รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๓๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันพุธที่ ๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๕
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
-------------------------
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมก็จะอนุญาตให้ท่านสมาชิก ได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ กรุณาใช้เวลา ๒ นาทีของพวกเราให้เป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนนะครับ ท่านแรกคุณวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย สืบเนื่องจากเรื่องเดิมที่ผมได้นำมาหารือในที่สภาแห่งนี้ เมื่อกลางปี ๒๕๖๔ เกี่ยวกับเรื่องถนนท้องถิ่นที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดศรีสะเกษ รวม ๔ เส้นทาง เส้นทางที่ ๑ ถนนสายบ้านไร่เจริญ-บ้านไผ่หนองแคน ระยะทาง ๔ กิโลเมตร อำเภอเบญจลักษ์ เส้นทางที่ ๒ ถนนสายบ้านไผ่-หนองแคน ถึงที่ว่าการ อำเภอเบญจลักษ์ ระยะทาง ๓ กิโลเมตร เส้นทางที่ ๓ ถนนสายบ้านป่าไร่ เชื่อมต่อถนนหลวง แผ่นดินหมายเลข ๒๒๑ ระยะทาง ๒ กิโลเมตร อำเภอพยุห์ เส้นทางที่ ๔ เส้นทาง สายบ้านร่องเจริญเชื่อมต่อถนนหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๑ ระยะทาง ๒ กิโลเมตร อำเภอพยุห์ ประชาชนได้ทวงถามว่าเมื่อไรองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษจะดำเนินการ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ผมจึงขอฝากเรื่องนี้ไปยังกระทรวงมหาดไทยได้โปรดสั่งการให้มี การดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่ประชาชนชาวตำบลพรหมสวัสดิ์ อำเภอพยุห์ ได้ร้องขอ ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดศรีสะเกษ ช่วยดำเนินการติดตั้งไฟฟ้าขยายเขต เพื่อการเกษตรให้กับประชาชนในหมู่บ้านดังต่อไปนี้ ๑. บ้านหนองเตย หมู่ ๒ และหมู่ ๙ ๒. บ้านป่าไร่ หมู่ ๘ ๓. บ้านร่องสะอาด หมู่ ๗ ๔. บ้านเปือย หมู่ ๑ และหมู่ ๑๐ ๕. บ้านกระหวัน หมู่ ๕ ๖. บ้านโนนเจริญ หมู่ ๑๒🔗
แล้วสุดท้ายนี้ผมต้องขอขอบคุณทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหารที่ได้นำกำลังจับกุมมือปืนคดีลอบสังหาร นายวสันต์ ใจสิน ได้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ🔗
ต่อไปนางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตพระนคร ป้อมปราบ สัมพันธวงศ์ และดุสิต ดิฉันขอหารือท่านประธานวันนี้ ๓ เรื่องนะคะ เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องเดิมที่เคยหารือไว้ผ่านทางท่านประธานไปแล้วเรื่องเกี่ยวกับพี่น้องในตลาด เทวราชกุญชร เขตดุสิต ได้รับความเดือดร้อนมาก เนื่องจากว่าสำนักงานตลาดที่ดูแลตลาดนี้ ขึ้นค่าเช่าตลอดเลย แต่ว่าไม่มีผู้ใดมาช่วยดูแลปรับปรุง ปล่อยให้หลังคาพังลงมาเป็นแถบ และไม่ได้รับการซ่อมแซม แถมยังไม่มีการปรับปรุงในเรื่องของความสะอาด แล้วก็อำนวย ความสะดวกอื่น ๆ ในตลาดด้วยนะคะ มีแต่เพิ่มค่าเช่ามากขึ้น แล้วก็เก็บไม่ขาดสักเดือนหนึ่ง ฝากท่านประธานถึงสำนักงานตลาด กรุงเทพมหานคร ด้วยนะคะ🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับเสียงสะท้อนมาจากพี่น้องเจ้าหน้าที่ศูนย์สาธารณสุขว่า ขาดงบประมาณในการจัดซื้อเอทีเค (ATK) ให้กับศูนย์เพื่อใช้ตรวจเชิงรุกให้กับพี่น้อง ประชาชนในชุมชน บางศูนย์ถึงขนาดต้องเรี่ยไรเก็บเงินกันเองนะคะ ก็เลยขออนุญาตฝาก ท่านประธานถึงสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๓ คุณครู ผู้ปกครอง นักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้แจ้งมา ว่าทางม้าลายที่หน้าโรงเรียนตอนนี้ซีดจางแล้ว แล้วก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อยากจะให้ ทางสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร ช่วยมาปรับปรุงและมาทาสีให้เห็น ได้ชัดขึ้นด้วย ฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ต่อไปคุณประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกล ขอหารือท่านประธานเรื่องได้รับการร้องเรียน จากประชาชนพื้นที่เขต ๖ สงขลา ผ่านคุณธิวัชร์ ดำแก้ว ตัวแทนพรรคก้าวไกล เรื่องอ่างเก็บ น้ำคลองหีบ หมู่ ๔ บ้านชายควน ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา มีความตื้นเขิน สภาพแห้งแล้งเร็ว ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ ประชาชนที่ใช้น้ำกว่า ๑๗๒ ครัวเรือน ซึ่งเคยมีการนำเสนอขุดลอกและปรับปรุงต่อกรมทรัพยากรน้ำแล้วไม่คืบหน้า ฝากกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ สภาวะเศรษฐกิจชายแดนสะเดา ที่ด่านนอกและปาดังเบซาร์ ได้รับ ผลกระทบจากการปิดด่าน ไม่ให้ประชาชนทั้ง ๒ ประเทศข้ามไปมา นับตั้งแต่มีโควิด (COVID) ระบาด ประชาชนอยากทราบความชัดเจนของรัฐบาลว่ามีนโยบายและแผนงาน หรือระยะเวลาการเปิดด่านอย่างไร ขอให้รัฐบาลชี้แจงประชาชนในพื้นที่โดยด่วน ซึ่งแม้จะ เลี้ยงไก่ ๒ ตัวตามที่นายกรัฐมนตรีแนะนำแล้วก็ไม่ได้ผลครับ🔗
เรื่องที่ ๓ มีการบุกรุกที่ดินออกโฉนดในเขตอุทยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ ธารา หมู่เกาะพีพี หาดคลองสน ห่างจากสำนักงานอุทยานแห่งชาติแค่ไม่ถึง ๑ กิโลเมตร เป็นข่าวโด่งดังมาแล้ว ทำไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงเงียบ และจะมีกองถ่ายหนังต่างประเทศเข้าขออภิสิทธิ์ปิดพื้นที่ถ่ายหนังที่อ่าวนาง ที่ถ้ำพระนาง ปรับแต่งพื้นที่ผิดกฎหมายอุทยานแห่งชาติสร้างปัญหาทำลายธรรมชาติ ชายหาดซ้ำรอยอ่าวมาหยาอีก ต้องขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ท่านพุฒิพงศ์ ที่มีหนังสือถึงปลัดกระทรวง แต่รัฐมนตรีก็ต้องไม่อนุมัติด้วย มีการละเมิดสิทธิของ นักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไป และฝากถึงฟิล์มบอร์ด (Film Board) ด้วย อย่าหิวเงินจนลืม หลักการ เพราะมีการไถหาด ตัดต้นไม้ ย้ายทราย ย้ายต้นไม้ ขุดหลุมทำลายระบบนิเวศน์ มาแล้วมากมาย ฝากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอย่าเอาข้ออ้างบุญคุณของ กองถ่ายหนังเรื่องประชาสัมพันธ์พื้นที่หรือแอบมาสร้างฉากลงทุนแล้วเอามาอ้างอีกว่า สร้างฉากไปแล้ว ลงทุนแล้วจะต้องลงมือทำการถ่ายหนัง เพราะฉะนั้นขอให้มีการทบทวน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปนางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ครับ🔗
กราบเรียนท่าน ประธานที่เคารพ ดิฉัน พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกระบี่ ท่านประธาน ท่านคะ ดิฉันและท่าน ส.ส. สาคร เกี่ยวข้อง แล้วก็ทีมงาน พรรคประชาธิปัตย์ ธนวัฒน์ ภูเก้าล้วน ได้มีโอกาสลงพื้นที่ดูแลของโอท็อป (OTOP) ที่เขาง่าม เราค้นพบว่ากลุ่มสตรีที่นั่นทำขนมทองพับอร่อยมาก แต่ว่าไม่สามารถขอ อย. ได้ และไม่มีสถานที่ที่มีมาตรฐานในการทำงาน และสามารถทำสินค้าที่จะสามารถส่งออก และขายในตลาดได้ท่านประธานคะ สร้างความลำบากแล้วก็ความยากจนต่อชาวบ้านมาก ดิฉันหารือท่านประธานให้ประสานงานส่งเรื่องนี้ถึงรัฐมนตรี พช. นะคะ ให้ประสานงาน ร่วมกับสาธารณสุข อย. แล้วก็ อว. ให้มีนักวิจัยคนเก่ง ๆ มาช่วยทำ พาณิชย์ไปช่วยทำกล่อง ขายนะคะ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งประชาชนพร้อมที่จะทำค่ะท่านประธาน ท่านประธานคะ ประชาชนที่คุณปู่คุณย่ายากจน พ่อยากจน ลูกยากจน และหลานจะยากจน มันจะเป็นการยากจนที่นานเกินไป ท่านประธานคะ ในจังหวัดกระบี่เรามีหอบแถบที่สามารถ ทำเป็นยาแก้เหาได้ ฉีดพ่นสัตว์ได้ เราสามารถมีไอติมที่สามารถสร้างมาตรฐานกับ อย. ได้ แต่ปัญหาคืองบประมาณของ อย. มันน้อยมาก ไม่สามารถส่งไปแก้ปัญหานี้ให้กับประชาชนได้ ก็ขอความกรุณาท่านประธานประสานไปถึงสำนักงบประมาณ กระจายงบประมาณนี้ให้กับ อย. ในการลงพื้นที่เดินเข้าหาประชาชน แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนให้มีรายได้ได้ เพราะว่าการให้โอกาสในการให้รายได้ที่ยั่งยืนเท่านั้น ท่านประธานคะคือคำตอบของ ประชาชน ไม่ใช่เรื่องของประชานิยม🔗
อีกเรื่องท่านประธานคะ ดิฉันขอท่านประธานหารือไปยังท่านรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีก ๑ ครั้งว่า ลัมปี สกิน (Lumpy Skin) ของจังหวัดกระบี่ มากมายไปหมด แล้วก็ในพื้นที่ของท่านประธานด้วยจังหวัดตรัง สงขลาเป็นมากขึ้น วัคซีน จำเป็นที่จะต้องใช้อย่างรวดเร็ว แล้วดิฉันเริ่มค้นพบว่ามีเจ้าหน้าที่บางคนนำวัคซีนไปขาย ขอให้ลงไปตรวจสอบด้วย ท่านประธานคะ ดิฉันค้นพบว่ามีสมุนไพรบางอย่างสามารถ นำมาใช้ได้ แล้วก็ช่วยให้วัวรอดได้อย่างที่จังหวัดสกลนคร ดิฉันเอาลงมาใช้แล้ว ก็ขอให้ได้ใช้ ประโยชน์มากขึ้น ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ต่อไปคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขออนุญาตหารือโดยใช้เวลาสั้น ๆ ผ่านท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่เพียงเรื่องเดียว แต่เป็นเรื่องสำคัญ และส่งผลกระทบ ต่อเยาวชน ลูกหลานของเราจำนวนหลายหมื่นคนในแต่ละปี ท่านประธานครับ การเรียนและ การฝึกภาคสนามของนักศึกษาวิชาทหารเป็นเรื่องที่จำเป็นและส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ของประเทศครับ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เรียนแล้วก็ฝึก ร.ด. จนถึงชั้นปีที่ ๓ ครับ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่านับตั้งแต่การตรา พ.ร.บ. ส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร พ.ศ. ๒๕๐๓ ก็ได้มี การฝึกภาคสนามมาโดยตลอด เช่นในส่วนกลางก็จะมีการฝึกภาคสนามที่เขาชนไก่ จังหวัด กาญจนบุรี ผมเองก็เคยฝึกที่อ่างซับเหล็ก จังหวัดลพบุรีต่าง ๆ เป็นต้น แต่ในปีการศึกษา ๒๕๖๓ เป็นต้นมาครับ เราพบว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Coronavirus) นั้น จำเป็นที่จะต้องมีการฝึกในรูปแบบใหม่ ก็คือรูปแบบการฝึกออนไลน์ (Online) ในขณะที่มี ผู้ติดเชื้อเฉลี่ยประมาณวันละหลายร้อยคนเท่านั้น ซึ่งกองทัพบกก็ได้กรุณาแล้วก็ได้ผลดีมาใน ระดับหนึ่งครับ แต่ในปีนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดนั้นรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังที่ ส.ส. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เคยปรึกษาเป็นกระทู้ถามไปยังกองทัพบกแล้ว แต่ว่าคำตอบก็มีแต่เพียงคำว่า เลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าขณะนี้ในปีการศึกษา ๒๕๖๔ นั้น กองทัพบกจะเร่งให้มีการฝึกภาคสนามครับ ในเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๕ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การติดเชื้อที่สูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับการเรียนการสอนของ นักเรียนเยาวชนที่จะต่อในระดับต่าง ๆ และไม่สอดคล้องกับนักเรียนที่จะเดินทางไปศึกษาต่อ ในต่างประเทศครับ ท่านประธานครับ การเรียน ร.ด. นั้นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับประเทศครับ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ผมเชื่อว่าไม่มีความมั่นคงใดจะสำคัญไปกว่าชีวิตนักเรียน นักศึกษา ที่อาจติดไวรัสโคโรนา (Coronavirus) จากการฝึกภาคสนามได้ครับ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กรุณา สั่งการให้ระงับการฝึกภาคสนามโดยใช้ระบบการฝึกออนไลน์ (Online) แทนครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณขวัญเลิศ พานิชมาท ครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม นายขวัญเลิศ พานิชมาท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๕ อำเภอศรีราชา ผมมีเรื่องที่จะปรึกษาหารือกับท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกัน🔗
เนื่องจากมีชาวบ้านประชาชนในตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา ขอให้ช่วย ประสานขอความอนุเคราะห์จากสำนักงานชลประทานที่ ๙ ในการช่วยผ่อนผันให้กลับมาเปิด สถานที่ราชการนี้ เพื่อให้ชาวบ้านประชาชนได้กลับมาใช้พักผ่อนหย่อนใจ แล้วก็ออกกำลัง กายกันอีกครั้งหลังจากที่ปิดมากว่า ๒ ปีแล้วด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ของโควิด (COVID) ซึ่งชาวบ้านประชาชนยืนยันว่าจะร่วมด้วยช่วยกันสอดส่องดูแลความ สะอาดเรียบร้อย และช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อม รวมถึงวอนขอให้หน่วยงานจัดการ เปิด-ปิดประตูเข้าออกตามเวลาที่กำหนด เพื่อให้ชาวบ้านและคนที่ทำงานในพื้นที่ได้สัญจรกัน อย่างสะดวกไม่ต้องเดินอ้อมหลายกิโลเมตร แล้วก็ปิดประตูตามเวลาที่กำหนดเพื่อป้องกัน กลุ่มคนที่เข้าไปมั่วสุมดื่มสุรา แล้วก็แข่งขันมอเตอร์ไซค์ จึงอยากขอฝากหน่วยงานดังกล่าว ช่วยพิจารณาด้วย🔗
ส่วนเรื่องที่ ๒ ตอนนี้หลาย ๆ โรงเรียนกลับมาเปิดการเรียนการสอนภาคปกติ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการระดมตรวจเอทีเค (ATK) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ของเชื้อไวรัสโควิด (COVID) ในโรงเรียน ซึ่งการตรวจนั้นจะต้องมีการตรวจเป็นระยะ ๆ แต่จำนวนชุดตรวจที่ภาครัฐจัดสรรมาให้เพียงพอต่อการตรวจเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จากนั้นก็ต้องตกเป็นภาระของพ่อแม่และผู้ปกครอง จึงอยากฝากเรียนท่านประธานสภาไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยจัดสรรชุดตรวจโควิด (COVID) เอทีเค (ATK) ให้กับน้อง ๆ นักเรียน อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด (COVID) ในโรงเรียน🔗
ส่วนเรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องถนนสาย รย. ๓๐๑๓ เป็นถนนเส้นปากร่วม-มาบยาง พร ของทางหลวงชนบทระยอง ซึ่งเป็นถนนที่ระยะทางตลอดเส้น ยาว ๑๗ กิโลเมตร แต่ส่วนปลาย ๓ กิโลเมตรอยู่ในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งทำมา ๖-๗ ปีแล้วก็ยังไม่เสร็จ ซึ่งบริเวณนั้นเป็นแหล่งชุมชนโรงเรียน ห้าง ร้านค้า วัด ชาวบ้านเดือดร้อนมานานมากแล้วครับ แล้วตอนนี้ไฟแดงแยกปากร่วมก็เตรียม ดำเนินการแล้ว ฝากถึงท่านอธิบดีกรมทางหลวงชนบทให้ลงมาช่วยตรวจสอบดูแลด้วยครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน🔗
คุณเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ผมมีข้อหารือ ท่านประธาน ๒ เรื่องครับ เรื่องแรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมากระผมได้มีโอกาสไปร่วมงานกีฬา ที่โรงเรียน ตชด. บ้านนานกปีด ตำบลห้วยบ่อซืน อำเภอปากชม จังหวัดเลยครับ ซึ่งใช้เส้นทาง จากบ้านห้วยบ่อซืนไปบ้านนานกปีด ปรากฏว่ามีหลุมลึกขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากผิวจราจรชำรุด แล้วก็น้ำใต้ดิน ทำให้เกิด ความเสียหาย แล้วก็อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิต แล้วก็ทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน หลุมนี้ขนาดใหญ่แล้วก็กินพื้นที่ถึง ๑ ช่องจราจร ผมเกรงว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต จึงขอความกรุณาท่านประธานครับ ด้วยเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่อยู่ในความรับผิดชอบของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย จึงขอความกรุณาท่านประธานได้ประสานไปยัง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเลยให้หาทางแก้ไข แล้วก็ประสานไปยังสำนักงบประมาณได้กรุณา จัดสรรงบประมาณให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยเร่งซ่อมแซมแก้ไขก่อนที่จะเกิดปัญหา ใหญ่ครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะติดตามความคืบหน้าของ ข้อหารือที่ผมได้หารือต่อท่านประธานไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขก็ คือเรื่องของปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องบ้านห้วยเหล็ก ตำบลกกดู่ แล้วก็พี่น้อง บ้านปากหมาก ตำบลศรีสองรักครับ ทั้ง ๒ หมู่บ้านพี่น้องประชาชนเดือดร้อน เนื่องจากพื้นที่ อับสัญญาณโทรศัพท์ครับ ใช้โทรศัพท์มือถือไม่ได้เลย และยังไม่ได้รับการแก้ไขครับ จึงขอความกรุณาท่านประธานได้ประสานไปยังกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคมได้กรุณา แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนทั้ง ๒ ตำบลด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปนางสาวสุภาพร กำเนิดผล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุภาพร กำเนิดผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๖ จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ดิฉันมีเรื่องต้องหารือกับท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องค่ะ เพื่อให้การดำเนินการเปิดด่านชายแดนทั้งด่านปาดังเบซาร์ และด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ให้มีการสัญจรไปมาสะดวกและมีการค้าขายชายแดนกลับมา เจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่งค่ะ โดยขอให้แก้ไขกฎระเบียบที่มีปัญหาและผลักดันงบประมาณ ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาพื้นที่ เพราะการค้าขายชายแดน ทั้ง ๒ ด่านดังกล่าวสามารถสร้างรายได้หลักให้กับจังหวัดสงขลาและประเทศชาติเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาต้องสะดุดหยุดลงด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) และกฎระเบียบบางประการค่ะ ดิฉันจึงขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา ดังกล่าว เพราะเป็นความต้องการของทุกฝ่ายในพื้นที่ที่สะท้อนมาถึงดิฉันค่ะ🔗
ในกรณีของด่านปาดังเบซาร์ ปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องการพัฒนาการขนส่ง ทางรถไฟที่เชื่อมต่อไปยังประเทศมาเลเซียทำให้เกิดการล่าช้าในการขนส่ง ดิฉันจึงอยากให้ ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้ค่ะ โดยการจัดสรรงบประมาณลงไปยังพื้นที่ เพื่อพัฒนาด่านปาดังเบซาร์ให้มีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเพื่อความสุขของพี่น้องประชาชนค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณวัน อยู่บำรุง ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม วัน อยู่ บำรุง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร บางบอน หนองแขม พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตนำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนหารือกับท่านประธานดังนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ กระผมได้รับการร้องเรียนจาก นางสาวอรทัย สาสังข์ เลขที่ ๑๕๗ ซอยเอกชัย ๑๓๒ แขวงบางบอนใต้ เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร เดือดร้อนเรื่องน้ำประปา ในซอยเอกชัย ๑๓๒ ทั้งซอยไหลอ่อนมาก ต้องการให้การประปานครหลวงเพิ่มแรงดันน้ำ ให้ไหลแรงขึ้น🔗
เรื่องที่ ๒ จากกรณีอุบัติเหตุรถชนคนข้ามทางม้าลายที่เป็นข่าวดังในหลาย พื้นที่ ล่าสุดเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสัปดาห์ที่แล้วเกิดเหตุในเขตบางบอนพื้นที่ของ กระผม รถกระบะชนคุณลุงสุรพันธ์ บุณยสุรักษ์ อายุ ๖๘ ปี เสียชีวิตที่ปากซอยเอกชัย ๔๓/๓ ซึ่งคนขับรถกระบะโตโยต้าอ้างว่ามองไม่เห็นทางม้าลาย กระผมจึงขอประสานงานผ่าน ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยปรับปรุงทาสีสะท้อนให้เห็นสัญลักษณ์ ทางม้าลายให้ชัดเจน พร้อมทั้งจัดทำเส้นชะลอความเร็วหรือภาษาอังกฤษเรียกว่ารัมเบิล สตริป (Rumble strip) และขอให้ติดตั้งสัญญาณไฟจราจรเขียว แดง แบบกดสำหรับคนข้าม ถนนด้วยครับ🔗
จุดที่ ๒ คือประชาชนที่สัญจรไปมาหน้าตลาดดวงดารา ถนนบางบอน ๓ ซึ่งตลาดแห่งนี้ในตอนเย็นมีประชาชนมาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมาก และการข้ามถนน ไปมาของประชาชนเป็นการยากลำบาก เพราะรถยนต์วิ่งกันไปมาด้วยความเร็วสูง จึงขอฝาก ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำทางม้าลาย และไฟจราจรคนข้ามถนน ที่ตลาดดวงดาราแห่งนี้ เพื่อความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน🔗
เรื่องสุดท้ายครับ ขอให้หน่วยงานกรมทางหลวง และกรุงเทพมหานคร ช่วยพิจารณาตัดถนนหรือทำสะพาน เพื่อเชื่อมต่อถนนเอกชัย และถนนพระราม ๒ ช่วงเอกชัย ๑๐๑ ข้ามคลองบางบอน เพื่อเชื่อมต่อถนนหน้าโรงเรียนพรหมราษฎร์ และออกสู่ ถนนพระราม ๒ ซอย ๘๒ ถ้าตัดถนนหรือทำสะพานเชื่อมแห่งนี้ได้ จะเป็นเส้นทางลัด และช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรบนถนนเอกชัยได้เป็นอย่างดีครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณสมบูรณ์ ซารัมย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สมบูรณ์ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ๓-๔ ประเด็น🔗
ประเด็นที่ ๑ คือการขุดลอกแหล่งน้ำ เพื่อการประปาจุดที่ ๑ บ้านสระบัว หนองสระบัว บ้านติ้ว หนองจิก พื้นที่ ๓๒ ไร่ มีประชาชนอาศัยน้ำประปาจากหนองแห่งนี้ ประมาณ ๕๐๐ ครัวเรือน ซึ่งน้ำไม่เพียงพอในการทำประปาตลอดฤดูกาล จุดที่ ๒ หนองโก พื้นที่ ๔๐ ไร่ บ้านดงยาง ตำบลกู่สวนแตง มีประชาชนเดือดร้อนอยู่ ๒๐๐ ครอบครัว ของอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จุดที่ ๓ หนองกุง พื้นที่ ๔๐ ไร่ บ้านติ้ว ตำบลคูเมือง อำเภอ คูเมือง มีประชาชนที่ต้องการใช้น้ำประปาอยู่ ๒๐๐ ครัวเรือน จุดที่ ๔ บ้านหนองบัว หมู่ ๑ หมู่ ๑๗ บ้านหนองขวาง พื้นที่ ๕๐ ไร่ ตำบลพรสำราญ ซึ่งมีประชาชนที่จะใช้น้ำอยู่ ๓๐๐ ครอบครัว ส่วนพื้นที่ทั้งหมดในเขตเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นของอำเภอพุทไธสง อำเภอนาโพธิ์ อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ ซึ่งมีลำห้วยธรรมชาติตื้นเขิน มีความจำเป็นที่จะฝาก ถึงหน่วยงานกรมชลประทานได้มีการออกสำรวจเพื่อการขุดลอก สร้างฝายกักเก็บน้ำ เพื่อ การอุปโภคบริโภคของพี่น้องประชาชน นี่ก็มีความจำเป็น🔗
อีกประการหนึ่งเรื่องถนนสายบ้านสามศิลา ซึ่งได้หารือท่านประธานไปแล้ว ถึงบ้านหินเหล็กไฟ ซึ่งลำบากมาก หน้าแล้งก็ฝุ่น หน้าฝนก็ท่วม แฉะ ฝากถึงหน่วยงาน ที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัดครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม กฤษฎา ตันเทอดทิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๓ เรื่องดังนี้ครับ🔗
เรื่องแรก ท่านประธานมีประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลกวนวัน จังหวัด หนองคาย ร้องเรียนเข้ามาให้ทางภาครัฐช่วยปรับปรุงถนนที่เชื่อมระหว่างบ้านหนองบัวทอง กับบ้านหนองบัว ตำบลกวนวัน ซึ่งมีระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร และใช้เป็นทางลัด ซึ่งย่นระยะทางได้ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ในการสัญจรของพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาล เมืองหนองคาย กับเทศบาลตำบลกวนวัน ปัจจุบันเนื่องจากถนนดังกล่าวมีสภาพเป็น ถนนลูกรัง แคบและชำรุดอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะฤดูฝน ซึ่งทำให้การสัญจรลำบาก และทำ ให้เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าทำการปรับปรุงและแก้ไข ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เรื่องการขยายถนนระหว่างบ้านหินโงมใต้กับ บ้านศาลาคำ ตำบลหินโงม ซึ่งมีระยะทางประมาณกิโลเมตรครึ่ง ปัจจุบันถนนดังกล่าวมีความ กว้างประมาณ ๔ เมตร ซึ่งสร้างความลำบากให้กับพี่น้องประชาชนในการสัญจร โดยเฉพาะ เด็กนักเรียน เพราะเป็นเส้นทางไปโรงเรียน และเนื่องจากถนนค่อนข้างแคบ จึงก่อให้เกิด อุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สิน และบาดเจ็บให้กับพี่น้องประชาชน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรีบเข้าแก้ไข และขยายถนนด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายครับ ท่านประธาน เรื่องปรับปรุงถนนทางเชื่อมระหว่าง บ้านนาตาลเหนือ หมู่ ๒ กับบ้านขาม หมู่ ๙ ตำบลทุ่งหลวง อำเภอโพนพิสัย จังหวัด หนองคาย ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตรครึ่ง ถนนเส้นนี้มีประชาชนใช้สัญจรเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันสภาพถนนกลายเป็นถนนลาดยางที่มีความชำรุดเป็นหลุม เป็นบ่อ ค่อนข้างมาก ทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนทั้งในชีวิตและ ทรัพย์สิน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรีบเข้าแก้ไขด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปนางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสาคร เขต ๓ พรรคเศรษฐกิจไทย ขอนำปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชน มาหารือท่านประธาน ๒ เรื่องค่ะ🔗
เรื่องที่ ๑ ปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มประมงพื้นบ้านชายฝั่งทะเล สมุทรสาคร ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาช่วยเหลือ ซึ่งดิฉัน ได้รับยื่นหนังสือร้องเรียนจากนายกมล พึ่งพร ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านเรือเล็กชายฝั่ง ตำบลบางหญ้าแพรก ที่ประสบปัญหาอันสืบเนื่องมาจากประกาศกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดช่องตาอวน ๒ คูณ ๒ มิลลิเมตร ซึ่งขัดต่อวิถีชีวิตและวิถีการทำประมงอวนรุนเคย เพราะใน ๑ ปีมิได้มีเคย ชนิดเดียว ทั้งปัญหาวัตถุแขวนลอยในน้ำทะเล ปัญหาแพลงก์ตอนบลูม (Plankton Bloom) ที่ทำให้มีการเพิ่มวัตถุแขวนลอยในน้ำและสิ่งมีชีวิตจำพวกหวีวุ้นเข้าไปอุดช่องตาอวนที่มี ขนาดเล็กเพียง ๒ คูณ ๒มิลลิเมตร ทำให้เครื่องมือประมงเสียหาย จึงต้องการขออนุญาตใช้ อวนชนิดโพลีเอทิลีน (Polyethylene) ขนาดตาอวน ๒ คูณ ๔ มิลลิเมตร เพื่อเป็นทางเลือก ของชาวประมงในจังหวัดสมุทรสาครและชาวประมงชายฝั่งทะเลอีก ๒๒ จังหวัดทั่วประเทศค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตรในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน อำเภอ บ้านแพ้ว ขอให้กรมชลประทานพิจารณาช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งดิฉันได้รับ เรื่องร้องเรียนมาจากนายพิษณุ สำรวยรื่น นายก อบต. บางยาง ถึงปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่ การเกษตรในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ คุณภาพน้ำไม่เหมาะสม กับการทำการเกษตร โดยเฉพาะชาวสวนกล้วยไม้ จึงขอให้กรมชลประทานเพิ่มอัตรา การระบายน้ำ ปตร. ท่าสาร-บางปลา เพื่อควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำท่าจีนด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ ผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขตอำเภอปากช่อง พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านนายกชื้น มีเที่ยง และท่านกำนันอำพร รอดสันเทียะ ว่าพี่น้องประชาชนหลายหมู่บ้านด้วยกันในเขตตำบลวังไทร จันทึก คลองม่วง หนองสาหร่ายและขนงพระ ตลอดทั้งอีกหลายตำบลที่ผมไม่ได้กล่าวในที่นี้ ได้อาศัยที่ทำกิน ในที่ราชพัสดุมาหลายสิบปี จริง ๆ ที่ตรงนี้เป็นที่ของกรมธนารักษ์ แต่กองพันสุนัขทหาร และศูนย์การสุนัขทหาร กรมการสัตว์ทหารบก ครอบครองดูแลและใช้ประโยชน์อยู่ ทำให้ พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากว่าถูกคัดค้านการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ท่านประธานครับ ที่เป็นหมื่น ๆ ไร่ ทหารครอบครองมากมายขนาดนี้ ผมได้เคยพา คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ลงตรวจพื้นที่จริงปรากฏว่า ไม่ได้มี ความจำเป็นเลยที่ทหารจะต้องใช้ที่ดินมากมายขนาดนี้ คนปากช่อง คนทั้งประเทศเขารู้ดี ครับว่า ทหารนั้นมักจัดงบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รถถัง เรือดำน้ำ เครื่องบิน พี่น้องชาวปากช่อง และชาวไทยทั้งประเทศเขาไม่ต้องการหรอกครับ เขาอยากได้ที่ทำกินเพราะชีวิตเขาลำบาก ท่านประธานครับ ชาวบ้านทั้งประเทศวิกฤติเศรษฐกิจน้ำมันแพง หมูแพง แต่ค่าแรงถูก อีกทั้งหนำซ้ำยังเจอวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ตาย ล้มป่วย ผมไม่เข้าใจครับว่า นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านแก้ไขอะไรได้บ้างครับ ผมจึงนำเรียน ท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าให้รีบคืนที่ดินให้กับ กรมธนารักษ์ เพื่อกรมธนารักษ์จะได้จัดสรรให้กับพี่น้องประชาชนที่ยากจน ตาสียายมียายมา จะได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้ ไม่ต้องถูกขับไล่และอยู่อย่างมีความสุข ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณเกษมสันต์ มีทิพย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายเกษมสันต์ มีทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดพิษณุโลก ขอเรียนปรึกษาท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ จากการปรึกษาหารือของกระผมในวันที่ ๑๙ มกราคมที่ผ่านมา ถึงเรื่องรถฉุกเฉินส่งต่อ ผู้ป่วยเกิดอุบัติเหตุ จนทำให้น้องพยาบาลวิชาชีพท่านหนึ่งต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส ปัจจุบัน ยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถี ต้องขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและผู้บริหาร จากหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงสาธารณสุขที่ได้ไปเยี่ยมให้กำลังใจน้องพยาบาลวิชาชีพ ท่านดังกล่าว เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ในกระทรวงได้เป็นอย่างดี จากที่ผม ได้ลงพื้นที่ไปตามโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองได้พบกับพี่น้อง อสม. ก็ได้รับเรื่องเรียนสอบถามมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงการปรับขึ้นค่าป่วยการที่ได้ ให้กับ อสม. เผื่อจะเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการอาสาออกไปช่วยดูแลสุขภาพของพี่น้อง ประชาชนตามครัวเรือนที่ อสม. แต่ละคนรับผิดชอบครับ🔗
เรื่องต่อไป คือจังหวัดพิษณุโลกเป็นจังหวัดศูนย์ราชการของภาคเหนือ เป็นที่ตั้งของกองทัพภาคที่ ๓ ตำรวจภูธรภาค ๖ สำนักงานอธิบดีศาล อธิบดีอัยการ สำนักงานเขตของส่วนราชการต่าง ๆ ศูนย์การค้า สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ แต่เป็นจังหวัด ที่ไม่มีสวนสัตว์หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไว้ให้คนในพื้นที่หรือนักท่องเที่ยวได้พาครอบครัว ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจและให้ความรู้แก่เด็ก ๆ เยาวชน สวนสัตว์ขององค์การสวนสัตว์ ที่อยู่ใกล้ที่สุดคือจังหวัดเชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่อยู่ใกล้ที่สุดคือจังหวัดสุพรรณบุรี จึงอยากจะหารือไปยังองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย กรมประมง หรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอื่นถึงความเป็นไปได้ในการก่อสร้างสวนสัตว์หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่จังหวัด พิษณุโลกเพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับพี่น้อง ประชาชนในจังหวัดพิษณุโลกครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณไตรรงค์ ติธรรม🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ไตรรงค์ ติธรรม เขต ๒ จังหวัดบึงกาฬ พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องหารือท่าน ๑ เรื่อง คือเรื่องถ้ำนาคาที่เป็นข่าวดังทั่วประเทศไทย ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งผม ห่างจากบ้านผม ๒๐ กิโลเมตร ฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดวันที่ ๕ นั้นความจริงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรท่านประธาน เพราะว่าวันนั้นมันมี ๒-๓ เหตุการณ์ที่สำคัญ ก็คือ ๑. คนขึ้นบนภูเขาถ้ำนาคานั้นมันจะเป็น ทางชัน เป็นบันไดเหล็ก ๑๐ ขั้นถึง ๓๐ ขั้นก็มี ประมาณ ๓๐ จุด แล้ววันนั้นมันเป็นทางขึ้น ทางเดียว ลงทางเดียวตรงบันไดนั้นทีละ ๑ คน ฉะนั้นประเด็นปัญหามันก็คือวันนั้นมันมี คนขาแพลงอยู่ ๑ คนอยู่บริเวณนั้น เรื่องที่ ๒ มีคนเป็นตะคริวอยู่ ๓ คน เรื่องที่ ๓ มีหลวงพ่อ ไปแจกพระอยู่ตรงนั้นอยู่ข้างบน เรื่องที่ ๔ มีคนท้องเสียอาหารเป็นพิษ มันก็เลยทำให้ เสียเวลาอยู่ ๒-๓ ชั่วโมง ความจริงถ้ำนาคานั้นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกาศสั่งการว่าให้คนไปเที่ยวได้แค่ ๕๐๐ คนต่อวัน ซึ่งมันเป็นการบังคับประชาชนทั่ว ประเทศไทยเกินไป คนเขาจะไปเท่าไรก็แล้วแต่ เนื่องจากจองแอปพลิเคชัน (Application) ไม่ได้ ฉะนั้นผมจึงเรียนไปถึงท่านรัฐมนตรีว่า การท่องเที่ยวในประเทศไทยนี้มันเสียเงินตั้งแต่ ต้นทางจนถึงปลายทางเสียเงินถ้าเข้าจังหวัดบึงกาฬก็ได้เงินเป็นหลายล้านบาท วันนี้มีคน ร้องเรียนผมแล้ว ๑ ราย เป็นโฮมสเตย์ (Homestay) วันละ ๗๑๑ ห้อง มีเต็มถึงเดือน กุมภาพันธ์ ตอนนี้มีรายได้วันละ ๗,๗๐๐บาท เดี๋ยวนี้เป็นเลข ๐ เพราะเขาสั่งยกเลิกหมดแล้ว ร้านค้า ร้านอาหารก็ไม่ได้ ฉะนั้นผมฝากเรียนถึงท่านว่าอยากให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณาให้มันดีก่อนก่อนที่ท่านจะทำอะไร ถ้ำนาคาจะต้องเป็นของ คนบึงโขงหลง คนของจังหวัดบึงกาฬ ไม่ใช่เป็นถ้ำนาคาของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชครับ🔗
ต่อไปคุณสัญญา นิลสุพรรณ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สัญญา นิลสุพรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐครับ ก่อนอื่นท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนได้ฝากผมขอบคุณ รัฐบาลในเรื่องของมาตรการพักชำระหนี้ ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เป็นอย่างมากครับ แต่สิ่งที่ผมหารือวันนี้ก็คือเรื่องของราคาพืชผลการเกษตร โดยเฉพาะราคา ข้าว จากมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลเองได้มีโครงการประกันรายได้ หรือว่าค่าเก็บเกี่ยว ใน ความเป็นจริงเองพี่น้องเกษตรกรได้รับผลตอบแทนต่อเกวียนก็ยังไม่เกิน ๗,๐๐๐ บาท ซึ่งจาก ต้นทุนราคาการผลิต ปุ๋ย ยา น้ำมันต่าง ๆ ซึ่งสูงขึ้น ทำให้พี่น้องเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน สิ่งที่ผมอยากจะนำเรียนฝากท่านประธานไปยังรัฐบาล ก็คืออยากจะให้มีมาตรการเพิ่มเติมใน ส่วนของอาจจะเป็นเรื่องค่าเก็บเกี่ยว เพื่อทำให้ผลตอบแทนของพี่น้องเกษตรกรอยู่สัก ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาท ก็อาจจะทำให้พี่น้อง เกษตรกรอยู่ได้ครับ มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว แล้วก็ได้พอเหลือชำระหนี้ อันนี้เป็นประโยชน์ อย่างมากท่านประธานครับ🔗
เรื่องต่อมาท่านประธานครับ ผมได้ รับคำร้องเรียนจากท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทับกฤช ท่านผู้ใหญ่บ้าน กำนันใน ตำบลทับกฤชเอง เรื่องของเขื่อนป้องกันตลิ่ง ซึ่งบริเวณริมน้ำน่านหลังจากน้ำท่วมที่ผ่านมาทำ ให้การกัดเซาะของตลิ่งจะถึงบ้าน โดยเฉพาะบ้านเลขที่ ๑๒๖/๑ จากรูปภาพท่านประธาน ครับ ชาวบ้านต้องใช้เงินไปสร้างเองซึ่งไม่เพียงพอ จึงฝากไปยังท่านผู้ว่าราชการจังหวัด นครสวรรค์ ทางโยธาธิการเพื่อจะได้ช่วยกันหามาตรการช่วยเหลือประชาชนต่อไปครับ🔗
สุดท้ายครับ พี่น้องเกษตรกรอำเภอบรรพตวิสัย อำเภอชุมแสง อำเภอเก้าเลี้ยว ขอบคุณกรมชลประทาน องค์กรบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ที่ท่านได้ กรุณาส่งเครื่องจักรเพื่อไปขุดลอกวัชพืช ระยะทาง ๓ อำเภอ กว่า ๖๐ กิโลเมตร อันนี้เป็น เส้นเลือดใหญ่ของพี่น้องเกษตรกรในการที่จะส่งน้ำเพื่อไปทำการผลิต อันนี้พี่น้องเกษตรกร ฝากขอบคุณมาเป็นอย่างสูงครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าหน้าพรรค พลังปวงชนไทย กระผมขอหารือท่านประธานติดตามเรื่องที่เคยหารือมาแล้วเมื่อ ๖ เดือน ที่แล้ว สืบเนื่องจากปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านโนนเมือง หมู่ที่ ๗ ตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากว่าน้ำชีกัดเซาะชายฝั่งจนทำให้ถนนทั้งถนน ทรุดหายลงไปเลยครับท่านประธาน ถนนเส้นนี้เป็นถนนที่ชาวบ้านเดินทางไปสักการะบูชา ศาลเจ้าปู่คำปากปาว ซึ่งเป็นบริเวณที่ลำน้ำปาวกับลำน้ำชีมาบรรจบกันครับ เป็นแม่น้ำ ๒ สี ผมคิดว่าแหล่งตรงนี้น่าจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดกาฬสินธุ์และ จังหวัดร้อยเอ็ดได้เนื่องจากอยู่ติดกันครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งขอติดตามเรื่องที่เคยหารือมาเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ปี ๒๕๖๔ ประมาณ ๖ เดือนเช่นกัน ปัญหาความเดือดร้อนของบ้านโคกล่าม หมู่ที่ ๑๖ ตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากว่ามีแหล่งน้ำหนองหัวโคก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ เก็บกักน้ำไว้อุปโภคบริโภคขาดงบประมาณในการขุดเจาะ จึงทำให้น้ำตื้นเขินและขอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจตรวจสอบเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำนี้ให้เป็นน้ำประปาใช้เป็น การอุปโภค บริโภค ให้หมู่บ้านบ้านโคกล่าม บ้านสวนโคก บ้านเมย ต่อไปด้วย🔗
เรื่องต่อไป ขอติดตามเรื่องที่เคยหารือแล้วปัญหาความเดือดร้อนของ บ้านตลาด หมู่ที่ ๘ บ้านหนองแขม หมู่ที่ ๓ บ้านหญ้าคา หมู่ที่ ๑๓ ตำบลก้านเหลือง อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากถนนเป็นถนนลูกรัง ไม่สามารถสัญจรได้สะดวก จึงของบประมาณในการทำถนนลาดยางและถนนคอนกรีตด้วยครับ🔗
ต่อไปความเดือดร้อนของบ้านคูขาด หมู่ที่ ๒ ตำบลโคกสง่า เช่นกันครับ ปัญหาก็คือถนนลูกรังครับ ไม่สามารถสัญจรได้ ของงบประมาณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลาดยาง และเทคอนกรีตให้ชาวบ้านด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปคุณมานัส อ่อนอ้าย ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ สมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายมานัส อ่อนอ้าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก เขต ๕ พรรคพลังประชารัฐ ได้ลงพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์ ได้พบกับท่านนายก สมศักดิ์ ลิ่มพันธ์ นายกวัลลภ บุญยัง ได้นำปัญหามาปรึกษาหารือเรื่องของน้ำกัดเซาะตลิ่ง ในฤดูฝนอย่างหนักทำให้ตลิ่งพังเกิดความเสียหาย ส่งผลให้ถนนชำรุดถ้าปล่อยทิ้งไว้ จะก่อปัญหาให้กับวัด โรงเรียน ตลอดทั้งชุมชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเดือดร้อนตามมา ท่านประธานครับ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่องดังกล่าวจึงเรียนมาถึง ท่านประธานสภาถึงหน่วยงานกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ของบประมาณ ก่อสร้างตลิ่งกั้นน้ำ หมู่ ๓ ตำบลท้อแท้ หมู่ ๔ ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัด พิษณุโลก🔗
เรื่องที่ ๒ ได้รับคำปรึกษาจากท่าน ผอ. นวพงศ์ ดวงอุปะ โรงเรียนวัดโบสถ์ สังกัด สพฐ. เขต ๓ ได้สร้างมาประมาณ ๖๒ ปี มีนักเรียน ๕๖๗ คน ครู ๓๒ คน สภาพอาคารเรียนเก่าแก่ชำรุดทรุดโทรมมากแล้ว เพื่อเป็นการสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับ โรงเรียนในชนบท จึงเรียนมาเพื่อขอความอนุเคราะห์อาคารห้องสมุดมีชีวิตอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน ๑ หลัง งบประมาณ ๒ ล้านบาท จากกระทรวงศึกษาธิการตรงจากรัฐบาล ทั้ง ๒ รายการ ความเดือดร้อนนี้ได้ส่งเอกสารถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วตามลำดับ ขั้นตอน จึงขอขอบพระคุณท่านประธานสภาถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง ขอขอบคุณครับ🔗
คุณจรัส คุ้มไข่น้ำ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๖ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตหารือท่านประธานเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ชาวตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ปัญหาเรื่องการจราจรบริเวณสี่แยกบ่อวิน ซึ่งก่อนหน้านั้น เคยมีสัญญาณไฟจราจรที่พี่น้องประชาชนได้ใช้สัญจรไปมาได้อย่างสะดวกและปลอดภัย แต่ขณะนี้กรมทางหลวงได้ทำการก่อสร้างทางต่างระดับ และขยายช่องทางการจราจร เป็น ๖ เลน โดยการยกเลิกสัญญาณสี่แยกไฟแดงดังกล่าว จึงทำให้พี่น้องได้รับ ความเดือดร้อนในความไม่สะดวกและความไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมากครับท่านประธาน ดังนั้นกระผมจึงขออนุญาตฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ให้มีการพิจารณาศึกษาทบทวนและมีการแก้ไขในส่วนของสี่แยกไฟแดงให้กลับมาใช้ได้ เหมือนเดิมครับท่านประธาน เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนครับ ขอกราบขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณปรีดา บุญเพลิง🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทย เพื่อประชาชน ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย เนื่องจากกระผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากคณะกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งทำหน้าที่ ประจำหมู่บ้านทั้งหมดกว่า ๗๕,๐๘๖ หมู่บ้าน ซึ่งกรรมการหมู่บ้านจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ โดยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๔๘๖ และในปี ๒๕๕๑ ได้มีการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของกรรมการหมู่บ้านเพื่อให้ สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไปและครอบคลุมการทำงานในทุกมิติของหมู่บ้าน เสมือนเป็นคณะรัฐมนตรีประจำหมู่บ้าน เรียกเสียโก้หรู ซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือให้คำแนะนำ แก่ผู้ใหญ่บ้านและเป็นองค์กรหลักที่รับผิดชอบในการบูรณาการ จัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน และบริหารจัดการกิจกรรมที่ดำเนินงานในหมู่บ้านร่วมกับองค์กรอื่น ๆ ทุกภาคส่วน คำกล่าว ที่ว่าประเทศต้องมีรัฐบาล หมู่บ้านต้องมีกรรมการหมู่บ้าน คำกล่าวนี้ทำให้ผู้ได้รับตำแหน่ง มั่นใจ ดีใจ พร้อมที่จะทำงานให้กับชาติบ้านเมือง ปรากฏว่า พ.ร.บ. ประกาศใช้ พ.ศ. ๒๔๕๗ ๒๙ ปีถึงมีการแต่งตั้งกรรมการหมู่บ้าน พ.ศ. ๒๔๘๖-๒๕๖๕ ๗๙ ปีที่ผ่านมากรรมการหมู่บ้าน ไม่ได้รับการดูแล ดูเหมือนไม่ให้ความสำคัญ ดังนั้นตามมาตรา ๒๘ ตรี วรรคเจ็ด ค่าใช้จ่ายใน การจัดประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านให้กระทรวงมหาดไทยจ่ายเงินอุดหนุน ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณวันนิวัติ สมบูรณ์🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ เพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่น ขออนุญาตหารือกับท่านประธานทั้งหมด ๓ เรื่อง🔗
เรื่องแรก เป็นความเดือดร้อนของพี่น้อง อำเภอชนบท สืบเนื่องจากมีเหตุวาตภัยที่อำเภอชนบทครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ๕ ตำบล และใน ๒ ตำบลนั้นเป็นพื้นที่ที่อยู่รอบอ่างเก็บน้ำหนองกองแก้ว ถนนที่ใช้เดินทางเสียหาย ตลอดเส้นทาง บริเวณรอบหนองกองแก้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการปรับเกรด (Grade) เพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้เดินทางสัญจรเป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาความทุกข์ แต่ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกหนัก ทำให้เส้นทางและช่วงที่เป็นสะพานนั้นขาด หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง ๒ อบต. ต้องใช้สะพานชั่วคราวให้พี่น้องประชาชนเดินทาง ปัจจุบันพังมาก เละมาก ก็สืบทราบมาจากท่านนายอำเภอ ท่านนายอำเภอก็ได้แจ้งว่ามีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นั่นก็คือกรมชลประทานมาสอบถาม มาชี้แจงแล้ว ทางกรมชลประทานตอบกลับมาว่าจะมี งบประมาณมาจัดการในเดือนมีนาคม ซึ่งนานเกินไปปัจจุบันถนนแทบจะเดินทางไม่ได้เลย พี่น้องประชาชนลำบากมากทั้ง ๒ ตำบล จึงขอฝากท่านประธานไปยังกรมชลประทานให้ช่วย พิจารณาจัดสรรงบประมาณให้แล้วก็ลงมือซ่อมแซมให้เร็วกว่านี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องอำเภอหนองสองห้อง หนองระเริงเค็ง เป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่มาก ครอบคลุมตำบลดงเค็ง แต่ว่าปัจจุบันระบบน้ำประปาในตำบลเอง ยังไม่ได้รับการพัฒนาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ค่อนข้างนาน อยากขอฝากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมทรัพยากรน้ำ หรือกรมชลประทานให้ได้จัดสรรงบประมาณ จัดทำระบบกระจายน้ำ แล้วก็ระบบส่งน้ำด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่อง กยศ. ผมจะขอฝากเอกสารครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
คุณณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ🔗
กราบเรียนท่านประสภา ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอบางปลาม้า และอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ประสบอุทกภัยในทุ่งรับน้ำทุ่งเจ้าเจ็ด และทุ่งรับน้ำโพธิ์พระยายังเป็นหนังซีรีส์ (Series) เรื่องยาวครับท่านประธาน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกระผมหารือว่าเจ้าของบ่อกุ้ง บ่อปลา อาคาร บ้านเรือนที่ยังไม่ได้รับเงินชดเชยเยียวยาช่วยเหลือเลย รวมทั้งงบประมาณซ่อมแซมถนน ที่ชำรุดเสียหายในหลายตำบล🔗
วันนี้น้ำท่วมดังกล่าวได้ส่งผล กระทบต่อการก่อสร้างและการใช้งบประมาณสำหรับการปรับปรุงถนนที่ได้รับการจัดสรร งบประมาณแล้ว ตามโครงการเศรษฐกิจฐานราก ปี ๒๕๖๔ โดยการใช้เงินกู้ครั้งที่ ๖ รอบที่ ๒ ซึ่งมี กำหนดเงื่อนไขไว้ว่าต้องเบิกจ่ายงบประมาณให้ทันภายในสิ้นเดือนมีนาคม ๒๕๖๕ แต่ปรากฏว่า เหตุสุดวิสัยอุทกภัยนานตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๖๔ กว่าจะลดลงก็เดือนมกราคม ๒๕๖๕ แล้ว จึงไม่สามารถก่อสร้างและเบิกจ่ายงบประมาณได้ทันตามกำหนด โดยกระผมได้รับการแจ้งมา ๒ ตำบล คือ ตำบลแรก ตำบลบางพลับ อำเภอสองพี่น้อง อดีตนายกปราศรัย แสวงทรัพย์ นายกปัจจุบัน ชาตรี แย้มบางยาง อบต. วันเพ็ญ ครุฑใจกล้า ได้ทำหนังสือขอขยายเวลา การก่อสร้างและเบิกจ่ายงบประมาณปรับปรุงถนน หมู่ที่ ๗ บ้านบางคาง ตำบลที่ ๒ ตำบล บ้านกุ่ม อำเภอสองพี่น้อง นายกธนเดช ก้อนทองคำ ขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างและ การเบิกจ่ายงบประมาณปรับปรุงถนนสายที่ ๑ ถนนลาดยาง หมู่ที่ ๖ สายที่ ๒ ถนนคอนกรีต เสริมเหล็ก หมู่ที่ ๑ ถึง หมู่ที่ ๕ กระผมจึงใคร่ขอความกรุณาจากท่านประธานขอได้โปรด ทำหนังสืออย่างเร่งด่วน อย่างเร่งด่วนนะครับ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงเลขาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายออกไปด้วย โดยกระผม จะขออนุญาตส่งเอกสารประกอบให้ท่านประธานหลังการหารือครับ ขอบพระคุณครับ🔗
คุณรังสรรค์ มณีรัตน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย ผมได้รับ เรื่องร้องเรียนจากท่านจันทร์พร และท่านญานพันธ์ เป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล นาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ว่าเนื่องจากถนนของทางหลวงชนบท หมายเลข ลพ. ๓๐๑๗ บริเวณจากบ้านแพะหนองห้า จนถึงหน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ช่วงนั้นไม่มีไฟส่องสว่างในเวลากลางคืนมืดมาก แล้วก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนมาหลายครั้ง ดังนั้น อบต. ทั้ง ๒ ท่านจึงฝากให้ทางหลวงชนบทช่วยดำเนินการติดไฟส่องสว่างบริเวณนั้นด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ พี่น้องราษฎร ตำบลป่าซาง และตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ขอกราบขอบพระคุณแขวงการทางจังหวัดลำพูน โดยท่านบุญส่ง ด้วงประสิทธิ์ ที่ดำเนินการติดตั้งไฟส่องสว่างบนถนนเส้นสบทา-ท่าลี่ ให้สว่างไสว แต่พี่น้องตำบลบ้านเรือน ตำบลป่าซาง ก็บอกว่ายังมีบางช่วงที่ยังไม่ดำเนินการติดตั้ง แล้วก็เป็นช่วงที่สำคัญด้วย คือบริเวณจากหน้าวัดบ้านก้อง ตำบลป่าซาง มาจนถึงแยกหนองดู่ ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ซึ่งช่วงนั้นมืดมากเช่นกัน แล้วก็เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง ดังนั้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชน และลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน จึงขอทาง กรมทางหลวง แขวงการทางจังหวัดลำพูน ช่วยติดตั้งไฟส่องสว่างเพิ่มเติมด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดสงขลา อันประกอบด้วย อำเภอระโนด อำเภอสทิงพระ อำเภอสิงหนคร แล้วก็อำเภอกระแสสินธุ์ ซึ่งเรียกว่าคาบสมุทรสทิงพระครับท่านประธาน ปัจจุบันช่วงนี้สทิงพระบ้านผมจะเข้าสู่ ภัยแล้ง ช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ จะเริ่มทำการเพาะปลูก แล้วปัจจุบันนี้น้ำเค็มได้รุกล้ำ ทะเลสาบสงขลา ทำให้ทะเลสาบสงขลาความเค็มก็จะไต่ระดับไปเรื่อยจนจะสูบน้ำให้กับ เกษตรกรไม่ได้ ภายในไม่เกินประมาณต้นเดือนมีนาคม เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ก่อนที่เราจะ สูบน้ำเข้าไม่ได้ ทางประชาชนชาวบ้านเกษตรกรอำเภอระโนดได้ประสานมาถึงผม เรียนท่านประธานเพื่อจะประสานกับกรมชลประทาน ปภ. ป้องกันภัย สาธารณภัย และ อบจ. จังหวัดสงขลา ให้เร่งหาเครื่องสูบน้ำ เพื่อจะสูบน้ำจากทะเลสาบสงขลาเข้าส่งไป คลองย่อยต่าง ๆ เสริมจากชลประทานที่เขามีเครื่องสูบน้ำอยู่แล้ว แต่เราเสริมเพิ่ม เพราะว่า ถ้าช้ากว่านี้ไปประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน น้ำในทะเลสาบสงขลาก็จะเต็มพื้นที่ ก็ไม่สามารถที่จะนำน้ำจากทะเลสาบสงขลามาช่วยเกษตรกร เพราะฉะนั้นชาวนาประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าไร่ ในอำเภอระโนดข้าวจะแห้งตายเหมือนปีก่อน ๆ เพราะฉะนั้นก่อนที่ข้าว จะแห้งตายก็อยากจะให้ทางชลประทาน ปภ. แล้วก็จังหวัดสงขลา อบจ. เร่งเอาเครื่องสูบน้ำ มาเพิ่มเติม เพื่อจะสูบน้ำก่อนที่น้ำจะมีความเค็มนำไปใช้ไม่ได้ครับ กราบเรียนท่านประธานครับ สวัสดีครับ🔗
ต่อไปคุณสุเทพ อู่อ้น🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เครือข่าย แรงงาน มีเรื่องหารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องแรงงานผู้ประกันตน ซึ่งขณะนี้ การแพร่ระบาดของโควิด (COVID) เริ่มกลับเข้ามาอีกแล้ว แต่เนื่องจากขณะนี้ความพร้อม ของโรงพยาบาลผู้ประกันตนจะเห็นได้ว่ามีเคส (Case) ที่ตรวจเจอจากเอทีเค (ATK) แล้วเข้าไปโรงพยาบาลในช่วงกลางคืน โรงพยาบาลไม่มีความพร้อมให้กลับมาก่อน จึงทำให้ เกิดการแพร่ระบาด ดังนั้นขอให้ประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เร่งรัดและกำชับกับ โรงพยาบาลของผู้ประกันตนด้วย เนื่องจากมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นมาหลายระลอกแล้ว ยังมีปัญหาซ้ำเติมอยู่เหมือนเดิม🔗
เรื่องที่สอง ขณะนี้ขาดแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ซึ่งต้องให้มีการเร่งรัด ดำเนินการทำเอ็มโอยู (MOU) ตามที่ได้ประกาศไว้ และโดยเฉพาะการที่จะต้องให้พี่น้อง แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนโดยเร็ว เพราะว่ามีความต้องการใช้ แรงงานครับ🔗
เรื่องที่สาม เรื่อง ขอให้รัฐบาลดำเนินการประกาศนโยบายไว้ โดยเฉพาะ พรรคพลังประชารัฐที่ประกาศหาเสียงไว้กับพี่น้องแรงงาน ที่ต้องการให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ๔๐๐ บาท ๔๒๕ บาท ซึ่งขณะนี้มีความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถ ควบคุมราคาสินค้าได้ ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นกับรายรับที่น้อยลง บ้านเช่า ข้าวซื้อ รถผ่อน ลูกเรียน พ่อแม่ก็ต้องเลี้ยงดู แล้วขณะนี้ราคาสินค้าก็ขึ้น ไม่ว่าจะน้ำมัน หมู และสิ่งต่าง ๆ รัฐบาลหาเสียงไว้แบบนี้ไม่มีการดำเนินการ ต้องเรียนกับท่านประธานไปถึง กกต. ด้วย ถ้าอนาคตการดำเนินการของพรรคการเมืองที่หาเสียงไว้กับประชาชน โดยเฉพาะเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดสินค้าแพงและไม่สามารถควบคุมราคาได้ ดังนั้นขอให้พิจารณาในเรื่องของการดำเนินการ อันนี้ด้วยครับ ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗
ต่อไปคุณวัชรพล โตมรศักดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ โคราช ชาติพัฒนา ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๑ เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างมาก ที่จะส่งต่อไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสราวุธ ทรงศิวิไล ท่านอธิบดีกรมทางหลวง ท่านประธานครับ เกี่ยวกับเรื่องที่ผมจะหารือท่านก็คือเรื่องปัญหาของชีวิตและความเสียหาย จากอุบัติเหตุ ก็คือการก่อสร้างยูเทิร์น (U-Turn) ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวัดนครราชสีมา เราเรียกว่า ยูเทิร์น (U-Turn) หัวโตครับ ที่ทางกรมทางหลวงได้สร้างไว้ที่ กม. ๑๓๙ หรือเราเรียกว่า บริเวณศาลเจ้าพ่อตาลคู่ หรือตลาดเทิดไท ท่านประธานครับ จากสถิติอุบัติเหตุในประเทศไทย เรานั้น เราจะเห็นได้ว่าอุบัติเหตุที่เสียชีวิตจากบนท้องถนนเฉลี่ยแล้ว ๕๒ กิโลเมตร จะมี ผู้เสียชีวิต ๑ ราย ในปี ๒๕๖๔ มีผู้เสียชีวิตถึง ๑๓,๔๘๔ ราย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อเลยว่า การก่อสร้างยูเทิร์น (U-Turn) แห่งนี้นั้น กลับกลายเป็นการเพิ่มผู้เสียชีวิตและการเพิ่ม อุบัติเหตุ ทำไมผมถึงพูดอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากบริเวณแห่งนี้ทางกรมทางหลวง ได้ไปก่อสร้างยูเทิร์น (U-Turn) ซึ่งจากเดิมจะเป็นยูเทิร์น (U-Turn) เกือกม้า หรือจุดกลับรถ เกือกม้า แต่เนื่องจากการใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก บวกกับความต้องการเร่งด่วน เพราะบนถนนมิตรภาพ สาย ๒ ตรงนี้มีปริมาณรถเฉลี่ยวันละ ๔๒,๗๒๔ คัน จึงจำเป็น ต้องสร้างยูเทิร์น (U-Turn) ลักษณะอย่างนี้ ผมจึงอยากจะร้องขอท่านประธานไปยัง กรมทางหลวงครับ ท่านอธิบดี ซึ่งเคยเป็นเขตอยู่โคราชว่า🔗
๑. ควรจะมีการเพิ่มแสงสว่างให้รวดเร็วที่สุด ไม่ให้มันมืด เพราะในเวลา กลางคืนจะเกิดอุบัติเหตุบ่อย🔗
๒. ป้ายบอกก่อนใกล้ถึงจุดกลับรถให้ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่ไม่มีป้ายเลย หรือมีป้าย ก็อยู่กระชั้นชิด🔗
๓. ไม่ควรตีเส้นอย่างเดียวครับ ควรจะฝังหมุดสะท้อนแสงให้เห็นในระยะไกล และ🔗
๔. ควรมีแนวกั้นแนวขอบไม่ให้รถที่จะเลี้ยวเข้าปาดเข้าไปได้ ไม่อย่างนั้นแล้ว จะมีผู้สูญเสียจำนวนมาก จึงกราบเรียนท่านประธานโดยเร่งด่วนครับ เพื่อจะแก้ไขปัญหาจุดกลับ รถบริเวณแห่งนี้ กราบขอบพระคุณครับ🔗
นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีข้อหารือท่านประธานสภา ๒ เรื่องค่ะ เป็นเกี่ยวกับเรื่องการทวงถามทั้งนั้นเลยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๑ ดิฉันฝากท่านประธานสภาไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ถึงเรื่องที่ดิฉันเคยหารือฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยทั้งหมดตั้งแต่มีสภามาทั้งหมด ๔ ครั้งแล้ว กับเรื่อง ๆ เดิมเลยคือเรื่อง ค่าตอบแทนให้กับประธานชุมชนและคณะกรรมการชุมชน ดิฉันหารือไป ๔ ครั้ง ครั้งแรก วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๓ วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๔ วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ แต่ดิฉันได้รับคำตอบมาว่า อยู่ระหว่างส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ทั้งประธานชุมชน คณะกรรมการชุมชน รอคอยมากว่าเกือบจะ ๓ ปี แล้วนะคะ ขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายอย่างไร ท่านว่ามาเลยค่ะ พี่น้องประชาชนจะได้ไม่ต้องรอแล้ว🔗
เรื่องที่ ๒ ฝากท่านประธานสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขด้วยค่ะ เรื่องที่มีมติ ครม. เมื่อปลายปีที่แล้วว่าจะให้เงินเยียวยาค่า เสี่ยงภัยให้กับพี่น้อง อสม. เพิ่มขึ้นอีก ๖ เดือน เดือนละ ๕๐๐ บาท จนวันนี้กุมภาพันธ์ เข้าไปแล้ว พี่น้อง อสม. ก็ยังไม่ได้รับเลย พี่น้อง อสม. จึงฝากทวงถามว่าเมื่อไร เขาจะได้เงินคะ เมื่อ ครม. อนุมัติออกมาแล้ว ก็ให้ ๆ เขาไปไม่ต้องให้เขามานั่งทวงถามทุกวันที่ดิฉัน ไปงาน พี่น้อง อสม. ก็จะถามว่าเมื่อไรเงินค่าเสี่ยงภัยจะเข้าบัญชีสักที ซึ่งดิฉันก็ไม่มีคำตอบให้ จึงฝากท่านประธานสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ครับ ต่อไปคุณเอกการ ซื่อทรงธรรม ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เอกการ ซื่อทรงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมมี เรื่องหารืออยู่ ๒ ประเด็น🔗
ประเด็นแรก เป็นเรื่องที่ผมเคยปรึกษาหารือ เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔ เป็นเรื่องร้องเรียนของนายอังกูร แสนกือ ผู้ใหญ่บ้านห้วยห้อมพัฒนา และประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่ ๑๓ ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ในเรื่องของการขอรับการขอขยายถนน ถนนเส้นนี้เป็นถนนเส้นหลักครับ เลน (Lane) เดียวลาดชัน เป็นทางโค้งขึ้นลงไปมา ประกอบกับติดในพื้นที่เขตป่าอุทยาน แห่งชาติ ถนนเส้นนี้อยู่ในเขตความรับผิดชอบของทางหลวงชนบทจังหวัดน่าน รหัส นน. ๔๐๑๐ ช่วง กม. ๓๕ ล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคมที่ผ่านมา ได้เกิดอุบัติเหตุรถชนกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ รถยนต์เสียหาย ประกอบกับในช่วงฤดูฝน อาจเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งได้ ขอฝากให้หน่วยงานทั้งสอง ทั้งอุทยานแห่งชาติ และทางหลวงชนบทจังหวัดน่าน เข้ามาในพื้นที่ครับ เพื่อหาทางแก้ไข และให้คำตอบกับประชาชนในพื้นที่ที่เฝ้ารอคอย การแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมขอเป็นตัวแทนในการบอกกล่าวสะท้อนถึงความเหน็ดเหนื่อย ของเจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล อสม. สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปพร. ชรบ. สังกัดกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องของการเฝ้าระวัง รักษา และปฏิบัติงานภายใต้ความเสี่ยงกับสถานการณ์โควิด (COVID) และขอให้กระทรวง ทั้ง ๒ กระทรวง ช่วยเพิ่มค่าตอบแทน และขอให้ช่วยผลักดันในเรื่องของการบรรจุข้าราชการ ในตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาลเพิ่มเติม เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ภายใต้ความเสี่ยงกับสถานการณ์นี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย จากสภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นถึง ๓.๒ เปอร์เซ็นต์🔗
สาเหตุมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และราคาสินค้าอุปโภค บริโภคมีราคาแพง ประเทศไทยเข้าสู่สภาวะข้าวยากหมากแพง เมื่อ เทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมากระผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ประชาชน มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ เห็นได้จากหนี้ครัวเรือนที่สูงมากขึ้นเป็นประวัติการ สูงขึ้น ๑๔.๓ ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของหนี้ ค่าใช้จ่ายในการบริโภคและอุปโภค กระผมขอให้รัฐบาล โดยเฉพาะ กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงกระทรวง แรงงาน ช่วยกันแก้ไขบูรณาการปัญหาค่าครองชีพ ปรับปรุงการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลดราคาให้กับประชาชน ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ โดยไม่ กระทบกระเทือนต่อผู้ประกอบการ รวมถึงปรับฐานเงินเดือนของผู้จบปริญญาตรีให้มากกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท และต่ำกว่าปริญญาตรีให้มากกว่า ๑๒,๘๕๐ บาท เพื่อเกิดความเสมอภาคและ ความเท่าเทียมกันในสังคม ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณนริศ ขำนุรักษ์ ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือท่านประธาน ขอให้ท่านประธานกรุณาได้มีหนังสือถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ป.ป.ช. สตง. และ ปปง. โดยให้ทั้ง ๔ หน่วยงานร่วมกันตรวจสอบโครงการสำคัญที่เป็นประโยชน์ ต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ คือ🔗
๑. โครงการจัดซื้อและใช้เฮลิคอปเตอร์ (Helicopter) ของกระทรวง มูลค่า ร้อยกว่าล้านบาทว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ตรวจสอบป่าและสัตว์ป่าว่าเป็นไปตามระเบียบ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเป็นประโยชน์ต่อทางราชการหรือไม่ หรือเอื้อประโยชน์ต่อ เอกชน🔗
๒. โครงการออกแบบและก่อสร้างสวนสัตว์ในที่ที่ได้รับพระราชทานมาจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่คลอง ๖ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งงบประมาณออกแบบร่วม พันล้านบาท และงบก่อสร้างร่วมหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ว่าเป็นไปตาม วัตถุประสงค์หรือไม่อย่างไร ซึ่งไม่ควรเกิดเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล เพราะที่ดินเป็นที่ดิน พระราชทาน ให้เป็นไปตามระเบียบ ไม่โปร่งใส มีการล็อกสเปก (Lock Spec) และไม่คุ้มค่าขอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ลงโทษอย่างจริงจังเด็ดขาด ไม่กลัวการลูบหน้าปะจมูกและให้รายงานต่อสภา โดยเฉพาะกระผมพร้อมที่จะให้ข้อมูลและ เป็นพยานในทุกขั้นตอนของการตรวจสอบ เพราะทั้ง ๓ โครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ แล้วก็ขอให้สอบสวนไม่เว้นแม้แต่ทางกรมป่าไม้และกรมทรัพยากรน้ำบาดาลด้วย ไม่เพียงแต่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ เราได้ใช้เวลาไป ๑ ชั่วโมงกับ ๕ นาที ผมขอแสดงความขอบคุณชื่นชมทุกท่าน เพราะวันนี้ทุกคนรักษาเวลาได้ดี เป็นความสามารถอย่างหนึ่งในเชิงบริหารเวลาครับ สำหรับ ท่านสมาชิกที่มีปัญหาแล้วก็เสนอไม่ทันกรุณาส่งเอกสารมาครับ สภาจะดำเนินการ ให้โดยด่วน🔗
บัดนี้มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ๓๒๐ คน ครบองค์ประชุม ผมขอเปิดประชุมขอดำเนินการไปตามระเบียบวาระครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
มีเรื่องที่ยังไม่อยู่ในวาระ แต่ว่าควรจะได้แจ้งให้ที่ประชุมได้ทราบครับ เพราะนายทะเบียนพรรคการเมืองได้แจ้งมา คือ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มี หนังสือไปยังสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งเพื่อสอบถามสถานะการเป็นสมาชิก พรรคการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทย จำนวน ๑๘ รายนั้น บัดนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบแล้วแจ้งว่าสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทยจำนวน ๑๘ ราย เป็นสมาชิก พรรคเศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๕ เรียบร้อยแล้วครับ🔗
ต่อไปจะขออนุญาตไป พิจารณาเรื่องต่อไป วาระที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มีครับ มีวาระต่อไปก็คือวาระ เรื่องด่วน🔗
เรื่องด่วนที่ ๑ คือร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายวิรัช พันธุมะผล กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
คณะรัฐมนตรีได้ขอรับไป พิจารณาก่อนรับหลักการ และได้ส่งคืนมายังสภาผู้แทนราษฎรแล้วครับ โดยขอเรียนว่าใน คราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๑๖ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันพุธที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๔ ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติให้คณะรัฐมนตรีรับร่าง พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวไปพิจารณาก่อนรับหลักการ โดยให้รอการพิจารณาไว้ภายใน ๖๐ วันตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๘ นั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ รับข้อสังเกตและผลพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวที่สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาเสนอว่า คณะรัฐมนตรีไม่ควรมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าว และให้ส่งคืนร่างพระราชบัญญัติพร้อมกับข้อสังเกตมาเพื่อสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาในวาระที่ ๑ ต่อไป รายละเอียดปรากฏในเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้วางไว้ให้สมาชิกแล้ว ในวันนี้เราจึงต้องมาพิจารณาในขั้นรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ของคุณวิรัช พันธุมะผล กับคณะ ต่อไป โดยครั้งที่แล้วสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วจำนวน ๑๒ ท่าน แต่เผื่อว่าจะมีประเด็นที่สมาชิก สอบถามถึงเหตุผลที่รัฐบาลไม่รับ รัฐบาลก็ได้ขอส่งเจ้าหน้าที่มาชี้แจงเหตุผลในกรณี ที่จะมีการสอบถาม ก็มีนางสาวนริศรา แดงไผ่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นายธานิต วงศาโรจน์ สำนักงานอัยการสูงสุด นายปกรณ์ ยิ่งวรการ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำ สำนักงานประธานศาลฎีกา พันตำรวจเอก วีร์พล ใหญ่อรุณ สำนักกฎหมายและคดี กองบัญชาการกองคดีอาญา ทั้ง ๔ ท่านอนุญาตให้เข้ามาได้ เผื่อสมาชิกจะมีประเด็นที่ สอบถาม🔗
โดยที่เจ้าของญัตติได้เสนอ ร่างกฎหมายนี้แล้ว แต่ว่าเมื่อรัฐบาลรับไว้พิจารณาแล้วก็ไม่รับหลักการ ท่านผู้เสนอมีสิทธิ ที่จะเสนอได้อีกครั้งครับ แล้วสมาชิกที่มีความประสงค์ที่จะอภิปรายก็อนุญาต ถ้าไม่มีเรา ก็ต้องขอมติกันต่อไปครับ ขอเชิญท่านวิรัช พันธุมะผล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย แบบบัญชีรายชื่อ ขอกราบเรียนท่านประธานว่า เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ กระผม และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๒๕ ท่าน ได้ร่วมกันเสนอแก้ไขประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ผมขอเริ่มต้นว่าทำไมผมถึงขอเสนอแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา โดยเพิ่มแก้ไขมาตรา ๘๔/๑ และขอเพิ่มมาตรา ๑๐๕/๑ ก่อนอื่นผมกราบเรียน ว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติไว้ว่า มาตรา ๒๘ บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้มีคำสั่ง หรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๒๘ บัญญัติไว้ว่า ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษา อันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดกระทำผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ จึงได้เสนอร่างวิธีพิจารณาความอาญาที่กล่าวมา🔗
ก่อนอื่นผมขอเท้าความไปถึงมาตรา ๘๔/๑ มาตรา ๘๔/๑ เขียนไว้ว่า พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจซึ่งมีผู้นำผู้ถูกจับมาส่งนั้นจะปล่อยผู้ถูกจับชั่วคราวหรือ ควบคุมผู้ถูกจับไว้ก็ได้ ฟังคำว่า ผู้ถูกจับไว้ก็ได้ แต่ถ้าเป็นการจับโดยมีหมายของศาลให้รีบ ดำเนินการตามมาตรา ๖๔ คือส่งศาลครับ แต่ไม่อาจส่งไปได้ขณะนั้นเนื่องจากเป็นเวลาที่ศาล ปิดหรือใกล้จะปิดทำการให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจรีบรับตัวผู้ถูกจับไว้ มีอำนาจ ปล่อยผู้ถูกจับชั่วคราวหรือควบคุมผู้ถูกจับไว้จนกว่าถึงเวลาศาลเปิดทำการ นี่คือเหตุผล ผมแก้ไขจากมาตรา ๘๔/๑ ที่ผมแก้ คือที่จากประสบการณ์ในชีวิตตั้งแต่ผมเด็ก ๆ น้องผมขับ รถประมาทปรากฏว่าตำรวจจับไปโรงพัก กว่าจะหาเงินกู้เงินเขามาประกันได้เลือดตาแทบ กระเด็น มายื่นประกันแล้วกว่าท่านสารวัตรใหญ่จะอยู่ น้องชายผมก็ถูกขังในห้องขังไปเกือบ วันหนึ่งเต็ม ๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไมจะต้องขังเขา คนขับรถประมาทหรือความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ และยิ่งกว่านั้นเหตุที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ๆ ที่พวกเราก็จะมองเห็นว่าแม่ค้าขายไข่เกินฟองละ ๒๐ สตางค์ แม่ค้าต้องไปกู้เงินกู้นอกระบบมาซื้อประกันจากบริษัทประกันเพื่อประกันตัว นี่คือเหตุผลอย่างหนึ่งหลาย ๆ อย่างที่ผมคิด แม้แต่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติที่ได้อยู่ในที่นี้เกือบทุกคน ท่านเกือบทุกคนต้องไปประกันตัวประชาชนที่กระทำ ความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อตำรวจ เสียเงินค่าวางเงินประกันบ้าง ต้องไปเช่าของบริษัทประกันบ้าง นี่คือเหตุผลใหญ่ ๆ ว่าทำไมเราจะต้องแก้ครับ ในการที่แก้ของผม ผมมีเหตุผลที่สนับสนุน รูปที่ ๑ ขอให้เจ้าหน้าที่ส่งสถิติของผู้ต้องขังขึ้นมาให้ดูหน่อยครับ🔗
ขออนุญาตครับ ท่านจะเห็นได้ ผมจะขอพูดเฉพาะ พ.ศ. ๒๕๖๔ สถิติผู้ต้องขังราชทัณฑ์ทั่วประเทศ มันมีทั้งระหว่าง สอบสวน ระหว่างสอบสวน ๑๔,๖๙๑ คน อันแรก อันที่ ๒ จำนวนผู้ต้องขังระหว่างไต่สวน พิจารณา ๑๔,๐๖๗ คน อันนี้ผมขอจากเรือนจำ ไม่ใช่ของผมเองครับ อันที่ ๓ สถิติผู้ต้องขัง ราชทัณฑ์ทั่วประเทศระหว่างอุทธรณ์ฎีกาอีก ๒๔,๑๐๗ คน ท่านลองเอา ๓ อันนี้รวมกัน ก็ได้ ผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดีทั้งหมด ๕๐,๐๐๐ คนในแต่ละปี ในนี้มีสถิติ ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ แต่ว่าผมอ่านให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติฟังเฉพาะปี ๒๕๖๔ ทีนี้ทำไมว่า มากจัง ผมกราบเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกราบเรียนท่านประธานว่า นี่คือคดีที่ เขาขัง ยังมีคดีที่เปรียบเทียบปรับอีกอยู่ในแผ่นที่ ๒ ท่านดูแผ่นที่ ๒ เอา พ.ศ. ๒๕๖๐ แล้วกัน คดีเปรียบเทียบปรับจริง ๆ ตอนตำรวจจับมาครั้งแรกยังไม่ได้เปรียบเทียบปรับนะครับ ก็ขังไว้ ก่อนแล้ว ๑,๗๖๘,๘๔๘ คน ท่านดูช่องสุดท้ายครับที่ผมส่งไว้ให้ดู นี่คือจำนวนที่ต้องประกัน ตัวระหว่างชั้นตำรวจ แล้วในที่สุดตำรวจก็เปรียบเทียบปรับ เพราะว่ามันเป็นคดีที่ เปรียบเทียบได้ตามกฎหมายต่าง ๆ นี่คือจำนวนหนึ่ง อีก ๑ ล้านกว่าคน ที่แล้วผ่านมา ๕๐,๐๐๐ คน นี่อีก ๑ ล้านคน ต่อไปทีนี้ท่านดูแผ่นที่ ๓ ผมก็เอาจากศาลมา ศาลชั้นต้น เอาปี ๒๕๖๑ พอ บรรทัดสุดท้ายมีคดีเข้าสู่พิจารณาทั้งหมด ๖๓๕,๘๑๑ คน โจทก์ชนะ ๕๔๐,๐๐๐ พิพากษาให้จำเลยชนะ ๕,๔๐๐ ยอมความอีก ๕,๐๐๐ ถอนฟ้องอีก ๘,๐๐๐ จำหน่ายคดีอีก ๓๐,๐๐๐ และเหตุอื่น ๆ อีก ๑๔,๐๐๐ ท่านเห็นไหมว่าคดีที่ศาลไม่ตัดสิน ติดคุก ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อปี ใน ๑ ปีนะครับ ท่านลองคิดดูกับจำนวนที่ถูกขังแล้วก็ถูก ๑๐๐,๐๐๐ คน ทีนี้มาดูของอัยการเอกสารอันดับ ๔ ผมให้ดูบรรทัดสุดท้าย บรรทัดสุดท้าย ฟ้อง ๑๙,๐๐๐ ไม่ฟ้อง ๒๒,๐๐๐ เห็นไหมครับ นี่คือพนักงานสอบสวนสั่งฟ้อง ๑๙,๐๐๐ ไม่ฟ้อง ๒๒,๐๐๐ เห็นไหมครับ ๑๙,๐๐๐ กับ ๒๒,๐๐๐ มาเปรียบเทียบดูสิครับ ขังฟรีไปแล้ว ตั้งกี่คนครับ ขังฟรีไป ๒๒,๐๐๐ คน จำนวนคน ๓๑,๐๔๒ คนครับ อยู่บรรทัดสุดท้าย ผมไม่อ่านรายคดี แล้วท่านดูคำสั่งอัยการ อัยการสั่งฟ้อง ๑๘,๐๐๐ คดี จำนวนคน ๒๒,๐๐๐ สั่งไม่ฟ้อง๖,๒๔๒ คดี จำนวนคน ๘,๗๔๗ คน เอกสารนี้ผมมีอยู่ในมือขอจากศาลจากอัยการ มาครับ ไม่ใช่ผมเขียนเองนะครับ เมื่อสักครู่ผมเอาจำนวนผู้ต้องขังระหว่างพิจารณารวมแล้ว ๑ ปี มีผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำจากจำนวน ๑๔,๖๙๑ คน กับ ๑๔,๐๖๗ คน กับ ๒๔,๐๐๐ รวมแล้วก็ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน ท่านลองคิดดูครับราชทัณฑ์นะครับ ขอแผ่นที่ ๕ เห็นไหม ครับแผ่นที่ ๕ คือเรือนจำคนหนึ่งค่าใช้จ่ายรัฐต้องจ่ายปีหนึ่ง ๒๑,๐๙๐ บาท นี่คือของ กระทรวงยุติธรรม ท่านกรุณาส่งให้ผม ท่านลองเอา ๒๐,๐๐๐ คูณด้วย ๕๐,๐๐๐ คนสิครับ เท่ากับ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการขังคนที่อยู่ระหว่างคดี ๑ ล้านบาท อันนี้ไม่รวมถึงที่อยู่ในโรงพัก ที่ว่ารับสำนวนมาแล้วก็มีการเปรียบเทียบปรับหรือว่า สั่งไม่ฟ้องไปอีกตั้งเยอะแยะไม่อยู่ในเรือนจำ นั่นอยู่ที่โรงพัก โรงพักก็ต้องจ่ายค่าอาหารมื้อ หนึ่งประมาณ ๓๐ บาท นี่คือเงินต่าง ๆ ที่เสียไปและเสรีภาพที่เสียไป ด้วยเหตุด้วยผล ดังกล่าว ผมจึงเสนอร่างแก้ไข ป.วิ.อาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใน มาตรา ๑๐๕/๑ ว่า เมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับหรือมีผู้ส่งผู้ต้องหาว่ากระทำ ความผิดกฎหมายอาญาส่งต่อพนักงานสอบสวน หรือพนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาให้ พนักงานอัยการ หรือพนักงานอัยการส่งตัวผู้ต้องหาต่อศาลแล้วแต่กรณี ให้พนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ หรือศาลดำเนินการ ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยให้คำรับรองว่าตนเองไม่อยู่ ระหว่างที่มีคำพิพากษาให้รอการลงอาญา หรือรอการลงโทษ หรือพ้นโทษจำคุกมาเกินกว่า ๓ ปี ให้พนักงานสอบสวน อัยการ หรือศาล ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยทำสัญญาประกันด้วย ตนเองด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ ไม่ต้องไปกู้เขามา ไม่ต้องไปยืม เขามา ไม่ต้องเป็นหนี้นอกระบบ และให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลปล่อย ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยเร็วที่สุดเว้นแต่ ผมไม่ได้บอกว่าทุกคดีท่านปล่อยหมดทุกคดี ไม่ใช่ครับ🔗
๑. การกระทำความผิดที่กฎหมายระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป เช่น ขับรถประมาทหรือเล่นการพนันอย่างนี้ ขังหมดเลยถ้าไม่มีอันนี้ หรือที่กฎหมายระวางโทษ ขั้นต่ำ ขั้นต่ำคือ กฎหมายใดที่บัญญัติว่า จำคุกตั้งแต่ ๕ ปีถึงกี่ปีอย่างนี้เขาเรียกว่า ขั้นต่ำ🔗
๒. การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ คือลักทรัพย์ในเคหะสถาน ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก อย่างนี้เรามี มาตรา ๓๓๖ ด้วยครับ🔗
๓. การกระทำความผิด วิ่งราวทรัพย์🔗
๔. การกระทำความผิดกรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์🔗
๕. การกระทำความผิดฉ้อโกงต่อประชาชนครับ ที่ผมใช้คำว่า ฉ้อโกงต่อ ประชาชน เพราะว่าถ้าเป็นการกล่าวหาฉ้อโกงซึ่งกันและกัน ประชาชนคนหนึ่งต่อประชาชน คนหนึ่ง บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริง บางครั้งเป็นคดีแพ่งก็ไปร้องต่อตำรวจ ตำรวจก็เอามาขังไว้ก่อน ถ้าไม่ให้ประกันตัวโดยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์🔗
๖. ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่ไปศาลตามที่พนักงานสอบสวน หรือพนักงาน อัยการหรือศาลนัด กรณีที่ว่าให้ประกันแล้วไม่ไปอย่างนี้ควรจะไม่ให้ประกันต้องประกันด้วย ทรัพย์สิน🔗
๗. เมื่อปรากฏว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยรับรองอันเป็นเท็จว่ามีคำพิพากษา ให้รอลงอาญาหรือรอการลงโทษหรือพ้นโทษจำคุกเกินกว่า ๓ ปี อันนี้หมายความว่าไม่เข้า เงื่อนไข🔗
๘. การกระทำความผิดอาญาอื่นที่ประกาศที่ประชุมศาลฎีกากำหนด ซึ่งอาจจะมีต่อไปในครั้งหน้าว่า ความผิดใดบ้างซึ่งตำรวจ อัยการและศาลไม่ควรให้ประกัน โดยไม่ถือความเป็นศักดิ์ศรีของมนุษย์เป็นประกัน คือประกันด้วยตนเองที่ผมกราบเรียนครับ🔗
เมื่อผมเสนอกฎหมายนี้ต่อสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๗ ก็ได้บัญญัติว่า ให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่าประชาชน ท่านเห็นด้วยกับความเห็นของท่านไหม ที่ ส.ส. คนหนึ่งซึ่งเกิดมาเพิ่งได้เป็นครั้งหนึ่งก็มี ความภูมิใจที่ได้เสนอกฎหมายเพื่ออิสรภาพเสรีภาพของประชาชนไม่ให้ถูกข้าราชการ ความจริงผมก็เป็นข้าราชการครับ เพราะเป็นทั้งอัยการทหาร อัยการพลเรือน แต่ผมไม่เคย ขังใครระหว่างที่คดีถึงผม ผมให้ประกันทุกเรื่องครับ เพราะว่าผมให้ประกันแล้วไม่เคยมีคน ไหนหนีประกันผมเลย ทุกคนได้รับเสรีภาพหมด ผมให้ประกันทุกเรื่องครับ ประโยชน์จากผล ของการที่เสนอกฎหมายประชาชนได้ตอบกลับมาว่า เมื่อพระราชบัญญัตินี้ มีผลใช้บังคับผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่ไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ให้ได้รับการประกัน ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ในการประกันตัว นอกจากไม่เป็นการสร้างภาระแก่ผู้กล่าวหาจนผู้ถูกกล่าวหาเดือดร้อน หรือไม่ได้รับประกันตัว แล้วยังสอดคล้องกับหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ นี่คือเอกสาร ของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านประชาชน ผมเสนอโดยในฐานะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรน้อย ๆ คนหนึ่ง มีความอึดอัดตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ๆ จนโต ผมก็พยายามที่จะเล็งเห็นเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ตั้ง และผมก็ไม่อยากให้มีความลำบาก ในการที่จะต้องไปซื้อประกัน ต้องไปเสียเงินใต้โต๊ะ ไปเสียเงินอำนวยความสะดวกรอเจ้านาย ท่านสั่งประกัน นี่เหตุผลต่าง ๆ ที่ประมวลทำให้ผมพอเป็น ส.ส. ผมเขียนอันนี้ ทันทีเลยครับ ผมเขียนตั้งแต่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ ตั้งแต่ปีแรกที่ผมเป็น ส.ส. กระเสือกกระสน ที่จะเขียนกฎหมายตัวนี้เพื่อประโยชน์ของประชาชน ผมเชื่อว่าพี่น้องสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรคงจะเห็นด้วยกับผมในจิตสำนึกของผู้รับใช้ประชาชน กราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้ผมมีโอกาสได้ชี้แจงเหตุผลในการที่ผมเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๕/๑ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ก่อนที่จะ ให้ตัวแทนของรัฐบาลได้ชี้แจง ท่านสมาชิกได้อภิปรายเรื่องนี้มาแล้ว ๑๒ ท่าน ก่อนที่รัฐบาล จะรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการ แต่ว่าถ้ามีท่านสมาชิกข้องใจอยากจะซักถาม ก็อนุญาตครับ ต่อไป พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เสนอชื่อเข้ามา ขอเชิญนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตซักถามรัฐบาลครับ กราบเรียนครับว่าจะเอากันอย่างนี้หรือครับ กฎหมายที่ ผู้ที่เสนอ สมัยนั้นก็คือกลุ่มหรืออดีต อนค. พรรคเดิมครับ อนาคตใหม่ครับ เป็นผู้เสนอครับ ดูรายชื่อก็ได้ครับทั้งหมดนี่ครับมีบางท่านเท่านั้นเองที่อยู่ในญัตติที่เสนอ รัฐบาลจะเอาอย่างนี้ ใช่ไหม ที่จะยกไปเลยเอาไปดูแล้วก็แกล้งไปดู บอกเหตุผลครับว่าเพราะอะไรถึงไม่รับ กฎหมายฉบับนี้ เพราะว่าเป็น อนค. เก่าที่ถูกยุบไปใช่ไหมครับ หรือว่ากฤษฎีกาบอกว่า มันขัดกฎหมายตัวไหน ชี้แจงมาครับต้องชี้แจงมา เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ผมในฐานะ ที่เคยเป็นพนักงานสอบสวนครับ ท่านประธานครับ ผมให้เหตุผลอย่างนี้ครับท่านประธาน นี่คือการที่ออกกฎหมายช่วยผู้บริสุทธิ์ที่มาตรา ๒๙ บอกไว้เลยครับว่า นับว่าเขาเป็น ผู้กระทำผิดไม่ได้ นั่นคือรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดครับ แล้วรัฐบาลเคยทำไหมครับ เจ้าหน้าที่ ของรัฐบาลที่อยู่ในภาครัฐปัจจุบันนี้เคยเอามาตรานี้มาเอื้ออำนวยให้คนยากคนจนไหมครับ มาตรา ๑๐๕/๑ ผมคิดว่ามันเปิดมิติครับ ท่านประธานครับ เปิดมิติให้คนยากคนจน คนยากไร้ คนจน คนบริสุทธิ์ในคดีความเล็กน้อยไม่ได้คดีใหญ่ แล้วที่สำคัญคือ (๘) ของมาตรา ๑๐๕/๑ บอกเลยว่าประธานศาลฎีกาออกได้อีก ออกกฎ ออกระเบียบ ออกประกาศอะไรอีกเยอะแยะ ไปหมด ขณะนี้ประธานศาลสูงสุดท่านก็ออกมาช่วยเหลือเรื่องการปล่อยตัวเยอะแยะมาก คิดดูสิครับ ท่านประธานครับ ถ้ากฎหมายนี้ออกชาวบ้านตาสีตาสาเขียนยื่นคำร้องรับรอง ตนเองครับ อันนั้นก็ตรวจสอบไปครับจะบอกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่า ขัดข้องเพราะคน จะหนี ก็มันเป็นหน้าที่ของตำรวจต้องไปตามจับครับ ไม่ใช่บอกว่าความยุติธรรมคือต้อง อยุติธรรม ไม่ได้ครับ อันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง รัฐบาลต้องตอบครับว่า เพราะเหตุใด ถึงไม่รับกฎหมายนี้ เช็งเอาไปแช่แล้วก็เอากลับมาบอกว่า ไม่รับ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายนี้น่าจะ ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกในสภาอย่างมาก เพราะมันเป็นกฎหมายเพื่อประชาชน ผู้ยากไร้ คนจนคนอัตคัด คนที่ไม่มีเงิน คือความยุติธรรมอย่างนี้ครับ คนหนึ่งมีลังสูง ๆ ยืนมองฟุตบอลก็เห็นแล้ว แต่นี่อีกคนหนึ่งไม่มีความสูง ต้องต่อลัง นี่คือลังนี่ละครับคือ ความยุติธรรมที่สภาแห่งนี้นี้จะต้องไปต่อให้กับคนพวกนี้เพื่อจะยืนดูฟุตบอลในความ ยุติธรรมนั้นได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจนครับว่า อย่าทำแบบนี้กับประชาชน เพราะกฎหมาย ฉบับนี้แค่ ๒ มาตราเท่านั้นครับที่ไปแก้ คือมาตรา ๕ กับมาตรา ๖ ที่แก้กฎหมาย ประมวล วิ. เพื่อประโยชน์ อย่าไปยึดโยงกับอำนาจรัฐมาก ๆ สิครับท่านประธาน ฝากไปทางรัฐบาล เลยว่า เปลี่ยนมุมมองใหม่ครับ นำมาตรา ๒๙ มาบังคับใช้ให้ครบถ้วน เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ท่านเขียนเอง ท่านใช้นโยบายที่มาจากการยึดอำนาจแล้วเปลี่ยนแปลงวิธีการ นี่คือ หัวใจสำคัญครับว่ารัฐบาลต้องตอบ ถึงแม้รัฐบาลนี้จะไม่ใช่รัฐบาลชุดที่เขียนกฎหมายนี้ แต่ท่านต้องบอกว่าทำไมถึงกฎหมายนี้มันไม่ดีหรือครับ มันไม่สามารถโอบรับคนยากคนจน คนที่ทุกข์ คนที่เกิดขึ้นในบริบทของการถูกกดทับด้วยกฎหมาย และมันเป็นความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ ทั้งหมดที่ปรากฏใน ๘ วงเล็บของมาตรา ๑๐๕/๑ มันเป็นการควบคุม พวกอาชญากรที่เกิดจากกฎหมายกำหนดให้เป็นความผิด มาลาอินเซ (Mala in se) เกือบทั้งหมด อยู่แล้ว ยกเว้นมาลา โพรฮิบิตา (Mala Prohibita) บางฉบับเท่านั้นเองที่มีโทษต่ำ ก็ปล่อยไปครับอย่าเอาไปขัง ห้องขังที่ท่านผู้นำเสนออธิบายตัวเลขมันก็เยอะอยู่แล้วครับ กฎหมายปรับเป็นพินัยที่เราผ่านสภาไปนั่นก็เป็นกฎหมายที่ดีเพื่อไม่ให้เอาคนเข้าไปกักขัง นี่ก็เป็นนวัตกรรมอันหนึ่งที่จะทำให้คนไม่ถูกขังในห้องขังแช่เย็นไว้ในสถานีตำรวจ เพราะไม่มี เงินประกัน และไปศาลก็ต้องไปอยู่ใต้ถุนโดยไร้ญาติ โดยขาดผู้ที่จะมาดูแล เขาสามารถใช้สิทธิของเขาครับ ความบริสุทธิ์ของประชาชนที่เปรียบเสมือนสินทรัพย์ที่เขา ติดตัวตั้งแต่เกิดครับท่านประธาน มันสามารถทำให้เขาออกจากเรือนจำหรือจากความผิด ที่เขาถูกกล่าวหาได้ เราควรจะกลับมาใช้มาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญ เป็นความฉลาดที่เขียน แต่คนปฏิบัติต้องนำมาปฏิบัติครับท่านประธาน ผมมีแค่นี้ ขอบคุณครับ🔗
ก่อนที่จะชี้แจงขอเชิญ คุณณัฐวุฒิที่ขออภิปรายอีกท่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทองครับ ผมต้องขออนุญาตใช้เวลาในสภาแห่งนี้ ต้องขอประทานโทษทุกท่านจริง ๆ ครับ ผมไม่ได้อภิปรายในขั้นรับหลักการในวาระที่ ๑ เพราะเห็นว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายและการอภิปรายนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกันครับ ก็คือทิศทางที่เห็นว่า หลักประกันสิทธิและเสรีภาพในการประกันตัวของผู้ถูกกล่าวหาทุกคนนั้นเป็นหลักประกัน สิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่ต้องใช้กฎหมายหรือใด ๆ แต่ใช้หัวใจในการตัดสินก็ย่อมรู้ว่าพวกเขา มีสิทธิที่จะได้รับการประกันตัว แต่อย่างไรก็ตามครับ เมื่อสภาแห่งนี้ลงมติขอเวลา ๖๐ วัน ว่าเราจะทำตามสัญญาให้กลับมาใน ๖๐ วันนั้น พวกผมก็เห็นว่ายอมรับได้ เพราะถ้าท่าน ใช้เวลา ๖๐ วันจริง ๆ ในการศึกษาลงรายละเอียดทั้งหมดและตอบสภาแห่งนี้ถึงเหตุและผล ว่าคณะรัฐมนตรีจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในหลักการก็ต้องเรื่องเป็นเหตุและผลที่สามารถ ฟังขึ้นจริง ๆ ครับ แต่ผมมาอ่านเอกสาร ๒ ฉบับด้วยกัน ก็คือฉบับที่ลงนามโดยเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี ฉบับลงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ท่านอ้างว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ๑. คือรับทราบข้อสังเกต ๒. คือให้ส่งคืนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก่อนรับ หลักการไปยังสภาผู้แทนราษฎรพร้อมแจ้งข้อสังเกตดังกล่าวไป ด้วยความเคารพครับ ผมเจอเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ท่านก็บอกว่านี่เป็นครั้งแรกของสภาที่มีการใช้กระบวนการ แบบนี้ ผมอ่านทั้งหมดแล้วในหน้าแรกก่อน ผมไม่เห็นข้อความใดเลยที่บอกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติไม่เห็นด้วย หรือไม่เห็นชอบที่จะไม่รับหลักการในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อ่านไม่เจอเลยครับ ถ้าเจอต้องขอประทานโทษให้ท่านชี้หน่อยว่าเขียนอยู่ในวรรคใด บรรทัดใด คำที่เท่าใดในบรรทัดนั้น เพราะนี่จะเป็นบรรทัดฐานที่จะนำไปสู่การพิจารณาในร่างฉบับอื่น ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.บ. สรรพสามิต พ.ร.บ. การแก้ไข พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ร.บ. การแก้ไขประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์เรื่องสมรสเท่าเทียมที่กำลังจะรอพิจารณา และผมมั่นใจว่าจะได้รับการ พิจารณาในวันนี้ ผมขอแนวปฏิบัติครับ ส.ส. สมัยแรก แต่อ่านทุกตัวอักษรแล้วไม่พบข้อความ ดังกล่าว ก็ต้องขอความชัดเจนเป็นประการที่ ๑ ครับ🔗
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เอาเอกสารแนบก็ได้ครับ เอกสารแนบที่มา จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลงวันที่ ๑๘ มกราคม ส่งไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งว่ากันว่านั่นคือเอกสารที่พูดกันง่าย ๆ ก็คือว่าจะมีกระบวนการในการขอความเห็นจาก หน่วยงานต่าง ๆ หนังสือฉบับนี้ออกไป ๑๘ มกราคม อ้างถึงหนังสือสำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีต่าง ๆ กันไป แต่ท้ายที่สุดบอกว่าให้แจ้งผลการพิจารณาไปยังสำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีภายใน ๒๑ มกราคม ปี ๒๕๖๕ ประเทศนี้เรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศท่านจะเอากัน ๓ วันจริง ๆ หรือครับ ผมยังไม่ได้ไปเปิดดู ๑๖ ๑๗ ๑๘ มกราคม ๑๙ ก็ได้ครับ รวมถึง ๒๐ ๒๑ มันตรงกับวันใดบ้าง มีวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ไหม มีวันหยุดราชการ มีวันหยุดใด ๆ ต่าง ๆ มีเวิร์ค ฟรอม โฮม (Work from home) หรือไม่ ไม่ทราบ แต่ท่านจะเอากันแบบนี้จริง ๆ ใช่ไหมครับว่าการรับฟัง ความคิดเห็นการถามความคิดเห็นในเรื่องสำคัญขนาดนี้ท่านใช้เวลาแค่ ๔-๕ วัน แล้วพออ่าน เนื้อหารายละเอียดยิ่งรับไม่ได้ใหญ่ครับ ความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีทั้งหมด ๔ หน่วยงาน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด ประเทศนี้มีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ยุติธรรมแค่นี้หรือครับ ปีหน้าก็ไม่ต้องของบประมาณครับหน่วยงานอื่นที่เหลือ แต่ถ้าเขาไม่ได้ รับหนังสือฉบับนี้โทษเขาไม่ได้เลยครับ กระทรวงยุติธรรมอยู่ตรงใดในเอกสารตรงนี้ครับ หรือเพราะถือว่าเป็น ครม. อยู่แล้วไม่ต้องถาม ทีดีอาร์ไอ (TDRI) อยู่ตรงใดในเอกสารฉบับนี้ หรือถือว่านั่นคือเอกชนที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ผมเอ่ยชื่อภาษาอังกฤษผิดต้องขอประทานโทษ ซีซีไอเจ (CCIJ) หรือทีไอซีเจ (TICJ) อยู่ตรงใดในคำถามตรงนี้ครับ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กร อิสระ แล้วมีหน้าที่หนึ่งเขียนว่า ให้มีหน้าที่ในการให้คำแนะนำกับคณะรัฐมนตรีในเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนอยู่ตรงไหนในเอกสารที่ท่านถามไปครับ ไม่ว่ากัน ถามไม่ครบไม่ว่า แต่ ๔ หน่วยงานที่ท่านถามไป ๒ หน่วยงานเขาไม่ได้บอกนะครับว่าเขาแย้ง หน่วยงานแรกก็ คือสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบอกเห็นด้วยทุกประการ เพียงแต่ว่าขอให้ศึกษา รายละเอียดเพิ่มเติมหน่อยได้ไหม มีการศึกษาวิจัยใด ๆ ต่าง ๆ ไหม ซึ่งผมก็ยืนยันว่า มีวิทยานิพนธ์ มีการศึกษาวิจัยเยอะแยะไปหมดในประเทศไทย ให้ผมค้นให้ขอ ๒ นาที ถ้าท่าน ต่อเวลาให้ผม ผมก็ค้นให้ท่านได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติบอกว่าปัญหาของเขา คือการ ติดตามจับกุมผู้ต้องหาเท่านั้นซึ่งเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ เมื่อสักครู่ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ก็พูดชัดว่า อย่าเอาปัญหาในทางปฏิบัติมาใส่แล้วเป็นปัญหานำไปสู่การไม่ใช้ หลักการการเคารพสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหา สำนักงานอัยการยิ่งแล้ว ใหญ่เลยครับ แทนที่จะบอกสำนักงานศาลยุติธรรม ก็ไปอ้างคำแนะนำของประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรอง สำนักงานอัยการยิ่งแล้วใหญ่เลยครับ แทนที่จะให้ความเห็น ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายแห่งรัฐ ท่านไปอ้างข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการเรียกประกัน ปี ๒๕๔๘ ท่านให้ความเห็นในที่ปรึกษาของรัฐสิครับ ในเมื่อท่านเรียกร้องจะเป็นองค์กรอีกองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า องค์กรอัยการ ทำไมท่านไม่ให้ความเห็นในฐานะที่ท่านเป็นอัยการ แต่ท่านไปอ้างของศาล ดุลยภาพของ พี่น้องประชาชนอยู่ตรงใด ๔ หน่วยงานเท่านั้นนะครับ ส่วนสำนักงานกฤษฎีกาท่านอ้าง ข้อกฎหมายเยอะแยะไปหมดครับ แต่ท่านไปตบท้ายย่อหน้าสุดท้ายบอกว่า นอกจากนี้ ข้อบังคับประธานศาลฎีกา พูดง่าย ๆ ก็คือไปเอาว่าประธานศาลฎีกาบอกว่าอย่างไร ผมก็ต้องใช้เวลาถามต่อจริง ๆ เพราะข้อบังคับประธานศาลฎีกาตอนท้ายนี่ เป็นข้อที่ต้องคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ในการให้ประกัน แต่ท่านก็ทราบในความเป็นจริงว่าน้อง ๆ เยาวชน นิสิต นักศึกษา ผู้ต้องหาการเมืองจำนวน มากไม่ได้รับการประกัน เพราะเขาบอกว่ามีแนวโน้มจะกระทำความผิดซ้ำซึ่งก็ไม่ได้ถูกเขียน ในนี้อีก ฉะนั้นภาพรวมทั้งหมด ท่านประธานครับ ผมเรียนถามตามเอกสารทุกประการไม่ได้ พูดนอกเอกสารที่ท่านอ้างมาเลยครับ ถามกันง่าย ๆ ย้ำอีกรอบหนึ่งว่า ๑. คณะรัฐมนตรี เห็นว่าอย่างไรกันแน่ เอา ไม่เอา ชอบ ไม่ชอบ รับ ไม่รับ อยู่ตรงใด หน้าใดในมติคณะรัฐมนตรี กับ ๒. เหตุและผลทั้งหมดที่ท่านอ้างมาจาก ๔ หน่วยงานบวกท่านกฤษฎีกา เพียงพอต่อการ จะตอบว่าการเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานให้กับประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคน ซึ่ง อาจจะรวมถึงเราที่อาจจะโดนหมายจับโดยไม่รู้ตัว โดนหมายเรียกโดยไม่รู้ตัว อยู่ตรงใด ผมคิด ว่าเรื่องนี้พรรคก้าวไกลยืนยันชัดเจนว่าร่างของท่านวิรัช พันธุมะผล คือร่างหลักการครับ เนื้อหา แก้ไขกันครับ แต่หลักการเดียวก็คือทำให้คนยากคนจน คนทุกคนเข้าถึงสิทธิในการประกันตัว ขั้นพื้นฐาน ผมเรียกร้องว่าไม่ว่าคณะรัฐมนตรีจะว่าอย่างไรแต่สภาแห่งนี้มีอำนาจและสามารถ รับหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอเชิญท่านผู้ชี้แจงครับ แล้วก็จะมีสมาชิกอีก ๒ ท่าน ไว้ทีหลังครับ🔗
กราบเรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้ร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องชี้แจงให้ข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ท่านวิรัช พันธุมะผล กับคณะ เป็นผู้เสนอ ซึ่งในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๔ ที่ประชุม ได้เห็นชอบให้คณะรัฐมนตรีรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปพิจารณาก่อนรับหลักการนั้น ต้องกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับร่างพิจารณานั้น ได้มอบหมายให้ทางสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุดมาให้ข้อมูลตามที่ท่านสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้ อภิปรายว่ามีหน่วยงานเพียงเท่านี้ก็เป็นเท่านั้นจริง ๆ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ใน ส่วนของท่านผู้เสนอร่างกฎหมาย คือท่านวิรัช พันธุมะผล นั้น ในฐานะที่ตัวผมเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเฉกเช่นเดียวกันท่านด้วย ด้วยความเคารพจริง ๆ ต้องแสดง ความชื่นชมแทนพี่น้องประชาชนคนไทยที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่พี่น้องประชาชนจะต้องได้รับการประกันตัว ในช่วงที่เขา ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แต่ด้วยเหตุผลหลายสิ่งหลายอย่างที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ นำเสนอต่อไปนั้นก็คงเป็นเหตุเป็นผลว่า สิ่งที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยนั้นได้มีอยู่ในประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาลักษณะ ๕ ในเรื่องของการปล่อยตัวชั่วคราวและข้อบังคับ ของประธานศาลฎีกาที่มีไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งตรงนี้อาจจะประกอบรวมกันในลักษณะ เฉกเช่นเดียวกับท่านที่เป็นห่วงเป็นใยเป็นกังวล แต่ผมขอกราบเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรผู้ทรงเกียรติที่ได้กล่าวถึงว่า รัฐบาลนั้นมีความจริงใจหรือเห็นถึงความทุกข์ของพี่น้อง ประชาชนที่ได้รับผลจากการที่ไม่ได้รับการประกันตัวอย่างไรหรือไม่นั้น ผมก็คิดว่าถ้าหากว่า เราแยกแยะเป็นประเด็นเป็นกรณีด้วยใจเป็นธรรมหรือในส่วนกรณีของการปฏิบัติ อาจจะ มีบ้างในเคส (Case) เหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศของเรา ซึ่งตรงนี้ผมก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ในส่วนของภาคของการยุติธรรมนั้นจะเป็นแพตเทิร์น (Pattern) เดียวกันทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในสังคม แต่ผมเชื่อว่าเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น พยายามอย่างเต็มความสามารถที่จะ ปกป้องสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชนรวมถึงรัฐบาลที่ได้มอบหมายผมมา ด้วยความห่วงใย จริง ๆ แล้วผมกราบเรียนตัวผมเอง ท่านประธานวิป (Whip) ได้พยายาม ที่จะรับร่างของสมาชิกของเราที่เป็น ส.ส. ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ เพื่อไปให้ คณะรัฐมนตรีได้พิจารณานั้น ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ที่จะนำร่างของพวกเราที่เป็นห่วงเป็นใย หรือเป็นข้อปัญหาของประเทศนั้นไปสู่การพิจารณา แต่เรามีหลายหน่วยงานที่เราต้องรับฟัง ในการที่จะเสนอกฎหมายแต่ละฉบับเองก็ดี ตามที่ท่านได้ชี้แจงมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ จึงกราบเรียนท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจและในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คิดเห็น เช่นเดียวกับท่านมีหลายเรื่องที่เราต้องร่วมกันแก้ไข หลายเรื่องที่เราต้องทำในฐานะที่ผมกับ ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องกราบชื่นชมท่านแทนพี่น้องประชาชนจริง ๆ ที่ท่าน เป็นห่วงเป็นใยและนำเสนอกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา แต่โดยเหตุผลดังที่ผมกราบเรียนเบื้องต้น เดี๋ยวคงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อมูลในรายละเอียดเพิ่มเติมที่ทางคณะรัฐมนตรี ได้มีมติ เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ รับทราบข้อสังเกตและผลการพิจารณาตามที่ สำนักงานกฤษฎีกาเสนอและให้ส่งคืนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มายังสภาผู้แทนราษฎร พร้อมแจ้งข้อสังเกตมาเพื่อประกอบการพิจารณา จึงกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพอย่างสูงครับ🔗
ก่อนที่เจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายชี้แจง มีสมาชิก ๓ ท่าน ขออภิปราย ขอเชิญคุณสงวน พงษ์มณี แล้วก็ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และจะเป็นคุณชาดา ไทยเศรษฐ์ ขอเชิญคุณสงวนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูนที่ผมต้องการลุกขึ้นมาแสดงความคิดเห็นในกฎหมายฉบับนี้ เพราะว่าทางสังคมมันมีวิวาทะว่า เมื่อรัฐบาลรับไปพิจารณาความหมายมันคืออะไร อันนี้ วันนี้เราก็เห็นแล้วว่าการรับไปพิจารณามันเกิดจากหลายเรื่องก็แสดงว่ากฎหมายฉบับนี้ โดยเจตนาของผู้ร่างมีเจตนาชัดเจนที่จะช่วยผู้คนในสังคมว่าเราควรมีสิทธิ มีสิทธิของพลเมือง ที่จะประกันตัวเองได้ โดยเหตุผลต่าง ๆ ที่เขียนไว้ ทีนี้เราเห็นกระบวนการของ การรับไปพิจารณา เมื่อไรที่กระแสสังคมเห็นด้วย ก็จะมีกระบวนการแจ้งว่ามันควร จะต้องร่าง มันควรจะต้องรับด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่หน่วยงาน ไม่ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกฤษฎีกา หรือสำนักงานไหนก็ตามที่รัฐบาลร้องขอให้มาดูแล ผมจึงไม่ค่อยอ่านในส่วนนี้ มากนัก เมื่ออ่านดูแล้วก็คือว่าทางรัฐบาลไม่เห็นชอบที่จะให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านสภา ถ้าเป็น อย่างนี้สภาควรจะทำอะไร พี่น้องประชาชนควรจะทำความเข้าใจอย่างไร ท่านประธานครับ สิ่งสำคัญอันหนึ่งประเทศเราปกครองโดยระบบเสียงข้างมาก ในสภาเสียงข้างมากคือ ฝ่ายรัฐบาล การทำหน้าที่ของเราคือเข้ามาในสภาแล้วต้องลงชื่อ เราทำหน้าที่เราแล้ว แต่ตรงนี้ต้องเป็นความรับผิดชอบของเสียงข้างมาก ท่านมีเสียงข้างมากท่านถึงได้ไปบริหาร บ้านเมืองได้ ท่านมีเสียงข้างมากท่านจึงสามารถออกกฎหมายในสภานี้ได้ เพราะฉะนั้น กระบวนการในสภาจึงมีกระบวนการตรวจสอบที่หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ทำไมต้องทำอย่างนี้ ผมยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้อ่านดูแล้วคงไม่ผ่าน เพราะรัฐบาลไม่รับ และ ผมคิดอะไรครับ ผมดูต่อว่าเจตนาของผู้ร่างผมไม่ได้มองเป็นอื่น เพราะท่านอยู่ในกระบวนการ ยุติธรรมมาตลอด เรารู้จักมักคุ้นกัน แล้วก็เคารพในสิทธิความคิดความเห็นของท่านอยู่ ถ้าผม จะไม่เห็นด้วย ผมกลับมองในเรื่องของเทคนิคในการเสนอกฎหมาย ท่านเสนอกฎหมาย ๒ ฉบับในการแก้ไขกฎหมายทั้ง ๒ เรื่อง แต่ท่านเขียนหลักการกว้างเหมือนเสนอกฎหมายใหม่ เลย ถ้าเขียนหลักการอย่างนี้ถ้าผมจะกังวลนะ ก็กังวลว่าเดี๋ยวเข้าไปกว้างอย่างนี้ก็เขียนแก้ได้หมด ทุกเรื่อง เพราะท่านไม่ได้กำหนด ท่านไปอ่านฉบับที่ ๒ เลยครับ ท่านบอกเลยว่าท่านจะแก้ กฎหมายฉบับนี้ เรื่องนี้ในมาตราไหนบ้าง แก้อย่างไร นี่คือหลักการเขียนกฎหมายที่ผมเจอมา ตลอดชีวิตการเป็นผู้แทนที่นี่ในการแก้ไขกฎหมาย ยกตัวอย่างกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งยังอยู่ใน สภาอยู่ แต่มันผ่านสภาเราในชั้นรับหลักการที่ ๑ ไปแล้ว คือกฎหมายว่าด้วยการศึกษา มัน เริ่มต้นจากคณะกรรมาธิการสามัญศึกษา ซึ่งระดมครูทั่วประเทศเราต้องช่วยกันเขียน เสร็จ แล้วเห็นว่ามันเป็นปัญหาอย่างยิ่งในการบริหาร ซึ่งตามคำสั่งที่ ๔๔ ของรัฐบาลมันไปไม่ไหว จริง ๆ ในการบริหารประเทศ ในการบริหารการศึกษาในจังหวัดต่าง ๆ ก็แก้ไขคำสั่งที่ ๑๙ จำ ได้ไหมครับ เริ่มต้นจากตรงนี้ท่านประธาน กับกรรมาธิการทั้งหมดรู้ปั๊บ เอาล่ะเห็นด้วยแล้ว จะทำแล้ว แล้วทางเทคนิคคิดจบแล้วว่าจำเป็นต้องแก้ เหมือนที่ท่านเสนอกฎหมาย นี่คือทาง เทคนิคต้องแก้แล้ว แต่ทางกลยุทธ์จะให้กฎหมายผ่าน ต้องเอาเรื่องนี้ไปคุยกับครูด้วยกันที่ เป็น ส.ส. ในฝ่ายรัฐบาลให้เขาเห็นด้วยกับเราแล้วเขารับกฎหมายนี้ไป เมื่อกฎหมายนี้เป็น ของรัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมากแล้วเราเติมเข้าไป มันก็ผ่านสภาอยู่ดี เพราะเราปกครอง โดยเสียงข้างมาก ถ้าเป็นอย่างนี้ผมกำลังจะบอกสมาชิกพวกเราว่า ต่อไปถ้าเราเห็นด้วย อย่างไรฝ่ายค้านต้องร่วมกันคิดทางเทคนิคว่าแก้อย่างนี้ ๆ เสร็จแล้วตอนเสนออาจจะไปขอ ฝ่ายรัฐบาลช่วยเสนอร่วมกับเราได้ เห็นไหมครับท่าน การอยากยุติกฎหมายมี ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งให้ช้าลงหรือว่าให้ดูแลก่อน เรื่องหนึ่งคือรับไปพิจารณาก่อน ขอรับไปพิจารณา ก็พิจารณาออกไปอย่างนี้ถ้าเห็นด้วย มีกระแสข้างนอกเห็นด้วยมากก็จะเอา ไม่เห็นด้วย เป็นอย่างนี้ ผมคิดว่าคงเป็นกังวลหลายเรื่อง ผมก็แสดงเจตนาชัดเจนว่าผมกังวลที่เขียน หลักการที่ต่างกัน ของท่านเองผมไม่ได้เปรียบเทียบกับคนอื่น ผมเปรียบเทียบกับผู้เสนอเอง ทั้ง ๒ ฉบับนี้ท่านเขียนต่างกัน ผมว่าจุดนี้เป็นจุดอ่อนจุดหนึ่งที่ผมมองเห็น ท่านครับ หลายอันเป็นไปได้ไหมที่เราจะร่วมกันแก้ไขใหม่ และวันนี้ผมยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้รัฐบาล ไม่รับแน่ ผมก็มองว่ากลยุทธ์ในการเสนอกฎหมายต้องเริ่มคุยกันให้หนักกว่านี้แล้วครับ เพราะว่าช่องทางในการเบรก (Break) กฎหมายมีตั้ง ๒-๓ อย่าง ขอบคุณครับท่านประธานครับ แสดงความคิดเห็นเท่านี้ครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ผมก็อาจจะต้องขอโน้มน้าวทางฝ่ายรัฐบาล ทราบว่าท่านคงจะเอาข้อมูลมา จากรัฐบาลและจะไม่รับ จริง ๆ ผู้เสนอแก้กฎหมายเรื่องนี้ ผมคิดว่าเป็นหลักการก่อน คือเขา แก้เพื่อให้กฎหมาย วิ. อาญาไปสอดรับกับรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นใหม่ ในกลุ่มการควบคุม ผู้ต้องหาหรือจำเลย กฎหมายเขาเขียนไม่มีข้อยกเว้นนะ ให้ควบคุมเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกัน ไม่ให้หลบหนี เขาเขียนแค่นี้ครับ แล้วกรณีที่จะมีการประกันตัวเขาบอกว่าต้องพิจารณาและ เรียกหลักทรัพย์จนไม่เกินแก่กรณี และการไม่ให้ประกันท่านทำไม่ได้นะ จะต้องมีกฎหมายไป รองรับ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องของสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ผมไม่แปลกใจเลยว่าถ้าเป็น รัฐบาลก่อนที่จะเป็นรัฐบาลปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเสนอความเห็นลักษณะนี้ผมไม่ แปลกใจ แต่วันนี้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สมดังคำที่เขาว่า วันนี้ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่าย กฎหมายของรัฐบาลถูกบ่มเพาะอยู่ในกลุ่มอำนาจนิยมจนเกินไป ถูกบ่มเพาะในเรื่องการ บังคับสังคมจนเกินไป เราไม่ถูกบ่มเพาะในเรื่องการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ การจับกุมคุม ขังในปัจจุบันเราจะพบว่าแทนที่จะเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม กลับมาเป็นเรื่องของ การข่มขู่ การเอาตัวไว้เพื่อให้คนเข้าไปในห้องขังเพื่อจะมีการต่อรอง เป็นการลงโทษ ทั้งที่ใน กระบวนการยุติธรรมนั้นการลงโทษต้องไปอยู่ในปลายทางของกระบวนการยุติธรรม เราจึงเห็นว่า ถ้าคนเป็นคนไร้อำนาจ เป็นประชาชน หรือเป็นคนที่ด้อยโอกาส จะถูกบังคับใช้ กฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างเข้มงวด อย่างทุกขั้นตอน และการบังคับใช้กฎหมายก็ใช้ ดุลยพินิจจนเกินกว่าเหตุ การเสนอแก้กฎหมายครั้งนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะถ้าเกิดแก้ กฎหมายเราจะมีกระบวนการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ที่ให้อำนาจไปเอาตัวคนมา แล้วก็ใช้ช่วงเวลาที่เป็นคาบเกี่ยวจะไปส่งสู่ศาลเอามาขังเพื่อมาต่อรอง เพื่อจะสุดท้ายลึกไป ถึงขนาดรับสินบนก็มี แล้วสิ่งที่ท่านไปถาม คือท่านไปถามกับคนที่มีอำนาจนิยมทั้งนั้น ผมคิดว่าวันนี้ความล้าหลังการทุจริตคอร์รัปชันของสังคมไทยที่ร้าวลึก ส่วนหนึ่งมาจาก การใช้อำนาจเชิงนิยมครับ ผมขอให้ท่านลองพิจารณาดูให้ดีครับ อันนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุด กับประชาชน แล้วไม่ได้ขออะไรมาก ขอเพียงแค่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเท่านั้นเองครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณชาดา ไทยเศรษฐ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตว่า ในฐานะรองประธานวิป (Whip) ก็ได้พูดกับทางในวิป (Whip) ไปแล้ว แต่อันนี้ก็ขอฝากกับ ท่านรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ ณ ที่นี้ไปถึงส่วนของราชการ ปัญหาข้อกฎหมายที่เอาไปพิจารณา ๖๐ วันนั้นมีปัญหาทุกฉบับ กลับมาก็คือโน (No) แล้วปัญหาก็คือว่าในความเป็นพรรคร่วม รัฐบาล ในการทำงานกลายเป็นว่าเอาคำสั่งของ ครม. หรือตรงนี้มาทุบคนที่เสนอกฎหมาย ในสภา ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอไป ถ้าท่านเห็นว่า ท่านไม่ทันการณ์ท่านก็ขอแนบมา ทำเรื่องประกบมาว่าอะไรที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ผมเรียน ท่านรัฐมนตรีให้ฝากถึงข้าราชการของประเทศไทยทุกคนครับ วันนี้โลกยุคใหม่แล้วครับ ท่านจะนั่งอยู่ที่ทำงาน แล้วเวลาใครจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เกิดจากท่าน ท่านก็โน (No) อย่างเดียว ผมว่ามันไม่ถูกต้อง ท่านต้องมองว่าโลกมันไปไกลแล้วครับ เดี๋ยวยังมีอีกหลายฉบับ การแก้ไขเรื่องของภาษีสรรพสามิต ซึ่งมันมีปัญหามาก ท่านฝ่ายข้าราชการไม่ทำ คนที่ รับผิดชอบอยู่ไม่ทำ แล้วเวลาสภาทำกลับมีปัญหา จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ผมว่าข้าราชการทุกคน ต้องกลับไปพิจารณาตัวเองครับว่า ท่านทำเพื่อประชาชน หรือทำเพื่อใคร หรือทำเพื่ออำนาจ ของท่านอย่างเดียว บางอย่างอาจเหมือนไปลดทอนอำนาจก็เลยไม่ยอม แต่วันนี้โลก มันเปลี่ยนไป ฝากด้วยความเคารพครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายชี้แจงได้ครับ เชิญครับ🔗
ขออนุญาตค่ะท่านประธาน นริศรา แดงไผ่ เป็นผู้แทน จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาค่ะ โดยหลักแล้วในเรื่องของการดำเนินคดีอาญา หลักคือจะต้องมีตัวผู้ถูกดำเนินคดีในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นชั้นสอบสวน ในเรื่องของชั้น ฟ้องร้อง หรือการพิจารณาพิพากษาคดี และชั้นบังคับคดี แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่จำเป็น ต้องควบคุมคุมขัง และสามารถที่จะนำตัวมาดำเนินคดีได้ ก็ให้ปล่อยชั่วคราวได้ ซึ่งในเรื่อง ของการปล่อยชั่วคราวนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้กำหนดไว้ ในลักษณะ ๕ การจับ ขัง จำคุก ค้น ปล่อยชั่วคราว และหมวด ๓ ปล่อยชั่วคราว ได้กำหนด หลักเกณฑ์วิธีการการปล่อยชั่วคราวไว้แล้ว โดยขอพูดถึงหลักการเรื่องของการปล่อยชั่วคราว ตามมาตรา ๑๐๖ มาตรา ๑๐๖ จะกำหนดตัวผู้มีอำนาจปล่อยชั่วคราว และการปล่อย ชั่วคราว ผู้มีอำนาจปล่อยชั่วคราวก็จะได้แก่ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ศาล ซึ่งก็จะ ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยในแต่ละขั้นตอน นอกจากนี้การปล่อยชั่วคราวตาม มาตรา ๑๐๖ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็จะบอกว่า การปล่อย ชั่วคราวมี ๓ กรณีคือ ปล่อยโดยไม่มีประกัน ปล่อยโดยมีประกัน และปล่อยโดยมีประกัน และหลักประกัน อันนี้คือหลักของการปล่อยชั่วคราว🔗
นอกจากนั้นตั้งแต่มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๑๓/๑ ก็จะพูดถึงกระบวนการ ในการปล่อยชั่วคราว โดยมาตรา ๑๐๗ ก็จะบอกในเรื่องของการสั่งปล่อยชั่วคราว เจ้าพนักงาน หรือศาลต้องดำเนินการปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยเร็ว🔗
มาตรา ๑๐๘ วรรคหนึ่ง พูดถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาปล่อยชั่วคราว ตามมาตรา ๑๐๘ (๑) ถึง (๗) ขออนุญาตยกตัวอย่าง มาตรา ๑๐๘ อย่างเช่นเรื่องในการ วินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ต้องพิจารณาถึงความหนักเบาของข้อหา พยานหลักฐาน พฤติการณ์ต่าง ๆ นอกจากนี้มาตรา ๑๐๘ วรรคหนึ่ง ก็จะพูดถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ปล่อยชั่วคราว ซึ่งจะปรากฏตามมาตรา ๑๐๘ (๑) ถึง (๗)🔗
มาตรา ๑๐๘ วรรคสอง จะพูดถึงการกำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวโดยใช้ อีเอ็ม (EM)🔗
มาตรา ๑๐๘/๑ อาจจะพูดถึงการสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะทำได้เมื่อมีเหตุ อันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนี ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ไปก่ออันตรายประการอื่น อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของมาตรา ๑๐๘/๑🔗
มาตรา ๑๐๙ จะพูดถึงจะต้องให้ศาลถามพนักงานสอบสวน อัยการ โจทก์ ว่า จะคัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือไม่นะคะ🔗
มาตรา ๑๑๐ จะพูดถึงการปล่อยชั่วคราวต้องมีประกัน ซึ่งจะมีการปล่อย ชั่วคราวในคดีอัตราโทษจำคุกเกิน ๑๐ ปี และคดีอื่น🔗
มาตรา ๑๑๑ พูดถึงการปล่อยชั่วคราว โดยไม่มีประกัน ซึ่งก็จะให้ผู้ต้องหา หรือจำเลยสาบานปฏิญาณตนว่าจะมาตามนัดหรือหมายเรียก🔗
มาตรา ๑๑๒ จะเป็นการกำหนดเรื่องแบบสัญญาประกัน โดยให้ลงลายมือชื่อ ในสัญญาประกัน🔗
มาตรา ๑๑๓ คือระยะเวลาการปล่อยชั่วคราวในชั้นก่อนฟ้องคดี คือในชั้น ระหว่างการสอบสวนจนถึงชั้นศาล🔗
และมาตรา ๑๑๓/๑ วรรคหนึ่ง ก็พูดถึงหลักประกันในการปล่อยชั่วคราว ต่อเนื่อง และบุคคลในการปล่อยชั่วคราวต่อเนื่อง🔗
อันนี้คือหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งได้เรียนว่าตั้งแต่มาตรา ๑๐๖ พูดถึงผู้มีอำนาจปล่อย และการปล่อยมี ๓ กรณี รวมถึงกรณี ไม่มีประกันด้วย ดังนั้นในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดหลักการปล่อย ชั่วคราวและกระบวนการในการปล่อยชั่วคราวไว้แล้วนะคะ นอกจากนี้ในทางปฏิบัติเองก็จะ มีข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและ เงื่อนไขเกี่ยวกับการเรียกประกัน หลักประกันในการปล่อยชั่วคราว ผู้ต้องหา จำเลย ในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๘ นอกจากนี้ก็จะมีคำแนะนำของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขยาย โอกาส โดยการเข้าถึงสิทธิที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งในรายละเอียดในทาง ปฏิบัติอาจจะให้ทางผู้ปฏิบัติคือทางท่านผู้พิพากษา ท่านอัยการได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ค่ะ อันนี้คือจึงเป็นเหตุผลว่าในการที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าไม่ควรที่จะรับ หลักการในเรื่องนี้ เนื่องจากมีรายละเอียดในเรื่องนี้ครบถ้วนอยู่แล้วในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาและข้อบังคับของประธานศาลฎีกา และคำแนะนำของศาลฎีกาค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ มีหน่วยงาน อื่นที่จะอธิบายเพิ่มเติมมีไหมครับ🔗
ขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ🔗
มีเจ้าหน้าที่ที่จะชี้แจง เพิ่มเติมไหมครับ ไม่มีครับ🔗
ขออนุญาตครับ ติดใจครับ ท่านประธานครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรค ก้าวไกลครับ ที่กฤษฎีกาตัวแทนรัฐบาลตอบนี่ มาตรา ๑๐๖ ถึงมาตรา ๑๐๘ มันเป็นบททั่วไป ที่ใช้กับกฎหมายทั้งฉบับ ทั้งความผิด แต่กฎหมายฉบับนี้ มันเป็นกฎหมายที่ ผมถามกลับไป ครับว่า ไม่มีหลักประกันนะเคยสั่งไว้เท่าไรครับ ในชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการ ชั้นศาล มีตัวเลขไหมครับ ผมว่าไม่เคยมีหรอกครับ พนักงานสอบสวนนี่กล้าปล่อยตัวไหมครับ โดยเห็นเป็นตาสี ตาสานี่ ผมว่าไม่มีใครทำเลย เพราะกลัวติดคุก อัยการหรือครับ เดี๋ยวยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณาเองแล้วกัน ถึงศาลเลยครับ ถูกกดทับบ้าง หรือถูกคำสั่งมาบ้าง อย่างเด็ก ๆ นี่ครับ ทำไมเด็ก ๆ ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย โดยเฉพาะบางประเด็นเป็นคดีความผิด ที่ผิดกฎหมายคนละฉบับด้วย ก็ไม่ปล่อย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันขัดกฎหมาย เป็นการบิดเบือน กฎหมายก็ไม่ปล่อย ทำไมไม่ทำอย่างนั้นละครับ นี่คือสิ่งที่ผมถามว่ากฤษฎีกาเอาคำตอบทั่ว ๆ ไปมาตอบ ไม่ได้ครับ นั่นมันเป็นมาตรา ๑๐๖ ถึงมาตรา ๑๐๘ ใคร ๆ ก็รู้ครับ เพราะมันเป็น หนึ่งในนั้น แต่ไม่ทำ นี่คือกฎหมายที่มีไว้แล้วไม่ทำอย่างไรครับ ท่านประธาน ถึงจะต้องออก กฎหมายโดยเฉพาะ เพื่ออะไร เพื่อให้ชาวบ้านที่ทุกข์ยาก ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ได้รับกฎหมายฉบับนี้ เราเดิมพรรคอนาคตใหม่ เราเห็นอันนี้คือปัจจัยสำคัญ เราถึงเสนอครับ ขณะนี้เรามาเป็น ก้าวไกลแล้ว เราก็ยังสนับสนุนครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
คุณณัฐวุฒิรักษาเวลาด้วย คุณณัฐวุฒิครับ🔗
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมถามเรื่องเดียวครับ เข้าใจว่า เดี๋ยวท่านอัยการหรือท่านผู้พิพากษาก็คงตอบ ประเด็นที่ผมถามไว้และยังไม่ได้รับคำตอบจาก กฤษฎีกาก็คือตัวข้อบังคับประธานศาลฎีกา ในปี ๒๕๔๘ ท่านอ้างเหตุผลร้อยแปดพันประการนี้ เรื่องของความร้ายแรงข้อหาสาเหตุพฤติกรรมใด ๆ ต่าง ๆ อันนี้จะมีผลต่อการลงมติ ประกอบการตัดสินใจของผมครับ กรณีพี่น้องนักศึกษา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง นักต่อสู้ ต่าง ๆ ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และท่านไม่ให้ประกันตัวโดยสั่งไว้ในสำนวนเลย ใช้คำว่า กลัวว่าผู้ต้องหาจะไปกระทำความผิดซ้ำ คำนั้นมีอยู่ในข้อบังคับนี้ไหมครับ ถ้าคำนั้นมี ผมก็จะ ได้ถือว่าโอเค (OK) มันมีอยู่นะ เข้าใจ วันนี้ยังไม่รับก็ได้ แต่ถ้าคำนั้นไม่มี ผมก็ยิ่งต้องเรียกร้อง ต่อพี่น้องประชาชน ต่อผู้แทนราษฎร ให้ลงมติรับหลักการ เพราะนี่จะเป็นการรื้อแล้วแก้ไขสิ่ง ใหม่ที่ท่านได้เคยสั่งไปเกินกับข้อบังคับ และไม่อยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา ก็ขอสั้น ๆ แบบนี้ครับ เอาชัด ๆ ตอบให้ชัด ๆ ประกอบการตัดสินใจในการรับ หรือไม่รับหลักการในวันนี้ครับ🔗
เชิญเลยครับ ถ้าประสงค์ จะตอบเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ที่ประชุมทุกท่าน ผม ปกรณ์ ยิ่งวรการ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำสำนักประธานศาลฎีกา ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ขออนุญาตชี้แจงอย่างนี้ว่า ในส่วนของการปล่อยชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้นต้องเรียนว่า ได้มีการแก้ไขมาโดยตลอด เพื่อลดการใช้หลักประกัน นั่นก็เลยเป็นที่มาของคำแนะนำของ ท่านประธานศาลฎีกาที่พยายามจะลดการใช้หลักประกันลง ซึ่งที่ผ่านมานี้ศาลก็ได้ใช้ มาตรการอื่น ๆ มาแทนการใช้หลักประกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการประเมินความเสี่ยง เพื่อดูว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะมีความเสี่ยงในการหลบหนีหรือไม่ แล้วก็มีการนำกำไล อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ หรืออีเอ็ม (EM) เพื่อลดการใช้หลักทรัพย์ หรือแม้แต่กระทั่งปัจจุบัน ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติมาตรการกำกับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราว ประมาณ ปี ๒๕๖๐ โดยใช้บุคคลเข้ามาคอยกำกับดูแลผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ซึ่งทั้ง ๓ ประการที่กล่าวมานี้ ไม่ได้มีการใช้หลักประกันหรือหลักทรัพย์เลย โดยเป็นการ ปล่อยตัวไปโดยใช้มาตรการอื่น ๆ ดังนั้นในทางปฏิบัติแล้วก็จึงมีการใช้มาตรการอื่น ๆ โดยลด การใช้หลักทรัพย์อยู่แล้ว ดังนั้นในเรื่องนี้จึงต้องเรียนว่าในทางปฏิบัติไม่ได้มีการใช้หลักทรัพย์ อยู่แล้ว ซึ่งก็อาจจะตรงกับความต้องการ แล้วก็ความห่วงใยของท่านสมาชิกทุกท่าน ในส่วน ของตามร่างนี้เอง ทางสำนักงานศาลยุติธรรมก็ได้มีข้อสังเกตไป เนื่องจากว่าร่างนี้ก็ยังเขียนใน ลักษณะว่าถ้าเป็นคดีที่เป็นข้อยกเว้น ก็อาจจะยังต้องเรียกหลักทรัพย์อยู่ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว คดีที่มีอัตราโทษสูงเกิน ๑๐ ปี ศาลจะเรียกหลักประกันหรือไม่ก็ได้ นั่นหมายความว่าไม่เรียกก็ได้ หรือในการใช้หลักประกันนั้นทางศาลยุติธรรมก็ยังมีมาตรการอื่น ๆ อย่างที่ได้เรียนไปแล้ว ดังนั้น ก็เลยคิดว่าในส่วนของหลักทรัพย์ ศาลยุติธรรมจึงไม่ได้เห็นความสำคัญกับตรงนี้อีกแล้ว จึงลด การใช้ลง ดังนั้นร่างตรงนี้ที่เสนอขึ้นมาก็เลยอาจจะไม่มีความจำเป็น เนื่องจากว่าทางปฏิบัติได้มี การใช้วิธีการอื่น ๆ ไปแล้ว ส่วนในการสั่งปล่อยชั่วคราว อย่างไรก็ตามทางศาลยุติธรรมได้ใช้ ดุลพินิจในการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอยู่แล้ว ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรี จะชี้แจงอะไรเพิ่มเติมไหมครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ถ้าไม่มี ท่านวิรัชในฐานะผู้เสนอ ก่อนจะลงมติ ท่านมีสิทธิที่จะสรุปครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย แบบบัญชีรายชื่อ ก่อนอื่นผมขอกราบขอบพระคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสภานี้มีจิตใจความเป็นประชาธิปไตยรักประชาชน นี่เป็นกฎหมายฉบับแรกครับ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอเพื่อประโยชน์ประชาชน และได้รับความสนับสนุนจาก ประชาชนที่เลือก ส.ส. เข้ามาทุกคน เป็นการรักษาซึ่งอิสรภาพ เสรีภาพของประชาชน เพื่อไม่ให้ถูกคุมขัง กระผมขอขอบพระคุณในเจตนารมณ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในที่นี้ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ก็เป็นการสรุปสำหรับ ผู้เสนอหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ต่อไปก็ต้องขอที่ประชุม ได้ลงมติว่าจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ให้เวลาสมาชิกเข้ามา แสดงตน ครับ🔗
สมาชิกเข้ามาแล้วก็กรุณา กดบัตรแสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี หมายเลข ๑๒๓ ขอแสดงตนครับ🔗
เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ บุญเรือง ๒๑๔ ขอแสดงตนครับ🔗
ครับผม พร้อมขอปิด การแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๓๖๕ คน ครบองค์ประชุมครับ องค์ประชุมคือ ๒๓๗ ครับ ๓๖๕ บวก ๒ เป็น ๓๖๗ คนครับ🔗
ต่อไปขอถามติที่ประชุมว่า จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผู้ใดเห็นควรรับหลักการกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรว่าไม่ควรรับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี หมายเลข ๑๒๓ ไม่รับหลักการครับ🔗
เจ้าหน้าที่บันทึกด้วย ท่านสมาชิกพร้อม ปิดการลงมติครับ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ๓๐๑ เห็นด้วยค่ะ🔗
ผมคิดว่าหลังจาก ผมปิดแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะบันทึกไว้ให้ครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๘๑ คน เห็นด้วย ๑๔๕ ท่าน บวก ๑ ท่าน คือ ๑๔๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๓๐ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๒๓๑ ท่าน งดออกเสียง ๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีครับ มติที่ประชุมไม่เห็นด้วย ไม่รับหลักการครับ🔗
ขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่มา ชี้แจง ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับต่อไปจะเป็น เรื่องด่วนที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติ อนุญาโตตุลาการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายวิรัช พันธุมะผล กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ซึ่งคณะรัฐมนตรีขอรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการ และส่งคืนสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา🔗
โดยเรื่องนี้ในการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๑๙ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันพุธ ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติให้คณะรัฐมนตรีรับร่างพระราชบัญญัติฉบับ ดังกล่าวไปพิจารณาก่อนรับหลักการ โดยรอการพิจารณาไว้ภายใน ๖๐ วัน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๘ นั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ รับทราบข้อสังเกตและผล การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังไม่มีความชัดเจนและสอดคล้องกับหลักการอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ แนวทางปฏิบัติสากลและอนุสัญญา ระหว่างประเทศ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอกฎหมายเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ และให้ส่งคืนร่างพระราชบัญญัติพร้อมข้อสังเกตมาเพื่อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระที่ ๑ ต่อไป ดังนั้นในวันนี้ท่านเจ้าของร่าง ก็จะต้องเสนอหลักการและเหตุผลต่อไป ในครั้งที่แล้วเรามีผู้อภิปรายไปแล้ว ๖ ท่าน เพราะฉะนั้นวันนี้ผู้ที่อภิปรายไปแล้วก็ไม่ควรจะซ้ำ ในโอกาสนี้เพื่อพวกเราจะได้รับการ ตอบคำถามในกรณีที่เราสอบถาม ในเรื่องด่วนนี้รัฐมนตรีได้ขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามา นายวรวงศ์ อัจฉราวงศ์ชัย ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา นายธานิต วงศาโรจน์ อัยการจังหวัดประจำสำนักอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด รายชื่อเพิ่มเติมนายถนัดกิจ นิวาทวงษ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กระทรวงพาณิชย์ ๒. นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ผู้อำนวยการสถาบัน อนุญาโตตุลาการ ๓. นางสาวธัญญรัตน์ มังคลรังสี ผู้อำนวยการกองพัฒนางานกฎหมาย ระหว่างประเทศ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย อีก ๒ ท่านได้เอ่ยชื่อไปแล้ว นายวรวงศ์ และ นายธานิต ขอเชิญทั้ง ๕ ท่านเข้ามา เชิญได้ครับ🔗
ท่านเจ้าของกฎหมาย ท่านวิรัชท่านเสนอหลักการเหตุผลได้ครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้การสนับสนุน การแก้ไขวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นการแสดงถึงธาตุแท้ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนสามารถดูได้ว่าพรรคไหนไม่ให้การสนับสนุนให้เสรีภาพประชาชน ดูได้จากรายงาน การประชุมของสภาครับ ตอนนี้เข้าพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการแล้วครับ🔗
ท่านวิรัชครับ🔗
ผมกำลังจะเข้าแล้วครับ ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
อย่าไปพูดอะไรที่ให้ร้าย ต่อสมาชิก เป็นสิทธิของเขาครับ🔗
ผมไม่ได้ว่าอะไรครับ ให้ประชาชนดูได้ครับ🔗
แต่ว่าพูดไปแล้วนะครับ ผมขอร้อง ผมไม่ให้ถอนหรอก แต่ผมขอบันทึกคำพูดผมไว้ด้วยว่า ไม่ควรจะพูดอย่างนี้🔗
ขอบคุณครับ ขอโทษครับ กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย เพื่อชาติ เพื่อประชาชน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไข พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ ก่อนอื่นผมจะเรียนว่าทำไมผมเกิดความคิดขึ้นมาว่า จะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ ผมขออนุญาตอธิบายให้พี่น้องประชาชน ผ่านท่านสภาผู้แทนราษฎรว่า ในการตั้งกรรมการอนุญาโตตุลาการเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นมา โจทก์ฝ่ายหนึ่ง จำเลยฝ่ายหนึ่งจะตั้งคนของตนเองขึ้นมา ๑ คน เพื่อร่วมกันเป็น อนุญาโตตุลาการ และ ๒ คนนี้ก็จะตั้งอีกคนหนึ่งเป็นอนุญาโตตุลาการคือ จะประกอบด้วย อนุญาโตตุลาการ ๓ คน นี่เป็นเรื่องปกติ แต่อาจจะมีในกรณีอื่นผมไม่ยกมา จะตั้ง ๑ คน ๔ คน ๕ คน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่โดยปกติแล้วจะตั้งอนุญาโตตุลาการรวม ๓ คน คือฝ่ายโจทก์ ข้างหนึ่ง ฝ่ายจำเลยข้างหนึ่ง และฝ่ายเป็นกลางข้างหนึ่ง ทีนี้ทำไมผมถึงมาแก้ไขกฎหมาย ตัวนี้ครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตมีประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งลงนามโดยนายศราวุธ เบญจกุล ได้ประกาศว่าด้วยอัตราค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ทุนทรัพย์ไม่เกิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ ๑๕๐,๐๐๐ บาทต่อคน ตั้งแต่ ๒,๕๐๐,๐๐๐-๑๒,๐๐๐,๐๐๐ ๑๕๐,๐๐๐ คูณด้วย ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ของส่วนที่เกิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท สูงสุดไม่เกิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท นี่คือ ขออนุญาตครับผมไม่ได้ไปให้ทางโสตทัศนูปกรณ์ถ่ายให้ดูเพราะว่ากะทันหัน และผมยืนยันว่า เป็นเอกสารที่แท้จริงลงนามโดยนายศราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เพราะว่าไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมีท่าน ส.ส. เคยท้วงถามว่าผมเอามาจากไหน ผมไม่ได้เขียนเองเขา ถ่ายมาให้ผมครับ ทีนี้ต่อไป ทำไมจึงมาคัดค้าน ท่านครับ โจทก์ฝ่ายหนึ่ง จำเลยฝ่ายหนึ่งถ้าเป็นบุคคลเอกชนต่อเอกชนผมไม่ได้สนใจครับ เพราะเป็นเรื่องของการรักษาประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ทีนี้ในกรณีที่รัฐกับเอกชนเป็นคู่สัญญา ท่านลองคิดดูสิครับ รัฐตั้งคนหนึ่ง เอกชนตั้งคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง ๒ คนตั้ง ท่านทั้งสาม ไม่ได้เป็นข้าราชการตุลาการ เป็นอดีตข้าราชการ เป็นอดีตใครก็ไม่รู้ที่สำนักงานสถาบัน อนุญาโตตุลาการได้รับขึ้นทะเบียนเป็นอนุญาโตตุลาการ ๓ คนนี้ท่านลองคิดดูสิครับว่า รัฐจะเอาเงินที่ไหนไปละครับ ที่จะไปบอกว่าคุณช่วยอีกฝ่ายหนึ่งนะครับ แต่เอกชนที่เป็น คู่กรณีกับรัฐย่อมได้เปรียบตลอดเวลา สามารถที่จะมีการล็อบบี้ยิสต์ (Lobbyist) หรือจะทำ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้คดีที่รัฐเป็นคู่กรณีแพ้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่นกรณีทางด่วน ตรงบางนา-ตราด อนุญาโตตุลาการตัดสินให้รัฐแพ้ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นตัวอย่าง ที่ ๑ ครับ แต่ต่อมาคดีนี้ทำไมผมถึงแก้ เดี๋ยวผมอ่านกฎหมายก่อน มาตรา ๔๐ เขาเขียนไว้ อย่างนี้ครับ ขออนุญาตอ่าน เพราะถ้าไม่อ่านนี่ก็คงไม่รู้จะพูดอย่างไรมันยาวมากครับ มาตรา ๔๐ บอกว่า การคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจกระทำได้โดยขอให้ศาลที่มี เขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดตามที่บัญญัติในมาตรานี้ ผมเอาสั้น ๆ นะครับ ให้ศาลเพิกถอน คำชี้ขาดในกรณีดังต่อไปนี้ ๑. คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดสามารถพิสูจน์ได้ว่า คู่สัญญาตามสัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บกพร่องในความสามารถตาม กฎหมายที่ใช้บังคับแก่คู่สัญญาฝ่ายนั้น ๑. เรื่องความสามารถ ๒. สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่ มีผลผูกพันตามกฎหมายแห่งประเทศที่คู่พิพาทได้ตกลงกันหรือตามกฎหมายไทยในกรณีที่ ไม่มีข้อตกลงดังกล่าว ๓. ไม่เคยแจ้งให้ผู้พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดรู้ล่วงหน้า โดยชอบถึงการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ หรือการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ หรือบุคคลดังกล่าวไม่สามารถเข้าต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการได้เพราะเหตุประการอื่น ง. คำชี้ขาดข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำวินิจฉัย จ. องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการมิได้ เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงไว้ เมื่อมีปรากฏต่อศาลว่าคำชี้ขาดนั้นเกี่ยวกับข้อพิพาทไม่ สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการ หรือการยอมรับ หรือบังคับตามคำชี้ขาดเป็นการ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน นี่คือกฎหมายเก่าครับ กฎหมาย เขียนไว้ว่า เมื่ออนุญาโตตุลาการตัดสินแล้วการจะอุทธรณ์ต่อศาลต้องเป็นกรณีอยู่ตรงนี้ครับ ไม่ได้เขียนเลยว่าศาลสามารถที่จะเข้าไปดูในข้อเท็จจริง คือผมขออธิบายต่อไป อนุญาโตตุลาการที่ตั้งขึ้นมาเขาก็จะเอาข้อเท็จจริงจากฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจำเลย ลักษณะคล้าย ๆ กับเป็นการไต่สวน ไม่ใช่การพิจารณาเหมือนวิธีพิจารณาความในศาลแพ่งในคดีแพ่งทั่วไป เพราะฉะนั้นการรวบรวมเอกสารก็อยู่ที่อนุญาโตตุลาการที่จะรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อ กฎหมาย เมื่อตัดสินไปแล้วในมาตรา ๔๐ จะอุทธรณ์ต่อศาลได้เฉพาะในกรณีเล็ก ๆ กรณีที่ ผมอ่านนิดเดียวครับ ไม่สามารถอธิบายว่าข้อเท็จจริงที่อนุญาโตตุลาการฟังมาถูกหรือไม่ถูก อย่างไร ผิดหรือไม่ หรือคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงอย่างไร นอกจากนี้แล้วศาลก็ไม่ สามารถจะชี้ปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดตามข้อเท็จจริงที่ อนุญาโตตุลาการหรือว่าจะพิสูจน์ทีหลังได้ว่าผิดกฎหมายหรือผิดถูกหรืออย่างไร จะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชดใช้ นี่คือเหตุผลที่ทำไมไปจำกัดอำนาจศาลของเรา ซึ่งประเทศไทยเรา มีอำนาจอธิปไตย ทีนี้ท่านบอกว่า ทำไมคุณวิรัชไม่ไปอ่านหรือ นิวยอร์ก คอนเวนชัน (New York Convention) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ ที่ผมถืออยู่ ผมไม่ได้ถ่ายเพราะคราวที่แล้วผม ถ่ายมาทีหนึ่งแล้ว ส่งให้ท่านดูแล้ว ประกาศประเทศไทยเข้าเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วย การยอมรับ นับถือ และใช้บังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ไม่ใช่ประเทศไทย อ่านดี ๆ ท่านทั้งหลายที่จะโต้แย้งกับผมท่านอ่านก่อนว่าเป็นเรื่องต่างประเทศ เป็นกรณี ที่เป็นข้อพิพาทที่ไปพิพาทในต่างประเทศ พิจารณาในต่างประเทศ แต่ไม่ได้หมายถึงว่าใน ประเทศไทย และถ้าท่านจะให้ผมอ่าน ผมอุตส่าห์ให้กระทรวงการต่างประเทศครับ ทำแปล ชั่วคราวของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับ และการใช้บังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ต่างประเทศ ซึ่งที่ประชุมได้รับในการประชุมครั้งที่ ๒๔ ทั้งหมดมี ๑๖ ข้อ ในนี้ถ้าท่านไม่เชื่อผม เอาจากผมไปได้ ไม่มีการจำกัดอำนาจศาล ไม่ได้จำกัดว่าศาลในประเทศนั้น ถ้าเกิดใน ประเทศไทย ศาลไทยมีอำนาจอย่างไร ผมยืนยันได้ ผมอ่านทุกคำไม่มีครับ ถ้าท่านไม่เชื่อผม ท่านมาอ่าน ใครอ้างอันนี้ให้มาอ่านว่ามีที่ไหนบ้าง และผมยืนยันว่าผมมีหลักฐานว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการที่เราใช้อยู่ปัจจุบัน ที่เราใช้อยู่คือ พระราชบัญญัติ อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มีการแก้ไขมาแล้ว ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๒ คือใน พระราชบัญญัติตัวนี้เราก็มีการแก้ไขหลายครั้งมาหลายครั้ง ทีนี้ด้วยเหตุผลดังกล่าว นิวยอร์ก คอนเวนชัน (New York Convention) หรือเมื่อสักครู่ผมอ่านภาษาไทยยาว ๆ ประกาศ อนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ต่างประเทศ เป็นเรื่องต่างประเทศนะครับ ผมยืนยันว่าต่างประเทศเพราะมันเป็นภาษาไทย ว่าต่างประเทศ และในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการที่ใช้อยู่ปัจจุบันก็มีการแก้ไขมาแล้ว ไม่ได้ห้ามครับ สนธิสัญญานั้นไม่ได้ห้ามให้มีการแก้ไข พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ ทีนี้ เรื่องที่ผมจะยกตัวอย่าง ทำไมผมเกิดความนึกคิดขึ้นมาตั้งแต่ขออนุญาตกล่าวอ้างถึง ตอนผม อยู่พรรคอนาคตใหม่ และอยู่พรรคภูมิใจไทย ผมได้รับความเห็นชอบจากท่านสมาชิก พรรคอนาคตใหม่ และต่อมาได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ร่วมกันลงชื่อครั้งแรกโดยพรรคอนาคตใหม่ ครั้งที่ ๒ โดยพรรคภูมิใจไทย ลงชื่อสนับสนุนให้ ผมเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการที่ผมขอแก้ ผมอ่านให้ฟังครับ ผมแก้เพิ่มเติม ในมาตรา ๔๐/๑ ก่อนที่ผมจะอ่านผมจะบอกว่า ทั้งคดีที่ ๑ ผมยกตัวอย่างที่บางนา-ตราด ที่อนุญาโตตุลาการตัดสินให้รัฐบาลไทยจ่ายถึง ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่ศาลฎีกาท่านได้ กรุณาประเทศไทยมากครับ ผมไม่ขอเอ่ยชื่อประธานศาลฎีกาตอนนั้น ซึ่งผมรู้จักกัน ท่านได้ กรุณาตัดสินว่า เจ้าหน้าที่ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยและอนุญาโตตุลาการมี พฤติกรรมไม่สุจริต จึงพิพากษายกฟ้องยกเลิกคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ นี่เป็นเรื่อง ที่เห็นใหญ่ ๆ🔗
เรื่องที่ ๒ ที่ท่านพี่น้องประชาชน รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านเห็น อยู่ครับ เรื่องกรณีคลองด่าน กรณีคลองด่านเหมือนกันครับ ถูกอนุญาโตตุลาการบังคับให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมชดใช้หมื่นล้านครับ แต่ด้วยความสามารถของนิติกรของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เอาเรื่องเข้าสู่ศาลปกครองครับ ศาลปกครองกลางได้ พิพากษาให้ยกเลิกคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ปกครองกลาง นี่คือผลงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านวราวุธ ถือว่ายอดเยี่ยม แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นใครเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม คดีที่ ๓ เห็นชัด ๆ โฮปเวลล์ (Hopewell) ท่านเห็นเสาที่โด่เด่ไหมครับ เสาที่โด่เด่ อยู่ทั้งหลาย อนุญาโตตุลาการเขาตัดสินว่าให้ประเทศไทยใช้หมื่นล้าน ท่านนึกภาพไหมครับ โฮปเวลล์ (Hopewell) ตั้งแต่สมัยไหนท่านรู้ไหมครับ ขอเอ่ยชื่อ ตั้งแต่สมัยท่านมนตรี พงษ์พานิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสมัยโน้น ตั้งแต่ผมยังเด็ก ๆ อยู่ ผมนี้ ๘๐ ปีแล้วครับ จนบัดนี้ศาลเพิ่งตัดสินเมื่อปีที่แล้วว่า ให้รัฐบาลไทยจ่ายหมื่นล้าน โอ้โหผมเขาทรุดเลยครับ ผมเป็นประชาชนคนหนึ่ง หมื่นล้านนี้ผม ๑ คน ผมต้องเสียภาษีเท่าไรเอา ๖๖ ล้านหารเข้าไป สิครับ ทุกคนเป็นหนี้หมดละครับ เป็นหนี้โฮปเวลล์ (Hopewell) หมด ทั้ง ๆ ที่เราเห็นเสาโด่ เด่อยู่อย่างนั้น แล้วศาลปกครองชั้นต้นตอนนี้ท่านยังให้เราชนะหรือแพ้ผมก็ไม่รู้ครับ มีการ อุทธรณ์ไปที่ศาลปกครองอยู่ครับ คดียังอยู่ระหว่างที่เราอาจจะต้องชดใช้กรรมที่ อนุญาโตตุลาการทั้งหลายที่ตัดสินไว้ นี่ นี่คดีใหญ่ ๆ ๓ เรื่อง ที่รัฐต้องยอมรับใน อนุญาโตตุลาการ แต่เรายังมีอีก ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือศาลฎีกาช่วยเราแล้ว ยังอีก ๒ เรื่องยัง อยู่ระหว่างศาลปกครองที่จะพิจารณาสูงสุด ที่จะพิจารณาต่อไป นี่ละครับ ด้วยเหตุผล ดังกล่าวผมจึงเสนอให้มีมาตรา ๔๐/๑ ผมขออ่านให้ฟัง ว่าการคัดค้านคำชี้ขาดของคณะ อนุญาโตตุลาการในคดีข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชน ผมเอาเฉพาะคดี ระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนครับ ผมไม่ยุ่งเอกชนต่อเอกชนนะครับ เพราะผมเชื่อว่า ประเทศไทยเราไม่จำเป็นต้องง้อต่างประเทศมาลงทุนในกิจการสาธารณูปโภคแล้วครับ เราแข็งแรงพอแล้วครับ ถ้าอยากจะมาลงทุนในประเทศไทยก็ต้องยอมรับในกฎหมายของเรา อ่านต่อนะครับ ในคดีข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชน ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจ ศาลปกครอง คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ นั้นได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่มีเขตอำนาจภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ได้รับ สำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ วรรคสอง ในการพิจารณาคำขอให้เพิกถอนคำชี้ขาด ตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลปกครองมีอำนาจไต่สวน ผมอ่านช้า ๆ ศาลปกครองมีอำนาจไต่สวน พิจารณาพิพากษาได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดีพิพาท โดยไม่ต้องคำนึงถึง ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการได้ นี่แนวคิดอย่างเดียว ป.ป.ช. กฎหมาย ป.ป.ช. ก็เขียนอย่างนี้คล้าย ๆ กันว่า คำวินิจฉัยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายของ ป.ป.ช. คณะกรรมการสอบสวนวินัยข้าราชการทั่วไปไม่สามารถที่จะไปโต้แย้งได้ ต้องถือเอา คำวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของ ป.ป.ช. เป็นหลักในการวินิจฉัยการลงโทษ ข้าราชการ นี่ในแนวเดียวกันครับ เราเปิดโอกาสให้อำนาจอธิปไตยแก่ศาลของเรา ในหลวง ร. ๕ ท่านได้ทรงปลดปล่อยอำนาจอธิปไตยของไทยเรา ให้ศาลไทยมีอำนาจอธิปไตย แต่เรา ทำไมเอากฎหมายอนุญาโตตุลาการมาผูกขาเราไว้ ผูกศาลให้มีอำนาจแค่นิดเดียว ทีนี้เมื่อผมเสนอร่างพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ ผมพูดไว้แต่ทีแรก ผมเสนอตอนที่ผมยัง อยู่พรรคอนาคตใหม่ ต่อมาผมมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ตอนอยู่พรรคอนาคตใหม่ท่านก็ได้ ให้ความเห็นชอบลงนามกับผมมา ต่อมาผมมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ท่านสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก็ได้ให้ความเห็นชอบผมเพื่อสนับสนุนลงชื่อครบใหม่อีก ๒๕ คนใหม่ เพื่อเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรครับ และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๗ ได้เขียน เอาไว้ว่าในการร่างกฎหมายนั้นให้ฟังความเห็นของประชาชน ให้รับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนผมอ่านให้ฟัง สุดท้ายที่เขียนไว้ว่า ประโยชน์ที่ประชาชนและสังคมจะได้รับ เมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อคดีพิพาทระหว่างหน่วยงาน ของรัฐและภาคเอกชนที่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง เป็นการเปิดโอกาสให้คู่พิพาทสามารถ ร้องคัดค้านคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีปกครองได้ โดยให้ความเป็นอิสระ ต่อศาลปกครองสูงสุดในการพิจารณาไต่สวนเพื่อมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของ อนุญาโตตุลาการได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงและ ข้อกฎหมายในชั้นอนุญาโตตุลาการ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ข้อพิพาทสามารถร้องขอให้ศาล ปกครองสูงสุดพิจารณาพิพากษาที่ไม่ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ได้ด้วย นี่คือเหตุผล ทำไมผมเสนอ จากข้อเท็จจริงที่ผมจำเป็นต้องเสนอ ข้อกฎหมายที่ผมเสนอแล้วขัดกับ สนธิสัญญาว่าด้วยการยอมรับหรือไม่ ไม่ผิดครับ ผมยืนยันว่าไม่ผิด ถ้าท่านผู้ใดว่าผิดท่านช่วย อ่านตัวนี้ก่อนก่อนจะพูดนะครับ ก่อนจะพูดนี้แม้แต่ผู้ชี้แจงจากกฤษฎีกาก็ตาม ขอให้อ่าน ตัวนี้ก่อนและถ้าบอกตัวไหนมีผมก็ยอมรับ ผมยอมรับผิดถ้ามี ไม่มีเลยครับ ที่ไหนบอกว่า ที่จะไม่ให้แก้ไขอำนาจพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการหรือจำกัดอำนาจของศาลไทย แต่ผมไม่ได้ตัดสิทธิ เบื้องต้นจะเสนอต่ออนุญาโตตุลาการก่อน แต่ศาลย่อมมีอำนาจที่จะ พิจารณาพิพากษาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนผู้เสียภาษี พรรคภูมิใจไทยเรายืนหยัดที่จะรักษาผลประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชน ขออนุญาตรวมถึงพรรคอนาคตใหม่ของผมด้วย เรายืนหยัดที่เราจะรักษาไว้ซึ่ง ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนผู้เสียภาษีไม่ให้ตกเป็นทาสของคำชี้ขาดที่เกิดจากการ ไม่สามารถควบคุมได้ของอนุญาโตตุลาการ ผมจึงขอเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ อนุญาโตตุลาการ เพื่อเพิ่มเติมให้ศาลไทยมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายกราบขอบพระคุณครับ🔗
ก่อนที่ฝ่ายกฎหมายจะ ชี้แจงท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงอะไรไหม เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้ร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทำการชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ท่านวิรัช พันธุมะผล กับคณะ เป็นผู้เสนอ ซึ่งในคราวประชุม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้คณะรัฐมนตรี รับร่างพระราชบัญญัตินี้ไปพิจารณาก่อนรับหลักการนั้น อยากกราบเรียนท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ท่านวิรัช พันธุมะผล ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม ต้องกราบชื่นชมอีกครั้งหนึ่งในการที่ ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเฉกเช่นเดียวกับผมในอีกฐานะหนึ่ง ที่ได้เล็งเห็นถึง ประโยชน์ของชาติในเรื่องของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการที่มีขึ้น อยากกราบเรียนท่าน ผู้ทรงเกียรติว่า ในส่วนหนึ่งความตั้งใจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ประสานกัน โดยตัวผม ท่านประธานวิป (Whip) และวิป (Whip) พรรคร่วมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านในการที่จะสร้างมิติใหม่ในส่วนของสภาในการที่จะรับร่าง ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติของพวกเราเพื่อไปทำการพิจารณา อย่างน้อยที่สุดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะได้ไปถึงหูถึงตาของเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาถึงหลักการและ เหตุผลที่พวกเรามีเจตนาดีและประสงค์ดีที่จะได้แก้ไขกฎหมายหรือข้อผิดพลาดที่เรา คิดว่ามีในสังคมให้สำเร็จลุล่วงตามหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พวกเรามุ่งประสงค์ ร่วมกัน แต่เหนืออื่นใดสิ่งต่าง ๆ ที่เราเข้าไปนั้นบางครั้งอาจจะมีการขัดแย้งซึ่งหลักการ เพราะบางเรื่องอย่างเช่นยกตัวอย่างเรื่องนี้ คงจะเกี่ยวข้องถึงการค้าขายระหว่างประเทศด้วย ไม่ใช่เฉพาะในประเทศเรา ซึ่งทั้งระบบการค้าการลงทุนนั้นเมื่อมีปัญหาข้อขัดแย้ง ก็ต้องตั้งอนุญาโตตุลาการตามสัญญาหรือตามข้อตกลงที่มีร่วมกัน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ สำคัญของนานาประเทศ ซึ่งเราก็ได้มีอนุสัญญานิวยอร์ก จากการที่เรารับหลักการเพื่อไป พิจารณานั้นด้วยเจตนาจริง ๆ ที่จะร่วมกับสมาชิกของเราในการที่จะแก้ไขปัญหาจริง ๆ แต่เหนืออื่นใดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านของกฎหมายก็ได้พิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เรื่องของหลักการที่สำคัญของอนุสัญญานิวยอร์กที่ประเทศไทยของเรานั้นได้ร่วมลงนามไว้นั้น ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ประเทศของเราก็คงจะต้องค้าขายกับโลกใบนี้ที่จะต้องรักษาซึ่งหลักการตรงนี้ ไว้เหมือนกัน เดี๋ยวสักครู่ผมก็กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพ เมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับร่างไปพิจารณาแล้วนั้นก็ได้มอบหมายให้ทางสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งประกอบไปด้วย กระทรวงยุติธรรม สำนักงาน ศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานอัยการสูงสุดมาให้ข้อมูลและให้คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ซึ่งถ้าหากเป็นส่วนของพรรคร่วมก็คงมีท่านหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคของเกือบทุกพรรคในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่ร่วมกันพิจารณาและมีมติ เพื่อให้เห็นเป็นประการใดประการหนึ่ง ส่วนที่สมาชิกที่คิดว่าเป็นส่วนของพรรคร่วม ฝ่ายค้านนั้นมีความเห็น ผมก็เห็นด้วยในหลายสิ่งหลายอย่าง แต่เหนืออื่นใดเราก็จะต้อง ร่วมกันในการที่จะนำกฎหมายเหล่านี้ไปสู่กระบวนการการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยหลักการและเหตุผลที่แท้จริง เรามีเจตนาที่ดีผมยอมรับในสิ่งนี้เพราะผมก็เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเฉกเช่นเดียวกับพวกเรา ไม่ได้มีเจตนาเลยที่จะคิดว่ารับไปเพื่อที่จะ ประวิงเวลาหรือรับไปเพื่อที่จะตีกลับมาว่าไม่รับ แต่เหนืออื่นใดเรามีเจตนาว่า หากว่าเป็น กฎหมายที่ทางรัฐบาลหรือรัฐมนตรีสามารถที่จะรับไปเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แล้วไม่ขัดหรือเมื่อพิจารณาแล้วตรงกับความต้องการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราก็จะนำสิ่ง นั้นเสนอร่วมกันในฐานะรัฐบาลฝ่ายหนึ่ง เราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายหนึ่ง ซึ่ง ผมถือว่าเป็นนิมิตหมายใหม่ที่จะทำให้พี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นได้มีช่องในการที่จะ ได้นำเสนอกฎหมายที่เราคิดว่าจำเป็นกับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเข้าสู่อีกหนทางหนึ่ง จึงกราบเรียนผ่านไปยังท่านประธานสภาถึงสมาชิกของพวกเราเพื่อที่จะได้เล็งเห็นถึงเจตนาที่ ดีที่เราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะทำร่วมกัน แล้ววันนี้ทางคณะรัฐมนตรีก็ได้ส่งคืน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มายังสภาผู้แทนราษฎรพร้อมกับข้อสังเกตเพื่อประกอบการ พิจารณาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะขอให้ท่านผู้แทนหน่วยงานตอบชี้แจงข้อมูล ในรายละเอียดต่อไปครับ จึงกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ🔗
เจ้าหน้าที่จะชี้แจง ในประเด็นที่เป็นสาระของกฎหมายไหมครับ ขอเชิญ🔗
กราบเรียนประธานรัฐสภา ผม นายถนัดกิจ นิวาทวงษ์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอเป็นผู้ชี้แจงเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไข พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่ท่านวิรัช พันธุมะผล และคณะ เป็นผู้เสนอ ขอชี้แจงว่าโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการเป็นเรื่องที่คู่สัญญา ๒ ฝ่าย ได้ตกลงกันที่จะให้คนกลางคนหนึ่งหรือเป็นคณะบุคคลทำหน้าที่ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ในขณะดำเนินกิจกรรมตามสัญญานั้น โดยไม่ประสงค์ที่จะให้นำข้อพิพาทนั้นไปสู่ กระบวนการพิจารณาในศาล ก็อาจจะเนื่องจากต้องการความรวดเร็ว แล้วก็ไม่ต้องการที่จะ วนเวียนอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาล คู่สัญญาเลยตกลงกันที่จะใช้การระงับ ข้อพิพาททางเลือกที่เรียกว่าอนุญาโตตุลาการ แต่ในกรณีที่คำวินิจฉัยของคณะ อนุญาโตตุลาการนั้นเกิดไปขัดต่อกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ของประชาชน พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฉบับปัจจุบันในมาตรา ๔๐ ก็รองรับกรณีนี้ ไว้ว่า ถ้าศาลเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่สามารถระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการได้ หรือ เรื่องดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี เช่นมีเรื่องการทุจริตหรือ ประพฤติมิชอบเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่นที่ท่านวิรัชได้ยกตัวอย่างเมื่อสักครู่นี้เกี่ยวกับคดีคลองด่าน หรือคดีโฮปเวลล์ (Hopewell) ก็เป็นอำนาจของศาลที่จะหยิบยกเรื่องนี้ นั่นหมายความ กฎหมายปัจจุบันนี้ได้ขีดเส้นโดยจำกัดที่ให้ศาลเข้าไปแทรกแซงคำวินิจฉัยของ อนุญาโตตุลาการ เนื่องจากเป็นเรื่องความประสงค์และความสมัครใจ การที่ศาลจะเข้าไปได้ ก็ต้องมีกฎหมายเปิดช่องและไม่กระทบต่อระบบอนุญาโตตุลาการ ซึ่งสากลทั่ว ๆ ไปถือ ปฏิบัติด้วย ถามว่าพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการในปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๔๕ และฉบับแก้ไข เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๒ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็เป็นพระราชบัญญัติที่มีการร่างขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับ สากลและเป็นไปตามกฎหมายแม่บทว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ ของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นที่ยอมรับ และนานาชาติก็ถือปฏิบัติตามนี้ เพราะฉะนั้นการแก้ไขเพื่อเปิดช่องให้ศาลเข้ามามีโอกาส รีวิว (Review) เนื้อหา เข้าไปรื้อคำวินิจฉัยอะไรต่าง ๆ มันย่อมเกิดความกังวลใจแก่นักลงทุน ไม่ว่านักลงทุนของไทยเองหรือต่างประเทศก็แล้วแต่ย่อมไม่สบายใจแน่ ถ้าสัญญาที่ทำกับรัฐ สามารถที่ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการไปแล้วสามารถเข้าไปรื้อได้โดยง่าย ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่น การที่จะเข้ามาลงทุนนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้พัฒนา ประเทศอาจจะหยุดชะงักเมื่อเจอข้อกฎหมายที่กำลังจะเสนอยกร่างขึ้นมานี้ ฉะนั้นใน เบื้องต้นผมก็ขอชี้แจงเพียงเท่านี้ก่อน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ มีท่านนิกร จำนง ขออนุญาตอภิปราย เชิญ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ต่อกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานจะเห็นว่าเป็นฉบับที่ ๒ ของวันนี้แล้วที่เป็นกฎหมายที่ คณะรัฐมนตรีรับไปพิจารณา ๖๐ วันแล้วกลับมา ปัญหาที่มีก็คือว่าที่เราเห็น ท่านประธาน จะเห็นว่าที่ท่านวิรัชซึ่งเป็นผู้เสนอกฎหมายได้อธิบายก็มีเหตุผล ที่ท่านผู้ชี้แจงได้ตอบมา รวมทั้งท่านรัฐมนตรีด้วยก็มีเหตุผล ประเด็นปัญหาที่มีก็คือว่าการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ผมได้สอบถามในทางวิป (Whip) แล้วก็ไม่สบายใจอยู่บ้าง เพราะว่าได้คุยไปก่อนแล้วว่า ในเมื่อเรารับกฎหมายจากสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไป ขอว่าให้เชิญท่านผู้เสนอกฎหมายไปพบปะ แล้วก็คุยกันเรื่องหลักการและเหตุผลใน ชั้นหนึ่งก่อน ไม่ใช่เราสรุปไปด้านเดียว แล้วก็เสนอรวมไปดูแต่ในเอกสาร แล้วก็เสนอไปยัง คณะรัฐมนตรี ให้คณะรัฐมนตรีส่งกลับมาที่สภาแบบนี้ วันนี้เราก็ต้องมาพิจารณา กลายเป็นว่า ต้องพิจารณากฎหมายเป็น ๒ รอบ ท่านประธานที่เคารพครับ ลักษณะของกฎหมาย อยากจะ เรียนว่าโดยระบบแล้วผมศึกษาเรื่องนี้มาเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วว่ากฎหมายในสภา ทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองที่เสนอกฎหมายได้ นอกจากนั้นเป็นหน่วยงานของรัฐหมด คือเราใช้คำว่าเป็นรัฐบาลหมดก็ไม่ใช่ เพราะจริง ๆ แล้วรัฐบาลที่เป็นฝ่ายการเมืองก็ไม่ได้มีหลักการสักเท่าไร หมายถึงไม่ใช่กฎหมายของรัฐมนตรี เองโดยแท้สักเท่าไร ส่วนใหญ่จะเป็นกฎหมายของระบบราชการประจำเสียทั้งหมด ดังนั้น ผมก็เลยเสนอว่าต่อจากนี้ไปเพื่อเป็นการเคารพต่อสภา ต่อฝ่ายนิติบัญญัติ อยากจะขอเป็น หลักการ ท่านรัฐมนตรีก็อยู่ตรงนี้อยู่แล้วว่า ต่อจากนี้ไปก็เป็นนิมิตหมายที่ดีว่า ในกรณีที่ถ้า กฎหมายนี้ไม่เห็นด้วยตก ก็ตกไป แต่ถ้ารับไปต้องมีการเชิญผู้เสนอกฎหมายไปคุย สักรอบหนึ่งก่อนในหลักการและเหตุผล บางทีอาจจะไม่ต้องกลับมาตรงนี้ ท่านอาจจะเห็น ปัญหา และท่านอาจจะยอมถอนเสียเองอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะขอเป็นหลักการไว้ แค่นั้นเองท่านประธานครับ เพื่อเป็นการพัฒนาการในการออกกฎหมายของสภาผู้แทนของ เราเองให้มีมากขึ้น กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ก่อนลงมติ ก็อนุญาตให้เจ้าของกฎหมายสรุปได้นะครับ ท่านรัฐมนตรี เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ จากที่ท่านนิกร จำนง ขออภัยที่เอ่ยนาม ที่ท่านให้ ข้อคิดเห็นในเรื่องของการที่สภาผู้แทนราษฎรเรานั้นได้นำเสนอร่างกฎหมาย แล้วทางรัฐบาล รับกลับไปเพื่อพิจารณา ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะได้สร้างระบบการทำงานของ รัฐสภาของเรา หรือสภาผู้แทนราษฎรของเราเพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้นได้มีความอุ่นใจ ในการทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติของพวกเราที่พยายามที่จะทำ ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายที่เป็นหน้าที่หลักของพวกเราในการที่จะผลิตกฎหมาย เพื่อประโยชน์กับสังคม ผมเห็นด้วยกับท่านเป็นอย่างยิ่งในการที่จะเมื่อรับไปแล้วขอให้ หน่วยงานได้รับข้อคิดเห็นหรือเชิญท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นเจ้าของเรื่องที่เสนอ พ.ร.บ. นั้นไปชี้แจงทำความเข้าใจร่วมกันในประเด็นปัญหา หรือประเด็นที่จะไปด้วยกัน ได้หรือไม่ อย่างไร เพื่อทำการแก้ไขในชั้นแรก จะได้เกิดความสมบูรณ์ของการทำหน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเรา และเป็นช่องทางที่พวกเราทำงานได้อย่างทรงเกียรติ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายมีความประสงค์จะชี้แจงอะไรเพิ่มเติมไหมครับ ถ้าชี้แจงเพิ่มเติม เชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม นายวรวงศ์ อัจฉราวงศ์ชัย ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ขอชี้แจงในเรื่องของ ประเด็นร่างกฎหมายที่นำเสนอนี้ อย่างที่ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ชี้แจงไป แล้วว่า กระบวนการอนุญาโตตุลาการเป็นกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก ซึ่งเกิดจาก สัญญาระหว่างคู่พิพาท ไม่ว่าจะเป็นคู่พิพาทที่เป็นเอกชนกับเอกชน หรือเอกชนกับรัฐก็ตาม จะผูกพันให้ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ และเมื่อผูกพันตามสัญญาอนุญาโตตุลาการแล้ว นั่นหมายความว่าศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองที่มีอำนาจในการเพิกถอน คำชี้ขาด หรือบังคับตามคำชี้ขาด จะจำกัดอำนาจของศาลในการที่จะเข้าไปแทรกแซง กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือว่า กระบวนการศาลที่จะเข้าไปแทรกแซง กระบวนการอนุญาโตตุลาการก็จะมีอยู่เพียงว่า ถ้ามีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการแล้ว แล้วมีการนำข้อพิพาทมายื่นฟ้องต่อศาล ศาลจะ พิจารณาว่ามีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการและจำหน่ายคดีออกไป เพื่อให้ดำเนินกระบวนการ อนุญาโตตุลาการ หรือว่าเป็นประเด็นในเรื่องของการที่ขอหมายเรียกพยานบุคคลมาใน กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ก็ต้องอาศัยอำนาจของศาล และในประเด็นที่พิจารณานี้เป็น ประเด็นในเรื่องของการบังคับตามคำชี้ขาด หรือว่าเพิกถอนคำชี้ขาด ซึ่งปกติแล้วโดยหลักการ ของอนุญาโตตุลาการก็คือมีคำชี้ขาดและผูกพันคู่พิพาท คำชี้ขาดก็สามารถผูกพันผู้พิพาทได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการศาล แต่ถ้าเกิดว่าผู้พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม ก็อาจจะต้องมีการบังคับตามคำชี้ขาด โดยที่นำคำชี้ขาดไปบังคับต่อศาล ซึ่งโดยหลักการที่เรา เป็นภาคีอนุสัญญานิวยอร์ก คำชี้ขาดก็สามารถไปบังคับในประเทศสมาชิกของสนธิสัญญานี้ได้ โดยหลักการอันนี้ก็จะเห็นว่าศาลจะไม่เข้าไปตรวจสอบคำชี้ขาดในลักษณะที่เข้าไปตรวจสอบ ข้อเท็จจริง หรือว่าข้อกฎหมายใหม่ แต่ศาลจะเข้าไปตรวจสอบเฉพาะกระบวนการว่าชอบ ด้วยกฎหมายไหม เป็นการตั้งอนุญาโตตุลาการโดยชอบด้วยกฎหมายตามสัญญาหรือเปล่า มีการแจ้งให้ผู้พิพาทที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการโดยชอบไหม โดยที่ศาลจะไม่เข้าไป พิจารณา หรือใช้ดุลยพินิจในการที่จะพิจารณาว่าอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยผิดหรือถูก ซึ่งใน หลักการนี้เป็นหลักการที่ทุกประเทศก็เคารพในการจำกัดอำนาจของศาลในการที่จะเข้าไป แทรกแซงกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ดังนั้นมาตรา ๔๐/๑ ที่บอกให้มีการเข้าไปไต่สวนใน ส่วนของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการจึงอาจจะขัดกับ หลักการของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกในระดับสากล ส่วนมาตรา ๔ ที่บอกว่า ให้คดีที่ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วไม่เป็นไปตามมาตรา ๔๐/๑ ก็ให้ไต่สวนและพิจารณาพิพากษาใหม่ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คงเป็นในเรื่องของกระบวนการรื้อฟื้น คดีใหม่ ซึ่งโดยปกติแล้วการรื้อฟื้นคดีใหม่จะเป็นข้อยกเว้น เพราะหลักของการที่มี คำพิพากษาถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรม ศาลปกครอง จะต้องผูกพันคู่พิพาท จะรื้อฟื้น ข้อพิพาทนั้นเข้ามาพิจารณาใหม่ได้จะต้องเป็นข้อยกเว้น ซึ่งโดยหลักก็คงจะเป็น ในเรื่องของการรับฟังพยานหลักฐานผิดพลาด หรือว่าเป็นกรณีที่พยานหลักฐานใหม่ที่เข้ามา สู่สำนวนแล้วอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงผลของคดี แต่ว่าจากมาตรา ๔ ไม่ได้มีข้อจำกัด ไม่ได้ เป็นข้อยกเว้นเลย เป็นในลักษณะที่ศาลปกครองสูงสุดสามารถเข้าไปรื้อฟื้นคดีที่พิจารณาและ ถึงที่สุดไปแล้วได้ โดยหลักการที่ท่านสมาชิกได้นำเสนอ ถ้าออกมาเป็นร่างกฎหมายก็อาจจะ ส่งผลกระทบ เนื่องจากว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการ ศาลที่จะมีอำนาจเพิกถอนก็เป็น ศาลที่กระบวนการอนุญาโตตุลาการเกิดขึ้น ศาลปกครอง หรือว่าศาลยุติธรรมที่จะมีอำนาจ เพิกถอนก็ต้องเป็นศาลที่กระบวนการอนุญาโตตุลาการเกิดขึ้นในประเทศไทย ถ้าเรามี กฎหมายที่ให้อำนาจศาลเข้าไปแทรกแซงคู่พิพาท หรือว่าคู่สัญญาก็อาจจะไปใช้กระบวนการ อนุญาโตตุลาการของประเทศอื่น และอาจจะทำให้ประเทศไทย ซึ่งอาจจะต้องทำกระบวนการ อนุญาโตตุลาการจะต้องเสียเปรียบในกรณีที่กระบวนการอนุญาโตตุลาการไม่ได้เกิดขึ้น ในประเทศไทยครับ🔗
ขอบคุณครับ โดยที่เรื่องนี้ เจ้าของร่างมีสิทธิที่จะสรุปก่อนที่จะลงมติว่ารับหลักการหรือไม่ ท่านสมาชิกไม่มี ความประสงค์จะอภิปรายต่อ ก็อนุญาตให้ท่านวิรัชได้สรุปครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกพรรคภูมิใจไทย แบบบัญชีรายชื่อ ก่อนอื่นผมขอขอบพระคุณที่มีเพื่อน ๆ สมาชิกได้ให้การสนับสนุนในการเสนอ ร่างพระราชบัญญัตินี้ ผมยืนยันว่ากฎหมายนี้ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อรักษาภาษีราษฎรของ ประชาชน และไม่เป็นการผิดกฎหมาย ไม่ผิดอนุสัญญานิวยอร์ก คอนเวนชัน (New York Convention) แต่อย่างใด ท่านผู้ชี้แจงบอกว่าอาจอย่างโน้น อาจอย่างนี้ ท่าน อย่าคาดการณ์สิครับ แล้วศาลปกครองท่านอย่าไปจำกัดอำนาจศาลปกครอง แต่ถ้าท่านเขียน มาตรา ๔๐ ศาลปกครองมาใช้วิธีพิจารณาความในศาลปกครองไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเปิดกว้างเสีย ศาลปกครองก็จะได้ใช้อำนาจของศาลได้อย่างเต็มที่ นี่คือความคิดและวิธีการที่รักษา ผลประโยชน์ของประเทศไทย เกิดมาชาติหนึ่งขอได้ทำเพื่อประโยชน์แผ่นดิน ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปเรา จะขอมติที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ ขอเชิญสมาชิกได้เข้ามาเพื่อแสดงตนตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณัฐวุฒิ หมายเลข ๑๒๓ ขอแสดงตนครับ🔗
จำนวนผู้แสดงตนคงพร้อม แล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ มีจำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๓๖๘ บวก ๑ เป็น ๓๖๙ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า จะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นไม่ควรรับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม หมายเลข ๑๒๓ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
สมาชิกพร้อมแล้วนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๙๒ ท่าน เห็นด้วย ๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓๗๕ บวก ๑ เป็น ๓๗๖ งดออกเสียง ๑๑ ครับ ไม่ลงคะแนนเสียง ๐ มติที่ประชุมไม่เห็นด้วยครับ ไม่รับ หลักการ🔗
ก็จบเรื่องด่วน ๒ เรื่อง ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ จะเสนออะไร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด นครศรีธรรมราช กระผมขอเสนอเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุมที่ ๕.๒๘ ร่างพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ขอให้สภาพิจารณาเป็นเรื่องด่วนตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๒) เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาในคราวต่อไป ขอผู้รับรองครับ🔗
เนื่องจากการเป็นการเสนอ เลื่อนร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งเราพิจารณาในวันนี้ไม่ได้ ก็ต้องเป็นครั้งต่อไป แต่ว่าอยากจะให้ความชัดเจน อยากจะขอมติที่ประชุมว่าจะขออนุญาตให้เลื่อนหรือไม่ ผมขอมติให้พวกเราได้กดบัตรนะครับ🔗
สมาชิกแสดงตนนะครับ ท่านจุลพันธ์ครับ เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในญัตติของท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้มีการพูดคุยระหว่าง วิป (Whip) ๒ ฝ่ายครับ ซึ่งต้องเรียนด้วยความเคารพ วิป (Whip) ฝ่ายค้านไม่ได้ติดใจ เพราะว่าเป็นการเลื่อนไว้สำหรับการพิจารณาในสัปดาห์ถัดไปที่เราจะมีวาระในการพิจารณา กฎหมาย น่าจะเป็น ๒ สัปดาห์ข้างหน้าก่อนที่จะปิดสมัยประชุม แต่ต้องเรียนท่านประธาน ครับ เนื่องด้วยมันมีกฎหมายของเพื่อนสมาชิกจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอยู่หลายฉบับ ที่รอคิวอยู่ในเรื่องค้างพิจารณา ก็ได้มีการพูดคุยกันในกรอบเบื้องต้นว่า อย่างน้อย การพิจารณาในวันนี้ ขอให้ช่วยกันอยู่ แล้วก็ดำเนินการประชุมไปจนกระทั่งจบ เรื่องค้างพิจารณาที่ ๕.๔ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นเรื่องของสมรสเท่าเทียม เรียกอย่างนี้จะง่ายกว่า ก็ขอให้เดินการประชุมถึงตรงจุดนั้น และจบการพิจารณาใน พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว ถ้าเป็นเช่นนั้นฝ่ายค้านไม่ติดใจครับ ในการ เลื่อนครั้งนี้ก็ยินดีครับ🔗
ก็ขออนุญาต ได้ขออนุญาตไปแล้ว ขอตรวจสอบองค์ประชุมเพื่อให้เราสบายใจว่าการขอเลื่อนนั้น เชิญเลยครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ต้องขออนุญาตที่จะลุกขึ้นเพื่อแสดงความเห็น ในฐานะที่พรรคก้าวไกลเป็นผู้เสนอกฎหมาย เรียกสั้น ๆ ก็คือสมรสเท่าเทียม ซึ่งอยู่ในลำดับการพิจารณาที่ ๕.๔ ก็กราบเรียนท่านประธาน ครับว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่พรรคก้าวไกลพยายามผลักดัน แล้วก็อยากให้มีการ พิจารณาภายในสมัยประชุมนี้ ข้อกังวลเดียวครับของการเลื่อนขึ้นมา ที่เสนอโดยท่านชินวรณ์ เพื่อจะพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ข้อกังวลเดียวที่เรามีครับ ก็คือว่าหาก วันนี้เราไม่สามารถที่จะลุล่วงในวาระที่ ๕.๔ ได้ แล้วก็ถูกเลื่อนไปพิจารณาในคราถัดไป แต่ว่า โอกาสที่จะไม่ได้รับการพิจารณา เพราะมีเรื่องด่วนอื่น ๆ ที่จะแทรกเข้ามา ก็เป็นไปได้สูง ก่อนที่พรรคก้าวไกลจะตัดสินใจที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการโหวตครั้งนี้ ก็เลย อยากจะเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ว่าอย่างไรการประชุมวันนี้ก็ขอ ความกรุณาที่จะอยู่ร่วมกัน เป็นองค์ประชุมเพื่อให้การพิจารณากฎหมายที่มีประโยชน์ต่อ พี่น้องประชาชนสามารถทำได้มากที่สุด อย่างน้อย ๆ ให้ไปถึงวาระที่ ๕.๔ ก็กราบเรียนท่าน ประธานดังนี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ที่จริงมันน่าจะเป็น คำพูดของผม ขอร้องให้อยู่กันเพื่อพิจารณาให้มากที่สุด ทั้งหมดอยู่ที่พวกเรานะครับ ถ้าเราอยู่ประชุม แล้วก็ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ คือไม่เยิ่นเย้อเกินไป ผมได้หารือ เรื่องนี้หลายครั้งกับพวกเรา พรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรครัฐบาล ว่าเวลาอภิปรายในแต่ละญัตตินั้น ถ้าเรากำหนดจำนวนคน ไม่เยิ่นเย้อ ไม่มากเกินไปนี้ ญัตติก็ผ่านไปได้ แต่ว่าถ้าพูดทุกเรื่อง แล้วก็ในที่สุดจำนวนผู้พูดจะทำให้ประวิงเวลาไป โดยทั่วไปเราใช้วิธีว่ากระจายไปทุกพรรค ให้ทั่วถึงที่เราปฏิบัติ แต่ว่าสิ่งที่พวกเราได้ร่วมมือกันดีมากก็คือการจำกัดเวลามันทำให้เพื่อน ได้พูดมาก ซึ่งไม่เคยปรากฏอย่างนี้ สมัยก่อนยกมือสัก ๑๐-๒๐ คน พูดสัก ๑๐ คนได้ ก็เก่งแล้ว เดี๋ยวนี้ได้พูดทุกคน แต่ว่าอันนี้ทั้งหมดก็อยู่ที่ความร่วมมือพวกเรา เพราะฉะนั้น ข้อกังวลคุณพิจารณ์นั้นก็อยู่ที่พวกเราครับ ทางฝ่ายผมทำหน้าที่ร่วมกับท่านสุชาติวันนี้ ท่านศุภชัยขอลาวันนี้ เพราะฉะนั้นเราไม่มีปัญหาครับ แล้วผมก็ให้นโยบายว่าเนื่องจาก วันศุกร์เราไม่ประชุม ดังนั้นวันพุธ วันพฤหัสบดีเราควรจะใช้เวลามากหน่อย เพราะฉะนั้น ผมก็ขอเสริมสิ่งที่ท่านขอ ขอเสริมไปด้วยว่าขอให้พวกเราได้ร่วมมือกัน🔗
สำหรับประเด็นเรื่องการเลื่อนของท่านชินวรณ์นั้นผมตั้งใจจะถามเป็นมติ เพราะว่าเกรงว่าพวกเราบางคนจะไม่เห็นด้วยว่าในการเลื่อนมาอย่างที่คุณพิจารณ์ก็มีความ กังวล เพราะฉะนั้นขอเป็นมติหน่อยเพื่อจะได้สบายใจ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะเลขาวิป (Whip) รัฐบาล ต้องขออนุญาตเรียน ท่านประธานนิดเดียวครับว่า ตอนที่มีการประสานมาจากเพื่อนสมาชิกจากพรรคร่วมฝ่าย ค้าน ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ในการที่จะมีการวางแผนการประชุมในวันนี้ ไม่ว่า จะเป็นการขอเปลี่ยนระเบียบวาระก็ดี หรือว่าตั้งเป้าร่วมกันในการพิจารณากฎหมาย ซึ่งอย่างที่เมื่อสักครู่นั้นท่านจุลพันธ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน แล้วก็ท่านพิจารณ์ที่ตั้งใจที่จะ พิจารณากฎหมายไปจนถึงระเบียบวาระเรื่องที่ค้างพิจารณาที่ ๕.๔ ซึ่งจริง ๆ แล้วทางผมและ เพื่อนสมาชิกพรรคพลังประชารัฐก็ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ แต่ต้องเรียน ท่านประธานด้วยความสัตย์จริงครับ เมื่อสักครู่นี้ผมก็ได้แจ้งกับเพื่อนสมาชิกที่เป็นตัวแทน จากพรรคร่วมฝ่ายค้านไป เราก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ แต่ว่าการที่จะไปถึงจุดมุ่งหมาย ที่ท่านได้เสนอนั้นเราก็ต้องร่วมมือกัน พรรคร่วมฝ่ายค้านก็ต้องช่วยกันอยู่เป็นองค์ประชุม แล้วกฎหมายบางฉบับก็อย่างที่ท่านประธานได้มีดำริไปเมื่อสักครู่นี้ บางครั้งมันเยิ่นเย้อ ก็ต้องขอความร่วมมือว่า ถ้าพูดเยอะแล้วก็ขอให้อย่าอภิปรายเยอะ มันถึงจะสามารถไปถึง จุดมุ่งหมายที่เราพูดคุยเบื้องต้นด้วยกันได้ จึงขออนุญาตนำเรียนท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ถ้าอย่างนั้น ผมขออนุญาตถามพวกเรา ท่านผู้ใดที่ไม่เห็นด้วยในการเลื่อนระเบียบวาระบ้างครับ🔗
ไม่มีนะครับ ก็ขออนุญาต เลื่อนไปตามที่ท่านชินวรณ์เสนอ ซึ่งเราจะพิจารณาในวันนี้ไม่ได้ตามข้อบังคับ เนื่องจากเป็น ร่างพระราชบัญญัติครับ ต่อไปขอไปเรื่องที่ดำเนินการต่อไป พวกเราอยู่กันหน่อย เพราะว่า จะต้องลงมติในเรื่องต่อไปครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องค้างพิจารณา🔗
๕.๑ ร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
ในการประชุมคราวที่แล้ว ผู้เสนอได้แถลงหลักการ เหตุผล มีสมาชิกอภิปรายแสดงความเห็น และการอภิปรายยุติแล้ว รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอนุชา นาคาศัย ได้เสนอต่อที่ประชุมขอรับ ร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ไปพิจารณาก่อนรับหลักการในวาระที่ ๑ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๘ จากนั้นประธานที่ประชุม ท่านรองสุชาติ ตันเจริญ ได้ขอมติว่า จะอนุมัติหรือไม่ ก่อนลงมติก็ตรวจองค์ประชุมปรากฏว่าองค์ประชุมวันนั้นไม่ครบจึงสั่ง ปิดประชุมเลื่อนมาลงมติในวันนี้ ผมจึงต้องขอมติของเราในวันนี้ว่า จะอนุมัติให้คณะรัฐมนตรี รับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปพิจารณาก่อนรับหลักการหรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกได้ แสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ🔗
สมาชิกกรุณาตรวจสอบ องค์ประชุมกดบัตรนะครับ🔗
พร้อมนะครับ ปิดการ แสดงตนครับ ผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๔๐๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ก็ขอมติที่ประชุมว่าจะอนุมัติ ให้คณะรัฐมนตรีรับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปพิจารณาก่อนรับหลักการหรือไม่ ผู้ใดเห็นควรอนุมัติกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นไม่ควรอนุมัติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควร งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม หมายเลข ๑๒๓ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
ท่านสมาชิกลงมติพร้อม แล้วนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๐๗ ท่าน เห็นด้วย คืออนุมัติ ๒๐๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๙๕ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน มติที่ประชุมอนุมัติให้ รัฐมนตรีรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการ คือ ๒๐๗ ท่าน เห็นด้วยให้รับไปพิจารณาก่อนรับ หลักการ ไม่เห็นด้วย ๑๙๕ ท่าน บวก ๑ ท่าน ก็ ๑๙๖ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยให้รัฐมนตรี รับไปพิจารณาก่อนรับหลักการครับ🔗
ในวาระต่อไปเป็นวาระที่ ๕.๒🔗
๕.๒ ร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. .... (นายรังสิมันต์ โรม กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
ขอเรียนว่านายรังสิมันต์ โรม กับคณะ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. .... มายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๓ (๒) ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดให้มีการฟังความคิดเห็นและจัดทำสรุปผล การรับฟังและรายงานผลการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เสร็จแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ และประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการการรับฟังความคิดเห็น และการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจาก ร่างพระราชบัญญัตินี้ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒ รายละเอียดปรากฏในเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดให้แล้ว ผมก็ขอพวกเราได้เสนอชื่อ ผู้ที่จะอภิปราย อย่างที่เรียนไว้ก็คือเป็นความปรารถนาพวกเราจะได้ไปไกลถึง ๕.๔ ก็จะต้อง ดูเรื่องโดยแบ่งสรรผู้อภิปรายให้เหมาะสม แล้วจะได้ไม่ช้าเกินไป ขณะเดียวกันก็ได้พิจารณา กฎหมายโดยรอบคอบ ขอเชิญผู้เสนอ คุณรังสิมันต์ โรม🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกล วันนี้ขออภิปรายในฐานะ ของผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นร่าง กฎหมายฉบับใหม่ที่ผมและเพื่อน ส.ส. จากพรรคก้าวไกล เราได้ร่วมกันเข้าชื่อเสนอ ต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ เพื่อนำมาแทนที่พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ท่านประธานครับ ตัวร่างฉบับนี้หลักการ และเหตุผลนั้นสั้นนิดเดียวครับ🔗
หลักการ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน🔗
เหตุผล โดยที่กฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับ ปัจจุบันได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและออกข้อกำหนด ต่าง ๆ ที่อาจมีผลจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเกินสมควรแก่เหตุ และให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการใช้บังคับข้อกำหนดที่ออกมา โดยได้รับการละเว้น การตรวจสอบถ่วงดุลโดยสภาผู้แทนราษฎรและองค์กรตุลาการเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ในทาง ปฏิบัตินายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสามารถประกาศและขยายระยะเวลาสถานการณ์ ฉุกเฉินออกไปได้โดยไม่มีองค์กรอื่นใดคัดค้านได้ และพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้บังคับข้อกำหนด จนส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างเกินความจำเป็น สมควรต้องกำหนดมาตรการในการ ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลักการแบ่งแยกอำนาจตาม รัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้🔗
ท่านประธานครับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเป็นกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีอาศัยอำนาจ ในการตรากฎหมายขึ้นบังคับใช้ทันที โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่า จะต้องเป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของ ประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือป้องปัดภัย พิบัติสาธารณะ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ต่อมาได้มีการผ่านการอนุมัติจาก สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๘ และผ่านการอนุมัติจากวุฒิสภา เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๘ แต่ถ้าว่าก่อนที่จะได้รับการอนุมัติจากสภานั้นอำนาจตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ได้แก่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มี ความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานีและยะลา ซึ่งยังคงขยายระยะเวลา อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จะมียกเว้นอยู่บ้างก็แค่ในบางอำเภอเท่านั้น แสดงให้เห็น เหตุผลที่รัฐบาลในขณะนั้นเลือกตราเป็น พ.ร.ก. ก็เพื่อเร่งนำมาใช้กับสถานการณ์ในจังหวัด ชายแดนภาคใต้นั่นเอง หลังจากนั้นเป็นต้นมา พ.ร.ก. ฉุกเฉินก็ถูกนำมาใช้อีกหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ โดยเฉพาะกับการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งรวมถึงการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่เกิดการสังหารหมู่ประชาชนจำนวนเกือบ ๑๐๐ คน มาจนถึงกรณีล่าสุดที่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศรับรู้กันเป็นอย่างดี นั่นคือ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๓ และขยายระยะเวลามาจนถึง ปัจจุบัน ด้วยข้ออ้างว่า เพื่อควบคุมการระบาดสถานการณ์โควิด (COVID) ท่านประธานครับ กล่าวอย่างรวบรัด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน คือการรวบอำนาจเอาไว้ที่นายกรัฐมนตรีในการสั่งการและ ออกข้อกำหนดที่มีลักษณะจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินกว่าปกติ ซึ่งผมจะต้องขอลงรายละเอียด สักหน่อยโดยแบ่งออกเป็น ๓ ข้อด้วยกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้น🔗
ปัญหาข้อที่ ๑ ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แม้ว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินจะให้อำนาจรัฐบาล ออกข้อกำหนดที่จำกัดสิทธิเสรีภาพเกินกว่าปกติได้ เพื่อการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ข้อกำหนดบางอย่างที่ระบุไว้นั้น แม้กระทั่งในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ถือว่าเป็นการละเมิด สิทธิเสรีภาพของประชาชนมากจนเกินไป ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ในมาตรา ๙ (๓) ห้ามการเสนอข่าว จำหน่าย เผยแพร่สื่อที่อาจทำให้ประชาชนหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือน ให้เข้าใจผิดจนกระทบต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา ๙ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฉบับที่ ๒๗ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๔ มีข้อ ๑๑ กำหนดว่า การเสนอข่าวหรือเผยแพร่สื่ออื่นใดที่อาจทำให้ ประชาชนหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนให้เข้าใจผิดจนกระทบต่อความมั่นคง ความสงบ ศีลธรรมอันดี เป็นความผิด การกำหนดเอาไว้เช่นนี้หมายความว่า ต่อให้ข่าวที่ถูกเสนอเป็น ข่าวจริงก็ผิดใช่หรือไม่ หรือในมาตรา ๑๑ (๑) ประกอบมาตรา ๑๒ กรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงสามารถประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัว บุคคลที่สงสัยว่า จะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินได้ โดยมีอำนาจจับกุมและ ควบคุมตัวได้นานถึง ๗ วัน และอาจขยายเวลาไปได้นานสุดถึง ๓๐ วัน โดยให้ควบคุมตัว ในสถานที่ที่กำหนด แต่ต้องไม่ใช่สถานีตำรวจที่คุมขัง ทัณฑสถานหรือเรือนจำ ในทางปฏิบัติจึงทำให้ผู้ที่ถูกควบคุมตัวภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงนั้นอาจถูกควบคุม ตัวไปในสถานที่ที่ญาติ ครอบครัว ทนายความหรือผู้ที่ได้รับความไว้วางใจไม่อาจที่จะเข้าถึง ได้เลยและถูกควบคุมตัวเป็นเวลายาวนาน มีความเสี่ยงที่จะถูกซ้อมทรมาน ถูกบังคับให้ สูญหายหรือละเมิดสิทธิในประการอื่นใด ที่ผ่านมาเรามีกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ คือที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของคุณอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารห่างจากสายตาของญาติแค่เพียง ๒ วัน ก็ตกอยู่ในสภาพโคม่า (Coma) เสียแล้ว ในเวลาต่อมาก็เสียชีวิตลง แล้วลองคิดดูว่ามีอีกกี่คนอีกกี่กรณีที่จะต้อง ประสบชะตากรรมแบบเดียวกัน🔗
ปัญหาข้อที่ ๒ ท่านประธาน มาตรา ๑๖ ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้บัญญัติให้ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งหรือการกระทำตาม พ.ร.ก. นี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วย วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง หมายความว่าเป็นการตัดอำนาจของศาลปกครองที่จะเข้ามาตรวจสอบว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งจะต้องไม่อยู่ในการตรวจสอบของศาลปกครอง ถามว่าการกำหนด เอาไว้แบบนี้มันเกินกว่าเหตุหรือไม่ กระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่ ศาลปกครองไม่สามารถตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ได้ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ข้อกำหนด ศบค. ที่ห้ามการเผยแพร่ข่าวที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัวโดยที่อาจรวมถึงข่าวจริงด้วยนั้น เมื่อออกมาภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินแล้ว ต่อให้เห็นว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพมากจนเกินไป ก็ไม่สามารถร้องศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนได้ ส่วนการที่ พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้ให้อำนาจศาล แพ่งในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ผมก็ต้องเรียนต่อท่านประธานว่า ความเข้าใจของศาลแพ่ง ต่อคดีที่ควรจะอยู่ในศาลปกครองเช่นนี้ ศาลแพ่งบางครั้งไม่เข้าใจต่อประเด็นปัญหาได้ดี เท่ากับศาลปกครองที่เป็นศาลที่คุ้นเคยกับคดีประเภทนี้มาโดยตลอด ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อการ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนต่อไป หรือในมาตรา ๑๗ กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกันตาม พ.ร.ก. นี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญาหรือทาง วินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำความผิดทางกฎหมาย ซึ่งในทางปฏิบัติเราก็เห็นกันหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต เกินขอบแห่ง กฎหมายที่ได้ให้เอาไว้ โดยเฉพาะกรณีการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองที่มีการใช้ กำลังสลายการชุมนุม ทำร้ายผู้ที่ถูกควบคุมตัว ตั้งข้อหาดำเนินคดีอย่างเกินจริง เกินขอบเขต เจ้าหน้าที่ที่กระทำการเช่นนี้กลับมีเกราะคุ้มกันให้รอดพ้นจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ จริงอยู่ที่มาตรา ๑๗ กำหนดไว้ด้วยว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่จะต้องเป็นไปโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีจำเป็น แต่นั่นก็เท่ากับเป็นการโยน ภาระการพิสูจน์ให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบว่าจะต้องพิสูจน์เหล่านี้ด้วยตัวเอง เดือดร้อน จากการใช้กฎหมายไม่พอ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ต้องมาพิสูจน์ด้วยตัวเองอีก ถามว่า ประชาชนทั่ว ๆ ไปเขาจะได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร🔗
ปัญหาข้อที่ ๓ ท่านประธาน ข้อนี้สำคัญและซ้ำเติมปัญหาใน ๒ ข้อที่ผมได้พูด มาแล้ว กระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่การเริ่มประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน การขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปจนถึงการยกเลิก การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นการใช้อำนาจกันอยู่เฉพาะในฝ่ายบริหาร เท่านั้น คำถามก็คือ สภาของเราไม่มีอำนาจในการตรวจสอบอะไรเลยหรือครับ นายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีเท่านั้นที่มีอำนาจ นั่นทำให้รัฐบาลสามารถที่จะประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาโดยอ้างเหตุอะไรบางอย่างที่จริง ๆ แล้วก็อาจจะไม่ได้สมเหตุสมผลก็ ได้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถแย้งได้ ไม่มีองค์กรใดมีอำนาจที่จะมาบอกกับรัฐบาลได้ว่าสิ่งที่พวก คุณอ้างมานานมันฟังไม่ขึ้น และประกาศสถานการณ์ของพวกคุณควรจะถูกยกเลิก ผลก็คือ รัฐบาลก็ประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉินเอง ต่ออายุสถานการณ์ฉุกเฉินเอง ซึ่งปัจจุบันก็ต่อมาแล้ว ถึง ๑๖ ครั้ง ลากยาวมา จนถึงเดือนมีนาคมข้างหน้า และถ้าจะต่ออายุออกไปรัฐบาลก็ได้ทำเองฝ่ายเดียวไม่ต้องถาม ใคร ไม่ต้องถามสภา ไม่ต้องถามตัวแทนประชาชนไม่ต้องถามผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ตัวจริงของประเทศนี้แม้แต่น้อย นี่คือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน แล้วใช้ความ ทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน ใช้การล้มตายของพี่น้องประชาชนเพื่อปิดปากประชาชน และปกป้องตัวเอง ท่านประธานครับ ตอนที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๓ ในเวลานั้นพรรคก้าวไกลมี ความเห็นว่าอันที่จริงแล้วหัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมายอ่อนแอ หรือรัฐบาลมีอำนาจ น้อยจนเกินไป แต่เกิดการรัฐบาลขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ไร้ประสิทธิภาพในการบริหาร จัดการ วางแผนไม่รอบคอบ ขาดการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น ขาดการเตรียมความพร้อม ในการรับมือล้มเหลวในการเปิดเผยข้อเท็จจริง และการสื่อสารกับประชาชนมากกว่า ซึ่งไม่ใช่ เรื่องที่ต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินก็ได้ แต่เมื่อใช้แล้วก็เตือนว่าให้ใช้อย่างจำกัดและระมัดระวัง ใช้เพื่อควบคุมโรคเท่านั้นไม่ใช่ใช้เพื่อครอบงำประชาชน ไม่ใช่ใช้เพื่อปิดสื่อ ไม่ใช่ใช้เพื่อให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐ มาทำอะไรก็ได้ต่อพี่น้องประชาชน แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ สิ่งที่เกิดขึ้น คือ เราเห็นว่ามาตรการการควบคุมโรคต่าง ๆ ที่ออกมาที่สำคัญ ๆ ท่านก็อาศัยจาก พ.ร.บ. โรคติดต่อ ซึ่งเป็นกฎหมายปกติ ใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉิน ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าท่านก็สามารถควบคุมโรค ได้พอสมควร ควบคุมการแพร่ระบาดได้ ไม่มีการพบผู้ป่วยใหม่เพิ่ม แต่ในขณะเดียวกันเรา กลับเริ่มพบว่า การใช้ชีวิต การประกอบอาชีพของประชาชนเริ่มได้รับผลกระทบจากการ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ มากไปกว่านั้นเราก็เริ่มเห็นว่าเป้าหมายหลักของการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ของรัฐบาลโดยเฉพาะในการเอาผิดดำเนินคดีต่อกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการระบาด ซึ่งเกิดขึ้นอย่างจำนวนมากและแพร่หลายต่อคนที่ออกมาเรียกร้องเพื่อต่อต้านรัฐบาล ออกมา เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) อย่างมีส่วนร่วม หรือออกมาเรียกร้อง ในประเด็นสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ เรากลับพบว่ารัฐบาลนี้มีการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งอ้างว่า ออกมาเพราะสถานการณ์โควิด (COVID) กลับมาเล่นงานประชาชน ปิดปากประชาชนอย่าง กว้างขวาง ข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รวบรวมจนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๕ มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จากสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองและ การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไปแล้ว ไม่น้อยไปกว่า ๑,๔๒๘ ราย ใน ๖๑๗ คดี นอกจากนี้ถ้าเราไปดูมีน้อยมากที่ปรากฏว่าการชุมนุมทางการเมืองได้สร้างคลัสเตอร์ (Cluster) การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งส่วนหนึ่งเราก็ต้องชื่นชมต่อ ผู้ชุมนุมที่เขามีมาตรการในการป้องกันตัวเอง เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ แต่แม้จะปรากฏ อย่างชัดเจนว่า การชุมนุมทางการเมืองไม่ใช่สาเหตุของการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) กลับปรากฏว่ารัฐบาลได้มีการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเล่นงานประชาชนที่ออกมาชุมนุมทาง การเมืองอย่างเข้มข้นอย่างถึงลูกถึงคน สรุปว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ท่านใช้ ใช้เพื่ออะไรครับ เพื่อปกป้องตัวเองใช่ไหม หรือเพื่อปกป้องประชาชนที่อ้างว่า โควิด-๑๙ (COVID-19) ทำให้ ประชาชนล้มตาย ท่านอ้างแบบนั้นไม่ใช่เพราะว่าท่านเห็นใจพี่น้องประชาชนหรอกใช่ไหม แต่ท่านอ้างแบบนั้นเพราะท่านต้องการที่จะปกป้องอำนาจในมือของท่านใช่หรือไม่ใช่ ท่านประธานครับ ผมพยายามเตือนแล้ว พยายามเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนว่าสถานการณ์ ขณะนั้นไม่ควรจะต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินต่อ แต่รัฐบาลก็ไม่รับฟัง พวกท่านไม่ฟัง เพราะถือว่ามีแต่พวกท่านเองที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ว่าจะต่ออายุสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปหรือไม่อยู่แค่เพียงผู้เดียว พวกเราในสภาก็พูดไป พวกท่านก็ไม่เห็นจะต้องใส่ใจ ไม่ต้องมาสนใจไม่ต้องมาชี้แจง สุดท้ายพวกท่านก็เลือกที่จะต่อ อายุออกไปโดยไม่ต้องมาอธิบายชี้แจงอะไรอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ในเมื่อรัฐบาลจะต่ออายุ สถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ออกไปเรื่อย ๆ ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ฟังใคร ผมและพรรคก้าวไกลในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติก็ต้องทำในสิ่งที่พวกผมทำได้เพื่อรักษา ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน นั่นคือการร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ที่ดีกว่า มีมาตรการ ตรวจสอบรัฐบาลมากกว่า เพื่อมาใช้แทน พ.ร.ก. ฉุกเฉินฉบับปัจจุบัน ซึ่งในการนี้ก็ได้มีการ ขอคำปรึกษาจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติ ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์ทวิดา กมลเวชช ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหาย ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ขอขอบคุณอาจารย์มา ณ โอกาส นี้ ผมจึงได้ยื่นเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉุกเฉินฉบับใหม่ดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่เมื่อ วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ ซึ่งผมจะชี้แจงรายละเอียดสาระสำคัญดังนี้ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้🔗
ข้อแรก ระบุเอาไว้ในมาตรา ๕ คือการแก้ไขจากสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยนายกรัฐมนตรี จากเดิมประกาศได้คราวละสูงสุด ๓ เดือน แก้เป็นคราวละไม่เกิน ๓๐ วัน เท่านั้น โดยที่เมื่อประกาศแล้วจะต้องได้รับความเห็นชอบภายใน ๗ วันหลังประกาศ จะต้อง ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร โดยต้องนำเสนอเหตุผลในการประกาศ นำเสนอ มาตรการและข้อกำหนดที่จะนำมาใช้ และนำเสนอกระบวนการที่จะนำไปสู่การยุติ สถานการณ์ฉุกเฉินและกลับสู่สถานการณ์ปกติต่อสภาด้วย หากสภาไม่เห็นชอบก็ให้การ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นสิ้นสุดลงทันที นอกจากนี้การขยายระยะเวลาประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินจากขยายได้คราวละ ๓ เดือน สูงสุด ๓ เดือน ก็เหลือเป็นขยายได้คราวละ ไม่เกิน ๓๐ วัน และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาด้วยเช่นกัน ในประเด็นนี้บางท่าน อาจคิดว่า การต้องให้สภามาให้ความเห็นชอบด้วยนั้นจะก่อให้เกิดความล่าช้าในการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งผมไม่คิดเช่นนั้น เพราะการเริ่มประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเราก็ให้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เริ่มประกาศได้เอง ให้ ครม. เป็นผู้เห็นชอบในเบื้องต้นได้เอง ถ้ารัฐบาล เห็นว่าการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนจริง ๆ ประชาชนก็ควรได้มีสิทธิในการตรวจสอบการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การต่ออายุ สถานการณ์ฉุกเฉินและการใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ผ่านผู้แทนของพวกเขา นั่นก็คือสภาผู้แทนราษฎร ทีนี้ในกรณีที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะที่ไม่มีสภา ผู้แทนราษฎร เราก็ได้อุดช่องว่างตรงนี้เอาไว้ว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงเวลา ดังกล่าว จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี โดยที่ระยะเวลาที่ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินจะต้องไม่เกิน ๓๐ วันนับแต่วันที่ประกาศ และในกรณีที่ประกาศไม่ถึง ๓๐ วัน หากจะขยายระยะเวลาก็สามารถขยายได้เท่าที่ไม่เกิน ๓๐ วันนับแต่วันที่ประกาศ เท่านั้น และหากในภายหลังจากที่มีการประกาศมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เข้ามาในระหว่าง ที่ประกาศนั้นยังไม่สิ้นสุดลง ก็ให้ขอความเห็นชอบจากสภาโดยทันที นอกจากนี้เรายัง กำหนดให้เมื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงก็กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องนำเสนอ รายงานผลการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๓๐ วัน หรือในกรณีที่ ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในขณะนั้นก็ให้รอรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ต่อไป ส่วนใน วรรคท้ายที่กำหนดว่าจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอีกครั้ง ภายหลังสิ้นสุดสถานการณ์ ฉุกเฉินเดิมน้อยกว่า ๓ วันจะกระทำมิได้ ก็เพื่ออุดช่องว่างหากมีนายกรัฐมนตรีคนไหน หัวหมอ ถึงขนาดจะค่อย ๆ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปทีละ ๓ วันเกิดขึ้นจริง ๆ ผมก็ได้มีการอุดช่องว่างตรงนี้เอาไว้แล้ว สาระสำคัญต่อมาครับท่านประธานในมาตรา ๙ เรื่องการออกข้อกำหนดของนายกรัฐมนตรีภายหลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ตัดอำนาจการออกข้อกำหนดห้ามการเสนอข่าวที่อาจทำให้ประชาชนหวาดกลัวหรือ เข้าใจผิดจนกระทบความมั่นคง ความสงบสุขที่เคยมีอยู่ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ ออกไป เพราะผมเห็นว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นข่าวสารที่ประชาชนควรจะได้รับมากที่สุด ไม่ใช่ ข่าวสารด้านเดียวที่รัฐควบคุมว่าต้องให้ประชาชนรู้อะไร ไม่รู้อะไรเท่านั้น แต่ต้องเป็นข้อมูล ข่าวสารที่รอบด้าน มาจากหลายภาคส่วนที่เห็นในหลายแง่มุม ให้ประชาชนได้รับรู้อย่างทั่วถึง ที่สุด เพื่อทำให้ประชาชนเท่าทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและสามารถตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาลได้🔗
สาระสำคัญประการที่ ๓ ครับท่านประธาน คือการตัดข้อยกเว้นที่ให้ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งหรือการกระทำใดภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ไม่ให้อยู่ อำนาจของศาลปกครองและข้อยกเว้นให้พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับ พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก. นี้ไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญาหรือทางวินัย เนื่องจาก การปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำความผิดกฎหมายที่เคยมีอยู่ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ ตามลำดับออกไป เพื่อยืนยันว่าการใช้ อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าในสถานการณ์ใดจะต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบขององค์กร ตุลาการได้อย่างเต็มที่เสมอ ไม่ใช่จะอ้างสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วมาออกข้อกำหนดอะไรก็ได้ ใช้งานเจ้าหน้าที่ไปกระทำการใด ๆ ที่เกินเลยจากการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างไรก็ได้ แล้วไม่ต้องมากังวลว่าจะถูกยกเว้นไม่ให้ตรวจสอบต่อไป เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป สำหรับตัวร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้🔗
สาระสำคัญประการสุดท้ายตามมาตรา ๑๒ กรณีการประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ที่ให้อำนาจประกาศให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลได้ จากเดิมใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่สามารถควบคุมตัวได้นานสูงสุดถึง ๗ วัน ขยายเวลาได้นานสุดถึง ๓๐ วัน และไม่ให้ควบคุมตัวไว้ในสถานีตำรวจที่คุมขังทัณฑสถาน หรือเรือนจำนั้น ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่กระบวนการที่ดีที่สุดที่จะเป็นหลักประกันสิทธิ ให้กับประชาชนได้ดีที่สุดในสถานการณ์ฉุกเฉินครับท่านประธาน ก็คือจะต้องดำเนินการ ด้วยกระบวนการเช่นเดียวกันกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยการควบคุม ให้ควบคุมตัวได้ไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง ต้องควบคุมตัวภายในสถานีตำรวจที่ญาติและทนายความ เข้าถึงได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะถูกทรมานหรืออุ้มหายได้ และเมื่อครบกำหนดแล้ว หากจะต้องควบคุมตัวต่อไปก็ให้ดำเนินการต่อไปตามกระบวนการในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น และการจับกุมควบคุมตัวทั้งหมดนี้จะต้องไม่กระทบกระเทือน ต่อสิทธิของญาติและครอบครัวที่จะได้เข้าเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัวตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาด้วย ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. การบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน ความจริงแล้วไม่ใช่ร่างกฎหมายที่มันใหม่หรือมีความซับซ้อนอะไรเลยครับ ท่านประธาน การเข้าใจกฎหมายนี้ง่ายมากครับ เพราะร่างกฎหมายนี้ท่านประธาน มันคือ การเพิ่มอำนาจให้กับสภา ให้อำนาจของผู้แทนของประชาชนสามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ มันคือการเพิ่มอำนาจให้กับศาลปกครองที่จะเข้ามาดูว่ามันมีการใช้สิทธิ ใช้อำนาจในการ ละเมิดสิทธิของประชาชนหรือไม่ ซึ่งสถานการณ์จะพิเศษ จะปกติ กระบวนการเหล่านี้ หลักการเหล่านี้จะต้องมีอยู่ตลอดไป นี่คือสาระสำคัญ นี่คือหัวใจของกฎหมายฉบับนี้ ตลอดเวลาที่ผมอยู่ในสภาแห่งนี้มาเกือบ ๓ ปี ผมได้เห็น ส.ส. ทั้งที่เป็นรัฐมนตรี ที่เคยเป็น รัฐมนตรีและที่ไม่เป็นรัฐมนตรี ต่างภาคภูมิใจในการเป็น ส.ส. เพราะนี่คือการทำหน้าที่ อันมีเกียรติในฐานะของการเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการเอาความทุกข์ร้อนเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ วันนี้ผมกำลัง เสนอกฎหมายที่เพิ่มอำนาจให้กับพวกท่าน เพิ่มอำนาจให้กับศาลปกครอง ให้มีอำนาจในการตรวจสอบรัฐบาลเพื่อไม่ให้รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลทรราชย์ ใช้อำนาจ ในการละเมิดประชาชนอย่างไม่ต้องรับผิดชอบ เราอยู่กับวงจรอุบาทว์แบบนี้มาเป็นเวลานาน แล้วท่านประธาน ถึงเวลาคืนอำนาจการตรวจสอบรัฐบาลที่เราถูกขโมยไปให้กับสภา ผู้แทนราษฎร ด้วยร่างกฎหมายฉบับนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ผมหวังว่า สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จะช่วยกันทำหน้าที่อย่างมีกระดูกสันหลัง จะช่วยกันยืนยัน ในสิ่งที่ผมกำลังยืนยันอยู่ ขอให้พวกเราได้ทำหน้าที่อย่างมีศักดิ์ศรี อย่างมีความรับผิดชอบ อย่างซื่อตรงกับประชาชน ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ผู้เสนอร่าง ได้แถลงหลักการและเหตุผลเรียบร้อยแล้ว ต่อไปท่านสมาชิกจะอภิปรายเริ่มจากท่าน อาดิลัน แล้วตามด้วยท่านอมรัตน์ เชิญท่านอาดิลันก่อนนะครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัด ยะลา ขออภิปรายต่อร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. .... ที่เสนอโดยท่านรังสิมันต์ โรม กับคณะ ท่านประธานครับ พระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ หรือที่เขาเรียกว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นกฎหมายที่ออกโดย ฝ่ายบริหารในขณะนั้น คือรัฐบาลของท่าน พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ภายหลังเกิด เหตุการณ์ที่คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกโดยทั่วกันว่าเป็นเหตุปิดเมืองยะลา เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๘ หลังจากนั้นรัฐบาลจึงได้ออก พ.ร.ก. ฉุกเฉินในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ และเริ่มประกาศใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยจังหวัด ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลา คืออำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอนาทวี อำเภอเทพา ต่อมามีการประกาศยกเลิกการบังคับใช้ในพื้นที่บางอำเภอ โดยรวมแล้วกฎหมายฉบับนี้ก็ยังมีใช้อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้นี้ก็บังคับใช้ให้เป็นพื้นที่ที่สถานการณ์ร้ายแรง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘ จนถึงปัจจุบันนี้ ตัว พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่บังคับใช้มาโดยตลอดนั้นเป็นกฎหมายที่มีเนื้อหา ลักษณะพิเศษ มีเจตนานำมาใช้ชั่วขณะ ชั่วครั้งใช้เฉพาะกิจ เฉพาะกรณีเป็นครั้งเป็นคราว เพราะกฎหมายที่เขียนไว้เป็นกฎหมายที่รวบอำนาจของส่วนราชการทั้งหมดไปอยู่ที่ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร สำหรับร่างฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ มีประเด็น สำคัญที่แก้ไขกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันหลายประการ ขออนุญาตอภิปรายในส่วนที่ สำคัญ ๆ และถือว่าเป็นประโยชน์ในการพิจารณาของสมาชิก ณ สภาแห่งนี้ อาทิเช่น ระยะเวลาที่ให้นายกรัฐมนตรีประกาศใช้จากเดิม ประกาศได้ครั้งละไม่เกิน ๓ เดือน แต่ใน กฎหมายในร่างฉบับนี้ให้เหลือเพียง ๓๐ วัน การขอขยายระยะเวลาในการประกาศใช้ได้คราว ละไม่เกิน ๓๐ วันเช่นเดียวกัน หรือกรณีที่เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการ ประกาศใช้ของนายกรัฐมนตรีแล้ว ต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๗ วันนับแต่วัน ประกาศใช้กฎหมายฉบับนั้น ในการนำเสนอต่อสภาในร่างที่คณะผู้เสนอได้เสนอนั้น มีเขียนรายละเอียดไว้ด้วยว่าต้องเสนอ อะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นแผนการแก้ไขสถานการณ์ มาตรการและข้อกำหนดเพื่อแก้ไข สถานการณ์ กระบวนการนำไปสู่การยุติของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีกระบวนการ อย่างไรที่นำไปสู่การยกเลิกการยุติการประกาศใช้ และเมื่อสิ้นสุดการใช้อำนาจตาม สถานการณ์ฉุกเฉินแล้วระบุไว้ด้วยว่า นายกรัฐมนตรีต้องเสนอรายงานผลการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๓๐ วันนับแต่วันสิ้นสุดการประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนั้นแล้วในร่างฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่นี้มีการระบุไว้ด้วยว่า การควบคุมตัวบุคคลในฐานะผู้ต้องสงสัย มีการแก้ไขจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ ซึ่งปัจจุบันที่บังคับใช้อยู่นั้นมีบัญญัติไว้ว่า ควบคุมตัวได้ครั้งละไม่เกิน ๗ วัน แต่ร่างที่เสนอมา วันนี้ให้มีการควบคุมได้ครั้งละไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมงเท่านั้น ไม่สามารถจะขอขยายระยะเวลาการ ควบคุมตัวต่อได้อีกต่อไป หากที่จะมีการควบคุมตัวต่อทำได้ในกฎหมายในร่างฉบับนี้บอกว่า จะต้องไปใช้กระบวนการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ลักษณะบทตรงนี้ คล้ายกับในพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกซึ่งมีเขียนไว้ว่า ในการกักตัวบุคคลนั้นกักตัวได้ไม่เกิน ๗ วันและไม่สามารถจะควบคุมตัวต่อได้เช่นกัน แต่ส่วนตัวแล้วในส่วนร่างที่นำเสนอนี้ยังมี บางประเด็นที่ยังมีเห็นต่างและอาจจะต้องมีการนำเสนอเพื่อขอแปรญัตติ หากร่างฉบับนี้ได้ การพิจารณาในวาระหนึ่งและมีการตั้งกรรมาธิการพิจารณา อาทิเช่น ในส่วนของ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ (๒) ซึ่งเป็นเนื้อความเหมือนกับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่ให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ในการเชิญตัวให้บุคคลมารายงานตัว เพราะสภาพปัญหาในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เฉพาะการควบคุมตัวและเชิญซักถามตามมาตรา ๑๑ (๑) เท่านั้น แต่มาตรา ๑๑ (๒) ในการเรียกตัวให้บุคคลมารายงานตัวก็เป็นปัญหา เพราะไม่มีการ กำหนดว่าให้มารายงานตัวกี่ครั้ง เมื่อไร อย่างไร จึงให้เป็นปัญหาที่จะต้องถูกเจ้าหน้าที่เข้าไป พบ เข้าไปหาที่บ้านโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา เหล่านี้คือสภาพปัญหาที่หากมีการพิจารณา ในชั้นกรรมาธิการ ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คงจะต้องมีการ ขอแปรญัตติ นอกจากนั้นแล้วในส่วนของมาตรา ๑๒ ที่ไม่ได้ระบุถึงสถานที่ที่ผู้ถูกควบคุมตัว ไปควบคุมไว้ ซึ่งผมเห็นต่างจากผู้นำเสนอกฎหมายได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่นี้ว่า จำเป็นที่จะต้อง บัญญัติไว้ชัด ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเวลาเพิ่มเติมอีกสักนิดหนึ่งครับ มีสาระสำคัญที่อยากจะนำเสนอ เนื่องจากว่าในการควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวนั้น เรายืนยันว่า เขาไม่ได้เป็นผู้ต้องหา ฉะนั้นถ้าเราไม่ระบุไว้ว่าห้ามไม่ควบคุมตัวที่สถานที่ที่เป็นสถานีตำรวจ หรือทัณฑ์สถาน หรือที่กักขังนั้นก็จะเกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย เหล่านี้เป็น สิ่งที่จะต้องมีการระบุไว้ว่า จำเป็นว่าจะต้องมีการระบุว่าต้องไม่ใช่ในการควบคุมที่สถานี ตำรวจหรือสถานที่เช่นเดียวกัน โดยสรุปแล้วก็คือควรที่จะมีการบัญญัติเช่นเดียวกับกฎหมาย ที่มีบังคับใช้ในปัจจุบัน นอกจากนั้นแล้วในร่างฉบับนี้ควรจะกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครอง บุคคลที่ถูกเชิญตัว เพื่อควบคุมตัวและซักถามหรือเชิญตัวมารายงานตัว คือต้องกำหนดให้ ตลอดระยะเวลานับแต่การควบคุมตัว หรือมารายงานตัวต้องบันทึกภาพเคลื่อนไหว และบันทึกเสียงตลอดระยะเวลาจนกว่าจะสิ้นสุดการควบคุมตัวหรือรายงานตัว เรื่องนี้เป็น เรื่องสำคัญครับ เพราะหลายครั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีข้อร้องเรียนมาตลอดว่า ตลอดระยะเวลาการควบคุมตัวหรือซักถาม มีการซ้อม มีการทรมาน มีการสอบปากคำให้ไว้ในฐานะพยาน หรือไว้ในฐานะของผู้ให้ ถ้อยคำ และผู้ถูกควบคุมตัวดังกล่าวนั้นให้ถ้อยคำรับสารภาพ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็น ผู้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และที่ซ้ำร้ายมีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๓๒๑๔/๒๕๖๐ สรุปความสาระสำคัญได้ว่า ข้อมูลบันทึกที่ได้จากการดำเนินกรรมวิธีหรือบันทึกซักถามของ ผู้ต้องสงสัยในฐานะพยานไม่ใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ เพราะ ขณะนั้นยังไม่ได้ถูกจับ คำสารภาพและถ้อยคำจึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามกฎหมาย นี่คือสิ่งที่เรา ควรจะต้องพิจารณา ยังมีอีกหลายประเด็นที่จะต้องปรึกษาหารือกันในชั้นกรรมาธิการ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ใช้มาแล้ว ๑๖ ปี และพบปัญหาอุปสรรคควรจะต้องได้รับการ ปรับปรุงแก้ไข ส่วนไหนที่มีความล้าสมัยหรือไม่เหมาะสม ไม่ทันต่อสถานการณ์จึงต้องได้รับ การแก้ไข จึงขอสนับสนุนรับหลักการในวาระที่ ๑ ร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อพิจารณาในชั้น กรรมาธิการ และวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
อีก ๒ ท่าน ท่านเพชรดาวกับท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล เชิญท่านเพชรดาวก่อนครับ🔗
ท่านประธานคะ เมื่อสักครู่ ท่านประธานประกาศว่าอมรัตน์ค่ะ🔗
ขออภัยครับ เชิญครับท่านอมรัตน์🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลจากนครปฐม ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขอลุกขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนพระราชบัญญัติสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เสนอโดย ส.ส. รังสิมันต์ โรม และคณะ ส.ส. พรรคก้าวไกล เพื่อให้ใช้ประกาศ พ.ร.บ. นี้ แทนที่พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับปี ๒๕๔๘ ที่ประกาศใช้มานานแล้วถึง ๑๗ ปี และมีปัญหาทั้งในด้านสถานะ ทั้งในเรื่องเนื้อหา และกระบวนการการบังคับใช้ มีปัญหา ในด้านสถานะเพราะอะไรคะ เพราะว่าพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ คือพระราชกำหนดที่ไม่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร สามารถออกโดย ครม. และ นายกรัฐมนตรีได้เลย จึงไม่ถูกต้องตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจในระบอบ ประชาธิปไตย ไม่ถูกต้องมีปัญหาในแง่เนื้อหาอย่างไรคะท่านประธาน พ.ร.ก. สถานการณ์ ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ ให้สามารถกักตัวผู้ต้องสงสัยได้ถึง ๓๐ วัน ในสถานที่ใดก็ได้ เป็นสถานที่ ที่ไม่ใช่สถานที่ราชการก็ได้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่จะได้รับการยกเว้นความผิดทางแพ่ง ทางอาญา แม้กระทั่งทางวินัย เจ้าหน้าที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องรับผิดชอบหากทำผิด อีกทั้งแม้แต่การที่ ประชาชนเมื่อได้รับการคุกคามข่มขู่จะไปพึ่งศาลปกครองก็ทำไม่ได้ค่ะ เพราะว่าตัดสิทธิ ในการที่จะไปยื่นฟ้องศาลปกครอง ท่านประธานคะ มีแต่คนที่ไม่มีเกียรติยศ ไม่ได้สนใจ การดำรงอยู่อย่างสง่างามเท่านั้นที่จะนำพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ ที่มีเจตนารมณ์ใช้ในสถานการณ์ปราบการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนใต้นำมาใช้กับ สถานการณ์โรคระบาด มีแต่รัฐบาลนี้เท่านั้นที่โหนเชื้อโรคเพื่อต่ออายุของตัวเองให้อยู่ต่อไป ที่ผ่านมาโหนมาแล้วทุก ๆ สายพันธุ์ของโควิด (COVID) ค่ะ ท่านประธานคะ ไม่ว่าจะมีเสียง จากสังคมยืนยันว่ามีกฎหมายปกติที่สามารถจะใช้ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด (COVID) ได้ ๒ ฉบับ ซึ่งเมื่อหยิบมาใช้แล้วจะสามารถใช้ทดแทน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน นั่นคือ พ.ร.บ. โรคติดต่อ ปี ๒๕๕๘ เอามาใช้ประกอบกับกฎหมาย ลักลอบคนเข้าเมือง ก็สามารถมีประสิทธิภาพได้โดยไม่ต้องมาจำกัดรุกล้ำคุกคามเสรีภาพของ สื่อมวลชนเพื่อต่ออายุให้กับตัวเอง การประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินส่วนมากจะใช้ภาคใต้ต่อเนื่อง มาแล้วถึง ๑๗ ปี มาใช้ในเมืองหลวง มาใช้ที่พัทยาต่อมาอีก ๔-๕ ครั้ง แต่ละครั้งเมื่อ สถานการณ์สิ้นสุดก็มีการยกเลิกประกาศใช้ทันที ครั้งที่ใช้เวลาน้อยที่สุด คือประกาศใช้เพียง ๑ วัน แล้วค่ำคืนนั้นก็ประกาศยกเลิก คือการใช้กับ นปช. ในสถานการณ์ที่พัทยาค่ะ การใช้ ครั้งแรกในสมัยนายกสมัคร สุนทรเวช คือใช้ในปี ๒๕๕๑ ครั้งที่กลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อประชาชนปะทะกับ นปช. อันนั้น ประกาศใช้ ๑๓ วัน แล้วก็ประกาศยกเลิกทันที เนื่องจากว่าสถานการณ์รุนแรงและมีผู้เสียชีวิต ไม่เคยมีรัฐบาลไหนลากยาวมาถึงขนาดนี้ ท่านประธานคะ เราประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อเอามาเป็นข้ออ้างในการปราบโรคระบาดตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๓ ต่ออายุมา ทั้งหมด ๑๖ ครั้งแล้วนะคะ จะครบ ๒ ปี ในเดือนหน้านี้แล้วค่ะ สร้างความเดือดร้อนให้กับ ประชาชน เป็นการคุกคามสื่อมวลชนในการเสนอความจริง และเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐทำ การคุกคามประชาชนโดยไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะมีกฎหมายป้องกันเอาไว้ เป็นการใช้อย่าง ตามอำเภอใจ แม้กระทั่งเด็กอายุเพียง ๑๒ ปีเท่านั้นนะคะท่านประธาน เด็กยากจนพ่อแม่ มีลูก ๕ คน ตกปลาได้ ๔-๕ ตัว ใส่ถุงขี่จักรยานไปขายในม็อบ (Mob) ก็ยังถูกเจ้าหน้าที่ ดำเนินคดี ผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาแล้วค่ะ ท่านประธานคะ ในขณะที่โรงภาพยนตร์เปิดให้ชม ในขณะที่ตลาดสดเปิด ในขณะที่คนยืนเบียดกันบนรถไฟฟ้ามากมาย ห้างสรรพสินค้าจัดงาน เคานต์ดาวน์ (Countdown) ปีใหม่กัน แต่ตำรวจหลายท้องที่ก็ยังมุ่งที่จะใช้คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในการจัดการกับคนผู้รักประชาธิปไตยที่ออกมาทำกิจกรรมทางการเมืองเพื่อต่อต้าน รัฐบาล ตำรวจ สน. ปทุมวัน เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม จ่ายคดีผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉินให้กับ ประชาชนที่มาทำกิจกรรมรำลึกถึงวันรัฐธรรมนูญ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ที่หอศิลป์ จับไป ๑๒ คน แม้กระทั่งกิจกรรมเคานต์ดาวน์ (Countdown) ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อคืนวันที่ ๓๑ ธันวาคม ก็ถูกจับไป ๒๕ คน โดยตำรวจ สน. ประชาชื่น แม้กระทั่ง ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม เดินทางไปที่สำนักงานสหประชาชาติ ไปที่ยูเอ็น (UN) เพื่อ จะบอกว่าตัวเองถูกคุกคามจากรัฐ ถูกคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก ในการแสดงความ คิดเห็นทางการเมือง จะไปฟ้องโลก ไปที่สหประชาชาติ ก็ยังโดนค่ะ ไม่วายโดน สน. นางเลิ้ง ตามไปจับอีกนะคะท่านประธาน มันเป็นข้อยืนยันพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า เอามาใช้เพื่อ สถานการณ์ต่ออายุให้รัฐบาลอย่างไรบ้าง ดิฉันสนับสนุนพระราชบัญญัติสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉบับใหม่ ที่เสนอโดย ส.ส. รังสิมันต์ โรม และพรรคก้าวไกล เพราะอะไรคะ เพราะว่ามีความ เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ถูกต้องตามหลักการตรวจสอบ ถ่วงดุล คาน อำนาจระหว่างนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร มีการเปลี่ยนเป็นให้ประกาศใช้ได้ครั้งละไม่เกิน ๓ วัน แทนที่ครั้งก่อนที่จะประกาศใช้ครั้งละ ๓๐ วัน เปลี่ยนเป็น ๓ วัน และเวลาที่จะต่ออายุ จะต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรก่อน รวมทั้งการที่จะประกาศใช้ครั้งแรกเมื่อนายกรัฐมนตรีมี เหตุการณ์เร่งด่วนประกาศใช้ไปแล้ว จะต้องนำมาให้สภาพิจารณาภายใน ๗ วัน หลังจากการ ประกาศใช้ หากสภาไม่อนุมัติ ไม่ยินยอม ไม่เห็นด้วย การประกาศใช้ก็มีอันจะต้องตกไป และ จะต่ออายุอีกครั้งก็ไม่ได้ ถ้าสภาไม่เห็นด้วยนะคะ รวมทั้งการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคุมตัวได้ไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง แทนที่จะเป็น ๗ วัน แล้วต่ออายุได้ถึง ๓๐ วัน เหมือนใน พ.ร.ก. ฉุกเฉินฉบับปี ๒๕๔๘ ตรงนี้คือข้อแตกต่างนะคะ รวมทั้งที่สำคัญที่สุดที่ดิฉันรู้สึกว่ามันมี ความเป็นประชาธิปไตยมันดีที่สุด ก็คือ พ.ร.บ. ฉบับนี้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องชี้แจงกับ สภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผลในการออก พ.ร.บ. ฉุกเฉิน ต้องชี้แจงสภาผู้แทนราษฎรถึงแผนใน การแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งกระบวนการที่จะนำไปสู่การยุติการประกาศ ท่าน ประธานคะ สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงที่สุดของประเทศไทยตอนนี้ที่จะต้องทำทันที คือการ ยุบสภาเพื่อพานายกเฮงซวยคนนี้ออกไปค่ะ ดิฉันเสนอให้ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินฉบับปี ๒๕๔๘ และหันมาสนับสนุนพระราชบัญญัติสถานการณ์ฉุกเฉินที่พรรคก้าวไกลเสนอในวันนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องร่วมสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะอยู่ฝักฝ่ายใด ได้โปรดยกมือช่วยโหวตสนับสนุน พระราชบัญญัตินี้ของพรรคก้าวไกล เพื่อดำรงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนนะคะ ขอบคุณมากค่ะ🔗
เชิญคุณหมอเพชรดาวครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทยค่ะ ดิฉันต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉันได้อภิปราย ร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. .... ของท่านรังสิมันต์ โรม และคณะ เป็นผู้เสนอ พูดถึงการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ดิฉันขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะคะ🔗
แวบแรกดิฉันนึกถึงพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ค่ะ และสิ่งที่ดิฉันนึกต่อไป นั่นก็คือเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ถ้าเด็กคนนั้นวันนี้อายุ ๑๗ หรือ ๑๘ ปี เด็กคนนั้นเขาเกิดมาแล้วใช้ชีวิตอยู่ ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เขาเห็นภาพปิดล้อม ตรวจค้น เห็นภาพรถถัง เห็นภาพทหาร เห็นภาพ ด่านตรวจที่มากมาย และบางคนยังอยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรงมาตั้งแต่เกิดจนเขาเป็นหนุ่ม เป็นสาว ยังคงมีกฎหมายพิเศษอื่น ๆ อีกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น กฎอัยการศึก พ.ร.บ. รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร🔗
ท่านประธานที่เคารพคะ สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ปฐมฤกษ์อีกครั้งเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ จากเหตุการณ์ที่ทวีความรุนแรง มากขึ้น รัฐบาลจึงประกาศใช้กฎหมายเพื่อการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ได้มีการต่ออายุในทุก ๓ เดือน เป็นเวลานานถึง ๑๗ ปี ย้ำค่ะ ๑๗ ปี ดิฉันนับจำนวนครั้งไม่ถ้วนว่ากี่ครั้งที่เป็นการต่ออายุ คำว่า ฉุกเฉิน ต้อง ชั่วคราวค่ะ ไม่ใช่ตลอดกาล เหมือนอย่างทำทุกวันนี้ ในภาพนะคะ เป็นภาพที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะ เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือว่าฝ่ายค้าน เรารวมตัวกันว่าขอให้มีการทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษใน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒ ประมาณ ๒ เดือน หลังจากที่เรา อยู่ในรัฐสภาชุดนี้ แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการทบทวนค่ะ พระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือในการเพิ่มอำนาจให้แก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน แต่เป็นการลิดรอน สิทธิเสรีภาพของประชาชน ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้มากน้อยแค่ไหน ดิฉันขออนุญาตเท่าที่เวลาอำนวย ดิฉันมี ๒ งานวิจัยที่ดิฉันคิดว่า สำคัญมาก ควรที่นำไปพิจารณาว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่มีอยู่จะเปลี่ยนเป็น พ.ร.บ. อย่างไรบ้าง นะคะ🔗
ชิ้นแรก เรา ส.ส. ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราถูกถามมาตลอดค่ะ เพราะเรารู้ว่าประชาชนส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะมีผลกระทบไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและจิตวิทยาต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์จำนวนมากที่ถูกควบคุมตัว นำไปสู่การซ้อมทรมานและ การอุ้มหายในที่สุด งานวิจัยในปี ๒๕๕๖ เรื่องของการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีต่อการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ๒๕๔๘ ในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ โดยอาจารย์สุทธิพรและคณะ วัตถุประสงค์นั้นคือศึกษาความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้อง กับการใช้กฎหมายและศึกษาผลกระทบของการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่มีต่อประชาชน🔗
สรุปอย่างนี้สั้น ๆ ค่ะ มี ๒ กรณี ถ้ากรณีขอขยายระยะเวลา พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในแต่ละครั้งเป็นไปได้ไหมคะ ที่จะมีกลไกการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินผ่านบทบาทศูนย์ยุติธรรมชุมชนในพื้นที่🔗
๒. ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ให้แก่ประชาชน อย่างถูกต้อง รวมทั้งตัวบทกฎหมายและแนวทางในการดำเนินการใช้กฎหมายต่อผู้ก่อเหตุ รุนแรง หรือผู้ต้องสงสัยของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้าที่เป็นหน่วยงานพิเศษ ซึ่งปฏิบัติ หน้าที่ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินค่ะ แต่ในกรณีที่จะประกาศยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินในพื้นที่ใดพื้นที่ หนึ่ง ซึ่งล่าสุดได้ประกาศของอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส รัฐไม่ควรประกาศเป็นฝ่ายเดียวค่ะ ควรมีชุมชนส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย เมื่อประกาศยกเลิกแล้วก็ควรมีกฎหมายอื่นมา ทดแทน โดยมีกลไกกระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายใหม่ที่จะมา ทดแทนด้วยค่ะ🔗
งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง ดิฉันเข้าร่วมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมายและ ยุติธรรม สภาผู้แทนราษฎร เป็นเรื่องของกฎหมายความมั่นคงและการบังคับใช้ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ ๔ อำเภอจังหวัดสงขลา โดยอาจารย์ ดอกเตอร์กัลยา แซ่อั้ง และคณะ ค่ะ มีข้อเสนอแนะ ๓ ข้อซึ่งน่าสนใจนะคะ ข้อเสนอแนะต่อนโยบายการบังคับใช้กฎหมาย ความมั่นคง ให้ยกเลิกกฎอัยการศึกที่ใช้บังคับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้พื้นที่ เป้าหมายอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใดฉบับหนึ่งเพียงฉบับเดียว และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความฉุกเฉินร้ายแรงของสถานการณ์ แล้วก็ให้บังคับใช้ กฎหมายตามกรอบพันธกรณีระหว่างประเทศ และให้มีการปรับทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ ให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งแนวทางการปรับปรุงระบบ กฎหมายความมั่นคง เสนอให้บัญญัติหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้าง ความมั่นคงทางกฎหมายในระดับสูงสุด และสุดท้าย ให้มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล เชิงกระบวนการอย่างเป็นระบบ โดยให้องค์กรนิติบัญญัติของเรานี้ค่ะ มีอำนาจตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้ดุลยพินิจตัดสินสถานการณ์ฉุกเฉินของฝ่ายบริหาร การขยายระยะเวลา สถานการณ์ฉุกเฉินให้เป็นไปตามอำนาจขององค์กรนิติบัญญัติ ระหว่างที่มีการใช้อำนาจ พิเศษตามกฎหมายความมั่นคง ให้ศาลมีอำนาจควบคุมและตรวจสอบ สุดท้ายค่ะ ให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อความรับผิดทางอาญา แพ่ง และทางปกครอง อันนี้คืองานวิจัย ที่มีการทำโดยสถาบันการศึกษาที่ได้รับการยอมรับ ฉะนั้น พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่เราใช้อยู่ ดิฉันมี เวลาพูดเฉพาะเรื่องของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมี พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ใช้ในสถานการณ์ ควบคุมโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) รวมทั้งการชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนที่เราได้พูดคุยในสภาแห่งนี้ เรื่องของจะนะก็เช่นเดียวกันค่ะ ดิฉันคิดว่าเนื้อหาสาระของ สมาชิกแต่ละท่านมีประโยชน์มาก ก็ขอให้ใช้ประโยชน์ในทุกเรื่องราว ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านต่อไปครับ พลตำรวจตรี สุพิศาลครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมมาขอสนับสนุนในร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. .... ที่ ส.ส. รังสิมันต์ โรม กับคณะ นำเสนอครับ สิ่งแรกนี้ครับ ประเด็นในเรื่องของหลักการ แน่นอนครับ หลักการผมนี้ ในหลักการคือกำหนดมาตรฐานการถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาล ชัดเจนครับ เพราะผมจะเข้าสู่มิติของมาตรา ๑๒ ของพระราชกำหนดเลยนะครับ มาตรา ๑๒ พระราชกำหนด คืออะไรครับท่านประธานครับ คือการยกระดับความฉุกเฉินขึ้น เป็นความร้ายแรง เรื่องนี้ผมจะไม่พูดถึงเรื่องสถานการณ์ภาคใต้ ผมจะไม่พูดถึงเรื่องโควิด (COVID) ที่ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ผมจะพูดถึงสถานการณ์หนึ่งครับท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ปี พ.ศ. หนึ่ง ผมทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ผมรู้ว่าสถานการณ์จะมีผู้มาชุมนุมที่ อนุสาวรีย์ใดอนุสาวรีย์หนึ่งในเวลา ๑๒.๐๐-๑๖.๐๐ นาฬิกา ผมเรียกคณะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งหมด เตรียมเอกสาร เตรียมออกพระราชกำหนดโดยใช้มาตรา ๙ เพื่อฉุกเฉิน ออกประกาศครับ ใช้อำนาจ เพื่อจะกำจัดผู้ชุมนุมที่จะมาอนุสาวรีย์ ปรากฏครับ ขณะนั้นการข่าวบอกว่าเด็กหรือ กลุ่มเยาวชนที่จะมาชุมนุมท่านประธาน เคลื่อนออกไป เพราะมีเหตุอันที่จะต้องเปลี่ยนวิธีการ ไปยังหน้าทำเนียบครับท่านประธาน แต่ปรากฏว่าในเวลาถัดมาก็ไปกองอยู่ที่หน้าทำเนียบ ปรากฏครับ มีโพรโทคอล (Protocol) ที่จะต้องใช้ในพื้นที่ดังกล่าว เข้าสถานการณ์ครับ ผมเรียกเจ้าหน้าที่มาเลยครับ ไปร่างคำสั่งใหม่ ยกระดับเลยครับ ตอนนั้น ๑๖.๐๐ นาฬิกา ยกระดับมันเลย จากฉุกเฉินเป็นร้ายแรง เอาตรงนี้ล่ะ แล้วก็ร่างในคอมพิวเตอร์ พิมพ์เสร็จเรียบร้อยครับ รอประกาศอย่างเดียว แล้วก็ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐและ ผู้เกี่ยวข้อง กำหนดแผนการ สั่งหัวหน้าผู้บังคับบัญชาที่ตอนนั้นไปคุมให้เกิดสถานการณ์แบบ นี้ ให้เกิดให้ได้ จนกระทั่งเกิดครับท่านประธาน ผู้หลงเชื่อ ผู้ที่หลงเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม ถูกจับ หมดครับท่านประธาน สะใจครับ ออกเลยครับคำสั่งนั้นที่พิมพ์ไว้แล้ว ออกมาเลย ยกระดับเลย ครับ จากฉุกเฉินเป็นร้ายแรง นี่ครับผมครับ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีมากเลยครับ เล่นงานราษฎร ก่อน นี่คือการใช้อำนาจตามมาตรา ๑๒ ครับท่านประธาน ชัดเจนไหมครับ นี่คือการก่ออาชญากรรมทางการเมืองใช่หรือเปล่าครับท่านประธานคิดเอานะครับ อันนี้จะ ปรากฏในคำให้การในชั้นศาลของผม โดยลงรายละเอียดครับท่านประธาน ติดตามได้ครับ เมื่อวันนั้นศาลนัดสืบพยาน ผมอย่างนี้ครับท่านประธาน สิ่งที่เป็นคำสั่งโดยใช้อำนาจของตัว นายกรัฐมนตรีเองนั้นใช้บิดเบี้ยวแล้วทับซ้อนกับกฎหมายมามาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ กฎหมายการชุมนุม กฎหมายโรคระบาด กฎหมายพื้นฐาน นี่คือเหตุที่สภาแห่งนี้ที่ต้อง ยกระดับ โดยเอามาตรการถ่วงดุลไว้ที่สภานี้ครับ รัฐต้องเลิกอำนาจนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมมีกระทู้ถามไปยังกฤษฎีกาครับท่านประธาน นี่กระทู้ผมและตอบไปแล้ว ลงราชกิจจานุเบกษา เป็นกระทู้ถาม เรื่อง ขอทราบผลดำเนินการของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและประเมินผลสัมฤทธิ์ตามกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ ใน ๑ คำถามของผมครับ ถามเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายที่เรียกว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เมื่อไรจะประเมินผลสัมฤทธิ์ คำตอบครับท่านประธาน อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๓๘ ตอนพิเศษ ๓๐๖ ง ลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๔ ตอบว่าสำนักงานสภา ความมั่นคงแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของ พระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้กำหนดให้ ดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์นี้ให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๖๗ ครับท่านประธาน ซึ่งเป็นการ กำหนดที่อยู่ในกรอบระยะเวลาของมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์ ประกอบ ข้อ ๑ แห่งกฎกระทรวงที่กำหนดการประเมินระยะเวลา และกำหนดว่าการประเมินผล สัมฤทธิ์นี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ โดยจะครบกำหนด ๕ ปี คือ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๓ นับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๓ ผมจะคอยครับ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ ผมคิดว่าผมจะเข้าสภาแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง และจะถามกฤษฎีกา แล้วจะถาม สำนักความมั่นคงว่ากฎหมายพระราชกำหนดที่ใช้อำนาจของรัฐบาลประเมินผลแล้วชาวบ้าน เขาด่า เขาต่อว่าไหม เชิญชวนครับท่านประธานครับ ฝากท่านประธานไปถึงประชาชนทุกคน กฎหมายฉบับนี้ต้องออกรับฟังมาตรา ๗๗ แล้วก็อยู่ในเว็บไซต์ (Website) ของกฤษฎีกา เชิญชวนเลยครับว่าให้ประชาชนเขาไปคอมเมนต์ (Comment) เลยครับ เพื่อรับฟังย่อย ๆ ว่ากฤษฎีกาจะฟังเป็นอย่างไร เอาให้ถล่มครับ ให้คอขวดในกฤษฎีกานี่พังไปเลยครับว่า กฎหมายฉบับนี้มันเฮงซวย อำนาจที่รัฐบาลใช้นั้นบิดเบี้ยวมาตลอดระยะเวลาของการใช้ กฎหมาย และยังก่ออาชญากรรมทางการเมืองแบบแยบยลครับท่านประธาน นี่คือเหตุผลที่ ผมเห็นควรสนับสนุนว่ากฎหมายต้องเข้าสภาครับ และกฎหมายที่ท่าน ส.ส. รังสิมันต์ โรม ถือเข้ามาเพื่อยื่นมันเปิดทางให้รัฐสภาแห่งนี้ใช้การถ่วงดุลของรัฐบาลที่ใช้อำนาจมาตลอด ๑๖ ปี ในภาคใต้ ๓ ปี ในโควิด (COVID) ประชาชนเดือดร้อนมากครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะทำให้ เห็นว่าประชาชน เด็ก เยาวชน ผู้คิดใหม่คิดต่างจะได้ลืมตาอ้าปาก แล้วพระราชบัญญัติของ รังสิมันต์ โรม ถือว่าทันสมัยที่สุดครับ สภาจะเป็นคำตอบที่สุด สุดท้ายแล้วตรวจสอบอำนาจ ของรัฐบาลได้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
อีก ๒ ท่าน ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กับท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เชิญคุณสาทิตย์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในคราวที่เพื่อนสมาชิก จากพรรคก้าวไกลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ ผมเรียนท่านประธานครับว่าความจริงแล้ว ตัวพระราชกำหนดฉบับนี้นั้นเราต้องทำความเข้าใจก่อน ถ้าหากว่าจะมีการเสนอแก้ไขหรือ อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ มี ๒ ประเด็นที่เราต้องทำความเข้าใจ คือ ๑. ตัวเนื้อหาสาระของกฎหมาย กับ ๒. กับการบังคับใช้กฎหมาย ตัวพระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นกฎหมายในระดับพระราชกำหนด มิได้หมายความว่าเมื่อจะมีการประกาศแล้วจะต้องไป ทำเป็นพระราชกำหนด ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพียงแต่ตอนตรากฎหมายฉบับนี้ตราออกมาเป็น พระราชกำหนด ซึ่งประกาศใช้โดยมีศักดิ์สถานะเป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง โดยกฎหมายฉบับนี้ มีเจตนารมณ์ที่จะให้อำนาจฝ่ายบริหาร คือนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีอำนาจที่จะใช้ อำนาจตามกฎหมายฉบับนี้เพื่อควบคุมสถานการณ์ ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตาม บทบัญญัติในมาตรา ๕ ที่นิยามเรื่องสถานการณ์ฉุกเฉิน และถ้าหากว่ามันมีความร้ายแรง ไปกว่านั้นก็บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ ว่า ถ้าหากว่าสถานการณ์ฉุกเฉินที่ว่านั้นมีการก่อการร้าย นอกจากก่อการร้ายแล้วยังมีการใช้ความรุนแรง มีการประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกายหรือ ทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคง ของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิต หรือทรัพย์สินของรัฐ หรือบุคคล หรือจำเป็นต้องเร่งแก้ไข ปัญหายุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ก็ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง จะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเจตนารมณ์เป็นเช่นนี้เราก็ ต้องมาดูว่าในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยความเป็นจริงนั้น การที่นายกรัฐมนตรีหรือ ครม. จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือฉุกเฉินร้ายแรงนั้นจะต้องเป็นเงื่อนไขตามที่กฎหมาย กำหนด เพราะเมื่อมีการประกาศสถานการณ์ทุกครั้งก็จะมีกระบวนการตรวจสอบ เช่น มีประชาชนนำไปฟ้องศาลหรือศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจะเกิดขึ้นทุกครั้ง เพราะฉะนั้นนี่เป็น ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจ กับประเด็นที่ ๒ ก็คือการบังคับใช้กฎหมายเมื่อมีการ ประกาศสถานการณ์แล้ว ซึ่งโดยตัวกฎหมายเดิมที่บัญญัติเอาไว้ในปัจจุบันนี้จะกำหนด เงื่อนไขไว้เยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขว่าถ้าสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว แม้ว่าจะคุ้มครอง เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ก็ตาม แต่ในมาตรา ๑๗ ของตัวพระราชกำหนดฉบับนี้ก็ยังเขียนไว้ด้วยว่า ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมายหากเป็นการ กระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติและไม่เกินสมควรแก่เหตุ หรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับ ความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทาง ละเมิดของเจ้าหน้าที่ นี่เป็นเงื่อนไขที่กฎหมายฉบับนี้สร้างขึ้น แต่ผมเห็นด้วยว่าเมื่อใช้มาถึง เวลาหนึ่ง เราพบเห็นการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ที่มีปัญหาอาจจะต้องมีการทบทวน ผมยกตัวอย่างเช่น ที่เพื่อนสมาชิกเสนอให้มีการแก้ไขว่าในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน นั้นเมื่อครบ ๓๐ วันแล้วต้องมาที่สภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยถือว่า ให้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นประเด็นที่น่าขบคิด แต่มันก็มีประเด็น ข้อเท็จจริงที่ควรจะต้องนำมาขบคิดด้วยเช่นเดียวกัน ก็คือว่าในบางกรณีสถานการณ์อาจจะมี การปิดล้อมสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และทำให้ สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถประชุมได้ ถ้าเกิดกรณีเช่นที่ว่านั้นจริงแล้วสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เขียนไว้ตามกฎหมายครบ ๓๐ วันจะต้องถูกยกเลิกไปนั้น จะทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ นั้น ดีขึ้นหรือไม่ ก็เป็นประเด็นที่ควรขบคิดครับ เพราะฉะนั้นตัวกฎหมายฉบับนี้เสนอมาแล้ว รัฐบาลอาจจะรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการก็ดี หรือจะรับหลักการไปเลยและพิจารณา ในชั้นของกรรมาธิการก็แล้วแต่ แต่ประเด็นนี้ต้องนำไปสู่การขบคิดครับ ส่วนการบังคับใช้ กฎหมายท่านประธานครับ อันนี้เป็นประเด็นใหญ่ คือเราเห็นการใช้ พ.ร.ก. ใน ๓ แบบ🔗
แบบที่ ๑ คือควบคุมปัญหาจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง เช่น ในยุคการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในยุคการชุมนุมของคนที่เรียกว่า กลุ่มคนเสื้อแดง นปช. หรือในยุคการชุมนุมของ กปปส. ในขณะนั้น แต่ผมยกตัวอย่างว่าใน การบังคับใช้กฎหมายนั้นขึ้นกับรัฐบาลจะต้องมีเจตนาที่ชัด ยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศ ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเป็นสถานการณ์ร้ายแรงครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๕๑ ตอนที่มีการล้มการ ประชุมอาเซียน (ASEAN) ที่พัทยาครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นคดี แล้วก็มีผู้ได้รับความผิดรับโทษกันไป ปีถัดมาก็มีการประกาศ แต่การประกาศนั้นก็เป็นการประกาศโดยที่มีการปิดล้อมหรือปิด เส้นทางคมนาคมทางแยกต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ส่วนปี ๒๕๕๓ ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือมีกองกำลัง ไม่ทราบฝ่ายเกิดขึ้นมาทำร้ายเจ้าหน้าที่แล้วก็เกิดการปะทะกัน เพราะฉะนั้นในข้อเท็จจริง ที่บอกว่าประกาศไปแล้วมีการสังหารหมู่นั้นไม่ใช่เป็นข้อเท็จจริง และเรื่องนี้ก็มีการฟ้องร้อง ในศาล ฟ้องนายกรัฐมนตรี ฟ้องรองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นและศาลได้ยกฟ้องไปเป็นที่ เรียบร้อย รวมทั้ง ป.ป.ช. ก็มีการฟ้องร้องไปด้วย จะเห็นว่ามันมีกระบวนการตรวจสอบ แต่ส่วนการบังคับใช้กฎหมายในสถานการณ์อื่น เช่น กรณี ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมนี่ กลับเห็นว่ากรณีนี้เป็นกรณีที่มีความผิดปกติครับ แล้วผมเห็นว่าควรจะมีการทบทวนการ ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในสถานการณ์ที่เป็นพื้นที่เฉพาะอย่างกรณี ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยยกเลิกพื้นที่ในการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินมาแล้ว ๑ ที่ ผมเข้าใจว่าเป็นอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี และมีพื้นที่นำร่องยกเลิก แต่เนื่องจากว่ามีการ ยุบสภาไปเสียก่อนก็เลยไม่ได้มีการขยายผลต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นส่วนนี้ก็ต้องดูที่การบังคับใช้ กฎหมายและการที่รัฐบาลประกาศซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะ ส่วนกรณีโควิด (COVID) เป็นเรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันจริงว่ากรณีโควิด (COVID) นั้นเหมาะสมไหมที่จะมีการ ประกาศใช้ตัวพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วผลกระทบ เป็นอย่างไร แต่ตัวหลักก็คือการควบคุมสถานการณ์ที่มีการชุมนุมที่มีความร้ายแรงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องจำเป็น เมื่อท่านพิจารณากลับมาแล้ว สภาก็จะมีอำนาจในการที่จะพิจารณา อีกครั้งหนึ่งว่า จะรับหลักการไปพิจารณาหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็ดีกฎหมายฉบับนี้ก็อาจจะถึง เวลาครับที่ต้องมีการทบทวนเรื่องของการปฏิบัติในแนวทางต่าง ๆ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ ที่จะต้องรักษาความสงบเรียบร้อยและอำนาจของฝ่ายบริหารและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านกมลศักดิ์ครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย อำเภอบาเจาะ อำเภอยี่งอ อำเภอรือเสาะและอำเภอศรีสาคร พรรคประชาชาติ ท่านประธานครับ ขออนุญาตอภิปรายแสดงความเห็นตามพระราชกำหนดการบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. .... ที่ท่านรังสิมันต์ โรม และคณะ ได้ยื่นต่อสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ในฐานะที่อยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นต้นเหตุที่มา ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ๒๕๔๘ ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นเวลา ๑๗ ปีคงอยู่นิ่งไม่ได้ ที่จะไม่อภิปรายเรื่องนี้ ผมอ่านเนื้อหาสาระที่ท่านรังสิมันต์ได้ยื่นเข้ามาแล้ว หลายเรื่อง ตรงประเด็นตรงใจกับที่ผมและพรรคประชาชาติเราได้คิดที่จะให้มีการแก้ไขยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่ก่อนแล้ว อาจจะมีบางข้อบางประเด็นที่เราเห็นว่าจะต้องมีการเสริมเติมแต่ง ในเนื้อหาสาระกับข้อเท็จจริงที่ผลกระทบจริง ๆ กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ กับกฎหมายฉบับนี้ นั่นเป็นเรื่องปลีกย่อย แต่โดยหลักการและเหตุผล ผมและพรรค ประชาชาติเราสนับสนุน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งของท่านรังสิมันต์นี้เป็นการยกเลิกทั้งฉบับ และมีการร่างใหม่ทั้งฉบับ ท่านประธานครับ ๑๗ ปีอยู่ในวังวน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่อื่นรัฐบาล แต่ละสมัยมีการประกาศใช้เป็นครั้งเป็นคราว แต่พี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้เราอยู่กับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินมา ๑๗ ปีแล้วครับ ตั้งแต่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ถ้าเด็กแรก เกิดสมัยนั้นที่เกิดปี พ.ศ. ๒๕๔๘ วันนี้ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เขาเกือบบรรลุนิติภาวะ และบางคน บางรายตอนที่ประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเขาเพิ่งแรกเกิด แต่มาวันนี้เขาอาจจะเป็นคนหนึ่ง ที่ถูกเชิญตัวกับเจ้าหน้าที่ในฐานะผู้ต้องสงสัย ผมเห็นด้วยในหลักการที่ว่าให้มีการถ่วงดุลการต่ออายุของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ทุกครั้ง ๓ เดือนครั้งกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่ประชาชนในพื้นที่ไม่รู้เลย บางที เรา ส.ส. ในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชนก็ไม่ทราบว่ามีการต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ๓ เดือนครั้งตามกฎหมายฉบับเดิม เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับใหม่ที่ท่านรังสิมันต์ได้ยื่น เข้ามา ๓๐ วันต่ออายุครั้งหนึ่งโดยผ่านระบบรัฐสภา นั่นคือการถ่วงดุล ท่านประธานครับ สิ่ง ที่เป็นปัญหาสำคัญที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ การให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ในการ ปฏิบัติงาน ฝ่ายเจ้าหน้าที่เขาก็มองว่า หากไม่มี พ.ร.ก. ฉุกเฉินเข้าแก้ปัญหา ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ไม่ได้ ยากในการแก้ปัญหา ใช่ครับ มันง่ายในการปฏิบัติงาน แต่มันยากที่จะ แก้ไขปัญหาที่มันก่อให้เกิดความรู้สึกทางใจอยู่จนถึงทุกวันนี้กับคนที่ได้รับผลกระทบ อะไรละครับ ระยะเวลา การควบคุมตัวตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ๗ วันครั้ง จนกระทั่งครบ ๓๐ วันที่ให้อำนาจ ไม่ต้องใช้กฎหมายปกติ กล่าวคือ เวลามีข้อสงสัยกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์ เจ้าหน้าที่สามารถที่จะเข้าไปตรวจค้น ควบคุมตัวแล้วก็พาไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่ ทำการสถานีตำรวจ ไม่ใช่ที่ทำการของพนักงานสอบสวน เรือนจำหรือที่ราชการอื่น ๆ เป็น สถานที่ที่ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่เป็นคนกำหนดเสียเอง ตรงนี้ละครับคือช่องว่างในการให้อำนาจ กับเจ้าหน้าที่ หลายเคส (Case) หลายกรณีผมพูดในสภาแห่งนี้มาโดยตลอด หลายครั้งที่เรา หยิบยกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง ฉายคลิปวิดีโอ (Video) ในสภาแห่งนี้ ล่าสุดท่าน ส.ส. กูเฮงก็ เอาคลิปวิดีโอ (Clip video) ที่พี่น้องได้รับผลกระทบจากการที่เจ้าหน้าที่ไปปิดล้อมตรวจค้น โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่บ้านบ่อทอง ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราก็ส่งเสียงสะท้อนตลอดว่า พอเถอะ ยกเลิกเถอะ แก้ไขเถอะ แต่ฝ่ายบริหารก็ยังนิ่งเฉย เพราะยังเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา ท่านประธานครับ ปัญหามัน จะต้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน พ.ร.ก. ฉุกเฉินฉบับที่เราใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้มันมี มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญเราใช้มาฉบับปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ถ้าเราไปดูใน หมวด ๓ เรื่องสิทธิเสรีภาพ ไปดูในหมวด ๕ เรื่องแนวนโยบายของรัฐ มาตรา ๗๗ บัญญัติไว้ ชัดเจนว่า กฎหมายจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้เท่าทันกับสถานการณ์ ถึงเวลาแล้วครับที่ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่บังคับใช้กับพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กับ ๔ อำเภอในจังหวัดสงขลา ที่ฝ่ายบริหารจะต้องมีความจริงจัง จริงใจในการที่จะมาทบทวน เพราะว่าหลายสิ่งหลายอย่าง ที่ท่านใช้บังคับอยู่มันก่อให้เกิดความรู้สึกในใจไม่จบสิ้น และมันก่อให้เกิดความรู้สึกที่ไม่เป็น ธรรมตกทอดเป็นมรดกอย่างไม่จบสิ้น ขอสภาแห่งนี้ขอวิงวอนให้เพื่อนสมาชิกได้ใช้ดุลยพินิจ พิจารณา เรามาช่วยเอาน้ำเย็นมาราดกองไฟ เพราะว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินฉบับนี้มันไม่ทำให้ไฟใต้ มันดับมอดเสียทีเดียว แต่มันกำลังจะเติมเชื้อไฟไปทีละนิด มันไม่มอด มันจะมีฝุ่นกองไฟอยู่ แล้วก็ถ้ายิ่งใช้หนัก ถ้าใช้ดุลยพินิจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินการปิดล้อม ตรวจค้นโดยลุแก่อำนาจ กองไฟฝุ่นละอองเหล่านี้มันจะก่อเป็นไฟเกิดขึ้นใหม่ในวันข้างหน้า ขอขอบคุณครับ🔗
เชิญท่าน ขจิตร ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมได้รับมอบหมายจากวิป (Whip) แล้วก็ท่านหัวหน้าพรรคให้ร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นในกฎหมายนี้🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ประการแรก ผมเห็นด้วยกับหลักการในการที่จะ ยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ ประเด็นที่ผมเห็น ด้วยก็คือ การยกเลิกพระราชกำหนดฉบับนี้ซึ่งประกาศใช้มา ๑๗ ปี หรือร่วม ๒๐ ปี แต่ว่ารายงานสถานการณ์ในภาคใต้ก็ไม่ได้ดีขึ้น แสดงว่ากฎหมายฉบับนี้ มันใช้ไม่ได้หรอก ที่จะทำให้เกิดความสงบ คิดกันง่าย ๆ อย่างนี้ก็ได้ ในเหตุการณ์ภาคใต้ผม เคยเสนอว่าถอนกำลังทหารออกมาหมด เอางบประมาณที่ใช้กับทหารทั้งหมดไปพัฒนาพื้นที่ ภายใน ๕ ปี สถานการณ์มันจะดีขึ้น แล้วใครกลัว ถ้าถอนทหารออกมาจะมีใครมายึด ยังไม่รู้ เลยว่ารบกับใคร อันนี้คือเหตุผลที่เห็นด้วย แล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ในขณะที่มีการเลือกตั้ง ในขณะที่มีสภาผู้แทนราษฎรก็ควรจะเปลี่ยนพระราชกำหนดนั้น มาเป็นพระราชบัญญัติ การคิดเสนอการแก้ปัญหามันจะรอบด้านขึ้นกว่าฝ่ายบริหารที่มองมายังประชาชน แล้วออก กฎหมายมา นี่คือเหตุผล ซึ่งในมาตรา ๓ บอกชัดเจนว่า ให้ยกเลิกพระราชกำหนด แล้วใช้พระราชบัญญัตินี้แทน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลอันที่ ๒ ก็คือว่าการใช้พระราชกำหนด บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ นี้ขณะนี้รัฐบาลชุดนี้ ผมใช้คำพูดผมนะ ได้ฉวยโอกาสใช้กฎหมายนี้ประกาศเพื่อที่จะใช้สถานการณ์นี้ทั่วประเทศ ไม่ถูกอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นแปลว่ากำลังขยายสถานการณ์ภาคใต้ให้ครอบคลุมทั่วประเทศใช่ไหม ถ้าจะใช้กับ การปราบปรามหรือว่าแก้ไขโรคระบาดมันก็ควรจะมีกฎหมายออกมาเฉพาะ เพราะการแก้ โรคระบาดทั่วประเทศในขณะนี้ร้ายแรงทั่วโลกมันใช้วิธีการ มาตรการต่างกัน กับการก่อ ความไม่สงบที่เรากล่าวหาหรือว่าเราเรียกในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ ซึ่งมีอยู่จริงใน เรื่องเหตุการณ์ร้ายแรง แต่ว่าไม่รู้ว่าหน่วยงานหรือกองกำลังไหน ในขณะที่ไม่รู้ไม่รู้ว่า เราไม่รู้ หรือว่าทหารไม่รู้ หรือรัฐบาลที่จัดงบประมาณนี้ไม่รู้ ไม่ทราบ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วย ใน การที่จะออกพระราชบัญญัตินี้ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ว่าผมมาอ่านมาตรา ๕ ก็มี ข้อสังเกตว่า อ่านว่า พอนายกหรือคณะรัฐมนตรีประกาศแล้ว ต้องมาขอความเห็นชอบจาก สภาในระยะเวลาสั้น ผมยังมองว่า เราเคยมีกฎหมายแบบนี้หรือเปล่า ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่า ในเมื่อให้อำนาจฝ่ายบริหารไปแล้ว เรามีหน้าที่ไปตรวจสอบประกาศภาวะของฝ่ายบริหาร หรือไม่ อันนี้ก็ฝากให้กรรมาธิการซึ่งจะตั้งขึ้น ท่านประธานครับ ผมขอแสดงความเห็น เกี่ยวกับเรื่องว่าสภานี้จะมีมติมอบให้ ครม. ไปศึกษาก่อนรับหลักการ ผมไม่เห็นด้วย ครม. จะต้องศึกษาก่อนสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลนี้ไม่ได้มีคนสมองทึบ มีคนรับรู้เหตุการณ์ สถานการณ์ของประเทศนี้ มีคนรับรู้เหตุการณ์สถานการณ์ภาคใต้เมื่อ ๒๐ ปี ๑๗ ปี รับรู้กันหมดแล้ว จะไปศึกษาอะไร อันนี้คือเรื่องที่กำลังจะหลอกประชาชน ผมไม่เห็นด้วยกับ สภาจะใช้วิธีการอย่างนี้ พอเอาไป ๒ เดือนแล้วกลับมาก็จะมีมติไม่รับหลักการ มันทำให้ เสียเวลา ทำให้ประชาชนหลงเข้าใจว่า สภานี้รับกฎหมายนี้ รัฐมนตรีนี้รับกฎหมายนี้ ครม. ชุดนี้รับกฎหมายนี้ มันไม่ใช่ อย่าใช้วิธีการแบบนี้ อย่าใช้วิธีการทำให้ประชาชนเกิดความหวัง ไม่ต้อง ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ ครม. รับไป ถ้าจะรับหลักการสภานี้ก็รับไปเลย ฝ่ายรัฐบาลรับ ไปเลย ไม่ต้องมาลงมติบอกว่าให้เลื่อนไป ๖๐ วัน ทำทำไม ผมไม่เห็นด้วย เสียเวลาสภาอีก ต้องถ่วงสภาไปกว่าจะเสนอกฎหมายแบบนี้เข้ามาอีก ต้องเสียเวลาสมัยหน้า ต้องรออีกจน ครบเวลาที่ ครม. ไปศึกษา ผมจึงไม่เห็นด้วย ในมติของสภา ผมจึงไม่เห็นด้วย ถ้ารับก็คือรับ ไม่รับก็คือไม่รับ เท่านั้นเอง ให้ชัด ๆ ตรงไปตรงมาดีกว่า นี่ญัตติต่าง ๆ เข้ามาประชาชนหลง กลหมด ประชาชนเข้าใจว่าไม่รับหลักการเรื่องสรรพสามิต จะทำอะไรไม่ได้ วุ่นวาย กันไปหมด เอาตรง ๆ ได้ไหม ไม่เห็นชอบก็คือไม่เห็นชอบให้รู้เรื่องกันไปเลย เสร็จแล้วจะได้ไม่เสียเวลาในการค้างไว้ ๖๐ วัน ๙๐ วัน สภานี้จะได้เสนอเข้ามาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านจุลพันธ์ หลังจากท่านจุลพันธ์ เชิญท่าน พันตำรวจเอก ทวีนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ ในญัตติซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งเพื่อนสมาชิกเสนอเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการฉุกเฉิน พ.ศ. .... เสนอโดย เพื่อนสมาชิกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน เป็นการปรับแก้กฎหมายเรื่องของ พ.ร.บ. การบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยลดอำนาจ ครม. ลง โดยหลักเราเห็นด้วยครับ โดยเนื้อหาสาระ แต่มีเรื่องที่จำเป็นจะต้องเรียนต่อท่านประธานอยู่บางประการ เพราะว่า พอดูแล้วถ้าเราดูในเนื้อในยังมีประเด็นซึ่งอาจจะต้องไปนั่งปรับแก้กันในชั้นของกรรมาธิการ อยู่ในบางส่วน🔗
ประเด็นแรกเลย เป็นการปรับแก้ร่างพระราชบัญญัติ ปรับจาก พระราชกำหนด พ.ร.ก. เป็น พ.ร.บ. เสีย อันนี้เข้าใจได้ เพื่อลดอำนาจ ครม. ลดอำนาจ ฝ่ายบริหารและมอบหมายอำนาจนั้นมายังฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้เป็นผู้อนุมัติก่อน จึงดำเนินการ แต่ประเด็นปัญหามันมีความลักลั่นในเรื่องของกระบวนการ เพราะว่า เรากำลังจะปรับแก้ให้มันเป็น พ.ร.บ. แต่ว่าลักษณะโครงสร้างของการประกาศก่อนแล้วมา ขออนุมัติภายหลังมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มันจะเป็น พ.ร.ก. อยู่ดี เพราะฉะนั้นมันมีความผิด แปลกในระบบวิธีการทำกฎหมาย ซึ่งประเด็นนี้ฝ่ายกรรมาธิการถ้ามีโอกาสได้ตั้งขึ้นไปศึกษา ก็มีความจำเป็นที่จะต้องไปศึกษาหาหนทางออก🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ต้องยอมรับครับ พวกผมมาจากพรรคเพื่อไทย มันเกิดจากสมัยของพรรคไทยรักไทย ในสมัยนั้นมีเหตุการณ์ขึ้น ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันนั้นก็มีความจำเป็นครับ ก็ตัดสินใจในการออกร่าง พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ขึ้นมาเป็นกฎหมาย เมื่อออกมาแล้ว แน่นอนครับ มันก็เกิดทั้งส่วนดีและส่วนเสีย อันนี้ต้องยอมรับความจริง แต่สิ่งสำคัญที่สุดหัวใจของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินมันคือเรื่องของ ความฉุกเฉิน ความจำเป็น ความที่จะต้องใช้กฎหมายมาบังคับใช้อย่างเข้มงวด ถ้าอยู่ในมือ ของผู้นำที่มีธรรมะ ที่มีความพร้อมทั้งทางคุณธรรมจริยธรรม อยู่ในมือของผู้นำที่มีประชาชน เป็นที่ตั้ง มันก็เป็นสิ่งที่ดีเหมือนในอดีต ไม่ได้ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ใช้แล้วก็หยุดยั้ง ในอดีตตอนท่านทักษิณ ชินวัตร ใช้เป็นช่วง และที่สำคัญอย่างเช่นในเรื่องของเหตุการณ์ ไข้หวัดต่าง ๆ ไข้หวัดนก เรื่องของซาร์ส (SARS) โรคติดต่อ ไม่ได้ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ใช้ ในเรื่องของ พ.ร.บ. โรคติดต่อมาในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเหตุการณ์นั้น ๆ ไม่ จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเช่นในปัจจุบัน แต่เมื่อเหตุการณ์มาถึงปัจจุบัน พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ไป อยู่ในมือของผู้นำซึ่งไม่ได้เห็นประชาชนเป็นหลัก กลับใช้อำนาจอย่างล้นเกิน บีบบังคับ ใช้อย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นปี ๆ หลายปีผ่านมาแล้ว เป็นเครื่องมือกลไกในการกดขี่พี่น้อง ประชาชน อันนี้คือตัวปัญหาต่างหากครับ ปัญหา พ.ร.ก. ฉุกเฉินบางครั้งมันก็อาจจะเป็น ประโยชน์ แต่มันเกิดเหตุก็คือเมื่อเราได้ผู้นำที่ไม่พร้อม ที่ไม่เหมาะสม กลับใช้อย่างพร่ำเพรื่อ กลับใช้อย่างผิดประเภท ผิดวิธีการ สุดท้ายมันกลับมากดทับพี่น้องประชาชน อันนี้ เป็นจุดบอดที่เราเห็นได้จากพระราชกำหนดเรื่องของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ผ่านมา วันนี้จึงไม่มี ทางเลือกครับ ผมในฐานะสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยต้องเรียนด้วยความเคารพ เรามีมติครับ ว่าเราเห็นชอบกับร่างการแก้ไขที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านแก้ในเรื่อง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพราะว่าวันนี้เมื่อนายกรัฐมนตรีเลือกใช้ในการละเมิดพี่น้องประชาชนอย่างยาวนาน เราต้อง ตัดแต่ตอมันครับ ตัดต้นมันต้องตัดที่ตอ เราจำเป็นจะต้องยกเลิกในเรื่องของอำนาจ ครม. ที่จะไปจัดการในเรื่องของการเลือกใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินแล้วก็ต่อทีละ ๓ เดือน ๓ เดือน ๓ เดือน ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างในปัจจุบัน🔗
ส่วนประเด็นที่เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ได้เรียนต่อท่านประธาน ผมเห็นด้วย อย่างยิ่งยวดครับ ท่านประธานครับ ร่างกฎหมายเหล่านี้บรรจุในระเบียบวาระมาเป็นปี ๆ ไม่ใช่เพิ่งมาเมื่อวาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราอ่านมาเป็นปีแล้วศึกษามานานมากแล้ว มีความพร้อมในการลงมติกันทุกคน ครม. เองก็เห็นครับ เพราะว่าเอกสารของสภาเหล่านี้เป็น เอกสารที่เปิดเผย เราก็รู้อยู่ว่าลำดับการเข้าของร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ เหล่านี้ที่เพื่อน สมาชิกเสนอจะเป็นวีก (Week) ไหน สัปดาห์ไหน เดือนไหน เราก็รู้ก่อนล่วงหน้าทุกคน ครม. เองก็ทราบ จะมาอ้างว่าต้องขอนำไปศึกษา ๒ เดือน พวกผมถึงมีมติกันว่าเราไม่เห็นชอบ ในการให้ส่งเรื่องเหล่านี้ไปยัง ครม. ผมก็ทราบดีว่ามติวิป (Whip) รัฐบาลแจ้งมาแล้วว่าเรื่องนี้ เช่นเดียวกันครับไม่ต่างกับ พ.ร.บ. สรรพสามิตหรือเรื่องสุราเสรีรวมถึงเรื่องที่กำลังจะมาถึง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. เกี่ยวกับธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ร.บ. เกี่ยวกับสมรสเท่าเทียม ครม. มีมติขอส่งไปศึกษา ๖๐ วันหมดเลย มันเป็นเพียงเทคนิคทางกฎหมาย มันเป็นเพียงเทคนิค ในการดึงเวลา และที่สำคัญผมเข้าใจครับ สาเหตุสำคัญของ ครม. กับฟากฝั่งอีกฟากฝั่งหนึ่ง ไม่มีอะไรครับ เพียงต้องการที่จะลดแรงเสียดทานของสังคมเท่านั้น ท่านไม่ได้ต้องการกฎหมาย เหล่านี้ ถ้าไม่ต้องการก็ตีตกกันเลยครับก็ลงมติกัน พวกผมเป็นฝ่ายข้างน้อยก็แพ้ก็แพ้ ไม่ได้ ติดใจ แต่ไปส่งไป ครม. ๒ เดือนปิดสมัยประชุมอีกเดือนหนึ่ง เดือนกว่า ๆ กลับมามาต่อคิว เพื่อมาลงมติ เข้าสู่ระเบียบวาระอีก๔ เดือน แล้วกลับมาถึงเวลาท่านเอาอะไรครับ เอาหน่วยงานราชการ ไม่ว่าจะเป็นกฤษฎีกา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กลาโหม หน่วยงานราชการก็เข้ามานั่งประกอบท่านเพื่อที่จะมาเข้า ชี้แจงให้ หมายความว่ามันกลายเป็นเรื่องของสภากับหน่วยงานราชการไปอีก เพื่อให้มันเกิด คำตอบกับสภาว่าหน่วยงานราชการเขาไม่เอาท่านต้องการแค่นี้ละ สุดท้ายท่านก็ตีตก แล้วเวลาที่เราเสียไปมันจะเกิดประโยชน์อะไร ถ้าจะตัดสินใจว่าไม่เอาก็ลงมติกันวันนี้เลยพวก ผมพร้อมครับ ผมไม่เห็นด้วยในการที่จะส่ง เรื่องนี้ไปให้ ครม. ไปดองไว้ถึง ๒ เดือน และที่ สำคัญผมมีมติของพรรคครับ ก็คือ เห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการฉุกเฉิน พ.ศ. .... ซึ่งเพื่อนสมาชิกจากพรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่าน พันตำรวจเอก ทวีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขออภิปรายเพื่อสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เสนอแก้ไขขึ้นมา ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพื่อเป็นความเข้าใจกันในเรื่องของสถานการณ์ฉุกเฉินในภาวะวิกฤติ มันเป็น เรื่องปกติของทุกประเทศที่จะต้องมี ผมได้เข้าไปสู่เวทีแลกเปลี่ยนทั้งในและต่างประเทศ ในเรื่องนี้หลายครั้ง ที่ทราบก็คือในกฎหมายของต่างประเทศ ของฝรั่งเศสบัญญัติอยู่ใน รัฐธรรมนูญ ของอเมริกาอยู่ในรัฐธรรมนูญ ของฟิลิปปินส์เป็นกฎอัยการศึกแล้วก็อยู่ใน กฎหมาย และของอินเดียก็มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฟิลิปปินส์ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่อังกฤษ อาจจะอยู่ในกฎหมาย ก็แสดงว่าสถานการณ์ฉุกเฉินมันจำเป็นต้องมี ทีนี้ปัญหาของประเทศไทย เราก็มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ มีหลายคนก็สงสัยว่าจะมีกฎหมายชุดความมั่นคงอยู่ ๓ กฎหมาย ก็คือ ๑. กฎอัยการศึก ๒. พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ๓. พ.ร.บ. ความมั่นคง ทั้ง ๓ ชุดกฎหมาย เขาเรียกว่าเป็นกฎหมายความมั่นคง แต่สำหรับกฎอัยการศึกหลายคนก็บอกว่าทำไมไม่แก้ ถ้าเราไปดูรัฐธรรมนูญตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญฉบับแรก เราก็จะพบว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้พระราชอำนาจในการประกาศ หรือเลิกกฎอัยการศึก และย่อหน้าต่อมาคือในรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๖ และในย่อ หน้า ๒ ก็คือกรณีมีความจำเป็นประกาศใช้กฎอัยการศึกเฉพาะแห่งเป็นการรีบด่วนให้ เจ้าหน้าที่ทหารย่อมกระทำได้ตามกฎหมายกฎอัยการศึก สรุปคือประกาศโดยทหาร ยกเลิก โดยพระมหากษัตริย์ อันนี้ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมเห็นด้วยกับ การแก้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน คือเราจะมี พ.ร.ก. ฉุกเฉินเหมือนในต่างประเทศ ชื่อเหมือนกัน แต่ถ้าเราไปดูเนื้อหาของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินของไทย ที่ผ่านมาถึงเวลาจะต้องเปลี่ยนผมอาจจะขอ อภิปรายขอขึ้นสไลด์ (Slide) สักนิดหนึ่งครับ🔗
พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาตรา ๕ ผมเห็นด้วยที่มีการแก้ที่ให้ความฉุกเฉินควรจะมีสู่สภาด้วย แต่คณะกรรมการที่มีอยู่ใน มาตรา ๖ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๖ เดิม คือทางคณะผู้แก้ไม่ได้ยกเลิก ผมเห็นว่าตรงนี้ มีความสำคัญมาก แล้วก็ไม่สอดคล้องกับนโยบายของพรรคประชาชาติ พรรคประชาชาติ อาจจะเป็นพรรคเดียวที่เขียนนโยบายส่งไป กกต. คือการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็มีนโยบายเกี่ยวกับกฎหมายพิเศษ เนื่องจากในมาตรา ๖ ทั้งของเดิมกับของใหม่ ท่านจะเห็นว่ามีทหารอยู่ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉินถึง ๕ ตำแหน่ง คือใครบ้างครับ ปลัดกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการ ทหารอากาศ และ ผบ.ตร. แต่พอเรามีวิกฤติเรื่องโควิด (COVID) เราก็มี พ.ร.บ. โรคติดต่อ ที่เรามีคณะกรรมการ เราก็เอา พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งเรามีคณะกรรมการอยู่ ๒๐ คน เอาไปดู โรคติดต่อ โรคร้ายแรง ซึ่งวันนี้กำลังจะเห็นว่าพอมาใช้ก็เกิดวิกฤติคนตายจากโควิด (COVID) ไป ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ผมคิดว่าจริง ๆ ก็คือเป็นการยึดอำนาจมาจาก พ.ร.บ. โรคติดต่อ ซึ่ง พ.ร.บ. โรคติดต่อเราจะเห็นว่าตรงกับรัฐมนตรีสาธารณสุข คนในสาธารณสุขจำนวนมาก เพราะเขาต้องต่อสู้กับโควิด (COVID) แต่เนื่องจากเจตนารมณ์ของรัฐบาลต้องการที่จะคุม อำนาจก็เลยเอา พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปคุ้มครอง ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือ โลกทางกฎหมาย แต่โลกในความเป็นจริงของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้น คือเจตนามีเพื่อนสมาชิก ได้พูดไปแล้วว่าเหตุเกิดในไฟดับเมืองยะลาทั้งหมดทั้งเมือง ตอนนั้นผมก็ลงไปที่ภาคใต้ด้วย ก็ได้มีประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๔๘ เจตนาจริง ๆ พอประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก็เพื่อจะยกเลิกกฎอัยการศึก แต่วันนี้ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ต้องใช้ทุกอย่าง ทั้งกฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน คือกฎอัยการศึกก็ควบคุมคนได้ ๗ วัน พ.ร.ก. ฉุกเฉินก็ ควบคุมได้ ๓๐ วันและพอไปใช้ วิ.อาญาก็ควบคุมได้ ๘๔ วัน คือสรุปว่าอีก ๓๐ วันกับ ๗ วัน เป็นช่วงของการละเมิดสิทธิมนุษยชน อันนี้อยากจะเรียนไว้ พอมันเกิด พ.ร.ก. ฉุกเฉินขึ้นมา เราจะเห็นว่าเจตนาจริง ๆ ถ้าไปตรวจสอบดูสมัยที่ผมก่อนจะย้ายประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าคดี ก็คือไปดำเนินการกับคนมุสลิมทั้งหมดในภาคใต้ ตรวจสอบไม่มีคนไทยพุทธเลย เราไม่ใช่ หมายความว่า คือเจตนาก็อาจจะเป็นเช่นนั้น เพราะว่ารัฐมีความรู้สึกว่าผู้ที่ก่อเหตุทั้งหมด คือจากข้อมูลออกเป็นลักษณะอย่างนั้น เจตนาก็คือเพื่อจะใช้ในความไม่สงบมันจึงเหมือนว่า พี่น้องใน ๓ จังหวัดก็มองว่าทำไมใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินขยายทั่วไปหมด แล้วพอมาใช้ในช่วง โควิด (COVID) เราก็จะเห็นว่าแทนที่จะเป็นการป้องกันโควิด (COVID) ก็ไปเจตนาจะใช้กับนิสิตนักศึกษา หรือผู้คนที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกันรัฐบาล ก็หวังที่จะเอา พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปควบคุม ไปบังคับ ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้น ในการเสนอแก้ครั้งนี้ผมจึงอยากให้ไปปรับแก้ ถ้ารับ หลักการ ถ้ารัฐบาลเอากลับไป มาตรา ๖ ต้องมีสัดส่วนของคนในพื้นที่ของสัดส่วนที่เหมาะสม ของท้องที่ท้องถิ่น และที่สำคัญก็คือ ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ผมขออนุญาตเวลา สักนิดหนึ่ง มันก็จะมีหลักสำคัญคือการใช้อำนาจโดยปราศจากการตรวจสอบของ ฝ่ายตุลาการ หรือฝ่ายสภาอันเดิม🔗
ประการที่ ๒ คือมีการประกาศหรือขยายเวลาโดยแบบเหมือนตามอำเภอใจ🔗
อีกประการต่อมาก็คือการปฏิบัติภารกิจ ยึดถึงความมั่นคงของรัฐมากกว่า ความมั่นคงของประชาชน จึงเป็นเหตุถึงความขัดแย้ง และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือมีการ คุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา คือการไม่ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นช่องมาถึงการไม่โปร่งใส การคอร์รัปชัน แม้แต่คราวที่แล้วมีรายงานของ สตง. และ กรมบัญชีกลาง เมื่อไปตรวจสอบ สตง. สตง. ยังมีความบกพร่องเลย และเมื่อทหาร หรือข้าราชการตำรวจหรือพลเรือน ที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่แล้วไม่ตรวจสอบมันก็ส่งผลไปสู่ ทางการละเมิด แล้วการละเมิดก็ได้รับนิรโทษกรรมโดยกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้นจึงถึงเวลาที่ ควรจะแก้ครับ กราบขอบพระคุณครับมากครับ🔗
จะอนุญาตท่านสมาชิกอีก ๒ ท่านสุดท้าย แล้วก็จะให้ท่านผู้เสนอเป็นผู้สรุป ซึ่งใช้เวลาอีก ประมาณไม่เกิน ๒๐ นาที ฝากกรรมการประสานงานช่วยแจ้งท่านสมาชิกว่าควรจะเข้า ห้องประชุมได้แล้วครับ เพราะเราจะลงมติภายใน ๒๐ นาที ๒ ท่านสุดท้าย ท่านทัศนีย์ กับท่านนายแพทย์เรวัตคนสุดท้าย เชิญท่านทัศนีย์ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉบับที่ ส.ส. รังสิมันต์ โรม เสนอมาในวันนี้ ท่านประธานคะ เนื่องด้วยกฎหมาย พระราชกำหนด บริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับปัจจุบันได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและออกข้อกำหนดต่าง ๆ จริง ๆ แล้ววัตถุประสงค์ของ การออกพระราชกำหนดฉุกเฉินนี้มีไว้รับมือกับสถานการณ์กึ่งก่อการร้ายแบบภาคใต้ หรือการยึดทำเนียบอะไรประมาณนี้ค่ะท่าน แต่ในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของ นายกรัฐมนตรีฉบับนี้ออกข้อกำหนดต่าง ๆ ที่มีผลจำกัดสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชน แบบเกินกว่าเหตุ และให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการบังคับข้อกำหนดที่ออกมา โดย ไ ด้ รั บ กำ ร ล ะ เ ว้ น กำ ร ต ร ว จ ส อ บ แ ล ะ กำ ร ถ่ ว ง ดุ ล ท่ำ น ป ร ะ ธำ น ค ะ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าออก พ.ร.ก. ฉบับนี้เพื่อควบคุมไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่จริง ๆ แล้วทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ท่านคงปฏิเสธไม่ได้ว่านายกรัฐมนตรีนำ พ.ร.ก. ฉบับนี้มา จำกัดการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนที่ออกมาชุมนุมโดย ปราศจากอาวุธ เราจะเห็นได้จากว่ามีผู้ออกมาชุมนุมถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาตลอด จนขณะนี้มีมากกว่า ๔๘๓ คดี มีผู้ชุมนุมถูกดำเนินคดีมากกว่า ๑,๑๗๑ คน แปล ง่าย ๆ ค่ะ พ.ร.ก. ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการปิดปากผู้เห็นต่างทางการเมืองเท่านั้น โดยใช้ความชอบธรรมทางกฎหมายเข้ามากลั่นแกล้ง แล้วเราจะเรียกกันสั้น ๆ เลยค่ะ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เราเรียกว่ากฎหมายฮิตเลอร์ก็ได้ค่ะ มันง่ายและมันสั้นดี จำง่าย ๆ ในทางปฏิบัติ ท่านนายกรัฐมนตรีตลอดระยะเวลา ๘ ปีนี้มา คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี คนไทยเราไม่มีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมเลยนะคะ เพราะระหว่างปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๒ นั้น ยังอยู่ในช่วงของประกาศการห้ามชุมนุมตามคำสั่งของคณะรัฐประหาร เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วก็มีการควบคุมการชุมนุมผ่านพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ปี ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกในยุคของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นสภาที่มาจากการ แต่งตั้งของคณะรัฐประหารทั้งสิ้น และในปี ๒๕๖๓ นี้ก็มีประกาศการใช้พระราชกำหนด บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งออกข้อห้ามในการชุมนุมเรื่อยมาจนถึง ทุกวันนี้ ท่านประธานคะ เราจะสังเกตได้ว่าการกระทำอะไรก็ช่างที่เป็นการเสี่ยงทำให้เกิด การแพร่ระบาดของโรคโควิด (COVID) เช่น ต้นตอของคลัสเตอร์ (Cluster) ในการแพร่ ระบาดไม่มีใครถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น แต่กลับใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ดำเนินคดีกับผู้เห็นต่างทาง การเมือง อีกทั้งการใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมในการขับไล่รัฐบาลทั้งนั้นนะคะ ท่าน การมาชุมนุมเชียร์รัฐบาลยังไม่มีใครได้คดีเลย ดังนั้นหากเรายังปล่อยให้กฎหมายฉบับนี้ สามารถประกาศใช้โดยไม่มีการตรวจสอบจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสิทธิ เสรีภาพของ ประชาชน ท่านประธานคะ คนเราเกิดเป็นคนถ้าเราปราศจากสิทธิเสรีภาพแล้วเราไม่เป็นคน ดีกว่าไหมคะ ดิฉันจึงขอเรียกร้องให้สภาแห่งนี้สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินตามที่ ส.ส. โรมจากพรรคก้าวไกลได้เป็นผู้เสนอนี้ เพื่อมาถ่วงดุล การตรวจสอบการทำงานและการใช้อำนาจเกินขอบเขตของรัฐบาล และเพื่อปกป้อง สิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนเรา ท่านประธานคะ ท่านก็เป็น ส.ส. ดิฉันก็เป็น ส.ส. ทุกท่านที่นี่ก็เป็น ส.ส. เรามาจากใครคะท่าน เรามาจากประชาชน ถ้าเราไม่ปกป้องประชาชน ไม่ทำเพื่อประชาชน เราปกป้องผู้มีอำนาจ เราไม่เห็นหัวประชาชนอย่างนี้นะคะท่าน ในวันที่ ลงมติวันนี้ดิฉันคิดว่าพี่น้องประชาชนจะจำชื่อสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ ถ้าผู้ใดไม่เห็นหัวประชาชน ในวันเลือกตั้งประชาชนก็จะไม่เห็นหัวพวกท่าน ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่าน นายแพทย์เรวัตครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทย ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับที่ได้กรุณาอนุญาตให้ผมพูดเป็นคนสุดท้าย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ผม จำเป็นต้องพูดจริง ๆ เพราะว่าผมไม่เห็นด้วยและคัดค้านการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินตั้งแต่แรกเลยครับ ตั้งแต่ วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๓ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะผมเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น จากการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินครับ คือรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อ้างว่า จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพื่อควบคุมและบริหารสถานการณ์โควิด (COVID) และในที่สุดก็ ต่ออายุมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงวันนี้ จนถึงปัจจุบันนี้ ท่านประธานครับ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ผมคิดว่ามันเป็นกฎหมายพิเศษที่ไม่ถูกฝาถูกตัว แล้วก็เป็นเหมือนกับการให้ยาที่ไม่ตรงกับโรค จริง ๆ แล้วในทางปฏิบัติเมื่อมีการปฏิบัติจริง ๆ ในการควบคุม เฝ้าระวัง ป้องกัน รักษา ของโรคระบาดร้ายแรงก็ใช้ พ.ร.บ. โรคติดต่ออยู่ดีครับ เพราะว่า พ.ร.บ. โรคติดต่อนั้นก็มีข้อ กฎหมายต่าง ๆ ที่สามารถควบคุมโรคได้และมีประสิทธิภาพด้วยครับ ส่วน พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้น ก็ได้พิสูจน์มาจนถึงวันนี้ว่าไม่ได้มีฤทธิ์เดชอะไรเป็นพิเศษเลยในการที่จะควบคุมโรคระบาด ร้ายแรง เช่น โควิด-๑๙ (COVID-19) แต่อะไรรู้ไหมครับ ได้นำเอา พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ไปใช้ ในเรื่องอื่น ๆ ซึ่งไม่ตรงกับเรื่องที่ประกาศ ก็คือไปควบคุม จับกุม ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมทาง การเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ ท่านประธานครับ ผมมีตัวอย่าง ผมยกตัวอย่างให้ท่าน ประธานเห็น ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะลืมไปแล้ว แล้วก็นึกภาพนี้ไม่ออกว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มันไม่เวิร์ก (Work) และไม่มีเหตุผล และไม่สมเหตุสมผลในการใช้เลย อะไรครับ ก็คือเรามี การระบาดครั้งแรกในจีน ก็คือธันวาคม ๒๕๖๒ ใช่ไหมครับ มาถึงไทยคือมกราคม ๒๕๖๓ หลังจากนั้นกระทรวงสาธารณสุขก็ได้สามารถควบคุมการระบาดได้ดีมาก ๆ ครับ จนกระทั่ง ถึงเดือนพฤษภาคมครับ ผมจำวันที่คร่าว ๆ ได้ ประมาณวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ในประเทศไทยโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็น ๐ ครับ และเป็น ๐ หลายเดือนมาก พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน แล้วไประเบิดการระบาดอีกครั้งหนึ่งในเดือน ธันวาคม คือวันที่ ๑๙ ธันวาคม ก็คือการระบาดที่สมุทรสาครและระยอง อันนั้นละครับ ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ยังเอาไม่อยู่เลยครับ และที่สำคัญคือกำลังจะบอกว่า ในขณะที่โควิด (COVID) เป็น ๐ ตั้งหลายเดือน ท่านใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่ออะไรครับ ในเมื่อไม่มีโควิด (COVID) อยู่ในประเทศไทยเลย โควิด (COVID) เป็น ๐ ตั้งหลายเดือน ตั้งแต่พฤษภาคมถึง ธันวาคม ท่านยังคงใช้และยังคงต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อยู่เลยครับ นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่เห็น ด้วยอย่างยิ่งครับ นอกจากนั้นแล้วผมเห็นถึงปัญหาของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ส่งผลกระทบต่อ ประชาชนหลายด้านเลยครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่สำคัญก็คือ เช่น การห้ามนำเสนอ ข่าวสารให้กับประชาชนนี่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่งเลยครับ ในการที่มีโรคระบาด สถานการณ์ โรคระบาดร้ายแรง ประชาชนจะต้องรับรู้ข่าวสารอย่างดีเพื่ออะไรรู้ไหมครับ เพื่อสามารถที่ จะมีความรู้ แล้วก็ป้องกันตัวเองได้ ต้องรู้ว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อจะหลีกเลี่ยงการติดโรค เพราะฉะนั้นการเสนอข่าวสารเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่ง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ทำตรงข้ามครับ นอกจากนั้นก็ยังมีประเด็นว่าไปยกเว้นข้อกำหนดประกาศคำสั่ง ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมากเลยครับ ไม่ควรจะทำอย่างยิ่งครับ อีกเรื่องหนึ่งที่มันเป็นเรื่องที่ไม่ ถูกต้องอย่างยิ่ง ก็คือการไปยกเว้นพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา และ ทางวินัย มันเกิดอะไรขึ้นครับ ถ้าหากว่าไปยกเว้นอย่างนั้น มันทำให้เจ้าหน้าที่เขาเหิมเกริม เขาประมาท เขาเลินเล่อ แล้วเขาอาจจะทำอะไรผิด ๆ ที่เป็นการไปล่วงละเมิดประชาชน อย่างร้ายแรงได้ครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นการมีร่าง พ.ร.บ. บริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉินจะแก้ปัญหาความไม่ถูกต้อง ความไม่เหมาะสมเหล่านี้ได้ เป็นอย่างดีครับ เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. บริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. .... ที่เสนอโดยสมาชิก รังสิมันต์ โรม และคณะ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗
เป็นอันว่า ยุติการอภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ให้ผู้เสนอญัตติ หรือผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ เป็นผู้สรุปอีกครั้งก่อนลงมติ ฝากท่านกรรมการประสานงานช่วยตามสมาชิกเข้ามา ในห้องประชุมด้วยนะครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ก็ขออนุญาตท่านประธาน ในการอภิปรายสรุป จะพยายามใช้เวลาอย่างกระชับที่สุด เรียนท่านประธาน ผมต้องยืนยัน ว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นร่างกฎหมายที่มีความสำคัญ ผมต้องขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากหลายพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคเพื่อไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ และอีกหลาย ๆ พรรคจากซีกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้สะท้อนถึงปัญหาในที่ประชุมแห่งนี้ว่าตัว พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มีปัญหา แต่เมื่อเราเห็นว่ามันมีปัญหา คำถามก็คือแล้วเราจะทำอะไร เราจะปล่อยเอาไว้เฉย ๆ แบบ ที่ผ่านมา หรือว่าเราจะปรับเปลี่ยนแก้ไข แน่นอนว่าตัวร่างที่ผมเสนอต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ อาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบที่สุด อาจจะมีข้อท้วงติงในบางประการ แต่ผมเชื่อว่าการนำเสนอ หลักการและเหตุผลของร่างตัว พ.ร.บ. การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่นำโดยพรรคก้าวไกลมันสามารถปรับแก้ได้ในวาระถัดไป เราสามารถทำให้สมบูรณ์ขึ้น เอาความคิดความเห็นของแต่ละท่านมาบรรจุเอาไว้ตรงนี้ได้ ท่านประธานครับ แต่น่าเสียดาย แทนที่เราจะทำให้กระบวนการขั้นตอนมันไปสู่กระบวนการขั้นตอนแบบที่เราทำกันมาในร่าง กฎหมายของรัฐบาล กลับปรากฏว่า พอเป็นร่างกฎหมายที่ถูกเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากซีกพรรคฝ่ายค้าน รัฐบาลกลับใช้กลไกในการรับไป พิจารณาก่อนเป็นเวลา ๒ เดือน ซึ่งเรียนตามตรงครับท่านประธาน ผมไม่แน่ใจว่าการทำแบบนั้นมันได้ประโยชน์อะไร อย่างร่างกฎหมายฉบับนี้ผมได้เสนอไป ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ตอนนี้เข้าสู่ปี ๒๕๖๕ คำถามก็คือแล้วการจะไปพิจารณา ของ ครม. ก่อนมันจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร นอกจากเป็นการถ่วงเวลา ผมจึง เห็นด้วยอย่างยิ่งถ้าเราสามารถมีมติและตั้งกรรมาธิการกันได้เลยตั้งแต่วันนี้ นี่คือประโยชน์ สูงสุดอย่างไรครับ นี่คือประโยชน์สูงสุดที่หลาย ๆ ท่านที่ลุกขึ้นอภิปรายและชี้ให้เห็นว่า ตัวพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสภาวะฉุกเฉินมันมีปัญหา เราจะได้เร่งแก้ไข ทันที ปล่อยให้เนิ่นนานต่อไปนั่นหมายความว่าจะมีพี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ถูกรังแกมากขึ้น ปล่อยให้เนิ่นนานต่อไปนั่นหมายความว่ารัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถอ้างโหนเชื้อโรคในการรังแกประชาชนผู้เห็นต่างต่อไป ผมจึงมีความเห็นด้วยอย่างยิ่งที่เราควรจะมีการโหวตรับในวาระที่ ๑ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ ไปว่ากันต่อในชั้นของกรรมาธิการ จะใช้เวลา ๓๐ วัน ๖๐ วัน คุยกัน มีไม่กี่มาตราจบได้อย่าง รวดเร็ว และหลังจากนั้นถ้าท่านเห็นว่าสมบูรณ์แล้วท่านก็โหวตรับในวาระที่ ๓ ถ้าทำกัน แบบนี้นี่คือทางออกของประเทศเรา ท่านประธานครับ ข้อเสนอที่เสนอในร่างกฎหมาย ที่ผมเสนอไป ถ้าท่านได้อ่านในงานวิชาการที่ฝ่ายวิชาการของสภาทำขึ้น มีเนื้อหาสอดรับ กับสิ่งที่ประเทศที่เจริญแล้วเขาทำกัน มีแต่ประเทศไทยนี่ละครับที่เราปล่อยให้มีกฎหมาย ที่ฝ่ายบริหารทำโดยที่ไม่ถูกตรวจสอบอะไรเลยอย่าง พ.ร.ก. ฉุกเฉินแบบนี้ มีแค่ประเทศนี้ ประเทศเดียวละครับ สิ่งที่ผมทำถ้าเราไปดูอย่างประเทศอังกฤษ เขาเขียนเอาไว้ อย่างชัดเจนว่า สำหรับการควบคุมการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พระราชบัญญัติการ บริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ค.ศ. ๒๐๐๔ ได้กำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้ควบคุมการประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน นี่คือประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศสให้อำนาจกับฝ่ายบริหารมากหน่อย แต่ก็ระบุเอาไว้ว่า การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปอีกเกินกว่า ๑๒ วัน แรกเริ่มจะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาเช่นเดียวกัน ประเทศเยอรมนี การพิจารณาตัดสินใจว่ามีเหตุการณ์ ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์อย่างสถานการณ์ฉุกเฉินดำรงอยู่ จะต้องกระทำโดยสภาผู้แทนราษฎร โดยความยินยอมของสภาที่ปรึกษาแห่งมลรัฐ บนพื้นฐานเมื่อรัฐบาลแห่งสหพันธรัฐร้องขอ และกำหนดว่าจะต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมาก จำนวน ๒ ใน ๓ ของเสียงที่มาลงคะแนน ซึ่งอย่างน้อยต้องเป็นเสียงข้างมากของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในบางกรณีที่มีอุปสรรคอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้ ไม่สามารถจัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ทันเวลา หรือไม่อาจประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ ครบองค์ประชุม คณะกรรมาธิการร่วมอาจทำหน้าที่แทนทั้งสภาผู้แทนราษฎรและสภาที่ ปรึกษาแห่งมลรัฐ สิ่งที่ผมเสนอสอดคล้องกับมาตรฐานที่ประเทศที่เจริญแล้วเขาทำกัน ถ้าประเทศที่เจริญแล้วที่เขามีประสบการณ์ในการเจอกับสภาวะฉุกเฉิน ยกตัวอย่างอย่าง เยอรมนีที่เขาเคยเจอเหตุการณ์อย่างกรณีฮิตเลอร์ กรณีของสงครามโลก เขายังใช้วิธีแบบนี้ได้ คำถามคือประเทศเรานี้ เราทำไม่ได้จริง ๆ หรือครับ ผมจึงขอวิงวอนต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนที่ มีกระดูกสันหลัง ให้ช่วยกันผ่านกฎหมายฉบับนี้ ช่วยผ่านร่างฉบับนี้ ไม่ต้องไปที่ ครม. แล้วครับ ครม. มีเวลาปีกว่าแล้วครับ เกือบ ๒ ปีในการพิจารณาตัวร่างฉบับนี้ ซึ่งมีไม่กี่มาตรา การไป แบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการเตะถ่วง ผมอยากให้พวกเราแสดงความกล้าหาญเพื่อยืนยันไป ด้วยกันว่า การจะใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ปกติ หรือสถานการณ์ พิเศษ จะต้องได้รับการตรวจสอบโดยสภา นี่คือการยืนยันถึงอำนาจของเราที่เรามีอยู่ ถ้าเรา ไม่เห็นด้วย หรือยังจะเห็นด้วยกับการเตะถ่วงแบบนี้ มันเท่ากับว่าเราปล่อยให้บางช่วงเวลา บางสถานการณ์ นายกรัฐมนตรีเป็นเผด็จการได้ นายกรัฐมนตรีเป็นทรราชย์ได้ ใช้อำนาจ อย่างไม่มีความรับผิดชอบได้ ผมส่องกระจก ผมไม่สามารถทำแบบนั้นได้ท่านประธาน และผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมากี่สมัย ขอให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และขอให้เมื่อทำหน้าที่แล้ว ถ้าท่านยังยืนยันที่จะไม่เห็น ด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ ผมหวังว่าพวกท่านส่องกระจกแล้วยังจำตัวเองได้ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีอนุชาครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เสนอต่อที่ประชุม เพื่อขอรับร่างพระราชบัญญัติบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. .... ซึ่งท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ท่านรังสิมันต์ โรม กับคณะเป็นผู้เสนอไปพิจารณา ก่อนที่ประชุมสภา ผู้แทนราษฎรจะลงมติในวาระที่ ๑ ก็ด้วยความเคารพต่อท่านผู้เสนอ และคณะ ที่เสนอในกรณี เช่นนี้ของสภาผู้แทนราษฎร ก็คิดว่าคงเกิดประโยชน์สูงสุด ถ้าอย่างน้อย ได้นำร่างพระราชบัญญัติ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่ามีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนได้ไปทำการศึกษา หรือได้ไปผ่าน ให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เห็นถึงกฎหมายที่ท่านนำเสนอ บทสรุปจะเป็นอย่างไรหรือไม่นั้น ก็คงไม่ อาจคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ด้วยความปรารถนาดีในฐานะส่วนหนึ่งก็เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เคารพต่อสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้เสนอและเป็นคณะ ก็ขอรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปพิจารณา ภายในเวลา ๖๐ วันครับ🔗
เชิญ ท่านธีรัจชัยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมได้ฟังมา ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ในส่วนของรัฐบาลเมื่อร่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอขึ้นมา ทุกร่างจะ มีการขอ ๖๐ วัน เพื่อไปพิจารณาก่อนจะรับหลักการทุกอัน และแต่ละร่างนั้น ได้มีการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นปี ๒ ปี ร่างนี้เสนอตั้งแต่วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๓ โดยที่ความเป็นรัฐบาลนี้มีกลไกมากมาย ทำไมถึงไม่มีการศึกษามาก่อน และร่างนี้ เป็นปฏิปักษ์ต่อการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่ใช้อำนาจในการลิดรอนสิทธิ ของประชาชน สมควรที่จะได้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ว่ามาใช้เวลา ประวิงเวลาอีก ๒ เดือนแบบนี้ ผมคิดว่าเมื่อมีช่อง แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ช่องในทางข้อบังคับ ผมคิดว่าขอให้ท่านนั้นทบทวน แล้วก็ให้โหวต (Vote) ลงมติไปเลยว่าเราจะรับร่างนี้หรือไม่ เพราะไปอีก ๖๐ วันก็มาบอกว่าจะไม่รับ ส่งสัญญาณมายังฝ่ายรัฐบาลบอกว่าไม่รับ มันก็สู่จุด วันนี้เหมือนกันกับการลงมติภายในวันนี้ ผมคิดว่าอยากจะให้ท่านประธาน ผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีว่ากรุณาให้ลงมติในวันนี้เลย อย่าถ่วงเวลาไปอีก ๖๐ วันครับ🔗
ท่านนิยมครับ เอาเฉพาะว่าเหตุผลของ ครม. รับ โอเค (OK) ครับ🔗
ถามนิดเดียวท่านประธาน ผมฟังท่านรัฐมนตรี อนุชาชี้แจงแล้ว ก็เลยข้องใจนิดเดียว🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ บังเอิญ ผมตั้งใจฟังท่านรัฐมนตรีอนุชาพูดอยู่เมื่อสักครู่นี้ว่า รัฐบาลต้องการจะรับไปพิจารณาเสียก่อน บังเอิญว่าผมนี้ก็อ่านหนังสือของสภา ซึ่งเป็นหนังสือที่รายงานการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่ในเล่มนี้ เขาก็มีความเห็น ว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ทันสมัย ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจและสังคม ในปัจจุบัน เมื่อประกาศภาวะฉุกเฉินแล้วส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนใน หลายด้าน มันเป็นประเด็นที่ความเห็นของประชาชนท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมอยากฝาก อีกนิดหนึ่งว่าที่รัฐมนตรีอนุชาบอกว่าจะรับไปเพื่อไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ท่านจะรับไป พิจารณาอย่างไร เพราะว่าอันนี้คือความเห็นของประชาชนท่านประธานผมก็อยากจะเห็น เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งเป็น พ.ร.ก. ก็ออกใหม่ก็ออกเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นเนื้อหาคล้าย ๆ กัน เพียงแต่ว่าก่อนที่รัฐบาล ดำเนินการก็เข้ามาถามสภาก่อน สภานี้คือผู้แทนของประชาชนเขาจะให้ความเห็น ไม่ได้ แตกต่างกันท่านประธานครับ ผมก็อยากให้ท่านรับไป ก็โหวตเลยแพ้ชนะอยู่ในนี้เลย ก็ให้มัน จบแค่นี้ครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนของ ครม. ความจริงร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เหมือนที่ท่าน สมาชิกได้อภิปราย มันเป็นไปได้ก็ปล่อยเขาลงมติกันเลยไหมครับ ดีกว่าไหมครับ ท่านจะว่าอย่างไรครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ด้วยความ เคารพต่อท่านนิยม ขออภัยที่เอ่ยนาม ในเรื่องของความคิดเห็นที่ท่านแสดงออก ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเป็นห่วงเป็นใยต่อข้อคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ในฐานะที่พวกเราเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนเหมือนกันที่จำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้ เกิดความเรียบร้อยในสังคมในบริบทต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในการที่คณะรัฐมนตรีเอากลับไป พิจารณานั้นผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย เมื่อเสร็จแล้วเราในฐานะผู้แทนพี่น้องประชาชน โดยรวมก็มาลงมติกันว่า สิ่งที่เราพิจารณานั้นเราเห็นควรรับหลักการหรือไม่ อย่างไร จริง ๆ ก็เป็นอำนาจสิทธิขาดของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้วในการที่จะพิจารณาว่าจะรับ หรือไม่รับ แม้กระทั่งคณะรัฐมนตรีได้พิจารณามาเป็นอย่างอื่น ก็ฝากไว้เป็นส่วนที่การทำงาน ร่วมกันเราจะได้สร้างบทบรรทัดฐานใหม่ในการที่จะนำกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรเรา สู่ผู้ที่ควรรู้ อย่างน้อยที่สุดก็ได้อ่าน อย่างน้อยที่สุดก็ได้ติดตาม ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ต้องกราบขอบพระคุณท่านครับ🔗
เมื่อรัฐบาลยืนยันจะขอรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการ ก็คงขอมติว่าที่ประชุมจะอนุมัติให้ คณะรัฐมนตรีรับไปหรือไม่ ภายใน ๖๐ วันแล้วกลับมา ก่อนจะลงมติต้องตรวจสอบ องค์ประชุมตามข้อบังคับครับ🔗
เชิญท่านสมาชิกด้านนอกเข้ามาแสดงตนก่อนนะครับ เชิญท่านสมาชิกกดแสดงตนนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านครับรอสักครู่ กราบขออภัยรอสักครู่ครับ🔗
ได้แสดง ตนครบทุกท่านไหมครับ เชิญท่านสมาชิกเพิ่งเดินเข้ามาแสดงตนนะครับ ครบทุกท่านนะครับ แล้วมีท่านใดยังไม่แสดงตนหรือมีบัตรขัดข้องไหมครับ ถ้าไม่มี ขอปิดการแสดงตนครับ มีท่าน สมาชิกแสดงตนอยู่ในห้องประชุม ๓๙๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปผมจะถามมติว่าที่ประชุมจะอนุมัติให้รัฐบาลรับร่างพระราชบัญญัติไปพิจารณาก่อนรับ หลักการ แล้วส่งคืนมาภายใน ๖๐ วันหรือไม่ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นควรอนุมัติ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าไม่ควรอนุมัติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่าน งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ให้ด้วยนะครับ เชิญใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี หมายเลข ๑๒๓ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
ครับ มีท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ลงคะแนนมีไหมครับ ถ้าไม่มีขอปิดการลงคะแนนนะครับ ผลการ ลงคะแนน มีผู้ลงมติ ๓๙๔ ท่าน เห็นด้วย ๒๒๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๕๗ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๑๕๘ ท่าน งดออกเสียง ๑๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุมเห็นด้วย ในการอนุมัติให้รัฐบาลรับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปพิจารณาก่อน แล้วส่งคืนมาภายใน ๖๐ วันตามข้อบังคับ เป็นการจบระเบียบวาระที่ ๕.๒ ครับ ต่อไป🔗
๕.๓ เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายพิสิฐ ลี้อาธรรม กับคณะ) ผู้เสนอ🔗
ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มีการรับฟังความคิดเห็นและมีการทำสรุปผลการรับฟัง และรายงานผลงานการวิเคราะห์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติ เสร็จเรียบร้อยนะครับ รายละเอียดคิดว่าท่านสมาชิกทุกท่านคงได้รับเรียบร้อยแล้ว เชิญท่าน พิสิฐเสนอแถลงหลักการและเหตุผลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรค ประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมและเพื่อนสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ขอนำเสนอ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไข พ.ร.บ. ธปท. ๒๔๘๕ เพื่อให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้โปรดพิจารณาครับ โดยมีรายละเอียดชี้แจง ขอกราบเรียนดังนี้ครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ธปท. ๒๔๘๕ ในการทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของประเทศ โดยการบริหารจัดการให้ระบบ การเงินของประเทศดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ ให้เจริญเติบโตเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษา เสถียรภาพเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ธปท. จะมีเสาหลักในเรื่องของการรักษาเสถียรภาพอยู่ ๔ เสาหลัก ด้วยกันครับ ๑. ก็คือเสถียรภาพของการเงิน ซึ่งก็คือปัญหาเงินเฟ้อที่ต้องแก้ไข ๒. คือ เสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน ๓. คือเสถียรภาพของระบบการชำระเงิน และ ๔. ก็คือ เสถียรภาพของเศรษฐกิจกับต่างประเทศครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเป็นหน่วยงานที่มี ความสำคัญอย่างยิ่ง ในระบบเศรษฐกิจเป็นศูนย์รวมของข้อมูลและความรู้ทางเศรษฐกิจทั้ง ของประเทศไทย และของต่างประเทศ เป็นตัวแทนของประเทศไทยในกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการดำเนินนโยบายด้านการเงินต่าง ๆ และมีวัฒนธรรมขององค์กรที่ยึดถือความเป็นกลาง ความเป็นอิสระในการดำเนินการจาก รัฐบาล ซึ่งก็ได้รับการรับรองในกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย มาตรา ๗ และมาตรา ๒๘/๑๖ ท่านประธานครับ วิกฤติโควิด (COVID) ครั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีบทบาท ในการช่วยเหลือเศรษฐกิจและประชาชน โดยการออกมาตรการต่าง ๆ เช่น ออกมาตรการ ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SME) ในการได้รับซอฟต์โลน (Soft Loan) จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การตั้งกองทุนพยุงหุ้นกู้ จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การศึกษาติดตามปัญหาหนี้สิน ครัวเรือน ซึ่งมีจำนวนสูงถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะมีการ ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาความทุกข์ยากเกี่ยวกับหนี้สิน โดยการตั้งคลินิกชำระหนี้ เป็นต้น งานของ ธปท. จึงมีความสำคัญต่อประชาชน และต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลังโควิด (COVID) เพื่อให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้เห็นถึง ความสำคัญของ ธปท. ผมขอยกตัวอย่างของตัวเลขงบดุลของ ธปท. ว่างบดุลของ ธปท. นั้น มีวงเงินถึง ๗ ล้านล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของจีดีพี (GDP) คิดเป็นมากกว่า ๒ เท่าของ วงเงินงบประมาณแผ่นดินประจำปี และเทียบกับงบของธนาคารของรัฐ ๒ แห่ง ที่มารายงาน เช่น ธนาคารเอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) หรือธนาคารเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งมีฐานะของงบดุล เพียง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ก็เท่ากับว่า ธปท. มีวงเงินของงบดุลมากกว่าธนาคารเหล่านี้ ถึง ๗๐ เท่าตัวด้วยกัน แต่ว่าธนาคารของรัฐทั้งสอง คือ เอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) และ เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) มีหน้าที่ต้องมารายงาน เพราะกฎหมายที่ออกมาใหม่ ในช่วงหลัง ๆ เช่น เอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) ออกเมื่อปี ๒๕๔๕ และเอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ออกเมื่อปี ๒๕๓๖ มีการกำหนดให้ธนาคารเหล่านี้ต้องมารายงานให้กับรัฐสภา เพื่อทราบ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่มีหน้าที่ต้องรายงานเพราะกฎหมายออกมาตั้งแต่ ปี ๒๔๘๕ แม้ว่ากรรมาธิการชุดต่าง ๆ จะได้มีความพยายามในการจะเชิญตัวแทนจาก ธปท. มาชี้แจง เราก็ได้ผลเพียงจำกัด ตัวแทนของประชาชนคือสภาแห่งนี้ไม่มีโอกาสที่จะได้ รับทราบรายงานเกี่ยวกับการทำงานของ ธปท. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จะได้มีโอกาสรับ ฟังความคิดเห็นของประชาชนว่า ประชาชนเห็นอย่างไรต่อการทำงานของ ธปท. ดังนั้น กระผมจึงขอเรียนนำเสนอที่จะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติของ ธปท. ๒๔๘๕ ให้มี ความทันสมัย โดยขอให้มีการมารายงานต่อรัฐสภาเกี่ยวกับเรื่องของสภาพเศรษฐกิจการเงิน และการดำเนินงานของ ธปท. เพื่อให้รัฐสภาได้รับทราบ แล้วก็จะได้มีความยึดโยงของการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทยกับประชาชน ทั้งนี้การ ให้มารายงานดังกล่าวไม่ได้ถือเป็นการแทรกแซงการทำงานของ ธปท. แต่ประการใด แต่เป็น การปฏิบัติหน้าที่ที่ธนาคารกลางที่สำคัญในโลกได้ทำหน้าที่นี้ เช่น ธนาคารกลางของประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นธนาคารกลางที่เป็นตัวอย่าง แล้วก็เป็นอิสระ จึงขออนุญาตที่จะ กราบเรียนมาเพื่อได้โปรดพิจารณาครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะจบ จะขออนุญาต สรุปโดยฉายภาพ ช่วยฉายภาพด้วยครับ🔗
อันนี้ก็จะเป็นการนำเสนอที่จะให้ มีการแก้กฎหมายให้ ธปท. ได้มารายงานเพื่อที่จะให้ข้อมูลทางการเงินและเศรษฐกิจได้มีการ เผยแพร่อย่างทั่วถึง เป็นการตัดปัญหาเรื่องข่าวลือจากการเกิดความไม่เข้าใจในเรื่องของ ระบบสถาบันการเงิน ซึ่งวิกฤติปี ๒๕๔๐ ก็เป็นตัวอย่างของการเกิดข่าวลือ จนกระทั่งระบบ สถาบันการเงินมีความไม่มั่นคงเกิดขึ้น สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ก็เป็นการขอแก้ไข มาตรา ๖๑/๑ ให้เพิ่มเป็นมาตราหนึ่งเข้ามาเพื่อจะให้ ธปท. มีหน้าที่ต้องมารายงานสภา เพื่อทราบครับ ต่อไปครับ🔗
อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของผู้ว่าการ แบงก์ชาติของสหรัฐที่มีหน้าที่ต้องไปรายงานที่รัฐสภาเป็นระยะ ๆ ครับ ต่อไปครับ🔗
อันนี้เป็นงบดุลของ ธปท. ตัวเลข ของงบดุล ธปท. สูงถึง ๗ ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ ๔๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่ง มากกว่างบประมาณแผ่นดินกว่า ๒ เท่าตัวครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ และนี่เป็นงบดุล ของธนาคารเอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ซึ่งมีประมาณแค่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็มารายงาน กับสภาทุกปีครับ เชิญต่อไปครับ อันนี้ก็เป็นของเอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) ก็เช่นกันครับ งบดุลเพียงแค่แสนกว่าล้านก็มารายงาน เพราะกฎหมายใหม่จะมีการระบุให้สถาบันการเงิน เหล่านี้ต้องมารายงาน ขณะที่ของ ธปท. ร่างมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๕ จึงไม่ได้มีการระบุ ประเด็นนี้ครับ ต่อไปครับ🔗
อันนี้เป็นตัวอย่างว่า ณ เวลานี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังมีบทบาทในการแก้ไขระบบการเงิน จะมีการปฏิรูประบบ การเงินครั้งใหญ่ แต่สภาของเราไม่ได้รับทราบเลยครับ ไม่ได้มีโอกาสรับรู้หรือมีโอกาส แลกเปลี่ยนความเห็นกับท่านผู้ว่าหรือทีมงานครับ ประชาชนเองก็จะไม่มีโอกาสได้รับทราบ จะได้รับแต่เฉพาะคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ติดตามข่าว ธปท. อย่างใกล้ชิดครับ🔗
อันนี้ก็สุดท้าย บทบาท ธปท. ช่วงหลังนี้ก็มีสูงมากในการช่วยเหลือประชาชนในการเกลี่ยหนี้ สไลด์ (Slide) ต่อไปสุดท้าย เรื่องของสถาบันการเงินที่มีส่วนร่วมในการทำงานเหล่านี้ ซึ่งสภาแห่งนี้ไม่มีโอกาส ได้รับทราบเลยครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า สมควรที่จะต้องให้ ธปท. ได้มีหน้าที่ในการ มานำเสนอครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ผู้เสนอได้ เสนอหลักการและเหตุผลเรียบร้อยแล้ว ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็แก้ไขเพิ่มเติมแค่ มาตราเดียว ก็คือการให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดทำรายงานสภาวะเศรษฐกิจ สภาพเศรษฐกิจและการเงินการคลังต่อรัฐสภาซึ่งมีแค่มาตราเดียว มีท่านสมาชิก อภิปรายไม่กี่ท่าน อย่าไปไกล เดี๋ยวจะต้องลงมติอีกแล้วครับ ก็คงไม่เกิน ๔๐ นาที เชิญท่าน แรก ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาลครับ เชิญครับ ท่านประธานครับ เพื่อให้การดำเนินการของธนาคารมีส่วนร่วมกับทางสภาโดยเฉพาะเรื่อง ของการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจการเงิน ในภาวะปัจจุบันและตลอดการ เปลี่ยนแปลงทำไมต้องให้พวกเราได้ทราบท่านประธานครับ สิ่งสำคัญคือธนาคาร แห่งประเทศไทยมีอำนาจ เขาเรียกว่าคล้าย ๆ องค์กรอิสระ แต่ไม่อิสระ แต่กฎหมายบอกว่า อิสระ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยอยู่ในอาณัติใคร จะเห็นว่ารัฐบาลเองยังไม่ค่อยกล้าเข้าไป ไปทำให้ ผู้ว่าการธนาคารรับฟังประเด็นการกดทับได้ ก็เป็นอันหนึ่งซึ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ภาวะ การเงิน ภาวะเศรษฐกิจในสมัยใหม่ ผมว่าคนในสภาแห่งนี้มีความรู้เยอะ แล้วก็สามารถให้ คำแนะนำทางผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ เป็นการรับฟังจากองค์อำนาจที่เรียกว่า อำนาจอธิปไตยจากปวงชนชาวไทย ซึ่งเป็นผู้แทน อำนาจก็ ๕๐๐ คน ก็เป็นเรื่องปกติที่เป็น อำนาจสำคัญที่เป็นตัวแทนของคนไทยทั้งชาติ แล้วก็ประกอบด้วยฐานะที่เคยเข้าสู่ในสภานี้ มากมาย ในการตรากฎหมายฉบับนี้ใช่ครับ มีมาตราเดียวที่บอกเลยครับว่า สาระของการ เปิดเผยคือสภาพเศรษฐกิจการเงิน การคลัง และคำวิเคราะห์ครับท่านประธาน ภาวะ เศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลก สำคัญนะครับ แค่ง่าย ๆ ท่านประธานครับ ง่าย ๆ มาก ๆ เลยครับ กฎหมายมีไว้ให้ปฏิบัติ เช่น รัฐบาลผมเคยพูดเรื่องของประเด็นการใช้เงิน ตามงบประมาณ สาระสำคัญคือมี พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ วรรคสอง บอกไว้ชัดเจนครับ เกี่ยวกับเรื่องการใช้เงินที่เป็นงบประมาณ ถ้าปรากฏว่าการตั้งประมาณ การของรายจ่าย ยอดหนึ่ง แล้วปรากฏว่าการใช้จ่ายจริงของประมาณการรายจ่ายต่ำ กฎหมายเขียนให้กระทรวงการคลังต้องอะไรครับ ต้องไปปรับเงินดุลอันนั้นมา เพื่ออะไร เพื่อลดการติดหนี้ขาดดุล อันนี้ก็คือส่วนหนึ่งที่เป็นข้อมูลทางเศรษฐกิจการคลังที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยต้องวิเคราะห์มาให้สิครับว่า มันคือเข้าขีดอันตรายการก่อหนี้ของรัฐบาลที่ กำลังทำอยู่ สภาแห่งนี้จะได้รับข้อมูลแบบนี้ แบบเปิดเผยครับ แล้วเวลาอภิปรายรัฐบาลเรา จะได้ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ ๆ ครับ ไม่ว่าเรื่องของการ ขายน้ำมัน อีกหน่อยก็ขายแบตเตอรี่ ขายพลังงานทางเลือกใหม่ แร่ที่จะเข้ามาทำแบตเตอรี่ อัตราการเกิดขึ้นของการแลกเปลี่ยนเงินตราหรือโลกของดิจิทัล (Digital) ที่กำลังหมุน ดาวเทียมที่เป็นดาวเทียมใหม่ ในโลกของดาวเทียม การสื่อสารไร้พรมแดนขอบโลก ดาวเทียม กำลังมาเข้ามาคลุมโลกใหม่ นั่นก็คือระบบเศรษฐกิจจากดิจิทัล (Digital) พวกนี้มันเป็นหัวใจ สำคัญที่เป็นรายงานธนาคารแห่งประเทศไทยต้องกระทบ และวิเคราะห์ว่าบริษัทใหญ่ ๆ ที่อยู่ในตลาดเศรษฐกิจทั้งหมด จะอัปสกิล (Up Skill) ทางด้านไหน เพื่อให้เกิดกระแสของ การเกิดเศรษฐกิจชนิดใหม่ ไม่ว่าเรื่องการแพทย์ เรื่องการดิจิทัล (Digital) เรื่องการรักษาผู้สูง วัยให้มีอายุยืนยาว ในเรื่องการแพทย์ต่าง ๆ พวกนี้มันเป็นเรื่องของระบบเศรษฐกิจที่จะ เกิดขึ้นในอนาคต และประเทศไทยเป็นฮับ (Hub) หนึ่ง โดยเฉพาะเมน (Main) หลัก มันก็จะ ทำให้สภาแห่งนี้ท่านประธานครับ รับอะไรครับ รับข้อมูลแน่นอนครับ เรื่องของภาวะ เศรษฐกิจที่เปลี่ยนขึ้นเปลี่ยนลง ตลาดหุ้นในนิวยอร์ก ตลาดหุ้นที่ลอนดอน เซียงไฮ้ สิงคโปร์ เป็นอย่างไรครับตัวเลข ค่าเปลี่ยนเงินตราเท่าไร เงินคงคลังตอนนี้อยู่เท่าไร ครองอยู่ในบ้าน เราเท่าไร แล้วเราจะรักษาเสถียรภาพของการมีเงินที่จะดูแล หนี้ที่ติด ๑๐ ล้านล้านที่รัฐบาล ๗ ปีกว่า ๆ เอาไปใช้แล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเห็นอย่างไรที่จะผ่อนดอก ลดดอก เพื่อให้เราเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด เพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาบริหาร และสิ่งสำคัญคือ วิธีการหารายได้ครับท่านประธาน ข้อมูลทั้งหมดภาคเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง มันจะได้นำ นายกรัฐมนตรีมาถกแถลงที่นี่ได้ครับ ตามมาตรา ๑๑ แห่ง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ท่านต้องแถลงวิธีการหาเงินครับ แต่ไม่เคยครับ ๓ ปีมาแล้วไม่เคยเลยว่าหาเงินอย่างไร บอกให้ไปดูเล่มเขียว ผมว่าท่านไม่รู้อะไรเลย ท่านต้องรู้สิครับว่าจะออกบอนด์ (Bond) เท่าไร ขณะนี้จะออกพันธบัตรให้กับคนที่มีเงินแล้วเอาเงินมาให้รัฐเท่าไร หรือจะเพิ่มภาษีตรงไหน อัตราน้ำมันจะเท่าไร จะลดค่าครองชีพของประชาชนที่อยู่ในกระแสของการใช้รถไฟฟ้า รถพาหนะพวกนี้เพื่อให้มีรายได้ หรือจะเก็บเงินจากภาคทุนใหญ่อย่างไร นี่ครับสิ่งสำคัญ อย่างนั้นผมเห็นด้วยครับท่านประธาน โดยเฉพาะมาตราเดียว มาตรา ๖๑/๑ สมควรแก้ไข ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญท่าน คารมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด ต่อร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม และคณะ ต้องถือว่าเป็นกฎหมายที่ผมอยากอภิปรายเป็นที่สุด เหตุผลเพราะว่า ผมลองดูวันนี้ภรรยาให้สตางค์มา ๑,๐๐๐ บาท มีแบงก์ร้อยนี่ครับ มีลายเซ็นของ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยทุกใบครับ ท่านประธานลองดูในกระเป๋าท่านครับ มีลายเซ็น ของผู้ว่าการแบงก์ชาติอยู่ด้วย แสดงว่าเรื่องที่ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เสนอมาที่ให้ ธปท. รายงานโดยการแก้มาตรา ๖๑ เพิ่ม เป็นมาตรา ๖๑/๑ ของพระราชบัญญัติธนาคาร แห่งประเทศไทยสำคัญ ทำไมสำคัญครับท่านประธาน ไม่มีบ้านไหนหรอกครับ ไม่มีจังหวัดไหน ที่ไม่เป็นหนี้ ธ.ก.ส. หรอกครับ บ้านผมสุวรรณภูมิ ร้อยเอ็ด เป็นหนี้ ธ.ก.ส. ทุกคน เป็นหนี้ ประจำถิ่นครับ พอ ๆ กับโควิด (COVID) ในอนาคตที่จะเป็นโรคประจำถิ่น เวลาออกพื้นที่ เขาถามว่าไม่มีเงินจ่ายหนี้ ธ.ก.ส. ส.ส. จะช่วยอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ธนาคาร แห่งประเทศไทยท่านไปดูนะครับ ผมพอจะมีความรู้ทางกฎหมาย ก่อนเรียนนิติศาสตร์ เรียนเศรษฐศาสตร์อยู่ปีหนึ่ง เขาอาจจะไม่รู้หรอกครับว่ามันสำคัญอย่างไร แต่อยากจะบอก ผ่านไปยังประชาชนว่า คนที่คุมนโยบายการเงินเขาเรียกดอกเบี้ยนโยบายหรือ นโยบายดอกเบี้ย คือธนาคารแห่งประเทศไทย เวลาธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดดอกเบี้ยมา เขาคุมสถาบันการเงินครับ สถาบันการเงินจะขึ้นดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ยอยู่ที่ ธปท. เพราะฉะนั้นถ้าคนรู้จริง ๆ เขาจะรู้ว่า ธนาคารนี้ละครับเป็นที่คุม ปี ๒๕๔๐ มีปัญหา เรื่องค่าเงินบาท อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยถูกฟ้อง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ถือว่าเป็นการแก้กฎหมายที่สำคัญมาก ในฐานะที่ไม่มีฝ่าย ไม่มีพรรค ต้องขอบคุณท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เศรษฐกิจจะเจริญเติบโตอยู่ที่ดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยคือต้นทุน พี่น้องผมที่อยู่ บ้านผมนี้ สุวรรณภูมิ บ้านคำบอน บ้านตากแดด ถ้าเขาจะกู้เงินเขากู้ได้แค่ ธ.ก.ส. เขาไม่มี ความสามารถจะไปกู้แบงก์พาณิชย์ครับ เพราะเป็นเกษตรกร แล้วหนี้แพงเกิดจากไหน เกิดจากนโยบายการเงิน นโยบายการเงินคือเรื่องดอกเบี้ย ดอกเบี้ยคือต้นทุน ถ้าเขาไม่มี ต้นทุนสูง ลองธนาคารแห่งประเทศไทยปลอดดอกเบี้ยซีโร่ (Zero) เป็น ๐ สิครับ รับรอง เขาไม่มีต้นทุน ครบปีเขาจ่ายเงินเฉพาะเงินต้น เขาไปทำมาหากิน เขามีเงินมาจ่ายภาษี รัฐบาลเก็บภาษีได้ผ่านกรมสรรพากร กรมศุลกากร อันนั้นนโยบายการคลัง ประเทศชาติ ก็มั่นคง ทำไมละครับ ทำไมที่จะแก้แล้วเพื่อจะมารายงานต่อสภาซึ่งเป็นตัวแทนของปวงชน ไม่ได้ จากการเขาเรียกว่าสอบถามความคิดเห็นบอกว่าจะแทรกแซง ผมไม่เข้าใจว่าสภา จะไปแทรกแซงระบบการเงินของแบงก์ชาติได้อย่างไร ในเมื่อเวลามีปัญหากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังรายงานได้เลยครับ แล้วจริง ๆ เวลามีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจเกิดจากการบริหารนโยบายดอกเบี้ยหรือนโยบายการเงิน เพราะฉะนั้นการเสนอกฎหมายที่แก้โดยให้มารายงานต่อสภาจะได้สอบถาม สภาถึงแม้ผมจะไม่เก่งการเงิน มีคนเก่ง ๆ เยอะ เขาจะได้สอบถามได้ว่าดอกเบี้ยนโยบาย ที่ประกาศเมื่อธันวาคมนี้ หรือดอกเบี้ยของธนาคารกลางกับ ๐.๕ ทำไมประกาศมาแบบนี้ เศรษฐกิจมันตึง บ้านผมเขาไม่รู้ว่าเงินเฟ้อคืออะไร ที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกอินเฟลชัน (Inflation) เขารู้แต่ว่าเดิมเขาซื้อกับข้าว ก๋วยเตี๋ยว ๒๐ บาท ทำไมเขาต้องซื้อ ๒๑ บาท ๒๒ บาท เพราะราคาสินค้ามันแพง เพราะต้นทุนมันสูง สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ตัวแทนของ ประชาชนควรจะได้รับรู้ ควรจะได้ทราบความเป็นไป อย่าลืมว่าคณะกรรมการ ในธนาคารแห่งประเทศไทยทุกคณะกรรมการ แม้แต่กรรมการต้องโปรดเกล้าฯ นะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าการที่มีการแก้กฎหมายฉบับนี้ให้มารายงานตามมาตรา ๖๑/๑ โดยให้รายงานทุก ๓ เดือน จัดทำรายงานเปิดเผยสภาพเศรษฐกิจ การเงิน การวิเคราะห์ เศรษฐกิจโลก รวมทั้งจัดทำแนวทางในการดำเนินงานอำนาจหน้าที่ของ ธปท. ต่อรัฐสภา ซึ่งคือ ส.ส. และ ส.ว. แม้ว่า ส.ว. จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่โดยนัยของรัฐธรรมนูญ หรือความหมายก็ต้องถือว่าเขารับทราบ เขารับผิดชอบต่อประชาชน การรายงานนี้จึงไม่ใช่ การใช้แทรกแซง แล้วไม่มีความกังวลใด ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไปสอบถาม ความคิดเห็นจะคัดค้าน ท้ายที่สุดจึงจะเรียนท่านประธานในเวลาที่ได้รับอนุญาตว่า ถ้าระบบ เศรษฐกิจมันขับเคลื่อนด้วยรากหญ้า ด้วยต่างจังหวัด ด้วยคนที่เขาทำมาหากิน เอสเอ็มอี (SMEs) ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา โดยที่เขาต้นทุนต่ำ ดอกเบี้ยมันสอดคล้องกับเศรษฐกิจ บ้านเมืองก็ไปได้ บ้านเมืองไปได้ก็มีเงินมาจ่ายเงินเดือน ส.ส. จ่ายเงินเดือนผู้พิพากษา อัยการ ทหาร ตำรวจ เพราะฉะนั้นการที่คุณต้องมารายงานจึงเป็นเรื่องจำเป็นและถูกต้อง ผมจึง เห็นชอบในหลักการ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
อีก ๒ ท่านต่อไป ท่านจิรายุกับท่านสะถิระ เชิญท่านจิรายุครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา ถนนรามอินทรา ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกประกาศคณะกรรมการนโยบายคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ เมื่อไม่ถึง ๑ ชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง คำถามก็คือว่าแล้วมันเป็นอย่างไร ผมก็ตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน แต่คน ที่รู้ก็คงจะเป็นคนที่อยู่กับธนาคารและเศรษฐกิจต่าง ๆ ครับ สัปดาห์ที่ผ่านมามีการคาดการณ์ กันครับว่า คณะกรรมการชุดนี้จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก ๐.๕ ไปเป็น ๐.๗๕ หรืออะไรก็ สุดท้ายแล้วแต่ เนื่องจากธนาคารกลางของสหรัฐหรือว่าเฟด (Fed) ปรับอัตราดอกเบี้ยใน ประเทศเขาไปแล้ว ส่วนใหญ่ประเทศเล็ก ๆ แถวบ้านเราก็จะปรับตาม ถามว่าปรับหรือคง แตกต่างอย่างไรครับ แตกต่างตรงที่ว่าคนที่ทำธุรกิจเขาเรียกว่าฟอร์แคสต์ (Forecast) ก็คือ จะต้องวางแผนพยากรณ์ครับว่าถ้าเกิดดอกเบี้ยมันขึ้น มันจะต้องมีดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ของลูกค้ามากน้อยขนาดไหน การแก้ไขพระราชบัญญัติธนาคารแห่ง ประเทศไทยมันมีมาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๘๕ ถ้าเกิดท่านประธานจำความได้ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ มีคนรวยและคนฆ่าตัวตายจำนวนมาก เนื่องจากธนาคารแห่ง ประเทศไทยลอยตัวค่าเงินบาท ในขณะนั้นเป็นอัตราค่าเงินบาทคงที่อ้างอิงกับตลาดสหรัฐ ๑ ดอลลาร์ ๒๕ บาท เป๊ะ ไม่ว่ามันจะขึ้นหรือมันจะลง ไทยแลกอยู่ที่ ๒๕ บาท พอวันรุ่งขึ้นมีการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในภาวะวิกฤตการณ์ที่เราเรียกกันว่า ต้มยำกุ้ง ดีซีส (Tom Yum Kung Disease) ก็เกิดปัญหามากมายครับ จาก ๒๕ บาท ขยับขึ้นไปสูงสุดถึง ๕๖ บาท ต่อ ๑ ดอลลาร์ คำถามก็คือว่าแบงก์ชาติได้บอกอะไรกับคนที่ เขาไปกู้เงินจากต่างชาติมาไหม กู้มา ๑ ล้านดอลลาร์ วันนี้เป็นหนี้ ๒๕ ล้านบาท ตื่นขึ้นมาเจ๊งเฉย เป็นหนี้ ๕๖ ล้านบาท ภายในชั่วข้ามคืน แล้วก็ล้มครืนกันทั้ง ๕๖ ไฟแนนซ์ (Finance) หลายตระกูลก็นั่งอยู่ในสภานี้เกี่ยวข้องกับบริษัทการเงินทั้งสิ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยังชั่งใจอยู่นะครับ แล้วก็อยากให้รัฐบาลนำเรื่องนี้เข้าไปตั้งกรรมาธิการและผมจะขอเข้า ไปถามครับว่า ที่มารายงานต่อสภาที่ท่านจะแก้ไข ซึ่งมันก็เขียนอยู่ในนี้ตามมาตรา ๖๑ เขียน บอกว่าต้องรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รายงานต่อ ครม.แล้ว มันรายงาน แล้วใครได้ประโยชน์ ท่านประธานรู้จักคนเล่นหุ้นใช่ไหมครับ เขาเรียกว่า อินไซด์นิวส์ (Inside News) ซึ่งตลาดหุ้นมักจะรู้กันครับว่าพรุ่งนี้บริษัทเอกชนที่เราไปถือหุ้น เขาจะลงทุน อะไร ถ้าลงทุนอะไรช้อนก่อนไหมหรือทุบ ภาษาพวกนี้เรารู้จักกันดีครับ แต่เราไม่เคยได้รับ การเตือนภัยจากแบงก์ชาติเลยท่านประธานครับ และที่ผมอยากจะบอกก็คือว่าในช่วงต้มยำ กุ้งนี่ เราเห็นได้อย่างชัดเจนครับว่า คนที่เอาเงินมาปล่อยกู้ ๒๕ บาทต่อ ๑ ดอลลาร์สหรัฐ เป็นคนที่อยู่ในแวดวงเศรษฐกิจของบ้านเมือง ทุกวันนี้ก็ชดใช้กรรมกันไปมากหลายอยู่ครับ พอมาปล่อยให้นักธุรกิจกู้ ๒๕ บาทบ้าง ๒๔ บาทบ้างก็สุดแท้แล้วแต่ ผ่านไป ๓ วัน เธอต้อง เอามาใช้ฉัน ๕๐ บาทต่อ ๑ ดอลลาร์สหรัฐ คนพวกนี้ถามว่ารู้อะไรบ้างไหมครับ รู้ ผมถามว่า คณะกรรมการที่จะประกาศนโยบายดอกเบี้ยคงที่วันนี้ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ เขาเพิ่งคุยกันเมื่อ สักครู่หรือครับ ผมเชื่อว่าคุยกันมา ๖-๗ วันแล้วละ แล้วก็วางแผนอย่างเป็นระบบว่า เดี๋ยววันนี้มีมติแล้วยกมือผ่านเป็นเอกฉันท์ด้วยท่านประธานเมื่อสักครู่นี้เอง ผมจึงถามว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำชะตาชีวิตของพี่น้องคนไทยทั้งหมดมีกี่คนที่รู้เรื่องนี้ ถ้าคนที่ รู้เรื่องนี้เอาข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ออกไปลงทุนก็ดี เอาไปบอกพรรคพวกให้ไปช้อนหุ้นก็ดี หรือเอาไปลงทุนอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นแบงก์ หรือนอนแบงก์ (Non-Bank) คำถามก็คือว่าพรุ่งนี้รวยลืมบ้านเลขที่อีกเช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ร่างพระราชบัญญัติเพียงมาตราเดียวผมไม่เห็น ด้วยเลย มันต้องรื้อทั้งพระราชบัญญัตินี้มันมีหลายมาตราเหลือเกิน แต่เราไปแก้เพียงแค่ที่จะ ให้เขามารายงานในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเขามารายงานก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วทั้งสิ้น ซึ่งถ้าผมแก้นะครับ ท่านผู้เสนอครับ ต้องแก้ในการเข้าไปตรวจสอบถ่วงดุล เอาละ ท่านอาจจะไม่ไว้ใจภาคประชาชนที่มาจากสภา ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านก็ตั้งเงื่อนไขหรือกฎกติกาเพิ่มเติมได้ครับ ไม่ใช่ให้คน พวกนั้นรวยลืมบ้านเลขที่เพียง กลุ่มเดียวท่านประธานที่เคารพครับ คำถามต่อไปก็คือว่าแล้วเราแก้แค่ให้มารายงานสภา มันยากเย็นขนาดไหน ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกครับ ถ้าผมเป็นคนแบงก์ชาติ ผมก็มารายงานครับ องค์กรอิสระเยอะแยะมากมายก็มารายงานเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นและเป็น เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่ที่ผมอยากจะบอกท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนครับว่า ที่ผ่านมาแบงก์ชาตินอกจากจะทำการออกธนบัตรแล้ว เงินที่เราใช้อยู่นี่ ก็ยังมีการกำหนด อัตราดอกเบี้ย ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากดอกเบี้ยเงินฝากวันนี้ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ไปกู้เงินสัดส่วนต่างกัน ถ้าเป็นบริษัทนิติบุคคลหรือเป็นบุคคลธรรมดาอยู่ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปครับ ส่วนต่างกันอยู่ประมาณ ๔.๗๕ เปอร์เซ็นต์ นี่กู้ระยะสั้น ถ้ากู้ยาว ก็เป็นหนี้ลืมบ้านเลขที่เช่นเดียวกัน อย่างนี้หรือเปล่าที่เราอยากจะรู้ว่า แบงก์ชาติได้ ดำเนินการส่วนต่างแบบนี้เท่าไร ท่านประธานครับเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีรายงานของ สมาคมธนาคารไทย มีความสุขสนุกสนานท่ามกลางพี่น้องประชาชนกำลังยากจนและ เจ๊งกะบ๊งในวันนี้ครับ รายงานอันดับของธนาคารที่มีกำไรในปี ๒๕๖๔ ธนาคารที่ข้าราชการ ทั้งหลายที่พวกท่านทั้งหลายนั่งอยู่ในสภานี้อยู่ในอันดับ ๑ ใน ๓ ที่มีกำไรก็คือ ธนาคารกรุงไทย ไล่เรียงลงมาตั้งแต่กสิกรไทย กรุงเทพ ผมเอ่ยได้เพราะเป็นบริษัทในตลาด หลักทรัพย์ เขาโชว์อยู่ในตลาดอยู่แล้ว คำถามก็คือว่าในขณะที่พี่น้องประชาชนย่ำแย่อยู่ใน ขณะนี้รัฐบาลบักโกรก ไส้แห้ง ถังแตก ก้นขาด ทำไมละครับพวกเราจะตรวจสอบไม่ได้ แต่ไหน ๆ จะเกิดการแก้ไขในมาตรา ๖๑ นี้แล้ว ผมฝากท่านผู้เสนอครับ ท่านเคยเป็น รัฐมนตรี ท่านเคยอยู่กระทรวงการคลัง จริง ๆ ผมเห็นแล้วผมก็ตกใจ โธ่ แก้มาตราเดียว มันต้องเข้าไปแก้ในคณะกรรมการที่ท่านจะเอาพี่น้องประชาชนเข้าไปถ่วงดุลตรวจกลไกของ แบงก์ชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนี้แบงก์ชาติได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อพี่น้อง ประชาชนมากน้อยขนาดไหน ผมติดตามมาโดยตลอด ผมเป็นผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจและผมจะ รู้จักแบงก์ชาติว่าวิธีทำของเขาในยามที่โดนด่าบ่อย ๆ จะออกแคมเปน (Campaign) ครับ ผมยกตัวอย่างท่านประธานครับ แคมเปน (Campaign) ที่มีชื่อว่า คลินิกแก้หนี้ ก็คือพวก บัตรเครดิต หนี้ชักหน้าไม่ถึงหลัง รูดปรื๊ด รูดปรื๊ด และเดี๋ยวนี้นั่งกันอยู่เฉย ๆ ได้ที่ไหนท่านประธาน ใช้มือ ถือกดไปกดมาเจอของสวย สั่ง พอสั่งลืมเงินเดือน ๑๐,๐๐๐ ใช้ไป ๑๕,๐๐๐ แบงก์ชาติมี หน้าที่ในการควบคุมกลไกและพฤติกรรมของผู้ใช้บริการของธนาคาร ทั้งประเภทแบงก์ และนอนแบงก์ (Non-Bank) เดี๋ยวนี้พวกรูดปรื๊ดติดล้ออะไรเยอะแยะเต็มไปหมด คำถามที่ อยากจะบอกท่านผู้เสนอเพื่อที่จะกลับเข้าไปแก้ไข ผมยกตัวอย่างเช่น คลินิกแก้หนี้ ทุกวันนี้ คนออมน้อย แบงก์ชาติทำอะไรครับ ก็เพราะเงินมันนอกระบบเอาไปปล่อยกู้ดีกว่า ร้อยละ ๑ บาทต่อเดือนง่ายกว่า ไปจำนองขายฝากง่ายกว่า ใครใช้ของแพง ๆ ก็เอาไปขายฝาก เอาเงิน ไปหมุน กู้เงินต่ำเอามาจ่ายเงินสูงสารพัด อันนี้เรารู้หรือเปล่าท่านประธานครับ นอกจากนี้ การที่ทุกวันนี้ท่านประธานใช้รถขึ้นอีซี่พาส (Easy Pass) บนทางด่วน ผมถามว่ามีใครเติมวัน ละ ๕๐ บาทบ้างไหมครับ ไม่มีหรอกครับ ส่วนใหญ่ก็เติมกัน ๕๐๐ ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ ขี้เกียจ เติมบ่อย แล้วเราใช้หมดสิ้นเดือน ๑,๕๐๐ บาทที่อยู่ในธนาคารเขาเอาเงินเอาดอกไปหมุนกัน ติ้ว ติ้ว ติ้ว แบงก์ชาติทำอะไรล่ะครับ ถ้าจ่าย ๒,๐๐๐ ใช้ไม่หมดสิ้นเดือนต้องลดให้แล้ว ออก กฎนโยบายอะไรหรือไม่ และอะไรอีกครับท่านประธาน ค่าน้ำ ค่าไฟ บิลมาบอกให้ชำระ ภายในวันที่ ๑๐ ถ้าท่านประธานชำระวันที่ ๑๐ เมื่อไร โดนเก็บค่าธรรมเนียมทันทีครับ เพราะเลย เราก็ต้องชำระล่วงหน้ามาวันที่ ๑๐ วันที่ ๗ วันที่ ๘ ก็ต้องรีบแล้วล่ะ คำถามคือ จ่ายก่อนได้ลดไหม ไม่ได้ แต่จ่ายช้าโดนเก็บค่าธรรมเนียม นี่ละหน้าที่แบงก์ชาติ หน้าที่ คณะกรรมการ ท่านประธานครับ ผมอยากใช้เวลาเยอะกว่านี้ มีเรื่องที่อยากจะบอกมากกว่า นั้น โดยสรุปสั้น ๆ ถ้าคณะกรรมาธิการตั้งขึ้นมาท่านอย่าแก้แค่เฉพาะให้มารายงานในนี้ อัน นั้นเด็ก ๆ เขามารายงานเราก็เห็นอยู่แล้วนั่งรายงานกระดาษหนาเท่าตึ๊บ ไม่มีประโยชน์หรอก ครับ แต่ตั้งกรรมการเข้าไปตรวจสอบไม่ต้องไปกลัวว่าจะรู้ข้อมูลอินไซด์ (Inside) ก็ข้างในมัน ก็รู้กันเยอะแยะ ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยที่จะแก้เพียงมาตราเดียว แต่พร้อมที่จะ สนับสนุนคณะกรรมาธิการที่จะรื้อพระราชบัญญัติ ๒๔๘๕ นี้ทั้งระบบครับ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคเศรษฐกิจไทยครับ ก่อนอื่นผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้ โอกาสผมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านประธานครับ สำหรับผม ไม่ติดขัดว่าจะเป็นมาตราเดียวหรือทั้งฉบับ เพราะสิ่งที่ผมจะอภิปรายนั้นเป็นประโยชน์ต่อ พี่น้องประชาชน เพราะอะไรครับท่านประธานครับ หน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย คือหน้าที่กำหนดนโยบายเสถียรภาพทางการเงินก็ดี เสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินก็ดี การชำระเงินก็ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้พี่น้องประชาชนต้องรับทราบ รับทราบผ่านทางไหน รับทราบผ่านทางสภานิติบัญญัติ หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่านในห้องนี้ อย่างที่ผมนำเรียนท่านประธานครับ จะกี่มาตรา แต่สิ่งที่พระราชบัญญัตินี้เข้ามาที่ผม เห็นด้วยก็คือ ไม่ว่าจะเป็นรายงานหรือจะมีโอกาสได้ตรวจสอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับทราบ เพื่ออะไรครับ อันดับแรก เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แสดงความคิดเห็น เพราะทุกความคิดเห็นของเราคือเสียงจากพี่น้องประชาชน เพราะว่าตามมาตรา ๖๑ ที่ใช้มา ตั้งแต่ปี ๒๔๘๕ ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานเฉพาะคณะรัฐมนตรี ไม่ถึงครับ ไม่ได้มี รายงานเข้ามาในห้องสภาแห่งนี้กี่ปีแล้วครับ ถ้า ๒๔๘๕ ก็ประมาณเกือบ ๕๐-๖๐ ปีแล้วที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละสมัยไม่ทราบการทำงานหรือนโยบายของธนาคาร แห่งประเทศไทย ซึ่งพี่น้องประชาชนจะทราบหรือไม่ว่านโยบายของแบงก์พาณิชย์ต่าง ๆ ลีสซิง (Leasing) ต่าง ๆ ที่ออกอัตราดอกเบี้ยมา อัตราเงินเฟ้อมาคือนโยบายของธนาคารแห่ง ประเทศไทยทั้งนั้น ท่านประธานครับ ยกตัวอย่างเสถียรภาพทางการเงิน อัตราเงินเฟ้อที่เรา เพิ่มขึ้นตลอด ค่าน้ำมันที่โอเปกพลัส (Opec+) ตั้งใจผลิตน้อยขึ้น ค่าน้ำมันเราขึ้น ต้องมี นโยบายเหล่านี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องวางแผน ท่านจะแจ้งให้ประชาชนทราบเมื่อไร ถูกต้องครับ ท่านบอกว่าผมอ่านดูนะครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่าเขาไม่ใช่องค์กร อิสระ เขาไม่ใช่องค์กรรัฐวิสาหกิจ ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายการเมืองแทรกแซงไม่ได้ แต่ท่านประธานครับ ผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทยหลาย ๆ ท่านที่ผ่านมาได้รับการแต่งตั้งจากข้าราชการการเมืองทั้งนั้น มันแยกไม่ออกครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือ กฎหมายนี้ถ้าแก้แล้วผมเชื่อว่า อย่างไรธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเห็นด้วย และเป็นข้อดีของเขาด้วย คือมีความโปร่งใส และสามารถแสดงความคิดเห็นในการทำงานของนโยบายของแต่ละท่านได้ ของผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน หลาย ๆ เรื่องเลยที่ผมเป็นห่วงที่สุด อัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้ เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ แบงก์ชาติ ถ้าผมจำไม่ผิดให้เงินกู้ สถาบันการเงิน ๑ เปอร์เซ็นต์ ผมจะไม่บอกว่าจะทำอย่างไรกับเงินไปให้นักธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ขนาดย่อม ร้อยละเท่าไร อันนี้คือส่วนต่างของ กำไร ตรงนี้ละครับที่เขาเรียกว่าพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น ผมกู้มาร้อยละ ๑ บาท ผมไปปล่อยร้อยละ ๕ บาท ใครได้กำไรครับท่านประธาน นโยบายตรงนี้พี่น้อง ประชาชนต้องรับทราบผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับท่านประธาน และผมเห็นด้วย นะครับที่ต้องรายงานเป็นไตรมาส สภาวะเศรษฐกิจของโลกตอนนี้รายงาน ๒ ครั้งต่อปีไม่ทัน ครับ สกุลเงินดิจิทัล (Digital) เราไปถึงไหนแล้ว นโยบายของท่านไปถึงไหนแล้วที่จะรองรับ เหล่านี้ เมื่อประมาณเดือนที่แล้วก็มีเรื่องของการดูดบัตรเครดิตโดยการตลาดออนไลน์ (Online) ของต่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยกับสมาคมธนาคารไทยก็ออกมาแถลง ข่าวร่วมกันว่าเป็นธุรกรรมที่ไม่เกี่ยวกับธนาคาร อันนี้คือสิ่งที่ประชาชนได้รับความเสียหาย อย่างมากครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างที่ผมนำเรียนไปคือ เป็นนโยบายที่ออกโดยธนาคาร แห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารไทย หรือว่าบริษัทต่าง ๆ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มา ให้บริการพี่น้องประชาชน แล้วผู้ที่ได้รับผลกระทบคือใคร พี่น้องประชาชนครับท่านประธาน🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน อย่างที่ผมนำเรียน ผมไม่อยากให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยมองว่าท่านเป็นองค์กรอิสระ เพราะอย่างไรท่านก็อยู่ภายใต้กระทรวง การคลัง หรือท่านเรียกว่า เรสพอนสิบิลิตี แอสไซน์เมนต์ (Responsibility assignment) หรือภาษาเศรษฐศาสตร์ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตามผมเห็นด้วย สำหรับจะแก้ทั้งฉบับหรือจะแก้เป็นรายมาตราอันนี้ผมไม่ขัดครับ แต่สิ่งสำคัญที่สุด ที่ผมอยากจะให้เกิดขึ้นก็คือ อยากจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่มารายงานผล และให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราในวันนี้ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป พันตำรวจเอก ทวีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติธนาคาร แห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตผู้บริหารแบงก์ชาติ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้เสนอ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องมี ภาพกับธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่หลายภาพ ภาพทั้งเคยมีส่วนในการเป็นหัวหน้าพนักงาน สืบสวนสอบสวนคดีวิกฤติเศรษฐกิจ ปรส. ซึ่งในการครั้งนั้นที่เกิดวิกฤติแล้วก็โยงกับธนาคาร แห่งประเทศไทย ซึ่งได้เข้าสัมผัสและเข้าสอบสวนท่านผู้ว่าแบงก์ชาติหลายคน และบุคคล ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นในการเสนอมาครั้งนี้ผมคิดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นสถาบันแห่งหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูงยิ่ง แล้วก็มีอัตลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง แม้เหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ปี ๒๕๔๐ ผ่านไป หลังจากนั้นผมจะเห็นว่าฝ่ายวิชาการของ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะมีความเข้มแข็ง แต่อย่างไรก็ตามครับ การที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยก็ยังถูกมองเมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจในประเทศไทย ถูกมองเป็นมุมมืด ของสังคม ถูกมองเป็นตั้งข้อสงสัยของประชาชน ดังนั้นถ้ามีการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเขามีช่องทางช่องทางหนึ่งที่เราได้สัมผัสธนาคารแห่งประเทศไทย ก็คือ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ในมาตรา ๒๔ เขาบอก การจัดทำงบประมาณให้สำนักงบประมาณ ร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกันดำเนินการ แล้วเราก็พบว่ามีหน้าที่อยู่ ๓ ข้อ ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยจะมาพบกับตัวแทนของสภา ก็คือคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ เราก็จะเห็นว่ายังมีสิ่งหลายสิ่งที่เราตั้งข้อคำถาม กับธนาคารแห่งประเทศไทย ผมอยากจะขอยกตัวอย่างในมาตรา ๒๔ ของวิธีงบประมาณ ที่ให้กำหนดเรื่องงบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้เคย สอบถาม ปรากฏว่าส่วนใหญ่เราก็จะสอบถามสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ มารายงาน ครั้งสุดท้ายเราก็พบว่าเรามีหนี้สาธารณะสูงมากนะครับท่านประธาน ถึง ๙.๓ ล้านล้านบาท แล้วพอไปวิเคราะห์เจาะลึกว่าหนี้สาธารณะดังกล่าว เราก็สงสัยว่ารัฐบาลกู้เป็นหลัก หารายได้เป็นเรื่องรอง ก็ผลักภาระไปให้ประชาชน แล้วพอเราวิเคราะห์ลึกไปการกู้ก็พบว่า ส่วนใหญ่กู้กับสถาบันการเงินที่แปลงร่างเป็น เช่น ประกันบ้าง เป็นกองทุนบ้าง เป็นหน่วยงานต่าง ๆ บ้างเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ สถาบันการเงินพวกนี้ก็เอาเงินฝากของ ประชาชนที่ร้อยละสลึงไปปล่อยกู้ให้รัฐประมาณ ๒ บาทกว่า ไม่มีอะไรจะมีความสุขเท่า สถาบันการเงินครับ แม้แต่สถาบันการเงินของรัฐที่เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ ๑๑ แห่ง ท่านก็จะ เห็นว่ามีท่านสมาชิกหลายคนพูด แม้แต่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ก็มีกำไรเป็นหมื่นหมื่นล้าน บาทต่อปี เหมือนว่าธนาคารของรัฐที่ดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ด้วยก็ยังเหมือนหา กำไรบนความทุกข์ยากของเกษตรกร เหมือนทำนาบนหลังเกษตรกรก็ว่าได้ อย่างนี้เป็นต้น แล้วเมื่อจะมีการสอบถาม ซึ่งหน่วยงานพวกนี้ก็ไปขึ้นกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศ ไทย ดังนั้นผมจึงคิดว่า ถึงเวลาแล้วว่าธนาคารแห่งประเทศไทยควรที่จะเข้ามาชี้แจงกับสภา เพราะในการชี้แจงกับสภามีหลายเรื่องที่จะต้องทำให้ประชาชนได้รับรู้ ผมจึงขอสนับสนุนร่าง ของท่านพิสิฐที่นำเสนอในครั้งนี้ แล้วผมก็คิดว่าสมาชิกเราอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ในเรื่องเศรษฐกิจการเงิน การคลัง จะมีความสำคัญ เพราะวันนี้มันไม่ใช่เป็นเรื่องของคนอยู่ใน ห้องแอร์คอนดิชัน (Air-condition) แล้ว แต่ต้องเป็นเรื่องของคนอยู่ในชนบท อยู่ในชุมชน จะต้องได้รับรู้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่ เคารพ ผม มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ผมขออนุญาต ให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย ในความคิดของผม การดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องมีความโปร่งใส มีความอิสระ แต่ในขณะเดียวกันผมอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย โดยเฉพาะจากสภาซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ในการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องมีการตรวจสอบ ฉะนั้นสิ่งที่เป็นการถ่วงดุลระหว่างนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย กับภาคประชาชนจะต้องมีความยึดโยงกัน ในการดำเนินงานของหน่วยงานที่มีลักษณะ เช่นเดียวกับธนาคารแห่งประเทศไทยในต่างประเทศ ทั้งเฟด (Fed) ทั้งในเรื่องของอีซีบี (ECB) หรือว่ายูโรเปียน เซนทรัล แบงก์ (European Central Bank) มีการเปิดเผยข้อมูลทาง เศรษฐกิจ เขาเน้นความโปร่งใส มีการเปิดเผยสภาวะข้อมูลที่เกี่ยวข้องในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องของการเงินต่าง ๆ ให้ประชาชน ให้นักวิชาการ ให้สถาบันต่าง ๆ รับทราบ ฉะนั้น ในการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ผมก็มองว่าสุดท้ายธนาคารแห่งประเทศไทย มีภารกิจหลากหลาย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีทั้งตัวสินทรัพย์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะในรูปแบบของดิจิทัล (Digital) ทั้งคริปโตเคอร์เรนซี (Crypto currency) ทั้งอะไรต่าง ๆ นี่เข้ามาเป็นจำนวนมาก แล้ว สินทรัพย์เหล่านี้เป็นสินค้าที่มันมีการเคลื่อนไหวที่ไดนามิก (Dynamic) มาก ๆ ฉะนั้นการ ดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องมีความโปร่งใส เพราะว่าการดำเนินงานของ สินทรัพย์เหล่านี้มันมีความอ่อนไหวมาก การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ถ้าไม่เปิดเผยข้อมูล ที่แท้จริงที่ชัดเจนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบ สุดท้ายก็จะไม่สามารถดูแลในเรื่องของเศรษฐกิจ ของประเทศต่อสินทรัพย์ใหม่ ๆ ทั้งคริปโต (Crypto) ทั้งอะไรต่าง ๆ ได้ ฉะนั้นผมก็มองเห็น ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจของประเทศ แล้วก็ ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน🔗
อีกประการหนึ่งสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรับผิดชอบ ก็คือการให้ ข้อมูลที่ถูกต้อง กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นักลงทุนทั้งในประเทศ ทั้งต่างประเทศ สิ่งที่เขา อยากได้ ก็คือข้อมูลสภาพความเป็นจริง เพื่อที่เขาจะสามารถประเมินสภาวะเศรษฐกิจว่า เขาจะลงทุน หรือจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ฉะนั้นในร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมา ผมขอเสนอให้ในตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดทำรายงาน เปิดเผยสภาพเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง วิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และเศรษฐกิจโลก โดยจัดให้มีการเปิดเผย แทนที่จะเฉพาะสภาให้เปิดเผยต่อสาธารณชน โดยทั่วไป เพื่อให้สาธารณชนทุกคน ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสภาเอง ทั้งนักวิชาการ ทั้งสถาบัน การเงินต่าง ๆ ได้รับทราบข้อมูลอย่างถูกต้อง ผมจึงเสนอว่าในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อยากให้มีการเพิ่มในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้เสนอต่อสาธารณชน โดยเผยแพร่ทาง เว็บไซต์หรืออะไรต่าง ๆ ให้เป็นที่รับทราบโดยทั่วไป ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านต่อไปครับ เชิญคุณหมอบัญญัติครับ เชิญครับ และตามด้วยท่านวีระกรนะครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอโอกาสร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติธนาคาร แห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่ง ดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม กระผมและ พรรคประชาธิปัตย์ร่วมเสนอ ท่านประธานที่เคารพ หลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีนิดเดียวเอง ครับเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๖๑ ของ พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๘๕ นับมาถึงวันนี้ก็ ๘๐ ปีแล้วครับ ในมาตรา ๖๑ ไม่เคยมีการแก้ไข โดยแก้ไขให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยต้องจัดทำรายงาน เปิดเผยสภาพเศรษฐกิจ การเงินการคลัง วิเคราะห์ สภาวะเศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลก รวมทั้งจัดทำแนวทางการดำเนินงานใน อำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอต่อรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ เหตุผล ที่จะต้องตรากฎหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องรายงานต่อรัฐสภาเช่นเดียวกับ กฎหมายสมัยใหม่ที่มารายงานในสภาเกือบจะทุกหน่วยงานครับ ไม่ว่าจะเป็นเอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) เอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) ซึ่งเป็นธนาคารเหมือนกัน กองทุนต่าง ๆ เช่น กองทุน สสส. กยศ. หรือแม้กระทั่งองค์กรอิสระต่าง ๆ เช่น ป.ป.ช. กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ต่างก็มารายงานต่อสภา เพื่อให้สภา ซึ่งเป็นตัวแทนภาคประชาชนนั้นได้มีโอกาสรับรู้รับทราบ และเสนอแนะ รับฟังความคิดเห็น จากประชาชนนั่นเอง ก่อนที่ผมจะอภิปรายต่อไปขอเท้าความว่าหน้าที่ของธนาคาร แห่งประเทศไทยมีหน้าที่อะไรบ้าง ก็มีหน้าที่อยู่ ๔ อย่าง ๑. ดูแลเงินตราที่หมุนเวียนใน ระบบเศรษฐกิจให้เหมาะสม ไม่ให้มากไป ถ้ามากไปเขาเรียกว่า เงินเฟ้อ น้อยไป เขาเรียกว่า เงินฝืด ๒. ดูแลเรื่องสถาบันการเงิน เช่น ธนาคาร ไฟแนนซ์ (Finance) ต่าง ๆ ดูแลทำไมล่ะครับ ดูแลไม่ให้ธนาคารล้ม ดูแลไม่ให้ไฟแนนซ์ (Finance) ล้ม แล้วก็ดูแลไม่ให้ธนาคารเอาเปรียบ ประชาชน หน้าที่ที่ ๓ ดูแลระบบชำระเงิน อย่างคนรุ่นเก่าอย่างผมนี้ก็ใช้เช็ค คนรุ่นใหม่เขาก็ ใช้ดิจิทัล แบงกิ้ง (Digital Banking) เช่น พร้อมเพย์ (Prompt Pay) อะไรก็แล้วแต่ ธนาคาร แห่งประเทศไทยสำคัญมาก ดูแลระบบชำระเงิน สุดท้ายครับ หน้าที่ที่ ๔ ดูแลอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาท ทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นต้น จะเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยสำคัญมาก เลย ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๒ นั้น จึงกำหนดว่ารัฐสภา มีหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรทาง เศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ จึงอยู่ในเงื่อนไขที่รัฐสภาจะต้องควบคุมการบริหารราชการ แผ่นดินด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าว ธนาคาร แห่งประเทศไทย แม้นว่าจะมีอิสระในการกำหนดนโยบายการเงิน โดยไม่ต้องขออนุมัติฝ่าย บริหาร คือไม่ต้องขออนุมัติ ครม. แต่การปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ครั้งนี้ ที่ท่านดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ได้เป็นผู้นำเสนอนี้ ก็ไม่ได้ลดทอนอิสระในการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคาร แห่งประเทศไทยแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับเป็นการเปิดโอกาสให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รับฟังความคิดเห็นโดยตรง และพร้อมข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตจากประชาชนผ่านที่ประชุม สภา ซึ่งในกฎหมายนี้ตราไว้ว่าเป็นที่ประชุมรัฐสภา เพราะว่าอยากที่จะให้ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ได้มีโอกาสรับรู้ รับทราบกิจกรรมและหน้าที่ รวมทั้งแผนต่าง ๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมก็ขอความเห็นชอบจากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่ง นี้ ได้โปรดเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่ง ท่านดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม และผม พร้อมด้วยพรรคประชาธิปัตย์เสนอในวันนี้ โปรดลงมติ เห็นชอบต่อร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว แล้วก็คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้น เข้าใจว่าคง ประชุมไม่กี่นัดหรอกครับ ก็คงจะได้ร่างกฎหมาย แล้วก็เข้าสภาในวาระที่ ๒ แล้วก็ส่งเรื่องให้ วุฒิสภาในการพิจารณากฎหมายถัดไป และจะได้ตราเป็นพระราชบัญญัติที่มีรายงานของ ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาสู่สภา ผมเองก็อภิปรายในรายงานของหน่วยงานต่าง ๆ มาตลอด ก็ไม่เคยเห็นมีรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ขอถือโอกาสนี้ อยากรู้ อยากทราบ แล้วก็อยากที่จะรับฟัง แล้วก็เผื่อมีองค์ความรู้บ้างก็จะได้เสนอแนะ แล้วก็สะท้อนมุมมองจาก พี่น้องประชาชนสู่ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้นำไปพิจารณาใน การปรับปรุงเรื่องนโยบายและแผนต่าง ๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่ง ประเทศไทยต่อไป ขอถือโอกาสนี้ฝากกรรมาธิการวิสามัญด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่าน ประธานครับ🔗
ท่านต่อไปครับ ท่านวีระกร คำประกอบ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ต่อหลักการและเหตุผลของการร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของท่านอาจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม โดยหลักการก็เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทย แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศ พ.ศ. ๒๔๘๕ กำหนดให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยต้องจัดทำรายงานเปิดเผยสภาพเศรษฐกิจ การเงินการคลัง และวิเคราะห์ สภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย และเศรษฐกิจของโลกเสนอต่อรัฐสภา อันนี้เสนอต่อ รัฐสภา ซึ่งผมทีแรกก็ยังนึกว่าจะเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ดีเหมือนกันครับ รัฐสภามีผู้ ที่มีความรู้ความสามารถเยอะ เหตุผลของเขาก็คือโดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้รัฐสภามีบทบาทหน้าที่ในการควบคุมบริหารราชการแผ่นดิน ธนาคารแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานภารกิจอันพึงเป็นงานที่ธนาคารกลางดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพ การเงิน เสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และระบบชำระเงินของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผมเองก็คงจะต้องอภิปรายเพื่อสนับสนุนพระราชบัญญัติฉบับนี้ของท่านอาจารย์พิสิฐ และพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากผมเองผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี ๒๕๔๐ ผมเองบังเอิญต้อง เป็นรัฐมนตรีที่ดูแลบีโอไอ (BOI) ก็เลยต้องเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาล ชุดนั้น ท่านประธานครับ การเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี ๒๕๔๐ เห็นชัดเจนว่าปัญหาเกิดจาก อะไร เกิดจากการแก้ไขปัญหาไม่ถูกต้องของธนาคารแห่งประเทศไทย และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า วิกฤตินั้นมันกำลังจะมาถึงตัวแล้ว ปล่อยเงินกู้เป็นช็อร์ต เทอม โลน (Short-term Loan) เยอะแยะเลย และธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยให้สถาบันการเงินกู้ช็อร์ต เทอม โลน (Short-term Loan) จากต่างประเทศมาเยอะแยะมากในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพราะตอนนั้น ต้องเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นหลังจากที่ประเทศไทยควบคุมการเงิน ดอกเบี้ยสูงครับเมื่อก่อนนี้ สมัยท่านนายกรัฐมนตรี เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งผมเองก็ทำธุรกิจในสมัยนั้นลำบากมากครับ ๑๗-๑๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วต้องมีค่าปากถุงอีก พอเปิดวิเทศธนกิจขึ้นมาในสมัยของท่าน ถ้าจำ ไม่ผิดก็เป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งตอนนั้นก็มีการเปิด มีพระราชบัญญัติวิเทศธนกิจให้นำเงิน จากต่างประเทศเข้ามาได้โดยไม่มีการควบคุมเลยในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นจึงเกิดการหลั่งไหล ของเงินทุนจากต่างประเทศเป็นช็อร์ต เทอม โลน (Short-term Loans) เข้ามา แล้วเข้ามา ไม่ใช่เอามาทำอะไรครับ เอามาเก็งกำไรกันเยอะมาก เก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ เก็งกำไรใน ที่ดิน ถ้าท่านจำได้ท่านเองก็อยู่ในกลุ่ม ๑๖ เหมือนกันนะถ้าผมจำไม่ผิด นั่นก็ไปเก็งกำไรที่ดิน กันยุ่งอีรุงตุงนัง มีเหตุการณ์เกิดกับธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ ซึ่งก็ขออนุญาตพาดพิง เล็กน้อย แต่ว่าไม่เสียหายหรอกครับ แต่ก็ทำให้การเก็งกำไรซึ่งเป็น นอน โปรดักทีฟ โลน (Non Productive Loan) ทำให้ประเทศในช่วงนั้นเกิดวิกฤติขึ้น เงินทุนสำรองระหว่าง ประเทศก็มีน้อยครับ ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด มีไม่กี่ล้านเหรียญสหรัฐหรอกครับ แต่ปล่อยเงินกู้ไป ดังนั้นก็เกิดการโจมตีค่าเงิน โดยพวกเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) จอร์จ โซรอส นี่ละ เป็นหัวหอกเลย ละครับ โจมตีค่าเงินประเทศไทยจนกระทั่งไปไม่ไหว ไปไม่รอด แล้วเราเองเนื่องจากว่าเงินทุน สำรองเรามีน้อยก็ไม่เพียงพอต่อการที่จะไปสู้การโจมตีค่าเงินของจอร์จ โซรอส เขา ก็เลยทำ ให้เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ค่าเงินป่นปี้ไปหมด ผมยังจำได้ว่าในคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในยุคนั้นมี การพิจารณาร่วมกันกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยปลดแล้วปลดอีก ปลดทั้งหมดผมว่า ๓-๔ คนถ้าจำไม่ผิดช่วงนั้น เพราะว่าแก้ไขปัญหาไม่ได้ และยิ่งแก้ยิ่งไปใหญ่ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าเราได้มีโอกาสให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มาชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ผมเห็นด้วยที่จะต้องมาชี้แจง แต่ว่าความเหมาะสมก็คงจะต้องแล้วแต่จะพิจารณากันต่อไปว่า จะมากันปีละครั้ง ปีละ ๒ ครั้ง หรือทุกไตรมาสก็สุดแท้แต่ความจำเป็น ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับ ช่วงระยะเวลา บางช่วงระยะเวลาที่มันจำเป็นก็อาจจะต้องทุก ๓ เดือน เช่น มีวิกฤติ ทางการเงินของโลกเกิดขึ้นมันก็จะต้องแทบจะทุก ๓ เดือน แต่ถ้าไม่มีวิกฤติก็อาจจะเป็น ๖ เดือน หรืออาจจะเป็น ๑ ปี ถ้าหากว่ามันเรียบร้อยดี ท่านประธานครับ ธนาคารแห่ง ประเทศไทยก็ดี ซึ่งเราก็ตั้งเหมือน ๆ กันกับอเมริกาครับ เขามีเฟดเดอร์รัล รีเซิร์ฟ (Federal Reserve) หรือธนาคารกลาง เขาก็มีหน้าที่อะไรครับ กำหนดดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสม การที่จะคงไว้ซึ่งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศควรจะมีเท่าไรถึงจะพอเหมาะ การทำให้ อินเฟลชัน (Inflation) มันขึ้นมันลง มันมีการที่จะต้องมาอภิปรายกันในรัฐสภานี้ซึ่งผมว่าเป็น เรื่องที่ดี ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โกรท (Growth) ที่แต่ละครั้ง แต่ละสถาบันก็ คาดการณ์กัน ๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๓ เปอร์เซ็นต์บ้าง ตอนนี้ลดเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์แล้ว เครื่องยนต์แต่ละตัวของการลงทุนจีดีพี (GDP) มีอะไรบ้าง การลงทุนทั้งการใช้จ่ายภาคเอกชน ภาครัฐ การลงทุนจากภาคเอกชน ภาครัฐ การส่งออก สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถ้าหากว่าสภาหรือรัฐสภาได้มีโอกาสได้ติชม ได้เสนอแนะไปยังเฟดเดอรัล รีเซิร์ฟ (Federal Reserve) หรือธนาคารชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ผมเชื่อว่าวิกฤติ ต้มยำกุ้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคงไม่เกิดหรอกครับ และมันจะเป็นการดีที่จะทำให้สภาได้ วิพากษ์ วิเคราะห์ วิจารณ์ และได้รับความรู้จากธนาคารแห่งประเทศไทยอีกด้วย จึงขอ กราบเรียนว่าผมสนับสนุนซึ่งไม่ได้แก้ไขมากเลย แก้ไขเพียงมาตราเดียว ก็คือขอให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยมารายงานต่อรัฐสภา ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ศาสตราจารย์กนก วงศ์ตระหง่าน ขอเชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งที่ลงนามสนับสนุนขอแก้ไข ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นแรกที่ผมอยากขออนุญาตเรียน ให้ชัดเจนก็คือว่า ร่าง พ.ร.บ. นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจะทำให้ความเป็นอิสระของการปฏิบัติ หน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยเปลี่ยนแปลงเลย ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังคงเป็น หน่วยงานที่สามารถจะทำงานได้อย่างเป็นอิสระตามหลักแห่งวิชาชีพ แต่ประเด็นที่สำคัญก็ คือว่าวันนี้ปัญหาของประเทศไทยเกิดขึ้นเพราะว่าหน่วยงานที่มาให้ข้อมูลกับสภาแห่งนี้ส่วน ใหญ่แล้วเป็นหน่วยงานของกระทรวงที่สังกัดฝ่ายบริหารคือรัฐบาล ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ที่ชัดเจน ก็คือสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และ สตง. ท่านประธานครับ และสภาแห่งนี้ ที่เราได้รับรายงานจาก ๓ หน่วยงานนี้ก็เป็นปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ตัวอย่าง เช่น สำนักงบประมาณจัดงบประมาณไม่ตรงกับปัญหาของพี่น้องประชาชน สตง. ตรวจกระบวนการใช้เงิน แต่ไม่ตรวจผลลัพธ์ของการใช้งบประมาณ กรมบัญชีกลาง กลัวการทุจริตจึงทำให้การจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า และได้ของที่ไม่ตรงกับความต้องการของพี่น้อง ประชาชน สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาในเชิงระบบที่สำคัญอย่างยิ่ง แล้วก็เกิดปัญหา แต่ไม่มีใคร ที่จะมารายงานเรื่องนี้ท่านประธาน ผมหวังว่าการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะทำให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยนำประเด็นที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน มารายงานต่อสภาแห่งนี้ ท่านประธาน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเลยนะครับท่านประธาน ผมได้มีโอกาส พูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทยหลายท่าน ผมยืนยันว่าวันนี้ พ.ร.ก. เงินกู้ที่เอสเอ็มอี (SMEs) ไม่สามารถกู้ได้นั้น ถึงแม้เราแก้มา ๒ ครั้งแล้วก็ตาม เหตุผลก็ เพราะว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยกู้ ถึงแม้จะมีเงินแต่ไม่ปล่อย สิ่งเหล่านี้มันมีรายละเอียดที่ อยู่ข้างหลังมากมายที่กระทรวงการคลังไม่สามารถจะเข้าไปเกี่ยวข้องได้ และไม่สามารถที่จะ มีข้อมูลล้วงไปได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้กำกับธนาคาร พาณิชย์สามารถที่จะบอกกับเราได้ว่าปัญหาคืออะไร ทำไมเอสเอ็มอี (SMEs) จึงกู้ไม่ได้ ผมขอ อนุญาตยกตัวอย่างเมื่อไม่กี่วันมานี้ในสภาแห่งนี้การรายงานบทบาทของธนาคารเอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) บอกว่าเขาพยายามจะปรับบทบาทเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา ผมก็ตั้งโจทย์ ครับท่านประธานว่า มีเกษตรกรจากจังหวัดนครราชสีมาโทรเข้ามาและบอกว่าต้องการ เงินกู้ ๒๕๐,๐๐๐ บาท ผมก็ประสานให้กับธนาคารเอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ที่จะมีบทบาท ในเชิงการพัฒนา สุดท้ายจบลงก็คือตอบง่าย ๆ ครับว่าให้กู้ไม่ได้ท่านประธานครับ คำถามคือ อะไรครับ มันติดกฎระเบียบตรงไหนจึงทำไม่ได้ เพราะอะไร สิ่งเหล่านี้เราไม่ทราบเลยครับ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบครับท่านประธาน นี่คือตัวอย่างอันที่ ๑🔗
ตัวอย่างที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่สำคัญมากก็คือว่า ธนาคารแห่งประเทศ ไทยจะได้มีโอกาสนำปัญหาสำคัญทางการเงินของประเทศมาบอกกับสภาแห่งนี้ได้ทราบ ซึ่งผมได้มีโอกาสได้ยินจากผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องเดียวครับท่านประธาน คือเรื่องปัญหาหนี้สินของประเทศไทย วันนี้หนี้สินของประชาชนมากกว่าจีดีพี (GDP) ของประเทศไปแล้วท่านประธาน ซึ่งผมอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปีที่ผ่านมา วันนี้เกิน ๑๓ ล้านล้าน ไปเรียบร้อยแล้วนะครับท่านประธาน หนี้สินตรงนี้ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเลย เพื่อให้เห็น ภาพว่าเราไม่รู้ข้อมูลเหล่านี้ กยศ. ที่ท่านประธานตั้งขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน แล้วก็เป็นเรื่องที่เราเห็นความสำคัญ แต่วันนี้ท่านประธานทราบไหมครับว่านักศึกษาเป็นหนี้ ธ.ก.ส. เยอะมาก แล้วก็มีการฟ้องร้องครับท่านประธาน วันนี้พบว่าค่าทนายต่อ ๑ ราย คือ ๗,๐๐๐ บาท แล้วก็ กยศ. จ่ายค่าทนายไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐-๗,๐๐๐ ล้านบาท คำถามก็คือว่า ใครเป็นทนายครับ ทำไมจึงอยากฟ้องเหลือเกิน หนี้เหลืออีก ๕,๐๐๐ บาทก็ฟ้องครับ ท่านประธาน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ข้อมูลเหล่านี้กระทรวงการคลังไม่มีวันทราบ แต่ธนาคาร แห่งประเทศไทยทราบครับท่านประธาน นี่คือตัวอย่างข้อที่ ๑🔗
ตัวอย่างที่ ๒ ธ.ก.ส. ปล่อยกู้ให้กับเกษตรกร เกษตรกรก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ เขาก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก ยังไม่ใช้หนี้คืนไม่เป็นไร ไปใต้ถุนธนาคารก็มีคนมาให้ยืมเงิน แล้วก็เอาเงินไปคืน ธ.ก.ส. ธ.ก.ส. ก็จ่ายเงินกู้ให้มากขึ้นแล้วก็ลงมาข้างล่าง เอาเงินที่เรายืมไป ถูกหักไป ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ก็จ่ายเขาไปครับท่านประธาน เสร็จแล้วเงินกู้ก็สูงขึ้น ดอกเบี้ยก็ทบต้นมากขึ้นแล้วก็หมุนไปแบบนี้ละครับ ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบ แล้วว่า ธ.ก.ส. พอหมุน ๗ รอบ ๗ รอบตรงนี้ก็ประมาณ ๑๐-๑๕ ปีครับท่านประธาน ๑๐-๑๕ ปี ที่ดินที่ค้ำประกันนั้นมูลค่ามันน้อยกว่าหนี้แล้วครับ แล้วก็ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินต้น หลายเท่าตัวนัก จบลงก็คือการฟ้องยึดที่ดินของพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ ท่านประธาน นี่คือข้อมูลที่ไม่มีใครเคยมาบอกเราเลย แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบครับ ธนาคารพาณิชย์ครับ วันนี้เรามีหนี้สินของบัตรเครดิตเป็นจำนวนมหาศาลมาก ไม่มีคนทราบ หรอกครับว่าบริษัทที่ปล่อยสินเชื่อเหล่านี้มีกรรมวิธีทางการตลาดหลอกล่อแถมซ้ายแถมขวา เพื่อให้คนกู้ครับ แล้ววันนี้คนทำงานในสำนักงานและประชาชนทั่วไปถือบัตรเครดิตกัน มากมายแล้วก็มีหนี้ตามมาทั้งหมดครับท่านประธาน ความรับผิดชอบแน่นอนผู้กู้ ต้องรับผิดชอบ แต่ผู้ให้กู้ต้องรับผิดชอบด้วยเช่นเดียวกันครับ ข้อมูลเหล่านี้เราก็ไม่เคยทราบครับ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบ แล้วยิ่งไปกว่านั้นครับท่านประธาน หนี้นอกระบบครับ หนี้นอกระบบนี้มีมาตรการที่โหดร้ายมาก ไม่มีใครมาพูดเรื่องนี้เลย รัฐบาลพยายามแก้โดย กระทรวงการคลังก็แก้ไม่ได้นะครับท่านประธาน แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบเรื่อง เหล่านี้ทั้งสิ้น ทั้งหมดที่ผมยกตัวอย่างมานี้ เพื่อที่จะยืนยันกับท่านประธานว่า ถ้าเราให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยมารายงานสถานะทางเศรษฐกิจ แล้วก็ผลการดำเนินงานของท่าน กับสภาแห่งนี้ หัวใจก็คือการนำปัญหาของประชาชนที่เราไม่เคยได้ยินมาบอกกับ ผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะได้ไปช่วยกันแก้ไขและช่วยกันออกกฎหมาย แก้กฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนครับท่านประธาน ด้วยเหตุผล ดังกล่าวนี้เองครับ ผมจึงขออนุญาตที่จะเรียนด้วยความเคารพว่า ผมเห็นด้วยกับการให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยมารายงานต่อสภาเพื่อให้สภาได้เห็นข้อมูลใหม่ ๆ และเรา ก็จะมีความเข้าใจต่อปัญหาที่ใหม่ ๆ และพบวิธีการแก้ไขใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ กับประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนของเราที่อยู่ในฐานรากของประเทศ ที่เป็นคนยากคนจนครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ เชิญรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี ให้มาเสนอต่อที่ประชุมเพื่อขอรับร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม กับคณะ เป็นผู้เสนอ ไปเพื่อทำการพิจารณาก่อนที่ที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาลงมติในวาระที่ ๑ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๑๘ โดยคณะรัฐมนตรีจะขอรับไปพิจารณาภายใน ๖๐ วันครับ กราบขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านเจ้าของญัตติ เชิญเลย ครับ ที่จริงผมขอเรียนท่านรัฐมนตรี ในกรณีที่จะขอรับพิจารณาก่อนรับหลักการนั้น ปกติเขาจะเสนอตั้งแต่ต้นเลย จะได้ไม่เสียเวลาอภิปรายมาก เพราะสมมุติว่ารัฐบาลรับไป เหมือนอย่างที่ปรากฏตอนเช้า ในที่สุดเมื่อไม่รับก็ต้องมาเริ่มนับ ๑ ใหม่ ซึ่งถ้าคิดว่าเวลามีค่า มันเสียเวลาไปมากเลย กลายเป็นญัตติ ๑ ฉบับนี้พิจารณา ๒ ครั้ง ก็เรียนว่า ถ้าเห็นว่าจะรับหลักการไปพิจารณาก่อนสามารถบอกตั้งแต่ต้นได้ครับ เชิญท่านพิสิฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขอขอบพระคุณท่านสมาชิกจากทุกพรรคที่ได้กรุณาให้การสนับสนุนกับร่าง พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่กระผมและเพื่อนสมาชิกได้ นำเสนอ ซึ่งมีประเด็นที่หลายท่านที่เป็นห่วง ในการรับฟังความคิดเห็นว่า จะกระทบต่อความ เป็นอิสระหรือจะก่อให้เกิดความสามารถในการเข้ามาแทรกแซงการทำงานของธนาคารแห่ง ประเทศไทยหรือไม่ กระผมเองขอยืนยันว่า โดยการให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาให้ ข้อมูลกับสภา สภาก็จะมีการแลกเปลี่ยนความเห็นกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย และ ธนาคารก็จะสามารถที่จะได้รับข้อมูลกลับไปทำงานต่อไปได้ ซึ่งการทำงานของธนาคารแห่ง ประเทศไทยและของท่านผู้ว่าการก็ได้รับการรับรองอยู่ในกฎหมายของธนาคารอยู่แล้วว่าจะ มีความเป็นอิสระ ไม่มีโอกาสที่ฝ่ายใดจะเข้าไปแทรกแซง ซึ่งถือเป็นประเพณีปฏิบัติของ ธนาคารกลางทั่วโลก ผมเองในฐานะที่เป็นอดีตนักเรียนทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วก็ มีความรู้สึกผูกพันกับสถาบันแห่งนี้เป็นอย่างมาก ก็ขอยืนยันว่าผมจะไม่ยอมเด็ดขาดที่จะทำ ให้ฐานะของธนาคารแห่งประเทศไทยด้อยลงไปจากการที่เข้ามาชี้แจง ผมเชื่อว่าการที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยมาให้ข้อมูล มาให้การสนับสนุนการทำงานของสภา จะเป็นการทำงานที่เกิดประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย คือให้กับประชาชนซึ่งมีตัวแทนอยู่ในสภาแห่งนี้ ทั้งประเทศได้รับข้อมูลทางเศรษฐกิจไปอย่างทั่วถึง ทุกวันนี้ที่ทำอยู่อาจจะมีการใส่ในเว็บไซต์ (Website) หรือว่ามีการเผยแพร่ข่าวทางสื่อ แต่ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นไปไม่ถึงประชาชน แต่ ถ้าเกิดมีการมาชี้แจงในสภา ในสภามีตัวแทนจากทั่วทุกจังหวัด ทุกอำเภอของประเทศและ ผู้แทนก็สามารถไปบอกกล่าวพูดคุยกับประชาชนได้ ขณะเดียวกันข้อมูลจากประชาชนก็ สามารถกลับเข้ามาหาให้ธนาคารได้รับทราบ ซึ่งในระยะต่อไปข้างหน้านี้บทบาทของธนาคาร จะมีมากขึ้นอย่างมาก เพราะว่าเทคโนโลยีเข้ามาทำให้ระบบการเงิน ระบบการทำงานของ ธนาคารจะมีการเปลี่ยนแปลง จะมีการปฏิรูปครั้งใหญ่อย่างที่ท่านผู้ว่าได้พยายามจะนำเสนอ ผ่านสื่อต่าง ๆ ซึ่งถ้าสิ่งเหล่านี้ได้มีการนำมาพูดจากันในสภาก็จะเกิดประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ก็ ขออนุญาตเรียนยืนยันว่า ความเป็นอิสระและความเป็นกลางของธนาคารจะได้รับการ เพิ่มเติมมากขึ้นจากการที่มีการเปิดเผยข้อมูล จากการที่มีความโปร่งใสในการทำงานใน ลักษณะนี้ครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนมาเพื่อให้ทางรัฐบาลได้โปรดพิจารณาที่จะสนับสนุน ให้ร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ได้รับการ เห็นชอบต่อไปครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปจะต้อง ขอมติว่าเราจะอนุมัติให้คณะรัฐมนตรีรับร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับ ที่ ..) พ.ศ. .... ไปพิจารณาก่อนรับหลักการหรือไม่ ขออนุญาตเชิญท่านสมาชิกเข้ามาเพื่อลง มติครับ🔗
สมาชิกที่เข้ามาแล้ว ก็กรุณากดบัตรครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ พร้อมพอสมควรแล้ว ขอปิดการแสดงตนครับ มีสมาชิกแสดงตนในขณะนี้ ๓๔๗ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปจะขอถามมติ ที่ประชุมว่า จะเห็นควรอนุมัติให้รัฐบาลรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการหรือไม่ ผู้ใดเห็นควร อนุมัติโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรอนุมัติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควร งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านประธานครับ ๒๙๙ รังสิกร เห็นด้วยครับ🔗
พร้อมแล้วนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๘๐ ท่าน เห็นด้วย ๒๓๙ บวก ๑ เป็น ๒๔๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๔๐ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีครับ มติที่ประชุมอนุมัติ ให้รัฐบาลรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการครับ ก็จบวาระเรื่องนี้นะครับ🔗
ต่อไปจะเป็นระเบียบวาระ ๕.๔ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และถ้ารัฐบาลจะรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการก็แจ้งตั้งแต่เนิ่น ๆ นะครับ เชิญผู้เสนอครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ ผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ธัญจะมา อภิปรายร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งธัญและคณะ พรรคก้าวไกล เป็นผู้เสนอค่ะ ช่วงแรกนี้ธัญก็คงต้องอ่านหลักการ ตามลายลักษณ์อักษรที่ธัญได้นำเสนอหลักการไปนะคะ🔗
ชื่อร่างพระราชบัญญัติค่ะ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังต่อไปนี้🔗
๑. ให้ชาย หญิง หรือบุคคล ๒ คน ซึ่งเป็นเพศเดียวกันสามารถหมั้น สมรสกันได้ตามกฎหมาย เป็นคู่หมั้น คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยแก้ไขเพิ่มเติมบรรพ ๕ ลักษณะ ๑ หมวด ๑ และหมวด ๒ มาตรา ๑๔๓๕ มาตรา ๑๔๓๗ มาตรา ๑๔๓๙ มาตรา ๑๔๔๐ มาตรา ๑๔๔๑ มาตรา ๑๔๔๒ มาตรา ๑๔๔๓ มาตรา ๑๔๔๕ มาตรา ๑๔๔๖ มาตรา ๑๔๔๗/๑ มาตรา ๑๔๔๘ มาตรา ๑๔๔๙ มาตรา ๑๔๕๐ มาตรา ๑๔๕๒ มาตรา ๑๔๕๘ และมาตรา ๑๔๖๐🔗
๒. หมวด ๓ ความสัมพันธ์ระหว่างสามี ภริยา โดยแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๓ ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสเพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมและยังกำหนดให้ตัดคำว่า สามีและภริยา และให้เพิ่มคำว่า คู่สมรสในบรรพ ๑ หลักทั่วไป ลักษณะ ๒ บุคคล ส่วน ๓ ภูมิลำเนา มาตรา ๔๓ และลักษณะ ๖ อายุความ หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป มาตรา ๑๙๓/๒๒ เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขในหมวดนี้🔗
๓. ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสซึ่งบุคคล ๒ คนสมรสกัน ให้มีสิทธิและหน้าที่ และความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยแก้ไขเพิ่มเติมบรรพ ๕ ลักษณะ ๑ หมวด ๓ มาตรา ๑๔๖๑ มาตรา ๑๔๖๒ และมาตรา ๑๔๖๓🔗
๔. หมวด ๔ ทรัพย์สินระหว่างสามี ภริยา โดยแก้ไขเพิ่มเติมเป็นหมวด ๔ ทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสเพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติม🔗
๕. สิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย จัดการทรัพย์สินและ หนี้สินร่วมกัน โดยแก้ไขเพิ่มเติมบรรพ ๕ ลักษณะ ๑ หมวด ๔ มาตรา ๑๔๖๕ มาตรา ๑๔๖๙ มาตรา ๑๔๗๐ มาตรา ๑๔๗๕ มาตรา ๑๔๗๖ มาตรา ๑๔๗๖/๑ มาตรา ๑๔๗๗ มาตรา ๑๔๗๙ มาตรา ๑๔๘๑ มาตรา ๑๔๘๒ มาตรา ๑๔๘๓ มาตรา ๑๔๘๔ มาตรา ๑๔๘๕ มาตรา ๑๔๘๕/๑ มาตรา ๑๔๘๖ มาตรา ๑๔๘๗ มาตรา ๑๔๘๘ มาตรา ๑๔๘๙ มาตรา ๑๔๙๐ มาตรา ๑๔๙๑ มาตรา ๑๔๙๒ มาตรา ๑๔๙๒/๑ และมาตรา ๑๔๙๓🔗
๖. การสิ้นสุดการสมรส การเพิกถอนการสมรส การหย่าขาดจากการสมรส การจัดการทรัพย์สินหลังสิ้นสุดการสมรส การเรียกค่าทดแทน ค่าอุปการะเลี้ยงดูหลังสิ้นสุด การสมรส โดยแก้ไขเพิ่มเติมบรรพ ๕ ลักษณะ ๑ หมวด ๕ ถึงหมวด ๖ มาตรา ๑๔๙๘ มาตรา ๑๔๙๙ มาตรา ๑๕๐๔ มาตรา ๑๕๐๘ มาตรา ๑๕๑๕ มาตรา ๑๕๑๖ มาตรา ๑๕๑๗ มาตรา ๑๕๒๐ มาตรา ๑๕๒๒ มาตรา ๑๕๒๓ มาตรา ๑๕๓๐ มาตรา ๑๕๓๒ และมาตรา ๑๕๓๓ และแก้ไขลักษณะ ๒ หมวด ๓ ความปกครอง มาตรา ๑๕๙๘/๑๕ มาตรา ๑๕๙๘/๑๗ และลักษณะ ๓ ค่าอุปการะเลี้ยงดู มาตรา ๑๕๙๘/๓๘🔗
๗. ให้คู่สมรสซึ่งเป็นเพศเดียวกันซึ่งจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สามารถรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ และให้มีสิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่สมรสด้วยกัน และระหว่างบิดามารดาและบุตรแล้วแต่กรณี ตามที่บรรดากฎหมาย กฎกระทรวงและระเบียบใดที่บัญญัติให้สิทธิและหน้าที่แก่สามีภรรยา หรือสามี หรือภรรยา หรือคู่สมรส หรือบิดามารดา หรือบิดา หรือมารดาแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เพิ่มเติมมาตรา ๑๕๙๘/๔๒🔗
๘. ให้กรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นผู้ฆ่าคู่สมรสของตน เป็นผู้ถูกกำจัด มิให้เป็นผู้รับมรดก เป็นผู้ไม่สมควรได้รับมรดก มาตรา ๑๖๐๖ (๓)🔗
๙. คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายหรือคู่สมรสที่ร้างกันหรือแยกทางกัน โดยมิได้หย่าร้างขาดจากกันตามกฎหมายเป็นทายาทโดยชอบธรรม มีสิทธิในการรับมรดก ของคู่สมรสอีกฝ่ายที่เสียชีวิต มาตรา ๑๖๒๕ (๑) และมาตรา ๑๖๒๘🔗
เหตุผล เนื่องจากบทบัญญัติในประมวลแพ่งและพาณิชย์หลายมาตรานั้น ขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗ วรรคสาม ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติซึ่งปรากฏในบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งขัดต่อการดำรงอยู่ของกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ จึงเสนอให้แก้ไขประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้บุคคลทุกคนได้รับการรับรองสิทธิต่าง ๆ เช่น สิทธิในเรื่องการหมั้น สิทธิในการจดทะเบียนสมรส สิทธิในการจัดการทรัพย์สินของคู่สมรส สิทธิในการเป็นทายาทโดยชอบธรรม การรับบุตรบุญธรรมและการรับมรดกจากคู่สมรส ซึ่งการแก้ไขนี้จะทำให้สิทธิบุคคลทุกคนเกิดมามีความเท่าเทียมและได้รับการรับรอง และคุ้มครองทางกฎหมาย สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายและ หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้🔗
ท่านประธานคะ เมื่อสักครู่นี้ก็เป็นหลักการและเป็นเหตุผล สิ่งที่ธัญ จะอภิปรายต่อจากนี้ไป ก็อยากจะฝากถึงผู้แทนราษฎรทุกท่านที่อยู่ในสภาแห่งนี้นะคะ ว่าสิ่งที่ธัญพูดนี้เป็นเรื่องเรียบง่ายของมนุษย์ทุกคนที่เราทุกคนในสังคมนั้นเข้าใจกันดีอยู่แล้ว คือการที่ชายหญิงทั่วไปตัดสินใจสร้างครอบครัว แล้วก็ตัดสินใจที่จะจดทะเบียนสมรส และใช้ชีวิตร่วมกัน โดยมีบทบาทและหน้าที่ มีสิทธิ มีศักดิ์ศรี และสวัสดิการเป็นเรื่องทั่วไป เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกท่านในที่นี้เข้าใจเป็นอย่างดีค่ะ แต่ในสิ่งที่เรียบง่ายนี้เองนะคะ กลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศกลับไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้ค่ะ สิทธิในการก่อตั้ง ครอบครัวไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ ทำให้การก่อตั้งครอบครัวของบุคคลผู้มี ความหลากหลายทางเพศนั้น พวกเราไม่มีสิทธิ ไม่มีศักดิ์ศรีและไม่มีสวัสดิการค่ะ กฎหมาย สมรสเท่าเทียมอย่างที่เข้าใจกันในภาษาออนไลน์ (Online) หรือในกฎหมายที่คนพูดกันนะคะ มันไม่ได้เป็นการเรียกร้องในสิ่งที่มากกว่าผู้อื่น แต่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือกลุ่ม แอลจีบีที (LGBT) เรากำลังบอกกับท่านผู้มีอำนาจว่า สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวนี้พวกท่าน พรากพวกเราไป และสิทธิในการตั้งครอบครัวนี้เป็นสิทธิที่เราทุกคนต้องมีอยู่แล้วค่ะ ท่านประธาน ในต่างประเทศก็มีการคุ้มครองสิทธิบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ มีการรับรองไว้ในพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ไทยก็ได้เข้าไปเป็นภาคี การรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยหลักการของสิทธิมนุษยชน รวมถึงกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง การแก้ไขประมวลแพ่งพาณิชย์ครั้งนี้ให้เปลี่ยนจาก คำว่า ชายหญิง เป็น บุคคล ๆ นั้น เป็นใจความสำคัญค่ะท่านประธาน เพราะนี่คือหลักการที่ สอดคล้องกับหลักการยอกยาการ์ตา (Yogyakarta) ที่ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนว่า การบัญญัติกฎหมายนั้นจะต้องคำนึงถึงเรื่องเพศสภาพ เพศวิถี และอัตลักษณ์ทางเพศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านคะ ถ้าท่านหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน เปิดไปท่านจะเห็นว่า ตั้งแต่ ๒๕๔๔ ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ราชอาณาจักรเบลเยียม แคนาดา ไล่ลงมาราชอาณาจักรสเปน จนกระทั่งผ่านมา ๓ หน้าค่ะท่านประธาน ปี ๒๕๖๒ สาธารณรัฐ คอสตาริกา และล่าสุดสวิสเซอร์แลนด์ ในปี ๒๕๖๕ ก็มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว ปัจจุบันนี้ มีกว่า ๓๐ ประเทศทั่วโลกค่ะท่านประธาน เราอาจจะนึกไม่ออกนะคะว่าบุคคลผู้มี ความหลากหลายทางเพศนั้นมีปัญหาอะไรบ้าง ในขณะที่พวกเขาจดทะเบียนสมรสกันไม่ได้ ก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างก็มีเสรีภาพ ธัญยืนอยู่ในที่นี้ มาพูด เดินไปมาและทุกคนก็คิดว่า แอลจีบีที (LGBT) ก็มีสิทธิเท่าเทียมแล้วนี่ เราจะไม่นึกถึงกฎหมายค่ะ เมื่อวิกฤติในชีวิต ยังไม่มาถึง บางช่วงเวลานะคะ🔗
ก็ให้กำลังใจ อย่าร้องไห้ครับ🔗
บางช่วงเวลาเป็นเวลา ของการชี้เป็นชี้ตายนะคะ ในฐานะผู้แทนราษฎรธัญขออนุญาตอ้างอิงคำพูดของประชาชน ที่เป็นปวงชนชาวไทยก็คือคุณพวงเพชร เหงคำ และคุณเพิ่มทรัพย์ แซ่อึ๊ง คู่รักหญิงรักหญิง ซึ่งอยู่กันมานาน ๑๓ ปี เขาได้พูด ต้องขออนุญาตเอ่ยชื่อทั้ง ๒ ท่าน เขาบอกว่าเรื่องกฎหมาย มันอยู่ในวิกฤติชีวิตเมื่อเราต้องการมีทางออกค่ะท่านประธาน เขาอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่เมื่อเขาป่วยไข้และการเซ็นยินยอมในการรักษานั้นกระทำแทนกันไม่ได้ การทำประกันชีวิตก็ต้องระบุคนที่มีทะเบียนสมรส หรือคนที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขเกี่ยวดองกัน ก็ไม่สามารถทำได้ ไม่สามารถระบุผู้รับประโยชน์ได้ เวลาซื้อที่ดินอสังหาริมทรัพย์ หรือการกู้ ซื้อบ้านก็ไม่สามารถกระทำได้ หรือถ้าซื้อแล้วก็ไม่สามารถครองสินทรัพย์นั้นในฐานะ คู่สมรสได้ หรือการซื้อบ้านกรรมสิทธิ์คนเดียวและเมื่อความรักเปลี่ยนแปลง คู่สมรสอีกฝ่าย ก็อาจจะเป็นคนที่เสียเปรียบ และสิ่งหนึ่งที่คู่รักผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นกังวลมาก ก็คือการสร้างทรัพย์สินร่วมกันจำนวนมาก สร้างเนื้อสร้างตัว สร้างครอบครัวอันเป็นที่รักของ เขา แต่เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตไป ทรัพย์สินที่หามาก็จะไม่ได้ตกไปสู่คนที่เขารัก อย่างที่เขาต้องการ ด้านสวัสดิการสังคมจนถึงนโยบายองค์กร ที่ทำงาน ครอบครัว คู่รักของ ผู้มีความหลากหลายทางเพศก็ไม่เท่ากับคนอื่น เพราะบางองค์กรมีนโยบายช่วยเหลือด้านค่า เล่าเรียนบุตร นโยบายในการด้านสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลของคู่สมรส แต่กลุ่มผู้มีความ หลากหลายทางเพศก็ถูกมองว่าเป็นเรื่องของบุคคลมากกว่า รวมถึงสวัสดิการของรัฐด้วยค่ะ ท่านประธาน ธัญจะยกตัวอย่างนะคะ ธัญขออนุญาตเอ่ยชื่อคุณมิกกี้ ซึ่งเป็นข่าวดัง ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็อาจจะได้อ่านผ่านตา เป็นครูสาวราชการหญิงข้ามเพศที่ชื่อมิกกี้ ใช้ชีวิตกับ คู่รักของเขามาเป็นเวลานาน และคู่รักของเขาก็ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย ก็ไม่สามารถ เบิกค่ารักษาจากราชการได้ นี่คือสิ่งที่ไม่เท่าเทียม ธัญเข้าใจว่าเราวัดคุณค่าความรักไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่แก้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นั่นหมายถึงว่ารัฐไทย ไม่ได้ให้คุณค่าความรักของ กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ จากข้อมูลของแอลจีบีที แคพิทัล (LGBT Capital) แล้วก็ ข้อมูลของกรุงเทพธุรกิจเราระบุไว้ว่า กลุ่มประชากรแอลจีบีที (LGBT) หรือกลุ่มผู้มีความ หลากหลายทางเพศมี ๔ ล้านคน และเป็นการคาดคะเนที่เราอาจจะมีถึง ๗ ล้านคนใน ประเทศ นี่คือการรอคอย เป็นกฎหมายที่คนรอคอยเป็นจำนวนมาก ที่วันนี้เขายังถูกพราก สิทธิขั้นพื้นฐานไป วันนี้ธัญก็อยากจะบอกว่าเราถึงเวลาที่การเมืองต้องก้าวหน้า ก้าวไกล เรายังมีกฎหมายในระบบ ๒ เพศ ที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตในประเด็นของความหลากหลาย ทางเพศ ในเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ ในเรื่องรสนิยมทางเพศที่ยังถูกเลือกปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้คือ สิทธิขั้นพื้นฐานของคนทุกคน ในโลกใบนี้ที่เราจะดำเนินชีวิตตามที่เราต้องการ การสร้าง ครอบครัวของชายและหญิงทั่วไป ก็คือการสืบสายโลหิต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของบุตรและ มรดก แต่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ สร้างครอบครัวด้วยสายสัมพันธ์ และนี่คือรัก ที่ไม่มีเงื่อนไข ธัญคิดว่าเราทุกคนเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราจะเข้าถึงปรัชญาของความรัก ได้อย่างไร ธัญคิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของการให้อย่างไม่มีเงื่อนไข ค่ะท่านประธาน ทิ้งท้ายนิดหนึ่งค่ะ นี่คือช่วงเวลาสำคัญของเราทุก ๆ คนในสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ ที่เราจะใช้อำนาจที่มาจากปวงชนชาวไทยที่เลือกทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ที่เรามานั่งเป็นปากเป็นเสียงให้กับพวกเขา มาพูดคำพูดของพวกเขาให้บันทึกอยู่ใน สภา และช่วงเวลานี้เราสามารถใช้อำนาจที่เรามีอยู่ในมือกดโหวตนะคะ กดโหวตให้ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านเข้าสู่วาระที่ ๑ ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษานะคะ ธัญเข้าใจว่า รัฐมนตรีอาจจะมีความกังวล แต่ท่านคะ เราสามารถทำงานร่วมกันได้ในคณะกรรมาธิการ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ศึกษาอยู่แล้ว และกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลาย ทางเพศมาก ๆ นะคะ เพราะฉะนั้นทิ้งท้ายนี้จึงอยากจะฝากให้ทุกท่านได้พิจารณาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านรัฐมนตรีเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เสนอต่อที่ประชุม เพื่อขอรับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ไปพิจารณาก่อนที่ที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาการลงมติในวาระที่ ๑ ตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๑๘ โดยคณะรัฐมนตรีจะขอรับไปพิจารณาภายใน ๖๐ วันครับ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ🔗
ก่อนที่จะขออนุมัติ ก็มีสมาชิกเข้าชื่อมา ๑๐ ท่าน เดี๋ยวผมแนะนำนะครับว่าเมื่อรัฐมนตรีได้ประกาศที่จะรับไป พิจารณาก่อนรับหลักการ ที่เราพูดกันเมื่อตอนต้น เรื่องการประหยัดเวลาก็อาจจะ ไม่จำเป็นต้องอภิปรายมากหลายท่าน ก็จะได้ผ่านเรื่องนี้ไปได้ครับ เพราะว่ากระบวนการ ต่อไปเราก็ต้องรอให้ ครม. เสนอกลับมา แต่ผมจะอนุญาตให้สมาชิกที่ลงชื่อนั้นได้อภิปราย แต่เรียนว่าโดยหลักการนั้นท่านผู้เสนอก็เสนอโดยรายละเอียด แต่ว่าจะเสนอเพิ่มเติมอย่างไร ก็ขออนุญาตให้อยู่ในจำกัดเวลาที่เราได้รับ ท่านแรกที่ขออนุญาตอภิปราย คุณวาโย อัศวรุ่งเรือง ขอเชิญครับ พรรคก้าวไกลได้เสนอชื่อขึ้นมาอีก ๕ ท่าน ในจำนวนทั้งหมด ๙ ท่านของพรรคฝ่ายค้าน มีพรรคเพื่อไทย ๑ ท่าน และมีท่านซูการ์โน มะทา พรรครัฐบาล มีนางสาวกวินนาถ ตาคีย์ ก็ยินดีพิจารณาอนุญาตให้ทุกคนได้มีโอกาสได้พูด แต่ดูเวลา ขอให้ รักษาเวลา เชิญคุณวาโย คุณจุลพันธ์เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เพื่อไทย เชียงใหม่🔗
ประเด็นแรกผมต้องแสดงความไม่เห็นด้วย กฎหมายหลายฉบับ ต้องส่งไปให้ ครม. พิจารณา ๖๐ วัน เท่ากับล่าช้าไป ๓-๔ เดือนโดยไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ทั้งที่กฎหมายเหล่านี้เข้าสู่สภามาเป็นปีแล้ว แต่ท่านประธานครับ ผมสงสัยในประเด็น ของท่านประธาน ท่านประธานกล่าวเหมือนกับว่าถ้าเราจะไม่อภิปรายในวันนี้ เราจะรอ อภิปรายวันที่ ครม. นำกลับมาอีกครั้ง ถ้าเป็นเช่นนั้นผมก็อาจจะถอนตัว เพราะผมก็มีรายชื่อ อยู่หนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามเรายังไม่รู้เลยว่าสุดท้ายสภาจะมีมติ ส่งไปให้ ครม. หรือไม่ ก็ไม่เป็นเหตุให้พวกผมถอนรายชื่อครับ ผมก็ยังไม่เข้าใจกระบวนการ ที่ท่านประธานประสงค์ ก็จะเรียนถามด้วยครับ🔗
โดยทั่วไปแล้ว โดยปฏิบัติแล้ว คุณจุลพันธ์นึกออกนะครับ เพราะว่าไม่ใช่ ส.ส. สมัยแรก โดยปกติแล้วเวลามีร่าง พระราชบัญญัติของสมาชิก เมื่อ ครม. รับไปพิจารณาก่อนรับหลักการ เขาก็จะไม่อภิปราย กันมากเพราะถือว่าเป็นมติ เมื่อที่ประชุมอนุมัติให้รับพิจารณาก่อนรับหลักการ ที่ไม่อนุมัติ ก็ไม่ค่อยมีหรอกครับ เพราะถือว่า ครม. ได้แสดงเจตนารมณ์เบื้องต้นว่าไม่ให้ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ล้มไปโดยการลงมติ คือให้โอกาสในการรับไปพิจารณา แต่เมื่อรับไปพิจารณาแล้ว จะไปปรับปรุงแก้ไขอย่างไร หรือจะรับไม่รับก็อย่างที่เราเห็นเมื่อเช้า ๒ เรื่องส่งมา ไม่รับ เราก็ต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ คืออภิปราย ซึ่งถ้ามองในค่าของเวลาเราจะเสียเวลาไป ๒ ครั้งในประเด็นเดียวกัน แต่ว่าโดยที่ผู้เสนอวันนี้ได้นำรายชื่อมาเสนออีก ๙ ท่าน ที่จะอภิปราย ผมก็เลยย้ำไว้ตอนต้นว่าถ้าประหยัดเวลาแต่ละท่านก็คำนึงถึงเวลาที่อยู่ เพราะเราได้พูดกันเมื่อตอนกลางวันวันนี้ว่าเราพยายามที่จะให้เร็ว เพื่อจะได้มาถึงวาระนี้ ซึ่งก็มาถึงตามที่เราปรารถนา เชิญท่านวาโยครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ครับ ถึงกันเสียทีกับร่างแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ เรียกย่อ ๆ แล้วกันว่า กฎหมายสมรสเท่าเทียมของพวกเราพรรคก้าวไกล ผมคง ไม่ได้ลงไปในรายละเอียดรายมาตรา เพราะว่าทางท่านธัญวัจน์ได้ลงรายละเอียดไป ค่อนข้างมากแล้ว แต่ผมอยากนำเสนอครับท่านประธาน เพื่อปลดล็อกทางความคิด เป็นคอนเซปต์ (Concept) กว้าง ๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับเพศ แล้วก็มายาคติ ซึ่งเป็นที่มาของ กฎหมายฉบับนี้ ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วย🔗
ไปสไลด์ (Slide) ๒ เลย คำถามที่เราต้องมานั่งทำให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศ ก็เพราะว่าเราแบ่งแยก เพศมนุษย์ออกเป็นชายและหญิงในลักษณะแบบขาวกับดำ ซ้ายและขวา แต่แท้จริงแล้ว คำถามก็คือว่า มนุษย์เราจริง ๆ ในธรรมชาติมีกี่เพศ ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วย ฝ่ายโสต สไลด์ (Slide) ที่ ๓ ในการระบุเพศของมนุษย์ ผมขอใช้ในเรื่องของการแพทย์ ทางการแพทย์เราจะระบุเพศของมนุษย์เราจะใช้ลักษณะจำเพาะของเพศ ๒ อย่าง คือลักษณะเฉพาะของเพศแบบปฐมภูมิกับลักษณะเฉพาะของเพศแบบทุติยภูมิ ถ้าจะให้ อธิบายง่าย ๆ ครับท่านประธาน ปฐมภูมิก็คืออวัยวะเพศเป็นแบบไหนล่ะ อวัยวะเพศภายใน อวัยวะสืบพันธุ์ เช่น มีรังไข่ไหม มีมดลูกไหม มีต่อมลูกหมากไหม มีอัณฑะหรือเปล่า อันนี้ คือลักษณะจำเพาะของเพศที่เป็นแบบปฐมภูมิ ส่วนแบบที่เป็นทุติยภูมิ ก็คือลักษณะภายนอก อื่น ๆ เช่น ผู้หญิงผมยาว มีเต้านม มีสะโพกผาย อุ้งเชิงกรานผาย เพื่อที่จะทำให้สามารถ คลอดลูกได้ง่าย มีผิวพรรณที่เรียบเนียน ผู้ชายก็มีหนวด มีเครา ร่างกายกำยำ มีมวล กล้ามเนื้อต่อไขมันสูงกว่า ประมาณนี้ท่านประธาน🔗
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ทีนี้เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าเราคงไม่สามารถที่จะ ระบุเพศของมนุษย์จากลักษณะภายนอกหรือลักษณะภายในได้จริง ๆ เพราะอะไรครับ เพราะว่าการแพทย์ของเรามันพัฒนาไปมาก เราสามารถที่จะผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนอวัยวะเพศ จากชายเป็นหญิง หรือจากอวัยวะเพศหญิงให้เป็นชายก็ได้ การผ่าตัดเสริมเต้านมเราก็ทำได้ และผมเชื่อเหลือเกินว่าในอนาคตการปลูกถ่ายอวัยวะภายในก็อาจจะเป็นไปได้ อาจจะปลูก ถ่ายมดลูก อาจจะปลูกถ่ายรังไข่ก็ได้เหมือนกัน ในทางกลับกันครับท่านประธาน สตรีที่ อาจจะมีโรคประจำตัวบางอย่างหรือมีภาวะบางอย่างที่มีความจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดมดลูก ออกไป ผ่าตัดรังไข่ออกไป ถามว่าเขาเหล่านั้นยังเป็นผู้หญิงอยู่หรือเปล่าตามความเชื่อ แบบเดิม ตามทัศนะแบบเดิม ก็ยังเป็นถูกต้องไหมครับ หรือความสามารถในการสืบพันธุ์เอง ก็ไม่ได้เป็นตัวที่จะบ่งชี้ได้ว่าคน ๆ นั้นเป็นมนุษย์เพศชาย หรือมนุษย์เพศหญิง ถูกต้องไหม ครับ อย่างคนที่เป็นหมัน หรือว่าคนที่ผ่าตัดเอาอวัยวะภายในบางอย่างออกไป ก็เลยมีบาง ท่านเสนอว่า ถ้าอย่างนั้นจริง ๆ แล้วเราต้องดูเข้าไปในไหนท่านประธานครับ เราต้องดูเข้าไปใน พันธุกรรมครับ ดูลงไปในโครโมโซม (Chromosome)🔗
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนี้ผมเชื่อว่าเป็นความรู้ทั่วไปอยู่แล้ว ท่านประธาน โครโมโซม (Chromosome) เพศ เอาง่าย ๆ ว่าของผู้ชายเป็นเอกซ์วาย (XY) ของผู้หญิงเป็นเอกซ์เอกซ์ (XX) ถูกต้องไหมครับ เอาแค่นี้ก่อนเลย🔗
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ผมเลยอยากชวนคิดครับท่านประธาน เพื่อปลดล็อก ทางความคิดเกี่ยวกับคอนเซปต์ (Concept) ในเรื่องของสมรสเท่าเทียมนี้ว่า แล้วถ้า โครโมโซม (Chromosome) ออกมาเป็นอย่างนี้เขาเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงครับ โครโมโซม (Chromosome) ออกมาเป็นเอกซ์เอกซ์วาย (XXY) มีเอกซ์เอกซ์ (XX) ของผู้หญิง แล้วก็มี เอกซ์วาย (XY) ของผู้ชายด้วยครับ ภาวะนี้เขาเรียกว่าไคลน์เฟลเตอร์ ซินโดรม (Klinefelter syndrome) ท่านประธาน แบบนี้ สภาพร่างกายของเขาก็จะดูเป็นมนุษย์ที่มีเต้านม แต่ว่า เต้านมก็อาจจะไม่ได้ใหญ่มาก สะโพกผายหน่อย ๆ มีอวัยวะเพศที่ดูกำกวม บอกไม่ได้ว่าเป็น ชายหรือหญิง🔗
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ แล้วถ้าเป็นแบบนี้ละครับ ลักษณะภายนอก เป็นหญิงทั้งหมดเลยท่านประธาน เป็นหญิงหมดเลย แต่พันธุกรรมของเขาออกมาเป็น เอกซ์วาย (XY) ครับท่านประธาน เอกซ์วาย (XY) คือผู้ชายถูกไหมครับ ภาวะนี้ เขาเรียกว่าคอมพลีท แอนโดรเจน อินเซนซิทิวิที ซินโดรม (Complete androgen insensitivity syndrome) คือว่าพันธุกรรมจริง ๆ เขาเป็นผู้ชายครับ เป็นเอกซ์วาย (XY) แต่เซลล์ (Cell) ในร่างกายเขาไม่ตอบสนองกับฮอร์โมน (Hormone) ของเพศชายที่ผลิต ออกมา ก็เลยไม่มีความเป็นชายครับ มนุษย์ของเรานี้ถ้าเกิดมาไม่มีโครโมโซมวาย (Chromosome Y) เราจะเป็นผู้หญิงหมดเลย อิทธิพลของโครโมโซมวาย (Chromosome Y) นี่ละ (Chromosome Y) ฮอร์โมน (Hormone) เพศชายนี่ละที่ทำให้เรากลายออกมาเป็น ผู้ชาย แล้วแบบนี้ลักษณะภายนอกเป็นหญิง แต่พันธุกรรมเป็นชาย สรุปเป็นชายหรือหญิงครับ🔗
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ สไลด์ (Slide) สุดท้ายเป็นสไลด์ (Slide) ของอวัยวะ เพศกำกวม ก็เข้าใจว่าอาจจะไม่เหมาะสมที่จะเอารูปขึ้นนะ แต่หลัก ๆ ก็คือว่าอวัยวะเพศ กำกวมก็จะดูไม่ออกครับว่าก้อนที่ปูดโปนออกมานี้เป็นองคชาติหรือว่าเป็นคลิตอริส (Clitoris) กันแน่ แล้วข้าง ๆ นั้นสรุปว่ามันเป็นถุงอัณฑะหรือว่ามันเป็นแคมใหญ่กันแน่ ก็บอกไม่ได้ เพราะฉะนั้นประเด็นที่สำคัญ ท่านประธานครับ เราจะเห็นได้ว่า การพยายามที่จะระบุเพศของมนุษย์ด้วยการตรวจนับเงื่อนไขต่าง ๆ นี้ ไม่ว่าจะเป็น การพิจารณาจากลักษณะภายนอก อวัยวะภายใน จนลึกลงไปถึงระดับพันธุกรรม ผมแสดง ให้เห็นแล้วว่า ล้วนไม่สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ได้อย่างแน่ชัด ว่ามนุษย์คนใดหรือบุคคลที่ถูก พิจารณาอยู่นั้น ๆ จะถูกว่าจัดเป็นเพศชายแท้ ๆ หรือว่าเป็นเพศหญิงแท้ ๆ กันแน่ แม้กระทั่ง ความสามารถในการสืบพันธุ์ที่ผมได้พูดไปแล้ว จุดตัดท่านประธาน ของการกำหนดเพศของ มนุษย์อาจจะไม่สามารถพิจารณาหรือว่าตัดสินได้ในลักษณะที่เป็นขาวหรือดำ หรือว่าซ้าย ขวา เพราะว่าอะไรครับ เราเห็นอยู่แล้วในสังคมครับท่านประธานว่าธรรมชาติของมนุษย์มี เฉด (Shade) มากมายเลย แต่คำถามที่ควรตอบให้ได้จริง ๆ ครับท่านประธานก็คือว่า ทำไม เราต้องมานั่งแบ่งแยกเพศมนุษย์ด้วย ในเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗ บัญญัติเอาไว้อยู่แล้วครับว่า บุคคลย่อมไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุความแตกต่างทางเพศ การเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในครั้งนี้ของพรรคก้าวไกลก็อยู่บนหลัก คิดนี้ละครับ ซึ่งสะท้อนภาพของธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะ ความหลากหลายทางเพศครับ ไม่ใช่แค่ชายกับหญิง แต่ว่าเป็นบุคคลกับบุคคล เพราะว่า คนทุกคนเท่าเทียมกันท่านประธานครับ🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน การอยู่ร่วมกัน มีชีวิตคู่ การสร้างครอบครัว การแต่งงานของมนุษย์ ล้วนก่อเกิดจากความรักครับ ไม่ใช่สัญชาตญาณ การที่คน ๆ หนึ่ง จะรักกับใครสักคนหนึ่งย่อมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว ดังนั้น กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ที่ล้าหลัง ที่บัญญัติมานานแล้วและไม่ได้สอดคล้องกับธรรมชาติ ของมนุษย์ สมควรที่จะถูกปรับปรุงแก้ไขครับท่านประธาน เพื่อให้สอดรับกับธรรมชาติ อันหลากหลายของมนุษย์นี่เอง และทำให้คนที่เขารักกันอยู่แล้วได้อยู่ด้วยกัน แล้วก็ได้รับสิทธิ ต่าง ๆ ที่เขาพึงมี ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปนางสาวเบญจา แสงจันทร์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ ดิฉันจะขออภิปรายสนับสนุนในส่วนของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยคุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ เพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกลและคณะ ซึ่งรวมไปถึงอดีตเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของดิฉัน คุณธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ที่ร่วมเป็นคณะทำงานด้านการแก้ไข พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมฉบับนี้ด้วยค่ะ โดยข้อเสนอที่ดิฉันสนับสนุนในการขอแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็เป็นไปเพื่อโอบรับความหลากหลายทางเพศ ภายใต้ฐานคิดที่ว่าคนทุกคนเท่ากันค่ะ ตามคุณค่าหลักการความเสมอภาค ซึ่งถือว่านี่เป็นหลักการของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่มนุษย์ทุกคนย่อมได้รับการรับรองแล้วก็คุ้มครองจากกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันค่ะ ไม่ว่าคนนั้นจะมีเพศใด เชื้อชาติใด ศาสนาใด ภาษาใด หรือมีถิ่นกำเนิดและความเชื่อ ทางการเมืองแบบใดก็ตามนะคะ โดยกฎหมายจะต้องไม่ไปเลือกปฏิบัติและต้องไม่ไป มุ่งรับรองสิทธิเฉพาะคู่รักเพศเดียวกันเท่านั้นค่ะ แต่ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมฉบับนี้ เป็นการรับรองสิทธิของคนทุกคนค่ะ เพื่อนำไปสู่การที่บุคคลจะสามารถสมรสได้อย่าง เท่าเทียมกัน ท่านประธานคะ เพื่อนสมาชิกของดิฉัน ผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล ได้อภิปรายสนับสนุนในเรื่องหลักของการที่ทำไมต้องมี พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม เพื่อโอบรับ มนุษย์ทุกคนอย่างเสมอภาคกันไปแล้ว และได้อภิปรายถึงสิทธิในการก่อตั้งครอบครัว ของมนุษย์ทุกคน รวมไปถึงบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย ว่านี่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งครอบครัวในรูปแบบใดก็ตาม ซึ่งการใช้ชีวิตร่วมกันของผู้ที่มี ความหลากหลายทางเพศ ก็ถือเป็นการก่อตั้งครอบครัวอีกรูปแบบหนึ่งด้วยค่ะ เพื่อนสมาชิกของดิฉันก็ได้อภิปรายถึงความหลากหลายทางเพศกับมุมมองมิติสังคม และพูด ถึงการอภิปรายว่า สมรสเท่าเทียมไปช่วยส่งเสริมในเรื่องของมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับ ประเทศในแง่ใดบ้าง ในเชิงเศรษฐกิจนะคะ ถ้ากฎหมายมีความมั่นคง เป็นธรรม สร้าง ความรู้สึกปลอดภัย ผู้มีความหลากหลายทางเพศ เขาก็จะมีความมั่นใจในการที่จะก่อร่าง แล้วก็สร้างครอบครัว ลงทุนกับสิ่งที่เขารักด้วยกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ไม่ว่าจะเป็น การซื้อรถ ซื้อประกัน หรือซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ ร่วมกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้นะคะ สามารถ ที่จะปลดล็อกเรื่องเศรษฐกิจให้เติบโตเพิ่มมากขึ้นอย่างเต็มศักยภาพด้วยค่ะ นอกจากนั้นนะคะ เพื่อนสมาชิกของดิฉันก็ได้อภิปรายถึงหลักการในทุกประเทศ ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกค่ะ ที่อนุญาตให้คู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศได้สมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และทำให้ เราทราบว่าหลายประเทศเลยที่ให้ความสำคัญและตระหนักร่วมกันถึงความจำเป็นในการที่จะตรา กฎหมาย เพื่อรับรองสถานะการใช้ชีวิตร่วมกันของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วยค่ะ ดังนั้นนะคะ นี่จึงเป็นการยกระดับความก้าวหน้าทางกฎหมายของไทยค่ะ เพื่อปรับกฎหมาย ให้สอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและอนุสัญญาอีกหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็น กติการะหว่างประเทศที่ว่าด้วยเรื่องของสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือไม่ว่าจะเป็น กติการะหว่างประเทศที่ว่าด้วยสิทธิทางการค้า สังคม และวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาที่ว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบต่อสตรี และไม่ว่า จะเป็นอนุสัญญาที่ว่าด้วยสิทธิเด็ก และนี่เองค่ะ เป็นสิ่งที่เพื่อนสมาชิกของพรรคก้าวไกล และดิฉันได้ชี้ให้เห็นไปแล้วว่า ทำไมเราต้องสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือที่เรารู้จักในนามว่า พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ในส่วนของดิฉันนะคะ ท่านประธาน ดิฉันจะขอใช้โอกาสนี้ในการที่จะสื่อสารไปถึงพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านทุกคน และสื่อสารกับผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ ว่าถึงเวลาแล้วค่ะ ว่าสังคมไทยจะต้องยอมรับ ความเป็นจริงในสังคมนี้ รวมไปถึงทุกสังคมในโลกใบนี้ค่ะ ที่มีผู้คนที่มีความหลากหลาย ทางเพศอยู่มากเกินกว่าที่เราจะถูกครอบงำด้วยการถูกแบ่งแค่เพศชายและหญิงเท่านั้น ท่านประธานคะ เราต้องยอมรับความจริงค่ะว่าความรัก การแต่งงาน และการใช้ชีวิตคู่ รวมไปถึงสิทธิที่จะสร้างครอบครัว ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อที่จะถูกจำกัดอยู่แค่คู่รัก แค่ชายหญิง เท่านั้นเลยค่ะ แต่ท่านประธานคะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยเราคะ ที่กลายเป็นว่าในวันนี้ สังคมไทยยังไม่ยอมรับกับการปรับตัว และยังไม่ยอมรับกับกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็ยังมีความรู้สึก ว่าคับแคบนะคะ ที่กฎหมายของเรานี้มีความแข็งตึงจนเกินไป และยังไม่ยอมให้มีการปรับตัว ให้เหมาะสมกับบริบทสังคมไทยและสังคมโลกอีกด้วย ดังนั้นเราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติค่ะ ผู้มี หน้าที่ที่ทำหน้าที่ออกกฎหมายแทนพี่น้องประชาชนในการปรับและออกแบบกฎหมายให้ตรง ตามข้อเท็จจริงของสังคมและบริบทโลกที่เปลี่ยนไป เราทุกคนในที่นี้ในฐานะผู้แทนราษฎร จึงต้อง เปิดรับกระแสโลกค่ะ และอย่าได้ทำตัวตกขบวนประวัติศาสตร์อีกต่อไป นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญ ค่ะท่านประธาน ร่วมกันรับร่าง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมฉบับนี้ แก้ไขกฎหมายให้โอบรับทุกคน ในสังคมอย่างเท่าเทียมกันค่ะ ให้มนุษย์ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างปกติและเรียบง่าย เท่าที่มนุษย์ คนหนึ่งบนโลกนี้จะสามารถสร้างครอบครัวและใช้ชีวิตคู่ของเขาได้ค่ะ โดยที่เขาจะได้รับสิทธิ ขั้นพื้นฐานทางกฎหมาย โดยไม่มีข้อจำกัดทางเพศอีกต่อไปด้วยนะคะ🔗
ท่านประธานคะ สุดท้ายในห้วงยามที่ประชาชนทุกคนต่างรู้สึกสิ้นหวังกับความ ยากลำบากในการที่จะเรียกร้อง แม้แต่สิทธิขั้นพื้นฐานในชีวิตของมนุษย์ ดิฉันคิดว่านี่ถึงเวลา แล้วค่ะ ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เราจะต้องพิสูจน์กันจริง ๆ ว่าพื้นที่แห่งนี้ยังเป็นพื้นที่แห่ง ความหวัง ยังเป็นพื้นที่แห่งความฝันให้กับผู้คนทุกคนและทุกกลุ่มได้อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ และช่วยกันฟังเสียงของประชาชนค่ะ ไม่ใช่แค่คนรุ่นเรานะคะท่านประธาน แต่เราต้องยืนหยัด เพื่อคนรุ่นลูก รุ่นหลานเราในอนาคต แล้วช่วยกันยืนยันค่ะว่าคนรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา เขาจะต้องไม่ถูกเหยียบย่ำ ลดทอน และถูกเลือกปฏิบัติ ถูกโกงความเป็นมนุษย์และตัดตอน ความฝันของพวกเขาอีกต่อไปนะคะ ดิฉันไม่ได้อภิปรายเพื่อร้องขอ ไม่ได้อภิปราย เพื่อเรียกร้องหรือขอร้องต่อสมาชิกทุกท่าน แต่ดิฉันต้องการอภิปรายเพื่อทวงสิทธิและทวงคืน สิทธิอันชอบธรรมนี้ให้กับมนุษย์ทุกคน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานเองที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่แล้ว ทวงคืนสิทธิให้กับพวกเขา คืนชีวิต คืนความฝันให้กับพวกเขาทุกคน โดยขอให้สมาชิก ทุกท่านร่วมกันรับร่าง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมฉบับนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ต่อไปคุณมนพร เจริญศรี ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม จากพรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันจะขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีความน่าสนใจที่ได้พูดถึงการสมรสกันของชายหญิง หรือบุคคล ๒ คน ที่เป็นเพศเดียวกัน สามารถหมั้นหรือสมรสกันได้ตามกฎหมายค่ะ ท่านประธานคะ พอดิฉัน เห็นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ดิฉันต้องบอกว่าเป็นความท้าทายของการผลักดันกฎหมายที่จะต้อง ผ่านอุปสรรคแล้วก็หลายขั้นตอน แม้ว่าวันนี้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก แต่ทุกคนก็คงต้อง ตระหนักว่าการสมรสเท่าเทียมกันเป็นเรื่องของคนทุกคน สังคมมีความหลากหลายทางเพศ แต่พวกเราทุกคนก็ต้องรวมใจกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่จะทำให้ทุกฝ่ายช่วยกันที่จะสามารถ ผลักดันสังคมนี้ให้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเท่าเทียมทางเพศได้ ดิฉันเชื่อมั่นว่า การขับเคลื่อนทางสังคมที่มีความเห็นขัดแย้งกัน แล้วก็เป็นความสวยงามในระบอบ ประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการปักธงความคิดในภาครัฐหรือว่าภาคเอกชนนั่นก็คือการมองลึก ลงไปในเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนควรจะได้รับ ภาคประชาชนเองคงต้องออกมา ช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมค่ะท่านประธานคะ สมรสเท่าเทียมกันเป็นหลักสิทธิ มนุษยชน สิทธิของการก่อตั้งของครอบครัว หรือความเรียบง่ายที่มนุษย์คนหนึ่งที่จะสร้าง ครอบครัวโดยไม่มีข้อจำกัด และการกำหนดให้บุคคลทุกคนได้รับการรับรองสิทธิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิของการหมั้น สิทธิในการจดทะเบียนสมรส สิทธิในการจัดการทรัพย์สิน ของคู่สมรส ซึ่งการแก้ไขนี้จะทำให้ทุกคนได้รับความเท่าเทียมกันและได้รับการรับรอง และคุ้มครองทางกฎหมายค่ะ จะสอดคล้องกับความเสมอภาคต่อกฎหมายและศักดิ์ศรี ของความเป็นมนุษย์ค่ะท่านประธาน ดิฉันจะขอพูดถึงความเสมอภาคต่อกฎหมาย ซึ่งมีความซับซ้อนแล้วก็มีข้อขัดแย้งอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ว่าสังคมของคนบางกลุ่มจะยอมรับ บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ แล้วก็มีความชิงชัง แล้วก็มีอคติต่อผู้คนที่มี ความหลากหลายทางเพศ เช่น มีความอคติต่อกลุ่มคนแอลจีบีทีคิว (LGBTQ) ซึ่งปรากฏ ให้เห็นในสังคม นอกจากนั้นกลุ่มเหล่านี้ก็ยังถูกเลือกปฏิบัติด้วยสาเหตุที่เกิดขึ้น ดิฉัน ก็อยากจะยกตัวอย่างกรณีสังคมไทยปัจจุบันนี้ว่า จะเห็นว่าสังคมไทยมีความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินน้อยลง เพิ่มการก่อเหตุในเรื่องของอาชญากรรม ยกตัวอย่างจะเห็นว่า ในที่สาธารณะขณะนี้ก็มีการก่อสร้างห้องน้ำให้แก่แอลจีบีทีคิว (LGBTQ) ซึ่งเป็น ความหลากหลายทางเพศเกิดขึ้นหลายแห่ง🔗
นอกจากนั้นในประเด็นที่ ๒ ดิฉันมองว่าสังคมไทยถูกมองว่าหากสมรสเท่าเทียม กันในชีวิตจริงจะมีผลต่อโครงสร้าง จำนวนประชากรของประเทศอาจจะลดลง เนื่องจาก การที่ทำให้ประชากรลดลงนั่นก็เพราะว่าเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้ จะส่งผลให้ ระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมต่อไปในอนาคตค่ะ🔗
อย่างในกรณีที่ ๓ ค่ะท่านประธาน กลุ่มแอลจีบีทีคิว (LGBTQ) จะถูกมองว่า เป็นผู้ที่มีวิถีทางเพศหรือว่าอัตลักษณ์ทางเพศที่ถือว่าไม่สอดคล้องกับสังคมไทย ซึ่งเป็นบรรทัดฐานทำให้กลุ่มเหล่านี้ต้องเผชิญกับการไม่ยอมรับของบุคคลในครอบครัว แล้วก็ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม แล้วก็ไม่ได้ยอมรับต่อชื่อเสียงวงศ์ตระกูล อาจจะทำให้เสื่อมเสียต่อวงศ์ตระกูลในอนาคตค่ะ ท่านประธานคะ ๓ ตัวอย่างที่ดิฉัน ได้ยกตัวอย่าง หากในอนาคตกฎหมายการสมรสเท่าเทียมกันนี้ผ่านที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรและถูกนำมาใช้จริง ดิฉันเชื่อว่าสังคมจะมีการเปลี่ยนแปลงไป เป็นการเปิด พื้นที่ให้กลุ่มเพศที่มีความหลากหลายยอมรับความเสมอภาคทางเพศ และเป็นส่วนหนึ่งที่จะ เสริมสร้างสังคมไทยให้มีรอยยิ้ม มีความเห็นต่าง เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และนำมาซึ่งความรักความสามัคคี จากความหลากหลายทางเพศนี้ก็จะส่งผลให้เราเคารพ ในความเป็นตัวตนของกันและกันมากขึ้น กฎหมายของการสมรสเท่าเทียมกันไม่ใช่เพียงแค่ จุดสิ้นสุดหรือคำตอบสุดท้ายนะคะ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๘ ที่กำหนดให้มีการสมรสเฉพาะชายหญิง แต่ดิฉันมองว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพ การสมรสเท่าเทียมกัน จึงจะทำให้สังคมไทยอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจกันและตระหนักว่าสิทธิในการก่อตั้งครอบครัว ของสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นปัจเจกบุคคล ประเทศใดก็ตามควรจะได้รับรองจากรัฐ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉันในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดิฉันจะไม่อภิปราย ลึกลงไปในรายละเอียดของแต่ละมาตรา แต่ดิฉันได้ลุกขึ้นมาแสดงความเห็น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของความเห็นของสมาชิกในพรรคเพื่อไทย ดิฉันจึงขอรับหลักการร่าง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม กันฉบับนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย วันนี้จะขออภิปราย สนับสนุนร่างแก้ไขพระราชบัญญัติเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่เราเรียกกันว่า กฎหมายในการทำให้การสมรสนั้นเท่าเทียม ท่านประธานครับ ผมขอย้อนไปสักนิดหนึ่ง จริง ๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพูดเรื่องนี้ในรัฐสภา จริง ๆ ถ้าย้อนกลับไปช่วงเวลา ๑๐ ปี ๒๐ ปีก่อน ในปี ๒๕๔๔ ก็เคยมีการยกประเด็นนี้ขึ้นมา แต่ในสังคมในตอนนั้นความเข้าใจ หลาย ๆ อย่างต่อเพศทางเลือกหรือกลุ่มแอลจีบีที (LGBT) เหล่านี้ยังไม่กว้างขวางมากพอ ที่จะทำให้เกิดการผลักดันจนเป็นรูปธรรมได้ แต่ว่าในปี ๒๕๕๕ ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่มีกลุ่มเอ็นจีโอ (NGO) และกลุ่มประชาชนพยายามผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมาย เพื่อผลักดันการสมรส แล้วก็ผลักดันสิทธิของกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ ให้มีความเท่าเทียมกับประชาชนทุกคน แต่ก็น่าเสียดายครับ เพราะว่าในปีนั้นที่กำลัง มีการผลักดันเรื่องนี้อยู่ ในช่วงปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ก็มีการรัฐประหารไปเสียก่อน แล้วก็ไม่มี การพูดถึงหลังจากนั้น ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และผมหวังว่า นี่คงจะเป็นการแก้ไขจริง ๆ สักครั้งหลังจาก ๒๐ ปีที่ผ่านมาเราเจออุปสรรคมากมาย ในการทำให้เรื่องพื้นฐานมาก ๆ อย่างความสัมพันธ์ของคน ๒ คนนี่มันจะต้องเป็นเรื่องยาก ถ้าเราย้อนกลับไป คำว่า การแต่งงาน คำว่า ความรัก ต่าง ๆ นานา มันก็ไม่ได้มีคำว่า เพศ มาเกี่ยวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว มันก็ควรจะเป็นคำว่า บุคคล อย่างที่ร่างนี้พยายามเสนอ ผมขอฝากนิดหนึ่งครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีบอกว่าอยากจะขอไปศึกษาสัก ๖๐ วัน ผมบอกเลยว่า ร่างนี้ท่านไม่ต้องใช้เวลาถึง ๖๐ วันหรอกครับ ถ้าท่านอ่านจริง ๆ ผมให้ ๑๐ นาที ท่านก็ เข้าใจหมดแล้ว เพราะสิ่งที่เขาต้องการที่จะแก้ไขเพียงแค่แก้คำที่บ่งชี้ถึงเพศสภาพ ไม่ว่าจะ เป็นชาย เป็นหญิง บิดา มารดาต่าง ๆ ให้ใช้คำว่า เป็นบุคคล ซึ่งทำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน ท่านไม่ต้องใช้เวลา ๖๐ วันเลยครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านลองคิดดูสักครั้งว่าจริง ๆ ถ้า เรารับเลยมันก็ได้ ทีนี้กลับมาเหตุผลหลายท่านอภิปรายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทาง การแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลเรื่องการส่งเสริมเรื่องธุรกิจต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไป แต่หลักสำคัญท่านประธาน มันก็คงจะต้องถามว่าทำไมเราต้องกำหนดตั้งแต่แรกว่าต้องเป็น ชายหญิงแต่งงานกัน ผมจะไม่ลงไปเรื่องรายละเอียดการหมั้น การอะไรต่าง ๆ ที่อาจจะมีการ พูดกันบ้าง แต่ถ้าเราย้อนกลับไปมันก็เป็นไปตามบริบทของสังคม เป็นความเชื่อในช่วงเวลาที่ออก กฎหมายนั้น ๆ แต่ว่าตอนนี้โลกพัฒนามาถึงขนาดนี้แล้ว ตอนนี้เรามีสิ่งใหม่ ๆ มากมาย แล้วทำไมกฎหมายที่แค่จะทำให้เราก้าวทันโลก ไม่ใช่นำไปด้วย นี่แค่ก้าวตามโลกเพราะว่าที่ อื่นสามารถเข้าใจและยอมรับเรื่องราวเหล่านี้ได้อยู่แล้ว และการแก้ไขในรัฐสภาของเรา ผมมองว่านี่ก็ไม่ใช่ก้าวที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นการเริ่มต้นที่สำคัญในการที่เราจะพูดได้เต็มปากว่า ประเทศเราทุกคนเท่าเทียมกันจริง ๆ สิทธิในการที่เราจะดูแลคนรักของเรา ไม่ว่าจะเป็น เพศใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการที่จะตัดสินใจในยามวิกฤติ สิทธิในการเป็นเจ้าของ บางอย่างร่วมกัน อันนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ไม่ควรจะต้องเป็นสิทธิ ที่ถูกกำหนดด้วยข้อกำหนดที่เราไม่สามารถเลือกได้ ไม่มีใครสามารถเลือกได้ว่าเราจะเกิดมา ด้วยเพศสภาพแบบไหน แต่การเจริญเติบโต การที่เราอยู่บนโลกใบนี้ทำให้เรารู้ตัวเอง และมันทำให้เราพัฒนามากขึ้น ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น แล้วมันควรจะเป็นสิ่งนี้หรือเปล่า ที่เราจะเอามาให้ความสำคัญในการออกกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่เป็นความสำคัญ ระหว่างคน ๒ คน หรือการสร้างครอบครัว ผมแค่อยากจะให้สมาชิกทุกท่าน ผมเชื่อว่า ทุกท่านเข้าใจ และผมเชื่อว่าทุกท่านก็จะยอมรับแล้วก็สนับสนุนร่างนี้ เพราะมันไม่มีเหตุผล อะไรเลยครับท่านประธานว่า ทำไมเราจะไม่รับร่างนี้ ต้องขออภัยเพื่อนสมาชิกบางท่าน ที่อาจจะเป็นเรื่องความเชื่อทางศาสนา อันนี้ผมเข้าใจ แต่ถ้าเราพูดในพื้นฐานทั่วไป มันมีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องไม่รับ มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่สามารถแก้ไขให้คนที่เขาต้องการ ความเท่าเทียม เขาไม่ต้องการอภิสิทธิ์มากกว่าเรา และการแก้ไขนี้ก็ไม่ทำให้ประชาชน ได้รับผลกระทบอะไรเลย สิ่งที่เขาได้เพียงแค่ทำให้กลุ่มที่ยังไม่ได้รับสิทธิและเสรีภาพเท่ากับ คนอื่นสามารถทำได้ ที่ผมพูดมายืดยาวขนาดนี้ผมอยากจะย้ำอีกครั้งว่า ถ้าอยากจะเอาไป ศึกษาจริง ๆ ผมบอกเลยว่ามันไม่จำเป็นต้องใช้เวลา ๖๐ วันจริง ๆ แล้ว ๖๐ วัน แล้วกว่าเราจะกลับมาในสภาแห่งนี้ซึ่งผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านก็จะเห็นด้วย อยากลองว่า ไหน ๆ วันนี้เราก็มาแล้ว ถ้าเป็นไปได้เราก็อยากให้มันรับ ให้มันจบในวันนี้ เพื่อที่เราจะได้ เริ่มต้นให้สิทธิที่เท่าเทียมกับประชาชนที่เขาสมควรได้รับมาตลอดเวลาที่ผ่านมา ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ต่อไปขอเชิญ นางสาวกวินนาถ ตาคีย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กวินนาถ ตาคีย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังท้องถิ่นไท ผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวดของกฎหมายครอบครัว ในเรื่องของ การหมั้น การสมรส และอื่น ๆ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้กับชายหรือหญิง หรือกลุ่มผู้มี ความหลากหลายทางเพศได้มีโอกาสได้สมรสกันอย่างเท่าเทียม และทำให้ได้รับสิทธิต่าง ๆ ได้ถูกต้องตามกฎหมาย ท่านประธานครับ พรรคพลังท้องถิ่นไทได้มีนโยบายที่จะผลักดัน สร้างความเท่าเทียม สร้างความเสมอภาค ฉะนั้นใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมและพรรคพลังท้องถิ่นไท พร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองเป็นหนึ่งคนที่จัดอยู่ในกลุ่ม ผู้มีความหลากหลายทางเพศและเป็นตัวแทนของคนหลาย ๆ คนที่ไม่ได้นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ที่อยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคม อยากจะเห็นการให้โอกาส อยากจะให้มีการแก้ กฎหมายที่รับรองสิทธิของบุคคล ซึ่งผมเชื่อว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของ การนำไปสู่การแก้ไขในการรับรองสิทธิต่าง ๆ ในหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย ผมขออนุญาตพูดถึงเหตุและผลว่าทำไมพระราชบัญญัตินี้ควรที่จะได้รับการสนับสนุน หรือรับหลักการเพื่อนำไปพิจารณาต่อ ผมขอยกตัวอย่างสั้น ๆ เพื่อเป็นการกระชับเวลา ตัวอย่างเดียวเท่านั้นครับ ข้าราชการในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมากครับ มีสิทธิ มีสวัสดิการ มากมาย ยกตัวอย่างเช่น สิทธิในการรักษาพยาบาลบิดา มารดา รวมถึงคู่สมรส สิทธิในการได้รับค่าชดเชยต่าง ๆ สิทธิในการที่จะขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้กับคู่สมรส ตามที่กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าเพียงเรื่องนี้ที่กฎหมายเปิดช่องให้กับ คู่สมรสของข้าราชการนั้นเขาสามารถที่จะได้รับสิทธิต่าง ๆ ได้ ปัญหามันอยู่ตรงนี้ว่า การสมรสในกฎหมายปัจจุบันของเราจะทำได้ก็เฉพาะเพียงหญิงและชายเท่านั้น ไม่ได้เปิดช่อง ให้กับกลุ่มคนที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเลย ฉะนั้นแล้วข้าราชการที่จัดอยู่ในกลุ่ม ของผู้มีความหลากหลายทางเพศจะถูกตัดสิทธิตรงนี้ไปโดยปริยาย ซึ่งผมมองว่า มันไม่ยุติธรรม เพราะสิทธิตรงนี้ควรที่จะได้รับเท่าเทียมกันกับทุกคน ผมจึงมีความคิดเห็นว่าเรา ควรที่จะแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ให้เกิดสิทธิเท่าเทียมกับทุกคน ท่านประธานที่เคารพครับ การทำกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการสมรสให้เท่าเทียมนั้น คือการเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มี ความหลากหลายทางเพศนั้นได้สร้างครอบครัวครับ ได้สร้างความหวัง ได้สร้างอนาคต ของเขา เขาสามารถที่จะสร้างความมั่นใจให้กับครอบครัวของเขาได้ เขาสามารถที่จะสร้าง ความมั่นใจในการที่จะซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือดำเนินกิจการธุรกิจต่าง ๆ ที่จะทำให้เขาสามารถ ที่จะเติบโตในอนาคตของเขาได้ สร้างความมั่นคงในชีวิตของเขาได้ รวมไปถึงคำดูถูกดูแคลน ของหลาย ๆ คน ของผู้ที่เห็นต่างที่บอกว่า กลุ่มของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศนั้น เป็นการใช้ชีวิตที่ไม่มั่นคง เป็นการใช้ชีวิตเลื่อน ๆ ลอย ๆ จะลบคำสบประมาทตรงนี้ได้ สุดท้ายนี้ผมและพรรคพลังท้องถิ่นไทพร้อมที่จะสนับสนุน และขอเรียนกับท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสมาชิกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ขอให้พระราชบัญญัตินี้ผ่านด้วยการที่ว่า ทุกท่านร่วมใจลงรับหลักการในครั้งนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปเป็นคุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเวลาของรัฐสภาแห่งนี้ที่จะอธิบาย ถึงความสำคัญในอีกมิติหนึ่งของร่าง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมฉบับนี้ครับ ผ่านท่านประธาน ไปยังเพื่อนสมาชิก รวมถึงพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านในขณะนี้ ท่านประธานครับ ปัจจัยที่เราจะตัดสินเห็นด้วยหรือจะปฏิเสธกฎหมายฉบับนี้มันขึ้นอยู่กับคำ ๒ คำครับ คำแรก คือคำว่า ความรัก แล้วก็คำว่า ความกลัว หมายความว่า ถ้าเราจะสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ เราจะสนับสนุนก็ต่อเมื่อเรามีความรักครับ ความรักต่อเพื่อนร่วมชาติทุกคน แต่ถ้าเรา จะปฏิเสธกฎหมายฉบับนี้เราก็จะปฏิเสธมันด้วยความกลัว ความกลัวที่จะเห็นความเท่าเทียม เกิดขึ้นในสังคม สังคมที่นิยมแต่เรื่องของชนชั้นมาตั้งแต่โบราณ ท่านประธานครับ ที่ผมเห็น เช่นนี้ก็เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้หากพิจารณาดี ๆ จะพบว่านี่ไม่ใช่เรื่องของการแต่งงาน นี่ไม่ใช่เรื่องของเพศสภาพ นี่ไม่ใช่เรื่องของแอลจีบีทีคิวพลัส (LGBTQ+) นี่ไม่ใช่เรื่องของ วัฒนธรรมประเพณีอะไรเลย ในความเป็นจริงแล้วการสมรสเท่าเทียมมันเป็นเรื่องของ อิสรภาพ เรื่องของเสรีภาพที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน สิทธิในการเลือก ด้วยความสมัครใจว่าจะชอบอะไร จะรักอะไร จะอยู่กับใคร ตราบเท่าที่ไม่ได้ละเมิดสิทธิ คนอื่น มันจึงเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ประเทศประชาธิปไตยควรมีให้กับประชาชน ของเขา ท่านประธานครับ วัฒนธรรมประเพณีเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่จะมาปิดกั้นเสรีภาพ ก็คงจะไม่ได้ วัฒนธรรมประเพณีเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้และมันเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด คงจะไม่มีใครอนุรักษ์ถึงขนาดเอ็กซ์สตรีม (Extreme) ขนาดจะนุ่งโจงกระเบนไปทำงาน ใช่ไหมครับ ถ้าท่านไม่ใช่นางรำ เพราะฉะนั้นมันเปลี่ยนแปลงได้ครับ ที่สำคัญต้องบอกว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ต่อยอดมาจากคำแนะนำในคำพิพากษาจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่เสนอแนะให้ฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิเป็นการเฉพาะให้กับ กลุ่มแอลจีบีทีคิวพลัส (LGBTQ+) เพราะว่าต้องพูดตามตรงครับ ด้วยความเคารพ ผมก็เห็น ด้วยกับสังคมที่ตั้งข้อสงสัย ตั้งคำถามกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่า กฎหมายแพ่ง และพาณิชย์มีศักดิ์ที่เท่ากันหรือสูงกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะคำอธิบายที่มันทำให้คนอ่านรู้สึกว่ามันเป็นการเหยียดเพศกันนี่นา ผมก็คงยอมรับ ไม่ได้จะให้คน ๙ คน มาบอกว่าความรักของประชาชนกลุ่มหนึ่งในประเทศนี้ มีค่ามากกว่า ความรักของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งในประเทศนี้ ถึงวันนี้สังคมก็ตั้งคำถามกันเยอะแยะ ไปหมดครับว่า เพียงแค่ปล่อยให้เขาแต่งงานกันนี่มันจะอะไรนักหนา ปล่อยให้เขาแต่งงานกัน มันจะหนักหัวใคร ปล่อยให้เขาแต่งงานกันประเทศมันจะสูญเสียอะไร มันจะทำให้ประเทศนี้ พังหรือ ผมก็ต้องขอตอบความสงสัยเหล่านั้นครับว่ามีสิทธิพัง แต่ไม่ใช่ประเทศพังครับ แต่เป็นระบบชนชั้นที่เขาสร้างกันไว้ต่างหากมันอาจจะพังก็ได้ และนี่คือความกลัวที่ผมพูดถึงครับ แต่อย่าโต้ตอบความกลัวนั้นด้วยการปฏิเสธเรื่องนี้เพียงเพื่อจะรักษาสถานะของตัวเองเอาไว้ จะรักษาสถานะอันสูงส่ง สถานะที่ตัวเองคิดว่าเหนือกว่าคนอื่น ไม่จำเป็นครับ ถ้ากลัวว่า ความเท่าเทียมทางเพศมันเกิดขึ้นในประเทศนี้ เขาจะไม่สามารถแบ่งแยกชนชั้นจากกลุ่ม แอลจีบีที (LGBT) ได้อีก ไม่ใช่ เพราะเขากลัวครับ กลัวว่าจะกระอักเลือดตายว่าวันใดวันหนึ่ง ที่สถานะที่เหนือกว่านี้มันถูกลดขั้นลงมาเท่ากับคนอื่นแล้ว ความภาคภูมิอกภูมิใจ ในความแมน (Man) ความเป็นชาติบุรุษที่องอาจ อกผายไหล่ผึ่ง มันจะถูกลดทอนลงไป พวกเขากลัวว่าต่อไปจะไม่ได้เรียกคนกลุ่มหนึ่งว่า พวกตุ๊ด พวกกะเทย พวกวิปริต ที่มัน จะแสดงถึงความสูงส่งที่มากกว่าของพวกเขาได้อีก พวกเขากลัวครับว่าต่อไปจะไม่ได้หัวเราะ ร่าเริงเวลาที่ดูทีวี (TV) เห็นนักแสดงตลกในทีวี (TV) แต่งหน้าทาปาก ใส่วิก เสริมหน้าอก มาแสดงถึงความผิดปกติทางกายภาพที่เกินจริงให้เป็นเรื่องขำขัน ถึงแม้เรื่องตลกร้ายนี้ มันจะสะท้อนระบบชนชั้นในสังคมไทยที่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนกลุ่มหนึ่ง ในประเทศ แต่มันก็เป็นความกลัวที่เป็นเหตุให้ท่านปฏิเสธเรื่องนี้ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วต้นทางหรือเชื้อที่มันทำให้เกิดความรักหรือความกลัว ต่อประเด็นนี้มันเป็นเรื่องของ มุมมองเท่านั้นเอง มันคือมุมมองที่เราใช้มองคนอื่น ๆ ถ้าท่านแหงนคอมองขึ้นไป จากข้างล่างนี้ ท่านจะไม่มีความเห็นใด ๆ ต่อเรื่องนี้เลย จริง ๆ ท่านจะไม่มีความเห็นใด ๆ ต่ออะไรเลย เพราะท่านมองจากมุมของคนที่ชั้นต่ำกว่า แต่ถ้าท่านมองด้วยการที่ก้มหน้าลง มองมาจากข้างบน ท่านก็ตัดสินเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วทันที ชะตากรรมของร่างกฎหมายนี้ก็ จะขึ้นอยู่กับความเมตตาของท่าน ความปราณีของท่าน ไม่ก็ขึ้นอยู่กับความกลัวของท่าน ทั้งหลาย เพราะท่านทั้งหลายคือคนชั้นนำของสังคม แต่ถ้าท่านมองคนอื่น ๆ มองเพื่อนมนุษย์แบบที่เราต้องการเห็นในกฎหมายฉบับนี้ คือมองทุกคนในระดับสายตา มอง เพื่อนร่วมชาติในมุมระนาบขนานไปกับพื้นโลก ท่านจะเห็นว่ามนุษย์แท้จริงแล้ว ทุกคน เท่ากันครับ ด้วยมุมมองนี้ท่านจะเห็นว่าไม่มีใครสูงกว่าใคร ไม่มีใครต่ำไปกว่าใคร ไม่มีใครมีค่ามากหรือมีค่าน้อยไปกว่ากัน ไม่มีอาชีพไหนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มากหรือน้อยกว่ากัน ด้วยมุมมองนี้ เรื่องการแต่งงานเรื่องเพศสภาพ เรื่องกฎหมาย วัฒนธรรม ประเพณี จะกลายเป็นเพียงภาพเบลอ (Bluer) ที่ไม่ได้สำคัญอะไรเท่ากับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของ เพื่อนร่วมชาติ เมื่อใดที่ท่านมองคนอื่นในระดับสายตาเดียวกับที่พวกเรามอง ท่านจะตระหนักได้ทันทีว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อรองรับสิทธิของแอลจีบีทีคิว (LGBTQ) แต่กฎหมายฉบับนี้รองรับสิทธิให้กับคนทุกคนต่างหาก นี่คือกฎหมายเพื่อคนทุกคน ในประเทศ บอกว่าคนทุกคนจะมีอิสระที่จะเลือกชอบอะไรก็ได้ จะรักอะไรก็ได้ จะอยู่กับใคร ก็ต้องอยู่ได้ เพราะทุกคนเท่ากัน ซึ่งมันไม่มีทางเกิดขึ้นครับ ถ้าหัวใจของท่านยังไม่เกิด ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ซี่งอยู่ร่วมชาติร่วมสังคมเดียวกันนี้ ผมหวังว่าเพื่อนสมาชิกรวมถึง พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านจะสนับสนุนหลักการของกฎหมายฉบับนี้ หากติดประเด็นไหน ในข้อกฎหมายเราไปว่ากันในชั้นกรรมาธิการครับ แต่ความฝันที่จะเห็นสังคมที่เท่าเทียม เห็นคนที่เท่ากันคือหลักการที่ประเทศนี้เราจำเป็นต้องเริ่มได้แล้วครับ หวังว่าทุกท่านจะเข้าใจ ความสำคัญของประเด็นนี้แล้วก็เริ่มต้นประเทศที่คนเท่ากันกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขอบคุณ ท่านประธาน🔗
ต่อไปคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้อดไม่ได้ครับ ท่านประธานที่จะขอเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สภาในการอภิปรายสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดย ส.ส. ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แล้วก็อดไม่ได้ครับ ที่ในฐานะหัวหน้าพรรคจะพูดแทน ส.ส. ธัญญ์วาริน ผู้ที่ถูกตัดสิทธิไป เป็นคนที่คอยริเริ่มในการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ความเท่าเทียม ในการสมรสของพี่น้องประชาชน ก็ขอทำหน้าที่นั้นครับ ท่านธัญญ์วารินพูดกับผมอยู่เสมอว่า สิทธิในการสมรส สิทธิในการสร้างครอบครัวของทุกคนตั้งแต่เกิดไม่ควรมีกฎหมายใด มาปิดกั้นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของทุกคนได้ หลายครั้งหลายหนครับท่านประธาน ที่สภาแห่งนี้เป็นเหมือนกับสถานที่ที่พวกเรามาปรึกษาหารือกัน มีหน้าที่ที่จะต้องผ่าน กฎหมาย มีหน้าที่ที่จะสกัดกั้นกฎหมาย มีหน้าที่ที่จะยกเลิกกฎหมาย อันนั้นเป็นหน้าที่ของ ผู้แทนราษฎรอย่างผม แต่ก็มีหลายครั้งหลายหนที่สภาของเราทำหน้าที่เหมือนเป็นกระจก สะท้อนสังคม ว่าเราอยู่กันในประเทศแบบไหน เราอยู่กันในสังคมแบบไหนและเรามีวิธีคิด แบบไหน การที่ผมได้มามีส่วนร่วมในนาทีประวัติศาสตร์ของสภาในการอภิปรายครั้งนี้ เป็นการยืนยันครับ เป็นการส่งสัญญาณไปยังพี่น้องประชาชน เป็นการส่งสัญญาณไปยัง ประชาคมว่าสังคมไทยยังมีความเป็นไปได้ในความก้าวหน้า เป็นการยืนยันกับพี่น้อง ประชาชนครับว่า ความหลากหลายคือจุดแข็งของประเทศไทยและไม่ใช่จุดอ่อนของประเทศไทย เป็นการยืนยันกับพี่น้องประชาชนในประเทศนี้ที่หมดหวังครับ ว่าในความหลากหลายนั้น ยังมีความมีเอกภาพในความหลากหลายนั้น และเราเข้าใจครับว่าในความหลากหลายนั้น มันคือหายนะถ้ามันไม่มีความเท่าเทียมหรือมีการเลือกปฏิบัติ ความหลากหลายที่เราภูมิใจนัก ภูมิใจหนาจะกลายเป็นจุดอ่อนของประเทศทันที ถ้าความหลากหลายกับความเท่าเทียม ไม่มาอยู่คู่กัน มีการเลือกปฏิบัติแบบนั้น อันนี้คือสิ่งที่ผมภูมิใจในฐานะหัวหน้าพรรคที่เป็น คนที่นำเสนอร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ และนี่คือสิ่งที่เราได้ปักหมุดลงไปในสภาแห่งนี้แล้ว และเป็นสิ่งที่เราได้พูดกับพี่น้องประชาชนของเราแล้ว และเป็นสิ่งที่เราในฐานะรัฐสภาไทย ได้พูดต่อประชาคมโลกแล้วว่าประเทศไทยมีคุณค่าแบบไหน และเชื่อในวิธีแบบไหนเวลาที่ เหลือมีอยู่ไม่มาก ผมอยากจะใช้เวลานี้ในการสื่อสารกับพี่น้องประชาชนที่สู้ในเรื่อง ความเท่าเทียมทางเพศมาก่อนพวกผม ว่าสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว เรารู้สึกผิด และในฐานะ ผู้แทนเราขอโทษ ขอโทษกับคนหลายกลุ่มที่เป็นครอบครัวกันมา ๔๐-๕๐ ปี แต่ในนาทีที่ต้อง ชี้เป็นชี้ตายเขาไม่มีสิทธิที่จะสามารถบอกได้ว่าควรที่จะรักษาพยาบาลคู่ชีวิตของเขาหรือคนที่ เขาใช้ชีวิตมาด้วย ๔๐-๕๐ ปีได้อย่างไร เรากำลังขอโทษสำหรับครูที่มีความหลากหลาย ทางเพศ ที่มีเพศวิถีไม่เหมือนกับเพศที่ได้เกริ่นมา ที่ไม่สามารถเป็นครูได้เพราะว่ามีวิทยาลัย ครูบางวิทยาลัยไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ และไม่สามารถทำให้เขาเป็นครู ตามความฝันของเขาได้ เรากำลังขอโทษกับคนทำสื่อ กับคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ที่ไม่สามารถที่จะออกอากาศได้เพราะกรมประชาสัมพันธ์ไม่อนุญาตให้มีคอนเทนต์ (Content) แบบนี้อยู่ในประเทศไทย เรากำลังสื่อสารไปยังกับคนรุ่นผมวัย ๔๐ กว่า ๆ ที่กำลังต้องการที่จะสร้างชีวิต กำลังที่จะสร้างครอบครัว กำลังที่จะสร้างบ้าน ให้เขายังพอมี ความหวังอยู่ ว่าไม่ว่าเพศวิถีของเขาจะเป็นอย่างไร เขามีโอกาสสิทธิเท่าเทียมกับผู้แทนทุกคน ในนี้ ว่าสามารถที่จะหมั้นได้ มีสิทธิในการที่จะหมั้น มีสิทธิในการสมรส มีสิทธิในการที่จะกู้ซื้อ บ้าน มีสิทธิในการที่จะบริหารทรัพย์สินแทนกันและกันเมื่อไม่มีคนที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ได้ ที่จะตัดสินใจแทนได้ สำคัญมากที่สุดครับ ในการอภิปรายครั้งนี้คือผมนึกถึงเยาวชน รุ่นลูกผมเลย ๖ ขวบ รุ่นลูกรุ่นหลานอีกมากมายมหาศาลในประเทศไทยที่ยังพยายาม ทำความเข้าใจกับตัวเองอยู่ ว่าทำไมเสียงที่เขาบอกตัวเองในวัย ๖-๗ ขวบ ๘ ขวบ ๙ ขวบ ๑๐ ขวบ หรือจะเป็นเยาวชนแล้ว กับเสียงจากสังคมภายนอกกำลังพูดกับเขาอยู่ มันไม่เหมือนกัน และกำลังเจ็บปวดอยู่ในห้องเงียบ ๆ คนเดียว มันคือการส่งสัญญาณ ไปให้กับเยาวชนคนหนุ่มสาวและผู้ปกครองที่มีบทสนทนาที่แสนจะกระอักกระอ่วนใจ ในช่วงข้าวมื้อเย็น เรากำลังบอกเขาว่าสังคมนี้ยอมรับในความหลากหลาย ว่าเยาวชนรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา ไม่ได้ผิดปกติ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นสิ่งที่สภากำลังบอกว่าสังคมเรากำลังทำตามให้ทันสังคม เพราะว่าเราไม่ต้องการให้สภาเปลี่ยนแปลงอะไรประเทศนี้ครับ สังคมเขาเปลี่ยนไปแล้ว เรามี หน้าที่ตามสังคมให้ทันแค่นั้นเอง และเขาสามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้ สามารถที่จะมีความมั่นใจ ในวัยที่เขาอายุแค่ ๑๐ ขวบ ๑๒ ขวบ ที่มีแต่บทสนทนาที่กระอักกระอ่วนใจแม้แต่คนที่เป็น พ่อเป็นแม่ของเขาเอง แม้แต่เพื่อนฝูง สิ่งที่เขาจะต้องโดนตีตราโดยสังคม สิ่งที่เขาจะถูก ประณามถ้ากฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านจะเป็นสิ่งที่กฎหมายฉบับนี้ทำให้เรื่องเหล่านี้หลีกเลี่ยง ไม่ได้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา อันนี้ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญ มันคือกระจกสะท้อนที่เรา กำลังบอกเยาวชนคนรุ่นลูกรุ่นหลาน รวมถึงลูกสาวของผมด้วยว่าโทน (Tone) ในการที่เรา อภิปรายและการที่เราลงคะแนนครั้งนี้เป็นการบอกเขาว่าไม่มีอะไรที่ผิดปกติสำหรับเขา เขาสามารถมีชีวิต แล้วก็มีอนาคตได้เท่ากับคนทุกคน เพราะว่าคนทุกคนเท่ากัน และนี่คือสิ่ง ที่เราจะไม่เลือกปฏิบัติในสังคมแบบนี้ นี่ต่างหากคือสิ่งที่เรามีความจำเป็นที่จะต้องลงคะแนน แล้วก็สนับสนุนให้มี พ.ร.บ. แบบนี้เป็นการเซ็ตโทน (Set tone) ของสังคม🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมอยากจะให้ความหวังกับเยาวชนคนหนุ่มสาว เยาวชนคนรุ่นใหม่ว่า ด้วยความเห็นของกรมการปกครองต่อร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ การแก้ไขให้บุคคล ไม่ว่าจะต่างเพศหรือเพศเดียวกันสามารถทำการสมรสกันได้ ตามกฎหมาย เป็นการรับรองสิทธิในความผูกพันของคู่รักเพศเดียวกันให้เป็นคู่สมรส และการจัดการความสัมพันธ์ทางครอบครัว ครอบคลุมการจดทะเบียนสมรสและทะเบียนหย่า สิทธิหน้าที่ระหว่างคู่สมรส การจัดการทรัพย์สิน การรับบุตรบุญธรรมและมรดก มีความเหมาะสมสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ท่านไม่ได้อยู่คนเดียวครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ครับ🔗
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์🔗
แต่เมื่อกลับมามอง สิทธิและสวัสดิการที่กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศได้รับตามกฎหมายนั้นกลับสวนทาง กับภาพลักษณ์ที่เราสื่อออกไป หลาย ๆ คนอาจคิดว่าการผ่านกฎหมายฉบับนี้อาจเป็น ประโยชน์เพียงแค่คนที่มีความหลากหลายทางเพศได้สมรสกันเท่านั้น ไม่ได้สร้างประโยชน์ อะไรให้กับประเทศทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ ภาษีที่เก็บได้จากพวกเขาก็จะลดลง เนื่องจากสิทธิลดหย่อนจากคู่สมรส แต่ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงมายาคติและ เป็นอคติของผู้ที่ปิดกั้นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยมิได้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม ของชาตินั้นเป็นหลัก หากเราไม่มีอคติและศึกษาอย่างจริงจังก็จะเห็นได้ว่าความจริงแล้วไม่ได้ เป็นเช่นนั้น เพราะงบประมาณที่ภาครัฐจะต้องเสียไปกับสวัสดิการและภาษีที่จะเก็บได้ น้อยลง เป็นจำนวนที่น้อยนิดมากเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่พวกเขาจะสร้าง เพิ่มให้กับประเทศ เมื่อมีการเปิดรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศทางกฎหมาย ขออนุญาตถอยไปสไลด์ (Slide) หนึ่งครับ🔗
ท่านประธานครับ จากผลการวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการรวมกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ กับการพัฒนาเศรษฐกิจของเดอะ วิลเลียม ยูซีแอลเอ สคูล ออฟ ลอว์ (The Williams UCLA School of Law) ชี้ให้เห็นว่าประเทศที่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศได้รับการยอมรับ ทางกฎหมายตามที่ระบุไว้ทางด้านขวา เช่น การที่เพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรส กันได้หรือรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ มีแนวโน้มของจีดีพี (GDP) เฉลี่ยต่อหัวที่สูงกว่าประเทศ ที่ไม่ได้เปิดกว้างทางกฎหมาย และงานวิจัยยังบ่งบอกอีกว่าการเข้ามามีส่วนร่วมของ กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศจะทำให้จีดีพี (GDP) ต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ เมื่อเรามาเปรียบเทียบกับสิ่งที่บางคนกังวลว่ารัฐจะ สูญเสียรายได้จากการลดหย่อนภาษีหรือสวัสดิการของคู่สมรสของข้าราชการ แต่หากเรามอง ในเรื่องของการลงทุนในมนุษย์แล้ว เป็นกำไรของประเทศอย่างมหาศาลครับ🔗
ในประเด็นเรื่องภาษีหากอ้างอิงข้อมูลจำนวนคู่สมรสจากระบบสถิติ ทางการทะเบียน ปี ๒๕๖๓ มีจำนวนคู่สมรส ๒๗๑,๐๐๐ คู่ หรือ ๕๔๒,๐๐๐ คน คิดเป็น ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ของประชากรอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป ซึ่งเมื่อคิดเทียบสัดส่วนหากมี การสมรสของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศและหักลบกรณีที่สามารถลดหย่อนภาษี เงินได้เมื่อคู่สมรสไม่มีรายได้แล้ว ภาษีที่เก็บได้จะลดลงไปประมาณ ๑๔๗ ล้านบาท และในส่วนของสำหรับสวัสดิการการรักษาพยาบาลข้าราชการและพนักงานประจำ ของคู่สมรส จากข้อมูลของงบกลาง ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ปีงบประมาณ ๒๕๖๓ มีการเบิกจ่าย อยู่ที่ ๗๖,๐๒๓ ล้านบาท และหากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของคู่สมรสของกลุ่มคนที่มี ความหลากหลายทางเพศเท่ากับความน่าจะเป็นของคู่สมรสชายหญิง สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาลที่ต้องจ่ายเพิ่มอยู่ที่ ๔๑๒ ล้านบาท คิดเป็นเพียง ๐.๕๔ เปอร์เซ็นต์ ของรายจ่ายทั้งหมดเท่านั้น🔗
สไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย จีดีพี (GDP) เฉลี่ยต่อหัวของประเทศไทยที่ปี ๒๕๖๓ อยู่ที่ ๒๓๔,๘๐๕ บาทต่อคน และหากเราเปิดรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศทางด้านกฎหมาย โดยอ้างอิง ตามงานวิจัยก็จะทำให้จีดีพี (GDP) ของประเทศไทยเพิ่มขึ้น ๓ เปอร์เซ็นต์หรือคิดเป็น จำนวนเงินถึง ๕๖๐,๙๔๓ ล้านบาท และแน่นอนครับ ภาษีที่เก็บได้ก็จะมากขึ้นตามไป อย่างแน่นอน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสิ่งที่รัฐลงทุนเพียง ๕๕๙ ล้านบาท ประเทศไทย จะได้ประโยชน์จากตรงนี้อย่างน้อย ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทหรือเกือบพันเท่า เป็นการลงทุนในมนุษย์ที่ไม่เลวเลยใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ การต่อสู้ฝ่าฟันของพี่น้อง ประชาชนภาคประชาสังคมและองค์กรระหว่างประเทศในเรื่องนี้ที่มีมาอย่างยาวนาน หลายคนที่ออกมาเรียกร้องเชิงสัญลักษณ์อย่างสันติต้องถูกดำเนินคดี บางคนถูกจับขัง ด้วยความรุนแรง บางคนถูกยึดเครื่องมือทำมาหากิน ประชาชนพยายามผลักดันทุกทางแล้วครับ ทั้งบนถนน ทั้งบนโลกโซเชียล (Social) ทั้งยังยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นเหตุผล อะไรเลยในการที่จะปฏิเสธร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้กฎหมายไทย มีความก้าวหน้า การทำตามหลักสิทธิมนุษยชนหรือแม้กระทั่งการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ของประเทศไทย🔗
สุดท้ายนี้ครับ เสียงโหวตจากเพื่อนสมาชิกเท่านั้นที่จะแสดงให้เห็นว่า ท่านเห็นว่ากลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นมนุษย์เหมือนพวกท่านและท่านกำลัง จะคืนสิทธิความเป็นมนุษย์ให้กับพวกเขา ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเรียน ท่านสมาชิกเพื่อจะได้เตรียมตัวว่ามีผู้อภิปรายอีก ๖ ท่าน ดังต่อไปนี้ คุณซูการ์โน มะทา นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ นายวิรัตน์ วรศสิริน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รวมทั้งหมด ๖ ท่าน ขออนุญาต ที่ประชุมขอจบ ๖ ท่านนะครับ และจากนั้นจะขอมติที่ประชุม🔗
ท่านประธานครับ ผมได้ยื่นชื่อ หน้าบัลลังก์เป็นท่านที่ ๗ ท่านสุดท้าย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ครับ🔗
ก็เป็นคนที่ ๑๑ ในฝ่ายรัฐบาล คุณจุลพันธ์อีกคนก็รวมทั้งหมด ๗ ท่าน ขออนุญาตที่ประชุมว่าขอจบ ๗ ท่านนี้ เพื่อจะได้ลงมติต่อไปครับ ต่อไปท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดอ่างทอง เรากำลังพิจารณาเรื่องพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้เสนอโดยเพื่อนสมาชิก คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ จากพรรคก้าวไกล ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าผมเองในฐานะที่เป็นผู้แทนของ ปวงชนชาวไทย ในฐานะที่เราทำหน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชนผมดีใจครับ ดีใจที่อย่างน้อย ที่สุดสภาแห่งนี้เราได้พิจารณากฎหมายที่นำเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นผู้แทน ของประชาชนได้นำเอาความคิด เอาความต้องการของพี่น้องประชาชนมาเสนอผ่าน เป็นกฎหมายและมาพิจารณากันในสภาแห่งนี้ ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย สนับสนุนและผมเองหลังจากที่ได้ฟังเหตุผลต่าง ๆ แล้วก็คิดว่าเป็นเรื่องจริงครับ เป็นเรื่องจริงที่เราคงไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยครับว่า คนเรานั้นไม่สามารถที่จะเลือกเกิด เองได้ ตอนที่เราเกิดมาไม่มีใครแม้แต่คนเดียวบนโลกนี้หรอกครับที่เกิดมาพร้อมกับ ความสามารถที่จะกำหนดเพศของตัวเองในวันที่เราลืมตามาบนโลกนี้ได้ แต่ทุกคนเมื่อลืมตา เกิดมาบนโลกนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็นมนุษย์คือ เขาควรที่จะมีสิทธิ มีเสรีภาพในการเลือกเส้นทางเดินของชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าเขาจะเป็น แบบไหนก็แล้วแต่ การเขียนกฎหมาย เสนอกฎหมายฉบับนี้ผ่านให้สภาผู้แทนราษฎรนั้น จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะตอบโจทย์สิทธิเสรีภาพของคนในการที่จะเลือกเส้นทางเดินของชีวิต ของตัวเองผ่านการเลือกเพศสภาพของตัวเอง ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งรัฐบาลครับ ได้มี แนวความคิดที่จะเสนอ พ.ร.บ. ซึ่งเรียกว่า พ.ร.บ. คู่ชีวิต แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จากหลายฝ่าย จนทำให้รัฐบาลนั้นได้นำเอาเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นได้กลับไปทบทวน วันนี้ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีครับ ที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอแก้ไข พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือที่เราเรียกกันว่าสมรสเท่าเทียม สาระหลักสำคัญของ พ.ร.บ. ที่มีการแก้ไขฉบับนี้มีการแก้ไขในหลายมาตรา แต่สาระหลักสำคัญก็คือเป็นการแก้ไขข้อความ จากสามีภรรยาเป็นคู่สมรส ซึ่งนั่นหมายความว่าไม่ว่าคุณจะเป็นคู่สมรสแบบไหนก็แล้วแต่ เป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็แล้วแต่ สามารถที่จะหมั้น สามารถที่จะสมรสกันได้ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้รัฐบาล รัฐสภาเอง พวกเราในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำเป็นครับ ที่ต้อง พิจารณากันอย่างรอบคอบ และผมก็ต้องขอบคุณทางรัฐบาลครับ ที่ในวันนี้ท่านส่งผู้แทนใน คณะรัฐมนตรีมาและแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า ท่านมีเจตนาที่จะรับกฎหมายฉบับนี้ไป เพื่อที่จะไปศึกษา ไปเพิ่มเติม เพราะอะไรครับ ผมเองเห็นว่าในการแก้ไขมีหลายมาตราครับ และผมก็เชื่อว่ามันคงเกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่จะรับเอากฎหมายฉบับนี้เพื่อที่จะเอาไป ดำเนินการในการปฏิบัติใช้ ในการบังคับใช้กฎหมายต่อไปในอนาคต ก็คงจะมีหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องมากมาย ดังนั้นจึงไม่ขัดข้องหรอกครับ ถ้าหากว่ารัฐบาลมีเหตุผลและบอกว่าอยากจะรับกฎหมาย ฉบับนี้ไป เพื่อที่จะเอาไปทบทวน เอาไปพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะกลับมาแล้วก็มาเสนอ ต่อสภาแห่งนี้ภายในระยะเวลา ๖๐ วัน แต่ก็ต้องบอกกับท่านประธาน บอกกับท่านสมาชิก และที่สำคัญบอกกับพี่น้องประชาชนครับว่า วันนี้ในการนำเสนอ พ.ร.บ. ในการแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่เพื่อนสมาชิกเสนอนั้นเราไม่ได้เป็นการลงมติเพื่อที่จะบอกว่าเราจะรับหรือไม่รับ กฎหมายนี้ เรากำลังจะลงมติเพื่อที่จะบอกว่าจะให้รัฐบาลนั้นรับกฎหมายฉบับนี้เพื่อที่จะไป พิจารณาใช้ระยะเวลาอีก ๖๐ วัน เพื่อที่จะกลับมาสู่สภาแห่งนี้อีกหรือไม่ นี่คือสิ่งที่จะต้อง ยืนยันให้ชัดเจนถึงสิ่งที่พวกเรากำลังจะลงมติกัน ซึ่งผมเข้าใจครับ เข้าใจทั้ง ๒ ฝั่ง เข้าใจทั้งฝั่ง เพื่อนของสมาชิกที่ได้รอคอยกฎหมายฉบับนี้เป็นระยะเวลาอย่างยาวนาน และเข้าใจรัฐบาลที่ ต้องการที่จะเห็นกฎหมายที่ออกมามันรอบคอบ มันรัดกุม และมันสามารถที่จะตอบ เจตนารมณ์ในการเขียนกฎหมายแต่ละฉบับขึ้นมา และนำไปปฏิบัติใช้ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผมอยากจะมีข้อเสนอนิดเดียวครับ ฝากท่านประธานกราบเรียนไปยังรัฐบาล กฎหมายฉบับนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีครับ กฎหมายที่ดีแบบนี้รอคอยกว่าจะเข้าสภามาใช้ระยะเวลาหลายปีครับ รัฐบาลก็ทราบอยู่แล้วครับว่าในระเบียบวาระมี พ.ร.บ. ฉบับใดที่เสนอโดยเพื่อนสมาชิก ที่เสนอโดยประชาชนคนทั่วไป รัฐบาลควรที่จะทำการบ้านล่วงหน้าให้มากกว่านี้ครับ ถ้าหาก ว่าไม่ทำการบ้านล่วงหน้า เมื่อเพื่อนสมาชิกมาเสนอแล้วก็บอกว่ารัฐบาลจะเอาไปทำการบ้าน ใช้ระยะเวลาอีก ๖๐ วัน จึงเป็นสิ่งที่คิดได้ครับว่ารัฐบาลจะเอาไปเพื่อที่จะดึงเวลาต่อ กฎหมายใดฉบับหนึ่งหรือไม่ ถ้าหากว่ารัฐบาลทำการบ้านมากกว่านี้และทำงานเชิงรุกให้ มากกว่านี้ ผมคิดว่าระยะเวลาในการเสนอกฎหมายจากเพื่อนสมาชิก หรือจากพี่น้อง ประชาชนก็จะมีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลาของรัฐบาล ประหยัดเวลาของพี่น้องประชาชน มากกว่านี้🔗
ท้ายที่สุดครับท่านประธาน ผมไม่รบกวนเวลามาก ผมอยากจะบอกกับเพื่อน สมาชิกที่เสนอ ว่าผมเป็นคนหนึ่งที่วันนี้ผมก็คงจะลงมติว่า ให้รัฐบาลรับกฎหมายเพื่อที่จะไป พิจารณาให้รอบคอบและกลับมาเสนอสภา แต่เมื่อรัฐบาลกลับมาเสนอสภาแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง ผมคนหนึ่งนะครับที่เห็นด้วยและอยากจะเห็นการเขียนกฎหมายที่มันตอบรับกับสภาพ ความเป็นจริงของสังคมในทุกวันนี้ และอยากจะเห็นกฎหมายที่มันก้าวหน้า อยากเห็น กฎหมายที่มันตอบความต้องการของพี่น้องประชาชนได้จริง ๆ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณซูการ์โน มะทา จากนั้นก็เป็นนายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ และเป็นคุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ครับ ขอเชิญคุณซูการ์โนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ วันนี้ก็ต้องขออนุญาต อภิปรายร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ เป็นผู้เสนอ) ในเบื้องต้นผมก็ต้องพูดในนามของ พรรคประชาชาติ และเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม ที่ในพื้นที่ ๓ หวัดชายแดนภาคใต้ได้ไว้วางใจให้พรรคประชาชาติมาทำหน้าที่เป็นตัวแทน ปวงชนชาวไทย พี่น้องประชาชนคนไทยอีก ๑๐ ล้านคนที่นับถือศาสนาอิสลามที่อยู่ใน ประเทศไทย เบื้องต้นด้วยหลักการและเหตุผล ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาชาติ ไม่สามารถที่จะรับหลักการกฎหมายฉบับนี้ได้ เนื่องจากเรามาดูในหลักการของกฎหมาย ที่เขียนไว้ในข้อที่ ๑ ให้ชายและหญิง หรือบุคคล ๒ คน ซึ่งเป็นเพศเดียวกันสามารถหมั้น และสมรสกันได้ตามประมวลกฎหมาย และเป็นคู่หมั้นได้ นี่ข้อที่ ๑ ก็ขัดต่อหลักการศรัทธา และหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลาม ท่านประธานที่เคารพครับ บางครั้งการอภิปรายของผม อาจจะต้องใช้เวลา เนื่องจากว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จะสะท้อนให้ตัวแทนรัฐบาล ซึ่งจะมารับกฎหมายนี้ไปพิจารณาได้มีข้อมูลที่รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมพยายามศึกษา ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งมีทั้งหมด ๙๐ กว่ามาตรา สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมรู้สึกไม่สบายใจกับเพื่อนสมาชิกในซีกฝ่ายค้านด้วยกัน และเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เพราะในหลักการยึดมั่นในการทำงานของพรรคประชาชาติ เรายึดมั่น ในหลักของอัลกุรอานเป็นสำคัญ อะไรก็ตาม กฎหมายใดก็ตามที่ตราขึ้นมาแล้วขัดและแย้ง กับพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งได้มีการถือปฏิบัติมา ๑,๔๐๐ กว่าปี และไม่มีการแก้ไขนั้น เราไม่สามารถที่จะรับได้ในหลักการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อที่ ๗ ที่ให้คู่สมรสซึ่งเป็น เพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์สามารถละผู้เยาว์ได้ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่พวกเราต้องพูดและสะท้อนให้เห็นว่า ในหลักการเราบอกว่าในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย เราก็มีกฎหมายสูงสุด คือรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญก็มีเขียนชัดเจน ซึ่งฝ่ายที่สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ ก็ได้อ้าง มาตรา ๒๗ ผมในฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่น้องคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลามทั้งประเทศไทย ประมาณ ๑๐ กว่าล้านคน ขอยืนยันว่ามาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญ บุคคลย่อมมีเสรีภาพ บริบูรณ์ในการนับถือศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลัก ศาสนาของตนเอง ซึ่งมียาวกว่านี้ครับ ซึ่งในหลักการของศาสนาอิสลามนั้น คำว่า สามีภรรยา ก็คือผู้หญิงกับผู้ชาย ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานเขียนชัด ของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน แล้วก็มีบทลงโทษ ซึ่งผมก็ไม่อยากใช้สภาตรงนี้มานำเสนอ เพราะว่าเป็นตรรกะความเชื่อ เหมือนกับพวกเราที่อยู่ในประเทศไทย บอกว่าเราต้องมี ๓ อย่างด้วยกัน ๑. ชาติ ๒. ศาสนา ๓. พระมหากษัตริย์ ๓ ข้อนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องยึดมั่นและปฏิบัติ เพราะมันเป็นภาคองค์รวม ของประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า ในเรื่องของศาสนา สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๑ นั้นเขียนชัดเจนว่า สามารถประกอบพิธีกรรมตามหลักคำสอนของศาสนาตนเองได้ และการออกกฎหมายถ้าไปขัดและแย้งกับรัฐธรรมนูญนั้นก็ถือว่ากฎหมายนั้นใช้บังคับไม่ได้ นั่นคือหลักการของรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อมีการยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วไปขัดและแย้ง กับพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งอยู่ในหลักศรัทธา หลักศรัทธาของอิสลามมีอยู่ ๖ ประการ ด้วยกัน ๑. เราต้องศรัทธาในพระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เราจะต้องยำเกรง ต่อพระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เราต้องศรัทธาว่าพระองค์มีอำนาจในการบริหาร จัดการ กำหนดทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ และเราต้องศรัทธาในบรรดาศาสนทูต หมายถึง ผู้ที่นำศาสนามาสู่เรา เราต้องศรัทธาในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ที่ยึดมั่นสำหรับพี่น้องประชาชนคนไทย ฉะนั้นผมจึงจำเป็นที่จะต้องเป็นตัวแทนของพี่น้อง คนไทยที่นับถือศาสนาอิสลามที่ยึดมั่นในกาลีเมาะห์ อัชฮาดุอัลลา อิลาฮาอิล ลัลลอฮ วาอัชฮาดุ อันนามูฮัมมาดัรรอซูลุลลอฮ ว่าเราจะยึดมั่นในหลักคำสอนของพระองค์ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เราจะยึดมั่นต่อสู้ในแนวทางของพระองค์ เราจะไม่ยอม ให้กฎหมายใดที่ออกมาแล้วขัดกับพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้ อันนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่ผมจำเป็นจะต้องมาชี้แจงต่อเพื่อนสมาชิก🔗
ด้วยความเคารพที่ผมอยากนำเสนอต่อไปก็คือว่า ประเด็นปัญหาสำคัญ ที่อยากฝากไปทางพรรคก้าวไกล แล้วก็ผู้ที่นำเสนอกฎหมายฉบับนี้ ถ้าท่านมีบทเฉพาะกาล ซึ่งผมก็ได้คุยกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้นำศาสนา แล้วก็พี่น้อง ประชาชนที่เป็นนักวิชาการในพื้นที่ว่า ในกรณีที่ทุกคนพยายามที่จะให้กฎหมายนี้ออกมาได้ เราในฐานะเป็นคนส่วนน้อยเพียง ๑๐ ล้านคนของคนไทย ๖๐ กว่าล้านคน แต่เราคือ ประชากรมุสลิม ๑,๕๐๐ ล้านคนที่อยู่ทั่วโลก ที่จะต้องปฏิบัติในกฎหมายเดียวกัน คือพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน อยากให้ทางรัฐบาลได้ทบทวนกฎหมายนี้ว่า การไปทำลาย ศีลธรรมอันดี ประเพณีปฏิบัติที่พี่น้องประชาชนยึดถือปฏิบัติมานานนั้นจะเป็นการทำลาย ความรู้สึก ผมเกรงว่าน้ำผึ้งหยดเดียวอาจจะสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ ที่จะต้อง มาแก้ปัญหาที่ค่อนข้างจะรุนแรงมากขึ้น ก็อยากฝากทางท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีที่มารับ ในหลักการ ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชาติ ไม่สามารถที่จะรับหลักการ ของกฎหมายฉบับนี้ได้ ก็ขอเรียนผ่านท่านประธานถึงเพื่อนสมาชิกผู้เสนอกฎหมายด้วย ด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ผมขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่เรากำลังอภิปรายและขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุตรงนี้ขึ้น หรือที่เราเรียกกันว่า สมรสเท่าเทียม ภาษาอังกฤษว่า แมร์ริเอจ อีควอลิตี (Marriage Equality) ท่านประธานครับ คนเราเกิดมาก็มีโครโมโซม (Chromosome) ร่างกาย คือ ๒๒ ถ้าเป็นผู้ชายก็เอกซ์วาย (XY) ถ้าผู้หญิงก็ ๒๒ เอกซ์เอกซ์ (XX) นั่นคือการแสดงทางกายภาพ หรืออนาโทมี (Anatomy) แล้วก็มีโครโมโซม (Chromosome) ที่เราบอกถึงคือยีน (Gene) ส่วนสรีรวิทยา ก็คือเรื่องของ การดำเนินการของฮอร์โมน (Hormone) ของร่างกาย ของระบบต่าง ๆ ซึ่งประกอบขึ้นมา เป็นชายหญิงหรือเป็นเพศทางเลือก และหลังจากนั้นคงต้องดูที่จิตใจ ในเมื่อจิตใจเขามี ความที่ไม่สอดคล้องกับที่ในเพศสภาพที่เกิดขึ้น ก็เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นต้องเห็นใจ ดังนั้นวันนี้ ต้องเรียนว่าผมเองนี่เป็นแพทย์ ได้ศึกษา ได้เห็นกับเรื่องที่เราเห็นนี่อย่างที่ หลายคนคิดว่าน่าเป็นประโยชน์ที่เราได้เสนอกฎหมายฉบับนี้ ถามว่าถ้าเรามองไปดู ต่างประเทศ ประเทศแรก ที่เขาได้มีโอกาสให้การสมรสเท่าเทียมกัน เรียกว่าสามารถ ถูกกฎหมายได้ ซึ่งมีตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ก็คือเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ๒๕๔๖ สเปน อเมริกา แล้วก็ไต้หวัน ๓๐ ประเทศ กลับมาดูประเทศไทย ต้องนำเรียนว่าประเทศไทยเรารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ (๓) เรื่องของหมวดสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่ให้เกิดความเท่าเทียมกัน สิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน และเราก็มาดูในเรื่องของว่าทำอย่างไรในเมื่อมีพี่น้องของเราที่ เกิดขึ้นและมีความที่เรียกว่า แอลจีบีทีคิว (LGBTQ) คือเพศทางเลือกนี่เกิดขึ้น แล้วเขาอยู่ อย่างไร ที่เขาเกิดมีความรักอยู่ด้วยกัน แล้วจนถึงสุดท้ายนี่เขาอยู่นี้เขาอยู่ด้วยความภาคภูมิใจ หรืออยู่ด้วยความรู้สึกว่าเขาถูกลิดรอนสิทธิ ความเท่าเทียม ความเสมอภาค สิทธิมนุษยชน เขาได้เกิดขึ้นทำให้เขาอยู่แล้วมีความสุขไหม ครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกที่เป็นอย่างนี้ เขามีความภูมิใจไหม เขาเข้าใจไหม แล้วครอบครัวจะเกิดปัญหาต่าง ๆ แต่ถ้าเราสามารถ ทำให้กฎหมายฉบับนี้เท่าเทียมกัน โดยที่ให้ตั้งแต่เรื่องของสามารถหมั้น สมรส สมรสก็รับบุตรมา เรื่องของทรัพย์สิน เรื่องของการดูแล และเรื่องของโอนทรัพย์สินในเรื่องการทั้งหมด เป็นครบวงจร ก็สามารถจะทำให้เปลี่ยนจากคำว่า สามี ภรรยา มาเป็น คู่สมรส ผมคิดว่า ไม่ได้เปลี่ยนในเรื่องของในระบบของประเทศอะไรมากมาย เพียงแต่ทำให้เขาเห็นว่าเท่าเทียมกัน จากคำว่า สามี แยกเพศออกมาว่าเป็นคู่สมรส ซึ่งในเรื่องนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ไปแก้ ต้องนำ เรียนว่าทั้งหมดนี้พอมาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ปี ๒๕๓๕ มีทั้งหมด ๑,๗๕๕ มาตรา แต่ที่แก้จริง ๆ ประมาณ ๖๓ มาตรา บรรพ ๑ คือเรื่องของภูมิลำเนา บรรพ ๕ ครอบครัว ลักษณะการสมรส ตั้งแต่หมวดการหมั้น หมวดเรื่องของความสัมพันธ์ สามีภรรยา หมวด ๔ ทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา แล้วก็หมวด ๕ ความเป็นโมฆะ การสมรส การสิ้นสุดแห่งการสมรส ตลอดจนการการรับรองบุตร และการรับรองของการได้รับทรัพย์ สมบัติที่เกิดคู่สมรสเสียชีวิตไป เพราะฉะนั้นนั่นคือเป็นสิ่งที่ทำอย่างไรครับ ในเมื่อสิทธิ เสรีภาพที่เขาอยากได้ เราน่าจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ สำหรับคนที่รอคอยมา ซึ่งต้องเรียนว่าตอนนี้เราเริ่ม โดยเฉพาะวันนี้ เราไม่ได้เริ่มเฉพาะวันนี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ที่มีการ เรียกร้องกัน จริง ๆ เรียกร้องกันมานานแล้ว แต่ว่าต่างประเทศเขายอมรับ ของเราเอง นี่ผมคิดว่าต่อไปทุกคนก็คงต้องเดิน ๆ ไปตามอารยประเทศ นานาประเทศ ที่เป็น ความภาคภูมิใจด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้นี้ กฎหมายฉบับนี้น่าจะเป็นประโยชน์และสร้างความเท่าเทียม สร้างความรัก ความอบอุ่นในความครัว ในสถาบันครอบครัว และเขาก็มีสิทธิ ตอนนี้เขาถูก ลิดรอนสิทธิ อย่างน้อย ๔ สิทธิ คือสิทธิที่ถูกละเมิดประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันนี้ เรื่องของกฎหมายทั้งหมด สิทธิที่ ๒ ก็คือถูกละเมิดในเรื่องของประมวลกฎหมายที่มีเกี่ยวกับ คำว่า คู่สมรสจากชายหญิง และสิทธิในเรื่องของหน่วยราชการที่ถูกละเมิด สุดท้ายคือของ เอกชน แต่ทั้งสิ้นทั้งปวงนี้คือสิทธิทางด้านจิตใจ จิตใจที่เขาจะได้รับการดูแล เพื่อให้เราทุกคน นี้ให้เกียรติ ได้รับการยอมรับ มีตัวตนที่อยู่จริง แล้วก็ทำให้เขาเดินไปที่ไหนมีความเท่าเทียม กันแล้วก็เกิดการยอมรับ นี่คือสิ่งที่สุดยอดปรารถนา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในเรื่องของการ เสนอกฎหมายฉบับนี้ในเรื่องของความเสมอภาค สิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้ ทัดเทียมกันนี้จะเป็นประโยชน์ และผมก็สนับสนุนโดยเฉพาะดำเนินการทั้งหมดนี้ มันเป็นใน เรื่องของทางเทคนิค แต่ในเรื่องของถ้าเรายอมรับ เราช่วยกันดำเนินการแก้ไข สร้างความภูมิใจ ให้กับประเทศไทยนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ขอบคุณคณะท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า วันนี้น่าจะสร้างประวัติศาสตร์อีกหน้า หนึ่งที่ถือว่าทำให้เกิดความเท่าเทียมแล้วก็สำหรับผู้ที่เกิดเรียกว่าสมรสเท่าเทียมได้เกิด เขาจะ ได้ความดีใจ ภูมิใจครับ ต้องขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอใช้โอกาสนี้อภิปรายเพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านเรียกว่า กฎหมายสมรสเท่าเทียม ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมเชื่อว่า พวกเราทุกคนในสภาแห่งนี้เติบโตขึ้นมากับสังคมที่เราเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคม มาโดยตลอด ตั้งแต่เราเริ่มต้นเห็นว่าการที่มีความหลากหลายทางเพศนั้นเป็นเรื่องที่รับไม่ได้เลย ในสังคมนี้ จนกระทั่งเริ่มมีการรับรู้ มีการรับทราบ คุณหมอหลายท่านครับที่เป็นเพื่อนสมาชิก ที่พูดว่า โดยหลักชีววิทยา โครโมโซม (Chromosomes) ของผู้ชายก็จะเป็นเอกซ์วาย (XY) โครโมโซม (Chromosomes) ของเพศหญิงก็จะเป็นเอกซ์เอกซ์ (XX) เราเคยพูดเล่นกัน ตอนเป็นเด็ก ๆ ครับ ว่าแล้วคนที่มีโครโมโซม วายวาย (Chromosomes YY) ล่ะ เป็นแบบไหน ในปัจจุบัน เราเห็นเลยครับว่าโลกเปลี่ยนไปเยอะมากจริง ๆ ปัจจุบันนี้เราเห็นซีรีส์ (Series) หนัง เราเห็นภาพยนตร์ที่เขาเรียกว่าหนังวาย (Y) มีนิยายบางเรื่องที่เป็นนิยายที่ขายดีมากใน โลกในปัจจุบันนี้ ก็เป็นหนังในทำนองที่เป็นหนังวาย (Y) เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะถึงช่วงการ เลือกตั้งครับ ผมจำได้ว่า ๓ ปีที่แล้ว ทุกพรรคการเมืองมีการพูดคุยกันเรื่องนี้ ผมได้มีโอกาส ไปรับปากเพื่อน ๆ หลายคนครับ ที่เขามีความหลากหลายทางเพศ รับปากเขาว่าถ้ามีโอกาส เป็น ส.ส. เราก็จะเข้ามาช่วยผลักดันให้ วันนั้นสิ่งที่เขาเรียกร้อง สิ่งที่เขาอยากจะได้คือความ เท่าเทียมในการที่เขาจะมีชีวิตคู่กับคนที่เขารักอย่างไร สิทธิทางกฎหมายที่เขาจะได้รับการ คุ้มครองเป็นอย่างไร ผมเคยมีโอกาสพูดคุยประเด็นนี้กับพรรคภูมิใจไทยที่ผมสังกัดอยู่ว่า พรรคเราควรจะเสนอเรื่องความหลากหลายทางเพศนี้เป็นนโยบายหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับ ครับว่าในพรรคการเมืองนั้นเป็นสถานที่ที่รวบรวมความหลากหลาย ไม่เฉพาะความ หลากหลายทางเพศครับ แต่เป็นความหลากหลายทางศาสนาด้วย มีสมาชิกหลายท่าน ซึ่งวันนี้ท่านประธานก็ได้ฟังครับว่าเขาก็มีข้อจำกัดที่อาจจะเห็นด้วย แต่ด้วยข้อจำกัด ของทางศาสนาอาจจะทำให้เขารับไม่ได้ แต่ในพรรคภูมิใจไทยก็ยังเปิดโอกาสครับ เปิดโอกาสให้ แม้ว่าเราจะไม่ได้เสนอเป็นนโยบาย แต่เราก็เปิดให้ทุกคนแสดงความเห็นได้อย่างเสรี ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง วันนี้สังคมเดินทางมาไกลมากครับ วันนี้ท่านผู้ชมติดตาม การอภิปรายมาตลอดทั้งวัน ได้เห็นครับว่าแนวทางของสภาแห่งนี้ไปในทิศทางใด ผมเห็นด้วยกับท่านประธานที่ท่านประธานได้พูดตอนต้นว่า เรื่องนี้หาก ครม. จะรับไป พิจารณาตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๑๘ ก็ควรจะบอกตั้งแต่แรก คือไม่ต้องมาเสียเวลาสภา วันนี้สุดท้ายผลของการลงมติมันก็จะหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ ที่ประชาชนจะต้องกังขาว่า เป็นการที่รัฐบาลจะเตะถ่วงหรือไม่ วันนี้ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ใน ส.ส. ฝั่งรัฐบาลที่จะมาบอก กับเพื่อนฝ่ายค้านครับว่า มี ส.ส. ฝั่งรัฐบาลจำนวนมากที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่เมื่อ คณะรัฐมนตรีท่านขอใช้สิทธิของท่านเพื่อความละเอียดถี่ถ้วน เราก็จำเป็นที่จะต้อง ให้เกียรติท่าน ให้โอกาสท่าน ให้เวลาท่านไปใช้ความละเอียดถี่ถ้วนนั้นพิจารณาให้รอบคอบ รัดกุมที่สุด แต่อย่างไรก็ตามครับ เวลาของท่านมีเพียง ๖๐ วัน ท่านจะต้องกลับมารายงาน ที่สภา แล้วก็เรียนเช่นเดียวกันกับท่าน ส.ส.กรวีร์ที่พูดไปก่อนหน้านี้ครับว่า เมื่อท่านกลับมา ผมเป็นผู้หนึ่งครับ และผมก็เชื่อว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝั่งรัฐบาลอีกจำนวนมากที่พร้อม จะสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้นั้นวันนี้หลายคนมาพูด ถึงความเท่าเทียม ผมอาจจะไม่ได้พูดกล่าวไปถึงขนาดที่ว่ากฎหมายฉบับนี้จะบ่งบอกถึง ความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์หรือไม่ เพราะในปัจจุบันนี้สังคมไทยรับความหลากหลาย ทางเพศได้มากแล้ว เราเห็นว่าผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศนั่นละที่เป็นผู้ที่มีความสามารถ มากกว่าเราเองด้วยซ้ำในบางประเด็นในบางประการ แต่วันนี้มันเป็นความล้าหลัง ของกฎหมายครับ เป็นความล้าหลังของกฎหมายที่เขียนมานานแล้ว แล้วความล้าหลังนั้น มันเปลี่ยนไม่ทันโลก ก้าวไม่ทันโลก มันจึงทำให้คนกลุ่มหนึ่งเขามีความรู้สึกว่าเขาถูกกดขี่ เขาถูกกดทับ และสภาผู้แทนราษฎรของเราแห่งนี้ละครับ ที่จะเป็นผู้ปลดปล่อยพันธนาการนั้น ดังนั้นจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีว่า ใช้เวลาของท่านและเมื่อกลับมาพวกผม ยังยืนยันว่าจะรับร่างนี้นะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย จะขอร่วมอภิปราย ในร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือที่เราเรียกกันว่า พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมที่นำเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคฝ่ายค้านเรา ผมเองต้องเรียนด้วยความเคารพครับ ฟังอภิปรายมา ๑๐ กว่าท่าน ผมต้องท้วงติงกระบวนการดำเนินการของสภาผู้แทนราษฎรต่อท่านประธาน เพราะท่านประธานปล่อยให้มีการดำเนินการที่ค่อนข้างจะขัดต่อข้อบังคับ เมื่อคณะรัฐมนตรีได้เสนอญัตติต่อสภาแล้วว่าจะขอส่งเรื่องไปยัง ครม. กระบวนการในสภา เราต้องถกกันว่าจะส่งหรือไม่ส่ง ไม่ใช่ว่าจะอภิปรายเรื่องของการรับหรือไม่รับ ทำให้ผม ค่อนข้างสับสน ผมถึงได้เรียนท่านประธานในช่วงต้นว่าถ้าจะส่งหรือไม่ส่งผมถอนก่อนนะครับ และถ้าส่งไปแล้วผมจะกลับมาอภิปรายในครั้งหน้า หรือถ้าไม่ส่งผมก็จะขออภิปรายเลย นี่สิ่งที่ผมได้พยายามชี้แจงต่อท่านประธาน แต่ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินการมาถึงขั้นนี้แล้วผมก็จะขออภิปราย พยายามจะสรุปภาพรวมให้ท่านประธานเห็น🔗
ประเด็นแรก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการพูดคุยกันมานานนับสิบปี สมัยที่ผม อยู่ในการเมืองสมัยแรก ๆ ปีนั้นปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ก็มีความพยายามจากรัฐบาลของไทยรัก ไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้น ท่านปุระชัย ถ้าจำกันได้ ก็มีความ พยายามที่จะผลักดันเสนอแนวคิดการจดทะเบียนสมรสระหว่างเพศเดียวกันเข้ามาสู่สภา ผู้แทนราษฎร แต่ท่านประธานเชื่อหรือไม่ครับ ระยะเวลา ๑๐ กว่าปีที่แล้วในสังคมนี้ไม่ค่อย เป็นที่ยอมรับเท่าไร รวมถึงแม้แต่จากฟากฝั่งของพี่น้องประชาชนที่เป็นเพศทางเลือกก็มีเสียง คัดค้านออกมาจากกลุ่มของเขาเองอย่างไม่น่าเชื่อ ต่อมาประมาณปี ๒๕๕๕ ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีภาคประชาชนเข้ามา ประสาน มาขอผลักดันในเรื่องของ พ.ร.บ. คู่ชีวิต ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ได้สั่งการ ไปยังกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้ต้นร่างของ พ.ร.บ. คู่ชีวิตขึ้นมา ในขณะนั้นก็มีเสียง คัดค้านบ้าง แต่จนกระทั่งมาถึงวันนี้ตัว พ.ร.บ. คู่ชีวิตมันไม่ตอบโจทย์กับพี่น้องประชาชนที่ใน กลุ่มของความหลากหลายทางเพศอีกต่อไป ซึ่งวันนี้ก็เลยมีญัตติจากเพื่อนสมาชิกซึ่งแสดง ความยินดีด้วย ในที่สุดญัตติของท่านก็ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เป็นญัตติ เรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนพรรคเพื่อไทย มติพรรค เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะว่าการสมรสเท่าเทียมเป็นการคืนสิทธิขั้นพื้นฐานให้กับ พี่น้องในกลุ่มของความหลากหลายทางเพศเหล่านี้ เขาโดนกดขี่เขาโดนละเลยมาเป็นระยะ เวลานาน วันนี้เราจะคืนสิทธิให้ท่านในเรื่องของการสมรสเท่าเทียม แต่ในมุมของพรรคเพื่อไทย นั้นเรื่องนี้เป็นเพียงแค่ก้าวแรกครับ เป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของท่าน ของพี่น้องประชาชนและ ของประเทศไทยเราที่จะก้าวทันกับความเป็นสากลโลก เรามองว่านี่คือก้าวแรก ก้าวต่อไปมัน มีสิทธิขั้นพื้นฐานอื่น ๆ ที่เรามีความจำเป็นจะต้องมอบคืนให้กับเขาเหล่านั้น ถ้าให้ยกตัวอย่าง เป็นต้นว่า เรื่องของสิทธิในการรักษา วันนี้สิทธิของการรักษาตามบัตรทอง ตามเรื่องของ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หรือที่เรียกว่า ประกันสุขภาพถ้วนหน้า ยังไม่ครอบคลุมในเรื่องของพี่น้องที่ มีความหลากหลายทางเพศ ทางกระทรวงสาธารณสุขยังมองว่าการที่จะเป็นบุคคลที่เป็น แอลจีบีทีคิวพลัส (LBGTQ+) ยังเป็นออปชัน (Option) ยังเป็นทางเลือกอยู่ ทั้งที่จริง ๆ สำหรับพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้มันไม่ใช่ตัวเลือก แต่มันเป็นสิ่งที่เขาเกิดมากับมัน เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองว่ามันไม่ใช่ตัวเลือกของเขาอีกต่อไป กระบวนการในการที่จะเข้าไปดูแลเขา เช่น เรื่องของการรักษาพยาบาล เราต้องมีการอุดหนุนจุนเจือไปช่วยเหลือเขา คนเหล่านี้ถ้าเกิดว่า เขาต้องการที่จะต้องมีความจำเป็นที่จะต้องรับยาหรือปรึกษาทางการแพทย์ต่าง ๆ เช่นยาฮอร์โมน (Hormone) ค่าใช้จ่ายต่อเดือนเดือนละหลายพันบาท สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เราควรจะต้องมีกลไกของรัฐผ่านทางกระบวนการงบประมาณ ผ่านเข้าไปยังเรื่องของ สวัสดิการในเรื่องการรักษาพยาบาลเพื่อเข้าไปช่วยเหลือเขา ผ่อนเบาภาระของเขาในอนาคต อันนี้ก็เป็นก้าวต่อไปที่ผมมองว่าในอนาคตอันใกล้นี้ผมว่าเราคงได้เห็น เพราะประเทศไทย ในวันนี้สังคมเราก้าวเข้าไปสู่ความเป็นสากลในเรื่องของความหลากหลายทางเพศแล้ว ท่านประธานครับ แต่เรื่องของญัตติที่ผมได้เรียนต่อท่านประธานในช่วงต้น หลังจาก เพื่อนสมาชิกได้เข้าสู่ญัตติ ท่านรัฐมนตรีได้มาขอส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีไปพิจารณา ๖๐ วัน ผมเรียนด้วยความเคารพว่าในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้นมติในส่วนนี้เราไม่เห็นชอบให้ส่งให้ คณะรัฐมนตรี ๖๐ วันครับ วันนี้ทั้งวันในช่วง ๒-๓ อาทิตย์ที่ผ่านมา เราเจอแล้ว เรื่องของการส่งเรื่องไปให้ ครม. ๖๐ วัน ไม่มีเหตุและผลใด ๆ ทั้งที่กฎหมายเหล่านี้เข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎร บรรจุในญัตติมา ๒ ปีครึ่ง และจะบอกว่าเพื่อนสมาชิกยังไม่ได้อ่านหรือ มันไม่ใช่ จะบอกว่าคณะรัฐมนตรียังไม่มีความพร้อม เรื่องมันคาอยู่นานแล้วท่านไม่ติดตาม ไม่สืบถาม เป็นไปไม่ได้ ผมรู้ดีเรื่องเหล่านี้กระบวนการผมเองก็เคยเป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ก็เคยเป็นรัฐบาล เรื่องเหล่านี้เข้าสู่วิป (Whip) ของรัฐบาล มีหน่วยงานราชการมาชี้แจง ทุกหน่วยงานตั้งแต่กฤษฎีกา ตั้งแต่มหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข เข้ามาหมดครับ ทุกคนมาให้คำชี้แจงต่อตัวกฎหมายที่จะเข้าสู่การพิจารณา ผมรู้ครับว่าท่านมี ความคิดแล้วว่าท่านจะเอาหรือไม่เอา ท่านจะปัดตกใช่ไหม แต่สุดท้ายท่านก็อ้าง เอากลไกของ ครม. มาขอเรื่องไปเก็บไว้ ๖๐ วัน เก็บไว้ ๖๐ วัน ตอนนี้กว่าจะกลับมาเมื่อไร ๖๐ วัน ไม่ใช่ ๒ เดือน พอ ๖๐ วัน เราเข้าสู่การปิดสมัยประชุมสภา อีก ๒-๓ เดือนเปิดสมัย ประชุมอีกครั้งหนึ่ง ต้องมาต่อคิวรอ เข้าคิวว่าจะเข้ามาพิจารณาเมื่อไร จะมีกฎหมายที่ คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จเข้ามาแทรกหน้าอีกกี่ฉบับไม่รู้ สุดท้ายกว่าจะเข้ามาได้ จริง ๆ ๔ เดือน และถ้า ๔ เดือนนั้นสุดท้าย ครม. มีมติว่าจะปัดตก จะไม่เอา ก็จะมีหน่วยงาน ราชการมานั่งอยู่ที่หน้าบัลลังก์มาช่วยชี้แจงให้กับ ครม. มันจะกลายเป็นเรื่องระหว่างสภา กับหน่วยงานราชการไปทันที และที่สำคัญถ้าสมัยประชุมหน้ามาปัดตก พ.ร.บ. ลักษณะเดียวกัน เรื่องของความหลากหลาย ทางเพศ เรื่องของการสมรสเท่าเทียมจะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ทั้งสมัยประชุม หมายความว่าต้องรออีกจนสิ้นปีครับ พฤศจิกายนกว่าจะเสนอได้อีกครั้ง เสนออีกครั้งหนึ่ง ไปต่อคิวที่ ๑๐๐ กว่า ๆ ของ พ.ร.บ. ที่อยู่ในลิสต์ (List) ในรายการของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมด แล้วเมื่อไรละครับที่มันจะเกิดขึ้นได้จริง ถ้าท่านมีความจริงใจวันนี้ ครม. ไม่ต้องเอา ไป ๖๐ วัน ลงมติกันเลยครับ ฟังดูกระแสเสียงเห็นด้วยกันหมด ก็ลงมติกันเลย ตั้งกรรมาธิการให้มันออกมาเป็นกฎหมายจริง ๆ ถ้าท่านจะไม่เอาปัดตกวันนี้ครับ สมัยประชุม หน้าเดือนพฤษภาคมเดี๋ยวพวกผมจะได้เสนอกันใหม่อีก ๑ ฉบับ เพื่อให้การแก้ไขปัญหา มันเป็นไปได้จริง วันนี้ยืนยันครับ พวกผมไม่เห็นด้วยให้ท่านส่งไปยัง ครม. แต่พรรคเพื่อไทย ยืนยันในมติว่า เราเห็นชอบกับ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ก่อนที่คุณองอาจจะพูด เป็นท่านสุดท้าย ผมขออนุญาตที่จะเรียนที่ประชุม ข้อเสนอของคุณจุลพันธ์จะเป็นประโยชน์ ผมเห็นด้วยนะครับ ว่าโดยปกติแล้วเมื่อคณะรัฐมนตรีเสนอขอรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการ ก็จะไม่มีการอภิปรายกันมาก แล้วก็ลงมติว่าจะเห็นชอบให้รัฐมนตรีรับไปพิจารณาก่อนรับ หลักการหรือไม่ แต่ว่าที่เราทำมา ๒ วันนี้ ความจริงเมื่อวานนี้ผมจำได้ว่า ท่านประธานสุชาติ ได้เสนอว่า เมื่อเปิดโอกาสให้อภิปรายกันมากอย่างนี้แล้วควรจะได้ลงมติว่ารับหรือไม่ ซึ่งเป็น ข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นข้อคิดเห็นที่ท่านจุลพันธ์บอกก็เป็นประโยชน์กับรัฐบาล ว่า รัฐบาลอาจจะหวังดี ไม่อยากให้ตัดสินทันทีว่ากฎหมายตกไป ก็เปิดโอกาสให้รับไป พิจารณาก่อน แต่เมื่อฝ่ายเสนอก็มีความคิดว่าเป็นการถ่วง ผมคิดว่าเรื่องนี้ฝ่ายรัฐบาลอาจ ต้องรับไปทบทวนว่า ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่เราเสนอ กฎหมายของรัฐบาลไม่มีค้าง คง มีเฉพาะพวกเราที่ค้างอยู่ ซึ่งเราก็เคยปรารภเรื่องนี้ในที่ประชุมร่วมกันว่า กฎหมายของฝ่าย สมาชิกไม่ได้เข้าสภาเลย แต่บัดนี้กฎหมายของเราที่เป็นสมาชิกได้เข้าสภามากพอสมควร ถ้าเทียบในสมัยอดีตก็ยากที่จะมาถึงขั้นนี้ และผมก็สนับสนุนว่าถ้าเราคิดเหมือนเมื่อเช้า คือพยายามที่จะร่วมมือกันแล้วก็ทำให้เรื่องผ่านไปโดยเร็ว ผมได้คุยกับผู้นำแต่ละพรรคว่าใน สมัยก่อนนี้เรากำหนดเป็นโควตาว่าพรรคเพื่อไทยมีจำนวนสมาชิกมาก สัดส่วนการอภิปราย ก็ได้มาก พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกน้อยสัดส่วนก็ได้น้อย อันนี้ก็เป็นความยุติธรรม แล้วก็ทำ ให้เราสามารถพิจารณาญัตติและกฎหมายใด ๆ ผ่านไปได้โดยเร็ว แต่ว่าถ้าทุกคนพูดหมด จะมีปัญหาว่าเรื่องมันก็จะช้า กฎหมายที่เราค้างอยู่ประมาณ ๓๓ ฉบับ ก็จะไปไม่ถึง ความ จริงขณะนี้ถือว่าเร็วครับ ถ้าเทียบกับสมัยก่อน แต่ว่าอยากสนับสนุนแนวคิดของคุณจุลพันธ์ ว่าในโอกาสต่อไปถ้ารัฐบาลขอรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการเราก็ไม่ควรที่จะอภิปราย กันมาก เพียงแต่ว่าเราอภิปรายว่าไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยในประเด็นนั้นครับ ต่อไป ก็ขอท่านสุดท้าย คือท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า ร่างพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม ท่านประธานครับ ผมพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ บนพื้นฐานของจิตสำนึก สามัญสำนึกและสำนึกของความเป็นคนที่ควรมองคนเป็นคน เช่นเดียวกัน โดยไม่ต้องไปมองรัฐธรรมนูญว่าจะบัญญัติเรื่องเหล่านี้ไว้ว่าอย่างไร โดยไม่ต้อง ไปมองกฎหมายว่าจะพูดถึงเรื่องที่เรากำลังพิจารณากันนี้อย่างไร เพราะผมเชื่อว่าถ้าเราไม่มีจิตสำนึกหรือสามัญสำนึกที่จะมองคนเป็นคนที่เหมือนกัน เท่าเทียมกันแล้ว เราคงไม่สามารถที่จะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ได้ ท่านประธานครับ วันที่คน ๆ หนึ่งคลอดออกมาเป็นทารกจากครรภ์มารดา ผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนนั้น มีความพึงพอใจ มีความรัก มีความปรารถนาดีต่อบุตรของตนทั้งสิ้น ไม่ว่าผู้ที่คลอดออกมานั้น จะมีเพศสภาพอย่างไรก็ตาม และวันหนึ่งเมื่อเขาได้เติบโตขึ้นไปบนสภาพของสังคม ของการเรียนรู้ ของการเลี้ยงดูทะนุถนอมของคุณพ่อคุณแม่ แน่นอนที่สุดครับ คนเป็นพ่อแม่นั้น ก็ย่อมหวังให้ลูกเติบโตไปในทิศทางที่ดี เติบโตไปในสังคมที่ดี และเติบโตไปเป็นบุคลากรที่ดี ของสังคม ถึงแม้วันหนึ่งเส้นทางการเติบโตของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ในชีวิตนั้นพ่อแม่ก็ยังมีความรัก มีความปรารถนาดีต่อลูก เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ ผมคิดว่าเราจึงจะต้องพิจารณาบนพื้นฐานของการมองคนเป็นคน แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านประธานก็คงทราบดีว่า ในสังคมของเรานั้นเรามีปัญหาเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรามีปัญหา เรื่องสิทธิมนุษยชน เรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำกันในสังคม เรามีปัญหาเรื่องไม่ความเท่า เทียมกันในสังคม และมีปัญหาอีกมากมายหลายปัญหาในลักษณะนี้ จึงทำให้ร่างกฎหมายใน ลักษณะนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในบ้านเมืองของเรา แต่มาวันนี้วันที่โลกเปลี่ยนแปลงไป พอสมควร วันที่ความเข้าใจของผู้คนมีมากขึ้น วันที่ผู้คนในสังคมนั้นเริ่มยอมรับและรับรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใครก็ตามมีหน้าที่บริหารจัดการ หรือมีส่วนในการรับผิดชอบประเทศนี้จะต้องพึงตระหนักตามไปด้วย เพราะในสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นถ้าผู้บริหาร ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในการบริหารจัดการประเทศและสังคม ไม่เปลี่ยนแปลงตามไป แน่นอนที่สุดครับ สังคมก็จะเพิ่มปัญหามากขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งผมเชื่อว่า พวกเราทั้งในห้องประชุมนี้และนอกห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เราคงไม่อยากเห็น สิ่งที่จะมาก่อให้เกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ วันนี้ผมจึงมีความเห็น สั้น ๆ ต่อท่านประธานและต่อพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังคม รวมทั้งผู้คนในสังคมว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไรก็ตามครับ แต่คุณคือคนที่ควรใช้ชีวิตเช่นคน ๆ หนึ่งพึงใช้ชีวิต เหมือนคน เพราะฉะนั้นถ้ามีกฎหมาย มีข้อบังคับหรือมีกฎเกณฑ์กติกาใด ๆ ในสังคม ที่มากีดกัน มาเป็นอุปสรรค มาเป็นปัญหาที่จะทำให้คน ๆ หนึ่งในสังคม ไม่ว่าเขาจะเป็น เพศอะไรก็ตาม เขาไม่สามารถที่จะคงสภาพความเป็นคน ผมคิดว่าเราจะต้องช่วยกันปรับปรุง ช่วยกันแก้ไข ช่วยกันเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นครับท่านประธาน แต่เรากำลังช่วยกันปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้สังคมของเราทั้งสังคมสามารถ เดินหน้าไปได้ สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความรัก ความเข้าใจ ความผูกพัน เหมือนที่พวกเรา ทุก ๆ คนถือกำเนิดเกิดมาบนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ไม่ว่ากฎหมายฉบับนี้ เส้นทางการเดินของมันจะไปอย่างไรก็ตาม แต่ผมคิดว่าวันนี้คือจุดเริ่มต้น ของการเห็น การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งในสังคมไทย และผมเชื่อมั่นว่าพวกเราจะมีส่วนร่วมช่วยกัน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นเพศใดก็ตาม เพื่อเขาจะสามารถดำรงอยู่ ในสังคมนี้ด้วยความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน และมองคนเสมือนหนึ่งเป็นคนเช่นเดียวกันครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป เราจะขอมติว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีขอรับร่างพระราชบัญญัตินี้ไปพิจารณาก่อนรับหลักการ เราจะเห็นด้วยหรือไม่ ขอเชิญสมาชิกเข้ามาครับ🔗
ท่านประธานครับ ไม่ให้เจ้าของร่าง สรุปก่อนหรือครับ ท่านประธาน🔗
ยังไม่ได้เรื่องรับหลักการ เป็นเรื่องของการขอรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการเท่านั้นเองครับ ขอเชิญครับ สมาชิก เข้ามาแล้วกรุณาแสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ คือสืบเนื่องจากเมื่อสักครู่นี้เราได้มีการขอมติว่า จะส่งให้กับรัฐบาลพิจารณา ๖๐ วันเหมือนกันกับกรณีนี้ และกรณีก่อนหน้านี้ก็มีการให้ ผู้เสนอญัตติอภิปรายสรุปก่อน ผมไม่ทราบว่าถ้าเกิดว่าวันนี้เรามีมติ สมมุติว่าให้รัฐบาล พิจารณา ๖๐ วัน กลับมาอีกครั้งหนึ่งท่านผู้เสนอญัตติจะสามารถอภิปรายได้ต่อไหมครับ🔗
มีสิทธิครับ🔗
มีสิทธิ ตรงนี้ไปแตกต่างจากกรณี ของ ๒ อันที่ผ่านมาวันนี้🔗
กรณีนี้เป็นกรณีที่ยังไม่ได้ มีการพิจารณาว่ารับหลักการหรือไม่ครับ🔗
โอเค (OK) นี่เป็นหลักการยืนยัน บันทึกไว้ท่านประธาน🔗
สมมุติว่ารัฐบาลรับไป พิจารณาแล้วส่งคืนมา ก็เหมือนที่เราปฏิบัติวันนี้ครับ ก็คือผู้เสนอมีสิทธิเสนอใหม่ครับ แล้วก็อภิปรายได้ สมาชิกกรุณากดบัตรแสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ครับ ท่านประธานช่วยเจ้าหน้าที่ช่วยล้างระบบหน่อยครับ รู้สึกมีความขัดข้องครับ บาง สมาชิกเสียบบัตรลงไปแล้วกดไม่ได้ครับท่านประธาน🔗
เชิญเจ้าหน้าที่ สมาชิก กรุณากดบัตรแสดงตนใหม่ ขอใหม่ครับ รบกวนท่านสมาชิกอีกครั้งตามที่เสนอ กดบัตรใหม่ กดบัตรแสดงตนครับ🔗
พร้อมนะครับ ปิดการ แสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๓๒๖ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปจะขอถามมติ ที่ประชุมว่า จะอนุมัติให้คณะรัฐมนตรีรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ ผู้ใดเห็นควร อนุมัติกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรอนุมัติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมแล้วนะครับ ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๕๐ คน เห็นด้วย ๒๑๙ คน ไม่เห็นด้วย ๑๑๘ คน งดออกเสียง ๑๒ ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ มติที่ประชุมเห็นด้วย อนุมัติให้คณะรัฐมนตรี รับไปพิจารณาก่อนรับหลักการครับ🔗
ก็จบการพิจารณาในวาระ ๕.๔🔗
ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ บุญเรือง ๒๑๔ ไม่เห็นด้วย บัตรมีปัญหาครับ🔗
บันทึกไว้ให้ครับ ท่านสมาชิกครับ ผมได้ทราบจากผู้ควบคุมเสียง ๒ ฝ่ายว่า วันนี้ขอเพียงเท่านี้นะครับ ก็จบ การพิจารณาในวาระที่ ๕.๔ ครับ ลำดับต่อไปก็ให้ว่าวันต่อไป ขอปิดประชุมครับ สวัสดีครับ🔗