unknown · · 307 lines

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๒๘ นาฬิกา)
นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพอย่างสูงครับ ถ้ายังไม่ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธานครับ ขอท่านประธานได้โปรดอนุญาตด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านณัฐวุฒิ เชิญเลย ยังไม่ครบองค์ประชุมครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพอย่างสูง กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา เนื่องจากทราบว่าท่านประธานได้กำหนดว่าในวันนี้จะไม่ให้มี การปรึกษาหารือกัน เนื่องจากต้องพิจารณาพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ด้วยกัน เราปิดสภาไป ๒ เดือน ท่านประธานครับ ปัญหาของพี่น้องประชาชนมากมายเหลือเกินครับ ผมยกตัวอย่างที่ จังหวัดสุพรรณบุรีของผม ในอำเภอเมือง อำเภอบางปลาม้า อำเภอสองพี่น้องทั้ง ๓ อำเภอ ขณะนี้กำลังประสบภัยแล้ง🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านณัฐวุฒิครับ ถึงแม้ว่า จะยังไม่ครบองค์ประชุมก็ตาม แต่ว่ากรุณาสวมหน้ากากด้วยครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

กราบขอบพระคุณครับ ผมเห็นในระเบียบว่าถ้าอภิปรายไม่ต้องสวมหน้ากาก ก็แล้วแต่ท่านประธานจะอนุญาตครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต้องสวมครับ ต้องสวม เว้นแต่ประธานจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษนะครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ๓ อำเภอนี้นาเกือบ ๆ ๑ ล้านไร่นะครับ กรมชลประทานและกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศให้เข้าสู่ฤดูฝน ทางกรมชลประทานประกาศให้ชาวนาทำนาได้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ซึ่งก่อนหน้านั้นฝนตกต่อเนื่องมา พอหลังจากประกาศให้ชาวนาทำนาได้เขาทำนา พร้อมกันครับ จึงจำเป็นต้องใช้น้ำจำนวนมาก หลังจาก ๑๕ พฤษภาคม มาถึงวันที่ ๒๗ นี้ ยังไม่มีฝนตกเลยในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งชาวนาได้หว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวไปเรียบร้อยแล้ว ได้ใส่ปุ๋ยได้ฉีดยา เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องนำน้ำไปหล่อเลี้ยง🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านณัฐวุฒิครับ ผมขอ อนุญาตนิดเดียวนะครับ ผมเรียนเพื่อนสมาชิกนิดหนึ่ง องค์ประชุมต้อง ๒๔๑ นะครับ ดังนั้น เพื่อน ๆ ที่มาแล้วกรุณาไปลงชื่อเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เราจะนับชื่อเมื่อครบองค์ประชุม ส่วนเรื่องการปรึกษาหารือนั้นผมก็เห็นด้วยกับท่านณัฐวุฒินะครับว่าหลังจากพ้นวาระที่เป็น พระราชกำหนดและงบประมาณแล้ว เราก็จะบรรจุเรื่องปรึกษาเป็นไปตามปกติ แต่ช่วงเวลา นี้ถ้าเพื่อน ๆ มีปัญหาอะไรทำเป็นหนังสือบันทึกมาถึงผมครับ มีหลายท่านทำเป็นหนังสือมา ก็ได้ผลเช่นเดียวกับที่เราปรึกษาในห้องนี้ ประเดี๋ยวผมจะขอขึ้นมาใหม่ เมื่อครบองค์ประชุมแล้ว ท่านณัฐวุฒิทำเรื่องมานะครับ เรื่องที่แจ้งมาครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ

กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๖๘ คน
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ๒๔๖ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ ผมขออนุญาตเปิดประชุม ก่อนที่จะเข้าไปสู่ระเบียบวาระ ขออนุญาตเรียนเพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกคนว่าสมัยประชุมนี้ เป็นสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ปีที่ ๓ ของสภาเราก็มาครึ่งทางแล้ว แต่ว่าครั้งนี้ ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้มีความไม่สะดวกในบางเรื่อง ซึ่งอาจจะเป็นภาระกับเพื่อน ๆ สมาชิก ที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่ง หรือตามที่ฝ่ายสาธารณสุขแนะนำ เพราะฉะนั้นอะไรที่มี ความไม่สะดวกในบางอย่าง ก็ขอให้ท่านสมาชิกได้เข้าใจว่า เพื่อให้การป้องกันการติดเชื้อนั้น ทำให้มีประสิทธิภาพ ขอความร่วมมือสมาชิกได้ปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวกับสถานที่ พยายามกัน จนวันสุดท้าย เพื่อให้ห้องสมาชิกได้มีโอกาสได้เสร็จเพื่อได้ใช้ในช่วงสมัยประชุมอย่างนี้ เพราะ ไม่มีความประสงค์จะให้ห้องประชุมนี้แออัดช่วงใดที่การประชุม สมาชิกท่านใดที่ไม่ได้ อภิปรายก็สามารถอยู่ข้างนอกได้ แต่ว่าในตอนช่วงอภิปรายเราได้ตกลงกันว่า สำหรับวันนี้นั้นขอได้สวมหน้ากากตามคำแนะนำ กรมควบคุมโรคเข้ามาดูสถานที่ด้วยตัวของ ท่านรองอธิบดีเอง ก็พอใจในห้องประชุมในเรื่องระบบระบายอากาศ ความห่วงใยที่แพทย์ ใหญ่หลายท่านเกี่ยวกับเรื่องละอองฝอย ซึ่งเวลาอภิปรายก็คลายความกังวลลงไป แต่สิ่งที่ ผู้แนะนำยืนยันก็คือการสวมหน้ากากทั้งในเวลาประชุมและเวลาอภิปราย แล้วก็แนวปฏิบัติ เราก็ได้ตกลงกันในการประชุม ๓ ฝ่าย เมื่อช่วงที่ผ่านมา ๒ วัน ว่าวันนี้ขอให้ท่านสมาชิก ได้สวมหน้ากากทุกท่าน ในตอนพิจารณางบประมาณ ผมถือโอกาสเรียนนะครับ ๓ วันนั้น เชื่อว่าบางท่านใช้เวลายาวอาจจะอึดอัด ฉะนั้นในวันนั้นก็จะเตรียมแท่นอภิปรายไว้ให้ ๒ ที่ แต่อยากจะแนะนำว่าเมื่อมีการอภิปรายท่านใด เพื่อน ๆ กรุณาอย่าไปอยู่ใกล้ ระยะห่าง ที่ทิ้งไว้นี้เป็นที่พอใจแล้วครบ กรมควบคุมโรคเขาก็พอใจ แต่อย่าไปอยู่ใกล้ตอนอภิปราย และถ้าเป็นไปได้ สมาชิกที่อยู่ข้างหน้าผู้อภิปรายให้อยู่ห่างที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องของการป้องกันที่เราจะทำให้เป็นแบบอย่าง ผมเลยขอเรียนท่านสมาชิก เพื่อรับทราบแนวปฏิบัติที่เราจะต้องเริ่มวันนี้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง ส่วนความหวังดีของเพื่อน ๆ อยากให้เลื่อนการประชุมไปนั้น ก็เรียนด้วยความเคารพว่า ผมต้องขอขอบพระคุณ แต่ว่าหลังจากที่ได้คุย ความจริงก็ได้คุยส่วนตัวกับพวกเรา ส่วนใหญ่ ก็มีความเห็นไปในทำนองที่อยากให้มีการประชุม เพราะเราไม่สามารถที่จะชดเชยเวลา ที่ผ่านไปแล้วกลับมาได้อีกบางเรื่องกฎหมายก็บังคับเงื่อนเวลา เช่น งบประมาณก็จำเป็นต้องทำ ให้เสร็จภายใน ๑๐๕ วัน ในที่สุดก็ต้องตัดสินใจว่าเราจะรอให้โควิด (COVID) หายไปหรือ จะหยุดไปสัก ๒ อาทิตย์ ๓ อาทิตย์ คงจะไม่เป็นผลดี ก็เลยจำเป็นต้องประชุมเพื่อเราได้ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ สถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ฝ่ายเราในฐานะเป็น ตัวแทนประชาชนนั้น ก็ต้องทำหน้าที่แทนเขา ส่วนการปรึกษานั้นขอเรียนว่า ๒ สัปดาห์นี้ คือในช่วงพิจารณาพระราชกำหนดกับช่วงพิจารณางบประมาณนั้นขอไม่มีการหารือ หลังจาก นั้นก็จะเป็นการดำเนินไปตามปกติก็ขออภัยเพื่อนที่มีความประสงค์ แต่เพื่อไม่ให้ประเด็นที่ ท่านมีปัญหาติดขัด ผมก็ให้เจ้าหน้าที่เตรียมรับคำร้องของท่าน โดยเฉพาะในเรื่องที่ไม่ได้ ปรึกษาแต่มีเรื่องด่วนจำเป็นต้องแจ้ง กรุณาทำเรื่องเป็นเอกสารขึ้นมา แล้วทางสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะดำเนินการให้ท่านไปอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ อันนี้ก็มีสมาชิกทำเรื่องนี้เข้ามาเช่นเดียวกันในระหว่างปิดสมัยประชุม ก็เรียนแนวทาง ที่เราจะต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้ เพื่อรับทราบ ทุกคนคงจะอึดอัดบ้างนะครับ แม้กระทั่งผมเอง เมื่อนั่งอยู่กี่ชั่วโมงก็ตามที่ต้องสวมหน้ากาก แต่ว่าอย่างไรก็ตามกรณีที่เพื่อนสมาชิกไม่พร้อม มีปัญหาอะไรก็กรุณาแจ้งให้ทราบ เราจะหาทางแก้ไขในสิ่งที่เป็นเรื่องขัดข้องกันต่อไป ผมขออนุญาตเรียนพวกเรารับทราบในเบื้องต้นเพื่อจะดำเนินการไปตามระเบียบวาระต่อไป🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗

๒.๑ รับทราบพระบรมราชโองการ🔗

ผมขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้ามารับฟังพระบรมราชโองการ ขอรอสักนิด สั้น ๆ ครับ ท่านยังไม่ต้องยืนครับ เดี๋ยวพอพร้อมแล้วผมจะให้ท่านเลขาธิการ ได้ดำเนินการต่อไป ขอเชิญพวกเราที่อยู่ใกล้ ๆ เข้ามา พร้อมนะครับขอเชิญท่านเลขาธิการ อ่านพระบรมราชโองการ พวกเราทั้งหลายโปรดยืนขึ้นฟังพระบรมราชโองการครับ🔗

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ)
นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

พระบรมราชโองการ🔗

พระราชกฤษฎีกา🔗

เรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง🔗

พ.ศ. ๒๕๖๔🔗

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔🔗

เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน🔗

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า🔗

โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้ในปีหนึ่งให้มี สมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย สมัยหนึ่งให้มีกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน โดยให้ถือ วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกเป็นวันเริ่ม สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง และเนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกาเรียก ประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุม เป็นครั้งแรก โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ สมควรที่จะให้มีการเรียกประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ตามความใน มาตรา ๑๒๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย🔗

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๑ มาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ เชิญนั่งครับ เรื่องต่อไปที่แจ้งเพื่อทราบจะไม่อยู่ในระเบียบวาระ🔗

เรื่องแรก ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง🔗

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๓ แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘๕ ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้ง พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในมาตรา ๑๒๗ แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๖๑ จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๓ แทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน ๑ คน คือ นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สังกัดพรรคพลังประชารัฐ ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบันทั้งหมดที่มีอยู่และปฏิบัติ หน้าที่ได้คือ ๔๘๒ คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ ๒๔๑ คน จึงเรียนที่ประชุม เพื่อรับทราบครับ🔗

เรื่องที่ ๒ การปฏิญาณตนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๕ กำหนดให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกก่อนเข้ารับ หน้าที่ จึงขอเชิญ นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ พร้อมนะครับ กรุณากล่าวคำปฏิญาณ ตนโดยผมจะเป็นผู้กล่าวนำ แล้วท่านระบุชื่อของท่านครับ🔗

(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ได้ยืนขึ้นและกล่าว คำปฏิญาณตนต่อที่ประชุมตามที่ประธานได้กล่าวนำ)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

“ข้าพเจ้า นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้า จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”🔗

ยินดีด้วยครับ เชิญนั่งครับ🔗

เรื่องที่ ๓ คือข้อปฏิบัติในการสวมหน้ากากอนามัยในห้องประชุม ซึ่งได้เรียน เบื้องต้นไปแล้วนะครับ อันนี้ก็เป็นไปตามกรรมการบริหารสถานการณ์แพร่ระบาดโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ศบค. ที่ได้มีการประชุมเมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ มีมติเห็นชอบ มาตรการป้องกันโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ในการจัดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง พุทธศักราช ๒๕๖๔ ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอ เพื่อดำเนินการในการประชุม จึงขอความร่วมมืออีกครั้งหนึ่งให้สมาชิกปฏิบัติตามมาตรการ ตามคำแนะนำดังกล่าว ก็เรียนที่ประชุมรับทราบในเรื่องเพื่อทราบครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗

ก่อนที่จะเข้าสู่วาระต่อไป เรื่องด่วนนะครับ ผมขอเชิญผู้ควบคุมเสียง ของทั้ง ๒ ฝ่าย ได้แจ้งข้อตกลงในการประชุมครั้งนี้ให้ที่ประชุมได้รับทราบนะครับ ขอเชิญ ท่านวิรัชครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากเมื่อวันที่ได้มีโอกาสได้ประชุมร่วมโดยมีท่านรองประธาน สุชาติ ตันเจริญ เป็นประธาน มีท่านประธานชวน หลีกภัย ซึ่งเข้าร่วมประชุมด้วย เรามีข้อกำหนดในการพิจารณาร่างพระราชกำหนด ๒ ฉบับ โดยใช้เวลาทั้งสิ้นฝ่ายละ ๙ ชั่วโมงในขณะเดียวกันส่วนเวลาของท่านประธานจะอยู่ประมาณ ๒ ชั่วโมง ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็จะพยายามให้จบภายใน ๒ วัน ก็คือวันที่ ๒๗ และวันที่ ๒๘ ก็มีข้อสรุปสำหรับ ในส่วน พ.ร.ก. ๒ ฉบับเท่านี้ครับ ขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ท่านผู้ควบคุมเสียงฝ่ายค้าน เชิญเลยครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในนามของผู้ควบคุมเสียงวิป (Whip) ฝ่ายค้านในนาม ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ดอกเตอร์สุทิน คลังแสง ได้มอบภารกิจให้ผมได้กราบนำเรียน ท่านประธาน โดยสรุปแล้วในข้อตกลงก็เป็นไปเหมือนที่ท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาล ได้กรุณานำเรียนต่อท่านประธาน แต่ทั้งนี้เรื่องเวลาที่เราได้รับความกรุณาจากการหารือร่วม ๙ ชั่วโมง ฝ่ายละ ๙ ชั่วโมง ฝ่ายค้านจะพยายามใช้เวลาตรงนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ แล้วก็คิดว่าในการพิจารณาพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ ถ้ามีการพิจารณาที่สมบูรณ์ กรณีถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าพอสมควรแล้วจะไม่ใช้เวลาเต็มก็ได้ก็จะเป็นประโยชน์กับสภา แต่ว่าฝ่ายค้านก็ขอยืนยันว่าเราจะขอใช้เวลาเต็ม กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบพระคุณครับ สมาชิก ได้เข้าใจร่วมกันว่าได้แบ่งเวลากันตามที่ผู้ควบคุมเสียงทั้ง ๒ ฝ่ายได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบ ซึ่งไม่ได้บังคับว่าจะต้องใช้เวลาให้ครบ ถ้าเสร็จก่อนเวลาที่กำหนดก็สามารถทำได้ นะครับ แต่ในการอภิปรายนั้นก็จะขอเรียนไว้ว่าบางเวลาอาจจะไม่มีการสลับฝ่ายละครั้ง อาจจะมีความพร้อมฝ่ายใดมากกว่า ก็จะขออนุญาตให้ฝ่ายนั้นอภิปรายได้ต่อเนื่อง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งจะตอบ ไม่ตอบ รัฐบาลตอบไม่ตอบก็เป็นสิทธิของรัฐบาลเช่นเดียวกัน ผมขอทำความเข้าใจเรื่องนี้เพื่อพวกเราจะได้ไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องเวลาในการอภิปรายนั้น เมื่อได้กำหนดเวลาแต่ละฝ่ายเท่าไรแล้ว ประธานก็จะไม่ไปคุมครับว่าคนละกี่นาที ก็ไม่จำเป็นต้องเป็น ๗ นาทีหรือ ๕ นาที ถ้าเห็นว่ามีผู้อภิปรายหลายคนท่านไปบริหารเวลา ด้วยตัวท่านเอง อันนี้คือสิ่งที่ขอทำความเข้าใจครับ🔗

ต่อไปนี้ขอเชิญคณะรัฐมนตรีซึ่งผู้เสนอพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช ๒๕๖๔ (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ)🔗

ผมขออนุญาตว่าผู้เสนอ ที่มาเสนอคือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ และขออนุญาตให้บุคคล ดังต่อไปนี้เข้ามาร่วมชี้แจงในที่ประชุมได้คือพยายามลดจำนวนคนมาเหลือ ๒ ท่านนะครับ คือนายอรรถพล อรรถวรเดช และนายจินตพันธุ์ ทังสุบุตร ผู้อำนวยการกองพัฒนากฎหมาย สำนักงานกรรมการกฤษฎีกา คุณอรรถพลเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังครับ ขอเชิญทั้ง ๒ ท่านครับ ทั้ง ๒ ท่านต้องนั่งห่างกันนะครับ ท่านรัฐมนตรีพร้อม ขอเชิญได้เลยครับ🔗

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอกราบเรียนว่า คณะรัฐมนตรีได้มี มติเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๔ ให้มีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมอัตราดอกเบี้ยในกฎหมาย ซึ่งต่อมานายกรัฐมนตรีได้นำกฎหมายขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลง พระปรมาภิไธย ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔🔗

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ โดยที่บทบัญญัติมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กำหนดให้การตราพระราช กำหนดให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ และในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราช กำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า🔗

ในโอกาสนี้รัฐบาลจึงขอกราบเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผลและ ความจำเป็น ตลอดจนสาระสำคัญของพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์โดยสรุปดังนี้🔗

เหตุผลและความจำเป็น🔗

โดยที่มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนด แนวนโยบายแห่งรัฐให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิก หรือปรับปรุงกฎหมาย ที่หมดความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต หรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน คณะกรรมการพัฒนา กฎหมายสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีว่า อัตราดอกเบี้ย ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานกว่า ๙๕ ปี โดยมิได้ มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยคงที่ ที่มีการกำหนดไว้ที่ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี เป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ ในปัจจุบันที่มีอัตราเฉลี่ยเพียงร้อยละ ๐.๕ ต่อปีมาก จึงทำให้ลูกหนี้ได้รับความเดือดร้อนจาก ภาระดอกเบี้ยตามกฎหมายที่กำหนดไว้สูงเกินสมควร และส่งผลให้เกิดการประวิงเวลาฟ้อง คดีของเจ้าหนี้เพื่อหาประโยชน์จากความไม่เหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยในกฎหมาย นอกจากนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในสัญญาให้สินเชื่อบางประเภทที่เจ้าหนี้มีอำนาจต่อรองสูง กว่าเจ้าหนี้มาก เจ้าหนี้จำนวนหนึ่งได้กำหนดวิธีการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ในลักษณะที่เป็นการเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมต่อลูกหนี้อย่างมาก โดยกำหนดให้เมื่อลูกหนี้ ผิดนัดไม่ชำระหนี้ในงวดใด เจ้าหนี้อาจคำนวณจำนวนดอกเบี้ยผิดนัดในงวดนั้นได้จากต้นเงิน ที่ยังคงค้างชำระทั้งหมด แทนที่จะคำนวณจากต้นเงินในงวดที่ถึงกำหนดชำระแล้วเท่านั้น ซึ่งเมื่อลูกหนี้ผิดนัดหลายงวดติดต่อกัน ดอกเบี้ยผิดนัดก็จะสะสมเป็นจำนวนที่สูงมาก จนทำให้ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เกิดเป็นหนี้เสียซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และโดยที่ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมจำนวนมากไม่สามารถชำระหนี้ได้ดังเช่นในช่วงเวลาปกติ กระทรวงการคลัง จึงมีความเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยในกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ และวิธีการคำนวณจำนวนดอกเบี้ยผิดนัดที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องมีการแก้ไข ถ้าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะ รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดแก้ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นี้🔗

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตสรุปสาระ สำคัญของพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังนี้🔗

๑. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นการปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนดโดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง จากอัตราคงที่ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ให้เป็นอัตราที่สามารถปรับเปลี่ยนให้มีความสอดคล้องกับ สภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ ๓ ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศตามข้อเสนอของ ธนาคารแห่งประเทศไทย และกำหนดให้สามารถปรับเปลี่ยนคิดอัตราดอกเบี้ยให้ลดลงหรือ เพิ่มขึ้นได้ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา พร้อมทั้งกำหนดให้กระทรวงการคลังมีหน้าที่ พิจารณาทบทวนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทุก ๓ ปี โดยทบทวนให้มีอัตราใกล้เคียงกับอัตรา เฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์🔗

๒. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๒๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นการปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยผิดนัด จากอัตราคงที่ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี เป็นอัตรา ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกำหนดให้เป็นอัตราที่เชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ย ตามมาตรา ๗ และบวกอัตราเพิ่มอีก ร้อยละ ๒ ต่อปีเพื่อจูงใจให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตรงเวลา ซึ่งอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่กำหนดใหม่นี้ จะเท่ากับร้อยละ ๕ ต่อปี อันเป็นอัตราที่เหมาะสมสำหรับการใช้บังคับในระยะแรกก่อนที่จะ มีการทบทวนอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา ๗ ต่อไป สำหรับหลักการสำคัญอื่นในมาตรา ๒๒๔ อันได้แก่ การกำหนดให้เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยผิดนัดสูงขึ้นได้หากมีเหตุอื่นอันชอบ ด้วยกฎหมาย การห้ามคิดอัตราดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดและการให้เจ้าหนี้ สามารถพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นได้นั้นยังคงหลักการเดิมของกฎหมายไว้🔗

๓. เพิ่มมาตรา ๒๒๔/๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ในหนี้ที่ลูกหนี้มีหน้าที่ผ่อนชำระเป็นงวดมีความชัดเจน และเป็นธรรมต่อลูกหนี้ยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ในงวดใด เจ้าหนี้อาจ คำนวณจำนวนดอกเบี้ยผิดนัดได้เฉพาะจากต้นเงินของงวดที่ลูกหนี้ผิดนัดแล้วเท่านั้น ไม่อาจคำนวณจำนวนดอกเบี้ยผิดนัดจากต้นเงินที่ยังคงค้างชำระทั้งหมดได้ และกำหนด เป็นหลักการเพิ่มเติมในวรรคสองว่า ถ้าสัญญาใดมีข้อตกลงที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อาจคำนวณ จำนวนดอกเบี้ยได้จากต้นเงินที่ยังคงค้างชำระทั้งหมดให้ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ🔗

๔. กำหนดบทเฉพาะกาลให้มาตรา ๗ และมาตรา ๒๒๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดนี้ใช้กับการคิดดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนด ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนด ใช้บังคับ และกำหนดให้มาตรา ๒๒๔/๑ ซึ่งเพิ่มโดยพระราชกำหนดนี้ใช้กับการคิดดอกเบี้ย ผิดนัดในงวดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดใช้บังคับ ซึ่งจะมีผลให้ข้อตกลง ที่กำหนดให้เจ้าหนี้คำนวณดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระทั้งหมดตกเป็นโมฆะทันที🔗

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผมขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ในการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ต่อประชาชน โดยประชาชนจะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยในกฎหมายที่มีความสอดคล้องกับ สภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจ ลดภาระของลูกหนี้จากการชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกิน สมควร และยังเป็นการแก้ปัญหาที่เจ้าหนี้จำนวนหนึ่งประวิงเวลาการฟ้องคดีโดยมุ่งหวัง ที่จะหากำไรจากอัตราดอกเบี้ยในกฎหมายอย่างไม่สมควร นอกจากนี้การกำหนดวิธีการ คำนวณดอกเบี้ยผิดนัดในหนี้ที่ลูกหนี้มีหน้าที่ผ่อนชำระเป็นงวด โดยให้เจ้าหนี้อาจคำนวณ จำนวนดอกเบี้ยได้เฉพาะจากต้นเงินของงวดที่ลูกหนี้ผิดนัดแล้ว จะมีผลสำคัญให้ลูกหนี้ มีภาระจากดอกเบี้ยผิดนัดที่ลดลงและได้รับความเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะลูกหนี้ที่เป็น ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมากที่ไม่ได้ตั้งใจจะผิดนัดชำระหนี้ แต่ต้องตกเป็นผู้ผิดนัดเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) จึงอาจกล่าวได้ว่าการตราพระราชกำหนดนี้ จะช่วยลดจำนวนการฟ้องร้องดำเนินคดีระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ และลดโอกาสในการเกิด หนี้เสียในภาคส่วนต่าง ๆ อันจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญกระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะได้พิจารณาอนุมัติ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อปรับปรุง อัตราดอกเบี้ยในกฎหมายให้มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจและ เพื่อลดภาระและสร้างความเป็นธรรมให้แก่ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ ตลอดจนเพื่อรักษา เสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเวลาวิกฤติเศรษฐกิจจากการ แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ต่อไป ขอกราบ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ขณะนี้ มีรายชื่อฝ่ายค้านเสนอมาแล้ว ๔ ท่าน รัฐบาล ๒ ท่านนะครับ แล้วก็จะสลับให้ ท่านแรก นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล หลังจากนั้นก็จะเป็น นายนิยม เวชกามา หลังจากนั้นก็จะเป็น ฝ่ายรัฐบาล นายเกียรติ สิทธีอมร ๒ ท่านสลับ ๑ ท่าน ขอเชิญนางสาวศิริกัญญาครับ🔗

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ค่ะ สำหรับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ดิฉันขอกล่าวโดยสรุปสาระสำคัญอีกสักครั้งหนึ่งหลังจากที่ท่านรัฐมนตรีได้พูด ไปแล้วนะคะ เรื่องแรก ก็คือมีการลดอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่สัญญาหรือว่ากฎหมายไม่ได้ กำหนดดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า โดยลดจาก ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งก็เป็น เรื่องที่ดีมากส่วนในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระ ซึ่งไม่เคยมีกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระมา ก่อนได้กำหนดว่าสามารถที่จะคิดดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มได้อีก ๒ เปอร์เซ็นต์ รวมแล้วในกรณีที่ ผิดนัดจะคิดได้ที่อัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ในส่วนที่ ๒ ที่มีการแก้ไขก็คือการเพิ่มหลักเกณฑ์ การคิดดอกเบี้ยผิดนัดว่า ในกรณีที่มีการผิดนัดให้คิดดอกเบี้ยบนงวดที่มีการผิดนัด แทนที่จะ คิดจากเงินงวดที่เหลือทั้งหมด ซึ่งตรงนี้ก็ต้องขอชมเชยการแก้กฎหมายประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ในครั้งนี้ เพราะเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้ให้ได้รับความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่า จะเป็นการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหรือว่าปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งที่ไม่ได้กำหนดไว้ แล้วก็ดอกเบี้ยผิดนัดชำระลงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น เพราะว่าปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ย ทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เงินกู้ ก็ถูกปรับลดลงมาจาก เดิมมากแล้ว แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นความเป็นธรรมที่มาค่อนข้างล่าช้าเหลือเกิน ประชาชนต้อง รอเกือบ ๑๐๐ ปี ท่านประธานคะ ฟังไม่ผิด กว่า ๙๕ ปี ที่ได้มีการออกประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์กำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่ไม่ได้บรรจุไว้ในสัญญาที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ออกมาตั้งแต่ปี ๒๔๖๘ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัด ที่ผิดนัด งวดเดียว แต่ถูกคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากเงินต้นที่เหลือทั้งหมด ในกรณีนี้เป็นการที่เอารัด เอาเปรียบลูกหนี้เป็นอย่างมาก แล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ใครจะเป็น ผู้รับผิดชอบ ดิฉันขอยกกรณีตัวอย่างนะคะ สมมุติว่าเราซื้อบ้านมา ๕ ล้านบาท ผ่อนมาแล้ว ๒๐ ปี ๒๔๐ งวด หมายความว่าต้องผ่อน ๒๐ ปี แต่ตอนกู้นี้มาผิดนัดในงวดที่ ๒๕ เงินต้น ที่เหลือ ๔,๗๗๐,๐๐๐ บาท ผิดนัดงวดที่ ๒๕ เจ้าหนี้สามารถที่จะคิดดอกเบี้ยที่ ๔.๗ ล้านบาท แต่ในความเป็นจริงนั้นเราควรจะคิดดอกเบี้ยที่เฉพาะเงินต้นที่ผิดนัดในงวดนั้น ๆ ซึ่งในกรณีนี้เงินต้นในงวดนั้นเพียงแค่ ๑๐,๐๐๐ บาท ดังนั้นภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น มันต่างกันมาก จากหลักหมื่นในกรณีเดิม ในกรณีใหม่จะอยู่ที่ประมาณหลักร้อยเท่านั้นเอง ที่ผ่านมามีลูกหนี้จำนวนมากที่ต้องแบกรับภาระที่ไม่เป็นธรรมนี้ ต้องมีลูกหนี้กี่ราย ที่ด้วยความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้ง ต้องกลับมารับหนี้ก้อนใหญ่ภาระดอกเบี้ย พอกพูน ต้องมีลูกหนี้กี่รายที่ต้องกลายมาเป็นหนี้เสียทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจจะขาดส่งเลยแม้แต่ ครั้งเดียว แต่ด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่มันสูงเกินไป แถมยังถูกคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้ง ก้อน แทนที่จะคิดเฉพาะงวดที่ขาดส่ง จนสุดท้ายก็ผ่อนต่อไม่ไหว ด้วยเพราะภาระดอกเบี้ย จากผิดนัดนี่เอง นี่ยังไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ยังไม่ได้มีการแก้ไขในกฎหมายฉบับนี้ ในกรณีที่ลูกหนี้ ส่งค่างวดโดยมีดอกเบี้ยค้างอยู่ในงวดที่ผ่านมาจากการผ่อนแล้วก็ผิดนัดชำระในงวดก่อนหน้า ค่างวดในแต่ละครั้งที่ส่งจะถูกนำไปตัดดอกเบี้ยก่อน แต่ด้วยความที่ดอกเบี้ยมันบาน เพราะว่าผิดนัดก่อนหน้า พอยิ่งส่งก็ยิ่งตัดแต่ดอก ไม่ถึงเงินต้นเสียที จนสุดท้ายก็ทำให้ลูกหนี้ บางรายก็ถอดใจเริ่มท้อค่ะ แล้วก็ไม่อยากที่จะส่งต่ออีกต่อไป แล้วก็กลายเป็นหนี้เสียในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามดิฉันอยากฝากถึงลูกหนี้ทุกคนที่กำลังฟังดิฉันอยู่ตอนนี้ว่าก็อย่าเพิ่งสับสน เพราะว่ามันยังมีอีกหลายกรณีที่ไม่ได้อยู่ภายใต้บังคับใช้ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นี้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ในกรณีที่มีการทำสัญญากันไว้แล้ว แล้วก็ตกลงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระกันล่วงหน้าแล้ว ก็จะไม่เข้าเกณฑ์ตามการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ และยังสามารถที่จะเรียกเก็บดอกเบี้ย ได้ไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกอัตราดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่า ก็คงจะต้องมีการพิจารณาปรับลดกันหรือไม่ในสถานการณ์ดอกเบี้ยที่มันลดต่ำลงเหมือน ในปัจจุบันนี้🔗

ในกรณีที่ ๒ ถ้ากฎหมายกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้โดยเฉพาะแล้ว กฎหมายแพ่งและพาณิชย์นี้ก็จะไม่บังคับใช้เช่นเดียวกัน เช่น กรณีมาตรา ๘ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยผิดนัดให้แก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี อีกกรณีหนึ่ง มาตรา ๔๔ พระราชบัญญัติกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา คิดดอกเบี้ยผิดนัด ไม่เกินร้อยละ ๑๘ ต่อปี ฟังไม่ผิดค่ะ ร้อยละ ๑๘ ต่อปี แล้วก็ไม่ได้เข้าตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์นี้ด้วยซ้ำไป🔗

ประเด็นที่ ๓ ดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินนั้นสามารถที่จะ เรียกเก็บดอกเบี้ยได้มากกว่าอัตรา ๑๕ เปอร์เซ็นต์ตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกอัตราดอกเบี้ย เกินอัตราอยู่แล้วตาม พ.ร.บ. ดอกเบี้ยให้กู้ยืมเงินของสถาบันการเงิน ดังนั้นถ้าท่านเป็นลูกหนี้ ธนาคารต้องบอกว่ามันไม่ได้ใช้บังคับแบบเดียวกันนะคะ สำหรับธนาคารพาณิชย์ ก็จะมีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระ สามารถบวกเพิ่มได้อีก ๓ เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวดิฉันจะเล่าต่อ แต่ที่ดิฉันยังสงสัยว่าตกลงมัน บังคับใช้ หรือไม่บังคับใช้อีก ๒ กรณีก็คือ กรณีของสหกรณ์ออมทรัพย์มีกฎหมายเฉพาะ หรือไม่ และในกรณีของบริษัทเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับ ของธนาคารแห่งประเทศไทยจะถูกบังคับใช้ตามประมวลแพ่งและพาณิชย์นี้หรือไม่ เพราะว่าที่ผ่านมันเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่เป็นลูกหนี้บริษัทเหล่านี้ เป็นอย่างมากที่ถูกเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระแบบตามอำเภอใจ บางราย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ บางราย ๒๒ เปอร์เซ็นต์ บางราย ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มีการกำกับดูแล ไม่ได้มีการวางมาตรฐานกลาง นอกจากอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระแล้ว ก็ยังมีพวก ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ค่าทวงถามหนี้ หรือแม้แต่ค่าบริการ ที่ดิฉันไปเจอมาก็คือว่า มีผู้ประกอบการบางรายที่ภูเก็ตต้องเจอค่างวด ๖,๙๐๐ บาท แต่มีค่าเรียกเก็บอื่น ๆ ค่าทวงถามหนี้ ค่าดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าบริการอื่น ๆ รวมแล้วอีก ๗,๐๐๐ บาท ค่างวด ๖,๐๐๐ บาท แต่มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก ๗,๐๐๐ บาท แบบนี้มันไม่มี ความเป็นธรรมและไม่มีมาตรฐานกลางที่จะช่วยให้ความเป็นธรรมกับลูกหนี้ได้ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ อันนี้เป็นตัวอย่างการคิดเบี้ยปรับของ กยศ. ในกรณีที่ไม่เกิน ๑ ปี คิดเบี้ยปรับถึง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของเงินต้นที่ค้างชำระด้วย ไม่ได้คิดที่เงินงวดที่ผิดนัดชำระ ถ้าเกิน ๑ ปีเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นไปเป็น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็คิดบนเงินต้นค้างชำระด้วย ดิฉันเข้าใจแล้วว่าตอนนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ครอบคลุมไปถึง กยศ. แน่ ๆ แต่ก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรี ฝากผ่านท่านประธานไปนะคะ ว่าให้ช่วยแก้ไขในประเด็นนี้ ด้วย ขอหน้าถัดไปค่ะ อย่างที่ดิฉันบอกนะคะ ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับนี้ และ ไม่ใช่เพียงแค่ธนาคารพาณิชย์ ยังรวมถึงถึงธุรกิจทางการเงิน บริการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจให้เช่าแบบลิสซิ่ง (Leasing) บริษัทบริหารสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่อยู่ ภายใต้กำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับของธนาคารแห่งประเทศไทยส่วนเพิ่มจะ ไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ ๒ เปอร์เซ็นต์แบบในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ถ้าลูกหนี้จะใช้จุดอ้างอิงจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ต้องดูให้ดีว่าท่านเองนั้น เป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้รายใดและเข้ากฎหมายแบบใดด้วย เดิมที่ผ่านมานี้มีการจัดเก็บ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระสูงมากทั้ง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ก็มี ๑๘ เปอร์เซ็นต์ก็มี ๒๒ เปอร์เซ็นต์ก็มี ดังนั้นการที่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นี้ดิฉันคิดว่าดี มันจะเป็นจุดอ้างอิง ให้ลูกหนี้สามารถที่จะอ้างถึงได้ ในกรณีที่จะต้องเซ็นสัญญาใหม่กับเจ้าหนี้รายใหม่นะคะ แต่ก็ยังพอมีข่าวดีจากธนาคารแห่งประเทศไทยบ้าง ก็คือสำหรับลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และ สถาบันการเงินภายใต้กำกับมันจะมีเรื่องของการตัดชำระแบบใหม่ ซึ่งสำหรับประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เรามีการแก้ไขในครั้งนี้ก็ยังไม่ครอบคลุม ที่ดิฉันคิดว่าเจ้าหนี้ รายอื่น ๆ ก็ควรจะนำมาใช้เป็นแบบอย่างด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น กยศ. บริษัท ไฟแนนซ์เช่าซื้อต่าง ๆ หรือว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ ก็คือการตัดชำระ โดยตัดเฉพาะดอกเบี้ยที่ค้างชำระงวดที่เก่าที่สุดก่อน ที่ผ่านมาถ้าเราส่งค่างวดจะถูกนำไปคิด ไปตัดค่าธรรมเนียมในงวดที่มีการค้างชำระที่เหลือทั้งหมดก่อนแล้วค่อยมาตัดเงินต้น ทั้งค่าธรรมเนียม ทั้งดอกเบี้ย ซึ่งที่ผ่านมามันทำให้ลูกหนี้ท้อ เพราะว่ายิ่งส่ง ส่งเท่าไรมันก็ ไม่ถึงต้นเสียที ต้นไม่ลดเลย แล้วกรณีนี้ดิฉันได้ยินมาจากข้อร้องเรียนของลูกหนี้ กยศ. มาก เพราะว่า กยศ. ก็ไม่ได้ใช้วิธีนี้ ค้างชำระแค่ครั้งเดียวก็ทำให้ลูกหนี้เกิดความท้อแท้ที่จะส่งต่อ เพราะว่าดอกเบี้ยมันสูงมากเหลือเกิน ดังนั้นเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศใหม่ ว่าในการส่งค่างวดในแต่ละงวดให้ไปตัดค่าธรรมเนียมงวดที่เก่าที่สุด ตัดดอกเบี้ยงวดที่เก่า ที่สุดก่อนแล้วไปตัดเงินต้นเลยก็จะมีความเป็นธรรมกับลูกหนี้ ทำให้ลูกหนี้มีกำลังใจที่จะส่ง หนี้ต่อ แล้วก็ลดการเป็นหนี้เสีย ลดจำนวนคดีที่จะเกิดขึ้นในศาล เพราะว่าอย่างที่ท่านบอก นะคะ ในแต่ละปีคดีผู้บริโภคเข้าฟ้องร้องในศาลแพ่งมีจำนวนประมาณ ๓ ล้าน แล้วก็ ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้สินเชื่อทั้งนั้นเลย ที่เป็นคดีสินเชื่อทั้งนั้นด้วย เพราะฉะนั้นก็ขอเรียกร้อง ให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ตรงนี้มันเป็นหน้าที่ของทางรัฐโดยตรง ไม่ว่าหน่วยงานใดจะ เป็นผู้กำกับเจ้าหนี้รายใดก็ขอให้เป็นผู้ที่อำนวยความเป็นธรรมให้กับลูกหนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณ ค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป นายนิยม เวชกามา ขอเชิญครับ🔗

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมต้องขอชมเชย ผมเห็นด้วยกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็เห็น ด้วยว่ายังมาช้าไปด้วยซ้ำไป เพราะมันควรแก้ไขตั้งนานแล้ว กฎหมายมันโบราณ เมื่อสักครู่ ผมฟังจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านอาคม บอกว่า ๙๕ ปี ผมไม่รู้ว่ากี่ปี แต่ผมเกิดมาก็เห็นกฎหมายฉบับนี้ใช้อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าคิดวันนี้ท่านแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นด้วย เพียงแต่ผมต้องติติงบางประเด็นซึ่งมันยังไม่สะเด็ดน้ำ ในบางข้อยังเป็นประโยชน์ ยังมีการเอาเปรียบลูกหนี้อยู่เยอะ ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ว่าเจ้าหนี้ คิดเอาเปรียบลูกหนี้โดยส่วนใหญ่อยู่แล้ว ส่วนลูกหนี้ที่จะเอาเปรียบเจ้าหนี้มีน้อย นี่คือข้อเท็จจริงท่านประธานครับ ที่ผมต้องลุกขึ้นมาอภิปรายพระราชกำหนดฉบับนี้ ความจริงผมก็อยากจะให้แก้ไขเป็นพระราชบัญญัติเลยทีเดียว นี่ผมข้องใจอยู่ว่าทำไมต้องเป็น พระราชกำหนดให้เป็นพระราชบัญญัติเลย เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้มันใช้มานานเป็น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผมไปเรียน สมัยเรียนกฎหมายก็ท่องมาแบบนี้ละครับ ๗.๕ ร้อยละ ๑๕ อะไรนี้ ก็ใช้มาแบบนี้ เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องที่พี่น้องเสียเปรียบ ที่ผมต้อง พูดแบบนี้เพราะว่าพี่น้องบ้านผมส่วนใหญ่ ๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ สถาบันการเงิน เอาเลยคือ ธ.ก.ส. ๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส. แล้วก็หนี้ทบต้นทบดอก อะไรนี้เป็นมาตลอด ซึ่งยุคนี้ท่านประธานครับ ลูกหนี้ ธ.ก.ส. ยิ่งขยายการกู้ให้พี่น้อง ประชาชนเข้าถึงมากขึ้น แต่ในขณะที่เข้าถึงมันก็เป็นการเอาเปรียบพี่น้องประชาชนอยู่ในตัว ทำเหมือนเศรษฐีใจบุญ แต่บางครั้งมันเป็นเพชฌฆาตอยู่ข้างหลังในบางครั้ง ผมถึงกราบเรียน ท่านประธานว่าผมยังไม่ลงในรายละเอียด ผมนั่งฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านอาคมพูดผมก็ดีใจที่ท่านแก้ ในหลายมาตราแก้เหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นเรื่อง ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับพี่น้องประชาชน เขาดีใจครับ ผมดีใจแทนชาวบ้าน ท่านแก้กฎหมาย ฉบับนี้ เพียงแต่ว่าที่ผมต้องพูดคือมันไม่สะเด็ดน้ำเท่าไร ผมดูในบางมาตรา ซึ่งจะกล่าวต่อไป ยังเป็นการให้โอกาสแก่เจ้าหนี้ คือนายทุน ผมจึงไม่ได้ห่วงพี่น้องประชาชนจะเอาเปรียบ โดยเฉพาะท่านบอกว่าที่ต้องเพิ่มอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ อีก ๓ เปอร์เซ็นต์ที่ว่านี้เพื่อเป็นการจูงใจ ให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ความจริงพี่น้องบ้านผมซึ่งเป็นหนี้ ธ.ก.ส. ส่วนใหญ่ ส่วนสถาบันการเงิน หลักอย่างอื่นก็มีบ้าง แต่น้อยมาก เพราะการเข้าถึงแบบธนาคารภาครัฐเรานี่ละ เอกชนไม่พูด ถึงในส่วนนั้น เพราะว่าส่วนใหญ่พี่น้องบ้านผมเข้าถึงยาก เพราะหลักทรัพย์ติดอยู่ที่ ธ.ก.ส. หมดแล้ว ท่านประธานครับ อันนี้คือเป็นประเด็นที่ผมต้องลุกขึ้นมาพูด เพื่อแสดงความดีใจ กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับการปรับดอกเบี้ยให้เหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์จาก ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่อันนั้นเป็นประเด็นที่ผมจะต้องพูดต่อไปว่าจากการที่ท่านทำแบบนี้ ผมติงตั้งแต่แรกว่าทำไมต้องเป็น พ.ร.ก. เป็นพระราชบัญญัติทีเดียวเข้ามาแล้วให้แก้ไข เบ็ดเสร็จ แต่เอาละ ไม่อยากพูดว่าได้คืบจะเอาศอก แต่อยากได้ให้มันเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน มากกว่านี้ โดยเฉพาะพระราชกำหนดฉบับนี้เป็นการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีเป็นพันกว่ามาตรา แพ่งและพาณิชย์สมัยเรียนยากมากสำหรับผมท่องเอาเป็นเอาตายก็ ยังสอบตกอยู่ ก็กราบเรียนแบบนี้ว่า ท่านประธาน โดยเฉพาะผมต้องลงรายละเอียดนิดหน่อย เพราะท่านผู้อภิปรายก็พูดไปในประเด็นที่ผมให้ความสนใจบ้างพอสมควร ผมจะใช้เวลา ณ สภาแห่งนี้ให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนและติติงในส่วนที่ผมเห็นว่าท่านน่าจะเพิ่มท่าน ทำไมไม่เพิ่ม แล้วมาตรา ๗ ผมก็เห็นด้วยนะ เห็นด้วยเลย ผมไม่ได้ติติงท่าน เห็นด้วยว่าการ ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ ๓ ต่อปี เพียงแต่ผมได้รับการชี้แจงบ้างก่อนหน้านี้จาก เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังในฝ่ายที่เป็นวิป (Whip) ก็ดี ในฝ่ายที่ท่านมาชี้แจงในพรรคก็ ดี ผมก็ยังติดใจในบางประเด็นอยู่ว่าทำไมไม่เปิดให้เขากว้างกว่านี้ ที่พูดนี้ผมไม่ได้ย้ำว่าได้คืบ จะเอาศอกนะ แต่ว่าคล้าย ๆ ยังซ้อนเงื่อนไขไว้อยู่ วันที่ ๑๑ เมษายน คือเป็นกฎหมายฉบับนี้ มีผล แต่ผมไปดูในบางมาตราแล้วท่านยังไม่ให้มีผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ บางอันก็ยังกลับไปว่า ยังได้อยู่ ท่านประธานครับ ร้อยละ ๓ ต่อปี ผมเห็นด้วย แต่ในส่วนที่ผมต้องทักท้วง ในมาตรา ๒๒๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ท่านก็บอกว่า มาตรา ๒๒๔ หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๗ บวกอัตรา ที่เพิ่มร้อยละ ๒ ต่อปี เห็นไหม พอท่านให้มาร้อยละ ๓ บอกเบ็ดเสร็จแล้ว ท่านยังเปิด ประเด็นที่ท่านพูด ผมเข้าใจได้ว่าเพื่อเป็นการจูงใจให้ลูกหนี้ชำระหนี้ แต่ความเป็นจริง ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าลูกหนี้บ้านผม ผมไม่พูดถึงคนอื่นนะ ส่วนใหญ่คือเกษตรกรเป็นหนี้ ธ.ก.ส. ไม่มีใครหรอกจะไม่อยากใช้หนี้ เพียงแต่ว่ามันไม่มีใช้ ที่สำคัญท่านประธานครับ พอทำนา ทำไร่ ผลผลิตแต่ละปีที่เป็นดอกเบี้ยทบต้นทบดอกอะไรที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ผลิตผลที่ทำมา ไม่ได้ผล น้ำท่วมบ้าง แล้งบ้าง นี่คือปัญหาของพี่น้องชาวไร่ชาวนา ชาวสวนทั้งหลาย ผมถึงบอกว่าไม่ควรเปิดโอกาสให้นายทุน หมายถึงธนาคาร ส่วนใหญ่ธนาคารที่ผมพูดถึง กับมีส่วนไปคิดว่าลดให้ ๓ แล้วนี่ คนมีข้อผิดพลาดไม่ใช้หนี้ ก็ไปบวกเขาอีกแบบบวกด้วย อัตราเพิ่มร้อยละ ๒ ต่อปี ถ้าเจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยให้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอื่นอันชอบ ด้วยกฎหมาย คือเวลานายทุน หรือแบงก์ พวก ธ.ก.ส. เวลาเขาจะคิดดอกเบี้ยเขามีนัก กฎหมาย มีผู้รู้ มีทนายความของธนาคารอยู่แล้วท่านประธาน เขาย่อมคิดอ้ายที่จะเป็นบวก เอาเปรียบพี่น้องเกษตรกร ส่วนชาวบ้านไม่มีหรอกครับ ความรู้ทางกฎหมายแทบไม่มี แล้ว เวลาเซ็นสัญญาเป็นที่เข้าใจกันได้ ท่านประธาน พี่น้องประชาชนถ้าจะเอาเงินให้เขากู้นี่ไม่ อ่านด้วยซ้ำไปให้เซ็นตรงไหนเซ็นตรงนั้น อันนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในบ้านในเมืองแห่งนี้ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าไหน ๆ ก็จะแก้ผมก็อยากให้ดู ให้ตีให้มันแน่นให้มัน ครอบคลุม โดยยึดหลักเป้าหมายคือพี่น้องประชาชน วันนี้ผมไม่ได้ว่าธนาคาร ธ.ก.ส. เอา เปรียบหรอก แต่ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ท่านจึงบอกเปิดไว้ ถ้าเขียนเปิดแล้วมันมีทางไป ผมไม่ให้อยากเปิดในส่วนสถาบันการเงินคือ ธ.ก.ส. ท่านบอกว่าอันชอบโดยกฎหมาย ก็คงให้ ส่งดอกเบี้ยตามนั้น นี่คือปัญหาที่ผมต้องพูดวันนี้ว่าเวลาเขียนกฎหมายผมเข้าใจได้ แต่ว่าอย่า เปิดกว้างไป เพราะถ้าเปิดไปแล้วมันชอบด้วยกฎหมายหมดเวลาคิด เขาก็จะอ้างโน่นนี่นั่น ท่านต้องเข้าใจอย่างนี้ท่านประธานครับ เวลาชาวบ้านเป็นหนี้ ธ.ก.ส. ปีนี้ไม่ใช้เพราะขายข้าว ไม่ได้ วันนี้ขายข้าวขาดทุนหมด พี่น้องประชาชน ถึงแม้ภาครัฐจะไปเติมโน่นเติมนี่บ้าง อันนั้นคือเติมแล้วเขาก็เอาไปซื้ออะไรกินหมด ซึ่งมันไม่ได้ส่วนที่จะกลับมาเป็นใช้หนี้ ประเด็น จึงอยู่ที่ว่าถ้าเราทำแบบนี้ต่อไปเขาก็คิดว่าหน่วยงานสถาบันการเงินที่จะเอาเปรียบประชาชน เขาก็จะคิดในทางที่ว่ามันชอบด้วยกฎหมายอยู่เรื่อย เพราะชาวบ้านบอกว่าปีนี้ขอไม่ใช้นะ อาจจะทำอะไรก็แล้วแต่ก็ให้หยุดแค่นั้นเสียก่อน เพราะปัญหามันขายสินค้าเกษตรของเขา ไม่ได้ ไม่ว่าข้าว ยางพารา ถั่วเหลืองอะไรก็แล้วแต่ที่ปลูกมันเป็นปัญหาก็ยืดหยุ่นไป ที่ผมดีใจ ต้องพูดก็คือเราลดหนี้ดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ผมมาดูท่านบวกไปอีก ๒ ได้ เพราะท่าน บอกว่าอาศัยเหตุอย่างอื่น นั่นคือประเด็นที่เปิดไว้ ผมก็เห็นด้วยหลายประเด็นบอกว่า ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดประเด็นนั้นเห็นด้วย เพราะแต่ก่อนมันก็คิดอยู่ เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยตรงนี้ผมก็ส่งเสริมอยู่ ผมจึงกราบเรียนว่าการพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่น นอกนั้นให้พิสูจน์ได้ คือถ้าเปิดหลายประเด็นที่เปิดแบบนี้มันพิสูจน์ไปเรื่อย ๆ ท่านต้องเขียน ให้กระชับมากกว่านี้กฎหมายเรานะแต่เอาละ ท่านมาดูที่มาตรา ๒๒๔/๑ จริงอยู่ วรรคสุดท้ายของท่านใช้คำว่า ข้อตกลงใดขัดกับวรรคหนึ่งให้ตกเป็นโมฆะ แต่ท่านมาดู ในส่วนนี้ว่าท่านเขียนไว้ว่าหนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนด ตามมาตรา ๗ มาตรา ๗ แก้ต่อไปนี้ละครับ บวกด้วยร้อยละ ๒ ต่อปี และบวกด้วยงวดใด ลูกหนี้ผิดนิดชำระหนี้ในงวดใดเจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดได้เฉพาะต้นเงิน ของงวดที่ผิดนัดนั้น ผมก็เห็นด้วยในจุดนี้ เพียงแต่ว่าท่านไปใส่ในมาตราที่บอกว่า เห็นไหม ในมาตรา ๖ บัญญัติตามมาตรา ๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ท่านไปแก้ว่า ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยที่มีกำหนดชำระตั้งแต่วันที่กำหนดนี้ แต่ไม่กระทบเห็นไหม ไม่กระทบกระเทือนถึงดอกเบี้ยในระหว่างกรอบพระราชกำหนดนี้ ในเมื่อพระราชกำหนดตัว นี้ใช้บังคับเมื่อใด ผมก็ยืนยันอยากให้ท่านว่ามันมีผลเลย ส่วนที่คิดอันก่อนให้กลับมาคิดใหม่ ก็อยากให้มันเป็นโมฆะเหมือนในมาตรา ๒๒๔ ให้มันเป็นโมฆะไปเลย มาตรา ๒๒๔/๑ ให้มันเป็นโมฆะไป ข้อตกลงเก่าให้มันเป็นโมฆะ แล้วให้มาใช้ตามกฎหมายฉบับนี้ไปเลย อย่าไปผูกพันที่เขาทำไว้ มันเป็นปัญหาใหญ่มันติดอยู่ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ในช่วงเวลา พระราชกำหนดใช้บังคับแต่เขียนไว้ในมาตรา ๗ อันนี้ไม่กระทบ ใช้ไป จะเห็นว่าในเมื่อ กฎหมายมันใช้บังคับแล้วก็ให้มันมีผลทันที ไม่ว่าติดค้างมาเก่าหรือใหม่ ที่ผมพูดนี้มุ่งเน้น ไปที่พี่น้องประชาชนซึ่งผูกพันหนี้สินมาแต่ก่อนเขาจะได้มีแรงให้เขาใช้ได้ในส่วนที่เขาคิดใหม่ ไม่ต้องไปผูกพันยังติดค้างเก่าอยู่ ผมกราบเรียนแบบนี้ว่าแล้วสถาบันการเงินอื่นท่านยังเขียนร้อยละ ๑๕ อยู่นะที่ผมเขียนในที่ผู้ชี้แจงไปก่อนแล้วว่า ร้อยละ ๑๕ ในสถาบันการเงิน ทำไมไม่ไป ผูกพันหมด กฎหมายฉบับนี้มันมีผลผูกพันไปหมด ไม่ว่าสถาบันการเงิน ธนาคารอื่น หรือ สหกรณ์ออมทรัพย์ โดยเฉพาะครูบ้านผมทั้งจังหวัดเป็นหนี้สหกรณ์ใกล้จะล้มละลายนะถ้าไม่ มีเงินเดือน ผมถึงกราบเรียนว่าครูก็ให้เขาอยู่ได้ สหกรณ์ก็กลับมาใช้กฎหมายฉบับนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับนี้ ไม่ควรจะเปิดให้สหกรณ์ไปคิดในดอกเบี้ยที่สูงกับ ครู อย่ามากินเลือดกันผมพูดง่าย ๆ อย่ามากินเลือดของครูเลย ผมถึงกราบเรียนว่านี่คือเป็น ประเด็นที่ผมสนับสนุน เพียงแต่ว่าอยากให้แก้ในบางเรื่องเท่านั้นเอง ขอบคุณมากท่าน ประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเกียรติ สิทธีอมร หลังจากนั้นก็จะเป็นคุณนิคม บุญวิเศษ คุณธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญคุณเกียรติครับ🔗

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ก็ขอร่วม อภิปรายในเรื่องการปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นะครับ ท่านรัฐมนตรีต้อง ขอบคุณท่านนะครับ ท่านเล่าให้ผมฟัง เล่าให้สภาแห่งนี้ฟัง และประชาชนที่รับฟัง ทางบ้านว่าเหตุผลในการแก้คืออะไร และเป้าหมายคืออะไร ก็เป็นไปตามหนังสือของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ยื่นเข้า ครม. ครับ ทั้งข้อ ๑ ก็บอกของเหมือนเดิมเก่าแล้ว ๙๕ ปี ต้องแก้ให้มันสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนเดือดร้อนจากภาระดอกเบี้ยที่สูง เกินกว่าที่ควรจะเป็น ข้อที่ ๒ มันจำเป็นเพราะว่าต้องการลดภาระของลูกหนี้ ข้อ ๒ ก็พูดถึง สินเชื่อทั่วไปนะครับว่าดอกเบี้ยมันสูงเกินไป ข้อ ๓ บอกมันด่วนเพราะมีโควิด (COVID) เอส เอ็มอี (SMEs) ประชาชนมีภาระอยู่มากใช่ไหมครับ ตรงหมดเลยครับ พอมา ข้อ ๔ บอกว่าที่จะแก้ แก้เฉพาะกรณีดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนด โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมาย อันชัดแจ้งเท่านั้น พอมาเจอตรงนี้ ต้องบอกว่าตกใจนิดหนึ่งครับ ตกใจว่ามันจะได้ผลตาม ที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

เชิญสไลด์ที่ ๑ เลยครับ อันนี้ก็ เป็นเหตุผลจำเป็นเร่งด่วนที่ระบุไว้อยู่ในหนังสือที่ทำเข้า ครม. และอยู่แนบท้ายพระราช กำหนดฉบับนี้ ใกล้เคียงกัน อันนี้คือเหตุผลใช่ไหมครับ และท่านรัฐมนตรีเองก็บอกว่า เมื่อ สักครู่คำพูดท่านนะครับ พอดีผมบันทึกไว้ ท่านบอกว่าประชาชนได้รับประโยชน์จากอัตรา ดอกเบี้ยที่ลดลง สะท้อนสภาพการณ์ปัจจุบัน เอสเอ็มอี (SMEs) จะได้ประโยชน์ การฟ้องร้อง เพราะภาระดอกเบี้ยลดลง โดยเฉพาะดอกเบี้ยผิดนัด อันนี้เดี๋ยวมาตามดูนิดหนึ่งนะครับ ว่าท่านโฆษณาเกินจริงหรือเปล่า ผมเป็นกังวลนะครับ ผมสนับสนุนการดำเนินการเรื่องนี้ แต่ไม่สะเด็ดน้ำจริง ๆ ครับ มันยังมีปัญหาอยู่มาก เพราะฉะนั้นประชาชนตั้งความหวังสูง เพราะเห็นข้อความที่ยื่นเข้า ครม. ซึ่งรับทราบนะครับ ก็ต้องบอกว่าคนคาดหวังว่าดอกเบี้ยลง ดอกเบี้ยลงทันทีครับ เพราะมาตรการที่ใช้ออกเป็น พระราชกำหนดก็คือต้องรวดเร็ว เข้มข้น เป็นธรรม และทั่วถึงถ้วนหน้า มันควรจะเป็นอย่าง นั้นใช่ไหมครับ คำถามมีอยู่ว่ามีผลตั้งแต่วันที่ ๑๑ เมษายน จนถึงวันนี้ไม่มีอะไรลงเลยครับ🔗

ส่วนต่างดอกเบี้ยท่านบอกว่า ๓ เปอร์เซ็นต์นี้ คือส่วนต่างดอกเบี้ยที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยแนะนำ ท่านประธานครับ ในชาร์ต (Chart) นี้ แสดงให้เห็น อันนี้ผมเพิ่งเช็ก (Check) ตัวเลขเมื่อ ๒ วันที่แล้วนี้ วันอังคารนี้ส่วนต่างดอกเบี้ยประเทศไทย ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ ทุกประเทศในภูมิภาคนี้มีตั้งแต่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึงอย่างสูงสุด ๔.๖ เปอร์เซ็นต์ ประเทศ ไทย ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ประเทศเดียว เอเชียแปซิฟิกเราแชมป์ (Champ) ครับ แต่แชมป์ (Champ) ที่เป็นภาระกับประชาชน แล้วส่วนต่างดอกเบี้ย ผมเรียนท่านประธานไปถึงท่าน รัฐมนตรีนะครับ ท่านอย่าหลงใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยไม่สะท้อนปัญหาคนจนเลยครับ คนมีน้อย ได้ดอกเบี้ยเงินฝากน้อย จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สูง คนมีมากได้ดอกเบี้ยเงินฝากสูง จ่ายดอกเบี้ย เงินกู้น้อยกว่า เพราะฉะนั้นท่านต้องไม่หลงเอาค่าเฉลี่ยมาใช้เป็นเกณฑ์ในการออกแบบ นโยบายหรือมาตรการของรัฐ ไม่ลงเลยนะครับท่านประธานส่วนต่างดอกเบี้ยไม่ลง ต้องถาม ว่าทำไม ต่อไปครับ อัตราดอกเบี้ยการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน อันนี้อยู่ในเว็บไซต์ (Website) ผมไม่ได้ไปทำตัวเลขอะไรมาเองเลยนะครับ ท่านเปิดกดเว็บกดกูเกิล (Google) จะมีตัวนี้อยู่ ท่านก็เห็นว่าเอ็มโออาร์ (MOR) เอ็มแอลอาร์ (MLR) เอ็มอาร์อาร์ (MRR) นี้ ตั้งแต่ ๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ๕.๘ เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ก็มีครับ สูงสุด ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ผิดนัด ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ บัตรเครดิต ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้ก็ไม่ลง ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้าน เมื่อสักครู่พี่นิยม ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านก็บอกว่าชาวบ้านเข้าใจว่าดอกเบี้ยมันจะลง ทำไมมันไม่ลงเลย ครับ🔗

ผมก็ไล่ไปดูว่าโครงสร้างสินเชื่อของประเทศไทยนี้มันมีอะไรบ้าง ทั้งหมด ๑๗ ล้านล้านบาทนะครับท่านประธาน ใน ๑๗ ล้านล้านบาทเป็นของประชาชนและ บริษัทอย่างต่ำที่สุด ๑๒-๑๓ ล้านล้านบาท ที่เหลือเป็นของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจทุกกรณี ใน ๑๗ ล้านล้านบาทมีสัญญาชัดเจนทั้งสิ้น พอดีท่านไปยกเว้นว่า กรณีที่ไม่มีสัญญาเท่านั้น ที่จะได้ประโยชน์จากตรงนี้ ก็เจ๊งเลยครับ ไม่ได้ประโยชน์จริง ๆนะครับ ใน ๑๗ ล้านล้านบาท เหล่านี้มีสัญญาแล้วทั้งสิ้น ทำไมดอกเบี้ยไม่ลดลง🔗

ชาร์ต (Chart) ต่อไปนะครับ ท่านเห็นไหมครับว่าทุกกรณีสถาบันการเงิน อันนี้ความจริงผมมีลิสต์ (List) ๒๐ กว่ารายการ ยกตัวอย่างมาให้เฉพาะ ๖ รายการ เท่านั้นเอง ยกเว้นหมดเลยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตราที่เกี่ยวข้องจริง ๆ ก็คือมาตรา ๖๕๔ นั่นคือมาตราที่กำหนดเพดานสูงสุด ท่านไม่พูดถึง ท่านไม่ได้แก้ แถมไม่ได้แก้ยกเว้นอีก ด้วยกฎหมายเฉพาะเพราะฉะนั้นวันนี้ตอนแรกผมนึกว่าท่านลืมแก้ หรือเปล่า ลืมแก้มาตรา ๖๕๔ หรือเปล่าแล้วถ้าท่านแก้มันจะช่วยไหม ท่านแก้ก็ไม่ช่วยครับ เพราะมีประกาศอย่างต่ำที่สุด ท่านเห็นไหมใน ๖ รายนี้ประกาศกระทรวงการคลังเองที่ท่าน รัฐมนตรีดูแลอยู่ ๔ ฉบับ ยกเว้นเพดานเงินกู้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นแก้ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ ลดลงก็ไม่มีประโยชน์เพราะยกเว้นหมดเลย ตรงนี้ท่านต้องช่วยอธิบาย นิดหนึ่ง การคำนวณดอกเบี้ยเกินจริงเมื่อสักครู่นี้บางท่านได้พูดไปแล้ว กรณีคิดดอกเบี้ย ทบต้น บอกประชาชนว่าคิดดอกเบี้ยแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่มันทบต้นครับ คำนวณ เน็ต พรีเซนต์ แวลู (Net Present Value) คือราคามูลค่าปัจจุบัน ดอกเบี้ย ๑๐ กว่า เปอร์เซ็นต์ทั้งนั้น ตรงนี้อยู่ในประกาศที่ท่านกำกับดูแลได้นะครับ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้เอง ถามว่าประโยชน์จากพระราชกำหนด พอผมอ้างอิงมาตรา ๖๕๔ อันนี้เป็นมาตราที่กำหนด เพดานดอกเบี้ยสูงสุด แต่อย่างที่ผมเรียนท่านประธาน ยกเว้นหมดทุกกรณีเลยครับ กฎหมายเฉพาะ มีประกาศยกเว้นหมดเลย แก้ตัวนี้ก็ยังไม่มีประโยชน์อีก ถามว่าจริง ๆ แล้ว การออกพระราชกำหนดครั้งนี้ใครได้ประโยชน์บ้าง กรณีไม่มีสัญญาหรือมีสัญญาแล้วไม่ระบุ แล้วก็กรณีละเมิดทางแพ่ง แล้วก็กรณีดอกเบี้ยผิดนัด ผมก็พยายามจะดูว่ากรณีเช่นนี้มันมีสัก กี่ราย สักกี่เปอร์เซ็นต์ของระบบสินเชื่อของประเทศไทยไม่มีในสารบบเลยครับ เพราะมัน น้อยมากจนไม่มีใครเก็บสถิติไว้เลย ผมก็ไปถามทนายที่ว่าความนะครับ ว่าในชีวิตเขาเขา เจอกรณีที่พิพาทกันเพราะมีเงินกู้แต่ไม่มีการระบุเงื่อนไขในเงินกู้ไว้ มีกี่ราย ท่านประธานครับ ทนายคนนี้ทำงานมา ๒๐ ปี ว่าความอย่างเดียวครับทำคดีมา ๒,๐๐๐ คดี เคยเจอกรณีที่ไม่ ระบุเพียง ๒ กรณีใน ๒๐ ปี ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้คนหวังว่ามันจะทำให้ดอกเบี้ยลงมันไม่ลงครับ แล้วมันแก้ปัญหาสินเชื่อในระบบได้ เพียงแค่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เหนื่อยเลยนะครับ เพราะเป็นอย่างนี้ปั๊บก็ต้องกลับมาถาม ว่าท่านบอกเร่งด่วน ออกเป็นพระราชกำหนด หลักคิดผมเห็นด้วยหมดเลยละครับ หลักคิดที่ ท่านบอกว่าต้องอิงส่วนต่างดอกเบี้ยเห็นด้วยครับ หลักคิดที่ว่าไม่ให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นที่ มากกว่าที่ผิดนัดชำระ เห็นด้วยหมดเลยครับ มันไปตายตรงที่ท่านบอกว่า ถ้ามีสัญญามาก่อน ให้ทำตามสัญญาไป และถ้าไม่มีระบุในสัญญาถึงจะใช้ตรงนี้ มันก็เหลือแค่ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ครับท่านประธาน ต้องอธิบายเลยนะครับว่าเร่งด่วนขนาดไหน แก้ปัญหาได้ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์🔗

ผมก็เลยสรุปอย่างนี้ครับ หลักคิดในการที่ไปบอกว่า ยกเว้นเฉพาะกรณีที่ไม่มี สัญญาให้เป็น ๓ เปอร์เซ็นต์ ทำไมครับ ถ้ามีสัญญาที่มันเกิน ๓ เปอร์เซ็นต์แล้วมันเป็นธรรม ที่จะใช้สัญญานั้นต่อไป ทั้ง ๆ ที่ท่านคิดว่าและเชื่อว่าดอกเบี้ยมันสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น หลายคนจากที่เคยดีใจ พอลงไปในรายละเอียดนี่ต้องบอกเลยครับ งงครับ ผิดหวังกัน พอสมควรทีเดียวนะครับ ทำไมท่านไม่แก้ทุกมาตราที่ทำให้เกิดผลตามที่เขียนไว้ เป้าหมาย ท่านดีมากเลยครับ ท่านอยากจะลดดอกเบี้ย เพราะมันสูงเกินไป เป็นภาระเกินไป ประเทศ มีวิกฤติ มันแก้ได้หลายมาตราครับ แล้วต้องไปแก้ประกาศกฎหมายเฉพาะด้วย ทำไมท่านไม่ ระบุในพระราชกำหนดว่าบรรดาข้อตกลงที่ได้ทำไว้ก่อนนี้ให้ใช้อัตราดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ ก็ระบุได้นี่ครับ ทำไมท่านไม่ทำอย่างนั้น เพราะมันสอดคล้องกับส่วนต่างดอกเบี้ยของ สถาบันการเงินที่แนะนำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ทีนี้ผมเสนออย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านประธานท่านสามารถออก พ.ร.ก. อีกฉบับได้ ผมสนับสนุนเลยครับ แต่ให้มันครอบคลุม ให้มันทุกกรณีได้ไหมครับ หรือจะให้มีเวลาภายใน ๓ ปีให้ลงมาเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ไม่ว่า คิดให้ดีครับ เพราะวันนี้มันแก้ได้ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของปัญหา ลูกหนี้รายใหม่ ท่านไปดูสิครับบางคนเชื่อว่าออก พ.ร.ก. นี้ลูกหนี้รายใหม่จะได้อานิสงส์ว่าดอกเบี้ยจะลง ไม่ลงครับ เพราะมีการออกประกาศยกเว้นด้วยกฎหมายเฉพาะของสถาบันการเงินทุกฉบับ เลย ทุกแห่งด้วยครับ เพราะฉะนั้นท่านออก พ.ร.ก. อีกฉบับหนึ่งผมยินดีครับ ฉบับนี้ ผมผ่านให้ เพราะอย่างต่ำที่สุดมันก็แก้ปัญหาได้ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ท่านรับปากได้ไหมว่ากระทรวงการคลังเอง ธนาคารแห่งประเทศไทยเอง รัฐบาลเอง จะไปแก้ ประกาศที่ยกเว้นที่เปิดช่องให้เขาใช้เกินมาตรา ๖๕๔ คือเพดานเงินกู้ที่สูงสุด และท่าน รับปากได้ไหมว่าจะแก้เพดานเงินกู้ มาตรา ๖๕๔ ให้มันลดลงด้วยครับ กราบขอบพระคุณ ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออภิปรายพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับวันนี้ จริง ๆ แล้วอยากจะปรบมือให้ คณะรัฐมนตรี กระทรวงการคลังสัก ๑๐๐ ครั้ง ที่ท่านได้นำพระราชกำหนดนี้เข้ามาใน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมเห็นว่ามันมีประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการเป็นอันมากครับ ท่านประธาน เพียงแต่เท่าที่ผมได้นั่งอ่านมันเพียงแต่ดีเฉพาะพระราชกำหนดนี้ แต่ไม่ได้ครอบคลุมการกู้เงินหรือการทำนิติกรรมอย่างทั่วถึง เพราะการทำนิติกรรม มันมีหลากหลาย ถ้ารัฐบาลจะกรุณาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนหรือผู้ประกอบการโดยแท้จริง ผมอยากให้ออกพระราชกำหนดนี้เพิ่มเติมให้ครอบคลุมการทำนิติกรรมทุกนิติกรรมที่เอา เปรียบลูกหนี้ คือนิติกรรมใดที่เจ้าหนี้ไม่เอาเปรียบลูกหนี้เราไม่ว่าครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วลูกหนี้ จะเป็นผู้ถูกกระทำ ถึงแม้จะมีสัญญาก็ตามครับ ลูกหนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนในประเทศไทยเกิน ครึ่งประเทศที่เป็นหนี้ แล้วรู้สึกว่าตัวเองมีความลำบาก แต่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร บางคน พยายามทำงานประจำแล้วก็หางานเพิ่มเติมเพื่อนำเงินมาผ่อนชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน เป็น รถยนต์หรืออะไรก็แล้วแต่ผมเชื่อว่าหลายคนที่เป็นหนี้กับธนาคารไม่มีใครตั้งใจที่อยากจะขาด การชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะนั่นหมายถึงชื่อเสียงของตัวเอง แต่ที่ผ่านมาเราต้องยอมรับ ว่าเศรษฐกิจของประเทศมันย่ำแย่ ไม่ว่าจะการบริหารของรัฐบาลที่ผ่านมาก็ตามหรือไวรัสโค โรนา (Virus Corona) ก็ตาม เราต้องยอมรับว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ประชาชน ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ตามกำหนดทุกงวดจึงเป็นภาระนะครับ รัฐบาลได้ออกพระราช กำหนดนี้ออกมาถือว่าช่วยได้ในส่วนหนึ่ง ถึงแม้จะออกมาช้าก็ตามครับ แต่ก็จะเป็นประโยชน์ กับบุคคลที่ยังไม่ล้มละลาย แต่คนที่เป็นหนี้เป็นสินจนล้นพ้นตัว โดนยึดทรัพย์ ล้มละลาย ไปแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้รัฐบาลจะช่วยแก้ไขอย่างไร ผมอยากให้คิดต่อนะครับ เพราะกลุ่มคน เหล่านี้เขาก็ได้รับผลกระทบจากเหตุที่ผมได้เอ่ยมาเมื่อสักครู่นี้เช่นกัน พระราชกำหนดนี้ มีมาตราที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์อยู่ประมาณ ๓ มาตรา ก็คือมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ อยู่ ๓ มาตราหลัก ๆ ซึ่งในมาตรา ๓ เขาบอกว่าให้ยกเลิกความในมาตรา ๗ แล้วใช้ ข้อความนี้แทน นั่นหมายถึงว่าในมาตรา ๗ ที่ได้บัญญัติขึ้นมาใหม่นั้นได้กำหนดดอกเบี้ย ที่การทำนิติกรรมที่ไม่ได้กำหนดดอกเบี้ยไว้ให้กำหนดดอกเบี้ยแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นเรื่องดีครับ เดิมทีมันจะอยู่ประมาณ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้ามีการผิดนัดก็จะเพิ่มขึ้น เป็น ๑๕ ๑๘ ก็ว่ากันไปตามที่ลูกหนี้ทราบดีแล้วให้กระทรวงการคลังทบทวนทุก ๓ ปี นั่นหมายถึงว่ากระทรวงการคลังก็จะมาพิจารณาเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ แล้วก็จะมา พิจารณาโดยเอาผลเฉลี่ยระหว่างเงินฝากกับเงินกู้นะครับ ยกตัวอย่างถ้าเงินฝากได้ดอกเบี้ย ๑ บาท เงินกู้เสียดอกเบี้ย ๕ บาท ผลเฉลี่ยมันก็อยู่ตรงกลางก็คือ ๓ บาท ร้อยละ ๓ อันนี้คือความหมายของมาตรา ๗ นะครับ ส่วนในมาตรา ๔เขาบอกว่า ให้ยกเลิกความ ในมาตรา ๒๒๔ โดยใช้ความนี้แทน ก็คือมาตรา ๒๒๔ นั้น หนี้สินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่าง ผิดนัด ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดหมายถึงว่าให้คิด ๓ เปอร์เซ็นต์ บวกค่าปรับ ถ้าคิดแบบชาวบ้านก็คือค่าปรับอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงว่าให้คิดดอกเบี้ย ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ห้ามมิให้มีการคิดดอกเบี้ยซ้ำซ้อนกัน อันนี้คือเป็นข้อดีมากนะครับในมาตรา ๒๒๔ อีกมาตราหนึ่ง มาตรา ๒๒๔/๑ ยิ่งดีไปใหญ่ครับ เพราะถ้าเกิดมีการผิดนัดชำระหนี้ ให้นำต้นเงินที่ขาดชำระ หมายถึงว่าที่ขาดผ่อน เช่น เราผ่อนมาแล้ว ๒๐ งวด งวดละ ๑๐,๐๐๐ บาท ในงวดที่ ๑๑ ไม่สามารถผ่อนได้นะครับ ขาดส่ง ให้นำเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทนั้นมาคิดดอกเบี้ย ไม่ใช่เอา ทั้งเงินต้นมาคิดดอกเบี้ยเหมือนในอดีตที่ผ่านมา นี่คือเป็นเรื่องดีมาก ๆ ครับ อดีตที่ผ่านมา ถ้าส่งมาโดยตลอด ๒๐ งวดที่ ๒๑ ปรากฏว่าหาเงินไม่ทันแล้วมาผ่อนต่องวดที่ ๒๒ งวดที่ ๒๓ งวดที่ ๒๔ มันส่งผลให้งวดที่ ๒๒ งวดที่ ๒๓ งวดที่ ๒๔ ถือว่าเป็นการผ่อนไม่ตรงด้วย คิดดอกเบี้ยตั้งแต่ทบต้นมาเลยครับ นี่คือเป็นสิ่งที่เจ้าหนี้เอาเปรียบลูกหนี้ แล้วยังบวกค่าทวง ถาม ค่าติดตามสารพัด ลูกหนี้ไม่สามารถที่จะไปร้องใครได้ครับ จนสุดท้ายไม่สามารถผ่อนได้ ขึ้นโรงขึ้นศาลกันท่านประธานครับ ต้องขอความเมตตาจากศาล หลายท่านก็มาอธิบาย ให้ผมฟัง ผมก็ขอเล่าในที่ประชุมแห่งนี้ว่าพอไปขึ้นศาล ศาลก็ให้ความเป็นธรรมครับ บางคน มีหนี้ ๑ ล้านกว่าบาท ยกตัวอย่าง ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท ขาดการชำระหนี้มาประมาณสัก ๒ ปี กระมังครับ ดอกเบี้ยขึ้นไปอีก ๒ ล้านบาท เป็น ๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่สามารถผ่อนได้ พอไปขึ้นศาล ศาลก็มีความเมตตาต่อรองไปต่อรองมาก็เหลือประมาณ ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเช่นนี้ครับ ฉะนั้นผมคิดว่าถ้า พ.ร.ก. ฉบับนี้เข้ามาผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันเป็น ประโยชน์กับทั้งลูกหนี้ ทั้งเจ้าหนี้ครับ โดยเฉพาะประโยชน์กับประเทศเรานี่ล่ะ เศรษฐกิจ มันจะสามารถเดินได้ ถ้าลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ ถ้าเจ้าหนี้สามารถเก็บเงินได้มันประโยชน์ ร่วมกันท่านประธานครับ ผมจึงเห็นว่าควรจะให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านโดยเร็วและขอฝากไว้ว่า ถ้าจะให้ดีควรจะมีพระราชกำหนดออกมาให้ครอบคลุมมากกว่านี้ แล้วก็ให้ช่วยเหลือ ผู้ประกอบการหรือลูกหนี้ที่ล้มละลาย ด้วยเขาโดนเก็บหนี้ที่ไม่เป็นธรรมดอกแพงขึ้น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ มันมีจริง ๆ ครับ ท่านไปตรวจสอบเถอะครับ คนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะฟื้นฟูฟื้นสภาพได้เลย เราจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้สามารถฟื้น สภาพได้ แล้วก็ได้อานิสงส์จากการออก พ.ร.ก. ฉบับใดฉบับหนึ่งที่รัฐบาลควรจะทำขึ้นใน อนาคตนี้ ขอฝากเพื่อที่จะให้ประชาชนทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกันกราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณธีรัจชัย พันธุมาศ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับ พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ท่านประธานที่เคารพครับ ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์เป็นกฎหมายหลักเป็นกฎหมายกลางที่ใช้โดยทั่วไป การออกกฎหมายกรณี ดังกล่าวหมายถึงคำนวณใช้น้ำหนักในการที่ออกกฎหมาย ความยุติธรรมก็คำนึงถึงตัวบุคคล ทั่วไปที่เป็นผู้เสียโอกาส และบุคคลที่ทำธุรกิจมันใช้ทั่วไปครับ มันต่างกับกฎหมายที่เกี่ยว เฉพาะในเรื่องของการกู้ยืมเงินในสถาบันการเงิน นั่นคือต้องเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน เนื่องจากเขามีต้นทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นจะต้องออกกฎหมายเป็นพิเศษ คำนึงถึงต้นทุนความ เสี่ยงนั้นด้วย ขอเรียนอย่างนี้นะครับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่องการกู้ยืมเงินไม่ จำเป็นต้องออกแบบเหมือนกับในส่วนของกฎหมายที่เป็นสถาบันการเงินโดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นกฎหมายทั่วไป ในกฎหมายเฉพาะ กฎหมายทั่วไปนั้นไม่ควรที่จะมองระบบ เศรษฐกิจเป็นหลักเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ให้ความเป็นธรรมและช่วยเหลือเกื้อกูลในสังคมมัน เป็นคุณธรรมที่ดีของสังคมที่จะต้องธำรงรักษาไว้ ซึ่งจะต้องรับฟังผลกระทบต่าง ๆ ด้วย ขอ เรียนสิ่งที่ดีในกฎหมายฉบับนี้ผมเห็นด้วยในกรณีแก้ไขตามมาตรา ๗ นั่นคือการลดดอกเบี้ย ต้องเสียที่ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในกรณีสัญญาเงินกู้ต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วมี แค่ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ในกรณีที่เกิดขึ้นน้อยมากจาก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ดีในช่วง ๙๕-๙๖ ปีที่ผ่านมาเราใช้อัตราดอกเบี้ย ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ เราลดเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ นั่นเป็น คุณต่อลูกหนี้ นั่นคือเป็นกรณีของทั่วไปได้ประโยชน์กับลูกหนี้ทั่วไป แต่ในส่วน มาตรา ๗ นั้น เป็นส่วนที่จะต้องคำนึงถึงก็คือวรรคสองนะครับ เป็นกรณีที่บอกว่าอาจให้มีการปรับเปลี่ยน ลดลงหรือเพิ่มขึ้น เอามาเป็นพระราชกำหนด เราแก้เนื้อในไม่ได้ ผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น ก่อนหน้านี้ก็มีนะครับ กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการตกลงประนีประนอมยอมความชั้นศาลก่อนที่มีการฟ้องคดี ก็เอื้อต่อกลุ่มทุนไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพื่อต่อให้พิพากษาเร็วขึ้น ไม่ได้เกิดจากประชาชน แต่ใช้เข้ามาในทางกฎหมายปฏิรูปประเทศ เข้ามาแล้วก็โหวตชนะไป ผ่านไปแล้วอันหนึ่ง นี้อีกอันจะเอาอีกแล้วครับ ผมถามนะครับ เมื่อสักครู่ที่เรียนมันมีเพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ในกรณีของดอกเบี้ยที่ไม่ได้มีการตกลงกัน แต่อีก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่แล้วเป็นดอกเบี้ย ที่มีการตกลงกันทั้งหมดร้อยละ ๑๕ ต่อปี ทำไมตรงนี้ไม่แก้ละครับ การแก้ตรงนี้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือเหลือ ๕ เปอร์เซ็นต์มันไม่ดีกว่าหรือ ทำไม ท่านไม่ทำ แล้วทำไมกรณีอย่างนี้ตั้ง ๙๖ ปี ท่านเพิ่งมาทำแล้วอ้างโควิด (COVID) แล้วก็มาหมกเม็ดแบบนี้ ถามว่าท่านกลั่นแกล้งประชาชน หรือจะเอาเปรียบประชาชน ไปถึงไหน หรือจะหาเสียงกันครับ ๑๕ เปอร์เซ็นต์แก้สิครับให้เหลือ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านทำได้ไหมครับ ในประกาศของกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ย สูงสุด บางที ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ที่มีตัวอ้างอิง ฐานอ้างอิงประกาศทุกวันของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ของแต่ละธนาคารอย่างนี้ ท่านไปแก้ให้ต่ำลงได้ไหมครับ ประชาชนอีก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ได้ประโยชน์ ท่านมาทำแค่เปอร์เซ็นต์เดียวแล้วหมกเม็ดอีก จะขึ้นได้เมื่อไรก็ได้ แล้วมาเพิ่มภาระเกินควร ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ ด้วย ให้แก่ประชาชนด้วย ท่านทำเพื่ออะไรครับ ประโยชน์ไม่มี ประโยชน์น้อย แล้วเปิดแง่ให้กับใน ส่วนของสถาบันการเงินสามารถขึ้นได้ตลอด เอื้อนายทุนล้วน ๆ ท่านเป็นนายทุนหรือครับ ท่านอาจจะไม่ได้มาจากประชาชนท่านไม่ทราบหรอกครับว่าความเดือดร้อนอย่างไร ผมเรียนว่าให้ท่านไปแก้เถอะครับ ไปแก้ทุกอัน ในเรื่องดอกเบี้ย ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องประกาศของธนาคารกฎหมายเฉพาะทุกอันให้มันลดต่ำลงมาเหมือนสัดส่วนตรงนี้ อย่าสร้างภาพ อย่าหลอกลวง อย่าหมกเม็ด อย่าให้โอกาสของตัวเอง ซึ่งเป็นกระทรวงคลังมา พลิกโอกาสในการที่จะขึ้นดอกเบี้ยสูงขึ้นไป โดยให้ประชาชนดีใจแค่ ๓ ปี หลังจากนั้นจะขึ้น อย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ สภาตรวจสอบไม่ได้ เรื่องนี้ฝากท่านประธานด้วยนะครับท่าน ประธาน อยากจะให้เสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้โปรดตรวจดูว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่การที่มอบอำนาจให้กระทรวงการคลังสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้โดยไม่ ผ่านกระทรวงเพราะว่าขัดต่อมาตรา ๒๖ หรือไม่ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไป คุณศุภชัย ใจสมุทร ส่วนรัฐมนตรีหรือผู้ชี้แจงจะช่วงไหนก็กรุณาแจ้งให้ทราบนะครับ เชิญเลยครับ🔗

นายศุภชัย ใจสมุทร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรค ภูมิใจไทย ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ผมเชื่อว่าท่านประธานเอง เรียนจบกฎหมายมาไม่น้อยกว่า ๖๐ ปีแล้ว ผมเองก็จบมา ๔๐ ปี สิ่งที่เราเองยึดมั่นโดยตลอด ว่ากฎหมายไทยพอมีกฎหมายแม่บทที่เป็นหลัก ก็คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นลักษณะประมวลกฎหมาย มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าความเป็น พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมาย หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกโค้ด (Code) เรามีความรู้สึกว่า ทรงศักดิ์สิทธิ์ มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าแอกต์ (Act) แต่วันนี้ผมตกใจมากที่รัฐบาลได้เสนอ พระราชกำหนดที่เรียกว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผมมีความรู้สึกว่าฝ่ายบริหารกล้าหาญมากในการที่จะใช้อำนาจซึ่งควรจะเป็นอำนาจของ สภานิติบัญญัติแห่งนี้ แต่วันนี้ท่านกลับใช้อำนาจของท่านตามรัฐธรรมนูญ โดยท่านอ้างว่าการ ดำเนินการสิ่งที่ท่านทำนั้นเป็นความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อเป็นประโยชน์ ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งผมคิดว่ากรณีที่เกิดขึ้นนี้ ถ้าฟังดูผิวเผินตามเหตุผลที่ท่านบอกว่ามันมีความจำเป็นอย่างไร ตามลายลักษณ์อักษร ผมก็คิดว่ามันอาจจะเป็นไปได้ แต่แท้จริงแล้วผมได้พบความจริงว่าเรื่องที่ท่านได้เสนอเข้ามานี้ มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันเป็นเรื่องที่ประเทศนี้เขาคิดกันเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพว่าธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ดำริ ที่จะคิดเรื่องนี้ในการที่จะปรับปรุงแนวทางในการคิดดอกเบี้ยที่ผิดนัดชำระหนี้และลำดับ การตัดชำระหนี้ ก็เพื่อที่จะส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการทางการเงินในระบบการเงินไทย และสนับสนุนให้ผู้ใช้บริการทางการเงินจะได้ดำเนินธุรกิจไปอย่างยั่งยืน เพราะฉะนั้นธนาคาร แห่งประเทศไทยคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ แล้วครับ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ท่าน เพิ่งมาประกาศนี้ แล้วก็สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการก็คือได้ออกประกาศ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกศ. ๒๙/๒๕๖๓ เรื่อง การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และ การตัดชำระหนี้ ซึ่งก็มีผลบังคับใช้กับสถาบันการเงินต่าง ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบัน การเงินทุกแห่ง ในฐานะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำกับดูแล ท่านเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ท่านก็คุมธนาคารทุกธนาคาร สถาบันการเงินต่าง ๆ โดยประกาศนั้น กราบเรียนท่านประธานว่าเป็นการกำหนดในการที่จะกำกับดูแลเรื่องของการคิดดอกเบี้ย สำหรับลูกค้ารายย่อยหรือที่ธนาคารเขาเรียกว่าคอนซูเมอร์ (Consumer) และลูกหนี้ธุรกิจ ขนาดกลาง และขนาดย่อย หรือเอสเอ็มอี (SMEs) คอนซูเมอร์ (Consumer) กับเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงลูกหนี้รายใหญ่ที่เรียกกันว่า คอร์พอเรต (Corporate) สาระสำคัญของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นก็คือการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้บน ฐานของต้นเงินที่ผิดนัดจริงโดยไม่รวมถึงส่วนของเงินต้นของค่างวดในกรณีที่ยังไม่ถึงกำหนด ชำระ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้โดยใช้อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาบวกไม่เกิน ร้อยละ ๓ ต่อปี แล้วก็การกำหนดลำดับการตัดชำระหนี้โดยการตัดชำระค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยและเงินต้นตามลำดับของยอดหนี้ที่ค้างชำระนานที่สุดก่อน นี่คือประกาศของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ขอย้ำว่าประกาศนั้นไม่ได้ กำหนดให้บังคับลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่หรือคอร์พอเรต (Corporate) ประการใด ในขณะที่ ประกาศนั้นมีการใช้บังคับบรรดาธนาคารต่าง ๆ เมื่อได้รับหนังสือเวียนหรือสื่อสารขอความ ร่วมมือจากธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารในฐานะเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายก็ได้มี การดำเนินการในการที่จะปรับปรุงแก้ไขสัญญาที่เกี่ยวข้องตามประกาศนั้น เกี่ยวกับลูกหนี้ คอนซูเมอร์ (Consumer) แล้วก็เอสเอ็มอี (SMEs) ตามแนวทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประกาศไว้ นอกจากนั้นท่านมาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ในช่วงปี ๒๕๖๔ นี้เอง กฤษฎีกาเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ท่านก็ได้ทำรับฟังความคิดเห็นพับลิกเฮียริง (Public Hearing) พับลิกเฮียริง (Public Hearing) ในหัวข้อว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แก้ไขเพิ่มเติมเรื่องอัตราดอกเบี้ย ในกฎหมาย ซึ่งรายละเอียดท่านก็คงทราบอยู่แล้ว ผมจะไม่เข้ารายละเอียด ก็คือมีการแก้ไข มาตรา ๗ แก้ไขมาตรา ๒๒๔ แล้วก็กำหนดฐานการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องเดียวกับที่ประกาศธนาคาร ท่านได้ทำมาแล้ว และธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ กำหนดครอบคลุมถึงลูกหนี้ที่เป็นลูกหนี้ขนาดใหญ่ ที่เรียกว่าคอร์พอเรต (Corporate) ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นแนวเดียวกัน เป็นที่รับรู้ ธนาคาร สถาบันการเงินก็ปฏิบัติ แต่ทันใด นั้นเองท่านก็ประกาศพระราชกำหนดฉบับนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านไปพับลิกเฮียริง (Public Hearing) ท่านไปรับฟังความคิดเห็นของบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ปรากฏว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เลย และไม่ได้เป็นการดำเนินการไปตามกระบวนการ ตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญเลย ถึงเวลาท่านก็ออกพระราชกำหนดฉบับนี้ ซึ่งเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่ไม่สอดรับกับประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่องของที่ให้ใช้ บังคับเฉพาะคอนซูเมอร์ (Consumer) กับลูกหนี้เอสเอ็มอี (SMEs) เพราะในที่สุดแล้วพระราชกำหนดที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ตอนนี้มันเป็นการครอบคลุม ผูกพันไปถึงลูกหนี้รายใหญ่ที่เป็นคอร์พอเรต (Corporate) ด้วย ตรงนี้มันเป็นผลทำให้สถาบัน การเงินต่าง ๆ ปวดหัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ เพราะว่าในการที่จะต้องดำเนินการปรับปรุง ระบบการคิดคำนวณเรื่องดอกเบี้ยผิดนัด การแก้ไขแบบฟอร์มสัญญาให้สอดรับกับหลักเกณฑ์ ทางกฎหมายต่าง ๆ ต้องดำเนินการนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยก็คงจะเข้าใจ แต่เมื่อพิจารณาแล้วเขาก็คิดไม่ตกว่าประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ไม่ครอบคลุมถึง คอร์พอเรต (Corporate) กับพระราชกำหนดนี่อันไหนใหญ่กว่า เขาก็ดูแล้วอันนี้คือกฎหมาย ตอนนี้สถาบันการเงินต่าง ๆ ก็มีความเวียนหัวเวียนเกล้าเป็นอย่างยิ่งกับสิ่งที่ท่านกำลัง ประกาศมาบังคับใช้ในขณะนี้อยู่ แล้วก็มาขอให้ทางสภาแห่งนี้รับรอง นี่คือสภาพปัญหาที่จะ เกิด สิ่งที่ต้องขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานไปยังทางสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา ท่านรัฐมนตรีด้วยก็คือมันมีเรื่องปัญหาความไม่ชัดเจนของการตีความคำว่า หนี้เงิน เป็นงวด ตามมาตรา ๒๒๔/๑ อันนี้เป็นเรื่องแรกนะครับ🔗

เรื่อง ๒ ก็คือกรณีหนี้เงินที่ลูกหนี้มีหน้าที่ผ่อนชำระเป็นงวดตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔/๑ กำหนดให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยผิดนัดบนต้นเงินของ งวดที่ลูกหนี้ผิดนัด แต่กฎหมายก็ไม่ได้ระบุว่าเจ้าหนี้จะเริ่มคิดดอกเบี้ยบนยอดเงินต้น ค้างชำระทั้งหมดได้เมื่อใด อันนี้ก็คืออีกเรื่องหนึ่ง🔗

สิ่งที่เป็นห่วงที่สุด ก็คือเรื่องผลกระทบต่อภาคธุรกิจการลงทุนและการให้ สินเชื่อของสถาบันการเงินครับท่านประธาน สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือว่าการกู้เงินบางกรณีเป็น การกู้ด้วยยอดเงินจำนวนมากมายมหาศาลเข้ามาในเมกะโพรเจกต์ (Megaproject) ทั้งหลาย ที่เป็นการขอกู้ร่วม เรียกว่า ซินดิเคด โลน (Syndicated Loan) ซึ่งเป็นการให้สินเชื่อร่วมกัน ระหว่างเจ้าหนี้หลายรายโดยมีสถาบันการเงินระหว่างประเทศเข้ามาให้กู้อยู่ด้วยซึ่งเป็นวงเงิน สินเชื่อที่สูงมาก หลักการของการตกลงเรื่องซินดิเคด โลน (Syndicated Loan) นั้นก็จะต้อง มีการเจรจากันมากว่าที่จะยุตินะครับ ดังนั้นหากเป็น ซินดิเคด โลน (Syndicated Loan) ที่มีการเจรจากัน แล้วสัญญามีการทำกันก่อนพระราชกำหนดอย่างนี้มันจะมีผลกระทบ🔗

๒. ก็คือสิ่งที่จะต้องบอกก็คือว่า ซินดิเคด โลน (Syndicated Loan) ผู้ที่ให้กู้ ส่วนหนึ่งก็เป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศ มันจะมีผลกระทบกับเงื่อนไขอันนี้ซึ่งเป็น เงื่อนไขใหม่🔗

เรื่องต่อมา ก็คือการที่พระราชกำหนดฉบับนี้ผลใช้บังคับทันทีหลังจาก วันที่ ๑๑ ใช่ไหมครับ มันมีผลทันทีก็ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจธนาคาร เนื่องจากความ ไม่ชัดเจนของตัวบทกฎหมาย ตลอดจนปัญหาการตีความต่าง ๆ เป็นอุปสรรคในการปรับปรุง ระบบอะไรต่าง ๆ กันมากมาย วันนี้สถาบันการเงินเขามีความวุ่นวายในเรื่องนี้มาก มันมีเรื่อง ที่จะต้องขึ้นไปสู่ศาลว่าสัญญามันเป็นโมฆะหรือไม่เป็นโมฆะหรือไม่ วันนี้เขารออย่างเดียว ครับ เขารอว่าจะมีคดีขึ้นไปสู่ศาลฎีกาเมื่อไรเขาจะได้เอาเป็นบรรทัดฐาน สิ่งที่เรียนตรงนี้ ก็เพื่อต้องการให้เห็นว่าในที่สุดการออกกฎหมายครั้งนี้เป็นการใช้ออกกฎหมายที่ไม่ได้ มีประโยชน์เลย ผมไม่อยากจะว่าว่าความจริงสิ่งที่ท่านทำนี้นะครับ วันนี้เรื่องสำคัญที่สุด ที่อยากจะบอกก็คือว่า ลูกหนี้คอร์พอเรต (Corporate) เป็นลูกหนี้ที่มีอำนาจต่อรองกับ สถาบันการเงินสูง ไม่เหมือนคอนซูเมอร์ (Consumer) แล้วก็เอสเอ็มอี (SMEs) ไม่ว่าจะเป็น ในแง่ของขนาดขององค์กร อำนาจต่อรองกับสถาบันการเงิน เพราะฉะนั้นการปรับวิธีการคิด ดอกเบี้ยผิดนัดอย่างนี้มันเหมือนกับว่าจะช่วยให้ลูกหนี้ขนาดใหญ่หรือคอร์พอเรต (Corporate) มีอำนาจต่อรองมากขึ้น เป็นเหมือนว่ามันจะทำให้มีผลกระทบต่อประเทศ ในเรื่องของการที่เขามีสิทธิ มีเงิน ดอกเบี้ยก็คิดกับเขาน้อย แล้วเขามาผิดนัดแล้วสถาบัน การเงินก็ทำอะไรเขาไม่ได้มันจะมีผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ ผมไม่อยากจะ บอกว่ากฎหมายฉบับนี้จริง ๆ แล้วประชาชนทั่วไปได้ประโยชน์ขนาดไหน หลักการมันดี แต่ไป ๆ มา ถ้าจะคิดกล่าวหากันแบบที่เขาชอบใช้กัน ผมก็มีความรู้สึกว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เอื้อให้กับนายแบงก์นะครับ แต่เป็นการเอื้อให้บรรดา นายทุนผู้เป็นลูกหนี้ของแบงก์ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนผู้กู้เงินธนาคารด้วยความที่ ตัวเองเป็นคอร์พอเรต (Corporate) มีเงินเยอะ แล้วเขาได้ประโยชน์ยิ่งกว่าประชาชน เพราะ ในที่สุดเหมือนที่ว่านะครับ ตกลงกันต่าง ๆ นานา มันเป็นประโยชน์ ลดดอกเบี้ยจาก ๗.๕ เหลือ ๓ มันก็เป็นประโยชน์อยู่แล้ว แต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มาก ๆ ผมกลับมองว่าคือบรรดา คอร์พอเรต (Corporate) เหล่านั้นละครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องฝากท่านรัฐมนตรี มีอะไรที่คลุมเครือ ครอบคลุมคอร์พอเรต (Corporate) หรือไม่อย่างไร ฝากประเด็นกลับไป ยังท่านว่าถ้าจำเป็นที่จะต้องประกาศเป็นพระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่งที่มันไม่เคลียร์ (Clear) ยังคลุมเครือ ให้มันชัดเจนก็น่าจะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่าที่จะส่งสิ่งที่มันไม่ชัดเจนมาให้พวกผม รับรองให้ ก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานตามเวลาที่กำหนดไว้เพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอาจจะขอตำหนิหรือเชิงกล่าวหาไปยังรัฐบาล ที่ท่านมีความไม่สุจริต แล้วก็ส่อไปที่เอาทุกข์ร้อนของประชาชนไปชิงออกเป็นพระราชกำหนด ฉบับนี้ เราต้องยอมรับว่าปัจจุบันปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความไม่เป็นธรรม ของสังคมไทย สิ่งหนึ่งก็คือปัญหาหนี้สิน ปัญหาหนี้สินของประเทศไทยวันนี้เรามี ทั้งหนี้สาธารณะที่รัฐบาลชุดนี้คิดว่าไม่มีปัญญาที่จะหาเงินด้วยวิธีอื่น ก็ใช้ความมักง่าย ไปกู้เงินอย่างงบประมาณปี ๒๕๖๕ ประชาชนจะต้องไปใช้หนี้เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะรัฐบาลได้ไปกู้หนี้เก่า ๆ มา ซึ่งตั้งเป็นการใช้หนี้สาธารณะ ในส่วนที่เป็นหนี้ของ ประชาชนก็คือหนี้ครัวเรือน ผมทราบว่าไตรมาสแรกยังไม่มีการออกมา แต่ก็ทราบว่า มีสถาบันการเงินบางแห่งได้ประมาณว่าเรามีหนี้ครัวเรือนประมาณ ๙๒ เปอร์เซ็นต์ คือเรา มีเงิน ๑๐๐ บาท ๙๒ บาทต้องไปใช้หนี้ อันนี้คือพูดเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ แล้วปัญหาหนี้สิน ส่วนใหญ่รัฐบาลปัจจุบันหรือผู้ที่อยู่รอบรัฐบาลปัจจุบันนี้เวลาพูดถึงคนมีหนี้ก็จะมองว่า เป็นคนที่ไม่มีวินัย เป็นคนไม่ดีต่าง ๆ นานา แต่ในความเป็นจริงปัญหาของหนี้สินรากเหง้า ก็มาจากดอกเบี้ย วันนี้สถาบันการเงินต้องยอมรับเราก็หาผลประโยชน์จากดอกเบี้ย แล้วก็ ดอกเบี้ยที่สำคัญก็คือก่อนที่พระราชกำหนดฉบับนี้จะเกิดเรามีกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อ ๙๖ ปีที่ผ่านมานั้นสภาพสังคมอยากให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังที่นั่งในที่นี้ควรเอาข้อมูลมาด้วย ผมพยายามไปตรวจสอบว่าในสมัยนั้น ดอกเบี้ยเงินฝากประมาณร้อยละ ๗.๕ เราจึงได้กำหนดกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้มีดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณร้อยละ ๗.๕ เพราะเขาไม่ต้องการให้มีการเอาเปรียบจนเกินไป วันนี้ท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ถ้าเงินฝากออมทรัพย์เฉลี่ยก็ร้อยละ ๐.๒๕ คือ ๑ สลึง แล้วถ้าเป็นดอกเบี้ยเงินฝากประจำก็ ๕๐ สตางค์ แต่พอเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ ปรากฏว่าเราได้กำหนด ซึ่งผมอยากจะให้ดูตัว พ.ร.ก. ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ประเทศไทยเรามีหนี้ประมาณ ๔๑.๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ข้อมูล ได้มาจากแบงก์ชาตินะครับ เราเป็นหนี้บัตรเครดิต ประมาณ ๑๗.๑ เปอร์เซ็นต์ เราเป็นหนี้รถ แล้วก็ที่เหลือก็จะเป็นหนี้บ้าน แล้วก็หนี้อื่น ๆ เกษตรกร ประมาณกว่า ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ หรือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ หนี้ก้อนนี้ท่านทราบหรือไม่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบ หรือไม่ว่าท่านปล่อยให้สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยรวม ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เอาเงินฝาก ของประชาชนมาสลึงเดียว แต่ไปเอากำไรถึง ๓๖ บาท แล้วคนกลุ่มนี้ก็เป็นคนที่มีปัญหาอย่าง ยิ่ง เราจะเห็นว่าสัดส่วนที่ท่านเอื้อกับผู้มีเงิน นายแบงก์หรือนายทุนก็ตาม เราจะเห็นว่าถ้าเรา ไปดูในประเทศสิงคโปร์ เขาจะมีสินเชื่อบัตรเครดิตแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ของเราเกือบ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วดอกเบี้ยบัตรเครดิตผมมีตัวอย่างถ้าท่านกู้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ใช้ตาม เกณฑ์ของสินเชื่อ คืออาจจะใช้ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำ ท่านใช้ไป ๒๐ ปี ๑๐๐,๐๐๐ บาท หนี้ก็ยังอยู่ ๒๐ ปี ยังเหลืออีก อันนี้จะยกตัวอย่าง เพราะว่าวันนี้การแก้ของ ท่าน ผมคิดว่าท่านชิงใช้พระราชกำหนดที่เป็นความต้องการจะปิดปากคนในสภา ท่านรู้ว่า วันนี้ปัญหาความทุกข์ยากมีมาก ท่านก็ไปแก้ สิ่งที่ท่านแก้มีเพื่อนสมาชิกพูดว่าในโลกของ ความฝันของท่านว่าดี แต่ในโลกของความเป็นจริงเราจะพบว่าท่านไม่ได้กำหนดเรื่องนิติกรรม ไว้ ร้อยละ ๑๐๐ สัญญา ร้อยละ ๑๐๐ เงินกู้ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ จะมีสัญญาเกินกว่า กฎหมายกำหนด แล้วท่านก็ไปรับรองว่าอันนี้ถูกต้อง แล้วอีกประการหนึ่ง ต้องยอมรับว่า เรื่องนี้มาจากธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยก็รู้สึกเจ็บปวดในการที่ ผลักดันให้ไปถึงจุดที่จะไปถึงตอนนั้น เหตุที่ผมพูดเช่นนี้ เพราะว่าเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓ มีท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้มาชี้แจงกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ วาระ ๒ ตัวผมเองได้สอบถามท่านผู้ว่าการแบงก์ ชาติไป ว่าท่านผู้ว่าการทำไมดอกเบี้ยเงินฝากไม่ถึงบาท แต่ดอกเบี้ยเงินกู้จึงปล่อยให้คิดหรือ มาขูดเลือดกับคนจนมาก ท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติก็ใช้เวลาชี้แจงเกือบนานมาก ที่จะพยายาม ไปบอก แล้วก็บอกว่าตอนนี้จะผลักดันดอกเบี้ยผิดนัดชำระที่เอาเงินต้นมารวม ทั้งหมดมารวม แล้วมาคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระ แล้วในกฎหมายไทยเรามีกำ หนดว่า ถ้าเราเป็นหนี้ เวลาเราต้องใช้หนี้เป็นงวด ๆ เขาให้ใช้อะไรก่อนรู้ไหมครับท่านรัฐมนตรี ผมคิดว่าท่านต้องรู้ เวลาเราใช้หนี้กฎหมายบังคับ ๑. ท่านต้องใช้เบี้ยสัญญานั้นก่อน ค่าธรรมเนียม อันที่ ๒ ท่านต้องไปใช้ดอกเบี้ยก่อน แล้วขณะนั้นเมื่อมีการคิดดอกเบี้ย เวลาคนไปใช้หนี้เป็นงวด ๆ จะใช้เงินต้นได้นิดเดียว ประเทศไทยเมื่อมีการศึกษา ท่านผู้ว่า การแบงก์ชาติท่านที่แล้วท่านกรุณาไปเขียนเป็นบทความว่าน่าจะมีประเทศไทยประเทศเดียว ที่เวลาใช้หนี้ให้ไปใช้ดอกเบี้ยก่อน แทนที่จะมาใช้เงินต้นเพื่อจะได้ลด ดังนั้นวันนี้คนไทยจึง เต็มไปด้วยหนี้ แล้วนี่คือทุกข์ร้อนของคนไทยทั้งประเทศ ท่านรัฐมนตรีได้นำกฎหมายฉบับนี้ เข้ามา ผมคิดว่าในโลกของความเป็นจริงนั้น การกู้เงิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์จะกู้จากสถาบันการเงิน สถาบันการเงินก็จะทำสัญญาที่ได้เปรียบ ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นดอกเบี้ยร้อยละ ๗ กฎหมายฉบับนี้ก็ใช้ได้ไม่ได้ และประการที่ ๒ ก็คือท่านก็ ไปกำหนดให้มีเบี้ยปรับเพิ่มมาอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็มาซ้ำเติมเข้ามาอีก พอมา ๒ เปอร์เซ็นต์นี้ ปรากฏว่าถ้ามันมีกฎหมายกำหนดไว้อย่างอื่นท่านก็ยังให้ใช้ได้ เช่น ที่ผ่านมาสมาชิกได้บอก หนี้ของ กยศ. ท่านลองไปดู กู้ ๒๐๐,๐๐๐ ฟ้อง ๖๐๐,๐๐๐ ฟ้อง ๕๐๐,๐๐๐ เป็นการละเมิด สิทธิมนุษยชนอย่างยิ่ง แล้วก็ไปตามเอากับเบี้ยปรับ แล้วก็ไปหากินในกลุ่มของผู้มีตำแหน่ง เล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วรวมถึงไปเขียนแก้กฎหมายสมัยท่านประธานออกมานี้ดอกเบี้ยร้อยละ ๑ เป็นดอกเบี้ยร้อยละ ๑.๕ ซึ่งการศึกษาเป็นเรื่องที่รัฐต้องทุ่มเท เพราะถ้ามนุษย์รุ่นใหม่ มีความรู้เราจะต้องให้ฟรี แต่วันนี้ก็ปรากฏว่าหนี้เรื่องการศึกษาก็สูง อาจจะสูงรอง ๆ จาก หนี้บัตรเครดิต เดี๋ยวอาจจะมีท่านสมาชิกในพรรคได้พูด ดังนั้นมาตราต่าง ๆ ที่ท่านออกมานี้ ท่านชิง ถ้าท่านกล้าจริงนี้มันไม่ฉุกเฉิน ท่านต้องเอากฎหมายนี้เข้าสภา แล้วเข้าสภา เช่น เมื่อ ๕๙ ปีที่แล้วดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้นี้มันเท่า ๆ กัน มัน ๗.๕ กับ ๗.๕ เหมือนกัน เขาก็ให้แบงก์ไปใช้ฝีมือในการหาปล่อยกู้เท่าไร ก็ขีดเกินมาให้ได้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้ดอกเบี้ยเงินฝากมัน ๑ สลึง แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ท่านไปเขียนไว้ ถ้าไม่ทำสัญญา ไม่ทำนิติกรรม ๓ บาท แต่จริง ๆ มันยังมีมาตราที่ยังกำหนดให้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็ไม่แก้ แล้วที่สำคัญก็ยังมีประกาศแบงก์ชาติที่ปล่อยให้สถาบันการเงินหาดอกเบี้ย ที่ผมชี้ให้เห็นว่า คน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ คน ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ที่ดอกเบี้ยรวม ๆ กันแล้ว ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ๒๕ และ บวกค่าปรับบวกอะไรต่าง ๆ นี่คือความทุกข์ของประชาชน วันนี้ประชาชนคนไทยไม่ใช่ตรา หน้าว่าไม่ขยัน ไม่ใช่ถูกตราหน้าว่ายากจน ใครที่ตกเข้าไปในวังวนการเป็นหนี้ คน ๆ นั้น จะต้องอยู่กับหนี้ไปตลอดชีวิต เรื่องหนี้เป็นเรื่องของคดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา ในคดีอาญา เมื่อจำเลยตาย เสียชีวิตคดียุติลง แต่ในคดีแพ่งเมื่อจำเลยเสียชีวิตมันไม่จบ มันก็ต้องไปบังคับ กับผู้ค้ำประกัน ยึดทรัพย์สิน ผมได้รับโอกาสได้เคยเป็น ผอ. ดูแลเรื่องหนี้ ความไม่เป็นธรรม ครั้งแรก ผมได้เห็นความไม่เป็นธรรมในเรื่องนี้มากมาย และทุกคนก็พยายามจะแก้ไข มีหลายคดีท่านลองไปค้นดูในกรมบังคับคดีปัจจุบัน เป็นหนี้ ๒๖ ล้านบาท พอถูกบังคับคดี ปรากฏว่าเป็นหนี้ ๘๖ ล้านบาท เอาทรัพย์ไปขายได้ ๓๒ ล้านบาท ที่เหลือยังขาดอยู่ ขาดอยู่ พอไม่มีเงินใช้จะให้ลูกสาวเป็นหมอ จะให้ครอบครัวเป็นข้าราชการเป็นคนล้มละลาย ชีวิตต้องวนเวียนอย่างนี้ ทั้งที่คนจริง ๆ แล้วรากเหง้าอันนี้ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลกล้าหาญหน่อย วันนี้วิกฤติตอนนี้มีความสำคัญมากถ้าเอาเรื่องพระราชกำหนดมาเป็นพระราชบัญญัติ ผมเชื่อว่าเราจะพูดกันด้วยเหตุผล ที่สำคัญอย่างยิ่งคือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานธนาคาร ธ.ก.ส. วันนี้หนี้เกษตรกร หนี้สหกรณ์ที่อยู่กับ ธ.ก.ส. ประมาณ ๔ ล้านครัวเรือน ธ.ก.ส. เอาเงินในอนาคตของพวกเราที่เป็นเงินภาษีอากรไปทำตามนโยบาย วันนี้ตัวเลขกำไร ของ ธ.ก.ส. ท่านนี่ซึ่งเป็นหนี้ที่จะปล่อยให้เช่านากลับมีกำไรมากมายเลย ธ.ก.ส. ของท่าน กำลังมีความมั่นคงบนหลังของชาวนาหรือเปล่า แล้วการแก้หนี้ก็ไม่มีนวัตกรรมที่จะแก้ ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีที่มาชี้แจงครับ พระราชกำหนดฉบับนี้มีจุดอ่อนมากมาย แล้วในทุกจุด ที่สำคัญที่สุดของจุดอ่อนก็คือท่านไปรับรองว่าหนี้ในอดีต เบี้ยปรับในอดีต สัญญาในอดีต ก่อนวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ ยังใช้ได้ นี่คือคน ๙๒ เปอร์เซ็นต์จะไม่ได้ประโยชน์ ท่านต้อง กล้าคิดสักนิดหนึ่งว่าถ้ามาในสภานี้เราทราบว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง แต่เป็นไปได้ไหมใน หนี้ที่คุณยังไม่บังคับคดี วันนี้มีที่ดินที่จะต้องถูกยึดจำนวนมาก หนี้ที่ศาลยังไม่ติดสินก็มาให้ใช้ อานิสงส์อันนี้ คืออย่างน้อยเบี้ยปรับให้คิดเป็นงวด คำว่า คิดเป็นงวด ก็คือว่าถ้างวดนั้นเราไม่ ส่ง สมมุติเราส่งเป็นงวด ๒๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินต้น อีก ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นดอกเบี้ย เขาให้ คิดเงินต้นงวดนั้นคืองวด ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งตรงนี้เราก็มีการคิดกันอยู่ ดังนั้นผมจึงคิดว่า พระราชกำหนดฉบับนี้เป็นความไม่สุจริต ส่อไปในทางทุจริตของรัฐบาล และที่สำคัญคือ จะทำร้ายประชาชนที่เป็นหนี้สิน ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง หลังจากนั้นจะเป็น คุณสมบัติ ศรีสุรินทร์ ขอเชิญครับ🔗

ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี จะขออภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช ๒๕๖๔ การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) นั้นส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมากนะครับ ประชาชนจำนวนมากมีภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ก่อให้เกิดภาระอย่างมากต่อลูกหนี้ กฎหมายฉบับนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนที่เป็นลูกหนี้ที่จะต้อง เสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงให้ได้รับความเป็นธรรมยิ่งขึ้น เป็นการคลายความเดือดร้อนที่สำคัญ อีกทางหนึ่งครับ ผมอยากจะกล่าวถึงประเด็นสำคัญ ๆ ถึงข้อดีของกฎหมายและสิ่งที่จะเป็น ประโยชน์แก่ประชาชนผู้เป็นลูกหนี้ดังนี้นะครับ🔗

ประการที่ ๑ การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗ และ มาตรา ๒๒๔ ในมาตรา ๗ ที่แก้ไขใหม่นี้กฎหมายกำหนดว่า อัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนด ไว้ก่อนหรือไม่ได้มีกฎหมายกำหนด ปรับลดจากอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีเป็นอัตราร้อยละ ๓ ต่อปี ซึ่งกระทรวงการคลังจะทบทวนทุก ๓ ปีให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและ มาตรา ๒๒๔ ที่แก้ไขใหม่มีหลักการสำคัญในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยผิดนัด ตามที่กำหนดในวรรคหนึ่ง โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจากอัตราดอกเบี้ย ตามมาตรา ๗ คือร้อยละ ๓ นั้นให้บวกด้วยอัตราเพิ่ม ร้อยละ ๒ ต่อปี ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดในปัจจุบัน จึงเท่ากับอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี แต่หากภายหลังมีการออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ยตามมาตรา ๗ ให้เพิ่มขึ้นหรือลดลง อัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา ๒๒๔ นี้ ก็ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย กระผมเห็นว่าตัวบทกฎหมาย บรรพ ๒ ตั้งแต่มาตรา ๑๙๔ เป็นต้นมา มีการบังคับใช้ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๖๘ นั้น ซึ่งเกือบ ๑๐๐ ปีแล้ว แทบทุก มาตราไม่เคยได้รับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลย โดยเฉพาะมาตรา ๗ และมาตรา ๒๒๔ ดังนั้น เมื่อผ่านมาเกือบ ๑๐๐ ปีแล้ว สิ่งต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากครับ ดังนั้นต้องมีการ ทบทวนกันใหม่ครับ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ หากย้อนไปเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีที่แล้ว อัตราดอกเบี้ยเงินฝากเคยสูงถึงร้อยละ ๑๐ ร้อยละ ๑๕ ถึงร้อยละ ๑๖ ก็มีนะครับ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปีจึงเป็นอัตราที่กลาง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารต่ำลงไปมากครับ เหลือแค่อัตรา ดอกเบี้ยไม่ถึงร้อยละ ๑ หรือ ๑ กว่า ๆ นะครับ ดังนั้นมาตรา ๗ เป็นการสันนิษฐานว่าเจ้าหนี้ เสียโอกาสหรือเสียหายที่ไม่ได้นำเงินไปฝากธนาคาร จึงไม่สอดคล้องต่อความเป็นจริง ที่หากเจ้าหนี้นำเงินดังกล่าวไปฝากธนาคารโดยทั่วไปจะได้รับดอกเบี้ยเพียงร้อยละ ๑ ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้มักจะปล่อยให้ลูกหนี้ผิดนัดชำระต่อไปเพื่อให้ได้ ดอกเบี้ยผิดนัด ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงครับ ความเสียหายที่เจ้าหนี้ได้รับจริง ๆ นั้น มีน้อยกว่า ที่กฎหมายให้มากครับ โดยหลักของการชดเชยค่าเสียหายมีหลักการที่เป็นสากลก็คือว่า เจ้าหนี้ไม่ควรได้รับการชดเชยกว่าจำนวนความเสียหายที่แท้จริง ดังนั้นกฎหมายเก่าจึงเป็น การทำให้เจ้าหนี้รวยขึ้น ได้รับมากกว่าส่วนที่เขาควรจะได้รับ หากพิจารณากฎหมายของนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นต้นแบบของประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นมีการแก้กฎหมายเมื่อประมาณ ๔-๕ ปีก่อนมีการแก้ไขอัตราดอกเบี้ยผิดนัดลงมาเหลือร้อยละ ๓ ต่อปี โดยกฎหมายกำหนด ไว้ว่าให้มีการทบทวนทุก ๆ ๓ ปีเช่นกัน🔗

ในประการที่ ๒ การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔/๑ กฎหมายที่แก้ไขใหม่นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ เงินที่ลูกหนี้ มีหน้าที่ผ่อนผันเป็นงวดมีความชัดเจนและมีความเป็นธรรมต่อลูกหนี้ยิ่งขึ้น โดยกำหนด เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระ ไม่ชำระในงวดใดก็ให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดได้เฉพาะต้นเงินของงวดที่ ลูกหนี้ผิดนัดเท่านั้น หากเจ้าหนี้มีข้อตกลงที่แตกต่างจากที่กล่าวมาข้อตกลงดังกล่าว จะเป็นโมฆะกรณีดังกล่าวเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น การผ่อนบ้านผ่อนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือผ่อนอย่างอื่นที่มีลักษณะเป็นงวด ๆ ตัวอย่าง สมมุติว่านาย ก เป็นหนี้ไฟแนนซ์ (Finance) ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์อยู่ ๓๐๐,๐๐๐ บาท โดยตกลงผ่อนชำระงวดละ ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อไปนี้ถ้าผิดนัดค้างชำระ ชำระงวดสัก ๒ งวด หรือ ๓ งวดกฎหมายใหม่กำหนดให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยผิดนัดค้างชำระได้เฉพาะฐานเงินต้น ของค่างวดก็คือ ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น จะไปคิดจากฐานเงินต้นที่ค้างชำระทั้งหมดคือ ๓๐๐,๐๐๐ บาทไม่ได้แล้ว กล่าวโดยสรุปก็คือว่าการเพิ่มเติมกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการปรับเปลี่ยนวิธีคิดดอกเบี้ย ตามมาตรา ๒๒๔/๑ และการแก้ไขอัตราดอกเบี้ย ตามมาตรา ๗ และมาตรา ๒๒๔ นั้นจะสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันและสร้าง ความเป็นธรรมแก่พี่น้องประชาชนผู้เป็นลูกหนี้ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากภาระดอกเบี้ย ที่คิดเกินสมควรเป็นอย่างมาก ผมเห็นว่าสภาวะรีดเลือดกับปูจะไม่ควรมีเกิดขึ้นอีกต่อไป ในสังคมไทย ผมจึงสนับสนุนพระราชกำหนดฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสมบัติ ศรีสุรินทร์ หลังจากนั้นจะเป็นคุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ขอเชิญคุณสมบัติครับ🔗

นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สมบัติ ศรีสุรินทร์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ วันนี้ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ต่อกรณีที่มีการเสนอพระราชกำหนดในการแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นเรื่อง ที่สำคัญซึ่งเข้ามาในวันนี้ ก่อนอื่นผมขอประทานโทษ ขออนุญาตท่านประธาน จะขอ ถอดหน้ากากนะครับ ผมหายใจไม่ค่อยจะออก🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมบัติครับ วันนี้ ไม่อนุมัติครับ ขออภัยด้วย วันนี้ไม่อนุมัติครับ ท่านต้องสวมหน้ากากครับ🔗

นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ สุรินทร์

ต้องสวมหน้ากาก🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต้องสวม ขออภัยด้วย ต้องสวมหน้ากากครับ🔗

นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ สุรินทร์

ได้ครับท่านประธาน ก็ยินดีปฏิบัติตามที่ ท่านประธานได้กำหนดนะครับ ทำให้ขลุกขลักอยู่บ้าง แต่ไม่เป็นอะไรครับ ซึ่งวันนี้ ตามพระราชกำหนดที่เสนอเข้ามามีเนื้อหาใจความอยู่ ที่เป็นหลัก ๆ อยู่ก็คือการแก้ไข เกี่ยวกับหนี้สินที่ไม่ได้มีกำหนดไว้ในกฎหมาย ซึ่งต้องขอแสดงความเห็นว่าขอชื่นชม ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ท่านได้กล้าแก้ไขกฎหมายอันสำคัญ ซึ่งไม่ได้มีการแก้ไขมา ก็ชั่วอายุคนแล้ว ซึ่งจากเดิมนั้นมันก็ไม่สามารถที่จะเป็นหลักการได้ว่าหนี้ที่ไม่ได้มีข้อกฎหมาย กำหนดนั้นอาจจะคิดตาม ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะคิดตามใจเจ้าหนี้ที่อยากจะคิด แต่ตอนนี้ก็มีการแก้ไขมาให้เป็นไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ต้องขอชื่นชมจริง ๆ ครับ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้เราเป็นหนี้มากกว่าเราจะเป็นเจ้าหนี้ ดังนั้นการดำเนินการ ครั้งนี้ถือว่าธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ตลอดจนคณะรัฐมนตรีได้เอาใจ คนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งเป็นลูกหนี้ แล้วก็มีกติกาที่ชัดเจนขึ้นว่าให้เป็นไปตามภาวะ ของเศรษฐกิจและดอกเบี้ยที่ไม่มีข้อผูกมัดไว้นั้นก็ควรจะไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ ก็ขอชื่นชมครับ ส่วนที่ ๒ ที่เป็นส่วนที่ดี ก็คือว่านอกจากจะแก้ไขโดยการแก้ไขมาตรานี้แล้ว ยังมีการปรับหลักการในการคิดในการปรับดอกเบี้ยที่ผิดนัด ซึ่งแต่ก่อนนั้นดอกเบี้ยที่ผิดนัด มักจะรวมเอาหลาย ๆ เรื่องเข้าไป มีการรวมเรื่องของการประเมินหนี้ มีการรวมเรื่องของ ค่าใช้จ่ายในการทวงหนี้ มีการคิดดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งสูง เมื่อคิดสูงแล้ว นอกจากจะคิดสูงแล้ว ยังมีการคิด โดยคิดจากยอดหนี้ที่ค้างอยู่ หรือจะคิดจากยอดวงหนี้ ซึ่งทำให้หนี้เอ็นพีแอล (NPL) ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในประเทศในเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ มันเกิดขึ้นจากค่าปรับ ค่าผิดนัด ค่าต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งลูกค้าที่ดี ๆ มีปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจไม่มาก มีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็กลายเป็นหนี้เสียได้ เพราะว่าค่าปรับที่คิดทบทวนกันนั้นมันสูงมาก สูงเกือบจะ ไปเท่ากับเงินต้นทีเดียวครับ ฉะนั้นเท่าที่ผมสดับตรับฟังมาหลังจากที่ได้อ่านการทำ พระราชกำหนดฉบับนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แจ้งไปยังธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ซึ่งก็ได้รับการปฏิบัติ ทำให้ภาระของลูกหนี้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบนั้น ที่จะต้องเสียค่าดอกเบี้ย ผิดนัด หรือเสียค่าปรับชำระเงินล่าช้านั้น ทำให้เขาได้ทุ่นเงินลงไปเยอะ ทำให้สามารถ จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่ขณะเดียวกันธนาคารก็เสียประโยชน์จากในเรื่องนี้ไปจำนวนมาก แต่ธนาคารต่าง ๆ ก็ได้ทราบว่าเขาปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนด ก็ต้องถือว่าเป็นผลงานที่ดีของรัฐบาล ของธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ🔗

อีกส่วนหนึ่งที่ผมเห็นว่ามันเป็นส่วนที่ดีก็คือว่า นอกจากมีการปรับวิธีการคิด แล้ว ดอกเบี้ยค่าปรับก็กำหนดเอาไว้ชัดเจนด้วย ทำให้ดอกเบี้ยค่าปรับนั้นไม่สูงเกินไป แต่ว่า ทั้งหมดที่ว่าดี ๆ นี่นะครับ มันก็ยังมีข้อท้วงติงอยู่เหมือนกัน เป็นต้นว่าอย่างขณะนี้ ผมทราบว่าในการทวงหนี้นั้นมีการตั้งคณะกรรมการกำกับการทวงหนี้ขึ้น มีการตั้งระเบียบ เพื่อควบคุมไม่ให้มีการทวงหนี้ที่รุนแรงแล้วก็เกินกว่าเหตุ แต่ขณะนั้นก็ตามจนบัดนี้ผมก็ เชื่อว่ายังไม่มีประกาศกลางของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะใช้เป็นมาตรฐานกลาง ค่าทวงหนี้ ซึ่งขณะนี้ผมทราบว่ายังไม่มี ถ้ามีแล้วก็ขออภัย แต่ผมทราบว่ายังไม่มี ซึ่งทำให้ เจ้าหนี้นั้นอาจจะสามารถคิดอย่างอื่นไปบวกเข้าไปเป็นค่าทวงหนี้ก็ได้ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเท่าที่เราเห็นกันอยู่นี้ ลูกหนี้กับเจ้าหนี้มันไม่ค่อยเจอหน้ากัน เพราะว่าเวลาทวงหนี้นั้น มันทวงแล้วก็ทำให้ลูกหนี้ปฏิเสธยาก ก็ไม่อยากจะเจอเจ้าหนี้ ฉะนั้นถ้าหากว่ามีราคากลาง มีกำหนดกลาง ทุกคนก็จะสามารถคุยกันได้นะครับ🔗

อีกอันหนึ่งที่ผมเห็นว่าดี ก็คือว่า นอกจากจะมีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ ผมทราบว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีการทำเอ็มโอยู (MOU) กับธนาคารต่าง ๆ ที่จะ พยายามไกล่เกลี่ยให้มีการเจรจากันก่อนฟ้อง ให้มีการเจรจากันเพื่อทำให้หนี้สินต่าง ๆ นั้น มันไม่เข้าไปสู่การฟ้องร้องในศาล แล้วก็หลีกเลี่ยงการที่จะมีหนี้เอ็นพีแอล (NPL) มากขึ้น อันนี้เป็นส่วนดีที่ผมคิดว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้ทำขึ้น แล้วก็เป็นความคิดที่ดี แต่ขณะเดียวกัน ยังมีส่วนที่ผมอยากจะขอฝากเอาไว้ เช่น มีการไกล่เกลี่ยกันก็จริง แต่ว่าที่พบอยู่บ่อย ๆ ครั้ง ก็คือว่า ถึงแม้จะมีการไกล่เกลี่ย มีการปรับโครงสร้างหนี้ จะมีการตกลงยืดระยะเวลา ชำระหนี้ลดดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งปรับให้เป็นเงินกู้ระยะยาวขึ้นก็ตาม แต่การไกล่เกลี่ย การ ปรับโครงสร้างหนี้กันกลับกลายเป็นทำให้ลูกค้าหรือลูกหนี้กลายเป็นคนประวัติเสีย เพราะหลายธนาคาร และแม้แต่เครดิตบูโร (Credit Bureau) เองมักจะทึกทักเอาว่าการปรับ โครงสร้างหนี้นั้นเปรียบเสมือนกับเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นหนี้ที่เหมือนกับเป็นหนี้ เอ็นพีแอล (NPL) ฉะนั้นเมื่อมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้าง หนี้เพราะยินยอมพร้อมใจด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เพื่อเห็นแก่เศรษฐกิจของประเทศ แต่ถ้าจะมี ผลกระทบทำให้ประวัติของลูกค้าเสียหายไปด้วย อันนี้ผมอยากจะขอฝากเอาไว้เลยนะครับว่า ขอให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ขอให้ทางธนาคารและขอให้ทุกฝ่ายได้รับรู้กันไปว่า การปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการเจรจากันเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้อันเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจในเรื่องโควิด (COVID) หรือปัญหาเศรษฐกิจอะไรที่มันเหนือเกินกว่า แรงที่ไม่ใช่เป็นเรื่องอันผิดจากการปฏิบัติในการทำธุรกิจนี้ แล้วก็ตกลงยินยอมกัน ยืดระยะเวลาหนี้ปรับดอกเบี้ย ย้ายให้เป็นเงินฝากระยะยาว ให้เป็นเงินกู้ระยะยาวบ้าง ไม่น่าจะต้องถูกถือให้เป็นประวัติที่เสียหาย อันนี้ก็ขอฝากครับ🔗

ส่วนเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญก็คือว่าวันนี้เมื่อมีการแก้ไขด้วยการ ให้มีการคิดดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์สำหรับหนี้ที่ไม่มีตามกฎหมาย แล้วก็มีการแก้ไขในเรื่อง ของการคิดดอกเบี้ยค่าปรับชำระหนี้หรือวิธีการทวงถาม คิดค่าดอกเบี้ยอะไรต่าง ๆ แล้ว แล้วก็มีกระบวนการไกล่เกลี่ยแล้วก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งซึ่งอยากจะฝากและอยากจะขอ ให้ดำเนินการก็คือว่ามันเป็นมาตรฐานเช่นนี้แล้ว สมควรที่จะต้องให้มีการหารือกัน แล้วก็ขอให้มีการประชาสัมพันธ์ว่าเดี๋ยวนี้มันมีเศรษฐกิจที่ทรุดโทรมลงทั้งประเทศ บางประเทศนั้นดอกเบี้ยธนาคารกลางเท่ากับ ๐.๒๕ บางแห่งแทบจะเท่ากับ ๐ ของประเทศ เราเท่ากับ ๐.๕ ซึ่งก็เป็นดอกเบี้ยที่ต่ำมากแล้ว ฉะนั้นเมื่อดอกเบี้ยที่ต่ำอย่างนี้สัญญาต่าง ๆ อะไรก็ตามที่ผูกพันกันไว้ในราคาดอกเบี้ยที่สูง ในเงื่อนไขที่สูง มันน่าจะนำไปสู่การเจรจา จะเจรจากันด้วยการที่ลูกหนี้หันไปเจรจากับเจ้าหนี้เอง หรือจะมีตัวแทนซึ่งเป็นธนาคาร แห่งประเทศไทยโดยมีฝ่ายกำกับช่วยผลักดันให้มีการเจรจาทำให้สัญญาต่าง ๆ ซึ่งมีภาระ ดอกเบี้ยที่สูง มีเงื่อนไขที่ปรับรุนแรง ซึ่งอยู่ในข้อกฎหมายที่ข้อสัญญานั้นมันอาจจะเป็น อุปสรรคได้ ฉะนั้นถ้าจะให้พระราชกำหนดฉบับนี้มีความสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งเจตนาก็ดีอยู่แล้ว ถ้าจะมีการทำให้สมบูรณ์ขึ้นผมขอฝากไปด้วยนะครับ ขอให้ดำเนินการแก้ไขในเรื่องของการ ทวงหนี้ให้ชัดเจน แล้วก็อย่าให้ประวัติของลูกหนี้ที่เข้าสู่การเจรจานี้กลายเป็นประวัติเสีย และ ถ้าจะให้ดีก็ควรจะต้องผลักดันหรือมีองค์กรที่ช่วยผลักดัน หรือแม้กระทั่งที่ผมพูดวันนี้ ถ้าหากว่าเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ได้ยินก็น่าจะเข้าไปหากันคุยกันว่าเดี๋ยวนี้กติกาที่ออกโดยธนาคาร แห่งประเทศไทย โดยพระราชกำหนดฉบับนี้มันจะเกิดความเป็นธรรม ฉะนั้นเราไม่ต้องรอ ให้ใครมาไกล่เกลี่ยเราให้เกิดความเป็นธรรม เจ้าหนี้ ลูกหนี้ ก็น่าจะหันมาปรับสัญญาที่มีอยู่ ต่อกันแล้วทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ ผมขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ หลังจากนั้นก็จะเป็นคุณกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เชิญครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผมนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมขอ อนุญาตท่านประธานได้อภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ที่ทางกระทรวงการคลังได้เสนอเข้ามายังสภาผู้แทนราษฎร หัวใจสำคัญ ก็คงจะอยู่แค่เพียง มาตรา ๗ ที่มีการปรับลดดอกเบี้ย โดยปกตินั้นถ้าไม่มีการระบุในสัญญา หรือนิติกรรมใด ๆ ก็จะมีการคิดเบี้ยปรับหรือดอกเบี้ยอยู่ที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งก็ถือว่าสูง ครับ การที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้เสนอให้มีการปรับลดลงมาเหลืออยู่ที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็เข้ากับสถานการณ์ดอกเบี้ยที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งดอกเบี้ยที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ก็คือดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำเหลือเกิน ปัจจุบันนี้อย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกก็อยู่ที่ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมากระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากออม ทรัพย์แล้วก็เงินฝากประจำ อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยที่จะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงมา แต่ประเด็นมันจะอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน คือในกรณีที่เป็นการกู้ยืมเงินมันมีการระบุอยู่ใน นิติกรรมในสัญญาอยู่แล้ว กฎหมายตรงนี้ไม่ได้ครอบคลุม อันไหนที่มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว อย่างเช่นกรณี พ.ร.บ. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีการผิดนัดชำระก็มีการคิดดอกเบี้ย อันนั้น ก็ระบุกันไว้ กฎหมายอันนี้ก็ไม่ครอบคลุม ก็ถือว่าเป็นที่ยกเว้นตามมาตรา ๗ ก็คือในกรณี ที่มีนิติกรรมระบุไว้แล้วหรือโดยกฎหมายอันชัดแจ้งก็ให้ใช้ดอกเบี้ยเดิมอยู่ที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ลงมา ๓ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ที่จะมีการบังคับใช้จริง ๆ มันก็จะเป็นการฟ้องการละเมิดทางแพ่ง ซึ่งการฟ้องละเมิดทางแพ่งครับท่านประธาน ที่ผ่านมาการฟ้องละเมิดมันก็จะมีทั้งชั้นต้น อุทธรณ์ แล้วก็ฎีกาที่จะบังคับหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ ถ้ามัน ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วดอกเบี้ยเงินกู้ปัจจุบันนี้อยู่ที่เอ็มแอลอาร์ (MLR) บวก ๑ บวก ๒ ถ้าเอ็มแอลอาร์ (MLR) เอ็มอาร์อาร์ (MRR) อยู่ที่ ๖.๕ บวก ๑ ก็จะเป็น ๗.๕ ฉะนั้นการที่จะจูงใจให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก็มีครับ เพราะว่าถือว่าดอกเบี้ยที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ สูงอยู่ ถ้าเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้ แต่ทีนี้ทางกระทรวงการคลังเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย ตรงลงมา ลงมาเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านนะท่านประธาน ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ท่านไม่ได้ปรับลดครับ เรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง พอดอกเบี้ยเงินกู้ท่านไม่ได้ปรับลง ท่านก็ยังสูงอยู่ เวลาฟ้องกันอยู่ ในกรณีละเมิดทางแพ่งไม่มีลูกหนี้คนไหนหรอกครับที่จะมาชำระเจ้าหนี้ก่อน เพราะว่า ต้องไปกู้หนี้จากสถาบันการเงินมา แล้วก็มาชำระให้กับเจ้าหนี้ ฉะนั้นทุกคนก็จะดึงคดี ไปจากชั้นต้นไปอุทธรณ์ ตีไปชั้นต้นกว่าจะตัดสินก็ ๒ ปี อุทธรณ์ก็อีก ๒ ปี ฎีกาอีกเกิน ๓ ปี ๗ ปีก็เสียดอกเบี้ยที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไปกู้มาชำระให้เจ้าหนี้ก็เสียดอกเบี้ยที่สูงปัจจุบันนี้ อยู่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๘.๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง บวก ๒ บวก ๓ ก็มีครับท่านรัฐมนตรี ประเด็นที่ ผมอยากจะอภิปรายแล้วก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ทราบผ่านท่านประธาน คือท่านแก้ กฎหมายตรงนี้ลงมาถูกต้องแล้วครับเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านต้องแก้กฎหมายที่ระบุ ดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ (MLR) เอ็มอาร์อาร์ (MRR) ลงมาด้วยครับ ท่านต้องแก้ลงมาเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๔ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์ เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าวันนี้ ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้มันห่างกันมาก จนเป็นการเอาเปรียบ ผู้บริโภค ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำก็เอาเปรียบผู้ฝากเงินที่มีเงินฝากบางท่านลูกหลานก็รอดอกเบี้ย มาดูแลผู้สูงอายุที่จะฝากเงิน ท่านก็ให้ดอกเบี้ยต่ำมาก สถาบันการเงินก็เอาเปรียบผู้ฝากเงิน พอมาฝั่งผู้กู้เงินท่านก็คิดดอกเบี้ยแพงมาก เอ็มแอลอาร์ (MLR) เอ็มอาร์อาร์ (MRR) บวกไป อีกในสัญญาบวก ๑ บวก ๒ บวก ๓ เป็น ๘.๕-๙.๕-๑๐.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ท่านเห็นไหมครับ ว่าดอกเบี้ยมันต่างกันมาก อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปราย ท่านแก้กฎหมายตรงนี้ ลงมา ๓ เปอร์เซ็นต์ผมเห็นด้วยครับ เห็นด้วยกับรัฐบาลอย่างยิ่งท่านประธานครับ แต่ท่านรัฐมนตรีท่านต้องแก้กฎหมายเงินกู้ในระบบธุรกิจลงมาด้วยครับ เพราะไม่อย่างนั้น เวลาฟ้องละเมิดทางแพ่งจะไม่มีลูกหนี้คนไหนหรอกครับที่จะเอาเงินมาชำระหนี้ตั้งแต่ ศาลชั้นต้น ทุกคนก็จะดึงไปอุทธรณ์ไปฎีกาหมด คดีมันก็จะค้างอยู่ที่ศาลครับ เพราะท่าน แก้ขาเดียวท่านไม่ได้แก้อีกขาหนึ่ง ฉะนั้นผมเรียนท่านประธานครับว่าการที่ท่านแก้ดอกเบี้ย ลงมา ๓ เปอร์เซ็นต์ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ แต่ขอให้ท่านแก้กฎหมายดอกเบี้ยเงินกู้ ในระบบธนาคารพาณิชย์ด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้สถาบันการเงินเอาเปรียบผู้บริโภคมาก มันต่างกันเยอะครับ เงินฝากต่ำมาก ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๐.๕๐ เปอร์เซ็นต์ เงินกู้ปาไป ๘ เปอร์เซ็นต์ บวก ลบ ท่านไปเช็ก (Check) ดูได้ครับ ไม่มีใครหรอกครับไปกู้เงินตอนนี้ ของแบงก์จะเป็นเอ็มแอลอาร์ (MLR) โดนเอ็มแอลอาร์ ( MLR) บวกหมดครับ บวก ๑ บวก ๒ บวก ๓ ครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ฉะนั้นท่านต้องแก้ตรงนี้ลงมาด้วยเพื่อไม่ให้เอาเปรียบ ผู้บริโภค แล้วก็เอาเปรียบลูกหนี้ ทีนี้พอท่านแก้ลงมาแล้ว สิ่งที่ผมเห็นด้วยกับกฎหมายตรงนี้ ก็คือเรื่องของเบี้ยปรับ เดิมเบี้ยปรับคำนวณมาตั้งแต่เงินต้นมาจนถึงงวดที่ผิดนัดชำระ ก็คิดปรับหมดเลย แต่กฎหมายตรงนี้ท่านให้คิดเบี้ยปรับเฉพาะงวดที่ผิดนัดชำระ อันนี้ถือว่า เป็นสิ่งที่ยุติธรรมกับลูกหนี้ ในข้อนี้ผมเห็นด้วย ก็เรียนท่านประธานครับว่าอยากให้ทาง ท่านรัฐมนตรีรับไปแก้ไขว่าตอนนี้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นวิกฤติไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) เศรษฐกิจไม่ดีพี่น้องประชาชนก็ต้องไม่เคยเป็นหนี้ก็ต้องไปกู้แบงก์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ พ.ร.ก ซอฟต์โลน (Soft Loan) ก็เข้าก็ต้องกู้แบงก์ เรื่องของอัตราดอกเบี้ยเป็นสิ่ง ที่สำคัญมาก การที่ท่านแก้ตรงนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่ขอให้ท่านแก้กฎหมาย ดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลงมาให้สอดคล้องกับตรงนี้ด้วยไม่ใช่แก้ขาเดียว ไม่อย่างนั้นคดีก็จะค้างศาลไปตลอดครับ ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา จะไม่มีมาชำระตั้งแต่ศาลชั้นต้นหรอกครับ กฎหมายที่จะออกเป็นพระราชกำหนดได้แล้วนี้เรายึดถือมาตลอดฝ่ายนิติบัญญัติสภาของเรา หากมีการแก้ไขกฎหมายเราก็พิจารณามาเกือบ ๒ ปี ก็ยึดหลักเกณฑ์ตาม มาตรา ๗๗ ว่ากฎหมายที่ไม่มีความจำเป็น กฎหมายที่มันมีผลกระทบต่ออุปสรรคต่อการดำรงชีวิต หรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชนจะต้องมีการแก้ไข กฎหมายให้เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๗๗ อีกมาตราหนึ่ง ทีนี้ถามรัฐมนตรีที่มาชี้แจงนะครับ ว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ของประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมาย ฉบับนี้มันเข้าองค์ประกอบ ตามมาตรา ๗๗ อย่างไร เพราะว่าผมอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ องค์ประกอบในการที่จะ แก้ไขกฎหมายเข้าสู่สภาแล้ว ผมเข้าใจว่าต้องเป็นความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เป็นเรื่องของความเดือดร้อนในอนาคต ต้องเป็นความเดือดร้อนของการดำเนินชีวิตของ ประชาชนในปัจจุบันและที่จะมีขึ้นต่อไปในอนาคต รวมตลอดถึงเป็นอุปสรรคในการประกอบ อาชีพ สิ่งที่ผมพูดได้เต็มปากเพราะว่ามาตรา ๗ ของท่าน ท่านได้บัญญัติในตอนท้ายว่าอัตรา ดอกเบี้ยผิดนัดที่กำหนดร้อยละ ๓ จะต้องเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง นั่นหมายความว่าลูกหนี้ที่ไปทำสัญญากับแบงก์ ประชาชนที่ไปผ่อนรถไม่ได้ประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้เลย มันเป็นเรื่องที่จะมีขึ้นในอนาคตกับ หนี้นอกระบบที่ไม่ได้มีการทำสัญญา หากกรณีมีการทำสัญญาผมเชื่อว่าเจ้าหนี้จะต้องมีการ กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะสถาบันการเงินไม่ได้รับผลกระทบ ประชาชนลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ในปัจจุบันก็ไม่ได้รับประโยชน์ จากการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เลย แล้วมันจะไปเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๗๒ ในเรื่องของ ออกเป็นพระราชกำหนดได้อย่างไร🔗

ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะสะท้อนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าถ้าจะให้ดี คณะรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีถ้าจะออกเป็นพระราชกำหนดโดยให้สภาเรารับรองจะต้อง พิจารณาอย่างถี่ถ้วนในเรื่องของมาตรา ๑๗๒ และถ้าเป็นไปได้พระราชกำหนดฉบับนี้ เพราะผมเชื่อว่าอย่างไรก็แล้วแต่ในวันนี้จะต้องผ่านสภา ให้ออกเป็นพระราชบัญญัติ ให้ฝ่ายนิติบัญญัติเราได้ทำหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง เพราะผมเชื่อว่าหากได้ออกเป็นพระราชบัญญัติ ให้สภาเราทำหน้าที่ตั้งกรรมาธิการในการพิจารณาผ่านระเบียบวาระ ๑ วาระ ๒ วาระ ๓ น่าจะแก้ไขกฎหมายตรงตามมาตรา ๗๗ มากกว่านี้ ผมยกตัวอย่าง ผมมีข้อมูล ผมเชื่อว่า ลูกหนี้ กยศ. ในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่าลูกหนี้ตามความหมายของมาตรา ๗ ที่ไม่ได้มี การทำสัญญา ผมมีข้อมูลของลูกหนี้ กยศ. ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ ตอนนี้ผิดนัด ชำระหนี้ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ของลูกหนี้ทั้งหมด ประมาณ ๒,๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน โดยเฉพาะ ในสถานการณ์โควิด (COVID) ขณะนี้ได้รับผลกระทบมาก เพราะอะไรครับ กฎหมายที่ ออกเป็นพระราชกำหนดที่ท่านออกวันนี้คนเหล่านี้ไม่ได้รับประโยชน์ ไม่ได้อยู่ในความหมาย ของประชาชนตามมาตรา ๗๗ ที่ผ่านมาลูกหนี้เหล่านี้เวลาจ่ายเงินชำระหนี้ให้กับ กยศ. แทนที่จะไปตัดต้นเงิน ปรากฏว่าลำดับแรกชำระเบี้ยปรับ ตัดเบี้ยปรับไปก่อน ตัดดอกเบี้ย ไปก่อน อันดับที่ ๓ ตัดเงินต้นค้าง แล้วก็เงินต้นที่แท้จริงก็จะไปตัดในลำดับสุดท้าย ตรงนี้ ต่างหากคือที่ท่านต้องกลับไปพิจารณาหาทางช่วยเหลือออกกฎหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับ การแก้ไขความเดือดร้อนตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนะครับ ท่านประธานครับ ผมฝากคำถามนิดหนึ่งไปยังท่านรัฐมนตรีที่มาชี้แจงในเรื่องของมาตรา ๗ วรรคสอง เพราะดูแล้วสุดท้ายพระราชกำหนดฉบับนี้ ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัด ท่านก็ไปให้อำนาจท่านเอง กระทรวงการคลัง เพราะว่าในมาตรา ๗ วรรคสอง บอกว่า หลังจากนี้ไปเมื่อมีการประกาศกฎหมายแล้ว อัตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ ๓ มันก็ยังดิ้นได้อยู่ ยังไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก กับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคาร พาณิชย์ นั่นหมายความว่าในอนาคตหากเงินฝากสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของธนาคาร พาณิชย์สูงขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ใช้อำนาจในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิด นัดมากกว่าร้อยละ ๓ ใช่หรือไม่อย่างไร ขอขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป ศาสตราจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม ขอไว้ ๕ นาที นะครับ หลังจากนั้นจะเป็น คุณคารม พลพรกลาง ๕ นาที ขอเชิญครับ🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมก็อยากจะขอบคุณรัฐบาลนะครับ ที่พยายามจะออกกฎหมายมาเพื่อจะมาช่วย ประชาชน แต่เมื่อผมได้พินิจพิเคราะห์ เนื้อหาในพระราชกำหนดฉบับนี้ รวมทั้งที่เพื่อน สมาชิกได้อภิปรายไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านเกียรติ สิทธีอมร ที่ได้กล่าวถึงเรื่องของผลของ กฎหมายนี้ว่ามันมีผลต่อประชาชนเพียงไม่มาก แต่กระผมก็อยากจะขออนุญาตพูดถึง ประเด็นเหล่านี้อีกสักครั้งหนึ่งนะครับ ในเรื่องของตัวพระราชกำหนดมาตรา ๓ ที่ให้เสีย ดอกเบี้ยร้อยละ ๓ โดยจากเดิมร้อยละ ๗.๕ อย่างที่คุณเกียรติได้กล่าวนะครับว่า ส่วนใหญ่ทุกวันนี้สถาบันการเงินจะมีการทำนิติกรรมอยู่แล้ว มีการทำนิติกรรมระบุดอกเบี้ย หรือไม่ก็ระบุดอกเบี้ยผิดนัด เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ก็จะครอบคลุมคนที่ไม่มีนิติกรรม ซึ่งน้อยมาก ผมก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีช่วยยืนยันนะครับว่าดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ก็ดี หรือดอกเบี้ยผิดนัด ๕ เปอร์เซ็นต์ก็ดี แอปพลาย (Apply) กับ ธ.ก.ส. หรือเปล่า กับพี่น้อง ประชาชน ชาวไร่ชาวนา ที่กู้เงินจาก ธ.ก.ส. แล้วก็เสียดอกเบี้ยแพงกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ เขาจะได้ประโยชน์ตรงนี้ไหม ได้โปรดยืนยันด้วยครับ แล้วก็ที่ท่านเขียนใน มาตรานี้ครับว่า ทุก ๓ ปี ให้กระทรวงการคลังทบทวน ผมเป็นห่วงการทำงานของเจ้าหน้าที่ ๓ ปีผ่านไปก็จะไม่มีใครทำอะไร มันก็จะค้างอยู่ แล้วก็ที่บอกว่าในการทบทวนนี้ให้เอา ดอกเบี้ยเฉลี่ยเงินฝากกับเงินกู้มาบวกกัน เฉลี่ยของ ๒ ตัวนี้ปกติดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะสูงกว่า เงินฝาก ถ้าเกิดท่านกำลังบอกว่าให้กำหนดดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ของแบงก์พาณิชย์ ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นธรรมชาติของสถาบันการเงิน ในมาตรา ๔ ที่ท่านพูดถึงดอกเบี้ยผิดนัด ผม ก็ยังเป็นห่วงครับว่ามันจะมีผลต่อพวกบัตรเครดิตที่กำหนดดอกเบี้ยผิดนัดไว้ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ หรือเปล่า ท่านช่วยชี้แจงด้วยครับว่า คนที่ถูกแบงก์ชาร์จ (Charge) ค่าบัตรเครดิตเพราะผิด นัด โดนดอกเบี้ย ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เขาจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ย ๕ เปอร์เซ็นต์นี้ใหม่ และที่ สำคัญที่ก็คือว่าเนื่องจากกระทรวงการคลังอาจจะมีการออกพระราชกฤษฎีกาในการปรับ ดอกเบี้ยขึ้นหรือลง จาก ๓ เปอร์เซ็นต์ อาจจะกลายเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๖ เปอร์เซ็นต์ ตามภาวะตลาด ก็เท่ากับว่า ๖ เปอร์เซ็นต์บวก ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็น ๘ เปอร์เซ็นต์ ก็จะสูง กว่าดอกเบี้ย ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ที่ระบุไว้ใน มาตรา ๒๒๔ ของเดิม แทนที่จะบอกว่าจะช่วย ประชาชนก็เป็นการทำให้ประชาชนต้องโดนดอกเบี้ยแพง เวลาผิดนัดจากเดิมที่เคยระบุไว้ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่าทุกวันนี้ที่ประชาชนกู้ เงินนอกระบบกู้ในอัตรา ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ กับแบงก์ประมาณ ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าบอกว่าดอกเบี้ยผิดนัดให้เสียแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าคนก็อยากจะผิดนัดให้หมดเพราะว่าเสียดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยที่เคยกู้ ผมอยากจะคิดว่าผมคิดผิดนะครับ ท่านช่วยแก้ไขด้วยครับ🔗

แล้วก็ประกาศสุดท้ายที่อยากจะพูดก็คือสิ่งที่ท่านพยายามทำในกฎหมายนี้ จริงๆแล้วแบงก์ชาติเขาพยายามแก้ไขอยู่ โดยมีการออกประกาศมาให้มีผลในเดือนนี้ ประกาศมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แล้วก็มีการออกเป็นประกาศ ธปท. เมื่อ ๑ เมษายนในเรื่องของวิธี คิด ดอกเบี้ยผิดนัดก็ดีหรือการมีการกำหนดเพดานดอกเบี้ยผิดนัดว่าไม่ให้เกินดอกเบี้ยปกติ บวก ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านมาสำทับเขาว่าให้ไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ บวกกับ ๓ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๕ เปอร์เซ็นต์ คำถามก็คือว่าผู้ปฏิบัติจะปฏิบัติอย่างไร ผมก็อยากจะคิดนะครับว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่เกี่ยวกับสถาบันการเงินที่แบงก์ชาติดูแลอยู่ก็จะไม่มีความลักลั่นกัน แต่ถ้าหากมีความเกี่ยวพันกันก็คือมีผลต่อธนาคารพาณิชย์ ต่อสถาบันการเงิน มันก็จะเกิด ปัญหาทางปฏิบัติว่าทำไมแบงก์ชาติออกประกาศว่าบวก ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านมาออก พระราชกำหนดฉบับนี้ว่าไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็ขออนุญาตให้ท่านได้ชี้แจงด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณคารม พลพรกลาง ครับ ขอเชิญเลยครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด ขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้ผมได้พูดสัก ๕ นาที ก็จะใช้เวลา อย่างเป็นประโยชน์ ประเด็นแรกอยากจะเรียนว่าในฐานะที่พอจะมีความรู้ทางกฎหมาย อยู่บ้างนะครับ เพื่อนสมาชิกพูดไปเยอะเรื่องที่รัฐบาลมักเอาพระราชกำหนดแล้วก็เข้าสภา ให้อนุมัติให้ท่าน ต้องเรียนตรง ๆ ครับว่าผมไม่ใช่คนที่จะมาแขวะและไม่ใช่คนที่จะมาพูด ในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์แล้วไม่เป็นประโยชน์ แต่ต้องเรียนว่าถ้าท่านใช้ข้อยกเว้นบ่อย ๆ มาเป็นหลักท่านจะถูกตำหนิอย่างนี้ล่ะครับ ท่านใช้หลักได้เป็นพระราชบัญญัติให้พวกผม ได้ติติง ครั้งหน้ากรุณาด้วยความเคารพท่านประธานครับ เป็นพระราชบัญญัติจะดีมาก🔗

ผมจะเข้าประเด็นเลยนะครับ สำหรับพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ท่านประธานครับ ดอกเบี้ยคือต้นทุน อีกฝั่งหนึ่งของคนที่เขากู้เงิน คือกำไรสำหรับผู้ให้กู้ ประเทศเราอยู่ในประเทศเสรีก็ต้องมีดอกเบี้ย คำถามมีว่าความเป็น ธรรมของดอกเบี้ยอยู่อย่างไรในกฎหมายตัวนี้ ท่านประธานครับ ท่านแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗ ท่านใส่วรรคสองเข้ามา ผมจะพูดสั้น ๆ นะครับว่าเฉพาะวรรคแรกกฎหมายเดิม ในมาตรา ๗ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี ๒๔๖๘ เขามีวรรคเดียว ท่านใส่วรรคสองเข้ามา เฉพาะวรรคแรกนะครับ ดอกเบี้ยที่ไม่ระบุไว้เป็นดอกเบี้ยผิดนัด ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ สูง ท่านแก้มาเป็น ๓ เปอร์เซ็นต์ นี้ถูกต้อง มีประโยชน์ แต่ถ้ามองให้ดีอยู่ ถ้าจะพูดในเชิงสร้างสรรค์ ในมาตรา ๗ วรรคแรก ถ้าเขียนโดยนิติกรรม นิติกรรมคือการ กระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนิติสัมพันธ์ขึ้น หรือมีประกาศ อย่างเช่นกู้เงินตามหลักเกณฑ์ กฎหมายแบงก์ชาติจากกระทรวงการคลังควบคุมอยู่ แบงก์พาณิชย์ ท่านแตะเขาไม่ได้ เพราะว่าอันนั้นมันชอบด้วยกฎหมาย ท่านประธานครับ ท่านประธานเป็นนักกฎหมาย เหมือนผมเป็นทนายความมาก่อน กลุ่มคนในประเทศที่น่าเห็นใจคือข้าราชการที่นั่งอยู่นี้ คือชาวนาคือชาวไร่ คนพวกนี้กู้เงินใคร กู้เงิน ธกส. กู้เงินแบงก์พาณิชย์ก็ยาก คนที่ทำธุรกิจ คนที่ทำอุตสาหกรรมเขากู้เงินดอกเบี้ยแค่นี้เขาไม่สนใจหรอกครับ คนที่จะตีความดอกเบี้ย ที่เรากำลังเถียงกัน โต้เถียงท่าน โต้แย้งท่านก็คือศาล กฎหมายตัวนี้เขียนขึ้นมาเพื่อจะให้ศาล มีเพดานต่ำสุด เมื่อไม่มีเขียนไว้ก็ให้ ๓ เปอร์เซ็นต์ ดีไหม ดีแน่นอนครับ แต่ท่านอย่าลืมว่า ในระบบประเทศเราเมื่อนิติกรรมนี้มันไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา เขาเขียนได้ เขามัดไว้ด้วยนิติกรรม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วยความเคารพ เขามัดไว้ด้วยประกาศกระทรวงการคลัง มัดไว้ด้วยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย อันนี้คำถามว่าประโยชน์มีมากน้อยแค่ไหน เพราะคนที่ได้รับผลกระทบคือชาวบ้าน คือเกษตรกร เมื่อกู้ ธ.ก.ส. ไม่มีเงินเต็มเพดาน ที่ไร่ที่นาเอาไปจำนำ กู้ใครท่านประธาน กู้นายทุน กู้ไฟแนนซ์ (Finance) เถื่อนหรือไม่เถื่อน ก็กู้เพื่อให้ต้นทุนดอกเบี้ยมันขับเคลื่อนชีวิตเขาได้ ขับเคลื่อนครอบครัวเขาได้ การที่ท่านเอา กฎหมายตัวนี้เข้ามาเป็นพระราชกำหนดผมขออนุญาตติงนิดเดียว ก็ไม่ค่อยชอบแต่ไม่เป็น อะไรครับ ผมเห็นด้วยในหลักการ ในเวลาที่จำกัดท่านคิดดี ๆ ถามใจตัวเองดู เจตนาบริสุทธิ์ไหม นักกฎหมายที่ฝ่ายที่ผู้ให้กู้เขามัดไว้ด้วยนิติกรรม มัดไว้ด้วยประกาศ กระทรวงการคลัง มัดไว้ด้วยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านจะทำอย่างไร คำถาม มีแค่นี้ เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นลูกคนจน ลูกชาวนา เห็นใจคนจน ท่านต้องตอบ คำถามเยอะ เพื่อนสมาชิกถามเยอะแยะมากมาย ผมก็ถามต่อว่าเบี้ยปรับมีตามประมวล กฎหมายแพ่ง มาตรา ๓๘๓ นี้ลดได้นะครับ ศาลลดได้ เพราะเบี้ยปรับถ้าสูงเกินส่วน ศาลลดได้เวลามีปัญหา แต่ถ้าเป็นดอกเบี้ยลดไม่ได้ ถ้าไม่เกินกฎหมายไม่ผิดพระราชบัญญัติ ดอกเบี้ยเกินอัตรา เหล่านี้รัฐมนตรีต้องตอบผ่านท่านประธานไป ในเวลา ๕ นาที ผมขอให้ ท่านตอบให้ชัดเจน ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ครับ🔗

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ในวันนี้ผมก็ขออภิปรายสนับสนุนพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ท่านประธานครับ พระราชกำหนดฉบับนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนแน่นอน เพราะว่าการออกพระราชกำหนด จะใช้เวลาให้มีผลได้ในทันที ซึ่งพระราชกำหนดนี้มีผลในวันที่ ๑๑ เมษายน ท่านประธาน ถ้าเราออกเป็นพระราชบัญญัตินั้นก็ใช้เวลาเป็นปี ซึ่งประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัส โควิด (Virus COVID) ตอนนี้มีความเดือดร้อนเกี่ยวกับหนี้สินนั้นเป็นล้าน ๆ ราย ดังนั้น เป็นความจำเป็นและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะออกเป็นพระราชกำหนด ผมก็ต้องขอชื่นชม ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ผลักดันให้พระราชกำหนดออกมาในคราวนี้ ท่านประธานครับ พระราชกำหนดฉบับนี้ แน่นอนครับ ช่วยเหลือประชาชนได้แน่นอน เพราะว่าตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓ ไปแก้มาตรา ๗ นั้น ลดดอกเบี้ยลงจากเดิมที่เป็น ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นร้อยละ ๓ อันนี้ เกิดประโยชน์อย่างแน่นอน ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นล้าน ๆ รายจะได้ประโยชน์จาก เรื่องนี้ และที่กำหนดไว้ที่สำคัญซึ่งก็ต้องดูตามข้อกฎหมายก็คือแม้จะกำหนดไว้ในนิติกรรม เช่น ทำสัญญาไว้ เวลาไปคิดดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งพระราชกำหนดกำหนดไว้นั้นก็จะต้องบวกเพิ่ม จากสัญญาได้แค่ร้อยละ ๒ ครับท่านประธาน ซึ่งเดิมนั้นมักจะเขียนไว้ในสัญญา สมมุติว่า กู้เงินคิดดอกเบี้ยร้อยละ ๗ แต่เวลาจะปรับ จะปรับทีร้อยละ ๑๕ หรือบางแห่งก็ปรับร้อยละ ๑๘ ขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความไม่เป็นธรรม แล้วสร้าง ความเดือดร้อนสร้างปัญหาให้กับประชาชนนับล้าน ๆ ราย แต่พระราชกำหนดนี้ ออกมาทันท่วงทีก็จะทำให้การเรียกดอกเบี้ยผิดนัดนั้นจะเรียกได้เพียงแค่อัตราสัญญาเงินกู้ แล้วบวกด้วย ๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๓ ซึ่งเป็นไปตามที่กำหนดไว้ ในพระราชกำหนด ซึ่งบวกดอกเบี้ยอีกร้อยละ ๒ ต่อปี เช่น ถ้าสัญญาเงินกู้ร้อยละ ๗ ตามมาตรา ๔ เขียนแก้ไขมาตรา ๒๒๔ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น ก็จะทำให้ เรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้ร้อยละ ๗ บวกกับร้อยละ ๒ ก็คือได้แค่ร้อยละ ๙ ซึ่งมีผลทันที ท่านประธาน สัญญาที่อยู่กับธนาคาร อยู่กับที่ใดก็ตาม ก็จะมีผลโดยกฎหมาย พระราชกำหนดฉบับนี้ ส่งผลให้ลูกหนี้หลายล้านรายได้ประโยชน์ ดังนั้นเป็นความจำเป็น เร่งด่วนแน่นอนแล้วนอกจากนั้นก็ยังเขียนไว้ด้วยว่า หากมีปัญหาขึ้นมา แล้วก็จะต้องตัด ชำระหนี้นั้นก็ให้ตัดค่างวดที่ค้างชำระหนี้นานที่สุดเป็นอันดับแรก ก็คือไม่ให้เหมาลูกหนี้ ผิดนัดมาแล้วก็มาคิดรวมไปทั้งสิ้น ซึ่งอันนี้สร้างความเสียหายให้กับประชาชน เป็นภาระ ในยามที่พบกับวิกฤติโควิด (COVID) อย่างยิ่ง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าการ แก้ปัญหาเรื่องหนี้สินของประชาชนในเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ไปมัวทำพระราชบัญญัติไม่ได้หรอก ครับ ไม่มีทางมีปัญหาเยอะมากครับ การออกพระราชกำหนดเป็นทางเดียวเท่านั้น ที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที ท่านประธานครับ นอกจากนั้นพระราชกำหนดนี้ก็ยังเปลี่ยนแปลงวิธีการ หลักเกณฑ์ที่สำคัญ ๆ ไปหลาย ประการ ก็จะทำให้คดีที่ค้างคาอยู่ในศาลนั้น ประชาชนที่เดือดร้อนที่ถูกฟ้องร้องสามารถใช้ พระราชกำหนดฉบับนี้ไปเป็นข้อต่อสู้ลดหย่อนในศาลได้อย่างดี ผมเคยแก้ไขปัญหาความ เดือดร้อนให้กับประชาชนตลาดนัดจตุจักร ซึ่งเป็นหนี้ค่าเช่าจากการรถไฟ เรียกค่าปรับที ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าเกิดกรณีพระราชกำหนดมีผลตั้งแต่วันที่ ๑๑ เมษายนนั้น ก็จะสามารถที่จะผ่อนผันแก้ไขปัญหาให้เรียกดอกเบี้ยค่าปรับได้เพียงแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ บวก ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นี่คือข้อดีที่เห็นชัดเจน ผมยกตัวอย่างเป็นส่วน น้อยเป็นหมื่นรายเท่านั้นครับท่านประธาน แต่ถ้าทั้งประเทศนั้นหลายล้านรายที่จะได้ ประโยชน์จากอันนี้ ดังนั้นการที่จะไม่เป็นพระราชกำหนดนั้นเป็นไปไม่ได้ จึงเป็นความจำเป็น อย่างยิ่ง ท่านประธานครับ พอดีผมเหลือเวลาอีก ๓ นาที ก็เป็นห่วงเพื่อนสมาชิก เพราะเป็นผู้อภิปรายรายสุดท้ายก็อยากจะให้เพื่อนสมาชิกเข้าห้องประชุมด้วย ผมเป็นห่วง เนื่องจากผมอยากจะขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยสนับสนุน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านไพบูลย์ครับ🔗

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

ในการออกเสียงลงประชามติ ออกเสียงลงคะแนน ให้พระราชกำหนดที่เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริงนี้ได้ผ่าน ความเห็นชอบจากสภาแห่งนี้ ท่านประธานมีอะไรครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีการเสนอชื่อเข้ามาใหม่ อีก ๒ ท่านนะครับ🔗

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

มีอีก ๒ ท่านใช่ไหมครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ สมาชิกยังไม่ต้องรีบ นะครับ🔗

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

พอดีผมเหลืออีก ๒ นาที ท่านประธานครับ ผมได้ยินหลายท่านได้กล่าวถึงอยากจะให้ลดดอกเบี้ยลงขั้นต่ำจาก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ที่เขียนในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผมก็เห็นด้วยครับ แต่ว่า พระราชกำหนดฉบับนี้จะไปแก้ในส่วนนั้นก็ยังเป็นไปไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่จะต้องมีข้อถกเถียงกันอีกเยอะ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญของการออกพระราชกำหนด นั้นก็คือจำเป็นเร่งด่วน แล้วก็พระราชกำหนดหรือมาตรการใดก็ตามย่อมไม่สามารถจะ ช่วยเหลือทุกกรณีได้ แต่สำหรับพระราชกำหนดฉบับนี้ผมยืนยันครับ ได้ช่วยเหลือประชาชน นับล้าน ๆ รายได้จริง ดังนั้นผมจึงขออนุญาตอภิปรายเพื่อจะสนับสนุนให้เพื่อนสมาชิก ช่วยลงมติเห็นชอบพระราชกำหนด เพื่อที่จะทำให้ประชาชนที่เป็นลูกหนี้ที่เดือดร้อนอยู่ทั่ว ทั้งประเทศนั้นจะได้รับความเป็นธรรมจากพระราชกำหนดฉบับนี้ จึงขอขอบคุณท่านประธาน เพียงเท่านี้ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ มีชื่อเข้ามา ใหม่อีก ๒ ท่านนะครับ ขอท่านละ ๑๐ นาที คุณนิรมิต สุจารี คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ขอเชิญ คุณนิรมิตครับ🔗

นายนิรมิต สุจารี ร้อยเอ็ด

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ขอกราบเรียนต่อท่านประธานในเรื่องพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งโดยส่วนตัวของผมนั้นผมมีเหตุผลที่จะสนับสนุนพระราชกำหนด ฉบับนี้อยู่ ๓ ประการครับ🔗

ประการแรก ผมมองดูว่ากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของเราที่ใช้เป็นแม่บท ในการบังคับใช้เป็นกฎหมายเก่า เพราะบัญญัติไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๖๘ เพราะฉะนั้นก็มี ความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะมาตรา ๗ และมาตรา ๒๒๔ ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงวันนี้เกือบ ๑๐๐ ปี ก็เห็นสมควรที่จะต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง🔗

ประการที่ ๒ ความเป็นธรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา ที่ประกาศใช้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับเดิมนะครับ เห็นว่าการคิด อัตราดอกเบี้ยในช่วงเดิมนั้นสูงถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๑๕ ร้อยละ ๑๖ ก็ยังถึงได้ แล้วอัตราผิดนัดก็ประมาณ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ถือว่าให้ความเป็นธรรม แต่พอมาวันนี้ อัตราเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่ประชาชนไปฝากอยู่ในอัตราที่ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๑ หรือมากกว่า ๑ นี่แสดงว่าเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นการสมควรที่จะมีการ ปรับปรุงในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยแล้วก็อัตราการผิดนัด สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า เมื่อกฎหมายให้โอกาสชดเชยแก่เจ้าหนี้ ในอัตราที่สูง ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ได้มีการปรับลงมา โดยมาปรากฏอยู่ในมาตรา ๗ ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ โดยนิติกรรมหรือโดยบทบัญญัติกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละ ๓ ต่อปี อันนี้เป็น ประโยชน์แก่ลูกหนี้ทำให้เจ้าหนี้ไม่ได้เสียเปรียบ แล้วก็ทำให้ลูกหนี้ได้มีโอกาสที่จะได้ชำระ ในอัตราที่ต่ำในกรณีนี้และ🔗

ประการที่ ๓ สิ่งที่เห็นสมควรที่จะต้องมีการประกาศใช้พระราชกำหนด ฉบับนี้ก็คือว่าในต่างประเทศที่เขามีความเจริญ ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ประเทศเยอรมัน เขาได้มีการปรับอัตราดอกเบี้ยกันใหม่ โดยมีลักษณะคล้าย ๆ กับของไทยที่เรากำลังเสนอขึ้นมานะครับ ก็หมายความว่าเขาปรับ ลงมาใช้อัตราร้อยละ ๓ ต่อปี แล้วก็อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้น เพื่อสอดคล้องกับสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยปกติ ให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุก ๓ ปี ตรงนี้ประเทศญี่ปุ่นเขาได้มีการพัฒนา เปิดโอกาสให้รัฐสามารถที่จะทบทวนอัตราดอกเบี้ยได้ตลอด ของเมืองไทยเราได้มีการ พัฒนาขึ้นมาบัญญัติไว้ในมาตรา ๗ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เพราะว่าจะเกิดประโยชน์ ต่อประชาชนคนทั่วไปได้ครับแล้วก็🔗

ประการที่ ๔ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ เป็นอัตราดอกเบี้ยที่แก้ไขขึ้นมาแล้วมันจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะในมาตรา ๒๒๔/๑ ถ้าลูกหนี้มีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้เงินเป็นงวด และลูกหนี้ผิดนัด ไม่ชำระหนี้ในงวดใด เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดได้ เฉพาะจากต้นเงิน ของงวดที่ลูกหนี้ผิดนัดนั้น อันนี้ผมได้มองดูว่าเกิดประโยชน์ต่อประชาชนเพราะการคิด ดอกเบี้ยถ้าคิดเป็นงวด ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ในงวดใดก็คิดงวดนั้นก็ตรงไปตรงมา ประชาชน หรือลูกหนี้ก็จะได้ประโยชน์ และที่สำคัญ ในมาตรา ๖ บัญญัติ ตามมาตรา ๗ แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ย ที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้บังคับใช้ การบังคับใช้จะเริ่มเมื่อ ประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ก็คือ ประกาศใช้แล้วก็จะมีผลบังคับ ประชาชนหลายคนกำลังรอ รอว่าสภาพบังคับตรงนี้ก็จะมีผล ให้เขาเปลี่ยนฐานะ วันนี้ภาวะสถานการณ์ทางโควิด (COVID) ทำให้คนที่ไม่ติดเชื้อโควิด (COVID) ต้องอยู่กับบ้าน ไม่ได้มีโอกาสไปทำงาน เมื่อไม่มีโอกาสไปทำงานก็ไม่มีรายได้ที่จะไป ใช้หนี้ เพราะฉะนั้นการที่ประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้จึงเห็นเป็นการสมควร ที่จะสอดคล้องต่อสถานการณ์แก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด (COVID) สภาพการณ์ ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ แล้วก็ทำให้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของเราจะทำให้ผู้ ประกอบวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และประชาชนทั่วไปจะสามารถชำระหนี้ได้ตามแนว ความของพระราชกำหนดฉบับนี้ กระผมจึงมีความเห็นว่าเห็นสมควรสนับสนุนให้พระราช กำหนดฉบับนี้ได้ประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติกันต่อไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านนิรมิตด้วยนะ ครับ สมาชิกที่อยู่ข้างหลังท่านนิรมิตเมื่อกี้นี้ต้องนั่งเว้นทิ้งระยะนะครับ ขอความร่วมมือ พวกเราปฏิบัติมาดีตลอดครับ ท่านสุดท้ายคือคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แล้วหลังจากนั้น ท่านรัฐมนตรีและคณะก็จะชี้แจงนะครับ ขอเชิญคุณจุลพันธ์ครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยครับ ต่อร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช ๒๕๖๔ นี้ ในเบื้องต้นก่อนเลยนะครับท่านประธาน ผมเปิดตัวชัด ๆ เลยว่าผมเองก็ให้การสนับสนุน เป็นการแก้ไขที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แต่ก็ยังมีเรื่องที่ต้องติติงอยู่หลายเรื่อง นะครับ ในประเด็นแรกเลย พ.ร.ก. แพ่งและพาณิชย์นี้ เป็นอีกหนึ่งในกฎหมาย ๑๐๐ ปีครับ กฎหมาย ที่ในสภาเราก็พูดถึงเรื่องของการแก้ไขกันมาโดยตลอดมีอายุมาเกือบ ๑๐๐ ปี ขาดอยู่ไม่กี่ปี เท่านั้น ไปดูเนื้อความในกฎหมายนี้ก็ยังมีอีกหลายจุดหลายสิ่งหลายอย่างที่มีความจำเป็นที่ จะต้องแก้ การออกเป็นพระราชกำหนดนั้นผมอาจจะมีความคิดเห็นต่างจากเพื่อนสมาชิกบาง ท่าน ผมไม่ได้โทษรัฐบาลนะครับ อันนี้ผมเข้าใจว่าการออกพระราชกำหนดนี้ บางครั้งในเรื่อง ของเศรษฐกิจ ในเรื่องของดอกเบี้ย ในเรื่องของภาษี หลายเรื่องมันมีความจำเป็นที่ต้อง ออกเป็นพระราชกำหนด เพราะว่าถ้าเราใช้เวลาในการทำเป็นพระราชบัญญัตินี้ ระยะเวลาที่ มันเนิ่นช้ามันจะเกิดการสเปกคูเลต (Speculate) ในตลาด มันอาจจะเกิดการเก็งกำไรกันขึ้น มันอาจจะเกิดการคาดหวังว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตอันใกล้ ก็มีความจำเป็นเพื่อความ มั่นคงทางเศรษฐกิจที่ จะต้องออกเป็นพระราชกำหนด อันนี้ไม่ว่ากัน แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ การแก้ไขแต่ละครั้งเรื่องของกฎหมายเหล่านี้ มันไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะครั้งนี้อีกแล้ว มีการแก้ไขในเรื่องของการไม่ให้มีการคิดดอกเบี้ย ตั้งแต่ต้นจนจบ ให้คิดเป็นรายงวดหรืออะไรต่าง ๆ ตรงนี้ดีครับเป็นข้อดี แต่หลายสิ่งหลาย อย่างเรามีการพูดในสภา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราพูดในสภาหลายครั้ง ผมเองเคยพูดกับ ท่านรัฐมนตรีอาคมด้วยซ้ำตอนที่ท่านอยู่สภาพัฒน์ เพื่อนสมาชิกอภิปรายในสภาอีกนับครั้ง ไม่ถ้วน ผมก็ฟังมาโดยตลอด เรื่องการแก้ไขปัญหา อย่างเช่นเรื่องของแกป (Gap) ของอัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก เรื่องการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของบัตรเครดิตอันนี้ได้ยินว่า ท่านออกเป็น พ.ร.ก. อีกฉบับหนึ่งมาแล้ว ก็เป็นประโยชน์ครับ หลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งมันควรจะต้องแก้ไขไปในคราวเดียวกัน แต่ไม่ได้รับการแก้ไข ที่สำคัญที่สุดประเด็นที่ผม อยากจะสอบถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีแล้วก็ผู้มาชี้แจง อันนี้เป็นประเด็น สำคัญที่สุดนั่นก็คือเจตนารมณ์ของการออกร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ ถ้าฟังท่านรัฐมนตรี ได้ชี้แจงในตอนต้น คำแรกที่พูดออกมาในเรื่องเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนดนี้ ก็เป็น เพราะภาวะปัจจุบัน ภาวะปัจจุบันหมายความว่าเรื่องของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ซึ่งมีการระบาดอยู่จนกระทั่งเกิดภาระกับพี่น้องประชาชน จนกระทั่งพี่น้องประชาชน เริ่มมีสถานการณ์ที่เรียกว่าหนี้เสียมากขึ้น การผ่อนชำระ การชำระงวดสินค้า การเงิน การลงทุนต่าง ๆ มันเริ่มมีปัญหาเราก็ออกกฎหมายฉบับนี้มา เพื่อที่จะมาแก้ไขปัญหาให้เขา แต่ถ้าเจตนารมณ์หลักอยู่ที่การแก้ไขปัญหาเรื่องของวิกฤติจากไวรัส อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะอะไรครับท่านประธาน สิ่งที่เราพูดกันในสภามาโดยตลอด โดยเฉพาะประเด็นซึ่งเรา แก้ไขในร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นประเด็นซึ่งทุกคนในสภา และผมเชื่อว่าพี่น้อง ประชาชนในประเทศข้างนอกที่อยู่ในระบบการเงิน มีการกู้เงิน มีการยืมเงิน เขามองครับว่า มันเป็นสิ่งซึ่งขาดความเป็นธรรม มันไม่ยุติธรรม แต่กระทรวงการคลังเองที่ผ่านมาเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปีหลายสิบปี ไม่เคยขยับเพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้ให้พี่น้องประชาชนเลย วันนี้ มีการปรับแก้แต่ถ้าธงหลักของการปรับแก้คือแก้ไขปัญหาวิกฤตโคโรนาไวรัส (Corona Virus) ปีหน้าเกิดสถานการณ์คลี่คลาย อีก ๒ ปี สถานการณ์เริ่มเป็นปกติ หมายความว่าอะไร หมายความว่าสุดท้ายทางกระทรวงการคลังก็ยังจะยึดประโยชน์ของสถาบันการเงินเป็นหลัก แล้วก็จะไปปรับตัวอัตราดอกเบี้ยนี้ขึ้นใช่หรือไม่ เพราะอะไร มาดูในตัวอย่างนะครับ อย่างเช่นมาตรา ๓ ซึ่งเป็นการแก้ไขมาตรา ๗ ก็มีการเติมวรรคสองเข้าไปว่าอัตราตามวรรค หนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ โดยตราเป็น พระราชกฤษฎีกา โดยปกติกระทรวงการคลังจะพิจารณาทบทวนทุก ๓ ปี ให้ใกล้เคียงกับ อัตราเฉลี่ยระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้ หมายความว่าอีก ๓ ปี ข้างหน้าอย่างไร ก็ต้องมีการทบทวนโดยคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมา เพื่อที่จะทบทวนว่าสุดท้ายตัวเลข ที่เหมาะสมคืออะไร ท่านประธานครับเราเห็นมาเยอะครับ ถ้าภาคเอกชนคนที่เคยทำงาน ธุรกิจเอกชนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเขาก็จะมองประโยชน์ของการลดอัตรา เหล่านี้ เพื่อให้เศรษฐกิจมันสามารถเดินหน้าได้ เพื่อให้เกิดหมุนเวียน พอเราเจอนายแบงก์ มาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลายครั้งเราก็เห็นว่าเขาเน้นความมั่นคง ของสถาบันการเงินเป็นหลัก นี่คือมายด์เซต (Mindset) นี่คือชุดความคิดของคนที่เข้ามา ดำรงตำแหน่ง สุดท้ายการผลักดันให้เกิดการพัฒนา การแก้ไขตัวเลขเหล่านี้มันก็เป็นไปตามยุคตามสมัย แต่ประโยชน์ของประชาชนควรจะต้องเป็นที่ตั้ง เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้อยากจะถาม ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีให้ชัดว่า ท่านมองว่าตัวเลขที่กำหนดมา ๓ เป็นตัวเลข ชั่วคราวหรือเปล่า หรือท่านมองว่าตัวเลขเก่า ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ มันเกิดความไม่เป็นธรรม วันนี้เราถึงได้เอาเข้าสู่สภา ประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาแล้วเอาเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณา ปรับให้มันเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ถ้าเจตนารมณ์คือปรับให้ ๓ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เกิดความ เป็นธรรม อันนี้ผมรับได้ครับ แต่ถ้าบอกว่าเป็นเหตุการณ์โคโรนาไวรัส (Coronavirus) ก็กลับมาที่ ๓ แปลว่าในอนาคตอันใกล้ วันนี้ตามการแก้ไขตามพระราชกำหนดฉบับนี้ ตอนนี้เราปรับอัตราเขาเรียกเป็นโฟล์ต (Float) คือเป็นลอย หมายความว่าการพิจารณา ขึ้นกับคณะกรรมการที่ว่านี้ อีก ๓ ปีข้างหน้าเขามาพิจารณาใหม่มารีไวส์ (Revise) ใหม่ เขาจะยกไป ๘ เปอร์เซ็นต์ เขาจะยกไป ๙ เปอร์เซ็นต์ ก็ทำได้นะครับ ถ้าเกิดเขามองว่า มันเป็นความเหมาะสม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยจะเรียนสอบถามผ่านท่านประธานไปยัง รัฐมนตรีครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านจุลพันธ์จบแล้ว นะครับ ท่านรัฐมนตรีขอเชิญนะครับ ผมถือโอกาสเรียนก่อนนะครับ พอเดี๋ยวเมื่อรัฐมนตรี ตอบแล้ว ถ้าเรายังมีข้องใจสอบถามก็ยินดีครับ แต่ว่าหลังจากนั้นก็จะต้องลงมติให้ความ เห็นชอบหรือไม่ ซึ่งในช่วงนั้นล่ะครับที่อยากเรียนล่วงหน้าว่าเราต้องเข้ามานั่งในที่ของเรา เพื่อกดบัตร กรมควบคุมโรคอนุญาตให้ทำได้โดยในเวลาประมาณสัก ๑๕ นาทีที่อยู่ร่วมกัน เรียนเพื่อเป็นแนวให้เรารับทราบครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ ผมขออนุญาตเรียน เพิ่มเติมสั้น ๆ นะครับ ก่อนอื่นก็มี ๒-๓ คำถาม ว่าขอให้อธิบายนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ คือในเรื่องของความจำเป็นเร่งด่วน ผมก็ขออนุญาตเรียนว่า จริง ๆ แล้วกฎหมายนี้ก็ใช้มา ๙๕ ปีแล้ว การกำหนดตัวเลข ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นในสมัยนั้น แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะนะครับ🔗

ประการที่ ๒ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้เรียนถามว่า ๓ เปอร์เซ็นต์นี้เรายึดหลักอะไร ก็คงมี ๒ หลักด้วยกัน ก็คือหลักในเรื่องของความเป็นธรรม กับประชาชนซึ่งเป็นลูกหนี้ กับอีกหลักหนึ่งก็คือในเรื่องของการพิจารณาในเรื่องอัตรา เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้นั้นอัตรา ๓ เปอร์เซ็นต์ ก็ได้มีการ หารือกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วก็เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นอัตราที่เหมาะสม ในขณะนี้นะครับ ประการที่ ๒ ในเรื่องของความจำเป็นนั้น เมื่อดูสภาพเศรษฐกิจซึ่งทุกท่าน ก็คงทราบดีว่าในช่วงปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ นั้นเรายังอยู่ในสถานการณ์ของโควิด (COVID) อยู่ ประกอบกับในเรื่องของสถานการณ์โควิด (COVID) นั้นยังมีความต่อเนื่องและ มีการแพร่กระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เป็นประชาชนที่ประกอบอาชีพส่วนตัว พวกร้านอาหาร พวกร้านขายของอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ซึ่งก็ประสบภาวะในเรื่องของการเป็นหนี้เป็นสินตรงนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องหลักการ ในการออกพระราชกำหนดในครั้งนี้ก็อยากจะให้มีผลบังคับใช้ทันทีเพื่อเข้ามาช่วยในเรื่องของ พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งก็มีเป็นจำนวนมากที่การทำสัญญาเงินกู้นั้นก็ไม่ได้ มีลายลักษณ์อักษรอะไรต่าง ๆ พวกนี้ หรือมีก็อาจจะไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนนะครับ🔗

ประการที่ ๒ ที่มีคำถามว่าแล้วจะแอปพลาย (Apply) หรือประยุกต์ใช้ บังคับใช้กับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธ.ก.ส. นั้นหรือไม่ จริง ๆ ก็เป็น ๒ ส่วนนะครับ ส่วนหนึ่งก็เป็นการดำเนินการธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธกส. นั้นก็อยู่ในการกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งก็ต้องเดินตาม แนวประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยไทยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งก็มีผลในเรื่องของ การบังคับใช้ในวันที่ ๑ เมษายนปีนี้นะครับ เพราะฉะนั้นก็เป็น ๒ ประเด็นหลัก ๆ ที่เราต้องดู นะครับ ก็ขออนุญาตเรียนว่าข้อที่ ๓ นั้นก็มีอีกเรื่องหนึ่งก็คือถามว่าจริง ๆ แล้วเรื่องของการ คิดดอกเบี้ย เรื่องการผิดนัดชำระพวกนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ออกมาเมื่อปีที่แล้ว ความจริงในเรื่องของปีที่แล้วนั้นก็มีมาตรการหลายอย่างที่เขาไปช่วยในเรื่องของภาคธุรกิจ ซึ่งนอกเหนือจากการปรับโครงสร้างหนี้ การพักชำระหนี้ การยืดเวลาชำระหนี้ การปล่อย สินเชื่อเพิ่มเติมให้กับผู้ประกอบการอิสระ ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเรื่องที่ได้มีการหารือกันโดยตลอดก็คงเป็นเรื่องของการคิดดอกเบี้ย ซึ่งทางธนาคารแห่ง ประเทศก็ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ไปก่อนนะครับ เพราะฉะนั้นในวันนี้นั้น ก็เป็นเรื่องที่ผมเรียน ว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงิน ซึ่งประเด็นที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายกันนั้น แล้วก็มี ข้อแนะนำข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต รวมทั้งท้วงติงในเรื่องของความครอบคลุม ซึ่งมีหลายท่าน ได้พูดในประเด็นเรื่องของความครอบคลุมว่ามันมีอีกหลายเรื่องที่ทำไมเราไม่ทำในครั้งเดียว อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่าทางกระทรวงการคลังก็จะรับไปพิจารณา ในเรื่องของภาพรวมอีก ครั้งหนึ่งว่ามีใครบ้าง อย่างเช่นที่ท่านสมาชิกได้พูดถึง กยศ. อย่างนี้เป็นต้น ก็จะขออนุญาต รับไปในเรื่องของการพิจารณาในรายละเอียดนะครับ รวมทั้งในเรื่องของความครอบคลุมแล้ว ก็เรื่องของการเปิดกว้าง อันนี้ก็จะขออนุญาตขอบคุณท่านสมาชิก🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ครับท่านประธาน จุลพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ขอความ กรุณาพูดดังนิดหนึ่งได้ไหมครับ หรือทางฝ่ายโสตช่วยปรับเสียงได้ไหมครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พูดดังหน่อยได้ไหมครับ🔗

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ก็ขอ อนุญาตเรียนว่าข้อสังเกตต่าง ๆ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของ ความครอบคลุมแล้วก็การเปิดกว้างต่าง ๆ นั้นทางกระทรวงการคลังก็จะรับไปพิจารณา เพิ่มเติมว่าทำอย่างไรที่จะให้มาตรการในเรื่องของการคิดดอกเบี้ยหรือการกำหนด เป็นข้อกฎหมายนั้นสามารถที่จะครอบคลุมในเรื่องของทุกภาคส่วนของสังคมของเราได้ นะครับ แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือเรื่องประเด็นของความเป็นธรรม ผมคิดว่าเรื่องนี้ นอกเหนือไปจากในเรื่องของสภาพการทางเศรษฐกิจแล้ว ในเรื่องของความเป็นธรรม ในระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้นั้นก็เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงการคลังก็จะรับไปนะครับ ส่วนประเด็นในเรื่องของที่กำหนดให้ทุก ๓ ปีให้กระทรวงการคลังมีการทบทวนนั้น ก็ขอเรียนว่าทางกระทรวงการคลังก็จะไม่มีการนิ่งเฉย เพราะว่าถือว่าอยู่ในข้อกฎหมายแล้ว ต้องปฏิบัตินะครับ ส่วนในเรื่องของการปฏิบัตินั้นในสภาวการณ์ต่าง ๆ ที่ภาวะอัตราดอกเบี้ย ในตลาดนั้นอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง โดยเฉพาะถ้าหากเป็นขาขึ้นเราก็คงไม่ได้ให้ปรับ ยังพูดตอนนี้ไม่ได้นะครับ เพียงแต่ว่าเราก็คงต้องดูในเรื่องของประเด็นความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าเวลาดอกเบี้ยในตลาดนั้นเพิ่มขึ้นไปแล้วเราจะปรับให้ทันที นั้นเรายังคงไม่ด่วนสรุปในขณะนี้ เพราะว่าระบบการทบทวนนั้นก็คงอาจจะต้องมี คณะกรรมการขึ้นมาดูแลนะครับ แล้วก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งในเรื่องของการรับฟัง ความคิดเห็นต่าง ๆ นะครับ ก็ขออนุญาตเรียนขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติอีกครั้งหนึ่ง สำหรับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการทำงานต่อไป นะครับ เพราะว่าในเรื่องนี้อาจจะยังไม่จบทั้งสิ้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องดำเนินการต่อไป เพื่อให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึงครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านรัฐมนตรี นะครับ สมาชิกมีอะไรอยากจะสอบถามเพิ่มเติม ต่อไปผมต้องขอมติจากที่ประชุมนะครับ จำเป็นต้องขอเชิญสมาชิกเข้ามาเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมตามกระบวนการก่อนลงมติ ขอเชิญนะครับ ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ พวกเราอยู่ด้วยกันหนาแน่นหน่อย แต่ช่วงระยะเวลา คงไม่เกิน ๑๕ นาที ขอเชิญนะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกเข้ามาแล้วกรุณา กดบัตรเพื่อแสดงตน เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ อยู่ระหว่างการแสดงตนนะครับ ขอเชิญสมาชิกเข้ามานะครับ ให้เวลาครับ ขอเชิญสมาชิกประจำที่และกดบัตรแสดงตน นางสาวสภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ นายรณดล นุ่มนนท์ นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ นางวสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ นางชื่นสุมน นิวาทวงษ์ นางสาวจีรภัทร การประเสริฐกิจ อนุญาตครับ แล้วก็ กรุณานั่งทิ้งระยะนะครับ รัฐมนตรีเชิญเลยครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอกราบเรียนว่าเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๔ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้มีการตราพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและ ฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.ก. ฟื้นฟู ซึ่งต่อมานายกรัฐมนตรีได้นำกฎหมาย ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ โดยที่บทบัญญัติ มาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กำหนดให้ การตราพระราชกำหนดให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มี ความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ และในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไป ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า โอกาสนี้รัฐบาล จึงขอกราบเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผลและความจำเป็น ตลอดจนสาระสำคัญของ พ.ร.ก. ฟื้นฟูโดยสรุปดังนี้🔗

เหตุผลและความจำเป็น โดยที่การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและยาวนานกว่าที่ คาดการณ์ไว้เดิม ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเครดิตในระบบการเงินของประเทศปรับสูงขึ้นมาก แม้ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐจะดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จำนวนมากจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวและต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถกลับมาประกอบธุรกิจได้ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการทางการเงินเพื่อสร้าง สภาพคล่องเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบธุรกิจให้สอดคล้องกับวัฏจักรการฟื้นตัวของระบบ เศรษฐกิจโลก รวมถึงมีมาตรการลดภาระหนี้ของผู้ประกอบธุรกิจ โดยเปิดโอกาส ให้ผู้ประกอบธุรกิจโอนทรัพย์สินชำระหนี้แก่สถาบันการเงิน โดยมีเงื่อนไขซื้อคืนในราคา ที่โอนไป และมีสิทธิเช่าทรัพย์สินนั้นกลับไปใช้ประกอบธุรกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะ ขาดสภาพคล่องหรือผิดนัดชำระหนี้อันจะส่งผลต่อฐานะทางการเงินของสถาบันการเงินและ ต่อเสถียรภาพทางการเงิน และความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง การดำเนินมาตรการดังกล่าวจึงต้องกระทำโดยเร่งด่วนเพื่อป้องกันมิให้ปัญหาลุกลาม บานปลาย จึงเข้าลักษณะเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตรา พระราชกำหนดนี้🔗

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผมขออนุญาตสรุปสาระสำคัญ ของ พ.ร.ก. ฟื้นฟูซึ่งจะประกอบด้วย ๒ มาตรการ ได้แก่ ๑. มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อ แก่ผู้ประกอบธุรกิจหรือสินเชื่อฟื้นฟู และ ๒. มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สิน หลักประกันเพื่อชำระหนี้ หรือเรียกว่า มาตรการพักทรัพย์พักหนี้ โดยมีวงเงินให้ความ ช่วยเหลือรวม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีรายละเอียดดังนี้ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู🔗

๑. กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่สถาบัน การเงินในอัตราร้อยละ ๐.๐๑ ต่อปี วงเงินทั้งหมด ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืม ๕ ปี และธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถขยายระยะเวลาสินเชื่อดังกล่าวได้ ทั้งนี้สถาบันการเงิน ต้องนำเงินดังกล่าวไปปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน หรือมีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่จะให้กู้ยืมไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท ณ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด🔗

๒. ในการให้กู้ยืมแก่ผู้ประกอบธุรกิจ สถาบันการเงินต้องคิดอัตราดอกเบี้ย ในช่วงระยะเวลา ๒ ปีแรกของสัญญาได้ไม่เกินร้อยละ ๒ ต่อปี และโดยเฉลี่ยตลอดอายุ สัญญาตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๕ ต่อปี🔗

๓. สถาบันการเงินต้องยื่นคำขอกู้ยืมต่อธนาคารแห่งประเทศไทยภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ในกรณีที่ยังมีวงเงินเหลืออยู่และมีความจำเป็นต้อง ให้ความช่วยเหลือต่อไป หรือจะยุติการดำเนินมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูธนาคารแห่งประเทศไทย โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จะขยายระยะเวลายื่นคำขอกู้ยืมเงินดังกล่าวออกไปอีก ไม่เกิน ๑ ปี หรือจะยุติการดำเนินมาตรการนี้ก่อนกำหนดก็ได้🔗

๔. รัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนผู้ประกอบธุรกิจในช่วง ๖ เดือนแรกของ สัญญาเพื่อลดภาระของผู้ประกอบธุรกิจ โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยดังกล่าวให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยเพื่อชดเชยให้สถาบันการเงินต่อไป🔗

๕. ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. มีวัตถุประสงค์หน้าที่และอำนาจในการค้ำประกันสินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อ จากสถาบันการเงินตามพระราชกำหนดนี้ โดยให้ บสย. รับภาระไม่เกินร้อยละ ๔๐ ของ วงเงินสินเชื่อของสถาบันการเงินแต่ละแห่งได้รับการค้ำประกันจาก บสย. โดย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศ และ บสย. มีหน้าที่ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขการค้ำประกันทั้งนี้ให้ บสย. เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อได้ไม่เกินร้อย ละ ๑.๗๕ ต่อปีของวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ และให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินชดเชย ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อแทนผู้ประกอบธุรกิจไม่เกินร้อยละ ๓.๕ ของวงเงินค้ำ ประกันสินเชื่อเมื่อ บสย. ชำระหนี้ให้แก่สถาบันการเงิน ให้ บสย. เป็นผู้รับช่วงสิทธิของ สถาบันการเงินที่มีต่อผู้ประกอบธุรกิจ และสามารถบริหารจัดการหนี้ที่ได้รับช่วงสิทธิตาม หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด โดยรายได้ ที่ได้จากการบริหารหนี้หักด้วยค่าใช้จ่ายดำเนินการให้นำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน🔗

๖. ให้กระทรวงการคลังมีหน้าที่และอำนาจในการให้ความช่วยเหลือ บสย. ตามสมควร ในกรณีที่ บสย. ขาดสภาพคล่องจากการดำเนินการตามพระราชกำหนดนี้ เพื่อให้ บสย. สามารถดำเนินการค้ำประกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหาก บสย. มีภาระ ต้องชำระหนี้จากการค้ำประกันสินเชื่อนี้ และกระทบต่อฐานะทางการเงินของ บสย ให้กระทรวงการคลังชดเชยภาระดังกล่าวให้ บสย. โดยให้สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณ ชดใช้เป็นรายปีให้แล้วเสร็จภายใน ๕ ปีนับแต่วันที่ทราบจำนวนเงินที่ขาดทุน🔗

มาตรการพักทรัพย์พักหนี้🔗

๑. ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงิน อัตราร้อยละ ๐.๐๑ ต่อปี วงเงินทั้งหมด ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืม ๕ ปี และ ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถขยายระยะเวลาสินเชื่อดังกล่าวได้ เพื่อใช้ในการดำเนินการ ตามมาตรการพักทรัพย์พักหนี้🔗

๒. สถาบันการเงินจะขอกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งประเทศตามมาตรการนี้ได้ ก็ต่อเมื่อสถาบันการเงินได้รับโอนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน การชำระหนี้ของผู้ประกอบ ธุรกิจที่เป็นลูกหนี้กับสถาบันการเงินแห่งนั้นก่อนวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๔ ในราคาที่สถาบัน การเงินและผู้ประกอบธุรกิจตกลงกัน และมีเงื่อนไขให้มีสิทธิซื้อทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน คืนได้ภายในระยะเวลาที่ตกลงกัน ซึ่งต้องไม่เกิน ๕ ปีนับแต่วันที่โอนทรัพย์สินอันเป็น หลักประกัน หรือภายในระยะเวลาที่ยาวกว่านั้น ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด และ ให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิเช่าทรัพย์สินนั้นไปประกอบธุรกิจได้ตามอัตราค่าเช่าที่จะตกลงกัน🔗

๓. ราคาทรัพย์สินที่สถาบันการเงินจะขายคืนให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจหรือ เจ้าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันต้องไม่สูงกว่าราคาที่รับโอนไว้รวมกับค่าใช้จ่าย ในการดูแลรักษาและค่าใช้จ่ายอื่นใดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด และในกรณี ที่ผู้ประกอบธุรกิจเช่าทรัพย์สินนั้น ระหว่างมาตรการให้นำค่าเช่ามาหักออกจากราคา ดังกล่าวด้วย🔗

๔. เมื่อสถาบันการเงินทำสัญญารับโอนทรัพย์ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ที่กำหนดแล้ว สถาบันการเงินมีสิทธิกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ไม่เกินจำนวน เงินที่เป็นราคารับโอนทรัพย์สินตามมาตรการนี้ภายใน ๒ ปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ ใช้บังคับ นอกจากนี้ภาครัฐได้ยกเว้นภาษีอากรและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการทำ ธุรกรรมภายใต้ทั้ง ๒ มาตรการ🔗

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผมขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ความจำเป็น รวมทั้งแนวคิดในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ดังนี้ ตลอดช่วงระยะเวลา ๑ ปีที่ผ่านมาภาครัฐได้เร่ง ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ผ่านมาตรการเสริมสภาพคล่องและลดต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถดำเนิน ธุรกิจต่อไปได้ แต่สถานการณ์การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและยืดเยื้อยาวนานกว่าที่ คาดการณ์ไว้ทำให้ภาคธุรกิจมีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบต่อ ความสามารถของผู้ประกอบธุรกิจในการเข้าถึงสภาพคล่องและแหล่งทุน ในขณะเดียวกัน ความรุนแรงของผลกระทบและความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาคส่วนต่าง ๆ แตกต่างกันออกไปตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศและสถานการณ์การระบาดของ โควิด-๑๙ (COVID-19) โดยผู้ประกอบธุรกิจในบางอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบค่อนข้าง รุนแรงและคาดว่าอาจต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการฟื้นตัว เช่น กรณีผู้ประกอบธุรกิจ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ เป็นต้น เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มดังกล่าว ยังไม่สามารถกลับมาประกอบธุรกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการ กลุ่มดังกล่าวยังคงมีภาระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจำนวนมาก ดังนั้นการให้ความช่วยเหลือ ผ่านมาตรการสินเชื่อเพิ่มเติมเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้บรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบ ธุรกิจกลุ่มนี้ได้อย่างตรงจุดและเพียงพอ ภาครัฐจึงต้องมีเครื่องมือเพิ่มเติมในการช่วยเหลือ ฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มดังกล่าวเปลี่ยนสถานะเป็นลูกหนี้ ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล (NPL) หรือเลิกกิจการถาวร ขายทรัพย์สินที่เป็น หลักประกันหรือถูกยึดทรัพย์สินดังกล่าวและขายทอดตลาดในราคาต่ำกว่าสภาพความเป็นจริง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระดับการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ภาครัฐจึงมี ความจำเป็นเร่งด่วนต้องออกมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์ ความต้องการของผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) มากขึ้น และมีความยืดหยุ่นเพื่อให้ภาครัฐสามารถปรับปรุงเงื่อนไขการช่วยเหลือ ผู้ประกอบธุรกิจได้อย่างทันการณ์ เหมาะสม และเพียงพอกับสภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู จะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเข้าถึงสภาพคล่องและแหล่งทุนในอัตราดอกเบี้ย ที่เหมาะสม โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของผู้ประกอบธุรกิจที่สามารถขอสินเชื่อ ให้ครอบคลุมและเพียงพอมากขึ้น เช่น ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบัน การเงินสามารถขอสินเชื่อได้ เป็นต้น อีกทั้งกำหนดกลไกการช่วยเหลือที่มีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น เพื่อให้รัฐบาลสามารถปรับปรุงเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจ ได้ทันการณ์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถประคับประคองธุรกิจและรักษา การจ้างงาน รวมทั้งปรับปรุงธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) คลี่คลายลง มาตรการพักทรัพย์ พักหนี้จะช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินชั่วคราวให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้ระยะเวลา ยาวนานในการฟื้นตัวด้วยการตีโอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเพื่อชำระหนี้และมีข้อตกลง ให้สิทธิแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายเดิมซื้อทรัพย์สินหลักประกันนั้นกลับคืนเป็นลำดับแรกในราคา ซื้อคืนที่ตกลงกันไว้ก่อนและไม่สูงมากจนเกินไป เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจไปได้ หลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง ต่อไปได้หลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง โดยไม่ต้องขายทรัพย์สินและกิจการให้แก่กลุ่มทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูและมาตรการพักทรัพย์ผู้ประกอบธุรกิจ โดยการป้องกันมิให้ปัญหาการขาดสภาพคล่องและปัญหาผิดนัดชำระหนี้ของภาคธุรกิจ ลุกลามไปสู่การจ้างงานและระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบบ เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ยังถือเป็นแนวทางสำคัญในการบรรเทา ความเดือดร้อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับรักษาเสถียรภาพระบบ การเงินและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในช่วง ที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นในการออก พระราชกำหนดฟื้นฟูเพื่อรักษาศักยภาพของเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ไว้ให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ หลังจากที่สถานการณ์การระบาดคลี่คลายดีขึ้น🔗

สุดท้ายนี้กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรจะได้พิจารณาอนุมัติ พระราชกำหนดฟื้นฟูหรือพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการ ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจอันจะเป็นการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ของประเทศต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ต่อไปผมจะได้เชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายเรื่องด่วนที่ ๒ พระราชกำหนดการให้ ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ลำดับแรกขอเชิญนางสาว วรรณวรี ตะล่อมสิน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทน คนที่สอง

เชิญท่านพิเชษฐ์ มีอะไรครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ผมขอหารือท่านประธานแค่ ๑ นาที ทางสภาได้ให้คิวอาร์ โค้ด (QR Code) มาทั้ง ๒ พระราชบัญญัตินี้ ซึ่งผมก็มีแต่โทรศัพท์ เข้ามาประชุม วันนี้จะให้ผมอ่านเฉพาะในโทรศัพท์มันต้องพลิกไปพลิกมา มันต้องพิจารณา มันต้องเขียน แล้วผมจะทำอย่างไร ให้คิวอาร์ โค้ด (QR Code) มาแค่นี้ มันไม่ได้ครับ สำหรับ การพิจารณาพระราชกำหนดที่สำคัญของประเทศอยากขอเป็นเอกสาร ให้เจ้าหน้าที่โหลด (Load) มาให้ผมสักชุดได้ไหม เพราะว่ามันไม่สามารถที่จะดูในโทรศัพท์อย่างเดียวได้ แล้วคำวิเคราะห์ต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่สภาที่เขาวิเคราะห์ว่าอย่างไร อย่างไร ก็ไม่มี วันนี้ท่าน ปิดสภามานานแล้วท่านมีกระดาษแค่นี้ ขอเอกสารที่สมบูรณ์ การวิเคราะห์ต่าง ๆ ด้วย ท่านไม่ให้ใครให้ผมคนเดียวก็ได้ เพราะผมไม่สามารถที่จะอ่านในโทรศัพท์ได้ ผมไม่มีไอแพด (iPad) สภาก็ไม่แจกไอแพด (iPad) ให้ผม ฝากท่านประธานครับ เพื่อความเข้าใจแล้วจะได้ ดูแลปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ทั่วถึงครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านพิเชษฐ์ครับ ผมได้รับการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ในสภาก็คือว่าเอกสารไม่มีแจกนะครับ ท่านต้องได้ดูในสื่อ ของท่าน เป็นมาตรการลดการใช้กระดาษนะครับ ก็ได้รับชี้แจงมาอย่างนี้🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ท่านประธานครับ ท่านลดใช้ กระดาษ แต่การพิจารณาในห้องประชุมนี้แค่ ๕๐๐ ชุด มันจำเป็นต้องใช้ครับ ท่านไม่ใช้ กระดาษที่อื่นได้ แต่การพิจารณาในห้องประชุมจำเป็นต้องมีกระดาษครับ จำเป็นจะต้องอ่าน ทุกหน้า ท่านประธานครับ ขอไปงดใช้ที่อื่น ในห้องนี้ต้องมีกระดาษ มันจะใช้เงินกี่ร้อยกี่พัน บาทเองครับ ฝากท่านประธานพิจารณาเรื่องนี้ด้วยครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็รับเรื่องนี้ ให้ทางเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนำไปพิจารณานะครับ🔗

นางวัชราภรณ์ รัตนโกเศศ จันทรเจริญ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

เผื่อมีจะเอามาแจกให้ทันทีค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เจ้าหน้าที่ จะไปตามดูว่าถ้ามีก็จะมาแจกให้ เชิญ นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน ตามด้วยท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ตามด้วยท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ แล้วก็ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๔ ท่านแรก เชิญครับ🔗

นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตยานนาวา บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกลค่ะ ท่านประธานคะ ตอนนี้พวกเราทุกคนกำลัง อยู่ท่านกลางสภาวะการระบาดของโควิด (COVID) รอบที่ ๓ แล้ว ซึ่งการระบาดระลอกนี้ ส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก และรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งท่านเป็นหัวหน้ารัฐบาลและเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ต้องบอกว่าถือว่าล้มเหลวมากในการบริหารจัดการทั้งระบบสาธารณสุข ระบบการบริหาร จัดการวัคซีน และระบบเศรษฐกิจของประเทศ ช่วงปีที่ผ่านมามีเอสเอ็มอี (SMEs) มากมาย ที่เขาไปไม่รอดแล้วเขาต้องปิดกิจการมากมายมหาศาล ไม่สามารถผ่านช่วงวิกฤติโควิด (COVID) ระลอกที่ ๑ และ ๒ มาได้ สำหรับธุรกิจที่ยังเปิดดำเนินกิจการอยู่ได้จนถึงวันนี้ก็ต้อง บอกว่าเป็นกลุ่มที่จัดว่ามีทุนในระดับหนึ่ง สามารถปรับตัวได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่วันนี้ เจ้าของกิจการเอสเอ็มอี (SMEs) ตัวเล็ก ๆ หลายรายก็เดินมาบอกกับดิฉันว่ารอบแรกนี้ผ่าน มาได้ รอบที่ ๒ พอไหว แต่รอบที่ ๓ ไม่ไหวจริง ๆ ถ้าแบงก์ไม่ช่วยเรื่องสภาพคล่องกับเขา ฟังอย่างนี้แล้วกลุ่มที่ยังเหลือรอดมาจนถึงวันนี้ ดิฉันเห็นว่ามันจำเป็นอย่างมากที่ท่านต้องช่วย พยุงกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ด้วยนะคะ และกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบ มากที่สุดมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ก็คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ธุรกิจให้บริการต่าง ๆ ซึ่งถ้ารวมการจ้างงานทั้งกลุ่มตรงนี้แล้วจะมีการจ้างงานมากถึง ๖.๙ ล้านคน เมื่อปีที่แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ออกมาตรการซอฟต์โลน (Soft loan) วงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทออกมา แต่ว่าหลังจากที่ดำเนินการไปแล้วเกือบปีนี้ก็อนุมัติ สินเชื่อไปได้เพียงประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นแค่ ๒๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าล้มเหลวและไม่เข้าเป้าอย่างมาก และในทางปฏิบัติก็มีแต่ธุรกิจที่เข้มแข็ง แล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนจริง ๆ ที่ได้วงเงินนี้ไปอย่างที่ทุกท่านทราบดี และปลายเดือนที่แล้ว เอสเอ็มอี (SMEs) ก็มีโอกาสที่จะได้ฟังข่าวดีอีกครั้ง สำหรับ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฉบับนี้ ที่รัฐบาลออกมาเพื่อช่วยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด (COVID) อีกครั้ง ในวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านอาคมก็ได้แจ้งว่ามีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ดูเหมือนว่าจะทำให้เอส เอ็มอี (SMEs) สามารถเข้าถึงวงเงินนี้ได้ง่ายขึ้น เช่น มีการให้ บสย. มาช่วยค้ำ หรือว่ามีการ ให้สินเชื่อกับธุรกิจที่ไม่เคยมีวงเงินกับสถาบันการเงินมาก่อน แต่ในทางกลับกันก็มี การเปิดช่องเพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย ดิฉันอยากจะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ ใน ๒ ประเด็น🔗

ประเด็นที่ ๑ เรื่องการตีความนิยามของธุรกิจ สำหรับ พ.ร.ก. ฟื้นฟูฉบับใหม่ นี้อาจจะทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยเข้าถึงยากขึ้นไปอีก เนื่องจากว่าในประกาศของ แบงก์ชาติที่กำหนดมาให้กับธนาคารพาณิชย์ระบุว่าให้ธนาคารพาณิชย์ให้ความช่วยเหลือ กับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพนะคะ เพื่อช่วยประคับประคองฟื้นฟูธุรกิจให้สามารถ ดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งแบงก์พาณิชย์ก็จะต้องนำข้อความนี้ไปตีความเพื่อปล่อยกู้ ซึ่งอันนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญมากนะคะ ในการจะประเมินว่าธุรกิจใดที่มีศักยภาพ ในมุมมองของดิฉัน และพรรคก้าวไกลก็คือธุรกิจที่ยังอยู่รอดจากโควิด (COVID) ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ มาจนได้ถึง วันนี้ เขาอาจจะมีปัญหาสะดุดบ้างหรือมีงบการเงินที่ไม่สวยบ้างในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ว่า ถ้าตั้งใจเดินเข้ามาขอกู้ เราคิดว่าเราควรจะให้เขากู้แล้วควรจะยินดีช่วยเขาอย่างเต็มที่ แต่ว่าคำว่า ธุรกิจที่มีศักยภาพ ในสายตาของแบงก์ก็คือธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ รายได้เยอะ มีหนี้น้อย ๆ มีประวัติดี ไม่เคยผิดนัดชำระและจะมีความสามารถที่จะสามารถคืนเงินกู้ได้ ทุกบาททุกสตางค์โดยไม่ได้พิจารณาถึงความเดือดร้อนของกิจการ และเท่าที่ดิฉันทราบแล้ว ก็ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการมา ก็ได้ยินถึงขนาดว่าคนที่เดินเข้ามาหาแบงก์ คนที่เขียนแผนกู้กับแบงก์ สำหรับ พ.ร.ก. สินเชื่อตัวนี้ร้อยทั้งร้อยนี้แทบไม่มีใครได้กู้นะคะ ดิฉันพูดตรง ๆ ว่าได้ยินแล้วฟังแล้วนี่ทั้งเจ็บทั้งจุกแทนเอสเอ็มอี (SMEs) นอกจากนี้ พ.ร.ก. ก็ยังระบุไว้ว่ากลุ่มผู้กู้เดิมที่เคยได้สินเชื่อซอฟต์โลน (Soft Loan) ตัวแรกแล้วก็สามารถกู้เงิน ก้อนนี้ได้อีกครั้ง กู้ได้เพิ่มอีกนะคะ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ คือธุรกิจที่จะได้สินเชื่อฟื้นฟู ตัวนี้ก็คือธุรกิจที่แบงก์เคยยกหูหาเมื่อตอนจะเสนอซอฟต์โลน (Soft Loan) ให้ และกลุ่มนี้ ก็อีกครั้งค่ะ เขาไม่ได้เดือดร้อน ไม่ได้อยากได้เงินทุนหมุนเวียน แต่เขาก็จำเป็นก็รับไว้ เพราะว่าอัตราดอกเบี้ยมันต่ำแล้วเขาก็ไปโปะวงเงินเก่าอื่น ๆ นะคะ🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็เป็นการพิจารณาแบบกลุ่มบริษัทกับแบบรายบริษัท มาตรการ สินเชื่อซอฟต์โลน (Soft Loan) ฉบับเดิม ถ้าเกิดว่าเป็นกลุ่มบริษัทมีเจ้าของเดียวกัน มีผู้ถือหุ้นชุดเดียวกันก็มีสิทธิพิจารณากู้ได้ทั้งกลุ่มไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท แล้วก็ไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของสินเชื่อคงค้าง ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ แต่ว่าในโครงการสินเชื่อ ฟื้นฟูฉบับใหม่นี้เวลาพิจารณาก็คือจะพิจารณาแยกเป็นรายบริษัท หมายความว่าถึงแม้ จะเป็นกลุ่มบริษัทเดียวกัน แต่ถ้ามีบริษัทลูกเป็นบริษัทเอ (A) บี (B) ซี (C) ดี (D) นิติบุคคล ก็สามารถยื่นกู้ได้เองโดยไม่มีข้อจำกัดเหมือนเดิม เหมือน พ.ร.ก. ฉบับแรกนะคะ🔗

ท่านประธานคะ ไม่มีเอสเอ็มอี (SMEs) รายไหน ไม่มีธุรกิจตัวเล็กตัวน้อย รายไหนที่มีกลุ่มบริษัทในเครือหลายบริษัทหรอกนะคะ และการเขียนเกณฑ์ไว้แบบนี้ก็เปิด โอกาสให้วงเงินนี้ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ มากกว่าจะไปอยู่ในมือของธุรกิจตัวเล็ก ๆ แล้วครั้งแล้วครั้งเล่าที่ธุรกิจตัวเล็ก ๆ ธุรกิจที่เขา ได้รับความเดือดร้อนจริง ๆ ไม่มีโอกาสเข้าถึงวงเงินนี้ และเสมือนว่าวงเงินนี้ไม่เคยมีอยู่จริง สำหรับเขา ดิฉันขอให้นิยามซอฟต์โลน (Soft Loan) ฉบับนี้ไว้เลยว่าเป็นซอฟต์โลน (Soft Loan) ทิพย์นะคะ🔗

ท่านประธานคะ ถ้าที่เล่ามามันยังไม่ชัด ดิฉันอยากจะชี้ให้เห็นผลถึงการ ปล่อยกู้ของ พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ เพื่อที่จะได้เห็นภาพแล้วก็เข้าใจว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) ของรัฐบาลทั้ง ๒ ฉบับนี้ที่ต้องการจะช่วยเหลือและฟื้นฟูธุรกิจที่เดือดร้อนนี้มันไม่เคยถึง มือเขา ไม่เคยถึงมือธุรกิจตัวเล็กตัวน้อยเลยนะคะ ถ้าหากว่าเปรียบเทียบนะคะ หน้าต่อไปค่ะ หากเปรียบเทียบวงเงินอนุมัติเฉลี่ยต่อรายของซอฟต์โลน (Soft Loan) ทั้ง ๒ ฉบับนี้ มันจะไม่ต่างกันมาก วงเงินซอฟต์โลน (Soft Loan) ฉบับแรกนี้วงเงินอนุมัติเฉลี่ยต่อราย ก็ได้รายละ ๑.๘ ล้านบาท สำหรับสินเชื่อฟื้นฟูก็ได้รายละ ๒.๑ ล้านบาทต่างกันเล็กน้อย ประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่พอมาดูรายละเอียดก็จะเห็นว่าเอสเอ็มอี (SMEs) ไซส์ (Size) เล็ก และไซส์ (Size) กลางนี้ได้รับวงเงินเฉลี่ยไม่ได้ต่างกันนัก แต่สำหรับเอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดใหญ่หรือว่ากลุ่มบริษัทที่เป็นคอร์พอเรชัน (Corporation) นี้ได้รับซอฟต์โลน (Soft Loan) ได้วงเงินเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๑๑ ล้านบาท แต่ว่าถ้าเป็นสินเชื่อฟื้นฟูได้ถึง รายละเกือบ ๒๐ ล้านบาท มากกว่าเดิมถึงเกือบ ๒ เท่า เห็นได้ชัดเลยนะคะว่ารอบนี้ เงินก็ตกไปอยู่ในมือของเอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดใหญ่ หรือว่ากลุ่มที่เรียกว่ากลุ่มบริษัท คอร์พอเรชัน (Corporation) มากกว่าเดิมอีกด้วยนะคะ🔗

นอกจากนี้ก็จะเห็นว่าที่ พ.ร.ก. ได้บอกว่าจะให้วงเงินกับธุรกิจที่ไม่เคยมีวงเงิน สินเชื่อกับธนาคารนี้ก็จะพบว่า ณ วันที่ ๑๗ พฤษภาคมนี้ข้อมูลล่าสุดของธนาคาร แห่งประเทศไทยก็ได้ประกาศออกมาว่าได้ปล่อยสินเชื่อฟื้นฟูไปแล้วให้กับบริษัท ๕,๕๐๐ บริษัท ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง ๗๑ บริษัทที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารคิดเป็นแค่ ๑.๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และในความเป็นจริงแล้วในทางกลับกันประเทศไทยมีเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารมากถึง ๒,๕๐๐,๐๐๐ ราย ๗๑ รายที่ได้วงเงิน เทียบกับ ๒,๕๐๐,๐๐๐ รายที่ไม่เคยมีวงเงินกับแบงก์นับว่าน้อยมาก ๆ เลยนะคะ ท่านประธานคะ รัฐบาลสู้อุตส่าห์เตรียมวงเงินสูงถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อพยุงธุรกิจ อุตส่าห์เขียนพระราชกำหนดอย่างสวยหรู อ่านแล้วดูดีมีความหวังมากนะคะ แต่ว่า ในความเป็นจริงธนาคารพาณิชย์ก็ไม่สามารถปฏิบัติตามได้อย่างที่เขียน แต่ว่าธนาคาร ก็ใช้เกณฑ์ของตัวเองในการพิจารณาปล่อยวงเงินนี้ ท่านประธานคะ แบงก์นี้ธนาคารพาณิชย์ ไม่รับลูก ธนาคารพาณิชย์ไม่เต็มใจปล่อย แบบนั้นดิฉันเข้าใจนะคะ เพราะว่าธนาคารพาณิชย์ ก็เป็นองค์กรเอกชน องค์กรเอกชนก็จะมีเป้าหมายขององค์กรเพื่อแสวงหากำไรสูงสุด มากกว่าจะมาช่วยเหลือสังคม แต่ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลก็รู้ข้อเท็จจริงนี้อยู่แก่ใจ แต่ท่านก็ยังคง ทำเหมือนเดิม ท่านก็ยังไปพึ่งพาธนาคารเอกชนซึ่งเป็นองค์กรที่แสวงหากำไรสูงสุด แถมยัง เป็นธุรกิจที่ผูกขาดในประเทศไทยอีกนะคะ ซึ่งนี่มันสะท้อนถึงความเป็นจริงที่น่าเจ็บปวดของ ประเทศนี้ว่าคนทำธุรกิจตัวเล็กตัวน้อยไม่เคยได้รับการเหลียวแลและปรายตามอง จากเบื้องต้นอีกแล้ว นโยบายต่าง ๆ ที่รัฐปล่อยออกมาก็เหมือนทำไปอย่างนั้น ทำแบบ ไม่ใส่ใจ ทำแบบไม่มีเป้าหมาย ทำแบบไม่มีตัวชี้วัด แล้วก็ปล่อยให้ผลมันเป็นไปตามยถากรรม แล้วก็ไม่คิดหาวิธีอื่น หนทางอื่นในการช่วยพยุงเอสเอ็มอี (SMEs) จริง ๆ สุดท้าย เอสเอ็มอี (SMEs) ก็ล้มหายตายจากไปเอง นี่ละค่ะที่ดิฉันเรียกมันว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) ทิพย์จริง ๆ ดิฉันอยากจะเสนออย่างนี้นะคะว่าอยากให้รัฐบาลตั้งวงเงินออกมา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจาก พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อช่วยพยุงธุรกิจขนาดเล็ก โดยเฉพาะธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์โควิด (COVID) ระบุกลุ่มให้ชัดว่าจะช่วยกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม แล้วก็กลุ่มที่ให้บริการต่าง ๆ ทั้งที่มีวงเงินและไม่มีวงเงินกับธนาคาร โดยตั้งเป็น กองทุนพิเศษนะคะ แล้วก็ให้กู้ผ่านธนาคารของรัฐ เช่น เอสเอ็มอี (SMEs) แบงก์หรือว่า ธนาคารออมสิน แล้วก็ควรจะมีข้อยกเว้นในเรื่องคุณสมบัติของผู้กู้ซึ่งควรจะพิจารณา เป็นรายเคส (Case) ได้ ท่านประธานคะ วงเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็คือเป็นตัวเลขเดียวกัน กับวงเงินที่รัฐจะใช้เพื่อไปอุ้มบริษัทการบินไทยนะคะ เป็นตัวเลขที่รัฐก็อยากจะอัดฉีด ให้กับองค์กรเพียงองค์กรเดียวโดยที่เราก็ยังมองไม่เห็นผลลัพธ์ว่ามันจะสำเร็จหรือไม่ แต่วงเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ในทางกลับกันถ้านำมาช่วยธุรกิจตัวเล็ก ๆ อย่างที่ดิฉันเสนอ ไปเฉลี่ย รายละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ธุรกิจรายเล็กรายน้อยเขาต้องการและ เพียงพอก็จะสามารถพยุงธุรกิจได้ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ราย แล้วก็ถ้าหากคูณด้วยอัตราการจ้างงาน ที่ ๕ คนต่อ ๑ เอสเอ็มอี (SMEs) ก็สามารถช่วยไม่ให้คนตกงานได้ถึง ๕๐๐,๐๐๐ ราย ท่านประธานคะ ตั้งแต่วันแรกที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศ ท่านก็ได้ทำให้ประชาชนเห็นชัดเจนมาตลอดว่า พลเอก ประยุทธ์นี้สนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจเจ้าสัวอย่างชัดเจน มาจนถึงวันนี้ ๗ ปีผ่านไปมีวิกฤติโควิด (COVID) เข้ามา ยิ่งตอกย้ำ ยิ่งทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่านอกจากท่านจะสนับสนุนทุนใหญ่อย่างชัดเจนแล้ว ท่านยังไม่เคยเหลียวแลธุรกิจตัวเล็ก ๆ จริง ๆ เลยนะคะ แต่ท่านอย่าลืมนะคะว่ากลุ่มทุนใหญ่ ที่ท่านสนับสนุนนั้นเป็นกลุ่มที่อยู่บนยอดของประเทศ เป็นกลุ่มที่มีเล็ก ๆ เพียงแค่หยิบมือ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของประชากรของประเทศนี้ และยิ่งมีสภาวะเศรษฐกิจหลังโควิด (COVID) ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องตกต่ำไปอีกอย่างน้อย ๑-๒ ปี ประชาชนคนไทยอีก ๙๙ เปอร์เซ็นต์เขาต้องการผู้นำที่มีความรู้ทางเศรษฐกิจที่จะนำพาประเทศไทยให้ผ่านวิกฤตินี้ ไปได้ ถ้าเรายังมีนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดิฉันคิดว่าประชาชนคนไทยคงจะต้องตกงาน ต้องอดตาย ต้องหนี้ท่วมหัว และคนที่เลือกได้ ก็คงจะเลือกที่จะย้ายประเทศหนีท่านไปหมด ก็ฝากให้ท่านพิจารณาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ครับ🔗

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ในวันนี้ผมก็ขออภิปรายสนับสนุนพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือ และฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ไดรับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ติดตามตรวจสอบการใช้เงินตามพระราชกำหนด ๓ ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ซึ่งก็มีอยู่ฉบับหนึ่ง ๑ ใน ๓ ฉบับนั้นก็คือพระราชกำหนดการให้ความ ช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา พ.ศ. ๒๕๖๓ คณะกรรมาธิการติดตามแล้วตรวจสอบ ก็เห็นความตั้งใจของทาง ธนาคารแห่งประเทศไทยที่อยากจะให้ความช่วยเหลือกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กรายน้อย แต่ก็ติดขัดที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวในปี ๒๕๖๓ นั้น มีข้อขัดข้องอยู่ หลายประการ กรรมาธิการจึงได้มีการประชุมกันถึง ๕ ครั้ง เสร็จแล้วก็สรุปประเด็นโดยความ ร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลังและสำนักงานกฤษฎีกา ซึ่งรวบรวม ความคิดเห็นแล้วก็เสนอขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดดังกล่าว ซึ่งการเสนอไปดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าทางท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณานำไปดำเนินการ โดย ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงกลายเป็นออกเป็นพระราชกำหนดฉบับใหม่ ซึ่งความแตกต่างก็อาจจะเพิ่มคำว่า ฟื้นฟู เข้าไปด้วย ซึ่งเพิ่มคำว่า ฟื้นฟู นั้น ในความหมายก็ เป็นประโยชน์จากการที่เราได้พิจารณาแล้วในกรรมาธิการว่าพระราชกำหนดฉบับเดิมใน ปี ๒๕๖๓ นั้น ไปจำกัดเรื่องคุณสมบัติของลูกหนี้ ว่าจะต้องเป็นลูกหนี้เดิม ตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ซึ่งนี่เป็นปัญหาใหญ่ ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่ไม่ได้เป็นลูกหนี้ ธนาคาร ก็ไม่สามารถจะมากู้เงินจาก พ.ร.ก. ฉบับปี ๒๕๖๓ ได้ แต่ในเมื่อทางรัฐบาลและ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกเป็นพระราชกำหนดสินเชื่อฟื้นฟูฉบับใหม่นั้น ก็เปลี่ยนให้ ลูกหนี้เป็นไม่มีวงเงินสินเชื่อก็เข้ามาได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กราย น้อย ซึ่งเดิมเข้าไม่ได้ก็จะสามารถเข้าได้ แต่เดิมในกฎหมายเก่านั้นก็มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กอยู่ ๗๖ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้วที่เป็นสัดส่วนหลักในการกู้เงินจากโครงการตาม พ.ร.ก. ฉบับปี ๒๕๖๓ แต่ผมเชื่อครับท่านประธาน ในฉบับนี้จะมีผู้ประกอบการรายเล็กราย น้อยที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธนาคารจะเข้าถึงได้มากขึ้นกว่าเก่าด้วย เป็น พ.ร.ก. ที่มีความจำเป็น เร่งด่วน และเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง แล้วนอกจากนั้น ยังกำหนดวงเงินสินเชื่อให้เพิ่มเติมว่าลูกหนี้ใหม่ก็สามารถกู้ได้ถึง ๒๐ ล้านบาท อันนี้ก็เป็น การแก้ปัญหาได้ถูกจุด แล้วก็โดยเฉพาะที่สำคัญนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า พ.ร.ก. ปี ๒๕๖๓ สร้างเงื่อนบางเงื่อนที่เป็นปัญหา ได้รับแก้ไขใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ แต่ว่าวงเงิน ก็เป็นจำนวนเงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เชื่อว่าจะเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาสถานการณ์ ที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีการพัฒนาการขึ้นในพระราชกำหนดฉบับใหม่ ก็โดยที่เพิ่มมาตรการที่เรียกว่าพัก เป็นมาตรการใหม่ที่เพิ่ม นอกจากการที่ให้สินเชื่อแล้ว ทางธนาคารแห่งประเทศไทย โดยร่วมกับกระทรวงการคลังยังได้เพิ่มเงิน เพิ่มโครงการ พักทรัพย์พักหนี้ เป็นวงเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่อยากจะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ที่รุนแรงกว่า คือไม่สามารถที่จะดำเนินการไปตามปกติได้ แต่มีหลักทรัพย์ หลักประกัน ก็ให้ ตีโอนเพื่อที่จะชำระหนี้เป็นการพักทรัพย์พักหนี้ แต่ว่าการดำเนินการดังกล่าวธนาคาร แห่งประเทศไทยก็จะสนับสนุนเงินให้กับทางธนาคารพาณิชย์เพื่อดำเนินการ และรวมทั้งรัฐ ก็จะยกเว้น ลดหย่อนภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องในการโอน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่เกิดขึ้นนั้น ดังนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ผมชื่นชม คือถ้าไป แก้ไขพระราชกำหนดปี ๒๕๖๓ แล้ว ตามอย่างที่คณะกรรมาธิการเสนอไปนั้นก็จะแก้ไข ปัญหาไม่ได้ครอบคลุมและชัดเจนได้เท่ากับออกเป็นพระราชกำหนดฉบับใหม่ เป็นพระราชกำหนดที่เราพิจารณาอยู่ในวันนี้ ก็คือ พ.ศ. ๒๕๖๔ ผมกราบเรียนว่าเป็นไปตาม มาตรา ๑๗๒ แห่งรัฐธรรมนูญแน่นอน เพราะว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ได้มาร้อง ทุกข์กับคณะกรรมาธิการ เดือดร้อนอย่างล้นเหลือนะครับ ดังนั้นเราจึงนำปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งมวล ประมวลแล้วโดยธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมประชุม ร่วมรับฟังโดยตลอด จึงเป็น การแก้ไขปัญหาตามขั้นตามตอนจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ผมยืนยันได้ว่าพระราช กำหนดดังกล่าวจะทำให้การฟื้นฟูช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) นั้นจะได้รับผล อย่างเป็นรูปธรรม แล้วก็จากการที่ได้ติดตามดูความตั้งใจของหน่วยราชการ โดยเฉพาะ ธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วก็กระทรวงการคลัง ผมมั่นใจครับท่านประธานว่าถ้าสภาแห่งนี้ ได้พิจารณาแล้วก็เห็นชอบพระราชกำหนดฉบับที่เราจะพิจารณาไป ได้ประโยชน์แน่นอน เท่ากับทุกท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่กำลังรอรับ ความช่วยเหลืออยู่ ร่วมกันทำเพื่อที่จะทำให้เราได้ฟันฝ่าอุปสรรค ช่วยเหลือ บรรเทา ความเดือดร้อนให้กับประชาชน แน่นอนครับท่านประธาน หลายฝ่ายก็เกรงว่าจะไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนว่าแม้จะไม่สามารถช่วยได้ทุกคน แต่เราก็จะช่วยได้ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เป็นจำนวนน้อย ๆ นะครับ จำนวนหลายแสนราย ซึ่งจะมีผล ในการช่วยกันสร้างงานให้กับประชาชนเป็นล้าน ๆ คน พระราชกำหนดฉบับที่ออกมานี้ ไม่ว่าจะโดยหลักการ โดยเหตุผล หรือโดยรายละเอียดทั้งมวลนั้น ผมได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ จึงกราบเรียนต่อท่านประธานว่าขอให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้สบายใจว่า เป็นเรื่องที่เรากำลังร่วมกันพิจารณากฎหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง และสิ่งที่ สำคัญก็อยากจะฝากไปยังประชาชนที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่รับฟังการ ถ่ายทอดอยู่นั้นให้รับรู้ว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ตั้งมาเพื่อที่จะช่วยเหลือท่านอย่างแท้จริง ดังนั้นแม้ท่านเคยยื่นเรื่อง แล้วคราวที่แล้วไม่ได้ก็ตาม โดยติดเงื่อนไขของกฎหมาย ปี ๒๕๖๓ ก็ขอให้ท่านยื่นเรื่องอีกครั้งหนึ่ง เชื่อว่าความทุกข์ร้อนที่ท่านได้พบอยู่นั้นจะได้รับการบรรเทา ทุกข์โดยพระราชกำหนดฉบับที่สภาจะอนุมัติผ่านไป ท่านประธานครับ ผมมั่นใจครับ พระราชกำหนดฉบับนี้คงผ่านสภาแห่งนี้ได้ด้วยความเห็นพ้องต้องกันของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่เป็นห่วงเป็นใยประชาชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่กำลัง เดือดร้อนอยู่ทั่วประเทศอย่างแน่นอนครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ ก่อนที่ท่านชวลิตจะอภิปรายนะครับ ถามท่านพิเชษฐ์ ได้เอกสารหรือยังครับ ได้แล้ว นะครับ เจ้าหน้าที่เอาไปให้แล้ว ส่วนท่านสมาชิกท่านใดที่มีความประสงค์จะรับเอกสารขอให้ ท่านเดินไปหยิบที่หน้าประตูทางเข้านะครับ เพราะทางเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะไม่มีการแจก เอกสารในห้องประชุม ถ้าท่านประสงค์ที่จะต้องการก็เดินไปหยิบเอานะครับ เชิญท่าน ชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ🔗

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมขออภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟู ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) ความจริง แล้วครับท่านประธาน รัฐบาลเคยมีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ผ่านมา แต่ไม่อาจ ช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ได้ เพราะเอสเอ็มอี (SMEs) ส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึง แหล่งเงินกู้ เนื่องจากเงื่อนไขที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินเจ้าหนี้กำหนดไว้ คือต้องเป็น ลูกหนี้ชั้นดี ไม่เป็นเอ็นพีแอล (NPL) ผลประกอบการดี มีรายได้มาชำระหนี้คืน ดังนั้น มาตรการที่ผ่านมาจึงส่งผลช่วยแต่ผู้ประกอบการที่มีฐานะทางการเงินที่ดีอยู่แล้วเอสเอ็มอี (SMEs) ที่สายป่านไม่ยาวจึงล้มกันระเนระนาด หนี้สินเพิ่มพูน คนตกงานมากมาย ในส่วน ของเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีหนี้สินมากมายดังกล่าวรัฐบาลจะมีมาตรการอย่างไรที่จะพักชำระ หนี้ โดยเฉพาะหากทรัพย์ถูกยึดไปหมดแล้วจะพักอย่างไร มีแต่หนี้อย่างเดียวไม่มีทรัพย์เพราะ มันไม่มีรายได้เพิ่มเติม คนงานตกงานกันหมด ทั้งนี้ก็เพื่อเงินกู้ที่จะได้มาตามมาตรการใหม่นี้ ไปใช้เพื่อการลงทุนให้สามารถเดินหน้าได้ ท่านประธานที่เคารพ หลักเกณฑ์ที่ธนาคาร พาณิชย์หรือสถาบันการเงินจะให้ (SMEs) กู้ก็คงจะไม่ต่างจากเดิมมากนักเพราะคำนึงถึง ธุรกิจที่มีศักยภาพ การที่จะให้กู้ครั้งนี้กระผมมองว่ายังเป็นเรื่องยาก มีมาตรา ๑๓ ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ที่ให้ บสย. ค้ำประกันเงินกู้ แต่ให้รับภาระไม่เกินร้อยละ ๔๐ ของวงเงินสินเชื่อทั้งหมด กระผมจึงหวั่นใจว่าเอสเอ็มอี (SMEs) ที่จะเข้าถึงแหล่งทุนยังยากอยู่ ถ้ากู้ผ่านธนาคารหรือ สถาบันการเงิน เพราะอดีตที่ผ่านมาเป็นเครื่องฟ้องว่าธนาคารหรือสถาบันการเงินถูก วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเสือนอนกิน ไม่ยอมเสี่ยงหรือแข่งขันกันเองอย่างเป็นธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งให้ท่านประธานให้เห็นชัดเจนว่า ธนาคารหรือสถาบันการเงินเป็นเสือนอนกิน คือส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างเงินกู้และเงินฝาก ที่ไม่สมดุลกันอย่างยิ่งและเป็นมาอย่างช้านาน ทำอย่างไรถึงจะแก้ไขได้ ทำอย่างไรส่วนต่าง ของอัตราดอกเบี้ยระหว่างเงินกู้กับเงินฝากถึงจะแคบเข้า ในส่วนของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ถ้าจะ ปรับจากการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน ปรับมาเป็นกู้จากกองทุนให้กู้ยืม ในธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทยจะได้หรือไม่โดยมีคณะกรรมการ กองทุนเป็นผู้พิจารณา ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าที่เอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กรายน้อย จะเข้าถึง หากยังผ่านธนาคารพาณิชย์เหมือนเดิมโดยทั่ว ๆ ไป ยากอย่างยิ่งที่เอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กรายน้อยจะเข้าถึงแหล่งเงินทุน กระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับความปรารถนาดีที่รัฐบาล หรือทุกภาคส่วนอยากเห็นเอสเอ็มอี (SMEs) เข้าถึงแหล่งทุนเพื่อดำเนินกิจการต่อไปได้ แต่สิ่งที่ไม่ควรจะลืมเลยอย่างยิ่งก็คือหนี้สินที่มีอยู่ในปัจจุบัน มันหมดโอกาสที่เขาจะเดินต่อไปได้หากไม่พักชำระหนี้ และมาตรการที่มีอยู่เพียงพอไหม ที่เขาจะให้พักได้อย่างแท้จริง มีเงื่อนไขอะไรที่จะผ่อนคลายให้เขาได้พักชำระหนี้ อย่างที่เขา ไม่สามรรถที่จะไปหาหลักทรัพย์หรืออะไรต่าง ๆ มาดำเนินการได้ คนมันจะล้มมันล้มจริง ๆ แล้วจะให้เขามีอะไรมาค้ำประกันในอันที่จะพักชำระหนี้ เรื่องนี้จึงต้องเป็นกองทุนเท่านั้น ที่จะคลี่คลายแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ถ้าไม่ปรับหลักเกณฑ์ให้เอสเอ็มอี (SMEs) ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาหนี้สินมากมายเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างแท้จริงแล้ว รัฐบาลจะไม่สามารถ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากได้เลย เพราะว่าเอสเอ็มอี (SMEs) เล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งแต่ ระดับกลางจนถึงระดับเล็กนี้มีจำนวนมากมายทั่วประเทศ ถ้าเราไม่ดูเอสเอ็มอี (SMEs) ส่วนใหญ่ บ้านเมืองโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากจะล้มระเนระนาด แล้วรัฐบาลจะแก้ไข ปัญหาได้ยากอย่างยิ่ง จึงอยากจะขอฟังความเห็นของรัฐบาลว่ามีมาตรการใดที่จะให้ เอสเอ็มอี (SMEs) เข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างแท้จริง และในขณะเดียวกันการพักทรัพย์ พักชำระหนี้อยากเห็นแนวทางว่าจะทำอย่างไรถึงจะเป็นผลในทางปฏิบัติ ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แล้วตามด้วยท่านพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ท่านวิรัตน์ วรศสิริน และท่านเกียรติ สิทธีอมร ครับ เชิญท่านสาทิตย์ครับ🔗

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เป็น วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ปี ๒๕๖๔ แล้วก็ช่างบังเอิญอย่างเหลือเกินครับว่าเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ปี ๒๕๖๓ คือเมื่อปีที่แล้ว สภานี้ได้พิจารณาพระราชกำหนด ๓ ฉบับ อย่างที่เรารู้จักกันในนามของพระราชกำหนดกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท นั่นหมายความรวมถึง พระราชกำหนดที่เกี่ยวเนื่องกับตัวพระราชกำหนดฉบับนี้ด้วย ครบ ๑ ปีพอดีครับ พระราชกำหนดฉบับนี้ที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าเป็นพระราชกำหนดเรื่องของซอฟต์โลน (Soft Loan) นี้ ความจริงอาจจะเรียกได้ว่าเป็นฉบับแก้ไขเพิ่มเติมจากตัวพระราชกำหนด ซอฟต์โลน (Soft Loan) ฉบับแรกซึ่งสภาอนุมัติไปเมื่อปีที่แล้วก็ครบ ๑ ปีพอดี ผมเรียน ท่านประธานครับว่าผมจำได้ว่าตัวพระราชกำหนดซอฟต์โลน (Soft Loan) ฉบับที่เข้าสู่สภา ในขณะนั้นเป็นฉบับที่เรียกได้ว่าถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดฉบับหนึ่งจากเพื่อนสมาชิกในสภา สิ่งหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกในสภานี้ที่ได้พูดถึงก็คือด้วยมาตรการเขียนเอาไว้ในพระราชกำหนดนั้นมัน มีปัญหาแน่นอน ถ้าคำว่า ซอฟต์โลน (Soft Loan) มันควรจะต้องเป็นมาตรการแก้ไขปัญหา ทางการเงินที่เป็นเงินกู้เหมือนกับเป็นลักษณะเฉพาะกิจ ซึ่งคำว่า ซอฟต์โลน (Soft Loan) นี้ ก็มีความหมายโดยตัวของมันอยู่แล้วว่าควรจะมีลักษณะของการที่ผู้จำเป็นที่จะต้องใช้อย่าง ในกรณีนี้ก็คือเอสเอ็มอี (SMEs) ต้องเข้าถึงง่าย ไม่มีกระบวนการซับซ้อนและสามารถ ที่จะแก้ไขเยียวยาได้ทันที แต่เสียงท้วงติงของเพื่อนสมาชิกในเวลานั้นก็ไม่ได้รับการ ตอบสนองผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในขณะนั้นก็ยืนยันว่าสามารถที่จะดำเนินการไปได้ แต่ในที่สุด ก็พบปัญหาจริงครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภานี้ขึ้น เพื่อที่จะพิจารณาตัวพระราชกำหนดเรื่องของการกู้เงินทั้ง ๓ ฉบับ ในฉบับซอฟต์โลน (Soft Loan) นั้น ในคณะกรรมาธิการได้เชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายท่านเข้ามาพูดคุยกัน แล้วก็มีการยอมรับว่ามีปัญหาจริง ในการประชุมคราวหนึ่งท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ปี ๒๕๖๓ แต่ละธนาคารจะมีนโยบายเฉพาะตัวว่าธนาคารนี้จะเน้นเรื่องของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ หรือพวกเช่าซื้อ อีกธนาคารหนึ่งอาจจะไปเรื่องของอุตสาหกรรมการผลิต อีกธนาคารหนึ่ง จะไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่เป้าหมายเชิงนโยบายว่าใครกระทบมากที่สุดควรได้ก่อน คือการจัดลำดับความสำคัญไม่มี ก็เลยทำให้พวกโรงแรม พวกการท่องเที่ยวถึงได้น้อย คำถาม มีว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) ตัวนี้เราจะมีการกำหนดเป้าหมายสินเชื่อเชิงนโยบายลักษณะนี้ หรือไม่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาทั้งหลายมันตรงจุดมากขึ้น ที่สำคัญก็คือมันต้องเข้าไปรักษา ระดับการจ้างงานให้เกิดขึ้น เพราะเอสเอ็มอี (SMEs) เป็นกลไกหลักในตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศของเรา นี่คือเรื่องใหญ่ครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ที่อยากเสนอไว้ก็คือว่าผลจากตัว พ.ร.ก. ฉบับนี้ที่มันชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่ปีที่แล้วมาถึงตัวนี้ต้องออก พ.ร.ก. มาแก้ไขนั้นมันสะท้อนให้เห็นว่าประเทศของเรา ณ ปัจจุบันนี้มันจำเป็นที่จะต้องมีการมองสถานการณ์ผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) อย่างเป็นจริงและทันท่วงที ทันต่อเวลามากขึ้น ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลมีกลไกใดในการที่จะ ติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์หรือคาดการณ์ไปข้างหน้า เราจะมองคาดการณ์ของ สถานการณ์แบบมองโลกในแง่ดีอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะไม่มีใครคิดว่าวันนี้โควิด-๑๙ (COVID-19) บ้านเรามันเป็นการระบาดรอบที่ ๓ แล้วก็มีความรุนแรงมากกว่าเดิมอย่างชนิด ที่เรียกว่าแตกต่างจากรอบที่ ๑ อย่างสิ้นเชิง จนปัจจุบันผู้ที่เสียชีวิตรายวันอาจจะถึง ชั่วโมงละคนแล้วเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นรัฐบาลเองจำเป็นที่จะต้องมีการวิเคราะห์ สถานการณ์ คาดการณ์ผลกระทบความเสียหาย และที่สำคัญก็คือการกำหนดมาตรการ ในการที่จะฟื้นฟูจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ไม่ใช่เรื่องที่จะคิดแก้รายวัน ซึ่งเรื่องนี้คงจะได้คุย กันเยอะในตอน พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะเข้าสภา มันแก้วันต่อวัน รายวันคงไม่ได้ แต่ หลายประเทศในขณะนี้ทั่วโลกเริ่มมองไปในระยาวแล้วว่าหลังจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ประเทศเขาจะเดินไปในทิศทางใด การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต้องทำครับ แต่เราสาละวน อยู่กับปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ มันก็ต้องมองในระยะยาวต่อไปในวันข้างหน้าด้วย ผมก็ถือ โอกาสนี้ในเวลาที่เราจะอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ไป ได้ฝากความคิดเหล่านี้ถึงรัฐบาล แล้วก็เชื่อว่ารัฐบาลจำเป็นจะต้องเปิดใจกว้างรับฟังทุกภาคส่วนด้วย ไม่อย่างนั้นโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็อาจจะทำให้โอกาสของประเทศมันย่ำแย่ลงครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป เชิญท่านพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เชิญครับ🔗

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ภายใต้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ก็ต้อง ยอมรับครับว่าผู้ประกอบการธุรกิจหลายภาคส่วนล้วนประสบปัญหารายได้ตกต่ำ สภาพคล่องหายไป บางรายจำเป็นต้องลดชั่วโมงการทำงานของพนักงานลง บางราย ต้องปลดพนักงานออกทั้งที่รู้ว่าค่าใช้จ่ายในการรับพนักงานใหม่หลังเศรษฐกิจฟื้นตัวนั้น สูงกว่า และแน่นอนครับ เพื่อความอยู่รอดหลายรายก็ปิดตัวลง ก่อนหน้านี้อย่างที่เราทราบ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติออกพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) หรือที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ซึ่งออกไปตั้งแต่วันที่ ๑๙ เมษายน ปีที่แล้ว ก็หวังว่าจะมีการช่วยเหลือ สภาพคล่องของผู้ประกอบการ รักษาระดับการจ้างงาน แต่ปรากฏว่าผลการดำเนินงาน ไม่ตอบโจทย์ครับ แล้วก็เป็นจริงอย่างที่เพื่อน ส.ส. ของผม คุณวรรณวรี ตะล่อมสิน ได้เคยอภิปรายเอาไว้เมื่อครั้ง พ.ร.ก. ฉบับที่แล้วนั้นเข้าสภา ในครั้งนั้นพรรคก้าวไกล ได้เสนอครับว่าควรจะมีหลักเกณฑ์เปิดให้ผู้ประกอบการที่ไม่เคยมีสินเชื่อกับสถาบัน การเงินใด ๆ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำนี้ได้ แต่ก็กินเวลากว่า ๑๒ เดือน กว่าที่คณะรัฐมนตรีนั้นจะรู้ตัวแล้วก็เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหลักเกณฑ์ต่าง ๆ แล้วก็ออก พ.ร.ก. ฉบับใหม่นี้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ

จากฉบับที่แล้วเราจะเห็น ว่าแม้ยอดเฉลี่ยการปล่อยสินเชื่อจะอยู่ที่ ๑.๘ ล้านบาทต่อราย ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะสะท้อนว่า เป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับรายย่อยเป็นส่วนใหญ่ แต่หากเทียบกับกรอบวงเงินที่ได้รับมาก็คือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมีการปล่อยสินเชื่อไปเพียงแค่ ๑๓๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ส่วนที่ไปสู่เอสเอ็มอี (SMEs) รายย่อย เป็นเพียงแค่ ๑ ใน ๑๔ ของกรอบวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น เห็นได้ชัดนะครับว่าเอสเอ็มอี (SMEs) รายย่อยนั้นยังมีอีกมากมายครับที่เข้า ไม่ถึงมาตรการนี้ นั่นคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ทีนี้เรามาดู พ.ร.ก. ฉบับใหม่ครับ มีการแก้ไข ในรายละเอียดหลายอย่างครับ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในรอบที่แล้ว มีการกำหนด หลักเกณฑ์ใหม่เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ไม่เคยมีสินเชื่อนั้นสามารถเข้าสู่แหล่งเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำได้ โดยมีเพดานการกู้อยู่ที่ ๒๐ ล้านบาท แต่เมื่อดูผลประกอบการ ซึ่งผมเข้าใจ นะครับว่าเราเพิ่งเริ่มต้น เราเพิ่งเริ่มโครงการ แต่เมื่อดูตัวเลขผลที่ผ่านไปแล้วต้องเรียนว่า น่าเป็นห่วงนะครับ ก็พบนะครับว่ามีการปล่อยสินเชื่อไปแล้ว ๑๑,๕๐๐ ล้านบาทเศษนะครับ อันนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ ๑๗ พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งผมทราบนะครับว่ามีการปล่อยเพิ่ม ไปแล้วประมาณ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้อย่างนี้ครับ หากเรามาดูนะครับว่า สัดส่วนที่ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการที่ไม่เคยมีสินเชื่อกับสถาบันการเงินเลย สัดส่วน มีเพียงแค่ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คำถามคือทางรัฐบาล ทางธนาคารแห่งประเทศไทย พึ่งพอใจกับสัดส่วนการกระจายสินเชื่อแบบนี้หรือไม่ ล่าสุดก็เป็นข่าวว่าธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ได้เชิญซีอีโอ (CEO) ของสถาบันการเงินต่าง ๆ เข้ามาหารือ ผมก็ได้ติดตามการแถลงข่าว ของผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเมื่อฟังแล้วผมรู้สึกสิ้นหวัง และเป็นห่วง ผู้ประกอบการรายย่อยเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน เพราะปรากฏว่าสิ่งที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยนั้นตอบคำถามกับสื่อมวลชน ทำให้เราทราบครับว่าไม่ได้มีการกำหนด เป้าหมายว่าต้องการเห็นการกระจายตัวของสินเชื่ออย่างไร ไม่มีคำอธิบายครับว่าอยากเห็น การปล่อยลูกหนี้รายใหม่เป็นสัดส่วนเท่าไร มีแต่เพียงการระบุจุดประสงค์ว่าต้องการที่จะ ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีศักยภาพและได้รับผลกระทบจากโควิด (COVID) ประเด็น คือว่านี่เป็นครั้งที่ ๒ นะครับ นี่เป็นการปรับปรุง พ.ร.บ. ฉบับที่แล้ว ท่านเคยออกมาแล้ว ๑ ครั้ง ควรหรือไม่ครับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กระทรวงการคลังจะมีเป้าหมาย ในรายละเอียดที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการกำกับสถาบันการเงิน ในการกำกับ แบงก์พาณิชย์ให้ปล่อยสินเชื่อตามเจตนาของท่าน ผมถามง่าย ๆ เลยครับว่า ที่ท่านบอกว่า ท่านจะช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีศักยภาพ แต่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด (COVID) ตกลงแล้วท่านทราบไหมครับว่าผู้ประกอบเหล่านี้ที่ท่านบอกมีกี่ราย พูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้ประกอบการที่มีผลกระทบแล้วต้องการสินเชื่อ จริง ๆ แล้วมีกี่รายกันแน่ เวลาที่เราพูดถึง ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบแน่นอนครับเซกเตอร์ (Sector) ที่เดือดร้อนและหนักหนา ที่สุดคือภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจอื่น ๆ ที่รองรับนักท่องเที่ยว ผมก็อยากถามนะครับว่า สุดท้ายแล้วทางธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำกับดูแล แล้วก็ผ่าน มาแล้ว ๑ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ฉบับที่แล้ว ท่านทราบหรือไม่ครับว่าสถาบันการเงินปฏิเสธ ลูกหนี้ที่อยู่ในเซกเตอร์ (Sector) เหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ผมต้องขออนุญาตที่จะเรียนต่อท่าน ประธานผ่านไปยังท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ผมเรียกร้องให้หน่วยงานของ ท่านทำงานเชิงรุกมากกว่านี้ครับ ท่านต้องส่งทีมงานเดินทางไปพบกับผู้ประกอบการตาม จังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นพิเศษ ไปดูครับว่ามาตรการ ของท่านแท้จริงแล้วมันตอบโจทย์ผู้ประกอบการหรือตอบโจทย์สถาบันการเงินกันแน่ ผมขอ ยกตัวอย่างจังหวัดภูเก็ต เป็นจังหวัดที่เคยสร้างรายได้มหาศาลจากการท่องเที่ยว ทุกวันนี้ ผู้ประกอบการเหล่านี้เดือดร้อนชนิดที่เรียกว่าแสนสาหัสจริง ๆ ครับท่านประธาน อย่าเรียกว่ารายได้เหลือ ๐ เลยครับ เรียกว่าติดลบกันลงไปแล้ว ป่าตองที่เคยคึกคัก ทุกวันนี้ แม้แต่เซเว่น-อีเลฟเว่น (7-Eleven) ที่หาดป่าตองยังต้องปิดนะครับ ล่าสุดมีการเตรียมการ โครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Sandbox) ซึ่งก็จะเปิดรับนักท่องเที่ยวในวันที่ ๑ กรกฎาคม หน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดครับก็พยายามที่จะเตรียมความพร้อมในหลาย ๆ ด้านโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องการพยายามเร่งฉีดวัคซีน ซึ่งเอาล่ะครับเรื่องวัคซีนจะฉีดได้มากน้อยแค่ไหน จะ มีความเป็นไปได้ในการกระจายวัคซีนได้มากแค่ไหนผมจะไม่มาพูดในวาระนี้นะครับ แต่ว่า ประเด็นก็คือว่าผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในภูเก็ตเขาก็เตรียมความพร้อมครับ หลายรายก็ขอสินเชื่อผ่านตัว พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฉบับใหม่นี้ล่ะครับ เพื่อที่จะเตรียมฟื้นฟู ธุรกิจแล้วก็รองรับกับโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Sandbox) ของรัฐบาล แต่ปรากฏว่า เกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน โรงแรมขนาดเล็กอยากจะขอแอสเซต แวร์เฮาส์ซิง (Asset Warehousing) โครงการพักทรัพย์พักหนี้ ถูกธนาคารปฏิเสธครับ บอกว่าเขาไม่มีใบอนุญาต ผมถามหน่อยครับว่าโรงแรมขนาดเล็กในภูเก็ตมีกี่รายที่มีใบอนุญาต ทุกวันนี้ประชาชนจะอด ตายอยู่แล้วครับ แบงก์จะมาเรียกหาใบอนุญาตทำไมครับ พอโรงแรมเหล่านี้จะไปขอซอฟต์โลน (Soft Loan) ก็บอกว่าปรับโครงสร้างหนี้อยู่ ปฏิเสธที่จะให้เงินกู้ บางรายก็ถูกปฏิเสธครับ เพราะว่าติดพักชำระหนี้ มีบางรายถูกตรวจสอบเครดิต บูโร (Credit Bureau) แล้วก็ปฏิเสธด้วย เหตุผลนี้ว่าเครดิต บูโร (Credit Bureau) ไม่ผ่าน ผมถามว่าผู้ประกอบเหล่านี้เขาเดือดร้อน มาตั้งแต่โควิด (COVID) รอบที่แล้ว แล้วจะคาดหวังให้เขาไม่ติดเครดิต บูโร (Credit Bureau) ได้ ไปดูกิจการอย่างร้านนวดครับท่านประธาน ร้านนวดแผนโบราณก็ถูกปฏิเสธ โดยอ้างว่า ธุรกิจของท่านไม่ได้อยู่ในลิสต์ (List) ของเอสเอ็มอี (SMEs) ร้านอาหารนะครับ ธนาคารบอกว่า ไปเปิดก่อน ไปเปิดก่อน ๖ เดือน แล้วค่อยมาขอสินเชื่อ บริษัททำธุรกิจรถนำเที่ยวที่ผ่านมา ไม่มีลูกค้าครับ รถจอดทิ้งไว้เป็นปี จะฟื้นฟูธุรกิจเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวแน่นอนครับ ต้องเอารถไปตรวจสภาพ เอารถไปปรับปรุง ซ่อมแซม บางรายรถไม่ได้ต่อทะเบียนนะครับ จอดทิ้งไว้เฉย ๆ ก็ต้องไปต่อทะเบียน เขาต้องการเงินทุนครับ ต้องการสภาพคล่อง เพื่อการเตรียมตัวในการฟื้นฟูธุรกิจ แต่ก็ถูกปฏิเสธ หนักสุด เรารู้ว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้เพิ่งเริ่มใช้ นะครับ แต่หนักสุดมีถึงกระทั่งว่าธนาคารปฏิเสธลูกค้าโดยการบอกว่าวงเงินเต็มแล้ว ประชาชนเขากินข้าวนะครับท่านประธาน ไม่ได้กินหญ้าครับ เขารู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงคือ แบงก์ไม่ต้องการปล่อยสินเชื่อ ท่านประธานครับ ธุรกิจภาคท่องเที่ยวในภูเก็ตเหล่านี้มากมาย ที่ถูกแบงก์ปฏิเสธด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ผมคิดว่าเรายังจะเรียก พ.ร.ก. ฉบับนี้ว่า พ.ร.ก. ฟื้นฟูได้อยู่หรือเปล่าครับ🔗

อีกประเด็นหนึ่ง คือเรื่องหนี้นอกระบบครับ รัฐบาลเอง กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็ต้องการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ แต่ด้วยความช่วยเหลือ ที่ไปไม่ถึงพวกเขาเหล่านี้ล่ะครับ ท่านกำลังผลักดันให้เขาไปหาหนี้นอกระบบอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นต่อประเด็นของผู้ประกอบการในจังหวัดภูเก็ต ผมในฐานะ ผู้แทนราษฎรผมจะรวบรวมข้อมูล แล้วก็จะเชิญผู้ประกอบการเหล่านี้เพื่อไปหารือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทยครับ ไปดูกันในรายละเอียดว่าเราจะช่วยเขาเหล่านี้ได้อย่างไร🔗

ประเด็นต่อไป คำถามคือว่าทำไมสถาบันการเงินหรือแบงก์เหล่านี้ที่ไม่ได้ มีคุณหรือไม่ได้มีโทษเลย ถ้าเขาจะไม่ปล่อยสินเชื่อ เขาจะไม่ทำตามนโยบายของท่าน ประเด็นคือแล้วทำไมเขาต้องปล่อย พ.ร.บ. ฉบับนี้เราคงจะเรียกว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) ไม่ได้แล้ว เพราะว่าดอกเบี้ยก็เพดานอยู่ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าคนที่ได้ซอฟต์โลน (Soft Loan) คือสถาบันการเงินนะครับ คือต้นทุนอยู่ที่ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ แถมรอบนี้ยังมีการ ค้ำประกันโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือที่เราเรียกว่า บสย. ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งวงเงินการปล่อยของแต่ละสถาบันการเงิน ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับ ที่สูงกว่าที่เคยเป็นมาเล็กน้อย เจตนาผมเชื่อว่าที่เรากำหนดกันแบบนี้ก็เพื่อให้สถาบันการเงิน สามารถที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายย่อยโดยไม่ต้องเรียกหลักประกัน หรือเรียก หลักประกันในระดับที่น้อยลงกว่าปกติ ผมได้มีโอกาสได้ฟังคำชี้แจงจากผู้แทนของธนาคารแห่งประเทศไทย เรียกว่าเป็นแพ็กเกจ (Package) ย่อย คือมีการวางแนวทางให้สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อว่าให้ปล่อย ในรายย่อยในสัดส่วนที่มาก มากพอที่จะสามารถทำให้ท่านคำนวณความเสี่ยงสำหรับลูกค้า รายย่อยที่ขอวงเงินไม่เกิน ๕ ล้านบาทที่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ หรือหากไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท ก็ที่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงที่ปรากฏครับ ผู้ประกอบการหลายรายกลับ ถูกเรียก โลน ทู แวลู (Loan to Value) หรือสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันที่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ บางรายถูกเรียกถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ นี่แสดงว่าอะไรครับ ธนาคารกำลังพิจารณาสินเชื่อเหมือน ไม่มี บสย. มาค้ำประกันนะครับ แสดงว่ามาตรการของท่านยังมีแรงจูงใจที่ไม่มากพอที่จะทำ ให้แบงก์เหล่านี้ทำตามนโยบายที่ท่านอยากเห็น นอกจากนั้นนะครับท่านประธาน ยังมีข้อมูล ที่ผมได้รับฟังวงในจากสถาบันการเงินมาอีกครับ ที่เขาบอกว่าหลักประกันที่ได้จาก บสย. แบบนี้สถาบันการเงินเขาไม่มีความมั่นใจ เพราะว่าที่ผ่านมาการชดเชยหนี้ของ บสย. ปรากฏว่าไม่สามารถที่จะชดเชยหนี้ในระยะเวลาที่เหมาะสมได้ บางธนาคารหนี้ที่ บสย. ยังค้างอยู่ถึงกลับตีเป็นหนี้สูญ เพราะฉะนั้นผมก็อยากทราบเหลือเกินครับท่านประธาน ก็อยากจะเรียนถามว่าจริง ๆ แล้วปัจจุบัน บสย. ค้างชำระการชดเชยหนี้ให้กับสถาบันการเงิน อยู่เท่าไร เรารู้กันดีว่างบประมาณของ บสย. นั้นต้องขอรับจากงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าในแต่ละปีนั้นถูกสำนักงบประมาณตัดไปกี่มากน้อย ดังนั้นผมเชื่อว่าอันนี้ เป็นประเด็นที่สำคัญว่าธนาคารแห่งประเทศไทยควรที่จะเร่งสร้างความมั่นใจในเรื่อง การค้ำประกันหนี้ให้กับสถาบันการเงิน จากนั้นนี่คือข้อเสนอของผม ประการที่ ๑ อย่างที่เรียนไป แล้วทางธนาคารแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงการคลังต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้กับ แบงก์พาณิชย์ต่าง ๆ ว่า บสย. นั้นพร้อมที่จะชดเชยหนี้เสียในห้วงเวลาที่เหมาะสม ประการที่ ๒ ผมเห็นว่าท่านต้องเพิ่มมาตรการสร้างแรงจูงใจให้กับแบงก์ต่าง ๆ ในการปล่อยสินเชื่อ สิ่งที่ท่านทำได้คืออะไรครับ ปกติแล้วแบงก์เหล่านี้เวลาปล่อยสินเชื่อเขาได้ค่าธรรมเนียม ในการทำวงเงิน ซึ่งตอนนี้ท่านระงับและไม่ได้มีการชดเชยให้เขา ข้อเสนอของผมคืออะไร คือให้ท่านจ่ายค่าธรรมเนียมในการทำวงเงินเป็นพิเศษในกรณีที่ลูกหนี้ขอวงเงินต่ำกว่า ๒ ล้านบาท ทำไมถึงเป็น ๒ ล้านบาท เพราะนี่คือค่าเฉลี่ยที่ท่านปล่อยเมื่อรอบที่แล้ว และรอบนี้ล่าสุดปัจจุบันก็อยู่ที่ ๒.๑ ล้านบาท สำหรับลูกหนี้รายย่อยที่เป็นลูกหนี้ สถาบันการเงินอยู่แล้วก็ดี หรือเป็นลูกหนี้รายใหม่ก็ดี ที่ขอต่ำกว่า ๒ ล้านบาท ผมเสนอ ให้ท่านมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษให้กับธนาคาร🔗

ประการที่ ๓ ในเมื่อท่านกำกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไปไม่ได้ ก็เรียกร้องให้ท่าน พยายามที่จะใช้สถาบันการเงินของรัฐให้เข้มแข็งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน เอส เอ็มอีแบงก์ (SMEs Bank) ธ.ก.ส. เอ็กซิมแบงก์ (Exim Bank) ธนาคารอิสลาม พยายามใช้ แขนขามือไม้เหล่านี้ในการที่จะเร่งปล่อยสินเชื่อให้กับรายย่อย🔗

แล้วข้อสุดท้าย ผมตั้งชื่อให้ท่านแล้วครับ คลินิกช่วยกู้ ธนาคารแห่งประเทศ ไทยตั้งคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) เลยครับ ตั้งโครงการคลินิกช่วยกู้ รับเรื่องให้คำปรึกษา แบตชิง (Batching) ระหว่างเอสเอ็มอี (SMEs) กับสถาบันการเงิน เป็นกลไกอีกกลไกหนึ่ง ที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการกระจายสินเชื่อที่เหมาะสมกว่านี้สุดท้ายท่านประธานครับ ผมก็ต้องเรียนว่าผมเห็นใจทางธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะเราต้องยอมรับว่าต่อให้เราตั้ง มาตรการตั้งหลักเกณฑ์ให้ดีกว่านี้อย่างไรก็อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะกลไกตลาด แบงก์เหล่านี้เขาก็ต้องคำนึงถึงผลประกอบการเขา เขาก็ต้องคำนึงถึงผู้ถือหุ้นของเขา เราต้องยอมรับว่าในท้ายที่สุดแล้วก็อาจจะยังมีเอสเอ็มอี (SMEs) รายย่อยอีกไม่น้อยที่เข้า ไม่ถึงมาตรการนี้ ตรงจุดนี้ผมต้องขอเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีครับว่า หยุดโม้คุยโวได้แล้วครับ ว่าการดูแลการแพร่ระบาดนั้นทำได้ดีกว่าชาติอื่น ๆ โดยดูจาก ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่น้อยกว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่น้อยกว่า แต่ให้มองอีกด้านหนึ่งคือ ความเสียหายด้านเศรษฐกิจที่ไม่ได้น้อยกว่าเลยครับท่านประธาน เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ต้องเรียนว่าประชาชนเขาทำธุรกิจของเขาอยู่ดี ๆ แต่กลับกลายว่าต้องมีปัญหา แล้วรัฐ ก็มาหยิบยื่นซอฟต์โลน (Soft loan) หยิบยื่นความเป็นหนี้ให้ ทั้ง ๆ ที่ผลกระทบเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากการบริหารธุรกิจที่ผิดพลาด ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการวางแผนธุรกิจ หรือการวางแผนการเงินที่ไม่รอบคอบ แต่เป็นรัฐบาลเองนั่นละครับ ที่ล้มเหลว ผิดพลาด และไม่รอบคอบ เป็นรัฐบาลเองนั่นละครับ ที่ไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาด เสียสมดุลใน ด้านสาธารณสุขกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เป็นรัฐบาลเองนั่นละครับ ที่ปล่อยให้ มีการลักลอบเข้าเมืองตามชายแดนจนสู่การแพร่ระบาดระลอกใหม่ และเป็นรัฐบาลเองนั่นละ ครับ ที่การ์ดตกล้มเหลว จนนำมาซึ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่หลวงครั้งหนึ่ง ดังนั้นผมยืนยันว่าการช่วยเหลือผู้ประกอบการ รัฐจำเป็นต้องเยียวยาครับ จำเป็นต้องจ่ายเงิน ช่วยเหลือตรงไปที่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว อย่ากลัวครับ ว่าจะเกิด อินคลูซีฟ เออร์เรอร์ (Inclusive Error) คือจะไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการให้เงินกับคนที่ ไม่สมควรได้รับ แต่จงกลัวว่าผู้ประกอบการที่สมควรได้รับการช่วยเหลือกลับไม่ได้ แล้วถ้า ท่านนายกรัฐมนตรีคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เดี๋ยวรอฟังหัวหน้าพรรคผม ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ครับ🔗

นายกนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปราย พ.ร.ก. ที่รัฐบาลได้นำเสนอนะครับ🔗

ประการแรกท่านประธานครับ พ.ร.ก. ฉบับนี้อย่างที่หลายท่านได้พูดแล้ว ก็คือการปรับปรุงจาก พ.ร.ก. ซอฟต์โลน เดิม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของธนาคาร แห่งประเทศไทย ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องของการปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ได้ เหตุผลสำคัญที่เราพูดกันมากแล้ว ก็คือว่าธนาคารไม่ปล่อยกู้เพราะว่าดอกเบี้ยที่ได้ไม่จูงใจ กับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ธนาคารกลัวเอ็นพีเอล (NPL) จากเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ปล่อยกู้ไป วงเงินค้ำประกันไม่เพียงพอ ระยะเวลาปล่อยกู้สั้นเกินไป นี่คือเหตุผลใหญ่ ๆ ถ้าผมจำไม่ผิด ที่ทำให้ซอฟต์โลน (Soft loan) คราวที่แล้วไม่ประสบความสำเร็จ และมาในครั้งนี้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็พยายามจะแก้ปัญหาดังกล่าว ผมไม่ขอพูดในรายละเอียดของมาตรการเหล่านั้น เพราะว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พูดไปแล้ว ผมมีคำถามตรงไปตรงมาว่า จากปัญหาที่ธนาคารได้บอกไว้ว่าเป็นปัญหา ถ้าเรามีซอฟต์โลน (Soft loan) ตามกลไก ใหม่นี้ เอสเอ็มอี (SMEs) จะได้กู้หรือไม่ นี่คือคำถามครับ เพราะว่าถ้าเอสเอ็มอี (SMEs) ได้กู้ ก็ถือว่า พ.ร.ก. นี้ประสบความสำเร็จ ถ้าเอสเอ็มอี (SMEs) ไม่ได้กู้ก็ไม่สำเร็จ ผมคิดว่าอันนี้ ตรงไปตรงมา สิ่งที่เป็นห่วงประการแรก ท่านประธานครับ ก็คือว่าธนาคารพาณิชย์เขาต้อง รักษาผลประโยชน์ของเขาและ พ.ร.ก. ที่เราออกมาวันนี้ก็เป็น พ.ร.ก. ที่ไปอำนวย ความสะดวกและลดความเสี่ยงให้กับธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยกู้ ด้วยความหวังว่า ธนาคารพาณิชย์จะปล่อยกู้ แต่เราพบข้อเท็จจริงว่าธนาคารพาณิชย์เวลาปฏิบัติธุรกิจจริงนั้น เขาก็จะเลือกเฉพาะธุรกิจบางประเภทที่เขามีความเชื่อมั่นว่าจะมีอนาคตหลังโควิด (COVID) ก็จะปล่อยกู้ ส่วนธุรกิจที่ไม่มีอนาคตเขาก็ไม่ปล่อยกู้หรอกครับ อย่างเช่น ร้านอาหารก็ไม่ค่อย อยากปล่อย ร้านค้าตามตลาดก็ไม่ปล่อย เกษตรกรก็ไม่ปล่อยโรงงานขนาดเล็กที่อยู่กระจาย ทั่วประเทศก็ไม่ปล่อย โรงแรมขนาดเล็กก็ไม่ปล่อย พ.ร.ก. นี้ก็ไม่ปล่อยเหมือนเดิมละครับ ท่านประธาน ผมอยากทราบว่า พ.ร.ก. นี้ จะทำให้ธนาคารปล่อยในธุรกิจบางประเภท ที่ธนาคารไม่ต้องการจะปล่อยได้อย่างไร นี่คือตัวอย่างที่จะเป็นปัญหาในการปล่อยกู้ครั้งนี้🔗

ประการที่ ๒ ครับท่านประธานที่สำคัญ คือสถานการณ์ของเอสเอ็มอี (SMEs) และความสัมพันธ์เอสเอ็มอี (SMEs) กับธนาคารครับท่านประธาน ประการแรกวันนี้เอสเอ็มอี (SMEs) จำนวนมากปิดตัวไปเรียบร้อยแล้วนะครับ คือตายไปแล้ว ส่วนเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ยังไม่ตาย ยังอยู่รอดอยู่มีอาการ ผมอยากจะเรียกว่าไม่ตายแต่ไม่โตครับ บริษัทอันนี้เรา เรียกว่าบริษัทผีดิบครับ ในทุกประเทศทั่วโลกเกิดปัญหานี้เลยเรียกว่าซอมบี คอมพานี (Zombies Company) ครับท่านประธาน ลักษณะของบริษัทผีดิบนี้ก็คือว่ามีหนี้เยอะครับ ยอดขายไม่โต กำไรต่ำ หรือไม่มีกำไร ที่ยังทำอยู่เพราะเจ้าของมีความรักในธุรกิจนั้นมาก เพราะว่าทำตั้งแต่อากงอาม่าก็อยากจะทำต่อ หรือพอจะมีทุนสะสมเดิมก็เอามาประคองไว้ บริษัทผีดิบนี้ผมถามว่าธนาคารจะปล่อยไหมครับ ผมเชื่อเลยครับ ธนาคารไม่ปล่อยหรอกครับ บริษัทไม่ตาย ไม่โต บริษัทผีดิบนี้ไม่ปล่อยหรอกครับ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมครับท่านประธาน ผมเป็นกรรมาธิการติดตามเรื่องนี้ เรามีเอสเอ็มอี (SMEs) บางจังหวัดมาร้องเรียนกับผม แล้วก็มาร้องเรียนที่กรรมาธิการครับ พอหลังจากเขาร้องเรียนจบเขากลับไปจังหวัดของเขา ครับท่านประธาน เจ้าหน้าที่ธนาคารบอกว่าพวกคุณไปร้องเรียนที่สภาแบบนี้ต่อไป เราก็ไม่ต้องทำการค้ากันก็แล้วกัน ความคิดและทัศนคติของธนาคารที่เป็นแบบนี้จะทำให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ประสบความสำเร็จครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ในเวลาเดียวกันเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เป็นผีดิบเงินกำลังจะหมดแล้ว แล้วก็กำลังจะตายแล้ว ครับ เราจะทำอย่างไรในการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาในสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นการที่ธนาคาร ปล่อยธุรกิจบางประเภท แล้วก็ไม่ปล่อยบางประเภทนั้น เหตุผลของธนาคารชัดเจน และเพราะมากครับ ถ้าไม่สามารถชำระหนี้ได้ เกิดเอ็นพีแอล (NPL) ธนาคารมีปัญหา เอ็นพีแอล (NPL) ขยายตัวมากขึ้นจะกระทบระบบการเงินของประเทศ กระทบเศรษฐกิจของ ประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นคำพูดที่สวยมากครับ แต่ผมอยากจะถามว่าถ้าเอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งประเทศตาย เศรษฐกิจของประเทศอยู่ได้ไหมครับท่านประธาน อยู่ไม่ได้ครับ เมื่อเศรษฐกิจของประเทศอยู่ไม่ได้ ธนาคารอยู่ได้ไหมครับ อยู่ไม่ได้ครับ ตรรกะอีกด้านหนึ่ง ของคนยากคนจนทำไมเราไม่ฟังบ้าง ทำไมเราฟังเฉพาะตรรกะของนายธนาคารเท่านั้นครับ ส่วนนี้ผมอยากจะขอให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วก็ทางกระทรวงการคลัง ได้กรุณาคิดเรื่องนี้ให้มากด้วย สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นครับท่านประธาน พ.ร.ก. นี้ เป็น พ.ร.ก. ที่ช่วยทางด้านการเงิน ซึ่งเป็นประโยชน์ดี ผมเห็นด้วย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรผมก็ยกมือให้ พ.ร.ก. นี้ล่ะครับ เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านสบายใจได้ครับผมอนุมัติแน่ แต่ผมอยากจะฝากข้อสังเกตจริง ๆ เพื่อให้ท่านเห็นว่าคำ อภิปรายของผมนี้เป็นข้อเสนออย่างสร้างสรรค์ ผมไม่ใช่มาอภิปรายเพื่อให้ท่านได้สบายใจ แล้วก็ไม่ได้ช่วยอะไรท่านเลย แต่ผมช่วยชี้จุดอ่อนให้ท่านครับ จุดอ่อนที่เห็นก็คือว่า พ.ร.ก. นี้ เป็น พ.ร.ก. ที่แก้ทางการเงินครับ แต่ พ.ร.ก. นี้ไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เข้มแข็ง สิ่งที่เราต้องการมากกว่าก็คือเอสเอ็มอี (SMEs) ต้องการที่ปรึกษาครับ ที่ปรึกษาเพื่อจะบอก ว่าผมเป็นร้านค้าในตลาด ผมเป็นโรงแรมขนาดเล็ก หลังโควิด (COVID) แล้วผมจะปรับตัว อย่างไร อันนั้นต่างหากที่เราต้องการ นั่นหมายความว่าเราจะต้องเปลี่ยนจากการขายผลผลิต ปกติให้เป็นการขายผลิตภัณฑ์ เราจะทำอย่างไร เช่นเมื่อก่อนนี้ผมขายอาหารสด ต่อไปนี้ ผมขายอาหารพร้อมทานผมจะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อจะทำอย่างนั้นได้ เมื่อก่อนนี้ ผมขายผลผลิตทางการเกษตร แต่ต่อไปผมจะต้องขายสารออกฤทธิ์ในผลผลิตนั้น เช่น เมื่อก่อนผมเคยขายฟ้าทะลายโจร แต่ต่อไปผมจะขายสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ที่อยู่ในฟ้าทะลายโจรผมต้องทำอย่างไรครับ หรือว่าเมื่อก่อนนี้ ผมเป็นโรงแรมที่มีการค้าขายท่องเที่ยวปกติ ต่อไปจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงอาหารและ วัฒนธรรมผมต้องทำอย่างไรครับ โรงแรมของผมซึ่งรับทัวร์ (Tour) ปกติ ต่อไปขอเป็น โรงแรมที่พานักท่องเที่ยวไปชมอารยธรรมและแหล่งผลิตอาหารในพื้นที่ของผม ผมต้อง ทำอย่างไรครับ สิ่งเหล่านี้เป็นโมเดล (Model) ทางธุรกิจแบบใหม่ที่จะต้องมีที่ปรึกษาเข้าไปทำ แต่ พ.ร.ก. เงินกู้นี้ไม่ได้ช่วยที่จะทำเหล่านี้ ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน สิ่งเหล่านี้ผมยังคิดว่า การปรับเรื่องเหล่านี้เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านสมาชิกกรุณา ฟังผมหน่อยนะครับ เพราะว่าตรงนี้จะเป็นประโยชน์กับการทำงานของท่าน การจะทำ อย่างนั้นได้เราจะต้องปรับโมเดล (Model) ทางธุรกิจ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยความรู้ และด้วยการจัดการแบบใหม่ครับ เราจำเป็นที่จะต้องพัฒนาทักษะใหม่ เราจำเป็นที่จะต้องยกระดับทักษะใหม่ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งหมดนะครับ ท่านประธานครับ ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้ พ.ร.ก. นี้ไม่เกี่ยว เพราะ พ.ร.ก. นี้ไม่ได้เกี่ยวข้อง กับเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลนี้เองครับท่านประธาน🔗

ประการสุดท้าย ที่ผมขออนุญาตอภิปราย ก็คือว่าด้วยข้อจำกัดของ พ.ร.ก. นี้ ที่ช่วยด้านการเงินให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) แต่ยังช่วยไม่ครบ และการช่วยนี้ผมก็ยังเป็นกังวล ว่าธนาคารพาณิชย์ก็จะไม่ให้อยู่ดีละครับ เพราะธนาคารพาณิชย์วันนี้กลัวอย่างเดียว คือกลัวเอ็นพีแอล (NPL) เพราะประเทศไทยวันนี้ก็รู้อยู่ว่าหนี้เราเยอะมาก โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งหนี้ครัวเรือนที่กู้ไปเพื่อการบริโภค หนี้บัตรเครดิตก็ยังใช้ไม่เยอะไม่หมดนะครับ ทั้งหมด ๘ ล้านล้านบาทของประเทศ ธนาคารพาณิชย์กลัวมาก ถ้าจะให้ปล่อยอีกและเสี่ยงอีก เขาไม่ทำครับ ด้วยเหตุผลนี้เองครับท่านประธาน ผมอยากจะเสนอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังว่าเรามีธนาคารพาณิชย์ของรัฐนะครับ ผมไม่ต้องเอ่ยชื่อละครับ ท่านน่าจะใช้ช่องทางนี้ที่กล้าที่จะเสี่ยงมากขึ้นเพื่อช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ให้ได้ครับ เพราะฉะนั้น พ.ร.ก. นี้น่าจะต้องปฏิบัติผ่านธนาคารพาณิชย์ของรัฐ เอ่ยชื่อเลยแล้วกัน นะครับ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธกส. เป็นต้นนะครับท่านประธาน ถ้าทำอย่างนี้ เราจะมีโอกาสมากขึ้นครับท่านประธาน ในเวลาเดียวกันกระทรวงการคลังครับ ขออนุญาต เสนอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเลยว่า ขอให้เร่งออกมาตรการคู่ขนาน พ.ร.ก. ฉบับนี้ในการที่จะช่วยปรับโมเดล (Model) ทางธุรกิจของ เอสเอ็มอี (SMEs) อย่างที่ผม ได้ยกตัวอย่างแล้ว มีเกษตรกรที่ไม่ต้องการขายผลผลิตแล้ว ฟ้าทะลายโจรที่สกลนคร กิโลกรัมละ ๔๐ บาท แต่ถ้าเรายืนยันสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ราคาตลาดปกติ ๑๐๐ บาท ในสถานการณ์โควิด (COVID) เราขายได้ ๔๐๐ บาทนะครับ อันนี้คือเรื่องจริงที่เราไปทำด้วยตัวของเราเอง และเราทราบครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ขออนุญาตเชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปที่จังหวัดสกลนคร อำเภอวานรนิวาส และผมจะพาไปดูว่าการปรับโมเดล (Model) ทางธุรกิจเพื่อการแข่งขันหลังโควิด (COVID) ทำได้อย่างไร และประสบความสำเร็จอย่างไร และถ้าท่านทำมาตรการนี้ผมคิดว่าทางรอด ของเอสเอ็มอี (SMEs) จะเกิดขึ้นครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านวิรัตน์ วรศสริน เชิญครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทยครับ ขออนุญาตท่านประธานได้อภิปราย แสดงความเห็นพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ฉบับนี้ ต่อท่านประธานและต่อ ท่านสมาชิกในที่ประชุมนะครับ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยท่านได้ออกมาตรการนี้ ผมเข้าใจว่าอยู่บนสมมุติฐานจากการแบ่งกลุ่มลูกหนี้ออกเป็น ๔ กลุ่ม ๔ สี สีเขียว สีเหลือง สีส้ม และสีแดง🔗

สีเขียวท่านหมายถึง ลูกค้าชั้นดีที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด (COVID) ที่ผ่านมาในครั้งนี้ เรียกได้ว่ากลุ่มนี้ยังทั้งรวยและทั้งเฮง ก็อย่างเช่นกลุ่มเจ้าสัว ต่าง ๆ เป็นต้น กลุ่มผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับโครงการคนละครึ่ง อย่างนี้เป็นต้น ก็ถือได้ว่าโชคดีครับ ชาวบ้านยังต้องไปซื้อของทุกวัน เพราะไม่อยาก ให้เสียสิทธิคนละครึ่ง จะไม่ซื้อก็เสียดายเพราะจ่ายแค่ครึ่งเดียวนะครับ เมื่อวาน ก็เพิ่งไปซื้ออันนั้นมา วันนี้ก็ซื้ออันนี้เสียหน่อย ช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจเจ้าสัว กระตุ้น เศรษฐกิจชุมชน ก็รวยกันไม่กี่คน จนกันทั้งหมู่บ้าน ใช้เงินกันเยอะ ๆ นะครับ🔗

ต่อไปก็กลุ่มสีเหลือง ก็หมายถึงลูกค้าที่มีปัญหา ช่วงนี้ได้รับผลกระทบ รายได้อาจจะไม่มี แต่หลักทรัพย์ค้ำประกันก็ยังสูงกว่าภาระหนี้อยู่ ก็อย่างเช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจส่งออก อะไรอย่างนี้เป็นต้น กลุ่มนี้เดิมทีก่อนที่โควิด (COVID) จะระบาดเรียกได้ว่า เป็นลูกค้าที่ดี ธุรกิจดี รายได้ดี ชำระเงินทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย ไม่มีปัญหาหรอกครับ รายได้ดีครับ แต่พอเกิดโควิด (COVID) ขึ้นมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วมา จึงเกิดปัญหาการขาด สภาพคล่อง เกิดปัญหาการชำระหนี้ อาจจะไม่ได้จ่ายต้น จ่ายดอกมาก็ปีครึ่งแล้วเป็นอย่างน้อย แต่หลักทรัพย์ค้ำประกันก็ยังสูงกว่าภาระหนี้ และมีแนวโน้มว่าธุรกิจยังจะกลับมาได้ กลับมาเดินเป็นปกติได้อยู่ เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มสีเหลืองที่เป็นเป้าหมายในการ เข้าสู่โครงการนะครับ🔗

ต่อไปกลุ่มสีส้ม คือกลุ่มนี้น่าจะเป็นกลุ่มที่น่าจะมีจำนวนมากที่สุด เป็นประเภทที่จ่ายได้บ้าง จ่ายไม่ได้บ้าง ประสบปัญหา ได้รับผลกระทบจากมาตรการ ของรัฐบาล ถึงกระนั้นก็ยังพยายามจะประคับประคอง จะพยายามดิ้นรนต่อสู้ มีหนี้จะไม่จ่าย ก็เกรงว่าจะเสียประวัติ กลัวว่าจะติดเครดิตบูโร (Credit Bureau) กับเขาไปด้วย กลุ่มนี้ เรียกว่าเป็นกลุ่มชีวิตต้องสู้เพราะลุงตู่เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องสู้ต่อไป ก็ฝากท่านรัฐมนตรี ท่านนำเรียนท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่ากลุ่มนี้น่าเห็นใจมาก ต้องสู้มา ๗ ปี สู้มาตั้งแต่ คสช. ยึดอำนาจเข้ามาบริหารราชการ เกิดความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจไทย เจ้าสัวรายใหญ่ ก็เจริญเติบโตเอา ค่าเช่าที่ดินต่าง ๆ ก็แพงขึ้น ๆ แต่พ่อค้าแม่ขาย คนตัวเล็กตัวน้อย ค้าขายยากลำบาก รายได้ไม่พอ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทันทีที่ยึดอำนาจ ธนาคารก็ เข้มงวดสินเชื่อโดยทันทีเช่นกัน นับตั้งแต่นั้นมาธุรกิจก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตลอด ๕-๖ ปี แต่พอ มาเจอลุงตู่ล็อกดาวน์ (Lockdown) เจอโควิด (COVID) เข้า ก็เลยจอดไม่ต้องแจวหรอกครับ กลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง🔗

กลุ่มสุดท้าย กลุ่มสีแดง กลุ่มนี้พัฒนาการมาจากกลุ่มสีส้ม ก็คือจอด ๆ แจว ๆ มาก่อนอยู่แล้ว จอดบ้าง แจวบ้างมานานแล้ว ก็เช่นกันมาเจอวิกฤติโควิด (COVID) ครั้งนี้เข้า ก็เลยกลายเป็นหนี้เสีย เป็นเอ็นพีแอล (NPL) ของธนาคารไปแล้วนะครับ🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ทั้งหมด ๔ กลุ่ม สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง ผมก็ไม่ทราบว่าผมจะขยายความแต่ละกลุ่มได้ตรงกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยของท่านหรือไม่ ไม่ทราบ แล้วก่อนหน้านี้ ก็ได้ฟังทั้งทางธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านชี้แจงถึงหลักการ แนวทางในการให้ความช่วยเหลือต่อทั้ง ๔ กลุ่มดังกล่าวนี้ ท่านบอกว่ารัฐมีทรัพยากรจำกัด นั่นหมายถึงมีเงินจำกัดนะครับจึงจำเป็นต้องเลือกช่วยเฉพาะรายที่ยังคงมีศักยภาพอยู่ ยังสามารถไปต่อได้โดยไม่กลับมาเป็นหนี้เสีย ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด ส่วนที่เป็นซอมบี (Zombie) ภาษาการเงินนะครับ ซากศพผีดิบ ก็ต้องปล่อยไป ถ้าจะใช้ งบประมาณของประเทศมาช่วยกับกรณีที่เสี่ยง ก็อาจจะกลายเป็นภาระต่อภาษีประชาชนได้ อันนี้พี่น้องประชาชนฟังแล้วใครจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ก็คงจะต้องไปตามทวงกับท่าน นายกรัฐมนตรีประยุทธ์เอาเอง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจกันเอง เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านมีหน้าที่รักษาเสถียรภาพในระบบการเงินของประเทศ ต้องช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ เกิดความมั่นคง ระบบการเงินของประเทศจึงจะมั่นคง ใช่ไหมครับธนาคารแห่งประเทศไทย คราวนี้มาดู มาตรการตามพระราชกำหนดฉบับนี้ ให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจประกอบด้วย ๒ หมวด ในหมวด ๑ มาตรา ๘ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ย ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมลองคิดคำนวณดู ถ้าเงิน ๑ ล้านบาท ก็เท่ากับว่าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่ากับปีละ ๑๐๐ บาท ๑ ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ยร้อยเดียวนะครับ แล้วก็ให้ธนาคารพาณิชย์นำเงินนี้ไปปล่อยให้ลูกหนี้ที่ไม่เป็น เอ็นพีแอล (NPL) ณ สิ้นปี ๒๕๖๒ ลูกหนี้ที่เข้าเกณฑ์นี้ก็จะเป็นลูกหนี้ในกลุ่มสีเหลืองที่ผมว่า กับสีส้มอ่อน ๆ ก็จะเข้าในกลุ่มนี้ได้ โดยที่ให้คิดดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ค่าค้ำประกัน เงินกู้อีก ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ผ่าน บสย. ผมคำนวณแล้วก็เท่ากับเงิน ๑ ล้านบาทนี้ต้องจ่าย ดอกเบี้ยบวกค่าใช้จ่าย ๓๗,๕๐๐ บาท ท่านประธานครับ เงินก้อนเดียวกันแท้ ๆ ขณะที่ ธนาคารจ่ายดอกเบี้ย ๑๐๐ บาท แต่ประชาชนต้องจ่าย ๓๗,๕๐๐ บาท หรืออาจจะจ่ายน้อย กว่านั้นเล็กน้อย เพราะว่าทางกระทรวงการคลังชดเชยบ้างนิดหน่อยนะครับ ท่านประธานนี่ เงินก้อนเดียวกันแท้ ๆ นะครับ ก็ไม่เป็นอะไร มีก็ดีกว่าไม่มี ก็ไม่ว่ากัน อย่างไร ๆ ครั้งนี้ ก็จะได้ช่วยคนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในครั้งที่แล้วจะได้เข้าได้มากกว่าครั้งที่แล้ว เพราะแบงก์ชาติ ท่านก็ผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น คนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการตามหมวด ๑ นี้ ก็ต้องไปทวงเอาจากท่านนายกรัฐมนตรีกันเอาเองนะครับ ประชาชนไปทวงเอง เพราะว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรักษาเสถียรภาพเพื่อธนาคารจะได้มั่นคง🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อไป หมวด ๒ การโอนทรัพย์ชำระหนี้ มาตรการนี้ต้องยอมรับว่าเป็นมาตรการที่ดี ก็คงจะมีลูกหนี้กลุ่มสีเหลืองและสีส้มอ่อน ๆ ที่ผม ว่าจำนวนหนึ่งที่เข้ามาร่วมได้ ส่วนจะมากจะน้อยก็ดูต่อไป ส่วนใหญ่ที่จะมาร่วมก็คงจะเป็น ลูกหนี้รายใหญ่พอสมควร เช่น ธุรกิจโรงแรม เป็นต้น ก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มโรงแรม และท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างมาก เมื่อเข้าโครงการพักทรัพย์พักหนี้นี้แล้วตาม มาตรการนี้แล้ว ลูกหนี้ที่เคยต้องแบกรับภาระจ่ายต้น จ่ายดอก ก็โอนทรัพย์ไปให้เจ้าของหนี้ ธนาคาร โอนไปเลย ก็ไม่ต้องจ่ายเงินต้นอีกต่อไป ส่วนดอกเบี้ยก็ไม่มีแล้ว ไม่มี แต่มีคำนิยาม ใหม่ ค่าเช่ามาแทน เปลี่ยนคำนิยามจาก ดอกเบี้ย มาเป็น ค่าเช่า แทน ถ้าจะทำธุรกิจต่อไป ก็ต้องจ่ายค่าเช่า ผมก็คาดเลยนะครับว่าค่าเช่าก็คงประมาณไม่แตกต่างจากค่าดอกเบี้ยเท่าไร นักหรอก ผมคาดนะครับ นี่ผมคาดเอง แต่ก็ยังดีนะครับที่ยังเปิดโอกาสให้เขาได้เช่า ทรัพย์ของเขาเอง ที่วันนี้ไม่ใช่ของเขาแล้ว ได้มาทำธุรกิจต่อไป แล้วก็รอวันที่จะฟื้นตัวและไถ่ ถอนคืนภายใน ๕ ปี เวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหก แป๊บเดียวก็จะหมด ๕ ปีนะครับ🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ปีนี้เหลืออีก ๗ เดือน ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการ ท่านทั้งหลายท่านคงทราบอยู่แล้วว่า ๗ เดือนนี้ไม่เหลืออะไร หวังอะไรไม่ได้หรอก แต่ก็ยัง เชื่อว่าเจ้าของกิจการก็ยังคงจะเช่าธุรกิจที่เขาสร้างมากับมือเขาเองมาทำต่อ เขาทิ้งไม่ลง หรอกครับ เขาสร้างมากับมือ เพราะว่ามนุษย์ได้เกิดมาพร้อมกับความหวัง หวังภาวนาให้ ปีหน้าโควิด (COVID) หมดไป โควิด (COVID) ไม่กลายพันธุ์อีกแล้ว หวังให้การท่องเที่ยว กลับฟื้นคืนมาเป็นปกติ แม้จะรู้ว่าปีหน้ายังจะมีผู้ติดเชื้ออยู่ก็ตาม ปีหน้ายังจะต้องฉีดวัคซีนกันต่อไป ๆ ทุกปีก็ตาม แต่ก็ยังหวังขอให้นักท่องเที่ยวอย่าได้กลัว ตาย กลับมาเที่ยวประเทศไทยให้มาก ๆ จะได้มีเงินไปไถ่ถอนสินทรัพย์ที่วางไว้กับธนาคารได้ ท่านประธานครับ ผมว่ามันก็แปลกนะครับ เราไปซื้อสินทรัพย์ ซื้อตึก เขามีแต่หักค่าเสื่อมยิ่ง นานก็ยิ่งเสื่อมค่า แต่นี่กลับเพิ่มมูลค่าเป็นค่าดูแล ๑ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ไม่ทราบว่าธนาคาร ไปดูแลอะไรนะครับ ไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ายาม ค่าคนงานหรืออย่างไรถึงจะต้องมีค่าดูแล อันนี้ก็แปลกดีนะครับ คือถ้าหากเป็นที่ว่างเปล่าไม่ได้นำไปดำเนินการอะไร จะอ้างพอเป็นเหตุ เป็นผลได้บ้างนิดหน่อยยังพอฟังได้ แต่นี่ทั่ว ๆ ไปเรียกเก็บเงินเขาอย่างนี้ผมคิดว่า มันก็ไม่ต่างจากค่าธรรมเนียมนะครับ ซึ่งนักธุรกิจทั่วไปเขาเรียกว่า ค่าแป๊ะเจี๊ยะ ชาวบ้าน ร้านตลาดเขาเรียก ค่าเก๋าเจี๊ยะ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านว่าไหมครับ ผมคิดว่าท่านน่าจะเห็นด้วยกับผมนะ ท่านประธานครับ ตามหมวด ๒ นี้ธนาคารแห่งประเทศไทย จะให้ธนาคารพาณิชย์กู้ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ย ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน โดยให้ธนาคารตกลงกับลูกหนี้ตีราคาหลักประกันตกลงกันเอง โอนทรัพย์ให้ธนาคารไปก่อน และเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ได้ซื้อคืนภายใน ๕ ปี โดยคิดดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๒ ใน ๒ ปีแรก และไม่เกินร้อยละ ๕ เฉลี่ยตลอดอายุสัญญา ๕ ปี ร้อยละ ๕ เฉลี่ยตลอด อายุสัญญา แต่ทั้งหมดก็ไม่เกิน ๕ ปี ก็ถูกต้องแล้วครับ ผมเองก็จะใคร่ขอเรียนถามท่าน รัฐมนตรีหรือธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยครับ ทำไมท่านต้องใช้คำว่า โดยเฉลี่ย เพราะอะไร ต้องโดยเฉลี่ย นั่นหมายความว่าหลัง ๒ ปีแล้ว ท่านจะคิดเป็นร้อยละ ๕ แล้วต่อไปจะร้อยละ ๘ จะร้อยละ ๙ ก็ยังได้ เพราะยังเฉลี่ยอยู่ในร้อยละ ๕ เพราะอะไร หรือว่าท่านเผื่อไม้เรียว ให้ธนาคารพาณิชย์ไปบริหารหนี้อย่างนั้นหรือครับ หรืออย่างไรครับท่านประธาน ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ธนาคารพาณิชย์กู้ยืมเงินตามจำนวนที่ตกลงได้ทำธุรกรรม กันไว้กับลูกหนี้โดยคิดดอกเบี้ยตามที่ว่า ๐.๐๑ นั้น ท่านประธาน ผมก็ลองคำนวณดู สมมุติว่า ตกลงโอนทรัพย์กันในราคา ๑๐๐ ล้านบาท ธนาคารก็จะได้เงินกู้พิเศษ ๑๐๐ ล้านบาทนี้ ในดอกเบี้ย ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับธนาคารเสียดอกเบี้ยปีละ ๑๐,๐๐๐ บาท คิดแล้ว ตกเดือนละ ๘๓๓ บาท จากเงิน ๑๐๐ ล้านบาท ไม่ทราบผมคิดถูกหรือเปล่าผิดก็ทักท้วงได้ ส่วนลูกค้า ยอดเงิน ๑๐๐ ล้านบาท ลูกค้าต้องจ่ายอะไรบ้าง ผมขอใช้เวลาผมต่อเลยนะครับ ในพรรคผมนะครับ จ่ายค่าดูแลทรัพย์ ๑ เปอร์เซ็นต์ต่อปีอีกตกเดือนละ ๘๓,๓๓๓ บาท และจะต้องจ่ายค่าเช่า วงเล็บ ผมวงเล็บนะครับ (เสมือนค่าดอกเบี้ย) นั่นล่ะ ผมคาดว่า ค่าเช่าก็คงประมาณค่าดอกเบี้ย สมมุติว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ก็ตกเดือนละ ๔๑๖,๖๖๖ บาท รวมแล้วทั้งหมดก็ตกเดือนละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ นี่เงินก้อนเดียวกันแท้ ๆ นะครับ ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์จ่ายดอกเบี้ยเดือนละ๘๓๓ บาท แต่ลูกหนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ย เดือนละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือแม้นว่าผมอาจจะคิดผิด ธนาคารพาณิชย์ อาจจะให้จ่ายเป็นขั้นบันได ปีแรกถูก ปีหลังแพง เช่น ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๔ เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับก็ว่าไป แต่อย่างไรก็ตามก็ยังเป็นเงินหลายแสนบาทต่อเดือนวันยังค่ำ เมื่อเทียบกับจำนวนเงินของธนาคารที่จ่ายเพียง ๘๓๓ บาทต่อเดือน ท่านประธานครับ นี่เงินก้อนเดียวกันนะครับ ขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ ในเมื่อท่านให้ธนาคารกู้ดอกเบี้ย ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ทำไมท่านไม่กำหนดค่าเช่าไปเลย จะให้ ธนาคารกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ ๑ เปอร์เซ็นต์พอไหม หรือว่าจะต้อง ๒ เปอร์เซ็นต์ เขามีต้นทุน ที่แน่ชัดแล้วคือ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ที่จริงดอกเบี้ยพิเศษ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ตอนนี้ ธนาคารพาณิชย์เอาไปหาประโยชน์กำไรได้อยู่แล้วจะกินกัน ๒ ทาง ๓ ทาง จะไม่จุกตายกันหรือ เอาทั้งค่าเช่า เอาทั้งค่าดูแลทรัพย์ ธุรกิจชาวบ้านเขาเสียหายกันย่อยยับ แต่ธนาคาร ยังคงกำไรกันมหาศาล เห็นประกาศตัวเลขไหมจ่ายปันผลหุ้นละบาท ทั้งที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทย ท่านเอาเงินภาษีประชาชนเอาไปช่วยแก้ปัญหาหนี้เสียให้ธนาคารพาณิชย์ รีดเลือดจากปูเพื่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ เพื่อความมั่นคงของระบบธนาคารใช่ไหม ใช่ อย่าบอกว่าไม่ใช่ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าพระราชกำหนดนี้ยังขาดไปอีก ๑ หมวด อีกหมวดหนึ่งควรจะเติมหมวด ๓ หมวดที่ว่าด้วยการช่วยเหลือลูกหนี้ ในกลุ่มสีส้มและสีแดงที่ผมกล่าวมา ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไว้ในเบื้องต้นไปแล้ว แต่การที่จะมีหมวดนี้ได้นั้นธนาคารแห่งประเทศไทยท่านต้องเข้าใจประชาชนที่เป็น ผู้ประกอบการเสียก่อนว่าในภาวะที่บ้านเมืองประสบภัยพิบัตินี้ ภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประชาชนเขาไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน เขาทำมาหากินไม่ได้มาแล้วทั้งปี ปีที่แล้วก็ทั้งปี เขาขาดทุนย่อยยับมาตั้งแต่การระบาด ของโควิด (COVID) รอบแรกแล้ว จากการที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านโอเวอร์รีแอกต์ (Over React) ทำเกินกว่าเหตุ สั่งล็อกดาวน์ (Lockdown) ทั้งประเทศเป็นเวลานาน ๆ หลายเดือน ทั้งที่ไม่พบผู้ติดเชื้อนะครับ ผู้ประกอบการเหล่านี้เขาขาดทุน ขาดทุนย่อยยับ แล้วก็ยังมาซ้ำเติมเพิ่มเติมในการระบาดของระลอก ๒ ระลอก ๓ นี้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่านรัฐมนตรีครับ ฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ท่านคิดว่าพวกเขาจะอยู่ได้อย่างไรมาจนถึง ทุกวันนี้ เขาจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะการกู้ยืมหนี้สินกู้ยืมเงินมาจ่ายค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ ค่าพนักงาน เขาต้องเป็นหนี้แน่นอน สิ่งที่ท่านต้องทำคือเพิ่มเติมหมวด ๓ หมวดที่บอกว่าจะให้เงินชดเชยสำหรับผู้ประกอบการกิจการเอสเอ็มอี (SMEs) เพื่อจ่ายค่าเช่า จ่ายค่าเงินเดือน ค่าพนักงาน เพื่อประคับประคองทุกชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเขาให้สามารถ มีชีวิตที่จะดำเนินอยู่ได้ต่อไป ในระหว่างที่รัฐบาลยังกำลังงมหาวัคซีนมาฉีดให้คนไทย อยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ เงินชดเชยนี้เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้วัคซีน นะครับ เวลานี้นี่คือการรักษาชีวิตคน วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านบอกให้เขาเสียสละ เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านต้องดูแลชีวิตเขาด้วยนะครับ ท้ายนี้ผมใคร่ ขอเรียกร้องไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย ขอให้หยุดมองเอสเอ็มอี (SMEs) สีส้ม สีแดงเป็น ซอมบี้ (Zombie) เพราะว่าทุกคนล้วนเสียสละอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ให้รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ เป็นที่ภูมิใจนักภูมิใจหนาว่า แก้ปัญหาโควิด (COVID) ได้ดีที่สุดในโลก แม้จะเป็นเพียงภาพลวงตาก็ตาม แต่ก็เป็นต้นทุน ชีวิตที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบนะครับ ผมขอฝากความคิดเห็นนี้ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และได้กรุณานำไปพิจารณาด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน และกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีและธนาคาร แห่งประเทศไทย ขอบพระคุณครับ ต้องไม่เป็นเอ็นพีแอล (NPL) ณ ก่อนที่เกิดภาวะโควิด (COVID) อันนี้เข้าใจได้ทุกประเทศ เหมือนกันหมด สินเชื่อ ๕ ปี ดอกเบี้ยเฉลี่ย ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี สูงนะครับท่าน เมื่อสักครู่ เราคุยกันแล้ว ส่วนต่างดอกเบี้ยเราแพงนะครับ แพงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ท่านไปจำกัด กรอบเถอะครับ อย่าเกิน ๒-๓ เปอร์เซ็นต์พอแล้ว ๕ เปอร์เซ็นต์แพงไป ไม่มีประเทศใดเลย ในภูมิภาคนี้มีส่วนต่างดอกเบี้ย ๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ ๒ เปอร์เซ็นต์ในปีแรกอันนี้รับได้ ห้ามกู้มาชำระหนี้เดิม แล้วหนี้เดิมทำอย่างไร พักอย่างไร ท่านจะยืดไหม ถ้ายืดหนี้เข้าข่ายไหม จะเป็นกติกาที่เป็นปัญหากับการกู้ปล่อยใหม่ไหมครับ นี่คือปัญหา ถ้ากติกาท่านเขียนไว้แล้ว มันไม่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจมันก็ไปไม่ได้อีก ทีนี้ บสย. ค้ำประกันให้ ๑๐ ปี ค่าธรรมเนียม ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ถามจริง ๆ ครับท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังครับ อะไรคือ ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์มาจากไหน ต้นทุนคืออะไร ท่านทราบไหม ครับ หนังสือค้ำประกันธนาคารแห่งประเทศไทยนี้ถ้ามีทรัพย์สินไปค้ำเต็มที่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่มีทรัพย์สิน ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ในต่างประเทศ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ แข่งก็ไม่ได้หรอกครับ ต้นทุนที่เป็นภาระขนาดนี้เอสเอ็มอี (SMEs) ก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์นี้ ท่านไปทวนนะครับ เดี๋ยวผมจะบอกว่าทำไมถึงต้องทวน คำขอ ผู้อนุมัติ ผมถามอย่างที่ ผมเรียนไปแล้ว ผมยังมีติดใจว่าผู้ที่อนุมัติเขารู้เรื่องธุรกิจนั้น ๆ ไหม เขามีความสามารถ ไหมครับ เขาเข้าใจไหม ถ้าเขาไม่เข้าใจและไม่อนุมัติเพราะความไม่รู้เป็นปัญหาอีก ในขณะเดียวกันท่านใช้ บสย. เป็นเครื่องมือ แต่รัฐค้ำประกันอยู่แล้ว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐเองก็ต้องไปดูแล บสย. ไม่ให้ล้มใช่ไหมครับ แล้วทำเหล่านี้เพื่ออะไรครับ เพื่อส่งภาระ ส่งต่อไปให้ธุรกิจซึ่งไปจะไม่รอดอยู่แล้ว อันนี้เป็นวิธีที่ดีแล้วหรือครับ แล้ว ๑.๗๕ ต่อปีนี้ ท่านคำนวณไหมว่า ๑๐ ปี ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์รัฐช่วยออก ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ผมอ่าน พ.ร.ก. ชัดเจน เหลือ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ผมกู้ ๑๐๐ ล้านบาท ๑๐ ปีผมต้องจ่าย ค่าธรรมเนียม ๑๔ ล้านบาท ท่านรัฐมนตรีครับ ไปดูประเทศไหนเลยครับที่เขาชาร์จ (Charge) ค่าธรรมเนียม ๑๔ ล้านบาท เวลากู้ ๑๐๐ ล้าน ๑๐ ปี มาบอกผม ไม่เคยเห็นครับ เป็นภาระที่สูงมาก สู้ไม่ได้ครับ ผมเอากรณีศึกษาของเยอรมันครับ ผมอ่านใน พ.ร.ก. ชัดเจน เหมือนกับท่านได้เปรยไว้ว่าท่านไปเปรียบเทียบกับมาตรการประเทศโน้น ประเทศนี้ ประเทศนั้น แต่เยอรมันเห็นไหมเขามีกี่แบบ มีโลน ( Loan) ๔ ประเภท ไม่เป็นเอ็นพีแอล (NPL) ก่อนโควิด (COVID) นี้เหมือนกัน แต่ท่านเห็นไหมว่าโจทย์ของเขา เงื่อนไขของเขาคืออะไร เขาเอาธุรกิจเป็นตัวตั้ง และเอาลูกจ้างเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาหนี้ธนาคารเป็นตัวตั้ง แต่ของเรา เอาหนี้ธนาคารเป็นตัวตั้ง เขาบอกว่ารายได้ ๓ เดือนถ้ามี ๑.๘ ล้านยูโร ให้ดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ ปี ถ้ามีลูกจ้าง ๑๐-๕๐ คน รายได้ ๓ เดือน ไปได้ ๑.๑ ล้านยูโร เห็นไหมครับ เขาเอาธุรกิจเป็นตัวตั้งและเอารายได้เป็นตัวตั้งครับ และลูกจ้างเป็นตัวตั้ง เขาไม่ได้เอาหนี้เป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาทรัพย์สินเป็นตัวตั้ง ของเราเอาหนี้และทรัพย์สินเป็นตัวตั้ง นี่คือปัญหาครับ ผมเรียนท่านประธานครับว่า ผมเคยอภิปรายแล้วว่าเรามีทางเลือกมากกว่า แค่นี้ ผมเคยพูดในเวทีนี้ ที่สภานี้ ทำอย่างไรท่านต้องคิดว่าจะใช้เงินน้อยให้ได้ผลเยอะ ในเมื่อรัฐบาลก็ค้ำประกันสินเชื่อทั้งหมดอยู่แล้ว สภาพคล่องธนาคารพาณิชย์เองมีเยอะ มีล้นครับ หลายธนาคารมีล้น วันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเอาสภาพคล่องตัวเอง ไปใส่ให้เขาเพิ่มอีก ไม่ได้ช่วยธนาคารพาณิชย์เลย ทำไมไม่คิดว่าจะมีการปล่อยสินเชื่อร่วมกัน กับธนาคารพาณิชย์และ/หรือชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยเพื่อให้ธุรกิจรอดและธนาคารพาณิชย์เอง ก็รอด เขาทำกันเยอะนะครับท่านประธาน ผมเอาเรื่องนี้ไปพูดที่สหประชาชาติและพูดในเวทีแห่งนี้ครับ มีหลายประเทศเอาไปใช้ครับ ประเทศไทยยังไม่ยอมใช้สักทีครับ ใช้เงินน้อย ๆ แล้วได้ผลเยอะ ๆ ซึ่งมันไม่ยากครับ มันทำได้ แต่ไม่ทำสักที ผมยกตัวอย่างให้ดูเลยนะครับ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าผมทำแมตชิงฟันด์ (Matching Fund) แพกกิงเครดิต (Packing Credit) จ่ายส่วนต่างดอกเบี้ย ท่านจะปล่อย สินเชื่อได้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่แค่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมท่านไม่ทำครับ ไม่ยากนะครับ ทำได้ หลังเวทีท่านอยากจะรู้รายละเอียดผมยินดีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ แต่อย่าไปหยุดคิดแค่ว่ามีเงินแค่ไหนก็แค่นั้น แล้วไปแข่งกับธนาคารพาณิชย์อีกมันไปไม่ได้ครับ กรรมการอนุมัติสินเชื่อ ขอร้องจริง ๆ ต้องเชี่ยวชาญครับ ไม่เชี่ยวชาญเจ๊งอีกไปไม่ได้อีก หลายประเทศตอนนี้เพื่อให้จ้างแรงงานอยู่ได้ ใช้ระบบโคเพย์ (Co-Pay) ของเราคิดถึงไหม โคเพย์ (Co-Pay) อย่าไปคิดว่าเรามาจากคลัง เรามาจากธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วไม่ต้องเอาหลักคิดที่เกี่ยวกับลูกจ้างมารวมอยู่ในเงื่อนไขด้วย ต้องเอามารวมครับ เพราะว่าอันนี้คือทำให้อยู่ได้ พักทรัพย์ พักหนี้ อันนี้มีปัญหานิดหนึ่งนะ ก็ให้กู้แบบเดียวกัน ครับ .๐๑ เปอร์เซ็นต์ พักทรัพย์พักหนี้ แคริงคอสต์ (Caring Cost) ๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านครับ ช่วยอธิบายผมนิดหนึ่ง ๑ เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าอะไร ในเมื่อเงินทั้งหมดมาจากธนาคาร แห่งประเทศไทยให้ไปถือทรัพย์สิน ต้นทุนคืออะไรครับ ๑ เปอร์เซ็นต์ มาจากไหน ไม่น้อยนะครับ สำหรับคนที่ไม่ต้องใช้เงินตัวเอง ๑ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นเงินตัวเองบอกว่า นี่คือแคริงคอสต์ (Caring Cost) ยินดีครับ เผอิญไม่ได้ใช้เงินตัวเองพอไม่ได้ใช้เงินตัวเอง ต้นทุนเพียงจุด ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ไปคิด ๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่เป็นธรรม ท่านไปทวนตรงนี้หน่อยครับ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่จ่ายจริง อันนี้ถ้าไม่ตกลงกันยุ่งแน่เลยเพราะค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ถ้าคนที่ไปดูแลทรัพย์สิน อุ้ยอ้าย ต้นทุนดูแลเยอะ เจ๊งอีกเหมือนกัน ไปไม่ได้เหมือนกัน อันนี้ต้องตกลงกันล่วงหน้านะครับ ข้อสังเกตเรื่องพักทรัพย์พักหนี้ ผมมีนิดเดียว ท่านกรุณาปรับให้มันยืดหยุ่น ใช้หลักการปรับโครงสร้างหนี้ครับ เพราะบางครั้งมันต้องยืดหนี้ ต้องเพิ่มทุน ต้องลดดอกเบี้ย นั่นส่วนที่ ๑ ส่วนที่ ๒ ท่านจะมีหลายกรณีมากเลยครับ ที่หลักประกันมีมูลค่าสูงกว่าหนี้ ท่านก็ไปบังคับเขาว่าทรัพย์สินท่าน ๑๐๐ ล้านบาท ท่านก็บอกว่าผมมีหนี้ ๒๐ ล้านบาทแต่ผมจะใช้โปรแกรมนี้ไม่ได้เลย ถ้าผมไม่เอาทรัพย์สิน ผมทั้งก้อนโยกไปให้ ไม่ควรหรอกนะครับ มันมีวิธีระหว่างทางกลาง ๆ ทำได้ครับ ไม่มีเวลาที่จะลงรายละเอียดนะครับ แต่ทำได้มากกว่านี้เยอะ🔗

สุดท้ายครับ เป้าหมายของ พ.ร.ก. ทั้งฉบับ ทั้ง ๒ กรอบ มีทั้งเงินกู้ ทั้งพักทรัพย์ พักหนี้ ผมขอหลักประกันจากรัฐบาลนิดหนึ่งครับ ท่านจะทำด้วยความยืดหยุ่น ยืดหยุ่นครับ กติกาท่านเขียนยังมีปัญหาและไปไม่ได้ ข้อ ๒ ท่านช่วยเปลี่ยนวิธีคิดนิดหนึ่ง ท่านช่วยเอาธุรกิจเป็นตัวตั้งได้ไหมครับ ธุรกิจมันหลากหลายมากท่านเอาหนี้ เอาสินเชื่อ เอาดอกเบี้ยมาเป็นตัวตั้งอย่างเดียวไปไม่ได้ครับ ไม่ใช่เอาสถาบันการเงินรอด เป็นตัวตั้ง ธุรกิจรอดสถาบันการเงินรอด ลูกจ้างรอด อันที่ ๓ ใช้เงินน้อยได้ผลเยอะ ทำอย่างไรมีเยอะนะครับ แพกกิงเครดิต (Packing Credit) ซินดิเคตโลน (Syndicate Loan) ร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน กับธนาคารพาณิชย์มีเยอะครับ ตัวอย่างมีเต็มไปหมดเลย แต่เรายังไม่ยอมทำสักที อันที่ ๔ โจทย์ใหญ่ ไม่ใช่เรื่องหนี้ ไม่ใช่เรื่องทรัพย์สินครับ ต้องรู้ชัด ๆ ก่อนว่าแต่ละธุรกิจต้องทำยังไงถึงจะรอด ต้องใช้เงินเท่าไร ต้องใช้ทรัพย์สิน ส่วนไหน บางธุรกิจไม่รู้วิธีทำครับ เอาเงินไปให้ก็ไม่รอดอยู่ดี อันนี้ต้องมีคลินิก บิสซิเนสคลินิก (Business Clinic) ซึ่งเราเคยทำตอนวิกฤติเศรษฐกิจ เคยทำนะครับ ร่วมกับหอการค้า ร่วมกับสภาอุตสาหกรรม ตรงนี้ต้องกลับมาใช้ สุดท้ายปรับโครงสร้างหนี้ให้รอด มันมีหลาย สูตร ไม่ใช่เฉพาะสินเชื่อและทรัพย์สิน ก็ขอให้ท่านทำด้วยความรวดเร็ว ตรงเป้า ใช้เงินน้อย แผนและกรอบเวลาขอให้ชัดเจนและปรับโครงสร้างสถาบันการเงินไปพร้อม ๆ กันนะครับ เพราะสถาบันการเงินของประเทศไทยวันนี้แข่งไม่ได้ และท่านต้องใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้าง สถาบันการเงินไปพร้อม ๆ กันด้วยระบบแพกกิงเครดิต (Packing Credit) และร่วมกันปล่อยกู้ และร่วมกันดูแลธุรกิจให้รอดครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พลังปวงชนไทย ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือ และฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019)🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเคยอภิปรายครั้งหนึ่งไปแล้วนะครับ เมื่อปี ๒๕๖๓ เรื่องซอฟต์โลน (Soft Loan) ที่รัฐบาลได้ออกประกาศแล้วก็มีเงื่อนไข กำหนดการต่าง ๆ ผมเคยอภิปรายแล้วว่ามันไม่ได้ผลครับ เนื่องจากท่านไปตั้งกติกาที่ไม่ได้ ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (Virus Corona) จริง ๆ ท่านบอกว่าเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าของธนาคาร ที่เป็นหนี้ในธนาคารตั้งแต่ ๓๑ ธันวาคม ปี ๒๕๖๒ นั่นหมายถึงว่าท่านไม่ได้ช่วย ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้อานิสงส์จากซอฟต์โลน (Soft Loan) ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เลย ผมอภิปรายไปแล้วครับ ปรากฏว่ามาถึงวันนี้ระยะเวลา ๑ ปีกว่า น่าเสียดายครับ กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมที่ควรจะได้รับการช่วยเหลือเยียวยา หรือได้เข้าถึงเงินกู้ฉบับนี้ ถ้าเขาได้เข้าถึงเงินกู้ฉบับนี้เขาคงไม่ล้มหายตายจากไป แต่ไม่เป็น อะไรครับรัฐบาลก็มีการปรับมาใน พ.ร.ก. ฉบับนี้แล้ว ผมจะเปรียบเทียบครับว่า เมื่อปรับมาแล้วใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ อย่าลืมว่าเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ที่รัฐบาลกู้มามันคือเงินของประชาชน ประชาชนเป็นหนี้ครับ ลูกหลานเหลนโหลน เราเป็นหนี้ร่วมกันครับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ รัฐบาลไปปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ๑ ล้านบาทเสียดอกเบี้ย ๑๐๐ บาทครับท่านประธาน แล้วมาปล่อยให้ ผู้ประกอบการ ๒ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือ พ.ร.ก. เก่านะครับ ๑ ล้านบาท เสียดอกเบี้ย ๒๐,๐๐๐ บาท ธนาคารไม่ปล่อยครับ เพราะธนาคารคิดว่ามันได้กำไรน้อยและมีความเสี่ยงสูง แล้วรัฐบาลก็ออกกติกามาใหม่ครับว่าปล่อยให้ธนาคารดอกเบี้ยเท่าเดิมครับ ๑ ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ย ๑๐๐ บาท แล้วก็ให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ประชาชนผู้ประกอบธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดกลาง ขนาดย่อม ล้านละ ๕๐,๐๐๐ บาท ชัด ๆ อย่างนี้ครับ แล้วถาม ว่าใครได้ประโยชน์ พ.ร.ก. ฉบับนี้เอื้อประโยชน์ให้กับธนาคารพาณิชย์ ไม่ได้ เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการเลยครับ เพราะสุดท้ายผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ที่ไม่เคยกู้ธนาคารจะไปกู้กับธนาคาร ผมคิดว่าธนาคารคงไม่ปล่อยละครับ ปล่อยยากครับ ไม่เหมือนโรงพยาบาลครับ โรงพยาบาลถ้าเกิดใครเป็นผู้ป่วยหนัก หายใจไม่ออกจะตายอยู่แล้ว ไปเข้าฉุกเฉินครับ แล้วเข้าไอซียู (ICU) รักษาเลย แต่ผมเชื่อว่าธนาคารถ้าเห็นคนจะตาย ไม่กล้ารับหรอกครับ กลัวมันตาย รักษาก็ไม่หาย คงจะต้องปล่อยให้ตายเหมือนเดิม ฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าถ้าจะให้ถูกต้อง ตรงที่ตรงเวลารักษาให้ทันสถานการณ์ ผมเคยอภิปราย ไปแล้วว่าทำไมรัฐบาลไม่เอาเงินกู้ที่ประชาชนเป็นหนี้ร่วมกันทำไมไม่มาตั้งเป็นกองทุน กองทุนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงครับ ท่านอาจจะแบ่งก็ได้ครับว่าเงินกองทุนนี้ ตอนนี้เงินเหลือ ประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะนำเงินส่วนหนึ่งเข้าไปในกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท ก็ได้ครับ ใช้เงินประมาณไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างน้อยธุรกิจรายเล็กราย น้อยชาวบ้านเข้าถึงแน่ ๆ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยสามารถฟื้นฟูได้ โดยที่ไม่ต้อง มีการไปกู้กับธนาคาร และอีกส่วนหนึ่งที่เหลือก็ให้ธนาคารเอาไปปล่อยครับ ลองมาแข่งกัน ดูว่าประเภทไหนจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน ผมเชื่อว่าถ้าปล่อยเงินเข้าไปในกองทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองมันเข้าถึงทุกอณูของประชากรของประเทศ ทุกผู้ทุกคน ใครสามารถที่จะเข้ากองทุนได้ ประชาชนเข้าถึงครับ แต่ธนาคารไม่มีทางที่ประชาชนจะไปกู้ได้ ธนาคารก็ต้องปล่อยให้เฉพาะลูกหนี้ดี เหมือนกับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายมาแล้ว อันนี้ เป็นความจริงแน่นอนครับ แต่เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่กู้มาแล้วทำอย่างไร ก็ต้องเสีย ดอกเบี้ย แต่ไม่ได้มาพัฒนา ไม่มาช่วยเหลือผู้ประกอบการที่กำลังจะล้มหายตายจากได้เลย ผมจึงมีความเห็นว่าควรจะนำเงินส่วนหนึ่งใส่เข้าไปเป็นกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ประมาณสัก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้ประชากร ประชาชนที่อยู่ตามหมู่บ้าน ธุรกิจ รายเล็กรายน้อยสามารถกู้ได้ ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาท และเงินเหล่านี้ ก็ไม่สูญหายไปไหน เพราะประชาชนเขาก็จะมีการค้ำประกันกัน แต่ถ้าท่านยังทำแบบนี้แล้ว ไม่สามารถปล่อยกูได้ แล้วรักษาไม่ทัน ผมเชื่อว่าธุรกิจจะตายกันหมด ผมอยากให้รัฐบาล มองดูตรงนี้ด้วยว่าการเอาเงินเข้าถึงประชาชนควรจะทำแบบเร่งด่วน และไม่ต้องมีขั้นตอน อะไรมากมาย เนื่องจากตอนนี้มันเข้าภาวะฉุกเฉินแล้ว มันฟื้นไม่ขึ้นแล้วครับ สร้างแรงจูงใจ ให้กับประชาชนเข้าถึงเงินก้อนให้ง่าย ๆ ถ้าท่านทำแบบนี้ธนาคารพาณิชย์กู้ล้านละ ๑๐๐ บาท แล้วก็มาปล่อยให้ประชาชน ล้านละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ดูง่าย ๆ ก็รู้แล้วว่าใครได้ ประโยชน์ ก็คือธนาคารพาณิชย์ได้ประโยชน์ แถมธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีความเสี่ยงนะครับ ท่านก็ยังให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมค้ำประกันให้อีก นอกจากนั้น ยังไม่พอกระทรวงการคลังค้ำอีกชั้นหนึ่ง นั่นหมายถึงว่าธนาคารพาณิชย์แทบไม่มีความเสี่ยง อะไรเลย ผมได้สอบถามท่านที่มาให้ข้อมูล ผมถามว่าทำไมไม่ทำเป็นกองทุนขึ้นมา ท่านบอกว่า เราไม่มีสาขาจำนวนมากที่จะเข้าถึงประชาชน ทำไมจะไม่มีสาขาละครับ ในเมื่อกองทุน หมู่บ้านมันมีอยู่แล้ว แค่ท่านเติมเงินเข้าไปในกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท แต่ถ้ามีเงินพอก็ ๒ ล้านบาทเข้าไป ใช้เงินประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาทเอง อันนี้เข้าถึงประชาชน แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ ทำปุ๊บได้ผลปั๊บทันทีครับ แต่ถ้ายังผ่านธนาคารพาณิชย์ไม่มีทางที่ ธุรกิจรายเล็กรายย่อมจะเข้าถึง ไม่มีทางครับ เพราะว่าการเข้าถึงธนาคารพาณิชย์นี้ธนาคาร ก็ต้องเรียก ถูกไหมครับ ดูว่าผลประกอบการเป็นอย่างไร ธุรกิจจะมีโอกาสที่จะก้าวหน้า เอาเงินคืนได้ไหม มีหลักฐานมีอะไรค้ำไหม ซึ่งการคุยกับธนาคารท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่า มันคุยยาก สุดท้ายก็จะมีการเรียกแป๊ะเจี๊ยะกัน มีการจ้างเขียนโครงการกัน ใครรู้จักเจ้าหน้าที่ ธนาคารก็จะได้รับการอนุมัติเร็วขึ้น แต่ประชาชนผู้ประกอบการรายเล็กถ้าอยากได้ ก็ต้องจ้างเขียนโครงการ ผมไม่อยากให้เป็นลักษณะนี้ เพราะเงินก้อนนี้เป็นเงินของประชาชน ฉะนั้นเงินของประชาชนต้องมาช่วยเหลือประชาชนครับ ผมเชื่อว่ารัฐบาลมีวัตถุประสงค์ ที่แน่วแน่ว่าอยากจะช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) แต่ถ้านโยบายออกมาแล้ว มันไม่ตรงเป้า ตรงที่ ถูกเวลา แล้วก็เร่งด่วน มันก็ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อยู่ดี จึงอยากจะให้ช่วยไปปรับ แบ่งกันคนละครึ่งก็ได้ครับท่านประธาน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าไปกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ประชาชนชาวบ้านเขาจะได้เข้าถึงเงินก้อนนี้ ซึ่งเป็นเงินของเขาเอง และธุรกิจรายเล็กรายน้อยฟื้นฟูอย่างแน่นอน แต่ถ้าท่านไม่ปรับเปลี่ยน ผู้ที่ได้ประโยชน์จริง ๆ ก็คือธนาคารพาณิชย์ ไม่ใช่ประชาชน ไม่ใช่ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ก็ขอฝากว่าผมอยากให้นำเงินก้อนนี้ไปเติมในกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเพื่อเข้าถึง พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสะถิระ เชิญครับ🔗

นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำเภอ สัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นผมต้องขอบพระคุณท่านประธานที่วันนี้ผม ได้อภิปรายพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากเชื้อโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ฉบับนี้ ขออนุญาต ขอสไลด์ (Slide) ด้วย ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ชลบุรี

สำหรับพระราชกำหนดฉบับนี้ คือการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ แบ่งเป็น ๒ ส่วน ด้วยกันท่านประธานครับ ที่มีเพื่อน ๆ สมาชิกอภิปรายไปได้หลายท่าน ก็คือมาตรการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบธุรกิจ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วการทำแอสเซต แวร์เฮาส์ซิง (Asset Warehousing) โครงการพักทรัพย์พักหนี้ อีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ผมจะพูดถึงอะไรครับ พระราชกำหนดนี้ควรที่จะต้องรักษา ชีวิตมากกว่ายื้อชีวิตของผู้ประกอบธุรกิจพระราชกำหนดนี้ควรที่จะต้องให้การช่วยเหลือ มากกว่าหวังผลกำไร ถามว่าเพราะอะไรครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดถึงการเข้าถึงแหล่ง เงินกู้ของพระราชกำหนดนี้ และพระราชกำหนดฉบับปีที่แล้ว ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธาน ตัวเลขกลม ๆ ถ้ายอดผู้กู้ ผู้ประกอบการกู้ยืม ๑ ล้านบาท จะได้ ๒๕๐,๐๐๐ ราย ๑๐ ล้านบาท จะได้ ๒๕,๐๐๐ ราย ถามว่าธุรกิจประเภทไหน ที่สถาบันการเงินที่ได้รับเงินกู้ยืมจากธนาคารแห่งประเทศไทยมาปล่อยกู้ให้กับธุรกิจ ประเภทไหนที่ทางสภาบันการเงินจัดลำดับความสำคัญที่จะอยู่รอดของประเทศ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รายได้หลักของประเทศของเราคือการได้รับรายได้ จากการท่องเที่ยว แน่นอนครับ ตอนนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้เข้ามา แต่นักท่องเที่ยว ในประเทศเรายังมีกำลังจับจ่าย แต่ธุรกิจผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวกลับไม่เข้าถึง เงินกู้ของพระราชกำหนดนี้หรือปีที่แล้วแต่อย่างใด โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจภาคบริการร้านค้า ร้านอาหารธุรกิจการขนส่งผู้โดยสาร การผลิตอาหาร ธุรกิจ ออร์แกไนซ์ (Organize) ธุรกิจสื่อ และธุรกิจภาคบริการ และรวมถึงกลุ่มธุรกิจใหม่ ของเยาวชน คือสตาร์ตอัป (Startup) ที่กำลังจะเดินเข้ามา ผมมองว่าพระราชกำหนดนี้ ช่วยทางรัฐบาลอย่างหนึ่งก็คือช่วยลดอัตราการว่างงาน แน่นอนครับ ผู้ประกอบธุรกิจ ต้องกู้เงินมา ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท เพื่ออะไรครับไม่ได้ให้ธุรกิจเติบโตนะครับ ไม่ได้ผลกำไร เพราะยอดขายก็ไม่มี ยอดผู้เข้าพักก็ไม่มีกู้มาเพื่อให้กับพนักงานหรือลูกจ้างของ บริษัทตัวเองเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมกำลังจะบอกว่า ใช่ครับ เราลดอัตรา การว่างงานแต่ผู้ต้องแบกรับภาระในการที่จะเอาเงินกู้นี้เขาไม่ได้เอามาลงทุนนะครับ เขาเอามาจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน จ่ายเงินเดือนให้กับลูกจ้าง นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการ ธุรกิจกำลังแบกรับอยู่ ผมกำลังพูดถึงอย่างไรครับพระราชกำหนดนี้ควรที่จะต้องช่วยเหลือ มากกว่าผลกำไร เพราะอะไรครับ อัตราดอกเบี้ยท่านประธานครับ อัตราดอกเบี้ย เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว พระราชกำหนดซอฟต์โลนปีที่แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ บีโอที (BOT) ปล่อยกู้ให้กับสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ ๒ ปีแรก ๒ เปอร์เซ็นต์ และ ค่าธรรมเนียมอีก ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี อันนี้ ๒ ปีแรกนะครับ ทีนี้มาดูปีที่ ๓ ถึงปีที่ ๕ ปีที่ ๓ ถึงปีที่ ๕ สถาบันการเงินธนาคารพาณิชย์ให้ผู้ประกอบการกู้คิดดอกเบี้ยร้อยละ ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี และค่าธรรมเนียม ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ท่านประธานที่เคารพครับ พระราชกำหนดซอฟต์โลนปีที่แล้ว กำหนดไว้ว่าค่าธรรมเนียม ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปีนั้น ไม่มีนะครับ แต่พระราชกำหนดฟื้นฟูฉบับนี้มี ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ตรงนี้ผมฝากทาง ท่านคณะรัฐมนตรี ให้พิจารณาด้วยเพื่อที่จะให้ผู้ประกอบการได้มีชีวิตอยู่ ไม่ได้ยื้อชีวิตเขา ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญเลยรวมถึงวงเงิน วงเงินก็เป็นสิ่งสำคัญพระราชกำหนดซอฟต์โลน กำหนดไว้ว่าต่ำกว่า ๕๐๐ ล้านบาท สามารถกู้ได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๑๐๐ ล้านบาท แต่พระราชกำหนดฟื้นฟูฉบับนี้ ๕๐๐ ล้านบาท กำหนดให้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๑๕๐ ล้านบาท คือลูกหนี้เดิม เพราะฉะนั้นลูกหนี้เดิม พระราชกำหนดฉบับนี้สามารถกู้ได้มากกว่า ๕๐ ล้านบาท และลูกหนี้ใหม่ครับ อันนี้สำคัญกู้ได้ไม่เกิน ๒๐ ล้านบาท คำถามมีอยู่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านให้สถาบันการเงินเป็นผู้พิจารณา ท่านทราบข้อมูลลูกหนี้ใหม่ได้อย่างไร อยู่ที่ไหน มีเจ้าหน้าที่โทรไหม มีครับ ผมเคยมีเหมือนกัน เพื่อน ๆ แนะนำมามีคนจะมากู้เงิน ทีนี้โทรศัพท์มา คนโทรศัพท์มากู้เงินไม่มีใครหรอกครับที่จะเข้าไปแบงก์ ทำไมท่านไม่ให้ เจ้าหน้าที่ที่สามารถดูแลให้ความสำคัญขั้นตอนต่าง ๆ จากการเข้าถึงเงินกู้พระราชกำหนดนี้ ผมยอมรับผมเห็นด้วยกับพระราชกำหนดนี้เป็นอย่างมาก ช่วยเหลือธุรกิจเป็นอย่างมาก แต่การนำไปปฏิบัติจะได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แค่ไหน อันนี้ผมต้อง ฝากทางท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ผมบอก ว่าเงินกู้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ไป ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ให้กู้สถาบันการเงิน แต่สถาบัน การเงินกลับปล่อยกู้สูงสุดเมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมแล้วตก ๖.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ผมหาข้อมูล ได้เพียงว่าเราสูงที่สุดในอาเซียน (ASEAN) นะครับ อัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นคิด ๑ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นในช่วงวิกฤติการณ์โคโรนา (Corona) ครั้งนี้ สหรัฐอเมริกา ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ในการ ปล่อยดอกเบี้ยเงินกู้ ผมบอกแล้วว่าอย่างนี้ควรที่จะช่วยเหลือมากกว่าผลกำไรครับ ท่านประธาน🔗

อันนี้ขอชื่นชมสำหรับพระราชกำหนดนี้ที่ได้ปล่อยสินเชื่ออย่างน้อยไปแล้ว ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็น ๕๔,๐๖๖ ราย ตกเฉลี่ยแล้วรายละ ๒.๑ ล้านบาท เป็นธุรกิจ ขนาดเล็กวงเงินไม่เกิน ๕ ล้านบาท เป็นธุรกิจประกอบธุรกิจพาณิชย์และเป็นลูกหนี้ อยู่ต่างจังหวัด อันนี้ผมเห็นด้วยและขอชื่นชมกับพระราชกำหนดฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจฉบับนี้ กับทางคณะรัฐมนตรีที่เป็นผู้เสนอเรามา ทีนี้อย่างไร ผมขอเสนอครับท่านประธาน การเข้าถึงวงเงินนี้เป็นสิ่งสำคัญจะตรงเป้าแค่ไหน เราจะช่วยผู้ได้รับบาดเจ็บแค่ไหน ให้มีสภาพชีวิต ให้มีสุขภาพที่ดี ก็คือผู้ประกอบการธุรกิจอยู่ที่ตัวสถาบันการเงินครับ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ ครม. วางมาตรการให้ตรงเป้ามากกว่านี้เป็นสิ่งที่ทางพี่น้อง ประชาชนผู้ประกอบการได้รับผลระโยชน์และเศรษฐกิจในพื้นที่นั้น ๆ จังหวัดนั้น ๆ จะเติบโตต่อไปได้ครับ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณสรัสนันท์ อรรณนพพรเชิญครับ🔗

นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน สรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๘ พรรคเพื่อไทยนะคะ เมื่อปีที่แล้วดิฉันก็มีโอกาสได้อภิปรายเกี่ยวกับ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ที่มี จุดประสงค์ที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการรับมือสถานการณ์ โควิด (COVID) ที่ผ่านมา ผ่านสินเชื่ออัตรา ๒ เปอร์เซ็นต์ในกรอบวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในการอภิปรายครั้งนั้นดิฉันก็ได้แสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนว่า พ.ร.ก. ฉบับนั้น ไม่มีทางเลยที่จะบรรลุตามเป้าที่กำหนดไว้ แล้วก็จะไม่มีทางเขาถึงเอสเอ็มอี (SMEs) ผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อยได้อย่างแน่นอน ผลก็เป็นตามคาดค่ะ ผลของเงินกู้กรอบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นถูกปล่อยไปเป็นเพียงแค่แสนกว่าล้านบาท หลาย ๆ ท่านก็ได้ พูดถึงแล้ว แล้วเงินกู้ส่วนใหญ่ที่ถูกปล่อยออกไปก็ไปสู่ผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ประกอบการ น้ำดี ผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการเป็นบวกเท่านั้น นี่คือความล้มเหลวที่แบงก์ชาติก็รู้ดี ดิฉันมั่นใจว่าท่านรู้ดีว่าลักษณะนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะว่าท่านคุยกับธนาคารพาณิชย์ อยู่ตลอด แล้วก็ยังยืนยัน ยังดึงดันอยู่ แล้วก็เอา พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ครั้งที่แล้วมามัดมือให้สภา อนุมัติ โดยอ้างว่าเอสเอ็มอี (SMEs) ได้รับผลกระทบ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นปีที่แล้ว จากสาเหตุ ความล้มเหลวของ พ.ร.ก. ฉบับนั้น ปัจจัยหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นอันดับแรกเลยมันคือกรอบที่ท่าน ตั้งไว้เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้กู้ซึ่งมันแคบมาก จะต้องเป็นคนที่มีสินเชื่อกับธนาคารอยู่แล้ว ซึ่งท่านทราบไหมว่าตัวเลขเอสเอ็มอี (SMEs) ที่อยู่ในระบบตอนนั้นมีเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนเอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่งก็ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าราย เท่านั้น มิหนำซ้ำยังจะต้องเป็นลูกค้าที่จะต้องไม่มีหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล (NPL) นั่นก็น้อยลง ไปอีก ตัดไปอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าราย นี่คือสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เอสเอ็มอี (SMEs) หลาย ๆ เจ้าไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นได้นะคะ จากความล้มเหลว ปีที่แล้วมาปีนี้ท่านก็มาพิจารณา พ.ร.ก. ซอฟต์ โลน ฉบับใหม่ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ ณ ขณะนี้ ตั้งกรอบไว้ที่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะคะ จากที่ดิฉันได้ศึกษาดูแล้ว ได้ฟัง ท่านรัฐมนตรีพูดถึงก็ฟังดูดีนะคะ เพราะว่าท่านก็ได้กลับไปพิจารณาปรับแก้ไข แต่ดิฉันก็ ยังคงคิดเช่นเดิมว่ามันยังคงไม่สามารถช่วยเหลือหรือเข้าถึงเอสเอ็มอี (SMEs) ผู้ประกอบการ ตัวเล็กตัวน้อยได้อยู่ดี เพราะอะไรคะ เพราะว่าดิฉันได้ฟังสัมภาษณ์ของผู้ว่าแบงก์ชาติ ท่านเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเป็นเพราะอะไร แล้วเข้าใจปัญหาว่าทำไมมันถึงไม่ประสบ ความสำเร็จ มาครั้งนี้ท่านก็ยังคงออก พ.ร.ก. ลักษณะเดิมออกมา สาเหตุจริง ๆ มันไม่ใช่แค่กรอบแคบ ๆ ของคุณสมบัติที่ท่านตั้งไว้ตั้งแต่แรก แต่ว่าปัญหาจริง ๆ ก็คือมันเป็นการให้อำนาจ ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้อนุมัติเงินกู้นะคะ แล้วในความเป็นจริงในทางปฏิบัติจริง ๆ ธนาคาร พาณิชย์ไม่ยินยอมแล้วก็ไม่ยินดีที่จะรับความเสี่ยง ถึงแม้ว่าจะได้รับกำไรจากส่วนต่าง ของดอกเบี้ยสูงถึง ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ มาฉบับนี้ท่านให้สูงถึง ๕๐๐ เปอร์เซ็นต์ แม้กระทั่งมี บสย. เข้ามาช่วยค้ำ ดิฉันก็มั่นใจว่าธนาคารก็จะไม่วิ่งเข้าหาผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย เช่นเดิมค่ะ ท่านประธานคะ เนื้อหาของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติม ไปมาก นอกเสียจากว่ากฎกรอบว่าจะต้องเป็นสินเชื่อ ผู้ที่มีสินเชื่อเดิมจากธนาคาร ให้เป็นใครก็ได้ แต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาค่ะคือดอกเบี้ยที่บวกมาอีก ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือการค้ำ ของ บสย. โดยรวม ๆ ภาระของผู้ที่จะต้องกู้สินเชื่อก้อนนี้ก็จะเป็น ๒ เปอร์เซ็นต์บวกกับ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์เป็น ๓.๗๕ เปอร์เซ็นต์จากฉบับเดิม ดิฉันคิดว่าผู้ที่ออกนโยบายแล้วก็ พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็คงคิดคร่าว ๆ คิดง่าย ๆ ค่ะว่าถ้าปลดล็อกคุณสมบัติผู้ที่จะขอเงินกู้ได้ก็จะสามารถ ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยเข้าถึงได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วมันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไปเลยเพราะว่าธนาคารเป็นผู้อนุมัติ ที่สำคัญที่สุดก็คือจะต้องมีผลประกอบการเป็นบวก อันนี้ คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ นะคะ บริษัทไหนที่ยื่นติดลบจะถูกตัดตกทันที แล้วไหนละคะเงินกู้ที่ ท่านตั้งใจว่าจะแบ่งไปให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย ที่ผ่านมาปีที่แล้วเราก็เห็นกันว่า เศรษฐกิจไม่ได้ดี แล้วก็ซ้ำร้ายยังประคองตัวยังยากนะคะ การที่ไม่ขาดทุนก็ถือว่าเก่งแล้ว จะเอาผลประกอบการไหนดี ๆ ไปยื่นให้กับธนาคารเพื่อที่จะขอเงินกู้ที่จะผ่านอนุมัติจาก ธนาคาร ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตฝากคำถามไปถึงท่านรัฐมนตรี ไปถึงแบงก์ชาติ ผู้ที่ออกนโยบาย ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำว่าท่านคิดว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะสามารถ กระจายไปถึงมือผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องกัน สถานการณ์โควิด (COVID) ได้อย่างไร อันนี้ถามกันตรง ๆ และท่านคิดว่ามันเป็นไปได้ หรือเปล่าคะ แล้วก็มันเป็นได้จริงหรือ เขาจะเข้าถึงเงินทุนก้อนนี้ได้จริง ๆ หรือ แล้วก็เหตุผล อะไรที่ท่านคิดว่าธนาคารจะสามารถยอมรับความเสี่ยงแม้จะมีการค้ำจาก บสย.🔗

อีกคำถามหนึ่ง คือถ้าตัวท่านเองเป็นธนาคารพาณิชย์ท่านจะยอมปล่อยเงินกู้ ให้บริษัทขนาดย่อม แล้วก็บริษัทต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงที่ได้รับผลกระทบเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เรามีรัฐบาลนี้กำกับอยู่หรือเปล่า ท่านประธานคะ ก่อนที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะเข้าสภาด้วยซ้ำ ท่านทราบหรือเปล่าว่าธนาคารพาณิชย์เกือบทุกเจ้า วิ่งหาลูกค้ารายใหญ่ วิ่งหาลูกค้าชั้นดี วิ่งหากลุ่มคนที่ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทุน พยายามเร้าหรือ พยายามเกลี้ยกล่อมให้กู้เงินนะคะ เสมือนแทบจะประเคนเงินกู้ให้เลย แทนที่จะไปหา ผู้ประกอบการรายเล็ก อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ เขาไม่ได้วิ่งหาคนที่มีความจำเป็นที่จะต้อง ใช้เงินหมุนนะคะ เขาพยายามปล่อยเงินออกให้มากที่สุด ไปสู่คนที่มีความเสี่ยงต่ำน้อยที่สุด ก็คือเพื่อที่จะขายกำไรจากดอกที่ได้อัตราต่ำมาจากรัฐบาล ที่เจ็บกว่านั้น หลาย ๆ คน ที่ได้เงินกู้มาเอาไปปล่อยต่อค่ะ ได้เงินมาเอาไปปล่อยต่อ คนที่ไม่ได้รับเงินจาก พ.ร.ก. ซอฟต์โลน นี้ ก็ไม่มีทางเลือกค่ะ จะต้องไปกู้เงินที่อัตราสูงขึ้น หลายคนเอาเงินที่ได้มาจาก พ.ร.ก. ซอฟต์โลน นี้เอาไปลงตลาดหุ้นต่อ เอาไปกว้านซื้อที่ อันนี้คือเป็นช่วงกอบโกยของคนที่มีกำลังมาก คนตัวใหญ่ บริษัทใหญ่ คนที่มีทรัพย์สินมากอยู่แล้ว ณ ขณะนี้ แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการธุรกิจเล็ก ๆ ที่ไม่มีเงินหมุน ตอนนี้เงินที่จะเอาไป จ่ายเงินลูกน้องเขาก็ไม่มี ไม่เคยได้แม้กระทั่งการพักชำระหนี้หรือพักชำระดอกด้วยซ้ำ นี่คือความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยเราที่กำลังประสบภายใต้สถานการณ์โควิด (COVID) ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเรามีความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้นก็คือรัฐบาล ยังเหยียบย่ำคนจนคนตัวเล็กมากไปกว่าเดิม ท่านต้องกลับไปดูนะคะ คนที่หาเช้ากินค่ำ แท็กซี่ที่ขับตอนกลางคืน คนขับตุ๊ก ๆ แม่ค้าที่ขายอยู่ตลาดตอนกลางคืน นักดนตรี ผู้จัดโต๊ะจีน หมอลำ โรงแรม พนักงานต่าง ๆ คนเลี้ยงช้าง แล้วก็อีกมากมายที่อยู่ในภาคส่วนที่ถูกกระทบ จากมาตรการการปิดกั้น การล็อกดาวน์ (Lockdown) ต่าง ๆ ของรัฐบาล ทุกวันนี้คนกลุ่มนี้ เป็นคนที่ไม่มีทุน คนที่สายป่านสั้นได้รับผลกระทบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถหากินได้ นานนับปี ดิฉันถามว่าทางออกที่รัฐบาลนี้มีให้คนกลุ่มพวกนี้คืออะไร ท่านเคยหยิบยื่นอะไร ให้เขาบ้าง พ.ร.ก. ซอฟต์โลนนี้ดูเหมือนจะเป็นความหวังของเขา แต่ว่าสุดท้าย ท้ายที่สุด ผ่านมาปีที่ ๒ ที่เราพิจารณา อยากจะมอบเงินให้เขาก็เป็นเพียงความฝัน เป็นเหมือนเพียง แอปเปิลที่อยู่บนต้นไม้สูง ๆ ที่คนตัวเล็กไม่สามารถหยิบยื่นได้เลย ดังนั้น พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้ ดิฉันก็ยังมองว่าเป็นความล้มเหลวอีกเช่นเคยที่ผ่านมา ไม่ต่างจาก พ.ร.ก. ฉบับเก่าของ ปีที่แล้ว สิ่งที่ดิฉันคิดในใจ คือแบงก์ชาติไม่ได้มีความตั้งใจที่อยากจะอุ้มคนตัวเล็กสักเท่าไร แต่ในขณะเดียวกันยังคงคิดถึงความมั่นคงของสภาวะสถานการณ์การเงินที่มั่นคงของธนาคาร พาณิชย์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ มันจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการค้า ในอนาคต คนตัวใหญ่ ตัวใหญ่ขึ้น คนตัวเล็กก็จะทยอยหายไปเรื่อย ๆ สร้างความผูกขาด ทางด้านการค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ทำลายโอกาสการเกิดของสตาร์ตอัป (Startup) ก็ดี หรือว่า จะเป็นโอกาสการเกิดของครีเอทีฟ อีโคโนมี (Creative Economy) ประโยชน์ต่าง ๆ มันก็จะ ถูกทำลายไป การแข่งขันเสรีเราก็จะเห็นน้อยลง น้อยลง ของประเทศไทยเรา ระยะยาว ประเทศไทยของเราจะมุ่งสู่การพัฒนาได้อย่างไร เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่มีเอสเอ็มอี (SMEs) อยู่มากถึง ๔๓ เปอร์เซ็นต์ การจ้างงานถึง ๑๔ ล้านอัตรานี้จะไปต่ออย่างไร ถ้าท่านไม่สามารถเข้าถึง หรือเข้าให้ความช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ได้จริง ๆ เราก็ต้องยอมรับนะคะว่า รัฐบาลนี้ไม่มีความสามารถที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อยได้เลย ไม่มีการเยียวยาใด ๆ เราเห็นมาเกือบปีกว่า คนตัวเล็กตัวน้อยได้อย่างมากก็ ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท พอที่จะ ขัดสนรายเดือนไปได้ ที่อเมริกาเวลาเขาสั่งปิดหรือมีมาตรการต่าง ๆ เขาชดเชย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่สิงคโปร์เขามีการจ้างงานผ่านบริษัทต่าง ๆ การันตีว่าจะไม่มีการถูกไล่ออก อันนี้คือตัวอย่าง ของรัฐบาลที่ไม่ผลักภาระให้กับประชาชนของเขาโดยที่ไม่ดูดำดูดี แล้วเขาก็รู้ว่าเขาควรจะ แก้ปัญหาอย่างไรให้มันถูกจุดและถูกต้อง มาตรการการช่วยเหลือทางการเงินดิฉันมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อที่จะทำให้ผู้ประกอบการมีชีวิตอยู่รอด จนกระทั่งสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลาย การจ้างงานดำเนิน ต่อไปได้เรื่อย ๆ แล้วก็ไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของเราทรุดลงกว่านี้ถ้าเกิดมีปัญหาการว่างงาน แต่สิ่งที่จำเป็นและสิ่งที่ดิฉันมองว่าสำคัญที่สุด ก็คือมาตรการการจัดการโควิด (COVID) โดยภาพรวมที่ไร้ประสิทธิภาพของประเทศไทย อันนี้คือสิ่งที่ธนาคารพาณิชย์หลาย ๆ เจ้า ไม่มั่นใจ เขาไม่ได้เพียงแต่ไม่มั่นใจผู้ประกอบการ แต่เขาไม่มั่นใจศักยภาพของรัฐบาลที่จะพาเราออก จากวิกฤตินี้ได้ รัฐบาลควรจะชี้เป้าไปเลย ตั้งกรอบเวลาไปเลยว่าจะเปิดเศรษฐกิจเมื่อไร ด้วยเงื่อนไขถึงความ ปลอดภัยของสาธารณสุขของประเทศให้ชัดเจนแล้วก็เร็วที่สุด วัคซีนก็จะเป็นทางออก แต่เราก็ได้เห็นตามข่าว ตามสื่อ ถึงความวุ่นวาย การจัดแจง การจัดการ การสร้างความเชื่อมั่น ให้ประชาชนได้เข้าถึงการฉีดวัคซีน นี่คือปัญหาที่เราพบมาตลอด ถ้ารัฐบาลไทยมีแผน นโยบายที่ชัดเจน ภาคธุรกิจจะสามารถวางแผนธุรกิจการลงทุน อย่างน้อย ๆ ก็อีก ๖ เดือน หรืออีกปีหนึ่งได้ เตรียมการจ้างงานได้ สามารถวางแผนธุรกิจได้ เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่กำลัง จะเกิดขึ้นคืออะไร และทิศทางของรัฐบาลคืออะไร นี่จะเป็นจุดสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่น จากธนาคารได้ นี่จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่อยากจะให้ธนาคารปล่อยเงินกู้ให้คนตัวเล็ก ตัวน้อยได้ แต่ว่าวันนี้ของเรายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตื่นมาจะเจออะไร พ.ร.ก. ฉุกเฉินจะยืดไปอีก กี่เดือนนะคะ🔗

เพราะฉะนั้นโดยสรุปดิฉันเข้าใจว่าประชาชนไม่ได้ตั้งคำถามว่าท่าน นายกรัฐมนตรีจะกู้เท่าไร แต่ประเด็นสำคัญคือเขาอยากทราบว่าท่านเอาไปทำอะไร แล้วก็ ใช้แบบไหน อันนี้คือประเด็นสำคัญ ที่ผ่านมาเขาไม่เห็นแสงสว่าง พี่น้องคนไทยเขาไม่ได้ ต้องการเพียงแค่ ๑,๐๐๐ บาท หรือ ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน เขาอยากทำงาน เขาอยากทำธุรกิจ เขาอยากเปิดธุรกิจ แล้วก็โดยที่ไม่มีรัฐบาลมาขัดหน้าขัดหลังนะคะ โดยที่ไม่มีเหตุผล ที่เหมาะสม แล้วก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เขาขอแค่ว่ารัฐบาลถึงไม่ให้ความช่วยเหลือ ก็อย่าเอาเท้าราน้ำนะคะ ท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศอยู่ มาจนถึงทุกวันนี้ ท่านไม่ได้ถูกยึดบ้าน ท่านไม่ได้ถูกยึดรถ ท่านไม่ได้ถูกลูกน้อง ทวงเงินเดือน ท่านไม่ได้ถูกเจ้าหนี้มาทวงสตางค์ บริษัทไม่ได้ถูกปิดตัว นี่คือสิ่งที่เขาจะต้อง เจอทุก ๆ วัน ท่านกลับไปดูนะคะว่าตัวเลขผู้ตกงาน ณ ตอนนี้มันขึ้นไปถึงไหนแล้ว ท่านอยาก ให้คนไทยเข้าใจสถานการณ์และยอมรับ แต่ว่าสิ่งที่คนไทยยังไม่เข้าใจคือทำไมประเทศไทย เรา คนไทยเราจะต้องมาเจอรัฐบาลเน่า ๆ อย่างพวกท่าน ดิฉันขอเรียกร้องไปถึงพรรค ร่วมรัฐบาลทุกท่าน พอเถอะค่ะ อย่าให้ท้ายคนที่ไร้ความสามารถมาบริหารประเทศ เสมือนประเทศไทยที่ให้ท้ายวัคซีนที่ไร้ประสิทธิภาพนำมาฉีดให้คนไทยอยู่ทุกวันนี้ โดยสรุป ดิฉันคิดว่า พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ปี ๒๕๖๔ จะไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับ ผลกระทบอยู่ได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านสมาชิกอีก ๓ ท่านนะครับ มีท่านพิมพ์รพี ท่านสมบัติ ศรีสุรินทร์ และท่านดอกเตอร์ อิสระ เชิญท่านพิมพ์รพีก่อนครับ🔗

นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ที่ผ่านมา ๒ เดือนที่ปิดสภานี้ ดิฉัน เชื่อว่าเราทุกคนเองก็ลงพื้นที่แล้วก็รับรู้ปัญหาของประชาชน ดิฉันขอแสดงคลิป (Clip) ให้ดู วันที่ลงพื้นที่ในการเยียวยาประชาชนเรื่องของโควิด (COVID) นี้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล แบบบัญชีรายชื่อ

“จากบ้านแหลมโฮมสเตย์ค่ะ ตอนนี้อยากให้มีวัคซีนที่ฉีดทั่วถึง ทุกคนค่ะ เพราะว่าตอนนี้ลงทะเบียนไปแล้ว แต่ก็ต้องรอคิวค่ะ เพราะว่าวัคซีนเรามีน้อย ยัง ไม่พอกับประชาชน แล้วก็อยากให้โควิด (COVID) หมดเร็ว ๆ เพราะว่าตอนนี้ว่างงานมาเกือบ เดือนแล้วค่ะ เพราะว่าว่างรอบที่ ๒ แล้วค่ะ ตอนแรกก็คิดว่าจะดีขึ้น ซึ่งโควิด (COVID) ก็เข้า มาอีก ก็กลายเป็นว่าว่างงานไป ๒ รอบแล้ว ก็อยากได้วัคซีน “ถ้าวัคซีน (Vaccine) มาจะฉีด เลยไหม” “ฉีดเลยค่ะ” “ลงชื่อหรือ” “ลงชื่อไปแล้วค่ะ แต่ต้องรอคิวค่ะ” “วันนี้เราได้มาแจก ถุงยังชีพให้กับผู้เดือดร้อน ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์โควิด (COVID) ครั้งนี้นะ ครับ ก็เป็นเสียงจากพี่น้องประชาชนที่มีความต้องการ มีความมั่นใจของวัคซีนที่รัฐบาลจัดมา ให้ครับ” “เอาวัคซีนลงมาเลยค่ะ เราพร้อมจะฉีดแล้วค่ะ”🔗

ท่านประธานคะ นี่คือ เสียงของประชาชน นี่คือเสียงของคนที่ยากลำบาก นี่คือเสียงของแม่บ้านของโรงแรม ซึ่งเจอ โควิด (COVID) ระลอกที่ ๓ แล้ว ปิดครั้งที่ ๑ ปิดครั้งที่ ๒ ปิดครั้งที่ ๓ วันนี้ดิฉันลงพื้นที่เพื่อ ขอให้ประชาชนฉีดวัคซีน ทุกคนยินดีฉีดวัคซีนค่ะ ทุกคนยินดีลงชื่อเพื่อฉีดวัคซีนเพื่อหวังว่า จะเปิดประเทศสักที แต่ท่านประธานคะ เมื่อทำงาน พ.ร.ก. นี้ คือเงินกู้โควิด (COVID) เรามองถึงเอสเอ็มอี (SMEs) เรามองถึงผู้ประกอบการ แต่ท่านประธานคะ นี่ละค่ะคือสิ่งเปลี่ยนผ่านคืองบประมาณที่แบงก์ชาติแล้วก็ธนาคาร แห่งประเทศไทย ธนาคารต่าง ๆ ที่จะทำเพื่อประชาชนและประชาชนเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่ล่ะคะ ที่ส่งผลกระทบมากมายทุก ๆ บ้านที่ดิฉันเดินไปคนตกงานทุก ๆ ที่ออกมารับถุงยังชีพ แต่เขา ไม่ได้อยากได้ถุงยังชีพท่านประธาน เขาอยากได้อาชีพ เพราะฉะนั้นวันนี้วิกฤติโควิด (COVID) ตรงนี้ที่มันจะเกิดขึ้นมันเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ เป็นวิกฤติทับซ้อน มีความซ้ำซ้อน เป็นวิกฤติ ของวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสาธารณสุข และวิกฤติทางสังคม ฉะนั้นแนวคิดต่าง ๆ ของ ธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะทำในการแก้ไขปัญหานี้อาจจะไม่ได้ใช้วิธีการเดิมได้ค่ะ ต้องคิด แบบใหม่ ทำแบบใหม่ ให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นนี้ส่งตรงลงไปถึงประชาชน ท่านประธานคะ ท่าน ส.ส. ในพรรคดิฉันได้พูดหลายท่านค่ะ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ท่านเกียรติ สิทธีอมร ก็พูดตรงกันว่านโยบายต่าง ๆ อาจจะมี ข้อเสียบ้าง แต่ก็ขอให้แก้ไขโดยวิธีการทำให้ตรง ลงแก้ไขปัญหาโดยให้ประชาชน ๑ ปีที่ผ่านมา ที่เราพูดเรื่องนี้ก็ผิดพลาดค่ะ เงินกู้ครั้งก่อนที่บอกไม่ถึงประชาชน ทุกคนก็พูดแล้วไม่ถึงจริง ๆ ดิฉันพูดในสภานี้พูดเป็น ๒ ปีแล้วก็ไม่ได้รับการแก้ไข ก็หวังว่าครั้งนี้จะแก้ไขปัญหาได้นะคะ แล้วก็ต้องมีผู้ที่รับผิดชอบ มิเช่นนั้นสภาเองจะไม่สามารถเซ็นเช็คเปล่าเงินกู้นี้ให้ได้อีก และผลมันเฟล (Fail) อีก ล้มเหลวอีก ซ้ำ ๆ ซาก ๆ นี้ คนที่รับผลหนักที่สุดคือประชาชน ฉะนั้นขอให้มั่นใจว่าไปดูกระบวนการทำให้ดี อย่าเพียงแต่ให้เงินนี้ วิธีการนี้เป็นเพียงแค่ การปลดเปลื้องภาระของธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ต้องจ่ายเอ็นพีแอล (NPL) ขอให้นโยบายต่าง ๆ คิดโดยส่งผลลงตรงที่ประชาชน ดิฉันเอาสภาพประชาชนมาให้ดูนะคะ ดิฉันเชื่อว่าคนของ แบงก์ชาติก็เป็นคนเก่ง ของรัฐบาลก็มีคนเก่ง แต่อาจจะลืมมองว่าท่านที่ทำงานทุกวันนี้ยังมี เงินเดือนอยู่ แต่ชาวบ้านทุกวันนี้ที่ตกงานไม่มีจะกินแล้วมันเป็นความเร่งรีบที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นแนวคิดของผู้หญิงคนนี้ที่อยู่ในคลิป (Clip) นี้สามารถข้ามผ่านโควิด (COVID) ไปได้อย่างไร เขาสามารถมีเงินกู้ที่พอจะคิดสร้างฐานะ เลิกจากการเป็นเมด (Maid) ในโรงแรมร้านอาหารที่เราจะต้องรอในการเปิดปีหน้าด้วยซ้ำได้อย่างไร ฉะนั้นแนวคิดของเงิน ต่าง ๆ นี้ต้องกลับไปให้สามารถเปลี่ยนผ่านยุคใหม่ของดิสรัปชัน (Disruption) ของประเทศชาติให้ได้ และอีกเรื่องหนึ่งคือดิฉันคิดว่าการคิดในแง่ดีเกินไปอาจจะไม่เหมาะสม ในวันนี้ที่เป็นวิกฤติซ้อนวิกฤตินี้นะคะ ดิฉันเชื่อว่าประเทศไทยในการท่องเที่ยวน่าจะเปิดได้ อีกทีหนึ่งคือเดือนพฤศจิกายนปีหน้าด้วยซ้ำ ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยคิดเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะว่าเราไม่มั่นใจเลยว่าวิกฤติของวัคซีนนี้จะยาวอีกแค่ไหน ถ้าแอฟริกาแก้ไขไม่ได้ วัคซีน มาจากอินเดียแก้ไขไม่ได้อาจจะรุนแรงกว่านี้ แล้วไม่มีธุรกิจไหน ๆ สามารถทนทาน การเสียหาย ๓ ปีติดต่อกันหรือ ๑,๐๐๐ วันได้ค่ะ ดิฉันฝากความหวังแล้วก็ตั้งใจจะผ่าน พ.ร.บ. นี้ด้วยความมุ่งหวังว่าจะมีกระบวนการกระทำให้เห็นประโยชน์ลงตรง แก้ไขถึง คนตัวเล็กตัวน้อย ประชาชนที่รอคอยความหวังอยู่นะคะ ขอบคุณมากค่ะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านสมบัติ เชิญครับ🔗

นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมบัติ ศรีสุรินทร์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดสุรินทร์นะครับ ผมขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับพระราช กำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคโควิดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ นะครับ ก่อนที่จะอภิปรายถึงตัวพระราชกำหนดจริง ๆ ผมขอเท้าความสักนิดหนึ่งเพื่อที่จะนำมาถึงเรื่องการแก้ไขพระราชกำหนดฉบับนี้ เมื่อปีกลาย ก็มีพระราชกำหนด ๓ ฉบับ ซึ่งสภานี้ได้ผ่านไป ก็เป็นพระราชกำหนดเกี่ยวกับการกู้เงิน เพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ ๑ ล้านล้านบาท อีกอันหนึ่งก็คือพระราชกำหนดให้ อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยออกซอฟต์โลน (Soft Loan) เพื่อดูแลภาคธุรกิจโดยเฉพาะ เอสเอ็มอี (SMEs) ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วอีกฉบับหนึ่งก็เป็นพระราชกำหนดดูแล เสถียรภาพภาคการเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ผ่านมา ๑ ปี โรคโควิด (COVID) ตอนแรกก็ดู ไม่เท่าไร แต่ขณะนี้ระบาดเป็นระยะที่ ๓ ก็รุนแรงขึ้น แต่ว่าเศรษฐกิจของเราซึ่งเริ่มต้น มีปัญหาตั้งแต่โควิด (COVID) จนกระทั่งเริ่มมีโควิด-๑๙ (COVID-19) เข้ามานี่ แล้วรัฐบาลได้ ออกพระราชกำหนด ๑,๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านมา ๑ ปี มันไม่มีอะไรจะดูดีขึ้น ถ้าจะดูจากผลสัมฤทธิ์ของการออกพระราชกำหนดและปฏิบัติตามพระราชกำหนดเมื่อ ๑ ปี ที่ผ่านมา จะพบว่าพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ ๑ ล้านล้านบาท นั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก มีการโอนเงินที่ชักช้า มีการพิจารณาที่ซ้ำซ้อน แล้วก็ ใช้ไปไม่ค่อยถูกต้องตามเป้าหมาย จนปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ว่ามันเป็นการ ใช้เงินที่ไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร ส่วนการใช้พระราชกำหนดใช้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทย ออกซอฟต์โลน (Soft loan) เพื่อดูแลภาคธุรกิจ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น มันก็ผ่านมาเป็น เวลา ๑ ปีเหมือนกัน ก็ตามที่สมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้วว่าผ่านมา ๑ ปี มันไม่ประสบ ความสำเร็จ เพราะว่าลูกค้าหรือเอสเอ็มเอี (SMEs) ที่ต้องการจะได้รับการช่วยเหลือนั้น ก็ไม่สามารถจะเข้าถึงการช่วยเหลือได้ ส่วนธนาคารที่ต้องการจะได้ช่วยเหลือนั้นก็เผชิญกับ ปัญหาต่าง ๆ ทั้งเรื่องความเสี่ยง ทั้งเรื่องที่มันไม่สมควรจะเสี่ยงที่จะเข้าไปช่วยเหลือขณะนั้น จนกระทั่งผ่านมา ๑ ปี ก็ได้พูดกันไปแล้วว่าได้ใช้เงินไปเพียงประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณนั้น ยังคงเหลือวงเงินอยู่ประมาณ ๓๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นที่มาของการ ออกพระราชกำหนดฉบับนี้ ส่วน พ.ร.ก. ดูแลเสถียรภาพภาคการเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ใช้เลย เพราะว่าเป็นการตั้งกองทุนคอร์พอเรตบอนด์ (Corporate Bond) เพื่อแก้ไขลิควิดิตี (Liquidity) และเพื่อทำให้ตลาดทุนไม่มีปัญหา แต่ว่าการตั้งเงิน เอาไว้ แล้วก็ตั้งมาตรฐานให้การใช้เงินมันสูงเกินไป ก็ปรากฏว่าเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น แทบจะไม่ได้ใช้เป็นความอุ่นใจไปชั่วระยะนะครับ ส่วนการออกซอฟต์โลน (Soft loan) ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควร จนกระทั่งที่พวกเราจะต้องมาคุยกัน ในวันนี้ สำหรับในเรื่องนี้เมื่อตอนคราวที่แล้วที่มีพระราชกำหนดฉบับนี้เข้ามานี้ ผมจำได้ว่า ผมได้ลุกขึ้นพูดในทีนี้แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์พระราชกำหนดฉบับนี้ โดยผมเอ่ยตั้งแต่ว่า เมื่อนิยามคำว่า เอสเอ็มอี (SMEs) ก็นิยามผิดไปเสียแล้ว เพราะว่าท่านไม่ได้ใช้นิยามเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ใช้อยู่ทั่วไป ซึ่งหมายความถึงธุรกิจขนาดเอส (S) ขนาดเอ็ม (M) ก็คือขนาดเล็ก ขนาดกลาง ซึ่งที่จริงแล้วถ้าจะให้ดีมันควรจะพูดถึงธุรกิจขนาดย่อย ขนาดย่อมและขนาดกลาง แต่ว่าเราไม่ได้พูดถึงตัวนั้น ฉะนั้นเมื่อนิยามมันไม่ถูกต้อง มันก็ไม่สามารถจะประสบความสำเร็จ ตามที่รัฐบาลตั้งใจ แต่ยังดีนะครับเมื่อคราวที่แล้วเขาใช้คำว่า เป็นพระราชกำหนดให้อำนาจ ธนาคารดูแลภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) ใช้คำว่า ดูแล อันนี้พอค่อยยังชั่ว แต่ว่าดูแลแล้วดูแลไม่ทั่วถึง ผ่านมา ๑ ปี สภานี้โดยกรรมาธิการหลายคณะ และผู้แทนราษฎร หลายท่านก็ได้ปรารภเรื่องนี้ พยายามผลักดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้กระทรวงการคลัง ช่วยกันปรับช่วยกันดัน ช่วยกันทำให้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นให้ไปถึงมือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่รอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเท่าที่ติดตามดูก็มีการรับปากว่า จะแก้ไข ๆ ส่วนตัวผมเองนั้น หลังที่อภิปรายผมก็ไปเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขพระราช กำหนด โดยตัวผมเองก็พยายามไปแก้ไขตามที่ผมอภิปรายก็คือว่าพยายามนิยามคำว่า เอส เอ็มอี (SMEs) ให้มันตรงกับเป้าโดยกำหนดเอสเอ็มอี (SMEs) ให้มีลักษณะที่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ เงินทุนไม่เกิน ๒ ล้านบาท หรือว่าเป็นขนาดกลาง ขนาดเล็ก ก็คือเงินไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท หรือว่าเป็นขนาดที่ใหญ่ขึ้นมาสักหน่อยหนึ่งก็ไม่เกิน ๒๐ ล้านบาท กลุ่มเหล่านี้เป็นหัวใจของ ประเทศไทย รู้สึกว่าส่วนใหญ่ของเอสเอ็มอี (SMEs) ในประเทศไทยจะมีขนาดย่อม ขนาด ย่อย แล้วก็ขนาดกลางเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าโดยเป้าหมายของพระราชกำหนดตั้งแต่ครั้งที่แล้ว จนมาถึงครั้งนี้ก็ยังไปเอื้อเฟื้อไปดูแลธุรกิจซึ่งใหญ่ ครั้งที่แล้วท่านเขียนไปว่าให้ธุรกิจที่มีวงเงิน สินเชื่ออยู่กับธนาคารอยู่ก่อนแล้วให้เข้าถึงการช่วยเหลือได้ แล้วก็พูดถึงเรื่องกลุ่มใหญ่ ๆ เช่น มีวงเงินไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท วันนี้นะครับ ผ่านมา ๑ ปีมันก็ใช้ไม่ได้ แต่วันนี้ก็ดีที่พระราช กำหนดฉบับใหม่นี้ท่านเอามาแก้ไข ฉะนั้นสิ่งที่ผมได้เสนอเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขพระราช กำหนดไว้นั้น ผมก็มาตรวจดูสิ่งที่ผมเขียนไปขอแก้ไข แต่ว่ามันไม่ได้เข้าสู่สภาเพราะว่าเป็น กฎหมายว่าด้วยเรื่องการเงินก็ไม่เข้า ให้หันหน้ามาคุยกันให้มาแก้ไขด้วยกัน คนมีเอ็นพีแอล (NPL) คนมีประวัติที่ไม่ดีก็บอกว่าลอง ไปคุยกันดูสิ ธนาคารก็ไปคุยกับลูกหนี้ ลูกหนี้จะแก้ไขกันอย่างไรก็พยายามคิดแก้ไขกัน ไป เอาแอสเซต (Asset) มาเพิ่มสิ มาลดตรงนี้ มาเพิ่มอย่างนั้น ในที่สุดลูกหนี้ที่ได้รับการแก้ไขวัน นั้นกลับไปเป็นบริษัทที่ทำความเจริญให้กับประเทศไทยมากมาย แต่ทุกวันนี้เงื่อนไขที่ผ่อน ปรนที่ท่านเสนอเข้ามาใหม่นี้ก็เป็นแค่ตัวหนังสือ ผ่อนปรนด้วยการลดค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนด้วยการลดค่าโอน แล้วก็เขียนคำว่าผ่อนปรนให้เข้าถึง รวมทั้งมีมาตรการใหม่ ๆ ด้วยการให้ บสย. มาช่วยค้ำประกันเงินกู้ ก็ถือว่าเป็นความพยายามที่ดีครับ แต่ความพยามที่ ดีทั้งหมดนั้นหัวใจของมันก็คือความตั้งใจ ความจริงใจและถ่ายทอดความต้องการไปสู่ผู้ ปฏิบัติการให้จงได้ นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าควรจะเป็น🔗

สำหรับในพระราชกำหนดฉบับนี้ เนื้อหาจริง ๆ มันก็คือการให้เงินกู้ แล้วก็ สิ่งที่ดีก็คือว่าจากการแก้ไขจากเดิมก็คือว่าทอดระยะให้ยาวขึ้น แล้วก็มีการเอา บสย. เข้ามา ค้ำขึ้น แต่การที่มี บสย. เข้ามาค้ำประกันก็มีปัญหาเหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งที่เราได้ทราบมาว่า แม้แต่การเอา บสย. เข้ามาค้ำประกันแล้วธนาคารก็ยังจะประสงค์อยากจะได้แอสเซต (Asset) อยากจะได้หลักทรัพย์ค้ำประกันมาเพิ่มเติม บางทีนั้นการส่งข่าวลงไปยังธนาคารต่าง ๆ ขอให้ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) นั้นอาจจะยังไม่ถูกที่ถูกทาง จึงเกิดผลการกระทำที่ยังลักลั่น กันอยู่ โดยสรุปนะครับ ผมเห็นว่าในเรื่องแรกของเงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ช่วย ซอฟต์โลน (Soft Loan) นี้ท่านได้แก้ไขมาบ้างพอสมควร มีการลดเงื่อนไข แต่เงื่อนไขอันหนึ่ง ที่ผมอยากจะขอจริง ๆ เลย ขอให้อย่าดูแต่ตัวเลข อย่าดูแต่ประวัติการชำระหนี้ อย่าไปอิง ตัวเครดิตบูโร (Credit Bureau) นัก เพราะว่าเครดิตบูโร (Credit Bureau) นี้มันเพียงตัวเลข ที่มันจับไปเสียทุกอย่างเลย ผมเคยเชิญทางเครดิตบูโร (Credit Bureau) มาคุยกับ กรรมาธิการการเงินการคลังมีเกรด (Grade) ของเครดิตบูโร (Credit Bureau) เหมือนกัน ประเทศไทยนี้ถือว่าเครดิตบูโร (Credit Bureau) ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนนี้มีศักยภาพมาก เขาบอกว่าเขาอยู่ในเกรด (Grade) อันดับดี ๆ ของโลกเลยล่ะ เพราะว่าตัวเลขความน่าเชื่อถือ ของการจัดเครดิต (Credit) ของเขานี้มันละเอียดแม่นยำมาก แล้วต่อไปข้างหน้า ถ้าจะแม่นยำกว่านี้อีกอยากจะจัดเครดิตบูโร (Credit Bureau) ให้รวมไปถึงการชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ คือต่อไปข้างหน้านี้ใครเป็นหนี้ที่ไหนผิดนิดเดียวก็จะปรากฏอยู่ในเครดิตบูโร (Credit Bureau) ด้วย ตรงนี้มันก็ดีสำหรับการจัดเครดิตที่ชัดเจน แต่ในยามวิกฤติอย่างนี้เรา ไม่ได้ต้องการจะให้รู้ไปถึงทุกอย่างว่าใครเคยติดหนี้ ใครเคยผิดนัดชำระหนี้ ใครเคยเป็นหนี้ แต่เราอยากจะรู้มากกว่าว่าสิ่งที่เขาติดอยู่เขามีปัญหาอะไร แก้ไขได้อย่างไร มีวิธีการแก้ไข ไหม แล้วถ้าแก้ไขแล้วจะเกิดผลดีกับประเทศไหม จะเกิดผลดีต่อผู้ใช้แรงงานไหม ฉะนั้นเรื่อง หนึ่งที่ผมขอฝากไว้ในเรื่องของการที่บอกว่าจะต้องมีการผ่อนหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ต่าง ๆ นี้ ผมขอฝากไว้เรื่องหนึ่งเลยครับ ก็คือเรื่องเครดิตบูโร (Credit Bureau) เรื่องของ ประวัติ ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะมีระเบียบอยู่ แต่ระเบียบก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้เราไม่สามารถ แก้ไขได้ ธนาคารสามารถเรียกให้ลูกหนี้ เจ้าหนี้ มาคุยกันได้ มาหาทางออกได้ เหมือนอย่างที่ เคยเป็น เมื่อปี ๒๕๔๔ ซึ่งเราก็ผ่านกันมาแล้วนะครับ ดังนั้นในวันนี้ในเรื่องนี้ผมก็คิดว่า ท่านก็มาถูกทางแล้วเมื่อแก้ไขเมื่อทำคราวที่แล้วไม่สำเร็จท่านก็แก้ไขใหม่ แต่เที่ยวนี้ท่านแตก วงเงินออกเป็น ๒ วง วงหนึ่งช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ผมก็หวังว่าถ้าตั้งใจช่วยจริง ๆ ถึงแม้ วงเงินมันจะไม่มากนัก แต่ก็จะช่วยให้พวกเรารอดไปได้อย่างหนึ่ง และอาทิตย์หน้านี้มันก็จะมี วงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้ามาอีก เดี๋ยวเราก็จะได้พูดกันอีกว่าวงนั้นจะใช้ไปอย่างไร สำหรับวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งแยกออกเป็น ๒ วงนี้เป็น ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อช่วยทำให้มีซอฟต์โลน (Soft Loan) ตามเงื่อนไขที่ระบุเอาไว้ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือการทำแวร์เฮาส์ซิง (Warehousing) หรือที่เรียกว่าพักทรัพย์พักหนี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็น เรื่องใหม่ ในเชิงศัพท์นี้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ถือปฏิบัติกันมานาน แล้วว่าธนาคารกับลูกหนี้นี้สามารถพักทรัพย์กันได้ ก็คือเอาทรัพย์สินที่ติดอยู่เป็นหนี้ ธนาคารอยู่นั้นตีเป็นมูลค่าแล้วก็โอนให้ธนาคาร แล้วก็ชำระดอกเบี้ยกันไป แล้วถึงเวลาตกลง กันกี่เดือนกี่ปีก็ให้มาไถ่คืนก็คืนไปได้ วันนี้รัฐบาลตั้งวงเงินแสนล้านบาทเพื่อดำเนินการตรงนี้ แล้วก็เรียกว่าเป็นโครงการพักทรัพย์ชำระหนี้ หรือบางทีใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า แวร์เฮาส์ซิง (Warehousing) เรื่องนี้ผมก็ว่าเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาโรงแรมต่าง ๆ ซึ่ง ณ วันนี้ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่ภูเก็ต จะเป็นโรงแรมที่ระยอง โรงแรมที่กระบี่ หรือแม้แต่ โรงแรมที่จังหวัดสุรินทร์ โรงแรมต่าง ๆ เหล่านั้นไม่มีคนไปพักครับ ไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่าย มีแต่กลัวว่าจะต้องกลายเป็นทรัพย์ที่ถูกยึด กลัวจะกลายเป็นทรัพย์ที่กลายเป็นหนี้เสีย ล้มละลาย ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นคนที่นำเงินนำรายได้เข้าสู่เศรษฐกิจเข้าประเทศ ฉะนั้นการที่มีการทำแวร์เฮาส์ซิง (Warehousing) นี้ก็เป็นทางออกที่ดีสามารถทำให้ เขาเอาทรัพย์ของเขามาตีเป็นหลักทรัพย์แล้วก็ประกันไว้กับธนาคาร ในขณะเดียวกันก็สามารถประกอบต่อไปได้ด้วยการเช่า เช่าไปดำเนินการ แต่ข้อเสียของมัน ก็มีอยู่ครับ ในเรื่องนี้มันเป็นดาบสองคม ข้อเสียของมันก็คือว่าก็ต้องไปดูจรรยาบรรณ เหมือนกันครับ ไปดูว่าธนาคารต่าง ๆ หรือว่าสถาบันการเงินที่เอาทรัพย์ไปพักไว้มีความ จริงใจแค่ไหน ในเบื้องต้นตอนที่จะพักทรัพย์ชำระหนี้กันก็ต้องดูมูลค่าของทรัพย์ที่ไปพัก ถ้าหากว่าถูกเอาเปรียบตั้งแต่ต้น ก็เอาทรัพย์จำนวนมากไปพักไว้ในราคาที่ไม่มาก แล้วกำหนดเวลาไว้แต่สั้น ๆ พอถึงเวลาครบ ๒ ปี ครบ ๓ ปี หรือแม้แต่ในเงื่อนไขของ พ.ร.ก. ฉบับนี้เอาไว้บอกว่า ๕ ปี แล้วอาจจะต่อก็ได้ แต่ ๕ ปีมันก็ผ่านไปอย่างว่องไว พอถึงเวลา ไม่สามารถชำระในเวลาที่กำหนด หรือว่าดิ้นรนมาแล้วก็ไปขอชำระ แต่อาจจะช้าไปบ้าง แล้วก็ถ้าไม่พูดคุยกันให้รู้เรื่องไว้ แล้วถ้าขาดความจริงใจต่อกัน ทรัพย์นี้ก็จะตกเป็นของธนาคาร ในโครงการนี้ธนาคารได้ประโยชน์ การพักทรัพย์ชำระหนี้ครั้งนี้มันเป็นประโยชน์ ๒ ส่วน ตัวธนาคารเมื่อได้ทรัพย์มาเป็นหลักประกันแล้วก็ย่อมจะเพิ่มมูลค่าของแอสเซต (Asset) ที่อยู่ในบาลานซ์ชีต (Balance Sheet) ของธนาคารด้วย ขณะเดียวกันก็ถือว่าได้ถือทรัพย์สิน ที่มีมูลค่าต่อไปในอนาคต แต่ถ้าธนาคารที่ถือทรัพย์สินนั้นมีเจตนาที่ไม่สุจริตนักอย่างที่เคยเห็นกัน ในประเทศไทยในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา คนที่เอาหลักทรัพย์ไปพักชำระหนี้นั้น พอถึงเวลา จะถ่ายกลับ ถ่ายกลับยาก ธนาคารมักจะขอให้ถ่ายกลับในมูลค่าที่สูงกว่าหนี้ที่ตกลงไว้ อาจจะยึดตามราคาตลาด อาจจะยึดตามที่มีราคา มีคนมาขอซื้อที่แพงกว่าที่โอนไว้ อันนี้ ก็เป็นความเดือดร้อน ซึ่งจะขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยขอให้รัฐบาลฝากกำกับให้ดูแล ป้องกันเรื่องนี้อย่าให้มันเกิดขึ้นกับพวกคนที่เดือดร้อนแล้วมาเข้าโครงการนี้อย่างวันนี้นะครับ เรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ควรจะมีเงื่อนไข ในนี้น่าจะมีเงื่อนไขว่าในเวลา ๕ ปี แล้วถ้าหากว่า ไม่สามารถจะมาซื้อคืนได้ ลูกหนี้ก็สามารถจะขอต่อระยะ ขอต่อเวลา แล้วมีการเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขได้ ฉะนั้นโดยสรุปโดยทั่วไปผมคิดว่าการที่รัฐบาลมาขอเอาพระราชกำหนด ให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเที่ยวนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าจะดีอย่างไรก็ตามถ้าขาดความตั้งใจ ขาด ความมุ่งมั่น ขาดความจริงใจที่จะช่วยจริง ๆ มันจะไม่ประสบความสำเร็จ ผมอยากจะฝาก จริง ๆ เลยครับว่าสิ่งที่ทำมา คิดมา เขียนมานี้ ถือว่าดีในระดับหนึ่งแล้ว แต่จะขอ ให้ดียิ่งขึ้นไปขอเถอะขอให้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนตาดำ ๆ ที่กำลังเดือดร้อนกันอย่าง แสนสาหัส ขอให้มีความจริงใจช่วยเขาเถอะครับ ผมก็จะขอขอบคุณเอาไว้ล่วงหน้า ขอบคุณ ครับท่านประธาน🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปครับ เชิญท่านอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เชิญครับ🔗

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายถึงตัว พ.ร.ก. ที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าซอฟต์โลน ๒ (Soft Loan 2) ตัวนี้นะครับ วงเงินทั้งหมด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้าให้เปรียบก็คงเปรียบเหมือนกับวัคซีนเข็มที่ ๒ ต่อจากเข็มแรก นั่น ก็คือซอฟต์โลน (Soft Loan) ที่เข้ามาสภาปีที่แล้ว วงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งได้สิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายนที่ผ่านมา ฤทธิ์ของยาเข็มแรกหรือว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) ฉบับที่แล้ว ก็ได้ส่งผลให้ความช่วยเหลือไปยังพี่น้องประชาชนทั้งหมด ๑๓๘,๒๐๐ กับอีก ล้านบาท หรือถ้าคิดเป็นร้อยละคณิตศาสตร์ก็ร้อยละ ๒๖ จาก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามองเป็นการสอบก็คือได้คะแนน ๒๖ เต็ม ๑๐๐ สาเหตุที่ซอฟต์โลน (Soft Loan) ฉบับแรกสอบตกอย่างไม่เป็นท่าแบบนี้นั่นก็เป็นเพราะเหตุผลที่ผมอภิปรายตั้งแต่วันที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้เข้าสภาว่าเงื่อนไขมันพิสดารพันลึกมาก มันจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าคน อยากไม่ได้ คนได้ไม่อยาก ซึ่งก็เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังก็เลยไป พัฒนาจนกระทั่งมาเป็นที่มาของวัคซีนเข็มที่ ๒ หรือว่า พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ที่เข้าสภาในวันนี้ ซึ่งยาตัวนี้มีอยู่ทั้งหมด ๒ ส่วน ส่วนแรกก็คือเป็นส่วนที่เป็นการปรับปรุงซอฟต์โลน (Soft Loan) ฉบับที่แล้วให้มีเงื่อนไข ให้ประชาชนที่เดือดร้อนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่งสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายไปแล้วทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อเสียต่าง ๆ นะครับ🔗

ในส่วนของส่วนที่ ๒ ซึ่งก็เป็นส่วนของที่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมทางเงิน ชนิดหนึ่งที่เราเรียกว่าพักทรัพย์พักหนี้ หรือขออนุญาตใช้คำภาษาอังกฤษก็คือ แอสเซต แวร์เฮาส์ซิ่ง (Asset Warehousing) นี้ที่ออกมาเพื่อมุ่งเน้นที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ ด้านบริการ อย่างเช่นโรงแรมเป็นหลัก ตัวพักทรัพย์พักหนี้นี้ถ้าอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ ตัวอย่างเช่นถ้าโรงแรมมีหนี้อยู่กับธนาคาร ไม่สามารถที่จะชำระได้ ไม่สามารถที่จะจ่าย ดอกเบี้ยได้ ก็ให้โรงแรมนั้นมีสิทธิที่จะเรียกว่าขายโรงแรมให้กับธนาคารเจ้าหนี้ แต่ก็ยังให้ มีสิทธิซื้อคืนในเวลา ๓-๕ ปี ระหว่างที่ขายไปนั้นก็ยังให้มีสิทธิเช่าเพื่อประกอบธุรกิจต่อไปได้ ถ้าตัวพักทรัพย์พักหนี้นี้มันบรรลุผลจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นประโยชน์หลัก ๆ อันหนึ่งก็คือจะทำให้ ธุรกิจโรงแรมของไทยไม่ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนต่างชาติ ซึ่งตอนนี้ก็กำลังรอชอป (Shop) ของถูก อันที่จริงก็ตกไปหลายเจ้าแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ดูเหมือนว่ายาทั้ง ๒ ส่วนของ วัคซีน เข็มที่ ๒ หรือ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ๒ อันนี้ก็น่าจะเป็นความหวัง แล้วก็น่าจะสามารถที่ จะตอบโจทย์ได้ ทีนี้พอไปดูข้อมูลสถิติ พ.ร.ก. ตัวนี้ใช้มาแล้วเดือนกว่า ในส่วนของยา ส่วนแรกที่บอกว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) ที่พัฒนาแล้ว จนถึงวันนี้ใช้ไป ๑๖,๐๕๐ ล้านบาท ถ้าคิดเป็นร้อยละก็ร้อยละ ๔ ในส่วนของส่วนที่ ๒ ที่บอกว่าช่วยธุรกิจโรงแรม ในเมืองไทย มีโรงแรมอยู่ ๒๕,๐๐๐ กว่าโรงแรม มีคนมาขอใช้จนถึงวันนี้ทั้งหมด ๔ ราย ก็เลยต้องตั้ง คำถามว่าแล้วเราไปทำเงื่อนไขเสียดิบดี เห็นบอกว่าพัฒนาแล้ว เงื่อนไขตอบโจทย์แล้ว แล้วทำไมคนเดือดร้อนกันทั้งประเทศ แต่เดือนกว่าแล้วคนยังเพิ่งจะมาใช้เพียงแค่ ๔ เปอร์เซ็นต์ คนเพิ่งจะมาใช้เพียงแค่ ๔ ราย สุดท้ายแล้วมันก็เลยได้คำตอบว่าปรบมือข้าง เดียวไม่ดังครับ ต้นตอของปัญหาเรื่องนี้ทั้งสิ้นทั้งปวงมันก็เป็นปัญหาคลาสสิก (Classic) ที่เกิดขึ้นของโลกเสรีประชาธิปไตยที่ว่ารัฐบาลไปบังคับเอกชนทุกอย่างไม่ได้ ปัญหาอันหนึ่งที่ เราพูดกันถึงบ่อย อย่างเช่นว่าทำไมลูกเรียนออนไลน์ (Online) อยู่ที่บ้านแล้วยังต้องจ่ายค่าเทอมอยู่ นั่นก็เป็นเพราะกระทรวงไม่สามารถจะไปบังคับโรงเรียนเอกชนให้คืนค่าเทอมพ่อแม่ได้ เฉกเช่นกันครับ แบงก์ชาติเอย กระทรวงการคลังเอย ด้วยกฎหมายที่มีอยู่ตอนนี้ก็ไปบังคับไป มัดมือชกให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ให้กับผู้เดือดร้อนที่ต้องการมาเข้าโปรแกรม ซอฟต์โลน (Program Soft Loan) ตัวนี้ไม่ได้ ดังนั้นครับ ท่านประธานด้วยเวลาที่จำกัดมาก ๆ ผม อยากจะขอเรียกร้องผ่านสภาแห่งนี้ในฐานะผู้แทนราษฎรคนหนึ่งไปยังธนาคารพาณิชย์ ทั้งหลายแหล่ถึงจิตสำนึกของสถาบันการเงิน อยากจะขอกราบวิงวอนผ่านท่านประธานว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายแหล่ที่ขึ้นป้ายสวยงามว่าจะเป็นธนาคารคู่บ้านคู่เมือง จะให้บริการ ดุจญาติสนิท ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนเจตจำนงที่สวยหรูอันนั้นให้มาสู่ภาคปฏิบัติ ผมเห็นท่านทำซีเอสอาร์ (CSR) ไปแจกของ ปลูกป่า มอบผ้าห่ม ก็ชื่นชมท่านครับ แต่แค่นั้น ไม่พอ วิกฤตินี้ประชาชนคนไทยหลายสิบปีที่ผ่านมาทำให้ท่านได้กำไรมาหลายพันล้านบาท ครับกำลังเดือดร้อน กำลังต้องการความช่วยเหลือจากท่าน จึงอยากขอถือโอกาสนี้เรียกร้อง ผ่านท่านประธานไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้ร่วมกัน ร่วมมือกับรัฐบาลในส่วนของ พ.ร.ก. ตัวนี้ที่จะลดความเข้มงวดในการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เดือนร้อนเพื่อต่อลมหายใจของเขา ก็ขอกราบขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิก อีก ๕ ท่าน มีท่านพิธา พรรคก้าวไกล ท่านกรณิศ พรรคพลังประชารัฐ ท่านจิรายุ พรรคเพื่อไทย ท่านวีระกร พรรคพลังประชารัฐ และท่านพิเชษฐ์ พรรคเพื่อไทย เชิญท่านพิธาครับ🔗

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอลุกขึ้น อภิปรายพระราชกำหนดสินเชื่อฟื้นฟู ๓.๕ แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด (COVID) น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งครับที่สภาของเรากลับมา ประชุมกันอีกครั้ง เพราะตลอดระยะเวลาช่วงสมัยปิดประชุมที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการระบาด ของโควิด (COVID) ระลอกที่ ๓ ผมก็ได้ยินแต่เรื่องราวการต่อสู้อันน่าเศร้าของเจ้าของธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่ต้องทำบัญชีทั้งน้ำตา ยอมเฉือนเนื้อของตัวเองเพื่อช่วยเหลือลูกจ้าง ในบริษัท เรื่องราวของโรงแรมที่ต้องปรับรูปแบบการบริการเพื่อพยุงธุรกิจตัวเองให้รอดใน ยามที่นักท่องเที่ยวเป็นศูนย์ หรือจะเป็นเรื่องราวของร้านอาหาร ร้านกินดื่มมากมายหลายแห่ง ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของพวกเราที่ต้องปิดตัวลง ล้มหายตายจากกันไปที ละร้าน ๆ อย่างน่าหดหู่ใจ ในฐานะที่ผมเป็น ส.ส. ที่เคยมีประสบการณ์ทั้งในภาคเอกชน ภาครัฐบาล แล้วก็ภาคนิติบัญญัติ จึงทำให้ผมพอที่จะมีความเข้าใจถึงวิธีคิด แล้วก็หัวอกของทั้งฝ่ายเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็ ฝ่ายหน่วยงานราชการที่ออกนโยบายเพื่อเอสเอ็มอี (SMEs) หัวใจสำคัญในการที่จะนำพา เอสเอ็มอี (SMEs) ไทยออกจากวิกฤติในครั้งนี้สามารถสรุปได้ภายในคำ ๆ เดียวครับ แล้วคำ ๆ นั้นก็คือคำว่า กระแสเงินสด หรือที่เรียกกันคุ้นปากในแวดวงเถ้าแก่ว่าสายป่าน ถ้าเป็นทุนใหญ่ที่มีสายป่านยาวก็คงไม่เดือดร้อนมาก แล้วก็คงไม่ต้องง้อรัฐบาล แต่ถ้าเป็น ทุนเล็กซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ที่มีสายป่านสั้น ความช่วยเหลือจากรัฐบาล คือท่อหายใจ ท่อช่วยหายใจสุดท้ายของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นผมยังเข้าใจอีกว่าการที่รัฐบาล ใด ๆ ก็ตามจะออกนโยบายที่ตอบโจทย์ตรงประเด็น แล้วก็ครอบคลุม รัฐบาลต้องเข้าใจว่า ธรรมชาติของกระแสเงินสดมีอยู่ ๓ ประเภทครับ นั่นก็คือกระแสเงินสดทางการเงิน ไฟแนนซ์เชียล แคช โฟลว์ (Financial Cash Flow) ๒. กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน โอเพอเรชัน แคช โฟลว์ (Operation Cash Flow) และ ๓. กระแสเงินสดจากการลงทุน อินเวสติง แคช โฟลว์ (Investing Cash Flow) ทั้งหมดนี้เป็น ๓ คันโยกที่ทั้งรัฐบาลแล้วก็เอกชน สามารถที่จะใช้ได้ในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ เอสเอ็มอี (SMEs) ทำให้ธุรกิจที่มีกระแสเงินสด เป็นลบ ณ ปัจจุบัน กลายมาเป็นกระแสเงินสดบวกได้ในอนาคต ในส่วนของ พ.ร.ก. สินเชื่อ ฟื้นฟูนั้นเป็นการช่วยเหลือแบบกระแสเงินสดทางการเงินครับท่านประธาน โดยให้ธนาคาร เอกชนปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อขยายสายป่านให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ยังพอหายใจต่อไปได้ แต่ปัญหาที่ผมเห็นหลัก ๆ ที่เพื่อน ๆ ส.ส. หลายท่านได้อภิปรายในวันนี้คือ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เป็น พ.ร.ก. ซอฟต์โลนที่แข็งที่สุดในโลก ต่อให้แก้ไขให้ตรงจุดแล้วก็ยังใช้เวลาเกือบ ๑ ปี อาจจะเพียงแต่พอช่วยต่อลมหายใจให้ เอสเอ็มอี (SMEs) ไทยไปได้บ้าง แต่ก็คงเพียงเล็กน้อย เท่านั้น ตอนนี้ถ้าให้ผมเดาใจภาคเอกชน สิ่งที่พวกเขาต้องการจริง ๆ และเป็นสิ่งที่รัฐบาล ละเลยมาโดยตลอดก็คือการช่วยพยุงกระแสเงินสดทางการดำเนินงาน โอเพอเรชัน แคช โฟลว์ (Operation Cash Flow) ต่างหาก แต่สิ่งที่รัฐบาลในต่างประเทศทำกับเอสเอ็มอี (SMEs) ของเขา นั่นคือการชดเชยโดยตรงกับเอสเอ็มอี (SMEs) ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลได้ อภิปรายไว้หลายครั้งว่าการให้เงินกู้อย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่ เอสเอ็มอี (SMEs) ภาคเอกชนต้องการตอนนี้ไม่ใช่การได้หนี้เพิ่ม ธุรกิจที่หยุดชะงักลงก็ล้วนมาจากคำสั่งของ รัฐบาลทั้งนั้น สิ่งที่เอสเอ็มอี (SMEs) ไทยต้องการคือการชดเชยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการ ชดเชยรายได้ที่หายไปเพราะคำสั่งของรัฐหรือการอุดหนุนพยุงการจ้างงาน พวกเราลองไปดู มาตรการในต่างประเทศก็ได้ครับ ลองไปดูว่ารัฐบาลที่ใส่ใจความเดือดร้อนของประชาชน และให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการเขาตอบสนองกันอย่างไร🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ที่ญี่ปุ่นถ้าธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) มีแม้แต่เดือนเดียวที่รายได้หดหายไปมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเดือนเดียวเทียบ กับปีก่อนโควิด (COVID) เอสเอ็มอี (SMEs) เจ้านั้นสามารถไปขอเงินเยียวยาชดเชยรายได้ที่ หายไปจากรัฐบาล วงเงินสูงสุด ๒ ล้านเยน หรือประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ บาท ที่นิวซีแลนด์ ในช่วงที่มีการประกาศล็อกดาวน์ (Lockdown) ถ้าเอสเอ็มอี (SMEs) คาดการณ์ไปข้างหน้า ว่ารายได้จะหดหายมากกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ก็สามารถที่จะขอเงินเยียวยาจากรัฐไปพยุงการ จ้างงานเอาไปจ่ายเงินเดือนพนักงานต่อในช่วง ล็อกดาวน์ (Lockdown) ถ้าหากผ่านช่วงล็อก ดาวน์ (Lockdown) ไป รายได้ไม่ได้หดหายอย่างที่คิดไว้ค่อยเอานำเงินนั้นมาคืนรัฐบาล สรุป คือรัฐบาลเขาช่วยหมุนเวิร์กกิงแคป (Working Cap) ให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ของเขา ไม่ต้อง มานั่งพิสูจน์ความยากลำบากกัน หรือรอให้เอสเอ็มอี (SMEs) ตายไปก่อนแล้วค่อยกู้ชีพขึ้นมา เขาให้เงินชดเชยไปก่อนเลยครับ เพราะว่าในยามวิกฤติเช่นนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรวดเร็ว และความทันต่อสถานการณ์ ที่สหรัฐอเมริกาก็มีมาตรการออกมาว่าถ้าธุรกิจร้านอาหาร ผับ บาร์ ร้านเหล้า มีรายได้ที่หายไปจากโควิด (COVID) ผู้ประกอบการก็สามารถไปขอเงินเยียวยาชดเชยรายได้จากเรสเตอรองต์ รีไวต์เทไลเซชัน ฟันด์ (Restaurant Revitalization Fund) หรือกองทุนช่วยเหลือร้านอาหาร โดยจะได้เงิน เยียวยาจากการเปรียบเทียบรายได้ของปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ และวงเงินสูงสุดที่ร้านอาหารจะ ได้รับจากการเยียวยาคือ ๑๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๓๐๐ ล้านบาทต่อธุรกิจ ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างจากมาตรการของรัฐบาลที่ใส่ใจ ที่ให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของ ประชาชน เขาเข้าใจว่าถ้าเอสเอ็มอี (SMEs) ตายไปแล้ว ฟื้นกลับมาได้ยากมาก และถ้าเกิด เอสเอ็มอี (SMEs) ตายไปจะส่งผลกระทบเป็นโดมิโน (Domino) ต่อเศรษฐกิจของเขา เศรษฐกิจของเขาจะลงเหว นอกเหนือจากการเยียวยาโดยตรงแล้ว ก็ยังมีมาตรการ อีกมากมายที่รัฐบาลฝืนทำ เช่นการตั้งกองทุนเข้ามาช่วยเพิ่มทุนให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) เป็นการช่วยกันแบบกระแสเงินสดผ่านการลงทุนอินเวสติง แคช โฟลว์ (Investing Cash Flow) หรือแม้แต่กระทั่งการพักหนี้ระยะยาวให้กับธุรกิจท่องเที่ยว เนื่องจากคงจะเป็นเวลา อีกหลายปีกว่าธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับคืนมา ตอนนี้เรากลับมาย้อนดูประเทศไทยของเราครับ ลองมาค้นหาความใส่ใจของรัฐบาลไทยที่ผ่านมา ก็กลับไม่เจออะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่าถ้า รัฐบาลจะบอกว่าไม่มีงบประมาณให้ทำ แล้วจะอ้างว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศอื่น กับประเทศไทยนั้นไม่เหมือนกัน ผมก็เกรงว่าจะฟังไม่ขึ้น รัฐบาลมีทั้งอำนาจ รัฐบาลมีทั้ง งบประมาณ ปีที่แล้ว ๓.๓ ล้านล้านบาท เงินกู้อีก ๑ ล้านล้านบาท ปีนี้จะกู้อีก ๓.๑ ล้าน ล้านบาท กู้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณมากมายขนาดนี้ แต่ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) ไทย ยังอดอยากปากแห้ง ธุรกิจร่อแร่ การท่องเที่ยวก็ยังไม่เห็นแสงสว่าง ร้านอาหารต้องลุ้นวันต่อวันว่าเปิดร้านแล้วมีลูกค้ามากินคุ้มทุนจะเปิดหรือไม่ เงินทุนสำรอง ก็เริ่มร่อยหรอครับท่านประธาน ทั้ง ๆ ที่เอสเอ็มอี (SMEs) คือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ที่แท้จริงของประเทศและความสำเร็จของเอสเอ็มอี (SMEs) ก็คือความสำเร็จของ ประเทศไทย อาจะเป็นเพราะว่ารัฐบาลหมกมุ่นกับการคิดนโยบายแบบรัฐราชการรวมศูนย์ หรืออาจจะคุยแต่กับเจ้าสัวใหญ่ ๆ ที่ไม่เคยเข้าใจนักธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) จริง ๆ ไม่เคย เดินลงมาพูดคุย รับฟังปัญหาของประชาชน ไม่เคยสัมผัสถึงความเจ็บปวดของผู้ประกอบการ วิธีคิดแบบนี้สะท้อนออกมาในหลายมาตรการอย่างที่ผ่านมาครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้ ประชาชนเข้าร้านอาหารได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ควบคุมเวลาเปิดปิดโดยแทบที่จะไม่บอก ล่วงหน้าทำให้ร้านอาหารมีสต๊อก (Stock) ค้างเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหาย เคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้กับพวกของเขา ไม่ต้องจบ ถึงอย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้หาข้อดีของรัฐบาล ที่มีต่อพี่น้องเอสเอ็มอี (SMEs) พ่อค้าแม่ขาย เศรษฐกิจของคนตัวเล็ก ๆ ผมก็เห็นทีว่าจะมีอยู่ เพียง ๑ ข้อครับ คือรัฐบาลนี้ทำตามนโยบาย เลือกความสงบจบที่ลงตู่ ที่ได้สัญญากับพี่น้อง ประชาชนไว้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นตลาด ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ธุรกิจค้าขาย การท่องเที่ยวสงบจริง ๆ ครับ เงียบสงบเหมือน ป่าช้า จนพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ต้องมาขอร้องให้ผมมาพูดในสภา แห่งนี้ พูดกับรัฐบาลว่าให้เลิกทำตามนโยบายนี้เสียที ไม่ต้องสงบมากก็ได้คึกคักบ้างก็ดี ถึงเวลาแล้วครับ ที่รัฐบาลต้องหันมาใส่ใจความทุกข์ร้อนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ให้มากขึ้น หันมาทำความเข้าใจภาคธุรกิจให้มากขึ้น ตอบสนองความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนให้มากขึ้น อนาคตของเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติโควิด (COVID) จะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับความอยู่รอด ความมั่นคง และเสถียรภาพของบรรดาเอสเอ็มอี (SMEs) ของประเทศไทยในวันนี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านกรณิศครับ🔗

นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตคลองเตยและวัฒนาค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤติโควิด (COVID) นั้น ส่งผลกระทบ ต่อทุกอุตสาหกรรม ธุรกิจ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม หลายธุรกิจนี้ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ดิฉันขอโฟกัส (Focus) มาที่ธุรกิจทางด้านร้านอาหารที่จะต้อง เผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ หลายร้านนะคะ ถึงขั้นจะต้องปิดกิจการอย่างถาวร และบางร้านก็อย่างชั่วคราว ในขณะที่ หลายร้านต้องปรับตัวเพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้าเพื่อที่จะฝ่าฟันวิกฤติธุรกิจครั้งนี้ ไปให้ได้ โดยส่วนใหญ่ก็จะมีเป้าหมายแค่เลี้ยงธุรกิจของตนเองและพนักงานให้ผ่านช่วง ลำบากนี้ไปให้ได้ก่อน ซึ่งเกินกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ต้องประสบภาวะขาดทุนค่ะ ร้านอาหารที่ ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องอย่างรุนแรงนะคะท่านประธาน จากการหดตัวของรายได้ ของช่องทางการขายหลักและโครงสร้างต้นทุนที่สูงขึ้น ได้แก่ ร้านอาหารเต็มรูปแบบ คือฟูลเซอร์วิสเรสเตอรองต์ (Full Service Restaurant) โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านอาหาร ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะมีรายได้ที่หดตัวแล้ว ร้านอาหารในกลุ่มดังกล่าวยังมีค่าใช้จ่ายประจำที่สูงทำให้มีข้อจำกัดในการปรับรูปแบบ ต้นทุนและโครงสร้างธุรกิจ ทำให้ร้านอาหารในกลุ่มนี้บางส่วนเกิดภาวะขาดทุนต่อเนื่องจน กระทบสภาพคล่องทำให้ต้องปิดตัวลงอย่างมากมาย เจ้าของธุรกิจต่าง ๆ ที่พากันต้องปิดร้าน แล้วก็แบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่อไปไม่ไหว ตั้งแต่ร้านดัง ๆ ที่ได้รับมิเชลินสตาร์ (Michelin Star) ก็ดี จนถึงสตรีตฟู้ด (Street Food) ปฏิเสธไม่ได้เลยนะคะท่านประธานว่าประเทศไทย ของเราโด่งดังในเรื่องของอาหารการกินมาก แล้วหากธุรกิจร้านอาหารเหล่านี้จะต้องปิดตัวลง เพราะโควิด (COVID) ไปจนหมด เมื่อเราเปิดประเทศกลับมาเราจะเหลืออะไรที่จะดึงดูด นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้คะท่านประธาน ธุรกิจร้านอาหารในยุคโควิด-๑๙ (COVID-19) จึงต้องการความช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลเป็นอย่างมาก ซึ่งในเขตของดิฉัน เองก็คือดูแลในส่วนของเขตวัฒนาและเขตคลองเตย ซึ่งก็ถือว่าเป็นย่านเศรษฐกิจเต็มไปด้วย ร้านอาหาร ทั้งย่านสุขุมวิทแล้วก็ทางด้านพระราม ๔ ซึ่งก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันค่ะ🔗

ดิฉันขอแจงในส่วนผลกระทบทางอ้อมจากวิกฤติของภาคธุรกิจร้านอาหาร ก่อนนะคะท่านประธาน ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยเรา ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ นี้มีทั้งหมด ประมาณ ๔๒๐,๐๐๐ กว่าร้าน แต่พอในปี ๒๕๖๔ ธุรกิจร้านอาหารเหลืออยู่เพียงแค่ ๓๔๐,๐๐๐ กว่าร้านเท่านั้นค่ะ ส่วนมูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคธุรกิจร้านอาหารอยู่ที่ ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี และร้านอาหารทำรายได้โดยจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษี นิติบุคคล หรือภาษีเหมาทางธุรกิจให้แก่รัฐบาลไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ ธุรกิจ ร้านอาหารเป็นธุรกิจที่มีห่วงโซ่ต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจทั้งในภาคเกษตรกร ชาวสวน ชาวประมงที่มีมูลค่ามากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี และภาคแรงงานที่ส่งผลกระทบให้ คนตกงาน อันจะสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมาได้ และยังส่งผลกระทบถึงในแต่ละภาคอื่น ๆ อย่างเช่น ภาคการเกษตร ความต้องการของวัตถุดิบก็ลดลงอย่างมาก ภาคแรงงาน พ่อครัว พนักงาน ร้านอาหารตกงาน แล้วก็มีชั่วโมงการทำงานลดลง ส่วนภาคการประมงค่ะ ท่านประธาน ความต้องการของวัตถุดิบก็ลดลงอย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน🔗

ดิฉันจึงขอเสนอในส่วนของมาตรการช่วยเหลือแบบเร่งด่วน แล้วก็แบบยั่งยืน เพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือในส่วนของการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจทางด้าน ร้านอาหารที่จดทะเบียน แล้วก็ผู้เสียภาษีอย่างถูกต้อง โดยมาตรการเร่งด่วนนี้นะคะ ท่านประธานคะ การที่เราจะออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ดิฉันขอให้งดการจัดเก็บภาษี ในรอบระยะเวลาบัญชี ๑ ปีที่ผ่านมาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ แล้วก็ขอให้ไม่คิดดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา ๖ เดือน ซึ่งอันนี้น่ายินดีมาก ๆ ค่ะ เพราะว่าดิฉันได้ศึกษาดูใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ ที่เรากำลังจะผ่านสภาในหมวด ๑ มาตรา ๑๑ (๓) มีหลักเกณฑ์กำหนดเอาไว้แล้วที่จะลด ดอกเบี้ย ๖ เดือนด้วยกัน แต่ขอเพิ่มในส่วนของการพักการชำระเงินต้น เป็นระยะเวลา ๑ ปี ด้วยนะคะ แล้วก็ขอให้มีการผ่อนผันค่าธรรมเนียมประจำปีของการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ในการประกอบธุรกิจร้านอาหาร ในกรณีที่ร้านอาหารที่จะต้องจ่ายค่าเช่าค่ะท่านประธาน ก็ขอให้ออกมาตรการขอความ ร่วมมือผู้ให้เช่า เจ้าของพื้นที่ก็คือแลนด์ลอร์ด (Landlord) ลดค่าเช่าอย่างน้อย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเจ้าของพื้นที่ที่ให้ส่วนลดสามารถที่จะนำไปลดหย่อนภาษีจากรัฐบาล ในรอบบัญชีถัดไปได้ ซึ่งก็จะเป็นการช่วยประคับประคองร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบด้วย ในการช่วยเหลือผ่าน พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็อยากจะให้มีร้านอาหารที่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง แล้วสามารถที่จะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้อย่างง่าย ปรับลดในส่วนของหลักเกณฑ์ แล้วก็เงื่อนไข ต่าง ๆ ให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อที่จะเป็นการเอื้อต่อการที่จะให้ธุรกิจของเขาได้อยู่รอด แล้วก็ช่วยในส่วนของระยะสั้นที่จะสามารถกู้เงินแล้วก็ต่อลมหายใจของเขาได้🔗

แล้วก็ประการสุดท้ายนะคะ ดิฉันอยากจะให้มีการจัดฉีดวัคซีนให้กับบุคลากร ในส่วนของภาคธุรกิจร้านอาหารซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการดูแลก่อนเพื่อที่จะให้ภาคธุรกิจ ร้านอาหารได้กลับมาดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าด้วยค่ะ มาตรการช่วยเหลืออย่างยั่งยืนที่ดิฉันจะขออนุญาตนำเสนอก็คือภาครัฐช่วยสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) ร้านอาหารออนไลน์ (Online) เดลิเวอรี (Delivery) ให้ร้านอาหารที่ลงทะเบียน แล้วก็ช่วยผลักดันโพรโมต (Promote) แพลตฟอร์ม (Platform) นี้ โดยการสนับสนุน ค่าขนส่งให้กับร้านที่ลงทะเบียนด้วยค่ะท่านประธาน เหมือนกับช่วงที่ริเริ่มบรรดา แพลตฟอร์ม (Platform) ของต่างประเทศที่เขาสนับสนุนแอบซอร์บ (Absorb) ค่าใช้จ่าย บางส่วนให้กับร้านค้าต่าง ๆ ในเครือข่าย ก็จะถือเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการได้ในอีก ทางหนึ่งด้วยค่ะ ดิฉันและประชาชนมีความหวังมากนะคะว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ที่เรากำลังจะผ่าน สภาจะเป็นความหวังที่จะช่วยเหลือ แล้วก็ฟื้นฟูผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายน้อยที่จะ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ เพื่อที่จะต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารก็ดี หรือร้านธุรกิจต่าง ๆ ทั้งแบบเร่งด่วนแล้วก็แบบยั่งยืนต่อไป ซึ่งดิฉันก็พร้อม และยินดีที่จะสนับสนุนในส่วนของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ค่ะ เราจะฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกันนะคะ ประเทศไทยต้องชนะค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ และตามด้วยท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน นะครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา ในฐานะฝ่ายค้าน ได้ติดตามการทำงานของรัฐบาลมาทั้งหมด ปีนี้เข้าปีที่ ๗ ลุงตู่จะครบ ๘ ปี ปีหน้า เมื่อสักครู่นี้ก่อนเข้ามาก็ได้รับรายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปีที่ ๑ ยังไม่ได้อ่าน ท่านประธานครับ แต่ที่ผมอยากจะอภิปราย ในพระราชกำหนดฉบับนี้ ซึ่งฟังมาตั้งแต่ต้นตั้งแต่เช้า พรรครัฐบาลหลายท่านก็ ตำหนิติเตียนปานประหนึ่งว่ารัฐบาลนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย มีข้อเสนอแนะมากมายหลากหลาย ซึ่งจริง ๆ แล้วผมก็แปลกใจนะท่านประธานครับ น่าจะเป็นคำตำหนิจากฝ่ายค้าน แต่ไม่เป็นอะไรครับ ช่วยกันครับ เพื่อเราจะได้นำพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าพร้อม ๆ กัน ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแถลงข่าวเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ก่อนจะมีระลอก ๓ นี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๓ ที่ท่านมีการออกพระราชกำหนดทั้งกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ให้ธนาคารแบงก์ชาติต่าง ๆ อีก ๙๐๐,๐๐๐ รวมสิริแล้ว ๑.๙ ล้านล้านบาท ปรากฏว่าปี ๒๕๖๓ เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลง ติดลบ ๖.๑ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าสิ่งที่ท่านเข้ามา ในรัฐสภาและท่านมาบอกว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะเป็นยาวิเศษ จะแก้ไขปัญหาให้กับ เอสเอ็มอี (SMEs) แปลเป็นไทยก็คือ เล็ก กลาง ใหญ่ ก็คือธุรกิจคนตัวเล็กนี่ล่ะว่ามันจะอยู่รอดปลอดภัย และแก้ไขปัญหาได้ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ผมไม่เชื่อหรอกท่านประธานครับ เพราะมันไม่ใช่ พ.ร.ก. ฉบับแรก ชื่อเปลี่ยนจาก ปี ๒๕๖๓ เป็นปี ๒๕๖๔ เท่านั้นเอง มันก็เหมือนกับ ปีที่แล้วที่เข้ามาสภาแบบนี่ล่ะ และมันก็เขียนรายละเอียดเยอะ กู้เงินเท่านั้น จะทำนั่น จะทำนี่ เดชะบุญรัฐมนตรีที่นั่งอยู่นี่ไม่ใช่คนเดิมนะ ปีที่แล้วคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ก็ไปแล้ว รัฐมนตรีคนใหม่มา ผมก็นึกว่า มันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ใช้ไม่ได้ท่านประธานครับ เข้ามาในสภา สุดท้ายประชาชน เขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับรัฐบาล นอกจากเอาตัวรอดกันเอง ไม่รู้ว่ายาจะมาวันไหน วัคซีน จะเกิดเมื่อไร ฉีดยี่ห้อนั้นจะเป็นอย่างไรไหม ใครจะมีกำลังใจใครจะมีอารมณ์ไปทำมาหากิน ท่านประธานครับ วันนี้แค่รักษาชีวิตให้รอดก็ลำบากแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมในฐานะฝ่ายค้าน ต้องทักท้วงและทักติงแบบแรง ๆ ไว้นะครับท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ผมบอกว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ คือ พ.ร.ก. ที่เรียกว่าความฝัน ไร้น้ำยา ฟังให้ดีนะครับ พ.ร.ก. นี้คือความฝัน ไร้น้ำยา เป็นการสร้างความหวังบนความสิ้นหวังของ พี่น้องประชาชน คือพยายามจะบอกว่านี่คือยาวิเศษ ยิ่งกว่ายาหม้อดินอีก ต้มแล้วกิน ขมหน่อย ชงขมหน่อย แต่เดี๋ยวรอด ผมจึงย้ำครับว่า พ.ร.ก. นี้คือความฝัน ไร้น้ำยา เป็นการ สร้างความฝันหรือเป็นการสร้างความหวังบนความสิ้นหวังของพี่น้องประชาชน และเป็นฝัน ที่ไม่มีวันจะเป็นจริงเพราะดังต่อไปนี้ครับ ที่ผ่านมาท่านประธานที่เคารพครับ เราไม่ใช่ว่า ไม่เคยมีกรณีเช่นนี้ ปีที่แล้วท่านกู้ ๑ ล้านล้านบาท ท่านใช้วิธีการเช่นเดียวกันนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วได้อะไรเกิดขึ้นครับ แล้วนี่ท่านบอกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ออก พ.ร.ก. กู้เงินไป แล้วก็มาเกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ที่มัน สอดรับกัน แล้วจะให้พี่น้องประชาชนเขาทำธุรกิจคาดหวังอะไรได้ครับ เพื่อนสมาชิก อภิปรายเยอะครับ ท่านทำอะไรบ้างครับ ที่ผ่านมา แจกเงินให้คนกิน คนเที่ยว ออก พ.ร.ก. จะให้คนทำธุรกิจ วันนี้คนกลัวตายจะแย่อยู่แล้วท่านประธานครับ ผมรับไลน์ (Line) เอสเอ็มเอส (SMS) เมสเซนเจอร์ (Messenger) ผ่านเฟซบุ๊ก (Facebook) ท่าน ส.ส. มีโควตาพิเศษไหม รู้จักคนไหนบ้าง รู้จักที่ใดบ้าง ไม่มีใครคิดทำมาหากินเลยท่านประธานครับ ช่วงนี้คิดแต่ว่า ออกไปข้างนอกจะติดไหม ผมจึงบอกท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนครับว่าการออก พ.ร.ก. นี้จะให้คนทำธุรกิจ แต่วันนี้คนกลัวตาย แล้วมันไม่ใช่เพิ่งเข้ามาในสภาครับ เขาไม่เชื่อ น้ำยารัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังมากี่คนก็คิดแบบเดิม ๆ ผมนึกว่าจะเจ๋ง มาใหม่นั่งอยู่บนบัลลังก์ผมนึกว่าจะมีทีเด็ด แจก ๆ เราเที่ยวด้วยกัน เดี๋ยวเราเที่ยวด้วยกันเสร็จเราแจก เรากินกันคนละครึ่ง ร้านนั่ง ๑๐๐ คน ให้นั่ง ๒๕ คน ท่านประธานไปดูสิครับ ร้านหมูกระทะหมูปิ้งทุกวันนี้รุม ๔ โต๊ะหนึ่ง ขายหมูกระทะ ให้นั่งแยกหมูกระทะ นี่คือผมไม่เข้าใจว่ารัฐบาลนี้คิดอะไร และสภาพความเป็นจริงทำได้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านปล่อยเงินกู้ให้กับธนาคารพาณิชย์ เพื่อนสมาชิกอภิปราย ไปเยอะแล้วครับ แล้วก็ให้ธนาคารพาณิชย์ มันก็ชื่ออยู่แล้วว่าธนาคารพาณิชย์ มันคือหากำไร ท่านปล่อยไป ๐.๑ ไปให้เขาคิดดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ เงื่อนไขบานเบอะท่านประธานครับ ปรากฏว่าที่ผ่านมาเพื่อนผมค้าขาย อยู่ในเอ็ม (M) ก็คือขนาดกลาง บอกว่าอย่างไรรู้ไหม ท่านประธานครับ พอไปขอกู้เงินกับธนาคารพาณิชย์ซอฟต์โลน (Soft Loan) ภาษาประกิดนี้ ละครับ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ธนาคารโทรศัพท์มาว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ช่วยทำประกันชีวิตด้วยนะคะ ช่วยทำประกันโน่นนี่ด้วยนะคะ จะกินจะแย่อยู่แล้ว เงินจะทำ ธุรกิจจะตายอยู่แล้วยังให้มาทำประกันอีก พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย นี่ท่านรัฐมนตรีรู้ไหมครับ ท่านลองไปเช็ก (Check) เลยนะครับ ธนาคารพาณิชย์มีกี่ธนาคารที่ทำลักษณะเช่นนี้ ผมบอกเลยเยอะแยะมากมาย เขาทำธุรกิจว่าเขาไม่ได้หรอก กู้เงินปุ๊บมีประกันหรือยังคะ ถ้าไม่มีทำหน่อยนะคะ นี่ละครับท่านประธานผมจึงถามว่าไอ้ห้อย ไอ้โหนของรัฐบาล เดินข้าง นายกรัฐมนตรีหลายคนครับ พอฝ่ายค้านบอกว่านี่กู้เงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท ไม่ใช่ อย่ามามั่วนะ ฝ่ายค้าน เขากู้แค่ ๑ ล้านล้านบาท อีก ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทให้แบงก์ชาติ ผมถามจริงท่าน รัฐมนตรีครับ เวลามีปัญหาเงินกู้ซอฟต์โลน (Soft Loan) ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ผ่านมาปีที่ แล้ว ท่านไม่ได้ใช้เงินของภาษีประชาชนไปแก้ไขหรือครับ แล้วเวลาเงินที่กระทรวงการคลัง ต้องไปจ่ายดอกเบี้ยเวลาเขาเบี้ยว เอ็นพีแอล (NPL) นี้ ผมถามหน่อยเถอะครับว่ากระทรวงการคลัง ต้องตั้งงบประมาณแผ่นดินไหม เดี๋ยวท่านตอบตอนท้ายนะครับ ไอ้ห้อย ไอ้โหน ออกมาว่า ไม่เกี่ยว ไม่ได้กู้ ปัดโธ่ มันซ่อนอยู่ใน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ผมฝากท่าน ประธานนะครับว่า พี่น้องประชาชนที่ฟังจิรายุ ห่วงทรัพย์ แล้วท่านตั้งสติให้ดี วันนี้หลายท่าน บอกว่าไม่อยากจะค้าขายอะไรแล้วละ อยากจะให้ห้างร้านต่าง ๆ เก็บค่าเช่าให้ถูกลงหน่อย รัฐเก็บภาษีเงื่อนไขให้น้อยลงหน่อย ท่าน ประธานครับ โครงการคนละครึ่ง ชอป (Shop) ดีมีคืน ตรงเป้าหมายไหมล่ะครับ ของบางอย่างก็นำเข้าจากประเทศเลยเพื่อนบ้านไปอีกหน่อย ทางเหนือ บางอย่างก็นำเข้า ทางขวา ทางซ้าย ทางใต้ และท่านประธานที่เคารพครับ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่ออกมาวันนี้ วันนี้ปี ๒๕๖๔ มันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นอย่างที่ผมบอกไว้ครับ มันเกิดขึ้นตั้งแต่ ปีที่แล้วอย่างไรครับ เพราะธนาคารภาคเอกชน ท่านไปดูรายงานประจำปีเลยท่านประธานครับ ปีที่แล้วธนาคารไหนขาดทุนบ้างครับ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารไหนไม่ได้รับโบนัส บ้างครับ ช่วยตอบหน่อยเถอะ ผมจึงบอกเลยครับว่าฝ่ายค้านเวลาทักท้วงรัฐบาลดัง ๆ โปรดฟังด้วย วิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ท่านประธานที่เคารพครับ หนักไปกว่านั้นอีก มาตรการชะลอการ ชำระหนี้ พักเงินต้น ท่านบอกให้เขากี่เดือนครับ ๓ เดือน โอ้โฮ ๓ เดือน นี่ท่านประธานครับ ตั้งแต่มีนาคม เมษายน พฤษภาคม นี่จะไม่กี่วันก็เดือนมิถุนายนแล้ว นี่ ๓ เดือนเราอยู่บ้านกัน ตัวขาวแล้วนะ รู้จักหน้าคนส่งแกร็บ (Grab) ส่งไลน์แมน (Lineman) กันจนจะเพื่อนกับ มันแล้วนะ ผมถามหน่อยเถอะครับ ใครจะมีปัญญาไปทำธุรกิจอะไร แล้วใครจะทำมาหากิน ไปชำระหนี้ได้ ๓ เดือน ปีที่แล้วท่านบอกอย่างนี้ไหมครับ นอกจากนั้นครับ พอครบ ๓ เดือน ธนาคารพาณิชย์ทำอย่างไรครับ ยื่นโนทิส (Notice) ภาษาปะกิดก็คือเตือน ไม่จ่ายพ่อจะยึด โอ้โฮ ท่านประธานครับ ผมนี่ใช้บัตรเครดิตลืมไปจ่ายวันเดียว วันรุ่งขึ้นมันโทรศัพท์เลย แล้ว มันบังคับจะจ่ายเมื่อไรคะ จะอย่างไรคะ อะไรคะ ผมถามว่านี่คือนิสัยของธนาคารพาณิชย์เขา ผิดไหมครับ ไม่ผิดหรอกครับ ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ที่ผมอยากจะบอกก็คือว่า เวลาไปกู้นี่ ทุกคนมันมีแบล็กลิสต์ (Blacklist) เพราะภาวะประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ ท่านประธาน ครับ พอไม่อยู่ในภาวะปกติกู้ได้ไหมล่ะครับ ไม่ได้ ติดแบล็กลิสต์ (Blacklist) บางคนก็ไปกู้หนี้ ยืมสิน ก็ติดแบล็กลิสต์ (Blacklist) หรือว่าประวัติไม่ดี ท่านประธานครับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ผมไม่ เห็นด้วยจริง ๆ นะครับ แล้วผมก็เชื่อว่าจะเกิดธุรกิจการช้อนซื้อเอสเอ็มอี (SMEs) ของไทยใน อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จากเงินทุนระดับชาติและเงินทุนจากต่างประเทศ ท่านประธานครับ เดี๋ยวจะหาว่าฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ไม่มีคำแนะนำเลยหรือกระไร มี ผมจะบอกอย่างนี้ครับ ว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดมันต่างอะไรกับธนาคารของรัฐ อย่างกรุงไทย ออมสิน ธนาคาร อิสลาม ธนาคารบลา บลา บลา (Blah Blah Blah) อีกเยอะ ทำไมท่านไม่ให้ธนาคารของรัฐ ทำล่ะครับ ภาวะบ้านเมืองมันวิกฤติ แล้วท่านก็ให้ธนาคารต่าง ๆ เจ้าสัวร่ำรวยมหาศาล ธนาคารหลายยี่ห้อมาร่วมกัน โดยมีหลักเซ็นเตอร์ (Center) ก็คือธนาคารของรัฐ วันนี้มันต้อง คิดเยอะไม่ได้แล้วท่านประธานครับ มันต้องค่อย ๆ แล้วก็เร่งดำเนินการปล่อย ๆ ทีท่านแจก อย่างอื่นท่านยังแจกได้เลย แจกเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ท่านหวังว่าเขาจะไม่เลิกจ้างพนักงาน ท่านคิดเยอะนะ เวลาแจกกระจายทำได้เร็ว ท่านประธานครับ ผมไปอิงตัวเลขจากสมาคม หลากหลาย ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการคลังรู้ ที่ผ่านมาปล่อยซอฟต์โลน (Soft Loan) ไปอยู่ประมาณ ๑.๕ แสนล้านบาท ประมาณนี้นะครับ ปีที่แล้วจนถึงรอบบัญชี ถามจริง ๆ เลยครับว่าจากวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทปีที่แล้วนี่มันเข้าถึงกี่เปอร์เซ็นต์ครับ ผมเชื่อว่าไม่ถึงครึ่งหรอก เพราะว่าดูตัวเลขที่เขาทำกันมาก็อยู่ประมาณ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ราย อ้ายนั่นคือพวกมีเครดิตอ้ายนั่นพวกเปิดธนาคาร เพราะท่านไม่ได้แยกเอส (S) เอ็ม (M) อี (E) เล็ก กลาง ใหญ่ ท่านพูดรวมเลยเอสเอ็มอี (SMEs) ธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดกลาง ขนาดย่อม ต้องเป็นแบบนี้ และเงื่อนไขต้องอย่างนี้ ท่านไม่ได้แยกคนตัวเล็ก ตัวกลาง ตัวใหญ่ แล้ว อย่างไรล่ะครับ ไอ้เอ็ม (M) กับอี (E) ก็สบายครับ เอส (S) ก็ตายกันตัวนวลไปท่านประธานที่ เคารพครับ แล้วนอกจากนี้ เอส (S) หรือว่าสมอล (Small) ตัวเล็กทำอย่างไรครับ ก็ไปกู้เงิน นอกระบบครับท่านประธานครับ ร้อยละ ๑๐ ร้อยละ ๒๐ หักต้นหักดอกก่อน สภาพความ เป็นจริง หอคอยงาช้างรู้เปล่า ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากที่ผมบอกว่ามีการบังคับให้ ทำประกันแล้ว ยังมีการเก็บค่าธรรมเนียมมากมาย ยากแก่การตรวจสอบ แบงก์ชาติมีบุคลากร พอหรือครับในภาวะวิกฤติเช่นนี้ที่จะตรวจสอบให้ได้ภายใน ๑ วัน หรือ ๑ สัปดาห์ หรือ ๑ เดือนกับคนที่มาขอ อันนี้คือเรื่องที่น่าตกใจนะครับท่านประธานครับ นอกจากนั้นรัฐบาลเคยรู้ไหมครับว่า ผู้ที่ได้รับเงินจากการกู้ในเอสเอ็มอี (SMEs) นี้ เขาเอาไปปล่อยต่อไหม ท่านประธานครับ ถ้าผมกู้เงิน ขอโทษนะครับ ถ้าผมคิดชั่วคิดเลวนะครับ ผมกู้เงินไปร้อยละ ๒ ต่อปี ผมไป ปล่อยกู้ร้อยละ ๑ ต่อเดือน หมายความว่าผมมีส่วนต่าง ๑๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ท่านประธาน นี่รวยลืมบ้านเลขที่เลยนะ กระทรวงการคลังรู้ไหมครับ เขาทำกันขนาดนี้ แล้วสุดท้ายอย่างไรครับ คนที่มีอำนาจวาสนาไปกู้เงินในโครงการนี้ได้คือคนที่มีเครดิต มี รายละเอียดกู้เงิน มีบัตรเครดิต มีเครดิตบูโร (Credit Bureau) ทุกวันนี้ทำบัตรเครดิตถึง ๖ เดือนมันส่งมาให้แล้ว ขอส่งข้อมูลที่คุณไปรูด ไปเที่ยว โน่นนี่นั่น ให้กับเครดิตบูโร (Credit Bureau) นะ ผมถามเถอะครับว่าแก้ตรงจุดไหม แล้วประสบการณ์ที่ผ่านมาท่านแก้อะไรไป บ้าง เดี๋ยวท่านต้องตอบรัฐสภานะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ใช่แต่จิรายุคนเดียว หรอกที่พูดเช่นนี้ หลากหลายเขาก็พูดกันครับว่ารัฐบาลชุดนี้ลองผิดลองถูก แล้วลองถูกเสร็จก็ มาลองผิดต่อ สุดท้ายคนรับกรรมก็คือใครครับ ประชาชน ๒ วันก่อนอ่านข่าวจะกู้ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อคืนนี้นอนหลับฝันดีตั้งใจจะฝันดี พิโธ่พิถังกะละมังรั่ว กลับมากู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้าน บาท สังคมก็ถามรัฐบาลบิ๊กตู่ใจดีไม่กู้ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมมากู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผม บอกอย่าไปฝันเลยว่าเขาจะใจดีถ้ากู้ได้เขากู้เต็มเหนี่ยวไปแล้ว ที่กู้ไม่ได้เพราะหนี้เพดานของ ประเทศมันถึง ๕๙ เปอร์เซ็นต์หรือยัง ท่านต้องตอบความจริงนะ เพราะเวลาท่านหลุดจาก ตำแหน่งรัฐมนตรีไปนี่พี่น้องประชาชนทุกคนก็เป็นคนจ่ายภาษีนะ ต้องไปชดเชยหนี้ที่ท่านตั้ง งบประมาณทุกปี ท่านประธานครับ เมื่อปลายปีที่แล้วจิ้งจกเข้าฝันมาทัก จุ๊ จุ๊ จุ๊ จุ๊ จิรายุที่คลังเขาพูดกันแล้วว่าจะขอขยายเพดานกู้เงิน พอผมพูดเท่านั้นละครับไอ้ห้อย ไอ้โหนในรัฐบาลนี่ละด่า ไอ้จิรายุอย่ามามั่วอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วอย่างไรละครับท่านประธาน แหมซื้อหวยไม่ถูก แล้วหวยเดี๋ยวนี้ก็แพง ใบละ ๑๒๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมพูดเช่นนี้เพื่อเตือนสติรัฐบาลและบอกพี่น้องประชาชนว่าการที่รัฐบาลพยายามนี้ ผมก็เข้าใจนะครับ แต่บางทีมันก็ต้องคิดนะครับ เราโตขึ้นมาเราจะได้ยินว่าเราจ้างคนโง่กับ คนขยันเราจ้างคนไหนดีหว่า ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ไม่กล้าที่จะไปพูดแรงขนาดนั้น แต่เป็นข้อคิดว่าบางเรื่องรัฐบาลควรจะตระหนักครับ ผมยกตัวอย่างเช่น คุณสมบัติของ ผู้รับสิทธิ เมื่อปีที่แล้วท่านรัฐมนตรีครับ ตอนรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองนายกรัฐมนตรี ประชาชนโวยมาบอกว่าเงื่อนไข ในการไปขอซอฟต์โลน (Soft Loan) หรือว่าเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำต้องอย่างไรบ้างครับ ๑. ไม่เป็น เอ็นพีแอล (NPL) เอ็นพีแอล (NPL) ภาษาอังกฤษก็คือหนี้สงสัยจะสูญนี่ ก็คือติดหนี้เขาแล้ว ไม่ผ่อน ๕-๖ เดือน เขาจะยึดรถยึดบ้านนี่ละเขาเรียกเอ็นพีแอล (NPL) ต้องไม่เป็นหนี้เอ็นพี แอล (NPL) ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ อันนั้นคือระลอก ๑ นะครับตอนนั้น พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณกู้ปีที่แล้วถ้าคุณเคยชักดาบเขามาฝันไปเถอะ ภาวะเศรษฐกิจโควิด (COVID) แบบนี้ ค้าขายก็ไม่ได้ เดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิด เดี๋ยวมาล็อกดาวน์ (Lockdown) เดี๋ยวจังหวัดนั้นมันล็อก เดี๋ยวจังหวัดนี้มันไม่ล็อก จังหวัดนั้นมันกินได้ จังหวัดนี้มันกินไม่ได้ คนข้ามเขต ก็กระโดดข้ามคลองไปกิน แปลกไหมท่านประธานครับ เงื่อนไขแบบนี้รัฐบาลทำได้อย่างไร มีระดับจังหวัด มีระดับอำเภอ ประเทศมีระดับภาค ถ้าเป็นตำรวจก็ภาค ๑ ภาค ๒ ภาค ๓ ภาค ๔ ภาค ๕ ภาค ๖ ภาค ๙ เราได้วิเคราะห์ลงไปไหมละครับว่าแต่ละอำเภอ แต่ละหมู่บ้าน แต่ละตำบลเป็นอย่างไรบ้าง ปรากฏว่าคนที่เขาซวยมาก่อนหน้านี้ แต่เขาตั้งใจทำมาหากินก็ต้อง ติดเงื่อนไขเอ็นพีแอล (NPL) ท่านประธานครับ อะไรอีกครับ ผู้ที่ไปขอต้องมีวงเงินโอดี (OD) มีวงเงินสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ประสาพวกคนทำธุรกิจรู้เปิดโอดี (OD) เข้าใจ รวมทั้งกลุ่มธุรกิจ ที่เคยทำธุรกิจกับสถาบันการเงิน บลา บลา บลา (Blah Blan Blah ) เอสเอ็มแอล (SML) มันจะไปทำ อะไรกับสถาบันการเงิน ลงทุนแค่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็เรียกเอสเอ็มอี (SMEs) แล้ว ถ้าลงทุน ๑๐๐ ล้านบาท เขาไม่เรียกแล้วท่านประธานครับ เขาเรียกว่าอุตสาหกรรมระดับกลางโน่นแล้ว อะไรอีกรู้ไหมครับท่านประธานครับ สินเชื่อซอฟต์โลน (Soft loan) ในวงเงินไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของยอดสินเชื่อค้าง ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเงื่อนไขนี้จำกัดจำนวนผู้ประกอบการที่มีสิทธิ ท่านสร้างเงื่อนไขในการเดินเข้าไปสู่ภาวะหายใจออกของพี่น้องประชาชนที่ทำธุรกิจยากขึ้น ทุกสเตป (Step) เอาละ จิรายุปล่อยกู้มั่ว เดี๋ยวก็หาว่าไม่มีขั้นตอน เดี๋ยวมันก็ตรวจสอบยาก เดี๋ยวจะเป็นเอ็นพีแอล (NPL) ชักหน้าไม่ถึงหลัง เดี๋ยวก็ต้องไปขอกู้อีก เงินคลังก็ไม่มี ถ้าอย่างนั้นก็ให้พรรคเพื่อไทยไปเป็นรัฐบาลสิครับ เดี๋ยวจะบอกให้ว่าทำอย่างไร แล้วมันไม่ใช่ เรื่องใหม่ทั่วโลกเขาก็ทำกันท่านประธานครับ วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือว่ารัฐบาลต้องไปเกิดใหม่ คือต้องรีบไปไว ๆ รีบลาออกได้ก็รีบลาออก ยุบสภาได้ก็รีบเลย ให้คนที่เขามีความรู้ ความสามารถมาแก้ไขปัญหา นอกจากนั้นการแก้ไขสถานการณ์วันนี้ผมฟังข่าวโทรทัศน์ ทุกวัน เดี๋ยวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพูดอีกอย่างหนึ่ง วันรุ่งขึ้นนายกรัฐมนตรี พูดอีกอย่างหนึ่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพูดอีกอย่างหนึ่ง รัฐมนตรีอีกกระทรวงหนึ่ง ของพรรคหนึ่งพูดอีกอย่างหนึ่ง แล้วมันจะไปกันอย่างไรกันครับประเทศไทย ทุกวันนี้ ประชาชนก่อนผมเดินเข้ามาในสภา บอกฝากถามท่านนายกรัฐมนตรีหน่อยเถอะว่าวัคซีน มันจะมาครบเมื่อไร แบบไหน อย่างไร จะยี่ห้อไหนก็แล้วแต่ยี่ห้อไอ้จุก ยี่ห้อไอ้แกะ ไอ้เปีย ไอ้โก๊ะ ขอให้ฉีดแล้วมันอยู่ได้อยู่รอดปลอดภัย มันจะได้ทำมาหากินทำธุรกิจได้ อย่างนี้ไม่ต้องไปออก พ.ร.ก. อะไรเลยท่านประธานครับ แค่สร้างความมั่นใจว่านับจากนี้ วันที่ ๑ มิถุนายน ที่จะถึงสัปดาห์หน้าไปจนถึง วันที่ ๓๑ มกราคมนี้ ประเทศเราจะฟื้น ด้วยวิธีการ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ผมจะได้ลงทุนขายกะปิ น้ำปลา ตราจิรายุ ห่วงทรัพย์ บ้าง แต่วันนี้ ไม่กล้าทำอะไรเพราะกลัวตาย เก็บเงินไว้ก่อนเหมือนอูฐเดินข้ามทะเลทรายท่านประธานครับ ไม่แน่ใจจริง ๆ และพี่น้องประชาชนเขาก็ไม่มั่นใจ ผมจึงบอกท่านประธานผ่านไปยัง คณะรัฐมนตรีว่า พ.ร.ก. ที่ท่านมาวันนี้มันแค่เปลี่ยนจากปี ๒๕๖๓ เป็นปี ๒๕๖๔ ปรับปรุง แก้ไข ตัดแต่ง เพิ่มเติม แล้วท่านก็มาบอกสภากู้ ท่านก็ออก พ.ร.ก. กู้ไปแล้วท่านค่อยมาถาม สภา พี่น้องประชาชนก็ถามจิรายุทำไมเขาไม่เข้ามาถามสภาก่อน ก็มันเป็น พ.ร.ก. อย่างไร พระราชกำหนด ครม. ก็ออกไป แล้วค่อยมาบอกสภา เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ฝ่ายค้านเตือนดัง ๆ เลยครับว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้คือความฝัน ไร้น้ำยา เป็นการสร้างความหวัง บนความสิ้นหวัง และเป็นความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง พี่น้องประชาชนเฝ้าระวังสุขภาพ ของตัวเองให้อยู่ยังยืนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม จากนั้นท่านค่อยรอดูน้ำยาของรัฐบาลชุดนี้ ในการทำธุรกิจต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน และตามด้วยท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม นะครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ พระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID–19) ปีนี้ท่านแบ่งเป็น ๒ มาตรการ ปีที่แล้ว ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ได้แค่ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้มาโกหกอีกแล้ว ท่านโกหก นะครับ โกหกประชาชนทั้งประเทศว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเยียวยา แต่ท่าน ทำได้แค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ล้มเหลวนะครับ โครงการปี ๒๕๖๓ ล้มเหลว โครงการปี ๒๕๖๔ แบ่งเป็น ๒ มาตรการ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วปีหน้าท่านจะตั้งอีกไหมพระราชกำหนด จะตั้งอีก กี่แสนล้านบาท มันมีวันจบสิ้นหรือไม่ ท่านต้องมาดูต้นเหตุ ต้นเหตุคืออะไร ต้นเหตุไม่ถูกแก้ แล้วมาทำที่ปลายเหตุ ท่านจะกู้อีกกี่ปี จะทำพระราชกำหนดอีกกี่ปี จะเยียวยาอีก สักเท่าไร โควิด ๒๐๑๙ (COVID-2019) มันเป็นมากี่ปีแล้ว ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ท่านใช้เงินเพื่อการนี้กี่ล้านล้านบาท ต้นเหตุไม่แก้ วัคซีนไม่ทำ วัคซีนไม่ซื้อ หลายยี่ห้อทั่วโลกไม่เอา แล้วมาแก้ที่ปลายเหตุ เงินที่จะเอามาแจกเอามาจ่าย ๓,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ทำไมไม่ซื้อวัคซีนฉีดทุกคน คนในประเทศต้องการวัคซีน ต้องการความมั่นคงในชีวิต รักษาชีวิตคนสิครับ คุณเห็นคนตาย วันละ ๓๐-๔๐ คนเป็นเรื่องธรรมดาหรือ เรื่องธรรมดาใช่ไหมที่สูญเสียชีวิตคนยิ่งกว่า สงครามอีก นิ่งเฉย คุณไม่รักคนไทย คุณไม่รักประเทศชาติ เอาแต่ได้ หาเศษหาเลยหาแต่ ผลประโยชน์ คุณไม่รักษาชีวิตคน นี่คือปลายเหตุ ไหนล่ะเงินมาซื้อวัคซีนอยู่ไหน แล้วคุณมา ให้รายใหญ่ รายย่อยเอสเอ็มอี (SMEs) ประชาชนคนธรรมดาจะตายแล้ว ฆ่าตัวตายเยอะแยะ เขาจะไปหาแหล่งทุนที่ไหน ขายผักขายปลา ขายก๋วยเตี๋ยว ไม่มีบริษัท ขายในหมู่บ้านขาย ในตำบล เขาจะเข้าถึงแหล่งทุนอันนี้ได้ไหม ๒ ปีมานี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๕๐,๐๐๐ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาจะเข้าถึงไหม กองทุนหมู่บ้านเข้มแข็งที่สุดทำไมคุณไม่เอาเงินเข้าไป ให้เขา คุณให้ ธ.ก.ส. เอาเงินจากรัฐบาลเอาไปปล่อยให้กองทุนหมู่บ้าน สถาบันการเงิน ธ.ก.ส. เอาดอกเบี้ยจากคุณไปเท่าไร เอาไปปล่อยต่อให้ชาวบ้านกองทุนหมู่บ้านร้อยละ ๕ ร้อยละ ๕ นะครับ เขาเอาจากคุณไปเท่าไร ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ วันนี้เขาพร้อมที่จะเป็นหนี้ ในหมู่บ้าน ไม่มีเงินซื้อปุ๋ย ไม่มีเงินซื้อยา ไม่มีเงินที่จะส่งลูกไปโรงเรียน ขอกู้ ไม่ใช่เอาเปล่า ๆ นะ เอาเปล่า ๆ ในหมู่บ้านหนึ่งมันได้กี่คน ได้รับกี่คน โครงการต่าง ๆ คนละครึ่งอะไรของท่าน ทั้งหลายมันได้กี่คน เขาต้องการกู้เอาเงินไปใช้ มีเงินค่อยเอามาผ่อนท่านอีกปี ๒ ปีข้างหน้า ทำไมไม่ทำ คนส่วนใหญ่ของประเทศฐานรากเขาไม่มั่นคง เขาทุกข์ยากลำบาก อย่างน้อย ได้วัคซีนขายแพงไม่เป็นอะไร ๓๐๐ ๕๐๐ ๑,๐๐๐ ไม่เป็นอะไร แต่คุณไม่ควรจะขาย ฉีดให้เขาทุกคน อเมริกา จีน เขาเปิดหน้ากากกันหมดแล้ว เขาทำมาหากินกันหมดแล้ว ชาวบ้านบอกว่าวัคซีนการเมือง ไม่อยากให้มีม็อบ (Mob) อยากให้สงบราบคาบ ตายห่าให้ หมด วัคซีนการเมืองให้เขาช้ารอหน่อย ช้า ๆ อย่าเพิ่งปล่อยไปหมด วันนี้ท่านอย่ามัวแต่หา ผลประโยชน์ให้กับพรรคพวกเลยครับ ประเทศจะล่มสลายแล้ว แท็กซี่ ๑๐๐,๐๐๐ คน วันนี้เหลือคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ทำอาชีพแท็กซี่แค่ ๓๐,๐๐๐ คน ฉีดวัคซีนไป ๑,๐๐๐ คน นี่ คือความจริง หมอนวดเพื่อสุขภาพ เพื่อการท่องเที่ยว ๕๐,๐๐๐ คน ๑,๕๐๐ แห่ง ฉีดไปแค่ ๔๐ คน ไปดูข้อมูล เมื่อไรคุณจะจบ เดือนธันวาคมนี้คุณฉีดวัคซีนจบไหม นี่คือต้นเหตุ ทำไมไม่แก้ที่ต้นเหตุ แล้วมาหลอกว่าปี ๒๕๖๔ นี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) จริงหรือไม่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ คนที่มีวงเงินอยู่แล้ว ๕๐๐ ล้านบาทลงมา คุณให้คน ๕๐๐ ล้านบาท คุณบอกคำจำกัดความมาสิว่าเอสเอ็มอี (SMEs) คืออะไร คุณสมบัติ ข อ ง เ อ ส เ อ็ ม อี (SMEs) ป ร ะ มำ ณ ไ ห น ชำ ว บ้ำ น เ ขำ มี ห้ อ ง แ ถ ว ค้ำ ขำ ย กู้ ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท วันนี้ทรัพย์สินเต็มเพดานแล้วครับ เต็มเพดานเงินกู้ต้องไปกู้นอกระบบ นอกระบบนี่ ๑๐ เจ้า นะครับ เจ้าละ ๒๐ หมุนไปหมุนมา หมุนมาหมุนไป วันนี้บอกว่าผมจะต้องตายแล้ว เพราะว่าหนี้นอกระบบ เพราะเงินกู้ในระบบธนาคารมันเต็มวงเงินแล้ว นี่เงินแค่ไม่ถึง ๒ ล้านบาทเขาจะอยู่อย่างไร วันนี้คุณบอก ๕๐๐ ล้านบาทลงมานี้ ตกลงคุณเหมาเข่งหมดเลย แล้วคนที่มีวงเงิน ๑ ล้านบาท ๒ ล้านบาท ๓ ล้านบาท ๔ ล้านบาท ๕ ล้านบาท เขาจะมีโอกาสไหม วันนี้เขาตายแล้ว เขาเป็นเอ็นพีแอล (NPL) แล้วเขาจะมีโอกาสในเค้กก้อนนี้ไหม ท่านต้องแบ่ง คนรวย คนที่ ๑๐๐ ล้านบาท ถึง ๕๐๐ ล้านบาทนั้นมันไม่ใช่เอสเอ็มอี (SMEs) แล้ว มันมีโรงงานแล้ว มันมีเครดิตทางการเงินแล้ว ท่านต้องมาดูคนที่ไม่ถึง ๑๐ ล้านบาท เอาฐาน รากของเอสเอ็มอี (SMEs) เอารายย่อย กำหนดคุณสมบัติให้ผ่อนคลาย ช่วยเหลือเขารายเล็ก รายน้อยสำคัญที่สุดฐานรากของประเทศ ฝากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการที่รักของผมนะครับ ผม รักท่าน ช่วยหน่อยเถอะ วันนี้ที่ผมพูดท่านเอาไปอ้างกับรัฐบาลได้ว่ามันจะต้องช่วยตั้งแต่ หมู่บ้านขึ้นมา ท่านให้สินเชื่อกองทุนหมู่บ้านไปหมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท ก็ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้าน บาท เงินไม่หายไปไหนเลยเก็บคืนได้ แต่อย่าให้ ธ.ก.ส. ไปทำ เอาดอกเบี้ยร้อยละ ๕ ฝากท่าน ว่าดูแลตั้งแต่ข้างล่างถึงข้างบน แล้วผมเชื่อว่า ปี ๒๕๖๔ นี้ใช้เงินไม่หมดเหมือนเดิม ขอให้ ท่านใช้ได้สัก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ก็บุญแล้ว ปีที่แล้วใช้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้จะใช้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ เงื่อนไขมันไม่ได้ บอกมันไม่ได้ ๆ เอ็นพีแอล (NPL) ไม่ได้ ท่านต้องผ่อนคลายให้มาก แล้วเอา รายเล็กให้มากที่สุด ผมไม่คุยกับว่าการ ผมคุยกับท่านรอง เพราะท่านรองเป็นนักการเมือง เข้าใจ ต้องกลับไปที่หมู่บ้าน ไม่ต้องให้เขาฟรี ให้เขากู้ แล้วก็มาเอสเอ็มอี (SMEs) รายย่อยที่ เขาเป็นหนี้มหาศาลจะตายห่าหมดแล้ว ขอโทษ จะล้มหายตายจากกันหมดแล้ว ช่วยเหลือกัน นะครับ ผมฝากท่านรัฐมนตรีด้วยความจริงใจครับ ขอบคุณครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน พิสิฐครับ🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามที่จะออก มาตรการมาช่วยเศรษฐกิจนะครับ ซึ่งต้องยอมรับครับว่าสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้มีปัญหา อย่างมากนะครับ เพราะว่าอยู่ ๆ นักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยปีหนึ่ง ๔๐ ล้านคน ใช้จ่ายเงิน ๒ ล้านล้านบาท หมุนเวียนให้ธุรกิจท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร คนขับรถทัวร์ รถตู้ รวมถึงไกด์ รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องต่าง ๆ ได้มีงานทำ ได้มีรายได้นี้อยู่ ๆ ก็หายไป โดยที่แม้ว่าเราจะพยายามจะใช้การกระตุ้นภายในให้คนไทยเที่ยวกันเองก็คงจะไปชดเชย ได้ยากนะครับ แล้วก็คาดว่าภาวะนี้อาจจะต้องอยู่ไปถึงสิ้นปีหน้า ตราบใดที่วัคซีนเรายัง ไม่ก้าวหน้า แล้วก็โรคนี้ยังมีความเสียหายเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ จากการกลายพันธุ์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านพยายามจะดำเนินการผมก็ยังเป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่าแม้จะมีมาตรการใหม่ ๆ มา เช่น พักทรัพย์ พักหนี้ ก็อาจจะไม่เพียงพอ ให้ บสย. ไปค้ำประกันก็อาจจะได้แค่ระดับหนึ่ง เพราะว่าวิสัยของธุรกิจการเงินนั้นเขาต้องดูแลความมั่นคงของเขา ณ เวลานี้สถาบันการเงิน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องขาดเงิน ไม่ได้ขาดสภาพคล่องนะครับ ไม่เหมือนกับในต่างประเทศ ที่ในอเมริกาหรือยุโรป หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่นแบงก์ชาติสามารถใช้มาตรการคิวอี (QE) ในการอัดฉีดเงิน แต่ระบบเศรษฐกิจการเงินบ้านเราเงินมันล้นครับ ดอกเบี้ยก็ต่ำ เพราะฉะนั้นท่านอัดเข้าไปในแบงก์ (Bank) แบงก์ (Bank)ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้มาก เพราะเขาอยู่ตัว ขณะนี้ทุนเขาอาจจะมีเพียงพอ แต่ถ้าเขาเทกลิสต์ (Take List) โดยการ ปล่อยกู้ไปเขาก็มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้เสียแล้วก็ทำให้ทุนเขาหดหายไปอีก เพราะตรง นี้ผมก็คิดว่าจะเป็นข้อจำกัดสำคัญในการดำเนินมาตรการของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบงก์ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นแลนด์แบงก์ (Land Bank) ที่จะไปเก็บทรัพย์สินมาไว้อยู่ในบัญชี แบงก์มีหน้าที่ในการหมุนเงินให้เงินเขาออก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องดูก็คือว่าสถานการณ์ เศรษฐกิจตอนนี้ภาคธุรกิจเกิดความเสียหายเพราะว่าไม่มีรายได้ มีการขาดทุนนะครับ ทุนหด หาย เพราะฉะนั้นเวลาจะไปกู้เจ้าหนี้ก็จะดู ดีอีเรโช (D/E Ratio) หนี้ต่อทุนเป็นอย่างไร มัน เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสามารถในการชำระหนี้ ฉะนั้นตัวปัญหาตอนนี้คือทุนครับ ว่าทำอย่างไร จึงจะให้ธุรกิจเขามีทุนที่จะประทังอยู่รอดได้ วิธีหนึ่งที่เคยทำในอดีตก็คือการแปลงหนี้เป็นทุน นะครับ สถาบันการเงินเราต้องให้แรงจูงใจกับแบงก์ในการที่จะแปลงหนี้ให้เป็นทุน เพราะทุน นั้นจะทำให้เขาสามารถที่จะกู้หนี้เพิ่มขึ้นได้หนึ่ง สองก็คือทุนไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าถ้ายังไม่มีกำไร เพราะฉะนั้นเรื่องของทุนจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่เราจะต้อง อัดฉีดเข้าไป เงินที่ท่านจะให้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ดี หรือที่คิดว่างบประมาณจะเสียหาย ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ดี ผมอยากจะให้ท่านรัฐมนตรีและท่านผู้ว่าการได้โปรดดูแลครับว่า ทำอย่างไรเราจึงจะใส่เป็นในรูปของทุนแทนที่จะเป็นรูปของหนี้ เพราะเอกชนโดยเฉพาะ ในภาคท่องเที่ยวเขาไม่มีกำลังที่จะก่อหนี้เพิ่ม แต่ถ้าเราใส่ทุนลงไป โดยที่ส่วนหนึ่งอาจจะรัฐ ช่วยเหลือ อีกส่วนหนึ่งเป็นของแบงก์ แล้วก็ให้เขาซื้อคืนได้ เราอาจจะต้องมีการตั้งเป็น กองทุนขึ้นมา สมัยก่อนเวลาหุ้นตกรัฐบาลยังพยายามตั้งกองทุนไปพยุงหุ้นในตลาด หลักทรัพย์ ณ เวลานี้เอสเอ็มอี (SMEs) ที่ทำธุรกิจด้านท่องเที่ยวกำลังย่ำแย่ ทำไมเราจึงไม่ไป ช่วยในรูปแบบนี้ ท่านบอกว่าวิธีการที่เราจะปล่อยเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะมี ความเสียหายเกิดขึ้นประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อรัฐบาล ผมคิดว่าถ้าท่านสามารถที่จะ เทกลิสต์ (Take List) ในส่วนนี้ได้ ลองดูครับ ว่าถ้าเราใส่เป็นทุนลงไปให้เขามีโอกาสซื้อคืน ในอนาคตในราคาที่ตกลงกัน ให้เขาอยู่รอดได้ เราตั้งเงื่อนไขในเรื่องของการจ้างงานว่าไม่ ปลดพนักงาน หรือในเรื่องของซีเอสอาร์ (CSR) หรือในเรื่องของการทำบัญชีให้โปร่งใสเหล่านี้ เป็นต้น ว่าถ้าเกิดการท่องเที่ยวฟื้นกลับเข้ามา เศรษฐกิจไทยฟื้นกลับเข้ามาเขาก็จะเป็นตัวทำ รายได้เป็นแหล่งจ้างงาน แล้วก็เป็นสมบัติของนายทุนใหญ่ หรือสมบัติของต่างชาติที่จะ มากว้านซื้อทรัพย์สินเหล่านี้ราคาถูก เพราะว่าถ้าเกิดท่านให้แบงก์เป็นผู้ที่รับโอนไป สุดท้ายแบงก์ก็ต้องพยายามขายให้กับนายทุนอยู่ดี ซึ่งก็คงจะไม่สมประโยชน์ แล้วเราคงไม่ อยากเห็นประเทศไทยที่เอสเอ็มอี (SMEs) ถูกทำให้หดหายไป เราคงต้องพยายามช่วย เอสเอ็มอี (SMEs) ให้สามารถที่จะผงาดขึ้นมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเซกเตอร์ (Sector) การท่องเที่ยวครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป อีก ๓ ท่านนะครับ หมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ กับท่านองค์การ ชัยบุตร นะครับ เชิญท่านนายแพทย์กิตติศักดิ์ครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด มหาสารคาม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ญัตตินี้เป็นการอภิปรายพระราชกำหนดบัญญัติในการ ช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งก่อนอื่นต้องขอชื่นชมที่ทั้งกระทรวงการคลังและธนาคาร แห่งประเทศไทยที่ได้ออกมาตรการที่สำคัญนี้ขึ้นมา แต่จริง ๆ แล้วผมยังรู้สึกว่ามาตรการนี้ยังช้า ยังไม่ตรงจุดในหลาย ๆ ประเด็น ซึ่งนำเรียน ด้วยความเคารพนะครับว่าปัญหาโควิด (COVID) ทำให้โลกเราเปลี่ยน ประเทศไทย เราเปลี่ยน แต่การบริหารจัดการเรื่องของโควิด (COVID) มันกระทบกับทุกชีวิต ของประเทศไทย แล้วปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่หนักหน่วงแล้วก็สำคัญ ปีที่แล้วในช่วงที่ เราเกิดโควิด (COVID) ใหม่ ๆ ผู้ประกอบการย่ำแย่ แล้วก็หลายท่านต้องตัดสินใจที่ไม่ถูกวิธี หาทางออกไม่ได้ คิดสั้น จนตอนนั้นเราบอกว่าอัตราการตายจากการฆ่าตัวตายมากกว่าอัตรา การตายจากเชื้อโควิด (COVID) ซึ่งก็เป็นความจริง ซึ่งช่วงนั้นดุลยภาพของการจะแก้ไข ปัญหาระหว่างปัญหาเศรษฐกิจกับปัญหาการควบคุมโควิด (COVID) ไม่สมดุลกัน เราไปเน้น เรื่องของการแก้ไขปัญหาการควบคุมเชื้อโควิด (COVID) จนเราปิดเมืองปิดประเทศ จนทำให้ เกิดความเสียหายของเศรษฐกิจมากมาย แต่ทุกคนไม่กล้าบ่น กลัวว่าจะไม่รักชาติ กลัวว่า จะเป็นการต่อต้าน กลัวว่าจะเห็นแก่ตัว แต่จริง ๆ แล้วการแก้ปัญหาโควิด (COVID) เราต้อง อยู่กับมัน แต่อยู่กับมันอย่างไรให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งการควบคุมโควิด (COVID) ในตั้งแต่รอบแรกเราปิดเมืองจนตัวเลขเป็นศูนย์เราก็ยังไม่เปิดนะครับ ซึ่งทำให้เกิดระยะเวลา ที่ผู้ประกอบการเกิดความเดือดร้อนแล้วกระทบกับภาวะเศรษฐกิจมากมาย แล้วก็กว่าจะ ได้รับการเยียวยา กว่าจะได้รับสิ่งที่จะชดเชยก็ไม่ทันการณ์ แล้วก็สำคัญนะครับคือการเลือก นโยบายในการที่จะควบคุมพื้นที่ต่าง ๆ เราก็ทำทั้งประเทศ ไม่มีการเลือกระหว่างจังหวัด ที่ไม่มีเชื้อก็น่าจะเปิดก่อนนะครับ อันนี้เราปิดทั้งประเทศซึ่งอันนี้ก็ทำให้เกิดความเสียหาย มากมาย ซึ่งในรอบที่แล้วก็มีการให้เงินกู้ไปกับผู้ประกอบการที่ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ปรากฏว่าเงื่อนไขมากมาย แล้วก็ทำให้มีการอนุมัติเงินกู้แค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็กิจการ ต่าง ๆ ลำบาก แล้วก็ปิดกิจการมามากกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเรา เดือดร้อนนะครับ ส่วน พ.ร.ก. นี้เป็นการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งจะมี ๒ มาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ🔗

มาตรการที่ ๑ คือมาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการสินเชื่อ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ธุรกิจ ซึ่งในวงเงินธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดวงเงินไว้ไม่เกิน ๒.๕ แสน ล้านบาท แล้วก็โดยมีการให้ผู้ประกอบการธุรกิจได้กู้โดยดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญาไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี แล้วก็ในช่วงระยะเวลา ๒ ปีแรกให้มีอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์และ ไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยในช่วง ๖ เดือนแรก นี่ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือในส่วนหนึ่ง🔗

มาตรการที่ ๒ ก็คือเรื่องของพักทรัพย์พักหนี้ ก็คือเรื่องของการโอนทรัพย์สิน หลักทรัพย์ที่เรากู้ไปให้กับธนาคารเพื่อเป็นการพักหนี้ แล้วธนาคารก็มาปล่อยเช่าให้กับ ผู้ประกอบเพื่อให้เขาได้ประกอบธุรกิจต่อ อันนี้ก็เป็นทูล (Tool) หนึ่ง เป็นอาวุธหนึ่งที่ใช้ ในการที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการให้กับลูกหนี้มาตลอด แต่การมี พ.ร.ก. นี้ก็ได้สนับสนุน ให้ธนาคารได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการ ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าเป็นมาตรการที่ดีที่ทำให้ผู้เช่าคือ ผู้ที่เป็นหนี้โอนทรัพย์สินให้แบงก์ แล้วเขาก็เช่าจากแบงก์ต่อ แล้วก็ราคาทรัพย์สินต่าง ๆ ก็จะขายคืนได้โดยที่ไม่สูงกว่าค่าโอนไว้รวมกับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ค่าใช้จ่ายอื่นใด ที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด หักด้วยค่าเช่า แต่ว่าก็ยังดีค่าเช่าที่เราเช่ามาก็ถือว่าเราผ่อนไปส่วนหนึ่งแล้ว แล้วก็อันนี้ก็ถือว่า เป็นความสำคัญ แต่ประเด็นก็คือว่าค่าเช่าธนาคารมีหลักเกณฑ์อย่างไร ผู้ประกอบการรับได้ ไหม เขาจะดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างไรได้ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญในเรื่องของการที่จะช่วยเหลือ ผู้ประกอบการในการที่จะอยู่รอด ถือว่าจึงอยู่รอด เขาอยู่รอด ครอบครัวอยู่รอด ลูกน้องอยู่ รอด เศรษฐกิจไทยฟื้น เขาจ่ายภาษีได้ ภาษีก็มาดูแลพี่น้องประชาชน ทีนี้ถามว่าผู้ได้สิทธิกู้ มีใครบ้าง ซึ่งผู้มีสิทธิกู้ต้องเปรียบเทียบกับ พ.ร.ก. ในปี ๒๕๖๓ ก็ถือว่าในปี ๒๕๖๓ พ.ร.ก. ให้ผู้ประกอบการมากู้โดยเป็นลักษณะของให้กู้ไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของภาระหนี้ ซึ่งอันนี้ ถือว่ายังมีปัญหาอยู่ ก็คือบางคนมีปัญหาเรื่องหนี้สิน แล้วก็ไม่สามารถจะกู้ได้ ซึ่ง พ.ร.ก. ฉบับนี้ ก็กำหนดวงเงินกู้ไม่ได้ดูจากภาระหนี้ แต่ดูจากวงเงินสินเชื่อเดิม ซึ่งอันนี้ก็กู้ได้ไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินสินเชื่อ แล้วก็ไม่เกิน ๑๕๐ ล้านบาท ซึ่งอันนี้มีประโยชน์อย่างไร ครับท่านประธาน ซึ่งแต่ก่อนบอกภาระหนี้บางคนตอนช่วงเขาธุรกิจดี วงเงินสินเชื่อเขา อาจจะจ่ายหนี้ไปก่อน ทำให้ภาระหนี้เขาลดลง แต่ภาระหนี้เขาน้อยลง พอเกิดวิกฤติขึ้นมา เขาจำเป็นต้องใช้เงินเยอะ แต่เขาจ่ายหนี้ไปในช่วงที่เศรษฐกิจดีแล้ว ทำให้ภาระหนี้น้อยลง แล้วพอมีวิกฤติขึ้นมาวงเงินสินเชื่อเขาก็ได้รับการอนุมัติน้อยลง ซึ่ง พ.ร.ก. นี้ก็ยังมีประโยชน์ นะครับ เพราะว่าไม่ดูจากภาระหนี้ แต่ดูจากวงเงินสินเชื่อ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์กว่า ใน พ.ร.ก. ที่ผ่านมา นอกจากนั้นแล้วก็ยังให้ผู้ที่ให้กู้ก็คือผู้ที่ไม่มีสินเชื่อเดิมก็สามารถจะกู้ได้ ในวงเงินไม่เกิน ๒๐ ล้านบาท ซึ่งในปี ๒๕๖๓ พ.ร.ก. ปี ๒๕๖๓ ไม่ให้รายใหม่เข้ากู้ในสถาบัน การเงินที่กำหนดไว้ นี่ก็ถือว่าเป็นประโยชน์นะครับ ทีนี้ในส่วนของประโยชน์ของ ผู้ประกอบการจะได้อะไรบ้าง ก็คือผู้ประกอบการจะจ่ายดอกเบี้ยลดลง แล้วก็ค่าจดทะเบียน จำนองลดลง แล้วก็ลดภาษีอากรต่าง ๆ ซึ่งถือว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็ดูจะดีกว่าใน พ.ร.ก. ฉบับปี ๒๕๖๓ แต่ท่านประธานครับ ในการปล่อยกู้ของธนาคารเขาจะเขียนไว้ว่าต้องเป็น ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าเขาต้องมีเพอร์ฟอร์แมนซ์ (Performance) ดี มีเครติตดี ซึ่งปรากฏว่าคนที่มีเครดิตดีเขาไม่ค่อย มีปัญหา แต่คนมีปัญหา ก็คือคนที่ไม่มีศักยภาพตามเดฟินิชัน (Definition) ตามข้อกำหนดของธนาคาร ซึ่งตัวนี้ก็ทำ ให้ประโยชน์ที่จะเกิดให้กับผู้ประกอบที่มีปัญหาไม่มีอย่างแท้จริง ก็คือว่าผู้ประกอบการที่ ลำบาก ผู้ประกอบการที่มีปัญหาไม่สามารถจะเข้าสู่แหล่งเงินนี้ได้ ซึ่งอันนี้ก็ต้องฝากธนาคาร แห่งประเทศไทย แล้วก็ทางธนาคารพาณิชย์ในการกำหนดเงื่อนไขเพื่อจะช่วยเหลือ ผู้ประกอบการให้มากที่สุด ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ก็ได้ฟังการอภิปรายของท่านอาจารย์เกียรติ สิทธีอมร ซึ่งบอกว่าการให้กู้ต้องดูธุรกิจเป็นตัวตั้ง อย่าดูหนี้สินเป็นตัวตั้ง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีว่า บางธุรกิจมีจำนวนลูกจ้าง มีจำนวนวงเงินในการบริหารธุรกิจในแคชโฟลว์ (Cash Flow) ต่าง ๆ ต้องมาดูฟีซิบิลิตี (Feasibility) ต้องมาดูความเชื่อถือความน่าจะรอดให้เขาอย่าง แท้จริง เพราะฉะนั้นแล้วผู้เชี่ยวชาญที่จะอนุมัติเงินกู้ไม่ใช่ดูแค่ไคทีเรีย (Criteria) ข้อกำหนด เงื่อนไขที่แบงก์ชาติหรือแบงก์พาณิชย์กำหนด แต่ต้องดูความเป็นจริงว่าทำอย่างไร จะทำให้เขาอยู่รอด ซื้อเวลาไว้รอจนกว่าโควิด (COVID) จะหายไป เขาจะกลับคืนมาแข็งแรงแล้วก็มาสร้างชาติ สร้างเศรษฐกิจต่อไป นี่คือความสำคัญของการที่จะต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มากที่สุด เพื่อให้เขาอยู่รอด เพื่อให้เขาเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจในอนาคต ก็นำเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงโควิด (COVID) มีความสำคัญ การใช้ พ.ร.ก. ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการก็ถือเป็นอาวุธหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการ ได้อยู่รอด แล้วก็เศรษฐกิจก็ฟื้นคืนมา แต่ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ ปัญหาที่ต้องทำให้ดีที่สุด ก็คือการที่จะบริหารเชื้อโควิด (COVID) การควบคุม การฉีดวัคซีน การชดเชยเยียวยา จะต้องไปด้วยกัน ซึ่งการที่จะให้วัคซีนเกิดคืนมาได้ ฉีดให้จนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ เฮิร์ด อิมมูนิตี (Herd Immunity) หรือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรถือว่ามีความสำคัญ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ก็ออกมาพูดว่าพระเอกก็คือวัคซีน แล้วก็ผู้ประกอบการภาคเอกชนทนไม่ไหวว่าวัคซีน เราช้าเหลือเกิน สิงคโปร์ไป ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ประเทศไทยต่อ ๑-๒ เปอร์เซ็นต์ ในช่วงนั้นนะครับ จนตะโกนออกมาพูดให้รัฐบาลเห็นถึงความสำคัญของการที่จะให้วัคซีนมี ความรวดเร็ว มีจำนวนปริมาณที่มากขึ้น ซึ่งรัฐบาลก็ยืนยันตลอดแต่ก่อนมาว่าต้องมีแค่ ๖๓ ล้านโดส (Dose) มีแค่ ๒ ยี่ห้อ ซึ่งตอนนี้ก็มีความหลากหลายขึ้น แล้วก็เอกชน จะขอซื้อในปีที่แล้ว ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งนี่คือปัญหาซึ่งสะสมทำให้วิกฤติโควิด (COVID) มีความรุนแรงขึ้น การติดเชื้อรอบที่ ๒ รอบที่ ๓ ถ้ามีการฉีดวัคซีนได้เร็วความรุนแรงก็น้อย กว่านี้ ผลกระทบก็น้อยกว่านี้ ธุรกิจเขาก็อยู่รอดน้อยกว่านี้ แล้วก็การจะเยียวยาก็จะใช้เงิน น้อยกว่านี้ นี่คือโอกาสที่ประเทศไทยเสียไปจากความชักช้าของการฉีดวัคซีนโควิด (COVID) ในครั้งนี้ แต่ถือว่าเราก็ต้องไม่พูดถึงอดีต เรามาช่วยกันในการที่จะทำอย่างไรให้การฉีดวัคซีน ครั้งนี้ได้เร็วที่สุด ตอนนี้ประเทศไทย ๓.๑ เปอร์เซ็นต์ สิงคโปร์ ๒๘.๓ เปอร์เซ็นต์ เราน้อยกว่าเขา ๙.๑๓ เท่า เราถือว่าเป็นประเทศที่มั่นใจว่าเรานี้มีคุณภาพเทียบเท่ากับ สิงคโปร์ แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่าเราห่างไกลจากเขา แล้วนโยบายเรื่องของวัคซีนถือว่า มีความสำคัญ อันที่ ๒ คือการผ่อนปรนนโยบายที่ต้องเข้าใจธุรกิจ ช่วงนี้ก็ดีขึ้นว่าการที่แต่ละ จังหวัดทำอะไรก็คิดถึงภาคเอกชน ซึ่งอันนี้ก็ถือว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น จริง ๆ แล้วก็ควรจะให้ เอกชนเข้ามาเป็นบอร์ด (Board) ในเรื่องของการจะควบคุมโรคในระดับจังหวัดด้วย ซึ่งการปิดกิจการก็ต้องเป็นซีเลกทีฟ (Selective) คือต้องเลือกในสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ แล้วต้องชดเชยให้เร็ว ปิดปุ๊บชดเชยปั๊บยิ่งดี เพราะว่าชาวบ้านเขาเดือดร้อน ลูกจ้างเขา เดือดร้อน เงิน ๕,๐๐๐ บาท จริง ๆ เขาไม่อยากได้หรอกครับ เพราะเงินเดือนเขา เป็นหมื่น แต่ถ้ามีปัญหาขึ้นมาเขาสามารถจะมีเงินไปประทังชีวิตเขาให้อยู่รอดได้ แล้วก็ถือว่า เป็นความที่จะต้องช่วยเหลือให้รวดเร็วยิ่งขึ้น แล้วใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ ถึงแม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์แบบเท่าไรนัก ก็คือว่าการเข้าถึงของแหล่งเงินนี้ยังไม่เกิดประโยชน์ กับผู้ประกอบการรายย่อย แล้วก็มีสภาพที่ย่ำแย่ คือร่อแร่ ๆ อยู่จะไม่ได้รับการพิจารณาจาก ไครทีเรีย (Criteria) ของทางแบงก์ชาติ ก็ฝากทางแบงก์ชาติ ฝากทางธนาคาร แห่งประเทศไทยช่วย ธนาคารพาณิชย์ช่วยกันทำให้เอกชนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ รายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนทางนี้ให้มากที่สุดครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไป ท่านวิสารเชิญครับ🔗

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงราย ผมต้องขอขอบพระคุณท่าน ประธานนะครับ ที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายในเรื่องพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือ และฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ ท่านประธานที่เคารพครับ มันจะคุ้น ๆ เมื่อปีที่แล้วเป็น พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ฉบับแรก อันนี้เป็นฉบับที่ ๒🔗

ผมขออนุญาตเรียนว่าข้อดีผมเห็นอยู่ ๒-๓ เรื่อง ก็ขออนุญาตให้กำลังใจก่อน นะครับ เพราะว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้มันเกิดมาเพื่อที่จะได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและ ประเทศชาติ🔗

เรื่องแรกนี้ผมได้ติดตามข่าวสารที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นะครับ ขออภัยที่ต้องอ้างชื่อท่าน ผมมั่นใจ เพราะว่าส่วนหนึ่งก็คือความที่ท่านเป็นเลขาธิการ สภาพัฒน์ แล้วก็เคยอยู่ใน ครม. ชุดนี้ เสียดายอย่างเดียวว่าท่านเพิ่งมาได้สัก ๖-๗ เดือน ก็เชื่อว่าจากการที่ท่านได้มีความรู้ในเรื่องพื้นฐานเศรษฐกิจและท่านก็จะอยู่ใน ครม. ชุดนี้มาตั้งแต่สมัยท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ที่มั่นใจได้อีก ระดับหนึ่งก็คือท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการนะครับ ท่านสันติ พร้อมพัฒน์ ขออภัยที่ต้องยกย่อง หน่อย เพราะว่าท่านเป็นนักธุรกิจแล้วก็ได้มีการปฏิบัติจริง แล้วก็คงรู้ถึงหัวอกเอสเอ็มอี (SMEs) แต่ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่พูดมานี้ก็คงจะไม่ใช่ตบหัวแล้วรูปหลังนะครับ อันแรกที่ดีผมเห็นด้วยก็คือว่าท่านใช้เงินก้อนนี้หมายถึงว่า ๖ เดือนแรกไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย และที่สำคัญก็คือ ๒ ปีแรกก็ให้จ่ายดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่ารวมเบ็ดเสร็จแล้วก็ไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด แต่ว่าทั้งหมดทั้งปวงนี้ท่านประธานครับ ผมต้องเรียนว่าถึงแม้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลังจะเก่งอย่างไรก็ตาม แต่ว่า เจ้าของเรือที่ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลนี่การตัดสินใจอะไรต่าง ๆ เด็ดขาดต้องอยู่ที่ท่านผู้นำ รัฐบาลคือท่านนายกรัฐมนตรี ท่านจะเก่งอย่างไร มีความสามารถอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ตราบใดที่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เอาด้วยมันก็ลำบาก ผมจะชี้ให้เห็นว่าครั้งนี้เป็นการให้ แบล็งก์เช็ก (Blank Check) เหมือนกับปีที่แล้วครับ เพราะปีที่แล้วนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็ได้อภิปรายไปแล้วว่ามีความล้มเหลว มีความไม่ชอบมาพากลและมีความใช้ไม่ได้ในเรื่อง พ.ร.ก. ๑.๙ ล้านล้านบาท แล้วเป็นซอฟต์โลน (Soft Loan) ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ใช้ไปแค่ ไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตวิพากษ์วิจารณ์และขอให้เป็นข้อมูลกับทาง ผู้มาชี้แจงนะครับ ท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านและทีมด้วย ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ปีที่แล้วท่านอาจจะมีข้อบกพร่องและความไม่ชัดเจนของกฎระเบียบ จนกระทั่งต้องมี การออกใหม่ฉบับนี้เพื่อที่จะเป็นการแก้ไขเพื่อให้มีความคล่องตัวขึ้น ว่ากันง่าย ๆ ก็คือเอาใจ พวกแบงก์เอกชน เพราะปีที่แล้วนี้แบงก์เอกชนนี้ไม่ค่อยกล้าที่จะปล่อยเพราะกลัวว่าตัวเอง จะต้องรับผิดชอบ แต่อย่างไรก็ตามมาคราวนี้สิ่งที่ผมอยากจะต้องขอเตือนไว้และผมมั่นใจว่า ซ้ำเดิมแน่นอนครับ อันที่ ๑ ท่านเอื้อให้รายใหญ่ ๕๐๐ ล้านบาท และมากกว่านั้นก็ได้ครับ ถ้า มีเอสเอ็มอี (SMEs) ที่สามารถจะผ่านกฎเกณฑ์ของแบงก์ชาติ และท่านน่ารักมากในนี้ เขียนไว้บอกว่ารายใหม่ถ้าไม่มีอะไรขึ้นมาเลย ท่านจะให้ได้ถึง ๒๐ ล้านบาท ผมถามท่านว่า บริษัทใครเทวดาที่ไหนที่จะได้ครับ เอสเอ็มอี (SMEs) ทุกวันนี้หลังจากที่โควิด (COVID) เกิดมาเมื่อปี ๒๕๖๓ เดือนกุมภาพันธ์ ตอนนี้ระเนระนาดเจ๊งกันเป็นแถวเลยครับ ท่านประธานครับ ๑๒ เดือนที่ผ่านมานี้บางคนที่พอสู้ปัญหาเศรษฐกิจของตัวเองได้ก็ขาย ทรัพย์สินเดิม ขายโรงแรมเดิม บางคนก็ตกระกำลำบาก บางคนถึงขนาดครอบครัว ระเนระนาดผูกคอตายไป สิ่งสำคัญอยากจะขอแจ้งให้ทางท่านประธานกับท่านรัฐมนตรี นะครับ ผมประณามไว้และวิพากษ์วิจารณ์ไว้ว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้เจตนาเริ่มต้นดีมากครับ แต่เป็นการประสงค์ร้าย ประสงค์ร้ายอันที่ ๑ ก็คือหมายถึงว่าท่านไปเอื้อให้เจ้าสัว ๕๐๐ ล้านบาท จริงอยู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาจจะไปอธิบายบอกว่า ให้บริษัทที่อยู่ในเครือคนละ ๑๕๐ ล้านบาท ๑๕๐ ล้านบาท ๓ บริษัทไม่ให้เกิน ๔๕๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น ๕๐๐ ล้านบาทนี้ก็โอเค แต่ท่านประธานครับ มันจะช่วยใครได้ครับ ทุกวันนี้อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้ให้ข้อเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์ก็คือว่าบริษัทเอสเอ็มอี (SMEs) ที่แบงก์เอาไปให้ บางคนเครดิตดีนะครับ ไปกราบวิงวอนบอก ขอเอาไปเถอะ ๆ เพราะแบงก์จะได้ส่วนต่าง แบงก์ชาติให้ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ แต่แบงก์พาณิชย์ ๕ เปอร์เซ็นต์ กำไรเห็น ๆ ครับ และแบงก์ พาณิชย์ใครที่จะยอมต้องไปเสี่ยงเพื่อที่จะต้องไปติดแบล็กลิสต์ (Blacklist) กับทางแบงก์ชาติ ไม่มีครับ สิ่งที่อยากจะขอท่านประธานว่า อันที่ ๑ ท่านต้องเปลี่ยนกฎเกณฑ์นะครับ ต้องขออนุญาตแนะนำท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ท่านลดเถอะครับ จาก ๕๐๐ ล้านบาทท่านลดมาเหลือ ๕๐ ล้านบาทหรือ ๑๐๐ ล้านบาท อันนี้คือเอสเอ็มอี (SMEs) ตัวจริงครับ เอสเอ็มอี (SMEs) ตัวจริงที่อยู่ตามต่างจังหวัด อยู่ตามปริมณฑล ที่คนกำลังจะตกงาน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบดีนะครับว่าเอสเอ็มอี (SMEs) มีคนที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ผมว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด ตอนนี้ตกงานกันหมดครับ ไม่เหลือเลยครับ แต่ถ้าท่านใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ให้เป็นประโยชน์นะ ครับ จะเรียนว่ามันจะเกิดประโยชน์อย่างใน ๒-๓ เรื่องที่ผมขออนุญาตเรียน อันที่ ๑ ขอ อนุญาตให้ท่านลดจาก ๕๐๐ ล้านบาท เหลือสัก ๑๐๐ ล้านบาท หรือ ๕๐ ล้านบาท แค่นี้พอครับ เพราะมันจะได้ไปช่วย เอสเอ็มอี (SMEs) อีกหลาย ๆ บริษัท อันที่ ๒ ผมขออนุญาตเรียนท่าน ประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับว่าดอกเบี้ยท่านต้องพิจารณาใหม่ครับ อย่าให้ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์เลยครับ จริงอยู่ ๒ ปีแรกนี้ท่านบอกว่าไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่โดยรวม ๑๐ ปีมัน ก็ ๕ เปอร์เซ็นต์อยู่ดี ปีที่ ๓ ปีที่ ๔ ปีที่ ๕ เผลอ ๆ บางปี ๕ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์ มันก็เท่ากับดอกเบี้ยสถาบันการเงินทั่ว ๆ ไปครับ เพราะฉะนั้นตัวนี้ถ้าเป็นไปได้ท่านกำหนด กฎเกณฑ์เพื่อที่จะได้ช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มันกำลังจะลืมตาอ้าปาก ๑๒ เดือนที่ผ่านมา นะครับ ๑๘ เดือนที่ผ่านมา เอสเอ็มอี (SMEs) ไม่เหลือแล้วครับ ไม่เหลือจริง ๆ ท่านประธานเคย เห็นไหมครับว่าตอนนี้หนี้นอกระบบเป็นแสนล้านบาทแล้วนะครับ ผมขออนุญาตต้องยกย่อง โครงการที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับทางกระทรวงการคลังได้ทำอีกอันหนึ่งที่ ผมคิดว่ามันน่าจะเกิดประโยชน์ก็คือโครงการของธนาคารออมสินที่เรียกว่า มายโม (MyMo) ซึ่งทราบว่าเมื่อวานนี้เพิ่งเปิดแคมเปน (Campaign) ไป ท่านให้สินเชื่อสำหรับคนกู้โควิด (COVID) ที่ประสบปัญหาโดยไม่มีหลักทรัพย์นะครับ รายละ ๑๐,๐๐๐ บาท เพิ่มได้ไหมครับ ท่าน บุคคลเหล่านี้เป็นคนที่ต้องไปหาเช้ากินค่ำ ต้องไปออกตลาดนัด ต้องไปทำมาหากินที่จะ เลี้ยงลูกเลี้ยงเมียเขา เพราะฉะนั้นถ้าท่านให้หลักการแบบนี้และเพิ่มจำนวนวงเงินให้แบบนี้ มันก็จะช่วยเหลือให้เศรษฐกิจหลังโควิด (COVID) ได้ บุคคลเหล่านี้ทำมาหากินครับ แต่เขาไม่มีทุนแล้ว เงินเยียวยารัฐบาลก็ ๑๒,๐๐๐ บาท ๗,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ตอนนี้ไม่รู้จะเหลือหรือเปล่า ชาวบ้านไม่เชื่อแล้วนะครับที่เขาจะได้รับการชดเชยเยียวยาจาก ทางรัฐบาล ผมอยากขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช้วิธีแบบนี้ครับ แต่ใช้กับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ครับ ท่านจะต้องมาตั้งหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่ง โดยเฉพาะช่วยเหลือเอส เอ็มอี (SMEs) ที่เขาขาดสภาพคล่อง ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่กำลังจมน้ำ เพราะฉะนั้น ท่านอาจจะออกมาให้รายละ ๕ ล้านบาท ๑๐ ล้านบาท ๗ ล้านบาท อย่าไปนึกถึงเครดิตบูโร (Credit Bureau) อย่าไปนึกถึง แบล็กลิสต์ (Blacklist) ที่เขามีอยู่นะครับ เพราะว่าตัวนี้ แต่ละเอสเอ็มอี (SMEs) ก็สามารถที่จะจ้างแรงงานได้อีก ๑๐ คน ๒๐ คน ๕๐ คน บางที ก็แรงงานซึ่งอยู่ในครอบครัวเขา ผมคิดว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะไปได้ครับตัวนี้🔗

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเวลาเหลือน้อย ผมย้ำ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ตอนสมัย พ.ร.ก. ฉบับแรกเกี่ยวกับ เรื่องซอร์ฟต์โลน (Soft Loan) ผมได้เรียนฝากไว้ว่าเราควรจะต้องอัดเงินเอสเอ็มอี (SMEs) ผ่านเข้ามาในบีโอไอ (BOI) ครับ ท่านให้ได้ถึง ๑๐๐ ล้านบาท ๒๐๐ ล้านบาท ๕๐๐ ล้านบาท ทุกวันนี้ ท่านประธานครับ เราเห็นถุงมือยาง แม้กระทั่งเรื่องธุรกิจที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ซึ่งจะต้องไปต่อสู้กับโควิด (COVID) สมัยก่อนแรก ๆ หน้ากากก็แพง ถุงมือยางก็แพง ทำไม ท่านไม่เอาบีโอไอ (BOI) ไปให้บริษัทเหล่านี้ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องการแก้ปัญหาโควิด (COVID) อุตสาหกรรมที่เราจะต้องรองรับในเรื่องสุขภาพอนามัย ท่านอาจจะต้องไปให้ บางจังหวัด ยกตัวอย่างเช่นจังหวัดทางภาคใต้ จังหวัดที่มียางพารา จังหวัดเชียงราย ซึ่งตรงนี้ ถ้าท่านสามารถที่จะลดภาษีนำเข้าในเรื่องเครื่องจักรหรือว่าภาษีของนิติบุคคล ให้มันต่ำลง ยาวขึ้น ผมว่าตัวนี้จะเป็นการช่วยเสริมอีกอันหนึ่งในการที่จะทำให้สภาพ เศรษฐกิจในเรื่อง พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้ประสบผลสำเร็จ ท่านประธานครับ ท้ายสุดขอเรียนท่านประธานว่าทุกวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังกับรัฐมนตรีช่วยว่าการอาจจะไม่ได้เห็นเหมือนผมเห็น เมื่อกี้ผมพูดถึงหนี้ นอกระบบเป็นแสน ๆ ล้านบาท ทุกวันนี้พ่อค้าแม่ขายทุก ๆ ตลาดมีกลุ่มขบวนการที่ใส่หมวกกัน น็อกเดินเข้าไป ไปทำร้าย ไปข่มขู่โดยไม่เกรงอาญาแผ่นดินเลย และที่สำคัญก็คือเห็นชัด ๆ นะครับ ท่านไปถึงถามแบงก์กรุงไทย ถามแบงก์ที่ไหนก็ได้ที่มีตู้เอทีเอ็ม (ATM) เขามีบัตรเอทีเอ็ม (ATM) เป็นปึก ๆ ไปเก็บดอกเบี้ย รายไหนไม่ให้ ข่มขู่ รายไหนไม่ให้ก็ใช้วิธีโทรศัพท์ไปข่มขู่ ส่งไลน์ (Line) ไปให้ญาติพี่น้อง ถึงเวลาขึ้นมาเรื่องราวเหล่านี้จะทำให้ประเทศชาติวิกฤติ เรื่องนี้เรื่องแรก🔗

และเรื่องต่อมาก็คือเรื่องวัคซีนนี่ครับ ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ตัวแทนของรัฐบาลนะครับ ๓-๔ เดือนนี้ถ้าท่านไม่มีวัคซีนให้ฉีด ผมว่าประเทศชาติโกลาหล แน่นอน ก่อนหน้านี้เคยไปบอกให้พวกสมาชิก พวก ส.ส. พวกเราไปรณรงค์ชี้แจงให้ชาวบ้าน มาลงทะเบียนลงชื่อฉีด ปรากฏว่าผมก็ไปช่วย ส.ส. หลายคนก็ไปช่วย ตอนนี้คนก็มาฉีด มาด่า ส.ส. อีก บอกว่าลงทะเบียนแล้วไม่มีวัคซีนจะฉีด จะทำอย่างไรละครับ ต้องขอฝาก ท่านประธานนะครับว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้อย่างไรก็ผ่าน ผมเชื่อนะครับ ถ้าไม่ผ่านรัฐบาลก็ต้อง ลาออกล่ะ แต่ว่าขอให้อย่าเป็น พ.ร.ก. ที่มีแต่เจตนาดีแต่ประสงค์ร้ายนะครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านองค์การครับ🔗

นายองค์การ ชัยบุตร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม องค์การ ชัยบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากจังหวัดมุกดาหารครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมจะไปเร็ว ๆ นะครับ วัตถุประสงค์นี้ดีหมดนะครับท่านประธาน สาระสำคัญก็ดีหมด แต่ไปดูเนื้อในแล้วมันเป็นทิพย์ ทิพย์อย่างไร เป้าหมายในการที่จะทำซอฟต์โลน (Soft Loan) และฟื้นฟูนี้มันไม่มีอะไรเลย มันเป็นของเก่าปี ๒๕๖๓ เพียงแต่มาแปรสารใหม่เฉย ๆ แล้วเปลี่ยนชื่อคำนิยามใหม่ จากเอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดย่อมมาเป็นแบงก์พาณิชย์ จาก ๖ เดือน ก็เป็น ๑ ปี ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าจะซอฟต์โลน (Soft Loan) และฟื้นฟู มันต้องมีองคาพยพทั้งหมดที่เขาเดือดร้อนจาก โควิด (COVID) ไม่ใช่ว่าจ่อหัวแล้ว กว้าง ๆ แล้วคนที่ได้ประโยชน์ก็คือคนกลุ่มเดียว คนกลุ่มเดิมไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วปีกลายก็ใช้เงินไม่หมด ปีนี้ก็เหมือนเดิมละครับ อีหรอบเดิม กลุ่มเก่าที่จะได้ คนได้แล้วได้อีก คนไม่ได้ก็ไม่ได้อยู่เหมือนเดิม ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ก็ยังไม่ได้ ก็ยังรออยู่ นี่ผมจะพูดตรง ๆ อย่างนี้ล่ะ รัฐบาลใส่ยาถูกหรือเปล่า ถูกคนหรือเปล่า กลุ่ม ๒๐ เปอร์เซ็นต์นี้เขาไม่เดือดร้อน เขามีเรท (Rate) ของเขาอยู่ที่จะกู้เงิน กู้ธนาคาร หลักทรัพย์เยอะด้วย วงเงินก็เยอะ กลุ่มที่เดือดร้อนคือกลุ่มกลาง ๆ กลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มที่จะอยู่ ในระบบแหล่ไม่อยู่ในระบบแหล่คือผู้ประกอบการรายย่อย พวกวินมอเตอร์ไซค์ พวกแท็กซี่ พวกหาบเร่ค้าขายแผงลอย พวกตลาดนัด กลุ่มนี้เขาไม่อยู่ในระบบเลยนะท่านประธานแล้ว จะให้เขาซอฟต์โลน (Soft Loan) ได้อย่างไร ให้เขาฟื้นฟูอย่างไร ผมถามต่อไปว่า ถ้าการฟื้นฟูไม่พูดถึงเอ็นพีแอล (NPL) แล้วจะฟื้นฟูใคร ท่านจะฟื้นฟูกลุ่มไหน กลุ่มเดิม ก็ดีอยู่แล้ว ยังไม่พูดถึงภูเก็ตนะครับ ที่เดือดร้อนมาก ๆ ภูเก็ต พังงา กระบี่ แหล่งท่องเที่ยว อันดามันที่เป็นต้น ๆ ของประเทศไทย ซึ่งห่างกันกับมุกดาหารบ้านผม หรือเชียงใหม่ ก็แล้วแต่ กลุ่มนี้ไม่ได้เข้า เพราะว่าคุณไม่เอาเอ็นพีแอล (NPL) เข้า ถ้าจะซอฟต์ (Soft) แล้ว ต้องให้ซอฟต์ (Soft) ทุกอย่างครับท่านประธาน ซอฟต์ (Soft) ทั้งเงื่อนไข ซอฟต์ (Soft) ทั้งรายละเอียดต่าง ๆ ซอฟต์ (Soft) ทั้งอัตราดอกเบี้ย ท่านไม่ต้องไปทำเป็นเรท (Rate) หรอก ๖ เดือน ให้รัฐช่วย ๒ ปี ร้อยละ ๒ ๕ ปี คิด ๕ มันไม่ใช่ร้อยละ ๕ ต่อปีนะครับ มันยังมี บยส. ที่จะไปกินอีก ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ รวมแล้วองคาพยพนี้ตั้งแต่ต้นน้ำ ปลายน้ำ ไปเกือบ ๖ บาทแล้วครับท่านประธาน จะซอฟต์โลน (Soft Loan) ได้อย่างไร ถ้าซอฟต์โลน (Soft Loan) จริงดอกเบี้ยต้องเป็นศูนย์เป็นลบ ไม่เกินร้อยละ ๓ ต่อปี แล้วลบด้วย ลบ ๑ ลบ ๒ ลบ ๓ ก็ว่าไป นี่คือซอฟต์โลน (Soft Loan) และฟื้นฟูได้ คนที่เดือดร้อนไม่ได้รับการฟื้นฟู นี่แท็กซี่ก็มาร้องอีกแล้วท่านประธาน กลุ่มแท็กซี่มาร้อง เขาไม่ได้รับการดูแลเลย ๓๐,๐๐๐ กว่าคนนี้ จะช่วยเขาอย่างไรแท็กซี่นี้ ซื้อมาก็แพง ทุกวันนี้เหลือเงินเข้าบ้าน ๓๐๐ บาทดีที่สุดแล้วนะครับ และการปล่อยกู้ที่ดี ๆ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ให้วงเงินกู้ไม่เกิน ร้อยละ ๓๐ ของวงเงินกู้ ผมมีวงเงินสูงสุดอยู่ล้านหนึ่งถ้าผมไปเข้าผมก็ได้แค่ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ครับท่านประธาน ก็หักโน่นนี่นั่นอย่างที่หลาย ๆ ท่านพูด ค่าประกันมันไม่ถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาท หรอกครับ แล้วเกิดประโยชน์ไหม ไม่ได้เกิดประโยชน์ ได้แค่นี้ล่ะครับ ถ้าจะฟื้นฟูมันต้องดูที่ กิจกรรม ดูที่ธุรกิจ จะไปเอาเครดิตบูโร (Credit Bureau) มาดูมันไม่มีแล้วครับ มันตาย หมดแล้ว นี่ที่ผมว่ามันผิด ซอฟต์โลน (Soft Loan) มันผิด ไม่ฟื้นฟู การฟื้นฟูคือเอาคนที่จ่ม ดิ่งลงไปก้นบึ้งของทะเลลึกแล้วเอาขึ้นมาให้มันฟู ให้มันมีชีวิตอยู่ได้ ให้มันยืนได้ รัฐจะทำ อย่างไรก็แล้วแต่ ขอให้กลุ่มนี้เขาอยู่ได้ เพราะว่ากลุ่มนี้คือกลุ่มใหญ่ และไม่มีเครดิตและไม่ เข้าถึง หลายปีต่อหลายสมัยมาแล้วคนกลุ่มนี้ไม่เคยได้รับอานิสงส์เลย ผมเองก็อยากเห็น ผม เป็นลูกชาวนาคนหนึ่งที่มาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ในนามพรรคก้าวไกล ท่านปล่อยไปให้มัน เข้าถึงง่าย ๆ เข้าไปถึงชุมชนให้คุยกัน ให้เขาตั้งหลักเกณฑ์กติกาของเขา รัฐก็วางหลักเกณฑ์ คร่าว ๆ แต่ให้ข้างล่างเขาดูกันเองและแบงก์พาณิชย์เขาก็ต้องเอากำไรอยู่แล้ว ผมไปถามที่บ้านผมเอง ถามเจ้าหน้าที่สินเชื่อเอง เขาไม่เอาคนใหม่ เขาดูแลกลุ่มเดิม และให้ไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินกู้สูงสุด ไปเอาเอ็นพีแอล (NPL) ไปเอาเอ็นพีแอล (NPL) ตายแล้ว คนที่ขายพุ่มพวงอยู่หน้าแบงก์ทำอย่างไร เข้าไม่ได้ ขายลูกชิ้น ขายก๋วยเตี๋ยว ตลาดราตรีก็เข้าไม่ได้ ไปพึ่งที่ไหนก็ไปพึ่งนอกระบบล่ะครับ เข้าง่ายนะครับ ท่านประธาน ฝากไปถึงผู้มีอำนาจ ผู้บริหารกระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วย ตรงนี้เป็นรายละเอียดที่ลึกซึ้งมาก ถ้าไม่เข้าใจประชาชนจะตาย ผมสัมผัสมาอย่างนี้ ผมไม่ได้เรียนการเงินมา แต่ผมสัมผัสคนที่เขาลำบากมา ผมอยู่ข้างนอก ผมไปทุกวัน ไปเจอเขาทุกวัน ไปภูเก็ตเขาก็มาร้องไห้ใส่ผู้แทน ในฐานะกรรมาธิการหนี้สิน สภา ผู้แทนราษฎร เอาง่าย ๆ ท่านประธาน เอา ๓ จังหวัด แหล่งท่องเที่ยวที่รัฐบาลกำลังจะ ให้มันขึ้นมาเหมือนเดิมนี่เอาให้มันรอดก่อน เบื้องต้นถ้าทำไม่ได้ ทั่วไป เอาภูเก็ต กระบี่ พังงา ก่อนที่จะเอาต่างชาติเข้ามา ถ้าไม่พูดอย่างนี้มันก็ไม่สำเร็จ แล้วรัฐบาลก็ไม่รู้จะนำไป ปฏิบัติอย่างไร หลาย ๆ ท่านก็ได้นำเสนอแนะ ถ้าเอาดอกเบี้ยลดลงมา แล้วลดติดลบด้วย คำ ว่าลบก็คือต้นก็ลด ดอกก็ลด คนก็จะฟื้นฟู กติกาก็เข้าง่าย ๆ มันไม่มีอะไรแล้วท่านประธาน มีแต่ตัวกับหัวใจที่จะอยู่ไปข้างหน้า สู้ไปข้างหน้า ลำพังที่จะหลบโควิด (COVID) ทุกวันนี้ ก็ไม่ไหวแล้ว อย่าหลงทางนะครับ ท่านหลงทางเหมือนโควิด (COVID) ก็โดนด่ามากมายแล้ว ท่านมาหลงทางเรื่องซอฟต์โลน (Soft Loan) ฟื้นฟูอีก มันไม่ได้นะครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกอีก ๓ ท่าน ที่จะอภิปรายต่อไปนะครับ มีท่านเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ท่านละออง ติยะไพรัช ท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เชิญท่านเลิศศักดิ์ครับ🔗

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เลย

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทยครับ ผมขอใช้สิทธิอภิปรายต่อพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งผมจะเน้น ไปที่หมวด ๒ ของพระราชกำหนดในเรื่องของมาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สิน หลักประกันเพื่อการชำระหนี้ในวงเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ พระราชกำหนดฉบับนี้ออกมาผิดเวลา ซึ่งผมถือว่าเป็นความผิดพลาดของทางรัฐบาล ที่ไม่รอบคอบ เพราะพระราชกำหนดฉบับนี้ควรจะออกมาตั้งแต่ในช่วงของการออก พระราชกำหนดซอฟต์โลน และพระราชกำหนดการตั้งกองทุนบีเอสเอฟ (BSF) ในช่วงนั้น เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งทุน แล้วก็ประคับประคองกิจการ แล้วก็ รักษาระดับการจ้างงานให้คงอยู่ต่อเนื่องไปได้นะครับ การออกพระราชกำหนดซอฟต์โลน ในช่วงนั้นไม่สามารถทำให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงแหล่งทุน ในขณะเดียวกันการออกพระราช กำหนดตั้งกองทุนบีเอสเอฟ ก็เพียงเพื่อจะรักษาเสถียรภาพทางการเงินและป้องกันไม่ให้เกิด วิกฤตการณ์ทางการเงินเท่านั้น ไม่ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง รายย่อยให้ ได้เข้าถึงแหล่งทุนเลยครับ ในพระราชกำหนดฉบับนี้ได้กำหนดมาตรการในการสนับสนุนให้มี การรับโอนทรัพย์ที่เรียกว่าหลักประกันเพื่อการชำระหนี้ แอสเซต แวร์เฮาส์ซิง (Asset Warehousing) การพักทรัพย์พักหนี้ หรือในช่วงแรกได้เรียกว่า โกดังพักหนี้ ผมถือว่าเป็น นวัตกรรมของทางธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดูสวยหรูครับ แต่ในทางปฏิบัติต้องดูว่าจะ สามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ เพราะจริง ๆ แล้วรูปแบบของแอสเซต แวร์เฮาส์ซิง (Asset Warehousing) หรือพักทรัพย์พักหนี้ของแบงก์ชาติที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดฉบับนี้ ก็คือรูปแบบหนึ่งของการเจรจาประนอมหนี้ปกติอยู่แล้วระหว่างสถาบันทางการเงินหรือ ธนาคารพาณิชย์และลูกหนี้ตามปกตินะครับ เพียงแต่ว่าในกรณีนี้แบงก์ชาติจะเข้ามาเป็น ตัวกลางในการสร้างแรงจูงใจให้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันทางการเงินโดยการปล่อยกู้ ให้กับสถาบันทางการเงินหรือแบงก์พาณิชย์ที่จะรับโอนทรัพย์เพื่อการชำระหนี้ โดยคิดดอกเบี้ยกับธนาคารพาณิชย์เพียงแค่ร้อยละ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะให้ลูกหนี้ ปลอดหนี้ ไม่ต้องชำระหนี้ และให้สิทธิลูกหนี้ในการที่จะเข้าขอเช่าทรัพย์ในการประกอบ กิจการได้ และในขณะเดียวกันก็ให้สิทธิในการซื้อคืนได้ในราคาที่ตีราคาชำระหนี้ไว้ในอีก ๕ ปี ต่อไปนะครับ นี่คือหลักการของแอสเซต แวร์เฮาส์ซิง (Asset Warehousing) พักหนี้พัก ทรัพย์ ซึ่งถือว่าเป็นหลักการที่ดีแต่ผมเห็นปัญหาหลายอย่างแล้วก็อยากขออนุญาตตั้ง ข้อสังเกตให้กับทางรัฐบาลในหลายข้อนะครับ ประการแรก ผมเห็นว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นกังวลในครั้งแรกว่าปัญหาเรื่องของการตีโอนหนี้เพื่อชำระหนี้จะเกิดปัญหาในเรื่องของค่า โอน ค่าธรรมเนียม รวมถึงภาษีเงินได้นิติบุคคลต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ก็ถือว่าสบายใจได้ในระดับ หนึ่ง เพราะว่ารัฐบาลได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาตามความในประมวลรัษฎากรเพื่อยกเว้น ค่าธรรมเนียมโอนภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แล้วก็ถึงคลี่คลายในระดับ หนึ่ง แต่ก็ยังมีบางอย่างหลายประการที่อยากจะนำเสนอ ประการหนึ่งครับ พระราชกำหนด ฉบับนี้ไม่มีข้อกำหนดใดที่จะการันตี (Guarantee) ได้เลยว่าจะสามารถบังคับให้เจ้าหนี้และ ลูกหนี้ตกลงกันได้และเข้าร่วมมาตรการในพระราชกำหนดฉบับนี้ เพราะผมเห็นว่าธนาคารพาณิชย์ได้เปรียบ เพราะจะเลือกเอาเฉพาะลูกหนี้ที่มีทรัพย์ ที่มีคุณภาพ มีหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพและคาดการณ์ได้ว่าในอีก ๕ ปีข้างหน้าราคาตลาด จะสูงกว่าราคาที่ตีโอนชำระหนี้ หมายความว่าจะเป็นโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์ ได้ชอป (Shop) ของถูกตั้งแต่ตอนนี้เลย ตรงนี้ละครับที่จะเป็นปัญหา เพราะว่าในมาตรการ ของพระราชกำหนดไม่มีข้อใดที่บ่งชี้ให้เห็นว่าจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ หรือจะเป็นการช่วย ลูกหนี้อย่างแท้จริง อันนี้คือประเด็นที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตให้กับทางรัฐบาล🔗

ประการต่อมาครับ พระราชกำหนดฉบับนี้ให้สิทธิลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการ และเจรจากับเจ้าหนี้ได้ในการขอเช่าทรัพย์ที่ตีโอนชำระหนี้ไปแล้วประกอบกิจการต่อ ประเด็นก็คือว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ไม่ได้ระบุเพดานของค่าเช่าที่ลูกหนี้จะไปขอเช่ามา ประกอบกิจการต่อเพื่อรักษาระดับการจ้างงานต่อไป แล้วก็ประคองกิจการต่อไปได้ ปัญหา ก็คือว่าเจ้าหนี้เองจะอยู่ในสถานะที่มีอำนาจการต่อรองสูงกว่า เพราะเหตุว่าสามารถเลือกได้ ว่าจะเข้าไปเจรจากับลูกหนี้ที่มีหลักประกันที่มีคุณภาพและมีโอกาสที่จะทำกำไรได้ในอนาคต อาจจะมีการตั้งเพดานตั้งค่าเช่าที่สูงจนเปรียบเหมือนกับว่าลูกหนี้เองเปรียบได้ว่ามีการจ่าย ชำระดอกเบี้ยไม่ได้ต่างกัน นั่นคือ พ.ร.ก. ฉบับนี้อาจจะไม่ได้ช่วยนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอ ตั้งข้อสังเกตตรงนี้ถึงทางรัฐบาล🔗

ประการสุดท้ายท่านประธานครับ หลักการของพระราชกำหนดฉบับนี้ไม่ได้ แตกต่างจากการเจรจาประนอมหนี้ตามปกติระหว่างเจ้าหนี้ ก็คือสถาบันทางการเงิน และลูกหนี้ แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่ารัฐบาล โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ตามมาตรา ๑๘ ของพระราชกำหนดได้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยให้กู้ยืมกับธนาคารพาณิชย์ที่เจรจารับโอน ชำระหนี้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกมากครับ คือร้อยละ ๐.๐๑ ถือได้ว่าเป็นต้นทุนทางการเงิน ที่ต่ำมาก แบงก์พาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการนี้อาจจะได้รับแรงจูงใจที่สูง แต่ก็ถือว่าสามารถนำเงินนี้ไปสร้างผลกำไรให้กับแบงก์พาณิชย์ได้มหาศาลในอนาคตต่อไป ดังนั้นผมจึงไม่มั่นใจว่าพระราชกำหนดนี้จะเป็นการช่วยธนาคารพาณิชย์หรือเป็นการช่วย ผู้ประกอบการให้อยู่รอดได้ ก็ได้หวังแต่ว่าทางรัฐบาลเองจะหามาตรการหรือวิธีการที่จะช่วย สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างแท้จริงในการที่จะให้ผู้ประกอบการได้อยู่รอดในช่วงวิกฤติ ของไวรัสโคโรนาในครั้งนี้ได้ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านละอองครับ เชิญต่อไปครับ🔗

นางสาวละออง ติยะไพรัช เชียงราย

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย เมื่อปี ๒๕๖๓ รัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยออกซอฟต์โลน (Soft loan) เพื่อดูแลภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านไป ๑ ปีท่านไม่ได้ ทำตามเป้าหมายของพระราชกำหนด ท่านใช้ไปเพียง ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๒๖ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ท่านออกพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบ ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ เมื่อสักครู่ ท่านสมบัติ ศรีสุรินทร์ ได้พูดถึง ก็มีนักธุรกิจที่ติดเอ็นพีแอล (NPL) เยอะแยะ มากมาย แต่ธุรกิจนี้สามารถที่จะฟันฝ่าได้ ก็คือเกิดจากผู้นำประเทศที่ให้นโยบาย และธนาคารเองทำความเข้าใจ ทำความตกลง แล้วก็ลดดอกเบี้ย และธุรกิจนั้นสามารถทำได้ แม้ธุรกิจที่สร้างสภาวันนี้วันนั้นก็เป็นเอ็นพีแอล (NPL) ทำไมฟื้นตัวได้ เป็นผู้ยิ่งใหญ่มาได้ วันนี้มันเกิดจากนโยบายของรัฐบาลจริง ๆ ถ้านโยบายของรัฐบาลวันนี้ไม่ดูปัญหาและสาเหตุ แต่ท่านทำตามความรู้สึก ทำตามความเข้าใจของท่านเอง ประเทศไทยเรามันจะล้มระเนระนาด และดิฉันเองวันนี้ก็ไม่อยากจะพูดอะไรมาก ขอให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในวันนี้ ท่านลองไปฟังคลับเฮาส์ (Clubhouse) ถ้าท่านอยากจะฟังและการแก้ปัญหาดี ๆ ท่านลองถาม คุณโทนี่ วู้ดซัม ดูว่าการแก้ไขปัญหานี้จะให้เกิดความสำเร็จเหมือนปี ๒๕๔๔ ได้อย่างไร ขอบคุณค่ะ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไป ท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เชิญครับ🔗

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ทางรัฐบาลได้เสนอ พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ ท่านประธานครับ จากการที่ผม ได้ฟังเหตุผลของทางผู้แทนคณะรัฐมนตรีได้เสนอเหตุผลให้กับทางสภาแห่งนี้ได้รับทราบ ถึงเหตุผลในการที่จะได้เสนอในการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดฉบับที่เรากำลังพิจารณา อยู่ในขณะนี้ ก็ด้วยเหตุผลที่สืบเนื่องจากการที่การระบาดของไวรัสโคโรนา-๑๙ (Virus Corona-19) ในรอบที่ผ่านมาที่รัฐบาลเองได้มีการออกพระราชกำหนดอะไรไป ในปี ๒๕๖๓ แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของการที่จะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะในส่วนของ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่จะเข้าถึงสถาบันทางการเงินในการที่จะขอรับการสนับสนุนเงิน เพื่อไปแก้ไขปัญหาในภาคธุรกิจของตัวเอง สิ่งที่ผมอยากจะได้นำเรียนท่านประธานไปถึง ผู้ที่จะต้องรับในส่วนของกฎหมายฉบับนี้ไปปฏิบัติ โดยเฉพาะในส่วนของธนาคาร แห่งประเทศไทยที่จะต้องคอยดูแลและกำกับในส่วนของสถาบันการเงินของประเทศของเรา ในขณะนี้ ท่านประธานคงทราบดีนะครับว่าในส่วนของสถาบันทางการเงินในปัจจุบันที่จะอยู่ ในประเทศของเรานั้นมีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือว่าเป็นสถาบันทางการเงินที่ประกอบ โดยภาคเอกชนที่ก่อตั้งขึ้นมาแล้วก็ดำเนินการในการให้การช่วยเหลือหรือว่าให้การดูแล เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินกับภาคธุรกิจเอกชน อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นในส่วนของ สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับในส่วนของรัฐบาลโดยตรง และในส่วนตรงนี้ผมอยาก จะนำเรียนท่านประธานนะครับว่าในช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าข้อจำกัดที่สถาบันทางการเงิน ที่เป็นส่วนของภาคเอกชนโดยตรง ถึงแม้ว่ารัฐบาลเองจะปล่อยให้เขามีเงินที่รัฐบาลสนับสนุน ไปปล่อยเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ แต่ก็เป็นข้อจำกัดที่ทางสถาบันทางการเงินไม่ยอมไป ปล่อยให้กับภาคธุรกิจเอกชนหรือว่าเอสเอ็มอี (SMEs) เพราะว่าด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวว่า ถ้าปล่อยไปแล้วจะไม่สามารถเรียกเก็บเงินเหล่านั้น หรือว่าทรัพย์สินที่จะต้องอยู่ในความรับผิดชอบ แล้วสถาบันทางการเงินเองจะต้องมีภาระกับ ในส่วนของการที่จะต้องเอาวงเงินจากในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย อันนั้นก็จะเป็น ภาระของสถาบันทางการเงิน อันนี้เป็นข้อจำกัดที่มันเกิดขึ้น ทีนี้ถามว่าแล้วแนวทางที่ผม อยากจะฝากถึงผู้ที่รับผิดชอบว่า ถ้าวันนี้เราผ่านในส่วนของพระราชกำหนดฉบับนี้ไปแล้ว ถ้าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก ถามว่าคนที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะในส่วนของธนาคาร แห่งประเทศไทย ในส่วนของรัฐมนตรีหรือว่ารัฐบาลที่จะต้องหาทางในการแก้ไข ถ้าเกิด เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาอีก คนต้องการเงินในการที่จะไปฟื้นฟูธุรกิจของตัวเองมากมาย แต่ ไม่สามารถที่จะขอรับการสนับสนุนได้ คำถามก็คือว่า รัฐบาลหรือว่ากระทรวงการคลัง หรือว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้การดูแลบังคับสถาบันทางการเงินได้หรือไม่ ผมเชื่อว่า ทางหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็คงไม่สามารถที่จะไปบังคับสถาบัน ทางการเงินได้ แต่ผมคิดว่าในส่วนที่รัฐบาลเองน่าที่จะต้องมาทบทวนก็คือว่าในส่วนสถาบัน ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร ธ.ก.ส. อะไรต่าง ๆ ที่รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในขณะนี้ ถ้าแบงก์พาณิชย์ที่เขาเป็นภาคเอกชน เขาไม่ให้การสนับสนุน ผมคิดว่าเราน่าที่จะใช้กลไกของรัฐหรือว่าแบงก์ของรัฐที่เป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่เข้าไปมีส่วนในการที่จะได้ขับเคลื่อน เพื่อที่จะได้ให้พี่น้องประชาชนเขาสามารถ ที่จะได้รับการสนับสนุนในเรื่องของเงินที่เขาจะไปกู้ยืมเพื่อที่จะไปฟื้นฟูในส่วนของภาคธุรกิจ ของเขา แต่อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะฝากไว้สำหรับในโครงการที่ทางรัฐบาลได้เสนอในการออก พระราชกำหนดฉบับนี้มา ใน ๒ มาตรการ เราจะเห็นว่าสิ่งที่เราคิดว่าน่าที่จะเป็นปัญหาก็คือ ในส่วนของโครงการสินเชื่อฟื้นฟู สินเชื่อฟื้นฟูนี้ครับที่เป็นปัญหา เพราะว่ากลุ่มคนอีก จำนวนมากที่ต้องการที่จะเข้าถึงแหล่งเงิน แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของศักยภาพในการที่จะ ทำกิจการของเขาในระยะที่ต้องเรียกว่าอยู่ในภาวะวิกฤติอยู่ในขณะนี้ เราจะเห็นว่าในตัว พระราชกำหนด ระยะเวลาในการที่จะให้กู้ยืมมีการขยายระยะเวลาออกไป คือไม่เกิน ๕ ปี ถามว่า ๕ ปี จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่าในเรื่องของสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นต่อเนื่อง กับเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) ในขณะนี้ มันจะจบภายในอีกเวลากี่ปี ซึ่งมันไม่มีใครตอบได้ แต่ในส่วนของพระราชกำหนดได้มีการเขียนเอาไว้ว่า ก็จะให้ระยะเวลาในการดำเนินการภายใน ๕ ปี อันนี้ผมคิดว่ามันเป็นข้อจำกัดที่มาผูกมัดตัวเอง ซึ่งก็ฝากเป็นประเด็นเป็นข้อสังเกตไว้ นะครับ เพราะว่าถ้ามันไม่มีตัวในเรื่องของเงื่อนเวลามาบังคับ ผมคิดว่ามันก็จะทำให้ภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่เขามากู้เงินเขามีเวลาในการหายใจ มีเวลาในการที่จะคิด มีเวลาในการ ที่จะทำ เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจของเขาฟื้นกลับคืนมาได้ ส่วนใหญ่ในส่วนของภาคธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เราก็จะเห็นว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบมากก็คือในส่วนของภาคการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น ในขณะนี้ ฉะนั้นถามว่าภายใน ๓-๕ ปี ที่จะถึงในอนาคตในภายภาคหน้าภาคธุรกิจเหล่านี้ จะฟื้นหรือว่าจะได้รับการมีคนมาใช้บริการเหมือนดังเดิมหรือไม่ มันไม่มีใครตอบได้ เพราะว่า ถ้าเราดูจากสถานการณ์โดยรวมของทุกประเทศในขณะนี้ ในเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งทุกคนพยายามที่จะหาทางในการที่จะร่วมมือในการที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว มันก็ยังไม่มี ท่าทีที่จะสามารถที่จะหยุดยั้งในสิ่งที่มันเกิดขึ้นในขณะนี้ได้ ฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าก็เป็น ข้อจำกัดแล้วก็อยากจะฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยพิจารณาดูแลให้เกิดความคล่องตัว เมื่อเราตั้งใจในการที่จะดูแลเขา ตั้งใจในการที่จะสนับสนุนเขา ก็อยากที่จะทำให้ระบบกลไก ต่าง ๆ เป็นไปด้วยความง่าย ไม่ใช่ว่าสร้างเงื่อนไขนอกจากในส่วนของกฎหมายที่เขียนขึ้นมาไว้แล้ว ท่านก็ไปออกระเบียบ ไปออกกติกาเพิ่มขึ้นมาก็ทำให้คนไม่สามารถที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย มันก็ไม่สามารถที่ จะทำให้ความตั้งใจหรือว่าเป้าหมายที่ท่านต้องการที่จะประคองธุรกิจ โดยเฉพาะในส่วนของ เอสเอ็มอี (SMEs) และในส่วนของบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหลายแสนคนที่จะต้องพึ่ง ในส่วนของธุรกิจดังกล่าวที่จะต้องอาศัยเงินงบประมาณในส่วนตรงนี้ ก็ขออนุญาตนำเรียน ท่านประธานแล้วก็ฝากไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาให้เกิดความรวดเร็วแล้วก็รอบคอบด้วย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ยังมี รายชื่อท่านสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายต่ออีก ๓ ท่าน ผมขอปรึกษาที่ประชุมว่าพอ ๓ ท่าน สุดท้ายเราก็จะปิดอภิปรายเพื่อจะให้เจ้าของญัตติได้สรุปแล้วก็ตอบชี้แจง แล้วจะลงมติ นะครับ เพราะมีรายชื่ออีกแค่ ๓ ท่านแค่นั้นเอง จะเหลือท่านวรภพ วิริยะโรจน์ ท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ และท่านวีระกร คำประกอบ หลังจากนั้นก็จะให้ทางรัฐมนตรีตอบนะครับ เชิญต่อครับ ท่านวรภพ🔗

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ถ้าให้ผมอภิปรายสรุป พ.ร.ก. ฉบับนี้ หรือว่าที่ผมอยากจะเรียกมันคือ ซอฟต์โลน (Soft Loan) ภาค ๒ มันก็คงเป็นผลงานที่ชัดเจนที่สุดของรัฐบาลนี้ที่แสดงถึงความล่าช้าใน การยอมรับความผิดพลาดแล้วก็ความล้มเหลวในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ในรอดจาก วิกฤตินี้ครับ พอย้อนกลับไป ๑ ปีพอดีครับที่รัฐบาลชุดนี้ก็ออก พ.ร.ก. ซอฟต์โลนออกมาเพื่อ ช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งสิ่งที่ผมและพรรคก้าวไกล จริง ๆ ส.ส. ทุกคนในสภาแห่งนี้ ก็พยายามสื่อสารตลอดว่ามาตรการซอฟต์โลน (Soft Loan) นี้ไม่สามารถช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ได้ครับ ผลลัพธ์มันก็ออกมายืนยันครับ ๑ ปีผ่านไป ปล่อยได้เพียงแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จากวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ในขณะที่เอสเอ็มอี (SMEs) ที่ต้องปรับ โครงสร้างหนี้ยังคงมีอยู่ถึง ๑ ล้านล้านบาท มันสะท้อนครับว่าเอสเอ็มอี (SMEs) ก็จำนวน มากที่ยังเข้าไม่ถึง แต่รัฐบาลนี้ครับก็ปล่อยปละละเลยใช้เวลา ๑ ปีเต็มกว่าที่จะยอมรับ ความผิดพลาดของมาตรการซอฟต์โลน (Soft Loan) ว่าไม่สามารถช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ได้ แต่ก็เป็นอีกครั้งครับที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้แก้ไขออกมา แต่เหมือนจะไม่มีความจริงใจในการ ที่จะช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ครับ แน่นอนครับมันดีกว่าฉบับแรก แต่ใจกลางของปัญหาที่ไม่ได้ ถูกแก้ไขก็คือปัจจัยสำคัญที่ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) เพราะความเสี่ยง หนี้สูญครับ ที่ไม่รู้ว่าวิกฤตินี้จะจบเมื่อไร ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ธนาคารกล้าปล่อย สภาพคล่องเพื่อช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) มันคือการชดเชยหนี้สูญจากภาครัฐไปยังธนาคารครับ และอัตราการชดเชยหนี้สูญที่ผมพูดถึงใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็กำหนดไว้ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ๔๐ เปอร์เซ็นต์นี้ล่ะครับที่ผมคิดว่าเป็นจุดตาย เพราะว่ามันน้อยมากครับมันน้อยเกินไป ยิ่งในช่วงวิกฤตินี้ที่ธนาคารจะกลับมากล้าปล่อยสภาพคล่องเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ให้ประคองเอสเอ็มอี (SMEs) ให้รอดไปจากวิกฤตินี้ กล้าปล่อยสภาพคล่องให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็กเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ไม่เคยมีสินเชื่อมาก่อนครับ เพราะถ้าย้อนกลับไปดู มาตรการปกติของ บสย. ก็จะเห็นว่าในสภาวะปกติที่มาตรการที่ บสย. ออกมา อัตรา การชดเชยหนี้สูญมันก็อยู่ที่เพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ครับ การเพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในช่วงวิกฤตินี้ นี่คือตัวเลขที่สะท้อนครับว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีความจริงใจเลยที่จะต้องการ ช่วยให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ครับ ดังนั้นมันก็ไม่ต้องแปลกใจถ้า มาตรการนี้ออกมาแล้ว ๑ เดือน ตัวเลขเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ไม่เคยมีสินเชื่อธนาคารมาก่อนก็ กู้ได้เพียงแค่ ๔๕ รายครับ มันก็สะท้อนออกมาชัดเจนว่าตัวเลขการชดเชยหนี้สูญมันไม่ เพียงพอ มันยังน้อยเกินไปมากที่ธนาคารจะกล้าปล่อยกู้ให้กับคนที่ต้องการจริง ๆ สิ่งที่มัน ควรจะเป็นครับ และมันก็เป็นสิ่งที่พวกผมพูดมาตลอด เงื่อนไขเดียวที่ธนาคารจะกล้าปล่อยกู้ ให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) เหล่านี้ให้รอดจากวิกฤตินี้ไปได้ คืออัตราการชดเชยกรณีหนี้สูญที่ จะต้องมากพอ แล้วก็จูงใจเพียงพอที่จะให้ธนาคารกล้าปล่อยได้ รัฐบาลควรจะประกาศไป เลยครับว่าอย่างชดเชย ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อให้ธนาคารมั่นใจครับ ถ้ารายไหนไม่รอด อย่างน้อยก็เป็นภาครัฐที่จะมาช่วยธนาคารได้ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลทั่วโลกเขาทำกันจริง ๆ เขาก็ทำกันตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วนะครับ อย่างรัฐบาลญี่ปุ่นที่ออกมานี้คือเขายังกล้าประกาศให้ ชดเชยถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำสำหรับเอสเอ็มอี (SMEs) คือเหมือนเขามีความจริงใจครับว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้เอสเอ็มอี (SMEs) สามารถประคองและรอดไปได้ แต่รัฐบาลไทยกลับทำ ตรงกันข้ามครับ จริง ๆ อีกอย่างหนึ่งคือประเทศหลายประเทศครับ เขาก้าวข้ามแค่มาตรการ ช่วยเหลือด้านสภาพคล่องไปแล้ว วันนี้เขาไปถึงว่าเขาสามารถสนับสนุนให้มีเงินอุดหนุนตรงเลย อย่างอเมริกา ที่ว่าให้เงิน ช่วยเหลือตรงกับร้านอาหารเลยนะครับ ขอเพียงดูว่ายอดขายลดลงจากปีที่แล้ว ให้เลย ร้านอาหารหนึ่งไม่เกิน ๑๕๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลไทยแค่สภาพคล่อง เอสเอ็มอี (SMEs) ก็ยังเข้าไม่ถึงเลยนะครับ รัฐบาลจะประกาศวงเงินออกมา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีประโยชน์ครับ ถ้าอัตราการชดเชยหนี้สูญยังไม่มากพอที่จะให้ ธนาคารกล้าปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ปีหน้าก็ต้องมาคุยกันเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ และ ยิ่งเมื่อให้ธนาคารเป็นผู้เลือก คือเลือกที่จะช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) รายไหน ไม่ช่วยรายไหน ผลลัพธ์มันก็ยิ่งออกมาเหมือนเดิมครับ คือธนาคารก็ย่อมเลือกช่วยธุรกิจที่ธนาคารกำไรมาก ที่สุดครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นมาตรการของรัฐเอง มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็นว่าคนที่ต้องการกู้ไม่ได้ คน ที่กู้ได้ก็ไม่ใช่คนที่ต้องการ สิ่งที่ผมพยายามเสนอมาตลอด มาตรการของรัฐไม่ควรจะให้ ธนาคารเป็นผู้เลือก มันควรจะเป็นข้อกำหนดของภาครัฐที่ต้องการช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ทุกราย จริง ๆ แล้วสามารถดูประวัติได้เลยนะครับ การเสียภาษีทั้งหมด ๑๐ ปีที่ผ่านมา ไม่ว่า จะเป็นภาษีบุคคล ภาษีนิติบุคคล ภาษีแวต (VAT) จริง ๆ มันควรจะเป็นวงเงินให้กับเอสเอ็ม อี (SMEs) อย่างน้อยว่ามั่นใจว่าเขาจะรอดออกไปได้ เพราะเอสเอ็มอี (SMEs) เหล่านี้คือล้วน เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีศักยภาพทั้งนั้น คือให้ เอสเอ็มอี (SMEs) อย่างพวกเราเข้าใจบ้างว่า ที่เสียภาษีไปไม่ใช่แค่ค่าเช่าประเทศนี้ เพราะรัฐบาลจะมาช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ในยามวิกฤติ แบบนี้ที่เขาต้องการตอนนี้ แล้วก็ไม่ควรจะมีเอสเอ็มอี (SMEs) รายไหนที่ต้องมาเสียธุรกิจปิด กิจการไปจากวิกฤติที่เขาไม่ได้ก่อขึ้นมา🔗

ส่วนมาตรการที่ ๒ พักทรัพย์พักหนี้ หรือโกดังพักหนี้ เป็นโครงการที่ดีกับ ลูกหนี้แน่นอน เพราะสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดรองจากสภาพคล่องคือทรัพย์สิน ในการทำธุรกิจต่อไปได้หลังจากวิกฤตินี้ ซึ่งการพักทรัพย์พักหนี้ก็ช่วยตรงนี้ได้ ถึงแม้ว่าต้อง โอนทรัพย์ให้กับเจ้าหนี้ไปก่อน แต่ก็ยังสามารถเช่าใช้ต่อได้ครับ เพราะสิ่งที่ช่วยได้แน่ ๆ ก็คือ อย่างน้อย ๕ ปี ผู้ประกอบการจะไม่ถูกเจ้าหนี้ยึดทรัพย์และขายทอดตลาดออกไป คือยังพอมี เวลา มีโอกาสได้ตั้งตัว ได้หายใจ ต่อสู้กันใหม่หลังจากวิกฤติคลี่คลายใน ๕ ปีข้างหน้า แต่สิ่งที่ เป็นปัญหาใหญ่ของมาตรการนี้ คือเช่นเดียวกันครับ รัฐบาลชุดนี้ก็ปล่อยให้ธนาคารเป็น ผู้เลือก เลือกว่าจะพักทรัพย์ พักหนี้ ให้กับผู้ประกอบการรายใดบ้าง แทนที่จะให้เป็นสิทธิของ ลูกหนี้ที่จะสามารถเข้าร่วมมาตรการนี้ได้ทันที ผู้ประกอบการที่เขาอยากจะเข้าร่วมก็เข้าไม่ได้ ชัดเจนครับ ข้อมูลล่าสุดก็คือมีเพียงเข้าได้แค่ ๒ ราย ซึ่งก็เข้าใจว่ามันเพิ่งเริ่มเท่านั้น แต่เท่าที่ ผมคุยกับผู้ประกอบการจำนวนมาก ก็บอกว่าธนาคารก็ต่างมีเงื่อนไขบ่ายเบี่ยงมากมาย ทั้งที่ สิ่งที่มันควรจะเป็นคือรัฐควรจะต้องกำหนดไว้เลยครับว่าถ้าลูกหนี้ที่มีมูลค่าทรัพย์มากกว่า วงเงินกู้ จริง ๆ ขอเพียงแค่มากกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ก็สมควรจะขอเข้าร่วมมาตรการ พักทรัพย์ พักหนี้ได้ทันทีครับ มันควรจะเป็นสิทธิของลูกหนี้ด้วยซ้ำที่ในช่วงวิกฤตินี้อย่างน้อย ให้เขายังได้มีโอกาสมีทรัพย์อยู่ แต่ว่าจะให้ทรัพย์โอนไปยังเจ้าหนี้ก่อนก็ยังได้ครับ เพราะว่าธนาคารเองจริง ๆ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ได้โอนทรัพย์ที่มูลค่าที่มากกว่ายอดหนี้อยู่ แล้วมาเป็นของเจ้าหนี้อยู่แล้วเพื่อความสบายใจของธนาคาร ธนาคารก็ยังได้เงินกู้จากแบงก์ ชาติมาเพิ่มสภาพคล่องด้วย อัตราดอกเบี้ยก็เพียง ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ รัฐบาลต้องตอบผู้ประกอบการว่าทำไมถึงไม่ใช่เป็นสิทธิของลูกหนี้ที่จะเข้าในการขอพักทรัพย์ พักหนี้ได้ทันที ทำไมถึงต้องให้ธนาคารเป็นผู้เลือกตลอดเวลา ทำไมต้องให้ธนาคารเป็นผู้ได้รับ ประโยชน์สูงสุดจากมาตรการของรัฐเอง สรุปมันเหมือนกับว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้อยากจะ ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) จริง ๆ ทั้งไม่ช่วยสภาพคล่อง ปล่อยให้ธนาคารเลือกที่จะ ยึดทรัพย์ได้เอง หรือปล่อยให้ธนาคารเป็นผู้เลือกว่าจะช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) รายไหน ที่ธนาคารจะได้กำไรสูงสุด🔗

สุดท้ายที่ผมอยากจะฝากไปยังผู้มีอำนาจได้คิด ว่าสิ่งต่อเนื่องที่ต้องรีบออกมา จากโกดังพักหนี้ธุรกิจ จริง ๆ มันคือโกดังพักหนี้บ้าน คือทุกวันนี้ลูกหนี้รายย่อยจำนวนมากที่ บ้านกำลังจะถูกยึดขายทอดตลาดออกไปตกงาน ขาดรายได้ในช่วงวิกฤตินี้ ผมคงต้องบอกว่า มันควรจะแบ่งวงเงินส่วนหนึ่ง หรือจาก พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะออกมาก็ได้ ที่ต้อง เอามาช่วยลูกหนี้บ้านด้วย เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดอย่าปล่อยให้ลูกหนี้ถูกยึดบ้าน ถูกขาย ทอดตลาด ไม่มีที่อยู่ในช่วงวิกฤตินี้เลย ให้พวกเขายังพอมีเวลาหายใจ ตั้งตัว อย่างน้อย ๓ ปี ๕ ปี เหมือนอย่างธุรกิจบ้าง คือมั่นใจว่าเมื่อผ่านวิกฤติไปแล้วประชาชนตัวเล็กตัวน้อยยังพอมี บ้านอยู่บ้าง อย่าปล่อยให้เขาถูกยึดหมด ธุรกิจก็ถูกปิด ก็คงต้องฝากทางรัฐบาลนี้ ลองพิจารณาดูครับ ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ครับ🔗

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่ เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๗ พรรคเพื่อไทย ต่อ พ.ร.ก. เงินกู้ให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของโรคติดเชื้อโควิดโคโรนา ๒๐๑๙ ปี ๒๕๖๔ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔ และในปีที่ผ่านมานี้ก็วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๓ สภาได้ขออนุมัติผ่านพระราชบัญญัติเงินกู้ ๑,๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และใน ๑,๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กรายน้อย แต่ในขณะเดียวกันเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่สามารถช่วยเหลือพี่น้องผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) ได้ ด้วยหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของทางธนาคารก็ปล่อยกู้ได้แค่ ๑๓๘,๐๐๐ กว่า ล้านบาท ก็ไม่ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ขอผ่านสภามา ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กรายน้อยที่ไม่สามารถที่จะเข้ากู้เงินได้ ในขณะนี้กำลังจะตายหมดแล้วครับ กำลังจะตายหมดแล้วครับ ผมขอยกตัวอย่างให้ท่านฟังว่าวันนี้ประเทศเรามีคนป่วยครับ มีคนป่วย ป่วยเล็กป่วยน้อยไปถึงขั้นมะเร็ง ขออนุญาตถอดแมสก์ (Mask) นะครับ วันนี้ พ่อก็ให้เงินพี่ไป บอกเอาเงินพ่อไปช่วยน้อง🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านชูวิทย์ ครับ🔗

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

ครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต้องขออภัย นะครับ เป็นมาตรการที่อนุญาตให้เปิดแมสก์ (Mask) ไม่ได้🔗

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ🔗

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

พ่อเอาเงินให้พี่ไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเอาไปปล่อยกู้ให้น้อง แต่พี่ก็ได้สตางค์ไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เอาไปปล่อย ให้น้องกู้ ๑๓๘,๐๐๐ ล้านบาท น้องเล็ก ๆ ก็ไม่สามารถกู้ได้ คนอยากได้ก็กู้ไม่ได้ คนไม่อยาก ได้แต่กลับได้กู้ คนป่วยอยากได้ยาแต่ไม่ได้ยา คนไม่อยากได้ยาได้รับยาไปนะครับ ธนาคาร ก็ไปพิจารณาลูกค้าของตัวเองที่มีประวัติดี แล้วก็เรียกมาเอาเงิน ส่วนลูกค้าที่ประวัติไม่ดีที่มัน ค้าขายไม่ได้ โควิด (COVID) มานี้ ไม่ได้ครับไม่ผ่าน หลายคนประวัติไม่ดีก็ไม่ได้ วันนี้ท่านมา ขอสภาอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยเฉพาะ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็บอกว่าจะไปช่วย เอสเอ็มอี (SMEs) ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ถึงท่านรัฐมนตรีว่าวันนี้ท่านจะไปฟื้นฟู ลูกหนี้เดิม ซึ่ง ๕ ล้านบาท ถึง ๕๐๐ ล้านบาท ผมว่าพวก ๑๐๐-๒๐๐ ล้านบาทนี้ หยุดก่อน ได้ไหมครับช่วยรายเล็ก ๆ รายเล็ก ๆ ที่เขากำลังจะตายช่วยเขาหน่อย และฟื้นฟูลูกค้า รายใหม่ลูกค้ารายใหม่ก็คือลูกค้ารายเก่านั่นละ แต่ไม่สามารถกู้ได้ เพราะเป็นเอ็นพีเอล (NPL) ประวัติไม่ดีหรือมีการส่งช้าบ้าง ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีได้เปลี่ยนนโยบาย หรือคิดใหม่อีก นิดหนึ่งว่าเราน่าจะช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เป็นรายเล็กรายน้อยเป็นเอสเอ็มอี (SMEs) เอส (S) เอส (S) เอส (S) ที่อยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ อยู่ที่จังหวัดที่มีการท่องเที่ยว วันที่ประเทศไม่มีคนป่วย วันที่ประเทศมีคนมาเที่ยว พวกนี้หาสตางค์ครับ ร้านเล็กร้านน้อย โชห่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ บาร์เบียร์ ร้านส้มตำ ร้านค้า ร้านขาย เขามีสตางค์ เขาไม่ได้กู้หรอกครับ เขาลงทุนเอง แล้วเขาก็ค้าขายเงินได้เขาก็ไปจับจ่ายใช้สอยซื้อของ ทำให้เงินหมุนเวียนครับ แต่วันนี้พอไม่มีนักท่องเที่ยวร้านเขาต้องปิด ปิดแล้วก็ไม่มีเงินจะกินครับ ก็รอแต่รัฐบาลจะแจก แจกรอบแรกก็ ๕,๐๐๐ บาท ๖ เดือน ได้คนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ก็ดีหน่อย รอบ ๒ ก็ ๓,๕๐๐ บาท ๒ เดือน รอบที่ ๓ นี้ก็บอกว่าจะได้อีก ๒,๐๐๐ บาท ก็รอแต่จะรับ เงินจากรัฐบาล ผมไม่อยากให้เขารอรับเงินจากรัฐบาลครับ ผมอยากให้ท่านใช้นโยบายว่า ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย เอสเอ็มอี (SMEs) ให้ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันแบบท่านทักษิณทำได้ไหมครับ มีหาบตะกร้า มีรถลูกชิ้น มีรถไอติม เอามาค้ำประกันให้คุณไปดำเนินธุรกิจให้แข็งแรง แล้วคุณก็ค่อย ๆ ผ่อนวันละ ๕๐ บาท ๕๐ บาท เดือนหนึ่งก็ ๑,๕๐๐ บาท ปีหนึ่งก็หมื่นแปด ยืมไป ๕๐,๐๐๐ บาทนี่ไม่เกิน ๓ ปีเขาจ่ายคืนหมด แต่วันนี้ไม่มีสตางค์ต้องไปกู้ร้อยละ ๒๐ ครับ ยืม ๑,๐๐๐ บาท เขาหัก ๒๐๐ บาท จ่ายวันละ ๕๐ บาท จ่ายไปได้ ๖-๗ วันเงิน หมดแล้ว ก็ยืมอีก ๑,๐๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท เขาก็หัก ๒๐๐ บาท กับหนี้เก่าอีก ๒๐๐ บาท เป็นหัก ๔๐๐ บาท เหลือเงิน ๖๐๐ บาท ก็ผ่อนอีก ๕๐ ๕๐ ได้ ๖ วัน ก็กู้อีก วันนี้ดินพอก หางหมูไม่ใช่ร้อยละ ๒๐ แล้วครับ ร้อยละ ๑๒๐ แล้วครับ ก็อยากจะฝากให้ท่านรัฐมนตรีครับ ว่าได้แก้ไขปัญหาโดยรัฐบาล ให้ธนาคารรัฐบาลช่วยน้องครับที่กำลังจะตายอยู่ในขณะนี้ ซึ่งคน ๑๐๐ คนได้รับการช่วยเหลือไปแล้ว ๑ ถึง ๒๐ คนครับ แต่ ๒๑ ถึง ๑๐๐ คนพวกที่ ป่วยอยากได้ยานี้ไม่ได้ป่วยมากนะครับ ปวดหัวอยากได้ยาพาราเซตามอล เจ็บท้องอยากได้ ยาแก้ปวดท้อง เล็ก ๆ น้อย ๆ ๑๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๓๐,๐๐๐ พอต่อชีวิตไปได้ ได้ค้าได้ขาย และอย่างน้อย ๆ ใน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเอาไปไว้กองทุนหมู่บ้านได้ไหมครับ หมู่ล้านละ ๑ ล้านบาท ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปให้ธนาคาร ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารกรุงไทย ได้ปล่อยให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ร้านโชห่วยในตลาดได้กู้ครับไม่ต้องให้ฟรีครับ เขายินดีจะกู้เพื่อไปปลดเปลื้องร้อยละ ๑๒๐ บาท เพื่อให้เขาเดินให้ได้ซึ่งจากโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ท่านทำมา คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ไทยชนะเราไม่ทิ้งกัน เรารักกัน ท่านทำมาหมดแล้วครับ แต่ในขณะนี้ทุกโครงการมันไปไม่ได้มันไปไม่ได้ด้วยตัวของมันเอง ครับ แต่ว่าอยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ช่วย ช่วยผู้ประกอบการนี่ล่ะครับ ร้านเล็กร้านน้อย โชห่วยต่าง ๆ ให้เขาขอยืมครับ เมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา อย่างภูเก็ตนี่ขอยืมไป ๕๐,๐๐๐ บาท ไปทำอะไรตอนนี้ ไปทาสีร้าน ไปทาสีโต๊ะ ไปทำไวนิล (Vinyl) ใหม่ ไปปรับปรุงร้านใหม่ ช่างเขาจะได้ทำงาน ร้านต่าง ๆ ก็จะได้ค้าได้ขาย พอโควิด (COVID) หาย กลับมาร้านก็จะได้ สวยครับ ก็เป็นการช่วยเหลือภาคธุรกิจทั้งระบบอย่าเอาเงินใส่บัตรนะครับ วันนี้ท่านเอาเงิน ใส่บัตรใครได้สตางค์ครับ โลตัส บิ๊กซี เซเว่นอีเลฟเว่นโควิด (COVID) มา โควิด (COVID) มา ท่านก็มีหนังสือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศปิดตลาดนัด ปิดตลาดประชาชน ปิดตลาด ประชารัฐ ปิดหมดครับ ประชาชนปลูกผัก เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ จะเอาถั่วเอาแตงมาขายไม่มี ที่ขายครับ เปิดอยู่ร้านเดียวคือร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ร้านโลตัส ร้านบิ๊กซีครับ แล้วเงินจะไป ที่ไหน มันก็กลับไปที่เดิม เงินก็ไม่สะพัด ประชาชนก็จะตายจึงอยากฝากท่านประธาน ถึงท่านรัฐมนตรีว่ามีอะไรที่จะแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชนใหม่ แก้ไขในสิ่งที่มันง่าย ๆ อย่ามีหลักเกณฑ์มากครับ พอหายจากโควิด (COVID) แล้วทุกคนก็จะลุกได้แล้วก็จะเดินได้ เพราะคนรวยมีน้อยคนจนมีเยอะ อยากช่วยคนจนมาก ๆ ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไป เชิญท่านวีระกร คำประกอบ ครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐครับ ก่อนอื่นต้องขอชมท่านรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีช่วย รวมไปจนถึง คณะรัฐมนตรีด้วยความจริงใจนะครับว่ามาตรการการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ถือเป็น ความคิดที่ตั้งใจและมีความอยากที่จะช่วยพี่น้องที่กำลังเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้อย่างมาก แต่ก็ อาจจะมีข้อที่ผมอาจจะต้องเสนอแนะอยู่บ้างนะครับ ก็เริ่มเลยว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ทุก มาตราที่เขียนยังคงให้ทางรัฐบาล หรือยังคงให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถ ออกหลักเกณฑ์ ออกกำหนดต่าง ๆ ประกาศต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ปรับเงื่อนไข ปรับดอกเบี้ย ปรับระยะการชำระเงินกู้ ทำได้หมด สรุปแล้วก็คือว่าแม้ว่าจะค่อนข้างคล้ายกับการทำ ซอฟต์โลน (Soft Loan) เมื่อปีที่แล้ว ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็จริง แต่ว่ารัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านนี้ รวมไปถึงท่านสุพัฒนพงษ์ รวมไปถึงคณะรัฐมนตรีทั้งหมด มองรอบคอบกว่านะครับ มองไปถึงว่าถ้ามันเป็นปีที่แล้ว เรามีบทเรียนแล้วเราแก้อย่างไร โดยการมีมาตรา ๑๑ ที่ให้มี เงื่อนไข สามารถที่จะกำหนดเงื่อนไขได้ ในเรื่องของหลักเกณฑ์ มาตรา ๙ ที่จะออก หลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้อง ท่านประธานที่เคารพครับ พอชมแล้วก็ต้องบอกว่าได้รับ ฟังเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลที่เขาอาจจะอัดอั้น สะท้อนปัญหาของพี่น้อง ที่เดือดร้อนอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยว ตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึง ภาคตะวันออกทั้งหมด ภาคใต้ ท่านประธานอาจจะได้มีโอกาสไปในช่วงนี้ ผมเองได้ไปจังหวัด กระบี่ ๒ รอบ ถนนอ่าวนางซึ่งเคยคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติหัวแดงทั้งนั้น วันนี้ ไม่มีคนครับ เหมือนป่าช้าเลยครับ ร้านค้าปิดหมด โรงแรมต่าง ๆ ระดับห้าดาวคืนหนึ่ง ๓๐,๐๐๐ บาท วันนี้ปิดหมดครับ มันน่าสงสารครับ เพราะฉะนั้นผมก็เข้าใจถึงหัวใจ ผู้แทนราษฎรที่มาสะท้อนปัญหา อาจจะแรงไปบ้าง ต้องขอให้ท่านรัฐมนตรีค่อย ๆ นิด นะครับ โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการ อาจจะไม่ใช่ ส.ส. ก็อาจจะอึดอัดบ้างนะครับ แต่ ขอให้ท่านเข้าใจว่านี่คือการสะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ กระสุนเรามีทั้งหมด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับความเดือดร้อนและธุรกิจ ที่เราจะต้องฟื้นฟู แล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะกลับมาดีอีกครั้งหนึ่งเมื่อไร เพราะฉะนั้นเราก็คงจะต้อง เอาข้อด้อยจากคราวที่แล้วมาแก้ไขให้จริงจังครับ กล่าวคือคราวที่แล้วที่เราปล่อยไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าใช้ไปได้เพียง ๒๘ เปอร์เซ็นต์หรือ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเพราะอะไรครับ เป็นเพราะเราใช้ธนาคารพาณิชย์ปล่อย ธนาคารพาณิชย์เขามีคิดอยู่ ๒ เรื่องครับ ความเสี่ยงต้องต่ำ ผลตอบแทนต้องสูง แล้วก็คิดวนอยู่อย่างนี้ ข้อ ๑ ก็คือความ เสี่ยงต้องต่ำ ผลกำไรต้องสูง ความเสี่ยงต้องต่ำ ผลกำไรต้องสูง แล้วผมถามว่าเขาจะกล้า ปล่อยให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มันกำลังโคม่า ไหมครับ ก็ไม่ปล่อยครับ เพราะฉะนั้น จะไปให้ธนาคารพาณิชย์ทำไม่ได้นะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ เราจะให้ธนาคารพาณิชย์ ทำต้องเอาธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ๓ ธนาคารเท่านั้น ธนาคารออมสิน ธอส. แล้วก็ ธนาคารกรุงไทย ให้ปล่อยครับ ให้ ๓ ธนาคารแล้วท่านคุมนโยบายโดยใช้มาตรา ๙ ครับ โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามมาตรา ๙ หลักเกณฑ์ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดตามมาตรา ๙ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขการปล่อยกู้ จะให้ถึงเอสเอ็มอี (SMEs) รากหญ้าหรือไม่ แม่ค้าลูกชิ้นจะมีโอกาสได้หรือไม่ อยู่ที่ท่านแล้ว ท่านกำหนดหลักเกณฑ์ออกมาได้ครับ มาตรา ๙ เปิดโอกาสให้ท่านกำหนดหลักเกณฑ์ ข้อ ๒ จะให้ธนาคารใดท่านก็ดูธนาคารของรัฐเท่านั้นเอง กำหนดเงื่อนไขเลยธนาคารพาณิชย์ ต้องเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐเท่านั้น ท่านก็ไม่ต้องปล่อยให้สถาบันการเงินอื่นหรอกครับ เพราะเชื่อผมเถอะ ให้สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ของรัฐ ที่ท่านคุมนโยบายไม่ได้ อย่างไรก็ไม่ปล่อย ครับ อย่างไรก็ปล่อยแต่สินเชื่อชั้นดี สินเชื่อชั้นดีความเสี่ยงต่ำ กำไรสูงแน่ ๆ อยู่แล้ว ได้แน่ ๆ เกือบ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ทอน ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์มันได้แน่ ๆ อยู่แล้ว มันเรื่องอะไร ละครับจะต้องไปปล่อยให้กับพวกโคม่า ปล่อยให้พวกโคม่าธนาคารก็เจ๊ง เพราะฉะนั้นเลิก ครับเอาแค่ธนาคารของรัฐ ๓ ธนาคาร กำหนดตั้งแต่เงื่อนไขการปล่อยกู้ อาจจะแค่ดูหน้าร้าน มีหน้าร้านไหม มีหน้าร้านปล่อยไปเลย ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการคืออะไรครับ ลมหายใจครับ ลมหายใจคือเงินสดทำอย่างไรเขาจะมีเงินสดไปต่อลมหายใจ มีแค่นั้นเองครับ เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ถ้าหากว่าท่านปล่อยอย่างนี้กำหนดเงื่อนไขการกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ ก็เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ท่านสามารถกำหนดได้ กำหนดไปเลยครับ ๐ เปอร์เซ็นต์ จนกว่า จะหมดโควิด (COVID) หมดโควิด (COVID) แล้วค่อยมาว่ากัน ไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ ผมไม่ว่าหรอก แต่ว่าช่วงโควิด (COVID) ๐ เปอร์เซ็นต์ไปเลยครับ หรือจะ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ก็สุดแท้แต่ หรือจะ ๑ เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่ แต่อย่าให้มัน ๕ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ช่วงแรกก่อนหมดโควิด (COVID) เอามัน ๐ เปอร์เซ็นต์ไปเลยครับ การจ่ายดอกเบี้ยท่านบอกพักดอกเบี้ย ๖ เดือน ท่านสามารถกำหนดได้ครับ ถ้ายังไม่มีก็ยังไม่จ่ายดอกเบี้ยนี้ ไปเรื่อย ๆ ก่อน หรือจะกู้เพิ่มเติม เพื่อต่อลมหายใจอีกก็มา ยื่นเงื่อนไขมา เงื่อนไขทั้งหมดสามารถทำได้โดยมาตรา ๙ ระยะเวลา การไถ่ถอนก็อยู่ในมาตรา ๙ ทั้งหมด ซึ่งก็อยากให้รัฐบาลกล้า ๆ นิดนะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านอาจจะไม่ทัน แต่ว่าผมนี้เป็นรัฐมนตรีอยู่ในช่วงต้มยำกุ้ง ผมรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไม เขาถึงยึดทรัพย์กันอุตลุดหมด เราปล่อยให้ไอเอ็มเอฟ (IMF) มาบงการเรา ในการยึด หลักทรัพย์ต่าง ๆ กลายเป็นหลักทรัพย์ด้อยค่าไปหมด สถาบันการเงิน ๕๐ กว่าแห่งที่ถูกปิด ต้องเอาแอร์มาขาย ต้องเอาเก้าอี้มาตั้งขายเยอะแยะไปหมดเลยครับท่านประธาน ผมไม่อยาก ให้ภาพนั้นกลับไปอีก แล้วก็ไม่อยากให้เกิด ปรส. ซึ่งจะต้องมาซื้อหนี้เน่า ขาดทุน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องไม่เกิดขึ้นครับ เพราะถ้าเกิดขึ้นอีกรอบนี้ไม่รู้จะยาวเท่าไร เพราะโควิด (COVID) จะต้องอยู่กับเราไปเรื่อย ๆ ท่านประธานครับ ก็อยากจะบอกว่าเงื่อนไขหนึ่งที่ผมอยากให้ ท่านรัฐมนตรีพิจารณา เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านหลายท่านก็พูดว่าถ้าเป็นไปได้ ตอนรอบนี้ระดับเอ็มอี (ME) อย่าเพิ่ง มิดเดิล (Middle) นี้อย่าเพิ่ง มิดเดิล เอนเตอร์ไพรส์ (Middle Enterprise) นี้อย่าเพิ่ง เอาแค่สมอล เอนเตอร์ไพรส์ (Small Enterprise) พอ คิดง่าย ๆ คนที่แข็งแรงกว่า เอ็ม เอนเตอร์ไพรส์ (M Enterprise) หรือมีเดียม เอนเตอร์ไพรส์ (Medium Enterprise) ให้เขาอย่าเพิ่งครับ ช่วยอี (E) ก่อนครับท่าน ตอนนี้อี (E) มันหายใจ ไม่ออก มันจะตายกันหมดแล้วนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระสุนละมีน้อยยิงให้ตรงเป้า ประเด็นนี้ผมอยากให้ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ยิงไปที่เอสเอ็มอี (SMEs) ที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวอย่างเดียว ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้ธุรกิจท่องเที่ยวที่อยู่ใน กทม. และจังหวัดท่องเที่ยว ๑๐ จังหวัด ๑๐ จังหวัดก็ตั้งแต่ภาคตะวันออกเรา พัทยาไปจนถึงภูเก็ต กระบี่ พังงา ไปจนถึงเชียงใหม่ ไปจนถึงเชียงราย จังหวัดที่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวรับนักท่องเที่ยว ต่างประเทศ วันนี้ดูจะมีปัญหาหนักหนาสาหัส เอาแค่นี้ละครับ กรุงเทพฯ และ ๑๐ จังหวัดยอดนิยม ๑๐ จังหวัดท่องเที่ยวของประเทศไทย เอาแค่นั้นก่อน เอา ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปให้เขาเลย อีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็แบ่งไปเป็น ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้โอนทรัพย์สินหลักประกันตาม หมวด ๒ และอีกสัก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยจังหวัดอื่น ๆ และธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจ ท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ถ้าเราแบ่งอย่างนี้ท่านรัฐมนตรีครับ มันจะตรงเป้า ตรงประเด็น มันมีกระสุนน้อยต้องใช้ให้ตรงเป้า ต่อลมหายใจให้เขาจนกว่ามันจะหายโควิด (COVID) แล้วค่อยมาคิดดอกเบี้ยกัน ตอนนี้ดอกเบี้ย ๐ ไปเถอะ ดีกว่าท่านต้องมาเสียใจ จ่ายเงินให้กับการขาดทุนของ ปรส. ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเหมือนที่ผ่านมา ท้ายที่สุดครับ ท่านประธาน ขอสัก ๑ นาที เนื่องจากหายใจไม่ออก ขออภัยครับ เปิดหน้ากากท่านก็ จะว่าผม ขออภัยครับ ผมขอฝากเรื่องหนึ่ง สยามไบโอไซเอนซ์ ขณะนี้ได้รับการถ่ายทอด เทคโนโลยีจากแอสตร้าเซนเนก้า (Astra Zeneca) ๑๐๐เปอร์เซ็นต์แล้ว ตั้งแต่ต้นน้ำยัน ปลายน้ำ เขาเป็นบริษัทที่จะสามารถแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ได้ ณ วันนี้ถ้าเราให้เขา กู้เงินสัก ๑๐๐ ล้านบาท หรือจะ ๒๐๐ ล้านบาท แล้วแต่เขาจะพิจารณา เอามาทำการวิจัย เชื้อใหม่ วันนี้เชื้อตัวเก่าเราเก่งแล้ว เชื้ออังกฤษ เชื้อจีน เราเก่งแล้ว แอสตร้าเซนเนก้า (Astra Zeneca) ที่มีอยู่ขณะนี้เราเก่งแล้ว ท่านอย่าลืมนะครับ อินเดีย แวเรียนซ์ (Variance) จากอินเดีย หรือสายพันธุ์อินเดียมันใช้ได้หรือไม่ได้เราก็ไม่รู้ ต้องรีบวิจัย ต้องรีบก้าวไปข้างหน้า ๑ ก้าว ให้ได้ ต้องก้าวก่อนเขา ๑ ก้าว ก่อนที่แอฟริกาจะเข้า วิจัยเลยครับ ให้เงินร้อยล้านเขาไป ตอนนี้เหลือแค่งบประมาณในการทำวิจัย แต่ในการผลิตนี่ท่านอย่าลืมนะครับ เขาขายนะ ครับ เขาไม่ได้ให้ฟรี สยามไบโอไซเอนซ์ (Siam Bioscience) คิดโดส (Dose) ละ ๓ เหรียญถึง ๕ เหรียญ แปลว่าเขามีเงินคืนท่านแน่นอน เขามีเงินคืนท่านแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นอย่าลืมครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้สยามไบโอไซเอนซ์ (Siam Bioscience) เอาไปคิดพัฒนาสารตั้งต้นหรือเชื้อตั้งต้นนิดเดียวเท่านั้นล่ะครับ เขาก็จะสามารถผลิตได้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีชี้แจงครับ ผู้ว่าการใช่ไหมครับ เชิญครับ เชิญชี้แจงครับ ผมมองไม่เห็น ขอโทษครับ🔗

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

กราบ เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นาย เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขออนุญาตกราบเรียน รายละเอียดเกี่ยวกับพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ หรือ พ.ร.ก. ฟื้นฟู และประเด็นที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้ตั้งคำถามหรือมีข้อสังเกตไว้ โดยจะ ขอเรียนการชี้แจงใน ๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้🔗

ประเด็นแรก เป็นเรื่องความจำเป็นในการออก พ.ร.ก. ฟื้นฟูฉบับนี้เพื่อมา เติมเต็มความช่วยเหลือให้กับธุรกิจและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมา การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) ส่งผลกระทบรุนแรงต่อ เศรษฐกิจไทย สะท้อนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หดตัวถึงร้อยละ ๖.๑ ในปี ๒๕๖๓ ซึ่งเป็น การหดตัวครั้งแรกในรอบ ๒๐ ปีหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง โดยในเดือนเมษายนที่เป็นช่วงต้น ของการระบาด ธปท. ร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาตรการ ทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจภายใต้พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือ ทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓ หรือ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ซึ่งในขณะนั้นยังประเมิน ว่าสถานการณ์ระบาดแม้จะส่งผลรุนแรง แต่จะคลี่คลายได้ในระยะเวลาไม่นาน มาตรการ จึงเน้นการเยียวยาระยะสั้นและเร่งด่วน แต่การระบาดกลับยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ ทำให้รายได้ ของทั้งธุรกิจและแรงงานลดลง โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่มี ความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยสูงถึงร้อยละ ๑๒ ของจีดีพี (GDP) และมีการจ้างงานสูงถึง ร้อยละ ๒๐ ของการจ้างงานทั้งหมด โดย ธปท. คาดว่าการระบาดระลอกล่าสุดจะส่งผลให้ จีดีพี (GDP) ของประเทศในปี ๒๕๖๔ ลดลงจากเดิมร้อยละ ๓ เหลือไม่ถึงร้อยละ ๒ และ ทำให้การฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด (COVID) ของเศรษฐกิจไทยเลื่อนออกไปจากไตรมาส ๓ ของปี ๒๕๖๕ เป็นไตรมาส ๑ ของปี ๒๕๖๖ และคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๓ ปี กว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิด (COVID) สถานการณ์ที่ยังมีความไม่ แน่นอนสูงทำให้หลายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กหรือมีสายป่านสั้นได้รับผลซ้ำเติม ต้องการสภาพคล่องและการลดภาระหนี้โดยเร่งด่วน เห็นได้จากสภาพคล่องในระบบที่แม้จะ ยังสูง สินเชื่อในภาพรวมที่ยังเติบโตได้ถึงร้อยละ ๓.๘ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเทียบกับ สินเชื่อเอสเอ็มอี (SMEs) ที่หดตัวร้อยละ ๑🔗

๑๑๔/๑ สะท้อนว่าสภาพคล่องเหล่านั้นไม่ได้ถูกกระจายไปยังกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เท่าที่ควร มาตรการเดิมที่มีอยู่ทั้งการสภาพคล่องและการปรับโครงสร้างหนี้จึงยังไม่เพียงพอในการให้ ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ เนื่องจากความเสี่ยงของธุรกิจสูงขึ้น อีกทั้งการปรับเปลี่ยน เงื่อนไขใน พ.ร.ก. ซอฟต์โลน เดิมให้รองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนทำได้ยากและใช้เวลานาน ธปท. กระทรวงการคลังเห็นความจำเป็นเร่งด่วน จึงได้ยกร่าง พ.ร.ก. ฟื้นฟูนี้โดยกำหนด รูปแบบและเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจให้ได้มากขึ้นและมีความยืดหยุ่น เพื่อรองรับสถานการณ์ในระยะข้างหน้าที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงบรรเทาผลกระทบ ต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว🔗

ท่านประธานสภาและท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติครับ ประเด็นที่ ๒ ที่กระผมจะขอกราบเรียนก็คือกลไกของมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ ความต้องการของธุรกิจได้จริงในสถานการณ์ปัจจุบัน ในการออกแบบให้มาตรการใน พ.ร.ก. ฟื้นฟูฉบับนี้เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกหนี้ได้หลากหลายกลุ่มและทันต่อ เหตุการณ์ ธปท. ได้ประสานความร่วมมือและหารือกับผู้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของ ลูกหนี้ผ่านสมาคมต่าง ๆ เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย สมาคมโรงแรมไทย และส่วนของเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินต่าง ๆ ตลอดจนหน่วยงาน ภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนมาตรการ รวมถึงได้หารือและรับประเด็นต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการหลายชุดได้กรุณาให้ความเห็นและเสนอแนะเป็นร่างพระราชกำหนด เพื่อปรับกลไกการให้สินเชื่อจาก พ.ร.ก. ซอฟต์โลน เดิม จนได้ข้อตกลงในมาตรการที่ เหมาะสมกับสถานการณ์และตอบโจทย์ความต้องการของทุกฝ่าย โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ในการช่วยเหลือธุรกิจที่มีศักยภาพ แต่ได้รับผลกระทบรุนแรงให้สามารถประคับประคอง กิจการและพยุงการจ้างงาน รวมทั้งมีโอกาสที่จะฟื้นฟูศักยภาพและปรับธุรกิจเพื่อรองรับโลก หลังโควิด-๑๙ (COVID-19) ในระยะต่อไป มาตรการฟื้นฟูมีวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยความช่วยเหลือภายใต้มาตรการนี้มี ๒ ส่วน คือ การเติมสภาพคล่องใหม่ผ่านมาตรการ สินเชื่อฟื้นฟู วงเงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และการปลดภาระหนี้ให้กับลูกหนี้ที่มีทรัพย์สินเป็น หลักประกันผ่านโครงการพักทรัพย์พักหนี้ วงเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากการหารือร่วมกัน ในส่วนของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขและกลไกจากมาตรการซอฟต์โลน (Soft Loan) เดิมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่รุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด รวมถึง เอื้อให้ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นกล่าวคือ ๑. ปรับวงเงินสินเชื่อให้สูงขึ้นจากเดิมที่ร้อยละ ๒๐ ของยอดคงค้างสินเชื่อที่เบิกใช้ในปัจจุบันเป็นร้อยละ ๓๐ ของวงเงินสินเชื่อเพื่อให้ธุรกิจ มีสภาพคล่องมากขึ้นในการรองรับผลกระทบที่รุนแรงขึ้น ๒. ปลดเงื่อนไขให้ครอบคลุมธุรกิจ ในวงกว้างขึ้นโดยเอสเอ็มอี (SMEs) กลุ่มที่เดิมไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อมาก่อนสามารถมาขอ สินเชื่อฟื้นฟูได้ ๓. ขยายระยะเวลากู้ยืมให้ยาวขึ้นจากเดิม ๒ ปี เป็น ๕ ปี ตามสถานการณ์ ที่ยืดเยื้อกว่าเดิมและคาดว่าระยะเวลา ๕ ปี จะเพียงพอให้เศรษฐกิจกลับสู่สภาวะปกติ ๔. อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นตามระยะเวลาสินเชื่อที่ยาวขึ้น และสะท้อนความเสี่ยงในปัจจุบัน แต่เฉลี่ยแล้วต้องไม่เกินร้อยละ ๕ ต่อปี โดยดอกเบี้ยในช่วง ๒ ปีแรกจะอยู่ที่ร้อยละ ๒ ต่อปี และลูกหนี้จะได้รับยกเว้นค่าดอกเบี้ยในช่วง ๖ เดือนแรก เพื่อบรรเทาภาระ ๕. ลูกหนี้เข้าถึง สินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยมีกลไกการค้ำประกันผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ที่มีสัดส่วนการค้ำประกันความเสียหายเพิ่มขึ้นจากกลไก บสย. ปกติที่ร้อยละ ๓๐ เป็นร้อยละ ๔๐ ของความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยออกแบบให้กลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กได้รับการค้ำประกันที่สูงกว่ากลุ่มอื่น ทั้งนี้เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับ ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงได้มากขึ้น โครงการพักทรัพย์พักหนี้ เป็นอีกมาตรการภายใต้ พ.ร.ก ฟื้นฟู โดยเป็นกลไกใหม่ที่ถูกออกแบบมาให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง และยืดเยื้อ ต้องใช้เวลานานกว่ากลุ่มอื่น ๆ ในการฟื้นตัว แต่ยังมีภาระหนี้ในการผ่อนชำระ ไม่สามารถใช้กลไกการปรับโครงสร้างหนี้ปกติได้ และมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันอยู่กับ สถาบันการเงิน เช่น กลุ่มธุรกิจโรงแรมที่ได้รับผลกระทบชั่วคราวจากนักท่องเที่ยว ที่ลดลงมาก แต่จะกลับมาเปิดกิจการได้เมื่อกิจกรรมเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติ โดยลูกหนี้ ที่เข้าโครงการจะสามารถโอนทรัพย์สินไปไว้ที่สถาบันการเงินเพื่อหยุดภาระการชะหนี้ โดยมี สิทธิมาเช่าทรัพย์สินกลับเพื่อทำธุรกิจและสามารถซื้อสินทรัพย์คืนเป็นรายแรกด้วยราคาที่ เป็นธรรม🔗

กลไกนี้จะบรรเทาปัญหาของลูกหนี้ได้ใน ๓ ด้านด้วยกัน ๑. ช่วยหยุดภาระ การชำระหนี้ของลูกหนี้ ๒. ช่วยให้ลูกหนี้หลีกเลี่ยงการขายทรัพย์สินในราคาที่ต่ำในช่วงที่ ความเสี่ยงสูงหรือที่เรียกกันว่า ไฟร์เซล (Fire sale) ๓. เปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาดำเนิน ธุรกิจได้อีกครั้งหลังสถานการณ์คลี่คลาย นอกจากนี้เพื่อดูแลให้เกิดความเป็นธรรม แก่ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ โครงการพักทรัพย์พักนี้ได้ออกแบบกลไกการกำหนดราคาซื้อคืน ให้เหมาะสม ตรงไปตรงมาและให้ตกลงกันไว้ก่อน รวมทั้ง ธปท. ได้กำหนดให้มีมาตรการ ของสัญญาตีโอนทรัพย์และให้สถาบันการเงินทุกรายต้องส่งสัญญาดังกล่าวมาให้ ธปท. พิจารณาก่อนเข้าร่วมโครงการด้วย อย่างไรก็ตามมาตรการฟื้นฟูอาจไม่เหมาะสมกับทุกกลุ่ม ลูกหนี้ จึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ภายใต้สถานการณ์ที่ยืดเยื้อ และมีความไม่แน่นอนสูง ธุรกิจแต่ละรายมีปัญหาที่แตกต่างกัน จึงต้องการความช่วยเหลือ ที่เหมาะสมกับสภาพของปัญหา โดยสินเชื่อฟื้นฟูเป็นการเติมสภาพคล่องชั่วคราว เพื่อประคับประคองในช่วงแรกและใช้ฟื้นฟูกิจการเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ขณะที่โครงการ พักทรัพย์พักหนี้ช่วยปลดภาระหนี้ของกิจการที่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกันเป็นสำคัญ ทั้ง ๒ มาตรการภายใต้ พ.ร.ก. นี้จึงเหมาะกับธุรกิจที่จะกลับมาดำเนินกิจการได้และชำระหนี้ ได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย สำหรับลูกหนี้กลุ่มอื่น ๆ จะสามารถได้รับความช่วยเหลือ จากมาตรการต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ได้ตรงกว่า เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อเปลี่ยน เงื่อนไขการชำระหนี้ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาหรือมาตรการช่วยเหลือขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้ ธุรกิจและรายย่อยทุกกลุ่มแบบครบวงจร ตั้งแต่ที่ยังชำระหนี้ได้ไปจนถึงกลุ่มผิดนัดชำระหนี้🔗

ท่านประธานสภาและท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติครับ ในประเด็นที่ ๓ กระผมขอเรียนให้ทราบความคืบหน้าของมาตรการและแนวทางการผลักดันในระยะต่อไป หลังจากที่ ธปท. ได้เริ่มเปิดให้สถาบันการเงินยื่นคำขอรับสภาพคล่อง เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ที่ผ่านมา มีการเข้ามาขอรับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับสินเชื่อฟื้นฟูนั้นมี วัตถุประสงค์ในการเยียวยา ประคับประคองและฟื้นฟูกิจการให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจ ได้ใหม่ โดยข้อมูล ณ วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ มียอดสินเชื่อฟื้นฟูที่ปล่อยแล้วเป็นเงิน ทั้งสิ้น ๑๕,๘๕๕ ล้านบาท เป็นลูกหนี้จำนวน ๖,๖๑๑ ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ ๒.๔ ล้านบาทต่อราย ซึ่งถือได้ว่าสินเชื่อกระจายลงไปยังเอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็ก โดยเฉพาะ กลุ่มที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมต่ำกว่า ๕ ล้านบาท ถึงร้อยละ ๖๒ โดยส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจการ พาณิชย์ รองลงมาคือภาคบริการ และพบว่าจากผู้ได้รับสินเชื่อทั้งหมดกว่าร้อยละ ๖๔ เป็นธุรกิจที่อยู่ต่างจังหวัด ยอดการปล่อยสินเชื่อในช่วงแรกนี้ยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามที่ได้คาดไว้ว่าจะมีการเบิกใช้สินเชื่อเป็น ๓ ระยะด้วยกัน โดยในระยะแรกกิจกรรมทาง เศรษฐกิจและธุรกิจของกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) ยังถูกกระทบจากการระบาด สินเชื่อส่วนใหญ่ จึงเป็นสินเชื่อหมุนเวียนและมูลค่าไม่สูง ในระยะที่ ๒ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ ธุรกิจจะ ต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติมในการปรับปรุงกิจการเพื่อเตรียมความพร้อม และในระยะที่ ๓ เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับสู่ระดับปกติก็จะต้องใช้สินเชื่อเพื่อขยายหรือปรับเปลี่ยนธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเป็นเหตุผลที่ทำให้ พ.ร.ก. นี้กำหนดระยะเวลา การมาขอสินเชื่อได้ยาวถึง ๒ ปี นอกจากนี้ธุรกิจขนาดใหญ่หลายรายได้ร่วมมือกับสถาบัน การเงินต่าง ๆ ในการช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยที่เป็นคู่ค้าของตนให้สามารถเข้าถึงสภาพคล่อง จากมาตรการนี้เพิ่มเติม โดยให้ข้อมูลที่จำเป็นในการพิจารณาสินเชื่อ เช่น ประวัติและ ยอดขายในอดีตของคู่ค้าเพื่อให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงของธุรกิจได้ง่ายขึ้น ซึ่ง ธปท. สนับสนุนให้ธุรกิจขนาดใหญ่อื่น ๆ เร่งดำเนินการในแนวทางเช่นเดียวกันนี้เพื่อช่วย เสริมประสิทธิภาพของมาตรการและทำให้ลูกหนี้รายย่อยเข้าถึงความช่วยเหลือได้มากขึ้น สำหรับโครงการพักทรัพย์พักหนี้เป็นโครงการใหม่ต้องใช้เวลาหารือรายละเอียดเป็นรายกรณี โดยปัจจุบันมียอดอนุมัติเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน ๙๑๐ ล้านบาท จากลูกหนี้ ๔ ราย โดยส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจโรงแรม และลูกหนี้หลายรายอยู่ระหว่างการหารือกับสถาบันการเงิน แต่เนื่องจากการเข้าร่วมโครงการจะต้องมีการเจรจาเงื่อนไขและรายละเอียดเป็นรายกรณี ทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าสินเชื่อฟื้นฟูในการได้ข้อสรุป ทั้งนี้เมื่อลูกหนี้และเจ้าหนี้มีความ เข้าใจและคุ้นเคยกับมาตรการมากขึ้น รวมทั้งเมื่อการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การโอน ทรัพย์สินมีผลบังคับใช้แล้ว การเข้าร่วมโครงการนี้จะเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง อีกเรื่องที่ท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้อภิปรายให้ความเห็นว่าการใช้ระบบธนาคารพาณิชย์ในการ ให้สินเชื่อภายใต้มาตรการนี้อาจทำให้เอสเอ็มอี (SMEs) เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ในประเด็นนี้ ขอชี้แจงว่าประเด็นสำคัญคงไม่ใช่แค่การเข้าถึงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมไปถึงว่าการช่วยเหลือนั้นเร็วและตรงจุดหรือไม่ ไปสู่ผู้ที่เดือดร้อนแต่มีโอกาส กลับมาทำธุรกิจได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากจนเกินไปกับประเทศ ในอนาคต ซึ่งผู้จัดสรรสินเชื่อที่จะตอบโจทย์ดังกล่าวจำเป็นต้องรู้จักลูกหนี้ มีข้อมูล เข้าใจ ธุรกิจ ประเมินความเสี่ยงเป็น สถาบันการเงินทั้งภาคเอกชนและภาครัฐจึงเป็นตัวเลือก ที่เหมาะสมที่สุดในสภาวะปัจจุบันเทียบกับการใช้กลไกอื่น ๆ ที่มีความชำนาญและคุ้นเคย กับธุรกิจไม่เท่า แต่การพึ่งพากลไกตลาด กลไกสถาบันการเงินอย่างเดียวไม่เพียงพอ ในสภาวะปัจจุบัน พ.ร.ก. นี้จึงได้ออกแบบให้เพิ่มกลไกสภาพคล่องจาก ธปท. และการค้ำประกัน จาก บสย. เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้ที่เสี่ยงได้มากขึ้น นอกจากนั้น ธปท. ติดตามและดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด ซึ่ง ธปท. ได้ออกประกาศและกฎเกณฑ์เป็นแนวปฏิบัติให้กับสถาบันการเงินเพื่อให้การดำเนินการ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. ด้วย🔗

ท่านประธานและท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผมขอเรียน ว่าโจทย์ใหญ่ของมาตรการนี้คือการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบธุรกิจจาก ปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) ให้ได้มากที่สุด นอกจากการออกแบบกลไกความช่วยเหลือที่ ตอบโจทย์ความเดือดร้อนแล้ว ที่สำคัญคือการมุ่งผลสัมฤทธิ์ของมาตรการ ที่ผ่านมา ธปท. จึงได้ติดตามและประเมินผลการขอสินเชื่ออย่างใกล้ชิด รวมทั้งเร่งรัดให้สถาบันการเงิน แต่ละแห่งมีมาตรการช่วยเหลือเชิงรุกที่เหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละรายตามผลกระทบและ ความเดือดร้อนของลูกหนี้ และเร่งสื่อสารรายละเอียดของมาตรการไปยังสาขาอย่างเข้มข้น เพื่อให้พนักงานมีความเข้าใจและสามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ธปท. เองก็ได้สื่อสารกับกลุ่มลูกหนี้ผ่านสมาคมต่าง ๆ และสื่อมวลชนทุกแขนง รวมทั้งจัดให้มี คอลเซ็นเตอร์ (Call Center) เฉพาะกิจเพื่อประชาสัมพันธ์รายละเอียดของมาตรการ อีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้จากการหารือล่าสุดสถาบันการเงินจะสามารถปล่อยสินเชื่อจาก มาตรการใน ๖ เดือนจากนี้ได้กว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และหากการให้ความช่วยเหลือ ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ธปท. ก็พร้อมที่จะเพิ่มกลไกในการผลักดันให้สถาบันการเงิน ดำเนินการได้เร็วยิ่งขึ้น🔗

สุดท้ายนี้กระผมขอเรียนย้ำว่าวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทตาม พ.ร.ก. ฟื้นฟู ฉบับนี้ไม่ได้เป็นการกู้เงินของรัฐบาล และไม่ได้เป็นหนี้สาธารณะ แต่เป็น พ.ร.ก. ที่ให้อำนาจ ธปท. เป็นการชั่วคราวให้สามารถบริหารจัดการสภาพคล่องในระบบการเงินและระบบ เศรษฐกิจให้กระจายตัวไปยังผู้ที่ต้องการได้ตรงจุดมากขึ้น เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะ ปกติ ธปท. จะได้รับสภาพคล่องเหล่านั้นกลับคืนมา ส่วนที่รัฐบาลรับภาระจะมีเฉพาะ ดอกเบี้ยในช่วง ๖ เดือนแรก และความเสียหายที่ร่วมรับภาระกับสถาบันการเงินผ่านกลไก บสย. ในกรณีที่ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสีย จึงเป็นการออกแบบกลไกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ของลูกหนี้ให้ได้มากที่สุดโดยไม่สร้างภาระการคลังให้กับรัฐบาลมากจนเกินควร ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านจุลพันธ์มีอะไรไหม เชิญครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ประเด็นแรกเลย ผู้ชี้แจงนี้ทางเทคนิคอล (Technical) ท่านไม่ผิดหรอกครับ ถูกหมด แต่มันเหมือนเหรียญ สองด้าน ถ้าจะยกเทคนิคอล (Technical) อีกด้านหนึ่งมามันก็มีข้อให้ท้วงติงและให้ห่วง กังวล ผมก็ได้แต่หวังว่าที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปในจุดที่เป็นข้อเสนอแนะอะไรต่าง ๆ ท่าน จะเก็บไปใช้แล้วก็ไปพิจารณาเพื่อที่จัดการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเอสเอ็มอี (SMEs) เอกชน ขนาดเล็ก ขนาดย่อม เขาจะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ต้องติงจริง ๆ นะครับ เรามีข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๖๙ ผมเองเพิ่งเจอท่านแรกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมายืนอ่าน เอกสาร ผมนั่งตรงนี้ผมหมดความมั่นใจเลยนะครับ ผมเรียนท่านตรง ๆ เราไม่อยากเห็น เพราะว่าท่านหัวเรือของการเงินกับสถาบันการเงินทั้งหมดคือผู้ว่าการ ก็จะอยากจะติงท่านว่า ในอนาคตก็อย่าใช้คำตอบที่ลูกน้องท่านเขียนมาให้เลย เอาจากใจ เอาจากเหตุการณ์จริง ๆ มาเล่าสู่กันฟัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราพร้อมรับฟัง ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านพิเชษฐ์ มีอะไรอีกไหมครับ ความจริงก็อภิปรายกันจบแล้วนะครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ที่ท่านผู้ว่าการการธนาคารแห่งประเทศไทยได้นำเอกสารมาอ่านนั้น ผมคิดว่าก็เป็นคำตอบที่ดีมาก แล้วก็ผมอยากจะขอเอกสารชุดนั้น ให้ท่านถ่ายเอกสารเอามา ให้ผมหรือว่าจะแจกทั้งสภาก็ได้ ผมจะดูว่าสิ่งที่ท่านตอบนั้นอีก ๖ เดือนข้างหน้าจะเป็นอย่าง ที่ท่านพูดหรือไม่ แล้วก็จะได้เอาไปแจกจ่ายให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบที่ท่านตอบมานี้ ขอด้วยนะครับท่านประธาน ผ่านท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ผมว่าการอภิปรายก็จบไปแล้วนะครับ ฝ่ายรัฐบาล หรือรัฐมนตรี หรือตัวแทนก็ได้ทำการ ชี้แจงทำความเข้าใจ ความจริงแล้วท่านผู้ว่าการท่านอ่านนะครับ แต่ว่าผมมองเห็นว่า ประเด็นเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะบางทีการชี้แจงนั้นมันต้องมีข้อมูลหลักฐาน ผมก็เลยอนุญาตปล่อยให้ท่านนำเสนอ แล้วก็เพิ่งเห็นท่านผู้ว่าการมาชี้แจงอะไรในสภาเรา เป็นครั้งแรกเหมือนที่ท่านจุลพันธ์ว่านั่นละครับ ก็เลยให้โอกาสท่านได้ชี้แจงพวกเรา เราก็ได้ เข้าใจด้วย ก็ถือว่าการอภิปรายยุตินะครับ ต่อไปนี้ผมจะขอมติจากที่ประชุม ท่านรัฐมนตรี มีอะไรไหมครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ที่ไหนครับ ผมได้ ยินแต่เสียง ท่านจิรายุ เดี๋ยวท่านจิรายุ ท่านรัฐมนตรีค่อยชี้แจงเพิ่มเติม เชิญท่านจิรายุครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะฝ่ายค้าน คือถามสั้น ๆ นิดเดียว ท่านผู้ว่าการเมื่อสักครู่นี้ตอนแรก ก่อนที่ท่านจะมาชี้แจงพอจะรู้สึกมั่นใจ แต่พอท่านชี้แจง ถ้าผมเป็นเอสเอ็มอี (SMEs) ผมไม่ มั่นใจ หนักเข้าไปอีกท่านประธานครับ แต่ที่ผมจะถามก็คือว่าเมื่อกี้ท่านบอกว่าอันนี้ไม่ได้กู้ เงิน อันนี้เป็นการออกซอฟต์โลน (Soft Loan) ก็คือดอกเบี้ยต่ำ ให้แบงก์ชาติไปดำเนินการ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ว่าไป ผมถามย้ำท่านอีกทีหนึ่งนะครับ ท่านช่วยตอบผมให้ชัด ๆ หน่อย แล้วถ้าเกิด ผู้กู้ไปจะเป็นใครก็แล้วแต่เขาชักดาบ พอชักดาบเสร็จแล้วหนี้มันก็เป็นเอ็นพีแอล (NPL) พอเอ็นพีแอล (NPL) เสร็จแล้วธนาคารพาณิชย์ก็ไปเก็บสตางค์กับแบงก์ชาติ คำถามก็คือว่า แบงก์ชาติของท่านสรุปแล้วท่านต้องใช้เงินภาษีของประชาชนไปแก้ไขปัญหานี้โดยตั้งเป็นหนี้ ให้กับงบประมาณแผ่นดินหรือไม่ คือเวลาท่านชอบพูดแบบเอาหล่อ โอย ไม่ได้กู้ เป็นเงิน ของแบงก์ชาติ ก็แบงก์ชาติ คำว่าเงินของชาติมันก็คือเงินของประชาชน แต่ท่านพูดย่างนี้มัน เหมือนกับท่าน โอ้โห เหาะมาแล้วมีเงินมา แล้วท่านก็มาเที่ยวแจกให้แบงก์เขาไปดำเนินการ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ไปปล่อย ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านตอบตรงนี้ชัด ๆ หน่อยครับ เกือบจะสบายใจ แล้ว แต่พอฟังท่านปุ๊บยิ่งไม่สบายใจ ยิ่งเจอท่านจุลพันธ์บอกท่านไปซีร็อกซ์ (Xerox) เอกสาร ยิ่งหมดความสบายใจเลยครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านผู้ว่าการ จะชี้แจง เอาสั้น ๆ นะครับ หรือท่านรัฐมนตรีจะชี้แจง ผมมองไม่เห็นท่านผู้ว่าการครับ ท่าน จะชี้แจงหรือไม่ชี้แจงก็เป็นสิทธิของท่านนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ที่ได้ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แล้วก็ความเป็นห่วงในเรื่องของการนำพระราชกำหนดฉบับนี้ ซึ่งถือว่าเป็น พระราชกำหนดที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขจากพระราชกำหนดในปีที่แล้ว ซึ่งหลัก ๆ ก็คือ ในเรื่องของการเพิ่มในเรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมทั้งการปลดล็อกในเรื่อง เงื่อนไขต่าง ๆ🔗

ในส่วนที่ ๒ ก็ได้เพิ่มในเรื่องของมาตรการพักทรัพย์พักหนี้นั้นเข้ามาไว้ใน พระราชกำหนดฉบับนี้ ก็ขอขอบคุณในเรื่องของความคิดเห็นที่ได้ให้ในวันนี้ ซึ่งทาง กระทรวงการคลังแล้วก็ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะได้รับข้อคิดเห็นตรงนี้ที่เป็น ประโยชน์ แล้วก็นำไปพิจารณาในการดำเนินการ ซึ่งผมคิดว่าในส่วนที่เท่าที่ได้รับฟังมา ผมอาจจะไม่ได้พูดในรายละเอียด เพียงแต่ว่าหลัก ๆ มีประมาณสัก ๔ ประเด็นด้วยกัน🔗

ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของท่านสมาชิกก็ได้ให้ข้อเสนอแนะในเรื่องของ การช่วยเหลือในเรื่องของเอสเอ็มอี (SMEs) ในครั้งนี้ ในเรื่องของการกำหนดเป้าหมาย เป้าหมายสินเชื่อในภาคธุรกิจให้มันชัดเจนว่าเราจะโฟกัส (Focus) ไปที่ตรงไหน ธุรกิจไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง นั่นเป็นอันดับแรกที่ได้รับ ผลกระทบมากที่สุด แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจภาคการท่องเที่ยว ซึ่งรวมไปถึงในรายเล็กรายน้อย รวมทั้งในเรื่องของการกำหนดเป้าหมายนั้นก็เพื่อที่จะให้ สถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในโครงการนี้สามารถที่จะเชื่อมโยงจากนโยบาย ตรงนี้ลงไปปฏิบัติให้มันตรงจุดให้ได้ ที่สำคัญก็คือในเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญ ๒ ประเด็น คือเป้าหมายกับในเรื่องของลำดับความสำคัญ อย่างไรก็ตามนั้นก็ได้มีข้อคิดเห็น ว่าในการเข้าไปช่วยเหลือให้เขาต่อท่อหายใจให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดย่อมนั้น อาจจะยังไม่พอ ท่านสมาชิกก็ได้เสนอว่ามันต้องมีมาตรการเสริม ผมอาจจะใช้คำ อาจจะไม่ค่อยตรงเท่าไร แต่ว่าคล้าย ๆ ที่ปรึกษา ที่ปรึกษาของเอสเอ็มอี (SMEs) ในการ ที่จะมองอนาคตของธุรกิจของเขา อาจจะเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นบิสซิเนส แอดไวเซอร์ (Business Advisers) ก็ได้ ซึ่งมันต้องมีการต่อเนื่องตรงนี้ อันนี้ก็จะช่วยทำให้เขามีความเข้มแข็งมาก ยิ่งขึ้น🔗

ประการที่ ๒ นั้น นอกเหนือจากสถาบันการเงินของเอกชน ท่านสมาชิก็ได้ แนะนำว่าเราก็น่าจะใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐให้เป็นประโยชน์ ซึ่งก็อยู่ในการกำกับ ดูแลของกระทรวงการคลัง รวมทั้งการให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามาร่วมแบกรับภาระตรงนี้ ก็เป็นประเด็นที่คิดว่าทางกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะรับไปพิจารณา ในเรื่องของรายละเอียดว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน🔗

ส่วนประเด็นที่ ๓ นั้นก็คือนอกเหนือจากการให้กู้แล้ว การเข้าถึงแหล่ง สินเชื่อแล้ว ประเด็นคือการช่วยเหลือโดยตรง การช่วยเหลือโดยตรงไปที่เอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งในข้อเสนอแนะนั้นก็มีหลายเรื่อง เรื่องของกองทุนก็เป็นเรื่องหนึ่งที่อาจจะมีการตั้งกองทุน เป็นการเฉพาะ อันนี้ก็ขอรับไปในเรื่องของการที่จะไปพิจารณาในรายละเอียดเช่นเดียวกัน นะครับ อันนี้ก็จะช่วยทั้งทางตรงทางอ้อม🔗

ส่วนประเด็นสุดท้ายนั้น คิดว่าในเรื่องของความสำเร็จ ในเรื่องของมาตรการ ฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจของเรานั้นจะดำเนินการโดยลำพังเฉพาะมาตรการช่วยเหลือเยียวยา หรือฟื้นฟูภาคธุรกิจของเราไม่ได้ ถ้าหากในอีกด้านหนึ่งนั้นในเรื่องของการบริหารจัดการ วัคซีนให้เร็วที่สุดก็จะเป็นเงื่อนไขอีกอันหนึ่งซึ่งต้องเดินไปคู่กัน การบริหารจัดการในเรื่องของ วัคซีนต้องคู่ไปกับในเรื่องมาตรการในการที่เราจะดูแลเศรษฐกิจให้สามารถที่จะไปต่อได้ ซึ่งอาจจะไม่ได้เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าขณะที่เรายังไม่สามารถที่จะเปิดประเทศไทย เปิดเมืองได้นั้น ก็คงจะต้องอาศัยในเรื่องของกำลังซื้อภายในประเทศของเรา แต่อย่างไร ก็ตามถ้าหากเราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้ ก็จะทำให้เรามีความ มั่นใจมากขึ้นในเรื่องของการที่จะเปิดประเทศให้เต็มร้อย อันนี้ก็ต้องเป็นประเด็นที่จะต้อง เป็นมาตรการในเรื่องของการคู่ขนานไปกับในเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจของเราก็โดยรวมก็ ประมาณนี้ แต่ผมอาจจะตกหล่นไป แต่ว่าทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีจดประเด็นต่าง ๆ ในวันนี้ไว้ เรียบร้อย ก็ขออนุญาตขอขอบพระคุณทางท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ความเป็นห่วง ในเรื่องของการปฏิบัติ ทางกระทรวงการคลังกับทางธนาคาร แห่งประเทศไทยก็จะรับ ขอน้อมรับในเรื่องของข้อคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อที่จะทำให้เรา สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันได้ในการที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของเรา เพราะว่าในหลาย ๆ ภาคส่วนก็ยังมีความกังวลว่าสถานการณ์โควิด (COVID) ของเรานั้น ไม่ใช่เฉพาะประเทศของ เรา แต่ว่าในทั่วโลกนั้นก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องอยู่กับในเรื่องของ โควิด (COVID) ไปอีกนาน เพียงแต่ว่าระดับความรุนแรงก็จะน้อยกว่าในปัจจุบันนี้ ก็ขอ อนุญาตขอบพระคุณทางท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่ง ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ สมาชิกครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมครับ ว่าจะให้การอนุมัติ พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ หรือไม่ ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗

(นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอเชิญท่าน สมาชิกที่อยู่ข้างนอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมนะครับ เพื่อเราจะได้ตรวจสอบองค์ประชุม ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ สมาชิกท่านใด ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้างครับ ถ้ามีก็ขอเชิญ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้าท่าน สมาชิกใช้สิทธิแสดงตนหมดแล้ว ผมขอปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมในห้องประชุมในขณะนี้ ๓๘๑ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ต่อไปเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นว่าควรอนุมัติ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าไม่ควรอนุมัติ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญ ใช้สิทธิลงคะแนนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างครับ ถ้ามีก็ขอเชิญนะครับ ถ้าไม่มีผมขอปิด การลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่รายงานผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๙๐ คน เห็นควรอนุมัติ ๓๓๑ ท่าน ไม่อนุมัติ ๑ ท่าน งดออกเสียง ๕๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้นะครับ🔗

ท่านสมาชิกครับ ต่อไป🔗

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี🔗

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ให้ความร่วมมือกันอย่างดี วันนี้ผมขอปิดการประชุม ขอบคุณครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๙.๓๓ นาฬิกา