รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ
วันศุกร์ที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
_______________
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือ ตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ ทุกท่านกรุณาบริหารเวลาอย่างที่ท่านปฏิบัติเมื่อวานนะครับ เป็นเรื่องที่เป็นความสามารถเฉพาะบุคคล คนละ ๒ นาทีนะครับ และนำปัญหาประชาชน มาเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกตามลำดับครับ ท่านแรก นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ขอเชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ขอหารือเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดชัยภูมิจากปัญหา น้ำท่วมในปีนี้🔗
๑. ขอให้กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการก่อสร้าง สะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ชดเชยสะพานเดิมที่ขาดจากน้ำหลากไหลพัดขาดทิ้งไป สะพาน แห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนสายบ้านคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ เชื่อมต่อไปยัง อำเภอแวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น ผ่านสะพานข้ามลำน้ำชีที่ท่าวังเวิน สะพานแห่งนี้จะช่วย แก้ปัญหาการขนถ่ายสินค้าทางการเกษตรของพี่น้องชาวอำเภอคอนสวรรค์ และช่วยให้การ ติดต่อระหว่าง ๒ จังหวัด เป็นไปได้อย่างราบรื่น ปัจจุบันได้มีการก่อสร้างสะพานชั่วคราวเป็น สะพานเบลีย์ (Bailey) แต่ขอให้ก่อสร้างเป็นสะพานถาวรต่อไป🔗
๒. ขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมกับกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ก่อสร้างสะพานเชื่อมบ้านโนนพันชาติและบ้านกุดโดน อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นสะพานข้ามลำน้ำก่ำ ของเดิมเป็นสะพานแขวนก่อสร้างมาแล้วประมาณ ๒๐ ปี เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาถูกน้ำพัดหายไปทั้งสะพาน ทำให้พี่น้องประชาชน เดือดร้อน🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้ทางกรมเจ้าท่า ได้ก่อสร้างและเสริมความสูงของกำแพง ป้องกันตลิ่งลำน้ำชีพังที่บ้านกุดโดน ตำบลยางหวาย อำเภอคอนสวรรค์ รวมถึงการก่อสร้าง ตลอดแนวลำน้ำชีในตำบลโนนสะอาด ตำบลหนองขาม ตำบลยางหวาย ตำบลคอนสวรรค์ และตำบลศรีสำราญ อำเภอคอนสวรรค์ต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปนางสาวศรีนวล บุญลือ ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ได้รับแจ้งร้องทุกข์จากประชาชน ได้รับปัญหาความเดือดร้อนฝนตกหนัก ทำให้ประตูระบายน้ำวังหิน ตำบลสบเตี๊ยะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พังทลาย เสียหาย ทำให้ประชาชนบ้านหาดนาค บ้านห้วยโจ้ บ้านคะนาอัน บ้านแม่สอย แม่สบเตี๊ยะ บ้านวังหิน บ้านชาววัง บ้านเด่นตะวันใต้ จำนวน ๒,๐๐๐ กว่าหลังคาเรือน ไม่มีน้ำใช้ ทำการเกษตร จึงขอความเมตตาจากท่านประธานช่วยประสานงานหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมชลประทาน เร่งแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ด้วย🔗
๒. กลุ่มสมาคมชาวนาเชียงใหม่ได้รับปัญหาความเดือดร้อน ปลูกข้าวเหนียว ราคาตกต่ำ ต้นทุนราคาปลูกข้าวกิโลกรัมละ ๖ บาท แต่ปัจจุบันขายข้าวได้กิโลกรัมละ ๔.๕๐-๕.๒๕ บาท ทำให้กลุ่มชาวนามีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น สร้างปัญหาให้กับครอบครัว จึงขอความอนุเคราะห์มายังท่านประธานไปยังรัฐบาล ดังนี้ ๑. ขอเยียวยากิโลกรัมละ ๒ บาท ตามใบเสร็จรับเงินที่ขายข้าวตามความเป็นจริง ข้อ ๒ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ช่วยเหลือ ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ขอปรับเป็นไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท ข้อ ๓ ขอรัฐบาลช่วยจัดตั้ง และดำเนินการโครงการ ๑ อำเภอ ๑ โครงการ บริหารจัดข้าวอย่างครบวงจร ให้มีโรงสี ไซโล (Silo) และโรงอบ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ทุกหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอต่อไปเจ้า ขอกราบขอบพระคุณเจ้า🔗
ต่อไปคุณจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องมาหารือท่านประธานฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ ประเด็นครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของบุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ไม่เพียงพอ เนื่องจากการระบาดระลอกใหม่ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นอันดับ ๒ รองจากกรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นรายวันกว่า ๕๐๐ ราย มีผู้ป่วยสะสม ๑๘,๐๐๐ กว่ารายแล้วนะครับ โดยทางจังหวัด ณ ตอนนี้มีนโยบายให้จัดตั้ง ศูนย์โรงพยาบาลสนามหรือศูนย์ซีไอ (CI) ทุกอำเภอ โดยเฉพาะอย่างเขต ๓ ของผม อำเภอสันกำแพง อำเภอแม่ออน อำเภอดอยสะเก็ด จากการลงพื้นที่แล้ว ๒๖๑ กว่าหมู่บ้าน มีความไม่เพียงพอเลยกับบุคลากร ซึ่งปัจจุบันคุณหมอ ๒ ท่าน ดูแลผู้ป่วยกว่า ๑๐๐ คนนะครับ รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น พีพีอี (PPE) ชุดตรวจเอทีเค (ATK) เตียงสนาม ฟูก หมอน ผ้าห่ม หรือแม้แต่อาหาร น้ำดื่ม วิตามินสำหรับผู้ดูแลนะครับ ก็อยากจะขอให้ท่านสนับสนุน ในส่วนของอุปกรณ์และบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอ และให้สมกับการเปิดประเทศ เปิดจังหวัดเชียงใหม่ ให้ครอบคลุมรอบคอบ และให้สมกับการตั้งเป้าของประเทศไทยให้เป็น โควิด ซีโร (COVID zero) ต่อไปนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ขอติดตามความคืบหน้าล่าสุดของอุโมงค์ผันน้ำของอำเภอแม่แตง และอำเภอดอยสะเก็ดนะครับ ตามมติ ครม. อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กรมชลประทานดำเนินการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา แต่ปัจจุบันนี้จากสัญญาที่ทำแล้ว และมีการต่อสัญญาอย่างต่อเนื่อง ยังทำไม่แล้วเสร็จ ก็อยากจะขอติดตามนะครับ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของชาวเชียงใหม่ ชาวจังหวัดลำพูน แล้วก็จะเป็นสนับสนุนเรื่องอุปโภค บริโภค ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมต่าง ๆ นะครับ และจะลดความเสียหายในการเตรียมพร้อมกับการรับมือ ช่วงฤดูน้ำหลากต่อไปด้วย ก็อยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปนายสนอง เทพอักษรณรงค์🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ท่านประธานครับ ผมเชื่อแน่ได้ว่าบรรดา เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราที่ออกไปพบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนในวันนี้ เราจะได้ยินเสียงการเรียกร้อง ร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในเรื่องเดียวกัน นั่นก็คือ ค่าครองชีพสูง วันนี้สินค้าทุกอย่างขึ้นราคาหมด หมู เห็ด เป็ด ไก่ พืชผักต่าง ๆ ใบโหระพาจากกิโลกรัมละ ๖๐-๗๐ บาท เดี๋ยวนี้กิโลกรัมละ ๒๐๐ บาท ใบกะเพราซึ่งเป็นอาหารยอดฮิต คิดอะไรไม่ออก ผัดกะเพราไข่ดาว จากกิโลกรัมละ ๘๐ บาท เดี๋ยวนี้ ๒๐๐ กว่าบาท ผักชีตกไป ๓๐๐-๔๐๐ บาท ขึ้นทุกอย่างครับ ยกเว้นข้าวของชาวนา วันนี้ต้องยอมรับว่ามีน้ำท่วมข้าวได้น้อย แต่แปลกครับข้าวได้น้อยแต่ราคาตกต่ำ วันนี้ขายข้าว ๑ กิโลกรัม ซื้อมาม่า ๑ ซองไม่ได้ ชาวบ้านต้องเรียกร้องให้รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขโดยรีบด่วน การที่จะตอบว่าถ้ายังถูก เก็บไว้ก่อนยังไม่ต้องขาย ชาวนาทำไม่ได้นะครับ เพราะเดือดร้อน ไหนจะหนี้ในระบบ นอกระบบ ไหนจะหมวกกันน็อคตามล่า ก็ต้องขายครับ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรจะบรรเทา ความเดือดร้อนในเรื่องนี้ได้🔗
ประการที่ ๒ เรื่องน้ำมันแพง ตั้งแต่มีรัฐมนตรีคนนี้เข้ามาในเดือนตุลาคม เดือนเดียวน้ำมันขึ้น ๑๐ ครั้ง จาก ๒๐ กว่าบาท ๓๐ บาท เดี๋ยวนี้เกือบ ๒ ลิตร ๑๐๐ บาทแล้วครับ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเขาน้ำมันถูกกว่าเรา เขาบริหารจัดการอย่างไร เป็นไปได้ ให้รัฐมนตรีของเราไปดูงานที่ประเทศเพื่อนบ้านเราจะได้มาบริหารได้ถูก ขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ต่อไปนายมานพ คีรีภูวดล🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ขอหารือท่านประธานในกรณีน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลากที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ท่านประธานครับ เหตุเกิดเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายนที่ผ่านมา ตอนนี้รวมระยะเวลาประมาณ ๑ เดือนกับ ๑๐ วัน ความช่วยเหลือของหน่วยงานราชการในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นท้องที่ ท้องถิ่น ปกครอง และพี่น้องประชาชนก็ให้ความช่วยเหลือพี่น้องที่เดือดร้อนในกรณีเร่งด่วน ประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะปรึกษาท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหมที่มีเครื่องไม้เครื่องมือเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน กรณีสะพานขาด ท่านประธานครับ สะพานของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ขาด ๔ จุดครับ ท่านประธานครับ ก็คือที่บ้านแปโดทะ ตำบลอุ้มผาง ๒ จุด แล้วก็ที่ตำบลแม่ละมุ้ง ๒ จุด อันนี้อยากจะขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการไปหน่วยทหารที่มีศักยภาพให้เร่งดำเนินการ แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน เพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่พี่น้องเกษตรกร จะต้องเร่งเอาผลผลิตออกมา การสัญจรไปมาตอนนี้มีปัญหามากเลยนะครับ ผมดูแล้ว มีหน่วยงานเดียวก็คือหน่วยทหารที่จะสามารถทำสะพานชั่วคราวคือสะพานแบริง (Bearing) นะครับ ส่วนอื่น ๆ ก็เป็นเรื่องของหน่วยงานราชการที่จะต้องทำแผนงบประมาณในการแก้ไข ปัญหาในระยะยาวครับ🔗
เรื่องที่ ๒ อำเภออุ้มผางเป็นพื้นที่ที่มีการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างที่จะเป็นพื้นที่ ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติครับ ท่านประธานครับ ผู้ประกอบการได้รับความเสียหายอย่างมาก ในปีนี้เนื่องจากว่าเป็นน้ำท่วมในรอบ ๕๐ ปี เพราะฉะนั้นอยากจะปรึกษาท่านประธานไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาช่วยส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดูความเดือดร้อน ของผู้ประกอบการท่องเที่ยวครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ครับ ต่อไปนายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผมจะขอกราบเรียนหารือกับท่านประธานใน ๒ เรื่องเก่า คือ🔗
เรื่องที่ ๑ ครับ ท่านประธาน ณ ปัจจุบันนี้น้ำในการใช้อุปโภคบริโภค ของประชาชนในพื้นที่หมู่เกาะต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่กระผมดูแลอยู่ล้วนแล้วมีความต้องการ ที่อยากจะใช้น้ำด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งจะต้องนำมาใช้ทั้งภาคการท่องเที่ยวและภาคการเกษตร ท่านประธานครับ โดยเฉพาะพื้นที่เกาะสมุย ณ ตอนนี้ป่าต้นน้ำบนเขาแทบจะไม่มีเหลือ แล้วครับ เพราะเนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพี่น้องประชาชนผู้ประกอบอาชีพ เกษตรกรที่ตัดไม้ทำลายป่าแล้วหันมาปลูกพืชทุเรียนที่มีราคาที่ดีที่จะส่งผลให้พวกเขา มีรายได้ทดแทนจากอาชีพการท่องเที่ยวที่ไม่มีรายได้เลยจากผลกระทบโควิด-๑๙ (COVID-19) กระผมจึงอยากฝากท่านประธานนำเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ เข้ามาดูแล และมีการให้ความรู้ความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน เพื่อให้ช่วยกันดูแลอนุรักษ์ รักษาป่าต้นน้ำ ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ในภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาจัดเก็บ แหล่งน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอยากฝากท่านประธานถึงกรมชลประทานเร่งผลักดัน โครงการต่าง ๆ ที่มีความสำคัญที่จะตอบสนองต่อความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร ให้ได้อย่างทันท่วงทีในอนาคต🔗
เรื่องที่ ๒ ครับ ท่านประธาน กระผมได้รับการร้องทุกข์จากประชาชนที่สัญจร ไปมาบนถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑ ตั้งแต่แยกท่าโรงช้าง อำเภอพุนพิน ถึงแยกบ้านนาเดิม อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ช่วงหลักกิโลเมตรที่ ๑๗๑-๑๙๖ ว่าถนนมีสภาพที่ขรุขระและเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง กระผมจึงขอ ฝากท่านประธานนำเรียนไปยังกรมทางหลวงเพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณไปดำเนินการ ซ่อมแซมถนนเส้นดังกล่าวด้วย ขอบคุณครับ🔗
ครับ ต่อไปนายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ส.ส. น่าน เขต ๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้ขออนุญาตหารือท่านประธานเกี่ยวกับ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรก กระผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องตำบลป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค ตำบลป่ากลาง มีทั้งหมด ๗ หมู่บ้าน แต่มีอยู่เพียง ๒ หมู่บ้านเท่านั้นที่มีประปาหมู่บ้าน อีก ๕ หมู่บ้านที่เหลือจะเป็น การขุดบ่อน้ำตื้นและเจาะน้ำบาดาลเพื่อใช้ในครัวเรือนเท่านั้นครับ ซึ่งก็ไม่เพียงพอ ต่อความต้องการ ในฤดูแล้งบ่อเหล่านั้นก็จะแห้งขอดหมด ประชาชนต้องไปหาซื้อน้ำหรือว่า ขอใช้น้ำจากแหล่งน้ำจากตำบลอื่น ทาง อบต. เองก็นำรถขนน้ำมาบริการ แต่วันหนึ่ง ก็บริการได้แค่หมู่บ้านเดียวเท่านั้น กว่าจะวนมาถึงหมู่บ้านที่ได้รับบริการในอันดับต้น ๆ ก็ไม่มีน้ำใช้แล้ว เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหากระผมขอฝากท่านประธานได้ช่วยประสานไปยัง การประปาส่วนภูมิภาคได้เร่งดำเนินการแก้ไขในการทำประปาให้แก่ประชาชนพร้อมติดตั้ง สถานีเพิ่มแรงดันและวางท่อส่งน้ำให้กับหมู่บ้านในตำบลป่ากลางด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากท่านผู้ใหญ่วิทยา ทะนุ ผู้ใหญ่บ้าน ไร่รวงทอง ตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ว่าอยากให้ช่วยหารือท่านประธาน ได้ประสาน ไปยังกรมทางหลวงชนบท ขอให้ช่วยก่อสร้างถนนลาดยางเส้นบ้านไร่รวงทอง ตำบลปัว อำเภอปัว ไปยังบ้านน้ำฮาว ตำบลจอมพระ อำเภอท่าวังผา เพื่อความสะดวกและเป็นการ ร่นระยะทางในการสัญจรไปยังอำเภอท่าวังผาได้อย่างมาก ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปนายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย วันนี้ขอหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฝากท่านประธานไปครับ ความเดือดร้อนของเกษตรกร ผู้ปลูกมันสำปะหลังซึ่งถูกน้ำท่วมในจังหวัดลพบุรี มีอำเภอลำสนธิ อำเภอชัยบาดาล อำเภอท่าหลวง อำเภอสระโบสถ์ อำเภอโคกเจริญ อำเภอพัฒนานิคม และอำเภอโคกสำโรง ที่ถูกน้ำท่วมแล้วไม่ได้รับการชดเชยจากการสำรวจของเกษตร เนื่องจากต้นมันสำปะหลังที่ถูก น้ำท่วม ต้นเขียวอยู่ แต่หัวมันจะเน่าหมด ฝากขอให้รัฐบาลช่วยหาค่าชดเชยที่รัฐบาลต้องจ่าย ให้กับเกษตรกร อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ก็ขอให้รัฐบาลช่วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องจากที่รัฐบาลได้ให้นโยบายให้เปิดโรงเรียนทุกโรงเรียน โรงเรียนบางแห่งซึ่งตอนนี้มีอยู่หลายที่ที่เปิดมาแล้ว ที่ต้องให้มีการตรวจชุดเอทีเค (ATK) ตรวจให้โรงเรียน บางโรงเรียนนี้ไม่มีเงินพอที่จะซื้อชุดตรวจมา ขอให้รัฐบาลช่วยดูแล เรื่องค่าชุดตรวจนี้ให้โรงเรียนทุกโรงเรียนเพื่อให้โรงเรียนได้เปิดตามปกติ ตอนนี้ หลายโรงเรียนเหลือเกินที่มีปัญหาอยู่ ซึ่งชุดตรวจที่ทางรัฐบาลให้มาว่าชุดหนึ่งคือให้มา ๔๐ บาท ๕๐ บาท บางโรงเรียนที่ไปหาซื้อไม่สามารถหาซื้อได้ บางโรงเรียนหาซื้อได้ก็ไม่มี ใบเสร็จ อยากจะให้รัฐบาลช่วยดูแลเรื่องนี้ แล้วก็ให้ส่งชุดตรวจเอทีเค (ATK) ไปให้กับ โรงเรียนทุกโรงเรียนให้ครบด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ครับ ต่อไปนางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ ๓ วันนี้ดิฉันนำเรียนเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนำมา ปรึกษาหารือต่อท่านประธาน ๓ เรื่อง ดังนี้ค่ะ🔗
เรื่องแรก เป็นความต้องการจุดกลับรถบริเวณทางลอดใต้สะพานข้าม แม่น้ำมูล ถนนทางหลวงหมายเลข ๒๓๑ หน้าร้านอาหารกกขาม บ้านโพธิ์มูล ตำบลคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและสะดวกรวดเร็วแก่ประชาชนผู้สัญจร ใช้รถใช้ถนน🔗
ข้อที่ ๒ ขอสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างระบบระบายน้ำบริเวณแยก ลือคำหาร ไปจนถึงแยกหนองตาโผ่น ตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ และระบบระบายน้ำ พร้อมทางเท้าจากบริเวณหน้าโรงพยาบาลวารินชำราบไปจนถึงโรงเรียนวารินชำราบ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขระบบระบายน้ำและลดปัญหาน้ำท่วมขังอย่างเป็นรูปแบบและครบวงจร🔗
เรื่องที่ ๓ จากที่กรมทางหลวงได้จัดสรรงบประมาณก่อสร้างเกาะกลางถนน พร้อมไฟฟ้าส่องสว่าง ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๖ ถนนวาริน-ศรีสะเกษ ปรากฏว่า ยังขาดช่วงอีกนิดหน่อยค่ะ จึงขอความเมตตากรมทางหลวงได้จัดสรรงบประมาณก่อสร้าง เพิ่มเติมจากบริเวณหน้าวัดป่านานาชาติ ตำบลหนองกินเพล ถึงเขตชุมชนตำบลท่าลาด อำเภอวารินชำราบ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ดิฉันได้ปรึกษาหารือ ต่อท่านประธานในวันนี้จะส่งผ่านไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมได้จัดสรร งบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและสิ่งที่ประชาชนในอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีต้องการ และได้งบประมาณมาพัฒนาอย่างเร่งด่วนทันที กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ครับ ต่อไปนายภูดิท อินสุวรรณ์🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ภูดิท อินสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิจิตร เขต ๒ พรรค พลังประชารัฐ วันนี้มีเรื่องปรึกษาท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้กรมชลประทานเร่งรัดดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ คลองกำปาง พร้อมระบบชลประทานในเขตของตำบลลาดแค อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ ข้ามจังหวัดหน่อยนะครับ เพราะว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันนะครับ เพราะว่าพื้นที่รับน้ำนั้นคือ อำเภอดงเจริญของจังหวัดพิจิตรนะครับ ถ้าสร้างอ่างเก็บน้ำนี้ สำเร็จแล้วก็จะสามารถชะลอน้ำที่จะเข้าท่วมบ้านเรือนไร่นาของราษฎรของอำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร ๕ ตำบล ๒๑,๐๐๐ ไร่ ซึ่งก็จะสร้างผลที่ดีงามให้กับพี่น้องประชาชน บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรได้นะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ อยากจะให้กรมชลประทานหรือกรมทรัพยากรน้ำก็ได้ ดำเนินการ ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำบริเวณของตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ ซึ่งมีเนื้อที่เป็นที่ดิน สาธารณประโยชน์อยู่ประมาณ ๒๐๐ ไร่ ซึ่งถ้าสร้างตรงนี้เป็นแก้มลิงได้ก็จะสามารถทำให้ ชะลอน้ำเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรได้นะครับ เพราะว่าสายน้ำเป็นสายน้ำเดียวกันกับ อ่างเก็บน้ำคลองกำปางของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งก็จะสามารถชะลอน้ำเข้าท่วมบ้านเรือนแล้ว ก็ไร่นาของพี่น้องเกษตรกรชาวอำเภอดงเจริญ เพราะว่าอำเภอดงเจริญนั้นเป็นพื้นที่รองรับน้ำ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ที่เวลาฝนตกหนัก เมื่อเดือนที่แล้วนี้เข้าท่วม ๓ ครั้งซึ่งน้ำมานั้นเยอะ มากครับ ก็ฝากท่านประธานช่วยเร่งดำเนินการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ต่อไปนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องปรึกษาหารือเกี่ยวกับน้ำประปา ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของประชาชน จังหวัดฉะเชิงเทราอยู่ติดกรุงเทพฯ นะครับอยู่ในพื้นที่อีอีซี (EEC) ด้วย แต่เชื่อไหมครับว่า ในหลาย ๆ พื้นที่พี่น้องประชาชนไม่มีน้ำประปาใช้ บางปะกงที่มีนิคมอุตสาหกรรมเยอะ ติดถนนหลัก เปิดก๊อกมาบางวันก็เป็นโอวัลติน บางวันแจ็คพอต (Jackpot) ก็เป็นอเมริกาโน (Americano) มาเลย อาบไม่ได้หรอกครับ อย่างนี้เด็ก ๆ ก็ไม่สามารถอาบได้ครับ แต่เรื่องที่ ด่วนก็คือในพื้นที่ของหมู่ ๑ ตำบลบางซ่อน อำเภอบ้านโพธิ์ ที่ร้องเรียนผ่านมายังนายนคร วัชรพงษ์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน ถึงความต้องการน้ำประปาเพื่อจะอุปโภคบริโภค อยากให้มี น้ำประปาเข้าสู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ บางซ่อน และหมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ และหมู่ที่ ๔ ตำบล คลองบ้านโพธิ์ อำเภอบ้านโพธิ์ ซึ่งขณะนี้การประปาส่วนภูมิภาคที่อำเภอพนัสนิคมก็วางแนว ท่อมาใกล้กับพื้นที่ดังกล่าวแล้ว จึงอยากให้การประปาเข้ามาดูและขยายเขตมาอย่างเร่งด่วน อีกพื้นที่หนึ่งก็คือ พื้นที่ในหมู่ที่ ๒ ตำบลแหลมประดู่ ซึ่งประสบปัญหาเดียวกันเลยที่คุณภาพน้ำ มีตะกอน มีสีขุ่นและอาบไม่ได้ มีผลกระทบต่อสุขภาพครับ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ปัจจุบัน ชาวบ้านก็ใช้วิธีเช่า เช่าแหล่งเก็บน้ำดิบเพื่อมาทำน้ำประปาหมู่บ้าน ซึ่งมันขนาดเล็ก ไม่พอ ต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน แต่ตอนนี้การประปาภูมิภาคบางคล้าวางแนวท่อมา ใกล้กับพื้นที่ตำบลแปลงยาวแล้ว จึงอยากให้พิจารณาเข้าแผนครับ ในการวางแผนเข้าสู่ ชุมชนนี้โดยด่วนครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ต่อไปนางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ของอำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง เร่งด่วน ๒ เรื่องด้วยกันค่ะ🔗
เรื่องแรก ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนมาจากท่านผู้ใหญ่บ้าน สมบุญ บุญทอง ขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ ผู้ใหญ่บ้านบ้านปากปรน ตำบลหาดสำราญ ว่าประชาชนในพื้นที่ กว่า ๑,๐๐๐ คน ได้รับความเดือดร้อนในการใช้รถ ใช้ถนนสัญจรไปมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามค่ำคืนค่ะ เนื่องจากแสงสว่างไม่เพียงพอ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จึงขอ ความอนุเคราะห์ไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ดำเนินการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง บนถนนทางหลวงหมายเลข ๔๒๓๕ ระยะทาง ๒ กิโลเมตร จากสะพานคลองปากปรน หลักกิโลเมตรที่ ๒๖-๒๘ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินต่อไปค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ คือการจัดตั้งการประปาส่วนภูมิภาคในพื้นที่ของอำเภอหาดสำราญ ซึ่งชาวบ้านทั้งอำเภอยังไม่มีน้ำประปาใช้ค่ะ และดิฉันเองก็เคยหารือในสภาแห่งนี้มาแล้ว ถึง ๒ ครั้ง ปัจจุบันทราบว่ามีการแก้ไขปัญหาติดขัดในเรื่องของที่ดินก่อสร้างสถานีจ่ายน้ำ เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ โดยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านและผู้นำในพื้นที่เอง อีกทั้งยังมี การแก้ไขปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำดิบ โดยท่านดอกเตอร์เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งท่านได้ลงพื้นที่สั่งการด้วยตัวเอง พร้อมท่านอธิบดี กรมชลประทาน ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ แต่ท่านประธานที่เคารพคะ ข้อเท็จจริงกลับ พบว่าการประปาส่วนภูมิภาคเองไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ดิฉันจึงอยากจะฝากไปถึง ท่านทรงศักดิ์ ทองศรี ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องการประปาส่วนภูมิภาคให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพ่อแม่ พี่น้อง ประชาชนโดยเร่งด่วนที่สุดค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปนางอาภรณ์ สาราคำ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอาภรณ์ สาราคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี เขต ๔ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธานถึงความเดือดร้อนของพี่น้องชาวนา ไม่ว่าจะเป็นข้าวนาปี นาปรัง ราคาข้าวก็ตกต่ำค่ะท่านประธาน ดิฉันเป็น ส.ส. ในเขตอำเภอหนองหาน อำเภอ ประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี ได้ลงพื้นที่เจอพี่น้องประชาชนร้องเรียนถึงราคาข้าวตกต่ำ ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ข้าวสาร ข้าวเจ้าหอมราคากิโลกรัมละ ๒๕ บาทเท่านั้นเองค่ะ ท่านประธาน ทำให้ชาวนาถึงขั้นน้ำตาตกทีเดียวเลยค่ะ ดิฉันวอนขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์และนายกรัฐมนตรีช่วยขึ้นราคาข้าว ราคาพืชผลการเกษตรให้กับพี่น้อง ประชาชนชาวนาอย่างเร่งด่วนด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันร้องขอไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เรื่อง ก่อสร้างสะพานลอยข้ามถนนหน้าโรงเรียนหนองหานวิทยา ท่านประธานคะ ดิฉันได้ หารือและได้ถามกระทู้ในสภาแห่งนี้มาหลายครั้ง ตั้งแต่ราคาประเมิน ๗ ล้านกว่าบาท จนถึง ปัจจุบันถนนหมายเลข ๒๒ หน้าโรงเรียนหนองหานวิทยาได้ขยายเส้นทาง ทำให้ราคา ประเมินสร้างสะพานลอยเพิ่มเป็น ๙,๑๖๑,๐๐๐ บาทค่ะ ท่านประธานคะ ราคาเท่าไรก็ตาม ดิฉันเล็งเห็นถึงความปลอดภัยของลูกหลาน เด็กนักเรียนกว่า ๒,๘๐๐ คน และยังมีหน่วยงาน ราชการอีกมากมายที่ต้องใช้สะพานลอยแห่งนี้ ทุกชีวิตต้องปลอดภัยค่ะ ดิฉันวอนขอ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมช่วยสร้างสะพานลอยหน้าโรงเรียนหนองหานวิทยา ให้กับพี่น้องประชาชนชาวอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี อย่างเร่งด่วนด้วยค่ะ ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ🔗
ต่อไปนายจักรพันธ์ พรนิมิตร ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร เขตบางกอกน้อย เขตบางพลัด พรรคพลังประชารัฐครับ ขอหารือไปยังกระทรวงมหาดไทย ๒ เรื่องนะครับ🔗
เรื่องแรก ผมได้รับหนังสือจากเครือข่ายศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน กรุงเทพมหานคร ลงนามโดยนางสาวกรรณิการ์ เกิดศรีพันธุ์ ตัวแทนเครือข่ายนะครับ เรื่องการหาแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของอาสาสมัครผู้ดูแลเด็ก กล่าวโดยสรุป ก็คือ กรุงเทพมหานครได้มีระเบียบใหม่ในปี ๒๕๖๔ กำหนดคุณสมบัติใหม่ให้กับอาสาสมัคร ดูแลเด็กเล็ก ซึ่งในกรุงเทพมหานครมีอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ ท่านนะครับ จาก ๒๐๐ กว่าศูนย์ ดูแลเด็ก ๒๐,๐๐๐ กว่าคนทั่วกรุงเทพมหานคร เด็กเล็กก่อนวัยเรียนนะครับ ซึ่งการออกระเบียบใหม่นี้ทำให้คุณครู หรือที่เราเรียกกันว่า อาสาสมัครดูแลเด็กที่เป็นอยู่เดิม ประสบความลำบาก เนื่องจากว่ามีการกำหนดคุณสมบัติใหม่ ทางตัวแทนเครือข่าย จึงได้ร้องเรียนมายังผม ให้กรุงเทพมหานครซึ่งอยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ได้ดูแลผ่อนผันหรือจัดหาวิธีการที่จะพัฒนาครูเก่าเหล่านี้ให้เข้าสู่ระบบได้โดยที่ไม่กระทบ กับความมั่นคงในอาชีพของเขา ซึ่งผมจะได้ส่งรายละเอียดในหนังสือนี้ผ่านท่านประธาน ไปอีกทีนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ กระทรวงมหาดไทยเช่นกันนะครับ ขออนุญาตภาพประกอบ จากฝ่ายโสตนะครับ🔗
เมื่อวานซืนที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุที่ท่านประธานเห็นในภาพที่ท่านประธานเห็นในภาพก็จะเป็นถนนจรัญสนิทวงศ์ บริเวณหน้าปากซอย ๘๒ นะครับ แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด มีการทรุดตัวของถนน ทำให้ประชาชนที่ใช้รถสัญจรได้รับความเสียหายนะครับ สาเหตุมาจากการขุดโครงการ นำสายไฟฟ้าลงดินของการไฟฟ้านครหลวง ซึ่งผมได้ลงพื้นที่ไปกับท่านผู้ช่วยผู้ว่าการเมื่อวาน ก่อนประชุมสภาแล้วก็หาวิธีแก้ไข บัดนี้แก้ไขได้เรียบร้อย เพียงแต่ว่าเป็นห่วงว่าโครงการนี้ ยังทำต่อเนื่องอาจจะมีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นได้อีก จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยกำชับให้มี การปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัยสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคนนะครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปนางอนุรักษ์ บุญศล🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต กราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ/หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องขอให้ขยายไฟฟ้าให้กับเกษตรกรบ้านนาถ่อน ตำบลวงเหนือ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายบัวเรียน กาหลง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านนาถ่อน และพี่น้องประชาชนคนบ้านนาถ่อนถึงความต้องการไฟฟ้าให้ไปตาม เรือกสวนไร่นาค่ะ🔗
ท่านประธานคะ ในรูปภาพมาร้องเรียน กันทั้งหมู่บ้านค่ะ ว่าอยากจะได้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นสวนพลูเคี้ยวหมากของลุงแก้วที่ดิฉัน ถ่ายรูป สวนกล้วย นาไร่ของพี่น้องต้องการไฟฟ้าเพื่อต่อยอดทางเศรษฐกิจทั้งนั้นค่ะ ไฟฟ้าต้องสว่างในเรือกสวนไร่นาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกรค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานคะ กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่า ข้าวเปลือก ของชาวนาราคาตกต่ำที่สุดในรอบ ๑๐ ปี ได้ไปลงพื้นที่ได้ ๒ เรื่องหรือมากกว่านี้จะหารือ ในคราวอื่น ๆ ต่อไปค่ะ เรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกรัฐมนตรี และ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องขอให้พยุงราคาข้าวเปลือก จะประกันราคาข้าวเปลือก หรือจำนำข้าวเปลือก หรือจำนำยุ้งฉางก็ได้ วิธีการใดวิธีการหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือชาวนาทั้งประเทศค่ะ ขอให้ขายข้าวเปลือกได้ในราคาตันละ ๑๒,๐๐๐ บาท ถึง ๑๗,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ ๕,๐๐๐ บาท เกวียนละนะคะ หรือตันละในปัจจุบันนี้ ๕,๐๐๐ บาท เท่านั้น หมายความว่ากิโลละ ๕ บาท ท่านประธานคะ อย่าปล่อยให้หยาดเหงื่อแรงงานของ ชาวนากลายเป็นน้ำตาที่รัฐบาลหมางเมิน ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ🔗
ต่อไปนายคารม พลพรกลาง ครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตัวแทนปวงชนชาวไทย ขอนำเรื่องหารือท่านเรื่องเดียว คือเรื่องราคาข้าว ต้องเรียนว่าการหารือ คือการบอกเล่า ปัญหาของชาวบ้าน แล้วก็ปรึกษารัฐบาลว่าจะหาทางออกอย่างไร สัปดาห์ที่แล้วไปงานบุญกฐิน ที่สุวรรณภูมิครับท่านประธานที่เคารพ ไม่มีตำบลไหน ไม่ว่าจะเป็นตำบลหัวโทน ตำบลห้วยหินลาด ตำบลทุ่งศรีเมือง มีแต่บอกว่าขอให้ถามรัฐบาลเรื่องราคาข้าวหน่อย ผมอยากจะให้ขึ้นสไลด์ (Slide) แผ่นแรกที่เป็นราคาข้าวที่หน้าโรงสี อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด บ้านเกิดเมืองนอนของผมนี่ละครับ ความชื้น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ กิโลกรัมละ ๘.๑๐ บาท เมื่อเช้าเขาก็บอกว่าราคา ๕ บาทก็ต่ำ อันนี้บ้านผมสูงกว่าหน่อย แต่อยู่ไม่ได้ครับ เพราะต้นทุนราคาข้าวคือพันธุ์ข้าว ราคาเก็บเกี่ยว ปุ๋ย ค่าแรง เพราะฉะนั้นเรียนว่ารัฐบาล ต้องหาทางเร่งรัดครับ เพราะว่าชาวนาคือประชาชนส่วนใหญ่ผมจะเปรียบเทียบอะไรดีครับ กับเรื่องราคาข้าว ผมไม่เปรียบเทียบกับใคร ขอเปรียบเทียบกับราคาสบู่นกแก้ว ขึ้นแผ่นที่ ๒ ครับ เพราะว่าสบู่นกแก้ว ผมใช้มาตั้งแต่เป็นหนุ่มจนยันแก่นี่นะครับ มันใช้ดีครับท่านประธาน เพราะว่าเนื้อมันแข็ง เวลาอยากให้มันใช้ทนต้องเอาคลุกกับทรายนิดหน่อย เวลาถูตัวจะทน แล้วก็เปลืองน้อยลง ราคาก้อนหนึ่ง ๑๔ บาท ๔ ก้อน ๕๖ บาท ท่านประธาน ไม่รู้ ท่านประธานใช้สบู่ยี่ห้อไหน เป็นสบู่นกแก้วใช้ดีครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นอยากจะเรียน ว่า นี่คือเรื่องจริงครับ นี่คือเรื่องจริงของชีวิตบ้านนอก เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องใส่ใจเป็นกรณี พิเศษ แล้วก็ไม่ใช้อารมณ์ในการพูด อยากจะบอกอย่างเดียวว่าบ้านเมืองมันต้องมีทางออก ต้องหารือกัน แล้วก็ต้องให้รัฐบาลมองปัญหานี้เป็นเรื่องแรกในขณะนี้ โควิด (COVID) เราก็ คลายแล้ว เพราะฉะนั้นขณะนี้ฤดูเก็บเกี่ยวมาขอให้รัฐบาลช่วยเร่งรัดให้ราคาสูงกว่านี้ให้ ประชาชนอยู่ได้ ขอบคุณท่านประธาน และขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ให้เวลาผมสะท้อน ปัญหาครับ🔗
ต่อไปนายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขอหารือ ๒ ประเด็น ได้รับเรื่องร้องเรียนมาขอหารือผ่านท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ ๒ ประเด็นนี้โดยตรงนะครับ🔗
เรื่องแรก ขอให้ต่อไฟฟ้าเข้าสู่โรงเรียนแม่กลองใหญ่ แม่กลองน้อย และสถานบริการสาธารณสุข ร่มเกล้าที่ ๕ ท่านประธานครับ หมู่บ้านแม่กลองใหญ่ แม่กลองน้อย ผมได้หารือตั้งแต่สมัยอยู่ที่ ทีโอที (TOT) แล้วนะครับ จนบัดนี้หมู่บ้านนี้ ยังไม่ได้รับต่อไฟฟ้า ทั้ง ๆ ที่ไฟฟ้าผ่านหน้าสถานีบริการสาธารณสุขไม่ถึง ๑๐ เมตร ติดที่หลักกิโลเมตรที่ ๙๐-๑๓๕ ไม่สามารถต่อไฟฟ้าเข้าชุมชนได้ นี่เป็นปัญหาที่การเรียน การสอน มีคอมพิวเตอร์อยู่ในโรงเรียน ท่านจะเห็นว่าตอม่อนั้นอยู่ข้าง ๆ สถานีอนามัย แต่ย้ายไปตั้งไว้ในเขตของเจ้าหน้าที่ดูแลป่าไม้สามารถทำได้ เสาไฟก็อยู่ที่เห็นปักเสาพาดสาย จากอำเภออุ้มผาง มาที่อำเภอพบพระ ๑๕๐ กว่ากิโลเมตร สามารถปักเสาพาดสายได้ แต่เข้าในหมู่บ้านไม่ได้ครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องเร่งด่วนแก้ไข คอมพิวเตอร์เนื่องจาก กระแสไฟฟ้าไม่เสถียรก็เป็นสุสานคอมพิวเตอร์อยู่ที่โรงเรียนอย่างเดียว การศึกษา ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีเน็ตประชารัฐ การศึกษาของโรงเรียนนี้เป็นศูนย์ท่านประธานครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ขอหารือให้คืนงบยุทธศาสตร์ ๒๔,๖๗๕,๐๐๐ บาท ให้กับ โรงเรียนบ้านห้วยเหลือง ตำบลแม่ท้อ อำเภอเมือง จังหวัดตาก เพราะเคยได้งบยุทธศาสตร์ มาแล้ว แต่เนื่องจากได้ยุติเลิกสัญญา เลขที่ ที (T) ๔๐๐/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐ เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้ อยู่ในเขตอนุรักษ์ ป่าสงวน อันนี้เป็นปัญหา ท่านประธานครับ ขอฝากท่านประธานในหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ในสภาผู้แทนราษฎร กฎหมายที่ออกมาจะต้อง ไม่ลิดรอนหรือสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทุกชุมชนนะครับ โดยเฉพาะ ๔,๑๐๐ กว่าชุมชน ขอเป็นปากเป็นเสียงแทนพี่น้องกลุ่มวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ทุกหมู่บ้านทุกชุมชนนะครับ กลุ่มเปราะบาง สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะ อำเภออุ้มผางที่ถูกน้ำท่วมเกิดจากอุทกภัย นี่คือปัญหาใหญ่ที่จะต้องได้รับการแก้ไข แต่ติดเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ในป่าสงวน อุทยานจึงไม่ได้รับการแก้ไข จึงขอฝากท่านประธาน ไปให้ท่านนายกรัฐมนตรีสั่งการให้แก้ไขความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนะครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านณัฐพลครับ🔗
การศึกษาของประเทศไทย คืออนาคตของประเทศ ก่อนที่เราจะไปศึกษาอวกาศขอให้ศึกษากลุ่มชายขอบ กลุ่มเปราะบาง ทุกกลุ่มวัฒนธรรมชาติพันธุ์ให้ได้ทัดเทียมเท่าเทียม หลุดพ้นจากความเหลื่อมล้ำของประเทศนี้ ซึ่งประเทศไทยคือหนึ่งในประเทศที่มีการเหลื่อมล้ำ มีความเหลื่อมล้ำ ขอให้จัดสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานทุกชุมชนในประเทศไทยให้ทั่วถึงเท่าเทียมกัน เพื่อที่จะเป็นแบบอย่างและเราจะ ไม่อายกับนานาอารยะประเทศว่าความเหลื่อมล้ำในประเด็นนี้เราได้แก้ไขอย่างเป็น นานาอารยะประเทศแล้วครับ ท่านประธานครับ ขอขอบคุณครับ🔗
คุณณัฐพลกินเวลาเพื่อน ไปเท่าตัวนะครับ ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีครับ ต่อไปคุณนพดล แก้วสุพัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขอปรึกษาหารือต่อท่านประธานถึงความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชน ๔ เรื่อง ดังนี้นะครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่คลองบางบัวทอง คลองอ้อมนนท์ และคลองพระอุดม จังหวัดนนทบุรี เพื่อเร่งระบายน้ำออกแม่น้ำเจ้าพระยาโดยเร็ว เพราะประตูน้ำทั้ง ๓ แห่งนี้ระบายน้ำไม่ทัน และมีการเร่งระบายน้ำจากทางจังหวัดนครปฐม จากแม่น้ำท่าจีนมาตามคลองพระพิมลมาสู่ ๓ ประตูนี้นะครับ ทำให้บ้านริมคลองน้ำล้นตลิ่ง จำนวนมาก อยากให้กรมชลประทาน ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และกระทรวงมหาดไทย รีบดำเนินการด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้ยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม จำนวนมาก เพราะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนเสียหายและยังต้องเสียภาษีกับพื้นที่ อีกจำนวนมากนะครับ ก็อยากจะให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นช่วยกันพิจารณา🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้ช่วยซ่อมแซมปรับปรุงสิ่งก่อสร้างในวัดที่ถูกน้ำท่วม และเกิดความเสียหายแก่พระอุโบสถและสาธารณสถานต่าง ๆ ที่สำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติเองก็ไม่มีงบประมาณที่จะช่วยเหลือเหมือนอย่างกับองค์กรอื่นนะครับ ก็อยากจะให้ช่วย โดยให้กระทรวงการคลังหรือคณะรัฐมนตรีช่วยดูแลด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๔ ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เก็บค่าธรรมเนียมเช่าพื้นที่ ล่วงล้ำลำน้ำตามคำสั่งหรือประกาศของกรมเจ้าท่า และตอนนี้ถูกน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก ได้รับความเดือดร้อน แล้วก็ยังจะต้องมาเสียค่าธรรมเนียมซึ่งเก็บก็ได้ไม่เยอะเท่าไร และไม่ได้ มีการสำรวจทั่วประเทศ ก็อยากจะให้งดเก็บหรือยกเลิกไปเลย ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปนายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตหารือกับท่านประธาน กระผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และผู้ที่ใช้สัญจรรถบนถนน หมายเลข ๓๒๑๕ บางกรวย-ไทรน้อย ซึ่งมีรถบรรทุกดินเกินพิกัดเป็นจำนวนมากที่สัญจร ผ่านถนนหมายเลข ๓๒๑๕ บางกรวย-ไทรน้อย ทำให้ดินหล่นบนพื้นถนนเป็นเหตุให้ถนนลื่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่ผ่านไปผ่านมาเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จึงอยากฝากให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทางหลวงชนบทและ สภ.อ. บางบัวทอง แก้ไขให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรียนท่านประธาน พี่น้องประชาชนได้ร้องเรียนเกี่ยวกับการลงทุน ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งมีราคาควบคุมใบละ ๘๐ บาททุกใบ แต่มีการขายเกินราคา เป็นจำนวนมาก เช่น สลากชุด ๑๐ ใบ ราคาขายชุดละ ๒,๘๐๐ บาทต่อชุด ตกใบละ ๒๘๐ บาท หรือสลากชุด ๑๕ ใบ ขายในราคา ๗,๕๐๐ บาทต่อชุด ตกใบละ ๕๐๐ บาท มีขายทั่วไป ทั้งสื่อออนไลน์และอิเล็กทรอนิกส์ และช่องทางอื่น ๆ ที่ขายเกินราคา เอาเปรียบพี่น้อง ประชาชน จึงอยากฝากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ถูกเอารัด เอาเปรียบมากขึ้นทุกวัน ๆ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไป ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี วันนี้ผมมีข้อหารือกับท่านประธาน ๓ เรื่อง🔗
ในเรื่องที่ ๑ ขอให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่ดูแลเงินนอกระบบ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมไปถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้น ได้หารือกันในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ แอปพลิเคชัน (Application) ปล่อยเงินกู้ออนไลน์ (Online) เถื่อนที่กำลังระบาดอยู่ ณ ตอนนี้นะครับ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ เพราะมีพี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน เป็นจำนวนมาก และเป็นการซ้ำเติมพี่น้องประชาชนในภาวะวิกฤตนี้ด้วย เพราะพี่น้อง ประชาชนบางท่านไม่สามารถไปกู้เงินในระบบได้ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยในการกู้เงินผ่าน แอปพลิเคชัน (Application) เถื่อนเหล่านี้ แอปพลิเคชัน (Application) เหล่านี้ ในการกู้เงิน ผู้กู้จะได้เงินไม่เต็มจำนวน การคิดดอกเบี้ยนั้นก็เกินที่อัตรากฎหมายกำหนด โดยมีการแฝงมา ในรูปแบบค่าบริการต่าง ๆ และมีการทวงหนี้อย่างโหดร้าย ไม่ว่าจะเป็นการขู่ทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงการประจานให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ก็ขอนำเรียนฝากไปยังพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ อย่าหลงเชื่อสิ่งเหล่านี้นะครับ🔗
ในเรื่องที่ ๒ ฝากไปยังกระทรวงสาธารณสุข และกองควบคุมโรค รวมไปถึง กระทรวงศึกษาธิการ ให้ได้เร่งการฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียนที่อายุอยู่ในเกณฑ์ ให้ครอบคลุมทั่วถึงทั้งประเทศโดยเร็วครับ รวมไปถึงเด็กนักเรียนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ ก็ขอให้ อย. นั้นได้เร่งศึกษาและรับรองวัคซีน เพื่อให้การเปิดเรียนนั้นได้กลับมาสู่ภาวะปกติ และปลอดภัย เพราะในขณะนี้นั้นหลายโรงเรียนยังไม่สามารถเปิดเรียนได้ รวมไปถึงขอฝาก ให้ทำการเตรียมพร้อม รวมไปถึงตระเตรียมการให้ดีเกี่ยวกับการบริหารจัดการวัคซีน ในอนาคต ในภาวะที่อาจจะเกิดระบาดกลับมาได้อีกนะครับ🔗
ในเรื่องที่ ๓ ขอนำเรียนเร่งรัดทวงถามครั้งที่ ๒ ผ่านสภาแห่งนี้ไปยัง กระทรวงมหาดไทย โดยมีกรมที่ดินดูแลให้ออกโฉนดพื้นที่น้ำลบให้กับพี่น้องประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีในฝั่งชายทะเล พื้นที่น้ำลบนั้น ในอดีตนั้นน้ำท่วมถึงครับ ตอนนี้ น้ำทะเลท่วมไม่ถึงแล้ว และไม่ใช่ที่สาธารณะอีกต่อไป แล้วก็มีประชาชนอาศัยอยู่ อย่างหนาแน่น ขอให้ประชาชนชาวจังหวัดชลบุรีในพื้นที่เหล่านี้ ได้มีหลักประกันในชีวิต ที่มั่นคง มีหลักทรัพย์ในการดำเนินชีวิตเพื่อเปลี่ยนแปลงหลักทรัพย์ให้เป็นทุนได้ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โปรดกรุณาดำเนินการสิ่งเหล่านี้ด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปนายบุญฐิณ ประทุมลี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายบุญฐิณ ประทุมลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธานผ่านไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๓ เรื่องนะครับ🔗
เรื่องแรก ก็คือเกี่ยวกับวิทยาลัยการอาชีพคำชะอี ได้รับการอนุมัติจัดตั้งมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ยังเป็นสาขาหนึ่งของวิทยาลัยการอาชีพ นวมินทราชินี มุกดาหาร ซึ่งเป็นปัญหาในการบริหารจัดการ ทั้งที่ในการใช้งบประมาณ การก่อสร้างอาคารก็ใช้เงินเกือบ ๑๐๐ ล้านบาท รวมทั้งนักเรียนที่จบไปแล้ว ๓ รุ่น ซึ่งมีปัญหาที่เกี่ยวข้องที่เป็นปัญหาอุปสรรค โดยเฉพาะ ๒ หน่วยงาน ก็คือกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ประเด็นติดตามก็คือหนังสือ ที่ มห. ๐๐๒๐๕/๑๓๖๐๑ ลงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๔ เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ขออนุญาตใช้ที่ดินของรัฐตามมาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ของจังหวัดมุกดาหาร ในการสร้างวิทยาลัยการอาชีพคำชะอี ของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย กรมที่ ๒ ครับ ก็คือการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติกรมป่า ไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ จัดตั้งวิทยาลัยการอาชีพคำชะอี ซึ่งได้มีคณะกรรมการตรวจพื้นที่ป่า ไม้แล้ว ๒ ครั้ง ปัจจุบันได้ติดตามและดำเนินการไปถึงกรมแล้ว จึงอยากจะฝากไปทั้ง ๒ หน่วยงาน🔗
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการระบาดของโควิด (COVID) ที่โรงเรียนคำสร้อย พิทยาสรรค์ ก็เกิดจากเครื่องตรวจไม่ได้มาตรฐาน ตอนนี้ได้รับการยืนยันว่านักเรียนทั้งหมด ผลเป็นลบก็ดีใจกับพี่น้อง แล้วก็ขอชื่นชมที่ทุกภาคส่วนได้ระดมกันช่วยแก้ปัญหา จึงฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับเรื่องเครื่องมือตรวจช่วยตรวจให้ได้มาตรฐาน อย่าให้เกิดเรื่องความตระหนกและเกิดความเสียหายอย่างวงกว้างอย่างนี้ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปนางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ดิฉันขออนุญาตหารือท่านประธานด้วยกัน ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรก เป็นปัญหาน้ำกัดเซาะตลิ่งคลองฉวาง ในหมู่ที่ ๔ ตำบลลำพูน อำเภอนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดิฉันได้รับเรื่องจากพระครูธีรธรรมพิมล เจ้าอาวาส วัดโฉลกศิลารามและพี่น้องประชาชนที่อยู่ริม ๒ ฝั่งคลอง จำนวน ๕๖๙ ครัวเรือน ว่าเมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำจะล้นตลิ่งเกิดการกัดเซาะคุ้งน้ำเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นอันตรายต่อพี่น้อง ที่ตั้งบ้านอยู่ ๒ ฝั่งคลองนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่ตั้งของโรงฉันของวัด ซึ่งกระแสน้ำ มีความรุนแรงได้กัดเซาะตลิ่งไปจนถึงตอม่อของโรงฉันแล้ว ซึ่งอาจจะพังทลายลงมาได้ ดิฉันได้ประสานไปยังนายอำเภอบ้านนาสาร และผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขา สุราษฎร์ธานี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว อย่างไรก็ตามดิฉัน อยากฝากท่านประธานไปยังกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ให้เข้ามาสำรวจและสนับสนุน งบประมาณในการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณวัดโฉลกศิลารามโดยด่วน ก่อนที่กระแสน้ำ จะกัดเซาะวัดและบ้านเรือนของประชาชน รวมถึงสวนทุเรียน เงาะ ยาง และปาล์ม ให้ได้รับ ความเสียหาย🔗
เรื่องถัดมาเป็นปัญหาฝายกั้นน้ำตื้นเขิน จากการลงพื้นที่ดิฉันได้รับเรื่องจาก ชาวเกษตรกรในหมู่ที่ ๗ ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า ขณะนี้ฝายน้ำตื้นเขินเพราะว่าเกิดตะกอนทรายทับถมฝายเป็นจำนวนมาก น้ำไม่สามารถ เก็บกักใช้ได้ และเกษตรกรเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ จากการลงพื้นที่ร่วมกับนายอำเภอเวียงสระ แล้วก็ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสุราษฎร์ธานีไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามดิฉันอยากฝาก ท่านประธานไปยังกรมชลประทานให้เข้ามาสนับสนุนงบประมาณ แล้วก็ช่วยขุดลอกฝาย เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านและพี่น้องเกษตรกรอำเภอเวียงสระที่ปลูกเงาะ ทุเรียน ยาง ปาล์มด้วยค่ะ เพราะว่าชาวบ้านเดือดร้อนจริง ๆ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปนางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม อำเภอบางเลน อำเภอดอนตูม และอำเภอ พุทธมณฑล พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉันมีเรื่องอยากจะหารือกับท่านประธานเกี่ยวกับ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ที่ประสบอุทกภัย มานานนับเดือน บ้านเรือนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำหรืออยู่ติดแม่น้ำ บางบ้านน้ำท่วมสูงถึงหลังคา ชาวบ้านต้องมาตั้งเต็นท์นอนกันอยู่ข้างนอก และตอนนี้พวกเขายังไม่ทราบว่าตนเองจะได้รับ เงินเยียวยาเมื่อไร อย่างไร ทั้งในส่วนของเงินเยียวยาเกษตรกรและเงินเยียวยาพี่น้อง ประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมบ้านเรือน จึงอยากฝากให้เร่งจ่ายเงินเยียวยาด้วยค่ะ🔗
นอกจากพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำที่น้ำท่วมไปแล้ว ตอนนี้ดิฉันทราบว่ามีการ ปรับเปลี่ยนแผนผลักดันน้ำลงในพื้นที่ในคันกั้นน้ำของอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ซึ่ง เท่าที่ทราบตามแผนที่วางไว้ อำเภอบางเลนเป็นทางน้ำผ่าน ไม่ใช่ทุ่งรับน้ำ อย่างน้อยถ้าจะให้ อำเภอบางเลนเป็นทุ่งรับน้ำควรมีประกาศเตือนพี่น้องประชาชนล่วงหน้า ให้เตรียมพร้อมทั้ง ในเรื่องการเก็บเกี่ยวพืชผลเกษตรกรรมและเตรียมพร้อมสำหรับบ้านเรือนของตนเอง ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้ทุ่งนาต่าง ๆ ในอำเภอบางเลนที่ได้เก็บเกี่ยวไปแล้วให้เป็นพื้นที่ รับน้ำเข้าทุ่ง ซึ่งก็ได้มีการดำเนินการไปแล้ว และเมื่อวานนี้ได้มีการเปิดประตูระบายน้ำ คลองพระยาบันลือเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งอาจทำให้บ้านเรือนในอำเภอบางเลนมีน้ำท่วมสูงขึ้น ดิฉันอยากสอบถามสำนักงานชลประทานที่ ๑๑ กรมชลประทาน ว่ามีการพิจารณา เรื่องการเปิดประตูระบายน้ำอย่างไร เป็นไปตามแผนของกรมชลประทานอยู่แล้วหรือไม่ การเปิดเพิ่มจาก ๑.๗ เมตร เป็น ๒ เมตร เปิดเพิ่มจาก ๑.๕ เมตร เป็น ๒ เมตร เป็นไปตามแผนที่วางไว้แล้วหรือไม่ หรือมีการตัดสินใจอย่างเร่งด่วน ตัดสินใจอย่างกะทันหัน ถ้าเป็นอย่างนั้นดิฉันอยากทราบว่าปัจจุบันนี้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ มากพอหรือยัง แล้วขอย้ำอีกครั้งกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการคลังให้เร่งจ่ายเงิน เยียวยาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปนายปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จากประกาศ กระทรวงศึกษาธิการ เรื่องหลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนสามารถเปิดทำการเรียนการสอนได้ ตามปกติ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ มากมาย เช่น โรงเรียนต้องผ่านการประเมินความพร้อมผ่าน ไทย สตอป โควิด พลัส (Thai Stop COVID Plus) ตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ต้องผ่านครบทั้ง ๔๔ ข้อ และมีเกณฑ์ต่าง ๆ มากมาย เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน ในขณะที่ รัฐบาลมีนโยบายเปิดประเทศในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ซ้ำร้ายกว่านี้ ยังเพิ่มเงื่อนไขเพิ่มขึ้นอีกมากว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด ครู บุคลากร ทางการศึกษา นักเรียน ทุกคนต้องผ่านการคัดกรองเอทีเค (ATK) เสียก่อนจึงจะเปิดโรงเรียนได้ แค่เงื่อนไข ๓-๔ ข้อที่กล่าวมาโรงเรียนไม่สามารถเปิดโรงเรียนได้แน่นอน ปัญหาภาระต่าง ๆ จึงตกอยู่ที่โรงเรียน ตกอยู่ที่ผู้ปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับอนุบาล ระดับชั้นประถมศึกษา เปิดไม่ได้แน่นอน ระดับมัธยมศึกษาก็มีปัญหาเรื่องการจัดหาอุปกรณ์ชุดตรวจเอทีเค (ATK) ที่มีราคาแพง โรงเรียนจะต้องจัดหามาตรวจนักเรียนทุกคนจึงจะสามารถเปิดโรงเรียนได้ปกติ และต้องสุ่มตรวจอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย ๑ ครั้งต่อสัปดาห์ โรงเรียนจะมีงบประมาณจากไหน นี่คือปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับสถานศึกษาในปัจจุบัน ผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่าน ไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข จงเร่งแก้ไข ปัญหาหาทางออกที่ชัดเจนโดยเร่งด่วน ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปนายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ อำเภอยะรัง อำเภอมายอ อำเภอทุ่งยางแดง จากสถานการณ์ โควิด-๑๙ (COVID-19) ชายแดนใต้พบผู้ติดเชื้อติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ ของประเทศ และมีผู้เสียชีวิตเกือบทุกวัน จนเกิดความรู้สึกของพี่น้องประชาชนว่าเจ็บป่วยก็ไม่มีโอกาส ได้ดูแล ตายไปก็ไม่ได้ดูต่างหน้า นี่เป็นการสูญเสียที่โศกเศร้า แต่พี่น้องเข้าใจดีถึงสถานการณ์ ดังกล่าว เพราะเป็นไปตามการกำหนดสภาวการณ์ ท่านประธานครับ จากการที่ได้พูดคุย กับผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะกลุ่มภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนา พี่น้องที่ได้รับผลกระทบ อยากร้องต่อท่านนายกรัฐมนตรีและกระทรวงที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการจัดการของภาครัฐ ต่อศพผู้เสียชีวิตกรณีพี่น้องมุสลิม🔗
เรื่องแรกก็คือ ขั้นตอนการจัดการศพผู้ติดเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ตามวิถี อิสลาม ซึ่งมีขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนไปจัดการศพ การทำชำระล้าง นายิส การตะยัมมุม การห่อศพ การเคลื่อนย้ายศพ ละหมาดศพ และการฝังศพ ซึ่งแน่นอนครับมันมีประเด็น ที่ไม่สบายใจ ผมอยากจะฝากหากมีประเด็นข้อเหล่านี้ก็ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรีบหาข้อยุติ ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายบนพื้นฐานของหลักการอิสลาม🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือรัฐควรกำหนดแนวทางในการจัดการศพ เช่น การจัดรถ ในการเคลื่อนย้ายศพที่พอเพียง ขอบคุณท่านประธาน ขอฝากสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นสิ่งที่ สำคัญมาก ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปนางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ🔗
เรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ค่ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันขอหารือท่านประธาน🔗
เรื่องแรก เป็นเรื่องของพี่น้องชาวตลาดเทเวศร์ เขตดุสิต ขอความเห็นใจ จากทางสำนักตลาดกรุงเทพมหานคร พี่น้องชาวตลาดแจ้งมาว่าอยากจะให้สำนักตลาด ช่วยเก็บขยะให้ถี่ขึ้น และอยากให้มีมาตรการในการตรวจเช็คโควิด (COVID) ก่อนที่จะ เข้าตลาดค่ะ และนอกจากนั้นแล้วอยากจะให้ช่วยซ่อมแซมหลังคาแผงค้าที่หักพังลงมา ๒๕ แผงค้า ริมคลองด้วยค่ะ ชาวตลาดจ่ายค่าตลาดทุกเดือนนะคะ และคิดว่าควรจะได้รับ ความเป็นธรรมมากกว่านี้ค่ะ🔗
เรื่องที่สอง ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากประชาชนถึงการบริการของ ศูนย์เอราวัณ ๑๖๔๖ และ ๑๖๖๙ ค่ะ ที่มีหน้าที่คอยเป็นสายด่วนประสานความร่วมมือ ให้กับโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน ขอให้ช่วยลดขั้นตอนในการรับแจ้งเหตุค่ะ อย่าให้ ต้องแจ้งประวัติใหม่ในทุกครั้งของขั้นตอนค่ะ นอกจากนี้นะคะ พนักงานรับสายด่วนขอเสนอ ให้เป็นคนพื้นที่ เพื่อที่จะรู้เส้นทางและมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลบ้าง เพื่อเป็นการกระชับเวลาให้กับผู้ที่โทรเข้ามาในสายด่วนค่ะ🔗
เรื่องที่สาม เป็นเรื่องท่อระบายน้ำปากซอยตลาดเล่งบ๊วยเอี๊ยะ ถนนเยาวราช ท่อระบายน้ำตรงนี้หักด้านในทำให้เกิดน้ำเอ่อนอง และไหลไปถึงเส้นเยาวราช ซึ่งเป็น แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ขอท่านประธานช่วยผ่านเรื่องนี้ไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องด้วยนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ต่อไปนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนะคะ ท่านประธานคะ ในช่วงของการปิดสมัยประชุม ดิฉันเองก็ยังได้ลงพื้นที่ดูแลความเดือดร้อน และช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ได้มีหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปทำการแก้ไขตามที่เคยได้หารือไว้ ต้องขอขอบคุณหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนะคะ แต่ว่ายังมีอีกหลายปัญหาที่ยังคงค้างคา และรอการช่วยเหลืออยู่ค่ะ🔗
เรื่องแรก ดิฉันขอให้กรุงเทพมหานคร เร่งสำรวจและดำเนินการก่อสร้าง สะพานลอย ช่วงบริเวณถนนเจ้าคุณทหาร เชื่อมระหว่างถนนคุ้มเกล้าเหนือและคุ้มเกล้าใต้ค่ะ ที่ผ่านมามีประชาชนประสบอุบัติเหตุหลาย ๆ ครั้งนะคะ บางครั้งถึงกับชีวิต ดิฉันเคยหารือ เรื่องนี้หลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า จึงขอเรียนท่านประธานได้โปรดรีบดำเนินการด้วย🔗
อีกจุดหนึ่ง ในส่วนของสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกัน หน้าหมู่บ้าน เคหะนคร ๒ พี่น้องประชาชนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มีทั้งผู้สูงอายุและเด็กนักเรียน ประสบ อุบัติเหตุกันเกือบทุกวันเลยค่ะ และการข้ามถนนเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงอยากที่จะ ให้เร่งการก่อสร้าง หรือสำรวจปัญหาสร้างสะพานลอยให้กับพี่น้องประชาชน🔗
ในส่วนของการซ่อมแซมถนนนะคะ ดิฉันขอให้ทางสำนักการโยธา สำนักงาน เขตลาดกระบัง และกรุงเทพมหานคร เข้าดูแลช่วงถนนท้ายซอยคุ้มเกล้า ๔๘ เชื่อมกับถนนคุ้ม เกล้า ซอย ๕๐ ค่ะ เพราะว่าถนนมีความชำรุดเสียหาย เนื่องจากน้ำท่วมที่ผ่านมาด้วย ช่องทางนี้ มีผู้ที่ใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก จึงโปรดให้ความสำคัญด้วยนะคะ🔗
ในส่วนต่อไป ก็คือการซ่อมแซมถนนท้ายซอยชุมชนสมนึก ตรงนี้ทาง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสำนักงานเขตลาดกระบัง และสำนักการโยธากรุงเทพมหานคร สามารถ ติดต่อท่านประธานชุมชน นายระพินทร์ ได้เลยค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ต่อไปนายสะถิระ เผือกประพันธุ์🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐครับ วันนี้ผมใคร่ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวง สาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการครับ ในความปลอดภัยในชีวิตของนักเรียนและ นักศึกษา รวมถึงคณะผู้ปกครองครับ โดยเฉพาะที่ปัจจุบันมีทั้งการเปิดประเทศ และเปิดการศึกษาครับ ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด (COVID) ครับ🔗
ประเด็นแรก ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ การจัดหาวัคซีนและรณรงค์ การให้ฉีดวัคซีนของนักเรียนนะครับ โดยเฉพาะเข็มแรกในจังหวัดชลบุรีนั้น ตอนนี้ มีเพียง ๑๖๐,๔๘๙ คน ซึ่งเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ เพียง ๘๐ เปอร์เซ็นต์จากนักเรียนทั้งหมด ๑๓๕,๐๐๐ คน และเข็มที่สองอยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าคน และคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนทั้งหมดในจังหวัดชลบุรีครับ เพราะฉะนั้นเราควรที่จะต้อง เร่งให้นักเรียนและนักศึกษาจังหวัดชลบุรีทั้งจังหวัดครับ ฉีดวัคซีนให้ครบโดส (Dose) เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของนักเรียน และนักศึกษาครับ และที่สำคัญครับ ติดตามสถานการณ์ ของการทดลองการฉีดวัคซีนของเด็กที่ต่ำกว่าอายุ ๑๒ ปีด้วยครับ ท่านประธานครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธานครับ ซึ่งเป็นปัญหาและความเดือดร้อนอย่างมาก ในสถานศึกษาและโรงเรียนในจังหวัดชลบุรีครับ ในการจัดหาชุดตรวจเอทีเค (ATK) เพื่อรองรับการเปิดเรียนครับ วันแรกนี้มีคำสั่งของภาครัฐว่าให้เปิดเรียนต้องตรวจโควิด (COVID) ชุดตรวจเอทีเค (ATK) นักเรียนและคณะคุณครูทั้งหมดครับ และสัปดาห์ต่อไปครับ ต้องสุ่มตรวจนักเรียนและคณะคุณครู ๓๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้โรงเรียน เป็นผู้แบกรับภาระครับ ดังนั้นการจัดหาชุดตรวจเอทีเค (ATK) กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ควรมีหน้าที่จัดหาให้กับสถานศึกษา สถานประกอบการ และโรงเรียนจังหวัดชลบุรีเพื่อความปลอดภัยของคณะครูและคณะผู้ปกครอง รวมถึงตัวนักเรียน นักศึกษาด้วยครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ดังนั้นผมจึงใคร่ขอ ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขครับ ให้เร่งรัดปัญหาดังกล่าว ทั้งเรื่องการจัดหาวัคซีน การเร่งรัด การวิจัยวัคซีนเด็กต่ำกว่าอายุ ๑๒ ปี และการจัดหาชุดตรวจเอทีเค (ATK) เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษาครับ เพื่อประสิทธิภาพในการเรียนการสอน ตามมาตรการโควิด (COVID) ของประเทศไทยด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปนางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทยค่ะ จากการปิดสมัยประชุมที่ผ่านมา ดิฉันได้ลงพื้นที่อย่างหนัก ไปเกือบทุกที่ทุกจังหวัด ได้รับปัญหาสะท้อนจากพี่น้องประชาชนมากมาย เล่าวันนี้ก็ไม่จบ ดิฉันขอนำเสนอ ๒ เรื่องนะคะ🔗
เรื่องแรกปัญหาโควิด (COVID) และปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบ อย่างมากที่ทำให้พี่น้องประชาชนขาดรายได้ ไม่มีเงิน พอไม่มีเงิน เขาก็จะเริ่มมองหาเวลา มีคนมาเสนอเรื่องแหล่งทุนเงินกู้ ปัญหาที่ทุกคนประสบอยู่ ณ ขณะนี้ มีเอสเอ็มเอส (SMS) ในมือถือพวกเราโทรเข้ามาจำนวนมาก ถามว่าการนำเสนอให้กู้เงินพวกนั้น ถ้าชาวบ้าน ที่เขาไม่รู้เรื่องอัตราเงินกู้ดอกเบี้ยนี้ เขาเห็นว่ารายเดือนดูไม่แพง พอได้ แต่ถ้าคิดรายปี มันเกินกับดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้หรือไม่ แต่ดิฉันไม่ได้โฟกัส (Focus) ที่เรื่องจำนวนดอกเบี้ย ดิฉันสนใจว่าทำไมข้อมูลเหล่านั้นถึงตกไปอยู่ที่ผู้ประกอบการให้กู้เงิน แบบนั้นได้ สตช. อยู่ที่ไหน สตช. ทำงานหรือไม่ พวกท่านไม่ได้มีญาติพี่น้องเลยใช่หรือไม่ ที่ได้รับข้อความเหล่านั้น ดิฉันประสบแก่ตัวเอง คนในครอบครัวตัวเอง และประชาชน เล่าให้ฟังว่า โทรเข้ามาแล้วถามว่าจะกู้หรือไม่ พอเขาตัดสายไม่คุย โทรเข้ามาข่มขู่เลยค่ะ ท่านประธาน ว่าเดี๋ยวจะเอาเลขที่บัตรประชาชนไปกู้ให้หมดตัวเลย แบบนี้ประชาชนตาดำ ๆ จะอยู่ได้อย่างไร ให้พวกอิทธิพลมามีผลต่อประชาชนแบบนี้ มาขู่เขาอีก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยทำงานหน่อยนะคะ ดีกว่าท่านไปวิ่งเต้นตำแหน่งไปวัน ๆ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เรื่องนี้ด้วยค่ะ เรื่องเดียวที่ดิฉันจะพูดนี้ยังไม่จบเลย หมดเวลาเสียแล้ว เดี๋ยวดิฉันจะมาพูด ในครั้งหน้านะคะว่าเรื่องราวที่ประชาชนเดือดร้อนนี้มีอะไรอีกบ้าง ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปนางสาวกุลวลี นพอมรบดี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน กุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐค่ะ ดิฉันมีเรื่องขอหารือท่านประธานดังนี้นะคะ สืบเนื่องจากว่าดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้อง ในเขตเทศบาลเมืองราชบุรี และพี่น้องในพื้นที่ตำบลข้างเคียง ประกอบด้วย ตำบลดอนตะโก ตำบลเจดีย์หัก ตำบลบ้านไร่ อำเภอเมืองราชบุรี โดยพื้นที่บริเวณดังกล่าว อาทิเช่น หน้าศาลากลาง หน้าแขวงทางหลวงชนบทราชบุรี หน้าวิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ตลอดจนถนนของเทศบาล ถนนของ อบต. และถนนเลี่ยงเมืองบายพาส (Bypass) ของกรมทางหลวง โดยในช่วงเวลา ที่ฝนตกหนัก ซึ่งบางครั้งนี้ตกหนักเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง ก็ประสบปัญหาเกิดภาวะน้ำท่วมขัง ระบายไม่ทัน ทำให้พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน เก็บข้าวของกันไม่ทัน ทำให้เกิดความเสียหาย ถนนหนทางเต็มไปด้วยน้ำท่วมขัง เป็นอุปสรรค ต่อผู้ที่สัญจรบนท้องถนน โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์น่าเห็นใจมากค่ะ ดิฉันขอหารือท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้บูรณาการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างระบบระบายน้ำ และป้องกันน้ำท่วมในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองราชบุรี และพื้นที่ตำบลข้างเคียงของกรมโยธาธิการ และผังเมือง กระทรวงมหาดไทย การวางท่อระบายน้ำเชื่อมต่อตลอดเส้นทางบนถนนทางหลวง และหมายเลข ๔ โดยกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม และการเชื่อมต่อท่อระบายน้ำของถนน เทศบาล ถนน อบต. กับถนนของกรมทางหลวง การบำรุงรักษาระบบท่อระบายน้ำ เช่น การดูด โคลนเลน ล้างทำความสะอาดท่อระบายน้ำ โดยดิฉันขอเสนอแนะให้ทางจังหวัดราชบุรี โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเจ้าภาพ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน เพื่อแก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน และขอให้หน่วยงานในแต่ละกระทรวงได้โปรด จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการด้วยค่ะ🔗
อีกเรื่องค่ะท่านประธานดิฉันพอมีเวลาเหลือ ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทยจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและปรับปรุงภูมิทัศน์ ให้กับวัดจันทคาม ตำบลคุ้งน้ำวน อำเภอเมือง ราชบุรี ระยะทางประมาณ ๓๐๐ เมตร ซึ่งของเดิมเป็นแบบหินเรียงธรรมดา อายุเก่ากว่า ๓๐ ปี โดยในขณะนั้นชาวบ้านกับพระสงฆ์ ช่วยกันทำเอง ซึ่งสภาพปัจจุบันไม่สามารถป้องกันการกัดเซาะของตลิ่งได้แล้วค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ครับ ผมขออนุญาต แสดงความชื่นชมนะครับ นับแต่ท่านแรกนายแพทย์สุรวิทย์ ไปถึงท่านสุดท้ายนางสาวกุลวลี นพอมรบดี และทั้งหมด ความจริงผมทราบดีว่าแต่ละท่านนั้นก็เตรียมตัวมาและมีปัญหา ที่อยากจะเสนอปรึกษามากกว่านี้ แต่ด้วยความเคารพต่อข้อตกลงเรื่อง ๒ นาที หลายท่าน ก็เลยต้องตัดข้อความ อยากเสนอโอกาสเรียนว่าถ้าหากว่าประเด็นใดที่ท่านไม่สามารถเสนอ ได้ภายในเวลา แล้วก็มีปัญหาที่ต้องการให้สภาส่งเรื่องท่านทำเรื่องมาได้ครับ ทำเรื่องมา เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วจะดำเนินการให้ ทั้งหมด ๓๐ ท่านนั้นทำได้ดีนะครับ จะขาดจะเกินบ้าง ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าจะมีท่านเดียวที่ใช้เวลายาวไปหน่อยคือท่านณัฐพล แต่ว่าด้วยความเข้าใจ เห็นใจ ก็ค่อย ๆ เรียนรู้วิธีบริหารเวลา ดูว่าคนที่เขาทำได้เขามีวิธีอย่างไร อันนี้เราทำงาน เพื่อประชาชนร่วมกันก็ไม่ไปตำหนิอะไรกัน เพียงแต่ว่าต้องเคารพกติกาส่วนรวมเพื่อไม่ให้ มีการตำหนิว่าประธานทำไมปล่อยนะครับ🔗
สมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อ ๓๐๑ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมว่า โดยองค์ประชุมในขณะนี้จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่ปฏิบัติหน้าที่ได้คือ ๔๗๕ คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ ๒๓๘ คน เพราะฉะนั้นขณะนี้ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมครับ ขออนุญาตไปตามระเบียบวาระวันนี้นะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ต่อไปก่อนจะเข้าระเบียบวาระที่ ๔ ก็ถือโอกาสเรียนว่าเหตุที่เราได้ตกลง ในกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย ประชุมวันศุกร์เพื่อที่จะนำเรื่องซึ่งค้างอยู่อันเป็นผลงานของ ท่านสมาชิกทั้งหมด ค้างอยู่ประมาณ ๑๔ หรือ ๑๕ เรื่องขณะนี้ที่พิจารณาเสร็จแล้วนะครับ ส่วนที่ยังพิจารณาไม่เสร็จอย่างที่เมื่อวานท่านได้ยินว่ามีการขอต่อระยะเวลาเพื่อศึกษา ต่อไปนั้นก็มีอยู่หลายเรื่อง แต่ขณะนี้เรื่องที่พิจารณาเสร็จแล้ว ๑๔ เรื่องที่เราเสนอเข้ามา ก็เห็นว่ามันเป็นผลงานของท่านทั้งหลายควรจะได้ดำเนินการให้จบสิ้นไปเพื่อดำเนินการ ส่งเรื่องเหล่านี้ถ้าเราเห็นด้วย ทีนี้แต่ละเรื่องผมต้องเรียนว่าในตอนที่จะมีการพิจารณา เห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการในแต่ละเรื่องนั้นเราได้อภิปรายกันมามาก เราย้อนกลับไปดูนะครับ เราอภิปรายกันด้วยสมาชิกกว้างขวาง วันนี้แต่ละเรื่องก็จะเป็นการที่กรรมาธิการที่เราตั้งไปนั้น ได้ศึกษาเสร็จแล้วแล้วรายงานพวกเรามา เพราะฉะนั้นสมาชิกมีสิทธิที่เสนอชื่อเพื่ออภิปราย สอบถาม แต่ขอความกรุณาว่าอย่าย้อนกลับไปสู่เหมือนวาระที่ ๑ มิฉะนั้นเราจะเสียเวลา มากเกินไป แล้วก็ในข้อตกลงของกรรมการประสานงานนั้นเราเห็นร่วมกันว่าต้องช่วยกัน ประหยัดเวลาเพื่อไม่ให้งานนั้นค้างมากเกินไปนะครับ ผมขอรบกวนพวกเราได้เข้าใจร่วมกัน แล้วก็ปฏิบัติภารกิจเพื่อให้งานของเราลุล่วง สถานการณ์การเมืองเป็นอย่างไรก็ตามภารกิจ ของสภายังต้องมั่นคงแน่วแน่และยืนหยัดในหลักการของประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ที่พวกเราซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติจะปฏิบัติภารกิจของเราให้ดีที่สุดนะครับ ผมขอให้ พวกเรารักษาหลักการนี้ไว้เพื่อจะได้ไม่สับสนในสถานการณ์ต่าง ๆ ต่อไป🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
๔.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครและหามาตรการแก้ไขปัญหาการบำรุงรักษาที่ดิน การพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคลและพื้นที่เอกชนทั่ว ประเทศ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ผมขอเชิญ คณะกรรมาธิการวิสามัญ เข้าประจำที่ครับ🔗
อนึ่ง ท่านประธาน กรรมาธิการได้ขออนุญาตบุคคล ดังต่อไปนี้ เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลครับ ๑. นางสุธาทิพย์ สนเอี่ยม รองปลัดกรุงเทพมหานคร ๒. นายณัฐวุฒิ จักรชัยเจริญ นิติกร ๕. นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ อนุกรรมาธิการ ๖. นายสันติชัย สุขราษฎร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายกฎหมาย ขอเชิญ อนุญาตครับ ผมขออนุญาตสมาชิกไว้ล่วงหน้าว่าในช่วงประมาณ ๑๑ โมง ต้องไปรับประธานวุฒิสภาของสหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ เพราะฉะนั้นช่วงนั้น ก็จะให้ท่านรองประธานมาทำหน้าที่ แล้วผมจะกลับมาตอนช่วงบ่ายอีกที ท่านประธาน กรรมาธิการมีอะไรที่จะสรุปเพื่อให้สมาชิกรับทราบก่อนที่สมาชิกจะได้อภิปรายสอบถาม อนุญาตครับ มีสมาชิกเข้าชื่ออภิปรายแล้ว ๓ ท่าน เตรียมตัวนะครับ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ขอเชิญท่านประธานครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสรอรรถ กลิ่นประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จังหวัดราชบุรี ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครและ หามาตรการในการแก้ไขปัญหาการบำรุงรักษาที่ดิน การพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้ สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคลและพื้นที่เอกชนทั่วประเทศ🔗
ขอรายงานให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรทราบว่า ตามที่ที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑๗ วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติ กรุงเทพมหานคร และหามาตรการแก้ไขปัญหาการบำรุงรักษาที่ดิน การพัฒนาทรัพย์สิน ที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคลและพื้นที่เอกชนทั่วประเทศ🔗
ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ โดยได้กำหนด ระยะเวลาพิจารณาศึกษาไว้ ๙๐ วัน ตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ จนถึงวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๓ ต่อมาคณะกรรมาธิการฯ ได้ขอขยายเวลาการพิจารณาศึกษาออกไปอีก ๓๐ วัน ตั้งแต่วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๓ จนถึงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓ รวมระยะเวลา พิจารณาศึกษาทั้งสิ้น ๑๒๐ วัน บัดนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากมีผู้เสนอญัตติในทำนองเดียวกัน ๔ ญัตติ และที่ประชุมมีมติให้พิจารณารวมกัน มี ๓ ญัตติที่เน้นในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ส่วนอีกหนึ่งญัตติ ครอบคลุมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ คณะกรรมาธิการ จึงได้มีมติ ตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา ๒ คณะ เพื่อที่จะศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้🔗
๑. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามาตรการแก้ไขปัญหาการบำรุงรักษา ที่ดิน การพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและพื้นที่เอกชนทั่วประเทศ โดยมีท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ🔗
๒. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกัน โดยเน้นย้ำในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครเป็นหลัก โดยมีท่าน ส.ส. กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ🔗
ที่ประชุมได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลแก่คณะกรรมาธิการ เช่น กรมที่ดิน ผู้แทนของกรุงเทพมหานคร การเคหะแห่งชาติ พบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อกฎหมายที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายในระดับ พระราชบัญญัติ อาทิเช่น พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นต้น ซึ่งได้วางหลักเกณฑ์วิธีการจัดสรรที่ดิน การพัฒนาทรัพย์สิน หรือการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เอกชน พื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งมีกฎกระทรวง ที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับที่จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกัน🔗
อนึ่ง การแก้ไขข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการจึงอาศัยตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๐๕ เขียนเป็นข้อสังเกตเพื่อนำเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อควรทราบและถือปฏิบัติ โดยได้นำเสนอ แนวทางการแก้ไขปัญหาออกเป็น ๓ มาตรการ ดังนี้🔗
๑. มาตรการระยะสั้น เป็นข้อสังเกตเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับแต่อย่างใด🔗
๒. มาตรการระยะกลาง เป็นข้อสังเกตเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา แก้ไขกฎหมายลำดับรอง เช่น กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศที่เกี่ยวข้อง🔗
๓. มาตรการระยะยาว เป็นข้อสังเกตในการแก้ไขกฎหมายในระดับ พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เช่น การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นต้น🔗
อย่างไรก็ตามเพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษา พร้อมข้อสังเกตในแต่ละมาตรา จึงกราบขออนุญาตท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณา ให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะ ได้รายงานผลการพิจารณาศึกษาต่อที่ประชุม เพื่อพิจารณาต่อไปครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญประธานอนุกรรมาธิการ พยายามสรุปนะครับ แล้วจะได้ตอบคำถามเมื่อสมาชิก อภิปรายแล้วครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ผมขอบคุณ ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านสรอรรถ กลิ่นประทุม ที่ได้เปิดโอกาสให้กระผมได้ชี้แจง รายงานการศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และมาตรการแก้ไขปัญหา การบำรุงรักษาที่ดิน การพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคล และพื้นที่เอกชนทั่วไป ผมเรียนท่านประธานโดยสรุปอย่างนี้นะครับว่า เรามี ๒ อนุ อนุ ๑ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการใช้ข้อบังคับของกรุงเทพมหานคร ซึ่งท่านประธานอนุกรรมาธิการ ก็คือท่าน ส.ส. กรณิศ จะชี้แจงในลำดับต่อไป ส่วนของผมนั้นก็มาเน้นอย่างที่ท่านประธานท่านสรอรรถได้กล่าวแล้วก็คือว่า พื้นที่ ที่จะเกี่ยวข้องกับที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นที่ราชพัสดุ ที่สาธารณประโยชน์ ที่รกร้างว่างเปล่า หรือที่ดินที่เป็นหมู่บ้านจัดสรรในประเภทต่าง ๆ ก็ดี ตรงนี้ผมสนใจตามญัตติที่ผมเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ควรจะใช้ประโยชน์ เพื่อสาธารณประโยชน์ใช้สอยของพี่น้องประชาชน และการบำรุงรักษาทรัพย์สมบัติ ของสาธารณะเพื่อประโยชน์ประชาชน จากการศึกษาโดยสรุป ผมสรุปดังนี้นะครับ🔗
ข้อที่ ๑ ก็คือว่าในพื้นที่ขององค์กรท้องถิ่นซึ่งมีที่ดินสาธารณะอยู่ ๓ ประเภท ที่ดินประเภทราชพัสดุ ที่ดินประเภทที่สาธารณประโยชน์ และที่ดินรกร้างว่างเปล่า ข้อสรุป ของเราก็คือว่า การใช้ที่ซึ่งท้องถิ่นส่วนหนึ่งก็ขอใช้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นใช้ทางราชการ หรือขอใช้เพื่อประโยชน์เชิงภารกิจของ อปท. เช่น ทำตลาด ทำน้ำประปา เป็นต้น อันนี้ ตามระเบียบทางราชพัสดุก็ขอใช้ตามพระราชบัญญัติระเบียบพัสดุ ปี ๒๕๖๒ แต่อย่างไรก็ตาม ในการขอใช้ไม่ว่าจะเป็นที่สาธารณะหรือพื้นที่รกร้างว่างเปล่า อำนาจอยู่ที่นายอำเภอเสนอให้ ผู้ว่าได้อนุมัติให้ใช้ ก็กราบเรียนว่าท้องถิ่นทั่วไปจะต้องเข้าใจในจุดนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเราก็ได้เสนอ ให้มีการสำรวจพื้นที่เพราะว่าพี่น้องประชาชนและท้องถิ่นไม่ทราบ เพราะฉะนั้นข้อเสนอ ในระยะสั้นของอนุกรรมาธิการที่ส่งไปยังกรรมาธิการก็คือ จะต้องสำรวจที่ดินที่หน่วยงาน ของรัฐถือกรรมสิทธิ์ การใช้ประโยชน์พื้นที่ การแจ้งให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการปักป้าย หรือการบอกแนวเขตเพื่อจะทำให้ท้องถิ่นได้ทราบแล้วนำพื้นที่นั้นมาใช้ประโยชน์แก่พี่น้อง ประชาชน แล้วการขออนุญาตในการใช้ประโยชน์นั้นจะมีคณะกรรมการจังหวัดอยู่ ผมคิดว่าหลายเรื่องในที่ดินอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งโดยสรุปก็คือที่ดินที่มีการจัดสรรที่ดิน นั่นก็คือ หมู่บ้านจัดสรร หมู่บ้านจัดสรรถ้าแบ่งโดยสรุปก็มีอยู่ ๒ ประเภท ประเภทที่อยู่ภายใต้ โครงการที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรกับประเภทที่ดินภายใต้การจัดตั้ง เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้ง ๒ ประเภท ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าทั้ง ๒ ประเภทนี้ อปท. ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวตามที่ผมเคยเสนอญัตติ แต่จากการศึกษามี พ.ร.บ. หมู่บ้านจัดสรรได้กำหนดเอาไว้ ผมกราบเรียนท่านประธาน ไปยังเพื่อนสมาชิกว่า อปท. ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปพัฒนา การเสียประโยชน์ก็เกิดขึ้น แก่พี่น้องที่อยู่ในหมู่บ้านจัดสรรเอง ไม่ว่าจะเข้าไปจัดการขยะ เข้าไปบำรุงรักษาถนนหนทาง เป็นต้น ที่ผมยกเป็นตัวอย่างเพราะว่าข้อเสนอแนะที่เราได้เสนอไว้ ในประเด็นแรกก็คือพื้นที่ ที่จะดำเนินการใช้สอยในพื้นที่ราชพัสดุ ในประเด็นที่ ๑ ก็คือว่า ในกฎหมายบอกว่า ๑๐ ไร่ สามารถทำสวนสาธารณะได้ ๓ ไร่ ทำลานกีฬาได้ แต่เกินกว่านั้นต้องขอที่ราชพัสดุ อันนี้คือ ข้อเสนอในประเด็นที่ ๑ เรามองว่าต้องยุติที่จังหวัดคือคณะกรรมการจังหวัด เพื่อจะให้จบ แล้วก็สามารถให้ท้องถิ่นเข้าไปดำเนินการได้นะครับ ในส่วนที่ ๒ ก็คือที่ดินที่เป็นโครงการ จัดสรร ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเราเสนอว่าทั้ง ๒ ประเภทไม่ว่าที่ดินที่ได้จัดตั้งเป็น นิติบุคคลและไม่ได้จัดตั้งเป็นนิติบุคคลก็ตาม การประกาศโครงการขายก็ดี ประกาศเชิญชวน ผู้ซื้อให้ซื้อ เราเสนอว่าห้ามเปลี่ยนแปลงผังที่ดินจัดสรร อันนี้คือข้อที่ชัดเจนว่าเจ้าของ ผู้จัดสรรที่ดินจะไปเปลี่ยนแปลงโครงการไม่ได้ ซึ่งหลายครั้งเจ้าของที่ดินจะเปลี่ยนแปลงโครงการไปทำโน่นทำนี่ไม่เป็นไปตามโฆษณา ของหมู่บ้านจัดสรร เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้หลีกเลี่ยงระเบียบการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพราะว่าถ้าผู้ซื้อซื้อเกินกว่ากึ่งหนึ่งของหมู่บ้านจัดสรร ผู้ซื้อจะต้องดำเนินการจดทะเบียนเป็น นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ซื้อหลีกเลี่ยงเราก็เสนอแนะว่า การทยอย ซึ่งผู้จัดสรรที่ดินจะทยอย พอทยอยแล้วมันก็ไม่ได้เกิดการจดทะเบียนเสียที แต่เราก็บอกว่า ถ้าเกินกึ่งหนึ่งแล้วผู้ซื้อจะต้องจดทะเบียนเป็นหมู่บ้านจัดสรร ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าที่ผ่านมา การสร้างความรู้ ความเข้าใจกับผู้อยู่อาศัยและผู้จัดสรรที่ดินจะต้องเข้าใจว่า การจัดตั้งเป็น หมู่บ้านจัดสรรที่ผู้ซื้อจำนวนกึ่งหนึ่งที่จดทะเบียนหมู่บ้านจัดสรรต้องดำเนินการให้เป็นไปตาม ระเบียบของ พ.ร.บ. หมู่บ้านจัดสรร ท่านประธานครับ ผมคิดว่านั่นคือระยะสั้นที่เรา ได้กล่าวไว้ แต่ในระยะกลางผมเรียนว่าจะต้องอย่างที่ท่านประธานท่านสรอรรถได้พูดว่า ระยะกลางเราก็ต้องไปดู เพราะฉะนั้นการประกาศของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินเราเสนอว่า หมู่บ้านจัดสรรจะแบ่งประเภทออกเป็นหลายประเภทด้วยกัน มันมีความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้นมีความจำเป็นต้องแบ่งประเภทของหมู่บ้านจัดสรรเพื่อจะดำเนินการได้นะครับ แล้วก็ประกาศให้ประชาชนได้ทราบ🔗
ส่วนที่ ๒ ก็คือว่า ลักษณะของการบริการสาธารณะในหมู่บ้านจัดสรร จริง ๆ แล้วผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้านจัดสรร แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นเยอะมาก ในการบริการขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการบริการเรื่องขยะ บริการเรื่องการบำรุงรักษาใช้สอย ในหมู่บ้านจัดสรร ทำอย่างไรเราจะให้ อปท. เข้าไปดำเนินการ อันนั้นก็ยังเป็นปัญหา แล้วผมกราบเรียนท่านประธานว่า เราจะต้องให้มีการแบ่งประเภทของการบริการสาธารณะ เช่น ในบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานผมเข้าใจว่าถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเขาจะตกลง เพื่อให้ท้องถิ่น อาจจะเป็นเขตเทศบาล เขต อบต. เข้าไปบริการเรื่องที่ผมกล่าวถึงนะครับ ส่วนบริการทางเลือกก็อาจจะเป็นข้อตกลงกันระหว่างเจ้าของหมู่บ้าน เช่น ขุดลอกท่อ หน้าหมู่บ้านของตัวเอง เช่น ดำเนินการตัดต้นไม้ที่อยู่หน้าบ้าน เป็นต้น อันนั้นเป็นข้อตกลง ที่เจ้าของบ้านกับท้องถิ่นจะต้องดูว่าจะจ่ายกันอย่างไร นั่นคือข้อเสนอ ซึ่งรายละเอียดจะอยู่ ในรายงาน🔗
อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า ถ้าให้ไม่ยุ่งยากตามที่ผมได้เสนอญัตติเข้ามาก็คือว่า ทำอย่างไรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปบริการประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านก่อนโอน เป็นนิติบุคคล ผมเข้าใจว่ายังมีอีก ๒ เรื่องที่เราเสนอไว้ก็คือการให้ตัวแทนของท้องถิ่น และตัวแทนของผู้ซื้อจะต้องร่วมกันในคณะกรรมการสาธารณูปโภคดูว่าจะตกลงกันอย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานว่า เรื่องนี้มันก็มี ๒ แบบ แบบหนึ่งก็คือว่า ในกฎหมายบอกว่า ให้จดทะเบียนการโอน ซึ่งตรงนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่แต่ถ้าอุทิศให้มันก็จะทำได้ดีกว่า เพราะฉะนั้น ทั้งหมดโดยสรุปก็คือว่า วันนี้เราก็เปิดช่องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปได้หลายเรื่อง ไม่ว่าในที่สาธารณะที่ผมกล่าวแล้ว เพราะว่าหลายที่ท้องถิ่นเข้าไปจัดสวนสาธารณะให้ ท้องถิ่นกลับไปทำลานกีฬาให้ หรือบางที่ท้องถิ่นกลับไปทำเรื่องของบ้านพักอาศัยให้ อันนี้ก็เป็นช่องที่ทำให้การจัดการที่ดินเกิดประโยชน์โดยท้องถิ่นเข้าไปจัดการ เพราะว่า ทุกพื้นที่ของประเทศไทยมีท้องถิ่นอยู่แล้วนะครับ นั่นคือประเภทที่ ๑ ส่วนหมู่บ้านจัดสรรมันยังมีปัญหามาก เพราะว่าเจ้าของหมู่บ้านเองก็มีประโยชน์อยู่กับ หมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการยื้อไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ก็ยังมีปัญหาเรื่องการใช้ประโยชน์ในที่สาธารณะผมก็คิดว่าในรายงานทั้งหมดที่เรากล่าวมา ผมขออนุญาตให้ท่านสันติชัย พูดระยะยาวสักนิดหนึ่งในการแก้กฎหมายสั้น ๆ ขออนุญาต ท่านประธานนิดเดียว ขอบคุณครับ🔗
เชิญครับ ก็เอาประเด็นที่มีความสำคัญ และในขณะเดียวกันถ้ามันมีในเอกสารรายงานแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องลงในรายละเอียดมากนัก เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภา และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสันติชัย สุขราษฎร์ ในนามของ คณะกรรมาธิการ ในส่วนของมาตรการระยะยาว จะเป็นมาตรการที่เป็นการแก้ไข ตัวพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน ถ้าอยู่ในเอกสารก็อยู่ในหน้าที่ ๒๕ ประเด็นที่ ๑ เป็นประเด็นเกี่ยวกับการดูแลตัวทรัพย์ส่วนกลางของหมู่บ้านจัดสรร ตัวกฎหมายเขียนไว้ เป็นลำดับขั้น หมายความว่า ในชั้นแรกเจ้าของโครงการเป็นคนดูแล ลำดับที่ ๒ ก็มีการจัดตั้ง นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขึ้นมารับ ลำดับที่ ๓ ก็จะให้กรรมการจัดสรรจังหวัดเป็นผู้พิจารณา ว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง ลำดับต่อมาก็จะเป็นการจดทะเบียนโอนให้เป็น สาธารณประโยชน์ ซึ่งกฎหมายเขียนมาเป็นลำดับอย่างนี้ มันจะเกิดปัญหากับพี่น้อง ประชาชน ที่เขาต้องการที่จะโอนให้รัฐเลย แต่ว่าเงื่อนไขว่าเราต้องมาจดทะเบียนหมู่บ้านจัดสรร ก่อนถึงโอนได้ แล้วก็ในการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรของลูกบ้าน ตราบใดที่ทางผู้จัดสรร ไม่ได้ส่งหนังสือยื่นมาให้เขาตั้งนิติบุคคลไม่สามารถดำเนินการได้ เราก็เลยเสนอปลดล็อก ปัญหาทั้งหมดนี้ แก้ตรงมาตรา ๔๔ ให้ลูกบ้านริเริ่มที่จะจัดตั้งนิติบุคคลได้เองนะครับ แล้วก็ ประเด็นเรื่องการโอนให้ทางภาครัฐ ปัจจุบันเป็นลักษณะของการจดทะเบียน ทีนี้พอเป็น ลักษณะการจดทะเบียนต้องยินยอมทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งภาครัฐเอง ทีนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นว่า กรณีที่ภาคท้องถิ่นอาจจะต้องมาพิจารณาความพร้อม เกี่ยวกับการรับไว้ ซึ่งตัวทรัพย์ส่วนกลาง แต่เรามองว่าอาจจะเป็นการคุ้มครองตัวลูกบ้าน ก็ให้ลักษณะเป็นการอุทิศ แสดงเจตนา ฝ่ายเดียวของทางลูกบ้านที่จะอุทิศให้เป็นสาธารณประโยชน์แล้วเราแก้ปัญหาด้วยการ มีมาตรการ เพื่อจะตรวจสอบว่าก่อนการอุทิศ ตัวผู้จัดสรรเขาได้ทำหน้าที่ในการบำรุงรักษา ทรัพย์ส่วนกลางโดยสมบูรณ์แล้ว อันนี้เป็นประการที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ จะเป็นกรณีที่เราต้องการจะเพิ่มตัวองค์กรเจ้าหน้าที่ที่จะมา บังคับใช้กฎหมาย ในกฎหมายจัดสรรที่ดิน ถ้าท่านดูในพระราชบัญญัติปัจจุบันจะมีแค่ ตัวเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินก็จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับจดทะเบียน เกี่ยวกับ การจัดสรร แต่ทีนี้พนักงานที่มีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนก็จะเป็นพนักงานท้องถิ่น เราก็จะเสนอให้มีการเพิ่มพนักงานท้องถิ่นเข้าไปในตัวพระราชบัญญัติ เพื่อทำหน้าที่ในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับการตรวจตราต่าง ๆ ภายในหมู่บ้านจัดสรรแล้วก็พื้นที่ข้างเคียงครับ เพื่อคุ้มครองตัวลูกบ้านที่อยู่ข้างในครับ งานก็จะแบ่งกัน พนักงานจดทะเบียนท่านก็ดู เรื่องทะเบียนเรื่องข้อบังคับต่าง ๆ พนักงานท้องถิ่นก็จะมาดูเรื่องความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน🔗
ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าตัวกรรมการที่ดินจังหวัดปัจจุบันจะมีผู้แทนของท้องถิ่น ก็คือตัวนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด แต่ด้วยความว่าท้องถิ่นระดับล่าง เทศบาล หรือ อบต. เขาไม่ได้มีส่วนร่วมอยู่ในกรรมการจังหวัด เพื่อให้เขาได้สะท้อนปัญหาของพี่น้อง ประชาชนก็ให้ท้องถิ่นระดับล่าง เทศบาล อบต. สามารถมีตัวแทนเข้าไปอยู่ในกรรมการ จังหวัด แล้วก็เฉพาะในการประชุมครั้งนั้น ๆ ที่เกี่ยวกับหมู่บ้านนี้ สมมติหมู่บ้านนี้ อยู่ในเทศบาลที่ ๑ ก็มีตัวแทนของเทศบาลที่ ๑ เข้าไปสะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชนได้🔗
อันที่ ๕ เพื่อให้มันสอดรับกันทั้งกฎหมายจัดสรร แล้วก็ตัวหน้าที่ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น เราก็มองว่าเราต้องแก้ตัวอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สอดรับกันด้วยนะครับ ก็คือว่าให้เขามีหน้าที่เข้ามาดูแลภายในโครงการจัดสรรได้ อาจจะแบ่งเป็นกิจการพื้นฐาน กิจการทางเลือกเหมือนที่ท่านอาจารย์โกวิทย์ได้ชี้แจง ต่อที่ประชุมไปนะครับ🔗
อันสุดท้ายก็จะเป็นประการที่ ๖ ก็คือว่าตอนนี้มันมีจัดสรรที่ดำเนินการ มาก่อนกฎหมายจัดสรรปัจจุบัน เราก็อยากจะให้การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ถ้าเกิดขึ้นมีผลถึง หมู่บ้านที่เคยดำเนินการจัดสรรมาก่อนหน้านี้ครับ ประเด็นการแก้ระยะยาวก็จะมี ๖ ประเด็นครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ กรรมาธิการยังต้องชี้แจงต่อใช่ไหมครับ เชิญครับ🔗
ใช่ค่ะ ท่านประธานคะ กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตคลองเตยและเขตวัฒนา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการ รองประธาน กรรมาธิการ คนที่ ๑ และประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนใช้สอย ร่วมกัน เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉันขออนุญาตสรุปคร่าว ๆ นะคะว่า หลังจากที่ดิฉันได้รับ มอบหมายมาตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณา โดยคณะของดิฉันจะเน้นหนักดูในเรื่องของ ข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครที่เกิดปัญหาที่เราเห็นว่าการใช้กฎหมายนี้ยังจะต้องแก้ไข และปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมที่ผ่านมาเราได้เชิญในส่วนของผู้แทนจาก กรุงเทพมหานคร ผู้แทนจากกรมที่ดิน และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขในเรื่องของข้อกฎหมาย เพราะว่าข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครนี้ ต้องถือว่าเป็นกฎหมายลำดับรองนะคะ ซึ่งบางอย่างกฎหมายลำดับรองที่เราได้มีการพัฒนากัน หรือว่าการใช้กฎหมายฉบับนี้มันก็จะไปขัดกับในส่วนของกฎหมายฉบับหลัก ในส่วนของ ประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งคณะของเราก็เลยมีการที่จะแก้ไขแล้วก็เพิ่มเติมในส่วนของ ประมวลกฎหมายที่ดินนะคะ ซึ่งจริง ๆ คณะของเราก็ได้สรุปคร่าว ๆ ว่าจะมีในส่วนของ มาตรการระยะสั้นและระยะยาวในการปรับปรุงแก้ไขนำเสนอตามที่ประชุมดังนี้นะคะ🔗
ระยะสั้นเราก็เสนอให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ข้อบัญญัติของ กรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอย ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๓๖ และระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๓๗ ที่แก้ไข เพิ่มเติม ซึ่งเราก็นำเสนอ ๒ ประเด็นด้วยกัน ในระยะสั้น ก็คือ🔗
๑. ให้กรุงเทพมหานครจัดการอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจกับเนื้อหาสาระตลอดจนกระบวนการ เพื่อที่จะให้ สามารถปฏิบัติแล้วก็ดำเนินการได้อย่างรอบคอบ ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นมาตรฐาน เดียวกันค่ะ🔗
๒. ให้กรุงเทพมหานครควรจะพิจารณาทบทวนหนังสือเวียนของ กรุงเทพมหานคร ที่ กท. ๐๔๐๕/๙๕๐๗ ลงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เรื่อง แนวทาง การรับโอนสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ ให้เป็นสาธารณประโยชน์ เนื่องจาก แนวทางที่กำหนดไว้ในหนังสือเวียนฉบับนี้ ได้ก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติ เป็นอย่างมาก แล้วก็ควรที่จะมีการจัดทำแผนดำเนินการเพื่อรองรับการรับโอนทรัพย์สิน ภายในโครงการหมู่บ้านจัดสรรให้เป็นสาธารณประโยชน์ต่อไปนะคะ🔗
ส่วนมาตรการระยะยาว ท่านประธานคะ คณะของเราก็ได้ขอนำเสนอในส่วน ของกฎหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็คือกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เพื่อให้เป็นกฎหมายกลาง สำหรับนำมาใช้บังคับเรื่องนี้โดยตรง โดยจัดทำร่างกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ เพื่อที่จะให้เป็นกฎหมายกลาง แล้วก็นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเบื้องต้นอาจจะพิจารณานำเอาข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร เรื่องค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๓๖ มาใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาประกอบกับร่างพระราชบัญญัติที่ว่าด้วยการพัฒนา ทรัพย์สินที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน พ.ศ. .... ซึ่งตรงนี้เราก็จะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหา สาระ ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่เราเห็นว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับหลัก ก็คือประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งดิฉันจะขออนุญาตให้ทางคุณเลิศศักดิ์ ซึ่งเป็นกฤษฎีกาสรุป คร่าว ๆ ที่เราจะขอเพิ่มเติมในส่วนของมาตรา ๖/๑ เสนอในที่ประชุม ขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ผม เลิศศักดิ์ บุบผามาลา นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการพิเศษ ในฐานะอนุกรรมาธิการ ในส่วนของการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน เกิดจากประเด็นเกี่ยวกับการใช้ข้อบัญญัติ ของกรุงเทพมหานคร ข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครเป็นกฎหมายลำดับรอง แม้ว่าจะให้ อำนาจกรุงเทพมหานครที่จะเข้าไปในที่ดินของเอกชน ที่ปล่อยให้ประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ ร่วมกันได้ แต่ว่าอาจจะมีบางกรณีที่เจ้าของเดิมเขาโต้แย้งสิทธิของกรุงเทพมหานคร โต้แย้งอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากว่าข้อบัญญัตินี้เป็นกฎหมายลำดับรอง แต่สิทธิของประชาชนตามหลักกรรมสิทธิ์รองรับโดยกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในประเด็นนี้เพื่อแก้ปัญหากรณีที่ที่ดินของเอกชน ที่ปล่อยปละละเลย ปล่อยให้ประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ร่วมกันในลักษณะที่เป็น สาธารณสมบัติแล้ว จะแก้ไขปัญหาอย่างไร หลักคิดที่เอามาแก้ไขก็คือ หลักการเสียสิทธิ เพราะการทิ้งร้าง ทิ้งทรัพย์สินของตัวเอง หลักนี้เป็นหลักที่มีอยู่ในกฎหมายไทยอยู่แล้วนะครับ เช่น ในมาตรา ๑๓๘๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่องการครอบครองปรปักษ์ หรือแม้แต่ในมาตรา ๖ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเองก็กำหนดไว้ว่า หากเจ้าของที่ดินทิ้งร้าง ที่ดินของตัวเอง ถ้าเป็นที่โฉนด ๑๐ ปี ถ้าเป็นที่ น.ส. ๓ ๕ ปี ตรงนี้สามารถที่จะขอให้ศาล เพิกถอนโฉนดได้ หลักคิดที่ว่าประชาชนถ้าทอดทิ้งที่ดินของตัวเองไปจะเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เป็นหลักที่มีในกฎหมาย เราจึงนำมาปรับใช้กับเรื่องนี้ก็คือ หากที่ดินเป็นของเอกชน และปล่อยปละละเลยไป ปล่อยให้ประชาชนทั่วไปมาใช้ประโยชน์ในลักษณะสาธารณประโยชน์ ตรงนี้ เราเสนอแก้มาตรา ๖/๑ ให้ถือว่าที่ดินแปลงนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่ก็จะมีระยะเวลานะครับ ถ้าเป็นที่ดินโฉนด ๑๐ ปี ถ้าเป็นที่ น.ส. ๓ ๕ ปี แต่คณะกรรมาธิการเองก็ยังเคารพในกรรมสิทธิ์ของเอกชนมิได้กำหนดให้จะต้องเสียสิทธิ ทันที แต่กำหนดกระบวนการ ก็คือว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีการประกาศก่อนว่า ที่ดินแปลงนี้มีการใช้ประโยชน์เกิน ๑๐ ปีแล้วต่อไปจะเสียสิทธิแล้ว มีใครจะคัดค้านหรือไม่ ถ้าไม่มีใครคัดค้านก็ให้ที่ดินแปลงนี้กลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยให้กรมที่ดิน แทงหลังโฉนดให้กลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อที่ดินกลายเป็นสาธารณสมบัติ ของแผ่นดินแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือแม้แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ก็สามารถ ที่จะเข้าไปทำตามหน้าที่ของตัวเอง เพื่อพัฒนาและปรับปรุงที่ดินแปลงนั้นได้ ขออนุญาต ชี้แจงครับ🔗
กรรมาธิการ หมดชี้แจงแล้วนะครับ เอาไว้ชี้แจงหลังจากท่านสมาชิกอภิปรายนะครับ ลำดับต่อไป ก็เป็นท่านสมาชิกที่สนใจที่จะอภิปรายเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ๑. พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ๒. ท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ๓. ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ๔. ท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ๕. ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กราบเรียนครับ ในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาเรื่องปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครและหามาตรการในการแก้ไข ปัญหา การปรับปรุงที่ดินและพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ ส่วนบุคคลและพื้นที่เอกชนทั่วประเทศนะครับ ในรายงานนี้สิ่งที่พบเห็นคือในบันทึกบทสรุป ของผู้บริหารเป็นสาระสำคัญ กราบขอบคุณที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอไปบางส่วนแล้ว แต่ในส่วนของผมนี้ผมจะเข้าไปสู่ ในประเด็นปัญหาหรือเนื้อหาที่จะอภิปรายครับ ผมไม่ได้คัดค้านนะครับ แต่ผมจะมา สนับสนุนข้อสังเกตของท่าน เพราะว่าท่านตั้งเป็นข้อสังเกตที่จะส่งให้คณะรัฐบาล และหน่วยงานอื่น ๆ ไปดำเนินการให้ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ที่คณะกรรมาธิการ ได้นำข้อสรุปดังกล่าวนั้นมา สภาพปัญหาก็อย่างที่ท่านกรรมาธิการได้สรุปโดยคร่าว ๆ นะครับว่า ผู้จัดสรรที่ดินต่าง ๆ ขาดความสามารถ ละเลย แล้วก็ทิ้งไม่มีการดูแลในพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ ให้กับลูกค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นประชาชน ตลอดจนผู้ที่อาศัยร่วมในหมู่บ้านจัดสรร เป็นส่วนใหญ่ ทั้งกรุงเทพฯ และในเขตทั่วทั้งประเทศในพื้นที่ของ อปท. ต่าง ๆ จำนวน มากมาย ก่อให้เกิดปัญหาการได้รับบริการสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ในชนบท ที่มีการสร้างหมู่บ้านทิ้งร้างไว้จำนวนมาก แล้วก็ปล่อยปละละเลยก่อให้เกิดอาชญากรรม และโดยเฉพาะบางหมู่บ้านมีบ้านซึ่งก่อสร้างแล้วก็ทิ้ง เจ๊ง กลายเป็นแหล่งเพาะอาชญากรรม เป็นที่ซุกซ่อนของพวกมิจฉาชีพหรือใช้เป็นที่ก่อความผิดต่าง ๆ ผมก็เห็นด้วยครับเรื่องปัญหา ตรงนี้ โดยเฉพาะบางพื้นที่ที่ถูกกำหนดลงไปแล้ว รัฐเองยังปล่อยปละละเลยแล้วไม่สามารถ เข้าไปควบคุมหรือให้บริการสาธารณะนี้ได้ สภาเราก็เป็นสภาที่จะต้องรับเรื่องราวดังกล่าวนี้ มาเพื่อพิจารณาและให้คณะรัฐมนตรีได้เอาไปพิจารณา ใน ๓ ระยะ ผมเห็นด้วยทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวที่ปรากฏในเอกสาร ผมจะเข้าไปที่ระยะสั้นนิดเดียวของกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่คงมีงบประมาณอยู่แล้ว โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีงบประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งสำคัญครับตรงนี้ ซึ่งจะต้องมี ผอ. เขต เป็นผู้เอางบประมาณลงมา มี สก. เป็นคนที่จะเข้าไปรัน (Run) งบประมาณดังกล่าว ผมเน้นแค่ว่าเมื่อการแก้ไขจะต้องมีงบประมาณ ฉะนั้นการตั้งงบประมาณดังกล่าว ต้องคำนึงถึงสาธารณประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครตามข้อเงื่อนไขที่ท่านได้ ฉะนั้นการดำเนินการที่ ส.ก. กรณิศ ขออ้างชื่อครับ ท่านก็เป็น ส.ก. เก่า ท่านรู้ว่าจะต้องใช้ งบประมาณจำนวนเท่าไรเข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างนี้ เพื่อให้ที่สาธารณะดังกล่าวได้ถูก ประชาชนมาบริโภคอย่างชอบธรรม ส่วนที่ที่เป็นระยะกลางนั้นก็ปรากฏว่ามีการให้นิยามไว้ ในมาตรา ๘ ซึ่งพูดถึงที่บริการขั้นพื้นฐานและที่ทางเลือก ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่อยากจะสนับสนุน อย่างยิ่ง แต่ผมอยากจะให้พูดถึงที่บริการที่เป็นทางเลือก ซึ่งมีการพูดถึงเรื่องการขุดลอก นอกจากนี้แล้วยังเป็นเรื่องของปัญหาพื้นฐาน เรื่องขยะ เมื่อจะบริการตรงนี้ อปท. เองน่าจะ กำเนิดอากรขยะ ท่านเคยเจอหรือไม่ครับ ในญี่ปุ่นเขามีอากรขยะ ท่านทิ้งขยะจำนวนกี่กิโล จะไปมั่วเก็บแบบที่เก็บตามหมู่บ้านเป็นยอด ๆ ไป หรือออกบิลตามขอบถนน แม่ค้า พ่อค้า ที่ทิ้งขยะ อันนั้นก็เป็นเรื่องของการจัดเก็บโดยออกใบเสร็จ ทีนี้ถ้าใช้วิธีการติดอากรในถังขยะ พร้อมขยะนั้นติดอากร ซื้ออากรจากรัฐของ อปท. กรุงเทพมหานครอาจจะออกอากรขยะ เพื่อเก็บ จะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่อยากจะให้เห็น อันสุดท้าย เรื่องของระยะ ยาว ที่ปรากฏเรื่องของการจดทะเบียนโอนย้ายกรรมสิทธิ์ มีข้อที่ ๔๖ ของกฎกระทรวงว่า ด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้งการบริหาร การควบคุมและยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ข้อ ๑๖ พูดถึงการห้ามมิให้นิติบุคคลโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค หรือบริการสาธารณะ ทั้งหมด หรือบางส่วนให้เป็นสาธารณประโยชน์ให้แก่ อปท. หรือบุคคลอื่น เว้น มีเว้น จุด จุด จุด แต่หลักการคือเขาห้าม เพราะฉะนั้นเว้นมันก็ต้องเว้น แต่ปรากฏว่า เว้นเพื่ออะไรครับ ให้ที่ประชุมใหญ่ของนิติบุคคลนั้นพิจารณาแล้วก็มีเงื่อนไขอีกครับว่า เมื่อเว้นแล้วต้องให้คำนึงถึงผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ส่วนรวม หรือการได้รับบริการของ สมาชิกในหมู่บ้าน ตรงนี้หัวใจสำคัญครับ ท่านประธาน เพราะหัวใจมันอยู่ตรงนี้ครับว่า อปท. เองควรจะต้องลงไปยังหมู่บ้านดังกล่าวไปประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกในชุมชนในหมู่บ้าน ที่ถูกละเลยละทิ้งออกมาประชุมใหญ่ครับ เพราะว่าต้องใช้มติที่ประชุมใหญ่ เพื่ออะไร เพื่อให้ เกิดมีนนิง (Meaning) ของสิทธิของผู้นั้นให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นการที่จะมิตินี้เป็นหัวใจสำคัญ ท่านประธานครับ ผมเสนอและเห็นด้วยที่ท่านได้นำเสนอมาทั้งหมดครับ ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเท่าพิภพครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกลครับ ผมขออภิปรายในรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และหามาตรการการแก้ไขปัญหาการบำรุงรักษาที่ดิน การพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไป ใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคล ในพื้นที่เอกชนทั่วประเทศของสภาเรานะครับ ก็ขอบคุณ เพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการที่ทำงานแล้วก็ได้ข้อสรุปอะไรมาหลายอย่าง แล้วผมอ่าน ศึกษามาก็ได้ความรู้อย่างมากนะครับ เพราะว่าเป็นปัญหาหลักในเขตพื้นที่ผมเหมือนกัน ที่มีปัญหาเรื่องอย่างนี้เป็นจำนวนมาก ผมอยากจะถามกรรมาธิการครับ เพราะว่าในเขตผม บางทีหลาย ๆ ที่มันเป็นลักษณะของชุมชนโบราณที่เป็นพื้นที่ดินผืนเดียว แล้วมีการสร้าง ตึกแถวแล้วให้เช่า หรือขายบางส่วน ทีนี้ผมอยากถามครับ เข้าใจอยู่ว่าถ้ากรณีที่ขายหลาย ๆ ห้อง แล้วผู้คนลงชื่อเกินกึ่งหนึ่งก็สามารถอุทิศหรือมอบให้เป็นสาธารณประโยชน์ แล้ว กทม. ก็มา ดูแลได้ แต่ในกรณีหลาย ๆ กรณีคนที่อยู่เป็นเพียงผู้เช่าอย่างเดียว แล้วเจ้าของกรรมสิทธิ์ ก็คือเป็นผู้ที่สร้างตั้งนานแล้ว อาจจะเป็นมรดกตกทอดเป็นลูกหลาน บางทีตามตัวกันไม่เจอ อย่างนี้ทำอย่างไรครับ อันนี้ก็คือไม่เห็น หรือว่าผมอาจจะอ่านไม่เจอ อย่างไรช่วยชี้แจง ตรงนี้นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากเพิ่มในข้อเสนออยากอภิปรายเพิ่มเติมในระยะสั้น ที่คณะกรรมาธิการบอกว่าจะแก้ไขปัญหาระยะสั้น คือการอบรมเจ้าหน้าที่ให้รู้กฎระเบียบ ต่าง ๆ ในการที่จะโอน ผมพูดง่าย ๆ ว่าคือโอนพื้นที่ตรงนั้นให้เป็นสาธารณประโยชน์ให้เป็น ของ กทม. ในกรณีของกรุงเทพฯ ผมอยากเพิ่มเติมอีกข้อหนึ่งครับว่าจริง ๆ แล้วควรจะอบรม ประชาชนด้วย รวมไปถึงให้หน่วยงานรัฐตั้งเคพีไอ (KPI) ไปเลยว่าต้องไปหาแล้วก็นำไปทำ ปัญหาของการมีข้อระเบียบนี้คือการปฏิบัติครับ ประชาชนรวมตัวกันไม่ได้ แล้วก็ไม่มีความรู้ ก็อยากให้ฝ่ายพัฒนาชุมชนใน กทม. เป็นตัวนำ พยายามเป็นตัวนำให้เขา พยายามทำหนังสือ ทำกระบวนการต่าง ๆ ช่วยเขาด้วย อันนี้คือเป็นข้อเสนอข้อที่ ๑ ที่ผมจะเสนอนะครับ ในระยะกลางหรือระยะยาวผมอยากให้แก้ไขเกี่ยวกับพวกการเก็บภาษีโรงเรือนในลักษณะ พวกหมู่บ้านจัดสรร ในเขตผมอาจจะไม่ค่อยมีเท่าไร แต่ในรอบนอกของกรุงเทพฯ อย่างถนนราชพฤกษ์เองมีหมู่บ้านมากมาย ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นในอเมริกาครับท่านประธาน คือเวลามีหมู่บ้านจัดสรรต่าง ๆ ก็เข้าใจว่าหมู่บ้านจัดสรรถนนหนึ่งถ้าเทียบสมมติว่า ๑ กิโลเมตร ผู้อยู่อาศัยน้อยกว่าในเมืองเยอะ แต่ภาษีที่บำรุงถนนนั้นเท่ากัน ถ้าเราจะทำ อย่างนี้ทุกคนจะโอนมาเป็นสาธารณะ สุดท้ายมันจะไม่เท่าเทียมกันในการเก็บภาษีนะครับ อยากให้ในอนาคตมีการเก็บภาษีบ้านเดี่ยว ที่มีสนามหรืออะไรก็ว่าไป เป็นขนาดพื้นที่ที่ติดถนนก็ได้ครับ เป็นหน้ากว้าง โดยได้สัดส่วนกับ การสาธารณูปโภคต่าง ๆ อย่างถนนหรือท่อที่เขาเองจริง ๆ แล้วเขาจ่ายน้อย แต่เขาได้ มากกว่าคนอื่น อันนี้ก็ต้องเป็นข้อที่อยากฝากเพิ่มเติมไป อาจจะระยะยาว หรือระยะกลาง อย่างไรก็ขอบคุณครับ ผมมีความเห็นเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจิรายุครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๑๖ รามอินทรา คลองสามวาครับ ก่อนอื่นขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการทุก ๆ ท่านบนบัลลังก์ ที่ให้เกียรติรัฐสภาที่กรุณามานั่งรับฟังสภาพปัญหา ซึ่งผมไม่ได้มีโอกาสเข้าไปในคณะท่าน แต่ว่าก็จะฝากข้อความเพิ่มเติมในสภาพปัญหาจริงนะครับ ขอขอบพระคุณผู้แทนจาก หลายหน่วยงานด้วยความจริงใจครับ สภาพปัญหาที่ผมอ่านจากรายงานนี่นะครับ ก็เห็นว่า เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้ ถ้ามีการปฏิบัติอย่างจริงจังทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะ ยาว แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เผอิญเรื่องนี้ ๒ วันก่อนผมได้รับข้อความจากท่านรอง ประธาน คุณกันต์สิณีซึ่งเป็นรองประธานหมู่บ้านเคซีนิมิตรใหม่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่บ้านผมนะครับ มีสภาพปัญหาเหมือนที่ท่านกำลังแก้ไขครับ เมื่อปีที่แล้วได้ร้องไปยังกรมที่ดิน ท่านรองอธิบดี ณรงค์ สืบตระกูล ซึ่งสมัยนั้นท่านเป็นรองอธิบดี ท่านได้ส่งผู้แทนเข้ามาในหมู่บ้านและพูดคุย กับพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นสภาพปัญหาครับ ผ่านไป ๑ ปี ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ผมก็ได้ออก จดหมายสอบถามไปที่กรมที่ดินเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้เองนะครับ วันที่ ๓ ก็คือเมื่อ ๒ วันก่อนท่านก็ได้ตอบมาว่ากรมที่ดิน มีนบุรีก็ดี กรุงเทพมหานครได้ร่วมกันแก้ไข ปัญหา ผมก็หวังนะครับว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไข ส่วนที่ผมอยากจะเสนอเพิ่มอย่างนี้ครับ ท่านประธานคงจะได้ยินคำว่า ภาระจำยอม ใช่ไหมครับ หลัง ๆ นี่เขาเรียกว่า ภาวะจำทน ภาระจำยอม หรือว่าถนนที่ใช้ร่วมกันนี่นะครับ เช่นยังไม่ยอมโอนให้หลวงแล้วก็เป็นภาระจำยอม รัฐก็มักจะเข้าไปทำอะไรไม่ได้ ท่านทราบดีอยู่แล้วครับ ทั้งไฟฟ้า ประปา ถนนหนทาง แต่ผม จะยกตัวอย่างให้ท่านประธานกรรมาธิการได้ลงไปดูนะครับว่า สภาพปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นจริง ในกรุงเทพมหานครครับ ถนนรามอินทรา ถ้าเกิดท่านไปตรง กม. ๘ ถึงแฟชั่นไอส์แลนด์ จะมีทางหนึ่งเขาเรียกว่า ถนนปัญญาครับ เข้าไปจะเจอสนามกอล์ฟขวามือ ถนนนี้มีความยาว ๕-๖ กิโลเมตร วิ่งตรงเข้าไปก็จะไปผ่านถนนเลียบคลองสองบ้างละ ไปผ่านถนนพระยาสุเรนทร์ ไปผ่านถนนด้านในอีกหลายนะครับ มีพี่น้องประชาชนใช้ถนนเส้นนี้ แต่ถนนเส้นนี้เป็นเอกชน คำถามก็คือ รัฐไม่เคยเข้าไปทำอะไรเลย ทางเขาก็ต้องทำเองครับ ผมมีความรู้สึกว่าถ้าถนน ในลักษณะเช่นนี้ ถ้ามันเป็นสาธารณะแบบกึ่งจำยอมเขาเปิดให้กับคนทั่วไปใช้นี่นะครับ รัฐควรจะมีกฎหมายฉบับใดครับ ที่จะสามารถทำได้ในการเดินทางและเข้าไปทำพวกไฟฟ้า ประปา หรือการซ่อมบำรุงถนนครับ แต่ปรากฏว่าพอยื่นเรื่องไปทีไร โอ๊ย ทำไม่ได้หรอก ของเอกชน น้ำท่วมก็ไปด่าเจ้าของทำไมเขาไม่ยกให้หลวง ก็เรื่องของเขาครับ ที่ดินเขา เขาจะยกให้หรือไม่ แต่ถ้าเขาเปิดโดยไม่เก็บสตางค์ปากซอย ๓ บาทเหมือนสมัยก่อน นี่นะครับ รัฐควรจะมีระเบียบอะไร เช่น ลองนับปริมาณรถที่เข้าออก มันไม่ได้ไปแค่ หมู่บ้านเขาอย่างเดียว มันไปประชาชนทั่วไปที่อยู่ในทางสาธารณะอีก ๓-๔ ถนน รัฐควรจะมี เงื่อนไขใด มันพิสูจน์ได้ครับ นับวันหนึ่งรถวิ่งหมื่นคัน แล้ววิ่งไปที่ถนนอื่นที่ไม่ใช่ ของหมู่บ้านเขา รัฐควรจะทำแบบไหนอย่างไรได้บ้าง🔗
นอกจากนี้ท่านประธานที่เคารพครับ บริเวณห้าแยกวัชรพล เขตบางเขน ของท่าน ส.ส. อนุสรณ์ ปั้นทอง ส.ส. ไก่ของผมนี่นะครับ ผมเป็นประธานกรรมาธิการ รัฐวิสาหกิจ คนก็ร้องมาครับ บอกว่าตรงนั้นเป็นห้าแยกวัชรพลที่ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง ผมก็ถามไปยังการไฟฟ้าครับว่า นครหลวงทำไมท่านไม่ไปทำครับ เขาบอกตรงนั้นเป็น ที่เอกชน เห็นไหมครับ แต่คนใช้กันเยอะแยะมากมาย เป็นที่เอกชนอยู่ประมาณสัก ๑๐๐ เมตร ที่ไปเจอกันห้าแยกวัชรพลนี่นะครับ ถ้าเกิดท่านใดอยู่ในวัชรพลจะรู้ ติดกันกระจาย มืดตึ๊บ ล่าสุดนี่ครับ ผมก็สอบถามไปยังทางการไฟฟ้านครหลวงครับ ก็ได้รับคำชี้แจงบอกว่าวิธีการทำมีครับ ท่านประธานกรรมาธิการครับ วิธีการทำก็คือทำให้มัน เป็นจุดเสี่ยง พอเป็นจุดเสี่ยงปุ๊บ รัฐเข้าไปทำได้ เห็นไหมครับ บางเรื่องมันก็มีข้อกฎหมาย ที่เราสามารถแก้ไขได้ ผมก็นำเรียนท่านอนุสรณ์ ปั้นทอง ครับว่าเดี๋ยวผมจะติดตามให้ท่านว่าการไฟฟ้านครหลวงจะไป ติดไฟส่องสว่างได้หรือไม่ ทั้ง ๆ ที่เป็นที่เอกชน แต่เป็นที่เอกชนที่เราใช้ร่วมกันมานาน เอาล่ะ เจ้าของอาจจะตายไปแล้วบ้าง บริษัทหาไม่เจอแล้วบ้าง ปิดกันไปแล้วบ้าง ไม่รู้จะโอนอย่างไร ให้หลวงต้องไปตามเอกสารเยอะแยะมากมาย ซึ่งอันนี้รัฐควรจะกำหนดได้แล้วครับว่า ถ้าเขาซื้อหมู่บ้านไปมีสนามเด็กเล่น มีโน่น มีนี่ มีนั่นแล้ว โอนไปเป็นนิติบุคคลแล้ว หรือไม่เป็นนิติบุคคลแล้ว เจ้าของตายไปแล้วบ้าง หาเอกสารไม่เจอ มีขอบเขตของเวลา หรือไม่ครับ เช่น ๕ ปี ๑๐ ปี ต้องตกไปเป็นของรัฐ ไปเป็นของหลวง จะได้เข้าไปบริหาร จัดการได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในกรุงเทพมหานครนะครับ ผมจึงย้ำอยู่เสมอว่าคำว่า ถนนเอกชน คำว่าซอยนี้เป็นของเอกชนเขายังไม่ยกให้หลวงนี้ มันก็ต้องไปดูวัตถุประสงค์ว่า เขาใช้กันเพื่อการใด ถ้าอยู่ดี ๆ เขามาปิดปากซอยเก็บ ๕ บาท เข้าซอยฉันทะลุไปหมู่บ้านนั้น ไปได้เร็วกว่า รถไม่ติด อย่างนี้ก็อยู่ในระเบียบข้อบังคับได้ครับ ผมจึงฝากท่านประธาน กรรมาธิการนะครับ ท่านเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชน และผมดูกรรมาธิการหลาย ๆ ท่านที่นั่งอยู่นี้ ก็เป็นทรงคุณวุฒิ เป็นผู้มีอำนาจ ท่านจง ใช้อำนาจก่อนเกษียณเถอะครับ เกษียณแล้วสั่งอะไรมันก็ไม่ได้นะครับ ถ้าท่านทำแล้ว พี่น้อง ประชาชนได้ประโยชน์ ผมจะจดจำชื่อท่านไว้จนวันตายให้กับพี่น้องประชาชนครับ ก็ฝากท่าน ประธานให้กำลังท่านคณะกรรมาธิการ และผมจะติดตามต่อครับว่าสภาพปัญหาที่ท่านศึกษา นี้มันจะทำได้มากน้อยขนาดไหน ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
สั้น กระชับ ได้เนื้อหาครับ ต่อไปเชิญท่านประเดิมชัยนะครับ ตามด้วยท่านณัฐพงษ์ ท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ แล้วก็ท่านมานพ คีรีภูวดล นะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขออนุญาตชื่นชมในการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และหามาตรการแก้ไขปัญหา การบำรุงรักษาที่ดิน การพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคล และพื้นที่เอกชนทั่วประเทศ ที่ท่านได้กรุณาศึกษามาเป็นเล่ม และจัดทำรายละเอียด ให้ทางสมาชิกได้ร่วมในการพิจารณาในวันนี้ แต่ผมมีประเด็นที่เป็นข้อสังเกต แล้วก็ประเด็น ที่จะได้สอบถามถึงทางคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้ไปศึกษามา ซึ่งในมุมมองของผมนะครับ ที่ต้องนำเรียนท่านประธานผ่านไปถึงทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ จากการที่ผมได้ดูใน เอกสารประกอบในรายงานที่ท่านจัดทำมาทั้งหมด ซึ่งมูลเหตุเดิมผมเข้าใจว่าเป็นการเริ่มต้น จากการที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะในส่วนของกรุงเทพมหานคร แต่ในช่วงหลังมีท่านสมาชิก ในต่างจังหวัดได้นำเสนอปัญหาในภาพรวม ในเรื่องที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของทั้งประเทศ ผมขออนุญาตโฟกัส (FOCUS) เข้ามาในส่วนของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นต้นแบบของปัญหา และเป็นสารพันปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอยู่ได้ในขณะนี้ ซึ่งถ้าเราดูจากการรายงาน ที่ท่านวางมาตรการถึงการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ระยะกลาง ระยะยาว ผมไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งยังคงต้องใช้เวลา ในการที่จะต้องพิจารณา แต่สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญได้สรุปมาตรการในระยะสั้น นำเสนอต่อสภาแห่งนี้ ในมุมมองของผม ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สวนกับข้อเท็จจริง สิ่งที่กรุงเทพมหานครได้ออกไปเป็นข้อบัญญัติ และเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ในการปฏิบัติ โดยเฉพาะในส่วนของถ้าเป็นระดับเขตก็ผู้อำนวยการเขต หัวหน้าฝ่ายโยธาซึ่งจะเกี่ยวข้อง กับการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการใช้เรื่องของระบบสาธารณูปโภคก็คือในเรื่องของ ถนนหนทาง ที่ดิน ไฟฟ้า การดูแลเรื่องของท่อระบายน้ำต่าง ๆ ซึ่งมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นการที่ท่านได้ลงมาในรายละเอียดว่าจะต้องใช้วิธีการในการอบรมให้ความรู้กับ บุคลากรเจ้าหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ผมคิดว่าเป็นการเขียนเพื่อประจานและทำให้ น่าอายมาก เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าคนที่บังคับใช้มีหน้าที่ในการที่จะดูแลปัญหาทุกข์สุข ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน คุณไต่เต้ามาเป็นถึงผู้อำนวยการเขต คุณไต่เต้ามาเป็น ถึงระดับหัวหน้าฝ่ายโยธา คุณไต่เต้ามาจนถึงเป็นรองปลัดที่มาเป็นตัวแทนกรรมาธิการ วิสามัญที่นั่งอยู่บนที่นี้ ซึ่งย่อมรู้และเข้าใจในบริบทของการนำไปสู่การปฏิบัติดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าผู้บริหารเอาใจใส่ในการที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน เป็นการเฉพาะหน้าเร่งด่วนก่อนหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น เอาง่าย ๆ เรื่องของการดูแลเรื่องของ การลอกท่อระบายน้ำ ร้องไปเถอะ บอกไปเถอะ ถ้าถนนหนทางเส้นทางไหนไม่เป็นที่ หรือทางสาธารณะมันเป็นความยุ่งยากมากในการที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปดูแลในการแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน เพราะว่าด่านแรกคำถามแรกถ้าเราแจ้งไป ต้องถามว่าถนนเป็นสาธารณะหรือเปล่า จบแล้วครับ แต่ในขณะที่ในนี้ท่านเองก็เขียน รายงานลงมาว่าประชาชนคือผู้ที่เสียภาษีให้กับรัฐ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในที่หรือทางที่ไม่ได้เป็นที่ หรือทางสาธารณะก็เสียภาษีกันทุกคน อยู่ในพื้นที่ที่อยู่ในเขตการปกครองของแต่ละ สำนักงานเขตกันทุกเขตทั้ง ๕๐ เขต แต่เมื่อถึงเวลาที่มีปัญหาความเดือดร้อนเจ้าหน้าที่ บอกว่า ต้องเอากฎหมายมาเป็นตัวนำในการแก้ไขปัญหา ผมว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นในขณะนี้ ถ้าทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในส่วนของผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหาร ยิ่งปัจจุบัน ผู้บริหารที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งด้วยแล้ว ท่านประธานครับ ยิ่งทำให้ปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนสะสม หมักหมม หนักเข้าไปใหญ่ เพราะว่าไม่เคยได้เข้าไปสัมผัส ไม่เคยได้เข้าไปใกล้ชิดกับประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมขออนุญาตฝากตั้งเป็นข้อสังเกต ถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญนะครับว่ามาตรการระยะสั้นที่ท่านต้องบังคับให้เจ้าหน้าที่เร่ง ในการปฏิบัติเอาปัญหาเป็นตัวตั้งแล้วนำไปสู่การแก้ไขปัญหา กรุงเทพมหานครเองจะต้องมี วิธีการในการใช้บุคลากรของตัวเองให้เป็นประโยชน์🔗
ส่วนเรื่องที่ ๒ ผมขออนุญาตนำเรียนท่านประธานนะครับว่า ผมพยายามดู ในรายงานที่ท่านศึกษามาตรการทางภาษีที่จะบังคับใช้กับบุคคลที่ทำโครงการจัดสรร แล้วไม่ยอมทำตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด น่าที่จะกำหนดมาตรการทางภาษีให้หนัก เพื่อที่จะเป็นสถานภาพของการบังคับให้กับคนที่ทำโครงการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การจัดสรรที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดสร้างหมู่บ้านจัดสรร จะต้องมีส่วนร่วมในการ รับผิดชอบถ้าไม่ดำเนินการให้เป็นเรื่องของการดูแลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้อง ประชาชน ในระยะยาวมันย่อมตกเป็นภาระให้กับประชาชน🔗
ประการสุดท้าย ขออนุญาตฝากครับ ตอนนี้มีเจ้าของโครงการมากมาย พยายามอยากที่จะโอนให้กับหน่วยงานอย่างกรุงเทพมหานครรับไปเป็นที่สาธารณะ แต่หน่วยงานกลับหลีกเลี่ยงและปฏิเสธในการที่จะรับ โดยอ้างว่ารับแล้วมาเป็นภาระ รับแล้วไม่มีงบประมาณไปแก้ไขปัญหา อย่างนี้ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง อย่างไรต้องรับมาไว้ ขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินที่เป็นที่สาธารณะไว้ก่อน ส่วนขั้นตอนในการแก้ไขปัญหา กรุงเทพมหานครงบประมาณปีหนึ่ง ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้เขตแต่ละเขต ท่านไปดูครับได้กันเขตละ ๒ ล้านบาท ๓ ล้านบาท ไม่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการที่จะ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับพี่น้องประชาชนเลย เอางบประมาณไปทำแต่ในโครงการขนาด ใหญ่ ไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่องของการที่ดูแลในความทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน อย่างนี้ต่างหาก ท่านประธานครับ ซึ่งผมไม่เห็นมีปรากฏในรายงานการประชุมแม้แต่น้อย และรวมทั้งที่จริงมันต้องศึกษาว่าแต่ละเขต มีเขตที่ยังไม่ได้มีการโอนให้เป็นที่สาธารณะ อยู่เท่าไร มันต้องปรากฏอยู่ในรายงานการเสนอต่อสภาแห่งนี้ด้วย โดยเฉพาะในส่วนของ กรุงเทพมหานคร เพื่อที่จะได้นำไปสู่การสร้างสถานภาพของการบังคับให้นำไปสู่การแก้ไข ปัญหาในอนาคต กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐพงษ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎร ชาวบางแค พรรคก้าวไกล จากกรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขอกล่าว คำขอบคุณแทนชาวบ้านในหมู่บ้านชัยมงคล หมู่บ้านเก้าวัฒนา หมู่บ้านเพชรสยาม ๓ ที่ผลลัพธ์จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ลอกท่อ หรือยกระดับถนนในหมู่บ้านจัดสรรของพวกเขาจากร่างการแก้ไข พ.ร.บ. จัดสรรที่อยู่ใน รายงานฉบับนี้ เป็นตัวแทนขอบคุณชาวหมู่บ้านในชุมชนเขม้นงาน ชุมชนวัดพรหมสุวรรณสามัคคี ที่ที่ดินของพวกเขาไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านจัดสรร แต่ติดในที่ดินกรรมสิทธิ์ที่เป็นที่เอกชน ซึ่งร่างประมวลกฎหมายที่ดินที่อยู่ในเล่มของรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็อาจจะช่วยใช้ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนผ่านอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ในสภาแห่งนี้ได้ครับ นอกเหนือจากชาวบ้านในเขตบางแคของกระผมแล้ว จริง ๆ แล้วต้อง ขอบคุณแทนชาวบ้านหมู่บ้านอิ่มอัมพรในเขตบางขุนเทียน แล้วก็หมู่บ้านเคซีในเขตคลองสามวา ขออนุญาตเอ่ยนามท่านจิรายุ ที่ผมมีโอกาสได้ไปลงพื้นที่ด้วยตัวเองในหลาย ๆ เขต เนื่องจากว่าความเป็นผู้แทนราษฎร เราเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ เพื่อเก็บเกี่ยว ปัญหามายกร่างแก้ไข พ.ร.บ. จัดสรรที่พรรคก้าวไกลได้เสนอเข้าสู่วาระในที่ประชุมสภาตั้งแต่ เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ปีกว่า ๆ ครับท่านประธาน อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าร่าง พ.ร.บ. จัดสรรที่พวกเรายื่นเข้าไปแล้วปีกว่า ๆ ตอนนี้อยู่ในวาระ แต่ยังไม่ถึงคิวในการพิจารณา ในสภาตอนนี้ แต่ผมเชื่อว่าผลลัพธ์การศึกษาจากคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่เป็นตัวแทนจาก ทุกพรรคออกมามีเนื้อหาคล้ายคลึงกับสิ่งที่พวกเราเสนอ จะมีความเป็นได้สูงที่ประธาน สภาผู้แทนราษฎรจะหยิบเนื้อหาข้อเสนอในเล่มกรรมาธิการชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ร่างแก้ไข พ.ร.บ. จัดสรรและประมวลกฎหมายที่ดินเข้าสู่การพิจารณาของสภาโดยเร่งด่วน เพราะทุกพรรคเห็นตรงกันแล้วนะครับ ท่านประธาน ผมขอกล่าวสรุปในเนื้อหาใจความ พ.ร.บ. จัดสรรที่สำคัญ ก็คือเรื่องของมาตรา ๔๔ ที่ทางคณะกรรมาธิการและร่างของ พรรคก้าวไกลได้เสนอเข้ามา ก็คือการคืนอำนาจในการเรียกจัดตั้งนิติบุคคลให้กับลูกบ้าน หรือการเข้าไปแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน เรื่องของการให้กรมที่ดินสามารถแก้ไขโฉนด โอนกรรมสิทธิ์ให้ที่ดินของเอกชนตกเป็นของหลวงได้เลย ถ้าหากที่ดินเหล่านั้นไม่มีการใช้ ประโยชน์ และโดยสภาพมีการใช้สอยร่วมกันของประชาชนในละแวกนั้นเกินกว่า ๕ ปีขึ้นไป🔗
ผมขอตั้งข้อสังเกต อีกหนึ่งเรื่อง ก็คือในเรื่องที่ทางกรรมาธิการชุดนี้ ผมไม่แน่ใจว่าได้มีการศึกษาอย่างรอบด้านหรือเปล่า ก็คือในเรื่องของชุมชนตกสำรวจ ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะไม่ได้เป็นในระดับของร่างพระราชบัญญัติ อาจจะอยู่ในข้อสังเกตที่ต้อง ส่งไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างกรณีของกรุงเทพมหานคร อย่างเช่น ในกรณีของ ชุมชนครูเจือใหม่และชุมชนหลังวัดบุณยประดิษฐ์ในเขตบางแคของกระผม โดยสภาพ เป็นชุมชนแต่ยังไม่ได้ขึ้นชื่อเป็นชุมชนที่อยู่กับสำนักงานเขต เพราะตามระเบียบนั้นมีจำนวน หลังคาเรือนไม่เพียงพอ ทำให้ชาวบ้านขาดตัวแทนที่จะไปสะท้อนเสียงในสำนักงานเขต ให้แก้ไขปัญหาต่อไป ก็ขอฝากความขอบคุณทั้งหลาย แล้วก็ความคิดความเห็นเกี่ยวข้องกับ เรื่องของชุมชนตกสำรวจให้กับคณะกรรมาธิการชุดนี้ แล้วก็ฝากไปถึงท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรรีบนำร่างกฎหมายทั้งหมดจากเล่มรายงานชุดนี้เข้าสู่การประชุมพิจารณา ในสภาโดยเร็ว ชอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสะถิระ ตามด้วยท่านมานพ คีรีภูวดล แล้วก็ตามด้วยท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานครับที่วันนี้ ให้ผมได้อภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครและมาตรการแก้ไขปัญหาการบำรุงรักษาที่ดิน การพัฒนา ทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคลและพื้นที่เอกชนทั่วประเทศครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากผมอยู่ในจังหวัดชลบุรีซึ่งน่าจะมีหมู่บ้านจัดสรรอยู่ประมาณ เป็นหลายพันหมู่บ้านจัดสรร แล้วในอำเภอสัตหีบผมเองคร่าว ๆ ก็หมู่บ้านจัดสรรก็น่าจะอยู่ ประมาณ ๒๔๕ หมู่บ้าน ซึ่งผมมองว่าในมาตรา ๑๓ เรื่องแรกประเด็นแรกเลยนะครับ ที่จะฝากท่านประธานสู่คณะกรรมาธิการ ในเรื่องของปัญหาของการล่าช้าในขั้นตอนของ ราชการ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีคณะกรรมการจัดสรรที่ดินระดับกลาง คณะกรรมการจัดสรร ที่ดินระดับจังหวัด ๒ อย่างที่เรามีในประมวลกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ ความล่าช้า ในขั้นตอนในราชการที่เราจะปรับที่ดินนั้นเป็นสาธารณประโยชน์ ทำให้พี่น้องในอำเภอ เล็ก ๆ หรืออำเภอสัตหีบ หรือว่าแม้กระทั่งอำเภอบางละมุง หรือว่าอำเภอห้วยใหญ่ ตำบลห้วยใหญ่ หรือว่าเป็นอำเภอศรีราชา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ทำให้ผมกังวลว่าความล่าช้า เรื่องนี้การตัดสิน หรือว่าการพิจารณาของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินระดับจังหวัดจะเกิด ความล่าช้าใช้เวลาหลายปี สิ่งที่ผมจะเสนอท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการก็คือ การเพิ่มคณะกรรมการจัดสรรที่ดินระดับอำเภอ ถามว่าเพราะอะไรครับ เมื่อมีระดับอำเภอ แล้วเราจะสามารถรู้เลยว่าที่ดินพวกหมู่บ้านจัดสรรเหล่านี้แบ่งประเภทเป็นประเภทไหน อยู่ในลำดับไหน มีการบริการพี่น้องประชาชนในระดับไหน จัดตั้งนิติบุคคลแล้วหรือยัง เมื่อไร อย่างไร หรือยังไม่เป็นนิติบุคคล เจ้าของอยู่ที่ไหน อย่างไร เรามีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เรามี นายอำเภอ เรามีสมาชิกสภาเทศบาล เรามีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เรามี นายอำเภอ เรามีนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้คือความใกล้ชิดที่เราจะทำให้ทราบ ปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แล้วเมื่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินระดับอำเภอ นำข้อมูลเหล่านี้ให้จังหวัดพิจารณา เมื่อจังหวัดพิจารณาก็ทำให้เกิดความรวดเร็ว การแก้ปัญหานี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง อันนี้คือสิ่งแรกที่ผมจะนำเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการครับ เพราะว่าในอำเภออย่างอำเภอเล็ก ๆ ของผมสัตหีบ ๒๔๓ หมู่บ้าน ถ้ามีปัญหาสัก ๕๐ หมู่บ้านผมมั่นใจครับว่า คณะกรรมการจัดสรรที่ดิน ระดับจังหวัดไม่สามารถจัดสรรได้ทันช่วงเวลาตามความต้องการหรือบรรเทาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอนนะครับ แต่สิ่งที่ผมจะขอชื่นชมสำหรับคณะกรรมการชุดนี้ ในเรื่องของมาตรา ๖ ที่เราจะต้องไปแก้ไขเพิ่มเติมในประมวลกฎหมายที่ดินที่ทำให้ตกเป็น ภาระจำยอมในที่ดินที่พี่น้องประชาชนใช้สอยร่วมกัน ปัญหาที่เราเกิดขึ้นเป็นประจำที่เรารู้ ก็คือ หมู่บ้านจัดสรร ๑. เรื่องถนน บางถนนบางหมู่บ้านในอำเภอสัตหีบผม บางทีไปถึง ดวงจันทร์แล้วครับ จะไปถึงดาวพลูโตแล้วครับ เป็นหลุมเป็นบ่อไปหมด ทุกวันนี้ผมลงพื้นที่ ไป ๓ รอบ ท้องถิ่นเข้าไปทำอะไรไม่ได้ หาเจ้าของเขาไม่เจอ เจ้าของมีเบอร์ ๑๐ เบอร์ โทรไป ก็ไม่ติด นี่คือปัญหาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยากให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการชุดนี้ทำงานได้อย่างดีมาก ถ้าสามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมประมวล กฎหมายที่ดินนี้ได้จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรอย่างมากครับ โดยเฉพาะในเรื่องของภาระจำยอม ๑๐ ปี หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ๕ ปี อันนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะขณะนี้ ไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไหนที่กล้าที่จะอุดหนุนงบประมาณในการซ่อมแซมหรือ ปรับปรุงถนนก็ดี ไฟฟ้าก็ดี หรือแม้กระทั่งท่อระบายน้ำ สนามเด็กเล่น สนามกีฬา หรือโทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์สุนัขจรจัด บางหมู่บ้านของผมมีลิงด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ก็เลยฝากเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการในส่วนของ การปรับประมวลกฎหมายที่ดินในเรื่องของภาระจำยอมครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือในเรื่องของมาตรฐานและการตรวจสอบของการทำงาน ของหมู่บ้านจัดสรร รวมถึงการแบ่งประเภทด้วยในแต่ละปี รวมถึงการทำงานของนิติบุคคล ด้วยในแต่ละปี โดยคณะกรรมการจัดสรรที่ดินอย่างที่ผมนำเรียนไปตอนแรก คืออำเภอ แล้วระดับจังหวัด ถามเพราะว่าอะไร คณะกรรมการชุดนิติบุคคลแต่ละหมู่บ้านอาจจะมี การเปลี่ยนทุกปีหรือ ๒ ปีตามที่กำหนด เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือการให้บริการของ นิติบุคคลต่อหมู่บ้านนั้น ๆ ของหมู่บ้านจัดสรรจะมีระดับมาตรฐานเดียวกันหรือเช่นเดียวกัน ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นการให้บริการนี้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินระดับอำเภอหรือระดับจังหวัด ต้องมีหน้าที่ตรวจสอบ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับการบริการสาธารณูปโภค ทั้งไฟฟ้า ประปา ถนน แล้วก็รวมถึงสาธารณูปการต่าง ๆ ในหมู่บ้านจัดสรร ตรงนี้ก็ฝากท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการด้วยอีกเรื่องหนึ่งนะครับ🔗
และเรื่องสุดท้าย อันนี้ผมเห็นด้วยกับท่านนายกเทศบาลนครรังสิต เกี่ยวกับ เรื่องของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดหรือถ้ามีอำเภอด้วยยิ่งดีนะครับ ในเรื่องของ มีอำนาจในการตรวจสอบคุณภาพของวัสดุ ในการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค ในหมู่บ้านจัดสรร ไม่ว่าจะเป็นท่อระบายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นสายไฟ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสนามเด็กเล่นก็ดี หรืออุปกรณ์เด็กเล่นก็ดี หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ป้อมยาม หรือระบบรักษาความปลอดภัย ให้คณะกรรมการจัดสรร ที่ดินจังหวัดหรืออำเภอมีหน้าที่ที่จะต้องตรวจสอบ และวัดเกณฑ์คุณภาพของสาธารณะนั้น ๆ อันนี้คือสิ่งที่ผมจะนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังทางคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ นี่คือสิ่งที่ อยากจะนำเรียน เพราะว่าในพื้นที่อำเภอสัตหีบของผม จำนวนหมู่บ้านทั้งหมดเกือบ ๒๐๐ กว่าหมู่บ้าน พี่น้องประชาชนบางหมู่บ้านก็ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะเรื่องถนน แล้วองค์กรปกครองท้องถิ่นทั้ง ๘ ท้องถิ่น ก็ไม่สามารถอุดหนุนได้ ไม่สามารถพัฒนาหรือ ปรับปรุงให้กับพี่น้องประชาชนได้ บางทีพี่น้องประชาชนก็อาจจะเข้าใจผิดว่า ทำไมท้องถิ่น ไม่เข้าไปทำ ทำไมท้องถิ่นไม่พัฒนาเสียที อันนี้คือสิ่งที่เราต้องอธิบายให้พี่น้องประชาชน เข้าใจ ดังนั้นผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน แล้วฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการว่าให้พิจารณาเรื่องนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน ระดับอำเภอ ซึ่งทำให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างพี่น้องประชาชน แล้วก็หมู่บ้านจัดสรร แล้วก็ระดับส่วนราชการ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมานพครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ขออนุญาตท่านประธานอภิปรายรายงานของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และหามาตรการแก้ไขปัญหาการบำรุงรักษาที่ดิน และการพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคล และพื้นที่เอกชน ทั่วประเทศ สิ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติมให้กับกรรมาธิการคงจะเป็นเรื่องของพื้นที่ในภาคชนบท หรือต่างจังหวัด ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ กรรมาธิการชุดนี้ที่ได้หยิบ ประเด็นปัญหาในเรื่องของที่ดิน ที่ อปท. ทั่วประเทศกำลังเจอปัญหา แล้วผมเข้าใจว่า เป็นประเด็นสำคัญ มีหลายท่านได้กล่าวไว้ในประเด็นเรื่องที่ดินบอกว่า ประเทศไทย ถ้าสามารถแก้ปัญหาเรื่องที่ดินได้ เรื่องอื่น ๆ ไม่ต้องพูดถึงครับ ไปได้สบาย เพราะฉะนั้น ปัญหาเรื่องที่ดินเป็นปัญหาเรื่องใหญ่ ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมในรายงานของ กรรมาธิการ โดยเฉพาะเรื่องของที่ดินที่พลเมืองใช้ร่วมกัน ที่ดินสาธารณประโยชน์ หรือ น.ส.ล. กรรมาธิการได้ศึกษา แล้วก็มีข้อเสนอแนะในเรื่องของการสำรวจข้อมูล อันนี้ผมคิดว่าตรงกัน จริง ๆ แล้วก็คือว่าประชาชน ผู้นำเองก็ไม่ทราบว่าที่ดินที่พลเมือง ใช้ร่วมกันในพื้นที่ตำบลนั้น ๆ มีที่ไหนบ้าง ที่ขึ้นทะเบียนแล้วมีที่ไหนบ้าง อันนี้เป็นประเด็น สำคัญ ผมคิดว่าการแจ้งให้ประชาชนรับทราบในข้อมูลตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องที่มีความจำ เป็นมาก แต่ผมมีข้อเสนออย่างนี้ครับท่านประธาน ฝากถึงกรรมาธิการ จริง ๆ แล้วเรามี โครงการหนึ่งที่ดำเนินการ ผมคิดว่าน่าจะเสร็จแล้ว แต่ว่ายังไม่มีการประกาศใช้ ก็คือเรื่อง วันแมป (One map) ถ้าโครงการตรงนี้วันแมป (One map) ตรงนี้ได้ประกาศใช้ ท่านไม่ต้องเสียเวลาในการไปสำรวจใหม่เลยครับ เราจะรู้ทั้งประเทศนี้ว่าที่ดินของเอกชน ที่ดินสาธารณะ ที่ดินของหน่วยงานถือครองแต่ละประเภทอยู่ที่ไหน ตรงไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นกรรมาธิการจะต้องจี้ลงไปตรงนี้ว่า ควรจะต้องมีการเร่งประกาศโครงการ วันแมป (One map) นี้ออกมาให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะแก้ปัญหาทั้งประเทศ อันนี้เป็นประเด็น สำคัญ ทีนี้ในส่วนที่ดินอื่น ๆ ผมเข้าใจว่าในแง่ของข้อกฎหมายอาจจะไม่ได้เรียกว่าเป็นที่ดิน แต่ในความจริงแล้วมันคือที่ดิน เช่น เขตป่า ไม่ว่าจะไปอยู่ในเขตป่าสงวน เขตอุทยาน แต่ในข้อเท็จจริงตรงนี้มันคือที่ดินที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ก่อนที่จะมีกฎหมายประกาศใช้ ก่อนที่จะมีกฎหมายต่าง ๆ ลงไปทับไว้ ทั้งที่อยู่อาศัย ทั้งที่ใช้ประโยชน์ที่นา ที่สวน ที่ไร่ รวมถึงสถานที่ราชการ เช่น โรงเรียน เช่น สถานีอนามัย หรือวัด พุทธสถาน ศาสนสถาน เหล่านี้ เมื่อมีการประกาศเป็นกฎหมายอื่น ๆ ทับลงไปในพื้นที่กลายเป็นสถานที่ ที่ผิดกฎหมายทันที เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าข้อมูลตรงนี้นอกจากจะขอให้มีการสำรวจ เฉพาะเรื่องที่ที่พลเมืองร่วมใช้แล้ว ผมคิดว่าอยากจะให้กรรมาธิการได้เสนอแนะไปว่าจะต้อง รีบประกาศเรื่องวันแมป (One map) แล้วก็ให้อำนาจของท้องถิ่นในการเข้าไปสำรวจนะครับ สำรวจว่าพื้นที่ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่เขตป่าสงวน อยู่ในเขตอุทยาน หรือพื้นที่ของรัฐอื่น ๆ นะครับ ให้มันเป็นอำนาจของท้องถิ่นในการเข้าไปทำข้อมูลด้วยครับ อันนี้ประเด็นที่ ๑ ครับ🔗
- ๓ ๑ /๑🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือกรณีเรื่องการขออนุญาตครับ คือเมื่อรู้แล้วว่าที่ที่พลเมือง ร่วมใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์มันมีอยู่แล้ว สิ่งที่เราเจอก็คือผู้นำ โดยเฉพาะนายก อบต. ได้เสนอว่าการขออนุญาตใช้ประโยชน์มีขั้นตอนที่ยากมากหลายขั้นตอนนะครับ พื้นที่ ๓ ไร่ ๑๐ ไร่ พวกนี้อยู่ในจังหวัดนะครับ เยอะกว่านั้นก็ต้องไปที่กระทรวง ไปที่คณะรัฐมนตรีนะ ครับ ผมคิดว่ากรรมาธิการจะต้องเสนอในการปลดล็อกในเรื่องนี้ว่า อำนาจในการขอใช้พื้นที่ ขอให้อยู่แค่จังหวัดก็พอนะครับ เพราะว่ามันมีปัญหามาก คนที่รู้เรื่องปัญหานี้ก็อยู่ในพื้นที่ ไม่ได้อยู่ในส่วนกลางนะครับ เพราะฉะนั้นที่มันเป็นที่หลวงอยู่แล้ว การใช้ประโยชน์ขอให้เป็น อำนาจของจังหวัดในการตัดสินใจว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไร ถ้าหากว่าใช้ประโยชน์ไม่ตรงตาม วัตถุประสงค์ที่ขอ อำนาจในการเพิกถอนการอนุญาตก็เป็นอำนาจของข้อกฎหมายอยู่แล้ว นะครับ อันนี้ประเด็นที่ ๒ ครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ ครับ ผมอยู่ในกรรมาธิการวิสามัญเรื่องที่ดินและการออก เอกสารสิทธิ เราพบปัญหาอย่างนี้ครับ ที่ดินสาธารณะที่พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีการประกาศตั้งแต่ ๒๔๖๒ ก่อนกฎหมาย พ.ร.บ. ป่าไม้ ๒๔๘๔ จะออกอีกนะครับ สถานะวันนี้ ในพื้นที่ทางภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง เป็นพื้นที่ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ในทาง พาณิชย์ในทางเศรษฐกิจหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเมื่อสถานภาพของที่ดินที่หลวง ได้ประกาศเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ที่พลเมืองร่วมกันใช้ ระยะเวลาที่ประกาศตั้งแต่ ปี ๒๔๖๐ กว่านะครับ ณ วันนี้สถานะของพื้นที่มันถูกทำหน้าที่ในแง่ของการพัฒนาระบบ เศรษฐกิจเยอะแยะมากมาย ผมคิดว่าข้อเสนอแนะตรงนี้กรรมาธิการควรจะระบุว่า ควรจะมี มาตรการหรือกระบวนการเพิกถอนความเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ให้เป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ ของประชาชน เพื่อที่พี่น้องประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์นะครับ ผมเจอพื้นที่ตั้งแต่ที่จังหวัด พิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่อีสานด้วยนะครับ🔗
ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ พื้นที่กรรมสิทธิ์เอกชนที่อยู่ในพื้นที่ของ อปท. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าใจครับมันเป็นสิทธิของเอกชน เป็นกรรมสิทธิ์ของ เอกชน เป็นสิทธิของเอกชน แต่สิ่งที่มันเกิดปัญหาคือที่ดินเหล่านี้คนที่เป็นเอกชนได้ซื้อที่ดิน ปล่อยทิ้งไว้ ปล่อยให้เกิดการรกร้างว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ สิ่งที่ตามมาคืออะไรรู้ไหมครับ ท่านประธานครับ🔗
อันที่ ๑ ก็คือว่า ที่ดินตรงนี้ปล่อยให้หญ้ามันขึ้นนะครับ โดยเฉพาะทาง ภาคเหนือก็จะเจอปัญหา ช่วงไฟป่าหมอกควันเทศบาลจะต้องใช้งบประมาณ จะต้องเกณฑ์ อาสาสมัคร ต้องใช้รถไถฟาร์มเข้าไปเกรดเข้าไปไถเพื่อไม่ให้เกิดไฟป่าหมอกควัน🔗
อันที่ ๒ ก็คือว่าในช่วงหน้าฝนที่มีน้ำหลากจะเป็นที่อยู่ของยุงลายครับ ท่านประธานครับ อันนี้ก็ลำบากกับสาธารณสุข อสม. อีกนะครับ ที่เอกชนเป็นสิทธิของคุณ ก็จริง แต่ว่าเมื่อคุณไม่ได้ดูแลและไม่ได้ใช้ประโยชน์ ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า สร้างความ เดือดร้อนให้กับคนในพื้นที่ ขอกรรมาธิการชุดนี้ช่วยมีแนวทางว่าท้องถิ่นมีอำนาจเข้าไป จัดการนะครับ แล้วก็ผู้ที่เป็นเจ้าของพื้นที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ ให้หมดนะครับ ในระยะยาวผมเห็นทั้งหมดตรงนี้ว่า กรณีที่ดินเอกชนเมื่อมีการซื้อที่เก็งไว้ เยอะแยะมากมายอย่างนี้ก็ทำให้ที่ดินกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอันนี้เป็นปัญหา ใหญ่มากในที่ดินประเทศไทย ผมคิดว่าข้อเสนอที่สำคัญก็คือว่า ทำอย่างไรจะให้มีการกระจาย การถือครองที่ดินให้กับพี่น้องประชาชนผู้ไร้ที่ดินนะครับ โดยการออกเรื่องของภาษี อัตราก้าวหน้า อันนี้ ๔ ประเด็น สุดท้ายครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตามด้วยคุณไพลิน เทียนสุวรรณ นะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขอชื่นชม คณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ได้พิจารณา แล้วก็มีรายงานสรุปกลับมาให้สภาด้วยความรวดเร็วนะครับ ความจริงแล้วรายงานของกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้นั้นก็เป็นการชี้ให้เห็นถึงปัญหาหนึ่งของ ปัญหาของการใช้ประโยชน์ในที่ดินในประเทศไทย แล้วก็ค่อนข้างที่จะเป็นปัญหาเฉพาะที่เป็น เรื่องของกรุงเทพมหานครก็ดี หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองท้องถิ่นในส่วนอื่น ๆ ทั่วประเทศก็ดี แต่ในรายงานของท่านมีประเด็นหนึ่งที่ผมสนใจ ประเด็นอื่นนั้นท่านเสนอไว้ ค่อนข้างที่จะชัดเจน แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ประเด็นที่ผมสนใจจะอยู่ ในหน้า ๒ ในเรื่องมาตรการระยะสั้น โดยในเรื่องมาตรการระยะสั้นท่านเสนอประเด็นไว้ให้ กรุงเทพมหานครในข้อ ๑.๑ และเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกประเภทในข้อ ๑.๒ ในข้อ ๑.๒ (๑) นั้นเป็นประเด็นที่ผมสนใจและอยากที่จะแสดงความคิดเห็นบางเรื่อง ซึ่งอาจจะให้ท่านได้ขยายความเพิ่มเติม คือ (๑) ท่านเขียนว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรต้องดำเนินการสำรวจที่ดินที่หน่วยงานของรัฐมีกรรมสิทธิ์ครอบครองหรือดูแล โดยให้มี การแสดงรายละเอียดพื้นที่ทั้งหมด ทั้งพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์แล้ว และพื้นที่ที่ยังไม่มีการใช้ ประโยชน์ โดยเฉพาะพื้นที่ในหน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประกาศให้สาธารณชนทราบ พร้อมปักป้ายแสดงเครื่องหมายแนวเขต หรือรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้ที่ดินดังกล่าว อันนี้ผมเห็นด้วย เพราะปัญหาเรื่องของที่ดินสาธารณะก็ดี ที่ดินของรัฐประเภทอื่น ๆ ก็ดี ในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศมีปัญหาเรื่องที่ประชาชนเข้าไปบุกรุกจำนวนมาก ท่านตั้งโจทย์ เอาไว้ว่า ในหลายที่นั้นประชาชนไม่ทราบว่าเป็นที่ดินของรัฐก็เข้าไปใช้ประโยชน์อย่างนี้ เป็นต้น ก็เกิดกรณีขัดแย้งกัน มันมีข้อเท็จจริงอันหนึ่งครับ ข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่มีการเขียน เอาไว้ก็คือว่า ที่ดินประเภทหนึ่งคือที่สาธารณประโยชน์อย่างที่เพื่อนสมาชิกท่านที่แล้ว ได้อภิปรายไป เช่น ที่สงวนหวงห้ามต่าง ๆ มันเคยมีสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สรุป ข้อมูลเอาไว้ เมื่อปี ๒๕๕๑ พบว่ามีประชาชนเข้าไปบุกรุกครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน สาธารณประโยชน์ทั่วประเทศคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๑,๑๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ครับ แม้แต่กระทั่ง ในที่ราชพัสดุก็มีคนเข้าไปบุกรุกครอบครองใช้ประโยชน์ถึงกว่า ๒ ล้านไร่ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง ที่ชี้ให้เห็นว่า ประเด็นของกรรมาธิการที่ชี้ประเด็นมานั้นถูกต้องแล้ว ก็คือคนไม่รู้ว่า เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่รู้ว่าเป็นที่ราชพัสดุ เพราะฉะนั้นการให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เข้าไปร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปสำรวจว่าที่ดินของรัฐมันอยู่ตรงไหน แล้วปักป้ายถูกต้องแล้ว ทีนี้มันมีประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่ากรรมาธิการน่าที่จะมีข้อเสนอ เพิ่มเติมไปด้วยก็คือว่า ในที่ที่เป็นที่สาธารณะสงวนหวงห้าม ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องดูแลแล้วตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ มาตรา ๑๒๒ มีการปรับปรุงใหม่แล้วเขียนว่า ให้นายอำเภอร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลมันมีวิธีการหนึ่ง ซึ่งทำให้ขอบเขต มันชัดขึ้น คือการไปขอออก น.ส.ล. น.ส.ล. หรือที่เรียกว่า หนังสือสำคัญที่หลวง ในหลายที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออก น.ส.ล. เมื่อออก น.ส.ล. ปุ๊บในที่ตรงนั้น ในที่ตรงนั้นจะเห็นชัดเลยว่าขอบเขตของที่สาธารณะจะเป็นที่สงวนหวงห้ามหรือที่อะไร ก็แล้วแต่ มีขอบเขตเท่าใด ผลจะเกิดขึ้นกับประชาชนทันทีก็คือว่า ใครอยู่นอกเขต น.ส.ล. นั้น ถ้าไม่ติดในเขตที่ของรัฐ ตัวเองสามารถไปออกเอกสารสิทธิได้โดยชอบ แต่ถ้าอยู่ในที่ น.ส.ล. ที่ชาวบ้านไปอยู่ก็ไปขอดำเนินการได้ ในรูปแบบ คทช. อย่างนี้เป็นต้น แต่ที่ผม จะเสนอกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ก็คือว่า เวลาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปขอออก น.ส.ล. กรมที่ดินจะเรียกเก็บเงินค่ารังวัดที่ดินครับ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไหนใหญ่เป็นล้าน นี่คือปัญหาหนึ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายที่ เมื่อจะดำเนินการไปขอออก น.ส.ล. ต้องถอยกลับ เพราะไม่มีเงินมากเพียงพอที่จะไปขอออก น.ส.ล. ได้ ไหน ๆ กรรมาธิการ วิสามัญเสนอแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ไปแล้ว ผมว่าเขียนเพิ่มเติมไปได้ไหมครับว่า🔗
- ๓ ๓ /๑ กรณีเช่นที่ว่านี้ ในเมื่อเป็นการใช้ประโยชน์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็เป็นที่ สาธารณะ ที่ประโยชน์ของรัฐกับกรมที่ดินแล้ว เสนอให้กรมที่ดินยกเว้นการเก็บค่าออก น.ส.ล. ไปเสียเลย เวฟ (Waive) ไปเลยครับ ยกไปเลย มันจะทำให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศสามารถไปขอออก น.ส.ล. ได้พร้อมกันทั้งประเทศ แล้วกรมที่ดิน ตั้งงบประมาณไปเลยครับ ชดเชยให้เจ้าหน้าที่สามารถไปเดินรังวัดออก น.ส.ล. ได้ทั่วประเทศ ตรงนี้เกิดความชัดเจน แล้วประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นอย่างที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ตั้ง วัตถุประสงค์เอาไว้ รวมถึงได้ประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น ชาวบ้านที่บุกรุกครอบครอง เขาก็จะได้รู้ ส่วนที่เขาอยู่นอกเขตก็ไปขอออกเอกสารสิทธิได้ ส่วนที่อยู่ข้างในถ้ายังจะอยู่ต่อ ก็ไปขอออก คทช. ได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถจัดการใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอสำหรับคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญนางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ ตามด้วยนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ เขต ๗ จังหวัดสมุทรปราการ วันนี้ดิฉันเองต้องขอขอบคุณท่านประธาน ที่ให้ดิฉันได้มาอภิปรายในรายงานการพิจารณาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และมาตรการแก้ปัญหาการบำรุงรักษาที่ดิน การพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอย ร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคลและพื้นที่เอกชนทั่วประเทศ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ในเขตพื้นที่ของดิฉันเองอยู่ในพื้นที่ปริมณฑลที่มีความเติบโต แล้วก็มีหมู่บ้านจัดสรรเป็น จำนวนมาก ซึ่งพื้นที่ของดิฉันเองติดกับพื้นที่ กทม. ซึ่งเราจะเจอปัญหาในการใช้พื้นที่ใช้สอย พื้นที่ส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก ดิฉันเองขอนำเรียนท่านประธานว่า ในเขตพื้นที่ของดิฉันเอง เราเจอปัญหาซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากว่าในพื้นที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์เป็นเมืองที่กำลัง พัฒนาและมีการเติบโตเป็นอย่างมากและรวดเร็วนะคะ ดังนั้นหมู่บ้านจัดสรรจะเกิดขึ้น เป็นจำนวนมาก และในอนาคตก็จะเกิดขึ้นอีกจำนวนมากเช่นกัน แต่สิ่งที่เราเจอก็คือว่า หมู่บ้านที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ใช้สอยส่วนบุคคลไม่สอดคล้องกัน ดิฉันเองขอยกตัวอย่างในเขต พื้นที่ของดิฉันค่ะ เป็นพื้นที่ถนนส่วนบุคคลที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลรับผิดชอบ ทั้งหมด ๓ อบต. ด้วยกัน แต่ขอนำเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นและประชาชน ได้ประสบปัญหาเป็นอย่างยิ่งก็คือ ๑. ถนนเป็นทางสายเมน (Main) ที่จะเชื่อมต่อ ๓ ตำบล ด้วยกัน พื้นที่ส่วนหน้าเป็นขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านคลองสวน ส่วนกลางเป็นพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลนาเกลือ ส่วนที่ ๓ คือส่วนเชื่อมต่อก็คือเป็นพื้นที่ขององค์การ บริหารส่วนตำบลในคลองบางปลากด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือระหว่างเส้นทางที่จะเชื่อมร้อย เข้าหากันเป็นที่ส่วนบุคคล ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่งคือ พื้นที่ส่วนบุคคลนี้คือเจ้าของที่ไม่ยกให้เป็นพื้นที่สาธารณะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ไม่สามารถที่จะไปดำเนินการได้ แต่สิ่งที่จะดีอยู่แล้ว คือทั้งปากทาง กลางซอย แล้วก็ ท้ายซอย เราใช้ถนนร่วมกันได้มาโดยตลอด และเป็นพื้นที่ที่เชื่อมระหว่าง ๓ ตำบล ในอำเภอพระสมุทรเจดีย์เข้าหากัน การใช้พื้นที่เส้นนี้เป็นการลดการสัญจรในพื้นที่ ลดระยะทาง แล้วก็ลดปัญหารถติดในชุมชนได้เป็นอย่างดี ดิฉันเองก็ต้องขอนำเรียนผ่าน คณะกรรมาธิการว่า ในสิ่งที่ท่านเองได้ศึกษา ดิฉันเองมีความสนใจในมาตรา ๖/๑ ในการใช้ พื้นที่ที่เป็นการใช้พื้นที่ประโยชน์ใช้สอยร่วมกันที่มีอายุเกิน ๑๐ ปี ซึ่งตรงนี้ดิฉันเล็งเห็นว่า ทางคณะกรรมาธิการได้ศึกษามาดีอยู่แล้ว ทั้งท่านประธาน ทั้งคณะกรรมาธิการทุกท่าน ได้ศึกษาปัญหานี้แล้วก็เล็งเห็นปัญหาเดียวกันในการที่จะแก้ไขให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ดิฉันเองขอตั้งสังเกตว่า ดิฉันอยากจะให้ทางกรรมาธิการหาแนวทางแล้วก็หาบทสรุป ให้ได้เร็วที่สุด ให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ถนน ในเส้นที่เป็นใช้พื้นที่ส่วนบุคคล โดยให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลัก เพื่อที่จะรองรับข้อร้องเรียนจากพ่อแม่พี่น้อง ประชาชน เพื่อที่จะมาหาแนวทางการแก้ปัญหาให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้ได้เร็วที่สุด ดิฉันเองขอยกตัวอย่างคือเมื่อวันพุธที่ผ่านมาดิฉันเองได้หารือผ่านประธานสภาในเรื่อง เกี่ยวกับถนนส่วนบุคคลก็คือว่า หมู่บ้านดุลยทิพย์ ขออนุญาตกล่าวนามเป็นหมู่บ้าน ที่ประชาชนได้ใช้สอยพื้นที่ส่วนบุคคล ไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี และวันนี้หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้าน ที่น่าสงสารมาก ๆ ก็คือว่าถนนทางเข้าหมู่บ้านน้ำท่วมตลอดทั้งปี ต้องขอนำเรียน ท่านประธานว่าน้ำท่วมตลอดทั้งปีไม่สามารถที่จะใช้รถขนาดเล็กเดินทางสัญจรเข้าออก หมู่บ้านได้ น้ำท่วมใหญ่ น้ำทะเลหนุนสูง ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะช่วยได้ก็คือ นำเครื่องระบายน้ำดูดน้ำออกแล้วก็ให้ใช้สอยไปพลาง ๆ ก่อน ซึ่งตรงนี้ดิฉันมองว่าประชาชน ที่มาซื้อบ้านในจุดนี้เสียหาย แล้วก็รู้สึกตัวเองเหมือนถูกทอดทิ้ง ดิฉันเองได้ลงพื้นที่ หลาย ๆ หมู่บ้านได้เจอปัญหานี้เช่นกัน ดิฉันเองขอนำเรียนฝากท่านคณะกรรมาธิการช่วยเร่ง ดำเนินการและขอข้อสรุปโดยเร็วเพื่อที่จะให้ประชาชนเป็นแนวทางในการดำเนินงาน แล้วก็ ช่วยกันการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ปริมณฑลติดกับ กทม. แล้วก็ปัญหา ไม่ต่างกับ กทม. แต่สิ่งที่เราใช้กฎหมายบังคับใช้ต่างกัน ก็คือใช้กฎหมายท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นเอง ก็ยินดีที่จะเข้ามาดู ดิฉันเองก็ขอฝากกรรมาธิการในพื้นที่ของดิฉันเอง ถึงจะอยู่ในพื้นที่จังหวัด ปริมณฑล แต่ก็เจอปัญหาเดียวกันไม่ต่างกับ กทม. เช่นกันนะคะ ดิฉันขอฝากกรรมาธิการไว้ ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณธีรรัตน์ ตามด้วยท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธาน ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขตลาดกระบัง ท่านประธานคะ ดิฉันมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสในการอภิปราย ในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติของ กรุงเทพมหานคร โดยสรุปก็คือในรายงานฉบับนี้เราเริ่มพิจารณากันตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๖๓ ก็ถือว่าเป็นเวลาปีกว่า ๆ กว่าจะออกมาเป็นสรุปรายงานเล่มนี้ ดิฉันได้มีโอกาสคุย กับทางท่านกรรมาธิการหลาย ๆ ท่านนะคะ🔗
ท่านธีรรัตน์ ขออภัยนะครับ ถ้าท่านธีรรัตน์จะถอดแมสก์ (Mask) ท่านต้องเดินมาที่กล่องกระจกนะครับ🔗
ดิฉันขออนุญาตใส่ แมสก์ (Mask) ค่ะ ขอบคุณท่านประธานนะคะ รายงานฉบับนี้ ๑ ปีกว่า ๆ เราได้มาเป็น ๑ เล่ม ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับท่านอดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ท่านวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ซึ่งท่านก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการชุดนี้เช่นเดียวกัน ท่านบอกว่าบรรยากาศในที่ประชุมก็ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า พี่น้องประชาชนนั้นได้รับ ความเดือดร้อนจึงรวมมาเป็นสรุปในรายงานและนำปัญหาต่าง ๆ เข้ามาแก้ไข แต่สิ่งที่ดิฉันมี ความกังวล หลังจากที่เราได้รับรายงานเล่มนี้แล้ว มีการแก้ไข การนำข้อเสนอแนะต่าง ๆ มารวบรวม และกรอบเวลาในการดำเนินการต่อจะเป็นเช่นไร เมื่อสักครู่ดิฉันได้ทราบว่า มีตัวแทนจากกรุงเทพมหานครได้เข้ามาเป็นผู้ชี้แจงในวันนี้ด้วย ดิฉันก็ต้องขออนุญาตได้รับ คำตอบนะคะว่า เสร็จสิ้นจากการประชุมวันนี้แล้วท่านเองจะไปดำเนินการ ๑ ๒ ๓ อย่างไรต่อ เพื่อที่เราจะได้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่รายงาน ๑ เล่มเท่านั้น เพราะต้องเรียน ตามตรงค่ะ ในช่วงที่ผ่านมาหลาย ๆ พื้นที่ ๕๐ เขตของกรุงเทพมหานครเราประสบปัญหา อย่างหนัก อย่างเช่นในเรื่องของน้ำท่วม ในเรื่องของไฟฟ้าส่องสว่าง ในเรื่องของ ถนนหนทางที่ชำรุดเสียหาย และประชาชนก็ได้ร้องเรียนไปตามช่องทางต่าง ๆ บ้านเราช่องทางร้องเรียนเยอะ แต่ช่องทาง ตอบกลับดูเหมือนจะเป็น ๐ บางที่ร้องเรียนหนัก ๆ หน่อยผ่านตัวแทนผ่าน ส.ส. ก็ได้รับ การดูแล แต่บางคนไม่ได้เป็นชุมชนค่ะ บางพื้นที่ไม่มีชุมชน ไม่มีตัวแทนที่จะเข้าไปรับปัญหา เหล่านั้น และเมื่อประสานไปทางสำนักงานเขตก็ไม่ได้รับการตอบรับที่ดี ฉะนั้นแล้วดิฉันเอง ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เราเองที่เป็นตัวแทนของประชาชนจะต้องร่วมมือกัน อย่างน้อยเป็นผลงาน ชิ้นหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ก็ยังดีนะคะที่จะได้เห็นผลงานว่าเรานั้นมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เพียงแค่พี่น้องในต่างจังหวัดเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนในกรุงเทพมหานครที่ถูก ปล่อยปละละเลย เพราะเราจะเห็นว่าความเจริญที่เกิดขึ้นในบ้านของเราจะเป็นเพียงแค่ ในตัวเมืองเท่านั้น แต่ชาน ๆ เมืองบางทีก็เหมือนหลุดออกไปต่างจังหวัดเลยนะคะ ดิฉันเอง ก็แปลกใจเพราะว่าเวลาที่เราพิจารณาในเรื่องของงบประมาณนั้นเราก็ได้เสนอแนะกัน อย่างกว้างขวาง ปัญหาอะไรที่มีก็เข้ามาคุยกัน แต่ไม่มีการแก้ปัญหาอย่างแท้จริงเลยค่ะ หนำซ้ำบางครั้งเราเองที่เป็น ส.ส. นำปัญหาเข้าสู่สภาก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ฉะนั้นแล้ว สิ่งที่ดิฉันเป็นกังวลไม่ใช่เรื่องอื่นใดเลย แต่เป็นในเรื่องของความล่าช้าของหน่วยงานราชการเอง ว่าจะมีการดำเนินการที่รวดเร็วอย่างไรบ้าง เพราะว่าปัญหานั้นมันยืดเยื้อยาวนาน ดิฉันขอ อนุญาตทางท่านผู้ชี้แจงได้ตอบคำถามดิฉันด้วยนะคะที่ได้ถามไป ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนพดล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพและท่านผู้ชี้แจง กระผม นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนนทบุรี ขออภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการพิจารณา ศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และหามาตรการแก้ไขปัญหา การบำรุงรักษาที่ดิน และการพัฒนาทรัพย์สินของประชาชนที่ใช้ทั่วไป ตามรายงานนี้จะ ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของการบริหารงานที่จัดทำเข้ามา โดยเฉพาะข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร ที่ใช้กับ ๕๐ เขต ในการจัดบริการสาธารณะที่เป็นทั้งภารกิจถ่ายโอน ภารกิจตามอำนาจ หน้าที่ ภารกิจที่เป็นของนโยบายรัฐบาลหรือส่วนของราชการอื่นที่มีกฎหมายเขียนบังคับไว้ให้ ใช้ ฟังดูที่มีปัญหาคือการบริการสาธารณะที่ไปใช้พื้นที่ของส่วนราชการอื่นที่ไม่ใช่ที่สาธารณะ ที่เป็นของกรุงเทพมหานคร อย่างเช่น เป็นของกรมป่าไม้ กรมเจ้าท่า กรมอุทยาน หรืออย่างอื่นนะครับ ซึ่งท้องถิ่นเองมิได้เป็นเจ้าของ หมายความว่ามีภารกิจที่ซ้อนกันอยู่ เวลาจะ จัดทำภารกิจในการที่จะบริการพี่น้องประชาชน เช่น ซ่อมบำรุงถนน หรือสิ่งสาธารณะต่าง ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องไปขออนุญาตเจ้าของพื้นที่ที่มีอำนาจหน้าที่ซ้อนกันอยู่ ตรงนี้ก็อยากจะ ถามถึงเรื่องการหาแนวทางตรงนั้นที่ชัดเจน เช่น การแก้ไขปัญหาโดยเขียนเป็นกฎหมายว่า เป็นภารกิจถ่ายโอนแล้วไม่จำเป็นต้องไปขออนุญาตจากส่วนราชการนั้นในการซ่อมบำรุง อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่แค่กรุงเทพมหานคร คงจะรวมไปถึงส่วนท้องถิ่นทั้งประเทศที่มีพื้นที่ อยู่ในเขตของส่วนราชการอื่นเป็นเจ้าของ เช่น มีถนนอยู่ในเขตกรมป่าไม้ แต่เป็นภารกิจ ถ่ายโอนมา เวลาซ่อมบำรุงหรือติดตั้งเสาไฟฟ้าเพิ่มเติมจะต้องไปขออนุญาตใหม่ ซึ่งจะมีปัญหา ประเด็นปัญหามากมายในการที่จะขออนุญาตและไม่ได้มีการมอบอำนาจมาให้พื้นที่ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือส่วนราชการที่เป็นเจ้าของในจังหวัดนั้นทำแทน นี่ก็คือประเด็นหนึ่ง ที่ผมมองไม่เห็น🔗
ส่วนในเรื่องของการบริการรายหัวของพี่น้องประชาชนที่ได้รับการจัดสรร ภาษีเป็นรายบุคคลมา แต่การถูกแบ่งบริการที่ไม่สามารถทำได้ในบางเรื่อง อย่างเช่น การบริการในเรื่องพื้นที่บ้านจัดสรรซึ่งเป็นนิติบุคคลเราก็จะตีความว่าเป็นที่ของบุคคลเดียว มิใช่ที่สาธารณะจะเอางบประมาณหลวงไปบริการในที่ของบุคคลคนเดียวก็คงจะทำยาก แต่การตอบสนองในเรื่องของภาษีที่ได้มารวมของบุคคลในพื้นที่นั้นแล้ว ไม่ได้รับการบริการสนองตอบนะครับ ก็คงจะเป็นประเด็นที่ว่าจะทำอย่างไรที่จะร่วมกันทำ โดยการแก้กฎหมายให้สามารถทำภารกิจบริการสาธารณะในพื้นที่บ้านจัดสรรนั้นให้ชัดเจน ก็อยากจะถามเป็นประเด็นว่าเขียนตรงนี้ไว้แบบไหน เพราะว่าการใช้ทรัพย์สินในพื้นที่ หมู่บ้านจัดสรร ถ้าเอางบประมาณกลางไปใช้บุคคลภายนอกก็ย่อมที่จะสามารถเข้าไปใช้ได้ เพราะว่าเป็นสาธารณะ มองอีกอันหนึ่งก็คือในเรื่องของการบูรณาการข้อบัญญัติต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเขียนเฉพาะท้องถิ่นของตัวเองไม่ได้เขียนโยงไปถึงร่วมบริการกับท้องถิ่นอื่น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่ร่วมกันทำกรุงเทพมหานครมี ๕๐ เขต การใช้ทรัพย์สินของกรุงเทพมหานคร ที่จัดหาเฉพาะเขตใดเขตหนึ่ง แต่สามารถใช้ร่วมใน ๕๐ เขตได้ แต่ในส่วนของท้องถิ่นอื่น อบต. หนึ่งมีทรัพยากรก็จะใช้ได้เฉพาะท้องถิ่นนั้น หรือใน อบต. นั้น ควรจะมีการบูรณาการ ระหว่าง อบต. กับ อบต. หรือ อบต. บวกเทศบาล หรือบวกกับ อบจ. และไปบวกกับ กทม. และรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริการสาธารณะกับพี่น้องประชาชนจะเกิดความคุ้มค่ามากกว่า ในส่วน ของตัวแทนทั้งเขตเมืองและเขตชนบทจะมีต่างกัน ในเขตเมืองก็จะมีประธานชุมชน ใน กทม. หรือเทศบาลจะมีส่วนใหญ่ ในเขต อบต. นี้ก็จะมีผู้ใหญ่บ้านเป็นประธาน ซึ่งประธานชุมชน ก็ยังไม่ได้รับรองชัดเจนในเรื่องของค่าตอบแทน สิทธิ สวัสดิการต่าง ๆ จะบูรณาการกัน ในส่วนตรงนี้ก็อยากจะฝากไว้ เพราะว่าการบริหารงบประมาณในส่วนของท้องถิ่นในภาพรวม ผมคิดว่ารายได้ หรือการจัดตั้งงบประมาณประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดิน ก็คือประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทั้งประเทศจะทำอย่างไรให้สามารถใช้ร่วมกัน แล้วเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้สูงสุด เพราะว่าเราไปแบ่งเป็นรายจ่ายประจำของ ท้องถิ่นประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วที่เหลือเป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน แต่ยังติด ในเรื่องของรายการที่เป็นเกี่ยวกับบริการที่เป็นนโยบายของรัฐ เช่น เงินอุดหนุนตามภารกิจ ที่กำหนดให้ ตรงนี้มันก็จะมาถูกนับรวมเป็นรายได้ของท้องถิ่นไปด้วย ก็อยากจะฝากทาง กรรมาธิการลองศึกษาตั้งข้อสังเกตตรงนี้เพิ่มเติมให้ชัดเจน ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ทางกรรมาธิการจะตอบชี้แจงไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตคลองเตย และเขตวัฒนา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการและรองประธาน คนที่หนึ่ง ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ค่ะ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบพระคุณนะคะที่ทางสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางในส่วนของประเด็นการสรุปรายงานของคณะกรรมาธิการ ของเรา ซึ่งหลายท่านก็ให้การสนับสนุน เพราะถือว่ากรรมาธิการชุดเรานี้ได้ทำประโยชน์ ให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็รวมไปถึงทั้งกรุงเทพมหานครและทั่วประเทศด้วย ซึ่งหลายท่าน ได้มีข้อเสนอแนะและรวมไปถึงคำถามหลาย ๆ คำถามเพื่ออยากจะได้คำตอบ ซึ่งวันนี้เราต้อง ยอมรับว่าปัญหาการใช้ที่ดิน เป็นปัญหาทั้งกรุงเทพฯ และทั่วประเทศด้วยกันว่าเราจะพัฒนา ทรัพย์สินที่ประชาชนใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ทั้งส่วนบุคคลแล้วก็เอกชนทำอย่างไรถึงจะคุ้มค่า แล้วก็เกิดปัญหาน้อยที่สุด ดิฉันว่าส่วนใหญ่แล้วทางท่านผู้แทนทุก ๆ ท่านก็คงได้ทราบถึง ปัญหาใกล้เคียงกันไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด การพัฒนาพื้นที่ดินที่ประชาชน ใช้สอยร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรที่ดินในหมู่บ้านต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการ ได้ดำเนินการจัดสรรแล้วก็ขายให้กับพี่น้องประชาชนไปแล้วก็ถูกทิ้งร้าง จำนวนที่ถูกทิ้งร้าง ตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไปมีค่อนข้างจำนวนเยอะมากทั่วประเทศ แล้วก็ขาดการบำรุงรักษาที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เกิด น้ำท่วมขังในพื้นที่ดินนั้นนะคะ ขาดแคลนไฟฟ้าส่องสว่าง รวมไปถึงถนนชำรุด ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วนะคะ และรวมไปถึงหลายท่านก็ต้องการให้มี สวนสาธารณะในพื้นที่ส่วนกลาง แต่นิติบุคคลทิ้งร้างไปแล้ว ไม่มีใครมาดูแล หรือแม้กระทั่ง ผู้ประกอบการได้สาบสูญไป ติดตามไม่ได้หลาย ๆ ที่ ซึ่งสมาชิกก็ได้พูดถึงว่าจะทำอย่างไร กับในพื้นที่นั้น เนื่องจากว่ากรรมสิทธิ์ที่ดินก็ยังมีคนที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอยู่ แต่ยังไม่ได้ยกให้กับสาธารณะ แล้วก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปดำเนินการปรับปรุงพัฒนาได้ เพราะว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเราก็มีกฎหมายที่ควบคุมอยู่ นี่ก็เกิดปัญหาต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ทางเราเองก็อยากจะขอตอบคำถามคร่าว ๆ หลาย ๆ ท่านที่ได้ สอบถามมา อย่างเช่นขออนุญาตที่เอ่ยนามนะคะ ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ท่านก็ได้พูดถึง ในกรณีของถนนที่อยู่ติดกับสนามกอล์ฟว่าตรงนี้เป็นพื้นที่ดินของเอกชน แต่ว่าเป็นถนนที่ ประชาชนใช้สอยร่วมกันมาเป็นระยะเวลายาวนานมาก แต่ทำไมทางกรุงเทพมหานคร ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการเข้าไปพัฒนาหรือปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าส่องสว่างก็ดี ทำไมถึงทำไม่ได้ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมากเลยทั่วกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็น การที่กรุงเทพมหานครจะนำงบประมาณของกรุงเทพมหานครเข้าไปพัฒนาในพื้นที่ของ เอกชน เราไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะว่าหลาย ๆ ที่ พอกรุงเทพมหานครเข้าไปพัฒนา ก็เกิดการฟ้องร้องมาทวงสิทธิในส่วนของกรรมสิทธิ์เกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นประเด็นสำคัญ เราจึงเห็นปัญหาตรงนี้ค่ะ และคณะของเราได้มีการแก้ไขว่า เราจะต้องเข้ามาแก้ในส่วนของ บทบัญญัติกฎหมาย ซึ่งข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครเป็นกฎหมายรองอย่างที่เราได้นำเรียน ตั้งแต่ต้นว่าข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครเป็นกฎหมายรอง เพราะฉะนั้นการที่เราจะต้องมา แก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ก็คือการที่จะต้องเข้าไปแก้ในส่วนของประมวล กฎหมายที่ดิน เราจึงได้เสนอเพิ่มเติมในส่วนของมาตรา ๖/๑ ซึ่งเนื้อหาใจความก็จะตรง ประเด็นกับที่ท่านจิรายุถามว่าจะต้องใช้ระยะเวลากี่ปี จำนวนนานแค่ไหน เราถึงจะเป็นที่ สาธารณะ หรือว่าตกเป็นสมบัติของแผ่นดินได้ ซึ่งมาตรา ๖/๑ ที่เราได้มาเสนอต่อที่ประชุม แห่งนี้ ก็คือที่ดินซึ่งประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยสงบและเปิดเผย เป็นระยะเวลา ไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีติดต่อกัน สำหรับที่ดินที่มีโฉนดที่ดินและไม่น้อยกว่า ๕ ปีติดต่อกัน สำหรับที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยผู้มีสิทธิในที่ดินตามโฉนดที่ดิน หรือหนังสือ รับรองการทำประโยชน์มิได้หวงกัน เมื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร้องขอหรือเมื่อองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่ดินนั้นตั้งอยู่เห็นเอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นดำเนินการสอบสวน และรังวัดที่ดินส่วนที่ประชาชนใช้สอยร่วมกันติดประกาศเอาไว้ เมื่อติดประกาศไว้แล้วไม่มีใคร ทักท้วง หรือทวงกรรมสิทธิ์ในส่วนของที่ดินว่าเป็นของท่าน ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังจากที่ติดประกาศระยะเวลาตามที่กำหนดแล้วไม่มีใครคัดค้านก็จะตกเป็นสาธารณสมบัติ ของแผ่นดิน ทั้งนี้เฉพาะส่วนที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน นี่คือการแก้ปัญหาที่เราคิดว่า จะนำมาในส่วนของการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในเรื่องของการนำงบประมาณขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนี่มาพัฒนาพื้นที่ที่ประชาชนใช้สอยร่วมกันได้🔗
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือที่ท่านเท่าพิภพ ขออนุญาตที่เอ่ยนามและหลายท่าน ได้พูดถึงว่าพื้นที่ที่ถูกจัดสรรที่ดินไปแล้ว และพื้นที่ส่วนกลางที่ถูกทิ้งร้าง ก็จะมีอยู่หลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ประเด็นปัญหาก็ใกล้เคียงกัน ก็ไม่มีใครที่จะเข้ามา พัฒนาหรือดูแล เพราะว่าบางที่เราก็ไม่สามารถที่จะจัดติดตามในส่วนของเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินได้ เพราะว่าอาจจะสูญหายหรือว่าเสียชีวิตไปแล้ว ตรงนี้เราก็พยายามจะแก้กฎหมาย เช่นเดียวกันนะคะ ประเด็นเดียวกันเลยค่ะ ว่าถ้ากรุงเทพมหานคร หรือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นติดประกาศตามที่กฎหมายกำหนดแล้วไม่มีใครทักท้วงนะคะ สถานที่ตรงนั้น ก็จะตกเป็นของแผ่นดินนะคะ เพื่อที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเข้าไปพัฒนา พื้นที่ตรงบริเวณนั้นได้🔗
ส่วนประเด็นคำถามที่ทางท่านประเดิมชัยและท่านธีรรัตน์ ขออนุญาตเอ่ยนาม สอบถามเกี่ยวกับกรุงเทพมหานคร ดิฉันขออนุญาตให้ท่านรองปลัดสุธาทิพย์ ได้ตอบในส่วนของ กรุงเทพมหานคร กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญครับ🔗
ขออนุญาตนะคะ กราบเรียนท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางสุธาทิพย์ สนเอี่ยม รองปลัดกรุงเทพมหานคร วันนี้ได้รับมอบหมายมาเป็นผู้แทน ของกรุงเทพมหานคร ก็ขออนุญาตที่จะนำเรียนในที่ประชุมแห่งนี้ว่ากรุงเทพมหานครเอง หลายปีที่ผ่านมาเราก็ได้รับการติดต่อให้รับมอบหมู่บ้าน หรือลงพื้นที่เองก็จะได้รับการร้องขอ จากประชาชนที่เดือดร้อน ที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปแล้วว่าหลาย ๆ พื้นที่มันมีปัญหา ประชาชนเดือดร้อน แยกเป็น ๒ ประเด็น🔗
ประเด็นแรก คือเรื่องของหมู่บ้าน หมู่บ้านมากทีเดียว ที่แจ้งความประสงค์มา ปัญหาของแต่ละหมู่บ้านก็หลากหลาย บางหมู่บ้านท่อน้ำเล็ก ในขณะที่สร้างมาหลายปี บางหมู่บ้านเป็นที่ต่ำ แล้วก็ได้สร้างถนนปรากฏว่าสูงกว่าบ้าน แล้วก็ยังมีปัญหาอีกหลายอย่าง เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราได้เข้าไปดูแล้วก็กำลังจะรับมอบ ซึ่งมันเป็นถนนที่ใช้สอยร่วมกัน แล้วกรุงเทพมหานครเองเล็งเห็นว่ามันจะให้ประโยชน์ต่อประชาชนอื่นได้เยอะ เพราะเนื่องจากว่า สามารถทำเป็นทางลัดออกไปสู่ถนนเพื่อระบายการจราจร แต่ปัญหาคือเมื่อกรุงเทพมหานคร จะเข้าไปพัฒนา เกิดปัญหาอีกหมู่บ้านหนึ่งประชาชนไม่เห็นด้วย อันนี้ยกตัวอย่าง กลับมาอีก ประเด็นหนึ่ง คือเป็นถนนหนทางยิ่งโดยเฉพาะชานเมือง ที่ประชาชนใช้สอยร่วมกันมาตั้งแต่ อดีตปู่ย่าตายาย แล้วเกิดเป็นหลุมเป็นบ่อ แต่กรรมสิทธิ์นั้นยังเป็นของประชาชนอยู่ เด็กนักเรียนในช่วงหน้าฝนจะไปเรียนก็เกิดปัญหาเดินทางไม่สะดวก กรุงเทพมหานครก็ทราบ ปัญหานี้ดี แต่เราก็ไม่สามารถเข้าไปพัฒนาได้ ในเฉพาะหน้าเราเคยช่วยเหลือโดยที่ว่า เอา หิน ดิน ทรายลงไปถมให้เพื่อประชาชนจะได้เดินทางได้สะดวก อันนี้เป็นตัวอย่างนะคะ ที่กรุงเทพมหานครประสบปัญหาแล้วก็ได้ดำเนินการเฉพาะหน้าไปแล้ว ขอสรุปประมาณ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ที่เรายังไม่สามารถรับมาได้หรือยังติดปัญหา แต่ว่าแต่ละเรื่องถ้าจะต้องตอบกัน เป็นประเด็นไป เราก็ต้องขอกลับไปดู ประเด็นแรก ที่เราเห็นว่าเรายังไม่สามารถรับมาได้ อาจจะเป็น เพราะว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากพอเราไปดูแล้วในที่ต่าง ๆ อาจจะยังมี กฎหมายในเรื่องของการจัดสรร เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของความยินยอมของเจ้าของกรรมสิทธิ์ และเรื่องที่ ๓ อาจจะอยู่ในขั้นตอนของการขอจัดสรรงบประมาณนะคะ อันนี้ขอสรุปประเด็น ตอบท่านสมาชิกนะคะ🔗
ขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกในเรื่องของถามว่ากรุงเทพมหานคร หลังจากที่ได้รับเรื่องการศึกษาครั้งนี้แล้วจะไปดำเนินการอย่างไรบ้าง ขอแยกเป็นประเด็น ดังนี้นะคะ ระยะสั้น เราสามารถทำได้ทันที และเรายังมองว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำ เพราะความรู้ ในเรื่องของการทำงานบางครั้งมันจะมีปัญหาแต่ละครั้งเพิ่มเติมขึ้นมา ดังนั้น การที่ท่านคณะกรรมาธิการได้กำหนดไว้ในเรื่องระยะสั้น หรือศึกษาไว้ในเรื่องระยะสั้นว่าควร จะทำ กรุงเทพมหานครเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะคะ เพราะว่าทุกวันนี้ขอเรียนให้ทราบว่าเรื่อง ต่าง ๆ เหล่านี้ เราก็ใช้อบรมในหลักสูตรต่าง ๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะหลักสูตรการอบรม ผู้อำนวยการเขต ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต และเรื่องของสายงบประมาณ สายคลัง เราก็จะ อบรมทุก ๆ ด้านอยู่แล้วนะคะ ความรู้หรือปัญหาต่าง ๆ ต้องมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในฐานะข้าราชการกรุงเทพมหานคร ส่วนระยะต่อไปกรุงเทพมหานครเอง วันนี้คณะกรรมาธิการได้ศึกษาไว้ว่าเรามีหนังสือสั่งการ ตัวหนึ่งที่อาจจะเป็นประเด็นของเรื่องการทำงาน เรื่องของการรับโอนเพราะว่ามีแนวทางไว้ ตัวนี้จริง ๆ แล้วทางกฎหมายเราก็เตรียมตัวแล้ว เตรียมเหตุผล เตรียมข้อเกี่ยวข้องไว้แล้วว่า จะต้องทบทวน เพราะว่าออกตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ วันนี้ ๖ ปีแล้ว ปัญหาต่าง ๆ หรือความซับซ้อน หรือเรื่องต่าง ๆ ที่เราเจอมามันก็ควรจะต้องทบทวนนะคะ ขอกราบเรียนให้ทราบ ส่วนระยะยาว ทางคณะกรรมาธิการก็ได้กรณีศึกษาแล้วเราเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่กรุงเทพมหานคร จะต้องนำไปปฏิบัติถ้าหากว่าเรื่องนี้ได้ดำเนินการ ในส่วนของกรุงเทพมหานครเองก็คงจะต้อง ขอนำกลับไปหารือกับสภากรุงเทพมหานครในเรื่องการออกข้อบัญญัติ กราบขอบพระคุณ ท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กรุงเทพมหานครกราบ ขอบพระคุณอย่างยิ่งที่มีการศึกษาในครั้งนี้ มันจะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครเองก็จะทำงานด้วยความสบายใจเพราะว่ากฎหมาย ต่าง ๆ จะได้รับการแก้ไข ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานจะชี้แจงสรุปไหมครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายสรอรรถ กลิ่นประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ ขออนุญาตเรียนว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องที่เราได้พิจารณาเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ซึ่งก็เรียนว่ามันเกือบ ๑ ปีแล้ว ในระหว่างที่มีการพิจารณาก็มีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรมที่ดิน กรุงเทพมหานครก็มีการรับปากว่าจะมีการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ ของพี่น้องประชาชนจะได้แก้ไขปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แต่เมื่อ ผ่านไป ๑ ปี จริง ๆ ก็เรียนว่าก็ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรมเท่าไร อย่างที่ผมเรียนว่าอำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมาธิการในการที่จะไปแก้ข้อบัญญัติ แก้ข้อบังคับองค์การบริหาร ส่วนตำบลนั้นทำไม่ได้ เราก็อาศัยอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรตามข้อบังคับที่ ๑๐๕ ได้ตั้ง เป็นข้อสังเกต ดังนั้นถ้าหากว่าที่ประชุมสภาจะกรุณาให้การสนับสนุนให้ความเห็นชอบตาม กับข้อสังเกต ผมคิดว่าตรงนี้ก็จะเป็นแนวทางที่จะให้ส่วนราชการนำไปปฏิบัติ เพราะว่าข้อ ๔ ในวรรคสาม ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ประธาน ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวรรคสี่เมื่อพ้นระยะเวลา ๖๐ วัน ส่วนราชการต่าง ๆ จะต้องชี้แจงว่าได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ตรงนี้เป็นการผูกมัดว่า ส่วนราชการจะต้องไปดำเนินการ หลังจากนั้นเป็นเรื่องหน้าที่ของสภาที่จะต้องไปติดตามว่า เขาดำเนินการไปได้มากน้อยขนาดไหน ประเด็นที่ทางท่านกรรมาธิการได้มีการเสนอไว้ ก็คือว่าในช่วงระยะเวลา ๖๐ วัน หรือถ้าเรามีความจำเป็นที่จะต้องทำก่อนหน้านั้น กรรมาธิการได้มีการเสนอว่าควรจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ต่อไป เพราะฉะนั้นตรงนี้จริง ๆ ท่านผู้แทนจากกรมที่ดินก็มีการรับปากไว้ในส่วนหนึ่งว่าจะ แก้ไขแต่เผอิญท่านก็เกษียณไปแล้ว ท่านผู้แทนจากกรุงเทพมหานครมาชี้แจงท่านก็เกษียณ ไปแล้ว ดังนั้นก็ขอความกรุณาท่านสมาชิกได้กรุณาให้ความเห็นชอบกับข้อสังเกต สนับสนุน ความเห็นของคณะอนุกรรมาธิการก็จะได้ดำเนินการต่อไป ขอบคุณท่านเพื่อนสมาชิก ทุกท่านทั้ง ๑๑ ท่านที่กรุณาให้ความสำคัญกับการรายงานในครั้งนี้ ก็จะพยายามที่จะไป ติดตามเพื่อให้ประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนทุกคนให้อย่างเต็มกำลังความสามารถ ขอขอบพระคุณครับ🔗
ไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดติดใจที่จะอภิปรายต่อแล้วนะครับ เมื่อการอภิปรายยุติไป ที่จริงต่อไปนี้ ผมจะต้องขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ แต่ท่านสมาชิกครับ เท่าที่ได้รับฟังการอภิปรายของท่านสมาชิก ซึ่งมีความเห็นไปในทิศทาง เดียวกัน คือเห็นชอบตามรายงานของคณะกรรมาธิการ แล้วก็ไม่มีใครคัดค้านถึงแม้จะมี ข้อเสนอเพิ่มเติมบ้าง แต่ก็เป็นการเสนอแนะเพื่อเป็นการสนับสนุน ดังนั้นผมจะขออาศัย อำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่าจะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ หากไม่มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมจะถือว่าที่ประชุมเห็นชอบรายงานของ คณะกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ ประกอบข้อ ๘๘ นะครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของ คณะกรรมาธิการ เพื่อให้สภาพิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมก็จะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบหรือดำเนินการต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ รายละเอียด ของข้อสังเกตจะปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ให้ ท่านสมาชิกเพื่อประกอบการพิจารณาแล้วนั้น ฉะนั้นผมขออาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่าจะมีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือคัดค้านข้อสังเกตตามที่ คณะกรรมาธิการเสนอหรือไม่🔗
หากไม่มี สมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมจะถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ ประกอบข้อ ๘๘ นะครับ ก็ถือว่าเป็นการจบ การพิจารณารับทราบพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และหามาตรการแก้ไขปัญหาการบำรุงรักษาที่ดิน การพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนทั่วไปใช้สอยร่วมกันในพื้นที่ส่วนบุคคล และพื้นที่ เอกชนทั่วประเทศ ผมต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการทุกท่านที่ได้มาชี้แจงให้กับ สภาผู้แทนราษฎรเรา ขอบคุณกรรมาธิการครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ต่อไปจะเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔.๒ รายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ฉะนั้น ผมขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่🔗
ท่านสมาชิกครับ ด้วยประธานคณะกรรมาธิการ คือท่านวีระกร คำประกอบ ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ บุคคลภายนอกเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม เนื่องจากรายงานมีผลการศึกษาซึ่งต้องอาศัยผู้ที่มี ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้นำเสนอข้อมูล ซึ่งผมพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสอง ดังนั้นผมจึงขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุมครับ ๑. นายวิฑูร เอี่ยมโอภาส ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒. นางคณิตา ราษฎร์นุ้ย ผู้อำนวยการกองพัฒนาและส่งเสริมการ บริหารงานท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ๓. นางสาววาสนา ยี่รงค์ หัวหน้า ฝ่ายส่งเสริมและประสานการกระจายอำนาจ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมาธิการและผู้ชี้แจงเข้าประจำที่ พร้อมนะครับ🔗
เชิญท่านประธานกรรมาธิการได้แถลงครับ เชิญครับ🔗
กราบท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ กระผม นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบท ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนที่มาจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผู้แทนราษฎรเราในสภาก็ได้นำเรื่อง ขึ้นมาหยิบยกหารือทุกเช้า เรื่องส่วนใหญ่ก็คือเรื่องถนนหนทางที่ในเขตองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด ไม่ได้มี ความเหมาะสมต่อการใช้งาน เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ถนนหนทางมีแต่ฝุ่น ไม่มีการลาดยาง เพียงพอ ไม่มีถนนคอนกรีตที่เพียงพอ สมาชิกได้ขึ้นมาหารือเป็นประจำทุกเช้า สาเหตุหลัก ๆ ก็คือที่ผ่านมาได้มีการถ่ายโอนภาระความรับผิดชอบ ถนนจากทางหลวงชนบทก็ดี และหน่วยงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง กรมชลประทาน ถนนของ ส.ป.ก. หรือถนนของนิคมสร้างตนเองโดยผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ดี ทั้งหมดมีการถ่ายโอนถึง ๑๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร แต่ปรากฏว่าไม่ได้มีการถ่ายโอนงบประมาณในการดูแลบำรุงรักษา ถนนเหล่านี้เลย รับมาแต่ภาระหน้าที่ แต่ไม่รับงบประมาณมาด้วยครับ ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า แล้วจะเอางบประมาณที่ไหนไปดูแลถนน ถนนก็จึงอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม อยู่ใน สภาพที่ไม่มีความเท่าเทียมกัน พี่น้องประชาชนซึ่งอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี งบประมาณสูง เช่น ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ บาง อบต. มีงบประมาณกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท เช่น อบต. บางปู อบต. ราชาเทวะ มีงบประมาณเป็นพันล้านบาทต่อปี ไม่จำเป็นที่จะต้องมา ของบประมาณในการบำรุงรักษาก็ได้ แต่หลาย ๆ ตำบล อย่างเช่นตำบลแม่เล่ย์ ในเขต จังหวัดนครสวรรค์ มีถึง ๒๗ หมู่บ้าน งบประมาณปี ๆ มีไม่กี่ล้านบาท แล้วจะเอางบประมาณ ที่ไหนที่จะไปดูแลถนนกว่า ๗๐ กิโลเมตรในเขตตำบลของตนเอง ถนนก็อยู่ในสภาพ ทรุดโทรมซึ่งก็เกิดขึ้นกับพี่น้องทั่วประเทศไทยในชนบทเป็นส่วนใหญ่ จะมีเพียงบางจังหวัด บาง อบต. เท่านั้นที่มีงบประมาณเพียงพอต่อการบำรุงรักษาดูแลถนนหนทาง ดังนั้น ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๒๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่ประชุมจึงได้พิจารณา ญัตติ เรื่องขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการถ่ายโอนถนนทางหลวง ชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลต่าง ๆ ทั่วประเทศ และมีญัตติทำนองเดียวกันนี้อีก ๓ ญัตติด้วยกัน แล้วได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาศึกษา ปัญหาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ โดยกำหนดระยะเวลาการพิจารณา ๑๒๐ วัน กรรมาธิการวิสามัญคณะนี้มีจำนวน ๓๙ คน ประกอบด้วยตัวแทนจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนจากหน่วยงาน ภาครัฐที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความเชี่ยวชาญในกิจการที่เกี่ยวข้องกับปัญหา การถ่ายโอนทางหลวงชนบท จากการศึกษาของกรรมาธิการพบว่า ที่ผ่านมาการจัดสรร งบประมาณให้แก่ อปท. หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดความไม่เป็นธรรม เพราะไม่จัดสรรกันตามภาระหน้าที่ การกระจายอำนาจ การกระจายงบประมาณลงไปยัง อปท. หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบล บางครั้งจังหวัด ขนาดใหญ่ก็ได้รับงบประมาณน้อย จังหวัดขนาดเล็กกลับได้รับงบประมาณจำนวนมาก เกิดการดึงงบประมาณแบบชนิดที่เรียกว่า มือใครยาวสาวได้สาวเอา การกระจายงบประมาณ ออกไปจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไปยังท้องถิ่นแต่ละจังหวัดนั้น ก็ผ่านท้องถิ่น จังหวัดซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องดูแล อปท. ทั้งจังหวัด เกิดการวิ่งเต้นกัน ใครที่อยู่ใกล้ชิดกับ ท้องถิ่นจังหวัด หรือใครที่สนิทสนมกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น หรือ อบต. นั้น ๆ ก็จะได้รับงบประมาณมาก และได้รับซ้ำกันอยู่นั่นละครับ แต่ตำบลใด ที่ไม่ได้รับงบประมาณในการดูแลก็จะไม่ได้รับเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่ชัดในการ จัดสรรงบประมาณ ในการบำรุงรักษาดูแลถนนหนทางต่าง ๆ จึงทำให้เกิดปัญหามือใครยาว สาวได้สาวเอาดังที่กระผมได้กราบเรียนไปแล้ว ถนนต่าง ๆ จึงอยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม เกิดความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนในการสัญจรไปมา คณะกรรมาธิการจึงได้มีมติร่วมกัน ให้เสนอรายงานฉบับนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการได้มี การประชุมร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือ อาทิ ได้ร่วมประชุมกับคณะกรรมการ กระจายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ ก.ก.ถ. ซึ่งมีท่านวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ๒. ได้ประชุมร่วมกันกับกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น สำนักงบประมาณ กรมทางหลวงชนบท สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบล แห่งประเทศไทย รวมทั้งได้ไปศึกษาดูงานในหลายพื้นที่ ดูถนนที่เป็นตัวอย่างของปัญหา และอุปสรรคของแผนการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากการพิจารณา ศึกษาของคณะกรรมาธิการสามารถสรุปประเด็นต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาได้ดังต่อไปนี้ครับ🔗
๑. ปัญหาด้านบุคลากรและเครื่องมือเครื่องจักร เพราะว่าเนื่องจากการก่อสร้าง ปรับปรุงบำรุงรักษาถนนหนทาง โดยเฉพาะภารกิจที่ได้รับการถ่ายโอนจากกรมทางหลวงชนบท เป็นการถ่ายโอนมาเพียงภารกิจ โดยไม่มีการจัดสรรบุคลากรที่มีความชำนาญ ความเชี่ยวชาญทางด้านงานโยธาธิการ รวมทั้งไม่มีการสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องจักรให้กับ อปท. หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งหากมีก็จะเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ ที่ชำรุดหรือไม่ทันสมัย ไม่สามารถนำมาใช้ปฏิบัติงานได้จริง แม้ว่าภารกิจของกรมทางหลวง ชนบทจะมีบทบาทหน้าที่ในการให้คำปรึกษา แนะนำ ช่วยเหลือในการเป็นพี่เลี้ยงด้านข้อมูล ด้านเทคนิค และสนับสนุนด้านเครื่องจักรในการก่อสร้างปรับปรุงบำรุงรักษาถนนหนทางของ อปท. ในการถ่ายโอนภารกิจถนนก็ตาม แต่ด้วยภารกิจของกรมทางหลวงชนบทเองซึ่งก็มีมาก อยู่แล้ว อีกทั้งบุคลากรด้านช่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในด้านงานช่าง ซึ่งแม้ปัจจุบันนี้ อปท. สามารถดำเนินการจัดทำแบบรูปรายงานการก่อสร้าง รับรองแบบเองได้ตามหนังสือของกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๘๐๘.๒/ว ๕๙๙๔ ลงวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๒🔗
- ๔ ๓ /๑ แจ้งแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ในการเทียบเคียงความเห็นของกรรมการกฤษฎีกา คณะ ๕ แล้วก็ตาม ข้อเสนอของกรรมาธิการ ประเด็นเรื่องปัญหาบุคลากรเครื่องมือ เครื่องจักร คณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเห็นว่า กระบวนการในการก่อสร้างปรับปรุงบำรุงรักษา ถนน หากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นได้รับงบประมาณที่เพียงพอต่อการบริหารจัดการ กระบวนการดังกล่าว ก็สามารถที่จะว่าจ้างผู้รับจ้างให้เข้ามาดำเนินการตามระเบียบ การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของรัฐ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถ ดำเนินการตามแบบมาตรฐานงานก่อสร้างที่รัฐกำหนดให้ อันเป็นการแก้ไขปัญหา ด้านบุคลากรและด้านเครื่องมือ เครื่องจักรได้ในระดับหนึ่ง🔗
ปัญหาต่อมาที่กรรมาธิการเห็นก็คือ ปัญหาการบริหารจัดการถ่ายโอนภารกิจงาน ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เป็นการกระจายอำนาจที่เหมาะสมกับศักยภาพ ของท้องถิ่นนั้น กระผมอยากยกตัวอย่างที่กรรมาธิการได้ไปดูก็คือ ถนนสายหนึ่งก็คือ ถนนสายเดชอุดม-นาห่อม ซึ่งเป็นถนนของกรมทางหลวง เลขที่ ทล. ๒๑๙๒ มีความยาว ประมาณ ๕๐ กิโลเมตร ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงแรกถนนสายนี้แม้เป็นถนนระหว่าง จังหวัดและมีผู้ที่สัญจรไปมามากเหลือเกิน ช่วง ๑๐ กิโลเมตรแรกเป็นของกรมทางหลวง เป็นถนน ๔ เลนอย่างดี มีไฟถนนสว่าง วิ่งไปครบ ๑๐ กิโลเมตร เข้าสู่เขตขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นก็คือ อบจ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด กลายเป็นถนน ๒ เลนแคบ ๆ ไฟก็ไม่มี รถก็จะตกถนนกัน เพราะวิ่งไป ๔ เลน สว่างครับ อยู่ ๆ มืดกลายเป็นถนน ๒ เลน แคบนิดเดียว ท่านประธานลองนึกดูสิว่ารถที่วิ่งมาด้วยความเร็ว พอมาเจออยู่ ๆ มืดเลยเหมือนกับ ถนนหายไปเลยครับ จาก ๔ เลน เหลือ ๒ เลน ไหล่ทางก็แทบไม่มีแล้วจะวิ่งกันอย่างไรครับ นี่ยกตัวอย่างให้เห็นว่าการถ่ายโอนมาให้ อบจ. ในส่วนอีก ๓๓ กิโลเมตรนี้ กรมทางหลวง ได้ถ่ายโอนไปให้ อบจ. แต่ อบจ. ก็ทำได้แค่ถนน ๒ เลน ในขณะที่กรมทางหลวงสามารถทำ ๔ เลน มีไฟสว่างไสวได้ เกิดอุบัติเหตุกันเป็นประจำนะครับ ๓๓ กิโลเมตร เป็นของ อบจ. ไปอีกหน่อยหนึ่งกลายเป็นถนนที่ถ่ายโอนให้กับเทศบาลครับ กลายเป็นถนนของเทศบาล อีกประมาณ ๒ กิโลเมตร แล้วไปอีกหน่อยหนึ่งท้ายที่สุดก็จะเป็นของกรมทางหลวง ซึ่งสว่างไสวเหมือนเดิม ท่านจะเห็นได้ว่าถนนสายเดียวมี ๔ เจ้าของ ก็คือของกรมทางหลวง สลับด้วย อบจ. สลับด้วยเทศบาล แล้วก็สลับด้วยกรมทางหลวง จะเห็นได้ว่าเช่นนี้ แล้วก็สมควรอย่างยิ่งที่จำเป็นที่จะต้องเป็นมาตรฐานถนนเดียวกัน ดังนั้นกรรมาธิการ จึงเห็นว่าให้ท้องถิ่นสามารถที่จะถ่ายโอนได้ แต่ว่าไม่ใช่ถ่ายโอนทุกเรื่องไปนะครับ การถ่ายโอนกลับคืนไปให้กรมทางหลวงนี้จะต้องดูตามความเหมาะสมและเขามี คณะกรรมการที่เรียกว่า คณะอนุกรรมการการกระจายอำนาจในระดับจังหวัด คณะกรรมาธิการเห็นว่า ให้สามารถที่จะถ่ายโอนภารกิจคืนให้กับกรมทางหลวงชนบท หรือ กรมทางหลวง หรือหน่วยงานเดิมได้ โดยการพิจารณาของคณะอนุกรรมการอำนวยการ การกระจายอำนาจให้แก่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด ซึ่งคณะนี้มีท่านผู้ว่า ราชการจังหวัดเป็นประธาน แต่พบว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดมานั้นยังมีความยุ่งยาก ในทางปฏิบัติ ทำให้ขั้นตอนในการพิจารณาถ่ายโอนคืน ซึ่งผมขอยืนยันว่ากรรมาธิการไม่ได้ สนับสนุนให้มีการถ่ายโอนคืนนะครับ แต่เป็นบางเส้นทาง บางสายทางซึ่งมันไม่สามารถที่จะให้ มีหลายมาตรฐานลงไปในถนนสายยาว ๆ ได้ ถ้ามันมีความจำเป็นแล้วกรรมาธิการก็มองเห็นว่า อยากให้การพิจารณาของคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดนี้ทำได้ง่ายขึ้นนะครับ โดยมีอำนาจ พิจารณาให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่ขาดศักยภาพ ในการดูแลภารกิจถนน ให้ถ่ายโอน ภารกิจนั้นกลับคืนสู่หน่วยราชการที่ดูแลเดิมได้🔗
เรื่องที่ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากที่สุดก็คือ เรื่องของปัญหา ด้านงบประมาณ ในการพิจารณาโครงการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ เสนอมานั้น ทำให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ ประสบปัญหาขาดแคลนด้านงบประมาณในการก่อสร้างบำรุงรักษาถนน โดยเฉพาะถนน ที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจจากกรมทางหลวงชนบท ที่การถ่ายโอนภารกิจแต่ไม่ได้รับ งบประมาณให้กับองค์การบริหารส่วนปกครองท้องถิ่นด้วย ทำให้ถนนในหลายท้องที่ อยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมไม่สามารถทำการสัญจรไปมาของประชาชน โดยโครงการ เหล่านี้หน่วยงานผู้พิจารณางบประมาณจะเป็นผู้พิจารณาว่า โครงการใดมีความสำคัญ และควรได้รับจัดสรรงบประมาณในจำนวนเท่าใด ทำให้การกระจายงบประมาณไปยังท้องที่ ต่าง ๆ เป็นไปด้วยความไม่ทั่วถึง ลักลั่นกัน ใครมือยาวก็ได้เยอะ ใครก็มือสั้นก็ได้น้อย ทำให้ เกิดปัญหาด้านงบประมาณ บาง อบต. หรือบางองค์การบริหารส่วนจังหวัด แม้เป็น จังหวัดใหญ่ก็ได้รับงบประมาณน้อย ทำให้บางท้องที่ไม่เกิดความเป็นธรรม เกิดการกระจุกตัว ด้านงบประมาณของภารกิจถนนในบางท้องที่เท่านั้น🔗
ข้อเสนอของกรรมาธิการ ปัจจุบันในการจัดสรรงบประมาณให้แก่ อปท. โดยมีที่มาจากแหล่งรายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเอง รายได้จากภาษีท้องถิ่น ที่รัฐจัดเก็บและแบ่งให้ และเงินอุดหนุนที่รัฐจัดสรรทุกประเภทเป็นดังนี้ครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ก่อนครับ ถนนความยาวรวมที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ต้องดูแลบำรุงรักษาทั่วประเทศมีทั้งสิ้น ๕๙๗,๖๖๖ กิโลเมตร แบ่งเป็นถนนคอนกรีต ๑๘๐,๔๔๔ กิโลเมตร ถนนลาดยาง ๑๒๓,๘๓๑ กิโลเมตร และถนนลูกรัง ๒๙๓,๓๙๒ กิโลเมตร ในจำนวน ๕๙๗,๐๐๐ กิโลเมตรนี้เป็นถนนที่ถ่ายโอนมาจากหน่วยราชการเดิม ไม่ว่าจะเป็นกรมทาง กรมทางหลวงชนบท ส.ป.ก. กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมชลประทาน รวมทั้งสิ้นกว่า ๑๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นได้ว่า การที่ท้องถิ่นต้องดูแล ถนนมากมายเช่นนี้ แต่การจัดสรรงบประมาณนั้นยังคงเป็นในระบบกระจุกตัว มือใครยาว สาวได้สาวเอา ตำบลที่ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ท้องถิ่นที่ไม่เคยได้ ก็คือไม่ได้อยู่เรื่อย ๆ ก็เกิดปัญหา กันอยู่อย่างนี้ กรรมาธิการจึงมองเห็นว่า การกระจายงบประมาณต้องกระจายกลับไปสู่ ท้องถิ่น ตามภาระหน้าที่ที่เขาต้องดูแลรับผิดชอบก็คือ จำนวนกิโลเมตรของถนนครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๒ จำนวนเมตรของถนน ขอตารางของถนนทุกจังหวัดเลยครับ ขอตาราง ของถนนจำนวนกิโลเมตรของถนนที่มีหลาย ๆ หน้านะครับ อย่างไรก็ตามครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่ท่านขึ้นเมื่อสักครู่จำนวนกิโลเมตรคูณด้วย ขอก่อนหน้านี้ ตัวนี้ก็ได้ การจัดสรรให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น🔗
ท่านประธาน กรุณาสรุป ๆ เอาประเด็นสำคัญ เพราะว่าเดี๋ยวท่านสมาชิกก็คงจะอภิปรายกันมาก แล้วท่านประธานกรรมาธิการ หรือกรรมาธิการก็ค่อยตอบชี้แจงเป็นเรื่อง ๆ ไปอีกทีหนึ่งครับ ถ้าส่วนไหนมีในเอกสารแล้วก็ให้สมาชิกได้ดูในเอกสารครับ🔗
การจัดสรรงบประมาณ นี้ก็จะดูตามจำนวนกิโลเมตรของถนนนะครับ เริ่มจากจำนวนการจัดสรรงบประมาณให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจัดสรรงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขาดูตามสัดส่วนของรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติ กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งระบุว่าในขั้นต้นต้องเริ่มที่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ และในเวลาที่เหมาะสมก็จะต้องให้ถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ จากรายได้สุทธิของรัฐบาล คราวนี้รายได้สุทธิของรัฐบาลในปีที่ผ่านมา ในปี ๒๕๖๔ ที่เราพิจารณาเรื่องนี้กันอยู่ก็คือ ๒,๖๗๗,๐๐๐ ล้านบาท ก็เรียนให้ท่านทราบว่า ถ้าเป็นการจัดสรรตามกระบวนการแล้ว ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจแล้วก็จะต้องได้รับงบประมาณตามที่กำหนดไว้ก็คือ ๒๙.๗๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินประมาณ ๗๙๕,๖๐๔ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเงินจำนวนนี้ที่ประชุมกรรมาธิการเห็น ว่างบประมาณที่ควรจะนำจำนวนนี้ไปจัดสรรให้กับพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ นั้น เอาสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไปดูแลเรื่องถนนหนทาง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไปดูแลเรื่องถนนหนทาง ก็โดยประมาณเป็นตัวเลขกลม ๆ ก็คือ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือที่มาของคำว่า ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาจากไหนนะครับ ก็คือเอามาจากจำนวนที่ท้องถิ่นพึงจะได้รับ จัดสรร แล้วคิดมาว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์เอาไปดูแลถนน ซึ่งมีแนวทางในการพิจารณาจัดสรร งบประมาณลงสู่ อบต. และ อปท. ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ดังต่อไปนี้ครับ คือมี ๒ แนวทาง🔗
แนวทางที่ ๑ ผมจะให้ท่านวัชรพล โตมรศักดิ์ ได้กรุณาชี้แจงว่า วิธีการที่จะ เอาเงิน ๘ ล้านบาท ไปกระจายให้กับท้องถิ่นต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมนั้นทำอย่างไรครับ เรียนเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ จังหวัดนครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา ในฐานะ กรรมาธิการ ผมต้องขอขอบคุณท่านประธาน วีระกร คำประกอบ เป็นอย่างสูงนะครับ แล้วก็ขออนุญาตได้กราบเรียนชี้แจงในส่วนของคณะกรรมาธิการที่ได้ดำเนินการในเรื่องของ ปัญหาการถ่ายโอนทางหลวงชนบทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากที่เราท่านทั้งหลาย ได้ทราบกันดีอยู่ขณะนี้ว่า ปัญหาจาก พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สิ่งนี้ถือว่า เป็นเรื่องที่ดีมากที่จะให้คนในท้องถิ่นที่มีตัวแทนได้ดำเนินการในการที่จะดูแลในเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐานด้วยตัวเอง หลักการใช่แต่วิธีปฏิบัติที่ผ่านมามันไม่ใช่ เพราะเนื่องจาก ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือการให้แต่งานแต่ไม่ให้เงินไม่ได้ให้ทั้งเงิน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง ของบุคลากร จึงทำให้เกิดปัญหาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านทั้งหลายได้รับเรื่องร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนปัญหาตามมาก็คือ ในเรื่องของการกระจุกตัวของงบประมาณ และความไม่ถูกต้อง บางท้องถิ่นที่ไม่เคยได้รับงบประมาณเลยมีงบประมาณอยู่น้อย แต่ก็ไม่ เคยได้รับ เพราะฉะนั้นหลักการคิดตรงนี้ครับ ที่กรรมาธิการทุกคนที่เราพยายามที่จะหาทาง ออกว่าทำอย่างไรที่จะให้การแก้ไขปัญหาในเรื่องการถ่ายโอนไม่ใช่เฉพาะทางหลวงชนบทนั้น ได้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อท้องถิ่นเป็นการพัฒนาอย่างถูกต้อง จึงได้มีแนวทางในความคิดอยู่ ๒ แนวทาง🔗
ผมขออนุญาตไปที่แนวทางที่ ๑ อย่างที่ท่านประธานได้เรียนต่อที่ประชุมว่า เงินจำนวน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมาจากไหนวิธีง่าย ๆ ครับ รายได้สุทธิของรัฐบาลที่ได้ โดยเราคิดจากปี ๒๕๖๔ ก็คือ ๒.๖๗๗ ล้านล้านบาท เมื่อได้รายได้สุทธิและรัฐบาลจัดสรรให้กับท้องถิ่น คิดเป็น เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๒๙.๗๒ เปอร์เซ็นต์ เมื่อคำนวณออกมาก็จะได้ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาท เราปัดเศษออก นั่นหมายความถึงว่าเงินที่จะจัดสรรให้กับท้องถิ่น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น โดยนำมาคำนวณจากระยะเส้นทางทั้งหมดของท้องถิ่น ทั้งประเทศไทยซึ่งมีทั้งสิ้น ๕๙๗,๖๖๗ กิโลเมตร เราก็จะได้ตัวเลขต่อกิโลเมตรก็คือ ๑๓๓,๐๐๐ กว่าบาทต่อ ๑ กิโลเมตร อันนี้คือหลักคิดง่าย ๆ ครับ ถ้าเราสามารถดำเนินการ ตรงนี้ได้นั่นหมายความว่าทุกท้องถิ่น เขาจะมีเงินในการที่จะดำเนินการในเรื่องของ การถ่ายโอน เมื่อเราคิดเช่นนี้แล้วผมอยากจะขอนำไปสู่ตารางเพื่อจะเปรียบเทียบให้ทุกท่าน ได้เห็นครับ ยกตัวอย่างเช่นในจังหวัดแรกที่ผมจะกราบเรียนก็คือจังหวัดกระบี่ วันนี้เราได้ ตัวเลขข้อมูลมาจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และส่วนหนึ่งที่ท่านประธาน กรรมาธิการคือท่านวีระกร ได้ส่งเอกสารให้กับท่านสมาชิกทุกท่าน ได้มีการตรวจสอบไปยัง ท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อจะเอาตัวเลขที่แท้จริงว่า ถนนในท้องถิ่นต่าง ๆ นั้น มีจำนวนเท่าไร ผมขอยกตัวอย่างในจังหวัดแรก จังหวัดกระบี่ มีความยาวถนนรวมทั้งสิ้น ๕,๒๑๘.๒๑ กิโลเมตร แบ่งเป็นถนนคอนกรีต จำนวน ๙๗๕.๘๔ กิโลเมตร เป็นถนนลาดยาง ๑,๕๕๓.๐๓ กิโลเมตร และเป็นถนนลูกรัง ๒,๖๘๙.๒๐ เป็นถนนที่ อปท. รับผิดชอบทั้งสิ้น ๔,๖๖๖ รวมความยาว ถนนทั้งสิ้น ๕,๒๑๘ กิโลเมตร เอกสารต่าง ๆ อยู่ในเล่มสรุปรายงานทั้งหมดที่ท่านได้เห็น นั่นคือตัวเลขที่แท้จริงครับ เมื่อเราได้ตัวเลขเช่นนี้ ผมขออนุญาตที่จะยกตัวอย่างง่าย ๆ บางจังหวัดให้ท่านเห็นครับว่า ถ้ารัฐบาลได้ดำเนินการตามนี้แล้ว สิ่งที่จะตามมาในรายได้ของ แต่ละท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น ในจังหวัดเชียงรายมีถนนที่ อปท. รับผิดชอบจำนวนสายทาง ถึง ๒๒,๘๐๒ สายทาง มีความยาวถนนรวม ๑๐,๗๖๐.๘๑ กิโลเมตร นั่นหมายความถึง จังหวัดเชียงรายจะได้เงินต่อปีถึง ๑,๔๔๐ ล้านบาท ที่ท้องถิ่นนั้นจะไปดำเนินการในเรื่องของ งานถ่ายโอนเกี่ยวกับเรื่องปัญหาของถนน ผมขอยกตัวอย่างอีก ๓ จังหวัดครับ จังหวัดน่าน มีความยาวถนนที่ อปท. รับผิดชอบจำนวน ๘,๑๒๐ สายทาง มีความยาวถนนรวม ๕,๓๘๐.๐๖ กิโลเมตร จังหวัดน่านจะได้รับเงิน ๗๒๐ ล้านบาท ในส่วนจังหวัดอุดรธานี มีถนนที่ อปท. รับผิดชอบจำนวนสายทาง ๒๔,๒๘๖ สายทาง มีความยาวของถนน ๑๗,๘๒๔.๘๒ กิโลเมตร จะได้รับงบประมาณเมื่อคูณจำนวนต่อกิโลเมตรคือ ๒,๓๘๕ ล้านบาท และสุดท้ายที่ผมขอยกตัวอย่างคือจังหวัดตรัง มีจำนวนสายทาง ๖,๔๔๓ มีความยาวถนน รวม ๖,๑๔๘.๘๒ จะได้รับงบประมาณในการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องงบถ่ายโอนก็คือ ๘๒๓ ล้านบาท นี่คือแนวทางที่ทางกรรมาธิการได้มีมติร่วมกัน และเห็นชอบจะเป็น การดำเนินการในการแก้ไขภารกิจในการถ่ายโอน ซึ่งไม่ได้กระทบต่องบประมาณของ แผ่นดินเลย ในรายละเอียดนั้นท่านประธานก็คงจะได้มีโอกาสได้ชี้แจงต่อท่านสมาชิก ที่เคารพทุกท่านครับ กราบขอบคุณครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานครับ อีกท่านหนึ่งที่จะเสนอแนวทางที่ ๒ คือ ท่านอนุรักษ์ จุรีมาศ ครับ กราบเรียนเชิญครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม อนุรักษ์ จุรีมาศ พรรคชาติไทยพัฒนา เขต ๑ จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านประธานครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย ถ้าไม่รวมกรุงเทพมหานครกับ พัทยา เรามี อบจ. อยู่ ๗๖ แห่ง เทศบาลนครอีก ๓๐ แห่ง เทศบาลเมือง ๑๘๓ แห่ง เทศบาลตำบล ๒,๒๓๕ แห่ง อบต. ๕,๓๒๖ แห่ง รวมทั้งสิ้น ๗,๘๕๐ แห่ง แนวทางที่ ๒ ในญัตติที่ท่านสมาชิกเสนอมาทั้ง ๔ ญัตติ ส่วนมากที่จะพูดถึง ก็คือ เรื่องการบำรุงรักษาถนนหนทาง เราก็เสนอเป็นแนวทางที่ ๒ ก็คือ เราคิดว่ามีถนนคอนกรีต อยู่เท่าไร แล้วถนนลาดยางอยู่เท่าไร เราพยายามหาราคาเฉลี่ยออกมาในราคาผันแปร ตามราคาน้ำมัน เราพิจารณาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ตอนนั้นน้ำมันดีเซลประมาณ ๒๑.๘๖ บาท เราก็ได้ราคากลางประมาณในการบำรุงรักษาถนนคอนกรีตและถนนลาดยาง ตกกิโลเมตรละ ประมาณ ๑๐๖,๑๑๐ บาท สำหรับถนนลูกรังเราคิดจากค่าเฉลี่ยว่าความกว้างประมาณ ๖ เมตร ค่าบำรุงรักษาตามมาตรฐานสูตรคำนวณอัตรางานของราชการก็จะตกประมาณ กิโลเมตรละ ๘๓,๘๕๐ บาท เราแยกออกเป็น ๒ ส่วน ๑. คือการอุดหนุนทั่วไป ผมอยากจะ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในหน้า ๓๘ อย่างกรณีบ้านท่านประธาน จังหวัดนครพนม มีถนนคอนกรีต อยู่ประมาณ ๒,๙๖๐ กิโลเมตร ถนนลาดยางอยู่ประมาณ ๗๖๒ กิโลเมตร ถนนลูกรัง อยู่ประมาณ ๖,๕๔๖ กิโลเมตร รวมความยาวประมาณ ๑๐,๒๘๖ กิโลเมตรเศษ คิดราคา ออกมาก็จะตกประมาณ ๙๔๓ ล้านบาทเศษ ตัวเลขกลม ๆ ก่อนครับ เอกสารอยู่ในหน้า ๓๘ สำหรับท่านสมาชิกถ้าท่านอยากจะเห็นรายละเอียดลึกลงไปอีกเราได้ทำคิวอาร์โค้ด (QR Code) อยู่ในหน้า ๔๑ ท่านสามารถเซิร์ช (Search) ได้ แล้วจะออกมาว่าในท้องถิ่น อบต. แยกเท่าไร ใช้เงินเท่าไร นี่เป็นตัวเลขสมมติฐานที่เราจะนำเสนอต่อรัฐบาล ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าคิดออกมาแล้วแบบที่ ๒ จะใช้เงินตัวเลขกลม ๆ ประมาณ ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง ๗,๘๕๐ แห่ง ไปบำรุงรักษาถนนหนทางของเขา ส่วนที่เหลืออีกประมาณ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาทจากตัวเลขกลม ๆ ท่านประธานได้กราบเรียน ไปแล้วก็คือ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เราจะให้เป็นอุดหนุนเฉพาะกิจ เพราะว่าปัญหาของ องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งท่านบอกว่าท่านไม่มีศักยภาพในการออกแบบ ถ้าท่าน จะปรับปรุงหรือก่อสร้างจากถนนลูกรังมาเป็นลาดยาง ท่านก็สามารถที่จะมานำเสนอกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นอุดหนุนเฉพาะกิจ แต่สำหรับ ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่กรรมาธิการเสนอเพื่อที่จะให้ท่านไปบำรุงรักษา ถ้ามีงบเหลือจ่ายก็จะตกเป็นเงินสะสม ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน แม้ว่าอาจจะไม่ได้รับงบประมาณตามรูปแบบที่ ๑ ที่กระผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าควรจะได้ กิโลเมตรหนึ่งถ้าจับมาหารกัน ก็คือกิโลเมตรละ ๑๓๓,๘๕๓ บาทต่อกิโลเมตรก็ตาม แต่เรา ก็คิดว่าควรจะได้อย่างน้อยก็คงจะต้องประมาณเท่ากับมาตรฐานของถนนทางราชการปัจจุบัน ที่มีมาตรฐานต่ำสุด ก็คือถนนของชลประทาน ซึ่งกิโลเมตรละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ข้อสังเกตของ กรรมาธิการที่อาจจะอยู่บนโต๊ะท่าน ซึ่งท่านอาจจะอ่านแล้ว แต่ผมใคร่ที่จะขอเพิ่มเติม เพื่ออธิบายลงลึกในรายละเอียดสักนิดหนึ่ง🔗
ข้อที่ ๑ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้รับงบประมาณเพื่อสนับสนุนภารกิจ ถ่ายโอนอย่างเพียงพอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงขาดความเข้มแข็งในการบริหารจัดการ ดังนั้นรัฐบาลควรพิจารณาปรับลดงบประมาณของกรมทางหลวง ซึ่งถ่ายโอนงานมาแล้วแต่ ไม่ได้ถ่ายงบประมาณมาให้ ควรจะต้องลดงบประมาณของกรมทางหลวงลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ และกรมทางหลวงชนบท ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำมาจัดสรรเพิ่มสัดส่วนงบประมาณอุดหนุน ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนภารกิจที่ได้รับการถ่ายโอนมามันถึงจะ ยุติธรรม ไม่ใช่ถ่ายโอนมาแต่ภารกิจแต่ไม่ยอมถ่ายงบประมาณ และจะไม่เกิดความซ้ำซ้อนกันขึ้น ระหว่างกรมทาง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น🔗
ข้อที่ ๒ คณะกรรมาธิการเห็นว่าเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณอุดหนุน สอดคล้องกับการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเหมาะสมและเพียงพอ รัฐบาลควรพิจารณาแก้ไขเพิ่มกฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยราชการใช้งบบูรณาการจังหวัดและงบยุทธศาสตร์จังหวัด ซึ่งท่านผู้ว่าราชการ จังหวัดเป็นผู้ดูแลสามารถนำมาสนับสนุนหรืออุดหนุนให้กับภารกิจถนนขององค์การปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้ ซึ่งก็จะช่วยในเรื่องของการดูแลถนนหนทางของท้องถิ่นเพิ่มขึ้น🔗
ข้อที่ ๓ การประมาณการรายได้จัดเก็บขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยนะครับ🔗
สำนักงบประมาณ ประเมินการจัดเก็บไว้สูงเกินไป แต่ละปีกรรมาธิการงบประมาณก็คงจะแลเห็นครับว่า งบประมาณที่สำนักงบประมาณประมาณการการจัดเก็บของ อปท. ทั่วประเทศนั้นสูงกว่า ที่ได้จัดเก็บได้จริงเกินครึ่ง แต่ประเมินไว้สูงเกินไปจึงทำให้สัดส่วนของรายได้ขององค์กร ปกครองท้องถิ่นต่อรายได้รัฐบาลไม่สะท้อนความเป็นจริง ดังนั้น ควรปรับลดตาม ความเป็นจริงไม่ใช่ว่าไปประมาณการโอเวอร์ (Over) กันจนเกินไปมากกว่าที่ควรจะจัดเก็บได้ ๒ เท่าบ้าง ๓ เท่าบ้าง ก็ทำให้สัดส่วนที่ควรจะต้องอุดหนุนให้กับท้องถิ่นลดน้อยลงไป🔗
ข้อที่ ๔ ในส่วนการจัดสรรงบประมาณให้แก่ อปท. ในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ คณะกรรมาธิการได้เห็นว่าในส่วนของเงินอุดหนุนทั่วไป ได้แก่ ข้อที่ ๑ การดำเนินงานของ อสม. ซึ่งเป็นเงินประมาณ ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในส่วนนี้สมควรที่จะต้องกลับไปตั้งไว้ ที่กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบันก็ปรากฏว่าเอาไปตั้งไว้ที่กระทรวงสาธารณสุข แต่ไม่ได้ เอาเงินส่วนนี้คืนมาให้กับท้องถิ่นครับ เมื่อไปตั้งไว้สาธารณสุขท่านเห็นด้วยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง นโยบายของรัฐบาลที่จะให้มีอาสาสมัครสาธารณสุขไม่สมควรที่จะเป็นเรื่องของท้องถิ่น เป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาล ท่านก็เอาไปตั้งไว้ที่กระทรวงสาธารณสุขนั้นถูกต้องแล้ว แต่ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แทนที่จะกลับคืนมาให้ท้องถิ่น ปรากฏว่าท่านก็ไม่ได้คืนมาครับ ท่านก็ไปตั้งไว้ตรงนั้นเฉย ๆ แต่ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แทนที่จะมาเพิ่มให้กับสัดส่วนของ ท้องถิ่นซึ่งพึงได้รับประมาณ ๒๙.๗๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านไม่มาเพิ่มให้เขาตรงนี้ นอกจากนั้น กรรมาธิการยังได้ปรึกษาหารือกันกับท่านประธานคณะกรรมการกระจายอำนาจไปยังองค์กร ปกครองท้องถิ่นคือท่านวิษณุ เครืองาม ในการที่ประชุมร่วมกันและเราได้เสนอว่า นอกเหนือ จากงบ อสม. ก็ยังมีงบเบี้ยผู้สูงอายุอีก ๗๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท งบสงเคราะห์เบี้ยยังชีพ คนพิการอีก ๑๘,๐๓๑ ล้านบาท งบการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้ป่วยโรคเอดส์อีก ๕๓๑ ล้านบาท รวมทั้งสิ้น ๑๐๔,๙๖๔ ล้านบาทนี้ ซึ่งถือเป็นประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้สุทธิของรัฐบาล ซึ่งหากโอนภารกิจไปเป็นสัดส่วนของรัฐบาลกลาง เพราะเป็น หน้าที่ความรับผิดชอบตามนโยบายของรัฐบาลกลาง ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ เบี้ยผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นเรื่องของรัฐบาลกลาง ทำไมจะต้องเอาสัดส่วนนี้ไปเป็นสัดส่วนของ ท้องถิ่นเขา เพราะไม่ได้เป็นนโยบายของท้องถิ่น แต่เป็นนโยบายของรัฐบาลกลางที่จะต้อง ดูแลท่านเหล่านี้ เพราะฉะนั้นการมาตั้งงบประมาณทั้งหมด ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อย่างเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพคนพิการ และผู้ป่วยโรคเอดส์ควรจะมาตั้งไว้ที่ พม. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อเอามาตั้งตรงนี้แล้วก็สมควรจะคืน งบประมาณเหล่านี้กลับไปสู่ท้องถิ่น แม้ว่างบ อสม. จะมาตั้งที่กระทรวงสาธารณสุขแล้วก็ตาม แต่ไม่คืนงบประมาณตัวนี้ไปยังท้องถิ่นแต่อย่างใดนะครับ จึงกราบเรียนท่านว่าแม้กระทั่ง ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุก็เห็นชอบว่าสมควรที่จะเอางบประมาณทั้ง ๔ ตัวนี้กลับไป ตั้งเป็นสัดส่วนของรัฐบาลกลาง ดังนั้น คณะกรรมการก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ที่เราได้พิจารณามาทั้งหมดแล้วนะครับ ขอเชิญ ท่านสมาชิกได้โปรดพิจารณาและได้ซักถามตามสมควรครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานก็ได้พูดไปจนหมดแล้วนะครับ ท่านสมาชิกคงไม่มีอะไรต้อง อภิปรายมาก แต่ว่าก็มีท่านสมาชิกเราสนใจจำนวน ๕ ท่าน ในขณะนี้ มีเยอะนะครับ มีท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านดะนัย มะหิพันธ์ ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ท่านเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ท่านมนพร เจริญศรี ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่าน ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ และมีท่านซูการ์โน มะทา เชิญท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ต้องขอบคุณท่านประธาน โดยเฉพาะท่านประธานชวน หลีกภัย และคณะ ที่ได้ให้มีการเสนอญัตติ ซึ่งผมเองเป็นผู้เสนอ ๑ ใน ๔ ญัตติ ท่านประธานวีระกร คำประกอบ เสนอ ๒ ญัตติ ผมกับท่านนิยม เวชกามา และท่านผ่องศรี เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกข์ใจของ พี่น้องประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างมาก และเมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้น จากรายงานที่ท่านประธานวีระกรได้ทำรายงานสรุปมา ผมคิดว่าครอบคลุมพอสมควร แต่ประเด็นที่จะอภิปรายซักถามเพิ่มเติม ผมก็ได้เป็นที่ปรึกษาในบางครั้งที่ประชุมด้วย🔗
เรื่องแรก ก็คือปัญหาที่เป็นอยู่นี้พี่น้องประชาชนเขาไม่รู้หรอกครับว่า ถนนพัง รัฐบาลต้องซ่อมต้องแซม ประชาชนเสียชีวิต อุบัติเหตุ บางทีเขาเอาเสาธงไปปัก ทำนาข้าวอยู่บน ถนนแล้วโทษใคร ก็โทษ ส.ส. โทษหน่วยงานรับผิดชอบ เขาไม่รู้หรอกว่าการบริหารจัดการ ถนนมันเป็นอย่างไร พี่น้องประชาชนก็มาถามผู้แทน ส.ส. ทุกคนได้รับความเดือดร้อน แล้วก็มาชี้แจงมาหารือในสภา เพราะฉะนั้นวันนี้ถนนที่อยู่ในการถ่ายโอนของ อปท. มีถึง ๕๙๗,๐๐๐ กิโลเมตร ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นถนนลูกรังประมาณ ๒๙๐,๐๐๐ กิโลเมตร ที่เหลือ เป็นถนนคอนกรีต ถนนลาดยาง🔗
ประเด็นที่ผมจะนำเรียนก็คือ ข้อที่ ๑ ประเด็นสำคัญที่สุดคือเรื่องงบประมาณ เพราะถ่ายโอนแต่ชื่อ งบประมาณไม่ไป เพราะฉะนั้นงบประมาณนี่เดิม อปท. ได้รับ ได้รับเงินจากการเก็บภาษีจากภาษีเดิมคือภาษีบำรุงท้องที่ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง แล้วก็มาปรับ เมื่อปี ๒๕๖๒ มาเป็นภาษีแบบใหม่ ก็คือภาษีที่ดินสิ่งก่อสร้าง ซึ่งไม่มีโรงเรือน งบประมาณ เขาได้น้อยมาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ท่านประธานวีระกรได้พูดไปแล้ว ตรงนี้ผมอยากเน้นนะครับ นี่คือที่มาของงบประมาณของ อปท. เขาไม่พอ ดังนั้นรัฐบาลต้อง มองตรงนี้ นี่ประเด็นที่ ๑🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องการถ่ายโอน ถนนที่พังถ้าอยู่เป็นแบบนี้จะสูญเสีย โอกาสอย่างยิ่ง พี่น้องประชาชนเดินทาง ยิ่งเฉพาะหน้าฝนช่วงนี้ไม่มีทางหลบเลยนะครับ หลุมทั้งนั้นเลย รถเขาพัง คนเสียชีวิต อุบัติเหตุ ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ โดยไม่มีการหางบประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จากรายได้สุทธิ ๒๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มา ๒.๖ ล้านล้านบาท มาประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท รับรองว่าอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ถนนที่พังแล้วจะพังหนักกว่าเก่า แล้วปัญหานี้ หนักอกมาก เพราะฉะนั้นวันนี้ผมนำเรียนว่าต้องขอบคุณประธานกรรมาธิการที่ถ้าพวกเรา นำเสนอรัฐบาล แล้วรัฐบาลนำไปแก้ไขนี่ชาวบ้านคงต้องปรบมือให้พวกเราในการแก้ไข ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องเรียนว่าถนนที่เสนอเป็น ๒ แนวทาง ผมเห็นแนวทางที่ ๒ เพราะแนวทางที่ ๒ ก็คือเป็นงบอุดหนุนทั่วไปประมาณ ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท คือซ่อมแซมถนนที่มีทั้งหมดที่อยู่ โดยใช้อัตราส่วนที่ท่านอนุรักษ์ จุรีมาศ เห็นนี่ให้เป็นหน่วยทั่วไปในการซ่อมแซม แต่อีก ๓๔,๐๐๐ ล้านบาท จะต้องมาสร้าง และปรับปรุง เพราะลูกรังแต่ละที่ พี่น้องประชาชนก็อยากให้ลาดยาง อยากให้ทำคอนกรีต ซึ่งมีอีกเยอะมาก ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร ถ้าไม่มีงบตัวนี้ไปเลย จะไม่เห็นถนนลูกรังลาดยางใน อปท. หรือเห็นน้อยมาก ดังนั้นผมยืนยันว่ารัฐบาลสมควรรับเรื่องนี้ไปดำเนินการ แล้วรีบดำเนินการ หาเม็ดเงินมาให้ เพื่อจะให้การสร้าง อาจจะทยอยสร้าง เพราะถนนอาจจะไม่พังทั้งหมด ซ่อมไป ๕๖,๐๐๐ อีก ๓๔,๐๐๐ นี้ก็มาสร้างใหม่🔗
ประเด็นถัดมา ก็คืองบประมาณที่ท่านประธานวีระกรและพวกเราคำนึงถึงนี้คือ ๔ เรื่อง ก็คืองบของ อสม. งบของผู้สูงอายุ งบของผู้พิการและโรคเอดส์นี้ ซึ่งต่อไปนี้ผมพูด ตลอดว่า อสม. ได้ประมาณ ๑,๐๐๐ นี้ไม่พอในการชดเชย เพราะเขาทำงานหนัก เสี่ยงโควิด (COVID) เขาควรต้องได้เพิ่ม ผู้สูงอายุจะต้องได้เพิ่ม เพราะจะต้องเป็นลักษณะว่าเขาจะต้องได้รับ สิทธิเท่าเทียมกันที่บำนาญประชาชนที่ผมเสนอญัตติไปแล้วนี้ งบส่วนนี้จะได้เพิ่ม แล้วคนพิการ ก็ต้องตามมา โรคเอดส์ตามมา ดังนั้นส่วนนี้ควรจะตั้งงบต่างหาก ไม่ใช่เอางบมาใส่ให้ อปท. เพื่อให้ อปท. ได้งบถึง ๒๙.๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อยืนยันว่าโอนไว้ให้แล้วนะรัฐบาล แต่ถ้าเราตัดงบไปนี้ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ แล้วให้งบเป็นงบกลาง หรือเป็นงบของ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข แล้ว อปท. เขาจะได้มีเงิน มีเพดาน เขาก็จะได้มา ทำเรื่องถนนนี้ได้นะครับ ก็อาจจะไม่ต้องเอาเงิน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทมา เอาเงินก้อนนี้มา ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาทำเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นเห็นด้วยว่าต้องมีงบประมาณ แต่จะ มาจากไหนก็แล้วแต่นะครับ🔗
แต่อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของทางหลวง ทางหลวงชนบทนี้ ถึงแม้ว่าเขาถ่าย โอนไปแล้วนะครับ ปัจจุบันทางหลวงชนบทมีถนนอยู่ ๔๘,๐๐๐ กิโลเมตร ทางหลวงมี ๕๒,๐๐๐ กิโลเมตร แต่เขาก็ต้องทำ ๔ เลน ทำขยายเพิ่ม ปรับปรุงเพื่อไม่ให้มันพังมากขึ้น ทำแต่เนิ่น ๆ เพราะฉะนั้นงบประมาณที่เขาได้ ผมก็ยังเห็นว่าไม่ควรจะไปตัดเขาหรอก ไปหา งบส่วนอื่น เพราะอย่างไรเขาก็ต้องทำต่อ มาชดเชยให้ อปท. ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็ได้นะครับ ถ้าหางบอื่นมาเติมให้เขาได้ เขาก็สามารถดำเนินการได้ ส่วนทางหลวงก็ให้ดำเนินการต่อไป แล้วก็จะเรียนถามทางท่านประธานว่าขณะนี้เมื่อปี ๒๕๖๔ วันที่ ๓๐ ตุลาคมนี้ อธิบดี กรมทางหลวงบอกว่ามี อปท. อยากจะส่งถนนถ่ายโอนคืนลงหนังสือพิมพ์ประมาณ ๑๒,๐๐๐ กิโลเมตร โดยจะเป็นทางหลวงที่เชื่อมระหว่างจังหวัดกับจังหวัด อำเภอกับอำเภอ หรือชุมชน และต้องมีรถวิ่งผ่านวันละ ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ คัน มันจริงหรือไม่ แล้วได้รับถ่ายโอน หรือไม่ แต่ผมมาศึกษาอีกครั้งหนึ่ง มาดูจริง ๆ คณะอนุกรรมการอนุมัติแต่ ๕ จังหวัด ประมาณ ๒๗๗ กิโลเมตร ที่จะมีการถ่ายโอนกลับคืนไป ผมยืนยันว่าไม่มีนโยบายให้ถ่ายโอนกลับคืนนะ ครับ ยังจะต้องถ่ายลงมาท้องถิ่นเหมือนเดิม แต่ถ้าเป็นปัญหาเฉพาะกิจอย่างที่เส้นสายจังหวัด อุบลราชธานีของที่ท่านประธานพูดนี้ ที่ติดกับเขตผม เดชอุดมจากกันทรลักษ์ แถวนี้มันมี เหตุผลจริง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะเขตเฉพาะเรื่อง ก็ขอให้ดำเนินการได้ ไม่ต้องปิดกั้น แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นยังมีนโยบายที่จะต้องมาเติมเต็มให้กับพี่น้อง ให้กับทางหลวง ให้ อปท. เพื่อมาสร้างถนน ให้กับพี่น้องประชาชนต่อไปนะครับ ผมหวังว่ารัฐบาลคงจะต้องรับเรื่องนี้ โดยเฉพาะสมาชิกนี้ เราจะต้องเสนอเป็นเรื่องที่ถือว่าลิจิต (Legit) มาก โดยเฉพาะข้อสังเกตนี้ ให้รัฐบาลรับไป ดำเนินการ และใช้มาตราที่ใช้ขั้นตอนที่ ๑ หรือ ๒ ก็ได้ แต่ขอให้ได้เงินมาซ่อมให้ทัน ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ต้องขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านดะนัย มะหิพันธ์ ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอำนาจเจริญ เขต ๒ ครับ ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านประธานครับ การสรุปปัญหาของคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถสรุปปัญหาได้ตรงประเด็น เป็นไปตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ผมเห็นด้วยทั้ง ๓ ปัญหาที่ท่านได้สรุปออกมา แต่ผมขออภิปราย สนับสนุนปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ ซึ่งเรื่องนี้ท่านได้ให้ข้อเสนอแนะ ให้ข้อคิดว่า หน่วยงานราชการที่โอนถนนหรือโอนภารกิจทางถนนไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อท้องถิ่นไม่สามารถที่จะบริหารจัดการได้เขาก็น่าจะสามารถโอนกลับมาให้หน่วยงาน ราชการเดิมได้ แม้ว่าข้อกฎหมายจะเขียนไว้ว่าห้ามโอน กฎหมายมันแก้ไขได้ครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็ฝากว่าวันนี้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบอยู่ว่าถ้าโอนไปได้ และโอนกลับไม่ได้ถ้าเกิดมันมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วจะทำอย่างไร ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอ ในเรื่องของปัญหาด้านงบประมาณและวิธีการบริหารงบประมาณที่ท่านทำออกมาวิเคราะห์ ได้ชัดเจนมากครับ ถ้าทำได้อย่างที่ท่านเสนอผมว่าปัญหามันจะไม่เกิด เพราะงบประมาณ ก็จะมีไปบริหารจัดการ แต่ที่ผมไม่พบในข้อเสนอของท่านซึ่งก็อยากจะฝากท่านว่าถนนลูกรัง ที่ยังมีอยู่เต็มเกินกว่าครึ่งหนึ่งของถนนที่มีอยู่ทั้งหมดท่านไม่มีเป้าหมายที่จะกำหนดว่า ถนนลูกรังพวกนี้น่าจะให้เป็นคอนกรีตหรือให้เป็นลาดยางได้ภายในปีไหน หรือจะให้เป็นอยู่ อย่างนี้ตลอดไป เพราะถ้าเราไม่มีเป้าหมายในการที่จะทำให้ถนนพวกนี้เป็นถนนที่ปลอดฝุ่น มันก็จะอยู่เช่นนี้ต่อไป ก็ฝากท่านนะครับ ท่านประธานครับ สภาพปัจจุบันนี้ความเจริญ มันรวดเร็ว เดิมถนนสายรองทุกวันนี้ขึ้นมาเป็นถนนสายหลัก เคยเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน เดี๋ยวนี้เป็นการเชื่อมระหว่างอำเภอ ผมยกตัวอย่างจังหวัดอำนาจเจริญของผมครับ ท่านประธาน จังหวัดอำนาจเจริญของผมตอนนี้มีถนนที่อยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รับผิดชอบทั้งหมด ๔,๔๖๔ สาย มีระยะทาง ๔,๒๐๐ กว่ากิโลเมตร เป็นคอนกรีต ๘๗๙ กิโลเมตร เป็นลาดยาง ๙๕๑ กิโลเมตร และยังเป็นลูกรังอยู่ตั้ง ๒,๕๖๖ กิโลเมตร ที่สำคัญขณะนี้คณะอนุกรรมการอำนวยการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของจังหวัดได้ประชุมมีมติถ่ายโอนถนนกลับคืนให้ทางหลวงชนบททั้งหมด ๑๒ เส้น ระยะทาง ๒๐๕ กิโลเมตร เรื่องนี้ได้ผ่านคณะอนุกรรมการของจังหวัดมาแล้ว ๒ ปี ได้ยื่นหนังสือผ่านมาถึงส่วนกลางเพื่อให้ได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว จนบัดนี้ถนนทั้ง ๑๒ สาย ๑๒ เส้นก็ยังไม่ได้รับการพิจารณา คนลำบากคือใครครับท่านประธาน คือพี่น้องประชาชน ที่ใช้สัญจรไปมา พอเราถามไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็บอกว่า ขณะนี้ ทำเรื่องขอถ่ายโอนไปแล้วแต่ก็ยังไม่ได้รับการพิจารณา อบจ. เองก็ไม่มีงบประมาณพอที่จะ มาทำถนนได้ ถามไปทุกทางผมได้อภิปรายอยู่ตรงนี้หารือตรงนี้ก็หลายครั้ง จนขณะนี้ ก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาครับท่านประธาน ดังนั้นผมอยากจะฝากว่า ในการพิจารณา ถ้าท่านไม่รับถ่ายโอนโดยอ้างข้อกฎหมายท่านก็จะต้อง พิจารณางบประมาณตามที่ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาว่าต้องรีบดำเนินการให้งบประมาณลงไปให้เขา แต่ถ้าไม่ให้ งบประมาณ ท่านก็ต้องรีบในการที่จะรับการถ่ายโอนกลับมา เพราะคนเดือดร้อนคือพี่น้อง ประชาชนครับ วันนี้เขาไม่รู้หรอกว่าถนนเป็นของใคร เขารู้แต่ว่าถนนเป็นของหลวง หลวงคือใคร หลวงคือท้องถิ่น หรือหลวงคือรัฐ ไม่รู้ เพียงแต่ว่าพอเดือดร้อนคนที่ต้องรับเอา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาพูดก็คือผู้แทนราษฎร ดังนั้นวันนี้ผมเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนต้องขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ท่านได้ศึกษารายละเอียดเรื่องนี้ ผมคิดว่าถ้าหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยงานของส่วนราชการที่เป็นเจ้าของสิทธิถนนที่ถ่ายโอน ไปท่านนำเอาวิธีปฏิบัติที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ ลงไปให้เขา ผมว่าพี่น้องประชาชนไม่เดือดร้อนหรอกครับ แล้วสุดท้ายก็ฝากว่ากฎหมาย อันไหนที่เป็นปัญหาก็แก้ครับ ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ เพราะมันขัดกฎหมาย กฎหมายเขามีไว้ให้สภาแก้เราก็เสนอแก้เข้ามาครับท่านประธาน และฝากว่าท่านจะต้องกำหนดเป้าหมายในการที่จะทำให้ถนนลูกรังเป็นถนนลาดยาง หรือเป็นถนนคอนกรีตโดยให้มีปีกำหนดด้วยว่าเราจะให้มันหมดไปในกี่ปีครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปครับ ท่านจิรายุ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา จริง ๆ แล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจะไม่เกี่ยวกับผม แต่ผมจะ สะท้อนปัญหาให้ท่านวีระกร คำประกอบ ที่รักและเคารพของผมได้ทราบว่า ผมเป็นประธาน กรรมาธิการไปตรวจราชการต่างจังหวัดหลายครั้งก็มีพี่น้องประชาชนร้องเรียนมาว่า ถ้าเกิดยกถนนต่าง ๆ กลับไปให้ท้องถิ่นแล้วไม่สามารถทำได้ก็อย่าไปทำเลย ให้กลับไปอยู่ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทเถิด ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ท่านประธานครับ ท่านประธานเคยไปพัทยาในเส้นทางสายเก่า ก็คือวิ่งจากถนนสุขุมวิท แต่สมัยนี้เราใช้ มอเตอร์เวย์ (Motorway) กันเยอะ ถ้าเราวิ่งสุขุมวิท เราผ่านหนองมน วิ่งจากหนองมน ตรงขึ้นไปครับ จะเจออำเภอศรีราชา แล้วก็จะเข้าพัทยาที่บางละมุง ตรงอำเภอศรีราชา ถ้าใครวิ่งทางสายเก่าจะเห็นว่าจะมีสะพานข้ามแยกเยอะ เดี๋ยวข้ามแยก แต่พอไปถึงที่อำเภอ ศรีราชาที่มีแยกใหญ่อยู่ ๒-๓ แยกนั้น ปรากฏว่าไม่มีสะพานข้ามแยก ชาวบ้านก็ถามผม ผมก็ สงสัยต่ออีกเหมือนกัน ผมก็เลยถามไปยังกรมทางหลวง กรมทางหลวงก็อธิบายว่าตรงนั้นเป็น พื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเขตความรับผิดชอบที่มีการโอนย้ายถนนหนทางไป ให้กับท้องถิ่น คำถามต่อเนื่องครับ แล้วทำอย่างไรละครับถ้าเกิดอยากจะได้สะพานลอยหรือ อุโมงค์ข้ามแยก ท่านประธานที่เคารพครับ พอขับรถเลยไปหน่อยเข้าสู่บางละมุง พัทยาใต้ พัทยา กลาง พัทยา เหนือ ท่านประธานก็จะเห็นว่ามีอุโมงค์ลอดใต้ไป คำถามคือว่ากรมทางหลวง เป็นคนทำไหมก็ปรากฏว่าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบ้าง เป็นทางหลวงผสมปนเปกันไป สิ่งที่ผมอยากจะบอกท่านประธานคณะที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ว่าถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็เอากลับไปคืน เขาเถอะครับ เพราะมันจะได้ด่ากันได้ถูก เหตุผลอย่างนี้ครับ ผมดูเรื่องของการไฟฟ้าด้วยก็จะ มีปัญหาลักษณะเดียวกัน ชาวบ้านเวลาไฟฟ้าดับ สาธารณะก็โทรศัพท์ไปด่าการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคบ้าง การไฟฟ้านครหลวงบ้าง การไฟฟ้าก็บอกว่าตรงนั้นเป็นขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเขา เป็นของเทศบาล เป็นของ อบต. อบจ. เขา ไม่มีอำนาจ ไม่มีสตางค์ไปทำ อันนี้ละครับก็เกิดปัญหาซับซ้อนขึ้นมา ผมจึงบอกท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมการชุดนี้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไหนก็แล้วแต่ที่เขามีสตางค์เยอะ เขาก็ทำครับ ยกตัวอย่างพัทยา มีเงินเยอะ เพราะว่ามีสถานที่ท่องเที่ยว อำเภอศรีราชาพอมีบ้าง แต่ก็ไม่ได้จัดสรร งบประมาณไปทำสะพานข้ามแยกครับ แต่ถ้าสมัยก่อนเป็นของกรมทางหลวงหรือว่า กรมทางหลวงชนบท มันก็บรรจุในงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะทำสะพานข้ามแยก ตรงนั้น จะลอดใต้ดินตรงนี้ อันนี้เป็นข้อที่ผมอยากจะสะท้อนให้กับคณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้โปรดพิจารณานะครับว่า ทางด้านกฎหมายถ้าอะไรเป็นไปไม่ได้แล้ว มันไม่สามารถ ดำเนินการได้แล้วเราก็เอากลับไปให้หน่วยงานนั้น ๆ ทำครับ เพียงแต่ว่าองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเสนอแนะเป็นคณะกรรมการในการติดตามตรวจสอบได้ ผมจึงขอฝากไปยัง ท่านประธานสั้น ๆ ถ้ามีโอกาส ผมไม่แน่ใจว่าถ้าคณะอนุกรรมาธิการนี้ได้มีโอกาสไปดูท้องที่ จริงหรือเปล่า ถ้าไปผมอยากให้ท่านไปที่อำเภอศรีราชา จะเห็นชัดเจนเลยครับ มากันอย่างดี เลย ถนน ๖ เลน สะพานข้ามแยก สะพานข้ามแยก อุโมงค์ลอดใต้ อุโมงค์ลอดใต้ พอไปถึงตรง ๒ จุดนั้นละครับ รถติดกันเป็นตังเม เพราะไม่มีเงินไปทำสะพานที่มีมูลค่า หลายร้อยล้านบาทได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาทำไม่ไหว อันนี้ยังไม่พูดถึงถนน ตามตรอก ซอก ซอยอีก เพราะฉะนั้นจึงฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่า ถ้าข้อเสนอของจิรายุพอเป็นประโยชน์ท่านลองช่วยดูหน่อย จริง ๆ ผมก็ไม่ใช่คน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แต่เป็นปัญหาที่อยากสะท้อนให้ท่านทราบ ก็ขอขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ต่อไป ท่านเอกชัยครับ มีรายชื่ออยู่ท่านเอกชัย เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการศึกษาปัญหาถ่ายโอนของทางหลวง ทางหลวงชนบทไปสู่ ท้องถิ่น คือนับว่าปัญหาถนนท้องถิ่นนี่ครับเป็นปัญหาที่ผู้แทนราษฎรได้รับฝากจากพี่น้อง ประชาชนมาพูดในสภาแห่งนี้มากที่สุดครับ เป็นเพราะว่าเป็นปัญหาที่หนักอกหนักใจของ พี่น้องประชาชนตลอดจนถึงผู้สัญจรไปมาทุกท่านครับ ปัญหานี้ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเล็ก เหมือนจะเป็นปัญหาไม่ใหญ่ เพราะทางท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ทางหลวง ไม่ใช่ทางหลวง ชนบทครับ แต่เป็นทางที่พี่น้องต้องสัญจรไปมาทุกวันคือต้องผ่านเข้า-ออกทุกวันครับ งบประมาณในการดูแลรักษาอาจจะไม่มากครับ แต่การให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชน ต่างหากครับที่สำคัญ คือถ้าใส่ใจให้งบประมาณเสียบ้างก็สามารถที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ครับ ปัญหานี้เหมือนจะเล็กครับ แต่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ หลังรัฐประหารมานี่ครับ มีตัวเลขของ ธนาคารโลกที่บอกว่า การคมนาคมของประเทศไทยล้าหลัง ถดถอยลง เดิมการคมนาคม ของประเทศไทยเป็นรองแค่ประเทศมาเลเซีย แต่ปัจจุบันนี้ครับเรากำลังถูกประเทศ เพื่อนบ้านอย่างประเทศอินโดนีเซีย อย่างประเทศเวียดนามไล่ขึ้นมาและกำลังจะแซงเราไป ในไม่ช้าครับ ตอนนี้เราสามารถที่จะปรับปรุงได้ครับ ถ้าหากรัฐบาลให้ความสนใจ ต้นเหตุของ ปัญหาถ่ายโอนคือการขาดงบประมาณ ท่านถ่ายโอนเพียงแต่ภารกิจให้ท้องถิ่น ท่านไม่ได้ ถ่ายโอนงบประมาณให้กับท้องถิ่นไปด้วยครับ ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถที่จะมีบทบาท ในการพัฒนาถนนของท้องถิ่นของตนเองได้เลยครับ ผมต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการศึกษา ปัญหาถ่ายโอน ขอบคุณท่านประธานวีระกร คำประกอบ และขอบคุณเพื่อน ๆ กรรมาธิการ ทุกท่านครับ ไม่ว่าจะอยู่พรรคไหน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือจะเป็น ฝ่ายค้าน พวกเราอยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน และเห็นปัญหานี้ดีครับ ผมจะขอ สไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
ภาพสไลด์ (Slide) นี่ครับ เป็นภาพที่คณะกรรมาธิการของเราครับ โดยท่านประธานท่านวีระกร คำประกอบ เพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่านนี่ครับได้ไปศึกษาปัญหาถนนเดชอุดม-นาห่อม ที่อำเภอเดชอุดม จังหวัด อุบลราชธานี ที่ท่านเห็นในรูปนี่ครับก็คือ ในพื้นที่ดูแลของเทศบาล ถนนก็ดูดีครับ เป็น ๔ ช่องจราจรของทางหลวงครับ ก็เป็นลักษณะอย่างนี้นะครับ พี่น้องจากอำเภอเดชอุดม จากอำเภอน้ำยืน จากอำเภอน้ำขุ่น จากอำเภอทุ่งศรีอุดม หรือจากจังหวัดใกล้ชิดติดกัน อย่างจังหวัดศรีสะเกษนี่ครับบางส่วนจะเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานีก็ต้องผ่านถนนเส้นนี้ ต้องผ่านทั้งส่วนที่ อบจ. รับผิดชอบ ต้องผ่านทั้งส่วนที่เทศบาลรับผิดชอบ และต้องผ่าน ทั้งส่วนที่ทางหลวงรับผิดชอบครับ🔗
ขอภาพต่อไปครับ ในส่วนของ อบจ. รับผิดชอบนี่ครับท่านประมาณนี้ครับ ขอภาพต่อไปครับ นี่ครับท่าน นี่คือถนนเส้นเดียวกันครับที่ท่านวีระกรได้กล่าวไปนะครับ ปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างไรครับ นี่ก็คือปัญหาความเหลื่อมล้ำเพียงแค่แบ่งเส้นว่าใครรับผิดชอบ ส่วนนี้ก็ดีกว่าส่วนนั้น ขอภาพต่อไปครับ ทางกรรมาธิการเรานี่ครับได้ไปดูในพื้นที่ครับ ขอภาพต่อไปเลยครับ แล้วก็ได้นำปัญหานี้ไปคุยกับคณะกรรมการการกระจายอำนาจ เอกสารตัวนี้ก็ร้องเรียนมาจากทางอำเภอเดชอุดม ในเรื่องปัญหาถ่ายโอน เพราะทางเส้นนี้ เดิมเป็นของทางหลวงนะครับ ตั้งแต่ถ่ายโอนมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. นี่ครับ ทางหลวงได้ขยายเป็น ๔ ช่องจราจร ทางเทศบาลก็ได้ขยายเป็น ๔ ช่องจราจร ทางอำเภอ เดชอุดมไปอำเภอน้ำยืนก็ขยายเป็น ๔ ช่องจราจรแล้ว เหลือแต่ทางเส้นนี้คั่นอยู่ตรงกลาง เป็น ๒ ช่องจราจร แล้วก็ยังผุพังอยู่ อยากจะถ่ายโอนกลับไปให้ทางหลวง ซึ่งคณะกรรมการ การกระจายอำนาจก็ได้รับเรื่องนี้ไปครับ แต่ความคืบหน้ายังไม่มีนะครับ เส้นนี้ครับ อบจ. องค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ทำหนังสือขอสนับสนุนงบประมาณ พ.ร.ก. เงินกู้ปี ๒๕๖๔ เงินกู้โควิด-๑๙ (COVID-19) ๑๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อจะทำการขยาย ทางเส้นนี้ให้เป็น ๔ ช่องจราจร ไม่เป็นคอขวดอีกต่อไป แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน ไม่ได้รับสนับสนุนงบประมาณจากทางรัฐบาลเลยครับ แต่โชคดียังโชคดีอยู่ว่า มีการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้มี อบจ. อบจ. ที่ว่างนี้ครับ ขอภาพต่อ ได้มีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เลือกตั้งที่ผ่านมานี่ครับ ท่านนายก กานต์ กัลป์ตินันท์ มาเป็นนายก อบจ. ผมกับเพื่อน ๆ สมาชิกพรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี ก็ได้นำเรื่องไปหารือกับ อบจ. ถึง อบจ. จะมีงบประมาณไม่มาก ผมก็ต้องขอบคุณครับว่า ยังให้มาบ้างบางส่วนในการปรับปรุงผิวจราจรจากช่วงต่อจากเทศบาลไปถึงแยกท่าโพธิ์ศรี ได้ประมาณ ๕ กิโลเมตรกว่า ๆ ยังเหลืออีก ๒๐ กิโลเมตรกว่า ๆ ครับ ความรับผิดชอบของ อบจ. ๓๓ กิโลเมตรครับ ถ้ารัฐบาลจะดูแล เหลียวแล จัดแบ่งงบประมาณในส่วนนี้ก็จะเป็น พระคุณยิ่ง ขอภาพต่อไปครับ ปัจจุบันนี้ครับ ทาง อบจ. กำลังดำเนินงานปูผิวจราจรให้ใหม่ ในช่วงแรก จากส่วนรอยต่อของเทศบาลไปถึงแยกท่าโพธิ์ศรี ซึ่งแยกท่าโพธิ์ศรีจะเป็น ทางร่วมกันของพี่น้องอำเภอน้ำยืน อำเภอน้ำขุ่น ที่จะสัญจรไปมาปัญหาการซ่อมบำรุง การซ่อมแซมทางของท้องถิ่นเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดงบประมาณ ผมเห็นด้วยกับ ข้อเสนอของทางคณะกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดงบประมาณให้เพิ่มขึ้น ประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เงิน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ถามว่ามากหรือไม่ครับ ถ้าเทียบกับงบกลาง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ คิดเป็น ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองถ้ารัฐบาลจะจัดแบ่งให้ ท้องถิ่น ผมขอเสนอให้จัดแบ่งให้เป็นเงินอุดหนุนทั่วไปนะครับ ให้ตั้งหมวดเงินอุดหนุน ทั่วไปซ่อมบำรุงรักษาทาง แล้วจัดแบ่งตามกิโลเมตรเลยครับ อย่าจัดแบ่งตามประชากร เพราะการซ่อมถนนนี่ครับไม่สามารถจัดแบ่งตามประชากรได้ครับ ส่วนใหญ่สำนัก งบประมาณเวลานำงบประมาณมาพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร หรือพิจารณางบท้องถิ่น มักจะจัดแบ่งตามประชากรครับ ทำให้พื้นที่ที่ไม่ใช่ชุมชนไม่ได้รับงบประมาณเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนหรือจะไม่เป็นชุมชน ทุกคนต่างสัญจรร่วมถนนเส้นเดียวกันครับ ดังนั้น ขอให้จัดแบ่งงบประมาณตามกิโลเมตร เพื่อกำจัดความเหลื่อมล้ำและทำให้เกิดการดูแลรักษา ถนนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ยังมี อีกหลายท่านที่ประสงค์จะอภิปรายครับ ท่านต่อไปครับ ท่านมนพร เจริญศรี แล้วตามด้วย ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันจะขออภิปราย ในเรื่องของรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องปัญหาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านประธานคะ ภารกิจของการถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายโอนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน โครงการ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต โครงการจัดระเบียบสังคม ชุมชน การศึกษา เพื่อความเรียบร้อยภายใน ชุมชน การวางแผนการส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยวและการจัดการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่วันนี้ดิฉันต้องบอกว่าชื่นชมที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญได้พิจารณาเรื่องของทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องของการถ่ายโอนเส้นทาง ทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นปัญหามาอย่างยาวนานของสภาพการจราจรภายในชุมชนที่เชื่อม ระหว่างตำบลต่อตำบล และอำเภอต่ออำเภอค่ะ ท่านประธานคะ กรมทางหลวงชนบท เป็นหน่วยงานที่แยกมาจากเดิมเขาเรียกว่าหน่วยงาน รพช. เดิม ก็จะเห็นว่าในขณะที่มี พ.ร.บ. การกระจายอำนาจไม่ว่าบุคลากรหรือว่าหน่วยงานสังกัดก็แยกย้ายกันไป ไม่ว่าจะเป็น ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง หรือว่าคำสั่งข้าราชการบางท่านก็โอนไปอยู่ อบจ. หรือองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น จากปัญหาดังกล่าวก็ส่งผลถึงการจัดการบริหารงาน รวมทั้งการเตรียม บุคลากรที่ลงไปสู่ความชำนาญแต่ละท้องถิ่นนะคะ ก็จะเห็นว่ากรมทางหลวงชนบทมักจะมี การถ่ายโอนถนนที่มีความชำรุดแล้วก็เสียหาย แล้วก็จะเป็นสายรอง ๆ นะคะ แต่ต่อมา เมื่อโอนแล้วก็จะกลายเป็นสายหลัก ทั้ง ๆ ที่บางครั้งความพร้อมขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นไม่มีความพร้อมในเรื่องของงบประมาณ บุคลากร แต่หลายท่านที่ลุกขึ้นมา อภิปรายก็คือจะโฟกัส (Focus) ไปในเรื่องของงบประมาณ แต่ดิฉันจะขอเสริมว่า การที่ ภารกิจของการถ่ายโอนนั้นเราจะพิจารณาใน ๒ เรื่อง คือการถ่ายโอนที่ต้องใช้งบประมาณ ไม่ว่าจะเรื่องของการจัดหาผู้รับจ้าง เรื่องของการอีบิดดิง (e-Bidding) แต่ขณะเดียวกันก็มี การถ่ายโอนแบบที่ ๒ นั่นก็คือให้หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นทำเอง ให้มีการ พัฒนาศักยภาพบุคลากรทางด้านกองช่างในเรื่องของการซ่อมแซมระยะสั้น ในกรณีที่ถนนมี ชำรุด เป็นหลุม เป็นบ่อ ช่างหรือว่าเจ้าหน้าที่บุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านั้น ก็สามารถที่จะจัดหาวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ มาซ่อมแซมเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้นไปก่อนนะคะ ก็จะเห็นว่าจากความสัมพันธ์ทั้งบุคลากร ทั้งเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์แล้วก็งบประมาณนั้น ไม่ได้ตอบโจทย์ของการแก้ไขปัญหาในการถ่ายโอนภารกิจของท้องถิ่นแต่อย่างใดนะคะ ท่านประธานคะ ประเทศที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนานั้นก็คือ จะต้องมี การกระจายอำนาจ กระจายเงิน กระจายบุคลากร แล้วก็เปิดเวทีให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนา จะเห็นว่าวันนี้การกระจายอำนาจจริง ๆ รัฐบาลที่สืบทอดอำนาจมาจาก เผด็จการไม่ได้มีการกระจายอำนาจแต่อย่างใด ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านก็ควรจะมีกระจายบุคลากร แต่วันนี้ท่านตัดบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้อง ประชาชนจาก อบต. เดิมทีมีหมู่บ้านละ ๒ คน ท่านก็เหลือให้เพียงแค่คนเดียวนะคะ มิหนำซ้ำงบประมาณแต่ละส่วนที่จะต้องเป็นงบประจำท่านก็ตัด อย่างนี้หรือคะที่ท่านบอกว่า จะกระจายอำนาจลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นก็คงเป็นเพียงแค่ความฝัน แล้วก็เป็น เพียงแค่ลมปากที่ท่านบอกว่าจะกระจายอำนาจลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะคะ เราหันกลับมาดูว่าวันนี้ถึงแม้ว่าท่านบอกว่าจะกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่หน่วยงานภูมิภาคกลับโตขึ้น รับราชการมากขึ้น ท่านเพิ่มอัตราตำแหน่งแต่ละหน่วยงาน แต่ละกระทรวง กรม กอง สูงมากขึ้น แต่รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลดลง ๆ นี่หรือคะ คือการกระจายอำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้ววันนี้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นถูกทอดทิ้งค่ะ ซึ่งคนแถวบ้านดิฉันบอกว่างบประมาณของประเทศไทยที่ผ่านมา เปรียบเสมือนแท่งไอติม กว่าจะออกจากกระทรวง กรม กอง คนนั้นดูด คนนี้ดูด กว่าจะ ตกถึงชาวบ้านเหลือแต่ไม้ วันนี้คงจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ดิฉันหมดหวังกับการกระจายเงิน แต่ขณะเดียวกันยังดีที่เราตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาถึงแนวทางที่จะถ่ายโอน ถนนเส้นทางของทางหลวงชนบทสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านประธานคะ การพิจารณาในเรื่องของการถ่ายโอนนี้ถ้ารัฐบาลไม่มีความพร้อมก็ต้องตอบตรง ๆ ว่า ท่านไม่มีความพร้อม ก็สามารถเอาเส้นทางเหล่านั้นกลับคืนไปให้กรมทางหลวงชนบทที่เขา รับผิดชอบโดยตรง เพราะจะไม่เป็นภาระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และท่านก็ต้องมีแผน ว่าการจัดสรรงบประมาณแต่ละปี ๆ นั้นเพียงพอหรือไม่นะคะ ไม่ใช่สักแต่พูด แต่ท่านทำไม่ได้🔗
ท่านประธานคะ ในประเด็นสุดท้ายการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นวันนี้ถามว่าท่านคุมกำเนิด แม้กระทั่งอัตราของบุคลากรในพื้นที่ทำไมท่านไม่ให้ คณะกรรมการการกระจายอำนาจกำหนดอัตราบุคลากรในพื้นที่ให้มีความชำนาญในเรื่อง ของกองช่าง เรื่องของการที่จะซ่อมแซมถนนหนทางมากขึ้น แต่ท่านกลับกำหนดอัตราของ บุคลากรแต่ละท้องถิ่น ขณะเดียวกันท่านก็ไม่เพิ่มเงิน องค์ประกอบที่ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกต เหล่านี้ทั้งหมด ดิฉันก็ฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ได้ไปศึกษาแล้วก็หาข้อสรุปเพื่อเสนอ ต่อรัฐบาลในโอกาสต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านสมาชิกครับ เรามีแขกพิเศษมาเยี่ยมห้องประชุมนะครับ ผมขออนุญาตกล่าวต้อนรับ หน่อยนะครับ ในนามของสภาผู้แทนราษฎรมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสต้อนรับ เอช อี อเล็กซ์ คูเพรชท์ (H.E. Alex Kuprecht) ซึ่งท่านเป็นประธานวุฒิสภาแห่งสมาพันธรัฐสวิส พร้อมทั้งคณะ ในโอกาสที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ขอแสดง ความยินดีต้อนรับด้วยความอบอุ่น ขอบคุณครับ ต่อไปศาสตราจารย์โกวิทย์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท นครศรีธรรมราช วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายรายงานผล การพิจารณาศึกษาปัญหาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบท ให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ก่อนอื่นก็ขอชมเชยท่านกรรมาธิการวิสามัญทุกท่านที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ ผมถือว่า อย่างน้อยก็คลายความกังวลให้กับองค์กรท้องถิ่นที่รับการโอนทางหลวงชนบทมาอยู่กับ ท้องถิ่นทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล และ อบต. ท่านประธานครับ ผมดูปัญหา ที่ทางกรรมาธิการได้คลี่ออกมา ผมคิดว่ามีอยู่ ๓ เรื่องใหญ่ แล้วก็เป็นการเสนอว่า ใน ๓ เรื่องใหญ่จะจัดการอย่างไร🔗
ในเรื่องที่ ๑ ก็คือว่า การถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบท ซึ่งเดิมเป็นของกรม ทางหลวงชนบท ปัญหาก็คือว่า เมื่อถ่ายโอนมายังท้องถิ่นแล้ว เรื่องของภารกิจก็มาตกอยู่ที่ ท้องถิ่น แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่พบก็คือว่า การจัดสรรบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในการดูแล หรือพัฒนา ถนน เขาขาดเขาไม่มี ไม่ถ่ายโอนบุคลากรมาด้วย ในส่วนที่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องจักร ก็ดี เขาก็ยังมีปัญหา เรื่องงบประมาณซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าการบำรุงรักษาถนนกรมทาง หลวงชนบทก็ไม่ได้จัดสรรงบส่วนนี้มาให้ หรือว่าสำนักงบประมาณก็ไม่ได้จัดสรร ทางแก้ที่ กรรมาธิการได้เสนอผมคิดว่าน่าสนใจ ที่บอกว่าน่าสนใจ เช่น เราจะทำอย่างไรให้ท้องถิ่น มีแหล่งรายได้ ทางกรรมาธิการวิสามัญได้เสนอ ผมยกตัวอย่างสัก ๒-๓ เรื่องท่านประธาน เรื่องที่ ๑ อย่างเช่น เงินอุดหนุนที่เป็นค่าก่อสร้าง ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ค่าซ่อมบำรุง อีก ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเหมือนกัน รวมทั้งเงินอุดหนุนทั่วไปที่ท่านเสนอไว้ เพื่อเป็น การบำรุงรักษาถนน ซึ่ง ๕๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วไปแนะนำในเงินอุดหนุนเฉพาะกิจอีกว่า ให้ไปเขียนไว้ว่าเป็นการก่อสร้างพัฒนาถนนอีก ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งหมดนี้ ผมคิดว่าเป็น การเยียวยาที่ดีถ้าทำได้ แต่ผมมีข้อสังเกตว่า ในข้อสังเกตเรียนกรรมาธิการด้วยความเคารพ ว่า ท่านต้องเอาส่วนนี้ใส่ลงไปในข้อสังเกตหรือไม่ เพื่อแยกแยะให้ทางหน่วยที่รับผิดชอบ หรือรัฐบาล คณะกรรมการการกระจายอำนาจไปดำเนินการแยกแยะตามประเด็นที่ ท่านเสนอ อันนี้ก็เห็นด้วย แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นที่จะได้งบประมาณเพิ่มเติม ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ในหน้า ๓๘ ที่ทางกรรมาธิการได้ศึกษา ซึ่งแบ่งประเภทของ ถนนต่าง ๆ แล้วก็ตามการคำนวณงบประมาณ ผมเรียนอย่างนี้ว่า เวลาเราพูดถึง ถนนทางหลวงชนบทมันจะคาบเกี่ยวกันไม่ว่าจะเป็นอยู่ในเขต อบจ. เขต อบต. เขตเทศบาล แต่ข้อรอยต่อระหว่างเขตเทศบาลต่อไปยังเขต อบต. และต่อไปยังเขตเทศบาลนั้น ผมคิดว่า องค์รวมส่วนนี้ อบจ. จะต้องรับผิดชอบหรืออย่างไร ผมคิดว่าตรงนี้ผมไม่เห็นว่าจะแบ่ง อาณาเขตเรื่องการบำรุงรักษาถนนอย่างไร ก็เรียนกรรมาธิการไว้ด้วย ในข้อสังเกตหน้า ๔๒ ผมเห็นด้วยนะครับ ในหน้า ๔๒ ที่ท่านเขียนว่า เมื่อท้องถิ่นมี การคำนวณของสำนักงบประมาณให้กับรายได้ท้องถิ่นในแง่ของการจัดเก็บเองส่วนใหญ่ คำนวณแล้วสูงกว่าเงินงบประมาณที่เขาควรจะได้ ตรงนี้น่าสนใจ แต่ผมคิดว่าข้อเสนอของ ท่านก็คือว่าไปพูดถึงการลดงบประมาณของทางหลวงร้อยละ ๑๐ แล้วทางหลวงชนบท ร้อยละ ๑๕ อันนี้เห็นด้วย แต่ท่านควรจะไปบอกว่าเมื่องบประมาณของท้องถิ่นลดลงในแง่ สัดส่วนงบประมาณที่ควรจะเพิ่มขึ้น ผมอยากจะเสนอท่านกรรมาธิการผ่านท่านประธานสภาว่า ให้เพิ่มไปได้ไหมสัดส่วนงบประมาณ ระบุไปได้ไหม ท่านบอกว่า ๒๙ เปอร์เซ็นต์กว่า แต่ผมเรียนว่าถ้าได้สัก ๓๕ เปอร์เซ็นต์ลงไปในรายงานด้วยก็จะเป็นการดีนะครับ🔗
ในประเด็นสุดท้ายผมอยากจะบอกว่ากรมทางหลวงชนบทนั้นมีงบประมาณ แต่ละปีที่ผ่านมา ก่อนถ่ายโอนเขามีงบเท่าไร มีงบกี่พันล้านในการซ่อมบำรุงรักษาถนนพวกนี้ แต่เมื่อโอนมาแล้วผมอยากจะเสนอว่ากรมทางหลวงชนบทก็ไม่ควรจะตั้งงบพวกนี้ไว้ ในเมื่อโอนมาแล้วทั้งหมด เพราะฉะนั้นข้อเสนออีกข้อหนึ่งที่ผมมองว่าจะต้องไปตัดงบ กรมทางหลวงในส่วนนี้ออกไปแล้วก็นำมาให้ท้องถิ่น ผมกังวลว่าที่ท่านเสนอว่างบประมาณ ส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนที่เป็นการก่อสร้างปรับปรุงหรือเป็นการไปช่วย ในเรื่องของการพัฒนาถนนก็ดี ตามรายละเอียดที่อยู่ในรายงานของท่าน ซึ่งผมเสนอ ให้มาเติมไว้ด้วยในเงินประเภทต่าง ๆ ซึ่งจะอยู่ในหน้า ข ช ซ ไปเติมในข้อสังเกต ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลได้ไหม อันนี้คือส่วนที่อยากขอเพิ่มเติมให้กับ กรรมาธิการที่จะไปดำเนินการในส่วนที่ผมได้เสนอ และผมคิดว่าท้องถิ่นคงจะได้สบายใจ กับการทำงานของกรรมาธิการเพื่อทำให้ท้องถิ่นมีงบประมาณเพิ่มขึ้น แล้วการดูแลถนน กับพี่น้องประชาชนให้ได้รับผลประโยชน์มากขึ้น ผมมีคำถามนิดเดียวว่า มันมีท้องถิ่น ส่วนหนึ่งที่เขาไม่อยากโอน เขาอยากคืนให้ ท้องถิ่นยิ่งไม่พร้อมนะครับว่าจะดำเนินการ อย่างไร ตรงนี้ผมยังไม่เห็นในรายงาน ก็เลยอยากจะเขียนไว้เป็นข้อสังเกตหรือไม่อย่างไร นะครับ ก็ขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการทุกท่านนะครับที่ได้ทำงานนี้ ด้วยความดีทีเดียวครับ ขอบคุณครับ🔗
อีก ๓ ท่าน ต่อไปมีท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ ท่านคำพอง เทพาคำ เชิญท่านสุพิศาลครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ขอมีส่วนร่วมในรายงานการพิจารณาเรื่องปัญหาการถ่ายโอนถนนหลวงชนบทให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ไปศึกษานะครับ ในประเด็น ของถนน ๑๘,๐๐๐ กิโลเมตรนี้นะครับ สิ่งที่ผมดูจากรายงานที่ท่านนำเสนอแล้วก็มี ความเห็นด้วยนะครับ ไม่ใช่จะมาอภิปรายบางประเด็นนะครับเท่านั้นเองที่เกี่ยวข้อง และจะ ขอยืนยันบางส่วนนะครับ โดยเฉพาะความเห็นที่เห็นด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี่นะครับเป็นปัญหาที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าเป็นปัญหาสภาพ การทรุดโทรมขาดคนดูแลแล้วก็ขาดงบประมาณ มีงบน้อย แล้วก็งบให้มาไม่จริงจัง ไม่เพียงพอ ในทั้ง ๓ ด้านที่ท่านสรุปไว้ในด้าน เมน แอนด์ แมทีเรียล (Men and Material) คือบุคคลแล้วก็วัสดุอุปกรณ์ในเรื่องของการจ้าง รับจ้าง ผู้รับจ้าง ประเด็นก็คืออยากได้ให้ สนับสนุนเรื่องของการได้เพิ่มความสามารถ ความเท่าเทียมของบุคลากรนะครับ โดยเฉพาะ คนในท้องถิ่นให้มาก โดยเฉพาะการอัป สกิลล์ (Up skill) อัป สกิลล์ (Up skill) ผู้ที่เป็นวิศวกร หรือเป็นคนงานเดิม หรือทำงานในงานโยธา หรือทำงาน ที่เกี่ยวถนนหนทางที่อยู่ในจังหวัด หรือในอำเภอของท่าน เพราะว่าในการสร้างถนนจะต้องใช้ วิศวกรลงนาม โยธามาลงนามมากมายในตัวบุคลากรต่าง ๆ นั่นคือการอัป สกิลล์ (Up skill) เพื่อให้มีบุคลากรที่เพียงพอ ส่วนการถ่ายโอนนั้นแน่ใจชัดเจนว่าเขาไม่ได้ถ่ายโอน เอาภารกิจให้ เงินไม่ให้อยู่แล้ว ผมก็อยู่ในงบประมาณหลายครั้ง ผมก็พูดแล้วกระทรวง คมนาคมเก่ง แตกลูกไปหลากหลายมาก เอาไปฝากโน่นฝากนี่แล้วก็ไปตัดยอดขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ทีนี้ ๗,๘๕๐ องค์กร ควรจะเป็นตัวของตัวเอง แล้วก็ระบบการถ่ายโอน มันขึ้นอยู่อย่างนี้ครับท่านประธาน คือ ๗,๘๕๐ มันเป็นเรื่องของการปฏิบัติการ เพราะฉะนั้น ท่านต้องมีอำนาจครับ เพราะฉะนั้น ๗,๘๕๐ ท่านลองคิดดูสิว่าผมมีข้อเสนอว่าท่านควรจะ ยกระดับ ยกระดับให้เป็นองค์กรปกครองพิเศษแบบกรุงเทพมหานครสักภาคละหัวเมือง ลองทำยกระดับเลยครับ จังหวัดนครพนมอาจจะมีความพร้อม จังหวัดเชียงใหม่ยก จังหวัดภูเก็ตยก ภาคกลางเมืองกาญจน์ยกนะครับ เป็นเขตปกครองแบบกรุงเทพมหานคร หรือแม้กระทั่งเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ อีกสัก ๒๐ หัวเมืองหลัก ๆ เป็นเหมือนพัทยา นี่คือ อำนาจในการรับถ่ายโอน ท่านลองไปนำเสนอรัฐบาลว่า ยอมหรือยัง กระจายอำนาจแบบนี้ มีการเลือกตั้ง🔗
ถัดไปเรื่องของงบที่ท่านวีระกร คำประกอบ ท่านพูดไว้ดีมากในเรื่องของ ดึงตัวงบออกมาให้เห็นเลยว่า งบที่มันแปะ ๆ ไว้ในข้อ ๔ ของหน้า ฌ งบที่มาฝาก ๆ ไว้ ๑๐๔,๙๐๐ กว่าล้านบาท ผมว่าวิธีการก็คือเอาไปไว้แหมะไปไว้ที่กองกลางงบกลางเลยครับ เหมือนงบเบี้ยหวัด เหมือนงบฉุกเฉินไปฝากไว้เลย ไม่ได้ฝาก คืนไปเลยให้อยู่ตรงนั้น เป็นของ งบกลาง ให้นายกรัฐมนตรีท่านเป็นคนใช้เลยครับ เพื่อให้งบกลางนั้นได้ถูกใช้ แล้วก็เห็นด้วย กับการที่ท่านจะไปปรับลดทางหลวง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทางหลวงชนบท ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็มีความเห็นว่าควรจะมาอุดหนุน เอายอดนี้คำนวณมาอุดหนุนให้ครบ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ มันไม่พออยู่แล้วมันหลอกครับ รัฐก็ชอบหลอกแบบนี้ แล้วก็คำนวณงบลงทุน สิ่งที่สำคัญก็คือเรื่องการสร้างพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะการสร้างแรงงาน ในท้องถิ่นผมก็อยาก ให้เกิดการอุดหนุนท้องถิ่นมากขึ้นด้วย เพราะว่าท้องถิ่นจะได้มีเงินอุดหนุนที่สูงขึ้นอีก ๔ เปอร์เซ็นต์ ที่ท่านคำนวณแล้วผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าการที่จะทำให้เงิน อุดหนุนของท่านที่เป็นเงินทั่วไปมาใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องที่ ท่านประธานพูดถึงเรื่องว่าสำนักงบประมาณชอบตั้งงบประมาณรายได้ของ อปท. สูง เป็นเทคนิค ท่านประธาน เทคนิคของรัฐบาลตั้งไว้สูง ตั้งไว้เยอะ ๆ เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะรู้บางที อปท. จัดเก็บไม่ได้ ใช้อำนาจพิเศษ พ.ร.บ. บริหารหนี้ กู้ครับ ไปกู้เลยครับ งบประมาณที่ตั้ง ท่านทราบไหมครับ ปีหนึ่ง ๆ ผมตามเรื่องงบประมาณ ปีแรกปี ๒๕๖๓ ๒.๗๗ ล้านล้านบาท ที่ตั้งเป็นรายได้ ปรากฏเก็บไม่ได้ครับ เก็บได้ ๒.๓ ล้านล้านบาท อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ ไหน กู้ครับ ท่านไม่เคยตามนะครับ รัฐบาลไปกู้ครับ กู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่า กู้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ ๔๐๐,๐๐๐ เพราะเกินดุลอยู่ ๔๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ปีกำลังจะ จบนี้กู้อีก เดี๋ยวผมจะตามดูครับ นั่นคือเขาเรียกแทกติกส์ (Tactics) ว่ารัฐบาลทำอะไรไม่เป็น กู้อย่างเดียวครับ ไม่เก็บรายได้ ไม่หาวิธีการออกอากรใหม่ ไม่เก็บภาษีคนรวย ไม่เก็บภาษี ที่ดินเพิ่ม ไม่เก็บภาษีมรดกอย่างจริงจัง ไม่หาวิธีการเก็บเงิน โดยเฉพาะใช้ท้องถิ่นเป็นคนสร้างมูลค่า เก็บสิครับ ภาษี รักษาความปลอดภัย ภาษีขยะ ออกอากรแสตมป์ขยะ เพื่อให้ท้องถิ่นหรือโรงงาน ซื้ออากร เพิ่ม ๆ ขึ้นเหมือนอากรติดขวดเหล้า อากรแบบนั้น เพื่อติดถังขยะจะได้เก็บได้ แล้วสำคัญ ๆ คือรัฐต้องจริงใจกับการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น ท่านประธานครับ ฝากถึง ท่านประธานวีระกรด้วยครับ ยกระดับครับ เป็นรัฐบาลต้องยกระดับเขตปกครองพิเศษ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญท่านนพดลครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนนทบุรี ขออภิปรายรายงานการพิจารณาศึกษาปัญหาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับ องค์กรส่วนปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่าจากการกระจายอำนาจที่ให้มีการถ่ายโอนถนน ให้กับท้องถิ่น เริ่มต้นจากถนนของกรมโยธาธิการ ถนนของพัฒนาชนบทให้กับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว กลับไปตั้งทางหลวงชนบทขึ้นมาใหม่ โดยภารกิจเริ่มต้น กำหนดไว้ว่า ๕ ปีจะยกเลิก ตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๔ จนปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่ อย่างเดิม แถมมีถนนของทางหลวงชนบทมากกว่าทางหลวงที่ถ่ายโอนให้กับท้องถิ่น จำนวนมาก ทำให้งบประมาณแทนที่จะไปอยู่กับท้องถิ่นให้สอดคล้องกับภารกิจถนน ที่ถ่ายโอน กลับไปตั้งอยู่ในงบประมาณของกรมทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นคนละส่วนกับ ทางหลวงของท้องถิ่นที่ถ่ายโอน แล้วงบประมาณที่จัดสรรให้กับท้องถิ่นตามภารกิจถ่ายโอน เรื่องถนนก็เป็นคนละงบกับงบประมาณของทางหลวงชนบท เพราะท้องถิ่นเองจะมีทางหลวง ท้องถิ่น ส่วนทางหลวงชนบทก็เป็นของทางหลวงชนบทเอง ท้องถิ่นเองจะรับภารกิจที่เป็น ถนนถ่ายโอนจากของเดิม ถ้าเป็น ๒ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นไปส่วนใหญ่ก็จะไปขึ้นอยู่ กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด แต่ถ้าเป็นขององค์กรส่วนท้องถิ่นเดี่ยวก็จะเป็นขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น เป็นของ อบต. หรือเป็นของเทศบาลนั้น ๆ ปัญหาในด้าน การบริหารจัดการเพราะว่าภารกิจมีเยอะ แต่งบประมาณไม่สอดคล้องกับงบที่จะมาซ่อม บำรุง ซึ่งอีกส่วนหนึ่งในเรื่องของบุคลากรเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินของ กรมบัญชีกลางว่า การทำแผนในเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างจะต้องใช้วิศวกร ถามว่า อบต. มีวิศวกรกี่คนที่จะออกแบบสร้างซ่อมในภารกิจทางหลวงที่ถ่ายโอน ถ้าไม่มีก็ไม่มีสิทธิ ที่จะไปตั้งงบประมาณหรือออกแบบได้ แต่ความเดือดร้อนของประชาชนที่จะต้องใช้ ในการบริการถนน ก็จำเป็นนะครับ นี่ก็คือเป็นประเด็นหนึ่งที่จะอยากจะตั้งข้อสังเกตไว้🔗
ส่วนในเรื่องของเงินอุดหนุน ผมคิดว่าไม่สอดคล้องกับภารกิจถ่ายโอน ในหมวดของเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้กับท้องถิ่นในเรื่องของเงินอุดหนุนตามอำนาจหน้าที่ และภารกิจถ่ายโอน ก็คือภารกิจถ่ายโอนท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ทางหลวงชนบทอย่างเดียว หรือเป็นทางหลวงที่เป็นท้องถิ่นถ่ายโอน ยังมีภารกิจอื่น ๆ อีกร่วม ๓๐๐ กว่าภารกิจที่ถ่าย โอนมาและมีงบให้ท้องถิ่น ภาพรวม ๗,๘๐๐ กว่าแห่ง แค่ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไปแบ่งกันแล้วก็ได้กันคนละไม่กี่สตางค์ กลับกลายมาเป็นงบดำเนินการบริหารจัดการของ ท้องถิ่นไป ไม่ได้เป็นงบบริหารจัดการในภารกิจถ่ายโอนนั้น ๆ นะครับ ซึ่งผมคิดว่าการที่จะตั้ง งบประมาณโดยคิดคำนวณจากรายได้ของท้องถิ่นในเรื่องของเงินอุดหนุน ผมคิดว่า เงินอุดหนุนทั่วไปเป็นเงินอุดหนุนที่ควรจะตั้งไว้ให้ท้องถิ่น แต่เงินอุดหนุนทั่วไปที่กำหนด วัตถุประสงค์ เช่น ไปเป็นเงินของเบี้ยผู้สูงอายุ นมโรงเรียน อสม. ต่าง ๆ พวกนี้ ควรจะตัดออก ไม่มานับรวมเป็นรายได้ของท้องถิ่น เพื่อที่จะทำให้รายได้ท้องถิ่นในการที่จะ จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนที่ไปทำภารกิจของท้องถิ่นจริง ๆ นั่นก็คือประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะ เสนอเพิ่มเติมไว้ในส่วนของเงินอุดหนุน ส่วนเงินเฉพาะกิจนั่นก็อีกครั้งหนึ่งที่คิดว่าเป็นภารกิจ ของรัฐบาลแต่มานับเป็นรายได้ของท้องถิ่น หรือเมื่อสักครู่จากสัดส่วนที่เป็นแนวเสนอว่า ถ้าจะเอาเงินอุดหนุนเฉพาะกิจมาตั้งเป็นงบบำรุงซ่อมแซมภารกิจถ่ายโอน เช่น ถนน ถามว่า จะใช้ซ่อมแซมกี่ปีในวงเงินขณะนั้น เพราะว่าถ้าซ่อมแซมครั้งเดียวครั้งต่อไปก็จะต้องไปทำ ในเรื่องอื่นก็คงจะเป็นประเด็น เพราะผมเห็นว่าเงินอุดหนุนของท้องถิ่นที่กำหนดวัตถุประสงค์ จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ตอนนี้ก็มีการจะถ่ายโอน รพ.สต. ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งประเทศ ถ้าทำได้เรียบร้อยรายได้ที่ถูกนับเป็นรายรับของท้องถิ่นจะนับทั้งบุคลากร ค่าใช้จ่ายของ รพ.สต. ทั้งหมด ๗,๘๐๐ กว่าแห่งตรงนั้น ในจำนวน ๑๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ที่มีอยู่ด้วยจะทำให้เป็นรายจ่ายที่เป็นรายการของรัฐปกติมานับเป็นรายได้ของท้องถิ่นทำให้ เป็นรายการที่เป็นรายจ่ายประจำของท้องถิ่นมากขึ้น แต่ส่วนรายรับนั้นจะน้อยลง เพราะว่า งบบำรุงรักษาหรือพัฒนาจะลดลงจะเป็นรายจ่ายประจำหรือเป็นเงินส่วนของนโยบายรัฐ จะมากขึ้น ผมคิดว่าตรงนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งในเรื่องของเงื่อนไขที่อยากจะตั้งข้อสังเกตในเรื่อง ของการบูรณาการของท้องถิ่น เพราะว่าการถ่ายโอนมาแล้วบุคลากรหรือเครื่องมือต่าง ๆ ที่ถ่ายโอนจะไปตกอยู่กับท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งไม่สามารถจะไปร่วมกันใช้ได้ ตรงนี้น่าจะมี การแก้กฎหมายให้ใช้ระบบบูรณาการร่วมกันเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดในเครื่องมือเครื่องใช้ และงบประมาณที่มีอยู่ก็คงจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะเสนอเพิ่มเติมในข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการซึ่งตั้งใจที่จะพิจารณาแก้ปัญหาการถ่ายโอนทางหลวงชนบทของท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่าท้องถิ่นเองก็ไม่ค่อยมีใครหยิบยกขึ้นมาพูดมากนัก ก็ต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขออีก ๔ ท่านสุดท้ายนะครับ ปิดการแจ้งรายชื่อที่อภิปรายแล้วนะครับ ขอ ๔ ท่านสุดท้าย เพราะว่าการอภิปรายก็ไปในทิศทางเดียวกันหมดคือเห็นด้วยและเริ่มซ้ำครับ ต่อไป ท่านคำพอง เทพาคำ ท่านประกอบ รัตนพันธ์ ท่านอภิชาติ ศิริสุนทร และท่านซูการ์โน มะทา ๔ ท่านสุดท้ายนะครับ เชิญท่านคำพองครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จากรายงานของคณะกรรมาธิการผมคิดว่าก็เป็นรายงานที่มี ความชัดเจนครอบคลุมในปัญหาที่เรากำลังศึกษาอยู่ คือเรื่องของการถ่ายโอนทางหลวงชนบท ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่คิดว่าบทสรุปบางเรื่อง เช่น ข้อเสนอแนะ ผมคิดว่า ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ถึงกับต้องเกรงใจว่ารัฐบาลหรือว่าใครก็แล้วแต่ที่จะรับข้อเสนอ รับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการของสภาไปปฏิบัติจะต้องมีความลำบากใจ หรือว่า เป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ ซึ่งถ้าหากเราดูแล้วก็จะเห็นบทสรุปจากการศึกษาเรื่องของ งบประมาณ ซึ่งงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเราก็ต้องเข้าใจว่าแต่ละท้องถิ่น ศักยภาพของการจัดเก็บรายได้ซึ่งจะเอามาบริหารกิจการสาธารณะมันอาจจะแตกต่างกันไป อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการได้พูดถึงว่าบาง อปท. มีรายได้ถึงหลักพันล้านบาท แต่บาง อปท. ก็มีเพียงหลักไม่กี่ล้านบาท ซึ่งในเรื่องของการซ่อมบำรุง หรือซ่อมแซม บำรุงรักษาถนนหนทางอาจจะมีปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตามในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ การจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลกลาง ผมคิดว่าปัญหาที่บอกว่าคือบางคณะผู้บริหารใน อปท. บาง อปท. เขาก็มีความขยันขันแข็ง ในการทำงบประมาณ ในการทำแผน เราอาจจะมองในมุมดีนะครับ แต่ว่าถ้าจะบอกว่า มือใครยาวสาวได้สาวเอาก็จะเป็นการไปบั่นทอนคนที่เขาขยันขันแข็ง เขาตั้งใจที่จะบริหาร ในการที่จะเข้าถึงแหล่งงบประมาณนะครับ ซึ่งก็มีข้อสังเกตว่าทุกแผนงานทุกโครงการมักจะ ได้รับการอนุมัติ ได้รับการสนับสนุน ก็เลยทำให้มีความรู้สึกว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา หรือเปล่า ในเรื่องของบุคลากรนี่ บาง อปท. ไม่มีวิศวกรโยธา ไม่มีสถาปนิก ซึ่งทาง คณะกรรมาธิการก็บอกว่าเรื่องบุคลากรขาดแคลน แม้แต่เรื่องวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องไม้ เครื่องมือในการที่จะไปทำภารกิจที่ได้รับการถ่ายโอน บาง อปท. มีเพียงนายช่างโยธา ซึ่งนายช่างโยธาหลายคนก็มีความเชี่ยวชาญชำนาญในการทำงานเรื่องของการบำรุงรักษา ถนนหนทาง หรือหนักไปกว่านั้นบาง อปท. มีเพียงผู้ช่วยช่าง ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ทาง คณะกรรมาธิการได้ศึกษาได้ชัดเจนได้ถูกต้อง เรื่องความซ้ำซ้อนนะครับ บางพื้นที่บาง อปท. ที่บอกว่าถนนสายหนึ่งเส้นหนึ่งมีเจ้าของตั้ง ๔ เจ้าของ ผมคิดว่าเป็นเรื่องจริง มี ๔ เจ้าภาพนี้ ไม่เป็นไรนะครับ แต่ว่าเวลาถนนสามารถที่จะบังคับจาก ๔ เลน เป็น ๒ เลนได้ แต่ว่า ท่อระบายน้ำนี่ครับ ท่อระบายน้ำของทางหลวงอยู่สูงกว่าท่อระบายน้ำของเทศบาล ฝนมาก็ท่วมนะครับ ท่อระบายน้ำของเทศบาลไม่มีอะไรตรงนี้ทั้งของ อปท. อบต. ไม่มีอะไร ตรงนี้นะครับ ก็จะเป็นปัญหาเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นความจริงที่เรายอมรับกันได้🔗
ท่านประธานครับ มีเรื่องความซ้ำซ้อนอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือมันมีโครงการของรัฐ แต่ละยุคลงไปในพื้นที่ เช่น โครงการไทยนิยมบ้าง ไปกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ ปรากฏว่า ผมก็แปลกใจว่า เอ๊ะ ทำไมถนนในหมู่บ้านออกไปทุ่งนา ออกไปโคกเก็บเห็ดมันทำไม มีชื่อปลัดอำเภอเป็นประธานกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง นายอำเภอกลับมาทำถนนอีกแล้วหรือ แล้วนายก อปท. นายก อบต. ไปไหนละครับ นั่นก็หมายความว่าบางทีเรื่องราวที่มันเป็น ภาระหน้าที่ของ อบต. ของเทศบาล ก็ยกให้เทศบาลเขาทำเถอะครับ ให้ อบต. เขาทำเถอะ งบประมาณมาช่องไหนก็ลงไป อปท. ลงไป อบต. ลงไปเทศบาลนะครับ หน่วยงานภูมิภาค หน่วยงานฟังก์ชัน (Function) ทั้งหลายก็ทำหน้าที่ในส่วนที่เป็นบทบาทหน้าที่ของตัวเองไป ซึ่งผมคิดว่าในเรื่องของการซ้ำซ้อนนี้ การบูรณาการก็เป็นส่วนสำคัญ ในเรื่องของข้อแนะนำ ของคณะกรรมาธิการ ผมคิดว่าในเรื่องของลูกจ้าง ในเรื่องของบุคลากร เราสามารถที่จะให้ ท้องถิ่นเขามีการพัฒนา หรือว่ามีการกำหนดตำแหน่งของวิศวกร ของคนที่มีความรู้ ความสามารถหรือไม่ก็ไปทำเอ็มโอยู (MOU) กับสถาบันการศึกษา ซึ่งมีสอนวิศวะ สอนสถาปนิกกันเยอะแยะไปหมดเลย ซึ่งสามารถที่จะไปทำเอ็มโอยู (MOU) ได้ในพื้นที่ของ แต่ละพื้นที่ที่ทาง อปท. ตั้งอยู่นะครับ ก็เหมือนกันครับ ในส่วนของงบประมาณที่ทางรัฐบาล จัดสรรลงไปให้ ผมไม่อยากให้ตัดออกไปหรอกครับ ในส่วนเรื่องของสวัสดิการของผู้สูงอายุ เรื่องเบี้ยยังชีพ เรื่อง อสม. เรื่องอะไรก็แล้วแต่นะครับ บวกเข้าไปสิครับ ไม่ต้องตัด เพดาน ตั้ง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ที่จริงผมรอมาตั้งแต่เป็นหนุ่ม ๆ จนชราภาพขนาดนี้ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ยังลงไม่ถึงท้องถิ่นเลย ท่านประธานที่เคารพ ผมเห็นตัวเลขอันหนึ่งที่บอกว่าเรามีถนนลูกรังอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร ที่ยังเป็นลูกรังอยู่ ผมเห็นข้อมูลจากรายงานแล้วผมสะดุ้งเลยครับท่านประธาน นั่นหมายความเมื่อสัก ๑๐ ปีที่แล้วที่มีคนบอกว่ารอให้ถนนลูกรังเป็นคอนกรีตเสียก่อน ค่อยมีรถไฟความเร็วสูงท่าจะเป็นจริงจริง ๆ นะครับ ถ้าจะต้องรอรถไฟความเร็วสูงกว่า ๓๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร มันจะเป็นคอนกรีต คงจะรอไม่ไหวล่ะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านประกอบ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตได้วิพากษ์รายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องปัญหาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบท ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมให้ความสนใจประเด็นปัญหาที่ไปศึกษาเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ ผมได้รับฟัง ท่านประธานวีระกร คำประกอบ ได้กรุณาสรุปถึงประเด็นที่ไปพิจารณาศึกษามา ผมกราบเรียนว่า เป็นประเด็นที่ตรงใจพวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวาระรับหลักการวาระที่ ๑ ที่พวกเรา ให้ข้อสังเกตคณะกรรมาธิการไปศึกษาให้ตรงประเด็นครับ ตรงประเด็นอย่างไรครับ คือปัญหา ขณะนี้ก็คือปัญหาทางหลวงชนบทที่โอนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โอนไปแล้ว เกินศักยภาพขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ถนนที่ได้รับโอนไม่สามารถที่จะไปพัฒนา ปรับปรุงให้เป็นถนนที่ดีได้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการชุดนี้เลยศึกษาว่าทำอย่างไรถ้าเกิด ว่าโอนไปแล้วเกินศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ให้โอนกลับคืนมา ผมกราบเรียน ว่าเป็นวาระ เป็นเรื่องที่ดีที่สุดและมีความจำเป็นที่สุด แล้วก็ตรงกับประเด็นปัญหามากที่สุด ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า เราเปรียบเทียบถนน ๒ เส้น เส้นหนึ่งอยู่ใน ความรับผิดชอบของทางหลวงชนบท อีกเส้นหนึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่ว่า อบจ. อบต. หรือเทศบาล หลายเส้นทาง ท่านประธานครับ ถ้าเส้นทางไหน ที่อยู่ในความรับผิดชอบของทางหลวงชนบทจะเห็นว่าได้รับการซ่อมแซมบำรุง อย่างดียิ่งครับ แต่ถ้าเส้นทางไหนที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะมีปัญหา เป็นหลุม เป็นบ่อ ไม่ได้รับการพัฒนา หลายครั้งเหมือนที่เพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาพูดไปเมื่อสักครู่ว่า พี่น้องประชาชนตัดสินใจไปดำนาบนถนน เอามะพร้าวไปปลูกบนถนน สิ่งเหล่านี้มันเจ็บใจมากนะครับ ผมคิดว่าการที่เปิดโอกาส ให้เส้นทางที่อยู่ในความรับผิดชอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลับคืนมาให้ทางหลวงชนบท เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมเชื่อเหลือเกินว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายที่ครับ เขาอึดอัดใจมาก ที่เขารับผิดชอบถนนระยะยาวจำนวนมาก แต่งบประมาณจำกัด ก็ทำให้ไม่ทั่วถึง ผมเชื่อว่า เขาใส่ใจครับ แต่เขาไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ ไม่มีงบประมาณมากพอนะครับ เขาก็อยากที่จะ โอนคืน แต่มันติดประเด็นเรื่องของพระราชบัญญัติการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนะครับ ซึ่งมีเจตนารมณ์ว่าต้องกระจายให้กับท้องถิ่น และวันนี้ทางสภาเรานี้เห็นความจำเป็นว่า อะไรที่คืนกลับไปก็ต้องคืนกลับไป เพื่อความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชน เพื่อความสะดวก ของพี่น้องประชาชน ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ แล้วก็เป็นสิ่งที่ควรจะดำเนินการ โดยเร่งด่วน🔗
ส่วนที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่ผมอยากจะฝากท่านประธาน และฝากไปยัง คณะกรรมาธิการอีกเรื่องหนึ่ง ผมไม่แน่ใจท่านได้ศึกษาเรื่องนี้หรือไม่ เมื่อสักครู่บอกว่า ถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือในความรับผิดชอบของ ทางหลวงชนบทมีอยู่ ๓ ประเภท ก็คือลาดยาง คสล. ถนนลูกรัง บางเส้นทางถนนลูกรังครับ แต่ไม่สามารถที่จะปรับปรุงเป็นถนนลาดยางได้ เพราะติดขัดอยู่กับข้อกฎหมายบางเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่ากรมป่าไม้หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผมยกตัวอย่างเส้นทางหนึ่ง เชื่อมระหว่างอำเภอทุ่งสงไปยังอำเภอชะอวด คือเส้นบ้านขามไปเขาพระทอง ๒๓ กิโลเมตร ลาดยางหัวท้ายครับ ยังคงเหลืออยู่ประมาณ ๒.๕ กิโลเมตร อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ เขาปู่-เขาย่า ผมทำเรื่องนี้มา ๑๕ ปีแล้วครับ วันนี้กรมอุทยานยังไม่ตอบเลยว่าอนุญาต ให้ใช้ประโยชน์ในการลาดยางหรือไม่ หัวท้ายลาดยางครับ ยังคงเหลืออยู่ ๒.๕ กิโลเมตร ไม่มีโอกาสที่จะทำได้ทั้ง ๆ ที่ทางหลวงชนบทเขามีงบประมาณที่จะทำ แต่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชไม่มีอนุญาต กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่อนุญาต ตรงนี้ละครับผมคิดว่าเป็นการขัดขวางความเจริญของบ้านเมือง ผมอยากส่งเสียงดัง ๆ ไปยัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า ท่านลองไปดูพื้นที่จริงเสียบ้างว่าพื้นที่ ตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่เป็นป่าหรือเปล่า หรือเป็นบ้านคน อย่างนี้ผมคิดว่าไม่ได้ ผมอยากให้มี มติ ครม. ครับว่า ถ้าถนนที่เป็นสาธารณะแล้ว เป็นถนนลูกรัง แต่ถ้าเกิดทางรัฐบาล หรือกระทรวง กรมรับผิดชอบเขาจะพัฒนาให้เป็นถนนลาดยางหรือ คสล. ย่อมทำได้ ไม่ต้องขออนุญาตกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ทำได้ทันที เพราะว่าอะไร เพราะว่าตัดผ่านไปแล้ว เป็นถนนลูกรังไปแล้ว เพียงแต่ไม่ให้ลาดยาง เป็นเรื่องแปลกไหมครับ ท่านประธาน ผมคิดว่าเป็นเรื่องแปลกมาก ในพื้นที่ของอำเภอทุ่งสง อำเภอบางขัน ที่เป็นพื้นที่เลือกตั้งของกระผมหลายเส้นทางที่เป็นถนนลูกรัง แต่ไม่สามารถที่จะพัฒนา เป็นถนน คสล. หรือเป็นถนนลาดยางได้ เพราะเหตุว่าอยู่ในพื้นที่ของกรมทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ของกรมป่าไม้หรือของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นถนนแล้ว แต่ไม่ให้พัฒนา เป็นเรื่องแปลกไหมครับ ก็ขอฝากท่านประธาน ฝากท่านประธานกรรมาธิการได้ช่วยกรุณาเรื่องนี้ด้วย ผมคิดว่าควรเป็นมติ ครม. ว่า ให้พัฒนาได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากกรมป่าไม้หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านอภิชาติ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ต้องขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาสักเล็กน้อยนะครับ หลาย ๆ ประเด็นเพื่อนสมาชิก ก็ได้พูดกันครอบคลุมพอสมควร ขออนุญาตท่านประธานได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงาน ผลการพิจารณาศึกษาเรื่องปัญหาการถ่ายโอนทางหลวงชนบทให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ท่านประธานครับ ถ้าดูโดยรวมของที่กรรมาธิการ ได้พิจารณาและศึกษาวิเคราะห์มานี้ ผมก็ไม่ได้ติดขัดติดข้องอะไรนะครับ ก็ได้เห็น ความพยายามของท่านกรรมาธิการทุกท่านที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวท้องถิ่น เพื่อให้ ท้องถิ่นได้เกิดความเข้มแข็ง สามารถพึ่งตัวเองได้ในอนาคต แต่ผมขออนุญาตมีความเห็น สักเล็กน้อยเกี่ยวกับในเรื่องข้อเสนอแนะของกรรมาธิการ ซึ่งตามข้อเสนอแนะของทาง กรรมาธิการได้เสนอแนวทางไปยังรัฐบาล มีแนวทางที่ ๑ และแนวทางที่ ๒ นั้น ผมคิดว่า นี่เป็นแค่ข้อเสนอแนะในระยะสั้น แต่ในระยะยาวนั้นผมว่าเราต้องมามีข้อเสนอที่มันแก้ไข ปัญหาทั้งระบบได้จริง ๆ นะครับ ในส่วนนี้ผมก็ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมแค่นี้🔗
สำหรับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการผมเห็นว่ามีส่วนที่สำคัญที่ต้องเพิ่มเติม อย่างข้อสังเกตข้อที่ ๑ ทางกรรมาธิการบอกว่าตามแผนขั้นตอนกระจายอำนาจเพื่อถ่ายโอน ภารกิจด้านถนนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของกรมทางหลวงและกรมทางหลวง ชนบท ทำให้ภารกิจของทั้ง ๒ กรมน้อยลง อันนี้เห็นด้วยครับ และตามพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้ระบุว่า หลังจากถ่ายโอนเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องยุบกรมทางหลวงชนบทในปี ๒๕๕๕ อันนี้ก็เลยมานานแล้ว งบประมาณยังจัดสรร ยุบก็ไม่ยุบ ซึ่งผมเห็นว่ากรมทางหลวงชนบทยังเป็นองค์กรที่ซ้ำซ้อนกับภารกิจของท้องถิ่น ซึ่งถนนหลายสายท้องถิ่นมันอยู่ในพื้นที่ของท้องถิ่น ดังนั้นผมยังคิดว่าการแก้ไขปัญหา ที่ต้นตอจริง ๆ ถ้าจริงใจที่จะแก้ปัญหาการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งตาม ภารกิจที่มีอยู่ ไม่ต้องรอหรอกครับ ผมอยากให้กรรมาธิการเสนอให้ยุบไปเลยไม่ต้องเขียน กำกวม ยุบปีนี้ แล้วเอาอุปกรณ์ทั้งหมด เอาบุคลากรทั้งหมด เอางบประมาณทั้งหมดลงไปให้ ท้องถิ่นเขา เราจะต้องไม่มาเสนอแนวทางที่ ๑ แนวทางที่ ๒ อีกต่อไป เอางบประมาณ ส่วนนั้นลงไปให้ท้องถิ่นเขาเลย เพราะเขารู้ว่าถนนเส้นไหนเขาควรจะปรับปรุง เขาจะดูแล อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการในข้อที่ ๔ ในเรื่องของ งบประมาณ พวก อสม. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพผู้พิการ การสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้ป่วยต่าง ๆ จริง ๆ แล้วไม่ควรที่จะต้องเอามาคำนวณตามแผนขั้นตอนกระจายอำนาจ ตราบใด ที่เอาเหล่านี้มาคำนวณก็ทำให้ท้องถิ่นเขาเสียสิทธิในการที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณ จากส่วนกลาง ท่านประธานครับ เพราะภารกิจเหล่านี้ยังเป็นภารกิจของส่วนกลางอยู่ ดังนั้น รัฐบาลกลางต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่มาอีแอบที่จะคำนวณให้มันถึง ไม่ได้ครับ ต้องเป็นภารกิจ ส่วนกลาง และผมยังเสนอขั้นตอนที่มันถูกต้องก็คือว่า รัฐบาลควรที่จัดสรรงบประมาณให้กับ ท้องถิ่นร้อยละ ๕๐ ของรายได้ของรัฐบาล ไม่เอาละครับ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วมาซุกมาซ่อน มาแอบมาอิง มาใช้วิชา เขาเรียกอะไร วิชาศรีธนญชัย เพื่อซุกซ่อน เอาหน้าที่ของตัวเองไปให้ท้องถิ่นทำ ท้องถิ่นมีหน้าที่แค่ผ่าน ระเบียบต่าง ๆ กฎหมายต่าง ๆ ยังถูกกุมไว้ที่ส่วนกลางอยู่ดี ไม่เอาครับ ผมคิดว่าแผนขั้นตอนกระจายอำนาจควรระบุ ให้ชัด ๆ ไปเลยว่าท้องถิ่น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลกลางแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นี่จะเป็นการแก้ไข ปัญหาที่มันถูกจุดถูกต้องในระยะยาว และนี่ก็จะเป็นการทลายรัฐรวมศูนย์ทั้งหลาย ก็จะเป็น การกระจายอำนาจที่แท้จริง ก็จะทำให้พี่น้องท้องถิ่นเกิดความเข้มแข็งโดยแท้จริง ดังนั้น ผมยังคิดว่าข้อสังเกตเหล่านี้ควรที่จะเพิ่มเติมเข้าไป ถ้าเพิ่มเติมได้ควรเพิ่มเติมเข้าไป เพราะว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดที่สุด จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องที่สุด ผมคิดว่า ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ปีต่อไปสภาแห่งนี้ก็จะได้รับเรื่องร้องเรียนจากท้องถิ่นอยู่ดี สภาแห่งนี้ ก็จะมาหาแนวทางที่ ๑ แนวทางที่ ๒ อยู่ดี ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อท้องถิ่นในระยะยาว และจะไม่เป็นผลดีต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องการคมนาคม หรือภารกิจอื่น ๆ ที่ท้องถิ่นมีอยู่ เขาก็ควรที่จะใช้งบประมาณจากส่วนกลางให้มากกว่านี้ ผมเสนอว่าควรที่จะ เขียนระบุเข้าไปว่า ตามแผนขั้นตอนกระจายอำนาจ ควรจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลาง ให้ท้องถิ่น ๕๐ เปอร์เซ็นต์จากรายได้ของแผ่นดิน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านซูการ์โนเชิญครับ หลังจากนั้นท่านกรรมาธิการตอบนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ขออนุญาตอภิปราย เพื่อสนับสนุนรายงานผลการศึกษา เรื่องปัญหาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของคณะกรรมาธิการ ซึ่งได้มารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นคนหนึ่งในคณะกรรมาธิการชุดนี้ แต่ว่าก็ได้อ่านรายงาน แล้วก็ร่วมประชุมพิจารณากับท่านกรรมาธิการแล้วหลาย ๆ เรื่อง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งทั้งหมดผมอยากเพิ่มเติมในเรื่องของข้อสังเกตที่บางส่วนท่านกรรมาธิการก็ยัง ให้ข้อสังเกตที่ยังไม่ค่อยชัด อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น บางท่านก็ได้ให้ความสำคัญว่า ถ้าท้องถิ่นไม่มีศักยภาพพอก็ควรให้โอกาสที่จะถ่ายโอน กลับคืนให้กับหน่วยงานนั้น ๆ ท่านประธานครับ ผมยังมีความเห็นที่อาจจะมองในมิติ ที่ไม่เห็นด้วยกับทางคณะกรรมาธิการด้วยว่า สิ่งที่ผมต้องการที่อยากให้กรรมาธิการระบุ ในข้อสังเกตก็คือเรื่องของการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายโอนภารกิจ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งในข้อสังเกตที่ท่าน ให้ข้อสังเกตนั้นว่าควรจะปรับลดงบประมาณร้อยละ ๑๐ ของกรมทางหลวง และร้อยละ ๑๕ ของกรมทางหลวงชนบทนั้น เพื่อแก้ปัญหาถนนที่อยู่ในโครงข่ายที่รับผิดชอบขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าเรากล้าพูด กล้าตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านวิฑูร เอี่ยมโอภาส ท่านเป็นผู้อำนวยการเรื่องของขั้นตอนการกระจายอำนาจให้กับ ท้องถิ่น ผมว่ายุบเถอะครับกรมทางหลวงชนบท เพราะนโยบายที่ผ่านมาชัดเจนนะครับ ช่วงที่ผมเป็นผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรามีการประกาศที่จะยุบหน่วยงาน หน่วยเร่งรัดพัฒนาชนบทซึ่งอยู่ในกระทรวงและมาตั้งกรมทางหลวงชนบท ผมคิดว่า มันซ้ำซ้อนอยู่ และภารกิจบางภารกิจก็อยู่ในพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เห็นว่า ควรที่จะมาพิจารณาในเรื่องของการยุบหน่วยงานและเอาเงินส่วนนี้มาเจียด มาดูแล บำรุงรักษา🔗
อันที่ ๒ ถ้ายุบไม่ได้ คิดว่าลำบากแล้วโครงสร้างนี้มันทำไม่ได้ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่ง ที่น่าจะทำเป็นข้อสังเกตเสนอต่อท่านประธานคณะกรรมาธิการก็คือว่า การรักษาสภาพถนน ที่ถ่ายโอน วันนี้เราไม่มีการพูดในเรื่องของกรรมาธิการเลยว่า ถนนที่ถ่ายโอนไม่ว่าจะเป็นของ ทางหลวงชนบท หรือหน่วยเร่งรัดพัฒนาชนบท หรือกรมโยธาธิการที่ถ่ายโอนให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เราถ่ายโอนแล้ว เราให้แต่ภารกิจเหมือนที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไป เราไม่ให้งบประมาณ เราไม่ให้บุคลากร แถมมิหนำซ้ำเรายังไม่มีกำหนด ในขั้นตอนการถ่ายโอนว่า การรักษาสภาพถนนให้มีสภาพเหมือนตอนที่ถ่ายโอนให้กับ หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเป็นหน่วยงานที่ถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบ แล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบในเรื่องการถ่ายโอน ก็มีหน้าที่แค่บำรุงรักษาให้มันมีสภาพเหมือนกับใกล้เคียงกัน แต่ถ้ามันเกินศักยภาพ ต้องเป็นหน้าที่หน่วยงานหลัก ผมยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นถนนทางหลวงชนบทที่ถ่ายโอนไปแล้ว ก็ต้องดูแลสภาพไป แล้วก็ให้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาดำเนินการต่อนะครับ🔗
ส่วนข้อสังเกตข้อที่ ๓ ที่ผมเห็นด้วยว่า เรื่องของการที่จะไปเอาภารกิจที่เป็น นโยบายของรัฐบาลและไปเบียดบังสัดส่วนของรายได้ ของงบประมาณขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เราพูดกันตลอดในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ และในคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็พูดด้วยว่า ภารกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน อสม. คนพิการ ผู้ป่วย โรคเอดส์ (AIDS) เหมือนกับอีแอบที่ไปแอบอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ว่าองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแค่ผ่าน ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ว่าสัดส่วนรายได้ของงบประมาณ เทียบเปอร์เซ็นต์แล้วยังเอามาคิด อย่างที่ท่านประธานวีระกร คำประกอบ บอกว่า อสม. หายไป ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๔ ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัด แต่เงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ไปอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข แต่องค์การบริหารส่วนจังหวัดหายไป ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้มันไม่เป็นธรรมให้กับ องค์กรท้องถิ่น อันนี้จะเห็นว่าความจริงใจของรัฐบาลต่อการกระจายอำนาจว่าต้องการ จะกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ผมเห็นชัดแล้วว่าไม่ได้จริงใจเท่าไรนะครับ ผมเห็นด้วย กับท่านสุพิศาลก็คือว่า วันนี้ถ้าเราเสนอในคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าน่าจะมีการนำร่อง ในการแก้ปัญหาที่สะสมมาทั้งหมดว่าเราควรจะมีการกระจายอำนาจ มีการปกครองรูปแบบพิเศษ เกิดขึ้นเหมือนกรุงเทพมหานคร นำร่องไปเลยครับ ภาคเหนือเอาที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ที่มีความพร้อม หรือจะเป็นเชียงใหม่ ภาคใต้เอาเลยครับ จังหวัดภูเก็ตหรือจังหวัดยะลา บ้านผมก็ได้ นำร่องไปเลย แล้วมาดูกันว่าองค์กรท้องถิ่นที่มีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้ง จะทำงานได้จริงหรือไม่ นี่เราบอกว่าท้องถิ่นทำงานไม่เป็น ท้องถิ่นทำงานไม่ได้ แก้ปัญหา ของประชาชนไม่ได้ ถ้ารัฐบาลกลางจริงใจครับ โอนเงิน โอนงบประมาณ โอนบุคลากร โอนเครื่องมือทั้งหมดให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมเชื่อว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น สามารถที่จะทำงานแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้🔗
ท่านประธานครับ สุดท้ายที่อยากฝาก ซึ่งก็ไม่มีในข้อสังเกต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาที่เพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการได้พูดถึง ก็คือเรื่องของโครงข่ายเส้นทางถนนที่ผ่าน หลายหน่วยงาน ที่มีความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล อบต. อบจ. นะครับ สิ่งเหล่านี้ผมได้ไปดูงานที่จังหวัดร้อยเอ็ด ก็ไปดูที่เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด นะครับ ผมเห็นเรื่องของการทำงานแบบสหการ ท่านประธานครับ วันนี้ท้องถิ่นมีงบประมาณ ฉะนั้นถ้าเราแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ถนนพัง ถนนชำรุดทรุดโทรม ที่ผ่านมาหลาย องค์การก็ใช้รูปแบบของสหการสนับสนุนให้แต่ละหน่วยงานหลักที่เป็นพี่เบิ้ม ก็คือองค์การ บริหารส่วนจังหวัด ก็ออกงบประมาณเยอะหน่อย องค์การบริหารส่วนตำบลก็ออก น้อยหน่อย และมาช่วยกันบูรณะทั้งเส้นทางนั้นให้เกิดประโยชน์ ให้มีสภาพที่ใช้งานและ ปลอดภัยด้วย ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
เชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานสภาเป็นอย่างสูง ที่ได้เปิดโอกาสให้เรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วได้รับการบรรจุเข้ามาพูดกันในสภา หลายกรรมาธิการรอเป็นปี ๆ กว่าจะได้กลับมา จนกระทั่งบางกรรมาธิการก็ลืมเรื่อง ไปหมดแล้วครับ ปีกว่า ๆ แล้วที่เราไม่ได้กลับมา ต้องขอบคุณนะครับที่เปิดโอกาสให้ใช้เวลา ในวันศุกร์วันนี้ที่จะมาพูดกัน มาพิจารณากันถึงเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อย่างกว้างขวางนะครับ ส่วนใหญ่ท่านก็ได้ชื่นชมการทำงานของกรรมาธิการ ซึ่งก็คือ คณะที่ท่านได้ตั้งขึ้นมาประกอบไปด้วยทุกพรรคการเมืองครับ ต้องขอบคุณที่ทุกท่านได้ อภิปราย ไม่มีท่านใดเลยที่ไม่เห็นชอบหรือไม่เห็นด้วย แต่ว่าท่านให้การสนับสนุน มีแต่จะขอ เพิ่มนะครับ🔗
ขอบคุณคุณหมอจาตุรงค์ที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็น ส.ส. ดะนัย มะหิพันธ์ ซึ่งพูดถึงว่าถนนลูกรังควรเป็นถนนคอนกรีตได้ในปีใด ทำไมไม่บอก ก็เรียนกับท่านว่าถ้าเรามี งบประมาณตามที่กรรมาธิการได้นำเสนอ คือการให้งบประมาณตามภาระหน้าที่ที่ อปท. องค์การปกครองท้องถิ่นนั้น ๆ มีความรับผิดชอบ มีถนนกี่กิโลเมตรคูณไปเลยครับ ให้เขา กิโลเมตรละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๑๓๓,๐๐๐ บาท ตามที่เราพิจารณาไปแล้วนี้ งบประมาณจะเพียงพอต่อการดูแลบำรุงรักษาถนน ซึ่งถ้าหากว่ามีงบประมาณเพียงพอแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือผู้ที่จะรู้ปัญหาดีที่สุดครับว่าเขาควรจะทำให้ลูกรังเส้นไหนเป็น ถนนคอนกรีตหรือเป็นถนนลาดยางเป็นอันดับ ๑ เขาย่อมรู้ดีว่าถนนสายไหนที่ใช้กันมากที่สุด มีความจำเป็นมากที่สุด เขาก็จะเร่งรัดในการปรับปรุงถนนลูกรังนั้นให้เป็นถนนลาดยาง เป็นถนนคอนกรีตมีสภาพที่ดี ซึ่งผมมั่นใจว่าถ้าหากเรามีงบประมาณตามที่กรรมาธิการ กำลังจะเสนอขอต่อสภา เป็นข้อสังเกตไปยังรัฐบาล ถ้ามีงบประมาณเพียงพอแล้วผมเชื่อว่า ไม่เกิน ๑๐ ปีครับ ถนนที่เราเห็นกันอยู่ในบ้านนอกในปัจจุบันที่เป็นถนนเป็นหลุม เป็นบ่อ เป็นถนนลูกรัง ถนนดิน จะหมดไปครับ ไม่เกิน ๑๐ ปีครับจะกลายเป็นถนนคอนกรีต และถนนลาดยางที่มีคุณภาพทั้งหมดนะครับ🔗
ขอบคุณท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่เรียนว่าอยากให้ถ่ายโอนคืนได้นะครับ บางจุดที่มันจำเป็นจริง ๆ เช่นบริเวณสี่แยกศรีราชาที่ท่านกรุณายกปัญหาขึ้นมาว่าเป็นถนน ๖ เลน แต่พอมาเจอสี่แยกขึ้นมาติดกันยาวเหยียดเลยนะครับ ขอให้ตรงนั้นทำเป็น อินเตอร์เซกชัน (Intersection) สามารถที่จะถ่ายโอนเฉพาะส่วนนั้นกลับมาเป็นของ กรมทางหลวงที่สามารถมีงบประมาณ แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญออกแบบก่อสร้างให้ได้นะครับ🔗
ขอบคุณท่านเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ซึ่งกรรมาธิการก็ได้ไปดูถนนที่ท่าน เป็นห่วงนะครับ ก็คือถนนเดชอุดม-นาห่อม ซึ่งมีความยาว ๕๐ กิโลเมตร แต่มีทั้งหมด ๔ เจ้าภาพ ด้วยกัน แต่ละเจ้าภาพก็มีมาตรฐานถนนที่แตกต่างกัน มีทั้ง ๔ เลน มีไฟฟ้า มีทั้ง ๒ เลน เป็นหลุมเป็นบ่อตามที่ท่านได้นำเสนอแล้วนะครับ🔗
ขอบคุณท่านมนพร เจริญศรี ที่ได้กรุณาพูดถึงเรื่องให้มีอัตราช่าง ให้มีช่างของ อบต. ให้มีความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นให้กับแต่ละ อบต. ได้นะครับ🔗
ขอบคุณท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม โดยเฉพาะท่านสุพิศาล ภักดีนฤนาถ ที่ได้ให้ข้อเสนออันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบคุณท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ ท่านคำพอง เทพาคำ ท่านประกอบ รัตนพันธ์ ท่านอภิชาติ ศิริสุนทร นะครับ ซึ่งแม้ว่าเราจะขอเพิ่มเป็น ๓๐-๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านบอกว่างบประมาณสัดส่วนของท้องถิ่นควรจะให้ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นความหวังของพวกเราลึก ๆ นะครับ แต่ก็คงยังเขียนไม่ได้ เพราะจะขัดต่อพระราชบัญญัติการกำหนดแผนการกระจายอำนาจ ขอบคุณท่านซูการ์โน มะทา ที่ได้ให้ข้อคิดเห็นและท่านเป็นกรรมาธิการกับพวกเราด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาชิกทุกท่านจะมีมติร่วมกันให้รายงานและข้อสังเกตฉบับนี้ นำเสนอ ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
เนื่องจาก สมาชิกที่อภิปรายมาทั้งหมด ๑๐ กว่าท่านก็อภิปรายในทิศทางเดียวกันคือเห็นด้วย เพียงแต่ อาจจะมีฝากเพิ่มเติมเสนอแนะนะครับ ไม่มีสมาชิกท่านใดคัดค้าน ดังนั้นผมขออนุญาต จากที่ประชุมจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ แต่ถึงอย่างไรก็ตามต้องถามที่ประชุมนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดที่ไม่เห็นด้วยหรือเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดที่เห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่ามติของที่ประชุมเห็นด้วยกับรายงานของ คณะกรรมาธิการ เนื่องจากชุดนี้มีข้อสังเกต ท่านสมาชิกท่านใดคัดค้านที่ไม่เห็นด้วยกับ ข้อสังเกตไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ผมจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ขอให้ที่ประชุมเห็นชอบข้อสังเกตที่แนบท้ายไป เพื่อส่งไปให้ รัฐบาลดำเนินการหรือสั่งการไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามข้อสังเกตของรายงาน ของคณะกรรมาธิการ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบข้อสังเกตด้วยนะครับ ขอบพระคุณ ท่านกรรมาธิการทุกท่าน ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป เป็นระเบียบวาระที่ ๔.๓ นะครับ🔗
๔.๓ รายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่องการศึกษาและแก้ไขปัญหา ประมงไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการสามัญของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ได้ พิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้ามาห้องประชุมเข้าประจำที่ครับ เนื่องจากประธาน คณะกรรมาธิการได้ขอผู้ร่วมเข้ามาชี้แจงนะครับ ผมได้อนุญาต ๖ ท่าน มีท่านเชิดศักดิ์ วิสุทธิกุล เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน มีท่านกริชเพชร ชัยช่วย ผู้ตรวจราชการ กระทรวงคมนาคม ท่านบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง ท่านสมเกียรติ กาญจนาคาร อดีตผู้ตรวจราชการกรมประมง และมีท่านนรินทร์ศักย์ สัทธาประสิทธิ์ ผู้อำนวยการ สำนักมาตรฐานทะเบียนเรือ และมีท่านธวัช ไชยเดช ผู้อำนวยการกลุ่มงานป้องกันและแก้ไข ปัญหาการคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เชิญเข้ามาห้องประชุม ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการพร้อมเมื่อไร ขอเชิญแถลงได้เลยนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ดิฉัน นางกันตวรรณ ตันเถียร ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ขอเสนอ รายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่องการศึกษาและแก้ไขปัญหาประมงไทย ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้พิจารณาแล้วในภาพรวมดังนี้ ท่านสมาชิก ทุกท่านคะ เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกที่จะต้องยึดถือ และปฏิบัติตามกติกาสากล แต่การรับเอาวิถีของนานาชาติก็ต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็น ค่อยไป ไม่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนที่เกี่ยวข้อง จนสร้างความเดือดร้อน ไม่อาจเยียวยาให้กลับมาเหมือนเดิมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีปัญหาการทำการประมง โดยผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และขาดการควบคุมไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) และการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในการใช้แรงงานของภาคประมง ถึงแม้ว่าประเทศไทย ของเราจะใช้เวลาเพียง ๔ ปี ในการปลดใบเหลืองจากสหภาพยุโรปหรืออียู (EU) ตั้งแต่วันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ ถึงวันที่ ๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ และ สามารถยกระดับสถานะประเทศไทยในรายงานการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา จากระดับ ๓ เป็นระดับ ๒ แต่การดำเนินงานของภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหา ดังกล่าวกลับส่งผลกระทบต่อภาคประมงไทย และชาวประมงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน อาทิ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในเรือประมงประเทศไทย ปัญหา การประมงในน่านน้ำไทย ปัญหาการประมงนอกน่านน้ำไทย ปัญหาอุตสาหกรรมประมง ต่อเนื่องของประมงทะเล และปัญหาเกี่ยวกับกลไกการบริหารจัดการประมงทะเล ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ได้มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๒๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรของเราได้พิจารณาญัตติที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งจาก ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ได้เสนอญัตติในทำนองเดียวกันต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหมด ๑๐ ญัตติด้วยกัน เพื่อให้มีการพิจารณาศึกษาผลกระทบและ แนวทางแก้ไขประมงไทยอย่างเร่งด่วน เพราะเราเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ ต่อพี่น้องประมงไทยของไทย สภาผู้แทนราษฎรที่อาสาเข้ามาเป็นตัวแทนของพี่น้อง ประชาชนจะต้องดูแลทุกข์สุขที่เกิดขึ้น สภาผู้แทนราษฎรจึงมีมติส่งญัตติดังกล่าวให้กับ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ได้ขยายระยะเวลา ในการศึกษา รวมทั้งสิ้น ๑๕๐ วัน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการได้พิจารณาญัตติดังกล่าวอย่างรอบคอบและรอบด้าน เรามีการเชิญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑๐ ท่าน ซึ่งเป็นผู้เสนอญัตติ และเราได้มีการเชิญหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มีตัวแทนพี่น้องชาวประมง ทั้งประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน ประมง นอกน่านน้ำ เข้ามาสู่การประชุมของคณะกรรมาธิการ🔗
- ๖ ๙ /๑ ให้ข้อมูลผ่านการตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและแก้ไขปัญหาประมงไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการได้รับเกียรติจากท่านนริศ ขำนุรักษ์ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ การเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งในการพิจารณาศึกษาปัญหา และกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน รวมทั้งมีการเดินทางศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมงของกรมประมง ดังนั้นการเสนอญัตติครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นครั้งสำคัญของสภาผู้แทนราษฎรของเราอีกครั้งหนึ่ง เพราะแต่ละพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคฝ่ายรัฐบาล ต่างเห็นปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบ อย่างรุนแรงต่อความอยู่รอดของภาคประมงไทย โดยการเสนอญัตติครั้งนี้มีเป้าหมาย ที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้บรรเทาเบาบางลง เพื่อให้ชาวประมงของประเทศไทยเรา สามารถประกอบอาชีพได้อย่างสุจริตของตนต่อไป และภาคการประมงของไทยสามารถ ฟื้นกลับตัวมาแข็งแกร่งได้อีกครั้งหนึ่ง บัดนี้ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการศึกษาญัตติดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเสนอรายงานพร้อมข้อสังเกต เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตามที่ สมควรต่อไป ทั้งนี้ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานสภาขออนุญาตให้ท่านนริศ ขำนุรักษ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ เป็นผู้เสนอรายละเอียดของผลการศึกษา ดังกล่าวค่ะ🔗
เชิญท่านนริศครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ และในฐานะประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและแก้ไขปัญหาประมงไทย ด้วยสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปหรืออียู (EU) ได้ประกาศให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความเป็นไปได้ที่ไม่ให้ความร่วมมือตามกฎระเบียบไอยูยู (IUU) ของสหภาพ ยุโรป ส่งผลให้สหภาพยุโรปให้ใบเหลืองกับประเทศไทย ผลของการให้ใบเหลืองดังกล่าว ส่งผลให้ภาครัฐต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้น กับการส่งสินค้าประมงไปยังสหภาพยุโรปที่เป็นตลาดสำคัญของประเทศ แต่การดำเนินการ ที่เร่งรีบได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการประมงและลุกลามไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะการออกกฎหมายมาบังคับใช้ที่ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย การมีบทกำหนดโทษที่รุนแรงและเร่งรีบบังคับใช้กฎหมายโดยไม่มีมาตรการรองรับ ต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น จนชาวประมงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ดังนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งจากฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจึงร่วมกันเสนอญัตติ ในทำนองเดียวกันทั้งหมด ๑๐ ญัตติ เพื่อให้มีการพิจารณาศึกษาผลกระทบและ แนวทางแก้ไขปัญหาประมงไทยโดยเป็นการเร่งด่วน ซึ่งรายงานผลการพิจารณาศึกษาปรากฏ ตามเอกสารที่ได้แจกจ่ายกับท่านผู้ทรงเกียรติทุกท่านแล้ว แต่ว่ากระผมขออนุญาต ได้ยกตัวอย่างปัญหาที่เราพบบางปัญหา เช่น ปัญหาที่จำเป็นต้องมีการเร่งรัดดำเนินการแก้ไข โดยด่วน โดยเฉพาะข้อเรียกร้องของชาวประมง ๑๑ ข้อ เช่น ปัญหาที่ชาวประมงขอให้ รัฐบาลเร่งรัดช่วยเหลือชาวประมงในโครงการสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับชาวประมง ๒. ปัญหาที่ชาวประมงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการซื้อเรือประมงออกนอกระบบคืนโดยเร็ว โดยขอให้รัฐบาลมีการตั้งงบประมาณจำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓. ปัญหาที่เป็นผลกระทบ จากการออกกฎหมายหรือบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชกำหนดการประมง ปี ๒๕๕๘ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการขอเสนอข้อสังเกตเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาประมง อย่างยั่งยืนดังต่อไปนี้🔗
๑. รัฐบาลควรเร่งรัดดำเนินการให้มีการรับซื้อเรือประมงออกนอกระบบ โดยเร็ว🔗
๒. รัฐบาลควรมีการผ่อนปรนเรื่องการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศ🔗
๓. รัฐบาลควรมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวน การดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงว่ามีอุปสรรค หรือปัญหาใดหรือไม่ พร้อมแนวทางแก้ไข🔗
๔. การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องกับการประมง🔗
๕. รัฐบาลควรปรับปรุงแก้ไขกฎหมายพระราชกำหนดการประมง ปี ๒๕๔๘🔗
๖. การปรับปรุงนโยบาย มาตรการและกลไกการบริหารจัดการประมง🔗
๖.๑ อาทิเช่นรัฐบาลควรมีศูนย์เรียนรู้ เพื่อเตรียมความพร้อม ผู้ประกอบการและแรงงานในการเข้าสู่ภาคประมง🔗
๖.๒. รัฐบาลควรมีการปรับปรุงแก้ไขอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน ในระดับนโยบายด้านการประมง🔗
๗. การพัฒนาการประมงไทยอย่างยั่งยืน ข้อสังเกตก็คือ🔗
๗.๑ กรมประมงควรจัดหาเงินทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา ตลอดจน ผลักดันให้เกิดการผลิตเครื่องจักร เครื่องมือ หรือนวัตกรรมและเทคโนโลยีสำหรับการประมง ทะเล🔗
๗.๒ รัฐบาลควรส่งเสริมให้ภาคการศึกษา หรือมหาวิทยาลัยมีการวิจัย ศึกษาและพัฒนาระบบข้อมูลขนาดใหญ่ หรือบิ๊กดาตา (Big Data) ของภาคประมงทั้งระบบ🔗
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการขอเสนอรายงานเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา และมีมติส่งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาต่อไป กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
สมาชิก ที่จะอภิปรายมีท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ ท่านวิวรรธน์ นิลวัชรมณี ท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เชิญท่านธีรภัทรก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องขอชื่นชมและขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ การเกษตรและสหกรณ์ครับ ท่านกันตวรรณ ตันเถียร และคณะกรรมาธิการทุกท่าน ที่ได้นำเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่องการศึกษาและแก้ปัญหาประมงไทย ได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ โดยรายงานฉบับนี้ได้มีการบรรจุญัตติของกระผม และเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้นำเสนอในญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาดำเนินการศึกษาผลกระทบที่มีต่อผู้ประกอบอาชีพ ประมงขนาดกลางและขนาดเล็ก จากมาตรการการแก้ไขปัญหาการทำประมงของรัฐบาล และญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหา ประมงชายฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในการทวงคืนพื้นที่สาธารณะอ่าวบ้านดอน และอ่าวพุนพิน ซึ่งทั้ง ๒ ญัตตินี้สภาได้มีมติส่งให้คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้พิจารณา ซึ่งต้องขอขอบพระคุณท่านประธานกันตวรรณมากครับ ที่ได้บรรจุเรื่องนี้ เข้าไปในวาระการประชุมเร่งด่วนของคณะกรรมาธิการ โดยและเสนอให้มีการแต่งตั้ง ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาและแก้ไขการประมงของไทย ท่านนริศ ขำนุรักษ์ ซึ่งท่านนริศท่านก็ได้กรุณาเรียนเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง เพื่อหาแนวทาง แก้ปัญหาและทางออกร่วมกัน ซึ่งผลได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ โดยปรากฏในรายงาน ฉบับนี้ ในหน้าที่ ๕๐ ถึงหน้า ๖๕ และมีข้อเสนอแนะในหน้า ๑๓๓ ซึ่งในหน้า ๕๐ นั้น ก็ได้มีการยกประเด็นการขึ้นทะเบียนของชาวประมง และข้อ ๒.๗ ปัญหาในการแย่งพื้นที่ การทำประมงหอยแครง บริเวณอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำหรับประเด็น ในข้อ ๒.๖ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มีการเสนอแนะและแก้ไข ได้รับการแก้ไขจนเป็นที่พอใจ ของชาวประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถเรียนเชิญให้หน่วยงาน กรมประมง กรม เจ้าท่า สามารถนำมาบูรณาการทั้ง ๒ หน่วยงาน โดยตลอดระยะเวลาช่วงประมาณ ปลายปี ๒๕๖๒ ต่อปี ๒๕๖๓ ได้เข้าไปดูแลจัดการขึ้นทะเบียนชาวประมงพื้นบ้าน ที่ยังตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ของกระผมในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จนกระทั่งเป็นที่เรียบร้อย และชาวประมงเหล่านี้วันนี้เขาได้ฟื้นคืนชีพของเขา และได้ประกอบอาชีพเหล่านี้มาเกือบ ๒ ปีแล้ว ส่วนประเด็นการแก้ปัญหาในพื้นที่การประมงในเรื่องของหอยแครงจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลักลอบเพาะเลี้ยงหอยแครงบริเวณชายฝั่งที่ไม่ได้รับอนุญาต และมีสิ่งปลูกสร้างและคอกหอยในบริเวณพื้นที่สาธารณะ ซึ่งทางหน่วยงานของรัฐได้มาชี้แจง และบูรณาการเข้าไปแก้ไขปัญหาตามที่คณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งท่านนริศเป็นประธาน ได้ดำเนินงานอย่างท่วงที จนกระทั่งได้ผลงานเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งสามารถดำเนินการจัดการ ทางกฎหมายกับผู้กระทำล่วงละเมิดในบริเวณน่านน้ำอ่าวบ้านดอนได้จนเป็นที่เรียบร้อย และหาทางออกสำหรับชุมชนและประมงที่จะใช้ประโยชน์ในพื้นที่อ่าวบ้านดอนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ทางทะเล ของชาติหรือ ศรชล. ได้ทำการส่งมอบพื้นที่ทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณพื้นที่ ในอำเภอเมือง อำเภอพุนพิน อำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอท่าฉางและอำเภอไชยา รวมพื้นที่ เกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ได้ผลที่เป็นน่าพอใจ และตรงนี้ก็ต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ ที่ได้ห่วงใยและดูแลและตามไปติดตามผลงาน จนกระทั่งวันนี้บริเวณอ่าวบ้านดอนสามารถ ที่จะอยู่ร่วมกันได้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากไปยังคณะกรรมาธิการก็คือว่า ถ้าเป็นไปได้ อยากจะให้มีการตามประเด็นเรื่องนี้ต่อ เพราะปัญหาเรื่องนี้อาจจะมีโอกาสเกิดขึ้นอีก ในวันข้างหน้าในอนาคตปีต่อไป ถ้าหากได้มีการเชิญหน่วยงานซึ่งเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการประมงจังหวัด ได้เข้ามาให้คำชี้แจงในคณะกรรมาธิการอีกสักครั้ง เพื่อจะได้ หาแนวทางในการที่จะรักษาประมงบริเวณชายฝั่งอ่าวบ้านดอนนี้ให้ยั่งยืน ให้มีตัวแทน ของภาคประชาสังคมมาทำงานร่วมกัน อาจจะเป็นการจัดกลุ่มเสวนา โดยให้มี คณะกรรมาธิการเป็นเจ้าภาพ ผมเชื่อว่าสามารถที่จะบูรณาการทั้งหมดทั้ง ๓ หน่วยงาน บูรณาการความคิดทั้ง ๓ หน่วยงาน และสามารถทำงานร่วมกันได้ สามารถทำให้การดำรง คงอยู่ของชีวิตของชาวบ้านชาวประมงที่อยู่พื้นที่แถบนั้น และสัตว์น้ำที่กำลังได้รับการดูแล และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถทำได้อย่างดีและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะเป็นแหล่งน้ำ แหล่งอาหารของประชากรในบริเวณพื้นที่แถวนั้นต่อไปในอนาคต ซึ่งตรงนี้อยากจะเป็นเพียง ข้อเสนอแนะว่า ที่ผ่านมาอาจจะมีแนวทางข้อเสนอหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง ซึ่งผมก็เชื่อว่า ทางคณะกรรมาธิการก็คงได้มีโอกาสไปรับฟังบ้างแล้ว ยกตัวอย่างอย่างเช่น มูลนิธิฝั่ง และทะเลของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มีการเสนอให้มีการตั้งองค์กรเอกชน เพื่อมาช่วยกันร่วมกัน ดูแลและบูรณาการในพื้นที่นี้ร่วมกับคณะกรรมการประมงจังหวัด ซึ่งผมเชื่อว่าแนวคิดของ ทั้งสองฝ่ายหวังผลเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอ่าวบ้านดอน ซึ่งมีพื้นที่ มหาศาลและเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ของสัตว์เลี้ยงบริเวณแถบนั้นทั้งหมดครับ ตรงนี้ ก็อยากจะฝากว่ากรรมาธิการน่าจะได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ในครั้งต่อไป หากได้มีการประชุม ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งจะมีต่อไปครับ วันนี้เราเริ่มใช้คำว่า เซตซีโร (Set Zero) กันแล้ว อยากจะให้ก้าวที่นับต่อไปเป็นก้าวที่นับร่วมกันของประชาชน ๑ ๒ ๓ ไปด้วยกัน กับภาคประชาชนครับ เพื่อป้องกันมิให้การนับในครั้งต่อไปเป็นการเริ่มของนายทุน หรือผู้แสวงหาผลประโยชน์คนกลุ่มต่อ ๆ ไปที่จะเข้ามาหาประโยชน์บริเวณพื้นที่แห่งนี้ และสุดท้ายครับ ผมต้องขอขอบพระคุณทางท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกันตวรรณ และท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการท่านนริศอีกครั้งครับ ที่ได้ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ จนกระทั่งผลได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
เชิญท่านวิวรรธน์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมจะขออนุญาตอภิปราย รายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่องการศึกษาและการแก้ปัญหาประมงไทย ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ก่อนอื่น กระผมต้องกราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ ที่มีท่านกันตวรรณ ตันเถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการชุดนี้ กระผม เห็นด้วยครับกับรายงานฉบับนี้ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงให้กับพี่น้องชาวประมง ในฐานะเกษตรกรไทย ซึ่งจะทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีสุขและจะช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับ ประเทศไทยอีกทางหนึ่งด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่กระผมรับอาสาเข้ามา รับใช้ประชาชน เพื่อประสงค์ให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข ซึ่งกระผมมีหลักคิดอยู่เสมอตลอดเวลาว่า การเกษตรแข็งแกร่งถือเป็นความแข็งแรง ต่อสังคมไทย เพราะสภาพภูมิประเทศของผืนแผ่นดินไทยมีความพร้อมในการส่งเสริม การพัฒนาทุกตารางพื้นที่ในประเทศไทยสมกับคำพังเพยในสมัยโบราณที่กล่าวไว้ว่า ในน้ำ มีปลาในนามีข้าวเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว จึงมีความเหมาะสมที่จะใช้งบประมาณ ใช้อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมพัฒนาให้เกิดเป็นผลสำเร็จ ได้อย่างสมบูรณ์ ท่านประธานที่เคารพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายส่งเสริมพัฒนา ของพรรคประชาธิปัตย์โดยมีนโยบายการประมงอยู่ที่อยากจะให้คณะกรรมาธิการชุดนี้เข้าไป ศึกษามี ๖ ประเด็น กล่าวคือ ๑. ยกเลิกกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับ ความเป็นจริง ๒. ยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมง ๓. เปิดโอกาสให้มีการจดทะเบียนแรงงานประมงต่างด้าวตลอดทั้งปี ๔. ปลดข้อจำกัด ให้ทำการประมงได้ทั้งปี ๕. ให้มีการจัดตั้งสภาประมงแห่งชาติเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง ชาวประมงในทุก ๆ เรื่อง เช่น ในกรณีข้อพิพาททะเลอ่าวบ้านดอน ซึ่งมีพื้นที่ทำการประมง เกิดปัญหาอยู่เสมอ ๆ จนทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งเดือดร้อน จนกระผมต้องนำเข้ามาหารือ กับท่านประธานเพื่อให้หน่วยงานเข้ามาแก้ปัญหาหลายครั้งหลายคราว และกระผมก็ได้ยื่น นำเรียนเรื่องนี้ไปถึงคณะกรรมาธิการชุดนี้เช่นกัน เพื่อให้เข้ามาศึกษาและให้ช่วยหาทางแก้ไข ให้กับพี่น้องชาวประมง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและพี่น้องประชาชน ผู้มีอาชีพประมงชายฝั่งให้ได้รับความเป็นธรรม แบ่งปัน ให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างสงบสุข ๖. ตั้งกองทุนอนุรักษ์ทะเลไทย เร่งพัฒนาเครื่องประมงเพื่อการประมงที่ยั่งยืน ท่านประธาน ที่เคารพครับ จากนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีอยู่แล้วจะสามารถทำได้เสร็จสมบูรณ์ ต้องอาศัยทั้งกฎหมาย เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ที่จะทำให้เกิดเป็นจริงเป็นจังได้ให้เสร็จสมบูรณ์ และอีก ๑ เรื่อง คือในเรื่องข้อผิดพลาดทะเลอ่าวบ้านดอน กระผมได้มีความคิดเห็นว่า ควรจะมีหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งสังกัด จากส่วนกลางรวมถึงการเพิ่มอัตราเจ้าหน้าที่ให้กับหน่วยงานนี้ และอีก ๑ อัตราให้กับทาง สำนักงานประมงอำเภอ ทำหน้าที่รับเรื่องราวและให้คำปรึกษากับผู้ประกอบอาชีพประมง เพราะ ณ ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่เพียงแค่ ๒ นาย หากเจ้าหน้าที่ ๒ นายนี้ต้องลงสำรวจพื้นที่ ทางทะเลก็จะไม่มีใครอยู่ดูแลสำนักงาน ซึ่งจะขอให้ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้นำไปศึกษา ในวาระต่อไป ท่านประธานครับ ดังนั้นหากทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้นำนโยบายที่กระผม ได้กล่าวมาแล้วไปปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม ก็จะทำให้ชาวประมงทั่วประเทศสามารถอยู่ดีกินดี มีสุขสร้างความเจริญเติบโต สร้างเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างถาวรและยั่งยืน ตลอดไป ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านจิรัฏฐ์ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณรัฐสภาแห่งนี้ ที่ผู้แทนราษฎรทุกท่านลงมติที่จะตั้งอนุกรรมาธิการ ชุดนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะไปช่วยปัญหาของพี่น้องชาวประมง และเป็นรายงานที่ดีมากนะครับ ผมอ่านแล้วรู้สึกประทับใจในหลาย ๆ ส่วน ข้อเสนอแนะในท้ายของรายงานเล่มนี้เป็นอะไร ที่ผมประทับใจ เพราะนี่คือสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้เห็น ท่านบอกว่ารัฐจะต้องทำอะไรบ้าง รัฐควรจะเร่งทำอะไร ควรจะปรับปรุงระบบอย่างไร ควรจะแก้กฎหมายแบบไหน รัฐควรจะ เยียวยาชาวประมงอย่างไร อันนี้คือผมชื่นชมจริง ๆ เพราะว่าข้อเสนอที่มีไปยัง ครม. มันเป็น ข้อเสนอที่ดีจริง ๆ นะครับ มันถูกฝาถูกตัว มันเกาในจุดที่คันจริง ๆ และถ้ารัฐบาลนำข้อเสนอนี้ ซึ่งมันมีส่วนร่วมของประชาชนจริง ๆ ไปใช้ ผมว่ามันจะแก้ปัญหานี้ได้ และผมก็ชื่นชมที่ท่าน เข้าใจปัญหาว่าทุกสิ่งทุกอย่างปัญหามันเกิดขึ้นจากภาครัฐ นั่นคือทำให้ท่านมีข้อเสนอว่า รัฐจะต้องทำอะไร จะต้องแก้อะไร ซึ่งนั่นคือต้นตอของปัญหาจริง ๆ แต่ผมติดนิดเดียวครับ ท่านอนุกรรมาธิการทุกท่าน มันยังขาดอะไรบางอย่างไปและมันก็ยังไม่นำเสนออะไร บางอย่าง อย่างข้อเสนอที่ผมอยากเสนอเพิ่มนะครับ ที่ท่านจะต้องเร่งในการทำ จริง ๆ แล้วมันคือ การเปลี่ยนวิธีคิดด้วยการนำเสนอความจริงก่อน ข้อแรก วิธีคิดที่จะต้องเปลี่ยน มุมมองสังคม ที่มองต่อปัญหาประมงมันถูกเข้าใจผิดมาโดยตลอด เอาง่าย ๆ ท่านดูชื่อหน่วยงาน ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะจัดการกับเรื่องนี้นะครับ คสช. ใช้อำนาจคำสั่ง คสช. ตั้งอันแรก ชื่อหน่วยงานว่า ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาทำประมงผิดกฎหมาย นั่นคือบอกว่ามีคนทำ ประมงแบบผิดกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกยังไม่มีกฎหมายมาบังคับใช้นะครับ ยังไม่มีโทษด้วย ต่อมาเปลี่ยนชื่อครับ เป็นศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล หมายความว่า หน่วยงานนี้แน่นอนทำเพื่อชาติแน่ ๆ มารักษาผลประโยชน์ที่ชาวประมงทำลาย ซึ่งทำลาย ผลประโยชน์ของชาติ ชื่อมันก็ออกมาเป็นแบบนี้ วิธีคิดมันง่าย ๆ เลยครับ แค่ดูชื่อก็ไม่มีหวัง แล้ว ท่านประธานครับ จะเห็นว่า ๗ ปีมานี้เรามีเรื่องที่เราเห็นในตามสื่อ รัฐสื่อสาร อยู่อย่างเดียวเลย สื่อสารด้วยข้อมูลชุดเดียว คือการบอกรวม ๆ ว่าใบเหลืองของยุโรป ที่ประกาศให้เรา และทำให้ประเทศเราเสียชื่อเสียงมาก ๆ ในเรื่องของการทำประมงแบบ ผิดกฎหมาย หรือที่เราเรียกกันว่า ไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) นี่นะครับ มันก็เป็นเพราะว่า ชาวประมงไม่มีจิตสำนึก ละเมิดกฎหมาย ทำประมงแบบล้างผลาญ ไม่สนใจจะอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล มันก็ตามมาด้วยการจับ ออกกฎหมายควบคุมเยอะแยะไปหมด และมีประกาศชัยชนะอีก จะเห็นบ่อยนะครับ ที่ประกาศชัยชนะจากภาครัฐว่าภูมิใจนักภูมิใจ หนากับผลงานที่สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ภายในเวลาแค่ ๓ ปีนิด ๆ เอง ก็ใช่ครับ จัดการ ๓ ปี มันทำได้อยู่แล้วครับ ก็ท่านสั่งเก็บทุกอย่าง ไม่ให้ออกเรือ ไม่ให้ต่อใบอนุญาต โทษปรับมหาศาล โทษปกครองเอย โทษอาญาเอย ค่าปรับมหาศาลขนาดนั้น คดีก็ยืดเยื้อ ๓-๔ ปี เรือก็จอดทิ้งไว้อย่างนั้น คือเรือไม่ได้ออกครับ พอเรือไม่ได้ออกมันก็ไม่ได้ทำผิด กฎหมายหรอกครับ ก็มันไม่ได้ออกเรือ แต่ปัญหาก็คือในรายงานนี้ท่านไม่ได้อธิบายว่าต้นตอ ปัญหาจริง ๆ คืออะไร ท่านต้องทำความเข้าใจกับใบเหลืองไอยูยู (IUU) ใหม่นะครับ ท่านได้ อ่านกันหรือยัง ว่าข้อเสนอแนะที่ยุโรปเขาให้ความเห็นมานี้มันเป็นอย่างไร เขาเขียนว่า อะไรบ้าง ถ้าในเอกสารท่านจะพบว่าจริง ๆ แล้วข้อเสนอทุกข้อ อียู (EU) โจมตีไปที่ หน่วยงานรัฐครับ กรมประมงที่ไม่มีความรู้ความสามารถพอจะจัดการกับทรัพยากรทางทะเล ได้ และไม่มีประสิทธิภาพ แล้วก็ไม่ทำตามกฎหมายด้วยซ้ำ แถมเป็นการทำแบบ ผักชีโรยหน้าด้วย ประเทศที่รัฐเขาเห็นแก่ประชาชนในชาตินะครับ อย่างเช่นเอาง่าย ๆ เพื่อนบ้านเรานี่โดนเหมือนกันเลย ไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) พวกเขาได้รับคำเตือนปุ๊บ เขา เจรจาต่อรอง เพราะเขารู้ว่าเขาไม่สามารถบังคับให้ชาวประมงไม่ออกเรือได้ แล้วชาวประมง จะกินอะไร เขาไม่ได้สั่งหยุดทันที เขาต่อรอง เขายืดเวลาไปได้หลายปี จนสุดท้ายแล้ว เขาก็ปรับตัวได้ ชาวประมงเขาเริ่มปรับตัวได้และเข้าระบบไอยูยู (IUU) ปกติ ท่านประธาน ทราบไหมครับว่ายุโรปใช้เวลา ๒๐-๓๐ ปี ลงทุนไปมหาศาล ตอนนี้ยังไม่สำเร็จเลยนะครับ แต่เรานี้ ๓ ปีเสร็จ มันเป็นไปได้อย่างไร คือปัญหาอย่างแรกเลยนะครับ ปี ๒๕๕๘ ที่ใบเหลืองออกมานี่มันเป็นช่วงที่เราพูดด้วยความเป็นจริงนะครับ มีการทำรัฐประหาร คนทำรัฐประหารเข้ามานี้รู้ว่าไม่ได้เข้ามาด้วยวิธีการที่ชอบธรรมถูกต้องตามหลัก ประชาธิปไตย มันไม่ได้เป็นที่ยอมรับในนานาประเทศเขา คือสุดท้ายแล้วกลายเป็นว่า พอมีใบเหลืองออกมาบอกว่าเราทำผิดอย่างโน้นอย่างนี้ ไฟแรงครับท่านประธาน เพิ่งเข้ามาใหม่ ก็อยากทำผลงาน แล้วก็ต้องการที่จะได้รับการยอมรับจากต่างชาติ ก็เร่งจัดการเรื่องนี้ แบบเด็ดขาดหวังว่าจะเป็นผลงานเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ใบเหลืองออกมาวันที่ ๒๑ วันที่ ๒๘ ออกกฎหมายแก้ พ.ร.บ. ประมงแล้วครับ หลังจากนั้นไม่นานก็มี พ.ร.ก. ออกมา ออกมาเสร็จใช้ไม่ได้ ออกมาอีกรอบหนึ่ง ออกมั่วซั่วไปหมด กฎหมายย่อย ๆ นี่ ๑๐๐ กว่าฉบับ กฎหมายเยอะแยะไปหมด จนทุกวันนี้ชาวประมงหาอะไรไม่ได้ จับอะไรก็ไม่ได้ เพราะมันผิด กฎหมายหมด กลายเป็นว่าถ้าจะจับหอยแครงได้ จะคราดหอยแครง ท่านต้องพายเรือออกไป ใช้เครื่องยนต์ไม่ได้อย่างนี้ กฎหมายแบบนี้ทำอะไรไม่ได้เลยนะครับ แล้วเวลาลงไปคุย กับประชาชน กรมประมงไปคุยกับประชาชน ไปพูดแบบนี้ ไปใช้ข้อมูลแบบนี้ ท่านประธานครับ ผมขอเวลาอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ว่ามันเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ท่านไปดูบางปะกงบ้านผมสิครับ จับเขาขนาดนั้นแล้วก็อ้างว่าทำลายธรรมชาติ หอยแครง ที่ชาวประมงเขาจับมานี้ เอามาโชว์ด้วยนะครับ ศรชล. เอามาโชว์ ตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งนั้นเลย บอกว่าเขาต้องรักษาลูก ๆ พันธุ์พวกนี้ไว้ เพราะไม่อย่างนั้นชาวประมงจับไปหมด ถามว่า หอยแครงเล็ก ๆ แค่นั้นชาวประมงเอาไปทำอะไรครับ เอาไปกินได้หรือครับ เอาไปขายได้ หรือครับ เขาเอาไปทำอะไรไม่ได้ ท่านไม่คิดจะตั้งข้อสังเกตบ้างหรือ ที่เขาจับหอยแครง ตัวเล็ก ๆ ไป เพราะเขาเอาไปเลี้ยงในพื้นที่ของเขา เพราะที่บางปะกงหอยแครงมันไม่ได้โต มันตายก่อนที่จะโต มันไม่เคยมีศพหอยแครง ไม่มีเปลือกหอยแครงเห็นตามพื้นท้องทะเล ว่ามันโต มันตายก่อนตลอด เมื่อก่อนบางปะกงมีปลาทูนะครับ มีปูทะเล มีอีกหลายพันธุ์เลย ที่เป็นสัตว์น้ำแถวนั้น มีปลาทูนะครับ ผมเพิ่งรู้ว่ามีปลาทูด้วย หลังจากโรงไฟฟ้ามาตั้งได้ไม่ถึง ๑๐ ปีครับ ปลาทูก็ไป ปูทะเลก็ไป โรงงานอุตสาหกรรมมาตั้งได้ไม่นาน กระชังปลากะพง ที่เคยเลี้ยงกัน หมด ไม่เหลือแล้วสักเจ้าเดียว ไม่เคยตั้งข้อสังเกต ไม่เคยจะพูดถึงเรื่องแบบนี้ จะบอกอย่างเดียวว่าชาวประมงเป็นคนทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทุกท่านครับ การจัดการ ปัญหาง่าย ๆ แบบนี้ มันก็จัดการแบบทหารมันง่ายครับ สั่งอย่างเดียว ก็เข้าใจมันถนัด อย่างนั้น แต่ทำอย่างนี้มันไม่เหลืออะไรนะครับ สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ได้แก้ปัญหา แต่มันซ้ำเติม ให้หนักขึ้น กฎหมายที่ออกมามั่วซั่วแบบไม่มีหลักการอะไรเลย ข้อกำหนด ๓ ไมล์ทะเล คิดได้อย่างไร ๓ ไมล์ทะเล ใช้เหมือนกันทั้งประเทศ ๒๒ จังหวัด พื้นที่มันไม่เหมือนกัน ออกไป ๓ ไมล์ทะเลบางจังหวัดคือลึกมาก บางจังหวัดออกไป ๓ ไมล์ยังตื้นอยู่เลย มันจะมีสัตว์อะไร ให้จับครับ มันใช้ ๓ ไมล์ไม่ได้ มันต้องดูพื้นที่ด้วย ท่านประธานครับ พวกข้ออ้างทั้งหลาย ที่ถูกใช้มาว่าชาวประมงเป็นคนผิด เรามาดูกันครับว่ามันมีอะไรผิดบ้าง กลัวเหลือเกินครับ เรากลัวเหลือเกินจะส่งอาหารไปอียู (EU) ไม่ได้ ส่งไปยุโรปไม่ได้ กลัวอะไรครับ แล้วก็ออกมา อ้างว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เท็จครับ ไม่จริงครับ เราส่งออกไปอียู (EU) แค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ของ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเอง ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เราส่งไปประเทศสหรัฐอเมริกา ไปประเทศญี่ปุ่น ไปประเทศจีน ไม่ใช่อียู (EU) เราส่งไปอียู (EU) แค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้ว ๕ เปอร์เซ็นต์ที่ส่งไปมันเป็นมูลค่าแค่ ๔,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ปลาทูน่ากระป๋องกับกุ้งแช่แข็งไม่ได้จับในทะเล ปลาทูน่ากระป๋องก็นำเข้ามา กุ้งก็เลี้ยง เพราะฉะนั้นนี่ไม่ได้ผิดกฎหมายไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) เลย แต่ทำไมไม่เถียงเขา ทำไมไม่โต้แย้ง ทำไมถึงยอมรับสภาพแบบนี้แล้วก็ทำให้ชาวประมงต้องรับเคราะห์ ท่านประธานครับ ไอยูยู (IUU) มีอยู่ ๓ คำครับ คืออิลลีเกิล (Illegal) อันรีพอร์เต็ด (Unreported) และอันเรกูเลต (Unregulate) ก็คือผิดกฎหมาย ไม่รายงาน ไม่ควบคุม ผิดกฎหมาย ผิดครับ เพราะว่า พ.ร.บ. ประมง ตอนแรก ปี ๒๔๙๐ ถ้าผมจำไม่ผิด มันเก่ามาก และกรมประมงก็ไม่ได้คิดจะปรับปรุงแก้ไขอะไรเลย อันรีพอร์เต็ด (Unreported) คือ กรมประมงไม่มีการรายงาน ไม่มีการจดบันทึก ไม่มีระบบอะไรเลย อันเรกูเลต (Unregulate) ก็เหมือนกัน มันไม่มีการควบคุมเรือ ไม่มีการควบคุมอะไรเลย สุดท้ายมันกลายเป็นว่า คนที่ต้องรับผิดชอบคือชาวประมงหรือครับ ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานรัฐไม่มีประสิทธิภาพเอง ไม่มีองค์ความรู้เอง ไม่มีการบูรณาการทำงานร่วมกันเอง เพิ่งคิดจะมาทำงานร่วมกับ กรมเจ้าท่าตอนโดนใบเหลืองแล้ว ผมถามนะครับท่านประธาน ชาวประมงเขาสงสัยครับ โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านเขาสงสัยมากเลย กุ้งที่เขาจับ ปลาที่เขาจับไปกินไปขายมันผิด ไอยูยู (IUU) ตรงไหน เขาจับหอยแครงไปขายยุโรปหรือเปล่า ไม่ เขาขายที่ตลาดหน้าบ้าน ทำไมเขาต้องซวยไปด้วย ทำไมเขาต้องโดนยึดเรือ ทำไมเขาต้องถูกตัดการหาเงินแบบนี้ ท่านประธานทราบไหมครับ เด็ก ๆ ที่ปกติออกเรือกับพ่อกับแม่ พอมีเรื่องนี้เข้ามา รัฐบาล คสช. ไปจับเอาเรื่องแรงงานมารวมด้วยอีก เรื่องแรงงานไม่ได้เกี่ยวกับไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) อียู (EU) ไม่ได้มีพันธสัญญาผูกพันเรื่องแรงงาน แรงงานมันเป็นเรื่องของอเมริกา เอามาจับ รวมกันมั่วซั่วไปหมด กลายเป็นว่าเด็กออกเรือกับพ่อแม่ไม่ได้ พ่อแม่ปกติออกเรือแล้วก็มีลูก ไปช่วย แค่นั้นเองครับ ไม่ได้มีอะไรเลย เขาก็เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตทางทะเล พออายุไม่ถึง ๑๘ ปี ออกไม่ได้โดนจับ ทำอย่างไรล่ะทีนี้ พ่อแม่ ๒ คนก็ไม่ไหว เด็กบางคนที่ผมเจอตอนนี้ ติดคุกแล้วครับ ขายยา ขโมยบ้าง อะไรบ้าง แทนที่เขาจะออกไปได้ฝึกวิชาอาชีพของเขาที่จะใช้ในอนาคต ทะเลก็คือทะเลของเขา มันอยู่หน้าบ้านเขาแท้ ๆ แต่ออกทะเลไม่ได้ สุดท้ายทำอย่างไร รู้ไหมครับ ทุกวันนี้เขาแอบออกครับ กลางคืนต้องแอบออกเพราะกลัวว่า ศรชล. จะขับเรือมา ไล่ล่าเขา แอบออกตอนกลางคืนไม่พอถ้าเกิดมีเรือมาจริง ๆ มาตรวจจริง ๆ ทำอย่างไร รู้ไหมครับ เขาต้องคว่ำเรือตัวเองกลางทะเล ท่านคิดสภาพสิครับ โดนจับ โดนปรับ ๒๐๐,๐๐๐ โดนยึดเรือ ถามว่าโดนปรับ ๒๐๐,๐๐๐ ทุกวันนี้สตางค์กินข้าวพรุ่งนี้ยังไม่มีเลย ทำไมถึงยังจะออกอีก ก็ถ้าไม่ออกมันก็ไม่มีกิน ท่านประธานเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐไทย ต้องปรับปรุงวิธีคิดนะครับ จะมองอะไรมุมเดียวไม่ได้ ไม่อย่างนั้นประชาชนรับไม่ได้ ท่านโยนความผิดให้เขาอย่างเดียวแต่เรื่องอื่นท่านไม่สนใจ โรงงานอุตสาหกรรมไม่สนใจ ถ่านหินไม่สนใจ เรือแก๊สเต็มบางปะกงไปหมดบ้านผมนี่ไม่เคยสนใจมอง มองแต่ว่าเรือลำเล็ก ๆ ซึ่งมีเครื่องยนต์เล็ก ๆ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ท่านประธานครับ นี่คือสาเหตุ ที่ผมอยากจะบอกกับอนุกรรมาธิการครับว่า ท่านต้องใส่เหตุผลที่แท้จริงของปัญหาเข้าไปด้วย ไม่อย่างนั้นมันจะไม่มีประโยชน์เลยที่ข้อเสนอท่านทำออกมาดีขนาดนี้ แต่ถ้าท่านใส่เหตุผล ที่แท้จริงผมเชื่อว่ามันจะส่งเสริมให้ข้อเสนอของท่านมีน้ำหนัก แล้วก็กดดันให้คณะรัฐมนตรี จะต้องทำอะไรอย่างเร่งด่วนบ้าง ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย เพราะว่าชาวประมงไม่ได้ผิดอะไรเลยนะครับ เขายอมทำตามทุกอย่างมาหมดแล้ว จะให้ติดวิทยุวีเอ็มเอส (VMS) ทำอะไรก็ทำหมด ทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่เขาก็มีอยู่ก่อนแล้ว คือกรมประมงไม่ได้ทำมาก่อนเลย ละเลยทุกอย่าง ความผิดอยู่ที่กรมประมงแท้ ๆ แต่ว่าคนรับผิดชอบคือชาวประมง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้ท่านใส่เหตุผลของปัญหานี้เข้าไป ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาที่มันเกิดจากชาวประมง ใบเหลืองไอยูยู (IUU) มันมีวิธีจัดการที่ง่ายกว่านั้น การต่อรอง การพูดคุย การเจรจา หรือจะยกเลิกขายของอียู (EU) ไปสักแป๊บหนึ่งก็ได้ เพราะมันส่งออกแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์เอง เพราะฉะนั้นถ้าท่านใส่ปัญหาที่แท้จริงผมเชื่อครับว่าเป็นประโยชน์มากกว่าที่ท่านบอกแค่ว่า ผิดสนธิสัญญาอันนี้ ท่านพูดแค่นี้เองครับในรายงานนี้ ซึ่งมันดูไม่สมเหตุสมผล ทั้ง ๆ ที่ข้อเสนอท่านทำออกมาดีมาก🔗
สุดท้ายผมก็ต้องขอขอบคุณอีกครั้งที่สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านตกลงที่จะตั้ง อนุกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อศึกษาปัญหานี้ และผมเชื่อว่ามันเป็นภาพสะท้อนว่าพวกเรา ผู้แทนราษฎรเป็นที่พึ่งของประชาชนจริง ๆ ๗ ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่ประชาชนจะหวังได้เลย โดยเฉพาะชาวประมง แต่พอมีผู้แทนราษฎรก็เอาปัญหานี้ไปพูดจริง ๆ แล้วก็เอาข้อเสนอ เอาความเห็นของชาวประมงไปใส่ไว้ในข้อเสนอแนะในรายงานเล่มนี้จริง ๆ ซึ่งอันนี้ผมต้องชื่น ชมครับ และขอให้กำลังใจท่านครับ ทำออกมาเกือบดีแล้ว ถ้าเป็นไปได้อย่างที่ผมเสนอแนะ ใส่ให้มันถูกต้องจะได้เห็นปัญหาจริง ๆ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เกินเวลาไป ๗ นาทีแล้วนะครับ ท่านสุทา ส.ส. ภูเก็ต เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สุทา ประทีป ณ ถลาง ส.ส. จังหวัดภูเก็ต เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่น ก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาปัญหาเรื่องของการประมงอย่างสมบูรณ์ แต่ว่ายังมี บางส่วนที่จะต้องเสนอแนะให้ทางคณะกรรมาธิการได้รับทราบว่ามันยังมีในพื้นที่บางพื้นที่ที่ ได้รับผลกระทบจากการออกกฎหมาย ออก พ.ร.ก. เมื่อปี ๒๕๕๘ กรณีที่จะพูดถึงนี้ ก็ขอพูดถึงเฉพาะพื้นที่ครับ ผมเองเป็นกรรมาธิการ ป.ป.ช. ได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นทุกข์ ของคนอ่าวปากพนังของจังหวัดนครศรีธรรมราช ผลสืบเนื่องมาจากการออกกฎหมาย แล้วรัฐเองไม่ได้ไปแก้ไขปัญหา ออกกฎหมายมาบังคับใช้เครื่องมือผิดกฎหมายอย่างที่เขา ได้เกิดก่อนหน้านี้ประชาชน แล้วชาวประมงได้ทำการประมงโดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ออก พ.ร.ก. มา บัญญัติให้เครื่องมือประเภทนั้นผิดกฎหมาย อย่างอวนลากข้าง ใช้เรือขนาดเล็ก เรือประมงพื้นบ้านขนาด ๕ เมตร ไม่ถึง ๑๐ เมตร ๕ เมตร ๖ เมตร ลากข้าง ปากอวนกว้างประมาณสัก ๑ เมตร ทำกันมาเป็นเวลาร่วม ๑๐๐ ปี แต่เมื่อกฎหมาย ออกบังคับใช้ว่าเป็นเครื่องมือทำลายล้าง ชาวประมงพื้นบ้านเองเขาก็ยอมรับว่าเป็นเครื่องมือ ผิดกฎหมาย เขายินดีที่จะปรับเปลี่ยน แต่ปรากฏว่าประมงไม่ได้ไปปรับเปลี่ยนเครื่องมือ อะไรเลย การปรับเปลี่ยนเครื่องมือก็มี ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่การจะให้ทุนในการปรับเปลี่ยนไม่พอ ไม่พอที่เขาจะปรับเปลี่ยนเครื่องมือประกอบอาชีพได้ ตอนนี้มีการจับกุมและเกิดความเดือดร้อน จับกุมและนำคดีขึ้นฟ้องสู่ศาล โดนปรับลำละแสนกว่าบาท เดือดร้อนเป็นอันมาก ส่วนอีกเครื่องมือหนึ่งคือที่เราเรียกว่า ไอ้โง่ เป็นลอบดักกุ้ง อันนี้เป็นเครื่องมือผิดกฎหมาย ทุกวันนี้ชาวบ้านก็ยังลอบทำและจับกันทุกวัน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เจ้าหน้าที่รัฐเอง โดยเจ้าหน้าที่ประมงไปแบ่งประชาชนเป็น ๒ ฝ่าย และเกิดการทะเลาะกัน กลุ่มหนึ่ง ที่เป็นประมงอาสาคอยช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย จับกุมเครื่องมือ ผิดกฎหมาย กลุ่มหนึ่งก็เป็นประมงพื้นบ้านทำประมงผิดกฎหมาย และทุกวันนี้ทะเลาะกัน ทุบตีกัน ล้อมจับเป็นข่าวกันอยู่เร็ว ๆ นี้ ไม่เกินเดือนนี้ ทีนี้ปัญหาของคนที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐ แบ่งแยกกลายเป็น ๒ ฝ่าย แล้วสุดท้ายเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ได้ไปแก้ปัญหา ประมงอาสา ท่านทราบไหมครับ ทุกวันนี้ที่ออกไปจับกุมประมงผิดกฎหมายออกกันไปเอง ไม่มีเจ้าหน้าที่ รัฐไป และออกไปตอนไหน ออกไปตอนที่กุ้งเข้าลอบแล้ว โดยออกไปตอนใกล้สว่าง แล้วก็ไปเก็บลอบ ได้กุ้งก็เอาไปขาย ลอบเองก็เอาไปขาย ก็ไม่เอาเป็นของกลาง ได้รับร้องเรียนมาอย่างนี้ คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ก็รับเรื่องร้องเรียนไว้ เดี๋ยวก็จะมี การสอบสวนในเรื่องนี้นะครับ🔗
อีกประการหนึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ก็ขอให้คณะกรรมาธิการไปศึกษาเพิ่มเติม ในส่วนที่ทรัพยากรประมงที่เรามีอยู่ทุกวันนี้เราทิ้งขว้าง ไม่ได้เอามาใช้เลยและปล่อยให้ มันตายไป ที่ผมเข้าไปศึกษาระหว่างที่ได้รับเรื่องร้องเรียน ลงไปพื้นที่อ่าวปากพนัง จากปลายแหลมตะลุมพุกถึงขนอม โดยเฉพาะหอยต่าง ๆ ผมว่ามูลค่าที่ตายไปปี ๆ หนึ่ง มูลค่าหลายพันล้านบาท แต่เราอนุรักษ์ไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์เลย ทรัพยากรพวกนี้ถ้าเอามา สร้างเป็นกองทุนและให้ชาวประมงพื้นบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ก็น่าจะมีประโยชน์มากว่า อย่างที่ท่าน ส.ส. จังหวัดฉะเชิงเทราได้พูดไป มันตายตั้งแต่ตัวเล็ก มันไม่ได้โต สาเหตุ เรื่องของการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งก็ไม่เห็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปดูแลอะไรเลย กรณีตัวอย่างที่จังหวัดนครศรีธรรมราช คือจะมีเขื่อนที่กันน้ำ ไม่ให้น้ำเค็มเข้าไปทำลาย พื้นที่เกษตร ท่านเชื่อไหมว่าเขื่อนดังกล่าวได้มีการสร้างประตูปลา เครื่องแยกปลาขึ้นวางไข่ ตั้งแต่สร้างมาไม่เคยเปิดเลย แต่พอเปิดก็เปิดมาทีเดียว ผลปรากฏว่าทั้งน้ำจืด ทั้งตะกอน มาฟุ้งกระจายในอ่าวปากพนัง มันไม่เหลือสัตว์น้ำเลยในอ่าว เวลาปล่อยน้ำออกมาแต่ละครั้ง ครั้งนี้เพิ่งปล่อยไปเมื่อสัก ๒-๓ วันที่แล้ว สัตว์น้ำไม่มีเหลือ หอยก็ตายหมด หอยตายอยู่ ๒ ประการ จากปล่อยน้ำจากเขื่อนในอ่าวปากพนังหอยจะตายหมด อีกส่วนหนึ่งคือ เกิดการเปลี่ยนฤดูกาล จะมีตะกอนดินมาทับแหล่งหอย หนาตั้ง ๓-๔ เมตร หอยก็ตาย ตายโดยไม่เอามาใช้ประโยชน์อะไรเลย ฉะนั้นขอให้กรรมาธิการได้ศึกษาส่วนนี้ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของกรมประมงเองได้ไปศึกษา ส่วนนี้ด้วยว่า ทรัพยากรที่เราต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ขอให้เข้าไปจัดการ ให้ชาวประมงได้ส่วนนี้มาจัดการในการประกอบอาชีพนะครับ🔗
และอีกส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่เดือดร้อนมากคือ ในพื้นที่แหล่งทำประมงมีผู้มีอิทธิพลยึดพื้นที่แหล่งทำกิน อย่างคลองต่าง ๆ มีเจ้าของหมดเลย และผลสุดท้ายชาวประมงที่ยากจนจริง ๆ ไม่มีพื้นที่ทำกินนะครับ เขาก็ขอฝากให้ทาง คณะกรรมาธิการช่วยศึกษาหรือหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศรชล. และโดยเฉพาะ กรมประมง ไปยึดพื้นที่คืนให้ชาวประมงได้ทำประมงในพื้นที่ ทุกวันเขาไม่มีที่ทำกิน เลยลักลอบทำเครื่องมือผิดกฎหมาย ขอฝากแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านหมอบัญญัติ ท่านนิยมและท่านนิกรนะครับ เชิญนายแพทย์บัญญัติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมในฐานะผู้ยื่นญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแก้ปัญหาผู้ประกอบอาชีพประมง ทั้งประมงพาณิชย์ และประมงพื้นบ้าน ครอบคลุมทั้งด้านปัญหาระเบียบกฎหมายและมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพประมงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับการรวมญัตติมาพิจารณาร่วมกับ ญัตติของเพื่อนสมาชิก ทั้งหมด ๑๐ ญัตติ แล้วก็คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร นำโดยท่านประธานกรรมาธิการ กันตวรรณ ตันเถียร และท่านประธาน อนุกรรมาธิการ ท่านนริศ ขำนุรักษ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการจากทุกพรรคการเมือง ได้ร่วมกันพิจารณาและได้รายงานผลการพิจารณา ศึกษาญัตติ เรื่องการศึกษาและแก้ไขปัญหาประมงไทยของคณะกรรมาธิการการเกษตร และสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร ในเล่มนี้นะครับ ผมได้อ่านรายงานของคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยดูข้อสังเกตแล้ว กระผมรู้สึกมีความมั่นใจว่ารายงานฉบับนี้และข้อสังเกต ของรายงานฉบับนี้ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ให้ความเห็นชอบต่อรายงานและข้อสังเกตแล้ว แล้วก็ถ้าได้ส่งไปถึงรัฐบาล รัฐบาลได้นำข้อสังเกตทุก ๆ ข้อที่คณะกรรมาธิการได้กลั่น ออกมาแล้วนี้นำไปแก้ปัญหา เชื่อมั่นเหลือเกินว่าปัญหาประมงไทยจะคลี่คลายไปในทางที่ดีนะ ครับ ท่านประธานที่เคารพ ตลอดระยะเวลาประมาณ ๗ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ รัฐบาล คสช. ได้ออกพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่อที่จะแก้ปัญหาให้อียู (EU) หรือสหภาพยุโรปปลดใบเหลืองจากรายชื่อประเทศที่มีความเป็นไปได้ที่ไม่ให้ความร่วมมือ ตามกฎระเบียบไอยูยู (IUU) ของสหภาพยุโรป ซึ่งปรากฏว่าผลจากกฎหมายฉบับนั้นทำให้ ชาวประมงประสบปัญหาอย่างมากนะครับ จนเกือบจะล่มสลาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของ การไปจับสัตว์น้ำ คือการไปทำประมง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของแรงงาน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับ ไอยูยู (IUU) เลย ปัญหาข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง การไปจับสัตว์น้ำ กำหนดระยะเวลาต่าง ๆ ที่ไม่สะท้อนต่อธรรมชาติของการประมง แล้วก็เรื่องของโทษภัยของ ชาวประมงที่จะต้องแบกรับโทษเกินกว่าความเป็นจริงและความเป็นธรรม ซึ่งเทียบเคียงกับ ในประเทศอาเซียน (ASEAN) แล้ว โทษของการทำประมงที่ผิดระเบียบกฎหมายมันรุนแรง มากมายนะครับ ก็ทำให้อาชีพประมงซึ่งมีมาแต่บรรพบุรุษของไทยเรานี้ แล้วก็เป็นอาชีพ ที่สร้างเงินสร้างรายได้ให้แก่ประเทศเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ปัจจุบันก็ได้สูญเสียความเป็นผู้นำในเรื่องของผลผลิตรายได้ทางการประมงไปเรียบร้อยแล้ว นะครับ ความสูญเสียในส่วนนี้ก็กระทบถึงครอบครัวชาวประมง กระทบถึงวิถีชีวิต เพราะหลายคนต้องละทิ้งอาชีพประมงซึ่งมีมาหลายชั่วคน ไปทำอาชีพอื่นซึ่งไม่ถนัด ทั้ง ๆ ที่ทรัพยากรก็ยังมีอยู่เหมือนเดิมนะครับ จังหวัดระยองบ้านผมเป็นจังหวัดที่มีน้ำปลา รสเด็ดนะครับ ดังคำขวัญของจังหวัดระยองที่ว่า ผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้ำปลา รสเด็ด เกาะเสม็ดสวยหรู สุนทรภู่กวีเอก แต่ปัจจุบันน้ำปลาระยองที่ส่งออกเป็นรายได้ ของจังหวัดระยองได้ลดน้อยถอยลง เพราะผู้ประกอบการละทิ้งปิดกิจการไปหลายต่อหลายเจ้า ด้วยกัน จำเป็นต้องนำเข้าปลากะตักจากต่างประเทศ ก็เปิดช่องเกิดสุญญากาศให้พ่อค้า นำน้ำปลาจากประเทศเวียดนามมาขายในประเทศจำนวนมากนะครับ เดี๋ยวนี้ถ้าเปิดไปดู ในช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) ก็จะมีน้ำปลาเวียดนามจำนวนมาก นั่นละครับ เป็นการสูญเสียโอกาสการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทย นี่ก็คือเรื่องของผลกระทบ หนึ่งในตัวอย่างที่ผมจะนำเรียน การที่คณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ได้ศึกษารายงาน ฉบับนี้นะครับ ผมมีความเห็นด้วยอย่างยิ่ง แล้วก็คิดว่าสิ่งที่จะแก้ไขหลัก ๆ นั้น ในข้อสังเกตก็คือ🔗
เรื่องที่ ๑ ต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย พ.ร.ก. ประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ให้มีความเป็นธรรมต่อชาวประมง สะท้อนถึงธรรมชาติของการจัดการประมงที่ยั่งยืน ต้องแก้ไขเรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก🔗
เรื่องที่ ๒ ต้องปรับปรุงนโยบายการบริหารจัดการประมงเพื่อแก้ปัญหา เรื่องแรงงาน อย่าทำให้การแก้ปัญหาแรงงานที่ขาดแคลนไปทับถมเรื่องของปัญหาการประมง จากกฎหมาย🔗
เรื่องที่ ๓ รัฐบาลต้องสนับสนุนเงินทุนให้แก่ชาวประมง🔗
เรื่องที่ ๔ ก็คือคนที่ไม่ประสงค์จะทำประมง เนื่องจากผลกระทบกฎหมาย ในตลอดระยะเวลา ๗ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจะต้องจัดงบประมาณรับซื้อเรือประมงเหล่านั้น เพื่อเป็นการเยียวยาให้ชาวประมงจะได้ไปประกอบอาชีพอื่นได้ เริ่มต้นชีวิตใหม่ นะครับ🔗
ก็ขอถือโอกาสนี้เชิญชวนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ได้ ร่วมกันเห็นชอบต่อรายงานผลการศึกษาญัตติ เรื่องการศึกษาและแก้ไขปัญหาประมง ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ และเห็นชอบต่อข้อสังเกตของทาง คณะกรรมาธิการ ซึ่งศึกษาโดยอนุกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นในคณะกรรมาธิการการเกษตร และสหกรณ์ด้วยนะครับ🔗
สุดท้ายก็หวังอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะมีความจริงใจต่อการนำข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการ ซึ่งได้ศึกษาไว้โดยเจาะลึก นำไปบังคับใช้และปฏิบัติเพื่อให้ชาวประมงของไทยเรา มีความผาสุกเหมือนในอดีตต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านนิกร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ ต่อปัญหานี้ ผมได้เคยลุกขึ้นมาอภิปรายไปก่อนแล้วก่อนหน้านี้ เนื่องจากว่าทราบปัญหาดีว่าเป็นอย่างไร ผมเป็นคนจังหวัดสงขลาท่านประธาน เป็นเมืองท่าของประมง ทราบปัญหาดีอย่างชัดเจน ทีนี้ปัญหานี้ผมได้มีโอกาสเข้าไปร่วมกับคณะกรรมาธิการชุดนี้ เป็นที่ปรึกษานะครับ ก็ได้ไปช่วยกันตามสมควรในการพิจารณา ผมเรียนท่านประธานว่า ผมย้อนไปว่าปัญหา อยู่ที่ไหน รายงานฉบับนี้เสร็จแต่จะไม่เป็นผล เป็นอย่างนี้ครับ เรื่องนี้มีปัญหามาแต่เดิม ก็คือ ไอยูยู (IUU) โดยยุโรปเขากดดันเรา ช่วงนั้นผมช่วยอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมเป็นผู้เจรจาต่อรองเอง คือหลักการของเขาคือกดดันเรา หลักการมีแค่นี้นะครับ เคยไปต่อรองกันแล้วก็โยกโย้กัน เพราะว่าเราเองเรือของเราไม่ได้จับปลาทูน่ามาทำนะครับ เขากดดันเราโดยการที่ว่าเขาจะบีบโดยสินค้าทูน่าเป็นตัวประกัน ซึ่งไม่แฟร์ (Fair) เพราะว่า เราไม่ได้ไปจับปลามา เราซื้อปลาทูน่าที่เขาจับมาแล้วมาผลิต เรือของเราจับปลาทูน่าไม่ได้เลย เราไม่มีเรือแบบนี้ เรามีเรือขนาดเล็ก มีประมงพื้นบ้าน ก็สู้กันมาระยะหนึ่ง ตอนหลัง เกิดการยึดอำนาจ สภาวะการเมืองอ่อนแอ เขาก็กดดันเราเต็มที่ รัฐบาลเองตอนนั้น เจอไอเคโอ (ICAO) ด้วยใช่ไหมท่านประธานคงจำได้ ยอมแก้กฎหมายนี้ครั้งใหญ่นะครับ จะโดยอะไรก็แล้วแต่ เป็นสภาวะบังคับนะครับ เป็นกิจกรรมที่ต้องทำ ก็แก้ไปตามนั้น แต่การแก้ตรงนี้มันส่งผลกระทบรุนแรงมาก เพราะว่าไปแก้เกินเลยนะครับ ประเด็นที่สำคัญก็คือไปรวบเอาประมงทั้งหมด จริง ๆ แล้ว ประมงที่มีปัญหาอยู่เป็นเรืออวนลากไม่เท่าไรนะครับ เป็นเรือที่ไปกระทบกระเทือนกับไอยูยู (IUU) ตรงนี้ไม่เท่าไร นอกนั้นเป็นเรือขนาดเล็ก แล้วก็จะให้ไปติดเรดาร์ (Radar) ไปติด การติดตามทั้งหมด มีบุ๊ก (Book) ประจำเรือ มันกระทบเรือประมงขนาดเล็ก จนเราแทบจะ ล่มสลาย ทำต่อไม่ได้ เพราะว่าเราไปเผยหมด ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องกระทบไอยูยู (IUU) เราก็ทำด้วยกฎหมายครอบ🔗
อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า โทษรุนแรงแบบเจอไปลำหนึ่งกวาดทั้งหมด ปรับ ๒๐-๓๐ ล้านบาท โทษรุนแรงเกินกว่าที่ควรจะเป็น แต่มันก็ออกกฎหมายไปแล้วนะครับ เราก็ได้รับการยกจากแรงกดจากไอยูยู (IUU) ไปตามสมควร แต่ผลกระทบประมงเรา แทบจะล่มสลายหมด ทีนี้ปัญหานี้สิ่งที่เราศึกษามามีผลชัดเจน แต่ประเด็นปัญหาอยู่ที่ กฎหมาย เพราะฉะนั้นในเมื่อปัญหามันอยู่ที่กฎหมาย การแก้ของเราคือแก้กฎหมาย ผมเชิญท่านประธานมาดูว่าเราจะทำได้จริงไหม สมมุติว่าเรารับรองรายงานฉบับนี้และเรา ส่งไปที่รัฐบาล คำถามว่ารัฐบาลจะกล้าแก้กฎหมายไหม ไม่มีทาง เพราะรัฐบาล เขียนกฎหมายนี้มาเองนะครับ รอยต่อตรงนี้ กฎหมายนี้แก้ไม่ได้ ทีนี้พอแก้ไม่ได้แล้ว สถานะทางการเมืองเราเปลี่ยนไป ตอนนี้เรามีสภาท่านประธาน เราไม่ใช่เป็นรัฐบาล แบบที่เขากดดันเราได้ เรามีสภา เรามาจากประชาชน ทีนี้ประเทศที่กดดันเราเป็นยุโรป ยุโรปเขามีความเป็นประชาธิปไตย เมื่อสักครู่นี้สมาชิกสภาสวิตเซอร์แลนด์มา ผมเป็น ประธานกลุ่มมิตรภาพสวิตเซอร์แลนด์ ก็ไปรับเขา เขาพูดเรื่องประชาธิปไตย สภาของเราเป็น ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้มีทางออกทางเดียว สภาต้องเป็นผู้แก้นะครับ ในรายงานตรงนี้กรรมาธิการ อนุกรรมาธิการรับร่างกฎหมายจากประชาชนมาแล้ว มีความเห็นแล้วว่าเราจะต้องแก้ ไม่ต้องส่งไปให้รัฐบาลแก้ รัฐบาลจะไม่แก้ เพราะถ้าแก้แล้ว มันเหมือนกับผูกไว้เอง คือมันต้องผลักไปตรงนั้นแล้วเอาสภาของประชาชนมากดดัน ผมเรียกร้องอย่างนี้ครับ เดี๋ยวผมจะเห็นชอบกับรายงานฉบับนี้ ส่งไปให้รัฐบาลก็ส่ง แต่ผม เรียกร้องสภาแห่งนี้ พรรคการเมืองที่มีอยู่ช่วยกันออกกฎหมายตามนี้ครับ ตามที่ประชาชน เขาเสนอมา ตามที่กรรมาธิการให้มาอยู่แถวหน้า ๒๑ ช่วยกันออกกฎหมายในนามของ แต่ละพรรค พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ มีสมาชิกอยู่ ๑๒ คน เราออกกฎหมาย ไม่ได้ แต่ผมได้ล่ารายชื่อ ขอรายชื่อจากสมาชิก มาเป็นกฎหมายแล้ว ยื่นแล้ว สภารับแล้ว เหลือแต่รอเพราะเป็นกฎหมายการเงิน ผมเรียกร้องพรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. เกิน ๒๐ คน ช่วยกันออกกฎหมายให้ครบทุกพรรค ยื่นไปที่รัฐบาล ให้เป็นแรงกดดันจากสภาของ ประชาชนแก้กฎหมายฉบับนี้ มีทางเดียวท่านประธาน ยุโรปเองไม่กดดันเราแน่นอน เพราะว่ามันเป็นความต้องการของประชาชนจากสภาของประชาชน ไม่ต้องให้รัฐบาลแก้ เพราะรัฐบาลจะไม่แก้ ผมยืนยันได้นะครับ ดังนั้นท่านประธานครับ เราอยากจะให้มีผลก็คือ ว่า เดี๋ยวเราลงคะแนนกันเห็นชอบ แล้วใช้ข้อ ๑๐๕ ส่งไปที่รัฐบาล รัฐบาลไม่ทำอะไรหรอก ครับ ทำไม่ได้เรื่องนี้มันเป็นกลไก ดังนั้นเราต้องใช้สภาแห่งนี้ช่วยรัฐบาล ทำเป็นว่าเรากดดัน รัฐบาล ให้รัฐบาลต้องแก้ เพราะสภานี้มาจากประชาชน ประชาชนเดือดร้อน มีทางเดียว ท่านประธานครับ ผมก็เลยขออีกครั้งหนึ่ง ของพรรคชาติไทยพัฒนายื่นไปแล้ว แต่ก็บอก พี่น้องประชาชนชาวประมงว่า ในมาตรา ๖๙ เราไม่แก้ตามที่ท่านขอ เพราะว่าท่านขอแก้ เรื่องตาอวนเป็นตาอวนขนาดเล็ก ๒.๕ เซนติเมตร เราแก้ให้ไม่ได้ตรงนี้ พรรคอื่นช่วยก็แล้วกัน เพราะว่าพรรคชาติไทยพัฒนาดูแลสิ่งแวดล้อม ดูแลทะเล นี่เป็นท่าที ของเรา เราไม่แก้ตามที่ท่านขอ แต่พรรคอื่นอาจจะแก้ให้ได้นะครับ สุดท้ายก็ขอความกรุณา จากสภาแห่งนี้ ผมไม่ขอรัฐบาลช่วยกันยื่นกฎหมายนี้ ร่างมีอยู่แล้ว พรรคชาติไทยพัฒนา ส่งแล้ว ยื่นแล้ว สภารับแล้ว ช่วยกันแก้กฎหมายฉบับนี้ให้ได้ เพื่อชาวประมงของเราครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านนิยม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมก็ชื่นชมกรรมาธิการที่ทำรายงานผลการศึกษาญัตติ เรื่องการศึกษา และแก้ไขปัญหาประมงไทย ผมดูแล้วก็เป็นเนื้อหาสาระถึง ๔ บทใหญ่ ๆ ละเอียด ต้องชื่นชม กับท่านกันตวรรณ ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านพี่ใหญ่ของผม ท่านนริศ ขำนุรักษ์ แต่บังเอิญว่าประมงของบ้านผม สกลนครมันไม่เหมือนประมงของประมงไทย ผมก็พยายาม อ่านดูแล้วมันไม่ได้มีอย่างที่ท่านทำไว้ แต่ผมใคร่ขอเสนอเนื่องจากที่นั่งอยู่ข้างบน ที่เป็น กรรมาธิการร่วมก็เป็นผู้บริหารกรมประมง สกลนคร หนองหารบ้านผม เป็นหนองน้ำขนาด ใหญ่ พื้นที่ ๕๕,๐๐๐ กว่าไร่ วิถีชีวิตของเขาก็ทำประมงเหมือนกัน แต่เป็นการทำประมง แบบวิถีชีวิต คือไม่ใช่ประมงอย่างเดียว หนองหารมีกฎหมายพิเศษเรียกว่า พระราชกฤษฎีกา ปี ๒๔๘๔ ซึ่งไม่เหมือนกฎหมายประมงทั่วไป เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้องขอกราบเรียน ท่านประธานว่า ท่านผู้บริหารประมงที่นั่งอยู่นี้ระดับรองอธิบดี บังเอิญท่านอธิบดีท่านไม่มี ท่านอาจเป็นอธิบดีต่อไป ผมก็ดูก็เห็นชอบในข้อ ๔.๑.๒ ของท่าน ซึ่งเป็นเรื่องตั้งข้อสังเกต และไปเกี่ยวพันกับหนองหารของผมพอสมควรในเรื่องการพัฒนาสัตว์น้ำ ต้องบอกวันนี้เลยว่า หนองหารเป็นวิถีชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำทั้งหมด ซึ่งวันนี้ท้องถิ่นดูแล ๘ ท้องถิ่น มีทั้งเทศบาล และ อบต. ทั้งเทศบาลนครด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อหนองหารคือวิถีชีวิต ทุกคน ไม่ใช่ประมงอย่างเดียว ใช้น้ำทั้งอาบ ทั้งกิน ทั้งดื่ม ในสมัยก่อนหนองหารล้วน ๆ เพราะฉะนั้นผมฝากถึงท่านผู้บริหารประมงที่นั่งอยู่ตรงนี้ว่า หนองหารบ้านผม ผมฝาก อย่างหนึ่งว่าเรื่องปลา เรื่องสัตว์น้ำในหนองหาร ผมไม่ได้ห่วงหรอก เพราะบ้านผมไม่ได้ทำประมง แบบไปหาปลาแล้วมาขายเป็นอาชีพจริง ๆ แต่ทุกคนไปหาปลากิน ขายบ้างนิดหน่อย เท่านั้นเอง เป็นวิถีชีวิตที่ใช้อยู่ร่วมหนองหาร เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมถึงกราบเรียน ว่าไม่ต้องห่วงว่าอย่างอื่น ผมต้องการให้ท่านส่งเสริม ผมจึงเห็นว่าในข้อ ๔.๓ ของท่าน เรื่องการส่งเสริมการเพาะสัตว์น้ำเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก หนองหารผม ผมอยากให้มีพวกปลา ทั้งหลาย พวกสัตว์น้ำในหนองหาร ซึ่งวันนี้มันหายไปเยอะ โดยเฉพาะปลาที่เป็นปลาพื้นบ้าน จริง ๆ มันหายเกือบไม่มี หลังจากท่านไปทำประตูน้ำก่ำขึ้นมาใหม่ ปลาจะขึ้นมาจากแม่น้ำโขง มันขึ้นไม่ได้แล้ววันนี้ มันไปติดตรงเงื่อนไขเยอะแยะของท่าน ซึ่งบางทีทางกรมประมงเอง ก็ทำให้ระบบนิเวศเสียหายเหมือนกัน ท่านต้องยอมรับความจริง ผมเป็นคนเกิดอยู่กับหนอง หาร วิถีชีวิตผมใช้อยู่ในหนองหาร เพราะผมมีบ้านติดริมหนองหาร ฉะนั้นจึงกราบเรียนว่า ในเมื่อลักษณะแบบนี้ผมต้องฝากผู้บริหารกรมประมงเลยว่า ส่วนใดที่ อปท. เขาดูแลอยู่ คือ กฎหมายไม่ให้ ท่านจะจับเขาได้หมดเลย ถ้าท่านไปละเมิดบุกเข้าไปหนองหารแม้แต่เซนเดียว แต่นั่นคือเรื่องโบราณ เรื่องแต่เก่า มันใช่🔗
- ๘ ๑ /๑ เพราะประมงมีหน้าที่ดูแลเรื่องสัตว์น้ำ แต่ทุกวันนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนแปลง โดยการพัฒนาริมหนองหารให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจด้วย เพราะฉะนั้นกรมประมง ท่านทำไม่ได้หรอกครับ เพราะท่านไม่มีหน้าที่ในเรื่องการดูแลแบบนั้น ท่านดูแลแต่เรื่อง สัตว์น้ำ อันนี้ผมจึงฝากว่าในบริเวณที่ อปท. เขาดูแลในพื้นที่ ผมว่าอย่างน้อยท่านจะกำหนด เขตขึ้นมาว่า ๑๐๐ เมตร หรือ ๕๐ เมตร ๒๐๐ เมตร อะไรก็แล้วแต่ให้ อปท. เขาดูแล จะเป็น อบต. ก็ดี ท้องถิ่นก็ดี พวกเทศบาลก็ดี เขาดูแลในเรื่องการทำความสะอาด ในเรื่องระบบนิเวศ ผมเสนอท่านแบบนี้เลยว่าคุยกันในประเด็น เพราะว่าตอนนี้ท้องถิ่นเอง ไม่กล้าแตะหนองหารเพราะกฎหมายมันเข้มพอสมควร เพราะฉะนั้นท่านต้องไปคิดใหม่ คิดตรงประเด็นว่าในสิ่งที่ อปท. เขามีงบประมาณส่วนไหน อบต. หรือเทศบาลก็ไปให้ เขาทำได้ โดยการพัฒนาลอกอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมันจะเป็นการดูแลน้ำด้วยกันให้สะอาด ในระบบนิเวศ นี่เป็นประเด็นไม่เฉพาะการเพาะเลี้ยงปลาอย่างเดียว ไม่เฉพาะการเลี้ยง ปู ปลา อะไรก็แล้วแต่ แต่ที่ผมเรียกร้องท่านคือ ผมอยากเห็นปลายุคเก่ามันกลับมามีชีวิตขึ้น ในหนองหาร ท่านไปเพาะอะไรก็แล้วแต่ หรือจะหาวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านคิดได้แล้วละ เพราะชีวิตของท่าน ข้าราชการของท่านอยู่กับระบบปลา แต่ที่ผมต้องเสนอตรงนี้คือ เสนอในเรื่องท้องถิ่นเข้ามาดูแล สมมติว่าเทศบาลนครเมืองสกลนครเขาดูแลพื้นที่ชายฝั่ง ขนาดไหน ก็ให้เขาดูแลในส่วนที่พัฒนาในระบบนิเวศ ในระบบแหล่งน้ำที่มันจะสะอาด สมมติบ้านผมเทศบาลตำบล อบต. ตำบลบ้านแป้น โซน (Zone) ที่เขาดูแลอยู่วันนี้เขาไม่กล้าแตะ ไม่กล้าแตะเพราะกฎหมายหนองหารมันเข้ม เดี๋ยวเขาไปลอก ไปทำความสะอาดที่มันสกปรก ที่มันไม่สะอาดในเรื่องพื้นที่ ถ้าเขาไปขุดลอกขุดอะไรบ้าง ทำความสะอาด เขาติดคุกเขาบอก เขาไม่กล้าแตะ พอเขาไม่กล้าแตะ พวกขยะทั้งหลายที่มันไหลขึ้นมา ที่มันเกิดขึ้นในหนองหาร มันเลยสกปรก พอสกปรกแทนที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว แทนที่จะเป็นประเพณีต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น เขาทำลำบากครับ อันนี้ฝากทางกรมประมงไปดูด้วย ซึ่งกรรมาธิการท่านไม่ได้มี ในมุมนี้ ก็ฝากจริง ๆ จากผม นิยม เวชกามา ครับ🔗
เชิญท่าน พิเชษฐ์ หลังจากนั้นให้กรรมาธิการชี้แจงนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องขอบคุณทางกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาการประมงของประเทศ ท่านประธานครับ วันนี้ทะเลไทย ฝั่งอันดามันมีชายทะเลถึง ๑,๑๐๐ กิโลเมตร ฝั่งอ่าวไทย ๒,๐๐๐ กิโลเมตร รวมแล้ว ประเทศไทยมีชายฝั่ง ๓,๑๐๐ กิโลเมตร วันนี้เศรษฐกิจสีน้ำเงินหมายความว่า ธุรกิจทางทะเล ทั้งหลายทั้งมวล ทั้งการประมง ทั้งการขนส่ง จากการวิจัยของ สกสว. ของประเทศไทย อยู่ที่ ๒๐ ล้านล้านบาท ถ้าเรามีการขุดคลองไทยเชื่อมทะเลอันดามันและอ่าวไทย เศรษฐกิจ สีน้ำเงินของประเทศไทยก็จะเพิ่มมูลค่ามหาศาล จาก ๒๐ ล้านล้านบาท อาจจะเป็น ๔๐ ล้านล้านบาท ๕๐ ล้านล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ เรือประมงไทยเมื่ออดีต ที่เฟื่องฟูเราไปจับปลาถึงประเทศชิลี เราไปจับปลาถึงขั้วโลก เรือประมงไทยยิ่งใหญ่มาก ติดอันดับโลก อันดับ ๓ ของโลก มีเรือประมงของไทยที่ข้ามน่านน้ำต่าง ๆ ไปจับปลาทั่วโลก ๕๐,๐๐๐ ลำ ท่านประธานที่เคารพครับ นำรายได้ให้กับประเทศไทยมหาศาล แต่ ณ วันนี้เป็นที่น่าเสียใจ เรือประมงไทยเหลืออยู่ ๑๕,๐๐๐ ลำ แล้วรอการขายเรือให้กับรัฐบาลไทย ให้กับกรมประมง นี่คือนโยบายที่สูญเสีย สูญเสียระบบ สูญเสียอำนาจทางทะเล สูญเสียอาชีพที่ยิ่งใหญ่ ทางทะเลไป ท่านรู้ไหมกว่าจะฝึกกัปตัน กว่าจะฝึกบุคลากรทางด้านการประมงมันไม่ใช่ง่าย วันนี้กัปตันจะต้องไปขายลูกชิ้นปิ้ง กัปตันต้องไปทำอาชีพใหม่ ทั้ง ๆ ที่โอกาสทางทะเล ของประเทศไทยมีมากมายมหาศาล ทำไมประเทศไทยจะต้องถอยหลัง ทั้ง ๆ ที่การประมง ของไทยจะต้องก้าวหน้า จะต้องเติบโต จะต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในระดับโลก ทำไม เราจะต้องถดถอย ยอมถอยให้กับโลกใบนี้ ท่านประธานที่เคารพ ระเบียบของไอยูยู (IUU) บีบบังคับให้ประเทศไทยจะต้องแก้กฎหมาย มีโทษอย่างรุนแรง เหมาเข่ง รัฐบาลต้องรีบมา จัดการ เพราะอะไรครับ ปี ๒๕๕๘ อยู่ในช่วงของการปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทย ยุโรปไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร นี่อย่างไรครับ บีบบังคับให้ไทยหลาย ๆ ด้าน ต้องสูญเสีย สูญเสียเงินตรา สูญเสียรายได้ ยุโรปไม่ยอมรับรัฐบาลรัฐประหาร มันถึงเป็นที่มา ของไอยูยู (IUU) สุดท้ายต้องมาเร่งรีบแก้กฎหมาย โดยที่ไม่ดูผลกระทบของชาวประมง ของไทย ท่านประธานที่เคารพครับ หลายท่านได้อภิปรายว่า จะต้องรีบเอากฎหมาย ที่เป็นธรรมให้กับพี่น้องชาวประมงกลับคืนมา พรรคเพื่อไทยยินดีครับ ยินดีกับพรรคการเมือง ทุกพรรคที่จะต้องแก้ไขเอากฎหมายที่มันยุติธรรม และทำให้การประมงของไทยกลับคืนมา เป็นประมงมหาอำนาจของโลก ยุโรปกีดกันทางการค้า เรือประมงเราเหลือ ๑๕,๐๐๐ ลำ เรือประมงของยุโรปเพิ่มปริมาณจับปลา แต่เราลดปริมาณจับปลา เราต้องไปซื้อปลามาจาก ประเทศพม่าเอามาขายตลาดปลาที่มหาชัย ท่านประธานที่เคารพครับ เราอยู่สภาพนี้ไม่ได้ อาชีพประมงของเราจะสูญสลายไป ท่านประธานครับ รีบแก้กฎหมาย เรายินดีที่จะร่วมมือ กับผู้แทนราษฎรของทุกพรรค เพื่อให้เรือประมงของไทยเพิ่มจำนวนขึ้น แล้วก็กลับมา มีมหาอำนาจ มีอำนาจทางทะเลเหมือนเดิม ขอให้กำลังใจพี่น้องชาวประมงที่สูญเสียอาชีพ สูญเสียรายได้ วันนี้หยุดขายเรือให้กับกรมประมง เราต้องต่อสู้ ลุกขึ้นมาเพิ่มจำนวนเรือ ไม่ใช่ขายเรือ ไม่ใช่เอาเรือไปทำปะการัง มันไม่ใช่ ประเทศไทยจะต้องเดินหน้า ไม่ใช่ถอยหลัง ไม่ใช่ยอมจำนนต่อยุโรปที่กีดกันทางการค้าแล้วตัวเองไปหาปลาในน่านน้ำของโลก ท่านประธานที่เคารพครับ ขอให้กำลังใจท่านกรรมาธิการ ขอให้กำลังใจท่าน ส.ส. ทางภาคใต้ เราจะต้องเอาการประมงของประเทศไทยกลับมาให้ได้ เราต้องเป็นมหาอำนาจ ทางทะเลให้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมในนามของพรรคเพื่อไทย พร้อมที่จะร่วมมือ กับทุกพรรค แก้กฎหมายที่ถูกกดขี่จากยุโรปให้ประเทศไทยได้หลุดพ้นจากการกดขี่อันนี้ครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
เชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ผมขออนุญาตชี้แจงแล้วก็ตอบข้อซักถามของเพื่อนสมาชิกสั้น ๆ🔗
เรื่องที่ ๑ ประเด็นปัญหาพื้นที่ที่ท่านธีรภัทร ท่านวิวรรธน์ รวมทั้งท่านนิยม เวชกามา ท่านสุทา ได้พูดในประเด็นพื้นที่เฉพาะอ่าวบ้านดอนของท่านธีรภัทรและ ท่านวิวรรธน์นั้น กรรมาธิการได้ขอให้กรมประมงและ ศรชล. ได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่นายทุนเข้ามาบุกรุก พื้นที่ที่ทำการประมงจนปัญหาได้รับการคลี่คลายไปในระดับหนึ่ง และทางกรรมาธิการ จะเกาะติดเรื่องนี้ต่อไป🔗
ประเด็นปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวตามข้อเสนอของท่านวิวรรธน์ นิลวัช รมณี นั้น กรรมาธิการมีข้อเสนอแนะว่า ขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญต่อปัญหาการขาดแคลน แรงงานและให้ลดขั้นตอนการนำเข้าแรงงานสำหรับด้านการประมง เพราะขณะนี้พบว่า คนไทยไม่ทำการประมง แรงงานจากคนไทยไม่มีการทำการประมงนะครับ🔗
ส่วนประเด็นข้อกฎหมายทั้งท่านพิเชษฐ์ และท่านจิรัฏฐ์ รวมทั้งท่านนิกร จำนง นั้น อยากเรียนว่ากฎหมายคือพระราชกำหนดประมง ปี ๒๕๕๘ นั้นเกิดขึ้นในช่วงที่เรา ไม่มีรัฐสภา เราไม่มีสภาผู้แทนราษฎร กฎหมายฉบับดังกล่าวจึงกระทบอย่างรุนแรงต่อพี่น้อง ภาคประชาชน ขณะนี้เรามีสภาผู้แทนราษฎรแล้ว กรรมาธิการจึงเชิญชวนเพื่อนสมาชิก ช่วยกันเสนอกฎหมาย ท่านดูในข้อสังเกตของกรรมาธิการก็ได้ครับ เรามีข้อเสนอแนะเอาไว้ว่า ควรจะมีการแก้กฎหมายในประเด็นใดบ้าง ขณะนี้มีร่างกฎหมายเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ส่วนหนึ่ง แล้วก็ทางกรรมาธิการจะได้นำข้อสังเกตของกรรมาธิการในการพิจารณาในวันนี้ หากเพื่อนสมาชิกให้ความเห็นชอบไปให้รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอ การแก้ไขกฎหมายนี้มาด้วย หวังว่าเมื่อทางรัฐบาลรับข้อสังเกตและดำเนินการตามข้อสังเกต ของกรรมาธิการ การประมงที่เกือบล่มสลายไประยะเวลา ๖-๗ ปีที่ผ่านมาจะกลับฟื้นมาอีก ครั้งหนึ่ง ประเทศไทยมีกองทัพเรือประมงติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ ของโลก หลายพันลำ ขณะนี้ มีไม่ถึง ๑๐ ลำ ที่สามารถออกไปต่างประเทศได้ ถือว่าเป็นการล่มสลายในภาคเกษตร ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ผมเชื่อว่าข้อเสนอแนะจากกรรมาธิการ และถ้ารัฐบาล รีบไปทำจะฟื้นเรือประมงและรายได้ที่เป็นเศรษฐกิจหลักของประเทศจากการประมง ปีละ ๒๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
มีท่านสมาชิกท่านใดที่ไม่เห็นด้วยกับรายงาน เชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกล ในฐานะ กรรมาธิการ ผมต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติที่ได้ให้ความเห็น และหลายท่านที่ได้ชื่นชม ชื่นชอบในรายงานของกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ทำออกมา ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า รายงานฉบับนี้ก็เป็นการทำรายงานร่วมกัน ในส่วนของกรรมาธิการ และภาคส่วนของพี่น้องข้าราชการ และที่สำคัญก็คือมีตัวแทน ของภาคประชาชนที่เป็นพี่น้องชาวประมง ที่เข้ามาร่วมในส่วนของกรรมาธิการ ที่เป็นที่ปรึกษา มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะนำปัญหาข้อเท็จจริง ข้อเสนอแนะ และความต้องการนั้นนำเสนอในส่วนของกรรมาธิการที่จะไปสู่การแก้ไขปัญหาของชีวิต เพราะฉะนั้นรายงานฉบับนี้จึงเป็นรายงานที่มีชีวิต มีเลือดเนื้อ มีความหวังที่จะเห็นการแก้ไข ปัญหา ผมชื่นชมกับคำกล่าวของท่านนิกร จำนง ที่พูดถึงพลังของสภาที่จะได้เข้าไปช่วยกัน แก้ไขปัญหาของพี่น้องชาวประมงในวันนี้ สิ่งที่พี่น้องชาวประมงเป็นปัญหาและนำเข้าสู่ กรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อการแก้ไขปัญหา เพราะปัญหานั้นเกิดขึ้นจริง ๆ และที่เป็นปัญหาใหญ่ ๆ ซึ่งวันนี้พี่น้องชาวประมงเองที่เข้ามา มีส่วนร่วม ผมถึงอยากที่จะได้ขอขอบคุณไปยังภาคส่วนของประชาชนที่เป็นตัวแทน ของพี่น้องชาวประมง ไม่ว่าจะเป็นสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมประมง จังหวัดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดตราด จังหวัดระยอง จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดปัตตานี จังหวัดพังงา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอื่น ๆ ที่ได้เข้ามาร่วมกันในการทำรายงานฉบับนี้ และรายงานนี้จะไม่ใช่แค่เพียงอยู่ในหนังสือฉบับนี้เท่านั้น ในกรรมาธิการการเกษตรและ สหกรณ์นั้นจะได้นำปัญหานี้ เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ผลักดันไปสู่การแก้ไข ซึ่งวันนี้เราก็ได้ยิน จากเพื่อนผู้ทรงเกียรติในสภาแห่งนี้ที่จะได้นำไปสู่การแก้ไข กฎหมาย หลายเรื่องที่เป็นปัญหาไม่ว่าจะเป็นที่พี่น้องชาวประมงสะท้อนขึ้นมาและเรารับฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย การชดเชยเยียวยาในกรณีของผู้ที่ถูก กล่าวหาว่าทำผิดและได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้กระทำความผิดนั้น จะต้องมีการชดเชยเยียวยา การที่จะมีการผ่อนปรนเรื่องของแรงงานก็ดี โครงการสินเชื่อก็ดีหรือการซื้อเรือคืนก็ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่เรารับรู้รับทราบและต้องใช้พลังของสภาแห่งนี้ในการที่จะ ขับเคลื่อนไปสู่การแก้ไข ผมเองและคณะกรรมาธิการก็จะได้ร่วมกันเป็นการที่จะโอบรับ ความหวังของพี่น้องชาวประมงไปสู่การแก้ไขนี้ ก็อยากที่จะได้เรียนผ่านสภานี้ให้พี่น้อง ชาวประมงได้มีความหวัง มีความรู้สึกว่าสิ่งที่สูญเสียมาตลอดระยะเวลาหลายปี ๗-๘ ปีนั้น ชีวิตต่าง ๆ เหล่านี้จะได้กลับคืนมา ขอขอบคุณมากครับ🔗
เชิญประธานกรรมาธิการชี้แจงอีกครั้งหนึ่งครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ดิฉันในนามของ คณะกรรมาธิการขอขอบคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่กรุณาบรรจุระเบียบวาระญัตติ การศึกษาและแก้ไขปัญหาของประมงไทยเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ขอขอบคุณ ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่เป็นเจ้าของญัตติทั้ง ๑๐ ญัตติ ขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ร่วมกันอภิปรายและตั้งข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ทั้ง ๘ ท่าน ท่านแรกคือท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านได้พูดถึงประเด็นการแย่งพื้นที่ทำการประมง หอยแครงของอ่าวบ้านดอนและได้เสนอการแก้ไขโดยให้มีการร่วมมือกันระหว่างกรมประมง และกรมเจ้าท่า ท่านที่ ๒ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวิวรรธน์ นิลวัชรมณี จากจังหวัด สุราษฎร์ธานี ท่านได้เสนอให้ยกเลิกระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและเสนอจัดตั้ง สภาประมงแห่งชาติ ท่านที่ ๓ ท่าน ส.ส. จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ดิฉันขอขอบคุณที่ท่านเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้และเห็นว่าเป็นรายงานที่เป็นประโยชน์ ข้อสังเกตของท่าน ส.ส. จิรัฏฐ์ ก็เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ ท่านกล่าวไว้ว่ากฎหมายที่เกี่ยวกับ การประมงไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของพี่น้องชาวประมง เช่น การกำหนดเขต ๓ ไมล์ทะเล ไม่สอดคล้องในทุกภาคของพื้นที่ ซึ่งข้อมูลที่ท่านได้กล่าวอภิปรายเอาไว้ ก็เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเช่นกัน ท่านที่ ๔ ท่านสุทา ประทีป ณ ถลาง จากจังหวัดภูเก็ต ท่านได้กล่าวไว้ว่า การออกกฎหมายทำให้เครื่องมือประมงที่เคยทำ การประมงกลายเป็นเครื่องมือที่ผิดกฎหมาย ประเด็นดังกล่าวก็นำมาสู่การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการเช่นกัน ท่านที่ ๕ ท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ จากจังหวัดระยอง ท่านหมอบัญญัติ ก็ให้ข้อเสนอแนะว่าควรจะมีการปรับปรุงและแก้ไข พ.ร.ก. การประมงให้เป็นธรรมและ สนับสนุนเงินทุนให้กับพี่น้องชาวประมง เช่นกันค่ะ ประเด็นดังกล่าวก็อยู่ในการพิจารณาของ คณะอนุกรรมาธิการ และท่านที่ ๖ ท่านนิกร จำนง ดิฉันต้องกราบขอบพระคุณ ท่านนิกร จำนง ท่านให้เกียรติเข้ามาเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ และในการพิจารณากฎหมายชาวประมงท่านก็ให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ทำให้การทำงานของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ก้าวหน้าไปหลายประเด็น ท่านนิกร จำนง มีข้อคิดที่ตรงกับคณะกรรมาธิการ ยกตัวอย่างเช่น การเสนอให้แก้ไข พ.ร.ก. การประมง และท่านนิกรก็ยังได้กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันนี้การแก้ไขกฎหมายประมงมากเกินไปจน ทำให้เกิดการกระทบต่อพี่น้องประมงขนาดเล็ก มีบทลงโทษที่รุนแรงเกินที่ควรจะเป็น🔗
ท่านที่ ๗ ท่านนิยม เวชกามา จากจังหวัดสกลนคร ท่านได้กล่าวในบริบท ที่แตกต่างกันออกไปจากคณะกรรมาธิการ เราขอน้อมรับในข้อสังเกตของท่าน ซึ่งเป็นเรื่องของ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดในพื้นที่หนองหาร จังหวัดสกลนคร ให้เกิดสอดคล้องกับวิถีชีวิตของ พี่น้องในชุมชน🔗
ท่านที่ ๘ ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน จากจังหวัดเชียงราย ประเด็นของ ท่านพิเชษฐ์ก็สอดคล้องกับสมาชิกหลาย ๆ ท่านและสอดคล้องกับคณะกรรมาธิการ ก็คือ มีการเสนอให้แก้ไข พ.ร.ก. การประมง🔗
จากการอภิปรายในวันนี้ทำให้เราสรุป และดิฉันได้เห็นได้ว่าข้อเสนอแนะของ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลาย ๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล มีข้อกังวลเดียวกัน ก็คือความห่วงใยต่อพี่น้องชาวประมงและหลาย ๆ ท่าน ก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่าเราจะต้องมีการแก้ไข พ.ร.ก. การประมง ซึ่งแก้ไขมาในสมัยรัฐบาลที่แล้ว สิ่งหนึ่งที่ดิฉันอยากจะเรียนให้ให้พี่น้องสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านได้ทราบว่าปัจจุบันนี้ได้มีการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.ก. การประมงมาแล้ว ๓ ร่าง ร่างแรก โดยภาคประชาชน ร่างที่ ๒ จากพรรคประชาธิปัตย์ โดยดิฉัน กันตวรรณ ตันเถียร และท่านนริศ ขำนุรักษ์ ได้เสนอร่างแก้ไข พ.ร.ก. การประมงในนามพรรคประชาธิปัตย์ ร่างที่ ๓ โดยท่านนิกร จำนง เสนอเข้ามาในนามพรรคชาติไทยพัฒนา ดิฉันก็ฝากเรียนไปยังท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมืองนะคะ มาร่วมกันแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ชาวประมง โดยร่วมกันเสนอแก้ไข พ.ร.ก. การประมงเข้าสู่ระบบสภา เพื่อให้พี่น้องชาวประมง ของไทยเราได้มีทางออกและทำการประมงได้อย่างยั่งยืน สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับการแก้ไข ปัญหาและพัฒนาการประมงไทย ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการการเกษตร และสหกรณ์ คณะกรรมาธิการของเราจะนำไปขับเคลื่อนต่อเพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหา ของพี่น้องชาวประมง ท้ายนี้คณะกรรมาธิการหวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ไขปัญหาประมงไทยให้สำเร็จลุล่วงเป็นธรรม โดยเฉพาะเป็นแนวทางให้รัฐบาล ปรับปรุงแก้ไข พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ และแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป ขอกราบ ขอบพระคุณทุกท่านค่ะ🔗
มีท่านสมาชิกท่านใดจะอภิปรายคัดค้านไหมครับ เพราะที่ผ่านมาก็เห็นด้วยกันหมดนะครับ🔗
ถ้าไม่มี จะขออนุญาตที่ประชุมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ แต่ต้องถามที่ประชุมนะครับ มีท่านสมาชิก ท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ คือเห็นคัดค้านหรือเห็นเป็นอย่างอื่นกับรายงาน ของกรรมาธิการ พร้อมทั้งข้อสังเกต🔗
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบ เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการที่เสนอรายงานมา พร้อมข้อสังเกตครับ มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ก็ถือว่ามติของที่ประชุมเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการศึกษาแก้ไขประมง พร้อมทั้งข้อสังเกตที่จะส่งไปยังรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลสั่งการไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามข้อสังเกตและรายงานของคณะกรรมาธิการที่ศึกษามานะครับ จบวาระที่ ๔.๓ นะครับ ท่านอรรถกรมีอะไรจะปรึกษาครับ เห็นท่านบอกว่าวิป (Whip) ๒ ฝ่าย ได้คุยกันว่า จะเอาจบที่ ๔.๓🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ต้องขออนุญาตนำเรียนต่อท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับ และที่ประชุม คือเราคุยกันวิป (Whip) ทั้งสองฝ่ายทุกพรรคการเมือง เราก็คิดว่าวันนี้เราก็พิจารณากันมาพอสมควร อาทิตย์นี้เราก็พิจารณากันมา ๓ วันแล้วนะครับ อาทิตย์หน้าและอาทิตย์ต่อไปก็ยังมีอีกอาทิตย์ละ ๓ วัน ดังนั้นผมก็ว่าวันนี้คงจะเป็นเวลา ที่พอสมควรครับท่านประธาน เพราะว่าสมาชิกหลายท่านตั๋วเครื่องบินเที่ยวสุดท้ายครับ เดี๋ยวเขาจะกลับไปที่พื้นที่ไม่ทัน จึงขอให้ท่านประธานช่วยกรุณาพิจารณาด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณ กรรมาธิการนะครับ ถ้ามีอีกเรื่องหนึ่งพอดีก็ไม่ต้องเสนอแล้ว ในเมื่อตกลงกันไว้เป็นข้อตกลง ของทั้งสองฝ่ายคือทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แต่มีข้อสังเกตนิดหนึ่งครับ เพราะการรายงาน ของคณะกรรมาธิการนี้ ในวาระแรกเราก็พูดกันไว้เยอะ ในรายงานก็ยังมีการอภิปรายกันมาก เราเคยตกลงกันไว้ว่ากระชับ ๆ กันหน่อย สรุปหน่อย ก็ฝากเป็นข้อสังเกตไว้ด้วยนะครับ วันนี้ต้องขออนุญาตท่านประธานชวน ขอปิดประชุมครับ ขอบคุณครับ🔗