รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันพุธที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
ณ อาคารรัฐสภา
-----------------------
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้ ๐๙.๓๐ นาฬิกานะครับ มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ๒๒๒ ท่าน องค์ประชุมวันนี้ต้อง ๒๔๑ ท่าน ขอเชิญสมาชิกนะครับ เข้าใจว่าไปตรวจสุขภาพอยู่ กรุณาไปลงชื่อให้ครบประชุม นะครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ไม่ทราบว่าท่านเปิดประชุมหรือยังครับ เพราะว่าผมมีเรื่องสำคัญที่จะ ขออนุญาตหารือครับ🔗
ยังไม่ครบองค์ประชุมครับ🔗
ก่อนประชุมผมขออนุญาตหารือ เรื่องที่ผมมีหนังสือกราบเรียนท่านประธานไว้นะครับ🔗
ได้ครับ🔗
กราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านจุลพันธ์เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ครับท่านประธาน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ของสภานี้ ถ้าท่านประธานจะกรุณา เราไม่ได้ปิดสมัยประชุมครับ เราพักการประชุมเนื่องด้วย สถานการณ์โควิด (COVID) มาเป็นเดือนนี้นะครับ มีเรื่องค้างคาของพี่น้องประชาชนเยอะ ถ้าท่านประธานจะกรุณาให้ใช้ช่วงเวลานี้ในการหารือปัญหาของพี่น้องประชาชนจะได้ หรือไม่ครับ ผมขออนุญาตเป็นท่านแรกเลยครับ🔗
วันนี้ต้องขออนุญาตเราเอา เป็นเรื่องงบประมาณนะครับ ท่านจุลพันธ์ครับ อย่างไรเมื่อพ้นวาระงบประมาณแล้วเราเข้าสู่ ภาวะปกติไป วันนี้ก็คงไม่มีการปรึกษาหารือตามข้อบังคับนะครับ วันนี้ไม่มี แต่ประเดี๋ยว ท่านยุทธพงศ์จะขอหารือผมจะอนุญาต ซึ่งเรื่องขอหารือตามข้อบังคับก็ขอเว้นไว้ก่อนนะครับ ผมแนะนำท่านจุลพันธ์มีเรื่องด่วนทำเรื่องเป็นเอกสารมานะครับ ผมจัดการให้ เพราะมี พวกเรายื่นมาเป็นเอกสารหลายท่านครับ🔗
ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อ ๒๔๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ ผมขออนุญาตเปิดประชุมนะครับ ท่านยุทธพงศ์จะขอหารือ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ อนุญาตครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และในฐานะกรรมาธิการงบประมาณพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ท่านประธานครับ ผมได้มีหนังสือกราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร คือท่านชวน หลีกภัย ว่าขอให้ตรวจสอบกรณี นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ กรณีรับรถเบนซ์หรูป้ายแดงมูลค่า ๕ ล้านบาทในระหว่างที่เป็น กรรมาธิการงบประมาณ แล้วก็ผมได้รับหนังสือจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ สผ ๐๐๑/๙๐๖๐ เรียน นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม หนังสือออก เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๔ อ้างถึง หนังสือด่วนที่สุดของผม ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ในกรณีที่ผมได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ คือนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่อง ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ที่ปรากฏข่าวต่อสาธารณะ เรื่อง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้รับทรัพย์สินเป็นรถยนต์ ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส ๕๖๐ (Mercedes-Benz S-560) สีดำ ป้ายแดง เลขทะเบียน ๘๘๐๗ มาในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจจะเป็น การฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๔ คือการที่ ห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งคณะกรรมาธิการห้ามไม่ให้ไป มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการพิจารณางบประมาณจะกระทำมิได้ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดจัดทำโครงการ หรืออนุมัติ หรือจัดสรรงบประมาณ โดยรู้ว่ามี การดำเนินการอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ถ้าได้บันทึก ข้อโต้แย้งไว้เป็นหนังสือ หรือมีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ ให้พ้นความผิด ซึ่งผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ และเป็นกรรมาธิการ งบประมาณนี้ได้มีหนังสือไปถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ คือ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ตั้งแต่ เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๔ เพื่อให้ตรวจสอบกรณีของ นายเรืองไกรว่าไปมีส่วนได้ ส่วนเสีย แล้วการไปรับรถเบนซ์ (Benz) หรูป้ายแดงมูลค่า ๕ ล้านบาท ซึ่งอาจจะเข้าข่าย ความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ แล้วก็จะกระทบต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ในวาระที่ ๒ ถึงวาระที่ ๓ ในวันนี้ ทีนี้ท่านประธานมีหนังสือมาถึงผมบอกว่า ท่านประธานมีดำริให้ติดตามความคืบหน้า การตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวไปยังประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ คือนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ พร้อมทั้งให้แจ้งผลการพิจารณาดังกล่าวให้ประธานสภาทราบต่อไป คนที่มี หนังสือมาถึงผม ก็คือนางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นเพื่อให้ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ในวันนี้เป็นไปโดยถูกต้องและไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ ผมก็อยากจะขอกราบเรียน สอบถามท่านประธานว่าเรื่องดังกล่าวนี้ท่านประธานได้สอบถามไปยังนายอาคม แล้วก็ ท่านประธานอาคมให้คำตอบว่าอย่างไร ขอบคุณครับ🔗
ต้องขออนุญาต ท่านสมาชิกนะครับ ที่อนุญาตให้ท่านยุทธพงศ์ได้นำเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน เพราะวันนี้เราจะ พิจารณาวาระที่ ๒ ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ผมไม่อยากให้เรื่องใดเรื่องหนึ่งไปเป็นอุปสรรคในระหว่างการพิจารณา เพราะฉะนั้นประเด็นใดที่เห็นว่าควรจะจบก่อน ทำความเข้าใจได้ก่อนก็ให้จบไปเสียก่อน จะไม่ต้องหยิบยกขึ้นมาในตอนพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๕ นะครับ ก็อนุญาตให้ท่านยุทธพงศ์ได้เสนอเรื่องนี้ปรึกษาก่อนเข้าสู่ ระเบียบวาระ ก็เรียนให้พวกเราได้ทราบทั่วกันไปด้วยว่า เมื่อมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ท่านยุทธพงศ์ ทำหนังสือมา ในฐานะประธานผมก็แจ้งให้ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้พิจารณา เพราะเป็นเรื่องอยู่ในระหว่างการพิจารณางบประมาณ เป็นเรื่องที่กล่าวหากันในช่วง พิจารณางบประมาณ แต่ว่าท่านประธานกรรมาธิการงบประมาณนี้ท่านก็ตอบมา เมื่อวานนี้ ได้รับหนังสือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กรรมาธิการไม่สามารถพิจารณาได้ ไม่อยู่ในอำนาจของ กรรมาธิการพิจารณางบประมาณนะครับ ก็ส่งมาที่สภาว่าเรื่องดังกล่าวสมควรที่จะให้ สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ตรวจข้อเท็จจริง คำนี้โดยย่อในจดหมายหนังสือที่แจ้งมา ทีนี้ฝ่ายกฎหมายของสภาก็ดูแล้ว ท่านยุทธพงศ์ครับ ดูแล้วก็เห็นว่าเป็นเรื่องของการเสนอ ขึ้นมา เล่าเหตุการณ์ขึ้นมา แต่ว่าทั้งหมดนี้ท่านยุทธพงศ์ยังไม่ได้ทำเป็นญัตติ ถ้าเราจะสอบ ในฐานะสภานี้ เขาเป็นบุคคลภายนอกครับ ถ้าเราจะสอบเราก็ต้องทำเป็นญัตติสามารถทำได้ ถ้าจะส่งเรื่องไปยังองค์กรที่ตรวจสอบความซื่อสัตย์สุจริตเราก็ต้องมีข้อมูลที่จะกล่าวว่า เขาได้มาโดยไม่สุจริตอย่างไร อันนี้ฝ่ายกฎหมายสภาก็ได้หารือกันครับ ก็ได้ข้อยุติอย่างนี้ ก็เรียนท่านยุทธพงศ์ทราบว่าถ้ามีความประสงค์จะเป็นญัตติก็ต้องดำเนินการเป็นญัตติต่อไป หลังจากนี้นะครับ หรือมีความประสงค์จะยื่นไปยังหน่วยงานอื่นให้ประธานส่งก็ต้องดู ข้อบังคับและกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าเข้าชื่อกี่คน มีหลักฐานอะไร ส่งไปอย่างไร อันนี้เป็น ข้อแนะนำที่ฝ่ายกฎหมายทั้งหมดได้ประชุมกันเรียบร้อยแล้วครับ ก็เรียนเพื่อเราได้รับทราบ ที่ไปที่มาของเรื่องนี้ด้วยครับ เชิญอีกครั้งครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ท่านประธานครับ ผมต้องกราบขออภัยท่านประธานนะครับ พอดีเสียงไม่ค่อยได้ยินตอนที่ ท่านประธานพูด คือผมจับประเด็นได้ว่า ๑. ถ้าจะให้สอบบุคคลภายนอก ก็คือให้ผมทำเป็น ญัตติใช่ไหมครับท่านประธาน ยื่นให้ท่านประธานได้ให้ทางสภาได้สอบ กรณีนายเรืองไกร ๒. ก็คือให้ทางสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบเรื่องนี้ แบ่งเป็น ๒ กรณี ตรงนี้ถูกต้องไหมครับท่านประธาน🔗
คืออย่างนี้ครับ ใกล้เคียง นะครับ คือเรื่องที่ท่านยุทธพงศ์เสนอนี้ไม่ได้เป็นญัตตินะครับ ไม่ได้เป็นญัตติ เพราะฉะนั้นเรา ก็นำเข้ามาเพื่อพิจารณาในห้องนี้ไม่ได้ แต่ถ้ามีความประสงค์จะสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร ท่านยุทธพงศ์ทำได้อีกอย่างหนึ่งก็คือดูกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับว่าสมาชิกเข้าชื่อกันกี่คน แต่ว่ากรณีเช่นนั้นท่านยุทธพงศ์ต้องมีหลักฐานกล่าวหา แล้วประธานก็จะรับเพื่อส่งต่อไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อไป อันนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เข้าใจนะครับ🔗
ขออนุญาตต่อครับ กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม ท่านประธานครับ ถ้ากรณีที่ว่าจะขอให้ทางท่านประธานนะครับ เพราะว่าท่านได้รับเรื่อง จากท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญ คือท่านอาคม แล้วก็เรื่องดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ บอกว่าถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ทราบเรื่องแล้วต้องแจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผมอยากจะขอให้ท่านประธานได้แจ้งเรื่องดังกล่าวส่งไปที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบเรื่องนี้ได้ไหมครับ🔗
ประธานจะแจ้งได้ก็ต่อเมื่อ ปฏิบัติไปตามกฎเกณฑ์เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านยุทธพงศ์ไปดูรัฐธรรมนูญ ให้ถี่ถ้วนนะครับว่าเขากำหนดไว้ว่าจะต้องเสนออย่างไร เข้าชื่อกี่คนนะครับ ไปดูแล้วก็ปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญต่อไปครับ🔗
กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗
สมาชิกที่เคารพครับ เราก็ว่างเว้นการประชุมมาเป็นเดือนนะครับ โดยเหตุผลของโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็เลย ขอถือโอกาสเรียนพวกเราด้วยความเคารพว่าขอได้รักษากฎเกณฑ์ กติกาโดยเคร่งครัด นะครับ สวมหน้ากากและป้องกัน ผมก็เรียนพวกเราด้วยความเคารพว่าเจ้าหน้าที่ของเรา โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านทำความสะอาดติดเชื้ออยู่ส่วนหนึ่ง ไม่มากนัก แต่ว่าก็มีคนติดเชื้อ แต่ว่าทุกกรณีเลขาธิการก็จะดำเนินการโดยให้หยุด ส่วนข้าราชการของเรานั้นมีผู้ติดเชื้อ ไม่มากครับ มีครับ ไม่มาก แต่ว่าก็ดูแล น่าเห็นใจว่าข้าราชการเหล่านั้นส่วนใหญ่นั่งรถเมล์ มาทำงาน แล้วก็ขึ้นรถเมล์ ๒ เที่ยว ๓ เที่ยวอะไรเหล่านี้ครับน่าเห็นใจ แต่ว่าโดยทั่วไป ติดมาจากบ้านครับ ติดมาจากครอบครัว ติดมาจากเพื่อนบ้าน เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ก็จะคุมเข้ม วันนี้พวกเราที่ไปตรวจสุขภาพก็เป็นความสมัครใจนะครับ ไม่สามารถไปบังคับได้ แต่ว่าถ้าไม่แน่ใจไปตรวจครับ อันนี้ฝ่ายสภาจะดูแล แล้วก็ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายต้องขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ก็ขอให้พวกเราได้ ปลอดภัยนะครับ ส่วนการปฏิบัติภารกิจนั้นเรามีเวลาเหลืออยู่ ๑ เดือนนะครับ วาระของสมัย ประชุมนี้จะสิ้นสุดวันที่ ๑๘ กันยายนเดือนหน้า ช่วง ๑ เดือนนี้ก็ขอได้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า พวกเราก็มีสิทธิในการปฏิบัติภารกิจของเรานะครับ แต่ว่าได้ช่วยรักษากฎเกณฑ์กติกาก็จะ ประหยัดเวลาได้มาก เช่นการอภิปรายวันนี้เรื่องงบประมาณ ผมขอเรียนไว้เบื้องต้นเลย นะครับว่าพวกเราเคารพกติกา พวกเราที่แปรญัตติมีสิทธิอภิปรายไม่ต้องห่วงครับ มีสิทธิ อภิปราย เพียงแต่ว่าต้องอภิปรายแบบแปรญัตติ ไม่ใช่วาระที่ ๑ ในอดีตนั้นเราจะปล่อย เพราะว่าเราไปให้เวลาว่าเอาไปกี่ชั่วโมง แล้วก็ปล่อยไปว่าจะอภิปรายอย่างไรก็ได้ภายในเวลา ที่กำหนด แต่ครั้งนี้อยากจะขอร้องพวกเรารักษาคุณภาพ เราย่างเข้าปีที่ ๓ แล้วครับ ฉะนั้น คุณภาพพวกเราก็เพิ่มขึ้นในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์แล้วก็ระเบียบเพื่อเป็นหลักฐาน เพราะทุกอย่างมันจะบันทึกไว้ ผมหลีกเลี่ยงที่ทักท้วงเพราะว่าผมไม่อยากให้ประวัติของ พวกเรามีผลกระทบว่าประธานก็เคยทักท้วงคนนี้นะ อะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นก็จะปล่อย เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราได้กรุณารักษาระเบียบกฎเกณฑ์เอาไว้ครับ ตามระเบียบวาระ ในวันนี้นะครับ เรื่องที่จะต้องดำเนินการก็มีอยู่🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาต นิดเดียวครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมว่าอยากให้ท่านประธานให้ฝ่ายเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ตรวจสอบระบบเสียง ผมนั่งอยู่ตรงนี้ได้ยินไม่ชัดเลยครับประธาน🔗
ขออภัยด้วยครับ ท่านเลขาธิการช่วยดูนิดหนึ่งนะครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ได้ปรับระดับเสียงให้แล้วครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
มีเรื่องที่จะแจ้งให้ที่ประชุมทราบมีอยู่หลายเรื่อง🔗
เรื่องแรก ก็คือการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว จะมีการถ่ายทอดการประชุมทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ช่องหมายเลข ๑๐ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๘ วรรคสอง จนเสร็จสิ้นการประชุม ในช่วงเวลา ๒๐.๐๐-๒๑.๓๐ นาฬิกา ของทุกวัน ก็งดการถ่ายทอดเฉพาะช่วงนั้นเพื่อเสนอข่าวในพระราชสำนักและเหตุการณ์ สำคัญ แต่จะบันทึกการอภิปรายทั้งหมดของสมาชิกในช่วงนั้นไว้เพื่อออกภายหลังจากนั้น นะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ไม่ได้บันทึกปรากฏไว้ในระเบียบวาระ ก็คือผลการดำเนินงาน ของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรขอผ่อนผัน เงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมและการตรวจคัดกรองการเดินทางของสมาชิกในการเดินทาง มาประชุมว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มีการหารือกับศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-๑๙ (ศปก. ศบค.) แล้ว และได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดให้มีการตรวจ คัดกรองผู้เดินทางข้ามจังหวัดตามความเหมาะสม โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ โรคติดต่อจังหวัดและต้องไม่เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร🔗
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่อง แจ้งผลการวินิจฉัยของศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหาร สถานการณ์โควิด-๑๙ (ศปก. ศบค.) นะครับ ตามที่สำนักงานได้มีหนังสือถึงเลขาธิการ ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-๑๙ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อขอ ผ่อนผันจัดการประชุมและการเคลื่อนย้ายเดินทางในช่วงเวลาการห้ามออกนอกเคหะสถาน ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการได้มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๔ เมื่อวานนี้นะครับ แจ้งผลการวินิจฉัยว่า🔗
๑. การจัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการประชุมร่วมกันของรัฐสภาถือเป็น กิจกรรมรวมกลุ่มที่จัดโดยหน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของหัวหน้าส่วนราชการ ซึ่งได้รับการยกเว้น จึงไม่ต้องขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามข้อ ๕ (๕) ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๓๐) ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๔🔗
๒. การขอเคลื่อนย้ายการเดินทางในช่วงเวลาการห้ามออกนอกเคหะสถาน คือเคอร์ฟิว (Curfew) ของสมาชิก ข้าราชการ บุคคลในวงการรัฐสภา และบุคลากรจาก หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมนั้น เป็นกรณีการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายพลเรือน ซึ่งอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตาม กฎหมายอื่น ถือเป็นการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ตามความในข้อ ๓ ออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตเดินทางในห้วงเวลาห้ามออกนอก เคหะสถานหรือเคอร์ฟิว (Curfew) และยกเว้นมาตรการคัดกรองในการเดินทางด่านสกัด หรือด่านชะลอบริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดด้วย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีหนังสือรับรองดังกล่าวให้กับสมาชิกทุกท่าน รวมทั้งข้าราชการ บุคคลในวงการรัฐสภา และบุคลากรจากหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการประชุมในส่วนของสมาชิกสามารถไปรับเอกสารนั้นได้นะครับ🔗
เรื่องที่ ๔ คือมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ โควิดไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID Virus Corona 2019) เพื่อเป็นการยกระดับมาตรการ ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิดไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID Virus Corona 2019) ในระหว่างการประชุม สำนักงานได้จัดชุดตรวจหาเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) แบบรวดเร็ว หรือแบบแอนติเจน (Antigen) ให้กับสมาชิกที่มีความประสงค์ จะตรวจ อันนี้ไม่บังคับนะครับ แต่สมาชิกท่านใดที่มีความประสงค์จะตรวจก็ได้เตรียมไว้ให้ เรียบร้อยแล้ว อยู่ในพื้นที่ข้างหน้าอาคารรัฐสภาและบริเวณห้องรับรองสมาชิกอาคารรัฐสภา ที่ชั้น ๒🔗
เรื่องที่ ๕ เรื่อง คำสั่งศาลฎีกา ด้วยศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องคดีหมายเลขดำ ที่ คมจ ๒/๒๕๖๔ ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ผู้คัดค้าน เรื่อง การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทาง จริยธรรมอย่างร้ายแรงในขั้นรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และมิได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เป็นผลให้นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจนกว่าจะมีคำพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๓๕ ดังนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ ในขณะนี้คือ ๔๘๒ คน องค์ประชุมจึงเป็น ๒๔๑ คน เปลี่ยนไป ๑ คน ขอแจ้งสมาชิก ได้รับทราบ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
- ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๕ ซึ่งกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญกรรมาธิการเข้าประจำที่🔗
และในระหว่างที่ กรรมาธิการประจำที่ ผมขออนุญาตให้ตัวแทนของผู้ประสานงานทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ได้ชี้แจงถึงกระบวนการที่เราจะพิจารณาต่อไปในช่วง ๓ วัน ต่อไปนี้นะครับ ท่านวิรัชขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ก่อนอื่นขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าตามที่ได้มี การประสานงานระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะในส่วนของทั้งซีกรัฐบาล และในส่วนของทั้งฝ่ายค้านเราก็มีการกำหนดแนวทางในการพิจารณาในเรื่องกฎหมาย ในส่วนของงบประมาณ ผมเรียนท่านประธานว่า เมื่อตอนช่วงเช้าได้รับแจ้งจากท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้านว่าแนวทางที่เราได้พิจารณาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น อยากจะขอยกเลิก แล้วก็ขอให้เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับ ซึ่งผมเองก็เรียนทางท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้านว่าก็ไม่ได้ติดใจอะไร ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยากให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับก็ได้ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมเรียนท่านประธานว่าเรามีเวลาในการพิจารณา วันที่ ๑๘ วันที่ ๑๙ วันที่ ๒๐ ซึ่งผมเองก็เคารพสิทธิว่าในการพิจารณาทั้ง ๓ วันนี้ก็อาจจะจบได้ แต่วันเวลาในช่วงที่จะพิจารณาเลิกเวลาประมาณ ๑๙.๓๐ นาฬิกา หรืออาจจะเกินเลยไปบ้าง ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าเพื่อให้การประชุมไม่สะดุดก็ให้ประชุมไปเรื่อย ๆ ก็ได้ ไม่ขัดข้องครับ ก็เรียนเบื้องต้นก่อนครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ท่านสุทินเชิญเลยครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะ ผู้ควบคุมเสียงฝ่ายค้าน กราบเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลได้กรุณา กราบเรียนท่านประธานนั้นเป็นความจริง ด้วยอย่างนี้ครับเราได้หารือกัน ๒ ฝ่าย ก็เป็น ข้อตกลงว่าเราจะมีกรอบเรื่องเวลาแต่ละท่าน แต่ละฝ่าย แล้วก็กำหนดกรอบใหญ่ไว้ คือประมาณ ๓ วัน ซึ่งอันนี้ก็ด้วยความเคารพที่ประชุม แล้วพวกผมก็ได้รับไปหารือกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านทั้งหมด ก็ได้ฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้านแล้วก็มีเหตุผลน่าคิดอยู่ว่าการพิจารณางบประมาณแผ่นดินนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เกี่ยวข้องกับเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชน แล้วก็ความอยู่ได้อย่างยั่งยืน ของประเทศ แล้วยิ่งภาวะอย่างนี้ยิ่งต้องใช้ความละเอียดอ่อน เพราะฉะนั้นข้อตกลงก็เป็นที่ เคารพ แต่กริ่งเกรงว่าข้อตกลงนั้นมันจะไปขัดกับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นจึงขอความกรุณามายังท่านประธาน แล้วก็เพื่อน สมาชิกทุกท่านว่าเราขอพิจารณาครั้งนี้ไปตามความจำเป็นและกรอบของข้อบังคับที่ประธาน จะกรุณาวินิจฉัย นั่นก็คือขออนุญาตข้อกำหนดหรือกรอบเวลาใด ๆ ไว้ก่อน แต่ขอให้อยู่ ภายใต้ข้อบังคับที่ท่านประธานจะกรุณาวินิจฉัย อาจจะเร็วกว่า ๓ วัน หรืออาจจะช้ากว่า ๓ วัน พวกเราก็พร้อมที่จะปฏิบัติเพื่อให้การทำหน้าที่ของเราสมบูรณ์ที่สุดครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณผู้ควบคุม เสียงฝ่ายค้านนะครับ ผมขอเรียนว่าตามที่ได้ตกลงไว้ตอนเริ่มต้น ก็คือจะประชุมเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา แล้วก็หยุดตอน ๑๙.๓๐ นาฬิกานะครับ กำหนดเวลาว่าฝ่ายค้านใช้เวลา ๒๐ ชั่วโมง แต่ว่าโดยเหตุผลที่ผู้ควบคุมเสียง ๒ ฝ่ายได้รายงานให้สภาทราบแล้ว ผมขอสนอง รับความประสงค์ของทุกฝ่ายด้วยความยินดีนะครับ แล้วเราจะดำเนินการไปตามปกติ เวลาก็คงยืดไปหน่อยนะครับ แทนที่จะเลิก ๑๙.๓๐ นาฬิกา ก็อาจจะต้องยืดไปเพราะว่า พวกเราจะได้มีโอกาสทำงาน คือผมก็เคารพสิทธิของผู้แปรญัตตินะครับ ท่านมีสิทธิครับ ประธานไม่มีสิทธิที่จะไปตัดหรือห้ามท่านเลย ท่านมีสิทธิที่จะอภิปรายได้ทุกมาตรา ที่ท่านแปรญัตติไว้ เพียงแต่ว่าขอพวกเราได้แปรญัตตินะครับ อันนี้เป็นศักยภาพของท่าน ด้วยว่าอภิปรายวาระที่ ๒ ไม่เหมือนวาระที่ ๑ ครับ วาระที่ ๒ นั้นเฉพาะเจาะจงว่าเหตุผลใน การตัดมาตรานั้นโดยตรงเลย ถ้าเราไปเกริ่นไว้เหมือนกับขั้นรับหลักการเราก็จะเสียเวลา อันนี้ก็ขออนุญาตไว้ล่วงหน้าว่าจะได้เตือนพวกเราเมื่อถึงเวลานั้น ถ้ากรณีที่ผู้ใดใช้เวลา ส่วนกำหนดเวลานั้นก็ทราบว่าได้ตกลงไว้ในเรื่อง ๗ นาที แต่ ๗ นาทีนี้คือขั้นสูงนะครับ ถ้าเห็นว่ามันสั้นกว่านั้นเราก็หยุดเสียก่อนได้ ก็เรียนเพื่อทราบ ผมเรียนว่างบประมาณ รายจ่ายร่างที่เราพิจารณาวันนี้มันมี ๔๒ มาตรา ครั้งนี้มีการแก้ไข ๓๑ มาตรา ดังนั้น ๓๑ มาตรานี้ต้องลงมติครับ แล้วก็มีผู้แปรญัตติ มีกรรมาธิการสงวนความเห็น แล้วก็มีสมาชิก แปรญัตติอีก รวมทั้งหมดก็เกือบจะพูดได้ว่ามีการสงวนคำแปรญัตติไว้ทุกเรื่อง แม้กระทั่ง ชื่อของร่างพระราชบัญญัติ แต่ว่ากรณีที่ท่านสมาชิกสงวนความเห็น เมื่อไม่ติดใจเราก็ไม่ต้อง ลงมติ แต่อย่างน้อย ๓๑ มาตราที่มีการแก้ไขต้องลงมติ ท่านสมาชิกอย่างที่เราทราบว่า ไม่ประสงค์จะให้เราอยู่หนาแน่นในห้อง เพียงแต่ขอความกรุณาว่าอย่าไปไกลมากนะครับ แล้วก็เมื่อถึงเวลาจะให้เวลาได้มีโอกาสมาลงมติตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับ ก็เรียนพวกเราได้ทราบไว้ล่วงหน้านะครับ คุณจุลพันธ์ และท่านชินวรณ์ เชิญตัวแทน ๒ ท่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ต่อประเด็น ที่ท่านประธานได้เรียนในเรื่องที่ท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลและวิป (Whip) ฝ่ายค้านได้นำเสนอนี้ ประเด็นที่เป็นห่วงครับท่านประธาน คือการยืดเวลาออกไปจากเวลา ๑ ทุ่มครึ่ง ๑๙.๓๐ นาฬิกา ที่ท่านประธานได้เรียนนะครับ พวกเราที่เป็นสมาชิกไม่ได้มีความเดือดร้อน ส่วนมาก ก็มีพาหนะเดินทางกันมา แต่เจ้าหน้าที่สภานี้หลายท่านเวลาเดินทางกลับบ้านต้องใช้การเดินทาง แบบสาธารณะ ซึ่งไม่มีรถเดินทางครับ ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีความพิเศษเรื่องเคอร์ฟิว (Curfew) อะไรต่าง ๆ นี้ ผมขอความกรุณาท่านประธานอย่างนี้ครับ เวลาในการปิดนี้จะยืดจาก ๑๙.๓๐ นาฬิกา เป็นเวลาสัก ๒ ทุ่มนี้ไม่มีปัญหาครับ แต่ว่าถ้าดึกไปกว่านั้นผมเกรงว่าจะเป็น ภาระกับเจ้าหน้าที่ แล้วก็ไม่เหมาะสมนัก ก็ขอเรียนในประเด็นแรกนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ส่วนของเรื่องเวลานี้ท่านประธานอาจจะ กำหนดเวลาขึ้นไว้บนหน้าจอ ๗ นาทีได้ครับ ผมต้องเรียนด้วยความเคารพ แต่ว่าผมอยากจะ ให้ท่านประธานใช้อำนาจขอความเป็นประธานในการควบคุมการอภิปราย ถ้าเพื่อนสมาชิก ยังอภิปรายเป็นประเด็นใหม่ ไม่มีความซ ้าซ้อนและเป็นประโยชน์กับการอภิปราย ไม่ผิดจาก การอภิปรายในวาระ ๒ นี้ผมขอความกรุณาท่านประธานปล่อยให้เพื่อนสมาชิก อภิปรายจนจบครบถ้วนกระบวนความครับ เรื่องงบประมาณแต่ละกระทรวงนี้เงินเป็น พัน ๆ หมื่น ๆ ล้านบาทนี้เนื้อหามันมีมากพอสมควร ไม่ใช่จะมากำหนดเวลากันได้ว่าต้องจบ ภายใน ๕ นาที ๗ นาที อันนี้อาจจะเป็นการลำบาก เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านประธาน เปิดกว้างเรื่องเวลาเพื่อให้เพื่อนสมาชิกสามารถอภิปรายได้จบครบถ้วน ขอบคุณครับ🔗
จะปฏิบัติไปตามข้อบังคับ นะครับ ส่วนเจ้าหน้าที่นั้นเราได้เตรียม ที่คุณจุลพันธ์พูดนี้เราก็ได้หารือกันก่อนแล้วครับ ทางสภาก็เตรียมดูแลคนเหล่านี้โดยการมีรถไปส่ง อันนี้ก็แจ้งให้ทราบ เพราะว่าได้คุยเรื่องนี้ ว่าถ้ามันค ่าดึกไปนี้สมาชิกอาจจะไม่มีปัญหา แต่ปัญหาว่าเจ้าหน้าที่ทำอย่างไร ได้มีความเห็น ร่วมกันในการประชุมเมื่อวานซืนว่าเราจะดูแลท่านเหล่านี้โดยสภาจะเป็นผู้ดูแลครับ ท่านชินวรณ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อประเด็น ที่กำลังหารือผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนของ พรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่งที่ได้ร่วมประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรด้วย นะครับ แล้วก็มีข้อตกลงดังกล่าวขึ้นมา กระผมอยากจะกราบเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ต่อสาธารณชนว่าการตกลงในข้อตกลงดังกล่าวนั้นก็ด้วยการเคารพต่อข้อบังคับที่ได้พูดถึง อย่างชัดเจน🔗
ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ในวาระ ๒ และวาระ ๓ ที่กำลังพิจารณาอยู่ ในช่วงสถานการณ์ภาวะโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) เพราะฉะนั้นเราจึงคิดว่าควรจะ ทำอย่างไรที่จะให้มีการอภิปรายนี้ได้ใช้เวลาที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงคิดว่าควรจะให้ เลิกที่เวลา ๑๙.๓๐ นาฬิกา แล้วก็ใช้เวลาภายใน ๓ วัน แต่ว่าอย่างไรก็ตามเมื่อข้อตกลง ทั้ง ๒ ฝ่ายเมื่อได้รับการยอมรับ แล้วก็ได้เสนอต่อท่านประธานสภาไปแล้ว ผมก็เคารพต่อ คำวินิจฉัยและการตัดสินใจ แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมคิดว่าเราก็ต้องเคารพสิทธิของผู้แปรญัตติ ทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับท่านประธานที่เราจะต้องมีสิทธิที่จะแปรญัตติและสงวนความเห็นได้ เท่าเทียมกันตามข้อบังคับ อันนี้ก็จะต้องรักษาสิทธิตรงนี้ไว้อย่างชัดเจน อย่างที่ ๒ ท่านประธานได้ดำริไปแล้วก็คือว่าการอภิปรายในวาระที่ ๒ นั้นจะต้องอภิปรายในประเด็น ที่ได้มีการแปรญัตติไว้เท่านั้น แล้วผมก็ยังเห็นด้วยกับท่านประธานว่าการกำหนดเวลาไว้ ๗ นาทีนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสมสำหรับการแปรญัตติ แล้วก็ไม่ควรที่จะไปพูดมากกว่าที่ได้ แปรญัตติไปจนถึงเหมือนชั้นรับหลักการ ซึ่งเช่นนี้จะทำให้เสียเวลาโดยไม่เป็นประโยชน์ และแน่นอนที่สุดเราก็มีความห่วงใยไปถึงเจ้าหน้าที่ด้วย ก็ได้ซักถามทางเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรว่าต้องเตรียมมาตรการรองรับถ้าหากว่าเราไม่มีเวลาปิดที่มีความชัดเจน แน่นอน เพราะฉะนั้นการเตรียมการในเรื่องของการรองรับเกี่ยวกับอาหารก็ดี เกี่ยวกับ การเดินทางของเจ้าหน้าที่ก็ดี ผมคิดว่าท่านประธานก็กรุณาได้สั่งการเพื่อเตรียมการใน การดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะครับ🔗
แล้วก็ประการสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือ ผมคิดว่า ในช่วงโรคระบาดโควิด (COVID) นี้ถ้าเราสามารถช่วยกันได้ในการอภิปรายในประเด็นสำคัญนี้ เราก็ควรใช้เวลาที่อยู่ในห้องประชุมที่มีข้อจำกัดตามที่ท่านประธานเคยอนุญาตแล้วว่าไปนั่ง อยู่ที่ห้องทำงานของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีความจำเป็นต้องลงมติตั้ง ๓๑ มาตรา ก็ขอให้ท่านประธานได้กำชับเพื่อนสมาชิกได้ช่วยกันรักษาเวลาด้วยครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗
เชิญคุณอรรถกรครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา คือประเด็นที่ผมจะเรียนเสนอ ท่านประธานและที่ประชุม เมื่อสักครู่นี้ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านก็ได้นำเรียนต่อท่านประธานและที่ประชุมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็อยากฝากให้ ท่านสมาชิก คืออภิปรายก็ขอให้อยู่ในประเด็นตามข้อบังคับการประชุมสภาด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณทุกฝ่ายนะครับ เราจะได้ดำเนินการต่อไปเพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ ส่วนระยะเวลาจบก็ต้องเรียนว่า อาจจะต้องขยายเวลาจากที่ตกลงไว้เดิม เพื่อให้งานได้ผ่านไปได้โดยเรียบร้อย ผมขอเริ่ม โดยเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้รายงานผลการพิจารณาครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขอเสนอรายงานการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๕ ต่อท่านประธาน และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาโดยสรุปดังนี้🔗
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเสนอ และได้มีมติรับหลักการ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวในวาระที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๔ แล้ว และมีมติแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ นั้น บัดนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏรายละเอียดตามรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งได้เสนอสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านแล้ว กระผมจึงขอกราบเรียนสรุปสาระสำคัญ ของผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ต่อที่ประชุมดังนี้🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เริ่มพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ จนแล้วเสร็จ ในวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๔ โดยได้พิจารณารายละเอียดงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ รวม ๗๓๒ หน่วยรับ งบประมาณ โดยในการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการ วิสามัญร่วมพิจารณารายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ จำนวน ๙ คณะด้วยกัน ในการพิจารณารายละเอียดงบประมาณ คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้ให้ความสำคัญกับความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ อันเป็น ผลมาจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพื่อให้ การดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เกิดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน พร้อมกันนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้มีข้อเสนอในภาพรวมที่สำคัญ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการในส่วนที่ เกี่ยวกับการกำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ ตัวชี้วัดที่มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงระหว่าง ระดับหน่วยงานและระดับประเทศ การประเมินความคุ้มค่าจากผลลัพธ์ต่อทรัพยากร ที่จัดสรรลดความซ ้าซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ มุ่งเน้นการลงทุน ในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดรายได้ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การสร้างงานสร้างอาชีพเพื่อลดความเหลื่อมล ้าและให้การใช้ งบประมาณมีความคุ้มค่า รวมทั้งการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จากผลกระทบอันเกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ที่ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องและขยายตัวในวงกว้างเพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ปรับลดงบประมาณลงจำนวน ๑๖,๓๖๒,๐๑๐,๑๐๐ บาทถ้วน ซึ่งนอกจากจะได้พิจารณาจากความสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์แผนระดับต่าง ๆ และนโยบายสำคัญของรัฐบาลแล้ว ยังได้คำนึงถึงแผนแม่บท เฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ตลอดจนเป้าหมายและผลการดำเนินงานจริง ความคุ้มค่า ตลอดจนขีดความสามารถในการใช้จ่ายงบประมาณ รวมทั้งให้ความสำคัญ กับเงินนอกงบประมาณหรือรายได้ที่จัดเก็บเอง การนำผลการใช้จ่ายจริงในปีงบประมาณ ที่ผ่านมา และความพร้อมในการดำเนินงานเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา อาทิ🔗
๑. รายการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยใช้จ่ายจากการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณ หรือการปรับแผนการปฏิบัติงานและ แผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔🔗
๒. รายการที่สามารถปรับลดเป้าหมายหรือปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงาน ให้เกิดความประหยัด เช่น การฝึกอบรมสัมมนา การจ้างเหมาบริการ การจ้างที่ปรึกษา การประชาสัมพันธ์ เป็นต้น🔗
๓. รายการที่มีผลการดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ และคาดว่า ไม่สามารถใช้จ่ายได้ทันในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ หรือรายการผูกพันงบประมาณเดิม ที่ผลการจัดซื้อจัดจ้างต ่ากว่าวงเงินงบประมาณที่เสนอไว้🔗
๔. รายการที่สามารถใช้เงินจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากเงินงบประมาณได้ เช่น เงินนอกงบประมาณหรือรายได้ที่จัดเก็บเอง และเงินสะสมคงเหลือในหน่วยงาน หรือกองทุน🔗
สำหรับการเพิ่มงบประมาณนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณา เพิ่มงบประมาณให้กับงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) จำนวนทั้งสิ้น ๑๖,๓๖๒,๐๑๐,๑๐๐ บาทถ้วน ตามจำนวนที่ปรับลดงบประมาณได้เพื่อสำรอง ไว้สำหรับการบรรเทา แก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) โดยครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม นอกจากนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาอนุมัติให้มีการเปลี่ยนแปลง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ของสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานนโยบายและ แผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมจำนวน ๓๘,๘๙๓,๔๐๐ บาทถ้วน ไปเป็นงบประมาณรายจ่ายของสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๖๔🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอกราบเรียนว่าการพิจารณารายละเอียด งบประมาณทั้งการปรับลดและการเพิ่มงบประมาณดังกล่าว คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ให้ ความสำคัญเป็นพิเศษกับความพร้อมและศักยภาพของหน่วยงาน ความซ ้าซ้อน เป้าหมาย การดำเนินการ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ภารกิจสำคัญเพื่อรองรับการแก้ไขผลกระทบ ที่เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) รายการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงเป็นสำคัญ เพื่อให้สามารถดำเนินการภายในกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๓,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทถ้วน ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการไว้🔗
สำหรับรายละเอียดผลการพิจารณา รวมทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ปรากฏตามเอกสารรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้แจกให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติแล้ว จำนวน ๕ เล่ม คือ เล่มที่ ๑ เป็นรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เล่มที่ ๒ เป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ เล่มที่ ๓ (๑) และ (๒) รวม ๒ เล่ม เป็นรายงานผลการพิจารณารายการปรับลดงบประมาณ เล่มที่ ๔ เป็นรายงานผลการพิจารณารายการเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ทั้งนี้รายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เล่มที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ มีคำผิด โดยขอแก้ไขดังนี้ แก้ไขคำผิดในหน้า ๕ บรรทัดที่ ๕ (๒) จากเดิม (๒) แผนงานยุทธศาสตร์ยกระดับกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดอนาคตประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ๑๗,๖๑๔,๐๐๐ บาท แก้ไขเป็น (๒) แผนงานยุทธศาสตร์ยกระดับ กระบวนทัศน์เพื่อกำหนดอนาคตประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๑๗,๖๑๔,๐๐๐ บาท รายละเอียดปรากฏตามเอกสารใบแก้คำผิดที่ได้แจกให้กับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผมใคร่ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านกรรมาธิการ วิสามัญทุกท่านที่ได้ให้ความสำคัญ เสียสละเวลา และร่วมมือกันในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ อย่างเต็มที่ จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พร้อมทั้งขอขอบพระคุณท่านหัวหน้าหน่วยรับงบประมาณและ คณะทุกท่านที่ได้ให้ความร่วมมือในการชี้แจงรายละเอียดและจัดเตรียมเอกสารให้ คณะกรรมาธิการวิสามัญเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน สุดท้ายนี้กระผมและคณะกรรมาธิการ วิสามัญยินดีและพร้อมที่จะชี้แจงข้อซักถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในแต่ละมาตราต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป ท่านเลขาธิการจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ขอเชิญครับ🔗
ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
ท่านคำพอง เทพาคำ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในสัดส่วน ของตัวแทนภาคอีสาน ผมขอยืนยันกับท่านประธานนะครับว่าสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้ ขอยืนยันว่าเป็นการแปรญัตติในวาระที่ ๒ นะครับ ไม่ใช่เรื่องของการรับหลักการแต่อย่างใด เพราะผมขอเปลี่ยนชื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๕ เป็น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๕ ท่านประธานที่เคารพครับ นับจากที่เรามีการใช้ระบบการจัดทำงบประมาณ เราเปลี่ยนมาแล้ว ๓ ครั้ง ครั้งแรกเราใช้ระบบแสดงรายการหรือระบบตะกร้า แล้วก็มา เปลี่ยนเป็นระบบแผนงานโครงการ แล้วล่าสุดก็เปลี่ยนเป็นระบบมุ่งเน้นผลงานตาม ยุทธศาสตร์ นั่นหมายความว่าในการจัดทำงบประมาณมีการเปลี่ยนมาเป็นระบบมุ่งเน้น ผลงานตามยุทธศาสตร์ เมื่อปี ๒๕๔๒ ในยุคที่ท่านประธานดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เสียด้วยซ ้านะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครรู้ หรืออาจจะรู้ว่ามีการเปลี่ยน แต่ผมคิดว่าผมไม่รู้ เพราะดูเนื้อหาในงบประมาณของแต่ละปีที่จัดทำมาเราจะเห็นว่ามันไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ที่จะมุ่งเน้นในเรื่องของการที่จะทำตามยุทธศาสตร์ ดังนั้นในการจัดทำร่างงบประมาณปีนี้ ทางผู้จัดก็บอกว่าใช้ตามระบบสตราทีจิก เพอฟอร์มานซ์ บาเซด บัดเจติง (Strategic Performance Based Budgeting) หรือระบบที่มุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ แต่จริง ๆ แล้วอย่างที่กระผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันยังเป็นระบบเดิมอยู่นะครับ เราก็ยังเห็น คราบไคลของระบบงบประมาณเดิม แม้ว่ามันจะมีเรื่องของคำว่า ยุทธศาสตร์ แต่อย่าลืมว่า ยุทธศาสตร์เป็นยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ใครเป็นคนร่างยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ซึ่งมันหยาบกระด้าง มันแข็งกระด้าง หรือแม้แต่นโยบายเองก็ไม่ได้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันหรืออยู่บน พื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบันที่จะนำไปสู่อนาคตนะครับ นอกจากยุทธศาสตร์แล้วกลไก ของเอสพีบีบี (SPBB) หรือระบบงบประมาณที่ใช้ผลงาน มุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์นี้ กลไกอื่นอีก ๖ กลไก ยุทธศาสตร์บอกไปแล้วว่าไม่ได้ตอบรับ มันไม่ได้สอดรับกับสถานการณ์ ปัจจุบันหรือว่าเพื่อที่จะนำไปสู่อนาคตเลย อีกอันหนึ่งก็คือเอ็มทีอีเอฟ (MTEF) ซึ่งตัวนี้ ก็จะไม่ได้แสดงบทบาทในการที่จะทำให้งบประมาณฉบับนี้ได้อย่างตรงกับระบบ การเพิ่มขอบเขตครอบคลุม ไม่ครอบคลุมหรอกครับ การกระจายอำนาจธรรมาภิบาล การติดตามประเมินผล ทั้ง ๓ ส่วน ๔ ส่วน ๕ ส่วนนี้เป็นอัมพาตนะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในการที่ผมจะแปรญัตติในการเปลี่ยนชื่อพระราชบัญญัติ จาก พระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำตามประเพณีกันมาว่า พอสิ้นปี พอถึงฤดูกาลก็ทำงบประมาณประจำปี มาเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ก็เพื่อที่จะให้ชื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพื่อบริหาร ราชการแผ่นดินเข้ามากำกับให้กฎหมายฉบับนี้ได้ทั้งกระบวนการ โดยเฉพาะในกระบวนการ จัดทำมันผ่านไปแล้วล่ะ แต่ในส่วนของกระบวนการที่จะบริหารงบประมาณในอนาคต ในปี ๒๕๖๕ หลังจากที่งบประมาณฉบับนี้ผ่านสภาไปแล้วจะได้อยู่ในระบบ ซึ่งรัฐบาล สำนักงบประมาณนำมาใช้ในการจัดทำงบประมาณ ถึงแม้ว่าจะไม่ครบถ้วน อย่างน้อย ๆ การใช้งบประมาณการบริหารจัดการงบประมาณ ซึ่งเราก็เห็นว่าทั้งกระบวนการจัดทำ การทำข้อมูล นโยบาย ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ หรือแม้แต่แผนงานโครงการมันเป็นเรื่องของ การท็อปดาวน์ (Top Down) ทั้งนั้นเลย เป็นการสั่งการ เป็นงบประมาณที่ท็อปดาวน์ (Top Down) ดังนั้นเรื่องของการกระจายอำนาจซึ่งเป็นกลไกสำคัญของระบบเอสพีบีบี (SPBB) มันเกือบจะไม่ได้มีผลอะไรเลยนะครับ ดังนั้นผมคิดว่าการเปลี่ยนชื่อพระราชบัญญัติงบประมาณมาเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน เราก็จะเห็นชัดว่างบประมาณมันต้องเอาไปใช้เพื่อ การบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่เอาไปจับจ่ายใช้สอยตามหน่วยงาน บางหน่วยงานก็ไม่รู้ ตามอำเภอใจหรือเปล่า ผมก็ไม่อยากจะกล่าวหานะครับ แต่ว่าชื่อของพระราชบัญญัติ งบประมาณเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๕ ถ้าหากได้รับการเห็นชอบจาก ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภาแห่งนี้ก็จะเป็นบรรทัดฐานว่าการที่เราจะนำหลักการอะไร ก็แล้วแต่ที่จะมาใช้ในการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน มันจะต้องมีความชัดเจน แล้วก็เป็นไป ตามหลักการนั้นด้วย แล้วก็มีประสิทธิภาพเป็นประโยชน์กับแผ่นดิน เป็นประโยชน์กับ ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
จะชี้แจงก็ได้นะครับ หรือไม่ชี้แจง เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิเชียร ชวลิต ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตเรียนว่าขอยืนตามร่างเดิมนะครับ เนื่องจากเป็น ถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่มาตรา ๑๔๑ ถึงมาตรา ๑๔๔ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านคำพองยังยืนยัน ไหมครับ ถ้ายืนยันก็จะลงมติ ถ้าไม่ติดใจก็จะผ่านไป🔗
ยังยืนยันครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ยังยืนยันนะครับ🔗
ยังยืนยันครับ🔗
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอมติ ที่ประชุมตั้งแต่ชื่อร่างนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามาเพื่อแสดงตนตรวจสอบองค์ประชุม นะครับ🔗
รบกวนท่านสมาชิกเข้ามา ลงมตินะครับ ท่านสมาชิกเข้ามาแล้ว ก็กรุณากดบัตรเพื่อแสดงตนตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗
สมาชิกที่เพิ่งเข้ามานะครับ กรุณากดบัตรเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ พร้อมพอสมควรแล้วนะครับ ผมขอปิด การแสดงตนครับ จำนวนผู้แสดงตนขณะนี้มี ๒๘๓ คน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
เนื่องจากชื่อร่าง พระราชบัญญัตินี้กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไข แต่ว่าคุณคำพอง เทพาคำ แปรญัตติขอแก้ไข นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ศุภชัย ใจสมุทร หมายเลข ๓๖๖ ขอแสดงตนครับ🔗
ไม่เป็นอะไรครับ จะขอ ถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขก็ กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วย กับผู้แปรญัตติคือไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญสมาชิกลงมติครับ🔗
ท่านประธาน ขออนุญาตครับ ผม มารุต หมายเลข ๓๔๑ ขออนุญาตออกเสียง เห็นชอบครับ🔗
ครับ🔗
ท่านประธานครับ หมายเลข ๒๑๗ ปริญญา เห็นด้วยครับ🔗
ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ หมายเลข ๐๔๓ เห็นด้วยครับ🔗
เห็นด้วย คือไม่แก้ไข นะครับ สมาชิกพร้อมไหมครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๓๘ ท่าน เห็นด้วย ๓๒๐ บวกกับ ๓ เป็น ๓๒๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๒ ท่านครับ🔗
มติที่ประชุมไม่มีการแก้ไข นะครับ เชิญลำดับต่อไป ท่านเลขาธิการครับ🔗
ชื่อคำปรารภ ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
คำปรารภ มีผู้แปรญัตติคือ ท่านนิยม เวชกามา ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมสงวนคำแปรญัตติ สำหรับคำปรารภเพิ่มข้อความเข้ามาจากปกติ เป็นว่า โดยที่เป็นการสมควรตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ เพิ่มคำว่า แบบภาวะพิเศษ ท่านประธานครับ แล้วผมก็แปรญัตติเพิ่มข้อความคล้าย ๆ กัน ในมาตรา ๑ เข้ามาในมาตรา ๑ เหมือนกันท่านประธาน คือจากในมาตรา ๑ เดิม บอกว่า มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ผมเพิ่มเข้ามาว่า ในภาวะพิเศษ ท่านประธานครับ เนื่องจาก ทั้ง ๒ ส่วนนี้มีข้อความเดียวกัน ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายให้เหตุผลต่อเนื่อง อย่างเดียวกัน ถึงแม้ในการลงมติจะเป็นอย่างไร เป็นท่านประธานก็แล้วแต่ เพื่อเป็น การประหยัดเวลาของสภาแห่งนี้ตามนโยบายท่านประธาน แต่จะประหยัดอย่างไรก็ตาม แต่กระผมขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ คือในทั้ง ๒ ส่วนนี้ที่ผมต้องเพิ่ม เข้ามาผมมีเหตุมีผลท่านประธานครับ ถึงแม้ว่าท่านประธานบอกว่าผมมีเหตุมีผลในส่วนนี้ ไม่ใช่บอกวาระที่ ๑ เป็นวาระที่ ๒ แต่เหตุผลก็ต้องเกี่ยวเนื่องกัน ในสถานการณ์แบบนี้รัฐบาล จะจัดงบประมาณเหมือนในภาวะปกติไม่ได้ครับ ผมจึงต้องเพิ่มในคำปรารภว่า แบบภาวะพิเศษ และในมาตรา ๑ ก็เพิ่มในแนวเดียวกันว่า ในภาวะพิเศษ เหตุผลที่ผมเพิ่มเข้ามา เนื่องจาก สถานการณ์ทุกวันนี้มันไม่ใช่การจัดสรรงบประมาณในภาวะปกติ ท่านก็เห็นเป็นที่ทราบทั่วไป ว่าพี่น้องประชาชนมีความเดือดร้อนแทบเลือดตากระเด็น ตายเป็นรายวัน ติดเชื้อเป็นรายวัน ผมไม่พูดถึงของเก่าในส่วนคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ ๓ ว่าหลายแสนคน แต่วันนี้ก็เห็นแล้วว่า โควิด (COVID) ทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน วันนี้วันที่ ๑๘ ท่านประธาน วันนี้ติดเชื้อ วันเดียวนะครับ ผมดูในข่าวก็ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ๒๐,๐๐๑ คน ตายวันนี้ชัดเจน ผมจดไว้ จากข่าวเลยนะ ดูข่าวทีวี (TV) เมื่อเช้า ๒๐๐ กว่าคน ๓๑๒ คน นี่ผมจึงยืนยันว่าไม่ใช่ ภาวะพิเศษ จึงเป็นสาเหตุต่อมาว่าของคณะกรรมาธิการ เนื่องจากท่านไม่ได้จัดงบประมาณ ตามภาวะพิเศษ แต่ท่านไม่รู้สึกรู้สา รัฐบาลจัดตามปกติ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ จึงเป็นเหตุเป็นผล ทำให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ไปตัดงบประมาณจากหน่วยงานต่าง ๆ ถึง ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นปัญหาอยู่วันนี้ ตัดจากงบปกติทั่วไป ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท เอามาใส่ในงบกลาง จึงเป็นที่ วิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมต้องเอางบปกติไปให้นายกรัฐมนตรีใช้อยู่คนเดียว อันนี้คือเป็นปัญหา ผมจึงเป็นเหตุผลว่าวันนี้พี่น้องประชาชนต้องการวัคซีน แต่ท่านจัดงบปกติ เลยทำให้ตัด งบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งต้องมีเงินพิเศษ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเป็นแม่ทัพ ในการรบทัพครั้งนี้ คราวนี้มันเป็นสงครามโรค สงครามที่ไม่มีคู่ต่อสู้เป็นคน แต่สงครามที่มี คู่ต่อสู้เป็นโรค ซึ่งบ้านเมืองมันเดินไม่ได้ อันนี้คือปัญหาใหญ่ที่พบ แต่ท่านจัดงบประมาณปกติ ผมมีความจำเป็นต้องเพิ่มข้อความทั้ง คำปรารภ และในมาตรา ๑ ที่สำคัญวันนี้รัฐบาลคิดอะไรอยู่ พี่น้องประชาชนการจัดคลัสเตอร์ (Cluster) จัดอะไรก็แล้วแต่ ล็อกดาวน์ (Lockdown) เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ไม่มีรถสัญจร ไม่ว่ารถไฟ รถเมล์ รถทัวร์ อะไรไม่มี ตัดขาดโดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่เคยมีใน ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ๗๐ กว่าปีที่ผมเกิดมา ไม่มีครับ อันนี้แสดงให้เห็นว่าไม่ปกติ แต่ท่านยังจัดแบบปกติ ผมจึงบอกผมรับไม่ได้ในประเด็นนี้ ผมจึงต้องเพิ่มข้อความว่า เป็นแบบพิเศษ ไม่ว่าในมาตรา ๑ หรือคำปรารภ เห็นไหมพี่น้องประชาชนต้องการคืออะไร วัคซีน แต่ท่านก็ยังจัดอยู่อันเดียว ซิโนแวค (Sinovac) ซิโนแวค (Sinovac) พี่น้องบ้านผม เมื่อเช้าโทรมาบอกฉีดแล้วเข็มหนึ่ง ซิโนแวค (Sinovac) อ้าวทำไมฉีด บอกว่ากลัว ไม่มี ทางเลือกอย่างอื่น เขาบอกเขาไม่อยากได้ ไม่อยากฉีด แต่เอาละไม่อยากตาย พูดง่าย ๆ เหมือนท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีบอกว่าจัดเมรุเผาศพแล้ว ๕๙๓ เมรุ เขาไม่ได้อยากได้เมรุเผาศพ เขาอยากได้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ผมจึงกราบเรียนประธานว่านี่คือ เหตุและผลของผม ไม่ใช่วาระที่ ๑ นะครับ วาระที่ ๒ เหตุและผลว่าทำไมจึงใช้คำว่า แบบพิเศษ และในวาระพิเศษ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ท่านกรรมาธิการจะชี้แจง ก็ได้นะครับ ถ้าไม่ชี้แจงก็จะขอมติเลยครับ🔗
กรรมาธิการไม่ชี้แจง ไม่มีการแก้ไข ท่านดอกเตอร์นิยมยังให้ติดใจให้ลงมติไหมครับ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ผมก็ยัง ยืนยันอยู่เหมือนเดิมว่าจะปกติไม่ได้ ครั้งนี้ต้องบอกพิเศษ ไม่ว่าในคำปรารภหรือในมาตรา ๑ ต้องใช้คำอยู่เหมือนเดิม มันเป็นพิเศษ ผมไม่ถือว่าปกติครับ🔗
ได้ครับ ท่านดอกเตอร์ นิยมยืนยัน ก็ต้องขอมติที่ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกครับ คำปรารภ โดยที่กรรมาธิการ ไม่ได้แก้ไข แต่ว่ามีสมาชิกแปรญัตติ แล้วก็ติดใจที่จะลงมติ ขอรบกวนพวกเราแสดงตน เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗
กรุณาแสดงตน เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ พร้อมพอสมควรแล้วสำหรับการแสดงตน ก็ปิดการแสดงตนครับ ต่อไปจะขอมติที่ประชุมว่า ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการไม่แก้ไขในคำปรารภ กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ พร้อมปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๔๓ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๕ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๐ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยกับ กรรมาธิการ ที่ไม่แก้ไขนะครับ ขอเชิญเลขาธิการต่อครับ🔗
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ🔗
ผู้สงวนคำแปรญัตติคือ ท่านนิยม เวชกามา เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมสงวน คำแปรญัตติเนื่องจากผมไม่เห็นด้วยในลักษณะชื่อมันครับ ผมจึงเพิ่มคำว่า ในภาวะไม่ปกติ ใส่เข้าไป แล้วผมก็ยืนยันในความเห็นที่ผมอภิปรายไปแล้วว่า นี่คือคำว่า ไม่ปกติ ขอบคุณมาก ครับท่านประธาน🔗
ท่านนิยมยังติดใจให้ลงมติ ในมาตรานี้ไหมครับ ถือว่าผ่านไปแล้ว คำปรารภ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมยืนยันในความอภิปรายไปแล้ว แล้วก็ยังยืนยันว่าผมไม่เห็นด้วย🔗
ท่านนิยมติดใจให้ลงมติ มาตรานี้ไหมครับ🔗
ติดใจครับ🔗
สมาชิกครับ ผู้แปรญัตติ ติดใจอยู่นะครับ ต้องขอรบกวนพวกเราลงมตินะครับ ขอแสดงตน มาตรา ๑🔗
กรุณากดบัตรแสดงตน นะครับ🔗
สมาชิกได้แสดงตนพร้อม แล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้แสดงตน ๓๔๐ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านประธานครับ รังสิกร หมายเลข ๒๙๙ เห็นด้วยครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๔๔ ท่าน เห็นด้วย ๓๒๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๐ ท่าน บวกกับ ๒๙๙ อีก ๑ ท่าน ก็เห็นด้วย ๓๒๗ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยกับ กรรมาธิการครับ มาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นต้นไป ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
เนื่องจากมาตรานี้ไม่มี ผู้แสดงความจำนงอภิปรายนะครับ ขอเรียนถามว่าท่านผู้แปรญัตติยังติดใจหรือไม่ครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ผมขอแปรญัตติว่ามาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับนับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นต้นไป และให้ประกาศในสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ของกระทรวงการคลัง ซึ่งเหตุผลที่ผมเสนอเพราะว่ากฎหมายงบประมาณนี้ พระราชบัญญัติ งบประมาณนี้เป็นกฎหมายที่สำคัญมาก เพียงประกาศในราชกิจจานุเบกษา จริง ๆ ในมาตรานี้ ทำไมไม่เขียนว่าประกาศในราชกิจจานุเบกษาผมก็ไม่เข้าใจ จริง ๆ แล้วตามศาลฎีกา เคยพิพากษาว่ากฎหมายใดเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ถือว่าประชาชน รู้ถึงกฎหมายนั้น มันเป็นกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าถ้าไม่รู้นี้ไม่เป็นความผิดครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายนี้เป็น กฎหมายสำคัญ เมื่อผมเป็น ส.ส. เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก เมื่อมีการประชุม พระราชบัญญัติวิธีงบประมาณ ผมไม่รู้ว่าปีที่แล้วกฎหมายพระราชบัญญัติงบประมาณ ได้บัญญัติไว้อย่างไร ผมพยายามกลับไปหาที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ผมเป็น อดีตข้าราชการอยู่ ปรากฏว่าเขาก็ให้ผมดูครับ แต่บอกว่าเขาไม่ให้ผมถ่ายเอกสาร ให้ผม คัดลอกไป ท่านประธานครับ นี่คือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ถ้าผมนั่งคัด ผมก็คงจะหน้ามืด แล้วก็ผมจะถ่ายเอกสารเขาก็บอกว่าไม่ได้ ต้องขออนุญาตรัฐมนตรีก่อน ผมไม่ได้ว่ารัฐมนตรีสมัยนี้นะครับ ผมเคยเป็นผู้ตรวจการกระทรวงครับ เขายังไม่ยอมให้ผมดูเลย แล้วผมจะไปหาที่ไหน แต่ถ้าหากว่าได้มีประกาศในสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ของกระทรวงการคลังผมเชื่อว่ารัฐมนตรีกระทรวงการคลังท่านก็คงไม่ขัดข้อง เพราะวิธี ประกาศไม่ยากเลยครับ เมื่อนายกรัฐมนตรีลงนามสนองพระบรมราชโองการแล้ว แผ่นดิสก์ (Disk) อันเล็ก ๆ นี้เสียบลงไปในแอกเซส (Access) เข้าไปในกระทรวงการคลัง ถ้าประกาศ ในกระทรวงการคลัง ซึ่งจะมีอยู่ตลอดเวลา ประชาชนสามารถเข้าไปดูแลได้ เหตุที่ประกาศ ในกระทรวงการคลังเพราะว่าสำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงการคลัง นี่ เหตุผลที่ทำไมผมจึงอยากขอให้กระทรวงการคลังประกาศในสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ของกระทรวงการคลัง โลกเรานั้นเปลี่ยนไปเยอะนะครับ อย่างการประชุมวันนี้ ต้องมาประชุมเยอะ ๆ เสี่ยงภัยครับ ผมก็เลยฝากว่าเราต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ใน การปกครองบ้านเมือง ในการดำเนินการของบ้านเมือง เพราะฉะนั้นถ้าจะทำได้ ถ้าทำได้ ท่านสมาชิกท่านไหนครับ อันนี้ไม่ได้ขัดท่านทุกอย่าง แต่เป็นการเพิ่มความสะดวก แม้แต่สมาชิกถ้าเปิดเข้าไปในอินเทอร์เน็ต (Internet) ของกระทรวงการคลังเมื่อไร ท่านก็สามารถจะรู้ร่างพระราชบัญญัติวิธีงบประมาณ ทำไมละครับ อย่างท่านประธาน ยังต้องมานั่งประชุมอย่างนี้ คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการ ร่างข้อบังคับก็เอาแบบโบราณมาใช้ ลอกของเก่ามาแก้ไข ทำไมไม่ไปสู่ข้างหน้า เดี๋ยวนี้เขา เรียนทางออนไลน์ (Online) เด็กประถมเขายังเรียนออนไลน์ (Online) ได้ เด็กประถมยัง เรียนออนไลน์ (Online) ได้การเรียนหลักสูตรต่าง ๆ เดี๋ยวนี้เขาก็ใช้เรียนออนไลน์ (Online) เพราะฉะนั้นผมขอความกรุณาท่าน ส.ส. คิด ผมไม่ท้วงและไม่ได้คัดค้านพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณนี้ แต่ขอเพิ่มนิดเดียวว่า ประกาศในสารสนเทศของอินเทอร์เน็ต (Internet) ของกระทรวงการคลัง อยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังว่าท่านจะขัดข้องไหม ถ้าจะประกาศในอินเทอร์เน็ต (Internet) ของกระทรวงการคลัง เพื่อประชาชนจะได้รู้ ส.ส. อยากจะรู้วันไหนก็เปิดเข้าหาได้ นี่คือเหตุผลที่ผมขอ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ส.ส. ช่วยหน่อยครับ เพราะว่าอันนี้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนจริง ๆ ขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพ ที่กรุณาให้โอกาสพูดครับ ขอบคุณครับ🔗
มีท่านกรรมาธิการจะชี้แจง อะไรไหมครับ ถ้าไม่ชี้แจง ท่านวิรัชที่เรียนถามไว้ยังติดใจไหมครับ ถ้าติดใจก็จะขอมติ ที่ประชุมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะเป็นผู้สงวนคำแปรญัตติคนหนึ่งด้วย ขออนุญาตสั้น ๆ นะครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุผล ที่ท่าน ส.ส. วิรัช พันธุมะผล พูดนี้ที่จริงแล้วครั้งนี้เพื่อนสมาชิกอาจจะเห็นด้วย ในร่างเดิมนะครับ แต่ด้วยเหตุผลที่ขออภิปรายว่าในปีงบประมาณต่อไปนั้น เหตุผลอันนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องดี ประชาชนในต่างจังหวัด หรือว่านักธุรกิจก็ดี หรือว่านักลงทุนก็ดีนั้น เขาอยากได้ข้อมูลในเรื่องของการจัดทำงบประมาณ เพราะฉะนั้นการที่เราจะใส่เพิ่มเติม ในเรื่องของสารสนเทศ ในเรื่องของอินเทอร์เน็ต (Internet) ในส่วนของกระทรวงการคลังนั้น ผมคิดว่าเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะจะได้มีการดูว่าช่องทางงบประมาณนั้นจะไหล ไปทางไหน แล้วก็เตรียมการอย่างไร เพราะว่ามันเป็นเรื่องของความสะดวกในการใช้ระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ใช้ระบบไอที (IT) ก็เป็นเหตุผลที่สนับสนุน ไม่อย่างนั้นวันนี้เพื่อนสมาชิกอาจจะเห็นด้วยในร่างเดิม แต่ในโอกาสต่อไปก็ขอให้ทางกระทรวงการคลังได้ทบทวนว่าไม่ใช่เป็นผลเสียประการใดเลย ก็ขออนุญาตท่านประธานด้วยความเคารพครับ🔗
ถ้าอย่างนั้นต้องขอมติ ที่ประชุมนะครับ🔗
มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข นะครับ แต่ว่ามีผู้แปรญัตติแล้วก็ยังติดใจอยู่ ก็ขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับผู้แปรญัตตินะครับ ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ที่ไม่มีการแก้ไข กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เห็นควร งดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ขอปิดการลงมติครับ ผลการลงมติมาตรานี้ จำนวนผู้ลงมติ ๓๔๒ ท่าน เห็นด้วย ๒๔๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๙๒ ท่าน🔗
มติที่ประชุมก็คือเห็นด้วย กับกรรมาธิการนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตครับท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานให้กดองค์ประชุมนะครับ เสร็จแล้ว ท่านก็ให้ลงมติ ซึ่งผมเกรงว่ามันจะไม่เป็นไปตามข้อบังคับ ก่อนที่จะลงมติจะต้องตรวจสอบ องค์ประชุมให้รู้จำนวนองค์ประชุมให้เรียบร้อยก่อน ต้องขออภัยครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณมากครับ องค์ประชุมครบนะครับ แต่ว่าเพื่อความรอบคอบ ขอบคุณที่เตือนครับ ผมขออนุญาตอีก ครั้งหนึ่งครับ รบกวนเพื่อนสมาชิกขอทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ขอแสดงตนอีกครั้ง รบกวนครับ🔗
สมาชิกกดบัตรเพื่อ แสดงตน ตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
พร้อมนะครับ ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๔๑ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขออนุญาตถามมติ ที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ คือไม่มีการแก้ไข กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมขอปิด การลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๔๑ ท่าน เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ๓๓๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๒ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยกับ กรรมาธิการครับ มาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๓ ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
ขอเรียนถามว่าท่านผู้แปรญัตติ มีความประสงค์จะอภิปราย ติดใจต้องลงมติไหมครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอสงวน คำแปรญัตติในมาตรา ๓ ในการแก้ไขถ้อยคำ ให้นายกรัฐมนตรี ตัดคำว่า และแจ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขออนุมัติรัฐสภานะครับ เพื่อให้ตรงตามภารกิจของ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านเกรียงศักดิ์ติดใจไหม พอดีไม่มีการเสนอชื่อมาผมเลยไม่ได้เรียกตอนแรกนะครับ ท่านเกรียงศักดิ์ติดใจไหมครับ ถ้าติดใจก็จะลงมติครับ ติดใจไหมครับ🔗
ผม เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอยืนยันครับท่านประธาน🔗
ขอมติที่ประชุมนะครับ ขอเชิญสมาชิกลงมติในมาตรานี้โดยแสดงตนครับ🔗
สมาชิกกรุณาแสดงตนเลยครับ🔗
พร้อมแล้วนะครับ ขอปิด การแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๓๓๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
เนื่องจากมาตรา ๓ นี้ กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไข แต่มีผู้แปรญัตติสงวนความเห็น ดังนั้นต้องขอมติที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยที่กรรมาธิการไม่แก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วย กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับ ผู้แปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญ ลงมติครับ🔗
ท่านสมาชิกลงมติแล้วนะครับ ขอปิดการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๓๓๒ ท่าน เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ๓๑๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๐ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยกับ กรรมาธิการไม่มีการแก้ไขครับ มาตราต่อไปครับ ท่านเลขาธิการ🔗
ชื่อหมวด ๑ บททั่วไป ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ไม่มีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๔ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๔ มีกรรมาธิการ สงวนความเห็นและมีผู้แปรญัตติจำนวนมาก แต่ว่าเพื่อประโยชน์ของทุกท่านนะครับ ท่านผู้ใดที่มีความประสงค์จะอภิปราย กรุณาส่งชื่อมานะครับ เพื่อไม่ไปประกาศชื่อท่าน ให้เสียหายว่าไม่อยู่หรือไม่อภิปราย เพราะฉะนั้นกรุณาส่งชื่อมา แล้วก็จะได้เรียกชื่อ ไปตามลำดับ ขณะนี้มาตรา ๔ ได้ส่งชื่อมาแล้ว ๓ ท่าน ท่านแรก คุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กรรมาธิการ ท่านที่ ๒ กรรมาธิการ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ท่านที่ ๓ กรรมาธิการ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ขอเชิญท่านวรวัจน์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๔ เป็นการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่ตั้งไว้ ๓.๑ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ เราตั้งงบประมาณไว้ถึง ๓.๓ ล้านล้านบาท มีการปรับลดลงไปเหลือ ๓.๒ ล้านล้านกว่าบาท ปีนี้เป็นปีแรก ที่งบประมาณติดลบ ผมอยากขออนุญาตเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกทุกท่านว่าผมได้ ตรวจดูงบประมาณทั้งหมดแล้ว งบประมาณปีนี้เป็นงบประมาณที่มีการปรับลดลงในหมวด ของงบดำเนินงานมากที่สุดครับ โดยปรับลดลงไปถึงประมาณ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ ไปดูงบประมาณทั้งหมดแล้ว งบประมาณปีนี้หน่วยราชการไม่มีตั้งงบประมาณเกี่ยวกับโควิด (COVID) เอาไว้เลย ปี ๒๕๖๔ ก็ไม่มี ปี ๒๕๖๕ ก็ไม่มี งบประมาณนี้ตั้งไว้จริง ๆ คือประมาท อย่างยิ่ง งบประมาณที่ไปดูเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทั้ง ๆ ที่พี่น้องประชาชน ยากลำบากนั้น มีการตั้งไว้มากไหมครับ น้อยมากครับท่านประธาน อาจจะมีงบประมาณไป ซื้ออาวุธเยอะ เอาไปลงทุนทำถนนหนทางเยอะ แต่งบประมาณที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนี่น้อยมากครับท่านประธาน ผมอยากจะนำเรียนว่าถ้าถามผม งบประมาณฉบับนี้เป็นงบประมาณที่ตั้งโดยความประมาทอย่างยิ่ง แล้วก็ขาดวิสัยทัศน์ และพัฒนาแก้ไขปัญหาประเทศไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมได้อภิปรายขอปรับลด งบประมาณลงไป ๔ เปอร์เซ็นต์ เป็นวงเงินประมาณสัก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มีเหตุผลอยู่ หลายประการครับท่านประธาน โดยเฉพาะผมอยากขออนุญาตเรียนว่าปีนี้เป็นการพิจารณา งบประมาณ ครั้งที่ ๓ ก็น่าจะเกือบเป็นครั้งสุดท้ายแล้วถ้าว่าจะเอางบประมาณก้อนนี้ ไปพัฒนาหรือไปดำเนินการใด ๆ อันหนึ่งที่ผมอยากเรียนย ้าว่าจริง ๆ เราเลือกตั้งมา ทุกพรรคการเมืองมีนโยบายครับ ผมดูงบประมาณที่ตั้งไว้ ปรากฏว่าในงบประมาณ ทั้งปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ ไม่มีความชัดเจนว่างบประมาณที่ตั้งไว้นั้นจะนำไป แก้ไขหรือไปดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลได้อย่างไร ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง ๓ พรรค ผมอยากขออนุญาตเรียนว่าวันนี้ถ้าหากเราลงมติรับผ่านงบประมาณฉบับนี้ไป นั่นแปลว่า พรรคการเมืองโดยเฉพาะซีกรัฐบาล ไม่ว่าเป็นพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคภูมิใจไทย ท่านจะไม่มีงบประมาณในการดำเนินการตามนโยบายของท่านได้เลย นั่นแปลว่าอะไร ท่านกำลังทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ขออนุญาตท่านประธานกรรมาธิการครับ ท่านประธานอาจจะไม่ใช่เป็นคนที่ผ่านการเลือกตั้งมา ท่านไม่ได้ดูว่างบประมาณที่ตั้งไว้นั้น จะดำเนินการตามนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนหรือเปล่า ไม่มีนะครับ ผมตรวจงบประมาณมาทั้ง ๓ ปี ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้ามีการลงมติรับ ผ่านงบประมาณ ฉบับนี้ไป ซีกรัฐบาลทั้งหมดท่านกำลังทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นผมถึงอภิปราย ขอปรับลด แล้วก็นำไปแก้ไขเสียก่อน ถามว่ามีอะไรบ้าง ไปดูนโยบายพรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตนะครับ ท่านบอกข้าวหอมมะลิจะต้องได้ ๑๘,๐๐๐ บาท ได้ไหมครับ ถามพี่น้อง ประชาชน ถามชาวนาสิครับ ได้ไหมครับ ๑๘,๐๐๐ บาท ไม่มีครับ ไม่ถึงครับ ตอนนี้ข้าวหอมมะลิ ลงมาต ่ากว่า ๑๐,๐๐๐ บาทด้วยซ ้าไป แล้วไปดูสิครับ มีการแก้ไหม มีการใส่นโยบาย ลงไปไหมครับว่าจะแก้ไขให้ ข้าวขาวไม่ต ่ากว่า ๑๒,๐๐๐ เหลือเท่าไร เหลือไม่เกิน ๗,๐๐๐ บาท พี่น้องประชาชนวันนี้ลำบากมาก เมื่อไปดูกฎหมายเลือกตั้งแล้ว ผมบอกว่าถ้าเราผ่านงบประมาณฉบับนี้ไปโดยที่ไม่ดำเนินการตั้งงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน การลงมติครั้งนี้จะเป็นการแสดงเจตจำนงครับว่ามีการทำผิด กฎหมายเลือกตั้ง ตรงนี้ท่านกรรมาธิการอาจจะช่วยผมตอบได้ ถ้าหากว่าท่านตอบว่า นโยบายต่าง ๆ เหล่านี้ที่ท่านหาเสียงเอาไว้ ท่านทำบรรจุไว้ตรงไหน เอาตรงไหนมาแก้ไข ปัญหา เพราะถ้าท่านลงมติวันนี้ไปแล้ว ผมเรียนเลยครับว่าท่านไปดูในโซเชียลมีเดีย (Social Media) เรียกร้องนะครับ บอกนโยบายรัฐบาลไม่เห็นดำเนินการตามที่ให้สัญญาในการ เลือกตั้งไว้เลย ไม่มีเลยนะครับ ของพรรคพลังประชารัฐ ค่าแรงขั้นต ่า ๔๐๐-๔๒๕ บาท อยู่ตรงไหน เงินเดือนปริญญาตรี ๒๐,๐๐๐ บาท อาชีวะ ๑๘,๐๐๐ บาท ทำได้อย่างไร วันนี้ ตกงานกันเต็มไปหมด พักหนี้กองทุนหมู่บ้าน ๔ ปี อยู่ตรงไหน เอาเงินตรงไหนมาพักหนี้ ไม่มีครับ ตั้งกองทุนพลังประชารัฐหมู่บ้านละ ๒ ล้านบาท อยู่ตรงไหน ในงบประมาณไม่มี เพราะฉะนั้น การลงมติในวันนี้จะเป็นการลงมติครั้งสุดท้ายนะครับ ท่านไม่มีโอกาสตั้งอีกแล้ว ถ้าท่าน ไม่แก้ไขครั้งนี้ ไม่ตั้งงบประมาณครั้งนี้ไว้ ผมเชื่อว่าหลังจากนี้จะเป็นการเรียกร้องว่าทำผิด กฎหมายเลือกตั้งแน่นอน ซึ่งตรงนั้นจะต้องก้าวไปสู่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และผู้สมัคร ของพรรคการเมืองซีกรัฐบาลเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นวันนี้การลง มติครั้งนี้ผมเชื่อว่าเป็นการลงมติที่ยากลำบากของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะ ซีกรัฐบาล ไปดูของพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าจะให้ดัชนีหุ้นไทยขึ้นไป ๒,๕๐๐ จุด วันนี้ อยู่เท่าไรครับ ๑,๕๐๐ กระมังครับ เด็กแรกเกิดได้ ๕,๐๐๐ บาทในเดือนแรก แล้วก็ได้อีก เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท จนอายุ ๘ ปี อยู่ตรงไหน เบี้ยผู้สูงอายุ ๑,๐๐๐ บาท ยางพารา ๖๐ บาท วันนี้ก็ไม่ถึง ๕๐ บาทเท่านั้นเองกระมังครับ พรรคภูมิใจไทยมากเข้าไปอีกครับ ข้าวหอมมะลิต้องบวกเพิ่มไปอีก ๑,๕๐๐ บาท ๑๙,๕๐๐ บาท อยู่ตรงไหนครับ ราคาวันนี้ อยู่เท่าไร ข้าวขาวเพิ่มไปอีกเดือนละ ๘๐๐ บาท อยู่ตรงไหน ท่านประธานครับ อสม. เดือนละ ๒,๕๐๐ บาทถึง ๑๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นผมอยากขออนุญาตเรียนว่าวันนี้ ผมอภิปรายเพื่อขอให้ปรับลดลง ๔ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้รัฐบาล นำไปทำตามนโยบายเสียก่อน เพื่อให้นโยบายนั้นได้เป็นนโยบายที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เพราะในงบประมาณนี้ไม่ได้ตั้งไว้เลย อาจจะเป็นไปได้ว่าฝ่ายการเมืองไม่ได้รับผิดชอบ การเลือกตั้ง ก็เลยไม่ได้ตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจะรอดูว่าท่านจะลง มติในมาตรานี้อย่างไร ถ้าท่านไม่ปรับลด ท่านกำลังจะแสดงเจตนาในการทำผิดกฎหมาย เลือกตั้ง อันนี้ก็ฝากไปด้วยครับ เป็นห่วงครับว่าท่านจะดำเนินการในส่วนนี้อย่างไร ผมอยากให้มีการดำเนินการตามนโยบายครับ เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ก็ขออนุญาตนำเรียนท่านประธาน แล้วก็ผ่านไปถึงท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าการลงมติ วันนี้ไม่ใช่งบประมาณทั่วไปนะครับ แต่เป็นงบประมาณที่ท่านต้องทำตามสัญญาวันเลือกตั้ง ครับ วันนี้พี่น้องประชาชนเรียกร้องนะครับ เพราะว่าวันนี้พี่น้องลำบากมากอยากให้รัฐบาล จัดงบประมาณนำไปแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ซื้ออาวุธ ไม่ใช่ไปซื้อเครื่องบิน ไม่ใช่ไปซื้อสิ่งที่ ไม่จำเป็นต่อพี่น้องประชาชน ท่านยังมีโอกาสครับ ในการที่ปรับเปลี่ยนงบประมาณ ลงไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยตรง ก็ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานว่าขออนุญาต ปรับลด ๔ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้โอกาสพรรคซีกรัฐบาล นำไปแก้ไขปัญหาตามนโยบายที่หาเสียงเลือกตั้งไว้ ก่อนที่จะมีการเรียกร้องว่าทำผิด กฎหมายเลือกตั้งและนำไปสู่การขึ้นศาลฎีกาเลือกตั้งแผนกคดีเลือกตั้งต่อไป ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไปครับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ผมได้สงวนคำแปรญัตติ มาตรา ๔ เรื่องการตั้งงบประมาณ ๓,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเห็นควรที่จะปรับลด เนื่องจากในความเป็นจริงในสถานการณ์ ที่ประเทศชาติและสังคมกำลังประสบวิกฤติ เราควรจะต้องตั้งงบประมาณมากกว่านี้ แต่เนื่องจากติดปัญหาทางด้านความสามารถของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีไม่ได้ และเหตุผลอื่น จึงได้ตั้งงบประมาณน้อย แต่คราวนี้พอมาดูในการจัดตั้งงบประมาณนั้นพบว่าไม่เป็นไปตามหลักความเป็นธรรม ของสังคม ไม่มีประสิทธิภาพ แล้วบางส่วนขาดความโปร่งใส ผมจึงได้เสนอปรับลดไป ๖ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ๑๘๖,๐๐๐ ล้านบาท เหตุที่ผมเสนอปรับลดเนื่องจากว่าควรจะ เอาเงินก้อนนี้ให้รัฐบาลไปจัดเพื่อเกิดประโยชน์กับประชาชน สาเหตุแรกที่ควรจะปรับลด ก็คือว่ามีงบรายจ่ายลงทุนที่ตั้งไว้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ซึ่งถ้าคำนิยามรายจ่ายลงทุน สำนักงบประมาณได้ให้ไว้ก็คือ ๖๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ในทางกฎหมายเรื่องวินัยการเงิน การคลังของรัฐนั้นงบรายจ่ายลงทุนจะต้องไม่น้อยกว่างบของการกู้ชดเชย ในปีนี้รัฐบาลได้กู้ ชดเชยมา ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึงแม้จะมีเหตุผลเป็นข้อชี้แจงของนายกรัฐมนตรีที่มาใน ครั้งแรกหรือท่านประธานในครั้งแรกก็เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น🔗
ประการสำคัญต่อมาก็คือพอไปดูในเรื่องการใช้เงินรายจ่ายลงทุน เราพบว่า ณ ถึงวันนี้งบรายจ่ายลงทุนของปี ๒๕๖๔ เราเพิ่งใช้ไปได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วพอดูย้อนหลัง ไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ และปี ๒๕๖๓ เราก็พบว่ารายจ่ายลงทุน ใช้ไปแค่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ จึงยังมีเงินเหลืออีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตามกฎหมายวินัยการเงิน การคลังของรัฐเงินก้อนนี้ต้องคืนให้เป็นเงินของแผ่นดิน การที่ไม่สามารถเบิกจ่าย ไม่สามารถ ใช้รายจ่ายลงทุนนี้เป็นการผลักภาระ เป็นการลงโทษประชาชน เพราะรายจ่ายลงทุนนั้น จะเป็นการมาเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพิ่มความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน แล้วประการสำคัญ เงินก้อนนี้มาจากเงินกู้ซึ่งเป็นหนี้สาธารณะของประชาชน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้บอกว่าหนี้สาธารณะก้อนนี้ประมาณดอกเบี้ยร้อยละ ๒.๔๑ ต่อปีโดยเฉลี่ย ดังนั้นการที่ หน่วยราชการไม่ใช้หรือรัฐบาลไม่ใช้ นอกจากไม่เกิดผลทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการทำร้าย ประชาชน ซึ่งถ้าเอา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ออกก็จะประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท🔗
ประการที่ ๒ ที่ผมเห็นว่ามีเรื่องสำคัญคือว่าการจัดงบประมาณของรัฐบาลนี้ ไม่รักษาวินัยการเงินการคลังเป็นอย่างยิ่งซึ่งให้ดูในข้อสังเกต เพราะว่าหน่วยรับงบประมาณ จำนวนมากรายงานการตรวจงบการเงินไม่ถูกต้อง คำว่า ไม่ถูกต้อง ผมยกตัวอย่างเช่น กองทุนประชารัฐหรือบัตรประชารัฐที่ใช้เงินไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สตง. ได้มาชี้แจงว่า ในอดีตนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้ ครั้งนี้มาให้ตรวจจึงได้สุ่มตรวจ ผู้ขอบัตรประชารัฐ ๑๐๐ คน มี ๒๒ คนได้ตายไปแล้ว ไม่ใช่เพิ่งตายนะครับ ตายไปหลายปีแล้วอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นการจัดงบประมาณที่เหมือนเป็นการหาเสียงของฝ่ายรัฐบาล🔗
ประการที่ ๓ คือในเรื่องวิกฤติโควิด (COVID) นี้เราก็พบว่าสิ่งที่ให้คนไปรวม ตัวกัน ประชุม สัมมนา อบรม เดินทางไปต่างประเทศหรือกิจกรรมที่มารวมตัวกันนี้ก็ควรจะ ยกเลิก เรายังพบว่าในงบประมาณปี ๒๕๖๕ มีงบสัมมนา ฝึกอบรม ประชาสัมพันธ์ จ้างที่ปรึกษาถึง ๑๗๘,๐๐๐ ล้านบาท ขนาดโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานผมถามว่า ๒ ปีแล้วยังต้องเรียนออนไลน์ (Online) แล้วมันเป็นความที่ไม่เห็นใจกับประชาชน โดยรัฐบาลไม่ควรจะจัดงบส่วนนี้ ผมจึงเสนอให้ตัด🔗
แล้วอีกประการหนึ่งครับ สิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือในการจัดงบประมาณครั้งนี้ จะมีงบผูกพันข้ามปี คือเหมือนไปใช้เงินในอนาคต งบผูกพันข้ามปีมีถึง ๑ ล้านล้านกว่าบาท แล้วมาจัดใหม่อีกเกือบ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบผูกพันข้ามปีก็คือเหมือนไปเอาเงินในอนาคตมาใช้ นาทีนี้ไม่ควรทำการก่อสร้าง ควรจะเอาเงินก้อนนี้ไปดูแลประชาชน ผมจึงคิดว่าในส่วน งบประมาณครั้งนี้นอกจากจัดไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ของรัฐ และกฎหมายพระราชบัญญัติงบประมาณแล้ว ยังเป็นการจัดงบประมาณที่ไม่ให้ ความเป็นธรรมกับประชาชน ผมจึงสงวนคำแปรญัตติขอตัด ๖ เปอร์เซ็นต์ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปกรรมาธิการ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอสลับกับ ส.ส. ศิริกัญญาครับ🔗
ท่านพิธาในฐานะอะไรครับ🔗
กรรมาธิการครับ🔗
กรรมาธิการนะครับ ได้ครับ เชิญครับ🔗
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ สำหรับมาตรา ๔ งบประมาณรายจ่ายภาพรวมผมได้สงวนความเห็น เพื่อขอปรับลดงบประมาณรายจ่ายปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ลง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คงเหลือ ๓ ล้านล้านบาทครับท่านประธาน สำหรับกระบวนการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ก็มาถึงสภาครบ ๓ เดือนแล้วครับ เราก็ถกเถียงกันมา ทั้งในสภาใหญ่ ทั้งในกรรมาธิการ ทั้งในชั้นอนุกรรมาธิการว่าจะปรับลดงบประมาณอะไรบ้าง ที่มันฟุ่มเฟือย แล้วก็ลำบากภาษีของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้าง อาวุธยุทโธปกรณ์ไปถึงโต๊ะ ตู้ เตียง รถยนต์ ไปถึงผ้าม่าน ถ้าเป็นสุภาษิตไทยก็คงต้องพูดกัน ว่าตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ จนสามารถที่จะรีดไขมันมาได้ประมาณ ๑.๖ หมื่นล้านบาท แต่ตัวผมเองก็คิดว่ายังไม่เพียงพอ ยังไม่ใช่ทางออกของประเทศไทย ทางออกของประเทศไทย น่าจะเป็นเรื่องของการรื้อโครงสร้างรัฐเพื่อศักยภาพของประเทศใน ๒ ระดับครับ ท่านประธาน ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยครับ🔗
ทางออกของประเทศไทย ผมคิดว่าในเรื่องของกระบวนการของงบประมาณนี้ผมว่าเราต้องดูใน ๒ ระดับ ทั้งในระยะสั้น แล้วก็ในระยะยาว ทั้งในระดับจุลภาคแล้วก็ในระดับมหภาคด้วย ในระดับจุลภาคนี้ผมคิดว่า ถึงแม้ว่าเราจะรีดไขมันมาได้ ๑.๖ หมื่นล้านบาท ยังสามารถที่จะรีดไขมันเพิ่มได้อีกครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่ามีไขมันอยู่ในงบประมาณของเราที่ยังหลงเหลืออยู่ทั้งหมด ๓ ประเภท ไขมันประเภทที่ ๑ คือไขมันที่ไม่ตอบโจทย์ต่อความสำคัญหรือวิกฤติที่ประเทศ กำลังพบเจออยู่ เป็นไขมันที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในขณะที่ประเทศต้องการความมั่นคง ทางสุขภาพ ประชาชนต้องการวัคซีนไม่ใช่ต้องการกระสุน แต่ก็ยังมีงบประมาณอย่างงบ กระทรวงกลาโหมที่จริง ๆ แล้วมียุทโธปกรณ์ มีอาวุธขนาดใหญ่ที่ผมคิดว่าคงจะไม่ใช้ในเร็ว ๆ วันนี้ จริง ๆ แล้วสามารถตัดได้ถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่กรรมาธิการของเรา ก็สามารถตัดไปได้แค่เพียง ๓,๐๐๐ ล้านบาท แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยังเหลืออีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นไขมัน หรือจะเป็นเรื่องของงบความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นปืนตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นปืนกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าจะเป็นบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ข้อมูลของ กอ.รมน. ก็มีบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ของตำรวจก็ยังมีบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ของกระทรวงกลาโหม ก็ยังมีอยู่ ท่านประธานทราบไหมครับว่าปืนตำรวจมีการสะสมอาวุธปืนมากขึ้น ๖๐๐ เท่า ภายใน ๑๐ ปีที่ผ่านมา ผมเลยจึงไม่เห็นความจำเป็นว่าปีนี้ ปี ๒๕๖๕ ยังจะต้องมีงบประมาณ ในการซื้อปืนตำรวจเหล่านี้ไปอีกทำไม🔗
ไขมันประเภทที่ ๒ คือไขมันที่เน้นลงทุนในสิ่งก่อสร้างมากกว่าลงทุน ในชีวิตของคน งบที่เน้นลงทุนในสิ่งก่อสร้างพวกนี้ก็คืองบก่อสร้างอาคารสำนักงานจังหวัด งบบ้านพักข้าราชการ การขยายอาคารสำนักงานจังหวัด งบก่อสร้างเหล่านี้มีประมาณ ๑.๗ แสนล้านบาท ตัดไปได้แค่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ในขณะที่เป็นงบของสวัสดิการ ประชาชน อย่างบัตรสวัสดิการคนจนโดนตัด ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณประกันสังคม โดนตัด ๑.๙ หมื่นล้านบาท เห็นชัดเลยว่าประเทศนี้กำลังให้คุณค่ากับสิ่งปลูกสร้างมากกว่า คุณค่าของชีวิตคน นี่คือไขมันประเภทที่ ๒ ที่จะต้องตัดออก🔗
ไขมันประเภทที่ ๓ ก็คือไขมันที่เป็นงบที่มีพิรุธ ราคาสูงกว่าท้องตลาด หรือใบเสนอราคาไม่สมบูรณ์ ซึ่งตรงนี้จะมีสมาชิกของพรรคก้าวไกลมาอภิปรายเป็นข้อ ๆ ไปในของแต่ละกระทรวง ถ้าเรารีด ๓ ไขมันประเภทนี้ ผมคิดว่า ๑.๖ หมื่นล้านบาทที่ตัดได้ อีกแล้วจะตัดได้อีกหลายหมื่นล้านบาทครับ อาจจะไม่ถึงแสนล้านบาท ณ ตรงนี้ แต่ผมคิดว่า ไปได้ไกลอีกเยอะพอสมควร แล้วสามารถที่จะประหยัดความฟุ่มเฟือยของประเทศนี้ลงไปได้ อันนี้คือในระดับจุลภาค ในระดับระยะสั้นที่จริง ๆ แล้วเราควรที่จะทำได้ ในระยะยาว ในระดับมหภาคจัดรีดไขมันไม่พอครับ ต้องปรับโครงสร้างจัดกระดูก จัดกระดูกรัฐราชการ ไทยใหม่ ซึ่งโครงสร้างที่มันเป็นปัญหาทำให้เกิดความฟุ่มเฟือยแล้วก็เป็นต้นเหตุ ไม่ว่าเราจะ รีดภาษีได้เยอะแค่ไหน ไม่ว่าข้าราชการจะทำงบประหยัดโครงการมาอย่างไร แต่ถ้าเกิด โครงสร้างยังมีปัญหาอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่อนาคตได้ ซึ่งโครงสร้างแบบนี้มีอยู่ ๒ ประเภทครับท่านประธาน🔗
โครงสร้างประเภทที่ ๑ ก็คือโครงสร้างงบที่มีความซ ้าซ้อน มีความกระจัด กระจาย มีความลักหลั่นแล้วก็ไม่ชัดเจน อย่างเช่นกระทรวงกลาโหมที่ผมได้อภิปราย ในชั้นกรรมาธิการ เป็นต้น กระทรวงกลาโหมมีทั้งสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แล้วก็มี กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานปลัดมีกรมพระธรรมนูญ ทางกองบัญชาการกองทัพไทย มีสำนักงานพระธรรมนูญทหาร ทั้ง ๒ หน่วยนี้ดูแลเรื่องกฎหมายให้กับทหารทั้งนั้น กรมการเงิน กลาโหมกับกรมการเงินทหารก็ดูแลเรื่องการเงินให้กับทหารทั้งนั้น เพียงแต่แยกกันอยู่ เท่านั้นเอง ตรงนี้คือบุคลากรเพิ่ม ทรัพยากรเพิ่ม ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ซินเนอร์ยี (Synergy) ๑ บวก ๑ ต้องเท่ากับ ๓ ไม่เกิดขึ้น หรือแม้จะเป็นกระทรวงคมนาคมมีทั้งกรมท่าอากาศยาน มีทั้งบริษัทท่าอากาศยานไทย มีทั้งกรมทางหลวง มีทั้งกรมทางหลวงพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วภารกิจคล้ายคลึงกันครับ ต่างกันแค่สนามบินก้อนนี้หน่วยงานนี้ดูแล สนามบิน ก้อนนี้หน่วยงานนี้ดูแล ไม่ได้มีการประสานงานกัน ต่างคนต่างทำงานกันในไซโล (Silo) ไม่สามารถที่จะบูรณาการได้ อันนี้ผมคิดว่าถ้ามีโอกาสได้เข้าไปเป็นรัฐบาลต้องมีการบริหาร จัดการและจัดกระดูกตรงนี้ออกให้หมด อะไรที่มันซ ้าซ้อน อะไรที่มันไม่ชัดเจนต้องจัดออกมา ให้เท่ากันเพื่อที่จะได้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ไม่ใช่แค่รีดไขมัน แต่ว่าจัดเรื่องของ กระดูกไปด้วยในตัวนะครับ🔗
สำหรับโครงสร้างประเภทที่ ๒ ผมคิดว่าเราต้องปรับรัฐไทยเพื่อที่จะให้ ตอบโจทย์กับวิสัยทัศน์ใหม่กับความปกติใหม่ของโลกที่ประเทศไทยกำลังจะต้องเจอหลัง โควิด (COVID) ยกตัวอย่างในเรื่องของนโยบายการค้า การพาณิชย์ การลงทุน ในฐานะที่ผม เป็นอดีตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์มา ๑๖-๑๗ ปีที่ผ่านมานี้เห็นภาพเลยครับว่าการค้า ก็เรื่องหนึ่ง การพาณิชย์ก็เรื่องหนึ่ง การลงทุนก็เรื่องหนึ่ง ผมไปดูที่ญี่ปุ่นวิธีการจัดกระดูกของ ข้าราชการเขา ญี่ปุ่นก็คือกระทรวงเมติ (METI) เมติ (METI) ก็คือมินิสตรี ออฟ อิโคโนมี เทรด แอนด์ อินดัสตรี (Ministry Of Economy Tread and Industry) ซึ่งก็คือพาณิชย์ อุตสาหกรรม แล้วก็เจโทร (JETRO) เจโทร (JETRO) ก็คือบีโอไอ (BOI) ของเขารวมกันอยู่ใน ที่ที่เดียว เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเห็นตั้งแต่ต้นน ้าจนถึงปลายน ้า เห็นทั้งแวลูเชน (Value Chain) ของเศรษฐกิจโลกนะครับ สิงคโปร์ก็คล้าย ๆ กันเอ็มทีไอ (MTI) เอ็มทีไอ (MTI) ก็คือ พาณิชย์อุตสาหกรรมและอีดีบี (EDB) ก็คืออิโคโนมิก ดีเวลลอปเมนต์ บอร์ด (Economic Development Board) ของสิงคโปร์รวมกันอยู่ในที่เดียวกัน แต่ประเทศไทยก็คือกระทรวง พาณิชย์อยู่อีกหนึ่ง กระทรวงอุตสาหกรรมก็อยู่อีกที่หนึ่ง บีโอไอ (BOI) ก็อยู่อีกที่หนึ่ง ไปที่ญี่ปุ่นทูตบีโอไอ (BOI) ก็อยู่ที่โอซากา ทูตพาณิชย์ก็อยู่ที่โตเกียว มี ๒ หน่วยงาน อยู่ด้วยกันไม่มีโอกาสที่จะได้ทำงานร่วมกันอย่างที่ควร🔗
สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน อีกประเด็นหนึ่ง อย่างเช่นที่ผมเห็นในฐานะ กรรมาธิการนะครับ ราคาสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์ดูแลราคาข้าว ดูราคาปาล์ม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูราคายางพารา กระทรวงอุตสาหกรรมดูราคาอ้อย ด้วยตรรกะ อะไรครับ ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วถ้าจะให้ครบวงจรให้เป็นการดูแลให้รอบด้านทุกด้านนี้มันต้อง สามารถมารวมอยู่ด้วยกันที่จะทำงานให้ได้อย่างมีเอกภาพสามารถที่จะบูรณาการได้ มีประสิทธิภาพ แล้วก็ลดภาระต่อการรีดภาษี ลดภาระต่อพี่น้องประชาชนที่จะต้องลำบาก ยากเข็ญในช่วงวิกฤติโควิด (COVID) ในช่วง ๑ ปีกับอีก ๒ ปีข้างหน้าครับ วันนี้ผมมีเท่านี้ครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขอสงวนความเห็นที่จะปรับลดงบประมาณในมาตรา ๔ ลงอีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้เหลือ ๓ ล้านล้านบาทค่ะ แน่นอนดิฉันเห็นว่าปัญหาที่งบประมาณในปีนี้ต้องถูกปรับลดลงเป็นปัญหาจริง แต่เมื่อเรา ผ่านขั้นตอนในการพิจารณามาแล้วเราก็คงไม่มีสิทธิที่จะบอกว่าเราควรจะเพิ่มงบประมาณ ได้แล้ว เพราะว่านั่นจะผิดรัฐธรรมนูญ ดิฉันจึงต้องขอปรับลดเพื่อที่จะให้สอดคล้อง กับสิ่งที่หัวหน้าพรรคของดิฉัน ท่านพิธาได้พูดไปแล้วว่าจริง ๆ แล้วไขมันยังรีดได้อยู่ และโครงสร้างงบประมาณยังคงต้องปรับอยู่ ดิฉันขอแสดงตัวเลขสักเล็กน้อยว่างบประมาณ เราจะมีปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะปี ๒๕๖๕ ถ้าท่านดูแท่งสีเทา คือรายจ่าย แท่งสีส้ม คือรายได้ของปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ น่าจะเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงแล้ว ส่วนแท่ง สีเหลือง คือเพดานเงินกู้ ท่านจะเห็นว่าด้วยวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่าเราจะเก็บรายได้ ได้มากเท่าไร แล้วก็กู้จนเต็มเพดานแล้วก็ยังมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายให้เต็มวงเงิน จำเป็นที่จะต้องใช้เงินคงคลังส่วนหนึ่งออกมาโปะในส่วนที่ยังขาดอยู่ ปี ๒๕๖๕ ที่เรากำลัง พิจารณากันอยู่ทุกวันนี้ก็ออกแบบงบประมาณมาให้กู้จนเต็มเพดานแล้ว แต่เมื่อเราเผชิญ กับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ก็ไม่แน่ใจแล้วว่ารายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ ๒.๔ ล้านล้านบาทจะยังคงเดิมอยู่หรือไม่ และปัญหานี้ก็จะยังคงดำเนินต่อไปในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ และปี ๒๕๖๗ ที่เราจะสามารถจัดเก็บรายได้ได้น้อยลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ทุก ๆ ปี ทำให้งบประมาณรายจ่ายแต่ละปีก็จะขยายตัวได้อย่างไม่เต็มที่ อย่างปี ๒๕๖๖ ก็ยังตั้ง งบประมาณได้แค่ ๓.๒ ล้านล้านบาทตามแผนการการคลังระยะปานกลาง ซึ่งหลายท่านก็มา พูดกับดิฉันว่าเอาเข้าจริงก็ดูท่าทางว่าน่าจะสูงเกินไปด้วยซ ้า ปี ๒๕๖๗ จะตั้งได้แค่ ๓.๓๑ ล้านล้านบาทเท่านั้น ซึ่งก็ยังคงใกล้เคียงกับในปี ๒๕๖๔ เท่านั้นเอง ทีนี้ปัญหามันเป็น คนปัญหาที่แน่นอนว่าเรารีดไขมันในระยะสั้นอย่างที่ท่านพิธาพูดก็ได้ เราก็จะสับ ๆ หั่น ๆ งบอบรมสัมมนา ตัดงบดูงานต่างประเทศไปเรื่อย ๆ ก็คงทำได้ แต่ทำไปอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการปรับโครงสร้างไม่ได้ อีกไม่นานดิฉันคิดว่าสำนักงบประมาณคงอาจจะต้องเสนอ ให้มีการปรับลดเงินเดือนบุคลากรก็เป็นได้ถ้างบประมาณรายจ่ายกับรายได้ยังคงเป็นหน้าตา แบบนี้ต่อไป ดังนั้นปีนี้จึงจะเป็นปีที่สำคัญที่เราควรที่จะต้องรื้อ ปรับโครงสร้างงบประมาณ ให้มีการตอบสนองกับวิกฤติแล้วก็จะทำให้ประเทศสามารถออกจากวิกฤตินี้ไปได้🔗
เรื่องแรกก็คือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากร ท่านประธานทราบไหมคะว่าปีนี้ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรที่รวมเงินเดือน รวมค่าตอบแทน รวมเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลต่าง ๆ ของข้าราชการคิดเป็นสูงถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ รายจ่ายประจำปีแล้ว เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้ด้วยความที่งบประมาณลดลง ทำให้สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นไปอีก ถามว่าตอนนี้รัฐบาลมีแผนอะไรบ้างหรือยัง ที่ผ่านมามีมาตรการ บริหารกำลังคนภาครัฐที่ออกมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ กำลังจะครบกำหนดการใช้ มาตรการนี้ในปี ๒๕๖๕ บอกว่าจะพยายามลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐลง โดยการทดแทนข้าราชการเกษียณอายุด้วยพนักงานราชการ ซึ่งดิฉันไม่ทราบว่า ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ทำไปถึงไหนแล้ว ทำไมสัดส่วนของค่าใช้จ่ายบุคลากรยังคงเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ ก็เป็น ๑ เรื่องที่อาจจะต้องมาปรับปรุง แล้วก็พิจารณาเป้าหมายกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำให้ยอดของค่าใช้จ่ายบุคลากรในปีนี้สามารถที่จะลดลงอีก🔗
ประเด็นต่อมาที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างว่าควรจะต้องพิจารณาชะลอ การเพิ่มหน่วยงานใหม่ในแต่ละปีหรือไม่ แม้แต่ในปีนี้ก็ยังมีการเพิ่มหน่วยงานใหม่เกิดขึ้น เพียงเพราะว่ากฎหมายกำหนดให้เราตั้ง ก็คือ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การโยกย้ายเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ถ้าท่านดูในเล่มสีฟ้าเล่มนี้ แต่ในปีต่อ ๆ ไปรับรองว่าจะต้องมีการใช้งานเพิ่มขึ้นแน่นอน จะเป็นสิ่งที่ตามมากับการเพิ่ม หน่วยงานใหม่🔗
ประเด็นต่อมาที่เราจะต้องปรับโครงสร้างที่ท่านพิธาได้แตะไปบ้างแล้ว ก็คือสำนักงานส่วนภูมิภาค ท่านทราบว่าใน ๑ จังหวัดถ้าเราเข้าไปในศาลากลางหรือว่า ถ้าเราเปิดดูว่ามีสำนักงานที่ลงท้ายด้วยจังหวัดกี่สำนักงาน ดิฉันนั่งนับดูแล้วมีไม่ต ่ากว่า ๓๗ สำนักงานส่วนภูมิภาคที่ลงท้ายด้วยจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจังหวัด โยธาจังหวัด พัฒนาชุมชนจังหวัด ยังไม่นับว่าจะต้องมีในระดับ อำเภออีก ถ้าเราเชื่อในเรื่องของการกระจายอำนาจจริงเราจะไม่แผ่ขยายสำนักงานใน ส่วนภูมิภาคไปมากมายขนาดนี้ และที่สำคัญเราได้มีการทบทวนหรือเปล่าว่าภารกิจของ หน่วยงานระดับจังหวัดเหล่านั้นยังคงยังจำเป็นอยู่หรือไม่ เรายังคงจำเป็นต้องมีสำนักงาน พลังงานจังหวัดอยู่ทุกจังหวัดอยู่อีกหรือไม่ ยังจำเป็นจะต้องมีโยธาจังหวัดอยู่อีกหรือไม่ เฉพาะกระทรวงแรงงานกระทรวงเดียวมีหน่วยงานระดับจังหวัดที่ไปอยู่เป็นส่วนภูมิภาคนี้ถึง ๔ หน่วยงานด้วยกัน🔗
ประเด็นต่อมา คือสำนักงานในต่างประเทศรวมถึงผู้ช่วยทูตต่าง ๆ ปีที่แล้ว มีท่านสมาชิกพูดไปแล้วเกี่ยวกับผู้ช่วยทูตทหาร ที่กระทรวงกลาโหมมาชี้แจงว่ามีอยู่ใน ๕๐ ประเทศ ใช้งบประมาณเกือบ ๖๐๐ ล้านบาท ในปีงบประมาณปี ๒๕๖๕ ผู้ช่วยทูตเกษตรมี ๑๑ คน และมี ๖ สำนักงานที่ปรึกษาในต่างประเทศ ผู้ช่วยทูตวิทยาศาสตร์ อีก ๓ ประเทศ ทูตพาณิชย์มีสำนักงานส่งเสริมอีก ๕๘ ประเทศ บีโอไอ (BOI) มีสำนักงานส่งเสริมในต่างประเทศอีก ๑๖ แห่ง มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องมาทบทวน กันอีกครั้งหนึ่งว่าภารกิจในต่างประเทศเหล่านี้ยังมีความจำเป็นเหมือนเดิม เหมือนที่ผ่าน ๆ มาหรือไม่ ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของเราหน้าตาเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือเปล่าในตลอด ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่ผ่านมา ควรจะต้องมีการยุบเลิกอะไรหรือไม่ ที่แน่ ๆ ก็คือ ตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ซึ่งไม่ได้มีการแต่งตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ แต่ทุกวันนี้ก็ยังสงวนอัตราและสงวนงบประมาณ เอาไว้ปีละประมาณ ๕ ล้านบาท ก็ควรที่จะต้องยกเลิกงบประมาณในส่วนนี้ไปด้วย🔗
ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องของการกระจายอำนาจ ที่ผ่านมาหน่วยงาน ส่วนกลางของรัฐ ทั้งส่วนกลางแล้วก็ส่วนภูมิภาค หวงอำนาจ หวงงบประมาณของตัวเองไว้ ไม่ยอมที่จะกระจายภารกิจออกไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ทำหน้าที่ของตนเอง ดิฉันขอยกตัวอย่างโครงการแก้มลิง ซึ่งแต่ละแห่งมีความจุต ่ากว่า ๑ ล้านลูกบาศก์เมตร ด้วยซ ้าไป แต่กรมชลประทานก็ยังที่จะหวงของ แล้วก็ขอเอาไว้ทำเองเป็น ๑๐๐ กว่าโครงการ แทนที่จะโอนภารกิจนี้ไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ส่วนกลางก็จะยิ่งเติบโต และขยายใหญ่ไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะแก้มลิงนะคะ ทั้งถนนที่กรมทางหลวงชนบทก็ยัง จะคงตัดถนนต่อไปเรื่อย ๆ แม้แต่งานเก็บผักตบชวา ท่านยังไม่ยอมปล่อยมือให้กลายไปเป็น ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังจะโฮลด์ (Hold) ไว้กับกรมต่าง ๆ ถึง ๖ กรม เพื่อที่จะ ทำงานเก็บผักตบชวา แน่นอนว่ามันต้องเก็บทุกปี มันตั้งงบใหม่ได้ทุกปีนะคะ🔗
สุดท้ายค่ะ ก็คือต้องพิจารณาเรื่องยุบเลิกควบรวมหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็จัด ประเภทองค์กรภาครัฐใหม่ อันนี้ท่านพิธาได้พูดไปบ้างแล้ว แล้วก็มีรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่ง ที่ไม่ได้ทำบริการสาธารณะที่จำเป็นก็ควรที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบองค์กร เพราะว่าทุกวันนี้ หลายแห่งไม่ได้มีรายได้แล้ว แต่ยังคงอยากที่จะเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ เนื่องจากว่าเป็นองค์กรรัฐ ประเภทเดียวที่ได้รับโบนัส ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปนางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ หลังจากนั้นจะเป็นกรรมาธิการท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ ขอเชิญคุณผ่องศรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการ ผู้สงวนความเห็นปรับลดงบประมาณในมาตรา ๔ ก่อนอื่นดิฉันขอใช้ช่วงเวลานี้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกแล้วก็พี่น้องประชาชน ว่าทันทีที่สภาแห่งนี้ได้ให้ความไว้วางใจมอบหมายให้ดิฉันไปทำหน้าที่กรรมาธิการพิจารณา งบประมาณ ปี ๒๕๖๕ ดิฉันก็ตระหนักดีว่าภายใต้สถานการณ์วิกฤติ ทั้งสาธารณสุขที่มี โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ระบาดอยู่ทั่วประเทศ แล้วก็วิกฤติการเงินการคลังที่ประเทศของ เรานั้นมีงบประมาณจำกัด เพราะว่ามีการจัดเก็บรายได้ได้น้อย แล้วรัฐบาลต้องกู้เงินมา ดังนั้นตลอดการทำหน้าที่กรรมาธิการ ดิฉันก็ทำหน้าที่ด้วยความสำนึกว่าจะต้องทำอย่างไร ให้เงินงบประมาณแผ่นดินในปี ๒๕๖๕ นี้ เป็นกลไกเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเทศ แล้วก็ไปแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนแล้วก็ประเทศชาติ โดยยึดหลักในพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณ ๒ มาตรา ก็คือ มาตรา ๗ ที่บอกว่าให้หน่วยรับงบประมาณต้องใช้จ่าย งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เป็นสำคัญ แล้วก็ในมาตรา ๘ ที่กำหนดว่าให้รัฐมนตรีมีหน้าที่กำกับควบคุมกิจการของหน่วย รับงบประมาณให้ใช้จ่ายอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ แล้วก็มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการใช้เงิน ดังนั้นในทุกหน่วยงานที่เข้ามาชี้แจงตั้งแต่ วันเริ่มต้นทั้งหมดประมาณ ๗๓๔ หน่วยงาน ดิฉันก็จะมีหลักของดิฉันจะดูว่าหน่วยงานนั้น ขอเงินงบประมาณทั้งผลงานที่ผ่านมาแล้วก็ที่จะขอใช้ไป ใช้เงินมีประสิทธิภาพหรือไม่ มีความโปร่งใสหรือไม่ มีความเป็นธรรมในการจัดสรรหรือเปล่า แล้วก็เป็นประโยชน์ ตอบโจทย์ประเทศชาติและประชาชนมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะสอดคล้องกับสถานการณ์ ของประเทศเราที่กำลังเผชิญทั้งเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) ร่วมกันกันทั้งโลก แล้วก็แนวโน้ม ที่จะเอาไปใช้ในปี ๒๕๖๕ ไม่ทราบว่าการคาดการณ์นั้นจะเป็นอย่างไร เพราะว่าเงินที่ขอ จะต้องสอด มันจะเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมไปตลอดปีนะคะ ดังนั้นดิฉัน ก็พบว่าหลายหน่วยงานก็ทำได้ดี มีการปรับตัว แต่อาจจะเนื่องจากว่าในช่วงที่ทำงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ นี้ทำในช่วงปลายปีที่แล้ว แล้วก็เริ่มมาจนปีนี้ ปี ๒๕๖๔ ตอนที่เริ่มต้น คิดงบประมาณก็อาจจะคาดการณ์ว่าสถานการณ์ประเทศเราน่าจะดีขึ้นแล้ว ดังนั้นจึงมี หลายหน่วยงานก็ยังทำโครงการที่เป็นประเทศอยู่ในภาวะปกติ แต่หลายหน่วยงานก็มี การปรับเปลี่ยน อย่างไรก็ตามดิฉันก็ค้นพบว่ายังมีอีกหลายส่วนที่ยังมีการใช้จ่าย มีคำถาม เรื่องประสิทธิภาพว่าขอเงินไปแล้วใช้คุ้มกับเงินที่ได้รับไปหรือไม่ ใช้ทันหรือเปล่า ดิฉัน ค้นพบว่ามีงบค้างท่ออยู่จำนวนมากที่ขอไปแล้วก็ทั้งถูกพับไปแล้วก็ต้องเสนอกลับมาใหม่ รวมทั้งขอไปเกินกำลังใช้ไม่หมด ดังนั้นในปีนี้ถ้าหากว่าหน่วยงานใดที่ยังเข้าข่ายดูผลงาน ที่ผ่านมาแล้วไม่ดี ดิฉันก็ยังคิดว่าอาจจะถูกปรับลดได้ ยกเว้นว่าจะมีเหตุผลว่าสามารถทำได้ ทันอย่างนี้ ก็จะพบว่ามีหลายหน่วยงาน ดิฉันไม่มีเวลาที่จะลงในรายละเอียด ขอกราบเรียน ยกเป็นตัวอย่างว่ามีทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย มีทุกหน่วยงานที่มีงบค้างท่อเหล่านี้จะต้องไปปรับปรุงนะคะ นอกจากนั้นแล้วดิฉันพบว่า บางโครงการก็ไม่พร้อม เช่น ยังไม่ได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ หรือว่ายังไม่ได้ประเมินผล กระทบสิ่งแวดล้อม หรือว่ามีประชาชนคัดค้าน ยกตัวอย่างเช่น โครงการของปีที่แล้วของ กรมควบคุมมลพิษ เช่น โครงการเรื่องของการแก้ไขปัญหาสารพิษที่ห้วยคลิตี้ ปีนี้ไม่ได้ขอ แต่พอย้อนไปดูของงบปีที่แล้วที่ได้งบไปเฟส ๒ (Phase 2) ก็ยังไม่ได้ใช้เลย เพราะว่า ไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อได้ เป็นต้น🔗
นอกจากนั้นแล้วดิฉันก็จะดูว่าโครงการที่ขอมามีความซ ้าซ้อนไหม เพราะว่า แต่ละหน่วยงานมีภารกิจใกล้เคียงกัน บางหน่วยตั้งขึ้นมาเป็นหน่วยบูรณาการ เช่น หน่วยงานที่เรียกว่า ศรชล หรือศูนย์ที่ดูแลเรื่องทรัพยากรชายฝั่งทะเลที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองทัพเรือ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือว่าเรื่องของกรมสรรพสามิตที่ดูแล เรื่องทางชายฝั่งทะเล เรื่องของสินค้าหนีภาษี ดิฉันก็เห็นว่ายังมีการของบประมาณแบบที่ยัง ไม่บูรณาการในเรื่องการทำงาน อันนี้รายละเอียดก็ไม่มีเวลาจะลงไป นอกจากนั้นแล้วก็จะดูว่า การของบประมาณถูกที่ถูกเวลาไหม เช่น หน่วยงานไหนเป็นคนใช้เงินควรจะเป็นผู้ตั้ง งบประมาณ ไม่ใช่ว่าตั้งงบประมาณไว้ที่หน่วยงานหนึ่ง แต่ว่าอีกหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้ใช้ อันนี้ ก็อาจจะเป็นเรื่องของนโยบาย🔗
อีกประเด็นหนึ่งที่ดูเรื่องประสิทธิภาพก็ดูว่าใช้จ่ายประหยัดเงินของแผ่นดิน หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นบางโครงการที่รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณเพื่อไปชดเชยเงินกู้ที่เป็น ดอกเบี้ย เราก็ดูว่าหน่วยงานมีความพยายามไหมว่าจะไปใช้จากแหล่งทุนที่ดอกเบี้ยต ่าเพื่อจะ ได้ใช้เงินงบประมาณลดลง ยกตัวอย่างเช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติในประเทศเพื่อนบ้านมีการใช้แหล่งทุนจากแต่ละแหล่ง บางแห่งก็แพง บางแห่งก็ถูก ดิฉันก็ยังตั้งคำถามว่าทำไมไม่เลือก ถ้าเป็นเราก็จะกู้จากแหล่งที่ถูก อันนี้พูดถึงเรื่องของใช้ จ่ายประหยัดนะคะ นอกจากนั้นก็จะมีเรื่องของความเป็นธรรมที่ดิฉันอยากจะ กราบเรียนยังพบว่ามีหลายหน่วยงานที่มีการใช้จ่ายงบประมาณ การจัดสรรไม่เป็นธรรม มีการกระจุกตัว ไม่ว่าจะเป็นทั้งในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่โรงเรียน ก็อาจจะมีกระจุกอยู่บางจังหวัด หรือแม้แต่เรื่องถนน แหล่งน ้า อะไรอย่างนี้เป็นต้น รวมทั้ง แม้แต่วัคซีนกรรมาธิการก็ตรวจสอบตลอด ทำอย่างไรจะให้การใช้จ่ายงบประมาณหรือ การจัดสรรเป็นไปอย่างเป็นธรรม นอกจากนั้นแล้วก็จะดูเรื่องของความเป็นประโยชน์ ไม่ว่าคุณจะใช้งบประมาณ หน่วยงานไหนใช้เงินอะไรก็ตาม สุดท้ายจะต้องไปตอบโจทย์ว่า มันเกิดประโยชน์ สร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนแล้วก็ประเทศชาติ จะพัฒนาอย่างไร ที่ผ่านมาการตั้งงบประมาณจะใช้ฐานงบประมาณเดิมเป็นหลัก เช่น กระทรวงใด หน่วยงานใด ได้รับงบประมาณ แล้วปีถัดไปก็จะได้เพิ่มหรือว่าลดเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่ดิฉันคิดว่า ในสถานการณ์ใหม่นี้การใช้นวัตกรรมมาขับเคลื่อนประเทศอยากจะฝากสำนักงบประมาณว่า ควรจะได้ดูด้วยว่าหน่วยงานที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ เช่น กระทรวง พาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรมควรจะได้รับงบประมาณเพิ่มเติม ก็ด้วยเวลาจำกัด ก็ขอกราบเรียนว่าในส่วนนี้ดิฉันก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล แล้วก็สำนักงบประมาณ รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่าปี ๒๕๖๖ หลังจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผ่านแล้วนี้จะต้องเอาข้อสังเกต ข้อปรับปรุง ข้อเสนอของกรรมาธิการไปใช้ในการทำ งบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขอกราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ คลองสามวา ที่มีผู้เสียชีวิตและติดเชื้อกันทั้งกรุงเทพฯ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นกรรมาธิการ แปรญัตติและขอสงวนความเห็นไว้ ตัดลดลงไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ที่ผมไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ประชุมกัน ๒ เดือนที่ผ่านมา ผมปรับลดไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์จากยอด ๓.๑ ล้านล้านบาท ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คิดเป็นเงินประมาณ ๓๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ว่าผมไปเป็นกรรมาธิการเห็นเลยว่าหน่วยงานราชการ ต่าง ๆ แต่ละกระทรวงนั้นจัดทำงบประมาณแบบใช้ไม่ได้ คือไม่ดูสถานการณ์ปัจจุบันเลย ท่านประธานครับ แล้วก็อ้างบอกว่าทำตั้งแต่เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม แต่จริง ๆ แล้วประเทศสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ มาอย่างไรไปอย่างนั้นครับ หลายหน่วยงานตั้งงบประมาณมาจัดอบรมสัมมนาเหมือนกับปีที่แล้วทุกประการ ไม่ได้มี การปรับปรุงแก้ไข พอตัดหน่อยก็โวยวาย อธิบดีบางคนก็ร้อง ผมจึงบอกท่านประธานว่า เหตุผลที่ผมตัดลดลงไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๑๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เพราะว่าเป็นลดการขาดดุล ของประเทศครับ ท่านตั้งงบประมาณรายจ่าย ๓.๑ ล้านล้านบาท แต่ท่านบอกท่านจะเก็บ ภาษีได้อยู่ประมาณ ๒.๔ ล้านล้านบาท ก็หมายความว่าขาดดุลอยู่ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ผมตัดลดไป ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทถ้วน ๆ บวกอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเทศไทยก็จะเป็น หนี้ที่ไม่ต้องให้ลุงตู่นักกู้แห่งลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยาไปกู้อีก อย่างน้อยก็มีส่วนลดอยู่ประมาณสัก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะอะไร แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ท่านจัดทำงบประมาณแบบใช้ ไม่ได้เลย แล้วพอไปดูสถิติ ๑. งบกลาง ๒. กระทรวงศึกษาธิการ ๕ อันดับกระทรวงศึกษาธิการ ลดลงด้วย ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงมหาดไทยยังคงติดท็อปไฟต์ (Top Flight) ท่านประธานครับ อยู่ที่ระดับ ๓๑๐,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงการคลัง ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงกลาโหมไม่เคยตกอันดับ ๑ ใน ๕ ของประเทศ แม้ท่านจะพยายามบอกว่าลดลง ไปแล้วประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วก็ยังมีการจัดซื้ออาวุธซึ่งก็เป็นข่าว ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผมไม่เท้าความกลับครับ แต่ท่านประธานครับ เป็นการจัดทำ งบประมาณแบบไม่สมดุลกับเหตุการณ์ของบ้านเมืองเลย ผมนั่งกรรมาธิการอยู่ในคณะนี้เป็น ซีกฝ่ายค้าน ผมก็ประท้วง ผมก็คัดค้านหลายประเด็นครับ แต่เสียงมันสู้ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ ทำ อย่างไรได้ เต็มที่ก็งดออกเสียง ท่านประธานที่เคารพครับ ไปดูว่ากระทรวงที่มีการปรับลดอย่างไม่น่า เชื่อ ก็คือกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย แต่ตัวเลขก็ยังสูงอยู่ แต่ไปเพิ่มให้กับกระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามั่นคงขนาดไหน ในที่ประชุมก็สอบถามเขาว่าเอาเงินไปทำนี้ทำได้จริงไหม หรือว่าไปเทกระจาดแจก ท่านประธานเชื่อไหมครับ ช่วงที่เดชะบุญที่ผมเป็น ส.ส. ฝ่ายค้าน กระทรวงแต่ละกระทรวงไปตามพื้นที่ต่าง ๆ แต่พวก ส.ส. ฝ่ายค้าน แห้วครับ แห้วท่านประธานครับ ผมยังเห็นท่านประธานไปแจกที่ภาคใต้เลย จริง ๆ ท่านประธานไปคลองสามวาบ้างก็จะเป็นพระคุณยิ่งนะครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับ หน่วยราชการไปกันติดป้ายชื่อมาจากคนนั้นคนนี้กันเต็มไปหมด ผู้แทนราษฎรก็เหนื่อยไป ผมจึงฟ้องท่านประธานไปก่อน แต่จริง ๆ แล้วอภิปรายไม่ไว้วางใจมีทีเด็ดกว่านั้นครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมบอกพี่น้องประชาชนเลยว่ารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์เข้าสู่ปีที่ ๗ ยิ่งกว่าบ้านเอเอฟ (AF) ปี ๗ แล้วนะครับ เป็นฉายานักกู้แห่งลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา ท่านอย่าลืมว่าท่านกู้แก้โควิด (COVID) เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่อีก ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จึงเป็นเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ตั้งงบสูง ๓.๑ ล้านล้านบาท อยู่ที่ประมาณสัก ๒.๗-๒.๘ นี่ก็ถือว่าขาดดุลพอสมควรแล้ว ผมจึงให้ฉายาในการจัดงบประมาณปี ๒๕๖๕ นี้ พี่น้องประชาชนครับ ผมไม่ได้พูดเองนะครับ ตัวเลขมันมาตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน คลัสเตอร์ (Cluster) ทองหล่อพ่อรูปหล่อของผมนี้ แล้วก็ทำสถิติตัวเลข จนปัญหามาถึงทุกวันนี้ ๒๐,๐๐๐ เสถียร ท่านประธานครับ ทุกวันนี้ท่านประธานดูครับ ปกติผมใส่ชั้นเดียวนะ นี่ต้องมาซับ ๒ ชั้น พ่นยาฆ่าเชื้อเข้าไปในจมูกอีก และท่านจัดทำงบประมาณแบบนี้ เขาเรียกว่างบประมาณแบบจัดงบเละเทะ ไม่สนโรคภัยไข้เจ็บของพี่น้องประชาชน แล้วมัน จะไปผ่านงบ ๓.๑ ล้านล้านบาท ได้อย่างไร ต้องตัดลดลงไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ท่านประธานครับ นโยบายการกู้ลั่นสนั่นเมืองนี้ พอไปดูตัวเลขจากการกู้แล้วนี้ท่านกู้ไป ๑.๗ ล้านล้านบาท ตั้งแต่ระลอก ๑ ระลอก ๒ มาจนปัจจุบัน และไปตั้งงบประมาณแบบนี้ อ้าว แล้วที่กู้ล่ะ คือถ้าภาวะปกติท่านไม่กู้ ท่านตั้ง ๓.๒ ล้านล้านบาท ผมไม่ว่าครับ ขาดดุล ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ว่าครับ เพราะว่าต้องมีงบลงทุนตามกฎหมายอยู่แล้ว ประเทศจะได้ขับเคลื่อนได้ แต่ท่านกู้ไปตั้งเยอะแยะมากมายท่านก็ยังมาตั้ง ๓.๑ ล้านล้านบาท และท่านเที่ยวโพนทะนาบอกพี่น้องประชาชน นี่เห็นไหมปีที่แล้วฉันตั้ง ๓.๒๙ ล้านล้านบาท ปีนี้ตั้ง ๓.๑ ล้านล้านบาท อ้าว คุณพี่ครับ คุณป้าครับ คุณน้าครับ คุณยายครับ เขากู้ไปปีที่แล้ว ๑ ล้านล้านบาท แล้วไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้กู้ไปอีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สิริรวมแล้ว ๑.๗ ล้านล้านบาท ผมจึงบอกพี่น้องประชาชนว่าวันนี้ท่านอย่าไปคาดหวังกับรัฐบาล จัดทำงบประมาณเช่นนี้ ท่านคาดหวังกับตัวเองว่าจะออกจากบ้าน ก้าวไปข้างนอกนี้ จะเหยียบกับระเบิดโควิด (COVID) เมื่อไร วันไหน ท่านประธานครับ ผมกลายเป็น โรควิตกจริต ฝรั่งเขาเรียกแพนิก (Panic) กันนี่ครับ ออกจากบ้านมาก็ฉีดสเปรย์ (Spray) ขึ้นรถก็ฉีดสเปรย์ (Spray) ผมจะฉีดสเปรย์ (Spray) ใส่ลูกน้องแล้วนี่ครับ เพราะอะไรครับ เราคาดหวังไม่ได้เลยการจัดทำงบประมาณเช่นนี้ สาธารณสุขก็น้อย วัคซีนก็ไม่ต้องพูดถึง ทุกวันนี้ตื่นขึ้นมาฟังจนชินแล้วครับประเทศนี้ว่าเดี๋ยวจะมีวัคซีนมาไหม ผมจึงมองแล้ว เป็นเพราะอะไรรู้ไหมครับ ที่จัดทำงบประมาณ รัฐมนตรีบางกระทรวงทำแกล้งโง่ แกล้งโง่ ตรงไหนท่านประธานรู้ไหมครับ อธิบดีชง มือทำเงิน มือทำรวย ปลัดบางคนทำ ฝ่ายค้านรู้หมดใจ เย็น ๆ เดี๋ยวสิ้นเดือนเจอกัน อธิบดีบางคนนี้ถือว่าเป็นมือทำเงิน ส่งเงิน ซึ่งผมก็แหมเอาน่ารู้กัน แต่ท่านครับ ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ภาวะโรคระบาดเช่นนี้เอาเบา ๆ หน่อยได้ไหมครับ เอาพอประมาณ อย่ากร่างกันมากนักได้ไหม เห็นหัวพี่น้องประชาชนบ้าง พวกผมนั่งฝ่ายค้านนี้ สะอึก ผมจึงไม่สามารถที่จะปล่อยงบประมาณผ่านไปถึง ๓.๑ ล้านล้านบาทได้ จึงมี ความจำเป็นที่ต้องตัดลดลงไปทั้งหมด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน ๓.๑ แสนล้านบาท อย่างที่ผม ได้นำเรียนเหตุผลท่านประธานครับ ถ้าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีไม่กู้ก่อน ๑ ล้านล้านบาท แล้วเมื่อต้นปีไม่กู้อีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่มีปัญหา แต่พอท่านกู้ มาแล้ว ๑.๗ ล้านล้านบาท รวมแล้วปีนี้ท่านใช้งบประมาณ ประมาณ ๓.๑๘ ล้านล้านบาท และไม่มีทีท่าว่านั้นโควิด (COVID) นั้นจะดีขึ้นเลยครับ ผมจึงขออนุญาตตัดลงลงไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน ๓๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปก็จะเป็นผู้แปรญัตติ นะครับ ๒ ท่านที่ส่งชื่อมา คุณเกียรติ สิทธีอมร แล้วก็ท่านพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ขอเชิญ คุณเกียรติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) ด้วย ได้ยื่นให้ทางฝ่ายโสตแล้วนะครับ🔗
ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๔ ปรับลดงบประมาณลงไป ๕ เปอร์เซ็นต์ เหตุผลที่ผมปรับลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์นี้ เพราะผมมีความกังวลอย่างยิ่งว่ารายได้เราจะไม่มีทางได้เลยครับ ไม่มีทาง ที่จะเก็บได้ตามที่เราประเมินไว้ในเอกสารตั้งต้น ซึ่งบอกว่ารายได้นี้จะมาจากการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจระหว่าง ๒.๕ ถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดครับท่านประธาน ในแผ่นที่ผมได้ นำเสนอนี้ทุกสำนักออกมาหมดแล้วครับ ทุกสำนักออกมาบอกว่าไม่มีวันที่จะไปถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังไม่มีใครมั่นใจเลยครับ ทุกสำนักวันนี้บอกมาว่าอย่างดี ที่สุดก็คงจะได้ไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑.๓ เปอร์เซ็นต์ เลวร้ายที่สุดติดลบ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้คำถามมีอยู่ว่าถ้ารายได้เราไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ตอนที่เราทำงบประมาณ ในตอนแรกที่เข้าวาระ ๑ เกิดอะไรขึ้นครับหนี้สาธารณะยังเกิดขึ้นอยู่ในกรอบหรือเปล่า เงินที่ต้องกู้จะต้องกู้มาแล้วจะมีกำลังในการที่จะไปชดใช้เงินกู้เหล่านั้นไหม แล้วเงินกู้เหล่านั้น เมื่อรวมในภาพรวมของประเทศหนี้สาธารณะแล้วเกินหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องตั้งคำถามนะครับ ผมถามกรรมาธิการครับ เวลาท่านไปพิจารณากันท่านได้ดูประเด็นนี้ไหมครับ ถ้าท่านดูแล้ว ทำไมท่านยังถึงเสนอ ๓.๑ ล้านล้านบาทเหมือนเดิมเลยครับ จะเป็นไปตามกฎหมายทุกฉบับ หรือเปล่า เพราะฉะนั้น ณ วันนี้พูดง่าย ๆ ครับ รายได้ลดลง แน่นอนรายได้การจัดเก็บภาษี ลดลง แล้วจะมีผลกระทบอย่างไรกับหนี้สาธารณะ การจัดเก็บรายได้นี้ยืนยันนะครับ ในรายงานของกรรมาธิการเองก็เขียนไว้ชัดว่าปีงบประมาณที่ผ่านมาก็หลุดครับ ไม่ตรงเป้า หายไป ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมันมีผลอย่างไร มีผลต่อหนี้สาธารณะทันที เลยครับ แล้วมีผลต่อการกู้ยืมของรัฐบาลทันที เพราะฉะนั้นหนี้สาธารณะนั้นต้องกลับมา คำนวณใหม่ ผมก็เลยอยากถามในหนี้สาธารณะที่ต้องคำนวณใหม่นี้ ผมขอชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยครับ ผมคำนวณคร่าว ๆ ว่าถ้าเกิดเราไม่สามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมาย จากสมมติฐานการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ๒.๕-๓.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วมันอยู่ในกรณีที่โต ๐ เปอร์เซ็นต์ หรือโต ๒ เปอร์เซ็นต์ ผมให้โต ๒ เปอร์เซ็นต์เลย หรือถ้าแย่ที่สุดคือ - ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ จะเกิดอะไรขึ้นกับหนี้สาธารณะ คำนวณอย่างไรก็แล้วแต่รัฐบาลต้องไปหา เงินเพิ่มโดยการกู้อีกเกือบ ๑ ล้านล้านบาท แล้วถ้าเราไปรวมกับพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทซึ่งเพิ่งผ่านไปนี้ ก็ต้องกู้ ๑.๔๘ ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับหนี้สาธารณะ ณ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จะทำให้หนี้สาธารณะทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น ๖๓.๔ เปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่ประเทศไทยวันนี้เศรษฐกิจโตเป็น ๐ เปอร์เซ็นต์ กรณีที่โต ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังเกิน อยู่ดี ๖๒.๑๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าติดลบ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังมีส่วนหนี้สาธารณะสูงถึง ๖๔.๓๙ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่กรอบตามกฎหมายอยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ คำถามผมไม่ได้ห่วงนะครับว่าท่านจะ จำเป็นต้องกู้หรือไม่ อันนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ท่านจะแก้กฎหมายหรือเปล่าครับ ท่านจะ ดำเนินการอย่างไรในเรื่องหนี้สาธารณะ หรือท่านมีแหล่งรายได้ที่ท่านยังไม่ได้บอกพวกเรา เพื่อให้พวกเราสบายใจมากขึ้นว่าหนี้ที่ท่านจะต้องสร้างเป็นภาระต่อไปถ้าท่านผ่าน งบประมาณที่ ๓.๑ ล้านล้านบาทที่เป็นค่าใช้จ่าย ท่านยังอยู่ในสถานะที่บริหารจัดการได้ อย่างมีประสิทธิภาพและไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยทั้งระบบนะครับ🔗
ในกรณีที่หนี้สาธารณะ ตอนนี้ผมใช้ -๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ทำไมผมถึงใช้ - ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าอันนี้เป็นเกณฑ์ของ กกร. ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจจริงที่เขาประเมิน เขาบอกว่ามีโอกาสโตติดลบ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราติดลบ แล้วหนี้สาธารณะ เราเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ดีที่สุดก็เกินเหมือนกันนะครับ🔗
อีกประการหนึ่งที่ผมต้องตั้งคำถามกรรมาธิการนะครับ ในรายงานมีการระบุไว้ถึง ภาระหนี้นอกเหนือจากหนี้สาธารณะ ยอดรวม ๙๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือ ๒๙.๖๔ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณ ซึ่งใน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐก็บอกว่าอย่าเกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง ครม. เองมีอำนาจอนุมัติโดยไม่ต้องผ่านสภา เช่น ในโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต ่าธนาคาร ออมสิน การจำนำผลผลิตการเกษตร การประกันรายได้ ในกรณีที่เป็นเงินที่ไปใช้ในเรื่อง การปล่อยสินเชื่อ ผมไม่ได้ติดใจนะครับ ปล่อยได้ครับ เพราะไม่ได้บอกว่าต้องเป็นภาระเสมอไป เมื่อมีการคืนสินเชื่อที่กู้ยืมไปก็ไม่ถือเป็นหนี้ที่คงค้างอยู่ในระบบ แต่การประกันรายได้กับ การจำนำผลผลิตทางการเกษตรปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าบางส่วนมันจะต้องเป็นกลายเป็น หนี้สาธารณะแน่นอน กลายเป็นภาระของงบประมาณแน่นอน ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเราบริหาร การเงินการคลังของเราให้เป็นที่น่าเชื่อถือ เราต้องทำแบบเปิดเผยตรงไปตรงมา ผมก็ตั้ง คำถามไปที่กรรมาธิการว่าท่านจะจัดการ หรือมีแนวคิดอย่างไรเกี่ยวกับหนี้ที่เป็นภาระหนี้ นอกเหนือจากหนี้สาธารณะ ซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานของกรรมาธิการนะครับ อยากทราบว่าท่านจะดำเนินการในเรื่องนี้ อย่างไร ง่าย ๆ วันนี้ในมาตรา ๔ ผมห่วงเรื่องรายได้ ไม่ได้พูดถึงเรื่องว่าจะเอางบประมาณไป ใช้อย่างไร เพราะอันนั้นผมจะไปลงในรายมาตราของแต่ละกระทรวง แต่คำถามสำหรับ มาตรา ๔ ในภาพรวมของรายจ่าย ๓.๑ ล้านล้านบาทนี้ผมก็ต้องถามว่าท่านจะดูในเรื่องหนี้ การบริหารหนี้ และรายได้ที่จะนำเข้ามาได้อย่างไร ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปท่านพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายต่อเนื่องจากเพื่อนสมาชิกของผม หัวหน้าพรรค คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แล้วก็คุณศิริกัญญา ตันสกุล ในมาตรา ๔ ๓.๑ ล้านล้านบาท ซึ่งก็คือ งบประมาณทั้งหมดที่ครอบคลุมอยู่ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ โดยผมได้แปรญัตติขอเสนอ ปรับลดที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแน่นอนในรายละเอียดก็จะต้องมีไปอภิปรายเพิ่มเติมในมาตรา อื่น ๆ แต่สำหรับมาตรานี้ก็ต้องเรียนว่าอย่างที่คุณพิธาได้อภิปรายไปแล้วว่าในงบประมาณ ๓.๑ ล้านล้านบาทนั้นเรายังมีไขมันอยู่มากเท่าใด เรายังมีความซ ้าซ้อนของระบบราชการ ซึ่งนำมาสู่การใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่คุ้มค่าและน่าจะทำให้การทำงานนั้นด้อยประสิทธิภาพ ดังนั้นก็จะต้องนำไปสู่การปรับโครงสร้างอย่างไร ซึ่งอันนั้นจะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว หรือคุณศิริกัญญาก็ได้พูดไปแล้วถึงโอกาสในอนาคตที่เราจะไม่สามารถจัดเก็บรายได้ ได้เป็นไปตามเป้าหมาย แล้วก็จะนำมาสู่การจัดสรรเงินงบประมาณที่จะขัดสนแล้วก็ ลดน้อยลง ดังนั้นปัญหาสิ่งเหล่านี้เรายังมีทางออกมากกว่าแค่การกู้เงินเพิ่มเติมครับ แต่นั่นคือ การบริหารทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุดอย่างไร ผมกำลังพูดถึงเงินนอก งบประมาณครับท่านประธาน เดี๋ยวผมขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ เงินนอกงบประมาณนั้นปูพื้นนิดหนึ่งก็คือเงินที่หน่วยงานรัฐได้จัดเก็บไว้ แล้วก็มีข้อตกลงกับ กระทรวงการคลังที่จะสามารถจัดเก็บไว้ใช้เองได้ หรือจะต้องสมทบให้กับงบประมาณเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่มีไว้กับกระทรวงการคลังตามสัดส่วนที่ตกลงไว้ แต่ละหน่วยงานก็มี รายละเอียดที่แตกต่างเหมือนกันก็ว่ากันไปครับท่านประธาน คือถ้าจะพูดให้ง่าย ๆ ครับ ท่านประธาน จริง ๆ แล้วนอกจากงบประมาณ ๓.๑ ล้านล้านบาท เรายังมีงบประมาณที่อยู่ ในหน่วยงานต่าง ๆ หน่วยรับงบประมาณต่าง ๆ ที่เก็บเอาไว้ สะสมไว้แล้วไม่ได้นำมาใช้ครับ ท่านประธาน จริง ๆ แล้วตามกฎหมายก็มีระบุไว้ใน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐตาม ฉากที่ผมได้ระบุไว้ว่าควรที่จะให้มีการนำงบประมาณเหล่านี้มาจัดสรรให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ เป็นประโยชน์สูงสุด ถ้าเราย้อนไปดูในเอกสารงบประมาณเล่มสังเขปที่ทางรัฐบาลเองก็ได้มา ชี้แจงในวาระที่ ๑ มีการพูดถึงนโยบาย ๖ ด้านในการจัดทำงบประมาณ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ได้ ชี้แจงไว้เอง รัฐบาลชี้แจงไว้เองในข้อ ๔ ผมขออนุญาตที่จะอ่านให้ท่านประธานฟังนะครับว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำงบประมาณให้ครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ก็ให้หน่วยรับ งบประมาณที่มีเงินนอกงบประมาณหรือเงินสะสมคงเหลือพิจารณานำเงินดังกล่าวมาใช้ ดำเนินการภารกิจของหน่วยงานเป็นลำดับแรก แต่ท่านประธานครับ สิ่งที่เกิดขึ้นเรายังคง พบว่าการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้หน่วยงานมีการนำเงินนอกงบประมาณของตัวเองนั้น เอามาใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ จากการคาดการณ์ในปี ๒๕๖๕ เราจะมีเงินนอก งบประมาณทั้งสิ้นอยู่ที่ ๔.๓๗ ล้านล้านบาท แต่ว่าจะถูกนำมาสมทบกับงบประมาณเพียงแค่ ๑.๑๒๒ แสนล้านบาทเท่านั้น แน่นอนครับ ในส่วนของ ๔.๓๗ ล้านล้านบาทนั้นก็มีนำไปใช้ จ่ายในหน่วยงานของตนเองที่ไม่ได้อยู่ในโครงการที่เสนอต่อรัฐบาลหรือไม่ได้อยู่ในเล่มขาว คาดแดงก็มีอยู่บางส่วน แต่ยังเหลืออีกส่วนมากครับท่านประธาน ยังเหลือเงินอีกปริมาณมาก ที่ไม่ถูกนำมาใช้ ผมยกตัวอย่างกรณีของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ นั้นมีเงิน นอกงบประมาณอยู่ทั้งสิ้น ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ก็เอามาสมทบประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ปรากฏว่าในปี ๒๕๖๕ กลับไม่มีงบประมาณมาสมทบเลย ด้วยเวลาจำกัดผมจะสรุปข้าม ไปเลยครับท่านประธานว่านอกเหนือจากเงินนอกงบประมาณเหล่านี้ เรายังมีเงินนอก นอก นอกงบประมาณครับท่านประธาน ผมกำลังพูดถึงกระทรวงกลาโหม อย่างกรณีของ กิจการโทรทัศน์และวิทยุ ของ ททบ. ๕ ที่ผ่านมาผมเป็น ส.ส. มาเข้าปีที่ ๓ ตรวจสอบไม่ได้ เคยตั้งกระทู้ถามสดในสภา ก็ไม่ได้คำตอบว่าตกลงแล้วรายได้ในส่วนนั้นจัดเก็บได้เท่าใด มีการจัดสรรไปแบบใดในส่วนของ ททบ. ๕ ก็ไม่ทราบนะครับ ในส่วนของการใช้ประโยชน์ จากที่ราชพัสดุของกระทรวงกลาโหมในกิจการพาณิชย์ต่าง ๆ ซึ่งก็ได้คำตอบว่ารายได้นั้น เข้าสู่กองทุนสวัสดิการของกองทัพ แต่ขอรายละเอียดของกองทุนสวัสดิการ อยากทราบ นะครับว่ารายได้เป็นอย่างไร จัดสรรอย่างไร ก็ไม่ได้คำตอบกลับ ล่าสุดเป็นอีก ๑ กิจการครับ ท่านประธาน นี่คือศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือครับ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ประชาชนพ่อแม่พี่น้องอาจจะยังไม่ทราบว่ากองทัพไทยมีการขุดน ้ามัน ซึ่งขุดมาแล้วเป็นเวลา หลายสิบปีนะครับ กรมพลังงานทหารก่อตั้งขึ้นแล้วก็รับภารกิจนี้มาประมาณตั้งแต่ปี ๒๔๙๙ การพิจารณางบประมาณรอบนี้ผมเรียนถามหน่วยงานสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ว่าตกลงแล้วกิจการตรงนี้รายได้เป็นอย่างไร มีการจัดสรรงบประมาณอย่างไร ก็ได้คำตอบ เพียงแค่คำบอกกล่าว ผมขอเอกสารเพิ่มเติมนะครับท่านประธาน ผมขอทราบรายได้ ๕ ปี ย้อนหลัง ผลประกอบการ ๕ ปีย้อนหลัง ปริมาณการขุดเจาะ แล้วก็การจัดสรรรายได้ไปที่ใด นำเข้าจะมีนำเข้ากองทุนหรือทุนหมุนเวียนใด และขอเอกสารชี้แจง แต่ก็ปรากฏว่าก็ไม่มี เอกสารชี้แจง มีแต่คำบอกเล่าเพียงว่าตั้งเป้าว่าปีหนึ่งจะขุดได้ประมาณ ๒๙๐,๐๐๐ บาร์เรล ต่อปี ต่อวันประมาณสัก ๘๐๐ บาร์เรลต่อวัน แล้วก็บอกว่าน ้ามันที่ขุดได้กำมะถันสูงครับ ไม่สามารถที่จะนำมาทำในเชิงพาณิชย์ได้อย่างคุ้มค่า ผมก็สงสัยว่าถ้าทำแล้วไม่คุ้มค่า แล้วเมื่อปี ๒๕๖๓ นี้ยังไปลงทุนอยู่ทำไมครับ ในรูปนี้นะครับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล ก็ไปทำพิธีเปิดเพื่อจะขุดน ้ามันเมื่อต้นปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมานี้เองครับ แต่รายได้ ไม่ทราบคำตอบ แต่ที่แน่ ๆ ครับท่านประธาน รายได้ไม่มี แต่มีสิ่งนี้ครับ นี่คือศูนย์ฝึกศึกษา บุคลากรด้านปิโตรเลียมและพลังงานทหาร มี ๒ แห่งด้วยกัน ๑ แห่งคือที่จังหวัด เชียงใหม่ อีก ๑ แห่งคือที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง นี่คือรูปหน้าตาครับ ต้องกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าผมไม่เข้าใจว่าทำไมสไลด์ (Slide) ของผมมันถึงเป็นสีขาวดำ ทั้งที่ผม ส่งไปเป็นสี อาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนของทางเทคนิคอะไรบางอย่าง แต่ไม่เป็นอะไรครับ นี่คือภาพบรรยากาศของศูนย์ฝึกอบรมที่จังหวัดระยอง ผมดูแล้วนะครับก็เปรียบเสมือนกับ โรงแรมระดับห้าดาว แล้วก็มองไปแล้วก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจเสียมากกว่า สนนราคาบริการเท่าที่ผมตรวจสอบได้ ราคาอยู่ประมาณเกือบ ๆ ๓,๐๐๐ บาทต่อคืน แต่ถ้า เป็นข้าราชการทหารราคาลดลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นข้าราชการพลเรือนก็จะมีส่วนลด น้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือภาพบรรยากาศ ภาพบรรยากาศโดยรวมของศูนย์ฝึกแห่งนี้ ที่จังหวัดระยอง อันนี้ก็มีทำโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) ในพื้นที่ สุดท้ายก็จะเห็นเล็ก ๆ ตรงนั้นในรูป อันนั้นคือเป็นแท่นทดสอบ แท่นเอาไว้ฝึกอบรม จากเนื้อที่ทั้งหมดมีอยู่ตรงนั้น มีรูปนี้อยู่ตรงนี้ครับ อยู่ริมหาดทะเล อันนี้น่าจะเอาไว้ฝึกว่าเวลาขุดน ้ามันเขาทำกันอย่างไร ตัวนี้มันจะโยกขึ้นโยกลง เอาไว้ดูดน ้ามัน อันนี้ภาพห้องบรรยากาศ งบประมาณครับ ท่านประธาน ดังนั้นผมคิดว่าเรามีเงินนอกงบประมาณ แล้วเราก็ยังมีเงินนอก นอก นอก งบประมาณที่เราควรจะนำมาบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าเพื่อจะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศ แล้วก็ลดการรีดภาษีจากพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปท่านนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายในมาตรา ๔ งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณไว้ ๓,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากการที่ผมได้ไปศึกษาได้ไปอ่านครับท่านประธาน ปรากฏว่าการตั้งงบประมาณ ในปีนี้รัฐบาลตั้งงบประมาณเหมือนประเทศมันไม่มีวิกฤติ การตั้งงบประมาณแบบนี้ เป็นงบประมาณปกติ ซึ่งผมคิดว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ครับท่านประธาน เสมือนหนึ่งว่า เราเกาไม่ถูกที่คัน เราคันที่หนึ่งแต่เราไปเกาที่หนึ่งครับท่านประธาน มันก็ไม่หายคันครับ ผมก็เลยคิดว่าการตั้งงบประมาณถึงแม้ปีนี้งบประมาณจะตั้งไว้น้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ถ้ามอง ของปีที่แล้วงบประมาณมันมากกว่า แต่การใช้งบประมาณของปีที่แล้วก็ใช้ไม่คุ้มค่า ไม่มีประสิทธิภาพครับ เศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นฟูได้ ประชาชนก็ยังมีปัญหาเดือดร้อน ทุกหย่อมหญ้า ฉะนั้นผมคิดว่าการตั้งงบประมาณ ๓.๑ ล้านล้านบาท ถึงแม้รัฐบาลจะตั้ง น้อยกว่าปีที่แล้วก็ตาม แต่รัฐบาลก็ต้องมีการเก็บรายได้เข้ามานะครับ ซึ่งการเก็บรายได้ของ ปีนี้ไม่สามารถเก็บได้ตามเป้าหมาย รัฐบาลทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดวิกฤติไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมาครับ รัฐบาลย่อมรู้อยู่แล้วว่า การเก็บรายได้เข้ารัฐบาลนั้นมันน้อย แต่รัฐบาลยังไปใช้เงินไปผิดวัตถุประสงค์ด้วย แล้วที่สำคัญเท่าที่ผมนั่งดูงบประมาณมันไปกระจุกอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ส่วนที่งบประมาณไม่เคย เพียงพอทุกปีก็คือท้องถิ่นครับ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นแล้วก็จังหวัดต่าง ๆ บางจังหวัด งบประมาณไม่เคยเพียงพอเลย สาธารณูปโภคต่าง ๆ ไม่เคยมีการพัฒนาเลย อาชีพ ของพี่น้องประชาชนไม่เคยมีการช่วยเหลือให้ประชาชนสามารถลืมตาอ้าปากได้เลย เพราะ อะไรครับ เพราะงบประมาณของท่านที่จัดขึ้นมามันไปกระจุกที่งบกลาง งบกลางใครมี อำนาจครับ ก็นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการใช้จ่ายงบกลางนี้ ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบ ให้โปร่งใสได้ พวกเราย่อมรู้ดีว่างบกลางเอาไปทำอะไรบ้าง แล้วที่สำคัญงบฉุกเฉินเร่งด่วน งบฉุกเฉินเร่งด่วนใครรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ก็สามารถนำไปใช้ได้ แล้วผมมานั่งดูว่างบที่ควรจะใช้นี้ ก็คืองบที่ซื้อวัคซีน ทำไมไม่บอกตรง ๆ ว่างบซื้อวัคซีนเท่าไร ปีนี้เท่าที่ผมนั่งดูว่า ท่านตั้งไว้แค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วซื้อวัคซีนมาหรือยังครับ วัคซีนที่ประชาชนต้องการ ที่มีคุณภาพก็ไม่มีการจัดนำเข้ามา เห็นไหมครับ ประชาชนไม่มีทางเลือกที่จะเลือกฉีดวัคซีน ได้เลยครับ ฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าการจัดงบประมาณแบบนี้เป็นการจัดงบประมาณแบบไม่มี ประสิทธิภาพ ถึงแม้ท่านจะตั้งงบไว้กี่ล้านล้านบาทก็แล้วแต่ ถ้าใช้งบไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ใช้ไม่ถูกที่ไม่ถูกทางแล้วก็ใช้ไม่ทันเวลา ประสิทธิผลที่เกิดขึ้นมันก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ท่านประธาน ฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าการจัดงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ ๓.๑ ล้านล้านบาท ผมเห็นว่าควรจะตัดลงไป ๕ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ๑๕๕,๐๐๐ ล้านบาท คงเหลือ ๒,๙๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ผมจะได้ลงในแต่ละมาตราครับ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านกรรมาธิการจะชี้แจงอะไรไหมครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณ ทางท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ให้ความเห็นในเรื่องภาพรวม ของงบประมาณปี ๒๕๖๕ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ ก็ขออนุญาตเรียน ว่าในประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านกรรมาธิการที่ได้สงวนคำแปรญัตติ แล้วก็ท่านสมาชิกได้อภิปราย เมื่อสักครู่นี้ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้ตระหนักในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งก็ได้ให้ความเห็น แล้วก็ให้ข้อสังเกตไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการไว้แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทาง รัฐบาลจะต้องนำไปประกอบการพิจารณาในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปนะครับ ก็มี ๒-๓ ประเด็นครับ ประเด็นเรื่องของวงเงินงบประมาณ ๓.๑ ล้านล้านบาทนั้น ซึ่งก็ได้มีการพิจารณาร่วมกันใน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประเมินเรื่องเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๔ ก็จริงครับว่าต้นปีนั้น กับสถานการณ์ในปัจจุบันก็อาจจะมีความแตกต่างกัน เนื่องจากการแพร่ระบาดของ โควิด ๑๙ (COVID-19) นั้นยังมีความต่อเนื่องและเป็นวงกว้างอยู่นะครับ🔗
อย่างไรก็ตามในประเด็นที่ ๑ ก็ได้มีการคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจในปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ซึ่งปี ๒๕๖๕ นั้นก็คาดว่าเศรษฐกิจของเราก็น่าจะมีการเติบโตขึ้นเป็นการฟื้นตัว นะครับ เพียงแต่ว่าจะฟื้นช้า ฟื้นเร็วตรงนี้ ซึ่งแน่นอนก็อาจจะมีผลกระทบต่อการจัดเก็บ รายได้ เพราะฉะนั้นในการประเมินจัดเก็บรายได้ก็ประเมินทั้งในเชิงวิชาการ แล้วก็เชิง ขีดความสามารถในการจัดเก็บของหน่วยงานจัดเก็บทั้งหลายนะครับ เพราะฉะนั้นได้ดูใน เรื่องของขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของเราในปี ๒๕๖๕ ไว้แล้ว🔗
ในประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของรายจ่าย ซึ่งที่ผ่านมาในปีงบประมาณที่ผ่าน ๆ มาก็เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นในนโยบายของปี ๒๕๖๕ นั้นก็เน้นในเรื่องของต้อง เข้มงวดกับการปรับลด เนื่องจากเราปรับลดวงเงินงบประมาณ ๓.๑ ล้านล้านบาท ลดลงมา จากปี ๒๕๖๔ ไป ๑๘๕,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ฉะนั้นก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้มงวดกับ การปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นหรือในส่วนที่ยังไม่รีบร้อนที่จะต้องดำเนินการ ในทันทีนั้นก็ให้ชะลอไปก่อน แต่ส่วนที่สำคัญนั้นก็คือเรื่องของภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระค่าใช้จ่ายตามสิทธิ ตามกฎหมาย ตามข้อผูกพัน ค่าใช้จ่าย ด้านสวัสดิการทางสังคมและกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายในการจัดบริการสาธารณะ ขั้นพื้นฐานของรัฐ รายจ่ายตามแผนบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ ค่าใช้จ่ายเพื่อการขับเคลื่อน และพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติในแต่ละระดับ ซึ่งประเด็นนี้ก็อย่างที่ผมกราบเรียนว่า ในบางส่วนนั้นก็อาจจะต้องชะลอออกไปหรือว่ามีปรับลดนะครับ เรื่องแผนแม่บทเฉพาะกิจ โควิด (COVID) แผนการปฏิรูปประเทศ อย่างไรก็ตามในการดำเนินการในเรื่องของวงเงิน ๓.๑ ล้านล้านบาทนั้นก็ยังอยู่ก็ยังคงเป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะเพื่อที่จะ ขับเคลื่อนประเทศให้สามารถขยายตัวต่อไปได้ ทั้งนี้ภาครัฐต้องเป็นเครื่องยนต์ตัวหนึ่ง ในการที่จะพยุง แล้วก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวให้ได้ในปี ๒๕๖๕🔗
ประเด็นที่ ๓ ในส่วนที่การจัดงบในวงเงินตรงนี้เมื่อมีการชะลอหรือมี การปรับลดลงไปแล้วนั้น คณะกรรมาธิการก็ยังเน้นในเรื่องที่จะต้องแก้ปัญหา เรื่องที่ต้องมี การพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ ในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเดินทางของพี่น้องประชาชน การเชื่อมแหล่งผลิต ต่าง ๆ ด้วยระบบของคมนาคมขนส่ง รวมทั้งในเรื่องของการส่งเสริมอาชีพการตลาดต่าง ๆ นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจของเรานั้นฟื้นตัวขึ้นมาได้ นั่นก็เป็นประเด็นที่ทาง คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ให้ความสำคัญ🔗
ประเด็นที่ ๔ ที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของเงินกู้กับเรื่องของหนี้สาธารณะนั้น ทางกระทรวงการคลังก็ได้มีข้อเสนอแนะจากคณะกรรมาธิการขึ้นไปว่าจะต้องบริหารจัดการ ในเรื่องของเงินกู้กับในเรื่องของหนี้สาธารณะ โดยที่จะต้องให้ใช้ไปตรงตามวัตถุประสงค์ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้ให้ข้อสังเกตและ ความเห็นต่าง ๆ ไว้แล้ว ซึ่งก็จะได้นำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิก กรรมาธิการที่สงวนความเห็นแล้วก็สมาชิกที่แปรญัตติได้อภิปรายตามที่ส่งชื่อมาครบหมด แล้วครับ ต่อไปต้องขอมติที่ประชุมครับ เนื่องจากมาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไข แต่กรรมาธิการ สงวนความเห็นและมีผู้แปรญัตติจึงจำเป็นต้องขอมติที่ประชุมครับ🔗
รบกวนเพื่อน ๆ ที่ไป รับประทานอาหาร เข้ามาแสดงตนแล้วก็ลงมติในมาตรา ๔ ครับ🔗
ขออนุญาตครับท่านประธาน🔗
ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ระหว่างที่เรารอ ขออนุญาตสอบถามท่านประธานกรรมาธิการ ท่านไม่ได้ตอบเรื่องหนี้สาธารณะครับ ผมว่ามันเป็นเรื่องใหญ่นะครับ ท่านมีแนวทางอย่างไรช่วยบอกพวกเราทีหนึ่งครับจะได้สบาย ใจเท่านั้นเองครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานไว้ตอบ ส่วนตัวก็ได้ครับ เพื่อไม่ให้มีปัญหา หรือท่านจะตอบระหว่างรอองค์ประชุมนะครับ สมาชิก เข้ามาแล้วกรุณากดบัตรแสดงตนนะครับ เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ในเรื่องของ การบริหารหนี้สาธารณะอันนั้นก็มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่อย่างน้อยก็ ๓ ฉบับ คือกฎหมาย หนี้สาธารณะ กฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ และกฎหมายงบประมาณ ประเด็นที่ทาง กระทรวงการคลังที่กำลังดำเนินการอยู่นั้นก็คงจะต้องมีการปรับในเรื่องของแผนการก่อหนี้ ซึ่งแน่นอนที่สุดในแผนที่ผ่านมาก็จะพบเช่นเดียวกับในเรื่องของงบประมาณเช่นเดียวกัน ว่าบางทีโครงการหรือแผนงานต่าง ๆ เสนอเข้ามาแล้วมีปัญหาในเรื่องของความพร้อม คือว่า พร้อมแต่ว่ามีปัญหาในขั้นตอนของการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ทางกระทรวงการคลัง ผมได้ให้นโยบายก็คือในเรื่องของการทบทวนในเรื่องของโครงการลงทุนต่าง ๆ ที่จะมาขอใช้ เงินกู้ซึ่งจะต้องเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล แล้วก็เป็นไปตามนโยบายหรือประเด็น หรือโกลบอล อิชชู (Global Issue) ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการเปลี่ยนแปลง สภาวะภูมิอากาศหรือความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นโครงการที่จองชื่อมาอย่างนี้ เราก็จะพิจารณาเป็นพิเศษว่าต้องเข้มงวด ไม่ใช่เอาโครงการมาเสนอแล้วไม่พร้อม จองชื่อไว้ แล้วก็มีตัวเลขมาบรรจุอยู่ในแผนบริหารหนี้สาธารณะ ตรงนี้ที่ผมคิดว่าเราต้องจำเป็นต้อง เข้มงวด🔗
ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องของโครงการที่บรรจุอยู่แล้วและมีความล่าช้า ในเรื่องของ แอบซอร์ปทีฟ คาพาซิตี (Absorptive Capacity) หรือการเบิกจ่ายนั้นก็จะต้อง พิจารณาในเรื่องของการกู้ให้เท่าที่มีความจำเป็น อันนี้ก็เป็นแผนในเบื้องต้นนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ ก็คือการกู้เงินต่าง ๆ คงไม่ได้หมายความว่าวันนี้เมื่อเราอนุมัติไป แล้วเรากู้มาทั้งหมดเลย การกู้นั้นจะต้องมีการทยอย ทยอยแล้วก็ดูในภาวะของตลาด พันธบัตร แล้วก็เรื่องของสภาพคล่องภายในประเทศของเรา เพื่อไม่ให้การกู้เงินของรัฐบาล นั้นไปแย่งเงินของภาคเอกชนเข้ามา เพราะฉะนั้นในเรื่องของการกู้🔗
ประเด็นที่ ๔ ก็คือเราก็ต้องการพิจารณาในเรื่องของแหล่งเงินกู้ ที่ผ่านมา ๙๘ เปอร์เซ็นต์ เรากู้ภายในประเทศ ซึ่งถ้าหากเราต้องการให้เอกชนลงทุนมากขึ้น อาจจะมีส่วนที่ ทำให้กระทบในเรื่องของสภาพคล่องภายในประเทศที่เราเรียกว่าเป็น คลาวดิงเอาต์ เอฟเฟกต์ (Crowding Out Effect) ตรงนี้ก็จะต้องพิจารณาในเรื่องของการที่ใช้เงินกู้ใน ต่างประเทศด้วย ในกรณีที่ต้องสั่งซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นเงินตราต่างประเทศนะครับ อันนี้ ก็ต้องมีการกระจายแหล่งเงินกู้ออกไปเพื่อให้เราได้ต้นทุนที่ถูกที่สุด ในขณะนี้ภาวะเรื่อง ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจ่ายของเรายังมีภาระที่ค่อนข้างต ่าก็ทำให้เรามีขีดความสามารถในการที่จะ กู้เพิ่มขึ้นได้ อันนี้ก็เป็นแผนการบริหารหนี้สาธารณะในเบื้องต้นนะครับ ก็ขออนุญาต กราบเรียนเพื่อทราบครับ🔗
กรุณากดบัตรแสดงตน นะครับ🔗
พร้อมพอสมควรแล้ว นะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๒๘๖ ท่าน ครบองค์ประชุม ครับ🔗
เนื่องจากมาตรา ๔ นี้ กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไข แต่มีผู้สงวนความเห็นและแปรญัตติ จึงขอมติที่ประชุมว่าจะเห็น ด้วยที่กรรมาธิการไม่แก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วย กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง กรุณาลงมติครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ปรึกษาหน่อยครับ เวลานับองค์ประชุมนี้ไม่ค่อยได้ยินนะครับ เจ้าหน้าที่ช่วยเร่งเสียงของ ท่านประธานหน่อย และขอความกรุณาท่าน ส.ส. ที่อยู่ในห้องท่านอย่าคุยครับ ถ้าไม่ใช่เรื่อง ธุระงานของสภาครับ ถ้าโทรศัพท์กรุณาออกไปโทรข้างนอกครับ ท่านเลขาธิการช่วยเร่งเสียง ของท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ไม่ได้ยินเสียงท่านนับองค์ประชุมเลยครับ🔗
เลยต้องมีจอครับ🔗
และท่านกรุณากดออดนาน ๆ หน่อยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานที่เคารพครับ🔗
อยู่ระหว่างลงมตินะครับ🔗
เรียนท่านประธาน ครับ ผม สุรวาท ๔๔๐ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ด้วย นะครับ สมาชิกพร้อมไหมครับ การลงมติ ถ้าพร้อมก็ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๑๒ ท่าน เห็นด้วย ๒๒๔ ไม่เห็นด้วย ๓๙ บวก ๑ เมื่อสักครู่นี้ก็เป็น ๔๐ ครับ งดออกเสียง ๓๘ ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๑🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขครับ มาตราต่อไปครับท่านเลขาธิการ🔗
มาตรา ๕ ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดิน ตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่สำนักงบประมาณจะ ได้จัดสรร หรือตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
กรรมาธิการที่สงวน ความเห็นมีท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง นะครับ สมาชิกผู้แปรญัตติมี ท่านขจิตร ชัยนิคม ขอเชิญกรรมาธิการที่สงวนความเห็นครับ ท่านทวี สอดส่อง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการ ในมาตรา ๕ ผมถือว่ามีความสำคัญอยากจะ กราบเรียน เนื่องจากว่าจะระบุเรื่องงบประมาณ ๓.๑ ล้านล้านบาทนี้จะไปใช้จ่ายอย่างไร ผมเห็นว่าในการเขียนมาตรา ๕ เป็นการเขียนขยายอำนาจของเราที่ถูกบรรจุไว้ใน รัฐธรรมนูญ ซึ่งในรัฐธรรมนูญในเรื่องการเงินเรื่องงบประมาณวินัยการเงินการคลังนี้เราต้อง ดำเนินการอย่างเคร่งครัด ในมาตรา ๕ ที่เขียนขยายอำนาจก็คือว่าให้กระทรวงการคลัง มีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตามรายการและจำนวนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ตรงนี้คือ การขยายอำนาจนะครับ หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร หรือตามที่จะได้มีการโอน เปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย การไปขยายอำนาจให้ ผอ. สำนักงบประมาณหรือ สำนักงบประมาณไปจัดสรรผมถือว่ามาตรานี้เป็นการขัดรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมาย รัฐธรรมนูญเราเป็นกฎหมายสูงสุด และรัฐธรรมนูญได้เขียนในเรื่องของวินัยการเงินการคลัง เรื่องงบประมาณไว้ในมาตรา ๑๔๐ ซึ่งจะระบุว่า รายจ่ายแผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะที่ อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย เขาจะใช้ช่องนี้เหมือนเราตีเช็คเปล่าไปให้ ผอ. สำนักงบประมาณ และวรรคต่อมาก็คือ ว่าด้วยกฎหมายวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายว่าด้วยการโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง หรือกฎหมายว่าด้วย วินัยการเงินการคลังของรัฐ อันนี้คือรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้ว การที่เราไป ขยายอำนาจให้สำนักงบประมาณสามารถโอนได้ ผมถือว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ผมอยากจะกราบเรียนว่าเมื่องบประมาณได้ผ่านการอนุมัติทำเป็น กฎหมายแล้วเราต้องการให้กฎหมายฉบับนี้ไปถึงมือประชาชนหรือตามที่พวกเรา คณะกรรมาธิการหรือประชาชนได้มาพิจารณา แต่เมื่อเปิดอำนาจให้สำนักงบประมาณ โอนเปลี่ยนแปลงได้จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง และถือว่าเป็นการขัดต่อ รัฐธรรมนูญ และที่สำคัญที่สุดเรามีกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ กฎหมายวิธีการ งบประมาณ ทำให้กฎหมายเล็ก ทำให้ตัวสำนักงบประมาณใหญ่กว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะกราบเรียนมีข้อมูลนะครับ คือเราพบว่าในงบประมาณปีผ่าน ๆ มา เมื่อ สตง. ได้ไปตรวจงบการเงินนี้เราจะเห็นว่างบจำนวนมากถูกใช้จ่ายโดย สำนักงบประมาณและนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างเดี๋ยวอาจจะมีการพูดไปก็คืองบของ กองทัพหรืองบกลางเราจะพบว่าได้โอนมาให้กองทัพจำนวนมากก็โดยใช้ช่องทางนี้ เช่น ในปี ๒๕๖๐ อย่างกองทัพบกมีงบกลางโอนมา ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๒ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๓ ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเราเอางบการรักษาพยาบาลหรือบำเหน็จบำนาญ ซึ่งก็มีประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การที่เอางบฉุกเฉินหรืองบกลางเอามาโอนให้หน่วยงานลักษณะนี้ก็คือใช้ช่อง ของกฎหมาย อยากจะกราบเรียนว่ากฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐและกฎหมาย วิธีการงบประมาณออกในยุคที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยเราจะเห็นมีหลายมาตรา ผมก็คิดว่าพอเพียงแล้วที่สำนักงบประมาณจะไปช่องนั้น แต่ไม่ควรที่จะมาเขียนยกเลิก รัฐธรรมนูญหรือเขียนทำตัวเองให้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับมาตรานี้ จึงขอสงวนแล้วก็ขอแปรญัตติว่าให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตาม รายการจำนวนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกฎหมายว่าด้วย วิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายว่าด้วยการโอนงบประมาณหรือกฎหมายว่าด้วย เงินคงคลัง หรือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐเท่านั้นพอ ขอบพระคุณมากครับ🔗
กรรมาธิการที่สงวน ความเห็นอีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม รองประธานคณะกรรมาธิการ สำหรับมาตรา ๕ ที่ผมขอสงวนความเห็นไว้เนื่องจากพระราชบัญญัติที่ร่างมานะครับ เสมือนหนึ่งว่าให้ กระทรวงการคลังมีอำนาจในการจ่ายเงิน สั่งจ่ายตามจำนวนที่กำหนดไว้ ซึ่งประเด็นนี้ ที่เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเนือง ๆ ว่ารัฐบาลหรือกระทรวงการคลังมีเงิน อยู่แล้ว แล้วเขาจะเอาเงินนี้มาจ่ายได้ทั้งหมด แท้ที่จริงแล้วในการที่เรามีการจัดทำ งบประมาณมันเป็นเพียงแต่การให้อำนาจนะครับ ให้อำนาจกระทรวงการคลังในการ ที่จะสั่งจ่ายเงิน และในการใช้อำนาจนี้ก็ขึ้นอยู่กับการที่มีการดำเนินการประมูลหรือ การใช้เงินว่าได้มีการประมูลหรือจ้างเหมานะครับ ใช้เงินเท่าไร แต่ว่าต้องไม่เกินจำนวน เงินที่เรากำหนดไว้คือเป็นเพดาน เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตที่จะเติมคำว่า ไม่เกิน นะครับ ก็จะอ่านตามนี้ว่า มาตรา ๕ ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดิน ตามรายการและไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้เพื่อจะได้ให้เกิดความชัดเจนว่าท่านมี อำนาจในการใช้เงิน คือไม่จำเป็นต้องใช้หมด อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนไว้ครับ ผมไม่ติดใจ ถ้าเกิดสำนักงบประมาณจะรับไปเพื่อจะไปปรับปรุงในร่าง พ.ร.บ. รายจ่ายประจำปี ต่อ ๆ ไป ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปท่านสมาชิก ผู้แปรญัตติ ท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ในฐานะผู้แปรญัตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ในฐานะผู้แปรญัตติ ท่านประธานครับ หลายท่าน ท่านทวีได้พูดถึงเรื่องกฎหมาย แต่วันนี้ผมอยากจะเชิญกรรมาธิการแล้วก็ ท่านสมาชิกแห่งสภานี้ดูข้อความนี้ให้ชัด ๆ ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดิน ตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ก็คือพระราชบัญญัติที่กำลัง พิจารณานี้เป็นกันหลายวาระ ท่านดูให้ดีในวรรคต่อไป หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้ จัดสรร นี่ความหมายว่าอะไรครับ ความหมายว่า ไม่ใช่ตามกฎหมายนี้ด้วยก็ได้ใช่ไหม หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร นี่คือวรรคสอง แล้ววรรคสาม หรือตามที่จะได้มี การโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย วรรคหนึ่ง ให้กระทรวงการคลังตามพระราชบัญญัตินี้ วรรคสองไม่ได้พูดถึงกฎหมาย พูดถึงว่าให้อำนาจสำนักงบประมาณจะได้จัดสรร แล้วก็วรรค สาม หรือตามที่จะมีกฎหมายเปลี่ยนแปลงในเรื่องงบประมาณนี้ ลำดับแรกถามท่านประธาน ไปยังกรรมาธิการทุกท่านว่าท่านไปนั่งดูอยู่เป็นเดือนสองเดือน ท่านอ่านภาษาไทยหรืออ่าน กฎหมายนี้แปลเหมือนผมไหม คือมันมี ๓ วรรค ท่านให้กระทรวงการคลังตามที่กำหนดในนี้ แต่เขียนตรงนี้บอกว่าให้สำนักงบประมาณจัดสรร ไม่พูดถึงกฎหมายเลย แล้วถ้าจะมี การเปลี่ยนแปลงในวรรคแรกนี้ต้องทำเป็นกฎหมาย ผมถือว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่สำคัญมาก ผมกราบวิงวอนไปยังสมาชิกแห่งสภานี้ การออกกฎหมายนี้ ไม่ว่าท่านจะอภิปรายกันกี่วัน กี่คืน ไม่มีความหมายเลย สภานี้ออกกฎหมายเพื่อให้กระทรวงการคลังทำตามรายการเหล่านี้ แต่มันมีเขียนซ่อนไว้ในวรรคกลางบอกว่า ตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร นี่คืออะไร นี่คือข้อความที่ซ่อนไว้ตรงกลาง ผมจึงแปรญัตติเพื่อตัดตรงนี้ออก เพื่อให้การออกกฎหมาย ของสภาแห่งนี้มีความหมาย ถ้าไม่อย่างนั้นก็เป็นคัมภีร์ที่ไร้ความหมาย ความเห็นของสภานี้ ก็เป็นการพูดไปอย่างนั้น พูดจบแล้วกระทรวงการคลังไปทำตามรายการ แต่สำนัก งบประมาณไม่ต้อง ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลง ผมก็สงสัยว่าทำไมเขียนกฎหมายกันอย่างนี้ ผมถามผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการ ตอบผมด้วยว่าท่านแปลกฎหมายเหมือนผมแปลไหม ตอบก่อน แปลภาษาไทยเหมือนผมแปลไหม หรือว่าอ่านภาษาไทยแล้วแปลต่างจากผม ถ้าแปลเหมือนผมท่านเขียนให้สำนักงบประมาณมีอำนาจโดยไม่ต้องทำตามรายการทั้งหมด ที่เราดูเล่ม ๆ หลายเล่มมาก เสียงบประมาณมหาศาล เสียเวลา แล้วจะมีความหมายอะไรในเรื่องข้อกำหนดกฎหมายบัญญัติไว้โดยกระทรวงการคลัง แต่สำนักงบประมาณจัดสรรเองได้ ผมจึงแปรญัตติตัดข้อความที่ว่า หรือตามที่ สำนักงบประมาณจัดสรร ออก เพื่อให้กฎหมายนี้ เพื่อให้การใช้งบประมาณนี้เป็นการเคารพ ต่อสภาแห่งนี้ เพื่อให้การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดนี้มีความหมาย มีอำนาจจริง ไม่ใช่มาเล่นกันตามคัมภีร์แล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับท่านประธาน🔗
ท่านสมาชิกที่แปรญัตติ อีกท่านนะครับ คุณนพดล แก้วสุพัฒน์ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขออภิปรายในมาตรา ๕ เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขรายการบางคำจากที่ให้กระทรวงการคลัง มีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนดไว้นั้น และใน พระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร ตามที่จะได้มีการโอน เปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย ซึ่งในข้อนี้ผมคิดว่าน่าจะมีการแก้ไขโดยให้กระทรวงการคลัง มีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมายเท่านั้น เพราะเราเห็นว่าเรามีสภา แล้วสภาก็อนุมัติผ่านไปยังกระทรวงการคลังตามรายการที่กำหนดมา แล้วเสนอพิจารณากัน ทั้งสภา แต่การที่จะให้สำนักงบประมาณเพียงหน่วยเดียวเป็นผู้มีอำนาจจัดสรรงบประมาณ ทั้งหมดได้นี้ ผมคิดว่าถ้าอย่างนี้สภาของเราเองก็ไม่ได้มีความสำคัญมากนักในความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน เพราะว่าสำนักงบประมาณเพียงหน่วยงานเดียวก็สามารถที่จะจัดสรร เงินทั้งหมดได้ ซึ่งก็น่าจะขัดกับหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งในส่วนนี้ผมเองผมคิดว่าก็จะขอแก้ไข เพิ่มเติม ตัด หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรรออกเพื่อที่เราจะได้ใช้หลักการที่ ตัวแทนประชาชนคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราได้พิจารณาให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับ การบริหารงบประมาณแผ่นดินแทนพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ มิใช่ให้หน่วยงาน หน่วยเดียวเป็นผู้มีอำนาจจัดสรรเงินจำนวนทั้งประเทศแบบนี้ ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านกรรมาธิการจะชี้แจง เชิญเลยครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม วิเชียร ชวลิต ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียน ต่อที่ประชุมว่าตามถ้อยคำที่เขียนไว้ในมาตรา ๕ มีความครบถ้วนสมบูรณ์ตามข้อกฎหมาย ที่จะไปดำเนินการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงาน แล้วก็ขององค์กรที่จะทำหน้าที่ บริหารงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณ ก็ขอยืนตามร่างของกรรมาธิการที่ไม่มี การแก้ไขครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เนื่องจากมาตรา ๕ นี้ไม่มี การแก้ไข แต่มีกรรมาธิการสงวนความเห็น และมีสมาชิกแปรญัตตินะครับ เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องขอมติจากที่ประชุม ขอเชิญสมาชิกเข้ามาแสดงตนตรวจสอบองค์ประชุมก่อน นะครับ🔗
ก็รบกวนนะครับ เพราะเป็นช่วง รับประทานอาหารพอดีเลยครับ สำหรับมาตราต่อไปสมาชิกส่งชื่อมานะครับ กรุณากดบัตร แสดงตนนะครับ🔗
พร้อมพอสมควรแล้วก็ปิด การแสดงตนครับ จำนวนผู้แสดงตนในขณะนี้ ๒๘๗ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ ซึ่งไม่มีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วย กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง กรุณาลงมติครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๐๓ ท่าน เห็นด้วย ๒๗๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๑ ท่าน งดออกเสียง ๑๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๐ ท่านครับ🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยตามที่ กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไขนะครับเชิญ ท่านเลขาธิการต่อไปครับ🔗
หมวด ๒ งบประมาณรายจ่าย งบกลาง ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ไม่มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๖ นี้มีการแก้ไข นะครับ มีกรรมาธิการสงวนความเห็น และมีสมาชิกแปรญัตติไว้หลายท่าน ในรายชื่อ ส่งมาแล้วมี ๗ ท่าน เพราะฉะนั้นมีเวลาสมาชิกที่ไปทานอาหารผมเข้าใจว่าจะใช้เวลา ในการอภิปรายอยู่พอสมควร ผมขอเชิญกรรมาธิการ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการค่ะ ดิฉัน ขอสงวนความเห็นเพื่อตัดงบประมาณตามมาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายงบกลางลง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๕๕๑,๐๔๗ ล้านบาทเศษ โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้ค่ะ🔗
ในปีนี้มีการเพิ่มรายการตามมาตรา ๖ เป็นรายการที่ ๓/๑ ค่าใช้จ่าย ในการบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เพิ่มขึ้นมาเป็นจำนวนเงิน ๑๖,๓๖๒ ล้านบาทเศษ โดยที่ในความเป็นจริงแล้วในปีนี้ก็มีการตั้งเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็นอยู่แล้ว ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งดิฉันก็คิดว่าน่าจำเป็นมากจนเกินพอ แต่เมื่อกรรมาธิการพิจารณา งบประมาณแล้วเสร็จ และมีการตัดลดงบประมาณลงก็ได้มีการโอนเพิ่มมาที่รายการใหม่ รายการนี้ ซึ่งมันมีปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง🔗
เรื่องแรก การใช้งบกลางเป็นการให้อำนาจในการเห็นชอบโดยสมบูรณ์ แก่นายกรัฐมนตรีทำให้กระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ นี้เป็นไปได้อย่างยากลำบากมาก🔗
ประเด็นที่ ๒ สำหรับการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ถึงแม้ว่าเราจะทราบดี ว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาหนักที่ประเทศกำลังเผชิญ แต่ดิฉันเองไม่ได้กังวลมาก เพราะว่าสภาแห่งนี้เองก็เพิ่งจะอนุมัติ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินไปอีก ๕ แสนล้านบาท ดังนั้นประเด็นเรื่องของงบประมาณไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) คงไม่ใช่ ปัญหาสำคัญ ปัญหาคือการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพน่าจะเป็นประเด็น มากกว่า ที่บอกว่ามันตรวจสอบได้ยากมาก ดิฉันขอยกตัวอย่างนะคะ ดิฉันได้ข้อมูลมาจาก สำนักงานงบประมาณของรัฐสภาเพียงเพื่อที่จะตรวจสอบการเบิกจ่ายของงบกลางในทั้ง ๒ รายการนี้ ก็พบว่าสามารถหาข้อมูลการเบิกจ่ายของงบกลางทั้ง ๒ รายการได้จนถึงเพียง แค่เดือนมิถุนายนเท่านั้น ก็คือเมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว เบิกจ่าย ๙ เดือน ของบกลางค่าใช้จ่ายใน การบรรเทาแก้ไขปัญหาโควิค (COVID) เพิ่งเบิกจ่ายไปได้แค่ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ แต่เดี๋ยวทาง กรรมาธิการก็คงจะมีข้อมูลว่ามีการทำสัญญาผูกพันหรือว่าเปิดพีบีโอ (PBO) ไปแล้ว เป็นจำนวนเท่าไร แต่ว่าพีบีโอ (PBO) ไม่ได้มีข้อมูลตรงนี้ซัปพอร์ต (Support) ดิฉันนะคะ ส่วนงบกลางเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ๙ เดือน เพิ่งเบิกจ่ายไปได้แค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าคิดเป็น ๒,๗๔๓ ล้านบาทเท่านั้นเอง🔗
ทีนี้มาดูกันว่างบกลางที่ใช้ชื่อว่า ค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหา โควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นถูกใช้ไปทำอะไรบ้าง โครงการใหญ่ ๆ จะมีการอนุมัติโดยตรง ที่ดิฉันสามารถสืบค้นได้โดยตรงจากมติ ครม. ไม่ว่าจะเป็นงบที่อนุมัติให้กับสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ในการตั้งด่าน ในการซื้อหีบลวดหนามเพื่อกันชายแดน ๓๙๓ ล้านบาท มีการอนุมัติ ให้กับกรมราชทัณฑ์ในการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ในเรือนจำ ซื้อชุดตรวจ ซื้ออุปกรณ์ ทำโรงพยาบาลสนามและวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ของกรมราชทัณฑ์ ๓๑๒ ล้านบาท อันนี้ก็พอเข้าใจได้ มีค่าใช้จ่ายในการจัดทำสเตท ควอรันทีน (State Quarantine) ๑,๖๑๓ ล้านบาทอันนี้เริ่มเอ๊ะนะคะ เพราะว่าอนุมัติให้กับสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มาทำสเตท ควอรันทีน (State Quarantine) ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ถ้าวัดจากความ เชี่ยวชาญต่าง ๆ และความเกี่ยวข้อง ไม่น่าจะเป็นกระทรวงกลาโหมหรือไม่ที่ทำหน้าที่นี้ แต่เมื่อเป็นงบกลางที่เป็นอำนาจเต็มของนายกรัฐมนตรี อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ที่สงสัยเป็นอย่าง มากคือมันเริ่มมีโครงการที่อ่านชื่อแล้วไม่เข้าใจ ไม่เกต (Get) ว่ามันเกี่ยวข้องกับการแก้ไข ปัญหาโควิด (COVID) อย่างไร เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมปาล์มน ้ามันสู่ โอเลโอเคมิคัล (Oleo Chemical) ๒๒ ล้านบาท ดิฉันไม่เถียงว่าโครงการเหล่านี้มีประโยชน์ แต่มันเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) อย่างไร โครงการสร้างรายได้จากอาชีพ ประมงแหล่งน ้าชุมชนสำนักงานประมงจังหวัดนครราชสีมา ๑ ล้านบาทเศษ ทำพัฒนาเนิน ทรายงามให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศตามเส้นทางซีนิกรูท (Scenic Route) ๑๙ ล้านบาท แบบนี้มันเป็นการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ได้อย่างไร ด้วยความข้องใจจึงค้นมติ ครม. ต่อไปว่ามาอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือโครงการเหล่านี้ที่ดิฉันพูดถึงที่เป็นชื่อโครงการที่ดูเหมือน จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโควิค (COVID) ถูกอนุมัติผ่านการนำเสนอโครงการ ให้กับคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ไปเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ มติในที่ประชุมในครั้งนั้นก็มีการเห็นชอบกับโครงการเหล่านี้ แต่เมื่อแทงเรื่อง เข้าสู่คณะรัฐมนตรี ได้มีความเห็นของสำนักงบประมาณให้ได้ใช้แหล่งเงินจากแหล่งอื่น ซึ่งก็คืองบกลางในรายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากโควิด-๑๙ (COVID-19) มีโครงการที่เป็นโครงการระดับจังหวัดที่แต่ละจังหวัดจะเข้ามา ขอ ๕๐ จังหวัด ๘๖ โครงการ นอกจากนั้นก็ยังไม่พอ ในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ก็เคยมีการอนุมัติ โครงการคล้าย ๆ แบบนี้ ที่เป็นโครงการที่อนุมัติผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ ไม่ใช่เงินงบกลาง แต่สำนักงบประมาณก็ให้ความเห็นว่าให้นำไปใช้จากแหล่งเงินที่เป็น งบกลางแทน แบบนี้มันจะยิ่งไม่สับสนหรือคะ ไหนบอกว่าเงินกู้จะใช้โดยที่ไม่ซ ้าซ้อนกับเงิน ที่เป็นงบประมาณแผ่นดินไม่ใช่หรือคะ จะอนุมัติแบบนี้ ทำถูกต้องแล้วหรืออย่างไร ที่สำคัญ ก็คือหนังสือทั้ง ๒ ฉบับ ที่ดิฉันได้เสนอไปก่อนหน้านี้ ลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม และวันที่ ๓ พฤศจิกายน บอกว่าให้ไปใช้งบกลางค่าใช้จ่ายในการแก้ไขบรรเทาและเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่ปรากฏว่าระเบียบที่จะออกมาเพื่อรองรับการใช้ งบกลางฉบับนี้ถูกออกมาเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ เท่ากับว่าการอนุมัติโครงการทั้งคู่ที่ผ่าน ครม. ไปนั้นอนุมัติการใช้เงินโดยที่ยังไม่ได้มีระเบียบ รองรับเลยด้วยซ ้าไป เรื่องนี้ดิฉันก็ขอฝากท่านประธานไปยังสำนักงบประมาณที่นั่งอยู่ ทางด้านหลังให้ช่วยส่งโพยให้กับกรรมาธิการได้ชี้แจงด้วยนะคะ🔗
สำหรับเรื่องสุดท้ายค่ะ เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น อันนี้ก็เป็นปัญหา เช่นเดียวกัน ชื่อมันก็บอกว่าควรจะใช้สำหรับการฉุกเฉินจำเป็นจริง ๆ แต่เราก็ยังเจอหน้า สุดท้ายว่ามีโครงการซ่อมสร้างถนนมากถึง ๑๘๐ โครงการ เป็นโครงการทำแหล่งน ้าและ ประปา ๒๕๐ โครงการ โครงการเหล่านี้มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร และการที่เรายิ่งเพิ่ม งบกลางตรงนี้เข้าไปให้มากขึ้นเป็น ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ก็เท่ากับว่าในส่วนของเงินสำรอง ฉุกเฉินก็จะสามารถมีพื้นที่มากพอที่จะนำไปใช้ทำโครงการอะไรก็ได้ที่อยู่ในอำนาจ การเห็นชอบของนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ แบบนี้คือการเซ็นเช็คเปล่าให้กับนายกรัฐมนตรีโดย ที่ไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนจากรัฐสภาใช่หรือไม่ จึงเป็นเหตุให้ดิฉันขอตัดลด งบประมาณลง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนของรายการที่ ๓/๑ และรายการที่ ๑๑ ของมาตรา ๖ ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านกรรมาธิการสงวน ความเห็นท่านที่ ๒ นะครับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หลังจากนั้นก็จะเป็นสมาชิก ผู้แปรญัตติ ขณะนี้มีรายชื่อมาแล้ว ๖ ท่าน ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ คุณคารม พลพรกลาง นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม คุณเกียรติ สิทธีอมร และคุณชวลิต วิชยสุทธิ์ ก็จะไล่ไปตามลำดับ ขอเชิญท่าน พันตำรวจเอก ทวีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ในฐานะกรรมาธิการ ขอบคุณท่านประธานครับ งบกลางที่ผมสงวนคำแปรญัตติเพื่อปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือปรับลดไป ๕,๗๐๐ ล้านบาทเศษ เหตุที่ปรับลดเนื่องจากว่ากรณีงบกลางเป็นการตั้งไว้เฉพาะมีเหตุผล และความจำเป็น ปรากฏว่าการตั้งงบกลางในปีนี้มีการตั้ง ยกตัวอย่างในกรณีสำรองฉุกเฉิน ที่ท่านกรรมาธิการศิริกัญญาได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้ วันนี้มาถึงไตรมาสที่ ๓ ถึงสิ้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๔ เพิ่งใช้เงินก้อนนี้ไป ๒,๗๔๓ ล้านบาทเศษ คือใช้ไป ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ได้ กราบเรียนไว้ว่าเงินก้อนนี้เป็นเงินกู้ เป็นเงินของประชาชนที่รัฐไม่สามารถจะจัดเก็บภาษีได้ เพียงพอก็เลยไปกู้ แล้วเงินกู้ก็มีดอกเบี้ย การที่มาไว้ตรงงบกลางแล้วนายกรัฐมนตรีปีนี้ไม่ใช้ อย่าเพิ่งไปตกใจว่านายกรัฐมนตรีจะใช้เงินไม่เป็นนะครับ เนื่องจากว่าท่านไปใช้เงินใน ๑ ล้านล้านบาทที่ท่านกู้มานั้นแทน เงินก้อนนี้จึงไม่ได้ใช้ การไม่ได้ใช้พอไปถึงอีก ๒ เดือน ผมเชื่อว่าเมื่อไม่ได้ใช้มันก็เป็นภาระ แทนที่จะใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีความทุกข์ยาก ไปเยียวยา ไปฟื้นฟู ไปรักษา ไปป้องกันวิกฤติโควิด (COVID) ก็ไม่ได้ใช้ ดังนั้นเมื่อเรามาตั้งไว้ ในปีใหม่อีก ๘,๙๐๐ ล้านบาท ก็เหมือนว่าปีที่แล้วก็ยังไม่ได้ใช้ ดังนั้นผมจึงไม่เห็นด้วย จึงขอให้ตัด🔗
ประการต่อมา อยากจะเรียนว่าเรื่องงบกลางเป็นเรื่องที่ผมเคยพูด หรือหลายคนพูดว่าเป็นการตีเช็คเปล่า งบกลางมีกฎหมายวิธีการงบประมาณ มาตรา ๓๖ เขียนไว้ว่า กรณีที่ผู้อำนวยการอนุมัติโดยนายกรัฐมนตรี ก็คือนายกรัฐมนตรีจะใช้เงินใน ๑๑ รายการ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปในกิจการอะไรก็ทำได้ เราจึงจะเห็นมาโดยตลอดว่าเวลาจะ งบกลางเวลาจะตรวจสอบก็ตรวจสอบยาก ในกรรมาธิการก็พยายามถาม สตง. ว่าทำไมถึง ไม่ได้ตรวจงบกลาง สตง. ก็อ้างทำนองว่าเมื่อหน่วยรับงบประมาณมารับจากงบกลางไปแล้วก็ ไปตรวจสอบที่หน่วยนั้น ซึ่งผมเชื่อว่าขัดกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ เพราะหน่วยรัฐ ที่รับงบประมาณไว้ สำนักงบประมาณก็ต้องให้ สตง. ตรวจว่าเงินก้อนนี้เอาไปทำอะไร กรรมาธิการได้ลองพยายามดู เช่น ผมลองดูสิว่าเมื่อสักครู่พูดไปถึงกองทัพบก พอไปถึง กองทัพเรือพบว่าในแต่ละปี เช่น ปี ๒๕๖๐ นี้ใช้งบกลางไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท งบกลาง ที่เอาไปตั้งไว้นี้ ปี ๒๕๖๑ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๒ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๓ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท พอมาดูกองทัพอากาศ ปี ๒๕๖๐ ๙,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๒ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๓ ๙,๖๐๐ ล้านบาท ถ้าไปรวม กองทัพบกปีละ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แสดงว่าเราตั้งงบกลางเพื่อไปช่วยประชาชนฉุกเฉิน แต่งบกลางได้ถูกเอาไปใช้ในภารกิจความมั่นคงของนายกรัฐมนตรีหรือความมั่นคงของรัฐบาล ขณะที่ปัจจุบันประชาชนมีความลำบาก ดังนั้นผมจึงเห็นว่างบกลางมีความไม่โปร่งใส และงบกลางไปเขียนระเบียบให้แค่ ผอ. สำนักงบประมาณ ๑๐ ล้านบาท ให้นายกรัฐมนตรี รับทราบ ๑๐-๑๐๐ ล้านบาทให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ๑๐๐ ล้านบาทขึ้นไปก็ให้ นายกรัฐมนตรีเอาเข้า ครม. เงินทั้งหมดต้องอยู่กับนายกรัฐมนตรี การที่อำนาจอยู่กับ คนคนหนึ่ง คนเดียวแล้วมันไม่มีการตรวจสอบ แล้วไม่มีรายงานให้ประชาชนทราบ ถึงแม้ว่า จะพูดว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตอย่างไรก็ตาม แต่ผลที่ออกมาแล้วว่าการใช้งบกลางจำนวนมาก ไม่ได้สร้างความสุขให้กับประชาชน และไม่ได้ช่วยเหลือประชาชนเท่าที่ควร ผมเห็นเวลา ที่จำเป็นอย่างยิ่งควรจะจัดงบกลางให้เล็ก แล้วก็ส่งไปให้ชุมชนท้องถิ่น หรือการกระจาย อำนาจไปให้หน่วยท้องถิ่นที่เขารู้ปัญหาดีได้ใช้ จึงขอตัดของงบกลาง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
มีกรรมาธิการสงวน ความเห็น เสนอชื่อใหม่มาอีกท่านนะครับ คุณเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ก่อนอื่นผมขอเรียนพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะก่อนเข้าประชุมผมถูกพาดพิงโดย ส.ส. ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เรื่องที่กล่าวหาให้สอบผมตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง แล้วก็มี หนังสือถึงทางท่านวิรัช รัตนเศรษฐ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาคมในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการ แล้วก็ถึงท่านประธานชวน เรื่องนี้ผมยินดีให้ตรวจสอบ แต่ถ้าตรวจสอบ พรรคเพื่อไทยเองติดใจ เพราะ ส.ส. ยุทธพงศ์เป็นรองหัวหน้าพรรค ท่านควรดำเนินการตาม มาตรา ๑๔๔ วรรคสาม ในกรณี ส.ส. มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของ ส.ส. ที่มีอยู่ เอาละ ประมาณ ๕๐ คนคร่าว ๆ เห็นว่ามีการกระทำฝ่าฝืน มาตรา ๑๔๔ วรรคสอง ก็เสนอ ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ท่านเข้าชื่อไปเลยครับ เพราะศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัย ภายใน ๑๕ วัน ไม่ใช่มาวนอยู่ตรงท่านรองประธานวิป (Whip) ท่านประธานวิป (Whip) ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ก็ฝากกราบเรียนว่าผมยินดีให้ตรวจสอบ แต่ไปให้ ถูกช่อง มี ส.ส. ๑๐๐ กว่าท่านเข้าชื่อไปเถอะครับ แล้วรีบหน่อย เพราะ ๑๕ วันเดี๋ยวไม่ทัน ศาลรัฐธรรมนูญจะได้รีบวินิจฉัยว่าใช่หรือไม่ใช่ จะได้มีบรรทัดฐาน ต้องขอบคุณนะครับ ที่ตรวจสอบผม อันนี้ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก แต่ขอให้รีบดำเนินการ ทีนี้ท่านประธานครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกรรมาธิการ ผมอ่านงบประมาณมาทั้งหมด ฟังเพื่อน สมาชิกอภิปราย มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๕ ไปนี้ ก็อ่านเอกสารแล้ว ผมก็มีความเห็นเริ่มตั้งแต่ มาตรา ๖ ในมาตรา ๖ ผมเริ่มตั้งแต่เอกสารเล่มขาวคาดแดง (๒) สำหรับค่าใช้จ่ายที่มี การกำหนดวัตถุประสงค์ไว้แล้ว และสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน แต่ยังไม่ สามารถกำหนดจำนวนเป้าหมาย ทำให้ไม่สามารถประมาณการค่าใช้จ่ายของแต่ละหน่วยรับ งบประมาณได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง นี่คือเอกสารเหตุผลที่เขียนไว้ในเล่มขาวคาดแดง เล่มขาวคาดแดง ข้อ (๒) ก็มี ๒.๑ ค่ารักษาพยาบาลผมไม่ติดใจ ๗๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่ตั้งแต่ ๒.๒ ถึง ๒.๖ นะครับ ๒.๒ เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ เนื่องจากเป็นเงินสวัสดิการ ช่วยเหลือการศึกษาของบุตรและเงินช่วยเหลือพิเศษกรณีข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงาน ของรัฐเสียชีวิตในระหว่างรับราชการเป็นค่าใช้จ่ายที่ทุกส่วนราชการต้องใช้จ่าย แต่ในขณะ ที่ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่สามารถประมาณการค่าใช้จ่ายที่แน่นอนของแต่ละ ส่วนราชการได้ เนื่องจากยังไม่ทราบว่าในปีนั้น ๆ จะมีส่วนราชการใดเบิกค่าเล่าเรียนบุตร เป็นจำนวนเท่าใด รวมทั้งมีข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานราชการของรัฐเสียชีวิตระหว่างปี เท่าใด จึงตั้งงบประมาณไว้ ๔,๓๖๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลที่ตั้ง ความประมาณการกับสภาวะปัจจุบัน ประเทศเรานี้มีความยากลำบากในระบบสาธารณสุข ประชาชนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่มีเงินเดือน ไม่มีเงินเพิ่มประจำตำแหน่ง ไม่มีเบี้ยประชุม เบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ เขาเดือดร้อนครับ เขาเดือดร้อนเงินสำรองนี้ผมถึงขอเสนอตัด ปรับลดไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๔๓๖ ล้านบาท นี่รายการที่ ๑ สำหรับมาตรา ๖ ผมปรับ ๕ รายการ ทีนี้แต่ละรายการเมื่อผมปรับผมไม่ได้ปรับเหมือนเพื่อนสมาชิกทั่วไป คือปรับเป็น ร้อยละรวมกันไปเลย ของผมปรับแต่ละรายการตามที่กฎหมายบัญญัติ ถ้าผมปรับแต่ละ รายการตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๖ ผมปรับ ๕ รายการ ก็ขอให้ท่านประธานโหวต ทีละรายการนะครับ เพราะนี่คือเนื้อหาของกฎหมาย🔗
รายการต่อไปเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ตั้งไว้ ๓๑๐,๖๐๐ ล้านบาท ตัดออก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๑,๐๖๐ ล้านบาท รายละเอียดปรากฏอยู่ในเอกสารที่อยู่ต่อหน้า ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายแล้ว🔗
ลำดับที่ ๘ เงินเลื่อน เงินเดือน และเงินปรับวุฒิข้าราชการ เหตุผลผมจะอ่าน ให้ฟังนะครับ ข้อ ๒.๔ เงินเลื่อนตัวนี้เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายที่ทุกส่วนราชการต้องใช้จ่าย แต่ในขณะที่ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่สามารถประมาณการค่าใช้จ่ายที่แน่นอน ของแต่ละส่วนราชการได้ เนื่องจากจะยังไม่ทราบว่าในปีนั้นจะมีส่วนราชการใดบรรจุ ข้าราชการใหม่ หรือมีข้าราชการมาปรับวุฒิเพิ่มขึ้นเท่าใด ทำให้ไม่สามารถคำนวณค่าใช้จ่าย ที่แน่นอนของแต่ละส่วนราชการได้ ก็ตั้งมา ๑๑,๕๔๗,๓๒๖,๘๐๐ บาทถ้วน ก็ปรับไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นี่เหตุผลข้อ ๒.๔ ท่านประธานครับ อีก ๒ ข้อซึ่งเป็นเงินที่ประมาณ การล่วงหน้าทั้งสิ้น ๒.๕ คือเงินสมทบของลูกจ้างประจำ บางท่านอาจจะอ่านมาแล้วก็ได้ แต่ผมอ่านมาหมดแล้ว ๓๐-๔๐ เล่ม เดี๋ยวผมจะอธิบายไปเรื่อย ๆ ท่านประธานครับ เหตุผล ที่เขาตั้งนะครับ เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายตามกฎหมายที่ทุกส่วนราชการจะต้องจ่ายเงินสมทบ เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพประจำให้แก่สมาชิกในอัตราร้อยละ ๓ ซึ่งในระหว่างปีงบประมาณ จะมีการเข้าออกของสมาชิกทำให้ไม่สามารถคำนวณได้ ถ้าคำนวณไม่ได้ผมก็บอกเอาลงไปสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์🔗
ตัวสุดท้ายครับท่านประธาน เงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของ ข้าราชการ ตัวนี้ ๗๒,๓๗๐ ล้านบาท เป็นภาระที่พี่น้องผู้เสียภาษี ทุกเดือนผมก็เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผมรับดอกเบี้ยหุ้นกู้ประมาณเฉลี่ยถ้าแสนหนึ่งผมก็เสียทุกเดือน เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท เพราะ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผมจ่ายของผมอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นเหตุผลของข้อ ๒.๖ ตัวสุดท้าย ครับท่านประธาน เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายตามกฎหมายที่ทุกส่วนราชการต้องจ่ายสมทบเข้า กองทุน กบข. และไม่สามารถประมาณการได้ รัฐจะจ่ายตามสัดส่วนเงินเดือนข้าราชการ ที่เป็นสมาชิก กบข. ดังนั้นที่ตั้งมาประมาณ ๗๒,๓๗๐ ล้านบาท ผมก็บอกว่าขอลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือเหตุผลที่ผมต้องนำมากราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ในที่ประชุมแห่งนี้ว่านี่คือการพิจารณาปรับลดงบประมาณในวิธีของนักบัญชี นักตรวจสอบ อย่างผม จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ได้มีท่านสมาชิกผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติไว้หลายท่านนะครับ เริ่มจากท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ แล้วตามด้วยท่านคารม พลพรกลาง เชิญท่านณัฐวุฒิ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนอื่น ต้องขอชมเชยท่านคณะกรรมาธิการ รวมทั้งคณะอนุกรรมาธิการที่เสียสละเสี่ยงชีวิตประชุม ท่ามกลางวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ระบาดกันอยู่ในขณะนี้ครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมจะขออภิปราย หมวด ๒ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง จำนวน ๕๘๗,๔๐๙ ล้านบาทเศษ ๆ หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๘.๔ ของงบประมาณทั้งหมดนะครับ คณะกรรมาธิการไม่ได้ปรับลดลงเลยนะครับ แต่กระผมขอปรับลดลง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ที่กระผมปรับลดลงก็เพราะอย่างนี้ครับท่านประธาน งบกลางมีรายการใช้จ่ายทั้งหมด ๑๑ รายการด้วยกัน โดยเฉพาะรายการสุดท้ายที่เป็นรายการ ๑๑ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณี ฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท เงินจำนวนนี้ใช้อะไรบ้าง ใช้เพื่อสำรองจ่ายใน การป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์ กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคง ของรัฐ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง หรือภารกิจ ความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย หรือไม่สามารถปรับแผน การดำเนินงานจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงาน ไม่สามารถใช้จากแหล่งเงินอื่นใดได้ เพราะฉะนั้นงบกลางตรงนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อ การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรครับ หลายครั้งเราใช้งบประมาณตรงนี้นะครับ จริง ๆ แล้วผมน่าจะแปรญัตติเพิ่มให้มากกว่านี้ด้วยซ ้าไป ในฐานะที่ผมเป็นประธาน กรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรอยู่ในขณะนี้นะครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่เคารพรักทุกท่านครับ กระผมอายเขา ผมไม่อยากบอกชื่อ ตำแหน่งผมเลย เพราะอะไรครับ เพราะผลผลิตทางการเกษตร ท่านประธานลองดูสิครับ ผลผลิตทางการเกษตรไม่ว่าจะเป็นมังคุดภาคใต้ ลำไยภาคเหนือ ข้าวเปลือกภาคกลาง ภาคอีสานข้าวหอมมะลิ ตกต ่าลงหมดเลยครับ ตามมาด้วยไม่ว่าจะเป็นมะม่วง มะนาว หอมหัวใหญ่ ใบยาสูบ ราคามันแย่หมดเลย ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่ามันจะช่วยได้ ตรงไหน มันจะช่วยได้คือการใช้งบกลางนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้ มังคุดราคาตกต ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ไปดำเนินการแก้ไข ๒๐,๐๐๐ กว่าตัน มังคุดได้กระจายออกไปทั้งประเทศ แม้แต่การใช้เครื่องบินของกองทัพอากาศที่เขาฝึกบินเอา ขนมังคุดไปแลกลำไยทางภาคเหนือ แต่อย่างไรก็ตามราคายังไม่ดี โดยเฉพาะข้าวเปลือก ขณะนี้ราคาตันละ ๖,๕๐๐ บาทเท่านั้นเอง ผมเรียกร้องผ่านท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่าเรายังคงมาตรการชดเชยราคาข้าวเปลือก ๑,๐๐๐ บาทต่อตัน ชาวนาครัวเรือนละ ๒๐ ไร่ ก็ประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ถ้าไม่ได้จริง ๆ ไม่มีเงินจริง ๆ งบกลางไม่มีจริง ๆ ขอเป็น ๕๐๐ บาทต่อไร่ ๒๐ ไร่ก็ประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรชาวนาไปได้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้ ผมถามกรรมาธิการว่ากรรมาธิการได้สอบถามไหมว่างบประมาณเมื่อปี ๒๕๖๔ ตรงนี้ได้มี การสอบถามไหมว่าใช้ในการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรไปจำนวนเท่าไร ดังนั้นใน การตั้งรายการที่ ๑๑ นี้ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ก็หวังว่าคงจะได้ใช้ไปในส่วนของการช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ที่ผมจะพูดเรื่องงบกลาง ท่านประธานที่เคารพครับ การเพิ่มเติม มีการเพิ่มเติม ๑ รายการในงบกลาง ก็คือ ข้อ ๓/๑ ในงบกลาง ค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไข ปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) จำนวน ๑๖,๓๖๒ ล้านบาทเศษ จะถามกรรมาธิการอย่างนี้ครับ ผมมีคำถามว่าการพิจารณางบโควิด (COVID) ที่มาไว้ในงบกลางนี้เวลาพิจารณางบประมาณ กรรมาธิการจะตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมา มีทั้งหมด ๑๐ คณะอนุกรรมาธิการ รวมทั้งคณะ อนุกรรมาธิการข้อสังเกตด้วยนะครับ แต่ในปีนี้มันพิเศษกว่าปกติ เพราะมันมีการแพร่ระบาด ของโควิด-๑๙ (COVID-19) จำนวนมาก แล้วมีการใช้เงินกู้จำนวนมาก มีงบประมาณปกติ ด้วย มีการโอนงบประมาณประจำปีของปีอื่นมาด้วย การใช้จ่ายงบประมาณในเรื่องการแพร่ ระบาดโควิด (COVID) ไม่ว่าจะเป็นวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ไม่ว่าจะเป็นการใช้งบประมาณตั้งโรงงานผลิต ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองด้วยอาร์ทีพีซีอาร์ (RT-PCR) ที่มีค่าแล็บ (Lab) มีควอรันทีน (Quarantine) ในโรงแรม มีตั้งโรงพยาบาลสนาม การรักษาทั้งในโรงพยาบาล เหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดเลย ผมถามว่าคณะกรรมาธิการได้มีการซักถามไหมว่า แต่ละรายการ แต่ละรายการนี้ใช้ไปเท่าไรแล้ว วัคซีนเท่าไร ควอรันทีน (Quarantine) เท่าไร โรงพยาบาลสนามเท่าไรค่าแล็บ (Lab) เท่าไร มีไหมครับ ถ้ากรรมาธิการไม่มีเวลา ถามว่า ทำไมกรรมาธิการไม่ตั้งอนุกรรมาธิการมาช่วยครับ ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วย เพราะอะไร เพราะเงินมหาศาลขนาดนี้ในฐานะที่ท่านไปเป็นคณะกรรมาธิการท่านต้องตรวจสอบ ต้องดูแลการใช้เงิน การตั้งงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด คณะอนุกรรมาธิการจะช่วย ท่านได้ครับ ท่านจะสามารถเอาตัวเลขเหล่านี้มาให้สมาชิกได้เห็น ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับ พี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน คำถามสุดท้ายผมถามว่า ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านนี้ท่าน เอาพื้นฐานอะไรมาโยนลงไปในงบกลางทันที เพราะว่ามีหลายหน่วยงานเขาจำเป็น ต้องใช้งบประมาณในส่วนนี้ครับ ยกตัวอย่างเช่น สปสช. เขาก็มีงบที่เกี่ยวข้องกับโควิด (COVID) อยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท้องถิ่น ท่านประธานขอเวลาอีกนิดครับ ขอผมอ่าน นิดหนึ่งครับ ข้อสังเกตเขียนไว้ดีมากเลย ข้อสังเกตในรายงานเล่มที่ ๑ หน้า ๔๑๕ เขียนไว้ อย่างนี้ครับ ความคืบหน้าในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เป็นไปอย่างล่าช้าทั้งการถ่ายโอน ภารกิจและปัญหารายได้ ท่านประธานดูนะครับ แต่ได้มีการเลื่อนการจัดเก็บภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง ผมได้อภิปรายไว้ดี วาระแรกเลยครับ ออกไปจนถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๖๓ ตลอดจนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ทำให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงร้อยละ ๙๐ จึงส่งผลให้ รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลดลงเป็นจำนวนมาก และทำให้ไม่สามารถดำเนินงาน ตามแผนงานและโครงการที่กำหนดได้ อันนี้เป็นข้อสังเกตของกรรมาธิการนะครับ วรรคสองเขียนไว้อย่างนี้ วรรคสุดท้ายนะครับ ดังนั้นเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ แล้ว เพื่อเป็นการชดเชยรายได้ให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐบาลจึงควรจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนทั่วไปตามจำนวน ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น งบประมาณรัฐบาล เข้ามาเพื่อชดเชยรายได้จากการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เห็นไหมครับ ข้อสังเกตของกรรมาธิการก็ยังเขียนไว้อย่างนี้ เพราะฉะนั้น ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไม่มีอนุกรรมาธิการมาให้เป็นฐานในการตัดสินใจของท่าน ในขณะเดียวกันยังมีงบประมาณที่จำเป็นจะต้องไปอุดหนุนเขา สุดท้ายครับ ที่ต้องไปท้องถิ่น เพราะอะไร ท่านกระจายผู้ป่วยไปทั่วประเทศเลย วัคซีนไม่ไปครับ วัคซีนเลื่อนแล้วเลื่อนอีก เสร็จแล้วใครรับภาระครับ ๑. พระสงฆ์ วัด โรงเรียน ภาคเอกชน ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสมาชิก ต้องขวนขวายหาเงินมาทำอะไรครับ มาทำเอชไอ (HI) บ้าง เอชคิว (HQ) บ้าง ซีคิว (CQ) บ้าง ซีไอ (CI) บ้าง เหล่านี้ เพราะฉะนั้นเห็นใจเขาเถอะครับ ถ้างบส่วนนี้สามารถ ไปสู่ท้องถิ่นได้ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ในการป้องกันแก้ไขปัญหาไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) เช่นเดียวกันครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านคารม พลพรกลาง ตามด้วย ท่านเรวัต วิศรุตเวช นะครับ เชิญท่านคารมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด ขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมในการอภิปรายประติรพในมาตรา ๖ งบกลาง ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นว่าการบริหารงบประมาณเป็นเรื่องใหญ่ แล้วผม ก็ยังคิดว่าการมีความจำเป็นสำหรับการมีงบกลางนั้น แต่ผมค่อนข้างจะแปลกใจแล้วก็ พยายามที่จะดูว่าเพื่อนสมาชิกที่แปรญัตติหลาย ๆ ท่านในเอกสารที่กรรมาธิการงบประมาณ ทำเสร็จแล้วนี้ มันมีการแปรญัตติลดตั้งแต่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ไปถึงตัดหมดเลยก็มี อย่างผมนี้ปรับลด ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เกี่ยวข้องกับเรื่องงบกลางมันมีกฎหมายว่าจะลดได้ หรือจะมีได้ มีสักกี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ปี ๒๕๖๕ งบประมาณเรา ๓.๑ ล้านล้านบาทนี้ งบกลางเราอยู่ที่ ๕๗๑,๐๔๗.๓ ล้านบาท เป็น ๑๘.๔ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๑๘.๔ ของงบประมาณ ใน ๒๑ กระทรวง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าคิดว่างบกลางกฎหมายมี กำกับไว้ว่าใช้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน ผมเข้าใจครับว่าจริง ๆ ประเทศมันต้องมีเงิน สำรอง เหมือนบริษัทต้องมีเงินสดสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็น แต่การที่เอางบกลางมาไว้ ที่เขาเรียกว่าเอามาให้รัฐบาลเป็นสิ่งที่ดีในบางมิติ แต่บางมิติเราก็ต้องดูนะครับว่าการที่จัด งบประมาณไว้โดยที่มันไม่มีที่ไปที่มาแล้วก็หน่วยรับงบประมาณนี้มันไม่มีตรง ๆ เหมือน กระทรวงต่าง ๆ เป็นการขาดโอกาสที่จะทำงบประมาณขึ้นมาตามระบบ สมมุติว่ากระทรวง เกษตรและสหกรณ์มีงบประมาณในปี ๒๕๖๕ อยู่ ๑๑๐,๑๒๖.๕ ล้านบาท กระทรวง สาธารณสุขมีอยู่เพียง ๑๕๓,๙๔๐.๕ ล้านบาท เป็น ๕ เปอร์เซ็นต์เอง ตรงนี้ที่น่าคิดว่าถ้าใน ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลเรื่องเกษตรกร ดูแลเรื่อง กสิกรรมเลี้ยงสัตว์ทุกชนิด เวลาทำงบประมาณมันควรจะมาตามช่องทางนั้น กระทรวง สาธารณสุขตั้งแต่ระบบสาธารณสุขขั้นมูลฐาน ตั้งแต่ อสม. ตั้งแต่โรงพยาบาลประจำตำบล อำเภอ จังหวัดขึ้นมาจนถึงระดับกระทรวงมันก็ควรจะอยู่ในช่องทางนั้น งบประมาณก็ควรจะ ตั้งมาแบบช่องทางนั้น ผมเข้าใจดีอย่างภาวะที่เรามีโรคไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เราก็มีเงินกู้ เราก็มีเงินเฉพาะกิจ การที่จัดทำงบประมาณแบบนี้เป็นข้อน่าสังเกตว่า ทำงานมานาน แล้วทุกปีก็จะเป็นอย่างนี้และเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านลองคิดดูนะครับ สมมุติว่าขณะนี้เกิด ไม่ใช่สมมุติ ขณะนี้เกิด ภาวะโรคไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ที่แพร่ทั่วประเทศและยังไม่รู้จะจบ เมื่อไร งบประมาณปี ๒๕๖๖ ก็จะมาถึง เราจะเอาเงินมากองเป็นงบฉุกเฉินเรื่อย ๆ แทนที่เรา จะวางรูปแบบ อย่างระบบสาธารณสุขเราก็วางรูปแบบว่าให้ อสม. เข้มแข็ง มีรายได้ ที่เหมาะสม สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างระบบ เรียกว่าสาธารณสุขที่มันถูกต้องจนมาสุด ไม่ต้องมา ทำเป็นงบฉุกเฉิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนที่กลับไปด้วยภาวะโรคไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ไปอยู่บ้านนอก ไปอยู่ต่างจังหวัด คราวนี้ไม่มีงาน กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ก็จัดทำระบบชลประทานให้ดี ข้าวเป็นอย่างไรครับ ข้าวก็ราคาถูก ปุ๋ยเป็นอย่างไร ต้องช่วยเขา งบฉุกเฉินช่วยไม่ได้นะครับ งบฉุกเฉินก็เช่นมีภัยร้ายแรง มีภัยเร่งด่วน อันนี้ ก็ทราบกันดี เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าถ้าจะปรับลดลงไม่น่าจะเกิดปัญหา แล้วการปรับลดนี้ จะทำให้เกิดวินัยทางการเงินการคลัง ผมจึงเห็นว่างบกลาง แม้ว่า ครม. จะจ่ายก็มีระเบียบ จริงอยู่ แต่ว่าถ้าจะใช้ในทางการเมืองเลือกปฏิบัติได้นะครับ เลือกปฏิบัติได้แล้วทำให้เสีย ระบบโครงสร้างงบประมาณของประเทศ ผมจึงเห็นว่า ส.ส. บางท่านที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรด้วยกันตัดทิ้งหมดเลย ผมเห็นว่าลดไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ยังไม่กระทบเลย แล้วการใช้จ่ายที่เป็นงบกลางเท่าที่ดูนี้ทุกปี ทุกปี ก็จะเป็นเรื่องเงินค่าตอบแทน เบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ เงินช่วยเหลือต่าง ๆ ก็จะอยู่ในระบบ อยู่ในหน่วยงาน หน่วยรับงบประมาณ นั้น ๆ ได้อยู่แล้ว อันนี้ผมอยากจะให้กรรมาธิการลองชี้แจงหน่อยครับ หรือตอบสิว่างบกลาง มันจะต้องเป็นการจัดงบประมาณที่มากกว่างบประมาณของกระทรวงหลักไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ หรือครับ เพราะฉะนั้นการที่ผมตัดตรงนี้แม้ว่าจะไม่ได้มีคำตอบจริง ๆ คือความเหมาะสม อยู่ตรงไหน อย่างไร แต่ผมเห็นว่าหลักการจัดงบกลางที่สูงเกินไปมันก็ไม่ได้ตอบโจทย์ แทนที่ เราจะเอางบประมาณที่อยู่ของประเทศเรา ซึ่งปีนี้ก็ขาดดุล เราเก็บภาษีได้ ๒.๔ ล้านล้านบาทแค่นั้นเอง การที่เราประหยัดงบซึ่งจะใช้ตามความจำเป็น เร่งด่วนฉุกเฉิน แทนที่เราจะวางแผนทำให้มันอยู่ในระบบปกติของงบประมาณแต่ละ กระทรวง ทบวง กรม ผมจึงเห็นว่าเหมาะสมกว่า ผมจึงเห็นว่าในแง่ที่ผมมอง มุมมองของผม นี่ผมเห็นว่าตัดลดลง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังไม่กระทบ เพราะงบกลางความฉุกเฉินอาจจะไม่มี ก็ได้ การที่ไม่มีแล้วมาตั้งเงินไว้ นั่นคือการขาดโอกาสในการนำเงินงบประมาณไปช่วยพี่น้อง เกษตรกร ไปช่วยพี่น้องที่กำลังมีปัญหาอยู่ในทุกภูมิภาค ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเรวัต ตามด้วยท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานครับ ผมอยาก กราบเรียนในเบื้องต้นว่าที่ผมขอสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๖ และมาตราอื่น ๆ อีกหลาย มาตรานี้เพราะผมมีเหตุผลว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ นี้มันไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เนื่องจากว่ามันเป็นการจัดทำขึ้น ก่อนที่จะมีการระบาดของโควิด (COVID) ในระลอกที่ ๓ และในระลอกที่ ๔ ครับ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้วในงบประมาณสาธารณสุขในปี ๒๕๖๕ นี้ก็ยังลดลงไปอีก ร้อยละ ๑๐.๘ ประกอบกับในปี ๒๕๖๕ ก็ไม่ได้ตั้งงบกลางเอาไว้ ทั้งที่ในปี ๒๕๖๔ มีการตั้ง งบกลางเอาไว้ที่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นแล้วสำหรับ พ.ร.ก. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็มีวงเงินโควิด (COVID) เพียง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท มันแปลว่าอะไรครับ มันแปลว่ารัฐบาลไม่ได้คาดการณ์หรือว่ามีสายตาไม่ยาวพอที่จะมองเห็นภาพในวันนี้ว่าขณะนี้ มันมีสถานการณ์การระบาดที่รุนแรงมาก ๆ วันนี้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า ๒๐,๐๐๐ คน แล้วก็ ตัวเลขสะสมภายใน ๒ วันก็คงจะถึง ๑ ล้านคน วันนี้มีเสียชีวิต ๓๑๒ คน ภายใน ๒ วันนี้ก็คง จะใกล้ ๑๐,๐๐๐ กว่าคนเข้าไปแล้ว ที่สำคัญอย่างนี้ครับ ก็คือผู้ที่ป่วยอยู่ตอนนี้จะมี ผู้ป่วยหนักที่มีปอดอักเสบมากกว่า ๕,๐๐๐ คน แล้วก็ใส่เครื่องช่วยหายใจมากกว่า ๑,๐๐๐ ราย ดังนั้นการปรับลดงบแต่ละรายการตามร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ จึงจำเป็นมากครับ เพื่อให้รัฐบาลนำวงเงินที่ปรับลดไปปรับใช้ในการควบคุม ป้องกัน เฝ้าระวังรักษาการระบาดของโควิด (COVID) ในระลอกที่ ๓ และระลอกที่ ๔ สำหรับต่อไปนะครับ ผมจึงขอยืนยันให้สภาพิจารณาลงมติตามแต่ละรายการที่ผมได้สงวน คำแปรญัตติเอาไว้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ตามด้วยท่านเกียรติ สิทธีอมร เชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทองครับ ผมขอเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ขอแปรญัตติตัดลดงบประมาณในมาตรา ๖ งบกลาง จำนวน ๕๘๗,๐๐๐ ล้านบาทเศษ โดยวงเงิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือคิดโดยเฉลี่ย ก็คือ ๕๘,๗๐๐ ล้านบาทเศษ ด้วยเหตุผลทั้งหมด ๔ ประการด้วยกัน🔗
ประการที่ ๑ ถ้าเทียบกับจำนวนตัวเลขของงบประมาณในปี ๒๕๖๔ มาเป็น ปี ๒๕๖๕ ว่ากันโดยตัวเลขอย่างเดียวนั้นอาจจะเห็นได้ว่างบประมาณปี ๒๕๖๕ ในส่วนของ งบกลางนั้นดูเป็นจำนวนที่ลดลงจาก ๖๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ มาเหลือ ๕๘๗,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แต่ท่านอย่าลืมว่านี่คือการปรับลดงบลดลงตามจำนวนของงบประมาณ รวมทั้งหมดที่มีการลดลงจาก ๓.๓ ล้านบาทเศษ มาที่ ๓.๑ ล้านบาทเศษ ฉะนั้นมันไม่ใช่ การลดที่จำนวน แต่มันคือเปอร์เซ็นต์ที่ยังคงอยู่ที่ประมาณ ๑๘.๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่ามี สัดส่วนที่สูงมาก เข้าใจว่าเป็นอันดับ ๒ ของงบประมาณทั้งหมดในงบประมาณรายจ่าย ประจำปี จะเป็นรองก็แต่เพียงในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ นั่นคือสิ่งที่ท่านจะต้องตอบโจทย์ก่อนในหลักการ แล้วก็ในเชิงรายละเอียดว่าเรามี ความจำเป็นต้องกันงบประมาณไว้มากน้อยถึงขนาดนั้นหรือไม่ เป็นที่ทราบกันดีครับ ท่านประธานว่างบกลางนั้นมีการพูดคุยกันว่าในส่วนของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีต่าง ๆ ว่าท่านจะต้องใช้ในส่วนที่จำเป็นหรือเกี่ยวข้องทั้งหมดอยู่แค่ ๔ ประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น กรณีเรื่องการป้องกันแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรณีภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ไม่เพียงพอ แล้วไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน แต่มาลง รายละเอียดในรายการต่าง ๆ อย่างที่เพื่อนสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว ความจริงผม ไม่อยากจะแตะเลยด้วยซ ้า ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล การช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง เงินบำเหน็จ เบี้ยหวัดต่าง ๆ แต่สิ่งเหล่านี้ควรจะระบุหรือ ถูกจำเพาะเจาะจงในงบประมาณที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม หรือแผนงานงบประมาณ ในส่วนของบุคลากรภาครัฐ ในขณะที่มันดูตลกและย้อนแย้งกันว่าเงินสมทบของ ลูกจ้างประจำ ท่านตั้งอยู่ไว้แค่ ๕๗๐ ล้านบาทเศษ ฉะนั้นนั่นเป็นเหตุผลในเชิงหลักการ ประการที่ ๑ ที่ผมคิดว่ามีความจำเป็นต้องตัดครับ🔗
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ถ้าดูข้อความในงบประมาณรายประจำปี ในมาตรา ๒๖ ใน (๒) กับใน (๑๑) นั้น ดูมีข้อความที่ย้อนแย้งกัน (๑๑) ท่านพูดถึงเงินสำรอง จ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แต่ (๒) ท่านใช้คำว่า เงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย พูดกันง่าย ๆ ก็คือว่าเอาไปชดเชยกับสิ่งที่เคยมีการใช้มาแล้ว ตรงนี้ที่สะท้อนให้ เห็นว่าเม็ดเงินกับประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลนั้นไม่เคยเป็นไปด้วยกัน ท่านประธาน ทราบไหมว่า เมื่อต้นปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมามีเหตุการณ์น ้าท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พี่น้องเรา ส.ส. เราหลายคนต้องลงพื้นที่ไปดู เหตุเกิดในช่วงเดือนมกราคม ปี ๒๕๖๔ แต่มี การเสนอเพื่อขอใช้งบกลางเมื่อวันที่ ๗ เมษายน น ้าก็ท่วมกันมกราคมนะครับ วันที่ ๗ เมษายนนี้มันแล้งแล้วนะครับ อันที่มันน่าจะตกใจไปมากกว่านั้นก็คือว่าในขณะที่มีปัญหา ภัยแล้งต่าง ๆ ซึ่งมันควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม เดือนเมษายน บ้านผมอยู่จังหวัด อ่างทอง ท่านประธานอยู่จังหวัดนครพนม แม่น ้าโขงก็แล้ง แม่น ้าเจ้าพระยาของผมก็แล้ง พี่น้อง ประชาชนเดือดร้อนจากภัยแล้ง เขาก็ควรจะต้องได้รับงบประมาณหรืองบกลางในการแก้ไข ปัญหาภัยพิบัติในตอนนั้น แต่มีการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติในเดือน มิถุนายน จำนวนวงเงิน ๔๒๖ ล้านบาท ท่านเห็นไหมครับ นี่คือเงื่อนเวลาที่มันไม่สะท้อนว่า การมีเม็ดเงินที่ตั้งไว้ในรายการที่ ๑๑ นั้น ท่านมีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ แล้วใน ขณะเดียวกันเมื่อใช้ก็ไม่ตอบโจทย์แล้วท่านก็เอาเงินตัวนี้ไปตั้งเพื่อชดเชยการใช้ ในปีถัด ๆ ไป อันนั้นเป็นประการที่ ๒ ครับ🔗
ประการที่ ๓ ที่ผมรับไม่ได้อย่างยิ่ง ก็คือท่านเอาเด็กอายุ ๐-๖ ปี มาเป็น ตัวประกันอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ผมใส่วงเล็บ (ทุกปี) คืออย่างไร ท่านประธานครับ ก็คือว่ามันมีเงินที่เรียกว่าเงินอุดหนุนเด็กเล็ก ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไรวันนี้มันก็ไม่ถ้วนหน้า มันควร จะอยู่ในงบประมาณในมาตรา ๑๒ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เด็กประมาณ ๒ ล้านคนเศษ อันนี้เฉพาะอยู่ในเกณฑ์ที่ได้ก่อนนะครับ วงเงินอยู่ประมาณ ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ เป็นต้นมา เช่น ในปี ๒๕๖๓ ท่านเอาเงิน จำนวน ๒,๘๙๙ ล้านบาทเศษ อนุมัติงบกลางในเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๖๓ เพื่อเอาไป จ่ายเงินอุดหนุนเด็กเล็ก แล้วถึงเวลาจริง ๆ เด็กเล็กก็ไม่ได้เงินในเดือนนั้น กลับไปได้ในเดือน ถัด ๆ ไป ท่านอย่าเอาเด็กมาเป็นตัวประกัน ในปี ๒๕๖๔ ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ครับ ท่านก็มีข้อเสนอเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม เข้า ครม. ปี ๒๕๖๔ บอกต้องใช้อีกแล้วนะ งบกลาง จำนวน ๓,๔๙๓ ล้านบาทเศษ เพื่อเอาไปจ่ายเป็นเงินอุดหนุนเด็กเล็ก เขาอ้างว่าเด็กมี ๑.๙ ล้านคน แต่อยู่ดี ๆ มันขยายเป็น ๒.๒ เรื่องแบบนี้ท่านไม่รู้หรือครับ ท่านมีบิ๊ก ดาต้า (Big Data) เยอะแยะไปหมด ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเด็ก เยาวชนในประเทศ มี ๔.๓ ล้านคน ที่อายุ ๐-๖ ปี ต่าง ๆ รู้ว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไร ๆ แต่ท่านเอาเด็กเล็กมาเป็นตัวประกันใน งบกลาง แล้วถึงเวลาจริง ๆ ชีวิตเด็กวันเดียวรอไม่ได้นะครับ ท่านอนุมัติเดือนกรกฎาคม ท่านอาจจะไปจ่ายเดือนกันยายน ๑ เดือนกับค่านม กับแพมเพิร์ส (Pampers) กับเงินที่ ผู้ปกครองต้องใช้ในการดูแลเด็ก นี่ครับคือประสิทธิภาพและความไม่จำเป็น และการเอา งบกลางมาเป็นตัวอ้างในสิ่งที่ไม่ควรจะกระทำ อันนั้นเป็นเหตุผลประการที่ ๓🔗
ประการที่ ๔ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิในฐานะสมาชิก ในการอภิปรายการเพิ่มรายการในมาตรา ๖ (๓)/๑ ซึ่งเดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิกที่พูดต่อ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๔ เขียนชัดเจน ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ ๖ เมษายน ปี ๒๕๖๐ หน้า ๔๒ บอกว่า สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการมิได้ ตกลงกรรมาธิการตอบสมาชิกได้ไหมครับ ก่อนที่พวกผมจะลงมติว่าการเพิ่มรายการงบกลาง ใน (๓)/๑ บอกให้เอาเงินมาใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งเมื่อสักครู่ ท่านศิริกัญญาพูดชัดว่ากรณีของเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) นั้นก็ถูกสอดไส้หมกเม็ด เอาไปใช้ตอนปลาย ๆ ปีงบประมาณที่ผ่านมา ตกลงตัวนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรายการ ในงบประมาณ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ ทั้งหมดหรือไม่ ด้วยเหตุผลที่ผมกราบ เรียนทั้งหมด ๔ ประการครับท่านประธาน ผมจึงขออนุญาตที่จะยืนยันขอให้สภาแห่งนี้ลงมติ ตัดงบประมาณรายจ่ายในส่วนของงบกลางลง ๕๗,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ งบประมาณรายจ่ายงบกลางในมาตรา ๖ ดังที่ผมได้นำเรียนทั้งหมด ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเกียรติ ตามด้วยท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ เชิญครับ🔗
ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็น ส.ส. ท่านหนึ่งที่สงวนคำแปรญัตติลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของงบกลางนะครับ ผมก็ได้ขออนุญาตสไลด์ (Slide) ไว้แล้วนะครับ ขอให้ขึ้นแผ่นสไลด์ (Slide) เลยนะครับ🔗
คำถามมีอยู่ว่าวัตถุประสงค์ของ การมีงบกลางคืออะไร งบกลางปกติแล้วมีไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการของ รัฐบาลให้ใช้งบประมาณในการดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว ทันต่อเหตุการณ์ และเป็นการให้อำนาจคณะรัฐมนตรีอนุมัติโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองจาก ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ต้องมีรายละเอียดผลผลิต กิจกรรม ตัวชี้วัด และแผนการใช้จ่ายเงิน อย่างชัดเจน ตรวจสอบยากกว่างบประมาณของกระทรวง คำถามก็มีอยู่ว่าในปัจจุบัน ที่จัดสรรไว้เมื่อผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการแล้วเรายังเห็นงบนี้เป็นปริมาณ หรือเป็นจำนวนเม็ดเงินมากน้อยแค่ไหน และวัตถุประสงค์ในการใช้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ ผมก็ไปนั่งอ่านรายงานหลังจากที่ผ่านกรรมาธิการแล้วนี้ ผมก็พยายามไปดูว่าทำไมงบกลางนี้มันสูงถึง ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคงจำได้ครับ ท่านประธานก็เป็น ส.ส. กับผม ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๕๐ งบกลางถ้าบอกว่าแค่หมื่นล้านบาทนี้ เราก็วุ่นวายแล้ว สภาก็อภิปรายกันมากมายทีเดียวว่าอันนี้มันเป็นอำนาจสิทธิขาดของ ครม. ซึ่งไม่ได้มีการกลั่นกรองโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าเป็นอย่างนั้นควรจะให้มีปริมาณของงบกลาง ที่น้อยที่สุด และจำเป็นจริง ๆ มากที่สุดที่จะนำไปใช้ ผมก็ไปไล่ดูในเอกสาร ซึ่งอันนี้ผมเป็น คำถามกับกรรมาธิการนะครับ ท่านพิจารณานี้ท่านดูคำจำกัดความและวัตถุประสงค์ของ การมีงบกลางหรือไม่ เมื่อไปดูโครงการที่ใช้เห็นไหมครับ นี่ผมเอาตัวอย่างมาให้ดูนะครับ เงินเบี้ยบำนาญ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทอย่างนี้ ทำไมอยู่ในงบกลางครับ ทำไมไม่ไปจัดอยู่ ในหน่วยงานที่จำเป็นต้องใช้จ่ายในเรื่องเหล่านี้ รักษาพยาบาล ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงินสำรอง เงินชดเชย สิ่งเหล่านี้ผมขอคำตอบนิดหนึ่งครับ ท่านคิดว่ามันเป็นงบกลาง ได้อย่างไร ถ้าบอกว่าสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นคนดูแลก็ไปอยู่ในงบสำนักนายกรัฐมนตรีสิครับ แต่ทำไมมาอยู่ในงบกลาง คำถามมันเลยมีต่อไปว่านายกรัฐมนตรีและ ครม. โยกงบเหล่านี้ ไปภารกิจอื่นได้หรือไม่ ถ้าตามคำจำกัดความของงบกลางโยกได้ครับ ไม่ต้องกลับมาหารือ ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นเช่นนี้คำถามมันก็เลยมีอยู่ว่ามันใช่หรือเปล่าครับ🔗
ผมขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ สัดส่วนงบกลางผมเทียบกับงบลงทุน งบกลางทั้งหมดเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ แล้วเทียบกับงบลงทุนจริง ๆ ของประเทศไทย ของทั้งประเทศครับ งบลงทุนของทั้งประเทศของทุกกระทรวง ทบวง กรม ๖.๕ แสนล้านบาท ผมก็ต้องถามหลักคิดของกรรมาธิการว่าเวลาท่านพิจารณานี้ท่านใช้หลักอะไรครับ ผมไม่เคยเห็น ไม่ค่อยเห็นเลยว่าประเทศใดก็แล้วแต่อยู่ดี ๆ เอางบมากองไว้เท่าหนึ่งของ งบลงทุนของประเทศเกือบเท่าตัวเลย แล้วให้อำนาจสิทธิขาดในการใช้กับนายกรัฐมนตรี และ ครม. หลักคิดของท่านคืออะไรครับ แล้วก้อนนี้ถ้าจะไปลงทุนก็ไปลงทุนก็ไปจัดอยู่ใน หมวดหมู่ที่เหมาะสม แต่ถ้าบอกว่าจะเป็นงบที่ไปใช้ในกรณีฉุกเฉินเขาก็ถือว่าเป็นงบกลาง ผมก็ไม่ติดใจนะครับท่านประธาน ทีนี้ที่จัดมา ณ วันนี้มันสอดคล้องกับคำนิยามของความเป็น งบกลางอย่างไร ผมถามกรรมาธิการเลย ท่านต้องตอบให้ได้ว่างบกลางที่เมื่อสักครู่นี้ ผมเปิดประเด็นไว้ว่ามันต้องใช้เป็นกรณีที่ใช้ได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว ทันต่อเหตุการณ์ ก็คือฉุกเฉินครับท่านประธาน งบกลางเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย แต่ตอนนี้เราเห็นงบกลางจัดมา สูงถึงเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เกือบเท่า ๆ กับงบลงทุนไปเลย ผมกังวลจริง ๆ นะครับว่า ๑. ความน่าเชื่อถือของกระบวนการงบประมาณของประเทศไทยนะครับ ผมไม่ได้พูดถึง รัฐบาลประเทศไทย การทำงบประมาณเช่นนี้กระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศนะครับ ผมขอคำอธิบายครับว่าท่านทำอย่างนี้ถูกต้องตามกฎระเบียบต่าง ๆ หรือไม่ และยืนยันด้วยว่า ๕.๙ แสนล้านบาทนี้วันดีคืนดียกได้ด้วย เพราะฉะนั้นรายการที่ระบุในเอกสารไม่ได้ มีความหมายอะไรเลย สามารถโยกไปที่ไหนก็ได้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือเป็นไปตาม การดำเนินการของ ครม. และนายกรัฐมนตรี อันนี้ขอคำชี้แจงนะครับ เพราะว่าไม่สบายใจ จริง ๆ ครับท่านประธาน งบกลางจัดกันแบบนี้ไม่รู้จะตรวจสอบอย่างไร โยกได้ตามกฎหมาย แล้วก็ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองของฝ่ายนิติบัญญัติ อันนี้ก็เป็นเรื่องของประเด็นความถูกต้อง สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายและความน่าเชื่อถือของการจัดสรรงบประมาณของ ประเทศไทยด้วย ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชวลิต ตามด้วยท่านนิติพล ผิวเหมาะ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย งบประมาณรายจ่ายงบกลางปี ๒๕๖๕ ได้ตั้งไว้ ๕๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ ๑๘.๔๒ ของวงเงินงบประมาณ กระผมได้ขอปรับลดงบประมาณของบกลางลงไป ๕ เปอร์เซ็นต์ โดยในช่วงที่กระผมยื่นคำแปรญัตติขณะนั้นกรรมาธิการงบประมาณยังไม่ได้ แปรญัตติปรับลดงบประมาณจำนวน ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทมาไว้ในงบกลาง ทั้งนี้ กรรมาธิการงบประมาณที่ได้แปรญัตติมานั้นได้แปรญัตติโดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้ให้ตรงกับ วัตถุประสงค์ที่แปรญัตติมาตามที่คณะกรรมาธิการงบประมาณได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในข้อ ๑.๑๔ เอกสารหน้า ๔๑๙ ความว่าค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งก็ตรงกับสถานการณ์ ในปัจจุบันที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากภัยโควิด (COVID) อยู่ ณ ขณะนี้อย่างแสนสาหัส อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน งบกลางจำนวน ๕๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มี ๑๒ รายการ กระผมติดใจรายการที่ ๑๑ คือเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท กระผมเห็นว่าตั้งไว้สูงเกินจำเป็นและตรวจสอบได้ยากอย่างยิ่ง ไม่มีรายการ ให้ตรวจสอบ เสมือนตีเช็คเปล่า ควรกระจายไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น เช่น กระทรวงสาธารณสุข ท่านประธานคงจะทราบดีว่าขณะนี้พี่น้องของเราได้กลับถิ่นฐานจำนวนมาก เพราะงานใน เมืองใหญ่ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ปิดตัวลง ลูกหลานพี่น้องกลับไปตายรัง สิ่งที่จะช่วย บรรเทาความเดือดร้อนของพื้นที่คือแพทย์ พยาบาล ต้องทำงานหนัก พระสงฆ์องคเจ้า พี่น้องประชาชนต้องรวมตัวกันซื้อชุดพีพีอี (PPE) ชุดหน้ากากเอ็น ๙๕ (N95) ไปมอบให้กับ แพทย์ พยาบาล ซึ่งเป็นนักรบด่านหน้า แสดงว่าในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขยังขัดข้อง เรื่องงบประมาณที่จะดูแลในเรื่องนี้ ถ้างบที่ได้ปรับลดนี้ได้ไปใช้ประโยชน์กับกระทรวง สาธารณสุขก็จะเป็นประโยชน์ในการทำงาน เอาไปทำอะไรอีก พี่น้องกลับไปยังชนบท สิ่งที่จะช่วยฟื้นฟูเขาได้ก็คือสังคมเกษตร น ้าเพื่อการเกษตร จำเป็นอย่างยิ่งขณะนี้ที่จะต้อง ดูแลพี่น้องประชาชนของเรา ไม่ใช่ว่ามีโควิด (COVID) แล้วทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้ เขาก็ต้อง ทำมาหากินไปด้วย น ้าเพื่อการเกษตรที่รวดเร็วที่สุดก็คือน ้าจากใต้ดิน น ้าจากกรมทรัพยากร น ้าบาดาลที่จะช่วยในเรื่องนี้ได้รวดเร็วที่สุด ทำไมเราถึงไม่ดูแลบุคลากรของเรา โดยเฉพาะ แพทย์ พยาบาล ให้เขาได้ทำภาระหน้าที่โดยไม่ต้องกังวล ขณะนี้เราจะเห็นว่าแพทย์ พยาบาลของเราทำงานหนัก พวกเราทราบกันดี ทำไมแพทย์ พยาบาลถึงมีการเจ็บป่วยด้วย และแม้ถึงขนาดเสียชีวิตก็มี นี่คือสิ่งที่เราควรจะไม่ประมาทกับตัวเลขต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้อย่างน่าตกใจนะครับ ผมเห็นว่าเราประมาทเกินไปในการดูแลทหารด่านหน้า ของเรา วันนี้คนตายสูงถึงวันละกว่า ๒๐๐ คนแล้ว🔗
เหตุผลประการที่ ๒ ครับท่านประธาน หากจะอ้างว่าตั้งงบจำนวน ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ไว้ใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นนั้น กระผมเห็นว่าในรายการที่ ๒ ได้มีการตั้งงบไว้ จำนวน ๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายชดเชยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย พิบัติกรณีฉุกเฉินอยู่แล้ว ดังนั้นก็ควรใช้จ่ายจากยอดนี้เมื่อมีภัยพิบัติหรือกรณีฉุกเฉินจำเป็น ด้วยเหตุผลดังกล่าวกระผมยืนยันที่จะขอตัดงบกลางลง ๕ เปอร์เซ็นต์ และสิ่งที่ตัดไปนั้น รัฐบาลก็ไปพิจารณาได้ว่าจะเอาไปทำอะไร ซึ่งกระผมก็เห็นว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุด ณ ขณะนี้ก็คือ เรื่องแก้ไขปัญหาเรื่องภัยโควิด (COVID) ดูแลแพทย์ พยาบาลของเรา ดูแลพี่น้องประชาชน ของเราในการที่จะให้เขาได้ทำมาหากิน โดยอาชีพที่เหมาะสมได้ดีที่สุดขณะนี้ในชนบทก็คือ ทางด้านการเกษตร แล้วก็หนีไม่พ้นน ้าเพื่อการเกษตรครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณนิติพล ผิวเหมาะ แล้วก็มีท่านสมาชิกขอสงวนความเห็นเพิ่มอีกท่านหนึ่ง ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ต่อจากท่านนิติพลเชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิติพล ผิวเหมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมอภิปราย เพื่อเสนอให้ตัดงบประมาณรายจ่ายของงบกลางลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยเหตุผลว่า การวางแผนการใช้เงินงบประมาณในปี ๒๕๖๕ ในส่วนของงบกลางในปีนี้มีข้อให้ชวนสงสัยได้ ว่า นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะใช้เงินไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีความคิดก้าวไกลพอที่จะใช้เงินงบประมาณกลางในส่วนของงบกลาง เพื่อสร้างอนาคตใหม่ที่ดีให้กับประเทศไทยได้ ดังนั้นเมื่อเรามองไม่เห็นอนาคตเราก็ต้องย้อน ไปดูอดีตว่าเป็นอย่างไร ตอนทำงบประมาณงบกลางในปี ๒๕๖๔ เอาไปทำอะไรให้ชีวิตของ ประชาชนคนไทยนั้นดีขึ้นบ้าง พูดให้เข้ากับยุคกับสมัยครับ เราก็ต้องพูดถึงเรื่องวัคซีน แต่ผมหมายถึงวัคซีนของสัตว์ครับ นาทีนี้วินาทีนี้ไม่มีวัคซีนตัวไหนที่พูดแล้วบาดลึกไปถึงหัวใจของพี่น้องเกษตรกรที่เลี้ยงวัวเลี้ยง ควายเท่ากับวัคซีนลัมปีสกิน (Lumpy Skin) เรื่องนี้ยาวครับ แต่ผมจะพูดให้สั้นสรุปให้ อย่างชัดเจน เอาข้อมูลที่อัปเดต (Update) เลย ก่อนที่ผมจะขึ้นมาอภิปรายเมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง พี่น้องที่เลี้ยงวัวเลี้ยงควายเสียหายไปแล้วกว่า ๑,๔๐๐ ล้านบาท จากความเจ็บป่วยและ ล้มตายของวัวควายที่เลี้ยงไว้ ยังมีอีกครับ ความเสียหายยังไม่จบ ถ้าเทียบตัวเลขการส่งออก เมื่อปี ๒๕๖๓ นะครับ ปี ๒๕๖๔ นี้สร้างความเสียหายจากการที่ไม่ได้ส่งออกโคเนื้อ อีกกว่าเดือนละ ๑,๒๐๐ ล้านบาท ประเทศไทยส่งออกโคเนื้อไม่ได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ลองคิดตัวเลขดูจนถึงวันนี้กี่เดือนแล้ว และถ้ายังควบคุมลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ไม่ได้อีก ประเทศไทยจะสูญเสียเงินได้จากการส่งออกนี้อีกมากมายขนาดไหนครับ ตัวเลขพวกนี้ ผมไม่ได้ยกเลขมาจากไหนเลยครับ ผมเอาจำนวนของสัตว์เจ็บป่วยและล้มตายจากเว็บไซต์ (Website) ของกรมปศุสัตว์เอง นี่แค่เฉพาะตัวเลขของวัว ควาย ที่อยู่ในระบบนะครับ ไม่รวมถึงที่อยู่นอกระบบ ยังมีอีกมากมายครับ ถ้ารวมตัวเลขความเสียหายทั้งหมด ตั้งแต่ มีการระบาดของโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๔ จนถึงวินาทีนี้ที่ผม อภิปรายอยู่นี้ รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกร ที่เลี้ยงวัวเลี้ยงควายไปแล้วกว่า ๖,๐๐๐ ล้านบาท จากการใช้งบกลางที่ไม่มีประสิทธิภาพ ความเสียหายระดับเฉียด ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ผมจะพูดให้จบในอีกไม่กี่นาทีนี้ครับ ท่านประธาน ย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๓ ประเทศไทยได้รับหนังสือเตือนจาก องค์การสุขภาพสัตว์โลก หรือว่าโอไออี (OIE) ถึงการระบาดของโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) หลายคนอาจจะงง ผมพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือองค์การโอไออี (OIE) ของสัตว์ก็เหมือนกับ ดับเบิ้ลยูเอชโอ (WHO) ของคนนั่นล่ะครับ เข้าใจเห็นภาพได้ชัดเลยทีนี้ ประเทศไทยเรา ดูเหมือนจะมีแอ็กชัน (Action) ที่ดี ออกราชกิจจานุเบกษาชะลอการนำเข้าโค กระบือ ไปรอบหนึ่งเมื่อตอนเดือนมกราคม ปี ๒๕๖๔ แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์กลับไปมอบนโยบายในการผ่อนปรนการนำเข้าโคเนื้อถึงที่จังหวัดตาก แล้วผลเป็นอย่างไรครับ เกิดการระบาดขึ้นจนได้ เอาแบบที่ประกาศมาเป็นทางการครั้งแรกเลย ที่จังหวัดร้อยเอ็ด แต่ผมรู้ว่าจริง ๆ แล้วระบาดมาก่อนหน้านั้น แต่มีการปิดข่าวเอาไว้ หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน เพราะโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ไม่ใช่โรค ประจำถิ่น ไม่ใช่โรคที่มีอยู่ในประเทศไทยมาก่อน จึงไม่มีวัคซีนครับ เมื่อไม่มีวัคซีน เอาละครับ ทีนี้ระบาดกันไปทั่วประเทศ เดือดร้อนกันไปทั้งแผ่นดิน จนสภาของเราต้องเปิดให้มี การอภิปรายเรื่องโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) เป็นการด่วนกันมาแล้ว ที่ผมพูดว่า การไม่มีวัคซีนรักษาโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) มันเดือดร้อนไปทั้งแผ่นดิน นี่คือเรื่องจริง ครับ ไม่ได้พูดเกินเลยแม้แต่นิด พี่น้องเกษตรกรครับ ที่ฟังผมอภิปรายอยู่ตอนนี้ท่านมองดู รอบตัวท่านครับ คนนั่งอยู่เต็มบ้านท่านเต็มไปหมดครับตอนนี้ แต่ท่านไม่มีความสุขครับ ไม่มี ความอบอุ่นเลย เพราะคนที่นั่งอยู่รายล้อมท่านคือคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) โดยตรง ลูกของท่านเรียนจบมาก็ยังหางานทำไม่ได้ ลูกที่มีงานประจำอยู่แล้ว ถ้าไม่ตกงานก็ถูกลดเงินเดือน ต้องกลับมาอยู่บ้านเพื่อลดค่าใช้จ่าย สมบัติที่เคยมีก็ขาย เกือบจะหมดสิ้นแล้วเพื่อต่อลมหายใจไปได้อีกหน่อย มองไปรอบบ้านสมบัติชิ้นสุดท้ายของ ท่านอยู่ในคอกครับ นั่นก็คือวัวก็คือควายที่ท่านพยายามเลี้ยงดูไว้อย่างดี หวังว่าจะขายเป็น เงินเพื่อเอามาต่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายในชีวิต แต่วัวควายของท่านก็มาป่วยมาตายเพราะ ติดโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) เพราะไม่มีวัคซีน เหมือนฟ้าผ่าลงกลางหัวใจของพี่น้อง เกษตรกรที่เลี้ยงวัวเลี้ยงควายครับ ขออนุมัติงบกลางไป ๑,๒๔๓ ล้านบาท แต่เรื่องนี้ฉาวโฉ่ ถูกจับไต๋ได้ครับ ก็ออกมาแก้ตัวแถกันไป สีข้างถลอกกันเลย จนเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ได้รับอนุมัติงบกลางไป ๖๘๔ ล้านบาท เอาไปจัดซื้อวัคซีน ๕ ล้านโดส เพื่อเอามาแก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ผมถามครับ ถามแบบคนคิดน้อย ถามแบบคนโง่เลย วัวควายในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ ๑๐ ล้านตัว แต่วันนี้ฉีดวัคซีนโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ไปแล้วแค่ ๗๐๐,๐๐ โดส แล้วกำลังรอครับ รอวัคซีนที่ยังไม่ได้ซื้อเข้ามาเลยอีก ๕ ล้านโดส มันจะพอฉีดเพื่อเป็น การควบคุมโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ในประเทศไทยได้หรือครับ วัคซีนโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ๕ ล้านโดส เมื่อไรจะมา ผมเช็ก (Check) ข่าวจากเว็บไซต์ (Website) ของกรมปศุสัตว์เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ เว็บไซต์ (Website) ก็บอกไว้ครับ บอกว่า วัคซีน ๒.๕ ล้านโดสนี้จะมาในอีก ๑๕ วัน แล้วส่วนที่เหลือจะทยอยมาอีก ๒ ล็อต ตามแผนการฉีดวัคซีนที่กรมปศุสัตว์ได้วางไว้ ฟังดูดีครับ ดูดีมาก เหมือนจะใช้งบกลางได้มี ประสิทธิภาพ แต่ตรงนี้สำคัญครับ พี่น้องเกษตรกรที่ฟังผมอยู่ฟังให้ดีนะครับ โรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๔ จนถึง วันนี้วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๔ แต่เพิ่งมีการฉีดวัคซีนไปแค่ ๗๐๐,๐๐๐ โดส แล้วอีก ๕ ล้านโดส ที่บอกว่าจะเข้ามาในอีกไม่กี่วันนี้จะเอาวัคซีนอะไรมาให้ฉีดครับ เพราะวัคซีนโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) เป็นวัคซีนเชื้อเป็น เอาที่ดีที่สุด ยี่ห้อที่ใช้กันแพร่หลายในโรคนี้ แล้วเคยเอา บางส่วนมาฉีดให้กับวัวควายของพวกท่านแล้วนะครับเอาตัวเลขกลม ๆ ถ้า ๕ ล้านโดสนี้ ต้องสั่งล่วงหน้า แล้วต้องใช้เวลาในการผลิตประมาณ ๒ เดือน แต่จนวินาทีนี้ที่ผมพูดอยู่นี้ รัฐบาลยังไม่สั่งวัคซีนนั้น ยี่ห้อนั้นแม้แต่โดส (Dose) เดียว เนื้อเรื่องมันคุ้นไหมครับ คุ้นไหม ฟังแล้วนี่เหมือนวัคซีนของคนไม่มีผิด ทั้งที่รู้ว่ายี่ห้อไหนดีแต่ก็ยัดเหยียดเอายี่ห้อที่ห่วยมาฉีด ให้กับเรา รัฐบาลนี้ล้มเหลวตั้งแต่วัคซีนคนยันวัคซีนสัตว์ ถึงตรงนี้แล้วผมต้องถามใหม่ครับ วัคซีนคุณภาพที่ดีเพื่อรักษาโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) จำนวน ๕ ล้านโดส จากงบกลาง เมื่อไรจะมา สุดท้ายครับ ผมฝากไปถึงพี่น้องเกษตรกรที่เลี้ยงวัวควายทั่วประเทศว่า ผม ส.ส. นิติพล ผิวเหมาะ จะทวงวัคซีนคุณภาพดีมาฉีดให้กับวัวควายของท่านให้ได้ก่อนที่ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวัวควายของท่านจะไม่เหลือให้ท่านครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านพิสิฐตามด้วย ท่านชลน่าน ศรีแก้ว เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ในฐานะรองประธานกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ งบกลางเป็นงบที่มีการถกเถียงกันมากว่าทำไมจึงมีจำนวนเงินสูงมาก แต่จริง ๆ แล้วในเงิน ๕๘๗,๐๐๐ ล้านบาทนี้ กว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินที่ใช้สำหรับสวัสดิการของข้าราชการ และลูกจ้างของภาครัฐนะครับ แล้วก็เป็นอย่างนี้มาตลอดครับ คือมีเงินที่อยู่ในการบริหารจัดการของกรมบัญชีกลาง เป็นเงิน ที่แยกออกจากเงินอื่น ๆ เช่น เงินที่เกี่ยวกับกรณีฉุกเฉิน หรือเรื่องของค่าเค (K) หรือเรื่องของ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย แล้วก็เรื่องของการต้อนรับประมุขต่างประเทศ และโครงการตาม พระราชดำริ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วโดยความเห็นที่ผมได้เคยนำเสนอต่อที่ประชุม กรรมาธิการไปแล้ว ก็คือเงินจำนวนกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๔๗๓,๐๐๐ ล้านบาท ในงบกลางนี้ไม่ควรจะอยู่ในงบกลางครับ ควรจะไปอยู่ในงบของบุคลากร ซึ่งมีหมวดหนึ่งก็คือ หมวด ๕ มาตรา ๓๘ ว่าด้วยรายจ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐ จำนวน ๗๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินเดือน เราควรจะเอาเงินสวัสดิการเหล่านี้มาอยู่ด้วยกันจะได้เห็นว่าภาครัฐของเรามี การใช้จ่ายทางด้านเกี่ยวกับบุคลากรทั้งสิ้นเท่าไร จะได้มีการบริหารจัดการที่ถูกต้องนะครับ ทุกวันนี้แยกกันอยู่แล้วก็ไม่เห็นชัดเจน เพราะฉะนั้นเรื่องของการแยกหมวดก็ขออนุญาต ตั้งเป็นประเด็นไว้อีกครั้งหนึ่ง ทีนี้ประเด็นที่ผมขอตัดงบนะครับ ผมขอตัด ๔ เปอร์เซ็นต์ ช่วยขึ้นจอด้วยครับ🔗
เพราะว่ามีการทำงานที่มีการใช้งบ กลางอย่างไม่ค่อยตรงกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริง ท่านจะเห็นว่าเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้เอง วันที่ ๓ สิงหาคม ครม. ก็ได้มีการอนุมัติงบกลาง จำนวน ๔๐๗ ล้านบาท สำหรับโครงการ เกี่ยวกับการฝึกอบรมในเรื่องเกี่ยวกับเกษตรให้กับประชาชน ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่ว่าเผอิญไปใช้ งบกลาง ซึ่งผมเห็นว่ามันไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของงบกลางที่มีไว้เพื่อกรณีฉุกเฉิน และเงิน จำนวน ๔๐๗ กว่าล้านบาทนี้ เทียบกับเงินที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ใช้ในแต่ละปีประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านบาท ก็เป็นจำนวนเงินที่มากและอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า ๑ ปี ถึงจะได้ใช้ หมด ผมยังเป็นห่วงว่า ๑ ปีอาจจะใช้ไม่หมดเสียด้วยซ ้า เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาตที่จะตัด งบกลาง เพราะว่าให้รัฐบาลได้มีการดูแลงบกลางสำหรับกรณีฉุกเฉินอย่างแท้จริง ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญคุณหมอชลน่านตามด้วย ท่านนิคม บุญวิเศษ คุณหมอพร้อมไหมครับ ไม่พร้อม เชิญท่านนิคม บุญวิเศษ ก่อนก็ได้ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้า พรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายนะครับ ขอสงวนคำแปรญัตติโดยขอปรับลด งบประมาณในมาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ที่ตั้งไว้ ๕๘๗,๔๐๙,๓๓๖,๙๐๐ บาท กระผมเห็นว่างบกลางที่ตั้งไว้แต่ละปีนั้นมากทุก ๆ ปี มากขึ้น ๆ โดยเฉพาะงบบางงบที่ตั้งไว้ แล้วไม่ได้ใช้จ่าย ซึ่งเราเสียดายที่เรามีการกู้เงินมา เราต้องมีการเสียดอกเบี้ย แต่งบกลาง ที่ท่านคิดว่าจะต้องมีการใช้ แต่สุดท้ายก็ใช้ไม่หมด เราต้องมาเสียดอกเบี้ยทุกปี ๆ โดยเฉพาะ งบที่ตั้งสำรองเงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ สำรองไว้เยอะท่านประธานครับ ๗๒,๓๗๐ ล้านบาท ซึ่งงบนี้ก็ใช้ไม่หมด แล้วก็ที่สำคัญคืองบสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน ปีนี้ตั้งไว้ ๗๙,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบที่ค่อนข้างจะเยอะมาก ผมเห็นว่ากรณีฉุกเฉินตอนนี้ ไม่มีอะไรฉุกเฉินเท่ากับที่พี่น้องประชาชนเจ็บป่วย แล้วก็มีการรอเตียง รอหมอ จนสุดท้ายต้องมาเสียชีวิต คนเหล่านี้ครับผมคิดว่าเป็นกรณี ฉุกเฉินที่เร่งด่วนที่สุดที่รัฐบาลควรจะใส่ใจ ไม่ควรปล่อยให้พี่น้องประชาชนป่วยแล้วก็ตาย คาบ้าน ผมก็เลยคิดว่าการใช้งบกลางของรัฐบาล โดยเฉพาะ สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือการตรวจสอบบัญชีที่มารายงานที่สภาของเราทุกครั้งที่มารายงานนี้ ตอบแล้วไม่มี ความชัดเจนในการใช้งบกลาง ไม่สามารถตรวจสอบได้ ผมก็เลยคิดว่าการใช้งบประมาณ กลางนั้นไม่มีความสุจริตเท่าที่ควร ผมก็เลยคิดว่าถ้าตั้งงบกลางไว้จำนวนมากไม่เป็นประโยชน์ ครับท่านประธาน ควรจะเอางบเหล่านี้ไปให้หน่วยงานที่เขาต้องใช้จริง ๆ โดยเฉพาะงบกลาง ที่มีหลายท่านได้พูดไปแล้วว่าใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ เช่น กรณีฉุกเฉินเร่งด่วนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะงบประมาณ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ผมขอปรับลดครับท่านประธาน ผมขอปรับลดลง ๒๘,๕๕๒,๓๖๖,๓๔๐ บาท คงเหลือ ๖๐,๔๔๗,๖๓๓,๖๖๐ บาท ผมคิดว่าปรับลดแล้ว ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทก็ยังเพียงพอที่จะนำไปใช้ เพราะว่างบส่วนนี้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่มี อำนาจสูงสุดในการสั่งจ่าย ผมก็คิดว่าถ้าเกิดปรับลดแล้วจะทำให้ประเทศไทยเราไม่จำเป็น จะต้องมีการกู้เงินมากขึ้น สรุปแล้วว่าผมขอปรับลดงบกลางลง ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธาน กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ คุณหมอชลน่านเชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กราบขอบคุณท่านประธานครับ ที่ให้โอกาสผมได้ขึ้นมาอภิปรายในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ในเอกสารรายงานผมได้เสนอคำแปรญัตติไว้ ปรับลด ในส่วนของหมวดงบกลางไว้ทั้งหมดรวมร้อยละ ๒๐ ครับ ประเด็นนั้นผมต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมไม่ติดใจที่จะอภิปรายในรายละเอียดนะครับ เพราะว่า สิ่งที่ผมได้อภิปรายไว้ในวาระชั้นรับหลักการ กรรมาธิการได้ไปดำเนินการปรับลด แม้ตัวเลข หรือเม็ดเงินที่ปรับลดจะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของตัวกระผมเอง ผมก็รับได้ แต่ประเด็น ที่ผมจะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายในโอกาสนี้ในเวลาอันจำกัด ก็คือสิ่งที่กรรมาธิการ ได้ไปปรับลดและได้เพิ่มเติมหมวดรายการในหมวดงบกลาง รายการที่ ๓/๑ ค่าใช้จ่าย ในการบรรเทาแก้ปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เป็นรายการที่กรรมาธิการได้เพิ่มเติมเข้ามาใน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ผมขออนุญาตใช้ สิทธิของสมาชิกนะครับ กรณีที่กรรมาธิการมีการแก้ไขเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลง สมาชิกมีสิทธิ ที่จะอภิปรายในประเด็นนี้ได้🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ การที่กรรมาธิการได้ปรับลดงบประมาณ เม็ดเงิน รวม ๑๖,๓๐๐ ล้านบาท เอาตัวเลขกลม ๆ นะครับท่านประธาน แล้วนำมาจัดสรรในหมวด รายจ่ายเพิ่มเติม หรือที่เราเรียกว่างบแปรญัตตินี้มาลงในงบกลาง ทั้งหมดก็คือ ๑๖,๓๐๐ ล้านบาทเศษ แล้วระบุรายการเป็นการเฉพาะลงไปว่าใช้สำหรับแก้ปัญหาโควิด (COVID) เรื่องบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาเท่านั้น ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมเองเห็นด้วย เพราะสอดรับกับสิ่งที่ผมอภิปรายในวาระแรกว่ากรรมาธิการต้องไปพิจารณา ให้ในรายละเอียด เพราะงบประมาณปี ๒๕๖๕ ที่เป็นร่างงบประมาณที่เราได้รับมานี้ ไม่มีรายการใดเลยที่ทำรองรับการแก้ปัญหาโควิด (COVID) โดยตรง ในขณะที่เราพิจารณาวาระที่ ๑ ยังไม่มีการระบาดระลอกที่ ๓ ระลอกที่ ๔ ก็ยังหนักหนาแล้ว แต่ขณะนี้ระลอกที่ ๔ กระจายทั่วแผ่นดิน กระจายทั่วแผ่นดินครับ เชื้อออกไปหมดแล้ว เม็ดเงินในปี ๒๕๖๕ ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยที่จะเอาลงตรงนี้ แต่ประเด็นที่ผมจะอภิปรายไม่ใช่อภิปรายสนับสนุนครับ แต่จะอภิปรายในมุมของ ขอความมั่นใจผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการกับสภาแห่งนี้ ถ้าเห็นชอบตามที่ กรรมาธิการเสนอมานี้ สิ่งที่เป็นประเด็นเป็นปัญหาอยู่ในสังคมขณะนี้คือความไม่ไว้วางใจ ผู้ที่จะนำงบประมาณไปใช้ ผมเองด้วยความเคารพครับท่านประธาน ผมเห็นใจกรรมาธิการ เสียงข้างมากเป็นอย่างมาก เพราะท่านตัดสินใจด้วยความยากลำบากมากในชีวิตของการเป็น กรรมาธิการ เพราะวิธีปฏิบัติของกรรมาธิการที่ผ่านมาทุกปีไม่เคยที่เราจะเอางบที่เราปรับลด ได้นี้ไปใส่ในงบกลาง โดยเฉพาะงบที่ปรับได้ถ้ามีรายการแผนงานโครงการที่ชัดเจน เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเราเติมเต็มไปอยู่ตรงนั้น เว้นแต่การหลีกเลี่ยงและการเว้น การขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ เว้นมิให้พวกเรากระทำผิดในการขัดรัฐธรรมนูญ งบประมาณที่ลงพื้นที่เฉพาะมันเลยถูกหายไปหมด นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นต้นมา สมาชิก กรรมาธิการ หรือใครก็แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเสนอความเห็นเอางบก้อนนี้ไปลงพื้นที่ ได้เลย เพราะมีพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อไรจะถูกตีความในทันทีว่านำงบประมาณไปใช้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมล้วนตีความได้ กรรมาธิการก็หลีกเลี่ยงไปว่าเอาไปใส่อะไร ก็ได้ที่เป็นการใช้เป็นการทั่วไป ถ้าจะลงท้องถิ่นก็เป็นลักษณะอุดหนุนทั่วไป มีเป้าหมาย การถ่ายโอนภารกิจ เช่นเบี้ยผู้สูงอายุก็อายุทั่วไป ไม่ได้เป็นผู้สูงอายุเขตผม อันนี้พอรอดตัว ก็เป็นอย่างนั้นท่านประธานครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเองด้วยความเคารพท่านประธานครับ เมื่อเอามาลงในพื้นที่ไม่ได้ เมื่อท่านต้องการเอาไปแก้โควิด (COVID) แต่ไม่มีช่องทางของ หน่วยรับงบประมาณมารองรับเลยนี้ก็เลยสงสารท่านกรรมาธิการมาก จำเป็นต้องเอาเข้าสู่ งบกลาง แน่นอนครับ ผู้กำกับดูแลงบกลางคือนายกรัฐมนตรี เพราะงบกลางคืองบที่ต้องจัด ให้กับสิ่งที่ไม่มีหน่วยงานรองรับเป็นการเฉพาะ อุบัติเหตุ อุบัติภัย ภัยฉุกเฉินทั้งหลาย เกิดขึ้นมาไม่รู้หน่วยงานไหนจะใช้ก็ต้องตั้งไว้ตรงนี้ก่อน หรือแม้แต่ว่ามีหน่วยงานแต่เม็ดเงิน ไม่ชัดเจน เช่น เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินเดือนทั้งหลายตั้งเม็ดเงินไว้เป็นการประมาณ การไว้เท่านั้นเอง แต่ว่าไม่ชัดปีหนึ่งจะใช้เท่าไร ก็เลยทำให้สมาชิกหลายท่านลุกขึ้นมา อภิปราย ผมสนใจมาก ท่านประธานครับ แล้วบันทึกไว้ตรงนี้เลยว่างบ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่เราให้ไปทั้งหมด รวมทั้ง ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้เม็ดเงินจะนำไปกองรวมกัน เบิกจากคลังมา ก็เอามาใช้ ใช้ ใช้ บางครั้งอันไหนก่อน พูดง่าย ๆ อันไหนดูดีไปอันนั้นก่อน มันก็เลยเป็นภาพ อย่างนี้มาตลอด ดังนั้นเพื่อความมั่นใจ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ๑๖,๓๐๐ ล้านบาท ที่ให้มาตรงนี้เราต้องการแก้ปัญหาโควิด (COVID) และปัญหาโควิด (COVID) ที่หนักที่สุด ขณะนี้คือพี่น้องประชาชนคนไทยไม่ได้รับการฉีดวัคซีนท่านประธาน แขนผมนี่เต็มครับ แม้อายุ ๖๐ ปีก็เต็มซิโนแวค (Sinovac) ไม่อยากท้วงครับ ไม่พูดถึงไฟเซอร์ (Pfizer) เพราะฉะนั้นดีที่สุดสภาแห่งนี้หลังจากรับงบประมาณก้อนนี้ลงในงบกลางแล้ว เขียนไปใน สิ่งที่สภามอบหมายเลยว่าต้องเอาไปซื้อวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ให้กับพี่น้องประชาชน คนไทย เพราะอะไรครับ เพราะงบกลางเมื่อผ่านเดือนตุลาคมแล้วท่านสามารถเอาไปใช้ได้ ทันที ผมเศร้ามาก ๒๐ ล้านบาทเพิ่งจะอนุมัติเงินไปจอง แล้วมันจะทันหรือครับ หลังจากทำ สัญญา ๔ เดือนจะได้เอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) มา เพราะฉะนั้นเอาไปซื้อเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ครับ ผู้ว่าแบงก์ชาติบอกมาจะกู้อีก ๑ ล้านล้านบาท นั่นแสดงว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ไม่พอแล้วที่เราอนุมัติไป เอาไปซื้อเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ครับ ผมขีดเส้นใต้ ๓ ครั้ง ถ้าไม่ทำอย่างนี้สิ่งที่พี่น้องประชาชนกริ่งเกรงว่าคุณจะเอางบก้อนนี้ ไปปู้ยี่ปู้ยำนี้มันจะเกิดความเสียหายขึ้น แสดงความรับผิดชอบ ท่านนายกรัฐมนตรี ฝากท่านประธานไปนะครับ ถ้าท่านประกาศเลยว่าผมขอบคุณกรรมาธิการ ขอบคุณสภาเป็น อย่างมากที่อนุมัติเงิน ๑๖,๓๐๐ ล้านบาทนี้มาให้กับทางรัฐบาล รัฐบาลจะนำเงินก้อนนี้ ไปซื้อเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) มาให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน เพราะอะไรครับ ๓๐ ล้านโดสของเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ที่ได้มามันไม่พอท่านประธาน จะได้ตัดปัญหา ซิโนแวค (Sinovac) ที่สั่งมาทีละ ๑๐ ล้าน ๑๒ ล้าน นี่ ๑๒ ล้านมาอีกแล้วครับ ทำไมคุณ ไม่เอาเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ให้เขาไปสัก ๒ โดส ราคาก็ไม่ได้แตกต่างกัน ไม่มีเงินเราให้ ครับ ๑๖,๓๐๐ ล้านบาท คุณไปซื้อมา คุณไปซื้อมาเพื่อให้กับพี่น้องประชาชน และตัดปัญหา ข้อขัดแย้งของพี่น้องประชาชน ตัดปัญหาความรับผิดชอบของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าท่านประกาศอย่างนี้ ผมว่าสภาของเรามีศักดิ์ศรีและเป็นเป้าหมายทำเพื่อพี่น้องประชาชนจริง ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และตามด้วยท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาอภิปรายในมาตรา ๖ ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ผมแปรญัตติ ปรับลดไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นเงินประมาณ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ครั้งแรกที่เห็นตัวเลข ก็ตกใจพอสมควร เพราะว่าเป็นงบกลางครั้งแรกเลยกระมังครับ ที่มีการปรับเพิ่มขึ้น นาน ๆ ทีจะได้เจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่เมื่อไปดูรายละเอียดส่วนหนึ่งก็เข้าใจ อีกส่วนหนึ่งก็ยังรู้สึก แปลกใจว่าภารกิจที่เพื่อนสมาชิกมอบให้กับกรรมาธิการงบประมาณชุดนี้ไปดำเนินการ กลับมาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เพราะในวาระ ๑ ขั้นรับหลักการมีการพูดคุยกันมาก ในเรื่องงบกลาง โดยเฉพาะในส่วนของเงินสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินและจำเป็น เขาบอก เงินตัวนี้มากไปไหม เตรียมไว้สำรองจ่ายหลายครั้งหลายหนที่เราเห็นรัฐบาลชุดปัจจุบันนำเงิน ก้อนนี้ไปใช้ ก็หลายครั้งก็ไม่ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ ทุกคนเกิดความคลางแคลงใจหลายคนครับ ก็ฝากกรรมาธิการที่เป็นเพื่อนสมาชิกกับหลาย ๆ ท่านที่เข้าไปนี้ ไปดำเนินการเพื่อตรวจสอบ ติดตามและขอให้ปรับลดกลับมา กลับมาปรากฏว่ามีบรรทัดใหม่ ก็เติมหัวข้อใหม่ เป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ จริง ๆ แล้วเนื้อของ ๒ บรรทัดนี้ ในส่วนของงบสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและจำเป็นกับในส่วนของงบไวรัสโคโรนา (Virus Corona) นี้ เนื้อไม่ค่อยมีความแตกต่างกัน แต่ผมมองว่าอันนี้เป็นข้อดีนะครับ มันเหมือนกับเป็นมิติใหม่ เป็นพัฒนาการของการทำงบประมาณ เพราะอะไรครับ เราดึงเอา ส่วนหนึ่งของงบเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็นนี้ออกมาแล้วกำหนดให้ชัดเจนว่าเงินก้อนนี้ ให้ดำเนินการอย่างไร นั่นก็คือเอาไปใช้กับปัญหาวิกฤติโรคระบาดที่มันเกิดขึ้น อันนี้ ผมเห็นชอบครับ ผมมองว่ามันเป็นสิ่งที่ดี และผมยังอยากจะฝากไปยังสำนักงบประมาณ รวมถึงเพื่อนกรรมาธิการในอนาคตนี้ ในอนาคตข้างหน้าเราทำอย่างนี้ก็ดีครับ จะได้หมด ข้อครหาในส่วนงบกลางไปสักทีหนึ่ง ว่าพอผู้บริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารที่ไว้วางใจ ไม่ได้เราต้องมาสงสัยว่างบกลางนี้สุดท้ายมันจะไปไหน ก็เขียนแบ่งบรรทัดสิครับว่า ส่วนที่ ๑ เอาไปทำเรื่องวิกฤติไวรัส ส่วนที่ ๒ เอาไปทำเรื่องภัยแล้ง ส่วนที่ ๓ เอาไปทำเรื่องน ้าท่วม ส่วนที่ ๔ เอาไปช่วยเหลืออื่น ๆ ให้มันชัดเจนไปเลยว่าสัดส่วนแต่ละงบประมาณในส่วนที่ จะต้องไปช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉินนี้จะเอาไปทำอะไรบ้าง อันนี้อาจจะเป็นการดีจะ ลดข้อครหาในส่วนของงบกลางในอนาคต แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ผมนี่เสนอคำแปรญัตติ ปรับลดไว้ครับ และผมก็สงสัยว่าเพื่อนกรรมาธิการไม่ได้ฟังสมาชิกในห้องนี้ในการอภิปราย ในวาระ ๑ เลย วันนี้งบประมาณในส่วนที่เป็นงบสำรองจ่ายเพื่อการฉุกเฉินและจำเป็นไม่มี การปรับลดมา ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือมีการเพิ่มงบประมาณในส่วนใหม่ก็คือที่บอกว่าเอาไป ทำไวรัสโคโรนา (Virus Corona) อีก ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษนี่ท่านไปบวกเพิ่มให้ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แน่นอนว่าเป็นคนละรายการกัน แต่อย่างไรก็ตามถ้ามองในภาพรวมมันคือ ตะกร้าเดียวกัน มันก็ยังคงเป็นงบกลางอยู่นั่นเอง ถ้าท่านจะเพิ่ม ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านรู้อยู่แล้วว่า ท่านจะเพิ่ม ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมท่านไม่ไปตัดรายการที่ ๑๑ รายการงบสำรองจ่ายเพื่อ การฉุกเฉินและจำเป็น ตัดลงไปสัก ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้ หรือตัดมากกว่านั้นผมก็ไม่ว่า ในอนาคตนี้แปลว่าถ้าเกิดเราเห็นวิธีแนวทางปฏิบัติเช่นนี้แล้ว ผมจะไม่แปลกใจเลยถ้าปีหน้า งบประมาณเขาเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว สำนักงบประมาณจะตีมึนแล้วก็เพิ่มเติมงบกลาง จากสัดส่วนเมื่อก่อนจะเป็น ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์อะไรนี้ จะเพิ่มเป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะเห็นบอกว่าสภาผู้แทนราษฎรเราไปเพิ่มให้อย่างไรในสัดส่วนของงบกลาง ผมจะไม่แปลกใจเลย เพราะว่านี่คือวิธีการทำงานซึ่งฝ่ายประจำมักจะใช้ แต่ผมต้องยืนยันไว้ กับตรงนี้เลยว่า สัดส่วนของงบกลางนี้มีเพียงแค่เท่าที่จำเป็นเท่านั้นก็เพียงพอ เพิ่มมาในส่วน ของงบสำหรับเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) เป็นการเหมาะสมอันนี้เห็นด้วย แต่อย่างไร ก็ตามในส่วนของงบเพื่อสำรองจ่ายและการฉุกเฉินและจำเป็นนี้ผมยังสงวนความเห็นผมที่จะ ให้ปรับลดลงในส่วนของบรรทัดที่เป็นรายการที่ ๑๑ งบเพื่อสำรองจ่ายเพื่อการฉุกเฉินและ จำเป็นอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ผมยังยืนยันครับ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทควรจะต้องปรับลดลง นะครับ ก็ฝากทั้งความเห็นแล้วก็ประเด็นคำถามไปยังเพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประเดิมชัยแล้วตามด้วย ท่านนิยม เวชกามา ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต ท่านประธานในการที่จะได้อภิปรายเพื่อประกอบเหตุผลในเรื่องของการที่ได้สงวนความเห็น ไว้ในกรณีของการปรับลดรายการงบกลางเพื่อที่จะได้นำไปใช้ในส่วนที่จะทำให้เกิดประโยชน์ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ จากการที่ทางรัฐบาลเองได้เสนอให้มีการตั้งงบกลางถึงจำนวน ๕๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น ซึ่งประกอบไปด้วยรายการประมาณ ๑๐ กว่ารายการ เราจะเห็นว่าในรายการที่ทางรัฐบาล ได้มีการจัดตั้งไว้ก็เป็นรายการที่ตัวเลขไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากปีงบประมาณ ที่ผ่านมาเลย ฉะนั้นถ้าเราดูถึงวิธีการในเรื่องของการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่ทางรัฐบาล ได้ตั้งไว้เป็นสูตรสำเร็จในเรื่องของการนำเอาเงินเพื่อเตรียมไว้ในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะ ในเรื่องของงบกลางที่อยู่ในอำนาจการใช้ของนายกรัฐมนตรีนั้น ผมคิดว่ามันยังเป็นรายการ ที่ไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นการที่ผมเสนอให้มีการปรับลดไปประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๒๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นก็เพื่อต้องการที่จะได้นำไปใส่หรือว่าเอาไปใช้ในส่วน ที่เป็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในขณะนี้ ซึ่งผมเองต้องขอขอบคุณในส่วน ของทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่ได้มีการพิจารณางบประมาณ แล้วก็มีการตั้งในรายการงบเพื่อใช้ในเรื่องของ การแก้ไขปัญหาในเรื่องของโรคระบาด โดยเฉพาะในเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในขณะนี้ เป็นจำนวนเงิน ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่แน่นอนครับท่านประธานครับ ถ้าเราดู ในภาพรวมของทั้งประเทศที่เราได้รับผลกระทบจากในเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในขณะนี้ ถ้าเราเตรียมเงินไว้เพียงแค่ ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในการที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่อง ของโควิด-๑๙ (COVID-19) ให้กับคนทั้งประเทศนี้ ผมคิดว่าเงินจำนวนนี้ถ้าเทียบกับคน ทั้งประเทศมันเป็นเงินจำนวนน้อยนิดที่ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับ พี่น้องได้🔗
ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานได้ดูในข้อเท็จจริงที่รัฐบาลแก้ไขปัญหา ในขณะนี้ ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้เห็นสักตัวอย่างหนึ่งครับว่า โดยเฉพาะ ในกรุงเทพมหานครก็ต้องยอมรับว่ามีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อในเรื่องของ ไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นจำนวนมาก ในขณะนี้คนอีกจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึง ระบบการรักษา และรวมทั้งยังไม่สามารถเข้าถึงระบบการคัดกรองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ส่วนหนึ่งแน่นอนครับว่า ในเรื่องของงบประมาณที่จะนำไป สนับสนุนในเรื่องการนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน ในขณะนี้ ยังมีปัญหาค่อนข้างมาก เอาง่าย ๆ เรื่องของการจัดตั้งศูนย์พักคอยที่เป็นแนวทางที่ทาง คณะกรรมการบริหารโรค หรือว่าในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องได้คิดกันขึ้นมาให้มีการจัดตั้ง ศูนย์พักคอยนี้ เงินที่จะเข้าไปใช้จ่ายในศูนย์พักคอยที่จะใช้ในการบริหารจัดการในขณะนี้ ยังเป็นปัญหาค่อนข้างมากเลยนะครับ คนที่เข้าอยู่ในศูนย์พักคอย อาหารหลักประจำวัน ในขณะนี้ก็คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปครับท่านประธาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารหลักสำหรับ คนที่เข้าอยู่ในศูนย์พักคอย ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็เป็นเพราะว่างบประมาณ ที่หน่วยงานจะนำไปสนับสนุนในการดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน รัฐเองหรือว่า ในส่วนของ กทม. เองก็ไม่ได้ให้เงินงบประมาณในการไปดูแลอย่างเต็มที่ เต็มเม็ดเต็มหน่วย ในการที่จะดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือว่าความเดือดร้อนต่าง ๆ เหล่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่ามันเป็นความจำเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมา ทบทวนถึงในเรื่องของการบริหารจัดการ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาโรคระบาดที่เกิดขึ้น ในขณะนี้โดยเฉพาะโควิด ๑๙ (COVID-19) เพราะฉะนั้นงบประมาณถือว่าเป็นส่วนที่จำเป็น และสำคัญที่จะต้องดูแล เราคงไม่ต้องพูดถึงในเรื่องของวัคซีนซึ่งมีหลายท่านพูดไปแล้วว่า วัคซีนที่คนต้องการมากที่สุด ก็คือในส่วนของเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ซึ่งเป็นวัคซีน ที่ประชาชนต้องการ แต่เราก็ทราบดีหรือเห็นอยู่แล้วว่าในขณะนี้ทางรัฐบาลเองก็พยายาม ที่จะสั่งวัคซีนเท่าที่ศักยภาพของตัวเองที่มีอยู่ เป็นวัคซีนที่คนไม่อยากได้ คนไม่ต้องการ ก็พยายามที่จะสั่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะนำเรียนท่านประธานว่าในส่วนที่ผมเสนอปรับ ลด ตัดงบประมาณลงไปนี้ก็เพราะอยากที่จะให้ได้นำไปสู่ในส่วนของหมวดรายจ่ายที่มีความ จำเป็นที่จะต้องนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้ อย่างแท้จริง ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิยม เวชกามา ตามด้วยท่านธารา ปิตุเตชะ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความจำเป็นที่ต้องอภิปรายในการตัดงบประมาณ งบกลาง ผมตัด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าถามว่าตัด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วจะเหลืออะไร ท่านประธานครับ เงิน ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เป็นงบกลาง ปีนี้เป็นปีที่ ๓ รัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตั้งมาแล้ว ๒ ปี ผมตัด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาท คนฟังอาจจะตกใจ ทำไมตัดมากมาย ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนว่างบกลางผมเข้าใจ ได้ว่าเป็นงบมีความจำเป็น เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการของนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะเลย เพราะนายกรัฐมนตรีใช้อยู่คนเดียว เป็นงบประมาณในการใช้จ่ายอย่างรวดเร็ว คล่องตัว ทันต่อเหตุการณ์ อันนั้นคือหลักการท่านประธาน แต่ ๒ ปีที่ผ่านมา ผมยังไม่เห็นอะไรเป็นชิ้น เป็นอันเลย งบกลาง ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท งบกลาง ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมจะชี้ให้เห็นว่า งบกลางซึ่งเป็นงบที่ใช้จ่ายเพียงนายกรัฐมนตรีนำเข้า ครม. ขออนุมัติ ซึ่ง ครม. คงไม่มีใคร กล้าขัดหรอกครับ อันนี้คือตัวปัญหา ซึ่งผมต้องตัด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ผมขอกราบเรียน ท่านประธานให้ทราบว่างบกลาง ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตั้งไว้เป็นปีที่ ๓ นี้ให้ท่านไปเปรียบ ดูว่างบลงทุนทั้งประเทศท่านจะให้เท่าไร มาเทียบดูกับงบกลาง งบลงทุนนะที่ผมพูดนี้ก็ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ต้องถามกรรมาธิการที่เข้าไปทำด้วยว่า ในสมัยหนึ่ง ถ้าผมจำไม่ผิดนะ สมัยของท่านทักษิณตั้งงบกลาง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ ๕๐๐,๐๐๐ นะ ไม่ได้เป็นหลักแสน หลักหมื่นเพื่อนำไปใช้ในภารกิจที่จำเป็น สภานิติบัญญัติเรานี่ละครับ ฝ่ายค้านด่ากันเละ ด่าเสียหาย แล้วเป็นอย่างไร พอเกิดสึนามิ การบริหารจัดการเฉียบพลัน เงียบ ไม่มีเสียงตอบเกิดขึ้น ท่านจำได้ไหมท่านประธาน ในสมัยท่านยิ่งลักษณ์สมัยหลังนี้ ตั้งงบประมาณเพียง ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท มาเทียบกับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท น ้าท่วมกรุงเทพมหานคร น ้าท่วมภาคกลางเละเทะ ก็ใช้เงินตัวนี้ เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน แต่วันนี้งบกลาง ๒ ปีที่ผ่านมาวัคซีนจะเข้าแขนคนเอาเงินมาใช้สิงบกลาง ไม่มีครับ หมดแล้ว วันนั้นผมจำได้ว่านายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์บอกว่างบกลางหมดแล้ว มันหมายความว่าอะไร ท่านประธาน โรคระบาดที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติของทุกวันนี้ทำไมไม่เอางบกลางมาใช้ กู้เงิน ไป ๒ รอบ ๓ รอบ แต่พี่น้องก็ได้ฉีดเข็มเดียว บางคนยังไม่ได้ฉีด บ้านผม ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ได้ฉีด เมื่อเช้านี้โทรบอกว่า ดีใจหลาย ส.ส ได้ฉีดแล้วหนึ่งเข็ม ฉีดอะไร ซิโนแวค (Sinovac) ซิโนแวค (Sinovac) คือวัคซีนที่เหลือ ท่านประธานครับ วันนี้ประกาศให้ฉีดทั่วไป ฉีดเข็มสองฉีดแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) นะครับ อันนี้ผมต้องกราบเรียนว่าปัญหา แบบนี้อย่าให้มันเกิดขึ้นได้ไหม ที่เห็น ส.ส. เพื่อนผมพูดบอกเรื่องได้ขออนุมัติ ครม. ผมถาม เป็นญัตติในสภาแห่งนี้ คือโรคไวรัสวัว โรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ท่านพูดนั้นถูกใจผม ผมเลยจำมา บอกว่าจะใช้งบกลาง ผมเปิดญัตติในนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์มาตอบว่า เดี๋ยวจะไปขอใช้งบกลางเอาวัคซีนมาฉีด เอายามารักษาวัว โรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) จนวันนี้ต้องบอกเลยว่างบกลางที่ท่านบอกจะเอาไปทำนี้ยังไม่มี ครับ บ้านผม ๆ โทรไปถามผู้ว่าราชการจังหวัดบอกแล้วเมื่อไรจะรักษาวัว มันตายไปหลายพันตัวแล้ว เพื่อน ส.ส. บอกว่าเสียหายไป ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมจด ท่านพูดนะ ข้อมูลชัดเจนแบบนี้ แล้ววันนี้วัวที่มันตายไปยังไม่ได้รับการชดเชยในงบประมาณที่เป็นงบกลาง ที่ไปแก้ระเบียบ บอกว่าจาก ๖,๐๐๐ บาท เป็น ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท วัวอายุไม่เกิน ๖ เดือน วันนี้ผมถามว่า แล้วทำไมไม่ให้เขา ถามทางปศุสัตว์บอกยังไม่มีหนังสือสั่งการจากส่วนกลาง จะปล่อยให้มัน ตายหมดทั้งจังหวัด ทั้งประเทศหรืออย่างไรครับท่านประธาน งบกลางนี้คือตัวปัญหา ผมจึงต้องตัด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ วันนี้วัคซีนหลายท่านที่ไม่ได้ฉีด ในสภาจะได้ฉีด พี่น้องบ้านผม พี่น้องในกรุงเทพฯ ก็ยังไม่ได้ฉีดชัดเจนในเรื่องนี้ ผมจึงต้องตัดเกินครึ่ง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ด้วยความไม่รู้สึกรู้สา วัคซีนจำเป็น คนตายเกลื่อนเมือง อันนี้คือ เหตุผลนะ ไม่ใช่เป็นวาระแรกท่านไม่ต้องบอกผม มันเป็นเหตุเป็นผลที่ผมจำเป็นต้องตัด งบกลาง วัคซีนไม่มีครับ ท่านก็อ้างอยู่ตัวเดียวแม้กระทั่งเขาให้มาของบริจาค ไฟเซอร์ (Pfizer) นั้นท่านยังจัดการกันไม่ได้ แล้วจะจัดการวัคซีนได้อย่างไร ไม่ต้องของซื้อมา ของบริจาคผมจึงถือว่าการจัดการของพวกท่านล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ขอบคุณมากท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านธาราตามด้วยท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายธารา ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ผมสงวนความเห็นในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะงัก อันเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ส่งผลให้การค้าการลงทุนและระบบเศรษฐกิจของโลกและประเทศไทยของเรา หดตัวอย่างรุนแรง เศรษฐกิจไทยจากนี้ปีอีกหลายปีคาดการณ์ว่าจะมีผลติดลบอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และฐานะการเงินการคลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบ กับในปี ๒๕๖๓ ท่านประธานครับ รัฐบาลได้กู้เงินแก้ปัญหาเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม ในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) อย่างหนัก รวมถึงการจัดทำ งบประมาณรายจ่ายแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น สูงขึ้น อย่างมหาศาล การดำเนินการนโยบายการเงินการคลังและงบประมาณรายจ่ายของรัฐจึงต้อง ใช้จ่ายด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลควรพิจารณา ในลำดับความสำคัญ โดยคำนึงถึงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนของพี่น้อง ประชาชน การสนับสนุนการช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบในภายใต้สถานการณ์ ในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะจัดเก็บรายได้ลดลง ซึ่งการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลเก็บได้มาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจนะครับ และการขยายตัวของจีดีพี (GDP) ในอนาคตจากที่กระผมได้กล่าวมากข้างต้น กระผมฝากความห่วงใยถึงรัฐบาลให้ช่วยกำชับ หน่วยงานที่รับงบประมาณในปี ๒๕๖๕ และหน่วยงานเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อ ความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ให้งบประมาณที่กระจายลงสู่พี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างสภาพคล่องกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกระดับ อย่างในปีที่แล้วมาไม่ว่าจะตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ถึงปี ๒๕๖๓ มีการเบิกจ่ายงบประมาณเฉลี่ยร้อยละ ๙๒.๑ แต่เมื่อพิจารณาการเบิกจ่ายใน การลงทุนค่าเฉลี่ยเพียงร้อยละ ๖๙ การเบิกจ่ายมีความล่าช้าไม่ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ในปี ๒๕๖๕ รัฐบาลต้องกำชับให้แต่ละหน่วยงานที่รับงบประมาณต้องทำการเบิกจ่าย อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ อย่าให้งบค้างท่ออย่างที่แล้วมา ถ้าการเบิกจ่ายล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินการ การลงทุนของภาครัฐ จะทำให้เสียโอกาสในการพัฒนา ประเทศ🔗
อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของงบกลาง จริง ๆ แล้วรัฐบาลจัดสรรงบประมาณ งบกลางซึ่งเป็นงบสำรองจ่ายกรณีเพื่อฉุกเฉิน ซึ่งเป็นงบรายจ่ายสำรองที่มีความจำเป็น ที่รัฐบาลต้องจัดสรรไว้เป็นค่าใช้จ่ายกรณีฉุกเฉิน เมื่อเกิดการฉุกเฉิน หรือภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่งงบประมาณดังกล่าวสามารถนำงบประมาณไปใช้ได้เพื่อการช่วยเหลือแก้ไขบรรเทาปัญหา ความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนได้ทันท่วงที โดยเฉพาะปัญหาของการแพร่ระบาดของ โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เราประสบในปัจจุบัน งบประมาณในปี ๒๕๖๕ งบกลางได้ตั้งไว้ กรณีฉุกเฉิน ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งงบกลางดังกล่าวตามกฎหมายทางวินัยการเงินการคลัง ของรัฐกำหนดให้มีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๓.๕ ของงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ งบกลางที่ตั้งไว้นะครับท่านประธาน ผมไม่ติดใจในการใช้ แต่อยากจะติติงไปในทางการใช้งบกลางก้อนนี้ ซึ่งไม่รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ ท่านประธานจะ เห็นว่าในโรคต่าง ๆ เมื่อเกิดโรคระบาด ไม่ว่าในคน ในสัตว์ ในพืช หรือเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ นี้ ไม่มีงบประมาณซึ่งไปตั้งไว้ในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ หรอกครับ เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่า มันจะเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่ผมขอเสนอแนะไปทางรัฐบาลผู้มีอำนาจ ผู้บริหารประเทศว่าในการอนุมัติงบกลางนี้ขอให้รวดเร็ว ยกตัวอย่างที่หลาย ๆ ท่าน ผู้แทน หลาย ๆ ท่านได้พูดไว้ ไม่ว่าจะเป็นโรคของสัตว์ลิมปีสกิน (Lumpy Skin) หรือภัยพิบัติจาก โรคพืช ไม่ว่าโรคใบด่างในมันสำปะหลังอย่างนี้เป็นต้น ก็ขอให้ท่านอนุมัติใช้จ่ายอย่างรวดเร็ว นะครับ ที่แล้วมาท่านก็เห็นอยู่พี่น้องเกษตรกร พี่น้องประชาชนเดือดร้อน แล้วก็มีเสียง สะท้อนกลับมาเยอะแยะมากมาย เพราะในความล่าช้าของการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะงบ กลางก็เป็นที่รู้กันว่าใช้ได้อย่างง่ายและรวดเร็ว ก็ฝากไว้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ตามด้วยท่านซูการ์โน มะทา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี เขต ๗ ผมได้ ปรับลดงบประมาณ หมวด ๒ งบกลางจาก ๕๘๗,๐๐๐ ล้านบาท ลง ๘ เปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท งบกลางนี้รัฐบาลต้องใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารราชการ แผ่นดินให้รวดเร็ว ให้ทันต่อเหตุการณ์ในกรณีที่มีภาวะฉุกเฉิน เช่น ในขณะนี้บ้านเมือง ประสบภาวะพืชผลการเกษตรตกต ่า รัฐบาลก็ต้องนำงบประมาณไปช่วยเหลือ ภาคเหนือ ลำไยราคาตก ข้าวไม่มีราคา ภาคตะวันออก เงาะ มังคุดไม่มีราคา ภาคใต้ยางพาราราคาตก และภาคอีสานในขณะนี้ข้าวเปลือกกิโลกรัมละ ๖ บาท โรงสีไม่รับซื้อครับ ข้าวปลาย ๑๒ บาท แกลบกิโลกรัมละ ๓ บาท ชาวบ้านกำลังจะกินแกลบแล้วครับ ฝากรัฐบาลได้เร่งรัด นำงบกลางของท่านมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยส่งเสริมในขณะนี้เราก็รู้อยู่แล้วว่า ประเทศป่วยครับ ต้องรักษาด้วยฟ้าทะลายโจร ก็ส่งเสริมปลูกฟ้าทะลายโจร ก็ส่งเสริมปลูก กระชายขาวเพื่อนำงบกลางมาส่งเสริมให้กับพี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ และในขณะเดียวกัน ท่านประธานครับ วันนี้โคป่วยเป็นโรคลิมปีกิน (Lumpy Skin) คนป่วย เป็นโควิด-๑๙ (COVID-19) วันนี้วัวของพี่น้องเกษตรกรที่เป็นทรัพย์สมบัติอันมีค่านี้ได้ล้มป่วย ครับ ได้ล้มป่วยตั้งแต่เรานำงบประมาณเข้าวาระ ๑ รัฐมนตรีก็บอกว่าจะนำงบกลางมา ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งตอนนี้วัวได้ป่วยและได้ล้มตายเป็นจำนวนมาก จากสถิติว่ามีวัว อยู่ประมาณทั้งวัวทั้งควาย ๑๐ ล้านตัว ในขณะนี้ป่วยหมดแล้วครับ แล้วก็ได้เสียชีวิตไป ประมาณ ๓-๔ หมื่นตัว วันนี้วัคซีนยังไม่มาครับ ผมฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่าวันนี้ วัคซีนไม่เอาก็ได้ครับ ขอเงินเป็นค่าชดเชยเยียวยาจากการรักษาโค กระบือที่ป่วยพี่น้องได้ใช้เงินของตัวเองในการ รักษาโค กระบือที่ป่วยโดยเรียกหมอมาฉีดยาเข็มละ ๕๐๐ บาท เข็มละ ๕๐๐ บาทนี้ ตัวหนึ่ง ก็ตกไป ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท วันนี้ขอค่าเยียวยาตัวละ ๕๐๐ บาท ให้กับเกษตรกรที่ได้รักษา โค กระบือของเขา ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันมีค่าของเขาเหมือนกับเราขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปลูกข้าว ใครปลูกข้าวหอมมะลิกี่ไร่ได้ส่วนต่างกี่บาท ใครปลูกข้าวเหนียวกี่ไร่ได้ส่วนต่าง กี่บาท วันนี้เกษตรกรที่เลี้ยงวัวที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วมีวัวป่วยกี่ตัว ถ้าเราจ่ายตัวละ ๕๐๐ บาท นาย ก มี ๓ ตัวก็รับไป ๑,๕๐๐ บาท นาย ข มี ๕ ตัวก็รับไป ๒,๕๐๐ บาท เป็นการชดเชย เยียวยาให้กับเกษตรกรที่เลี้ยงปศุสัตว์แล้ววัวป่วย ส่วนวัวตายวันนี้เกษตรกรก็ฝากถามมาว่า เมื่อไรจะได้เงิน แล้วจะได้ในอัตราเดิมในอดีตหรืออัตราใหม่ที่เข้า ครม. แล้ว พี่น้องเขาถาม ก็ฝากได้ใช้งบกลางในการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในการที่จะช่วยเหลือเยียวยาใน โรคของโค และท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะนี้ประเทศป่วยเราจะเดินต่อกันอย่างไร ทางรอดเราอยู่ไหน วิกฤติโควิด (COVID) วิกฤติเศรษฐกิจ ล็อกดาวน์ (Lockdown) ก็ไม่มี วันจะจบ ประชาชนติดเชื้อวันละ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ตายวันละ ๓๐๐ คน อีกไม่กี่วันก็จะครบ ๑ ล้านคนแล้วครับ เศรษฐกิจพังพินาศ รัฐบาลต้องรู้ร้อนรู้หนาวนำเงินงบกลางมาใช้จ่ายให้ ทันท่วงทีครับ พี่น้องประชาชนคนอีสานมาอยู่กรุงเทพฯ ป่วยไม่มีเตียง นอนอยู่ที่ห้องเสียชีวิต ไม่มีวัดเผา อยากจะกลับไปตายบ้าน อยากจะกลับไปรักษาตัวที่บ้านไม่มีรถกลับบ้าน ไม่มียา รักษา ประชาชนต้องพึ่งบุญพึ่งกรรมไหว้พระ ตำฟ้าทะลายโจรกินเอง ปั่นกระชายขาวกินเอง ประเทศนี้เป็นไปได้อย่างไรครับท่านประธาน เราต้องหางบกลางมาเพิ่มเพื่อจะทำเรื่องด่วน ๆ เรื่องที่จำเป็น เรื่องที่จะแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งวันนี้ผู้แทนราษฎรได้อภิปรายในวาระที่ ๑ แล้วว่างบกระทรวงสาธารณสุขลดลง งบกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้นนี้ควรจะปรับลด งบอื่น ๆ ให้กระทรวงสาธารณสุข วันนี้งบกลางของรัฐบาลที่จะต้องเร่งรัดเอางบมาใช้จ่าย ให้รวดเร็ว ซึ่งวันนี้ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการต่าง ๆ ที่ได้ปรับลด งบประมาณไป ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เอามาไว้ในงบกลางเพื่อจะเพิ่มเป็นเงินงบกลางเพื่อ จะไปช่วยเหลือเยียวยาให้กับพี่น้องที่เป็นโควิด (COVID) พี่น้องที่ลำบากพี่น้องเดือดร้อนใน เรื่องโรคโควิด (COVID) หรือจะนำเงินส่วนนี้ไปซื้อวัคซีน เพราะตอนนี้พี่น้องประชาชน เดือดร้อนมาก พี่น้องประชาชนก็อยากได้วัคซีน สุดท้ายก็ขอฝากท่านประธานถึง ท่านนายกรัฐมนตรีให้นำเงินงบประมาณงบกลางไปใช้ให้เกิดประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งกำลังเดือดร้อนในขณะนี้ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านซูการ์โน แล้วตามด้วย ท่านประสงค์ บูรณ์พงศ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ พรรคประชาชาติ ผมขออภิปรายปรับลดงบประมาณ มาตรา ๖ งบรายจ่ายงบกลาง ๕๘๗,๔๐๐ กว่าล้านบาทเศษ สิ่งที่ผมแปลกใจมากทุกปี ในการพิจารณางบประมาณแล้วในงบกลางนั้นดูแล้วกรรมาธิการส่วนใหญ่แล้วจะปรับลด แต่วันนี้ปีนี้ก็ไม่มีการปรับลดในส่วนของงบกลางที่เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ผู้ใช้งบประมาณ เพียงคนเดียวคือนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นผมจึงขอปรับลดงบประมาณในงบกลางไว้ลดลง ๔ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ เท่าที่เราทราบในการจัดทำงบประมาณตามพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ๒๕๖๑ นั้น ในงบประมาณงบกลางจะมีอยู่ ๑๑ รายการ ด้วยกัน สิ่งสำคัญที่สุดที่ที่ผมเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องปรับลดตรงนี้ในกรณีของงบกลางก็คือว่า การใช้จ่ายงบประมาณ งบกลางนั้นเหมือนกับการตีเช็คเปล่าให้กับผู้มีอำนาจ ซึ่งสามารถที่จะ เอาไปทำอะไรก็ได้ ซึ่งหลาย ๆ ท่านที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การตีเช็คเปล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อการบริหารการตรวจสอบเงินภาษีของพี่น้องประชาชนได้ แล้วก็สิ่งสำคัญที่สุดในงบประมาณที่เป็นงบกลาง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทก็มีอยู่ ๑๑ รายการ ซึ่งมีอำนาจ ให้อำนาจกับผู้มีอำนาจคือนายกรัฐมนตรีสามารถที่จะปรับโยก งบประมาณที่อยู่ในหมวดงบกลางทั้งหมดใน ๑๑ รายการได้ เพราะว่าเท่าที่ผ่านมา ไม่ว่าปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณในงบกลางนั้น ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็ไม่ได้มีการตรวจสอบการใช้เงินดังกล่าวเลย ซึ่งเป็นเรื่อง สำคัญมาก โดยข้อเท็จจริงในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายงบกลางนั้นเราให้ความสำคัญ อยู่ในส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของเงินสำรองจ่ายไว้กรณีฉุกเฉิน ซึ่งหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมเห็นด้วยว่าการใช้จ่ายงบประมาณงบกลางนั้นควรเอามาใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินที่เกิดขึ้น ในประเทศแบบฉับพลันทันด่วน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) เกิดมา ๒ ปีกว่า สิ่งสำคัญที่เรายังไม่เคยเห็นชัดเจนว่ารัฐบาลหรือผู้มีอำนาจในการใช้งบกลางนั้น ได้ไปใช้เงินในกรณีฉุกเฉินนั้นไปใช้ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแก้ปัญหาเรื่องการแพร่ ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) แบบทันทีทันใดนั้นยังไม่ปรากฏชัดแน่นอน และในกรณี ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรที่มีตกต ่า วันนี้ในพื้นที่หลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีผลไม้กำลังออกสู่ตลาด แต่ท่านประธานครับ ราคาผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน เงาะ มังคุด ลางสาด ลองกอง หรือแม้กระทั่งยางพาราก็ลดลงต ่ากว่าทุกปี รัฐบาลก็ไม่เคยเอาเงินงบกลางไปใช้ใน การแก้ปัญหาเหล่านี้เลย วันนี้ผมได้ดูข่าวและสะท้อนถึงความรู้สึกเจ็บปวดของพี่น้อง ประชาชนว่าทำไมกรรมาธิการงบประมาณจึงไม่ตัดงบกลางลงไป เพราะผมดูจากรายงานข่าว อันหนึ่งมีพี่น้องประชาชนที่จังหวัดลำพูนเครียดจัดนะครับ ลำไยออกผลดี เนื้อสวย ผลไม้สวย ต้องเอาไม้มาตีลูกลำไยให้ร่วงลงเพื่อระบายความรู้สึกว่าความไม่ดูแลเอาใจใส่ของรัฐบาล ต่อการแก้ปัญหาหรือประกันราคาผลไม้นั้นไม่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างที่เห็นนะครับ ดังนั้น ผมจึงว่างบกลางจึงจำเป็นจะต้องปรับลดลง ๔ เปอร์เซ็นต์🔗
ประเด็นที่ ๒ วันนี้เท่าที่ฟังที่รายงานมานอกจากไม่ปรับลดแล้ว ผมอยากตั้ง ข้อสังเกตถามท่านกรรมาธิการ ประธานคณะกรรมาธิการว่าในส่วนที่ท่านปรับลด งบประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมท่านต้องตีเช็คเปล่าไปให้คนมีอำนาจไปใช้อำนาจ เพียงคนเดียวกี่ครั้งแล้ว ทำไมท่านไม่เอาเงินเหล่านี้ไปแจกจ่ายให้กับกระทรวงคมนาคม กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลเรื่องของ ราคาผลไม้ พืชผลทางการเกษตร หรือกระทรวงพาณิชย์ หรือแม้กระทั่งเอาเงิน ๑๖,๐๐๐ ล้านกว่าบาทเศษนี้ไปคืนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีอยู่ทุกแห่ง ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลของประเทศไทย ท่านประธานครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหน้าด่านสำคัญที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แต่เราเอาเงินงบประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทไปให้กับนายกรัฐมนตรีมาดูแลและบริหารจัดการ อะไรครับที่เกิดขึ้นใน ปี ๒๕๖๓ เอางบกลางไปใช้เรื่องของความมั่นคง เอาไว้ให้กองทัพไปจัดซื้ออาวุธ เอาให้ตำรวจ ไปจัดซื้อกระสุนปืนยางเพื่อมาใช้ปราบปรามพี่น้องประชาชน สิ่งเหล่านี้มันไม่ถูกต้อง ผมอยากตั้งข้อสังเกตให้ทางกรรมาธิการได้รับไปพิจารณาว่าเป็นไปได้ไหมครับ เรามาถือมติ ของสภาแห่งนี้ว่าเงิน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านปรับลดจากหน่วยงานต่าง ๆ นั้นไปคืนให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อชดใช้ที่เขาขาดรายได้ เขาจะได้นำเงินตัวนี้ไปพัฒนาในพื้นที่ ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อนเรื่องโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) กำลังเดือดร้อนเรื่องของผลไม้ ผลผลิตทางการเกษตรตกต ่า เขาจะได้ไปประกันซื้อผลไม้จาก พี่น้องประชาชนมาแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพจะซื้อผลไม้ได้ อันนี้ ผมเชื่อว่าถ้าเราคืนเงินงบประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น จะเป็นประโยชน์มากกว่าไปอยู่ในน ้ามือของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวนะครับ อันนี้ก็ตั้ง ข้อสังเกตเพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประสงค์ บูรณ์พงศ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ประสงค์ บูรณ์พงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จากจังหวัด นครพนม ท่านประธานที่เคารพ ผมได้เสนอแปรญัตติในเรื่องของงบกลาง ในหน้า ๒๗ ข้อ ๕ ค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานของรัฐ แล้วก็ข้อ ๗ เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ซึ่งเกี่ยวข้องกันนะครับ ท่านประธานที่เคารพงบกลางนี้ก็เพื่อกรณีฉุกเฉิน ตามคำจำกัดความ ผมก็อยากเรียนถามท่านกรรมาธิการว่าแล้วเรื่องของการรักษาพยาบาล เรื่องของงบบำเหน็จบำนาญมันฉุกเฉินไหม เป็นเรื่องที่วางแผนได้ทั้งนั้นละครับ ผมถึงกราบเรียนว่า ต่อไปในเรื่องนี้ควรจะจัดแจงให้ชัดเจน กองทุนทั้งหลายไม่ต้องอยู่แยกกัน มารวมกันเสีย ใครเป็นเจ้าของ กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของควรจะเป็นเจ้าของ ผมกราบเรียนว่า ในงบประมาณทั้งหลายเหล่านี้เขียนว่าจาก ๑. กองทุนของพี่น้องประชาชน กองทุนส่งเสริม บำเหน็จบำนาญข้าราชการก็มีอยู่ ๔,๙๐๐,๐๐๐ คน ประมาณ ๕ ล้านคนนะครับ ได้งบปีละ เท่าไรทราบไหมครับ ๑๒,๖๗๖ บาท ต่อไปเป็น ๔๘,๘๐๐,๐๐๐ คนนี้เป็น ๓๐ บาทรักษา ทุกโรคครับ เป็นกองทุนสวัสดิการของรัฐที่ให้ประชาชน เรียกว่าบัตร ๓๐ บาทนะครับ อันนี้ ที่ผ่านมาผมเปรียบเทียบ ๒,๕๐๒ บาท กองทุนที่ ๓ เป็นกองทุนของประกันสังคมก็มีผู้ใช้อยู่เป็น ๑๔.๗๔ ล้านบาท จะเห็นว่ามันแยกไปและมีความไม่เท่าเทียมกัน ท่านประธาน ทำให้มัน เท่าเทียมกันสักทีเถอะครับ เท่ากันได้ไหม เพิ่มขึ้นมาจากพี่น้องประชาชนที่เป็นประชาชน ให้มันเท่า ๆ กันเสีย ไม่ใช่ลดใครหรอกครับ เพิ่มขึ้นมา เพราะว่าพี่น้องประชาชน ประชาราษฎร์นั้นเสียภาษีเหมือนกัน เสียภาษีเหมือนกับข้าราชการ แล้วเสียภาษีคล้าย ๆ เป็น ๒ เท่า เพราะว่าข้าราชการกินเงินของประชาชนก็เสียภาษี ประชาชนเสียภาษีมาก ขนาดงบแวต (VAT) อย่างเดียวปีละ ๒ ล้านล้านบาท ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ แผ่นดิน เห็นไหมครับว่าเขาควรจะได้รับที่เท่าเทียมกัน เช่นเดียวกันในเรื่องของรัฐวิสาหกิจ ทั้งหลายควรจะเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นผมขอฝากคณะกรรมาธิการว่าภายในภาคหน้า ควรจะเป็นเท่าเทียมกันครับ ให้มันเป็นอันเดียวกัน ไม่มีจอยท์ (Joint) ไม่มีข้อต่อทั้งหลาย เพื่อเงินจะได้ถึงผู้ใช้ ผู้ได้รับงบประมาณจริงจัง อันนี้ประการที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ ในเรื่องการรักษาพยาบาลก็ไม่เท่าเทียมกันอีกละครับ ท่านประธานที่เคารพ ข้าราชการก็ส่วนหนึ่งได้มากมาย เรื่องฟันอย่างนี้ รักษาฟัน ประชาชน ไม่ได้หรอกครับ ข้าราชการก็ได้เหมือนกันแต่ได้ไม่เท่ากัน บางอย่างควรจะได้ที่รักษาสิทธิของเขา เพราะว่าการรักษาบางทีมันไม่สิ้นสุด ยกตัวอย่างฟันที่เกิดจากรถชน กระดูกหัก ต้องสร้างเสริม เรียกว่ารีคอนสตรักทีฟ (Reconstructive) ไม่ใช่ตบแต่ง แต่ก็ไม่สามารถที่จะเบิกเงินได้ ใช้จ่ายไม่ได้ ไม่เท่าเทียมกันนะครับ ทั้ง ๆ ที่ไททาเนียม (Titanium) ที่ฝังในรากฟันกับ ไททาเนียม (Titanium) ที่ข้อเข่านี้มันเหมือนกัน ไททาเนียม (Titanium) ที่ติดที่สมอง ก็เท่ากันเหมือนกัน อันนี้คือความไม่เท่าเทียมกันเรื่องนี้ เรื่องโรคไตอีกอันหนึ่ง เป็นที่ทุกข์ ลำบากมากของงบประมาณทุกอย่าง ไตต้องตาย ไม่มีเงินก็ต้องไปหามา มีตัวอย่างหลายแห่ง แม้กระทั่งจังหวัดของผม คนเป็นโรคไตมากมายมาร้องผมครับว่าต้องล้างไต ไปหาโรงพยาบาล ของรัฐเพื่อจะได้ช่วยเหลือ ไปหารัฐ โรงพยาบาลของรัฐหมอที่เกี่ยวข้องก็บอกว่าไปรักษา ที่คลินิก นี่คือปัญหาที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานว่าต้องแก้ไขในเรื่องนี้นะครับ🔗
ต่อไปก็มีเรื่องซึ่งเกี่ยวกับคน ๔๘,๘๐๐,๐๐๐ คน เป็นคนที่ไม่ได้รับ สิ่งตอบแทนจากรัฐเลย นั่นคือบำเหน็จบำนาญ ท่านประธานที่เคารพ ข้าราชการมีกฎหมาย บำเหน็จบำนาญทุกแห่งมีหมด ทหาร ตำรวจมีหมดครับ แต่ประชาชนไม่มี ประชาชน ต้องเสียภาษีนะครับ ๔๘,๘๐๐,๐๐๐ คน เขาต้องเสียภาษีอย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว เมื่ออายุ ถึงขั้นเข้า ๖๐ ปีเขาควรได้ครับ ๔๘,๘๐๐,๐๐๐ คนนี้ ก็ประมาณ ๑๐ ล้านคนเท่านั้น เขาควรจะได้เดือนละ ๓,๐๐๐ บาทหรืออะไรก็แล้วแต่ ควรจะได้ครับ ขอฝากกรรมาธิการ ด้วยว่าเป็นเรื่องอนาคตที่จะต้องทำให้ได้ ท่านใช้เงินของเขาก็ต้องถึงประชาชนนะครับ และความไม่เท่าเทียมในเรื่องบำเหน็จบำนาญก็มีครับ ขณะนี้บำเหน็จบำนาญไม่เท่าเทียมกัน หรอกครับ เรามาดูบ้านเมืองเราปกครองระบอบประชาธิปไตย นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เอาบริหาร ท่านประธานที่เคารพ ปลัดกระทรวง อธิบดี ข้าราชการทุกคนปลดเกษียณ ได้เงินครับ นายพลเอก พลโทได้เงินหมด ดีไม่ดีเท่า ๆ กับเงินเดือนด้วย ตุลาการ ท่านประธานศาลฎีกาปลดเกษียณท่านมีบำนาญครับ ตุลาการก็มี ทหารก็มี แล้วนิติบัญญัติล่ะ ผมอยากเรียนท่านประธาน ถ้าวันนี้เขายุบสภา วันพรุ่งนี้ประธานชวนของผมจะมีเงิน เท่าไรครับ ไม่ใช่โอเคนะ ศูนย์ครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ผมขอฝากท่านกรรมาธิการที่จะพิจารณาต่อไปว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จาก ประชาชนนั้นขอให้ใช้จ่ายอย่างเป็นธรรม ถูกต้อง เพื่อผลประโยชน์ของผู้รับงบประมาณ ในที่สุด ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกรรมาธิการมีอะไรจะชี้แจงไหมครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ มีลงชื่อไว้นะครับ เดี๋ยวให้หมดก่อนดีไหมครับ🔗
ขออภัยท่าน กรรมาธิการนิดหนึ่งนะครับ เนื่องจากว่ามันอยู่คนละหน้า มันหลายหน้าผมก็เลยดูไม่ละเอียด เหลือท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ อีกท่านหนึ่ง เชิญท่านสุรเชษฐ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพนะครับ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกผู้สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก็ขอขอบคุณท่านประธานครับ ตอนไปลงชื่อผมก็บอกเจ้าหน้าที่ไว้ขออภิปราย เป็นคนสุดท้าย เผอิญไปอยู่อีกหน้าหนึ่ง ระหว่างนี้เพื่อนสมาชิกก็เข้ามาได้นะครับ เพราะเดี๋ยวเราคงลงมติกันในไม่ช้า แต่อยากให้ท่านสมาชิกนี้ช่วยกันตั้งใจฟังนิดหนึ่งนะครับ ผมว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ แล้วก็เป็นประเด็นที่สำคัญ งบกลางนี้ขอมา ๕๗๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่มีการปรับลดนะครับ ตอนเข้ามาวาระ ๑ นี้มีอยู่ ๕๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ เข้ากรรมาธิการไป แต่กรรมาธิการ ณ วันนี้ในวาระ ๒ กำลังขอเพิ่ม ผมย ้าว่าขอเพิ่มนะครับ เพิ่มเติมอีก ๑ รายการ ๑๖,๓๖๒ ล้านบาท ซึ่งส่วนที่เพิ่มนี้ก็คือไขมันทั้งหมดที่เราไปช่วยกัน ตัดลดงบประมาณมานะครับ กรรมาธิการแต่งตั้งอนุกรรมาธิการไปช่วยกันทำงานตัดลด งบประมาณที่เป็นไขมันส่วนเกินมาได้ ๑๖,๓๖๒ ล้านบาท จะเอามาเทลงงบกลางหมด ซึ่งเรื่องนี้พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วย ในระดับกรรมาธิการก็ไม่เห็นด้วย แล้ววันนี้ผมก็จะ อภิปรายไม่เห็นด้วยหากเราจะลงมติตามที่กรรมาธิการเสนอมา งบกลางคืออะไรครับ มีอยู่แล้วเท่าไรในงบปี ๒๕๖๕ งบกลางนี้เป็นเหมือนงบที่เอามาเติมเต็ม ขาดเหลืออะไรก็ใช้ งบกลาง หรือว่างบที่ตั้งไว้ไม่ได้ หน่วยงานตั้งปกติตามกรมไม่ได้นี้ก็เอามามาแปะไว้ในงบ กลางมีอยู่ ๕๗๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แบ่งออกเป็น ๑๑ รายการ บางรายการมาก บางรายการน้อยอย่างรายละเอียดที่โชว์ในเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ช่วยกรุณาขึ้น สไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ🔗
ไอเทม (Item) ที่สำคัญที่สุด ก็คือเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ไอเทม (Item) นี้น่าจับตา ที่สุด แล้วถ้าเราสังเกตการอภิปรายอะไรต่าง ๆ ทุกคนเสนอมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันไม่มีใคร เคยขอให้เพิ่ม แต่กรรมาธิการชุดนี้จะขอให้เพิ่มอีกรายการหนึ่งนะครับ เป็นรายการที่ ๑๒ จะเรียกอย่างนั้นก็ได้ เพื่อบอกว่าใช้ในกรณีของโควิด (COVID) คือหลักการนี้งบกลางควรมีน้อย คือมันควรมี แต่ว่าน้อย ถามว่าทำไมเราถึงไม่ควรมีงบกลางมาก เพราะว่าระดับความโปร่งใสนี้ มันต ่าสุดนะครับ คืองบหลัก ๆ นี้มันมีอยู่ ๓ ก้อนด้วยกัน คืองบกลาง งบ พ.ร.ก. เงินกู้ แล้วก็งบปกติ งบปกตินี้ผ่านกลไกการตรวจสอบที่เรากำลังทำงานกันอยู่ เห็นรายละเอียด เห็นการกระจายงบ เห็นการจัดลำดับความสำคัญ ถ้าเงินไม่พอจริง ๆ ก็ไปกู้มา กู้มาก็ให้ อำนาจรัฐบาล แต่อย่างน้อยก็มีสภาพัฒน์มาช่วยกันดู ส่งหน่วยงานต่าง ๆ ส่งมาพร้อม ๆ กัน แล้วก็เกลี่ยจะให้อะไร แต่งบกลางที่บอกว่ามันเหมือนการตีเช็คเปล่าให้นายกรัฐมนตรี เพราะว่าขาดเหลืออะไรก็ต้องมาไหว้ขอนายกรัฐมนตรี มันเป็นงบที่อยู่ในระดับที่เรียกว่า มือใครยาวสาวได้สาวเอาอย่างแท้จริง มันผิดหลักการกระจายงบประมาณอย่างทั่วถึงและ เป็นธรรม เพราะนายกรัฐมนตรีก็พิจารณาเป็นเรื่อง ๆ เรื่องนี้ขอเข้ามานายกรัฐมนตรีก็คือ ตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้ อีกเรื่องขอเข้ามาจะให้หรือไม่ให้ แล้วมันก็ตรวจสอบยากที่สุด ขอเอกสารทีไรไม่เปิดเผยบ้าง เปิดเผยไม่เต็มบ้าง หรือดึงเวลาบ้างอย่างนี้ตลอด ผมก็เข้าใจดี ว่ามีสมาชิกหลายท่านกลัวมาตรา ๑๔๔ จึงบอกว่าเอามาเทลงงบกลางกันเถอะที่ตัดได้นี้ แต่เราไปย้อนดูปี ๒๕๖๓ ที่สภานี้ตั้งขึ้นมาโดยรัฐธรรมนูญนี้เป็นครั้งแรกเราก็ปรับลดได้มา ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่า ๆ ปีนี้ แล้วเราก็มีการแปรญัตติไปให้กองทุนเพื่อความเสมอภาค สำนักงานประกันสังคม แล้วก็อื่น ๆ ปี ๒๕๖๔ ก็เช่นกันนะครับ มีการปรับลดมาได้ ๓๑,๙๐๐ ล้านบาท แปรญัตติให้กรมการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แล้วก็ที่เหลือที่ไม่รู้ว่าจะแปรญัตติไปไหน เพราะกลัวมันมีการได้ผลประโยชน์ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็เลยตัดทิ้งไปเลยครับ ตัดทิ้งไป ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็ทำได้ เพราะฉะนั้นการที่ตัดนี้ ปรับลดไขมันส่วนเกินนี้จะตัดทิ้งไป เลยก็ทำได้ แล้วก็เคยทำมาแล้ว แล้วถ้าท่านเป็นห่วงเรื่องมาตรา ๑๔๔ วิธีการนี้ก็จะเป็น วิธีการที่ปลอดภัยที่สุดหากท่านกลัว อย่างไรก็ตามปี ๒๕๖๕ กลับมีข้ออ้างว่ากลัว มาตรา ๑๔๔ แต่ผมจะบอกให้ครับ งบกลางที่มันน่ากลัวที่สุด เพราะว่าเจตนารมณ์ของ มาตรา ๑๔๔ ก็คือ ส.ส. ไม่ควรมีส่วนได้เสียจากการใช้งบประมาณ คือพูดง่าย ๆ จะเอาไปลง พื้นที่ จะดึงไปสร้างบ่อน ้า จะไปสร้างถนนอะไรต่าง ๆ มันไม่ควร อีกข้อกังวลหนึ่งที่บอกว่า งบโควิด (COVID) ไม่พอ ประเทศมีปัญหา อันนี้ไม่ต้องดรามา (Drama) มาก คือทุกคนเข้าใจ อยู่แล้วว่าโควิด (COVID) นี้สำคัญ แต่รัฐบาลก็มีเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอยู่แล้ว ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งนี่คือเช็คเปล่าที่เขามีในกระเป๋าอยู่แล้ว ถ้ามันไม่พอจริง ๆ ไปดูมาตรา ๔๕ ตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณปี ๒๕๖๑ ก็ให้เงินเช็คเปล่าอีกก้อนหนึ่ง เป็นก้อนที่ ๒ มีโควตาอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่สำคัญก็คือเขามีเงินมากมายนะครับ มีเงินที่กู้มากรณีโควิด (COVID) ๑ ล้านล้านบาท แล้วก็กู้เพิ่มเติมอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามันมีความจำเป็นอีกก็กู้เพิ่มผ่าน พ.ร.ก. อีก ผมเชื่อว่าไม่มีใครขัดขวาง ไม่มีใครอยากเห็น ประเทศไม่พัฒนาหรอกครับถ้ามันมีปัญหาจริง ๆ นอกจากนั้นก็มีงบปี ๒๕๖๕ ตามกรม ต่าง ๆ ที่ตั้งมา ๓.๑ ล้านล้านบาท หรือรัฐบาลจะบอกว่า ๓.๑ ล้านล้านบาทไม่มีอะไรกับ โควิด (COVID) เลยหรือครับ เพราะฉะนั้นเงินมีนะครับ มีมากด้วย คำถามก็คือใช้อย่างฉลาด พอหรือไม่ มันไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลยที่จะต้องตีเช็คเปล่าให้คุณประยุทธ์เพิ่มอีก ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วที่น่ากังวลจริง ๆ หลายคนชอบมาพูดถึงเรื่องของการแปรญัตติสำหรับงบ โควิด (COVID) ๑๖,๓๖๒ ล้านบาท บอกว่าอันนี้มันเขียนไว้ชัดเจนต้องช่วยโควิด (COVID) ไปตรวจสอบได้ แล้วก็เขาใช้โควิด (COVID) แน่นอน มันจะมองอย่างนั้นไม่ได้ครับ ที่น่ากลัว จริง ๆ ก็คือเงินฉุกเฉินมันมีอยู่ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท มันอาจจะเกิดการกันโควตา คือเอางบไปเพิ่มให้สำหรับโควิด (COVID) ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ไปกันโควตาไว้ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้าจะตรวจสอบกันนี้เราต้องตรวจสอบงบกลางทั้งหมด ๕๗๑,๐๐๐ ล้านบาท หรืออย่างน้อยก็ต้องตรวจสอบงบฉุกเฉินด้วย ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่พูดเฉพาะก้อน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าจะตรวจสอบอย่างน้อยต้องตรวจสอบ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท อย่าปล่อย ให้มีงบ ส.ส. กลายพันธุ์ และเหตุการณ์สด ๆ ร้อน ๆ เมื่อวานนี้มีการแจกบ่อน ้าบาดาล ๒,๑๑๗ โครงการ ให้ ๒๓ จังหวัด คิดเป็นมูลค่า ๖,๑๗๐ ล้านบาท อันนี้มาจากเงิน ที่เรียกว่าเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินเร่งด่วนที่ตั้งไว้ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ฉะนั้นถ้าจะแก้โควิด (COVID) กันทำไมไม่ใช้เงินก้อนนี้ ทำไมเอาไปแจกล่ะครับ แล้วที่แจกก็ไม่มีรายละเอียด ไม่มีตรรกการกระจายงบประมาณว่าทำไมบางจังหวัดได้บางจังหวัดไม่ได้ ทำไมบางจังหวัด ได้มากบางจังหวัดได้น้อย นี่ละครับงบกลางตรวจสอบยากที่สุด เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอให้ ปรับลด ๑๖,๓๖๒ ล้านบาท เพราะผมไม่เห็นด้วยกับการเทลงงบกลางโดยกรรมาธิการ เสียงข้างมาก คือผมไปเป็นอนุกรรมาธิการนะครับ คือความรู้สึกมันเหมือนแบบไถนามาให้ ประยุทธ์กิน คือกว่าจะปรับงบประมาณมาได้เหตุผลสารพัด แล้วข้าราชการไม่มีใครชอบ หรอกครับ ไปปรับลดงบเขานี่ แต่ต้องทำหน้าที่เพื่อประชาชน ผมมาทำหน้าที่เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อคุณประยุทธ์ สุดท้ายที่อยากให้คิดกัน สุดท้ายจริง ๆ แม้ ส.ส. บางท่านจะเป็น ส.ส. รัฐบาลซึ่งผมก็เข้าใจได้แหละที่ท่านจะลงมติเห็นด้วยเพราะท่านเป็นรัฐบาล ท่านอาจจะไว้ใจ พลเอก ประยุทธ์ อยากจะให้เงินประยุทธ์ไป ตีเช็คเปล่าให้คุณประยุทธ์ไปใช้ แต่ผมอยากให้ ท่านตรึกตรองมาตรา ๑๔๔ ดี ๆ มาตรา ๑๔๔ เขียนไว้ว่าอย่างไร ส.ส. หรือกรรมาธิการจะ แปรญัตติ เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการมิได้ แต่อย่าลืม สิ่งที่เราทำกันอยู่นี้ตอนร่าง พ.ร.บ. วาระที่ ๑ เข้ามา งบกลางมี ๑๑ รายการ อันนี้เราเติมเป็น ๑๒ รายการ มันเป็นการเพิ่มเติมรายการ แล้วรายการดังกล่าวนี้ก็สุ่มเสี่ยงต่อวลี ที่บอกว่ามีส่วนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม เพราะว่าไปเติมเป็นงบกลางนี้อย่างไรครับ มีส่วนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้จ่ายงบประมาณ หรือพูดง่าย ๆ คือได้ประโยชน์จาก การใช้งบประมาณ เพราะฉะนั้นพรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยนะครับ แล้วก็ฝากไว้นะครับ เพื่อนสมาชิกเวลาลงมติช่วยอ่านมาตรา ๑๔๔ แล้วพิจารณาดูว่าท่านควรจะลงมติอย่างไร หรือว่าท่านได้เงินบ่อน ้าบาดาลหรือไม่นะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกรรมาธิการชี้แจงครับ🔗
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม วิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนว่าท่านสมาชิก ได้กรุณาอภิปรายถึงมาตรา ๖ ในส่วนของงบกลาง ซึ่งผมอยากจะเรียนข้อมูลเพื่อความเข้าใจ ร่วมกันว่าในกรรมาธิการได้มีการพิจารณาเรื่องงบกลาง ในมาตรา ๖ อย่างไร🔗
ประการแรกก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านสมาชิกว่าใน งบกลางตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ซึ่งได้ประกาศใช้เป็นงบประมาณ เมื่อปี ๒๕๖๔ นี้ เราตั้งไว้ ๖๑๔,๐๐๐ ล้านบาทเศษ สำหรับปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่เรากำลัง พิจารณาอยู่นี้ตั้งลดลงเหลือ ๕๘๗,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ถ้าคิดเป็นสัดส่วนต่องบประมาณของ งบประมาณแผ่นดินทั้งหมด ปีที่แล้วในสัดส่วน ๑๘.๙๕ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้ลดลงเหลือ ๑๘.๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็อยากจะเรียนข้อมูลเพิ่มเติมอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าในงบกลางของ ปี ๒๕๖๔ มีรายการที่ตั้งไว้ในรายการงบกลางไปดูแลเรื่องของสถานการณ์โควิด (COVID) อยู่ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ไม่มีรายการนี้ นี่ก็คือเหตุผลความจำเป็นประการที่ ๑ ที่อยากจะเรียนว่าในชั้น ของอนุกรรมาธิการมารายงานต่อกรรมาธิการว่า ในการพิจารณาปรับลดรายการต่าง ๆ ของหน่วยราชการและส่วนกรม หรือส่วนราชการต่าง ๆ ในหน้าที่ของอนุกรรมาธิการ ได้รายงานและให้เหตุผลต่อหน่วยงานต่าง ๆ ว่าเหตุที่อนุกรรมาธิการปรับลดงบประมาณ เหล่านี้ก็เพื่อที่จะได้ไปดูแลหรือจัดการในเรื่องของสถานการณ์โควิด (COVID) นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญเหตุผลหนึ่งที่อยากจะเรียนว่ากรรมาธิการก็เลยได้พิจารณาว่าในเมื่อมี การปรับลดในของส่วนราชการต่าง ๆ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษนั้นกรรมาธิการเลยมีความเห็น ร่วมกันว่า ในเมื่องบกลางของปี ๒๕๖๕ ไม่มีรายการเรื่องของโควิด (COVID) ในขณะที่ สถานการณ์ของโควิด (COVID) ในปี ๒๕๖๕ หรืองบประมาณหน้านั้นก็ยังอยู่ในสถานการณ์ ที่จะต้องใช้เงินส่วนนี้อยู่ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงได้พิจารณาแปรญัตติตาม ที่รัฐบาลได้เสนอเป็นงบแปรญัตติเข้ามาให้กรรมาธิการพิจารณา เพราะกรรมาธิการไม่มีสิทธิ ที่จะตั้งรายการหรือกำหนดรายการเพื่อที่จะแปรญัตติเพิ่มมาในงบประมาณได้ เพราะฉะนั้น เมื่อรัฐบาลเสนอแปรญัตติมาก็เลยได้พิจารณาเงิน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษนั้นเข้าไปอยู่ใน รายการของงบกลางเพื่อดูแลสถานการณ์โควิด (COVID) นะครับ🔗
ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านสมาชิกว่าในรายการของ งบกลางทั้งหมดมี ๑๑ รายการ ในกรรมาธิการได้มีการพูดถึงส่วนสำคัญอยู่ทั้งหมด ๓ รายการ รายการแรกก็คือ เรื่องของภัยพิบัติฉุกเฉินซึ่งเป็นเงินทดรองราชการ ในส่วนนี้ จะอยู่ใน (๒) งบประมาณปี ๒๕๖๔ ตั้งไว้ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ปรับลดลงเหลือ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนนี้ก็เป็นรายการที่ถูกปรับลดลงจากเหตุการณ์ตัวเลข ของงบประมาณ ประเด็นที่ ๒ ที่มีการพิจารณาคือกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนและจำเป็น ซึ่งท่านสมาชิกได้กรุณาให้ความเห็นและอภิปราย ต้องขอเรียนว่าเดิมในปีงบประมาณที่แล้ว เราตั้งรายการไว้ ๙๙,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ก็ปรับลดลงแล้วเหลือ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในส่วนนี้กรรมาธิการก็เลยไม่ได้ไปพิจารณาในเรื่องของการปรับลด เพราะว่าจะ กระทบกระเทือนต่อภารกิจและการทำงาน🔗
ส่วนที่ ๓ ก็คือเงินที่เกี่ยวกับข้าราชการ ก็คือเรื่องของการรักษาพยาบาลและ เงินชดเชยต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ ๖ รายการ ซึ่งทั้ง ๖ รายการก็มีการพิจารณาปรับลดมาแล้วก่อน ที่จะมาเป็นร่างพระราชบัญญัติในชั้นของการตั้งรายการงบประมาณ ๓ ส่วนนี้มีท่านได้ อภิปรายและพูดถึงในกรรมาธิการก็คือว่าเงินที่เกี่ยวกับข้าราชการ การรักษาพยาบาลและ เงินชดเชยข้าราชการนี้เหตุใดจึงมาตั้งไว้ในงบกลาง ซึ่ง ๖ รายการนี้เป็นยอดที่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนของเงินงบกลางทั้งหมด ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็จะเป็นงบที่ใช้ใน รายการ ๒ กรณีแรกคือเงินฉุกเฉินจำเป็น เงินทดรองราชการและเงินสำรองนี้ก็อยู่ในสัดส่วน ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบกับยอดใหญ่ทั้งหมด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น รายการเหล่านี้ต้องเรียนว่าเป็นความจำเป็นที่เรายังไม่สามารถประเมินหรือกำหนดตัวเลข ที่ตายตัวเพื่อจะกำหนดเป็นงบประมาณในแต่ละส่วนราชการให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ได้🔗
เหตุผลความจำเป็นที่ ๒ ก็คือว่าถ้าหากไปกำหนดเอาไว้ก็จะต้องอยู่ หรือถูกกำหนดไว้ในแต่ละส่วนราชการซึ่งทำได้ยาก เพราะฉะนั้นการที่รวมไว้แล้วสามารถจะ จัดสรรเพื่อให้ข้าราชการหรือหน่วยงานต่าง ๆ ได้รับตามสิทธิของบุคคลเหล่านั้นตาม กฎหมายก็จะทำให้เกิดการคล่องตัวในการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นในส่วนเรื่องของเงิน สำรองราชการเรียนว่าในข้อกำหนดต่าง ๆ มีข้อกำหนดไว้แล้วว่าจะใช้ในกรณีสถานการณ์ ของความสงบเรียบร้อยก็ดี ความมั่นคงก็ดี การเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติหรือภารกิจ เร่งด่วนของรัฐและการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน นี่ก็คือเหตุผลต่าง ๆ ที่อยู่ในงบกลาง ก็ขอเรียนว่ากรรมาธิการได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว และเห็น ความจำเป็นของสถานการณ์โควิด (COVID) จึงได้พิจารณาแปรญัตติงบจากการปรับลดของ อนุกรรมาธิการและกรรมาธิการจำนวน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษเข้าไปอยู่ในรายการ เพื่อเป็น งบกลางในการแก้ไขสถานการณ์โควิด (COVID) ขอบพระคุณครับ🔗
เรียนถาม ท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและท่านผู้แปรญัตติ ยังคงติดใจหรือไม่ครับ ท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และท่านสมาชิกผู้ขอแปรญัตติยังคงติดใจอยู่ไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ยังติดใจครับ🔗
ยังติดใจ นะครับ ถ้าท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติยังคงติดใจ เนื่องจากมาตรานี้ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติจากที่ประชุมก่อนว่าจะเห็นควรให้มี การแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ประชุมมีมติเห็นควรให้แก้ไข ผมจึงจะถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของ กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุม นะครับ🔗
ผมขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกห้องประชุมได้เข้าสู่ห้องประชุม เพื่อที่จะได้มีการตรวจสอบองค์ ประชุมและมีการลงมติต่อไปนะครับ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗
มีสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้างครับ ถ้ามีก็ขอเชิญแสดงตนครับ ถ้าไม่มีผมจะขอปิด การแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิกของเราอยู่ ในห้องประชุมแสดงตน ๓๘๐ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ท่านผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไข คือให้คงไว้ตามร่างเดิม โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนครับ🔗
ท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน มีไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วาโย ๓๒๖ ไม่เห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านวาโย ๓๒๖ ไม่เห็นด้วย ท่านสมาชิกใช้สิทธิหมดแล้ว ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จำนวนท่านสมาชิกผู้ลงมติ ๓๘๓ ท่าน เห็นด้วย ๓๒๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕๑ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน🔗
เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการแก้ไขนะครับ🔗
ต่อไปผมขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการ หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและ ผู้แปรญัตติฟังนะครับ ต่อไปผมขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการที่ขอสงวน ความเห็นและผู้แปรญัตติ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งนะครับ ขอเชิญท่าน สมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ🔗
ท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้างครับ ถ้ามีขอเชิญแสดงตนนะครับ ถ้าไม่มีผมขอปิด การแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่ช่วยแสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๖๙ ท่าน เป็นอันว่า ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับผู้สงวนความเห็นหรือผู้แปรญัตติ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญท่านสมาชิก ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วาโย ๓๒๖ ไม่เห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านวาโย ๓๒๖ ไม่เห็นด้วย🔗
ท่านประธานครับ ผม รังสิกร ๒๙๙ เห็นด้วยครับ🔗
ท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนมีไหมครับ ถ้ามีขอเชิญครับ ถ้าไม่มีแล้วผมขอปิด การลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่โปรดแสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๘๓ ท่าน เห็นด้วย ๓๒๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕๑ บวกอีก ๑ เป็น ๕๒ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน🔗
เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ต่อไปเชิญ ท่านเลขาธิการ🔗
หมวด ๓ งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ไม่มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๗ งบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงาน ในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
ต่อไป ขอเชิญกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นได้อภิปรายนะครับ ท่านแรกคือ ท่านปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ตามด้วยท่านเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการครับ ผมรบกวนฝ่ายโสตเตรียมสไลด์ (Slide) เลยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอ สงวนความเห็นในการตัดงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ ในโครงการที่ชื่อว่า พัฒนาการให้บริการสื่อวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง ผ่านเทคโนโลยีสื่อผสม จำนวนงบประมาณ ๕๔,๗๒๔,๔๐๐ บาท พูดให้เห็นภาพครับ ท่านประธาน โครงการนี้จะเป็นการทำแอปพลิเคชัน (Application) ที่จะให้ผู้ที่ดาวน์โหลด (Download) สามารถดูรายการสดและรายการย้อนหลังของกรมประชาสัมพันธ์หรือช่อง เอ็นบีที (NBT) พร้อมกับอีเซอร์วิส (e-Service) ของทางหน่วยงาน จุดประสงค์ก็เพื่อให้มี ผู้ชมมากขึ้น ผมจะชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้มันไม่ตอบโจทย์สิ่งที่หน่วยงานต้องการแม้แต่น้อย และไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่โครงการนี้จะประสบความสำเร็จ ต่อให้ไม่มีโควิด (COVID) โครงการแบบนี้ก็ยังต้องถือว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ยิ่งมีโควิด (COVID) ด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควรปล่อยให้งบแบบนี้ถูกนำไปใช้ในโครงการที่เปล่าประโยชน์เช่นนี้ครับ ผมจะเริ่มวิเคราะห์โครงการนี้จากมิติที่ใหญ่ที่สุดและเล็กลงมาเรื่อย ๆ ครับท่านประธาน🔗
มิติแรกตลาดโดยรวมของโมบาย แอปพลิเคชัน (Mobile Application) ในปัจจุบัน เรามาลองดูสถิติตัวเลขกันนะครับ ตัวเลขที่เราจะเห็นในสไลด์ (Slide) นี้ก็คือ เรียกว่ารีเทนชันเรต (Retention Rate) จากสถิติในปี ๒๐๒๐ จะพบว่าค่าเฉลี่ยของ แอปพลิเคชัน (Application) ทั่วโลก คนที่ดาวน์โหลด (Download) แอปพลิเคชัน (Application) ทั้งหมด เมื่อผ่านไป ๗ วันจะเหลือคนแค่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยัง ใช้แอปพลิเคชัน (Application) นั้นอยู่ และเมื่อผ่านไป ๓ เดือนจะเหลือเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ที่ยังใช้แอปพลิเคชัน (Application) นั้นอยู่ พูดง่าย ๆ คือ ๑๐๐ คนที่ดาวน์โหลด แอปพลิเคชัน (Download Application) ลงเครื่อง เมื่อผ่าน ๗ วันจะเหลือผู้ใช้เพียงแค่ ๑๐ คน และเมื่อผ่านไป ๓ เดือนจะเหลือผู้ใช้เพียงแค่ ๕ คนเท่านั้น อีกสถิติหนึ่งครับ เป็นสถิติในปีนี้นะครับ แกนตั้งคือช่วงอายุ สีแดง คือจำนวนแอปพลิเคชัน (Application) ที่มีในสมาร์ตโฟน (Smart Phone) โดยเฉลี่ย สีน ้าเงินคือจำนวนแอปพลิเคชัน (Application) ที่ใช้จริงโดยเฉลี่ย สรุปสั้น ๆ คือ กลุ่มคนที่อายุ ๒๑ ปีขึ้นไปจะใช้งาน แอปพลิเคชัน (Application) เพียงแค่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่มีในสมาร์ตโฟน (Smart Phone) ตัวเองเท่านั้น ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านลองคิดดูก็ได้ครับว่าเรามีแอปพลิเคชัน (Application) ในมือถือกี่แอปพลิเคชัน (Application) และเราใช้จริงกี่แอปพลิเคชัน (Application) สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือยุคที่ใคร ๆ ก็ต้องทำแอปพลิเคชัน (Application) เป็นของตัวเอง มันคือยุคเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ที่นึกอะไรไม่ออกก็ต้องทำแอปพลิเคชัน (Application) ทำแอปพลิเคชัน (Application) ไม่ต่างจากยุคฟองสบู่ดอทคอม (Dot Com) ที่ใคร ๆ ก็ทำเว็บไซต์ (Web site) ครับ แล้วสิ่งเหล่านี้มันก็พิสูจน์แล้วว่าบรรดาแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ นับหมื่นนับแสนนับล้านมันก็เหลือผู้อยู่รอดที่มีผู้ใช้งานจริง ๆ เพียงแค่ ส่วนน้อยเท่านั้น เราลองนึกสภาพดูก็ได้ว่าถ้าเราอยากจะดูข่าวเราจะเปิดยูทูบ (YouTube) ดูเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือว่าเราจะเปิดแอปพลิเคชัน (Application) ของสำนักข่าวนั้น ๆ ขึ้นมาดูข่าวครับ🔗
ต่อไปเป็นมติที่ ๒ ที่แคบลงมาหน่อยครับว่าตัวหน่วยงานเองมีศักยภาพ แค่ไหนและการทำแอปพลิเคชัน (Application) มันทำให้คนดูเพิ่มขึ้นจริง ๆ หรือ เราลองมา ดูศักยภาพของกรมประชาสัมพันธ์ช่องเอ็นบีที (NBT) ในภาพคือเรตติง (Rating) ของช่อง เอ็นบีที (NBT) ครับ ช่องเอ็นบีที (NBT) เป็นช่องที่มีเรตติง (Rating) ใน ๓-๔ อันดับท้าย จากช่องทีวีดิจิทัล (TV Digital) ทั้งหมดมาตลอด และแม้กระทั่งในเดือนมิถุนายน ที่เราได้ดูฟุตบอลยูโร ๒๐๒๐ ดูชัด ๆ แบบถูกลิขสิทธิ์กันทั้งเดือนนี้ เอ็นบีที (NBT) ก็ยังทำ เรตติง (Rating) ได้แค่อันดับ ๑๓ เท่านั้น เรามาดูโซเชียลมีเดีย (Social Media) ของกรมประชาสัมพันธ์ ในเพจเฟซบุ๊ก (Page Facebook) มีคนกดไลก์ (Like) ประมาณ ๒๖๐,๐๐๐ ไม่เลวครับ แต่วิดีโอต่าง ๆ มียอดวิว (View) เฉลี่ยหลักพัน ยอดกดไลก์ (Like) อยู่ที่หลักร้อย หรือแม้กระทั่งหลักสิบ ไม่ถึง ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ของยอดผู้ติดตามเท่านั้น ในช่อง ยูทูบ (YouTube) มีผู้ติดตามอยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน แต่ยอดวิว (View) หลักพันหลักร้อย หลักสิบ ต ่าสุดที่ผมเห็นคือ ๓ วิว (View) ครับ ผมสงสารครับ กดเข้าไปดูให้เป็น ๔ วิว (View) แล้วครับตอนนี้ เพื่อให้เห็นภาพนะครับ ผมลองรวบรวมสถิติที่ชัดเจนจากยูทูบ (YouTube) ของกรมประชาสัมพันธ์เทียบกับ ช่องข่าวอีก ๒ ช่อง คือไทยรัฐทีวี (Thairath TV) และวอยซ์ ทีวี (Voice TV) ตามภาพช่อง กรมประชาสัมพันธ์เฉลี่ยแล้ว ๑ คลิปจะมีคนดู ๑,๘๕๕ ครั้ง ในขณะที่ไทยรัฐมีผู้ติดตาม ๑๒ ล้านคน คนดูคลิปเฉลี่ยคลิปละ ๕๐,๐๐๐ ครั้ง วอยซ์ทีวี (Voice TV) ผู้ติดตาม ๓.๓ ล้านคน เฉลี่ย ๑ คลิปมีคนดู ๗๗,๐๐๐ ครั้ง ถึงแม้ว่าทั้ง ๒ ช่องจะมีแอปพลิเคชัน (Application) เป็นของตัวเอง แต่ยอดดาวน์โหลด (Download) เทียบกับยอดผู้ติดตาม ในยูทูบ (YouTube) นี้ก็มีเพียงแค่ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้นปัจจัยที่ทำให้ ๒ ช่องนี้ มีคนดูเยอะแทบจะไม่เกี่ยวอะไรกับแอปพลิเคชัน (Application) เลย แล้วจะถามว่าทำ อย่างไรให้ช่องมีคนดูมากขึ้น คำตอบง่ายมากครับ ถามใคร ๆ ก็ตอบได้ครับ คือไปทำ คอนเทนต์ (Content) ให้มันดีขึ้น เพราะถ้าการมีแอปพลิเคชัน (Application) นี้สามารถ เพิ่มคนดูได้จริง ผมคิดว่าที่ผ่านมาหลาย ๆ ช่องคงไม่ต้องเอาทีวีดิจิทัล (TV Digital) มาคืน สัมปทานหรอกครับ และถ้าท่านใดยังคิดว่าการมีแอปพลิเคชัน (Application) มันช่วยได้ กรมประชาสัมพันธ์มีแอปพลิเคชัน (Application) อยู่แล้ว ๒ แอปพลิเคชัน (Application) ยอดดาวน์โหลด (Download) ๕,๐๐๐ กับ ๑๐๐ ข้างล่างเป็นคอมเมนต์ (Comment) จากประชาชนท่านหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่า ทำได้ห่วยมากครับ ผมลองสมมุติว่าถ้าหน่วยงาน ยังจะดื้อดึงทำแอปพลิเคชัน (Application) อันนี้ขึ้นมาจริง ๆ ผมต่อให้มียอดดาวน์โหลด (Download) เท่ากับร้อยเปอร์เซ็นต์ของฟอลโลเวอร์ (Follower) และมีรีเทนชันเรต (Retention Rate) ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าสถิติจริง ๒ เท่า เฉลี่ยออกมาแล้วจะทำให้เรามี ต้นทุน ๒๗,๓๖๒ บาท ในการดึงผู้ใช้งานในแอปพลิเคชัน (Application) ๑ คน และยัง ไม่รวมค่าบำรุงรักษาต่าง ๆ ไหน ๆ ก็ชื่อกรมประชาสัมพันธ์แล้วครับ ลองฝากไปคิดดูว่า งบเพื่อการประชาสัมพันธ์แบบนี้มันคุ้มค่ากับการใช้งบประมาณหรือไม่ มาถึงมิติสุดท้ายครับ ท่านประธาน คือตัวโครงการ โครงการนี้กับเงิน ๕๔ ล้านบาทมันสมเหตุสมผลหรือไม่ จากเมื่อสักครู่ที่ผมพูดถึงแอปพลิเคชัน (Application) ของไทยรัฐทีวี (Thairath TV) และวอยซ์ทีวี (Voice TV) ถ้าเราลองไปดูในตัวแอปพลิเคชัน (Application) เราจะรู้ว่าเป็น แอปพลิเคชัน (Application) ที่ใช้ต้นทุนน้อยมาก ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วที่ช่องทีวีทั่วไปควร จะมีอยู่แล้วทั้งหมด แต่ในรายละเอียดงบที่กรมประชาสัมพันธ์ขอมาครับ กลับมีรายการ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) เยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งอุปกรณ์เข้ารหัสสัญญาณสำหรับ ถ่ายทอดสด อุปกรณ์นำเข้าสัญญาณภาพและเสียง ฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) จัดเก็บข้อมูล เฉพาะฮาร์ดแวร์ (Hardware) ก็ปาเข้าไป ๓๒ ล้านบาทแล้วครับ ขอมาอย่างกับไม่เคยมี สถานีโทรทัศน์ของตัวเองมาก่อน แล้วทั้ง ๆ ที่บนเว็บไซต์ (Website) ของกรมประชาสัมพันธ์ ก็มีระบบการดูรายการสดผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet) อยู่แล้ว โดยเฉพาะข้อสุดท้ายอาจจะ อ่านไม่ออก เป็นค่าพัฒนาระบบและจัดทำกระบวนการและแอปพลิเคชัน (Application) ๑๕ ล้านบาท ท่านประธานครับ บนช่องยูทูบ (YouTube) ของกรมมีคลิปรายการย้อนหลัง อยู่แล้วกว่า ๓,๐๐๐ รายการ ผมให้ไปลองศึกษาดูวิธีการทำเอมเบด (Embed) จากยูทูบ (YouTube) ก็อปปีเพสต์ (Copy Paste) ใส่ลงไปไม่ต้องทำอะไรมาก ตั้งงบมา ๒ ล้านบาท ผมเชื่อว่าคนยื่นซองเป็นสิบคน และถามผมจริง ๆ ถ้าของบแบบนี้มา ๒ ล้านบาทผมก็ไม่ให้ เพราะถ้าจะให้ ๒ ล้านบาท ผมว่าให้กรมเอาไปฝึกอบรมจรรยาบรรณฝึกให้คนในองค์กร น่าจะดีกว่า ปิดสไลด์ (Slide) ได้เลยครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่เราเห็นตอนนี้ก็คือหน่วยงาน ที่มีงบประมาณปีละกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท มีช่องทีวีดิจิทัล (TV Digital) ของตนเอง ที่ไม่ต้องเสียค่าสัมปทาน แต่พอวันหนึ่งผู้บริหารอยากนึกจะทำอะไรชิก ชิก (Chic Chic) คูล คูล (Cool Cool) แต่กลับมีวิสัยทัศน์ที่ล้าหลังไปเป็น ๑๐ ปี ตามไม่ทันว่าตอนนี้โลกมันไป ถึงไหนแล้ว ไม่ดูพฤติกรรมผู้บริโภค ไม่หันมาดูตัวเองว่าคอนเทนต์ (Content) ที่ทำมีคุณภาพ แค่ไหน สุดท้ายแทนที่จะพัฒนาคอนเทนต์ (Content) ตัวเอง กลับเอามาใช้ในโครงการ ที่ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ ผมพนันได้เลยว่าถ้านี่เป็นบริษัทเป็นธุรกิจของผู้บริหาร หน่วยงานเอง ท่านไม่มีทางใช้เงิน ๕๔ ล้านบาทกับโครงการแบบนี้แน่นอน แต่นี่ไม่ใช่ครับ นี่ เป็นเงินจากภาษีประชาชนถึงได้กล้าของบอะไรมาแบบนี้ ผมจึงขอวิงวอนเพื่อนสมาชิก ทุกท่านอย่าปล่อยให้หน่วยงานที่ใช้งบประมาณโดยไม่เคารพเงินภาษีของประชาชน ได้งบประมาณไปทำโครงการที่สูญเปล่าแบบนี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเรืองไกร ตามด้วย นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกรรมาธิการ รายการมาตรา ๗ ผมจะแยกลงแต่ละรายการ โดยเฉพาะอยู่ในเล่มตั้งแต่หน้า ๓๒ ถึงหน้า ๓๕ ถ้าอ่านทั้งหมดก็คงจะกินเวลาพอสมควร แต่ผมจะขอสรุปเป็นบางรายการ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกคงได้อ่านรายการตามไปด้วยแล้ว รายการที่ผมขอปรับลดนี้ ตัวอย่างเช่น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (๒) แผนงาน ยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ คือรายการค่าก่อสร้างอาคารของ กองทัพบก เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร อันนี้เป็นงบผูกพันปี ๒๕๖๕ จริง ๆ ตั้งไว้ ๑,๗๒๙,๑๘๗,๕๐๐ บาท ผมขอปรับลด ๑,๗๐๐ ล้านบาทกลม ๆ ให้ใช้ปี ๒๕๖๕ เพียง ๒๙,๑๘๗,๕๐๐บาท เหตุผล ท่านประธานครับ สถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าเรื่องนี้เลื่อนได้เราก็ยังจ่ายผูกพันอยู่ประมาณ ๒๙ ล้านบาท แล้วเรา ๑,๗๐๐ ล้านบาทนี้ไปโปะในงวดสุดท้าย คือปี ๒๕๖๖ อันนี้คือเหตุผล ที่ทำไมถึงขอปรับลด ตัวอื่นก็จะเป็นบางรายการที่เห็นว่าไม่จำเป็น หรือว่าตั้งมากเกินไป เช่น ของกรมประชาสัมพันธ์ (๑) แผนงานพื้นฐาน ในส่วนของค่าบริการสื่อสารและโทรคมนาคม ตัวนี้ถ้าเทียบกับรายการของหน่วยรับงบประมาณทั่ว ๆ ไป กรมประชาสัมพันธ์ตั้งไว้ ๒๙๓,๖๑๖,๕๐๐ บาท ผมเห็นว่าสูงเกินความจำเป็น ก็เลยขอปรับลดลงไป ๑๕๐ ล้านบาท รายการอื่น เช่น ของสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ รถยนต์ประจำตำแหน่งต่างประเทศ ๑ คัน รถยนต์ประจำตำแหน่งทดแทน ๑ คัน อันนี้ขอปรับลด ด้วยเหตุผลว่าวันนี้สถานการณ์ บ้านเมืองควรจะประหยัดได้ก็ประหยัด ถ้ายังไม่จำเป็นต้องซื้อก็ควรจะปรับลด ลงไปก่อน เราจะเห็นตัวอย่าง อันนี้ขออนุญาตเอ่ยนามของต่างประเทศ เช่น ทางสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ก็จะมีข่าวว่าปีนี้เขากำหนดเลยว่าห้ามซื้อรถประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้นทั้งหมด อันนี้เราดูเฉพาะบางรายการ หน้า ๓๓ ก็เป็นรายละเอียด เช่น ขอปรับลดของสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ตัวค่าเบี้ยประชุมปรับลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลที่ว่าปัจจุบัน เราอาจจะเวิร์ก ฟรอม โฮม (Work From Home) กันพอสมควร อันนี้ที่ตั้งไว้ก็ลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๙,๒๘๘,๘๕๐ บาท มาหน้า ๓๔ ตัวอย่างเช่น สำนักงานทรัพยากรน ้า แห่งชาติ อันนี้ไม่มีรายละเอียด ตั้งเขียนแค่รายการผูกพัน ไม่มีรายละเอียด ๕๒ ล้านบาท ผมไม่ทราบว่าในชั้นอนุกรรมาธิการมีรายละเอียดหรือไม่ แต่ในฐานะที่ผมเป็นกรรมาธิการ แล้วอยู่ห้องใหญ่ แล้วผมดูเฉพาะรายการเล่มขาวคาดแดง อันนี้ผมก็เลยตั้งเป็นประเด็นว่า เมื่อไม่มีรายละเอียด ผมก็ไม่ให้งบประมาณ อันนี้ก็เป็นหลักการ🔗
ส่วนอีกอันหนึ่งรายการ ข้อ ๑๓ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (๒) ค่าใช้จ่ายในการสำรวจโครงสร้างสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจ หลังจากสถานการณ์วิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) อันนี้ ๕,๑๘๘,๔๐๐ บาท ผมว่าวันนี้เรา ยังเป็นวิกฤติ อันนี้ตั้งบอกหลังสถานการณ์วิกฤติ เพื่อนสมาชิกคงเข้าใจและทราบอยู่แล้วว่า งบประมาณนี้ทำเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๓ ตอนนั้นคิดว่าหลังสถานการณ์เราก็เลยมี งบประมาณรายการนี้ แต่วันนี้ไม่ใช่ วันนี้สถานการณ์ของโควิด (COVID) รุนแรงกว่าเดิม เพื่อนสมาชิกก็อภิปรายไปพอสมควรแล้ว อันนี้คือเหตุผล🔗
อีกรายการหนึ่งรายการ ๑๕ แผนอันที่ ๑ อันนี้ก็ เช่น เงินราชการลับ ซึ่งมีอยู่ หลายรายการ ผมก็ยกตัวอย่างเช่น เงินราชการลับของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตัดออกไปสัก ๑๐ ล้านบาท เงินราชการลับสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ๘๒ ล้านบาท อีกตัวหนึ่ง เป็นค่าใช้จ่ายแผนงานพื้นฐานและค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาผู้แทนพิเศษ อันนี้ขอเรียนเพื่อนสมาชิก และท่านประธานให้ทราบว่า ที่ปรึกษาผู้แทนพิเศษนี้ ท่านพลเอก ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ตั้งผู้แทนพิเศษขึ้นมา ซึ่งมี พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล เป็นหัวหน้าคณะ อัตรา ๑๓ คน ๑๓ คนนี้ คนละ ๕๐,๐๐๐ บาท วันนั้นก็ถามแล้วว่าสำนักงบประมาณพอดูรายละเอียดนี้ อัตราไม่ถึง อันนั้นก็ส่วนหนึ่ง แต่ว่าเห็นเป็นเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งมาแล้ว แต่รายการ ที่ผมตัดนี้ คือที่ปรึกษาผู้แทนพิเศษ ๑๓ คน มีที่ปรึกษาคนละ ๒ คน อัตรา ๒๗,๐๐๐ บาท ผมบอกไม่จำเป็นเลย อันนี้ควรตัดออกทั้งรายการ คือ ๘,๔๒๔,๐๐๐ บาท คือ ๑๓ คน คนละ ๒๗,๐๐๐ บาท ที่ปรึกษาของผู้แทนพิเศษคนหนึ่งมีที่ปรึกษา ๒ คน ก็ ๕๔,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นคูณแล้ว ตรงเป๊ะครับ แล้วก็เห็นว่ามันไม่จำเป็น ส่วนรายการของ ๑๖ กองอำนวยการรักษา ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผมก็เห็นว่ามีเงินราชการลับอยู่ อันนี้ผมตั้งก็เห็นว่าเงิน ราชการลับไม่ใช่มีทุกส่วนราชการหรือทุกหน่วยรับงบประมาณที่มีข่าว มีการอธิบายกันไป ก่อนหน้านี้ อันนี้ก็เลยตั้งให้เห็นว่ามันมีเฉพาะบางหน่วยเท่านั้น ก็เลยขอเสนอตัด ๑ ล้านบาท ส่วนในหน้า ๓๖ หน้า ๓๗ ก็ขอให้เพื่อนสมาชิกอ่านดูในเล่มที่อยู่ในรายงาน เพราะว่า รายละเอียดจะเยอะมาก แล้วก็หวังว่าพวกท่านได้อ่านแล้ว ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณวรรณวรี ตามด้วยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตยานนาวา บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ดิฉันขอสงวนความเห็น ในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีให้ปรับลดงบประมาณลง ๑,๔๒๓ ล้านบาท สำหรับใน สำนักนายกรัฐมนตรีมีหน่วยงานในสังกัดทั้งหมด ๒๗ หน่วยงานที่ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่จากการที่ไปดูเรื่องพันธกิจของแต่ละหน่วยงาน ดิฉันเห็นว่ามีหน่วยงานที่มีเป้าหมาย มีวิสัยทัศน์ที่ซ ้าซ้อนกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่ทำประจำอยู่แล้วอีกหลายหน่วยงาน และการคงอยู่ ของหน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีเหล่านี้ต่อไปจะทำให้ต้องเสียเงินงบประมาณ ประเทศไปอีกมากมายมหาศาลโดยไม่จำเป็น ซึ่งวันนี้ดิฉันขอยกตัวอย่าง ๒ หน่วยงานนะคะ หน่วยงานแรก ก็คือสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้าง ความสามัคคีปรองดอง หรือว่า ป.ย.ป. ป.ย.ป. จัดตั้งขึ้นในยุค คสช. มีหน้าที่เสนอแนะ ให้คำแนะนำ แล้วก็ติดตามความคืบหน้าของยุทธศาสตร์ชาติ มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน เกี่ยวกับการดำเนินการตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงการจัดหลักสูตรฝึกอบรม ต่าง ๆ เพื่อความสร้างปรองดอง ซึ่งดิฉันเห็นว่ามันเป็นหน่วยงานที่ในปัจจุบันไม่มี ประโยชน์แล้ว แล้วก็มีความซ ้าซ้อน โดยเฉพาะภารกิจที่ต่อท้ายที่ใช้คำว่า สร้างความสามัคคี ปรองดอง สุดท้ายก็เป็นแค่การจัดหลักสูตร ป.ย.ป. สำหรับการฝึกอบรมหัวหน้า ส่วนราชการเท่านั้นเอง ดังนั้นในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นหน่วยงานนี้ก็เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมา เพื่อผลาญเงินงบประมาณของประเทศ ดิฉันขอขยายความให้ทราบนะคะ หน่วยงานนี้ขอรับ งบประมาณทั้งหมด ๓๙ ล้านบาท ๓๙ ล้านบาทนี้ขอแบ่งเป็น ๔ ส่วนใหญ่ ๆ จะได้เข้าใจ ง่าย ๆ ส่วนแรกก็คือเงินเดือน ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับเจ้าหน้าที่ ๒๐ คน ส่วนที่ ๒ ก็เป็น ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในสำนักงานประมาณ ๘.๗๗ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะสำหรับหน่วยงาน เล็ก ๆ ที่มีคนแค่ไม่กี่คน แล้วก็พอมาดูรายละเอียดว่าเยอะเพราะอะไร ก็ไปเจอว่าส่วนหนึ่ง ที่ทำให้มันเยอะ เพราะว่ามันมีค่าเช่ารถประจำตำแหน่ง แล้วก็รถส่วนกลางรวมกันถึง ๗ คัน เลยนะคะ ท่านประธานคะ แค่เงินเดือนแล้วก็ค่าใช้จ่ายสำนักงาน ๒ ก้อนนี้รวมกันก็ ๑๖ ล้านบาทแล้ว เกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณที่ขอมาแล้ว แล้วมาดูกันว่าอีก ๒๓ ล้านบาทนี้หน่วยงานนี้เอาเงินไปทำอะไร ๒๓ ล้านบาท แบ่งเป็นก้อนแรกเอาไปทำ รายงาน ๕ ล้านบาท ทำรายงานอะไร ทำรายงานเรื่อง ข้อเสนอแนะแนวทางการสร้างความ ปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งเงินจำนวน ๕ ล้านบาทนี้ก็เป็นการไปเอาต์ซอร์ส (Outsource) องค์กรข้างนอกเพื่อให้จัดทำรายงานให้ และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือรูปเล่มรายงานที่เป็นข้อเสนอ แบบเพ้อฝันแล้วก็เป็นนามธรรม และเราทุกคนในห้องนี้ก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่เกิดประโยชน์ อะไรใด ๆ กับประเทศชาติ ส่วนอีก ๑๘ ล้านบาทที่เหลือก็เป็นการนำเงินไปจัดหลักสูตร ป.ย.ป. ซึ่งมันเป็นการจัดหลักสูตรที่สร้างคอนเนกชัน (Connection) จอมปลอม ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ แล้วก็ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งกับสถานการณ์โควิด แล้วก็การจัดหลักสูตร นี้ก็ไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเพิ่มความสามัคคีปรองดองของคนในชาติด้วยซ ้า ดิฉันจึงขอตั้งประเด็นแล้วก็ข้อเสนอแนะเอาไว้ว่าหน่วยงานนี้ไม่มีความจำเป็นจะต้องมีอยู่ และขอตัดงบทั้งหมด🔗
หน่วยงานที่ ๒ ที่อยากจะยกตัวอย่างก็คือ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล หรือว่า ศรชล. ซึ่งชื่อก็ตรงตัวอยู่แล้วว่าตั้งขึ้นด้วยจุดประสงค์ใด แต่ว่า หน่วยงานนี้ก็ตั้งขึ้นในยุค คสช. อีกแล้ว และงานที่ทำก็คือการลาดตระเวนดูเรื่องความมั่นคง ที่ชายฝั่งแล้วก็ในทะเล ซึ่งตามระบบราชการนี้ก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว และมันทำให้เกิดความความซ ้าซ้อนเหลือเกินกับหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบโดยตรง อาทิ เช่น กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แต่อย่างที่เรารู้กันก็คือ การตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ในยุค คสช. นั้นก็เป็นที่รู้กันว่า พลเอก ประยุทธ์ ก็เพียงต้องการ อยากจะรวบอำนาจไว้ที่ตนเองเท่านั้นเอง ดูได้จากบุคลากรที่ทำงานในหน่วยงาน ศรชล. นี้ มีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานนี้ทั้งหมด ๘๐๐ คน และเกือบทั้งหมด ๘๐๐ คนก็เป็น บุคลากรที่มาจากหน่วยงานอื่น ๆ มากองรวมกันที่นี่ที่ดิฉันกล่าวมาแล้ว เช่น กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมประมง กรมศุลกากร กองบังคับการ ตำรวจน ้า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเหตุแห่งการอยากรวมอำนาจไว้ที่ตัวเอง ของ พลเอก ประยุทธ์นั้นทำให้เกิดผลของการล้างผลาญงบประมาณประเทศมาไว้ที่ ศรชล. ในปีนี้ ศรชล. ของบไว้ ๑,๓๘๔ ล้านบาท ท่านประธานทราบไหมว่าเอาไปทำอะไร พอตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาก็สามารถหาเรื่องนำเงินไปใช้อะไรได้อีกเยอะ ยกตัวอย่าง ๖๘๑ ล้านบาทเอาไปสร้างอาคารที่พักอาศัย แล้วก็อาคารที่ทำการ ๘๗๔ ล้านบาทเอาไป ซื้อของต่าง ๆ เช่น อาวุธ เรือลาดตระเวน เรือยาง เรือตรวจการณ์ เบ็ดเสร็จก็ซื้อเรือ ๒๓ ลำ ซื้อเรือไม่พอต้องไปซื้อระบบวิเคราะห์พฤติกรรมเรืออีก แล้วก็ต้องไปซื้อระบบจัดหา ฐานข้อมูลเรืออีกอะไรก็ไม่รู้เยอะไปหมด แต่ทุกอย่างที่ ศรชล. พยายามทำนั้น ประเด็นก็คือ มันมีหน่วยงานประจำที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ดิฉันจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการมีอยู่ ของหน่วยงานนี้ แล้วก็เสนอให้ปรับลดงบทั้งหมด ๑,๓๘๔ ล้านบาท นี่เป็นตัวอย่างสั้น ๆ เร็ว ๆ ของสำนักนายกรัฐมนตรีที่จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อรวบอำนาจ แต่จริง ๆ แล้วมันมี ความซ ้าซ้อนอย่างยิ่ง ไม่มีประสิทธิผล ไม่มีผลลัพธ์ที่คุ้มค่า และหากยังมีอยู่ต่อไป งบประมาณประเทศก็จะต้องถูกผลาญไปกับหน่วยงานเหล่านี้อีกมากมายมหาศาลในอนาคต และถ้าตัด ๒ หน่วยงานนี้ออกไป ก็สามารถปรับลดงบได้ถึง ๑,๔๒๓ ล้านบาท และด้วยเงิน งบประมาณจำนวนที่เท่ากันนั้นสามารถนำไปซื้อวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) ได้ถึง ๓,๐๒๗,๐๐๐ โดส ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปนางสาวศิริกัญญา ตามด้วยท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ดิฉันได้ ขอสงวนความเห็นของมาตรา ๗ เพื่อที่จะปรับลดงบประมาณลงจากร่างในวาระที่ ๑ อีก ๑,๒๒๓ ล้านบาท จากหน่วยงานสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในค่าใช้จ่าย เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง รายการที่ ๒ ก็คือจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในประเทศ รายการพัฒนาบิ๊ก ดาต้า (Big Data) แพลตฟอร์ม (Platform) ด้านความมั่นคง ๓๖๑ ล้านบาท แล้วก็โครงการที่ ๓ กรมประชาสัมพันธ์ที่ท่าน ส.ส. ปกรณ์วุฒิได้อภิปรายได้แล้ว ๕๔.๗ ล้านบาท รวมเป็นเงิน ๑,๒๒๓ ล้านบาท โดยดิฉันเองจะอภิปรายในรายละเอียดของโครงการพัฒนาบิ๊ก ดาต้า แพลตฟอร์ม (Big Data Platform) ด้านความมั่นคงค่ะ โครงการนี้เป็นโครงการผูกพันงบยาวนาน ๔ ปี ใช้เงิน มูลค่ารวมทั้งสิ้น ๓๖๑ ล้านบาท โดยที่ตั้งงบไว้ในปี ๒๕๖๕ ๗๒ ล้านบาท จริง ๆ โครงการนี้ เป็นโครงการที่ทางคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ได้ตัดลดลงไปแล้ว แต่ว่ามีการขออุทธรณ์ เกิดขึ้นที่ห้องกรรมาธิการ แล้วก็เสียงข้างมากของกรรมาธิการก็อนุญาตให้มีการอุทธรณ์ได้ แล้วก็คืนงบให้กับหน่วยงานไป แต่ว่าดิฉันเองก็ยังคงติดใจจึงจำเป็นจะต้องมาขอเสียงที่จะตัดลดโครงการนี้จากสภาแห่งนี้ค่ะ ท่านประธานที่เคารพ โครงการบิ๊ก ดาต้า แพลตฟอร์ม (Big Data Platform) ด้านความมั่นคง เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานปฏิบัติการด้านบูรณาการข้อมูล ด้านความมั่นคงของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งถูกอนุมัติแผนนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี ๒๕๖๓ ก่อนที่จะมีโควิด (COVID) เสียอีก ช่วงนั้นถ้ามีท่านใดที่ติดตามก็จะพบว่าทุกหน่วยงานก็จะมีโครงการบิ๊ก ดาต้า (Big Data) เป็นของตัวเอง แล้วก็จะไม่แปลกใจถ้าจะมีโครงการด้านความมั่นคงที่เป็น การรวบรวมข้อมูล เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือว่าบิ๊ก ดาต้า (Big Data) แต่เมื่อกาลผ่านไป แล้วนี่คือ พ.ศ. ๒๕๖๔ แล้วเรากำลังพิจารณางบของปี ๒๕๖๕ สิ่งที่เราต้องคำนึงก็คือว่าเรา จะจัดลำดับความสำคัญอย่างไร และความมั่นคงมีความจำเป็นแค่ไหนในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่อยากจะเทียบกันให้ดูก็คือว่าในขณะที่ กอ.รมน. ของบประมาณ ๓๖๑ ล้านบาท สำหรับการทำโครงการบิ๊ก ดาต้า แพลตฟอร์ม (Big Data Platform) กรมบัญชีกลางเอง ก็มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลของผู้รับสวัสดิการของรัฐทั้งหมด เพื่อที่จะบูรณาการว่า ใครได้เท่าไร แล้วใครที่ยังไม่ได้บ้าง กรมบัญชีกลางใช้เงินทำฐานข้อมูลนี้ ๕.๘ ล้านบาท ในขณะที่เราให้งบเกี่ยวกับฐานข้อมูลด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นความมั่นคงของใครก็ไม่ทราบ ๓๖๑ ล้านบาท โชคดี กอ.รมน. ได้ให้รายละเอียดค่อนข้างมากสำหรับทีโออาร์ (TOR) ของโครงการนี้หนามาก แต่ว่าอย่างไรก็ตามไม่ได้มีรายละเอียดว่ารายการข้อมูลด้าน ความมั่นคงใดบ้างที่จะมีการจัดเก็บ ดิฉันก็เลยไปสืบค้นในอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วพบ แผนปฏิบัติการด้านการบูรณาการข้อมูลด้านความมั่นคง ซึ่งมีการระบุข้อเสนอแพลตฟอร์ม (Platform) ด้านความมั่นคงนี้ในรายละเอียดเพิ่มเติมขอสไลด์ (Slide) ขึ้นนะคะ🔗
ในรายการข้อมูลด้าน ความมั่นคงนั้นเป็นข้อมูลส่วนบุคคลแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ข้อมูล อาวุธปืน ข้อมูลทะเบียนบ้าน ข้อมูลบัตรประจำตัวบัตรประชาชน ข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ ดีเอ็นเอ (DNA) ต่าง ๆ แล้วก็ข้อมูลที่เป็นระบบสารสนเทศด้านการข่าว แล้วก็ข่าวกรอง ถ้าท่านใดยังพอจำกันได้ เพื่อนสมาชิกพรรคเดียวกันกับดิฉัน ท่านรังสิมันต์ โรม เคยอภิปราย เรื่องงบประมาณของแผนบูรณาการชายแดนใต้เอาไว้ว่ามีการละเมิดสิทธิในการใช้พื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นห้องทดลองมนุษย์ ทั้งเก็บข้อมูลดีเอ็นเอ (DNA) จากเด็ก จากคนแก่ จากทหารเกณฑ์ เก็บข้อมูลจดจำใบหน้าจากซีซีทีวี (CCTV) แล้ววันนี้มันกำลัง จะถูกบูรณาการขึ้นมาเป็นบิ๊ก ดาต้า แพลตฟอร์ม (Big Data Platform) ที่จะใช้โดย กอ.รมน. และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะไม่เป็นอะไรถ้าที่ผ่านมารัฐไม่ได้ทำกับประชาชนเป็นฝ่ายตรงข้าม ไม่ได้ปฏิบัติกับ ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเหมือนเป็นศัตรู ไม่ได้ใช้นิยามความมั่นคงของรัฐเท่ากับความมั่นคง ของรัฐบาล ดิฉันขอยกตัวอย่างความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นในการใช้ข้อมูลบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ด้านความมั่นคงให้กับทุกท่านได้ทราบ นี่เป็นข้อมูลเอกสารลับที่สุดที่มี การเปิดเผยทางสื่อมวลชนที่ผ่านมา หรือที่เราเรียกกันว่าเป็นเอกสารวอชลิสต์ (Watchlist) แล้วมาดูหน้าตาของศัตรูที่ร้ายกาจของรัฐบาลนี้กันนะคะ มีชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้า พรรคก้าวไกล อยู่ในวอชลิสต์ (Watchlist) หมายเลข ๔๐ กว่า แล้วก็มีรังสิมันต์ โรม ก็ติดโผ ของวอชลิสต์ (Watchlist) ผู้ที่เราจะต้องจับตาดู เพราะว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ นอกจากนี้ยังมีคุณชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล คุณอรมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อีกด้วย สรุปว่าหน่วยงานรัฐภายใต้ของรัฐบาลนี้มองประชาชนและพรรคก้าวไกลเป็นภัยต่อ ความมั่นคงไปเสียแล้วกระมัง ดังนั้นก็เป็นความกังวลใจ ถ้าวันนี้ กอ.รมน. จัดทำบิ๊ก ดาต้า แพลตฟอร์ม (Big Data Platform) รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเราเอาไว้ แล้วสามารถ ที่จะเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้ จริง ๆ แล้วประเทศเราได้มีการผ่าน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แต่ว่ารัฐบาลโดยมติของ ครม. ก็ใช้ข้ออ้างเรื่องโควิด (COVID) ในการเลื่อนบังคับใช้ พ.ร.บ. นี้ออกไปถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา จากเดิมที่จะต้องมี การบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ตอนนี้ก็เลื่อนไปจนถึงปี ๒๕๖๕ ตราบใดที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ยังไม่ถูกนำมาบังคับใช้ คณะกรรมการข้อมูลส่วนบุคคลยังไม่ได้เริ่มทำงานอย่างจริงจัง ในการปกป้องสิทธิของข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเรา ดิฉันไม่เห็นด้วยที่จะยอมให้ กอ.รมน. จัดโครงการข้อมูลบิ๊ก ดาต้า แพลตฟอร์ม (Big Data Platform) นี้โดยใช้ภาษีของประชาชน ดิฉันรู้สึกว่าเป็นภัยกับตัวเองมากกว่าที่จะมีความมั่นคงในชีวิต ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ตามด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม กรรมาธิการงบประมาณ ผู้สงวนความเห็นครับ ผมจะไม่พูดซ ้ากับเพื่อนกรรมาธิการที่ได้กล่าวไปล่วงหน้าแล้วนะครับ ในเรื่องงบของสำนักนายกรัฐมนตรีมีประเด็นในเรื่องของความซ ้าซ้อนเป็นเรื่องของ การตั้งหน่วยงานใหม่นะครับ แล้วก็ที่น่าสังเกตก็คือว่าขณะที่เรามีวงเงินงบประมาณลดลง ในเกือบทุกหน่วยงานนะครับ แต่ปรากฏว่าสำนักนายกรัฐมนตรีวงเงินงบประมาณได้เพิ่มขึ้น จาก ๑,๘๔๔ ล้านบาทในปีที่แล้ว คือปี ๒๕๖๔ มาเป็น ๒๔,๔๖๖ ล้านบาท ก็คือ สวนทางกับการจัดงบประมาณของหน่วยงานอื่น เรื่องความซ ้าซ้อนประเดี๋ยวผมจะมีตัวอย่าง ให้ท่านดูว่ามีหน่วยงานใดบ้าง นอกเหนือจากที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้ว แต่ผมอยากจะ ขอพูดถึงประเด็นในเรื่องของภารกิจของหน่วยงานนี้ว่าความเป็นสำนักนายกรัฐมนตรี น่าจะเป็นองค์กรที่กำหนดนโยบายระดับสูงสุด เพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีหรือผู้บริหาร ระดับสูงสุดของประเทศได้มีโอเวอร์ไซซ์ (Oversized) ก็คือได้มีการเห็นภาพรวม แล้วก็ มุ่งประเด็นหลักของประเทศ อย่าง ณ เวลานี้เราควรจะต้องดูแลเรื่องโควิด (COVID) ท่านนายกรัฐมนตรีก็มาจับนะครับ ซึ่งปรากฏว่าในหน่วยงานสำนักนายกรัฐมนตรี ก็มีหน่วยงานหนึ่งที่เรียกว่า สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเราจะไม่ได้ยินบทบาทเลยว่า บทบาทนี้ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องโควิด (COVID) แต่เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ห้อยอยู่ใน สำนักนายกรัฐมนตรีมาช้านาน แล้วเขาใช้เงินงบประมาณจำนวนมากนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นที่รวมของหน่วยงานมากมายด้วยกันถึงเกือบ ๓๐ แห่งด้วยกัน ที่ผู้บริหารในอดีตถ้าเห็นหน่วยงานไหนมีความสำคัญก็หยิบยกขึ้นมาห้อยไว้ ในสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วก็อยู่อย่างนั้นมาตลอด ไม่เคยมีการปรับลดโอนย้ายไปยัง กระทรวงอื่นที่มีความเกี่ยวข้องหรือความสอดคล้องมากกว่า มีการตั้งคณะกรรมการ ทับซ้อนกันมากมาย ไม่ค่อยมีการประกาศยกเลิกคณะกรรมการ สิ้นเปลืองงบค่าเบี้ยประชุม และงบค่าใช้สอยต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นว่าเรามีการตัด งบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีลงไปอย่างน้อย ๕ เปอร์เซ็นต์เพื่อจะได้ให้ไปเกิดกระตุ้น ให้มีการไปตรวจตราดูว่าเราจะต้องมีการปฏิรูปสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างไรที่จะไม่ให้มี หน่วยงานที่มีความซ ้าซ้อนสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย สิ้นเปลืองงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาวะที่ประเทศมีความขัดสนในเรื่องของรายได้ เรื่องของงบประมาณรายจ่าย แต่ปรากฏว่า สำนักนายกรัฐมนตรีกลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ได้มีการปรับตัวแต่ประการใดนะครับ ผมยกตัวอย่างว่าหน่วยงานใดที่มีความซ ้าซ้อนบ้าง เพราะว่าจากการที่กระผมอยู่ใน กรรมาธิการก็ได้มีการสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่มาชี้แจงนอกเหนือจากที่เพื่อน สมาชิกได้ยกขึ้นมาแล้วซึ่งผมจะไม่พูดซ ้านะครับ ก็มีตัวอย่างของ กพร. กับ สพร. กพร. ก็บอกว่าเขาจะไปทำให้หน่วยราชการมีความเป็นหน่วยงานที่ทันสมัย ก็คือมีการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล ขณะที่ สพร. คือหน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) ชื่อว่า สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เป็นองค์การมหาชน ก็พูดในลักษณะเดียวกัน ภารกิจใช้ ถ้อยคำแบบเดียวกัน มีทั้งเรื่องบิ๊ก ดาต้า (Big Data) มีทั้งเรื่องของการเก็บข้อมูล โดยระบบดิจิทัล (Digital) ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ครั้นเมื่อถามว่าแล้วมันต่างกันอย่างไร ก็จะบอกว่าหน่วยงานหนึ่งทำเรื่องนโยบายแต่อีกหน่วยงานหนึ่งทำเรื่องขับเคลื่อน ผมก็สงสัย ว่าขับเคลื่อนกับนโยบายมันจะต่างกันตรงไหน อันนี้คือตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นใน สำนักนายกรัฐมนตรีของเราที่ควรจะเป็นองค์กรกำหนดนโยบายสูงสุด แต่กลับกลายเป็นว่า มาทำงานด้านขับเคลื่อน มาทำงานด้านการปฏิบัติ นี่คือตัวอย่างหนึ่งของคู่นี้ ยังมีอีกครับ อย่างเช่นกรณีของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กับอีกหน่วยงานหนึ่งที่อยู่ใน กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็คือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ งานคล้าย ๆ กัน ก็คือไปช่วยดูแลให้เกิดนวัตกรรม ให้เกิดมีสตาร์ตอัป (Startup) พูดง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับพวกที่เขาทำแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ อันนี้ให้เกิดขึ้น ในประเทศไทย ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ใช้เงินเป็นจำนวน ๒๐๐ ล้านบาท ๓๐๐ ล้านบาท ผมก็เป็นห่วงครับว่าเรากำลังถูกเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้ทำให้เราต้องจัดสรรงบโดยที่เรา ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างไร เพราะว่างานมีความซ ้าซ้อนกัน แล้วก็เอะอะเราก็มีการตั้ง หน่วยงานใหม่ เช่นในกรณีของงานเกี่ยวกับเรื่องของดิจิทัล (Digital) ควรจะต้องดูแลทั้งหมด แต่กลายเป็นว่าก็มีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์แห่งชาติ เมื่อถามว่าแล้วต่างกันอย่างไร ข้างหนึ่งก็บอกว่าเขาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ อีกข้างหนึ่งก็ไปเป็นผู้ปฏิบัติ มันก็เกือบจะหาเส้นแบ่งได้ยากมาก ผลคืออะไรครับ เวลาเกิด ปัญหาขึ้นมาจะไม่มีหน่วยงานไหนรับผิดชอบ เพราะถือว่าอีกหน่วยงานหนึ่งต้องรับผิดชอบ จะมีการโยนกองกัน อันนี้ซึ่งต่างจากวิธีคิดในภาคเอกชนหรือว่าในสิงคโปร์ เป็นต้น เขาจะ ไม่มีการมาแบ่งแยกแล้วก็มาตั้งหน่วยงานใหม่ในลักษณะที่บ้านเราทำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ กระผมอยากจะขออนุญาตใช้โอกาสนี้ในการตัดงบของสำนักนายกรัฐมนตรีก็เพื่อจะให้เกิด การเปลี่ยนแปลงให้ท่านได้ปฏิรูปให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีโอเวอร์ไซซ์ (Oversize) อย่างแท้จริง สามารถทำงานที่เป็นงานพิเศษของประเทศ ส่วนหน่วยงานอื่น ๆ ที่เข้าอยู่เกือบ ๆ ๓๐ แห่งนั้น ท่านกระจายครับ กระจายไปยังกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกี่ยวกับน ้าหรือกระทรวงเกี่ยวกับเรื่องของแรงงาน กระทรวง เกี่ยวกับเรื่องของที่ดิน เป็นต้น ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปก็เชิญท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แล้วก็ตามด้วยท่านสมาชิกผู้ขอแปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ คุณวรภพ วิริยะโรจน์ เชิญท่านทวีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพผม ได้สงวนความเห็นขอปรับลดงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวผม จะมีเหตุผล ประมาณ ๙,๗๘๖ ล้านบาท สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นตัวอย่างหรือรูปธรรม ของการบริหารงานที่เป็นการบริหารงานแบบไม่ไว้ใจข้าราชการ นายกรัฐมนตรี การบริหาร รัฐบาลชุดนี้นอกจากไม่ไว้ใจประชาชนแล้วยังไม่ไว้ใจข้าราชการ จึงได้มีหน่วยงานในการดูแล ของนายกรัฐมนตรีถึง ๒๗ หน่วยงาน ซึ่งหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมจะขอข้ามไป แล้วในหน่วยงานทั้ง ๒๗ หน่วยงาน เป็นงานซ ้าซ้อนเป็นงานเอารายงานของคนอื่น เอาความดีของคนอื่นมารายงาน ไปแย่งชิงงบประมาณของคนอื่น ไปแทรกแซงงานของคนอื่น เสียส่วนใหญ่ ดังนั้นผมจึงคิดว่าเหตุจำเป็นต้องตัดงบประมาณ แล้วก็ในสำนักนายกรัฐมนตรี เองก็ได้กราบเรียนว่ายังมีความแปลกประหลาด คือจะมีสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แล้วจะมีสำนักงบประมาณ ซึ่งสำนักงบประมาณ เราก็รู้อยู่ วันนี้งบประมาณก็ต้องผ่าน สำนักงบประมาณ ในส่วนของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผมก็ได้เคยสอบถามว่าขณะนี้ ประชาชนกำลังทุกข์ยาก ประชาชนกำลังลำบากเรื่องโควิด (COVID) ทำไมท่านจึงตั้ง งบผูกพัน จำนวน ๑๕๐ ล้านบาท เพื่อจะไปปรับปรุงตึกแดงที่นายกรัฐมนตรีต้องทำงาน อันนี้สะท้อนให้เห็นอะไรไหม ขณะที่ประชาชนกำลังต้องตายอยู่ในบ้าน ไม่มีใครเข้าไปดูแล แต่ยังต้องจัดงบที่ไม่ใส่ใจ คือเอางบมาปรับปรุงตึกแดง โดยเป็นงบผูกพันด้วย อันนี้ผมจึงถาม แม้แต่ท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะบอกว่ามันเก่า มันก็เก่าทุกตึกล่ะครับ วันนี้คือ การแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ท่านพูดท่านให้คนอื่นทำ แต่รัฐบาลจะไม่ทำ อีกหน่วยงานหนึ่ง ด้วยความเคารพครับ สำนักงบประมาณ สำนักงบประมาณมีการจะไปปรับปรุงตึกที่ทำการ ซึ่งเป็นงบผูกพันมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๒ ปกติงบผูกพันที่ขอ ถ้าใช้ไม่หมดใน ๑ ปี งบประมาณปีไหนต้องใช้ปีนั้น พอใช้ไม่หมดขยายได้ ๖ เดือน อีก ๖ เดือน ถ้าครบขยายแล้ว ต้องคืน สำนักนายกรัฐมนตรีก็คืนไปสร้างตึก ซึ่งจำนวนหลายพันล้านบาท รวมเป็น พันล้านบาท ปรากฏว่าก็มาของบมาปรับปรุงอาคารที่ทำการอีก ๒๕๖ ล้านบาท ในขณะนี้ ผมเห็นว่าการที่ผู้ไปจัดงบ แล้วก็ไปเที่ยวตัดของคนอื่นในลักษณะอย่างนี้ ผมจึงคิดว่า ๒ หน่วยก็เป็นตัวอย่าง ผมก็เลยได้บอกจะขอตัดใน ๒ ส่วนนี้🔗
อีกส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือในส่วนของ กอ.รมน. กอ.รมน. จริง ๆ ควรจะเป็นหน่วยงานที่ควรจะยุบจะดีกว่า เพราะ กอ.รมน. เกิดขึ้นมา ปรากฏว่า มีคนอยู่ประมาณ ๑๒๐ คนเศษ หรือมากกว่านั้น แต่ของบไป ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นหน่วยงานเดียวที่ตั้งงบรายจ่ายอื่น ซึ่งท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกครับ ในคณะกรรมาธิการได้ทำข้อสังเกตไว้ในหน้า ๔๑๘ อันนี้เป็นข้อสังเกตที่ดีมาก คือ กอ.รมน. ตั้งงบเป็นงบรายจ่ายอื่น งบรายจ่ายอื่นคือตีเช็คเปล่า คล้าย ๆ งบราชการลับ ปรากฏว่าพอยัง ไม่รู้จะทำอะไรชัดเจนก็ไปตั้งงบรายจ่ายอื่น ก็พบว่าพอมาตรวจดูในงบประมาณของ กอ.รมน. มีงบรายจ่ายอื่นไปเขียนงบบุคคลแล้วก็ งบดำเนินการ ทั้งที่เรามีงบบุคคลและงบดำเนินการอยู่แล้วในปีนี้ก็ประมาณ ๓,๗๐๐ ล้านบาท เราก็ขอไปดูการตรวจเงินแผ่นดินพบว่าที่ผ่านมา ย้อนไป ๓ ปีที่ส่งมา ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ก็แปลงงบส่วนนี้เป็นงบราชการลับและงบอ้างว่าเรื่องความมั่นคง ปี ๒๕๖๑ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๖๒ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงิน ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นงบราชการลับ แล้วก็ปี ๒๕๖๓ ๕,๗๐๐ ล้านบาท นี่คือเหตุผล เพราะว่าแค่เนื้อหาคือ เมื่อมีงบบุคลากรอยู่แล้วก็ควรไปอยู่บุคลากร อันนี้สะท้อนให้เห็นว่าท่านกำลังมองคนอื่น เพื่อความมั่นคงของตัวรัฐบาล ความมั่นคงของราชการ ความมั่นคงในราชอาณาจักรต้องเป็น ความมั่นคงของมนุษย์ ต้องเป็นความมั่นคงเพื่อให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดี ผมจึงเห็นว่า กอ.รมน. เป็นงานที่ซ ้ากับกระทรวงมหาดไทย ซ ้ากับทุกหน่วยงาน แล้วก็ไปเอาคนของ ข้าราชการอื่นมาทำงานแล้วก็จ่ายเป็นราชการลับ ราชการลับแม้จะบอกว่าตรวจสอบได้ ในความเป็นจริงตรวจสอบไม่ได้ ดังนั้นผมจึงขอตัดงบของสำนักนายกรัฐมนตรีถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่างานจำนวนมากเป็นงานที่คนอื่นเขาทำดีอยู่แล้ว ตัวเองก็มาสร้าง สำนักงานขึ้นใหม่ไปใช้คนของคนอื่นอีก อันนี้คือเป็นสิ่งที่ร้ายแรงกับการบริหารประเทศ จนสร้างความเหลื่อมล ้าแล้วความทุกข์ยากให้กับประชาชน จึงขอตัดงบส่วนนี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณวรภพ ตามด้วยนางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ครับในมาตรา ๗ นี้ ผมขออภิปรายถึงสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อปัญหาเช่าซื้อรถ ที่ไม่เป็นธรรม แล้วก็ไม่เห็นด้วยการจัดสรรงบประมาณ ๑๙๖ ล้านบาทนี้ให้กับ สคบ. ที่ทำงานปล่อยปละละเลยให้เกิดการขูดรีดของลูกหนี้เช่าซื้อนะครับ คือต้องเริ่มก่อนว่าผมรับ ฟังปัญหาความเดือดร้อนเรื่องหนี้เกินครึ่งคือเป็นเรื่องของหนี้รถยนต์ คือเข้ามาดูในสัญญา รายละเอียดของสัญญาเช่าซื้อก็จะเข้าใจว่าทุกวันนี้ลูกหนี้เช่าซื้อรถเหมือนถูกขูดรีด อยู่ในวิกฤติโควิด (COVID) นี้จากการปล่อยปละละเลยของหน่วยงานรัฐนี้ครับ ผมเกริ่นขึ้นมาก่อนว่าลูกหนี้เช่าซื้อรถเป็นประเภทเดียวที่ถูกยึดทรัพย์ง่ายที่สุดแล้ว คือสิทธิลูกหนี้น้อยมาก หลายรายผ่อนมาจะครบอยู่แล้ว เหลือไม่กี่งวดครับ กัดฟัน สู้มาตั้งแต่โควิด (COVID) รอบแรกจนถึงรอบ ๓ รอบ ๔ แต่พอพลาดชำระไป ๒-๓ งวด ก็ถูกยึดรถได้เลยง่าย ๆ ข่าวแท็กซี่ที่ฆ่าตัวตายก็มาจากสาเหตุนี้ครับ คือรถถูกยึด ไม่รู้จะเอารายได้จากไหนครับ นี่คือการที่รัฐบาลปล่อยปละละเลยให้นายทุนทำร้ายลูกหนี้ ให้ตายทั้งเป็นจากการถูกยึดรถที่ไม่เป็นธรรมนี้ หรือแม้แต่การให้พักชำระหนี้ สคบ. เองก็ยัง ปล่อยให้มีการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระบนดอกเบี้ยของค่างวดในอนาคตที่ยังไม่ถึงงวดชำระ ทั้งที่มี พ.ร.ก. แก้ไขประมวลแพ่ง ในมาตรา ๒๔๔/๑ บังคับใช้มาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา กำหนดชัดเจนว่าคือห้ามคิดดอกเบี้ยผิดนัด คิดได้แต่เฉพาะเงินต้นในงวดที่ผิดนัดเท่านั้นครับ คือหมายถึงว่าถ้าผ่อนรถแล้วขอพักชำระหนี้ ๒ งวด คือคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้เพียงแค่เฉพาะ เงินต้น ๒ งวดเท่านั้น ไม่ใช่ค่างวดทั้งหมด และห้ามคิดบนค่างวดเงินต้นที่ยังมาไม่ถึง อันนี้คือ การปล่อยปละละเลยในการบังคับใช้กฎหมายอันนี้ แล้วก็บางทีผมก็อยากให้ สคบ. เข้มงวด ในการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มทุนเช่าซื้อพวกนี้บ้าง เพราะว่าพอผมฟังผมก็มาตรวจดูมี การใช้ดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนดอย่างโจ่งแจ้งมาก ผมอยากยกตัวอย่างให้ดู โดยเฉพาะ ดอกเบี้ยเช่าซื้อรถมือสองนี้ปัจจุบันมีการประกาศชัดเจนว่าใช้มากกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ ้า จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แล้วก็เมื่อมาดูงบประมาณของ สคบ. ๑๙๕ ล้านบาท ส่วนใหญ่ ก็เป็นเรื่องของรับเรื่องร้องจากลูกหนี้ จากผู้บริโภคครับ ซึ่งผมก็คงต้องบอกว่าไม่มีวันพอ คือถ้าไม่ควบคุมสัญญาเช่าซื้อที่ต้นทางให้มันเป็นธรรมกับ ลูกหนี้ก็ต้องบอกว่าการรับฟังไม่มีวันแก้ปัญหาได้ แต่พอไปดูในงบ ผมดีใจนะครับ มีตั้งงบประมาณสำหรับการรับฟังแล้วก็การแก้ไขปัญหาหนี้เช่าซื้อ แต่ผมบอกว่ามันช้าไปมาก คือถ้ารอให้งบประมาณผ่านแล้วเดือนสิบแล้วท่านค่อยมาแก้นี้ก็คือคงมีรถเป็นหมื่น ๆ คัน ที่ถูกยึดไปแล้ว แล้วถ้าจะแก้ไขประกาศควบคุมสัญญาเช่าซื้อ🔗
อันดับแรกเลยคือต้องกำหนดสิทธิลูกหนี้ให้ชัดเจนขึ้นว่ากรณีที่จ่ายค่างวด มาแล้วเกินครึ่งหนึ่งถ้าจะมายึดรถต้องมีคำสั่งศาล ให้มันเหมือนหนี้บ้านเลยก็ยังได้ หรือให้ เหมือนในกรณีต่างประเทศ คืออย่างประเทศมาเลเซีย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอังกฤษ เขาคุ้มครองสิทธิของลูกหนี้ที่ว่าเมื่อผ่อนรถไปแล้ว ๑ ใน ๓ หรือ ๓ ใน ๔ นี้ต้องมีคำสั่งศาล เท่านั้น ไม่ได้ปล่อยให้เจ้าหนี้มายึดรถง่าย ๆ อย่างนี้นะครับ🔗
ลำดับที่ ๒ คือการเปลี่ยนการใช้ดอกเบี้ยคงที่จากปัจจุบันเป็นดอกเบี้ยคงที่ เป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก คือสำหรับสัญญาเช่าซื้อ คือการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ผม อยากให้ สคบ. ลองคิดดูนะครับ จริง ๆ แล้วมันคือการเอาเปรียบลูกหนี้อย่างมาก อยากให้ดูจากตัวอย่างในสไลด์ (Slide) นี้ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ทีมงานแบงก์ชาติเขาศึกษามา ครับ คือถ้าลูกหนี้ถูกยึดรถถูกขายทอดตลาดไป บริษัทลิสซิง (Leasing) เช่าซื้อนี้เขาจะเอา ส่วนของดอกเบี้ยค่างวดในอนาคต อันนี้ผมย ้าในอนาคต มารวมเป็นภาระของลูกหนี้ด้วย คือจาก ตัวอย่างเงินต้น ๘๘๐,๐๐๐ บาท ผ่อนไปแล้ว ๙๕,๐๐๐ บาท ยึดรถไปขายได้ ๘๕๐,๐๐๐ บาท ดูอย่างไรก็รู้ว่าบริษัทไม่ขาดทุนแล้ว แต่ว่าบริษัทลิสซิง (Leasing) เหล่านี้เขาจะเอาดอกเบี้ย ในอนาคตที่เป็นหนี้ค้างอีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาทมาเป็นภาระหนี้ของลูกหนี้ด้วย นี่คือต้นตอ ของปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่ สคบ. ปล่อยปละละเลยมา ปัญหาเหล่านี้จริง ๆ ก็เกิดมาจาก ข้อกำหนดของ สคบ. เอง เพราะจากตัวอย่างนี้ ต่อให้ลูกหนี้เอาค่างวดทั้งหมด ๑,๓๖๐,๐๐๐ บาท เข้ามาปิดสัญญาเลย กลายเป็นว่าประกาศของ สคบ. กำหนดไว้ว่าบริษัทเช่าซื้อให้คืน ส่วนของดอกเบี้ยในอนาคตแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คือจากตัวอย่างจ่ายไปแล้ว ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าได้คืนมาเพียงแค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในส่วนของดอกเบี้ยล่วงหน้า ๔๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมด อันนี้ที่เป็นผลประกาศของ สคบ. ที่ทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบกลุ่มทุนลิสซิง (Leasing) เช่าซื้ออย่างมาก ก็เป็นตัวอย่างที่อยากจะให้ สคบ. เอางบประมาณไปใช้กับการทำงานเชิงรุก ในการทำให้สัญญาเช่าซื้อเป็นธรรมกับลูกหนี้มากกว่าที่จะมาใช้ในการรับเรื่องร้องเรียนไป เรื่อย ๆ ครับ เพราะว่าไม่เกิดประโยชน์ ทำให้สัญญามาควบคุมในสัญญาเช่าซื้อให้เป็นธรรม กับลูกหนี้เร็วขึ้น บังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยให้กลุ่มทุนลิสซิง (Leasing) ขูดรีด ทำร้ายลูกหนี้ทั้งเป็นจากการคิดดอกเบี้ยไม่เป็นธรรม แล้วก็การยึดรถอย่างทุกวันนี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญนางสาวณธีภัสร์ ตามด้วยท่านดะนัย มะหิพันธ์🔗
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติปรับลดงบประมาณในส่วนของมาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับที่ได้ของบประมาณมา ๒๔,๔๖๖,๔๔๑,๑๐๐ บาท ไว้ที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ สำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ในสำนักนายกรัฐมนตรี ต่างก็พยายามจัดงบประมาณอย่างรัดเข็มขัด ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ทำงบประมาณมาราวกับว่าขณะนี้ประเทศมีงบประมาณ ให้ใช้จ่ายอย่างเหลือเฟือ ผมขอยกตัวอย่างงบประมาณปี ๒๕๖๕ ของสำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีที่ได้รับงบประมาณไปถึง ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ในงบประมาณนั้นกลับมี รายจ่ายที่ตั้งค่าใช้จ่ายมาเกินจริง ซึ่งสามารถปรับลดลงได้อีกโดยไม่กระทบกับการทำงานเป็น จำนวนอย่างน้อยอีก ๔๐๐ ล้านบาท จริง ๆ ผมมีสไลด์ (Slide) ประกอบการอภิปรายเพื่อให้ พี่น้องประชาชนเข้าใจได้ง่าย แต่บังเอิญท่านประธานไม่อนุญาตให้ผมเอาขึ้น แต่ก็ไม่เป็น อะไรครับ รายการที่ผมกำลังจะกล่าวถึงก็คือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ พระที่นั่งที่มีงบประมาณในปี ๒๕๖๕ ทั้งสิ้นราว ๑,๕๕๗ ล้านบาท เฉพาะรายการนี้รายการ เดียวก็เกิน ๑ ใน ๓ ของงบประมาณทั้งหมดของหน่วยงานนี้แล้วครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ทำไมผมจึงกล่าวว่างบประมาณส่วนนี้มีส่วนที่เกินจากค่าใช้จ่ายจริง ผมจะ แสดงให้ท่านประธานเห็นนะครับ หากเมื่อพิจารณาถึงงบประมาณของรายการนี้ ในปี ๒๕๖๔ ซึ่งมีจำนวน ๑,๙๕๙ ล้านบาท จากการเบิกจ่าย ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔ ซึ่งก็ผ่านมากว่า ๓ ไตรมาสของปีงบประมาณแล้ว ก็พบว่ามีการเบิกจ่ายไปแล้วเพียง ๔๗๐ ล้านบาท หรือเพียง ๒๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงเกิดคำถามว่างบประมาณค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งในปี ๒๕๖๔ จำนวน ๑,๙๕๙ ล้านบาท จะสามารถใช้ได้เต็มจำนวนจริงหรือไม่ แล้วเมื่อสอบถามเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณของ รายการนี้ ทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงว่า ผลการเบิกจ่าย ๔๗๐ กว่าล้านบาท เป็นการเบิกจ่ายจริง ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน และได้มีการผูกพันสัญญาไปแล้วอีก ๔๐๐ กว่าล้านบาท หากเราคำนวณกันอย่างตรงไปตรงมาโดยอ้างอิงค่าใช้จ่ายรายการนี้ตามเอกสารงบประมาณ รวมกับค่าใช้จ่ายไตรมาสสุดท้ายโดยประมาณก็จะพบว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งก็จะอยู่ที่ราว ๑,๐๒๗ ล้านบาท ดังนั้นงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ ที่ขอมาจำนวน ๑,๕๕๗ ล้านบาท เงินจำนวนนี้มันไม่สูงไปหรือครับ นอกจาก การของบประมาณมาอย่างเกินความจำเป็นแล้ว งบประมาณ ๑,๕๐๐ กว่าล้านบาท กลับมี รายละเอียดแนบมาในภาคผนวกเพียงแค่หน้าเดียวและมีเพียงบรรทัดเดียวเท่านั้น ท่านประธานครับ เนื่องจากรายการนี้ไม่มีรายละเอียดประกอบมาให้ด้วย จึงทำให้เราต้องใช้ ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ในการพิจารณาความเหมาะสมของงบประมาณแทน โดยเลือกตัวแทนเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งที่เหมาะสมมาคำนวณหาค่าใช้จ่าย ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ซึ่งเครื่องบินพระที่นั่งที่ใช้เป็นตัวแทนคือ รุ่น เอทีอาร์ ๗๒-๕๐๐ (ATR 72-500) ส่วนเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งที่ใช้เป็นตัวแทนคือ รุ่น เบลล์ ๔๑๒ อีพี (Bell 412 EP) อ้างอิงข้อมูลจากเนชันแนล บิซิเนส เอวิเอชัน แอสโซซิเอชัน (National Business Aviation Association) โดยใช้ค่าโททั ล โอเพ อเรติง คอส ต์ ออฟ ฮาวเออร์ (Total Operating Cost of Hour) หรือค่าใช้จ่ายในการการบินต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบินที่แปรผันตามชั่วโมงบิน ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ค่าเจ้าหน้าที่ ค่าน ้ามัน ค่าเชื้อเพลิง ต้นทุนทางการเงิน ค่าประกันและอื่น ๆ เมื่อคำนวณออก มาแล้ว เครื่องบินพระที่นั่ง เอทีอาร์ ๗๒-๕๐๐ (ATR 72-500) มีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ การบินชั่วโมงละ ๒,๙๔๓.๗๓ ดอลลาร์ หรือมีค่าเท่ากับ ๙๗,๑๔๓ บาท ส่วนเฮลิคอปเตอร์ พระที่นั่ง รุ่น เบลล์ ๔๑๒ อีพี (Bell 412 EP) มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการบินชั่วโมงละ ๘๙๐ ดอลลาร์ หรือมีค่าเท่ากับ ๖๒,๓๗๐ บาท เมื่อคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ รายการนี้มีการของบประมาณมาใน ปี ๒๕๖๕ ทั้งสิ้น ๑,๕๕๗,๕๕๓,๑๐๐ บาท เมื่อหักค่าบริภัณฑ์ภาคพื้นสนับสนุนหน่วยบิน เดโชชัย ๓ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ และค่าใช้จ่ายในการฝึกบินจำลอง โดยอ้างอิงจากตัวเลขปี ๒๕๖๔ จะคงเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับซ่อมบำรุงและค่าเชื้อเพลิงอยู่ที่ ๑,๒๕๘,๖๘๗,๔๕๐ บาท หากเรานำเงินจำนวนนี้แบ่งไปใช้สำหรับการบินด้วยเครื่องบิน และการบินด้วยเฮลิคอปเตอร์ ไม่ว่าจะแบ่งโดยสัดส่วนใดก็ตาม เงินจำนวน ๑,๒๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ต่อให้บินทั้งวันทั้งคืน บินไม่มีวันหยุด ก็ยังจะสามารถบินได้มากกว่า ๓๖๕ วัน ด้วยซ ้าไป ไม่ว่าจะแบ่งครึ่งหนึ่งสำหรับเครื่องบินและอีกครึ่งหนึ่งสำหรับเฮลิคอปเตอร์หรือใช้ สำหรับเครื่องบินทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือในกรณีบินด้วยเฮลิคอปเตอร์อย่างเดียวสามารถ บินได้ถึง ๘๔๑ วัน หรือหากจะพูดให้นึกภาพง่าย ๆ ก็คือบินทั้งวันทั้งคืน ตลอด ๒ ปี งบประมาณก้อนนี้ยังใช้ไม่หมดเลยครับ ท่านประธานครับ ไม่ว่าจะดูจากการคำนวณจาก สมมุติฐานหรือการเบิกจ่ายในอดีตงบประมาณในส่วนนี้ก็สูงกว่าความเป็นจริง ไม่ต ่ากว่า ๔๐๐ ล้านบาท ผมขอยืนยันอีกครั้งว่างบประมาณส่วนนี้หากถูกปรับลดลงไปจะไม่ทำให้ หน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบในรายการนี้ลดคุณภาพการซ่อมบำรุงหรือลดระดับ ความปลอดภัยในการใช้งานพาหนะได้เลย เห็นได้ชัดจากค่าใช้จ่ายที่ผมได้แสดงมาข้างต้น แต่เงินที่เหลืออยู่นี้หากนำไปใช้ให้ถูกที่ถูกทาง ก็จะช่วยก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าเอาไปกองไว้เฉย ๆ ยกตัวอย่างเช่น สถานการณ์โควิด (COVID) ทำให้ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการบินไม่สามารถดำเนินกิจการได้ เนื่องจาก นโยบายของรัฐทำให้นักบินและลูกเรือประมาณ ๑๕,๐๐๐ คนได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยในปีนี้เพิ่งได้รับเงินชดเชยไปเพียง ๒,๕๐๐ บาทจากประกันสังคมเท่านั้น รัฐบาลจะ ช่วยเหลือพวกเขาอย่างไรได้บ้าง🔗
ท่านประธานครับ ตามที่ผมได้ยกตัวอย่างมาในข้างต้น งบประมาณที่ผม กล่าวเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับเท่านั้น ซึ่งยังมีอีก หลาย ๆ หน่วยงานที่สามารถปรับลดงบประมาณลงได้ แต่เวลาอันจำกัดไม่สามารถชี้แจงได้ ทั้งหมด ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ผมขอเสนอตัดงบประมาณในมาตรานี้ลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นจำนวนเงิน ๒,๔๔๖,๖๔๔,๑๑๐ บาท ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณดะนัย มะหิพันธ์ แล้วตามด้วยคุณพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เชิญคุณดะนัยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอำนาจเจริญ ท่านประธานครับ มาตรา ๗ เป็นเรื่องของงบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ ที่จริงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปราย ในเรื่องที่ผมจะนำเสนอก็คงไม่พูดในสิ่งที่มี ผู้นำเสนอไปแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของความซ ้าซ้อนในภารกิจ ภาระหน้าที่ของหน่วยงาน ในกำกับซึ่งมีหลายหน่วยงาน ใน ๒๗ หน่วยงานก็ถือว่าเป็นหน่วยงานที่ทำงานซ ้าซ้อน แล้วจัดสรรงบประมาณก็ซ ้าซ้อน ผมจะชี้ไปที่เรื่องแผนงานพื้นฐานด้านการปรับสมดุลและ พัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ🔗
ท่านประธานครับ ใน ๒๗ หน่วยงานของสำนักนายกรัฐมนตรีมี ๑๒ หน่วยงานที่มีแผนงานเดียวกันลักษณะเดียวกัน ทำไมการจัดสรรงบประมาณ ทำไม วิธีการงบประมาณถึงไม่จัดไว้ที่หน่วยเดียว ทั้ง ๆ ที่เป็นภารกิจเดียวกัน ถ้าดูจากตรงนี้แล้ว จะเห็นว่าเงินเกือบ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาทในภารกิจนี้ที่แตกออกไปเพื่อให้แต่ละสำนัก ได้เอาไปใช้อย่างอิสระ ทั้ง ๆ ที่งบประมาณเหล่านี้สามารถที่จะประหยัด ตั้งไว้ในที่แห่งเดียว เพราะว่าเป็นแผนงานเดียวกัน อันนี้คือความซ ้าซ้อนที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็เห็นว่า สำนักนายกรัฐมนตรีการจัดทำงบประมาณแผนงานโครงการน่าจะมีการปรับในครั้งต่อไป แล้วผมก็ได้เสนอตัดไว้ที่ ๑.๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดเป็นเงินก็ประมาณ ๒,๔๗๔ ล้านบาท ดังนั้น ในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสำนักนายกรัฐมนตรีจึงเป็นการจัดสรร งบประมาณที่ไม่เหมาะสมครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณพิจารณ์ ตามด้วย คุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมจะอภิปรายมาตรา ๗ งบประมาณสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะขอแปรญัตติเพื่อขอตัดลด งบประมาณลง ๕ เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นการตัดลดงบประมาณในส่วนของเงินราชการลับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็อยู่ในหน่วยงานของสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่ว่าผมจะขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปรายข้ามไปถึงงบลับ หรือเงินราชการลับในส่วน ของมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม แล้วก็มาตรา ๒๗ สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปเลยในคราว เดียวกันในการอภิปรายครั้งนี้ ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยครับ🔗
ท่านต้อง อภิปรายอยู่ในเวลาที่กำหนดนะครับ🔗
ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ สำหรับปีงบประมาณ ๒๕๖๕ เงินราชการลับ หรือเรียกสั้น ๆ ว่างับลับนะครับ งบลับ ไม่ใช่ งับลับ นะครับ มีอยู่ด้วยกัน ๑,๒๔๘ ล้านบาท ก็ต้องเรียนว่างบลับแบบนี้ไม่ได้ เพิ่งมี เรามีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ว่าด้วยการบริหารเงินราชการลับนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ โดยในระเบียบนั้นก็ให้ความหมายว่างบลับคืออะไร งบลับนี้เขาก็บอกว่าเป็นภารกิจที่จะต้อง ดำเนินการในลักษณะที่ปกปิด แล้วก็เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะอนุมัติให้เพิ่มเติมได้ ซึ่งก็ต้องเรียนว่าในเอกสารเล่มขาวคาดแดงที่เข้าสู่การพิจารณานี้ หรือแม้แต่ในเอกสารในชั้น อนุกรรมาธิการหรือกรรมาธิการก็ดี ก็จะไม่ได้มีรายละเอียด ไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ ว่าเป็นการใช้จ่ายประเภทใด ซึ่งก็ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อพี่น้องประชาชนที่ตั้งคำถาม งบประมาณในส่วนนี้ ทีนี้แม้ว่าจะมีการตรวจสอบครับท่านประธาน แต่ว่าการตรวจสอบนี้ ก็เป็นการตรวจสอบแบบลับ ๆ เป็นการตรวจสอบโดย สตง. แต่ว่าตามระเบียบที่ออกโดย คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบที่มีขึ้นในปี ๒๕๖๔ ก็ระบุ เอาไว้ชัดเจนครับว่าการตรวจสอบก็ต้องเป็นแบบลับ ๆ รายงานผลการใช้จ่ายที่ออกมานี้ ก็จะเสนอแค่คณะกรรมการของ สตง. เท่านั้น ที่ผมเป็นห่วงคือในระเบียบตัวนี้ในข้อ ๑๒ เขาเขียนเอาไว้ครับท่านประธาน สรุปใจความง่าย ๆ คือว่าหลังจากที่ตรวจสอบเสร็จแล้ว ก่อนที่จะเรียกว่าปิดผลการตรวจสอบก็จะต้องให้มีการประชุมร่วมกับหน่วยงาน ที่ได้รับการตรวจสอบ ให้หน่วยงานที่ได้รับการตรวจสอบนี้ได้ชี้แจงเหตุผลเสียก่อน คือฟังดูแล้วเหมือนกับระเบียบข้อนี้มันจะเปิดทางเอาไว้ทำนองว่าผู้ตรวจการ สตง. ตรวจไปแล้ว ผลออกมาเป็นอย่างไร ไปเรียกหน่วยงานที่รับผิดชอบมาเจรจา มาพูดคุยกันก่อน มาให้เหตุ ให้ผลกันก่อน ซึ่งก็ยิ่งทำให้เคลือบแคลงสงสัยว่าสุดท้ายแล้วผลการตรวจสอบที่แม้แต่สภาจะ ไปเรียกดูก็ไม่ได้ มันจะตรงไปตรงมาหรือไม่🔗
สำหรับปีนี้ ๑,๒๔๘ ล้านบาทนั้นก็มาจากกระทรวงกลาโหม ๕ หน่วยงาน ๔๗๐ ล้านบาท ในส่วนที่อยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ๒๑๐ ล้านบาท แล้วก็ กอ.รมน. ๑๐ ล้านบาท สำหรับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีการใช้ทั้งหมด ๕๕๘ ล้านบาท โดยกระจายไปถึง ๑๙ หน่วยงานครับท่านประธาน ตามสไลด์ (Slide) ที่ผมขึ้นก็คร่าว ๆ ก็แน่นอนครับ มีสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงาน ปลัดกระทรวงกลาโหม กรมราชทัณฑ์ แล้วก็มีบางหน่วยงานที่ผมก็ไม่แน่ใจว่าเหตุใดต้องมี อย่างเช่น สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรมการปกครอง กรมสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงาน แล้วก็กรมการจัดหางาน ท่านประธานครับ คำถามคืองบประมาณเหล่านี้ต้องเรียน ว่าไม่เคยตกเบิกนะครับ เบิกจ่ายครบถ้วนใช้หมดทุกปี ประสิทธิภาพเรียกว่าสูงสุดเมื่อเทียบ กับหน่วยงานทั้งหมดหรือโครงการทั้งหมดที่เรามีอยู่ในรัฐบาลหรือระบบราชการ ผมเคยถาม ในชั้นกรรมาธิการว่างบลับเหล่านี้เอาไปทำอะไร ตอนนั้นถามกระทรวงกลาโหม ก็ได้คำชี้แจง นะครับว่าก็จะเป็นงานด้านการข่าว ด้านยาเสพติด ด้านการดูแลชายแดน ก็ยิ่งสงสัยครับ เพราะว่าภารกิจเหล่านี้กระทรวงกลาโหมเองก็มีการตั้งงบประมาณมา แล้วก็เยอะกว่านี้ ด้วยซ ้า ก็มีความสงสัยว่ามันจะเกิดความซ ้าซ้อนหรือไม่ เพราะคำชี้แจงมีแค่เท่านี้จริง ๆ ครับ ท่านประธาน ๑๓ ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน เป็นยุคไหน งบประมาณในส่วน ของงบลับนั้นไม่เคยปรับลดลง มีแต่จะปรับเพิ่มขึ้น เพิ่มให้กับหน่วยงานแต่ละหน่วยงาน ล่าสุดแม้ว่าเราจะมีวิกฤติโควิด (COVID) วิกฤติด้านงบประมาณที่ภาพรวมจะลดลงประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเงินราชการลับทั้งหมดก็ไม่มีการปรับลดลง ก็ยังคงเท่าเดิมมา ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ จนถึงปี ๒๕๖๕ ผมยกตัวอย่างไล่เลียงจากในอดีตถึงปัจจุบัน อย่างใน ปีงบประมาณ ๒๕๕๕ งบลับของสำนักข่าวกรองก็มีการปรับเพิ่มขึ้น จาก ๗๕ ล้านบาท เป็น ๒๓๒ ล้านบาท ปีงบประมาณ ๒๕๕๕ เช่นกันครับ งบลับของกองทัพบกเพิ่มขึ้น ๒๙๐ ล้านบาท ปีงบประมาณ ๒๕๕๗ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี งบลับเพิ่มจาก ๒๐ ล้านบาท เป็น ๖๐ ล้านบาท ปีงบประมาณ ๒๕๕๘ หลังการรัฐประหารก็งอกงบลับ ขึ้นมาใหม่ให้กับดีเอสไอ (DSI) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ๓๕ ล้านบาท ปีงบประมาณ ๒๕๖๐ งบลับในส่วนของ สตช. หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มขึ้นจาก ๑๐๓ ล้านบาท เป็น ๒๑๐ ล้านบาท ก็ต้องตั้งคำถามครับท่านประธานว่าเหตุใดงบราชการ ลับเหล่านี้ถึงปรับตัวสูงขึ้น งบบางส่วนนี้ถูกใช้ไปในภารกิจที่มันคุกคามพี่น้องประชาชนที่เห็น ต่างหรือไม่ งบประมาณเหล่านี้ถูกใช้ไปในภารกิจที่เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกของผม คุณศิริกัญญาได้พูดถึงวอชลิสต์ (Watchlist) ถูกใช้ไปในภารกิจที่จะไปตรวจสอบ ติดตาม นักการเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลหรือเปล่า ท่านประธานครับ ถ้างบลับถูกใช้ในภารกิจ ที่ผมพูดไปว่าจะใช้อย่างไร ก็ท่านเป็นรัฐบาลก็คงจะใช้ไปเพื่อที่จะตรวจสอบ หรือติดตาม หรือจำกัดผู้ขัดแย้ง หรือฝั่งตรงข้ามทางแนวการเมืองของท่าน แต่ที่ผมเป็นห่วง มากไปกว่านั้นครับท่านประธาน คือหากมันถูกใช้ไปอย่างทุจริตแล้วก็ตรวจสอบไม่ได้ แล้วก็ มีแต่เพิ่มขึ้น ๆ เรื่อย ๆ แบบนี้มันเป็นการที่จะไปเบียดเบียนเงินภาษีที่มาจากน ้าพักน ้าแรง ของพี่น้องประชาชน ดังนั้นผมสรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน หากว่าทางกรรมาธิการ ไม่สามารถที่จะชี้แจงเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องปกปิดแล้วก็ตรวจสอบลับ ๆ แบบนี้ เหตุผล ความจำเป็นที่งบประมาณในส่วนนี้ไม่สามารถปรับลดลงได้เลยทั้งที่ภาพรวมของเราลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ยืนยันที่จะขอปรับลดเงินราชการลับที่อยู่ในมาตรา ๗ ก็ดี มาตรา ๘ ของกระทรวงกลาโหมก็ดี มาตรา ๒๗ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ดี ลดลงทั้งหมด ๑,๒๔๘ ล้านบาท ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณจิรัฏฐ์ ตามด้วยคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม นะครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ๗ นาที กับมาตรา ๗ ของผม งบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี หน่วยงานมันมีโครงการเยอะแยะเลยครับท่านประธาน ที่มันยังไม่จำเป็นเร่งด่วน รวมถึงพันธกิจที่มันไม่ใช่แค่ซ ้าซ้อนนะครับ แต่ผมถือว่าเป็นภาระ ของงบประมาณด้วยซ ้าที่สามารถตัดออกได้ แล้วก็อาจจะถึงขั้นยุบทั้งหน่วยงานยังได้เลย ซึ่งทำให้ผมคิดว่าน่าจะลดได้อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย ท่านประธานครับ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี ผมก็สับสนไปหมดครับ ๓ หน่วยงานนี้ ขอโทษครับ ท่านยุบรวมกันได้ไหมครับ จะได้ไม่ต้องวุ่นวายอะไร พันธกิจไม่ได้เยอะแยะอะไรเลย นายกรัฐมนตรีมีหน่วยงานภายใต้ สังกัด ๒๗ หน่วยงาน คือคนคนหนึ่งรับผิดชอบ ๒๗ งานนี้ ต่อให้เป็นแค่เรื่องนโยบายยังยากเลย เพราะฉะนั้นถ้ายุบรวมกันได้ก็ดี จะได้ไม่เป็นภาระ มาดูเรื่องไอซีที (ICT) โครงการเกี่ยวกับ ไอซีที (ICT) โครงการที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะทำ พัฒนาระบบความปลอดภัยจาก การคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber) ๔๙ ล้านบาท ซึ่งของเดิมมีไฟร์วอลล์ (Firewall) อยู่แล้ว ด้วยนะครับ ถ้าท่านคิดว่าไวรัสสมัยนี้มันฉลาดขนาดจะเจาะหน่วยงานรัฐได้นี้ ผมว่ามัน ไม่เสียเวลามาเจาะสำนักนายกรัฐมนตรีหรอกครับ อย่าเพิ่งทำเลย เลื่อนออกไปก่อน ปรับปรุงระบบ เทคโนโลยีดิจิทัล ๑๑ ล้านบาท อ้างว่าจะเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้ประสานกับ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เร็วขึ้น คืออย่างไรก็ไม่มาตอบกระทู้ ในสภาหรอกครับ ยังไม่ต้องทำก็ได้ เลื่อนไปก่อนได้ พัฒนาระบบทะเบียนฐานันดร ๘.๕ ล้านบาท คือถ้าอยากจะมีชนชั้นก็อย่าให้เป็นภาระของประชาชน การทำทะเบียน ฐานันดรวันนี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นเลย พัฒนาระบบขอพระราชทานเหรียญดุษฎี มาลาเข็มศิลปวิทยา ๑.๕ ล้านบาท คือมีประชาชนกี่คนที่รู้ว่ามันคืออะไร ผมยังไม่รู้จักเลย มีประชาชนกี่คนที่รู้ว่าจะทำระบบนี้ขึ้นมาแล้วมันจะทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นอย่างไร มีคนขอ พระราชทานเฉลี่ยปีละ ๑๐ คน ช่วยใช้แฟ้มเหมือนเดิมเถอะครับ แค่ ๑๐ แฟ้มต่อปีไม่เยอะเลยครับ🔗
โครงการต่อไป เพิ่มประสิทธิภาพระบบรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล ๕๐ ล้านบาท ก็ไปทำระบบบันทึกข้อมูลคนเข้าออก บันทึกรถเข้าออกโน่นนี่นั่น ราคาก็ โอเวอร์ (Over) แล้วประวัติศาสตร์ชาติไทยสิ่งที่มันเป็นอันตรายต่อทำเนียบรัฐบาลคือการทำ รัฐประหารอย่างเดียวเลยครับ อย่างอื่นไม่มีเลย ซึ่งตอนนี้คนทำรัฐประหารเวิร์ก ฟรอม โฮม (Work From Home) น่าจะปลอดภัยได้อยู่ ภาระประเทศเราเยอะจริง ๆ ต้องช่วยกัน นะครับ อีกภาระหนึ่งที่ควรจะต้องยุบทิ้งได้แล้วครับ เสียดายภาษีประชาชน ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท สุดยอดหน่วยงานอัจฉริยะ เทวะ เอฟเวอรีติง (Everything) ปลิงก็น้อยนะครับ เพราะว่าคุณพี่ทำได้ทุกอย่าง สากกะเบือยันเรือดำน ้า หน่วยงานที่มีพันธกิจในการสร้างความรู้ ความรู้ทัศนคติความเป็นไทย น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง ยึดมั่นในความจงรักภักดีให้ ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโควิด (COVID) สร้างภูมิคุ้มกันทุกมิติ บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ เพื่อรองรับสถานการณ์โควิด (COVID) แก้ปัญหาการค้ามนุษย์ แก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติ ให้ความรู้ประชาชนเรื่องป้องกันสาธารณภัย จัดตั้งหมู่บ้านอาสาป้องกันและพัฒนาตนเอง ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ปราบปรามการบุกทำลายป่า ให้ทุนการศึกษาเด็ก พัฒนาโรงเรียน สร้างอาคารห้องน ้า ทำภารกิจข่าวกรอง ภารกิจจิตวิทยา บำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ปราบปรามเครือข่าย ยาเสพติด แก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต ่า จัดหาแหล่งน ้าให้เกษตรกร เหนื่อยครับ หน่วยงานไหนครับ ท่านคิดถูกเลยครับ ไม่จำเป็นต้องเฉลยหรอกครับ กอ.รมน. ครับ กอ.รมน. นี่นะครับ สิ่งตกค้างจากยุคสงครามเย็นที่ก็มีไว้จัดการศัตรูทางการเมือง เรารู้กันดี อยู่แล้ว ซึ่งถ้าเป็น ๔๐ กว่าปีก่อนก็จะเป็นคอมมิวนิสต์ ก็ถูกปักป้ายว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ตอนนี้ก็จะเป็นคนที่พยายามจะทำให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย ลองไปดูรายชื่อพลเรือน ที่เป็น กอ.รมน. แต่ละจังหวัด เมียนายทหารทั้งนั้นเลยครับ คือแค่เต้นซุมบ้า (Zumba) จนเหนื่อยท่วมฟิตเนสทุกวัน ก็ได้เงินเดือนทุกเดือนใช้ฟรี ๆ สวัสดิการก็สารพัดนะครับ แถมได้อายุข้าราชการ ๒ เท่า ฟิตเนสน ้าหนักยังไม่ทันลงเลยได้บำนาญตลอดชีวิตแล้ว ยุบเถอะครับ ซ ้าซ้อนกับหน่วยงานอื่นเขาหมดเลย หน่วยงานสุดท้ายที่ผมอยากพูดถึง ขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับเจ้าหน้าที่🔗
ศรชล. ครับ ซึ่งผมด้วยความเป็น ผู้แทนที่ติดกับทะเล ที่บางปะกงก็มีปัญหากับ ศรชล. พอสมควร ดูเจ้าหน้าที่ที่ถือปืนเอ็ม ๑๖ (M16) แล้วก็ไปจัดการเรื่องปัญหาประมง หน่วยงานน้องใหม่ครับ มีพันธกิจหน้าที่เดียวเลย คือการลดจำนวนเรือประมงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะปราบปรามได้ ขอหน้าถัดไปครับ จะมีซื้อปืน ซื้อเสื้อเกราะ ซื้อกล้อง ซื้อเรือเล็ก ๆ ซ่อมเรือเล็ก หมายความว่าทั้งหมดคุณไม่ได้จะไป ปราบปรามเรือพาณิชย์ที่อยู่กลางทะเล คุณจะปราบปรามแค่ประมงชายฝั่งเอง ซึ่งตอนนี้ ก็แทบจะไม่เหลือแล้ว เขาแทบจะตายกันหมดแล้วนะครับ ขอคลิปถัดไปด้วยนะครับ อันนี้เป็นเรือที่ต้องซ่อมครับ เพราะว่าไปชน คือออกข่าวว่าชาวประมงพื้นบ้านขับเรือมาชนเขา ขอคลิปด้วย อันนี้ผมพยายามตัดให้สั้น ไม่มีเสียงนะครับ เพื่อให้เร็ว คือไม่มีใครชนใครหรอก เจ้าหน้าที่นั่นล่ะที่ไปชนเขาเห็น ๆ เลยและเรือตัวเองก็พัง แล้วก็ไปแจ้งความเขาหาว่า พยายามฆ่า คือเรือประมงที่คราดหอยแครงเขาไม่ได้ทำลายธรรมชาติอะไรขนาดนั้น ท้ายคลิปท่านก็เอาหอยแครงตัวน้อย ๆ มาปล่อยลงทะเล ซึ่งท่านกำลังจะฆ่าคนเพื่อที่จะช่วย หอยแครงตัวน้อย ๆ ท่านถือปืนทุกคนนะครับ ทั้งปืนยาว ปืนสั้น ผมไม่เข้าใจว่านี่มันคืออะไรกันแน่ ชาวประมงไม่มีใครเหลียวแลเลยหลังจาก ๗ ปีกับกฎหมาย ๑๗ ฉบับ ที่ คสช. ใช้ ขออีกคลิปหนึ่งนะครับ ผมก็เลยอยากรู้ว่าหน่วยงานนี้เขาทำอะไร อันนี้คือกรมตรวจประมง ที่ฝึกโดย ศรชล. เขาฝึกยิงปืนกันด้วยหรือครับ จะปราบประมงชาวพื้นบ้าน ทำไมต้องฝึก ยิงปืนเอ็ม ๑๖ (M16) ครับ ต้องฝึกยิงปืนลูกซองครับ ผมไม่เข้าใจ ถ้าฝึกแบบนี้มันไม่ได้ไป จัดการเรื่องปัญหาประมงแล้วครับ และยิงจริง ๆ นะครับ ชาวบ้านที่บางปะกงโดนยิง กลางหลังมา ๑ คน ภรรยาของชาวประมงคนนั้นบอกว่าอย่างกับอยู่ในสงครามตอนอยู่ กลางทะเล เรือมารุมเป็น ๑๐ แล้วก็เสียงสาดกระสุนกันเป็นว่าเล่น คือนี่ไม่ใช่การจัดการ ปัญหาประมงที่ถูกต้อง ท่านปราบปรามแล้วท่านก็มาบอกว่าท่านทำได้ดี มันไม่ใช่ครับ ท่านแค่ต้องการการยอมรับจากต่างชาติเท่านั้นเองว่าท่านจัดการอะไรได้หลังจากที่ท่านทำ รัฐประหารเข้ามา อย่าใช้วิธีนี้กับชาวประมงครับ ตอนนี้ชาวประมงแทบไม่เหลือแล้ว ด้วยเวลาจำกัด จริง ๆ ผมอยากพูดถึงสำนักงบประมาณนิดหนึ่ง ขอฝากถึงสำนักงบประมาณ นิดหนึ่งนะครับ การจัดทำงบประมาณแผ่นดิน สำนักงบประมาณช่วยผมหน่อยเถอะครับ กรรมาธิการต้องมานั่งกูเกิล (Google) เสิร์ช (Search) ราคาว่าอันไหนถูก อันไหนแพง อันไหนเกินราคาตลาด คือมันไม่ใช่เรื่องเลยครับ เวลาก็น้อยอยู่แล้วในการพิจารณา งบประมาณ ผมเสิร์ช (Search) จนมือแทบหงิกทุกวัน นิ้วแทบล็อก (Lock) คือทำไม ท่านไม่ตรวจสอบราคามาให้ดีก่อน กรรมาธิการควรจะพิจารณาความจำเป็น ความคุ้มค่า แล้วก็ประโยชน์ที่จะได้รับ นั่นคือหน้าที่ของกรรมาธิการ ไม่ใช่มาดูว่าหน่วยงานราชการขอ ราคานี้มาถูกไปหรือเปล่า แพงไปหรือเปล่า หลังมาตรานี้ยังมีอีกหลายมาตราที่ผมจะชี้แจง ให้ฟังว่าทำไมถึงจะต้องตรวจสอบราคา เพราะว่าโครงการหลายโครงการน่าจะเกินครึ่ง ที่ราคาเกินโอเวอร์ (Over) สัก ๑๐ เท่าก็มี ๑๐๐ เท่ายังมีเลยนะครับ เดี๋ยวจะอภิปราย ในมาตราต่อไปนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม แล้วตามด้วยท่านนิคม บุญวิเศษ นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทองครับ ผมขอท่านประธานเป็นผู้แปรญัตติในมาตรา ๗ งบประมาณรายจ่ายของ สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ ซึ่งผมขอแปรญัตติตัดลดงบประมาณลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จากวงเงิน ๒๔,๒๖๐ ล้านบาทเศษ ลดลงอีก๒,๔๖๐ ล้านบาทเศษ ท่านประธานครับ หน่วยรับงบประมาณที่อยู่ในมาตรา ๗ นั้นมีหลายหน่วยรับงบประมาณ ผมคงไม่สามารถที่จะพูดลงรายละเอียดทั้งหมดได้ มีบางประเด็นที่เพื่อนสมาชิกท่านได้พูด ไปแล้ว แต่ผมยังจำเป็นต้องย ้าด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน อย่างเช่นกรณีของสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้าง ความสามัคคีปรองดอง งบประมาณท่านไม่เยอะหรอกครับสำหรับหน่วยงานนี้ในการขอรับ งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ ๓๑ ล้านบาทเศษ ผมเห็นเอกสารที่ท่านส่งให้ สภาผู้แทนราษฎรในทุก ๆ ไตรมาสในทุก ๆ ปีว่าแผนปฏิรูปนั้นมีความก้าวหน้าเป็นแบบใด ประการใด พวกเราก็แซวกันว่ารูปเล่มท่านก็สวยขึ้นทุกปี ผมไม่มีโอกาสลงรายละเอียดว่า ท่านใช้งบประมาณในการทำรูปเล่มที่สวยงามส่งสภานั้นมากน้อยขนาดไหน แต่ว่าในวงเงิน ๓๑ ล้านบาทนั้นผมพบว่ามีค่าใช้จ่ายหลายประการที่ยังจำเป็นต้องตัดงบหรือถึงขนาด ที่จำเป็นหรือควรจะต้องยุบหน่วยงานนี้ในอนาคตอีก เช่นกรณีแผนการที่เกี่ยวข้องกับ การสร้างความสามัคคีปรองดอง ๔ ล้านบาท ผมไม่ทราบว่าท่านใช้คำหรือความหมาย คำว่า สามัคคีปรองดอง อย่างไร ท่านนิยามแบบที่พวกเรานิยามในสถานการณ์ทางการเมือง แบบนี้หรือไม่ งบประมาณที่พูดถึงการจัดหลักสูตรที่เรียกว่า ป.ย.ป. ๕ ล้านบาทนั้นจำเป็น มากน้อยขนาดไหน มันแตกต่างกับหลักสูตรต่าง ๆ ที่ทุก ๆ หน่วยงานพยายามสร้าง แล้วในปัจจุบันระบบการอบรมนั้นก็ไม่สามารถไปออนไซต์ (On site) หรือไปเรียนในสถานที่ได้ ต้องมาปรับการเรียนในแบบระบบออนไลน์ (On line) แต่ยังมีการใช้งบประมาณถึงขนาด ๕ ล้านบาทจำเป็นต้องตั้งคำถามและขอปรับลดครับ มีหลายโครงการนะครับ เช่น รางวัลเลิศรัฐมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ แต่มีอยู่ตัวหนึ่งเรียกว่าค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษา เพื่อพัฒนาแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมการปฏิรูปประเทศ ๒.๓ ล้านบาท ด้วยความเคารพครับ นี่ท่านจ้างโทนี ร็อบบินส์ (Tony Robbins) หรือนิก วูจิซิก (NicK Vujicic) มาจาก ต่างประเทศหรือ ๒.๓ ล้านบาทท่านจ้างใครครับ ถ้าผมเป็นกรรมาธิการในสภาในส่วนของ งบประมาณผมจะถามทันทีว่าใครที่รับเป็นวิทยากรในการอบรมสร้างแรงจูงใจ แล้วการปฏิรูปประเทศนี้ต้องมีการสร้างแรงจูงใจในการทำงานหรือครับ ถ้าเห็นว่านั่นคือ เป้าหมายที่ควรจะต้องดำเนินการ ฉะนั้นในภาพรวมในส่วนของ ป.ย.ป. ถึงขนาดต้องยุบก็ยุบ แต่ถ้าไม่ยุบก็จำเป็นต้องตัดลดงบประมาณลงต่าง ๆ ซึ่งมีหลายรายการดังที่ผมนำเรียน นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ🔗
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน ก็คือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือถ้าพูดกันภาษาบ้าน ๆ ชาวบ้านเข้าใจก็คือที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับงบประมาณทั้งสิ้น ๑๗๔ ล้านบาทเศษ แต่ในบรรดา ๑๗๔ ล้านบาทเศษนั้นเป็นค่าเบี้ยประชุมกรรมการกฤษฎีกา ๙๒ ล้านบาทเศษ วงเงิน มันสูงไปตามอายุของกรรมการกฤษฎีกาหรือครับ ผมไม่กล้าบวกว่ามีกี่คณะ แต่คณะอายุท่านเท่าไร ท่านของบประมาณในแผนบุคลากรภาครัฐ วันนี้มีกรรมการ ร่างกฎหมายที่เป็นข้าราชการประจำ มีตำแหน่งเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ ท่านไม่ไว้ใจเขาหรือครับ ถึงยังต้องมีกรรมการกฤษฎีกาที่เป็นคนนอก แล้วหลายครั้งล้วนเป็นตำแหน่งต่างตอบแทน สำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุและอาจจะเคยทำงานในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เข้าไปนั่งเป็นกรรมการกฤษฎีกา ค่าเบี้ยประชุม ๙๒ ล้านบาทนั้นตอบโจทย์กฎหมายที่เข้าสู่ สภาแห่งนี้กี่ฉบับ ด้วยความเคารพท่านก็เห็นว่ากฎหมายที่เข้าสู่สภาในการพิจารณาน้อยมาก หลายครั้งในการจัดรับฟังความคิดเห็น มีค่าจ้างพัฒนาระบบร่างกฎหมายและการรับฟัง ความคิดเห็นใช้ระบบคลาวด์ (Cloud) ต่าง ๆ บอกให้มีการทำงานในทุกสถานที่ที่เรียกว่า เวิร์กเอนีแวร์ (Work Anywhere) ๙.๒ ล้านบาท ท่านทราบไหมครับในการรับฟัง ความคิดเห็นกฎหมายอาญาที่ว่าด้วยการยุติการตั้งครรภ์ พี่น้องประชาชนเขาประท้วงกัน ทั้งประเทศว่ามีการขึ้นเว็บไซต์ (Website) ในปี ๒๕๖๔ ไม่กี่วันมีคนเข้าไปอ่านแสดง ความคิดเห็นได้แค่ไม่กี่คนจนภาคประชาชนต้องท้วงติงจนนำไปสู่การเปิดรับฟังความคิดเห็น อีกรอบหนึ่ง ท่านไม่ต้องใช้ ๙.๒ ล้านบาทหรอกครับ สภาแห่งนี้แทบไม่ได้ใช้เงินขนาดนั้น ด้วยซ ้า แก้ไขกฎหมายอาญาที่ ส.ส. ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒ น์ เสนอมีคนเข้าไปดู ในเว็บไซต์ (Website) ล้านกว่าคน มีคนแสดงความคิดเห็น ๕๐,๐๐๐ กว่าคน นี่ไม่ได้ใช้งบ ขนาด ๙.๒ ล้านบาทแน่ มีกิจกรรมหลักสูตรอบรมผู้บริหารกฎหมายระดับสูง ๑.๔ ล้านบาท ฉะนั้นในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมคิดว่าจำเป็นต้องทบทวนอย่างจริงจัง ว่าเราต้องการให้รูปแบบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ที่รัฐบาลควรรับฟัง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นที่ปรึกษากฎหมายที่ประชาชนเข้าถึงรับฟังได้นั้นต้องเล็กลง แต่มี ประสิทธิภาพในวงเงินที่น้อยลง นั่นเป็นหน่วยงานรับงบประมาณหน่วยที่ ๒ หน่วยรับ งบประมาณหน่วยที่ ๓ ครับท่านประธาน คือกองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในประเทศ ด้วยความเคารพผมฟังท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ท่านบอกว่าจริง ๆ มีบุคลากร ๑๒๐ คน นี่ผมตกใจเลย เพราะว่างบประมาณที่ กอ.รมน. ได้รับในแต่ละปีนั้น โดยเฉพาะในปีล่าสุดที่ท่านขอมาก็คือจำนวน ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทเศษ มีบางส่วนครับ ที่อยู่ในแผนบูรณาการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมอภิปรายในวาระที่ ๑ ผมก็กลับไปบ้าน ไม่ติดขัดประการใด แต่มีท่านสมาชิกหลายท่านท้วงติงมานะครับ จากพี่น้องใน ๓ จังหวัด ภาคใต้ บอกคุณณัฐวุฒิไปดูให้ดี อย่างเช่น งบประมาณ กอ.รมน. ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาท ที่อยู่ในแผนบูรณาการการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นยังมีซ่อนอยู่ที่ไม่ได้อยู่ใน แผนบูรณาการอีกอย่างน้อย ๕๔๐ ล้านบาทเศษ นี่แค่โครงการเดียวนะครับที่เกี่ยวข้องกับ การตามล่าหาความจริง ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสายข่าว ที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง ไม่รู้เรียกว่า ความแตกแยกที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ พี่น้องภาคใต้ เขาท้วงติงมา ฉะนั้นโดยหลักการดังกล่าวผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นงบลับ ไม่ว่าจะเป็นกำลังพล ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ นี่ผมตกใจนะครับ ๓๕๐ ล้านบาท ปฏิบัติการ ข่าวกรอง ข่าวกรองนะครับ ไม่ใช่ข่าวแกงในวันนี้ของ กอ.รมน. นั้นถูกต้อง ควรรับ การทบทวนอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลที่ผมยกตัวอย่างหน่วยรับงบประมาณ ๓ หน่วยครับ ท่านประธาน ผมยืนยันที่จะขอตัดลดงบประมาณในส่วนของมาตรา ๗ ลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในวงเงิน ๒,๔๖๐ ล้านบาทเศษ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ผู้แปรญัตติอีกท่านนะครับ ท่านนิคมเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้า พรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายในมาตรา ๗ งบประมาณรายจ่ายของ สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ ซึ่งได้ตั้งไว้ ๒๔,๔๙๖,๔๔๑,๑๐๐ บาท กระผม ขอปรับลดลงไป ๓ เปอร์เซ็นต์ ๗๓๓,๙๙๓,๒๓๓ บาท ในส่วนของค่าจ้างเหมาบริการ ท่านประธานครับ ค่าจ้างเหมาบุคลากรช่วยปฏิบัติงาน ค่าใช้จ่ายในการสัมมนาและฝึกอบรม ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก และค่าพาหนะ ค่าอาหารทำนอกเวลานะครับ ค่าใช้จ่ายในหมวดนี้ ตั้งงบประมาณไว้ค่อนข้างจะสูง โดยเฉพาะค่าจ้างเหมาบริการ ท่านกรรมาธิการ ควรจะชี้แจง ควรจะวิเคราะห์ภาระงานและอัตราที่ชัดเจนในส่วนที่มีบุคลากรที่ไม่เพียงพอ พร้อมทั้งแสดงรายละเอียดการคำนวณเงินงบประมาณให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา งบประมาณในเชิงลึกให้ได้นะครับ🔗
แล้วก็อีกหน่วยงานหนึ่ง ก็คือหน่วยงานกรมประชาสัมพันธ์ครับท่านประธาน ในกรมประชาสัมพันธ์ก็มีค่าอาหารทำนอกเวลา ๘,๕๐๐,๐๐๐ บาท ค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงาน ในทางรายการ ๓ ล้านบาท ค่าจ้างเหมาบริการ ๓๙ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายดำเนินงานด้าน การประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ ๘๒ ล้านบาทเศษ ค่าจ้างเหมาบริการและค่าใช้จ่าย ดำเนินงานด้านประชาสัมพันธ์ งบประมาณรวมแล้ว ๑๒๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งผมคิดว่าควร ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมว่าผลลัพธ์ความคุ้มค่าเป็นรูปธรรมอย่างไร🔗
ต่อมาในสำนักนายกรัฐมนตรียังมีเงินที่เขาเรียกว่า เงินราชการลับ ๑๙ รายการ ซึ่งตั้งงบไว้จำนวนมาก ๕๕๘,๐๕๓,๐๐๐ บาท ในส่วนของงบประมาณลับนี้ เป็นเงินราชการลับที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเพิ่มเติมให้เป็นเงินราชการลับหรือเป็นเงิน ที่ใช้จ่ายดำเนินงานในลักษณะเป็นการปกปิดเพื่อความมั่นคงของประเทศ งบลับเป็นงบ ที่เข้าข่ายมืดดำปกปิด ไม่มีใครกำหนดเรื่องการตรวจสอบงบลับไว้นะท่านประธาน หรือพูดง่าย ๆ คืองบลับไม่ถูกตรวจสอบ ฉะนั้นงบประมาณลับนั้นผมคิดว่าไม่ควรที่จะตั้ง มากจนเกินไป ยิ่งมีงบลับมากประชาชนไม่มีความมั่นคง ประชาชนรู้สึกกังกลไม่มี ความปลอดภัยในทรัพย์สินและชีวิตด้วยซ ้านะครับ🔗
ส่วนในรายละเอียดอีกประการหนึ่ง คือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุม และนิทรรศการตั้งงบไว้สูงครับ ๖๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งในช่วงนี้เป็นช่วงที่เราประสบวิกฤติ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) นะครับ ผมคิดว่าหากชะลอโครงการเหล่านี้ จะทำให้งบประมาณของประเทศได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือมีการจัดประชุม ในโปรแกรมซูม (Zoom) จะทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้นรายละเอียดการพัฒนา ติดตามและการประเมินผลการปฏิบัติราชการและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในงบดำเนินงานใน ๑.๑ (๒) ค่าเบี้ยเลี้ยง เบี้ยประชุมกรรมการ ๘ ล้านบาทเศษ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก และค่าพาหนะ ๖,๖๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ค่าเช่าเหมาบริการ ๔๘ ล้านบาท ค่อนข้างจะสูง ค่าใช้จ่ายในการสัมมนาและฝึกอบรม ๒ ล้านบาทเศษ ข้อมูลข่าวสาร ยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายสำคัญของรัฐบาล ค่าอาหารที่ทำนอกเวลา ๘,๕๐๐,๐๐๐ บาท ค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานในทางราชการ ๓ ล้านบาท ค่าจ้างเหมาบริการ ๓๙ ล้านบาท ค่าจ้างเหมาบริการค่อนข้างจะสูง ค่าใช้จ่ายดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ของรัฐ ๘๒ ล้านบาทเศษ การประชาสัมพันธ์ของภาครัฐผมคิดว่าไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชน ทุกวันนี้เขาไม่ได้มาฟังข่าวสารทางภาครัฐแล้วครับ เขาไปเสพข่าวทางด้านอื่นแล้วเนื่องจาก เขามองว่าการประชาสัมพันธ์ข่าวสารทางภาครัฐไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเท่าไร มีการปกปิด ข้อมูลความเป็นจริง ประชาชนจึงไม่มีความนิยมในการรับฟังสื่อของภาครัฐ ต่อมา การปฏิบัติงานด้านข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง และการรักษาความปลอดภัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีค่าจ้างเหมาบริการ ๕,๔๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ต่อมา การบริการด้านจัดงานทั่วไป ค่าจ้างเหมาบริการ ๖๖ ล้านกว่าบาท ค่าจ้างเหมาบริการถ้าเรา สังเกตค่อนข้างจะตั้งไว้เยอะมาก ต่อมาโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ งบประมาณ มีค่าอาหารที่ทำนอกเวลา ๘ ล้านบาท ค่าจ้างเหมาบริการ ๓๘ ล้านบาทเศษ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนาและฝึกอบรม ๙ ล้านกว่าบาท ฉะนั้นค่าเหล่านี้ในช่วงระหว่างที่มี การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ผมคิดว่าค่าเหล่านี้มันอาจจะไม่ต้องได้ใช้ ก็อยากจะให้คณะกรรมาธิการช่วยตัดตรงนี้ออก ปรับลดงบประมาณลงไป ค่าเบี้ยเลี้ยง กรรมการ ๙๒ ล้านบาท ในร่างกฎหมายและการให้ความเห็นทางกฎหมาย มีค่าเบี้ยเลี้ยง กรรมการ ๙๒ ล้านบาท ค่าจ้างเหมาบริการ ๑๙ ล้านบาท มาดูในส่วนของการพัฒนาความรู้ความสามารถนักกฎหมายในหน่วยงานภาครัฐ มีค่าใช้จ่ายในการสัมมนาและฝึกอบรม ๖,๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษ การเสริมสร้างเกียรติภูมิ และคุณภาพบุคลากรภาครัฐ ค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานในทางราชการ ๑๖ ล้านบาทเศษ ค่าเบี้ยเลี้ยง เบี้ยประชุมกรรมการ ๑๐ ล้านบาทเศษ ค่าจ้างเหมาบริการ ๒๒๔ ล้านบาท โดยสรุปรวม ๆ ครับท่านประธาน ค่าจ้างเหมาบริการ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมในช่วงวิกฤติ ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ผมคิดว่าควรจะมีการปรับลดในส่วนนี้ลง ผมก็เลยขอปรับลด จำนวนงบประมาณในมาตรา ๗ นี้ลงไป ๓ เปอร์เซ็นต์ ๗๓๓,๙๙๓,๒๓๓ บาท ให้เหลือ ๒๓,๗๓๒,๔๔๗,๘๖๗ บาท ขอบพระคุณมากครับ🔗
ผู้สงวน อภิปรายครบทุกท่านแล้ว เชิญกรรมาธิการตอบชี้แจงนะครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม วิเชียร ชวลิต ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตเรียนว่า ในมาตรา ๗ นี้เป็นงบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งมีอยู่ ๒๗ หน่วยงาน ในสังกัด การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ของหน่วยงาน ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒๗ หน่วยงาน เป็นเงิน ๒๔,๔๖๖ ล้านบาทเศษ กรรมาธิการ ได้พิจารณาปรับลดลง ๒๒๖ ล้านบาทเศษ คิดเป็น ๐.๙๓ เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้งบประมาณที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับภารกิจตามแผนงานที่กำหนดไว้โดยประหยัดแล้ว จึงไม่สามารถปรับลดได้อีก ขอยืนยันตามที่กรรมาธิการได้ปรับลดและนำเสนอครับ ขอบพระคุณครับ🔗
กรรมาธิการยืนยันแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่นะครับ ดังนั้นขอมตินะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๘ นะครับ ก่อนจะลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมโดยการยืนยันนะครับ ซึ่งผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขตามกรรมาธิการที่เสนอมา หรือจะ คงไว้ตามร่างเดิม เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อแสดงตนครับ🔗
เชิญสมาชิกเข้ามาห้องประชุมเพื่อมาลงมติครับ ในมาตรา ๗ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นต้องถามก่อนว่าจะเห็นควรคงไว้ตามร่างเดิม หรือจะเห็นควรแก้ไขตาม คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ เสร็จแล้วถ้าเห็นควรแก้ไขตามคณะกรรมาธิการก็จะถาม ต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ หรือจะเห็นด้วยกับ ผู้ขอสงวนนะครับ เชิญท่านสมาชิกดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๗๘ คือกดปุ่มแสดงตน เพื่อเช็ก (Check) องค์ประชุมครับ เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนได้เลย กดปุ่มแสดงตนได้ ครับ🔗
ครบทุกท่านแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ มีสมาชิกแสดงตนอยู่ในห้องประชุม ๓๔๖ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไป ผมจะถามมตินะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่แก้ไขมา โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าควรคงไว้ตามร่างเดิม คือร่างที่เราพิจารณากันวาระที่ ๑ คือไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใด งดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ให้ด้วยนะครับ เชิญใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออภัยครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นะครับ ผมขอหารือท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วคำถามต้องเป็นเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือเปล่าครับ ไม่ได้เห็นด้วยตามกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ครับ เห็นด้วยให้มีการแก้ไข หรือคงตามร่างเดิม ก่อนครับ แล้วค่อย เห็นควรตามกรรมาธิการ คำถาม ๒ ครับ🔗
ครับ ผมก็ถาม ผมว่าผมจำไม่ผิดนะครับ คือเห็นด้วยตามกรรมการเสียงส่วนใหญ่ที่แก้ไข นะครับ แล้วก็คือเห็นด้วยกับการแก้ไข ก็ตามกรรมาธิการที่แก้ไขมา🔗
เห็นด้วยให้มี การแก้ไขก่อนครับท่านประธาน แล้วคำถาม ๒ ค่อยเห็นด้วยตามกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่หรือส่วนน้อย หรือผู้แปรญัตติใช่ไหมครับ🔗
อันนั้นเดี๋ยวอีกคำถามหนึ่งครับ คือเห็นด้วยกับการแก้ไข🔗
เห็นด้วยให้มี การแก้ไขก่อนนะครับ🔗
ครับ โปรดกดปุ่ม🔗
ครับ🔗
ขออภัยนะครับ คือถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไขกับกรรมาธิการ เผอิญผมตามเสียงส่วนใหญ่ นะครับ ก็คือกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ คือคงไว้ ตามร่างเดิม คือร่างที่เราพิจารณาวาระที่ ๑ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้างดออกเสียง ก็งดออกเสียง ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอหารือสั้น ๆ ครับ ผมวิโรจน์ครับ🔗
เชิญครับท่านวิโรจน์🔗
ท่านประธานครับ คือผมขออนุญาตเสนอแนะ นำเรียนเพื่อปรึกษาท่านประธานสักนิดหนึ่งครับ คือถ้า กดปุ่มสีเขียวคือเห็นด้วยกับการบริการส่วนใหญ่ครับ แต่ถ้ากดสีแดง นั่นหมายความ ถ้าเกิดแดงเกิดโหวตชนะ จะต้องมาโหวตกันอีกทีหนึ่งครับว่าจะเอาตามผู้อภิปราย ท่านใด หรือผู้ที่แปรญัตติท่านใดครับ คือไม่ใช่ว่ากลับไปร่างเดิมครับท่าน🔗
ไม่ใช่ครับ ๒ กรณีครับ ในวาระแรกที่เราพิจารณารับหลักการ นั่นคือร่างเดิม หลังจากนั้นเสร็จแล้วกรรมาธิการก็มาแก้ไขจากร่างเดิม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมถามนี้ก็คือว่า ท่านเห็นด้วยกับมีการแก้ไขไหม หรือท่านต้องคงไว้ตามร่างเดิม ต้องลงมตินี้ก่อน ถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไขว่ามีการแก้ไข แล้วเดี๋ยวจะถามอีกทีหนึ่งว่าจะเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ หรือจะเห็นด้วยกับผู้ขอสงวนถูกไหมครับ เข้าใจหรือยังครับ คือวาระที่ ๑ เราเรียกว่าร่างเดิมที่เราพิจารณาวาระแรก เราคงไว้ตามร่างเดิมคือร่างนั้น นะครับ เสร็จแล้วกรรมาธิการไปพิจารณาในวาระที่ ๒ ก็มีการแก้ไขมา มีการตัดมา เสร็จแล้วผมก็จะถามว่าท่านจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่เขาตัดมาแก้ไขมา หรือท่านจะ คงไว้ตามร่างเดิมคือวาระแรก ที่ผมถามก็คือว่าถ้าท่านใดเห็นด้วยว่ามีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านใดเห็นว่าคงไว้ตามร่างเดิม ก็กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เข้าใจแล้ว นะครับ ถ้าผลมติที่ประชุมว่าเห็นควรมีการแก้ไข เดี๋ยวเราจะถามอีกทีหนึ่งว่าจะเห็นตาม การแก้ไขของใครนะครับ ถูกไหมครับท่านวิโรจน์ครับ ลงมติหรือยัง ครบแล้วนะครับ ปิดการลงมติครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานครับ🔗
ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขอประท้วงการตั้งคำถาม ของท่านประธานในการทำหน้าที่เมื่อสักครู่ครับ เมื่อสักครู่ครับคือคำว่า เห็นควรให้มี การแก้ไขกับเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการมีการแก้ไขหรือไม่นี้ไม่เหมือนกันครับ เนื่องจากว่า ในกรณีมาตรานี้มี ๓ ขยักครับท่านประธาน ขยักแรกก็คือร่างเดิมที่รับวาระที่ ๑ ขยักที่ ๒ ก็คือกรรมาธิการมีการแก้ เช่น กรณีการเพิ่มมาตรา ๘/๑ เข้าไป แล้วพวกผม เป็นเสียงข้างน้อย มีการขอปรับแก้ ฉะนั้นที่ท่านถาม ๒ รอบ ถูกต้องครับ แต่ว่าถ้าอ่าน กันตามบนกระดานที่บอกว่าเห็นควรให้มีการแก้ไข อันนี้จะครอบคลุมครับ ก็คือจะเห็น ควรตามกรรมาธิการก็ได้ จะเห็นควรตามเสียงข้างน้อยก็ได้ แล้วเดี๋ยวถามอีกรอบหนึ่ง อันนี้ครอบคลุม แต่ถ้าท่านใช้คำว่าเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่นี้มันตอบจบไปแล้ว ฉะนั้นเมื่อสักครู่ ด้วยความเคารพครับ เพราะผมลงคะแนนไม่ทัน ผมลงคะแนนใหม่ อีกรอบหนึ่งครับ🔗
ขอลบคะแนนก่อนนะครับ เพื่อให้ความกระจ่าง เอาถามสั้น ๆ เลยอย่างนั้น ลบคะแนน ก่อนนะครับ สมาชิกท่านใดเห็นควรให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิก ท่านใดเห็นคงไว้ตามร่างเดิม โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย งดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ชัดเจนไหมครับอย่างนี้🔗
ท่านประธานครับ ผม วาโย ๓๒๖ เห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ปิดการลงคะแนนเสียงนะครับ มีผู้ลงมติ ๓๓๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๗ ท่าน บวกหมอวาโยเป็น ๓๑๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๒ ท่าน🔗
ดังนั้น ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการนะครับ🔗
ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุม จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือท่านจะเห็นด้วยกับผู้ขอสงวน คือขอสงวนความเห็นกับ ขอสงวนคำแปรญัตติ แต่ก่อนลงมติขอดำเนินการตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับก่อน นะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านใช้สิทธิแสดงตนตามข้อบังคับครับ เชิญกดปุ่มแสดงตนครับ🔗
แสดงตน ครบทุกท่านแล้ว ขอปิดการแสดงตนนะครับ มีผู้เข้าประชุม ๓๔๐ ท่าน ครบเป็นองค์ประชุม นะครับ🔗
ต่อไป ผมจะขอมติจากที่ประชุมครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดที่เห็นต่างจากการแก้ไขของ กรรมาธิการเสียงข้างมากคือเห็นด้วยกับผู้ขอสงวนความเห็นกับผู้สงวนคำแปรญัตติ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญใช้สิทธิออกเสียงครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วาโย ๓๒๖ ไม่เห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ๐๗๘ เห็นด้วยครับ🔗
ครบ ทุกท่านแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนนเสียงนะครับ มีผู้ลงมติ ๓๕๔ ท่าน เห็นด้วย ๒๔๕ บวก ๑ เป็น ๒๔๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๐๘ บวก ๑ เป็น ๑๐๙ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน🔗
ดังนั้นมติของ ที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่แก้ไขมานะครับ เชิญต่อครับ🔗
มาตรา ๘ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ🔗
ขอกรรมาธิการก่อนนะครับ คือผู้สงวนความเห็น เชิญท่านพิธาครับ🔗
ห้องโสตขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
เชิญสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ผมได้สงวนความเห็นสำหรับมาตรา ๘ นะครับ ขอตัดงบประมาณลง ๒๖,๗๗๓ ล้านบาท เนื่องจากกองทัพไม่ควรจะซื้ออาวุธในวันที่ประชาชนล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง แล้วก็ไม่ควรซื้อ ยุทโธปกรณ์ในวันที่ประชาชนต้องการวัคซีนมากกว่ากระสุนนะครับ จริงอยู่ครับท่านประธาน ถึงแม้ว่ากองทัพเรือจะได้ถอนเรือดำน ้าออกจากงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ แล้ว แต่ก็ยังมีงบประมาณสิ่งก่อสร้างยุทโธปกรณ์อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ยังเกี่ยวข้อง กับเรือดำน ้าขนาดใหญ่ยังเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่จอด ท่าจอดเรือดำน ้า โรงซ่อม เรือดำน ้า คลังเก็บตอร์ปิโด (Torpedo) เรือเอนกประสงค์ยกพลขึ้นมา และระบบสื่อสารของ เรือดำน ้า หรือจะเป็นโดรน (Drone) ไร้คนขับทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นงบประมาณผูกพันกว่า ๑.๔ หมื่นล้านบาท เป็นงบปี ๒๕๖๕ ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท และตัวอย่างของอาวุธ ควรที่จะตัดงบคือโครงการซื้อโดรน (Drone) ขนาดใหญ่อย่างของกองทัพเรือ มีมูลค่าถึง ๔,๑๐๐ ล้านบาท มี ๓ เหตุผลที่ผมต้องขอสงวนความเห็นดังต่อไปนี้ครับ🔗
เหตุผลข้อที่ ๑ ก็คือเหตุผลทางความปลอดภัย ผมมีสถิติการตก สถิติของ อุบัติเหตุมาอภิปรายให้กับท่านประธานได้ดูนะครับ🔗
เหตุผลข้อที่ ๒ ก็คือเหตุผลทางความมั่นคงของชาติ เนื่องจากระบบโดรน (Drone) ไร้คนขับแบบนี้ต้องใช้ดาวเทียมในการควบคุม ซึ่งการที่เราปล่อยให้ต่างชาติ หรือคนที่เป็นซัปพลายเออร์ (Supplier) สามารถที่จะควบคุมโดรน (Drone) ของเราผ่าน ดาวเทียมได้ย่อมมีข้อมูลของเราสามารถไปให้กับประเทศต่างชาติได้🔗
เหตุผลข้อที่ ๓ ก็คือเหตุผลงบประมาณครับ ผมมีรายงานศึกษาจาก ต่างประเทศว่าการใช้โดรน (Drone) ไร้คนขับแบบนี้ไม่ได้ช่วยประหยัดเมื่อเปรียบเทียบกับ การลาดตระเวนด้วยเครื่องบินปกติ ด้วยเหตุ ๓ เหตุผลนี้เราจึงได้เห็นกองทัพใหญ่ ๆ ระดับ โลกอย่างกองทัพสหรัฐหรือกองทัพอินเดียที่เริ่มพิจารณาลดการใช้โดรน (Drone) ขนาดใหญ่ ลงในช่วงที่เราอยากจะซื้อตอนนี้ เรื่องสถิตินี้มันหลอกกันไม่ได้ครับ เมื่อผมไปดูสถิติแล้วเรา เห็นว่าโดรน (Drone) ขนาดใหญ่ที่กองทัพเรือต้องการจะซื้อมีอัตราสถิติอุบัติเหตุแล้วก็ราคา ที่สูงมาก ถ้ารูปทางด้านซ้ายโดรน (Drone) กองทัพในสหรัฐตกข้างโรงเรียนประถม เมื่อปี ๒๐๑๔ รูปต่อมาเป็นรูปตรงกลาง เป็นรูปโดรน (Drone) กองทัพในสหรัฐตกหลังจาก ขึ้นเพียงแค่ ๖๕ วินาที ๖ ล้านเหรียญสหรัฐสูญเสียไปทันทีภายในเวลาเกิน ๑ นาทีมาแปลบเดียว รูปทางขวาเป็นโดรน (Drone) ของกองทัพไต้หวันตกลงในสวนป่าในปี ๒๐๒๑ ก็คือปีนี้นี่เอง เพิ่ง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา อันนี้เป็นรูปสถิติของการใช้โดรน (Drone) ในต่างประเทศที่น่าจะมี ปัญหาถ้ากองทัพเรือจะต้องการใช้ เมื่อไปดูสถิติไปดูตัวเลขท่านประธานทราบไหมว่าโดรน (Drone) เหล่านี้ที่ถูกซื้อมา ๑๐๐ ลำตกกี่ลำ ๔๘ ลำ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ของโดรน (Drone) ที่ถูกใช้ในปี ๒๐๐๑ ถึงปี ๒๐๑๔ ตามข้อมูลของหนังสือพิมพ์ระดับโลกอย่างวอชิงตันโพสต์ (Washington Post) บอกว่า ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ตกด้วยอุบัติเหตุ พอมาด้านฝั่งขวา ผมดูต่อมา ว่าให้มันใกล้กับปัจจุบันมากขึ้น ปี ๒๐๑๕ ถึงปัจจุบัน มีข้อมูลบอกว่าที่ตกกันนี้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์นี้ ตกจากอุบัติเหตุ ไม่ได้ตกเพราะโดนศัตรูยิง ไม่ได้โดนตกเพราะว่ามีภาวะ ต่าง ๆ ตกด้วยตัวของเขาเอง ตกด้วยตัวของโดรน (Drone) เองถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจึงได้เห็นว่ากองทัพอากาศในต่างประเทศที่ทบทวนการซื้อโดรน (Drone) ขนาดใหญ่เนื่องจากว่าแพง แล้วก็สามารถที่จะตรวจพบง่ายตกง่ายไม่สามารถที่จะใช้ในช่วง หรือว่าในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งได้จริง กองทัพสหรัฐพิจารณาลดการใช้โดรน (Drone) โดยได้ ให้เนื้อหาได้เหตุผลไว้ว่าแพงเกินไป แล้วก็พังง่าย ทางฝั่งขวากองทัพอากาศอินเดีย ทบทวน ที่จะต้องซื้อโดรน (Drone) เพราะเชื่อว่าโดรน (Drone) เหล่านี้ไม่น่าจะใช้ในพื้นที่ขัดแย้งได้ การกระทำของกองทัพเรือนอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดที่ ผิดเวลา ผิดกาลเทศะแล้วยัง สวนกับทิศทางความมั่นคงในระดับโลกด้วยเหตุผล ๓ เหตุผลเหล่านี้ผมจึงขอสงวนความเห็น และขอตัดงบของมาตรา ๘ จำนวน ๒๖,๗๗๓ ล้านบาท ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านเรืองไกรครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ สำหรับมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหมนี้ ผมจะมีรายงาน ปรับลดตั้งแต่หน้า ๔๕ จนถึงหน้า ๔๘ ซึ่งก็หลายรายการ เพราะว่าผมลงดีเทล (Detail) แต่สิ่งหนึ่ง ที่มองไว้ขณะนั้นก็คือว่างบประมาณของกองทัพทุกหน่วยรับงบประมาณทั้ง ๓ เหล่าทัพ ก็เห็นว่าบางส่วนนี้น่าจะปรับลดลงได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ในสถานการณ์ที่แบงก์ชาติ ก็คาดการณ์การใช้จ่ายเงินแผ่นดิน จำเป็นต้องกู้เพิ่มนะครับ หรือตัวเลขจีดีพี (GDP) ที่ปรับ ลดลง เพื่อนสมาชิกคงทราบ ถ้าจีดีพี (GDP) ลดลงก็หมายความว่ารายได้ของประเทศ ที่จัดเก็บผ่าน ๓ กรมหลัก ก็จะลดลงในสัดส่วนเดียวกัน อันนี้นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ก็จะคำนวณอย่างนี้ เมื่อลดลงสัดส่วนงบขาดดุล ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็อาจจะไม่เพียงพอ ก็คงจะต้องปรับลดงบประมาณแต่ละรายการลง นี่คือเหตุผลที่ทำไมผมนั่งดูแต่ละรายการ ทำไมผมไม่ดูเป็นยอดเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าถ้าเกิดสภาผู้แทนราษฎรเห็นด้วยว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ ก็จะเกิดปัญหาว่าเปอร์เซ็นต์แล้วเอาไปปรับตรงไหน อย่างไร นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมนั่งเขียน รายการแต่ละรายการขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นว่าอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมสภา แห่งนี้ แต่มีรายการหนึ่งที่ผมเห็นว่าไม่รู้จะตั้งมาทำไม งบรายจ่ายอื่นของสำนักงานปลัด กระทรวงกลาโหม ในข้อ ๔ นี้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงสภาพกำลังกองทัพ ๒,๘๒๐,๗๐๐ บาท มีอยู่ ๓ รายการ รายการที่ผมขอปรับลดมีรายการเดียว น่าจะเป็นตัวเลขที่ไม่มีความสำคัญ เลยนะครับ คือรายการ ๑.๑ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตกองทัพทั้งกองทัพ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมตั้งรายการนี้ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ๔๗,๙๐๐ บาท เอา ๓๖๕ หารดูครับ วันละกี่บาท ถ้าเอากำลังคนหารต่อหัวนี้ผมว่าไม่รู้ ถึงบาทหรือเปล่า อันนี้เหตุผลคือผมไม่ทราบว่าตั้งมาทำไม แล้วถ้าตั้งมาทำแล้วรายการอื่น เป็นรายการใหญ่ ๆ ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็อยากจะตัดรายการใหญ่ ๆ อยู่แล้ว หลายท่านตัด งบรวม ๒๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๒๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง คำนวณแล้ว ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง แต่นั่นเป็นภาพรวม แต่นี่ผมดูให้เห็นว่าการตั้งงบประมาณแผ่นดิน มันต้องมีความสำคัญ ถ้าตั้งกันแค่ ๔๗,๙๐๐ บาท ผมว่าไม่รู้จะตั้งมาทำไม นัยสำคัญมันแทบ จะไม่มีเลย นี่คือเหตุผลที่ผมเสนอตัดรายการ อาจจะเห็นว่าเล็กน้อยทำไมเรืองไกรจึงขอตัด ทำไมไม่ตัดตัวใหญ่ ๆ อันนี้เพื่อให้เห็นว่าวิธีการตั้งงบประมาณนี้จะไปปราบปรามป้องกัน การทุจริตได้อย่างไร ประสิทธิภาพของการทำงาน ประสิทธิผลของการทำงานของการใช้ จ่ายเงินแผ่นดินเบิกไปแล้วนี้ไม่รู้ว่าเป็นค่าอะไร อนุกรรมาธิการเห็นหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่นี่ผมดูนะครับ ด้วยความเคารพเพื่อนสมาชิก ท่านประธานครับ รายละเอียดอันอื่นขอให้ เพื่อนสมาชิกได้ดู แต่ว่าผมยกตัวอย่างอันที่เล็กที่สุด ด้วยเหตุผลว่าทำไมผมถึงขอตัดครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
เชิญท่านกรรมาธิการวรรณวรีครับ🔗
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตยานนาวา บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ ดิฉันขอสงวนความเห็น ในส่วนของกระทรวงกลาโหมให้ปรับลดงบประมาณลง ๒๔๕ ล้านบาท ท่านประธานคะ ดิฉัน นั่งเปิดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมได้ดูตัวเลขต่าง ๆ ที่กระทรวงขอเข้ามาด้วย ความเข้าใจ แล้วก็ปวดใจไปพร้อม ๆ กัน ดิฉันเข้าใจภารกิจในการป้องกันรักษาประเทศของ กระทรวงนี้ ก็ไม่แปลกใจที่ท่านจะต้องวางแผนซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ แต่ที่ปวดใจก็คือ มันก็มีงบประมาณอีกมากมายที่ไม่ได้จำเป็น ไม่ได้เร่งด่วน แล้วก็ไม่ได้สอดคล้องกับภารกิจ ของหน่วยงานของท่าน แถมบางส่วนก็ยังไปซ ้าซ้อนกับหน่วยงานอื่น ที่สำคัญมันไม่ได้มี ความสอดคล้องกับสถานการณ์โควิด (COVID) ที่เข้าขั้นวิกฤติในประเทศไทยเลยนะคะ ดิฉันเห็นว่ามีหลายประเด็นในเรื่องการซื้ออาวุธ ก็มีท่านหัวหน้าพรรคดิฉัน ท่านทิม พิธาที่ได้ อภิปรายเรื่องนี้ไปแล้ว ก็ขอพูดในส่วนของงบประมาณที่ไม่ได้เหมาะสมกับภารกิจ แล้วก็ สถานการณ์ปีนี้ที่เห็นว่าน่าจะปรับลดลงนะคะ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยค่ะ🔗
จากการนั่งดูงบประมาณ แล้วก็เอางบประมาณของทุกหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมมากางดูก็พบว่าในหน่วยงาน ของกระทรวงกลาโหมจะมีแพตเทิร์น (Pattern) การของบที่คล้าย ๆ กัน บางอย่างเหมือน เห็นเพื่อนมีแล้วอยากมีบ้าง เช่น เยอะแยะเลยค่ะ คืองบป้องกันยาเสพติดงบประมาณ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ งบราชการลับ งบการข่าว งบสาธารณภัย งบสร้างความปรองดอง งบในโครงการพระราชดำริ ซึ่งจริง ๆ แล้วในกระทรวงกลาโหมก็มีกองบัญชาการกองทัพไทย ที่เป็นเหมือนหน่วยคุม หรือว่าเป็นเซ็นเตอร์ (Center) ในการทำงานของกองอื่น ๆ อยู่แล้ว แต่จากการที่เขียนของบเข้ามา ก็เหมือนกับว่ากองบัญชาการกองทัพไทยก็เป็นกอง ๆ หนึ่ง ที่เทียบเท่ากับกองอื่น ๆ แล้วก็ทุกกองก็พยายามจะของบของตัวเองเข้ามาในส่วนงาน ของตัวเอง งบหลายประเภทนี้ดิฉันก็เข้าใจว่าต้องมี แต่ดิฉันอยากจะชี้ให้เห็นว่ามีงบบางกลุ่ม ดิฉันเห็นว่าควรจะปรับลด เพราะไม่เหมาะสมกับสถานการณ์โควิด (COVID) ในปีนี้🔗
กลุ่มแรกก็คือกลุ่มงบสาธารณภัยซึ่งไม่ได้เยอะ แต่ว่ามีการตั้งงบมาเกือบ ทุกกองเลย ทั้งในสำนักงานปลัด กองทัพเรือ กองทัพอากาศ แล้วก็กองบัญชาการกองทัพไทย รวม ๆ กัน ๓๖.๗๗ ล้านบาท ดิฉันก็ขอตั้งคำถามว่ามันใช่หน้าที่และภารกิจของท่าน หรือเปล่า เพราะว่างบที่ท่านขอมันก็เหมือนเป็นงบแบบกะปริบกะปรอย มันไม่ได้เยอะ แล้วก็ขอ หน่วยงานละนิด ๆ หน่อย ๆ ซึ่งดิฉันก็ขอเสนอให้ตัดออก แล้วก็ให้หน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมาดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงน่าจะเหมาะสมกว่า🔗
กลุ่มที่ ๒ ก็จะเป็นกลุ่มงบปรองดองสมานฉันท์ กลุ่มนี้ก็จะเป็นลักษณะ เดียวกัน ก็คือเป็นการจัดกิจกรรมเอาคนมารวมกันทำกิจกรรมทั้งนั้นเลย ยกตัวอย่างของ กองทัพบก กองทัพบกมีอยู่ ๑๓.๕ ล้านบาท ก็เป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุด แล้วก็เป็นการรณรงค์เอา คนมารวมกันเพื่อมาทำกิจกรรมอะไรบางอย่าง โดยตั้งเป้าเอาไว้ ๗๕,๐๐๐ คน สำหรับ ปี ๒๕๖๕ ซึ่งดิฉันดูเป้าแล้วก็มั่นใจเลยว่ามันทำไม่ได้จริง แล้วก็ต้องพลาดเป้าแน่นอน จึงขอตัดงบกลุ่มนี้ออก รวม ๒๐.๔๘ ล้านบาท🔗
กลุ่มสุดท้ายก็จะเป็นงบกลุ่มจัดงานเทิดทูนสถาบัน ซึ่งก็มีขอมาทุกหน่วยงาน เช่นกัน ขอมาอย่างพร้อมเพรียงนะคะ รวมทุกหน่วยงานก็เกือบ ๒๐๐ ล้านบาท แล้วก็ที่ขอ มาเยอะที่สุดก็คือกองทัพบก ๙๐ ล้านบาท ขอมาน้อยที่สุดกองทัพอากาศ ๓ ล้านบาท ก็ต่างกันเหมือนกัน แต่ว่าพอมาดูไส้ในก็เช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นการจัดกิจกรรม แล้วก็ตัวชี้วัด ที่สำคัญก็คือจำนวนกิจกรรมที่จัด ยกตัวอย่างสำนักงานปลัดงบ ๒๓ ล้านบาท ตั้งเป้าจัด กิจกรรม ๖๕ ครั้งต่อปี ของกองทัพบก ๙๐ ล้านบาท เยอะที่สุด ตั้งเป้าจัดกิจกรรม ๑๘๒ ครั้งต่อปี ซึ่งคิดเร็ว ๆ หมายความว่าจะจัดทุก ๆ ๒ วันเลยนะคะ ดิฉันคิดว่าการจัด กิจกรรมในลักษณะนี้เป็นการจัดงานโดยการนำคนมาทำกิจกรรมรวมกันเป็นจำนวนมาก แล้วก็แน่นอนว่ามันไม่เหมาะสมกับสถานการณ์โควิด (COVID) ก็เสนอให้ปรับลดออก ๑๘๘ ล้านบาท รวมตัวเลขของกระทรวงกลาโหมที่ดิฉันเสนอให้ตัดรายโครงการทั้งหมด ก็คือ ๒๔๕ ล้านบาท ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่าน ยุทธพงศ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ เสียงข้างน้อยนะครับ ผมขออนุญาตท่านประธานได้ขึ้นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการอภิปราย ซึ่งได้ยื่นขออนุญาตท่านประธานไว้แล้วครับ ขอรูปที่ ๑ เลยครับ🔗
รูปที่ ๑ งบประมาณปี ๒๕๖๕ ของกระทรวงกลาโหม ท่านประธานครับ งบประมาณปี ๒๕๖๕ กระทรวงกลาโหม ในคำขอ นะครับ ขอมาทั้งสิ้น ๒๐๓,๒๘๑ ล้านบาท เป็นส่วนของกองทัพบก ๙๙,๓๗๗ ล้านบาท กองทัพเรือ ๔๑,๓๐๗ ล้านบาท กองทัพอากาศ ๓๘,๔๐๔ ล้านบาท ซึ่งเป็น ๓ เหล่าทัพที่ขอ งบประมาณเรียงตามลำดับมานะครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับท่านประธาน เหตุผลที่ผมมี ความจำเป็น ขอถัดไปครับ ยังไม่ถึงบิดาแห่งเรือดำน ้าไทยนะครับ ขอกองทัพบกก่อนครับ กองทัพบกเลยนะครับท่านประธาน ในงบผมยกตัวอย่าง ในเรื่องการของบไปแล้วก็มี ความไม่โปร่งใสในการดำเนินการ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๒ ที่เขียนบอกว่า ลับมาก ของกองทัพบกนะครับ ผมยกตัวอย่างกองทัพบกมีงบประมาณที่ขอไป ของกองทัพบก รูปที่ ๒ ครับเจ้าหน้าที่ คือมีโครงการอันหนึ่งเขาเรียกว่า โครงการจัดหายานยนต์สาย สรรพาวุธ ของบประมาณทั้งสิ้น ๙๒๑ ล้านบาท เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๖๔ แล้วก็ผูกพัน ปี ๒๕๖๕ ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ จำนวนทั้งสิ้นผูกพันในปี ๒๕๖๕ ๓๖๘ ล้านบาท ปี ๒๕๖๖ อีก ๓๖๘ ล้านบาท ท่านประธานครับ พอสภาอนุมัติงบประมาณไปให้ครับ คือขอนี่ให้ไปซื้อ ขอเอกสารตรงนี้ ขอขยายด้วยนะครับ คือพอสภาอนุมัติงบประมาณให้ไป ซื้อรถใหม่สำหรับเอาไว้ลากรถถัง เป็นรถเพื่อมาทดแทนรถเอ็ม ๓๕ (M35) จำนวน ๙๒๑ ล้านบาท ๑๖๙ คัน ตกคันละ ๕,๔๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ พอกองทัพบกตั้งงบไปแล้ว กลับไม่ยอมไปดำเนินการ กลับเอาไป เปลี่ยนแปลงครับ เปลี่ยนแปลงไปเป็นงบซ่อม จากซื้อใหม่ไปเป็นซ่อม รถแบบเอ็ม ๓๕ (M35) ซึ่งรถขณะนี้ซ่อมคันละ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ รถเอ็ม ๓๕ (M35) หน้าตาเป็นอย่างไร เดี๋ยวผมจะให้ท่านประธานดูครับ แล้วรถคันนี้ใช้งานมากว่า ๔๐ ปีแล้ว และขณะนี้มันก็หมดสภาพแล้ว แล้วก็เหมือนมีรู้ล่วงหน้าเลยครับ มีบริษัทหนึ่ง ผมไม่เอ่ยชื่อ บริษัทก็แล้วกันครับ ชื่อย่อว่า บริษัท ช. ก็แล้วกัน เสนอราคามาแล้วซ่อมคันละ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท นี่ในส่วนของกองทัพบกนะครับ ท่านประธานครับ ตอนขอนี้ขอไปซื้อ รถใหม่ แต่พอได้งบประมาณไปแล้วไปเปลี่ยนแปลง เอาไปซ่อมครับ นี่เขาเรียกว่ารถเอ็ม ๓๕ (M35) รถนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิต เขาเลิกผลิตไปแล้วครับ โรงงานเขาก็ปิดไปแล้ว นะครับ รถรุ่นนี้ ๔๐ ปีแล้วครับ แต่กองทัพบกขณะนี้กำลังเปลี่ยนแปลงงบจากจัดซื้อรถใหม่ มาเป็นงบซ่อมรถเอ็ม ๓๕ (M35) คันละ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ รถแบบนี้ มันหมดสภาพแล้ว แล้วคุณมาขอจากสภา คุณมาขอซื้อรถใหม่ แต่พอคุณได้งบไปแล้ว คุณไม่ไปซื้อ คุณกลับจะเอาไปซ่อมแทน คันละ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท แล้วรถแบบนี้มันหมด สภาพแล้ว แล้วก็เครื่องยนต์อะไหล่ต่าง ๆ ก็ไม่มีแล้ว ผมก็ต้องขอคำตอบจากกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ว่าคุณไปผ่านงบแบบนี้ให้เขาได้อย่างไร🔗
ถัดไปครับ ขอรูปบิดาแห่งเรือดำน ้า ท่านประธานครับ ต่อไปผมไปงบของ กองทัพเรือที่ขอมาทั้งสิ้น ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ๔๑,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้ผมต้องทำความ เข้าใจกับท่านประธานว่าเรือดำน ้าของเรามันมีทั้งหมด ๓ ลำ แต่ซื้อมาแล้ว ๑ ลำ แล้วก็ในขณะที่ซื้อเรือดำน ้าลำแรก คนที่เป็นคนดำเนินการทั้งหมดในเรื่องนี้ ก็คือท่านพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านให้ เหตุผลในขณะนั้นว่าเรือดำน ้ามีประโยชน์มากในฝั่งทะเลอันดามัน ในระยะ ๒๐๐ ไมล์ทะเล ผมถึงบอกว่าท่านเป็นบิดาแห่งเรือดำน ้าไทย ท่านบอกว่าอาวุธทางยุทธศาสตร์นี้ใช้เพื่อรักษา ผลประโยชน์ธรรมชาติทางทะเล แสดงศักยภาพทางทหาร และสอดคล้องยุทธศาสตร์ในระยะยาว ท่านประธานว่าแปลกไหมครับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พูดไว้เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๐ ในเพจ (Page) ทำเนียบรัฐบาลเลยครับ เพราะว่าท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ประเทศไทยนี้ แปลกไหมครับ กองทัพเรือจะมีเรือดำน ้า แทนที่ว่าทหารเรือจะเป็นบิดาแห่งดำน ้าไทย กลายเป็นทหารบกครับ🔗
ถัดไปไม่ให้เสียเวลาครับ เรือดำน ้า ลำที่ ๑ โครงการเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๕ จะไปสิ้นสุดปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๕ ในคำของบประมาณเข้ามา ๑,๑๔๕ ล้านบาท คำถามผมว่าในสถานการณ์ท่ามกลางความอดอยากของประชาชนในขณะนี้ เรื่องเรือดำน ้า ทำไมคุณไม่เจรจาที่จะเลื่อนงวดงานเขาออกไป ยังไม่จำเป็นที่จะต้องจ่าย แล้วตอนนี้ คุณก็ไม่สามารถเข้าไปตรวจรับได้ ไปฝึกได้ ยังมีเรืออีกลำหนึ่งครับ เขาเรียกว่า เรือเอนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ ซึ่งเรือลำนี้ก็มีข้อสงสัยว่าซื้อมาแล้ว เรือลำนี้ เขาเรียกว่า เรือแอลพีดี (LPD) ลำนี้ ๖,๒๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ กองทัพเรือต้องตอบ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ต้องตอบผมครับว่าคุณไปซื้อเรือรบอย่างไร เรือลำนี้มีแต่เรือ เปล่า ๆ ไม่มีอาวุธปืน ไม่มีระบบอำนวยการรบ แล้วผมก็ต้องเรียนถามว่าถ้าคุณไม่มีระบบอำนวยการ รบ ไม่มีอาวุธปืนนี้ คุณจะไปใช้รบได้อย่างไรครับ ถัดไปครับท่านประธาน กองทัพเรือยังมีโครงการที่ไม่มีการปรับลดงบประมาณเลย กองทัพเรือไม่ได้ให้กรรมาธิการงบประมาณตรวจสอบเลย ปลัดบัญชีทหารเรือไม่เคยโผล่หน้า มาที่กรรมาธิการงบประมาณแม้แต่ครั้งเดียว แล้วก็ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า กองทัพเรือถูกปรับลดงบประมาณไปเพียง ๘,๔๐๐,๐๐๐ บาทในขั้นกรรมาธิการ เรือดำน ้า ๒ ลำคุณถอนไปเองไม่ได้เกี่ยวกับกรรมาธิการปรับลด เป็นไปได้อย่างไรครับกองทัพเรือ ได้งบประมาณทั้งสิ้น ๔๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถูกปรับลดไปเพียง ๘.๔ ล้านบาท เป็นรถประจำ ตำแหน่งของพลเรือเอก ๕ เสือ ทร. คันละ ๑,๖๘๐,๐๐๐ บาทนั่นนะครับ ก็ประมาณ รถแคมรี่ (Camry) ถูกปรับลดไป ๕ คัน นอกนั้นอยู่ครบครับ กรรมาธิการต้องตอบผมครับ มันมีโครงการจัดหาอากาศยานประจำชายฝั่ง ก็คือโดรน (Drone) ไร้คนขับประจำชายฝั่ง นี่ครับท่านประธานเป็นโดรน (Drone) จากประเทศจีน ลำหนึ่ง ๑,๔๐๐ ล้านบาท ซื้อ ๓ ลำ เป็นเงิน ๔,๑๐๐ ล้านบาท คำถามผมว่าท่ามกลางความอดอยากหิวโหยของประชาชน วัคซีน คุณก็ไม่มี ประชาชนเดือดร้อน คุณซื้อโดรน (Drone) มันฆ่าโควิด (COVID) ได้ไหม กองทัพเรือคุณซื้อโดรน (Drone) คุณจะไปรบกับใคร ท่านกรรมาธิการท่านต้องตอบผมว่า คุณอนุมัติให้เขาไปซื้อได้อย่างไร แล้ววันที่ยกมือ กรรมาธิการฟากฝ่ายค้านทั้งหมด วอล์กเอาต์ (Walkout) นะครับ มีเฉพาะกรรมาธิการงบประมาณในซีกรัฐบาล ๓๖ คน ที่ยกมือให้ ต้องตอบผมครับว่าคุณไปซื้อมาทำไมครับโดรน (Drone) ชะลอไปก่อนได้ไหม ตัดออกไปก่อนครับ โดรน (Drone) ๓ ลำ ลำละ ๑,๔๐๐ ล้านบาท ๔,๑๐๐ ล้านบาท เป็นโครงการใหม่นะครับ แล้วยังมีอีกครับท่านประธาน นอกจากโดรน (Drone) ชายฝั่งทะเล ยังมีโดรน (Drone) ภายในประเทศอีกลำละ ๕๗๐ ล้านบาทอีก ที่กองทัพเรือได้ขอไว้แล้ว กรรมาธิการไม่มีการปรับลดเลย ผมต้องขอคำตอบครับว่า เพราะอะไร คุณมีเหตุผล ความจำเป็นอะไรที่คุณจะต้องให้กองทัพเรือไปซื้ออาวุธมากมายในช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติโควิด (COVID) อย่างนี้ ท่ามกลางความอดอยากหิวโหยของประชาชน ถ้ากรรมาธิการ ท่านตอบผมไม่ได้ ผมก็ต้องขอเรียกร้องให้วันอาทิตย์นี้ให้คาร์ม็อบ (Car mob) ให้คนออกมา ไล่เยอะ ๆ จะได้ไปเร็ว ๆ ครับท่านประธาน เหตุผลทั้งหมดที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมขอปรับลดงบประมาณในส่วนของกระทรวงกลาโหม มาตรา ๘ ลงร้อยละ ๑๐ ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะผมเห็นว่ามันเป็นรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดประโยชน์กับ ประเทศชาติในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโควิด (COVID) ท่ามกลางความอดอยากหิวโหยของ ประชาชน ท่านต้องปรับลดงบในการจัดซื้ออาวุธ อาวุธพวกนี้ฆ่าโควิด (COVID) ไม่ได้ กราบขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน ปกรณ์วุฒิครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมรบกวนฝ่ายโสตเตรียมสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ผมสงวนความเห็นขอตัดงบประมาณในมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม ด้วยเหตุผลที่ผมจะอภิปรายต่อไปใน ๓ ประเด็นหลัก ๆ ครับ ประเด็นแรกผมขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ🔗
ประเด็นแรกคือโครงการ ที่เกี่ยวกับการวิจัยของกระทรวงกลาโหมซึ่งมีหน่วยงานสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ดูแลภารกิจด้านนี้อยู่เป็นหลักนะครับ สิ่งแรกที่เราเห็นในภาพนี้คือสถาบันเทคโนโลยีป้องกัน ประเทศได้รับงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ ลดลงมาทุกปี จากปี ๒๕๖๓ ๙๒๖ ล้านบาท ปี ๒๕๖๔ เหลือ ๕๘๑ ล้านบาท และปีนี้เหลือเพียงแค่ ๑๕๐ ล้านบาทเท่านั้นครับ นี่แสดงให้เห็นว่ากระทรวงกลาโหมภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นไม่ให้ความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ ด้านการป้องกันประเทศเลย ทำตัวแต่เป็นสายเปย์ (Pay) ซื้อ ซื้อ ซื้ออย่างเดียวครับ ติดอยู่ที่ อย่างเดียวว่าที่มันไม่ใช่เงินส่วนตัวของท่าน นี่มันเงินภาษีของประชาชนครับ ยิ่งไปกว่า นั้นยังมีการตั้งงบประมาณที่ซ ้าซ้อน เพราะสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมก็ยังมีการตั้งงบ ด้านการวิจัยต่อเนื่องมาทุกปี ถึงแม้ว่าปีนี้จะลดลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อเรากลับไปดู สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ดูแลงานด้านนี้โดยตรงกลับได้รับงบประมาณลดลงถึง ๗๔ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นงบวิจัยในส่วนที่อยู่ในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมนั้นก็ไม่ควรจะ ถูกอนุมัติให้ผ่านครับ เพราะว่านี่มันเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ถูกที่ถูกทาง คำถามแรก ก็คือสำนักงานปลัดมีหน้าที่รับผิดชอบที่เกี่ยวกับการวิจัย คำถามต่อไปก็คือในเมื่อเรามี สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ตั้งมาเพื่อทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ มีบุคลากรที่มี ความเชี่ยวชาญเฉพาะ เหตุใดงบด้านวิจัยถึงยังต้องมีไว้ที่หน่วยอื่น ๆ ให้มีภารกิจที่ซ ้าซ้อนกัน อีกแล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำออมาได้ดีเท่ากับหน่วยงานเฉพาะด้านหรือไม่ ดังนั้นผมเห็นว่าในอนาคต ก็ควรที่จะโอนภารกิจเหล่านี้ทั้งหมดกลับไปที่หน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางทำเท่านั้นครับ🔗
ประเด็นต่อไปยังคงอยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมคือโครงการดำรง ขีดความสามารถและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในรายละเอียดนั้น โครงการนี้เป็นงบประมาณที่เอาไปปรับปรุง ๔ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาวุธ ซึ่งก็เป็นการใช้งบเพื่อไปซื้อเครื่องจักรบ้าง บำรุงเครื่องจักรบ้างนะครับ หน่วยงานตามที่ ขึ้นบนสไลด์ (Slide) ๔ หน่วยงาน ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น ๑๐๓.๓ ล้านบาท แต่ประเด็น คือแบบนี้ครับท่านประธาน ทั้ง ๔ ภารกิจนี้มีเงินทุนหมุนเวียนที่ใช้เพื่อภารกิจเหล่านี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะครับ คือเงินทุนหมุนเวียนศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ เงินทุนหมุนเวียนโรงงานผลิต วัตถุระเบิด เงินทุนหมุนเวียนโรงงานเภสัชกรรมทหาร ซึ่ง ๓ เงินทุนหมุนเวียนนี้ก็ครอบคลุม ๔ ภารกิจที่กล่าวมาเมื่อสไลด์ (Slide) สักครู่นะครับ แล้วถ้านับรวมเงินทุนหมุนเวียนที่อยู่ใน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมก็มีทั้งสิ้น ๕ เงินทุนหมุนเวียน รวม ๒ เงินทุนหมุนเวียน ด้านล่างนะครับ แล้วถ้าเราไปดูที่งบการเงินของสำนักงานปลัดในส่วนของเงินนอกงบประมาณ เราจะพบว่าเมื่อสิ้นปี ๒๕๖๓ ยังเหลือเงินนอกงบประมาณอยู่ทั้งสิ้น ๗๔๕ ล้านบาท และมีการประมาณการว่าสิ้นงบปี ๒๕๖๔ จะคงเหลือเพิ่มขึ้น ๑๓๐ ล้านบาท และสิ้นงบ ปี ๒๕๖๕ จะคงเหลือเพิ่มขึ้นอีก ๘๕ ล้านบาท เป็นคงเหลือ ๙๕๙ ล้านบาท เมื่อสิ้น ปีงบประมาณปี ๒๕๖๕ ถ้าเราประมาณการเงินคงเหลือในทุนหมุนเวียนที่ใช้กับภารกิจเหล่านี้ โดยตรง เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมากกว่า ๒๐๐ ล้านบาท แล้วหน่วยงานจะมาของบประมาณ ๑๐๓ ล้านบาทนี้ไปทำไม แล้วอย่างที่ ส.ส. พิจารณ์ได้อภิปรายไปมาตรา ๔ ว่าในนโยบาย งบประมาณปี ๒๕๖๕ ที่อยู่ในเล่มงบประมาณโดยสังเขป เล่มสีน ้าเงินนี้ก็เขียนเอาไว้ว่า งบประมาณปี ๒๕๖๕ ปีนี้ให้หน่วยรับงบประมาณที่มีเงินนอกงบประมาณหรือเงินสะสม คงเหลือพิจารณานำเงินดังกล่าวมาใช้ดำเนินภารกิจของหน่วยงานเป็นลำดับแรก ตกลง กระทรวงกลาโหมไม่ต้องทำตามนโยบายนี้หรือครับ🔗
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน เป็นงบการเช่ารถประจำตำแหน่งของ กองทัพบกครับ ผมเองก็เพิ่งทราบว่าการดำรงสภาพความพร้อมในการป้องกันประเทศเฉพาะ กองทัพบกต้องเช่ารถถึง ๓๑๙ คันท่านประธาน แต่ไม่เป็นอะไรครับ ประเด็นของผมก็คือ ผมพบว่าการตั้งงบประมาณส่วนนี้มีอะไรแปลก ๆ ครับ งบประมาณการเช่ารถ ๓๑๙ คัน ในปีนี้ตั้งมาในเล่มขาวคาดแดง ๙๙ ล้านบาท แต่ในการพิจารณาของห้องอนุกรรมาธิการ ก็พบว่ากองทัพบกได้ระบุเข้ามาเองว่าขอตัดลดงบประมาณรายการนี้ลงเหลือเพียงแค่ ๗๖ ล้านบาท ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ก็ตามที่ขึ้นบนสไลด์ (Slide) นี้ แต่ถ้าดูจากรายละเอียด เราจะเห็นว่ามีการทำสัญญาไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ สิ้นสุดปี ๒๕๖๙ มีการผูกพันงบประมาณ ๕ ปี นั่นหมายความว่างบนี้ได้มีการถูกขอมาเป็นงบผูกพันใหม่ตั้งแต่ งบปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ซึ่งตอนแรกผมก็เข้าใจว่ากองทัพอาจจะสามารถเปิดประมูลได้ราคา ที่ถูกกว่าที่ตั้งเอาไว้หรือเปล่า แต่ถ้าเรามาดูที่ช่องค่าเช่าต่อเดือน ค่าเช่าต่อเดือน ที่เห็นทั้งหมดจะพบว่าราคาที่เซ็นสัญญามาได้จริงมันก็เท่ากับราคากลางครับ แต่ว่าอย่างไร กองทัพบกก็ไม่สามารถเช่าในราคาที่แพงกว่านี้ได้ ผมก็สงสัยต่อว่าหรือกองทัพบกจะใจดี ประหยัดงบด้วยการเช่าจำนวนคันน้อยกว่าที่ของบมาเมื่อปี ๒๕๖๔ แต่พอไปดูเล่มขาวคาดแดง ปี ๒๕๖๔ ก็พบว่าในคำขอก็ระบุจำนวนคันมา ๓๑๙ คันพอดี แล้วก็เซ็นสัญญาจริง ๓๑๙ คัน ตามที่ปรากฏครับ คำถามของผมก็คือท่านมีทีมงานสำนักงบประมาณอยู่ด้านหลัง ผมก็ต้อง หาว่างบเช่ารถในปี ๒๕๖๔ ที่กองทัพบกขอมานี้เป็นการขอมาเกินกว่าราคากลางหรือไม่ เพราะรวมราคากลางทั้งหมดก็เช่ามาที่ ๗๖ ล้านบาท แต่ทำไมปีที่แล้วจึงขอมาได้ ๙๘.๙ ล้านบาท แล้วมีการของบเกินกว่าราคากลางมาถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร ท่านประธานครับ ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด ทั้งการตั้งงบที่ซ ้าซ้อนไม่เห็นความสำคัญของ การพัฒนาองค์ความรู้ การตั้งงบที่ไม่เป็นไปตามนโยบายงบประมาณที่รัฐบาลก็ให้เอาไว้เอง และการตั้งงบที่ผิดปกติ ตั้งมาเกินราคากลางแล้วมาขอลดเองทีหลัง ทั้งหมดนี้รวมกับอีก หลาย ๆ เหตุผลที่ ส.ส. ของพรรคก้าวไกลจะอภิปรายต่อไปนะครับเป็นสาเหตุที่ผมขอสงวน ความเห็นตัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมตามที่อยู่ในเล่มรายงานของคณะกรรมาธิการ ประมาณ ๒๗,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่าน ต่อไป ท่านพิสิฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม รองประธานกรรมาธิการครับ ก่อนอื่นผมจะขอเท้าความ สิ่งที่เกิดขึ้นที่อัฟกานิสถาน ท่านคงได้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์นี้มันน่าจะ ส่งผลให้เกิดการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของการป้องกันประเทศ สหรัฐได้ใช้เงินกว่า ๒๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในการช่วยเหลืออัฟกานิสถานในเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์ในรอบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา สร้างกำลังให้กับกองกำลังของทหารของอัฟกานิสถานเป็นเวลา ๒๐ ปีนี้ ด้วยกำลังพลกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน ปรากฏว่าพ่ายแพ้กับกองกำลังของตาลีบัน ซึ่งได้เงินจาก การขายฝิ่น แล้วก็มีกำลังพลเพียง ๗๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐ คนเท่านั้น ปรากฏว่าการล่มสลาย ของระบบ ระบบการปกครองของอัฟกานิสถานเป็นการแสดงให้เห็นว่าอาวุธที่ทันสมัยก็ดี หรือเงินที่ทุ่มไปก็ดี มันไม่ได้ช่วยก่อให้เกิดความมั่นคง ที่สำคัญก็คือเรื่องของขวัญและกำลังใจ ของผู้คนนี้มากกว่า ผมก็หวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอาทิตย์ที่ผ่านมาน่าจะส่งผลทำให้เกิด การทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับการป้องกันประเทศ เกี่ยวกับการซื้ออาวุธ เกี่ยวกับการใช้จ่าย ทางด้านของกลาโหม นั่นก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมขอตัดงบของกระทรวงกลาโหมลง ถึงแม้ว่า ในขั้นกรรมาธิการจะได้มีการตัดไปแล้วถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท เหตุที่ผมขอตัดก็เพราะผมพบว่า ยังมีงานหลายอย่างที่น่าจะไม่มีความเร่งด่วนในเวลานี้ แล้วก็สถานการณ์ของโควิด (COVID) ปัจจุบันน่าจะทำให้งานเหล่านี้ไม่เกิดประสิทธิผลเท่าที่ควรถ้าเกิดเราใช้เงินลงไป โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในเรื่องของกองทัพเรือ ในส่วนของงานที่เกี่ยวกับอีอีซี (EEC) ที่จะพัฒนาบริเวณของ สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเราก็คงทราบดีว่าสถานการณ์ของการบินโลกขณะนี้คงจะต้องใช้เวลาอีก พอสมควร เพราะฉะนั้นที่เราจะใช้เงินกว่า ๑,๙๐๐ ล้านบาท ในการที่จะพัฒนาตรงนี้นะครับ น่าจะเป็นการสูญเปล่าโดยใช่เหตุ นอกจากนี้จากการที่ได้มีการรับข้อมูลจากทางฝ่ายของ กระทรวงกลาโหมในที่ประชุมกรรมาธิการ ก็เห็นว่าจะมีการใช้เงินอีก ๑๕๐ ล้านบาท ในการ ที่จะถ่ายรูปทางอากาศ เอารูปที่เคยถ่ายทำแผนที่มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๕ จำนวนกว่า ๑ ล้านรูป มาแปลงเป็นระบบดิจิทัล (Digital) โดยผมก็ถามว่าแล้วมันจะมีความละเอียดมากกว่า ดาวเทียมหรือ คำตอบก็คือว่าดาวเทียมละเอียดสู้ไม่ได้ แต่ปรากฏว่าเมื่อได้มีหน่วยงานของ กรมที่ดินมาชี้แจงในเรื่องของกรมที่ดิน ก็มีงานเกี่ยวกับเรื่องของการใช้ดาวเทียมในการ ถ่ายภาพเพื่อทำโฉนด ทำแผนที่ ก็ยืนยันว่ามีความละเอียด ผมก็เลยมีคำถามครับว่าเงินที่จะ ใช้ไปกว่า ๑๕๐ ล้านบาท ในการที่จะจัดทำแผนที่ทางอากาศเหล่านี้มันเกิดประโยชน์อะไร หรือเพียงแต่เป็นกิจกรรมที่ทำเพื่อที่จะได้ใช้เงิน ๑๕๐ ล้านบาท ในเวลานี้ซึ่งเรากำลังมี ความขัดสนในเรื่องของงบประมาณอยู่ ผมอยากจะให้กระทรวงกลาโหมได้ตัดทอนงบ เกี่ยวกับการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนเหล่านี้ลง แล้วก็นำไปใช้ในการดูแลทหารเกณฑ์ ที่ผมเคยขอที่ประชุมแห่งนี้หลายครั้ง ให้กระทรวงกลาโหมได้มีการจัดหลักสูตรให้กับทหาร เกณฑ์ทุกคนเป็นภาคบังคับ ว่าเมื่อเป็นทหารเกณฑ์ ๒ ปี จะต้องมีการอบรมหลักสูตร ของกระทรวงศึกษาธิการ ถ้าได้ ป. ๔ ก็ต้องได้ ป. ๖ หรือ ม. ๓ หรือ ม. ๖ เป็นต้น ทุกวันนี้ ยังทำแบบที่ว่าใครขยันก็ทำ หน่วยงานไหนสนใจก็ทำ แต่ว่าไม่เป็นการบังคับผมอยากให้เรา ได้ยกระดับของทหารเกณฑ์เหล่านี้ เพื่อที่ว่าเมื่อเขาพ้นจากการเป็นทหารเกณฑ์แล้วจะได้ กลับไปเป็นกำลังพลที่สำคัญของประเทศในทางเศรษฐกิจต่อไปครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
เชิญท่าน ศิริกัญญาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการค่ะ สำหรับ มาตรา ๘ งบของกระทรวงกลาโหมดิฉันได้สงวนความเห็นเพื่อตัดลดงบประมาณลงจาก วาระที่ ๑ อีก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่รายละเอียดมันค่อนข้างมาก งบของกระทรวงนี้ มีจำนวนมาก ดังนั้นทางพรรคก้าวไกลก็เลยจะแบ่งการอภิปรายในส่วนของเนื้อหา รายละเอียดว่าเราจะปรับลดในส่วนใดบ้าง ส่วนของดิฉันรับผิดชอบในเรื่องของกองทัพบกค่ะ ในเรื่องของงบอาวุธของกองทัพบก โดยที่ในวันนี้ดิฉันจะไม่มานั่งพูดเรื่องของความสำคัญของ ความมั่นคงในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติโควิด (COVID) ว่ากองทัพจำเป็นต้องมีอาวุธหรือไม่ อย่างไร จะพูดถึงเรื่องของประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณล้วน ๆ เพราะว่านี่ก็เป็นหนึ่ง ในข้อที่เป็นนโยบายของการจัดสรรงบประมาณที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้กับสภาด้วยนะคะ ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยค่ะ🔗
คืออย่างนี้ค่ะท่านประธาน ด้วยความที่ทางอนุกรรมาธิการก็ทำงานกันมาอย่างหนักหน่วงนะคะ ดิฉันก็ขอชื่นชม ที่ทุกท่านทำงานมา แต่จนถึงตอนนี้ ณ วันนี้ถึงแม้ว่าเราจะมีเล่มสีชมพูนี้แล้วก็ตามเราก็ยังไม่ รู้เลยว่ากองทัพบกถูกตัดงบประมาณในส่วนของอาวุธยุทโธปกรณ์ในเรื่องใดบ้าง เพราะว่ามัน มีแค่นี้ค่ะ ๒ บรรทัดอยู่ในงบที่ชื่อว่าผลผลิตโครงการพัฒนาขีดความสามารถกองทัพ ค่าใช้จ่ายในการเสริมในโครงการจัดหายุทโธปกรณ์นี้คือการจัดหาอาวุธแบบซื้อปีเดียวจบ ๓,๑๔๗ ล้านบาท เราเห็นแค่ว่าถูกปรับลดไป ๓๕๕ ล้านบาท ไม่รู้เลยว่าไปตัดโดนโครงการ อะไร ถ้าทางกลาโหม ทางกองทัพบกที่นั่งอยู่ข้างหลัง ถ้าท่านมีข้อมูลก็ช่วยกรุณาส่งโพยมาให้ กรรมาธิการด้วยนะคะ อย่างโครงการที่เป็นงบผูกพันค่ะ งบผูกพันตามสัญญา ๒๑ โครงการ ๙,๔๕๐ ล้านบาท ถูกตัดไป ๖๘๗ ล้านบาท ไม่รู้เลยค่ะ ไม่มีรายละเอียดเลยว่าไปตัดที่ไหน ไปตัดโดนโครงการอะไรบ้าง เพราะว่าอะไร เพราะว่าในรายงานอนุกรรมาธิการก็ไม่ได้มีบอก รายละเอียดว่าไปตัดรายการหรือว่าโครงการอะไร ขอข้อมูลก็แล้วก็ไม่ให้ จนถึงวันนี้แล้ว เราจะตรวจสอบกันอย่างไรว่าสรุปแล้วมันเหมาะสมหรือเปล่าที่ถูกตัดไป ตัดเป็นแค่ เปอร์เซ็นต์หรือว่าตัดทั้งรายการ ที่แพงเกินมันถูกตัดเปอร์เซ็นต์ หรือว่าอันที่มันแพงเกินยังอยู่ แล้วก็ไปตัดอันที่ไม่ได้แพงเกินกันแน่ เราไม่มีทางตรวจสอบได้ เพราะว่าวิธีการทำงาน ในชั้นคณะอนุกรรมาธิการที่เหมือนกับตัดเอาเอาเป้า ตัดเป็นเปอร์เซ็นต์ ตัดในภาพรวม สุดท้ายแล้วมันตรวจสอบอะไรไม่ได้ ที่ต้องมานั่งพิจารณานี้เพราะว่าก็ต้องถามค่ะว่าโครงการ ที่ชอบขอเงินไปแล้วใช้เงินไม่หมด พวกนี้ถูกตัดไปบ้างหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น โครงการแรก จัดหา ป. ขนาด ๑๐๕ มิลลิเมตร ของบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ไม่ใช่ว่าเพิ่งขอปี ๒๕๖๔ แล้วยังผูกพันไม่ทันนะคะ ขอไป ๔๖๘ ล้านบาท เบิกจ่ายไปได้แค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ปีกว่า ๆ เบิกจ่ายไป ๕ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่ายังมีเงินสะสมที่ยังไม่ได้ใช้อีก ๓๗๕ ล้านบาท ปีนี้ก็ยังมีหน้า มาขออีก ๔๖๘ ล้านบาท ยังดีที่สำนักงบประมาณไม่ได้ให้ แล้วก็ตัดเหลือแค่ ๖๖ ล้านบาท แต่ว่ารวม ๆ แล้ว ๔ โครงการนี้ยังมีเงินสะสมที่กองทัพของบประมาณไปแต่ยังไม่ได้ใช้อยู่สูงถึง ๙๗๔ ล้านบาท แต่ก็ยังมีหน้ามาขอตั้งเพิ่มอีก ๑,๐๘๘ ล้านบาท เงินค้างท่อพวกนี้มันมี ประวัติศาสตร์ของการนำไปโอนเปลี่ยนแปลงเป็นอาวุธอื่น ๆ หรือว่าเครื่องมือของใช้ ยุทโธปกรณ์อื่น ๆ อีกมาก เราไม่อยากให้เกิดประวัติศาสตร์ซ ้ารอยในเรื่องของการโอน เปลี่ยนแปลง และนอกจากนี้ก็จะมีเกิดเหตุการณ์แบบนี้ด้วยค่ะ มันจะมีโครงการที่งบก็ใช้ไม่ทัน แล้วก็ต้องมาเลื่อนระยะเวลา แถมเบิกจ่ายก็ยังไม่ได้แล้วก็มาของบปี ๒๕๖๕ เพิ่ม ไม่ว่าจะ เป็นโครงการซ่อมคืนสภาพ ปกค. ๒๕ ขนาด ๑๕๕ มิลลิเมตร จากเดิมเคยตั้งระยะเวลา โครงการไว้ปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๕ พอตอนนี้เบิกจ่ายไม่ทันก็มาเลื่อนเป็นปี ๒๕๖๔ ถึงปี ๒๕๖๖ เพราะว่าปี ๒๕๖๓ ยังเบิกจ่ายไม่ได้เลยสักบาท จนถึงวันนี้ปี ๒๕๖๔ ก็ยังเบิกจ่ายไม่ได้เลยสักบาท แล้วก็มาของบปี ๒๕๖๕ อีก ๒๓๔ ล้านบาท แบบนี้มันไม่ได้ คำนึงถึงประสิทธิภาพในการเบิกจ่าย มันเหมือนของบไปกั๊กไว้ก่อน ถ้าใช้ไม่ทันเดี๋ยวโอน เปลี่ยนแปลงไปทำอย่างอื่นก่อน แล้วเดี๋ยวปีหน้าค่อยไปหางบอย่างอื่นมาแทนงบเดิม มันไม่เกิดประสิทธิภาพในการใช้จ่าย แล้วตกลงมันเร่งด่วนจริงไหม มันมีความจำเป็นจริงไหม คุณจะตอบกับสังคมอย่างไรถ้าคุณทำแบบนี้ ดังนั้นทั้ง ๕ โครงการที่ดิฉันเสนอตรงนี้ว่ามี การของบปี ๒๕๖๕ มา ทั้ง ๆ ที่เบิกจ่ายได้เพียงแค่ ๐ เปอร์เซ็นต์ หรือบางโครงการเบิกจ่าย เป็นแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขอตัดครึ่งหนึ่งนะคะ เป็นงบประมาณ ๑,๐๖๗ ล้านบาท🔗
นอกจากนี้ก็ยังมีแบบที่จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่ได้ดำเนินการนะคะ อย่างเช่น โครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์แบบใช้งานทั่วไป ปี ๒๕๖๔ ระยะที่ ๑ ขอไป ๘๔๕ ล้านบาท จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้จัดซื้อ ยังไม่ได้ลงนาม ปี ๒๕๖๕ ก็มาขออีก ๑,๖๙๐ ล้านบาท แล้วก็ยัง มาขอโครงการที่ ๒ ต่ออีก ของปี ๒๕๖๕ ทั้งโครงการ ของปี ๒๕๖๕ จะขอที่ ๗๐๐ ล้านบาท ก็น่าจะเบิกจ่ายไม่ทันอยู่ดี ดังนั้นก็ขอตัดทั้งโครงการแล้วก็ในส่วนของโครงการจัดหา ยานยนต์สาย สพ. ระยะที่ ๓ ห้วงที่ ๒ ก็ขอตัดลดทั้งโครงการเช่นเดียวกันเนื่องจากว่ามี การขอเปลี่ยนแปลงโครงการแบบไม่ชอบมาพากล ซึ่งเดี๋ยวจะมี ส.ส. จากพรรคก้าวไกล อภิปรายในเรื่องนี้อีกที ก็ต้องขอยืนยันว่านายกรัฐมนตรีมาพูดแถลงกับพวกเราในสภาในตอน อภิปรายวาระที่ ๑ ก็ขอให้ไม่ใช่เป็นแค่ลมปากนะคะว่าท่านได้ให้ความสำคัญกับการนำผล ของการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ มาประกอบการ พิจารณาจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับศักยภาพการใช้งบประมาณของหน่วยรับ งบประมาณเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าการใช้จ่ายงบประมาณค่ะ ก็ขอให้ หน่วยงานทุกหน่วยงานน้อมนำคำแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติตามด้วย ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่าน จิรายุครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นในมาตรานี้ของกระทรวงกลาโหมนะครับ ท่านประธาน เวลาเราพูดถึงทหารเรามักจะพูดคำนี้ว่าถ้าเป็นชายต้องเป็นชายชาติทหาร พูดคำไหนคำนั้น ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะว่า ปี ๒๕๖๔ กรรมาธิการงบประมาณได้ผ่านงบประมาณสำคัญ โดยมี คำสัญญาของผู้นำเหล่าทัพปี ๒๕๖๔ นะครับท่านประธาน ซึ่งปี ๒๕๖๕ ที่ผมเข้าไปเป็น กรรมาธิการนี้ก็ได้สอบถามว่าท่านได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญากับกรรมาธิการงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ หรือไม่ อย่างไร เหตุผลที่ผมต้องตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ มันมี คำถามอย่างนี้ว่าความมั่นคงทางทหารสำคัญมากกว่าความมั่นคงทางสุขภาพหรือไม่ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนวันนี้ตอบได้ เมื่อวานนี้มีข่าวดังที่กรุงคาบูลในประเทศอัฟกานิสถาน เช้าวันนี้หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงว่าจะเป็นภัยคุกคาม ประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ๑๐ ประเทศ และเป็นภัยคุกคามต่อเอเชีย ซึ่งผมมองระยะทาง ท่านประธานครับ ไม่ได้พูดไปเรื่องของความมั่นคงของชาติหรือว่าไปยุ่งกับประเทศอื่น ระยะทางจากตาลีบันเข้ากรุงคาบูล กว่าจะผ่านตุรกี กว่าจะผ่านแม่น ้าเข้ามาที่อินเดีย ผ่านปากีสถาน เนปาล ภูฏาน เข้าพม่ามาถึงไทย ผมว่าน่าจะเดินอีกประมาณ ๒ ปีกว่าจะถึง เพราะฉะนั้นที่ผมพูดไว้เช่นนี้ไม่อยากจะให้ท่านบอกว่าเห็นไหม ตาลีบันเขาบุกไปที่คาบูลแล้ว ความมั่นคงทางการทหารต้องสนับสนุน ท่านประธานครับ ทางฝั่งตะวันออกก็มีประเทศเดิม ก็คืออินโดจีนเก่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม เหนือก็จีนขึ้นไป มองโกเลียไปถึงไซบีเรีย ใต้ก็มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไนว่ากันไปครับ แต่ที่ผมอยากจะตอกย ้าก็คือว่า ท่านประธานครับ ยากที่จะเกินทำใจรับได้กับงบประมาณแผ่นดินเช่นนี้ครับ ท่านรัฐมนตรี ยุทธพงศ์ของผมก็บอกไปแล้วครับว่าหลายหน่วยงานนั้นถูกปรับลดไปน้อยมาก วันที่ผมนั่ง เป็นกรรมาธิการที่ตึกชั้น ๔ ตึกกลางครับ พูดถึงเรื่องงบกระทรวงกลาโหม พวกผมก็บอกว่า รับไม่ไหวก็เลยต้องเดินออกท่านประธานครับ เลยไม่ได้โหวตไม่เห็นด้วย เพราะรู้อยู่แล้ว กรรมาธิการของท่านโหวตยังไงก็เห็นด้วย ที่ผมอยากจะบอกท่านประธาน คำว่า ชายชาติ ทหารพูดคำไหนต้องคำนั้น ก็เพราะว่าปี ๒๕๖๔ หลายหน่วยงานเข้ามาของบประมาณ โดยบอกว่า จะใช้ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ ท่านประธานครับ คือท่านประธานเห็นรถทหาร ไหมครับที่ผ่านมาเป็นฮัมวี (HUMVEE) เป็นยี่ห้อดัง ปืนต้องซื้อจากตะวันออกบ้าง ซื้อจาก สหรัฐอเมริกา ซื้อจากยุโรป ทั้ง ๆ ที่รถยนต์คนไทยทุกวันนี้ที่เราเรียกกันภาษาฝรั่งว่า โลคัล คอนเทนต์ (Local Content) คือใช้อุปกรณ์ภายในประเทศ ๙๙.๙ แล้วท่านประธานครับ แค่โลโก้ (Logo) ยศรถไปแปะเท่านั้นเอง แต่กองทัพเคยมาสัญญากับกรรมาธิการปี ๒๕๖๔ ว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ ท่านประธานครับ ถึงขนาดบอกว่าเครื่องบินที่เราเรียกว่า โดรน (Drone) เมื่อสักครู่นี้ เป็นเครื่องบินบังคับราคา ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาท ประเทศไทย ผลิตได้ และไปโชว์อยู่ที่งานแอร์โชว์ (Air Show) ที่สิงคโปร์มาแล้ว ราคาไม่ถึงหลักพัน ไหนล่ะที่ท่านบอกว่าท่านจะใช้วัสดุอุปกรณ์ภายในประเทศ เอาล่ะ ท่านอาจจะบอกว่า ขีปนาวุธหรือว่าขีดความสามารถมันไม่เท่ากัน ก็เลือกสิครับ โดรน (Drone) มันแค่บินใช้ เครื่องบังคับแล้วก็นั่งอยู่ในห้องแอร์ เจ้าหน้าที่ก็ดูริมชายทะเล ริมโน่นนี่นั่นก็ว่ากันไปการบุกรุก ทางทะเล แต่ในทางปฏิบัติแล้วมันไม่ได้ใช้วิธีการในการต่อสู้หรอก มันเป็นแค่เขาเรียก ด่านหน้า สายลับในการสำรวจ แต่ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ดูเครื่องบินที่เขาบินกัน ที่อัฟกานิสถานขึ้นไป มันดูจากกูเกิลเอิร์ท (Google Earth) มันมองจากข้างบนเห็นเครื่องบิน เห็นสนามบินหมดแล้ว ทำไมไม่ไปเช่าเขาล่ะครับ ต้องไปซื้อทำไมสี่ซ้าห้าพันล้านบาท อันนี้เป็น ตัวอย่างที่ ๑ ท่านประธานครับ และเกือบ ๒ ปีมานี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเขาก็ประเมินจีดีพี (GDP) ตกต ่าไป เมื่อไม่กี่วันมานี้จีดีพี (GDP) ประเทศก็สาละวันเตี้ยลง ๆ แล้วเป็นอย่างไรครับ เราก็ยังซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศอีก นี่ผมพูดเพียงแค่กองทัพเรือนะครับ กองทัพอากาศเมื่อปีที่แล้วก็เช่นเดียวกันเข้ามาปี ๒๕๖๔ ก็พูดลักษณะเช่นเดียวกันว่า กองทัพอากาศในปี ๒๕๖๔ งบประมาณจะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศพร้อม พัฒนาพีแอนด์ดี (P&D) แล้วก็มีการประชุมสัมมนากันเรียบร้อยในอุตสาหกรรมของประเทศ แล้วอย่างไรครับ สุดท้ายกองทัพอากาศก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้งบประมาณที่ใช้ของ ต่างประเทศ หรืออย่างไรครับ เมืองไทยไม่มีฝีมือหรือครับ ผมเห็นปืนไทยประดิษฐ์ลูกซอง เบอร์ ๑๒ ลูกซองเบอร์ ๘ เบอร์ ๙ อะไรกันนี้ ยิงกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทุกวันนี้เรายังไม่มีปืน เมดอินไทยแลนด์ (Made In Thailand) เลยท่านประธานครับ แล้วก็เอาเงินงบประมาณมาใช้ ในเรื่องแบบนี้ รถเก๋งก็เยอะแยะ รถสี่ล้อ ขับเคลื่อนสี่ล้อ ผลิตที่นิคมอุตสาหกรรมบางชัน แถวจังหวัดระยองเยอะแยะไปหมด แล้วทำไมเราไม่ซื้อ สั่งนำเข้า ๆ นี่จึงเป็นที่มาว่างบ ทางการทหารที่บอกว่าความมั่นคงทางการทหารสำคัญกว่ามั่นคงทางสุขภาพหรือไม่ จึงเป็น คำถามให้กับพี่น้องประชาชนครับ ท่านประธานครับ ที่ผมอภิปรายไว้เพื่ออยากจะบอกให้กับ กองทัพทั้ง ๔ เหล่าทัพ กองทัพบก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ ตำรวจ เมื่อสักครู่นี้ดูข่าว ตกใจเลย เขาบอกว่าช่วงนี้โปรโมชัน (Promotion) แจกกระสุนยางไม่อั้น แก๊สน ้าตาก็มี บริการ ท่านประธานครับ งบประมาณแผ่นดินแบบนี้ทำไมรัฐบาลจึงไม่ใช้วิธีการแก้ไขปัญหา ด้วยการปรับลดงบประมาณหรือครับ ส่งสัญญาณมาท่านประธานสิครับ ประธาน กรรมาธิการนั่งอยู่บนบัลลังก์นี้ บอกว่างบกองทัพลดลงเพราะเอาไปซื้อยาโควิด (COVID) แก้ไขปัญหาด่านหน้าก็ว่ากันไป ผมจึงฝากเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในส่วนของ กองทัพอากาศท่านเคยมาพูดในห้องประชุมปี ๒๕๖๔ ผมไปค้นชวเลข ท่านก็บอกว่าจะใช้ อุตสาหกรรมในประเทศ อย่างน้อยก็เริ่มต้น ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ รถอะไรที่ซื้อจาก ต่างประเทศยี่ห้อฮัม ๆ อะไรนี้ก็ซื้อของไทยได้ไหม ไทยรุ่งยูเนี่ยน คาร์ โตโยต้าอะไรต่าง ๆ เยอะแยะ อิซูซุ (ISUZU) ก็มีรถใหญ่ ไม่ใช่เอาไปซ่อมแบบที่ท่านยุทธพงศ์พูดเมื่อสักครู่นี้ รถฮีโน่ (HINO) รถอิซูซุ (ISUZU) ทรัก (Truck) ใหญ่ ๆ ราคาไม่กี่สตางค์ท่านประธานครับ ก็นำกลับมาใช้ในประเทศ ไทยทำไทยใช้ไทยเจริญ คนงานก็มีเงินเดือนครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ผมแปรญัตติไว้ ลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของกองทัพนี้ เพื่อจะเตือนให้ท่านทราบว่า ผบ. เหล่าทัพ ท่านใดก็แล้วแต่ มาในเดือนตุลาคมนี้ท่านได้โปรดพิจารณาว่า ถึงเวลาท่านเกษียณอายุ ราชการไปหัวโขนมันก็ถอดไว้ อาจจะมีลูกน้องไปได้ครับพี่ ดีครับท่าน ทันครับผม เหมาะสม ครับนายบ้าง ก็ระยะเวลาเพียงสั้น ๆ แต่สิ่งที่จะยืนยงอยู่ในประเทศก็คือการจัดทำ งบประมาณแบบไทยทำไทยใช้ไทยเจริญครับ ผมจึงมีความเห็นว่ากระทรวงกลาโหมวันนี้ ควรจะถูกปรับลดอย่างน้อย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านกรรมาธิการ พันตำรวจเอก ทวีเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่สงวนความเห็นขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยขอปรับลดถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ โดยภาวะปกติกองทัพถือว่าเป็น เสาหลักและเป็นที่พึ่งของประชาชนในเรื่องของความมั่นคง แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ก็คือเรา มีข้าศึก แล้วเราก็ถูกโจมตีของประเทศไทย คนที่ถูกโจมตีถูกรบจากข้าศึกก็คือโควิด (COVID) การเจ็บป่วย ทางสาธารณสุขก็คือประชาชน ปรากฏว่าเมื่อมีการรบแล้วประชาชนที่เป็น เจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของภาษีอากรและเป็นเจ้าของเงินที่ให้กองทัพได้ใช้กลับไม่ได้รับ การจัดสรรงบประมาณเท่าที่ควร ดังนั้นผมจึงพิจารณาด้วยความเข้าใจผู้นำเหล่าทัพ และเข้าใจผู้ปฏิบัติ เราก็พบว่ากองทัพจะมีช่องพิเศษก็คืองบรายจ่ายอื่นแบบท่านกรรมาธิการ หลายคนพูด งบรายจ่ายอื่นหลัก ๆ ก็คือเป็นการตีเช็คเปล่าไว้ล่วงหน้าเพื่อจะไปคุยหรือไปทำ แล้วส่วนใหญ่ก็จะไปจัดซื้ออาวุธกับงบลงทุน แต่สิ่งที่อยากสงวนให้กองทัพไว้ ก็คืองบ บุคลากรกับงบดำเนินการ ซึ่งใน ๒ ส่วนนี้ก็มีอยู่จำนวนมากพอ ถ้าตัดสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบรายจ่ายอื่นกับงบลงทุน เพราะว่าตัวเลขของปี ๒๕๖๔ ที่เป็นงบลงทุนพบว่าถึง เดือนมิถุนายนท่านจ่ายลงทุนไปแค่ ๓๘ เปอร์เซ็นต์ เหลือเวลาอีก ๒ เดือนท่านจะทำอย่างไร แล้วก็ที่งบลงทุนหรืองบที่อยู่ในกองทัพนี้ท่านทราบหรือไม่ว่ามันเป็นเงินกู้เป็นหนี้สาธารณะ เงินกู้ไม่ใช่กู้เปล่า กู้แล้วมีดอกเบี้ย ประชาชนต้องใช้ดอกเบี้ยให้ท่าน กองทัพผมคิดว่าวันนี้ ความมั่นคงของประเทศคือความมั่นคงของประชาชนต้องเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าเราได้ตัดงบ ในส่วนนี้ออก แล้วก็สามารถที่นำไปใช้เป็นอาวุธให้ประชาชนได้มีการป้องกันตัวในเรื่อง การรักษาพยาบาลหรือการเยียวยาให้การอยู่รอดเป็นชีวิตมนุษย์ย่อมมีความสำคัญกว่า🔗
อีกประการหนึ่งพอพูดถึงกองทัพเราก็จะพูดถึงงบกลาง ผมคิดว่าตอนนี้ กองทัพเมื่อตัดในส่วนนี้ ผมยังอยากจะฝากไว้ว่าควรที่จะหยุดนำงบกลางมาใช้ เพราะผมได้ พูดไปแล้วว่าในแต่ละปีกองทัพบกก็เอางบกลางประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท กองทัพเรือ กองทัพอากาศก็ปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จริงอยู่อาจจะเป็นเงินเรื่องค่าบำเหน็จบำนาญ แต่ตัวเลขก็ไม่เยอะขนาดนั้น แล้วจำนวนมากก็บางครั้งเอางบกลางไปซื้ออาวุธโดย ผบ.ทบ. คนที่แล้วก็ออกมาพูด ผมคิดว่าวันนี้ถ้าประชาชนตื่นรู้ แล้วรู้ว่าท่านยังจิตใจดำกับประชาชน คือไม่ใช่หมายถึงกองทัพนะครับ หมายถึงผู้จัดงบต้องการให้กองทัพมาปกป้องคุ้มครอง ผมคิดว่าประชาชนคงจะทนไม่ไหว ผมจึงคิดว่ากองทัพควรจะเอาทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างเช่น กองทัพบกมีโรงพยาบาลถึง ๓๗ แห่ง มีทรัพยากรต่าง ๆ ต้องหันมาช่วยเหลือดูแลประชาชน วิกฤติตอนนี้เป็นโอกาสของกองทัพทุกกองทัพนะครับ ผมจึงขอตัดงบของกองทัพ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของกระทรวงกลาโหมครับ ขอบคุณมากครับ🔗
กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอภิปรายครบหมดแล้วนะครับ เหลือแต่ผู้แปรญัตติที่สงวน คำแปรญัตติ มี ๓ ท่าน เชิญท่านเท่าพิภพท่านแรกก่อนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้แปรญัตติครับ ท่านประธานครับ ผมขอปรับลดงบกระทรวงกลาโหมจำนวน ๒,๑๓๘ ล้านบาท ในฐานะที่ผมเองเป็นลูกหลาน ของทหาร แล้วกองทัพในปัจจุบันก็มีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีเลย ผมก็อยากมาอภิปรายเพื่ออยากให้ กองทัพนำไปปรับปรุงเพื่อให้สมศักดิ์ศรี เพราะตาของผมเองก็มีส่วนร่วมกับสงครามเวียดนาม แม่ของผมเองก็ไปยุทธภูมิร่มเกล้า อันนี้พูดด้วยความหวังดี เพราะว่าตอนนี้เองประชาชน ก็ไม่ทราบว่าทหารจริง ๆ แล้วมีหน้าที่อะไรกันแน่ เป็นข้อสงสัยคำถามใหญ่ ๆ เหมือนกัน ในส่วนของ ๒,๑๓๘ ล้านบาทของผมนี้จะอภิปรายในส่วนงบของกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งผมจะขอเรียกงบส่วนนี้ชื่อเล่นว่า งบสร้างค่ายอาสาก็แล้วกัน เพราะว่าเป็นงบที่ผม ไม่แน่ใจว่าตรงกับ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือเปล่า ถ้าอาจจะเกี่ยวข้องก็อาจจะบอกว่างบส่วนนี้เอาไว้เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาจากภัยพิบัติและ ช่วยเหลือประชาชน ผมไม่ได้มีปัญหากับการที่ตำรวจหรือข้าราชการ หรือทหารนี้จะมาช่วย ประชาชนในยามวิกฤติเลยนะครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่เขาควรจะทำหน้าที่เพื่อปกป้อง ไม่ใช่แค่ แผ่นดิน แต่เป็นประชาชนที่อยู่ในแผ่นดินนั้นด้วย ผมก็สงสัยไปอีกว่างบนี้คือกองบัญชาการ กองทัพไทยจริง ๆ แล้วทำอะไร ภาพในหัวผมถ้าพูดถึงกองบัญชาการกองทัพไทยนี้ผมก็นึกถึง ในหนังฮอลลีวูด (Holly Wood) หลาย ๆ เรื่อง อย่างมีเพนตากอน มีโต๊ะนั่ง มีเสธ. จากทุก เหล่าทัพมานั่งบัญชาการกัน แต่พอผมมาดูงบแล้วผมมาเปิดเฟซบุ๊ก (Facebook) ดูนี้ ผมทราบความจริงครับ เดี๋ยวขอสไลด์ (Slide) ขึ้นเลยครับ🔗
ผมถามจริง ๆ ว่าหน่วยงาน นี้มีหน้าที่อะไร ของบมารวม ๙๕ ล้านบาท ส่งเสริมปศุสัตว์และสหกรณ์ ผมก็สงสัยส่งเสริม ปศุสัตว์สหกรณ์ทำอะไร ผมไปเปิดดูเฟซบุ๊ก (Facebook) กลายเป็นว่าไปผสมเทียม ช่วยชาวบ้านผสมเทียม ผมว่าหน้าที่ทหารจริง ๆ หรือเปล่า ขอไป ๒๒.๙ ล้านบาทในปีนี้ ประมงหมู่บ้านครับ ถามว่าประมงหมู่บ้านอะไรทุกคนเปิดเฟซบุ๊ก (Facebook) กองบัญชาการกองทัพไทยแล้วดูตามผมก็ได้ เลื่อนลงมาเรื่อย ๆ จะมีไปรับซื้อปลาสวายจาก ชาวบ้านอันนี้คืองบนี้หรือครับ ๓.๖ ล้านบาท การเกษตรผสมผสานพระราชทานตามแนว เศรษฐกิจพอเพียง อันนี้คืออย่างไรครับ ทำในค่ายทหารและให้คนไปดูเป็นตัวอย่างใช่ไหม อย่างที่ผมเข้าใจ แต่ทำไมทุกวันนี้จะไปหา พลเอก ประยุทธ์ในค่ายทหารไปยากเหลือเกิน สรุปแล้วค่ายทหารนี้เข้าง่ายหรือเข้ายากครับ การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องจาก พระราชดำริ อันนี้ก็งบถึง ๓.๖ ล้านบาท อันนี้ไม่แน่ใจว่าพืชอะไรบ้าง และประชาชนจะนำ พันธุ์พืชทำไมไม่เอาจากเกษตรจังหวัด ทำไมต้องไปเอาจากค่ายทหาร การพัฒนาพื้นที่ต้นน ้า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โอเคครับ ๑๗.๕ ล้านบาท คือผมก็ไม่แน่ใจว่ากรมชลประทานดู ส่วนนี้อยู่แล้วหรือเปล่า ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สรุปแล้วอันแรกที่ผมพูดไปนี้กับ อันนี้ไม่เหมือนกันอย่างไร เกษตรผสมผสานนี้กับสูตรการเรียนรู้ ๗.๑ ล้านบาท ซึ่งอันนี้เป็น งบ ๙๕ ล้านบาท ผมเข้าใจว่าหลาย ๆ ครั้งก็อยากมีภาพสวยงามเป็นงบแบบคล้าย ๆ โพรพากานดา (Propaganda) โฆษณาชวนเชื่อว่าเราช่วยประชาชนแล้ว เราทำอะไร นอกจากจับอาวุธ มันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) หรือเปล่าครับ🔗
ส่วนที่ ๒ ผมจะเรียกว่าเป็นส่วนของค่ายสร้างแต่นี้คือค่ายอาสาคือเหมือนไป สัมพันธ์ชุมชน ส่วนที่ ๒ ค่ายสร้างอันนี้เป็นมรดกของสงครามเย็น ก็เป็นโครงการที่เกี่ยวกับ การสร้างถนนหนทางต่าง ๆ การจัดหาแหล่งน ้า ซึ่งเป็นมรดกของสงครามเย็นที่แต่ก่อนนี้ ต้องตัดถนนไปตามชายแดนเพื่อไม่ให้คนเป็นคอมมิวนิสต์นำความเจริญเข้าไป ก็มีการสร้าง ถนนครับ ส่วนของสร้างถนนก็ชัดเจน สร้างถนนก็ไปเปิดดูในเฟซบุ๊ก (Facebook) ซ่อมถนน ทางลูกรังอะไรก็ว่าไป แต่น่าแปลกใจมากครับ ของบ ๗๑๓ ล้านบาท มา ๒ ปีแล้ว คือสร้าง อันเดิมหรืออย่างไร คือสร้างได้เท่านี้ทุกปีหรือว่าพอจะหาผู้รับเหมาที่คุยกันรู้เรื่องได้แค่นี้ อันที่ ๒ นี้จัดหาแหล่งน ้าผมก็ไปดูเอกสารที่กรรมาธิการให้มาก็มีพวกสร้างฝาย ประปาภูเขา อันนี้คือส่วนของค่ายสร้างเลยจริง ๆ แล้วไม่ต้องใช้กองทัพทำครับ เด็กมหาวิทยาลัยแต่ก่อน ผมเรียนมหาวิทยาลัยไปค่ายสร้างนี้ผมก็ทำครับ แต่ถ้ากองทัพอยากทำจริง ๆ ผมแนะนำ นะครับว่าให้ไปขอเปิดหมวกขอกล่องรับบริจาคที่อนุสาวรีย์ชัยเหมือนนิสิตนักศึกษา มหาวิทยาลัยทั่วไปก็ได้อย่างที่ผมเคยทำ เพราะงบจำนวน ๑,๓๓๐ ล้านบาทนี้ถือเป็น ๑ ใน ๓ ของกรมทรัพยากรน ้าแห่งชาติซึ่งมีหน้าที่โดยตรง มันเป็นไปได้อย่างไร ทำไมทหาร ต้องทำและถามจริง ๆ ว่าแล้วทหารรู้ได้อย่างไรว่าจะไปทำฝายที่ไหน จะไปทำน ้าที่ไหน ท้องถิ่นอย่างได้จริงหรือ หรือว่างบพวกนี้ขุดลอกคูคลองมันกินง่าย มันขุดไปแล้วไม่รู้หรอกว่า ลึกเท่าไร มันวัดยาก ก็กลายเป็นว่าผมเรียกว่าเป็นงบคลาสสิก (Classic) ที่ส่อทุจริตและกิน ได้ง่าย ควรเอางบพวกนี้ไปให้ อปท. ซึ่งเป็นองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีการเลือกตั้งมา จากประชาชน มีการตรวจสอบจากประชาชน แล้วมีขั้นตอนการตรวจสอบง่ายกว่า ไม่เป็นแดนสนธยา เหมือนในกองทัพอย่างที่ที่เรารู้ว่า เพราะทุกอย่างให้มาเป็นเอกสารลับตลอด ผมก็อยากว่า เป็นอย่างที่ท่านหัวหน้าพรรคของผมได้บอก คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าอันนี้เป็นส่วนที่เป็น ตัวอย่างสำคัญในการที่เราต้องรีดแก้ไขมัน แล้วเราต้องดัดกระดูก จัดกระดูกของรัฐไทยใหม่ โดยเริ่มจากกองทัพ กองทัพไทยเป็นรัฐซ้อนรัฐมานาน เข้าไปในกองทัพผมเติบโตใน โรงพยาบาลค่ายทหารในนั้นก็มีทุกอย่าง เรียกว่ากองทัพแยกเป็นอีกหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม มีทุกอย่าง ถ้าเราลดตรงนี้ แล้วกองทัพมีหน้าที่ปกป้องเกียรติภูมิ แล้วก็อธิปไตย ของประเทศจริง ๆ ผมว่าวันนั้นไม่มีใครมาว่าประเทศได้ มาว่าทหารได้ แล้วก็จะเป็น ความภูมิใจของเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ รวมถึงวงศ์ตระกูลผมที่ได้รับใช้กองทัพมาอย่างยาวนาน ทุกรุ่น ขอบคุณมากครับ🔗
เชิญท่าน ต่อไปท่านเบญจาครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ดิฉันได้ขอ แปรญัตติตัดลดงบประมาณในมาตรา ๘ ของกระทรวงกลาโหมลง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดิฉัน จะขออภิปรายถึงเหตุผลในการขอปรับลดใน ๓ ประเด็นด้วยกัน ประเด็นที่ ๑ ในส่วนของ งบประมาณ ขอสไลด์ (Slide) ค่ะ🔗
งบประมาณก่อสร้างอาคาร ก่อสร้างที่พักอาศัยพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ในพื้นที่บริเวณประชาชื่น ระยะที่ ๑ มีระยะเวลาดำเนินการก่อสร้างทั้งหมด ๕ ปี นับตั้งแต่ ปี ๒๕๖๓ จนถึงปี ๒๕๖๗ ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ ๙๔๓ ล้านบาท แล้วนับจนถึง เดือนมิถุนายนปี ๒๕๖๔ มีการเบิกจ่ายจริงไปได้เพียงแค่ ๑๔๑ ล้านบาท หรือคิดเป็นแค่ ๖๘ เปอร์เซ็นต์จะเห็นว่าการเบิกจ่ายล้มเหลวและไม่ตรงเป้า แต่เมื่อดิฉันพิจารณาดูจาก เอกสารปรับลดก็เข้าใจได้ เนื่องจากโครงการนี้ในชั้นคณะอนุกรรมาธิการได้ปรับลดงบลงไป ๒๕ ล้านบาท แต่ไม่ได้มีแค่โครงการนี้ ท่านประธานคะ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมยังมี อีกโครงการที่ชื่อว่าโครงการก่อสร้างอาคารพักอาศัยพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกของ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมบริเวณพื้นที่บางจาก ซึ่งระยะเวลาการดำเนินการก่อสร้าง โครงการนี้มีระยะเวลา ๔ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๖ ภายใต้กรอบวงเงิน ๙๔๓ ล้านบาท ซึ่งราคาใกล้เคียงกับโครงการแรก และในปี ๒๕๖๔ ก็มีการเบิกจ่ายจริงไปได้แค่ ๑๕๕ ล้านบาท เท่ากับเบิกจ่ายไป ๗๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีปัญหาการเบิกจ่ายจริงที่ล่าช้าไม่ตรงเป้าเช่นกัน ไม่ใช่แค่นั้นค่ะท่านประธาน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมยังมีโครงการก่อสร้างลักษณะ เช่นนี้อีกหลายโครงการ มาดูอีกโครงการหนึ่งค่ะ โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยพร้อม สิ่งอำนวยความสะดวกของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมบริเวณประชาชื่น ระยะที่ ๒ ซึ่งมีระยะเวลาการดำเนินการก่อสร้าง ๔ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ จนถึงปี ๒๕๖๗ ภายใต้กรอบ วงเงิน ๙๔๘ ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้ตั้งของบประมาณมาปี ๒๕๖๔ นับจนถึงเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา มีการเบิกจ่ายจริงไปแล้ว ๐ บาท นั่นคือไม่มีการเบิกจ่ายเลย สถานะก็ยัง ไม่มีการลงนามใด ๆ ปีที่แล้วก็เบิกจ่ายไม่ได้ แล้วเหตุใดงบประมาณโครงการนี้จึงไม่มี การปรับลด ในขณะที่โครงการอื่นมีการปรับลด จึงอยากถามกรรมาธิการว่าท่านมีวิธีการ พิจารณาอย่างไรและมาตรฐานของการพิจารณาอยู่ที่ตรงไหน ทีนี้มาดูอีกหนึ่งโครงการ ที่มีชื่อโครงการก่อสร้างว่า โครงการอาคารที่พักอาศัยข้าราชบริพาร เป็นข้าราชบริพาร ในพระองค์ เป็นโครงการที่พักอาศัยสูง ๑๓ ชั้น จำนวน ๑๗๕ ห้อง พร้อมที่จอดรถ ตั้งอยู่ที่ ถนนอู่ทองนอก โครงการนี้ขอจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยให้กับข้าราชบริพาร และครอบครัวภายใต้สังกัดส่วนราชการในพระองค์ โครงการนี้ตั้งงบมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ จนถึง ปี ๒๕๖๕ ภายใต้กรอบวงเงินพร้อมค่าที่ปรึกษา ๖๔๒ ล้านบาท มีระยะเวลาการดำเนินการ ก่อสร้าง ๔ ปี ดำเนินการมาเป็นปีที่ ๓ แล้วแต่กลับเบิกจ่ายไปแค่ ๕๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และงบประมาณก็ไม่ถูกปรับลดแม้แต่บาทเดียวนี่หมายความว่าบาทเดียวก็ยังตัดไม่ได้เลย ในขณะที่โครงการลักษณะเดียวกันหลาย ๆ โครงการถูกปรับลด แต่ว่างบประมาณโครงการนี้ กลับไม่ถูกปรับลดแต่อย่างใด ท่านประธานคะ ดิฉันต้องขอคำตอบจากกรรมาธิการค่ะ ขอให้ท่านช่วยชี้แจงว่าท่านมี มาตรฐานในการพิจารณาอย่างไร นอกจากจะไม่ปรับลดแม้แต่บาทเดียวแล้ว โครงการนี้ยังมี ความเคลือบแคลงน่าสงสัยมากว่าเหตุใดโครงการนี้ยังเป็นภารกิจของสำนักงาน ปลัดกระทรวงกลาโหม ทำไมจึงไม่โอนย้ายไปเป็นภารกิจของส่วนราชการในพระองค์ ทั้งที่โครงการไม่ได้เป็นสวัสดิการสำหรับบุคลากรในกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด ซึ่งดิฉันก็ได้ ทราบมาว่ากรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลได้มีการตั้งคำถามต่อปลัดกระทรวง กลาโหมในห้องกรรมาธิการ ซึ่งปรากฏว่าคำชี้แจงของปลัดกระทรวงกลาโหมชี้แจงว่า โครงการนี้เริ่มต้นมาก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เช่นนั้นค่ะท่านประธาน ถ้าย้อนกลับไปดูเราจะเห็นว่า โครงการนี้เริ่มต้นขอจัดสรรงบประมาณเข้ามาปี ๒๕๖๒ นั่นหมายความว่าข้อมูล ที่ปลัดกระทรวงกลาโหมให้ต่อกรรมาธิการเป็นข้อมูลที่เป็นเท็จ คล้ายกับอีกโครงการหนึ่งคือ โครงการที่เป็นงบถวายความปลอดภัย ซึ่งถ้าเราจำกันได้ พ.ร.บ. จัดระเบียบบริหารราชการ ในพระองค์กำหนดให้ถ่ายโอนหน้าที่ด้านการถวายความปลอดภัย ทั้งด้านภารกิจกำลังพลไป ไว้ในส่วนราชการในพระองค์แล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับยังมีการตั้งงบประมาณในส่วนนี้อยู่ใน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ๑,๒๙๖ ล้านบาท ดิฉันได้สอบถามในชั้นอนุกรรมาธิการ ได้รับคำตอบว่างบถวายความปลอดภัยตั้งมาเป็นค่าก่อสร้าง ค่าอุปกรณ์ ค่าเสื้อผ้า ค่าฝึกกำลังพล ซึ่งว่ากันตามตรงแล้วก็ไม่ใช่การตั้งงบที่เกี่ยวกับชื่อโครงการเลย ไม่เกี่ยวกับ การถวายความปลอดภัยแต่อย่างใดเลย และนี่ถือเป็นการแอบอ้างหรือไม่คะ ดังนั้นดิฉัน ก็ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมที่อาจจะนั่งอยู่ด้านหลังช่วยส่งคำชี้แจงให้ กรรมาธิการช่วยตอบข้อสงสัยนี้ต่อพี่น้องประชาชนด้วยว่าเหตุใดโครงการก่อสร้างอาคาร ที่พักอาศัยข้าราชบริพารในพระองค์ ทำไมโครงการนี้ยังอยู่ในภารกิจของสำนักงาน ปลัดกระทรวงกลาโหม ทำไมจึงไม่โอนย้ายการก่อสร้างนี้ไปเป็นภารกิจของส่วนราชการ ในพระองค์ และดิฉันขอตัดงบประมาณในโครงการนี้ที่เป็นโครงการก่อสร้างอาคาร ๔ อาคารนี้ ลงทั้งหมด ๓๐๐ ล้านบาทค่ะ🔗
ในส่วนของประเด็นที่ ๒ งบประมาณสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ขอจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ในขณะที่ทุกหน่วยงานปรับลดงบประมาณลง แต่ทราบไหมว่าหน่วยงานปลัดกระทรวง กลาโหมขอจัดสรรงบประมาณเดินทางไปต่างประเทศ ในปี ๒๕๖๓ ท่านขอเบิกเข้ามา ๑๐๑ ล้านบาท แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด (COVID) เมื่อสิ้นปีงบประมาณท่านเบิกจ่ายไป ๕๓ ล้านบาท ในส่วนปี ๒๕๖๔ โควิด (COVID) ยังระบาดหนัก ท่านยังขอจัดสรรงบประมาณ เข้ามา ๔๐ ล้านบาท และนับจนถึงวันที่ ๙ กรกฎาคมก็มีการเบิกจ่ายจริงไปได้ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือคิดเพียงแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น พอมาถึงปีนี้ท่านยังสอดไส้ เข้ามาอีก ๒๐ ล้านบาท ดิฉันจึงขอปรับลดงบประมาณเดินทางต่างประเทศนี้ทั้งก้อน ๒๐ ล้านบาทค่ะ🔗
ประเด็นสุดท้ายประเด็นที่ ๓ ในส่วนงบประมาณของกองทัพบกก็เช่นกัน กองทัพบกขอจัดสรรงบประมาณเข้ามา ๒ โครงการที่เกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศ ชื่อโครงการว่า โครงการพัฒนาเสริมสร้างความสัมพันธ์และร่วมมือทางทหาร โครงการนี้ ขอตั้งเข้ามาในปี ๒๕๖๔ ๑๗ ล้านบาท มีการเบิกจ่ายจริง ๐ บาท ก็คือไม่มีการเบิกจ่าย แม้แต่บาทเดียว ปีนี้ยังขอจัดสรรมาอีก ๘.๘ ล้านบาท อีกโครงการหนึ่ง ก็คือ โครงการ ความร่วมมือด้านความมั่นคงในกรอบอาเซียน (ASEAN) โครงการนี้ตั้งของบประมาณ ในปี ๒๕๖๔ จำนวน ๒๒ ล้านบาท มีการเบิกจ่ายจริงไปได้ ๒๗๐,๐๐๐ บาท หรือคิดเป็นแค่ ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ และปีนี้ก็ยังจะขอจัดสรรเข้ามาอีก ๑๑.๒ ล้านบาท ท่านประธานคะ ในสถานการณ์เช่นนี้ทั่วโลกเองได้รับผลกระทบอย่างหนัก งบประมาณถูกปรับลด ประชาชน ทั้งประเทศดำรงชีวิตอยู่ด้วยความยากแค้นแสนสาหัส งบประมาณทุกบาทจะต้องใช้เพื่อให้ เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน กระทรวงกลาโหมนอกจากจะไม่จัดลำดับ ความสำคัญของงบประมาณแล้ว ยังขอจัดสรรงบประมาณแบบซ ้าเติมความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนด้วย ดังนั้นดิฉันจึงขอปรับลดงบเดินทางต่างประเทศทั้งหมดของทั้ง ๒ หน่วยงานออกไปทั้งหมดเลย และขอคำชี้แจงจากการกรรมาธิการด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่านวิโรจน์ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานที่เคารพ ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ในส่วนของกระทรวงกลาโหม พอเข้าไปดูในรายละเอียดในการจัดซื้อชุดเครื่องสนามของ กองทัพบก ตรงนี้สำคัญมากครับท่านประธาน เพราะถ้าเกิดเราดูในรายละเอียดราคากลาง ที่วางเอาไว้นี้สูงเกือบ ๑๕,๐๐๐ บาท คือ ๑๔,๘๕๘ บาท ตามสามัญสำนึกของทุกคนก็คือว่า เจ้าชุดเครื่องสนามนี้ที่จะมีการจัดซื้อแบบรวมแพ็ก (Pack) ๑๒ รายการมันมีอะไรบ้าง วันนี้ ผมจะชวนท่านประธาน แล้วก็ประชาชนทุกคนที่ติดตามดูอยู่นะครับ เราไปช้อปปิง (Shopping) กันเถอะครับ ไปดูกันทีละรายการ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
และมาดูรายการแรก ๑๒ รายการ มีอะไรบ้าง รายการที่ ๑ เสื้อกันฝน ผมไปเสิร์ช (Search) จากในร้านค้า ออนไลน์ (Online) ยี่ห้อหนึ่ง เลิฟชอปปิง (Love Shopping) โหลดช้อปปี้ (Load Shopee) เสื้อกันฝนลายพลาง ๑๘๙ บาท มาที่เป้สนามเล็ก มีสกรีน (Screen) ทบ. ด้วย ๔๔๐ บาท กระเป๋าเอนกประสงค์ ๓๕๐ บาท ผมไม่ได้ซื้อตัวที่ถูกที่สุดนะครับ ผมซื้อตัวทั่วไป กระเป๋าใส่ ซองกระสุน ๑๔๙ บาท ผมก็ซื้อตามรายการ ๑๒ รายการนี้ ถุงผ้าสนาม ๔๔๐ บาท กระโจมบุคคลหรือเต็นท์ทหาร คราวนี้ผมไปลาซาด้า (Lazada) บ้างนะครับ เอฟฟอร์ตเลส ชอปปิง (Effortless Shopping) เหลือ ๑,๕๓๐ บาท เดี๋ยวจะหาว่าผมผูกขาดนะครับ เต็นท์อย่างดี ๑,๕๓๐ บาท กระติกน ้า ทบ. มาเป็นกะตั้กเลย ๓๑๐ บาทเท่านั้น มาที่เข็มขัดสนาม ประชาชนทางบ้านสามารถส่องคิวอาร์โค้ด (QR Code) ไปดูกันสด ๆ สั่งซื้อกันได้เดี๋ยวนี้เลย เข็มขัดสนาม ๔๕๐ บาทครับท่านประธาน ต่อเลยครับ พลั่วสนาม ไม่รู้ว่าอาจจะขุดไปได้ถึงแกนโลก ราคาที่ลาซาด้า (Lazada) ๕๙๐ บาท สายโยงเข็มขัดสนาม ๕๕๐ บาท หม้อสนามที่เอาไว้หุงข้าว ๖๕๐ บาทอย่างดี แล้วก็เป้หลังครบชุดเลยนะครับ ๙๖๙ บาท ทั้งหมดนี้ ๑๒ รายนะครับ ๑๒ รายการมีกระเป๋าใส่ซองกระสุนในรายการ คือซื้อ ๒ ชุด ผมมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งครับ ซื้ออย่างละ ๑ เอามารวมแพ็ก (Pack) ท่านประธาน ๖,๗๗๕ บาท แต่ราคากลางที่กองทัพบกตั้งเอาไว้อยู่ที่ชุดละ ๑๔,๘๕๘ บาท แต่ท่านประธานสบายใจได้อย่างหนึ่ง ชุดเครื่องสนามนี้ ดันไม่มีกางเกงในแล้ว ผมก็ตกใจว่า ซื้อชุดเครื่องสนาม แต่ไม่ใส่กางเกงในสภาพการฝึกมันจะเป็นอย่างไร แต่เอาเถอะครับตรงนั้น เราไม่ว่ากัน ถ้าไม่อยากจะใส่กางเกงในแล้วก็ไม่ต้องใส่ ปีที่แล้วผมถามว่าตกลงเอาไว้ใส่ หรือเอาไว้กินก็ยังไม่ได้รับคำตอบ เอาเป็นว่าชุดราคากลางนี้ชาวบ้านปุถุชนทั่วไปซื้อได้ ในราคา ๖,๗๗๕ บาท แต่กองทัพบกตั้งราคากลางเอาไว้ที่ ๑๔,๘๕๘ บาท และจัดซื้อถึง ๒,๔๒๙ ชุด กองทัพบกก็เลยเอามาตั้งงบประมาณไว้ที่ ๓๖ ล้านบาท ผมย ้านะครับ มนุษย์ ทั่วไปซื้อ จ่ายเงินนะครับ ค่าชุดละ ๖,๗๗๕ ซื้อ ๒,๔๒๙ ชุด ยังไม่คิดว่าต้องต่อรองราคาได้ เพราะซื้อ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท ปกติต่อรองได้แล้วครับท่านประธาน ใช้เงินแค่ ๑๖.๕ ล้านบาท เท่านั้น แต่ตั้งงบไว้ถึง ๓๖ ล้านบาท ผมต้องชวนกองทัพบกเข้าโครงการ ชอปดีมีคืนของ รัฐบาล เพราะถ้าเป็นอย่างนี้นะ ปล่อยให้ซื้ออย่างนี้ มันอาจจะไม่ใช่ชอปดีมีคืน อาจจะเป็น ชอปดีมีทอน และถ้ายังให้ชอป (Shop) อย่างนี้อาจจะเป็นถึงชอป (Shop) มั่วมีคุก ดังนั้น ชอปดีมีคืน คืนให้ใคร คืนให้กับประชาชนด้วยการปรับลดงบประมาณลงมาเยี่ยงปุถุชนคน หนึ่งที่สามารถซื้อได้ จากงบประมาณ ๓๖ ล้านบาท ก็ให้เหลือเพียงแค่ ๑๖.๕ ล้านบาท ก็พอแล้ว และขอปรับลดงบประมาณลง ๑๙.๖ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ กราบเรียนไปยังท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็ใน ฐานะที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย ท่านประธานครับ ตอนนี้ ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสขนาดไหน ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีแม้ว่าจะเวิร์ก ฟรอม โฮม (Work From Home) อยู่ ผมก็คิดว่าท่านคงรับรู้ มีเด็กกี่คนที่ต้องกำพร้าที่สูญเสียพ่อแม่ จากโควิด (COVID) มีกี่คนที่เขาต้องสูญเสียโอกาสที่จะไม่ได้เจอพ่อแม่เขาอีก เพราะพ่อแม่ เขาได้จากไปด้วยโควิด (COVID) ประชาชนที่ต้องหาเตียง รอยา บางคนที่ยังอยู่ในนี้ แล้วข้างนอกสภานี้ไม่ได้สบายใจนะครับ คือรอติดครับ รอติดแล้วก็รอเตียงครับ พอรอเตียง ก็รอยา พอรอยาก็รอตาย พอรอตายแล้วยังต้องรอเตาอีก ผมว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการที่สุด ในวันนี้คือสามัญสำนึกในการใช้จ่ายงบประมาณจากกองทัพ จากกระทรวงกลาโหม ซึ่งวันนี้ ประชาชนไม่ได้เห็นตรงนั้นเลย อย่าเอางบประมาณของประชาชนไปผลาญด้วยการเอาน ้ายา มาพ่นตามโขดหินเพื่อสร้างภาพเลยครับ มันไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน ปรับลด งบประมาณที่ไม่จำเป็นครับ ชุดเครื่องสนามแบบนี้ผมตั้งคำถามทันทีว่านี่มันชุดเครื่องสนาม หรือว่าเครื่องสวาปามกันแน่ แล้วมันไม่ควรจะเรียกว่าชุดเครื่องสนามด้วยครับท่านประธาน มันควรจะถูกเรียกว่าชุดจาน ชาม ช้อน ส้อม ตะเกียบ เพราะดูเหมือนว่าจะไม่ได้เอาไว้ฝึก แต่ดูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเอาไว้กิน ดังนั้นขอปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ ๑๙.๖ ล้านบาท ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านจิรัฏฐ์ครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ มาตรา ๘ งบประมาณของกระทรวงกลาโหม ผมขอปรับลดอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เนื่องจากว่ามีหลายอย่างที่ปรับลดได้ แล้วก็จริง ๆ การพูดถึงงบของกองทัพก็ไม่รู้จะพูด ในมุมไหนครับ ผมก็เลยจะตอบคำถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ชัยชาญ ช้างมงคล มากกว่าว่าที่ท่านชี้แจงในวันที่เราอภิปรายในวาระที่ ๑ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ🔗
ท่านเริ่มด้วยการชี้แจงเรื่องของ ผลงานเหมือนกับทุกหน่วยงานของกองทัพเลยครับ ที่เข้ามาชี้แจงในกรรมาธิการก็จะมีตัดผม ให้ประชาชน ซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร แจกข้าวกล่อง ทำสารพัดนะครับ จัดกำลังพล บริจาคโลหิต ซื้อผลผลิตไปจำหน่าย รถครัวสนาม แล้วก็มีกิจกรรมเทิดทูนสถาบัน ๖๖ ครั้ง สป. ใช้เงินไป ๒๒ ล้านบาท ตกครั้งละ ๒ ล้านบาท ถวายความปลอดภัย อันนี้ไม่มาเป็นครั้งครับ อันนี้มาเป็นเปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑,๒๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นฟิกซ์คอสต์ (Fix cost) เลย ทหารบกจัดกิจกรรมเทิดทูนตั้งเป้าไว้ ๖๖๕ ครั้ง ทำได้ ๕๙๕ ครั้ง เมื่อปีที่แล้วใช้เงินทั้งหมด ๒๘๕ ล้านบาท ๕๙๕ ครั้ง นี่ทำวันละ ๒ ครั้งเลย ๒ กิจกรรมต่อวัน ถวายความปลอดภัยอีก ๑,๒๐๐ ล้านบาทเหมือนกันเลย แล้วก็ทุกหน่วยงานไม่ว่าจะตำรวจก็ถวายความปลอดภัย เหมือนกัน เวลามีพระราชดำเนินทีก็น่าจะไปชนทุกหน่วยงานผมคิดว่าอย่างนั้น ต่อไปท่านก็ ไปบอกเรื่องงบประมาณมาบอกว่าท่านถูกตัดลดลงตั้งเยอะเหลือแค่ ๒๑๔,๐๐๐ ล้านบาทเอง ท่านอย่าลืมนะครับ ท่านมีอยู่แค่ ๔-๕ หน่วยงานเองในหน่วยท่าน สำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อสักครู่ ๒๗ หน่วยงานย่อย นี่ กอ.รมน. ก็ไม่ได้ไปอยู่กับท่าน ศรชล. ก็ไม่ได้ไปอยู่กับท่าน ต่อไป ท่านบอกว่า ท่านผลิตยางรถยนต์ได้เอง ๑๖,๖๐๐ เส้นต่อปี จริงหรือครับ ของท่านนี้ ผลิตเองแล้วซื้อทำไมละครับ ปีนี้ท่านซื้ออีกพันกว่าเส้นนะครับ แล้วถ้าไปดูของ ปี ๒๕๖๔ ท่านซื้อยางรถยนต์ ๖,๖๗๐ เส้น ทำไมภาพไม่มาครับ ภารกิจกองทัพสรุปต้องใช้รถ กี่คัน ถ้าเกิดเอา ๑๖,๖๐๐ เส้น มาหาร ๔ เท่ากับ ๔,๐๐๐ กว่าคันเลยนะครับภารกิจของท่าน แล้วผลิตเองได้ซื้อทำไม จ้างผลิตโครงยางรถยนต์สำเร็จรูปหรือว่ากรีนไทร์ (Green Tires) พูดง่าย ๆ ก็คือท่านซื้อยางรถยนต์ที่เกือบจะผลิตร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วมา แล้วก็มาแค่อบแล้วก็ บอกว่าผลิตเอง ทั้ง ๆ ที่ถ้าท่านซื้อแบบสำเร็จรูปพร้อมใช้ถูกกว่าซื้อเยอะก็ยิ่งถูกขึ้นด้วย มีประกัน มีมาตรฐานรองรับแถมเสริมใยเหล็กด้วยนะครับ ที่ท่านผลิตกันนี่ไม่เสริมใยเหล็ก นะครับ รง.ซย. กรซท. ศซส. สพ.ทบ. อะไรนี่ไม่มีใยเหล็กนะครับ🔗
โครงการต่อไปท่านพัฒนาปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง คือถ้าดูจากรูปก็เป็น ปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่กับพื้นมีล้อท่านต้องใช้รถ ๖ ล้อ ในการเคลื่อนย้ายท่านก็อยากที่จะเอาไปไว้ บนหลังรถ ๖ ล้ออีกทีหนึ่ง ก็ใช้งบมหาศาล ๕๖๒ ล้านบาท กับ ๘๘๖ ล้านบาท สำหรับ ๒ ขนาด นี่คือสิ่งที่ผมให้ความสำคัญแล้วก็ไม่อยากจะปล่อยผ่านถึงแม้ราคามันน้อยนิด นะครับ แต่กองทัพซื้อโต๊ะทำงานกับเก้าอี้แบ่งชนชั้นเยอะมากจริง ๆ ระดับอธิบดี ระดับกอง ระดับเจ้าหน้าที่ ระดับแผนก ระดับฝ่าย ระดับเขียนแบบ ระดับวางเอกสาร ระดับนักเรียน ระดับประชุม ระดับคอมพิวเตอร์ ชนชั้นเยอะจริง ๆ ผมไม่รู้ว่าถ้าท่านแบ่งชนชั้นมีทัศนคติ แบบนี้แล้วจะทำงานกับประชาชนอย่างไร กองทัพซื้อคอมพิวเตอร์ปีนี้ ๑,๖๗๑ เครื่อง แบบมี ระบบ มีซอฟต์แวร์ (Software) ของแท้ครบชุด แอนตี้ไวรัส (Anti Virus) อย่างดี ปีนี้ซื้อแอร์คอนดิชัน (Air Condition) อีก ๓๘๖ เครื่อง แต่กองทัพบกไม่มีเงินจ่ายค่าไฟครับ ต้องโอนงบประมาณที่สภาอนุมัติให้ไปทำอย่างอื่นแล้วก็ไปจ่ายค่าไฟ ๖๕ ล้านบาท เมื่อปีที่แล้ว ปีที่แล้วทางกองทัพซื้อเครื่องตัดหญ้าไป ๔๒๐ เครื่อง ปีนี้ซื้ออีก ๓๖๘ เครื่อง แล้วก็ไม่มีแผนที่จะจัดการที่ดินของตัวเองที่มันไม่รู้กี่ล้านไร่ เยอะแยะไปหมด โต๊ะหมู่บูชา อันนี้ไม่ใช่แค่กองทัพ จริง ๆ ซื้อทุกหน่วยงานในประเทศนี้ โต๊ะหมู่บูชา ต่อด้วยแตรทหารครับ กองทัพจะซื้อแตร ๓๕๐ ตัว ตัวละ ๒๒,๕๐๐ บาท ผมได้ราคาตลาดมา ๒,๕๐๐ บาทครับ เป็นของไต้หวัน ชุบทอง มีฮาร์ดเคส (Hard Case) ด้วย ของท่านมีแต่แตร ไม่มีกระเป๋ามาให้ ด้วย แพงกว่า ถ้าเราซื้อราคาตลาดเราจะประหยัดเงินไปได้ ๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท เครื่องฟอก อากาศท่านซื้อจากบริษัทที่ค้าไม้ด้วยซ ้า กองทัพก็จะซื้อตั้ง ๘๐๐ เครื่องในสถานการณ์โควิด (COVID) แบบนี้ เครื่องละ ๒๒,๕๐๐ บาท ถ้าท่านเดินไปพาวเวอร์บาย (Power Buy) ท่านควักเงินแค่ ๑๑,๙๐๐ บาท ประหยัดกว่าเครื่องละ ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านประหยัดเงิน ไปได้ ๘,๔๐๐,๐๐๐ บาท รถยกกันระเบิดราคาสูงกว่าราคากลางอีก ๒ ล้านกว่าบาทต่อคัน ซึ่งท่านซื้อเยอะมาก ๆ โฟคลิฟต์ (Forklift) ตัวนี้ ท่านประธานครับ สภาวะที่ท่านบอกว่า ท่านพยายามที่จะเซฟ (Save) งบประมาณแล้ว ท่านเลือกสิ่งที่จำเป็นแล้ว มาดูว่าทูตทหาร ของท่านจะซื้ออะไรบ้างนะครับ พรมครับ รวม ๆ ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ม่าน เครื่องชง กาแฟ ตู้เก็บรองเท้า ชุดเครื่องเสียงห้องรับรอง ตู้โชว์ชุดรับแขก ๘๕,๐๐๐ บาท บิลต์อิน (Built In) ห้องครัว แจกันพร้อมดอกไม้ จัดสวนอีก ๑๗๐,๐๐๐ บาท ลู่วิ่งอยู่กับที่ เก้าอี้นวด ไฟฟ้า เครื่องย่อยเศษอาหาร เครื่องล้างจานอัตโนมัติ หม้อทอดไร้น ้ามัน เครื่องฟอกอากาศ ในรถ โต๊ะบาร์เหล้า ตู้แช่ไวน์ (Wine) หลากหลายขนาด เครื่องคั้นน ้าผลไม้แบบแยกกาก เครื่องปั่นน ้าผลไม้ระบบสุญญากาศ ทีวีขนาดเล็ก ๔๙ นิ้ว ใหญ่สุดก็คือ ๖๕ นิ้ว ไอโฟน ๑๒ แมกซ์โปร (iPhone12 Max pro) ซัมซุงกาแลคซี่โน้ต (Samsung Galaxy Note) แมคบุคแอร์ (MacBook Air) แมคบุคเอ็มวัน (MacBook M1) ซึ่งเบิกได้ทุกอย่าง อะไรก็เบิกได้หมด ดีจริง ๆ ผมก็สงสัยครับท่านประธาน ด้วยเวลาผมเหลืออีก ๑ นาที สงสัยว่าทำไมกองทัพต้องซื้อของแพงขนาดนี้ ด้วยความที่ผมจบศิลปะมาเลยเข้าใจว่างาน ศิลปะมันจะแพง มาดูงานศิลปะกองทัพกันครับเป็นอย่างไร นี่คือใบเสนอราคาที่ตัดแล้วก็ แปะเป็นงานคอลลาจ (Collage) ที่ใช้โฟโต้ชอพ (Photoshop) ในการตัดทั้งลายเซ็นแล้วก็ ตราประทับ นี่ก็เช่นกันบริษัทเดียวกัน เซ็นที่เดียวกันเป๊ะ ประทับตราที่เดียวกันเป๊ะทุกใบ ใบเสนอราคาที่เอามาให้สภาเป็นคนพิจารณา นี่ก็อีก ๑ บริษัท นี่อีก ๑ บริษัทครับ ๕,๘๐๐,๐๐๐ บาท ลายเซ็นตัดแปะเกือบทั้งหมดครับ แล้วยอดรวมเยอะนะครับ ๕,๖๐๐,๐๐๐ บาท ๘ ล้านบาทบ้าง ๙ ล้านบาท ๓๐ ล้านบาท ๕๐ ล้านบาท บริษัทนี้ ๒๒ ล้านบาท ๓ รายการตัดแปะหมด แล้วทุกรายการที่เสนอมานี่เขียนมาบรรทัดเดียว ท่านกล้าซื้อได้อย่างไรครับ ผมถามจริง ๆ อันนี้คือการพยายามเซ็นครับ เพราะมันเซ็น อย่างไรก็ไม่เหมือน อันนี้เข้าไปใหญ่ครับ อันนี้พยายามสุด ๆ แล้วที่จะเซ็นให้เหมือน มันไม่เหมือนครับ มันคนละคนชัด ๆ คือเซ็นชื่อเหมือนไม่อยากขายของก็มีครับ คือพิมพ์มา เสนอราคา ๔๔ ล้านบาท ท่านกล้าซื้อของเขาหรือครับถามจริง ๆ นี่แตรทหารเมื่อสักครู่ครับ ตัวหนังสือเดียวกัน แพตเทิร์น (Pattern) เดียวกัน ฟอนต์ (Font) เดียวกัน ๒ บริษัท ผมไม่อยากพาดพิงบุคคลที่สาม แต่ผมเชื่อว่าบุคคลที่สามไม่ได้ทำอันนี้ ก็ต้องฝากสภานะครับ ว่ากรรมาธิการก็ปล่อยเรื่องพวกนี้ผ่านมาง่าย ๆ ผมก็พยายามที่จะเสนอแล้วให้ตัด หรือว่า ให้ถามความชัดเจนว่าทำไมถึงไม่โปร่งใสแบบนี้ ทำไมถึงเอาใบเสนอราคาที่ไม่มีความเชื่อถือ มาให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ผมก็ไม่เข้าใจว่ามันผ่านมาได้อย่างไรถึงตรงนี้ แต่ว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้ตัดตรงนี้ออกให้หมด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านพิจารณ์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตอภิปรายมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม ขอสไลด์ (Slide) เลยครับฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมจะยก ๑ โครงการขึ้นมานะครับ คือชื่อโครงการว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนส่งกำลัง บำรุงและซ่อมบำรุงและผลิตเพื่อแจกจ่าย ท่านประธานครับ โครงการนี้เป็นโครงการที่มี อยู่ในทั้ง ๓ เหล่าทัพ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศ ในเอกสารชี้แจงขาวคาดแดงครับมาบรรทัดเดียว กองทัพบก ๓,๖๐๐ ล้านบาท กองทัพเรือ ๔,๐๐๐ ล้านบาท กองทัพอากาศ ๗,๗๐๐ ล้านบาท ในเอกสารชั้นอนุกรรมาธิการก็ยังคง ชี้แจงมาบรรทัดเดียวครับท่านประธานคือภายใต้ชื่อโครงการนี้และหลังจากที่ผมได้เรียน สอบถามทางหน่วยงานเราก็ทราบว่ามันจะเป็นค่าใช้จ่ายที่มีความหลากหลายมาก ในรายละเอียด แล้วก็เอาไว้ใช้เพื่อการสนับสนุนกำลังพลต่าง ๆ กำลังบำรุงต่าง ๆ ของกองทัพ แต่ปัญหามันคืออะไรครับ คืออัตราการเบิกจ่ายมันต ่าเตี้ยเรี่ยดินครับ ท่านประธาน ในปี ๒๕๖๓ กองทัพบกเบิกจ่ายได้เพียงแค่ ๗๔ เปอร์เซ็นต์ กองทัพเรือทำได้แค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ กองทัพอากาศทำได้เพียงแค่ ๖๓ เปอร์เซ็นต์ นี่คือจบปีงบประมาณ ไปแล้วนะครับ ในปี ๒๕๖๔ ยังไม่ได้จบปีงบประมาณแต่ทั้ง ๓ เหล่าทัพก็ทำได้โดยเฉลี่ยแล้ว เพียงแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ว่าในปี ๒๕๖๕ ก็ยังคงของบประมาณมา ในยอดเงินเท่าเดิม ผมคิดว่าการเบิกจ่ายที่ไร้ประสิทธิภาพแบบนี้ควรจะต้องแก้ไข ควรจะต้อง มีการวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้รัดกุมเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณได้มากกว่านี้ ดังนั้นภายใต้โครงการนี้ของทั้ง ๓ เหล่าทัพ ผมเสนอปรับลดลง ๓,๖๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธาน ต้องเรียนย ้าครับว่าในเมื่อไม่มีการวางแผนที่ดีพอเบิกจ่ายได้ไม่เป็นไปตามเป้า และการชี้แจงก็น้อยนิดเพียงแค่บรรทัดเดียว ต้องเรียนว่างบประมาณระดับนี้ยังเป็น งบประมาณที่สูงกว่าหน่วยงานบางหน่วยงานหรือกระทรวงทั้งกระทรวงด้วยซ ้าไป เหตุผล ที่ผมจะต้องปรับลดโครงการนี้เป็นพิเศษนี้เป็นพิเศษ เพราะอะไรครับ เพราะว่าภายใต้ โครงการนี้ที่มีการเบิกจ่ายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ปรากฏว่าในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ กองทัพเรือได้นำเงินบางส่วนที่เบิกจ่ายไม่ได้ไปโอนเปลี่ยนแปลงระหว่างปีผ่านการรับรอง หรืออนุมัติของผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ แล้วก็ไปซื้อยานเกราะโจมตีสะเทินน ้าสะเทินบก ๓ ลำ มูลค่ารวมประมาณ ๔๐๐ ล้านบาท ซึ่งต้องเรียนย ้าว่าโครงการนี้ไม่ได้ถูกนำเข้า พิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นยืนยันครับว่าจะต้องปรับลด ๓,๖๐๐ ล้านบาท สำหรับ โครงการนี้เป็นโครงการที่มีความน่าเคลือบแคลงสงสัยเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน คือโครงการจัดหาเรือสนับสนุนเรือดำน ้า เรียกสั้น ๆ ว่าเรือ แอลพีดี (LPD) ชื่อสนับสนุน เรือดำน ้าครับ แต่ทำไมน่าเคลือบแคลงครับท่านประธาน ผมตรวจสอบมาแล้วครับว่าในโลก ใบนี้ไม่มีประเทศไหนใช้เรือรุ่นนี้มาสนับสนุนเรือดำน ้าครับ แม้แต่ประเทศจีนที่เขาผลิตเอง แม้แต่ประเทศจีนที่ขายเรือดำน ้า รุ่นเอส ๒๖ที (S26T) ให้เราเขายังไม่ใช้เรือรุ่นนี้มา สนับสนุนเรือดำน ้าเลยครับ ดังนั้นผมตั้งข้อสังเกตว่าแท้จริงแล้วเรือลำนี้อาจจะไม่ได้ซื้อมา เพื่อสนับสนุนเรือดำน ้า แต่เติมชื่อเข้าไปว่าสนับสนุนเรือดำน ้าจะได้ผ่านงบประมาณง่าย หน่อยครับท่านประธาน เพราะว่าเมื่อเรือดำน ้าซื้อมาแล้วก็มีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องซื้อ เรือแอลพีดี (LPD) ต่อ ผมมีข้อมูลแบบนี้ครับท่านประธาน เรือดำน ้ายาว ๗๘ เมตร ใช้กำลังพล ๕๐ นายในการ โอเปอร์เรต (Operate) ขออภัยครับ ในการปฏิบัติการ ในขณะที่เรือแอลพีดี (LPD) เรือดำน ้ายาว ๗๘ เมตร เรือ แอลพีดี (LPD) ยาว ๒๑๐ เมตร จอดเฮลิคอปเตอร์ ก็ยังจอดได้ครับท่านประธาน มีเครนขนาดใหญ่ ใช้กำลังพล ๑๕๒ นายในการปฏิบัติงาน แค่ตัวเลขแค่นี้แค่ข้อมูลแค่นี้มันก็ชัดแล้วว่ามันมีความอิหลักอิเหลื่อครับว่ามันจะมาสนับสนุน เรือดำน ้าอย่างไร นอกจากนั้นครับท่านประธานถ้าดูในสไลด์ (Slide) ที่ผมจะให้ดูข้อมูลตรงนี้ เรือดำน ้าแอลพีดี (LPD) มีการเซ็นสัญญาออกเป็น ๒ ระยะ ระยะที่ ๑ เป็นปีงบประมาณ ผูกพันเดียวกัน คือเริ่มปี ๒๕๖๒ แล้วก็ไปจบปี ๒๕๖๕ ระยะที่ ๑ คือ ๔,๓๘๕ ล้านบาท ได้รับจัดสรรจนถึงปี ๒๕๖๔ ๓,๒๑๕ ล้านบาท แต่ปรากฏว่ามีการเบิกจ่ายเกินกว่าที่ได้รับ จัดสรรครับ คือได้รับจัดสรรไป ๓,๒๑๕ ล้านบาท แต่ดันไปเบิกจ่ายได้ ๓,๗๓๔ ล้านบาท เกินไปประมาณ ๕๒๐ ล้านบาท แล้วเกินไปได้อย่างไรครับ พอมาดูต่อที่ปี ๒๕๖๕ ปรากฏว่า ทร. หรือกองทัพเรือก็ยังคงของบประมาณมาตามแผนเดิม คือขอมาที่ ๑,๑๘๙ ล้านบาท สำนักงบประมาณอนุมัติให้ ๑,๑๗๐ ล้านบาท เมื่อรวมตัวเลข ในเรือแอลพีดี (LPD) ระยะที่ ๑ ปรากฏว่าได้งบประมาณไปเกินครับท่านประธาน คือระยะที่ ๑ ไปเซ็นสัญญากันไว้ ๔,๓๘๕ แต่ตอนนี้ได้รับเงินไปแล้ว ถ้าปี ๒๕๖๕ นี้ผ่านจะได้รับเงินไป ทั้งสิ้น ๔,๙๐๔ ล้านบาท ก็คือเกินไป ๕๒๐ ล้านบาท ส่วนระยะที่ ๒ ๑,๘๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็เป็นการเบิกจ่ายที่ปกติ เพียงแต่ว่าการเสนอคำขอก็อาจจะถูกลดทอนโดย สำนักงบประมาณตามงวดงาน แต่ว่าสุดท้ายแล้วรวมตัวเลขออกมาก็ปกติครับท่านประธาน มันก็เลยทำให้ผมเกิดข้อสงสัยอย่างนี้ครับท่านประธาน คือผมก็เรียนถามทางกองทัพเรือ ทางสำนักงบประมาณก็ช่วยชี้แจงในชั้นกรรมาธิการ บอกว่ามันเกิดจากการที่เรือดำน ้า ลำที่ ๑ อันนี้คนละเรือแล้วนะ เมื่อสักครู่นี้เรือแอลพีดี (LPD) ตอนนี้เรือดำน ้าอยู่บรรทัด สุดท้ายสไลด์ (Slide) เลย เรือดำน ้าลำที่ ๑ เบิกจ่ายไม่ได้ตามเป้านะครับ เหลือเงินประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ก็เลยเอาเงินที่เหลือตรงนั้นโอนมาเพื่อมาจ่ายเรือแอลพีดี (LPD) เพราะมีความคืบหน้าทางโครงการมากกว่าที่ ๕๓๔ ล้านบาท คำถามคือฟังแล้วมันตลก ๆ ไหมท่านประธาน ก็ในเมื่อรู้แล้วว่าเขาโอนไป ทำไมตอนจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๖๕ ก็ไป เพิ่มวงเงินของเรือดำน ้าสิครับ แล้วก็ลดวงเงินของเรือแอลพีดี (LPD) มันก็จบแค่นั้น คือผม ไม่รู้ว่างานเอกสารของกองทัพเรือหรือของสำนักงบประมาณมันน้อยไปหรืออย่างไรครับ ถึงจะต้องมาเพิ่มงานเอกสารให้มีการขออนุมัติโอนเปลี่ยนแปลง แล้วสำนักงบประมาณก็ต้อง มาให้การอนุมัติครั้งหนึ่ง แต่ผมคิดว่าปัญหามันไม่ใช่เพราะว่าการทำงานนั้นหรอกครับ ประเด็นมันอยู่ที่อันนี้ครับ เรือแอลพีดี (LPD) ลำนี้จริง ๆ แล้วผมเชื่อว่าไม่ได้ใช้สำหรับ สนับสนุนเรือดำน ้า จำเป็นต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ติดอยู่บนเรือ แต่ตอนไปเซ็นสัญญากับเขา ด้วยความรีบเร่ง ด้วยความอยากได้ ด้วยความอยากซื้อ หรืออยากจะได้เงินทอนหรือเปล่าผม ไม่แน่ใจ ก็ไปเซ็นสัญญาโดยที่ไม่มีอาวุธ พอไม่มีอาวุธทำอย่างไรล่ะครับ ก็ต้องหาเงินซื้ออาวุธ สิครับ ก็เลยมีการโอนเปลี่ยนแปลงที่บวมขึ้นมา ๕๒๐ ล้านบาท นี่ผมคาดการณ์ไว้นะครับ ท่านประธาน ผมเดาว่ามาแนวนี้แน่ ๆ เอาเงินไปเกิน ๕๒๐ ล้านบาท เพื่อจะเป็นการชดเชย อาวุธที่จำเป็นจะต้องติดตั้งบนเรือแอลพีดี (LPD) ดังนั้นสำหรับโครงการนี้ผมก็ขอปรับลด งบประมาณลงแน่นอนในส่วนที่มีการจัดสรรเกินไป ๕๒๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ สไลด์ (Slide) สุดท้ายนะครับ ผมเป็นคนสุดท้ายของพรรคก้าวไกล ที่จะมาอภิปรายในส่วน ของมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม ก็จะขออนุญาตสรุปสิ่งที่ผู้อภิปรายทั้ง ๙ คน ทั้งกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติทั้ง ๙ คนที่อภิปรายไป เราเชื่อครับว่าด้วยกัน ลด ตัด และเลื่อน เราสามารถที่จะปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมลง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท โครงการเบิกจ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพต้องลดลงครับ งบที่ได้รับการจัดสรรเกินไปอย่างที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่ต้องลดลงครับ โครงการซื้ออาวุธ ที่ไม่ควรจะต้องดำเนินในช่วงเวลานี้ต้องตัดทิ้ง ภารกิจที่ซ ้าซ้อนของกองบัญชาการ กองทัพไทยที่ทำภารกิจซ ้าซ้อนกับหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ เรียกว่าหาทำต้องตัดทิ้ง ภารกิจ ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ การเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อของ ที่มีมูลค่าสูงเกินกว่าราคาตลาด ตามที่ ส.ส. วิโรจน์ และ ส.ส. จิรัฏฐ์ได้อภิปรายไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลื่อนการซื้ออาวุธที่เป็นงบผูกพันที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ตามแผนงาน ฉะนั้นยืนยันครับท่านประธาน ว่าพรรคก้าวไกลเราขอเสนอปรับลดงบประมาณ ในส่วนของมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านต่อไป เชิญท่านนิคมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายมาตรา ๘ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานในกำกับ ท่านประธานที่เคารพครับ เราทราบดีว่าทหารมีความสำคัญใน การปกป้องประเทศ ปกป้องการรุกรานจากศัตรู รักษาความมั่นคงให้กับประเทศและ ประชาชน แต่ปัจจุบันนี้ความสำคัญนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ท่านประธานครับ ตอนนี้ศัตรูของเรา ก็คือเชื้อโรค เชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ซึ่งเราไม่สามารถใช้อาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ในการที่จะมาปกป้องกันปราบปรามได้ ผมจึงเห็นว่าการจัดงบประมาณ มันควรจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ตามยุค ตามสมัย กระทรวงกลาโหมทุกปีเรา จะมีงบประมาณจำนวนมาก ๑ ใน ๔ ๑ ใน ๕ ของงบประมาณที่ได้มากที่สุดของทุก กระทรวงทุก ๆ ปี คนที่มีความสำคัญปัจจุบันนี้ก็คือด่านหน้า หมอ พยาบาล อสม. อาสาสมัครต่าง ๆ งบประมาณเหล่านี้ควรจะมีการปรับลด แล้วก็ให้เอาไปใช้ในส่วนที่จำเป็น ก็คือด่านหน้า เพื่อความมั่นคงของประเทศและประชาชน ผมก็เลยคิดว่าการปรับลด งบประมาณของหน่วยงานนี้ควรจะปรับลด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ๑๔,๓๙๗,๐๒๓,๘๕๐ บาท เหลือนะครับ ๘๑,๕๘๓,๑๓๕,๑๕๐ บาท ก็น่าจะเพียงพอครับ และอีกประการหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ที่พูดกันเยอะ ๆ ก็คือเรื่องการซื้ออากาศยานไร้คนขับ จริง ๆ แล้วถามว่า ผมเห็นด้วยไหม ผมไม่เห็นด้วยครับ แต่ในเมื่อกรรมาธิการ ผมเป็นเสียงข้างน้อย ผมก็ไม่ สามารถที่จะทัดทานกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ ผมเชื่อว่างบนี้อย่างไรมันก็ต้องผ่าน แต่ใน เมื่อมันผ่านแล้วเราจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประชาชน ของประเทศเรา ในการซื้ออากาศยานไร้คนขับนี้ที่เราจะสั่งซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งมีประสิทธิภาพมี ความสามารถ ไม่ได้สู้ของคนไทยครับท่านประธานครับ คนไทยสามารถผลิตได้โดยเฉพาะ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผมทราบว่ามีการผลิตโดรน (Drone) ที่มีขนาดใหญ่ ปีกกว้าง ๑๘ เมตร บินได้นานถึง ๒๔ ชั่วโมง มีสมรรถนะ มีความสามารถมากกว่าที่ท่านจะซื้อ จากต่างประเทศ ๓ ลำด้วยซ ้า เรามาช่วยคนไทยเถอะครับ เงินทองไม่รั่วไหล ผมอยากให้ งบประมาณส่วนนี้มาสนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ผมเชื่อว่าคนไทยมีความรู้ความสามารถใน การผลิตพวกนี้ได้เยอะแยะมากมาย เพียงแต่เราขาดการส่งเสริม งบประมาณของ กระทรวงกลาโหมถ้าเราตัดมาทำงานวิจัยมาทำด้านนี้เราไม่จำเป็นต้องซื้อยุทโธปกรณ์จาก ต่างประเทศเลยครับ เราหันมาทำตรงนี้เถอะครับท่านประธาน รถยานเกราะก็มีนะครับ ในเมืองไทยผลิตเยอะแยะมากมาย ผมจะยกตัวอย่างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบังนี้ เนื่องจากว่าเขามีวิสัยทัศน์ เกิดภาวะวิกฤติการระบาดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ผู้นำอธิการบดีมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ผลิตเครื่องช่วย หายใจเอง ตอนนี้ก็มาผลิตอุปกรณ์การแพทย์เอง เห็นไหมครับ นี่คือสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังนะครับ แต่นี่คือกระทรวงกลาโหม รัฐบาล ทำไมเรา จะทำไม่ได้ครับ ถ้าเราจะทำ เราไม่จำเป็นต้องนำงบประมาณของประเทศนี้ไปซื้อของจากต่างประเทศ เสียดุลงบประมาณ ทุกปี อย่างไรท่านก็ต้องใช้แล้ว อยากให้ช่วยคิดตรงนี้มากกว่า ผมก็เลยคิดว่าการใช้งบประมาณ ไม่คุ้มค่า ผมจึงขอเสนอตัด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของกระทรวงกลาโหม ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านประเดิมชัยเชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ท่านประเดิมชัยกำลังเดินเข้ามาอยู่ครับ ขออนุญาตท่านต่อไปก่อนได้ไหมครับ🔗
เชิญท่าน นิยม ช่างพินิจ อยู่ไหมครับ เชิญครับ ท่านประเดิมชัยเข้ามาแล้ว เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต ท่านประธานในการที่จะได้อภิปรายเพื่อที่จะได้แสดงความคิดเห็นในการที่เป็นเหตุผล ประกอบในการขอปรับลดงบประมาณในส่วนของกระทรวงกลาโหม ๙ เปอร์เซ็นต์ ตามที่ผม ได้ขอเสนอแปรญัตติไว้ ท่านประธานครับ ถ้าเราดูในภาพรวมของงบกระทรวงกลาโหมในปีนี้ ที่ตั้งไว้ ๒๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่จะนำไปทำตามภารกิจหรือว่าพันธกิจที่มีอยู่ แน่นอนครับ เราคงไม่ปฏิเสธว่าทุกประเทศจะต้องมีบุคลากรในการที่จะต้องดูแล โดยเฉพาะในเรื่องของ ความมั่นคง เราคงไม่ปฏิเสธ แต่ถ้าถามว่าในสถานการณ์อย่างนี้ในเรื่องของภารกิจ ในเรื่อง ของความมั่นคงที่กระทรวงกลาโหม ไม่ว่าจะเป็นกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือว่าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับในส่วนของกระทรวงกลางโหม ในภารกิจที่มีอยู่กับ ในข้อเท็จจริงในปัจจุบันซึ่งมันจะต้องสอดคล้องกับในเรื่องของงบประมาณที่นำไปใช้จ่าย แต่ถ้าเราดูในข้อเท็จจริงในเรื่องของกระบวนการในการของบประมาณมาในส่วนของ กระทรวงกลาโหม เราก็จะเห็นว่างบที่มีการขอจัดตั้งมาในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ นี้ ค่อนข้าง ที่จะสวนทางกับภารกิจที่กระทรวงมีหน้าที่ในการที่จะต้องดูแล ในอดีตที่ผ่านมาเราคง ไม่ปฏิเสธว่ากระทรวงกลาโหมมีหน้าที่ในการที่จะต้องป้องกันการรุกรานภัยคุกคามของ ประเทศ แต่ถามว่าในปัจจุบันในเรื่องของภัยคุกคามทางด้านการความมั่นคงที่จะมาคุกคาม ประเทศของเรานั้น ผมคิดว่าภารกิจและพันธกิจในส่วนของกระทรวงกลาโหมคงต้อง เปลี่ยนไป ตอนนี้ภัยของการคุกคามเรากำลังต่อสู้กับเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บของพี่น้อง ประชาชนที่คุกคามเรามากในขณะนี้ งบประมาณที่จัดตั้งในส่วนของกระทรวงกลาโหม เมื่อตอนต้นเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไปเป็นจำนวนมาก เรื่องของการจัดตั้งงบประมาณไป เพื่อจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ การจัดตั้งงบประมาณไปเพื่อจ่ายเป็นค่าจัดซื้อพวกยุทธภัณฑ์ ต่าง ๆ ซึ่งในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่ามันเป็นความไม่จำเป็น ณ สถานการณ์ในปัจจุบันที่เรา จะต้องมองเห็นถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ของเพื่อนพ้องน้องพี่ประชาชนคนไทยด้วยกัน ที่เขากำลังตกทุกข์ระกำลำบากในขณะนี้ในเรื่องของการที่จะต้องต่อสู้กับเรื่องของ โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ท่านประธานครับ ถ้าเรามองถึงในเหตุผลตรงนี้ผมคิดว่ามันเป็น ความจำเป็น เมื่อในช่วงที่ผ่านมาทางกระทรวงกลาโหมเอง โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพบก ประกาศ โครงการในการที่จะรับส่งผู้ป่วยโควิด (COVID) ในการที่จะนำส่งกลับไปรักษาตัวยังภูมิลำเนา ท่านประธานครับ ฟังแล้วดูดีนะครับท่านประธาน แต่ในข้อเท็จจริงท่านประธานลองไป โทรหาหรือลองติดต่อก็ได้ว่าต้องการที่จะให้รับตัวผู้ป่วยกลับไปรักษาตัวยังภูมิลำเนาใน จังหวัดที่เขาเกิดหรือว่ามีภูมิลำเนาอยู่ ในข้อเท็จจริงเป็นไปไม่ได้เลยครับ ไม่มีคนรับในการที่ จะทำ เพราะฉะนั้นถามว่าในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่มันเกิดขึ้นนี้ผมคิดว่าประเทศของเรา ในขณะนี้ต้องได้ผู้นำที่มีความกล้าในการที่ต้องตัดสินใจในการที่จะต้องดูแลรักษาชีวิต ของพี่น้องประชาชน ฉะนั้นการที่จะต้องดูแลรักษาชีวิตของพี่น้องประชาชนนี้มันจะต้อง เกี่ยวข้องกับเรื่องของงบประมาณ เมื่อตอนต้นเราบอกว่าเราได้งบประมาณ ประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่แปรญัตติกลับไปเพื่อใช้ในเรื่องของการดูแลชีวิตของพี่น้องประชาชน ในเรื่องของการดูแลเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่ในส่วนตรงนี้ผมคิดว่าเงิน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่ไปดูแลเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ให้กับพี่น้องประชาชนนี้ ไม่เพียงพอ แล้วสิ่งที่เราน่าที่จะต้องพิจารณาร่วมกันในขณะนี้ก็คือว่า การที่จะต้องหา งบประมาณไปเพิ่มเติมในเรื่องของการดูแลเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในส่วนของ กระทรวงกลาโหม เมื่อปรับลดลงประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้เงินอีกประมาณ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท เราก็นำเข้าไปเพื่อเอาไปช่วยดูแลเรื่องของคุณภาพชีวิตให้กับ พี่น้องประชาชน ไม่ต้องมาเสียค่าเช่ารถในการส่งตัวกลับ หรือแม้แต่โครงการที่มีมูลนิธิ มีกลุ่มต่าง ๆ ที่ทำอยู่ในขณะนี้ ผมคิดว่ามันเป็นภารกิจของรัฐบาลที่จะต้องทำให้เต็มรูปแบบ ในการที่จะต้องบริหารจัดการอย่างครบวงจร ในการที่จะต้องดูแล โดยเฉพาะเรื่องของ ภัยคุกคามทางด้านเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ฉะนั้นผมขออนุญาตในการที่จะต้องปรับลดในส่วนของงบประมาณของ กระทรวงกลาโหมลง ๙ เปอร์เซ็นต์ เพื่อไปดูแลให้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เหลือ ผู้แปรญัตติที่สงวนไว้มีอีก ๓ ท่าน ท่านนิยม ท่านชูวิทย์ ท่านวิสาร เชิญท่านนิยม ก่อนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต นิดเดียวครับ ขออนุญาตหารือท่านประธานนิดเดียวครับ🔗
เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในขณะนี้เวลา ๑๙.๑๕ นาฬิกา ท่านประธานครับ คือเนื่องจากว่าขณะนี้ เรามีสถานการณ์โควิด (COVID) แล้วก็มีเคอร์ฟิว (Curfew) เวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา ท่านประธานครับ คือคนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาจจะได้รับการอนุญาตเป็นพิเศษ ในกรณีมีการประชุมสภาในขณะนี้ แต่เนื่องจากว่าสมาชิกก็มีคนขับรถ คือขับรถไปถึงแล้วคือ ถ้าท่านประธานเลต (Late) ไปถึงหรือนานกว่านี้ถึง ๒ ทุ่มอะไรอย่างนี้ คือขับรถไปถึงบ้านส่ง สมาชิกแล้วเขากลับบ้านไม่ได้ เพราะมันติดเคอร์ฟิว (Curfew) ท่านประธานครับ เลยอยากจะขออนุญาตหารือท่านประธานว่า อยากให้ท่านประธานได้เลิกประชุม แล้วพรุ่งนี้ มาประชุมต่อ หรือท่านประธานจะพิจารณาอย่างไรเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
เดี๋ยวเรา ลองพิจารณาดูนะครับ ให้จบมาตรานี้ก่อนนะครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย สิ่งที่ผมจะอภิปราย ต่อไปนี้ก็คือในเรื่องของมาตรา ๘ ของกระทรวงกลาโหม ที่ผมได้ขอปรับลดไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งที่ผมต้องปรับลดผมเชื่อว่าเงิน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ถ้ากระทรวงกลาโหม ปรับวิธีคิด ปรับบทบาทให้เข้ากับวิกฤติ โดยในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องของวิกฤติโควิด (COVID) นี้ก็ดี ผมว่าเงิน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้มีความหมายมาก เพราะเชื่อได้ว่ากระทรวงกลาโหมควรจะต้องมีบทบาทใน เรื่องของการแก้ปัญหา เพราะทุกคน คนในประเทศหวังพึ่งกระทรวงกลาโหม เพราะไม่ว่าจะเป็นปัญหาคุกคามก็ดี ปัญหาน ้าท่วม ปัญหาอะไรก็ดี กระทรวงกลาโหมก็จะมี บทบาทมาก แต่วันนี้วิกฤติโควิด (COVID) กระทรวงกลาโหมก็ควรจะมีบทบาท คือเรื่องของ การซื้อยุทโธปกรณ์อาวุธต่าง ๆ ผมอยากจะเรียนว่าซื้อนั้นมันไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เพราะมัน เรื่องความจำเป็น แต่วันนี้สิ่งที่จำเป็นกว่านั้นผมอยากให้กระทรวงกลาโหมลำดับความสำคัญ ของปัญหาภายในประเทศว่าอันไหนมันจำเป็น ลองเปลี่ยนวิธีคิดเถอะครับ จากการที่เราจะ ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มาซื้อยารักษาโรค วัคซีน ชุดตรวจเอทีเค (ATK) ก็ดี และเห็นนี่ครับซื้อ จีทูจี G to G) ลองเปลี่ยนวิธีคิดอีกนะครับ ผมขอเสนอแนะเอาเงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผมจะปรับลดไปนี้เอาไปซื้อแบบจีทูจี (G to G) ไม่ว่าจะซื้อจากประเทศจีน สหรัฐอเมริกา หรือประเทศที่เราเป็นพันธมิตร ผมเชื่อว่าต้นทุนต ่ามาก โดยเฉพาะชุดตรวจไม่เกิน ๓๐ บาท หรอกครับ เอามาสัก ๒๐๐ ล้านชุด ๓๐๐ ล้านชุด เอามาให้พี่น้องประชาชนตรวจเลยครับ ตรวจพร้อมกันทีละจังหวัดก็ได้ นี่คือปัญหาแล้วทหารเองก็เข้าไปมีบทบาทผมว่าเป็นแนวทาง ที่จะแก้ปัญหาได้ และสิ่งที่สำคัญวันนี้ผมอยากจะกราบเรียนให้ทราบว่าถ้าไม่มีเม็ดเงินจริง ๆ วันนี้จะเห็นได้ว่าพืชผลทางการเกษตรราคาผลไม้ก็ดี ราคาข้าวก็ดี คิดแบบบ้าน ๆ ผมคิดใน ฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ลองคิดจากล่างขึ้นมาสิครับ ลองทำแบบจีทูจี (G to G) เอาข้าวไปแลกกับวัคซีน ไปแลกกับชุดตรวจอย่างนี้เป็นไปได้ไหม เอาเถอะครับ ทำได้หรือไม่ได้แต่ผมอยากจะเสนอแนะ แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากเรื่องของจีทูจี (G to G) สำคัญมากครับ ผมเชื่อว่าถ้ากองทัพจัดซื้อไม่ว่าจะเป็นอาหารเอย อะไรเอย ยารักษาโรค วัคซีนอะไรที่สังคมยอมรับ ที่คิดว่าคุณภาพดี จีทูจี (G to G) ผมว่าซื้อได้ถูกแล้วก็ได้ประโยชน์ นะครับ และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นในเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาของเรื่องปากท้อง เงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ที่ผมปรับลดมาลองเอาไปเถอะครับ เอาไปใช้คนที่เขาไม่มีจะกิน จริง ๆ และวันนี้เราจะไปสั่งปิดโน่นปิดนี่ คือเราคิดไม่จบหรอกครับ คิดแค่สเตป (Step) เดี๋ยวปิด ปิดแล้วเขากระทบอะไร เราไม่ได้คิดต่อให้เขา แม้กระทั่งชุดตรวจนี้ทาง ผู้ประกอบการเองเขาก็ซื้อเองนะครับ เขาซื้อเองก็ ๒๐๐ กว่าบาท เผลอ ๆ ก็ ๓๐๐ บาท แต่ถ้าเราซื้อให้ แจกให้ ตรวจพร้อมกันทั้งประเทศ หรือทีละจังหวัด ทำดี ๆ ผมว่าน่าจะเป็น แนวทางที่จะแก้ปัญหาได้สำเร็จ🔗
อีกประเด็นหนึ่งครับการแก้ปัญหา กราบเรียนท่านประธานครับ ถึงกรรมาธิการและถึงกระทรวงกลาโหม หรือทุกกระทรวงแก้แบบบูรณาการ กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุขก็ถือว่าเป็นแม่งานที่สำคัญ ลองมารวมกันคิด ผมว่ามันไม่ยากเลยในเรื่องของปัญหาวิกฤติ โดยเฉพาะเรื่องของโควิด (COVID) ถ้าเราตั้งใจจริง ๆ ตรวจจริง ๆ และทุกหน่วย ทุกกระทรวง ทบวง กรมนี้ทำแบบ บูรณาการ ช่วยกันผมว่าสำเร็จครับ และเงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ผมปรับลดนี้ลองเอาไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ ๑. ที่ผมอยากจะฝาก ซื้อวัคซีนก่อนเลยครับ ชุดตรวจ และสิ่งสำคัญต้องเอา ไปเยียวยาคนที่เขาไม่มีจะกิน ไม่มีจริง ๆ นะครับ วันนี้ผมลงพื้นที่เอง มีที่จะพออยู่ได้ คือภาคอุตสาหกรรม ภาคห้างร้านค้าเราปิดไปหมดแล้ว ยังเหลือภาคการเกษตรที่เขาอยู่ได้ แต่วันนี้เมื่อพูดแล้วน ้าตาเขาจะย้อยน ้าตาจะร่วงครับ เขาบอกว่าอย่างไรรู้ไหมครับ รายได้ ที่ได้จากการขายข้าวต ่ากว่าค่าแรงขั้นต ่า ๓๐๐ บาทอีก หักลบกลบหนี้แล้วมันเป็นสิ่งที่ เจ็บปวดที่สุด แล้วผมเชื่อว่าอย่างนี้ที่จะพอกอบกู้วิกฤติของประเทศได้ก็คือ ภาคการเกษตร ก็คงจะฝากไว้นะครับ การแก้ปัญหาเงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ผมขอ ปรับลดไปเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับกระทรวงกลาโหม แล้วกระทรวงกลาโหม เปลี่ยนบทบาท วิธีการคิดกลับมาครับ นึกว่าเรารบกับสงคราม เพียงแต่เปลี่ยนจากสงคราม มาเป็นเชื้อโรคคือเป็นโควิด (COVID) เท่านั้นเอง แล้วเราก็จะพาวิกฤติตรงนี้ไปได้ มีในศูนย์พัก ไม่ว่าจะในค่ายทหารอะไรต้องออกมาจริง ๆ จัง ๆ เอาคนที่เป็นจริง ๆ เอาไปพัก ในค่ายทำแบบจริง ๆ จัง ๆ นี้ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องยากด้วย ก็คงฝากไว้แล้วก็คงจะไปปรับลด ตรงนี้ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และสิ่งที่สำคัญก็คือขอให้ใช้ ในเรื่องของโควิด (COVID) ในเรื่องของปากท้องพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน🔗
ท่านต่อไป ท่านชูวิทย์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ จังหวัดอุบลราชธานี เขต ๗ พรรคเพื่อไทย วันนี้ ผมได้ขอปรับลดงบประมาณ มาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม จากยอดงบประมาณ ๒๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ลง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองทัพไทย ซึ่งต้องเรียนท่านประธานครับว่าทหารนี้มีความสำคัญ ในอดีตก็ปกป้องประเทศ ทหารมีเพื่อความมั่นคงของประเทศต้องมีทหาร แต่วันนี้เราไม่ได้ทำสงครามกับต่างประเทศ เรากำลังทำสงครามกับภัยโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งประชาชนกำลังเจ็บป่วย ประชาชน กำลังเดือดร้อนจากภัยคุกคามของโควิด (COVID) ซึ่งประชาชนก็ถามว่าทหารไปไหน ประชาชนเดือดร้อนไม่เห็นทหารออกมาช่วยเลย ที่ทหารเยอะ ๆ ทำไมไม่เอามาทำ ศูนย์พักคอย วันนี้คนป่วยวันละ ๒๐,๐๐๐ คน คนตายวันละ ๓๐๐ คน ซึ่งในขณะนี้พี่น้อง ประชาชนคนไทยสู้ภัยสงครามโควิด (COVID) ตอนนี้จะติดโควิด (COVID) เป็นล้านคนแล้ว แล้วทหารไปไหน รอเตียง รอยา รอตาย ถามหาทหาร วันนี้งบประมาณของท่านที่ได้ไป ผมก็อยากปรับลดเพื่อจะมาช่วยโควิด (COVID) ซึ่งวันนี้ทหารของเราก็คือ อสม. พยาบาล คุณหมอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งวันนี้ไม่มีปืนครับ ทหารของเราไม่มีปืน แล้วก็ไม่มีเสื้อเกราะ รัฐบาลก็บอกว่าถ้าจะสู้กับโควิด (COVID) เอาเสื้อเกราะซิโนแวค (Sinovac) ไปใส่ ก็ให้ใส่เสื้อ เกราะซิโนแวค (Sinovac) คนละตัว ละตัว ละตัว สู้กันไปมันก็สู้กับโควิด (COVID) ไม่ไหว เพราะซิโนแวค (Sinovac) มันกันได้เฉพาะ .๒๒ ฉีดไปแล้วก็สู้โควิด (COVID) แล้วก็ตาย วันนี้ก็บอกเอาซิโนแวค (Sinovac) ไปใส่อีกตัวหนึ่ง เป็น ๒ เข็ม ๒ เข็มแล้วก็ยังติดโควิด (COVID) ตายอีก ก็บอกใหม่ว่าถ้า ๒ เข็มยังตายอยู่นี้ .๒๒ วันนี้โควิด (COVID) มันพัฒนาไป เป็น .๓๘ เป็นเอ็ม ๑๖ (M16) ก็ใส่เข็ม ๓ ไป แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) เข้าไป ใส่เข้าไป วันนี้แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ก็ตายอีก วันนี้ผมอยากเอางบประมาณนี้ ให้มาซื้อวัคซีนที่ดี ๆ เพื่อจะมาสู้สงครามกับเขาให้ได้ ไฟเซอร์ (Pfizer) อยู่ไหน จอห์นสัน แอนด์จอห์นสัน (Johnson & Johnson) อยู่ไหน โมเดอร์นา (Moderna) อยู่ไหน เพราะวันนี้เราสู้กับรถถัง เราสู้กับโควิด (COVID) รถถัง เราจะชนะเขาได้เราต้องมีวัคซีน ผมจึงขอปรับลดเรือดำน ้า ลำละ ๑๒,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งท่านจะซื้อ ๒ ลำ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งพี่น้องประชาชนฝากท่านประธานถึงรัฐบาลครับว่า วันนี้ไม่รู้ว่าใครฉลาดกว่าใคร ผมว่า ประชาชนฉลาดกว่ารัฐบาลครับ วันนี้เขาจะซื้อมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งเขาไปที่ร้านขาย มอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ไซค์ก็บอกว่าคุณมีบัตรประชาชนไหม เอาบัตรประชาชนมา มอเตอร์ไซค์คันนี้ ๕๐,๐๐๐ บาท ให้คุณดาวน์พันเดียว และคุณก็เอามอเตอร์ไซค์ไปขับ แล้วคุณก็ผ่อนเดือนละพัน ละพัน ละพัน ๔-๕ ปี ก็เป็นมอเตอร์ไซค์เขา แต่วันนี้รัฐบาลซื้อ เรือดำน ้านี้พี่น้องประชาชนอยู่ทางบ้านว่ารัฐบาลซื้อเรือดำน ้าวันนี้เราต้องผ่อนเงินเขาเป็น งวด ๆ ปีนี้ก็ผ่อน ปีหน้าก็ผ่อน ผ่อนไปจนครบ ๗ ปีจึงจะได้เรือดำน ้ามาครับ สู้ประชาชนบ้าน ผมไม่ได้ ดาวน์มอเตอร์ไซค์พันเดียวเอารถไปขี่ครับ วันนี้รัฐบาลต้องผ่อนจนครบจึงจะได้ เรือดำน ้ามา พี่น้องประชาชนยังถามต่อว่ามันยังไม่ตกรุ่นก่อนหรืออย่างไร แล้วอาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่ไม่สำคัญท่านก็ปรับลดลง แล้วก็เอามาซื้อวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชน เอามา ซื้อเสื้อเกราะที่ดี ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน วันนี้ประชาชนลำบากมาก ลำบากวันนี้ประชาชน ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วครับ ตอนนี้ก็รออย่างเดียว รอว่ารัฐบาลจะจ่ายเท่าไร จะให้อย่างไร เพราะทุกอาชีพปิดหมดแล้วครับ จึงอยากจะปรับลดงบประมาณของท่านเอามาซื้อวัคซีน ให้กับพี่น้องประชาชน ดูแล อสม. พยาบาล หมอ ประชาชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ได้ฉีด วัคซีนพร้อม ๆ กัน แล้วเราก็จะหายครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านวิสารเชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงรายครับ ท่านประธานครับ ผมได้ขอปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในมาตรา ๘ งบรายจ่ายของกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในกำกับนะครับ ขออนุญาตเรียนท่านประธานก่อนครับว่าผมมีญาติพี่น้อง แล้วก็มีครอบครัวหลายคนที่เป็น ทหาร ก็รักแล้วก็ยังมีความผูกพันกับทหารเป็นอย่างดียิ่ง สิ่งที่ผมจะอภิปรายวันนี้ผมถือว่าจะ ขออภิปรายทหารที่ได้ทำตัวบกพร่อง ทหารที่ได้อุปสรรคในการแก้ปัญหาของประเทศชาติ ผมเรียนท่านประธานว่า ณ วันนี้ถ้าเป็นศึกสงคราม ผมว่ากองทัพแพ้แล้วครับ ประเทศไทย ก็แพ้แล้วครับ ท่านประธานครับ มีตัวเลขหลังสุดจากมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ ยูนิเวอร์ซิตี (Johns Hopkins University) ได้มีการวิจัยตั้งแต่ ๒๘ เดือนที่แล้ว เดือนมกราคมมาจนถึงเดือนสิงหาคมวันที่ ๑๕ นี้ ตอนนี้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มี ผู้เสียชีวิตจากโควิด (COVID) ต่อหัวต่อคนมากที่สุดในจำนวนประชากร ๒.๗๖ ประเทศไทย เป็นอันดับ ๑ ของโลกครับท่านประธาน ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าคนที่จบนายร้อย จปร. วปอ. เสนาธิการที่เก่ง ๆ ไปไหนหมดครับ ท่านพลเอก ประยุทธ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมไม่ใช้เลยหรือครับ สิ่งที่ผมอยากจะขอใช้โอกาสสั้น ๆ นี้เรียนท่านประธาน ก็คือว่า ขณะนี้ที่ผมต้องปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์นี้ อยากเรียนท่านประธานว่างบที่เรามีปัญหา กันทุกวัน ๆ ผมมีสไลด์ (Slide) อยู่ ๔-๕ แผ่น ขออนุญาตท่านประธานครับ เราไปสิ้นเปลือง กับจำนวนนายพลครับ ผมขออนุญาตเทียบเคียงง่าย ๆ ก็คือกองทัพสหรัฐอเมริกากับกองทัพ ไทยนะครับ อันนี้คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมท่านเก่านะครับ แต่ท่านใหม่นี้เป็น คุณออสติน เป็นผิวสีนะครับ ผมขออนุญาตชาร์ต (Chart) ไปเร็ว ๆ เลยนะครับ นายพลเมืองไทยมี ๑,๔๐๐ กว่าคน เกือบ ๑,๕๐๐ คน อันนี้คือนับตั้งแต่พลตรีจนถึงพลเอก ทีนี้อยากเรียน ท่านประธานว่าสาเหตุที่ผมต้องขอปรับลดตัวนี้เพราะอะไร ขณะนี้นายพลเมืองไทย โดยเฉพาะผมขออนุญาตอ้างอิงเอางบตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจนะครับ นายพลที่มีปัญหาเยอะแยะที่สุด นั่นก็คือนายพลที่เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ และที่ปรึกษาพิเศษ ตำแหน่งเหล่านี้มีไว้เพื่อที่จะปลอบโยน คนที่ผิดหวังในการที่จะขึ้นตำแหน่ง สภากลาโหมได้ประชุมกันเมื่อวันที่ ๑๖ ที่ผ่านมานี้ ไม่รู้ว่ามันจะตกลงกันได้ไหมสำหรับแม่ทัพทั้งหลายนะครับ แต่ปัญหาที่ผมอยากชี้ให้ท่าน ประธานเห็นก็คือว่าทั้งหมดนี้นอกจากเราจะมีผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษา พิเศษ ที่ปรึกษาธรรมดา และพันเอกพิเศษ ยังไม่นับนะครับ อันนี้เฉพาะนายพลเพียว ๆ กองทัพไทยมีถึง ๑,๔๐๐-๑,๕๐๐ คน ท่านประธานครับ ตัวนี้เรารู้ดีว่ากระทรวงกลาโหมเป็น งบที่มากที่สุดในบรรดา ๔ กระทรวงหลัก เรามีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และกระทรวงกลาโหมครับ กระทรวงกลาโหมส่วนหนึ่ง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เอาไปซื้ออาวุธ แต่สิ่งที่ผมจะอภิปรายวันนี้ในเวลาสั้น ๆ ขอเรียนท่านประธานก็คือว่า งบเกี่ยวกับการใช้จ่ายของบุคลากรครับท่านประธาน ทั้งหมดนี้ปีหนึ่งแสนกว่าล้าน ๆ บาท ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ปีนี้ด้วยซ ้าไป ผมเรียนท่านประธานว่าตัวนี้จะ เปรียบเทียบได้ง่าย ๆ ก็คือท่านนายพลเหล่านี้มีงานทำที่ไหนครับ นอกจากมีนายพล มีบ้านพัก มีทหาร มีผู้ติดตาม มีรถประจำตำแหน่ง ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดปัญหา ขณะนี้ ต้องเรียนท่านประธานว่าทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศเยอรมัน ผมขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศเยอรมัน ท่านอังเกลา แมร์เคิล เขาขอเอางบทุกส่วนที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นงบกระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ ทุกกระทรวงครับ ตัดมาเพื่อเยียวยา ตัดมาเพื่อใช้เกี่ยวกับเรื่องวัคซีนเกี่ยวกับการช่วยเหลือฟื้นฟูต่อสู้โควิด-๑๙ (COVID-19) แต่ประเทศไทยทุกวันนี้นอกจากงานทำยังน้อยแล้ว ปัญหาก็คือขณะนี้ผมอยากเรียน ท่านประธานว่า ตัวเลขผมขออภัยนะครับ เนื่องจากว่าผมทำสไลด์ (Slide) ไม่ทันนะครับ แผ่นสุดท้ายผมได้โทรเช็ก (Check) แล้วก็เอา ตัวเลขที่ชัดเจนเป็นตัวหนังสือนะครับ เป็นตัวเขียน ยกตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา ของประเทศไทยเรากำลังพลก็คงประมาณสัก ๒๑๐,๐๐๐ คน กองทัพบก ๗๕,๐๐๐ คน กองทัพเรือ ๕๐,๐๐๐ คน กองทัพอากาศ และมีกองบัญชาการกองทัพไทยอีกด้วย เบ็ดเสร็จ ก็คงประมาณสัก ๓๐๐,๐๐๐ คน ๔๐๐,๐๐๐ คน แต่ขณะนี้ครับท่านดูสิครับที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาเขามีกำลังพลรบเป็นอันดับ ๑ ของโลก เป็นมหาอำนาจของโลก มีกำลังพล ๑.๓ ล้านคน แบ่งเป็นกองทัพบก ๔.๗ แสนคน กองทัพเรือ ๓.๑๙ แสนคน กองทัพอากาศ ๓๐๐,๐๐๐ คนและทหารเรือมารีน (Marine) นาวิกโยธิน ๑.๘ แสนคน โคสต์การ์ด (Coast Guard) มี ๔๐,๐๐๐ คน และสเปซฟอร์ซ (Space Force) ซึ่งเป็นเกี่ยวกับเรื่องไอที (IT) มี ๘๘ นายพลทั้งหมดของกองทัพบกเขามี ๒๓๑ คนครับ มีของกองทัพเรือ ๑๖๒ คน กองทัพอากาศมี ๑๙๘ คน และมีของมารีน (Marine) อยู่ ๖๒ คน แต่ที่มันน่าตกใจครับ ท่านประธาน ประเทศไทยเราจะเหมือนประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ข้างเคียงเรา หรือเหมือน ในแอฟริกา ประเทศที่อันเดอร์ (Under) กำลังพัฒนาทั้งหลาย นายพลของสหรัฐอเมริกา ที่เป็นนายพลสี่ดาว ทหารบกมีแค่ ๑๔ ครับ ทหารเรือมี ๙ ทหารอากาศมี ๑๒ นาวิกโยธินมี ๓ และโคสต์การ์ด (Coast Guard) อีก ๒ สเปซฟอร์ซ (Space Force) มีอีก ๑ ทั้งหมด นายพลเอกของกองทัพสหรัฐอเมริกามีแค่ ๔๑ คน ท่านประธานครับ อันนี้ผมจะต้องขอ อนุญาตว่างบบุคลากรของกระทรวงกลาโหมต้องตัดออกครับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่ผมขออนุญาต แปรญัตติไว้ ที่สำคัญ ณ วันนี้เรากำลังจะรบกับโควิด (COVID) กองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ เพื่อนสมาชิกได้บอกหลายครั้งแล้วเรามีค่ายทหาร เรามีทหารที่จะต้องพร้อม ออกไปดูแลพี่น้องประชาชน ขณะนี้รบแพ้แล้วครับ แพ้แล้วครับ ถึงวันนี้พี่น้องประชาชน จะอดตาย รอวันตาย ลูกหลานไม่มีจะกิน ผมฝากท่านประธานว่าอย่างนี้หรือครับกองทัพ จะต้องตั้งงบไว้ถึงขนาดนี้ ผมถึงขออนุญาตปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของมาตรา ๘ งบกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
กรรมาธิการจะมีอะไรชี้แจงไหมครับ ถ้าไม่มี จะถามมตินะครับ เชิญท่านเรืองไกรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมนั่งฟังแล้วก็มีความชื่นชมมากสำหรับข้อมูลของเพื่อน สมาชิก แม้ว่าจะได้ติดตามในชั้นกรรมาธิการ ในชั้นอนุกรรมาธิการที่เข้ามารายงาน แล้วก็ ติดตามนอกที่ประชุมสภา เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ของพรรคที่นำเสนอเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ นะครับ แล้วก็คิดว่าเพื่อนสมาชิกทั้งหมดที่จะต้องลงคะแนนนี้จะได้รับข้อมูลข้อที่เป็น ประโยชน์มาก ๆ แล้วก็บางข้อมูล ผมในฐานะที่ไม่ใช่ ส.ส. ก็อยากจะฝากพวกท่านนำข้อมูล ต่าง ๆ ไปทำการตรวจสอบต่อไป ที่ท่านอภิปรายมาทั้งหมดเป็นความเห็นที่ดีมาก เป็นข้อมูล ที่ดีมาก ๆ นะครับ การนำเสนอ การใช้เทคโนโลยี ทำพาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) การสรุปข้อมูล ผมสมมุติว่า ๒ จี (2G) ของพวกท่าน ๕ จี (5G) แล้ว เพราะฉะนั้นกราบเรียน ท่านประธานครับ ผมก็อยากจะฝากให้ท่านนอกจากที่อภิปรายเหมือนพรีออดิต (Pre Audit) ฝากท่านทำโพสต์ออดิต (Post Audit) ต่อครับ ตรงไหนที่ไม่ชอบมาพากล ตรงไหนใช้เงิน ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นไปตามกรอบกฎหมายก็อยากจะฝากพวกท่านติดตามต่อไป ในชั้นนี้ กรรมาธิการมีเรื่องเรียนชี้แจงเท่านี้ครับ และขอบคุณสำหรับข้อมูลทุกอย่างครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป ผมจะถามมติจากที่ประชุมนะครับ ก่อนจะถามมติ ขอเชิญท่านพิจารณ์มีอะไรครับ สมาชิก ที่อยู่ด้านนอกเข้าห้องประชุมด้วยนะครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตที่จะ เรียนถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการเสียงข้างมาก กรรมาธิการงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ อย่างนี้ครับท่านประธาน ต่อประเด็นที่เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล ส.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล ได้ตั้งคำถาม เกี่ยวกับการตัดลดงบประมาณของกองทัพบก ซึ่งเป็นโครงการผูกพัน ก็อยากจะเรียนถามย ้า ว่าทางกรรมาธิการจะกรุณาชี้แจงได้ไหมครับว่าที่ปรับลดนั้นปรับลดโครงการใดไปบ้าง ผมคิดว่าถ้าหากจะอ้างว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงและไม่สามารถที่จะบอกในรายละเอียด ในสภาแห่งนี้ได้ ผมเกรงว่าจะฟังไม่ขึ้นครับท่านประธาน เพราะว่าการจัดซื้อจัดจ้างเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีบางส่วนที่ผูกพันไปแล้ว มีบางส่วนที่ประกาศจัดซื้อจัดจ้างอยู่ ซึ่งสืบค้นได้บน เว็บไซต์ (Website) ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยากจะเรียนถาม ก็คือที่ตัดลดงบประมาณไปนั้นตัดโครงการใดไป ตัดไปเท่าไร คือถ้าตอบไม่ได้นะครับ ท่านประธานผมเรียนด้วยความเคารพต่อคณะกรรมาธิการจริง ๆ นะครับ เดี๋ยวประชาชน ก็จะบอกเขาว่าตกลงแล้วที่ตัดกันไปนี้สักแต่ตัดเอาตัวเลข เอาเปอร์เซ็นต์ แล้วจะได้โอน เปลี่ยนแปลงไปเป็นงบกลาง ดังนั้นผมขออนุญาตที่จะถามย ้าอีกครั้งนะครับ แล้วก็อยากให้ กรุณาช่วยชี้แจงด้วย ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน เรืองไกรครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกรรมาธิการ แล้วก็นั่งอยู่ที่กรรมาธิการห้องใหญ่ทุกวัน ยกเว้นวันที่เราเชิญรัฐวิสาหกิจเข้ามาชี้แจงนะครับ รายละเอียดการปรับลดงบประมาณ ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีรายละเอียดอยู่แล้วนะครับ แล้วเพื่อนสมาชิกที่ใช้เทคโนโลยี ผมเชื่อว่าเห็นอยู่แล้ว ระเบียบวาระการประชุม ๓ วันนี้มีรายละเอียดการปรับลดอยู่แล้ว แล้วที่สำคัญเพื่อนสมาชิกครับ วันนี้เราพิจารณาวาระ ๒ มาจากการสงวนความเห็นของ กรรมาธิการ มาจากการสงวนคำแปรญัตติของเพื่อนสมาชิก ทุกคนเมื่อได้อธิบายต่อเพื่อน สมาชิกต่อที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของเพื่อนสมาชิกครับ ผมไม่ใช่ ส.ส. ผมโหวต ไม่ได้ แต่ผมอธิบายได้ว่าข้อมูลของท่านเป็นประโยชน์แล้วก็สามารถที่จะติดตามต่อไปได้ครับ ขออย่างเดียวเมื่อผ่านไปวันนี้ หรืออีก ๒-๓ วัน ท่านอย่าละทิ้งครับ ติดตามต่อไปครับ ผมชื่นชมผลงานของพวกท่านครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านศิริกัญญาเชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ศิริกัญญา ตันสกุล ในฐานะกรรมาธิการค่ะ คืออยากฝากคำถามไปที่ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ที่ต้องทำหน้าที่ชี้แจงนะคะ คือเอกสารที่มีอยู่ตรงนี้ในรายการที่ดิฉันถามก็คือรายการของ กองทัพบก หน้า ๒-๔ ค่าใช้จ่ายในการเสริมสร้างกำลังกองทัพ โครงการเสริมสร้าง ยุทโธปกรณ์มีบรรทัดเดียว ก็เลยอยากสอบถามกรรมาธิการว่าทราบรายการที่ถูกปรับลด หรือไม่ นอกจากนี้ก็จะมีโครงการเสริมสร้างกำลังกองทัพที่ผูกพันข้ามปีอีก ๒๔ โครงการ ที่มีการปรับลดลงไป ๖๘๗ ล้านบาท ถามว่าตัดที่โครงการอะไรบ้าง ถ้าตอบไม่ได้ช่วยกรุณา ให้กรรมาธิการแจ้งว่าตอบไม่ได้ ไม่ทราบนะคะ หรือว่าให้ชี้แจงเป็นเอกสารก็ได้ค่ะ ก็คือว่า จะได้ครบจบทุกกระบวนการว่าเราทราบหรือไม่ว่ารายละเอียดของการปรับลดคืออะไร ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณสำหรับคำถามเพื่อนสมาชิก ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ หลักของ การจ่ายเงินแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญผมเรียนทุกท่านทราบ เงินแผ่นดินตกน ้าไม่ไหล ตกไฟไม่ ไหม้ รายละเอียดของท่านเราสามารถติดตามได้ครับ ขณะนี้ที่ท่านถามรายละเอียดมันมีอยู่ใน เอกสารงบประมาณอยู่แล้วนะครับ แต่ท่านตั้งประเด็นอาจจะทำให้เพื่อนสมาชิกที่ไม่เข้าใจ บัญชี ไม่เข้าใจตัวเลขเงินงบประมาณ อาจจะต้องมาบอกว่าขอดูเดี๋ยวนี้ ไฟล์เอาต์ (File out) เดี๋ยวนี้เลยได้ไหม ดิสก์ (Disk) มาเลยได้ไหม ทำได้ครับ แต่มันจะต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มีอยู่แล้วในหลักของการตรวจเงินแผ่นดิน ข้อมูลที่อนุมัติงบประมาณ ไปแล้ว เช่น การโอนงบประมาณไปเข้างบกลาง วันนั้นมติ ๓๕ ต่อ ๗ เราก็เห็นอยู่แล้วว่า ท่านเอารายละเอียด ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้มีทั้งหมด ๔ ญัตติ ของพรรคเพื่อไทยมี ๒ ของพรรคพลังประชารัฐ โดยท่านบุญสิงห์ มี ๑ ของท่านศิริกัญญา ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็มีอีก ๑ เพราะฉะนั้นถ้าท่านถามว่าตัวเลขงบประมาณที่โอนไปแล้ว แล้วปรับลดเข้ามามันคืออะไร นะครับ ต้องมีครับ รายละเอียดในเล่มขาวคาดแดงมีอยู่แล้ว แล้วก็ในอนุกรรมาธิการก็จะ ย่อยลงไปอีก ท่านอภิปรายมานี้นะครับ ท่านบอกมีถึงกางเกงใน ผมนี่ทราบ ผมนี่ถูกอุ้มเข้าไป ผมได้ใช้กางเกงในกองทัพ เพราะฉะนั้นรายละเอียดก็กราบเรียนท่านประธาน มีครับ แล้วขอให้ท่านทำโพสต์ออดิต (Post Audit) ให้ได้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านพิจารณ์มีอะไรครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมด้วยความเคารพ ท่านประธาน แล้วก็ไม่อยากจะให้เสียเวลาที่ประชุมที่เราจะลงมติกันอยู่แล้วนะครับ แต่ว่า ก็เพื่อให้การซักถามมันเสร็จสิ้นกระบวนความ เพราะว่าถ้าผมถามอย่าง แล้วก็ ท่านกรรมาธิการตอบอย่างนี้ ประชาชนทางบ้านฟังแล้วเขาไม่เข้าใจครับ เขาไม่เข้าใจว่า ตกลงนี่ผมถามไม่รู้เรื่องหรือคนตอบ ตอบไม่รู้เรื่อง ดังนั้นผมขออนุญาตอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ต้องกราบเรียนท่านเรืองไกรด้วยความเคารพนะครับ ผมเคารพท่านเป็นผู้ใหญ่ ที่ผมเคารพ ผมขออนุญาตที่จะเรียนถามไปทางท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ครับ ผมทำงานกับท่านในอนุกรรมาธิการในการปรับลดงบประมาณต้องเรียน ท่านด้วยความเคารพ แล้วก็เป็นการทวนความจำครับว่าผมเรียกร้องให้มีการประชุมใน คณะอนุกรรมาธิการเพื่อสรุปว่าตกลงแล้วที่เราตัดลดงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เราตัดอะไรไป แต่จนสุดท้ายผมไม่ทราบครับไม่มีการประชุมสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น ผมก็เลยฝากเพื่อนสมาชิกที่จะเรียนถามท่าน เพราะผมคิดว่าเมื่อสักครู่ที่บอกว่าในเล่มขาว คาดแดงมี จริง ๆ แล้วมันไม่มี ในเล่มชี้แจงอนุกรรมาธิการมี มันมีครับ แต่เราไม่รู้ครับ สุดท้ายเราตัดอะไรไป แต่ถ้าหากว่าข้อมูลเหล่านี้ท่านยังไม่มีอยู่ในมือก็กรุณาช่วยที่จะบอกผม ว่าท่านจะชี้แจงให้ผมภายหลังเป็นเอกสาร ผมก็จะยินดีมาก ขอบพระคุณนะครับ ท่านสรวุฒิ ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานใช้สิทธิกรรมาธิการครับ🔗
เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณ ท่านประธานครับ คำถามสำคัญของผมที่บอกว่างบของ กองทัพโดยเฉพาะกองทัพเรือที่ปรับลดงบประมาณไปเพียงแค่ ๘,๔๐๐,๐๐๐ บาท แล้วมัน น้อยมากจากงบประมาณจำนวน ๔๑,๐๐๐ ล้านบาท แล้วขอให้ท่านประธานกรรมาธิการนั่ง อยู่ตรงนี้ได้ตอบหน่อยว่ามันมีเหตุผลความจำเป็นอะไรที่ผมได้อภิปรายไปแล้วที่จะต้องไปซื้อ โดรน (Drone) ชายฝั่ง ๔,๑๐๐ ล้านบาท ท่ามกลางความอดยากหิวโหยของประชาชน แล้วก็ โดรน (Drone) ภายในอีก ๕๗๐ ล้านบาท ถามว่าวันนี้อาวุธพวกนี้มันฆ่าโควิด (COVID) ได้ไหม แล้วมันจำเป็นอย่างไร เพราะว่าผมเป็นผู้แทนทางภาคอีสาน บ้านผมประชาชนเขา อดยากเดือดร้อนมาก อาหารจะกินก็ไม่มีนะครับ ทำไมท่านไม่เอาเงินตรงนี้ประหยัดไว้ เพื่อเอาไปช่วยเหลือประชาชน อยากจะให้ท่านประธานกรรมาธิการตอบ ไม่อยากจะฟัง พวกคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ตอบในสภาครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอ ถามรอบเดียวเลยครับ จะได้ให้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากตอบรอบเดียวเลยครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ก็ขอทวงคำถามด้วยเช่นกันครับ ตอนที่ผมอภิปรายไปว่าการเช่ารถของกองทัพบก ๓๑๙ คันนั้น เมื่อปี ๒๕๖๔ มีการของบมา เกินราคากลางหรือไม่ ผมคิดว่าตอนที่ผมอภิปรายท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ค่อนข้างตั้งใจฟังผมนะครับ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ แล้วผมก็ต้องบอกตามตรงว่าเป็น ส.ส. สมัยแรกก็จริง แต่อยู่มา ๓ ปีผมก็ยังไม่เคยเห็นวิธีการชี้แจงของกรรมาธิการเสียงข้างมาก แบบนี้นะครับที่บอกว่ามีอยู่แล้วไปหาเอาเอง ผมไม่เคยเจอจริง ๆ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่าน สรวุฒิครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณนะครับ ผมเองต้อง กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้กรุณาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อ การทำงานของพวกเราอย่างยิ่งครับ เมื่อสักครู่ท่านยุทธพงศ์ได้พูดถึงว่าเรียกร้องให้ ท่านประธานกรรมาธิการ คือท่านอาคม ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ตอบคำถามนะครับ แล้วท่าน ก็ยังสำทับอีกทีว่าไม่อยากให้คนที่ไม่เป็น ส.ส. มาตอบในสภาแห่งนี้ ผมก็เอาเรื่องนี้ก่อนครับว่าตกลงท่านอาคมตอบได้หรือไม่ได้ เพราะท่านเป็นรัฐมนตรี ท่านไม่ได้เป็น ส.ส. นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ใช้สิทธิพาดพิงครับ เอ่ยชื่อผมครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ คือผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพนะครับว่าผมอยากจะให้ท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญ คือท่านอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งท่านเป็นบุคคลสำคัญ แล้วก็เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานนะครับ ให้ตอบคำถามผม ไม่ใช่ให้กรรมาธิการ ไอ้พวกเปลี่ยนพรรคไปเปลี่ยนพรรคมา แล้วก็ไม่ได้เป็นผู้แทน มานั่งชูคอในสภาก็ถือว่า บุญแล้วนะครับ มาตอบ🔗
อย่าเสียดสีครับ🔗
ซึ่งผมไม่อยากจะได้ยินครับ ท่านประธาน เพราะผมเป็น ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนบ้านผมทางอีสานเขากำลัง เดือดร้อน กำลังอดอยาก วัคซีนก็ไม่มี อาหารก็ไม่มี อยากจะให้นายอาคมตอบ นายอาคม ไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่สำคัญ ผมระบุตำแหน่งประธานให้ตอบครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ ผมกราบขออภัยครับ พอดีเมื่อสักครู่ไม่ได้มีเจตนาที่จะก้าวล่วงหรือว่าจะคาดคั้นอะไรกับ ท่านยุทธพงศ์ครับ ผมเองจะตอบคำถามท่านสมาชิกโดยรวมนะครับ เนื่องจากมาตรานี้ เป็นมาตรา ๘ ซึ่งมีท่านสมาชิกได้ให้ความสนใจจำนวนมาก แล้วผมก็ต้องยอมรับว่าในฐานะ ที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งรู้สึกยินดีที่เรามีผู้แทนราษฎรที่มีคุณภาพ ข้อมูลที่ท่าน พูดมาบางส่วนนั้นเป็นข้อมูลที่ตรงครับ แล้วผมก็ยอมรับว่าในการทำงานของปีต่อ ๆ ไป พวกเราในฐานะสมาชิกสภาต้องปรับปรุงครับ แต่เรื่องหลักเรื่องหนึ่งที่ผมอยากกราบเรียนกับ ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกก็คือท่ามกลางวิกฤติมากมายของประเทศเรา หน่วยงาน กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานที่ได้รับการเพ่งเล็งมากที่สุด ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า งบประมาณ ๙๒,๕๐๐ ล้านบาทเศษ ในมาตรา ๘ แล้วบางส่วนที่ไปอยู่ในมาตราอื่นอีก กระทรวงกลาโหมโดยการปรับลดงบประมาณทั้งในส่วนของกรรมาธิการเอง แล้วก็สำนัก งบประมาณเองมีน ้าหนักที่เป็นเนื้อเงินหรืองบประมาณนั้นมากที่สุดครับ แล้วถ้าไปคิดเรื่อง อัตราส่วนโดยเปรียบเทียบกับจำนวนคำของบประมาณนั้นก็ยังมากที่สุดเช่นเดียวกันครับ ผมคิดว่าทุกท่านคงไม่ปฏิเสธว่าภารกิจของความมั่นคงของประเทศนั้นสำคัญ ผมขอใช้เวลา สั้น ๆ ว่าภารกิจของประเทศนั้นมันไม่ได้จบแค่นี้ครับ เราเองเรียกร้องให้ใช้งบประมาณ อย่างคุ้มค่า เรื่องโควิด (COVID) แต่เมื่อจบโควิด (COVID) แล้วอย่างไรต่อครับ คาดการณ์ว่า ประเทศไทยนั้นมีการระบาดในระลอกที่ ๔ นี้ช้ากว่าอินโดนีเซีย ๒ เดือน ช้ากว่ามาเลเซีย ๑ เดือน ดังนั้นการระบาดในระลอกที่ ๔ นั้น แม้ว่าระลอกที่ ๑ ระลอกที่ ๒ ระลอกที่ ๓ นั้น ประเทศไทยได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเรามีการป้องกันโรคระบาดได้ดีต้น ๆ ของโลกนะครับ แต่เมื่อระลอกที่ ๔ นั้น แม้ประเทศที่ฉีดวัคซีนที่ยอมรับว่าเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง คือเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) นั้นก็ยังหนีไม่พ้นในการติดนะครับ อย่างสหรัฐอเมริกาเองทุกวันนี้ ติดกัน ๗ วัน โดยค่าเฉลี่ยทุกวัน วันละ ๑๔๔,๐๐๐ คน โดยเฉลี่ย ประเทศเขาได้รับวัคซีนเข็ม แรกอย่างน้อย ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร ซึ่งล้วนเป็นไฟเซอร์ (Pfizer) โมเดอร์นา (Moderna) ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนท่านสมาชิกอย่างนี้ครับว่า คำถามข้อแรกว่าทำไมกองทัพถึงต้องปรับตัว เราก็เห็นกันอยู่แล้วว่ากองทัพก็ปรับตัวมาตลอด การลดกำลังพลในปีนี้ลดจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ลงเหลือประมาณ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ โครงสร้าง ต่าง ๆ ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ก็ลดมาเป็นลำดับ มีการปรับลดงบประมาณโดยนัยสำคัญ ทุกส่วน เป้าหมายที่กองทัพจะลดให้ถึงภายในเวลาอันสั้น ก็คือ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ยังเหลือ เป้าหมายอีกนิดหน่อยที่พวกเราต้องช่วยกัน ผมเองขอกราบเรียนอย่างนี้ว่าทุกส่วนสำคัญครับ อำนาจการต่อรองของประเทศนั้นก็มีความจำเป็นไม่น้อยกับการป้องกันประเทศด้านอื่น การที่มีผู้เสียสละมากมายในภาวะนี้แล้วจ้องจะหาสิ่งที่เราโจมตีได้ง่าย หาสิ่งที่เรา พูดแล้วทุกคนเชื่อถือได้ว่าเป็นความผิดจริงนั้นง่ายดายครับ แต่จะหาคนที่เข้าใจว่า จริง ๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นก็เป็นเรื่องลำบากเช่นเดียวกัน ผมกราบเรียนท่านสมาชิก ๒ ท่านครับ คือท่านพิจารณ์และท่านศิริกัญญาว่า ถ้าเราเห็นว่าเราพิจารณางบประมาณ ในห้องงบประมาณอย่างไร เราก็จะเข้าใจครับว่าบางส่วนมันเป็นเรื่องขีดความสามารถใน การป้องกันประเทศครับ ถ้าข้อมูลเหล่านี้ถูกหลุดไป ไม่ว่าโดยวิธีใดผมคิดว่ามีปัญหาแน่นอน เราก็จะเห็นว่ากองทัพบก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ เวลามาพิจารณาทุกคนก็จะมีเล่มคุมครับ สมมุติว่าเขาแจกอยู่ในกรรมาธิการ ๗๒ เล่ม เขาก็จะมีเลขไล่ไปว่า ๑/๗๒ ยันไปถึง ๗๒/๗๒ เอกสารนั้นถูกแจกในห้องประชุมแล้วก็ถูกเก็บกลับคืนครับ เพราะฉะนั้นเมื่อการปรับลดก็ใช้ มาตรฐานเดียวกัน เราปรับลดกองทัพบกปรับลด ๑,๑๐๐ ล้านบาทนะครับ ท่านพิจารณ์ ทราบดีเพราะท่านพิจารณ์เป็นกรรมาธิการกับผม วันนั้นเราก็พูดกันแล้วว่าถึงตัวเลขปรับลด กันมาโดยเหตุโดยผลจนกระทั่งถึงตัวเลขประมาณพันล้านบาท แล้วผมเองเข้าใจว่าวันนั้นมี การพิจารณาหน่วยงาน ๖ หน่วยงาน เราก็บอกว่าเวลาเราจะไม่ทันแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ บอกว่ากองทัพบกรับได้ไหมถ้าจะขอปรับ ๑,๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงพอสมควร เมื่อเทียบกับตัวเลขที่เขาโดนปรับลดมาแล้ว เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าเมื่อประมวลเหตุผลทุกอย่างแล้วขอยืนตามมติกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ คือขอให้คงมาตรานี้ไว้เหมือนเดิม ขอบคุณครับ🔗
พอแล้วครับ ท่านพิจารณ์มีอะไรครับ เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ผม พิจารณ์ พรรคก้าวไกล แบบบัญชีรายชื่อ ขอบพระคุณครับท่านกรรมาธิการสรวุฒิ ที่กรุณาชี้แจงนะครับ ผมเรียนท่านด้วยความเคารพครับ ผมถามท่านในส่วนของกองทัพบก ผมไม่ถามกองทัพอากาศ เพราะกองทัพอากาศชัดเจนว่าตัดโครงการใด เราตัดกองทัพอากาศ ในห้อง ๕๖๐ ล้านบาทชัดเจน เป็นโครงการผูกพันต่อเนื่องในปี ๒๕๖๔ ๓ โครงการ ไม่ต้องถามท่านซ ้า แต่กองทัพบก ๑,๑๐๐ ล้านบาทไม่ทราบครับว่าตกลงแล้วไปตัดอะไร ผมก็คาดหวังจะมาดูในเล่มเอกสารที่เข้าสู่การพิจารณาในสภานะครับ ก็อย่างที่ตั้งคำถามไปก็ ไม่เป็นอะไรครับท่าน ผมเข้าใจว่าการตัดลดงบประมาณบางครั้งก็อาจจะมีการพิจารณาเป็น ตัวเลข เป็นตัวเงิน โดยที่ไม่ได้ดูว่าเป็นโครงการใด ก็คงจะต้องเรียนต่อท่านประธาน แล้วก็ฝากไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่าการพิจารณางบประมาณของสภาแห่งนี้ ก็เรียกร้องที่เราจะต้องทำงานให้โปร่งใสยิ่งขึ้นนะครับ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในการตัดงบประมาณ หากเราตัดเพียงแต่เป็นเปอร์เซ็นต์แบบนี้ เป็นยอดเงินแบบนี้โดยไม่ได้ดูในรายละเอียดของ โครงการไม่ใช่เฉพาะกระทรวงกลาโหมนะครับ แต่กระทรวงอื่น ๆ ด้วยก็อาจจะมีผลกระทบ ต่อพี่น้องประชาชนซึ่งเราเป็นตัวแทนของพวกเขาได้ ผมพอเข้าใจแล้วครับว่าจากคำชี้แจง ผมคงจะไม่ได้คำตอบในวันนี้ ก็ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านประธานครับ ผม สรวุฒิครับ ผมขอบคุณนะครับท่านกรรมาธิการทุกท่านอีกครั้ง ขออนุญาตชี้แจงให้ชัดเจนครับว่า กระบวนการบางส่วนเวลาเราพิจารณาข้อมูลในชั้นอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์และไอซีที (ICT) นั้น เนื่องจากเรามีเวลาจำกัด แต่คือไม่ใช่ว่าไม่เป็นอุปสรรคสำหรับการพิจารณา ในส่วนของ กองทัพบกของบประมาณมาเป็นหมื่นล้านบาทครับ รายการนี้เรียกว่าเอกสารประมาณ ๕ ตั้ง ที่เป็นเอกสารแฟ้มหนาประมาณ ๑๒ เซนติเมตร เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามีจำกัดอยู่ประกอบ กับผมเองก็ได้ให้ท่านสมาชิกอภิปรายอย่างเต็มที่ทุกท่านนะครับ ท่านที่อยู่ในห้องนั้นที่ไป สังเกตบรรยากาศอาจจะยืนยันข้อมูลนี้ได้ แล้วก็ยืนยันว่าเวลาเราปรับเหมือนที่ ท่านพิจารณ์บอกครับ ซึ่งถือว่าตรงมากก็คือ เราอาจจะปรับในภาพรวม เช่น เราไม่สามารถ ตกลงกันในรายการได้ เพราะว่าเราไม่สามารถไล่จำนวนเป็นพัน ๆ รายการได้ภายในเวลา อันสั้น ดังนั้นสิ่งที่พวกเราเลือกทำ ก็คือปรับลดโดยรวมแล้วก็ให้หน่วยงานไปพิจารณาเอง ครับว่าอะไรจำเป็นสำหรับเขา อะไรไม่จำเป็นสำหรับเขา เพราะฉะนั้นจึงเป็นตัวเลขที่ผม กราบเรียนที่ประชุมซึ่งตรงกันครับ ไม่ได้มีข้อขัดแย้งนะครับ ดังนั้นผมจึงขอให้ท่านประธาน ว่าผมขอยืนยันตามมติกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ คือขอให้คงมาตรา ๘ นี้ไว้ ปรับลด จำนวนที่ปรับลดไว้นะครับ ขอบคุณครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ งบประมาณปี ๒๕๖๕ ท่านประธานครับ ยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลยครับ เรื่องที่กองทัพเรือ ไปซื้อโดรน (Drone) จากประเทศจีน ๓ ลำ ๔,๑๐๐ ล้านบาท ท่านประธานอาคมยังไม่ตอบ ผมเลย ถ้ายังไม่ตอบว่ามันมีเหตุผลความจำเป็นอะไรเพราะว่ามันเป็นรายการใหม่ ทำไมท่าน จำเป็นอย่างไร มันสำคัญกว่าวัคซีนสำคัญกว่าความอดอยากของพี่น้องแถวบ้านผมทาง ภาคอีสานไหม ถ้าท่านอาคมยังไม่ตอบนี้มอบให้ท่านดอกเตอร์สันติ พร้อมพัฒน์ ท่านตอบให้ ผมหน่อย ให้ผมได้ชื่นใจหน่อยครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่าน ส.ส. ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ท่าน ส.ส. พิจารณ์ ตามที่ท่านอยากทราบว่า คณะกรรมาธิการได้ตัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศว่ามีรายการใดบ้าง ผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ ในฐานะรองประธาน กรรมาธิการ ได้รับมอบหมายจากท่านประธาน ซึ่งการพิจารณางบประมาณนั้นผมเป็น ตัวแทนของท่านประธานที่นั่งประชุมอยู่ในห้องใหญ่เกือบจะตลอดเวลา เพราะฉะนั้นผมจึง ได้รับการมอบหมาย ผมขอกราบเรียนว่าการตัดงบประมาณของกองทัพบก กองทัพบกได้รับ งบประมาณ ๓๙,๖๙๔ ล้านบาท ถูกปรับลดไป ๑,๔๘๐ ล้านบาท แล้วก็มีรายละเอียด เป็นจำนวนมาก อยู่ในหน้า ๒-๓ ของหนังสือเล่ม ๓ (๑) รายการปรับลด ก็มีรายการ เป็นจำนวนมาก ส่วนของกองทัพเรือ ๑๘,๖๓๒ ล้านบาท ได้ปรับลดไป ๙๙๖,๘๘๐,๐๐๐ บาท อยู่ในหน้า ๒.๕ ส่วนกองทัพอากาศได้รับงบประมาณ ๒๔,๙๓๒ ล้านบาทเศษ ถูกปรับลดไป ๖๑๐ ล้านบาท รายละเอียดปรากฏตามเล่มหน้า ๒-๗ ก็จึงกราบเรียน ท่านยุทธพงศ์ได้โปรดทราบ ขอบคุณครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย คือท่านประธานครับ ผมถามว่าทำไมกองทัพเรือถึงต้องไปซื้อโดรน (Drone) จากประเทศจีน ๓ ลำ ลำละ ๑,๔๐๐ ล้านบาท ๔,๑๐๐ ล้านบาท ในขณะนี้มีความจำเป็นอย่างไร ผมถาม ไม่ตรงคำตอบของท่านดอกเตอร์สันติ หรือดอกเตอร์สันติตอบไม่ตรงคำถามผมครับ ผมถาม แค่นี้ว่ามันมีเหตุผลความจำเป็นอะไร ท่านก็บอกเลยว่าโดรน (Drone) จากประเทศจีน ๓ ลำ ๔,๑๐๐ ล้านบาท ถ้ามันฆ่าโควิด (COVID) ผมจะยกมือให้เลย เพราะว่าผมไม่ได้ถามว่า ท่านไปตัดลดกองทัพบกเท่าไร กองทัพเรือเท่าไร กองทัพอากาศเท่าไร ผมถามว่ามัน จำเป็นอย่างไร ในสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังอดอยากกำลังเดือดร้อน ทำไมท่านต้องไปซื้อ โดรน (Drone) จากประเทศจีน ๓ ลำ ๔,๑๐๐ ล้านบาท ทำไมไม่ปรับลดตรงนี้ออกไป ท่านตอบฟันธงมาเลยครับ แค่นี้ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่าน ส.ส. ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส. จังหวัดมหาสารคามนะครับ ท่านได้ถามผม ซึ่งผมก็ต้อง ขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมเป็นรองประธานกรรมาธิการอย่างที่ผมได้กล่าวให้ท่านทราบแล้ว ผมเป็นพลเรือน แต่ผมทราบดีว่าทางกองทัพเรือมีภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการเฝ้าน่านน ้า ของประเทศไทย น่านน ้าของประเทศไทยนั้นเรามีด้ามขวาน ซึ่งมีน่านน ้าที่ติดกับฝั่งทะเล ถึง ๔,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ดังนั้นภารกิจของกองทัพเรือจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้โดรน (Drone) ที่มีประสิทธิภาพสูง ท่านทราบไหมครับว่าโดรน (Drone) ที่กองทัพเรือซื้อนั้นเป็นโดรน (Drone) ประเภทไหน พอท่านพูดว่าโดรน (Drone) พี่น้องประชาชนก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นโดรน (Drone) ลำเล็ก ๆ ที่เล่นกันอยู่ แต่แท้ที่จริงไม่ใช่ โดรน (Drone) ที่ว่านั้นเป็นโดรน (Drone) เสมือนหนึ่ง เครื่องบินที่หลายคนขับ สามารถที่จะตรวจน่านน ้าของประเทศไทย ตรวจเรือที่ได้ประกอบ ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายจำนวนมากมาย เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วก็ต้องบอกว่ามี ความจำเป็น ผมเองนั้นเป็นรัฐมนตรีซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็ดูแล กำกับกรมศุลกากร เราทราบครับว่ามันมีสิ่งผิดกฎหมายจำนวนมาก เพราะฉะนั้นเราก็ต้อง อาศัยกองทัพเรือที่จะไปปกป้องไปดูไปตรวจสิ่งเหล่านี้เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่าการซื้อ โดรน (Drone) ที่เสมือนหนึ่งเครื่องบินไร้คนขับแล้วก็ควบคุมอยู่ในเรือหรืออยู่ที่ฐานมี ความจำเป็น แล้วผมก็ชื่นชมกองทัพเรือที่ได้ตัดสินใจซื้อ แล้วก็ได้ทำการเฝ้าระวังชายฝั่งของ เราจำนวนมาก ก็ขอขอบคุณท่านยุทธพงศ์ที่ได้ให้ความสนใจ ขอบคุณครับ🔗
พอแล้ว กระมังครับท่านพิจารณ์🔗
ท่านประธานครับ ผมพิจารณ์นะครับ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมไม่ได้จะต่อล้อต่อเถียงอะไรครับ ท่านประธาน เพียงแต่ว่าเมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการ ท่านดอกเตอร์สันติได้กรุณาได้ตอบโดยที่ อ้างอิงถึงข้อมูลที่อยู่ในเล่ม ๆ นี้ ผมก็คือแค่จะเรียนต่อท่านประธานว่าเล่ม ๆ นี้ผมดูแล้ว แต่มันไม่ใช่คำตอบที่เราเรียนถาม เล่ม ๆ นี้ที่มีรายละเอียด อันนี้คือเล่มในอนุกรรมาธิการ มีรายละเอียดของโครงการ มีโครงการทั้งหมด แล้วก็ถูกปรับลดไป ๖๐๐ กว่าล้านบาท ในโครงการผูกพัน ผมก็ถามง่าย ๆ ว่าที่มันมีอยู่เกือบ ๒๐ กว่าโครงการ ๖๐๐ กว่าล้านบาท ไปตัดโครงการไหน แต่ว่าไม่เป็นอะไรครับ ผมไม่ได้ทวงคำตอบ แต่เพียงแต่ว่าจะต้องทำ ความเข้าใจ ไม่เช่นนั้นแล้วถ้าพี่น้องประชาชนทางบ้านฟังแล้วจะเหมือนว่าผมไม่ได้อ่าน เอกสารหรืออย่างไรครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีอาคม คำถามที่ค้างคาอยู่ ไม่ว่าฝ่ายค้านค้างคาอยู่นี้ มีท่านศิริกัญญา ท่านปกรณ์วุฒิ ท่านพิจารณ์ ท่านยุทธพงศ์ ถ้าท่านมีคำตอบก็ตอบผ่านมาทางผมได้นะครับ เราจะขอมติแล้วครับ🔗
ต่อไปเป็นการถามมตินะครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการได้มี การแก้ไข ดังนั้นผมต้องถามมติว่าท่านจะเห็นด้วยว่าควรจะต้องมีการแก้ไข หรือท่านว่า ไม่ต้องมีการแก้ไข ร่างเดิมตามวาระที่ ๑ ดีอยู่แล้วไม่ต้องแก้ไข อันนั้นก็คือไม่เห็นด้วยนะครับ ก่อนจะลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับครับ🔗
เชิญท่าน สมาชิกเข้ามาในห้องประชุมนะครับ ท่านยุทธพงศ์ ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือที่แจกท่านสมาชิกในกรณีที่คนขับรถหรือเจ้าหน้าที่ของพวกเราต้องเดินทาง หลังจากสามทุ่ม ทุกท่านได้รับหรือยัง ท่านสมาชิกได้รับไหมครับ ถ้าใครยังไม่ได้รับยกมือ นะครับ จะได้ให้เจ้าหน้าที่แจก หนังสือติดรถไว้นะครับ ไว้ให้เจ้าหน้าที่ไว้ให้คนขับรถ เจ้าหน้าที่ช่วยแจกด้วยนะครับ ถ้าใครยังไม่ได้รับยกมือไว้นะครับ เจ้าหน้าที่จะได้ช่วยแจกครับ ก่อนลงมติขอให้ทุกท่านได้แสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ ขอเชิญทุกท่านใช้สิทธิ แสดงตนได้ เชิญเสียบบัตร กดปุ่มครับ🔗
แสดงตน ครบทุกท่านไหมครับ ถ้าครบแล้วปิดการแสดงตนนะครับ มีท่านสมาชิกได้แสดงตนใน ห้องประชุม ๓๔๑ ท่าน เป็นการครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไป ผมจะถามมติว่าท่านสมาชิกท่านใดเห็นควรให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิก ท่านใดเห็นควรว่าไม่ต้องมีการแก้ไข คือให้คงไว้ตามร่างเดิม โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใด งดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ด้วยครับ ใช้คำถามตามท่านปกรณ์วุฒิแนะนำเลยครับ คือเห็นควรมีการแก้ไข ก็คือ เห็นด้วย ถ้าเห็นควรไม่มีการแก้ไข ก็คือ ไม่เห็นด้วย นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วาโย ๓๒๖ เห็นด้วยครับ🔗
เห็นด้วย นะครับ ลงมติครบทุกท่านหรือยังครับ ถ้าครบขอปิดการลงคะแนนนะครับ มีท่านสมาชิก ๓๕๑ ท่าน ลงมติเห็นด้วย ๓๔๑ บวก ๑ เป็น ๓๔๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๖ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่านนะครับ🔗
มติที่ประชุม เห็นด้วยว่าควรจะมีการแก้ไข🔗
ต่อไปจะถามมติว่าจะแก้ไขกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ หรือจะแก้ไขที่ แตกต่างจากกรรมาธิการเสียงส่วนที่แก้ไขมา คือเห็นด้วยกับผู้ขอสงวนนะครับ ขอตรวจสอบ องค์ประชุมอีกครั้งนะครับ🔗
เชิญกดบัตรแสดงตน เสียบบัตรและกดแสดงตนนะครับ🔗
ขอปิด การแสดงตนนะครับ มีท่านสมาชิกแสดงตน ๓๒๘ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไป ผมจะถามมติว่าท่านจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ หรือจะเห็น แตกต่างนะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นต่างจากการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็คือเห็นด้วยกับผู้ขอสงวนคำแปรญัตติ ผู้ขอสงวนความเห็น โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้างดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ให้ด้วยนะครับ เชิญลงคะแนนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วาโย ๓๒๖ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
นายแพทย์วาโย ไม่เห็นด้วย นะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ผลการลงคะแนนมีท่านสมาชิก เห็นด้วย ๒๒๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๒๒ ท่าน งดออกเสียงไม่มี ไม่ลงคะแนน ๓ ท่าน ดังนั้นมติ ของที่ประชุม เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่นะครับ ขอเพิ่ม ท่านนายแพทย์วาโยอีก ๑ นะครับ ไม่เห็นด้วย เป็น ๑๒๓ ท่านนะครับ🔗
เป็นการจบ มาตรา ๘ นะครับ มาตรา ๙ ไว้พิจารณากันในการประชุมครั้งต่อไป คือวันพรุ่งนี้ ขอให้มา ลงนามเข้าประชุมด้วยนะครับ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา วันนี้ขอปิดประชุมครับ ขอบพระคุณครับ🔗