริ ท่านชัยวัฒน์ ร่างเล็ก กับท่านขัตติยา รัตนดิลก เชิญเข้าห้องประชุมครับ ผู้เสนอ อีกร่างหนึ่งของท่าน ส.ส.พัชรินทร์ ขอเชิญแถลงหลักการและเหตุผลครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร ปทุมวัน บางรัก สาทร พรรคพลังประชารัฐค่ะ ดิฉันพร้อมเพื่อนสมาชิก พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำความผิดซ้ำของผู้ที่ กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... โดยมีหลักการและเหตุผลดังต่อไปนี้ค่ะ🔗
หลักการ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำของ ผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง🔗
เหตุผล ผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง เช่น การฆาตกรรม การข่มขืน การกระทำชำเรา การกระทำความผิดทางเพศกับเด็ก การทำร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การทำร้ายร่างกายสาหัส เมื่อได้รับโทษจำคุก พ้นโทษแล้ว จะได้รับการปล่อยตัวสู่สังคมโดยอิสระ บางรายอาจจะยังไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผู้กระทำ ความผิดเหล่านี้ ส่วนหนึ่งยังมีความเสี่ยงที่จะไปกระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรงซ้ำ ในรูปแบบเดียวกัน หรือรูปแบบใกล้เคียงกัน แม้จะมีการติดตามจากเจ้าพนักงานตำรวจหรือฝ่าย ปกครองบ้าง แต่ก็ไม่มีสภาพบังคับเป็นกฎหมาย และไม่มีประสิทธิผลในการป้องกันการ กระทำความผิดซ้ำ ประเทศไทยยังขาดกฎหมายเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำของ ผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดให้มีการคุมประพฤติภายหลังพ้นโทษ หรือการคุมขังภายหลัง การพ้นโทษ จึงสมควรที่จะมีกฎหมายเฉพาะที่มีการกำหนดมาตรการป้องกันการกระทำ ความผิดซ้ำของผู้กระทำผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง เพื่อป้องกันการกระทำความผิด เพื่อป้องกันสังคมและผู้เสียหายจากการกระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่อาจเกิดขึ้นอีก เพื่อส่งเสริมการแก้ไขฟื นฟูผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง โดยคำนึงถึงเสรีภาพ ของผู้ต้องคำสั่งดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้🔗
ต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสดิฉันพร้อมด้วยเพื่อนสมาชิกพรรค พลังประชารัฐ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ซึ่งเป็นร่างในทำนองเดียวกับที่ทาง ครม. ได้ เสนอไปเมื่อครู่นี้ ต้องขอบพระคุณทางคณะรัฐมนตรีด้วยนะคะที่เห็นถึงความสำคัญในการที่ จะป้องกันการกระทำความผิดซ้ำค่ะ ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ตามสื่อต่าง ๆ ว่ามีการกระทำ ความผิด โดยเฉพาะความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรง อย่างเช่น การฆาตกรรม การข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำความผิดทางเพศกับเด็ก การทำร้ายร่างกายสาหัส การทำ ร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นต้น เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ยกตัวอย่างเช่น คดีฆาตกรรม ฆาตกรต่อเนื่อง สมคิด พุ่มพวง คดีไอซ์หีบเหล็กที่เป็นคดี สะเทือนขวัญคนทั้งประเทศ ซึ่งผู้กระทำความผิดนั้นเป็นบุคคลที่เคยต้องโทษ หรือเคยกระทำ ความผิดในลักษณะเดียวกันมาก่อนค่ะท่านประธาน ทั้งข่มขืนกระทำชำเรา ทั้งทำร้าย ร่างกายจนถึงแก่ชีวิต หรือล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็มีเหตุสะเทือนขวัญ นั่นก็คือคดีหัวหน้า รปภ. คอนโดแห่งหนึ่งที่ข่มขืนผู้อาศัยในคอนโดนั้นก็เป็นผู้ที่เพิ่งพ้นโทษมาไม่นานในคดีข่มขืน กระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี แล้วก็ดังที่ทางท่านรัฐมนตรีเองก็ได้ยกตัวอย่าง ให้เห็นชัดแล้วในหลาย ๆ คดีที่เกิดขึ้นมา เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนเกิดความ หวาดระแวงถึงความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตอย่างมาก ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ เรามักได้ยินคำพูดหนึ่งเสมอว่า ขอให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ไม่อยากให้เกิดขึ้น แบบนี้กับใครอีก ซึ่งดิฉันก็เชื่อมั่นเองนะคะว่า ทั้งท่านประธาน ทั้งเพื่อนสมาชิกในที่แห่งนี้ และผู้ที่รับฟังอยู่ก็คงไม่มีใครที่อยากจะให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้กับตนเองหรือคนที่ท่านรัก ใช่ไหมคะ แต่ก็อย่างที่ทราบกันค่ะว่าเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวก็ยังคงเกิดขึ้นเสมอ ทำให้ มีคำถามต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายนะคะว่าเราต้องยอมรับต่อเหตุการณ์เหล่านี้และอยู่กันอย่าง หวาดระแวงอย่างนั้นหรือ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายในปัจจุบันเรามีบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหาร ชีวิตแล้ว ทำไมยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ท่านเชื่อไหมคะว่าหลายครั้งที่มีผู้ที่มี ประวัติกระทำความผิดซ้ำในคดีอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง เรารู้อยู่แล้วว่าถ้าปล่อยคนคนนี้ ออกมาสู่สังคมจะกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอีก แต่เมื่อถึงกำหนด ระยะเวลาที่จะต้องปล่อยตัวก็จำเป็นจะต้องปล่อยนะคะ จะไปกักขังไว้หรือคอยกำกับติดตาม ความประพฤติก็ไม่สามารถทำได้ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นคะ ในเมื่อรู้ว่าคนคนนี้หากออกไป ก็จะไปทำร้ายคนอื่น จะออกไปกระทำความผิดซ้ำอีก นั่นก็เพราะว่าเราไม่มีกฎหมายรองรับ ในเรื่องนี้ ท่านอาจเคยเห็นว่ามีผู้กระทำความผิดที่ถูกติดตามความประพฤติจากที่พ้นโทษแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงการขอความร่วมมือ จะทำได้หรือทำไม่ได้ไม่ได้มีผลบังคับเป็นกฎหมาย จะทำได้ก็ต่อเมื่อผู้พ้นโทษนั้นยินยอมหรือสมัครใจให้ติดตามเท่านั้น จึงเป็นข้อจำกัดที่สำคัญ ในการที่จะติดตามผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะกระทำความผิดซ้ำ ทำให้การป้องกันการกระทำ ความผิดซ้ำไม่เกิดประสิทธิผล หรือผู้กระทำความผิดบางคนตอนอยู่ในเรือนจำทำตัวดีมาก เป็นผู้ต้องขังชั้นเยี่ยม แต่พอปล่อยตัวมากับกระทำความผิดในรูปแบบเดิมหรือว่าในรูปแบบ ที่คล้าย ๆ เดิมอีก เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนกลุ่มนี้ที่ได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้วนั้นจะพร้อม กลับคืนเข้าสู่สังคมจริง ๆ โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น จากสถิติการกระทำความผิดซ้ำของผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวในปีที่ผ่านมา พบว่าความผิด เกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย และความผิดเกี่ยวกับเพศสูงมาก เรียกว่า ติดอันดับ ๑ ใน ๕ เลยทีเดียว ในฐานะที่ดิฉันติดตาม แล้วก็ผลักดันเรื่องความปลอดภัยของผู้หญิงและประชาชน มาโดยตลอด สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ดิฉันและเพื่อนสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ได้ร่วมกันเสนอกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวมา เป็นการแก้ไข ปัญหาเพื่อที่จะบรรเทาเบาบางลง โดยร่างพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ของผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... ฉบับนี้นะคะ ได้ถูกออกแบบมา เพื่อมุ่งเน้นการป้องกันคือไม่ยอมปล่อยให้เหตุร้ายเกิดขึ้นแก่ประชาชนก่อน แล้วค่อยมาแก้ไข เยียวยาภายหลัง ร่างพระราชบัญญัตินี้มุ่งหวังที่จะลดการกระทำความผิดซ้ำในคดีอุกฉกรรจ์ ที่ใช้ความรุนแรงให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันและคุ้มครองผู้เสียหายและสังคมค่ะท่านประธาน โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้ก่อนที่จะปล่อยตัวผู้ที่กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ ความรุนแรงออกจากเรือนจำ จะต้องได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน เพื่อให้มั่นใจ ได้ว่าบุคคลนั้นจะไม่กลับมากระทำความผิดซ้ำแบบเดิมอีก ซึ่งหากประเมินแล้วพบว่าบุคคล ดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะกลับไปกระทำความผิดซ้ำ ก็จะมีมาตรการในการรองรับรูปแบบ ต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบุคคลนั้น เริ่มต้นจากการเข้าสู่กระบวนการกำกับ ติดตาม เป็นการ เฝ้าระวังด้วยการควบคุมความประพฤติภายหลังจากที่พ้นโทษแล้ว ตามที่ได้ระบุไว้ ในหมวด ๓ ซึ่งสามารถคุมประพฤติภายหลังพ้นโทษได้สูงสุด ๑๕ ปี การคุมประพฤติตาม ที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๓ นั้นมีอะไรบ้าง ยกตัวอย่าง เช่น ให้พักอาศัยในสถานที่ที่ศาลกำหนด การห้ามออกนอกประเทศ ต้องแจ้งเมื่อมีการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน ห้ามกิจกรรมที่เสี่ยงต่อ การกระทำความผิด ใส่อุปกรณ์ติดตามตัว การใช้มาตรการทางการแพทย์เพื่อป้องกันกระทำ ความผิดซ้ำ เป็นต้น ซึ่งการฉีดยาเพื่อลดฮอร์โมนทางเพศหรือที่เรารู้จักกันว่า ฉีดให้ฝ่อ ก็เป็น มาตรการหนึ่งทางการแพทย์ซึ่งแพทย์จะใช้พิจารณาหรือไม่ก็แล้วแต่ดุลยพินิจ ในกรณีที่ ผู้กระทำความผิดได้รับการประเมินก่อนปล่อยตัวแล้วก็พบว่า การคุมประพฤติภายหลัง พ้นโทษนั้นยังไม่เพียงพอที่จะยับยั้งการกระทำความผิดซ้ำได้ ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อเหตุ ซ้ำอีก มาตรา ๒๒ และมาตรา ๓๐ ในหมวด ๔ ก็จะให้อำนาจในการที่จะสามารถคุมขังต่อไป ได้อีกภายหลังจากที่พ้นโทษแล้ว หรือว่าอย่างกรณีผู้ถูกคุมความประพฤติ ฝ่าฝืน หรือไม่ สามารถทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๗ ได้กำหนดว่า สามารถขอให้ศาลคุมขังได้ และหากเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีพฤติการณ์ใกล้และกระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง โดยไม่มีมาตรการอื่นใดที่จะยับยั้งแล้ว ก็สามารถที่จะขอคุมขังฉุกเฉินได้ตามที่กำหนดไว้ ในหมวด ๕ มาตรา ๔๐ เพื่อที่จะสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนและสังคม ยับยั้งการก่อเหตุอาชญากรรมหรือการกระทำความผิดได้อย่างทันท่วงที ซึ่งการคุมขัง ภายหลังการพ้นโทษไม่ได้เป็นมาตรการลงโทษผู้กระทำความผิด แต่เป็นมาตรการในการที่จะ ป้องกันไม่ให้สังคมนั้นเกิดความเสียหาย มีลักษณะเป็นมาตรการจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน ที่ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อดำเนินคดีอาญา จึงสามารถที่จะทำได้โดยไม่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ตามความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ อย่าลืมนะคะ ท่านประธาน ประชาชนทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย และเป็นปกติสุขเช่นกัน แต่ว่าก่อนที่จะมาถึงมาตรการต่าง ๆ ตามที่ดิฉันได้กล่าวมานี้จะมี มาตรการขั้นแรก นั่นก็คือเป็นการแก้ไขฟื นฟูผู้กระทำความผิดเฉพาะราย ซึ่งเป็นกระบวนการ ที่จะช่วยให้ผู้กระทำความผิดมีโอกาสในการแก้ไขปรับเปลี่ยนนิสัย พฤติกรรม เพื่อเตรียม ความพร้อมในการกลับเข้าสู่สังคม ก่อนที่จะเข้าสู่การประเมินเพื่อใช้มาตรการภายหลังการพ้นโทษ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงเป็นการมุ่งเน้นการป้องกันสังคมไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ รวมถึงช่วยแก้ไขฟื นฟู ผู้กระทำความผิดในกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งก็เป็นแนวทางเดียวกับอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกที่มุ่งเน้น ในการที่จะใช้ระบบติดตามผู้พ้นโทษที่มีความเสี่ยงที่จะกระทำความผิดซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย เยอรมัน นิวซีแลนด์ สเปน เดนมาร์ก ไนจีเรีย เกาหลีใต้ หรืออินเดีย เป็นต้น ดังนั้นร่างพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำความผิดซ้ำของผู้กระทำ ความผิดอุกฉกรรจ์ ที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... ฉบับนี้ค่ะ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อ สถานการณ์ปัจจุบันในการช่วยป้องกันการเกิดเหตุรุนแรงจากการกระทำความผิดซ้ำ และเพิ่มความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตให้แก่ประชาชนและสังคม ดิฉันจึงอยากขอให้เพื่อน สมาชิกทุกท่านได้เห็นถึงความสำคัญในการที่จะป้องกันทำให้สังคมเรามีความปลอดภัย อยากให้ช่วยรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไป เชิญท่านสมาชิกอภิปราย ท่านแรก ท่านวิรัตน์ วรศสิริน และท่านวีระกร คำประกอบ ๒ ท่าน แรกก่อน เชิญท่านวิรัตน์ครับ🔗
กราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติ มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือที่ใช้ความรุนแรงฉบับนี้ กระผมอ่านแล้วยังมีความไม่รอบคอบและไม่คงเส้นคงวาอยู่หลายประการ กล่าวคือ ท่านเดินมาถูกทางแล้ว เห็นปัญหาแล้ว แต่การแก้ปัญหาเป๋ ออกนอกเส้นครับท่านรัฐมนตรี ก็เกรงว่าอาจจะทำให้ไม่สามารถบรรลุถึงวัตถุประสงค์ของการออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้อย่างแท้จริง ท่านประธานครับ กระผมจะขอไล่เรียงรายละเอียดแสดงความเห็น ต่อท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีเพื่อการปรับปรุงในชั้นถัดไป🔗
ความเห็นประการแรกของผมก็คือ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สาเหตุของการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศคือการใช้ความรุนแรง แรงจูงใจคืออะไร แต่แน่ ๆ ก็แตกต่างจากอาชญากรรมประเภทอื่น ๆ เช่น การฉ้อโกง ลักทรัพย์ ฉกชิง วิ่งราวทรัพย์ เป็นต้น ก็ไม่ใช่ว่าเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๐) ที่เป็น ส.ส. ไม่ได้ ก็ไม่ใช่ ไม่เกี่ยวคนละเรื่องกัน แต่ความผิดเหล่านี้ถ้าคนมีเงินทำ อย่างผมเป็น ส.ส. ไปทำก็เกิดจาก ความโลภ เป็นคนขี้โกง แต่ถ้าเกิดจากคนที่ไม่มีเงินทำก็เกิดจากความยากจนเป็นแรงจูงใจ เหล่านี้เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ การกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศนั้นมีได้ด้วยหลายสาเหตุ ตั้งแต่ การขาดความยับยั้งชั่งใจ ปัญหาการเลี้ยงดูครอบครัว ปัญหาครอบครัว สภาพสังคม รวมทั้ง ผลจากการดื่มแอลกอฮอล์หรือยาเสพติดไปจนถึงปัญหาทางจิตเวช ซึ่งกรณีปัญหาทางจิตเวช นี้เป็นสาเหตุสำคัญของการกระทำผิดซ้ำที่ยากจะป้องกัน หากไม่ได้รับการแก้ไขก่อนที่จะส่ง ผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคม ท่านประธานครับ ตามรายงานของสำนักข่าวไทยพีบีเอส (Thai PBS) เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๑ นักจิตวิทยา สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จ เจ้าพระยา ได้ค้นพบว่าผู้ต้องขังคดีทางเพศบางส่วนมีอาการจิตเวช โดยเป็นการทดสอบตาม โปรแกรม (Program) การแก้ไขฟื นฟูผู้กระทำผิดทางเพศโดยเรือนจำกลาง สมุทรปราการ ร่วมกับสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาร่วมกันศึกษา แล้วผลการศึกษาก็ออกมาว่า ผู้ต้องขังคดีทางเพศส่วนหนึ่งมีอาการจิตเวชร่วมด้วย ดังนั้นก็มีการเสนอให้มีการบำบัดรักษา และปรับพฤติกรรมต่อสิ่งเร้าสำหรับผู้ต้องขังที่มีอาการจิตเวช ท่านประธานครับ สิ่งเร้าก็คือ สิ่งจูงใจ สิ่งล่อใจ สิ่งกระตุ้นอารมณ์เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระทำผิดซ้ำ โดยจะต้องได้รับ การบำบัดรักษาให้หายก่อนที่จะพ้นโทษออกมา ขอย้ำตรงนี้นะครับท่านประธาน ต้องได้รับ การรักษาให้หายก่อนพ้นโทษ ท่านประธานครับ ในรายงานชิ้นดังกล่าวได้ระบุว่า นักสังคม สงเคราะห์เรือนจำกลาง สมุทรปรากการ เตรียมเสนอผลการทดลองทางจิตวิทยา ให้แก่กรมราชทัณฑ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์พักการลงโทษและลดวัน ต้องโทษของกลุ่มผู้ต้องขังที่มีอาการจิตเวช เพื่อให้ได้รับการรักษานอกเหนือจากที่ถูกคุมขัง ตามกฎหมายแล้ว ท่านประธานครับ นั่นหมายความว่า การประเมินอาการจิตเวชจะต้องทำ โดยผู้เชี่ยวชาญเป็นระยะในระหว่างถูกคุมขังควบคุมตัว เพื่อให้มีโอกาสในการรักษาอาการให้ หายก่อนที่จะพ้นโทษ และเมื่อครบกำหนดโทษแล้วหากยังไม่หายก็จะต้องมีมาตรการในการ รักษาจนกว่าจะพ้นขีดอันตรายต่อสังคมจึงจะปล่อยออกมาได้ ดังนั้นความสำคัญในประเด็น อาการทางจิตเวชของผู้ต้องขังจากการกระทำผิดทางเพศนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเรื่องทาง การแพทย์ เป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาการกระทำผิดซ้ำ กระผมจึงจะขอนำเสนอ ประเด็นที่ควรปรับปรุงในร่างพระราชบัญญัติดังต่อไปนี้🔗
ประเด็นที่ ๑ ให้ทบทวนเพิ่มสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชในทุกขั้นตอน ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับปฏิบัติการที่จะมีส่วนในการตัดสินใจ อาทิเช่น ในคณะกรรมการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำที่จะตั้งขึ้นตามมาตรา ๘ ในส่วนของ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีท่านเป็นผู้แต่งตั้ง ท่านประธานครับ ควรกำหนดบังคับไว้ เลยว่า จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาหรือจิตเวชศาสตร์อยู่ด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลือก ตัวหนึ่งที่ปะปนอยู่กับผู้เชี่ยวชาญในสาขาอื่น ๆ ที่จะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ นี่เป็นประเด็นที่ ๑🔗
ประเด็นที่ ๒ การบำบัดรักษาจนพ้นขีดอันตรายต่อสังคม ข้อนี้สำคัญมาก ต้องทำก่อนที่จะพ้นโทษ ผู้ที่จะประเมินว่าใครควรจะได้เข้ารับการบำบัดก็จะต้องเป็น ผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวช เป็นผู้มีหน้าที่ที่จะประเมินผู้ต้องขังทุกคน ไม่ใช่ให้อำนาจพนักงาน อัยการเป็นผู้วินิจฉัยเสนอศาลตามที่ระบุอยู่ในมาตรา ๑๙ เพราะอาจจะเปิดช่องให้พนักงาน อัยการเกิดการละเลย เพราะเกรงจะมีผลเสียต่อรูปคดีก็เป็นไปได้🔗
ประเด็นที่ ๓ ในหมวด ๔ มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ ก็เช่นกัน ผมยังเห็นว่าควรให้น้ำหนักและความสำคัญกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวช มากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ในมาตรา ๒๒ มีเนื้อหาที่ว่า หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านักโทษ เด็ดขาดจะกระทำความผิดซ้ำ ก็ให้ศาลกำหนดมาตรการต่าง ๆ ได้ กระผมเห็นว่าควรระบุ ให้ชัดครับ ต้องมีการอ้างอิงความเห็นทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน และในส่วน วรรคสามที่ระบุว่า ศาลอาจกำหนดระยะเวลาเฝ้าระวังในแต่ละมาตรการตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกิน ๕ ปีนับแต่วันพ้นโทษ ตรงนี้กระผมคิดว่ายังขาดเหตุผลรองรับตัวเลขว่า ๕ ปีนี้ มาจากไหน หากไม่มีหลักฐานทางการแพทย์มารองรับจะมีความจำเป็นอะไรที่จะกำหนด มาตรการตรงนี้ หรือหากมีหลักฐานทางการแพทย์เชื่อว่าบุคคลคนนี้ยังอาจเป็นอันตราย เมื่อครบ ๕ ปีแล้วก็ตาม แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่จะให้หยุดมาตรการเฝ้าระวังนี้ ท่านประธานครับ ต้องมีคำตอบครับ ซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดก็คือ การกลับไปสู่หลักการและหลักฐานทางจิตเวช ประกอบพฤติกรรมของผู้ต้องหาระหว่างช่วงเวลาเฝ้าระวัง กล่าวโดยสรุปครับท่านประธาน หากเราไม่ต้องการให้เกิดเหตุผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกมาแล้วยังไปกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ ซ้ำซาก คุกคามสิทธิเสรีภาพผู้บริสุทธิ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานนี้ ที่พนักงานรักษาความปลอดภัย หัวหน้า รปภ. ข่มขืนเหยื่อสาวลูกบ้านคอนโดมิเนียม (Condominium) ตรวจสอบประวัติพบว่าเคยติดคุกคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ล่วงละเมิด ทางเพศเด็กมาก่อน เหตุการณ์เช่นนี้ควรจะต้องแก้ไขให้ตรงกับเหตุแห่งปัญหา ดังนั้นท้ายนี้ กระผมจึงเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หากจะประกาศใช้จะต้องได้รับการปรับปรุง โดยให้น้ำหนักกับหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญมาประกอบการตัดสินใจ อย่างชัดเจนมากกว่านี้ ทั้งในเชิงนโยบายและการบังคับใช้มาตรการจากนโยบาย จึงกราบเรียน แสดงความเห็นไว้เพื่อประกอบการพิจารณาในชั้นถัดไป กราบขอบพระคุณท่านประธาน เป็นอย่างสูงครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านวีระกรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานคงจะตกใจกับข่าวเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคมที่ผ่านมานี้ เรื่องผู้กองเอก หรือ ร้อยตำรวจเอก ชัยปติญญา อายุ ๓๗ ปี บุกเข้าชาร์จคนร้าย แล้วก็ ถูกฆ่าตาย ผมไปงานศพ ท่ามกลางความโศกเศร้า ภรรยาท่านก็ยังอายุน้อย แล้วก็ลูกอายุแค่ ๒ ขวบ ท่านทราบไหมครับว่า นายมานพ อินทร์จันทร์ บุคคลที่ฆ่าทั้งตำรวจ แล้วก็ยิง รถคนที่เขาติดตาม แล้วก็ก่อนหน้านั้นก็จะไปฆ่าภรรยา จะไปฆ่าลุงพร หรือ นายบุญเลิศ โพธิ์ จริง ๆ ตั้งใจไปฆ่าเมียก่อน ไปฆ่าเมียของนายบุญเลิศ โพธิ์ พอไม่เจอ ก็ตามหา ตามล่านายบุญเลิศ จนกระทั่งเปิดบ้านเข้าไปฆ่าเขาตายคาบ้าน เจอหมาเห่า ฆ่าหมาอีก ไม่พอ เมื่อ ๒ ปีก่อนหน้านั้น คือ ปี ๒๕๖๒ ก็ยิงพี่เขยสาหัสปางตาย ท่านประธาน ทราบไหมครับว่า ตาคนนี้ มานพ อินทร์จันทร์ อายุ ๔๑ ปี ก็เป็นคนนครสวรรค์ เขตเลือกตั้ง ผมทั้งคู่ ทั้งคนตายแล้วก็คนที่เสพยาหลอน คลั่ง ไล่ฆ่าคน แล้วก็ยิงคนเป็นประจำ ทุกวันที่เมา ยาก็จะกราดปืนยิงในบ้าน ยิงแถวนั้น จนกระทั่งผู้ใหญ่บ้านแจ้งความตำรวจ จนตำรวจ ไม่มาแล้วครับท่านประธาน คือเป็นอะไร มันเป็นสันดาน ไม่รู้จะเรียกอะไรนะท่านประธาน พอมันคลั่งแล้วมันก็เกิดของมันอย่างนี้เป็นประจำ จนกระทั่งตำรวจเบื่อแล้วไม่ไป มันทำแล้ว ทำอีก ๆ จนแม่เขาก็ย้ายบ้านเดิมทีเป็นคนยางตาล ย้ายมาอยู่ตำบลกลางแดด ก็เพราะว่า กลัวว่ามันจะอยู่ที่นั่นมันก็จะฆ่าคนนั้น ฆ่าคนนี้อีก ผมดีใจที่รัฐบาลและพรรคประชารัฐ เขาเสนอพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดเรื่องเพศ หรือที่ ใช้ความรุนแรง เรื่องเพศไม่ค่อยชำนาญ ต้องให้ทางคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม เดี๋ยวท่านคงจะอภิปราย แต่ว่าเรื่องใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องพวกคลั่งยาบ้า ท่านประธาน มันเป็นอะไรที่หลังจากเหตุเกิดแล้วผมไปงานศพผู้กองเอก ผมก็นึกในใจนะ มันต้องมีอะไร เพราะคนพวกนี้ มันคลั่งแล้วมันก็จะไล่ยิงคน ไล่ฆ่าคน เอามีดปาดคอคน ไล่แทงคนเป็นประจำ มันจะต้องแก้ไขอย่างไร ผมเองยังคุยกับพรรคพวก นี่เรื่องจริงเลยนะครับ ก่อนหน้าที่พระราชบัญญัตินี้เข้า แล้วผมไม่รู้ด้วยว่ามีพระราชบัญญัตินี้จะเข้า ก็นั่งคุยกันว่า เรามีเรือนจำใหม่ที่ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน ท่านได้กรุณาไปสร้างเป็นเรือนจำทันสมัยรุ่นใหม่ ในพื้นที่ ๗๗๐ ไร่ ที่หนองน้ำขุ่น อำเภอ บรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจะสามารถกักคนได้หลายแดนมาก ท่านตั้งใจที่จะให้มี เหมือนกับศูนย์ฝึกงาน ศูนย์ฝึกงานของท่านท่านก็คิดของท่านไปเรื่อย ว่าจะมีหลายเรื่องที่ ท่านคิดไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขับรถเครื่องจักรหนัก เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องจักรกล อะไรต่าง ๆ ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ท่านเป็นคนหัวทันสมัย เป็นรัฐมนตรีที่น่ายกย่อง ได้มีความคิดสร้างสรรค์ ผมยังพูดกับเพื่อน ๆ แล้วก็พวกน้อง ๆ ทั้งหลายที่ร่วมงานศพวันนั้น บอกคนอย่างนี้มันเอาออกสังคมมาไม่ได้หรอกนะ ปล่อยออกมามันจะมีปัญหา ผมพูดกัน ในวันนั้นไม่นึกว่าวันนี้จะต้องมาพูดที่นี่ แต่พูดเลยบอกว่ามันจะต้องเข้าไปอยู่ในนี้ ไปฝึกอบรม จะอบรมอะไรไม่รู้ แต่จะออกได้หลังจากที่พ้นโทษ ต้องจับไปฝึกอบรม จนกว่านักจิตบำบัด หรือนักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์จะลงมติร่วมกันต้องมีคณะร่วมกัน อย่างน้อย ๓ คน ป้องกัน การกินสินบาทคาดสินบน ต้องร่วมกันเลยว่าอ้ายนี้ปล่อยออกมาได้ ท่านประธานทราบไหมครับว่า สถิติผู้คนที่ติดยาเสพติด ๙๘ เปอร์เซ็นต์หลังจากเลิก แล้วก็กลับไปเสพใหม่ ก็ทำนองเดียวกันครับ พวกที่เสพยาเสพติดจนกระทั่งเพ้อคลั่งอย่างนี้ คลั่งยาบ้า ไล่ฆ่าคนนี้ มันก็มีอยู่แต่ไม่มากหรอกครับ แต่ว่ามันจะทำอย่างนี้เรื่อย ๆ ผมก็ยังนึกว่ากฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นหลักการและเหตุผลที่พูดถึง แล้วก็ในมาตราต่าง ๆ สอดคล้องกับสิ่งที่ผมคิดพอดีเลย มาตรา ๘ ให้มีคณะกรรมการป้องกันและการกระทำ ความผิดซ้ำ ซึ่งก็ประกอบไปด้วยบุคลากรต่าง ๆ โดยเฉพาะอธิบดีกรมราชทัณฑ์และอธิบดี กรมสุขภาพจิต นี่ตรงใจผม แล้วก็ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความสามารถ และเชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ อันนี้ก็ตรงใจผม ไปหมวดที่ ๔ มาตราเฝ้าระวังนักโทษ เด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ อันนี้ตรงใจมาก เพราะว่าได้พูดถึงเรื่องที่จะต้อง มาตรา ๒๒ กล่าวว่า เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่านักโทษเด็ดขาด ซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำ ความผิดรุนแรง ความผิดตามระบุไว้ในมาตรา ๓ จะกระทำความผิดดังกล่าวภายหลังพ้นโทษ ศาลอาจมีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาด มาตรการเฝ้าระวังนี้ในข้อ ๑๑ เขียนไว้เลยว่า ให้เข้ารับการบำบัด ฟื นฟู แก้ไข หรือเข้าร่วมกิจกรรมตามที่ศาล หรือพนักงาน คุมประพฤติกำหนด ขอประทานโทษ เรื่องมันยาวครับท่านประธาน วันนี้ไม่ได้พูดทั้งวันเลย ขอสักนิดเถอะครับ เรื่องนี้ศาลอาจจะบอกได้ว่า ให้ไปเข้าคอร์ส (Course) แล้วก็ให้มี มาตรการที่นักจิตบำบัดและจิตแพทย์ต้องเข้าไปฟื นฟูสภาพจิตใจ เข้าคอร์ส (Course) ที่ว่านี้อาจจะไปเข้าคอร์ส (Course) ของท่านสมศักดิ์นี่ละ ไปเป็นคนขับรถเกรดเดอร์ (Grader) คนอะไรนี้ ฝึกทำเครื่องจักรหนักหรือว่าขับรถแบ็กโฮ (Backhoe) อะไรไม่รู้ ตราบใดที่จิตแพทย์และนักจิตบำบัดยังไม่ลงมติว่าคนนี้ควรจะปล่อยออกมานี้ ให้มันฝึกก่อน โดยอ้างว่าคอร์ส (Course) ยังไม่จบ แบ็กโฮ (Backhoe) เสร็จก็ไปรถดัมพ์ (Dump) รถดัมพ์ (Dump) เสร็จก็ไปรถโน่นรถนี่ เอาจนกระทั่งมันออกมาแล้วก็เก่งเลย สรุปว่าเมื่อศาลตาม (๑๑) ให้เข้ารับการบำบัด ฟื นฟู แก้ไขและเข้าร่วมกิจกรรมตามที่ศาลหรือพนักงานคุม ประพฤติกำหนด นี่อย่างนี้ผมเห็นด้วยเลย คุกหนองน้ำขุ่นหรือเรือนจำหนองน้ำขุ่นที่รัฐมนตรี สมศักดิ์สร้างด้วยมูลค่าถึง ๙๐๐ ล้านบาท จะเป็นคุกที่มี ๗๗๐ ไร่ จัดไปเลยครับแดนหนึ่ง สำหรับคนพวกนี้ครับท่านประธาน และยังชอบใจไปจนถึงเรื่องของมาตรการคุมขังหลังพ้นโทษ ก็ดี หรือในมาตรา ๓๖ เมื่อครบกำหนดเวลาคุมขังหลังพ้นโทษ หากศาลมีคำสั่งให้ใช้ มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษต่อเนื่องจากการคุมขังตามมาตรา ๓๒ วรรคสอง และมาตรา ๓๓ วรรคสองแล้ว พนักงานอัยการอาจยื่นคำร้องต่อศาลก่อนครบ กำหนด เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ใช้มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังการพ้นโทษก็ได้ มีอะไรหลายอย่างไปจนถึงการคุมขังฉุกเฉินตามหมวด ๖ มาตรา ๓๗ เขียนไว้ว่า กรณีมีเหตุ อันควรเชื่อได้ว่า ผู้เฝ้าระวังจะกระทำความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ และมีเหตุฉุกเฉิน หากไม่มีเหตุอื่นใดที่อาจป้องกันมิให้ผู้ถูกเฝ้าระวังกระทำความผิดดังกล่าวได้ อัยการร้องขอ ศาลอาจคุมขังฉุกเฉินผู้ถูกเฝ้าระวังได้ไม่เกิน ๗ วัน ผมอยากจะให้กรรมาธิการเพิ่มไปด้วยว่า หรือจนกว่าจะได้รับคำรับรองจากคณะจิตแพทย์และนักจิตบำบัด หรือผู้เชี่ยวชาญ ด้านจิตวิทยาว่า อยู่ในสภาพจิตที่จะปล่อยออกมาได้แล้ว ท่านประธานครับ ครอบครัว ของคนเหล่านี้น่าสงสาร ไม่ใช่ว่าน่าสงสารว่าเราไปจับลูกหลานเขามา มันอยู่บ้านมันสร้าง ความชอกช้ำระกำใจให้กับพ่อแม่มากมายเหลือเกินครับท่านประธาน อยู่บ้านก็เอาแต่จะทะเลาะเบาะแว้ง ทุบตีพ่อแม่ ปล่อยออกมาไม่ได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นจะปล่อยได้ก็ต่อเมื่อมีนักจิตวิทยา จิตบำบัด รักษาจนกระทั่งมีการลงมติ ๒ ใน ๓ อย่างน้อย หรือเอกฉันท์ใน ๓ คนนี้ นักจิตวิทยา จิตแพทย์ จิตบำบัด ลงมติเป็น เอกฉันท์หรือเสียงข้างมาก ๒ ใน ๓ ที่ยอมปล่อยออกมาสู่โลกภายนอกได้ มิฉะนั้นห้ามออกมา เด็ดขาด สงสารพ่อแม่เขาเถอะครับท่านประธาน แย่ครับ ก็เลยกราบเรียนท่านประธาน เลยเวลาพอสมควรครับ ขอขอบพระคุณ แล้วก็หวังว่าท่านสมาชิกจะได้ให้ความเห็นชอบกับ พระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
อีก ๒ ท่าน ต่อไป ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม กับท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ครับเชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทองครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายในขั้นรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติมาตรการ ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงที่ท่านวีระกร คำประกอบ ได้เอ่ยถึงครับ ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีความผิดเกี่ยวกับเพศครับ เพียงแต่ว่าเคยมีประสบการณ์ในแง่ ของการให้ความช่วยเหลือเหยื่อหรือผู้เสียหายในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศที่มีมากกว่า ๑๘ ปี ฉะนั้นแน่นอนครับ เมื่อเริ่มพูดแบบนั้นก็แสดงให้เห็นว่าจุดยืนของผมคือจุดยืนในการคุ้มครอง สิทธิในทุก ๆ ด้านของผู้เสียหาย เหยื่อเหล่านี้ มิใช่ผลกระทบเฉพาะหน้าที่เกิดทรอมา (Trauma) ความเจ็บปวดทุกข์ใจ ณ ขณะเมื่อการถูกละเมิดหรือเมื่อพ้นจากการถูกละเมิด ไม่นานนักเท่านั้นครับ หลายรายมีเรื่องของการเจ็บปวดทุกข์ใจในระยะยาวที่เรียกว่า โพสต์ ทรอเมติก สเทรส ดิสออร์เดอร์ (Post Traumatic Stress Disorder) หรือพีทีเอสดี (PTSD) หลายรายจากเหยื่อของการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ หากไม่ได้รับการดูแล คหรือการบำบัดฟื นฟูที่เพียงพอ อาจกลับกลายเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ซ้ำร้ายไปกว่านั้น🔗
รั บ สำหรับเหยื่อหรือผู้เสียหายแต่ละรายนั้นมิใช่มีเขาคนเดียวครับ มีครอบครัว มีคนรอบข้าง ที่อาจได้รับผลกระทบจากคดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรงในรูปแบบอื่น ๆ ไป ไม่น้อยไปกว่ากัน นั่นคือจุดยืนแรกที่ผมอยากจะย้ำให้สภาแห่งนี้พิจารณาเบื้องต้นก่อน สผ ๒๕/๒๕๖๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) รภัสสา ๑๐๓/๒ แต่อย่างไรก็ตามครับ เมื่อเห็นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น ผมเองมีประเด็นที่จำเป็นต้อง สอบถามผู้ชี้แจงผ่านท่านประธานสภาอยู่ทั้งหมด ๔ ประการด้วยกัน🔗
ประการที่ ๑ ท่านประธานครับ เวลาที่นักเรียนนิติศาสตร์เรียนกฎหมาย อาญา นักเรียนนิติศาสตร์ย่อมได้เรียนสุภาษิตละตินบทหนึ่งครับ ที่เรียกว่า นีโม บิส พูนิตูร โพร อีโอเดม ดีลิคโต (Nemo bis punitur pro eodem delicto) หรือหลักที่เรียกว่า บุคคลไม่ควรถูกลงโทษซ้ำในความผิดเดิมที่เขาถูกลงโทษไปแล้ว หลักการนี้ถูกแปลมาเป็น ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า นอน บิส อิน ไอเดม (Non bis in idem) หรือหลักการ ห้ามดำเนินคดีซ้ำ เรื่องนี้เป็นประเด็นหลักที่ที่ประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ท่านกำลังพิจารณาในการยกร่างและการออกกฎหมายฉบับนี้นั้น ท่านเคยพูดถึง การลงโทษซ้ำกับผู้กระทำความผิดหรือไม่ แน่นอนครับ พวกเขาสมควรได้รับโทษจากการ ถูกกระทำ แต่โทษที่เขาได้รับนั้นควรสอดคล้องและมิใช่การลงโทษซ้ำในสิ่งที่เขาได้รับโทษ ไปแล้ว นั่นคือสิ่งที่ต้องระมัดระวัง ต้องตระหนักและต้องยืนให้ชัดถึงหลักการที่เป็น การคุ้มครองสิทธิของทุก ๆ คน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่จำเป็นต้องขอคำชี้แจงจากผู้ชี้แจงครับ🔗
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ กรณีของการดำเนินการกับกรณีของ แดนเจอรัส ออฟ เฟนเดอร์ (Dangerous of fender) หรือผู้กระทำความผิดที่มีอันตรายนั้น มิใช่ไม่มีอยู่ในกฎหมายอื่นครับ ท่านมีวิธีการเพื่อความปลอดภัยที่อยู่ในประมวลกฎหมาย อาญาตั้งแต่มาตรา ๓๙ จนถึงมาตรา ๕๐ พูดถึงเรื่องของการกักกัน การข้ามเข้าเขตกำหนด การเรียกประกันทัณฑ์บน การห้ามดื่มสุรา ยาเสพติด ไปจนถึงการห้ามประกอบอาชีพ บางอย่าง ท่านมีพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งผมเองเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนั้น ผมจำได้ดีครับ ประเด็นที่เราพูดกันมากที่สุดก็คือประเด็นเรื่องของการจัดชั้นของนักโทษ ประเด็นเรื่องการ พัฒนาพฤตินิสัย ประเด็นเรื่องของการแก้ไขฟื นฟู เราเองก็บอกด้วยซ้ำว่า นักโทษในคดี ความผิดเกี่ยวกับเพศ ถ้าเคยได้รับโทษมาก่อน ชั้นนักโทษของเขาไม่ควรจะเริ่มจากการเป็น นักโทษชั้นกลาง แต่อาจจะต้องเริ่มจากนักโทษชั้นเลวหรือชั้นเลวมาก ซึ่งแน่นอนครับ คำนี้ต้องพูดด้วยความระมัดระวังท่านรัฐมนตรีเคยแก้คำเหล่านี้ที่ราชทัณฑ์ใช้มา ในลักษณะละเมิดสิทธิให้ผม ผมยังขอบพระคุณท่านอยู่จนถึงทุกวันนี้ ท่านมี พ.ร.บ. อีกฉบับหนึ่งครับ ก็คือ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับการคุมความประพฤติ คำถามของผมก็คือว่า ท่านมีการวิเคราะห์กันอย่างเป็นระบบหรือไม่ว่า เพราะเหตุใดกฎหมาย ๓ ฉบับนั้นถึงไม่อาจ แก้ไขฟื นฟูผู้กระทำความผิดในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรงได้ หรือไม่เคยมี ใครทำหรือท่านไม่ได้ทำ ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นเรื่องใหญ่ เรากำลังจะออกกฎหมายฉบับหนึ่ง ไปแทนที่กฎหมายที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่มีการลงรายละเอียดให้เห็นว่า กฎหมายที่มีอยู่แล้วนั้น มีข้อจำกัด มีผลกระทบอย่างไรถึงไม่อาจบังคับใช้ได้ นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ ว่ากันในเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยทั่วไปผมเอง เห็นด้วยและเห็นถึงความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นกรณีเคส สตัดดี (Case Study) ที่ท่านรัฐมนตรี ได้กรุณายกตัวอย่าง เช่น สมคิด พุ่มพวง เช่น ไอซ์ หีบเหล็ก แต่ท่านประธานทราบไหมครับ ว่าสภาแห่งนี้เคยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขปัญหาการละเมิดทางเพศและ ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ผมเองเป็นคนตั้งคำถามต่อกรมราชทัณฑ์ครับว่า ท่านได้ใช้โปรแกรมใด ในการประเมินและแก้ไขปัญหาของสมคิด พุ่มพวง แก้ไขปัญหาของไอซ์ หีบเหล็ก ราชทัณฑ์ ตอบผมแต่เพียงว่ามีมาตรการการคัดกรองทางจิตเวช พวกเขาเหล่านั้นตกอยู่ในเงื่อนไข ที่เรียกว่าเพอร์ซัลนอลลิตี ดิสออร์เดอร์ (Personality Disorder) หรือบุคลิกภาพที่ผิดปกติ แต่ราชทัณฑ์ตอบผมไม่ได้ว่า มูลเหตุหรือสาเหตุของการกระทำความผิด ที่ภาษาทาง การแพทย์เรียกว่า ไดแอกโนซิส (Diagnosis) หรือวินิจฉัยว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของการ กระทำความผิดนั้นเป็นอย่างไร ฉะนั้นผมไม่มั่นใจว่ากรณีที่เรารับหลักการกฎหมายฉบับนี้ใน เชิงปฏิบัติท่านจะทำได้จริง ผมยกตัวอย่างและขอใช้เวลาที่ใกล้เคียงกับท่านวีระกร คำประกอบ ที่ได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ครับ ท่านประธานครับ ในกรณี ๖,๔๐๐ คดีความผิด เกี่ยวกับเพศ ซึ่งขณะนี้ทางเป็นนักโทษเด็ดขาดชายในกรณี ๑๘๕ คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ สผ ๒๕/๒๕๖๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ธนัชญา ๑๐๔/๒ ซึ่งขณะนี้ถือเป็นนักโทษเด็ดขาดหญิง ท่านมีนักจิตวิทยาคลินิกกี่คน ท่านมีจิตแพทย์ที่ทำการ ประเมินโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีเหล่านี้กี่คน ท่านอย่าลืมนะครับ ท่านใช้แต่สถาบัน กัลยาณ์ราชนครินทร์ ท่านอาจจะใช้โรงพยาบาลตุลาการเฉลิมพระเกียรติ แต่ในต่างจังหวัด ท่านไม่มีจิตแพทย์ที่เพียงพอในการประเมิน ฉะนั้นถ้าไม่มีการประเมินที่ชัดเจนและทำแผน แก้ไขปัญหารายบุคคลที่เรียกว่า อินดิวิดวล แพลน (Individual Plan) ผมจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเพศเหล่านั้นได้รับการแก้ไขฟื นฟูอย่างแท้จริง จะมั่นใจได้อย่างไร ว่ามาตรการคุมขังเขานำไปสู่การแก้ไขมิใช่เป็นการละเมิดสิทธิ จะมั่นใจได้อย่างไร ว่ามาตรการทางการแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้วยความเคารพในร่างของท่านพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ท่านได้กรุณายกตัวอย่างซึ่งอาจจะใช้ยาในเรื่องของการปรับฮอร์โมน และสิ่งที่ผม กังวลอย่างยิ่งคือ เรื่องของการฉีดไข่ให้ฝ่อ ซึ่งท่านต้องบอกให้ชัดว่า สิ่งนี้มีอยู่ในคำว่า มาตรการทางการแพทย์หรือไม่ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะใช้การทำงานบำบัดเชิงจิตวิทยา ไม่ใช่แค่การทำคอกนิทิฟ บีแฮฟวีเออรัล เทอราปี (Cognitive Behavioral Therapy) หรือซีบีที (CBT) ที่แก้ไขแค่การนั่งพูดคุยกัน หรือการทำพฤติกรรมบำบัดที่ไม่ได้แก้ นั่นเป็น ประเด็นที่ ๓🔗
ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ ผมอยากจะย้ำจุดยืนของพวกผมครับว่า ในกรณีร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นั้น พวกผมยืนอยู่ข้างผู้เสียหายแน่นอนครับ ไม่ควรมีผู้เสียหาย แม้กระทั่ง ๑ ราย ที่ควรถูกละเมิดทางเพศไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร ไม่ควรจะต้องมีการแก้ไข ฟื นฟูผู้เสียหายและครอบครัวทุกราย ซึ่งเรารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา แต่กฎหมาย ที่กำลังจะออกในวันนี้ ดุลยภาพระหว่างการแก้ไขฟื นฟูเยียวยาผู้เสียหายกับดุลยภาพในการ แก้ไขบำบัดพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด ถ้าท่านตอบให้สภาแห่งนี้มั่นใจได้ว่า การร่าง กฎหมายฉบับนี้จะนำไปสู่ทางปฏิบัติที่แท้จริง จะมีมาตรการในเชิงปฏิบัติ มาตรการของกระทรวงยุติธรรมรองรับ จะมีการใช้มาตรการที่ดึง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นักสังคมสงเคราะห์ ชุมชนเข้ามามีส่วน ร่วม จะมีมาตรการที่ทำให้เห็นว่ามีหลักประกันแก่ประชาชน ว่าคนเหล่านี้จะไม่ออกมา กระทำความผิดซ้ำ ถ้าท่านตอบได้แบบนั้นพวกผมยินดีรับหลักการครับ ฉะนั้นขอคำตอบ เหล่านี้ก่อนที่พวกผมจะตัดสินใจในร่างกฎหมายที่ก้ำกึ่งต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนฉบับนี้ ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านต่อไป ท่านธัญวัจน์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ก็เป็นวาระที่ ๑ ในวาระรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำซ้ำในความผิด เกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... แล้วก็มีร่างของ ส.ส. พัชรินทร์ ที่ได้ยื่นเข้ามา ด้วยก็คือร่างพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำความผิดซ้ำของผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ ที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำคือนวัตกรรม ของความยุติธรรมที่สำคัญที่ทำให้คนในสังคมนั้นปลอดภัย สิ่งที่เราต้องถกเถียงกันค่ะ ท่านประธาน ก็คือพูดถึงสิทธิเสรีภาพของการดำเนินชีวิตในสังคม และเราก็ลืมไม่ได้ว่าผู้ที่เคย ต้องโทษนั้น เขาก็มีสิทธิในการที่จะดำเนินชีวิตไปด้วย ความปลอดภัยของคนในสังคม แน่นอนค่ะ เรายืนอยู่ว่าสังคมนั้นต้องปลอดภัยสูงสุดและไม่ต้องมีเหยื่อ ไม่ควรที่จะมีเหยื่อ เกิดขึ้น ธัญเข้าใจว่าเราสามารถจำกัดสิทธิได้ การจำกัดสิทธินั้นไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ อย่างเช่นว่า ถ้าบุคคลที่ไม่มีความสามารถในด้านการมองเห็น รัฐก็ไม่สามารถที่จะออก ใบขับขี่หรือให้สิทธิในการขับรถได้ นั่นก็เพื่อความปลอดภัยและการอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย แต่สิ่งนี้เราจะต้องวางหลักการและอยากจะมีคำถามหลายคำถาม ถามถึงท่านรัฐมนตรีด้วย ธัญเห็นด้วยกับหลักการเพราะในต่างประเทศก็มีมาตรการดังกล่าวมากมาย แต่มีประเด็น ความกังวลในการที่จะวินิจฉัยหรือพิพากษากับผู้ที่เคยต้องโทษ และการพิพากษาหรือวินิจฉัย เหล่านั้นอาจจะไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาค่ะ เรามีข้อมูล ๒ ด้าน คือด้านอาชญาวิทยา และทาง การแพทย์ เราต้องพิจารณาให้ดี ตามทฤษฎีสามเหลี่ยมด้านอาชญาวิทยาได้พูดถึง ๓ ประเด็นค่ะ สผ ๒๕/๒๕๖๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) จินตนา ๑๐๕/๒🔗
ประเด็นแรก คืออาชญากรผู้ซึ่งมีความสามารถในการก่ออาชญากรรม หรือกลุ่มฮาร์ดคอร์ (Hardcore) ซึ่งนั่นหมายรวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่จะเร้าให้เกิดการ ก่ออาชญากรรมขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดื่ม การมึนเมาหรือยาเสพติดที่ส่งผลทางตรงให้เกิด อาชญากรรม🔗
ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นผู้ถูกกระทำหรือเหยื่อ กลุ่มนี้ก็จะมีลักษณะบางอย่าง ที่เป็นเป้าหมายของอาชญากร เช่น เด็ก เยาวชน ผู้หญิง หรือมีความเฉพาะบางอย่าง หรืออย่างในสถิติก็มีการพูดถึงผู้หญิงที่แต่งตัวตามสมัย มีความเซ็กซี่ (Sexy) ตามแฟชั่น หรือแม้กระทั่งความคิดในสังคมนิยมชายที่มองผู้หญิงนั้นไม่เท่าเทียมค่ะ🔗
ประเด็นที่ ๓ คือการดูแลหรือการ์เดียน (Guardian) ที่เราจะพูดถึงแล้วก็ ตั้งคำถามไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าเราอาจจะใช้คำว่าการ์เดียน (Guardian) ก็ได้ คือมาตรการ การป้องกันที่เป็นไปถึงตั้งแต่นโยบายอาญา นโยบายรัฐ หรือการแก้ไขกฎหมายอย่างที่เราทำ อยู่ มาตรการการป้องกันการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เครื่องมือที่จะติดตามตัว กล้องวงจร ปิดหรือการเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ธัญอยากให้ท่านรัฐมนตรีได้ ตอบส่วนที่เรียกว่าการ์เดียน (Guardian) ตรงนี้ว่าท่านมีมาตรการรายละเอียดอย่างไรนะคะ และในข้อมูลอีกด้านหนึ่งค่ะท่านประธาน กลุ่มอาชญากรนี้เรามีผู้ป่วยทางจิตเวช ซึ่งหลาย ท่านได้พูดไปแล้วนะคะ ธัญขออนุญาตซ้ำนิดหน่อยว่าข้อมูลทางการแพทย์เปิดเผยเป็นที่ สาธารณะแล้วเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว เพราะว่ากรมราชทัณฑ์ได้มีนักสังคมสงเคราะห์กับแพทย์ต้องการที่จะทำงานเกี่ยวกับด้าน จิตเวช แล้วก็เพื่อที่จะยื่นให้กรมราชทัณฑ์มีการพักโทษ นักจิตวิทยาให้ผู้ต้องขังที่มีคดี ล่วงละเมิดทางเพศได้วาดภาพบ้าน ต้นไม้ แล้วก็คน หรือว่าแบบทดสอบ เฮาส์ ทรี เพอร์เซิน (House-Tree-Person) ซึ่งแบบทดสอบนี้ก็นำไปประเมินไลเซนส์ (License) การตัดสินใจ เขียนภาพ ซึ่งสิ่งนี้นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์บอกว่าอาชญากรเหล่านี้ส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมด มีผู้ป่วยจิตเวชและต้องการฟื นฟูและรักษา นี่คือการค้นพบครั้งแรกของ นักจิตวิทยา จึงเป็นคำถามต่อผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า การออกแบบมาตรการ การ์เดียน (Guardian) นั้นมีความละเอียดอ่อนมาก ท่านออกมาตรการนี้อย่างไร อยากให้ อธิบายว่าในเรื่องของการลงโทษและคุมประพฤติคือเรื่องหนึ่ง ส่วนในเรื่องของผู้ป่วยจิตเวช ที่อาจจะมีการรักษาและหายแล้ว คุณจะมีการออกแบบในการดูแลคุมประพฤติอย่างไร การก่ออาชญากรรมมันจะเกิดขึ้นได้เสมอ และสังคมต้องปลอดภัย อย่างนี้ค่ะธัญอยากจะทิ้ง ท้ายไว้นิดหนึ่งว่าทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรมนี้ ๑. เราพูดถึงความสามารถของอาชญากร ๒. เราพูดถึงเหยื่อที่เป็นเป้าหมาย ๓. เราพูดถึงการ์เดียน (Guardian) มาตรการที่จะต้อง ปกป้องดูแลหรือเป็นผู้พิทักษ์ ไม่ว่าจะเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนักของฝ่ายบริหาร แต่สิ่งหนึ่งที่ธัญอยากจะเพิ่มให้เป็นสี่เหลี่ยม ไม่ใช่เป็นแค่สามเหลี่ยมก็คือ จุดที่เราพูดถึงความป่วยไข้ จิตเวช ต้นตอของปัญหาของคนที่ก่อ อาชญากรรมค่ะท่านประธาน และต้นตอของการก่ออาชญากรรมที่ส่งผลต่อจิตเวชนั้นจริง ๆ อาจจะมาจากวัฒนธรรมที่บ่มเพาะให้ไม่มีการเคารพกัน เพราะฉะนั้นธัญคิดว่าเรื่องนี้เราต้อง คิดเป็นวงกลม นั่นหมายถึงว่าสามเหลี่ยมอาชญาวิทยาอาจจะยังไม่พอ แต่เราต้องเพิ่มในเรื่อง ของการดูแลผู้ป่วยจิตเวชลงไปด้วย ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
อีก ๒ ท่าน ต่อไป ท่านสุรพร ดนัยตั้งตระกูล กับ พลตำรวจตรี สุพิศาล ท่านสุรพรเชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรพร ดนัยตั้งตระกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นว่า การกระทำอาชญากรรมที่มีความรุนแรงและการกระทำทางเพศนั้นได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น สผ ๒๕/๒๕๖๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) หทัยกาญจน์ ๑๐๖/๒ มีความถี่สูงขึ้น และเป็นการกระทำผิดซ้ำจำนวนมาก การกระทำลักษณะดังกล่าวนี้เรา จะเห็นได้ว่า ถ้าโดยหลักของการควบคุมการกระทำความผิดลักษณะนี้นั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งผมขออนุญาตที่จะเอ่ยถึงก็คือ กระทรวงยุติธรรมนั้นถือว่าเป็นด่านสุดท้ายในการที่จะ คัดกรองผู้กระทำความผิดก่อนที่จะออกสู่สังคม เพื่อให้ผู้กระทำความผิดที่รับโทษแล้วนั้น สามารถที่จะอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข แต่ขณะเดียวกันสังคมเองก็ปรารถนาที่จะอยู่ ร่วมกับผู้ที่พ้นจากการคุมขังนั้นอย่างมีความสุขเช่นเดียวกัน แต่โดยหลักการและการทำงาน ของเจ้าหน้าที่ในขณะนี้นั้น การกลั่นกรองของกระทรวงยุติธรรม ไม่สามารถกระทำได้เต็มที่ เป็นการกระทำโดยปราศจากเครื่องมือที่เหมาะสมในการที่จะดูแล หรือว่าคัดกรองผู้กระทำ ความผิดเหล่านี้ก่อนออกสู่สังคม ก็เรียกได้ว่าดูกันห่าง ๆ ครับ ทั้งหน้าที่ฝ่ายควบคุม ฝ่ายกำกับดูแล วันนี้กระทรวงยุติธรรมโดยรัฐบาลได้เสนอขอใช้เครื่องมือที่เหมาะสมมากขึ้น เพื่อจะควบคุมการประพฤติตนในทางที่จะกระทำความผิดทางเพศ หรือความรุนแรงที่เกิดซ้ำ ขึ้นมาอีก เครื่องมือที่เหมาะสมนั้นทางรัฐบาลก็ได้กลั่นกรองมา แต่ว่ามันมีความจำเป็น ที่จะต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นคนพิจารณา พวกเราสมาชิกแห่งนี้นั้น ล้วนแล้วแต่ได้สัมผัสถึงความเดือดร้อน ความหวาดระแวงที่ประชาชนทั้งหลายต้องได้รับรู้ ทุกครั้งที่มีข่าวลักษณะของการกระทำซ้ำ หรือความรุนแรงทางเพศ ไปที่ไหนเราก็จะได้ยิน แต่เรื่องกล่าวถึงคดีที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ซึ่งมีความถี่มากขึ้น ท่านประธานครับ ในวาระที่ ๑ นี้ กระผมในฐานะที่เป็นสมาชิก ผมเห็นด้วยในการที่จะต้องรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นั้น เพื่อไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม การใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ถ้าหากว่า ผ่านจากสภาไปแล้ว ผมเชื่อว่าการพิจารณาผู้ที่พ้นผิดออกมานั้นว่าเหมาะสมถึงจะดำเนินการ ลักษณะเช่นใดต่อไป ก็จะอยู่ในรูปของคณะกรรมการที่มีบุคลากรที่มีความรู้ มีความสามารถ และมีความเป็นธรรมที่จะดูแลผู้พ้นผิดเหล่านั้นให้ออกสู่สังคมได้อย่างดี และสังคมก็ต้อนรับ เขาอย่างปลอดใจ โปร่งใจ ในการที่จะไม่ต้องหวาดระแวงต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ภายใต้กรอบของกฎหมายฉบับนี้นั้นผมเชื่อว่าทางสภาแต่งตั้งกรรมาธิการที่มีความรู้ ความสามารถในการที่จะไปพิจารณาให้กฎหมายฉบับนี้ถูกตราใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ กรอบของเสรีภาพและหลักของสิทธิมนุษยชน ในโอกาสนี้ผมขอขอบคุณรัฐบาล ขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ขอขอบคุณท่านพัชรินทร์ และคณะ ที่ได้ร่วมเสนอกฎหมายฉบับนี้มา ผมเห็นว่าเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์มาก ผมจึงขออนุญาตที่จะร่วมกับเพื่อนสมาชิกในการรับหลักการกฎหมายฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล วันนี้ขออภิปรายในประเด็นของกฎหมายฉบับนี้ กฎหมายที่จะร่างขึ้นมาเพื่อเป็น พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศและที่ใช้ ความรุนแรง ผมกราบเรียนไปยัง ฯพณฯ รัฐมนตรี อันนี้เป็นกฎหมายที่จะมาใช้ข้างนอก แต่ผมอยากให้เข้าไปดูบ่อเกิดของคนที่อยู่ในเรือนจำ เพศ ผมไม่ได้หมายถึงเพศหญิง อย่างเดียวครับท่านประธาน เพศชาย ท่านเคยไหมครับว่าถูกตุ๋ยในเรือนจำเยอะมากเลยครับ ชายที่อ่อนแอที่อยู่ในเรือนจำมักจะถูกชายที่แข็งแรงกรุ้มรุม แล้วใช้พฤติกรรมทางเพศ หรือแม้กระทั่งหญิงด้วยกันก็มี พวกมาเฟียหญิงในทัณฑสถานหญิง ท่านต้องไปดูครับ นี่คือบ่อเกิดที่จะเป็นแหล่งกำเนิดของพฤติกรรมซ้ำ ผมจะพูดถึงพฤติกรรมศาสตร์ครับ ท่านประธาน ผมเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ เราจะเรียนเรื่องของพฤติกรรมศาสตร์ หลักการ ของพฤติกรรมศาสตร์นั้นคือการศึกษาว่าด้วยพฤติกรรมของมนุษย์ครับท่านประธาน เกี่ยวกับ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยปัจจัยเรื่องของความสัมพันธ์ครับ ความสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่อง ความสัมพันธ์ของบุคคลในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับปัจจัยที่เป็นปัจจัยตัวที่ก่อให้กำเนิด เรื่องของพฤติกรรม ซึ่งเราจะพบเห็นบ่อย ๆ คือเรื่องของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม อันนี้คือ หัวใจสำคัญเรื่องของหลักพฤติกรรมศาสตร์ ศาสตร์ที่ควรจะศึกษาคือบีแฮฟวิเออรัล ซายแอนซ์ (Behavioral science) นี่คือหัวใจที่ในกฎหมายฉบับนี้ต้องเอามาใช้ในการวาง หลักการ ซึ่งจะต้องดูแล ไม่ใช่พฤติกรรมของการฆาตกรรมที่เขียนไว้ในหลักการนี้ โอเค (OK) ครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะขอเพิ่มลงไป บางทีพฤติกรรมที่กระทำความผิดซ้ำมิใช่ความผิด รุนแรงแต่อย่างเดียวครับ เรื่องทางเพศและความรุนแรง แต่ความผิดที่น่ารังเกียจ รบกวน หรือกระทำซ้ำ ๆ เช่น เดินโชว์ไปโชว์มา หรือไปถือแพลม ๆ พรึ่บ โผล่ออกมาจนหญิงสาว วิตกกังวล ยืนแล้วก็ตัวสั่นงันงก นี่ก็มีอีกเยอะแยะครับ หรือแม้กระทั่งเดินเฝ้ามองตาม หรือใช้คำพูด ขณะนี้มันใช้เทคโนโลยี หยาบโลนหรืออะไรต่าง ๆ นานาเข้ามา ทำให้เกิดความหวาดกลัวว่าตัวเองจะตกอยู่ในภาวะ แบบนี้ คนพวกนี้คือคนที่จะทำให้สังคมครับ ผมดีใจครับ ที่ท่านออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อดูแล ทั้ง ๓ มาตรการครับ ไม่ว่ามาตรการแก้ไขฟื นฟู มาตรการเฝ้าระวังนักโทษ หรือมาตรการ คุมขัง คุมขังนี่ท่านต้องเขียนว่ามันไม่ใช่โทษทางอาญา ต้องเขียนไว้เลยครับ จะเขียน ความหมายบอกว่าไม่ใช่โทษทางอาญา แต่มันอาจจะใช้กับบุคคลที่ผมว่านี่ก็ได้ ศาลอาจจะสั่ง ได้ แต่เพิ่มนิยามลงไปว่าหลักเหตุผลนี่ให้มากหน่อย เพราะสังคมจะได้ดีขึ้น การที่บุคคล ที่จะออกมากระทำความผิดซ้ำนี่ เวลาผมสืบสวนคดี ผมจะมีทฤษฎีแล้วก็ขีดบาวน์ดารี (Boundary) ของถิ่นที่อยู่ของอาชญากรที่ถูกปล่อยตัวออกมา แล้วจะขีดบาวน์ดารี (Boundary) ของพื้นที่ที่ลงมือกระทำผิดซ้ำที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ซึ่งยังหาตัวไม่ได้ หรือหาตัวได้ เราจะเห็นขอบเลย เพราะว่ามันมีอาณาเขตของการครอบครองพื้นที่ ซึ่งเป็น ของผู้ที่กระทำ ความผิดซ้ำนั้น จะไม่ทำแล้วความผิดซ้ำใกล้ ๆ พื้นที่เกิดเหตุจะไปทำในสิ่งที่ตัวเองเฝ้ามอง หรือเห็น หรือมีสิ่งเร้าออกมากระทำซ้ำอีก หรือแม้กระทั่งเขาเรียกว่าอะไรครับ ท่านครับ ใน การกระทำความผิดซ้ำนั้นสิ่งที่คือแรงจูงใจที่เกิดขึ้นจากในเรือนจำ แรงจูงใจที่เกิดขึ้นจาก พฤติกรรมของพันธุกรรม แรงจูงใจที่เกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อม หลักการง่าย ๆ ครับ ตำรวจ จะต้องป้องกันเหตุด้วย ทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรมคือเหยื่อ ผู้กระทำความผิด แล้วก็ โอกาส ปิดกั้นโอกาส ท่านก็ต้องเริ่มกำหนดด้วยการปิดกั้นโอกาสด้วยมาตรการนี้ครับ มาตรการป้องกันทั้งหมดนี่ครับ เป็นเขาเรียก ต้นทาง มิใช่ปล่อยให้ตำรวจมาใช้ พระราชบัญญัตินี้ ต้นทางก็คือตั้งแต่ครอบครัว ตั้งแต่บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่กำเนิด ท่านอาจจะดูเลยครับว่า แม้กระทั่งตรวจดีเอ็นเอ (DNA) นี่ผมว่าอาจจะตรวจได้เลยว่าศึกษา ทางพันธุกรรมนี่มันก็มีตัวยีน (Gene) บอกว่าจะก่อเหตุได้ในทางวิทยาศาสตร์ นี่เราต้องศึกษา แต่เครื่องมือต่าง ๆ ที่ท่านเอามาใช้ในทั้ง ๓ หมวด ของ ๓ มาตรการนี้ ผมเห็นด้วยที่เป็น นวัตกรรมหรือเครื่องมือที่ออกมาช่วยสังคมเป็นโซเชียล (Social) ที่ทำให้สังคมดีขึ้นแน่นอน และจะปกปักษ์รักษาสังคม แต่สิ่งสำคัญคือท่านต้องกำหนดหลักการเงื่อนไขและวิธีการที่จะ เข้าไปเฝ้ามองบุคคลที่อยู่ในเรือนจำ เพราะว่าอันนี้ ต้นคือบุคคลที่กำลังจะพ้นโทษ แต่บุคคลภายนอกที่จะทำซ้ำ หรือเคย ทำซ้ำมาแล้วไม่เคยถูกจับ ยังมีอีกมากมายครับ ท่านประธานครับ แต่สิ่งสำคัญคือต้องขึ้นทะเบียนบุคคลพวกนี้ไว้ และสิ่งสำคัญคือต้อง ไม่ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพ โดยเฉพาะการคุมขังจะกระทำเยี่ยงนักโทษ เยี่ยงผู้กระทำผิดมิได้ จะต้องมีห้องพัก พื้นที่พร้อมกับหน่วยงานที่ผ่านคณะกรรมการหรือบอร์ด (Board) ของกฎหมายฉบับนี้ เพื่อกลับไปเติมความเป็นมนุษย์ที่ถูกที่ชอบที่ควร แล้วคืนสู่สังคม การฝึกอาชีพการติดตามการควบคุมพฤติกรรม การแทร็กกิง (Tracking) ชีวิตเขา เป็นห่วงโซ่ ที่จำเป็นของกฎหมายฉบับนี้ครับ ไม่อย่างนั้นประชาชน สังคมจะไม่ได้รับการปกป้องจาก รัฐบาลแน่นอน ท่านต้องเพิ่มเติมและแก้ไขในประเด็นที่ผมอภิปรายไว้ให้มากขึ้นครับ ขอบคุณครับ🔗
ครับ อีก ๒ ท่านต่อไปครับ หมอบัญญัติครับ กับท่านนิคม บุญวิเศษ เชิญคุณหมอบัญญัติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาจิตเวชที่ทำให้มีผู้ป่วยจากเรือนจำ กลายเป็น นักโทษ แล้วก็อยู่ในเรือนจำ เมื่อออกจากเรือนจำในวัยผู้ใหญ่ เขาเรียกว่า นักโทษเรือนจำ แล้วก็ออกมาเป็นผู้พ้นโทษ แต่ในเด็กเยาวชนนี้จะเข้าสถานพินิจ เราเรียกว่า เยาวชนสถานพินิจ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้พ้นโทษจากเรือนจำ และเยาวชนสถานพินิจนี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์นี้ครับ เกี่ยวข้องกับสารเสพติด และใน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดนั้นก็เป็นกลุ่มที่มี ปัญหาความผิดปกติในบุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่า เพอร์ซันแนลิตี ดิสออร์เดอร์ (Personality Disorder) ในผู้ใหญ่นี้เป็นความผิดปกติ ในบุคลิกภาพ แต่ถ้าในเด็กที่อายุไม่ถึง ๑๘ ปีนี้ เราก็เรียกว่าความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรม ในเด็ก ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ เรียกว่า คอนดักต์ ดิสออร์เดอร์ (Conduct Disorder) ซึ่งทั้งในวัยผู้ใหญ่และในวัยเด็กที่มีความผิดปกติในบุคลิกภาพ ความผิดปกติในพฤติกรรม เหล่านี้ เขาก็จะมีพฤติกรรมร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง เรียกว่าพฤติกรรมที่ชอบใช้ความรุนแรง ในผู้ใหญ่ก็เรียกว่าอันธพาล ต่อต้านสังคม ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าแอนตีโซเชียล (Anti-social) เห็นอะไรก็ต่อต้านไปหมดท่านประธานครับ เรียกว่าอันธพาลต่อต้านสังคมคือ ผู้ใหญ่ แต่ถ้าในเด็กเราก็จะเรียกว่าเด็กคนนี้ เยาวชนคนนี้เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเกเร หรือเป็น เด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรง เช่น เป็นเด็กทำอะไรไม่ได้ก็ตีหลอดไฟ ตีตู้โทรศัพท์สาธารณะ ทำลาย ข้าวของสาธารณะ นี่คือลักษณะของผู้ที่ผมกล่าวถึง ซึ่งเมื่อดูย้อน ย้อนกลับลงไปถึง พัฒนาการเขา ก็พบว่าต้นตอนี้เขาจะเป็นพวกที่มีปัญหาเรื่องของสุขภาพจิตในวัยเด็ก ปัจจุบันเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิตนี้ เพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นล่ะครับที่ได้เข้าสู่ระบบการ ดูแลสุขภาพจิตกับจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาในโรงพยาบาล คำว่ามีปัญหาสุขภาพจิตในเด็ก นั้น ส่วนใหญ่ก็คือเด็กที่มีสมาธิสั้น พวกเราทั้งหลายคงจะได้ยินคำว่า เด็กสมาธิสั้นประจำ หรือเด็กที่อยู่ไม่นิ่ง เด็กสมาธิสั้นเขาเรียกว่าแอตเทนชัน ดิฟิซิต (Attention Deficit) ไม่สามารถมีความสามารถในการสนใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ต่อเนื่องยาวนาน หรือเรียกอีกประเภท หนึ่งว่า เด็กที่มีอารมณ์ผิดปกติ หรือเรียกว่า ไฮเปอร์แอกทิวิตี (Hyperactivity) หรือว่า เด็กไฮเปอร์แอกทีฟ (Hyperactive) ซึ่งเราก็ได้ยินกันบ่อย ๆ ซึ่งเมื่อเด็กเหล่านี้สมาธิสั้น ไม่สามารถที่จะสนใจในเรื่องการใช้เหตุใช้ผล เขาก็จะไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เมื่อเขา ควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาก็จะมีพฤติกรรมที่เรียกว่าหุนหันพลันแล่น หุนหันพลันแล่นนี้ในภาษา จิตเวชเขาเรียกว่า อิมพัลซิฟเนส (Impulsiveness) หรือว่าอิมพัลซิวิตี (Impulsivity) ซึ่งที่ผม พยายามที่จะนำเรียนท่านประธานถึงท่านสมาชิก แล้วก็ถึงท่านกรรมาธิการวิสามัญก็คือว่า ถ้าเราจะออกกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง แล้วมีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่จะควบคุมคนที่ ออกจากคุก จากตะราง จากการที่เขาเป็นฆาตกร ข่มขืนแล้วฆ่าก็ดี หรือนักโทษที่พฤติกรรม รุนแรง พ้นโทษตามกฎหมายแล้วบ่อยครั้งเขากระทำซ้ำอีก เพราะพื้นฐานทางด้านสุขภาพจิต ของเขา เขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เมื่อเขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เขาชอบหุนหัน พลันแล่น เขาไม่มีความสุข เขาต่อต้านสังคมตลอด ในพัฒนาการตั้งแต่เด็กมานี้ เขาจะถูก ลงโทษตลอด ถูกพ่อแม่ลงโทษ ถูกครูลงโทษตลอด เมื่อเขาลงโทษบ่อย ๆ เขาก็ต้องมีวิธีหัดโกหกเพื่อให้รอดจากเรื่องที่เขาจะต้องถูกลงโทษ เขาก็จะต้องหลีกเลี่ยงที่จะกระทำตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทางกฎโรงเรียนต่าง ๆ ก็ดี ในชุมชน ก็ดี ในสังคมก็ดี เขาจะแหกกฎตลอด ต่าง ๆ เหล่านี้ รวมทั้งครอบครัวที่ไม่อบอุ่น พ่อแม่ อาจจะไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูก เขาจะขาดการพัฒนาการ ขาดทักษะชีวิต เขาก็จะเกิดปัญหา จนกระทั่งสุดท้ายเขาก็กลายเป็นนักโทษ กลายเป็นเยาวชนสถานพินิจเกิดขึ้น ซึ่งเขาจะต้อง เข้าหายาเสพติด เพราะยาเสพติดนั้นเป็นการเพิ่มสารเคมีในสมองให้เขามีความสุขอย่าง รวดเร็ว ถ้าหากว่าเด็กเหล่านี้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น เด็กเหล่านี้เป็นเด็กที่มีอารมณ์ ผิดปกติ เขาได้รับการบำบัดกับจิตแพทย์ จิตแพทย์ก็ใช้ยาจิตเวช ซึ่งมีสารเคมีคล้าย ๆ กับยา เสพติดนี่ละ แต่ว่าอ่อนกว่า เราสามารถปรับพฤติกรรมไปด้วยให้เขามีทักษะชีวิตต่าง ๆ ไปด้วย เขาก็จะหายและเขาจะดีขึ้น ทักษะชีวิตเขาจะเพียงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ ได้อย่างที่อยู่ในกฎในเกณฑ์และพึงประสงค์ เพราะฉะนั้นผมอยากที่จะให้ฝากกรรมาธิการ วิสามัญช่วยออกแบบคณะกรรมการ แล้วช่วยตั้งข้อสังเกตว่าประเทศของเราให้ความสำคัญ กับโรคทางจิตเวชและยาเสพติดต่ำมากครับ ต้องยกระดับเหมือน ศบค. เลยครับ ศบค. ดูแล โควิด (COVID) ถึงเวลานี้ก็ต้องบอกว่าได้ผลระดับน่าพอใจพอสมควร คือยกระดับ ทั้งองคาพยพมาดูแลเรื่องของยาเสพติดและจิตเวช จิตเวชและยาเสพติด ในโรงพยาบาล อำเภอ โรงพยาบาลชุมชนปัจจุบันยังไม่มีกลุ่มงานยาเสพติดและจิตเวชและยาเสพติดเลยครับ เป็นไปได้อย่างไรครับ แล้วเราก็จะปลดล็อกพืชเสพติดต่าง ๆ หลายอย่าง แล้วก็รวมทั้ง ทุกเรื่องเราจะเอาคนออกจากคุกมาอยู่ในสังคม ประทานโทษครับท่านประธานครับ ใกล้จะจบแล้วครับ ผมขออนุญาตอีกสักนิดหนึ่ง เราเอาคนที่ออกจาก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน ให้เหลือสักครึ่งหนึ่ง เอา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ติดยาเสพติดแล้วเป็นผู้ที่ต้องขังนี้ออกมา แต่เราไม่มีกลุ่มงานยาเสพติด แล้วเราไม่ได้ยกทั้งองคาพยพมาแก้ปัญหา ผมว่ามีกฎหมายไป ก็ล้มเหลวครับ พอเราจะติดกำไลอีเอ็ม (EM) อะไรก็แล้วแต่สุดท้ายแล้วเขาไม่มีความสามารถ ในการยับยั้งชั่งใจ ผมถึงฝากว่าถ้ากระบวนการดูแลจิตเวชในเด็กของประเทศไทยและระบบ การดูแลจิตเวชในประเทศไทยยังอ่อนด้อยอย่างนี้ออกกฎหมายฉบับนี้ต่อไปก็เป็นภาระแก่ กระทรวงยุติธรรมด้วยเช่นเดียวกัน ก็ขอฝากท่านกรรมาธิการวิสามัญช่วยยกร่างกฎหมาย ฉบับนี้ แล้วบรรจุเรื่องของการดูแลสุขภาพจิตและจิตเวช และยาเสพติดของประเทศไทย ให้ยกระดับเหมือน ศบค. ทุกองคาพยพมาดูแล เชื่อมั่นเหลือเกินว่าคนไข้คดีความ แล้วก็เป็น จำเลย เป็นคนในคุก หรือเด็กเยาวชนที่เข้าสถานพินิจจะลดลงเป็นอย่างมาก แล้วก็คงจะไม่มี เรื่องที่เกิดกระทำความผิดซ้ำเช่นนี้ ที่จะต้องออกกฎหมายเช่นนี้ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ มีประโยชน์ครับ ขอให้เป็นการจุดประกายที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
เชิญ ท่านนิคม แล้วตามด้วยท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่า การออกพระราชบัญญัติฉบับนี้จุดประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงให้เกิด การกระทำซ้ำอีก อุดช่องโหว่ช่องว่างของกฎหมาย ก็คือเรากำลังพยายามจะแก้ไขปัญหา สิ่งเหล่านี้ การกระทำความผิด โดยเฉพาะการฆ่าข่มขืน ทุกยุคทุกสมัยในสังคมไทยจะมีมา เรื่อย ๆ ไม่เคยหยุด โดยเฉพาะคนที่เคยกระทำความผิดแล้ว ติดคุกแล้ว ออกมายังมี เปอร์เซ็นต์ในการทำความผิดอีก คนเหล่านี้ละครับ สังคมถามว่าในเมื่อข่มขืนและฆ่าคนตาย ประเทศไทยไม่มีกฎหมายประหารชีวิต แต่ก็มีกฎหมายติดคุกตลอดชีวิต แล้วทำไมคนเหล่านี้ ถึงมีการปล่อยออกมาได้ อันนี้ก็เป็นคำถามทางสังคม แน่นอนครับ คนที่โดนกระทำ ลูก หลาน หรือญาติของคน ที่โดนกระทำ เขามีความบอบช้ำทรมานแสนสาหัส แล้วถามคนเหล่านี้หรือยังก่อนที่จะมีการ ปล่อยตัวผู้กระทำความผิด แล้วสังคมเราละครับจะอยู่อย่างไร เราต้องมาระแวดระวังคนที่ กระทำความผิด แล้วเราไม่มีความมั่นใจว่าออกมาแล้วจะกระทำความผิดอีกหรือไม่ สังคม ต้องระวังคนเหล่านี้ละครับ แน่นอนครับมันเป็นหน้าที่ของรัฐบาล รัฐบาลจะต้องทำให้ ประชาชนรู้สึกปลอดภัยในทรัพย์สินและความปลอดภัยในชีวิต แต่ในเมื่อไม่สามารถทำได้ การออกกฎหมายที่แรง แล้ววิธีการป้องกันมันมีครับท่านประธาน คนที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ บางคนก็เกิดจากฮอร์โมนทางเพศ อาจจะมากเกินไป หรือมีความวิปริตทางจิตใจ เป็นคน โหดเหี้ยมโหดร้ายอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งผมเชื่อว่าหลายท่านเข้าใจอยู่แล้ว แต่ในเมื่อเรายัง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ทำไมเราต้องปล่อยออกมา มีคนเสนอว่าคนที่มีปัญหาเรื่อง ฮอร์โมนทางเพศสูงมีวิธีการแก้ไขคือจะต้องให้ยาหรือฉีดยาเพื่อลดฮอร์โมนทางเพศลง แนวทางนี้ผมเห็นด้วยครับ เพราะต่างประเทศเขาก็ทำกัน หรืออาจจะมีเครื่องติดตามตัว มีการเฝ้าระวังอย่างสูงสุด ถึงแม้เราอาจจะบอกว่าอาจจะไปละเมิดสิทธิมนุษยชน ท่านประธานครับ เราต้องให้ความสำคัญมนุษยชนของสังคมส่วนใหญ่มากกว่าคนกระทำ ความผิดใช่หรือไม่ เรากำลังหาวิธีป้องกันแก้ไขสิ่งเหล่านี้ไม่ให้เกิดซ้ำขึ้นมาอีก แน่นอนครับ ถ้าไปเกิดกับลูกหลานของเรา ถามว่าเราจะให้อภัยคนเหล่านี้ได้หรือไม่ ผมเชื่อว่าไม่มีใครให้ อภัยละครับ อันนี้คือในมุมมองของผู้โดนกระทำ ผมมีตัวอย่างของน้องคนหนึ่งมาเล่าให้ฟัง เขาเคยโดนข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ยังโชคดีที่เขาไม่ได้โดนฆ่า ทุกวันนี้เขายังมีชีวิตอยู่ครับ และมีการมาเขียนหนังสือฉบับหนึ่งขึ้นมา เขามาพูดคุยอยากให้ผลักดันกฎหมายเข้าสภา ให้หน่อย ผมถามว่าจะผลักดันอย่างไร เขาคิดว่าผู้ที่กระทำความผิดโดยการฆ่า ข่มขืน เขาอยากให้มีการตัดอวัยวะเพศครับท่านประธาน ผมฟังแล้วผมก็อึ้งครับ นี่คือคนที่โดนกระทำ แต่ถามว่าโทษความผิดก็คือต้องประหารชีวิต แต่การตัดอวัยวะเพศ ประเทศไทยหรือชาวโลก ผมก็ยังไม่เคยเห็น แต่ผมเชื่อว่ามันน่าจะมี ผมคิดว่าถ้าเป็นการกระทำความผิดครั้งที่ ๒ ก็ควร จะกระทำแบบนี้ หรือก็ต้องประหารชีวิตเลยครับท่านประธาน ไม่เช่นนั้นสังคมจะอยู่ไม่ได้ แต่ ถ้าเรามองมุมของผู้ที่เป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้องของคนกระทำความผิดละ คนเหล่านี้ก็เจ็บช้ำ ก็ไม่น้อยละครับ แต่เขาคงจะขอเวลา ขอโอกาส ขอให้อภัย ซึ่งมันมองทั้งสองมุมท่านประธาน แต่ในส่วนของรัฐบาล หรือส่วนของกฎหมาย หรือวิธีการ หลายท่านได้มีการอภิปรายไปแล้ว ว่ามันมีวิธีการแก้ไขป้องกัน สิ่งเหล่านี้เราต้องรีบทำ กฎหมายต้องรีบผ่าน แล้วนำสิ่งที่คิดว่า ป้องกันได้ให้มาทำแบบเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยา การให้ยา หรือการใช้เครื่องมือในการ ติดตาม หรือเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดก็ควรจะต้องทำ เพื่อให้สังคมเราอยู่ด้วยความปลอดภัย ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ก็เป็นกฎหมายที่ดี ผมอยากให้มีการผ่านในวาระแรก ขอสนับสนุน ครับ แล้วก็มาช่วยกันคิดหาวิธีการป้องกันเพื่อให้สังคมอยู่ดี ในส่วนที่ผมคิดว่าส่วนหนึ่งก็คือ การให้การศึกษา การให้โอกาส ถ้ามีการศึกษาดี สังคมดี สังคมปลอดภัย ถ้าทุกคนอยู่ดีกินดี สังคมดี สังคมปลอดภัยครับ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ต้องทำควบคู่กันไปด้วย ก็ขอฝากให้สมาชิกในรัฐสภา ในสภาผู้แทนราษฎร ก็ให้ช่วยกันพิจารณาตรงนี้ ส่วนผมก็สนับสนุน เพียงแต่ว่าพอมีกฎหมายแล้วมันจะป้องกัน ได้หรือไม่ อย่างไร อันนี้คือส่วนหนึ่งที่ผมกังวลว่าเรามีการปล่อยผู้กระทำความผิดออกมา เร็ว แล้วก็ปล่อยออกมาจำนวนมาก ซึ่งสังคมเองไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนบ้าง อย่างไร จึงจะทำให้ สังคมไม่สามารถที่จะระมัดระวัง ระหว่างคนจ้องกับคนระวัง คนจ้องย่อมได้เปรียบครับ ท่านประธานครับ จึงขอฝากว่าการที่จะปล่อยออกมาก็ต้องมีการประกาศให้สังคมรับทราบว่า ผู้กระทำความผิดเหล่านี้ถูกปล่อยมาตรงไหนบ้าง กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ท่านจุลพันธ์คงจะเป็นท่านสุดท้ายแล้วจะขอปิดการอภิปราย เพื่อจะให้ผู้เสนอร่างทั้ง ๒ ฉบับ ได้สรุปอีกครั้งก่อนที่จะลงมติ เชิญท่านจุลพันธ์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายในร่าง พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ ความรุนแรง พ.ศ. .... ท่านประธานครับ เป็นกฎหมายที่ทางรัฐบาลแล้วก็มีเพื่อนสมาชิกได้ นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ในภาพรวมแล้วผมเห็นชอบด้วย แล้วก็ชื่นชมครับ เพราะว่า เป็นกฎหมายที่มีความก้าวหน้า หลักการที่ใช้ในกฎหมายนี้ไม่ใช่หลักการผิดแปลกอะไร มีการ บังคับใช้ในต่างประเทศมานานแล้ว สภาผู้แทนราษฎรเห็นความสำคัญครับ โดยเฉพาะ ในเรื่องของการกระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องของเพศแล้วก็ความรุนแรง เคยมีการตั้ง กรรมาธิการแน่นอน ๑. กรรมาธิการสามัญเรื่องของสิทธิเด็ก สตรีและคนชรา ก็เอาเรื่องนี้ มาพิจารณาในหลายครั้งหลายวาระ ในส่วนของกรรมาธิการวิสามัญก็เคยมีญัตติจากเพื่อน สมาชิกในเรื่องของการยุติความรุนแรงในเรื่องของเพศ แล้วก็เรื่องของการใช้ความรุนแรง ต่าง ๆ เป็นสิ่งซึ่งเราให้ความสำคัญมาโดยตลอด เมื่อมีญัตติครั้งที่แล้วผมจำได้ว่าส่งเรื่องไปยัง ครม. ก็รอว่า ครม. เมื่อไรจะมีการขยับในเรื่องของการออกกฎหมายหรือออกเรื่องของ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อมาแก้ไขปัญหาตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้เคยส่งไปยังรัฐบาล วันนี้ก็ได้เห็นครับถึงจะช้าหน่อยแต่ก็กลับมา เป็นเรื่องของ พ.ร.บ. เกี่ยวกับเรื่องของ การป้องกันการกระทำความผิดซ้ำทางเพศ อย่างที่ได้เรียนครับเรื่องนี้มันเป็นกรณีที่ในกรณีที่ เป็นความผิดเรื่องของการฆาตกรรม การข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำความผิดทางเพศ กับเด็ก การทำร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุ ให้ได้รับอันตรายสาหัส การเรียกค่าไถ่ ต่าง ๆ เหล่านี้ทางสถิติแล้วเมื่อก่อเหตุแล้วได้รับ การพ้นโทษออกมาแล้ว ไม่ว่าจะจำคุกจำขังกี่ปีก็ตาม สถิติชี้ชัดครับว่า ไม่ต่ำกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์กลับมาแล้วก็จะกระทำความผิดในประเภทหรือลักษณะใกล้เคียงเดิมอีกครั้ง หนึ่ง เป็นปัญหาสังคมซึ่งคาราคาซังมานาน เราจะได้เห็นข่าวโดยตลอดครับว่า ผู้ที่เพิ่งพ้นโทษ ออกมากระทำความผิดซ้ำเดิมจนมีผู้ถึงแก่ความตาย มีผู้เสียหาย และเป็นความชอกช้ำของ ประชาชนของผู้ถูกกระทำ ไม่เฉพาะแต่ตัวเขา แต่เป็นถึงเรื่องของครอบครัว ถึงคนรอบข้าง ถึงสังคม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งยินดีครับที่มีแนวคิดในการแก้ไขป้องกัน ต่างประเทศที่ผม ยกมาเป็นตัวอย่าง อย่างในต่างประเทศหลายประเทศเขามีลักษณะของแอปพลิเคชัน (Application) เลย เขาจะมีแอปพลิเคชัน (Application) ซึ่งประชาชนสามารถเปิดดูได้ว่า รอบ ๆ บริเวณเขาจะ ๓ ตารางกิโลเมตร ๕ ตารางกิโลเมตร มีผู้เคยกระทำความผิดประเภท ใดอยู่ เซ็กซ์ ออฟเฟนเดอร์ (Sex offender ) เซ็ก พรีเดเตอร์ (Sex predator) อยู่ในบริเวณ ไหม จะได้ระมัดระวังลูกหลาน จะได้ระมัดระวังครอบครัวว่าเคยมีคนที่กระทำความผิดอยู่ใน บริเวณจะได้ระมัดระวังได้ถูก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นแนวทางในการแก้ไขในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตามร่างพระราชบัญญัติที่ส่งเข้ามามีประเด็นซึ่งยังเป็นที่เป็นห่วงอยู่ แล้วก็มี ข้อเสนอแนะอยู่บางประการ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ🔗
ประการแรกเลย การกำหนดมาตรการของท่าน ๑. ก็คือกำหนดให้มี มาตรการในการแก้ไขฟื นฟูผู้กระทำความผิด ๒. มาตรการเฝ้าระวังภายหลังการพ้นโทษ เหล่านี้เข้าใจได้ครับ เฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษมีการฟื นฟู อันนี้เป็นเรื่องปกติแล้วก็สามารถ กระทำได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเขาได้รับโทษแล้วตามหลักกฎหมายอาญาจะไม่ควรจะต้อง ได้รับโทษซ้ำเดิมซ้ำสอง แต่สิ่งในข้อที่ ๓ ที่เป็นมาตรการของท่าน คือมาตรการคุมขังภายหลังการพ้นโทษ อันนี้เป็น คำถามสำคัญในใจผมมากเลยว่า มันขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักการของกฎหมายหรือไม่ เพราะเมื่อเขาพ้นโทษแล้ว แน่นอนครับ เขาเป็นผู้บริสุทธิ์แต่เรากำลังจะไปบวกเพิ่มโทษเขา เป็น ๒ เท่า ๓ เท่า แทนที่พ้นโทษออกมาแล้วยังต้องจำขังในรูปแบบใหม่ รูปแบบที่ยังไม่ ชัดเจนว่าท่านจะกำหนดรูปแบบอย่างไรต่อไปอีก มันเป็นการถูกต้องแล้วหรือไม่ หรือในมุม ของท่าน หมายความว่าแทนที่เขาจะจำคุก ๕ ปีเขาเหลือ ๓ ปี เพื่อที่จะได้มาคุมขังหลังพ้น โทษที่ท่านกำหนดอีกสัก ๒ ปี หรือว่าอย่างไร ก็อยากจะได้รับฟังคำชี้แจง🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมฟังเหตุผลในการที่จะออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ของทาง รัฐบาลที่ส่งมาแล้ว มี ๒ ข้อหลัก ๆ ข้อ ๒ นี่ผมโอเค (OK) ครับ ข้อ ๒ นี่ใช้ได้เลยครับ คือใน เรื่องปัญหาการก่ออาชญากรรมประเภทนี้ที่มันซ้ำสองมันมากอย่างที่ได้เรียนไปแล้ว รัฐบาลก็พยายามที่จะออกกฎหมายมาเพื่อที่จะควบคุมบังคับไม่ให้มันเกิดซ้ำสองขึ้นอีก จึงออกเป็นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ข้อแรกผมฟังแล้วผมว่าท่านแก้ไม่ถูกจุด ข้อแรก ท่านอ้างถึงเรื่องของปริมาณนักโทษล้นคุก นักโทษเยอะในคุกมีความแออัดสูง ท่านบอกว่า ๑.๒ ตารางเมตรต่อคนอะไรนี่ แต่ท่านแก้ด้วยวิธีการผลักเขาออกแล้วก็ไป ควบคุมข้างนอก ผมว่าท่านแก้ไขน่าจะเกาไม่ถูกจุด มันน่าจะมีวิธีการในการแก้ไขปัญหาที่ ดีกว่านี้ ดีกว่าที่จะปล่อยเอาความเสี่ยงของคนที่ยังไม่ครบกำหนดโทษ ยังไม่สามารถฟื นฟู บำบัดจากภายในการจำขังออกมายังสังคมแล้วเกิดความเสี่ยงกับพี่น้องประชาชนที่เขาอยู่ รอบ ๆ🔗
ประเด็นต่อมาครับ มันมีมาตราที่ท่านกำหนดไว้อยู่มาตราหนึ่ง ซึ่งผมกลัวว่า มันจะสุ่มเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้วก็บทบัญญัติของกฎหมาย นั่นก็คือมาตรา ๓๘ ซึ่งเป็น การให้อำนาจกับพนักงานฝ่ายปกครอง แล้วก็ตำรวจในการจับผู้ถูกเฝ้าระวัง หมายความว่า ถ้าเขาถูกตีตราเป็นผู้ถูกเฝ้าระวังแล้วจะกระทำผิดซึ่งหน้าหรือไม่ก็ได้ อำนาจในการจับกุม คุมขัง ในการเข้าไปดำเนินคดีอยู่ที่ฝ่ายปกครองแล้วก็ตำรวจ โดยที่ไม่ต้องผ่านหมายศาล อันนี้เป็นความเสี่ยงต่อการขัดต่อกฎหมาย แล้วก็หลักการของวิธีการดำเนินคดีอย่างยิ่งยวด โดยหลักแล้วการจับต้องขอหมายศาลตามประมวลกฎหมายวิธีอาญา มาตรา ๒๘ ของ รัฐธรรมนูญ แล้วก็ พ.ร.บ. กฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ การจับและการคุมขังบุคคล จะกระทำมิได้เว้นแต่ได้รับหมายของศาลครับ หมายความว่าท่านกำลังจะให้เขาเป็นบุคคล ในกลุ่มประเภทใหม่ที่ท่านจะตั้งนิยามขึ้นมาเพื่อที่จะให้ภาครัฐสามารถดำเนินคดีได้โดยที่ยัง ไม่มีหมายศาล นั่นคือกระบวนการซึ่งไม่รอบคอบ และฟังดูเหมือนกับจะย้อนไปอยู่ในยุคที่ เป็น คสช. ที่มีการปฏิวัติรัฐประหารที่พวกผมฝ่ายการเมืองยังโดนเลย ไม่มีกฎหมาย ไม่มี อะไรเลย ไม่มีหมายศาลก็มาดำเนินการเพื่อที่จะมาคุกคาม อันนี้เป็นอันตราย🔗
ประเด็นต่อมาที่จะต้องฝากย้ำเตือน แน่นอนครับ ต่างประเทศเขามีแล้ว กระบวนการในเรื่องของติดตาม แทร็กกิง (Tracking) เรื่องของการกระทำความผิดซ้ำมีเป็น เรื่องปกติ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะต้องฝากผ่านท่านประธานไปยังท่านผู้มาชี้แจงก็คือ ข้อมูล เกี่ยวกับเรื่องของผู้กระทำความผิดเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญและหลุดไม่ได้ เพราะเขาก็มีสิทธิ ของเขาในฐานะประชาชนคนไทยถึงแม้ว่าจะเคยกระทำความผิด แต่เขาก็ได้พ้นโทษออก มาแล้ว ถ้าข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้รับการคุ้มครองและปกป้องอย่างดี วันหนึ่งกลายเป็นข่าวออกไป ในพื้นที่เขาอยู่ไม่ได้นะครับ พี่น้องประชาชนที่อยู่รอบข้างก็ระแวดระวัง ตัวเขาเองก็ ไม่สามารถที่จะกลับคืนสู่สังคมอย่างปกติสุขได้ ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นซึ่งผมเป็นห่วง เพราะภาครัฐข้อมูลอะไรก็หลุดหมดครับหลัง ๆ มันแทบจะไม่มีข้อมูลอะไรที่เป็นความลับ ได้เลยในกระบวนการทำงานของภาครัฐ🔗
ประเด็นสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ผมจะสรุป เป็นเนื้อหาที่ดี เป็นกฎหมายซึ่งมีความก้าวหน้า แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมประเด็นหนึ่งถึงหายไป นั่นก็คือ เรื่องของการกระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องของยาเสพติด ถ้ามานึกย้อนดูเอาข้อมูลข้อเท็จจริง ก็ได้ กระบวนการทำความผิดในเรื่อง ถ้ามานึกย้อนดูเอาข้อมูลข้อเท็จจริงก็ได้ กระบวนการทำความผิดในเรื่องของยาเสพติด ผู้ต้องขัง ๓๐๐,๐๐๐ เกือบ ๔๐๐,๐๐๐ ราย เป็นผู้ต้องขังยาเสพติดไป ๓๐๐,๐๐๐ ราย หมายความว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่จำขังอยู่ในคุกขณะนี้ อยู่ในเรือนจำขณะนี้เป็นผู้ต้องหา เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด และแน่นอนครับยาเสพติดออกมาสถิติชี้เช่นเดียวกันครับว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็กระทำผิดซ้ำเหมือนเดิม ในคดีเดิม ลักษณะเดิม เกิดอันตรายกับ พี่น้องประชาชน ทำไมไหน ๆ ออกกฎหมายแล้ว ทำไมทางกระทรวงยุติธรรม ทำไมหน่วยงาน ถึงไม่ดึงเรื่องยาเสพติดเข้ามาผนวกรวมเข้าไปด้วย อันนี้เป็นคำถามที่อยากจะฟังคำตอบ เพราะว่าผมมองว่าเรากำลังแก้ปัญหา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ถึงด้วยซ้ำ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่อยู่ ในเรือนจำ โดยการออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ซึ่งเป็นประโยชน์ แต่ท่านลืมอีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องของยาเสพติด วันนี้ยาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร กระบวนการนี้น่าจะมีส่วนช่วยได้ ก็เป็นประเด็นที่อยากจะฝากผ่านท่านประธานไปยังทาง ผู้มาชี้แจง ขอบคุณครับ🔗
เนื่องจาก ท่านสมาชิกตั้งประเด็นคำถามหลายอย่างหลายประการ เพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณา ในวาระแรกรับหลักการ ผมขอที่ประชุมเมื่อสักครู่ที่คิดว่าจะปิดอภิปรายนะครับ ขอที่ประชุม อนุญาตให้ผู้มาชี้แจงได้ตอบชี้แจงก่อน ก่อนที่จะให้เจ้าของร่างสรุปอีกครั้งหนึ่ง เชิญท่าน ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรมครับ🔗
กราบเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เป็นคดีที่มีลักษณะความรุนแรง แล้วก็เป็นการสร้างความหวาดระแวงให้กับสังคม กฎหมาย ฉบับนี้เน้นในหลักการที่สำคัญ ๓ ประการ🔗
ประการที่ ๑ ในเรื่องของการป้องกันสังคมจากความผิดดังกล่าว แล้วก็เป็น เรื่องการลดความหวาดกลัวกับภัยอาชญากรของประชาชน แล้วก็การดูแลและคำนึงถึงเหยื่อ อาชญากรรม🔗
ประการที่ ๒ ในเรื่องการส่งเสริมแก้ไขฟื นฟูผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ ที่ใช้ความรุนแรง🔗
ประการที่ ๓ คือคำนึงในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน🔗
ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ท่านได้กรุณาให้ข้อสังเกต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักบุคคล ที่ไม่สมควรต้องถูกลงโทษในการกระทำความผิดเดิม จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นลงโทษซ้ำ เป็นเรื่องของการที่จะมีกระบวนการอยู่ในหมวด ๓ ที่มีทั้งกระบวนการทางศาล ทางราชทัณฑ์ แล้วก็ทางสหวิชาชีพ โดยเฉพาะมาตรการทางการแพทย์ไปเป็นคนดูแล ซึ่งกระบวนการนี้ในประเทศออสเตรเลีย และประเทศอังกฤษมีการใช้หลักการตามมาตรการนี้🔗
ในเรื่องกรณีการกักกันเป็นกรณีที่จะมีการใช้ในทุกกรณี ในทุกฐานความผิด ซึ่งก็ต้องมีกระบวนการที่มองว่าเป็นการกระทำผิดเป็นนิสัย ซึ่งก็ต้องมองว่าเป็นลักษณะ ๓ ครั้งขึ้นไป ซึ่งอาจจะไม่ได้เข้าในกระบวนการลักษณะนี้ ซึ่งในความผิดเกี่ยวกับเรื่องของ ความผิดทางเพศเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อเป็นการป้องกันสังคมคงไม่ต้องรอถึง ๓ ครั้ง ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่ได้กล่าวแล้ว ในกระบวนการดูแล ในเรื่องของความพร้อม ทางท่านรัฐมนตรีได้กรุณามีในเรื่องของศูนย์เฉพาะกิจการเฝ้าระวังความปลอดภัยของ ประชาชน ซึ่งมีการพร้อมในการดูแล แล้วก็ในการที่จะดูแลอย่างทั่วถึงต่อไป ส่วนในเรื่องของการสร้างสภาพแวดล้อมที่ในการป้องกันสังคม ซึ่งมาตรการทางกฎหมาย ดังกล่าวก็จะตอบสนองต่อมาตรการธงสามเหลี่ยมอาชญากรรมอย่างที่ท่าน ส.ส. ได้กรุณา ได้กล่าวมา แล้วก็ในเรื่องของมาตรา ๓๗ ที่พูดถึงกรณีดังกล่าวในเรื่องการคุมขัง ฉุกเฉินก็เป็นเรื่องของภยันตรายที่ใกล้จะถึง เป็นอันตรายอย่างยิ่งตามมาตรา ๓๗ ซึ่งกระบวนการนี้ก็ต้องผ่านกรณีของพนักงานคุมประพฤติ ทางอัยการ แล้วก็ไปสู่ศาล และส่วนเรื่องสุดท้าย ในเรื่องของกรณียาเสพติด ทางท่านรัฐมนตรีได้กรุณาเสนออยู่ในร่าง ตั้งแต่ฉบับต้นไปแล้ว อาจจะไปอยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกาที่ทำให้เรื่องกฎหมาย ยาเสพติดหายไปครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้นั่งฟัง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์และเป็นแนวทางเดียวกับ กระทรวงยุติธรรมเป็นส่วนใหญ่ ก็มีบางส่วนที่มีคำถามถามว่าในการดำเนินการตรงนี้ มันเรียบร้อยหรือว่าขัดแย้งกับหลักขององค์ความรู้ต่าง ๆ ต้องเรียนว่าการทำกฎหมายฉบับนี้ผมคิดนอกกรอบ แรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นจากนักโทษคน หนึ่ง ฆ่าข่มขืน แล้วพี่น้องประชาชนทั่วประเทศวิพากษ์วิจารณ์ด่ากันอย่างระงมเลย ผมคิดว่า เราอดทนต่อการกระทำลักษณะนี้ไม่ได้แน่นอน ต้องแก้ไขอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็พยายามตั้งคณะกรรมการในกระทรวงเพื่อศึกษาว่าเราจะทำอย่างไร เราจะกักกันคนผู้ที่ ทำความผิดแล้ว และเคยทำความผิดและออกมากระทำความผิดซ้ำได้อย่างไร เราก็พบปัญหา เต็มไปหมดเลยว่า การที่จะกักกันผู้คนเพิ่มซ้ำไปอีก ถ้าเราไม่เริ่มต้นที่จะเอาคนผู้นี้เข้าไปอยู่ ในการพิจารณาของศาลตั้งแต่ครั้งแรก ถ้าไม่มีคำสั่งหรือบันทึกของศาลดำเนินการไว้ตั้งแต่ แรกเราจะทำไม่ได้เลย เราก็ติดขัดแล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะไม่ให้ติดขัด เราก็มาจัดกลุ่มผู้คน ที่เคยกระทำความผิดเกี่ยวกับความรุนแรงและเพศมีอะไรบ้าง เราก็ค้นย้อนหลังไปประมาณ ๓ ปี ๓ ปีมีบุคคลที่เคยทำผิดในลักษณะนี้ประมาณ ๑๐๐ ต้น ๆ เราก็เลยบอกว่าบุคคลกลุ่มนี้ เราอยากจะติดตามกำกับดูแล แต่เราก็ไม่มีกฎหมายที่เราจะไปควบคุมหรือกำกับดูแลให้ความ ปลอดภัยกับพี่น้องประชาชนได้ เราก็เลยให้กลุ่มคนพวกนี้เรียกว่าเป็นวอตช์ลิสต์ ๑ (Watch list 1) ในวอตช์ลิสต์ ๑ (Watch list 1) คือคนที่อยู่ในกลุ่มที่เราต้องการอยากจะ ควบคุมและทำความปลอดภัยให้สังคมปลอดภัย เป็นกลุ่มที่ออกจากเรือนจำไปแล้วภายใน ๓ ปี และกลุ่มที่ ๒ ที่เป็นวอตช์ลิสต์ ๒ (Watch list 2) คือกลุ่มบุคคลประเภทนี้ แต่ว่ายัง ไม่ได้ออกจากคุก กำลังจะออกจากคุกแล้ว ด้วยความที่วอตช์ลิสต์ ๒ (Watch list 2) มีใคร เท่าไรบ้าง หรืออีกกลุ่มหนึ่งเป็นบุคคลกลุ่มที่กำลังจะเข้าคุกใหม่ พูดเป็นไทยง่าย ๆ เป็น วอตช์ลิสต์ (Watch list) ที่ ๓ ก็เป็นกลุ่มคนวอตช์ลิสต์ ๑ (Watch list 1) วอลตช์ลิสต์ ๒ (Watch list 2) วอตช์ลิสต์ ๓ (Watch list 3) เราก็จำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายมากำกับ ดูแลบุคคลพวกนี้ แนวคิดที่ไม่ยากเลย เพราะเราคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเสีย เงินเพิ่มเติมอะไรมากมาย เพราะว่าเราคงไม่ได้ไปเพิ่มนักจิตเวชหรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งมัน เกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนของกระทรวงยุติธรรมนี้ก็คิดว่าเราใช้ ในสิ่งที่เรามีอยู่และเราใช้อย่างประหยัดงบประมาณ เรามีอีเอ็ม (EM) อยู่ ในขณะที่เราออก กฎหมายฉบับนี้มาแล้วเราควบคุมคนประเภทนั้นหลังจากพ้นโทษมาแล้ว หรือจะพิจารณา ในเรื่องของการพักโทษ แล้วแต่สังคม เราพยายามทำความเข้าใจและทำประชาพิจารณ์ อย่างหนักว่า เรื่องเหล่านี้ถ้าเราจะให้เขาพักโทษก่อน ออกมาสัก ๑ ปี ๒ ปีเพื่อให้สังคมรับรู้ ได้ไหมด้วยการติดอีเอ็ม (EM) และบุคคลพวกนี้ไปอยู่ในบริเวณ หมู่บ้านไหนอย่างไรอีเอ็ม (EM) จะบอกได้ เพราะเรามีอีเอ็ม เซ็นเตอร์ (EM Center) และเราให้อาสาสมัครคุมประพฤติ หรืออาสาสมัครหน่วยงานทางราชการอื่น ๆ ช่วยดูแลเป็นหูเป็นตา ในหลักการความคิดของ เราว่า ถ้าสังคมรู้ว่าคนร้ายอยู่ที่ไหนเหมือนดั่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งได้อภิปรายไป เมื่อสักครู่นี้ว่า สังคมก็จะปลอดภัย เพราะสังคมก็จะเป็นหูเป็นตาช่วยกันดูแล ถ้าหากว่า บุคคลผู้นี้มีกำไลอีเอ็ม (EM) ติดตัวอยู่ เป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความปลอดภัย อีเอ็ม เซ็นเตอร์ (EM Center) ก็จะแสดงให้สังคมตอนนั้นหรือเจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่ ก็จะได้ รับรู้กันไปทั้งหมด ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมอยากเรียนเชิญท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติของแต่ละ พรรคที่มีความสนใจในการที่จะปรับปรุงร่างนี้ให้สมบูรณ์แบบขึ้นมาอีก ผมก็อยากจะเชิญมา เป็นกรรมาธิการด้วยกัน ดำเนินการตรงนี้ ถ้าหากว่ากรรมาธิการเต็มก็มาเป็นที่ปรึกษาได้ เพราะว่ามันเป็นกฎหมายที่จะดูแลสาธารณะ ในส่วนท่านหนึ่งที่ท่านบอกว่าคนล้นคุกและเรา จะไปดำเนินการอะไรในลักษณะนี้ ไม่ได้เกี่ยวหรอกครับ คนพวกนี้ผมเรียนแล้วครับว่า ๓ ปี มันมีอยู่ประมาณ ๑๐๐ กว่าคนแค่นั้นเอง แต่คนส่วนน้อยพวกนี้มันทำให้คนส่วนใหญ่ของ ประเทศ ๗๐ ล้านคนตระหนกกลัว ครอบครัวไหนที่มีผู้หญิงต้องกลัวทั้งนั้น ผมเอาใจเขามาใส่ ใจเรา ผมคิดไป ผมทำงานไป ผมใช้แนวทางต่าง ๆ ที่ผมกราบเรียนตั้งแต่แรกว่า คิดนอกกรอบ และผมอยากจะได้แนวทางต่าง ๆ ของท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติให้ช่วยกัน ในเรื่องของการดำเนินการในกรรมาธิการ เพราะกฎหมาย ฉบับนี้มันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ผมขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านพัชรินทร์ จะใช้สิทธิสรุปไหมครับ เชิญครับ🔗
ขออนุญาตใช้สิทธิค่ะ เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร ปทุมวัน บางรัก สาทร พรรคพลังประชารัฐค่ะ ก็ต้องขอบพระคุณ เพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้อภิปรายให้ข้อเสนอแนะในทุก ๆ เรื่อง อาจจะมีข้อกังวลบ้างนะคะ ซึ่งต้องเรียนอย่างนี้นะคะว่า สำหรับร่างพระราชบัญญัติที่ดิฉันได้เสนอต่อสภาแห่งนี้ ในหลักการค่อนข้างที่จะเขียนไว้กว้าง ดังนั้นในชั้นของกรรมาธิการเราก็สามารถที่จะได้นำมา ถกเถียง ซึ่งก็เป็นข้อดีนะคะที่ทางท่านเพื่อนสมาชิกได้ให้ข้อสังเกตในเรื่องต่าง ๆ ไว้ เพราะว่าเราก็จะได้พิจารณากฎหมายกันได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็รอบคอบมากขึ้นนะคะ🔗
สำหรับในประเด็นฉีดให้ฝ่อที่มีเพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามท่านณัฐวุฒิ นะคะ ที่อาจจะมีข้อกังวล ดิฉันก็ยังยืนยันว่าในเรื่องประเด็นนี้เป็นการยกตัวอย่าง ที่อาจจะเห็นได้ชัดในเรื่องเกี่ยวกับมาตรการทางการแพทย์ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ยังต้องมี กระบวนการต่าง ๆ อีกมากมายที่จะมาพิจารณาในส่วนนี้ แล้วก็อย่างที่ได้นำเรียนค่ะว่า ในชั้นกรรมาธิการเราคงได้มาพิจารณากันอย่างรอบคอบอีกครั้งหนึ่ง🔗
สำหรับในเรื่องของพระราชบัญญัตินี้ก็เรียกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะมาช่วย บรรเทาในเรื่องของปัญหาการกระทำความผิดซ้ำ โดยเฉพาะในเรื่องของความผิดอุกฉกรรจ์ ดังที่ดิฉันได้กล่าวมาในตอนต้นแล้วนะคะ ก็จะเป็นกฎหมายที่รองรับในส่วนที่อาจจะยังไม่ สมบูรณ์ให้เหมือนว่าเป็นการอุดช่องว่าง ดังนั้นในขณะเดียวกันในภาคส่วนอื่น ๆ ก็จะต้อง ทำงานในทุก ๆ จุด ขับเคลื่อนกันไปให้มีประสิทธิภาพ แล้วก็ต้องขอบคุณทางคณะรัฐมนตรี นะคะ หากย้อนไปประมาณ ๒ ปีกว่าที่แล้วถ้าจำได้ สภาแห่งนี้ก็มีการได้เสนอตั้งกรรมาธิการ วิสามัญที่พิจารณาเรื่องของการป้องกันและการแก้ไขปัญหาการถูกข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งดิฉันเองก็เป็นหนึ่งในผู้เสนอญัตติต่อสภาแห่งนี้ ซึ่งสภาก็ได้ตั้งกรรมาธิการมาแล้วก็ได้ ศึกษากันในทุก ๆ ด้าน ในทุก ๆ มุมด้วยกันอย่างรอบคอบ โดยที่เข้ามาช่วยกันศึกษาก็มี ในหลากหลายอาชีพนะคะ ก็เรียกว่าเราได้ข้อเสนอแนะอย่างกว้างขวาง และสภาแห่งนี้ ก็ได้รับข้อสังเกตของกรรมาธิการส่งต่อคณะรัฐมนตรี ก็ต้องขอบพระคุณทางคณะรัฐมนตรี ที่จากวันนั้นทาง ครม. ได้พิจารณา ได้รับข้อสังเกตของสภา ส่งให้ทางกระทรวงยุติธรรม เป็นหน่วยงานหลักที่จะยกระดับการขับเคลื่อนแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการถูกข่มขืน กระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งแน่นอนค่ะ เราก็จะเห็นว่า รัฐบาล โดยเฉพาะทางกระทรวงยุติธรรม ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็ได้ขับเคลื่อน ในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพยายามที่จะขับเคลื่อนศูนย์เจซอค (JSOC) ซึ่งในขณะเดียวกันแน่นอนว่าพวกเราในฐานะนิติบัญญัติก็ต้องดูในเรื่องกฎหมายที่จะมา รองรับกระบวนการต่าง ๆ ที่จะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ หรือว่าอย่าง กระทรวงศึกษาธิการเองที่ผ่านมาก็ได้ตั้งศูนย์คุ้มครอง แล้วก็ช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา เพื่อป้องกันและปราบปรามล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษา เพื่อคุ้มครองช่วยเหลือ ผู้กระทำความผิดนะคะ แล้วก็มีอีกหลายหน่วยงานที่ดิฉันอาจจะไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ ที่เรา ก็จะเห็นว่าทางผู้บริหารเองและรวมถึงสภาในทุก ๆ ด้านก็มีการตื่นตัวและให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งนะคะว่า พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะ ฝ่ายนิติบัญญัติคงจะได้พิจารณากฎหมายที่เป็นประโยชน์เพื่อสังคมนะคะ แล้วก็มาช่วยกัน สร้างสังคมให้ปลอดภัย จึงอยากจะขอให้เพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่านได้เห็นถึงความสำคัญ อีกครั้งใน พ.ร.บ. ทั้งของทางที่ส่วน ครม. เสนอและดิฉันพร้อมเพื่อนสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ร่วมกันลงมติรับหลักการ พ.ร.บ. นี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ เมื่อการอภิปรายได้ยุติลง และผู้เสนอญัตติหรือผู้เสนอร่าง พระราชบัญญัติได้สรุปเป็นที่เรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปก็คือต้องขอมติจากที่ประชุมในวาระที่ ๑ จะรับหลักการหรือไม่ ท่านประธานวิป (Whip) ครับ ท่านพร้อมจะลงมติไหม ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลจะลงมติเลยไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะวิป (Whip) ฝ่ายค้านครับ เป็นเรื่องที่ สำคัญครับ พวกผมพร้อมเสมอครับ🔗
ท่านประธานครับ เนื่องจากเรื่องนี้ จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการ แล้วพอดีเมื่อสักครู่ได้ประสานกันในส่วนตรงนี้ เกรงว่า จะขออนุญาตปิดประชุม เพราะว่าได้อภิปรายพอสมควรและไปลงมติในคราวต่อไปครับ ขอท่านได้กรุณาพิจารณาครับ🔗
ก็พิจารณาดูแล้วบางตาเหลือเกินเอาไว้ลงมติในคราวต่อไป ปิดประชุมครับ ขอบคุณครับ🔗