รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
-------------------
ที่ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนเข้าระเบียบวาระการประชุม จะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ วันนี้อนุญาตให้ผู้ที่ปรึกษาฝ่ายละ ๑๖ ท่านนะครับ ขอเชิญท่านแรก คุณชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ขอนำความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จำนวน ๒ เรื่องเพื่อแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแก้ไขตามอำนาจหน้าที่ดังนี้🔗
๑. ราษฎรบ้านโชคอำนวย หมู่ ๑๑ ตำบลวังตามัว อำเภอเมือง จังหวัด นครพนม จำนวน ๑๘ ครัวเรือน นำโดยนางเลียน เรืองลัดดา นายกร ชัยมงกุล ร้องเรียน ขอมีไฟฟ้าครัวเรือน โดยขอให้ กฟภ. ขยายเขตให้ด้วย ปัจจุบันต้องต่อพ่วงเกรงจะเกิดปัญหา ไฟฟ้าลัดวงจร เรื่องนี้กระผมได้นำมาร้องเป็นครั้งที่ ๒ แล้ว จึงขอความอนุเคราะห์ กฟภ. เดินงานอย่างเชิงรุกด้วย🔗
๒. นายวินิต มหาวงศ์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๖ ตำบลวังตามัว อำเภอเมือง จังหวัด นครพนม ร้องเรียนว่าเกษตรกรลูกบ้าน ๒๔ ราย ถูกพนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดนครพนม ฉ้อโกง เงินกู้ของเกษตรกร รวมแล้วเสียหายกว่า ๒ ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. ได้ใช้ตำแหน่ง หน้าที่หลอกล่อให้ประชาชนหลงเชื่อในโครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้จนเสียหายดังกล่าว แม้ปัจจุบันเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวจะถูกไล่ออก แต่เกษตรกรซึ่งยากจนอยู่แล้ว กลับต้อง เป็นหนี้และถูกปฏิเสธการเยียวยาจาก ธ.ก.ส. เรื่องนี้กระผมได้เคยนำมาหารือในสภาแล้ว ครั้งหนึ่งเช่นกัน หลังหารือมีเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. ลงไปเกลี้ยกล่อมให้เกษตรกรยอมรับสภาพหนี้ โดยอ้างว่าอาจจะต้องถูกดำเนินคดีด้วย ฐานรู้เห็นเป็นใจกับเจ้าหน้าที่ในการทำธุรกรรม อันเป็นการทุจริต โดยหากยอมเซ็นหนังสือยอมรับจะลดหนี้ลงให้กึ่งหนึ่ง และจะไม่ดำเนินคดีใด ๆ แต่ชาวบ้านยืนยันที่จะต่อสู้และไม่ยินยอมเซ็นหนังสือยินยอมใด ๆ เนื่องจาก การทำธุรกรรมต่าง ๆ ทำในบริเวณที่ทำการของธนาคาร ธ.ก.ส. และการกระทำโดย เจ้าหน้าที่ของธนาคาร ซึ่งเป็นผู้นำเสนอรูปแบบในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกร จึงหลงเชื่อโดยสนิทใจ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณสุชาติ อุสาหะ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุชาติ อุสาหะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ จากเหตุการณ์ เกิดฝนตกหนักในช่วงวันที่ ๘-๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ จากอิทธิพลของมรสุมตะวันออก เฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักมากในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเพชรบุรี ปริมาณ ๑๐๐-๑๘๐ มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในเขตพื้นที่ลุ่มต่ำ และเกิดความเสียหาย ตั้งแต่อำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอเขาย้อย อำเภอแก่งกระจาน อำเภอบ้านลาด อำเภอเมือง และอำเภอบ้านแหลม ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอไปแล้วนั้น ขอภาพน้ำท่วมด้วยครับ🔗
กระผมขอนำเรียนไปยังท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการสั่งการไปยังท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้สั่งการให้กรมชลประทานแก้ปัญหาซ้ำซากที่เกิดขึ้น เป็นประจำ ต้นเหตุของปัญหามาจากอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ เนื่องจากมีปริมาณกักเก็บ ได้เพียง ๔๒.๔ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ทั้งลุ่มน้ำมีพื้นที่รับน้ำประมาณ ๒๔๔ ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้มีปริมาณน้ำที่ไหลทิ้งลงโดยเปล่าประโยชน์ และสร้างความเดือดร้อนให้คนเพชรบุรี ตลอดมา จึงขอเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีสั่งการผู้เกี่ยวข้อง กรมชลประทาน ดังนี้ ๑. เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์อีก ๑๑.๗ ล้านลูกบาศก์เมตร ๒. ดำเนินการสร้าง อ่างเก็บน้ำขนาดกลางเพิ่มในลุ่มน้ำสาขาทั้ง ๘ ลุ่มน้ำย่อย ประกอบด้วย ห้วยสาลิกา ห้วยวังหิน ห้วยสีดอ ห้วยปลาดุก ห้วยลำไทร ห้วยสี่บาท ห้วยทุ่งแฝก คลองอ่างหิน จะช่วย ตัดยอดน้ำไหลลงลำห้วยแม่ประจันต์ และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน หากดำเนินการทั้งหมดจะลด ผลกระทบคนในเมืองเพชรบุรีและพื้นที่ลุ่มต่ำ รวมถึงสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกร จังหวัดเพชรบุรี แทนการสร้างคลองขนาดใหญ่ เบื้องต้นจากการสำรวจใช้งบประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนและลดการสูญเสียทุกปี อีกทั้ง สร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งจังหวัดเพชรบุรี เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันพุธที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๔ และผมได้ร่วมประชุมกับท่าน ที่เขื่อนเพชร เวลาผ่านไปไม่ถึง ๒ เดือน ก็เกิดเหตุขึ้นอีก จึงนำเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และทราบว่าท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะลงพื้นที่ในจังหวัดเพชรบุรีในวันนี้ด้วย เพื่อแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดเพชรบุรีเป็นการเร่งด่วน กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณทวีศักดิ์ ทักษิณ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ทวีศักดิ์ ทักษิณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอนำปัญหา พี่น้องประชาชนหารือกับท่านประธานดังต่อไปนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องกลุ่มผู้เลี้ยงปลานิลในกระชัง ที่อำเภอหนองกุงศรี ซึ่งตรงนี้มีจำนวนทั้งสิ้น ๔๑๕ กระชัง และส่วนรายได้ของพี่น้อง เกษตรกรที่นี้ตกอยู่ประมาณปีละกว่า ๕๐ ล้านบาท ปัญหาก็คืออยู่ตรงที่ว่าระหว่างตัวกระชัง และแพปลานั้น ในการขนส่งที่จะต้องมาถึงนั้นใช้เวลานาน ไม่มีถนนตรงนี้ ซึ่งตรงนี้ทางผู้เลี้ยง ได้เคยนำเสนอแล้วว่าอยากจะให้ช่วยทำถนนเส้นนี้ รายละเอียดทั้งหมดผมจะส่งให้ อีกครั้งหนึ่ง🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของความเดือดร้อนของพี่น้องกลุ่มปลูกมะม่วงมหาชนก ซึ่งก็เป็นมะม่วงพันธุ์ที่ดีที่สุดของจังหวัดกาฬสินธุ์ครับ ปัญหาก็คือช่วงของโควิด (COVID) ๒ ปีที่ผ่านมานั้นราคาตกต่ำ และไม่สามารถมีตลาดส่งออกได้ ก่อนหน้านั้นเคยขายได้กิโลกรัมละ ๕๐ บาท ตอนนี้เหลือเพียงกิโลกรัมละ ๓ บาทเท่านั้น ก็คืออยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้หาตลาด แล้วก็รับประกันราคาของมะม่วงมหาชนกของพี่น้องเกษตรกรด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของความเดือดร้อนพี่น้องที่อยู่ในอำเภอยางตลาด ที่ใช้เส้นทางของบ้านดอนขี ตำบลอิตื้อ ถนนเส้นนี้จากหมู่บ้านมาสู่ถนนหลวงนั้น มีอยู่ช่วงแค่ ๑ กิโลเมตรเท่านั้น ยังเป็นถนนลูกรังอยู่ รายละเอียดทั้งหมดผมจะแนบไปพร้อมกับเอกสาร ที่ส่งยื่นในวันนี้ ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ที่นำเรียนในวันนี้ครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗
ต่อไปคุณประมวล พงศ์ถาวราเดช ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขต ๓ พรรคประชาธิปัตย์ ผมหารือกับประธานสภาไปถึงกรมทางหลวง ซึ่งเป็นหน่วยงาน รับผิดชอบ เมื่อวานฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำให้เกิดน้ำท่วมขังและล้น ผ่านถนนของกรมทางหลวงหลายจุด ผมขอกราบเรียนว่าทางหลวงหมายเลข ๔ เพชรเกษม กิโลเมตรที่ ๓๘๒+๓๗๑ หน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลร่อนทอง ได้เกิดน้ำท่วม เพราะว่าท่อลอดของถนนเล็กมาก เพราะฉะนั้นผมอยากให้กรมทางหลวงขยายเป็นท่อบ็อกซ์ คัลเวอร์ต (Box Culvert) ให้ขยายให้เพิ่มขึ้น เพื่อจะได้ระบายน้ำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ จะไม่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป🔗
จุดที่ ๒ ทางหลวงหมายเลข ๓๑๖๙ เพชรเกษม-ชายทะเล กิโลเมตรที่ ๐+๗๑๖ จุดนี้เป็นจุดที่มีปัญหามากที่สุดเวลาเข้าอำเภอบางสะพาน เพราะเวลาฝนตกแต่ละครั้ง จะเกิดน้ำท่วมถนนและท่วมขัง พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากตลอด ทุกครั้งเวลาฝนตกหนัก เพราะฉะนั้นผมอยากให้กรมทางหลวงแก้ไขปัญหาจุดนี้ โดยการ เพิ่มเป็นบ็อกซ์คัลเวอร์ต (Box Culvert) ขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อจะให้น้ำระบายไปได้เร็วขึ้น และจะได้ไม่มีปัญหากับพี่น้องประชาชนต่อไป🔗
จุดที่ ๓ คือทางหลวงหมายเลข ๓๓๗๔ ตอนหนองหัดไท-ดอนยาง เส้นนี้อยู่ ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อำเภอบางสะพานน้อย แต่เขตรับผิดชอบของหมวดปะทิว แขวงการทางจังหวัดชุมพร เพราะฉะนั้นผมอยากให้แขวงการทางจังหวัดชุมพรเข้ามา ดำเนินการแก้ไขปัญหาไฟส่องสว่างที่สี่แยกบางเบิดด้วยครับ เพราะว่ามีปัญหาตลอดครับ เวลาชาวบ้านร้องเรียนก็ต้องร้องเรียนไปที่หมวดปะทิวและแขวงการทางชุมพร เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานสภาไปถึงกรมทางหลวงให้ดำเนินการแก้ปัญหาทั้ง ๓ จุด โดยเร่งด่วนด้วยครับ🔗
ต่อไปคุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่อง ๓ เรื่อง มาหารือกับ ท่านประธาน🔗
เรื่องแรก เป็นการติดตามโครงการเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าของบ้านนาโพธิ์ ตำบลภูหอ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย เนื่องจากหมู่บ้านนี้ขาดแคลนน้ำ ไม่ว่าจะใช้ ในชีวิตประจำวัน หรือว่าในการทำเกษตรครับ ทางผู้ใหญ่บ้าน ท่านอนงค์ กระเดื่อง ก็พยายาม ติดตามโครงการนี้มาหลายครั้งแล้ว ตัวผมเองก็มีโอกาสได้หารือโครงการนี้ในสภาแห่งนี้ มาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นผมอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมชลประทานช่วยเร่งรัด และช่วยเข้าไปแก้ไขคุยกับชาวบ้านครับ เพื่ออธิบายให้เข้าใจว่าจะแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือ ชาวบ้านอย่างไร🔗
เรื่องต่อมาครับ เป็นถนนครับ จากท่าน สจ. เกรียงไกร กลิ่นจันทร์ ขอร้อง เรื่องถนนหมายเลข ๓๐๒๑ ขาดการซ่อมแซม ขาดการปรับปรุงดูแลเป็นเวลานาน เป็นถนนหลัก ที่ประชาชน ชาวบ้าน และรวมถึงนักท่องเที่ยวใช้ในช่วงนี้ โดยเฉพาะช่วงก่อนหน้านี้ที่มี ฝนตกหนัก ทำให้ขาดการซ่อมแซมยิ่งทวีความอันตรายมากขึ้น เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ ทางกระทรวงคมนาคมช่วยเข้าไปดูแลด้วยครับ🔗
และเรื่องสุดท้ายเป็นถนนเหมือนกัน แต่คนละหน่วยงานครับท่านประธาน นายมานพ คำไล้ ขอร้องเรียนเกี่ยวกับถนนเส้นนาภู เขตเทศบาลปากอวน ซึ่งเสียหาย และขาดการดูแลมาเป็นเวลานานแล้ว ทางเทศบาลเองก็บอกว่าไม่มีงบประมาณ เพราะฉะนั้น อยากจะฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเข้าไปดูแล ช่วยเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนด้วย เนื่องจากหลัง ๆ นี้ประชาชนก็เกิดอุบัติเหตุบ่อย แล้วก็เป็นอันตรายต่อการสัญจร แม้แต่ เด็กเล็ก ๆ เองก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะฉะนั้นอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเข้าไปแก้ไขปัญหา และดูแลปัญหานี้ให้กับประชาชนด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย กระผมวันนี้มีเรื่องปรึกษาหารือผ่านท่านประธานสภาสู่หน่วยงานรับผิดชอบคือ🔗
เรื่องที่ ๑ คงเป็นเรื่องที่ชาวไร่ชาวนาในจังหวัดลพบุรีหรือหลายจังหวัด ทั่วประเทศของเรา เรื่องราคาข้าวตกต่ำ ซึ่ง ณ ตอนนี้บ้านเราการแก้ไขก็คงยังเป็นไปได้ อย่างเชื่องช้า อยากจะให้ทางคณะรัฐบาลช่วยกันแก้ไขเรื่องราคาข้าวตกต่ำให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะว่าตอนนี้ราคาต้นทุนการผลิต คือค่าปุ๋ย ๑,๐๐๐ บาท ค่าเมล็ดพันธุ์ ๖๐๐ บาท ค่าไถ ๖๐๐ บาท รถเกี่ยวข้าว ๖๐๐ บาท ค่าแรงงานตกประมาณ ๕๐๐ บาท ค่าขนส่งอีก ๕๐๐ บาท ต้นทุนตกประมาณราว ๓,๘๐๐ บาท แต่ตอนนี้ขายได้ประมาณแค่ ๒,๒๐๐ บาท ขาดทุนไร่ละ ๑,๐๐๐ กว่าบาท เห็นได้ชัดอยู่นะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องถนนที่ถูกน้ำท่วมในอำเภอลำสนธิ อำเภอชัยบาดาล อำเภอท่าหลวง อำเภอสระโบสถ์ อำเภอโคกเจริญในจังหวัดลพบุรี หรืออีกหลายอำเภอ ในจังหวัดลพบุรี ที่ได้รับความเสียหาย ส่วนที่เป็นของทางหลวงชนบทกับของทางกรมทางหลวง ก็ได้รับการเยียวยาแก้ไขได้ทันท่วงที แต่ส่วนที่เป็นของ อบต. หรือของจังหวัดช่วงนี้ เป็นสุญญากาศอยู่ เพราะมีการเลือกตั้ง อบต. ผู้บริหารก็ไม่มี งบประมาณทางปลัดต่าง ๆ ก็ไม่กล้าจ่ายไป เพราะกลัวจ่ายไปแล้วเดี๋ยวกลัวถูกตรวจสอบ ก็อยากจะขอให้ทางรัฐบาล ช่วยดูแลเรื่องนี้ เพราะว่าเป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่งของชาวจังหวัดลพบุรีครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ตอนนี้น้ำเต็ม ก็อยากจะขอให้งดการระบายน้ำ ชั่วคราว เพราะว่าทางจังหวัดปทุมธานี จังหวัดสระบุรีหรือกรุงเทพมหานครที่น้ำท่วมอยู่ เพราะเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ถ้าเก็บน้ำเอาไว้ยามแล้งสำหรับไว้ให้เกษตรกรในรอบเขื่อนใช้ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณรังสิมันต์ โรม ครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้มีเรื่องหารือ ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ชุมชนคุ้งผ้าพับ ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ประสบปัญหาการเข้าถึงสาธารณูปโภค ได้แก่ ปัญหาการจัดการขยะ ปัญหาน้ำเสียที่ทำให้ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการเข้าถึงน้ำประปา ทำให้ชาวบ้าน เลือกใช้น้ำบาดาลเพราะราคาถูกกว่าน้ำประปา จึงขอหารือท่านประธานไปยังการประปา ส่วนภูมิภาคตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องของการจัดการน้ำประปา การจัดการขยะ การจัดการน้ำเสียให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอทราบความคืบหน้าการขอขยายแนวเขตน้ำประปาชุมชนข้าง มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต หรือชุมชนซอยประวัติ ซึ่งมีประชาชนประมาณ ๓๐ หลังคาเรือน อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลา ๔๙ ปีแล้ว แม้เป็นพื้นที่ในตัวเมืองภูเก็ตแต่ยังไม่มี น้ำประปาใช้ ต้องใช้น้ำบาดาลซึ่งมีความสะอาดไม่เหมาะสมแก่การอุปโภคบริโภค เนื่องจาก เป็นสนิมแดงและอาจมีสารปนเปื้อนซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ เหมืองแร่เก่า จึงขอหารือท่านประธานไปยังการประปาส่วนภูมิภาคของจังหวัดภูเก็ตครับ🔗
เรื่องที่ ๓ แม้ว่าตอนนี้จะมีการเปิดประเทศแล้ว แต่จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังมีการระบาดของเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่รุนแรง ยังเป็นหนึ่งในจังหวัดสีแดงเข้ม บางวันผู้ติดเชื้อรายวันสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ มีจำนวนผู้ติดเชื้อในจังหวัด ๓๕,๐๓๖ คน มีผู้เสียชีวิต ๒๓๗ คน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ เป็นผู้สูงอายุครับ คนนครเขาฝากมาแจ้งว่า ไม่อยากเห็นพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเขาต้องจากไป ด้วยโรคระบาดแบบนี้ จึงขอหารือท่านประธานไปยังกระทรวงสาธารณสุขให้มีมาตรการ เร่งด่วนเชิงรุก เพื่อคลายความทุกข์ให้พี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไป ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดสงขลา วันนี้ขอหารือท่านประธาน เพราะช่วงนี้ช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคมทุกปี ภาคใต้ตอนล่างฝั่งตะวันออก ฝั่งอ่าวไทย จะเกิดพายุมรสุมคลื่นลมแรง ฝนตกหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลา คาบสมุทรสทิงพระ จะเกิดน้ำท่วมทุกปี และเกิดการกัดเซาะชายฝั่ง กระผมกับผู้นำท้องถิ่น และฝ่ายปกครอง นายอำเภอได้รับทราบ ปัญหาและหาทางแก้ไข จึงนำเรียนท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การเกิดปัญหา น้ำท่วมเกิดจากฝนที่ตกหนัก ฝนที่ตกหนักจากจังหวัดพัทลุง จากจังหวัดนครศรีธรรมราช จะไหลบ่าออกมาที่ทะเลสาบสงขลา แล้วเมื่อระบายไม่ทันก็จะเอ่อล้นเข้าท่วมที่คาบสมุทร สทิงพระ ๔ อำเภอของผมดังกล่าว เมื่อวานนี้ได้รับการรายงานจากพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ว่าฝนตกหนักเป็นเวลาเกือบ ๓ วัน ตอนนี้น้ำในคลอง น้ำอะไรต่าง ๆ ได้เอ่อล้น ต้องกราบขอบพระคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายเจษฎา จิตรัตน์ ได้เปิดศูนย์ ปฏิบัติการป้องกันภัยฉุกเฉิน อุทกภัย และวาตภัย แต่อยากจะให้นำเรียนท่านผู้ว่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมว่า ช่วงที่ทะเลสาบสงขลาหรือคาบสมุทรสทิงพระ อยากให้ ท่านช่วยนำเครื่องสูบน้ำไปสแตนบาย (Standby) ตั้งไว้ก่อนเลย เพราะว่าทุกปีจะเกิดน้ำท่วม แต่ถ้าเราให้เอาเครื่องเคลื่อนย้ายไปตอนที่น้ำท่วมตอนนั้นจะไม่ทัน เพราะฉะนั้นอยากให้ท่าน เอาเครื่องสูบน้ำไปวางปากคลองต่าง ๆ และฝั่งอ่าวไทยมี ๓-๔ จุด เช่นที่ปากคลองปากระวะ ตำบลคลองแดน วัดศาลาหลวงที่ตำบลท่าบอน และคลองปากแตระ คลองโคกทอง คลองพังยาง คลองระวะ ถ้าฝั่งทะเลสาบสงขลาก็คลองระโนด คลองมหาการ และคลองเชียงกง แล้วก็ตามคลองต่าง ๆ อยากให้ไปสแตนบาย (Standby) ไว้เลย และที่ได้ลงพื้นที่ที่อำเภอ กระแสสินธุ์จะมีจุดระหว่างโตนดด้วนมาถึงท่าคุระตรงนั้นมันเป็นช่องทางที่ไม่ได้ปิด-เปิด มันจะมีประตู อยากจะให้ไปปิด-เปิดทางน้ำตรงนั้น เพราะน้ำจะเข้าตรงนี้ทุกปี ให้ไหลกลับ เราสูบน้ำออก แต่มันจะเข้า ๒ ทางนี้ ก็อยากจะนำเรียนถึงท่านผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้ไปเร่งทำการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปคุณชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย เขต ๔ จังหวัดปทุมธานี ผมหารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ ผมได้รับคำร้องเรียนจากชาวบ้านในเขตเทศบาล ลำสามแก้ว เทศบาลคูคต และเทศบาลรังสิต เกี่ยวกับการจราจรติดขัดในถนน รังสิต-นครนายก ช่วงคลองหนึ่งถึงคลองห้า อยากให้กระทรวงคมนาคมยกโพรเจกต์ (Project) ที่ทำถนนลอยฟ้า หรือสะพานกลับรถในบริเวณคลองหนึ่งถึงคลองห้ามาปัดฝุ่น หรือว่าเร่งรัดดำเนินการ เพราะว่ามีการเขียนแบบไว้นานแล้วนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ คือถนนเสมาฟ้าคราม คลองสอง ในเขตเทศบาลคูคต และเทศบาลลำสามแก้ว การจราจรติดขัดมาเนิ่นนานหลายปี และตอนนี้ทางเทศบาล และกรมทางได้มีการเวนคืนที่ดิน แต่ว่าเรื่องมันยังชักช้านะครับ อยู่ในระหว่างการออก พระราชกฤษฎีกาเวนคืน หรือกำลังอยู่ระหว่างเอาเงินจ่ายให้กับชาวบ้าน อยากให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อยโดยเร็วนะครับ🔗
ถนนเส้นที่ ๓ ก็คือถนนเลียบคลองสิบสามจากวัดนิเทศน์ ถนนลำลูกกา ถึงถนนรังสิต-นครนายกเป็นถนนเลียบคลองสิบสาม ไฟส่องสว่าง ไฟแนวถนนยังมี ไม่เรียบร้อย ยังมีขาดอยู่หลายขั้นตอนและทำให้เกิดอุบัติเหตุ ได้รับร้องเรียนจากท่าน เจ้าอาวาสวัดนิเทศน์ว่าชาวบ้านประสบอุบัติเหตุตอนกลางคืนบ่อยมาก จึงขอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งรัดดำเนินการติดไฟส่องสว่างในแนวถนนคลองสิบสามด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปคุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ดังนี้🔗
เรื่องที่ ๑ บัดนี้ราคาข้าวเราก็ทราบกันดีครับ เพราะว่าตลอด ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าน ส.ส. แทบทุกท่านเลยพูดถึงปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ผมอยากจะขอฝากไปยังกระทรวง พาณิชย์เพิ่มเติมครับ โดยหลักคิดของการประกันรายได้เป็นหลักคิดที่ดีนะครับ เพียงแต่ว่า ในทางปฏิบัติแล้ว เวลาที่เกษตรกรไปขายข้าวเขาไม่สามารถขายข้าวได้ตามราคาที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้น ขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งด่วนในการแก้ไขปัญหานี้ อย่างเช่น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่ม ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาคุณภาพข้าว หรือการดันเพดานส่วนต่างให้สูงขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ แน่นอนครับว่าการพัฒนาคุณภาพข้าวเป็นสิ่งจำเป็น แต่นั่นคือการแก้ปัญหาในระยะยาว ในระยะสั้นก็ขอให้แก้ปัญหาให้เกษตรกรก่อน🔗
เรื่องต่อมาน้ำมูลที่จังหวัดศรีสะเกษหนุนสูงมากครับ แต่ปัญหาตอนนี้คือว่า แม่น้ำมูลระดับสูงกว่าแม่น้ำโขง อยากจะขอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเร่งผลักดันน้ำจากแม่น้ำมูล ลงไปสู่แม่น้ำโขงให้เร็วที่สุด และเกษตรกรในหลายอำเภอที่อยู่ริมน้ำได้รับปัญหาจากน้ำหนุนสูง ทำลายพืชผลทางการเกษตร อย่างเช่น อำเภอเมือง อำเภอยางชุมน้อย อำเภอราษีไศล และอำเภอกันทรารมย์ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยแก้ไขปัญหาเยียวยาให้ด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายก็คือถนนที่เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างตำบลต่าง ๆ ขาดผู้ดูแล ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลให้ด้วย ผมยกตัวอย่าง ๓ จุด เส้นบ้านยางกุด ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมือง ไปบ้านป่าดู่ ตำบลทุ่งสว่าง อำเภอวังหิน ๒. เส้นตำบลโพนเขวา อำเภอเมือง ไปบ้านหนองหว้า ตำบลหนองแก้ว ๓. บ้านหนองหว้า บ้านน้ำท่วม ตำบลโพธิ์ อำเภอเมือง ไปบ้านหนองเข็ง ตำบลโพนเขวา ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ต่อไปท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกล🔗
ขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรแพทย์ พยาบาล ของจังหวัดกระบี่ ซึ่งไม่มีวิทยาลัยพยาบาลตรัง แบบบ้านท่านประธานนะครับ มีหมอ ๑ คน มีสัดส่วนดูแลประชากรเกือบ ๓,๐๐๐ คน และปีนี้กระทรวงสาธารณสุขบรรจุหมอ เข้ารับราชการทั้งประเทศแค่ ๔๒๕ คน มีหมอจบใหม่ ๒,๐๐๐ กว่าคน และสภาพโควิด (COVID) บุคลากรทำงานหนักทั้งประเทศ การบังคับใช้ทุน ๓ ปี ให้หมอไปอยู่ต่างจังหวัด มันไม่ได้ผล ทำไมไม่เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ไม่แก้ทั้งระบบ และที่จังหวัดกระบี่บ้านผม ขาดตึกคนไข้ เตียงคนไข้ ขาดห้องผ่าตัด ขาดเครื่องมือแพทย์ ขาดเอ็มอาร์ไอ (MRI) นะครับ ไปประชุม ครม. ที่จังหวัดกระบี่ทั้งที วันจันทร์ วันอังคารนี้ช่วยเน้นคุณภาพชีวิตคนจังหวัด กระบี่ด้วย ผมพูดแทน ส.ส. รัฐบาลอีก ๒ คน คนกระบี่ที่มาจากท้องถิ่นคงอึดอัด ไม่สามารถพูดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง และการเข้าถึงการปลูกกัญชา ที่มีแค่กลุ่มเดียวไม่กระจายจริงไปยังประชาชน จังหวัดกระบี่จะทำกัญชาเพื่อการท่องเที่ยว ความคิดของคนเล็กคนน้อย โชว์ฝีมือหน่อยครับรัฐบาล🔗
๒. ปัญหาการเดินทางของคนเกาะ ตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ต้องการสะพานขนาดรถสามล้อ หรือสะพานรถยนต์ก็ได้ครับ มีคนเจ็บป่วย คนมีครรภ์ คนท้องต้องหามใส่รถสามล้อ หามลงเรือ หามขึ้นรถอีกกว่าจะถึงโรงพยาบาล เคยมีคนตายด้วยก่อนถึงโรงพยาบาลกระบี่ แล้วก็อย่าสตาฟ (Staff) หรือหยุดความลำบาก ของคนเกาะเป็นจุดขายให้กับคนเมืองหรือนักท่องเที่ยวเลยครับ ซึ่งมันเกินศักยภาพท้องถิ่น ทั้ง อบต. และ อบจ.🔗
เรื่องสุดท้ายครับปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาในแหล่งท่องเที่ยว ทั้งจังหวัด ภูเก็ต กระบี่ ฝั่งอันดามันหลายจังหวัดเลย แล้วก็ฝากสุดท้ายก็ที่จังหวัดน่าน ที่อำเภอปัว ตำบลป่ากลาง ฝากผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาคช่วยเร่งแก้ไข แล้วก็บรรจุแผนในเรื่องของ การอำนวยความสะดวกของน้ำประปาไปยังบ้านพี่น้องประชาชน ในแหล่งท่องเที่ยว ให้เรียบร้อยด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ กระผมขอหารือผ่านท่านประธานไปยังกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอให้ตรวจสอบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านครับ ท่านประธานครับ ผมขอเป็นตัวแทนเกษตรกรได้กล่าวชื่นชม ขอบคุณรัฐบาลในมาตรการควบคุมการนำเข้า ข้าวสาลีในสัดส่วน ๑ ต่อ ๓ หมายความว่า โรงงานอาหารสัตว์จะนำเข้าข้าวสาลีมาใช้ทดแทน ข้าวโพดได้ ๑ ส่วน จะต้องซื้อข้าวโพดภายในประเทศก่อน ๓ ส่วน และมาตรการห้าม การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน ในช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต ภายในประเทศ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายนถึง ๓๑ มกราคมของทุกปี เป็นมาตรการ ที่ส่วนหนึ่งทำให้เกษตรกรโชคดี ปีนี้ขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ราคาสูง กิโลกรัมละ ๑๐ บาท แต่ท่านประธานครับ ผมขอนำเรียนว่าในขณะนี้ได้มีโรงงานอาหารสัตว์หลายแห่งเล่นแร่แปรธาตุ ได้มีการนำเครื่องโม่ข้าวโพดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แล้วไปซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศนั้น ๆ โม่เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำเข้ามาใช้ภายในประเทศเป็นการเลี่ยงบาลี กระผมจึงขอให้ทาง กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ตรวจสอบครับว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการ กระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ และหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขให้ยั่งยืน ผมต้องเรียน เพิ่มเติมนะครับว่าในชีวิตหนึ่งของเกษตรกร ในชาติหนึ่งของพวกเขาก็เพิ่งจะขายข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ได้ราคา ๑๐ บาท ก็วิงวอนให้ทุกส่วน ทุกฝ่ายอย่าไปแสวงหาเล่ห์กล เล่ห์เหลี่ยมมารังแก มาเอาเปรียบพวกเขาเลยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ขอหารือ ๓ เรื่อง🔗
เรื่องแรกคือ พี่น้อง ๔ ตำบล คือตำบลเสาธงชัย ภูผาหมอก โนนสำราญ บึงมะลูนี้นะครับ มีห้วยตุงซึ่งเป็นห้วยขนาดยาวประมาณ ๒๗ กิโลเมตร และมีอ่างอยู่ ประมาณ ๔-๕ อ่าง ซึ่งลำห้วยนี้อยากจะให้มีการอนุรักษ์ฟื้นฟูเพื่อเป็นอ่างพวง และเพื่อเป็น การให้น้ำสำหรับพี่น้องเกษตรกรจะได้ดูแล ทำการเกษตรได้อย่างน้อย ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำเป็นผู้ซึ่งมีความชำนาญในเรื่องนี้ ก็ฝากเรื่องนี้กับกรมทรัพยากรน้ำ🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือฝายห้วยขะยุงที่อยู่กรมชลประทานเก็บกักน้ำไม่ได้ น้ำจะหายไป แล้วก็เป็นแหล่งทำน้ำบาดาล ซึ่งจะให้เกิดประโยชน์มาก ๆ ตรงนี้อยากให้ทาง ส่วนของกรมชลประทานเข้าไปดูแล เพราะว่าฝายนี้พอมีน้ำเต็มสักระยะหนึ่งก็จะหายไป เข้าใจว่าคงจะรั่วแล้วก็หาที่ซ่อมแซมยังไม่ได้🔗
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับสินค้าเกษตรตกต่ำ ในฐานะที่ผมเป็น รองประธานคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม โดยท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เราได้ทำในเรื่องของข้าวซึ่งมีราคาตกต่ำ โดยเฉพาะการชดเชย แล้วก็ การช่วยเหลือ โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพข้าวที่จะชดเชย ๑,๐๐๐ บาท ก็อยากให้เพิ่ม แล้วก็เรื่องของราคาข้าวที่มีราคาอ้างอิง ซึ่งชาวนาขายได้จริง ๆ ไม่ถึงราคากลาง ราคากลาง ๑๐,๘๐๐ บาท ขายได้ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท ถึงแม้ว่าความชื้นจะเกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็น่าจะได้มากกว่านี้ จึงอยากให้หาราคากลางที่เหมาะสมให้ตามความเป็นจริง โดยเฉพาะ การไปหาราคากลางสรุปมาจากกระทรวงพาณิชย์ จากนายกสมาคมโรงสี🔗
สุดท้ายคือเรื่องปุ๋ยราคาแพง ก็ขอให้แก้ปัญหาเรื่องปุ๋ยอยากให้ลดราคา ทั้งหมด ไม่ใช่ให้ลดเฉพาะผู้เป็นสหกรณ์หรือกลุ่มรวมกลุ่มกันครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณรุ่งโรจน์ ทองศรี🔗
เรียนท่านประธานชวนที่เคารพ กระผม นายรุ่งโรจน์ ทองศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้แทนเซาะกราว อำเภอละหานทราย เฉลิมพระเกียรติ โนนดินแดง ปะคำ ทรัพย์พระยา ชุมแสงของอำเภอนางรอง ขอนำปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องมาสู่การแก้ไขอย่างเร่งด่วนครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เรื่องราคาข้าวตกต่ำ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวง พาณิชย์ ปีนี้พี่น้องลำบากมาก ๆ ตอนต้นปีแล้งตอนปลายปีท่วม ปุ๋ยก็ขึ้นราคาเท่าตัว น้ำมันก็แพง แต่กลับขายข้าวได้เพียงกิโลกรัมละ ๔-๗ บาทเท่านั้น เท่ามาม่าซองเดียว ได้เงินประกันรอบแรกกิโลกรัมละ ๔ บาทกว่า ๆ ดังนั้นเงินประกันต้องเร็วและอย่าให้ขาดนะครับ ขอฝากดูแลในเรื่องตาชั่ง การวัดความชื้น และสิ่งเจือปน คลองโรงสีและลานรับซื้อข้าวให้เกิด ความเป็นธรรมกับพี่น้องเกษตรกรด้วยครับ การเยียวยานาข้าวที่น้ำท่วมต้องเร็วนะครับ อย่าช้า เพราะปีนี้พี่น้องลำบากมาก ๆ ฝากดูราคาพืชเศรษฐกิจตัวอื่น ๆ ด้วยครับ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด เตรียมการไว้นะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ช่องตะโกบนทางหลวงหมายเลข ๓๔๘ เชื่อมภาคอีสานตอนล่าง กับภาคตะวันออก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พูดมาแล้วเป็น ๑๐ รอบ ขอคำตอบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยครับ ช่องตะโก กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้ทำเรื่องและส่งเรื่องมาปีกว่าแล้วครับ แล้วทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้ขอเอกสารเพิ่มเติมหลายรอบจากกระทรวงคมนาคม จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสระแก้ว จนน่าจะเพียงพอแล้วครับ เพื่อขอเข้าไปศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม อีไอเอ (EIA) และทางกรมทางหลวงได้ตั้งงบศึกษา อีไอเอ (EIA) ในปีนี้ไว้แล้ว ๙๐ ล้านบาท ดังนั้น ขอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรีบอนุมัติเถอะครับ พี่น้องลำบากมาก ๆ เกิดอุบัติเหตุแทบทุกวัน ชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องเสียหายนับไม่ถ้วน🔗
เรื่องที่ ๓ กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ขอถนน ๔ เลน (Lane) ครับ สายละหานทราย-บ้านกรวด ละหานทราย-เฉลิมพระเกียรติ ถึงตะโกใหญ่ ๒๔ ละหานทราย-โนนดินแดง ละหานทราย-ปะคำ-เสิงสาง โนนดินแดง-ปะคำ และสายโนนดินแดง ถึงช่องตะโก ขอกราบขอบพระคุณมาก ๆ ครับ🔗
ต่อไปนางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะกว่า ๒ เดือนที่พี่น้องอำเภอแวงน้อย อำเภอแวงใหญ่ และอำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น รวม ๖๕ หมู่บ้าน ๙ ตำบล ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม บ้านเรือนที่อยู่ อาศัยจมอยู่ใต้บาดาลไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ ที่มากไปกว่านั้นคือไร่นาที่ดินทำกินกว่า ๖๐,๐๐๐ ไร่ ที่อยู่ในเขตพื้นที่ของดิฉันและพืชผลการเกษตรได้รับความเสียหาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสียทั้งทุน เสียทั้งแรง ความหวังต่อการทำมาหากินสูญเสียข้ามคืน ที่เหลือไว้ ก็มีแต่ข้าวเน่าแล้วก็หนี้สินที่กู้มา แม้วันนี้ระดับน้ำจะลดลงอย่างช้า ๆ แต่ประชาชนในพื้นที่ ได้รับความเสียหายอย่างหนักสิ้นเนื้อประดาตัว ดิฉันจึงขอวิงวอนไปถึงกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งอนุมัติเงินชดเชยในการบรรเทาความเสียหาย ให้เร่ง กระบวนการการสำรวจที่เป็นไปอย่างล่าช้า แต่ที่สำคัญคือช่วยพิจารณาเพิ่มอัตราค่าเยียวยา ที่ได้เพียงน้อยนิด ๑,๓๔๐ บาทต่อไร่ข้าว ทั้งที่ต้นทุนอยู่ที่ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาทต่อไร่ เพื่อที่ อย่างน้อย ๆ ชาวบ้านจะได้มีต้นทุนในการซื้อเสบียง ซื้อข้าวบริโภคในครัวเรือนค่ะ🔗
ประเด็นที่ ๒ สั้น ๆ ก็คือความเสียหายจากน้ำท่วมเหมือนกัน คือถนน ทางหลวงเส้น ๒๐๖๕ อำเภอโพนลำชีที่ได้รับผลกระทบน้ำเซาะทำให้ขาดการสัญจรอย่างสิ้นเชิง กม. ที่ ๓๓-๓๔+๕๐๐ ตำบลท่านางแนว อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ตอนนี้ก็คือเบื้องต้น มีการแก้ไขโดยการสร้างสะพานเบลีย์ (Bailey) แต่ว่าอยากให้มีการบูรณาการอย่างถาวร จึงอยาก เรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมได้เร่งหางบประมาณมาชดเชยเพื่อแก้ไขปัญหาในอนาคต ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ครับ🔗
เรื่องถัดมาครับ เจ้าแท่งเจ้าปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ถนนทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๔ หน้าพระลาน-บ้านครัว ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ ๕๐ ล้านบาท แขวงทางหลวง ฟังเสียงจากประชาชนบ้างนะครับว่า เจ้าแท่งแบร์ริเออร์ (Barrier) แต่ละเส้นที่ทำไปแล้ว มีปัญหาตามมาอย่างไร เงิน ๕๐ ล้านบาท ช่วยเปลี่ยนมาทำแสงสว่าง แยกไฟแดงสี่แยก ห้วยป่าหวาย อำเภอพระพุทธบาท จุดตัดระหว่างถนนหมายเลข ๓๐๓๔ กิโลเมตรที่ ๙ ตัดกับถนนหมายเลข ๓๒๕๐ สันประดู่-บ้านหนองคันที กิโลเมตรที่ ๖ ถ้าติดตั้งแสงสว่าง ตรงแยกนี้ หรือทั้งเส้นนี้งบประมาณไม่ถึง ๕๐ ล้านบาทแน่นอนครับ จะได้มีงบประมาณไป จัดสรรเพิ่มแสงสว่างให้เส้นพระพุทธบาท-ท่าเรืออีกด้วย อย่าฝืนสร้างแท่งแบร์ริเออร์ (Barrier) ให้ชาวบ้านตำบลเขาวง ตำบลห้วยป่าหวาย อำเภอพระพุทธบาท ตำบลบ้านครัว ตำบลท่าลาน อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี เขาด่าเขาแช่งตามหลังเลยนะครับ จึงขอหารือต่อ ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้สั่งการเร่งด่วนให้แก้ไข ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณบุญรื่น ศรีธเรศ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางบุญรื่น ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ดิฉัน ขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ ดิฉันได้รับ หนังสือขอรับการสนับสนุนงบประมาณให้กับโครงการติดตั้งสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบส่งน้ำ ที่ลำน้ำปาว ท่าวังโพนปอ ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ จากนายอัครรัช ยุบลเขต อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพนงาม และนายไสว ภารสง่า ผู้ใหญ่บ้านโคกสี หมู่ที่ ๔ พร้อมคณะมีนายสมใจ หัดรักไชย นายสวัสดิ์ ยุบลภาส และนายเรืองศิลป์ เบ้าจังหาร ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร ในพื้นที่ นอกเขตพื้นที่คลองอาร์ (R) ๑๑ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชลประทานเขื่อนลำปาว ด้วยปริมาณน้ำคลองอาร์ (R) ๑๑ ได้รับการส่งน้ำให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนน้อยมาก จึงส่งผลให้พื้นที่การเกษตรบ้านโคกสี หมู่ที่ ๔ บ้านธนบุรี หมู่ที่ ๕ และส่งต่อไปยัง บ้านดอนหัน บ้านดงไทรงาม บ้านหนองเต่า ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เกษตรกรลำบากประมาณ ๒๑๖ ครัวเรือน และพื้นที่ทำการเกษตรราว ๒,๐๔๗ ไร่ ได้รับความเดือดร้อนเกือบ ๑๐ ปีมาแล้วค่ะท่านประธาน จึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของชลประทานเขื่อนลำปาว ช่วยหางบประมาณ มาสนับสนุนติดตั้งสถานีสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้าให้กับพี่น้อง ๕ หมู่บ้านดังกล่าว คงจะแก้ปัญหา การขาดแคลนน้ำได้มาก ท่านประธานคะ พื้นที่สำหรับติดตั้งมีเรียบร้อยแล้วค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ และโปรดจัดสรรงบประมาณไปให้บริการค่าทำศพของพี่น้อง ประชาชนด้วยค่ะ จังหวัดกาฬสินธุ์ขาดแคลนมากค่ะ ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาทนี่มีคุณค่า สำหรับพี่น้องประชาชนที่ยากจนมากค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ต่อไปคุณสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สัณหพจน์ สุขศรีเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช แบบแบ่งเขต อำเภอปากพนัง หัวไทร เชียรใหญ่ วันนี้ผมขออนุญาตหารือท่านประธานส่งตรง ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาของพี่น้องชาวลุ่มน้ำปากพนังเรื่องผักตบชวา ตอนนี้ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เนื่องจากเป็นฤดูน้ำฝนด้วย ก่อนหน้านี้สักประมาณ ๓ เดือน ผักตบ ก็เต็มลุ่มน้ำปากพนังนะครับ เพราะว่าเรามีการปิดเขื่อนอุทกวิภาชประสิทธิ ถ้าสมัยก่อนนี่ครับ เขื่อนมีการขึ้นลงของน้ำตามธรรมชาติ มีน้ำกร่อย น้ำเค็ม แต่ ณ วันนี้เรามีเฉพาะน้ำจืด จึงทำให้ผักตบชวาเต็มลุ่มน้ำปากพนัง พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ใช้ชีวิตประจำวันลำบากนะครับ การสัญจรก็ลำบาก การหากุ้ง หาปลา ใช้ชีวิตที่เป็นประมงพื้นบ้านก็ลำบาก เพราะฉะนั้น จึงฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลตรงนี้ด้วย การเกษตรของเราในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง มีเยอะ พี่น้องที่ปลูกปาล์ม เลี้ยงกุ้ง จำเป็นต้องใช้น้ำที่มีความสะอาดและไม่ใช่เป็นน้ำเสีย เหมือนในภาพที่เห็นนะครับ ก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องของซีซีทีวี (CCTV) ที่เคยหารือไปแล้วหนึ่งครั้งนะครับ เนื่องจากว่าพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังในเขตอำเภอเชียรใหญ่-ปากพนัง เป็นพื้นที่ที่มีความลำบาก จนเป็นอันดับ ๒ ของภาคใต้ รองจากอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี มาตั้งนานแล้วครับ แล้วตรงนั้นเคยหารือไปครั้งหนึ่ง ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่ก็เปลี่ยนรัฐมนตรีไปตอนนั้นนะครับ เรื่องยังไม่ขยับขยาย ยังไม่ได้คำตอบนะครับ เพราะว่าตรงนั้นหากมีการฆาตกรรมกันขึ้นมา จะชอบเอาศพไปทิ้งไว้ที่เขตบ้านผมนะครับ อำเภอเชียรใหญ่ และการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาทำงานลำบากนะครับ เพราะว่า ไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงอยากให้เกิดความปลอดภัยกับพี่น้องประชาชน อยากให้ติดซีซีทีวี (CCTV) เพื่อตรวจสอบตั้งแต่สี่แยกบ่อล้อ จนถึงเขื่อนบ้านพ่อปากพนัง ขอบคุณมากท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณอับดุลอายี สาแม็ง ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง ส.ส. เขต ๓ อำเภอกรงปินัง อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ผมขอหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่องนะครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เกี่ยวข้องกับจังหวัดที่กำหนดการนำร่องการท่องเที่ยวในระยะที่ ๒ ในช่วงวันที่ ๑ ธันวาคม ถึง ๓๑ ธันวาคม ซึ่งมี ๒๑ จังหวัด ในจำนวน ๒๑ จังหวัด ก็มีจังหวัดยะลา ของผมอยู่ด้วย เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เร็วขึ้น ผู้ประกอบการโรงแรม ผู้ประกอบการร้านอาหาร และรองรับการบริการนักท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็ได้มีการเตรียมการมาพอสมควรแล้ว แต่เนื่องจากว่า สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ อย่างเช่น สกายวอล์ก (Skywalk) บ่อน้ำร้อน ดอกไม้เมืองหนาว ก็ยังไม่มี การกำหนดเปิดสิ่งเหล่านี้นะครับ ก็อยากจะให้ท่านประธานประสานไปยัง ศบค. ส่วนหน้า ประสานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ เปิดแหล่งท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่กำหนด ดังกล่าวนี้ด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่บ้านนิคมกือลอง ซอย ๑ หมู่ที่ ๖ ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ว่าถนนได้ชำรุดเสียหายมาเป็นเวลา ๑๐ กว่าปีแล้ว ไม่ได้รับการแก้ไขและซ่อมแซม ดังนั้นท่านประธานช่วยประสานงานเพื่อแก้ไข ความเดือดร้อนของพี่น้องในเรื่องของถนนดังกล่าวนั้นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการ แก้ไขให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนดังกล่าวด้วยนะครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณศิริวรรณ ปราศจากศัตรู🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉัน มีข้อหารือที่จะต้องให้ท่านประธานได้ช่วยเหลือผู้ช่วยพยาบาล ลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างรายเดือน ของกระทรวงสาธารณสุขค่ะ ซึ่งไม่มีใครได้เหลียวแล แต่ใช้เขาทำงาน ดูแลผู้ป่วย และทำงานหนัก ในสถานการณ์โควิด (COVID) ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับการร้องขอจากนางสาวพลอยนภัส ธนากุลนันทกิจ ตัวแทนชมรมผู้ช่วยพยาบาลจังหวัดแพร่ และนายวรธันย์ แก้วศิริพันธ์ รองประธานชมรมผู้ช่วยพยาบาลแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนของผู้ช่วยพยาบาล โรงพยาบาล ในกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ จำนวนเกือบ ๓,๐๐๐ คน ซึ่งปัจจุบันทำงานมานานเป็น สิบ ๆ ปี อย่างน้อยสุด ๒ ปีขึ้นไป จนถึงนานสุด ๒๓ ปี แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการบรรจุเป็น ข้าราชการหรือพนักงานราชการในกระทรวงสาธารณสุข ยังเป็นลูกจ้างรายวัน ลูกจ้าง รายเดือน ซึ่งพวกเขาทำงานด่านหน้าเหมือนกับแพทย์และพยาบาล แต่ตำแหน่งดังกล่าวไม่ได้ รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุข ทั้ง ๆ ที่มติ ครม. มีการจัดสรรอัตรา ข้าราชการพนักงานราชการของกระทรวงสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานด่านหน้า ในสถานการณ์ ระบาดของโรคโควิด (COVID) ไปแล้ว จำนวน ๒๔ สายงาน รวม ๓๘,๐๐๐ อัตรา แต่ไม่ได้รวมถึง ตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาลค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันทราบว่ากำลังมีโครงการขอจัดสรรเพิ่มอีก รอบใหม่ ทางกระทรวงสาธารณสุขขอให้แต่ละกรมอีก ๗๑ สายงาน ๓๗,๐๐๐ อัตรา ดิฉันไม่ทราบว่าในการขออนุมัติบรรจุข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขรอบใหม่นี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรให้ผู้ช่วยพยาบาลที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานราชการหรือไม่ ชมรมผู้ช่วยพยาบาลได้เคยยื่น หนังสือต่อท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดิฉันได้ติดตามข่าวทราบว่าท่านอนุทินได้มอบหมายให้นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข รับเรื่องเพื่อดำเนินการ แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาให้กลุ่มผู้ช่วยพยาบาลที่มาขอความช่วยเหลือเลยค่ะ ดิฉันขอความกรุณาต่อท่านประธาน ขอให้ท่านประธานได้แจ้งกระทรวงสาธารณสุขได้ช่วยเหลือ บรรจุผู้ช่วยพยาบาลที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ จากลูกจ้างรายวัน ลูกจ้าง รายเดือน เป็นข้าราชการหรือพนักงานราชการในกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจที่ผู้ช่วยพยาบาลทำงานในสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ต่อไปด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณจุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางจุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายพิพัฒน์ จันทบัวลา นายกเทศมนตรี ตำบลบ้านโปร่ง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี เรื่องขอรับการสนับสนุนขยายเขตไฟฟ้า สำหรับครัวเรือนและเพื่อการเกษตรในเขตตำบลบ้านโปร่ง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี เนื่องจากประชาชนในตำบลบ้านโปร่งประสบปัญหาความเดือดร้อนอย่างมากในส่วนด้าน ไฟฟ้าสาธารณะเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต อันเนื่องมาจากประชาชนได้รับการขยายหมู่บ้าน และอาศัยอยู่นอกชุมชน เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ และไม่สามารถ เชื่อมต่อไฟฟ้าสาธารณะได้เนื่องจากมีระยะไกล มีหมู่บ้านที่ขอรับการขยายเขตไฟฟ้าสำหรับ ครัวเรือนและเพื่อการเกษตรดังต่อไปนี้ บ้านโปร่ง หมู่ที่ ๑ ถึงบ้านโนนพัฒนา หมู่ที่ ๗ บ้านสามขา หมู่ที่ ๖ บ้านโคกล่าม หมู่ที่ ๓ บ้านสมดี หมู่ที่ ๔ บ้านโคกข่า หมู่ ๕ หมู่ ๘ บ้านตะเคียนทอง หมู่ที่ ๙ บ้านโพธิ์งาม หมู่ ๑๑ บ้านห้วยผึ้ง หมู่ที่ ๑๐ เพื่อแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้มีไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง ดิฉันจึงขอนำเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคช่วยลงสำรวจ จัดสรรงบประมาณขยายเขตไฟฟ้าแรงต่ำตามจุดดังกล่าวให้กับพี่น้องประชาชน ในเขตเทศบาลตำบลบ้านโปร่งอย่างเร่งด่วนด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ต่อไปคุณจีรเดช ศรีวิราช ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจีรเดช ศรีวิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากได้รับ เรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในพื้นที่จังหวัดพะเยาทั้ง ๙ อำเภอที่ประสบปัญหา ราคาตกต่ำเนื่องจากวิกฤติโควิด (COVID) ทำให้พี่น้องเกษตรกรต้องขาดทุนเป็นจำนวนมาก มีภาระหนี้สิน ไม่มีทุนในการผลิตในปีต่อไป ท่านประธานครับ พื้นที่ปลูกลำไยส่วนใหญ่ อยู่ในพื้นที่ ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน จำนวนกว่า ๑,๒๐๐,๐๐๐ ไร่ มีเกษตรกรชาวสวนลำไย กว่า ๒๕๐,๐๐๐ ครอบครัว โดยเฉพาะจังหวัดพะเยาของผมนั้น มีผู้ปลูกลำไยทั้งสิ้นกว่า ๗๙,๐๐๐ ไร่ เมื่อปีที่ผ่านมาก็ประสบปัญหาราคาตกต่ำเช่นเดียวกัน จึงได้ประสานท่านธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น ได้มารับทราบปัญหา และเร่งผลักดันให้รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือ จึงได้รับอนุมัติเยียวยามา ๓,๔๐๐ ล้านบาท ทำให้ แบ่งเบาภาระการขาดทุนไปได้บ้าง ท่านประธานครับ ผมได้รับข้อมูลจากผู้ใหญ่เดชา พินิจ ชาวสวนลำไยในอำเภอดอกคำใต้ว่าต้นทุนการผลิตลำไยค่อนข้างสูงต้องดูแลตลอดทั้งปี ทั้งพรวนดิน ดายหญ้า ตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย พ่นฮอร์โมน โดยเฉพาะค่าปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นถึงกระสอบละ ๙๐๐ บาท เฉลี่ยต้นทุนการผลิตประมาณกิโลกรัมละ ๒๓ บาท ขณะที่ราคารับซื้อลำไยในปีนี้ เกรดเอเอ (AA) ใหญ่สุดซึ่งมีประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ ๘ บาท เกรดเอ (A) ราคาไม่ถึง ๕ บาท ส่วนตกเกรดจำนวน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถจำหน่ายได้ต้องปล่อยให้ แห้งเหี่ยวไปคาต้น ดังนั้นขอฝากรัฐบาลได้ช่วยจัดสรรงบประมาณลงมาแก้ไข อย่างน้อยขอให้ได้ ไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท รายละไม่เกิน ๒๕ ไร่เหมือนปีที่ผ่านมา ก็จะบรรเทาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนชาวสวนลำไยไปได้มาก ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ครับ จากการปล่อยน้ำเน่าเสียของโรงงานแปรรูปปลาร้าลงสู่ลำธารสาธารณะในชุมชนก่อนลงสู่ทะเล บริเวณปากอ่าว หมู่ ๒ บ้านขุนไทร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพี่น้องประชาชนในละแวกนั้นกว่า ๓๐๐ ครัวเรือน แม้ว่าเคยมีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานในจังหวัดมาแล้วก็ยังเงียบอยู่ ขอให้ กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามตรวจสอบแก้ไขด้วยครับ🔗
ประเด็นถัดมา เป็นเรื่องการขอเช่าที่ดินริมทางรถไฟจากการรถไฟ แห่งประเทศไทยของพี่น้องเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบ โดยขอให้มีการทำสัญญาเช่าโดยตรง กับการรถไฟแห่งประเทศไทย เพราะที่ผ่านมาการเช่าที่ดินรถไฟมีผู้เช่าช่วงหรือไม่ก็กลุ่มทุน ท้องถิ่นสามารถที่จะเช่าช่วงได้ ก่อนที่จะให้ผู้เดือดร้อนเช่าต่อในราคาที่สูง อย่างเช่น กรณีเครือข่ายที่ดินรถไฟจังหวัดตรัง จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ อีกทั้ง ยังมีการข่มขู่คุกคามจากผู้ให้เช่าด้วย ก็ขอให้ทางกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามตรวจสอบแก้ไขโดยด่วนด้วยครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของวงการกีฬาไทยในกรณีที่ทางวาด้า (WADA) หรือ องค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลกประกาศไม่รับรองเป็นเวลาหนึ่งปีนั้น เนื่องจาก ประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของวาด้า (WADA) ซึ่งสร้างความเสียหายหลาย ๆ อย่างต่อวงการกีฬา ในเรื่องการขอเป็นเจ้าภาพจากการแข่งขันกีฬานานาชาติ การส่งนักกีฬา เข้าร่วมแข่งขันได้ แต่ห้ามใช้ธงชาติไทย เพลงชาติไทย และอื่น ๆ อีกมากมาย ก็ขอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเร่งสร้างการยอมรับและแก้ไขปัญหานี้ โดยเร่งด่วนด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ การให้ความเคารพรักอย่างงมงายต่อผู้มีอำนาจนั้น เป็นศัตรูอันยิ่งใหญ่ต่อความจริงและความเจริญของบ้านเมืองนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณภราดร ปริศนานันทกุล ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาต หารือท่านประธาน ๒-๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก เรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคา ข้าวเปลือก วันนี้พี่น้องเกษตรกรไปขายข้าวอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ ๕-๖ บาท ตันละ ๕,๐๐๐ กว่าบาท ไม่ถึง ๖,๐๐๐ บาท จริงอยู่วันนี้ทางรัฐบาลมีนโยบายการประกันรายได้ เป็นนโยบายที่ดี แต่ว่าอยากจะให้มีการทบทวนกฎเกณฑ์กติกาต่าง ๆ ที่ทำให้พี่น้องเกษตรกรนั้น ได้รับเงินชดเชยส่วนต่างที่สมเหตุสมผลมากกว่านี้ วันนี้ได้รับเงินส่วนต่างเพียงแค่ ๑,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้น เมื่อไปรวมกับราคาขายจริงที่ ๕,๐๐๐ กว่าบาท พี่น้องเกษตรกร มีรายได้ต่อไร่เท่ากับแค่ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าราคาประกันเป็นจำนวน ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นอยากจะเสนอ ๒-๓ ประเด็น🔗
ประเด็นแรก เรื่องการปรับตัวผลผลิตต่อไร่ เกณฑ์ที่ทางรัฐบาลได้ตั้งไว้ที่ ๖๐๒ กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งในความเป็นจริงเขาสามารถที่จะผลิตได้มากกว่านั้น🔗
ประเด็นที่ ๒ เรื่องความชื้นที่ทางรัฐบาลได้ตั้งเอาไว้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ สำหรับ ข้าวทุกชนิด วันนี้ความเป็นจริงไม่มีเกษตรกรที่ไหนเกี่ยวข้าวแล้วได้ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ตั้งเกณฑ์เอาไว้ อยากจะให้ขยับเกณฑ์ลดความชื้นลงมาเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๕ เปอร์เซ็นต์🔗
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม อย่างที่ทราบครับ ที่จังหวัดอ่างทองในหลายพื้นที่ ทั้งอำเภอไชโย อำเภอเมือง และอำเภอป่าโมกได้รับ ความเสียหายจากน้ำท่วมในครั้งที่ผ่านมา จึงอยากจะให้กรมโยธาธิการและผังเมืองเร่งสำรวจ ในส่วนของที่เสียหายทั้งอำเภอไชโย อำเภอเมืองและอำเภอป่าโมกทุกจุด และเร่งขอใช้ งบกลางในส่วนของงบฉุกเฉินเพื่อดำเนินการภายในปีนี้ เพราะหากตั้งปีงบประมาณ ๒๕๖๖ จะไม่ทันการณ์ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณนพพล เหลืองทองนารา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นพพล เหลืองทองนารา พรรคเพื่อไทย จังหวัดพิษณุโลก คนพรหมพิรามครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องที่จะมาหารือกับท่านประธานอยู่ ๒-๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก คือเรื่องน้ำที่ท่วมข้าว คือตอนนี้บริเวณทุ่งทะเลแก้ว แล้วก็บริเวณ หลังโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ซึ่ง ๒ จุดนี้มีเกษตรกรที่เพาะปลูกอยู่จำนวนประมาณ ๗,๐๐๐ ไร่ ซึ่งมีพี่น้องใน ๕ ตำบล มีตำบลบ้านกร่าง ตำบลพลายชุมพล ตำบลท่าทอง ตำบลท่าโพธิ์ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก แล้วก็ตำบลท่านางงามของ อำเภอบางระกำ ที่ขณะนี้จะถึงเวลาที่ชาวบ้านนั้นจะเก็บเกี่ยวแล้ว และทั้ง ๒ ทุ่งนี้ก็ปลูก ในส่วนของข้าวหอมมะลิ ถ้าน้ำยังไม่สามารถที่จะระบายออกได้ทันท่วงที จะทำให้ผลิตผล ทางการเกษตรของพี่น้องก็ไม่สามารถที่จะเก็บเกี่ยวได้ ผมเองก็ขอบารมีท่านประธาน ช่วยบอกทางผู้รับผิดชอบทั้งส่วนของกรมชลประทาน ซึ่งชลประทานตอนนี้ก็มีเอาเครื่องสูบ ไปตั้งอยู่แล้ว แต่ว่าจะขอให้เร่งสูบ แล้วก็ปัญหาเรื่องน้ำมันขออย่าให้ขาดตอน และในส่วนของ เครื่องของ ปภ. นั้นมีแต่เครื่องมาน้ำมันก็ไม่มี แล้วเมื่อวันก่อนท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ได้ลงไปดู ณ จุดนี้ คือจุดตรงที่หมู่ ๗ ตำบลท่านางงาม ในส่วนของประตูระบายน้ำ ดีอาร์ ๑-๐ แอล (DR 1-0 L) ผมเองเห็นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดไปดู แต่ก็สั่งนั่นสั่งนี่ ผมก็ไม่รู้ สั่งอะไรบ้าง แต่ว่าเท่าที่ได้ทราบมาคือสั่งแล้วแต่ไม่มีน้ำมัน ก็อยากจะขอให้ท่านผู้ว่าราชการ จังหวัดได้สั่งการอย่างจริงจัง เพราะว่าอีกไม่กี่วันแล้วถ้าน้ำยังแช่อยู่อย่างนี้ ผลผลิตเกษตรกร ก็แย่แน่🔗
๒. ในเรื่องของค่าชดเชยส่วนต่างที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ ซึ่งจะต้องจ่ายภายใน ๓ วันทำการ ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายนที่ผ่านมาในงวดแรก ตอนนี้ยังมีเกษตรกร หลายท่านยังไม่ได้ ซึ่งผมได้รับการร้องเรียนมาจากพี่น้องอย่างน้อยก็มีคนในตำบลวงฆ้อง และตำบลศรีภิรมย์ของอำเภอพรหมพิราม ที่ยังไม่ได้รับเงินชดเชยส่วนต่างราคาข้าวในงวดที่ ๑ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณอนุชา น้อยวงศ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม อนุชา น้อยวงศ์ จากเขต ๓ อำเภอวังทอง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ขอหารือท่านประธานสภาถึงปัญหาของพี่น้อง ชาวตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ทั้ง ๓ เรื่องดังนี้🔗
ข้อที่ ๑ การติดตามการออกเอกสารสิทธิของที่ดินของพี่น้องประชาชนหมู่ ๑ และหมู่บ้านใกล้เคียงในเขตตำบลแก่งโสภา ท่านประธานที่เคารพ ที่ดินในเขตดังกล่าว ถูกประกาศเป็นเขตป่าชุมชนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ พี่น้องประชาชนในเขตนั้นได้ร่วมกัน คัดค้านตั้งแต่ปีที่ประกาศเป็นต้นมา จนกระทั่งท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและทาง กรมพัฒนาที่ดินได้มีการประกาศยกเลิกการสงวนป่าชุมชนแล้ว ขอความกรุณาจาก ท่านประธานสอบถามถึงกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ถึงความคืบหน้าในการออกเอกสารสิทธิ ในเขตที่ดินดังกล่าว เนื่องจากระยะเวลาผ่านมานับปีแล้วพี่น้องประชาชนยังไม่มีคำตอบใด ๆ🔗
ข้อที่ ๒ การพัฒนาแหล่งน้ำของกรมพัฒนาที่ดินในเขตหมู่ ๔ ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเรียกว่า โครงการอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนอินทร์ งบประมาณ ๑๒๐ ล้านบาท ขอความกรุณาให้ทางกรมพัฒนาที่ดินเร่งรัดดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ดังกล่าว เนื่องจากเป็นแหล่งการเกษตรขนาดใหญ่ซึ่งพี่น้องประชาชนต้องการเป็นอย่างยิ่ง🔗
ข้อที่ ๓ เนื่องจากในตลาดทรัพย์ไพรวัลย์ ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก การจราจรติดขัดเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากมีรถจำนวนมากวิ่งเข้าไปใกล้ตลาด ดังกล่าว จึงขอความกรุณาจากกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ได้เร่งผลักดัน การสร้างโครงการถนนเลี่ยงเมืองทรัพย์ไพรวัลย์ ตั้งแต่หมู่ ๕ บ้านม่วงหอม ตำบลแก่งโสภา ถึงถนนเส้นหลัก คือถนนหมายเลข ๑๒ พิษณุโลก-หล่มสัก ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ🔗
ต่อไปนางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ดิฉันขอปรึกษาหารือฝากท่านประธานไปยังสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะว่าไปเรื่องที่ดิฉันพูดมันก็เหมือนเรื่องขี้ไก่ในสายตาของใครอีกหลาย ๆ คน แต่ดิฉันมองว่า มันคือปัญหาระดับชาติ ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ซื้อซื้อได้ในราคาที่สูง สลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาที่รัฐบาลกำหนด แต่ผู้ขายรายย่อยก็สามารถรับมาขายในราคา ที่แพง ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายทำไมถึงเกิดปัญหาแบบนี้ ซื้อก็แพง ขายก็แพง ต้นทุนเขามาแพง เราควรจะทำอย่างไร สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลควรจะจัดสรรโควตาให้เป็นธรรม ให้กับผู้ค้ารายย่อย ดิฉันทราบว่าสัดส่วนโควตาของผู้พิการก็มีส่วนหนึ่งที่ล้มหายตายจากไป แต่โควตาใหม่ก็อาจจะไม่ได้เพิ่มเติมเข้ามาอย่างที่ควรจะเป็น หรือแม้กระทั่งปัญหาตอนนี้ ที่ทุกคนทราบดีคือ เรื่องแพลตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform online) ของหวยออนไลน์ (Online) ถ้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะปล่อยปละละเลยให้แพลตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform online) ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลต่อกันมาแบบผิดกฎหมายแบบนี้ ถ้าท่านไม่ได้ ทำอะไร ท่านควรจะทำเสียเองเลย เป็นเจ้าไปเองเลย เป็นแพลตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform online) โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไปเองเลย เพื่อที่จะทำให้มันถูกต้องตามกฎหมายไป ราคาก็จะได้ไม่แพง ก็จะได้ไม่มีการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ท่านอย่าได้เหนียมอายเลยว่า ครั้งหนึ่งเคยที่จะล้มโครงการพวกนี้ของเขามา ถ้าคิดว่ามันเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย ท่านก็ควรที่จะกัดฟันแล้วก็ทำเพื่อประชาชนคนรากหญ้า ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของเขาที่จะได้มีเงินรางวัลนั้นเข้ามาจุนเจือในครอบครัว อยากให้ท่านประธานฝากไปยัง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลว่า ควรจะช่วยผู้ซื้อและผู้ขายเพื่อให้เกิดความยุติธรรม แก่ประชาชนมากที่สุดค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณจารึก ศรีอ่อน🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จารึก ศรีอ่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๒ ขออนุญาตหารือ ท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก เกี่ยวกับเรื่องปัญหาช้างป่าครับ ท่านประธานครับ ๑๐ วันที่ผ่านมา เมื่อต้นเดือนช้างทำร้ายพี่น้องประชาชนเสียชีวิต ๓ รายนะครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของช้างป่าที่มาเพ่นพ่านอยู่ในจังหวัดจันทบุรีนะครับ อยากให้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชผลักดันช้างกลับป่า ในส่วนที่ยังผลักดันไม่ได้ก็อยากจะให้มี เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามเพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นมาอีกครับ ท่านประธานครับ🔗
เรื่องที่ ๒ คือปัญหาลำไยของจังหวัดจันทบุรีครับ ท่านประธานครับ เนื่องจาก จังหวัดจันทบุรีมีลำไยที่ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอสอยดาว เป็นจำนวนมากนะครับ ตอนนี้ล้ง ที่รับซื้อมีปัญหาเรื่องแรงงานครับ ท่านประธานครับ มีปัญหาเรื่องแรงงานก็ไม่สามารถ ไปเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งออกต่างประเทศได้ เพราะฉะนั้นชาวสวนลำไยราคาตกต่ำมากนะครับ ในส่วนของล้งก็เก็บไปได้เพียงเล็กน้อย ในส่วนที่เหลือก็อาจจะเป็นเรียกว่าลำไย ตกเกรด (Grade) ก็มีพ่อค้ามาซื้ออีกทอดหนึ่ง ซึ่งให้ราคาต่ำมากนะครับ ปีที่แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ค่าชดเชยไปไร่ละ ๒,๐๐๐ บาทนะครับ ปีนี้ฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยดำเนินการ เรื่องค่าเยียวยาให้ด้วยครับ ท่านประธานครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องปัญหาน้ำท่วมของจังหวัดจันทบุรีครับ ท่านประธานครับ เดือนที่แล้วน้ำท่วมจังหวัดจันทบุรี ท่วมฉับพลันทำให้เกิดความเสียหายมากมายในตัวจังหวัด แล้วก็ในหลาย ๆ อำเภอที่อยู่รอบ ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นถนนหนทางก็ตาม สะพานก็ตาม เกิดความเสียหายมากมาย ก็อยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ช่วยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปดำเนินการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนนะครับ ไม่ว่าในส่วนของสะพานต่าง ๆ ที่บ้านวังสรรพรส ในส่วนของถนน หมู่ ๕ บ้านจั่นตาแป๊ะนะครับ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยเร่งด่วนครับ ท่านประธานครับ กราบขอบคุณครับ🔗
ต่อไปนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานสภาไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถึง ๒ เรื่องที่ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ค่ะ🔗
เรื่องที่ ๑ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ ที่ไปตรวจพีซีอาร์ (PCR) ในโรงพยาบาลที่ ศบค. ได้ส่งไปนั้นกว่าจะได้รับผลตรวจพีซีอาร์ (PCR) กินเวลาเข้าไป ๓-๔ วัน เพราะปกติแล้วจะทราบผลภายใน ๑ วัน ทำให้พี่น้อง ประชาชนคิดว่าไม่ได้ติดเชื้อและไม่ได้กักตัวทำให้เชื้อกระจายเข้าไปในชุมชน จึงอยากให้ ท่านรัฐมนตรีตรวจสอบว่าเป็นความจริงหรือไม่ แล้วอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องที่พี่น้องบางส่วน ที่ตรวจเอทีเค (ATK) ไป แต่ไม่ได้ถูกส่งตรวจพีซีอาร์ (PCR) ต่อ อยากทราบว่าเป็นเพราะ เหตุใดถึงไม่ตรวจพีซีอาร์ (PCR) ต่อไป ดิฉันได้ข่าวเกรงว่าจะทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น นั่นเป็นความจริงหรือเปล่าคะ เพราะฉะนั้นฝากท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ช่วยตรวจสอบโดยเร่งด่วนต่อไป นี่มันคือความเป็นความตายของประชาชนนะคะ ถ้าจะ เอาใจรัฐบาลแล้วมาหลอกลวงตัวเลขให้กับประชาชน ดิฉันเห็นว่าจะเป็นความเสียหาย อย่างยิ่ง และดิฉันหวังว่าจะได้รับคำตอบโดยเร่งด่วนเพื่อไปชี้แจงให้กับประชาชนต่อไป🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับการร้องขอจาก อสม. ถึงเรื่องค่าตอบแทนเยียวยา และค่าเสี่ยงภัยของ อสม. จำนวน ๕๐๐ บาท ที่ได้รับถึงปีสิ้นเดือนกันยายน ๒๕๖๔ นี้ แต่ อสม. ยังเป็นผู้ปฏิบัติงานและเฝ้าระวัง ป้องกันโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ยังระบาดอยู่ ในขณะนี้ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่มียอดติดเชื้อเป็นอันดับ ๒ ของประเทศไทย อสม. ยังต้องทำงานหนัก จึงร้องขอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ขอเงินค่าตอบแทน อสม. จำนวน ๕๐๐ บาท เพิ่มขึ้นไปอีก ๑ ปีงบประมาณ ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปนางสาวรังสิมา รอดรัศมี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากท่านผู้ใหญ่เสรี สุขรุ่งเรืองชัย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๕ ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ร้องเรียนดิฉันว่า ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากสะพานเป็นสะพานไม้ ๑๐ กว่าปีแล้วของบประมาณ ท่านประธานได้ดู ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมาก มอเตอร์ไซค์ตกคลองบ่อยมากเลย แล้วประชาชนเวลาสัญจรจะต้องอ้อมไปอีกตำบลหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็จะของบประมาณ ก่อสร้างสะพานคอนกรีต เพื่อให้รถยนต์สามารถสัญจรไปมาได้🔗
เรื่องที่ ๒ ขณะนี้พี่น้องประชาชนที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวอ่อน ได้รับความเดือดร้อนมาก คือ ราคามะพร้าวจากลูกละ ๓๐-๔๐ บาท ตอนนี้เหลือลูกละ ๒ บาท เหลือแล้วก็ยังขายไม่ได้อีกต่างหาก เพราะว่าปริมาณมากล้นตลาด ก็อยากจะให้ทาง กระทรวงพาณิชย์ได้ช่วยเหลือแก้ไขพี่น้องชาวสวนมะพร้าวอ่อน🔗
อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องคนที่เสียชีวิตอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปที่ได้รับเงินสงเคราะห์ การทำศพ คนละ ๓,๐๐๐ บาท ขณะนี้ตายไปตั้งนานแล้ว เงินที่ได้รับการช่วยเหลือก็ยัง ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ยังค้างจ่ายตั้ง ๑๒๗,๑๖๘ ราย แล้วก็ปีนี้รัฐบาลก็ตั้งงบประมาณ ให้แค่ ๖๙,๗๑๓ ราย ๒๐๙ ล้าน เพราะฉะนั้นก็จะเป็นดินพอกหางหมูไปเรื่อย ๆ ก็อยากจะ ฝากทางท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของบกลาง ให้มาช่วยแก้ปัญหาให้กับคนที่ ตายไปแล้ว แล้วยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ มีเรื่องหารือ ๒ เรื่อง ผ่านไปยังท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี🔗
เรื่องที่ ๑ ในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๔ มีพื้นที่ เกษตรกรรมถูกน้ำท่วมกว่า ๓๖ จังหวัด กินพื้นที่กว่า ๔ ล้านไร่ น้ำท่วมนาข้าว น้ำท่วมพืชไร่ ซึ่งตามมติคณะรัฐมนตรีเดิมมีการชดเชยนาข้าวอยู่ที่ไร่ละ ๑,๓๔๐ บาท พืชไร่และพืชผักไร่ละ ๑,๙๘๐ บาท ตามยอดการชดเชยดังกล่าวถือว่าน้อยมาก ค่าปุ๋ยต่อไร่ ก็ยังแทบจะไม่พอเลย เพราะฉะนั้นต้นทุนการปลูกข้าวต่อไร่และพืชไร่ต่าง ๆ ประมาณ ๔,๕๐๐ บาท ดังนั้นจึงอยาก เรียนให้รัฐบาลช่วยชดเชยเยียวยา พื้นที่เกษตรกรรมที่น้ำท่วม ๔ ล้านไร่ อย่างน้อยไร่ละ ๔,๕๐๐ บาท จำนวน ๔ ล้านไร่ ก็ใช้เงินประมาณ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกัน เพิ่มเติม อีกนิดหนึ่ง คือผมอยากให้รัฐบาลเยียวยาพี่น้องประชาชนริม ๒ ฝั่ง แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี กรุงเทพมหานคร ที่น้ำท่วมขังเป็นระยะเวลาเดือนถึง ๒ เดือน ๓ เดือน อย่างน้อยครอบครัวละ ๑๕,๐๐๐ บาท ต่อเดือน🔗
ประเด็นที่ ๒ จากสถานการณ์ที่ข้าวเปลือกเจ้าราคาตกต่ำมาก เหลือตันละ ประมาณ ๕,๕๐๐-๕,๘๐๐ เพราะว่าความชื้นที่ไปส่งที่โรงสีและสหกรณ์อยู่ที่ประมาณ ๑๕-๒๕ เปอร์เซ็นต์ และ ณ ปัจจุบันรัฐบาลได้ประกันราคาข้าวเปลือกเจ้าอยู่ที่ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อตัน แต่เทียบราคาจากราคากลางที่ ๘,๐๖๕.๓๘ บาท ดังนั้นจึงชดเชยแค่ ๑,๙๓๔.๖๒ บาทต่อตัน จึงอยากให้รัฐบาลเปลี่ยนวิธีการคำนวณราคากลางให้เทียบกับการที่ชาวนาไปขายให้กับโรงสี และสหกรณ์โดยแท้จริง แล้วก็เรเฟอเรนซ์ (Reference) ที่ราคาตรงนี้ ถ้าขายให้โรงสี ๕,๕๐๐ บาท ต้องชดเชย ๔,๕๐๐ บาทต่อตัน ถ้าขายให้สหกรณ์ ๖,๐๐๐ บาท ก็ชดเชย ๔,๐๐๐ บาทกับข้าวทุกประเภท ทั้งข้าวเปลือกเจ้า ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุม แล้วก็ ข้าวอื่น ๆ ถือเป็นการช่วยเหลือชาวนาครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย อินทร์สุข ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย อินทร์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนเดิม ๆ จากพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขต รอบ ๆ บึงสีไฟ หมู่ ๔ ตำบลท่าหลวง หมู่ ๓ ตำบลคลองคะเชนทร์ ว่าสำนักงานที่ดินจังหวัด พิจิตร ควบคุมโดยกระทรวงมหาดไทย ได้สำรวจที่ดินที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ แต่สำนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตรได้เก็บค่ารังวัดที่ดินไปแล้วประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ ราย ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องจากว่าทางสำนักงานที่ดินได้แจ้งว่า การออกเอกสารสิทธิจะต้องมีที่อยู่อาศัยเดิม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นไป ดังนั้นแล้วต้องย้อนหลังไปอีกกี่สิบปีจึงจะสามารถ ออกเอกสารสิทธิได้ แต่พี่น้องประชาชนได้มีที่ดินประมาณ ๔๐-๕๐ ตารางวา ถึงไม่เกิน ๒๐๐ ตารางวาต่อ ๑ ราย ที่ได้รังวัดไปแล้วและเตรียมออกเอกสารสิทธิ รับแจ้งว่าไม่สามารถ ออกเอกสารสิทธิได้ จึงอยากให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบว่า ที่ดินบึงสีไฟที่หายไปกว่า ๕,๐๐๐ กว่าไร่ ออกเอกสารสิทธิในเขตหมู่ ๓ หมู่ ๔ และรอบ ๆ เขตเทศบาล ทำไมถึงออก เอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินได้ แม้แต่กระทั่งที่ศาลจังหวัดพิจิตรที่อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทำพิธีเปิด ไปเมื่อปีที่แล้วยังมีเอกสาร น.ส. ๓ ตรงนั้นละครับกลางบึงสีไฟ ห้างท็อปส์ก็ดี ห้างแม็คโครก็ดี ก็ยังมีเอกสารสิทธิ แต่พี่น้องประชาชนมีที่ดินเพียงนิดเดียวไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ อยากให้กระทรวงมหาดไทยรีบดำเนินการให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนโดยด่วน🔗
เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของพี่น้องประชาชนชาวอำเภอวชิรบารมี ขอให้ติดตั้ง สัญญาณไฟจราจรสี่แยกตรงที่ว่าการอำเภอวชิรบารมีเร่งด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ คือเรื่องราคาผลผลิต คือราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะนี้ราคา ข้าวเปลือกที่จังหวัดพิจิตร ข้าวหอมจังหวัดราคาตันละ ๘,๐๐๐-๘,๒๐๐ บาท แต่ที่ภาคอีสาน ราคาตันละ ๑๐,๕๐๐ บาทครับ ขอให้กระทรวงพาณิชย์รีบดำเนินการพยุงราคาให้สูงขึ้นกว่านี้ อย่างเร่งด่วนครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ผมขออนุญาตขอบคุณ ชื่นชมทุกท่านนะครับ ตั้งแต่ท่านแรกคุณชวลิต วิชยสุทธิ์ ไปถึงท่านสุดท้าย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย อินทร์สุข เพราะว่าทุกคนได้ดูแลรักษาเวลาอย่างดีมาก ๒ นาที แม้วันนี้เราจะเพิ่มขึ้น ๒ ท่านก็ตาม และทุกคนก็นำปัญหาประชาชนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของการใช้ข้อบังคับนี้ ก็ขอชื่นชมด้วยความจริงใจครับ เราจบเรื่องของการปรึกษาหารือ ตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ นะครับ🔗
บัดนี้มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ๒๙๓ คน ครบองค์ประชุมครับ องค์ประชุม ๒๓๘ คน จากสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ ๔๗๕ คน ขณะนี้ครบองค์ประชุม ผมขอเปิดประชุม ขออนุญาตดำเนินการไปตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗
๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗
วันนี้มีกระทู้ถามสดด้วยวาจา ๓ กระทู้นะครับ เนื่องจากว่ามีรัฐมนตรีบางท่าน ที่ต้องหมุนเวียนตอบ เพราะในระหว่างที่เราถามกระทู้ในห้องประชุมใหญ่นี้ ห้องกระทู้ถาม แยกเฉพาะก็ดำเนินการไปด้วย และมีกระทู้ถามแยกเฉพาะ ๖ กระทู้ ดังนั้นรัฐมนตรี บางท่านก็อาจจะต้องไปตอบกระทู้ในห้องนั้นด้วย จึงจัดลำดับกระทู้ถามสด ๓ กระทู้ ดังต่อไปนี้นะครับ🔗
กระทู้ถามแรกของท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ปัญหาเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านนิพนธ์ บุญญามณี มาเป็นผู้ตอบ🔗
กระทู้ถามที่ ๒ ก็จะเป็นกระทู้ถามสดของคุณปดิพัทธ์ สันติภาดา ได้ถาม ปัญหาราคาข้าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้ตอบ🔗
กระทู้ถามที่ ๓ จะเป็นกระทู้ของท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เรื่องปัญหาราคา น้ำมัน รัฐมนตรีที่รับผิดชอบส่งรายชื่อมานะครับ รัฐมนตรีก็จะได้มาตอบ ทั้ง ๓ กระทู้จะมี รัฐมนตรีมาตอบ ผมเรียนเป็นหลักไว้นิดเดียวครับ ทราบดีด้วยความเคารพต่อท่านผู้ถามและผู้ตอบ ทุกคน ทราบดีอยู่แล้ว แต่ว่าเพื่อย้ำให้คนทั่วไปได้เข้าใจว่า กระทู้ถามสดนั้นบรรจุได้ครั้งละ ๓ กระทู้ กำหนดให้ใช้เวลาไม่เกิน ๙๐ นาที เราจึงแยก ๓ กระทู้ออกไปกระทู้ละ ๓๐ นาที โดยแต่ละฝ่าย รับเวลาไปฝ่ายละ ๑๕ นาที และผู้ถามมีสิทธิถามได้ไม่เกิน ๓ ครั้ง และตอบให้เสร็จ ภายในเวลา ๓๐ นาที ที่เรียนเพราะว่าท่านผู้ถาม ผู้ตอบจะได้บริหารเวลาให้ได้ใน ๓๐ นาที ท่านควรจะถาม จะตอบอย่างไรเพื่ออยู่ในเวลา มันมีเรื่องเดียว ที่อยากจะเรียนย้ำ ถึงแม้พวกเรา จะทราบดีอยู่แล้วก็คือ กระทู้ต้องไม่มีลักษณะเป็นการอภิปราย อันนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ ยากหน่อย เพราะว่าบางทีบางท่านก็ซักกระทู้โดยการอภิปรายเสียเอง ซึ่งในที่ประชุม ประสานงานก็เสนอแนะว่า ให้ผมหรือใครก็ตามที่ทำหน้าที่เป็นประธานให้เตือนสมาชิก ในเรื่องนี้ เพื่อเราใช้เวลาให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง กระทู้มีกติกา ต้องมีลักษณะ ไม่ต้องห้ามอยู่ ๘ ประการ ผมจะไม่อ่านให้เสียเวลา พวกเราไปดูข้อบังคับ ข้อ ๑๔๗ แล้วจะได้เข้าใจ ผมขอเริ่มด้วยกระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ ๑ ของท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เรื่องปัญหาที่ดินทำกินนะครับ ท่านรัฐมนตรีผู้ตอบมาแล้วครับ🔗
๑.๑.๑ กระทู้ถาม ที่ ๑ เรื่องปัญหาสิทธิที่ดินทำกิน (นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ🔗
ขอเชิญท่านกมลศักดิ์ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย อำเภอบาเจาะ อำเภอยี่งอ อำเภอรือเสาะ และอำเภอศรีสาคร พรรคประชาชาติ ขอบคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้ตั้งกระทู้ถามสด และขอบคุณพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ได้ให้โอกาส พรรคประชาชาติได้ใช้สิทธิถามกระทู้สดด้วยวาจาในวันนี้ จริง ๆ กระทู้สดที่ผมจะถาม ด้วยวาจาในวันนี้สืบเนื่องมาจากของสัปดาห์ที่แล้ว และเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ การทำงานของกรมที่ดิน และผมได้มีความประสงค์ระบุอยากให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยมาตอบ มาชี้แจง แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เข้าใจดีครับ เพราะว่าท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในวันนี้ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ก็ทำหน้าที่ดูแลโดยตรงกรมที่ดินอยู่แล้ว และหัวข้อที่ผมจะตั้งกระทู้สดเป็นประเด็นไม่ใช่ เฉพาะเกี่ยวกับเอกสารสิทธิอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการปฏิบัติงานของกรมที่ดินโดยตรง ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และรัฐมนตรีกำกับดูแล และเป็นผลสืบเนื่องมาจาก การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และผมเชื่อว่าประเด็นที่ผมจะตั้งคำถามกระทู้สดกับท่านรัฐมนตรี เป็นประเด็นที่สังคมรอคำตอบที่ผมจะถามใน ๓ คำถาม🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตเท้าความนิดหนึ่งว่าท่านรัฐมนตรีเอง นายกรัฐมนตรีต้องอยู่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ นั่นก็คือรัฐมนตรี ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติส่วนรวม นอกจากนี้แล้ว คณะรัฐมนตรีในมาตรา ๑๕๓ ของรัฐธรรมนูญยังใช้หลักความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะฉะนั้น ถึงแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะไม่มาตอบเอง แต่ท่านนิพนธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยมาตอบ เราก็อยู่บนพื้นฐานหลักความรับผิดชอบร่วมกันตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา โดยสรุปสั้น ๆ ที่ผมจะเท้าความข้อเท็จจริงขึ้น ก่อนก็คือว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้อภิปราย ไม่ไว้วางใจเกี่ยวกับที่ดินบริเวณเขากระโดง ตำบลอิสาณ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ และผมเองเมื่อประมาณเดือนกันยายน ๒๕๖๔ ก็ได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน วันนี้ จะไม่พยายามซ้ำเรื่องที่อภิปราย ไม่เกี่ยวกับการอภิปราย แต่เกี่ยวเนื่องกัน เพราะถือว่า เป็นการติดตามการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เราติดตามการทำงานของฝ่ายบริหาร เหมือนที่ผมได้หยิบยกรัฐธรรมนูญในตอนต้นว่า เรากำลังมองว่าฝ่ายบริหารโดยเฉพาะ กรมที่ดินตอนนี้กำลังไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๓ นั่นก็คือหน้าที่ของรัฐกำลัง ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ท่านประธานครับ ที่ดินเขากระโดงประมาณ ๕,๐๘๓ ไร่เศษ มันกำลังจะกลายเป็นมหากาพย์ และเราเคยมีบทเรียนในเรื่องของสนามกอล์ฟอัลไพน์ มาแล้วในอดีต ท่านประธานเองก็คงทราบดี ผมไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้นซ้ำกับเจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการที่ปฏิบัติงานอยู่ขณะนี้มีความลำบากใจและท้ายที่สุดต้องถูกดำเนินคดี ท่านประธานครับ หลังจากที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ปรากฏว่าที่ดินที่เขากระโดงที่มีปัญหาเรื่องเป็นที่ดินตาม พ.ร.บ. การจัดวางรางรถไฟ และทางหลวง ๒๔๖๒ นี้นะครับ ก่อนหน้านี้ปรากฏว่าไม่มีการขยับใด ๆ เลยจนกระทั่ง เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ส่งเอกสารต่าง ๆ ที่ศาลฎีกา เคยมีคำพิพากษาคำสั่งของคณะกรรมการกฤษฎีการวมตลอดถึงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งไปยังกรมที่ดินเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๒ ในหนังสือก็แนบท้ายเอกสารทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิตามมาตรา ๖๑ เพราะความ ปรากฏว่าบริเวณที่ดิน ๕,๐๘๓ ไร่เศษนี้เป็นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย หลังจากนั้น เรื่องนี้ถึงจะได้มีการขยับตั้งแต่ ๒๓ มิถุนายน🔗
ท่านประธานครับ🔗
แล้วก็พอมาเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๔ กรมที่ดินก็ได้มีหนังสือตอบไปยังการรถไฟให้ทางการรถไฟดำเนินการส่งเอกสารรูประวาง แผนที่🔗
คุณกมลศักดิ์ครับ ขออภัยครับมีผู้ประท้วง🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาตลุกขึ้นประท้วงท่านประธานและขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัย ผมเห็นว่า ตอนนี้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังตั้งกระทู้ กำลังทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๔๗ อย่างที่ ท่านประธานได้กรุณาแจ้งให้ทราบเมื่อสักครู่ ผมว่าเรื่องที่ท่านกำลังตั้งกระทู้เป็นเรื่องที่ได้เคย เป็นประเด็นอย่างที่ท่านได้บอกแล้ว ก็คือเป็นประเด็นที่ได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตั้งแต่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนามคือท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และตัวท่านสมาชิกเอง เมื่อคราวที่แล้ว คือเรื่องนี้เรื่องเดิมเรื่องเดียวกัน ผมเกรงว่าท่านกำลังจะอภิปรายในเรื่อง ซึ่งเป็นกระทู้ตามข้อ ๑๔๗ ซึ่งเป็นข้อห้ามไม่ให้อภิปราย ไม่ให้มีการมาตั้งกระทู้ เพราะฉะนั้น ผมจึงอยากขอให้ท่านประธานได้โปรดกรุณาวินิจฉัยด้วยว่า วันนี้มันเป็นการกระทำซ้ำในสิ่งที่ มีการตอบกันไปแล้วหรือไม่ ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นบรรทัดฐานที่เราจะต้องสร้างกันไว้ครับ เพราะท่านได้มีการตั้งมา อภิปรายไม่ไว้วางใจมา ๒ ครั้งแล้ว วันนี้ท่านมาตั้งกระทู้ถามสด ในเรื่องเดียวกันอีกครับท่านประธานครับ ขอความกรุณาได้โปรดวินิจฉัยด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
โดยไม่มีโอกาสได้ทราบ ก่อนนะครับว่าท่านจะถามเรื่องอะไร แต่ว่าก็ได้ติดตามฟังแล้ว ก็เรียนว่าโดยขณะนี้ยังไม่ถึง ขั้นละเมิด ข้อ ๑๔๗ นะครับ แต่ว่าขอเรียนท่านผู้ถามว่าพยายามใช้เวลาในการถาม ๓ ข้อนี้ ภายในเวลานะครับ เชิญเลยครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานมากครับ ก็คือว่ามีหนังสือโต้ตอบตั้งแต่เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคมกรมที่ดินมีหนังสือให้ทาง การรถไฟแห่งประเทศไทยส่งรูประวางแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา หลังจากนั้นการรถไฟ แห่งประเทศไทยก็มีหนังสือตอบอีกนะครับ ยืนยันให้ทางกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอน เอกสารสิทธิบริเวณดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการอภิปรายและเป็นเรื่องปัจจุบันก็คือว่า หลังจากที่การรถไฟแห่งประเทศไทย มีหนังสือถึงกรมที่ดินแล้ว เดือนตุลาคมนี้นะครับ เดือนตุลาคมปีนี้กรมที่ดินก็มีหนังสือไปยัง การรถไฟแห่งประเทศไทยอีก โยนให้การรถไฟแห่งประเทศไทยดำเนินการฟ้องเพิกถอน แล้วบอกว่าจะไม่ดำเนินการเพิกถอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑🔗
คำถามแรกก็คือว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว เกือบ ๑๐ ปีแล้วครับ เท่าที่ผมติดตามดู แต่เหตุไฉนก่อนหน้านี้ท่านรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย ถ้านับ ระยะเวลาที่ดูแลรับผิดชอบกระทรวงมหาดไทย กรมที่ดินตั้งแต่ยุค คสช. มานี่นะครับ ๗ ปีกว่า ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยดูแลรับผิดชอบกรมที่ดิน เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๒ ก่อนหน้านี้เกือบ ๒ ปี ทำไมกรมที่ดินถึงไม่ดำเนินการใด ๆ เลยกับที่ดินบริเวณนี้ คำถามแรกครับ🔗
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้มาเรียน ตอบกระทู้ของท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ซึ่งท่านได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา ในประเด็นเรื่อง กรณีที่ดิน ซึ่งเราเรียกกันว่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยบริเวณเขากระโดง ซึ่งต้อง ขอบคุณที่ท่านได้นำประเด็นนี้มาสอบถามอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ท่านได้เคยอภิปรายในสภา แห่งนี้ไปแล้ว ผมขออนุญาตกราบเรียนดังนี้นะครับว่า กรณีดังกล่าวนี้ตามที่ท่านได้เรียนแล้วว่า เรามีข้อพิพาท แล้วก็เรื่องได้ถึงศาล ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านได้เรียนว่ากรณีที่ศาลฎีกาได้มี คำพิพากษาในคดี ที่ ๘๔๒-๘๗๖/๖๐ และ ๘๐๒๗/๖๑ ซึ่งถือว่าคำพิพากษาศาลฎีกา ก็ผูกพันคู่กรณี ซึ่งท่านเองก็ทราบดีนะครับ ในกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดี ๘๔๒-๘๗๖/๖๐ และ ๘๐๒๗/๖๑ นั้น ผลการดำเนินงาน ศาลพิพากษาว่าที่ดินดังกล่าว เป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย กรมที่ดินก็ได้แจ้งให้จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ดำเนินยกเลิก ใบไต่สวนของราษฎรทั้ง ๓๕ รายที่ฟ้องคดี แล้วก็พร้อมทั้งให้จำหน่าย ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๐๙ หมู่ที่ ๑ ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ออกจากสารบบการครอบครอง ที่ดิน และกรมที่ดินได้มีหนังสือลับ ที่ มท ๐๕๑๖.๒/๓๐๒๕ ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๔ แจ้งให้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปแล้ว อันนี้ก็ได้ เรียนว่าในส่วนที่กรมที่ดินในกรณีที่ ๑ นั้น ก็ได้ถือว่ากรมที่ดินได้มีหนังสือแจ้ง และได้ ดำเนินการยกเลิกใบไต่สวนดังกล่าว กรณีที่ดำเนินการกรณีตามที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาคดี ที่ ๘๐๒๗/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ นั้น ว่าที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ข เลขที่ ๒๐๐ หมู่ที่ ๙ ปัจจุบันเป็นหมู่ที่ ๑๓ ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ บางส่วนเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้น กรมที่ดินได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑๙๗๗/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๔ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความใน มาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการให้มีคำสั่งแก้ไข เนื้อที่ตามระเบียบและกฎหมาย ซึ่งผมเข้าใจว่าท่านกมลศักดิ์ก็คงทราบว่า อำนาจหน้าที่ ในการเพิกถอนโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดิน ที่ออกด้วย ความคลาดเคลื่อนนั้น หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งก่อนจะดำเนินการเพิกถอนนั้น ก็จะต้องดำเนินการ เป็นขั้นเป็นตอนตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ นั่นก็คืออธิบดีกรมที่ดิน ตั้งคณะกรรมการ สอบสวนตามมาตรา ๖๑ ประกอบไปด้วยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือที่ดินสาขา เป็นประธานกรรมการโดยมีนายอำเภอ มีนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกรรมการ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ถ้าที่ดินนั้นอยู่ในเขตป่าไม้ ก็ต้องมีเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ อยู่ในคณะกรรมการด้วย เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการ คณะกรรมการสอบสวนต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน หากไม่แล้วเสร็จก็ขอขยายเวลาได้ อีกไม่เกิน ๖๐ วัน รวมระยะเวลา ๑๒๐ วัน ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นในข้อที่ ๑ ผมก็ถือโอกาสได้เรียนว่ากรมที่ดินไม่ได้ละเลยนะครับ ได้ปฏิบัติหน้าที่ ต่อเนื่องมา แล้วผมเองในฐานะที่กำกับกรมที่ดินก็ได้มีหนังสือสั่งการในเรื่องนี้ว่าให้ปฏิบัติตาม กฎหมายอย่างเคร่งครัด ในกรณีนี้ผมจึงถือโอกาสได้เรียนกับท่านกมลศักดิ์ว่า กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทยไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ แล้วก็ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว ขอขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านกมลศักดิ์ครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ แต่ผมว่า ท่านยังตอบประเด็นข้อแรกไม่เคลียร์ (Clear) ที่ผมถามก็คือคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษา ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ และท่านเข้าดำรงตำแหน่งปี ๒๕๖๒ เรื่องนี้เพิ่งมาขยับในปี ๒๕๖๔ หลังจาก ที่ท่านทวีได้อภิปรายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ มาขยับหลังจากนั้นก่อนหน้านี้ ๒ ปี นั่นคือ ประเด็นที่ผมถามทำไมไม่ขยับเลย ส่วนประเด็นที่ท่านได้ชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ เรื่องนี้มาขยับ ในปี ๒๕๖๔ ทั้งนั้น หนังสือของการรถไฟแห่งประเทศไทย ของกรมที่ดิน ด้วยความเคารพครับ ส่วนที่ท่านได้ชี้แจงมาเมื่อสักครู่ผมเข้าใจว่าท่านก็จบกฎหมาย คดีที่ท่านได้ชี้แจงเกี่ยวกับ คำสั่งของกรมที่ดินที่ออกไปนี้นะครับ ผมดูหนังสือของกรมที่ดินที่แจ้งมายังการรถไฟ แห่งประเทศไทย ท่านประธานครับ ต้องเข้าใจก่อนว่าที่ดินตรงนี้ ๕,๐๐๐ กว่าไร่ แต่ว่าการ ดำเนินการของกรมที่ดินกับที่ดินแปลงนี้ที่ตอบไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ท่านรัฐมนตรี ช่วยได้ชี้แจงว่า ได้มีคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม กับวันที่ ๑๖ สิงหาคม เฉพาะคดีที่มีคำพิพากษาศาลฎีกา ปี ๒๕๖๐ กับปี ๒๕๖๑ ๓๖ รายแค่นั้นเอง ที่ตั้ง คณะกรรมการสอบสวนและมีคำสั่ง แต่นอกเหนือจากนั้นท่านไม่ดำเนินการตามประมวล กฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ ทั้ง ๆ ที่ความปรากฏแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกา ขออนุญาตท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านลองให้อธิบดีกรมที่ดินไปดู คำพิพากษาศาลฎีกา ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ในเอกสารหมาย ร. ๕ กับ ร. ๑๓ ศาลฎีการับฟัง รูประวางแนวเขตที่ดินที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ส่งประกอบในการต่อสู้คดีจนถึง ศาลฎีกา และคดีได้ถึงที่สุด ศาลฎีการับฟัง ผมกำลังพูดถึงที่ดินแปลงอื่น ๆ ที่เป็นเอกสาร หมาย ร. ๕ กับ ร. ๑๓ ทั้งแปลง แต่กรมที่ดินได้แยกเรื่องในการดำเนินการ ทำไมไม่เอาหลัก เอกสารข้อเท็จจริงที่นำไปสู่คำพิพากษา แผนที่สำรวจของการรถไฟแห่งประเทศไทยมารับฟัง กรมที่ดิน เพราะว่าท่านไปแยกเป็นย่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโฉนดที่ดินแปลงเลขที่ ๓๔๖๖ ๘๕๖๔ ๒ แปลงนี้ท่านมีหนังสือตอบให้การรถไฟแห่งประเทศไทยไปฟ้องเอาเอง ไม่ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ ทั้ง ๆ ที่ความปรากฏในความหมาย ของมาตรา ๖๑ และเป็นไปตามมาตรา ๖๑ (๘) นั่นก็คือคำพิพากษาของศาลฎีกาถึงที่สุด แม้กรมที่ดินไม่ใช่คู่ความ ผมเข้าใจว่าไม่ผูกพันคู่ความ อันนั้นคำว่า คู่ความ ไม่ผูกพันเฉพาะ ในเรื่องของการบังคับตามคำพิพากษา แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาที่ถึงที่สุด กรมที่ดินสามารถนำมาใช้ประกอบในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน มาตรา ๖๑ วรรคแรก และ (๘) ได้ ผมจึงตั้งคำถามว่ากรมที่ดินใช้หลักเกณฑ์อะไร ทำไมถึงไปแยกส่วนเป็น ๓ ส่วนย่อย ๆ ออกไป ทั้ง ๆ ที่บริเวณนี้มี ๕,๐๐๐ กว่าไร่ ไม่ใช้ หลักเกณฑ์เดียวกัน ไม่ใช้เอกสารของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้วมาใช้ประกอบปฏิบัติ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ ผมเป็นห่วง นี่คือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่าง เคร่งครัด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๓ เพราะผมเข้าใจว่า คำว่าเคร่งครัดในที่นี้ก็คือว่าต้องรีบ ดำเนินการ ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยลักษณะเช่นนี้ คำถามที่ ๒ ก็คือว่า กรมที่ดินทำไมถึงไป แยกส่วนในการปฏิบัติตามกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ ไปแยกส่วนของที่ดิน พอที่ดินตาม คำพิพากษาใช้หลักเกณฑ์นี้ ที่ดินแปลงอื่นใช้หลักเกณฑ์ต่างหาก ส่วนแปลงที่มีโฉนด ผมไม่อยากเอ่ยถึงนะครับว่าใครมีส่วนได้เสียกับที่ดินที่มีโฉนด ๒ แปลงนี้ กลับมีหนังสือแจ้ง ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องเอาเอง ขอบคุณครับ คำถามที่ ๒ ครับ🔗
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตที่จะกราบเรียนในคำถามประเด็นที่ ๒ ของท่านกมลศักดิ์ ท่านก็เป็นทนายคงรู้ว่า คำพิพากษาในคดีมันผูกพันเฉพาะคู่ความเท่านั้น เมื่อกรมที่ดินไม่ได้เป็นผู้ฟ้องหรือเป็นผู้ถูก ฟ้องในคดีดังกล่าวนั้นด้วยจะถือว่าโดยผลของกฎหมายจะผูกพันนั้นไม่ได้ แล้วผมขอ กราบเรียนท่านกมลศักดิ์ว่า ที่จริงเรื่องนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยเพิ่งมีหนังสือแจ้งให้ กรมที่ดินได้ทราบและให้ดำเนินการเมื่อปี ๒๕๖๔ นี้เอง มันจึงได้ตอบคำถามที่ท่านบอกว่า ทำไมมาเริ่มปี ๒๕๖๔ เริ่มปี ๒๕๖๔ เพราะว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยเพิ่งมีหนังสือแจ้งให้ กรมที่ดินได้ทราบในกรณีมีคำพิพากษาดังกล่าวนั้น แล้วก็ประสงค์จะดำเนินการต่อ เพราะกรมที่ดินก็ต้องถือว่าเมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของที่ดิน การที่จะทำอะไร ก็ต้องมีเจ้าของที่ดินแปลงต่าง ๆ ต้องร้องขึ้นมา ต้องดำเนินการเบื้องต้นเสียก่อน เพราะนั่นคือ จุดเริ่มต้นที่จะได้สอบข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นก็ได้เรียนในประเด็นนี้ว่า ไม่ได้ละเลยแต่อย่างใดทั้งสิ้น ทันทีที่การรถไฟแห่งประเทศไทยแจ้งให้กรมที่ดินทราบ กรมที่ดิน ก็ดำเนินการ ท่านจึงเห็นว่าเมื่อแจ้งปี ๒๕๖๔ กรมที่ดินก็เห็นผลทำหนังสือขั้นตอนต่าง ๆ ในปี ๒๕๖๔ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้กราบเรียนได้ชัดเจนนะครับ🔗
ประการต่อมาที่ท่านถามว่า ในกรณีที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดงที่มีเนื้อที่ประมาณสัก ๕,๐๘๓ ไร่ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๒ ปี ๒๕๖๔ แจ้งให้กรมที่ดินพิจารณาดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดิน ในหนังสือที่ แสดงสิทธิในที่ดินทุกแปลงที่ออกทับที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยบริเวณเขากระโดง โดยใช้แผนที่ที่อ้างอิงเป็นพยานในศาล ซึ่งเคยสำรวจมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ มาใช้ประกอบ ในการสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามมาตรา ๖๑ ตามประมวลกฎหมายที่ดินต่อไป ในประเด็นนี้ผมขออนุญาตได้เรียนนะครับว่า การสอบแผนที่ตามข้อ ๒ คือตามข้อที่ได้เรียน ให้ทราบเมื่อสักครู่แล้วว่า แผนที่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยใช้ในการพิจารณาสู้คดีกัน ในศาล เป็นแผนที่ที่เป็นรูปรอยนะครับ ไม่มีค่าพิกัดของตำแหน่งที่ตั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ ดำเนินการสแกน (Scan) เป็นไฟล์ (File) ข้อมูลดิจิทัล (Digital) เพื่อแสดงตำแหน่ง ด้านภูมิสารสนเทศ โดยอาศัยลวดลายและรายละเอียดจากสำเนาแผนที่ตามหลักวิชาการ แผนที่ที่ปรากฏแผนที่ทั้ง ๒ ฉบับมีความเหลื่อมล้ำกัน ไม่เป็นแนวเดียวกัน ประกอบกับยังไม่มี การถ่ายทอดแนวเขตลงในระวางแผนที่ที่ใช้ในราชการที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ จึงยังไม่สามารถ มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบตามมาตรา ๖๑ ของประมวลกฎหมายที่ดินได้ ผมขออนุญาตเรียน ท่านกมลศักดิ์ว่าผมพยายามดูแผนที่ ซึ่งในแผนที่ดังกล่าวนี้ ขออภัยผมจะส่งให้ท่าน ในภายหลัง ท่านจะเห็นว่ารอยแนวเขต ๒ รอยไม่ได้เป็นรอยเดียวกันมันยังมีความเหลื่อมล้ำ กันอยู่ ทับซ้อนกันอยู่ เพราะฉะนั้นอันนี้คือเป็นสาเหตุหนึ่งที่กรมที่ดินจึงได้มีคำสั่งในขณะนี้ เมื่อยังไม่สามารถตั้งคณะกรรมการตามมาตรา ๖๑ ได้ แต่ว่าเพื่อประโยชน์ในทางราชการก็ได้ ขอความร่วมมือจากหน่วยที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีการประสานงานกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาพันธ์คนงานรถไฟ และผู้แทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟ ซึ่งสหภาพเอง ก็ได้มาพบผม ผมก็ได้ชี้แจงว่ากระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดินได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร ไปบ้างแล้ว ก็ได้ประสานงานกับสหภาพการรถไฟอยู่นะครับ แล้วก็ตกลงกัน เมื่อวันจันทร์ ที่ผ่านมาก็มีการประชุมอยู่ติดตามเรื่องนี้ในการที่จะตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบแนวเขต ทั้งหมดของเนื้อที่ ๕,๐๘๓ ไร่ และแต่งตั้งกรรมการอำนวยการเพื่อที่จะร่วมกันดำเนินการ แก้ปัญหาเรื่องนี้นะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ครับ ผมได้ขอถือโอกาสนี้เรียนไปยังท่านกมลศักดิ์ว่า กรมที่ดิน และกระทรวงมหาดไทยมิได้ปล่อยปละละเลยนะครับ ผมเองได้กำชับเป็นหนังสือสั่งการไป ๒ ฉบับแล้วที่กรมที่ดิน เพื่อที่จะให้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อย่างเคร่งครัดต่อไป ขออนุญาตที่จะเรียนความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าวด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านกมลศักดิ์ครับ ถามได้ อีกครั้งหนึ่งครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมฟังแล้วผมก็ว่า ยังตอบคำถามที่ผมถามคำถามที่ ๒ ก็ยังไม่ชัดเจน แล้วก็ยังมีความเห็นต่าง ไป ๆ มา ๆ ปรากฏว่ากรมที่ดินไม่ฟังเอกสารที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด ผมก็ไม่รู้ว่าเราอยู่ประเทศนี้ ภายใต้กฎหมายเดียวกันนี้เราจะฟังเอกสารอะไร ในเมื่อคำพิพากษาศาลฎีกากรมที่ดิน ยังไม่ฟังเลย ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมไม่สบายใจก็คือว่าหลังจากที่กรมที่ดินมีหนังสือแจ้ง ไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทยบอกว่าโฉนดที่ดิน ๒ แปลงนี้ ที่ผมได้ระบุเลขที่เมื่อสักครู่นี้ ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยไปฟ้องเอาเอง แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม เพราะว่าท่านให้สัมภาษณ์ ผมติดตามข่าว ท่านบอกท่านจะไปฟ้องศาลปกครอง ผมก็ไปดูข้อกฎหมาย เหมือนมีการตั้งหลักที่จะยื้อคดีหรือเปล่า เพราะว่าเคยมีคำวินิจฉัย เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาล ของคณะกรรมการ อำนาจหน้าที่ของศาลนะครับ เคยมี คำวินิจฉัย ที่ ๒๔-๔๓/๒๕๖๑ เป็นที่รู้กันนะครับว่า ถ้าเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินต้องฟ้อง ศาลพลเรือน ศาลยุติธรรม ฟ้องศาลปกครองไม่ได้ ทีนี้ถ้าฟ้องศาลปกครอง เราก็เห็นภาพ เราเป็นนักกฎหมาย เป็นทนายความว่าความมา ถ้าศาลไม่รับฟ้องก็อุทธรณ์ศาลปกครอง สูงสุดก็ยืดเยื้อไปอีก ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน กรมที่ดินทำไมไม่เอาหลักเกณฑ์ที่ผ่าน ๆ มา เพราะว่าผมมีความรู้สึกว่าทำไมที่ดินแปลงนี้คำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ความปรากฏ ตาม มาตรา ๖๑ มันยากเหลือเกิน ทำไมกรณีอื่น ๆ ทำไมมันไม่ถึงขนาดนี้ แค่ความปรากฏ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวนได้แล้ว แต่กรณีนี้มันตั้งยากมาก ผมยกตัวอย่างนะครับ ท่านประธานครับ เคยมีกรณีคำสั่งของกรมที่ดิน ผมอยากให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยได้ลองไปดูเป็นบรรทัดฐานตัวอย่างที่ผ่านมา เป็นการเพิกถอนเอกสารสิทธิ ที่ดินประมาณ ๑๑,๐๐๐ ไร่เศษ ที่อำเภอกะปง จังหวัดพังงา ตำบลเหลแล ตำบลท่านา ตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา เมื่อปี ๒๕๔๘ กรมที่ดินเคยมีคำสั่ง ที่ ๓๑๒๗/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ แล้วกรมที่ดินเคยมีคำสั่ง ๒ ครั้ง ๒๑๐๑-๒๑๐๖/๒๕๔๘ เพียงรูประวางทางอากาศ ความปรากฏแค่นี้ก็เพิกถอนเอกสารสิทธิของพี่น้องจังหวัดพังงา ๑๐,๐๐๐ กว่าไร่ แต่นี่คำพิพากษาถึงที่สุด ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาในสำนวนคดี มันรู้สึกว่ายากมาก ที่จะตั้งคณะกรรมการสอบสวน เมื่อยิ่งฟังท่านรัฐมนตรีที่ดูแลรับผิดชอบ การรถไฟแห่งประเทศไทยให้สัมภาษณ์เช่นนั้นแล้วว่าจะฟ้องศาลปกครองและกรมที่ดิน โยนไปให้การรถไฟแห่งประเทศไทยไปฟ้องเอาเอง ลักษณะเช่นนี้นะครับ ผมก็เลยอยากถาม คำถามสุดท้ายท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า ท่านมีการประชุมรัฐมนตรี เป็นประจำทุกวันอังคาร ท่านกำลังจะปล่อยให้มีข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐกันเอง หรือครับ ท่านไม่มีมาตรการอื่นที่จะไม่ให้มีการฟ้องร้องกรมที่ดินนะครับ ผมดูเอกสาร นิดเดียวที่ทางกรมที่ดินอ้าง ก็คือว่ารูประวางที่การรถไฟแห่งประเทศไทยส่งไปไม่มีการเซ็น รับรองสำเนาถูกต้อง แค่นั้นเอง แล้วกับประเด็นตรงนี้ระหว่างหน่วยงานรัฐกันเอง ท่านไม่มี มาตรการที่จะไม่ให้เรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลหรือครับ หรือมีมาตรการอื่นช่วยชี้แจงหน่อยครับ คำถาม สุดท้ายครับ🔗
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตตอบคำถามในประเด็นที่ ๓ ของท่านกมลศักดิ์ ที่จริงผมก็ได้ เรียนกับท่านแล้วนะครับว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่คำพิพากษาศาลฎีกา เราเป็นนักกฎหมาย เรารู้ว่ามันผูกพันเฉพาะคู่ความนะครับ เมื่อกรมที่ดินไม่ได้เป็นคู่กรณีด้วยนี้ จะถือว่ากรมที่ดิน ต้องทราบ ต้องปฏิบัติตาม มันคงไม่ได้ ประการแรกก่อนครับ🔗
แล้วประการที่ ๒ ผมขออนุญาตที่จะเรียนว่ากรณีที่ดินใน ๕,๐๘๓ ไร่นี้ มันได้ออก เอกสารสิทธิไป ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าตัวเลขโฉนดนี้ประมาณ ๗๐๐ กว่าแปลง แล้วก็ยังมี น.ส. ๓ น.ส. ๓ ก. อีกจำนวนหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่จะกระทำแล้วไปกระทบสิทธิคนอื่นนี้ กรมที่ดินต้องมีความรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาณาเขตที่จะบอกว่าเป็นขอบเขตที่แน่นอน ของการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นจะต้องมีพิกัดที่แน่นอนชัดเจน เพราะถ้าหากว่ากรมที่ดินทำไป โดยปราศจากความละเอียดรอบคอบแล้ว อาจจะไปกระทบต่อสิทธิของบุคคลที่เขาได้เอกสารสิทธิ ไปโดยชอบแล้ว เขาก็ต้องมาฟ้องกรมที่ดิน ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะดำเนินการ ใด ๆ นั้น ความรอบคอบเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผมจึงถือโอกาสนี้เรียนกับท่านกมลศักดิ์ว่า กรมที่ดินไม่ได้ละเลย เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยนี้แจ้งมาในปี ๒๕๖๔ ในปี ๒๕๖๔ ท่านจึงเห็น ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราถือว่าที่ดินแปลงนั้น การรถไฟ แห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของ การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ต้องใช้สิทธิความเป็นเจ้าของ ในการปกป้องรักษาผลประโยชน์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย กรมที่ดินไม่ได้โยนไปให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย มันเหมือนกับที่ดินเอกชน ถ้าเอกชนพิพาทกันในเรื่องกรรมสิทธิ์ อยู่ ๆ จะให้กรมที่ดินเข้าไปพิพาทโดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องมาที่กรมที่ดิน มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงได้ถือโอกาสนี้เรียนว่า เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ได้ใช้สิทธิความเป็นเจ้าของที่ดิน เริ่มดำเนินการรักษาสิทธิของการรถไฟแห่งประเทศไทย แล้วมีหนังสือแจ้งมาที่กรมที่ดิน กรมที่ดินก็เริ่มปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย ผมได้กราบเรียนไปแล้วเมื่อสักครู่ว่าแนวเขตในระวางแผนที่ เท่าที่เอามานั่งดู ผมนั่งดูแฟ้ม เรื่องนี้ ๓-๔ ครั้งแล้ว แล้วเห็นถึงร่องรอยของปัญหาเป็นอุปสรรค เพราะถ้าหากว่าดำเนินการ ไม่เป็นไปตามแผนที่จริง มันจะมีที่ดินที่เรียกว่า เหลื่อมล้ำกันอยู่นี่ได้รับผลกระทบด้วย เพราะฉะนั้นก่อนอื่นจึงต้องขอบอกว่าให้มีการชี้แนวเขตที่ดินให้ชัดเจนกันเสียก่อน ซึ่งการรถไฟ แห่งประเทศไทยก็ไม่เคยมานำชี้ ผมก็ไม่อยากจะให้เห็นเป็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐ ด้วยกัน แต่ว่าหลักของกรมที่ดิน เมื่อที่ดินเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟ แห่งประเทศไทยจะต้องดูแลเรื่องการดูแลการรักษาประโยชน์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นเมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยเริ่มมีหนังสือขึ้นมา นี่คือกระบวนการเริ่ม นับหนึ่งแล้วครับ ผมขออนุญาตที่จะเรียนยืนยันกับท่านว่ากรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะดำเนินการให้เป็นขั้นเป็นตอนตามระเบียบกฎหมายที่บัญญัติเอาไว้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณท่านสมาชิก และท่านรัฐมนตรีนะครับ กระทู้ถามสดที่ ๑ ผ่านไปแล้วครับ ต่อไปจะเป็นกระทู้ถามสดที่ ๒ ของคุณปดิพัทธ์ สันติภาดา ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
๑.๑.๒ กระทู้ถาม ที่ ๒ เรื่องปัญหาราคาข้าว (นายปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์) เป็นผู้ตอบ🔗
ขอเชิญคุณปดิพัทธ์ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สินติภาดา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ขอตั้ง กระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ในประเด็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้าว และความ เดือดร้อนแสนสาหัสของพี่น้องชาวนาจังหวัดพิษณุโลกและทั่วประเทศไทยตอนนี้ รวมไปถึง ประเด็นของต้นทุนการผลิตที่สูงลิบนะครับ ขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมาตอบ ในวันนี้ครับ แต่ผมอยากจะบอกท่านรัฐมนตรีว่าจากการที่ไม่มาตอบหลายครั้งนี้ ตอนนี้ ชาวนาพิษณุโลกกำลังจดจ่ออยู่ที่คำตอบของท่าน เพราะฉะนั้นตอบให้ดี ตอบให้ชัดเจน เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกท่านรอฟังอยู่ ก่อนจะถามนี้ผมขออัปเดต (Update) ข้อมูลให้กับท่าน ทราบนิดหนึ่งว่า เช้านี้ข้าวหอมมะลิที่จังหวัดพิษณุโลกราคาขายอยู่ที่ ๗,๘๐๐ บาท ข้าวขาว อยู่ที่ ๕,๓๐๐-๖,๓๐๐ บาท และแน่นอนครับ ตอนนี้ไม่ต้องมาพูดเรื่องความชื้นกัน น้ำท่วมที่อยู่ ในภาคกลางตอนนี้ความชื้นที่ทำได้อยู่ที่ ๓๐-๓๕ เปอร์เซ็นต์ ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ไม่มีใคร ทำได้ กระทรวงพาณิชย์ลองทำให้ดูหน่อยนะครับ มาดูฝั่งต้นทุนบ้างนะครับ เอาแบบประหยัด ๆ เซียน ๆ เลยนะครับ เกษตรกรแจ้งผมนะครับ เฉลี่ยอยู่ที่ ๔,๕๐๐ บาท ไม่ว่าจะเป็นค่าข้าวปลูก ค่าเช่านา ค่าปั่นข้าว ค่าเกี่ยว ค่าน้ำมันนะครับ และปุ๋ยตอนนี้ที่จังหวัดพิษณุโลกราคา ๑,๒๐๐ บาท นี่ยังไม่รวมดอกเบี้ยร้านยา ร้านปุ๋ย ดอกเบี้ย ธ.ก.ส. และความสาหัสของสถานการณ์น้ำแล้ง น้ำท่วม ที่ตอนนี้ไม่ใช่สถานการณ์ ฉุกเฉิน แต่เป็นรายจ่ายประจำทุกปีที่ชาวนาจะต้องแบกรับต้นทุนที่พวกเขาไม่จำเป็นต้อง แบกเลย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อขายออกมาแล้ว และวันที่ ๙ นี้ได้เงินประกันรายได้ ได้ไม่กี่บ้าน อาจจะไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำในบางหมู่บ้าน ไม่พอปิดหนี้ครับ เอามามองหน้ากัน สิ่งที่เกี่ยวข้าวขายข้าวได้เสร็จกลับมาก็มีแต่หนี้ หนี้ แล้วก็หนี้ และพวกเขาไม่มีเงินทุนที่จะ ทำนาปรังในเดือนธันวาคมนี้แล้ว ผมรู้แน่นอนท่านประธาน ผมรู้นะครับว่าการส่งออก มีปัญหาเป็นเรื่องของตลาดโลก เข้าใจ แต่รัฐบาลก็รู้อยู่แล้วตั้งแต่ปีที่แล้วไม่ใช่หรือครับว่า จะมีปัญหาทำไมไม่มีมาตรการอะไรออกมารองรับ เรารู้ชัดเจนแล้วครับ และเราติดตามเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ชาวนากังวลมากที่สุดไม่ใช่เพราะเราไม่เคยได้ยินคำสัญญาจากรัฐบาล แต่เปิดทีวี (TV) มาเราเจอรัฐมนตรีทะเลาะกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ตอนนี้เบิกจ่ายไปได้ ๑๐,๐๐๐ ล้าน ยังไม่รู้ว่าอีก ๘๐,๐๐๐ ล้านจะมีที่ไหน มาจ่าย และเรื่องนี้เป็นนโยบายของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่เต็มใจ จะทำด้วยกัน ผมขอคำถามสั้น ๆ ง่าย ๆ เลยนะครับ ตอบชัดเจนเลยว่าเงินประกันรายได้ งวดนี้และงวดต่อไปนั้นจะออกเมื่อไร ในวงเงินเท่าไร และชาวนาที่จะได้จะเข้าสู่เงื่อนไข ได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงได้อย่างไร ในเมื่อการจ่ายใน ๓ วันที่ผ่านมามีปัญหามากขนาดนี้ นี่เป็นคำถามที่ ๑ ครับท่านประธาน🔗
ขอเชิญท่าน รองนายกรัฐมนตรี เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตตอบคำถามท่าน ส.ส. ปดิพัทธ์นะครับ ก่อนอื่นต้องขอบคุณ ที่กรุณาถาม จะได้มีโอกาสชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ ความจริงที่ท่านเริ่มต้นด้วยการบอกว่า ผมไม่มาตอบกระทู้หลายครั้งนี่ไม่เป็น ความจริงเลย ผมมาตอบทุกครั้งยกเว้นวันพฤหัสบดีที่แล้ว ซึ่งตั้งกระทู้ถามสดขณะที่ผมต้อง ประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นกรณีพิเศษ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีเลื่อนมา แล้วก็ขณะเดียวกัน นโยบายหรือโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ท่านพูดถึงอยู่นี้เข้า ครม. ผมจำเป็นต้องชี้แจงก็เลยไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้ แต่ได้บอกไว้แล้วว่า ถ้าสัปดาห์นี้ท่าน จะถาม ผมยินดีมาตอบ แล้วก็ในอดีตที่ผ่านมาท่านประธานคงจำได้ แม้มาตอบ ๓ กระทู้ ในวันเดียวกันผมก็ยินดีมาตอบแล้วก็ได้ตอบไปแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องไม่มาตอบกระทู้ ขอความกรุณาได้เกิดความเข้าใจด้วยนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือถ้าท่านบอกว่าเรื่องข้าวไม่จำเป็นต้องพูดถึงความชื้น เดี๋ยวจะเกิดความเข้าใจผิด เพราะราคาข้าวมันขึ้นอยู่กับปริมาณความชื้นซึ่งอันนี้เป็น มาตรฐานทั่วไป ถ้าเราไม่พูดถึงความชื้น สุดท้ายผลจะกลายเป็นว่าเกษตรกรจะผลิตข้าว มีความชื้นเท่าไร ชื้นมาก ชื้นน้อย ชื้นมากก็คือ มีน้ำผสมอยู่ด้วย ถ้าชื้นหนักนี่ก็มีน้ำอยู่มาก แล้วก็เอาไปขายราคาเดียวกับข้าวแห้งได้ซึ่งความชื้นต่ำ มาตรฐานมันก็จะไม่มี แล้วสุดท้าย ก็เป็นการที่จะทำให้เกษตรกรอาจหันไปทำข้าวที่มีคุณภาพแตกต่างกัน ซึ่งรัฐบาลไม่ประสงค์ จะให้เป็นอย่างนั้น แล้วก็ผมเชื่อว่าท่าน ส.ส. ก็คงไม่ประสงค์จะเห็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น การพูดถึงความชื้นเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และการที่จะมาพูดเรื่องราคา ณ ความชื้นหนึ่งกับราคาข้าวแห้งที่ความชื้นมาตรฐานเอามาเทียบกันก็เทียบไม่ได้ อันนี้ก็คือ เบื้องต้นที่ขออนุญาตทำความเข้าใจ ความชื้นมาตรฐานของข้าวอยู่ที่ความชื้นไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าเราเอาตัวเลขความชื้นมาตรฐาน ๑๕ เปอร์เซ็นต์มาใช้ อันนั้นจะเป็น มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับกัน โดยเฉพาะในมาตรฐานที่จะนำมาคิดคำนวณการช่วยเหลือ เกษตรกร แต่ถ้าเราไม่เอาตรงนั้นมา เอาข้าวแห้ง ข้าวเปียกมาพูด ราคามันก็จะต้องต่ำกว่า เพราะมันมี น้ำผสมอยู่ด้วย มีความชื้นผสมอยู่ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าวันนี้ท่านบอกว่าราคาข้าวตกแค่ ๕,๐๐๐ กว่าบาท ๖,๐๐๐ บาท อันนี้คือความชื้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เราพูดกันคือข้าวเปียก ผมไม่ตำหนิเกษตรกรเพราะช่วงนี้น้ำท่วม ฝนตก เกี่ยวปั๊บขายเลย เพราะฉะนั้นแน่นอน ข้าวมันก็บวกน้ำ บวกความชื้น บวกสิ่งเจือปนมาบ้าง แต่ว่าอันนั้นเมื่อเทียบเป็นราคา ความชื้นมาตรฐาน คือไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เช่น ถ้าสมมุติว่าราคาข้าวเปียก ๖,๐๐๐ บาท ราคาข้าวแห้งมาตรฐานไป ๗,๗๐๐ บาทครับ เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าวันนี้ขายได้ที่ความชื้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๖,๐๐๐ บาท ก็แปลว่าราคามาตรฐานคือราคาข้าวอยู่ที่ ๗,๗๐๐ บาท อันนี้เป็นตารางมาตรฐานที่มีการคิดคำนวณมาชัดเจน เพราะฉะนั้นเบื้องต้นขอทำความเข้าใจ ตรงนี้ก่อน🔗
ประเด็นต่อมา ในเรื่องของเงินที่ท่านถามผมเมื่อสักครู่ว่างวดนี้จะได้เมื่อไร และงวดต่อไปจะได้เมื่อไร ก็ขออนุญาตเรียนว่าประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีทั้งหมด ๓๓ งวด ตั้งแต่งวดที่ ๑ ไปงวดที่ ๒ สัปดาห์ละ ๑ งวด ๑ งวด ๑ งวด ไปทุกสัปดาห์ และการ ที่จะคำนวณว่ารายได้ที่ประกัน เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ๑๐,๐๐๐ บาท การที่จะคำนวณว่า ราคาตลาดซึ่งเกิดจากค่าเฉลี่ยที่เขามีสูตรคำนวณชัดเจน ณ ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ คือข้าวแห้ง ถ้าสมมติว่าข้าวแห้งราคา ๗,๕๐๐ บาท เราประกัน ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนต่างมันก็ ๒,๕๐๐ บาท เกษตรกรก็จะมีรายได้จากการขายข้าวแห้ง ๗,๕๐๐ บาท บวกกับส่วนต่าง ๒,๕๐๐ บาท รวมแล้วก็เป็น ๑๐,๐๐๐ บาท ตามรายได้ที่ได้ไปประกันไว้ ทีนี้งวดที่ ๑ ได้จ่าย ไปแล้วจาก ๓๓ งวด คือเมื่อวันที่ ๙ งวดที่ ๒ ก็จ่ายไปแล้ว ณ วันที่ ๑๐ ซึ่ง ๒ งวดนี้ ก็จ่ายไปแล้วประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท ผมเอาตัวเลขกลม ๆ นะครับ เพราะมันจะมี เศษอะไรแล้วทำให้สับสนเข้าใจยาก ก็ประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้งวดต่อไปเป็น งวดที่ ๓ ก็บวกไปอีกหนึ่งสัปดาห์ งวดที่ ๔ ก็บวกไปอีกหนึ่งสัปดาห์ ส่วนถ้าท่านจะถามผมว่า และงวดต่อไปเป็นเงินเท่าไร อันนี้จะต้องขึ้นอยู่กับราคาตลาดที่เป็นจริง ที่จะต้องมีสูตร คิดคำนวณก่อนที่จะจ่ายประมาณ ๓ วัน ซึ่งมันก็จะต้องเกิดเหตุนี้ขึ้นมาก่อน เพราะฉะนั้น การจ่ายมันก็จะเป็นไปตามนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่จะขออนุญาตที่จะเรียนให้ท่านได้รับทราบ ก็คือว่า การจ่ายเงิน ๒ งวดที่ผ่านมา เมื่อสักครู่ผมก็อยู่กับผู้จัดการ ธ.ก.ส. ท่านก็บอกว่าทุกอย่าง เรียบร้อยไม่มีปัญหา จ่ายไปหมดแล้ว ยกเว้นบางรายเท่านั้นเอง บางรายที่มีปัญหาเรื่อง การตรวจสอบสิทธิว่าตกลงซ้ำซ้อนไหม หรือเกิดปัญหาคลาดเคลื่อนอะไรบางข้อเท่านั้นเอง แต่ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยก็จ่ายด้วยวิธีการโอนเข้าบัญชีโดยตรง หายหกตกหล่นไม่ได้ ใครจะไป หยิบยก ๕ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ โกง ทำไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือสิ่งที่ได้จ่าย ไปแล้ว แล้วก็ขออนุญาตที่จะเรียนว่าเฉพาะงวด ๑ กับงวดที่ ๒ เกษตรกรได้เงินส่วนต่างเยอะ มากครับ เฉพาะเงินส่วนต่างสูงสุดที่ผมให้ลองคำนวณมาดูเพื่อจะได้เป็นตัวเลขที่ท่านประธาน จะได้เห็นภาพ ก็คือว่าเราประกันรายได้ข้าว ๕ ชนิด ๑. ข้าวหอมมะลิ ๒. ข้าวหอมมะลิ นอกพื้นที่ ๓. ข้าวปทุมธานี ๔. ข้าวเจ้า ๕. ข้าวเหนียว เฉพาะเงินส่วนต่างเกษตรกรที่ได้สูงสุด เฉพาะส่วนต่าง ไม่นับเงินที่เอาข้าวไปขายในตลาด อันนั้นก็อีกก้อนหนึ่ง เฉพาะส่วนต่าง ชดเชยข้าวหอมมะลิใน ๒ งวดนี้ที่ได้สูงสุด ๕๗,๘๒๖ บาท ๑ ครัวเรือนเท่านั้น ๕๗,๘๒๖ บาท ที่ได้ไป ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่สูงสุดได้ถึง ๕๙,๕๐๖ บาท ข้าวปทุมธานี ๒๖,๓๐๕ บาท ข้าวเปลือกเจ้าสูงสุดโดยเฉพาะจังหวัดท่านที่มีเยอะ ๕๘,๐๓๘ บาทต่อครัวเรือน แล้วก็ข้าวเหนียวได้มากที่สุด ข้าวเหนียวได้มาถึง ๖๙,๕๘๐ บาทต่อครัวเรือน ครัวที่ได้ มากที่สุด ต่ำสุดก็ไล่เรียงกันลงไป อันนี้ก็คือภาพตัวเลข ท่านจะได้สบายใจว่านโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนั้น นอกจากเกษตรกรจะมีรายได้จากการเอาข้าวไปขายในตลาดตามราคาตลาด ณ ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์แล้ว ยังมีก้อนที่ ๒ คือเงินส่วนต่างที่มาช่วยเติมเต็มทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว มีรายได้ตามรายได้ที่ประกัน เช่น ข้าวเปลือกเจ้าได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ที่เหลือก็ลดหลั่นกันลงมาตามที่มีการประกันรายได้ หรือแม้แต่ข้าวเหนียว ๑๒,๐๐๐ บาท ข้าวปทุมธานี ๑๑,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ๑๔,๐๐๐ บาท เป็นต้น อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตที่จะตอบ ส่วนงวดที่ ๓ ที่ ๔ จะได้เมื่อไรก็จะถัดไปเป็นสัปดาห์ สัปดาห์ สัปดาห์ต่อไปจนครบ ๓๓ งวด อันนี้ก็ขออนุญาตที่จะเรียนให้ท่านทราบนะครับ แล้วก็ปัญหาน้อยมากสำหรับการโอนเงินของ ธ.ก.ส. ก็ขอบคุณ ธ.ก.ส. ด้วยครับ🔗
เชิญคุณปดิพัทธ์ถาม ครั้งที่ ๒ ได้ครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอบคุณท่าน รัฐมนตรีสำหรับคำตอบนะครับ ซึ่งคำตอบเหล่านี้ก็ตอบเหมือนข้าราชการที่ได้ไปชี้แจงกับ พี่น้องชาวนา เขาฟังไปก็น้ำตาไหลไป เพราะว่าเวลาที่ดูไวนิล (Vinyl) ท่านที่ยืนยิ้มว่า จะประกันรายได้ข้าวอย่างนี้นะครับ เขายืนท่ามกลางน้ำที่ท่วมอยู่นะครับ และนี่คือวิกฤติ ของประเทศในเรื่องของภัยแล้งและน้ำท่วมและเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่หนี้สิน ของพวกเขานั้นกองท่วมหัวอยู่ ไม่ใช่การพูดในภาวะปกติ รายได้ที่มากสุด ๕๐,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท ท่านลองไปดูหนี้ที่เขาเจอสิครับ มีหนี้อยู่ ๕ ก้อนทั้งหมด หนี้ ธ.ก.ส. เป็นแค่ ๑ ใน ๕ นะครับ ลำพังแค่นี้เกษตรกรไม่สามารถที่จะช่วยพวกเขาได้ และผมอยากจะบอกเลยนะครับว่า ไม่มีใครอยากจะผลิตข้าวชื้น แต่ถ้าอยู่ในประเทศที่บริหารจัดการน้ำแบบนี้และโยนความผิด ให้เกษตรกร ผมคิดว่าไม่แฟร์ (Fair) ท่านประธานครับ ความกังวลไม่ได้อยู่ที่ว่า ธ.ก.ส. จะโอน เงินได้หรือเปล่า แต่ความกังวลของพี่น้องประชาชนอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า นโยบายการประกันรายได้แบบนี้ทำให้เกษตรกรอ่อนแอ แล้วผมจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าวงเงินทั้งหมดจะสามารถเบิกจ่ายออกมาได้เต็ม ในขณะที่ประเทศยังมีวิกฤตหนี้อีกมหาศาล ท่านประธานครับ ผมถามเลยว่าถ้าการประกันรายได้ซึ่งตอนนี้เป็นงวดที่ ๓ แล้วนะครับ ซึ่งจริง ๆ ควรจะเป็นแค่มาตรการเยียวยาชั่วคราวเท่านั้น เพราะราวกับว่าประเทศไม่มี ความเจริญขึ้นเลยในการพัฒนาความยั่งยืนของเกษตรกรต้องพึ่งการประกันรายได้ ซึ่งหลายฝ่ายก็บอกแล้วว่า มันจะทำให้สุดท้ายจะเป็นภาระทางการคลังเป็นอย่างมาก ปีหน้า จะเอาอย่างไร รอบการผลิตหน้าจะเอาอย่างไร จะมีโครงการประกันรายได้แบบนี้ต่อไป เรื่อย ๆ หรือเปล่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงการคลังจะคุยกันรู้เรื่อง หรือเปล่า พวกเขารอดูงานเลี้ยงร่วมรัฐบาลสิ้นเดือนนี้อยู่นะครับจะไปกันรอดหรือเปล่า แต่เวลาที่ดูพวกท่านกินข้าวกันพวกเขาอดมื้อกินมื้อ ผมถามว่ามาตรการนี้ในระยะต่อมา ที่เป็นระยะกลาง ระยะยาวจะเป็นอย่างไรในเรื่องของการประกันรายได้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านรองนายกรัฐมนตรี มีเวลาอีกประมาณ ๖ นาทีนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตตอบนะครับ ต้องชี้แจงนิดหนึ่ง แล้วนะครับ เพราะว่าผมไม่อยากให้ท่านพูดประชดประชันว่าผมพูดเหมือนข้าราชการประจำ ผมไม่อยากให้ดูถูกข้าราชการประจำ และผมจะพูดเหมือนข้าราชการประจำหรือไม่เหมือน ก็ตาม แต่ขอเรียนว่าผมพูดตามข้อเท็จจริง ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงจะข้าราชการประจำ หรือข้าราชการการเมืองอย่างผม หรือผู้แทนราษฎรทั้งสภาก็ต้องพูดภาษาเดียวกัน แล้วก็ต้อง พูดคำเดียวกัน พูดด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะเราพูดบนพื้นฐานของความเป็นจริง ตรงไปตรงมา และผมกราบเรียนว่าผมพูดตรงไปตรงมา พูดตามข้อเท็จจริง อันนี้ประการที่ ๑ ที่ต้องพูดทำความเข้าใจเสียก่อน🔗
ประการที่ ๒ ท่านบอกว่า เกษตรกรร้องไห้ ผมไม่ไปเถียงท่านหรอกครับ แต่ว่าเงินส่วนต่างวันที่ ๙ วันที่ ๑๐ เกษตรกรดีใจมากที่ได้เงินส่วนต่าง ผมมีภาพเยอะ เลยครับ ผมไม่ทราบว่าทีมได้เตรียมไว้หรือเปล่า การโอนเงินส่วนต่างวันที่ ๙ กับวันที่ ๑๐ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดไหนที่ปลูกข้าวภาพมันปรากฏชัดเลยว่า ทุกคนดีใจเอาสลิป (Slip) บัญชีมาโชว์กันว่าเขาได้ ๓๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาท ๖๐,๐๐๐ บาท แล้วก็มา ช่วยเยียวยาเขาแล้ว และผมขออนุญาตกราบเรียนว่าสำหรับเกษตรกรที่น้ำท่วม ผมเรียนตรงนี้เลยว่า ๑. นอกจาก ท่านจะได้เงินชดเชยจากรัฐบาลที่กระทรวงมหาดไทยจะเป็นต้นเรื่อง เพราะว่าข้าวท่าน เสียหายทั้งหมด เพราะฉะนั้นท่านต้องได้เงินตามมาตรการที่กำหนดไว้ ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล ก็ต้องช่วยดูแล ท่านยังจะได้เงินส่วนต่างจากประกันรายได้ด้วย แม้ข้าวของท่านจะเสียหายไป ทั้งหมดก็ตาม เพราะท่านได้ขึ้นทะเบียนไว้ล่วงหน้าแล้ว และมีการตรวจสอบแล้วว่าท่าน ปลูกข้าวจริง เพราะฉะนั้นท่านก็ยังได้เงิน ๒ ก้อนที่จะเข้าไปช่วยชดเชยเยียวยาให้กับ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ประสบภัยน้ำท่วม🔗
ประการต่อมา คำพูดที่ท่านไปเอาคำพูดของใครก็ไม่ทราบมาบอกว่า ประกันรายได้เกษตรกรทำให้เกษตรกรอ่อนแอ ผมคิดว่ามันตรงกันข้ามครับ ประกันรายได้ เกษตรกรไม่ว่าจะข้าว ปาล์ม มัน ยาง ข้าวโพด ช่วยให้เกษตรกรยังชีพอยู่ได้ และมีโอกาส ลืมตาอ้าปากและเข้มแข็ง เพราะต่อไปนี้มันหมายความว่าทันทีที่ท่านปลูกพืชที่มีการประกัน ท่านมีหลักประกันในเรื่องรายได้ ไม่ต้องฝากโชคชะตาไว้กับราคาอย่างเดียว ซึ่งมันมีโอกาส ตกต่ำผันผวนได้ ยามใดที่ราคาพืชเกษตรตัวนั้นสูงกว่ารายได้ประกันท่านก็เอาเงินไปทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ที่ท่านขายได้ แต่ยามใดที่ราคามันตกสิครับ รายได้ท่านจะไม่ลด เพราะท่าน เอาไปขายในตลาดได้ราคาต่ำ แต่มีเงินส่วนต่างเข้าไปบวกสมทบให้จนท่านมีรายได้ตามราคา หรือรายได้ที่ประกัน เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ทำให้เกษตรกรอ่อนแอ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วย ก็คือว่า การแก้ปัญหาต้องไม่ทำเฉพาะประกันรายได้ มันจะต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาช่วย เสริมระยะยาวด้วย เพื่อให้เกษตรกรยืนอยู่ได้ เรื่องข้าวผมไม่ทราบท่านเคยไปอ่านยุทธศาสตร์ ข้าวหรือเปล่า มาถึงวันนี้ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ข้าวไทยแล้วครับ เริ่มต้นเมื่อ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ เป็นระยะเวลา ๕ ปี ยุทธศาสตร์ข้าวไทย กำหนดเพื่อที่จะให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถยืนระยะและมีอนาคตที่สดใสระยะยาว🔗
๑. หลักใหญ่ก็คือว่าเราจะลดต้นทุนการผลิตจากปัจจุบันไร่ละ ๖,๐๐๐ บาท ให้เหลือไร่ละ ๓,๐๐๐ บาทให้ได้ภายใน ๕ ปี อันนี้เป้าหมายกำหนดไว้ชัด🔗
๒. ต้นทุนการผลิตโพรดักทิวิตี (Productivity) หรือผลผลิต ปัจจุบันนี้ ข้าวเฉลี่ยไร่หนึ่ง ๔๖๕ กิโลกรัม ภายใน ๕ ปีต้องทำให้ได้ ๖๐๐ กิโลกรัม🔗
๓. ปัญหาใหญ่ของข้าวไทยระยะยาววันนี้ก็คือว่า เราขาดพันธุ์ข้าวที่เป็น ที่ต้องการของตลาดโลก ทำให้เราไปแข่งในตลาดโลกไม่ได้ สู้ประเทศเวียดนามสู้ หลายประเทศไม่ได้ เพราะพันธุ์ข้าวเขามีความหลากหลายพัฒนาไปเร็วมาก🔗
เราจึงกำหนดว่า ๕ ปีต่อไปนี้เราจะต้องเพิ่มพันธุ์ข้าวอย่างน้อย ๑๒ พันธุ์ ๑. ข้าวพื้นแข็ง ๔ พันธุ์ ๒. ข้าวพื้นนุ่ม ๔ พันธุ์ ๓. ข้าวหอม ๒ พันธุ์ ๔. ข้าวโภชนาการสูง ที่เป็นตลาดคนรุ่นใหม่เขาต้องการอีก ๒ พันธุ์ และเราเริ่มดำเนินการแล้ว ไม่กี่วันมานี้ ถ้าท่านดูข่าวคงเห็นผมเดินทางไปจังหวัดชัยนาท อันนั้นไปตรวจแปลงข้าวที่เขาประกวดกัน ๔๐ กว่าราย เพื่อคัดพันธุ์ที่มีคุณภาพที่จะขึ้นทะเบียน เพื่อป้อนตลาดโลกต่อไปในอนาคต และคาดว่าอาจจะได้ ๓ พันธุ์จาก ๑๒ พันธุ์ ในการประกวดครั้งนี้ภาพก็ปรากฏอยู่ที่ผม เพิ่งไปมานี้ อันนี้คือการสร้างอนาคตระยะยาวที่จะทำให้ข้าวไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก มีความหลากหลายมากขึ้น และนี่คือยุทธศาสตร์ข้าว ที่ถามว่าและการลดต้นทุนอยู่ไหน เพิ่มผลผลิตอยู่ไหน การสร้างพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ อยู่ที่ไหน อยู่ตรงนี้ครับ และต่อไปเป็นหน้าที่ ของหน่วยปฏิบัติที่เขาต้องปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนว่า นอกจากเราทำประกัน รายได้ให้หลักประกันเรื่องรายได้ระยะปัจจุบัน ให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้แล้ว เราก็ยังมี มาตรการระยะยาวที่มีภาพของภาคปฏิบัติและเป้าหมายที่มีความชัดเจน ส่วนผมกับรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง ผมไม่ได้มีปัญหากันครับ เราทำงานอยู่ในรัฐบาลเดียวกัน นโยบาย ประกันรายได้ข้าว มัน ปาล์ม ยาง ข้าวโพด ผมเรียนตรงนี้เป็นนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช่ว่าอยู่ ๆ เราก็จะเอามาทำงานในรัฐบาลได้ พรรคประชาธิปัตย์ก่อนร่วมรัฐบาลพูดชัดว่า ถ้ารัฐบาลจะให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมขอให้ นำนโยบายประกันรายได้ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นนโยบายรัฐบาล สุดท้ายเจรจากับพรรคแกนนำแล้วท่านก็ยอมรับให้เป็นนโยบายรัฐบาล เพราะฉะนั้นวันนี้ มันกลายเป็นนโยบายรัฐบาล เพราะฉะนั้นท่านจะบอกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะไม่ทำ รัฐมนตรีนี่จะไม่ทำ รัฐบาลนั้นจะทำหรือไม่ทำ ขออภัยนะครับ ถ้าเกินเลยไป ท่านไม่ต้องกังวลมันเป็นนโยบายรัฐบาลแล้ว ทุกท่านมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล และต้องผลักดันนโยบายรัฐบาล ส่วนท่านบอกว่าจะเป็นภาระงบประมาณไม่มีวันจบสิ้น มีโครงการไหนที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ มันก็เป็นภาระงบประมาณทั้งนั้น แต่เป็นภาระ งบประมาณแล้วเป็นประโยชน์กับเกษตรกร และเป็นประโยชน์กับชาวนาหรือเปล่า หายหกตกหล่นหรือเปล่าอยู่ตรงนั้น แล้วผมยืนยันว่า ไม่มีหายหกตกหล่น เพราะมันโอนเข้า บัญชีเกษตรกรโดยตรง เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องกังวลตรงนี้ วันที่ ๒๖ ผมก็จะไปงานเลี้ยง แล้วก็ไม่ได้ไปกินข้าว ไปเยาะเย้ยชาวนา แต่เป็นเรื่องที่จะไปพบปะกัน นอกจากการพบกัน ในสภา เพื่อให้เราทำหน้าที่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ให้เป็นที่พึ่งหวังของประชาชนได้ มากขึ้น นอกจากการพบกันในสภาอย่างเดียว อันนี้ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนครับ🔗
เวลาท่านหมดแล้ว ท่านปดิพัทธ์ถามได้อีกครั้ง เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ตอบ เดี๋ยวเวลาผมแถมให้ท่านรัฐมนตรีก็ได้ ผมชอบฟังท่านตอบมากเลย ท่านประธานครับ ก็ไม่ให้เชื่อมั่นได้อย่างไร ท่านบอกผมเอาคำพูดใครมาพูดก็ไม่รู้ ผมเอ่ย ชื่อเลย ท่านสันติ พร้อมพัฒน์ อยู่ในข่าว สันติ พร้อมพัฒน์ ซัดประกันรายได้ชาวนาทำคลัง กระเป๋าฉีก เกษตรกรอ่อนแอ เดี๋ยวผมส่งลิงก์ (Link) ให้ท่าน เพราะว่าผมก็ไม่รู้ว่าตอนประชุม คณะรัฐมนตรีคุยอะไรกัน ท่านประธานครับ เรื่องเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล ตอนนี้คลิป (Clip) ที่ทุกคนเขาแชร์กันนะครับ คือ คลิป (Clip) ของ พลเอก ประยุทธ์พูดเรื่องตั้งแต่ ปี ๒๕๕๙ ว่าอีก ๕ ปี ชาวนาจะรวยครับ นี่ปี ๒๕๖๔ แล้วเราจะเชื่อใจยุทธศาสตร์ข้าว ของท่านได้อีกหรือครับ เขาฟังกันจนเขาเอือมแล้วครับ เขาเลยฝากผมมาถามวันนี้ถ้ายังจะ โฆษณาขายฝันกันต่อไป พูดเมื่อ ๕ ปี ๗ ปี อย่างไรว่าประเทศจะมั่งคั่งขึ้น รวยขึ้น ไม่มีใคร เขาเชื่อท่านแล้วครับท่าน ท่านประธานผมเข้าใจว่าตอนที่ท่านจุรินทร์จะเข้าร่วมรัฐบาล เงื่อนไขคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่หรือครับ และตอนการหาเสียงก็บอกว่าจะไม่เข้าร่วม ตอนนี้ไม่มีใครเชื่อคำพูดนี้แล้ว ท่านประธานครับ เรื่องของมาตรการระยะยาวผมเห็นด้วย🔗
อยู่ในประเด็นนะครับ คุณปดิพัทธ์ครับ อยู่ในประเด็นนะครับ🔗
ก็เห็นท่านเขาตอบครับ มาตรการ ระยะยาวผมเห็นด้วยว่าต้องใช้งบประมาณ แต่เป็นการใช้งบประมาณอย่างฉลาด เป็นการใช้ งบประมาณอย่างมีความรู้และยึดโยงกับประชาชน ผมไม่มีปัญหากับข้าราชการเลย แต่ถ้าราชการได้ทำตามรัฐบาลที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน คำตอบแบบนั้นชาวนาฟังแล้วเขา รับไม่ได้ ท่านประธานครับ มาตรการระยะยาวหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันเพื่อซื้อ ปุ๋ยราคาถูก ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันเพื่อทำนาแปลงใหญ่ ผมอยากจะบอกเลยว่า ท่านเปลี่ยนเถอะ มาตรการเหล่านี้เกษตรกรเข้าไม่ถึง ท่านดูจากเงินกู้ ๑ ล้านล้านก็ได้ โครงการนาแปลงใหญ่ ตั้งเป้าว่าจะมีเกษตรกรที่เข้าร่วมทั้งหมด ๕,๐๐๐ แปลงเข้าร่วมได้จริงแค่ ๓,๐๐๐ แปลง เพราะว่าต้องรวมตัวเป็นนิติบุคคล ต้องจดเป็นห้างหุ้นส่วน จำกัด เรื่องแบบนี้ พี่น้องเกษตรกรทั่วไปเข้าไม่ถึง เรื่องปุ๋ยราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงการพัฒนาธุรกิจปุ๋ย ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ล้มเหลว โครงการพาณิชย์ ลดราคาปุ๋ยที่เกษตรกรจะรวมตัวกันไป คำถามคือมันมีเงินงบประมาณตรงไหนไปอุดหนุน ซับซิไดซ์ (Subsidize) ให้ราคาลงบ้างครับ เป็นแค่ไปขอความร่วมมือกับพ่อค้านายทุน ให้ลดราคา และการที่เขาจะรวมตัวกันไปซื้อนั้นต้องวางเงินสด ใครจะไปซื้อได้ เพราะฉะนั้น ผมอยากให้เห็นเลยว่า ปุ๋ยราคาถูกของท่าน ผมเข้าใจว่ามีประมาณ ๔ ล้านกระสอบ ตอนนี้ขายไปแล้วกี่กระสอบถ้ามันดีแล้วถูกจริง ๆ ผมคิดว่าวันเดียวก็หมดแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยัง ขายไม่ได้ เกษตรกรหลายคนยังไม่รู้เลยว่าจะไปหาปุ๋ยราคาถูกที่ไหน เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมไม่ได้แค่มาถามกระทู้ ขอเงินไปเยียวยาว่าชาวนาน่าสงสาร แต่ผมมาทวงสิทธิ ผมมาทวง ศักดิ์ศรีของชาวนาคืนด้วย ในฐานะของเจ้าของประเทศ ยกเว้นว่าประเทศนี้ปกครองด้วย ระบอบอื่น ท่านประธานครับ คำถามสุดท้ายของผม และผมอยากจะให้ ๖ นาทีสุดท้ายนี้ กับท่านรัฐมนตรี คือมาตรการการช่วยเหลือระยะยาวที่ท่านพูด แล้วผมให้ตอบสนองว่า มันไม่เวิร์ก (Work) และจริง ๆ แล้วกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมี มาตรการที่ชัดเจนกว่านี้ได้อย่างไร ถ้ามาตรการระยะสั้นก็ยังทำได้ไม่ชัดเจน มาตรการ ระยะยาวที่ประเมินแล้วก็ยังไม่ชัดเจนและราคาต้นทุนการผลิตของท่านที่ตอนนี้ ๓,๐๐๐ บาท ที่ท่านอยากจะเห็นเป็นต้นทุนการผลิต แค่ค่าเช่านาก็ ๑,๐๐๐ บาทแล้วครับ ไม่ มีที่ดินทำกินตอนนี้ ท่านจะมียุทธศาสตร์ข้าวในระยะยาวได้อย่างไรในตัวเลขเหล่านี้ และสถานการณ์แบบนี้ที่เป็นข้อเท็จจริง ผมไม่ได้เอาเรื่องเพ้อฝันมาพูดกับท่าน ข้อเท็จจริงครับ เชิญท่านตอบครับ🔗
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผมขอตอบเร็ว ๆ เพราะว่าเห็นใจเรื่องเวลา🔗
เรื่องที่ ๑ ท่านถามเรื่องปุ๋ย ผมขอตอบนิดละกันครับ ปุ๋ยที่กระทรวงพาณิชย์ทำ หลักใหญ่ไม่ได้ไปใช้งบประมาณ แต่ขอความร่วมมือกับผู้นำเข้า ๑๙ ราย แล้วก็มาจัดโครงการ ปุ๋ยราคาถูกร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์และผู้นำเข้าปุ๋ย ปรากฏว่าเราจัดปุ๋ยได้ ๔,๕๐๐,๐๐๐ กระสอบ แล้วก็ขายถูกกว่าท้องตลาด ๒๐-๕๐ บาท ต่อกระสอบ โดยมีสูตรปุ๋ยทั้งหมด ๘๔ สูตร ที่เกษตรกรจำเป็นต้องใช้ และวิธีการสั่งซื้อ ให้สั่งซื้อในรูปสหกรณ์ กลุ่มสหกรณ์หรือรวมกลุ่มกันซื้อ ซื้อรายบุคคลไม่ได้ เพราะว่าอันนั้น เป็นไปตามท้องตลาด แต่อันนี้โครงการพิเศษ วิธีสั่งซื้อให้สั่งซื้อจากสหกรณ์จังหวัด สหกรณ์อำเภอ หรือเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ซึ่ง ๔,๕๐๐,๐๐๐ กระสอบนี้ ขณะนี้ขายไปแล้ว ๒,๓๐๐,๐๐๐ กระสอบ ยังเหลืออีก ๒,๒๐๐,๐๐๐ กระสอบ เพราะฉะนั้นเกษตรกรที่สนใจรวมกลุ่มกันกรุณาประสานงานผ่าน ๓ หน่วยงานที่ผมกราบเรียน มันจะเป็นประโยชน์กับท่านมาก🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านถามผมว่าแล้วทำไมไม่ของบมาช่วยเพิ่มเติม ก็กำลังดำเนินการ ที่จะของบเพิ่มเติมในการที่จะมาช่วยเสริมโครงการปุ๋ยราคาถูก โดยจะให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องของการลดต้นทุนเกษตรกร ต่อไป มีวงเงินอยู่แล้ว ๕๐๐-๙๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ อันนี้ก็คือสิ่งที่ขอกราบเรียนนะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องคำถามมาตรการช่วยระยะยาว ผมเรียนว่ายุทธศาสตร์ ข้าวไทย นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เรามีที่เป็นทางการแล้วเราต้องเดินหน้าไปตามนั้น เป็นหน้าที่ภาคปฏิบัติที่ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมาย ถ้าได้ตามเป้าหมายทุกอย่างมันมีคำตอบ ของมัน ๑. ต้นทุนเกษตรกรโดยเฉพาะชาวนาลดลง ๒. ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ๓. ท่านจะมี ข้าวพันธุ์ที่ตรงกับความต้องการตลาด โดยเฉพาะตลาดโลกเดี๋ยวนี้เขาต้องการข้าวพันธุ์พื้นนุ่ม ประเทศไทยผลิตข้าวพันธุ์พื้นแข็งเสียเยอะ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้พันธุ์พื้นนุ่มจะมากขึ้น เข้าไปแข่งกับประเทศคู่แข่งได้มากขึ้น อันนี้ก็คือภาพรวม และที่สำคัญตั้งแต่ผมเข้ามาดูแล กระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยท่านรัฐมนตรีเฉลิมชัย ศรีอ่อน เรามีโครงการทำร่วมกันภายใต้วิสัยทัศน์ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ยุทธศาสตร์ตลาด นำการผลิต อันนี้ข้าวก็จะเป็นไปตามนั้น คือเกษตรเน้นเรื่องการผลิตข้าวคุณภาพ กระทรวงพาณิชย์ทำตลาด มาถึงวันนี้เราทำตลาดขายข้าวได้เกือบแสนล้านบาทเฉพาะ ๙ เดือน เพราะฉะนั้นอันนี้คือเงินนำเข้าประเทศที่จะมาทำโครงการต่าง ๆ ย้อนกลับไปช่วย ชาวนา รวมทั้งประกันรายได้เกษตรกรที่ท่านวิจารณ์อยู่เมื่อสักครู่ด้วย อันนี้ก็คือภาพรวม ที่ขออนุญาตเรียน มันคล้ายกับมิติกระทรวงของญี่ปุ่น ที่ประเทศเขาเป็นประเทศ อุตสาหกรรม เขาเอากระทรวงอุตสาหกรรมมาบวกกับกระทรวงตลาด กระทรวงพาณิชย์ และเป็นมิติ ของเราก็เอากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะพื้นฐานประเทศเรา เป็นประเทศเกษตรกรรมเอามาบวกกับตลาดคือพาณิชย์ ก็เป็นเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด อันนี้ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็อยากทำอะไรก็ทำ แต่ว่ามันเป็นการคิดเชิงยุทธศาสตร์ เชิงนโยบาย เพื่อช่วยเกษตรกรระยะยาวต่อไป อันนี้ก็ขออนุญาตตอบ สุดท้ายนะครับท่านประธาน🔗
ท่านสรุปนะครับ🔗
ขออนุญาตเรียนแต่เพียงว่า ท่านพูดไปถึงการแก้รัฐธรรมนูญ บอกว่าวันนี้ ไม่มีใครเชื่อแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์ ผมเติมให้ก็แล้วกัน ท่านไม่ต้องพูดถึง พรรคประชาธิปัตย์ แต่พูดถึงผม ผมเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็คงหมายถึงผม นั่นละครับ เพราะฉะนั้นไม่มีใครเชื่อแล้วเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตเรียนนะครับ ก่อนร่วมรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีเงื่อนไข ๓ ข้อ ๑. ประกัน รายได้ ถ้าจะให้ร่วมต้องเป็นนโยบายรัฐบาล ๒. ต้องบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และ ๓. ต้องแก้รัฐธรรมนูญ และบัดนี้รัฐบาลรับเป็นนโยบายของรัฐบาล แต่การแก้ รัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์มีหลักเกณฑ์และมีหลักการ ไม่ใช่สักแต่ว่าแก้ แก้ทุกเรื่อง แก้ตั้งแต่มาตรา ๑ ไปจนถึงมาตราสุดท้าย🔗
ท่านรองนายกครับ พอสมควรแล้วครับ🔗
ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าที่ผ่านมาเราเสนอไป ๗ ร่าง แต่สภาผ่านให้ร่างเดียว แล้วก็กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ขณะนี้ทูลเกล้าฯ แล้ว แต่ว่า ที่สำคัญก็คือหลักพรรคประชาธิปัตย์ขอเดินหน้าแก้ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น ไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ และไม่แก้มาตรา ๑๑๒ ครับ อันนี้หลักที่ชัดเจน ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗
กรุณาครับ ก็ใช้เวลาเกิน ๓๐ นาที ไปประมาณ ๑ นาทีครับ🔗
ต่อไปเป็นกระทู้สดที่ ๓ ของคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ถามรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน บัดนี้ท่านรัฐมนตรีสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ มาเตรียมตอบแล้วครับ คุณครูมานิตย์ขอเชิญครับ🔗
๑.๑.๓ กระทู้ถาม ที่ ๓ เรื่องปัญหาราคาน้ำมัน (นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน เป็นผู้ตอบ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย ผู้แทนจากจังหวัดสุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม ก่อนอื่นต้อง กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ วันนี้ก็ผมมาเรื่องที่พี่น้องเดือดร้อน นั่นก็คือ เรื่องน้ำมัน เมื่อวานนั้นผมพูดถึงเรื่องข้าว ท่านประธานก็คงจะทราบดี นี่เพื่อน ส.ส. ผม ที่อยู่ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. องอาจ วงศ์ประยูร จากจังหวัดสระบุรี ท่าน ส.ส. มนตรี ตั้งเจริญถาวร หรือ ส.ส. เฮง จังหวัดนนทบุรี ท่าน ส.ส. กิตติ์ธัญญา วาจาดี จากจังหวัดอุบลราชธานี หรือ ส.ส. เปิ้ล ท่าน ส.ส. ฉลาด ขามช่วง จากจังหวัดร้อยเอ็ด ท่าน ส.ส. กิตติ สมทรัพย์ ที่นั่งกันอยู่เต็มเลยครับ ท่านพัฒนา สัพโส ท่านรัฐมนตรีวิสาร เตชะธีราวัฒน์ จากจังหวัดเชียงราย ท่านดนัย พวกเราต่างเดือดร้อนหมด ถามว่าทำไมถึงต่าง เดือดร้อน ท่านประธานครับ พวกเรามาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานมาจากการเลือกตั้ง จนเป็นไอดอล (Idol) ของผม เป็นนักการเมืองที่เป็นแบบอย่างมาหลายสิบสมัย แต่พวกผมนั้นแค่ ๔-๕ สมัย แต่ความเดือดร้อนของผู้แทนราษฎรที่มาจากชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านเดือดร้อนมันทุกข์ใจครับ วันนี้เราก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นยุคข้าวยากหมากแพง ข้าวไม่มีราคา หมากก็แพง อะไรก็แพงไปหมด เอาล่ะข้าวเป็นปัจจัยเฉพาะเรื่องข้าว แต่น้ำมัน เป็นตัวทำให้ทุกอย่างมันลำบากไปหมด แม้กระทั่งเรื่องชาวนา วันนี้ข้าวที่มันไม่มีราคา ส่วนหนึ่งก็มาจากน้ำมันมันแพง แพงอย่างไรท่านประธานครับ เวลาเถ้าแก่ซื้อข้าวก็อ้างว่า ค่าขนส่งมันแพงต้องลดราคาข้าว ครั้นปุ๋ยที่มันขึ้นราคากระสอบละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท อ้างอย่างไรท่านประธานทราบไหมครับ เพราะบ้านผมทำนาที่จังหวัดสุรินทร์ อ้างว่าน้ำมัน มันแพง ปุ๋ยทำมาจากเคมีภัณฑ์ของน้ำมัน ค่าขนส่งจากกรุงเทพมหานครไปก็แพง รถเกี่ยวข้าวไม่ต้องทำถึงวันนี้แพงออโต้ (Auto) อะไรก็แพงไปหมด น้ำมันปาล์ม นี่ผมไม่ถาม เรื่องน้ำมันปาล์มนะ ก็แพง มีเพื่อนผมถามว่า ถามเรื่องน้ำมันปาล์ม ไม่ ก็ทุกอย่างมันแพง ไปหมด การใช้ชีวิตประจำวันวันนี้มันเดือดร้อนทุกอย่าง เด็กไปโรงเรียนก็ไม่มีสตางค์ หนี้สิน ก็เพิ่มขึ้น ก็เพราะรายได้ไม่มี ติดโควิด-๑๙ (COVID-19) ไปอยู่บ้านเอสเอ็มอี (SMEs) ปิด เจ๊งหมด การใช้ชีวิตประจำวันลำบากมากครับ พวกเราเป็นผู้แทนราษฎรเรารู้ดีเพราะเรา คลุกคลีกัน ผมก็เลยไม่อยากถามครับ ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานท่านรู้ ปัญหาว่าชาวบ้านเดือดร้อน แต่พวกท่านไม่เดือดร้อน จะเดือดร้อนอย่างไรละครับ น้ำมันเติม ก็ฟรี รถขี่ก็ฟรี อาหารทุกอย่างฟรีหมด แต่พวกผมไม่ฟรีครับ เรามีแต่ค่าตอบแทน ไหนเรา ต้องไปดูแลชาวบ้านอีก ท่านก็เลยดูเสมือนการบริหารไปตามยถากรรม ไม่เคยมีปฏิกิริยา ออกมาเลยครับ นี่ก็ถือว่าเป็นรัฐมนตรีท่านหนึ่งครับที่ไปแย่งอากาศหายใจอยู่ในห้องประชุม ครม. เพราะไม่เคยเห็นมีมาตรการว่า จะลดให้ จะลดให้ ก็ปล่อยไปตามยถากรรม ก็อ้างแต่น้ำมัน โอเปก (OPEC) มันขึ้น อันนี้ผมทราบ พวกเราเป็นผู้แทนราษฎรพวกเรารู้ว่า พวกเราติดตาม สถานการณ์ของบ้านเมืองมาตลอด แต่ภาษีละครับ ยุคยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้ำมันบาร์เรลละ ๑๐๑ เหรียญอเมริกา น้ำมันดีเซลนั้นลิตรละ ๒๙ บาท วันนี้ ๘๐ เหรียญอเมริกา น้ำมันก็ ลิตรละ ๒๙ บาท เดือนนี้ขึ้น ๗ ครั้งแล้ว วันนั้นเราเก็บเงินกองทุนเข้ากองทุน ๐.๐๐๕ สตางค์ คือครึ่งสตางค์ แต่วันนี้เก็บอยู่ ๖-๗ บาท ฉะนั้นเมื่อมันมีวิกฤติตรงนี้ ท่านประธานที่เคารพ มันก็ไปบีบระบบการใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งของมันก็แพงหมด มันมีปัญหาหมดแต่คนที่ตาย วันนี้เริ่มสนิทใจก็คือชาวนา หรือที่เขาเรียกกันว่า รากหญ้า คนที่พอมีเงินเดือน ข้าราชการ หรือรัฐวิสาหกิจก็พออยู่ได้ประทังไปก่อน แต่หายใจแบบระรินระรวยครับ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ฉะนั้นประการแรกผมถามท่านรัฐมนตรีก่อนง่าย ๆ ว่าวันนี้ท่านลดภาษี สรรพสามิต ท่านลดภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนน้ำมันจาก ๕-๖ บาท สักปีหนึ่งพอจะ ได้ไหมครับเพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มขนส่งก็ดี กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่กลุ่มทุนใหญ่ผมไม่ถามเลยละครับ เพราะรัฐบาลนี้ ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มทุนใหญ่กับเอสเอ็มอี (SMEs) หรือกับพวกเล็ก ๆ นี้มันห่างไกลกัน ผมถามเป็นข้อแรกก่อนครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรีครับ สมาชิก มีสิทธิถามได้ ๓ ครั้งนะครับ แล้วแต่ละฝ่ายก็มีเวลา ๑๕ นาที ท่านจะได้คำนวณการตอบไป ด้วยครับ ขอเชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านผู้ถามกระทู้ คุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม จังหวัดสุรินทร์ ก็ได้รับทราบถึงข้อคำถามพร้อมกับจุดเด่นของจังหวัดสุรินทร์ไปด้วยนะครับ อันนี้ก็จะจดจำไว้เผื่อหาโอกาสก็จะไปเยี่ยมเยียนในจังหวัดสุรินทร์นะครับ ในเรื่องของคำถาม ที่ว่าราคาน้ำมันแพงและมันแพงทุกอย่าง ต้องเรียนตรง ๆ ว่ามันแพงทุกตัวไม่ใช่แค่น้ำมัน อย่างเดียว คอมมอดิตี (Commodity) ต่าง ๆ มันเกิดในช่วง ๓-๔ เดือนที่ผ่านมานี้เอง ถ้าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำได้ ในการอภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณ ผมจำชื่อสมาชิก ไม่ได้ แต่ก็ต้องขอบคุณสมาชิกพรรคฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยก็ได้ให้ข้อควรระวังอยู่แล้ว วันนั้น ราคาน้ำมันดีเซล ๒๕ บาทกว่า ๆ นะครับ มันไล่ย้อนหลังเลยตั้งแต่ต้นปี น้ำมัน ๔๐ พอกลาง ๆ ปีช่วงอภิปรายงบประมาณ ๖๐ กว่าเหรียญต่อบาร์เรล ตอนนี้ปาเข้าไปเกือบจะ ๘๐ กว่าเหรียญนะครับ แค่นั้นยังไม่พอเงินบาท ต้นปี ๒๕๓๐ กลางปีประมาณ ๓๑ บาท ต่อเหรียญสหรัฐ วันนี้ก็ ๓๓ บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพราะฉะนั้นมันเป็นปัจจัยทั้ง ๒ ตัว ในอดีตมันไม่เคยเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ครั้งนี้มันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลก และอัตราค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ประโยชน์ทางด้านส่งออกมีจริง ก็ได้ส่วนของภาคส่งออกไป แต่ในแง่ของน้ำมันก็จึงพุ่งขึ้นมาได้ มันจะดูแต่ราคาน้ำมันตลาดโลกเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะว่าต้นทุนเราเอามาเป็นบาทนะครับ ตรงนี้เองก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมัน พุ่งพรวดขึ้นมาจากกลางปีที่ได้กล่าวมา ๒๕ บาทเศษ ๆ หรือเกือบ ๆ ๒๖ บาทต่อลิตรของ ดีเซลหมุนเร็วข้ามเส้น ข้ามเส้น ๓๐ บาท ซึ่งเป็นเส้นสำคัญที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถ้ามี ประสบการณ์อยู่ถึง ๑๐ ปีในสภาก็จะเข้าใจว่าเส้นนี้เป็นเส้นสำคัญ ซึ่ง ๓๐ บาทนี้เป็นเส้นที่ รัฐบาลต้องเข้าไป พึงจะเข้าไป พยายามที่จะตรึงไว้ นั่นก็คือมติของคณะกรรมการนโยบาย พลังงาน แล้ววันนั้นเองผมได้เรียนไปแล้วนะครับ ในการประชุม พ.ร.บ. งบประมาณตั้งแต่กลางปี ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คุณครูมานิตย์ว่ากองทุนน้ำมันก็ได้เริ่มเข้าไปแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่น้ำมันอย่างเดียว ก๊าซหุงต้ม ที่ใช้ในครัวเรือน ใช้ในพ่อค้า หาบเร่ แผงลอย ทุกคนนะครับได้รับการตรึงราคาเช่นเดียวกัน มันโยงกันหมดกับน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้น ตรงนี้เองรัฐบาลก็ได้ดำเนินการดูแลมาโดยตลอด จนถึงจุดที่เรียกว่าก็ยังตรึงต่อจนถึงสิ้นปีในเรื่องของแอลพีจี (LPG) และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เราก็พยายามจะยืนอยู่ประมาณ ๓๐ บาท คำถามของท่านถามว่า ลดภาษีสรรพสามิตได้ไหม ลงเลยได้ไหม ต้องตอบว่ามันมีหลายวิธีการ ในวันที่ผมเองก็ไม่อยากไปย้อนหลังถึง รัฐบาลไหน แต่ท่านต้องกลับไปดูเพราะวันนี้มันยังไม่ ๑๐๐ กว่าเหรียญ มาตรการอื่น ๆ ยังตามมาอีกได้เยอะแยะ มันไม่ได้บอกว่ามีมาตรการลดภาษีสรรพสามิตอย่างเดียว วันนี้เรา ใช้หลักการของกองทุนน้ำมันเท่าที่มีอยู่ ในการพยายามตรึงหรือพยายามที่ช่วยให้ราคาน้ำมัน ดีเซลไม่เกิน ๓๐ บาท ซึ่งรู้ว่าเป็นน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับภาคประชาชน ในขณะเดียวกันแอลพีจี (LPG) ก็ยังตรึงอยู่ถึงสิ้นเดือนธันวาคม ตรงนี้ใช้เงินอีก ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทโดยประมาณ ต่อเดือน ก็จะใช้กองทุนน้ำมันก่อน หากไม่พอก็จะต้องมีมาตรการอื่นต่อไปตามมาตรา ๒๖ ของกองทุนน้ำมัน อาจจะเป็นการกู้เงินเพิ่มเติมขึ้นมาได้ ซึ่งในรัฐบาลที่ท่านเอ่ยนามมา ก็กู้นะครับ มีการกู้เงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อใช้ ก่อนที่จะลดเรื่องภาษีสรรพสามิตแต่ขอให้ดูที่ จุดยืน จุดยืนที่เรารักษาและพยายามตรึงไว้ ๓๐ บาทต่อลิตร ตรงนี้คือจุดสำคัญ ส่วนจะใช้ วิธีไหน ในช่วงเวลาไหน และยาวขนาดไหนมันเป็นเรื่องที่เราสามารถทำได้ และติดตาม สถานการณ์อย่างชัดเจน ก็อยากจะเรียนในชั้นต้นตรงนี้นะครับว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องไปพูด แค่ภาษีสรรพสามิตอย่างเดียว ขอให้ดูนโยบายที่พยายามที่จะตรึง ๓๐ บาท ซึ่งก็ไม่ได้ ต่างจากรัฐบาลที่ท่านได้เอ่ยมาในอดีตเลย และ ๓๐ บาท ในเวลาเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว วันนั้น ข้าวผัดกะเพราก็แค่ ๓๐ บาท วันนี้ข้าวผัดกะเพรา ๔๐ บาทแล้ว ถ้าตรึงไว้ที่ ๓๐ บาท ก็ถือว่ายังเป็นราคาที่เหมาะสม แล้วก็เป็นสิ่งที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอายุงานเกิน ๑๐ ปีย่อมทราบดีว่าตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่เหมาะสม และใช้มาในหลายยุค หลายสมัย และหลายรัฐบาลครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญคุณครูมานิตย์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ครูมานิตย์ ก็พยายามฟังเพราะว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดฟังไม่ค่อยชัด แต่ก็พอจับประเด็นได้ ท่านบอกว่าท่านพยายามทำพยายามตรึง ผมกราบเรียนกับท่านรัฐมนตรีอย่างนี้ ท่านยกเลิก เงินกองทุนไปเลย และบอกกับพี่น้องประชาชนตรง ๆ ว่าวันนี้ซื้อมาเท่าไร หน้าโรงกลั่นเท่าไร เพราะท่านก็เคยเป็นรัฐมนตรีคนแรกของเมืองไทยของกระทรวงพลังงาน ท่านมาจากกลุ่ม น้ำมันโดยเฉพาะ ตั้งแต่มีกระทรวงพลังงาน ท่านอาจจะได้เป็นซีอีโอ (CEO) ใหญ่ของ ปตท. แต่ท่านก็เป็นซีอีโอ (CEO) ของลูก ปตท. ฉะนั้นท่านก็ต้องรู้กลไก ผมไม่อยากให้เขาตำหนิ ว่าท่าน เพื่อนผมข้างหลังบอกว่าเมื่อท่านมาจาก ปตท. ท่านก็ต้องรักษากำไรไว้ให้กับ ปตท. เพื่อไว้ให้ ปตท. ปีหนึ่งได้กำไรหลายหมื่นล้าน หลายแสนล้าน เพื่อเงินโบนัส เพื่อเงินเดือน เจ้าหน้าที่ ผมไม่อยากฟังคำนี้ ผมให้ความเป็นธรรมกับท่านนะครับ แต่ท่านลองเอาความจริง มาทำให้กับประเทศไทยสักทีหนึ่งวันนี้ ลดภาษีสรรพสามิต ลดภาษีเงินได้ ลดอะไรก็แล้วแต่ ที่มันเกี่ยวข้องกับภาษี แล้วก็บอกเขาตรง ๆ มันจะได้วินัยของคนในชาติว่า วันนี้เราเป็นแบบนี้ จะได้ประหยัดน้ำมันเหมือนยุคป๋าเปรม ท่านรัฐมนตรีครับ ผมอยู่ใน สภานี้มา ถ้าไม่โดนปฏิวัติ ๒ ครั้ง ๒๐ ปีแล้วครับ แต่ผมโดนปฏิวัติมาจนกระทั่งว่า อยู่ก็ครบ ๑๐ ปี ที่ท่านรัฐมนตรีพยายามพูดถึง ๑๐ ปี ๑๐ ปี ยกเว้นท่านประธานผม อันนี้คือว่ารัฐบุรุษ ในสายตาของผม แต่ผมก็ไม่น้อย ก็พยายามติดตามเฝ้ามองอยู่ แต่วันนี้ท่านไม่ได้ออกมาแสดง แอ็กชัน (Action) เลย ท่านได้แต่ไปทอล์กโชว์ (Talk show) เศรษฐกิจอีก ๓ ปีจะมี เปอร์เซ็นต์ดีอย่างโน้นอย่างนี้ เหมือนวันแรกท่านจำได้หรือไม่ครับ ที่ผมตั้งสมญานามท่านว่า ซูเปอร์แมน (Superman) ก็วันนั้น ท่านมาตอบท่านประยุทธ์ ท่านบอกว่าอีก ๒-๓ ปี วันนี้อีก ๒-๓ ปี ล้วงกระเป๋าขวาไม่มีสตางค์ ล้วงกระเป๋าซ้ายไม่มีสตางค์ ฉะนั้นท่านออกมาทำเป็น ความจริงครับ วันนี้กลุ่มผู้เรียกร้อง กลุ่มผู้ขับรถขนส่งบรรทุกก็บอกว่าให้ลด ก็ลดให้เขาแล้ว บอกความจริง กู้มาก็ไม่ต้องอายหรอกครับ เพราะว่ากู้ กู้ กู้ นี่เงินประกันรายได้เดี๋ยวก็กู้อีก ท่านจุรินทร์ไม่ต้องตอบหรอก ผมไม่ได้ว่าท่าน แต่ผมถือว่าท่านรัฐมนตรีสุพัฒนพงษ์ รับผิดชอบเรื่องเศรษฐกิจของประเทศเหมือนกันเพราะว่าเขาแต่งตั้งวันนั้น มันมีแต่กู้ทั้งนั้น เอากู้มาทำสมดุลน้ำมันไม่ว่า แต่ลองลดให้เขา เขาเรียกร้องมา ประชาชนก็จะได้รู้ นี่ท่านก็ไป อิงประเทศสิงคโปร์ ท่านก็ไปอิงประเทศโน้นประเทศนี้ อันนี้ไทยแลนด์นะ ผมดู ปตท. โฆษณา มีความภูมิใจเป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน กลั่นเองได้อะไรได้ แต่พอถึงเวลาน้ำมันขึ้นก็ขึ้น ลิบลิ่ว เงินเข้ากองทุนก็ไม่เก็บ🔗
ข้อที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับผมจะถามต่อ เขาว่ารัฐบาลท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา นี่ละครับ ผมไม่ได้ใส่ร้ายท่าน เพราะผมก็ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐกิจ ก็ได้แต่ติดตาม ก็บอกว่าได้โอนเงินจากกองทุนส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน หรือกองทุนน้ำมันเข้า เป็นเงินคลัง ให้ท่านประยุทธ์ได้เอามาใช้ แต่ส่วนที่ท่านจะใช้อะไร เพราะว่ามันชุลมุน ไปหมดแล้ว รัฐบาลทั้งเงินกู้โน้น เงินกู้นี้ เอามาใช้จนชุลมุนแล้ว ไป ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ข้อเท็จจริงจริงหรือไม่ แล้วทำได้หรือไม่โอนเงินจากกองทุนเหล่านี้ให้ไปเป็นเงินคลังของ รัฐบาล นี่เป็นคำถามข้อที่ ๒ ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ในเรื่องของโครงสร้างและความโปร่งใสของราคาน้ำมัน ตรงนี้เอง กระทรวงพลังงานมีการประกาศข้อมูลราคาอ้างอิง ต้องเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยัง ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคุณครูมานิตย์ว่า กลไกของราคาน้ำมันมันเป็นกลไกตลาดเสรี มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ แล้ว ทางกระทรวงพลังงานเองเราทำโครงสร้างราคาอ้างอิงให้เฉย ๆ เพื่อที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันดูแลให้เกิดการแข่งขันเสรี เป็นไปด้วยความแข่งขันจริง แต่เราก็มีการติดตามดูว่าไม่ให้มีกำไรมากเกินควร แล้วที่ท่านบอกว่าราคาน้ำมันเราแพง เหลือเกินในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ประเทศไทยเราอยู่ประมาณอันดับที่ ๖ ที่ ๗ ที่จะต่ำกว่า ประเทศไทยก็มีประเทศมาเลเซียกับประเทศบรูไน ทั้งเบนซินและดีเซล ในส่วนนี้ก็พอจะ ทราบกันดีว่าทั้งประเทศมาเลเซียและประเทศบรูไนเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันส่งออก และเป็นประเทศขนาดเล็ก แล้วก็มีรายได้จากสัมปทาน ค่าสิทธิต่าง ๆ จากน้ำมันเพียงพอ เขาก็ให้ประชาชนซึ่งมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศไทยได้ใช้น้ำมันราคาไม่แพง กลไกของราคามันอยู่คู่บ้านคู่เมือง อยู่กันมาทุกรัฐบาล ๓๔ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ทุกรัฐบาล ที่ผ่านมาทั้งหมดก็เห็นด้วย และเป็นไปด้วยกับโครงสร้างราคาน้ำมันนี้ อันนี้ชี้แจงไว้ก่อน แต่อย่างไรก็ตามในรายละเอียด กระทรวงพลังงานในช่วงที่ผ่านมาก็มีการทำงาน ร่วมกับที่ปรึกษา เครือข่ายชุมชนก็มีการปรับลดต่าง ๆ ลงมา ในส่วนนี้ก็มีการพัฒนามาเรื่อย ๆ ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำอะไร แล้วก็อย่างที่เรียนว่า ในส่วนของที่กล่าวว่ามีการนำเงินกองทุน นั่นคือกองทุนอนุรักษ์ ไม่ใช่กองทุนน้ำมันเอามาใช้ทดแทนกันไม่ได้ เราถึงสามารถกู้เงินได้ ก็สามารถกู้เงินกลับมาได้ หากจำเป็นต้องใช้ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ใช้ แต่เราจะไม่ใช้ลงไปเพื่อที่จะทำให้ราคาลดลง ยิ่งท่านบอกว่าอยากจะให้ประชาชนประหยัด ราคามันต้องสะท้อนถึงกลไกตลาดเสรี แต่ต้องไม่เป็นภาระมากจนเกินไป ไม่เป็นภาระมากจนเกินไปที่จุดไหน ผมก็เรียนไปแล้วว่าจุด คือ ๓๐ บาทต่อลิตรที่จะพยายามคงไว้และรักษาไว้ และรัฐสภาแห่งนี้ หรือสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่มีอายุงานเกิน ๑๐ ปี ก็ทราบดีว่าจุดที่จะรักษาไว้ที่จะแบ่งเบาภาระประชาชน ได้ถึงส่วนที่รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไป และต้องเตรียมไว้นะครับ มันไม่ได้บอกว่าทำเดี๋ยวนี้แล้ว จะใช้เดี๋ยวนี้กันให้หมด ไม่ได้บอกว่าน้ำมันจะหยุดแค่ไหน อาจจะขึ้นมากกว่านี้ก็ได้ สรรพกำลังทั้งหมดของเราจะต้องเตรียมไว้ เตรียมไว้ให้ประชาชนได้รับการดูแลในระดับที่ สมควรและเป็นระดับที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เคยเห็นชอบและได้ร่วมไม้ร่วมมือกันมา ในอดีตที่ ๓๐ บาทต่อลิตร ตรงนี้เองจึงอยากจะเรียนให้เข้าใจว่าเราจะไม่ทุ่มทุกอย่างเพื่อที่จะ ลดลงไปทันที เพราะมันประมาทไม่ได้ เหตุการณ์ของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ของบรรดาประเทศตะวันตกที่มีการพัฒนากันเรื่องวัคซีน มีการฉีดวัคซีนจำนวนมาก เศรษฐกิจเขาโตเร็วเหลือเกิน ถ้าเราปล่อยให้เหมือนกับประเทศเสรีแบบนั้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อัตราเงินเฟ้อมันจะขึ้นเร็วมาก วันนี้รัฐบาลได้พยายามบริหารจัดการประคับประคองด้วย ทรัพยากรเท่าที่จะมีให้เปลี่ยนถ่ายจากจุดที่เรียกว่า จุดที่เราเจอปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) และเข้าสู่การฟื้นฟูตรงนี้เองเป็นจุดสำคัญ เพราะฉะนั้นระยะที่เราจำเป็นต้องใช้ในการตรึงคือ ๓๐ บาท ซึ่งท่านก็ทราบดี สมัยที่ท่านเป็นรัฐบาล ผมคงไม่เอ่ยชื่อรัฐบาลนะครับ วิธีการ ก็แบบเดียวกัน ไม่ได้ต่างกันเลยนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วก็อยากจะให้เป็นข้อมูล เรียนผ่าน ท่านประธานสภาไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ประชาชนที่อยู่ทางบ้านว่ามันเป็น ภาวะวิกฤติ แต่เราเชื่อว่ามันเป็นช่วงของการเปลี่ยนถ่าย แล้วท่านก็พาดพิงว่าผมไปทำแล้วก็ ๓ ปีจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เงินในกระเป๋าไม่มี ผมก็ต้องเรียนตรง ๆ รัฐบาลได้มีมาตรการ ต่าง ๆ ได้ออกมา ล่าสุดโครงการคนละครึ่ง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การช่วยเหลือ เอสเอ็มอี (SMEs) โครงการเราเพิ่มเติมขึ้นไปเพื่อให้เกิดการฟื้นฟูให้มันมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วสิ่งที่พวกท่านรัฐสภาได้พยายามจะทำก็คือการสร้างเสถียรภาพความมั่นคงในประเทศ ความร่วมไม้ร่วมมือ สามัคคีกัน แล้วรัฐบาลก็มุ่งหน้าตรงนี้ที่ทำมา มันปรากฏอีกนิดเดียว ไม่นานนะครับ มันปรากฏจากมูลค่าของการส่งเสริมการลงทุนในปีนี้เฉพาะถึงเดือนกันยายน ปีนี้ ๕๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ๒๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มากกว่าเท่าตัว มันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าตลอดระยะ ๑ ปี ที่ผ่านมาเราจะมีความเห็นต่างกันอย่างไรในรัฐสภา แต่สิ่งต่าง ๆ ที่ท่านได้ร่วมให้เกิดเสถียรภาพมันได้ส่งผลเชิงเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นแล้ว เศรษฐกิจจะค่อย ๆ เติบโต ไม่ได้ต่างจากประเทศอื่น ๆ แต่มันจะมีเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ ข้าวของสินค้าทั่วไปมันจะทยอยขึ้นราคา วันนี้โลหะก็ขึ้น ถ้าใครอยู่ในวงการก่อสร้าง วันนี้น้ำมันก็ขึ้น วันนี้ถ่านหินก็ขึ้น วันนี้ผลิตภัณฑ์หลายอย่างขึ้นราคา แต่มันเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายของการเข้าสู่การฟื้นฟูหลังจากที่เกิดโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็ต้องประคับประคองจริง ๆ ส่วนที่ท่านเสนอมานะครับ ขอให้ยึดหลักของการที่เราเลือก ราคาที่เหมาะสมที่เราจะตรึงไว้ เหมือนกับที่ท่านรักษากันไว้เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว และเป็น แนวทาง และเราจะผ่านพ้นตรงนั้นไปได้นะครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรียังเหลือเวลา อีกประมาณ ๑ นาทีนะครับ คุณครูมานิตย์ครับ ท่านมีเวลาอยู่ ๕-๖ นาที ขอเชิญนะครับ ครั้งที่ ๓ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ ผู้แทนราษฎรเมืองสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมคงไม่ถามท่านรัฐมนตรี แล้วนะครับ แต่ว่าจะฝาก แล้วก็จะสรุปเลยครับ แสดงว่าท่านรัฐมนตรีนี้ก็ ผมชื่นใจครับ ประเด็นแรกท่านยอมรับแล้วว่าได้เอากองทุนส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานนี้ไปให้กับท่าน นายกรัฐมนตรีจริง ๆ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านก็ตอบชัดว่าท่านก็จะกู้เงินอย่างอื่นมาได้ แต่เงินนี้เอาไปให้นายกรัฐมนตรีใช้ก่อนครับ ส่วนถ้ามันมีปัญหาในกองทุนก็ค่อยกู้เอา🔗
ประเด็นต่อมา ท่านคงจะไม่ลดให้นั่นล่ะครับ ภาษีสรรพสามิต ที่กลุ่มรถขนส่ง รถบรรทุก หรือที่พวกผมมาร้องขอ เพราะท่านบอกว่าต้องตรึงราคาไว้ ท่านก็ย้ำคนที่เป็น ผู้แทนราษฎร ๑๐ กว่าปีมาก่อนก็เข้าใจ อันนี้ก็เป็นความเชื่อของท่านนะครับ แต่บังเอิญ พวกผมนี้มันเป็นนักรบราบครับ พวกผมอยู่ในพื้นที่ การใช้ชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชนนี้ เรารู้ปัญหาทั้งหมด ความเดือดร้อนของประชาชนนี้ ที่ท่านพูดถึงมาตรการเมื่อสักครู่นี้ ผมเข้าใจครับ แต่ท่านรัฐมนตรีรู้หรือไม่ว่าเพื่อนผมข้างหลังนี้ส่งซิก (Signal) มาว่า เป็นมาตรการบีบให้จน แล้วแจกครับ เพื่อการเมือง มาตรการอย่างนี้ชาวบ้านเขาไม่ได้สนใจเลย ชาวบ้านเขาสนใจที่มาตรการ รัฐบาลทำให้เขามีเงินโดยตัวเองที่เขาเกิดความภูมิใจ ผมฝากไปบอกลุงตู่ด้วยนะครับว่าชาวบ้านผมคิดถึงครับเรื่องน้ำมันแพง แล้วก็สิ่งที่ตามมานี้ ก็คือรัฐมนตรีจะลดให้หรือไม่ลดให้ ผมถือว่าผมได้ใช้สิทธิ แล้วก็เพื่อน ๆ ผมที่นั่งอยู่ข้างหลัง ที่ได้ฝากผมมา พรุ่งนี้เพื่อไทยครับ เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน ผมได้มากล่าวเรียนต่อสภา อันศักดิ์สิทธิ์แล้วว่า พี่น้องวันนี้เดือดร้อนกันทุกระแหง ยุคข้าวราคาถูก ข้าวยากหมากแพง และที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่เศรษฐกิจกระตุ้นแพงไปทุกอย่าง ท่านรัฐมนตรี ทราบหรือไม่ว่าถ้าของมันขึ้นแล้วนี้ มันไม่เคยมีอะไรลงหรอกครับ มันมีแต่ขึ้นไปข้างหน้าครับ ยกเว้นข้าว ขึ้นปั๊บกิโลกรัมละ ๑๓-๑๔ บาท ลดฮวบลงมาเหลือ ๕ บาทครับ มีสินค้า อย่างเดียวครับ คือสินค้าทางการเกษตรที่ผลิตโดยพี่น้องประชาชน ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขา นี่ละครับ เวลาขึ้นแล้วนี้ ก็จะโดนกดให้ลดลง แต่สินค้าไหนที่ไปจากกลุ่มทุนนี้ เขาเรียกว่า นายห้างรายใหญ่ หรือคนตัวใหญ่นี้นะครับ ไม่มีหรอกครับ ถ้าได้ขึ้นแล้ว ก็มีแต่จะขึ้นไป ข้างหน้า อันนี้เป็นข้อพิสูจน์มาตั้งแต่ ไม่ใช่ ๑๐ ปีในการเป็นผู้แทนราษฎรนะครับ ตั้งแต่ เป็นเด็กที่จำความได้นะครับ ว่าข้าวของพอมันได้ขึ้นแล้วนี้ขึ้นตลอด แต่ข้าวนี้อยู่ที่ ๕ บาท สมัยก่อนขายข้าวไม่กี่กิโลกรัมซื้อทองได้ วันนี้ทองไป ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท อันนี้จำความได้นะครับ ไม่ใช่ใช้ชีวิตในสภา ๑๐ ปี ฉะนั้นบทสรุป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคงจะไม่รบกวนเวลา และท่านประธานก็ไม่ต้องให้เตือนผมนะครับด้วยความเคารพ ผมก็แค่ฝากไว้ เผื่อบางที รัฐมนตรีนั่งในห้องแอร์คอนดิชัน (Air-condition) นาน ๆ ท่านคิดถึงเมืองสุรินทร์บ้าง เมืองข้าวหอมมะลิ คิดถึงเมืองอุบลราชธานีบ้างนะครับ แก้ปัญหาให้มันได้จริงเถอะครับ ผมเคยสมญานามว่าท่านเป็นซูเปอร์แมน (Superman) เพราะว่าท่านมาเป็นรัฐมนตรีได้ ประมาณ ๗ วัน วันนั้นที่เราใช้มาตรา ๑๓๒ หรืออะไรของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่อภิปราย ไม่ไว้วางใจโดยไม่ลงมติ ท่านก็ขึ้นมาตอบว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นอีก ๒-๓ ปีนะครับ ผมเห็นชื่อ รัฐมนตรีในหลังหนังสือพิมพ์ครับ แต่ว่าท่านไปปาฐกถาครับ แต่ไม่เคยเห็นชื่อในการที่ท่าน แก้ปัญหาให้กับบ้านเมือง กับเรื่องราคาน้ำมันครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณคุณครูมานิตย์นะครับ ครูได้ใช้เวลาของครูยังไม่ครบนะครับ ท่านรัฐมนตรี ท่านสมาชิกไม่ได้ถามนะครับ เราจบ กระทู้ถามสด ๓ กระทู้นะครับ ใช้เวลาไปตามที่ข้อบังคับกำหนดเอาไว้นะครับ ไม่ได้เกินครับ ขอบพระคุณท่านสมาชิก และขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ต่อไปขออนุญาตไปวาระกระทู้ถามทั่วไปนะครับ ๑.๒ ครับ🔗
๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗
๑.๒.๑ กระทู้ถามที่ ๔๐๖ เรื่อง ปัญหาการให้บริการของธนาคาร กรุงไทยเกิดความล่าช้าในการทำธุรกรรมทางการเงิน (นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้ตั้ง กระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง🔗
ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถาม ท่านรัฐมนตรีมาแล้วครับ ขอเชิญคุณอัครเดช ถามได้ ๒ ครั้ง เมื่อตอบแล้วก็ถามได้อีกครั้งหนึ่ง ก็ ๒ ครั้ง เวลาไม่ได้กำหนด แต่ว่าโดยไม่เป็นการอภิปราย ก็จะประหยัดเวลาได้ครับ ขอเชิญคุณอัครเดชครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้ทำกระทู้ถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงปัญหาของธนาคารกรุงไทยในการให้บริการแก่พี่น้อง ประชาชนล่าช้า ซึ่งได้ทำกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านได้มอบหมาย ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมาตอบนะครับ ก็ต้องขอบพระคุณท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมา ณ โอกาสนี้ครับ เนื่องด้วยบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ ทำธุรกิจกู้ยืมเงิน แต่ปัจจุบันนี้ยังมีข้อสงสัยว่ายังเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่หรือเปล่า แต่ว่าที่แน่นอนครับท่านประธาน ว่าเป็นธนาคารหรือหน่วยงานในกำกับของทางรัฐบาลอยู่ ที่อยู่ในรูปแบบของสถาบันการเงิน ให้การกำกับดูแลโดยกระทรวงการคลัง มีหน้าที่ในการดูแลและพัฒนาศักยภาพบุคลากร และระบบงานในการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จากการที่ธนาคารกรุงไทยได้ให้การบริการ ในเรื่องของการเบิกจ่าย โอนเงินงบประมาณของรัฐ และโครงการต่าง ๆ ผ่านบัญชีของธนาคาร ปัจจุบันนี้ธนาคารกรุงไทยได้มีนโยบายในการยุบสาขา ซึ่งสามารถทราบตามสื่อสาขาต่าง ๆ หรือตามสื่อโซเชียล (Social) ได้อยู่แล้ว ปัจจุบันนี้ทำให้ปัญหาการให้บริการของ ธนาคารกรุงไทยนั้นเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากจำนวนสาขาของธนาคารกรุงไทยที่ลดลง อย่างต่อเนื่อง พี่น้องประชาชนได้ร้องเรียนมาว่าใช้เวลานาน เกิดความสุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อ โควิด-๑๙ (COVID-19) เนื่องจากความแออัด ตามที่ผมได้นำภาพกราบเรียนท่านประธาน และท่านรัฐมนตรี ให้ท่านได้ดูครับ ซึ่งส่งผลต่อเวลาในการประกอบอาชีพ และกระทบต่อ คุณภาพชีวิตท่านประธานครับ กระทู้ที่ผมได้นำถามท่านประธานนั้น เป็นกระทู้ที่เป็น ความเดือดร้อนที่ผมในฐานะ ส.ส. ได้นำมาเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาผมเองในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการรัฐวิสาหกิจ ได้เคยเชิญหน่วยงานของธนาคารกรุงไทยมาหารือเรื่องนี้ หลายครั้งแล้ว แต่ว่าไม่มีอะไรดีขึ้นครับ เพราะว่าธนาคารกรุงไทยนั้นยังคงเดินหน้าลดสาขา อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน อย่างที่ผมได้ กราบเรียนท่านประธานครับว่า กระทบต่อพี่น้องประชาชนทั้งเรื่องของการเดินทาง กระทบต่อ เรื่องของการจราจร กระทบต่อเรื่องของระยะเวลาในการเข้าไปรับบริการของธนาคารกรุงไทย กระทบต่อการสุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) กระทบทุกอย่างครับท่านประธาน🔗
ประเด็นต้องถามนะครับ คำถามแรกครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมเองได้รับ เอกสารจากทางหน่วยงานมาว่าปัจจุบันนี้ธนาคารกรุงไทยได้รับสิทธิพิเศษจากทางรัฐบาล เนื่องจากธนาคารกรุงไทยนั้นได้มีการขายหุ้นบางส่วนจากกระทรวงการคลังนั้นไปให้แก่ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ทำให้ปัจจุบันนี้ทางกรุงไทยนั้นไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ฉะนั้นตอนนี้ธนาคารกรุงไทยไม่ใช่รัฐวิสาหกิจแล้ว แต่เป็น หน่วยงานในกำกับของรัฐบาล แต่ปัจจุบันนี้นะครับ ธนาคารกรุงไทยยังคงได้รับสิทธิพิเศษอยู่ เนื่องจากทางคณะรัฐมนตรีได้ออกระเบียบกระทรวงการคลัง ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังว่า การเปิดบัญชีฝากไว้กับธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือธนาคารที่กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่งสำหรับเงินงบประมาณ ๑ บัญชีและเงินนอกงบประมาณอีก ๑ บัญชี หมายความว่าระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย การเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลังนั้น ใช้ระเบียบนี้ ทำให้ปัจจุบันนี้ธนาคารกรุงไทยได้รับสิทธิประโยชน์เหนือกว่าธนาคารพาณิชย์อื่น ก็คือหน่วยงานราชการต่าง ๆ ทั้งรัฐบาลแล้วก็รัฐวิสาหกิจ หน่วยราชการต่าง ๆ ต้องใช้ บริการผ่านธนาคารกรุงไทยเท่านั้น ถึงแม้ธนาคารรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ นั้นจะให้บริการได้ แต่ก็ไม่สามารถมีสาขาที่ครอบคลุมเหมือนธนาคารกรุงไทย ท่านให้สิทธิประโยชน์แก่ ธนาคารกรุงไทยเหนือกว่าธนาคารพาณิชย์อื่น แต่ท่านยังเดินนโยบายเหมือนกับธนาคาร พาณิชย์ ด้วยการเดินหน้ายุบสาขา ลดต้นทุน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการให้บริการต่อพี่น้อง ประชาชน อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าทางรัฐบาลนั้นใช้นโยบายแบบนี้ไม่ถูกต้องครับท่านประธาน ผมจึงนำกระทู้ถามครับว่ากระทรวงการคลังมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาการให้บริการของ ธนาคารกรุงไทยที่ให้การบริการที่ล่าช้ากระทบต่อพี่น้องประชาชนในเรื่องของการทำธุรกรรม ทางการเงินหรือไม่อย่างไร ขอทราบรายละเอียดจากท่านรัฐมนตรี ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอตอบกระทู้ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส. ราชบุรี เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่าน ส.ส. อัครเดชที่ได้ช่วยดูแลในเรื่อง การบริการของธนาคารกรุงไทยซึ่งต้องใช้คำว่าเป็นธนาคารของรัฐส่วนหนึ่งตามที่ท่าน ได้กล่าวนั้นถูกต้องแล้วว่าจริงอยู่ถึงแม้ว่าขณะนี้ธนาคารกรุงไทยถือว่าไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่กองทุนฟื้นฟูถือหุ้นใหญ่ก็จึงยังถือว่าเป็นธนาคารที่รัฐจะต้องกำกับดูแลและให้บริการ พี่น้องประชาชนด้วยความเข้มแข็ง ด้วยความรวดเร็วให้สมกับเป็นธนาคารที่รัฐถือหุ้นใหญ่อยู่ จากการที่ท่านได้ให้ความสำคัญกับการบริการของธนาคารกรุงไทยนั้นและท่านก็ได้ตั้งคำถาม มานะครับ ถามว่ากระทรวงการคลังนั้นมีแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาการบริการของ ธนาคารกรุงไทยที่ได้รับความล่าช้าในการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างไร โดยเฉพาะท่านได้ บอกว่า ทางธนาคารกรุงไทยนั้นได้ลดสาขามาโดยตลอด ผมขอตอบคำถามของท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ดังนี้ครับ🔗
ก่อนอื่นก็ต้องตอบว่าการที่ธนาคารโดยเฉพาะธนาคารกรุงไทยธนาคาร ของรัฐนั้น จะทำการลดสาขาลง ณ แห่งใดธนาคารจะต้องออกไปสำรวจในปัจจัยต่าง ๆ เช่น การดำเนินงานหรือจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการในสาขานั้น ๆ มีจำนวนเท่าไร ลดลงอย่างไร และมีความครอบคลุมในพื้นที่เป็นอย่างไร การทับซ้อนพื้นที่บริการกับสาขาของธนาคารเอง และสาขาของธนาคารอื่น ๆ มากมายแค่ไหนอย่างไร และประเภทของธุรกรรมที่ลูกค้า สามารถมาทำรายการผ่านธนาคารในช่องทางอื่น ๆ เช่น ทำผ่านสมาร์ตโฟน (Smartphone) เป็นต้น เป็นอย่างไร และเมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ จนรอบคอบแล้ว ธนาคารจึงมีมาตรการในการที่จะปิดสาขานั้น ๆ ลง และก่อนที่ธนาคารจะปิดสาขานั้นลง ธนาคารก็จะมีการแจ้งกับพี่น้องประชาชนไม่ต่ำกว่า ๓๐ วัน และในขณะที่ปิดสาขานั้น ตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร นอกจากจะทำการชี้นำ แนะนำลูกค้าว่าธนาคารมีสาขาใกล้เคียง ที่สุดตรงนั้นอย่างไรที่ลูกค้าสามารถจะโยกไปใช้บริการได้ นอกจากนั้นในระหว่าง ๓๐ วัน ที่ธนาคารจะปิดสาขานั้นธนาคารก็ยังจะมีรถบริการ เช่น ที่เรียกว่า รถโมบาย เคทีบี ออน เดอะ มูฟ (Mobile KTB on the move) ไปจอดให้บริการในช่วงต้นที่ได้ทำการปิดสาขานั้น ๆ และการที่ท่านได้บอกว่า ต่อไปนี้ธนาคารยังจะทยอยปิดสาขาอีกหรือไม่ อย่างไร ก็ต้องเรียนว่า อันที่จริงแล้วธนาคารไม่ได้มีนโยบายในการที่จะปิดสาขา ยกเว้น สาขาที่พี่น้อง ประชาชนไปใช้บริการน้อย และมีความจำเป็นในสาขานั้น ๆ ลดลงเป็นอย่างมากเท่านั้นเอง จะสังเกตได้ว่าอย่างปี ๒๕๖๓ นั้น ธนาคารปิดสาขาไปเพียง ๓ สาขา ที่จังหวัดราชบุรี และในปี ๒๕๖๔ นั้นทั่วประเทศธนาคารกรุงไทยก็ได้ปิดไปเพียง ๒ สาขา และเพิ่มสาขาอีก ๔ สาขา เพราะฉะนั้นการปิดสาขาในแต่ละแห่งนั้นก็จะปิดสาขาด้วยพี่น้องประชาชนมาใช้บริการน้อย จึงได้ดำเนินการตามที่ว่า นอกเหนือจากรถโมบาย เคทีบี ออน เดอะ มูฟ (Mobile KTB on the move) ตามภาพท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นที่ขึ้นที่จอแล้ว ซึ่งรถดังกล่าวนั้น ธนาคารมีถึง ๗๘ คัน ที่ได้ออกไปบริการพี่น้องประชาชน นอกเหนือจากสาขาธนาคาร ที่ปิดแล้วในระยะหนึ่ง สาขาที่มีการใช้บริการเพิ่มขึ้นในบางช่วงเวลาที่มีธุรกรรมทางการเงิน เช่น มีโครงการของรัฐที่พี่น้องเกษตรกรหรือพี่น้องไปใช้บริการนั้น ธนาคารก็ได้นำรถเหล่านี้ ไปบริการที่ตรงนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความแออัดนะครับ🔗
ข้อที่ ๒ ธนาคารก็มีการติดตั้งเครื่องบริการอัตโนมัติเพิ่มเติม ที่เรียกว่า เอทีเอ็ม (ATM) หลังจากการปิดสาขา รวมถึงบริการเปลี่ยนประเภทหรือปรับปรุง เครื่องเอทีเอ็ม (ATM) ที่จะทำธุรกรรมอัตโนมัติเหล่านี้นี่นะครับ นอกเหนือจากการเบิกถอน อย่างเดียวก็ปรับไปใช้ในธุรกรรมอื่น ๆ ได้ เช่น ธุรกรรมเปิดบัญชี ธุรกรรมขอบัตรเครดิต อะไรต่าง ๆ ให้ขยายได้มากขึ้น🔗
ข้อที่ ๓ ธนาคารได้เปิดให้บริการสาขาบางแห่งในช่วงนอกเหนือเวลาทำการ เช่น วันเสาร์ หรือนอกเวลาทำงาน ถ้าหากว่ามีลูกค้าจำเป็นต้องมาใช้บริการตามโครงการ ของภาครัฐ ในขณะเดียวกันธนาคารก็ยังได้เพิ่มเทคโนโลยีในเรื่องของสมาร์ตโฟน (Smartphone) เช่น แอปพลิเคชัน กรุงไทย เน็กซต์ (Application Krungthai Next) แอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตัง หรือกรุงไทยคอนเน็กต์ (Krungthai Connect) เพื่อรองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า ทั้งนี้ธนาคารก็ได้ให้พนักงานออกดูแลและเยี่ยมเยียน ลูกค้าในพื้นที่ขอบเขตบริการของสาขานั้น ๆ เพื่อให้ลูกค้าของธนาคารสามารถเข้าถึงระบบเครื่องอัตโนมัติ และแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ของธนาคารได้ การตั้งจุดบริการนอกสถานที่ชั่วคราว ก็คือการตั้งบูท (Booth) ตั้งโต๊ะบริการในวัน สต็อป เซอร์วิซ (One stop service) กระจายและหมุนเวียนไป ในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ เพื่ออบรมหรือเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการที่จะไปใช้ บริการ นอกเหนือจากนั้นยังมีการจัดพนักงานหมุนเวียนลงพื้นที่ไปดูแลผู้ป่วย ไปดูแล ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียงและผู้พิการที่ไม่สามารถที่จะเดินทางมาที่ธนาคารได้ และการที่ธนาคารได้ปิดสาขาบางแห่งและเพิ่มบริการในด้านของบุคคล ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ตโฟน (Smartphone) ต่าง ๆ นั้นก็จะเป็นการลดการที่ลูกค้าธนาคารจะต้องเดินทาง ไปธนาคารไปทำธุรกรรมมาเป็นธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถทำบนสมาร์ตโฟน (Smartphone) และทำที่บ้านก็ได้นะครับ จึงกราบเรียนคำถามของท่านอัครเดชมาในที่นี้ ขอบคุณครับ🔗
ท่านอัครเดชถามได้อีกครั้ง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมได้ฟัง คำชี้แจงของท่านรัฐมนตรีอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า กระทู้ถามนั้นเป็นกลไกหนึ่ง ของรัฐสภา ซึ่งผมอยากจะให้เป็นกลไกที่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนได้จริง ๆ แต่ที่ท่านรัฐมนตรีท่านได้ตอบมานั้น ผมคิดว่าข้อมูลที่ทางธนาคาร กรุงไทยส่งให้ท่านรัฐมนตรีนั้นคงให้ท่านไม่หมด บอกท่านไม่หมดหรอกครับ เพราะว่าสิ่งที่ ธนาคารทำอยู่นั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้จริง ๆ ถ้าท่านไปดูตอนนี้ ทุกสาขาของกรุงไทยทุกสาขาคนล้นหมดครับ ท่านครับ ผมอยู่อำเภอบ้านโป่ง ท่านเชื่อไหมครับ ยุบธนาคารที่บิ๊กซีสาขาบ้านโป่ง วันนี้มากองอยู่ที่สาขาตลาดบ้านโป่ง วันนี้คนล้น ให้ทางฝ่ายโสตเปิดภาพให้ดูครับ ไม่ใช่เป็นระเบียบอย่างที่ท่านบอกเลยครับ แล้วล้น แออัดมาก ถ้าท่านบอกว่าทางข้อมูลบอกว่า ก่อนปิดสาขามีการไปสำรวจ ผมถามท่านว่า ถ้าท่านไปสำรวจจริงสาขาบิ๊กซีบ้านโป่งต้องไม่ปิดครับ เพราะประชากรของสาขาที่ อำเภอบ้านโป่งประชากร ๑๘๐,๐๐๐ คน มี ๒ สาขาโดนยุบไป ๑ สาขา เหลือ ๑ สาขา แต่อำเภอเมืองนครปฐม วันนี้ ส.ส. จังหวัดนครปฐมนั่งอยู่ด้วยครับ ท่านสินธพ แก้วพิจิตร ประชากร ๒๗๐,๐๐๐ คน มี ๕ สาขา ถ้าข้อมูลอย่างนี้เอามาให้ท่าน ท่านแก้ไม่ได้หรอก ท่านรัฐมนตรีครับ และวันนี้ยังแออัดอยู่ การให้บริการที่ท่านบอกว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ปิดเฉพาะที่ที่มีลูกค้าน้อย แล้วทำไมสาขาบิ๊กซีบ้านโป่งลูกค้าล้นไปหมดเลยครับ แต่ทำไม โดนปิด ถ้าแน่จริงนะครับท่านประธานครับ ผมอยากให้กระทรวงการคลังยกเลิก สิทธิพิเศษของธนาคารกรุงไทยที่จะต้องให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ มาใช้บริการผ่าน ธนาคารกรุงไทย ถ้าธนาคารกรุงไทยแน่จริงขอให้ท่านยกเลิกระเบียบการคลังที่ผมอ่านให้ฟัง นี่ครับ ระเบียบการคลังที่ประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๖๓ ขอให้ท่านยกเลิกครับ แล้วให้ธนาคารกรุงไทยแข่งกับธนาคารพาณิชย์ให้เท่ากันครับ แล้วคนไหนที่บริการดีให้ไปใช้ ถ้าธนาคารกรุงไทยให้บริการดีแบบที่ท่านรัฐมนตรีบอกมา เดี๋ยวลูกค้าเขาจะไปใช้ ธนาคารกรุงไทยครับ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจเดี๋ยวไปใช้ธนาคารกรุงไทย พี่น้องประชาชน ไปใช้ธนาคารกรุงไทย แต่ถ้าไม่ดีจะได้ไปใช้ธนาคารอื่นได้ครับ แต่วันนี้ธนาคารกรุงไทยได้สิทธิ พิเศษ โดนล็อก (Lock) ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนร้องเรียนผ่านผมมาครับ ขอให้รัฐบาล กระทรวงการคลังยกเลิกสิทธิพิเศษนี้ให้กับธนาคารกรุงไทยครับ แล้วให้ใช้เสรี เลยครับ แล้วดูว่าพี่น้องประชาชนจะใช้ธนาคารไหนที่บริการดีกว่ากัน ไม่อย่างนั้นวันนี้ ประชาชนเดือดร้อนครับ เสียเวลาครับ หลายชั่วโมง เพื่อนสมาชิกในนี้ฝากผมมาครับ ท่านประธาน เป็นทุกจังหวัดครับ แล้ววันนี้การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ไปแออัดอยู่อย่างนี้ การจราจรไปจอดรถติดขัดไปหมด สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้อง ประชาชน ไม่ใช่เฉพาะที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีนะครับ ท่านประธานครับ หลายจังหวัดครับ จังหวัดเพชรบูรณ์ ผมประชุมกรรมาธิการรัฐวิสาหกิจ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ท่านก็ยังบอกว่าที่เพชรบูรณ์ก็มีปัญหาของธนาคารกรุงไทย ประชุมกรรมาธิการด้วยกัน ผมกราบเรียนท่านรัฐมนตรีครับ ท่านอย่าเชื่อข้อมูลของทางผู้บริหารธนาคารกรุงไทยที่ส่งให้ ท่านเลยครับ ขอให้ท่านได้เชื่อข้อมูลของ ส.ส. ที่อยู่ติดพื้นที่อยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน ท่านให้เจ้าหน้าที่ไปดูเฟซบุ๊ก (Facebook) ของผม วันนี้ผมโพสต์ (Post) ว่าผมจะมาถาม กระทู้ท่านรัฐมนตรี พี่น้องประชาชนคาดหวังที่จะได้รับการแก้ไขปัญหาจากท่านรัฐมนตรีครับ ในฐานะที่ท่านกำกับดูแลธนาคารกรุงไทย ขอความกรุณา ขอความเมตตาท่านว่าวันนี้พี่น้อง ประชาชนเดือดร้อนกับธนาคารกรุงไทยมามากทุกจังหวัดเลยครับ เลยขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านสันติ พร้อมพัฒน์ ครับ ให้ท่านได้ลงไปดูแลจริง ๆ ครับ แล้วข้อมูลที่ทางธนาคารกรุงไทยให้ท่านมาเป็นข้อมูลที่ผม บอกได้เลยครับ แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนไม่ได้หรอกครับ เลยกราบเรียนท่านประธาน ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านได้ฝากนะครับ ท่านรัฐมนตรี ไม่ได้ถามแต่ว่าได้ฝาก เชิญเลยครับ🔗
เมื่อได้ฟัง ข้อมูลของท่าน ส.ส. อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส. ราชบุรี เขต ๔ ผมต้องเรียนท่านตรง ๆ ว่า ข้อมูลของท่าน ผมเชื่อว่าในบางแห่งจริง ๆ แล้วอาจจะมีลูกค้าที่ไปใช้บริการมาก ซึ่งธนาคาร ในบางครั้งก็อาจจะบริการไม่ทันนะครับ โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรหรือในพื้นที่ที่มีโครงการ ของรัฐที่ไปร่วมกับธนาคารกรุงไทยก็จะมีลูกค้าไปเป็นจำนวนมากเป็นครั้ง ๆ นะครับ จากข้อร้องเรียนหรือข้อที่ท่าน ส.ส. อัครเดชได้นำมาเป็นคำถามในวันนี้นั้น ผมต้อง ขอขอบคุณท่านที่ท่านได้เอาใจใส่กับความสะดวกสบาย ปัญหาของพี่น้องประชาชน แม้กระทั่งเป็นปัญหาที่ลูกค้าของธนาคารซึ่งเป็นประชาชนไปใช้บริการของธนาคารนะครับ แล้วไม่ได้รับความสะดวกสบาย ท่านก็เป็นธุระนำมาแจ้งให้กระทรวงการคลังในฐานะที่กำกับ ธนาคารกรุงไทยได้รับทราบ ก่อนอื่นผมก็จะต้องขอกราบเรียนท่านว่า ผมจะรับข้อมูล ของท่านไปแจ้งให้ธนาคารกรุงไทยได้รับทราบถึงปัญหาที่ท่าน ส.ส. ได้มาบอก เพื่อให้ ธนาคารกรุงไทยนั้นไปแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตามที่ท่านได้พูดถึงนะครับ แล้วก็ต้องขอเรียน ท่านว่า ผมได้คุยกับธนาคารกรุงไทยมาแล้วว่า นอกเหนือจากการที่พี่น้องประชาชนจะมาร้อง ที่ ส.ส. แล้ว ธนาคารมีศูนย์กลางในการที่จะให้พี่น้องเสนอให้คำแนะนำก็ดี เสนอปัญหาให้ ธนาคารแก้ไขก็ดี มีช่องทางอื่นไหมนอกจากช่องทางที่จะร้องมาทางส่วนราชการและมายัง ส.ส. นะครับ ทางธนาคารก็บอกว่า ธนาคารมีสายด่วน คือเป็นโทรศัพท์สายด่วน หมายเลข ๐๒ แล้วก็ ๑๑๑๑๑๑๑ แล้วก็สามารถที่จะแจ้งปัญหาต่าง ๆ ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ถ้าหาก โทรไปแล้วเครื่องอัตโนมัติไม่ได้รับ สักครู่หนึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารมารับนะครับ ก็จะได้เรียนในอีกช่องทางหนึ่งด้วยนะครับ และปัญหาที่ท่านได้พูดถึงนั้น ผมเองในฐานะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และดูแลธนาคารกรุงไทยอยู่ก็จะรับข้อที่ท่านได้ กล่าวมา แล้วก็ได้บอกมานั้นจดแล้วก็แจ้งไปที่ธนาคารกรุงไทยให้แก้ไขปัญหาตามที่ท่านได้ว่า เอาไว้ทั้งหมดนะครับ ก็ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบนะคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอนิดเดียว ท่านประธานครับ ก่อนอื่นกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านประธานครับ ผมขอ ความเป็นธรรมนิดหนึ่งครับ สาขาธนาคารกรุงไทยที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีโดนยุบไป แล้วก็พี่น้องประชาชนเดือดร้อนมาก ผมขอความเป็นธรรมท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่า ขอให้ท่านกลับมาเปิดสาขาเหมือนเดิมได้หรือเปล่า ผมขออนุญาตฝากท่านได้พิจารณา ด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ สวัสดีครับ🔗
ขอบคุณท่านสมาชิก และท่านรัฐมนตรีนะครับ🔗
ขอนิดเดียวครับ ก็เดี๋ยวผมจะรับไปนะครับ แล้วก็แจ้งให้ธนาคารกรุงไทยดูแลให้ท่านนะครับ ขอบคุณครับ🔗
กระทู้ถามที่ ๑.๒.๒ เรื่อง การแก้ไขปัญหาผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ของคุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
นายกรัฐมนตรีได้ มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นผู้ตอบกระทู้ถาม ท่านรัฐมนตรีมารออยู่แล้วครับ ขอเชิญท่านองอาจครับ ถามได้ ๒ ครั้งนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้ตั้งกระทู้ถามทั่วไป ต่อท่าน นายกรัฐมนตรีถึงปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการทางด้านธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งผมเชื่อว่าท่านประธานก็คงทราบดีว่า หลังจากมีสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้คนในสังคมไทยของเราก็ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบจาก สถานการณ์นี้อย่างทั่วหน้าครับ ไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐี หรือยาจกเข็ญใจขนาดไหนในสังคม ของเราก็ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้คนที่อยู่ในแวดวงการทำธุรกิจหรืออยู่ในฐานะที่เป็น ผู้ประกอบการ หรือเกี่ยวข้องกับการประกอบการเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยวนั้นก็ต้องถือว่า เป็นกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมจึงได้ตั้งกระทู้ถามต่อท่านนายกรัฐมนตรีว่า ในส่วนของ รัฐบาลนั้นได้มีมาตรการแนวทางปฏิบัติการอย่างไร ในการที่จะดูแลช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทางด้านธุรกิจการท่องเที่ยว ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวจำนวนมาก รัฐบาลมี มาตรการ มีแนวทางในการดูแลช่วยเหลือหรือไม่อย่างไรครับ ผมขออนุญาตตั้งกระทู้ถามครับ🔗
ท่านรัฐมนตรีขอเชิญ เลยครับ ตอบคำถามที่ ๑🔗
กราบเรียนท่านประธานที่สภาเคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับมอบหมายจากท่าน นายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้ชี้แจงและตอบกระทู้เรื่องของการแก้ปัญหาผู้ประกอบการธุรกิจ ท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ครับ ซึ่งจากกรณีที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ตั้งกระทู้ถามมา ทางรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทำการแก้ปัญหามาโดยตลอดตั้งแต่ต้น🔗
โดยประการแรกที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเราได้ทำและทำในสิทธิ ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเรามีหน้าตักที่เหลืออยู่ นั่นก็คือการคืนเงินหลักประกันของ ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวหรือบริษัทนำเที่ยว ถ้าเรียกเป็นภาษาชาวบ้าน เราคืน หลักประกันตรงนั้นไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการคืนหลักประกันตรงนั้นไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นจำนวน ๖,๖๓๔ ราย เป็นเงิน ๔๙๗,๑๔๗,๐๐๐ บาทถ้วน แล้วขณะนี้เราก็ได้มีการทำการ ยกเว้นการต่อใบอนุญาตของผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวออกไป ๒ ปี และยกเว้น ค่าธรรมเนียมของมัคคุเทศก์ออกไป ๕ ปี สิ่งเหล่านี้เรากระทำอยู่ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ในขณะที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ครั้งแรก กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาได้นำเสนอรัฐบาล เพื่อขอการเยียวยาให้กับมัคคุเทศก์ทุกคนเป็นระยะเวลา ๓ เดือน คนละ ๕,๐๐๐ บาท ซึ่งก็เรียบร้อยไปแล้วในส่วนนั้น และมีประเด็นสำคัญต่อมาก็คือ มีการ ประสานเรื่องเกี่ยวกับซอฟต์โลน (Soft loan) กับกระทรวงการคลัง ซึ่งในสิ่งเหล่านี้การทำ เรื่องซอฟต์โลน (Soft loan) ตรงนี้ ทางกระทรวงการคลังก็ได้กรุณามอบหมายให้ธนาคาร ออมสินตั้งวงเงินให้กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้ประสานกับผู้ประกอบธุรกิจ ใน ๑๓ หมวดเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งตรงนั้นทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมได้มอบหมายให้ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีเป็นผู้ประสานทั้งหมดนะครับ เราทำการได้ ๖๙๖ ราย เป็นวงเงิน ๓,๙๘๑ ล้านบาท อีกโครงการหนึ่งก็คือท่องเที่ยวจับคู่ กู้เศรษฐกิจ ซึ่งตรงนี้เป็นโครงการที่มีการติดพันมาถึงระยะที่ ๒ และระยะที่ ๓ นะครับ ซึ่งการจับคู่ตรงนี้ระหว่างเอกชนต่อเอกชนเป็นจำนวน ๗๐ คู่ และระหว่างธนาคารออมสิน กับเอกชนอีก ๓๓ คู่ ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างการดำเนินการ และสิ่งที่สำคัญตอนนี้คือ ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีการประสานไปที่กระทรวงแรงงานในการแพร่ระบาด ในครั้งแรกก็คือ ขอใช้มาตรา ๓๓ เป็นการเยียวยาของพนักงานที่อยู่ในภาคธุรกิจการ ท่องเที่ยวที่มีประกันสังคม ซึ่งได้รับการชดเชย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ก็เป็นการกระทำ หรือเป็นการดำเนินงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หลังจากนี้เรายังมีการจัดอบรม เพื่อพัฒนายกระดับคุณภาพและพัฒนามาตรฐานการให้บริการในขณะที่มีการแพร่ระบาด ของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งไม่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามา และไม่มีการเดินทาง ท่องเที่ยวภายในประเทศไทย ตรงนี้เราก็ได้มีการของบประมาณเงินกู้จากรัฐบาลมา เพื่อทำการจัดอบรมสัมมนา และอีกส่วนหนึ่งก็ใช้เงินของทางกระทรวงที่ได้รับงบประมาณ มาแล้วขอเปลี่ยนโครงการมาเป็นการจัดอบรมสัมมนาในตรงนั้น และที่สำคัญอีกโครงการก็คือ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการทัวร์เที่ยวไทย ตรงนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ขอ งบประมาณเงินกู้ในครั้งแรกคือ ๑ ล้านล้านบาท ได้มาเป็นเงิน ๒๒,๔๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ เราให้สิทธิเป็นการเยียวยาหรือฟื้นฟูสภาพจิตใจของ อสม. ในขณะที่มีการแพร่ระบาด ครั้งแรกประมาณ ๑ ล้านคน เราใช้เงินไปประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนโครงการเราเที่ยว ด้วยกัน โครงการที่ ๑ เราเปิดไว้ ๕ ล้านรูมไนต์ (Room night) ซึ่งมูลค่าสูงสุดที่รัฐบาล ต้องรับผิดชอบไม่เกินคืนละ ๓,๐๐๐ บาท ตรงนี้เราทำได้โครงการแรกไป ๕ ล้านรูมไนต์ (Room night) พอมาถึงโครงการหลังจากที่เราใช้เงินไปแล้วในโครงการที่ ๑ ของ เราเที่ยวด้วยกัน มีเงินเหลืออยู่ก็มาจัดในโครงการที่ ๒ เอาเงินส่วนที่เหลือจากการขอเงิน ครั้งแรกมาทำการจัดเราเที่ยวด้วยกันอีก ๑ ล้านรูมไนต์ (Room night) เมื่อครบ ๑ ล้านรูมไนต์ (Room night) ก็ยังมีเงินเหลือต่อจากนั้น ซึ่งขณะนี้เราก็เอาเงินส่วนที่เหลือ ตรงนี้มาแยกเป็น ๒ โครงการ ก็คือโครงการเราเที่ยวด้วยกันและทัวร์เที่ยวไทย โครงการ เราเที่ยวด้วยกันเฟส ๓ (Phase 3) ๒ ล้านรูมไนต์ (Room night) และทัวร์เที่ยวไทยเราให้ ๑ ล้านสิทธิ มูลค่าสูงสุดที่ภาครัฐต้องรับผิดชอบไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท หรือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้อยู่ในขณะกำลังดำเนินการนะครับ แต่ประเด็นที่สำคัญต่อจากนั้นก็คือ ทางการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีการพัฒนาก่อนที่จะมีการเปิดภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket Sandbox) ซึ่งมีการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดยมีมาตรฐานชา (SHA) และชาพลัส (SHA Plus) ออกมานะครับ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระบบมาตรฐานชา (SHA) มีทั้งหมด ทั้งประเทศ ๒๓,๘๓๓ แห่ง และเป็นชาพลัส (SHA Plus) ๕,๗๖๐ แห่ง ซึ่งการที่มีมาตรฐาน ชา (SHA) และชาพลัส (SHA Plus) ตรงนี้เราจะไปโค (Co) กับทาง ต้องบอกว่าระดับโลก ซึ่งระดับโลกนี้เขาจะใช้คำว่า เซต ทราเวล (Set travels) แต่ของเราใช้ชา (SHA) และชาพลัส (SHA Plus) ซึ่งตรงนี้เราจะประสาน และผนวกเข้าด้วยกัน เมื่อชาวต่างชาติเข้ามาจะเห็น ชาพลัส (SHA Plus) ก็แสดงว่ามาตรฐานของชา (SHA) และชาพลัส (SHA Plus) นี้อยู่ใน ระดับเดียวกับเซต ทราเวล (Set travels) ตรงนี้นะครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นการประชาสัมพันธ์และตอบชาวโลกไปว่า วันนี้มาตรฐานของการต้อนรับ นักท่องเที่ยวของประเทศไทย ถ้าหากว่าเจอมาตรฐานที่มีป้ายชาพลัส (SHA Plus) ตรงนี้สามารถเข้าไป เพราะอยู่ในการควบคุมของกระทรวงสาธารณสุขและการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย และหลังจากนั้นก็มาถึงการดำเนินการที่ท่านนายกรัฐมนตรีมีนโยบายเปิด ภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ การที่เราสามารถเปิดภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) ก็เป็นการช่วยเหลือ และกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายโดยเฉพาะการท่องเที่ยวภายในประเทศ และเชิญชวน นักท่องเที่ยวจากชาวต่างประเทศเข้ามา โครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) นี้ เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ ๔๐,๐๐๐ คนเศษ ซึ่งเรามีรายได้จากตรงนั้นเป็นภาพรวม ประมาณสัก ๓,๒๐๐ ล้านบาท แต่ขณะนี้ทางรัฐบาลโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการเปิดประเทศในอีก ๑๗ จังหวัด โดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งการที่ไม่ต้องกักตัวในที่นี้ก็ต้องใช้ อยู่ในมาตรฐานของ ศบค. ของสาธารณสุข คือหมายความว่า ถ้านักท่องเที่ยวเข้ามาจะต้องมี การทำอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ภายใน ๗๒ ชั่วโมง มาถึงเมืองไทยก็ยังต้อง อาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) อีกครั้งหนึ่ง เมื่อผลเป็นเนกาทีฟ (Negative) ก็สามารถท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ นี่ก็คือมาตรการต่าง ๆ ที่ทางรัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้มีการร่วมกัน เพื่อจะบรรเทาเบาบางให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในหมวดของการท่องเที่ยวได้เริ่มค่อย ๆ ทยอยฟื้นตัวขึ้นมา หลังจากที่เรามีการปิดรับนักท่องเที่ยวมาเกือบ ๒ ปีเต็มนะครับ ก็ขอตอบ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ🔗
ท่านองอาจถามได้ อีกครั้งครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีได้ตอบนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือของรัฐบาล ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้บอกนะครับ ซึ่งผมเชื่อว่าผู้ประกอบการส่วนหนึ่งก็ได้รับอานิสงส์จากการดำเนินการตามนโยบาย ของรัฐบาล หลาย ๆ ส่วนก็สามารถที่จะประกอบอาชีพในเรื่องของการท่องเที่ยวต่อไปได้ แต่อย่างไรก็ดีครับผู้ที่ประกอบธุรกิจในแวดวงการท่องเที่ยวนั้นก็มีหลายระดับครับ ก็มีทั้ง คนที่มีสายป่านยาว คนที่มีป่านสั้น คนที่มีปัญหาแตกต่างกันออกไป สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีได้ตอบให้ พวกเราได้รับทราบนั้นก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือ แล้วก็พยายามที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเดินหน้าไปได้ อย่างไรก็ดีครับ ก็ยังมีอีกส่วนต่างที่ยังมีผลกระทบอยู่ ซึ่งผมเชื่อว่าทางรัฐบาลเองก็คงทราบดี แล้วก็คง พยายามที่จะแก้ไขปัญหานะครับ นั่นก็คือกลุ่มผู้ประกอบการที่อาจจะเป็นตัวเล็ก ๆ ในแวดวง ธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งไม่มีกำลังมากพอนะครับที่จะเยียวยาตัวเองหรือจะช่วยเหลือตัวเองได้ คนเหล่านี้ผมคิดว่ารัฐบาลหรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องคงต้องเข้าไปดูแลเขามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ เรื่องของซอฟต์โลน (Soft loan) ที่ท่านได้พูดถึงนั้น เราก็ต้องยอมรับความจริงว่าในทาง ปฏิบัติจริงหลายกรณีมันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราตั้งเป้าหมายไว้นะครับ คือเราไม่สามารถ ช่วยเหลือเขาได้จริงอย่างทันท่วงทีหรือเป็นไปตามที่เราตั้งความหวังผมคิดว่าตัวอย่างหนึ่ง ที่เห็นได้ชัดก็คือ ที่รัฐบาลเคยมีโครงการพักหนี้นะครับท่าน มีโรงแรมเข้าร่วมน้อยมากนะครับ หรือผู้ประกอบการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวร่วมน้อย เพราะอะไรทราบไหมครับ เพราะว่า ธนาคารพาณิชย์ซึ่งเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องไปตั้งเงื่อนไขที่แตกต่างกันแล้วก็สลับซับซ้อน ค่อนข้างมากนะครับ เริ่มต้นง่าย ๆ ธนาคารก็จะบอกว่าต้องเป็นลูกหนี้ชั้นดี อย่างนี้เป็นต้น หรือประเมินมูลค่าหนี้ในระดับต่ำก่อน มูลค่าหนี้ระดับสูง ๆ ก็เอาไว้ทีหลัง อย่างนี้ ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งก็ได้รับผลกระทบอย่างมากในการที่จะประกอบการต่อไป เพราะฉะนั้นผมจึงอยากเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่า ท่านพอจะดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ในเรื่องซอฟต์โลน (Soft loan) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพิ่มสภาพคล่องให้โรงแรม ให้ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่ขาดสภาพคล่อง มากยิ่งขึ้นนะครับ เช่น การพักชำระต้น การหยุดคิดดอกเบี้ย หรือหาแหล่งเงินทุนให้กู้ ระยะยาว คิดดอกเบี้ยต่ำเพื่อมีทุนมาประกอบธุรกิจ ผ่อนปรนกฎเกณฑ์การเงินเกี่ยวกับ ซอฟต์โลน (Soft loan) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งผมคิดว่าวันนี้ส่วนหนึ่งก็พอที่จะพยุงตัวเอง เดินหน้าต่อไปได้ แต่อีกส่วนหนึ่งผมคิดว่าเมื่อมันเป็นธุรกิจเฉพาะในแวดวงของการท่องเที่ยว เราน่าจะพอที่จะประเมินหรือพอที่จะตรวจสอบได้ว่าใครที่เดือดร้อนจริง ๆ อย่างไร แล้วเราก็ เข้าไปช่วยแก้ไขตรงนี้ ก็อยากจะสอบถามท่านรัฐมนตรีว่าท่านพอจะเข้าไปดำเนินการตรงนี้ ให้ลุล่วงมากขึ้นได้หรือไม่อย่างไร อย่างไรก็ดีท่านประธานครับ สิ่งที่ผมสอบถามนั่นก็เป็นการ แก้ไขเฉพาะที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ผมคิดว่าหลังจากนี้หลังจากเราเปิดประเทศ หลังจากเรา เปิดเรามีภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) มีอะไรต่าง ๆ เราก็ต่างตั้งความหวังว่า ประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้ ขับเคลื่อนธุรกิจการท่องเที่ยวหรือการท่องเที่ยวซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของรายได้หลักของประเทศเราให้เดินหน้าต่อไปได้ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะกราบเรียน ท่านรัฐมนตรีนะครับ ฝากท่านรัฐมนตรีไปว่า ผมคิดว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) คราวนี้ เหมือนกับเป็นการเซต ซีโร (Set Zero) ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยนะครับ เพราะฉะนั้น การฟื้นตัวหลังจากนี้ไปจะยั่งยืนแค่ไหนมันอยู่ที่ว่าเราจะเลือกทางเดินนี้ออกจากวิกฤตินี้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมจึงขอฝากท่านรัฐมนตรีว่า ผมคิดว่าหลังจากนี้ไปในสถานการณ์ โควิด-๑๙ (COVID-19) ภาครัฐอาจจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ทิศทางการพัฒนา เป้าหมาย และแผนงานที่มีความชัดเจนเพื่อให้เกิดผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น ภาครัฐก็ควรจะดำเนินการสัก ๓-๔ ส่วนดังนี้ ผมขอฝากไว้ คือผมคิดว่าคงจะต้องบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของการท่องเที่ยวขับเคลื่อนให้มันเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรี ทราบดีว่าจะต้องทำให้ทุกมิติในเรื่องการท่องเที่ยวมีความสอดคล้องกัน และปฏิบัติการได้ทัน กับสถานการณ์ เราคงไม่สามารถไปทำตามสถานการณ์ได้ ข้อที่ ๒ ก็คือสร้างกลไกขับเคลื่อน แผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ข้อที่ ๓ ก็คือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อที่จะรองรับ การท่องเที่ยวยุคนิวนอร์มัล (New Normal) ที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจากนี้ไป โดยเฉพาะ การคมนาคมเชื่อมต่อกันที่เป็นระบบ และผมเชื่อว่าเราคงต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อ การท่องเที่ยวแบบนิวนอร์มัล (New Normal) ยกระดับแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ ทางด้านการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น และข้อสุดท้ายข้อที่ ๔ ก็คือบริหารจัดการให้ธุรกิจการ ท่องเที่ยวปรับตัวให้สอดคล้องกับเทรนด์ (Trend) ท่องเที่ยวแบบใหม่ ซึ่งผมเชื่อว่ากระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาก็ทำอยู่แล้วนะครับ รวมทั้งการสนับสนุนปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้ทันกับการท่องเที่ยวในยุคนิวนอร์มัล (New Normal) ก็ขออนุญาตถือโอกาสนี้ฝากรัฐบาล ฝากท่านรัฐมนตรีไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) กราบเรียนท่านประธาน ขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ซึ่งการที่ว่าปัจจุบันนี้ ทางกระทรวงและทางท่านนายกรัฐมนตรีได้กำชับมาที่กระทรวงตลอดเวลานะครับว่า ในขณะที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็มีบางส่วนที่ยังช่วยตัวเองได้ แต่ก็มีโดยส่วนใหญ่ที่เป็นรายเล็กอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติพูดเมื่อสักครู่ว่า เกิดการ ล้มหายตายจากหรือหยุดกิจการไปเลย ซึ่งการหยุดกิจการตรงนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ประสานงานผ่านสมาคมโรงแรม สมาคมร้านอาหาร สมาคมรถเช่าและสมาคมต่าง ๆ ที่อยู่ใน ๑๓ หมวดที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดูแล ตรงนี้ขอให้พวกท่านช่วยไป ทำการบ้านให้กับกระทรวงสักนิดหนึ่งว่า เป็นไปได้ไหมให้พวกท่านที่ไม่มีหลักทรัพย์ ก็หมายความว่าหลักทรัพย์นี้อยู่ในธนาคารหมดแล้ว แต่ขอให้พวกท่านได้จับคู่กันก็คือ ผมค้ำประกันท่านสมาชิก ท่านสมาชิกค้ำประกันผม และเดินเข้าไปหาธนาคารออมสิน ซึ่งตรงนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้หารือกับกระทรวงการคลังและผ่านไปถึง ธนาคารออมสินก็ขอไปวงเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมาทำการรีโอเพน (Reopen) ให้กับธุรกิจรายขนาดกลางและขนาดเล็กที่ไม่มีกำลังที่จะเปิดกิจการในยุคที่เราทำการ เปิดประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขณะนี้ยังดำเนินการอยู่นะครับ ส่วนคำถามต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้ถามมาว่าเราจะมีแผนการอะไรในยุคนิวนอร์มัล (New Normal) เราจะตั้งรับอย่างไรหรือเราจะรุกอย่างไรในธุรกิจของการท่องเที่ยว ซึ่งในอดีตประเทศไทย เราเป็นลำดับที่ ๔ ของโลกที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะ ในปี ๒๕๖๒ เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาสู่ประเทศไทยถึง ๓๙.๘ ล้านคน ซึ่งขณะนี้คิดว่าการที่ เราจะวิ่งไปสู่ตัวเลขตรงนั้นคงเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็คงจะต้องค่อยเป็นค่อยไป และมาตรการ ต่าง ๆ ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเรากำลังทำอยู่ และเราก็มีการประกาศว่า ปี ๒๕๖๕ ก็คือเป็นอเมซิง นิว แชปเตอร์ส (Amazing New Chapters) ก็คือหมายความว่า เป็นการท่องเที่ยวแบบใหม่ ลุก (Look) ใหม่ การพัฒนาแบบใหม่ ซึ่งตรงนี้กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาก็ได้ทำไปอีกเรื่องหนึ่ง โดยผ่าน ท.ท.ช. มาเรียบร้อยก็คือในอนาคตหลังจาก วันที่ ๑ เป็นต้นไปจะขออนุญาตว่าเป็นไปได้ไหม คือคงยังไม่ได้ผ่านทาง ครม. นะครับว่า จะขอเก็บเงินจากนักท่องเที่ยว ๓๐๐ บาท หรือ ๕๐๐ บาท นั่นหมายความว่า เรารวมประกัน อุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว และตรงนี้ถ้ามีกองทุน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็จะเอา กองทุนตรงนี้ไปเพื่อทำการพัฒนาและปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องของห้องน้ำและการสัญจร โดยเข้ามาในที่ท่องเที่ยวของคนพิการ เราจะพัฒนาตรงนั้นได้อย่างไร ขอเรียนตรง ๆ ครับว่า ขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเราไม่มีกองทุนตรงนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเก็บกองทุนได้ เราก็จะนำไปพัฒนาตรงนั้น ซึ่งจะต้องเข้าไปสู่เรื่องของการท่องเที่ยวในยุคนิวนอร์มัล (New Normal) และผมคาดว่าในปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ เราจะกลับไปสู่สภาพเดิม ในปี ๒๕๖๒ ซึ่งนั่นหมายความว่าจะไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในระลอกที่ ๕ ระลอกที่ ๖ ต่อไป แต่ผมมั่นใจด้วยว่ารัฐบาลโดยการนำของท่านนายกรัฐมนตรี และกระทรวงสาธารณสุขที่วันนี้เราได้มีที่จะฉีดครบ ๑๐๐ ล้านโดส ในเดือนธันวาคม เพราะฉะนั้นเกินกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประชาชนคนไทย การที่เราจะเปิดท่องเที่ยว จากนี้ต่อไปคิดว่าน่าจะไม่มีปัญหา เพราะป่วยได้แต่ไม่เจ็บมาก และไม่ถึงกับเสียชีวิต เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติใน ๔ ประเด็น ที่ท่านแจ้งมา ผมก็จะรับไปเป็นการบ้านและจะนำตอบเป็นเอกสารให้ท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านองอาจได้ใช้เวลาไป ๖ นาทีเศษ ท่านรัฐมนตรีใช้เวลา ๑๔ นาทีเศษนะครับ จบกระทู้ ที่ ๑.๒.๒ ต่อไปเป็นกระทู้ถามทั่วไป🔗
๑.๒.๓ กระทู้ถาม ที่ ๔๑๓ เรื่อง ขอให้ติดตามความคืบหน้า และดำเนินการกับผู้กระทำความผิดคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา (นายธีรัจชัย พันธุมาศ เป็นผู้ ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ท่านนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม เป็นผู้ตอบกระทู้ถาม ท่านรอง นายกรัฐมนตรีมาแล้ว ขอเชิญคุณธีรัจชัยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตถามกระทู้ เรื่องขอให้ ติดตามความคืบหน้าและดำเนินการกับผู้กระทำความผิดคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา สืบเนื่อง จากคดีนี้เป็นคดีที่มีความสำคัญต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย มีประชาชนทั้ง ต่างประเทศและในประเทศ ให้ความสนใจเป็นอันมาก เพราะว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดนั้น เป็นคนที่อยู่ในระดับที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงในประเทศ และปัจจุบันนั้น ได้ออกไปนอกประเทศ ไม่สามารถจับกุมมาดำเนินความผิดได้ โดยก่อนที่จะมีการออก นอกประเทศ ก็มีการโต้แย้ง มีความสนใจสื่อมวลชนหลายคณะ มีข้อเท็จจริงที่เปิดเผยขึ้นมา ในระหว่างที่ติดตามในคดีนี้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น กรณีมีการเปลี่ยนแปลงความเร็ว จาก ๑๗๗ กิโลเมตรต่อชั่วโมงของรถเฟอร์รารี (Ferrari) ที่ขับพุ่งชน ดาบตำรวจ วิเชียร กลั่นประเสริฐ เป็น ๗๙.๒๓ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีข่าวว่ามีนายตำรวจระดับอดีต ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและระดับสูงหลายคน มีอัยการเข้าไปเกี่ยวข้อง มีทนายความเข้าไปเกี่ยวข้อง มีการกดดันให้พนักงานสอบสวน ประทานโทษผู้ที่ให้ความเห็นในเรื่องความเห็น กลับความเห็นจากเดิม ซึ่งเป็นของกองพิสูจน์ หลักฐานจาก ๑๗๗ เป็น ๗๙.๒๓ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพลิกคดี แต่ไม่สำเร็จเพราะว่า ทางพนักงานอัยการที่จะกลับสำนวนเป็นสั่งไม่ฟ้องไม่เอาด้วย จนกระทั่งมาถึงยุคของการตั้ง สนช. ในการรัฐประหาร มีการตั้งคณะกรรมาธิการกฎหมายกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็น บุคคลที่มีน้องของรองนายกรัฐมนตรีประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ถึง ๒ คน มีน้องเขยของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย มีอดีต ผบ.ตร. ๒ คน ซึ่งตั้งในยุค คสช. ด้วย ๒ คนเข้าไปอยู่ด้วย และได้ตั้งคณะทำงานสอบอยู่ ๒ เรื่องคือ ๑. เปลี่ยนแปลงความเร็ว จาก ๑๗๗ เป็น ๗๙.๒๓ สอดคล้องกับที่มีนายตำรวจที่เป็นอดีต ผบ.ตร. เข้าไปมีส่วน เกี่ยวข้อง และถูกตั้งข้อสงสัยว่าไปร่วมในการเปลี่ยนแปลงความเร็วหรือไม่ ตรงกัน อันที่ ๒ มีการตั้งคณะทำงานบอกว่า ดาบตำรวจ วิเชียร กลั่นประเสริฐ เป็นฝ่ายประมาทเอง คือขับรถ ไปให้รถเฟอร์รารี (Ferrari) ของนายวรยุทธ อยู่วิทยา นั้นชนเอง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น และประชาชนยังติดตามว่าความคืบหน้าเป็นอย่างไร ต่อมามีเรื่องที่กล่าวขึ้นในคดีนี้ เหมือนกัน ก็คือในกรณีของการที่มี พลตำรวจตรี อภิชาติ สุริบุญญา ซึ่งดูแลกองการ ต่างประเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกหมายแดงซึ่งเป็นแบบทั่วไป แบบสาธารณะ เพื่อให้คนเป็นพันล้านคนสามารถเข้าไปในเว็บไซต์ (Website) นี้ดูได้ถูกย้ายออกจากตำแหน่ง อย่างรวดเร็ว โดย พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานในการโยกย้ายในขณะนั้น และต่อมาก็เปลี่ยนเป็นหมายแบบบุคคล ทำให้ติดตามตัวนายวรยุทธ อยู่วิทยา ไม่ได้ ต่อมา มีเรื่องที่พิสดารขึ้นมาอีกนั่นก็คือว่า ความเห็นของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นได้ถูกร้องเรียนไปยังสำนักงาน อัยการสูงสุดหลายครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธออกมา จนกระทั่งในส่วนครั้งที่ ๑๔ ในการร้องขอ ความเป็นธรรม ตอนนั้นมีการโยกย้ายอัยการสูงสุดและรองอัยการสูงสุด เปลี่ยนชุดมานะครับ ต่อมาในส่วนของกองคดีของกรมตำรวจ ซึ่งมี พลตำรวจตรี อภิชาติ สุริบุญญา อยู่ ซึ่งเป็น ผู้มีความเห็นแย้งได้ว่า ถ้าหากว่าเห็นแย้งสั่งไม่ฟ้องจะเห็นแย้งกลับไปอัยการสูงสุดได้ ก็ถูก ย้ายโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเป็นประธานในรัฐบาลชุดนี้ ต่อมาหลังจากนั้น เมื่อองค์ประกอบ ๒ อย่างครบก็คือ อัยการสูงสุดย้ายมา ทั้งรองอัยการ และในส่วนของผู้ที่จะ ทำความเห็นที่กองคดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ ผบ.ตร. ได้ทำความเห็นแย้งอัยการ ได้ย้ายมาเป็นคนอื่นเข้ามา ก็มีการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา และสำนักงานตำรวจ แห่งชาติก็ไม่ฟ้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนเห็นว่าความผิดแบบนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้องมากมาย ในการช่วยเหลือนายวรยุทธ อยู่วิทยา นายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งคณะทำงานชุดนายวิชา มหาคุณ เข้ามาศึกษา วันที่ ๓๐ กันยายน นายวิชา มหาคุณ ก็ได้มีการศึกษาและให้ความเห็น ไว้อย่างนี้นะครับ มีการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความ พยาน และบุคคลทั่วไปในการ เข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการดำเนินคดี มาจนถึงปัจจุบัน โดยใช้ช่องทางทางกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อิทธิพลบังคับ และการสร้างพยานหลักฐาน อันเป็นเท็จเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาให้รอดพ้นจากการ ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย นี่คือเป็นคณะที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น และผลออกมาประชาชน มีความหวังว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศนี้จะได้มีการสะสาง ไม่ใช่คนรวยไม่ต้อง ถูกดำเนินคดี แต่คนจนต้องผิดเสมอ ถูกดำเนินคดีเสมอ สร้างความเสื่อมเสียให้กับ กระบวนการยุติธรรมประเทศไทยอย่างมาก นี่คือสิ่งที่เป็นความเห็นออกมา นอกจากนั้น คณะนายวิชานี้ก็ได้มีข้อเสนอให้ดำเนินคดีอาญาและลงโทษทางวินัยของคน ๘ กลุ่ม ก็คือ ๑. พนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับสำนวน ๒. พนักงานอัยการที่ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ๓. ผู้บังคับบัญชาที่แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ๔. สมาชิก สนช. ซึ่งแทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่ ๕. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ๖. ทนายความ ซึ่งกระทำผิดกฎหมาย ๗. พยาน ซึ่งให้การเท็จ ๘. ตัวผู้ใช้และผู้สนับสนุน การกระทำดังกล่าว ทั้ง ๘ กลุ่มเหล่านี้ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้มาตอบ เพราะว่ามีข้อสงสัยไม่มีการ ขยับเขยื้อน ในตามข่าวที่ออกมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการสอบ ตอนแรก ๆ ก็บอกว่า จะเป็นการผิดวินัยไม่ร้ายแรงเป็นการผิดแค่นั้นเอง แต่ตอนหลังพอถูกคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ได้ติดตามต่อเนื่องก็เปลี่ยนมาเป็นกำลังสอบสวนว่ามีผู้กระทำผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ แต่คดีอาญายังไม่มีการพูดถึงว่าจะดำเนินแต่ละคนนั้นอย่างไรบ้าง นี่ผมขอตั้งไว้ก่อนในส่วนนี้ พักไว้ก่อน🔗
ในส่วนสำนักงานอัยการสูงสุดตอนแรก ๆ ก็มีคณะทำงานเสนอบอกว่า เป็นการผิดวินัยไม่ร้ายแรงเหมือนกันทำนองนั้นออกมาเหมือนกันชุดหนึ่ง แต่ภายหลัง คณะกรรมการอัยการก็ได้มีการเปลี่ยนออกมาว่าให้ตั้งกรรมการสอบสวนกรณีวินัยร้ายแรง ของรองอัยการสูงสุดที่มีการสั่งคดีนี้ กรณีอย่างนี้ต้องให้กรรมาธิการ ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบ แล้วถึงมีการเปลี่ยนแปลงด้วยหรือครับ นายกรัฐมนตรีทำอะไรอยู่ นี่คืออันที่ ๒ ก็คืออยู่ใน ๒ ในกลุ่ม ๘ คน ยังมีส่วนหนึ่งก็คือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ นั่นคือ สนช. ครับ สมาชิกที่เป็นน้องชายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ๒ คน เป็นน้องเขย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ๑ คน และเป็นอธิบดีอดีตผู้ว่าการตำรวจแห่งชาติ อีก ๒ คน ที่ตั้งในยุค คสช. ไม่เห็นมีใครพูดถึง ทั้งที่คณะทำงานที่นายวิชา มหาคุณ ที่นายกรัฐมนตรีตั้งอยู่ไม่มีคำตอบ เงียบกริบเลยนะครับ ไม่สอบสวนคนกลุ่มนี้เลยครับ นี่อีกคำถามหนึ่งที่ตั้งไว้ในคำถามรวมนะครับ ต่อมาในส่วนของตัวผู้บังคับบัญชาที่แทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่ ตัว พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ย้าย พลตำรวจตรี อภิชาติ สุริบุญญา ออกจากกองการต่างประเทศ แล้วเอาหมายที่เป็นสาธารณะออกเป็นหมายส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้คนติดตามตัวอีกนี่นะครับ ไม่ดูแลหรือว่าผิดไม่ผิด ถูกไม่ถูกอย่างไร ไม่มี คำตอบอะไร เงียบกริบ ตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเองที่ย้าย พลตำรวจตรี อภิชาติ สุริบุญญา ออกจากในส่วนของกองกฎหมาย เพื่อไม่ให้ทำความเห็นแย้ง หลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ไม่ดูแลตัวเองเลยหรือครับ ปล่อยทิ้งไปเอง ทั้งที่คณะทำงาน ตัวเองนั้นสรุปออกมาแล้ว หายไปไหนครับ เงียบไปเลยครับ ตอนนี้มีแต่ตำรวจกับอัยการที่ยัง ขยับอยู่ แล้วขยับแบบเหมือนจะปล่อยด้วยซ้ำนะครับ ถ้า กมธ. ป.ป.ช. ไม่เกาะติดนั้นไปแล้ว เป็นวินัยไม่ร้ายแรงแล้วจบไปแล้ว ในส่วนพยานเท็จที่มาให้การในชั้น สนช. บอกว่า ดาบวิเชียรขับรถไปประมาทเอง ไม่เอาผิดเขาหรือครับ เป็นระดับ พลอากาศเอก นายพลอากาศนะครับ ไม่ดูแลหรือครับ ในคนให้การเท็จ ความเร็วเท็จไม่ดูแลไม่ทำเลย หรือครับ ในส่วนของตัวผู้บังคับบัญชาต่าง ๆ ไม่ว่า ผบ.ตร. อดีต ผบ.ตร. ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างนี้ รวมถึงไม่ติดตามตัวนายวรยุทธ อยู่วิทยา อย่างที่ควรจะเป็น ตรงนี้ไม่มีข่าวในการที่จะออกมาว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้นได้ติดตามเหมือนกับที่ตั้งคณะทำงานเหมือนขึงขัง หรือว่าตั้งเป็นพิธีกรรม เพื่อลดแรงเสียดทานการติดตามของประชาชนเท่านั้น🔗
ผมขอถามคำถามแรกครับ รัฐบาลได้ดำเนินการติดตามความคืบหน้าของคดี ดังกล่าวอย่างไรบ้าง ในตัวอย่างที่ผมยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ในแต่ละ ๘ กลุ่มเหล่านั้นขอให้ตอบ ทั้ง ๘ กลุ่มนะครับว่าดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะกรณีผู้ช่วยเหลือทุกระดับ ระดับไหน อย่างไร ให้ละเอียดกว่าที่ผมพูดเมื่อสักครู่ทั้ง ๘ กลุ่ม ผมขอถามคำถามแรกแค่นี้ก่อนครับ ท่านประธาน🔗
เชิญท่าน รองนายกรัฐมนตรี ท่านอาจารย์วิษณุตอบชี้แจงครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากท่าน นายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในประเด็นเกี่ยวกับ เรื่องความคืบหน้า และการติดตามผลคดีสำคัญ ซึ่งอยู่ในความสนใจของประชาชนที่เรียกกันว่า คดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือที่มักจะเรียกชื่อเล่นกันโดยทั่วไปว่า คดีบอส ผมขออนุญาต กราบเรียนต่อท่านประธานครับว่า เรื่องนี้เมื่อประชาชนทั่วไปให้ความสนใจและมีความสงสัย ในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตำรวจ หรือพนักงาน อัยการก็ตาม ในเวลาต่อมาท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบ ข้อเท็จจริง โดยมีท่านอาจารย์วิชา มหาคุณ เป็นประธาน เราเรียกกันโดยทั่วไปว่า คณะกรรมการชุดอาจารย์วิชา มหาคุณ คณะกรรมการได้ทำงานอย่างดีและใช้เวลารวดเร็ว จนกระทั่งสามารถสรุปและจบเรื่องในส่วนของคณะกรรมการ โดยได้ส่งผลให้ท่าน นายกรัฐมนตรีรับไปพิจารณาดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และมันก็เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกได้ รายงานให้ทราบว่าในรายงานการสอบสวนชุดอาจารย์วิชานั้น ได้แบ่งบุคคลผู้เกี่ยวข้อง ออกเป็น ๘ กลุ่ม ท่านนายกรัฐมนตรีได้ส่งรายงานของอาจารย์วิชาให้หน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่กับฝ่ายบริหารและมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้โดยตรง ก็คือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือที่เรียกกัน โดยย่อว่า ป.ป.ท. ป.ป.ท. ก็เป็นเจ้าของเรื่อง เป็นศูนย์กลาง เป็นผู้ที่จะไปประสานกับ หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งดำเนินการสอบในทางลับคู่ขนานกันไปด้วย สำนักงาน ป.ป.ท. เห็นว่าการจัดกลุ่มของคณะกรรมการชุดอาจารย์วิชาออกเป็น ๘ กลุ่มนั้น ดูหลากหลาย แต่ความจริงมันมีการโฉบเฉี่ยวซ้ำซ้อนและมันอาจจะยุ่งยากในการดำเนินการ จึงได้ จำแนกใหม่ โดยแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ตามหน่วยงานที่ควรจะเข้ามาทำหน้าที่รับผิดชอบ ในการตรวจสอบ🔗
๕ หน่วยงานนั้น หน่วยงานที่ ๑ ก็คือสำนักงานอัยการสูงสุด คือหมายความว่า ใครที่เป็นพนักงานอัยการ ก็ส่งเรื่องไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการตรวจสอบ สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสอบสวนในเรื่องนี้ในชั้นแรก ในรูปของ คณะอนุกรรมการ แล้วก็เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกได้แจ้งไว้ว่า คณะอนุกรรมการนั้นไปตั้ง ประเด็นเป็นเรื่องของความผิดวินัยที่ไม่ร้ายแรง เมื่อมีการสรุปรายงานผลไปเข้า คณะกรรมการอัยการ หรือ ก.อ. ชุดใหญ่ ก.อ. ชุดใหญ่เห็นว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นคดีที่มีมูล ความผิดทางวินัยร้ายแรง ไม่ใช่ไม่ร้ายแรง จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นอีกชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบ บุคคลสำคัญที่ถูกตรวจสอบ ก็คือผู้ที่เป็นรองอัยการสูงสุดปรากฏชื่อเป็นที่ทราบทั่วไป คือคุณเนตร ซึ่งในกรณีของคุณเนตร นาคสุข นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบวินัยร้ายแรง ในจังหวะเดียวกันนั้นคุณเนตรก็ขออนุมัติลาออก จากราชการ ซึ่งผู้บังคับบัญชาก็อนุมัติให้ลาออกได้ เพราะการออกจากราชการไม่มีผลกระทบ ต่อการสอบสวน คือถ้าสอบแล้วได้ความว่ามีความผิดก็ยังสามารถดำเนินการทั้งในทางวินัย และในทางอาญาต่อไปได้ตามปกติ เรื่องของสำนักงานอัยการสูงสุด ขณะนี้ก็ดำเนินการไป ในแนวนี้ แล้วก็ยังไม่ปรากฏผลออกมา🔗
ประเภทที่ ๒ ก็คือได้ส่งเรื่องนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รับไปตรวจสอบ เรื่องนี้ได้ทราบว่าสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการตรวจสอบบุคคลทั้งหมด รวม ๑๕ คน แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อออกมา เพียงแต่ได้มีการสรุปแถลงเป็นระยะ ๆ ว่ามี ความคืบหน้าไปถึงไหน ข้อมูลล่าสุดที่ปรากฏต่อสาธารณชนและรัฐบาลได้รับทราบก็คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยไม่ตั้งคณะอนุกรรมการไปตรวจสอบ เหมือนกับคดีอื่น แต่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะเป็นผู้ตรวจสอบเอง คือดำเนินการเอง โดยมีหัวหน้าคดีหรือเจ้าของเรื่อง ๒ ท่าน ซึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพ หรือว่าหัวหน้าในการตรวจสอบ ขณะนี้การตรวจสอบก็ยังดำเนินการอยู่ ได้ทราบว่ามีการ เรียกบุคคลหลายคนมาตรวจสอบมาสอบถาม แล้วถ้าหากว่าโยงไปถึงบุคคลใดก็อาจจะมี การเพิ่มรายชื่อบุคคลนอกเหนือจาก ๑๕ คนนั้นต่อไป ขออนุญาตกราบเรียนรายงาน ท่านประธานตรงนี้ว่า ในรายงานชุดคณะกรรมการของอาจารย์วิชา มหาคุณ นั้น ได้ระบุชื่อบุคคลเอาไว้ทั้งหมด ๑๙ คน ซึ่งก็มาแบ่งออกเป็น ๘ ประเภท อย่างที่ท่านสมาชิก ได้กล่าวแล้ว แต่เมื่อเรื่องมาถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับไว้ พิจารณาตรวจสอบในขณะนี้ ๑๕ คน จากจำนวน ๑๙ คน ท่านพูดถึงนายพลอากาศก็อยู่ ในจำนวนนี้ละครับ ส่วนทำไม ๑๙ ลดลงมาเป็น ๑๕ ตรงนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณา แต่ตรงนี้ก็คงจะไม่ได้สำคัญนัก เพราะถ้าหากว่าพาดพิงไปถึงบุคคลที่ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ จากคำให้การของคนที่ถูกเรียกมาสอบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็จะดำเนินการ สอบต่อไป🔗
กลุ่มที่ ๓ ก็คือกลุ่มตำรวจ เรื่องนี้ก็ได้มีการส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับไปดำเนินการตรวจสอบทั้งในทางวินัยและในทางอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ แต่งตั้งจเรตำรวจแห่งชาติเป็นประธานในการตรวจสอบ ได้ทราบว่าได้เรียกนายตำรวจทั้งใน และนอกราชการหลายท่านมาตรวจสอบอยู่แล้วในขณะนี้ ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ แล้วก็ยังไม่ได้ สรุปออกมาว่าเป็นวินัยร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง หรือมีมูลทางอาญาหรือไม่ประการใด🔗
กลุ่มต่อไปก็คือกลุ่มหรือประเภทกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือที่เรียกกันว่า ดีเอสไอ (DSI) ถามว่าเกี่ยวอะไรกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวตรงที่รายงานของ คณะกรรมการชุดอาจารย์วิชาเห็นว่าเรื่องนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน เป็นเรื่องใหญ่ อาจจะมีอิทธิพล เพราะฉะนั้นสมควรที่จะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามามีส่วนในการ สอบสวน จึงได้ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไปพิจารณา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รายงานกลับมายังรัฐบาลว่า โดยที่เรื่องนี้มาถึงบัดนี้ มีการออกหมายจับ มีการสั่งฟ้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นผู้ต้องหาหลัก เพราะฉะนั้นคดีสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยที่ยัง ไม่จำเป็นต้องจัดเป็นคดีพิเศษ แต่ถ้าถึงจังหวะใดที่พบว่ามีบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องมีอิทธิพล และอาจจะทำให้คดียุ่งเหยิงเกิดขึ้น กรมสอบสวนคดีพิเศษก็พร้อมที่จะรับเป็นคดีพิเศษ ขณะนี้ปล่อยไปตามกระบวนการปกติ หมายจับก็ออกแล้ว อัยการก็สั่งฟ้องแล้ว เพียงแต่ยัง จับตัวผู้กระทำผิดหลักคือคุณวรยุทธกลับเข้ามายังไม่ได้เท่านั้น และ🔗
กลุ่มสุดท้าย หรือประเภทสุดท้าย ประเภทที่ ๕ ก็คือทนายความได้ส่งให้สภา ทนายความ ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพรับไปดำเนินการตรวจสอบทนายความที่ปรากฏชื่อ ในรายงานคณะกรรมการชุดอาจารย์วิชา การตรวจสอบได้ไปถึงขั้นนัดให้มาสอบปากคำ แต่เจ้าตัวได้ขอเลื่อน เพราะเหตุอ้างโควิด-๑๙ (COVID-19) จึงได้เลื่อนไปที่จะมีการสอบ ครั้งต่อไป ตอนต้นเดือนธันวาคมนี้ ทั้งหมดนี้คือความคืบหน้าที่ปรากฏอยู่ แต่ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานต่อไปว่า ในส่วนของคุณวรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งปรากฏชื่อว่า เป็นผู้กระทำผิด เพราะว่าขับรถไปเฉี่ยวชนเจ้าหน้าที่จนถึงแก่ความตายนั้น ขณะนี้พนักงาน อัยการได้สั่งฟ้องในความผิด ๒ ข้อหา คือ ๑. ความผิดฐานขับรถโดยประมาท เฉี่ยวชนผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งมีอายุความนาน ๑๕ ปี และจะครบกำหนดหมดอายุความ ในปี ๒๕๗๐ แต่ยังติดตามจับตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องต่อศาลไม่ได้ ทางตำรวจได้ประสานกับ องค์กรตำรวจสากล ยกเลิกหมายอย่างที่ท่านได้กล่าวถึงและออกหมายใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้ แล้วก็ส่งไปยังประเทศต่าง ๆ รวม ๑๙๔ ประเทศ เพื่อให้แจ้งเบาะแสกลับมา ล่าสุด เมื่อประมาณเดือนสองเดือนที่ผ่านมานี้มีการรายงานครั้งสุดท้ายว่ามี ๔๕ ประเทศ จาก ๑๙๔ ประเทศ ได้รายงานกลับมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ไม่พบเบาะแส หรือที่อยู่ของคุณวรยุทธ อาจจะมีการแจ้งข้อมูลที่แปลกนิดหนึ่งว่ามีอยู่ประเทศหนึ่ง ได้ออกวีซ่า เชงเกน (Visa Schengen) ให้ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าตัวได้เดินทางเข้าออกประเทศ เชงเกน (Schengen) เหล่านั้นหรือไม่แต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะ ประสานกับองค์กรตำรวจสากลต่อไป เพราะฉะนั้นในชั้นต้นทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่รัฐบาล ได้รับจากองค์กรอิสระ หรือองค์กรที่อยู่ในฝ่ายบริหาร โดยมีสำนักงาน ป.ป.ท. ยังติดตาม อย่างใกล้ชิด แล้วก็จะมีรายงานความคืบหน้าให้ท่านนายกรัฐมนตรีทราบเป็นประจำทุกเดือน จึงขออนุญาตกราบเรียนในกระทู้ถามแรกในส่วนนี้ไปก่อนครับ🔗
ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๖๗ ท่านถามได้อีก ๑ ครั้ง เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ จากคำตอบของท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ได้ข้อมูล แต่ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ได้มีการเปิดเผยมา ก่อนหน้านี้แล้วยังไม่ค่อยใหม่มากนัก สิ่งที่ผมยังติดใจก็คือในกลุ่มของสมาชิก สนช. ที่เป็นคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ซึ่งเป็นน้องชายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เป็นน้องเขยของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีส่วนเริ่มต้นเป็นสารตั้งต้นในการที่เปลี่ยนแปลงความเร็วไปสู่ การสั่งไม่ฟ้อง จาก ๑๗๗ กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาเป็น ๗๙.๒๓ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีนายตำรวจที่เป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปเกี่ยวข้องในวันที่มีการเปลี่ยนแปลง ความเร็วดังกล่าว ตรงนี้ไม่มีความชัดเจนในการดำเนินคดี และถ้าไปเปิดรายงานชวเลข จะบอกหมดเลยว่าใครพูดอย่างไร เกี่ยวข้องอย่างไร สนับสนุนอย่างไรทั้งในคณะทำงาน และในส่วนกรรมาธิการ ทำไมถึงไม่ติดตามตรงนี้หายเงียบไปเลย มีแต่เรื่องของอัยการ เรื่องตำรวจ ซึ่งเป็นเรื่องทั่วไปที่รู้อยู่แล้วว่าทำตามอย่างไรบ้าง🔗
ในส่วนของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ไปนั่งหัวโต๊ะในการโยกย้าย นายตำรวจซึ่งติดตามออกหมายสาธารณะ ออกหมายแดง ซึ่งแจ้งไปยังสาธารณะให้ประเทศ ๙๐ กว่าประเทศทั่วโลกได้รับทราบไปตัดออก ไปย้ายเขาออกและมาเปลี่ยน คนใหม่มาถึง ก็เปลี่ยนเป็นหมายบุคคล รู้เฉพาะในส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น ทำไมถึงไม่สอบ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ด้วย และน้องชาย ๒ คนด้วย ตรงนี้ที่ผมยังติดใจเพราะท่าน ไม่ได้ตอบ ในส่วน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งย้าย พลตำรวจตรี อภิชาต สุริบุญญา จากผู้อำนวยการกองกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีสิทธิทำความเห็นแย้ง อัยการถ้าสั่งไม่ฟ้องได้ ซึ่งเป็นตำรวจตงฉิน ย้ายออกไป เอาคนใหม่มา ไม่แย้ง ทำให้เป็นการ สั่งไม่ฟ้องของนายวรยุทธ อยู่วิทยา สมเหตุสมผล ทั้งที่มีการย้าย ๒ ขา คืออัยการกับตำรวจ พร้อมกันในตำแหน่งที่สำคัญเรื่องนี้เหมือนกัน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีการเอาข้อมูลของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานนี้ไป อัยการไม่ทำนะครับ พอชุดนี้แมตช์ (Match) กัน ๒ อันทำ ทำไมถึงไม่มีการติดตามและเอาผิด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วย นี่เป็นสิ่งที่ ผมสงสัย ท่านยังไม่ได้ตอบ ถัดมาที่ตัวท่านบอกว่าได้มีการออกหนังสือไปยังประเทศต่าง ๆ นายวรยุทธ อยู่วิทยา ได้ขอวีซ่า เชงเกน (Visa Schengen) ๒๘ ประเทศในทวีปยุโรป และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยมีการส่งหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศให้สถานทูต ประเทศออสเตรีย ซึ่งมีบริษัทกระทิงแดงตั้งอยู่ให้ติดตามด้วย เหมือนกับว่าสถานทูต หรือกระทรวงการต่างประเทศนั้นเป็นดีเอสไอ (DSI) หรือเป็นเอฟบีไอ (FBI) ที่ติดตามด้วย ก็ไม่ได้เป็นการแสวงหาจริง ๆ สิ่งที่สำคัญคือการเอาข้อมูล คือหนังสือเดินทางที่ถูกยกเลิก ไปแล้วจากการหลบหนี เอาไปใส่ในข้อมูลของตำรวจสากล มันไม่มีทางหาเจอ ในส่วนของ ข้อมูลไบโอเมตริกซ์ (Biomatrix) ก็คือใบหน้า ม่านตา ลายพิมพ์นิ้วมือ ถามว่าได้ดำเนินการ ที่จะตรวจสอบไหมครับ ไม่ใช่มีหนังสือไปถาม แต่การตรวจสอบการเข้าประเทศ ไม่ว่า ใช้ลายพิมพ์นิ้วมือ ใช้ม่านตา ใช้รูปหน้าเอาใส่ไปในระบบของตำรวจสากล ตรงนี้ตามหา ได้มากกว่าที่มีหนังสือไปหรือเปล่าครับ ถามว่าเราตกยุคหรือเปล่าในการติดตาม หรือแกล้งที่จะ ตกยุคไม่ติดตามนายวรยุทธ อยู่วิทยา มาดำเนินคดี คือทำเป็นพิธีกรรมให้เขาตอบมาบอกว่า ไม่มี ไม่มี ไม่มี เสร็จแล้วก็ปล่อยให้ขาดอายุความไปใช่หรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากจะ สอบถามท่านนายกรัฐมนตรีให้ตอบมาด้วยว่าการติดตามตั้งใจจริงหรือเปล่า ได้ทำไหม งบประมาณกี่สตางค์ ไม่กี่สตางค์นะครับในการใส่ตรงนี้ถ้าจะทำ ได้ทำแล้วหรือยังครับ ทั้ง ๒ อันนี้เป็นคำถามที่ ๒ ในกรณีของตัว สนช. กรรมาธิการยุติธรรมตำรวจ ตัว พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการติดตามของ ตัวนายวรยุทธ อยู่วิทยา ได้ทำเต็มที่แล้วหรือยัง ทำอย่างไรบ้างนอกจากข่าว อันนั้นคือ ข่าวเก่า ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว ต้องการความคืบหน้ามากกว่านี้ครับ🔗
เชิญท่าน รองนายกรัฐมนตรีวิษณุครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณีของนายตำรวจซึ่งท่านได้แจ้งว่าถูกย้ายออกไป ผมได้ รับทราบมาก่อนหน้านี้ว่าได้มีการย้ายกลับเข้ามา ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ไปก่อนนี้นานพอสมควรแล้ว แต่ส่วนที่ว่าจะครอบคลุมหมดทุกคนหรือไม่ประการใดนั้น ผมคงไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ แล้วก็รับจะไปดำเนินการตรวจสอบต่อไป และให้สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติแจ้งให้ท่านทราบเป็นส่วนตัว ส่วนที่ว่าเรื่องนี้ไปเกี่ยวพันกับคณะกรรมาธิการ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น ขอกราบเรียนว่าในรายงานของอาจารย์วิชานั้น ได้กล่าวถึงบุคคลไว้ทั้งหมด ๑๙ คน ที่ท่านบอกว่าแบ่งออกเป็น ๘ ประเภท ใน ๑๙ คนนั้น ได้กล่าวถึงบางคนที่อยู่ในคณะกรรมาธิการจริง ๆ แล้ว ๑๙ คนนั้นก็หดลดลงมาเหลือ ๑๕ คน ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบ ใน ๑๕ คนนั้นก็มีบางคนที่อยู่ในคณะกรรมาธิการนั้นจริง ๆ แต่คณะกรรมการชุดอาจารย์วิชาก็ดี คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ดี ไม่ได้ตั้งประเด็นสอบ กรรมาธิการทั้งคณะในฐานะเป็นกรรมาธิการ แต่ได้เลือกเอาแต่เฉพาะบุคคลที่มีบทบาท ตามที่คณะกรรมการชุดอาจารย์วิชาได้ตรวจสอบพบ ซึ่งเรื่องนี้ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็จะได้ตรวจสอบต่อไป หลายคนที่ท่านเอ่ยถึงหรือท่านคิดอยู่ในใจก็อยู่ใน ๑๕ คน นั่นละครับ แล้วก็จะเป็นอย่างที่ผมได้กราบเรียนว่า ถ้าต่อไปพบว่าพาดพิงเลยไปถึงใครอีก ก็จะสอบต่อไปอีก ทางสำนักงาน ป.ป.ท. ซึ่งเป็นศูนย์กลางประสานเรื่องนี้ได้รายงานให้ รัฐบาลทราบว่า แนวโน้มน่าจะมีการพาดพิงไปถึงบุคคลอื่นอีก แต่ก็อยู่ที่ว่า ป.ป.ช. จะรับ สอบบุคคลเหล่านั้นต่อไปหรือไม่ เพราะขณะนี้ ป.ป.ช. เองก็ยังไม่ได้เปิดเผยชื่อออกมา🔗
ส่วนที่ท่านถามบอกว่า แล้วทำไมถึงไม่ไปตรวจสอบ บุคคลบางคนในฝ่าย การเมือง เรื่องนี้แม้แต่คณะกรรมการชุดอาจารย์วิชาก็ไม่ได้ระบุว่าจะต้องไปตรวจสอบ และไม่ได้พบพฤติกรรม พฤติการณ์ใดที่เป็นความผิด ไม่ได้เอ่ยถึงว่า พลเอก ประยุทธ์ หรือ พลเอก ประวิตรกระทำผิดใด ๆ เพียงแต่ว่าได้มีการพูดพาดพิงไปถึงเหตุการณ์ เช่น เหตุการณ์ในการประชุม เหตุการณ์ในการแต่งตั้ง เหตุการณ์ในการโยกย้าย แล้วก็มีการไป ปะติดปะต่อว่า แล้ววันนั้นใครเป็นประธานในที่ประชุมเท่านั้น หลายคนครับที่มีชื่อเพ่นพ่านกัน อยู่ในสังคมเวลานี้ มันก็เป็นเรื่องที่พาดพิงไปเท่านั้นเอง เป็นไปได้ที่บุคคลเหล่านี้อาจจะต้อง ถูกย้อนกลับเข้ามาเป็นผู้ต้องถูกสอบ ขณะนี้ก็ต้องอยู่ที่สำนักงาน ป.ป.ช. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ ว่าท่านจะสอบหรือไม่ ซึ่งถ้าใครมีข้อมูล เบาะแสอย่างไรก็คงจะส่งไปให้ทาง ป.ป.ช. ดำเนินการได้และผมเชื่อว่าเรื่องอย่างนี้ ป.ป.ช. ได้ทำงานอย่างจริงจัง เพียงแต่ ป.ป.ช. ไม่มีหน้าที่รายงานรัฐบาล รัฐบาลจึงขาดข้อมูลในส่วนของ ป.ป.ช. จะรู้ก็แต่ข้อมูล ในส่วนของอัยการ ในส่วนของตำรวจ ในส่วนของสภาทนายความ ในส่วนของกรมสอบสวน คดีพิเศษเท่านั้น ก็ขออนุญาตกราบเรียนเป็นข้อมูลในชั้นนี้เท่าที่รัฐบาลมีข้อมูลนะครับ🔗
ครับ เป็นการจบกระทู้ถามที่ ๑.๒.๓ นะครับ🔗
๑.๒.๔ กระทู้ถาม ที่ ๔๑๔ เรื่อง การไม่จัดสรรงบประมาณให้โรงเรียน พระปริยัติธรรมในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๖๕ ตามพระราชบัญญัติการศึกษา พระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ของนายนิยม เวชกามา ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ท่านนิยม เชิญครับ ตั้งกระทู้ถามได้ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมเสนอ ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการไม่จัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนพระปริยัติธรรม ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๖๕ ท่านประธานครับ เนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษา พระปริยัติธรรมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติไทยของคณะสงฆ์ ซึ่งไม่เคยมีกฎหมาย แบบนี้มาก่อน เพราะฉะนั้นจึงเป็นความภาคภูมิใจของคณะสงฆ์ทั้งประเทศว่า มีกฎหมาย มีพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒ นี่คือประเด็นที่ผมต้องถาม แต่เหมือนกับเป็นทุกขลาภท่านประธาน ในขณะที่คณะสงฆ์ของประเทศไทย แม้ไม่ว่าธรรมยุติและมหานิกายกำลังดีใจว่าได้มี พระราชญัตติการศึกษาพระปริยัติธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ไม่ได้มีงบประมาณในการจัดสรรให้คณะสงฆ์ซึ่งมีโรงเรียนพระปริยัติธรรม อันนั้นผมเข้าใจได้ เพราะกฎหมายออกปี ๒๕๖๒ เมื่อเดือนเมษายนกฎหมายลูกยังไม่ออก ก็ไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้ แต่ปรากฏว่าในปี ๒๕๖๔-๒๕๖๕ ซึ่งถือว่าสมบูรณ์แล้ว กฎหมายลูกออกครบสมบูรณ์ แต่เป็นเรื่องแปลกการศึกษาของพระภิกษุสามเณรซึ่งศึกษา อยู่ในโรงเรียนพระปริยัติธรรมไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ งบประมาณส่วนนี้เป็นของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นคนดำเนินการ ผมขอย้อนไปนิดเดียวท่านประธาน เนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม ปี ๒๕๖๒ นี้เผื่อจะออกมาได้กี่ปีแล้ว ในประเทศไทยที่มีการศึกษาพระปริยัติธรรม ต้องขอบพระคุณเป็นเมตตาของ ท่านสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ขออนุญาตเอ่ยนามท่านไม่ได้เสียหาย เพราะท่านเป็นประธานคณะกรรมการร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นความเมตตาอย่างยิ่งใหญ่ แก่พระพุทธศาสนา และมีคณะกรรมการ ๑๐-๒๐ ท่าน มีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เอาจริงเอาจัง ต้องให้เครดิตสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่ง ผอ. สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติท่านเกษียณไปแล้ว ขอเอ่ยชื่อท่าน ท่านณรงค์ ทรงอารมณ์ ต้องขอบคุณ แต่ที่ผมจะละไม่ได้คือ เลขาคณะกรรมการชุดนี้คือ ท่านเจ้าคุณพระเทพเวที พล อาภากโร (ป.ธ. ๙) รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม ท่านเป็น เลขาซึ่งเข้มแข็งมาก ถ้าไม่อย่างนั้นกฎหมายฉบับนี้ออกมาไม่ได้ วันนี้ท่านเป็นเจ้าคณะภาค ๖ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน ซึ่งท่านเป็นคนจังหวัด เดียวกันกับหัวหน้าพรรคผม ท่านเป็นคนจังหวัดน่าน เพราะฉะนั้นขอเอ่ยชื่อท่าน ปัจจุบัน ท่านเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัย มจร. นี่จึงเป็นประเด็นว่า กฎหมายฉบับนี้เพิ่งออกมาได้ก็เอาเป็นเอาตายกว่าจะได้ เมื่อได้แล้วก็เหมือนทุกขลาภ ท่านประธาน ที่ผมต้องพูดถึงเพราะว่าจนถึงวันนี้งบประมาณในการที่จะเป็นเงินเดือนก็ดี มีแก่นักเรียน นักศึกษา ซึ่งเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาที่อุปสมบทมา ปรากฏว่า ไม่มีเงิน ปัจจุบันพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องเอ่ยถึงคือ การศึกษาสงฆ์มีอยู่ ๓ แผนก ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ แผนกธรรม แผนกบาลี และแผนกสามัญ ศึกษาโรงเรียน พระปริยัติธรรม จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้การสนับสนุนตามกำลังงบประมาณและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ คณะกรรมการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษากำหนด ที่ผมต้องเอ่ยชื่อ เพราะว่าในกฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนในมาตรา ๕ มาตรา ๖ และมาตรา ๗ เรื่องอำนาจ การจัดการศึกษา ผมไม่ลงในรายละเอียดแต่ต้องเอ่ยถึง เพราะมิเช่นนั้นกฎหมายฉบับนี้ สมบูรณ์ไม่ได้ คือในมาตรา ๖ เขียนไว้ว่า การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ ๓ ข้อ ผมไม่ลงรายละเอียด ปริยัติธรรมที่มาตรา ๖ คือระบุ ที่ผมพูดแล้วว่า การศึกษามาตรา ๖ การศึกษาพระปริยัติธรรม ๓ แผนกที่ผมเอ่ยไปแล้ว แต่ไม่เอ่ยฉบับนี้ ไม่ได้คือ มาตรา ๗ มาตรา ๗ เขียนไว้ว่าในวรรคสุดท้าย ผมอ่านแต่วรรคสุดท้ายแล้วกันว่า เพื่อประโยชน์ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามแผนกการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามวรรคหนึ่ง วรรคหนึ่ง หมายถึงมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง เพื่อประโยชน์ต่อการส่งเสริม การศึกษาพระปริยัติธรรมให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ ให้สำนักงานโดยความเห็นของ คณะกรรมการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมและมาตรฐานการศึกษาพระปริยัติธรรม และแผนงานเพื่อจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมเสนอต่อมหาเถรสมาคม ให้ความเห็นชอบ วรรคสุดท้ายเขียนไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้นงบประมาณไม่จัดไม่ได้ คือเพื่อให้การดำเนินการ เป็นไปตามแผนการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามวรรคนี้ให้รัฐอุดหนุนงบประมาณสำหรับ การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมตามความเหมาะสม ความจำเป็น ชัดเจนท่านประธานครับ แต่ปรากฏว่าจนถึงวันนี้งบประมาณปี ๒๕๕๒ ผ่านไป ปี ๒๕๕๓ ผ่านไป ปี ๒๕๕๔ ผ่านไป ปี ๒๕๕๕ ผ่านไป ปรากฏว่าคณะสงฆ์ซึ่งมีโรงเรียนอยู่ทั่วประเทศมีนักเรียนอยู่หลายหมื่นรูป เฉพาะปริยัติธรรมทั้ง ๓ แผนก จากพระภิกษุสามเณร ๒๕๐,๐๐๐ รูป จึงเป็นที่สงสัยว่า ทำไมงบประมาณปี ๒๕๖๔ ก็ผ่านไป ปี ๒๕๖๕ ไม่เห็น จึงต้องถามว่าสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติได้มีการประสานงานกับกระทรวงการคลัง กับสำนักงบประมาณ อย่างไร หรือไม่ จึงไม่มีการจัดสรรงบประมาณให้แก่โรงเรียนพระปริยัติธรรม ที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งพระปริยัติธรรม ปี ๒๕๖๒ ได้กำหนดให้รัฐอุดหนุน งบประมาณสำหรับการจัดการพระปริยัติธรรม ตามความเหมาะสมและจำเป็นให้แก่โรงเรียน พระปริยัติธรรม ท่านประธานครับ ท่านทราบหรือไม่ว่า นักเรียนรูปหนึ่งในเทอมหนึ่ง ตอนนี้เขาทำกันอย่างไร ขอรับเงินบริจาคขอรับเงินต่อรูปต่อองค์ จำเป็นต้องใช้เงินเทอมละ ๑,๐๐๐ บาท แบบประหยัดที่สุด บิณฑบาตฉันข้าวต่อรูปต่อคน เทอมหนึ่งประหยัดที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าหากเป็นแบบนี้แล้วจะส่งเสริมพระพุทธศาสนาได้อย่างไร จะให้นักเรียน นักศึกษา ซึ่งเป็นนักเรียนตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ในแผนกสามัญด้วย แผนกบาลีด้วย แผนกนักธรรมด้วย เดินไปไม่ได้ครับ รัฐบาลนี้ได้มองดูพระพุทธศาสนา อย่างไรถึงปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น จึงเป็นคำถามที่ ๑ ว่า เหตุใดสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งวันนี้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับดูแล จึงไม่จัดสรรงบประมาณให้แก่ โรงเรียนพระปริยัติธรรมในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ตามพระราชบัญญัติการศึกษา พระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอทราบรายละเอียดครับ🔗
เนื่องจาก ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านอนุชา นาคาศัย เป็นผู้ตอบ เชิญท่านอนุชาครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จากที่ท่านสมาชิก ได้ตั้งคำถามผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า เหตุใดสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ จึงไม่จัดสรรงบประมาณให้แก่โรงเรียนพระปริยัติธรรมในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้น ก่อนอื่นต้อง ขอบคุณท่านนิยม เวชกามา ที่เคารพอย่างสูง ที่ท่านนั้นเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงพระพุทธศาสนา มาตลอด และจากการที่ท่านได้ชื่นชมว่าเราได้มีพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม ปี ๒๕๖๒ มานั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ดีของประเทศ เรื่องที่ดีของวงการพระพุทธศาสนา ซึ่งก็ทราบกันดีว่าพระพุทธศาสนาของเรานั้น ได้เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนตั้งแต่อดีตกาล ในเรื่องของการศึกษา ถ้าเป็นสมัยก่อนเราก็จะเห็นว่าเรานั้นได้เรียน ได้อ่าน ได้รู้หนังสือ ก็จากการที่เรามีวัด เรามีศาสนาพุทธเป็นเสาค้ำจุน ซึ่งผมก็ผ่านการเรียนโรงเรียนวัดมา ๒ วัด ซึ่งก็ทราบดี และอย่างยิ่งในยุคนี้มีภิกษุสงฆ์ สามเณรที่ได้บวชได้เรียนและได้อาศัยศึกษา พระธรรมคำสั่งสอน แล้วก็ได้อาศัยศึกษาในสายสามัญ เพื่อที่จะได้ทั้ง ๒ ส่วน ทั้งสังคมพุทธ และสังคมปกติของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นความสำคัญ และผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ ท่านก็คงภาคภูมิใจมาก เพราะท่านก็พยายามผลักดันมาโดยตลอด ท่านก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่อยากเห็นสังคมการเรียนการศึกษาพระธรรมคำสั่งสอน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสายสามัญ อยู่ด้วยนั้นได้เจริญรุดหน้า ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็เห็นพ้องกับท่าน ท่านได้เร่งรัด มาโดยตลอดในการที่จะให้มีการจัดสรรงบประมาณไปสู่โรงเรียนพระปริยัติธรรม แต่ด้วยเหตุผลบางประการที่เกิดขึ้น เพราะว่าจากพระราชบัญญัตินั้นที่สำคัญที่ท่านบอก มาตรา ๖ ที่รัฐจำเป็นที่จะต้องจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนพระปริยัติธรรมนั้น เป็นเรื่องจริงเช่นนั้น แต่มันยังมีมาตรา ๑๒ (๗) ที่กำหนดว่า ต้องมีผู้ปฏิบัติงาน ตามมาตรา ๑๘ เกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ เงินค่าตอบแทน ค่าจ้าง สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ การสรรหา การบรรจุ การแต่งตั้ง การพัฒนา การพ้นจากตำแหน่ง การรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย การร้องทุกข์ การอุทธรณ์ การลงโทษ ทั้งนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ เงินค่าตอบแทน ค่าจ้าง สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ต้องได้รับ ความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ซึ่งตรงนี้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ได้แจ้งว่า หลังจากมีพระราชบัญญัติแล้วเรา ได้ตั้งกรรมการโดยมีบัญชาแต่งตั้งของสมเด็จพระสังฆราช ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการศึกษาพระปริยัติธรรม และได้มีการประกาศของ มหาเถรสมาคมเรื่องคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ต่อมาคณะกรรมการการศึกษา พระปริยัติธรรมก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งอนุกรรมการจัดทำอนุบัญญัติประกอบพระราชบัญญัติ การศึกษาพระปริยัติธรรม ปี ๒๕๖๒ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนกการศึกษา พระปริยัติธรรมมาตรฐานศึกษาพระปริยัติธรรม และแผนงบประมาณเพื่อจัดการศึกษา พระปริยัติธรรมต่อคณะอนุกรรมการจัดทำอนุบัญญัติ ซึ่งการจัดทำอนุบัญญัตินี้มีความสำคัญ มากนะครับ ที่จะต้องทำให้เสร็จเรียบร้อย ซึ่งมีทั้งสิ้นจำนวน ๒๓ ฉบับ แล้วได้ทำเสร็จไปแล้ว ๑๑ ฉบับ ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติ ก็ยังคงเหลืออยู่ ๑๒ ฉบับ แต่ ๑๒ ฉบับนั้น ที่สำคัญที่สุด ที่ขาดไม่ได้ก็คือ อนุบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องมาตรฐานกำหนดตำแหน่งของครูของผู้ที่ทำการสอน และอีกอนุบัญญัติหนึ่งก็คือ เกี่ยวกับอัตราค่าตอบแทน เงินเดือน วิทยฐานะที่จำเป็นที่จะต้องนำ ๒ อนุบัญญัตินี้ผ่านกระทรวงการคลังให้กระทรวงการคลังเห็นชอบ ซึ่งอนุบัญญัติตามที่ ผมกล่าว สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ชี้แจงต่อกระทรวงการคลังมาแล้วถึง ๓ ครั้ง โดยมีผู้แทนที่ช่วยทำการชี้แจงนะครับ ประกอบไปด้วยผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและผู้แทนของ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำการหารือและช่วยกันเพื่อที่จะให้สามารถดำเนินการเป็นไปตาม ข้อตกลงหรือทำให้กระทรวงการคลังนั้นได้เห็นชอบ ซึ่งปัจจุบันนี้ผ่านมา ๓ ครั้งก็ยัง ไม่เรียบร้อยนะครับ ตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้นะครับ ได้ประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ปี ๒๕๖๔ นี้เอง แล้วปัจจุบันก็ไม่เรียบร้อยทางกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ คำแนะนำว่า ให้ทำตามคำแนะนำนี้ก็น่าจะเรียบร้อย แล้วก็ให้ส่งแผนตามคำแนะนำของ กระทรวงการคลังมาภายในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายนนี้ ซึ่งผมก็คาดว่าหลังจากวันที่ ๒๐ พฤศจิกายนนี้ คงได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังในการเห็นชอบตามอนุบัญญัติ ที่ทางคณะกรรมการนั้นจะได้ทำขึ้น ผมก็คิดว่าเราก็คงจะได้มีงบประมาณของโรงเรียน พระปริยัติธรรมในปี ๒๕๖๖ ตามที่พวกเราหรือท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินั้น ท่านนิยม เวชกามา ขออนุญาตที่เอ่ยถึง ท่านเป็นห่วงเป็นกังวล ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีและตัวผมเอง ก็เป็นกังวลไม่แพ้ไปกับท่านในการที่จะทำให้บุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียน พระปริยัติธรรมทำให้พระผู้ใหญ่ ทำให้พระที่ทำการเรียนการสอนก็ดีได้มีปัจจัยหรือมี งบประมาณเพียงพอที่จะดำรงความเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่มีมาตรฐาน ตามเจตนารมณ์ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติด้วยครับ ผมขอจบคำถามข้อที่ ๑ นะครับ🔗
ท่านนิยม จะมีอีกไหมครับ ถามครั้งที่ ๒ ได้ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรี ท่านอนุชา นาคาศัย ที่มาแทนนายกรัฐมนตรี วันนี้ เพราะว่าผมอยากจะฝากท่านไปบอกนายกรัฐมนตรีด้วยว่าเท่าที่ผมฟังท่านพูด ท่านรัฐมนตรีอนุชาครับ สาเหตุที่ไม่ได้เงินงบประมาณผมเข้าใจจากการให้สัมภาษณ์ของ โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แล้วล่ะ ท่านสิปป์บวร แก้วงาม ว่ากำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการทำเอกสารเป็นกฎหมายลูก เป็นข้อบังคับ เป็นกฎกระทรวง อะไรก็ว่าไป แต่ที่ผมต้องถามท่านข้องใจที่สุดคือ จากปี ๒๕๖๒ กฎหมายฉบับนี้ออกเดือนเมษายน ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ แล้วเข้าถึงปี ๒๕๖๕ จะถึงแล้ว ถ้าท่านยังบอกว่ากฎหมาย ไม่เสร็จ กฎหมายลูกอยู่ระหว่างดำเนินการ ระยะเวลา ๓ ปี ออกกฎหมายแล้วสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ทำไมไม่ประสานงานกับ กระทรวงการคลังว่าผิดตรงไหน อะไร อย่างไร เพื่อที่จะได้งบประมาณ เพราะกฎหมาย ออกมาแบบนี้แล้ว ท่านไม่จัดสรร ไม่ดำเนินการ หรือทำไม่เป็นอยู่นี่ แสดงว่าเจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติใช้ไม่ได้เลย ท่านนายกรัฐมนตรีครับ วันนี้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ใช้ไม่ได้เลยนะ ผมถือแบบนั้น ๓ ปี กฎหมายไม่เสร็จ เขียนไม่ได้ ตำแหน่งยังไม่ถูกต้องอยู่ ผมก็เห็นอยู่ในข่าวที่รัฐมนตรีกระทรวงการคลังออกมาบอกว่า ทำโน่นนี่แทบไม่ถูก แล้วทำไมไม่ส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านรัฐมนตรีอนุชาครับ ไปคุยไปรับการปรึกษา ไปรับคำชี้แนะจากกระทรวงการคลังว่า ต้องเขียนแบบนี้ แบบนี้ มันถึงจะถูก เพราะการปล่อยเวลาไว้ถึง ๓ ปี ผลประโยชน์ของชาติ ผลประโยชน์ของชาวพุทธทั้งประเทศ ผลประโยชน์ของนักเรียน นักศึกษาตามกฎหมาย ฉบับนี้ วันนี้ผมทราบว่ามีไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ รูป คณะครูก็มีหลายพันคน ผมไปอ่านดูแล้ว ที่กระทรวงการคลังแถลง ผมก็เห็นเหมือนท่านเห็นนะครับ ผมจึงสงสัยต้องมีกระทู้วันนี้ว่า ทำงานกันอย่างไร ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซี ๑๑ ผมก็ยกย่อง ท่านว่าทำกฎหมายนี้มาได้ แต่ที่ผมต้องถามกระทู้เพื่อให้มันได้งบประมาณ ปี ๒๕๖๕ ไม่เห็นแล้วละ ดูแล้วไม่มีสักบาท ผมไปอ่านหนังสือขาวคาดแดง เรื่องงบประมาณแล้วไม่มี เงินงบประมาณในส่วนของพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว ท่านรัฐมนตรีครับ อันนี้เป็นกระทู้ที่ผม ต้องถามท่านแล้วก็ฝากให้ท่านต้องทำให้ได้ ถ้าข้าราชการเต็มสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำไม่ได้ ผิดมาตรา ๑๕๗ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่สมควรที่จะมารับราชการอยู่ตรงนั้น อันนี้จึงเป็นคำถามสุดท้ายซึ่งผมต้องถามท่านแล้วว่าจะปล่อยให้เหตุการณ์ว่า อันนี้ก็ไม่เสร็จ อันนี้ก็ไม่ได้ พวกที่เป็นครูก็ดี เป็นพระ สามเณรก็ดีมาร้องผมที่สำนักงานที่จังหวัดสกลนคร ผมขึ้นให้ดูก็ได้ สำนักงานผมเต็มเลย บอกไม่ได้เงินหรือได้ตามมีตามเกิด แล้วจาก ผอ. โรงเรียนซึ่งเป็นท่านเจ้าคุณแบบที่จังหวัดสกลนครบ้านผม ท่านเจ้าคุณ เจ้าคณะจังหวัด ธรรมยุตซึ่งตั้งเป็นสำนักงานใหญ่ แล้วท่านมีสำนักงานหลายที่อยู่พังโคนอยู่อะไร ซึ่งผม เห็นแล้วว่า ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก่อนท่านเกษียณท่านกลับมาให้โอวาทอยู่ ที่จังหวัดหนองคาย ท่านพูดไม่ดีด้วยวันนั้น พูดไม่เคารพนับถือพระเท่าไร ผมต้องท้วงท่าน ด้วยนะครับ สำหรับ ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนต่อไป ต้องให้เกียรติพระ พระถือศีล ๒๒๗ ข้อ ไม่ใช่ท่านอยากจะพูดอะไรก็ได้ ท่านบอกท่านจะเกษียณแล้วต้องอย่างนี้ อย่างนั้น ผมฟังแล้วไม่สบายใจ อันนี้เลยต้องมาถามท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งวันนี้ท่านรัฐมนตรี อนุชาก็มาตอบแล้ว เพราะฉะนั้นต้องตอบให้ผมชัดเจนด้วยว่า ท่านจะปล่อยลอยอย่างนี้ไหม ว่ายังไม่พร้อม ยังไม่เสร็จ ปี ๒๕๖๕ ก็ไม่ได้ ปี ๒๕๖๖ ก็ยังไม่ได้ อย่าให้พระสงฆ์ ผู้ที่เป็น บุคลากรในทางพระพุทธศาสนาต้องไม่มีที่พึ่งเลย ท่านรัฐมนตรีครับ อย่างไรก็ฝากท่าน ผมไม่อยากได้ยินคำว่า ยังไม่พร้อม ยังไม่มี ส่งไปอบรมเลย กระทรวงการคลังเขาว่าอย่างไรว่ามา ไปจับมือเขียนกัน การเขียนของบประมาณทำอย่างไร ถึงจะได้ คนเกือบ ๕๐,๐๐๐ คนนะครับท่านประธาน มันถึงเป็นปัญหาอยู่อย่างนี้ ผมไม่ใช้ เวลามากหรอกครับ เพียงแต่ว่าอยากได้คำตอบว่า การศึกษาของพระสงฆ์ พระภิกษุ สามเณร ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ผมยกย่องไปแล้วท่านเจ้าคุณสมเด็จพระวันรัตก็ดี ท่านมหาเจ้าคณะภาค ๖ ก็ดี ท่านเจ้าคุณเทพเวที ผมยกย่องท่านจริง ๆ เพราะว่าถ้าไม่มีท่าน กลุ่มนี้กฎหมายฉบับนี้ออกไม่ได้ ผมขอถามท่านเป็นคำถามสุดท้ายว่า ตามที่ท่านพูดมาบอก โน่นก็ไม่ถูกนี่ก็ไม่ถูก ท่านมีมาตรการอย่างไรไหม จะสามารถของบประมาณส่วนนี้ออกมาได้ ซึ่งเป็นงบประมาณแผ่นดิน พระภิกษุสงฆ์ องค์สามเณรก็เป็นคนไทย เป็นลูกหลานของท่าน เป็นลูกหลานของคนยากคนจน ซึ่งอาจจะไม่มีโอกาสเรียนในระดับปกติทั่วไป ซึ่งเมื่อวานนี้ กฎหมาย กศน. ออกมา วันนี้กฎหมายฉบับนี้มันใช้เป็นประเด็นเดียวกันได้ ไม่จำเป็นต้องไปเรียน ในสายปกติ มาเรียนตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้ คนยากคนจนไม่มีเงินเรียน ท่านประธาน จึงถามว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อไม่มีการจัดสรรงบประมาณ แบบนี้ ท่านมีวิธีการอย่างไรจะประสานให้ปี ๒๕๖๖ มันได้เงิน และระหว่างที่ยังไม่ได้เงิน ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้แก่โรงเรียนพระปริยัติธรรม แล้วจะให้พระสงฆ์ องค์สามเณรให้สำนักเรียนพระปริยัติธรรมดำเนินการอย่างไร หรือต้องไปออกบิณฑบาต ขอเงินญาติโยมแบบนี้ตลอด ได้รับเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐ บาท ซึ่งวัดสุทธานิวาส สำนักเรียนอีกวัดหนึ่งผมไปดูแล้ว สงสารพระเณรเต็มหมด ๒๐๐ กว่ารูป วันนี้อยู่แบบอนาถาเหมือนไม่ใช่พลเมืองประเทศไทย ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ ท่านประธานครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีครับ🔗
กราบขอบคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในข้อสงสัยของท่านในเรื่องของงบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ถึงปี ๒๕๖๕ ยังไม่แล้วเสร็จ ท่านก็ยังสงสัยอยู่ว่ามันช้าเพราะเหตุใด อยากกราบเรียน อย่างนี้นะครับ ปี ๒๕๖๒ เมื่อเดือนเมษายนแล้วในการจัดทำงบประมาณ แล้วก็ในการจัดทำ รายละเอียดคงไม่ทันเอาปีหนึ่งยกไปก่อนนะครับ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ นั้น เราก็ต้องเข้าใจว่า ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันนั้นเรามีโรงเรียนพระปริยัติธรรม เรามีโรงเรียนสอน ศาสนาในเรื่องของสำนักเรียน สำนักศึกษาศาสนา ซึ่งตรงนี้เรามีแต่อดีต เราดำเนินการ มาช้านาน พระ วัด ประชาชน ร่วมกันในการทำนุบำรุงศาสนามา ด้วยปัจจัยที่หลายฝ่าย คงทราบ ตัวท่านเองก็คงทราบ เพราะท่านอยู่ในแวดวงบุญ แวดวงกุศล ท่านได้ประกอบกิจ เกี่ยวกับกุศลในเรื่องของพุทธศาสนามานาน ท่านคงทราบดีว่าในส่วนนี้มีทั้งรัฐบาล พี่น้องประชาชน และวัดต่าง ๆ พระต่าง ๆ ได้ช่วยกันอุปถัมภ์ค้ำชูมาตลอดตั้งแต่อดีตกาล มาจนปัจจุบันที่เรามีพระราชบัญญัติพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เราต้องคิดว่าเป็นเรื่องที่ น่ายินดีแล้ว แต่สิ่งที่น่ายินดีต่อไป ถ้าหากว่าเรามีงบประมาณตามที่ท่านเรียกร้อง เหมือนกัน ทางท่านนายกรัฐมนตรี ทางท่านผู้ที่เกี่ยวข้องสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็คิด เช่นเดียวกับท่าน เพราะฉะนั้นจึงมีการประชุม แต่การประชุมเราต้องบอกว่าปัจจุบันนี้มันติด เงื่อนไขของโควิด-๑๙ (COVID-19) และการประชุมมันเป็นพระราชบัญญัติที่มีการจัดตั้ง หน่วยงานขึ้นใหม่ ในการของบประมาณจำนวนมาก มีบุคลากรที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก เกี่ยวกับเรื่องของวิทยฐานะ ค่าตอบแทน เงินเดือน หรือเงินใช้จ่าย แผนการใช้จ่าย งบประมาณ แผนการทำงานทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่หมดเลย ไม่ใช่เป็นเรื่องเก่าที่มีมา แต่โบราณที่เราเคยใช้กันอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าทางเรา ทางสำนักงาน พุทธศาสนาแห่งชาติ ท่านนายกรัฐมนตรี รวมทั้งตัวผมที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ กำกับดูแลนั้น ได้พยายามติดตามจนถึงวันที่ ๒๐ แล้วก็เป็นอย่างที่ท่านบอก เรามีตัวแทนของ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนของ กระทรวงศึกษาธิการ ประชุมกันมาโดยตลอด ๓ ครั้งที่บอกนะครับ ซึ่ง ๓ ครั้งอาจจะไม่มาก แต่ด้วยสถานการณ์ทางโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็ดี สถานการณ์ที่มีรายละเอียดที่มากก็ดี อย่างที่ผมบอกเป็นหน่วยงานที่ต้องบอกตั้งขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับงาน หลายด้าน หลายฝ่าย ต้องนับหนึ่งใหม่หมดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุบัญญัติอีก ๒ ข้อนี้ เกี่ยวข้องกับงบประมาณของแผ่นดิน แล้วก็มีเกี่ยวข้องกับอัตรา ตำแหน่งเงินเดือน และแผน งบประมาณต่าง ๆ มาอยู่ในนี้ ซึ่งก็ต้องเร่งรัดกันอย่างเต็มที่ แต่คิดว่าวันที่ ๒๐ นี้น่าจะได้ผล คืบหน้าและชัดเจน ผมจะพยายามตามที่ท่านเป็นกังวล จะพยายามให้นำเข้าสู่งบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ตามที่ท่านเป็นกังวลให้ได้ เราช่วยกัน เดี๋ยวมาช่วยกันตามนะครับท่าน🔗
ในอีกส่วนหนึ่งเป็นคำถามสุดท้ายที่บอกว่า สำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ เมื่อไม่มีการจัดสรรงบประมาณให้แก่โรงเรียนพระปริยัติธรรมแล้ว จะให้โรงเรียน พระปริยัติธรรมดำเนินการอย่างไรนั้น ผมอยากกราบเรียนว่าสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาตินั้น ได้มีการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้แก่โรงเรียนพระปริยัติธรรมอย่างต่อเนื่อง เสมอมา อย่างเช่นในปีงบประมาณปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมานั้นก็ได้รับจัดสรรงบประมาณภายใต้ แผนยุทธศาสตร์ สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นจำนวนเงิน ๑,๐๙๖ ล้านบาท โดยแยกค่าใช้จ่ายเป็นหมวดดังนี้ ก็เป็น ๒ หมวดใหญ่ ๆ ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน ๕๘๘ ล้านบาท เป็นค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ค่าไตรจีวร ค่าเครื่องใช้ส่วนตัวของพระภิกษุ สามเณร ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณไป ส่วนที่ ๒ ก็ค่าจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม จำนวน ๕๐๗ ล้านบาทกว่า ๆ เป็นค่าตอบแทนครูและบุคลากรทางการศึกษา ค่าพาหนะ รับส่งพระภิกษุ สามเณร นักเรียนเดินทางมาเรียน และค่าตอบแทนครูสอนวิชาภาษาบาลี และพระพุทธศาสนา ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณภายใต้แผน ยุทธศาสตร์สร้างความเสมอภาคอีก จำนวน ๑,๐๗๕ ล้านบาทโดยประมาณ โดยแยกเป็น ค่าใช้จ่าย ๒ หมวดเหมือนเดิม หมวดแรกก็คือค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาก็ประมาณ ๕๖๙ ล้านบาท และส่วนที่ ๒ เป็นค่าจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม จำนวน ๕๐๖ ล้านบาทนั้น ก็เป็นทางการศึกษา ค่าพาหนะ ค่าตอบแทนครูและบุคลากร ค่าพาหนะรับส่งพระภิกษุ สามเณรที่เดินทางมาเรียน และค่าตอบแทนครูสอนวิชาภาษาบาลี และพระพุทธศาสนา ซึ่งทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ได้จัดสรรงบประมาณ และพยายามสนับสนุนในการที่จะส่งเสริมในเรื่องของโรงเรียนพระปริยัติธรรมมาโดยตลอด ซึ่งตรงนี้เราก็ทราบกันดีตั้งแต่อดีตกาลอย่างที่ผมบอกแล้ว เรามีการส่งเสริม เรามีการเรียน ในศาสนาของเรามาอย่างต่อเนื่องช้านาน ผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ท่านผู้แทน ท่านนิยม เวชกามา ได้เสนอเรื่องนี้และเป็นกระทู้ถามที่เป็นประโยชน์กับสังคมพุทธของเรา เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งผมคิดว่าเราก็คงจะได้ร่วม ช่วยกันในการที่จะติดตาม แล้วก็ในการที่จะส่งเสริมคุณภาพของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งในด้านของการเรียนการสอน ทั้งในด้านของงบประมาณ ทั้งในด้านการส่งเสริมให้พี่น้อง ประชาชนร่วมกับวงการพุทธในการที่จะได้เชิดชูสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีงามในสังคมเราต่อไป ต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพด้วยความเคารพครับ🔗
ขอบคุณครับ ก็ถือว่าเป็นการจบการถามกระทู้ เรื่อง การไม่จัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนพระปริยัติธรรม ในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ นำพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ของท่าน ส.ส. ดอกเตอร์นิยม เวชกามา ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่กรุณาให้ เกียรติสภาเรา ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๑.๒.๕🔗
๑.๒.๕ กระทู้ถาม ที่ ๔๑๕ เรื่อง การบรรจุตำแหน่งพนักงานราชการ ของครูผู้สอนอิสลามศึกษาในโรงเรียนของรัฐ (นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม ท่านนายกรัฐมนตรี🔗
ด้วยรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง ได้มีหนังสือแจ้งว่าตามที่ได้รับ มอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนนั้น ในการนี้ขอมอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คือ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน จึงขอเชิญท่านอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ถามเลยครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคพลังประชารัฐ ต้องขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านกนกวรรณ วิลาวัลย์ ที่สละเวลาอันมีค่ามาตอบกระทู้ที่ผมได้เสนอ ต่อสภาแห่งนี้ เพื่อที่จะบอกกล่าวข้อเรียกร้อง ข้อร้องเรียนของบุคลากรทางการศึกษา ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องการให้มีการพัฒนาที่ดีขึ้นสำหรับชีวิต สำหรับคน ในสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย กระทรวงศึกษาธิการเองได้เป็นผู้กำหนดนโยบายให้มี การศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชนและสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของ ชุมชน กล่าวคือในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น มีความต้องการให้ลูกหลานของตนเองได้เรียนรู้ศาสนา และรัฐเองพยายามให้มีการเรียนรู้ วิชาสามัญควบคู่ไปด้วยกับหลักการศาสนา วิชาศาสนาในพื้นที่ ในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้จึงเป็นผลให้มีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาจำนวนมาก มากกว่าภูมิภาคอื่นของประเทศ มีการเรียนศาสนาตามหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หรือตาม ปอเนาะที่เราได้ยินมาโดยตลอด ในการจัดการของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวนั้นทำเพื่อให้ คนในสังคมมีความรู้ทางสามัญเพื่อจะใช้ชีวิตในสังคมให้ได้ และขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์ของ พี่น้องประชาชนที่ต้องการให้ลูกหลานได้เรียนศาสนา ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงเปิด หลักสูตรการเรียนการสอนอิสลามศึกษาแบบเข้มในโรงเรียนของรัฐ เพื่อที่จะให้มีการเรียน การสอนศาสนาเฉกเช่นเดียวกันกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ภายใต้สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล และ ๔ อำเภอ ของจังหวัดสงขลา ปัจจุบันนี้มีจำนวนโรงเรียนที่เข้าในโครงการนี้ทั้งสิ้น ๓๕๐ โรงเรียน ผมขอนำเรียนตรงนี้นิดเดียวว่า มีโรงเรียนอีกจำนวนมากที่ต้องการเข้าโครงการนี้ แต่ทาง ราชการเองยังไม่เปิดกรอบตรงนี้ ฝากประเด็นนี้ด้วยนะครับ ในการเรียนการสอนศาสนาโดยใช้ โครงการหลักสูตรอิสลามศึกษาแบบเข้มนั้นเป็นการเรียนคู่กันระหว่างสอนสามัญด้วย ตามหลักสูตรแกนกลางของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปัจจุบันนี้ในส่วนของโรงเรียนทั้งหมด ๓๕๐ โรงเรียนนั้นมีบุคลากรที่เป็นครูผู้สอนศาสนาทั้งสิ้น ๑,๓๓๖ คน ซึ่งต้องรับผิดชอบ เด็กที่อยู่ในระดับอิสลามศึกษาตอนต้น หรือที่ภาษาอาหรับเขาใช้คำว่า อิบติดาอียะฮ จำนวนทั้งสิ้น ๖๗,๕๐๐ คน และหลักสูตรอิสลามศึกษาตอนกลาง ที่ภาษาอาหรับเขาใช้ว่า มูตะวัซซีเฏาะห์ จำนวน ทั้งหมด ๓,๓๐๐ คน และระดับการศึกษาตอนปลาย ซานาวียะห์ จำนวน ๓,๒๐๐ คน รวมทั้งสิ้น ๗๔,๐๐๐ คนเศษนั้น ใช้บุคลากร ๑,๓๓๖ คน ปัจจุบันครูที่ทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ อัตราค่าตอบแทนอิสลามศึกษาดังกล่าวนี้เป็นอัตราครูค่าจ้างแบบรายเดือน อัตราจำนวนเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ได้มีสิทธิรับสวัสดิการใด ๆ จากทางราชการ ลาป่วย ลากิจ ลาคลอด ก็ถูกหัก เปรียบเสมือนเป็นลูกจ้างรายวัน ไม่มา ไม่มาสอน ถูกตัด ๕๐๐ บาท เหล่านี้เป็นเรื่อง ที่ทำให้บุคลากรที่พยายามตอบสนองนโยบายของรัฐที่ต้องการให้มีโรงเรียนสามัญ มีการสอน วิชาการอิสลามศึกษาแบบเข้ม ให้ผู้ปกครองส่งลูกหลานเข้ามาเรียน แต่กลับไม่ได้รับการดูแล จากภาครัฐเท่าที่ควร ทำให้ขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของความเป็นครูในการที่จะ สอนลูกหลาน สัญญาต่อทุก ๓ เดือนนะครับ เหล่านี้เป็นปัญหาที่อยากจะฝาก เดี๋ยวผม จะถามคำถาม เพื่อจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ช่วยตอบนะครับ โดยก่อนหน้านี้ผู้แทนของสมาคม ครูอิสลามศึกษาในโรงเรียนของรัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เคยเข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านที่แล้วคือท่านณัฏฐพล เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๒ มีการยื่น ข้อเสนอข้อเรียกร้องดังกล่าวนี่ละครับ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด ฉะนั้น คำถามแรก ผมขออนุญาตถามท่านรัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการเองมีนโยบายที่จะสร้าง ความก้าวหน้าและความมั่นคงให้กับครูผู้สอนอิสลามศึกษา หลักสูตรอิสลามแบบเข้ม ในโรงเรียนของรัฐอย่างไร ขอทราบรายละเอียด เพราะข้อเรียกร้องของเขาก็คือต้องการ ให้พิจารณาบรรจุเขาเป็นพนักงานราชการอิสลามศึกษาในตำแหน่งครูผู้สอนอิสลาม ขอคำถามที่ ๑ ครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้มาตอบกระทู้ถามของท่านอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ดิฉันดีใจ แล้วก็ต้องขอชื่นชมที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติได้ให้ความสำคัญและติดตามในเรื่องของคุณครูผู้สอนอิสลามศึกษาในโรงเรียน ของรัฐและโรงเรียนเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ยินดีแทนคุณครูผู้สอนอิสลามศึกษาใน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุก ๆ คนด้วย คงจะดีใจที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ทำหน้าที่ อย่างเต็มที่แล้วก็ติดตามอย่างใกล้ชิด ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง สมาชิกผู้ทรงเกียรตินะคะ ทั้งรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการ ส่งเสริมความก้าวหน้าและความมั่นคงในอาชีพของครูผู้สอนอิสลามศึกษาค่ะ ตั้งแต่ ปีงบประมาณ ๒๕๔๙ เป็นต้นมานะคะ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. ได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนอิสลาม ศึกษาในโรงเรียนของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้อมูลท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรงเลยค่ะ เป็นข้อมูลที่สมบูรณ์แบบมากนะคะ แม้กระทั่งในเรื่องของจำนวนอัตราที่มีคุณครู จำนวน ๑,๓๓๖ คน อยู่ในขณะนี้ ซึ่งเป็นภายใต้แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง โครงการ พื้นฐานเพื่อการพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็น งบประมาณ ๒๐๑ ล้านบาท มีโรงเรียนที่ร่วมอยู่ในโครงการ ๓๕๐ โรงเรียนด้วยกันค่ะ ท่านประธานคะ ผ่านไปยังท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรค่ะ ดิฉันเมื่อได้รับมอบหมาย ก็ได้ตรวจสอบข้อมูลขอให้ สพฐ. ได้เตรียมข้อมูลที่เป็นปัจจุบันที่สุดมาให้ เพื่อที่จะสามารถตอบ กระทู้ได้อย่างชัดเจนและครอบคลุมนะคะ ในการดำเนินการค่าตอบแทน จะเป็นไปตามวุฒิ การศึกษา คือในระดับต่ำกว่าปริญญาตรีจะได้รับค่าตอบแทน ๙,๐๐๐ บาทต่อเดือน ระดับ ปริญญาตรีขึ้นไปจะได้รับค่าตอบแทน ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือนค่ะ เป็นการจ้างเหมาบริการ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ สนับสนุนสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยจัดสรรงบประมาณเป็นค่าใช้จ่าย เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยกเว้นจังหวัดสตูลนะคะ สำหรับครูผู้สอนอิสลามศึกษา ให้ได้รับเงินเพิ่มพิเศษอีกคนละ ๒,๕๐๐ บาท ก็เป็นการ เพิ่มขวัญกำลังใจให้กับครูผู้สอนอิสลามศึกษาค่ะ ดังนั้นครูผู้สอนอิสลามศึกษาจะได้รับ ค่าตอบแทนรวมดังนี้นะคะ ถ้าระดับต่ำกว่าปริญญาตรีรวมแล้วก็จะได้รับ ๑๑,๕๐๐ บาท ต่อเดือน ระดับปริญญาตรีขึ้นไปก็จะได้รับ ๑๗,๕๐๐ บาทต่อเดือน ในส่วนของการที่จะส่งเสริม ความก้าวหน้าและความมั่นคง ดิฉันขอตอบเป็น ๒ มิติ เราพูดถึงความมั่นคงในขณะที่เป็น ปัจจุบันและอนาคตก่อนนะคะ แน่นอนค่ะ ขอยืนยันว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน สพฐ. ของกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายในการจ้างเหมาบริการครูผู้สอนศาสนา อิสลามอย่างต่อเนื่องในกลุ่มเดิมที่ยังเป็นปัจจุบัน และถ้าหากมีตำแหน่งว่าง ก็จะมีการสรรหา เพื่อทดแทนตามตำแหน่งดังกล่าวต่อไปอย่างยั่งยืนนะคะ🔗
อีกส่วนหนึ่งค่ะ ที่จะเป็นความมั่นคงมากไปกว่านั้น แต่ก็ต้องเรียนว่า ด้วยมี ข้อจำกัดของงบประมาณ แล้วก็ข้อจำกัดที่มีคณะกรรมการอื่นที่มีอำนาจเหนือกว่าเราขึ้นไปในการ กำหนดกรอบอัตรา ต้องเรียนอย่างนี้นะคะ ในส่วนของความก้าวหน้าดังกล่าวนี้ สำนักงาน คณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มีการเปิดสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยในกรณีที่มีความจำเป็นหรือมี เหตุพิเศษ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ แล้วก็ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกนะคะ ก็จะต้องเป็นพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ครูผู้สอนศาสนาอิสลาม วิทยากรอิสลามศึกษา พนักงานจ้างเหมาบริการที่ปฏิบัติงานในโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สอนตามคำสั่งหรือสัญญาจ้างอย่างหนึ่ง อย่างใดรวมกันไม่น้อยกว่า ๓ ปี เป็นผู้มีคุณวุฒิปริญญาตรีทางการศึกษาหรือทางอื่นที่ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก.ค.ศ. กำหนด มีใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพครู หรือหลักฐานที่คุรุสภาออกให้สำหรับปฏิบัติหน้าที่สอน แล้วก็มีการเปิดสมัครและปิด สมัครไปเรียบร้อย โดยที่มีผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกทั้งหมด ๒๐,๖๙๓ ราย แล้วก็เป็นผู้สมัครที่ อยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ค่ะท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จำนวน ๑,๑๑๒ รายนะคะ อัตราที่จะรองรับมีทั้งหมด ๔,๔๘๖ อัตราค่ะ ถ้าพูดถึงเฉพาะที่เป็นโรงเรียน อัตราว่างที่อยู่ ชายแดนภาคใต้ก็จะมีด้วยกัน ๒๓๑ อัตรา แต่เป็นการเปิดให้คนที่มีคุณสมบัติทั้งหมด ได้เข้าในเงื่อนไข แล้วก็จะมีการสอบวันที่ ๑๑ ธันวาคม และ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ นี้ ทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ต่อเนื่องกันไป ก็ขอกราบเรียน นี่ก็เป็นความมั่นคงอย่างยั่งยืนที่ กระทรวงศึกษาธิการ โดยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ได้รองรับ ก็หวังเป็น อย่างยิ่งว่าท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ และพี่น้องครูที่อยู่ทางชายแดนใต้และพี่น้องครูทั่วประเทศก็ได้รับฟังถึงความห่วงใยของ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. ข้อแนะนำและความห่วงใยต่าง ๆ ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ กระทรวงศึกษาธิการขอน้อมรับและจะพยายามผลักดันทุกวิถีทางที่จะสร้างความมั่นคง ให้กับคุณครูผู้สอน ตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติได้ห่วงใย ขอกราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ท่านอาดิลัน มีคำถามที่ ๒ ไหมครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา คำตอบที่ทางท่าน รัฐมนตรีได้ให้กับสภาแห่งนี้เมื่อสักครู่นี้และเชื่อว่ามีบุคลากรครูในพื้นที่ได้ฟังเป็นจำนวนมาก เพราะว่าได้มีการทราบข่าวในการที่จะตั้งกระทู้ถามคำถามนี้ เชื่อว่าจะเป็นการตอบที่ทำให้ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้มีความรู้สึกว่ารัฐไม่ได้ทอดทิ้ง ไม่ได้ปล่อยให้จัดการ ปัญหาโดยลำพัง ซึ่งการสอบก็จะต้องใช้ความสามารถของเฉพาะตนในการเพื่อให้ได้มา ซึ่งตำแหน่งที่มีจำนวนจำกัด เพราะว่าในส่วนของบุคลากรในสังกัดที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม ศึกษาแบบเข้มนั้นในข้อเรียกร้องที่ต้องการให้ทางราชการจัดการหรือบรรจุหรือโยกย้ายให้ได้ ตำแหน่งระดับพนักงานราชการอิสลามศึกษานั้นมันมีจำนวนจำกัดอย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้ ตอบเมื่อสักครู่นี้🔗
ผมจะขออนุญาตฝากท่านรัฐมนตรีในอีกประเด็นหนึ่งที่ผมได้นำเรียนตอนต้น แล้วว่า จำนวนโรงเรียนที่อยู่ในโครงการนี้ทั้งสิ้น ๓๕๐ โรงเรียนนั้นความเป็นจริงแล้วยังมี โรงเรียนอีกจำนวนมากที่เห็นความสำคัญของหลักสูตรอิสลามแบบเข้ม เพราะเป็นหลักสูตรที่ ทำให้ผู้ปกครองของเด็กในชุมชน เด็กในหมู่บ้านพร้อมใจที่จะส่งลูกหลานให้เข้ามาเรียนใน โรงเรียนสามัญแทนที่จะส่งเข้าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เพราะว่าโรงเรียนในหลักสูตร อิสลามแบบเข้มนั้นสามารถให้เขาได้มีวุฒิการศึกษาทางศาสนาไม่ว่าจะเป็นเอจามูตะวัซซี หรือว่าซานาวียะห์ เพื่อที่จะใช้ไปสอบหรือเรียนศึกษาต่างประเทศต่อยอดได้ในอนาคต นั่นคือผมอยากจะฝากไว้ในฐานะที่ได้รับข้อเรียกร้องมาจากบุคลากรครูเองในพื้นที่ และผู้ปกครองในพื้นที่ ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรี ท่านกนกวรรณ วิลาวัลย์ ที่กรุณา มาตอบให้กับผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗
ที่ประชุมครับ ขณะนี้ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดการประชุมแล้ว🔗
๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗
ผมขอเรียนที่ประชุมได้ทราบว่าเพื่อประโยชน์ในการถามและตอบกระทู้ถาม ของผู้ตั้งกระทู้ถามและของท่านรัฐมนตรี ผมขอสลับลำดับการถาม-ตอบ กระทู้ถาม แยกเฉพาะเป็นดังนี้ ลำดับที่ ๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๘ (นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ลำดับที่ ๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๒๐ (นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ เป็นผู้ตั้ง กระทู้ถาม) ลำดับที่ ๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๒ (นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ เป็นผู้ตั้ง กระทู้ถาม) ลำดับที่ ๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๙ (นายนิยม เวชกามา เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ลำดับที่ ๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๓ (นางอนุรักษ์ บุญศล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ลำดับที่ ๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๔ (นางอนุรักษ์ บุญศล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) คิดว่าท่านผู้ตั้ง กระทู้ถามไม่ขัดข้องนะครับ🔗
๑.๓.๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๘ เรื่อง ปัญหาแม่น้ำแม่กลองตื้นเขิน (นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ด้วยสำนัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรี มอบหมาย ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็นผู้ตอบ🔗
ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะคือ นายศิริโชค สุขกันต์ วิศวกรชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มแผนงานพัฒนาทางน้ำ สำนักพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ต่อไปพร้อมแล้วขอเชิญ ท่าน ส.ส. อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ได้ถามเลยนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้ทำกระทู้ถามแยกเฉพาะ เรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีให้ท่านได้แก้ไขปัญหาแม่น้ำแม่กลองตื้นเขิน เนื่องจากแม่น้ำแม่กลอง ถือเป็นแม่น้ำสายสำคัญในภาคกลางที่มีความยาวของลำน้ำถึง ๑๔๐ กิโลเมตร ผ่านหลายจังหวัด ในภาคตะวันตกของประเทศไทยจากจุดบรรจบแม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อยไหลผ่าน อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี อำเภอบางคนที อำเภออัมพวาและอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม จึงไปออกที่อ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรสงคราม แม่น้ำแม่กลองนั้นเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เป็นแหล่ง ทำมาหากินและเป็นที่ประกอบอาชีพของประชาชนที่ลำน้ำได้ไหลผ่าน โดยมีกรมชลประทาน กรมเจ้าท่า ทำหน้าที่รับผิดชอบและบริหารจัดการในแต่ละช่วงของลำน้ำแม่กลอง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพบว่าแม่น้ำแม่กลองกำลังประสบปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม เกิดปัญหาคูคลอง ตื้นเขิน ปัญหาน้ำกัดเซาะตลิ่งของแม่น้ำแม่กลองพังทลาย เส้นทางน้ำมีการเปลี่ยนแปลง ไปจากเดิมซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่ เกิดปัญหาในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของ พี่น้องประชาชน จึงควรให้มีการขุดคลองและแม่น้ำเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว🔗
เรียนท่านประธานครับ ผมได้นำรูปมาประกอบให้ท่านประธานได้เห็น ผมเองนั้น ได้ลงพื้นที่ในหลายจุดในเขตพื้นที่อำเภอบ้านโป่ง ในรูปก็จะเป็นรูปที่ผมลงพื้นที่กับโยธาธิการ และผังเมืองของจังหวัดราชบุรี รวมถึงนายอำเภอบ้านโป่งด้วย แล้วก็ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ท่านประธานจะเห็นว่าริมตลิ่งนั้นมีการพังทลาย เนื่องจากลำน้ำแม่กลองถูกกัดเซาะ ขอฝ่ายโสต ได้ขยายภาพไปนะครับ พื้นที่ตรงนี้เรียนท่านประธานว่าเป็นพื้นที่ของตำบลนครชุมน์ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี แล้วก็ในหลายตำบลของอำเภอบ้านโป่งก็มีสภาพอย่างนี้ครับ ตำบลลาดบัวขาว ตำบลคุ้งพะยอม ตำบลบ้านม่วง ตำบลท่าผา แม้กระทั่งเขตเทศบาลเมือง บ้านโป่งแล้วก็ตำบลเบิกไพร ริมตลิ่งก็จะมีสภาพอย่างนี้ เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดการพังทลาย ของตลิ่งริมแม่น้ำแม่กลองแล้วก็ส่งผลกระทบถึงเส้นทางคมนาคมหรือถนนรวมถึงที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากินของพี่น้องประชาชนด้วย เนื่องด้วยลำน้ำแม่กลองมีเกาะหรือวัชพืช รวมถึงเศษตะกอนที่ผ่านมาในหลายสิบปีสะสมเป็นเกาะกลางน้ำขึ้นมา ทำให้ปัจจุบันนี้ ลำน้ำแม่กลองได้มีการเปลี่ยนเส้นทางน้ำเกาะขึ้นกลางน้ำ ถ้าฝ่ายโสตได้ขยาย ท่านประธานจะเห็นครับว่าที่กลางลำน้ำจะมีเกาะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการสะสมของดินตะกอน เนื่องจากแม่น้ำแม่กลองแห่งนี้ท่านประธานจะเห็นครับว่าในรูปจะมีเกาะกลางน้ำเกิดขึ้น เป็นจำนวนมาก เฉพาะตรงนี้ก็คือเขตอำเภอบ้านโป่ง บริเวณตำบลท่าผา ตำบลลาดบัวขาว ตำบลบ้านม่วง ตำบลนครชุมน์ ตำบลคุ้งพะยอม เกิดขึ้นตลอดทั้งลำน้ำ แล้วผมก็เชื่อครับว่า ที่อำเภออื่น ๆ ที่แม่น้ำแม่กลองไหลผ่านอย่างที่ผมได้เรียนท่านประธานไม่ว่าจะเป็นที่ จังหวัดกาญจนบุรี หรืออำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี หรือว่าอำเภอต่าง ๆ ที่จังหวัดสมุทรสงคราม จะเกิดสภาพปัญหาอย่างนี้ แล้วรัฐบาลจะต้องเสียงบประมาณจำนวนมาก โดยท้องถิ่นบ้าง กรมโยธาธิการบ้าง ในการสร้างเขื่อนริมตลิ่ง แต่สิ่งที่ผมคิดว่ามันสามารถป้องกันปัญหาได้ ก็คือการขุดลอกลำน้ำแม่กลองให้แม่น้ำหรือลำน้ำไหลในทิศทางที่ควรจะเป็นเหมือนเดิม ถ้าเรายังปล่อยให้เกาะกลางน้ำเกิดขึ้นแบบนี้ก็จะทำให้น้ำไหลออกไปทางด้านริมตลิ่งแล้วเกิด การพังทลายก็จะเป็นปัญหา พี่น้องประชาชนก็จะร้องเรียนว่าที่อยู่อาศัยบางช่วงก็เป็นที่หลวง ก็ไปทำถนน ถนนก็ถูกกัดเซาะ อย่างตรงนี้ครับ ตรงนี้ปัจจุบันนี้ผมเองได้นำเรื่องเข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานสภาก็ได้ทำจดหมายถึงทางกระทรวงมหาดไทยแล้วปัจจุบันนี้ กรมโยธาธิการและผังเมืองได้อนุมัติงบประมาณ ๑๕ ล้านบาท ในการทำเขื่อนริมตลิ่ง เรียบร้อยแล้ว นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องสูญเสียไป บางพื้นที่เป็นพื้นที่ของพี่น้องประชาชนที่อยู่ อาศัยทำมาหากินก็ต้องเสียพื้นที่ออกไป แต่ตรงไหนที่เป็นเส้นทางคมนาคม เป็นพื้นที่หลวง รัฐบาลก็ต้องไปทำ ไปทำตลิ่งคอนกรีตกันแม่น้ำกัดเซาะ ฉะนั้นจึงเป็นความเสียหาย ทางด้านเศรษฐกิจ แล้วก็เป็นความเสียหายของพี่น้องประชาชน แล้วบางพื้นที่บ้านเรือน พี่น้องประชาชนอยู่ริมน้ำครับท่านประธานครับ ในเขตจังหวัดราชบุรีแล้วก็พื้นที่ใกล้เคียง เวลาลำน้ำผ่านก็จะเป็นที่อยู่อาศัยของพี่น้องริมตลิ่งทำอาชีพประมงพื้นบ้านบ้าง ปัจจุบันนี้พอตลิ่งถูกกัดเซาะไปเนื่องจากลำน้ำเปลี่ยนทิศ ขาดการขุดลอกก็ทำให้ พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ผมเองนั้นลงพื้นที่จะได้เห็นปัญหาทั้ง ๒ อย่าง จึงได้ตั้งกระทู้ถาม แยกเฉพาะเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีให้ท่านได้แก้ปัญหาตรงนี้ให้กับพี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดราชบุรี แล้วก็จังหวัดที่แม่น้ำแม่กลองไหลผ่านครับ ฉะนั้นผมจึงขออนุญาต ได้เรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมได้มอบหมายให้ ท่านอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มาตอบกระทู้ถามแทน ซึ่งก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านอธิรัฐ รัตนเศรษฐ มา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ ก็อยากจะเรียนถามท่านว่า รัฐบาลมีนโยบาย ในการขุดลอกแม่น้ำแม่กลองเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำตื้นเขินหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียด จากท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีครับ ก่อนที่ท่านรัฐมนตรีจะตอบผมขอแจ้งนิดหนึ่งนะครับ กลัวจะลืมไป เพราะว่า เราปิดสมัยประชุมมา ในการถาม-ตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะเรามีเวลาแต่ละกระทู้ กระทู้ละ ๒๐ นาที คือฝ่ายถาม ๑๐ นาที ฝ่ายตอบ ๑๐ นาที ฉะนั้นผู้ถามหรือผู้ตอบก็ต้องกำหนดเนื้อหา ให้มันเหมาะกับเวลาที่เรามีโควตาอยู่นะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพนะครับ ผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้มาตอบกระทู้ ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ก่อนอื่นก็ต้อง ขอขอบคุณที่ท่านเป็นห่วงความเป็นอยู่พ่อแม่พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นชาวราชบุรี ชาวกาญจนบุรีที่แม่น้ำแม่กลองซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของทั้ง ๒ จังหวัดนี้ ต้องกราบเรียนว่า ที่ผ่านมาโดยกระทรวงคมนาคมและกรมเจ้าท่าเองเราก็ได้ให้ความสำคัญกับแม่น้ำแม่กลอง มาตลอด โดยปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาทางกรมเจ้าท่าเราก็ได้มีการลงไปขุดลอกที่อำเภอท่าม่วง กาญจนบุรี ๒ จุด ตรงบริเวณ กม. ที่ ๙๑ ระยะทางประมาณ ๗๐๐ เมตร ได้เนื้อดินประมาณ ๔๖,๐๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตร แล้วก็บริเวณ กม. ที่ ๘๙ ตำบลลูกแก อีก ๔๖,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร เช่นกัน อันนี้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วในแผนในปีงบประมาณปี ๒๕๖๕ ซึ่งเรา คาดว่าตอนนี้ทางกรมเจ้าท่าเราได้เตรียมไว้ว่าน่าจะดำเนินการได้ภายในต้นปีหน้า ตรงนี้ ก็จะไปดำเนินการในอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จากทั้งหมด ๓ จุด ตรง กม. ๗๐ ระยะทางประมาณ ๑,๐๐๐ เมตร เนื้อดินก็จะประมาณ ๘๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร กม. ๕๕ ตำบลเจ็ดเสมียน ระยะทาง ๑,๐๐๐ เมตร เนื้อดิน ๕๔,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร แล้วก็ กม. ๕๖ ตำบลท่าชุมพล ระยะทาง ๑,๐๐๐ เมตร เนื้อดิน ๕๔,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ส่วนในแผน ปี ๒๕๖๖ ที่กรมเจ้าท่าทางเราจะทำเรื่องขอรับจัดสรรงบประมาณต่อไป อันนี้เราก็ทำตาม แผนการศึกษาที่บริษัทที่ปรึกษาที่ให้คำแนะนำไว้ทั้งหมด ๔ แห่ง ตรง กม. ๕๘ ตำบลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธาราม ราชบุรี เนื้อดินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร กม. ๕๑ ตำบลพิกุลทอง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เนื้อดินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร กม. ๘๓ ถึง กม. ๘๗ ตำบลเบิกไพรถึงตำบลลาดบัวขาว อำเภอบ้านโป่ง ราชบุรี เนื้อดินก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร แล้วก็ กม. ๑๑๑ ถึง กม. ๑๑๘ ตำบลวังศาลาถึงตำบลท่าตะคร้อ อำเภอท่าม่วง กาญจนบุรี เนื้อดิน ประมาณ ๘๖๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร อันนี้ก็เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่จะฝากไปทางท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ🔗
เชิญท่าน อัครเดชถามครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้อง ขอบคุณท่านประธานและท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ซึ่งวันนี้ท่านรัฐมนตรีได้สละเวลามาตอบกระทู้ถามให้กับพี่น้องชาวจังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี แล้วก็จังหวัดสมุทรสงครามที่ลำน้ำแม่กลองไหลผ่าน ได้เห็นแผนงานที่ ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงให้กับท่านประธานแล้วก็พี่น้องประชาชนได้รับทราบก็รู้สึกอุ่นใจครับ ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีอธิรัฐ รัตนเศรษฐ นะครับ ซึ่งท่านกำกับดูแลกรมเจ้าท่า จะเรียนกับ ท่านประธานแล้วก็พี่น้องประชาชนว่า ตรงแผนงานที่ตำบลลาดบัวขาว ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง ที่มีการสำรวจขุดลอก ๕๐๐,๐๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตร ก็สืบเนื่องจากผมเองนั้น ได้เคยนำเรียนปัญหานี้ให้ท่านรัฐมนตรีอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคมได้รับทราบเบื้องต้นว่าพี่น้องประชาชนเดือดร้อน ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้ นิ่งนอนใจ ท่านได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าลงไปสำรวจ ก็จะมีทางสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค ลงไปสำรวจจึงได้นำเข้าแผนงบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ก็อยากให้ทางท่านรัฐมนตรีได้ ผลักดันให้ทางสำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณขุดลอกลำน้ำแม่กลองในช่วงดังกล่าว ให้กับพี่น้องประชาชน เพราะว่า ๕๐๐,๐๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตร ถ้าท่านประธานได้เห็น แผนงานที่ท่านรัฐมนตรีช่วยอธิรัฐได้ชี้แจงพื้นที่อื่นเป็นหลักหมื่น แต่ว่าหาพื้นที่ตรงนี้สำรวจ แล้วตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตร แสดงให้เห็นว่ามีความตื้นเขินของลำน้ำจริง ๆ ครับ ท่านประธาน แล้วก็มีการกัดเซาะ ปัจจุบันนี้จะเรียนท่านประธานครับว่าแนวการกัดเซาะ ยังไม่หยุดนะครับ วันนั้นได้มีการประชุมกรรมาธิการงบประมาณก็ได้เรียนท่านอธิบดี กรมโยธาธิการว่าเวลาสร้างเขื่อนริมตลิ่งฝั่งซ้ายท่านก็ต้องไปสร้างฝั่งขวาด้วย พอสร้างฝั่งซ้าย อย่างเดียวนี่พอลำน้ำเปลี่ยนทิศมันก็ไปเซาะฝั่งขวา พี่น้องประชาชน ๒ ฝั่งก็มีปัญหากัน พออีกด้านหนึ่งไม่ถูกกัดเซาะ อีกด้านหนึ่งก็ถูกกัดเซาะตลิ่งพังทลาย พื้นที่ทำมาหากิน ที่ดินที่ พี่น้องประชาชนได้ใช้ในการเกษตรหรือปลูกอยู่อาศัยก็ถูกลำน้ำพัดพาไป ก็เรียนกับ ท่านประธานว่าอยากจะให้ทางกรมเจ้าท่าได้ช่วยผลักดันโครงการนี้ให้เป็นจริงในปี ๒๕๖๖ ซึ่งได้เห็นแผนงานที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงแล้วก็รู้สึกอุ่นใจ ก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าลงไปสำรวจ แล้วตอนนี้ท่านได้มาชี้แจง ให้พี่น้องประชาชนได้เห็นแผนงานที่ชัดเจนว่ามีความเป็นไปได้ที่จะได้แก้ไขปัญหานี้ อย่างถาวร แล้วก็คิดว่าปี ๒๕๖๖ พี่น้องประชาชนก็จะได้เห็นโครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อจะได้สร้าง ความยั่งยืนในการได้อยู่อาศัย แล้วก็ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน นอกจากนี้ครับ ท่านประธาน พื้นที่ลำน้ำแม่กลองแห่งนี้ยังสามารถทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ถ้าท่านขุดลอก ตรงนี้ทางผู้นำท้องถิ่นก็ได้หารือกันในเบื้องต้นว่าอยากจะทำเส้นทางในการสร้าง การท่องเที่ยวไหว้พระริมน้ำ เพราะว่าอำเภอบ้านโป่งท่านประธานครับ มีวัดเก่าแก่หลายวัด วัดใหญ่นครชุมน์ของชุมชนชาวมอญเป็นวัดริมน้ำที่สวยงาม แล้วก็มีหลายวัดด้วยกันที่เป็นพระ ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจะได้ส่งเสริมอาชีพเรื่องการท่องเที่ยวด้วย ถ้าท่านรัฐมนตรีทำตรงนี้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประมงพื้นบ้าน แก้ไขปัญหาเรื่องของเส้นทางคมนาคมพังทลายแล้ว แก้ไขปัญหาที่ดินที่ถูกกัดเซาะแล้วยังสามารถสร้างอาชีพเรื่องการท่องเที่ยวได้ ตรงนี้ก็จะ ได้ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนหลายอย่าง ฉะนั้นจึงได้ขออนุญาตขอบคุณท่านรัฐมนตรีอธิรัฐ รัตนเศรษฐ มา ณ โอกาสนี้ ในนามของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดราชบุรี แล้วก็ขอบคุณ ท่านประธานมา ณ โอกาสนี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ก็ถือว่าจบกระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๘ เรื่อง ปัญหาแม่น้ำแม่กลองตื้นเขินนะคับ ในโอกาสนี้ ผมก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีอธิรัฐที่กรุณาให้เกียรติห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะของพวกเรา ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
๑.๓.๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๒๐ เรื่อง การพัฒนาแหล่งน้ำคลองตาชี อำเภอยะหา จังหวัดยะลา (นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้นายกรัฐมนตรี พิจารณาแล้วมีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คือ ท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน ให้เป็นผู้ตอบกระทู้ถามเรื่องนี้แทน และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์คือ ท่านประภัตร โพธสุธน เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ในการนี้เพื่อประโยชน์ ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม สนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะคือ นายวรพงศ์ ยังวนิชเศรษฐ ผู้อำนวยการ ส่วนติดตามและประเมินผล กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน ตอนนี้พร้อมทั้งผู้ถาม และผู้ตอบแล้ว เชิญท่าน ส.ส. อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ถามครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดยะลา ต้องขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้มอบหมาย ให้กับทางผู้รับผิดชอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่รับผิดชอบเรื่องของน้ำ เรื่องของ การเกษตร ได้มาตอบ และวันนี้ได้รับเกียรติจากท่านรัฐมนตรีช่วย ท่านประภัตร โพธสุธน ประเด็นกระทู้ของผมเรื่องของการพัฒนาแหล่งน้ำคลองตาชี อำเภอยะหา จังหวัดยะลานั้น เป็นประเด็นที่เป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่จำเป็นจะต้อง ใช้น้ำ และได้ประสบปัญหาน้ำแล้งในยามที่จำเป็นต้องใช้ในการเกษตร และเวลาน้ำเอ่อ น้ำล้น ก็เกิดความเสียหายกับพืชผลเกษตรเช่นเดียวกัน จังหวัดยะลาเป็นพื้นที่ที่มีแม่น้ำปัตตานี ไหลผ่าน มีแม่น้ำสาขาหลายสาย ในส่วนของคลองตาชีนั้นเป็นหนึ่งในคลองสาขาที่มีต้นน้ำ กำเนิดจากเทือกเขาเขตป่าสงวนของป่าตันหยงกาลอ ตลอดสายธารของน้ำจากตันหยงกาลอ จะเป็นคลองตาชี คลองอาเส็น คลองปะแต คลองกอแยง ไหลลงสู่แม่น้ำปัตตานี ในส่วนของ คลองตาชีที่ผมตั้งกระทู้ขึ้นมานั้น เพราะว่าเริ่มต้นอยู่ในเขตอำเภอยะหา ตำบลตาชี จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คนที่รู้จักทุเรียนหรือในส่วนของลองกองจะรู้จักว่าเป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพดี แล้วมีผลผลิตทำให้เกิดรายได้กับเกษตรกรปีหนึ่งนับสิบ ๆ ล้าน แต่ปัญหาเรื่องของมาตรฐาน การจัดการเรื่องทรัพยากรน้ำก็ยังมีปัญหาอยู่วันนี้ขออนุญาตสอบถามทางท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ ท่านประภัตรในส่วนของเรื่องการจัดการปัญหาน้ำว่า ในส่วนของพื้นที่คลองตาชีนั้น ที่ผมนำเรียนเบื้องต้นนั้นแล้วว่ามีสายธารจากคลองสาขา มาโดยตลอดนั้น ในส่วนของทางราชการจะดำเนินการอย่างไร เพราะตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา ที่ผมได้ลงพื้นที่ ได้พยายามศึกษา ได้สอบถามความต้องการของพี่น้องประชาชน และได้ให้ หน่วยราชการในพื้นที่ตรวจสอบ ศึกษา มีความต้องการที่จะทำฝาย ไม่ใช่ฝายเฉพาะการ เก็บกักน้ำและใช้ในทางเกษตรอย่างเดียวเราต้องการให้การพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งที่ปรับ ภูมิทัศน์และแหล่งท่องเที่ยวได้ด้วยฝายที่มีการสำรวจ และได้มีการเสนอกับทางจังหวัดยะลาแล้ว ในเบื้องต้นจะประกอบด้วย ๗ ฝายตลอดแนวของสายธารน้ำนั้น ประกอบด้วย ฝายบ้านเหมืองล่างซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลตาชี และฝายบ้านเจาะกลาดี หมู่ ๘ ตำบลยะหา ฝายที่เชื่อมต่อบ้านสะปาเราะ หมู่ ๕ ตำบลยะหา กับหมู่ ๒ ตำบลกาตอง กับสายที่จะเชื่อม ระหว่างตำบลกาตองกับตำบลสะปาเราะอีกจุดหนึ่ง และจุดต่อไปก็คือเป็นฝายที่อยู่ที่หมู่ ๖ ของอาเส็น และจุดที่ ๖ ก็คือฝายไปที่อำเภอกาบัง หมู่ ๖ ตำบลอาเส็นกับตำบลกาตอง ตรงจุดสุดท้ายเป็นฝายที่อยู่หลังทางที่จะไปอำเภอละแอ คลองกอแยง เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่เรา ได้ให้ฝ่ายอำเภอกับพี่น้องประชาชนได้สำรวจความต้องการและศึกษาเขียนโครงการเพื่อที่จะ ผลักดันให้จังหวัดช่วยพัฒนาพื้นที่ นอกจากเรื่องของการได้มีน้ำใช้ในทางเกษตรแล้วเรายัง สามารถจะปรับภูมิทัศน์และทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ได้ด้วย เหล่านี้จึงอยากจะขอ สอบถามหน่อยครับ ทางฝ่ายรัฐบาลว่ามีนโยบายสนับสนุนแผนงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ คลองตาชีที่ผมนำเรียนเมื่อสักครู่นี้ว่าได้ผ่านจังหวัดมาแล้ว ได้ผ่านจังหวัดเพื่อที่จะนำเสนอขอ จัดสรรงบประมาณต่อไปอย่างไร หรือไม่ และขณะเดียวกันผมขออนุญาตสอบถามไป ในคราวเดียวกันเพื่อที่จะให้ท่านผู้ตอบท่านรัฐมนตรีได้ช่วยกรุณาบอกกับพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ว่า ในการจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหรือภัยแล้งเพื่อให้พืชผลการเกษตร พี่น้อง เกษตรกรได้ จะได้มีน้ำใช้ตลอดในการทำการเกษตรนั้นทางกระทรวงเกษตรมีแนวทาง ในการที่จะพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดยะลาโดยเฉพาะในพื้นที่ อำเภอยะหาอย่างไรครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญ ท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผมขอชื่นชมท่าน ส.ส. อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ซึ่งเป็นผู้แทนคนหนุ่ม แล้วมีจิตใจเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องประชาชน อย่างนี้ถือว่า มีจิตวิญญาณของผู้แทนอย่างแท้จริงครับ ท่านได้นำปัญหาของพี่น้องประชาชนในเขต จังหวัดยะลาซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง ๒ ล้านกว่าไร่ แต่ท่านต้องการถามว่ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์หรือกรมชลประทานมีแนวคิดอย่างไรว่าจะทำฝายทั้ง ๗ แห่งนี้ได้ไหม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมขอตอบให้ตรงประเด็นที่ท่านถามก็คือคลองตาชี ทำความเข้าใจกัน สักนิดหนึ่งให้มีความเข้าใจตรงกัน คลองตาชีกับคลองอาเส็นก็คือคลองเดียวกัน แต่ว่าต้นน้ำ ก็มาจากเทือกเขาสันกาลาคีรี แล้วผมก็ให้กรมชลประทานรายงานรายละเอียดว่าเราจะ พัฒนาอย่างไรให้เก็บกักน้ำไว้ให้พี่น้องเกษตรกรได้ ในเบื้องต้นเราได้นำแผนนี้แล้วไปสำรวจแล้ว อ่างเก็บน้ำคลองตาชีซึ่งอยู่ห่างจากสันเขาสันกาลาคีรีในระหว่าง ๕-๗ กิโลกรัม คลองตาชี ยาวประมาณ ๑๕ กิโลเมตร แต่จะทำอยู่ในช่วงกลางพอดี เพราะว่าระดับหรือการเก็บกัก สร้างอ่างเก็บน้ำได้คือในช่วง ๕-๗ กิโลเมตร อ่างเก็บน้ำอันนี้จะมีความกว้าง ๕๐๐ เมตร นึกถึงภาพนะครับ ๕๐๐ เมตร สูง ๒๐ เมตร มีสันเขื่อน ๘ เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คิว ใน ๑,๒๐๐,๐๐๐ คิวขอกราบเรียนท่านอาดิลันว่าได้ทำการเข้าแผน ปี ๒๕๖๖ ไว้แล้วว่าจะเริ่มดำเนินการเมื่อท่านเป็น ส.ส. พรรครัฐบาล ท่านต้องช่วยติดตาม งบประมาณให้กรมชลประทานด้วยว่างานนี้เขาได้ตั้งแผนไว้อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่า มีความจุ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คิว แล้วก็จะดูแลทุเรียน ลองกอง ที่ท่านร้องว่าดีที่สุดได้ประมาณ ๔-๕ พันไร่ อันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับพี่น้องอำเภอยะหา ส่วนอีก ๗ ฝาย อีก ๖ ฝาย กำลังดำเนินการสำรวจอยู่ว่าตรงไหนเหมาะสมอย่างไรในเส้นทางของคลองตาชีถึงอาเส็น อันนี้เป็นคำถามที่อยากจะตอบให้ท่านได้เข้าใจและนำไปเรียนกับพี่น้องประชาชน อย่างชัดเจน🔗
ในส่วนที่ ๒ ที่ท่านถามว่าแล้วจะพัฒนาอย่างไรให้จังหวัดยะลาของท่าน มีการเก็บกักน้ำหรือว่าหน่วงน้ำไม่ให้ท่วมและเก็บน้ำไว้ใช้ได้ กรมชลประทานจัดการแผนไว้ ๔ โครงการด้วยกัน ขออนุญาตอ่านนะครับเพราะมันเป็นรายละเอียด อันแรกก็คือ อ่างเก็บน้ำยะรม อยู่ตำบลยะรม อำเภอเบตง จังหวัดยะลา นี่เป็นเขื่อนดินนะครับ มีความกว้างของสันเขื่อน ๑๐ เมตร ยาว ๔๐๐ เมตร สูง ๕๐ เมตร เก็บน้ำได้ ๘.๓๔ ล้านลูกบาศก์เมตร จะดูแลพื้นที่เกษตรในตำบลยะรมได้ ๓,๕๐๐ ไร่ เพื่อจะช่วย ปลูกยาง ปลูกพืชเกษตรได้ และโครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วในปีนี้ปี ๒๕๖๔ สามารถ ดูแลพี่น้องเกษตรกรได้ ๑,๒๐๐ ครัวเรือน คิดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๕ คือปีหน้า นี่คือโครงการอ่างเก็บน้ำยะรม อันที่ ๒ อ่างเก็บน้ำลำพะยา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา ก็เป็นเขื่อนดินเช่นเดียวกัน มีสันเขื่อนกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑,๔๐๐ เมตร สูง ๓๓ เมตร มีความจุของอ่างเก็บน้ำได้ ๑๓.๒๘ ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอันนี้พื้นที่ใหญ่ได้ ๘,๑๐๐ ไร่ สามารถดูแลพี่น้องเกษตรกรได้ ๑,๐๐๐ ครัวเรือน โครงการนี้เริ่มสร้างแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ ปี ๒๕๖๔ และจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๗ อันนี้เป็นอ่างเก็บน้ำลำพะยา อันที่ ๓ เรียกว่าประตูระบายน้ำจืองา ตำบลเปาะเส้ง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เป็นประตูระบายน้ำขนาดมีช่องกว้าง ๖ เมตร จำนวน ๖ ช่อง สามารถระบายน้ำและเก็บกักน้ำได้ ๗๓๙ คิวต่อวินาทีนี่จะช่วยเหลือ เพาะปลูกในเขต ๔ ตำบลด้วยกันในเขตอำเภอเมืองยะลา ๑๔,๐๐๐ ไร่ ซึ่งท่านดูแลอยู่ มีทั้งสวนทุเรียน ลองกองและปาล์มน้ำมัน เริ่มก่อสร้างเดือนนี้เหมือนกันครับ ตุลาคม ปี ๒๕๖๔ จะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๗ นี่คือประตูระบายน้ำ อันที่ ๔ นี่เป็นใหญ่หน่อยครับ อยู่ในเขตอ่างเก็บน้ำคลองเบตง ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ได้เข้าแผนแล้วครับ ๒๕๖๔-๒๕๖๘ เป็นโครงการเขื่อนดิน มีสันเขื่อนกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๖๖๐ เมตร สูง ๘๕ เมตร มีความเก็บกักน้ำได้ ๑๑.๖ ล้านลูกบาศก์เมตร อันนี้ละครับที่จะผลิตน้ำประปา ให้กับเทศบาลเมืองเบตงแล้วมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ ๘,๐๐๐ไร่ ครัวเรือนที่จะได้รับ ประโยชน์ ๑,๒๐๐ ครัวเรือน นี่เป็นโครงการภาพรวมของท่าน ผมก็อยากจะฝากถ้าท่าน อยากจะทราบอะไรในรายละเอียดขอให้จดไว้เลยครับ หัวหน้าวรพงศ์ ยังวนิชเศรษฐ ท่านดูแลภาพรวมของจังหวัดยะลา เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับท่าน โทร .๐-๖๓๓๖-๙๔๖๕-๑ ท่านที่มาร่วมชี้แจงในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับท่านผู้แทน ท่านมีความตั้งใจจริงอย่างนี้ ผมก็อยากจะส่งเสริมให้โครงการแต่ละอันนั้นได้เป็นประโยชน์ แต่ท่านก็ต้องเอาใจใส่ คือช่วยดูแลเรื่องการจัดสรรงบประมาณเวลาเข้าสภาครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านค่อนข้าง ละเอียดแล้วนะครับ ท่านอาดิลันมีอะไรจะถามอีกไหมครับ เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีที่มาให้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลที่จะทำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ได้ทราบถึงแนวทางในการพัฒนาของกรมชลประทาน ไม่ว่าจะเป็นอ่างเก็บน้ำยะรม หรืออ่างเก็บน้ำลำพะยา ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ เป็นโครงการที่ พี่น้องประชาชนรอคอยมานานแล้วก็เพิ่งได้สำเร็จ มีการตกลงเรื่องที่ดินอะไรจนจบ แล้วก็คิดว่าน่าจะได้เริ่มก่อสร้างแล้ว ผมจะฝากนิดเดียวครับท่านประธานครับ ผ่านทางท่านรัฐมนตรี โดยในประเด็นเรื่องของฝายที่ผมนำเรียนเบื้องต้นว่าเจตนาของพื้นที่ ก็คือต้องการอยากได้การบริหารจัดการเรื่องน้ำให้มีน้ำใช้ แล้วฝายอีก ๖ ฝายนั้น เป็นฝายขนาดเล็กและสามารถจะปรับภูมิทัศน์และให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ประโยชน์ คนในพื้นที่ได้ประโยชน์เรื่องของแหล่งพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยว สามารถจะ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้ ภาพรวมแล้วในส่วนของชลประทาน ในจังหวัดยะลานั้นมีโครงการใหญ่ ๔ โครงการนี้ถือว่าเป็นการวางแผนเพื่อที่จะบริหาร จัดการน้ำในพื้นที่ตามแนวทางของรัฐบาลที่พยายามที่จะไม่ให้มีปัญหาเรื่องของการ ขาดแคลนน้ำ แล้วก็มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ในฐานะที่เป็น ส.ส. ในจังหวัดยะลาก็ต้อง ขอขอบพระคุณทางท่านรัฐมนตรีประภัตรที่มาให้ข้อมูลกับพี่น้องประชาชนในจังหวัดยะลา ที่ได้ฟังการเผยแพร่การตั้งกระทู้ครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการที่กำหนดไว้จะได้ ดำเนินการตามโครงการ ในส่วนของผมเองคงจะไม่สามารถที่จะไปทวงถามผลักดัน งบประมาณได้เพราะเดี๋ยวจะขัดกับกฎหมาย แต่ก็จะพยายามที่จะไปแจ้งความประสงค์ ความจำนงของพื้นที่ให้กับผู้ที่มีอำนาจต่อไป ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านรัฐมนตรี คงไม่มีอะไรเพิ่มเติม🔗
รับไปแล้วครับ ยินดีครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าจบการถาม-ตอบ กระทู้แยกเฉพาะที่ ๓๒๐ เรื่อง การพัฒนาแหล่งน้ำคลองตาชี อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ของท่าน ส.ส. อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ นะครับ ต้องขอขอบคุณ ท่านประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีประภัตรนี่ เป็นขวัญใจของห้องกระทู้แยกเฉพาะนะครับ คือ ส.ส. ท่านใดมาถามกระทู้แล้วท่านประภัตร มาตอบนี่มีความสุขทุกคนครับ แล้วก็น่าจะมีความสุขไปถึงพี่น้องที่รับฟังอยู่ทางบ้านด้วย ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ🔗
๑.๓.๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๒ เรื่อง การพัฒนาแหล่งน้ำดิบอ่างเก็บน้ำ ห้วยตู้ ๑ อ่างเก็บน้ำห้วยตู้ ๒ และอ่างเก็บน้ำคลองบางไผ่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี (นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน เป็นผู้ตอบ🔗
ในการนี้ เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะคือท่านทินกร สุทิน ผู้อำนวยการโครงการชลประทานชลบุรี ตอนนี้พร้อมแล้วขอเชิญท่าน ส.ส. สะถิระ เผือกประพันธุ์ ถาม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่วันนี้ให้ผมได้มีโอกาส ตั้งกระทู้ถามแยกเฉพาะในเรื่องปัญหาของความเดือดร้อนในเรื่องของคุณภาพน้ำ และการขยายเขตประปาในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งพี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบ ก็รอการพัฒนาเพื่อการดำรงชีวิตในปัญหาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในพื้นที่อำเภอสัตหีบ และวันนี้ต้องกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้ มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประภัตร โพธสุธน มาตอบปัญหาข้อร้องเรียนหรือปัญหาที่ทำให้พี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบได้รับผลกระทบ ในเรื่องของการขาดแคลนน้ำ คุณภาพน้ำในพื้นที่อำเภอสัตหีบ ซึ่งปัจจุบันอำเภอสัตหีบ มีพี่น้องประชาชนอาศัยอยู่ตามทะเบียนบ้าน ๑๗๐,๐๐๐ คน ไม่รวมประชากรแฝง ถ้ารวมประชากรแฝงก็อยู่ที่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐-๓๕๐,๐๐๐ คน แล้วในอนาคต ท่านประธานครับ ซึ่งเรารู้ดีว่าในเขตจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรีและตราดเป็นพื้นที่พัฒนา เขตพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือการขยายตัวของพี่น้องประชาชนได้เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัดชลบุรี หรือแม้กระทั่งอำเภอสัตหีบที่กระผมและพี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบได้อาศัยอยู่ครับ และที่สำคัญที่สุดเลยครับ ท่านประธานครับ อำเภอสัตหีบของเราไม่มีแหล่งน้ำดิบหรือต้นทุน แหล่งน้ำดิบเป็นของตัวเอง ก็มีอยู่ ๒-๓ แหล่งอย่างที่ท่านประธานทราบผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าเรามีอยู่ ๓ แหล่งก็คืออ่างเก็บน้ำห้วยตู้ ๑ อ่างเก็บน้ำห้วยตู้ ๒ ถ้าดูในสไลด์ (Slide) เราจะทราบว่าอ่างเก็บน้ำห้วยตู้ ๑ และอ่างเก็บน้ำห้วยตู้ ๒ เราสามารถ มีความจุปริมาณน้ำได้อยู่เกือบประมาณ ๔.๔ ล้านลูกบาศก์เมตร หรือถ้าเราพัฒนาได้ ก็อาจจะได้เกินกว่านั้นครับท่านประธาน แล้วยังมีอีกพื้นที่หนึ่งก็คืออ่างเก็บน้ำคลองบางไผ่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่การดูแลของกองทัพเรือท่านประธานครับ ซึ่งปัญหาเหล่านี้การขาดแคลนน้ำใน ปี ๒๕๖๒ ที่อำเภอสัตหีบได้ประสบปัญหาก็คือเราได้ประสบปัญหาน้ำไหลบ้าง หยุดบ่อย ๆ บ้าง ต้องตื่นตีสี่มารองน้ำบ้างตีหนึ่งมารองน้ำบ้าง อันนี้คือปัญหาที่พี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบ ได้รับประสบเมื่อปี ๒๕๖๒ ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ท่านประธานครับ ถ้าเรามีแหล่ง ต้นทุนน้ำเป็นของตัวเองไว้ใช้ในภาวะภัยแล้ง หรือภาวะปกติ หรือแม้กระทั่งในภาวะที่เรา ฉุกเฉินที่เราต้องใช้น้ำประปาเพราะน้ำประปาคือสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เป็นอันดับแรกของการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนครับ และที่สำคัญครับในอำเภอสัตหีบนั้น พี่น้องประชาชนเราก็ได้รับผลกระทบมาโดยตลอด โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงการก่อสร้างถนน แล้วก็เกิดปัญหาไม่ว่าจะเป็นท่อน้ำประปาแตกตรงนี้เองที่รายวันเลย ต้องทราบจริง ๆ ว่า น้ำประปาเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนครับ ท่านประธานครับ ผมจึงใคร่ขอท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประภัตร โพธสุธน ถึงปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการพัฒนาหรือเพิ่มปริมาณการจัดเก็บน้ำดิบในห้วยตู้ ๑ ห้วยตู้ ๒ หรือคลองบางไผ่ แล้วให้การประปาภูมิภาคนำน้ำดิบในอ่างน้ำทั้งสามนั้นให้บริการพี่น้องประชาชนหรือไม่ อย่างไร รวมถึงอ่างเก็บน้ำทั้ง ๓ แห่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นห้วยตู้ ๑ ห้วยตู้ ๒ คลองบางไผ่ สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านธรรมชาติเพื่อสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน อำเภอสัตหีบได้หรือไม่ อย่างไร กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ท่าน ส.ส. สะถิระ เผือกประพันธุ์ เป็นผู้แทนที่หนุ่ม ไฟแรง ขยันจริง ๆ ครับ มีกระทู้ทุกอาทิตย์และติดตามเรื่องความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนทุกขั้นตอน แล้วเอาใจใส่อย่างนี้ถือว่าท่านทำหน้าที่ผู้แทนอย่างดีที่สุดเลย ผมขอชมเชย ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ที่ท่านติดตามเรื่องปากท้อง เรื่องทำกินทุกอย่าง อย่างนี้ ก็สมแล้วที่เป็นผู้แทนราษฎรครับ ตามที่ท่านเรียนถามการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อจะช่วย พี่น้องในเขตอำเภอสัตหีบ เป็นอำเภอที่ใหญ่แล้วก็มีฐานทัพเรืออยู่ แน่นอนการใช้น้ำย่อมจะ มากและมีประชากรแฝงอีก ดังนั้นการที่จะต้องเตรียมน้ำไว้ดูแลพี่น้องประชาชนเป็นเรื่อง สำคัญที่สุด กรมชลประทานก็พยายามพัฒนาแหล่งน้ำหรืออ่างเก็บน้ำต่าง ๆ เพื่อจะส่งเสริม ให้เก็บน้ำได้มาก ๆ ซึ่งมีท่านผู้อำนวยการชลประทานชลบุรีคือ ท่านทินกร เป็นคนดูแล และรายงานให้ผมทราบมาโดยตลอด ขอทำความเข้าใจอย่างนี้นะครับ ท่าน ส.ส. และพี่น้อง ประชาชนชาวอำเภอสัตหีบ อ่างเก็บน้ำในอำเภอสัตหีบมีหลัก ๆ อยู่ ๔ แห่งด้วยกัน เริ่มจาก ที่ท่านพูดบอกว่าอ่างเก็บน้ำห้วยตู้ ๑ ห้วยตู้ ๒ นี่เป็นอ่างเก็บน้ำหลัก ห้วยตู้ ๑ กับห้วยตู้ ๒ สามารถจะเกลี่ยน้ำเข้าหากันได้ หรือไหลเทมาส่งกันได้ ก็หมายความว่าขณะปัจจุบัน ห้วยตู้ ๒ มีน้ำเต็มแล้ว มีความจุ ๒.๙ ล้านคิว แล้วก็ห้วยตู้ ๑ ก็เต็มเหมือนกันตอนนี้พายุฝน เข้ามา เก็บน้ำได้ ๑.๕ ล้านคิว ๒ อ่างนี้ห่างกันประมาณ ๑.๓ กิโลเมตร แล้วเวลานี้การใช้น้ำ ของคนพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนนงนุชก็จะใช้ห้วยตู้ ๑ แต่เราก็ไม่ไปเบียดบังเขา เราก็สามารถจะสไลด์ (Slide) หรือผันน้ำจากห้วยตู้ ๒ มายังห้วยตู้ ๑ ได้ เวลาห้วยตู้ ๑ หมดแล้วหรือขาดแคลนก็ระบายลงมา ยิ่งไปกว่านั้นทางชลประทาน กรมชลประทานเขาคิด กาลไกลไปอีกเวลานี้ให้มาบฟักทอง ๒ ซึ่งเป็นอ่างน้ำขนาด ๒ ล้านคิว ขุดลอกเพิ่มปริมาณน้ำ ให้เป็น ๓ ล้านคิว น้ำตัวนี้ไปไหน ก็ผันลงมาให้กับห้วยตู้ ๒ ซึ่งห่างกันประมาณ ๓ กิโลเมตร ผมบอกแล้วห้วยตู้ ๒ ๒.๙ ห้วยตู้ ๑ ๑.๕ แล้วก็มาบฟักทอง ๓ ล้าน ยังไม่พอครับ ตอนนี้ ก็ส่งน้ำให้กับห้วยตู้ ๒ ซึ่งทางการประปาส่วนภูมิภาคก็เอาน้ำดิบนี้ของกรมชลประทานก็ไปผลิต น้ำประปาส่งให้กับพี่น้องในบริเวณที่กล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ ครัวเรือน ๑๐,๐๐๐ ในปัจจุบันนี้ ปีนี้โชคดีที่มีพายุ น้ำเต็ม ถ้าจะเป็นอย่างปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ที่ท่านพูดนี่ วันนี้ตีกันตาย ไม่มีน้ำพอเพียง ยิ่งไปกว่านั้นทางชลประทานชลบุรีก็วางแผนผันน้ำอีก จากคลองยายร้า คลองยายร้านี่มี ๑.๓ ล้าน คือจะทำให้ ๔ อ่างนี้เชื่อมโยงกันติดต่อ คลองยายร้า ก็จะผันมาที่มาบฟักทองซึ่งมีความห่างกัน ๗ กิโลเมตร ตอนนี้วางท่อกันแล้ว ส่วนมาบฟักทอง ๒ ก็ส่งน้ำมาห้วยตู้ ๒ ห้วยตู้ ๒ ก็จะส่งน้ำมาห้วยตู้ ๑ ดังนั้น ๔ อ่างนี้ รวมแล้วมากกว่า ๑๐ ล้านคิวที่จะพัฒนากันครั้งนี้และพร้อมดำเนินการแล้ว ดังนั้นก็คิดว่า ตามที่ท่านผู้แทนราษฎรท่านเป็นห่วงก็คงจะแก้ไขปัญหาได้แน่ แต่ยิ่งไปกว่านั้นที่ท่าน เรียนถามว่า ๓-๔ จังหวัดนี้อยู่ในเขตอีซีซี (EEC) แล้วก็มีแหล่งน้ำใหญ่อยู่อันหนึ่งก็คืออ่างเก็บน้ำ คลองบางไผ่ ท่านถามมาว่าคลองบางไผ่จะพัฒนาอย่างไรและเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้หรือไม่ ผมขอตอบเป็น ๒ ตอน คลองบางไผ่นี่มีพื้นที่ประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่ เป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ ซึ่งกองทัพเรือเขาดูแลอยู่ ซึ่งมีพื้นที่อยู่ในเขตระยองแล้วก็ชลบุรีรวมแล้ว ๓,๐๐๐ ไร่ แต่มันตื้นเขินไม่สามารถจะเก็บกักน้ำได้ ขณะนี้คลองบางไผ่เก็บน้ำได้เพียง ๙ ล้านคิว จริง ๆ แล้วมันต้องได้หลายสิบล้านนะครับ แต่อย่างไรก็ตามทางฐานทัพเรือร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปีนี้งบปี ๒๕๖๕ ได้จัดสรรเงินไป ๕๓ ล้านบาท ๕๓ ล้านบาทนี่ทำอะไร ทำฝายตะกอนเพราะน้ำมันสกปรก เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่บริเวณสัตหีบ มีทั้งโรงงาน มีทั้งขุดหิน ดิน ทราย เยอะแยะตกตะกอนก็ต้องทำฝายตัวนี้ และขุดลอกให้น้ำเพิ่ม มาอีก ๑ ล้านคิว เริ่มแล้วครับปี ๒๕๖๕ เงินงบประมาณได้เรียบร้อยคลองบางไผ่ก็จะมีน้ำ ในขณะนี้ ๑๐ ล้านคิว มันยังไม่พอเพราะว่าต้องเลี้ยงดูคนอย่างที่ท่านพูดว่า ๓๕๐,๐๐๐ แต่วันนี้เราก็เลี้ยงดูและมีน้ำประปาช่วยเหลืออยู่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ ครัวเรือน คือจากฐานทัพ แล้วก็บริเวณสัตหีบใกล้เคียง ฐานทัพเรือก็มอบหมายให้กรมชลประทานไปศึกษาและไปทำ แผนพัฒนาคลองบางไผ่ ขณะนี้ทางชลประทานชลบุรีได้ออกแบบแล้วจะพัฒนาในปีนี้เลย ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ ไป โดยจะขุดลอกและปรับปรุงสร้างอาคารให้ เก็บน้ำจาก ๑๐ ล้านคิวที่ผมได้เรียนไปแล้วเป็น ๒๐ ล้านคิว ก็หมายความว่าทาง กรมชลประทานจะเพิ่มน้ำให้กับคลองบางไผ่อีก ๑๐ ล้านคิว ก็คิดว่าจะพอเลี้ยงดูในขณะที่มี การเติบโตทางเศรษฐกิจอีอีซี EEC มากมาย แต่ในปัจจุบันนั้นที่ท่านถามว่าสามารถพัฒนา เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้หรือไม่ ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ทางฐานทัพเรือสัตหีบเขาก็ไม่ได้ นิ่งนอนใจพี่น้องประชาชนชอบวิวทิวทัศน์ท่านก็สร้างทางจักรยานรอบอ่างมีความยาวทั้งหมด ๒๑.๕ กม. แต่ขณะนี้ได้รับงบประมาณก่อสร้างเสร็จไปแล้ว ๘ กิโลเมตร และกำลังขอเงิน อีก ๑๓.๕ กม. ซึ่งทางฐานทัพเรือก็จะสร้างให้ครบลูป (Loop) ตลอดของคลองบางไผ่ ดังนั้นก็จะ เป็นแหล่งเก็บน้ำเลี้ยงพี่น้องประชาชนหลายหมื่นครัวเรือน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ อันนี้ ก็อยากให้ท่านผู้แทนราษฎรขวัญใจชาวบ้านที่นั่นก็ไปเรียนให้ทราบว่าก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทั้งกรมชลประทาน ทั้งรัฐบาล ฐานทัพเรือ แล้วก็ผู้แทนราษฎรก็ติดตามมาตลอด งานนี้ต้อง ทำอย่างต่อเนื่องเพราะว่าเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษครับ ขอกราบเรียนท่านประธานครับ🔗
ท่าน ส.ส. สะถิระ มีอะไรจะถามต่อไหมครับ เชิญครับ🔗
ขออนุญาตสัก ๒-๓ นาทีครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐครับ ขอบพระคุณ ในการตอบกระทู้ของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นอย่างสูง จากที่ผมได้ฟังการตอบกระทู้จากท่านรัฐมนตรีก็เป็นสิ่งที่ฟังแล้วเป็นประโยชน์ให้พี่น้อง ประชาชนอำเภอสัตหีบและบริเวณใกล้เคียงเป็นอย่างมาก ไม่ว่าการนำน้ำจากคลองยายร้า อำเภอบ้านฉาง แล้วมาคลองบางไผ่ แล้วมาที่มาบฟักทองซึ่งอยู่ในพื้นที่ห้วยใหญ่ แล้วก็มาที่ ห้วยตู้ ๑ ห้วยตู้ ๒ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ตำบลบางเสร่และเทศบาลเขาชีจรรย์ อำเภอสัตหีบ ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้ ถ้าพัฒนาแล้วน่าจะ ๓๐-๔๐ ล้านลูกบาศก์เมตรเพื่อรองรับในเขต เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งอำเภอสัตหีบของเราอยู่ในพื้นที่เป็นเมืองธุรกิจการบินก็คือ แอโรโทรโพลิส (Aerotropolis) แล้วเราต้องมีอุตสาหกรรมมีการอาชีพในเรื่องของเอสเคิร์ฟ (S-Curve) แล้วมีเรื่องของความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนพลเรือนซึ่งเป็นชุมชนท้องถิ่นอยู่แล้ว พี่น้องประชาชนจะเข้ามาอยู่อาศัยอีกมาก เป็นสิ่งที่ดีที่เราเพิ่มการกักเก็บน้ำแล้วนำมา ให้บริการน้ำประปาในพื้นที่พี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบ อันนี้ต้องขอบพระคุณทาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นอย่างสูงที่เล็งเห็นความจำเป็นและวางแผนไว้ ซึ่งผมก็ได้ วางแผนร่วมกันกับไม่ว่าจะเป็นชลประทานชลบุรีต้องขอบพระคุณจริง ๆ รวมถึงองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ ซึ่งในพื้นที่อำเภอสัตหีบนั้นอย่างที่ทราบ เป็นพื้นที่ของข้าราชการกองทัพเรือด้วย แล้วก็เป็นที่ของพลเรือนอย่างผมด้วย แล้วก็มีรายได้ อยู่เพียงไม่กี่ทาง ค้าขายบ้าง ธุรกิจบ้าง รวมถึงอาชีพราชการ ซึ่งอาชีพราชการก็จะเป็น เงินเดือนหลัก เราไม่มีอาชีพอื่นเลยนอกจากอาชีพเหล่านี้ ถ้าเรามีรายได้หลักอีกทางหนึ่งก็คือ รายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งเราเป็นพื้นที่ที่ติดกับอำเภอบางละมุงหรือพัทยา ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบเป็นอย่างมาก เพราะว่าล่าสุดที่ผมเช็ก (Check) มา รายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศ ปัจจุบันพฤติกรรมของการท่องเที่ยว มาเที่ยวอำเภอสัตหีบเป็นเที่ยววันเดย์ทริป (One day trip) หรือทูเดย์ทริป (Today trip) สร้างรายได้เกือบ ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาทต่อปี ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เรามีทะเลที่สวยในพื้นที่ ฐานทัพเรือสัตหีบ ถ้าเรามีพื้นที่การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เชิงนิเวศ หรือเชิงกีฬา ต้องขอบคุณทางกองทัพเรืออย่างมากด้วย มีเส้นทางจักรยานให้กับการท่องเที่ยว อำเภอสัตหีบเรา ถ้าเราเพิ่มตรงนี้ได้ก็ทำให้พี่น้องประชาชนของเราในเรื่องปากท้องหลังจาก ภาวะสถานการณ์โควิด (COVID) นี้ทำให้พี่น้องประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ตรงนี้ต้อง กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ท่านประภัตร โพธสุธน เป็นอย่างสูงครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรี ตอบละเอียดไปหมดแล้วนะครับ คงไม่มีอะไรต้องตอบอีก ก็ถือว่าจบกระทู้ถาม แยกเฉพาะที่ ๓๑๒ เรื่อง การพัฒนาแหล่งน้ำดิบอ่างเก็บห้วยตู้ ๑ อ่างเก็บน้ำห้วยตู้ ๒ และอ่างเก็บน้ำคลองบางไผ่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ของท่าน ส.ส. สะถิระ เผือกประพันธุ์ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีประภัตร โพธสุธน ที่ให้เกียรติห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ ของพวกเรา แต่ว่าหลังจากตอบแล้วผมก็หวังว่างบประมาณคงจะลงไปในทุกกระทู้ที่ตอบ ท่านรัฐมนตรี ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ🔗
๑.๓.๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๙ เรื่อง การแก้ไขปัญหาโครงการขุดลอก ลำห้วยกุดนาและโครงการขุดลอกลำห้วยนาน้อย บ้านโนนกุง หมู่ที่ ๓ ตำบลเชียงสือ อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร ของท่าน ส.ส. ดอกเตอร์มหานิยม เวชกามา ถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ติดภารกิจราชการสำคัญจึงมอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยคือท่านนิพนธ์ บุญญามณี เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะคือ นางคณิตา ราษฎร์นุ้ย ผู้อำนวยการกองพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครอง ส่วนท้องถิ่น ตอนนี้พร้อมแล้วทั้งผู้ถาม ผู้ตอบ ขอเชิญท่าน ส.ส. ดอกเตอร์นิยม เวชกามา ถามครับ แต่แจ้งนิดหนึ่งครับว่า กระทู้ถามแยกเฉพาะนี้มีเวลากระทู้ละ ๒๐ นาที ฝ่ายผู้ถาม ๑๐ นาที ฝ่ายผู้ตอบ ๑๐ นาที ฉะนั้นขอให้ทั้งผู้ถามและผู้ตอบกำหนดเนื้อหาให้มันเหมาะกับ เวลานะครับ ขอบคุณครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตถาม กระทู้ท่านประธานไปถึงรัฐมนตรี วันนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ด้วยความเคารพ ขอบคุณท่านที่มาตอบผม แม้ท่านจะไม่ได้ดูแลกรมนี้ก็มี ผอ. กอง มาอยู่ก็อุ่นใจระดับหนึ่ง เพราะกลัวว่าตอบไปแล้วมันจะหายไป จึงฝากท่านครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมก็อาจจะไม่ได้ใช้เวลาเต็ม ถ้าท่านรัฐมนตรีตอบว่าตามนี้ ผมก็จะจบแค่นี้ คือที่ผมต้องถามท่านไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ คืองบประมาณเรื่องขอให้ขุดลอก ห้วยกุดนากับห้วยกุดนาน้อย ผมตั้งแต่เป็นผู้แทนตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ก็เห็นเทศบาลขอมา ทุกปี ไม่ใช่ไม่ขอนะ ทางเจ้าหน้าที่ทาง ผอ. กองบอกว่ามันไม่มีขอ ผมไม่รู้ แต่ว่าผมไปสืบค้น แล้วมันมีมาทุกปี จึงกราบเรียนว่าห้วยกุดนากับห้วยนาน้อยตั้งอยู่ที่บ้านโนนกุง หมู่ที่ ๓ ตำบลเชียงสือ อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร เป็นที่ถ้าขุดแล้วได้ประโยชน์มหาศาล ให้แก่เฉพาะตำบลเชียงสือ ๓ หมู่บ้านแล้ว คือ หมู่ ๓ หมู่ ๘ ๒ หมู่บ้านของหมู่บ้านโนนกุง และบ้านโนนประดู่ ซึ่งอยู่ติดกันเป็นหมู่ ๗ ลามไปถึงตำบลด่านม่วงคำซึ่งเป็นเขตติดต่อกัน แล้วก็ลามไปถึงตำบลยอดซาดผมพูดไม่ผิด เพราะ ซ ของท่านประธาน เขตอำเภอ จังหวัด ท่านประธาน ตำบลยอดซาด อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนมด้วย เพราะเขตติดต่อกัน🔗
ตำบลยอดซาด เป็นอำเภอวังยางแล้วครับตอนนี้🔗
อำเภอวังยางแล้วนะครับ ไม่ได้ขึ้นกับ อำเภอปลาปาก เห็นไหมใคร ๆ ก็รู้จัก ผมทวนความจำของท่านประธานเฉย ๆ ครับ ความจริงอำเภอวังยางติดกับบ้านผม ก็ขอมาหลายรอบ แต่ก็ไม่ได้สักที จนชาวบ้านถามผม ซึ่งผมวันนี้รัฐธรรมนูญไม่ให้ ส.ส. แตะเรื่องงบประมาณ แต่ก็ถามมาตลอดว่าเนื่องจากทั้ง ๓-๔ หมู่บ้าน ประชากรหมายถึงว่า ครัวเรือนก็ประมาณพันกว่าครอบครัวได้ประโยชน์ของ กุดนาน้อยกับกุดนา เห็นไหมที่ผมขึ้นทั้ง ๒ ลำห้วย ถ้าขุดลอกแล้วมันจะทำให้พื้นที่กว้างขึ้น ที่เก็บน้ำเยอะขึ้น อันนี้มันเก็บไม่ได้เลยวันนี้ ที่สำคัญน้ำตรงนี้มันติดกับลำน้ำก่ำ ซึ่งเป็นแม่น้ำ จากหนองหานลงไปสู่แม่น้ำโขง เวลาหน้าฝนมาผมเสียดายน้ำ มันไหลหมด ไม่ไหลก็ท่วมไร่ ท่วมนาหมดแถวนี้ แล้วทำไมเราไม่เก็บน้ำตรงนี้ไว้ นี่คือปัญหา ซึ่งท่านดูแล้ว ผมไม่ถาม รายละเอียดไม่พูดหรอก เพียงแต่บอกท่านว่าทำไมเราไม่เอาน้ำตรงนี้ไว้ ทำไม ๑. ปล่อยทิ้งไป ลงน้ำโขง ๒. ท่วมไร่ท่วมนา ถ้าเราไปขุดลอกแล้วมันจะมีประโยชน์ ๑. ไม่ท่วมไร่ท่วมนา ชาวบ้าน ๒. มีเก็บน้ำไว้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับชาวบ้าน แล้วคนแถวนี้มีอาชีพทำนา กับปลูกต้นไม้ เพาะต้นไม้ขายเป็นหลัก อย่างอื่นไม่มีเลยครับ ๑,๐๐๐ กว่าครอบครัว ผมจึงต้องถามเลย ผมไม่ใช้เวลามากท่านประธาน ท่านไม่ต้องบอกผมว่า ๑๐ นาที ๕ นาที ผมอาจจะใช้ ๓ นาทีก็ได้ แต่ท่านยืนยัน ณ ทีนี้ท่านรัฐมนตรีด้วยว่า ผมอยากจะได้ยินท่าน มีคำตอบ ชาวบ้านอาจจะฟัง ๒ ทุ่มครึ่ง หลังจาก ๒ ทุ่มครึ่งว่าท่านรัฐมนตรีพูดแล้วเขา มีความหวังไหม เพราะ ๔ ปีที่ผ่านมาความหวังเขาหายไป เพื่อนผมคนหนึ่งตายแล้ววันนี้ถาม ผมทุกปี ผมบอกให้วิญญาณเขาดูด้วยว่านี่ละท่านรัฐมนตรีตอบแล้ว เห็นไหมตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เขาบอกถึงปี ๒๕๖๕ ถึงแม้ทางนี้บอกเพิ่งเห็นปีเดียวก็ตาม แต่ผมดูจังหวัดแล้วเขาส่งมาทุกปี ผมจึงมีคำถามที่ต้องบอกว่า ผมไม่ไปตัดท่านประธาน🔗
คำถามที่ ๑ กระทรวงมหาดไทยจะสามารถจัดสรรงบประมาณในการขุดลอก ลำห้วยกุดนาและโครงการขุดลอกลำห้วยนาน้อย ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๓ ตำบลเชียงสือ บ้านโนนกุงว่าจะได้หรือไม่หรือ อย่างไร และจะมีการดำเนินการหรือไม่ หรือว่าเป็นความหวัง ลม ๆ แล้ง ๆ ตอบแล้ว แล้วไป อันนี้เป็นคำถามที่ ๑ ครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งท่านติดภารกิจ ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้ถามกระทู้ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องถือว่าท่านได้ติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิดตลอดนะครับ ท่านนิยม เวชกามา ซึ่งต้องถือโอกาสขอบคุณในนามกระทรวงมหาดไทยและในนามของ รัฐบาลก็ต้องยืนยันนะครับว่า กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พี่น้อง ประชาชน ในกรณีตามกระทู้ที่ท่านนิยมได้ตั้งสอบถามนี่นะครับ ผมคิดว่าผมก็ตอบเข้า ประเด็นเลยว่าที่จริงเรื่องนี้โดยตรงก็คือ อำนาจภารกิจของท้องถิ่นก็คืออยู่ในการดูแลของ เทศบาลเชียงสือ ซึ่งในการดูแลแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ผมคิดว่าในส่วนของเทศบาลเอง ตามที่ได้ไปดูย้อนหลังงบประมาณ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าในปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา ได้จัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ และมาจัดงบประมาณอีกครั้งในปี ๒๕๖๕ แต่ว่าทั้ง ๒ ปี มันเป็นเรื่องของถนนหนทางทั้งหมดรวมกันแล้ว ๑๖ ล้านบาท ที่กรมส่งเสริม การปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนไปให้เทศบาลเชียงสือนะครับ แต่ว่าในการพิจารณางบอุดหนุนไปให้มันไม่มีปรากฏเรื่องขุดลอกแหล่งน้ำ แต่ว่ามาปรากฏอยู่ ในปี ๒๕๖๔ ในปี ๒๕๖๔ ได้ของบอุทกภัย งบภัยแล้งมา แล้วกรมก็ส่งไปให้ สทนช. แต่ปรากฏว่า ในชั้นพิจารณาของ สทนช. พิจารณางบอุทกภัย งบภัยแล้งไม่มีโครงการดังกล่าวอยู่ ผมไป ทวนสอบหมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถามว่างบประมาณเยอะไหม ประมาณ ๒ ล้านบาทเศษ ก็ คือสายหนึ่งประมาณสัก ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๖๐๐,๐๐๐ บาท อีกสายหนึ่งก็ล้านกว่าบาท เพราะฉะนั้นจะถามว่างบประมาณดังกล่าวมากไหม ไม่มาก ก็เรียนกับท่านนิยมครับว่า ก็ได้คุยกันว่าในปี ๒๕๖๖ ถ้าอย่างไรกรมก็ได้มีหนังสือแจ้งไปยังท้องถิ่นจังหวัดแล้วว่าให้ เตรียมทำงบประมาณปี ๒๕๖๖ แล้วก็จะได้นำเรื่องนี้มาเป็นปัญหาเร่งด่วนให้กับการ แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้แจ้งไปแล้ว และผมเองก็ให้ท่าน ผอ. ได้ประสานไปยัง ท้องถิ่นจังหวัดสกลนครเรียบร้อยแล้วว่า ปีนี้ให้ใส่เรื่องดังกล่าวไว้ในปี ๒๕๖๖ ให้จงได้ แต่ถ้ามีเหตุจำเป็น มีงบเพิ่มเติมหรือว่างบเหลือจ่ายที่ไหน อย่างไร ถ้าโครงการทั้ง ๒ โครงการ นี้อยู่ในแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลแล้ว ผมจะพยายามผลักดันงบเหลือจ่ายหรือว่างบ ที่มาจากที่ไหนพอมีแหล่งน้ำขนาดเล็กได้ก็จะพยายามประสานให้ท่านนิยมให้ได้สบายใจ ผมรับปากท่านครับ ขออนุญาตกราบเรียนคำถามที่ ๑ ท่านประธานครับ🔗
ท่าน ส.ส. ดอกเตอร์นิยม มีคำถามที่ ๒ ไหมครับ เชิญครับ🔗
สั้น ๆ ท่านประธานครับ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน เป็นคำถามสั้น ๆ ท่านก็ตอบผมเข้าใจได้ เพียงแต่ว่าอยากจะย้ำเท่านั้นว่า ความหวังของ พี่น้องของชาวตำบลเชียงสือจะมีแค่ไหนเท่านั้นเองครับ เพราะที่ผ่านมาท่านก็พูดถูกของท่าน แต่ว่าในส่วนของเทศบาลตำบลเชียงสือ ผมไปดูแล้วมีในงบโครงการที่เขาเตรียมไว้ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ ทำไมเขาเตรียมไว้ ผมก็ถาม ผมไปดูถึงพื้นที่นะครับ คือลำห้วยมันอยู่ใกล้ ๆ กัน ไม่ไกลกันติดกับลำน้ำก่ำทั้งคู่ เพียงแต่ว่าอันหนึ่งอยู่เหนือ อันหนึ่งอยู่ใต้ ผมก็ไปดูว่าทำไม ที่ท่านพูดทำไมขอแค่ตัวหนึ่ง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตัวหนึ่ง ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท คือในท้องถิ่นเขา ขอตามคำสั่งของจังหวัด ผมถามแล้ว เขาบอกจริง ๆ ถ้าเขาทำเต็มที่ คือทำทั้งระบบไปเลย ทั้งขุดลอกขุดคลองอะไรต่อไปให้มันได้ประโยชน์ ทั้งหมู่บ้านที่ผมพูดมาเบื้องต้น ทั้งอำเภอ โคกศรีสุพรรณด้วย มันก็มากกว่านี้ แต่ว่าได้แค่ไหนเอาแค่นั้นเขาบอก ขอแต่มันได้ ขอแต่ เก็บน้ำเพื่อจะเพาะปลูก เพราะหมู่บ้านนอกจากปลูกข้าวทำนาปรัง แล้วก็ยังมาเพาะต้นไม้ ขายเป็นอาชีพในช่วงฤดูแล้ง ต้องใช้น้ำล้วน ๆ นี่คือปัญหาที่ผมจะบอกท่านรัฐมนตรี ท่านผู้เกี่ยวข้องว่าอย่างไรก็ขอดูแลเขาหน่อย ผมไม่มีประโยชน์อะไรหรอกครับ ชาวบ้าน เป็นหลัก ผมก็คนอำเภอโพนนาแก้ว แต่ต้องยืนยันว่าวันนี้ท่านรัฐมนตรีมาตอบแล้ว พี่น้อง ฟังแล้ว ฟังท่านรัฐมนตรี ไม่ต้องฟังผม ถ้าไม่ได้แสดงว่าท่านรัฐมนตรีท่านโกหก ไม่ใช่ผมครับ อันนี้เลยเป็นคำถามสุดท้ายว่า ในเมื่อมันเป็นแบบนี้แล้วขอเต็มรูปแบบหน่อยเขาบอก ทางท้องถิ่นประสานไปได้ มันมี เขาเตรียมไว้หมดแล้วโครงการอะไรของเขาที่จะบอก ต้องขยาย เพราะใน ๒ อันนี้ใช้ระบบเดียวกันก็ได้ ขยายไปอาจจะ ๔-๕ ล้านบาท ก็แล้วแต่ ท่านมีเงินเท่าไรเท่านั้น คือท้องถิ่นเขาไม่มี ไม่มีคนโลภหรอกขอแต่ให้พี่น้องได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นคำถามนิดเดียวครับ ที่ผ่านมาทำไมไม่ให้เขา ท่านบอกดูแล้ว ผมไม่อยาก ตามอีก ท่านบอกก็เพิ่งเห็นความจริง ผมเห็นจังหวัดขอมา ๓ ปีซ้อน เฉพาะของจังหวัด ของจังหวัดสกลนครมาที่ท้องถิ่น ๓ ปี มีหนังสือชัดเจน ผมไม่ต้องแสดงด้วยเวลาสั้น ๆ ฉะนั้นถึงถามว่าแนวทางที่แก้ปัญหาได้ท่านพูดแล้วอยากขอรับคำยืนยันอีกครั้งว่า ท่านจะจัดการให้พี่น้องชาวเทศบาลตำบลเชียงสือได้จริงหรือไม่ อย่างไร ขอรายละเอียด นิดเดียว ขอบคุณมากครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ขอตอบในคำถามที่ ๒ นะครับว่า ผมให้การยืนยันกับท่านนิยมนะครับว่า รับไว้ ๒ เรื่องคือ ๑. รับในการที่จะบรรจุเรื่องนี้ไว้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ซึ่งกำลังดำเนินการ เริ่มต้นดำเนินการกันอยู่ในขณะนี้🔗
ประการที่ ๒ ถ้าหากว่าผมดูแลหรือว่าประสานเรื่องมีงบเหลือจ่ายได้ เพราะผมดูแล้วถ้า ๒ โครงการ ถ้าท่านนิยมเอาขนาดนี้ตามงบประมาณเดิมเท่าที่ทราบว่า โครงการหนึ่ง ๕๐๐,๐๐ บาท โครงการหนึ่ง ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ถ้ามีงบประมาณเหลือจ่ายก็ จากปี ๒๕๖๕ มันจะได้เร็วขึ้น ก็จะพยายาม ถ้าหากว่าแบบมีพร้อมไม่มีปัญหาเรื่องที่ดิน การจัดซื้อจัดจ้างก็สามารถทำได้ทันทีก็จะพยายามดำเนินการเรื่องนี้ให้🔗
ประการที่ ๓ เป็นสิ่งที่ผมกราบเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังท่านนิยมว่า ถ้าเป็นไปได้เรื่องนี้ถ้ามีแบบมีอะไรเรียบร้อยผมจะขอดูแบบแล้วอาจจะส่งเครื่องจักร ซึ่งผม จะประสานกับเครื่องจักรกลของ ปภ. ก็ดีหรือว่าของกรมชลประทานก็ดีไปดูแลว่า ถ้าในขณะนี้เราไม่ต้องจ้างได้ไหม ๕๐๐,๐๐๐ บาท เอาเครื่องจักรไปดำเนินการให้ก็จะเป็น ทางออกอีกทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้รวดเร็วขึ้นไม่ต้องรองบประมาณ ปี ๒๕๖๖ กว่าจะได้ใช้ก็อาจจะปี ๒๕๖๗ เพราะฉะนั้นก็จะเร่งรัดดำเนินการให้ใน ๓ แนวทางนี้ ผมยืนยันกับท่านประธานว่าจะเร่งรัดในการดำเนินการแล้วก็ลงไปประสานงาน เรื่องนี้ให้นะครับ เดี๋ยวออกจากห้องแล้วผมจะประสานกับ ปภ. ให้ไปสำรวจดู ให้ไปประสาน กับเทศบาลดูว่าเป็นอย่างไร ใช้เครื่องจักรได้ไหม เพราะถ้า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ผมดูท่าทาง มันไม่น่าจะยาวมากใช่ไหมครับ เอาสักสายหนึ่งก่อนได้ไหมเครื่องจักรกล ตอนนี้ฝั่งภาคอีสาน ก็ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมแล้ว เพราะว่าสามารถเข้าไปทำงานในพื้นที่ได้ก็จะทำให้ ก็ให้ท่านได้ สบายใจใน ๓ อย่างนี้ ปัญหาช้าสุดปี ๒๕๖๖ พี่ได้แน่นอนครับ ขอบคุณครับ🔗
ไม่ใช่คำถามครับ ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม นิยม เวชกามา ส.ส. สกลนคร ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี เพราะวันนี้ถ้าท่านตอบแบบนี้เขาก็เห็นสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว ในนามพี่น้องชาวตำบลเชียงสือ ก็ขอบคุณท่าน ขอบคุณทางผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ถ้าทำได้ทำ เลยครับ เขาไม่มีปัญหา ทำได้ทำ ถ้าถามว่าแบบมีไหม ตอนนี้เขาพร้อมแล้ว พร้อมมา ๓-๔ ปีแล้ว เพียงแต่ไม่มีเงินทำอะไร เขาก็มีศักยภาพเขาแค่นั้นครับ คิดว่าท่านจัดสรรเงิน งบประมาณส่วนอื่น แต่ว่าหนองน้ำเริ่มขุดคลองลำห้วยเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับชาว ตำบลเชียงสือครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ถือว่าจบ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๙ เรื่อง การแก้ไขปัญหาโครงการขุดลอกลำห้วยกุดนา และโครงการขุดลอกลำห้วยนาน้อย บ้านโนนกุง หมู่ที่ ๓ ตำบลเชียงสือ อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร ของท่าน ส.ส. ดอกเตอร์มหานิยม เวชกามา พี่น้องฟังอยู่รับรองว่า ท่านดอกเตอร์ได้คะแนนล้นหีบเลยละครับแถวนั้น เพราะท่านรัฐมนตรีตอบ แล้วก็ยืนยัน ขึงขังขนาดนี้คงไม่พลาดละครับ ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ที่ให้เกียรติกับห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะของพวกเรา ท่านรัฐมนตรี นิพนธ์น่าจะยังมีอีกนะครับ ของท่านยังมีซ้อน ๆ อยู่ มีโจทย์เยอะ🔗
๑.๓.๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๓ เรื่อง ขอขยายไฟฟ้าครัวเรือนและไฟฟ้า เพื่อการเกษตร ในเขตตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร ของท่าน ส.ส. อนุรักษ์ บุญศล ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ติดภารกิจราชการสำคัญจึงมอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย คือท่านนิพนธ์ บุญญามณี เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะคือ นางนันทิรัตน์ ปัญญาศรีวินิจ รองผู้อำนวยการกองวิศวกรรมภาค ตอนนี้พร้อมแล้วนะครับ ขอเชิญท่าน ส.ส. อนุรักษ์ บุญศล ได้ถามนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณท่านนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็น อย่างสูงที่แบ่งเบาภาระความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนบ้านดิฉันค่ะ ตำบลเจริญศิลป์ เมื่อสัก ๖ เดือนที่แล้วประชุมครั้งแรก ดิฉันใช้ชื่อว่าประชุมใหญ่ใต้ต้นมะม่วงวัดค่ะ ครั้งนั้น มีผู้ที่ต้องการไฟฟ้ามา ๑๐๐ กว่าคนเลยทีเดียว แล้วก็นำกระทู้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ๖ เดือนผ่านไป ไม่ได้บรรจุค่ะ แล้วเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วดิฉันก็ลงไปในพื้นที่อีก ขอภาพเลยนะคะ🔗
ลงไปอีกในพื้นที่ตำบลเจริญศิลป์ทราบว่า ได้บรรจุกระทู้แยกเฉพาะค่ะ ท่านประธานคะ ดีใจเป็นอย่างมาก ไปครั้งที่ ๒ ไปประชุมใหญ่ ใต้ต้นมะม่วงวัดที่วัดศิริพลเมือง ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร ท่านประธานคะ กินน้ำวัดด้วยค่ะ วันนั้น ๑๐๐ กว่าคน นั่นคือการประชุมที่เป็น ความเดือดร้อนของพี่น้องอย่างแท้จริง แล้วทีนี้แบ่งออกเป็น ๘ สายเลยทีเดียวค่ะ ท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าความต้องการไฟฟ้าของพี่น้อง🔗
สายที่ ๑ ขอขยายไฟฟ้าจากบ้านหนองแสงไปยังบ้านหนองจาน ทุกบ้าน ในตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนครหมดนะคะ🔗
สายที่ ๒ มีการขยายไฟฟ้าจากบ้านทุ่งมนไปยังบ้านวังม่วง🔗
สายที่ ๓ จากบ้านวังม่วงไปบ้านโคกไชยวาน🔗
สายที่ ๔ จากบ้านหนองน้อยไปยังอ่างเก็บน้ำวังกอไผ่🔗
สายที่ ๕ จากบ้านหนองจานไปบ้านวังม่วง🔗
สายที่ ๖ บ้านเจริญศิลป์ไปยังบ้านหนองแสงน้อย🔗
สายที่ ๗ บ้านทุ่งมนไปบ้านทุ่งแก🔗
สายที่ ๘ อ่างเก็บน้ำห้วยข้าวหลามไปยังบ้านหนองไผ่ และยังมีสายที่ ๙ สายที่ ๑๐ อีกนะคะ🔗
ในวันนั้นประชุมใหญ่ใต้ต้นมะม่วงวัดที่ท่านรัฐมนตรีเห็นนี่ค่ะ พี่น้อง ประชาชนก็จะมากัน ๑๐๐ กว่าคนเลยทีเดียว ต้องการไฟฟ้า กราบเรียนท่านประธาน ให้ทราบว่าพี่น้องนั้นพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า ไฟฟ้าที่เขาต้องการมาก ๆ พอไปประชุม ๖ เดือนที่แล้วกราบเรียนให้ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีทราบว่า บอกว่าบ้านไหน ที่ออกบ้านเลขที่ได้ แล้วก็มีห้องน้ำ ส้วมซึมนี้นะคะ เขาบอกว่า แล้วจะทำห้องน้ำได้อย่างไร เพราะว่าเงินตั้ง ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ถ้าอยากได้ไฟก็ต้องเป็นตามข้อบังคับของเขา พอเขาทำแล้วบอกว่าไม่ให้ คุณจะต้องสมทบมาอีกเกือบ ๒๐,๐๐๐ บาท เขาบอกว่าถ้ามี เงินสมทบถึง ๒๐,๐๐๐ บาท เขาจะไปขายก๋วยเตี๋ยวถ้ามีเงินทุนขนาดนั้น แค่ซื้อปลาทูกิน ไปวัน ๆ ยังไม่มีเลย นี่ค่ะท่านรัฐมนตรีคะ หรือคนกลุ่มนี้ที่มาขอร้องเรื่องไฟฟ้าท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีค่ะ บอกว่าเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้วที่เขาได้ไฟฟ้าในบริเวณที่เขา ต้องการนั้น เพราะว่าถวายฎีกายื่นส่งถึงพระราชินีพันปีหลวงเลยทีเดียวที่ได้มา หรือจะให้ทำ อย่างนั้นอีก ก็เลยมาร้องขอในสภาผู้แทนราษฎรตามกระบวนการในสภาผู้แทนราษฎร🔗
คำถามแรก กระทรวงมหาดไทยมีนโยบายที่จะขยายไฟฟ้าสู่ครัวเรือนใหม่ และขยายไฟฟ้าเพื่อการเกษตรหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียดค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ขออนุญาตที่จะกราบเรียนตอบกระทู้ถามของท่านอนุรักษ์ บุญศล ในข้อแรก ที่ท่านได้สอบถามว่ากระทรวงมหาดไทยมีนโยบายที่จะขยายเขตไฟฟ้าสู่ครัวเรือนและขยาย เขตไฟฟ้าเพื่อการเกษตรอย่างไรหรือไม่นะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไป ยังท่านอนุรักษ์ว่า นโยบายของกระทรวงมหาดไทยต่อเรื่องดังกล่าวได้มอบหมายให้การไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคเป็นคนดำเนินการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการที่จะจัดหากระแสไฟฟ้า ให้ราษฎรที่ยังไม่มีกระแสไฟฟ้าได้ใช้เพื่อการประกอบอาชีพและเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ของราษฎร โดยนโยบายสนับสนุนการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อการเกษตร รัฐบาลได้สนับสนุน งบประมาณให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการขยายเขตไฟฟ้าตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึงปัจจุบัน ทั้งสิ้น ๔,๖๘๕ ล้านบาท และเป้าหมายที่จะช่วยเกษตรกรต้องมีไฟฟ้าใช้ ๘๗,๑๐๐ ราย บัดนี้ได้ดำเนินการจ่ายไฟฟ้าให้กับเกษตรกรไปแล้วทั้งสิ้น ๑๒๗,๕๘๐ ราย ใช้เงินลงทุนไปแล้ว ๓,๗๔๒ ล้านบาท อันนี้ได้กราบเรียนเบื้องต้นเพื่อจะยืนยันว่ารัฐบาล ยืนยันเดินแนวทางนี้อย่างแน่นอน ท่านจะได้สบายใจว่ารัฐบาลยังยืนยัน โดยมีหลักเกณฑ์ การขยาย ซึ่งรายละเอียดผมคิดว่าราษฎรคงจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การขยาย เขตไฟฟ้าเพื่อเกษตรกรนะครับ แล้วที่สำคัญก็คือว่า นโยบายสนับสนุนการขยายเขตไฟฟ้า ครัวเรือนก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ให้การสนับสนุนขยายเขตไฟฟ้าครัวเรือนตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ถึงปัจจุบัน ทั้งสิ้น ๑๒,๒๙๗ ล้านบาท เพราะฉะนั้นมีครัวเรือนได้ใช้ไฟฟ้าแล้วทั้งสิ้น ๓๓๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน อันนี้ทั้งเกษตร ทั้งไฟฟ้าครัวเรือนเป็นสิ่งที่รัฐบาลโดยการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคยังได้เดินแนวทางนี้อยู่ ผมขออนุญาตที่จะเรียนยืนยันกับท่านประธานว่าเป็น นโยบายของรัฐบาล เป็นนโยบายของกระทรวงมหาดไทยที่มอบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ ดำเนินการเรื่องนี้นะครับ เพื่อที่จะแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนในส่วนของไฟฟ้าครัวเรือนก็ดี หรือว่าในส่วนของไฟฟ้าภาคเกษตรก็ดีก็จะดำเนินการต่อเนื่องครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
เชิญท่าน อนุรักษ์ คำถามที่ ๒ ครั้งที่ ๒ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรีนิพนธ์ค่ะ ดิฉันต้องการคำตอบว่า ท่านจะอุดหนุนงบประมาณลงไปในการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคในเขตอำเภอเจริญศิลป์ โดยเฉพาะพี่น้องที่มาร้องเรียนที่อยู่ในภาพนี้ ๑๐๐ กว่าคนนี้ ดิฉันประชุมใหญ่สามัญประจำปีแล้วนะคะ ใต้ต้นมะม่วงวัดนี้ละคะ แล้วทุกคนต้องการ ไฟฟ้ามาก ดิฉันต้องการคำตอบอีกครั้งหนึ่งว่า ทั้ง ๘ สาย ๙ สาย ๑๐ สายในตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนครนั้น ท่านจะอุดหนุนงบประมาณให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เมื่อใด ถ้าภายใน ๑ เดือน ทางบ้านดิฉันยังไม่ได้รับคำตอบ ดิฉันจะไปฟ้องประธานชวน โดยการปรึกษาหารือต่อไป🔗
ดิฉันถามคำถามที่ ๒ กระทรวงมหาดไทยจะขยายไฟฟ้าให้เมื่อใด และหาก ไม่มีงบประมาณในปีนี้จะจัดสรรงบประมาณแบบไหนอย่างไรเพื่อความเร่งด่วนและให้ทัน กับความต้องการของพี่น้องประชาชน ดิฉันขอทราบรายละเอียด ขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตที่จะตอบคำถามที่ ๒ ของท่านอนุรักษ์ว่า กระทรวงมหาดไทย จะขยายเขตไฟฟ้าตามความข้างต้นคือตามที่ท่านถามว่าเมื่อไรนะครับ แล้วหากไม่มี งบประมาณจะจัดสรรอย่างไร ผมคิดว่าการไฟฟ้าเรามีแนวทางในการช่วยเหลือราษฎรที่ไม่มี ไฟฟ้าใช้โดยดำเนินการตามนี้นะครับว่า ในตำบลเจริญศิลป์ท่านมีกรณีสัก ๙ รายการ ผมคิดว่ามาแยกย่อยได้แล้ว กรณีจากบ้านหนองแสงไปยังบ้านหนองจาน การไฟฟ้าภูมิภาค จะดำเนินการจัดสรรเข้าแผนภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ปี ๒๕๖๔ กรณีที่ ๑ จะเร่งรัด ดำเนินการก่อสร้างขยายเขตไฟฟ้า คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๔ ครับ ในกรณีที่ ๑ เดือนนี้จะเข้าทำให้เลยนะครับ ผมคิดว่าเดือนหน้าก็จะดำเนินการแล้วเสร็จ🔗
กรณีที่ ๒ จากบ้านทุ่งมนไปยังบ้านวังม่วง การไฟฟ้าภูมิภาคได้จัดสรรเข้า โครงการแล้ว และจะเร่งรัดดำเนินการขยายเขต คาดว่าจะเสร็จภายในเดือนมกราคม ๒๕๖๕ ก็ถัดไปนะครับคุณอนุรักษ์ ๒ โครงการนี้ เดือนธันวาคม ๒๕๖๔ แล้วก็ต่อไปด้วยที่บ้านทุ่งมน ไปยังบ้านวังม่วงก็คาดว่าจะเสร็จภายในเดือนมกราคม ๒๕๖๕ ก็จะพยายามให้เป็นไป ตามแผน🔗
ประการที่ ๓ จากบ้านวังม่วงไปยังบ้านโคกไชยวาน จากบ้านหนองน้อยไปยัง อ่างเก็บน้ำวังกอไผ่ และจากบ้านหนองจานไปยังบ้านวังม่วง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการ สำรวจพื้นที่ดังกล่าวทั้ง ๓ บริเวณแล้ว พบว่ามีค่าใช้จ่ายต่อรายเกิน ๘๐,๐๐๐ บาท คือถ้าไม่เกิน ๘๐,๐๐๐ บาท การไฟฟ้าก็จะทำให้ เพราะว่าไฟฟ้าเกษตร การไฟฟ้าก็จะ ดูแลให้ แต่พอเกิน ๘๐,๐๐๐ บาท มันก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ แต่งานเร่งขยายไฟฟ้าในพื้นที่ทาง การเกษตรช่วงปี ๒๕๖๔-๒๕๖๕ เพราะฉะนั้นอันนี้ทางการไฟฟ้าก็จะพิจารณาว่าจะเข้าแผน เพื่อขยายเขตการไฟฟ้าเกษตรได้ดังนี้🔗
๑. ก็คือผู้ขอใช้ไฟฟ้าหรือองค์กรปกครองท้องถิ่นแจ้งความประสงค์ออก ค่าใช้จ่ายส่วนเกินได้หรือไม่ เพราะว่าในระเบียบการไฟฟ้าจะดูแลได้ไม่เกินครัวเรือนละ ๘๐,๐๐๐ บาท ตามระเบียบท่านอนุรักษ์ก็คงทราบนะครับ แต่พอเกินขึ้นมามันก็มีทางออก อยู่ ๒ ประการ ๑. คือผู้ที่ขอใช้ออกสมทบในส่วนที่เกิน กับ ๒. เป็นไปได้ไหมครับ ไปเจรจา กับองค์กรปกครองท้องถิ่นให้ชำระส่วนเกินนั้นให้กับราษฎร อันนี้เป็นทางออกนะครับว่า ถ้าได้ตามนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็จะจัดเข้าแผนเร่งดำเนินการไฟฟ้าให้ทันที ถ้าเราแก้ปัญหา ส่วนเกินได้นะครับ อันนี้เป็นประการที่ ๓ นะครับ🔗
ส่วนกรณีที่ไม่ประสงค์จะจ่ายสมทบส่วนเกิน ๘๐,๐๐๐ บาท หากการไฟฟ้า ได้ดำเนินการขยายเขตกรณีไฟฟ้าเฉลี่ยไม่เกิน ๘๐,๐๐๐ บาท ครบถ้วนตามเป้าหมาย ตามแผนแล้ว แม้มีวงเงินเหลือเพียงพอก็จะดำเนินการจัดสรรเข้าแผนให้ แต่ว่า นั่นหมายความว่า ต้องให้พวกที่เขาไม่เกิน ๘๐,๐๐๐ บาท ได้รับการวางไฟฟ้าให้เข้าถึงให้ หมดก่อน แต่ถ้าเมื่อหมดนั้นแล้วตามแผนแล้วมีเงินเหลือจะเอามาสมทบให้นะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนที่มีวงเงินเกินก็จะดำเนินการซึ่งคาดว่าจะพิจารณาได้ในช่วงปลาย ปี ๒๕๖๕ กรณีที่มีใช้เกิน ๘๐,๐๐๐ บาท ก็ต้องมาดูว่าสิ้นแผนแล้วถ้ามีเงินเหลือก็จะเอามา ทำให้โครงการนี้ให้ท่านอนุรักษ์ได้สบายใจนะครับว่าในส่วนลำดับ ๓ ก็จะดำเนินการให้🔗
กรณีที่ ๔ จากบ้านเจริญศิลป์ไปยังบ้านหนองแสงน้อย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวแล้วพบว่ามีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่ต้องการขยายเขตเพื่อย้าย มิเตอร์ไปไว้หน้าบ้านนะครับ นี่เป็นประเด็นที่ไฟฟ้ามีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามิเตอร์มันอยู่ หลังบ้าน ต้องการย้าย ปัญหาก็คือว่าการไฟฟ้าก็ได้สอบถามความต้องการได้ชี้แจง หากว่า ผู้ใช้มีความประสงค์จะย้ายตำแหน่งที่ติดตั้งมิเตอร์ ให้ยื่นคำร้องไปที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ประจำพื้นที่ตามขั้นตอน ซึ่งปัจจุบันผู้ใช้ไฟฟ้ายังไม่มายื่นความประสงค์ ก็ฝากว่าถ้าจะย้าย ก็มาเขียนคำร้องที่การไฟฟ้าให้ไปย้ายให้ เพราะกรณีนี้เป็นเพียงจะย้ายมิเตอร์จากที่อยู่หลัง บ้านมาไว้หน้าบ้านแค่นั้นเองนะครับ ก็คิดว่าประเด็นนี้ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณ เพียงแต่ ว่าต้องทำให้ถูกขั้นตอนเท่านั้นเองนะครับ ถ้ามายื่นคำร้องที่การไฟฟ้าก็จะเร่งรัดดำเนินการให้🔗
กรณีที่ ๕ คือจากบ้านทุ่งมนไปยังบ้านทุ่งแก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้จัดสรร เข้าโครงการและจะดำเนินการพร้อมจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๔ ก็กราบเรียนท่านประธานในกรณีหมู่บ้านจากบ้านทุ่งมนไปยังบ้านทุ่งแก🔗
สุดท้ายท่านประธานครับ คือกรณีที่อ่างเก็บน้ำห้วยข้าวหลามไปยัง บ้านหนองไผ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ดำเนินการไปสำรวจแล้วนะครับ พร้อมกับได้สอบถาม ผู้ใหญ่บ้านและองค์กรปกครองท้องถิ่นพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณะ คือที่ป่าช้า ท่านประธานครับ ประชาชนได้อาศัย ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน แสดงเฉพาะ ภ.ท.บ. ๕ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพิจารณาแล้วได้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการขยายเขต ไฟฟ้าได้ ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขหลักเกณฑ์โครงการขยายเขตไฟฟ้าให้บ้านเรือนราษฎรใหม่ระยะที่ ๒ หลักเกณฑ์คือต้องมีทะเบียนบ้าน มีบ้านเลขที่ หรือทะเบียนบ้านชั่วคราวของสถานที่ที่ขอใช้ ไฟฟ้า อันนี้ไม่มี พอไม่มีมันก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ผมถือโอกาสเรียนว่าทุกอย่างได้ลงมาไปสำรวจ หมดแล้ว และได้ทราบสาเหตุแล้วว่าอันไหนที่จะได้ อันไหนที่จะอยู่ในแผน อันไหนที่จะอยู่ ในแผนจะดำเนินการเมื่อไร และอันไหนที่ติดขัดปัญหาข้อกฎหมาย เพราะฉะนั้นก็จะได้ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านอนุรักษ์ว่ากระทรวงมหาดไทยโดยการไฟฟ้าภูมิภาค จะดำเนินการให้ตามที่ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว ขอยืนยันว่าทุกอย่างจะเป็นไปตาม แผนครับ ท่านประธานครับ🔗
ครับ ก็ค่อนข้างละเอียดมากเลยนะครับ ถามปุ๊บได้ปั๊บเลย ท่านอนุรักษ์โกยคะแนนไปเยอะเลย ทีเดียวนะครับ ท่านอนุรักษ์มีอะไรยังติดใจไหมครับ ผมอนุญาตเป็นพิเศษสั้น ๆ นะครับ🔗
ไม่เกิน ๑ นาทีค่ะ ขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูง ในกรณีที่ท่านบอกว่าที่สาธารณะไม่มีเอกสารสิทธิ การไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคมีแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ไหมคะท่านประธาน แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) พอมีไฟส่องสว่างแล้วก็ดูดน้ำจากสระน้ำ ซับเมิร์ส (Submers) ได้นี่ค่ะ อันนี้ให้ ประชาชนคนที่อยู่บริเวณนั้นก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง เพราะว่าเมื่อเขาเกิดมามีเลข ๑๓ หลัก เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ปัจจัยพื้นฐานแห่งรัฐต้องได้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ก่อนที่ รัฐมนตรีจะตอบ ผมฝากท่านอนุรักษ์ถามท่านรัฐมนตรีเพิ่มนิดเดียวว่าระเบียบที่สนับสนุน การขยายไฟฟ้าเกษตรไม่เกินครอบครัวละ ๘๐,๐๐๐ บาท ใช้มานานแล้วหรือยัง คือถ้าใช้มา นานแล้ว ผมว่ามันควรจะมีการปรับบ้าง เพราะว่าค่าวัสดุอุปกรณ์อะไรต่าง ๆ มันขึ้นตาม สถานการณ์ตามห้วงเวลาที่ผ่านมานะครับ ตอนนี้ผมฝากเพิ่มเฉย ๆ เพราะมันเป็น ผลประโยชน์ของประชาชนอยู่ในพื้นที่ของ ส.ส. ทุกคนที่อยู่เขตเลือกตั้งมันมีปัญหากันทั้งนั้น พี่น้องออกไปทำไร่ ทำนา ทำสวน ก็จำเป็นต้องใช้ไฟนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีตอบของ ท่านอนุรักษ์ต่อครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตกราบเรียนคำถามแรกของท่านประธานข้อสังเกตเสียก่อน ที่ท่านประธานฝากท่านอนุรักษ์สอบถาม ผมจะรับไปเรียนกับทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เท่าที่ผมทราบ ผมคิดว่าน่าจะก่อนปี ๒๕๕๑ เพราะว่าเราเริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ อาจจะเป็นช่วงนั้นที่กำหนดว่าครัวเรือนละ ๘๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นบัดนี้เวลาผ่านมา ๑๔ ปีแล้ว ก็รับดำริของท่านประธานในการที่จะนำเรียนให้การไฟฟ้าไปพิจารณาในประเด็นนี้🔗
ส่วนประเด็นของท่านอนุรักษ์เรื่องโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ผมก็ยังไม่มั่นใจ จะตอบที่นี่ว่าได้ ผมก็ไม่มั่นใจว่าจะมีกองทุนอะไรอยู่ในการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบ้างหรือไม่ ที่จะช่วยเกษตรกรหรือว่าช่วยผู้ที่มีรายได้น้อยแล้วก็ต้องการแสงสว่าง อย่างน้อยที่สุดเพื่อ ความปลอดภัยผมเข้าใจได้นะครับ เราคนชนบทถ้ามีแสงสว่างก็พอจะมีความปลอดภัยในการ เดินทาง ในการดูแลทรัพย์สินนะครับ ก็จะไปดู ก็จะฝากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เจ้าหน้าที่ที่มา ร่วมด้วย มาให้ข้อมูลในวันนี้ก็จะฝากไปเรียนท่านผู้ว่า ผมจะโทรเรียนท่านผู้ว่าการไฟฟ้าด้วย ว่าเป็นประเด็นที่เป็นข้อห่วงใยของท่านประธาน และของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ก็จะได้ถือโอกาสเรียนท่านผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคต่อไป ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ถือว่าจบ การถาม-ตอบ กระทู้แยกเฉพาะที่ ๓๑๙ เรื่องขอขยายไฟฟ้าครัวเรือนและไฟฟ้าเพื่อ การเกษตรในเขตตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร ของท่าน ส.ส. อนุรักษ์ บุญศล ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ที่กรุณาให้เกียรติและตอบได้ค่อนข้างละเอียดชัดเจนมากเลย ก็เป็น ความหวังของพี่น้องประชาชนในชนบทนะครับ🔗
๑.๓.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๔ เรื่อง การก่อสร้างขยายสะพานเชื่อมต่อ สะพานเก่าให้ยาวขึ้นในถนนบ้านนาดินจี่ ตำบลคำสะอาด อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัด สกลนคร ไปบ้านโคกคำไหล ตำบลอ้อมกอ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ของท่าน ส.ส. อนุรักษ์ บุญศล ท่านอนุรักษ์วันนี้ยึดเหมือนเดิมนะครับ ยึดห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ เราเหมือนเดิม ก็เป็น ส.ส. ที่ขยันมาก ที่เอาผลประโยชน์พี่น้องมาติดตามนะครับ ถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยติดภารกิจราชการสำคัญจึงมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย คือท่านนิพนธ์ บุญญามณี เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ในการนี้ เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะคือ นายสุวพงษ์ ภูนาคพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนและพัฒนาตามผังเมือง กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย พร้อมแล้วเชิญท่าน ส.ส. อนุรักษ์ บุญศล ถามครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพคะ ดิฉันจะเป็นเรื่องของแม่น้ำสงคราม แล้วก็จากบ้านนาดินจี่ ตำบลคำสะอาด อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร และข้ามสะพานตัวนี้ไปก็จะเป็นบ้านโคกคำไหล ตำบลอ้อมกอ อำเภอบ้านดุง จังหวัดสกลนคร เหมือนเรื่องเล็ก ๆ🔗
ท่านประธานคะ เห็นภาพนี้ไหมคะ ภาพนี้ เหมือนเรื่องเล็ก ๆ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มากที่ประชาชนทั้ง ๒ ตำบล ๒ อำเภอ ๒ จังหวัด ที่ดินที่ถูกน้ำท่วมบริเวณนี้กว่า ๒๐,๐๐๐ ไร่เลยทีเดียว ขอภาพใหม่เลยค่ะ ดิฉันก็นั่งอยู่ ริมถนนแล้วก็ดูไปด้วยรับเรื่องร้องเรียนไปด้วย ใส่เสื้อสีชมพูที่นั่งอยู่กับพื้นนั้น ใส่เสื้อสีเหลือง นี่กรมโยธาธิการออกไปดูแล้วนะคะ ไปพร้อมกับดิฉัน คนที่อยู่ตรงนั้นชื่อว่า นางสนธยา สำนวนเลิศ ถ้าดิฉันจำไม่ผิดอายุ ๔๒ ปีค่ะ ภาพนั้นมีที่ดิน ๑๐๐ ไร่ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านนิพนธ์ บุญญามณี มี ๑๐๐ ไร่ ดิฉันยังไม่มี ที่ดิน ๑๐๐ ไร่เลยท่านประธานคะ นี่เขามี ๑๐๐ ไร่ แต่เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว ภาพต่อไป เลยค่ะ ปลูกข้าวนี่ค่ะทำงานนี่ละคะ ภาพนี้ ๑๐๐ ไร่ ได้ ๕ กระสอบ น้ำท่วมหมดเลย ยกกรณีเดียวได้ ๕ กระสอบ กระสอบข้าวเปลือกมันจะอยู่ที่ประมาณ ๒๐ กิโลกรัม ๕ กระสอบได้ ๑๐๐ กิโลกรัม กิโลกรัมละ ๖ บาท ปีหนึ่งหาเงินได้ ๖๐๐ บาท มันน่าเห็นใจ ขนาดไหน เพราะอะไร เรื่องนิดเดียวเองค่ะ กรมโยธาธิการสร้างสะพานนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ ดิฉันไม่ดูรายละเอียดเลยนะคะ เพราะว่าฟังจากพี่น้อง แล้วดิฉันไป ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ดิฉันจำรายละเอียดได้หมด สะพานตรงนี้เขียนว่ากรมโยธาธิการ ๒๕๓๗ แปลว่ากี่ปีมาแล้วคะ ๒๗ ปีมาแล้ว บวกลบคูณหารโดยเร็ว ๆ ท่านประธานคะ ดูภาพนี้เลยค่ะ ท่านรัฐมนตรีดูค่ะ ตรงนี้สะพาน น้ำแม่น้ำสงครามก็จะไหลไป พอฤดูน้ำหลากมันไหลไม่ทัน มันแคบ หมายความว่าถนนฝั่งนั้นเป็นเขื่อนดินกั้นแม่น้ำสงครามก็เลยทำให้ ๒ ฝั่งนี้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่น้ำท่วมตลอด ต้องบอกว่าน้ำท่วมตลอดนะคะ ดิฉันยกตัวอย่างนางสนธยา อายุ ๔๒ ปี มี ๑๐๐ ไร่ ได้ข้าวปีละ ๑๐๐ กิโลกรัม ปีนี้ขายกิโลกรัมละ ๖ บาท ได้ ๖๐๐ บาท ต่อปี ดิฉันจึงบอกว่าขยายออกไปเลยเขื่อนดิน ใช้งบประมาณไม่กี่สิบล้านบาทเอง ไม่ได้เป็น หลัก ๑๐๐ ล้านบาท ไม่กี่สิบล้าน จะต้องทำให้พี่น้องประชาชน ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่น้ำไม่ท่วม แล้วเขาจะมีชีวิตเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นี่ค่ะดิฉันก็เลยเอาภาพนี้มาให้ดูว่าความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนฤดูน้ำหลากนี่เป็นอย่างไร ถ้าฤดูแล้งกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่าน รัฐมนตรีนิพนธ์ บุญญามณี ด้วยความเคารพรักว่า ท่านประธานที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ก็สายน้ำ เดียวกันกับดิฉันค่ะ แม่น้ำสงคราม ๔๒๐ กิโลเมตร แต่ช่วงนี้มันท่วมเป็น ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่เลย เรื่องเล็ก ๆ หรือว่าท่านจะให้วิศวกรไปออกแบบอะไรก็ได้ต้องทำให้ได้ เพราะว่าสงสารคุณตา ทั้ง ๔ ท่าน ดูคุณตาทั้ง ๔ ท่าน มีคุณตาที่มาร้องเรียน คุณตารัศมี เงาสมรูป อายุ ๘๔ ปี คุณตาอำนวย ธรรมเจริญ อายุ ๘๒ ปี คุณตาไข สุขนา อายุ ๗๕ ปี คุณตาทองใส ขณะที่ มาหาดิฉันเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีกยังให้ลูกหลานพามาเลยค่ะ ๗๒ ปีนี่รุ่นบ้านเชียงทั้งนั้นเลย เขาบอกว่าแม้นว่าเขาจะไม่ได้เห็นนาที่ไม่มีน้ำท่วมในสมัยเขาตายไปแล้ว ถ้ารู้ว่ารัฐมนตรีช่วย ในเรื่องนี้นั้นเขาให้ดิฉันกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปบอกว่าน้ำไม่ท่วมแล้ว มันท่วมมานานแสนนาน เรื่องเล็ก ๆ เองค่ะ ต้องบอกว่า ๒๗ ปี กรมโยธาธิการอธิบดีเกษียณไปหลายคนแล้วทำไม ไม่เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒ ฝั่งแม่น้ำสงคราม นาดินจี่ ตำบลคำสะอาด อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โคกคำไหล ตำบลอ้อมกอ อำเภอบ้านดุง จังหวัด อุดรธานี🔗
ดิฉันถามคำถามแรก กระทรวงมหาดไทยจะต่อขยายสะพานออกไปทาง บ้านโคกคำไหล ตำบลอ้อมกอ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ได้หรือไม่อย่างไร ขอทราบ รายละเอียดค่ะ🔗
เชิญรัฐมนตรี ตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้มาตอบ กระทู้ของท่านอนุรักษ์ บุญศล แทนในวันนี้นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเป็น เบื้องต้นว่า เข้าใจถึงความเดือดร้อน โดยสภาพผมก็พยายามที่จะมาดูหลังจากที่ได้รับ มอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว ก็คิดว่าโดยแผนที่สั้น ๆ อย่างนี้ ท่านประธานครับ ก็ทราบว่าสะพานแห่งนี้เป็นจุดเชื่อม ๒ จังหวัดท่านประธานครับ เชื่อมระหว่างจังหวัดสกลนครกับอุดรธานี โดยผ่านที่องค์การบริหารส่วนตำบลคำสะอาด อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร อยู่ในฝั่งจังหวัดสกลนคร สภาพฝั่งจังหวัดสกลนคร คือฝั่งที่ลาดคอนกรีตถึงสะพานแล้วเป็นของจังหวัดสกลนครนะครับ แต่อีกฝั่งหนึ่งเป็นของ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอยู่ในบริเวณขององค์การบริหารส่วนตำบลอ้อมกอ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ผมก็พยายามไปดูเรื่องทั้งหมดก็เข้าใจครับว่าสะพานแห่งนี้เดิม เป็นของกรมโยธาธิการเมื่อปี ๒๕๓๗ ได้ก่อสร้างตามที่ท่านอนุรักษ์ได้เรียนแล้ว แต่ปี ๒๕๔๕ เราได้มี พ.ร.บ. ถ่ายโอนภารกิจปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ถนนสายนี้ถูกโอนไปให้กับ ความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบทนะครับ กรมโยธาธิการได้โอนไปให้เป็นทรัพย์สิน ของกรมทางหลวงชนบท แต่ว่าไปดูในสารบบของกรมทางหลวงชนบทมันไม่มี ในขณะนี้ จึงคิดว่าอาจจะเป็นปัญหานี้อย่างหนึ่ง แต่ว่าผมก็ไม่บอกว่าไม่ใช่เป็นหน้าที่ว่าโอนไปแล้ว ไม่ติดตาม บัดนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่าได้โดยที่เข้าใจว่าภารกิจของการเชื่อมต่อ ระหว่างจังหวัดนี้ อบจ. จะเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ต้องดูแลถนนเส้นนี้ ผมจึงได้โทรศัพท์ส่วนตัว หาท่านนายกวิเชียร ขาวขำ ท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ท่านก็ได้ให้ ความกรุณาครับส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบเลย ท่านให้ สจ. ในพื้นที่แล้วก็สำนักช่างของ อบจ. อุดรธานีลงไปดูพื้นที่ให้ แล้วท่านก็ได้โทรประสานกับผมว่า ในส่วนของจังหวัดอุดรธานีท่าน จะดำเนินการให้ ท่านจะดำเนินการต่อขยายสะพานออกไปให้นะครับ ท่านจะขยายสะพาน ฝั่งของจังหวัดอุดรธานี แล้วถนนที่ยังเป็นลูกรังอยู่ท่านก็จะทำเป็นถนนคอนกรีตให้ เพื่อที่จะได้เป็นเส้นทางเชื่อมต่อสายนี้นะครับ ให้เป็นเส้นทางหลักอีกเส้นทางหนึ่ง ท่านยืนยัน ว่าท่านจะดำเนินการให้🔗
ในส่วนสะพานท่านอาจจะปรับแผนนิดหน่อย ท่านบอกว่าอย่างนั้น แต่ว่า อย่างไรก็แล้วแต่ท่านบอกว่าใช้งบประมาณไม่เยอะ ไม่จำเป็นจะต้องอาศัยงบส่วนกลาง ท่านจะใช้งบของ อบจ. ดำเนินการให้ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า ในส่วนบริเวณที่บอกว่า สะพานนี้เป็นเขื่อนกั้นน้ำเอาไว้ คือมันถมทรายเข้ามาเพื่อทำให้สะพานมันสั้นท่านประธาน พูดตรง ๆ อย่างนี้ก็แล้วกัน คือไม่ต้องทำสะพาน แต่ว่าท่านบอกท่านจะขยายให้ ผมก็ยังได้ ประสานไปยังท่านนายก อบจ. จังหวัดสกลนครด้วยว่าจะสามารถแก้ปัญหากันได้หรือไม่ ท่านบอกว่าท่านกำลังจะให้ลงไปดูในพื้นที่ว่าจะดำเนินการอย่างไร แล้วท่านรับว่าท่าน จะประสาน ผมก็ได้เรียนไปแล้วว่าผมประสานกับท่านนายก อบจ. อุดรธานีไว้แล้ว ถ้าอย่างไร ขอความกรุณา ๒ นายกช่วยคุยกันหน่อย ฝากท่านอนุรักษ์ด้วยก็แล้วกันนะครับ เข้าใจว่า ท่านก็คงจะได้คุ้นเคยกับท่านนายก อบจ. อยู่แล้ว มีอะไรท่านประสานได้เลยต่อจากนี้ ถ้าติดขัดอย่างไร ผมจะประสานให้อีกเพราะเข้าใจว่าเรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นดำเนินการ ได้นะครับ ถ้าผมประสานอะไรให้ได้ผมจะดำเนินการ เพราะเข้าใจความทุกข์หรือว่า เข้าใจความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน🔗
ส่วนลำน้ำความกว้างจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ผมคิดว่าแม่น้ำสงครามเป็นแม่น้ำ ที่มีความสำคัญ ท่านประธานก็คงทราบ เพราะเป็นบ้านท่านประธาน ก็จะไปดูว่าถ้าปริมาณ คลองมันตื้นเขิน มันไม่สามารถรองรับในฤดูน้ำหลากได้ เป็นไปได้ไหมมีอยู่ ๒ หน่วยงาน ผมก็ได้เรียนกับทางกรมโยธาธิการได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการได้ประสานกับ ๒ หน่วยงานหลัก ก็คือ ๑. กรมเจ้าท่าในฐานะที่รักษากฎหมายเรื่องแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ กับ กรมชลประทานในการที่จะขุดลอก ซึ่งถ้าหากว่าสภาพข้อเท็จจริงลงไปสำรวจแล้ว ปรากฏว่า แต่ละช่วงไหนที่มันตื้นเขินหรือว่าความแคบของคลองมันไม่สามารถจะระบายน้ำได้ทัน หรือเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่เกษตรของเกษตรกรก็จะได้เร่งรัดให้ บรรจุเข้าแผนตามภารกิจของ ๒ หน่วยงานดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นของกรมชลประทานหรือว่า กรมเจ้าท่า เจ้าของภารกิจอยู่นะครับ มีภารกิจโดยตรงของในเรื่องนี้อยู่ก็ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านอนุรักษ์ว่าหลังจากทราบความเดือดร้อนแล้ว กระทรวงมหาดไทยไม่ได้อยู่นิ่งเฉยครับ มีอะไรที่จะประสานพื้นที่ได้ก็จะเร่งรัดประสานพื้นที่ ให้แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านอนุรักษ์มีอะไรติดใจอยู่ไหมครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ อนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ต้องขอบคุณแทนพี่น้องประชาชน ๒ ฝั่งแม่น้ำสงคราม ทั้งตำบลคำสะอาด อำเภอสว่างแดนดิน บ้านดิฉันและตำบลอ้อมกอ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ท่านบอกว่าท่านได้ประสาน นายก อบจ. วิเชียร ขาวขำ แล้วท่านนายก อบจ. วิเชียร ขาวขำ วันนี้ส่งผู้บังคับบัญชาที่บ้านมาดูด้วยว่า ท่านรัฐมนตรี จะตอบกระทู้ของดิฉันว่าอย่างไร จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ๒ ฝั่งแม่น้ำสงครามหรือไม่ ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่ เรื่องนิดเดียวเองค่ะ แล้วกรมโยธาธิการนั้นทำเรื่องไว้ตั้ง ๒๗ ปีมาแล้ว ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้เลย ทำให้ความเดือดร้อนเกิดขึ้นเมื่อท่านตอบอย่างนี้แล้ว แล้วท่านจะเป็นผู้ประสานทั้ง อบจ. ๒ จังหวัดให้แล้วก็ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง แล้วถ้าไม่มีงบประมาณ ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นกระทรวงมหาดไทยส่งงบประมาณไปอย่าง เร่งด่วน เพื่อพี่น้องประชาชนจะได้เกิดประโยชน์ในทรัพย์สินที่มีมรดกตกทอดมีเป็น ๑๐๐ ไร่ ได้ข้าว ๑๐๐ กิโลกรัม มันทำให้รู้สึกสลดใจว่ารัฐมนตรีต้องดูแลเขานะคะ ต้องดูแลทั้งเรื่อง งบประมาณด้วย ท่านตอบมาเป็นที่ประทับใจอย่างยิ่ง แต่ดิฉันจะขอดูสัก ๒ เดือนค่ะ ไฟฟ้า ดิฉันดูเดือนหนึ่ง ถ้า ๒ เดือนแล้วยังไม่คืบหน้า ดิฉันจะฟ้องประธานชวนเช่นเดิมค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานคะ🔗
ท่านรัฐมนตรี จะเพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี ก็ถือโอกาสนี้กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านอนุรักษ์นะครับว่า ก็จะพยายามที่จะประสานกับองค์กรปกครอง ท้องถิ่นก็คือบางครั้งบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจากส่วนกลาง แต่ว่าสิ่งที่เราขาด บางครั้งก็คือขาดการประสานงานเท่านั้นเอง ผมเชื่อว่าผมโทรไปหาท่านนายกวิเชียร ท่านตอบรับทันที ผมก็ถือว่าได้ประสานกันอย่างใกล้ชิด ท่านนายกสกลนครท่านลงพื้นที่ พอท่านกลับเข้ามา ผมติดต่อท่านไม่ได้ โดยช่วงที่ท่านออกไปตรวจราชการอยู่ท่านก็โทรกลับ เข้ามา ท่านยืนยันว่าท่านจะดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดนะครับ ก็ให้ยืนยันให้สบายใจว่ากลไก ของกระทรวงมหาดไทย ทั้งท้องถิ่นท้องที่จะดูแลพื้นที่อย่างดีที่สุดครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณพระคุณครับ🔗
ก็ถือว่าจบ การถาม-ตอบ กระทู้แยกเฉพาะที่ ๓๑๔ เรื่องการก่อสร้างขยายสะพานเชื่อมต่อสะพานเก่า ให้ยาวขึ้นในถนนบ้านนาดินจี่ ตำบลคำสะอาด อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครไป บ้านโคกคำไหล ตำบลอ้อมกอ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ของท่าน ส.ส. อนุรักษ์ บุญศล ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กรุณาให้เกียรติห้องกระทู้แยกเฉพาะของพวกเรา ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
สำหรับวันนี้ก็ถือว่าจบการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะนะครับ ได้ทั้งหมด ๖ กระทู้🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับก็ถือว่าจบการถามกระทู้นะครับ กระทู้ถามแยกเฉพาะก็ได้ดำเนินการถาม และตอบที่ห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะที่ห้องกระทู้ถามบริเวณชั้น ๑ แล้ว🔗
ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระต่อไป ผมขอปรึกษาที่ประชุมเพื่อขอนำเรื่องการตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างตาม ระเบียบวาระที่ ๗.๓ ๗.๔ และที่ไม่ปรากฏในระเบียบวาระอีก ๒ คณะ รวมจำนวน ๔ คณะ ขึ้นมาพิจารณาก่อนซึ่งคงจะใช้เวลาไม่มากนัก จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการตามนี้นะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๗.๓ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแผนปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา และแนวทางการบริหารจัดการปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา อย่างเป็นระบบ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออกนะครับ🔗
ด้วยประธาน คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก รองศาสตราจารย์ประวิต เอราวรรณ์ ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นพ้นจาก การเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) ตำแหน่งที่ว่างลงเป็นกรรมาธิการในสัดส่วน ของคณะรัฐมนตรี ฉะนั้นจึงขอเชิญตัวแทนรัฐมนตรีเสนอชื่อกรรมาธิการ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพอย่างสูง ดิฉัน นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอเสนอตั้ง นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ เป็นผู้แทนคณะรัฐมนตรี ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ขอกราบขอบพระคุณค่ะ🔗
มีท่านสมาชิก ท่านใดจะเสนอเป็นท่านอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมาธิการตำแหน่งที่ว่างลง คือ นายสุทิน แก้วพนา นะครับ🔗
ต่อไป ๗.๔ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก🔗
ด้วยประธาน คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่า ขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก นางสาวปัทมาวดี บุญโญภาส ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการ เป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) ตำแหน่งที่ว่างลงเป็นกรรมาธิการ ในสัดส่วนของ คณะรัฐมนตรี ฉะนั้นจึงขอเชิญตัวแทนคณะรัฐมนตรีได้เสนอชื่อกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสินิตย์ เลิศไกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอเสนอ นายจิตรกร ว่องเขตกร เป็นผู้แทน คณะรัฐมนตรีในนามคณะกรรมาธิการวิสามัญแทนตำแหน่งที่ว่างลง ขอบพระคุณครับ🔗
จะมีท่าน สมาชิกเสนอท่านอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลง คือนายจิตรกร ว่องเขตกร ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอ🔗
เรื่องอื่น ๆ ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ ตั้งกรรมาธิการสามัญใน คณะกรรมาธิการการทหาร แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะสมาชิกภาพสิ้นสุดลง🔗
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ แทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจาก พลตรี ทรงกลด ทิพย์รัตน์ ได้ถึงแก่อนิจกรรม เป็นเหตุให้ สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๑ (๒) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงเป็นผลให้ตำแหน่งกรรมาธิการว่างลง ตำแหน่งที่ว่างลงเป็น กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคพลังชาติไทย ขอเชิญเสนอชื่อกรรมาธิการ พร้อมทั้ง ขอผู้รับรอง และช่วยพิจารณาด้วยว่าไม่ได้เป็นกรรมาธิการเกินกว่า ๒ คณะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๐ เชิญตัวแทนพรรคพลังชาติไทย🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการ การทหาร แทนตำแหน่งที่ว่างลง คือ นางบุญญาพร นาตะธนภัทร ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
นางบุญญาพร นาตะธนภัทร มีผู้รับรองถูกต้อง มีท่านผู้ใดจะเสนอเป็นอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ท่านผู้ใดเสนอเป็นอื่น ผมถือว่าผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลง คือ นางบุญญาพร นาตะธนภัทร ถูกต้อง ตามที่เสนอนะครับ🔗
ต่อไปเป็นการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาติดตามและตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่งเพราะลาออก🔗
ด้วยประธาน คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่า ขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็น กรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) ตำแหน่งที่ว่างลงเป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของ คณะรัฐมนตรี จึงขอเชิญตัวแทนคณะรัฐมนตรีเสนอชื่อกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ขอเสนอ นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ เป็นผู้แทนคณะรัฐมนตรี ในคณะกรรมาธิการดังกล่าวค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกท่านใดเสนอเป็นท่านอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีผมถือว่า ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลงคือ นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ตามที่เสนอนะครับ🔗
ก่อนที่ที่ประชุมจะรับทราบเรื่องตามระเบียบวาระ ผมขอแจ้งเรื่องซึ่ง ไม่ปรากฏในระเบียบวาระคือ รับทราบเรื่องสถานะการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง🔗
ด้วยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีหนังสือแจ้งว่านายทะเบียน พรรคการเมืองได้ตรวจสอบสถานะการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ แล้ว พบว่าได้สิ้นสมาชิกภาพสมาชิกพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๔ และได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อชาติ เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุม ได้ทราบนะครับ🔗
ต่อไปเป็น เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุมตามระเบียบวาระ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗
๒.๑ รับทราบการดำเนินการเกี่ยวกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหอการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นรายงานผลการดำเนินการ ตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๒๗ วรรคสอง ประกอบข้อ ๑๐๕ วรรคสี่🔗
ตามที่สภา ผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบให้ส่งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติหอการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการนั้น เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๔ รับทราบข้อสังเกตตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอ และให้ กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักรับข้อสังเกตดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับกระทรวง การคลัง กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปผลการพิจารณาส่งให้ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเพื่อนำเสนอ คณะรัฐมนตรีต่อไป จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมได้รับทราบ🔗
๒.๒ รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓🔗
ด้วยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้เสนอรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบตาม มาตรา ๗๗ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งรายละเอียดของรายงานดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้จัดวางให้ท่านสมาชิก แล้วนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดมีประเด็นปัญหาติดใจที่จะซักถามหรือไม่ครับ🔗
ถ้าไม่มีผมถือว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ แล้วนะครับ ผ่านไปแล้วนะครับ ผมได้แจ้งว่ารับทราบแล้วนะครับ🔗
อ่านใหม่ครับ ท่านประธานครับ🔗
ครับ เชิญท่านจิรายุครับ ท่านมีอะไรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตใช้ข้อบังคับตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๒ และข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรตามข้อบังคับ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ เพื่อเสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาสอบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการ กำหนดโซน (Zone) พื้นที่เปิดรับนักท่องเที่ยวหรือที่เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่าแซนด์บอกซ์ (Sandbox) ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมาครับ ท่านประธานครับ โดยกำหนดพื้นที่นำร่อง ๑๗ จังหวัด แต่ด้วยเหตุที่รัฐบาลกำหนดมาตรการ ในการป้องกันและดูแลพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับโรคระบาดไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Coronaviruses 2019) ไม่เหมือนกันในแต่ละจังหวัด ๑๑ วันที่ผ่านมาจึงมีข้อร้องเรียน ข้อทักท้วง ข้อสังเกต มากมายที่จะนำเสนอไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รวมทั้งส่วนราชการ ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาครับ ยกตัวอย่างเช่นผลกระทบของแต่ละจังหวัด แตกต่างกัน แต่ละจังหวัดไม่ได้มีกำแพงขวางกั้น สามารถเดินทางระหว่างจังหวัดกันเพียงแค่ คลองกั้นก็มี ท่านประธานที่เคารพครับ ความสับสนของนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีการ ปล่อยปละละเลยให้มีการละเมิดมาตรการที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้บริการ สถานบริการเกินเวลา มีการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐไปเรียกรับผลประโยชน์เป็นจำนวน มาก เนื่องจากข้อบังคับต่าง ๆ ไม่ชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ การเลือกเปิดให้กับ นักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยเพียงแค่ ๑๗ จังหวัด ประเทศไทยมี ๗๗ จังหวัด อีก ๖๐ จังหวัดมีความพร้อมอย่างยิ่งในการที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ได้รับการเยียวยา หรือแก้ไขหรือมีนโยบายใด ๆ จากรัฐบาลออกมา จึงมีความจำเป็น ที่สภาผู้แทนราษฎรจะต้องอธิบายถึงประโยชน์ต่าง ๆ และแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับ ท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ผมจึงขออนุญาตเสนอญัตติ ดังกล่าวและพร้อมที่จะอภิปรายสนับสนุนในญัตติดังกล่าว ขออนุญาตจากท่านประธานครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมีท่านสมาชิกเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาตามข้อบังคับ ข้อที่ ๕๔ (๑) แต่เนื่องจาก ที่ประชุมจะต้องพิจารณาเฉพาะเรื่องที่มีอยู่ในระเบียบวาระการประชุมนะครับ และต้อง ดำเนินการพิจารณาตามลำดับระเบียบวาระการประชุมที่จัดไว้ เว้นแต่ที่ประชุมจะลงมติ เป็นอย่างอื่นตามข้อบังคับ ข้อ ๒๘ ดังนั้นเมื่อท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ท่านได้เสนอญัตติด่วน ด้วยวาจาเกี่ยวกับเรื่องการเปิดประเทศที่แบ่งเป็นโซน (Zone) หรือว่าแซนด์บอกซ์ (Sandbox) จึงอยากจะถามท่านสมาชิกว่ามีท่านสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยกับการนำ ญัตติด่วนด้วยวาจาที่ท่านจิรายุได้นำเสนอขึ้นมาพิจารณามีไหมครับ เชิญท่านสาทิตย์ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีที่เพื่อนสมาชิกจาก พรรคฝ่ายค้านก็คือพรรคเพื่อไทยนะครับ ประทานโทษที่เอ่ยนาม คือ ท่านจิรายุได้เสนอ ญัตติด่วนด้วยวาจา ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรการ เรื่องของการเปิดประเทศ และท่าน ได้อภิปรายด้วยเหตุผลไปบางส่วนแล้วนั้น ผมเองได้รับแจ้งจากทางวิป (Whip) รัฐบาลว่า ในเรื่องนี้ทางฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล ก็มีการหารือกันอยู่เบื้องต้นเช่นเดียวกัน และพวกเราเอง ก็มีความเห็นร่วมกันว่า เห็นด้วยที่จะให้มีการหยิบยกเอาวาระที่สำคัญ ก็คือเรื่องของการเปิด ประเทศ ซึ่งหลายฝ่ายก็มองทั้ง ๒ ด้าน ก็คือมีทั้งด้านที่เป็นด้านบวก และยังมีด้านข้อกังวลอยู่ เนื่องจากเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง จึงเห็นว่าน่าที่จะเป็นช่วงจังหวะ ที่เหมาะสม ที่สภานี้จะได้หยิบยกเอาวาระนี้ขึ้นมาเป็นญัตติอภิปรายกันในสภาแห่งนี้ ก็เลยลุกขึ้นมาเพื่อที่จะแสดงความเห็นด้วย ส่วนว่าถึงที่สุดแล้ว หลังจากการอภิปราย จะนำไปสู่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ หรือจะเป็นการส่งถึงรัฐบาล เพื่อรับไปดำเนินการต่อไปนั้น ก็สุดแท้แต่มติของสภาจะดำเนินการต่อไปอย่างไร จึงกราบเรียนท่านประธานในนามของ พรรคร่วมรัฐบาล เห็นด้วยกับการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นญัตติอภิปรายในสภาครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านสาทิตย์ครับ ฉะนั้นผมจึงอยากจะถามท่านสมาชิกครับว่า มีท่านสมาชิกท่านใด ไม่เห็นด้วยกับการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาของท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส่วนท่านสมาชิก อื่น ๆ นั้น ผมจะเปิดโอกาสให้พวกท่านได้เสนอด้วยวาจาต่อไป ยังจะให้โอกาสครับ ตอนนี้ ผมขอถามก่อนแล้วกัน เพื่อจะได้บรรจุเป็นญัตติด่วนที่เสนอด้วยวาจา มีท่านใดเห็น เป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
เดี๋ยวนะครับ ท่านจิรายุ ผมขอเวลานิดเดียว อย่างนั้นก็แสดงว่าเมื่อไม่มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอื่นก็แสดงว่า ที่ประชุมแห่งนี้ เห็นด้วยในการที่จะให้นำเอาญัตติด่วนที่เสนอด้วยวาจาขึ้นมาพิจารณา ซึ่งญัตติแรกก็เป็นของท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ท่านจิรายุครับ ผมขออนุญาตวันนี้ที่ประชุมสภา ได้มีมติเห็นชอบในการที่จะบรรจุญัตติด่วนด้วยวาจาของท่านแล้ว เพียงแต่ว่าก่อนที่ท่านจิรายุ จะแถลงหลักการและเหตุผลต่อไปนั้น ผมขอให้โอกาสท่านสมาชิก มีท่านสมาชิกท่านใด ที่จะเสนอญัตติด่วนวาจาเพิ่มเติมในหลักการอันเดียวกันนี้ ก่อนที่เราจะได้เปิดให้มีการเสนอ แถลงเหตุผลต่อไปนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานนิดเดียวครับ เดี๋ยวจะได้ไม่ข้ามขั้นตอนท่านประธานขออภัย ท่านประธานที่เคารพ ผม จิรายุครับ เมื่อสักครู่นี้ผมเสนอญัตติไว้ที่จะให้ตั้งคณะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตแก้ไข จะได้เข้าใจ ในทิศทางเดียว ขออาศัยข้อบังคับตามข้อ ๘๘ เป็นการอภิปรายในญัตตินี้ จากนั้นก็จะเสนอ ให้กับคณะรัฐมนตรี และท่านนายกรัฐมนตรีได้นำมาตรการต่าง ๆ ไปดำเนินการเลย ขออนุญาตแก้ไขเป็นญัตติเช่นนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านจิรายุ เสนอญัตตินี้ให้สภาได้พิจารณาแล้วเสนอไปให้รัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้รับทราบ ดำเนินการต่อไปใช่ไหมครับ ไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการนะครับ ได้มีท่านสมาชิก ที่แจ้งความจำนงจะเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการเปิดประเทศ มีหลายท่านดังนี้ ๑. ท่านเรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทย ๒. ท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ พรรคภูมิใจไทย ๓. ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย จากพรรคประชาธิปัตย์ ๔. นายซูการ์โน มะทา จากพรรคประชาชาติ ๕. ท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคก้าวไกล แล้วก็ ๖. ท่านศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย แล้วก็ยังมีผู้เสนอญัตติเป็นหนังสือ เรื่องขอเสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาผลกระทบของการเปิดประเทศและหามาตรการในการป้องกัน และแก้ไขปัญหา อย่างเหมาะสม อีก ๑ ท่าน คือท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ พรรคเพื่อไทย ฉะนั้นผมถือว่า ที่ประชุมได้รับทราบที่ท่านทั้งหลายตามที่ผมได้อ่านมาแล้วนะครับ ท่านได้เสนอญัตติด่วน ด้วยวาจาเกี่ยวกับผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจเกี่ยวกับการเปิดประเทศในครั้งนี้ แล้วก็มี อีกท่านนะครับคือ ท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ ความจริงท่านไม่เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ท่านก็สามารถอภิปรายได้นะครับ แต่ว่าท่านสะถิระก็ขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเหมือนกัน ใช่ไหมครับ ถ้าใช่ก็แสดงว่ามีทั้งหมด ๙ ท่านนะครับ ฉะนั้นลำดับต่อไปนี้ผมจะขอให้ท่าน จิรายุ ห่วงทรัพย์ ซึ่งได้เสนอเป็นท่านแรกได้แถลงเหตุผล เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้เสนอญัตติ ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เปิดประเทศไปทั้งหมด ๑๗ จังหวัด ที่ให้ท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ๑๐ วันที่ผ่านมาครับพรรคเพื่อไทยในฐานะ ฝ่ายค้านได้ประชุมหารือกัน แล้วก็รับข้อมูลจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรคของพรรคเพื่อไทยในเขตไหนก็แล้วแต่ ก็ได้ส่งรวบรวมมายัง หัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทยและนำมาเสนอในวันนี้ครับ ผมจะขออนุญาตอย่างนี้ ท่านประธานครับ มันเป็นความสุ่มเสี่ยงระหว่างดอกไม้กับก้อนหินว่า การเปิดประเทศนั้น ตกลงแล้วคนไทยกว่า ๗๐ ล้านคน จะให้ดอกไม้หรือก้อนหินให้กับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ การเปิดประเทศคือมีความหวังว่าจะสามารถหาเงินเข้าประเทศ ได้ผ่านการท่องเที่ยว แต่อย่าลืมนะครับ ปี ๒๕๖๒ นักท่องเที่ยวมาเยือนสยามประเทศแห่งนี้ ประมาณ ๔๐ ล้านคน เปิดประเทศตั้งแต่ ๑ พฤศจิกายนจนถึงวันนี้นับถอยหลังไปเมื่อวานนี้ ๑๐ วันเต็มครับ มีนักท่องเที่ยวมาน้อยนิด เนื่องจากขั้นตอนต่าง ๆ ของรัฐบาลไทย ยังไม่ชัดเจน แต่ละกระทรวง ทบวง กรมยังทำหน้าที่ไม่ประสานงานกันอย่างเป็นระบบ และบูรณาการ จึงเกิดปัญหาข้อผิดพลาดกลายเป็นกระแสในโซเชียล (Social) ระดับดังของ โลกทั้งภาคภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน ถ้าเกิดกระทรวงการต่างประเทศเข้าไปดูใน เว็บไซต์ (Website) หรือในโลกโซเชียล (Social) ก็ตาม เขาล้อบอกว่า ถ้าเกิดจะมา เที่ยวประเทศไทยให้เตรียมที่นอน หมอน มุ้ง มานอนที่สนามบินด้วย เนื่องจากมาถึงสนามบิน สุวรรณภูมิแล้วอาจจะต้องค้างอยู่ที่นี่โดยไม่มีโอกาสเข้าไปเที่ยวในประเทศไทย ผมจะ ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทาง มาตั้งแต่วันที่ ๑-๑๐มีปัญหาอะไรบ้าง ๑. เมื่อเขาก็มาครับเขาจะต้องผ่านระบบไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) แล้วยังต้องโหลดแอปพลิเคชัน (Application) หมอชนะบ้าง ออตเท (OTA) หรือว่า ชา (SHA) บ้าง ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษที่นักท่องเที่ยวเขาเข้าใจกันดี จนถึงวันนี้ล่วงเลยมาแล้ว ๑๐ วัน ฝ่ายค้านมีความเห็นว่าควรจะแก้ไขได้ตั้งแต่ ๑-๒ วันแรกว่า สภาพปัญหาที่ท่านพบจากหน้าด่านนั้นควรจะแก้ไขปัญหาอย่างไร แต่ผ่านมาจนถึง วันนี้ ๑๐ วัน ยังไม่มีการแก้ไขยังเป็นระบบแบบเดิม ๆ อันนี้กรณีนักท่องเที่ยวเดินทาง เข้ามาในประเทศไทยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ภูเก็ต แซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) ไม่ใช่เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้นะครับ เปิดมาก่อนหน้านี้ ท่านนายกรัฐมนตรีไปจะเป็นกระบะทรายหรือปราสาททรายก็สุดแท้แล้วแต่ท่าน แต่ที่แน่ ๆ ก็คือนักท่องเที่ยวที่เขาก็ไปที่จังหวัดภูเก็ตนั้นส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวตกค้าง แล้วก็คนจากจังหวัดอื่น ๆ เข้าไป ทั้งทางเครื่องบิน ทางรถ ท่านประธานที่เคารพครับ ภูเก็ต แซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) ไม่สามารถที่จะดึงนักท่องเที่ยวทั้งใน และต่างประเทศเข้าไปได้ เกิดอะไรขึ้นครับ โรงแรมก็เจ๊งกันเป็นที่เรียบร้อยครับ ผมอยากจะ นำเรียนทีละประเด็นอยู่ ๖ ประเด็นด้วยกัน ท่านประธานครับ🔗
เรื่องแรก นักท่องเที่ยวมีปัญหาครับ เข้ามาไม่ได้ ร้านค้าก็ไม่เปิด ดื่มสุรา ก็ไม่ได้ เพราะฝรั่งเราคุ้นเคยกันดี ท่านประธานครับ ไปบาร์เบียร์ (Bar Beer) ที่ไหนไม่มีใคร ดื่มนมครับ ส่วนใหญ่ก็เบียร์กระดกกัน นั่งกันดูอะโกโก้ (A go go) บ้าง ดูโชว์ ดูสารพัด ซึ่งคนไทยคุ้นตา อย่าไปเหนียมอายเรื่องแบบนี้ เขาบอกว่าถ้านึกถึงประเทศไทย นึกอะไรครับ พัทยา พัฒน์พงษ์ ภูเก็ต ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะให้ท่านประธานดูใน กรุงเทพมหานครก่อนครับ ดูภาพที่ ๑ ครับ ภาพที่ ๑ นี้เป็นการตรวจเอทีเค (ATK) ซึ่งเรา รู้จักกันดีก็คือแยงจมูกนี่นะครับ นี่ตรวจในพื้นที่บ้านผมครับในเขตคลองสามวา คนที่ไปตรวจ มาจากคลินิก แล้วคนที่ตรวจก็คือลูกบ้านคนคลองสามวาไปตรวจฟรีครับ คลินิกได้ประโยชน์ จากเงินทองหรือไม่ผมไม่รู้ แต่ประชาชนได้ประโยชน์แน่นอน ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาคืออะไรรู้ไหมครับ ดูรูปภาพต่อไปครับ ผมเชิญตรวจโควิด-๑๙ (COVID-19) ฟรี โดยผมประสานกับโรงพยาบาลและคลินิกอย่างที่เห็นนี่ละครับ มีคนไปตรวจเป็นที่เรียบร้อย ครับ หลังจากนั้นสำนักงานอนามัยของกรุงเทพมหานครออกประกาศห้ามตรวจกันเอง ผมไม่ได้ตรวจกันเอง ผ่านระบบสาธารณสุข ผ่านคลินิก ผ่านผู้เชี่ยวชาญผ่านแพทย์ แต่ทุกวันนี้กรุงเทพมหานครไปรวบอำนาจโดยไม่ให้มีการตรวจเอทีเค (ATK) กับหน่วยงาน อื่นเลย ถ้าทำจริงไม่ว่าครับ แต่ถ้าพวกท่านแล้วให้ไปมีเรื่องครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อมาครับไปดูปัญหาในการเปิดประเทศ ภาพลง ได้เลยครับ ร้านอาหารท่านประธานเคยไปทานอาหารในช่วงนี้ไหมครับ ถ้าเกิดไปตาม ห้างสรรพสินค้า ผมไปเจอมากับตัวครับร้านที่มีเครื่องหมาย เอส เซียรา โฮเทล (Hotel) อัลฟา (Alpha) ชา (SHA) ร้านข้าง ๆ มี ๑๐๐ โต๊ะ เขานั่งได้แค่ ๗๕ โต๊ะ แต่ร้านข้าง ๆ ไม่มี ชา (SHA) เครื่องหมาย ชา (SHA) ครับ นั่งกันเต็มเหนี่ยว เรียกว่าปิ้งย่างกันสนุกสนาน คำถามคืออะไรครับ มาตรการป้องกันเกิดอะไรขึ้นกับการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และบุคลากรไม่เพียงพอ ท่านบอกเดี๋ยวท่านจะตรวจจับ ตำรวจออกสายตรวจวัน ๆ ก็หมดแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่เทศกิจหรือครับ เขตหรือครับ สาธารณสุขมีเท่าไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านดูโลโก (Logo) จะเห็นว่ามาตรฐานของหน่วยงานนี้นั่งดื่ม แอลกอฮอล์ได้ครับ แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าทั้งประเทศมีอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ ร้านค้า และปรากฏว่ามีเพียง ๑,๕๐๐ เท่านั้นครับที่ได้เครื่องหมายที่ว่านี้ อ้าว แล้วอีก ๓๙๐,๐๐๐ หายไปไหนครับ มันก็ทำไม่ได้หรอกครับ เขาก็เปิดไม่ได้ พอเปิดไม่ได้ใช้วิธีการอะไรครับ ธุรกิจมันต้องขับเคลื่อน ก็ต้องจ่ายใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่ ต้องจ่ายให้กับตำรวจ ตำรวจจะมาจับก็โทรบอกจ่ายมา ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ทุกเขตรายงานกลับเข้ามาที่พรรค นำมาสู่ ประเด็นในญัตติวันนี้ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องขายแอลกอฮอล์ เอาน่า ถ้าใครเป็นพุทธะจริต ก็ไม่ว่ากัน เข้าวัดสวดมนต์ก็เรื่องของท่าน แต่คนก็เป็นราคะจริต เขาชอบความสวยงาม ชอบแอลกอฮอล์ ชอบดนตรีชอบเพลง ก็เป็นเรื่องของเขา ผมไม่ว่าท่านผู้ว่าอัศวิน ขวัญเมือง เลยครับ ท่านก็พูดถูกนั่นล่ะ สามทุ่มยังดื่มไม่หมดจะทำอย่างไรถ้าเราเหล้าเหลือในขวด ก็ปิดฝาเอากลับบ้านสิ แล้วอะไรครับ กระดกให้หมดไปเลย เททิ้งไป จบ ไม่เห็นเรื่องยาก ผมไม่ว่าท่านผู้ว่าอัศวิน แต่ในทางปฏิบัติมันทำได้หรือครับ เดี๋ยวนี้เขาแปรสภาพแก้ว ท่านประธานครับ จากแก้วใส ๆ ครับ ผสมโซดา มิกเซอร์ (Mixer) อะไรต่าง ๆ เขาแปรสภาพ เป็นแก้วกระดาษกันไปแล้ว รู้ไหมสังคมนี้ รู้ แต่ทำอย่างไรละครับ เพราะร้านนี้จ่ายส่วย อย่างไร นี่คือเงื่อนไขที่ตั้งแต่เปิดประเทศมา ๑ พฤศจิกายนจนมาถึงวันนี้ครับ ดื่มเหล้าได้ สามทุ่ม พวกก็ซัดกันตั้งแต่บ่ายสามโมง ข้าราชบางคนผมเห็นแต่งตัวครึ่งท่อนไปนั่งกินตั้งแต่ บ่ายสามโมง เพราะอะไรครับ เดี๋ยวสามทุ่มเหล้าไม่ขาย อันนั้นคือร้านที่อยู่ในระบบชา (SHA) ท่านประธานครับ แต่ถ้าร้านที่ไม่อยู่ในระบบนี่เต็มเหนี่ยวนะครับ อยู่ในแก้วกระดาษบ้าง อยู่ในแก้วกาแฟบ้าง อยู่ในสารพัดรูปแบบ ผมถามหน่อยเถอะครับว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) มันมาตอนสามทุ่มห้านาทีหรืออย่างไร หรือการกินเหล้ามาตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงสามทุ่ม มันจะทำให้โควิด-๑๙ (COVID-19) น้อยลงหรืออย่างไร วัคซีนท่านฉีดครบหรือยังล่ะ อันนี้คือ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงครับ🔗
ประเด็นต่อมาครับ แรงงาน ร้านค้า สถานบริการ ภาพข่าวก็ขึ้นอยู่เห็น ๆ วันสองวันนี้ครับ จับแรงงานต่างด้าว พอเจอด่านก็เอาไปทิ้งข้างทาง ไม่รู้กี่ร้อยคน ท่านประธานครับ นี่ครับเห็นภาพ ขอบคุณข่าวสดครับ ผมจึงบอกว่ารัฐบาลอย่าหลอกตัวเอง ไม่เป็นไรท่านหลอกตัวเองไม่ว่า แต่อย่าหลอกประชาชน เขารู้ ผมจึงบอกท่านประธาน ต่อไปครับว่า แรงงานต่างด้าวท่านรู้ใช่ไหมครับว่าทุกวันนี้คนไทยไม่ทำงานเสิร์ฟแล้ว คนที่อยู่ในห้องน้ำนวดหลัง คนที่จัดรถเวลาไปจอดก็ดี พนักงานเสิร์ฟ อะไรครับพี่ เอาน้ำแข็ง หรือครับ ได้ครับ เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น ซึ่งเป็นอาชีพเขา เขาอยู่บ้านเขาก็ได้วันละ ๕๐ บาท เป็นใคร ๆ ก็อยากอยู่ เหมือนเราไปประเทศซาอุดี อาระเบียสมัยก่อน แต่ท่านประธานครับ ท่านก็ไม่สามารถควบคุมได้ ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน จนถึงวันที่ ๗ นี้ มีแรงงานทะลักและ จับกุมได้นะครับ ฟังให้ดีนะครับ จับกุมได้ ๕,๐๐๐ กว่าคน ๗ วันเท่านั้น สัปดาห์เดียว และถ้าจับกุมไม่ได้อีกเท่าไร ใครได้จากค่าหัว ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท ที่นำแรงงานเข้าจาก ต่างประเทศเข้ามา ใครควบคุมรอยตะเข็บชายแดนที่มีช่องทางธรรมชาติเข้าออกได้ อย่างสะดวกโยธิน ใครควบคุมตำรวจทางหลวง หรือใครก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับทางหลวง แผ่นดิน ที่รถบรรทุกมนุษย์มันไม่เหมือนกับประเทศเม็กซิโกกับประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไปซ่อนอยู่ใต้เบาะบ้าง ซ่อนอยู่ในคอนโซล (Console) บ้าง นี่มากันเป็นรถ ไม่มีใครเห็น หรืออย่างไรครับ ๕,๐๐๐ กว่าคนท่านประธานครับนี่คือปัญหาอีกรูปแบบหนึ่ง แทนที่ ประเทศจะค้าขายได้กลับกลายเป็นเปิดช่องว่างให้กับข้าราชการที่ไปเรียกรับผลประโยชน์ เป็นจำนวนมาก🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ การท่องเที่ยวที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ ดูภาพที่ ๖ เลยครับ ท่านก็จะเห็นว่า นี่เป็นภาพเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายนที่ผ่านมา เห็นไหมครับ จะเห็นว่านักท่องเที่ยวมาก็งง ผมจึงบอกอย่างไรครับว่าจัดแคมเปน (Campaign) ที่นอน หมอน มุ้ง แถมด้วย ถ้าออกไปไม่ได้ ขึ้นเครื่องมาตอนตรวจ เอทีเค (ATK) หรือตรวจอะไรมา ซีพีอาร์ (CPR) ซีพีเอ (CPA) อะไรของเขามา มันไม่ขึ้น ๒ ขีด แต่พอมาตรวจที่นี่มันขึ้น ๒ ขีด เขาไม่ให้เข้านะครับ จะส่งกลับก็ไม่ได้ เครื่องบินก็ไม่มีก็เตรียมตัวนอนที่สนามบินสุวรรณภูมิ ละครับ ก็เป็นแหล่งเพาะโรค เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ใหม่สนามบินสุวรรณภูมิต่อไป หรือเปล่าครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ลงไปในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา นี่ครับผมไม่ต้องยืนถ่ายให้ท่านประธานเห็น ตรงนี้คือหาดป่าตอง เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้เองครับ หาดป่าตองดังว่า ดูนะครับปกติมันจะมีถนนที่เราเรียกกันว่า วอล์กกิง สตรีต (Walking Street) ดูภาพนี้ก่อน แช่ไว้ก่อนถนนเส้นนี้ใครไปป่าตองที่จังหวัด ภูเก็ตจะต้องไปครับ ผมจะบอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมจองตั๋วจากการบินไทยขึ้นจากสนามบินสุวรรณภูมิ ขอดู หมอชนะในมือถือผม ผมก็โชว์ให้ดูว่าผมนี่ฉีดยาแล้ว ผมยังตลกกับน้อง ๆ ที่เป็นคนเช็คอิน (Check in) ของการบินไทย ผมฉีด ๔ เข็มแล้ว รวมพิษสุนัขบ้าด้วย ท่านประธานที่เคารพ พอลงไปปุ๊บ จังหวัดภูเก็ตนี่ดีไม่มีปัญหาอะไรครับ ลงจากสนามบินปุ๊บก็รับกระเป๋า เดินออกเลย มีแค่เครื่องเหมือนสภาเราครับ ตรวจจับความร้อนแค่นั้นเอง แต่ก่อนหน้านั้น ท่านประธานครับ ผมไปที่จังหวัดเชียงใหม่ไม่เหมือนกันนะครับ ตรวจตั้งแต่ก่อนเช็คอิน (Check in) เช็คอิน (Check in) เสร็จขึ้นเครื่องบินลงตรวจ ลงแล้วตรวจอีก เดินไปตรงไหน ก็ตรวจ คราวนี้กลับมาจังหวัดภูเก็ต แซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) ที่ท่านนายกรัฐมนตรีทำ ผมเจอผู้ว่าราชการจังหวัด ผมใส่หน้ากาก นั่งประชุมกันของสถาบันพระปกเกล้า ผมก็แสดง ความคิดเห็น หันกันขวับ ๆ อ้ายนี่ใครวะ ขออภัย ถอดคำว่า วะ อ้ายนี่ใคร ไม่รู้ว่าเป็นผม ผมก็ถามตรงนะครับ เพราะผู้ประกอบการจังหวัดภูเก็ตบอกว่า เปิดมา ๑ พฤศจิกายนมีแต่ เจ๊ากับเจ๊ง ท่านดูภาพต่อไปครับ ถ้าท่านประธานเคยไปที่หาดป่าตอง มันจะมีถนนหนึ่ง เขาเรียกกันว่า วอล์กกิง สตรีต (Walking Street) ถนนคนเดิน จากริมชายหาดมาทะลุที่ สายหนึ่งของถนนในป่าตอง ที่เห็นคนใส่เสื้อสีแดงยืนกันเต็มไปหมดอะไรรู้ไหมท่านประธาน ขอตรวจหมอชนะใหม่ ใครยังฉีดยาไม่ถึง ๒ เข็ม อย่าได้หาญกล้าทะลึ่งตึงตังเดินเข้าไปใน ถนนนี้เด็ดขาด ด้วยความที่ผมก็เป็นเด็กดีครับ ผมก็โชว์หมอชนะ เชิญเลยครับ ผมเดินเข้าไป ท่านประธานครับ เที่ยวไหมครับพี่ โป๊ไหมครับพี่ ดูโชว์ไหมครับพี่ ซึ่งผมไม่รู้ครับ ความหมาย คืออะไรท่านประธานครับ ไม่ถนัด แต่ก็เดินเข้าไปดูครับ ก็เป็นบรรยากาศเหมือนที่คุ้นเคยแต่ คนน้อยลง คำถามผมก็คือว่า นโยบายของรัฐออกกฎระเบียบเช่นนี้ ท่านต้องบังคับให้เขา ตรวจหมอชนะตรงนั้นอีกหรือ หรือต้องให้เขาอีกโชว์อีกหรือ เขามาโดยสนามบินไปแล้ว และถนนนั้นโควิด-๑๙ (COVID-19) มันระบาดเฉพาะถนนนั้นถนนเดียวหรือ ปรากฏว่า ปากทางก่อนเข้าท่านประธานครับ ตึ่งโป๊ะเลย ดนตรีเล่นแบนด์ (Band) เต็มวง ลีด (Lead) กีต้าร์กัน โฮเทล แคลิฟอร์เนีย (Hotel California) มันมาก ไม่ต้องเข้าไปถนนดังกล่าวครับ คนแน่นร้าน นี่คือภาพความจริงที่รัฐสภาไทยควรจะรู้ คนนั่งในกรุงเทพมหานคร คนอยู่ใน ทำเนียบรัฐบาลต้องรู้ ที่จังหวัดเชียงใหม่ก็เช่นเดียวกันท่านประธานครับ นักท่องเที่ยวไปเที่ยว ได้แค่ ๔ อำเภอนะท่านประธานรู้ไหม ไปอำเภออื่นไม่ได้นะ เดี๋ยวให้ผู้แทนจังหวัดเชียงใหม่ ผมมารายงานเขาบอกมาว่าไปได้ ๔ อำเภอ ผมถามการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่จังหวัด เชียงใหม่ จริงค่ะ หนูก็ยังงง ๆ อยู่ ห้ามเขาไปอำเภอนั้นอำเภอนี้ไป ล็อก (Lock) ขาเขา ได้หรือ เขาลงสนามบินเชียงใหม่ เขาจะไปแม่ริม จะไปดอยอินทนนท์ ไปล็อก (Lock) เขาได้ หรือครับ เห็นไหมครับ นี่ ๑๐ วันเรื่องบานทุ่ง เดี๋ยวจะมีสมาชิกพูดอีก ผมจะไปเร็ว ๆ ครับ จะจบแล้ว ท่านประธานที่เคารพเรื่องเศรษฐกิจ ท่านดูนะครับ ภาพต่อไปเป็นภาพที่ ๑๐ นวด ช่วยกันดูนะครับ คนที่นั่งอยู่นี้เป็นผู้มาใช้บริการสถานนวดแห่งหนึ่ง สปาเฮลท์แคร์ (Spa Healthcare) ไปถึง ท่านประธานที่เคารพเขาบอกว่าต้องตรวจเอทีเค (ATK) ด้วยน้ำลาย เอทีเค (ATK) มีตรวจ ๒ ประเภท แหย่รูจมูกบานกันหมดที่สภา กับประเภทที่ ๒ ตรวจด้วย น้ำลาย ดูภาพต่อไปครับ วิธีการตรวจของเขาให้ถุย ขอโทษนะครับท่านประธาน มันเป็น ลักษณะภาษาจริง ๆ ให้ถุยน้ำลายใส่ถ้วยเล็ก ๆ เหมือนถ้วยน้ำจิ้ม แล้วก็เอาแท่งนี้จิ้มเข้าไป จิ้มปุ๊บก็นั่งรอ ถ้าขึ้นขีดเดียวให้นวด ถ้าขึ้น ๒ ขีด เรียกโรงพยาบาลล็อก (Lock) คอ ผมถามว่า มันผิดไหม ไม่ผิดครับ แต่ไม่เคยมีกฎหมายบอกอย่างชัดเจนเลยตั้งแต่ท่านเปิดประเทศมาว่า จะต้องทำเช่นนี้ เพราะผมโทรไปในกรุงเทพมหานคร หาสถาบันการนวดดังมากของเมืองไทย มีหลายสาขาตามริมถนน ชื่อมันแคร์ แคร์ ผมโทรไปถามเขาว่าถ้านวดต้องถุยน้ำลาย ก่อนนวด ผมไม่ไปนะครับ เขาบอกไม่มีหรอกค่ะ เข้าไปก็แค่วัดอุณหภูมิเข้าได้แล้ว นี่ครับรัฐบาล นี่ครับกรุงเทพมหานคร มาตรฐานอะไรก็ไม่รู้ไม่เหมือนกัน ผู้ปฏิบัติก็งงไปหมด ว่าตกลงฉันต้องปฏิบัติตนอย่างไร บางที่บอกร้านอาหารต้องฉีดยาพนักงาน ท่านประธาน ลองไปเดินห้างตอนนี้ ห้างชื่อดังทั้งหลายแหล่ตอนนี้ท่านประธานสังเกตให้ดีนะครับ ในห้าง มีคน ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ ก็คือ คนที่เป็นพนักงานของห้าง ผมยกตัวอย่างห้างซี (C) ใครก็แล้วแต่เป็นพนักงานห้างซี (C) จะได้รับการฉีดยา เขาจะมีเข็มวงกลม ๆ ปิดไว้ครับ พนักงานฉีดยาแล้วนะจ๊ะ แต่พอเดินไปถึงผู้เช่าที่มาขายยี่ห้อดัง ๆ แต่มาอยู่ในห้างนั้น ไม่มีหรอกครับท่านประธาน มีคนไหนฉีดยาบ้างครับ นี่ครับวิธีปฏิบัติของจริงของเมืองไทย มันจึงเกิดญัตติวันนี้ว่ารัฐบาล ตกลงเอาอย่างไร ประกาศกันคนละทีสองที ทำกันอย่างอีกคนปฏิบัติอย่าง เป็นช่องว่างให้กับ มิจฉาชีพในเครื่องแบบทั้งสิ้นท่านประธานครับ ผมไม่ได้บอกว่าจะทำแล้วมันจะยุ่งยาก ไม่อยากให้ระบาดคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ ๕ ไม่อยากเกิดคลัสเตอร์ (Cluster) ทองหล่อ อีกครับ ไม่อยากให้นายกรัฐมนตรีเสียฟอร์ม (Form) นายกรัฐมนตรีรุ่นนี้มีคนตาย ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ ศพ ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นเลยครับ ท่านประธานที่เคารพ คลัสเตอร์ (Cluster) ใหม่ต่าง ๆ ที่ผมยกตัวอย่างนี้เป็นเพียงเล็กน้อย จริง ๆ มีสมาชิกพรรคเพื่อไทย อีกหลากหลายที่จะสะท้อนปัญหา แต่ผมอยากจะเตือนท่านนายกรัฐมนตรีครับว่า ไม่ว่าท่าน จะเปิดให้คนไปเที่ยวใน ๑๗ จังหวัด ในแต่ละอำเภอในแต่ละสถานที่ ประเทศไทยเป็น ราชอาณาจักรหนึ่งเดียวที่บังคับใช้กฎหมาย บางเรื่องที่ท่านไปให้ในแต่ละท้องถิ่นประกาศเอง มันก็ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นนั้น ๆ ท่านประธานครับ พรุ่งนี้จะมีงานคอนเสิร์ตดังที่ชายหาดพัทยา ผมถามว่าห้ามดื่มแอลกอฮอล์ คนไปตื๊ด ๆ มันมัน มันฟังเพลงเร้าใจ มันจะนั่งพนมมือเหมือน สวดข้ามปีหรือครับ มันเป็นไปไม่ได้ และเขาไม่ไปซื้อเหมือนปกติที่ไปออกบูธ (Booth) ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้เขาซื้อกันเรียบร้อย เขาแปรสภาพเป็นกระติกน้ำร้อนไปเป็นที่เรียบร้อย หมดแล้ว ผมจึงถามรัฐบาลจริง ๆ เถอะครับว่า อยากได้สตางค์จริง ๆ หรือ หรืออยากได้ ก้อนหิน หรืออยากได้ดอกไม้ ท่านประธานครับ ผมขอสรุปเพียงเท่านี้ เพื่อจะได้ให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้สะท้อนปัญหา แต่ย้ำนะครับ การเสนอของฝ่ายค้านมี เป้าประสงค์เดียวเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับสังคมนี้ ให้ลูกจ้างที่ทำงานรายวันได้มีโอกาส ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) สามารถทำธุรกิจและเติบโตไปได้ ให้ใครก็แล้วแต่ในสังคมนี้เกิดความมั่นใจ ถ้าตราบใดท่านยังต้องไปเข้าคิวขอฉีดวัคซีนป้องกัน โควิด-๑๙ (COVID-19) ตราบใดที่ยังมีผู้มีอำนาจบอกว่าให้ได้ ให้ไม่ได้ เอทีเค (ATK) ตรวจได้ ตรวจไม่ได้ ผมจึงขออนุญาตเสนอญัตตินี้เพื่อเป็นองค์ประกอบในการอภิปราย ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเจ้าของญัตติท่านต่อไปนะครับ ท่านเรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทยครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ ผมเห็นความจำเป็นที่จะต้องเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อให้สภาของเราได้ร่วมกันพิจารณา ถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปิดประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนะครับ แต่ก็ควรที่จะได้มีการพิจารณาถึงผลกระทบต่อประชาชนในด้านอื่น ๆ ด้วยหลังจากที่มี การเปิดประเทศแล้ว เช่น ในเรื่องของการระบาดของโรคภายในประเทศ หรือผลกระทบ อื่น ๆ ที่อาจจะตามมา ท่านประธานครับ เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศหลังจากที่มีการ รัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ รัฐบาลไม่มีความสามารถในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทางเศรษฐกิจยิ่งไม่มีความสามารถเอาเสียเลย เพราะฉะนั้นมันก็เลยทำให้เกิดผลในวันนี้คือ เศรษฐกิจมันตกต่ำอย่างมาก ๆ ถ้าดูจากหนี้คงค้างของรัฐบาลเมื่อสิ้นเดือนกันยายน ๒๕๖๔ จะอยู่ที่ประมาณ ๘.๒ ล้านล้านบาท ซึ่งอาจจะใช้เวลาเป็นร้อยปีก็อาจจะใช้ไม่หมดครับ แล้วสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤติของโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ตั้งแต่ เดือนมกราคม ๒๕๖๓ เป็นต้นมา ที่ทำให้จำเป็นต้องปิดเมืองแล้วก็ปิดประเทศเป็นระยะ เวลานาน จนกระทั่งเศรษฐกิจตกต่ำอย่างที่สุดครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ในเมื่อสถานการณ์วันนี้ประชาชนกำลังลำบากยากจน ไม่มีการท่องเที่ยว ไม่มีการค้าขาย เมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ หลายเมือง อย่างเช่น จังหวัดเชียงใหม่เป็นต้น ปิดกิจการเหมือน เมืองร้างเลยครับ การเปิดเมือง เปิดประเทศให้พี่น้องประชาชนกลับมามีรายได้จาก การท่องเที่ยว และกลับมาทำมาหากินได้เหมือนเดิม มันมีความจำเป็นครับ ผมจึงขอยืนยันว่า การเปิดประเทศนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ เพียงแต่อย่างนี้ครับท่านประธาน เวลาที่ รัฐบาลคิดจะเปิดประเทศ มันจะต้องมีแผน มียุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดและรอบคอบ ขั้นตอน ต่าง ๆ ไม่ควรจะยุ่งยาก จนกระทั่งทำให้เป็นปัญหา เป็นอุปสรรค ในเมื่อเรายอมเสี่ยงที่จะ เปิดประเทศเพื่อจะนำเงินเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอยู่แล้ว เราไปสร้างปัญหา ไปสร้างแบริเออร์ (Barrier) ทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากเข้ามา แล้วจะทำเงินได้อย่างไรครับ สำหรับความยุ่งยากต่าง ๆ และปัญหาต่าง ๆ นี้ ท่านจิรายุได้บรรยายไปอย่างละเอียดแล้ว ผมจะไม่พูดซ้ำนะครับ ซึ่งรัฐบาลควรจะนำไปแก้ไข ฉะนั้นแล้วการเปิดประเทศก็จะไม่สัมฤทธิ์ผล จะไม่ประสบความสำเร็จ แล้วก็ไม่ได้ประโยชน์ อะไรขึ้นมาเลยจากการเปิดประเทศ แล้วยังต้องเสี่ยงอีกด้วยนะครับ ท่านประธาน เราต้อง ยอมรับครับว่าเหรียญมี ๒ ด้าน สมมุติว่าเราทำได้ดี มาตรการการเปิดประเทศได้ดี เรามี นักท่องเที่ยวเข้ามา แล้วเราก็สามารถที่จะฟื้นเศรษฐกิจได้ ทำมาหากินได้ดี แต่ว่าผลกระทบ ด้านลบที่ตามมามันก็มีครับ เพราะว่าวันนี้ต้องยอมรับนะครับว่าการระบาดของ โควิด-๑๙ (COVID-19) ในประเทศ แม้ว่าสถานการณ์มันจะดีขึ้น แต่มันก็ยังมีการระบาดอยู่ วันนี้มีผู้ติดเชื้อ ๗,๕๐๐ คน ตายไป ๕๗ คน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังเกิดอยู่ในเมืองใหญ่ เช่น กทม. จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชลบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัด นครศรีธรรมราช เป็นต้น แล้วก็ยังมี ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการติดเชื้อส่วนใหญ่ ไม่น่ากังวลครับสำหรับเชื้อนำเข้า เพราะว่านักท่องเที่ยวไม่เป็นผู้นำเข้าเชื้อสักเท่าไร แต่ว่า ปัญหาก็คือการจัดการ การควบคุมการระบาดของโรคภายในประเทศ ผมคิดว่าประสิทธิภาพ ในเรื่องนี้ยังดีไม่มากพอครับ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดการระบาดระลอกใหม่ก็ยังมีอยู่ครับ ท่านประธานครับ ที่ผมพูดมานี้มีเหตุผลชัดเจนครับว่า การระบาดของโรคนั้นยังเป็นอันตรายอยู่ เพราะว่าอัตราการได้รับวัคซีนของประชาชนคนไทยที่ครบโดส จริง ๆ อยู่ที่เท่าไรรู้หรือไม่ เมื่อเช้านี้อยู่ที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับ และที่สำคัญผมได้เคยพูดในที่สภาแห่งนี้ หลายครั้งแล้วว่า จริง ๆ กลุ่มที่ต้องระวังมาก ๆ คือกลุ่มเปราะบางครับ คือกลุ่มผู้สูงอายุ กับผู้ที่มีโรคประจำตัว ๗ โรค มีอยู่เท่าไรครับในประเทศไทย คือ ๑๕ ล้านคน ใน ๑๕ ล้านคน ท่านทราบไหมครับ มีอยู่ถึงประมาณ ๕ ล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ รัฐบาลจะต้องเร่งรัดรีบทำก็คือต้องรีบฉีดวัคซีนกลุ่มนี้ให้เร็วที่สุด เพราะอะไรครับ เพราะว่า ถ้าคนกลุ่มนี้ติดเชื้อเข้าไปปุ๊บรับรองได้ว่าจะต้องป่วยหนัก และเข้าโรงพยาบาลและจะ เป็นภาระ เป็นเวิร์ก โหลด (Work load) ให้กับระบบสาธารณสุขทันทีเพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ เป็นข้อเสนอที่ทางสภาเราอยากให้รัฐบาลไปรีบดำเนินการครับ🔗
ท่านประธานครับ มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าเราจะ เปิดโรงเรียนให้เด็กนักเรียน เพราะฉะนั้นมันจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งฉีดวัคซีนให้กับเด็กครับ มิเช่นนั้นแล้วเด็กก็อาจจะได้รับอันตรายจากการระบาดกันภายในโรงเรียน จึงควรเป็น มาตรการเร่งด่วนที่รัฐควรจะต้องรีบจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพให้กับเด็กนักเรียนครับ ท่านประธานครับ ที่ผมพูดมาทั้งหมดเป็นเพียงยกตัวอย่างให้เห็นว่าเมื่อเราจำเป็นต้องเปิด ประเทศและเปิดเมืองเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เราก็จำเป็นต้องคิดถึงปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ผมจึงขอเสนอเป็นญัตติด่วนเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้ช่วยกันหาคำตอบ หามาตรการ เพื่อเสนอ ให้กับรัฐบาลไปดำเนินการ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ทั้งในทางเศรษฐกิจและในด้านอื่น ๆ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นเจ้าของญัตติด่วนด้วยวาจาอีก ๑ ท่านนะครับ คือท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ พรรคภูมิใจไทย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมได้ขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่วมกันในประเด็นการเตรียมความพร้อมในการเปิดประเทศ ความพร้อม ด้านสาธารณสุข และผลกระทบทางเศรษฐกิจ ขอบคุณท่านประธานและขอบคุณสมาชิก ทุกท่านที่กรุณาเสนอญัตตินี้ แล้วก็ให้ความสำคัญของเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ในการเปิด ประเทศนั้น ในส่วนตัวผม ผมต้องเรียนว่าผมมีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับที่ตอนนี้ รัฐบาลเริ่มนโยบายในการเปิดประเทศ แล้วก็เปิดประเทศตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราได้มีการเริ่มต้น ถึงแม้ว่าตลอดระยะเวลา ๑๐ วันเศษ ๆ ที่ผ่านมา จะมีความขลุกขลักบ้าง แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีครับ ที่เราจะได้มีโอกาสถอดบทเรียน ถึงความผิดพลาดในการเริ่มต้น เพราะทราบมาว่าเปิดประเทศมา ๑๐ กว่าวันนั้นยังไม่ได้รับ ความนิยมมากนัก แต่ยังมีปัญหาและอุปสรรคอยู่จำนวนมากที่รัฐบาลจะต้องนำไปแก้ไข แล้ววันนี้เราก็จะขอเสนอในอีกมุมหนึ่งที่จะเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถนำไปปรับปรุงได้🔗
ประเด็นแรกครับ ตั้งแต่ก่อนเข้ามาเลย ก็คือเรื่องของไทยแลนด์ พาส (Thailand pass) ซึ่งไทยแลนด์ พาส (Thailand pass) หลายท่านก็ได้พูดครับว่าปัญหา นักท่องเที่ยวที่เขามารออยู่เป็นจำนวนมากไม่สามารถเข้าประเทศได้ ความล่าช้าของระบบ ที่จำเป็นจะต้องปรับปรุง บางเคส (Case) เขามีการแจ้งมาว่า แจ้งการเดินทางตั้งแต่วันที่ ๓ แล้วจะเดินทางวันที่ ๘ แต่ในระบบบอกว่า จะตอบกลับไปภายใน ๗ วัน ซึ่งก็ไม่ทัน กำหนดการเดินทางของเขา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดูว่าใครเป็น ผู้รับผิดชอบโดยตรงและแก้ปัญหานี้ให้ได้🔗
ประเด็นต่อมาครับ ที่หลังจากมีข่าวว่ามีการเปิดประเทศก็เริ่มมีการตื่นตัว แล้วก็มีการพูดคุยกันมากขึ้น นักเรียน นักศึกษา ซึ่งเป็นคนไทยที่ศึกษาอยู่ในต่างประเทศ ในหลายประเทศ ประเทศต้นทางของเขา เขาฉีดวัคซีนให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี เพียง ๑ โดสครับท่านประธาน ประเทศเรา เรากำลังพูดถึงกันว่าคนที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ต้องได้รับวัคซีน ๒ โดส แต่ในหลายประเทศ อย่างเช่น สหรัฐราชอาณาจักร หรือประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐบาลกลางของเขาประกาศฉีดวัคซีนให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี เพียง ๑ โดส หมายความว่าหากเขาต้องการจะเข้าประเทศไทย เขาต้องรับวัคซีน ๒ โดสก่อน เมื่อเข้ามาแล้วไม่ต้องกักตัวเขาไม่สามารถกระทำได้ครับ เพราะประเทศต้นทางไม่ได้ฉีดให้เขา แต่เมื่อมาถึงเมืองไทย พอเขาเจอมาตรการที่บอกว่าต้องฉีดวัคซีน ๒ โดสก่อน แล้วเขาก็ต้องมา ทำการเอเอสคิว (ASQ) นี่ค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็เป็นภาระที่หนักครับ อีกทั้งการเดินทางมาของ นักเรียนในช่วงปิดเทอมก็เป็นระยะสั้น กักตัวเสร็จก็ต้องกลับบ้านแล้ว แทบจะไม่ได้มาพบปะ ครอบครัวเลย ก็ต้องฝากมาตรการนี้ไปช่วยพิจารณาด้วย🔗
ต่อมาครับ คือเรื่องของการประกาศจังหวัดสีฟ้า วันนี้รัฐบาลอาจจะต้องมา ลองทบทวนมาตรการนี้ดูนะครับว่า การประกาศจังหวัดที่เป็นสีฟ้านั้น ถูกต้องครบถ้วน หรือไม่ เราจะเห็นได้ว่าในหลายจังหวัดเริ่มมีคำถามครับ เริ่มมีคำถามว่าจังหวัดที่เขาเคยรับ นักท่องเที่ยว ทั้งในและต่างประเทศ และไม่มีจำนวนผู้ติดเชื้อ เหตุใดยังไม่ได้ประกาศ เป็นจังหวัดสีฟ้า ผมเสนอรัฐบาลเช่นนี้ครับว่า วันนี้เราปิดกั้นไม่ได้ เมื่อนักท่องเที่ยวเขามา เราต้องเริ่มจากการท่องเที่ยวในประเทศก่อนครับ แล้วเราก็รับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ดังนั้นรัฐบาลนี่จึงควรที่จะให้แต่ละจังหวัดเขาเตรียมแผน เตรียมความพร้อม แล้วเขาเสนอ แผนเลยว่าจังหวัดใดที่พร้อมจะรับนักท่องเที่ยว และทำมาตรการตามที่รัฐบาลกำหนด ก็สามารถให้เขาเป็นจังหวัดสีฟ้าได้ ต้องเริ่มให้จังหวัดทำแผนเลย ต่อจากนั้นครับ คือการ เตรียมความพร้อมของประชาชนในประเทศ วันนี้เราได้รับรายงานว่าจำนวนผู้ฉีดวัคซีน ในประเทศไทย ฉีดวัคซีนไปทั้งสิ้นประมาณ ๘๕ ล้านโดส ประชากรที่ได้ฉีดเข็มแรกประมาณ ๔๐ กว่าล้านคน วันนี้การฉีดวัคซีนในประเทศไทยนี่เราฉีดเป็นอันดับที่ ๑๘ ของโลกนะครับ จำนวนประชาชนที่ได้รับวัคซีนต่อจำนวนประชากรทั้งหมด คิดเป็นอันดับที่ ๑๘ ของโลก ซึ่งก็ถือว่าน่าชื่นชม น่าชมเชยที่ท่านทำได้เร็วหลังจากที่วัคซีนเข้ามาครบถ้วน แต่เราก็ยังหวัง ที่จะให้ประชาชนของเราได้รับวัคซีนมากกว่านี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือตอนนี้ประชาชนเริ่มให้ความร่วมมือในการฉีดวัคซีนลดลงแล้ว ผมได้รับฟังปัญหานี้มาจากไม่ว่าจะเป็นท่าน ส.ส. ภราดร ท่าน ส.ส. อื่น ๆ อีกหลายท่านครับ ที่บอกว่าตอนนี้ดูแนวโน้มแล้วจะมีหลายจังหวัดนะที่จะมีวัคซีนเหลือ เพราะประชาชน ไม่อยากจะไปฉีด ดังนั้นมีความจำเป็นครับ ที่รัฐบาลจะต้องปรับมาตรการแล้ว เราจะไป กระตุ้นให้เฉพาะกระทรวงสาธารณสุขไปกระตุ้นยอดบอกว่าจำนวนผู้ฉีดวัคซีนเริ่มช้าแล้วนะ กระทรวงสาธารณสุขไปกระตุ้นยอดสิไม่พอครับ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความร่วมมือ จากหลายหน่วยงานครับ เช่น กระทรวงมหาดไทย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด วันนี้รัฐบาลท่าน ต้องวางแผนให้แต่ละจังหวัดนี่เขาทำแผนฉีดวัคซีนว่าจะทำอย่างไร จะเป็นการฉีดวัคซีน เชิงรุกให้ได้มากที่สุด เพื่อให้มีปริมาณของผู้ได้รับวัคซีนนี่เร็วที่สุดและเยอะที่สุดครับ🔗
ประเด็นต่อไปครับ ก่อนหน้านี้เราเคยมีแอปพลิเคชัน (Application) หมอพร้อม ตอนนี้ผมจะพูดเฉพาะหมอพร้อมนะครับ เพราะหมอพร้อมตอนนี้กำลังเป็น ปัญหา คนที่ได้รับวัคซีนลอต (Lot) แรก ๆ นี่ก็คือ คนที่ลงกับแอปพลิเคชัน (Application) หมอพร้อม ซึ่งเขาได้รับซิโนแวค (Sinovac) ๒ เข็ม แต่ปัจจุบันนี้หมอพร้อมไม่อัปเดต (Update) แล้วท่านประธานครับ พอหมอพร้อมไม่อัปเดต (Update) หมายความว่าข้อมูล ของผู้ที่ได้รับวัคซีนขาดการเชื่อมต่อ วันนี้คนเหล่านั้นเมื่อเขาจะไปขอวัคซีนกระตุ้น หรือบูสเตอร์โดส (Booster dose) วัคซีนเข็ม ๓ นี่ปรากฏว่าเขาไม่มีข้อมูล ไม่สามารถที่จะไป รับวัคซีนได้ ปัญหานี้เราจะแก้อย่างไร ต้องแก้นะครับ🔗
ประเด็นต่อมาครับ คือการให้วัคซีนกับกลุ่มประชาชนที่เขาฉีดวัคซีนทางเลือก ทราบมาว่าในรายงานที่เขาทำ ๆ กันมานี่ครับ เขาคาดการณ์ว่าจำนวนวัคซีนจะต้องใช้เท่าไร จะต้องฉีดให้ประชาชนเท่าไร แต่จำนวนเหล่านี้ไม่ได้นับรวมกับผู้ที่ฉีดวัคซีนทางเลือก เป็นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องรับไปพิจารณานะครับ ว่าการฉีดบูสเตอร์โดส (Booster dose) ให้กับผู้ที่ฉีดวัคซีนทางเลือกมานั้นจะต้องกระทำได้ บุคคลที่เขาไปฉีดวัคซีนทางเลือกมาเขา ต้องมีสิทธิที่จะได้รับบูสเตอร์โดส (Booster dose) การฉีดบูสเตอร์โดส (Booster dose) เข็ม ๓ ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ ในสังคมโลกในปัจจุบันนี้ บางคนบอกว่าเป็นเพราะว่าวัคฉีดที่ฉีด มาก่อนนั้นไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่ จำเป็นจะต้องฉีดเข็ม ๓ ไม่ใช่ครับ วันนี้ในหลายประเทศเขาก็ เห็นแล้วว่าวัคซีน ๒ เข็ม ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใด อาจจะไม่เพียงพอ อย่างเช่น ประเทศอิสราเอล วันนี้เขาฉีดไฟเซอร์ (Pfizer) ๓ โดส เพราะเขาเห็นว่าการฉีดโดสที่ ๓ นี้จะเป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้มากกว่า🔗
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานครับ ในการเปิดประเทศครั้งนี้ นอกจากเรา จะเตรียมมาตรการต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่ผมคิดว่าจะเป็นความหวังให้กับคนไทยทั้งประเทศ ก็คือยารักษา วันนี้ได้ทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมการที่จะซื้อยา ๒ ตัวครับ ก็คือโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) กับแพกซ์โลวิด (Paxlovid) ซึ่งทั้ง ๒ อย่างนี้มีประสิทธิภาพ ในการป้องกันการป่วยหนักที่จะต้องไปนอนรักษาในโรงพยาบาลสูงถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ยานี่ล่ะครับท่านประธานที่จะเป็นความหวังสำหรับโรคระบาดในตอนนี้ หากโรคระบาดนี้ ทานยาเข้าไปแล้ว แล้วไม่มีอาการป่วยหนัก ลดการตายได้อย่างชัดเจน โรคนี้ก็จะสามารถ กลายเป็นโรคประจำถิ่นได้อย่างรวดเร็ว ผมทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขจะมีโครงการ ที่จะรับลอต (Lot) แรกเข้ามาประมาณเดือนธันวาคม ถ้าเร็วกว่านั้นได้ก็ดีนะครับ แต่ถ้าเกิดว่า เร็วกว่านั้นไม่ได้ อย่างน้อย ๆ ก็ขอให้เข้ามาตามกำหนดเวลาก็คือเดือนธันวาคม และยา ๒ อย่างนี้ เป็นยากินทั้งคู่ เมื่อเป็นยากินทั้งคู่ หมายความว่าการจ่ายยาของแพทย์จ่ายได้ง่าย ประชาชน มีโอกาสเข้าถึงได้มากกว่า ก็ขอให้กำลังใจในส่วนนี้ แล้วก็ขอท่านประธานครับ นำความเห็น ของญัตติที่ผมเสนอนี้ กับความเห็นของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านในวันนี้ นำเสนอสู่รัฐบาลเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นำเสนอเหตุผลครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมและพรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอญัตติด่วน เรื่องประสิทธิภาพของมาตรการและผลกระทบจากนโยบายเปิดประเทศ ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการนำเสนอเพื่อที่จะให้รัฐบาลได้รับฟังปัญหาข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อรับไปสู่การปฏิบัติของรัฐบาลต่อไป ต้องยอมรับครับท่านประธานว่านโยบายเปิดประเทศนั้น เป็นเรื่องที่ใหม่อยู่มาก ในท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศ ทั้งในแง่เศรษฐกิจก็ดี ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนก็ดีเรื่องของ สุขอนามัยของผู้คนก็ดี ยาวนานต่อเนื่องกันมาถึงเกือบ ๒ ปีแล้ว นโยบายการเปิดประเทศ สำหรับผมเองนั้น ผมมีความเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เมื่อมองจากปัญหาที่เกิดขึ้น จากผลกระทบของโควิด-๑๙ (COVID-19) ทั้งต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหลักที่สุดก็คือธุรกิจการท่องเที่ยว ในภาคใต้บ้านผมทุกจังหวัดที่เป็นจังหวัด ท่องเที่ยวนั้น ตลอดเกือบ ๒ ปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าแทบไม่มีความหวังใด ๆ เลยที่พอที่จะทำ ให้เศรษฐกิจในแต่ละจังหวัดนั้นสามารถจะฟื้นคืนกลับมาเหมือนเดิมได้ ผมลองโทรศัพท์ ถามเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นนักธุรกิจอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งทำธุรกิจเรื่องท่องเที่ยวอยู่ด้วย ผมถามว่า ความเห็นของคนภูเก็ตต่อเรื่องนโยบายเปิดประเทศเป็นอย่างไร เขาบอกว่าเขาดีใจ อย่างน้อยที่สุดเป็นความหวังหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นคืนมาได้ ในท่ามกลางสภาวะ ที่ซึมเซากับผลกระทบของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งมองไม่เห็นทางออกก่อนหน้านี้ ผมเรียน ท่านประธานเรื่องนี้ก็เพราะว่าการตัดสินใจเปิดประเทศของรัฐบาลในครั้งนี้นั้น ก็คงไม่ต่างกับ อีกหลายประเทศครับ ที่ต้องตัดสินใจทำในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศทางฝั่งยุโรปก็ดี ทางอเมริกาก็ดี หรือทางฝั่งเอเชียก็ดี แต่ละประเทศต่างก็มีมาตรการซึ่งกำหนดขึ้นมา อาจจะเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง เข้มงวดบ้าง ผ่อนปรนบ้าง อย่างสหรัฐอเมริกาเองก็มีนโยบาย ที่ค่อนข้างจะผ่อนปรนมากกว่าของทางญี่ปุ่น เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งต้องยอมรับว่านี่เป็นเรื่องใหม่ การกำหนดมาตรการต่าง ๆ นั้นจึงยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน อย่างเช่นในกรณีประเทศไทย ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราจับความจากถ้อยแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งได้แถลงในโอกาส ที่จะมีการเปิดประเทศนั้น ท่านเองก็พูดชัดว่ารัฐบาลอยู่ท่ามกลางทางเลือกที่จะเลือกว่า จะปกปักรักษาชีวิตผู้คน และในขณะเดียวกันก็ต้องปกปักรักษาการทำมาหากินของผู้คนไปด้วย ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีรัฐบาลก็ตัดสินใจจะปกป้องรักษาชีวิตคน เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้นแล้ว จึงจะต้องดำเนินการต่อไปในเรื่องของการปกปักรักษาการทำมาหากินของผู้คน นโยบาย เปิดประเทศจึงตามมา แต่ธรรมดาครับในเรื่องของการดำเนินนโยบายในท่ามกลาง การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นย่อมต้องมีความเสี่ยงเกิดขึ้น ญัตติที่ผมเสนอ จึงมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการบริหารความเสี่ยงจากนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาล และการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากนโยบายเปิดประเทศนี้ด้วย ในเรื่องของการบริหาร ความเสี่ยงนั้น ผมคิดว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดการเปิดประเทศนั้นมีความเสี่ยงอยู่ ๒ ด้าน🔗
ในด้านที่ ๑ เป็นความเสี่ยงด้านสาธารณสุขซึ่งจะเกิดขึ้นกับทั้งระบบ สาธารณสุขและชีวิตของผู้คน มีหลายคนกังวลว่าการเข้ามาของบรรดานักท่องเที่ยว และการเปิดประเทศในจังหวัดที่มีการเปิดไปแล้ว มีการผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ นั้นอาจจะ ทำให้มีการระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) เพิ่มมากขึ้นก็ได้ ซึ่งในหลายจังหวัด ก็มีความพยายามป้องกันปัญหานั้นเบื้องต้น เช่น การเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม ขยายมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อเปิดประเทศนั้นก็อาจจะมีผลกระทบในด้านลบตามมา ซึ่งเป็นความเสี่ยงหนึ่งที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น จะมีโควิด (COVID) สายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งในถ้อยแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีที่ออกทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ก็มีการพูดถึง เรื่องนี้เอาไว้เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าความเสี่ยงเรื่องนี้ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ถ้ามีการระบาด ในลักษณะที่เพิ่มมากขึ้น เป็นวงกว้างมากขึ้น อาจจะมีผลต่อระบบสาธารณสุขในแต่ละที่ ซึ่งบางจังหวัดก็ตึงตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องจำเป็นที่ผมอยากจะเสนอว่าในเรื่องการ เปิดประเทศนั้น รัฐบาลโดย ศบค. อาจจะต้องมีการประเมินสถานการณ์ผลกระทบ ด้านสาธารณสุขที่เกิดขึ้นจากนโยบายเปิดประเทศเป็นรายวัน ตั้งแต่เปิดประเทศมาตั้งแต่ วันที่ ๑ จนกระทั่งมาถึงวันนี้วันที่ ๑๑ ถ้าดูจากสถิตินักท่องเที่ยวที่เข้ามานั้นมากกว่า ๒๐,๐๐๐ คนที่ลงยังท่าอากาศยานต่าง ๆ ทั่วทุกจังหวัดที่มีการเปิดประเทศ และตัวเลขนี้ ก็อาจจะนับวันที่จะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้อีก เพราะฉะนั้นการที่จะประเมินผลกระทบต่อทางสาธารณสุขเป็นเรื่องจำเป็น และต้องกระทำ ด้วยความละเอียดมาก ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าในถ้อยแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีนั้นยังไม่ได้ กล่าวถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจนนัก ท่านเพียงแต่กล่าวถึงว่าถ้ามีการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ เพิ่มมากขึ้น อันเกิดมาจากการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวก็อาจจะต้องมีการประเมิน ผลกระทบใหม่ ซึ่งอันนั้นถูกต้องครับ แต่การประเมินสถานการณ์โดยทั่วไปนั้นต้องทำด้วย ความละเอียดมาก เพราะในขณะที่ตัวเลขของประเทศเป็นขาลงนั้นหลายจังหวัดในทาง ภาคใต้ก็อยู่ในขาขึ้นครับ บางจังหวัดอาจจะไม่ใช่เป็นจังหวัดที่อยู่ ๑ ใน ๑๗ จังหวัด แต่อยู่ติด กับจังหวัดที่มีการเปิดประเทศให้สามารถท่องเที่ยวได้ การเข้าไปดูแลในเรื่องของวัคซีน ให้ครอบคลุมจำนวนประชากรมากขึ้นก็ยิ่งจำเป็นครับ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดนครศรีธรรมราช ในขณะนี้ หรือแม้แต่กระทั่งจังหวัดตรังซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดกระบี่ เหล่านี้เป็นต้น ไม่ได้พูดถึง ๓ จังหวัดภาคใต้หรือจังหวัดสงขลา ซึ่งก็เป็นจังหวัดที่มีการระบาดสูงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการทุ่มเทดูแลในเรื่องวัคซีนก็ดี การเข้าไปเสริมประสิทธิภาพของระบบ สาธารณสุขก็ดี เป็นเรื่องจำเป็นครับ นี่คือการบริหารความเสี่ยงอันดับแรกที่ผมคิดว่าจำเป็น ที่ต้องมีการพูดถึงจากเรื่องของนโยบายเปิดประเทศ🔗
การบริหารความเสี่ยงในประการที่ ๒ ซึ่งผมเองอ่านพบจากหลายบทความ ในสื่อมวลชนที่ทำรายงานเกี่ยวกับเรื่องภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศ ข้อกังวลของเขา ก็คือว่า ในการเปิดประเทศนั้นจะมีการคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวก็ดี ผู้เข้ามา ท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็ดีจำนวนมากน้อยเท่าใด ซึ่งตรงนี้ข้อเตือนของเขาก็คือ ไม่ควรสร้าง ความคาดหวังเกินความเป็นจริงหรือเกินความจำเป็น เพราะอาจจะทำให้ธุรกิจประเมิน สถานการณ์ผิดพลาด แล้วก็มีการลงทุนและอาจจะเกิดภาวะขาดทุนอันเกิดจากการประเมิน สถานการณ์ต่าง ๆ ที่ผิดพลาดได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ ในบทความหนึ่งเขียนไว้ ถึงขนาดว่าในจังหวัดท่องเที่ยวบางที่นั้นเมื่อได้ยินเรื่องเปิดประเทศ จากธุรกิจที่เคยปิด ไปปีกว่า พนักงานจะต้องหยุดงานไปทำงานที่อื่นก็ต้องลงทุนเพิ่มเติม เพราะฉะนั้น การประเมินเหตุการณ์ที่ถูกต้อง ด้วยการประเมินโดยรัฐบาลร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้อง และส่งข้อมูล ส่งสัญญาณที่ถูกต้องให้กับบรรดาภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องการท่องเที่ยวนั้นเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะมิเช่นนั้นแล้วธุรกิจที่ลงทุนไปถ้าเกิดมี การประเมินเหตุการณ์ที่ผิดพลาดก็อาจจะเกิดภาวะของการขาดทุนได้ นี่เป็นการบริหาร ความเสี่ยงหลัก ๆ ๒ ข้อ ที่ผมคิดว่านโยบายเปิดประเทศจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องรับไปพิจารณา เพื่อที่จะกำหนดมาตรการที่ชัดเจนกว่านี้มากขึ้น ในขณะเดียวกันนโยบายเปิดประเทศ ก็ย่อมต้องมีผลกระทบ เพื่อนสมาชิกในสภานี้ได้หยิบยกประเด็นของแรงงานเถื่อน ที่ทะลักเข้ามา และสื่อมวลชนหลายแขนงก็หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา ซึ่งมันก็เป็นด้านที่กลับกัน ของภาวะเศรษฐกิจที่กระทบจากโควิด (COVID) มาเกือบ ๒ ปีแล้ว แรงงานที่มีการปิดกิจการลง ต่างก็เดินทางกลับภูมิลำเนาของตัวเอง เมื่อจู่ ๆ มีการเปิดประเทศ มีสภาวะทางเศรษฐกิจ ที่มีความหวังมากขึ้น ก็จำเป็นจะต้องมีแรงงานเข้ามาทำงานมากขึ้น มาตรการตรงนี้ ผมคิดว่าฝั่งของกระทรวงแรงงานน่าที่จะมีบทบาทสูงสุดในการที่จะกำหนดมาตรการ ให้มีความเหมาะสมของการรับแรงงานเข้ามาสู่ระบบแรงงานที่ถูกต้องและมีระบบ ที่เข้าถึงโดยง่าย ผมอ่านเจอคณะกรรมาธิการของแรงงานของสภานี้ได้สัมภาษณ์ไว้ว่า ระบบของการเข้าสู่แรงงานที่ถูกต้องนั้นยังมีปัญหา มีความซับซ้อนและเข้าถึงยาก รวมถึง มีต้นทุนที่สูงอยู่ ซึ่งประเด็นนี้จำเป็นมากที่ ศบค. จะต้องหยิบยกขึ้นมา แล้วก็หาทาง ที่จะแก้ไขปัญหาเพื่อให้นโยบายเปิดประเทศนั้นมีประสิทธิภาพและสามารถดำเนินนโยบาย ต่อไปได้อย่างเกิดผลอย่างแท้จริง อันนี้คือประเด็นที่ในนามของพรรคประชาธิปัตย์ เราก็อยากที่จะเสนอรัฐบาลในเรื่องของการเปิดประเทศ ในขณะเดียวกันนั้นสิ่งหนึ่งที่จะต้อง หยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันต่อเนื่องจากเรื่องของนโยบายเปิดประเทศก็คือ ถ้ามันสามารถ ดำเนินไปแล้วมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมากขึ้น เราจะทำอย่างไรให้ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนซึ่งทำงานอยู่ในแวดวงการท่องเที่ยว ทั้งหลาย อย่างเช่น ในภาคใต้มีคนตกงาน เพราะธุรกิจท่องเที่ยวต้องปิดตัวลงอันเนื่องมาจาก การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นับเป็นแสนคน ไม่มีทางหรอกครับที่ในระยะสั้น คนเป็นแสนคนเหล่านี้จะมีงานทำได้ทันที เพราะมันจะค่อย ๆ ฟื้นขึ้น และยังมีสถานการณ์ ความไม่แน่นอนของการระบาดอยู่ด้วย การเข้าถึงของรัฐในการไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องจำเป็น การมีเงินทุนเข้าไปพยุงธุรกิจให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการท่องเที่ยวก็เป็นอีก ประเด็นหนึ่งที่จำเป็นจะต้องหยิบยกขึ้นมาพูดในสภาวการณ์ที่มีนโยบายของการเปิดประเทศนี้ เช่นเดียวกันครับ ผมถือโอกาสนี้เสนอญัตติด่วนนี้มา และเพื่อนสมาชิกก็อาจจะช่วยกัน เติมเต็มประเด็นเหล่านี้ เพื่อรัฐบาลได้เดินหน้าต่อไปในเรื่องนโยบายเปิดประเทศ เพื่ออย่างน้อยที่สุด เป็นความหวังของการฟื้นฟูเศรษฐกิจของบ้านเรา ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเป็นญัตติด่วนด้วยวาจาของท่านซูการ์โน มะทา พรรคประชาชาติ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ผมอาศัยตาม มาตรา ๑๒๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้บัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจและหน้าที่ ในการกระทำกิจการพิจารณาหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันเป็นการควบคุม และการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินโดยฝ่ายนิติบัญญัติ และประกอบกับข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๕๐ กำหนดให้กรณีเกี่ยวกับประโยชน์ สำคัญของแผ่นดิน หรือมีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าในทางเศรษฐกิจ หรือในทางใด ๆ ก็ตาม หรืออันที่จะขจัดเหตุใด ๆ ที่กระทบกระเทือนต่อเสรีภาพของ ประชาชนอย่างร้ายแรง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถเสนอญัตติด่วนได้ ดังนั้น ผมและสมาชิกพรรคประชาชาติ จึงจำเป็นต้องเสนอญัตติด่วนเพื่อกรณีการเปิดประเทศ ของรัฐบาล เพื่อนำปัญหาที่เกี่ยวข้องมานำเสนอต่อรัฐบาลได้พิจารณาต่อไป ท่านประธานครับ ด้วยปรากฏว่านับตั้งแต่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ที่ประเทศไทยได้เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางเข้ามาในประเทศโดยไม่ต้องกักตัวนั้น จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ตาม สื่อสารมวลชนและพบว่ามีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่ปรากฏจากข่าวว่า มีการติดเชื้อโควิด (COVID) ด้วยก็สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนชาวไทย ชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื้อโรคโควิด (COVID) ได้ระบาดอย่างร้ายแรงติดต่อกันอย่างง่าย มีขั้นอันตราย ถึงแก่เสียชีวิต จริงอยู่ครับการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา ในประเทศไทยนั้น เป็นโอกาสที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่การกระทำก็ต้องทำด้วยความมั่นใจ และมีมาตรการรองรับที่ดี มีประสิทธิภาพ และการบริหารราชการแผ่นดินในการป้องกัน รักษาโรค และการจัดหาวัคซีน ตลอดจนการสร้างการรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ ที่ไร้ประสิทธิภาพ อย่างสิ้นเชิงนั้นจะนำพาประเทศและประชาชนไปสู่ความเสี่ยงอย่างร้ายแรงได้ สิ่งที่จะ สะท้อนให้เห็นว่าทำไมพรรคประชาชาติถึงได้ให้ความสำคัญต่อญัตติด่วนนี้ ก็คือเรื่องของ การไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินดังกล่าวจากความไม่แน่นอนในเรื่อง การตัดสินใจ ซึ่งเราก็ทราบดีว่าตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ประเทศไทย เราประสบกับวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) อย่างร้ายแรง จะเห็นยอดผู้ป่วยที่สะสมแต่ละวันในรอบอาทิตย์หนึ่งก็ระดับหมื่นคนขึ้นไป และเสียชีวิตหลักร้อยกว่าทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ผมอยากจะนำเรียนต่อท่านประธานว่า การเปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น แต่รัฐบาลกลับไม่ได้เปิดชายแดน ทำให้เมืองต่าง ๆ ที่อยู่ตามเมืองชายแดนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเชียงราย จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสงขลา และจังหวัดอื่น ๆ อีกหลายจังหวัดของประเทศไทย ก็ขาดโอกาสตรงนี้ ผมเชื่อว่าการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาในประเทศไทยนั้น ก็อาจจะส่งผลไปส่งเสริมสนับสนุนเศรษฐกิจของจังหวัดที่อยู่ตามชายแดนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในจังหวัดนราธิวาสนั้น หรือจังหวัดยะลา หรือจังหวัดปัตตานี พี่น้องประชาชนคนไทยจำนวนเป็นแสนคนก็เคยไปทำงานในประเทศมาเลเซีย เป็นคนไทย ที่เปิดเป็นร้านอาหารในพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อมีการแพร่ระบาดซึ่งพวกเรา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้หรือในนามพรรคประชาชาติก็นำสะท้อนปัญหามาตลอดว่า เรามีแรงงานคนไทยที่ทำงานในประเทศมาเลเซียเป็นแสนคนได้รับผลกระทบ ได้รับ ความเดือดร้อน ไม่มีงานทำ กลายเป็นคนว่างงาน ก็ไม่ได้รับการเหลียวแล เยียวยา จากรัฐบาลแต่อย่างใด สิ่งเหล่านี้อยากจะสะท้อนให้เห็นว่า การเปิดประเทศครั้งนี้เราจำเป็นที่จะต้องมาดู ให้เกิดความเป็นธรรมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่มีผลกระทบโดยพื้นฐานที่มีรายได้ จากการท่องเที่ยว ผมยกตัวอย่างเช่นเมืองท่องเที่ยวอย่างอำเภอเบตง จังหวัดยะลานั้น ส่วนใหญ่จะรับนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งวันนี้ประเทศมาเลเซียฉีดวัคซีนให้กับ พี่น้องประชาชน ๙๔ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่เหตุใดทางรัฐบาลกลับไม่ยอมไปพิจารณาในเรื่อง การเจรจาเพื่อเปิดพรมแดน ผมเชื่อว่าถ้าเปิดพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศ มาเลเซียนั้น จะเป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนที่มีธุรกิจในเรื่องของการท่องเที่ยวบ้าง ธุรกิจทางด้านการค้าขายบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส สิ่งเหล่านี้คือปัญหาที่เราอยากจะสะท้อนว่า นโยบายการเปิดประเทศของรัฐบาลนั้นไม่ได้ ดูแล เยียวยากลุ่มธุรกิจที่เป็นกลุ่มขนาดเล็กที่อยู่ตามจังหวัดที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี มาแต่เดิมอยู่แล้ว แล้วยังซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ก็ทำให้หลาย ๆ คน ประสบปัญหาอย่างมากนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งที่ผมอยากเสนอผ่านทางสภาแห่งนี้ ได้นำไปพิจารณาและอภิปรายเพิ่มเติมก็คือ ในกรณีของการแก้ปัญหา วันนี้ถ้าไม่พูดเรื่อง การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเชื่อว่า หลายคนก็ต้องคิดว่า วันนี้ทำไมคนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องถูกบังคับใช้กฎหมาย หรือถูกหน่วยงานที่มาซ้ำซ้อน เช่น ตอนนี้เรามี ศบค. ส่วนหน้าเข้าไปดำเนินการ แล้วก็บังคับ พี่น้องประชาชนว่า ถ้าประชาชนไม่ฉีดวัคซีนก็ไม่สามารถเข้าในพื้นที่จังหวัดนั้น ๆ ได้ อันนี้ ผมเข้าใจในหลักการ แต่ปัญหาก็คือว่าทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ยอมรับและเชื่อมั่นในตัววัคซีนที่รัฐบาลนำมาฉีด เพราะสิ่งที่ปรากฏชัด ที่เกิดขึ้น ผมมีกรณีที่จำเป็นจะต้องใช้เวลาของตรงนี้มาพูดถึง ก็คือกรณีการเสียชีวิตหลังจาก ฉีดวัคซีน สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นเป็นข่าว ถ้าหากพี่น้องตัวแทนประชาชน ไม่ได้ลงไปเห็น ข้อเท็จจริง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้อีกนิดหนึ่ง ในการเพิ่มเติมประเด็น ปัญหาเพื่อเสนอต่อรัฐบาลว่า มาตรการในการป้องกันดูแลการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคลัสเตอร์ (Cluster) ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ผมให้ความสำคัญเรื่องของคลัสเตอร์ (Cluster) ในเรือนจำกลาง ประจำจังหวัด เนื่องจากว่าปัญหาที่เกิดการแพร่ระบาดอย่างมากในเรือนจำ ต้องฝากว่า มันเกิดกรณีถึงการเสียชีวิตของพี่น้องประชาชน หรือผู้ต้องขังที่ถูกคดีความมั่นคง ซึ่งล่าสุด ได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายนที่ผ่านมา คือนายมะหะหรง ลือมานะ อายุ ๒๕ ปี เสียชีวิต ในเรือนจำหลังจากฉีดวัคซีนเพียงแค่ ๒ เดือน สิ่งเหล่านี้อยากสะท้อนให้เห็นว่า ทำไม คน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ถึงไม่กล้าที่จะฉีดวัคซีน เพราะพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ขาดความเชื่อมั่นว่า ฉีดวัคซีนแล้วจะมีความปลอดภัย ฉีดวัคซีนแล้วมีข่าวลือว่าตาย ตายแล้ว ปัญหาการปฏิบัติทางศาสนกิจก็ลำบากมากขึ้น กรณีของนายมะหะหรง ลือมานะ ท่านประธานครับ เขาเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคง เป็นผู้ต้องหาที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการต่อสู้ในกระบวนการของศาลยุติธรรม ศาลชั้นต้น สู้คดีมา ๒ ปีเขาเป็นเพียงผู้ต้องขังชาย แต่เขาเจ็บป่วยหลังจากที่ต้องฉีดวัคซีนไป ๒ เดือน โดยที่มีการปล่อยปละละเลยไม่ดูแลจากเรือนจำกลาง ทำให้เขาต้องเสียชีวิต เพราะนำตัว ออกไปรักษายังโรงพยาบาลศูนย์จังหวัดยะลานั้นช้า ผมอยากสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตมนุษย์ ทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน แม้ว่าจะอยู่ในนอกรั้วของเรือนจำ หรืออยู่ในเรือนจำ เขาก็คือมนุษย์ เขายังเป็นแค่ผู้ต้องขัง เขาคือผู้บริสุทธิ์ ผมอยากฝากเรื่องนี้ถึงรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม🔗
ท่านซูการ์โน เอาให้มันอยู่ในประเด็น🔗
ครับ ผมกำลังจะพูดถึงเรื่องการเปิดประเทศ จะสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาที่ภาคใต้เป็นอย่างไรครับ🔗
เพราะเท่าที่ฟัง ท่านไปไกลถึงในเรือนจำแล้ว เอาที่มันเกี่ยวข้องกับการเปิดประเทศนะครับ🔗
ครับ ก็เพียงเพิ่มเติมนิดหนึ่ง อยากฝาก ตรงนี้นิดเดียวท่านประธานครับ เพราะว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปกครอง หรือประชาชน เขาอยากฝากว่าการดูแลให้ความสำคัญ เรื่องของผู้เจ็บป่วยในเรือนจำนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ท่านประธานครับ นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ผมอยากสะท้อนให้เห็นว่าการเปิดประเทศนั้น ควรเร่งรัดที่จะเปิดชายแดนเพิ่มเติมก็เพราะว่าในเศรษฐกิจของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะที่ตากใบ ถ้าท่านได้เปิดชายแดนโดยเร็วก็จะมีธุรกิจเกี่ยวกับการเดินเรือ วินมอเตอร์ไซค์ รถสองแถวที่วิ่งข้ามในประเทศ และที่สำคัญที่สุดวันนี้ก่อนที่จะเปิดประเทศ ผมเป็นห่วงสุดท้ายก็คือ เรื่องการเปิดเรียน เพราะว่าการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยว เข้ามาในประเทศแล้ว วันนี้เรายังไม่ได้เปิดเรียน เพราะนักเรียนที่อายุไม่ถึง ๑๓ ปีก็ยังไม่มี การฉีดวัคซีน อยากฝากเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า วันนี้เราเปิดประเทศแล้วเราจะต้องหาวัคซีน อะไรที่จะมาป้องกันลูกหลานของเรา เพื่อให้ได้เปิดเรียนด้วยนะครับ ซึ่งเป็นประเด็น สุดท้ายที่ผมให้ความสำคัญว่า ก่อนจะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวก็ต้องมาดูแลสร้าง ความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหมด เพราะว่าเท่าที่ผมดูจากการสำรวจ ของสวนดุสิตโพล (Poll) ปรากฏว่าประชาชน ๕๙.๘๖ เปอร์เซ็นต์ยังไม่เห็นด้วยกับการ เปิดประเทศ มีเพียงแค่ ๔๐.๑๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เห็นด้วย และประชาชนอีกถึง ๖๐.๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่คิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะเปิดประเทศ เพราะวันนี้เรายังฉีดวัคซีนไม่ครบถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งสำคัญสุดท้ายที่อยากฝากเป็นกรณีให้ พวกเราสภาผู้แทนราษฎรและผู้บริหารรัฐบาลชุดนี้ได้เข้าใจ ผมเข้าใจนะครับว่าผลดี ผลเสีย ของการเปิดประเทศนั้นก็มีความเกี่ยวข้องกันทั้งหมด ก็อยากฝากว่าสิ่งที่เราอยากสะท้อน ทั้งหมดก็นำมาให้พวกเราได้นำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป ผมขออนุญาตนำเสนอญัตติด่วน เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ เห็นท่านจุลพันธ์ยกมือ มีอะไรหารือไหมครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะวิป (Whip) ฝ่ายค้านครับ ขอความกรุณา ท่านวิโรจน์พูดอภิปรายต่อไปนะครับ สั้น ๆ ครับท่านประธาน พวกเราในฐานะสมาชิก หลายพรรคการเมืองยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาตามข้อ ๕๔ วรรคหนึ่ง เพราะเห็นว่าเรื่องการ เปิดประเทศเป็นเรื่องสำคัญและมีปัญหาอยู่ ต้องรีบดำเนินการแก้ไขส่งให้รัฐบาลรับข้อเสนอ ของพวกเราไปพิจารณา แต่เนื่องด้วยมันมีความสนใจเยอะจริง ๆ มีผู้ลงชื่ออภิปราย ๓๘ ท่าน มีผู้ยื่นญัตติค้างอยู่อีก ๔ ท่าน ผมเกรงว่ามันจะจบประมาณ ๓ ทุ่ม ผมขอความกรุณายืนยัน กับท่านประธานว่า เราอยู่ด้วยกันเป็นองค์ประชุมและขอท่านประธานดำเนินการจนจบ ในวันนี้ ค้างไปสัปดาห์หน้าการแก้ไขปัญหาก็เนิ่นช้าไป ขอรบกวนท่านประธานอยู่จนจบ การอภิปรายครับ ปิดการอภิปรายและส่งเรื่องวันนี้เลยครับ🔗
อยู่ที่ท่านสมาชิกละครับ ท่านสมาชิกยังอยู่กันแน่นหนาอย่างตอนนี้ก็คงไม่มีปัญหา ประธาน ไม่มีปัญหาครับ ท่านประธานสุชาติก็จะขึ้นมาเปลี่ยนผม และท่านประธานชวน ก็รออยู่เหมือนกัน ฉะนั้นไม่ต้องห่วงตรงนี้ครับ🔗
วันนี้เรื่ององค์ประชุมไม่มีปัญหาครับ พวกผมอยู่เป็นองค์ประชุมให้ครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญเจ้าของญัตติด่วนด้วยวาจาอีกท่านครับ คือท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร พรรคก้าวไกล เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อาศัยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๔๙ ข้อ ๕๐ ในการเสนอญัตติด่วน ด้วยวาจา เพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรร่วมกันพิจารณากำหนดยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ ในการเปิดประเทศที่คำนึงถึงประชาชนทุกคน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตาม ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อพูดถึงคำว่า เปิดประเทศ ก่อนที่ผมจะให้คำแนะนำแบบลงรายละเอียดกับรัฐบาล เบื้องต้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องทำความเข้าใจกับนิยาม ของคำว่าเปิดประเทศให้ถูกต้องเสียก่อน คำว่าเปิดประเทศของ พลเอก ประยุทธ์ มีนิยาม ที่แคบมาก ๆ นั่นก็คือการเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเบื้องต้นเข้าใจว่า ๖๓ ประเทศ เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะดึงนักท่องเที่ยวในเดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคมให้ได้เดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ คน และตลอด ๕ เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปีนี้ จนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว ๑,๑๐๐,๐๐๐ คน สร้างรายได้ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานอย่าคิดว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่มันเยอะนะครับ เพราะก่อนที่จะมีโควิด (COVID) ในแต่ละเดือนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ เดือนละไม่ต่ำกว่า ๓ ล้านคน รวมกันทั้งปี ๔๐ ล้านคน เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม ๕ เดือน มีนักท่องเที่ยว ๑๘ ล้านคน มีรายได้เฉียด ๆ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป้าหมายที่ พลเอก ประยุทธ์ กำหนดและหมายมั่นปั้นมือนี่แค่ ๑ ใน ๑๐ ของภาวะปกติเท่านั้นเอง นี่ยังไม่นับว่ารายได้ของการท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะไปกระจุกตัวอยู่กับโรงแรมหรู และผู้ประกอบการขนาดใหญ่เท่านั้น ในขณะที่คนตัวเล็กตัวน้อย อย่างโฮมสเตย์ (Homestay) ท้องถิ่น ผับ บาร์ เล็ก ๆ ร้านขายอาหารริมทาง คนขับรถรับจ้าง แม่ค้ารถเข็นขายลูกชิ้นปิ้ง ที่ฝนอาจจะตกไม่ถึงพวกเขา คนเหล่านี้กำลังจะถูกรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ทิ้ง โดยที่ พลเอก ประยุทธ์ไม่กล้าที่จะบอกเขาตรง ๆ ท่านประธานครับ คนที่ดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรีต้องมองให้กว้างกว่านี้ ต้องมองคำว่า เปิดประเทศ เป็นการเปิดจากภายใน เป็นการเปิดให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้เริ่มขับเคลื่อนที่ทำให้ประชาชนทุกคนสามารถ ที่จะทำมาหากิน ประกอบอาชีพสร้างรายได้ โดยที่รัฐบาลมีมาตรการที่ทำให้ประชาชนมั่นใจว่า การระบาดของโควิด (COVID) จะอยู่ ในสภาวะที่ควบคุมได้ ให้กลายเป็นการเจ็บป่วยในภาวะปกติวิสัย ใช่ครับ อาจจะต้องมีคนติด แต่รัฐมีมาตรการในการจำกัดวงในการระบาดได้ มีความพร้อมของระบบสาธารณสุขที่ทำให้ คนติดเชื้อ เข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็วด้วยยาที่ดี ต้องไม่มีคนที่ต้องตายเพราะการรอคอย อีกต่อไป ผู้ติดเชื้อที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง ไม่มีโรคแทรก โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับวัคซีนมาแล้วต้อง ไม่ตาย หรือมีอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำมาก ๆ ทำให้โควิด (COVID) เป็นการเจ็บป่วยด้วย โรค ๆ หนึ่งที่ระบบสาธารณสุขสามารถดูแลได้ ท่านประธานครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ระบบ เศรษฐกิจก็จะสามารถดำเนินควบคู่กันไปได้ หลายประเทศครับทุกวันนี้เริ่มลดความสนใจ จำนวนผู้ติดเชื้อแล้ว แต่เขาให้ความสนใจกับจำนวนผู้เสียชีวิต จำนวนผู้ป่วยอาการหนัก จำนวนเตียงว่างว่าพร้อมรองรับผู้ป่วยมากขนาดไหน อย่างที่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศ เยอรมนี ประเทศอังกฤษ ใช่ครับจำนวนผู้ติดเชื้อเขาเพิ่มมากขึ้นในตอนนี้ แต่ตราบใดก็ตาม ที่อัตราการเสียชีวิตยังอยู่ในระดับที่ต่ำ และไม่สูงกว่าอัตราการเสียชีวิตในช่วงก่อนโควิด (COVID) มากนัก ระบบเศรษฐกิจและกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ ก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ อาจจะมีมาตรการป้องกันในเบื้องต้นเกิดขึ้นบ้าง แต่จะไม่ทำให้เศรษฐกิจสะดุดหยุดลง นี่คือนิยามของการเปิดประเทศเพื่อคนทุกคน ที่คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีควรตระหนักเอาไว้ ไม่ใช่บอกให้ประชาชนต้องมาเสี่ยงร่วมกัน แต่เสี่ยงกับอะไรก็ไม่แจ้ง เสี่ยงแค่ไหนก็ไม่รู้ มาตรการป้องกันความเสี่ยงก็ไม่บอก แต่บังคับให้ประชาชนไปเสี่ยงร่วมกัน พอประชาชน ถามหนักเข้า พลเอก ประยุทธ์ตอบอย่างไรครับท่านประธาน บอกว่าเปิดได้ก็ปิดได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เปิด ๆ ปิด ๆ แบบนี้ไม่ได้ จะเปิดประเทศภายใน ๑๒๐ วัน แล้ววันที่ ๑๒๑ อาจจะปิดแบบนี้ ร้านรวงต่าง ๆ ที่เขาเปิด เขาต้องเอาเงินก้อนหนึ่งที่ไม่ใช่น้อย ๆ มาปรับปรุงร้าน ถ้าเขาไม่มีหลักประกันจะไปกู้ที่ไหน ก็ต้องกู้จากเพื่อน ๆ กู้นอกระบบ รัฐบาล ก็ไม่ได้เตรียมมาตรการสินเชื่อที่เข้าถึงได้จริง ๆ ให้กับพวกเขา หลายคนต้องเอาเงินเก็บก้อน สุดท้ายมาใช้ แล้วถ้าพวกเขาต้องมาเสี่ยงกับการเปิด ๆ ปิด ๆ แบบนี้มันจะใช้ได้หรือครับ รัฐบาลจะเปิดประเทศโดยไม่คำนึงถึงคนตัวเล็กตัวน้อยไม่ได้ ไม่คำนึงถึงปากท้องของท้องถิ่น แบบนี้ไม่ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรัฐบาลต้องเร่งหามาตรการที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ เข้าถึงสินเชื่อที่พวกเขาจะได้เอาสภาพคล่องมาใช้ในการตั้งตัวอีกครั้ง จะทำแบบ ยถากรรมโมเดล (Model) แบบที่ตัวใหญ่รอด ตัวเล็กตายแบบนี้ผมไม่เห็นด้วย ยิ่งไปเอา มาตรฐานเอสเอชเอ (SHA) เอสเอชเอ พลัส (SHA Plus) กันทางการค้าอีก ททท. ก็ไม่มีอัตรา กำลังคนในการขึ้นทะเบียน ในการตรวจสอบ ผมแนะนำว่าควรมอบหมายหน้าที่ให้กับ ท้องถิ่น ปรับเงื่อนไขที่คำนึงถึงร้านเล็กร้านน้อย และไม่ควรมีมาตรฐานเอสเอชเอ พลัส (SHA Plus) อะไรขึ้นมาซ้อนอีก เงื่อนไขที่กำหนดในปัจจุบันไม่มีทางเลยครับ ที่ร้านอาหารริมทาง ร้านท้องถิ่นจะทำตามได้ ยิ่งไปกำหนดอัตราการฉีดวัคซีนมากกว่า๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซ้อนเข้าไปอีก ผมเข้าใจว่ามีความจำเป็น แต่รัฐบาลก็ต้องกำหนดมาตรการในการจัดฉีดวัคซีน ให้กับผู้ประกอบการ ร้านรวงต่าง ๆ ในย่านเศรษฐกิจ ย่านท่องเที่ยวควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่กำหนด ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วปล่อยให้เขาไปหาฉีดกันเอาเอง ลอยแพพวกเขาแบบนี้ ก็จะมีแต่ตัวใหญ่เท่านั้นที่ทำได้ แต่ร้านเล็ก ๆ ไปไม่ไหวครับท่านประธาน การเปิดประเทศแบบนี้ไม่ต่างจากการวัดดวง แล้วไปหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไปพึ่งพระสยาม เทวาธิราช คนไทยเชื้อสายจีนจะบอกว่าอย่างนี้ครับ เรียกว่าหวังให้ฮุกโจ้วปอห่ออย่างเดียว แบบนี้เท่ากับพาประเทศไปเสี่ยงอย่างมาก การเปิดประเทศต้องเปิดด้วยความพร้อม ของระบบสาธารณสุขที่ทำให้การเจ็บป่วยโควิด (COVID) เป็นภาวะปกติวิสัย จุดเริ่มต้นครับ ท่านประธานครับ อัตราการฉีดวัคซีนต้องครอบคลุมเพียงพอ ท่านประธานครับ สภาแห่งนี้ อุตส่าห์พร่ำสอน พลเอก ประยุทธ์ไปตั้งเท่าไรว่า การพิจารณาความครอบคลุมการฉีดวัคซีน ต้องดูอัตราการฉีดวัคซีนต่อประชากร จะดูเฉพาะจำนวนโดส ที่ฉีดวัคซีนไม่ได้ ล่าสุดรัฐบาลยังสื่อสารกับประชาชนว่า ประเทศไทยฉีดวัคซีนไปแล้ว ๘๐ ล้านโดส อยู่อันดับที่ ๑๙ ของโลก คือถ้านับแบบนี้ครับท่านประธาน ประเทศไทยฉีดวัคซีนได้ดีกว่า ประเทศสิงคโปร์อีกนะครับ เพราะประเทศสิงคโปร์มีประชากรอยู่แค่ ๖ ล้านคน ถ้าจะฉีดแซง ประเทศไทยต้องฉีดถึงคนละ ๑๔ เข็ม ยิ่งกว่าวัคซีนเต็มแขน ถ้าเราพิจารณาอัตราการฉีดครบ ๒ เข็ม ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ที่ประมาณไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์หรือเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มาหน่อย ๆ อยู่ในลำดับที่ประมาณ ๘๘ ของโลก ผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ฉีดครบ ๒ เข็ม แค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ยังมีอีกเกือบ ๔ ล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว ถ้าหาก คนที่ฉีดวัคซีนเชื้อตายครบ ๒ เข็มไปแล้ว และยังรอการกระตุ้นเข็ม ๓ อัตราการครอบคลุม การฉีดวัคซีนจะแย่ลงไปกว่านี้อีก การสื่อสารในการฉีดวัคซีนผมว่ารัฐบาลควรเปลี่ยนรูปแบบ การสื่อสารได้แล้ว รัฐบาลควรแจกแจงให้ประชาชนทราบว่า จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วย อาการหนัก และผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันนั้นเป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนกี่ราย ฉีดครบแล้วกี่ราย หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า คนที่ป่วยหนักและผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนก็จะเป็นการสื่อสารที่จูงใจให้คนมาฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น ทำให้อัตรา การฉีดวัคซีนของประชากรเราครอบคลุมมากขึ้น ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลาตรงนี้🔗
อีกประเด็นที่ พลเอก ประยุทธ์ต้องรับรู้เอาไว้ก็คือ คนที่ฉีดวัคซีนครบ ๒ เข็ม ไปแล้ว ภูมิที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ตลอด บางคนที่เป็นโรคประจำตัว เช่น เป็นโรคไต ปลูกถ่าย อวัยวะมาต้องทานยากดภูมิ ฉีด ๒ เข็มภูมิไม่ขึ้นก็มี การจัดวัคซีนเพื่อนำมาฉีดเป็นเข็มที่ ๓ จึงสำคัญอย่างมาก และวัคซีนที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกนำมาฉีดเป็นเข็มที่ ๓ ก็คือวัคซีน เอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ผมเชื่อว่ารัฐบาลรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วครับท่านประธานว่า คนที่ฉีด สูตรไขว้ ถ้าฉีดแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) เข็มที่ ๓ โอเค (OK) คิดว่าพอที่จะบูสต์ (Boost) ขึ้น แต่คนที่ฉีดแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ๒ เข็มไปแล้วจะเอา แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) มาฉีดเป็นเข็มที่ ๓ อีก ภูมิขึ้นได้น้อยมากนะครับ และคนเหล่านี้มีอยู่ถึง ๑๐ ล้านคน รัฐบาลต้องเตรียมแผนในการจัดหาและจัดฉีดวัคซีน เข็มที่ ๓ ให้กับประชาชนให้เรียบร้อยและพร้อมเพรียงกว่านี้ สำหรับการระบาดระลอกใหม่ ท่านประธานครับ มีการประมาณกันว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า อย่างช้าไม่เกิน เดือนเมษายน รัฐบาลได้สำรองยาที่มีคุณภาพสูงเอาไว้แล้วอย่างเพียงพอหรือยัง และบรรจุยา เหล่านั้นเอาไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติเอาไว้แล้วหรือยัง เรมเดสซิเวียร์ (Remdesivir) ผมเข้าใจว่าบรรจุแล้ว โมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ล่ะ แพกซ์โลวิด (Paxlovid) ล่ะ รวมทั้งยาที่จำเป็นต่อการรักษาการอักเสบของปอด ไม่ว่าจะเป็น โทซิลิซูแมบ (Tocilizumab) โทฟาซิทินิบ (Tofacitinib) บาริซิทินิบ (Baricitinib) และมียาอื่น ๆ อีกมากมาย ใช่ครับ ยาเหล่านี้แพงครับท่านประธาน แต่ผมยืนยันว่ามันไม่แพงเมื่อเทียบกับ ชีวิตของประชาชน จะแพงแค่ไหนก็ต้องสำรองเอาไว้ให้เพียงพอ🔗
อีกโจทย์หนึ่งที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการก็คือ การเร่งรัดการจัดซื้ออุปกรณ์ ทางการแพทย์ที่จำเป็นให้เร็วกว่านี้ พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ เบิกจ่ายไปได้แค่ ๕๒ เปอร์เซ็นต์ เตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาลเบิกจ่ายไปได้แค่ ๖๑ เปอร์เซ็นต์ โครงการเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเบิกจ่ายไปได้แค่ ๓๙ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้มีความพร้อมหรือครับ ผมไม่เข้าใจว่าโควิด (COVID) เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ทำไม การจัดซื้อจัดจ้างถึงดำเนินการไปปกติเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ เหมือนกับอยู่ในสภาวะที่มัน ไม่ฉุกเฉินเสียอย่างนั้น เครื่องออกซิเจนไฮโฟลว์ (Oxygen High Flow) ซึ่งเป็นเครื่องออกซิเจน (Oxygen) ที่ให้อัตราการไหลสูง มีความจำเป็นอย่างมากในการรักษาผู้ป่วยสีเหลือง โรงพยาบาล ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการบริจาค หลายแห่งยังต้องการและรอคอยการจัดซื้ออยู่ ทำไมถึงจัดซื้อ ล่าช้าล่าสุด พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่กันงบสาธารณสุขไว้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้เหลืออยู่แค่ ๙,๓๑๑ ล้านบาท สปสช. มีความจำเป็นต้องใช้งบส่วนนี้ถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ค้างจ่ายเขาอยู่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อไรรัฐบาลจะโอนโครงการฟื้นฟู ที่เหลืออยู่ ๘๗,๐๐๐ ล้านบาท มาสนับสนุนโครงการด้านสาธารณสุขให้เพียงพอ ผมยืนยัน ตราบใดที่ระบบสาธารณสุขยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ก็จะเป็นไปแบบกระท่อนกระแท่นไม่ต่อเนื่อง รัฐบาลเพิ่งไปแถลงในเวทีคอป ๒๖ (COP26) บอกว่าอะไรครับ ไม่มีแพลนบี (Plan B) ก็น่าจะจริง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลนี้ไม่เคยมีแพลนบี (Plan B) เลย ผมต้องถามไปยัง พลเอก ประยุทธ์ และแนะนำไปตรง ๆ ว่ารัฐบาลต้องเตรียม แพลนบี (Plan B) สำหรับการระบาดระลอกใหม่ที่ดีดนิ้วปุ๊บ โรงพยาบาลสนาม ฮอสพิเทล (Hospitel) ต่าง ๆ ที่ยุบไปแล้วต้องสามารถเกิดขึ้นและให้บริการได้ทันที ๑๖๖๘ ๑๖๖๙ ต้องพร้อมให้บริการในการจัดหาเตียงให้กับประชาชนได้ทันที ศูนย์กักกันโรคเพื่อการรักษา ที่เรียกว่าซีไอ (CI) ต้องพร้อมเปิดขึ้นและให้บริการประชาชนได้ทันที เรื่องแบบนี้ไม่มี แพลนบี (Plan B) ไม่ได้ ถ้าระบบสาธารณสุขไม่พร้อมเปิดประเทศอย่างสบายใจ ไม่ได้ครับท่านประธาน🔗
สุดท้ายผมขอพูดถึงเรื่องของการเปิดโรงเรียนสักนิดหนึ่ง หลายคน ท้าทาย พลเอก ประยุทธ์ว่าก่อนจะเปิดประเทศเปิดโรงเรียนให้ได้ก่อน การเปิดโรงเรียน ของประเทศไทยสำคัญอย่างมากครับท่านประธาน เพราะนอกจากโรงเรียนจะเป็นที่ สอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ แล้ว ยังถือว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ สามารถฝากลูกเอาไว้ และไปทำงานหารายได้ได้อย่างสบายใจ และยังมีอาชีพที่เกี่ยวข้อง กับโรงเรียนอีกมาก รถรับส่งก็ดี ร้านค้าในโรงเรียนก็ดี ร้านโจ๊กหน้าโรงเรียน ร้านขนม รถเข็น ต่าง ๆ ในย่านที่ใกล้เคียงโรงเรียนก็ดี ท่านประธานครับ โควิด (COVID) มีอัตราการแพร่ ระบาดของโรคใกล้เคียงกับโรคอีสุกอีใส หรือเรียกว่า ชิกเกนพอกซ์ (Chickenpox) ผมถาม ถ้าเด็ก ๑ คนในโรงเรียนติดอีสุกอีใสต้องปิดทั้งโรงเรียนหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ไหมครับ เพราะอะไรครับ เพราะมั่นใจว่าโรคอีสุกอีใสไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต ใครติดก็ให้รักษาจนหาย หายแล้วก็กลับมาเรียนใหม่ ดังนั้นผมคิดว่ากระทรวงศึกษาธิการจะต้องตั้งธงที่จะเปิดเรียน ให้ได้ และต้องใช้มาตรการที่ทำให้การฉีดวัคซีนในผู้ใหญ่เป็นเกราะป้องกันให้กับเด็ก ควบคู่ไปกับการทำให้โควิด (COVID) เป็นการเจ็บป่วยในภาวะปกติวิสัย หรือที่เรียกว่า นอร์มอลิตี (Normality) ให้ได้ เริ่มต้นด้วยการฉีดวัคซีนครูให้ครบ ครูที่ฉีดซิโนแวค (Sinovac) ๒ เข็ม ก็ต้องรีบบูสต์ (Boost) ให้เรียบร้อย ปรับหลักสูตรการเรียนการสอน และกิจกรรมภายในโรงเรียน ให้งดการรวมกลุ่ม เช่น การเข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้า ลดวิชาเรียนลงโดยจัดการเรียนการสอนเฉพาะวิชาหลัก งดวิชาที่เด็กต้องทำกิจกรรมกลุ่ม และมีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกัน เช่น วิชาลูกเสือ เป็นต้น วิชาอื่น ๆ ก็เอามารวมและสอนแบบ บูรณาการ ปรับการประเมินผลให้ลดการสอบให้เหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เมื่อจำนวนชั่วโมง เรียนลดลง หากเกิดการระบาดรุนแรง หรือมีการระบาดระลอกใหม่ โรงเรียนก็สามารถ แบ่งห้องเรียนแบบซอยย่อยได้ วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์เช้า วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์บ่าย วันอังคาร วันพฤหัสบดีเช้า วันอังคาร วันพฤหัสบดีบ่าย และถ้าพบว่าห้องไหนมีการระบาด ก็ปิดเป็นห้อง ๆ ปิดเป็นกลุ่มย่อยได้ เพื่อทำให้โรงเรียนไม่ต้องปิดเรียน และทำให้การระบาด ของโรคเป็นภาวะปกติวิสัยที่ทำให้การเปิดเรียนควบคู่กันไปได้ ที่สำคัญที่สุดกระทรวง ศึกษาธิการต้องทำสื่อการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online) ที่มีคุณภาพ เป็นสื่อที่ทำให้ นักเรียนทุกคน ทุกโรงเรียนเข้าถึงได้ ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละโรงเรียนไปทำกันเองใช้ แพลตฟอร์ม (Platform) ประชุมออนไลน์ (Online) ในการสอนออนไลน์ (Online) แบบนี้ ซึ่งเป็นภาระ ของครูอย่างมาก ถ้ามีแพลตฟอร์ม (Platform) หรือมีสื่อออนไลน์ (Online) ที่ดี ผู้ปกครอง ที่ยังกังวลอยู่ ไม่อยากให้ลูกมาเรียนที่โรงเรียนก็สามารถให้เด็กเรียนออนไลน์ (Online) ที่บ้านอย่างมีคุณภาพ ในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ ที่ต้องปิดเรียน เด็กก็ยังเรียนกับสื่อได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ท่านประธานครับ จะต้องทำควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีนในเด็กด้วยซึ่ง ณ วันนี้ ไฟเซอร์ (Pfizer) เฟส ๓ (Phase 3) ได้มีผลการศึกษาตีพิมพ์ในนิว อิงแลนด์ เจอนัล ออฟ เมดิซิน (New England Journal of Medicine) แล้วในเด็กอายุ ๕ ขวบถึง ๑๑ ขวบ ก็ต้องฝากให้รัฐบาลติดตามและดำเนินแผนการฉีดวัคซีนในเด็กด้วย🔗
โดยสรุปครับท่านประธาน การเปิดประเทศในมุมมองของพรรคก้าวไกล และผม ต้องเป็นการเปิดจากภายในที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจหล่อเลี้ยงทุกคนในประเทศ ไม่ทอดทิ้งคนตัวเล็กตัวน้อยให้ดิ้นรนตามยถากรรม เป็นการเปิดที่พร้อมรับมือกับการระบาด ของโรค ที่มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้โควิด (COVID) กลายเป็นภาวะปกติวิสัย เป็นโรคประจำถิ่น โรคประจำฤดูกาลที่ระบบสาธารณสุขปกติสามารถดูแลได้ ประชาชนทุกคนมีความมั่นใจว่า การทำมาหากินจะทำได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าโควิด (COVID) ติดแล้วไม่ตาย จำกัดวงในการ ระบาดได้ ก็ทำมาค้าขายกันได้ต่อไป นี่คือวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่น และภาวะผู้นำที่คนที่เป็น นายกรัฐมนตรีต้องมี และสำหรับรายละเอียดในแต่ละเรื่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคก้าวไกลจะมาช่วยสอนและให้แนวทางกับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญเจ้าของญัตติด่วนด้วยวาจาอีกท่านนะครับ ท่านศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ผมต้องขอบคุณท่านประธานครับ ที่ได้กรุณารับญัตติด่วนที่ผมได้เสนอตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๑) เรื่องการเปิดประเทศ ความพร้อมทางสาธารณสุขและเศรษฐกิจ สิ่งที่อยากจะขอ กราบเรียนต่อท่านประธานก็คือว่า สิ่งที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้เสนอญัตติ ก่อนหน้านั้นที่ได้มีการเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ ก็เป็นการเสนอในแนวในกรอบซึ่งมี ความละม้ายคล้ายคลึงกันในหลายเรื่อง และอาจจะแตกต่างในบางเรื่องเหมือนกัน แต่ผม เข้าใจว่าสิ่งที่พวกเราได้นำเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ที่เหมือนกันก็คือ ความปรารถนา ความตั้งใจที่จะร่วมกันในการฟันฝ่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒ ปีที่แล้วของประเทศ ทำให้ ประเทศสะดุดหยุดลงเป็นปัญหาอันสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไม่สามารถที่จะเดินต่อไปได้ด้วย ปัญหาของโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) และวันนี้บรรยากาศก็คลี่คลายลงจนรัฐบาล ตัดสินใจที่จะเดินหน้าในการที่จะเปิดประเทศ ประเด็นก็คือว่าพอถึงจุดนี้ก็กลับมีการตั้ง ข้อสงสัยว่า คำว่าเปิดนี้หมายถึงอย่างไร เปิดประเทศหมายถึงเช่นไร มีการตีความกันอยู่ พอสมควร ซึ่งก็เป็นสีสันที่เกิดขึ้นได้นานาจิตตังตามวิธีคิดของแต่ละท่าน แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผม ขออนุญาตที่จะเรียนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทย ที่ได้มีโอกาส ทำงาน ได้ติดตามการทำงานของกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยได้เข้าไปดูแลและรับผิดชอบ อย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คือท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรี และท่านเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือกระทรวงคมนาคม ที่มีเลขาธิการพรรค คือท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรี พวกเรา ในพรรคภูมิใจไทยเราได้ติดตามซักถาม เพื่อที่จะได้ทราบว่ารัฐมนตรีของพรรคแต่ละท่าน ได้ทำงาน เพื่อที่จะร่วมกันในการแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศไปอย่างไรบ้าง ซึ่งเรื่องนี้เราก็ได้ ประมวลแล้วก็ได้ปรึกษาหารือกันโดยตลอด เพราะฉะนั้นในวันนี้ เมื่อก่อนหน้านี้ท่านสมาชิก ของพรรคของเรา ท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ก็ได้มีการนำเสนอญัตติต่อที่ประชุมแห่งนี้แล้ว และผมขออนุญาตที่จะนำเสนอที่ประชุมแห่งนี้ เพื่อที่จะเสริมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ว่า พรรคภูมิใจไทยเรามีความเห็นอย่างไรในประเด็นการเปิดประเทศไทยของเราที่กำลัง ดำเนินการอยู่อย่างนี้🔗
ท่านประธานครับ ก่อนจะเปิดแน่นอนละครับเราปิดอยู่ ประเทศไทยของเรา เจอสถานการณ์เรื่องโควิด (COVID) เราก็ต้องปิด เป็นการปิดช่องทางการเข้ามา ในราชอาณาจักร ห้ามใครเข้ามาในราชอาณาจักรในทุกช่องทางมาตั้งนานแล้วนะครับ อาจจะมียกเว้นบางกลุ่มที่สามารถจะเข้ามาได้ และแน่นอนการปิดจากที่สมาชิกของเรา ว่าต่อปีมีคนหลายสิบล้านคนเข้ามาในประเทศเรา ซึ่งหมายถึงการเข้ามาแล้วท่องเที่ยว เข้ามาแล้วมาประกอบธุรกิจ เข้ามาแล้วใช้จ่ายในประเทศเรา เงินก็หายไปในบัดดล ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระบบในทาง เศรษฐกิจ หรือสังคมมันมีผลกระทบอย่างแน่นอน แต่สิ่งหนึ่งซึ่งพรรคภูมิใจไทยสมาชิก ของเราได้รับทราบว่า ในฐานะที่กระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยเราได้ เข้าไปดูแลเราพบว่า การทำงานของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งนำโดยท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขคือ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และบุคลากรทางการแพทย์ทุกภาคส่วน รวมทั้ง อสม. ต่างได้ทุ่มเทในการที่จะเฝ้าระวังควบคุมป้องกันโรค ดูแลทางด้าน การรักษาพยาบาล ด้านการจัดหา และการกระจายวัคซีนมาโดยตลอด การเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของโรค และการใช้มาตรการทางสังคม รวมทั้งการใช้ ยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ได้ดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้แนวโน้มของการระบาด ของโรคโควิด (COVID) เริ่มคงตัวมาตั้งแต่วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๔ เป็นต้นมา ถึงวันนี้ เมื่อวานนี้ตัวเลขของผู้ติดโควิด (COVID) หรือเลขของผู้เสียชีวิตอยู่ในระดับซึ่งเราเห็นว่า มันมีความทรงตัว แน่นอนครับเมื่อถึงจุดนี้สิ่งที่รัฐบาลท่านเข้าใจดีตลอด และผมว่าพี่น้อง ประชาชนของเรา หรือ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ไม่ว่าฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ต่างก็เห็นพ้องต้องกันอย่างแน่นอนว่า เราจะต้องดำเนินการเร่งในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ของประเทศ และสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตัวสำคัญที่สุดได้เร็ว เคลม (Claim) เร็ว คือการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักซึ่งเราเคยได้มาโดยตลอด และหายไป โดยบัดดลมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเราอย่างมากมายมหาศาล ดังนั้นวันนี้ถ้าประเทศนี้ จะต้องเปิดประเทศ คำว่า เปิด ก็คือการให้ผู้คนจากนอกประเทศที่เราห้ามเข้าได้เข้ามา เพื่อจะทำให้ระบบเศรษฐกิจของเราดีขึ้น ในมุมของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งผมเห็นว่า ท่านก็ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะดำเนินการ โดยคำนึงถึงการป้องกัน การควบคุมโรค และความปลอดภัยของประชาชน การที่รัฐบาลประกาศนโยบาย เปิดประเทศภายใน ๑๒๐ วัน หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า ไทยแลนด์ รีโอเพนนิง เดย์ (Thailand Re-opening day) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ผมได้ติดตามมาและเห็นว่า กระทรวงสาธารณสุขก็ได้พยายามดำเนินการเพื่อรองรับนโยบายนี้ได้อย่างดี ผมได้ติดตาม ดูการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขก็ได้พบว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มีการดำเนินการ เป็นคู่ขนานตามนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของการกำหนดพื้นที่รับนักท่องเที่ยว ๔ ระยะ ที่เราทราบกันว่า ระยะแรกก็มีการประกอบด้วย ๔ จังหวัด ในระหว่างวันที่ ๑-๓๑ ตุลาคม ในพื้นที่นำร่อง ซึ่งก็คือพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ ในพื้นที่บางพื้นที่ของแต่ละจังหวัดนั้น ๆ ซึ่งผมไม่เข้ารายละเอียด ๒. ก็คือระยะนี้เป็นระยะ วันที่ ๑-๓๐ พฤศจิกายน ซึ่งประกอบด้วย ๑๕ จังหวัด และตามด้วยระยะที่ ๒ คือวันที่ ๑-๓๑ ธันวาคม อีก ๑๖ จังหวัด ในหลาย ๆ จังหวัด และระยะที่ ๓ ๑๒ จังหวัด คือวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕ เป็นต้นไป อันนั้นคือกำหนดการเปิดพื้นที่รับนักท่องเที่ยว ใน ๔ ระยะ🔗
๒. ก็คือยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมทางการแพทย์ และสาธารณสุข รองรับนโยบายเปิดประเทศ สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และทีมของท่าน ข้าราชการ บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งทำงานกันอย่างเต็มที่ และมีพลัง รวมน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแข็งแกร่งมาก ในการที่มีเป้าประสงค์ในการที่จะสร้าง ความเชื่อมั่น หรือสิ่งที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าทรัสต์ บิลดิง (Trust building) สร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพหรือเฮลท์ ซีเคียวริตี (Health security) หรือฟื้นฟู เศรษฐกิจคืออีโคโนมิก รีโคฟเวอริง (Economic recovering) และเสริมสร้างสังคม และวัฒนธรรม หรือที่เรียกว่า โซไซตี คัลเจอรัล รีสโทเรชัน (Society cultural restoration) ซึ่งเหล่านี้เป็นมาตรการที่เป็นมาตรการทางการแพทย์ และสาธารณสุขที่ควบคู่ไปกับ มาตรการขององค์กร มาตรการทางสังคม และมาตรการการป้องกันโรคส่วนบุคคล และการ ดำเนินงานที่มีการร่วมกันกับหน่วยงานอื่น ซึ่งผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว ก็คือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ คณะกรรมการโรคติดต่อทั้งประเทศ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงนี้เพื่อต้องการเน้นย้ำว่า การเปิดประเทศที่กำลังเปิดอยู่นี้มันจะต้องมีความปลอดภัย เศรษฐกิจของประเทศจะต้องฟื้นขึ้นมาโดยเร็ว ประชาชนต้องมีความเชื่อมั่น ซึ่งการเตรียมพร้อมของสาธารณสุขที่เราได้ติดตามไป เราก็จะพบว่าจนถึงวันนี้ท่านประธาน ที่เคารพ มีด้านการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมด้วยมาตรการสิ่งที่เรียกว่า วียูซีเอ (VUCA) อันแรกคือวัคซีน ฉีดครบ ลดป่วยหนัก ท่านประธานครับ วันนี้ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีน มาตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน รวมทั้งสิ้นฟังแล้วน่าจะสบายใจ ฟังแล้วน่าจะชื่นใจ และขอบคุณพี่น้องบุคลากรทางการแพทย์ วันนี้เราฉีดวัคซีนมาแล้วจนถึง วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๘๒,๕๓๒,๕๓๑ โดส เยอะนะครับ เป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็ม ๑ จำนวน ๔๔,๕๗๙,๕๗๖ โดส ถือว่าเป็นความครอบคลุมร้อยละ ๖๑.๙ อีก ๙ เปอร์เซ็นต์ ก็ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้วครับ เกือบจะถึงเป้าแล้วครับ เข็มที่ ๒ จำนวน ๓๕,๒๗๗,๑๐๘ โดส ครอบคลุมไปร้อยละ ๔๙ และเข็ม ๓ ๒,๖๐๐,๐๐๐ โดส ครอบคลุมไป ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสิ่งที่จะบอกว่าในขณะที่เรารับฟังแต่เสียงตำหนิติเตียนว่า อย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้น และอย่างสารพัดอย่างในเวลาที่ผ่านมา ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนี้โดนโจมตี อย่างมากมายเรื่องการฉีดวัคซีนว่า ล้มเหลวอย่างโน้นอย่างนี้ วัคซีนถูกด้อยค่าไป ต่าง ๆ นานา ซึ่งผมจะไม่พูดซ้ำ แต่เมื่อสักครู่ก็ได้ยินซ้ำมาอีกแล้วซึ่งเดี๋ยวค่อยว่ากัน แต่จะบอกว่า ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของการก้มหน้าก้มตา หรือว่าขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่บุคลากร ทางการแพทย์ของสาธารณสุขทุ่มเททำงานกันอย่างหนัก ท่านประธานลองคิดดูสิครับ มีการจิ้มแขนชาวบ้านเขา ๘๒ ล้านครั้ง แปลว่าอะไรครับ แปลว่าท่านทั้งหลายได้ทุ่มเท ทำงาน เพื่อที่จะทำให้เกิดสร้างความมั่นใจว่า เราพร้อมที่จะเปิดประเทศ วันนี้สิ่งที่จะต้อง ได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ก็คือเรื่องยูนิเวอร์ซัล พรีเวนชัน (Universal prevention) ก็คือการป้องกันตัวเองตลอดเวลา ใส่แมสก์ (Mask) ล้างมือบ่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราจะต้องประพฤติปฏิบัติ คือเว้นระยะห่างต่าง ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้คือความต่าง ที่เราเห็นว่าประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ เพราะในขณะที่ประเทศอื่น มีการฉีดวัคซีนแล้ว เขามีความรู้สึกว่า เขาไม่ต้องใส่แมสก์ (Mask) ก็ได้ ไม่ล้างมือหรือเปล่า เข้าสนามฟุตบอลเชียร์บอลกันเต็มล้นสนาม แล้วก็ตะโกนเชียร์กันเต็มที่ และตัวเลข การติดก็ไม่ลดลง ในขณะที่บ้านเราคนไทยมีวินัย ซึ่งผมว่าเรื่องนี้ละครับเป็นสิ่งที่เรามีความพิเศษ หลายเรื่องหลายราว สิ่งที่เราทำ ผมว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ทำไปแล้ว และอยากจะฝากว่าท่านต้องทำต่อไป วันนี้มีกรณีเรื่องของ การตรวจวัคซีนได้สะดวกขึ้น คือเอทีเค (ATK) หรือแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) ซึ่งเรามีมากมายขึ้นมาเรื่อย ๆ เรามีสถานที่ที่ให้บริการในการฉีดวัคซีน ตรวจเอทีเค (ATK) ทุกสัปดาห์ฉีดวัคซีนกันเยอะแยะ วันนี้สิ่งที่เราไม่ทราบก็คือกระทรวงคมนาคมกับกระทรวง สาธารณสุขร่วมกันมาตั้งนานกับสถานีกลางบางซื่อ ฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ใน กรุงเทพมหานคร ทั้ง ๆ ที่กรุงเทพมหานครไม่ใช่เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของกระทรวง สาธารณสุข แต่ก็ได้ร่วมมือกันระหว่างท่านอนุทินบวกท่านศักดิ์สยาม รัฐมนตรี ๒ กระทรวงของ รัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ เราก็ได้ทำให้เห็นว่านี่คือการสร้างความมั่นใจให้กับประเทศ ต่างชาติอีก ๔๐ กว่าประเทศว่าที่นี่ประเทศไทยเราพร้อมที่จะให้ใครเข้ามาในประเทศนี้ อย่างปลอดภัย เรียนท่านสมาชิกว่าที่ผมจำเป็นจะต้องพูดเรื่องนี้ เพื่อให้ผู้ที่ได้รู้ว่าเราพร้อม แค่ไหนนะครับ ด้านการรักษาพยาบาล วันนี้ท่านประธานที่เคารพ ทุกจังหวัดมีการเปิดรับ นักท่องเที่ยว มีอัตราครองเตียง ผู้ป่วยเหลือง แดงนี่นะครับ เป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุข ก็คือไม่เกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ มีการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง มีผู้ติดเชื้อไม่เกิน ๕-๑๐ รายต่อ ๑๐๐,๐๐๐ ประชากรต่อวัน และอย่างที่เรียนไปเมื่อสักครู่ว่าวันนี้มีการ เตรียมพร้อมเรื่องยูนิเวอร์ซัล พรีเวนชัน (Universal prevention) แล้วก็สถานประกอบการ ด้วยโควิด ฟรี เซตติง (COVID free setting) สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ นำโดยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข มีความพร้อมทางด้านสาธารณสุขอย่างเต็มที่ในการที่จะเปิดเพื่อที่จะ ป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แน่นอนท่านประธานครับ ความพร้อมทางสาธารณสุข เป็นอันดับแรกที่จะสามารถทำให้เกิดความมั่นใจว่า ประเทศนี้เดินไปตรงไหนนักท่องเที่ยว มาแล้วก็จะมีความปลอดภัย เศรษฐกิจจะดีได้ในเวลานี้ ด้วยเวลาอันรวดเร็ว ก็จำเป็นที่จะต้อง สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ผมอยากจะเรียนว่าสิ่งที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เสนอแนวทางต่าง ๆ ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในเรื่องโครงการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำก็ดี ในเรื่องอะไรที่เป็นซอฟต์โลน (Soft loan) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าวันนี้การที่รัฐบาลได้อนุมัติเรื่องเหล่านี้ และรัฐบาลได้ดำเนินการต่อก็จะเป็นประโยชน์ ในการที่จะทำให้ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาในเรื่องต่าง ๆ สามารถที่จะมีทุน มีกำลังในการ ที่จะมารื้อฟื้นธุรกิจของตัวเองขึ้นใหม่ ในการที่จะสร้างสถานที่ท่องเที่ยว สถานบันเทิง หรือแม้กระทั่งร้านอาหารต่าง ๆ ที่ตัวเองประสบปัญหามาได้มีโอกาสได้รื้อฟื้นขึ้นมา และทำให้ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น และจะเป็นประโยชน์ในการที่จะรับบุคลากรที่มาจากต่างประเทศ หรือนักท่องเที่ยว ได้มีโอกาสในการที่จะได้ช่วยเหลือตรงนี้ และผมคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาท่านก็ได้ให้สัมภาษณ์ตลอดเวลา ได้มาตอบกระทู้ต่อที่ประชุมแห่งนี้หลายครั้งว่า ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมที่จะให้ การแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ให้กับผู้ประกอบการ ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ท่านต้องรับ ดำเนินการต่อไป ขยายให้มันครอบคลุมให้ถึงบุคคลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน กระทรวงคมนาคม วันนี้ต้องยอมรับว่า เส้นทางที่ผู้คนทั้งหลายได้เดินทางเข้ามานะครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นเส้นทางที่มา โดยเครื่องบินจากสนามบินนานาชาติ จนถึงวันนี้ผมทราบว่ามีผู้ที่เดินทางมา โดยภาพรวม ประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน และมีการตรวจตามกระบวนการต่าง ๆ ครบถ้วนนะครับ วันนี้เราสร้าง ความมั่นใจได้ เพราะว่าหลักเกณฑ์ของผู้ที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจาก ๖๓ ประเทศนี่นะครับ กระทรวงสาธารณสุขเองก็กำหนดให้มีการฉีดวัคซีนไม่น้อยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์จากที่มีสถานะทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ🔗
๒. ก็คือต้องฉีดวัคซีนมาไม่น้อยกว่า ๒ โดส ทำประกันสุขภาพไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐอเมริกา และต้องตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ก่อนเดินทางไม่เกิน ๗๒ ชั่วโมงและจองที่พัก ๑ คืนจากโรงแรมในประเทศไทยที่มีเอ็มโอยู (MOU) กับโรงพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง ซึ่งตรงนี้ผมว่ามันเป็นหลักการันตีที่ยืนยันได้ว่า บุคคลที่เข้ามาปลอดภัย หรือถ้าติดก็สามารถที่จะเข้าโรงพยาบาลดูแลรักษาตัวเขาเองโดยรัฐ ไม่ต้องไปอุ้ม และวันนี้มีข่าวดีว่า บุคคลที่เข้ามาในประเทศนี้จนถึงวันนี้มีคนติดประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์เองซึ่งน้อยมาก และผมว่านี่คือสิ่งที่ประชาชนคนไทยได้รู้สึกมั่นใจว่า การกลั่นกรองของรัฐบาลในการที่จะให้ผู้คนได้เข้ามาในประเทศนี้ ก็เป็นการกลั่นกรองบุคคล ที่มีความปลอดภัยไม่เป็นโควิด (COVID) แต่วันนี้ผมคิดว่าอยากจะเสนอยังรัฐบาลว่า การตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) มันใช้เวลา ๗๒ ชั่วโมงครับท่านประธาน มันนานไป ผมเสนอรัฐบาลว่าเป็นไปได้ไหมครับว่ามาถึงปุ๊บตรวจเอทีเค (ATK) แล้วไม่มี อนุญาตให้เลย เข้าประเทศเลย ประหยัดด้วย และจะเชื้อเชิญให้ผู้คนทั้งหลายได้เข้ามาประเทศนี้มากขึ้น ท่านประธานครับ ผมจะไม่ใช้เวลามากไปกว่านี้นอกจากขอเวลาอีกประมาณ ๑๐ นาทีไม่เกิน ท่านประธาน ก่อน ๑ ทุ่มแน่นอนครับ ท่านประธานครับ ที่ผมให้ข้อมูลในเรื่องของระบบ สาธารณสุขอยากจะขอเรียนว่า เหตุผลประการสำคัญก็คือว่า ผมเห็นว่าวันนี้ประเทศไทยเรา เตรียมพร้อมในการเปิดประเทศแล้ว ผมว่าการเปิดประเทศเป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อให้ เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป มันถึงเวลาที่เราจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงครับท่านประธาน เราต้องปรับตัวอยู่กับปัญหานี้ให้ได้ วันนี้โลกทั้งโลกก็คิดเหมือนเราแล้วครับว่า ๑. เรารู้ว่า โควิด-๑๙ (COVID-19) จะเป็นโรคประจำถิ่น เพราะฉะนั้นถ้าเรามัวแต่กลัวแต่เกรง ไม่กล้าเปิดบ้านเปิดประเทศ แต่ว่าไม่มีอะไรจะกินมันก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำ เราค่อย ๆ ทยอยเปิดเมืองให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติ เหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา เหมือนหลาย ๆ ประเทศในยุโรป เขาดำเนินการก่อนเราไปทั้งสิ้น แล้วถามว่าวันนี้ถ้ารัฐบาล ตัดสินใจเช่นนี้มีข้อผิดพลาดอะไรหรือไม่ คำตอบเหมือนที่ผมเรียนไปสักครู่ จนถึงวันนี้ ๑๑ พฤศจิกายนมีผู้ที่ติดโควิด (COVID) แค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ที่มาจากต่างประเทศ ไม่ได้พุ่ง ในขณะที่ภายในประเทศผู้คนก็ไม่ได้ติดโควิด (COVID) พุ่งขึ้นเลย สิ่งที่อยากจะเรียน ต่อท่านประธานใกล้จบแล้วครับ เราทราบไหมว่าวันนี้สิ่งที่เรามีการสำรองเวชภัณฑ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เตรียมไว้ทุกอย่างแล้วครับ เรามียาดี ๆ เก็บไว้ เมื่อสักครู่มีสมาชิก แจ้งว่าเราต้องเตรียมตัวให้พร้อม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมไว้พร้อมแล้วเรามียาดี ๆ เก็บไว้ใช้ได้นานกว่า ๖ เดือนแน่ ๆ เรามีสต็อก (Stock) ของยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ที่ถือเป็นอาวุธสำคัญซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าวันนี้ เราผลิตเองได้แล้ว ศักยภาพการผลิตยังสูงมากครับเดือนละประมาณ ๑๐๐ ล้านเม็ด ทุกวันนี้ คิดรวมทั้งหมดเรามีผู้ที่ติดมาไม่เยอะมาก แต่การสูญเสียไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะยา ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ขณะที่เรามียาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) เรามีสต็อก (Stock) อยู่ ๗๐,๐๐๐ ขวด และจะเพิ่มอีก ๗ เท่าในอีก ๓ เดือนข้างหน้า นอกจากนี้เราได้รับรายงานว่า ประเทศไทยจะได้ยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) มาในช่วงเดือนธันวาคมนี้อีก ในอนาคต การพัฒนาทางด้านยาดี ๆ จะเกิดขึ้นในโลกอีกมากมาย ผมมั่นใจว่าในวิสัยทัศน์ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะจัดการหามาได้ อย่างแน่นอน เพราะท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้ที่เห็นคุณค่าของชีวิตคนอื่นครับ ท่านประธานคงทราบนะครับว่า ท่านคือจิตอาสาที่ขับเครื่องบินไปรับอวัยวะมาเปลี่ยน ให้กับคนป่วยที่รอเปลี่ยนอวัยวะ ท่านเห็นคุณค่าของชีวิตท่านย่อมรักษาชีวิตของพี่น้อง คนไทยอย่างแน่นอนครับ ในเรื่องวัคซีนอีกทีท่านประธานครับ ประเทศไทยวันนี้เราฉีดวัคซีนมาตั้ง ๘๐ ล้านกว่าโดสแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปห่วงเลยครับว่า วัคซีนในรุ่นต่อ ๆ ไป เราจะไม่มีพอ จนถึงวันนี้ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๔ ประเทศไทยนำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล จัดหา วัคซีนมา ๑๗๙ ล้านโดสแล้วครับ นั่นหมายถึงว่าเข็มบูสเตอร์ (Booster) ที่ท่านห่วงว่าจะไม่มี มีแน่นอนครับ และจะหาไปเรื่อย ๆ ถ้าโควิด (COVID) มีการกลายพันธุ์ เราก็มีเจนเนอเรชัน ๒ (Generation 2) มาสู้กับมันแน่นอน ที่สำคัญครับวันนี้ต้องบอกว่า จากประสบการณ์ในการ เรียนรู้เรื่องของโควิด (COVID) วันนี้ประสบการณ์นี้เป็นองค์ความรู้สำคัญให้กับบุคลากร ทางการแพทย์ของเราซึ่งมีความเก่งกาจสามารถมาก วันนี้แพทย์เราเก่งจริง ๆ เรามีการดัดแปลง เราเรียนรู้เราสู้กับโควิด (COVID) มาไม้ไหนเราสู้ได้ทั้งนั้น เรามี อสม. นับล้าน ๆ คนที่ร่วมด้วยช่วยกันในการสอดส่องพี่น้องประชาชนในทุกตารางเมตร ในการที่จะช่วยป้องกัน อสม. ไม่มีที่ไหนในโลกนอกจากประเทศไทย วันนี้นี่คือกำลัง อันแข็งแกร่ง นี่คือเหล่านักรบที่สู้ไปกับบรรดาแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุข เพราะฉะนั้น อยากจะขอเรียนครับ จงมั่นใจเถอะครับว่าวันนี้กระทรวงสาธารณสุขมีความพร้อม เมื่อมีความพร้อมประเทศไทยเราพร้อม ประชาชนก็ต้องพร้อมด้วย วันนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ถ้าเราจะเปิดประเทศแล้ว มันเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องร่วมกัน ร่วมกันในการที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้เขาเห็นว่า วันนี้ประเทศไทยพร้อมที่จะรับ มิตรประเทศที่จะมาเยี่ยมมาเยือน เอาเงินมาใช้ในบ้านเรา เราไม่มีการแยกแล้วครับว่า ฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล แต่ผมคิดว่าวันนี้ถ้าท่านมีประเด็นอะไรดี ๆ ที่เป็นประโยชน์เสนอรัฐบาล ในการแก้ไข ผมว่ารัฐบาลก็พร้อมที่จะรับอยู่แล้ว วันนี้เราเลิกด้อยค่าวัคซีน เราไม่ด้อยค่า วัคซีนที่ไขว้กัน เราไม่ด้อยค่าตัวเราเอง แต่เราทำให้คนทั้งประเทศมีความภาคภูมิใจ ในความเป็นคนไทย และให้โลกทั้งโลกเห็นว่าพวกเราจับมือกันเพื่อที่จะสู้กับโควิด (COVID) เราไม่มีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลครับ ผมว่าวันนี้เราสามัคคีในการที่จะมุ่งแก้วิกฤติของประเทศ ไปด้วยกัน ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่าน นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ จากพรรคพลังประชารัฐนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ชลบุรี อำเภอสัตหีบ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ที่ให้ผมได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เป็นท่านสุดท้ายในนามของพรรคพลังประชารัฐ ตามข้อบังคับของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรข้อ ๕๔ (๑) ในเรื่องของการเปิดประเทศ รองรับนักท่องเที่ยวเพื่อเตรียมความพร้อมในด้านสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจ และที่สำคัญ ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนของประเทศไทย ก็กราบเรียนเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่า ผมคงใช้เวลาไม่นาน เพราะดูจากการต่อคิวของการอภิปรายซึ่ง ๔๐ กว่าคิว ก็ต้องด้วย ความเกรงใจ ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ ถึงเหตุผลที่เราต้องมาเปิดญัตติด้วยวาจาในการเปิดประเทศ รองรับนักท่องเที่ยว อย่างที่เราทราบว่าทั้งการท่องเที่ยว ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหา ด้านสาธารณสุขเหมือนเป็นเส้นคู่ขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาล หรือเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้านจะต้องช่วยกันระดมความคิดเห็น อภิปรายให้ทางรัฐบาลได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปให้ภาครัฐ หรือภาคเอกชนร่วมกันทำงาน เพื่อความเป็นอยู่ของชีวิตของพี่น้องประชาชน หรือปัญหาของปากท้องในด้านเศรษฐกิจ รายได้ การกระจายรายได้ของพี่น้องประชาชนในวิกฤติเศรษฐกิจ ยุคโควิด (COVID) หลายระลอกที่ผ่านมา เส้นขนานเส้นแรก คือเส้นด้านสาธารณสุข ผมขอแบ่งแบบนี้ ท่านประธานครับ การที่เราจะเปิดประเทศ และไปด้วยกันกับสาธารณสุขให้ได้นั้น คือเราควรวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ชอร์ต เทอม มิดเดิล เทอม แอนด์ ลอง เทอม (Short-term middle-term and long-term)🔗
สำหรับแผนระยะสั้นนั้น ในด้านสาธารณสุขเราควรทำอย่างไร ท่านประธานครับ เรามีหมอพร้อม เราก็ต้องมีบุคลากรที่พร้อม และผมเชื่อมั่นว่าบุคลากรทางการแพทย์ไทยเรา พร้อมมานานแล้ว พร้อมมา ๒ ปีกว่าแล้วครับ ทั้งแพทย์ พยาบาล หมอ อสม. เมื่อบุคลากรพร้อม อุปกรณ์ทางการแพทย์เราก็ต้องพร้อม ด้วยเช่นกัน สิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญในขณะที่เราต้องเปิดประเทศ เครื่องเอคโม (ECMO) ก็ดี ผมทราบมาว่าเครื่องเอคโม (ECMO) ประจำจังหวัดมีอยู่เพียงไม่กี่เครื่อง อันนี้คือสิ่งที่รัฐบาล จะต้องทำ เครื่องไฮโฟลว์ (High flow) ที่เราต้องรับบริจาคตลอด อันนี้คือสิ่งที่เราต้อง เตรียมพร้อม เตียงเราพร้อมไหม บุคลากรพร้อม หมอพร้อม เตียงพร้อมไหมที่จะรองรับ นักท่องเที่ยว หรือพี่น้องประชาชนคนไทยที่ได้รับเชื้อโควิด (COVID) สีเขียว สีเหลือง และสีแดง ขออนุญาตขอสไลด์ (Slide) หน้าแรกครับ🔗
สิ่งที่ผมขออนุญาตชื่นชมนะครับ อันนี้ผมเป็นข้อมูลของจังหวัดชลบุรี เมื่อเปิดประเทศเมื่อวานวันที่ ๑๐ นี่คือข้อมูล สถานะ เตียงว่างจังหวัดชลบุรี จังหวัดที่ผมอยู่อำเภอสัตหีบ สีเขียวอยู่นี่เตียงว่างอยู่ ๘,๐๐๐ กว่าเตียง นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมทุกจังหวัดร่วมกับภาคเอกชน สีเหลืองคือ ๓,๐๐๐ เตียง ที่ว่างอยู่ ผมมองไม่ชัดคือประมาณ ๓๐ เตียงหรือ ๗๐ เตียง สีแดงคือผู้ป่วยที่มีอาการร้ายแรง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเตียงว่างแล้วนั้น ผู้ป่วยจะสามารถเข้ารับการรักษารวดเร็วได้หรือไม่ อย่างไร อันนี้คือสิ่งที่ภาครัฐจะต้องเริ่มและคิดและทำอย่างรวดเร็ว แล้วสำคัญเลย อีกอย่างหนึ่งคือเมื่อเตียงพร้อมแล้ว วัคซีนเราพร้อมหรือยัง ใช่ครับเราฉีดวัคซีนเข็มแรก ไป ๘๐ กว่าล้านโดส แต่เชื้อโควิด (COVID) ที่เรากำลังต่อสู้อยู่ขณะนี้แม้ว่าฉีด ๒ โดสแล้ว มันยังมีโอกาสที่ภูมิคุ้มกันเราต่ำลง โอกาสการติดเชื้อก็จะเพิ่มมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เราต้องมา ดูว่าเราจะครบ ๒ โดสเมื่อไรเพราะปัจจุบันอยู่ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คืออยู่ประมาณ ๔๘-๔๙ เปอร์เซ็นต์ เมื่อวัคซีนเราพร้อม อันนี้เราถึงจะต้องไปดูว่าจะเปิดประเทศได้ระดับไหน ขั้นตอนผมทราบครับ รัฐบาลไม่ได้เปิดรวดเดียวครับ เป็นสเต็ป (Step) เป็นทีละขั้นตอน แต่สิ่งที่ผมพูดก็คือการวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวเช่นกัน เมื่อวัคซีนพร้อมยา เราพร้อมไหม แพกซ์โลวิด (Paxlovid) โมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) อันนี้คือสิ่งที่เตรียมไว้ อย่าง โมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) คือเป็นยาที่ผู้ป่วยจะต้องได้รับภายใน ๑-๕ วัน สิ่งที่เราต้องเตรียมไว้คืออะไร ทั้ง ๕ อย่าง บุคลากรพร้อม เตียงพร้อม อุปกรณ์ การแพทย์พร้อม วัคซีนพร้อม ยาพร้อม อันนี้คือแผนระยะสั้นที่ทางภาครัฐไม่ว่าจะทางด้าน สาธารณสุขหรือการท่องเที่ยวที่ต้องเตรียมพร้อมไว้ เพื่ออะไรครับ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นบลูโซน (Blue zone) พื้นที่สีฟ้า ๑๗ จังหวัด หรือแม้กระทั่งเทสต์ แอนด์ โก (Test and go) เทสต์ แอนด์ โก (Test and go) ผมขออนุญาต ผ่านทางท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี รัฐบาลนะครับ ในขั้นตอนที่ ๙ เซลฟ์ เอทีเค (Self ATK) เมื่อตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) วันแรกของนักเดินทางมาแล้ว เซลฟ์ เอทีเค (Self ATK) ที่เราจะต้องให้เอทีเค (ATK) กับนักท่องเที่ยวไปตรวจด้วยตัวเองนั้น เราจะมั่นใจ ได้อย่างไร เพราะระยะการฟักตัวของโควิด (COVID) นั้น ๗-๑๔ วัน แต่ในกรณีที่ เซลฟ์ เอทีเค (Self ATK) ไม่สัมฤทธิ์ผลเราจะติดตามอย่างไร อันนี้ฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับในเรื่องของการท่องเที่ยวระยะสั้น ระยะสั้นเราทราบอยู่แล้วครับ เรามีผู้ประกอบที่กำลังประสบปัญหาเป็นอย่างมาก ๒ ปีที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแม่ค้า ผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งกลางวัน และที่สำคัญก็คือกลางคืน เราจะทำอย่างไรให้ธุรกิจเหล่านี้อยู่ได้ ไม่ใช่เฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว ขนาดใหญ่ เราต้องมองไปธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ถ้าพูดถึงระดับจังหวัดนี่ ต้องลงไปถึงระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ อันนี้คือสิ่งที่อยากให้ภาครัฐมองผมยกตัวอย่าง ภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) รายจ่ายนักท่องเที่ยว ๑,๖๓๔ ล้านบาท ระยะเวลา ๒ เดือน เพราะฉะนั้นเราต้องทำอย่างไรให้ ๑,๖๓๔ ล้านบาทนั้นตกไปอยู่รายได้ของฐานราก ธุรกิจตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ พ่อค้า แม่ค้า รถแท็กซี่ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ระบบขนส่งสาธารณะที่เขาต้องรองรับดูแลครอบครัว ตรงนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรมก็เช่นกัน เราจะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวมาพักที่โฮมสเตย์ (Homestay) เราจะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวมาพักที่โรงแรมขนาดเล็ก เพราะเราคิดว่ามันขึ้นอยู่กับชา (SHA) ชาพลัส (SHA Plus) แล้วผมดูล่าสุดมีชา เอกซ์ตรา พลัส (SHA Extra Plus) ด้วย สิ่งเหล่านี้ธุรกิจผู้ประกอบการนักท่องเที่ยว หรือผู้ประกอบการโรงแรมจะเข้าถึง หรือปฏิบัติ ตามขั้นตอนอย่างไร ภาครัฐควรจะต้องประชาสัมพันธ์ เมื่อพูดถึงการประชาสัมพันธ์ ในแผนระยะสั้น อันนี้สำคัญมากครับ ท่านประธานครับ ซิงเกิล คอมมูนิเคชัน (Single communication) คือการสื่อสารทางตรงทางเดียว ปัญหาเกิดขึ้น การเปลี่ยนขั้นตอนในการ ชี้แจงต่อนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ หรือแม้กระทั่งสายการบิน เคยมีเคส (Case) หนึ่งผมเคยไปเจอครับ ประกาศ ศบค. ฉบับหนึ่ง วันที่ ๑ ประกาศอีกฉบับหนึ่ง ทีนี้นักท่องเที่ยวตกเครื่องเพราะอะไรครับ ตอนแรกบอกเอาวัคซีนครบ ๒ โดส ขึ้นเครื่อง ได้เลย ทีนี้วันที่ ๑ เปลี่ยน ต้องมีผลตรวจโควิด (COVID) หรือเอทีเค (ATK) สายการบิน ไม่ได้แจ้ง นักท่องเที่ยวเกือบครึ่งลำต้องมาตรวจโควิด (COVID) ที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ อันนี้คือสิ่งที่เมื่อใดก็ตามที่ภาครัฐเปลี่ยนขั้นตอนการเข้าประเทศ ต้องประชาสัมพันธ์ อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และให้เอกชนร่วมมือด้วยอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะเป็นด้านรถสาธารณะ หรือแม้กระทั่งสายการบินทุกสายการบินท่านประธานครับ🔗
แล้วที่สำคัญที่ผมไม่พูดไม่ได้คือแผนระยะสั้น อันนี้ผมต้องพูดครับ เพราะในจังหวัดชลบุรี มีพัทยา มีสัตหีบ มีพื้นที่การท่องเที่ยว การท่องเที่ยวนั้นก็ต้องมี ผู้ประกอบการ ซึ่งจะต้องมีบุตรหลานจะต้องอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน เมื่อมีบุตรหลาน อาศัยอยู่บ้านเดียวกัน ถ้าผู้ปกครองได้รับเชื้อจากการท่องเที่ยว ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว ก็ต้องกลับไปบ้าน ทีนี้เด็กก็ต้องไปโรงเรียน วัคซีนสำหรับเยาวชนอายุต่ำกว่า ๑๑ ปี ไฟเซอร์ (Pfizer) ทดสอบประสิทธิภาพแล้วครับ ๕-๑๑ ปี ขอให้ท่านประธานถามไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ให้ติดตามสถานการณ์ของวัคซีนสำหรับเด็ก ๐-๑๑ ปีด้วย อันนี้สำคัญที่สุดครับ และที่สำคัญ มากไปกว่านั้นจะเปิดภาคเรียนครับ ท่านประธานครับ ชุดตรวจเอทีเค (ATK) ท่านกำหนดไว้ว่า ทุกโรงเรียนเปิดวันแรกต้องตรวจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราไม่มีชุดเอทีเค (ATK) ให้เขา เปิดครั้งต่อไป สัปดาห์ต่อไปสัปดาห์ที่ ๒ สัปดาห์ที่ ๓ สัปดาห์ที่ ๔ หรือ ๑ เดือน ต้องสุ่มตรวจ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งโรงเรียนหรือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย เราก็ยังไม่มี ให้เขา เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องการเข้าถึงปัจจุบันเลย ผมไม่อยากจะบอกว่าแค่โรงเรียน อยากจะบอกทุกสถานประกอบการ ภาคเอกชนให้การเข้าถึงเอทีเค (ATK) สำคัญที่สุด ฝากท่านประธานด้วยผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีในเรื่องของชุดตรวจเอทีเค (ATK) แล้วก็วัคซีน สำหรับเด็กในส่วนของการศึกษาในแผนระยะสั้นครับ ท่านประธานครับ รวมถึงการสื่อสาร🔗
ทีนี้มาดูแผนระยะกลาง ท่านประธานครับ แผนระยะกลางที่เราจะต้อง เตรียมไว้ในระยะ ๔-๖ เดือนถ้าเราเปิดประเทศแล้ว ผมเชื่อครับและผมก็เห็นด้วยกับการเปิด ประเทศ แต่การเตรียมความพร้อมนี่สิจะทำอย่างไร แผนระยะกลางคือ เชื้อโควิด (COVID) กลายพันธุ์ เราจะทำอย่างไร เราจะต้องรองรับหรือจัดหาวัคซีนที่เป็นเจนเนอเรชัน (Generation) ที่ ๒ เตรียมความพร้อมไว้ อันนี้คือสิ่งที่เราต้องเตรียมไว้นะครับ นอกจากวัคซีนที่เราต้อง เตรียมแล้วเจนเนอเรชัน (Generation) ที่ ๒ คุณภาพยารักษา เมื่อเชื้อโรคเปลี่ยน ยารักษา ผมเชื่อว่าก็ต้องเปลี่ยนฟาวิพิราเวียร์ (Favipirarir) จนมาถึงแพกซ์โลวิด (Paxlovid) จนถึงโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) มันก็จะกลายพันธุ์ แล้วเราก็ต้องมียาที่มีประสิทธิภาพ พร้อมรับเชื้อโรคที่กลายพันธุ์เหล่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดครับ สำหรับแผนระยะกลางเรื่องการ ท่องเที่ยว ผมขอย้ำเลยครับ การเข้าถึงของผู้ประกอบการในขั้นตอนของระบบราชการ ทั้งชาพลัส (SHA Plus) ชา (SHA) ปกติ หรือชา เอ็กซ์ตรา พลัส (SHA Extra Plus) ทุก ๆ ผู้ประกอบการ ต้องเข้าถึงระบบชา (SHA) ชาพลัส (SHA Plus) และชาเอ็กซ์ตร้า พลัส (SHA Extra Plus) ท่านประธานครับ ไม่เช่นนั้นแม่ค้าในตลาดนัดขายของไม่ได้ อันนี้คือสิ่งที่ภาครัฐจะต้องวางไว้ เพราะว่าทำอย่างไรไม่ให้ธุรกิจขนาดเล็กต้องตาย และธุรกิจขนาดกลาง ขนาดใหญ่อยู่ได้ ในขณะที่เราเปิดประเทศ🔗
แล้วแผนระยะยาวครับ ท่านประธานครับ อันนี้สำคัญไม่แพ้กันครับ และสำคัญที่สุดครับ เราควรจะต้องคิดแล้วว่าเราจะต้องผลิตวัคซีนเป็นของตัวเองในอนาคต เราจะต้องผลิตยาเป็นของตัวเองในอนาคต แล้วที่สำคัญที่สุดเราต้องเพิ่มผลิตบุคลากร ทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้นในอนาคต อันนี้สำคัญครับ แพทย์เหนื่อยครับ พยาบาลเหนื่อยครับ ถ้าเรารับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ถึงแม้จำนวนที่นักท่องเที่ยวเข้ามาล่าสุดวันที่ ๑ ถึงวันนี้ มีเปอร์เซ็นต์การติดเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่พี่น้องประชาชนในประเทศไทย ยังติดค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ คนต่อวัน เพราะฉะนั้นคือสิ่งที่ภาครัฐต้องเตรียมความพร้อมในอนาคต ๑-๕ ปีข้างหน้า บุคลากรทางการแพทย์ต้องพร้อม และต้องเพิ่มขึ้น ตรงนี้ฝากท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมก็เข้าใจว่าเป็นความยากลำบากการบริหารความเสี่ยง ในเรื่องของด้านสาธารณสุข ควบคู่ไปกับความเสี่ยงในด้านของเศรษฐกิจทำอย่างไร ให้เส้นขนาน ๒ เส้นนั้นไปกันได้ ท่านประธานครับ ถามว่าเราคุ้มไหมที่เราเปิดประเทศ แล้วเราคุ้มไหมที่จะต้องเสี่ยงกับชีวิตของพี่น้องประชาชน ผมขอสไลด์ (Slide) หน้าที่ ๒ อันนี้ คือค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลดูแล กรณีที่อาการรุนแรงตกอยู่ประมาณ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ บาท ต่อคน ขอสไลด์ (Slide) หน้าที่ ๓ อันนี้คือค่าใช้จ่ายรัฐบาลดูแลต่อผู้ป่วยโควิด (COVID) ที่อาการไม่รุนแรงอยู่ที่ ๓๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ต่อคน ผมให้ค่าเฉลี่ยนะครับ ท่านประธานครับ ผู้ป่วย ๗,๐๐๐ คน คูณ ๓๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ นี่คือค่าใช้จ่ายที่ภาครัฐ ต้องแบกรับ เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะเปิดประเทศเรามองอันดับแรก คือทำอย่างไรให้ผู้ป่วย เราลดน้อยลง เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเปิดประเทศระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว มาตรการ การป้องกันพื้นฐานโควิด (COVID) ใส่แมสก์ (Mask) ระยะห่าง อันนี้คือสิ่งสำคัญที่สุด ที่ภาครัฐต้องเข้มงวดประกอบกับการเปิดประเทศ ท่านประธานครับ นี่คือแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวที่นำเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี และขออนุญาต ท่านประธานเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องของเปิดประเทศเหมือนกับเพื่อนสมาชิกที่เรา ต้องเสนอความคิดเห็น เพื่อให้รัฐบาลได้นำไปพิจารณาและทำให้เกิดประสิทธิสูงสุด เพื่อปากท้องของพี่น้องประชาชน และที่สำคัญที่สุดเมื่อปากท้องของพี่น้องประชาชนอยู่ได้ การกระจายรายได้เกิดขึ้นได้ ชีวิตของพี่น้องประชาชนต้องเกิดการสูญเสียน้อยที่สุด จำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตต้องน้อยที่สุด เราหวังว่าจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตของเราจะเป็นศูนย์ ในอนาคต ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตสัตหับ จังหวัดชลบุรี ในนามพรรคพลังประชารัฐ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมีญัตติด่วนซึ่งยังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระ ทำนองเดียวกันอีก ๑ ฉบับ ญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาผลกระทบ ของการเปิดประเทศ และหามาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม ซึ่งนายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ และท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เป็นผู้เสนอ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องทำนองเดียวกันน่าจะนำมาพิจารณารวมกัน จะมีท่านสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบ ผมขอดำเนินการตามนี้ สำหรับญัตติของท่านสมาชิกที่เสนอมา ซึ่งยังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระ ผมจะให้เจ้าหน้าที่แจกท่านสมาชิกเพื่อประกอบการพิจารณา ต่อไป เชิญเจ้าหน้าที่แจกเอกสารญัตติของคุณหมอจาตุรงค์และท่านกิตติศักดิ์ด้วยนะครับ🔗
เชิญท่าน กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เป็นผู้เสนอแถลงเหตุผลครับ เชิญครับ แล้วก็สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องของเศรษฐกิจที่เราสูญเสียไปเยอะ แล้วก็ทำให้ ผู้ประกอบการหลายท่านประสบปัญหา รวมทั้งมีข่าวเรื่องของการฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการเอง ผู้ทำงาน นักร้องอะไรต่าง ๆ นี่คือวิกฤติที่เราเผชิญมานะครับ แต่เมื่อมีการเปิดประเทศขึ้นมา ตอนนี้ผมนำเรียนท่านประธานสภาด้วยครับว่า ตอนนี้ มีการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ทำให้ผู้คนเสียชีวิตกว่า ๙ ล้านคน และมีการติดเชื้อ สะสมในประเทศไทย ๑,๙๙๖,๙๖๙ คน ก็คือประมาณเกือบ ๒ ล้านคน แล้วก็เสียชีวิตสะสม ถึง ๑๙,๘๘๓ คน อันนี้ข้อมูลเมื่อวันนี้ก็คือวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ซึ่งนำเรียนประธาน ด้วยความเคารพว่า การกระทบกับธุรกิจภาคแรงงานและภาคท่องเที่ยวเกิดขึ้นถึง ๑ ล้านคน โดยเฉพาะรายย่อย และเมื่อมีการควบคุมการระบาดของโควิด (COVID) ดีขึ้น สังเกตนะครับ ช่วงนี้อัตราการติดเชื้อใหม่ประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าคน รักษาระยะนี้มาได้เกือบอาทิตย์แล้ว ซึ่ง ๒-๓ อาทิตย์ที่ผ่านมาก็หมื่นกว่าคน ซึ่งอันนี้ก็ถือว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่เราไม่จำเป็น จะต้องรอให้โควิด (COVID) มันหายไปนะครับ เราต้องกล้าที่จะตัดสินใจในการที่จะรักษา ประเทศของเรา โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจโดยการเปิดประเทศ แต่การเปิดประเทศครั้งนี้ เราก็ต้องมีความเสี่ยงในการที่จะทำให้การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) มีโอกาส ไม่มากขึ้น ถามว่าประเทศไทยเรามีมาตรการ มีความพร้อมอย่างไรในการที่จะเปิดประเทศ ครั้งนี้ ผมนำเรียนท่านประธานสภาครับ ทางประเทศสิงคโปร์ซึ่งถือว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ที่ขึ้นชื่อว่า ได้รับการยกย่องว่ามีการควบคุม และได้รับการควบคุมการจัดการเรื่องของโควิด (COVID) ที่ดีในระดับต้น ๆ ของประเทศ ประธานาธิบดีเขาสั่งวัคซีนโมเดอร์นา (Moderna) ไฟเซอร์ (Pfizer) ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคมปีที่แล้ว และฉีดวัคซีนเข็มแรก โดยท่านประธานาธิบดีเขาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่าง และเขาก็มีวัคซีน ที่เพียงพอในการฉีดให้กับประชาชนของเขา ซึ่งตอนนี้ของประเทศไทยเราการฉีดวัคซีน โดส (Dose) แรก ๔๔.๗ ล้าน คิดเป็น ๖๑.๙ เปอร์เซ็นต์ เข็มที่ ๒ ๓๕.๕ ล้าน คิดเป็น ๔๙ เปอร์เซ็นต์นี่ของประเทศไทย ของประเทศสิงคโปร์ตัวเลขตั้งแต่ ๒๐ กันยายน เขาได้ ๘๒ เปอร์เซ็นต์เมื่อเดือนกว่า ๆ แล้ว ตอนนี้ผมคิดว่าเขาคง ๘๐ เกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่เขาก็มีรายใหม่เกิดขึ้นประมาณ ๑๐๐ คนต่อวัน เขาก็เสนอมาตรการว่า เขาก็ต้องเปิด ประเทศโดยใช้ชื่อที่เรียกว่า ใช้ชีวิตร่วมกับโควิด (COVID) ก็คืออยู่กับโควิด (COVID) อย่างนิวนอร์มัล (New normal) ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เราก็ต้องเอาเป็นตัวอย่าง ในเรื่องของการที่จะทำให้กับประเทศไทยของเราว่า เราจะอยู่กับโควิด (COVID) อย่างไร ด้วยความปลอดภัย ความเสี่ยงน้อย ซึ่งผมนำเรียนว่าที่รัฐบาลได้ออกนโยบายขึ้นมา โดยเฉพาะการเปิดประเทศโดยใช้นโยบายรับนักท่องเที่ยวแบบไม่กักกันตัว เริ่ม ๑ พฤศจิกายน โดยมี ๖ ขั้นตอน ซึ่งใน ๖ ขั้นตอนนี้ก็จะมีหลักการสำคัญก็คือ นักท่องเที่ยว ที่จะเข้ามาในประเทศไทยต้องมีใบรับรองการฉีดวัคซีน และมีใบรับรองว่ามีการตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ไม่เกิน ๒๒ ชั่วโมงว่าเป็นผลลบ แล้วก็มีใบจองที่พักโรงแรม แล้วก็มีการตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ที่โรงแรมในประเทศไทย อีกครั้งหนึ่ง และตอนอยู่ท่าอากาศยานสนามบิน ถึงประเทศไทยก็มีการโหลด แอปพลิเคชัน (Load application) หมอชนะ (MorChana) ในภาษาอังกฤษ แล้วก็ถ้าผลอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) คืออีก ๑ วัน เนกาทีฟ (Negative) ก็สามารถจะออกเดินทางไปตามที่ต่าง ๆ ได้ ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าอีกอย่างหนึ่ง แต่ผมก็ขอเสนอแนะว่าถ้าเรามีเอทีเค (ATK) ที่มีคุณภาพสูงทัดเทียมกับอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) เราก็สามารถจะลดขั้นตอน ให้นักท่องเที่ยวสามารถจะตรวจเอทีเค (ATK) เรพิด เทสต์ (Rapid Test) ที่เป็น โพรเฟสชันนัล ยูส (Professional use) ที่มีคุณภาพดี เราสามารถจะจูงใจนักท่องเที่ยว ได้มาท่องเที่ยวประเทศไทยเยอะขึ้น ก็คือว่าไม่ต้องกักตัวภายใน ๑ วันเลย เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าคนที่เข้ามาเขาก็ฉีดวัคซีนครบ ๒ เข็มแล้ว และตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ที่ประเทศเขาภายใน ๗๒ ชั่วโมงให้ผลลบแล้ว เพราะฉะนั้นเขาถือว่า ความเสี่ยงต่ำแล้ว ถ้าเข้ามาในประเทศไทยผมคิดว่าถ้ามีเอทีเค (ATK) ที่มีคุณภาพ เราก็สามารถจะตรวจพร้อมกันกับอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) แล้วก็เอาผลเอทีเค (ATK) ถ้าเนกาทีฟ (Negative) ก็สามารถจะออกไปท่องเที่ยวได้นะครับ แต่ว่าอีกวันหนึ่ง เราก็เอาผลอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) มา ผมคิดว่าตัวนี้จะมีเสี่ยงต่ำมากที่จะให้เกิดผลบวก แล้วนักท่องเที่ยวก็จะมีความประทับใจมากขึ้น ความเสี่ยงก็ไม่เยอะ และสามารถทำให้เขา ได้มาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้มากขึ้นนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ นำเรียนท่านประธานว่า ในช่วงโควิด (COVID) ภาคธุรกิจ ภาคท่องเที่ยวซึ่งถือว่าเป็นรายได้ใหญ่ของประเทศไทย แล้วก็สร้างภาษี สร้างรายได้ให้กับ รัฐบาลเป็นจำนวนมาก ได้รับผลกระทบอย่างมากมาย ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว แม้กระทั่งจังหวัดมหาสารคามบ้านผมก็ยังได้รับผลกระทบ สถานประกอบการปิด ผู้ประกอบการลำบาก หนี้สินที่เกิดขึ้นมา รวมทั้งนักร้อง คนงานผู้ใช้แรงงานที่อยู่ ในสถานประกอบการเองก็ได้รับผลกระทบ การชดเชยก็ไม่เพียงพอนะครับ นี่คือสิ่งที่ได้รับ ผลกระทบอย่างมาก เพราะฉะนั้นแล้วการที่เราจะแก้ปัญหาเรื่องของการเปิดประเทศให้เร็ว ซึ่งทางรัฐบาลก็เปิดรับนักท่องเที่ยวแบบไม่กักตัว และ ๒. คือการยกเลิกเคอร์ฟิว (Curfew) ใน ๑๗ จังหวัดซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ผู้ประกอบการได้ยินได้ฟัง รู้สึกดีใจมากนะครับ เขาเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นะครับ แต่เราก็ต้องระมัดระวัง เพราะว่ากว่าเขาจะเปิด กว่าเขาจะต้องกลับมาทำกิจการอีกครั้งหนึ่ง เขาต้องมารีโนเวท (Renovate) เขาต้องมา ปรับปรุงสถานประกอบการที่เขาปิดไปนาน ต้องมีหนี้มีสินอีกครั้งหนึ่ง ถ้ารัฐบาลบริหารไม่ดี อาจจะมีการต้องปิดอีกครั้งหนึ่งเขาจะลำบากนะครับ เขาอาจจะต้องประสบภาวะที่ต้อง กู้หนี้ยืมสิน แล้วก็เกิดปัญหาทางด้านการเงินการคลังอีกต่อมานะครับ แล้วปัจจุบันในการ เปิดประเทศเป็นความเสี่ยงที่เราต้องยอมรับและเราต้องควบคุมให้ได้ ที่ว่าเราต้องอยู่กับโควิด (COVID) ด้วยความมีสติปัญญา ด้วยการควบคุมได้ ซึ่งอันนี้มีความสำคัญว่าการที่เรา จะต้องเปลี่ยน มายด์เซท (Mindset) ของเราว่า เราไม่จำเป็นต้องให้โควิด (COVID) มันหายไปหมด ไม่ต้องให้จนถึงเหลือ ๑,๐๐๐ คนต่อวัน ตอนนี้ ๗,๐๐๐ คน ผมคิดว่าเราก็สามารถ จะเปิดประเทศได้ด้วยความรอบคอบนะครับ แล้วก็อยู่กับโควิด (COVID) อย่างชาญฉลาด แล้วก็สามารถจะตรวจได้ด้วยความรวดเร็ว แล้วก็สามารถจะควบคุมได้ สำคัญคือควบคุมได้ เพราะว่าโควิด (COVID) อาจจะมาในรูปแบบที่เปลี่ยนไป มาด้วยสายพันธุ์ที่เปลี่ยนไป แล้วปัญหาที่เราเป็นช่องโหว่ก็สามารถจะทำให้เกิดปัญหาได้นะครับ ผมมีประเด็นที่จะต้องนำเสนอท่านประธานก็คือ เรื่องของทางกระทรวงแรงงาน ที่ท่านรัฐมนตรีสุชาติ ชมกลิ่น ที่จะเตรียมเสนอ ศบค. ในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายนว่าขณะนี้ มีการเตรียมการที่จะนำเข้าแรงงานต่างชาติ ที่เรียกว่าตอนนี้ภาคแรงงานเราครับ ภาคอุตสาหกรรมมีการขาดแคลนแรงงานมาก ประเทศไทยของเราการอุตสาหกรรม การก่อสร้างอะไรต่าง ๆ ต้องอาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตอนนี้มีการขาดแคลนมาก และมีปัญหามาก แล้วทางท่านรัฐมนตรีสุชาติก็จะเตรียมเสนอเรื่องของการจะนำ ให้ผู้ใช้แรงงานเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยการเตรียมฉีดวัคซีนและการมีมาตรการ คล้าย ๆ กับนักท่องเที่ยวซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเราต้องอยู่กับโควิด (COVID) ด้วยความปลอดภัยและด้วยความระมัดระวัง ซึ่งตอนนี้มีความคิดว่า ถ้าฉีดวัคซีน ๒ เข็มแล้ว กักตัว ๗ วัน แล้วถ้าฉีดวัคซีน ๑ เข็มหรือยังไม่ฉีดเลยก็กักตัว ๑๔ วัน และมีการตรวจหาเชื้อ ด้วยอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ๒ ครั้ง ซึ่งให้นายจ้างและสถานประกอบการเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ภาคผู้ใช้แรงงาน และทางผู้ประกอบการจะได้มีการขับเคลื่อน ธุรกิจของเขา แต่ผมเป็นห่วงนะครับท่านประธาน ที่ผ่านการระบาดโควิด (COVID) รอบที่ ๓ เกิดจากการที่แรงงานข้ามชาติ แรงงานต่างชาตินอกระบบ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เราน่าเสียใจ มากนะครับ เพราะว่าอันนี้รัฐบาลก็โทษแต่ประชาชนการ์ด (Guard) อย่าตก แต่การควบคุม แรงงานข้ามชาติ กลายเป็นการหากินจากบุคคลกลุ่มหนึ่งที่มาทำให้ประเทศไทยของเรา สูญเสียเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ซึ่งจากที่เราได้มีการระบาดจากผู้ใช้แรงงานในครั้งที่แล้ว ผมยังไม่เห็นมาตรการอย่างชัดเจนจากภาครัฐ ที่จะมีการควบคุมการลักลอบการนำเข้า แรงงานต่างชาติได้อย่างชัดเจน ซึ่งผมก็เสนอว่าเรามีทหารประจำการอยู่มากมาย เราสามารถจะเข้มในการที่จะควบคุมรั้วชายแดนของเรา เพื่อจะป้องกันไม่ให้แรงงานต่างชาติ ที่ผิดกฎหมายเข้ามา แต่ถ้าเขาเข้ามาผมเสนอว่าให้เขาเข้ามาง่าย ๆ เข้ามาในระบบนี่ละครับ ทำตามระบบนี่ละครับ มีการตรวจ มีการฉีดวัคซีน มีการควบคุมอย่างถูกต้อง อย่างง่าย ๆ ในราคาประหยัด แล้วเขาก็สามารถจะมาทำงานในประเทศไทยของเราได้ อันนี้ก็ฝาก ทางท่านรัฐมนตรีและทางท่านนายกรัฐมนตรีไปดูแลเรื่องของแรงงานอีกครั้งหนึ่ง🔗
ส่วนเพื่อนสมาชิกก็เสนอมาตรการในหลายส่วนแล้ว ผมก็ขอเสนอมาตรการ ในการรองรับในการที่จะเปิดประเทศในครั้งนี้ ๑. การป้องกันโรค การฉีดวัคซีนของเรา ซึ่งก็ถือว่าเราก็ถือว่าดีขึ้นเยอะนะครับ ถึงแม้ว่าเราจะมีวัคซีนที่มาช้ากว่าต่างชาติในช่วงแรก ช่วงนี้เราได้เข็มแรกก็ ๔๔ ล้านคน เข็ม ๒ ก็ ๓๕ ล้านคน ถือเป็น ๖๑.๙ หรือ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าดีขึ้นในระดับหนึ่งนะครับ ซึ่งการฉีดวัคซีนตอนนี้ก็ทราบว่าทางรัฐบาลได้สั่งวัคซีน เข้ามาได้ปริมาณที่ค่อนข้างเยอะ ฉะนั้นแล้วในช่วงนี้เราจะทำอย่างไรให้วัคซีนของเราไปถึง แขนพี่น้องประชาชนให้เยอะที่สุดให้เร็วที่สุด และสำคัญก็คือกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย ก็คือสถานประกอบการ สถานประกอบการจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนด้วยความรวดเร็ว ผู้ที่ทำงานในสถานประกอบการต้องฉีดวัคซีน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และที่ผ่านมาก็ต้องบอกว่า ต้องขอบคุณในการฉีดวัคซีนที่ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นทางโรงพยาบาล ทาง รพ.สต. ทาง อสม. ทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทางปกครอง ได้ร่วมกันในการที่จะทำให้วัคซีนไปถึงแขนประชาชนได้เร็ว ซึ่งในจังหวัดมหาสารคามเอง ผมก็เข้าไปดู ซึ่งก็ต้องชื่นชมว่าทุกท่านทำหน้าที่ได้อย่างดียิ่ง ช่วงแรกวัคซีนอาจจะมาช้า และเราไม่ใช่พื้นที่เศรษฐกิจที่รัฐบาลได้มุ่งเน้น ในช่วงแรกก็ต้องยอมรับในผลกระทบที่ว่า วัคซีนอาจจะมาน้อย แต่ช่วงนี้วัคซีนก็มาในจำนวนที่เยอะก็ต้องบอกว่า ขอบคุณ ทางคุณหมอ ทางพยาบาล ทาง รพ.สต. ทาง อสม. เป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกันในการฉีดวัคซีน ได้อย่างเพียงพอ แต่ตอนนี้ในเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย สถานประกอบการ ร้านค้า สถานบริการจะต้องฉีดวัคซีนให้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โรงงานต่าง ๆ สังเกตนะครับ มันแพร่เร็ว ก็คือสถานประกอบการ ร้านค้า สถานบริการ แหล่งชุมชนหนาแน่น โรงงาน กลุ่มเป้าหมายนี้ ต้องได้รับการฉีดวัคซีนด้วยความรวดเร็ว สัปดาห์ที่แล้วผมไปที่ รพ.สต. ก็ต้องขอชื่นชมว่า ใน ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนนโยบาย แต่ก่อนไปฉีดวัคซีน ถ้าไปฉีดที่ รพ.สต. ต้องมีคุณหมอที่เป็นระดับที่ต้องช่วยฉุกเฉินได้ไปประจำที่ รพ.สต. เพื่อให้ฉีดวัคซีน และมีความสบายใจว่า ไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย แต่ในปัจจุบันก็มีการผ่อนคลาย กฎเกณฑ์มากขึ้นนะครับ ก็เรียกว่าตอนนี้ไปฉีดที่ รพ.สต. ได้ทุก รพ.สต. ได้ทุกวันนะครับ โดยใช้แค่หน่วยอีเอ็มเอส (EMS) ของ อบต. นั้นไปประจำที่ รพ.สต. ก็เรียกว่าง่ายขึ้น และพี่น้องประชาชนสะดวกขึ้นไม่ต้องเดินทางมาที่ในเมืองเพื่อฉีด อันนี้ก็ถือเป็นนโยบาย ที่ผ่อนคลายมากขึ้นนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการควบคุม การควบคุมก็คือจะควบคุมอย่างไร ถ้ามีการระบาด ฉะนั้นการตรวจเชิงลึกก็คือการเซอร์เวลแลนซ์ (Surveillance) การตรวจ เอทีเค (ATK) และตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) จะต้องด้วยความรวดเร็วและเอทีเค (ATK) ที่นำเข้ามาในประเทศไทย นำเรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขว่า เอทีเค (ATK) ที่เข้ามาอยากให้มีการไปแรนดอม (Random) ในการตรวจคุณภาพ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มี ส.ส. บางคนไปตรวจแล้วก็เป็นฟอลส์ โพซิทีฟ (False positive) เรียกว่า ต้องเสียเวลาและทำให้เขาไม่สบายใจ เพราะฉะนั้นเอทีเค (ATK) ต้องมีคุณภาพ เพราะว่า ตอนนี้ต้องยอมรับว่า พอเราเปิดขึ้นมาเอทีเค (ATK) มาจากไหนก็ไม่รู้ บางทีเข้ามา ถูกกฎหมายบ้าง ไม่ถูกกฎหมายบ้าง แล้วทำให้คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน แล้วพอมีทั้งลบเทียม คือเป็นแต่เป็นลบ ก็ทำให้คนคิดว่าตัวเองไม่เป็นโรคก็ไปแพร่เชื้อโรค หรือบวกเทียมคือ เขาไม่เป็นแต่ผลบวก เขาต้องไปตรวจรักษาทำให้เกิดความวุ่นวายอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นเอทีเค (ATK) ของเราต้องเป็นเอทีเค (ATK) ที่มีมาตรฐานสูง สามารถจะมีผลมากกว่า ๙๗ เปอร์เซ็นต์ จะเป็นผลดี และข้อสำคัญคือราคาถูก หาง่าย ซึ่งก็ต้องฝากองค์การเภสัชกรรมในการ ที่จะต้องดูแลในส่วนนี้ คือตรวจให้มาก ตรวจให้เร็ว ถ้าเจอจะได้ควบคุมเร็ว ไม่แพร่ไปเยอะ ก็คือเออร์ลี ดีเทกชัน เออร์ลี คอนโทรล (Early detection Early control) ไม่ให้กระจาย เชื้อเข้าไป🔗
ประเด็นที่ ๓ การรักษาต้องพร้อม ถ้ามีการระบาดการรักษาต้องพร้อม ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล เราประสบปัญหาครั้งที่แล้วโรงพยาบาลไม่พอ ไอซียู (ICU) ไม่พอ โรงพยาบาลสนามอะไรต่าง ๆ นี่จะเป็นบทเรียนว่า บทเรียนจากครั้งที่แล้วเรามาปรับ เพื่อจะรองรับ ถ้าเกิดมีการระบาดใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมคิดว่าไม่มีนะครับ แต่ว่าถ้าเกิดขึ้นมาต้องมีความพร้อมของการจัดการ แล้วก็เอาประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ที่คนตายข้างถนน คนไม่ได้รับการดูแลรักษา เข้ามาเป็นบทเรียนให้เราในการแก้ไข ในวันข้างหน้านะครับ🔗
ประเด็นที่ ๔ คือการเฝ้าระวัง นี่ก็พูดเมื่อสักครู่นี้ว่า ประชาชนเรียกว่า เราการ์ด (Guard) ไม่ตกอยู่แล้ว เรียกว่าใส่หน้ากาก ล้างมือ แล้วก็รักษาระยะห่าง แต่ว่า รัฐต้องการ์ด (Guard) อย่าตก แรงงานนอกกฎหมายที่เรียกว่าไม่ได้รับการควบคุมจะต้อง ไม่ให้มี ก็คือ ๐ เปอร์เซ็นต์ ๑ เปอร์เซ็นต์ก็มาแพร่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นต้อง ๐ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องของแรงงานนอกกฎหมายต่าง ๆ ก็คือทำแรงงานให้ถูกกฎหมายให้ง่าย แล้วเขา ก็เข้ามาอย่างถูกต้อง ๒. สถานประกอบการ แต่ก่อนสังเกตนะครับเราเกิดจากแรงงาน ผิดกฎหมายและผับบาร์ สถานประกอบการต้องทำการข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด อย่าให้ สถานประกอบการที่ไม่ดี ที่เราเห็นในรูป ในผับ กินแก้วเดียวกัน กินอะไรเดียวกัน แล้วทำให้ สถานประกอบการที่ดีลำบาก สถานประกอบการที่ไม่ได้ทำตามระเบียบก็สามารถจะเป็น ที่แพร่กระจายเชื้อ และทำให้คนทั้งประเทศลำบากไปด้วย ฉะนั้นแล้วนี่คือสิ่งที่เราจะต้อง เคร่งเพื่อให้เราอยู่กับโควิด (COVID) ด้วยความปลอดภัย และสามารถจะควบคุมได้ ฉะนั้น สถานประกอบการกับรัฐบาลจะต้องร่วมมือกัน ช่วยกันในการที่จะอยู่กับโควิด (COVID) อย่างนาน ๆ แล้วท่านก็ประกอบการได้ ๔. ถ้ามีการระบาด ต้องควบคุมการระบาด ให้อยู่ในวงจำกัด ผมขออนุญาตบอกว่า ต้องในวงจำกัดนะครับ อย่าปิดทั้งประเทศ เหมือนครั้งที่ผ่านมา ผู้ประกอบการก็จะลำบาก แล้วถ้าเราตรวจเร็ว ควบคุมเร็ว เราก็สามารถ จะจำกัดวงในการที่จะควบคุมได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะการเปิดประเทศเหมือนนักมวยเปิดหน้าชก ฉะนั้นเราต้องระมัดระวังให้มากขึ้น สรุปแล้วการเปิดประเทศครั้งนี้ต้องทำด้วยความรอบคอบ รัฐการ์ด (Guard) อย่าตก ดูแลผู้ประกอบการให้ดี โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก คนตัวเล็กตัวน้อยที่ได้รับผลกระทบจากที่ผ่านมา พวกนี้ต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นพิเศษ นอกจากเรื่องของการที่จะเปิดสถานประกอบการแล้ว รัฐต้องดูแลเรื่องของสินเชื่อต่าง ๆ แล้วก็เหมือนไปคลินิกที่ให้คำแนะนำทางด้านการเงินให้สถานประกอบการด้วย แล้วอะไร ที่เขาติดขัด อย่าไปออกระเบียบที่ทำให้สถานประกอบการเขาประกอบการยาก แล้วเขา ก็ลำบาก ซึ่งอันนี้ก็ต้องนำเรียนว่าฝากรัฐบาลเยอะ ๆ ว่า สถานประกอบการอยู่ไม่ได้ ประเทศไทยเราก็คงลำบากเหมือนกัน ก็คืออย่าให้คนฆ่าตัวตายจากภาวะเศรษฐกิจ เช่นนี้อีกเลย แล้วสุดท้ายก็บอกว่า เราต้องอยู่กับโควิด (COVID) ด้วยความปลอดภัย และความเสี่ยงที่จะควบคุมได้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ผู้เสนอยื่นญัตติด่วน ทั้งด้วยวาจาและด้วยเอกสาร ก็ได้นำแถลงเหตุผลเสร็จ เป็นที่เรียบร้อย ต่อไปก็จะเป็นการร่วมอภิปรายของท่านสมาชิกที่สนใจ ผมขอสรุป ให้ท่านสมาชิกได้เห็นว่า ขณะนี้มีท่านสมาชิกยื่นความจำนงจะขออภิปรายร่วมกัน ฝ่ายค้าน ๒๕ ท่าน ฝ่ายรัฐบาล ๑๑ ท่าน รวมแล้ว ๓๖ ท่าน ถ้ายึดเอาตามกติกาที่ท่านประธานชวน วางเอาไว้ความไม่เกิน ๗ นาที ก็จะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ ๒๕๒ นาที ประมาณ ๔ ชั่วโมงครึ่ง ฉะนั้นเริ่มจากตอนนี้น่าจะไปเสร็จประมาณ ๔ ทุ่มเศษ ๆ หมายถึงว่ารวมทั้งผู้เสนอญัตติ ถ้าผู้เสนอญัตติด่วนจะอภิปรายสรุปก็อาจจะประมาณ ๔-๕ ทุ่ม ก็คิดว่าคงไม่มีใครเสนอ นับองค์ประชุมนะครับ ต่อไปเชิญท่านวิรัตน์ วรศสิริน อภิปรายครับ🔗
ท่านประธานครับ เห็นท่าน รัฐมนตรีจะยกมือขอพูด ก็ให้เวลาสั้น ๆ ก่อนก็ได้ครับ🔗
เนื่องจากว่า ญัตตินี้เป็นเรื่องของ ส.ส. เป็นเรื่องของสภา แต่ถ้ามันมีความจำเป็นในกรณีที่ท่านสมาชิก ได้อภิปรายแล้วมันจะเกิดความเสียหายต่อรัฐบาล ต่อรัฐมนตรี รัฐมนตรีก็อาจจะชี้แจงได้บ้าง สั้น ๆ นะครับ🔗
คงไม่ได้หมายถึงเรื่องเสียหายอะไรนะครับ แต่ไม่แน่ใจว่าพูดได้ไหมครับ ผมได้ฟังผู้ยื่นญัตติ มาทั้ง ๒ ญัตติก็อยากจะแสดงความคิดเห็น🔗
คือตอนนี้ เรียนท่านรัฐมนตรีว่ามันเป็นงานของสภา รัฐมนตรีมาฟังได้ครับ รับรู้ รับทราบไป🔗
ถ้าอย่างนั้นกระผมขอรับฟังแล้วเดี๋ยวก็นำกลับไปพิจารณาครับ ขอบคุณครับ🔗
เพราะว่า ตอนนี้ก็ให้ท่าน ส.ส. ได้แสดงความคิดความเห็น รัฐมนตรีก็รับฟังไปนะครับ เชิญท่านวิรัตน์ วรศสิริน แล้วก็ตามด้วยท่านพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย นาน ๆ ครั้งครับท่านประธานที่จะชื่นชม ท่านนายกรัฐมนตรีสักครั้งหนึ่ง เรื่องเปิดประเทศเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วครับท่านประธาน แต่ที่ผ่านมาท่านปิดทำไม ผู้ติดเชื้อ ๐ ท่านก็ปิด วันนี้ ๘,๐๐๐ คน แล้วทำไมท่านถึงจะเปิดละครับ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม สื่อออนไลน์ (Online) เฟซบุ๊ก (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) ลงข่าวกัน ๒ ทุ่มครึ่งนายกรัฐมนตรีมีเรื่องด่วน เรื่องสำคัญ จะแถลง ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ทันทีมีข่าวว่าเรื่องด่วน เรื่องสำคัญ ท่านประธาน เรื่องสังคม สังคมออนไลน์ (Online) ไม่ออนไลน์ (Online) ต่างคึกคักครึกโครม ไปกันใหญ่ เตรียมเฉลิมฉลองกันใหญ่ พลเอก ประยุทธ์ จะยุบสภาหรือจะลาออก ท่านประธานครับ พ.ศ. นี้แค่มีความหวังเล็ก ๆ ประชาชนก็มีความสุขแล้วล่ะครับ สุดท้ายถึงเวลา ๕ ทุ่ม ท่านประกาศรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัววันที่ ๑ พฤศจิกายนจะเปิดประเทศ ทำไม ต้องเปิดประเทศครับ เพราะว่าท่านสัญญาไว้กับประชาชน ขอคลิปที่ ๑ ครับ🔗
ท่านประธานฟังชัด ๆ วันนี้ ผ่านไปแล้วเดือนกว่าฉีดวัคซีนได้ไม่ถึง ๔๕ ล้านเข็ม สัญญาไว้ ๕๐ ล้านเข็มนะครับ อดีตท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ท่านพูดไว้ว่าก่อนพูดเป็นนายคำพูด หลังพูดคำพูดเป็นนายนะครับ ยิ่งถ้าหากเป็นชายชาติทหารแล้ว เขายิ่งถือกันใหญ่นะครับ เสียชีพอย่าเสียสัตย์ เสียเข็มขัดอย่าเสียกางเกง ท่านประธานเสียกางเกงภายหลัง นี่มันล่อนจ้อนน่าอายมาก ไม่ควรนะครับท่านประธาน ที่ต้องเปิดประเทศก็เพราะว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศร่ำรวย มีคนลงทะเบียนบัตรคนจน ๑๔.๕ ล้านคน นี่ก็ฝีมือ ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ และมีความเหลื่อมล้ำสูงสุด ประเทศไทยเป็นต้น ๆ ของโลก ขอภาพที่ ๒ ครับ สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุความเหลื่อมล้ำ ในสังคมไทยรุนแรง คนรวย ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ของประชากร ๖๕ ล้านคน เลยไปรูปที่ ๓ ไม่เป็นอะไร เผยโควิด (COVID) พ่นพิษ คนไทยครึ่งโลกรายได้ลดเพราะโควิด (COVID) ไทยร่วงหนักสุด ๗๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานคนไทยนี่จนจริง ๆ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ของประชากร ๖๕ ล้านคน คือ ๖๕,๐๐๐ คน มีเงินฝากทั้งระบบ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ของทั้งระบบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มีสินทรัพย์ ๗๙ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ เรียกว่าจนเกือบ ทั้งประเทศนะครับท่านประธาน การท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของเศรษฐกิจประเทศไทย มีสัดส่วนสูงถึง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เราเคยมีนักท่องเที่ยวถึง ๓๙.๘ ล้านคน ในปี ๒๕๖๒ ที่ผ่านมาเรามีผู้ติดเชื้อสูงถึง ๒๔,๐๐๐ คน ท่านประธานถ้าใครอยากจะเข้า ก็ให้เขาเข้ามา จะไปกีดไปกันเขาทำไม ผมไม่เข้าใจ เขาฉีดไฟเซอร์ (Pfizer) มาแล้ว ๒ เข็ม ยังตั้งแง่จะเข้ามาต้องควอรันทีน (Quarantine) ๑๔ วันท่านประธาน แล้วใครจะมา เปรียบเปรยนะท่านประธาน เหมือนขี้เหร่ อยากจะได้เมียสวย เจ้าสาวมาถึงหน้าบ้านแล้วยังตั้งแง่ตั้งงอน เพราะฉะนั้นท่านประธาน การเปิดประเทศถูกต้องแล้วครับท่านรัฐมนตรี เพราะนั่นหมายถึงการเปิดระบบเศรษฐกิจ คืนสิทธิการทำมาหากินให้ประชาชน เปิดประเทศ ๑๐ วันนี่ท่านประธาน มีนักท่องเที่ยวมา ๒๐,๐๐๐ คน ไม่ได้อะไรมากมายหรอกครับ แต่ว่าประชาชนได้ทำมาค้าขาย จับจ่ายใช้สอย นี่สิเหมือนเติมออกซิเจนให้ชีวิต มันฟื้นขึ้นมาได้หน่อย ที่ผ่านมาสิ่งที่รัฐบาลทำคืออะไร รัฐบาล เอาเศรษฐกิจของคนทั้งประเทศไปสู้กับสิ่งที่ไม่มีวันชนะ ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธาน ปี ๒๕๔๐ ธนาคารแห่งประเทศไทยเอาเงินสำรองของประเทศ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญ ไปต่อสู้กับค่าเงินบาทที่มีมูลค่าสูงเกินความเป็นจริง สุดท้ายหมด ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญหมด ต้องกู้ไอเอ็มเอฟ (IMF) มาวันนี้ก็เช่นกัน รัฐบาลกำลังพยายามจะเอาชนะโควิด (COVID) โดยใช้ต้นทุนของประชาชนไปสู้ ใช้เศรษฐกิจของประเทศทั้งประเทศทุ่ม ทุ่มจนหมดหน้าตัก ก็ไม่มีทางชนะใช่หรือไม่ครับท่านประธาน ไม่มีทางชนะ รัฐบาลยัดเยียดความยากจน ให้คนไทยทั้งประเทศ ผู้คนไม่มีเงินเป็นหนี้เป็นสิน ล้นพ้นตัวกันหมด รัฐบาลไม่สนใจ ท่านว่าโควิด (COVID) มันน่ากลัวว่าอย่างนั้นนะครับ แต่พอตัวรัฐบาลเองงบประมาณ เริ่มมีปัญหาถังแตกท่านประธาน จากการจัดเก็บภาษีไม่เป็นไปตามเป้า หนี้สินล้นพ้นตัว เหมือนประชาชนเหมือนกัน ท่านก็คิดว่าจะเปิดประเทศหารายได้เติมเงินเข้าถัง วันนี้โควิด (COVID) ไม่น่ากลัวแล้วใช่หรือไม่ครับท่านรัฐมนตรี ที่ผ่านมาทำไมต้องปิดประเทศ เมื่อปีที่แล้วโควิด (COVID) เริ่มระบาด รัฐบาลมีนโยบายควบคุมเชื้อให้เป็นศูนย์ จึงไม่ต้องการให้มีการนำเชื้อเข้าประเทศ ก็พอฟังได้เป็นเหตุเป็นผลบ้างนะครับ ฟังได้ แต่ตัวเลขศูนย์นี่ไม่ได้มาฟรี ๆ ต้องแลกด้วยหายนะทางเศรษฐกิจ แลกด้วยหนี้สิน ประชาชน ปีหน้าจะมีคนเข้าสู่กระบวนการล้มละลายนับล้านราย ตอนนี้มีหนี้เสีย ๓-๔ ล้านราย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลาย ๆ ประเทศ มีผู้ติดเชื้อมากบ้างน้อยบ้าง เขาก็เปิดให้ประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าเข้าประเทศ เหมือนที่ท่านกำลังทำอยู่นี้ เศรษฐกิจ ก็ไม่เสียหายมากจนเกินไป ผู้คนก็ทำมาค้าขายกันได้บ้าง คนฆ่าตัวตายก็น้อยไม่เหมือน ประเทศไทย มาวันนี้เรามีผู้ติดเชื้อมากเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน (ASEAN) ความเสี่ยงไม่ได้ อยู่ที่การเปิดประเทศหรอกครับ แต่อยู่ที่การผ่อนคลายระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจ ทำมาค้าขาย กลับมาทำมาหากินกันได้ ผู้คนเดินทางพบปะกันได้ แรงงานต่างด้าวกลับมาทำงานกันได้ เหล่านี้ต่างหากที่จะเป็นเหตุแห่งความเสี่ยงที่รัฐบาลต้องระมัดระวัง และอย่างน้อย คนที่ฉีดวัคซีน ๒ เข็มนี้ อย่างน้อยเข็มที่ ๒ นี้ต้องเป็นแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca)🔗
ท่านประธานขอนิดเดียว ฝากเรื่องโรงเรียนไปนิดหนึ่ง การระดมฉีดวัคซีน ให้นักเรียนครบ ๒ เข็มนี่อย่างเดียวยังไม่พอ ฝากคณะรัฐมนตรีไว้นะครับ ร้านค้าในโรงเรียน นอกโรงเรียนฉีดครบหรือยัง รถเข็นหน้าโรงเรียนฉีดหรือยัง ได้เตรียมระบบสาธารณสุข ไว้ครบหรือยัง เอทีเค (ATK) พร้อมหรือไม่ ควรตรวจเมื่อไร ตรวจเท่าไร เตรียมให้พร้อมด้วย จึงฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่นั่งที่นี่ด้วย กราบขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗
ก็ดีนะครับ มันทำให้หายง่วง เปลี่ยนบรรยากาศ ต่อไปเชิญคุณพิชชารัตน์ ตามด้วยคุณหมอวาโย อัศวรุ่งเรือง เชิญครับ แต่รัฐบาลก็ยังเดินหน้าที่จะเปิดประเทศให้ได้ในวันที่ ๑ พฤศจิกายน หลายฝ่ายออกมา ให้คำแนะนำ ติติง ตักเตือน และมีการทำโพลล์ (Poll) มากมายค่ะ ว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ กับการเปิดประเทศในครั้งนี้ แน่นอนค่ะว่าข้อดีของการเปิดประเทศ เกิดการกระตุ้น เศรษฐกิจ เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ประชาชนมีงานทำ สามารถทำมาหากินได้ สร้างรายได้ ให้กับประเทศและในพื้นที่ท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นตัว สร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ🔗
แต่อีกคำถามหนึ่งก็คือว่า รัฐบาลจะสามารถควบคุมการติดเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้หรือไม่ เราจะต้องกลับมาล็อกดาวน์ (Lockdown) อีกครั้งหรือไม่ โรงแรมต่าง ๆ ที่เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายนจะต้องกลับมาทำเป็น ฮอสพิเทล (Hospitel) อีกหรือเปล่า คำถามต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายค่ะท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพคะ ถึงแม้ว่าในช่วงวันแรก ๆ ที่เราเปิดประเทศ ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายนจะมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง ตั้งแต่ไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) ที่มันไม่พาส (Pass) หรือการจัดการของสนามบินที่นักท่องเที่ยวไม่ได้รับการอำนวยความสะดวก อย่างเท่าที่ควร อย่างที่สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้กล่าวไป แต่ในวันนี้เอง ๑๑ พฤศจิกายน เราเปิดประเทศมาเป็นระยะเวลากว่า ๑๑ วันแล้ว การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ก็เริ่มคลี่คลาย แล้วก็เป็นบทเรียนให้กับทางภาครัฐที่จะพัฒนา ปรับปรุง แล้วก็พร้อมที่จะรองรับนักท่องเที่ยว ที่ทยอยเดินเข้ามาในช่วงไฮซีซัน (High season) จากตัวเลขของทางการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย หรือ ททท. รายงานว่าตั้งแต่เราเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายนพบว่า มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเฉลี่ยวันละประมาณ ๓,๐๐๐ คน และเป็นการ คาดการณ์ว่าตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไม่น้อยกว่า ๑๓๐,๐๐๐ คน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยนั้น ผ่านจุดต่ำสุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เราเผชิญวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) การเปิดประเทศในวันที่ ๑ พฤศจิกายนนั้น ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่เราเปิดประเทศ ถึงแม้ว่าการเปิดประเทศในครั้งนี้จะเป็นเหมือน แสงสว่างอันน้อยนิด แต่ดิฉันเชื่อมั่นค่ะว่าแสงสว่างแห่งความหวังนี้ สามารถเป็นกำลังใจ ให้กับผู้ประกอบการในสายท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร ไกด์ (Guide) ทัวร์ (Tour) รถเช่า ผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ต่างก็มีความหวังกับการเปิดประเทศในครั้งนี้อย่างมาก🔗
ข้อเสนอแนะที่ดิฉันอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล คือเรากำลังใช้ โอกาสนี้เป็นการพลิกฟื้นการท่องเที่ยวของประเทศไทย ระยะเวลาเกือบ ๒ ปีที่ผ่านมาที่ประชาชน คนทั้งโลกไม่ได้มีการเดินทาง เราใช้ชีวิตแบบนิว นอร์มัล (New normal) ว่าเราจะอยู่อย่างไร กับโควิด-๑๙ (COVID-19) ทำให้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวนั้นเปลี่ยนแปลงไปค่ะ ข้อเสนอแนะ ที่ดิฉันอยากจะฝากผ่านไปยังรัฐบาลก็คือ เวลานี้เป็นโอกาสดีที่เราจะต้องมุ่งเน้นการท่องเที่ยว เชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ เราควรที่จะโฟกัส (Focus) ไปยังนักท่องเที่ยว ๔๐ ล้านคน อยู่อีกหรือไม่ เราควรจะหันมามองการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวแทนจำนวนนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นการปรับภาพท่องเที่ยวจากตลาดแมส (Mass) ให้เป็นจุดมุ่งหมายของการท่องเที่ยว อย่างมีคุณภาพ จังหวัดต่าง ๆ เองก็ควรส่งเสริมการพัฒนาและบริการดึงดูดคนรุ่นใหม่ และชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาด้วยค่ะ มีการเฟ้นหาการท่องเที่ยวแบบใหม่ เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยว และที่สำคัญที่สุดการสร้างความเชื่อมั่นต่อนานาประเทศว่า ประเทศไทยจะเป็นที่ที่ปลอดภัยต่อการเดินทาง และเป็นประเทศแรกที่นักท่องเที่ยว เลือกที่จะเข้ามาเที่ยวในประเทศ🔗
สุดท้ายนี้ดิฉันก็ต้องขอขอบคุณทางคณะรัฐมนตรีที่มารับฟังข้อเสนอแนะ ของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เพื่อที่จะแก้ไขปรับปรุงอย่างเร่งด่วน และมีประสิทธิภาพค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณหมอวาโย และตามด้วยท่านภาคภูมิ บูลย์ประมุข เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เดี๋ยวขอสไลด์ (Slide) ขึ้นเลยครับ🔗
วันนี้ครับท่านประธาน เรามาพูดกันเรื่องของการเปิดประเทศ เดี๋ยวฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์สไลด์ (Slide) ขึ้นแผ่น ๒ เลย ถัดไปเลยครับ ต้องสืบเนื่องครับท่านประธานจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งที่ผ่านมา สไลด์ (Slide) นี้ผมเคยขึ้นไปแล้วนะครับ ขอมาตรวจสอบการบ้านหน่อยนะครับ ท่านประธาน เราเคยพูดกันไปแล้วครับท่านประธานว่า ตอนนี้สายพันธุ์ที่กำลังระบาดหนัก อยู่ในประเทศไทยก็คือสายพันธุ์เดลตา (Delta) อันนี้ทุกคนคงเห็นตรงกันนะครับ มีงานศึกษาวิจัยมากมายครับท่านประธาน เกี่ยวกับชนิดไม่ต้องพูดถึงยี่ห้อนะครับ เกี่ยวกับ ชนิดของวัคซีนว่าชนิดไหนมันมีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์เดลตา (Delta) บ้าง ตอนนั้น ผมเคยพูดไปแล้วว่าวัคซีนชนิดเชื้อตายมันไม่เหมาะสมอีกแล้ว มันเริ่มไม่เหมาะสมมาตั้งนานแล้ว จนปัจจุบันนี้หลักฐานทางวิชาการออกมาชี้ชัดแล้วว่าวัคซีนชนิดไหน ยี่ห้อไหนด้วยซ้ำ ที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างดี ใช้ได้ที่จะต่อกรกับสายพันธุ์เดลตา (Delta) สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ตอนนี้ครับท่านประธาน ประเทศไทยฉีดวัคซีนไป ๖๓ เปอร์เซ็นต์ ดูโอเค (OK) ดูใช้ได้ครับ อันนี้ข้อมูลจากเอาเวอร์ เวิลด์ อิน ดาตา (Our World in Data) นักวิชาการ ใช้กันทั่วโลก เทียบกับสหรัฐอเมริกานะครับ สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ครับ ๒ เข็ม ของเขาอยู่ที่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ๒ เข็มของเราเกือบ ๆ ครึ่งหนึ่งแล้ว เกือบครึ่งหนึ่ง ของประชากรครับท่านประธาน ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ถ้านับอัตราเร็วนะครับ นับจากที่อภิปราย ไม่ไว้วางใจไปจนถึงตอนนี้ถือว่า พอใช้ได้นะครับ ถัดไปครับเวลาเราดูเคส (Case) นี่ต้องเทียบ หน่วยเท่ากันก่อน อย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านพูดไปท่านประธานว่าแต่ละประเทศมีจำนวน ประชากรไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นจะมาพูดว่าประเทศนี้ติด ๖๐,๐๐๐ คน ประเทศนี้ติด ๖,๐๐๐ คน เทียบกันแบบนี้อาจจะไม่ได้ชัดขนาดนั้น ต้องเทียบเป็นหน่วยที่เท่ากันคือต่อ ๑ ล้านประชากร ผมเคยพูดไปแล้วครับท่านประธานว่า ประเทศไทยกราฟสีเขียวเคยตัดชนะ สหรัฐอเมริกา เราเคยมีผู้ติดเชื้อสูงกว่าสหรัฐอเมริกาด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ทางสถิตินี้ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนี้คือกราฟของการตายคือเดท เพอร์มิลเลียน (Death per million) เทียบกับประชากร ๑ ล้านคน ประเทศไทยก็เคยสูงชนะสหรัฐอเมริกามา ซึ่งตอนช่วงนั้นก็คือช่วงที่อภิปรายไม่ไว้วางใจพอดีครับท่านประธานครับ ปัจจุบันตัวเลข ก็ได้กดต่ำลงมา สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ตอนนั้นที่ผมมาพูดในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็สงสารทางรัฐบาลจริง ๆ ตอนนั้นดัชนีการชี้วัดต่าง ๆ ของต่างประเทศ ชี้วัดประเทศไทย อยู่อันดับแย่มาก ตอนนั้นนิเคอิ (Nikkei) ครับท่านประธาน ช่วงนั้นเราอยู่อันดับ ๑๒๐ เลย อยู่อันดับท้ายสุดของตาราง ตอนนี้ข้อมูลอัปเดต (Update) ที่สุดของนิเคอิ (Nikkei) ก็คือวันที่ ๓๑ ตุลาคม วันฮาโลวีน (Halloween) ครับ ประเทศไทยอยู่อันดับที่ ๙๕ ดีขึ้น แต่ก็ยังอยู่ท้าย ท่านประธานครับ ตัวเลขนี้มันมีนัยสำคัญอย่างไร มันมีนัยสำคัญว่าเราเคยอยู่ อันดับต้น ๆ ท่านประธาน เราเคยอยู่หัวตารางเลยนะครับ เราเคยเป็นอันดับ ๖ ของโลก ในเรื่องระบบสาธารณสุข เราเคยตกไปอยู่อันดับสุดท้ายคือ อันดับที่ ๑๒๐ มาแล้ว ปัจจุบัน เราขึ้นมาอันดับ ๙๕ เราต้องตั้งเป้าหมายให้มันดีกลับไปอย่างน้อยก่อนที่ พลเอก ประยุทธ์ จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ แต่ความผิดพลาดที่มันเกิดขึ้น มันก็เกิดจากนโยบายหลาย ๆ อย่างครับท่านประธาน ผมขออนุญาตยกมา ๘ ข้อในนโยบาย ที่มันไม่ควรจะเป็น ตอนนี้มันอาจจะเห็นเฉลยแล้วนะครับ แต่สิ่งสำคัญอันหนึ่งที่เกี่ยวกับ การเปิดประเทศก็คือว่า รัฐบาลเปิดประเทศพร้อมกับเปิดเมืองเลยครับ ไม่มีประเทศไหน ในโลกเลยครับท่านประธานที่เปิดประเทศพร้อมกับเปิดเมืองเลย เราไม่มีการเปิดเมืองก่อน เป็นจังหวัด เป็นลำดับ เป็นขั้นเป็นตอน ค่อย ๆ เปิดโรงเรียน ค่อย ๆ เปิดห้าง จังหวัดนี้ เปิดแล้ว ไม่มีท่านประธาน เรามาถึงปุ๊บท่านนายกรัฐมนตรีก็ประกาศปึ้ง ๑ พฤศจิกายน เปิดพร้อมกันหมดเลยครับ ยังไม่มีสัญญาณของการที่ควบคุมได้ภายในประเทศ ยังไม่มี การที่จะทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ นักลงทุนเกิดความมั่นใจและค่อยเปิดเป็นลำดับขั้น แต่โอเค (OK) ไม่เป็นอะไรครับ การเปิดบ้าน การเปิดเมืองนี่พรรคก้าวไกลยืนยันครับว่า เป็นเป้าหมายที่สำคัญ เป็นเป้าหมายที่พวกเราสนับสนุน และเป็นเป้าหมายของทุก ๆ รัฐบาล ในโลกนี้ที่ท้ายที่สุดแล้วจะต้องเปิดประเทศ เปิดบ้านเปิดเมืองให้ได้ อาจจะยกเว้นอยู่ ๑-๒ ประเทศที่เขาปิดบ้านปิดเมืองตลอดเวลา🔗
เรื่องการฉีดวัคซีนสูตรไขว้ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ที่ผมชื่นชมไปว่า ประเทศไทยฉีดวัคซีนตอนนี้ขึ้นมาได้ ๖๓ เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ แต่ ๒ เข็มอยู่ที่ประมาณ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ต้องให้ความเป็นธรรมกับประชาชนว่า ใน ๒ เข็มนั้นท่านนับการฉีดวัคซีน ชนิดเชื้อตาย ๒ เข็มเข้าไปด้วย ซึ่งท่านยอมรับหลายครั้งแล้ว นักวิชาการหลายท่านก็ยอมรับ แล้วว่าไม่เพียงพอกับการต่อกรสายพันธุ์เดลตา (Delta) และยังมีวัคซีนสูตรไขว้ที่ปัจจุบัน ก็ยังไม่มีหลักฐานเชิงวิชาการที่ออกมาว่า ประสิทธิภาพใช้ได้ดีและมีความปลอดภัยที่จะใช้กับ ประชาชนได้จริง ๆ นอกจากสไลด์ (Slide) ประมาณ ๔-๕ สไลด์ จากโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง แถบริมแม่น้ำเจ้าพระยา การจำกัดชนิดของวัคซีน การไม่เข้าร่วมของโคแวกซ์ (COVAX) อันนี้เป็นปัญหาตั้งแต่ต้นท่านประธานครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ การทำงาน แบบรัฐราชการกว่าจะเข้ามา บริจาคมาเสร็จปุ๊บ ท่านประธานครับ โมเดอร์นา (Moderna) เข้ามากี่วันกว่าจะได้ฉีด ไฟเซอร์ (Pfizer) บริจาคเข้ามากี่สัปดาห์กว่าจะได้ฉีดครับ แบบนี้ ไม่ได้แล้วครับท่านประธานครับ ต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ อันนี้ต้องให้กำลังใจราชการ ให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลในการปรับปรุงแก้ไขในเรื่องนี้🔗
แต่ปัญหาอีกอันหนึ่งครับท่านประธาน สมาชิกหลายท่านพูดไปแล้วว่า ตอนนี้อัตราการฉีดวัคซีนของประชาชนมันลดลง ประชาชนหลายท่านมีความไม่มั่นใจ กับวัคซีนที่เข้ามา เพราะอะไรครับ เพราะการสร้างวาทกรรม การสร้างผีสหรัฐอเมริกาขึ้นมา ทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะฉีดวัคซีนบางชนิด และการทำให้วัคซีนบางชนิดกลายเป็นวัคซีน ทางเลือกแทนที่จะเป็นสิทธิของประชาชน ตรงนี้น่าเสียดาย ข้อมูลบางอย่างเปิดเผย ได้ไม่ครบครับ ผมอยากรู้ครับตอนนี้เอาจริง ๆ ข้อมูลนี้แน่ ๆ เลย คนที่ได้วัคซีน ซิโนแวค (Sinovac) ๒ เข็ม ท่านประธานครับ ตอนนี้มีกี่คนทั้งประเทศ กี่เปอร์เซ็นต์ จะได้คำนวณกันได้ถูกต้องว่าจริง ๆ แล้ว ๒ เข็ม ๔๘ เปอร์เซ็นต์ที่ว่านั้น มันมีประสิทธิภาพเต็ม อย่างนั้นจริงหรือเปล่า เอทีเค (ATK) สรุปสุดท้ายจะเอามานับหรือไม่นับ ถัดไปครับ ขออนุญาตเสนอสั้น ๆ ๕ ประการดังนี้ท่านประธานครับ วัคซีนที่มีประสิทธิภาพต้องรีบ เอาเข้ามาให้ได้มากที่สุด จะซื้อจะบริจาคอย่างไรก็เอาเข้ามา และไม่ควรเป็นวัคซีนทางเลือก แต่ควรที่จะให้ทางเลือกกับประชาชน ไม่ใช่ว่าทางเลือกนั้นประชาชนจะต้องจ่ายเงิน ไม่ถูกต้อง ความหลากหลายรีบให้เข้ามา การตั้งเป้าตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรียังตั้งเป้า ถัดไปครับ ตรงนี้ต้องให้ประชาชนได้เห็นว่าในช่วง ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมามีต่างชาติเข้าเมืองไทย มาแล้วประมาณเกือบ ๒๓,๐๐๐ ราย ก็มีหลากหลายชาติ สไลด์ (Slide) ถัดไป และกระทรวง ก็ได้ชี้แจงออกมาว่า กราฟ กำลังเป็นกราฟ ที่เป็นขาลง ดีที่สุดก็คือกราฟ สีเขียวท่านประธาน อยากให้เป็นกราฟ สีเขียว แต่ระยะเวลาที่เปิดประเทศมาจนถึงตอนนี้ยังการันตีไม่ได้ครับ ท่านประธานว่า กราฟ มันจะเป็นสีเขียวจริง ผมกลัวอยู่อย่างเดียวว่ากราฟ มันไม่เป็นสีเขียว แล้วมันเป็นสีเหลือง หรือมันเป็นสีเทา แล้วท่านก็จะปิดใหม่ อันนี้คือเรื่องของประชาชน และผู้ประกอบการด้วยครับท่านประธานว่าเขาไม่มีความมั่นใจ ร้านเขาไม่กล้าสต็อก (Stock) ของครับ ร้านเขาไม่กล้าที่จะจัดจ้างแรงงานเข้ามาเป็นแรงงานครับ เพราะเขากลัวว่า ท่านจะทำนโยบายแบบลักปิดลักเปิด ขออนุญาตเอาสไลด์ (Slide) ลงครับ🔗
ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมและพรรคก้าวไกลยังยืนยันว่า การเปิด ประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญ และเป็นหมุดหมายสำคัญของทุกรัฐบาลบนโลกใบนี้ สนับสนุน ให้เปิดประเทศครับ และต้องเปิดอย่างจริงจังและมีมาตรการต่าง ๆ ให้รัดกุมเพียงพอ แต่เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างที่ผมได้แนะนำไปนะครับ ไม่ทำนโยบายแบบลักปิดลักเปิด เห็นผู้คนตัวเล็กตัวน้อยให้เป็นใหญ่ครับ รับฟังเสียงเขาเยอะ ๆ ไม่ใช่ฟังแล้วเอื้อแต่นายทุน อย่างเดียว และผมเชื่อว่าถ้ารัฐบาลสามารถฉีดวัคซีนตอนนี้อยู่วันละประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ เข็มต่อวัน ถ้าสามารถทำได้ถึง ๑ ล้านเข็มก่อนสิ้นปีนี้ประชาชนจะมีภูมิคุ้มกัน เพิ่มขึ้น ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเราจะสามารถมีงานปีใหม่ที่มีความสุขไปพร้อมกันได้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านภาคภูมิ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก พรรคพลังประชารัฐ ตามที่เพื่อนสมาชิกได้ตั้งญัตติด่วน เรื่องการอภิปรายให้รัฐบาลทราบถึงเหตุและผล และคำแนะนำในการเปิดประเทศ ผมเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนให้รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เปิดประเทศ เพราะตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ผมถือว่าเป็นการตัดสินใจ ครั้งสำคัญของรัฐบาลที่อนุญาตให้ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ ๖๓ ประเทศเข้ามา ในประเทศไทย พร้อมเปิดจังหวัด ๑๗ จังหวัดนำร่อง เปิดเมืองรับนักท่องเที่ยว ลดพื้นที่สีแดง เข้มเหลือ ๗ จังหวัด เพิ่มพื้นที่รับนักท่องเที่ยว หลายจังหวัดยกเลิกเคอร์ฟิว (Curfew) ก็ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่ในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องกักตัวเหมือนที่ผ่านมา แน่นอน ก็ถือว่าเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และสร้างแรงส่ง ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่ผ่านมารัฐเปิดประเทศได้ ๑๐ วันมีนักท่องเที่ยว เข้าสะสมมาแล้วเกือบ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน พบมีผู้ติดเชื้อแค่ ๓ ราย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ถ้าหากรัฐบาลได้สร้างความมั่นใจ ความปลอดภัยและความประทับใจให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้ ตัวเลขตอนนี้อยู่หลักหมื่น อนาคตก็เป็นหลักแสนและเป็นหลักล้าน การท่องเที่ยว ของประเทศไทยก็จะกลับมาเหมือนเดิมก่อนช่วงสมัยการระบาดของโรคโควิด (COVID) ก็จะสร้างรายได้ให้ประเทศไทยอย่างมหาศาล สำหรับการเปิดประเทศในครั้งนี้ผมมองเห็นว่า รัฐบาลตั้งเป้าไว้ที่การต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่ว่ายังมีอีกหลายภาคส่วน ในประเทศที่ยังต้องการให้รัฐบาลเปิดประเทศ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวจากคนไทยจากที่ผม กล่าวมาแล้ว รัฐบาลอนุญาตให้ ๑๗ จังหวัดในประเทศที่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ ผ่อนคลายการนั่งดื่มนั่งเที่ยวอะไรได้ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปจังหวัดน่าน ปรากฏว่านักท่องเที่ยวคึกคักมากครับ ร้านอาหารเต็มเกือบทุกร้าน เที่ยวบินเกือบเต็ม ทุกเที่ยวบิน ก็แสดงว่าคนไทยเที่ยวอย่างมีความสุข ก็อยากให้รัฐบาลพิจารณาเปิดลักษณะ อย่างนี้อีกเยอะ ๆ เพราะผมเชื่อว่าการควบคุมของแต่ละจังหวัดเขามีมาตรการของเขา อยู่แล้ว ก็จะเป็นการสร้างเศรษฐกิจภายในพื้นที่ เป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวของคนไทย และที่สำคัญสร้างความสุขให้คนไทยที่จากเครียดมานานไม่ได้ออกต่างจังหวัด สำหรับวันนี้ เรื่องที่หลาย ๆ ท่านพูดถึงการเปิดประเทศของรัฐบาล ผมขอไม่ลงรายละเอียดเพราะ หลายท่านพูดแล้ว ผมในฐานะตัวแทนจังหวัดตาก แล้วผมก็เชื่อว่าจังหวัดตากเป็นจังหวัดหนึ่ง ที่มีบริบทที่เหมาะสมในการเปิดประเทศจังหวัดหนึ่ง เพราะจังหวัดตากมีทั้งระบบการค้า ชายแดน การข้ามแดนของแรงงานต่างชาติ การท่องเที่ยวหรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ ---------------------------------------------------------------------------- -๑๐๖/๑ ฉะนั้นในเมื่อรัฐบาลเปิดประเทศ ต้อนรับนักท่องเที่ยวก็ย่อมเปิดเศรษฐกิจด้วย โดยเฉพาะ การค้าชายแดนตอนนี้รัฐบาลจัดให้จังหวัดตากอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ๗ จังหวัดหรือสีแดงเข้มนะครับ การเปิดประเทศรัฐบาลตั้งเป้าไว้อยู่ในระยะที่ ๓ คือตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕ อีกตั้งเดือนกว่านะครับ ข้อมูลผู้ติดเชื้อสะสม ณ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน เมื่อวานปี ๒๕๖๔ มีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ ๒๓,๐๐๐ ราย มีผู้ติดเชื้อรายวันไม่เกิน ๑๐๐ ราย คนจังหวัดตากได้รับวัคซีนแล้ว ๒๙๐,๐๐๐ กว่าราย คิดเป็น ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งจังหวัด ถือว่าเยอะ ซึ่งผมขอยกตัวอย่างในเรื่องที่ผมบอกว่า ทำไมจังหวัดตากถึงยังเหมาะเป็นจังหวัด นำร่องที่รัฐบาลจะนำไปใช้ต่อ เรื่องการค้าชายแดนจากสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ผ่านมา จากจังหวัดตากมีการนำส่งออก นำเข้ามูลค่าเป็นแสนล้านนะครับ มีทั้งสะพานไทยมิตรภาพ ๒ แห่ง มีการข้ามแดนท่าธรรมชาติหลายแห่ง ปัจจุบันรัฐได้อนุญาตให้ขนส่งสินค้าข้ามแดน แค่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ แต่ถ้าหากท่านสามารถเปิดให้ควบคุมอีก ๒ วันเองครับ วันเสาร์ วันอาทิตย์ได้ ผมเชื่อว่าการค้าจะทำให้มีความคึกคักขึ้นแสนล้านไม่ไกลเกินเอื้อมครับ🔗
๒. เรื่องการเข้าแรงงานข้ามชาติ ผมเคยอภิปรายเมื่ออาทิตย์ที่แล้วหารือ ต่อสภาว่า จังหวัดตากเป็นแหล่งที่นำเข้าแรงงานข้ามชาติเยอะมาก เพราะนำเข้าสะดวก และติดประเทศเมียนมา ผมอยากให้การนำเข้าของแรงงานข้ามชาติเป็นแรงงานนำเข้า ที่ถูกกฎหมายเพื่อป้องกันและลดการลักลอบนำเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจ เริ่มฟื้นตัวแล้วนะครับ ความต้องการของแรงงานของนายจ้างก็เป็นความต้องการมากนะครับ ที่ผ่านมาได้ทราบว่า กระทรวงแรงงานได้เตรียมความพร้อมที่จะนำเข้าแรงงานต่าง ๆ ต่อไปนี้ ผมอยากให้เร่งทำโดยเร็ว เพราะผมเชื่อว่าทางกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข มีความพร้อมอยู่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกักตัว การตรวจหาเชื้อก็อยากจะให้เร่งทำ โดยเร็ว🔗
อีกเรื่องหนึ่งฝากของคนจังหวัดตาก ผมไม่อยากจะให้การกักตัวเข้ามาแล้ว ไม่อยากจะกระจุกตัวอยู่ที่แม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ท่านอย่าลืมเขาเข้ามาทำงาน ในต่างจังหวัด ปรากฏว่าเราต้องมากักตัวที่แม่สอด ท่านนึกสภาพนะครับ คนแม่สอด จะคิดอย่างไร ถ้าท่านเอาแรงงานเหล่านี้เพื่อจะไปทำงานต่างจังหวัดแล้วเอามากักตัว ที่แม่สอด แม่สอดก็กลายเป็นที่กักตัว พ่อค้า แม่ขายก็หวาดผวา นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยว ก็กลัวโควิด (COVID) ที่ไหนโรงงานไหนมีความเหมาะสมที่จะกักตัวได้ท่านชูต (Shoot) ให้เขาไปกักตัว ในพื้นที่เขาเลยครับ แล้วก็มีมาตรการที่เคร่งครัด ก็จะเป็นการให้ขวัญกำลังใจ ของคนจังหวัดตากด้วย แล้วก็พวกเรารับภาระเป็นหน้าด่านของประเทศมานานแล้วครับ ตั้งแต่โควิด (COVID) เรายังไม่ได้ฟื้นตัวเลยอยากจะให้รัฐบาลเห็นใจด้วยนะครับ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศการเดินทางเข้า-ออกของคนพม่าเข้ามาไทย ก็อยากจะให้ รัฐบาลเปิดให้คนต่างประเทศเข้ามาซื้อจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยได้ โดยมีมาตรการ เช่น ฉีด ๒ เข็มแล้ว หรือเข้ามาก็มีการตรวจเอทีเค (ATK) โดยให้เขาออกค่าใช้จ่ายเอง เขาพร้อม จะออกค่าใช้จ่ายเองครับ ให้เขาไปเช้าเย็นกลับก็ได้ ก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้จังหวัดตากนะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องการกำหนดสีของจังหวัดตากครับ จังหวัดตากตอนนี้ สีแดงเข้ม สีแดงมาเกือบ ๓ เดือนแล้ว ตั้งแต่เริ่มแรกจังหวัดตากก็สีแดงแล้วครับ แต่ผมก็อยากจะให้ทางรัฐบาลพิจารณาว่าแบ่งแยกกันแดงก็ได้ครับ จังหวัดตากมี ๙ อำเภอ อำเภอไหนพร้อมก็เปิดให้มีการรับนักท่องเที่ยวได้ ทำอะไรได้นะครับ ก็อยากจะให้ทำ ครอบคลุมทั้งจังหวัด ฝากเรื่องนี้ด้วยนะครับ ฉะนั้นก็อยากจะให้ทางรัฐบาลเห็นใจคนที่อยู่ แนวชายแดนไม่ใช่พูดถึงจังหวัดตากอย่างเดียวนะครับ ผมเห็นพี่น้องทางสมาชิกหลาย ๆ ที่พูดถึงชายแดนใต้ก็เป็นลักษณะเดียวกัน ผมยืนยันว่าจังหวัดตากมีความพร้อมที่จะร่วม สนับสนุนการเปิดประเทศของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น ท่าน พลโท อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ แม่ทัพภาคที่ ๓ ท่าน พลตำรวจโท อัคราเดช พิมลศรี ผู้บัญชาการ ตำรวจภูธร ภาค ๖ ท่านสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ซึ่งจะเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดตากในอนาคตนี้ ทั้ง ๓ ท่านตอนนี้จับมือกันแน่นครับ ผนึกกำลังเต็มที่ ที่พยายามจะเปิดชายแดนจังหวัดตาก เปิดประเทศให้ได้นะครับ ผมมั่นใจว่าการเปิดสังคม เปิดเศรษฐกิจ เปิดวิถีชีวิตการใช้จะเป็นการทำให้การเปิดประเทศของรัฐบาลสมบูรณ์แบบ ยิ่งขึ้น ฉะนั้นผมอยากจะให้รัฐบาลพิจารณาจังหวัดตากเป็นจังหวัดนำร่องในการเปิดประเทศ ในด้านต่าง ๆ ตามที่ผมเสนอนั้น โดยใช้เป็นตากโมเดล (Model) ก็ได้นะครับ เพื่อนำไปใช้ กับจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยต่อไป ขอบคุณครับ🔗
สมาชิก อีก ๔ ท่าน ท่านชนก จันทาทอง ท่านรองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ ท่านวรรณวรี ตะล่อมสิน และท่านกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา เชิญท่านชนก จันทาทอง ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๒ จากพรรคเพื่อไทย จากที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตติด่วนในเรื่องขอให้สภาร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบ ในเชิงเศรษฐกิจเกี่ยวกับการเปิดประเทศ ที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ของประเทศไทย ได้สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทยมากถึงปีละ ๓ ล้านล้านบาท เทียบเท่ากับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ประเทศไทย ในจำนวน ๓ ล้านล้านบาทนี้ เป็นรายได้ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสูงถึง ๒ ล้านล้านบาท มีจำนวนนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยมากถึง ๔๐ ล้านคน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาลนี้ จนทำให้ประเทศไทยนั้นเป็น ๑ ใน ๕ ของประเทศที่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากที่สุดในโลก สูงสุดของโลกหลายปี ซ้อนกัน ดิฉันขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะคะ เว็บไซต์ (Website) ลงทุนแมน (Longtunman) ได้เปิดเผยข้อมูลประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก โดยอ้างอิงข้อมูล การท่องเที่ยวเมื่อปี ๒๕๖๑ สไลด์ (Slide) ถัดไปเลย อันดับแรกจะเป็นประเทศอเมริกา มีรายได้จากการท่องเที่ยว ๖.๕ ล้านล้านบาท ประเทศที่ ๒ ก็คือประเทศสเปน มีรายได้ จากการท่องเที่ยวสูงถึง ๒.๒ ล้านล้านบาท ประเทศที่ ๓ ก็คือประเทศฝรั่งเศสมีรายได้ จากการท่องเที่ยว ๒ ล้านล้านบาท ประเทศไทยของเราจากกราฟ ประเทศไทยของเรานั้นสามารถ สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากถึง ๑.๙ ล้านล้านบาท เป็นอันดับ ๔ ของโลก และประเทศที่ ๕ ก็คือประเทศสหราชอาณาจักร มีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ๑.๕ ล้านล้านบาท ไม่พอนะคะ ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเรายังสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับแรงงานไทยโดยมีแรงงานในระบบอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนี้มากถึง ๔.๒ ล้านคน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยของเราเจอวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) รัฐบาลประกาศปิดประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ๑๙ เดือนแล้ว ภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวมีรายได้ลดลงทันที ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แรงงานในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตกงานทันที ๒ ล้านคน ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามที่จะออกนโยบายเพื่อกระตุ้นให้คนไทย เที่ยวไทย ไม่ว่าจะเป็นเราเที่ยวด้วยกัน เที่ยวปันสุข ทัวร์เที่ยวไทย ทัวร์กำลังใจ แต่ไม่มีนโยบาย ไหนเลยที่จะกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้มีรายได้กระเตื้องขึ้นมา และจาก ที่ผ่านมารัฐบาล โดย ศบค. ประกาศให้ประเทศไทยนั้นสามารถรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวน ๖๓ ประเทศเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ชนิดไม่กักตัว เป็นความหวัง ของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่อยากจะต้องกลับมาสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาลอีกครั้งหนึ่ง แต่การเปิดประเทศในครั้งนี้มีปัญหามากมาย ในเรื่องปัญหาของระบบเปิดประเทศ เพื่อการท่องเที่ยวเข้าเมืองไทย มีความซ้ำซ้อน ยุ่งยาก ไม่ชัดเจน🔗
ในเรื่องแรกก็คือจะเป็นเรื่องของระบบไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) ที่มีความบกพร่องและล่าช้า ขั้นตอนของนักท่องเที่ยวที่จะต้องการเดินทางมาเที่ยว ประเทศไทยจะต้องเข้าไปในแพลตฟอร์ม (Platform) ของไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) ของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อบันทึกข้อมูลส่วนตัว ในเรื่องของหนังสือเดินทาง ใบรับรองการฉีดวัคซีน ใบรับรองการประกันสุขภาพโควิด-๑๙ (COVID-19) ยืนยัน การจองโรงแรม สำเนาวีซ่า (Visa) ไทย ผ่านเว็บไซต์ (Website) ของไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) ต้องรออนุมัติ ๓-๗ วัน แล้วก็จะได้รับคิวอาร์ โค้ด (QR Code) ไทยแลนด์ พาส ไอดี (Thailand Pass ID) เพื่อที่จะนำคิวอาร์ โค้ด (QR Code) นี้มาแสดงต่อสำนักงาน ตรวจคนเข้าเมือง เมื่อเดินทางมาถึงสนามบิน ขั้นตอนนี้ผ่านการอนุมัติมาแล้ว ๓-๗ วัน แต่นักท่องเที่ยวจะต้องนำเอกสารทั้งหมดมาแสดงที่สนามบินอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้มันเกิด ความซ้ำซ้อน ยุ่งยาก ไม่ชัดเจนให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมายังประเทศไทย นักท่องเที่ยวจะต้องรอถึงประมาณ ๒ ชั่วโมงให้กับการตรวจเอกสารของกรมควบคุมโรค ในการลงทะเบียนระบบสุขภาพเอชซีอาร์เอส (HCRS) การตรวจเอกสารในครั้งนี้ กรมควบคุมโรคนั้นต้องตรวจเอกสารด้วยคนทั้งหมด ไม่มีเทคโนโลยีรองรับ มันเป็นความซ้ำซ้อนค่ะ ลงไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) ในข้อมูล เดียวกัน แต่จะต้องถือเอกสารเดียวกันมาให้กรมควบคุมโรคตรวจที่สนามบินอีกครั้ง ดิฉันจึงขอเรียกร้องไปยังกระทรวงสาธารณสุขให้ปรับปรุงการทำงานในเรื่องนี้ค่ะ🔗
ในเรื่องถัดมาก็คือ การตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ที่มีความไม่ชัดเจนค่ะ เงื่อนไขของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย จะต้องตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ก่อนมาถึงประเทศ ๗๒ ชั่วโมง เมื่อมาถึงแล้วจะต้องตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) อีก ๑ ครั้งและเข้าไปพักในโรงแรม และรอผลตรวจที่โรงแรมว่า ตนเองนั้นเป็นโควิด (COVID) หรือไม่ ขั้นตอนนี้นักท่องเที่ยวหลายท่านมีความสับสน จองโรงแรมผ่านอโกด้า (Agoda) มา บางโรงแรมไม่มีแพกเกจ (Package) ตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) เสียเวลาที่สนามบินนานค่ะ ดิฉันจึงขอเรียกร้องไปยังกระทรวงสาธารณสุข ให้ปรับปรุงในเรื่องนี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะจัดชุดตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ที่สนามบิน รถของโรงแรมนี้มารับที่สนามบินเพื่อไปรอพักที่โรงแรมอย่างเดียว เพื่อสร้างมาตรฐาน เดียวกัน เพื่อความชัดเจนแก่นักท่องเที่ยว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ในเรื่องการตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ค่ะ🔗
เรื่องถัดมาก็คือแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวต้องการ เดินทางมาประเทศไทยนั้นต้องใช้มากถึง ๔ แพลตฟอร์ม (Platform) ด้วยกัน แพลตฟอร์ม (Platform) แรกก็คือ ระบบไทยแลนด์พาส (Thailand pass) ของกระทรวงการต่างประเทศ แพลตฟอร์ม (Platform) ที่ ๒ ก็คือแอปพลิเคชัน (Application) หมอชนะของกระทรวง สาธารณสุข แพลตฟอร์ม (Platform) ที่ ๓ ก็คือแอปพลิเคชัน คอสต์ (Application COSTE) ของกรมควบคุมโรค แพลตฟอร์ม (Platform) ที่ ๔ ก็คือ ชาพลัส (SHA Plus) ของการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อที่จะเช็ก (Check) ในการเข้าพักโรงแรม ทั้งหมดนี้ดิฉัน ขอเรียกร้องไปยัง ศบค. ให้ปรับปรุง มันเป็นไปได้หรือไม่ว่าทั้ง ๔ แพลตฟอร์ม (Platform) นั้น รวมกันเป็น ๑ แอปพลิเคชัน (Application) เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ให้เป็นลักษณะวัน สตอป เซอร์วิซ (One stop service) ค่ะ🔗
เรื่องถัดมาก็คือ การเจรจาจับคู่ประเทศต้นทาง กระทรวงการต่างประเทศนั้น ได้ประกาศให้ ๖๓ ประเทศ สามารถเดินทางมาประเทศไทยได้ชนิดแบบไม่ต้องกักตัว แต่กระทรวงการต่างประเทศนั้นได้กลับไปตรวจสอบหรือไม่ว่า ประเทศต้นทาง ทั้ง ๖๓ ประเทศนั้น มองประเทศไทยเป็นกลุ่มเสี่ยงในระดับไหน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศออสเตรเลีย มองประเทศไทยเป็นกลุ่มเสี่ยงในระดับสีส้ม หากนักท่องเที่ยว ประเทศออสเตรเลียเดินทางมายังประเทศไทย จะต้องกลับไปกักตัวที่ประเทศของตนเอง ๑๔ วัน และหากตรวจพบว่าเป็นโควิด (COVID) ก็จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง ซึ่งในเรื่องนี้เองมันเป็นปัจจัยให้นักท่องเที่ยวประเทศออสเตรเลียนั้น ไม่ตัดสินใจที่จะเดินทาง มายังประเทศไทย ดิฉันจึงขอเรียกร้องไปยังกระทรวงการต่างประเทศให้เข้าไปเป็นคู่เจรจา กับประเทศต้นทาง เพื่อลดความเสี่ยงในระดับความเสี่ยงให้กับประเทศไทยค่ะ🔗
ท่านต่อไป อาจารย์รงค์ เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ขออนุญาตอภิปรายเพื่อแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเปิดประเทศ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะอภิปรายเพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึง ๔ เป้าหมายที่รัฐบาลได้ดำเนินการเปิดประเทศพร้อมกับ ๕ กลยุทธ์ แต่ทั้ง ๔ เป้าหมาย และ ๕ กลยุทธ์นั้น ผมจะไม่พูดครบทั้ง ๔ เป้าหมายและ ๕ กลยุทธ์ แต่จะเลือกเอาเฉพาะ บางเป้าหมายและบางกลยุทธ์เท่านั้น ท่านประธานครับ เวลาพูดถึงการเปิดประเทศนะครับ ผมคิดว่าทุกคนชอบ คนเชียร์ ความหมายที่เป็นความหมายเชิงทำความเข้าใจกันว่า เปิดประเทศคือ เปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวใช่ไหม หรือเปิดประเทศท่องเที่ยว เอานักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่ท้าทายในการเปิดประเทศ ก็คือเปิดประเทศ เปิดจังหวัด เปิดเมือง เปิดโรงเรียน เปิดชุมชนให้คนในบ้านเมืองของเราได้ไหล ได้เที่ยว ได้เดินทางไปไหนมาไหน อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ผมเชื่อมั่นต่อรัฐบาลโดยเฉพาะภายใต้ การบริหารของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าการวางแผนเพื่อรองรับการเปิดประเทศนั้น มีแผนงานที่ชัดเจน ๔ เป้าหมาย ๕ กลยุทธ์ที่ว่าแล้ว และแบ่งเป็นเฟสซิง (Phasing) ระยะแรก ๔ จังหวัด วันที่ ๑-๓๐ พฤศจิกายน กลุ่มหนึ่ง วันที่ ๑-๓๑ ธันวาคม กลุ่มหนึ่ง วันที่ ๑ มกราคมเป็นต้นไปกลุ่มหนึ่ง วางสเปก (Spec) เรียบร้อยว่าเดินทางทางไหนอย่างไร อันนั้น เป็นเรื่องการวางระบบเพื่ออะไรครับ เพื่อให้บรรลุ ๔ เป้าหมายภายใต้ ๕ กลยุทธ์ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็อยากจะเสนอแนะเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หรือเหมือนกับเป็นชาเลนจ์ (Challenge) เป้าหมายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ นิดหนึ่ง ผม เลือกเอาเฉพาะเรื่องแรกเลยว่าชาเลนจ์ (Challenge) ว่าการเปิดประเทศเป้าหมาย อันแรกคือสร้างความเชื่อมั่น ท่านประธานที่เคารพครับ การสร้างความเชื่อมั่นคืออะไร ในการเปิดประเทศวันนี้ความเชื่อมั่นที่สำคัญมาก ๆ คือความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของระบบ การเมืองวันนี้ทั่วโลกเขาจับตามองอยู่ว่าถ้าจะไปเที่ยวที่ไหน มีอยู่ ๒ เรื่อง เสถียรภาพ ทางการเมืองเป็นอย่างไร เสถียรภาพทางการเมืองมันจะโยงไปถึงการบริหารจัดการ การควบคุม การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ในประเทศนั้นเป็นอย่างไร ประเทศไทย ในสายตาของคนเยอรมัน หรือในสายตาของคนต่างชาติเขามองประเทศไทยอย่างไร นั่นคือความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมืองโยงไปถึงความเชื่อมั่นต่อผู้นำ สิ่งนี้เป็นเรื่องใหญ่ ตรงนี้เป็นประเด็นที่ท้าทาย🔗
ประการต่อมาความเชื่อมั่นเรื่องวัคซีน การบริหารจัดการวัคซีนที่รัฐบาล พยายามจะทำจนวันนี้ ผมยกตัวอย่างก็ได้ว่าแอตติจูด เซอร์เวย์ (Attitude survey) ที่ผมทำที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวบ้านมีความรู้สึกดีมาก เพราะหลังจากที่ผมเคยหารือ ในสภาแห่งนี้เรื่องวัคซีนที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในช่วงที่ผมหารือได้แค่ ๔๙ กว่าเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ลงไปเยี่ยมเยียน พี่น้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ประกาศบอกว่าอีกเดือนสองเดือนจังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้ความเชื่อมั่นครับ ความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการวัคซีน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีกำกับให้รัฐมนตรีหรือหน่วยงานต่าง ๆ อันนี้เป็นความเชื่อมั่น เชื่อมั่นว่า ยาจะมีเพิ่มขึ้นไหม ถ้าหากมันเกิดมีวัคซีนขึ้นมาอีกรอบหนึ่งเป็นซีซัน (Season) ใหม่ หรือว่า งานใหม่งานเข้าเป็นรอบ ๓ รอบ ๔ อะไรก็แล้วแต่ ความเชื่อมั่นของ อสม. ต่อรัฐบาล ความเชื่อมั่นของ อสม. ต่อนายอำเภอ ความเชื่อมั่นของ อสม. ต่อ ศบค. ระดับอำเภอ หรือระดับจังหวัด สิ่งเหล่านี้นะครับ หรือความเชื่อมั่นต่อการได้วัคซีนไปบูสต์ (Boost) ในเข็มที่ ๓ เข็มต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งเหล่านี้คือความเชื่อมั่นตรงนี้ท้าทายได้ ผมคิดว่า ความท้าทายอันนี้ การแสดงออกซึ่งการบริหารจัดการแบบมีความเป็นภาวะผู้นำสูง ของท่านนายกรัฐมนตรี สร้างความเชื่อมั่นได้ทั้งระดับนานาชาติ และระดับภายในประเทศ นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าท้าทายและควรจะทำความเข้าใจ และชี้ให้เห็นว่าการเปิดประเทศ ครั้งนี้รัฐบาลได้วางแผน ได้ประชุม ได้ทำความเข้าใจ การประชุมทำแผนทำความเข้าใจ สิ่งเหล่านี้กว่าจะออกมาไม่ใช่ทำจำกัดเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ไม่ใช่ทำจำกัดเฉพาะ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านประธานที่เคารพครับ ในการบริหารของ ศบค. ในระดับชาติมันมีการบริหารจัดการ ซึ่งมีภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้กว่าจะออกมาเป็นแผนทั้งหมด ผมเชื่อมั่นว่าอยู่ภายใต้การกลั่นกรอง การพินิจพิเคราะห์ การพิจารณาเป็นซิเนริโอ (Scenario) ที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ว่ามันจะเสี่ยงอย่างไร รัฐบาลทำไว้ได้หมดนะครับ🔗
ประเด็นสุดท้ายที่ผมคิดว่า ผมอยากจะนำเสนอที่ชี้ให้เห็นถึงการท้าทายอีก ก็คือว่า รัฐบาลมี ๕ แผน ๕ กลยุทธ์ในการรองรับการเปิดประเทศ กลยุทธ์ที่ ๕ ก็คือ กลยุทธ์ เรื่องการบริหารจัดการแบบบูรณาการ ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมคิดว่าการบูรณาการเป็นกลไกในการบริหาร หรือเป็นเครื่องมือในการบริหารที่รัฐบาล ได้บริหารท่ามกลางวิกฤติมาจนถึงปัจจุบันนี้สำเร็จ แล้วต่อไปนี้เราจะบริหารความเสี่ยง เราเปิดประเทศซึ่งมันจะเสี่ยง อาจจะออกมาระบาดอีกครั้งหนึ่ง การบริหารความเสี่ยง โดยใช้เงื่อนไขของการบริหารแบบบูรณาการภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามา ความท้าทายที่ผม อยากจะเสนอแนะไปยังรัฐบาลก็คือว่า เวลาบูรณาการมันมีหลายเลเวล (Level) หลายระดับ ระดับชาติ ผมไม่คิดว่าจะมีปัญหาเพราะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียนแล้วว่า ท่านมีภาวะผู้นำในการบริหารจัดการที่มีความเป็นผู้นำสูง ซึ่งวันนี้ท่านก็มอบหมาย ท่านรัฐมนตรี ๓ ท่าน ซึ่งสภาเราให้เครดิตท่านเลยว่าท่านได้มอบหมาย ไม่ใช่ให้สภาเรายื่น ญัตติด่วนโดยไม่มีรัฐมนตรีมาฟัง วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีมาฟัง อันนี้เครดิตของรัฐบาล เพราะฉะนั้นพร้อมในระดับชาติ การบูรณาการทั้งรองนายกรัฐมนตรี ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทั้งกระทรวงสาธารณสุขวันนี้มาพร้อม แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ การบูรณาการที่สำคัญที่ผมคิดว่าจะตั้งข้อสังเกตในเชิงท้าทายก็คือ การบริหาร จัดการบูรณาการโควิด (COVID) ในเชิงพื้นที่ในระดับจังหวัด ในระดับอำเภอ ตรงนี้ ต้องเด็ดขาด ตรงนี้จะต้องทอนความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากส่วนกลางไปไว้ที่อำเภอ ไว้ที่จังหวัด ศบค. จังหวัดจะทำอย่างไร กลยุทธ์เรื่องของการเฝ้าระวัง ควบคุมความเสี่ยง สถานที่เสี่ยงหรือกลุ่มเปราะบาง ตรงนี้ได้เตรียมการไว้อย่างไร มีแผนงานอย่างไร ตรงนี้ผมคิดว่า การบริหารแบบบูรณาการจะต้องจัดการให้มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีเป้าหมาย มีทิศทาง ที่ชัดเจน มีรูปธรรม มีการฝึกซ้อม มีการเตรียมความพร้อม ผมคิดว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมกับรัฐบาลจะต้องกำกับตรงนั้นลงไปที่จังหวัด ไปที่อำเภอ ในฐานะที่เป็น หน่วยปฏิบัติการ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝาก และคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นชาเลนจ์ (Challenge) หรือเป็นสิ่งท้าทายว่า เราจะก้าวเดินไปข้างหน้าภายใต้การเปิดประเทศ บ้านผมชาวบ้าน รอคอยกันนะครับ พื้นที่ความเสี่ยง อย่างเช่น ตลาดนัด สวนสาธารณะ สิ่งเหล่านี้พี่น้องบ้านผม ก็รออยู่นะครับ แม้ว่าจะเป็นสีแดงเข้ม แต่ในฐานะที่สีแดงเข้ม หลังเดือนมกราคมนี้ เราคิดว่าเราคงจะได้ปลด ปลดแล้วเราจะมีแผนงานอย่างไร การบริหารแบบบูรณาการ ในเชิงพื้นที่แอเรีย เบส (Area based) หมายถึงเอาจังหวัดเป็นตัวตั้ง หรืออำเภอเป็นตัวตั้ง ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ท้าทายพวกเรา และเราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการบริหารจัดการ แบบบูรณาการเหล่านี้มันจะต้องสยบความแพร่กระจายหรือความรุนแรงของโควิด (COVID) แล้วพวกเราจะเดินไปข้างหน้าอย่างมีความสุขในปี ๒๕๖๕ ด้วยกัน ภายใต้การบริหารจัดการ ที่มีความแน่นอน บูรณาการเชิงพื้นที่นะครับ ขอบคุณท่านประธานที่เคารพที่ให้โอกาสครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านวรรณวรีครับ🔗
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตยานนาวา บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกลค่ะ ท่านประธานคะ จากนโยบายการ เปิดประเทศ และการประกาศของกระทรวงศึกษาธิการในการเปิดเรียนแบบออนไซต์ (Onsite) ที่ได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น ดิฉันขอสนับสนุนนโยบายดังกล่าว อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะทำให้สถานการณ์ของประเทศและประชาชนได้กลับมาใช้ ชีวิตปกติหากพิจารณาตามหลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนแบบออนไซต์ (Onsite) ที่กระทรวง มีนโยบายให้ครูและบุคลากรในเขตพื้นที่ควบคุมสีแดงและสีแดงเข้มต้องได้รับการฉีดวัคซีน ครบ ๒ เข็ม เกิน ๘๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปนั้น ดิฉันมีความเห็นว่าในพื้นที่สีแดงและสีแดงเข้ม ที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเรากำลังจะเปิดประเทศ ดิฉันเห็นว่าครูและบุคลากรควรจะต้องได้รับการฉีดวัคซีน ๒ เข็มเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะจะเป็นการลดความเสี่ยงในด้านการติดเชื้อ แล้วก็สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง และในประเด็นนี้ก็อาจจะต้องขยายผลไปจนถึงโรงเรียนที่อยู่ในต่างจังหวัดด้วยว่า หากกระทรวงศึกษาธิการจะทยอยเปิดเรียนทั่วประเทศแล้ว แม้จะเป็นจังหวัด ที่มีความเสี่ยงต่ำก็ตาม แต่ว่าคุณครูก็ควรจะได้รับวัคซีนเกิน ๘๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นแล้วก็ลดความกังวลในการส่งลูก ๆ ไปเรียน แล้วก็ลดความเสี่ยงของอัตรา การติดเชื้อ แล้วก็ลดความเสี่ยงที่จะต้องสูญเสียหลังการเปิดประเทศ ดิฉันขอฝากข้อเสนอ ให้ทางกระทรวงศึกษาธิการนำไปปรับใช้ แล้วก็ออกเป็นแนวนโยบายซึ่งข้อเสนอของดิฉัน ก็มาจากตัวเองที่มีลูกวัยอนุบาล แล้วก็จากการพูดคุยรวบรวมข้อกังวลของผู้ปกครอง ในเขตยานนาวา บางคอแหลมของดิฉัน ซึ่งมีโรงเรียนค่อนข้างเยอะ และหลากหลาย ทั้งโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชนและโรงเรียนอินเตอร์ (Inter)🔗
ประเด็นแรก ทุกโรงเรียนจำเป็นจะต้องมีการตรวจเชื้อเอทีเค (ATK) ให้กับนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนอย่างเคร่งครัดอย่างน้อยอาทิตย์ละ ๒ ครั้ง ซึ่งการตรวจเอทีเค (ATK) ก็จะช่วยให้โรงเรียนสามารถรับมือกับการระบาดได้ และสามารถ ลดความเสี่ยงในการนำเชื้อกลับไปติดคนในครอบครัว แต่ประเด็นสำคัญที่อยากจะเน้นย้ำ ก็คือ กระทรวงศึกษาธิการต้องเป็นผู้จัดหาและสนับสนุนชุดตรวจเอทีเค (ATK) ที่ได้มาตรฐาน ตามที่ อย. รับรอง และหากรัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการไม่สนับสนุนชุดเอทีเค (ATK) ให้กับโรงเรียนแล้ว ก็จะเกิดปัญหาก็คือการตรวจตามมาตรฐานนี้มันจะไม่เกิดขึ้น เพราะว่า แต่ละโรงเรียนก็จะมีศักยภาพในการจัดหาอุปกรณ์ที่แตกต่างกันไป และปัญหาที่พบเจอแล้ว ในโรงเรียนในเขตก็คือว่า โรงเรียนไม่มีงบประมาณทำให้ต้องขอรับบริจาคจากผู้ปกครอง ซึ่งมีข้อจำกัดแล้วก็ขึ้นอยู่กับสถานะของแต่ละโรงเรียน ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะได้ ชุดตรวจที่ไม่ได้มาตรฐาน แล้วก็อาจจะเกิดผลตรวจลวงและไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ ก็ยังมีประเด็นเรื่องชุดตรวจของเด็กเล็กในช่วงวัยอนุบาลถึงเด็กประถม ที่ไม่สามารถใช้ ชุดตรวจเอทีเค (ATK) แบบแยงจมูกได้ เพราะว่ามันค่อนข้างจะเจ็บสำหรับเด็ก ๆ อย่างเรา เป็นผู้ใหญ่ยังรู้สึกว่าไม่อยากจะแยงจมูกบ่อย ๆ เลย แล้วก็ถ้าเด็ก ๆ ต้องมาแยงจมูกกัน ๒-๓ ครั้งต่อสัปดาห์ก็จะไม่ไหว ก็เสนอว่าควรจะใช้ชุดตรวจเอทีเค (ATK) แบบใช้น้ำลายแทน ซึ่งผู้ปกครองในพื้นที่ก็สะท้อนมาว่า ปัจจุบันชุดตรวจเอทีเค (ATK) แบบที่ใช้น้ำลายราคา ค่อนข้างสูงประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ บาทต่อชุด ซึ่งถ้าต้องตรวจสัปดาห์ละ ๒ วัน เดือน ๆ หนึ่ง เฉพาะค่าชุดตรวจก็คือตกที่ประมาณ ๒,๐๐๐ บาทต่อคน ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ก็ขอฝากประเด็นนี้ให้ทางกระทรวงสาธารณสุขช่วยสนับสนุน แล้วก็ซัปพอร์ต (Support) ชุดตรวจแบบน้ำลายให้เด็กเล็ก ๆ ด้วยนะคะ🔗
ประเด็นที่ ๒ คือกระทรวงศึกษาธิการก็ควรพัฒนาการเรียนการสอน แบบไฮบริด (Hybridge) เพื่อลดความแออัด แล้วก็ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของประชากร ในโรงเรียน โดยปรับว่าวิชาไหนสามารถเรียนออนไซต์ (Onsite) ได้ วิชาหลักควรจะเรียน ออนไซต์ (Onsite) แล้วก็วิชารองที่สามารถพัฒนาเป็นการสอนแบบออนไลน์ (Online) ได้ก็พัฒนานะคะ และครูเองก็ต้องได้รับการพัฒนาทักษะในการสอนที่มุ่งเน้นการสลับโหมด แบบไฮบริด (Hybridge) แบบนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการก็ควรจะลด หรือว่ายกเว้นโครงการจากหน่วยงานต่าง ๆ หรือว่า ภาระงานอื่นที่ไม่จำเป็นโดยก่อนการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) สำนักงานส่งเสริม สังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชนก็สำรวจภาระงานของครู ก็พบว่าครูใช้เวลา กับภาระงานอื่นนอกเหนือจากงานสอนมากถึง ๑๓ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ คิดเป็น ๓๒.๕ เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมดในช่วง ๑ ปีการศึกษา ซึ่งหน้าที่หลักของครูควรมุ่งเน้น ที่การสอนเป็นหลัก แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการควรจะใช้จังหวะนี้ในการออกมาตรการ อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับครูภายใต้แนวคิดที่ว่าครูควรใช้เวลากับการพัฒนา และสอนนักเรียนเป็นหลัก🔗
ประเด็นสุดท้าย เรื่องการปรับลดค่าเทอมก็ขอให้ปรับเป็นมาตรฐานไปเลย เนื่องจากว่าการเรียนในเทอมนี้ เทอม ๒ ก็อาจจะมีการผสมผสานระหว่างการเรียน ออนไลน์ (Online) และออนไซต์ (Onsite) และควรจะกำหนดลดอัตราค่าเทอม เป็นเปอร์เซ็นต์ไปเลย เพื่อลดความเดือดร้อนให้กับผู้ปกครองหลายที่โรงเรียนหลายแห่ง ก็ได้มีการชำระเงินค่าเรียนไปแล้ว และมีการคืนค่าเทอมกลับมา ซึ่งมันก็เป็นความยุ่งยาก สำหรับผู้ปกครองเพราะว่าจะมีเอกสารที่จะต้องเพิ่มขึ้นมาโดยไม่จำเป็น🔗
สุดท้ายนะคะท่านประธาน ดิฉันก็เห็นด้วยและสนับสนุนกับนโยบายการเปิด ประเทศ แล้วก็การเปิดเรียนแบบออนไซต์ (Onsite) แต่การเปิดเรียนแบบออนไซต์ (Onsite) นั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานของความปลอดภัย แล้วก็ความเชื่อมั่นของผู้ปกครอง แล้วก็สร้าง โอกาสให้นักเรียนในการเรียนรู้ภายใต้ข้อเสนอแนะที่ดิฉันได้รับมาจากเสียงสะท้อน ของประชาชน ก็คือนโยบายที่ออกแบบมานี้จะต้องไม่ซ้ำเติมระบบการศึกษาไทยที่แย่อยู่แล้ว แล้วก็ต้องไม่เพิ่มภาระให้กับครูที่มีหน้าที่หลักคือการสอนนักเรียน ต้องไม่เพิ่มภาระ ด้านการเงินให้กับผู้ปกครองในยุคเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และสุดท้ายต้องไม่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ และโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กไทยค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่าน ต่อไป ท่านกรณิศครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ เขตคลองเตยและวัฒนา วันนี้ญัตติด่วนเรื่องของให้สภาร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบ เกี่ยวกับเศรษฐกิจในการเปิดประเทศ วันนี้ดิฉันต้องขอสนับสนุนญัตตินี้ และสนับสนุนในการ เปิดประเทศของท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้ประกาศเอาไว้ ตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมานะคะ ท่านประธานกับวิกฤติโควิด (COVID) ที่ประเทศไทยของเราต้องเผชิญ ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจ แล้วก็ชีวิตของประชาชนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้นค่ะ มีคนตกงาน จำนวนมาก ไม่มีงานทำ ธุรกิจก็ต้องปิดตัวลง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือผลกระทบแบบห่วงโซ่ ท่านประธาน ที่ทุกภาคส่วนต้องกระทบไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของภาคแรงงาน ภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยวส่งผลกระทบในวงกว้างกับทุกภาคส่วน แต่สิ่งที่ดิฉัน กังวลมากที่สุดท่านประธานก็คือภาวะหมดไฟ ภาวะหมดไฟของบุคลากรของประเทศเราว่า มีการทำรีเสิร์ช (Research) มาแล้วว่าประชาชนในหลาย ๆ ประเทศเกิดภาวะหมดไฟ ไม่อยากที่จะทำงาน หมดกำลังใจ หมดความหวังเพราะไม่เห็นแสงสว่าง ไม่รู้ว่ารัฐบาล ของเขาจะมีนโยบายอะไรที่จะมาช่วยเหลือประชาชนและจะเปิดประเทศเมื่อไร เพื่อที่จะให้ เขาดำรงชีวิตและดำเนินธุรกิจหาเลี้ยงชีพต่อไปได้เมื่อไร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ในระยะยาว ส่วนเราทราบกันดีว่าปัญหาทั้งหมดทั้งมวลนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ประเทศเดียว มันส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทุกประเทศทั่วโลกก็ได้รับผลกระทบนี้ แต่ความแตกต่างกันก็คือเราจะรับมือกับมันอย่างไร เราเตรียมพร้อมอย่างไรเพื่อที่จะเดินหน้า ประเทศต่อไปให้ได้ เพราะฉะนั้นการปิดประเทศไม่ใช่การแก้ไขอีกต่อไปแล้วค่ะท่านประธาน ยิ่งถ้าเราเปิดประเทศเร็วเท่าไรประเทศก็จะฟื้นตัวเร็วมากขึ้นเท่านั้น ถึงเวลาแล้วค่ะที่เรา จะต้องลดอาการการเลือดออกของพี่น้องชาวไทย เราต้องช่วยกันเพื่อพยุงให้ใช้ชีวิต เราจะต้องอยู่กับเจ้าโควิด (COVID) นี้ไปอีกนานจนกว่าชาวโลกจะหาทางออก และจะฆ่าโควิด (COVID) ได้ เราจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันให้ได้ค่ะท่านประธาน ปัจจุบัน ในหลาย ๆ ประเทศ ทั้งยุโรปและอเมริกาเขาไม่พูดถึงจำนวนคนที่ติดโควิด (COVID) กันในแต่ละวันแล้วค่ะว่ามีคนติดจำนวนเท่าไร แต่เขาจะพูดถึงการฉีดวัคซีนว่า รัฐบาล จะมุ่งเน้นและรณรงค์ให้คนไปฉีดวัคซีน แล้วก็มีวัคซีนให้ประชาชนเพียงพอ ให้ประชาชน สามารถที่จะเข้าถึงวัคซีนโดยง่าย ใครต้องการฉีดวัคซีนต้องได้ฉีดค่ะ รัฐจะต้องจัดหา ให้เพียงพอต่อความต้องการ ประชาชนก็ต้องเข้าถึงง่าย หลายประเทศเดินเข้าไป ในซูเปอร์มาร์เกต (Supermarket) เดินเข้าไปในร้านขายยาก็สามารถที่จะฉีดวัคซีนฟรีได้ ซึ่งก็จะมีอยู่ทั่วไปหมดทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นการที่เราจะเปิดประเทศในตอนนี้ไม่ได้แปลว่า คนจะติดโควิด (COVID) มากขึ้น แต่ถ้าเกิดว่าเรามีมาตรการการป้องกันที่ดีการ์ด (Guard) ไม่ ตก มีวินัยในการป้องกันตนเอง ใส่แมสก์ (Mask) เว้นระยะห่าง แล้วก็จะมีการตรวจว่า การฉีดวัคซีนก่อนที่จะเข้าร้านอาหาร หรือว่าที่สาธารณะต่าง ๆ มีการโชว์ว่าเราฉีดวัคซีน ไปจำนวนเท่าไรแล้ว อันนี้ก็จะเป็นการป้องกันที่ดี ส่วนการเปิดประเทศก็จะมีผลได้มากกว่า ผลเสีย ยิ่งเราปรับตัวเร็วเท่าไรที่จะอยู่กับโควิด (COVID) ได้ ก็จะทำให้เราฟื้นตัวเร็วมากขึ้น เท่านั้น เรามีความพร้อมในการที่จะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเร็วขึ้น หลาย ๆ ประเทศไม่ปิดประเทศ กันแล้วค่ะท่านประธาน เขาพร้อมแล้วก็จะให้ประชาชนเรียนรู้ที่จะอยู่แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่กับ โควิด (COVID) ค่ะ โควิด (COVID) จึงไม่ใช่อุปสรรคในการที่จะหาเลี้ยงชีพอีกต่อไปแล้วค่ะ ท่านประธาน ตั้งแต่ประเทศของเราเปิดมาตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๑๑ วันที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนก็ได้ให้การขานรับการเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวลงทะเบียนในส่วนของ ไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) เข้าประเทศแล้วกว่า ๙๐,๐๐๐ คน มียอดจองห้องพัก สะสมแล้วกว่า ๘๐๐,๐๐๐ ห้อง ตอบรับการท่องเที่ยวปลายปี ย้ำว่าเป็นการท่องเที่ยวด้วย มาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ติดตามในส่วนของผลการเปิดประเทศ แล้วก็ได้ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกัน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย ดูจากจอนะคะ คึกคัก เชื่อมั่น และยินดี กับการเปิดประเทศของไทยแลนด์ (Thailand) ค่ะ ดิฉันขอฝากถึงบางคนที่อยู่ข้างนอก แล้วก็ในห้องนี้ดิฉันเชื่อว่า ในห้องนี้ในสภาส่วนใหญ่ก็คงจะเกิดในประเทศไทย แล้วก็ รักบ้านเกิดเมืองนอน มีเพียงไม่กี่คนหรอกค่ะท่านประธานที่ชอบเอาประเทศของตนเอง ไปประจาน แล้วก็ด้อยค่า เหยียดหยามประเทศของตน ขนาดดาราฮอลลีวูด (Hollywood) รัสเซล โครว์ (Russell Ira Crowe) จากหน้าจอนะคะ คือมาเที่ยวประเทศไทย มาทำธุรกิจ ในเมืองไทยกลับไปบ้านยังทวิต (Twit) บอกเลยว่า คิดถึงเมืองไทยมาก แถมทวิต (Twit) เชิญชวนคนต่างชาติให้มาเที่ยวเมืองไทยบอกว่า มีสถานที่สวยงาม น่าสนใจและตื่นตาตื่นใจ มาก ผู้คนก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี อบอุ่นมากค่ะ ขนาดดาราฮอลลีวูด (Hollywood) ยังช่วยกันโพรโมต (Promote) ให้กับประเทศของเราขนาดนี้ แต่ทำไมเจ้าของประเทศ กลับตำหนิและขัดขวางด้อยค่าประเทศของตนเอง ไม่ช่วยกันสร้างบรรยากาศในการที่จะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเลย โปรดอย่าดับแสงสว่างที่ประชาชนรอคอยค่ะ เขารอคอยกับการเปิดประเทศมานานแล้ว วันนี้รัฐบาลทำให้ความฝันของเขา ความหวัง ของเขาเป็นจริงค่ะ ตั้งแต่เปิดประเทศมาถามว่ามีข้อบกพร่องอยู่ไหม มีนะคะ ไม่ใช่ไม่มีเลย ซึ่งมันก็จะต้องพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้โควิด (COVID) กลับมาในระลอกใหม่อีก ดิฉันมีข้อเสนออยู่ ๓ ข้อด้วยกันนะคะท่านประธาน ก็คือในเรื่องของประชาชน เรื่องของผู้ประกอบการ แล้วก็เจ้าหน้าที่ของรัฐ🔗
ข้อแรกเป็นเรื่องของประชาชน ซึ่งเราจะต้องทำตามกฎหมาย รักษากฎกติกา มีระเบียบตามที่รัฐบาลประกาศเอาไว้ แล้วรัฐบาลก็จะต้องประชาสัมพันธ์แบบมี ประสิทธิภาพด้วยนะคะ ให้ประชาชนได้ทราบแล้วก็รู้ในเรื่องของการป้องกันตนเอง การ์ด (Guard) ต้องไม่ตก แล้วก็ไปในที่สาธารณะเราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร แล้วก็จะต้องเตรียม ผลการฉีดวัคซีนไปโชว์ในที่สาธารณะเพื่อที่จะได้ปลอดภัยกันทุกคน🔗
ส่วนข้อที่ ๒ ก็คือในส่วนของประกอบการ ถ้าเราทำผิดกฎหมาย ผิดกฎกติกา ตามที่กฎหมายกำหนดต้องมีบทลงโทษให้รวดเร็ว และเด็ดขาดไม่ให้เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) แบบที่ผ่านมา🔗
๓. ก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะต้องมีการกำชับตรวจตรา กวดขันอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะตามแนวชายแดน หากเราพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดกฎหมาย แล้วก็เรียกรับผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องลงโทษอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้ เป็นเยี่ยงอย่างค่ะท่านประธาน🔗
สุดท้ายนี้ดิฉันอยากจะบอกว่า ประชาชนลำบากมา ๒ ปีกว่าแล้ว รอวันที่ประเทศจะเดินไปข้างหน้า ถ้าท่านใดมีข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาลและท่าน นายกรัฐมนตรี ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่าท่านจะรับฟังแล้วก็นำไปแก้ไข ร่วมมือกันเถอะนะคะ เรามาช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน ช่วยกันทำให้ประชาชนแล้วก็ประเทศของเรา ในวันนี้เดินไปด้วยกันข้างหน้าพร้อม ๆ กันค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ท่านรัฐมนตรีนั่งเป็นเพื่อนกันสักพักก่อนนะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านศุภชัยได้วินิจฉัยว่า ท่านฟังก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยตอบทีหลังก็ได้ครับ บอกว่าเป็นเรื่องของสภาเมื่อสักครู่ท่านศุภชัย วินิจฉัยไว้ผมไม่อยากจะทำอีกมาตรฐานหนึ่งรอสักครู่นะครับ นั่งฟังสักครู่ก่อนครับ อีก ๔ ท่านนะครับ ท่านสุรวิทย์ ท่านภาดาท์ ท่านเท่าพิภพ และท่านอาญาสิทธิ์ เชิญท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมขออภิปรายในญัตติที่สภาผู้แทนราษฎรจะร่วมกันพิจารณาในวันนี้ กราบเรียนว่า การเปิดประเทศนั้น เป็นนโยบายที่รัฐบาลเชิญชวนชาวต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยว ในประเทศไทย นโยบายนี้เป็นนโยบายที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น แต่จะเกิดขึ้นเมื่อใด เวลาใด รัฐบาลต้องดูให้ดีว่าเราพร้อมจะรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาหรือไม่ นักท่องเที่ยว ที่เข้ามาต้องคัดกรอง ต้องดูว่ามาจากประเทศใด มาจากถิ่นฐานใดมีการตรวจ ซึ่งก็ถือว่า ได้ดำเนินการไปพอสมควร คนไทยเองก็จะต้องมีการตรวจ มีการให้วัคซีน มีความพร้อม มีความสามารถที่จะไม่ทำให้คนไทยติดเชื้อโรค ไม่ให้มีการระบาด ซึ่งกระผมจะได้นำเสนอ ต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ การเปิดประเทศที่มีความพร้อมจะเกิดประโยชน์ นักท่องเที่ยวจะเข้ามาท่องเที่ยวทำให้เศรษฐกิจของเราดีขึ้น แต่ถ้าเผื่อว่าการเปิดประเทศ ในขณะที่ไม่มีความพร้อม การเตรียมการไม่ดี อาจจะเกิดความเสียหายรุนแรง เรียกว่า การเสี่ยง นโยบายนี้ถ้าเสี่ยงไม่ดีขาดทุน และขาดทุนมากด้วย ผมอยากกราบเรียนว่าที่ผ่านมา รัฐบาลบริหารโควิด (COVID) ผิดพลาดมาโดยตลอด มีการเจ็บป่วยระลอกที่ ๑ ระลอกที่ ๒ ระลอกที่ ๓ ติดต่อมาจนปัจจุบัน ทำให้คนไทยต้องเจ็บป่วยล้มตาย เฉพาะที่ป่วยในเรื่องของ โควิด (COVID) ประมาณ ๒ ล้านคน ที่ตายไปอย่างน่าสงสาร อย่างน่าเวทนา บางคนถ้าได้รับ การดูแลรักษาอย่างดีอาจจะไม่ตาย คนตายทั้งหมดที่ผ่านมาประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน นอกจากเรื่องชีวิต เรื่องความเจ็บป่วย ยังเสียหายถึงเศรษฐกิจ เสียหายทุกระดับ การค้า การลงทุน รายใหญ่ รายเล็ก ทุกกิจการล้มเลิกกิจการไป บางรายก็ฟื้นได้ บางรายก็ปิดอย่าง ถาวร นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาด ความล้มเหลว จนนายกรัฐมนตรีต้องมาประกาศ บอกว่า จำเป็นต้องเปิดประเทศ ท่านพูดออกไปว่า ๑ พฤศจิกายนจะเปิดประเทศ โดยที่ท่าน อาจจะยังไม่มีแผนมีการเตรียมการอย่างเพียงพอ รัฐบาลหวังว่าจะทำให้ประเทศชาติดีขึ้น จากนักท่องเที่ยวนำเงินมาจ่าย แต่อย่าลืมว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามานั้น เขาอาจจะนำเชื้อโรค หลายสายพันธุ์ เพราะมาจากหลายประเทศมาแพร่ให้กับคนไทยในประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพ นโยบายดังกล่าวนั้น รัฐบาลไม่ได้เตรียมการ วันแรกประกาศว่า จะเปิดรับนักท่องเที่ยว ๓-๔ ประเทศ สัปดาห์ต่อมาก็บอกว่าจะรับ ๔๖ ประเทศ ต่อมาอีกจนปัจจุบันเพิ่มเป็น ๖๓ ประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เรากังวลว่าถ้ามีการประเมิน ไม่ดี อาจจะเกิดความเสี่ยงที่สูงขึ้น การตัดสินใจผิดพลาดมาโดยตลอดทำให้เสียหาย กับประเทศชาติมากมาย และถ้าการตัดสินใจเปิดประเทศผิดพลาดอีกจะเสียหายต่อชีวิต ร่างกายและเศรษฐกิจของประเทศอย่างน่าเสียใจที่สุด การเปิดประเทศครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีความพร้อม กระผมจะนำเสนอเฉพาะเรื่องความพร้อม ด้านสาธารณสุข ปกติแล้วเรื่องวัคซีนถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ วัคซีนโควิด (COVID) คนไทยจะปลอดภัยถ้าโดยส่วนรวมแล้วคนไทยฉีดวัคซีนได้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่วันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมาที่เปิดประเทศ คนไทยฉีดวัคซีนเข็มที่ ๒ ไปแล้วประมาณ ๓๔-๓๕ ล้านคน คิดไปแล้วก็ประมาณเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่านี่คือจุดอ่อน ที่อาจจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยระลอกต่อไปได้อีก ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้ารัฐบาลผิดพลาดในการบริหารวัคซีนที่ผ่านมานั้น หลายคน ก็บอกว่าผิดพลาด เพราะว่ารัฐบาลหาวัคซีนที่มีคุณภาพไม่ดีมาให้คนไทยใช้ตั้งแต่ต้น จนต้องมีเข็ม ๓ เข็ม ๔ ต้องมีสูตรวัคซีนฉีดไขว้ต่าง ๆ การจัดหาวัคซีนระยะแรกก็ช้า ถ้าเผื่อว่ารัฐบาลสามารถจัดหาวัคซีนฉีดให้กับพี่น้องประชาชนได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ความพร้อมในการเปิดประเทศใน ๑ พฤศจิกายนนั้น แน่นอนครับ แต่ตอนนี้ยังไม่ถึง ยังฉีดได้น้อย กราบเรียนว่ารัฐบาลยังมีผิดพลาดอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนเปิดประเทศนั้น เรื่องแรงงานนอกระบบจะเปิดประเทศ มีความต้องการแรงงานสูง เราต้องการแรงงานจากต่างประเทศประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน รัฐบาลไม่ได้เตรียมการ ปล่อยให้มีขนแรงงานเถื่อนเข้ามา ซึ่งแรงงานเถื่อนอาจจะมีผู้ได้รับ ผลประโยชน์ ไม่ผ่านการตรวจสอบเรื่องวัคซีน เรื่องต่าง ๆ เราไม่สามารถจะทราบได้ อาจทำให้มีการระบาดใหญ่รุนแรงเกิดขึ้นได้ การใช้ชุดตรวจเชื้อโควิด (COVID) ก็เป็นเรื่องที่ น่าเสียดาย รัฐบาลตัดสินใจใช้ชุดตรวจหาเชื้อโควิด (COVID) เอทีเค (ATK) ที่คุณภาพต่ำ ๘ ล้านโดส ที่รัฐบาลจัดซื้อ มีคนทักท้วง มีคนบอกว่าเอาของที่มีคุณภาพสูง แต่รัฐบาล ตัดสินใจไม่ฟังเสียงคนอื่นนะครับ จนหลายจังหวัดได้รับแจกวัคซีนไปไม่ใช้ แม้จังหวัด นครศรีธรรมราชเอง ก็ประกาศว่าจะไม่ใช้ หลายจังหวัดผมสอบถามไปแล้ว เขาซื้อใหม่ครับ เขาไม่ใช้ที่รัฐบาลแจกไป ประเทศไทยมีโครงสร้างสาธารณสุขที่ดีในระดับแนวหน้าของโลก การบริหารโควิด (COVID) ผิดพลาดของรัฐบาลใน ๒ ปีที่ผ่านมา ทำให้ติดเชื้อจากโควิด (COVID) มากถึง ๒ ล้านคน มีคนตายอย่างน่าเวทนา ๒๐,๐๐๐ คน เศรษฐกิจของประเทศ ทรุดโทรมทุกระดับ ทุกอาชีพ ถ้าการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาผิดพลาดอีก ความเสียหายต่อชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเสียหายอย่างรุนแรง ยากที่จะเปรียบเทียบได้ พวกเราจะสงสารประเทศไทย สงสารคนไทยครับ🔗
ขออนุญาต ให้ท่านรัฐมนตรีได้อภิปรายสักเล็กน้อยครับ หลังจากนั้นท่านภาดาท์ค่อยอภิปรายต่อครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในนามของรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทั้งท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ที่รับผิดชอบเรื่องเศรษฐกิจ ได้มอบให้ท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมาย ให้ผมได้มาชี้แจงกับเพื่อนสมาชิกที่ได้ยื่นญัตติด่วนเข้าสู่สภา ในเรื่องของการเปิดประเทศ ในวันนี้ ก็ขอย้ำว่ารัฐบาลมีความตระหนัก และเข้าใจถึงกลไกของการเสนอแนะในการเสนอ ญัตติด่วนซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในบทบาทฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ย้ำว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมารับฟังคำแนะนำ รวมทั้งข้อบกพร่องที่เราได้ดำเนินการไป ผมย้ำว่า ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลได้มีแผนดำเนินการเปิดประเทศที่มีความชัดเจน ก็คือตั้งแต่ วันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมา การเตรียมความพร้อม เราได้ดำเนินการเตรียมความพร้อม มาสักระยะเวลาหนึ่ง เราสามารถที่จะวางแผนในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การกำหนดยุทธศาสตร์ เตรียมความพร้อมด้านการแพทย์สาธารณสุข การกำหนด ความพร้อมทางด้านการแพทย์ ทางด้านสาธารณสุขนี้เรากำหนดบนพื้นฐานการจัดการ เรื่องเตียงที่จะดูแลรักษา ถ้าหากมีกรณีมีผู้เจ็บป่วยเกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโควิด (COVID) เรามีการรวมเตียง ซึ่งในภาวะที่มีการคับขันในสถานการณ์ก่อนหน้านี้ ต้องย้ำว่าพอมีอัตราผู้ติดเชื้อที่ลดลง จึงทำให้สถานการณ์การครองเตียงของผู้ติดเชื้อ โควิด (COVID) ในเตียงสีแดงและสีเหลืองมีจำนวนในรายจังหวัดและในกรุงเทพมหานคร มีความพร้อมที่จะรองรับ แล้วก็เป็นมาตรการในส่วนของมาตรการหลักเกณฑ์เอสโอพี (SOP) ในแต่ละพื้นที่ ทั้งพื้นที่แซนด์บอกซ์ (Sandbox) หรือว่าในพื้นที่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทาง🔗
มาตรการถัดไปคือการเฝ้าระวังในเรื่องของวัคซีน ก็ย้ำว่าการฉีดวัคซีน โดยภาพรวมหลายท่านก็อภิปรายมีความชัดเจนว่า การฉีดวัคซีนของเราครอบคลุม ไปกว่าทุกเข็มประมาณ ๘๐ กว่าล้านโดส เป็นอัตราส่วนประมาณสักเกือบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ มีข้อสงสัยว่าในพื้นที่แซนด์บอกซ์ (Sandbox) ต่าง ๆ หรือใน ๑๗ จังหวัดที่เราได้เปิดเป็นพื้นที่นำร่อง บางจังหวัดทำไมจำนวนวัคซีน ที่ฉีดยังไม่ครอบคลุม เป็นอัตราส่วนสัดส่วนที่มีเปอร์เซ็นต์ที่เป็นตามเกณฑ์มาตรฐาน ก็ต้องเรียนว่าในบางจังหวัดนั้นเราเปิดเฉพาะบางพื้นที่ หรือเป็นแอเรียเบส (Area based) ก็เป็นแอเรีย (Area) ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดชลบุรีก็เฉพาะบางอำเภอ หรือจังหวัดเลย ก็เฉพาะอำเภอเชียงคาน หรือในฝั่งภาคตะวันออกจังหวัดตราดก็เฉพาะเกาะช้าง หรือจังหวัดระยอง เฉพาะเกาะเสม็ด ในพื้นที่ที่เปิดนั้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาก็จำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีน ให้หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เพราะฉะนั้นจำนวนสัดส่วนการฉีดวัคซีนในครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ภาพรวมเราก็เดินหน้า เราคงจะรอให้การฉัดวัคซีนคัฟเวอเรจ (Coverage) หรือครอบคลุมถึง ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วค่อยเปิดประเทศเราก็จะเสียโอกาสเหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้เรียนไว้ในการแถลงในโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า โอกาสในช่วงไฮซีซัน (High Season) หรือความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างประเทศในช่วงเวลาที่เหมาะสม และเราก็มีความพร้อมทั้งเรื่องของข้อมูลการฉีดวัคซีนก็ตาม หรือว่าสถานพยาบาล ที่เราเตรียมรองรับ ที่สำคัญเราก็มีการรณรงค์ให้ประชาชนทุกส่วนทุกคนได้มีความเข้าใจว่า ถึงแม้มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว ๒ เข็มก็ตาม เราก็ยังพบกรณีการติดเชื้ออยู่ในคนที่ฉีดวัคซีน ครบ ๒ เข็มแล้ว หรือบางกรณีแต่ก็มีน้อยมากในการฉีด ๓ เข็ม จึงจำเป็นต้องใช้ยูนิเวอร์ซัล พรีเวนชัน (Universal prevention) ของทุกคนก็คือว่า ให้ทุกคนเข้าใจด้วยว่าความเสี่ยง ยังต้องมีอยู่กับทุกคน ให้พึงระวังแล้วก็ปฏิบัติตามมาตรการ เพราะฉะนั้นการรณรงค์ ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนสำคัญ ในการที่เราจะพยายามทำให้ประเทศมีความพร้อม ผมคิดว่าความมุ่งหมาย และเป้าหมายที่เราเดินมาตรงนี้ก็ตรงกับที่เพื่อนสมาชิก ได้ให้ความเห็นว่า ส่วนใหญ่ก็มีความเห็นด้วยที่เราต้องเปิดประเทศ อาจจะมีบางท่านที่รู้สึกว่า มีความเสี่ยงสูง ก็ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยงอยู่ ในขณะเดียวกันในไทม์ไลน์ (Timeline) ที่เราคิดว่าช่วงเวลาที่มีความจำเป็นเหมาะสม ขณะนี้ต้องเรียนว่าเราเปิดมาประมาณ ๑๐ วัน ก็มีนักเดินทางเข้ามาจำนวนประมาณ ๒๔,๐๐๐ ราย และมีความต้องการที่จะเดินทาง เข้ามาอีกภายในเดือนนี้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ราย ก็ถือว่าเราเปิดประเทศ แล้วก็มี ความต้องการของนักเดินทางจากต่างประเทศใน ๖๓ ประเทศ ผมเรียนว่า ๖๓ ประเทศ เราเป็นประเทศที่เข้ามาในลักษณะที่เราเรียกว่า เทสต์ แอนด์ โก (Test and go) แต่ว่า ในพื้นที่แซนด์บอกซ์ (Sandbox) ๑๗ ประเทศนี่ก็คือทุกประเทศก็เดินทางมาได้ตามมาตรการ พื้นที่แซนด์บอกซ์ (Sandbox) ทั้ง ๑๗ จังหวัดที่เรากำหนดพื้นที่ไว้ เพราะฉะนั้นโดยไทม์ไลน์ (Timeline) และสถานการณ์ความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฉีดวัคซีน เรื่องของเตียง ที่เราเตรียมไว้เราก็มีความมั่นใจว่า ถ้าเราค่อย ๆ เปิดไปและไม่ได้เกิดคลัสเตอร์ (Cluster) ใหญ่ ขึ้นมา ผมมีความกังวลเมื่อสักครู่ก็คุยกันอยู่ว่าในช่วง ๒ สัปดาห์จากนี้ไป พูดง่าย ๆ มันยังมี สัดส่วนของคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนอยู่จำนวนหนึ่ง ถ้ามันไม่มีการกลายพันธุ์อย่างเร่งด่วน หรือไม่มีคลัสเตอร์ (Cluster) ใหญ่ขึ้นมา และกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเป้าหมายในการฉีดวัคซีนในปลายเดือนนี้ให้ครบ ๑๐๐ ล้านโดสก็จะเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของประชากรประมาณเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนที่เราต้องการให้ครอบคลุมการฉีดวัคซีน เพราะฉะนั้นถ้าเราเดินหน้าไปถึงวันที่ ๑ ธันวาคมนี้ตามความพร้อมที่ว่า ผมยังมีความมั่นใจว่าเราสามารถที่จะเดินไปได้อย่างไม่สะดุด ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย แต่แน่นอนที่สุดเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และการทำงานร่วมกันของหลายกระทรวง หลายท่านพูดถึงความไม่สะดวกของไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) ซึ่งอันนี้ก็ต้องยอมรับความจริงว่า อาจจะมีปัญหาอยู่บ้างในเชิง การดึงข้อมูลในแต่ละแอปพลิเคชัน (Application) ที่จะเข้ามาเพื่อให้ความสะดวก ในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุม ศบค. ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็จะเป็นคนสั่งการว่า จะเดินหน้า จะจัดการแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิ้นให้เร็วที่สุด🔗
ส่วนเรื่องของการไม่สะดวกในกรณีที่เดินทาง ปกติการออกแบบของเรา เทสต์ แอนด์ โก (Test and go) สมมติเดินทางมาจากต่างประเทศ แล้วเขาสแกน คิวอาร์ โค้ด (Scan QR Code) ของไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) เสร็จ เขาเข้ามาที่สนามบิน สแกน คิวอาร์ โค้ด (Scan QR Code) แล้ว เขาผ่านกระบวนการศุลกากร อิมมิเกรชัน (Immigration) เสร็จ โรงแรมที่เขาจองมาตามหลักเกณฑ์ไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) ก็จะต้องนำรถที่มีมาตรฐานเพื่อเป็นซีล รูท (Seal Route) ไปที่ห้องพักในโรงแรม แล้วเมื่อไปที่ห้องพักโรงแรมเสร็จ เขาก็รอผลตรวจซึ่งเราคิดกันแล้วว่าจากการกักตัว ๑๔ วัน หรือ ๑๐ วัน ลดมาเหลือ ๑ วัน ก็คิดว่าอย่างน้อยที่สุดคนเดินทางจากต่างประเทศ หลายชั่วโมงก็ต้องมีการพักที่โรงแรม ๑ คืน ยกเว้นคนไทยที่เรากำลังจะพิจารณาว่า ถ้าหากคนไทย มีบ้านอยู่ที่นี่ ถ้าสามารถรู้ผลได้เร็วด้วยช่องทางการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจแบบพีซีอาร์ (PCR) ซึ่งให้ผลได้แน่นอนเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนั้นก็จะเป็นการอนุญาตให้ตรวจ ผลพีซีอาร์ (PCR) ได้เร็วขึ้นจะได้ไม่ต้องไปนอนรอ แต่แน่นอนที่สุดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ ก็ต้องไปนอนรอผล และเมื่อทราบผลว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปในโรงแรม ในห้องแล้ว ถ้าเกิดผลเป็นบวกโรงแรมทั้ง ๒ ลักษณะไม่ว่าจะเป็นโรงแรมของอัลเทอร์เนทีฟ ควอรันทีน (Alternative quarantine) ก็หมายความว่าโรงแรมที่เขาเข้ามา แล้วก็โรงแรม ที่อยู่ในมาตรฐานชา พลัส (SHA Plus) ก็ต้องเพิ่มเป็นชา พลัสบวก (SHA Plus+) ก็คือว่า จะต้อง มีโรงพยาบาลมาจับคู่ ถ้าพบผู้ที่เดินทางมาติดเชื้อ โรงพยาบาลก็ต้องดำเนินการนำ ผู้ติดเชื้อไปรักษาในโรงพยาบาลในช่องทางที่ปลอดภัย นี่คือแผนที่ดำเนินการมา เพียงแต่ว่า ที่เกิดปัญหาขึ้นในวันสองวันนี้ที่สนามบินดอนเมือง ก็เรียนว่าในขณะนี้สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ว่าที่สนามบินดอนเมืองก็อาจจะยังเป็นปัญหาอยู่บ้างนะครับ แต่ว่า ณ วันพรุ่งนี้ มะรืนนี้การแก้ไขระบบก็จะทำได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพราะว่าโรงแรม ที่เข้าระบบชา พลัส (SHA Plus) ยังไม่เข้าใจว่าเขาจะต้องปฏิบัติในการออกค่าตรวจด้วย แล้วก็ต้องมีรถไปรับเพื่อนำเข้าไปสู่โรงแรม อันนี้ก็จะถูกแก้ไขอย่างทันที🔗
เรื่องของการตั้งข้อสงสัย เรื่องเอทีเค (ATK) ที่มีคุณภาพที่เรากำหนด ผมเรียนว่าเอทีเค (ATK) เข้ามาแรก ๆ ราคาสูงมากประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ บาท กระทรวง สาธารณสุขตัดสินใจที่จะประมูลเพื่อให้องค์การเภสัชกรรมได้จัดซื้อเอทีเค (ATK) แล้วก็มีผู้ประมูลในราคาประมาณ ๗๐ บาท นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กลไกตลาดมันเกิดขึ้น จึงทำให้ ณ วันนี้เอทีเค (ATK) ที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทั่วไปมีราคาต่ำลงมาเหลือประมาณ ๔๐ บาทในมาตรฐานที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเอทีเค (ATK) ที่เข้ามาสู่ตลาดจากเริ่มต้น ในการที่เราให้มีการประมูล จึงทำให้กลไกตลาดทำให้ฉุดราคาลงมา และอาจจะมีค่าความไว ที่มีความแตกต่างกันตามราคา ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคที่จะเลือกซื้อและเข้าถึงได้ แต่อย่างไรก็ตามโพรเฟสชันนัล ยูส (Professional use) ที่รัฐบาลใช้ ก็จำเป็นต้องใช้ ที่มีมาตรฐาน มีความไวที่มีคุณภาพดี เพื่อที่จะให้ผลออกมาที่ไม่เป็นผลลบลวง หรือเป็นผล บวกลวง ต้องเรียนว่ายังมีเอทีเค (ATK) ที่จำหน่ายอยู่ในตลาดขณะนี้บางส่วนไม่ได้ ขอขึ้นทะเบียนกับ อย. ก็เลยเกิดกรณีขึ้นที่โรงเรียนที่จังหวัดมุกดาหารที่มีเอทีเค (ATK) ที่รับบริจาคมาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ อย. จึงเกิดผลบวกลวง เมื่อไปตรวจพีซีอาร์ (PCR) ซ้ำ ก็ปรากฏว่าไม่มีใครเป็นบวกนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าเอทีเค (ATK) มีมาตรฐาน ที่ต่างกัน และมีราคาที่หลากหลาย แต่อย่างน้อยที่สุดขณะนี้เอทีเค (ATK) มีราคาที่ลดลงมาก เอทีเค (ATK) ที่จะมีคุณภาพเหมือนพีซีอาร์ (PCR) ขณะนี้ก็ต้องเรียนว่ามันคงทำอย่างนั้น ไม่ได้ ก็คือหมายความว่ามันมีความแตกต่างกัน แต่ว่ามีความพยายามวันนี้ขณะนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขเขาก็ไปดูในเครื่องมือ หรือว่า เครื่องตรวจที่จะสามารถตรวจได้มีความแม่นยำเกือบเท่าพีซีอาร์ (PCR) และใช้เวลาที่สั้นกว่า คือการตรวจพีซีอาร์ (PCR) ต้องตรวจเป็นรอบ ต้องใช้เวลานาน อย่างเร็วสุดประมาณ ๔ ชั่วโมง แต่ว่ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังดูที่ประเทศญี่ปุ่นใช้ เขาเรียกว่า ลูมิพลัส (Lumipulse) เป็นการเก็บตัวอย่างน้ำลาย หรือนาซัล สวอป (Nasal swap) ก็คือในโพรงจมูก ก็จะใช้เวลาประมาณ ๓๐-๔๐ นาที ก็จะมีราคาประมาณ ๕๕๐ บาท และความแม่นยำ ก็น่าจะใกล้เคียงกัน แต่อย่างไรก็ตามเราคงจะต้องมีความละเอียดรอบคอบถึงความแม่นยำ ของสิ่งที่จะมาใช้ ถึงแม้ว่าอาจจะลดเวลารอคอยหรือลดราคาลง แต่ว่าถ้าความแม่นยำ ไม่เทียบเท่าพีซีอาร์ (PCR) ก็จะเป็นปัญหาในระบบในการคัดกรอง ในการควบคุมโรค อันนี้ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการ เพื่อที่จะให้ความสะดวกให้มากที่สุด สำหรับทั้งผู้ที่เดินทางมาจาก ๖๓ ประเทศ แล้วก็คนที่จะเดินทางมาจากทุกประเทศที่จะเข้า พื้นที่แซนด์บอกซ์ (Sandbox) และเราก็ต้องให้ความสำคัญกับคนไทยที่จะเดินทางเข้ามา ซึ่งอาจจะมีมาตรการที่ผ่อนคลายลง🔗
สำหรับเพื่อนสมาชิกบางท่านถามถึงวัคซีนสำหรับเด็ก อายุ ๕-๑๑ ปี อันนี้ ผมเข้าใจดีว่ามีเพื่อนสมาชิกเป็นห่วงในเรื่องของวัคซีนจะใช้สำหรับเด็กวัยนี้ที่จะต้องเปิดเรียน ไปโรงเรียนให้ได้โดยเร็วที่สุด อันนี้ก็ต้องย้ำว่าขณะนี้เอฟดีเอ (FDA) ของสหรัฐอเมริกา ได้มีการอนุมัติไฟเซอร์ (Pfizer) สำหรับเด็กวัยนี้แล้ว ตั้งแต่วันแรกที่สหรัฐอเมริกาอนุมัติ ผมได้สั่งการไปที่ อย. ว่าให้ติดตามบริษัทไฟเซอร์แห่งประเทศไทย เพื่อที่จะมาขึ้นทะเบียน กับประเทศไทยให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้มีการตรวจสอบคุณภาพของวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) ที่ใช้กับเด็กวัยนี้ ซึ่งเข้าใจว่าใช้ ๑ ใน ๓ ของผู้ใหญ่ แล้วก็มีการเจรจา ท่านรองนายกรัฐมนตรี อนุทินได้มีการพูดคุยกันกับบริษัทไฟเซอร์ ซึ่งอาจจะมีความก้าวหน้า และในช่วงเวลาที่เรา รอคอยก็เป็นประโยชน์อย่างหนึ่งก็คือว่า ถ้าเอฟดีเอ (FDA) ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาอนุมัติวัคซีนให้กับเด็กวัยนี้ แล้วเขาฉีดไปก่อนหรือประเทศอื่นได้ฉีดไฟเซอร์ (Pfizer) ให้กับเด็กวัยนี้ เราก็จะมีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมได้มากขึ้น เพราะว่าวัคซีนที่เราใช้ในทุกแบรนด์ (Brand) ในขณะนี้ก็อยู่ในการวินิจฉัย หรือการใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีการเก็บรวบรวมข้อมูลผลกระทบที่เกิดจากเด็กวัยนี้ ก็จะเกิดผลประโยชน์สูงสุด เมื่อ อย. อนุมัติไฟเซอร์ (Pfizer) ฉีดให้กับเด็กวัยนี้ จะได้มีความปลอดภัยสูงสุดนะครับ🔗
ผมใช้เวลาสั้น ๆ ว่า ผมจะรับข้อท้วงติงและข้อเสนอแนะทุกเรื่องที่เป็น ข้อเท็จจริง แล้วก็จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อให้การเปิดประเทศของเราเดินหน้า อย่างเต็มที่ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ในแง่ของการควบคุมโรคก็จะพยายาม อย่างเต็มที่ที่จะไม่ให้สถานการณ์กลับมาเหมือนเก่า เพราะว่าเราเข้าใจดีว่าในส่วนที่เวลา มีสถานการณ์ที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก การที่มีผู้เจ็บป่วยอาการรุนแรง หรือเสียชีวิต มันบั่นทอนจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งกระทบกับความเชื่อมั่นของคนต่างประเทศ ที่จะเดินทางเข้ามา เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่าน และขอนำข้อมูล ที่ท่านให้ข้อเสนอแนะไปดำเนินการ และพรุ่งนี้จะมีการประชุม ศบค. ผมจะนำเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอแก้ไขปัญหาใน ศบค. ต่อไปครับ ขอกราบขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
เนื่องจาก ท่านรัฐมนตรีมีภารกิจไปงานขาวดำต่อ ผมก็เลยได้อนุญาตมาชี้แจงเสียก่อน ต้องขออภัย ท่านภาดาท์ เมื่อสักครู่ที่เรียกท่านแล้วมาคั่นท่าน เชิญท่านภาดาท์ต่อครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตราชเทวี เขตพญาไท เขตจตุจักร จากพรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานจากภาวะวิกฤติ โควิด (COVID) ตลอดระยะเวลาเกือบ ๒ ปีที่ผ่านมาพวกเราทุกคนทราบดีว่าสถานการณ์ ดังกล่าวเป็นสถานการณ์ที่ซับซ้อนและควบคุมได้ยากนะคะ ซึ่งเป็นปัญหาทั่วโลก และประเทศไทยเองก็เช่นเดียวกัน ผลกระทบหลัก ๆ นอกจากเรื่องสุขภาพที่มีผลร้ายแรง ต่อความเป็นความตายแล้ว เศรษฐกิจที่หยุดชะงักก็มีผลร้ายแรงอย่างยิ่งกับคนที่ยังไม่ติด และยังไม่ตาย ประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวค่ะ รายได้หลักมาจากนักท่องเที่ยว ดังนั้น ยิ่งส่งผลกระทบสาหัสมาก ๆ ให้กับรายได้และเงินในกระเป๋าของหลาย ๆ คน หลายต่อหลาย กิจการต้องปิดกิจการลง ตัวอย่างเช่น บริษัททัวร์มากกว่า ๒๐,๐๐๐ บริษัทต้องปิดกิจการลง จากการปิดประเทศที่ผ่านมา หรือร้านอาหารนับพันร้านที่ต้องตัดสินใจปิดทั้งที่บางร้านเปิด มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่วันนี้ทุกคนเริ่มมีความหวัง ความหวังกลับมาอีกครั้งหลังจาก ที่รัฐบาลประกาศว่าเราจะเปิดประเทศ ทุกคนมีความหวังว่าเศรษฐกิจในประเทศจะพลิกฟื้น และเงินในกระเป๋าทุกคนจะกลับมา แต่ดิฉันอยากจะให้ทุกคนตระหนักอีกสักนิดว่าความหวังนี้ แน่นอนมันมาพร้อมกับความเสี่ยง แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ชั่งน้ำหนักข้อดี ข้อเสีย รวมถึงมองเห็นความตั้งใจของรัฐบาลที่นำโดยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้พยายามเตรียมความพร้อมทุกอย่างที่ผ่านมานั้น วันนี้ดิฉันมั่นใจและเชื่อมั่นเหลือเกินว่า เวลานี้เหมาะสมแล้วเป็นเวลาที่เราเปิดประเทศ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ที่เคร่งครัด มีมาตรการที่ชัดเจน และเราต้องบังคับให้ทุกคนสามารถปฏิบัติร่วมกันได้ แน่นอนค่ะโควิด (COVID) ยังไม่หายไป แล้วก็ยังไม่รู้ว่าโควิด (COVID) จะอยู่กับเรานาน แค่ไหน แล้วก็ยังไม่มีประเทศไหน ไม่มีผู้นำในประเทศไหนสามารถทำให้โควิด (COVID) หายไปได้ เพราะฉะนั้นพวกเราทุกคนต้องปรับตัวค่ะ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ เราควรจะมาร่วมกันหาวิธีว่าทำอย่างไรเราถึงจะอยู่รอด ทำอย่างไรเศรษฐกิจจะกลับมา นักท่องเที่ยวจะกลับมา ทำอย่างไรให้คนไทยมีงาน มีเงินกลับมาเข้าเข้ากระเป๋าพวกเรานะคะ แต่ทั้งนี้ย้ำอีกครั้งความปลอดภัยของคนในประเทศก็ยังต้องเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้น เมื่อรัฐบาลตัดสินใจเปิดประเทศให้เงินไหลเข้ามาเพื่อให้พี่น้องชาวไทยทุกคนมีเงิน มีกิน ทุกคนก็ต้องเคร่งครัดนะคะ ต้องปฏิบัติตาม มาตรการ เพราะฉะนั้นดิฉันขอเสนอว่า หากใคร ไม่ปฏิบัติตามก็สมควรจะต้องถูกลงโทษอย่างจริงจังค่ะ ท่านประธานคะ สำหรับการอภิปราย ของดิฉันในวันนี้ ดิฉันไม่ได้จะมาชมรัฐบาลอย่างเดียวค่ะ สิ่งที่ดิฉันอยากจะขอเสนอเพิ่มเติม ไปยังรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นข้อเสนอแนะและข้อปรับปรุงเพื่อให้การเปิด ประเทศในครั้งนี้ปลอดภัยกับทุกคน ดิฉันขอเสนอ ๕ ข้อดังนี้ค่ะ🔗
ข้อที่ ๑ เรื่องไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) ที่มันไม่ได้พาส (Pass) มันง่าย ๆ เลย ปัจจุบันแม้จะมีระบบที่รองรับเอกสารล่วงหน้าให้นักท่องเที่ยวส่งเอกสารมาก่อนผ่านแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อนักท่องเที่ยวมาถึงกลับยังจะต้องเข้าคิว เข้าแถว เพื่อตรวจเอกสารฉบับจริงอีกครั้งหนึ่ง จุดนี้นักท่องเที่ยวบ่นว่าเสียเวลาและผิดหวังมากค่ะ🔗
ข้อที่ ๒ คือหลังจากที่นักท่องเที่ยวผ่านเข้ามาในประเทศเราแล้วก็จะได้รับ การตรวจโควิด (COVID) แบบอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ในวันแรกนะคะ แต่หลังจากนั้น นักท่องเที่ยวจะได้รับการแจกเอทีเค (ATK) และในวันที่ ๖ หรือวันที่ ๗ นักท่องเที่ยวจะต้อง ทำการตรวจเอง ตรงนี้ค่ะเรามั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่นักท่องเที่ยวตรวจและส่งผลทดสอบมา มันเป็นจริงหรือเท็จ ตรงนี้ไม่มีใครสามารถติดตามได้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ขอฝากข้อห่วงใย ตรงนี้ไว้เพราะว่าสำคัญมาก ๆ🔗
ข้อที่ ๓ การใช้บริการในร้านอาหารหรือสถานที่ท่องเที่ยว วันนี้เราต้อง ยอมรับจริง ๆ ว่าทุกคนการ์ด (Guard) ตก มีการสแกน (Scan) ไทยชนะน้อยลงจริง ๆ หากมีคนติดโควิด (COVID) เข้ามาใช้บริการในร้าน เราจะไม่สามารถติดตามได้เลยค่ะ ดังนั้น ดิฉันคิดว่าผู้ประกอบการเองก็ต้องให้ความร่วมมือ ต้องเคร่งครัดว่าทุกคนก่อนเข้าร้านจะต้อง สแกน (Scan) แล้วรัฐเองก็จะต้องมีบทลงโทษจริงจัง เพราะว่านี่คือความรับผิดชอบร่วมกัน🔗
ข้อสุดท้ายท่านประธาน ข้อ ๕ ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองของแรงงาน ต่างด้าว แน่นอนเมื่อเราเปิดประเทศ เปิดร้านอาหารต่าง ๆ ความต้องการในการใช้แรงงาน ต่างด้าวพวกนี้ก็จะมีเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงแรงงาน อาจจะต้องเข้มงวดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง🔗
วันนี้ขอสรุปเนื้อหาการอภิปรายของดิฉันก็คือ ดิฉันขอสนับสนุนให้มีการเปิด ประเทศ พร้อมกับการกวดขันพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของทุกคนเหมือนเดิม คือเรื่อง การสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง และสำหรับข้อห่วงใยที่มีต่อรัฐบาลก็คือ รัฐบาลจะต้องมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด แม้ว่าหลายอย่างจะผ่อนคลายลงแล้ว แต่เราจะต้องไม่ประมาท เพื่อให้การเปิดประเทศครั้งนี้เพิ่มเงินในกระเป๋าไปพร้อม ๆ กับ การปกป้องชีวิตคนไทยของเราทุกคนค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านต่อไป ท่านเท่าพิภพครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมขออนุญาตมีส่วนร่วม ในการอภิปรายญัตติเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจในการเปิดประเทศ ซึ่งเพื่อนสมาชิก ร่วมพรรคของผม ท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นผู้ร่วมเสนอ วันนี้หลาย ๆ ท่านพูดถึง เรื่องการเปิดประเทศเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ผมเองเป็นไกด์ (Guide) เก่า แต่ผมจะขออนุญาต ยกยอดไปวันหลังเรื่องการท่องเที่ยว เพราะผมในฐานะ ส.ส. เขต วันนี้อยากมาเป็นตัวแทน ของพี่น้องชาวคลองสาน อยากมาเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวบางกอกใหญ่และธนบุรี แล้วหลาย ๆ ส่วนที่เล็ก ๆ เขายังขาดโอกาสมากมาย เขารู้สึกว่าเขาถูกทอดทิ้งโดยรัฐว่า การเปิดประเทศครั้งนี้ไหนบอกว่า เราไม่ทิ้งกัน แต่ทำไมเขาโดนทิ้งครับ ซึ่งมี ๒ ประเด็นด้วยกันครับ ท่านประธาน🔗
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของการฉีดวัคซีน ผมได้มีโอกาสไปร่วม ได้รับเกียรติ ไปงานศพของประชาชนท่านหนึ่งที่วัดประยูรวงศาวาส เขตธนบุรี ผมก็ได้มีการพูดคุยกับเขา ก็ตามปกติครับช่วงนี้เป็นผู้แทนเราก็ต้องถามใช่ไหมครับว่า เป็นอย่างไรได้ฉีดวัคซีนครบ ๓ เข็มหรือยัง เป็นอย่างไรได้ฉีดวัคซีนหรือยัง ก็มีประชาชนบอกผมครับว่า ส.ส. ยังไม่ได้ ฉีดวัคซีนเลยนี่ ผมบอกว่าเข็มแรกหรือครับ ใช่ แล้วลงทะเบียนแอปพลิเคชัน (Application) หมอพร้อม ไทยร่วมใจ ท่านได้ลงหรือยัง เขาบอกมันลงไม่ได้มันปิดอยู่ ท่านประธาน ผมก็ลองกดตรงนั้นเลย จริง ๆ แล้วลองกดตรงนั้นเลย เข้าไปไม่ได้ครับ ปิดลงทะเบียนไม่ได้ จะฉีดวัคซีนเข็มแรกตอนนี้คนกรุงเทพฯ นะครับ ทีนี้ผมติดใจเหมือนกันว่าทำไมเรื่องนี้ มันเกิดอย่างนี้ขึ้นได้มันมีทางไหนบ้าง ผมโทรศัพท์ไปหาทางสำนักงานเขต เจ้าหน้าที่เขต เขาบอกว่าตอนนี้มันยังปิดอยู่ ผมก็บอกว่าแล้วทำอย่างไรคนฉีดเข็มแรก ซึ่งจริง ๆ เรื่องราว อย่างนี้มีหลายเขตมาก ผู้สมัคร สก. พรรคก้าวไกลหลาย ๆ เขตก็บอกผมว่า จริง ๆ มันเป็น เขตเขาก็ทำไม่ได้ มันก็คนที่ตกหล่นอยู่ ผมคาดว่าเป็นแสนคนท่านประธาน ผมก็เคย อภิปรายไปสัปดาห์ก่อนแล้วว่า ให้เวลา ๒ อาทิตย์ ต้องทำให้มันได้ ไม่อย่างนั้นเราจะ ไปด้วยกันได้อย่างไร สักพักครับท่านประธาน ผมก็ถึงบางอ้อหรือเปล่าไม่แน่ใจ ผมก็ไปเจอ ประชาชนท่านหนึ่งเหมือนกันที่เคยเจอบอกว่า ไม่ได้วัคซีนเข็มแรก ๒ สัปดาห์ผ่านมา ผมก็บอกได้แล้วหรือครับ ได้จากไหน เผอิญได้มาจากประธานชุมชนที่เขามาจากผู้สมัคร ของอีกพรรคหนึ่ง เขามีโควตาวัคซีนเขาเอามาให้ ผมก็บอกว่าเดี๋ยวนี้มันทำกันอย่างนี้แล้ว ท่านประธาน คือการเอาวัคซีนมาหาเสียงอย่างนี้หรือครับ ทำไมเราไม่มีระบบกลาง คือผม โทรศัพท์ไปถาม ผอ. เขต เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นได้อย่างไร ผอ. บอกว่า แล้วท่าน ส.ส. มีใคร ยังไม่ได้ฉีดก็ส่งชื่อมาให้ได้นะคะ ผมบอกอย่างนี้มันไม่ถูกต้องครับท่านประธาน ทำไมเราไม่มี ระบบตรงกลาง ทำไมการฉีดวัคซีนเข็มแรกของประชาชน หรือการฉีดวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) หรือไฟเซอร์ (Pfizer) มันต้องทำให้วุ่นวาย และกลายเป็นบุญคุณทางการเมือง เพื่อหาเสียงด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานสิ่งที่เราทิ้งไว้ด้านหลัง จากระบบชา (SHA) หรือที่ผม เรียกว่า ช้า (SHA) ช้านะครับ คือจะทำจะลงยากเหลือเกินแล้วมันช้า แล้วยังไม่พอครับ มีช้าผลัดด้วย คือชา พลัส (SHA plus) นั่นเอง ต้องมี ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็บอกให้เขาลง เท่านั้น ไม่ได้บอกจะอัปเกรด (Upgrade) พวกชา (SHA) ให้เป็นชาพลัส (SHA plus) นะครับ ไม่มีการจะไปบอกว่าเดี๋ยวถ้าคุณเป็นชา (SHA) เดี๋ยวผมจะลงไปฉีดวัคซีนให้คุณ คุณจะได้เป็น ชาพลัส (SHA plus) ไม่มีครับ และที่ประเด็นสำคัญเมื่อวานผมได้มีโอกาสหลังจากรู้ว่า ญัตตินี้จะเข้า ผมก็ได้ขี่มอเตอร์ไซค์ของผมนี่ละครับออกจากสภา ไปกินจิ้มจุ่มตรงลาดหญ้า จริง ๆ แล้วทุกคน ถือโอกาสโพรโมต (Promote) ว่ามีร้านจิ้มจุ่มเยอะแถวถนนลาดหญ้า เขตคลองสาน อย่างไรฝากทุกคนไปอุดหนุนด้วย เริ่มกลับมาเปิด ผมก็เลยไปไล่ถามครับ ท่านประธาน เพราะผมเองทุกท่านก็ทราบ ผมนี่สายเบียร์อยู่แล้ว ผมก็กลัวว่ามีชา (SHA) หรือเปล่า ผมก็ถามครับท่านประธาน ร้านนี้มีชา (SHA) ไหม ร้านนี้มีชา (SHA) ไหม สรุปหาไป ประมาณ ๕-๖ ร้าน ได้ร้านสุดท้ายครับ มีชา (SHA) แค่ร้านเดียวเป็นร้านตึก เพราะร้านอื่น เป็นร้านสตรีตฟู้ด (Street food) หมดเลย จะกินเบียร์ร้านลาบมันยากเหลือเกิน ไม่รู้จะทำ มาทำไม แล้วผมก็เห็นผมก็ไปไล่ดูสำนักงานเขต ไล่ดูเพจ (Page) ผู้ว่าอัศวินมีลงไปตรวจตรา หลาย ๆ ที่หลาย ๆ แห่ง ในห้างบ้าง ในร้านอาหารบ้าง บอกว่าผมลงมาตรวจตรามาตรการ ชา (SHA) ว่าได้ผลหรือเปล่า ผมบอกถ้าท่านขยันขนาดนี้นะครับ ส่งหน่วยเจ้าหน้าที่ กทม. ไปช่วยลงทะเบียนให้เขาได้ไหมครับ พวกร้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขาไม่สามารถลงแอปพลิเคชัน (Application) ของเขาได้ คือหากท่านไปหาคนที่จะมาฉีดวัคซีนเข็ม ๑ เข็ม ๒ โควตา ของผู้สมัคร สก. ท่าน ท่านยังทำได้เลย ท่านก็เอาผู้สมัคร สก. ท่านนั่นละ ไปช่วยเขาลงชา (SHA) ได้ไหมละครับ ก็จะได้ฐานเสียงท่านไปเลย ก็หาเสียงกันไป ไม่ได้ว่าอะไร นี่ครับ ท่านประธาน การเปิดประเทศเราควรจะเปิดธุรกิจของเราให้หมด เราควรจะเน้นเศรษฐกิจ ฐานราก ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าตอนนี้ผมรู้สึกว่าประเทศเราเน้นแต่ห้างใหญ่ ๆ ในเขตผม ห้างที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ อย่างไอคอนสยามคนเต็มเลย ผมก็เชื่อว่าเขาทำมาตรฐานได้ดี แต่ผมก็ไม่อยากให้รัฐบาลลืมรายย่อยด้วย เพราะท่านประธานคิดดู อย่างร้านจิ้มจุ่มลาดหญ้า เวลาเขาซื้อของเข้าร้านตอนเช้าเขาก็ต้องไปตลาดเงินวิจิตรใช่ไหมครับ ตลาดวงเวียนใหญ่ แล้วก็ซื้อของมาทำ เงินมันก็หมุนอยู่ตรงนั้นหลาย ๆ รอบ การที่เราไปอุดหนุนแต่โรงแรมหรู ธุรกิจใหญ่ โรงแรมเหล่านี้คือเหล้าก็ต้องเหล้านอกใช่ไหมครับ เนื้อก็ต้องเป็นเนื้อแกะนำเข้า นิวซีแลนด์ ไข่ปลาคาเวียร์เอยอะไรเอย เงินมันออกนอกประเทศครับท่านประธาน คือสุดท้ายนี้ท่านประธาน จริง ๆ แล้วผมขอวิงวอนรัฐบาล แล้วก็ผู้ว่า กทม. ว่าในฐานะ ตัวแทนของ ส.ส. เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกใหญ่และคนทั้งประเทศ ที่อื่นด้วย ก็อย่าลืมพวกเขาครับ อย่าทิ้งกันไว้ข้างหลัง มีคนมากมายที่ถูกทิ้ง ณ เวลานี้ก็อย่ามอง ไปข้างหน้า อย่าเอาแต่ต่างชาตินะครับ คนไทยตาดำ ๆ ก็มีอยู่เยอะครับท่านประธานครับ🔗
เชิญ นายกองตรี อาญาสิทธิ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้กระผม ขออนุญาตจะได้อภิปรายเพื่อสนับสนุนญัตติ ให้สภาผู้แทนราษฎรร่วมกันพิจารณาผลกระทบ เกี่ยวกับการเปิดประเทศดังที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้กรุณาอภิปรายไปแล้วนะครับ ต้องกราบเรียนว่า หลังจากที่เราได้ปิดประเทศด้วยมาตรการความปลอดภัยทางด้าน สาธารณสุข ที่เกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (Corona virus) หรือว่าเป็นโรคโควิด (COVID) ก็ทำให้พี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกจังหวัด ทุกที่ ทุกแห่งนี่ครับได้รับผลกระทบ ในการดำเนินชีวิตอย่างมาก และถึงขั้นเราต้องปิดประเทศก็ทำให้ความเป็นอยู่ต่าง ๆ ได้รับ ความเดือดร้อน ได้รับผลกระทบกันอย่างมากมาย และได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของ การปิดประเทศว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไร และสุดท้ายจากการที่ได้ถกเถียงกันมานาน ทางรัฐบาลโดยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เปิดประเทศ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมาก็ทำให้ความกดดันในการที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการ ต่าง ๆ ทั้งจากต่างประเทศ และพี่น้องประชาชนคนในประเทศก็ได้รับการผ่อนคลาย จากที่เคยต้องมีมาตรการในเชิงบังคับ ก็อาจจะเป็นเรื่องของการได้ขอความร่วมมือ ซึ่งท่าน ผู้มีเกียรติหลายท่านได้อธิบายไปอย่างมากมาย และครบถ้วนในหลายประเด็นแล้ว ผมใคร่จะขออนุญาตอภิปรายเพิ่มเติมในส่วนที่คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์ในการที่จะนำไปใช้ เพื่อบริหารจัดการในระดับนโยบาย ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่ทางรัฐบาลจัดที่จะต้องไปดำเนินการ เพิ่มเติมก็คือ🔗
อันดับแรก เนื่องจากการที่เราได้ปิดประเทศ พี่น้องประชาชนก็ได้รับ ผลกระทบในเรื่องอาชีพ เรื่องรายได้ เรื่องปากท้อง เพราะเราทราบกันดีว่าไม่สามารถ ที่จะปฏิบัติอะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องการประกอบอาชีพการงาน ก็ทำให้พี่น้องได้รับ ความเดือดร้อน อันนี้ก็คิดว่ารัฐบาล หน่วยราชการ ส่วนราชการต่าง ๆ จำเป็นจะต้องกลับมา เพื่อที่จะฟื้นฟูภายในประเทศ เศรษฐกิจภายในประเทศก็คือ เศรษฐกิจระดับฐานราก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับในครัวเรือน หรือว่าเป็นกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจ กลุ่มอาชีพต่าง ๆ โดยให้พี่น้องประชาชนคนรากหญ้าได้มีอาชีพ แล้วก็ส่งเสริมในเรื่องของด้านการตลาด ในระดับประเทศและต่างประเทศ🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องสำคัญมากนะครับ อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ คือการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ เราจะต้องมีมาตรการในการติดตามการใช้จ่าย งบประมาณของภาครัฐ การลงทุนภาครัฐต่าง ๆ ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้มีการผ่าน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี แล้วก็พระราชกำหนดให้กระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาซึ่งได้ผ่านไปแล้ว แต่ว่าในส่วนสำคัญในผมคิดว่าอาจจะต้องติดตาม แล้วก็ประเมินผลเร่งรัดให้สามารถที่จะดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายนะครับ เพราะว่า ในเวลานี้ผมได้รับข้อมูลจากเพื่อน ๆ ที่อยู่ในภูมิภาคหลายที่บอกว่าการใช้จ่ายงบประมาณ งบประมาณไม่เพียงพอ งบประมาณในการบริหารราชการของอำเภอ นายอำเภอ เมื่อสักครู่นี้มีนายอำเภอเพื่อนเป็นนายอำเภอที่อำเภอภาชี บอกว่านายอำเภอไม่มี งบประมาณที่จะใช้ในการบริหาร อาจจะต้องไปแสวงหามาจากวัดด้วยซ้ำ ก็อยากจะฝาก ให้ท่านที่เกี่ยวข้องได้ไปติดตามดูว่ามันมีปัญหาความขัดข้องเรื่องอะไร ก็อยากจะให้ไปติดตาม เรื่องของงบประมาณนะครับ🔗
แล้วก็เรื่องของการบริหารงานแบบบูรณาการ ดังที่ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้พูดไปแล้วว่า เรื่องสำคัญจะต้องบริหารให้เป็นเอกภาพ ตั้งแต่ในระดับส่วนกลาง และสำคัญก็คือ ระดับภูมิภาค ระดับจังหวัดและท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ รวมถึงตำบลและหมู่บ้าน เพราะหมู่บ้านจะเป็นจุดสำคัญ จุดแตกหักที่จะพิสูจน์ได้ว่า เราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องของโควิด (COVID) แล้วก็เมื่อเราแก้ไขปัญหา ในระดับประเทศ ในระดับฐานรากได้แล้วนะครับ การเปิดประเทศการดำเนินกิจกรรมอะไร ต่าง ๆ ก็จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แล้วทุกคนก็จะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ คือต้องไปดูในเรื่องของการบริหารที่เป็นเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงบประมาณ บริหารคนเรื่องที่จะต้องรีบเร่งก็จะต้องรีบเร่งให้เป็นไปตามนั้น ก็กราบเรียนท่านประธาน เพื่อโปรดทราบ แล้วก็ได้ประสานไปถึงส่วนราชการ กราบขอบพระคุณครับ🔗
อีก ๔ ท่าน ท่านจักรพล ท่านวิวัฒน์ ท่านปกรณ์วุฒิและท่านพิมพ์รพี เชิญท่านจักรพลก่อนครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๓ อำเภอสันกำแพง อำเภอแม่ออน อำเภอดอยสะเก็ด ท่านประธานครับ ตั้งแต่เปิดประเทศ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ขอเข้าประเด็นเลยนะครับ เพื่อไม่ให้รบกวนเวลา กับสภาด้วย รัฐบาลได้สร้างหลุมดำหลายหลุมขึ้นมา ถือว่าเป็นหลุมดำด้านการท่องเที่ยว ที่กัดกินประเทศไทยมาเรื่อย ๆ หากท่านกระทำการเปิดประเทศแบบไม่มีมาตรการ รองรับ ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีพัฒนาการจัดการที่เหมาะสม หรือมีประสิทธิภาพ ท่านกำลัง นำพาพวกเราลงเหวด้านการท่องเที่ยวอีกครั้ง ในวันนี้ผมจะมาชี้ให้เห็นถึง ๔ หลุมดำ ที่รัฐบาลได้สร้างไว้ในการเปิดประเทศหนนี้ ถ้าเราบริหารงานผิดพลาดหรือก้าวพลาด อีกเพียงแค่ก้าวเดียว หลุมดำนี้จะทำลายประเทศเราไปภายในพริบตา🔗
เราไปดูหลุมดำหลุมที่ ๑ กันนะครับ ขอตั้งชื่อมันว่า หลุมกับดักภูมิคุ้มกันหมู่ ข้อมูลจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) พบว่าในวันนี้ประเทศไทยมีการฉีด วัคซีนเข็มแรกไปแล้วประมาณ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ เข็มที่ ๒ อยู่ที่ประมาณแค่ ๕๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่จะเป็นโล่ หรือเกราะในการป้องกันเราจากเชื้อไวรัส ตัวนี้ได้เลย แล้วหลุมนี้จะขยายวงกว้างขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้ายังฉีดด้วยอัตราเร็วที่เท่าเดิม เหมือนที่เคยอภิปรายตอนไม่ไว้วางใจไปแล้วนะครับ โดยเฉพาะเข็มแรกที่มีการฉีดต่อวัน น้อยลง หลุมกับดักนี้จะพาเราไปสู่การระบาดระลอกที่ ๕ ก็เป็นได้ เพราะรัฐบาลประมาท ไม่เคยใส่ใจในการบริหารจัดการโควิด (COVID) เลย และคนที่โชคร้ายที่สุดก็คือประชาชน แบบพวกเรานี่เอง🔗
หลุมที่ ๒ ขอตั้งชื่อมันว่า หลุมดำแห่งความซ้ำซ้อน การเปิดประเทศเป็นสิ่งที่ดี ผมเห็นด้วยและผลักดันมาตั้งแต่ระลอกที่ ๒ ที่ผลักดันให้มีการเปิดประเทศ ตอนที่เรา ยังควบคุมมันได้ดี เพราะสถานการณ์นี้มันสามารถจะพยุงเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ ของประชาชนได้ เราเข้าใจเครื่องยนต์ตัวนี้และผลักดันมาตลอด แต่หากเรากลับย้อนไปดู มาตรการการเข้าประเทศของชาวต่างชาติ มันซับซ้อนและมันเยอะมากจนงงไปหมดครับ มาตรการบังคับให้นักท่องเที่ยวต้องโหลดแอปพลิเคชัน (Load Application) ต่าง ๆ ในการ เข้าประเทศและเข้าจังหวัด สับสนอลหม่าน ไม่ว่าจะเป็นไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) หมอชนะ ชา (SHA) ชา พลัส (SHA Plus) และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึง แอปพลิเคชัน (Application) ประจำจังหวัดที่เผลอ ๆ รวม ๆ แล้วค่าใช้จ่ายหรืออะไรต่าง ๆ มูลค่ามากกว่า ราคาข้าวในปัจจุบันที่เราตกต่ำกันอยู่ ความซับซ้อนดังกล่าวจะสร้างประสบการณ์ความทรงจำ ที่ไม่ดีต่อนักท่องเที่ยว ลดความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว ต่อยอดไปถึงมูลค่าการท่องเที่ยว ก็จะตกลงไป เดต้า (Data) ที่สำคัญที่เป็นทรัพย์สินก็คือการเก็บข้อมูลที่มีหลายที่ หลายแหล่ง หลายเวลา เวลาเอามาบูรณาการกันมันยากและใช้งบประมาณเยอะมาก ในการวิเคราะห์ข้อมูลในแหล่งที่มา กลายเป็นเปลืองงบ เปลืองทรัพยากรซ้ำซ้อน ไปอีกนะครับ🔗
หลุมดำหลุมที่ ๓ ก็คือ หลุมดำที่มองไม่เห็น หลุมนี้น่ากลัวอย่างยิ่งครับ หลุมนี้เราเคยเห็นมาแล้วในการจัดทำภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) มันคือการลักลอบเข้ามาของแรงงานเพื่อนบ้านครับ โดยล่าสุดท่านอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่าขณะนี้เราพบแรงงานเพื่อนบ้านลักลอบเข้าเมือง เป็นจำนวนมาก ย้ำนะครับว่าเป็นจำนวนมาก อันนี้คือเป็นเรื่องที่น่ากลัวและน่ากังวลอย่างยิ่ง การลักลอบเข้ามาเป็นปัจจัยในการเกิดการระบาดของโควิด (COVID) ในหลายระลอก ที่ผ่านมา ถ้าท่านลองย้อนดูการระบาดในตลาดที่ กทม. จังหวัดสมุทรสาคร ล่าสุดเกิดขึ้น ที่จังหวัดเชียงใหม่ คือ คลัสเตอร์ (Cluster) ตลาดสด จังหวัดเชียงใหม่เป็นบ้านที่ผมรัก เป็นเมืองที่ผมเกิด และผมพยายามดูแลมาอย่างดีที่สุด แต่ทุกวันนี้การเกิดระบาด ของผู้ติดเชื้อมาก แตะ ๕๐๐ คนต่อวัน เป็นจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้ออันดับ ๒ ของประเทศ ล่าสุดฉีดวัคซีนเข็ม ๑ ได้แค่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์อยู่เลย และที่สำคัญเป็นพื้นที่สีฟ้าด้วย แต่ท่านกลับไม่มีความพร้อมในการดูแลพื้นที่ดังกล่าว มีการปล่อยปละละเลยให้แรงงาน เพื่อนบ้านหลุดเข้ามาแบบผิดกฎหมายและเกิดการระบาดเยอะที่สุดนะครับ🔗
หลุมสุดท้ายคือหลุมดำหลุมที่ ๔ เป็นหลุมที่สำคัญมากและมีมาก่อนการที่จะเกิด การระบาดของโรคโควิด (COVID) นั่นคือ หลุมกับดักรายได้ด้านการท่องเที่ยว หลุมนี้ เป็นหลุมที่ใหญ่และชัดเจนมากที่สุดหากท่านเปิดประเทศ เราลองมองย้อนไปสถิติ จำนวนนักท่องเที่ยวปี ๒๕๖๑ และปี ๒๕๖๒ จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวในการใช้จ่าย ของนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัย ปี ๒๕๖๑ เรามีค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ ๔๙,๑๐๐ บาท ปี ๒๕๖๒ มีค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ ๔๗,๙๐๐ บาท ท่านอาจคิดว่ามันต่างกันแค่นิดเดียว แต่สิ่งที่ผมมองเห็นและท่านมองไม่เห็นก็คือ จำนวนนักท่องเที่ยวปี ๒๕๖๒ มากกว่าปี ๒๕๖๑ แทนที่ตัวเลขรายได้การท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นแต่กลับหายและมลายจากไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึง คุณภาพด้านการท่องเที่ยวที่หายไปครับ รัฐบาลให้ความสำคัญแต่ปริมาณนักท่องเที่ยว แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับด้านคุณภาพด้านการท่องเที่ยวเลย นี่คือหลุมดำขนาดใหญ่ที่ขัดแย้ง และย้อนแย้งกับพัฒนาการการท่องเที่ยวที่เราต้องการ จะผลักดันไป แต่อย่างไรก็ตามครับทุกปัญหามีทางออก พรรคเพื่อไทยของเราเป็นโซลูชัน โพรไวเดอร์ (Solution provider) มาตลอด เราจะขอเสนอการกลบฝังหลุมดำนี้ เราจะขอแก้ ทีละข้อ ๆ เพื่อจะให้หลุดจากหลุมดำแห่งความวังวนนี้🔗
เสนอข้อที่ ๑ ควรยืดระยะเวลาและเพิ่มสถานที่การฉีดวัคซีนแบบวอล์กอิน (Walk in) ในทุกพื้นที่ ยืดระยะเวลาและเพื่ออำนวยการฉีดวัคซีนแบบจีทูเอช (G to H) กัฟเวิร์นเมนต์ ทู เฮาส์โฮลด์ (Government to househole) ฉีดตามบ้านและชุมชนเข้าถึง ประชาชนได้ทุกกลุ่ม และในเรื่องหลุมดำหลุมที่ ๒ ควรจะจัดทำวัน สตอป เซอร์วิส แอปพลิเคชัน (One stop Service Application) ก็คือให้มันจบอยู่ที่ แอป (App) เดียว เราลงทุนครั้งเดียวสะดวกสบายสร้างประสบการณ์ที่ดี การบริหารเดต้า (Data) บิ๊ก ดาตา (Big Data) ทั้งหมดของนักท่องเที่ยวทั่วโลกก็จะสร้างมูลค่าตรงนี้ได้ การกลบหลุมดำอื่น เช่น ที่เคยเสนอรายได้ด้านการท่องเที่ยว พรรคเพื่อไทยมีนโยบายทะเล ๕ สีที่เคยเสนอ ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนโยบายทะเลสีแดง เรดโอเชียน (Red Ocean) นโยบายที่แข่งขัน ด้านราคาไม่เน้นเรื่องปริมาณ เพื่อจะทำให้ประเทศไทยสร้างอาวุธทางเศรษฐกิจ เพื่อต่อสู้ กับต่างประเทศได้ นโยบายทะเลสีคราม บลูโอเชียน (Blue Ocean) ที่จะยกระดับ การท่องเที่ยว และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจภาคการท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ จัดตั้งธนาคารเพื่อการท่องเที่ยวที่เราเสนอไปตลอด นโยบายทะเลสีเขียว หรือกรีนโอเชียน (Green Ocean) ใช้หลักซีบีที (CBT) บีซีจี (BCG) สร้างความเข้มแข็ง ในชุมชน ฟื้นความแข็งแรงของโอทอป (OTOP) แชมป์เปียน โพรดักต์ (Champion Product) ผ่านแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน หรือข้อที่ ๔ นโยบายทะเลสีขาว สนับสนุนการดำเนินธุรกิจ โดยเห็นแก่ส่วนรวมเป็นหลัก ให้ประชาชนตรวจสอบแหล่งข้อมูลโอเพน เดต้า (Open Data) ตรวจสอบความโปร่งใส ของภาครัฐได้ หรือประเด็นที่ ๕ อันนี้สำคัญมากนโยบายทะเลสีรุ้งหรือ เรนโบว์โอเชียน (Rainbow Ocean) สนับสนุนซอฟต์เพาเวอร์ (Soft power) ผ่านมาตรการต่าง ๆ ส่งเสริม ความเท่าเทียมทางเพศ เพื่อความเท่าเทียมทางสังคม ส่งเสริมพัฒนาและสร้างมูลค่า งานดิจิทัล (Digital) ต่าง ๆ เช่น เอ็นเอฟที (NFT) ให้โลดแล่นในเรื่องคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือบล็อกเชน (Block chain) ต่าง ๆ ผลักดันการค้าบริการทางเพศ เข้าสู่ระบบอย่างถูกกฎหมาย ส่งเสริมความนิยมความเป็นไทย งานแต่งงาน การจัด อีเวนต์ (Event) ต่าง ๆ สิ่งทั้งหมดทั้งปวงเราต้องมีความพร้อมในการที่จะเปิดรับ เราไม่ใช่ คิดอยู่ฝ่ายเดียวว่า เราคือเวิลด์คลาส เดสทิเนชัน (World class destination) คนที่ตัดสิน คือประชาชนทั่วโลก นักท่องเที่ยวทั่วโลก เราคิดเองว่าเราคือหมุดหมายที่เขาอยากมา แต่แท้จริงแล้วเรามีความพร้อมหรือไม่ที่เราจะเปิดประตูทุกบานให้เขาเข้ามาจริง ๆ ผมเชื่อครับว่าด้วยมาตรการและนโยบายต่าง ๆ ที่จะพาประเทศเดินหน้าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เราถอยหลังมาเกือบ ๘ ปีเต็ม แล้วผมก็ยังมีความเชื่อและมั่นใจด้วยทรัพยากร ที่เรามี ด้วยภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศที่เราตั้งอยู่ว่าเราจะสามารถจะกลับมายืนหนึ่ง ด้านการท่องเที่ยวได้อีกครั้ง ถ้าพวกเราร่วมมือกันอย่างจริง ทั้งด้านสาธารณสุข ด้านการท่องเที่ยว ด้านการต่างประเทศ แต่หากรัฐบาลไม่เปิดใจฟัง ท่านต้องยอมรับว่า ท่านไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ ท่านต้องปรับประยุกต์ ท่านต้องนำข้อเสนอ ของพวกเราหรือฝ่ายค้าน นี่น่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ท่านพึงจะต้องทำแล้ว ไม่เช่นนั้น เก้าอี้หรือตำแหน่งรัฐบาลของท่านจะสั่นคลอน และจะทำให้ประเทศเราพังลงไปอย่างแก้ไข ไม่ได้ เพราะฉะนั้นขอฝากด้วยหัวใจจริงครับ ภาคอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยว ของประเทศไทยเป็นเครื่องยนต์ตัวหลักที่พูดกันมาตลอด โควิด-๑๙ (COVID-19) จะต้องจบ ในระลอกที่ ๔ และหยุดที่ระลอกที่ ๕ ไม่ให้มันเกิด ก็ฝากใจไปถึงรัฐบาลด้วยว่าพวกเรา ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเรารับฟัง แล้วเราต่อสู้กันมาจนแทบจะหมดลมแล้วครับ ขอให้ท่านเปิดใจและเปิดโอกาสให้พวกเราแบบตั้งใจ และแก้ไขให้ประเทศไทย รอดจากโควิด-๑๙ (COVID-19) เสียที ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านวิวรรธน์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๒ จังหวัด สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ กระผมจะขออนุญาตอภิปรายญัตติด่วนเรื่องขอให้สภา ร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจเกี่ยวกับการเปิดประเทศ ท่านประธานที่เคารพ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๖๒ ก่อนเกิดวิกฤติ โรคระบาดไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า ๓ ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพี (GDP) ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์โดยจะเป็น รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถึง ๒ ใน ๓ ของรายได้ของการท่องเที่ยว ทั้งหมด แทบจะเป็นรายได้หลักของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ท่านประธานครับ แต่หลังจาก เกิดโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ในช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน รายได้จากภาคการท่องเที่ยวลดฮวบไปมากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เศรษฐกิจ ของประเทศมีรายได้ที่ลดลง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนต้องอยู่ด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยว ด้านบริการ แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว ที่ล้มละลายก็มี ที่ถึงขนาดฆ่าตัวตายก็มีให้เห็นเป็นข่าว ขายกิจการ โดนธนาคารยึดบ้าน โดนไฟแนนซ์ (Finance) ยึดรถ ท่านประธานที่เคารพ กระผมจึงขอสนับสนุนให้รัฐบาล เปิดประเทศ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งมีการคาดหวังว่า จะเป็นการสร้างแรงส่งของการท่องเที่ยวไปถึงปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ท่านประธานครับ การประกาศเปิดประเทศตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ถึงแม้ว่าจะมีการแพร่ระบาด ของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ในประเทศยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง แต่ทุกอย่างก็ต้อง เดินหน้าบนเงื่อนไขของการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการระบาดอย่างเคร่งครัด ถึงแม้ ยังไม่สามารถชดเชยนักท่องเที่ยวที่หายไปเกือบ ๔๐ ล้านคน แต่กระผมก็ยังมีความเชื่อว่า ตัวเลขของนักท่องเที่ยวจะค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นไฮซีซัน (High season) ของฤดูกาลท่องเที่ยว ท่านประธานครับ การเปิดประเทศจำเป็นที่จะต้องเพิ่มมาตรการฟื้นฟู และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยกระผมขอเสนอให้มีการกระตุ้นการบริโภคมากขึ้น ซึ่งจะเป็น แนวทางที่กระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลเร็ว โดยเฉพาะนโยบายคนละครึ่ง เฟส ๓ (Phase 3) นโยบายช็อปดีมีคืนกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อสร้างแรงจูงใจของการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาล ปีใหม่ ถึงแม้รัฐบาลจะอาจจะเสียรายได้จากการงดเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่รัฐบาล จะได้รายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ท่านประธานที่เคารพ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มาตรการด้านสาธารณสุขก็เป็นมาตรการที่สำคัญในการโพรเทกต์ (Protect) ให้การเปิด ประเทศเป็นไปอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในเรื่องของการคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางเข้ามาไม่ว่าจะเป็นระบบการตรวจสอบ ใบรับรองการได้รับวัคซีน หรือใบรับรองผล อาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ไม่เกิน ๗๒ ชั่วโมงก่อนการเดินทาง เหล่านี้เป็นต้น ท่านประธาน ทำไมผมจึงขอสนับสนุนนโยบายการเปิดประเทศแบบไม่กักตัวสำหรับ ๖๓ ประเทศ ในครั้งนี้ เพราะมีข้อดี ๕ ข้อ ที่อยากฝากให้คิดคือ ๑. จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้า ต่อไปได้ ๒. ประชาชนมีงานทำสามารถทำมาหากินได้ตามปกติ ๓. สร้างรายได้ให้กับประเทศ และในพื้นที่ท่องเที่ยว ๔. ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นตัว และ ๕. สร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ ซึ่งมี ๕ ข้อในทางปฏิบัติที่จะช่วยให้การเปิดประเทศ ประสบผลสำเร็จ กล่าวคือ🔗
ข้อปฏิบัติที่ ๑ ประชาชนคนไทยทั่วประเทศต้องได้รับวัคซีนอย่างต่ำไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๗๐🔗
ข้อปฏิบัติที่ ๒ ทางภาครัฐจะต้องสามารถคุมการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ🔗
ข้อปฏิบัติที่ ๓ ทางภาครัฐจะต้องมีความพร้อมทางด้านสาธารณสุข โรงพยาบาล เครื่องมือทางด้านการรักษา รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์อย่างเพียงพอ🔗
ข้อปฏิบัติที่ ๔ มอบหมายให้ทางผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่นจะมีการคัดกรอง และตรวจเชิงรุกอย่างสม่ำเสมอ🔗
ข้อปฏิบัติที่ ๕ สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น สนามบิน รถสาธารณะ ร้านอาหาร สปา (Spa) โรงแรม สถานบริการต่าง ๆ ในการพ่นฉีด สเปรย์ (Spray) รักษาระยะห่าง และปฏิบัติตามคำสั่งของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด🔗
ท่านประธานครับ สำหรับโครงการเปิดเมืองท่องเที่ยวโดยเฉพาะในพื้นที่ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ที่ผมเป็น ส.ส. อยู่นั้นเราได้มีความพร้อมสำหรับ โครงการนี้ เพราะเราได้ดำเนินการสมุย พลัส โมเดล (Samui Plus Model) มาตั้งแต่ เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๔ โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทางภาครัฐ และได้มีการฉีดวัคซีนแล้วเกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์รวมถึงการควบคุมโรค จุดคัดกรองทุกอย่าง เป็นไปตามที่ ศบค. กำหนด อีกทั้งมีวัคซีนกรีนโซน (Green Zone) มาตรฐานชา (SHA) ชา พลัส (SHA Plus) เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว แต่ท่านประธานครับ หากพูดถึง มาตรฐานชา (SHA) หรือ ชา พลัส (SHA Plus) คือมีเสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้ประกอบการ หลาย ๆ กลุ่มว่า อยากจะให้ทางภาครัฐช่วยลดเงื่อนไขในการที่จะเข้ามาลงทะเบียน เพื่อขอรับมาตรฐานนี้ อย่างไรก็ขอฝากเรื่องนี้กับท่านประธานนำเรียนไปยัง ททท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ รวมถึงกระผมจะขออนุญาตฝากท่านประธาน นำเรียนไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาขอให้พิจารณาให้เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า สามารถจัดกิจกรรมงานเคานต์ดาวน์ (Countdown) ได้ในช่วงปลายปีนี้ด้วย🔗
สุดท้ายนี้ครับ กระผมจะขอเรียนเชิญสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ชอบทะเล เป็นชีวิตจิตใจ สำหรับสุราษฎร์ธานีมีคำขวัญที่ขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของเมืองร้อยเกาะ ซึ่งเกาะสมุย เกาะพะงันและเกาะเต่า ถือได้ว่าเป็นเกาะที่มีความสวยงามเป็นระดับต้น ๆ ของโลกนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้ฉายาหมู่เกาะของเราว่า เกาะสวาทหาดสวรรค์ เป็นเพชรเม็ดงามของทะเลฝั่งอ่าวไทย ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันที่อยากจะมาสักครั้งหนึ่งในชีวิต ท่านประธาน หากคิดถึงทะเลให้คิดถึง เกาะสมุย เกาะพะงันและเกาะเต่า กราบขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านปกรณ์วุฒิ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ พูดถึงการเปิดประเทศเราคงคิดถึงความหวัง ที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาได้ด้วยภาคการท่องเที่ยว เพราะดูจากปี ๒๕๖๒ ก่อนที่โควิด (COVID) จะระบาดเรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า ๔๐ ล้านคน มีรายได้กว่า ๒ ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ผมอยากจะดึงทุกคนกลับมานิดหนึ่งครับ เพราะเราต้องอย่าลืมครับว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติมาจากประเทศจีน ซึ่งยังไม่สามารถเดินทางมาประเทศไทยได้ และการท่องเที่ยวทั่วโลกกว่าที่จะเริ่มฟื้นได้จริง ๆ จากการคาดการณ์เราก็อาจจะต้องรอถึงปี ๒๕๖๖ ล่าสุดที่อ่านข่าวเมื่อวานผ่านมา ๑๐ วัน หัวหินมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ๘ คนครับท่านประธาน ผมไม่คัดค้านการเปิดประเทศครับ พรรคก้าวไกลพูดมาตลอดว่าวิธีที่ถูกสุดคือ เราต้องอยู่ร่วมกับโรคนี้ให้ได้ แต่ผมคิดว่า เราไม่ควรจะตั้งความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยการพึ่งพิงการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ มากจนเกินไปครับ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือถ้าเราต้องการจะฟื้นฟูเศรษฐกิจเราต้องมั่นใจว่า รายได้จะต้องไปถึงประชาชนคนไทยทุกกลุ่มครอบคลุมให้ได้มากที่สุด โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ ข้างหลังครับ ดังนั้นความสำคัญอันดับ ๑ คือการให้คนไทยทั้งประเทศกลับมาทำมาหากินได้ ตามปกติให้ได้เร็วที่สุด เพราะถ้ายังทำไม่ได้ต่อให้เรามีนักท่องเที่ยวเยอะแค่ไหน ตัวเลขจีดีพี (GDP) เพิ่มขึ้นขนาดไหน นักท่องเที่ยวเข้ามากี่ล้านคน รัฐบาลอาจจะเอาตัวเลขเหล่านี้มาโชว์ เป็นผลงานได้ครับ แต่สำหรับคนบางกลุ่มตัวเลขพวกนี้มันไม่ได้ทำให้เงินในกระเป๋า ของพวกเขาเพิ่มขึ้นแม้แต่บาทเดียว เพราะพวกเขาไม่สามารถทำมาหากินได้ตามปกติ ผมต้องพูดแล้วพูดอีกครับว่าประเทศนี้มีกลุ่มคนที่รัฐบาลอาจจะลืมไปแล้วว่าปล่อยให้ พวกเขาเผชิญวิกฤติ เผชิญยถากรรมตามลำพังโดยที่ไม่เคยเหลียวแลพวกเขาเลย คือกลุ่ม ธุรกิจกลางคืนครับ ถึงตอนนี้หลังจากมีการเปิดประเทศ ธุรกิจกลางคืนบางส่วนสามารถ ดำเนินธุรกิจของตัวเองได้ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดต่าง ๆ มากมาย มีอะไรบ้างครับ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นั่งดื่มในร้านได้ถึงแค่สามทุ่ม เปิดได้เฉพาะร้านที่มีใบอนุญาต ประเภทร้านอาหารเท่านั้น ดนตรีสดเล่นได้แล้ว ร้านที่ถือใบอนุญาตสถานบันเทิงอื่น ๆ เช่น พวก ผับ (Pub) บาร์ (Bar) คาราโอเกะ (Karaoke) ยังคงต้องปิดอยู่ และอนุญาตให้นั่งดื่ม ในร้านได้เฉพาะพื้นที่นำร่องใน ๑๗ จังหวัดเท่านั้น ผมพยายามอ่านใจคนที่ออกมาตรการ ที่ให้นั่งดื่มได้ถึงแค่สามทุ่มครับท่านประธานว่า เขาคิดอะไรอยู่ ถ้าจะบอกว่ากลัวคนเมา ผมยืนยัน คนจะไปสังสรรค์กันถ้าเขารู้ว่ามีเวลาน้อย ๒ ชั่วโมง ก็เมาสิ้นสติได้เหมือนกันครับ ถ้ากลัวว่าคนจะอยู่นาน ทำไมถึงอนุญาตให้เขานั่งต่อได้ครับ นี่เป็นมาตรการที่เรียกว่า ลักปิดลักเปิด คือรู้ว่าต้องเปิดแล้ว รู้ว่าพวกเขาไม่สามารถทนกับสภาวะนี้ได้อีกต่อไปแล้ว และรัฐบาลก็ยอมรับแล้วครับว่าการนั่งดื่มในร้านมันมีส่วนสำคัญ และเป็นความจำเป็น ที่จะต้องควบคู่ไปกับการเปิดประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าจริง ๆ เพราะนักท่องเที่ยว ไม่ได้มาแค่เที่ยววัด หรือดูรำไทยครับ รัฐบาลก็เลยอนุญาตให้เปิดได้ แต่ก็ออกมาตรการมา เหมือนไม่อยากให้เปิด เพราะมาตรการแบบนี้มันไม่สมเหตุสมผลในการประกอบธุรกิจครับ ท่านประธาน ถ้ามันสมเหตุสมผลเราคงไม่ได้ยินคำสัมภาษณ์ที่บอกว่า สามทุ่มเหล้าเหลือให้เททิ้ง หรือกรอกให้หมด ปัญหาที่ตามมาคืออะไรครับ ร้านอาหารต่าง ๆ เวลาเปิดมา ๑ วัน เขามี ฟิกซ์คอสต์ (Fix cost) ท่านประธาน ค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย แล้วร้านที่มีลักษณะเป็นร้านอาหารที่มีดนตรีสด ขายเหล้าเบียร์มีอยู่จำนวนมาก รายได้ จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจจะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เขาคุ้มทุนหรือไม่คุ้มทุนในการเปิดในวันนั้น มาตรการแบบนี้อย่างแรก คือมันอาจเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่เข้าไปกลั่นแกล้ง หรือเรียกรับ ผลประโยชน์จากผู้ประกอบการต่าง ๆ เพื่อที่จะปิดตาข้างหนึ่งครับ แล้วหากร้านเหล่านี้เปิดมาแล้ว ทำตามมาตรการแบบนี้แล้วไม่คุ้มทุน ก็เรียกว่าการเปิดของเขามันไม่ได้ว่าทุกคนต้องการ ช่วยอะไรเขาเลยครับ การบอกให้เขาเปิดได้มันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้นครับผมต้องย้ำครับทำงาน ทำมาหากิน ทำธุรกิจ เพื่อหาเลี้ยงชีพตัวเอง ไม่มีใครอยากเปิดร้านเพื่อที่จะถูกสั่งปิด ดังนั้นสิ่งที่จะเป็น ทางออกคือ มาตรการที่สมเหตุสมผลในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับมาตรการทางด้าน สาธารณสุขที่รัดกุมครับ ผมอยากให้รัฐบาลลองกลับไปอ่านหนังสือหลายฉบับที่ กลุ่มผู้ประกอบการได้ไปยื่นไว้ให้กับรัฐบาลว่า ทุกคนเข้าใจครับว่าสถานบันเทิงมันมี ความเสี่ยงสูง และพวกเขาพร้อมและยินยอมที่จะทำตามมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลอยากให้ทำ ด้วยมาตรการที่ดีพอและความร่วมมือจากผู้ประกอบการจะทำให้ไม่ว่าสถานบันเทิงประเภทไหน หรืออยู่ในจังหวัดไหน ก็สามารถเปิดให้บริการตามปกติได้ครับ ผมอยากรู้ว่า พื้นที่ว่านำร่อง อย่างกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่สีแดงมาตลอด เพิ่งจะได้รับการยกเลิกเคอร์ฟิว (Curfew) ไป มันเสี่ยงน้อยกว่าอีกหลาย ๆ จังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมที่เสี่ยงต่ำอย่างไรครับ ทำไมธุรกิจ กลางคืนในจังหวัดเหล่านั้น ถึงยังนั่งดื่มในร้านไม่ได้ ทำไมเขาถึงยังไม่สามารถทำมาหากิน ตามปกติได้ แต่ทำไมกรุงเทพฯ ทำได้ครับ เลิกออกมาตรการที่ลักปิดลักเปิดแบบนี้ เลิกออกมาตรการที่ทิ้งคนจำนวนมากไว้ข้างหลัง และเลิกออกมาตรการด้วยการตั้งต้น จากความคิดที่ว่า ประชาชนจ้องแต่จะทำผิดเสียทีครับ ผมย้ำอีกครั้งว่าไม่มีใครอยากเปิดร้านมา เพื่อที่จะถูกสั่งปิดครับ ท่านประธานครับ มาตรการที่ออกมาตอนนี้แรงงานภาคกลางคืน ในพื้นที่นำร่องก็ยังไม่ได้มีรายได้กลับมาเหมือนช่วงเวลาปกติครับ ผมยกตัวอย่าง นักดนตรี ในกรุงเทพฯ ปกติก่อนโควิด (COVID) เขาอาจจะรับงานได้เต็มที่สักสัปดาห์ละ ๑๔ ครั้ง ด้วยมาตรการตอนนี้รับได้อย่างมากก็ ๗ รอบต่อสัปดาห์ มีงานจริง ๆ ๓-๔ รอบต่อสัปดาห์ หลายร้านต้องลดค่าแรงนักดนตรีเพื่อที่จะสามารถอยู่รอดได้ พวกเขามีรายได้แค่พอกิน ไปวัน ๆ เท่านั้นครับ และยังมีธุรกิจกลางคืนอีกกว่า ๖๐ จังหวัดที่ยังไม่สามารถนั่งดื่ม ในร้านได้ ๒๐ เดือนที่ผ่านมาพวกเขาแทบไม่มีรายได้จากอาชีพหลักเลย หลาย ๆ คน ต้องเป็นหนี้เป็นสิน บางคนถูกสั่งปิดยาวนานไม่มีรายได้เลยแต่ขอพักชำระหนี้ไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่สีแดงเข้มครับ พวกเขาเหมือนถูกบีบคอไม่ให้ขยับเขยื้อน ไม่ให้หายใจ มาอย่างยาวนาน แต่รัฐบาลไม่เคยมีมาตรการเยียวยาสำหรับพวกเขา ไม่เคยเหลียวแล ไม่เคย รับฟังข้อเรียกร้อง ยังไม่พอไปบอกพวกเขาครับว่า อย่าเห็นแก่ตัว พวกเขาไม่ได้อยากได้กำไร มากขึ้นครับ พวกเขาอยากแค่จะมีชีวิตรอดเท่านั้น และพวกเขาไม่ได้เห็นแก่ตัวครับ คนที่สั่งห้าม พวกเขาไม่ให้ทำมาหากิน แต่ไม่เคยเหลียวแลเขาเลยต่างหากที่เห็นแก่ตัวครับ🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน เราอยู่ในสังคมปากว่าตาขยิบครับ ผมอภิปราย เรื่องนี้ทุกครั้ง ผมจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ทุกครั้งว่า พวกคนทำงานกลางคืนเป็นต้นตอ ของการระบาดบ้าง ตราหน้าพวกเขาว่าเป็นธุรกิจบาป มอมเมาประชาชน แต่พอเวลา สถานทูตของบจากภาษีประชาชนไปซื้อตู้แช่ไวน์ บอกว่ามีความจำเป็นต้องรับรองแขกบ้าน แขกเมือง สำนักงาน กกต. ยังมีตู้แช่ไวน์ในออฟฟิศ (Office) เลยครับท่านประธาน สิ่งที่ คนกลางคืนต้องการจากรัฐบาล และจากสังคมไม่ได้มีอะไรซับซ้อนครับ แค่มองพวกเขาว่าเขาคือ คนที่ประกอบอาชีพสุจริต ถูกกฎหมาย เสียภาษีถูกต้อง และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศเราครับ หยุดทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลังเสียทีครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านพิมพ์รพีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด กระบี่ ท่านประธานคะ วันนี้เราจะพูดเรื่องการเปิดประเทศกัน จังหวัดกระบี่นี้เป็นจังหวัด ที่นำร่องในการเปิดประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันที่ ๑๕-๑๖ นี้ ท่านนายกรัฐมนตรี และ ครม. จะเดินทางไป ไปเยี่ยมจังหวัดกระบี่เพื่อดูแลการเปิดประเทศ ดิฉันก็เลยคิดว่า ต้องอาศัยโอกาสนี้ในการบอกผ่านท่านประธานถึงรัฐมนตรีและประชาชนทุกคนว่า จากประสบการณ์ของจังหวัดกระบี่นี้ ดิฉันคิดอย่างไรในการเปิดประเทศครั้งนี้ คำถามว่า เปิดประเทศดีหรือไม่ คำตอบคือเราไม่มีทางอื่นที่จะไม่เปิดประเทศแล้วค่ะ ๒ ปีที่ผ่านมา ประชาชนยากจน ลำบากข้นแค้น โลกนี้มันหมุนไปข้างหน้าแล้ว ต่างประเทศเริ่มเปิดประเทศ กันแล้ว ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่น ๆ ลูกหลานต้องเรียนหนังสือ เศรษฐกิจต้องเดินหน้า แต่อย่างไรก็แล้วแต่มีต้นทุนมากมายที่เราต้องจ่ายในการเปิดประเทศนี้ แต่ประชาชนที่ยังลำบากอยู่แลกกับการเปิดประเทศนี้ คำถามคือเมื่อการเปิดประเทศนี้ เกิดขึ้นแล้ว ประชาชนเศรษฐกิจฐานรากดีขึ้นได้อย่างไรท่านประธานคะ ดิฉันคิดเรื่องของ ท่องเที่ยว จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดที่นำร่องการท่องเที่ยว ดิฉันขอเสนอ ๖ ประเด็น สิ่งที่นายกต้องเร่งคิดเร่งทำค่ะ🔗
เรื่องที่ ๑ วัคซีน วัคซีนคือคำตอบท่านประธานคะ อย่าหลอกตัวเองเลยว่า วัคซีนมาทันเวลา วัคซีนมาไม่ทันเวลาค่ะ แต่ตอนนี้เรามีแล้ว จังหวัดกระบี่พิสูจน์แล้วว่า ประเทศไทยระบบสาธารณสุขของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมอของเรานี้เก่งมาก ในการฉีดวัคซีน มีหน้าที่เพียงแต่ว่ารัฐบาลหาวัคซีนมาให้พอทุกอย่างก็จะเกิดขึ้นได้ เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคมที่ผ่านมา จังหวัดกระบี่มีการฉีดวัคซีนประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๑๐ วันต่อมาคือเมื่อวานนี้และวันนี้ จังหวัดกระบี่ฉีดได้ถึง ๕๕ เปอร์เซ็นต์แล้วในเข็มที่ ๒ ถึงแม้เราจะเล่นแร่แปรธาตุว่าเข็มที่ ๑ ได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่รับความจริงเถอะค่ะว่า เข็มที่ ๒ สำคัญ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องอย่าหยุดที่จะเอาวัคซีนมาให้ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คิดถึงเข็มที่ ๓ ไปเลยว่าเราจะเอาอย่างไรกับประชาชนในวันข้างหน้า เพื่อเปลี่ยนความกลัวโลก เป็นโหมด (Mode) เผชิญโลกอย่างกล้าหาญ ดิฉันเชื่อว่าประชาชนที่มีวัคซีนแล้วจะกล้า เผชิญโลก และเดินหน้าชีวิตตัวเองค่ะ🔗
ข้อที่ ๒ ท่านประธานคะ สัจจัง เว อมตะ วาจา ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย อย่าหลอกชาวบ้านค่ะ อย่าประเมินว่าเมื่อเปิดประเทศแล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้น ทุกอย่างจะเป็นอย่าง ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป การเปิดประเทศจะแลกกับต้นทุนมหาศาลกับความป่วยไข้ ของประชาชน เมื่อเราเปิดประเทศแล้วนี้สาธารณสุขต้องป้องกันอย่างเต็มที่ ที่ผ่าน ๆ มา กระทรวงการท่องเที่ยวเราบอกแล้วว่าปี ๒๕๖๖ นี้ถึงจะดีขึ้น คือปีหน้าค่ะ ปีหน้าโน้น ปีนี้เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะท่านประธาน อาจจะมีมากมายไปหมด จังหวัดกระบี่มาเยอะไหม ก็มาเยอะค่ะ แต่โรงแรม ๕ ดาว ๖ ดาวมามากค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครม. มา เครื่องบิน ก็เต็มไปหมด แต่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั้งหมดหรอกค่ะ ก็เป็นเรื่องของที่มา ทุกคนตื่นเต้น กับการเปิดประเทศนี้ และประชาชนก็อยากจะเดินทาง แต่ว่ามันไม่ได้ดีเหมือนที่คิด ฉะนั้น อย่าหลอกตัวเอง และอย่าหลอกประชาชน ความจริงเท่านั้นที่จะพาเราไปข้างหน้าได้🔗
ข้อที่ ๓ เรื่องนี้น่าห่วงมาก เพราะเกี่ยวข้องว่าเราเปิดประเทศแล้ว อย่าคิดว่า เราจะดีขึ้นค่ะ เราออกจากไอซียู (ICU) แล้ว ธนาคารเองต้องเมตตาต่อประชาชนและลูกหนี้ ดิฉันในพื้นที่นี้ชาวบ้านถูกยึดที่อย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารของรัฐเอง ที่เคยเป็น ธนาคารของรัฐเองก็เข้ามายึดที่ประชาชน ๒ ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถทำการค้าขายได้ ถูกยึด อย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยเป็นเรื่องของระหว่างธนาคารกับประชาชน รัฐต้องตั้ง สถาบันมาดูแลก้าวข้ามผ่านหนี้สินให้ประชาชน พอประคับประคองให้เดินได้ถึงปี ๒๕๖๖ วิธีการนี้จำเป็นมาก อย่าปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญความลำบากอย่างเดียวดาย และสุดท้ายโรงแรมต่าง ๆ ร้านอาหารต่าง ๆ บริการต่าง ๆ จะกลายเป็นของต่างชาติหรือ คนร่ำรวยหมด ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง🔗
ข้อที่ ๔ ประชาชนที่ถูกกักตัว ท่านประธานคะ เราเป็นนักการเมืองก็ทราบดี อยู่ว่าช่วงนี้ อบต. เลือกตั้ง แล้วเราก็เปิดประเทศด้วยเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ไม่มีใครดูแลประชาชนเลยค่ะ มีการติดเชื้ออย่างมากมายในพื้นที่ ไม่มีถุงยังชีพ ฉะนั้นรัฐบาล จะต้องจัดสรรถุงยังชีพนี้ให้กับประชาชน ประชาชน ๑๔ วันในการกักตัว และอีก ๑๔ วัน ในการเดินทางออกไปไหนไม่ได้คือ ๒๘ วัน อยู่ได้อย่างไรคะกับชาวบ้านรากหญ้าปกติ คิดเรื่องนี้ให้ดี ๆ นะคะ นี่คือต้นทุนที่เราจ่าย ทำให้รายได้มากขึ้น นักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ ทานหอยสด ๆ ทานกุ้งสด ๆ ชาวบ้านก็ได้ รายได้มากขึ้น พัฒนาอาหารต่าง ๆ มากมาย ชูเพื่อให้รายได้นี้มากขึ้น สร้างสินค้าทางการ ท่องเที่ยวแบบใหม่ ๆ ให้กับประเทศชาติค่ะ🔗
ข้อที่ ๖ สำคัญมากเลยค่ะท่านประธานคะ จังหวัดกระบี่ดิฉันครึ่งหนึ่ง ท่านประธานคะอาจจะขอเวลานานสักนิดหนึ่งนะคะ ครึ่งหนึ่งคือท่องเที่ยว อีกครึ่งหนึ่ง คือปาล์มค่ะ คือเศรษฐกิจ เราแบกรับภาระสิ่งนี้มานานเกินไป เมื่อท่องเที่ยวเดือดร้อน เกษตรก็เดือดร้อนเสมอ เราต้องคิดว่าเราจะใช้พัฒนาการนวัตกรรมอย่างไร สร้างให้ ประเทศไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในผลผลิตทางการเกษตร โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประสิทธิภาพสร้างมูลค่า สร้างผลผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป เราจะไม่ต้องขายข้าว ขายปาล์ม อีกแล้ว เราจะขายของที่มีมูลค่าเพิ่มเป็นข้าวที่มีสารอาหารที่ดี ปาล์มในระบบโอลีโอเคมิคัล (Oleochemical) มากขึ้น ท่านประธานคะ ดิฉันหวังว่าการเปิดประเทศครั้งนี้จะเป็นการ สร้างโอกาสใหม่ให้กับสินค้าบริการของประเทศไทย เป็นการสร้างรายได้ใหม่ให้เศรษฐกิจ ฐานราก แล้วก็เป็นการสร้างความเข้มแข็งใหม่เรื่องเอสเอ็มอี (SMEs) ในจังหวัดกระบี่ ท่านประธานคะ ดิฉันขอโอกาสวันนี้วันซูเปอร์เซล (Super sale) ๑๑.๑๑ ขออนุญาต ให้เชิญทุกท่านผ่านท่านประธานว่า วันนี้กระบี่เราก็เซล (Sale) ตอนนี้เว็บไซต์ (Website) โรงแรมก็เซล (Sale) ๑๑.๑๑ โพรโมชัน (Promotion) จาก ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท เหลือ ๗๐๐-๙๐๐ บาททุกวันนี้รีบกดไปซื้อ เพื่อท่องเที่ยวกันทั้งในจังหวัดกระบี่ แล้วก็ ที่ท่านวิวรรธน์ นิลวัชรมณี คือจังหวัดสุราษฎร์ธานีก็เชิญเที่ยวไทยด้วยกันนะคะ ขอบคุณมากค่ะ🔗
อีก ๓ ท่าน ท่านประเดิมชัย พรรคเพื่อไทย ท่านนิติพล พรรคก้าวไกล ท่านภาสกร พรรคเศรษฐกิจใหม่ เชิญท่านประเดิมชัยครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดินแดน ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต ท่านประธานในการที่จะได้อภิปรายถึงเหตุผลในการสนับสนุนญัตติด่วนด้วยวาจา ที่พูดถึง เรื่องของผลกระทบจากเรื่องของการเปิดประเทศ และในเรื่องของการช่วยเสนอแนะกับรัฐบาล ในการที่จะหามาตรการในการป้องกัน และการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ภายใต้ โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่รัฐบาลตัดสินใจในการเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมไม่ปฏิเสธว่าประเทศไทยของเรานั้นรายได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ หลักก็จะว่าได้ ก็คือในเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งท่านสมาชิกส่วนใหญ่ก็ได้อภิปรายไปในส่วนนี้แล้ว ผมขออนุญาตในการที่จะไม่ได้พูดถึง แต่ผมมีมุมมองที่ต่างจากหลายท่านไปก็คือว่า เมื่อเราเล็งเห็นจากเรื่องของการที่จะต้องหารายได้เข้ามาสู่ประเทศ เพื่อที่จะทำให้พี่น้องอยู่ดี มีสุขหรือว่ามีกินในอนาคต ในขณะเดียวกันเราต้องคำนึงถึงพื้นฐานของความเสี่ยงที่จะส่ง ผลกระทบตามมาจากเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะเรื่องของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ในขณะนี้ ท่านประธานนะครับคงทราบดีว่า รัฐบาลที่ตัดสินใจเปิดประเทศก็น่าจะด้วยเหตุผล ที่ว่ารัฐบาลเข้าถึงตาจนครับ เพราะว่าถ้ายังคงปิดประเทศรัฐบาลเองก็คงไม่มีปัญญาในการที่จะ หาเงินมาหล่อเลี้ยง หรือว่ามาแก้ไขปัญหาความทุกข์ยาก หรือว่าปากท้องให้กับพี่น้องประชาชน ฉะนั้นรัฐบาลเองเลือกเสี่ยงในการที่จะเอาประชาชนนั้นเป็นตัวประกันในการเปิดประเทศ ในการที่จะหาเงิน หารายได้เข้าประเทศ แต่สิ่งที่เราจะปฏิเสธ หรือว่ามองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือว่า มาตรการที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ กลไกในการขับเคลื่อนในการที่จะดูแล ในเรื่องนี้ ไม่ใช่คณะรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ คนที่จะเป็นกลไกในการขับเคลื่อน หรือว่า จะดูแลภายใต้การกำกับ หรือว่าการให้นโยบายของรัฐบาลก็คือในส่วนของข้าราชการประจำ ท่านประธานลองไปดูในขณะนี้ครับว่า วันนี้เราเปิดประเทศเข้ามาสู่วันที่ ๑๑ ในการรับ นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เรามีตัวเลขเรามีสถิติชัดเจนว่า มีคนเข้ามา ประมาณ ๒๘,๐๐๐ กว่าคน พบผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศติดเชื้อประมาณ ๐.๐๑ หรือประมาณ ๒๙ คนท่านประธานครับ ถามว่าแล้วใน ๒๙ คนที่มีการตรวจพบและติดเชื้อ คนเหล่านี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นี่เราไม่ได้พูดถึงคนไทยซึ่งเดินทางไปเที่ยวด้วยกันว่า มีการนำเอาเชื้อไปสู่ในสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ตรงนี้เป็นสิ่งที่ น่าเป็นห่วงท่านประธานครับ ก็ด้วยเหตุที่ว่าวิธีการ หรือว่ากระบวนการในการที่จะใช้ มาตรการในการกำกับดูแลติดตามตรวจสอบ พูดง่าย ๆ ท่านประธานครับ ในเรื่องของ ไทม์ไลน์ (Timeline) หรือว่าการติดตามตรวจสอบของผู้ที่ติดเชื้อในขณะนี้ท่านประธาน ลองไปดูข้อเท็จจริงก็ได้ คนที่มีหน้าที่ในการติดตามดูแล ตรวจสอบในการที่จะสอบสวนโรค เพื่อที่จะได้สกัดกั้นในเรื่องของโรคในขณะนี้ แทบจะเรียกได้ว่า ไม่ได้มีการทำเลย ท่านประธานครับ ไม่มีใครเคยพูดถึงในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เลย เมื่อก่อนแรก ๆ ก็เอาจริงเอาจัง ทำกันอย่างจริงจังในเรื่องพวกนี้ แต่จนถึงในขณะนี้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กลับละลายหายไปกับ สายลม ฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่เรายอมรับ หรือว่าเราจะต้องดำเนินการภายใต้กฎระเบียบ ที่ทุกคนได้คิด และเขียนกันขึ้นมามันจะต้องมีการปฏิบัติอย่างจริงจัง มาตรการถ้าเรา ปล่อยให้เป็นไปโดยตามธรรมชาติอย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้ เอาเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานไปดูในคืนวันศุกร์ วันเสาร์ ท่านประธานจะเห็นว่าผู้คน ออกมาทานอาหารนอกบ้านกันอย่างมากมาย แต่สิ่งที่ทุกคนไปรวมตัวกันอยู่ในร้านอาหาร ถามว่าอยู่ภายใต้มาตรการอย่างที่รัฐบาลได้แถลงออกมาหรือไม่ ผมไม่ได้บอกว่าจะต้องปิด ร้านอาหารไม่ใช่ครับ แต่ผมคิดว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะต้องไปติดตามตรวจสอบว่า เมื่อรัฐบาลได้ผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะภาคธุรกิจ การท่องเที่ยวได้กลับเข้ามามีวิถีชีวิต หรือว่าดำเนินกิจกรรม กิจการได้เหมือนเดิมแล้ว ได้ปฏิบัติตามมาตรการที่รัฐบาลได้กำหนดไว้หรือไม่ ฉะนั้นวันนี้เราเริ่มต้นจาก ๑๐ วัน คนที่เดินทางเข้ามาในประเทศประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน เราตั้งเป้าจะให้มีนักท่องเที่ยว เดินทางในประเทศของเราให้มากขึ้น ถามว่าเมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากขึ้น คนที่จะพาเชื้อโรคเข้ามาจะมากขึ้นเป็นเงาตามตัวหรือไม่ อันนี้ผมคิดว่ารัฐบาลเองคงต้อง พึงตระหนัก และคงจะต้องไปหาวิธีการในการที่จะต้องกำกับดูแล สั่งการหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้เข้มข้นในกฎกติกา หรือว่าสิ่งที่รัฐบาล หรือว่าทุกคนที่ร่วมกันคิดร่วมกันทำ เพื่อที่จะทำให้ประเทศของเรานั้นเดินหน้าไปได้ แน่นอนครับว่าในเรื่องของการท่องเที่ยว ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าการเปิดประเทศเราต้องส่งเสริม แต่ในขณะเดียวกันเรื่องของการที่จะส่งเสริม ให้คนไทยด้วยกัน ได้มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยว ผมก็อยากให้รัฐบาลเองส่งเสริมให้มากขึ้น สำหรับที่จะให้คนไทยด้วยกันเดินทางออกไปท่องเที่ยว เพื่อที่จะได้ช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้มากขึ้น ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านนิติพล เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม นิติพล ผิวเหมาะ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พอพูดถึงเรื่องการเปิดประเทศครับท่านประธาน ผมรู้สึกตื่นเต้นแบบนั้นจริง ๆ วันนี้ก็อยากจะเชิญชวนพี่น้องชาวช้างเรียกเพื่อนฝูง กวักมือเรียกกันเลยพี่น้องชาวช้าง เรียกเพื่อนฝูงมาดูกัน เพราะว่าวันนี้คือวันของท่าน จริง ๆ แล้วครับ ตอนที่ผมเห็นข่าวการเปิดประเทศครับท่านประธาน ตื่นเช้ามา มีความรู้สึกว่าต้องขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำอีกครับท่านประธาน เพราะมันมีความรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ก็ตื่นเต้นทั้งวัน รู้สึกดีใจ ส่วนหนึ่งก็ดีใจว่า เอาล่ะทีนี้ทุกคนจะได้กลับมามีชีวิตชีวากันอีกครั้งครับ เก็บไปฝันครับ คืนนั้น วันนั้นฝันเลยครับ ด้วยความรู้สึกแบบนี้จริง ๆ ครับ วันนั้นฝันว่า เหมือนมีเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ริมตึก มีเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ดูประเทศนั้นประเทศนี้เขาพูดว่า เปิดประเทศ เปิดประเทศ รีบกระโดดมากลางเวทีเลยครับ ฉายสปอตไลต์ (Spotlight) ส่องมาเต็มที่เลย ประเทศไทย เราจะเปิดประเทศแล้ว ๑ พฤศจิกายนเปิดประเทศแล้ว เอาละครับทีนี้อย่างไรละครับ เสียดายครับท่านรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมอยากจะถามคำถามท่าน จริง ๆ เลย จะเปิดประเทศท่านถามความพร้อมของผู้ประกอบการหรือยังครับ ในช่วงเวลา ตลอดมาตั้งแต่มีโควิด (COVID) มาจนกระทั่งถึงวันนี้ความจริงก็คือว่า เจ้าของกิจการ เจ๊งกันเป็นแถวครับ พอเจ้าของเจ๊งครับ ไม่มีเงินจ้างลูกน้อง ลูกน้องก็ตกงานครับ ตกงาน กันหมดครับ เอาละครับ ผมยกตัวอย่าง ที่ผมบอกว่าวันนี้ของพี่น้องชาวช้างจริง ๆ ผมจะยกตัวอย่าง ธุรกิจเรื่องปางช้าง เพราะว่าเป็นธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินมหาศาล ขับเคลื่อน ประเทศไทยมหาศาล สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับประเทศไทยจำนวนมาก พอปางช้างเจ๊ง ที่จังหวัดเชียงใหม่บ้านผมครับท่านประธาน มีข่าวบอกว่าเจ้าของปางช้างประกาศขายบ้าน เพื่อจะเอามาเงินมาจ่ายเป็นค่าจ้าง ค่าดูแลปางช้างของตัวเอง มันไปถึงขนาดนั้นแล้ว แต่ตรงนี้ต้องแยกให้ชัดเจนก่อน ในธุรกิจปางช้างเรามีเจ้าของปางช้าง เรามีเจ้าของช้าง และเรามีควาญช้าง แยกเป็น ๓ ส่วนออกจากกันนะครับ ที่ผมพูดแบบนี้เพราะว่าอะไร บางทีเจ้าของปางช้างไม่ได้เป็นเจ้าของช้างเอง แล้วควาญช้างก็ไม่ได้เป็นเจ้าของช้าง เหมือนกัน แล้วเจ้าของช้างบางคนมีช้าง ๑๐ เชือก ๒๐ เชือก ๕ เชือก ๖ เชือก ๒ เชือกว่ากันไป ช้างเหล่านี้ก็กระจายไปอยู่ตามปางช้างต่าง ๆ อยู่พัทยาบ้าง อยู่จังหวัดเชียงใหม่บ้าง กระจาย กันไปอยู่จังหวัดกระบี่ อยู่ทางจังหวัดภูเก็ตบ้าง กระจายกันไป ทีนี้ครับพอปางช้างเจ๊ง อย่างไรต่อครับ ควาญช้างเขาก็กลับบ้านกันหมดครับ พี่น้องชาติพันธุ์ของผมที่เป็นควาญช้าง ก็กลับไปอยู่บนดอย พี่น้องคนอีสานของผมที่เป็นควาญช้างก็กลับไปอยู่จังหวัดสุรินทร์ครับ ส่วนใหญ่มาจากจังหวัดสุรินทร์ในทางภาคอีสาน เอาล่ะวันนี้พอบอกว่าเปิดประเทศผ่านมา ๑๑ วันแล้ว นั่งมองหน้ากันครับ เจ้าของปางช้างโทรศัพท์คุยกัน เจ้าของช้างเขาโทรศัพท์ คุยกัน ควาญช้างเขาโทรศัพท์คุยกัน เราจะเอาอย่างไรกันดี เราจะไปอย่างไรก็ดี เพราะทุกอย่างมันเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด ใครจะมาดูแลช้าง มันเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพราะอะไร ตอนที่ปางช้างปิด ช้างก็ต้องกลับไปอยู่บ้านตัวเองเหมือนที่ผมบอกไปตอนแรก แล้วว่าเจ้าของปางช้างส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเจ้าของช้าง เงินก้อนแรกนี่ครับที่เจ้าของช้าง ต้องจ่ายในการเอาช้างตัวเองกลับไปอยู่บ้านที่จังหวัดสุรินทร์ เอาช้างตัวเองกลับไปอยู่บ้าน ที่จังหวัดเชียงใหม่ เอาช้างตัวเองกลับไปอยู่บ้านที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ควักเงิน จ่ายเงินเองหมดเลยครับ ในขณะเดียวกันควาญช้างที่ต้องตกงานเขาก็กลับไปอยู่บนดอย และการเดินทางจากข้างบนลงมามันไม่ได้ง่าย ๆ นะครับ เขาป้องกันโควิด (COVID) กันอย่างเข้มแข็ง ทั้งหมู่บ้านปิดไม่ให้คนนอกเข้ากันเลย เขาจะกลับลงมาเขาก็คิดหนักครับ แล้วอย่างไรต่อครับทีนี้ มันเป็นแบบนี้ ท่านประธาน ผมได้ข่าวมาปางช้างบางที่นะครับ ตอนนี้คือไม่มีควาญช้างที่จะมาคอยดูแลช้าง บางพื้นที่ควาญช้าง ๑ คน ดูแลช้าง ๕ เชือก มันอันตรายมาก ปกติควาญช้าง ๑ คน ก็จะดูแลช้างแค่ ๑ เชือก ต้องบอกแบบนี้ครับ วันนี้ประเทศไทยใช้สัตว์ในการขับเคลื่อนประเทศ คำถามครับแล้วเราดูแลช้างซึ่งเป็นสัตว์ สัญลักษณ์ของประเทศไทยดีแล้วหรือครับ ควาญช้างทุกวันนี้ยังไม่มีเลยครับ ผมไม่ได้มา พูดเปล่าแบบนี้ดีกว่าครับท่านประธาน เอาแบบนี้ไม่ว่าจะเป็นปางช้าง ไม่ว่าท่านจะอยู่ในสาย ที่เป็นการท่องเที่ยวจะเป็นการแสดงช้าง การขี่ช้าง โดยส่วนตัวผมก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ หรือว่าจะเป็นปางช้างที่เป็นสายอนุรักษ์ วันนี้เรามีปัญหาเดียวกันครับ คือปัญหาเรื่องโควิด (COVID) ปัญหาเรื่องรายได้ ท่านขาดรายได้จำนวนมหาศาล วันนี้เรามีปัญหาเรื่องเดียวกัน สำคัญคือเราจะเอาควาญช้างที่ไหนมาดูแลช้าง มาดูแลนักท่องเที่ยว ลองคิดดูครับ นักท่องเที่ยวเข้ามาถึงปางช้างแล้วอยากจะขี่ช้างครับ แล้วใครจะไปคุมช้างให้ ความเสี่ยงนะครับ ประเทศไทยเราได้คิดถึงเรื่องความเสี่ยงในเรื่องแบบนี้แล้วหรือยัง ยังไม่มีเลยนะครับ🔗
ในประเด็นสุดท้าย เราเปิดประเทศตามแบบต้องเรียกได้ว่า ตามมีตามเกิด ธุรกิจปางช้างก็ดูแลกันไปเองละครับ ตอนนี้ความเสี่ยงก็ตกอยู่กับเจ้าของช้าง ความเสี่ยง ก็ตกอยู่กับนักท่องเที่ยวที่จะมา แต่ว่าก่อนอื่นเลยช้าง ๑ ตัว มันกินเยอะมาก ผมมีแนวทาง ผมมีวิธีการที่จะดูแลอาหารช้างให้กับช้างทั้งประเทศไทยได้แล้วนะครับ ผมก็ไปติดต่อ ไปพูดคุยกับทางภาคเอกชนทั้งในประเทศไทยแล้วก็ต่างประเทศ และตอนนี้ก็ได้รับการติดต่อ ประสานงานมาอย่างดี และเขาก็ตอบตกลงที่จะช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องของอาหารช้าง ในประเทศไทย พี่น้องชาวช้างไม่ว่าท่านจะเป็นเจ้าของช้าง เจ้าของปางช้างก็ติดต่อ ผมมาได้เลย เข้าไปที่เฟซบุ๊ก (Facebook) ครับ พิมพ์ตามที่ท่านเห็นข้างล่างเลย นิติพล ผิวเหมาะ แล้วรายละเอียดเรามาคุยกันว่า เราจะสามารถใช้วิธีการมาตรการแบบไหน เพราะว่าตอนนี้ผมมีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะช่วยเหลือท่านครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านภาสกรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ วันนี้มีญัตติเรื่องของการเปิดประเทศ จริง ๆ ดีใจมากเนื่องจากว่า ในชีวิตประจำวัน ผมก็ได้คำถามนี้มาค่อนข้างเยอะ มีการถกเถียงกันแล้วก็พูดกันว่าเปิดประเทศดีไหม ปัญหา คืออะไร ผมอยากแสดงความคิดเห็นแบบนี้ครับท่านประธาน คืออยากให้เห็นภาพรวมก่อน ภาพเศรษฐกิจภาพใหญ่ก่อนนะครับ มันมีข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกร เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๔ บอกว่าอย่างนี้ครับ ผลจากการคลายล็อกดาวน์ (Lockdown) แล้วก็ เปิดประเทศที่เร็วขึ้น ทำให้ปรับเพิ่มคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจาก ๑.๕ แสนคน เป็น ๑.๘ แสนคน ก็ถือว่าดีขึ้นนะครับ อีกส่วนหนึ่งคือประมาณการเศรษฐกิจปี ๒๕๖๔ จากติดลบ ๐.๕ เป็น ๐.๒ ดีขึ้น มาดูอีกนิดหนึ่งครับ ปีหน้าเป็นอย่างไร ปีหน้าปี ๒๕๖๕ เขาบอกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องครอบคลุมการฉีดวัคซีน ของประชาชนอยู่มากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นข้อแม้ที่ ๑ ข้อแม้อันที่ ๒ คือต้องมีการ ล็อกดาวน์ (Lockdown) กัน ที่เราทำกันมาลดลงหรือแทบจะไม่มีเลย ปัจจัยที่ ๓ คือ การดำเนินธุรกิจต้องไม่หยุดชะงักเหมือนวันนี้ ทำไมผมพูดเรื่องเหล่านี้ครับ อยากจะให้เห็น ภาพรวมก่อนว่า การที่เราล็อกดาวน์ (Lockdown) เราไม่เปิดประเทศ มันไม่เป็นผลดีครับ เราต้องทำอย่างไรให้เราอยู่กับมันได้ การเปิดประเทศเป็นทางออก เป็นการลงทุนนะครับ แต่ว่าลงทุนอย่างไรให้มีความเสี่ยงที่ต่ำ แต่เราไม่เอาแบบเหมือนในโฆษณาที่การลงทุน มีความเสี่ยง แล้วใช้ตัวเล็ก ๆ รีมาร์ก (Remark) ไว้แบบนั้นเราไม่ได้ เนื่องจากเราเป็น ประเทศครับ ผมอยากชี้ให้เห็นอย่างนี้ว่า ถ้าปี ๒๕๖๕ จริง ๆ ก็คืออีก ๒ เดือน เดือนพฤศจิกายน แล้วก็เดือนธันวาคม ๒ เดือนนี้พอเราเปิดประเทศ เราต้องสร้าง ความพร้อมครับ เหมือนเป็นการเตรียมเพื่อปีหน้าเราจะก้าวกระโดดอย่างไร วันนี้ ประเทศไหนเปิดก่อนชนะก่อนนะครับ แต่ต้องสร้างความเชื่อใจ ความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ให้ได้ ผมเลยมีข้อเสนอแนวทางก็ไม่ได้เยอะแยะมากมายครับ เป็นข้อเสนอแนวทางลองฟัง ข้อเสนอของผมนะครับ🔗
อันที่ ๑ วันนี้พอเราเปิดประเทศ ลองสังเกตว่าความเชื่อมั่นจริง ๆ ไม่เกิด มีข่าวเต็มไปหมดเลยไปสัมภาษณ์สถานประกอบการ หลาย ๆ สถานที่ก็บอกว่า ไม่กล้าเปิด เพราะกลัวจะปิดอีก แสดงว่าความเชื่อมั่นไม่ได้ ความเชื่อมั่นไม่ได้มันส่งผลต่อหลายอย่าง สิ่งที่เราจะทำแล้วเราจะก้าวไปมันไม่เกิดครับ ฉะนั้นต้องลองดูว่ารัฐบาลลองสังเกต มีมาตรการเต็มไปหมดนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็มาพูดอันหนึ่ง กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาก็มีจะเอาลิซ่า (Lisa) มานะครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มี กระทรวง สาธารณสุขก็มี กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน มีนโยบาย เต็มไปหมดครับ แต่สิ่งที่ขาดก็คือว่า ผมอยากให้ทุกกระทรวงลองทำงานสอดคล้องกันนิดหนึ่ง ประสาน ให้เป็นเนื้อเดียวกัน ท่านต้องเอาสิ่งที่ประกาศร้อยแล้วพูด แล้วบอกให้ประชาชนมีความมั่นใจ ฉะนั้นข้อที่ ๒ คือต้องสร้างความมั่นใจให้คนในประเทศ เพราะตัวนี้มันจะส่งผลถึง ต่างประเทศ การท่องเที่ยวเข้าใจว่าท่านเจาะการท่องเที่ยวก่อนเลย เพราะเข้าใจ การท่องเที่ยวคือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เพราะปี ๒๕๖๒ ทำรายได้ถึง ๓ ล้านล้านบาท คนเข้ามา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านไม่มีทางอยู่ดี ๆ แล้วกระโดดขึ้นไป วันนั้นได้ แต่ทำอย่างไรให้เรามั่นใจทั้งคนไทยและต่างชาติ อันนี้ต้องสร้างกันครับ ผมอยากให้ทำแบบนี้ครับว่า ไม่ว่ากระทรวงการท่องเที่ยว กระทรวงสาธารณสุข ต้องมาบอกอะไร กระทรวงพาณิชย์ด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน ต้องมาบอกหมดแล้วก็สร้างโมเดล (Model) ตัวหนึ่งครับ ให้คนในประเทศ มั่นใจ แล้วมันส่งผลถึงต่างประเทศว่า โอเค (OK) มาเที่ยวประเทศเราไม่ต้องห่วงโควิด (COVID) สบายมาก เรื่องเล็ก ๆ ถ้าเกิดมาปุ๊บเรามีมาตรการเพราะเราผ่านมาแล้ว เมื่อล็อกดาวน์ (Lockdown) คราวที่แล้วและโควิด (COVID) คราวที่แล้วเราเจอหนักมาก เขาเรียกว่าโดนสเกล (Scale) ใหญ่มาแล้ว ต้องเอาตัวนั้นมาถอดบทเรียน แล้วทำอย่างไร ถ้าเกิดการระบาดเราจะแก้อย่างไร เข้ามาเราจะทำอย่างไร แต่ไม่เอาแบบนั้นแล้วถ้าเกิด ทุกคนมาเลย หน่วยงานจิตอาสามากันเต็มไปหมดแบบนี้ เราอาจจะไม่เอาแล้วครับ เราต้องสร้างความมั่นใจให้ได้🔗
อีกอันหนึ่งครับ อันที่ ๓ ก็คือว่ารัฐบาลต้องเป็นผู้นำครับ โปรแกรม (Program) ใหญ่ ๆ จัดโดยรัฐบาล แล้วเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เข้ามาจอยน์ (Join) เพื่อที่จะให้รัฐบาลสามารถคอนโทรล (Control) หรือมีมาตรการอะไรป้องกันพวกนี้ แล้วก็เอาเงินอัดลงไป ให้มันเกิดโมเดล (Model) ว่าถ้าเราจัดกิจกรรมใหญ่ ๆ เราคอนโทรล (Control) ได้ สร้างความเชื่อมั่นให้คนในประเทศ มันจะส่งผลออกไปที่ต่างประเทศ อันนี้ต้องทำโปรแกรม (Program) ต่าง ๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเยียวยาเป็นอะไรต้องมา รีวิว (Review) อันไหนไม่ดีแก้ อันไหนดีทำต่อ ต้องทำแบบนี้🔗
สุดท้ายก็คือความต่อเนื่องครับ ความต่อเนื่องต่าง ๆ ที่เราทำต้องทำ แล้วก็ อีกอย่างหนึ่งผมว่าสำคัญมาก วันนี้ไม่ว่าเราจะอัดเงินเข้าไปเท่าไร นักท่องเที่ยวต่างประเทศ แทบจะไม่เข้ามาหรอกครับ เพราะว่านักท่องเที่ยวที่เยอะที่สุดก็คือคนจีน แต่จีนบอกว่า เขาเป็นซีโร โควิด (Zero COVID) คนในประเทศจีนไม่ให้ออกมา ฉะนั้นเราต้องเอาท่องเที่ยว ในไทยให้ได้ก่อน แล้วสร้างโมเดล (Model) ให้ต่างประเทศมั่นใจว่ามาเที่ยวประเทศไทย ไม่ต้องกลัวโควิด (COVID) ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗
ท่านต่อไป ท่านสุภาภรณ์เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตภาษีเจริญ เขตตลิ่งชัน ๔ แขวง กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอร่วมอภิปรายในญัตติ เรื่อง พิจารณา ถึงผลกระทบการเปิดประเทศ และการหามาตรการแก้ไขที่เหมาะสมเพื่อให้รัฐบาล ดำเนินการต่อไป ท่านประธานคะ เปิดประเทศแต่ไม่เปิดโรงเรียน เปิดก็ติดปิดก็ตาย วันที่ยอดผู้ติดเชื้อยังสูงประชาชนบางกลุ่มยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มแรก แต่รัฐบาลกลับเลือก จะเปิดประเทศในยามที่ประเทศเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจมากมาย ซึ่งมาตรการการเปิดประเทศ ของรัฐบาลกลับไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ ในขณะเดียวกันกรุงเทพมหานคร ยังมีผู้ติดเชื้อยอดสูงอยู่ แต่มีการเปิดสถานประกอบการก่อนเปิดโรงเรียน เด็กไทยยังไม่ได้รับ วัคซีนมากพอที่จะใช้ชีวิตปกติได้ โดยเฉพาะเด็กในชั้นประถมศึกษาอายุ ๖-๑๑ ปี ที่รัฐบาล ยังจัดหาวัคซีนสำหรับเด็กไม่ได้ อีกทั้งมาตรฐานของปัญหาการเรียนออนไลน์ (Online) ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัว มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะโควิด (COVID) จำนวนมากกว่า ๖๐,๐๐๐ คน โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ๑๙-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ๔๘ เปอร์เซ็นต์ นี่ถือว่าเป็นวิกฤติที่ใหญ่ไม่ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจ อนาคตของชาติกำลัง หายไป เพราะสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ทำให้คนไทยเกิดภาวะความยากจน ซ้ำซ้อน ความยากจนเฉียบพลัน และความยากจนถาวร สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา ทางการศึกษาของไทยที่กำลังล้มเหลว ในขณะที่โรงเรียนที่รัฐบาลอนุญาตให้เปิดได้ ใน กทม. นั้น มีเพียงโรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนเอกชนเพียงบางแห่งเท่านั้น แต่เด็กนักเรียนโรงเรียนที่สังกัดกรุงเทพมหานคร สังกัด สพฐ. ถูกลอยแพ และในวันที่ ๑๕ วันจันทร์นี้ ๑๕ พฤศจิกายนก็ยังไม่รู้ว่าจะเปิดเรียนได้หรือไม่ จากนโยบายของรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ๗ มาตรการเข้ม สำหรับสถานศึกษาโรงเรียนไป-กลับในข้อที่ ๗ ให้จัดให้มีสกูลพาส (School pass) สำหรับนักเรียนครูและบุคลากรในสถานศึกษา ประกอบด้วยข้อมูลผลการประเมินทีเอสที (TST) ผลตรวจเอทีเค (ATK) และหรือประวัติ การได้รับวัคซีน ท่านประธานคะ ดิฉันรู้สึกสบายใจในมาตรการป้องกันเพื่อลูกหลานของเรา แต่ในขณะที่โรงเรียนใน กทม. ได้จัดเตรียมความพร้อมในการตรวจเชิงรุก ร่วมมือกับ สถานประกอบการทางการแพทย์เพื่อขอเปิดเทอม ส่งไปที่กรมอนามัยของกรุงเทพมหานคร กลับถูกยกเลิกทั้งหมด โดยกรมอนามัยของกรุงเทพมหานครไม่อนุมัติ ให้เหตุผลว่าเป็นกลุ่ม ที่มีความเสี่ยงน้อย ดิฉันขอถามว่าใช้อะไรเป็นตัววัดว่าเสี่ยงน้อยหรือเสี่ยงมาก และการที่เด็ก ยังไม่ได้รับวัคซีนนั้นเสียงน้อยหรือไม่คะ ท่านประธานคะ การที่ไม่อนุญาตให้ตรวจนั้น แต่ในทางกลับกันมีการให้เปลี่ยนจากการตรวจเชิงรุกเป็นการแจกชุดตรวจเอทีเค (ATK) ให้กับบุคลากรของโรงเรียนคนละ ๒ ชุด โดยผู้ที่จะได้รับนั้นจะต้องมีแอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตังเท่านั้น และให้ไปตรวจกันเอง ท่านประธานคะ ทำไม อะไร หรือที่ทำให้ กรมอนามัยนั้นไม่อนุมัติให้บริการ ดิฉันอยากจะถามว่า ถ้าให้ผู้ที่มีความชำนาญ ผู้ที่มีความพร้อมเป็นมืออาชีพ และใช้อุปกรณ์การตรวจที่มีคุณภาพมาทำการตรวจนั้น จะเชื่อถือได้หรือไม่ ดิฉันอดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าชีวิตของลูกหลานของเรานั้นกำลังติดกับดัก ทางการเมืองอยู่หรือเปล่า ท่านประธานคะ หากการเปิดประเทศในครั้งนี้ไม่สามารถควบคุม การระบาด ยอดของผู้ติดเชื้อให้เป็นศูนย์ได้ รัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับที่จะสามารถ อำนวยความสะดวกต่อการศึกษาของเด็กไทย เพื่อให้อนาคตของชาติได้รับการพัฒนา ทางด้านการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลต้องไม่ปิดกั้นทางการศึกษา อย่าหยุด การเจริญเติบโต อย่ากดทับเด็กไทยด้วยการบริหารที่ล้มเหลว ดิฉันจึงขอเสนอไปยังรัฐบาล ให้ดำเนินการ ให้ครู บุคลากร นักเรียนให้ได้รับวัคซีนอย่างครบโดส (Dose) ก่อนเปิด การศึกษา มีการตรวจหาเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ด้วยเอทีเค (ATK) ที่มีประสิทธิภาพ ก่อนการเปิดเรียน และมอบอุปกรณ์การป้องกันหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ ตลอดจนน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อให้โรงเรียนนั้นได้ไปดำเนินการ เรากำลังจะเปิดประเทศ จากความจำเป็นด้านเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพราะประเทศเราปลอดจากเชื้อโควิด (COVID) กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญท่าน วรรณวิภาครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน วรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนแรงงาน ดิฉันขอร่วมอภิปรายในญัตติด่วนขอให้สภาร่วมกันพิจารณา เพื่อพัฒนา ยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ในการเปิดประเทศที่คำนึงถึงประชาชนทุกคน โดยดิฉันจะเน้น ไปที่ปัญหาที่เกี่ยวกับแรงงาน จากการที่รัฐบาลประกาศเปิดประเทศทั้ง ๆ ที่ภายในประเทศ ยังกึ่งปิดกึ่งเปิดอยู่ บางธุรกิจยังไม่ได้ประกาศให้เปิด แม้แต่คลัสเตอร์ (Cluster) ในโรงงานเอง ก็ยังไม่ได้หมดไป อีกทั้งการฉีดวัคซีนก็ยังไม่ครอบคลุมถ้วนหน้า ไปฉีดวันเดียวกันแต่คนละที่ ยังได้วัคซีนกลับมาแบบไม่เหมือนกันเลยค่ะ ปัญหาจากคลัสเตอร์ (Cluster) รอบเก่าก็ยัง ไม่ถูกคลี่คลายหรือเคลียร์ (Clear) ให้ประชาชนได้มั่นใจก่อนที่จะเปิดประเทศ ยกตัวอย่าง เมื่อวานนี้เองค่ะท่านประธาน มีประชาชนแจ้งดิฉันให้ทีมงานเข้าไปช่วยดูว่า แนวทาง การแก้ไขที่เกี่ยวกับแคมป์ (Camp) คนงานก่อสร้าง และคนไร้บ้านที่มีการกระจุกตัวกัน ในบริเวณเดียวกัน เพราะกลัวว่าจะเกิดการระบาดครั้งใหม่ และทำให้พวกเขาไม่สามารถ ค้าขายหรือกลับไปทำมาหากินได้อีก อย่าลืมนะคะว่าในแคมป์ (Camp) ไม่ได้มีแค่คนงาน ยังมีทั้งเด็ก คนท้อง มีกลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่ได้รับการตรวจเชิงรุก และในปัจจุบันก็ยังไม่ได้ มีหลักฐานยืนยันว่าคนงานในแคมป์ (Camp) ได้รับวัคซีนกันครบหรือไม่ ท่านลองสุ่มลงพื้นที่ สำรวจแคมป์ (Camp) คนงานในกรุงเทพฯ ดูก็ได้ค่ะ ยังพบอยู่เลยว่าบางที่มีคนงานเกินกว่า ครึ่งของแคมป์ (Camp) ยังติดเชื้อโควิค (COVID) อยู่ เนื่องจากสภาพที่แออัด อยู่กันแบบ ตามมีตามเกิด ห้องครัว ห้องอาหาร ห้องนอน คือห้องเดียวกัน แถมห้องน้ำยังเป็น ห้องน้ำรวมก็ไม่แปลกใจเลยค่ะว่าทำไมคลัสเตอร์ (Cluster) ในแคมป์ (Camp) คนงาน ถึงไม่หมดไปเสียที ที่จริงปัญหานี้แก้ได้ง่ายมากเลยนะคะท่านประธาน แค่รัฐออกมาตรการ การกำหนดมาตรฐานให้แคมป์ (Camp) คนงานก่อสร้างที่จะมาตั้งแคมป์ (Camp) ควรมี มาตรฐานด้านความปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ และหากแคมป์ (Camp) ไหน ไม่ได้มาตรฐาน ก็ควรไม่อนุญาตให้ตั้งแคมป์ (Camp) ก็แค่นั้นเองค่ะ และที่ดิฉันยกตัวอย่าง เคส (Case) นี้ให้ทราบ เพราะมันสะท้อนได้ถึงการไม่สนใจที่จะแก้ปัญหา ซ้ำยังสะท้อน ความไม่มั่นใจของประชาชนได้เป็นอย่างดี ท่านประธานลองคิดดูนะคะว่านี่แค่เรื่องเดียว ที่เดียวเท่านั้นเอง แต่ในกรุงเทพฯ มีแคมป์ (Camp) คนงานก่อสร้างอยู่มากกว่า ๖๕๐ แคมป์ (Camp) นี่ยังไม่นับรวมต่างจังหวัดท่านประธานคะ ประชาชนยังรอมาตรการจากรัฐ อย่างมีความหวังว่า เปิดประเทศแล้วจะสร้างความมั่นใจอะไรได้บ้าง แผนการเปิดประเทศ ของท่านจะมุ่งไปที่ภาคส่วนไหนของเศรษฐกิจเป็นหลัก นอกเหนือจากภาคท่องเที่ยว และงานบริการ เพราะขณะนี้ยังหาความชัดเจนไม่ได้สักอย่าง ภาคการเกษตรน้ำท่วม เสียหายหนัก ท่านก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากการให้ทหารไปปลูกผักชีในค่าย ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุนต่างชาติ ก็ทยอยถอนทุนหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านกันหมด ภาคส่งออกก็เผชิญ กับภาวะเงินบาทกลับมาแข็งค่า ภาคท่องเที่ยวเปิดประเทศไปครึ่งเดือนแล้ว ไหนคะ นักท่องเที่ยว แต่จะว่าไปจะไม่มีรูปธรรมใดเลยก็ไม่ใช่นะคะ เพราะล่าสุดที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ ประกาศเรื่องวันหยุดยาว ที่จริงเรื่องนี้ถึงไม่ประกาศก็มีแรงงานหลายคนที่หยุดยาวมาตั้งแต่ โควิด (COVID) ระลอกแรกแล้วค่ะ เพราะตกงานบ้าง โดนสั่งปิดบ้าง อีกทั้งปรากฏการณ์ ปิด ๆ เปิด ๆ จากรัฐทำให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือแรงงานเองไม่มีความมั่นใจเลยว่า จะมีงานทำได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ดิฉันเข้าใจว่าเราควรจะเปิดประเทศเพื่อฟื้นภาคท่องเที่ยว และภาคบริการที่ซบเซามานาน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะปิดประเทศตลอดแล้วรอให้โควิด (COVID) หมดจนกลายเหลือเป็นศูนย์ แต่ก็กังวลใจค่ะว่าเกิดการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นตามมา จะทำให้ถูกสั่งปิดอีกหรือไม่ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ยังมีหน้าออกมาพูดอีกว่า ถ้าเปิดแล้ว มีปัญหาก็ต้องปิด คำพูดแบบนี้สะท้อนให้เห็นวิธีคิดของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ดีว่า ท่านไม่มีความเข้าอกเข้าใจ หรือเห็นใจประชาชนทุกคนในประเทศที่ล้วนแล้วแต่เป็น ผู้ใช้แรงงานเลยกลับยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนเข้าไปอีก ประเทศที่เขาเปิดแล้ว ประสบความสำเร็จเป็นเพราะเขาฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันเชื้อ จึงมีภูมิคุ้มกันที่สูง ติดเชื้อแล้วเป็นผู้ป่วยอาการสีเขียวเหมือนเป็นแค่ไข้หวัด ได้รับยารักษา ตามอาการแล้วก็หาย แล้วเราล่ะคะ แรงงานภาคบริการที่ต้องพบปะเจอผู้คนเป็นจำนวนมาก ในแต่ละวันมีความเสี่ยงในการติดเชื้อและอาการหนักมากน้อยแค่ไหน สิ่งนี้รัฐบาล เคยพิจารณาหรือไม่คะ เพราะฉะนั้นรัฐบาลแล้วต้องมีความชัดเจนในการเปิดประเทศ ไม่ใช่ปัญหาค่ะ ------------------------------------------------------------------------------- -๑๓๖/๑ แต่หากเปิดประเทศในขณะที่ไม่มีความพร้อม ประชาชนยังไม่มั่นใจ ดิฉันเกรงว่านี่จะไม่ใช่ ชัยชนะ แต่จะเป็นหายนะครั้งใหม่ของประเทศแทน ดิฉันจึงขอเสนอมาตรการที่ให้รัฐ ดำเนินการเพื่อพี่น้องแรงงานในช่วงเปิดประเทศ ๓ ข้อหลัก ๆ ด้วยกันค่ะท่านประธาน🔗
ข้อแรก ให้รัฐออกมาตรการเพื่อให้เอสเอ็มอี (SMEs) พยุงการจ้างงาน และเพิ่มอัตราจ้างเพื่อให้แรงงานมีรายได้และมีงานทำ มีความมั่นคงในอาชีพ รวมถึง ขยายเวลาเกี่ยวกับโครงการโคเพย์เมนต์ (Co-payment) เพื่อปรับเงื่อนไขให้สอดคล้อง กับแต่ละพื้นที่และไม่ควรจำกัดเฉพาะจ้างงานประจำ ควรเพิ่มขอบเขตในการจ้างงาน มากขึ้นด้วยค่ะ🔗
ข้อที่ ๒ คือปรับทักษะแรงงานที่ยังหางานทำไม่ได้ ให้สามารถที่จะเข้าไปอยู่ ในส่วนที่ทำรายได้ได้ดีกว่าการท่องเที่ยวและภาคเกษตร เช่น การสร้างงาน การฝึกงาน ในอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) อาจจูงใจด้วยการจ่ายเงินรายวันที่ไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพเข้ามามีส่วนร่วมด้วย🔗
และข้อสุดท้าย หากแผนการของรัฐบาลคือต้องการฟื้นฟูภาคท่องเที่ยว และบริการ แรงงานเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพ และรัฐบาลต้องให้ ประชาชนตรวจภูมิคุ้มกันและตรวจหาเชื้อได้ฟรี เพื่อสร้างความมั่นใจกับตัวแรงงานด้วยว่า เมื่อเขากลับไปทำงานแล้วกลับมาบ้านจะปลอดภัยกลับมา และยิ่งรัฐบาลมีแพลน (Plan) ที่จะนำเข้าแรงงานเอ็มโอยู (MOU) ในเดือนธันวาคมนี้อีก ๔๐๐,๐๐๐ คน ยิ่งควรส่งเสริม และเอื้อให้พวกเขาเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยค่ะ ท่านประธานคะ พวกเราทุกคนอยากทำงาน อยากใช้ชีวิตได้ตามปกติ อยากกลับไปเจอหน้าครอบครัว อยากกอดคนที่เรารัก อยากพัฒนา ตัวเองเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นกันทั้งนั้น ไม่เพียงแค่ทำเพื่อตัวเองและครอบครัว แต่จะส่งผล ให้ประเทศนี้ขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอนนี้แรงงานขาดเพียงอย่างเดียวค่ะ คือความมั่นใจ ความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาล ดิฉันขอให้ท่านผู้มีอำนาจฟัง และนำข้อเสนอแนะที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้อภิปรายไปแล้วนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ดึงความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมา อย่าให้ทุกคนต้องหมดอนาคตเพียงเพราะมีผู้นำ และการบริหารแย่ ๆ และไม่ฟังใครของท่านอีกเลย ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ศาสตราจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ🔗
ขอบพระคุณครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกได้พูดไปพอสมควรแล้ว ผมจะไม่พูดซ้ำ ในหลายประเด็น แต่ก็อยากจะขอใช้อนุญาตใช้โอกาสนี้ในการชี้ว่า มุมทางด้านของ สาธารณสุขนี่สำคัญและได้มีการทำไปมาก ผมเป็นห่วงว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมันจะมีผลลบมากกว่า ผลบวกในเวลาปัจจุบันนะครับ ก่อนที่ผมจะไปถึงจุดนั้นผมจะขออนุญาตโชว์ตัวเลข ก่อนว่าโควิด (COVID) ครั้งนี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของจีดีพี (GDP) ในเรื่องของหนี้ แล้วก็ในเรื่องของดุลการชำระเงินของประเทศ ช่วยฉายสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ🔗
ขอตารางที่ ๒ เลยนะครับ เรื่องของตัวเลขของหนี้ อย่างที่กระผมเรียน คนตกงานไม่มีรายได้ก็ต้องไปก่อหนี้ ไปก่อหนี้เพื่อบริโภค เพราะฉะนั้นหนี้ของประชาชน ที่เรียกว่าหนี้ครัวเรือนก็กระโดดขึ้นจากร้อยละ ๘๐ เป็นร้อยละ ๙๐ ตามที่แบงก์ชาติ ได้ประกาศ ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ต้องมีการก่อหนี้ กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท แล้วอีกก้อน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะเดียวกันรายได้รัฐบาลก็ตกต่ำ เพราะว่าเก็บภาษีไม่ได้ หนี้รัฐบาล ก็กระโดดจาก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ต้น ๆ เป็นเกือบจะชนเพดานเมื่อตอนปลายเดือนกันยายน จนกระทั่งท่านนายกรัฐมนตรีต้องมีการประกาศขึ้นเพดานหนี้สาธารณะ อันนี้คือผลกระทบ ที่ได้เกิดขึ้นในเรื่องของหนี้🔗
ตารางสุดท้ายครับ เรื่องของจีดีพี (GDP) อันนี้ร้ายแรงจากเดิมในหลาย ปีที่ผ่านมาเรามีการเกินดุลทางการค้า มีการเกินดุลท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวปีละ ๔๐ ล้านคน ให้รายได้กับคนไทยอย่างมหาศาล แต่ ๒ ปีที่ผ่านมารายได้ตกฮวบลงมาครับ ตกฮวบลงมา จากที่เคยมีอยู่ถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ปีนี้เหลือ ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าเกิดมี นักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วงครึ่งหลังนะครับ ขณะเดียวกันเรื่องของราคาน้ำมันที่กระโดดขึ้น เกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์จาก ๔๐ เหรียญต่อบาร์เรล เป็น ๘๐ กว่าเหรียญต่อบาร์เรล ในขณะนี้ก็มีผลทำให้ดุลการค้าก็เกินดุลน้อยลง โชคดีที่ทางกระทรวงพาณิชย์ โดยท่าน รองนายกรัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้พยายามเคี่ยวเข็ญในเรื่องของการส่งออกได้รับ ความสำเร็จ จึงทำให้ตัวเลขการส่งออกและการค้าของเราดี แต่ท้ายที่สุดครับหนีไม่พ้นครับ ก็เจอปัญหาเรื่องค่าระวางเรือที่กระโดดขึ้น ค่าระวางเรือที่แพงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้เราขาดดุล บัญชีเดินสะพัดเป็นปีแรกในปีนี้จากที่เคยเกินดุลมาตลอด ตั้งแต่ช่วงวิกฤติปี ๒๕๔๐ ที่ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ ๒ ครั้งนั้นเราพลิกจากการขาดดุลเป็นเกินดุล มาตลอด มาบัดนี้เป็นปีแรกที่เริ่มมีการขาดดุล และมีผลทำให้ดุลการชำระเงินเราติดลบ ผลก็คือทุนสำรองเราก็จะลดลง ผมเป็นห่วงครับว่าภาพนี้ถ้าไม่ดูแลให้ดีมันก็จะลื่นไถลลงไป อันนี้คือภาพรวมทางเศรษฐกิจนะครับ เพราะฉะนั้นอย่างที่ผมได้เรียน ผมเห็นด้วยกับเรื่อง ของการที่ทางรัฐบาลจะต้องดูแลในเรื่องของสาธารณสุข แต่ก็ไม่ควรจะมองข้ามปัญหา ทางเศรษฐกิจที่ได้เกิดขึ้นต่อประเทศ ต่อผู้คนที่ตกงาน ต่อภาคท่องเที่ยวที่ยังคงมีปัญหาอยู่ จริง ๆ แล้วสิ่งที่รัฐบาลควรทำอีกเรื่องหนึ่งในการดูแลในช่วงนี้ที่กระผมได้ประสบการณ์ มาก็คือ เรื่องของการใช้โอกาสนี้ในการส่งออกสินค้าหลาย ๆ ประการด้วยกัน เช่น เรื่องของ สมุนไพรที่ต้านโควิด (COVID) ได้ หรืออย่างที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดทำโครงการ ใบยาที่จะผลิตวัคซีนเองได้ก็ดี หรือที่หมอจรัสพงษ์ ทังสุบุตร ได้ทำซิลเวอร์เพียวร์ (Silver Pure) ที่จะฉีดจมูกที่ทางวัดสวนแก้วได้ประกาศไป สิ่งเหล่านี้ผมอยากจะให้ภาครัฐได้มี การส่งเสริมดูแลให้เขาได้เติบโตขึ้นมา เพราะว่าจะมีตลาดโลกรองรับอย่างมหาศาล แทนที่ จะต้องไปซื้อวัคซีนใช้เงินงบประมาณเป็นหมื่นล้านบาท และอาจจะเป็นแสนล้านบาทต่อไป อยากเห็นรัฐบาลได้ทุ่มเทลงทุนในเรื่องของการวิจัยผลักดันให้เรื่องของพีพีอี (PPE) ก็ดี เรื่องของพืชสมุนไพรก็ดี ได้รับการสนับสนุนแทนที่จะปิดกั้นอย่างเช่นที่เราได้ประสบอยู่ ทุกวันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปมากมายในวันนี้ คือเรื่องของ กระบวนการต่าง ๆ ที่หน่วยงานของรัฐได้มีการจัดทำขึ้นมาก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานต่าง ๆ หวังดีจะช่วยดูแลไม่ให้นักท่องเที่ยวที่มีปัญหาเข้ามา ทำให้ปัญหาโควิด (COVID) เรารุนแรงขึ้น แต่ผมมีคำถามครับว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาความเสี่ยงที่เขาจะมีอาการเป็นโควิด (COVID) กับการที่คนไทยในประเทศหลายแหล่งหลายที่มีโควิด (COVID) ที่ไหนจะมี ความน่ากลัวกว่ากัน คนเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่มากรุงเทพฯ กับคนเดินทางจาก ประเทศสิงคโปร์มากรุงเทพฯ ใครจะมีความเสี่ยงที่ติดโควิด (COVID) มากกว่ากัน ผมคิดว่า มาตรการที่มีอยู่น่าจะเพียงดูว่าเขามีการฉีดวัคซีนมา ๒ เข็มก็เพียงพอแล้ว เรื่องอื่น ๆ เป็นภาระที่มีขึ้นโดยใช่เหตุ และจะเป็นอุปสรรคต่อบรรยากาศในการท่องเที่ยว ในการลงทุน ในเรื่องนี้ต่อไป ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหามีไว้แก้ ถ้าอยู่บ้านก็รอวันตาย รอวันอดตาย พี่น้องทนไม่ไหว ออกจากบ้านจะต้องไปหาเงินเลี้ยงลูกเลี้ยงครอบครัว ท่านประธานครับ เกิดว่ามีการระบาดอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปีเราจะทำอย่าง และเกิดมีการระบาด ของโรคใหม่ ๆ เข้ามาแล้วเราจะอยู่อย่างไร ความจริงแล้วเราควรจะเปิดประเทศตั้งนาน แล้วนะครับ แต่เรานี่ปิดประเทศทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเหือดแห้ง เหือดหายจนที่ว่าฟื้นตัว แทบไม่ได้ ท่านเปิดรับนักท่องเที่ยวไหน ๆ ท่านก็เปิดแล้ว ท่านจะให้นักท่องเที่ยวมาดู อะไรครับท่านประธาน มาดูซากปรักหักพัง มาดูร้านค้าที่ปิด แล้วก็มาดูห้างที่เหมือนฟันหลอ เปิดบ้างปิดบ้าง ท่านประธานที่เคารพครับ การเปิดประเทศควรจะเปิดทุกภาคส่วน ไม่ใช่ว่าให้นักท่องเที่ยวมาเอาจำนวนนักท่องเที่ยวเพื่อโชว์คนไทยด้วยกัน ท่านประธานครับ วันนี้ร้านค้าเขาขาดเงิน ขาดลูกค้า แล้วก็ขาดคนทำงาน เพราะว่าหลายคนก็เปลี่ยนอาชีพ ไปแล้ว หลายคนก็กลับบ้านกลับช่องไปอยู่บ้านนอก ติดตามตัวก็ยาก ดังนั้นอยากจะให้ รัฐบาลเปิดทุกภาคส่วนที่ท่านสมาชิกได้พูดมานั้น ปัญหาทั้งหลายเปิดทุกภาคส่วน และพร้อมที่จะแก้ปัญหา เรื่องเงิน เงินที่จะต้องช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ช่วยรายย่อย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบให้เงินทุนเพื่อเขาจะได้เงินทุนรอบใหม่ เงินกู้ระยะยาวจำเป็น อย่างมาก และที่สำคัญที่รัฐมนตรีท่านได้มาชี้แจงว่า ดีใจมากที่ประเทศไทยฉีดวัคซีนไปแล้ว ๘๒ ล้านโดส เข็ม ๑ เข็ม ๒ เข็ม ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ในโลกนี้เขาไม่ได้ฉีดกันแค่นี้ ผมพูดมาหลายครั้งแล้วว่า ต่างประเทศเขาพูดกันเป็น ๑๐๐ ล้านโดส ๒๐๐ ล้านโดส ทำไมครับ ทำไมคนถึงพูดแบบนั้น ฉีดได้เท่าไรค่อยว่ากัน แต่มันจำเป็นจะต้องโชว์นโยบายว่า ประเทศไทยจะมีวัคซีนในอีก ๒ เดือนข้างหน้ากี่ล้านโดส แล้วภายในสิ้นปีนี้จะมีอีกกี่ล้านโดส แล้วจบสิ้นที่กี่ล้านโดส นักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยากจะมาฉีดเข็ม ๓ ที่ประเทศไทยวัคซีน อะไรได้หมด อย่างนี้สิครับมันต้องมีเสรีการนำเข้าวัคซีน ดังนั้นผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลจะต้องแจ้งล่วงหน้าว่า อนาคตประเทศไทยจะมีวัคซีนในสต็อก (Stock) กี่ล้านโดส ท่านประธานที่เคารพครับ ไหน ๆ ก็เปิดแล้วเปิดให้คนเข้ามาความเสี่ยงมันก็มีอยู่แล้ว วันนี้จังหวัดชายแดนทั่วประเทศถูกปิดหมด เปิดให้การขนส่งขนาดใหญ่คือรถบรรทุกเท่านั้น ที่ผ่านชายแดนได้ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นอยากจะเรียกร้องให้ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เปิดชายแดนเพื่อการค้าขายท้องถิ่น ด่านแม่สอด ด่านแม่สาย ด่านเชียงของ อำเภอเวียงแก่น หรือภาคอีสานที่แนวชายแดน วันนี้ยากลำบากมาก ผลิตสินค้าเกษตรทุกตัวทุกชนิดส่งออก ไม่ได้ เป็ด ไก่ ไข่ก็ส่งออกไม่ได้ ฉะนั้นท้องถิ่นติดต่อกันไม่ได้ ทำไมท่านประยุทธ์ไม่ไปเจรจา กับประเทศเพื่อนบ้านไหน ๆ ก็จะเอานักท่องเที่ยวมาแล้ว มันระบาดก็ให้มันระบาดทั้งหมด วันนี้เขาอยากค้าขาย เขายากลำบากมาก ตามจุดผ่อนปรนด่านเล็กด่านน้อย ขอให้เปิด วันนี้ผมจะกราบเรียนท่านประธานว่า มันปิดไม่จริงครับ ปิดจุดผ่อนปรน ปิดด่าน แต่มีการทำมาหากิน เรียกส่วย เรียกเงินใต้โต๊ะ จะเอาเป็ดไปขาย จะเอาไก่ไปขาย ตามแนวชายแดนก็ต้องจ่ายใต้โต๊ะให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ วันนี้ประชาชนทนไม่ไหวแล้ว ว่ามันแพงเหลือเกิน สินค้าข้าวก็ถูกอยู่แล้ว เวลาแอบส่งขายไปชายแดนเจ้าหน้าที่ก็มาเก็บส่วย เก็บค่าผ่านแดน ใต้โต๊ะแพงมาก อย่างไรขอฝากเจ้าหน้าที่ว่าถึงแม้ว่าวันนี้ท่านประยุทธ์ยังไม่เปิดชายแดน แต่ขอว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อย่าเก็บเขามาก ลอต (Lot) ละ ๒,๐๐๐ บาท จะเอาอะไรไปขาย ๒,๐๐๐ บาท วันนี้ลำบากยากเข็ญพี่น้องชายแดนฝากบอกไปยังรัฐบาลว่า ไปดูสิเขาเก็บส่วยที่จะส่งออกไปต่างประเทศตามแนวชายแดนจ่ายกันเท่าไร สงสารพ่อแม่ พี่น้องที่อยู่ตะเข็บชายแดน วันนี้ยากจนเมื่อก่อนนี้ลืมตาปากได้เป็นจุดผ่อนปรน เป็นจุด ลงสินค้า วันนี้ไม่ได้แล้ว แต่ว่ากลางคืนเขาเรียกว่า ช่องหนูลอด สินค้าก็ยังไปมาอยู่ ฝากท่านประธานว่าถ้าเกิดเรายังปิดประเทศต่อไป ประเทศลาว ประเทศพม่า ประเทศเขมร เขาจะไปซื้อประเทศเวียดนาม ไปซื้อประเทศจีน ไปซื้อประเทศอินเดีย ถ้านานกว่านี้ ประเทศไทยก็จะหมดโอกาสที่จะเป็นคู่ค้าของประเทศเพื่อนบ้านต่อไป อยากจะให้เปิดการค้า ชายแดนด้วย ฝากท่านประธานไปถึงนายกรัฐมนตรี เวลาเปิด เปิดทุกภาคส่วนมันจะระบาด ก็ให้มันระบาด แต่ต้องได้ประโยชน์ทุกคนทุกกลุ่มของคนในชาติ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณพรรณสิริ กุลนาถศิริ ขอเชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน พรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ จากญัตติด่วน ขอให้สภาร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบในการเปิดประเทศ ดิฉันขอสนับสนุน การเปิดประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การสร้างรายได้ที่ดี ให้กับประชาชน ทั้งนี้ต้องควบคู่ไปกับการสาธารณสุขที่ดี สินค้าและการบริการที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัยโดยการบูรณาการร่วมกัน ซึ่งเรามีสัญญาณที่ดีในเรื่องของการลดลง ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ และผู้เสียชีวิตจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งในวันนี้จากการเปิดประเทศแล้วมีความสำเร็จที่น่าพอใจ ทั้งสถิติแนวโน้ม แล้วก็วิกฤติต่าง ๆ ที่จะเป็นโอกาสในการเติบโตต่อไป แนวโน้มที่เกิดขึ้นจากการเปิดพื้นที่ นำร่องภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) นั้นระหว่างวันที่ ๑ กรกฎาคม ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๔ เดือนที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยว มีผู้เดินทางเข้าไปในจังหวัดราว ๖๐,๐๐๐ คน รวมทั้งการจองห้องพักจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ขณะนี้ก็มีจำนวนจองอยู่ที่ตัวเลข ๙๐๐,๐๐๐ ทีเดียวนะคะ จากนโยบายการเปิดประเทศและมีผู้เดินทางเข้ามาตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้เห็นว่า ประเทศของเราเป็น ประเทศที่ได้รับความสนใจในเรื่องของการเดินทาง แล้วเรื่องของการท่องเที่ยวจากข้อมูล ตัวเลขที่ ๒๑,๗๘๘ คน อย่างไรก็ตามตัวเลขที่น่ายินดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีผลกระทบอยู่บ้าง นั่นคืออัตราการติดเชื้อมีเพียงร้อยละ ๐.๑ ถือได้ว่าเรามีการควบคุมและเฝ้าระวังที่ดีค่ะ🔗
ในส่วนของโอกาสและความท้าทาย นั่นคือการที่เรารับเป็นเจ้าภาพประชุม เอเปก (APEC) ซึ่งในวันพรุ่งนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ก็จะรับมอบการเป็นเจ้าภาพต่อจาก ประเทศนิวซีแลนด์ ภายใต้การขับเคลื่อนและนโยบายที่จะนำพาในประเด็น ของความเชื่อมโยงสินค้าและการท่องเที่ยว ตลอดจนในเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ ในเรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว อันเป็นการกระตุ้นในเรื่องของเศรษฐกิจ ชุมชน ตลอดจนการค้า การลงทุน ดิฉันมองว่านี่คือโอกาสและความท้าทายของประเทศไทย ในการเปิดประเทศอย่างมีศักยภาพ อย่างไรก็ตามก็มีข้อสังเกตและข้อคิดเห็นใน ๓ ด้าน ด้วยกัน🔗
ในด้านที่ ๑ ด้านสาธารณสุข ดิฉันคิดว่าควรมีการเร่งรัดการฉีดวัคซีน ให้ได้จริงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ว่าไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ล้านโดส ภายในปี ๒๕๖๔ และเป้าหมาย ในเชิงประชากรดิฉันมองว่า ควรที่จะอยู่ที่ตัวเลขไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๕ อย่างไรก็ตามก็ขอชื่นชมไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกภาคส่วนที่ร่วมกัน จัดซื้อจัดหา และกระจายวัคซีนได้อย่างรวดเร็วให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ การเตรียมความพร้อมจากหลายหน่วยงาน ในเรื่องของเวชภัณฑ์ทางเลือก ในเรื่องของ เวชภัณฑ์ในกลุ่มต่าง ๆ ยาที่ดูแลรักษา แล้วก็แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย🔗
ในส่วนของมาตรการการเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดเชิงพื้นที่ อันนี้เห็นเป็นนโยบายที่สำคัญที่จะต้องมีความเข้มแข็ง และรักษามาตรฐานและความมั่นใจ ให้กับผู้ประกอบการคนไทยที่จะต้องมีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอชื่นชมในส่วนของมาตรการการเดินทางเข้าสู่ประเทศ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขก็ดี ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศก็ดีภายใต้รัฐบาลของเราในขณะนี้ และที่สำคัญก็คือ มาตรการที่จะให้ประชาชนได้มีการใช้วิถีชีวิตอย่างง่าย ๆ ตรงนี้ก็จะละเลยไม่ได้ ในส่วนของ ดีเอ็มเอชทีทีเอ (DMHTTA) ในส่วนของทั้งคนไทยแล้วก็ผู้เดินทางเข้ามา ขอเป็นกำลังใจ ให้การบริหารศูนย์ ศบค. ทั้งส่วนกลาง และส่วนจังหวัดที่จะได้ช่วยกันสื่อสารความเสี่ยง ที่เชื่อถือได้ เพื่อให้เกิดการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง และการรับมืออย่างเชื่อมั่นและว่องไว ตรงนี้ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารนี่เป็นเรื่องสำคัญ ก็ขอให้กำลังใจ กับทุกภาคส่วน🔗
อีกด้านหนึ่งที่เป็นข้อสังเกตและข้อคิดเห็นที่สำคัญ ในเรื่องของการพัฒนา สินค้าและบริการ การเพิ่มศักยภาพในด้านการจัดการการท่องเที่ยว ดิฉันขอเสนอแนะ ให้ส่งเสริมการท่องเที่ยวในส่วนของเมืองรอง ๕๕ จังหวัด การท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรม โดยการสนับสนุนผู้ประกอบการให้มีการลงทุนในเรื่องของการพัฒนาสินค้า การบริการที่เหมาะสม รวมทั้งการสนับสนุนในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ภายใต้การเร่งรัด การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตาม พ.ร.ก. การให้อำนาจของกระทรวงการคลัง ซึ่งถือว่า เรื่องนี้ควรจะเป็นการเร่งที่จะกระตุ้นเพื่อให้เกิดการหมุนเวียน แล้วก็การพัฒนาคุณภาพ รองรับในเรื่องของการเปิดประเทศ และที่สำคัญยิ่งอีก ๑ ประการดิฉันเห็นว่า เรื่องของ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการเปิดประเทศที่มีศักยภาพ การใช้มาตรการเชิงระบบอย่างเข้มแข็งควบคู่กับมาตรการทางกฎหมายเป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างยิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นอย่างมีส่วนร่วมในพื้นที่ ทุกพื้นที่ของประเทศไทยอันจะเป็น ภาพลักษณ์ที่ดีของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินทั้งคนไทยด้วยกันเอง และในส่วนของ ผู้ที่จะเข้ามาในประเทศไทยเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการเปิดประเทศอย่างมี ประสิทธิภาพ ดังนั้นดิฉันคิดว่าทั้งแนวโน้มที่ดี แล้วก็โอกาสความท้าทายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ จะเป็นการนำพาไปสู่การเปิดประเทศอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งต่อไปค่ะ ขอบคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ผมขออนุญาตอภิปรายญัตติด่วน เรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจว่าด้วยเรื่องของ การเปิดประเทศ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วการหารือการพูดคุยวันนี้ผมคิดว่า มันควรจะเกิดขึ้นก่อนที่จะเปิดประเทศ เพื่อที่จะได้หารือกับตัวแทนพี่น้องประชาชนว่า แต่ละพื้นที่จะเป็นอย่างไร แต่ไม่เป็นไรครับเมื่อรัฐบาลได้ประกาศว่าจะเปิดประเทศ วันนี้เป็นวันที่ ๑๑ แล้วผมคิดว่าอยากจะนำเสนอมุมมองในพื้นที่ ในฐานะตัวแทน พี่น้องประชาชนชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าส่วนใหญ่แล้วก็คือเห็นด้วย กับการเปิดประเทศเพื่อที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจและปากท้องพี่น้องประชาชน โจทย์สำคัญก็คือว่า เราควรจะเปิดประเทศในกิจการทุกมิติครับ ไม่ควรจะมีการเว้น ๑ ๒ ๓ ๔ แล้วก็เปิด ๑ ๒ ๓ ๔ อันนี้เป็นปัญหาในพื้นที่ ผมยกตัวอย่าง กรณีจังหวัดเชียงใหม่ ท่านประธานครับ ผมได้ไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ททท. เนื่องจากว่าผมอยู่ในกรรมาธิการ เรื่องรัฐวิสาหกิจ ลงพื้นที่แล้วก็ไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เปิดพื้นที่ที่จังหวัดเชียงใหม่ก็คือ มีอำเภอเมืองและอำเภอแม่แตง แล้วก็ทะลุไปที่อำเภอดอยเต่า มีอำเภอแม่ริม ผมถามว่านักท่องเที่ยวที่มาที่จังหวัดเชียงใหม่อยู่อำเภอเมือง แล้วจะไปอำเภอดอยเต่าอย่างนี้ครับ มันก็ต้องผ่านอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง อำเภอดอยหล่อ อำเภอจอมทอง อำเภอฮอด มันจะข้ามไปอย่างไรครับ ผมคิดว่ารูปแบบการออกแบบวิธีการ หรือการประกาศพื้นที่แบบนี้ครับ มันมีปัญหาในทางปฏิบัติ ทุกคนที่มาจังหวัดเชียงใหม่เขาจะต้องไปพื้นที่ที่มีความสนใจ พื้นที่ที่ทุกคนตั้งใจจะไปครับ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา พื้นที่บนดอย พื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์นะครับ เพราะฉะนั้นการประกาศอย่างนี้ผมคิดว่ามันมีปัญหาในทางปฏิบัติ มีปัญหาในทางวิธีการ แล้วก็มันไม่มีแรงจูงใจ และกิจการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้มันก็ทำให้ผู้ประกอบการก็ดี ผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวก็ดีนะครับ ผมคิดว่าอันนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติครับ ผมอยากจะให้รัฐบาลรับฟังกลุ่มคนเหล่านี้ว่าทำอย่างไรเพื่อที่จะกระจายให้เกิดผลประโยชน์ ทั่วถึง จำเป็นจะต้องประกาศเชิงยุทธศาสตร์ แต่ว่าถ้ามันมีพื้นที่ที่มันเกิดวิกฤติอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่าค่อยลงรายละเอียดในแต่ละพื้นที่ แต่ละพื้นที่ไปครับท่านประธาน ผมอยากจะเห็น อย่างนี้ครับท่านประธาน ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงมาก ในแง่ของการเปิดซึ่งอาจจะต้อง ลงรายละเอียดในเชิงพื้นที่ มอบอำนาจหรือว่ามอบงบประมาณ เครื่องไม้เครื่องมือให้กับคน ในพื้นที่ให้มากขึ้น ในเรื่องของการป้องกันแบบเชิงรุก ท่านประธานครับ มันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ท่านประธานครับ ก่อนเปิดสภามันมีโควิด (COVID) ขึ้นบนดอยแล้วหลากหลายพื้นที่ครับ ท่านประธาน คือล่าสุดนี้ก็คือที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เดิมก็เป็นอำเภอแม่แจ่ม ที่บ้านขุนแม่รวมนี้นะครับ ปัญหาที่ผมได้รับคำร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนก็คือ เรื่องของ ความพร้อมเมื่อเจอวิกฤติ สิ่งที่พี่น้องประชาชนเจอก็คือว่า แอลกอฮอล์อยู่ไหนครับเอทีเค (ATK) อยู่ไหนครับ แมสก์ (Mask) อยู่ไหนครับ มันไม่มีกระบวนการไปเตรียมความพร้อม ในเรื่องนี้ ในพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ ในพื้นที่ชุมชนบนดอยที่เป็นพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวครับ หลาย ๆ ท่านนะครับ หลาย ๆ พื้นที่ที่เป็นพื้นที่นำร่อง พื้นที่ตัวอย่าง พื้นที่ที่รัฐได้ประกาศนี้ อาจจะได้รับความช่วยเหลือ หรือเตรียมการในเรื่องนี้ แต่หลายพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวอาจมี ความต้องการที่จะไปแล้วประชาชนพร้อมที่จะเปิดรับ ไม่มีกระบวนการเตรียมความพร้อม ในเรื่องนี้ประการใดครับท่านประธาน🔗
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่ผมอยากจะเห็นก็คือกรณีมันเกิดเหตุการณ์ แบบมีการแพร่กระจายของเชื้อในพื้นที่ ในเขตพื้นที่สูงนี้นะครับ พี่น้องพื้นที่สูง พี่น้องชาติพันธุ์ ผมคิดว่ามีความหวาดกลัวในโรคนี้มาก ท่านประธานครับ ในช่วงแรก ๆ เราก็จะเห็นข่าวว่า มีการปิดหมู่บ้านค่อนข้างที่จะเยอะมาก มีการจัดคณะกรรมการเฝ้ายามไม่ให้ผู้คน นอกหมู่บ้านเข้าในพื้นที่เลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น ใครก็ตามแต่ ก็จะไม่ให้คนเข้า คนในก็ออกไม่ได้ คนนอกก็เข้าไม่ได้ ที่ทำอย่างนี้ได้เพราะว่า พี่น้องนี้เขาอาจจะมีข้าวกิน มีอาหารกิน แต่พอได้ระยะหนึ่งผมคิดว่าการเชื่อมโยง การสัมพันธ์ กับคนภายนอกก็มีความจำเป็น โดยเฉพาะเรื่องของการค้าขาย การส่งผลผลิตทางการเกษตร การให้ลูกหลานไปเรียนหนังสือ ลูกหลานที่อยู่ข้างนอกก็กลับหมู่บ้านนี่ครับ พอมันเกิดวิกฤติ สถานการณ์อย่างนี้ หลายท่านพูดว่าเรามี อสม. เรามีเจ้าหน้าที่อนามัย ผมอยู่ใกล้ชิดกับ พี่น้องที่อยู่ไกล ๆ สิ่งที่มันขาดคือว่าชุดพีพีอี (PPE) ที่จะต้องสวมใส่ในการไปตรวจผู้ที่มี ความเสี่ยง หรือผู้ที่ต้องสงสัยว่าเสี่ยงแทบจะไม่มีเลย สถานีอนามัยและผู้นำชุมชน ก็ต้องขอบริจาคจากผู้ใจดีในพื้นที่ นักธุรกิจ หรือว่าคนในชุมชนอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้น หลาย ๆ พื้นที่ เขาต้องใช้เสื้อกันฝนแทนชุดพีพีอี (PPE) ในการแก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะย้ำ อยากจะเสนอแนะรัฐบาลผู้ที่เกี่ยวข้องว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขยาย หรือว่าเกิดความรุนแรงเกิดวิกฤติในพื้นที่ชายขอบชนบท อย่างนี้จะต้องมีความพร้อมในการสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือให้กับบุคลากร หรือว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้านการป้องกันในการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดวิกฤติ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสุเนตตา แซ่โก๊ะ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสุเนตตา แซ่โก๊ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมพลัง ประชาชาติไทย จากที่เพื่อนสมาชิกเสนอญัตติด่วนพิจารณาผลกระทบการเปิดประเทศ ดิฉันจะขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ร่วมอภิปราย เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดไปเรื่องนักท่องเที่ยว เศรษฐกิจ มาตรการต่าง ๆ กันไปอย่างครอบคลุมพอสมควรแล้ว ดิฉันจะขอพูด ในอีกแง่มุมค่ะ ดิฉันขอเป็นตัวแทนของคนไทยอีกกลุ่มที่ขอบคุณรัฐบาลในการเปิดประเทศ ครั้งนี้ คนไทยกลุ่มนี้คือใครท่านพอทราบไหมคะ เรามีคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ ทำงาน ต่างประเทศที่เขาไม่ได้กลับบ้าน กลับประเทศ ไม่ได้กลับมาหาครอบครัวของเขาเลย เป็นเวลาเกือบ ๒ ปีแล้ว เพราะถ้าเขากลับมา เขาต้องเข้ากักตัว ๑๔ วัน ถึงแม้ต่อมา จะลดเหลือ ๗ วันก็ตามแต่ เขาก็ยังไม่สามารถค่ะ เพราะเขาไม่มีวันลาเพียงพอ ทำให้จากเดิม ก่อนโควิด (COVID) เขาอาจจะกลับมาเยี่ยมบ้านที่ประเทศไทยเดือนเว้นเดือน แต่พอมีโควิด (COVID) เขาก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้แล้ว หรือคนไทยบางคนที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ แล้วพ่อแม่หรือคนในครอบครัวที่ไทยไม่สบาย ป่วยหนัก หรือจากไปเขาก็ไม่มีโอกาส ที่จะกลับมาดูใจได้ทัน นั่นก็เพราะการกักตัว ๑๔ วัน ๗ วัน ดังนั้นพอรัฐบาลประกาศ เปิดประเทศ คนกลุ่มนี้ไชโยโห่ฮิ้วกันเลยทีเดียว ล่าสุดดิฉันมีเพื่อนที่อาศัยอยู่ประเทศอังกฤษ เธอกับสามีก็ไม่ได้กลับมาประเทศไทยร่วม ๒ ปีแล้ว ก็เพราะโควิด (COVID) และการกักตัวนี่ ละค่ะ มาเวลานี้เป็นโอกาสดีเธอจะได้เดินทางกลับประเทศไทยโดยไม่ต้องเข้ากักตัว แต่ว่าการเข้าประเทศไทยทางอากาศหรือว่าบินมาจะต้องลงทะเบียนไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) เพื่อรับคิวอาร์ โค้ด (QR code) ซึ่งใช้เวลาดำเนินการ ๓-๗ วันทำการ กรณีของเพื่อนดิฉันกว่าจะได้คิวอาร์ โค้ด (QR code) ก็ใช้เวลากันไปเต็มที่เลยค่ะ แมกซ์ (Max) เลยค่ะ ๗ วันทำการ ระหว่างที่รอเธอก็ไลน์ (Line) มาคุยกับดิฉัน ลุ้นตลอดว่าเมื่อไร จะได้คิวอาร์ โค้ด (QR code) ก็ต้องขอบอกว่าเธอก็ลุ้นไปบ่นไป ดิฉันก็ได้แต่บอกเธอว่า ใจเย็นนิดหนึ่ง ไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) แล้วก็คิวอาร์ โค้ด (QR code) นี้ เป็นเรื่องใหม่การทำงานก็ย่อมจะมีขลุกขลักบ้าง แต่ในที่สุดเธอก็ได้คิวอาร์ โค้ด (QR code) เพียงแต่นานหน่อยเท่านั้นเอง นี่ละค่ะดิฉันก็อยากจะขอเสนอให้ภาครัฐและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลขั้นตอนการลงทะเบียนไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) แล้วก็คิวอาร์ โค้ด (QR code) ให้สะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ🔗
สุดท้ายนี้ดิฉันต้องขอบอกว่า ดิฉันสนับสนุนนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาล เป็นนโยบายที่มีคุณค่าทางจิตใจ เป็นกำลังใจสำหรับคนไทยที่ทำงานอยู่ต่างแดน ทำงานต่างประเทศที่อยากกลับประเทศ โดยไม่ต้องเข้ากักตัว ได้กลับเข้ามาเยี่ยมครอบครัว มาเจอหน้าลูก เจอหน้าพ่อแม่ เจอหน้าครอบครัวของเขา ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงราย ญัตติด่วนในเรื่องการขอให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราได้พิจารณาเกี่ยวกับผลกระทบของการเปิดประเทศ และมาตรการในการป้องกันตลอดจนถึงหาทางแก้ไขให้เหมาะสม ผมเชื่อว่าวันนี้เป็นวันที่ เพื่อนสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับทางฝ่ายรัฐบาล เพราะว่า ทุกคนก็เป็นห่วงเป็นใย ท่านประธานครับ ประเด็นการเปิดประเทศ ผมมีข้อเสนอแนะ แล้วก็มีเรื่องที่จะเห็นพ้องร่วมกับเพื่อนสมาชิกไปหลายท่าน แต่ว่าประเด็นที่จะผมจะอภิปราย ต่อไปนี้ ผมจะไม่ให้ซ้ำประเด็นนะครับ🔗
ท่านประธานครับ จะขออนุญาตเรียนว่าเรื่องแรก เปิดดีกว่าไม่เปิด ยังโชคดี เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีดวงตา เห็นธรรม นั่นหมายถึงว่าก่อนหน้านี้ก็มีความคิดว่า จะทำให้ประเทศไทยมีคนติดเชื้อแค่ ๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าไม่ยอมรับความจริงว่าเราจะต้องอยู่กับโควิด (COVID) ไปอีกนาน สุดท้าย สาเหตุที่ท่านได้ประกาศไป ๑๖ มิถุนายน ท่านก็ประกาศบอกว่าท่านจะใช้เวลา ๑๒๐ วัน เพื่อที่จะเปิดประเทศ แต่ท่านประธานครับ มันมีข้อที่น่าชวนสงสัยและความเชื่อถือ ของพี่น้องประชาชนทั้งหมดว่า มันจะเป็นไปได้จริงหรือ มีประโยชน์หรือว่ามีโทษแค่ไหน สิ่งที่ผมอยากเรียนก็คือว่ามันมีแรงจูงใจอันหนึ่ง ต้องเรียนท่านประธานว่า ผมคิดต่าง จากเพื่อนสมาชิกอีกหลาย ๆ ท่าน แต่ก่อนหน้านั้นมีการออกให้สัมภาษณ์ทางวิทยุ ทางคลับเฮาส์ (Club House) ของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เขาได้บอกว่า ถ้ามีคนถาม ถ้าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีท่านจะใช้เวลาเท่าไร ท่านก็บอกว่าจะใช้เวลา ๖ เดือนเพื่อที่จะเปิด ประเทศ หลังจากนั้นไม่นานด้วยความที่อยากเอาชนะ เป็นเรื่องที่จะเอาใจตัวเองว่าภายใน ๑๒๐ วัน หมายถึงว่าต้องเอาชนะให้ได้โดยที่ไม่ได้ตระเตรียม หรือไม่ได้เตรียมการอะไร ให้พรักพร้อมเลย สิ่งที่พูดไปนี่ต้องการเพียงแต่ว่าผมทำได้ ๔ เดือน สิ่งที่ผมจะเรียน ท่านประธานว่าเรื่องราวเหล่านี้มันเป็นมา เพราะก่อนหน้านี้เราเห็นชัดเลยว่าตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๒ พรรคฝ่ายค้านเราสมาชิกหลายท่านเราได้กล่าวเตือนไว้แล้วตั้งแต่สมัยอู่ฮั่น และหลังจากนั้น เป็นแบบนี้มาตลอด ปลายปีเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๓ ก็เป็นแบบนี้ ก็ปิดประเทศล็อกดาวน์ (Lockdown) เพื่อที่จะไม่ให้มีการจัดงานสงกรานต์ ต่อมาอีกท่านประธานคงจำได้ว่า ช่วงประมาณสักเดือนกุมภาพันธ์ต่อเดือนเมษายน ช่วงนั้นก็มีปัญหาเรื่องผับทองหล่อ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถของท่าน ก็คือเดือนกรกฎาคมปิดแคมป์ (Camp) สิ่งเหล่านี้ท่านประธานครับ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็นคนขับแท็กซี่ ขออนุญาตผมขอคลิป (Clip) ให้ท่านประธานได้เห็นนะครับ🔗
มันเป็นเรื่องที่ผมเห็นแล้ว มันหัวเราะ ไม่ออก ตลกไม่ได้ครับ อันนี้เป็นข้อมูลที่เปิดประเทศในวันที่ ๑ พฤศจิกายน มีการแออัด มีการยัดเยียด แล้วก็ความพร้อมไม่มีเลยครับ แต่ว่าภาพที่ผมอยากให้ท่านประธานได้เห็น ก็คือว่าแท็กซี่ครับ ต้องเอาไปปลูกหญ้า ไปปลูกผัก ซึ่งเห็นแล้วก็หัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก ด้วยจริง ๆ ครับ มีทุกหย่อมหญ้า คนเดือดร้อนกันไปหมดท่านประธานครับ แต่สิ่งที่ผม อยากเรียนท่านประธานก็คือว่า ความไม่พร้อมเหล่านี้ ความเชื่อถือเหล่านี้ ผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชนเขาไม่มั่นใจแล้วครับ เพราะว่าท่านได้พูดไว้ในวันที่ ๑๖ มิถุนายน ที่ท่านบอกว่า ถ้าสมมุติว่า มันเกิดมีการติดโรคขึ้นมาหรือว่ามีปัญหาอีก ท่านก็บอกว่าเดี๋ยวก็ปรับปรุง กันใหม่เปลี่ยนแปลงกันใหม่ ซึ่งคำพูดคำนี้ผู้ประกอบการทั้งหลายเขาไม่เชื่อถือ ผมขออนุญาต ท่านประธานว่าสิ่งสำคัญที่จำเป็นที่สุด ก็คือเรื่องวัคซีนครับ ขณะนี้เรารู้ดีว่าวัคซีนอย่างไร มันก็ไม่พอ ผมขออนุญาตเรียนเอาเป็นข้อมูลชัด ๆ ที่อำเภอพานของผมมีการฉีด ต่ำกว่ามาตรฐาน ผมได้ให้สัมภาษณ์ไปหลายครั้งว่าเอาวัคซีนเป็นเรื่องการเมืองหรือครับ พรรคฝ่ายรัฐบาลได้มากกว่าฝ่ายค้านหรือครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกหลายคนก็ได้แจ้ง แล้วว่ามีการใช้เส้นสายไปฉีดเพื่อที่จะไปหาคะแนนให้ตัวเอง เอาความตายของพี่น้อง ประชาชนไปเล่นอย่างนี้หรือครับ อันนี้ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าต่ำกว่ามาตรฐาน ก็คือเข็มที่ ๒ ได้ ๓๑ เข็มที่ ๑ ได้แค่ ๔๖ เราต้องการ ๗๐ แต่อยากให้ท่านประธานได้เห็น อย่างหนึ่ง ก็คือว่าประชากรในอำเภอผมมี ๑๐๗,๐๐๐ คน แต่ตั้งแต่เป็นโควิด (COVID) มาเรียนท่านประธานว่ามีผู้เสียชีวิต ๗ คน ๗ คนนี่เป็นผู้สูงอายุทั้งหมด ๒ คนฉีดวัคซีน เข็มแรกอีก ๕ คนไม่ได้ฉีด สาเหตุก็เพราะว่าลูกหลานเป็นพาหะเอาไปติด ปัญหาก็คืออะไรครับ ท่านประธานครับ มีปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวทั้งนั้นเลยครับ ผมเรียนท่านประธานว่า ขออนุญาตคลิป (Clip) ท่านประธานอีก ๒-๓ อันนะครับ🔗
อันนี้คืออะไรครับ ข้าวจากจังหวัด แม่ฮ่องสอน เอาไปให้ใครครับ มีปัญหาท่านก็ยังตอบไม่จบ บอกเป็นใครมาจากไหนไม่รู้ เป็นการขนเอาไปให้ประเทศเพื่อนบ้าน🔗
อีกคลิป (Clip) หนึ่งครับ มีเรื่องทหารเอาอาวุธไปชายแดน สิ่งเหล่านี้คือ อะไรครับ เจ้าหน้าที่ไม่รู้หรือครับ หรือสิ่งเหล่านี้มันมีอะไรที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ รัฐมนตรีกลาโหมไม่บอกครับ สิ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานตามมาคืออะไรครับ ทุกวันนี้เขาบอกว่า แรงงานต่างด้าวรอที่จะเข้าประเทศไทยเป็นแสน ๆ คนครับ อย่างนี้ครับ อันนี้ตั้งแต่ตะเข็บชายแดน ๒,๔๐๐ กิโลเมตรจากประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันตก ขณะนี้ ภาวะสงครามท่านทราบดีครับ แต่ว่าเรื่องอย่างนี้จับกันทีละ ๑๐๐-๒๐๐ คน แต่ข้อเท็จจริง รอเข้ามาเป็นหมื่นเป็นแสนคนครับ บุคคลเหล่านี้ที่จะเป็นพาหะทำให้ลูกหลาน ทำให้ ประเทศไทยติดเชื้อ แล้วเราจะมาห่วงเรื่องการท่องเที่ยวซึ่งเพื่อนฝูง ประเทศเพื่อนบ้าน ที่เอาเงินมาเยอะ ๆ ก็ไม่รู้จะติดเชื้อไปอีกเท่าไร ผมเรียนท่านประธานว่าตราบใดก็ตาม ที่มีนายกรัฐมนตรีท่านนี้และแก้ไขปัญหาผิดทาง ความเชื่อถือต่างประเทศไม่มี ผมคิดว่า การท่องเที่ยวที่เราจะได้มันจะน้อยครับ ปิดก็ตาย เปิดก็จะยิ่งหนักเข้าไปอีก🔗
ท่านประธานครับสุดท้าย ผมเสียดายโอกาสความจริงจังที่ท่านรัฐมนตรี ไปประชุมคอป ๒๖ (COP26) ปรากฏว่าน่าจะใช้โอกาสนี้ไปเชื้อเชิญ ไปแสดงความจริงใจ ที่จะเชิญคนมาเที่ยวหรือมาประเทศไทย แต่ท่านกลับไปทำอะไรครับ ผมไม่แน่ใจครับ และที่สำคัญก็คือสื่อประเทศอังกฤษตั้งฉายาบอกว่าซุดตี้ (SOOTY) ผมไม่ได้โทษนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นนายกรัฐมนตรีของผม แต่ผมต้องขออนุญาตโทษคนที่เขียนให้ ผมต้องโทษรองรัฐมนตรีท่านดอน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านเตรียมตัว ไม่พร้อมให้ท่านรัฐมนตรีไปได้อย่างไร แล้วก็เอาสื่อต่างประเทศคำนี้ผมไม่รู้ว่าแปลว่าอย่างไร แต่คำนี้ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ละอายแก่ใจมาก ผมฝากว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ผิดนะครับ แต่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่ได้เตรียมการอย่างดี ในเรื่องนี้ ผมเห็นในช่วงประชุมแล้วครับ คนที่รับผิดชอบเรื่องนี้น่าจะเป็นท่านรัฐมนตรีวราวุธ ท่านอุตส่าห์เชิญไปตรงนั้นตรงนี้ ท่านก็ไม่ไปครับ ก็เชื่อท่านดอนอย่างเดียวนะครับ สิ่งที่อยากเรียนท่านประธานก็คือว่า เสียดายจริง ๆ ว่าประเทศเรามันควรจะต้องพูดถึงเรื่อง พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เราจะมีปัญหาเรื่องหมอกควัน ท่านก็ไม่ยอมเอาเรื่องนี้ไปพูด ซึ่งมันควรจะเป็นประโยชน์แก่การท่องเที่ยวภาคเหนือ ๘ จังหวัดจะต้องรอรับกรรมเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึง การท่องเที่ยว จะหดหายไปอีกหรือครับ ก็ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับญัตติอย่างนี้ และอยากจะขออนุญาตท่านประธานว่า ขอให้มีการแก้ไขปรับปรุงอย่างที่ผมได้นำเสนอไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎร ชาวบางแค กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมอยากกล่าว คำขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกและท่านประธาน ที่วันนี้เราปฏิบัติหน้าที่กันอย่างแข็งขัน อยู่กันจนดึกจนดื่น เพราะเรื่องของญัตติการเปิดประเทศนั้นมีความสำคัญต่อพี่น้องประชาชน ทุกคน รวมถึงอยากกล่าวคำขอบพระคุณถึงพ่อแม่พี่น้องที่ส่งความคิดความเห็นข้อมูล เข้ามาให้กับกระผมทั้งหน้าบ้านหลังบ้านครับ ผ่านช่องทางทวิตเตอร์ แอกเคานต์ (Twitter account) ที่ผมโพสต์ (Post) ไปเมื่อเช้าว่า ทุกท่านอยากจะส่งความคิดความเห็นมายัง สภาผู้แทนราษฎรที่จะส่งไปถึงรัฐบาลอย่างไรกันบ้าง ท่านประธานครับ วันนี้ผมอยากจะขอแยก การอภิปรายเป็น ๒ ประเด็นตามญัตติที่ถูกเสนอ นั่นก็คือเรื่องของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และแนวทางในการแก้ไขเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป แต่ก่อนที่ผมจะเข้าสู่ ๒ ประเด็นหลักนี้ครับท่านประธาน ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างกรณีในต่างประเทศ เพื่อเอามาใช้เป็นเกณฑ์เทียบเคียงกับการบริหารจัดการของรัฐบาลในประเทศไทย หนึ่งในกรณีตัวอย่างนั้นก็คือ ประเทศเดนมาร์กครับท่านประธาน ที่เขาสามารถฉีดวัคซีน ได้ครบทั้ง ๒ โดส ให้กับประชากรที่มีอายุตั้งแต่ ๑๒ ปีขึ้นไปในสัดส่วนที่สูงถึง ๗๖ เปอร์เซ็นต์ ราว ๆ เกือบ ๆ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำให้ทุกวันนี้ประชาชน ชาวเดนมาร์กไม่ต้องสวมใส่หน้ากากเวลาเดินทางไปไหนมาไหนอีกแล้ว และไม่ต้องแสดงบัตร ฉีดวัคซีนเมื่อเข้ารับบริการในสถานบันเทิง และสามารถจัดกิจกรรมที่รวมกลุ่มกันได้ อย่างไร้ข้อจำกัด นอกจากนี้ยังมีกรณีตัวอย่างของสหราชอาณาจักรที่เขาให้ความสำคัญ กับการศึกษา จากผลการศึกษาวิจัยล่าสุดครับท่านประธาน การเปิดโรงเรียน การกลับ ไปเรียนที่สถานศึกษาหรือการเรียนออนไซต์ (On site) เป็นผลดีกับเด็กมากกว่าครับ เพราะเด็กมีความเสี่ยงต่อโรคโควิด (COVID) ที่ต่ำมาก ในขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้น จากช่องว่างทางการศึกษาของการขาดเรียน หรือการเรียนออนไลน์ (Online) นั้นประเมิน และหาค่ามิได้ครับ โดยเฉพาะกับเด็กในช่วงปฐมวัย ที่เวลาการเรียนรู้ในช่วงวัยเด็กของเขานั้น หมายถึง พัฒนาการที่จะติดตัวเขาไปตลอดทั้งชีวิต นั่นจึงทำให้สหราชอาณาจักรออกมาประกาศ เปิดโรงเรียนไปตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมต้นปีที่ผ่านมา ทีนี้หันมามองประเทศไทยครับ ท่านประธาน หลังมาตรการเปิดประเทศในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ๑๐ วันมานี้ เราทำอะไรไปได้แล้วบ้าง ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยนะครับ ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์🔗
หากทุกท่านดูตามข้อมูล ในสไลด์ (Slide) นะครับ เป็นข้อมูลที่ผมได้รับจากกระทรวงสาธารณสุขเมื่อสิ้นวันที่ ๙ พฤศจิกายนที่ผ่านมาหรือราว ๆ ๒ วันเท่านั้นเอง ทุกท่านจะเห็นได้ว่า ยังคงเหลือจังหวัด นำร่องการท่องเที่ยวตามการประกาศของรัฐบาลที่ยังตกหล่นฉีดวัคซีนเข็มแรกไม่ถึงเป้า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผ่านเส้นตายการเปิดประเทศมาแล้วมากกว่า ๑๐ วัน อีก ๑ จังหวัด นั่นก็คือจังหวัดหนองคายที่วงกลมแดง ๆ อยู่นะครับ และยังเหลืออีกราว ๔๐ จังหวัด ซึ่งอยู่นอกพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวที่ยังฉีดวัคซีนเข็มแรกได้ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน ผมเชื่อว่าท่านประธานทราบดีว่าโควิด (COVID) ไม่ได้อยู่นิ่งกับที่ครับ ในขณะที่ รัฐบาลแถลงว่าการฉีดวัคซีนให้กับพื้นที่นำร่องส่วนใหญ่นั้นเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่พื้นที่โดยรอบ จังหวัดโดยรอบละครับ ประชาชนโดยรอบเหล่านั้นเขาได้รับการปกป้องดูแล อย่างไรบ้าง🔗
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป นอกจากนี้หากเราใช้เกณฑ์วัคซีน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในเข็มที่ ๒ ซึ่งทุกท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ประสิทธิผลจากการฉีดวัคซีนเข็มแรกนั้นไม่เพียงพอ ทุกท่านจะเห็นได้ว่ามีถึง ๖ ใน ๑๗ จังหวัด นำร่องที่ยังสอบตกอยู่ นั่นก็คือวัคซีนเข็มที่ ๒ นั้นยังได้รับการฉีดไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ข้อมูลตรงนี้อัปเดต (Update) มากนะครับจากวันที่ ๙ ที่ผ่านมา🔗
ขอสไลด์ (Slide) สุดท้าย สไลด์ (Slide) ถัดไป นอกจากนี้หากเราเปรียบเทียบ กับกรณีของประเทศเดนมาร์คที่ผมยกตัวอย่างไปตอนแรก ถ้าเราใช้เกณฑ์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ บ้างล่ะครับ ในวัคซีนเข็มที่ ๒ ทุกท่านจะเห็นได้ว่า ทุกจังหวัดสอบตกหมดครับ ในจังหวัด นำร่อง ยกเว้นกรุงเทพมหานครที่มีเกณฑ์ฉีดวัคซีนได้ถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ จังหวัดเดียวเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นวัคซีนเชื้อตายท่านประธาน ผมคงไม่ต้องกล่าวถึงผลกระทบ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากตัวเลขการฉีดวัคซีนเพียงเท่านี้ ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการสาธิตได้กล่าวชี้แจง ในที่ประชุมสภาไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนครับว่า รัฐบาลตัดสินใจดำเนินนโยบายเปิดประเทศ แบบนี้ เพราะต้องการถ่วงดุลความสมดุลระหว่างปัญหาปากท้อง และปัญหาทางด้าน สาธารณสุข และท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ได้แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ไปแล้วว่าประชาชนชาวไทยทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่รัฐบาลล่ะครับเคยรับผิดชอบ อะไรร่วมกับประชาชนบ้าง🔗
สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อจากนี้ก็คือประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน เรื่องข้อเสนอที่ผมอยากจะให้สภาส่งไปให้รัฐบาลนำไปดำเนินการแก้ไขโดยเร็วครับ ผมอยากจะให้รัฐบาลปฏิรูประบบสวัสดิการให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และบุคลากร ด่านหน้าทางด้านการฉีดวัคซีน และด้านชั่วโมงการทำงานครับ เพราะพวกเขามีความกดดัน มีช่วงเวลาในการทำงานที่เกินขอบเขตไปมาก ทำให้มีอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงเมื่อเทียบกับ หลาย ๆ อาชีพ ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด (COVID) เสียอีกนะครับ และผมอยากจะให้ รัฐบาลปฏิรูปการฉีดวัคซีนให้กับชาวบ้านที่อยู่ในต่างจังหวัดครับ ที่ทุกวันนี้ยังมีความเหลื่อมล้ำ มีสัดส่วนการฉีดวัคซีนที่ต่ำกว่ากรุงเทพมหานครอยู่หลายเท่าตัว ผมอยากจะให้รัฐบาลปฏิรูป ทางเลือกวัคซีนให้กับประชาชนให้มีความหลากหลาย ทุกวันนี้คนที่รอโมเดอร์นา (Moderna) ก็ยังต้องรอต่อไปครับ เพราะเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ถ้าวัคซีนที่รัฐบาลพยายามยัดเยียดให้คนไทย ฉีดนั้นดีจริง ทุกวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอนุทินก็คงเดินเข้าประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก🔗
สุดท้ายครับ ผมอยากจะให้รัฐบาลปฏิรูปนโยบายการเปิดโรงเรียน ตามแนวทางของสหราชอาณาจักร เพราะเด็ก ๆ ทุกคนจะได้มีสังคมในวัยเรียนกับเพื่อน เวลาเหล่านั้นได้สูญเสียไปอย่างไม่มีวันหวนกลับอีกแล้ว ทุกวันนี้คือข้อเสนอที่ผมอยากจะให้ รัฐบาลนำไปปฏิรูป เพราะคำว่า ปฏิรูป คือการแก้ไข ไม่ใช่การล้มล้างนะครับท่านประธาน ผมขอกล่าวทิ้งท้ายครึ่งนาทีนี้ครับ ถ้าผมจะล้มล้าง ผมอยากจะล้มล้างวงจรอุบาทว์ ผมอยากจะล้มล้างระบอบเผด็จการ ผมอยากจะล้มล้างความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในสังคม ผมอยากจะล้มล้างระบอบปรสิตนายทุนกัดกินประเทศ อยากจะล้มล้างการเลือกปฏิบัติ และความไม่เท่าเทียมทางเพศ ผมอยากจะล้มล้างความอยุติธรรม และความไม่ชอบธรรม ในระบบยุติธรรมไทย สำคัญที่สุดครับท่านประธานที่เกี่ยวกับญัตตินี้ ผมอยากจะล้มล้าง ความระยำตำบอนของการฉีดวัคซีนของรัฐบาลชุดนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ครับ ขอบคุณครับ ต่อไป คุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ญัตติในวันนี้นั้นมีความสำคัญ และเพื่อนสมาชิกแทบทั้งหมดที่อภิปรายก็แสดงให้เห็นถึงความจริงจัง แล้วก็เห็นด้วย ที่ประเทศจะได้เปิดสักทีหลังจากที่เราปิดประเทศมาเป็นเวลานาน แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงครับ ท่านประธาน ก็คือเราพร้อมขนาดไหน ผมไม่ได้บอกว่า เราไม่ควรเปิด เพียงแต่ว่าการที่เรา จะเปิด เราพร้อมจะต้อนรับนักท่องเที่ยวขนาดไหน เราพร้อมจะดูแลเขาขนาดไหน เพราะว่า ผมเชื่อว่าหลักการที่ทำให้ประเทศอยากจะเปิดก็คือ อยากจะรับนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลัก ที่เราขาดมาในช่วงปี ๒ ปีนี้ที่มีปัญหาโควิด (COVID) แต่ทีนี้เรามาดูการเตรียมการ ของรัฐบาล ผมจะแบ่งเป็นพาร์ต (Part) ว่าแต่ละส่วน แต่ละประเด็นนั้นประเทศเรามีความพร้อม ขนาดไหน ย้อนกลับไปวันที่ ๑๖ มิถุนายน ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศว่า อีก ๑๒๐ วัน เราจะเปิดประเทศ ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งเราก็เข้าใจว่า ตอนนั้นรัฐบาลมีแผนมาก ไม่ว่าจะเป็นแผนเอ (A) แผนบี (B) แผนซี (C) มีแผนรองรับมากพอที่จะทำให้เขามั่นใจ ได้ว่าอีก ๑๒๐ วันประเทศเราจะสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ แต่สิ่งที่ผมได้พบครับ ท่านประธาน ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๑๖ มิถุนายน ผมอยู่ในกรรมาธิการการท่องเที่ยว เรามีการคุยเพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องนี้แทบทุกครั้งที่เรามีโอกาสได้ประชุมครับ ท่านประธาน ทุกคนแสดงความเป็นห่วง ทุกคนพยายามแสดง และนำเสนอนโยบายว่า เราควรจะทำอะไร เพื่อที่เราจะได้พร้อมกับการที่รัฐบาลจะเปิดประเทศในอีก ๑๒๐ วัน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้ แต่สิ่งที่เราได้รับข้อมูลต่าง ๆ ที่เราพยายามถาม มันยิ่งทำให้ เราไม่มั่นใจว่า พอเราเปิดประเทศแล้ว เราพร้อมมากขนาดไหน ผมยกตัวอย่าง อย่างที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้หลาย ๆ ท่านได้พูดก็คือระบบไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) ซึ่งบางคนก็บอกว่ายังมีปัญหาอยู่ แต่ผมอยากจะแสดงอีกมุมหนึ่งที่ผมได้ข้อมูล มาจากหน่วยงานที่ขอข้อมูลไป เขาบอกว่าที่มันยังมีปัญหาเนื่องจากกว่าที่จะได้เริ่มทำ ไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) เราเพิ่งจะได้ยินคำนี้ไม่กี่วัน หรือไม่กี่อาทิตย์เอง แล้วทาง หน่วยงานก็บอกครับว่า เขาได้เริ่มทำอย่างจริงจัง ได้รับคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคมครับ ท่านประธานครับ ๒ อาทิตย์ก่อนที่เราจะเปิดประเทศครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นไม่มีทาง ที่ระบบนี้จะพอ และจะดีพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวที่เราหวังไว้แน่นอน และผมไม่ถือว่า เป็นความผิดของหน่วยงานราชการ เพราะว่าจากที่ถามคือ ตลอดตั้งแต่ ๑๖ ตุลาคม มาจนถึงเดือนพฤศจิกายน สิ่งที่ทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้ คือความไม่แน่นอน ของฝ่ายบริหาร ไม่รู้ว่า ๑ สัปดาห์ ๗ วัน คำสั่งวันจันทร์ คำสั่งวันอาทิตย์ ไม่เคยตรงกันเลย ท่านประธาน เหมือนส่งสติกเกอร์ (Sticker) สวัสดีวันจันทร์ วันอังคาร คำสั่งก็เปลี่ยนทุกวัน ทำให้หน่วยงานไม่สามารถเตรียมความพร้อมได้ กว่าจะเริ่มเตรียมความพร้อมจริง ๆ ก็เดือนตุลาคมแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีที่ทางเราจะพร้อมครับ ระบบอย่างที่สมาชิกหลาย ๆ คน บอกว่าเราต้องลงแอป (App) นั้น เราต้องผ่านโปรแกรม (Program) นี้ เราต้องกรอกข้อมูล ในนั้นได้คิวอาร์ โค้ด (QR code) มา ต้องทำอะไรหลายอย่างมากครับท่านประธาน ซึ่งตัวหน่วยงานเองพร้อมที่จะทำให้ระบบเชื่อมต่อกัน เพียงแต่ด้วยความที่ไม่แน่นอน ของฝ่ายบริหาร ทำให้แอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ หรือว่าหน่วยทำงานต่าง ๆ เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยหนึ่ง เก็บบันทึกของทางการแพทย์ หน่วยหนึ่งคอยดูว่านักท่องเที่ยวเข้ามามากน้อยขนาดไหน มีข้อมูลอะไรบ้าง อีกหน่วยหนึ่งคอยติดตามนักท่องเที่ยวที่อยู่ในประเทศ แต่ว่าการเชื่อมโยง ต่อการแบ่งปันข้อมูลกันไม่สามารถทำได้รวดเร็วมากพอ นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เราไม่พร้อม ไม่ใช่เราไม่พร้อม ต้องขออภัย รัฐบาลไม่มีความพร้อม ไม่มีแผน ไม่ว่าจะแผน ๑ ๒ ๓ ๔ ที่จะรองรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ทีนี้สมมุติว่าเราทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาได้แล้ว สิ่งต่อมาก็คือเราอยากให้เขาเข้ามา แล้วเขาอยากมาหรือเปล่า เราบอกว่าเรามี ๖๐ ประเทศ ที่เราเปิดให้เขาเข้ามาฟรีได้ เข้ามาแบบเสรีได้ โดยที่ผ่านมาตรการบางอย่างของเรา แต่อาจจะไม่ต้องเข้มงวดเท่ากับประเทศอื่น คำถามอีกอย่างหนึ่งที่เราอาจจะลืมถามไปว่า แล้วเขามองเราอย่างไร หลายประเทศยังจัดเราเป็นสีส้ม สีแดง เพราะฉะนั้นถึงแม้เขาจะมาเที่ยว ในประเทศไทยกลับไปเขาก็ต้องกักตัวที่ประเทศของเขาอยู่ดี ซึ่งถ้ามองในมุมนักท่องเที่ยว มันเป็นความยากลำบากที่เขาไม่จำเป็นต้องเจอ เขาสามารถไปเที่ยวที่อื่นได้ โดยที่ไม่ต้อง พบกับความลำบากเหล่านี้ อีกส่วนหนึ่งก็คือมาเที่ยวแล้วเรามีอะไรที่จะให้เขาบ้าง หลายท่านบอกว่าเราควรจะต้อง รีบเปิด เพื่ออย่างน้อยก็ดึงให้เขาเข้ามา แต่ท่านประธานครับ ถึงเราจะเปิดประตูบ้าน เชื้อเชิญเขาอย่างไร ถ้าในบ้านเรายังสกปรกอยู่ เรายังไม่เรียบร้อย คนข้างนอกเขาก็ไม่อยาก เข้ามาอยู่ดีครับท่านประธาน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาที่เราปิดประเทศ รัฐบาล ดูแลธุรกิจในภาคท่องเที่ยวได้มากน้อยขนาดไหนเราจะเปิดประเทศ ตอนนี้ถ้าชาวต่างชาติ มาถึงอย่างที่เป็นข่าวนะครับ พยายามไปที่พัทยาพอไปถึงพัทยา ไปเดินวอล์กกิง สตรีต (Walking street) ร้านปิดเกือบหมดเลยครับท่านประธาน แล้วแบบนี้หรือครับเราจะให้เขา มาเที่ยวเพื่ออะไร เขาจะไปใช้จ่ายที่ไหนถ้าไม่สามารถดื่มแอลกอฮอล์ได้หลังเวลา ๓ ทุ่ม หรือมีกฎต่าง ๆ มากมายที่บางครั้งข้อมูลเหล่านี้ไม่ถึงนักท่องเที่ยว เขารู้แค่ว่าเขาจะ เข้าประเทศอย่างไร เขาหวังว่ามาเที่ยวประเทศไทยแล้วจะเหมือนภาพที่เขาเคยเห็น ได้เที่ยว มีเกาะสวย ๆ มีชีวิต มีการท่องเที่ยวในยามราตรีที่สนุกสนาน แต่มันไม่เกิดขึ้น แล้วมันจะเป็นผลทำให้หลังจากนี้ นี่อาจจะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกเพราะว่าเราเพิ่งเปิด มีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน แต่หลังจากนี้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เขาได้รับ เขาส่งต่อไปถึงนักท่องเที่ยวคนอื่นที่กำลังสนใจ และเขา อาจจะไม่มาที่ประเทศเรา แล้วก็อย่างสุดท้ายที่คนพูดถึงน้อยก็คือ ความพร้อมของหน่วยงาน อื่น ๆ เราพูดถึงว่ากระทรวงการต่างประเทศ ตอนที่นักท่องเที่ยวเข้ามามีความพร้อมไหม กระทรวงสาธารณสุขพร้อมไหมที่จะติดตาม แต่ผมมีคำถามอีกอย่างหนึ่งครับว่า พอนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วถ้าเขาไปเที่ยวที่อื่น หน่วยงานท้องถิ่นแต่ละที่พร้อมมากน้อย ขนาดไหน ตอนนี้อย่าง อสม. ในเขตพื้นที่ผมเองนี้ ทำงานสายตัวแทบขาด มีงานอะไร อสม. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ทุกคนที่อยู่แม้แต่ อบต. เองซึ่งตอนนี้กำลังเลือกตั้งกันนี่ครับ ก่อนหน้านี้ ไม่กี่สัปดาห์ก็มี อบต. หนึ่งที่ไปดูผู้ป่วยหรือผู้เสี่ยงแล้วติดทั้ง อบต. เลยครับท่านประธาน เรามีความพร้อม เรามีมาตรการกลางที่พร้อมจะซัปพอร์ต (Support) หน่วยงานเหล่านี้ มากน้อยขนาดไหน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลไม่เคยพูด และหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เอง ก็ไม่ทราบ นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากไปถึงรัฐบาล อย่างไรก็ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคก้าวไกล ดิฉันขอร่วมอภิปรายในญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องขอให้สภาร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบ ในเชิงเศรษฐกิจเกี่ยวกับการเปิดประเทศ ท่านประธานคะ การเปิดประเทศในมุมมอง ของดิฉันในฐานะผู้แทนราษฎร คือการเปิดประเทศให้ราษฎรได้ทำมาหากินในกิจกรรม ทางเศรษฐกิจ จะได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุก ๆ มิติ เป็นการเปิดประเทศเพื่อให้ประชาชน คนตัวเล็กตัวน้อยได้มีโอกาสในการทำมาหากินลืมตาอ้าปาก ไม่ได้มองแคบ ๆ ในเรื่องของ การท่องเที่ยว ไม่ได้มองแค่ให้ชาวต่างชาติได้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเท่านั้นค่ะ ในจังหวัดจันทบุรีเรามีทั้งภาคการท่องเที่ยวและภาคการเกษตรกรรมค่ะ นอกจากจะมีทุเรียน ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางแล้ว จังหวัดจันทบุรีเรายังมีลำไยด้วยค่ะ ลำไยเป็นผลไม้ที่ต้อง อาศัยแรงงานต่างชาติในการเก็บเป็นจำนวนมาก แล้วแรงงานต่างชาตินี้เป็นแรงงาน ชาวกัมพูชาที่ต้องมีทักษะเฉพาะด้วย ในช่วงแรก ๆ ของสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด (COVID) มีแรงงานต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยกลับประเทศไป แล้วก็ยังกลับมาไม่ได้ เนื่องจากว่าเราปิดด่าน ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานเป็นจำนวนมาก เมื่อปิดด่านแล้ว รัฐบาลไม่ได้มีการเตรียมการ หรือมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของนโยบายในการจัดหา แรงงาน ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า จะต้องเกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการ เก็บลำไยอย่างแน่นอน ดิฉันคิดว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่ในจังหวัดจันทบุรีเท่านั้น แต่ว่ายังเกิดขึ้นกับในหลาย ๆ จังหวัดอีกด้วย ในหลาย ๆ พื้นที่อีกด้วยค่ะ เมื่อขาดแคลน แรงงานในการเก็บลำไยนะคะท่านประธาน แน่นอนว่ามันมีผลกระทบไปทั้งระบบเลย ไม่ว่าจะเป็นชาวสวนลำไย สายเก็บลำไยหรือว่าผู้ประกอบการส่งออก ทำให้จากการที่มี ปัญหาเรื่องลำไยสะสมอยู่แล้ว แล้วก็ยังเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้เสียที พอเจอเรื่องปัญหา การขาดแคลนลำไยก็ยิ่งทำให้ปัญหาเหล่านี้ยิ่งหนักขึ้นไปอีก จากคนที่เป็นคนป่วยอาการ ๕๐ : ๕๐ กลายเป็นคนป่วยอาการโคม่า (Coma) รอวันตายค่ะ ท่านประธานคะ ปัญหาเมื่อไม่มีแรงงานเก็บลำไย ล้งก็ไม่มาเก็บตามสัญญาที่นัดกันไว้ ทำให้ ลำไยเกิดความเสียหาย จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ ๓๒ บาท เหลือแค่กิโลกรัมละ ๕ บาท หรืออาจจะเป็นปัญหาที่ล้งเก็บแค่มัดจำไว้ ชาวสวนบางคนบอกดิฉันว่า ล้งมาเก็บลำไย บางทีไม่ได้ตามมัดจำที่กำหนดไว้ด้วยซ้ำ ชาวสวนจะต้องหาเงินมัดจำไปคืนล้งอีก ทำให้ ติดหนี้ติดสิน ทำแล้วไม่ได้กำไร ติดหนี้ติดสิน จนลงไปเรื่อย ๆ บางคนเป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส. อาจจะพอหายใจหายคอได้หน่อยค่ะ เพราะว่ามีโครงการพักชำระหนี้ แต่ว่ายังคงต้อง ผ่อนดอกอยู่ แต่ว่าถ้าเป็นลูกหนี้สหกรณ์อันนี้ทุกข์หนักเลยค่ะท่านประธาน เนื่องจากว่า ไม่มีโครงการพักชำระหนี้ แต่ก็ต้องเข้าใจค่ะว่าสหกรณ์ก็ไปบี้เขาไม่ได้ เนื่องจากว่าสหกรณ์ ก็ต้องกู้เงินจาก ธ.ก.ส. มาปล่อยกู้อีกทีหนึ่ง ถ้าเกิดว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายให้ ธ.ก.ส. พักหนี้ ให้สหกรณ์ สหกรณ์ก็ลำบากใจอย่างมากที่จะออกโครงการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้สหกรณ์ เดี๋ยวปัญหาในเรื่องของลำไยในรายละเอียดเชิงลึก ดิฉันคงจะได้มีโอกาสในการอภิปราย ในวาระต่อไป ท่านบอกว่าการเปิดประเทศเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน ดิฉัน ก็อยากให้การเปิดประเทศสร้างประโยชน์ สร้างโอกาสให้กับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนลำไย ด้วยค่ะ ดิฉันมีข้อเสนอที่อยากจะให้รัฐบาลนำไปพิจารณาอยู่ ๔ ประเด็นค่ะท่านประธาน🔗
ประเด็นแรก ขอให้รัฐบาลเปิดด่านตามแนวชายแดน การเปิดประเทศ ไม่ใช่การให้เข้ามาทางอากาศเท่านั้น ต้องให้เข้ามาทางภาคพื้นดินด้วย ที่จังหวัดจันทบุรี มีด่านชายแดนบ้านแหลม ด่านผักกาด จุดผ่อนปรนบ้านซับตารี จุดผ่อนปรนบ้านบึงชนัง และจุดผ่อนปรนบ้านสวนส้ม ดิฉันอยากจะให้เปิดด่านชายแดนเหล่านี้ เพื่อให้แรงงานต่างชาติ ได้เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อรองรับความต้องการใช้แรงงานต่างชาติ ซึ่งเป็นกลไก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลไกหนึ่ง นอกจากนั้นการเปิดด่านให้ถูกต้องตามกฎหมาย ยังลดการลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดนด้วยค่ะ🔗
ประเด็นที่ ๒ การขึ้นทะเบียนแรงงาน หรือค่าใช้จ่ายในการนำเข้าแรงงาน ต้องมีค่าใช้จ่ายต่ำเป็นค่าใช้จ่ายที่ชาวสวนและผู้ประกอบการนั้นสามารถรับได้ หากค่าใช้จ่ายสูง จะเป็นการซ้ำเติมชาวสวนลำไยเป็นอย่างมาก อาจทำให้เกิดการลักลอบนำเข้าชายแดน เพิ่มมากขึ้นก็ได้ และทำให้เราควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ไม่ได้🔗
ประเด็นที่ ๓ ดิฉันอยากให้จัดสรรวัคซีนให้กับแรงงานต่างชาติชาวกัมพูชา อย่างเพียงพอ รวมถึงหากพวกเขาติดโควิด (COVID) ต้องได้รับการรักษา ไม่ใช่มุ่งเน้น แต่การผลักดันให้กลับประเทศอย่างเดียวนะคะ เราต้องมองเขาว่าเป็นคนคนหนึ่ง เป็นคนเท่า ๆ กันกับคนไทย เป็นคนไกลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเรา เราต้องการ แรงงานเขาก็มาช่วยเราทำงาน น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า อย่าลืมว่าแรงงานต่างชาติเหล่านี้ เวลาเก็บลำไยทำงานร่วมกันกับคนไทย เดินซื้อของในตลาดนัดเดียวกับคนไทยถ้าเขาติด เราก็ติดค่ะ ดังนั้นการจัดสรรวัคซีนให้เพียงพอกับแรงงานชาวต่างชาติเป็นเรื่องที่จำเป็น มาก ๆ นอกจากจะต้องฉีดวัคซีนให้กับคนไทยอย่างเพียงพอแล้วนะคะ🔗
ประเด็นที่ ๔ ในจังหวัดจันทบุรีเรามีมาตรการให้แรงงานชาวต่างชาติ ตรวจเชื้อโควิด (COVID) ด้วยเอทีเค (ATK) ทุกอาทิตย์ โดยจะต้องมีค่าใช้จ่ายหัวละประมาณ ๒๐๐ บาทต่อคนต่อ ๑ ท่านลองคิดดูว่าหากมีแรงงาน ๑๐ คน จะมีค่าใช้จ่าย ๒,๐๐๐ บาท ต่อ ๑ อาทิตย์ มีชาวสวนลำไยหลายท่านที่ได้สะท้อนให้ดิฉันฟังว่า ค่าตรวจแบบนี้เขาตาย แน่นอน เพราะทุกวันนี้เงินก็แทบจะไม่มีอยู่แล้ว ติดหนี้ติดสินขายลำไยก็ไม่ได้กำไร ถ้าต้องจ่ายค่าตรวจเอทีเค (ATK) แบบนี้อีกก็จะทำให้เขามีภาระหนักขึ้นไปอีกนะคะ ดิฉันจึงอยากให้รัฐบาลสนับสนุนหาเอทีเค (ATK) เอามาตรวจให้ฟรี เป็นการช่วยเหลือ และบรรเทาค่าใช้จ่ายของชาวสวนลำไยและผู้ประกอบการล้งค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์🔗
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันต้องขอร่วมอภิปรายในญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบ ในเชิงเศรษฐกิจเกี่ยวกับการเปิดประเทศ ในส่วนที่ทางท่าน ส.ส. จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส. จากพรรคเพื่อไทยได้เปิดประเด็นเรื่องนี้ รวมถึงสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้ร่วมกันเสนอ และมีการอภิปรายกันอย่างหลากหลาย ในทุก ๆ ประเด็นที่ดิฉันได้มีโอกาสนั่งฟังอยู่ แล้วก็ที่เป็นความกังวลก็คือเมื่อเปิดประเทศแล้ว รัฐบาลมีความพร้อมแค่ไหน เพราะหากย้อนกลับไปเราจะเห็นเลยว่า ที่ผ่านมานั้นการทำงาน ของรัฐบาลเต็มไปด้วยความผิดพลาด แม้แต่เอกชนที่จะมาร่วมกันทำงานเชิงรุกก็ยังเจอ ข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคในการที่จะช่วยกันป้องกันการแพร่ระบาด สิ่งที่ดิฉันอยากจะพูดถึง ท่านประธานคะ ในวันนี้วัคซีนที่เข้ามาประเทศไทยยังมีปัญหาในเรื่องของการจัดสรร การแบ่งปันให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ การจัดสรรในปัจจุบันนั้นเป็นประเภทวัคซีนกระจุกค่ะ ไม่ทั่วถึงและไม่สามารถที่จะทำให้ทุกคนนั้นได้รับเข็ม ๑ อย่างที่ควรจะเป็น บางคนได้ไป ๔ เข็มแล้ว แต่บางคนกว่าจะได้เข็ม ๑ นั้นเป็นไปด้วยความยากลำบากมาก ๆ ดิฉันเอง ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่สามารถที่จะทำให้ระบบนั้นเกิดความเท่าเทียม เกิดความสมดุล อย่างมีประสิทธิภาพให้ทั่วถึงทั้งประเทศได้ ทั้ง ๆ ที่เราเองก็มีการเรียนรู้ในเรื่องของอุปสรรค ปัญหาเหล่านี้มาหลายครั้งหลายครา แต่รัฐบาลก็ยังผิดพลาดซ้ำซากอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่ดิฉันจะกล่าวถึงในประเด็นแรกแล้วก็เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านมีความกังวลก็คือ ในเรื่องของแรงงานต่างด้าว เราปฏิเสธไม่ได้ค่ะว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องใช้แรงงานเหล่านี้ แล้วทำไมในครั้งนี้เมื่อเราจะเปิดประเทศ เราถึงไม่มีการเตรียมพร้อมในเรื่องนี้เลย เรายังเห็นการทะลักเข้ามาของแรงงานต่างด้าวอย่างหนัก สิ่งที่ดิฉันอยากแนะนำก็คือ เรารับเขาเข้ามาได้และทำให้เขาถูกกฎหมาย รวมถึงการต้องให้วัคซีนกับเขาด้วย เพราะประเทศไทยปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาจะเป็นกำลังหลักในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้เติบโตขึ้นได้พร้อมกับพวกเราคนไทยค่ะ🔗
ในส่วนต่อไปดิฉันจะพูดถึงก็คือ ในวันนี้ดิฉันเองได้มีโอกาสรับหนังสือ จากชมรมคลินิกอบอุ่น พวกเขาประมาณเกือบ ๑๐๐ ชีวิตได้เข้ามาร่วมกันยื่นหนังสือ ในสภาแห่งนี้ ผ่านทางท่าน นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมทั้งทางท่าน วิชาญ มีนชัยนันท์ ท่านอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้ที่ดูการทำงาน ของบุคลากรทางการแพทย์ว่า ประสบปัญหาอย่างไร เมื่อพบแล้วจึงมาขอให้สภาช่วยเหลือ คลินิกอบอุ่น คือสถานพยาบาลเอกชนที่จดทะเบียนเป็นสถานพยาบาลแบบไม่มีเตียง แต่ว่าสถานพยาบาลเหล่านี้ สามารถที่จะรองรับผู้ป่วยเบื้องต้นที่ไม่ต้องไปรอคิวที่ โรงพยาบาลนาน ๆ เป็นการลดการแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ไปได้ เป็นสิ่งจำเป็น ที่รัฐบาลจะต้องร่วมกันสนับสนุนให้เขาสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ แต่ในวันนี้ เขาประสบปัญหา ในเรื่องของการเบิกจ่ายเงินที่จะนำมาช่วยเหลือประชาชนไม่เพียงพอ รวมถึงข้อบังคับที่เป็นการจำกัดสิทธิต่าง ๆ ของประชาชนที่ควรจะได้รับสิทธิตามหลักประกัน สุขภาพ ตอนนี้ก็มีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยกำลังตั้งคณะกรรมการศึกษาในเรื่องนี้ แล้วก็จะส่งต่อไปถึงกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาสู่การแก้ไขปัญหาต่อไปค่ะ เพราะว่า อะไรคะท่านประธาน การที่รัฐบาลนั้นไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ มันจะทำให้สาธารณสุขของเรานั้น บิดเบี้ยว รวมถึงไม่สามารถที่จะดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึง ได้ทันเหตุการณ์ เพราะว่า เดิมทีนั้นเราสนับสนุนให้ประชาชนมีการดูแลรักษาตนเอง ตั้งแต่ทำให้ตนเองมีสุขภาพ ที่สมบูรณ์แข็งแรง แต่ตอนนี้เหมือนรัฐบาลกำลังพยายามที่จะให้ประชาชนนั้นบาดเจ็บเป็นไข้ ป่วยอย่างมากเสียก่อน รัฐบาลถึงจะเข้าไปช่วยเหลือ อันนี้ดิฉันก็ต้องขอเรียนท่านประธาน ตรงนี้ถึงรัฐบาลว่า ท่านเองกำลังดำเนินการนโยบายอย่างผิดพลาดค่ะ🔗
และเรื่องเร่งด่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันจะกล่าวถึงก็คือ ตอนนี้มีปัญหาอย่างมาก ในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ที่มีโรงพยาบาลเอกชนต้องการที่จะทำงานเชิงรุก เพื่อที่จะให้ ได้พบผู้ติดเชื้อได้เร็วที่สุดค่ะ ด้วยการลงไปตรวจเอทีเค (ATK) ให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในพื้นที่ ต่าง ๆ แต่ปัญหาที่พวกเขาประสบคืออะไรคะ ก่อนหน้านี้มีการประสานงานกับโรงเรียน ในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพราะเราต้องเตรียมพร้อมในการเปิดโรงเรียน เรารู้กันดีว่าปัญหา การเรียนออนไลน์ (Online) เป็นอุปสรรคกับการเรียนรู้ของเด็กสมัยนี้ เรามีความตั้งใจที่จะให้มีการเปิดออนไซต์ (Onsite) เร็ว ๆ แต่ดูเหมือนว่าการทำงาน ของฝ่ายบริหารรวมถึง ศบค. กทม. จะไม่สอดคล้องกัน เมื่อมีโรงพยาบาลเอกชนพร้อม ที่จะให้ความช่วยเหลือลงไปตรวจในพื้นที่โรงเรียนจุดต่าง ๆ แล้วนั้นกลับโดนสั่งห้ามค่ะ ทั้ง ๕๐ เขตเกิดปัญหานี้อย่างเช่นเดียวกัน ดิฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าในเมื่อมีภาคส่วน หลาย ๆ ภาคส่วนมาร่วมกันแก้ไขปัญหา มาร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-๑๙ (COVID-19) แต่ทำไมรัฐบาลถึงไม่รับข้อเสนอนั้น รัฐบาลเลือกที่จะแจ้งว่า จะแจกชุดตรวจเอทีเค (ATK) ให้กับนักเรียนคนละ ๑ ชุดหรือ ๒ ชุด แต่ถ้าหากว่านักเรียน รับชุดตรวจไปแล้ว แต่ไม่รู้วิธีการตรวจที่ถูกต้อง ปัญหาก็จะตามมาอีกมากมายค่ะ รวมถึง คำครหาที่ว่าชุดตรวจของรัฐบาลนั้นก็ทำให้เกิดฟอลส์ เนกาทีฟ (False Negative) ขึ้น ดิฉันก็ไม่สบายใจถ้าหากว่ารัฐบาลจะปิดกั้นผู้ที่ต้องการเข้ามาช่วยเหลือให้เกิดการป้องกัน การแพร่ระบาดให้ได้อย่างดีที่สุด และทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้ ก็จึงเรียนว่าปัญหานี้ เป็นปัญหาเร่งด่วน ถ้ารัฐบาลฟังอยู่ขณะนี้ ท่านเองยังแก้ไขทันกับสิ่งที่ท่านได้บริหาร อย่างผิดพลาดไป สุดท้ายนี้ค่ะดิฉันเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่กล่าวว่า รัฐบาลต้องเลิกโกหก ตัวเอง แม้ว่าวันนี้ดิฉันจะยังได้ยิน ส.ส. ของฝ่ายรัฐบาลอภิปรายอย่างเข้าใจผิดว่า ประชาชน หรือพวกเรากำลังต่อว่าบุคลากรทางการแพทย์ไม่ใช่นะคะ พวกเราต่อว่ารัฐบาลค่ะ ที่ไม่เคยรับฟังคำแนะนำจากพวกเราเลย วันนี้เป็นโอกาสอันดีแล้วที่พวกเราได้มีโอกาส ได้ให้ข้อแนะนำถึงรัฐบาล และท่านได้โปรดเปิดใจและนำไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ด้วยค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ครับ🔗
สวัสดีครับท่านประธาน เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ การเปิดประเทศในสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ท่ามกลางความเสี่ยง ๒ ฟากฝั่ง มุมหนึ่งถ้าหากเปิดประเทศก็อาจจะเกิด คลัสเตอร์ (Cluster) ใหญ่ มีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) อีกมุมหนึ่ง ถ้าไม่เปิดก็อาจจะเกิดความเสียหายในด้านเศรษฐกิจทั่วประเทศเช่นกัน ฉะนั้นเมื่อตัดสินใจ มาเปิดแล้ว ผมก็เห็นด้วยครับท่านประธาน แต่ที่ผมจะมาอภิปรายในวันนี้ ผมจะพูดถึง มุมของการบริหารจัดการ และการเตรียมความพร้อมที่มันไม่ตอบโจทย์ในการเปิดประเทศ ที่จะรองรับนักท่องเที่ยวกว่า ๖๐ ประเทศที่เข้ามา เพราะอะไรครับท่านประธานครับ ก็เพราะว่ารัฐไม่มีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการ🔗
ประเด็นแรกครับท่านประธาน มาตรการที่ออกมานั้น ไม่ให้โอกาส กลุ่มพวกเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งมีมากอยู่ในประเทศไทย ๒-๓ ล้านราย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งธรรมชาติที่อยู่ทางทะเล ทางชายฝั่ง แหล่งธรรมชาติ ที่อยู่ตามแม่น้ำ ภูเขา หรือน้ำตก ผู้ประกอบการกลุ่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ต (Resort) ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว ร้านขายของที่ระลึก รวมกระทั่งยานพาหนะ พวกรถตุ๊กตุ๊ก รถตู้ รถบัสต่าง ๆ เหล่านี้ เขาไม่สามารถเข้าไปถึงแหล่งทุนได้ เมื่อเขา ไม่สามารถเข้าไปถึงแหล่งทุนได้ท่านประธานครับ โอกาสที่เขาจะพลิกฟื้นกับการเปิดประเทศ ที่เขามองเห็นโอกาส แต่เขาไม่สามารถที่จะยื่นมือ หรือเอื้อมเข้าไปถึง มันจึงทำให้โอกาส เหล่านี้มันไม่เกิดขึ้นกับกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) ถ้าหากว่าเรามีการส่งเสริมให้เขาได้เข้าไปถึง แหล่งทุน ท่านประธานครับ แน่นอนครับกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) กลุ่มพวกนี้ก็จะขับเคลื่อน และพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศแข็งแรง🔗
ประเด็นต่อมาครับ ถ้ากลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) กลุ่มนี้เมื่อได้เงิน แหล่งเงิน เข้ามาฟื้นฟูกิจการแล้ว🔗
ประเด็นต่อมาก็เรื่องแรงงานครับ ผู้ประกอบการมีเงินแต่ไม่มีแรงงาน ซึ่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้นยังต้องพึ่งพาแรงงานค่อนข้างเยอะ แน่นอนครับแรงงาน ภายในประเทศไม่ใช่ปัญหาเขาสามารถหาได้ เพราะเนื่องจากว่าแรงงานนั้นตกงาน ในสภาวะโควิด (COVID) นี้มากมาย แต่แรงงานต่างด้าวรัฐทำไมไม่ส่งเสริม เพราะมันยังมี อีกหลายตำแหน่งงานที่ต้องใช้คนต่างด้าวในการขับเคลื่อน ทำไมไม่จีทูจี (G2G) รัฐต่อรัฐ ให้โควตาไม่ว่าจะเป็นประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศพม่า ให้โควตาว่า ใครที่อยากจะมาทำงานในประเทศไทยในตำแหน่งงานอย่างนี้ ๆ ให้ผู้ประกอบการ ลงทะเบียน เพื่อที่ต้องการแรงงานเข้ามาขับเคลื่อนในการรองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งตรงนี้ ก็ไม่มีอีกครับ มันเลยทำให้ผู้ประกอบการจะดำเนินธุรกิจก็ทำได้ยาก ทำให้เสียโอกาส🔗
ประเด็นต่อมาท่านประธานครับ มาตรการชา (SHA) เขากำหนดมาตรฐาน เอาไว้ว่า ๑. การทำความสะอาดสถานที่ อุปกรณ์เครื่องใช้ ๒. การจัดอุปกรณ์ ทำความสะอาด มีเจล (Gel) มีแอลกอฮอล์ล้างมือ ๓. การป้องกันพนักงานด้วยการ สวมหน้ากากอนามัยเฟซชิลด์ (Face Shield) ถุงมือ ตรงนี้ไม่ใช่ปัญหาครับ แต่ชา พลัส (SHA Plus) สิครับ ชา พลัส (SHA Plus) ก็คือเพิ่มเรื่องการฉีดวัคซีนเข้าไปให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ต้องปฏิบัติการในสถานประกอบการนั้น ๆ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นโรงแรมนะครับ ท่านประธานครับ หน้าฟรอนต์ (Front) จะต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย จะเป็นฝ่ายต้อนรับ จะเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นหลังบ้าน อย่างเช่น กุ๊ก คนทำสวน แม่บ้าน ตรงนี้อาจจะต้องฉีดวัคซีนแค่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ แต่ผมถามว่าวัคซีน เราหาซื้อได้อิสระเสรีหรือเปล่า มีขายไหมครับตามห้าง มีขายไหมครับร้านยา มีขายไหมครับ ในโรงพยาบาล เราไม่สามารถซื้อได้อย่างเสรี ทำไมรัฐจึงไม่สนับสนุนให้มีโควตาพิเศษให้กับ กลุ่มผู้ประกอบการที่จะรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา ๖๓ ประเทศ มีหน่วยงานขึ้นมา ตั้งขึ้นมาเถอะครับให้องค์กรนั้น ๆ หรือผู้ประกอบการส่งคนเข้าไปเพื่อได้รับการฉีดวัคซีน สรุปง่าย ๆ ปล่อยให้เขาทำกันตามเวรตามกรรมครับ บางสถานประกอบการพนักงานฉีดได้ ๑ เข็ม ๒ เข็ม หรือไม่ได้สักเข็มเลยก็มี ตรงนี้มันก็เลยไม่เข้ามาตรฐานชา พลัส (SHA Plus) โอกาสที่เขาจะไปเข้าโครงการก็เข้าไม่ได้ ก็เสียโอกาสอีก ท่านประธาน ๓ ประเด็นตรงนี้ ที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า โอกาสที่รัฐบาลสร้างโอกาสมาให้แต่ไม่มีการสนับสนุนส่งเสริม ในเรื่องต่าง ๆ ประเทศไทยในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ในอ่าวมีน้ำมันและมีก๊าซ และประเทศไทย ยังมีแหล่งธรรมชาติอีกมากมาย ซึ่งเหมาะสมและสร้างโอกาสให้กับคนไทย และสามารถ มีศักยภาพที่จะเป็นเมืองหลวงแห่งการท่องเที่ยวของโลกได้ แต่อย่าให้การเปิดประเทศ ต้องเป็นการปิดทางทำมาหากินของประชาชนเลยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ รายชื่อที่ส่งมาก็หมดแล้วครับ มีท่านใดที่มีความประสงค์จะอภิปรายต่อ เชิญครับ สรุปนะครับผมเรียนถามสมาชิกท่านใดที่ยังมีความประสงค์อภิปรายก่อนที่จะให้ผู้เสนอ ได้สรุปครับ🔗
ถ้าไม่มีก็ถือว่าการอภิปราย ยุตินะครับ เจ้าของญัตติสรุปได้ครับ เชิญคุณวิโรจน์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาตใช้เวลาไม่นานครับ ในการสรุปเพื่อปิดการนำเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ในครั้งนี้นะครับ🔗
สุดท้ายที่ยังอยากจะย้ำกับทางรัฐบาล โดยเฉพาะหัวหน้าคณะรัฐบาลคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คือนิยามของการเปิดประเทศไม่ใช่แค่เปิดรับนักท่องเที่ยว เท่านั้น แต่เป็นการเปิดระบบเศรษฐกิจให้หล่อเลี้ยงทุกคนได้ ให้คนตัวเล็กตัวน้อยได้มีโอกาส ประกอบสัมมาอาชีพทำมาหากิน ภายใต้ระบบสาธารณสุขที่สามารถทำให้การเจ็บป่วย ของ โควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นภาวะปกติวิสัยที่ควบคุมได้ไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต สิ่งเหล่านั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการเตรียมวัคซีนสำหรับการฉีดเป็นเข็มที่ ๓ และการเร่งรัดการฉีดวัคซีน ซึ่งผมได้นำเรียนไปแล้ว การจัดหายาที่ดี การจัดเตรียมระบบสาธารณสุขและอุปกรณ์ ทางการแพทย์ อย่าหวังเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวที่รัฐบาลนี้ตั้งเอาไว้ คำนวณดี ๆ เป็นเพียงแค่ ๑ ใน ๑๐ เท่านั้นแล้วถ้า ๑ ใน ๑๐ นั้นถูกดูดไปให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ โรงแรมหรู ก็จะไม่เหลืออะไรเลยให้กับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย สิ่งที่ผมต้องย้ำเตือน ให้กับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับทราบและรัฐนาวาทั้งคณะรับรู้ตามไปด้วยก็คือ อย่าลืมคนตัวเล็กตัวน้อย อย่าลืมคนกลางคืนที่หาค่ำกินเช้า อย่าลืมพ่อค้าแม่ขายร้านอาหาร ริมทาง ร้านจิ้มจุ่ม ร้านส้มตำ อย่าลืมพ่อค้าแม่ขายตามตลาดนัด อย่าลืมมอเตอร์ไซค์รับจ้าง อย่าลืมคนขับสามล้อตุ๊กตุ๊ก อย่าลืมเกษตรกรชาวนา ชาวสวน ชาวสวนลำไย ชาวประมง หลายคนต้องการเงินทุน ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อตั้งตัวอีกครั้ง หลายคนต้องการ มาตรการให้รัฐบาลช่วยเขาจัดการเรื่องหนี้สินและดอกเบี้ยที่เขาจ่ายไม่ไหวแล้ว อย่าลืมครู อย่าลืมเด็ก ๆ อย่าลืมผู้ปกครอง โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่สูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ไปนาน มากแล้ว สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ พลเอก ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีวิสัยทัศน์ และลงมามองประชาชนบนพื้นดินคิดนโยบายที่เป็นจริง ที่เข้าใจวิถีชีวิต และปัญหาหน้างานของประชาชน ไม่ใช่นโยบายที่คิดในห้องแอร์คอนดิชัน (Air-condition) แล้วไม่แคร์ (Care) ประชาชนเลย แล้วที่ต้องย้ำสุดท้ายครับท่านประธาน ให้ พลเอก ประยุทธ์ รับรู้เอาไว้ในจิตใจก็คือ จะเปิดประเทศอย่างไรถ้าสิทธิและเสรีภาพของประชาชนหายไป ประเทศก็ยังถูกปิดอยู่ดี ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านเจ้าของญัตติอื่น มีท่านผู้ใดจะสรุปไหมครับ ตั้งแต่ของท่านจิรายุ ท่านนายแพทย์เรวัติ ท่านสิริพงศ์ คุณสาทิตย์ ท่านซูการ์โน ท่านศุภชัย ท่านกิตติศักดิ์ ท่านสะถิระ มีผู้ใดจะสรุปไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีก็ถือว่า การอภิปรายจบนะครับ ความประสงค์ผู้เสนอญัตติต้องการเสนออะไรก็เชิญนะครับ ต้องการตั้งกรรมาธิการ หรือต้องการให้ส่งรัฐบาลอย่างไรก็เชิญเสนอนะครับ🔗
ถ้าท่านอภิปรายไม่มี ความเห็นเป็นอย่างอื่น ที่ประชุมได้รับทราบการอภิปรายทั้งหมด แล้วก็จะได้ดำเนินการ เพื่อส่งญัตติดังกล่าวนี้ไปให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ สมาชิกมีความเห็น เป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีก็ดำเนินการ ตามที่ผมได้เรียนไว้ ก็คือขอดำเนินการโดยถือว่าสมาชิกไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ให้ส่งไปให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการตามที่ได้เสนอญัตติต่อไปครับ ก็จบในวาระนี้นะครับ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่าน แล้วก็ล่ามมือที่กรุณาอยู่ดึกครับ วันนี้วาระพอสมควรแล้วครับ ขอปิดประชุมครับ🔗