รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๑๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
ณ อาคารรัฐสภา
--------------------
แจ้งท่าน สมาชิกครับ ขณะนี้เวลา ๐๙.๔๐ นาฬิกา ผ่านหรือว่าถึงเวลาที่เราได้นัดหมายให้มีการเปิด ประชุมของวันที่ ๒ แล้วนะครับ แต่เนื่องจากว่าขณะนี้ท่านสมาชิกของเรากำลังเดินทางมา องค์ประชุมยังไม่ครบ ฉะนั้นผมจะเปิดประชุมก็ต่อเมื่อองค์ประชุมครบนะครับ ฉะนั้นจึงขอ แจ้งให้ท่านสมาชิกได้รับทราบนะครับ🔗
เรียนท่าน สมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๒๔๙ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเปิดการประชุม และดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุม ครั้งที่แล้วนะครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ จากการประชุมครั้งที่แล้ว ที่ประชุมได้พิจารณาในวาระที่ ๒ โดยเริ่มพิจารณาตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วเรียงตามลำดับมาตราจนจบมาตรา ๘ ประธาน ของที่ประชุมในขณะนั้นคือท่านรองสุชาติ ตันเจริญ ได้สั่งปิดการประชุม ดังนั้นในวันนี้ผมขอ ดำเนินการต่อเลยนะครับ🔗
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่🔗
ในช่วงที่ คณะกรรมาธิการกำลังจะเข้าประจำที่นะครับ ผมขออนุญาตแจ้งท่านสมาชิกให้ได้ทราบ นิดหนึ่งนะครับว่าเรื่อง สรุปเวลาการอภิปรายการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ดังนี้ ระยะเวลาการอภิปรายที่ใช้ไปทั้งหมด เมื่อวานนี้ใช้เวลาไป ๑๐ ชั่วโมง ๙ นาที ๒๐ วินาที พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลใช้เวลาไป ๔๖ นาที ๔๕ วินาที เวลาพรรคร่วมฝ่ายค้านใช้เวลาไป ๔ ชั่วโมง ๖ นาที ๒๗ วินาที เวลา คณะกรรมาธิการใช้เวลาไป ๓ ชั่วโมง ๕๑ นาที ๕๗ วินาที เวลาประธานใช้เวลาไป ๑ ชั่วโมง ๒๔ นาที ๑๑ วินาที จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมได้รับทราบนะครับ ท่านพิจารณ์มีอะไรหรือครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อยากจะขออนุญาตปรึกษาหารือ ท่านประธานสักครู่หนึ่งก่อนที่ทางกรรมาธิการจะเริ่มชี้แจงนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ในส่วนของพรรคก้าวไกลที่ได้มีการอภิปรายแล้วก็ได้แสดงสไลด์ (Slide) ประกอบการอภิปราย ปรากฏว่าก็มีหลายท่านรวมถึงตัวผมเองด้วยที่ตัวสไลด์ (Slide) ถูกปรับเปลี่ยนถูกทำภาพให้เบลอ (Blur) ถูกเปลี่ยนให้เป็นสีขาว-ดำ รวมถึงบางท่าน ส.ส. ณธีภัสร์ที่ไม่สามารถที่จะขึ้นสไลด์ (Slide) ได้ ตรงนี้ก็อยากจะเรียนถามท่านประธาน เพื่อจะเป็นแนวทางปฏิบัติ อย่างกรณีที่มีรูปภาพของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ทาง เจ้าหน้าที่ก็บอกไม่สามารถที่จะขึ้นรูปหน้าได้ แต่ในขณะที่บางพรรคการเมืองซึ่งผม ขออนุญาตที่จะไม่ไปเอ่ยถึงนะครับ ก็ขึ้นภาพของ พลเอก ประยุทธ์ ก็สามารถขึ้นได้ โดยไม่ต้องคาดตา แต่ในส่วนของพรรคก้าวไกลนั้นทำไม่ได้ ซึ่งตรงนี้เท่าที่ผมรับทราบมา ถ้าไม่ถูกต้องต้องกราบขออภัย แต่ผมเข้าใจว่าเป็นท่านประธานศุภชัยที่ท่านได้กรุณา เป็นคนดูสไลด์ (Slide) ในส่วนนี้ ก็เลยอยากจะสอบถามแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง แล้วก็ หลักเกณฑ์คืออะไร แล้วก็ท่านอาศัยข้อบังคับ ผมเข้าใจว่าเป็นอำนาจของท่านประธาน อยู่แล้ว แต่ว่าในรายละเอียดภาพไหนขึ้นได้ ขึ้นไม่ได้ ท่านใช้การวินิจฉัยอย่างไร เพราะว่าเมื่อวานนี้ที่ผ่านมาผมไม่แน่ใจว่าท่านได้ใช้บรรทัดฐานเดียวกันกับทุกพรรคการเมือง หรือเปล่า ขอบพระคุณครับ🔗
ขออนุญาต เรียนตอบท่านพิจารณ์นะครับ ตอบคำถามแรกว่าใช้มาตรการหรือบรรทัดฐานเดียวกัน ทุกพรรคการเมืองหรือเปล่า ก็ตอบว่าใช้บรรทัดฐานเดียวกันทุกพรรคการเมือง ไม่ใช่ ทุกพรรคการเมืองครับ ทุกสมาชิกที่จะอภิปราย ซึ่งเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง เรื่องที่ ๑ นะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ไม่เคยมีคำสั่งให้เบลอ (Blur) ภาพของท่าน พลเอก ประวิตร หรือของท่านใดท่านหนึ่ง เว้นแต่เป็นเรื่องที่มันจะสะท้อนออกถึงความรุนแรง ถึงความ เสียหายที่จะผิดข้อบังคับ เจ้าหน้าที่ก็จะเสนอขึ้นมา อยากจะเรียนท่านพิจารณ์ และท่านสมาชิกทราบครับว่าการตัดสินใจของผมว่าให้สไลด์ (Slide) ใด ภาพใดผ่าน หรือไม่ผ่านนั้นผมไม่ได้วินิจฉัยเพียงคนเดียว ผ่านการกลั่นกรองของเจ้าหน้าที่สำนัก การประชุม แล้วมาที่ฝ่ายกฎหมายเขาจะมีการตรวจสอบกับข้อบังคับอย่างละเอียดรอบคอบ เรื่องนี้ผมระวังอยู่แล้วนะครับ ผมระมัดระวังอยู่แล้ว ฉะนั้นอย่างเรื่องของท่านณธีภัสร์ ใช่ไหมครับที่พูดถึงเมื่อกี้นี้ ก็ต้องกราบขออภัยที่ไม่อาจเอาสไลด์ (Slide) ออกมาฉายได้ เนื่องจากว่าเอาภาพที่เกี่ยวข้องที่จะพูดถึงสถาบัน ซึ่งมันเป็นเรื่องเสี่ยงและหมิ่นเหม่ต่อการที่ จะผิดข้อบังคับ แต่ผมไม่ได้ห้ามท่านสมาชิกพูด ฉะนั้นสังเกตที่ท่าน ส.ส. ณธีภัสร์ใช่ไหม ต้องขออภัยถ้าเอ่ยผิด ในขณะที่ท่านอภิปรายท่านได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวข้องกับตัวเลข เกี่ยวข้องกับงบประมาณ ซึ่งผมเป็นประธานนั่งในที่ประชุมก็ไม่ได้ไปเบรก ไม่ได้ไปแตะต้อง ไม่ได้ไปเตือนอะไรท่านเลย ถือว่าท่านอภิปรายได้ดีมากนะครับ ซึ่งไม่ไปเกี่ยวข้องแต่ภาพ มันออกมาอีกแบบหนึ่ง ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ได้ดูแล้ว ตรวจสอบแล้ว วินิจฉัยแล้วผมจึงไม่ได้ อนุญาตตามข้อเสนอของทั้งเจ้าหน้าที่สำนักการประชุมและฝ่ายกฎหมายเสนอขึ้นมา เรียนให้ ท่านทราบนะครับ ขอยืนยันนะครับว่าให้ความเป็นธรรมกับทุกท่านทุกคนครับ ต่อไปขอเชิญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการอ่านมาตรา ๙ ครับ🔗
ท่านประธานคะ🔗
ท่านมนพร มีอะไรครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพคะ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันต้องถือโอกาส ลุกขึ้นมาขอบคุณทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่เมื่อวานนี้ท่านได้ออกหนังสือ เรื่องอนุญาตให้สมาชิกได้เดินทางในช่วงของเวลาเคอร์ฟิว (Curfew) ทำให้พวกเราสามารถ เดินทางกลับโดยสะดวก แม้กระทั่งการเดินทางที่จะต้องกลับบ้านต่างจังหวัดค่ะ แต่ขณะนี้ค่ะ ท่านประธาน สมาชิกที่อยู่จังหวัดไกล ๆ ทุกภาคของประเทศไทยเรามีปัญหาเรื่องของ การเดินทางที่จะต้องกลับภูมิลำเนา นั่นก็คือการเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะว่าระยะเวลา ที่เราจะต้องประชุมก็คืออาจจะยาวไปกระทั่งถึงวันเสาร์ และเราก็ต้องเดินทางกลับมาในช่วง วันอังคารหรือวันพุธ ก็อยากจะให้ทางท่านประธานได้ทำหนังสือหารือไปถึงการบินพลเรือน ว่าขออนุญาตให้มีการเปิดสายการบินบางจังหวัด อย่างเช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็อาจจะลงที่จังหวัดขอนแก่นหรือจังหวัดอุดรธานี ภาคเหนือก็อาจจะลงไปที่สนามบิน เชียงใหม่ ภาคใต้ก็อาจจะไปสนามบินสงขลาหรือจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งที่อำนวยความสะดวก ให้สมาชิกสามารถเดินทางได้โดยสะดวก ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณ ท่านมนพรครับ ก็รับทราบครับ ความจริงก็เห็นด้วยเพราะว่าทุกคนเดือดร้อนกันหมด ผมว่า พอแล้วนะครับไม่เปิดโอกาสให้มีการหารือ แต่ว่าบังเอิญเรื่องคุณมนพร เจริญศรี ได้พูด มันเกี่ยวข้องกับหนังสือขออนุญาตในการเดินทางของ ส.ส. เรา ท่านณัฐวุฒิพอแล้ว กระมังครับ🔗
นิดเดียวครับท่านประธาน เพื่อให้การประชุมในวันนี้กับพรุ่งนี้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยครับท่านประธาน ขออนุญาตครับ🔗
เชิญครับ สั้น ๆ นะครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ต้องขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้กรุณาให้รายละเอียดถึงการดำเนินการเมื่อวานนี้ในส่วนของท่าน ส.ส. พิจารณ์ แล้วก็ เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลครับ แต่เนื่องจากว่ามันยังมีอีก ๒ วันครับ ผมขออนุญาตขอความ ชัดเจนนิดเดียวครับเพราะว่าเมื่อวานท่านประธานท่านใช้คำว่าไม่ได้มีการสั่งให้เบลอ (Blur) ภาพ แต่เมื่อวานผมดูนะครับผมก็ไม่เคยเห็นสไลด์ (Slide) ที่ถูกเบลอ (Blur) มาก่อน นะครับ สไลด์ (Slide) สีสวยงามเลยครับเป็นข่าวดำ สไลด์ (Slide) รูปรถถัง ซึ่งผมก็พยายาม จะส่องว่ามันเป็นรถถังรุ่นใดก็จะได้ชัดเจนว่ามันถูกใช้ไปในการที่ประเทศเราซื้อมาจริงหรือไม่ ใด ๆ ก็ถูกเบลอ (Blur) ภาพ ฉะนั้นมันมีมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องครับ บางมาตราต้องพูดถึง นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ปรากฏท่านไม่ให้เบลอ (Blur) แต่บางมาตราอาจจะต้องพูดถึง รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร เมื่อวานก็มีการเบลอ (Blur) ภาพท่าน พลเอก ประวิตร ผมก็เลยไม่มั่นใจว่า เอ๊ะตกลงใครเป็นผู้นำรัฐบาลต่าง ๆ ฉะนั้นวันนี้กับพรุ่งนี้ที่มีมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องผมขอความชัดเจนนิดเดียวครับท่านประธานว่าตกลงการเบลอ (Blur) ภาพไม่ได้ เป็นคำสั่งหรือไม่ได้อยู่ในระเบียบข้อบังคับใด ๆ ใช่หรือไม่ครับ เพื่อว่าจะได้มีการกำชับไปยัง เจ้าหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันต่าง ๆ อันนี้ผมเข้าใจครับท่านประธาน🔗
อย่างที่ ผมเรียนไปแล้วนะครับ เดี๋ยวผมจะสั่งเจ้าหน้าที่ให้มีการตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งครับ เท่าที่ผมดูเมื่อวานตอนที่ผมไม่ได้ขึ้นบัลลังก์มีการอภิปรายเรื่องเรือดำน้ำก็เห็นรูป พลเอก ประวิตรออกชัดเจนมากเลยครับ เจ้าพ่อเรือดำน้ำ ผมก็ยังหัวเราะอยู่ ฉะนั้นไม่มีการสั่ง ให้เบลอ (Blur) โดยเด็ดขาด เว้นแต่มันเป็นเรื่องที่จะสะท้อนถึงความรุนแรง สะท้อนถึง พฤติกรรมที่มันไม่ค่อยเหมาะสม ไม่อยากให้ออกไปทางสังคมอะไรทำนองนี้ หรือเกี่ยวข้องกับสถาบันที่เราไม่อยากจะต้อง ดึงเข้ามายุ่งเกี่ยวกับทางการเมืองตรงนี้ ก็ต้องกราบขออภัยครับ ผมต้องยึดข้อบังคับครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ🔗
มาตรา ๙ งบประมาณรายจ่ายของ กระทรวงการคลังและหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๙ มีท่านกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ตอนนี้เสนอชื่อมา ๓ ท่านครับ มีท่านเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แล้วก็ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญท่านเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธานสภา ที่เคารพครับ สวัสดีครับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน องค์ประชุมครบก็ดำเนินการต่อไป รายละเอียด ของมาตรา ๙ กระทรวงการคลัง อยู่ในเล่มหน้า ๕๖ หน้า ๕๗ ที่ผมขอปรับลด แต่ท่านประธาน สืบเนื่องจากเมื่อวานมีเรื่องที่ต้องเรียนให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทราบ ผมกลับไปก็ตรวจดูว่าการปฏิบัติในห้องประชุมครบถ้วนถูกต้อง มีอะไรต้องแก้ไขปรับปรุง หรือไม่ แล้วก็มีข้อสังเกตซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้บ้าง ไม่ว่า จะเป็นเรื่องตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อความ หลักการดูงบประมาณผมได้อธิบายไว้ค่อนข้าง ชัดเจน งบการเงินดูอย่างไรผมก็ทราบ รายละเอียดปลีกย่อยแต่ละชั้น แต่ละรายละเอียดก็รู้ แต่เรื่องหนึ่งขออนุญาต สืบเนื่องจากเมื่อวานตั้งแต่เช้าของท่านประธานชวน แล้วก็เกี่ยวข้อง กับเพื่อนกรรมาธิการที่ไม่ได้เป็น ส.ส. และกรรมาธิการที่เป็น ส.ส. อภิปรายกันเสร็จ ท่านนำ ข้อความลงสื่อออนไลน์ (Online) ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ด้วยความหวังดีนะครับ ไม่ได้มีเจตนาเป็นอื่น ผมดูเฟซบุ๊ก (Facebook) พรรคเพื่อไทยก็มี ข้อความที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก การประชุมขณะนี้วาระที่ ๒ ไม่ใช่วาระที่ ๓ ท่านใส่เข้าไปครับ วาระที่ ๓🔗
ท่านเรืองไกรครับ เอาตรงประเด็นที่ท่านสงวนความเห็นเอาไว้นะครับ เข้าสู่ประเด็น🔗
ตรงนี้นิดเดียวท่านประธาน ตรงสงวนความเห็น สั้น ๆ ครับเพื่อให้เราเข้าใจว่า🔗
ถ้ามันเป็น เรื่องที่พาดพิงอะไรถึงท่าน ท่านบอกมาให้ชัดเจน ประธานจะได้อนุญาต🔗
ไม่ใช่เรื่องพาดพิงถึงผมครับ เป็นเรื่องการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับวาระเท่านั้นเอง แล้วไปลงว่าเป็นการพิจารณา วาระที่ ๓ วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕ อย่างนี้ผมว่าต้องแก้ไขนะครับ ทีมเทคนิค ผมเห็นด้วย กับการนำเสนอ แต่วันเวลาต้องแม่น ข้อมูลต้องชัด ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งครับ อันนี้เกี่ยวกับ พวกเรา ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว เฟซบุ๊ก (Facebook) พรรคเพื่อไทยขึ้นบอกว่างบกลางต้องใช้แก้โควิด (COVID) ซื้อวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ฉีดให้ประชาชน ลักษณะอย่างนี้ผมว่าสุ่มเสี่ยง อย่างไรก็ฝากเพื่อนสมาชิก ท่านประธานด้วย ช่วยคอยดู แล้วการนำลงอย่างนี้ผมว่ามันอาจจะมีปัญหาตามมาได้นะครับ ทีนี้ประกอบกับ เมื่อวานที่ท่านประธานชวนขึ้น แล้วก็ท่าน ส.ส. ยุทธพงศ์ได้พยายามจะตรวจสอบผม ผมให้ ความยินดีนะครับ แล้วก็ได้ไปแถลงข่าว บอกว่าเมื่อวันที่ ๑๖ ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. แล้ว🔗
ท่านเรืองไกรครับ🔗
ท่านประธาน นิดเดียวครับ ตรงนี้ เกี่ยวกับสภาเป็นญัตติครับ ผมร่างญัตติให้เรียบร้อย มารับไปนะครับ แล้วก็เข้าชื่อให้จบ ส่งศาลรัฐธรรมนูญครับ🔗
ท่านเรืองไกรครับ ขออนุญาตท่านเข้าสู่ประเด็นที่ท่านได้สงวนความเห็นเอาไว้นะครับ🔗
หมดแล้วครับ ตัวหนังสือผมทำ ให้แล้วนะครับ🔗
แต่ถ้าเรื่อง ใครจะไปโพสต์ (Post) อะไร อย่างไร ก็ขอให้เป็นความรับผิดชอบเฉพาะตัวบุคคลเขาไป เราไม่ต้องเอามาพูดในที่ประชุมแห่งนี้ให้เสียเวลานะครับ เชิญท่านเรืองไกรเข้าสู่ประเด็นเลย นะครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เข้าสู่ประเด็น ที่ท่านขอสงวนความเห็นปรับลดครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉัน ขออนุญาตค่ะ ท่านประธานมองเห็นไหมคะ ท่านประธานคะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ค่ะ ท่านประธานมองเห็นไหมคะ🔗
ผมได้ยินเสียง ท่าน ไม่รู้ท่านอยู่มุมไหน มองไม่เห็นครับ ขออนุญาตท่านเรืองไกรนะครับ คุณธีรรัตน์เชิญ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉัน เห็นว่าการที่ท่านกรรมาธิการเมื่อสักครู่ที่ได้เอ่ยพาดพิงไปถึงทางพรรคเพื่อไทยนะคะ ก็จะทำให้เป็นประเด็นข้อสงสัยให้กับพี่น้องประชาชนที่รับฟังการประชุมอยู่ทางบ้าน ณ ตอนนี้ ประเด็นที่มาพูดเมื่อสักครู่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา ถึงแม้ว่าจะบอกว่ามีการ เกี่ยวข้องกับวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ แต่ดิฉันคิดว่าเป็นหน้าที่ของทางพรรคการเมืองที่สามารถ จะทำได้ในการที่จะถ่ายทอดการประชุม หรือข้อเสนอแนะของพี่น้องสมาชิกให้กับพี่น้อง ประชาชนที่อยู่ทางบ้านได้รับทราบ อันนี้เราปิดหูปิดตากันไม่ได้ค่ะ ใครพูด ใครทำอะไร พี่น้องประชาชนอยากที่จะรับทราบ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าท่านเองที่เป็นกรรมาธิการ เมื่อสักครู่อาจจะเข้าใจหน้าที่ของแต่ละท่านผิดพลาดไปนะคะ ก็ขอให้ได้เข้าใจเสียใหม่ด้วย แล้วก็ไม่ควรที่จะกล่าวอ้างถึงพรรคอื่นในทางที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ความจริงผมก็ได้เตือนท่านเรืองไกรไปแล้วล่ะนะครับ เชิญท่านเรืองไกรครับ เข้าสู่ประเด็น เลยนะครับ มันจะได้ไม่มีกรณีข้อพิพาทกัน เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน เดี๋ยวส่งเอกสารให้ครับ ไม่เป็นอะไรครับ เดี๋ยวส่งให้คุณหมอด้วยนะครับ ประเด็นก็ทักทาย กันนิดหน่อยแต่เช้า ในหน้า ๕๖ ผมขอสงวนความเห็นปรับลดงบประมาณมาตรา ๙ กระทรวงการคลัง สำนักงานปลัด รายการค่าบริการสื่อสารโทรคมนาคม ๑๘ ล้านบาท ผมเห็นว่าตั้งไว้สูงเกินไป รายการต่อมาแผนงานยุทธศาสตร์ (๒) แผนงานยุทธศาสตร์ ในหมวดรายการค่าใช้จ่ายดำเนินงานระบบจีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) ๘ ล้านบาท เรื่องระบบ จีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) เราได้พูดกันในชั้นกรรมาธิการ ผมเคยให้ข้อสังเกต เพราะว่า ทุกหน่วยรับงบประมาณปัจจุบันใช้ระบบจีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ แล้วเป็นปัญหามาถึงปัจจุบัน งบการเงินของหน่วยรับงบประมาณทุกหน่วยจะเขียนไว้ว่า ใช้ระบบจีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) เริ่มต้นเมื่อปี ๒๕๔๘ เป็นนโยบายที่ดีครับของ อดีตนายกรัฐมนตรีท่านทักษิณ ชินวัตร แต่หน่วยรับงบประมาณทั้งหลายจะเขียนไว้ใน หมายเหตุเหมือนกันหมด ของสภาก็เป็น ใช้คำว่า โมดิฟาย แอกครูรอล เบสิส (Modified Accrual Basis) แปลง่าย ๆ ก็คือว่าเมื่อก่อนปี ๒๕๔๘ หน่วยรับงบประมาณเราใช้เกณฑ์ เงินสด เราไม่เคยบันทึกบัญชีทรัพย์สินถาวร บัญชีที่ดิน เสาไฟฟ้า รถ ยานพาหนะ อาวุธ ยุทโธปกรณ์ ไม่เคยบันทึก แต่เมื่อเราปรับมาใช้ระบบจีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) ถ้าผมจำไม่ผิด ตอนนั้นเวิลด์แบงก์ (World Bank) ให้มา ๑๐ ล้านเหรียญมาทำ แต่เป็นปัญหาทุกวันนี้ เพราะไม่ได้คัตออฟ (Cut_off) ครับ นักบัญชีรู้กันหมด นักสอบบัญชีรู้กันหมด ถ้าไม่ได้ คัตออฟ (Cut_off) ตัวเลขมันพัน เมื่อตัวเลขมันพันวันนี้ระบบนี้เป็นปัญหา และจะเป็นปัญหา อีก ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีนี่คือข้อสังเกตว่าระบบจีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) ควรปรับลด งบประมาณแล้วไปแก้ไขให้ถูกต้อง🔗
ในการรายงานงบการเงิน รัฐบาลเองก็ดี เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเอง ก็ดีควรจะเข้าใจว่าทำยอดยกมาแบบคัตออฟ (Cut_off) ตัวเลขทำอย่างไร ไม่ใช่วันนี้บอก บางรายการ ๕๐ ปีที่แล้ว แล้วไปหาเอกสารตรงไหน เพื่อนกรรมาธิการที่อยู่เวลาผมอ่าน งบการเงินให้ฟังแทบจะตามผมไม่ทัน เพราะว่าผมกำลังสรุปให้ฟังว่าตัวนี้ต้องแก้ไขปรับปรุง และตัวเลขที่ตั้งขึ้นมาถ้าทำต่อไปอย่างนี้นะครับ ไม่มีทางครับงบการเงินอย่างไรก็ทำไม่ได้ มันก็จะติดปัญหาติดเงื่อนไขทำรายการ รายการเดี๋ยวมีพักด้านเดบิต (Debit) พักด้านเครดิต นี่คือเหตุผลครับ ผมอยากจะสรุปให้ฟังว่าระบบจีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) ที่ดีต้องตั้งยอด ยกมา บรอจท์ ฟอร์เวิร์ด (Brought Forward) ณ ปี ๒๕๔๘ ให้ถูกต้อง ผมเห็นด้วยกับ นโยบายของอดีตท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเพื่อจะรู้ว่างบการเงินแผ่นดิน งบการเงินรวม ภาครัฐที่อยู่ในกฎหมายวินัยการเงินการคลังจะต้องทำอย่างไร แต่ต้องอธิบายให้ เพื่อนกรรมาธิการเพื่อนสมาชิกได้รับทราบว่าการที่จะให้แก้ไขงบการเงินให้มันถูกต้อง ไม่มี รายการค้าง ไม่มีรายการพัก ไม่ต้องให้ สตง. มาออกความเห็นว่าตรวจสอบไม่ได้ ไม่แสดง ความเห็น มีความเห็นอย่างมีเงื่อนไข ท่านประธานครับ รายการอื่น ๆ ขอให้เพื่อนสมาชิก อ่านดู แต่ผมอยากเน้นย้ำเรื่องระบบจีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) ว่าการโมดิฟาย แอกครูรอล เบสิส (Modified Accrual Basis) ควรแก้ไขปรับปรุงอย่างไร🔗
ท่านประธานครับ ขอประท้วง ใช้เวลามากเกินไปครับ ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๘ ครับ ต้องตามที่ได้เป็นการจัดสรรไว้ คนหนึ่ง ๗ นาที กี่นาทีครับ เยิ่นเย้อครับ และสั่งสอนระบบราชการครับ ไม่ใช่เรื่อง งบประมาณครับ ขอประท้วงครับ ขอให้สั่งหยุดการอภิปรายของนายเรืองไกรครับ🔗
ท่านวิรัชครับ ผมฟังแล้วท่านเรืองไกรกำลังสรุปลง ฉะนั้นท่านเรืองไกรสรุปจบเลยนะครับ เพราะว่า หมดเวลาแล้วครับ สรุปเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมพยายาม อยู่ในกรอบ แต่เมื่อวานก็หารือหลักการ ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เขาว่าเป็นกรอบและให้พูด ผมพยายามจะไม่พูดเยิ่นเย้อ แต่เมื่อเพื่อนสมาชิกทักท้วง เวลาทักท้วงอ่านกฎหมายด้วย กฎหมายงบประมาณลงในราชกิจจานุเบกษา ไม่ต้องให้กระทรวงการคลังไปลงระบบ อีเล็กทรอนิกส์ อ่านกฎหมายให้รู้ ดูกฎหมายเป็น รายละเอียดต่าง ๆ นี้นะครับท่านประธาน รายการต่อไปครับ ผมขอใช้สิทธิตามรายการที่เหลืออยู่มันก็จะยาว🔗
ท่านสรุปเลย นะครับ🔗
เพราะฉะนั้นเพื่อให้การประชุม เป็นได้ด้วยความเรียบร้อย แล้วก็เพื่อนสมาชิกก็ยืนจะประท้วงอยู่แล้วก็ให้โอกาสครับ ผมไม่ได้ติดใจอะไรมาก ผมขอสรุปเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
เห็นคุณหมอ ชลน่าน ท่านประท้วงหรือว่าท่านใช้สิทธิพาดพิง เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ🔗
เชิญครับ🔗
เพราะได้รับเกียรติจากท่านกรรมาธิการ ท่านเรืองไกร ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ได้กล่าวถ้อยคำการอภิปรายได้พูดชื่อผม ชัดเจนและกล่าวพาดพิงถึงพรรคเพื่อไทยในประเด็นที่ผมได้อธิบายไว้เมื่อวานนะครับ เรื่องมี ข้อเสนอแนะว่าการจัดงบกลาง ๑๖,๓๐๐ ล้านบาทของกรรมาธิการที่ไปเพิ่มเติม ชัดเจน ในวัตถุประสงค์ แต่ถ้าจะให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นผมก็เสนอแนะในนามสมาชิกคนหนึ่งว่าควรจะ เอาไปซื้อวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) เพื่อจะได้มีความชัดแจ้งในวิธีการใช้ ไม่ต้องไป อธิบายใคร อันนี้คือข้อเสนอแนะของสมาชิกครับ ประเด็นข้อห่วงใยว่าผมเองจะไปก้าวล่วง ไม่ทราบวิธีการงบประมาณหรือไม่ นั่นก็เป็นดุลพินิจของท่านกรรมาธิการนะครับ ผมไม่ได้ ไปก้าวล่วง ท่านจะวินิจฉัยอย่างนั้นก็คงได้ แต่ผมมั่นใจว่าการเสนอแนะของสมาชิก รวมทั้งข้อสังเกตของกรรมาธิการที่จะเขียนส่งไปให้ฝ่ายปฏิบัติปฏิบัตินี่มันเป็นลักษณะ การถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เราสามารถเขียนในข้อสังเกตเราได้เลย นะครับว่าต้องการให้รัฐบาลไปดำเนินการอย่างไร ส่วนจะทำหรือไม่ทำอย่างไรมันเป็น สภาพบังคับทางการเมือง แน่นอนครับ ไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย เพราะเป็นลักษณะ ถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน แต่จิตสำนึกความรับผิดชอบระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเมือง และต่อพี่น้องประชาชน อันนั้นคือข้อบังคับที่ยิ่งใหญ่ครับ ถ้าข้อเสนอแนะของผมถือว่า เป็นการไปละเมิดวิธีการงบประมาณ พรรคเพื่อไทยนำไปเผยแพร่และไปก้าวล่วงในสิ่งที่ท่าน พูดไว้ ผมก็ต้องขอชี้แจงว่าสิ่งที่ผมทำไปผมมั่นใจว่าวิธีการงบประมาณ การอภิปรายของผม มันไม่มีถ้อยคำใด ๆ ที่จะไปขัดหรือแย้งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง แม้แต่ ข้อบังคับของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรของเรา ผมมั่นใจครับ ผมมั่นใจว่าไม่เสียหาย แต่ผม จำเป็นต้องชี้แจงเพื่อให้สภาแห่งนี้ได้บันทึกเอาไว้ ถ้าจะเอาเหตุนี้ไปกล่าวหาผม กล่าวหา สมาชิกพรรคเพื่อไทยว่าทำผิดรัฐธรรมนูญอะไรก็ดี ยินดีครับ ยินดีเลย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้ผมออกจากตำแหน่งเรื่องนี้นะ ผมจะกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสำหรับวิธีการของ ศาลรัฐธรรมนูญและวิธีการของสภาของเราอย่างนี้ จะเป็นพระคุณอย่างสูงเลยนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างสูงเลย ทำเลยครับ ขอบพระคุณมาก🔗
ก็ได้ชี้แจง พอประมาณนะครับ ต่อไปเชิญกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น ท่านพิธาเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ขอสงวน ความเห็นปรับลดงบประมาณของกระทรวงการคลัง มาตรา ๙ คงเหลือ ๑๐,๙๔๕,๒๖๒,๔๔๙ บาท ผมขอตัดงบของสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน กระทรวงการคลัง เกี่ยวกับโครงการพัฒนาเมืองในส่วนของเมืองเมียวดี ก่อนที่จะอภิปราย ผมคงต้องขอแสดงความห่วงใยไปยังพี่น้องชาวเมียนมาร์ แล้วก็ขอแสดงความกังวลใจไปถึง สถานการณ์หลังจากที่มีการรัฐประหารในประเทศเพื่อนบ้านของเรา สำนักงาน ข่าวต่างประเทศรายงานมาว่ามีผู้เสียชีวิต วันนี้ครบ ๑,๐๐๐ คน ใน ๑,๐๐๐ คนนั้น ๗๕ คน เป็นเด็กครับท่านประธาน มีผู้สูญหายมากกว่า ๑๐๐ คน คนที่ถูกคุมขังเพราะความคิด ทางการเมือง ๕,๗๐๐ คน และมีมากกว่า ๒๓๐,๐๐๐ คน ที่ต้องหนีตายจากสงคราม ถึงแม้ว่าเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน จะมีการประชุมที่กรุงจาการ์ตาเกี่ยวกับสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ว่ามีฉันทามติ ๕ ข้อ มีการแต่งตั้งผู้แทนพิเศษอาเซียน (ASEAN) รัฐมนตรีช่วย ของบรูไน ท่านเอรีวัน ยูซอฟ อาเซียน (ASEAN) ก็ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อน แล้วก็ยังรู้สึกว่า ยังมีความเฉื่อยชากับปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นในสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ของเรา จนกระทั่ง ต้องมีคนจากนานาชาตินอกอาเซียน (ASEAN) อย่างประเทศออสเตรเลีย รัฐสภาออสเตรเลีย กรรมาธิการต่างประเทศ ขอให้รัฐบาลประเทศออสเตรเลียดำเนินการในการขอเข้า ความร่วมมือแก้ไขปัญหาในเมียนมาร์โดยด่วน เข้าใจว่าเมื่อวานท่านนายกสกอตต์ มอร์ริซัน ของประเทศออสเตรเลียก็คุยกับท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเรื่อง ความร่วมมือระหว่างอาเซียน (ASEAN) กับประเทศออสเตรเลียในการที่จะแก้ปัญหาให้🔗
สำหรับประเทศไทยในฐานะทั้งที่เป็นเพื่อนมนุษย์ ทั้งในฐานะที่เป็น เพื่อนบ้านที่แชร์ (Share) ชายแดนมากกว่า ๒,๔๐๐ กิโลเมตร มีความจำเป็นที่จะทำให้ อาเซียน (ASEAN) มีเสถียรภาพในช่วงที่เป็นวิกฤติโควิด (COVID) แบบนี้ ตอนนี้เรื่องของ โควิด (COVID) อาเซียน (ASEAN) เป็นศูนย์กลางของการระบาด ถ้ายังมีวิกฤติเกี่ยวกับ มนุษยชาติ มีวิกฤติความรุนแรงในอาเซียน (ASEAN) วิกฤติการเมืองอีก จะกลายเป็นวิกฤติ ซ้อนวิกฤติที่ประเทศไทยจะต้องรับกับคอนซิเควนซ์ (Consequence) หรือว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้น ไปอย่างเต็ม ๆ สิ่งที่รัฐบาลไทยควรที่จะต้องทำตอนนี้ก็คือการสร้างฮิวแมนนิทาเรียน คอริดอร์ (Humanitarian Corridor) หรือว่าช่องทางการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้ยูเอ็น (UN) สามารถเอาความช่วยเหลือไปช่วยผู้หนีภัยสงครามภายใต้เมียนมาร์ได้โดยที่ไม่ต้องผ่าน กองทัพ แต่สิ่งที่กระทรวงการคลัง นิด้า (NIDA) ได้เสนอ เป็นโครงการในการพัฒนาเมือง เพื่อที่จะช่วยเหลือรัฐบาลทหารของพม่า ผมจึงมีเหตุผลอยู่ ๓ เหตุผลในการที่มีความจำเป็น ที่จะต้องตัดงบตรงนี้ลง🔗
เหตุผลข้อแรกครับท่านประธาน ก็คือในเรื่องของมิติเศรษฐกิจ ตอนนี้ ชายแดนแม่สอด-เมียวดียังมีสงครามการเมือง และจีดีพี (GDP) ของพม่าปีนี้จะติดลบ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นสมมุติฐานที่ใช้เพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือรัฐบาลพม่าที่ได้เตรียม ไว้ไม่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงอีกต่อไป แถมเศรษฐกิจของพม่าจะติดลบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อ เปรียบเทียบกับช่วงก่อนรัฐประหาร สถานการณ์การต่อสู้ในชายแดนแม่สอด-เมียวดียังมี ปัญหาอยู่ตั้งแต่เดือนมิถุนายนและเดือนพฤษภาคม มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก🔗
เหตุผลข้อที่ ๒ เหตุผลก็คือในเรื่องของมิติหลักสากล ถ้าท่านประธานไปดู ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย ไม่มีหน่วยงานไหน ที่อนุญาตให้มีการเบิกจ่ายและมีความจำเป็นที่จะต้องชะลอโครงการพัฒนาที่เกิดขึ้นหลัง รัฐประหารทั้งสิ้น การที่เรายังสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการทหารต่อเป็นการส่งสัญญาณว่า เราให้คุณค่ากับการปกครองแบบไหน🔗
เหตุผลข้อที่ ๓ ก็คือมิติลักษณะรายจ่าย งบปีที่แล้วไม่ได้เป็นงบที่ผูกพันกับ ปีนี้ แล้วก็ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นโรงงานขยะ หรือเรื่องเกี่ยวกับวอเตอร์ ซัปพลาย (Water Supply) หรือว่าเรื่องเกี่ยวกับการประปา ตอนที่อยู่ในช่วงกรรมาธิการก็มี การชี้แจงว่าโครงการในเมืองเมียวดีมีความเกี่ยวข้องกับโครงการของเอเชียน ดีเวลลอปเมนต์ แบงก์ (Asian Development Bank) หรือธนาคารพัฒนาเอเชีย แต่เมื่อผมไปเช็ก (Check) ดูแล้ว โครงการของเอดีบี (ADB) ที่ทำอยู่อยู่ในเมืองเมาะลำเลิง และเมืองพะอาน ในขณะที่ โครงการของ สพพ. เป็นโครงการที่อยู่ในเมืองเมียวดี ห่างกัน ๑๐๐ กิโลเมตร เพราะฉะนั้น เหตุผลที่ผู้ชี้แจงนำมาให้นี้เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น🔗
ด้วยความตั้งใจที่รัฐสภาไทย ในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรมีความตั้งใจที่จะ เข้าช่วยและให้ความร่วมมือในการที่จะคลี่คลายวิกฤติของพม่าเป็นไปได้ด้วยดี ผมมีโอกาส ที่ได้ทำงานกับอดีตรัฐมนตรีช่วยหลายประเทศผ่านเอพีเอชอาร์ (APHR) หรืออาเซียน พาร์เลียเมนทาเรียนส์ ฟอร์ ฮิวแมน ไรท์ (ASEAN Parliamentarians for Human Rights) นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทยจะทำได้เพื่อที่จะคลี่คลายวิกฤติ ของเมียนมาร์เพื่อนบ้านของเราในอาเซียน (ASEAN) ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญครับ จากท่านพิสิฐแล้วตามด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ จะได้เตรียมตัวครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม รองประธานกรรมาธิการครับ สำหรับงบของกระทรวงการคลัง ตามมาตรา ๙ ผมขอตัด ๕ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผล หลายประการ ถึงแม้ว่าผมจะขอให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังในการทำ หน้าที่ในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ เพราะว่าการจัดเก็บรายได้คงจะยากลำบากนะครับ แต่ว่า ยังมีหลายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการเก็บรายได้และการใช้จ่ายของกระทรวงการคลังที่ผม ขออนุญาตที่จะให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้า ในตอนที่เราพิจารณางบของกระทรวงการคลัง มีผู้บริหารของกระทรวงการคลังได้มาแจ้งต่อ ที่ประชุมว่ากำลังใช้งบประมาณในการศึกษาเรื่องการเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้า พูดง่าย ๆ ก็คือว่า จะเปิดให้มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้า แล้วก็จะหารายได้จากสิ่งนี้ ทั้งที่เป็นเรื่องที่ประเทศไทย ออกกฎหมายห้าม ห้ามการมีหรือการเสพบุหรี่ไฟฟ้า ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ🔗
เรื่องบุหรี่ไฟฟ้านะครับ พยายามจะ บอกว่าเป็นการทำให้คนสูบบุหรี่น้อยลง แท้ที่จริงแล้วในอเมริกาปรากฏว่าคนอเมริกันได้พบ แล้วว่าบุหรี่ไฟฟ้ากลับทำให้การติดบุหรี่มีมากขึ้น พวกบุหรี่ไฟฟ้าพยายามที่จะหาทางเข้ามา ล็อบบี้ (Lobby) คนของรัฐที่จะให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตัวอย่างอันนี้ก็ต้องเสียค่าปรับ ก็มีการพยายามจะไปชักชวนให้เด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยอ้างว่า ปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดา แล้วก็มีความโก้เก๋มากกว่า ต่อไปครับ บุหรี่ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ไม่มีการพิสูจน์ว่าคนป่วยจะป่วยน้อยลงนะครับ ตรงกันข้ามยังเป็นอันตรายต่อคนป่วย เหมือนบุหรี่ธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาของโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ เพราะฉะนั้นข้อพิสูจน์ว่าบุหรี่ไฟฟ้านั้นเป็นสิ่งที่จะช่วยลดการสูบบุหรี่จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ล่าสุดเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงการคลังก็พยายามที่จะศึกษาเรื่องนี้ ใช้งบประมาณ ของเราเพื่อจะให้มีการทำนโยบายเกี่ยวกับเรื่องบุหรี่อีก ซึ่งจริง ๆ การที่ชักชวนบริษัทบุหรี่ ไฟฟ้าหรือบุหรี่มาสัมมนาเป็นการขัดกับมาตรา ๕.๓ ของอนุสัญญาควบคุมยาสูบของ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) นะครับ แล้วก็เอฟซีทีซี (FCTC) ก็ห้ามผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจ ยาสูบเข้ามาเกี่ยวข้องกับการประชุม ซึ่งเรื่องนี้ประเทศไทยทางการของรัฐไม่น่าเชื่อครับ ทางกระทรวงการคลังพยายามจะทำอย่างนี้ ณ เวลานี้เรื่องบุหรี่เรามีผู้เสียชีวิตปีละประมาณ ๙๐,๐๐๐ คน เทียบกับการเสียชีวิตจากโควิด (COVID) สะสมล่าสุดประมาณ ๙,๐๐๐ คน ๘,๐๐๐ คนเศษ เรามีคนป่วยกว่า ๑.๒ ล้านคน เรามีความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบกับรายได้รัฐบาลที่จะได้จากการเก็บภาษีบุหรี่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ บาท ไม่คุ้มกันเลยครับ เพราะฉะนั้นผมจึงขอตัดงบกระทรวงการคลังว่าอย่าไปริเริ่มในการที่จะใช้ เงินงบประมาณในการไปศึกษาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้านะครับ🔗
ต่อไปเรื่องของการเก็บภาษีจากน้ำตาล ตอนแรกผมนึกว่าทางกระทรวงการคลัง จะเดินเรื่องนี้ใน ๒ เดือนข้างหน้านี้นะครับ ปรากฏว่าท่านก็ไปเลื่อนอีกเป็นปีหน้า ผมก็ เสียดายครับ เพราะอันนี้จะเป็นการช่วย ไม่เฉพาะแต่เรื่องของการมีรายได้ของรัฐบาลเท่านั้น แต่จะเป็นการช่วยทำให้เราดูแลให้ประชาชนได้มีการบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะด้วยครับ นอกจากเรื่องของรายได้แล้วกระผมอยากจะขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการใช้จ่าย ของกระทรวงการคลังที่ควรจะต้องมีการตัดทอนลงไป เช่น ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ท่านจะมีการจ่ายชำระเงินเพิ่มทุนของหน่วยงาน ค้ำประกันเครดิตและการลงทุนแห่งภูมิภาคอาเซียน +๓ (ASEAN +3) จำนวน ๒๗๐ ล้านบาท ผมคิดว่าสถานการณ์แบบนี้คงต้องเจรจากับแหล่งนี้ว่าคงจะต้องสงวนเงิน ไว้ก่อน เพราะว่าเราต้องมีการใช้จ่ายด้านอื่น เช่น ก.พ. ปกติแต่ละปีจะต้องมีการตั้งงบให้ นักเรียนทุนของรัฐบาลไปเรียนต่างประเทศปีละประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๕ นี้ ตัดเหลือ ๕๐๐ ล้านบาท เพราะเรามีงบไม่พอ ทำไมต้องไปจ่ายเงินสมทบอันนี้อีก ผมเชื่อว่า ประเทศอื่นที่เป็นสมาชิกก็คงจะไม่อยู่ในฐานะที่จะจ่ายได้เหมือนกัน แถมยังมีการจ้าง ที่ปรึกษามาทำเรื่องของการจัดอันดับเครดิตของประเทศ งานนี้ผมเชื่อว่า คนกระทรวงการคลังทำได้ครับ ไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปทำเรื่องนี้ เป็นการสิ้นเปลือง งบประมาณโดยใช่เหตุ แล้วก็ที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่าจะมีการหันไปกู้เงินต่างประเทศ ผมขอร้องเถอะครับ อย่าทำครับ เพราะว่าเงินของเรามีพอในประเทศ ทุนสำรองเรามีถึง ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราไปกู้มาก็ทุนสำรองก็มีมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหากับอเมริกาที่จ้องดู ว่าเราจะมีการดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไรนะครับ🔗
ประการสุดท้ายครับ เรื่องของการช่วยเหลือเศรษฐกิจเพื่อนบ้าน ตั้งงบไว้ ๕๘๙ ล้านบาท เป็นเงินที่จะไปให้ผู้รับเหมาไปสร้างถนน ไปสร้างสะพานในประเทศ เพื่อนบ้าน ผมเสียดายเงินครับ จริง ๆ เงินพวกนี้ไปช่วยเพื่อนบ้านดีครับ แต่ควรจะช่วยในรูป ของการให้ทุนการศึกษา จะเป็นทุนให้ประเทศเหล่านี้มาเรียนในเมืองไทย เพราะ มหาวิทยาลัยไทยยังมีที่ว่างเยอะ หรือจะให้อาจารย์ไทยไปสอนในต่างประเทศเพื่อนบ้าน เหล่านี้ก็ได้นะครับ มันจะมีผลได้ต่อประเทศไทยและต่อประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าที่จะไป สร้างถนนแล้วก็เกิดประโยชน์แต่เฉพาะคนบางกลุ่ม บางพวก ก็ขออนุญาตที่จะได้มีการ ปรับปรุงงบของกระทรวงการคลัง ตัดทอนตามที่ผมขอเสนอครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบพระคุณ ครับ ต่อไปเชิญท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ตามด้วยท่านเรวัต วิศรุตเวช ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้สงวนความเห็น ขอปรับลดงบของกระทรวงการคลัง ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงการคลัง ถือว่าเป็น กระทรวงที่มีความสำคัญในระบบงบประมาณ เพราะว่ามีหน้าที่ในการจัดหารายได้มาเป็น งบประมาณของประเทศที่เราใช้กันขณะนี้ และหน่วยงานในกระทรวงการคลังก็เหมือนกัน นอกจากมีหน้าที่หารายได้ ยังมีหน้าที่ในการกู้เงินที่รัฐไม่สามารถจัดเก็บหารายได้ได้เพื่อเอา มาเป็นงบประมาณ ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญในการจัดงบประมาณของกระทรวงการคลัง ปกติเราจะมองไปที่ปลายทางที่สำนักงบประมาณ เราไม่ได้มองไปที่กระทรวงการคลัง อย่างน้อยที่สุดกระทรวงการคลังจะต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง สิ่งหนึ่งที่เราพบก็คือว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังในการจัดงบปรากฏว่ากระทรวงการคลังมีเงินนอกงบอยู่ประมาณ ในเล่มขาวคาดชมพูที่ให้กรรมาธิการ จะมีเงินนอกงบอยู่ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แต่กระทรวงการคลังจัดมาสมทบให้แค่ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ แสดงให้เห็น โดยเฉพาะประธานกรรมาธิการวิสามัญ ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง การจัดงบประมาณท่านจะต้องดูเงิน นอกงบก่อน ไม่ใช่ผลักภาระไปให้ประชาชน แล้วปรากฏว่าตัวท่านรัฐมนตรี ด้วยความเคารพ นะครับ ท่านไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง ตามมาตรา ๑๗ (๒) คือในภาวะวิกฤติขณะนี้ควรที่ จะเอาเงินนอกงบ ซึ่งเงินนอกงบแม้อ้างว่ามีการตรวจสอบได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นการตรวจสอบ โดยส่งเอกสารและบรรยายมาให้ อันนี้คือประการที่ ๑ ที่ผมเห็นว่าเริ่มแรกกระทรวงการคลัง ก็ไม่มีวินัยการเงินการคลัง ผมจึงเห็นควรตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์🔗
ประการที่ ๒ ที่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งก็คือวันนี้เงินงบประมาณที่ท่านได้รับ อยู่นี้ อย่างน้อยที่เราพิจารณานี้ก็เป็นเงินกู้เพื่อชดเชยการจัดเก็บรายได้ ไม่พอกับการจัดสรร งบประมาณถึง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเรามาพิจารณาสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการหาเงินมาให้ รัฐบาลใช้ แต่การหาเงินของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะก็คือไปกู้เงินมา การกู้เงินมา ไม่มีใครให้เปล่า คือการกู้และมีดอกเบี้ย ซึ่งช่องการกู้จะมีอยู่ ๔ ช่อง ช่องที่ ๑ ก็คือกู้ตาม พระราชบัญญัติบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งปี ๒๕๔๘ มาแก้ไขปี ๒๕๖๓ กู้ที่ ๒ ก็คือกู้เพื่อชดเชย การจัดเก็บรายได้ในงบประมาณนี้ไม่พอเพียง กู้ที่ ๓ คือกู้ตามพระราชกำหนด เช่น พระราชกำหนด ๑ ล้านล้านบาท ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมาชดเชยโควิด (COVID) และ กู้อีกชนิดหนึ่งคือการกู้ตามกฎหมายพิเศษ เช่น ช่วง ปรส. ช่วงปี ๒๕๕๒ หรือช่วงน้ำท่วม อันนี้คือเราปล่อยอำนาจตรงนี้ไปให้กระทรวงคลัง และทางกระทรวงการคลังก็มอบอำนาจ ตรงนี้ไปให้ผู้ทำสัญญาคือรองปลัดกับ ผอ. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ขอเอกสารในการกู้ เราพบว่าประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของการกู้ได้มาจากพันธบัตรรัฐบาล คนที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลก็คือสถาบัน การเงิน กองทุนรวม บริษัทประกันต่าง ๆ เพราะสถาบันการเงินกลุ่มนี้เวลาไปกู้ก็เอาเงินฝาก ของประชาชนร้อยละ ๑ สลึง หรือร้อยละ ๕๐ สตางค์ แล้วก็ไปให้รัฐบาลกู้ โดยเฉลี่ยก็ ๒.๔๐ บาท นี่คือง่าย ๆ ก็เอาเงินประชาชนมาให้รัฐบาลกู้ ซึ่ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์จะเป็นพันธบัตร รัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาเงินกู้ ซึ่งกลุ่มนี้ก็คือสถาบันการเงิน เราจึงเห็น สถาบันการเงินต่าง ๆ รวยเอา ๆ และเป็นคนกลุ่มน้อย และเป็นคน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เราจึง เห็นบัญชีเงินฝากของธนาคารแห่งประเทศไทย เราพบว่าประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคน กลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่เป็นคนรวย และที่สำคัญคือคนกลุ่มนี้ไม่เอาเงินออกมาใช้ เพราะว่า ให้รัฐบาลกู้ดีกว่า รัฐบาลกู้ รัฐบาลก็จะไม่เบี้ยว เพราะรัฐบาลก็จะไปเอาประชาชนเป็นจำเลย ก็ไปเอาเงินจากประชาชนมา มีอยู่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ผมสำรวจดูนะครับ ที่ออกมาขายพันธบัตรให้ประชาชนได้ไปซื้อ ดังนั้นผมเห็นควรว่าเราต้องให้ความสำคัญกับ การกู้เงิน แล้วการกู้เงินจำนวนมาก เช่น รถไฟฟ้าสายสีแดง สร้างเสร็จตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ก็ไม่ใช้ กู้มาบอกว่าไปลงทุน กลับไปลงทุนให้คนกลุ่มหนึ่ง แต่ประชาชนทั้งประเทศไม่ได้ประโยชน์ ดังนั้นผมคิดว่ากระทรวงการคลังท่านต้องนึกถึงประชาชน ในฐานะกรมจัดเก็บท่านก็ต้อง เข้มแข็ง แล้วที่อันตรายอย่างยิ่งในรัฐบาลนี้คือใช้หน่วยงานของกระทรวงการคลัง เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลังไปจ่ายงบเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งหน้าที่นี้มันควรจะเป็น หน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือกระทรวงทางสังคม คุณทำงานในหน้าที่ยังไม่มีความสามารถเลยยังไปแย่งงานคนอื่นทำ อย่างนี้ผมคิดว่า กระทรวงการคลังต้องมาปรับบทบาทครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเรวัตครับ🔗
นายเรวัต วิศรุตเวช (แบบบัญชีรายชื่อ) กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช ท่านประธานครับ ผมยังยืนยันที่จะขอสงวนคำแปร ญัตติ เพื่อปรับลดงบประมาณในหลายมาตรา รวมทั้งมาตรา ๙ ที่กำลังจะอภิปรายต่อไปครับ ท่านประธานครับ อย่างนี้ครับ คือวันนี้ต้องบอกว่ารัฐบาลอับจนจริง ๆ ครับ เพราะว่าต้องไป ยืมวัคซีนจากประเทศภูฏานซึ่งเป็นประเทศที่เล็กและยากจนกว่าเรามากครับ ท่านประธาน รู้ไหมครับว่ายืมจำนวนเท่าไรครับ ยืมแค่ ๑๕๐,๐๐๐ โดส ตัวเลขตัวนี้มันเป็นการบ่งชี้เลย ครับว่าสถานการณ์ของรัฐบาลกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากจริง ๆ ครับ ถามว่าวันนี้ประเทศไทยและประชาชนคนไทยต้องตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากอย่างนี้ เพราะอะไร เพราะว่ารัฐบาลนั้นสายตาสั้นครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลนั้นสายตาสั้น ต้องไปตัดแว่นครับ ถ้าไม่ใส่แว่นเวลาสายตาสั้นนี่ภาพจะเบลอ (Blur) มองอะไรไม่เห็น เพราะฉะนั้นจึงมองไม่เห็นภาพเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ ภาพนั้นคืออะไรครับ ภาพนั้น คือวิกฤตการณ์ของโรคระบาดโควิด (COVID) ที่ร้ายแรงในระลอกที่ ๓ และระลอกที่ ๔ ครับ🔗
ท่านประธานครับ วันนี้มีคนตายเป็นใบไม้ร่วง วันนี้มีคนป่วยตายอยู่ที่บ้าน วันนี้มีคนเจ็บเป็นจำนวนหลายพันคน อาการหนักมากกว่า ๕,๐๐๐ คน ใส่เครื่องช่วยหายใจ มากกว่า ๑,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลว่าผมเลยจำเป็นที่จะต้องปรับลด งบประมาณครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมจะให้รายละเอียดว่าในมาตรา ๙ ผมคิดว่าสามารถจะ ปรับลดงบประมาณลงได้ดังต่อไปนี้ครับ สำหรับสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ใน (๑) คือ แผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ผมขอปรับลด ๒๘,๗๖๑,๖๐๐ บาท ใน (๒) แผนยุทธศาสตร์พัฒนาบริการประชาชนและการพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ ผมขอปรับลด ๒๕,๒๑๐,๖๐๐ บาท สำหรับกรมธนารักษ์ ใน (๑) คือแผนงานพื้นฐานด้าน การสร้างความสามารถในการแข่งขัน ผมขอปรับลด ๒๗,๒๘๘,๙๐๐ บาท ใน (๒) คือ แผนยุทธศาสตร์พัฒนาบริการประชาชนและการพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ ผมขอปรับลด ซึ่งตรงนี้สูงนะครับ คือ ๑๒๖,๙๖๔,๘๐๐ บาท สำหรับกรมบัญชีกลาง (๑) คือ แผนยุทธศาสตร์พัฒนาบริการประชาชนและการพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ ผมขอปรับลด ๓๐,๒๔๕,๒๐๐ บาท กรมศุลกากร (๑) แผนยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ขอปรับลด ๔,๑๔๖,๒๐๐ บาท (๒) แผนยุทธศาสตร์พัฒนาบริการประชาชนเช่นเดียวกันครับ ก็คือปรับลดไป๑๐๓,๒๗๐,๐๐๐ บาท สำหรับกรมสรรพสามิต (๑) คือแผนยุทธศาสตร์พัฒนา บริการประชาชน ปรับลดไป ๓๓,๘๖๒,๒๐๐ บาท กรมสรรพากร (๑) คือแผนยุทธศาสตร์ พัฒนาบริการประชาชน เช่นเดียวกันครับก็ปรับลดไป ๘๖,๒๗๘,๕๐๐ บาท สำนักงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผมขอปรับลดใน (๑) คือแผนงานพื้นฐานด้านการสร้าง ความสามารถในการแข่งขัน ปรับลดไป ๓,๓๐๘,๑๐๐ บาท สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ใน (๑) แผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ปรับลดไป ๑๗,๒๑๐,๒๐๐ บาท และใน (๒) คือแผนยุทธศาสตร์ ปรับลดไป ๑๖๕ ล้านบาทครับ ต่อไปคือสำนักงานเศรษฐกิจ การคลัง (๑) คือแผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ผมขอปรับลดไป ๓๘,๖๗๙,๘๐๐ บาท สุดท้ายครับท่านประธาน คือสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจ กับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นองค์กรมหาชน (๑) คือแผนยุทธศาสตร์ แผนยุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ผมขอปรับลดไป ๒๙,๔๓๘,๖๐๐ บาท ทั้งหมดนี้ผมขอปรับลดในมาตรา ๙ และยังมีอีกหลายมาตราที่ผมขอปรับลดไว้ เพราะผม ต้องการให้นำเงินเหล่านี้ไปใช้กับการระบาดของโควิด (COVID) ซึ่งกำลังวิกฤติอย่างหนัก ใช้อะไรบ้างครับ ใช้ทุกเรื่องครับ ทั้งการป้องกัน เฝ้าระวัง รักษา สำหรับสถานการณ์ที่วิกฤติ ในขณะนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการมีอะไรชี้แจงไหมครับ ถ้ามีก็เชิญครับ🔗
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพอย่างสูง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม วิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานไปสู่ท่านสมาชิกว่าในกรณีของมาตรา ๙ ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ที่เกี่ยวกับกระทรวงการคลัง ต้องขอเรียนว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่ดูแล ด้านการออกมาตรการทางการคลังและการจัดเก็บรายได้ต่าง ๆ ของรัฐบาล งบประมาณที่ตั้ง ของกระทรวงการคลังส่วนใหญ่ก็จะเป็นค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสอดคล้องกับภารกิจ ตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงนะครับ ทั้งหมดมีกรรมาธิการได้พิจารณาปรับลดงบประมาณ ของกระทรวงการคลังไป ๓๓๔,๙๗๘,๐๐๐ บาท จากงบประมาณที่ตั้งไว้ตอนเป็น ร่างพระราชบัญญัติและสภาแห่งนี้ได้อนุมัติหลักการไว้ ๑๑,๓๕๔ ล้านบาทเศษ เพราะฉะนั้น เมื่อปรับลดแล้วก็คงเหลือ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่ากรรมาธิการ ก็ได้พิจารณาตามที่อนุกรรมาธิการได้ไปตรวจสอบแล้วก็พิจารณาเป็นรายโครงการแล้ว ทีนี้ มีส่วนที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายและพูดถึง ก็อยากจะหยิบยกมานำเรียนต่อท่านสมาชิกว่า กรณีองค์การมหาชนซึ่งเป็นองค์การที่ดำเนินการตามโครงการพัฒนาภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจ อนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงระยะที่ ๓ ในส่วนของเมืองเมียวดี ต้องเรียนว่าเป็นโครงการที่เป็น ความต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แล้วก็ต่อเนื่องมาจนงบประมาณปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ และ ปี ๒๕๖๕ ซึ่งกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วและได้ปรับลดในส่วนนี้ลงไป ๙ ล้านบาทเศษ ก็จะ เหลือการดำเนินการโครงการนี้ที่ ๙๔ ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามจากข้อสังเกตดังกล่าว กรรมาธิการได้ระบุไว้ในข้อสังเกตในรายงาน เล่มที่ ๑ หน้า ๔๓๕ แล้ว ถึงประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้ทักท้วงและเป็นห่วง ก็ขออนุญาตเรียนต่อท่านสมาชิก และสำหรับประเด็น อื่น ๆ ที่ท่านได้กรุณาให้ข้อคิดและเสนอแนะในเรื่องของการปรับลดงบประมาณ ก็ต้องเรียน ว่ากรรมาธิการได้พิจารณาแล้ว แล้วก็ได้พิจารณาปรับลดทั้งหมดตามที่ผมได้กราบเรียนต่อ ท่านสมาชิกว่าทั้งหมดปรับลดไป ๓๓๔ ล้านบาทแล้ว ก็ขอกราบเรียนว่าที่เหลือก็ขออนุญาต ยืนยันตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณา แล้วก็ได้นำเสนอต่อที่ประชุม กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขออนุญาตเรียนถามท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและท่านสมาชิกผู้แปรญัตติ ยังคงติดใจหรือไม่ครับ ท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และท่านสมาชิกผู้ขอแปรญัตติ ยังคงติดใจหรือไม่ครับ ท่านพิธาครับ🔗
ผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการยังติดใจครับท่านประธาน🔗
ยังติดใจ นะครับ ในกรณีที่ท่านสมาชิกและท่านผู้สงวนความเห็นยังคงติดใจนะครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติจากที่ประชุมก่อนว่า จะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้แก้ไข ผมจึงจะถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียง ข้างมาก หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ นะครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกห้องประชุมเข้าสู่ห้องประชุม เพื่อที่จะได้ตรวจสอบองค์ประชุมครับ เชิญนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกห้องประชุมเข้าสู่ห้องประชุมเพื่อที่จะได้ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะมีการลงมติต่อไปนะครับ ท่านสมาชิกที่ยังไม่ได้รับบัตรนะครับ รับกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ฝั่งซ้ายมือของประธานนะครับ ให้เวลาท่านสมาชิกเรานิดหนึ่งนะครับ กำลังรีบเร่งในการเดินเข้ามา ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าสู่ห้องประชุมครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๕๙ แสดงตนครับ🔗
๓๕๙ แสดงตนนะครับ ก่อนลงมตินะครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ แสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ🔗
สมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้างครับ ถ้ามี ขอเชิญแสดงตนครับ ถ้าไม่มีแล้ว ผมขอปิด การแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ท่านสมาชิกครับ จำนวนผู้เข้าประชุมในเวลานี้ ๓๑๖ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไข คือให้คงไว้ตามร่างเดิมนะครับ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๕๙ เห็นด้วยครับ🔗
๓๕๙ เห็นด้วย สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างครับ ถ้ามี ก็ขอเชิญออกเสียง นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฏฐพล ๑๑๗ เห็นด้วยครับ🔗
๑๑๗ เห็นด้วย ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ🔗
ท่านประธานครับ ยุทธนา โพธสุธน ๑๑๘ เห็นด้วยครับ🔗
เห็นด้วย นะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ท่านสมาชิกครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๓๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๒๗ ท่าน บวกอีก ๓ เป็น ๓๓๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่านไม่ลงคะแนน เสียง ๑ ท่าน🔗
เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการแก้ไขนะครับ ต่อไปผมขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วย กับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ🔗
สมาชิก ท่านใดยังไม่ใช้สิทธิแสดงตนบ้าง ถ้ามีก็ขอเชิญครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ท่านสมาชิกครับ จำนวนผู้เข้าประชุมในขณะนี้ ๓๒๒ ท่าน ถือว่า ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับผู้สงวนความเห็นหรือผู้แปรญัตติ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิก ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๕๙ เห็นด้วยครับ🔗
๓๕๙ เห็นด้วย🔗
ท่านประธานครับ ๑๑๗ เห็นด้วยครับ🔗
๑๑๗ เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างครับ ถ้ามีก็เชิญออกเสียง ลงคะแนนนะครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ท่านสมาชิกครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๓๔ ท่าน เห็นด้วย ๒๕๒ บวก ๒ เป็น ๒๕๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗๙ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗
เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการครับ ต่อไปเชิญท่านเลขาอ่านมาตรา ต่อไปครับ🔗
มาตรา ๑๐ งบประมาณรายจ่ายของ กระทรวงการต่างประเทศ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๑๐ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงการต่างประเทศ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ขอเชิญกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น นะครับ มีท่านเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญท่านเรืองไกรครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็น รายการ กระทรวงการต่างประเทศ ก็เป็นหน่วยรับงบประมาณหน่วยเดียวที่ตั้งงบประมาณแปลกกว่า หน่วยรับงบประมาณอื่น คือตั้งไว้เฉพาะสำนักงานปลัด ซึ่งเราก็คงทราบมาอยู่แล้ว บางท่าน ประชุมมา ๓ รอบปีงบประมาณ สิ่งที่ผมเสนอตัดบางรายการสอดรับกับเอกสารรายงาน กรรมาธิการ เล่ม ๓ (๑) รายการที่ผมเสนอตัดอันแรกคืองานปรับปรุงพื้นที่ทำงาน กรมสารนิเทศ อาคารกระทรวงที่ถนนศรีอยุธยา ๑๔ ล้านบาท อันนี้ไม่ตรงกัน อันนี้ก็เพื่อให้ ที่ประชุมได้พิจารณา แต่รายการ (๒) เงินอุดหนุนเพื่อความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่าง ประเทศด้านเศรษฐกิจพอเพียง ผมเสนอ ๑๐ ล้านบาท อันนี้ต้องขอพับไป เพราะว่าในงาน เล่ม ๓ (๑) นั้น หน้า ๔-๑ ตัดมากกว่าผมและเป็นมติกรรมาธิการไปแล้วคือตัดไปถึง ๙๐ ล้านบาท ผมเสนอ ๑๐ ล้านบาท อันนี้ก็ต้องถือตามตัว ๙๐ ล้านบาทไป รายละเอียด ปรากฏอยู่แล้วครับ ส่วนอีกตัวหนึ่งโครงการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค (APEC) ของไทยปี ๒๕๖๕ งบประมาณตั้งมา ๔๗๙,๒๕๒,๒๐๐ บาท ผมเสนอปรับลด ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งตัวนี้ใกล้เคียงกับตัวเลขที่กรรมาธิการตัดไปในหน้า ๔-๑ ของผมเป็น รายการที่ ๙ วงเล็บ อันนี้เป็นรายการที่ ๘ แต่เป็นตัวเลข ๑๐๐ ล้านบาท จากตัวที่ตั้ง ๑๒๒,๘๙๔,๔๐๐ บาท แล้วก็รายการอีก ๓ รายการที่เสนอตัดก็คือค่าใช้จ่ายในการดำเนิน ภารกิจเร่งด่วนตามสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงด้านการต่างประเทศ ๒๐ ล้านบาท ค่าเช่า รถยนต์ ๕ คัน ๒,๒๘๑,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาประสิทธิภาพด้านการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber) ของ กต. ระยะที่ ๑ ๒๙,๔๘๗,๓๐๐ บาท ของกระทรวงการต่างประเทศก็จะเห็นว่ามีรายการที่ผมเสนอ ๖ รายการ แต่รายการที่ ๒ ๑๐ ล้านบาท กรรมาธิการตัดถึง ๙๐ ล้านบาท ส่วนอีก ๕ รายการก็ขอให้ที่ประชุม ได้พิจารณาว่าจะเห็นควรประการใด เพราะว่าตัวเลขกระทรวงการต่างประเทศค่อนข้าง จะใกล้เคียงกัน ก็ขอให้ที่ประชุมพิจารณา มีเรื่องแสดงความเห็นเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม รองประธานกรรมาธิการครับ กระผมได้สอบถามทางกระทรวง การต่างประเทศนะครับว่าเรามีจำนวนของสถานทูตและกงสุลในยุโรปกี่แห่ง ก็ได้รับคำตอบ ว่า ๒๔ แห่ง ประเทศในยุโรปทุกวันนี้ส่วนใหญ่คือประมาณ ๒๗ ประเทศได้รวมกันเป็น อียู (EU) นะครับ แล้วก็ใช้นโยบายซิงเกิล มาร์เกต (Single Market) เพราะฉะนั้นนโยบาย หลัก ๆ ของเขาจะไปอยู่บรัสเซลส์นะครับ แล้วก็ประเทศต่าง ๆ จะมีความสำคัญน้อยลงในแง่ ของนโยบาย เพราะฉะนั้นกระผมจึงมีความเห็นว่าประเทศไทยคงไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงาน ของรัฐไทยในยุโรปต่าง ๆ ถึง ๒๔ แห่ง เทียบกับในอเมริกาซึ่งเศรษฐกิจก็ใหญ่กว่า มีจำนวน รัฐ ๕๐ รัฐ แต่เราก็มีสถานกงสุลและสถานทูตไม่กี่แห่งในอเมริกา ขณะที่ในแอฟริกาเป็นทวีป ที่มีประเทศถึง ๕๔ ประเทศ หรือ ๑ ใน ๔ ของโลก แล้วก็เป็นประเทศเกิดใหม่ แล้วมี การคาดการณ์ว่าในอนาคตอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าจำนวนประชากรในแอฟริกาก็จะมีการ พุ่งสูงขึ้นจนกระทั่งอาจจะมากกว่าหลาย ๆ ทวีปเสียด้วยซ้ำ ปรากฏว่าเรามีจำนวนสถานทูต เพียงแค่ ๗ แห่ง กระผมจึงอยากจะขอให้กระทรวงการต่างประเทศได้มีการทบทวนนะครับ จึงเป็นที่มาของการขอตัดงบลง ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านควรจะลดการใช้จ่ายในยุโรปลงนะครับ ซึ่งภารกิจของหน่วยงานเหล่านี้มันน่าจะไป รวมศูนย์อยู่ในบางแห่งนะครับ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปที่เขามี สถานทูตในเมืองไทยเขาก็ตัดลดงานลงจากกรุงเทพฯ แล้วก็ไปรวมศูนย์อยู่ในบางแห่ง เช่น ไปที่กัวลาลัมเปอร์ หรือสิงคโปร์ เป็นต้น ทั้งที่เขาเองฐานะการคลังเขาก็แข็งแรง แต่เขาก็เห็น ความจำเป็นว่าการใช้จ่ายส่วนนี้อาจจะไม่จำเป็น เพราะว่าเรื่องของการสื่อสารทางไกล เรื่องของออนไลน์ (Online) มีความสะดวกมากกว่าเมื่อก่อนหน้านี้ ไม่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่าย ในการตั้งสถานกงสุลหรือสถานทูตมากมายเกินความจำเป็น จึงเป็นที่มาของการตัดลด ครั้งนี้ครับ แต่ในขณะเดียวกันครับท่านประธานครับ ผมก็อยากจะให้ความเห็นใจแก่ กระทรวงการต่างประเทศครับว่าท่านเองในภาวะเช่นนี้ก็มีงบประมาณรายได้จากเงิน นอกงบประมาณ คือค่าวีซ่า (VISA) และค่าทำพาสปอร์ต (Passport) ลดลง กระผมเคย สอบถามข้อมูลนี้ แต่ก็ไม่ได้รับตัวเลขมานะครับ คือถ้าได้ตัวเลขมาเราก็จะสามารถประเมินได้ ว่าเราควรจะช่วยสนับสนุนกระทรวงการต่างประเทศอย่างไรที่จะไม่ให้การทำงานมันเกิด ปัญหาขึ้นมาครับ แต่ว่าเนื่องจากข้อมูลนี้ไม่ได้ให้มานะครับ เพราะว่าท่านเองมีภารกิจต้อง ดูแลคนไทยในต่างประเทศถึง ๑.๔ ล้านคน มีงานที่ต้องดูแลเกี่ยวกับปัญหาการเมืองระหว่าง ประเทศที่กำลังวุ่นวายอยู่ในช่วงนี้นะครับ ก็ขอตัดงบ แต่ขณะเดียวกันก็ขอให้กำลังใจครับว่า ท่านคงต้องดูแลงานด้านต่างประเทศของประเทศไทยให้ดีในภาวะเช่นนี้ครับ ขอบพระคุณ มากครับ🔗
ขอบพระคุณ ต่อไปเชิญ พันตำรวจเอก ทวี🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมได้สงวนความเห็น ขอปรับลดงบของกระทรวงการต่างประเทศ ๕ เปอร์เซ็นต์ เหตุที่ปรับลดเนื่องจากว่า วิสัยทัศน์ของกระทรวงการต่างประเทศเขียนไว้ค่อนข้างดีก็คือ การต่างประเทศของไทย มีเอกภาพ ประเทศไทยมีความมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืน มีมาตรฐานสากล และมีเกียรติภูมิ ในประชาคมโลก แต่พอมาดูเรื่องการจัดงบประมาณเราจะพบว่ากระทรวง การต่างประเทศในภาวะวิกฤติโควิด (COVID) จะมีความฟุ่มเฟือยค่อนข้างมาก น่าจะมี กรรมาธิการท่านอื่นจะได้พูด ผมยกตัวอย่างกรณีความฟุ่มเฟือย เช่น การเช่ารถถึง ๑๒ คัน อาจจะมีตัดไปบ้าง การจ่ายค่าบำรุงรักษาอาคารสถานที่จำนวนมาก ดังกล่าวนี้ผมถือว่า เป็นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย รวมทั้งมีบางกิจกรรมที่เป็นเรื่องของ เช่น ตู้แช่ไวน์ หรืออุปกรณ์ เครื่องต่าง ๆ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ พวกนี้เป็นเรื่องฟุ่มเฟือยกับภาวะทิศทางของประเทศ และ โดยเฉพาะในเรื่องยุทธศาสตร์ผมเห็นใจกระทรวงการต่างประเทศ ยุทธศาสตร์ มีมาตรฐานสากลและมีเกียรติภูมิในประชาคมโลก🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ภาพลักษณ์ในหลัง ๆ ของกระทรวง การต่างประเทศที่จะต้องไปรับภาระ คือเราถูกกล่าวหาโดยประชาคมโลกว่าเราจำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนและสื่อ เราจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม เราออกกฎหมายที่กำจัด การดำเนินการของภาคประชาชน เราล่าช้าในพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปราม การทรมานและการบังคับให้สูญหาย เราไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม มักจะใช้กฎหมาย ฟ้องปิดปาก เราไม่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้เห็นต่าง เรามีเรือนจำที่แออัดแล้วก็ไม่ดูแล ปฏิบัติคนในเรือนจำอย่างไม่ใช่มนุษย์ เราละเมิดสิทธิของเผ่าพันธุ์ ชาติพันธุ์ ไม่ปฏิบัติตาม พหุวัฒนธรรม เช่น กรณีบางกลอย และต่าง ๆ มากมาย ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ อย่างนี้แม้แต่ กระทรวงการต่างประเทศจะไปทำอย่างไร เพราะรัฐบาลกลางสร้างความเป็นจริง อีกแบบหนึ่ง ดังนั้นวิสัยทัศน์หรือเกียรติภูมิที่กระทรวงการต่างประเทศจะไปทำนี่มันเป็นเรื่อง เป็นไปได้ยาก อย่างนี้ผมจึงเห็นควรตัดงบของกระทรวงการต่างประเทศไปดังกล่าวข้างต้นครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบพระคุณ ต่อไปท่านสมาชิกผู้ขอแปรญัตติ สงวนคำแปรญัตติ ท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ในเรื่องงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ ผมขอ ปรับลดลงไปเพิ่มอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากว่ามีของที่ค่อนข้างจะไม่จำเป็นเยอะ แล้วก็มี ทั้งรถประจำตำแหน่งมีอะไรเต็มไปหมดเลย ท่านประธานครับ ต้องบอกว่าในส่วนของทูต สำหรับผมก็ถือเป็นข้าราชการชนชั้นสูงอีกชนชั้นหนึ่งนะครับ เหมือน ๆ กับอีก ๒-๓ หน่วยงานก็คือนายทหาร ศาล แล้วก็ทูตที่ค่อนข้างจะได้เปรียบกว่าข้าราชการคนอื่น ดูจากของที่ซื้อก็จะเห็นเลยว่ามันแตกต่างขนาดไหน รถประจำตำแหน่งใช้มา ๖ ปี ๕-๖ ปี ต้องซื้อใหม่แล้ว คันละ ๔ ล้านบาท ๕ ล้านบาท ทั้งหมดขอมา ๑๒ คัน อนุกรรมาธิการตัด ออกไปได้ ๒ คัน ยังเหลืออยู่ ๑๐ คัน ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในประเทศต่าง ๆ ของทั้งกงสุล ทั้งของ เอกอัครราชทูตเองด้วย ยังมีเรื่องของการปรับปรุงก่อสร้างสนามเทนนิสที่กรุงแมดริด ทั้งหมด ๙ ล้านบาท ถูกตัดเหลือ ๗ ล้านบาท ท่านประธานครับ ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ประเทศ กำลังลำบาก เงินคงคลังก็ไม่เหลือแล้ว ท่านยังจะต้องซ่อมสนามเทนนิสที่กรุงแมดริด ถ้าเป็น ประเทศสเปนน่าจะเป็นคอร์ท (Court) ดินนะผมคิดว่า ๗ ล้านบาทที่บ้านทูต ไม่ใช่สถานทูต ที่บ้านทูตนะครับ เหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนไม่มีเลย แล้วก็ผมคิดว่านี่เป็นการขอ งบประมาณที่ไม่เห็นหัวประชาชนเลย🔗
ต่อไปครับท่านประธาน งบเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลายก็เป็นระบบมัลติมีเดีย (Multimedia) ควบคุมเครื่องเสียงเป็นระบบทีวี (TV) มีสมาร์ตทีวี (Smart TV) มีระบบ ดูหนังฟังเพลงครบครัน ตู้กดน้ำร้อนน้ำเย็น เครื่องทำน้ำแข็งก้อนก็ยังมีมา โทรทัศน์นะครับ ท่านประธาน โฟร์เค (4K) อย่างต่ำ แล้วก็ขนาดอย่างน้อยก็ ๖๐ นิ้ว มาดูเรื่องของโต๊ะเก้าอี้ เหมือนเดิมเลยครับ เหมือนกับกระทรวงกลาโหมเลยที่ผมอภิปรายไปเมื่อวาน ก็แบ่งชนชั้น แบ่งระดับเยอะแยะไปหมด แต่ที่พิเศษขึ้นมาอีกก็จะต้องมีตัวเท้าแขน จะต้องมีตัวนวดที่นวด ในตัว แล้วก็จะมีอุปกรณ์ฟิตเนส (Fitness) ทั้งหลายที่ท่านทูตจะต้องใช้ออกกำลังกาย คือผม ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมข้าราชการคนหนึ่งที่เป็นทูตจะต้องมีอะไรที่มันเหนือกว่าข้าราชการคนอื่น ตู้แช่ไวน์ ท่านประธาน ผมอ่านแล้วก็ยังสะเทือนใจอยู่ครับ ทำไมต้องมีตู้แช่ไวน์ ถ้าท่านบอก ว่าท่านจะต้องใช้ตู้แช่ไวน์ (Wine) ในการคุยเจรจาระหว่างประเทศ ท่านก็ซื้อเองได้ ไม่เห็น จะต้องใช้เงินภาษีประชาชนไปซื้อ ในเมื่อมันเป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของท่านอยู่แล้ว ถ้าท่านต้องการให้ประสิทธิภาพในการเจรจาต่อรองมันดีขึ้น มันก็เป็นหน้าที่ท่านต้องซื้อเอง เหมือนเซลส์ (Sales) เวลาเขาจะขายของเขาก็ต้องซื้อของไปให้ลูกค้าเอง ไม่ใช่ให้มันเป็น ภาระของประชาชน โซฟา (Sofa) รับแขกหลายชุดมากเลยครับ ราคาไม่ต่ำกว่า ๗๐,๐๐๐- ๘๐,๐๐๐ บาททั้งนั้น กระดานอิเล็กทรอนิกส์แบบจอสัมผัส ๕๕ นิ้ว กระดานไวต์บอร์ด อิเล็กทรอนิกส์ (Whiteboard Electronics) ซื้อมาเยอะมาก โต๊ะทำงาน โต๊ะประชุม ส่วนกลาง ตู้เซฟนิรภัยก็มี เครื่องคั้นน้ำผลไม้อันนี้ก็ยังมี เครื่องกดน้ำร้อนน้ำเย็นผมอธิบาย ไปแล้ว เครื่องฟอกอากาศ เครื่องฟอกอากาศก็ราคาไม่ได้ต่างจากทหารเลย ซื้อแพง เหมือนกัน เครื่องดูดฝุ่น เครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ เก้าอี้สำหรับจัดเลี้ยงรับรองแขกแบบไม่มี เท้าแขนบ้าง แบบเท้าแขนบ้าง ตู้ไม้เก็บเอกสาร อันนี้ที่ประเทศอเมริกา ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ตู้เหล็กธรรมดาเหมือนชาวบ้านเขาใช้ไม่ได้ ต้องใช้ตู้ไม้ ตู้ไม้แบบคลาสสิก (Classic) ราคา เกือบแสน ท่านประธานครับ ผมว่าเหตุผลความจำเป็นในตอนนี้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เราตัดได้ครับ แล้วก็ไม่อยากให้ครั้งต่อไปมีการจัดทำงบประมาณแบบนี้อีก🔗
ท่านประธานครับ ในแต่ละหน่วยงานเวลาของบประมาณเข้ามาเขาก็ต้องมี เหตุผลความจำเป็นมาเล่าให้เราฟัง ผมฟังหน่วยงานของกระทรวงการต่างประเทศ ฟังไป ฟังมาก็เริ่มคล้อยตามว่าตู้ไวน์มันสำคัญตรงไหน ว่ารถประจำตำแหน่งมันสำคัญอย่างไร ท่านพูดเหมือนมันสำคัญมาก ในเวลาขณะนี้ซึ่งผมไม่เข้าใจมันสำคัญอย่างไรในสถานการณ์ อย่างนี้จริง ๆ นะครับ ต้องบอกว่าบางหน่วยงานใช้รถยนต์มา ๓๐ กว่าปี หน่วยงานที่อยู่ใน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์บางคันใช้มาเกือบ ๔๐ ปี เพิ่งจะมาขอซื้อใหม่ ท่านใช้ไป ๕-๖ ปี ท่านจะซื้อใหม่แล้ว แล้วท่านบอกว่าซ่อมแพงกว่า นี่มันนิวนอร์มอล (New Normal) ตรงไหน ครับ บางประเทศที่ท่านขอไปนี่ผมไม่รู้ท่านจะหาที่จอดได้หรือเปล่าด้วยซ้ำ🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน ก็ต้องบอกว่าทูตก็เป็นข้าราชการคนหนึ่งครับ ไม่ได้ สูงศักดิ์กว่าข้าราชการคนอื่น ไม่จำเป็นต้องมีของอำนวยความสะดวกมากมายขนาดนี้ แล้วก็ ไม่อยากให้เป็นที่ครหาของข้าราชการคนอื่น เพราะเอกอัครราชทูตมีตำแหน่งเทียบเท่าแค่ อธิบดีคนหนึ่งเท่านั้นเอง อธิบดีหน่วยงานอื่นเขาทำแบบไหนได้ ทูตก็ทำได้ครับ ท่านเป็น ข้าราชการคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องสูงศักดิ์กว่าคนอื่น ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณที่เอาไปใช้ซื้อ ของฟุ่มเฟือยแบบนี้ อ่านแล้วมันรู้สึกว่าท่านไม่เห็นหัวประชาชนจริง ๆ อย่างไรก็ฝาก เพื่อนสมาชิกนะครับ ในการตัดลดอีกสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอับดุลอายี สาแม็ง แล้วก็ท่านกรรมาธิการเตรียมชี้แจง แล้วก็ลงมตินะครับ แจ้งท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกทราบล่วงหน้า เชิญท่านอับดุลอายีครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดยะลา อำเภอเบตง อำเภอ ธารโต อำเภอบันนังสตา อำเภอกรงปินัง ผมอยากจะใช้สิทธิในเรื่องของการสงวน คำแปรญัตติงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ ๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งท่านสมาชิก หลาย ๆ ท่าน ก็มีการพูดคุยในเรื่องของค่าใช้จ่ายของกระทรวงการต่างประเทศซึ่งใช้จ่าย แบบไม่มีความจำเป็น แล้วก็ฟุ่มเฟือย แล้วก็อยู่แบบอู้ฟู่ในต่างประเทศ ในขณะเดียวกันพี่น้อง ที่อยู่ต่างประเทศของเราที่อยู่บางประเทศก็มีปัญหาความเดือดร้อนไม่ได้รับการแก้ไข อย่างเช่นกรณีว่านักศึกษาที่อยู่ต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศ ประเทศตุรกี ประเทศอียิปต์ แล้วก็ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย จะเข้ามาในประเทศไทยหลังจากวันที่ ๑ กรกฎาคม มาแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะใช้สิทธิในเรื่องของการกักตัว ๑๔ วันที่จะกลับมาจาก ต่างประเทศ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองซึ่งอาจจะแพงกว่าค่าเครื่องบินด้วยซ้ำไป ตรงนี้เราก็ได้มี การหารือไปถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอแนวคิดเพื่อหาทางที่จะช่วยเหลือคน เหล่านี้ แต่ก็ได้รับคำตอบว่าเนื่องจากว่าเป็นกฎเกณฑ์ของ ศบค. ที่ได้กำหนดแล้ว ไม่สามารถ ที่จะใช้จ่ายได้ อันนี้ผมคิดว่าถ้าหากว่างบประมาณที่ปรับลดลงไปเอามาใช้จ่ายในเรื่องเหล่านี้ น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า และอีกเรื่องหนึ่งคนไทยที่อยู่ในประเทศอินเดีย คนไทยที่อยู่ ในประเทศอินเดียที่ไปเผยแผ่ศาสนาจากประเทศไทยหลาย ๑๐ คนในวันนั้น ณ วันนี้ก็ยังมี ตกค้างอยู่ที่ประเทศอินเดียประมาณ ๕ คน ไม่มีสตางค์กลับมาที่จะต้องไปเสียค่าปรับของ ประเทศอินเดีย เหล่านี้ก็ไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแล ทั้ง ๆ ที่ว่าถ้าจะใช้งบประมาณก็อาจจะ ไม่มากนัก แต่ว่าการเอาใจใส่ดูแลของกระทรวงการต่างประเทศมันไม่มีเลยนะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งผมจะยกตัวอย่างของคนที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทย คนที่อยู่ ในเขตพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยที่ทำการเปิดร้านอาหารในประเทศมาเลเซีย แล้วก็ สามารถทำรายได้เป็นแสนล้านบาทต่อปี พอมาวันนี้มีการปิดประเทศทำให้ค่าเสียหายที่เกิด จากร้านค้าเหล่านั้นเราไม่สามารถกลับไปดูแล ก็โดนไปลักไปขโมยไปงัดแงะทำให้เกิด ความเสียหายต่อร้านค้าที่เคยประกอบการที่มีรายได้ส่งกลับมาประเทศไทย ตรงนี้ เมื่อสอบถามดูว่ากระทรวงการต่างประเทศโดยกงสุลที่อยู่ในประเทศมาเลเซีย สถานทูตที่อยู่ ในประเทศมาเลเซียมีการที่จะไปพูดคุยเพื่อที่จะไปชดเชยในเรื่องของความเสียหายของคน เหล่านี้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่มี แสดงว่าทางกระทรวงการต่างประเทศเราใช้เงินจากภาษีของ พี่น้องประชาชนนั้นก็ไม่ได้ไปดูแลคนไทยที่อยู่ต่างประเทศเลย เหล่านี้ก็อยากจะฝากบอก ท่านประธานว่าสิ่งที่เป็นเหตุผล เราต้องการปรับลดในส่วนที่ ๑ ก็เนื่องจากว่าก็ไม่ต้องการให้ ตัวแทนของประเทศไทยที่อยู่ในสถานทูตหรือว่าสถานกงสุลต่าง ๆ อยู่แบบอู้ฟู่ที่ใช้ งบประมาณของภาษีพี่น้องประชาชนโดยไม่มีประโยชน์เต็มที่ ก็อยากจะให้เอาเงินเหล่านั้นมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่มีปัญหาอย่างที่ผมเล่าให้ฟัง นะครับท่านประธาน นี่คือเป็นเหตุผลที่ต้องการปรับลดงบประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ที่ผมสงวน คำแปรญัตติครับ ขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ🔗
ขอบคุณครับ มีท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นขออภิปรายอีก ๑ ท่าน คือนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กรรมาธิการนะคะ สำหรับมาตรา ๑๐ กระทรวงการต่างประเทศ ดิฉันขอสงวนความเห็น ตัดเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น เพียงแค่ ๑๐๐ กว่าล้านบาท แต่ว่าจำเป็นที่จะต้องตัดรายการ เหล่านี้เพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของกระทรวงการต่างประเทศในภารกิจของ การช่วยเหลือประชาชน ดูแลคุ้มครองสิทธิของคนไทย และให้บริการคนต่างประเทศให้ดี ยิ่งขึ้น ให้ทัดเทียมกับบริการหรือว่าภารกิจที่ท่านได้ทำในเรื่องของการเจรจาทางการทูต อย่างที่เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลของดิฉัน คุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้ชี้แจงไปแล้วว่ามีการซื้อครุภัณฑ์ต่าง ๆ มีการใช้งบประมาณในการปรับปรุงสถานที่ที่เป็น ที่พักอาศัย หรือว่าที่เราเรียกกันว่า ทำเนียบของทูต อย่างมหาศาล โดยที่ไม่ได้คำนึงว่าปีนี้นั้น งบประมาณของกระทรวงต่าง ๆ ก็ถูกปรับลดลงอย่างถ้วนหน้า ที่ต้องมาเน้นย้ำเพราะว่ามันมี ปัญหาในเรื่องของจำนวนสถานทูตหรือว่ากงสุลในต่างประเทศด้วยซ้ำไป ซึ่งดิฉันได้สอบถาม ในชั้นกรรมาธิการแล้ว แต่ว่ายังได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เปรียบกัน ระหว่างสถานทูตในออสเตรเลียที่ดูแลคนไทยถึง ๑๐๐,๐๐๐ คน แต่ว่ามีสถานทูต ๑ แห่ง แล้วก็สถานกงสุลใหญ่เพียงแค่ ๑ แห่ง ในขณะที่ในเยอรมนีมีคนไทย ๕๙,๑๓๐ คน แต่กลับมี สถานทูตหรือสถานกงสุลมากถึง ๓ แห่งโดยไม่จำเป็น แล้วก็มีระยะทางที่อยู่ใกล้กันมาก ระหว่างสถานกงสุลใหญ่ที่แฟรงก์เฟิร์ต และสถานกงสุลใหญ่ที่มิวนิกด้วยซ้ำไป แต่ว่าก็ไม่ได้ รับคำตอบที่ชัดเจนว่าทำไมจะต้องมีสถานทูตหรือว่ากงสุลเพิ่มในที่ ๆ ไม่ได้มีคนไทยจำนวนมาก เพราะว่าอะไร เพราะว่าการที่ตั้งสถานทูตหรือสถานกงสุลใหญ่เพิ่มขึ้น ๑ แห่ง มันตามด้วย ค่าใช้จ่ายอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าก่อสร้างอาคาร ค่าเช่าสำนักงาน ค่าพนักงาน ค่าข้าราชการ และค่าธุรการต่าง ๆ ก็จะเป็นปัญหาในเรื่องของภาระงบประมาณที่ตามมา ที่ดิฉันติดใจมากก็คือเรื่องของการบริการประชาชน หลาย ๆ คนยังคงจำได้ในปีที่ผ่านที่เรา มีปัญหาเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) มีประชาชนคนไทยตกค้างอยู่ในต่างประเทศ เป็นจำนวนมาก และสถานทูตไทย สถานกงสุลใหญ่ในต่างประเทศนี่ล่ะที่จะเป็นตัวกลางที่จะ ช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในต่างประเทศให้ได้กลับมาในประเทศไทยโดยการณ์โดยทันเวลา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่ามันมีปัญหาอุปสรรคเป็นจำนวนมาก มีการออกคำสั่งเรื่อง ฟิตทูฟลาย (Fit to Fly) ต่าง ๆ เพื่อทำให้เป็นอุปสรรคที่ไม่ให้คนไทยสามารถที่จะกลับมาที่ ประเทศไทยได้อย่างทันท่วงที แล้วก็เป็นปัญหาเรื่องของการติดต่อสถานทูต ประชาชน หลายท่านก็ได้มีการร้องเรียนมาว่าปัญหาอุปสรรคในการบริการเป็นไปด้วยความยากลำบาก การติดต่อเป็นไปด้วยความยากลำบากเสมอมา แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยังเห็นว่าสถานทูต ไม่ได้เร่งปรับปรุงเรื่องของคุณภาพบริการ แต่เร่งปรับปรุงในเรื่องของภาพลักษณ์และ การตกแต่งภายใน ไม่ว่าจะเป็นที่สถานทูตแฟรงก์เฟิร์ต มีการสั่งซื้อชุดผ้าม่าน ๒ ชุด มูลค่า ๗๓๖,๐๐๐ บาท ที่ต้องซื้อใหม่ แต่ว่าใช้มาเพียงแค่ ๕ ปีเท่านั้น ในขณะที่สถานทูตที่ฮังการีที่บูดาเปสต์มีการซื้อชุดโซฟา (Sofa) รับแขก ๓ ชุด มูลค่า ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ในขณะที่โอเคก็เข้าใจว่าทดแทนของเก่าที่ใช้มา ๓๐ ปีนะคะ แต่ว่ามูลค่า สูงถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่เมื่อเราไปดูการรีวิว (Review) การทำงานของสถานทูตเหล่านี้ ในต่างประเทศ เราจะพบว่ามีการให้รีวิว (Review) ที่ค่อนข้างแย่มาก ไม่ว่าจะเป็น สถานทูตไทยที่แฟรงก์เฟิร์ตที่มีคนได้คอมเมนต์ (Comment) ไว้ในเพจ (Page) ของ สถานกงสุลว่าโทรไป ๒๐ ครั้งก็ไม่มีคนรับสาย ทำงานแต่เฉพาะตอนบ่าย ตอนเช้าขอ เคลียร์(Clear) เอกสารก่อน แต่ก็ยังได้รับเงินค่าผ้าม่านไปติดอีก ๗๐๐,๐๐๐ บาท ในขณะที่ สถานทูตที่บูดาเปสต์มีผู้มาใช้บริการที่เป็นคนต่างประเทศรีวิว (Review) ว่าเป็น เดอะเวิร์สท เอมบาสซี อิน เดอะ เวิลด์ (The Worst Embassy in the World) ก็คือแปลเป็นไทยว่า เป็นสถานทูตที่แย่ที่สุดในโลก ไม่รู้กฎหมายฮังการี ไม่รู้สิทธิพื้นฐานของประชาชนฮังการี ด้วยซ้ำไป แต่ก็ยังได้รับรางวัลเป็นชุดมูลค่า ๑.๕ ล้านบาท ดิฉันคิดว่ามันย้อนแย้งกันมาก นะคะ แล้วก็ขอเรียกร้องให้มีการเพิ่มตัวชี้วัดของกระทรวงการต่างประเทศในเรื่องของความ พึงพอใจในการเข้ามาใช้บริการที่สถานทูตและสถานกงสุลต่าง ๆ ของกระทรวง การต่างประเทศด้วย ดังนั้นก็จะเป็นเหตุผลที่ดิฉันสมควรเห็นให้ปรับลดงบประมาณของ มาตรา ๑๐ กระทรวงการต่างประเทศ ลง ๑๒๐ ล้านบาทค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการมีอะไรจะชี้แจงไหมครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผม วิเชียร ชวลิต ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตเรียนว่ากระทรวง การต่างประเทศได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งหมด ๓,๙๕๖ ล้านบาทเศษ แล้วคณะกรรมาธิการได้มีการปรับลดไปแล้ว ๒๑๑ ล้านบาทเศษ คิดเป็นประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์เศษ แต่ทั้งนี้ต้องเรียนเพิ่มเติมว่างบประมาณที่ได้รับ ๓,๗๐๐ ล้านบาท หลังจาก กรรมาธิการปรับลดแล้ว เมื่อเทียบกับเมื่อปี ๒๕๖๔ กระทรวงการต่างประเทศ ปี ๒๕๖๔ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ๗๑๔ ล้านบาทเศษ ซึ่งปี ๒๕๖๕ ที่ได้ตั้งตามร่าง ๓,๙๐๐ ล้านบาท ถูกปรับลดจากปี ๒๕๖๔ ไปแล้วถึง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ กับปี ๒๕๖๕ ในภาพรวมมีการลดลงประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์เศษ เพราะฉะนั้น ในฐานะของกระทรวงการต่างประเทศก็ถือว่าถูกปรับลดเกินกว่าเกณฑ์เฉลี่ยไปมาก พอสมควรถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วกรรมาธิการยังปรับลดไปอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่า เป็นตัวเลขที่รวมแล้วก็ถูกปรับลดมากที่สุดกระทรวงหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็ขอเรียนว่า กรรมาธิการได้ปรับลดแล้ว และได้ตรวจสอบแล้วก็ขอยืนตามที่กรรมาธิการได้แก้ไขแล้วก็ ปรับลดครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเรียนถาม ท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและท่านผู้แปรญัตติว่าท่านยังคงติดใจอยู่หรือไม่ครับ ถ้าท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติไม่ติดใจนะครับ🔗
เรียนท่านประธานค่ะ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นยังติดใจค่ะ🔗
ว่าอย่างไร นะครับ ผมฟังไม่ชัด🔗
เรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ในฐานะกรรมาธิการที่สงวนความเห็นค่ะ ติดใจค่ะ🔗
ยังติดใจ นะครับ ถ้าติดใจก็คงจะได้ขอมติจากที่ประชุมต่อไปนะครับ เนื่องจากมาตรานี้ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติจากที่ประชุมก่อนว่าจะเห็นควรให้มีการ แก้ไขหรือไม่ กรณีที่ประชุมมีมติเห็นควรให้แก้ไข ผมจึงจะถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของ กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติต่อไป ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุม นะครับ🔗
เชิญท่าน สมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมเพื่อที่จะได้ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับก่อนที่เรา จะลงมติต่อไป เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกรีบเข้าห้องประชุมนะครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗
มีท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้างไหมครับ ถ้ามีก็ขอเชิญนะครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิด การแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิกอยู่ในห้องประชุม จำนวน ๓๔๑ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปผมจะ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไข คือให้คงไว้ตามร่างเดิม โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญครับ ใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนนะครับ🔗
สมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะนนบ้างมีไหมครับ ถ้ามีก็ขอเชิญนะครับ🔗
๓๕๙ เห็นด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฏฐพล ๑๑๗ เห็นด้วยครับ🔗
คนละคน ใช่ไหมครับ เมื่อกี้ผมดูไม่ทัน🔗
คนละคนครับท่านประธาน ๓๕๙ เห็นด้วยครับ🔗
เห็นด้วย นะครับ ๓๕๙ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๔๙ ท่าน เห็นด้วย ๓๔๓ บวก ๓ ก็เป็น ๓๔๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน🔗
ก็เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการแก้ไขนะครับ ต่อไปผมขอถามมติจากที่ประชุมว่า เห็นด้วยกับ การแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ🔗
สมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้าง ถ้ามีก็ขอเชิญแสดงตนครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการแสดงตน นะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผล ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิกเข้าร่วมประชุมหรืออยู่ ในห้องประชุม ๓๓๗ ท่าน ก็ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปผม ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับผู้สงวนความเห็นหรือผู้แปรญัตติ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐพล ๑๑๗ เห็นด้วยครับ🔗
๑๑๗ เห็นด้วย🔗
ท่านประธานครับ ๓๕๙ เห็นด้วยครับ🔗
๓๕๙ เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนมีบ้างไหมครับ ถ้ามี ก็ขอเชิญลงคะแนนครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๔๖ ท่าน เห็นด้วย ๒๔๔ บวก ๒ ก็เป็น ๒๔๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๙๘ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗
ก็เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการนะครับ ต่อไปเชิญท่านเลขาธิการ ดำเนินการอ่านมาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๑๑ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๑๑ เป็นงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานในกำกับ มีการ แก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็น แล้วก็ผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ต่อไปเชิญ กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น มียื่นมาแล้ว ๓ ท่านนะครับ คือท่านเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม และ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เชิญท่านเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกครับ ในมาตรา ๑๑ รายการที่ผมสงวนความเห็น เป็นเสียงข้างน้อย อยู่หน้า ๖๘ หน้า ๖๙ ของเล่ม ๓ (๑) ก่อนอื่นก็ขอเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าอันนี้ก็มี การปรับลดโดยกรรมาธิการ แล้วก็เป็นรายการปรับลดอยู่แล้วนะครับ แต่ก็มีรายการที่ หน้า ๕-๔ ก็จะเห็นว่าเรามีการปรับลดที่ทำได้นะครับ แม้จะเป็นงบผูกพัน รายการนี้ของ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ นี่กรรมาธิการนะครับ รายการที่ ๑ งบลงทุน ๑.๑ ค่าครุภัณฑ์ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ย่อยลงมาเป็น ๑.๑.๒ ค่าที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง แล้วย่อยมาอีกเป็น ๑.๒.๑ แล้วก็มา (๓) นี่คือลำดับชั้นของรายการ ในเอกสารงบประมาณ (๓) เป็นโรงฝึกกีฬาเอนกประสงค์ ๔ ชั้น พร้อมครุภัณฑ์ วิทยาเขต อ่างทอง ตำบลไชยภูมิ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ๑ หลัง จะเห็นว่าปี ๒๕๖๕ ผูกพันไว้ ๒๓ ล้านบาท แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากปรับลดไป ๕,๒๐๖,๖๐๐ บาท แล้วก็อาจจะ เหมือนกับเมื่อวานที่ผมเสนอเรื่องของกองทัพ ของกระทรวงกลาโหมว่างบผูกพันบางรายการ เราก็สามารถที่จะปรับลดเพื่อเลื่อนการใช้จ่ายเงินไปปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ได้ สำหรับ ตัวที่ผมปรับลดนั้น หน้า ๖๘ ก็จะมีแผนงานพื้นฐานด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพ ทรัพยากรมนุษย์ รายการตั้ง ๑๕๙ ล้านบาทเศษ ผมปรับลดตัวค่าใช้จ่ายสนับสนุนดำเนินงาน สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ๒๖ ล้านบาท รายการต่อมาแผนงานพื้นฐาน เกี่ยวกับการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รายการค่าใช้จ่ายตรวจประเมินและรับรอง มาตรฐานการท่องเที่ยว ๓ ล้านบาท รายการต่อมาเป็นค่าใช้จ่ายส่งเสริมการสร้างภาพยนตร์ ต่างประเทศในราชอาณาจักร ขอปรับลด ๕๐ ล้านบาท เนื่องจากเห็นว่าปีนี้ หรือปีงบประมาณที่จะมาถึงสถานการณ์ปัจจุบันนี่การจะมาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ในประเทศไทยก็อาจจะยังไม่มากนัก การตั้งงบประมาณส่วนนี้คิดว่าควรปรับลดลงไป อีกรายการหนึ่งค่าจ้างพนักงานช่วยเหลือตำรวจท่องเที่ยว ก็อธิบายได้ตรงตัวครับ พนักงาน ช่วยเหลือตำรวจท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวไม่มี ตำรวจท่องเที่ยวก็น้อย เพราะฉะนั้นการจ้าง พนักงานช่วยเหลือตำรวจท่องเที่ยวก็ควรจะน้อย ก็น่าจะปรับลดเพื่อไปใช้เป็นอย่างอื่น สำหรับกรมพลศึกษา รายการต่อมาค่าปรับปรุงอาคารที่พักที่ปทุมธานี ๒๔ ล้านบาท ผมเห็น ว่ายังไม่จำเป็นถึงให้ปรับลด รายการหน้า ๖๙ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่ารายการเหล่านี้ ยังไม่จำเป็น เช่น ลู่วิ่งยางสังเคราะห์ ๑๓ ล้านบาท ขอลด และปรับสภาพ ปรับสภาพนะครับ สนามฟุตบอลจังหวัดปทุมธานี ๒๔,๙๙๐,๐๐๐ บาท ผมเห็นว่ายังไม่จำเป็น ค่าใช้จ่ายพัฒนา กีฬาและนันทนาการมวลชน วันนี้เราส่วนใหญ่จะไอโซเลต (Isolate) หรือเวิร์ก ฟรอม โฮม (Work from Home) เป็นหลัก เพราะฉะนั้นการสันทนาการต่าง ๆ เหล่านี้เห็นว่ายัง ไม่จำเป็น ค่าใช้จ่ายแข่งขันนักกีฬา นักศึกษาแห่งชาติเช่นเดียวกัน มหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติ อย่างที่เรียนไปเมื่อสักครู่มีรายการลดงบผูกพัน แต่ของผมนี่ขอเพิ่มรายการคือ ค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานให้ราชการ ๒๕ ล้านบาท ก็เห็นว่าถ้าข้าราชการวันนี้หลายหน่วย เราพยายามจะให้ทำงานที่บ้าน เพราะฉะนั้นค่าตอบแทนปฏิบัติงานให้ราชการก็น่าจะ ปรับลดลงได้ ครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่ง (๑) ถึง (๑๕) รวม ๑๕ คัน ๒๐,๓๗๐,๐๐๐ บาท วันนี้ก็เห็นว่าน่าจะใช้ของเดิม เพราะถ้าดูทะเบียนทรัพย์สิน ดูงบการเงินก็ยังมีรถที่มี อยู่แล้ว ก็น่าจะใช้ในสถานการณ์เหล่านี้ต่อไปนะครับ ก็ควรจะประหยัดแล้วเอาเงินมาใช้ ในสิ่งที่เหมาะสม ซึ่งก็เป็นดุลพินิจของรัฐบาลถ้าเราอนุมัติ การปรับปรุงสำนักงานอธิการบดี ตำบลหนองไม้แดง อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ๑ แห่ง ปรับปรุงสำนักงานอธิการ ใช้ไปก่อนได้ไหม ยังไม่ต้องปรับปรุงได้ไหม ๑๔ ล้านบาท เอาออกไป อันสุดท้ายครับค่าก่อสร้าง สนามกีฬาต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท รวม ๒ รายการ ๑๕,๒๐๐,๐๐๐ บาท ผมเห็นว่ายังไม่จำเป็น ก็เลยเสนอปรับลด ก็เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาครับ เพราะว่ารายการนี้ก็สอดรับกับสิ่งที่ กรรมาธิการปรับลดลงไปแล้วบ้างนะครับ ก็อยู่ที่มติของที่ประชุมครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิสิฐครับ ตามด้วยพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรค ประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ งบประมาณปี ๒๕๖๕ เราได้มีการจัดทำขึ้นในช่วงที่โควิด (COVID) ระลอกนี้ยังไม่เกิดขึ้นนะครับ แล้วก็โควิด (COVID) ระลอกใหม่นี้ก็คงจะต้องยืดเวลาออกไปเข้าไปในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ เพราะฉะนั้น งบประมาณของกระทรวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงนี้ครับ กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาคงจะต้องถูกกระทบมากกว่าที่คาดนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือในบรรดากระทรวงต่าง ๆ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเป็นกระทรวงที่จะมีผลกระทบจากโควิด (COVID) ทำให้ กิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยตั้งไว้น่าจะไม่ได้เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นเต็มที่ กระผมจึงขอตัดงบของ กระทรวงนี้ลง ๕ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกันนะครับ จริง ๆ แล้วเราต้องยอมรับว่าธุรกิจท่องเที่ยวเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย เป็นสัดส่วนต่อ จีดีพี (GDP) เกินกว่าร้อยละ ๑๐ ซึ่งสูงกว่าภาคเกษตรนะครับ สูงกว่าอีกหลาย ๆ ภาคอุตสาหกรรมที่เขามีหน่วยงานที่ดูแลเป็นพิเศษ แล้วก็มีการจัดเก็บข้อมูล มีการนำเสนอ นโยบายเพื่อเยียวยาเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ปรากฏว่าในช่วงปีเศษที่ผ่านมา เราไม่ค่อยได้เห็น งานของรัฐบาลในด้านนี้เลยครับ ในการที่จะเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่อยู่ในแวดวงของการท่องเที่ยว อย่างเช่น กรณีของพวกร้านอาหาร ภัตตาคาร ณ เวลานี้ ก็ออกมาร้องเรียนฟ้องร้องรัฐบาล มัคคุเทศก์จำนวนมากซึ่งขณะนี้คงจะไม่มีงานทำ เราต้อง ดูแลแล้วก็เยียวยาคนเหล่านี้ครับ ซึ่งเงียบมากนะครับ จริง ๆ แล้วกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาควรจะเป็นเจ้าภาพในการขอให้รัฐบาลช่วยดูแลให้ผู้ที่อยู่ในอาชีพการท่องเที่ยวก็คือ มัคคุเทศก์ ซึ่งเขามีการจดทะเบียน มีการควบคุมจรรยาบรรณอย่างตลอดนะครับ แต่กลับ ไม่ได้ดูแลเท่าที่ควร ผมจึงคิดว่ากระทรวงนี้คงจะต้องมีการปรับปรุงวิธีการทำงาน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในเรื่องของการเก็บข้อมูล เราเห็นมีกรมเศรษฐกิจการเกษตร กรมเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม กรมเศรษฐกิจการค้าต่าง ๆ แต่ว่าเราไม่มีกรมเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวทั้งที่ เป็นแหล่งจ้างงานของคนกว่า ๒.๔ ล้านคน ผมอยากจะเห็นมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อจะได้รวมงานต่าง ๆ เป็นการทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น การที่จะมีการตั้งหน่วยงานใหม่ ไม่ได้หมายถึงว่าจะเป็นการเพิ่มภาระเสมอไป เพราะมันจะสามารถลดงานของหน่วยงานอื่น ที่อาจจะทำงานซ้ำซ้อน ให้ข้อมูลที่ซ้ำซ้อน แล้วก็ให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันนะครับให้มารวมศูนย์ อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงอยากจะเห็นว่าหน่วยงานนี้ก็คือเกิดเป็นหน่วยงาน ที่ช่วยดูแล แล้วก็เก็บข้อมูล ดูแลเยียวยาผู้ประกอบการต่าง ๆ ทั้งในภาคขนส่ง ในภาคของ ท่องเที่ยว ในภาคของบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องครับ🔗
อีกด้านหนึ่งครับท่านประธานครับ ก็คือด้านกีฬา จริง ๆ แล้วผมเองก็มี ความเห็นว่ากีฬากับท่องเที่ยวในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมาที่รวมกันอยู่ในกระทรวงเดียวกัน เกือบจะไม่ค่อยมีอะไรที่มีความสอดคล้องกัน จริง ๆ แล้วกรมพลศึกษาควรจะกลับไปอยู่ กระทรวงศึกษาธิการ แล้วท่องเที่ยวก็ควรจะไปอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรม เพราะงานของ การท่องเที่ยว ณ เวลานี้นะครับเป็นเรื่องของวัฒนธรรมมากขึ้น ๆ ซึ่งก็จะทำให้การทำงาน น่าจะมีประสิทธิภาพ แล้วก็ลดค่าใช้จ่าย ลดความซ้ำซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นครับ ก็ขออนุญาต จะกราบเรียนแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปพันตำรวจเอก ทวีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ สำหรับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมได้สงวนความเห็นขอปรับลดประมาณ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะได้มาอภิปรายคือประมาณ ๑๔ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ปกติเรื่อง การท่องเที่ยวในภาวะที่ไม่มีโควิด (COVID) เราเคยสูงสุดอยู่ ๓๘.๘ ล้านคน คือเฉลี่ยก็มีคนมา เมืองไทย ต่างประเทศเดือนละ ๓ ล้านคน หรือวันละ ๑๐๐,๐๐๐ คน หลังจากโควิด (COVID) ครั้งนี้ทางภาครัฐได้ประมาณว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาประมาณปีละ ๒ ล้านคน น้อยมากนะครับ คือจากเดิมเราทำรายได้ให้ประเทศเป็นอันดับต้น ๆ ๓ ล้านล้านคน หรือจะ มาแค่ ๒ ล้านคน แต่พอความเป็นจริงมาถึงวันนี้มาวันละ ๕๐๐ คนยังไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ คน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เอางบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในส่วนของกระทรวงเอง ๒,๘๐๐ ล้านบาท และในส่วนที่เป็นงบบูรณาการอีก ๔,๐๐๐ กว่า ล้านบาท รวม ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท อยากให้เห็นภาพงบประมาณของประเทศที่ไปใช้ ในงบบูรณาการ มี ๑๑ กระทรวง ๒๑ หน่วยงาน และ ๒ รัฐวิสาหกิจเพื่อจะมาดูการท่องเที่ยว ถ้ายังคิดว่า คนต่างประเทศจะมาผมก็อยากให้ทางรัฐบาลลองคิดว่าขีดความสามารถในการแก้ปัญหา โควิด (COVID) ของท่านทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ เหมือนเราทุ่มให้คนทั้งหมดจะไปให้ คนต่างประเทศมา ถ้าเกิดมาเฉลี่ยปีละ ๑ ล้านคนอย่างที่ตั้งไว้ หรือไม่ถึง ได้มีแผนหรือไม่ ผมเองผมก็เลยอยากให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาใช้งบประมาณส่วนนี้ไปดำเนินการ เพราะเราต้องรักษาภาพของการท่องเที่ยวไว้ ถ้าเราไม่ดูแล คือเวลาทำคุณประโยชน์ ให้ประเทศก็ดีใจ แต่เวลาเขาเกิดปัญหานี่รัฐต้องเข้าไปดูแล สิ่งแรกที่ผมคิดว่าจะต้องทำ การช่วยเหลือคือ งบประมาณคือไม่ต้องไปทำเพื่อให้คนต่างประเทศมาเที่ยว🔗
อันที่ ๑ ทำให้คนไทยเที่ยวในประเทศก่อนจะทำได้หรือไม่ ในกรณีของภาค ธุรกิจท่องเที่ยวเราต้องช่วยเหลืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สิ่งที่ต้องช่วยเหลือก็คือ ทำอย่างไรจะให้ลูกจ้าง ให้โรงแรมให้อะไรต่าง ๆ อยู่ได้ก็ต้องนำเงินก้อนนี้ไป สิ่งที่สำคัญ อีกอันหนึ่งที่ต้องตามมา วันนี้รัฐบาลไม่มีปัญญาจะจัดหาวัคซีน กล้ามอบอำนาจให้ท่องเที่ยว ซึ่งเขามีคนต่างประเทศเอาเงินก้อนนี้ไปจัดหาวัคซีน เพราะผมเชื่อมั่นว่าศักยภาพถ้าคุณได้ กระจายอำนาจให้เขาทำ ผมว่าทำได้ และวัคซีนมีความสำคัญสูงสุดสำหรับการท่องเที่ยว ดังนั้นจึงควรจะเอางบประมาณส่วนนี้แล้วก็รัฐเลิกรวมศูนย์ กระจายอำนาจไปให้ทางธุรกิจ ท่องเที่ยวเขาลองทำดู🔗
ประการที่ ๒ ที่สำคัญคือคุณต้องพักหนี้ พักดอกเบี้ยและดำเนินการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือกับธุรกิจท่องเที่ยวให้อยู่ได้ ท้ายที่สุดคือผมคิดว่าโครงการต่าง ๆ ที่ไป บูรณาการและงานต่าง ๆ ผมคิดว่าควรจะต้องปรับปรุง แล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่ทางภาคธุรกิจ ท่องเที่ยวต้องได้รับการดูแลโดยใช้งบประมาณ แทนที่จะเป็นเรื่องการท่องเที่ยวไปช่วยเหลือ สนับสนุนส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการการท่องเที่ยว แล้วผู้ที่ทำงานในภาคการท่องเที่ยว สามารถอยู่ได้ ได้รับการเยียวยา ได้รับการฟื้นฟู ได้รับการดูแล เมื่อประเทศสามารถเปิดได้ จะได้ทำงานต่อไปครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านสมาชิกผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ๑ ท่าน ท่านเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ผมขอใช้สิทธิ อภิปรายประกอบการแปรญัตติปรับลดงบประมาณในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและ กีฬาซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณไว้ที่ ๒,๘๓๕ ล้านบาทเศษ ผมขอแปรญัตติปรับลด งบประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน ๒๒,๖๘๒,๓๔๙ บาท ต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่าในส่วนที่ผมปรารถนาแล้วก็ประสงค์ที่จะแปรญัตตินั้น เป็นเรื่องของโครงการในส่วนของกรมพลศึกษา ที่ตั้งงบประมาณเกี่ยวข้องกับการปรับปรุง อาคารที่พักผู้เข้ารับการฝึกอบรมของสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติที่ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี แล้วก็เป็นการปรับปรุงสนามฟุตบอลซึ่งมีอยู่แล้วของสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ และ อีกโครงการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติก็คือการปรับปรุงอาคารสำนักงาน อธิการบดี ซึ่งทั้ง ๓ โครงการนี้เป็นโครงการที่มีอยู่แล้ว แล้วก็จะทำการปรับปรุง ซึ่งผมเห็นว่า ในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็น และผมก็มีข้อสงสัยครับว่าเหตุใดทางสำนักงบประมาณจึงไป ปรับลดงบประมาณในส่วนของการก่อสร้างสนามกีฬาชุมชนออก หรือทางกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาเองไม่มีแผนงานในการที่จะก่อสร้างสนามกีฬาชุมชนแล้วส่งไปให้ สำนักงบประมาณอย่างไรกันแน่ครับ เพราะว่าเมื่อไม่มีโครงการก่อสร้างสนามกีฬาชุมชนเลย อยู่ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ แต่กลับไปใส่งบประมาณในส่วนของการปรับปรุงอาคารสถานที่ รวมถึงการปรับปรุงสนามกีฬาที่มีอยู่ในส่วนของมหาวิทยาลัยกีฬา รวมถึงโรงเรียนกีฬา นะครับ ซึ่งตรงนี้ล่ะครับที่ทำให้ผมมองว่าทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีความเข้าใจ หรือว่าเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายโดยใช้กีฬาหรือไม่นะครับ โดยเฉพาะในช่วง ของการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในขณะนี้แน่นอนที่สุดครับว่าวัคซีนคือ คำตอบสุดท้ายสำหรับการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด แต่อย่าลืมนะครับว่าการออก กำลังกายโดยใช้กีฬามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง อย่างน้อย ๆ ๒ ประการครับ ในประการแรก การออกกำลังกายโดยใช้กีฬาเป็นการสร้างเสริมสุขภาพ ทำให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันต่อการป้องกันโรค หรือแม้กระทั่งถ้าหากติดเชื้อโควิด (COVID) ไปแล้วอย่างน้อย ก็ลดความรุนแรงของโรคได้เป็นอย่างดี ประการต่อมาครับ การออกกำลังกายเป็นการ ลดความเครียดในสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังออกมาตรการต่าง ๆ ที่ไปกำหนดแล้วก็จำกัด สิทธิของพี่น้องประชาชน และในขณะเดียวกันในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากปัญหาโควิด (COVID) ในขณะนี้ ผมเชื่อว่า ๒ ประการนี้ถ้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีวิสัยทัศน์ เพียงพอก็จะมองเห็นว่าการสร้างสนามกีฬาชุมชนจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ แต่กลาย เป็นว่าไปพัฒนาสนามกีฬาในรั้วของมหาวิทยาลัยกีฬาเองหรือในโรงเรียนกีฬา ซึ่งประชาชน ทั่วไปเขาเข้าไม่ถึงครับ เมื่อก่อนนี้ท่านประธานคงจะจำโครงการที่บอกว่า ๑ อำเภอ ๑ สนามกีฬา ๑ ตำบล ๑ สนามกีฬา คิดว่าน่าจะจำได้ดีครับ โครงการเหล่านี้มีประโยชน์ อย่างมาก ๑ อำเภอ ๑ สนามกีฬา หมายความว่าในสนามกีฬาที่ก่อสร้างไปจะมี สนามฟุตบอล ๑ แห่ง มีลู่วิ่งยางพาราให้พี่น้องประชาชนได้ไปเดินออกกำลังกายโดยทำให้ เข่าไม่เสีย แล้วก็มีโรงยิมเนเซียมอเนกประสงค์อีก ๑ โรง รวมกันเป็น ๑ โครงการ ๑ อำเภอ ๑ สนามกีฬา ได้ใช้ประโยชน์อย่างมากครับ และในขณะเดียวกันในภาวะที่รัฐบาลกระจาย ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด (COVID) ออกไปอยู่ต่างจังหวัด โรงยิมเนเซียม (Gymnasium) ของโครงการ ๑ อำเภอ ๑ สนามกีฬามันได้ใช้ประโยชน์ครับ เพราะมันแปรสภาพจาก โรงยิมเนเซียม (Gymnasium) ปกติให้กลายเป็นโรงพยาบาลสนามรองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ โควิด (COVID) กลับไปอยู่ต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี แต่ปรากฏว่าโครงการเหล่านี้ไม่ได้มีการ จัดสรรงบประมาณแล้วก็ตั้งงบประมาณ กลับเป็นการไปตั้งงบประมาณไว้ในส่วนของ สนามกีฬาที่อยู่ในรั้วของมหาวิทยาลัยนะครับ นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะเสนอแปรญัตติ เพื่อปรับลด และการที่รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬานี่ล่ะครับ ถือเป็นการลดทอนศักยภาพของพี่น้องประชาชนคนไทย🔗
ท่านประธานครับ ประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาให้ความสำคัญกับศิลปะ ดนตรี แล้วก็กีฬา เป็นการพัฒนาคนครับ เมื่อเราไม่มีสนามกีฬา แล้วก็ทำให้ศักยภาพของพี่น้อง ชาวไทยลดลง ผมยกตัวอย่างตัวชี้วัดง่าย ๆ ในเรื่องของกีฬา ในเรื่องของศักยภาพคน กีฬา ซีเกมส์ (SEA Games) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา ปรากฏว่านักกีฬาไทยที่คว้า เหรียญรางวัลนะครับ จากเดิมที่เราเป็นเจ้าซีเกมส์ (SEA Games) มาตลอด เมื่อปีที่ผ่านมานี้ ที่ประเทศฟิลิปปินส์เราตกไปอยู่อันดับที่ ๓ นะครับ แพ้ฟิลิปปินส์ แพ้เวียดนาม นั่นทำให้ เห็นว่าปัญหาเรื่องของการพัฒนาด้านกีฬาของประเทศไทยในขณะนี้ส่งผลให้ศักยภาพของ คนไทยด้อยลง ดังนั้นผมจึงมีความเห็นว่าการจัดสรรงบมาในส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและ กีฬาในรอบนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ แล้วจึงขออนุญาตที่จะแปรญัตติปรับลดงบประมาณในส่วน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นโครงการในการก่อสร้าง อาคารสำนักงานอธิการบดีที่มีอยู่แล้วและในส่วนของโครงการก่อสร้างสนามกีฬาในรั้ว มหาวิทยาลัยครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณ ท่านกรรมการมีอะไรจะชี้แจงไหมครับ เชิญครับกรรมาธิการ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กรรมาธิการงบประมาณ ผมเรียนตอบกลับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย รวมทั้งท่านผู้สงวน ความเห็น ผู้แปรญัตติสงวนความเห็นไว้นะครับ ในส่วนของมาตรา ๑๑ ของพระราชบัญญัติ ประมาณประจำปี ๒๕๖๕ ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปีนี้ในมาตรา ๑๑ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับจัดสรรงบประมาณ ๒,๘๙๓ ล้านบาท แต่ว่าในชั้น กรรมาธิการได้มีการตัดลดงบประมาณลงไปอีก ๗๑ ล้านบาท ทำให้กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬามีเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรทั้งสิ้น ๒,๘๓๕ ล้านบาท ซึ่งต้องเรียนกับ ท่านประธานถึงเพื่อนสมาชิกครับว่า ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หากเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ได้รับจัดสรรเมื่อปีที่แล้ว ที่ ๖,๐๙๒ ล้านบาท จะเห็นว่า ตัวเลขงบประมาณนี้ลดหายไปประมาณ ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ บนสถานการณ์ที่ทางผู้จัดสรร งบประมาณคือสำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณมา โดยอ้างว่าการลดงบประมาณ ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของ บ้านเมืองที่เราประสบกับปัญหาวิกฤตการณ์โควิด (COVID) จึงทำให้ต้องลดงบประมาณลงไป ในจำนวนดังกล่าวอย่างที่ว่า ทั้งในส่วนของภาคการท่องเที่ยว และที่สำคัญในภาคส่วนของ ฝ่ายด้านกีฬาด้วย ทั้งนี้ในส่วนของรัฐวิสาหกิจด้วยนะครับ ผมถือโอกาสตรงนี้พูดรวม ทั้งในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แล้วก็ในส่วนของรัฐวิสาหกิจอีก ๒ แห่ง คือ กกท. และ ททท. ที่ภาพรวมถูกตัดลดลงไป ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ โดยอย่างที่ได้บอกไป เมื่อสักครู่ว่าทางผู้จัดสรรงบประมาณคือสำนักงบประมาณได้อ้างถึงวิกฤตการณ์โควิด (COVID) แต่อย่างไรก็ดีครับผมต้องเรียนบอกกับท่านประธานอย่างนี้ว่าด้วยงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม ๒๕๖๔ เป็นต้นไป รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศชัดเจนว่าภายในสิ้นปีนี้จะต้องฉีดวัคซีนให้คนไทยถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือ ๕๐ ล้านคน ท่านได้เตรียมวัคซีนไว้อย่างน้อยถึง ๑๐๐ ล้านโดส เพื่อที่จะปูพรม ให้กับคนไทย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๗๐ ล้านคน นั่นคือ ๕๐ ล้านคนอย่างที่ว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยนั้นปลอดภัยจากโควิด (COVID) เพื่อสร้างความมั่นใจ เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อที่จะมาท่องเที่ยว ในประเทศไทย ต้องยอมรับครับว่าบนสถานการณ์วันนี้ เครื่องจักรอีกเครื่องเดียวที่เราจะสามารถขับเคลื่อน ประเทศไปได้บนสถานการณ์โควิด (COVID) ผมเชื่อว่ากลจักรด้านการท่องเที่ยวจะเป็น กลจักรที่สำคัญในการทำให้เศรษฐกิจฟื้นคืนตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๖๕ แต่ว่าด้วยการ ได้รับการจัดสรรงบประมาณที่น้อยลงกว่าปี ๒๕๖๔ ผมในฐานะกรรมาธิการก็ต้องพิจารณา ไปตามตัวเลขที่ทางสำนักงบประมาณได้ส่งให้พิจารณาคือ ๒๘๙๓ ทางกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็ทำหน้าที่ได้เพียงตัดในส่วนที่เป็นแฟต (Fat) ออกไป ในส่วนที่เป็นไขมันออกไป ซึ่งก็ทำกันด้วยความระมัดระวัง แล้วก็ตัดไป ๗๑ ล้านบาท เพราะเชื่อว่ากระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาอย่างที่บอกคือจะเป็นกระทรวงที่สำคัญในการที่จะขับเคลื่อน เศรษฐกิจในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๖๔ นี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและ กีฬาจะเป็นกระทรวงที่สำคัญในการที่จะผลักดันแล้วก็ทำให้เศรษฐกิจฟื้นกลับคืนมา แต่ด้วย งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดผมค่อนข้างที่จะเป็นห่วง ในฐานะส่วนตัวนะครับก็ค่อนข้างที่จะ เป็นห่วงทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่าจะสามารถที่จะดำเนินการได้อย่าง มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน แต่ว่าในฐานะกรรมาธิการก็ทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ครับ ในฝ่ายกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ได้ตัดไปทั้งสิ้น ๗๑ ล้านบาท เพื่อให้ทางกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาได้มีเงินงบประมาณสามารถที่จะไปขับเคลื่อนประเทศในปี ๒๕๖๕ ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขออนุญาต สอบถามท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและท่านสมาชิกผู้แปรญัตติว่าท่านยังคงติดใจ หรือไม่ครับ🔗
ถ้าท่าน กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นแล้วก็ท่านผู้แปรญัตติไม่ติดใจ ผมขออนุญาตดำเนินการ ต่อไปนะครับ ท่านสมาชิกครับ แม้ว่ากรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติไม่ติดใจ นะครับ แต่เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะขอถามมติจาก ที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการแก้ไขหรือไม่ ก่อนลง มติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมครับ เพื่อที่จะได้เตรียมการลงมติต่อไปนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกห้องประชุมเข้าสู่ห้องประชุมเพื่อที่จะได้มีการตรวจสอบ องค์ประชุมแล้วก็ลงมติในลำดับต่อไป ท่านสมาชิก ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗
รอท่าน สมาชิกที่กำลังเดินทางเข้ามาแป๊บหนึ่งนะครับ สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้างครับ ถ้ามีก็ขอเชิญแสดงตนนะครับ สมาชิกท่านใดที่ยังไม่แสดงตนเชิญนะครับ ถ้าท่านสมาชิก แสดงตนกันครบแล้ว ผมขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลนะครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๐๘ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปผมขอ เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของ คณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการ ให้คงไว้ตามร่างเดิม โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๕๙ เห็นด้วยครับ🔗
๓๕๙ เห็นด้วย🔗
ท่านประธานครับ ๑๑๗ เห็นด้วยครับ🔗
๑๑๗ เห็นด้วย ถ้าท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนกันเสร็จแล้วผมขอปิดการลงคะแนน นะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ท่านสมาชิกครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๑๘ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน เพิ่มเติมนิดหนึ่ง นะครับ เห็นด้วย ๓๑๒ บวก ๒ ก็เป็น ๓๑๔ ท่านนะครับ🔗
เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ เชิญท่านเลขาธิการ อ่านมาตรา ต่อไปครับ🔗
มาตรา ๑๒ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์และหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ท่านอรรถกร เชิญครับ🔗
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรค พลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ผมเรียนขออนุญาตย้อนไปนิดเดียวครับ กระบวนการ การลงมติ คือตั้งแต่เมื่อวานที่เราทำมาเราจะลงมติ ๒ ครั้ง ครั้งแรกทางท่านประธาน ในที่ประชุมจะถามว่าทางสมาชิกจะเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเราเห็นด้วย เราก็กด เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย เราก็กด ไม่เห็นด้วย โดยหลังจากนั้นถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไข ท่านประธานจะถามอีกครั้งหนึ่งว่าจะเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากหรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนคำแปรญัตติหรือผู้แปรญัตติ นะครับ แต่เมื่อสักครู่นี้ผมเข้าใจว่าท่านประธานถามครั้งเดียว แต่ด้วยความเคารพครับ คือจริง ๆ แล้วที่อยากจะขอให้ลงมติใหม่เพื่อที่จะไม่ต้องมีปัญหาในการถูกฟ้องร้องภายหลัง ก็เลยขออนุญาตนำเรียนปรึกษาท่านประธานอย่างนี้ ขอบพระคุณครับ🔗
ที่จริง ก็ดำเนินการตามขั้นตอนตามที่ท่านอรรถกรได้พูดนะครับ คือตอนแรกเราก็ลงมติว่าเห็นด้วย กับร่างของคณะกรรมาธิการ คือเราโหวตว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข นี่คือประเด็นแรก แต่ว่าบังเอิญมาตรา ๑๑ กรรมาธิการชี้แจงแล้ว ผู้สงวนความเห็นและ ผู้แปรญัตติไม่ได้ติดใจ ไม่มีใครติดใจ เมื่อไม่มีใครติดใจก็แสดงว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขของ กรรมาธิการ เราจึงไม่ต้องถามตัวนั้น เราจึงมาถามประเด็นสุดท้ายว่าท่านเห็นด้วยกับ กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ฉะนั้นมันจึงเป็นกระบวนการที่ถูกต้องแล้วครับ🔗
ถ้าได้ยินอย่างนี้ก็สบายใจครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
คือปกติ กรรมาธิการชี้แจง แต่ท่านผู้สงวนความเห็นยังติดใจเราก็ต้องถามก่อน แต่เมื่อกรรมาธิการ ชี้แจงแล้วไม่มีใครติดใจก็ไม่ต้องไปถามประเด็นนั้น แล้วก็เรียนท่านสมาชิกไว้นิดหนึ่งว่า ท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็น แล้วก็ท่านผู้แปรญัตติท่านต้องฟังคำชี้แจงของกรรมาธิการ เสียงข้างมากนะครับ ถ้าท่านยังติดใจ ท่านต้องแสดงตนในที่ประชุม แต่ถ้าท่านไม่อยู่ ในที่ประชุมแล้วท่านฝากว่าติดใจทุกมาตรา อย่างนี้ประธานจะไม่รับพิจารณา เพราะการชี้แจงระหว่าง กรรมาธิการเสียงข้างมากกับผู้สงวนความเห็นกับผู้แปรญัตติมันจำเป็นต้องได้รับฟังซึ่งกัน และกัน เชิญครับท่าน🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ขอให้ท่านประธาน ได้คอนเฟิร์ม (Confirm) อีกทีหนึ่งครับ ซึ่งจริง ๆ ผมเห็นด้วยกับท่านประธาน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย เพราะท่านประธานได้ถามในที่ประชุมแล้วว่ามีกรรมาธิการที่ขอสงวน ความเห็นยังติดใจหรือไม่ ก็ปรากฏว่าไม่มี แล้วท่านก็ถามด้วยว่ามีสมาชิกติดใจหรือไม่ ที่ขอสงวนนี้ติดใจหรือไม่ ก็ไม่มี อันนี้ผมเห็นด้วยกับท่านประธาน ที่ท่านประธานถามนั้น ถูกต้องแล้วครับ ก็เพียงแต่อยากให้ท่านประธานยืนยันไว้เป็นหลักฐานในสภาว่าจะได้ไม่มี การมาร้องเรียนอะไรกันต่อไป อันนี้ถูกต้องแล้วครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ก็ได้ยืนยัน ไปแล้วนะครับ เมื่อกี้ผมได้ถามว่ามีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นติดใจหรือไม่ และท่านผู้แปรญัตติยังติดใจหรือไม่ ได้สงวนคำแปรญัตติติดใจหรือไม่ แต่เมื่อท่านผู้สงวน ความเห็นและท่านผู้แปรญัตติไม่ได้ติดใจ แต่เนื่องจากว่ามาตรา ๑๑ นี้กรรมาธิการแก้ไข จึงต้องมีการถามเป็นมติว่าท่านสมาชิกจะเห็นด้วยกับที่ท่านกรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ตรงนี้ ก็ถือว่าเคลียร์ (Clear) นะครับ ขอเชิญท่านเลขาธิการ เมื่อกี้มาตรา ๑๒ ได้อ่านไปแล้ว นะครับ สำหรับมาตรา ๑๒ มีการแก้ไข มีท่านสมาชิกได้สงวนความเห็น แล้วก็แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ ท่านแรกก็คือ ท่านเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญท่านเรืองไกรครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกครับ รายการที่ผมขอสงวนความเห็นในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นั้นอยู่ในหน้า ๗๔ ถึงหน้า ๗๕ ของเอกสาร สำหรับมาตรา ๑๒ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานในกำกับ ส่วนใหญ่ในรายการจะเห็นว่าเป็นเรื่องครุภัณฑ์ ยานพาหนะและขนส่ง ซึ่งมีการใช้ งบประมาณเพิ่มค่อนข้างหลายรายการ ผมจึงเสนอให้ปรับลด เช่น ของสำนักงานปลัด (๔) ครุภัณฑ์ ยานพาหนะและขนส่ง (๑) - (๑๑) ๒๐,๑๗๑,๖๐๐ บาท รายการรถยนต์โดยสาร ขนาด ๑๒ ที่นั่ง ดีเซล ไม่ต่ำกว่า ๒,๔๐๐ ซีซี (CC) จังหวัดลพบุรี ๑ คัน ๑,๓๕๘,๐๐๐ บาท การจัดซื้อครุภัณฑ์ ยานพาหนะและขนส่ง เราจะเห็นว่ามันมีกฎระเบียบราชการว่า ถ้างบประมาณยังไม่ผ่านก็สามารถทำความตกลงไปก่อนได้ แต่ถ้าเราปรับลดก็จะเกิดปัญหา ทีนี้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ ถ้าเราสังเกตจะเห็นหน่วยราชการ วันนี้ พองบประมาณยังไม่ออกจะมีรถมาแล้ว ก็เป็นการตกลงกันไป ก็แล้วแต่ดุลพินิจ ผมชี้ให้เห็น ข้อสังเกตเท่านั้น ของกรมกิจการเด็กและเยาวชนก็เช่นเดียวกัน ครุภัณฑ์ ยานพาหนะและ ขนส่ง (๑) (๘) ๑๑,๐๑๐,๔๐๐ บาท ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ครุภัณฑ์ ยานพาหนะและขนส่ง (๑) (๔) ๕,๑๖๐,๐๐๐ บาท เป็นงบที่ซื้อเลย ของกรมพัฒนาสังคมและ สวัสดิการก็มีครุภัณฑ์ ยานพาหนะและขนส่ง (๑) (๓) ๙,๒๖๕,๖๐๐ บาท กรมส่งเสริมการ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ก็มีครุภัณฑ์ ยานพาหนะและขนส่ง (๑) (๕) ๗,๐๕๔,๐๐๐ บาท อัน นี้ผมเอาเฉพาะรายการที่เป็นครุภัณฑ์ ยานพาหนะและขนส่ง มาเรียนท่านประธาน เรียนเพื่อนสมาชิกก่อน🔗
ส่วนอีก ๒ รายการที่ผมอยากจะให้เหตุผลประกอบการสงวนความเห็น ย้อนมาดูกรมพัฒนาการสังคมและสวัสดิการ (๒) แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างพลัง ทางสังคม ท่านประธานครับ รายการนี้คือเงินอุดหนุน สนับสนุนองค์การเอกชน สาธารณประโยชน์ด้านสวัสดิการสังคม ๑๕๐ ล้านบาท ผมขอปรับลด ท่านประธานครับ ทำไมผมขอรายการนี้ค่อนข้างเยอะ เพราะถ้าเราจำกันได้องค์การสาธารณประโยชน์ ทางภาคเอกชนจะมีบางกลุ่มจะขอเงินจากหน่วยงานของรัฐ เราเคยมีปัญหาเงิน สสส. เอาไปใช้ เสร็จแล้วก็ไปทำนิติกรรมลักษณะอำพราง ทำให้ควรจะเสียภาษีก็ไม่เสีย บิดเบือน จากการจ้างทำของ เป็นตัวแทน คดีเหล่านี้ยังติดตามอยู่ที่กรมสรรพากรและรายงานของ หน่วยงานของรัฐแต่ละราย ผมยังติดตามอยู่ ผมรับไม่ได้ครับถ้าเงินของรัฐจะถูกบิดเบือนและ ถูกเลี่ยงภาษี การตรวจสอบภาษีผมถือว่าผมชำนาญคนหนึ่ง การเปลี่ยนจากซื้อเป็นจ้าง การเปลี่ยนจากจ้างเป็นตัวแทน เพื่อเอาเฉพาะรายการนั้นหลบเลี่ยงภาษี อันนี้ผมรับไม่ได้ การตรวจเงินแผ่นดินถ้าต้องเสียภาษีก็ต้องเสีย ดังนั้นกรณีนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่อยากจะให้ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและแม้กระทั่งสมาชิกวุฒิสภา ท่านเป็นกรรมาธิการสามัญของ สภาทั้ง ๒ แห่ง จะเป็นวิสามัญด้วยหรือเปล่าผมยังไม่ทราบ แต่ถ้าท่านมีโอกาสท่านลองไป ไล่ตรวจสอบเรื่องพวกนี้ เงินเหล่านี้ไปแล้วท่านไปทำประโยชน์ ทำอีเวนต์ (Event) ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ แต่ถ้าท่านมีรายได้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ในรูปของสมาคม มูลนิธิ หรือแม้กระทั่งบริษัทจำกัด ท่านต้องเสียภาษีครับ จะเสียภาษีกำไรสุทธิ เสียภาษีรายได้ หรือกระทั่งภาษีมูลค่าเพิ่มก็ต้องเสียครับ แต่หลาย ๆ หน่วยไปใช้การกระทำในลักษณะ นิติกรรมอำพราง การเป็นนิติกรรมอำพรางก็ต้องอาศัยสมาชิกสภาไปไล่ตรวจสอบว่าอันนี้ ถ้าเอาเงินไปแล้วท่านใช้ถูกต้องไหม รายงานผลกลับมามีครบวัตถุประสงค์หรือไม่ ไม่อย่างนั้น เราก็จะเห็นเงินอย่างนี้ทุกปี ทุกปี ทุกปี แล้วก็จะมีกลุ่มเดิม เจ้าเดิม คนที่คุ้นเคยกันอยู่ประจำ อันนี้ก็ฝากเป็นข้อสังเกต แล้วก็นี่เป็นเหตุผลประกอบที่ผมนำเรียนท่านว่าผมดูแต่ละรายการ รายการ รายการ ผมดู เข้าไปเพราะอะไร ทำไมผมถึงตัด ทำไมผมถึงนำเรียนท่าน แต่ท่านโหวตอย่างไรเป็นสิทธิ ของท่าน อันนี้ผมไม่เกี่ยว ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ รองประธานกรรมาธิการ กระผมขออนุญาตให้ความเห็นเกี่ยวกับกระทรวงนี้เล็กน้อย แล้วก็ ขอตัดงบ ๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ เหตุที่ตัดไม่ใช่เป็นเพราะว่าไม่อยากให้มีการใช้จ่าย เพื่อกระทรวงนี้ แต่เป็นเพราะว่าความจำเป็นในเรื่องของการคลัง แล้วก็เรื่องของภารกิจที่ จะต้องดูแลบุคคลต่าง ๆ ที่ยากไร้ที่ต้องมีการใช้จ่ายมากขึ้น เพราะฉะนั้นการตัดนี่คือตัด ในส่วนของงบดำเนินการให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะว่ากระทรวงนี้จริง ๆ แล้ว ต้องถือว่าจะมีภารกิจมากขึ้นในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะที่ ยากลำบากในปีสองปีนี้นะครับ คนพิการก็มีจำนวนมากถึง ๒ ล้านคน แต่ปรากฏว่าในงบปี ๒๕๖๕ นี้เราจะจัดให้เพียง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน เทียบกับปีก่อนหน้าที่เคยจัดถึง ๔๐๐,๐๐๐ คน พูดง่าย ๆ ก็คือว่าด้วยงบประมาณที่จำกัดนี้เราช่วยเหลือคนที่ยากไร้ คนที่อยู่ในภาวะที่ไร้ ที่พึ่งได้น้อยลง จึงเป็นเหตุที่มาที่กระผมขออนุญาตให้มีการปรับลดในส่วนของงบดำเนินการ เพื่อจะได้ให้การใช้เงินนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันกระทรวงคงต้องมีการแยกแยะ งานทางด้านของสงเคราะห์กับงานทางด้านของประกันสังคม คนที่อยู่นอกระบบ ประกันสังคม แรงงานปัจจุบัน พูดง่าย ๆ ก็คือว่ายังมีคนที่ไม่ได้รับสวัสดิการจากระบบ ประกันสังคมของกระทรวงแรงงานก็ควรจะอยู่ในตรงนี้ แล้วก็จัดระบบที่เรียกว่าระบบ ประกันสังคมให้อย่างเต็มรูปแบบเหมือนกับที่อยู่ในภาคของแรงงานนะครับ ส่วนบุคคล บางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ หรือเด็ก หรือผู้พิการที่อาจจะไม่อยู่ในฐานะที่จะจ่ายเงินสมทบได้ก็ ต้องอยู่ในภาคของการสงเคราะห์ เพราะฉะนั้นการแยกส่วนเหล่านี้ก็จะทำให้การช่วยเหลือดูแลได้ ชัดเจนมากขึ้น งบของกระทรวงนี้ที่ตั้งไว้ในมาตรา ๑๒ ๒๑,๔๑๘ ล้านบาท จริง ๆ มีการปรับลด เพียงเล็กน้อย ๓๘ ล้านบาท ซึ่งก็คงเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แต่ว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของงบ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเป็นการจ่ายให้กับเด็ก แรกเกิดจำนวน ๒.๘ ล้านคน เพราะฉะนั้นก็ยัง ถือว่าต่ำกว่าจำนวนเด็กที่มีอยู่ แล้วก็คนพิการ หรือคนสูงอายุ หรือคนในกลุ่มเปราะบาง รวมไปถึงคนที่ทำการขอทานเป็นจำนวนแสน ๆ คน ถือว่ายังมีการใช้ไม่เพียงพอ ก็ขออนุญาต ที่จะต้องระมัดระวังการใช้จ่ายของด้านดำเนินการให้มากขึ้นครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกขอสงวนความเห็นยังเหลืออยู่นะครับ ต่อไปเป็นนางสาววรรณวิภา ไม้สน ตามด้วยท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เชิญคุณวรรณวิภา ไม้สน ครับ🔗
ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยค่ะห้อง โสตทัศนูปกรณ์🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน วรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน ปีกแรงงาน ในฐานะกรรมาธิการ ในมาตรา ๑๒ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ นั้น แม้ในภาพรวมจะเพิ่มเติม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด (COVID) ที่มีผู้คนตกงานและ มีภาวะยากจนมากขึ้น รวมถึงการประมาณการรายได้ภาษีของรัฐก็แนวโน้มต่ำลง ดังนั้น แนวทางการทำงบประมาณในปีนี้ควรมุ่งที่จะส่งเสริมงบที่อุดหนุนสวัสดิการประชาชน ลดงบ ส่วนเกินที่ไม่จำเป็นลงเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจของกระทรวงที่จะทำให้ คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรมภายในปี ๒๕๖๕ ไม่ว่า จะเป็นข้อเสนอนโยบายด้านการพัฒนาสังคมให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข เพิ่มประสิทธิภาพ ระบบ การบริการทางสังคม ฟังแล้วดูดีทีเดียวค่ะ แต่ก็พบว่ามีส่วนเงินอุดหนุนหลายตัวที่ไม่เพิ่มขึ้นเลย อีกทั้งบางส่วนก็ถูกปรับลดลงอีกด้วยนะคะ ตัวอย่างอย่างสไลด์ (Slide) ที่ดิฉันขึ้นให้เห็นนี้เลยค่ะ เช่น เงินอุดหนุนของ ๓ กรม ไม่ว่าจะ เป็นกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรมพัฒนาบทบาทสตรี หรือกรมพัฒนา สังคมและสวัสดิการ งบที่ควรเพิ่มกลับถูกตัด แต่งบที่ควรตัดกลับยังคงอยู่ เช่นอะไรบ้าง เรามาดูกันค่ะ🔗
งบประชุมยังคงมีมากและสามารถตัดได้อีก เราพบว่าแม้จะมีการปรับลด งบประมาณในส่วนนี้ไปบ้างแล้วจากสำนักงบประมาณ แต่ก็พบว่างบประชุมยังคงสูงอยู่ ถ้านำงบดำเนินงานที่ระบุว่าเป็นงานจัดการประชุมและเบี้ยประชุมของ ๕ กรมที่เกี่ยวข้องกับ การจัดสวัสดิการให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกรมกิจการผู้สูงอายุ หรือกรมพัฒนาบทบาทสตรี หรือกรมกิจการเด็กและเยาวชน งบประชุมเหล่านี้รวม ๆ กันสูงถึง ๖๕ ล้านบาท ซึ่งมากกว่า เงินสงเคราะห์และฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ มากกว่าเงินสงเคราะห์ครอบครัว มากกว่า เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะที่ยากลำบากเช่นนี้อีก เอา ๓ กรมสวัสดิการของประชาชน มารวม ๆ กันยังจะพอ ๆ กับงบการประชุมเลยค่ะ แต่ก็ไม่แปลกใจนะคะว่าทำไมงบประมาณ ที่เกี่ยวกับการประชุมหรือเบี้ยประชุมถึงมีมากขนาดนี้ เพราะเมื่อเรามาดูโครงสร้าง การทำงานของคณะกรรมการต่าง ๆ ดิฉันจะขอยกมาแค่สัก ๑ ตัวอย่างพอ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ของสภาแห่งนี้นะคะ เช่น กรมกิจการเด็กและเยาวชน ถ้านับตามเอกสารอนุอบรมพบว่ามี คณะกรรมการและอนุกรรมการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้งตามกฎหมายและที่ตั้ง ขึ้นมาตามกิจกรรมต่าง ๆ รวมกันกว่า ๕๐ คณะ นี่แค่กรมเดียวนะคะ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยค่ะ ถ้าเรามีคณะกรรมการที่ตั้งตามกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เราจัดงานวันเยาวชนแห่งชาติ เราก็จะมีคณะกรรมการจัดงานวันเยาวชนแห่งชาติ หรือเมื่อมีเยาวชนดีเด่น เราก็ต้องมารับ รางวัล เราต้องตั้งคณะกรรมการมาคัดเลือกเยาวชนดีเด่นอีก และคณะกรรมการสรรหา เยาวชนมาให้คัดอีก ทำให้การจัดกิจกรรมขึ้นมาสัก ๑ อย่างแต่ละครั้งมาพร้อมกับภาระ การประชุมและตั้งคณะกรรมการ ทั้งที่คนที่มาประชุมส่วนใหญ่ก็เป็นข้าราชการที่มีเงินเดือน ประจำอยู่แล้ว บางคณะจำเป็นค่ะ เพราะต้องตั้งขึ้นมาตามกฎหมาย แต่ก็มีการตั้งอนุย่อย ย่อย ย่อย เพื่อเอามาพิจารณาบางเรื่องเพิ่มเติม หรืออาจกำหนดส่วนภูมิภาคทั้ง ๗๖ จังหวัด ซึ่งแต่ละภูมิภาคก็ไม่เหมือนกันนะคะ ทำให้ภาพรวมเรามีคณะกรรมการและอนุกรรมการ เป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดปัญหาทั้งในแง่งบประมาณและแง่ประสิทธิภาพ เพราะหากมี คณะกรรมการแล้วก็ต้องมีเบี้ยประชุมตามระเบียบที่วางไว้อีก อย่างเอกสารแค่กรมเดียว นะคะมีการประชุมถึง ๕๖๒ ครั้ง นี่แค่หน่วยงานเดียวนะคะ ถ้าไม่บอกว่าเป็นเครือข่าย ของกระทรวงดิฉันนึกว่าเป็นแชร์ (Share) ลูกโซ่นะคะ เยอะแยะเทอะทะรุงรังมากขนาดนี้ ยัง ไม่หมดค่ะ เรามาดูกันว่ามีอะไรที่ปรับลดลงได้อีก เช่น กิจกรรมการจัดงานอีเวนต์ (Event) ที่ ไม่จำเป็น ในสถานการณ์โรคระบาดที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่นี้ยังมีงบจัดงานที่หมดไปกับ พิธีการ หมดไปกับการจัดงานสำคัญกับสถานที่ การจัดซุ้ม จัดดอกไม้ ตกแต่ง เช่น วันสังคม สงเคราะห์แห่งชาติ วันอาสาสมัครไทย ซึ่งเมื่อดูรายการการใช้จ่าย หลัก ๆ ก็จะเป็นค่าเช่า สถานที่ ค่าตกแต่งดอกไม้ ค่าทำซุ้มทำนิทรรศการต่าง ๆ และอีกอย่างที่น่าสนใจก็คืองบพิธี การที่ใช้ในหมู่บ้านสหกรณ์ ๒ แห่ง ซึ่งก็คือป่าเต็ง ป่าละอู และสันกำแพง ซึ่งตั้งงบไว้ ๒ ล้านบาท เพียงแค่พิธีการอย่างเดียวนะคะใน ๒ ที่นี้ ก็ควรพิจารณาถึงความจำเป็น ในสถานการณ์ปัจจุบันด้วยค่ะว่ายังจำเป็นอยู่ไหม เมื่อเราย้อนไปดูภาพรวมของงบอุดหนุน คนยากคนจนของกรมโดนปรับลดลงถึงร้อยละ ๓๐ สไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ นอกจาก หน่วยงานการประชุม งบงานอีเวนต์ (Event) ก็ยังมีงบดำเนินงานที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ตัวอย่างเช่นกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเราพบงบประมาณบางกิจกรรมที่ก็ต้องตั้งคำถาม ค่ะว่าเป็นงานตรงกับพันธกิจของกรม ของกระทรวงหรือไม่ ไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น หรือเปล่า โดยมีทั้งส่งเสริมการทำการเกษตร ส่งเสริมการท่องเที่ยว งบทำโครงการ นมโรงเรียน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้มีการตั้งงบทั้งอบรมสัมมนาและดำเนินการต่าง ๆ รวมกันกว่า ๑๑ ล้านบาท ยกตัวอย่างเช่น โครงการโรงเรียนเพียงหลวง เมื่อไปดูรายละเอียดงบประมาณ ในปีนี้ตั้งงบทำแผนปฏิบัติการ วัสดุการเรียนรู้กว่า ๔ ล้านบาท เมื่อลองย้อนไปดูกิจกรรม ในปีเก่า ๆ ว่าทำอะไรกันบ้าง ผลก็ปรากฏว่าการจัดงานอบรมมารยาทค่ะ ทำจิตอาสาค่ะ ค่ายคุณธรรมค่ะ ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากที่กระทรวงศึกษาธิการทำเลย แล้วถามหน่อยเป็นหน้าที่อะไรของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ต้องจัดคะ แล้วทำให้คุณภาพชีวิต ประชาชนดีขึ้นอย่างไร อีกตัวอย่างหนึ่งคือการส่งเสริมการท่องเที่ยวในที่สูง โดยอบรม เจ้าหน้าที่และกรรมการการท่องเที่ยวบนที่สูงรวมกว่า ๘๐๐ คน ใน ๑๖ จังหวัด และมีงบ ส่วนที่ทำไว้ ทำบูธ (Booth) ท่องเที่ยวนะคะ งานแบบนี้ทับซ้อนกับหน่วยงานของกรมการ ท่องเที่ยวหรือเปล่าคะ ททท. หรือกรมการพัฒนาชุมชนของมหาดไทยหรือเปล่าคะ อย่างเช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวของกรมที่เคยจัดมาก่อนหน้านี้ก็ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงาน เหล่านี้อยู่ดี รวมถึงปัญหาปีนี้สถานการณ์ตอนนี้การท่องเที่ยวหดตัวลงเป็นอย่างมาก พวกเรา ก็รู้ดีนะคะ ทางกรมคาดหวังผลลัพธ์อะไรจากโครงการเช่นนี้คะ แล้วถ้าไม่มีความจำเป็น ควรพิจารณาปรับลดหรือไม่ นี่ถ้าเป็นสมัยที่ดิฉันยังทำงานอยู่คงโดนไล่ออกไปแล้วค่ะ เพราะงานตัวเองยังล่าช้า ทำได้ไม่ดี ไม่มีประสิทธิภาพ ยังมีหน้าไปช่วยงานชาวบ้านเขาอีก นะคะ สรุปนะคะ สไลด์ (Slide) สุดท้าย แม้โครงการหลายตัวอาจมีประโยชน์ แต่ใน ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ที่มีปัญหาทั้งจากโควิด (COVID) และผลกระทบจากการจัดเก็บรายได้ ของรัฐบาลและกระทบต่อชีวิตประชาชนเป็นอย่างมาก การใช้งบประมาณจึงจำเป็นต้อง ลดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด จึงจะเห็นว่างบประมาณของกระทรวง พม. หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีงบการประชุมการจัดกิจกรรม ที่ไม่จำเป็นและซ้ำซ้อนซึ่งเป็นส่วนที่พอจะปรับลดได้อยู่ ดิฉันจึงยืนยันนะคะขอเสนอให้ ตัดงบประมาณลงจากเดิมให้เหลือเพียง ๒๐,๓๗๗ ล้านบาท หรือลดลงประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ พันตำรวจเอก ทวีครับ ตามด้วยท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ท่านนิยม เวชกามา ท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ท่านนิคม บุญวิเศษ นะครับ เชิญท่านทวีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ สำหรับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมได้สงวนความเห็นขอปรับลด ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ เพื่อจะให้มาสู่การอภิปราย หรือประมาณ ๒๑ ล้านบาท เนื่องจากกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ครั้งนี้ได้รับงบ ๒๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ที่เยอะ เพราะว่าปีนี้ได้มีจัดงบเด็ก ๐-๖ ขวบ ไป ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท จึงทำให้กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูมีตัวเลขเยอะขึ้น แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่างบส่วนนี้ เป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสม แต่กับสถานการณ์ปัจจุบันที่ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงเชิงตะกอนของ ประเทศไทยวันนี้เรามีถ้วนหน้าหมด อย่างผู้สูงอายุก็เป็นถ้วนหน้า เรียนฟรีก็ถ้วนหน้า แต่จุด ที่เป็นช่วงที่ขาดหายไปก็คือจาก ๐-๖ ปี เรายังไม่ถ้วนหน้า ดังนั้นการจัดงบเท่าที่ดู วันนี้เรามี ประชากรอายุ ๐-๖ ปี ถ้าตัวเลขทะเบียนราษฎร ณ เดือนเมษายนจะมี ๔,๔๖๐,๐๐๐ คน แต่การจัดงบครั้งนี้จะช่วยคนได้แค่ ๒,๘๐๐,๐๐๐ คน ขาดยังไปอีก ๒ ล้านคนเศษ การที่เด็ก ถ้วนหน้า ๖๐๐ บาท คือเด็กที่เกิดมาก็จะมีความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือรัฐบาลก็จะพยายามเอาเกณฑ์ไปแบ่งแยกหรือไป คัดเลือก การสร้างเกณฑ์ของรัฐก็คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน เมื่อเป็นเด็กเขาเกิดมาเขาเป็น พลเมืองไทย เมื่อรัฐจะต้องไปดูแล และจริง ๆ เป็นสิ่งที่มนุษย์ การพัฒนาคนต้องเป็นเรื่อง ใหญ่ที่สุด ต้องเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลชุดนี้หรือเราจะเห็นจะ ใช้เงินนำหน้าและใช้ปัญญาตามหลัง แต่การทุ่มไปเพื่อให้เด็กมีคุณภาพ มีปัญญา มีความรู้จึงมีความสำคัญ ผมเองทราบว่าทางคณะกรรมการเกี่ยวกับเด็กที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้มอบท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านจุรินทร์ไป ก็มีมติบอกว่าต้องเป็นเด็กถ้วนหน้า แต่พอมา จัดงบประมาณเรากลับให้ความสำคัญน้อย ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และโดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ครอบครัวพวกนี้จะอยู่ลำบากเพราะประเทศไทย เป็นประเทศเหลื่อมล้ำ ผมจึงคิดว่าการเข้าไปดูแลให้ถ้วนหน้าจึงควรจะจัดงบเพิ่ม🔗
อีกประการหนึ่งที่อยากกราบเรียนก็คือว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์จะมีหน่วยงานที่เรียกว่านิคมสร้างตนเอง ซึ่งวันนี้นิคมสร้างตนเอง อยากจะให้เข้าไปดูแล เพราะปัญหาที่ดินเรามีมาก นิคมสร้างตนเองเราพบว่ามีที่ดินที่มีพิพาท กับประชาชนหรือกับคนต้องการ ของท่านมีประมาณ ๖,๔๐๐,๐๐๐ ไร่ แต่ก็มีการพิพาทกัน ถึง ๒ ล้านไร่ ที่ดินนิคมสร้างตนเองถ้าพอให้มันสามารถระยะยาวเป็นโฉนดชั่วคราวและเป็น โฉนดได้ก็เป็นสิ่งที่หมายปอง วันนี้ทราบว่ายังไม่ชัดเจนในเรื่องกฎเกณฑ์ และพอท่าน ไม่ชัดเจนนี่เวลาจะไปทำวันแมป (One Map) ว่าที่ดินของนิคมหรือที่ดินของประชาชน และที่สำคัญที่ดินพวกนี้จะเป็นที่หมายปองของคนรวย เป็นคนที่มียศ มีตำแหน่ง เพราะที่ แต่ละแปลงบางทีราคาหลายสิบล้านบาท ดังนั้นจึงขอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์มีความใจแข็งและมีความเข้มแข็ง เพราะแผ่นดินนี้เป็นทรัพย์สมบัติของ ชาติ ต้องเป็นของประชาชนนะครับ ผมจึงขอให้กำลังใจกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ในวิกฤติโควิด (COVID) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีภารกิจมาก แล้วก็ถ้าท่านไม่จำเป็นท่านกระจายอำนาจไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือชุมชนได้เป็น ผู้ดำเนินการ เพราะเขาจะมีข้อมูลทางสังคมที่ดีนะครับ ผมขอตัดลดงบประมาณ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์เพื่อใช้ในการอภิปรายครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ท่านประธานครับ ผมขอแปรญัตติตัดลดงบประมาณในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ในมาตรา ๑๓ ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๖๕ ในวงเงิน ๑,๐๕๐ ล้านบาทเศษ หรือคิดเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ที่มีจำนวนทั้งหมด ๒๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษครับ ท่านประธานครับ ในเชิงรายละเอียด หรือเหตุผลประกอบการพิจารณาของผมนั้นผมคิดอยู่ทั้งหมด ๔ มิติด้วยกัน ในมิติที่ ๑ ก็คือ ต้องมีการทำความเข้าใจก่อนครับว่าคำว่า การพัฒนาสังคม นั้นมิได้เหมือนหรือมิใช่เท่ากับ การให้การสงเคราะห์ ฉะนั้นเงินที่กระทรวงมองในเชิงการให้การสงเคราะห์จำเป็นที่จะต้อง ถูกทบทวน นั่นเป็นมิติที่ ๑ ในมิติที่ ๒ ท่านประธานครับ นาฬิกาของผมมันไม่ใช่ ๗ นาที นะครับ มันลดลงเหลือ ๑ นาที ขอท่านตั้งเวลาใหม่ด้วยครับ ท่านประธานครับในมิติที่ ๒ ก็คือมิติที่บอกว่ากลุ่มเป้าหมายเฉพาะต่าง ๆ นั้นเข้าถึงโอกาสหรือสิทธิในงบประมาณรายจ่าย ประจำปีของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้อย่างทั่วถึง หรือ เท่าเทียมสอดคล้องต้องตรงกันหรือไม่ ในมิติที่ ๓ ท่านประธานครับ ก็คือมิติการตอบโจทย์ว่า ท่านมีวิสัยทัศน์หรือมุมมองต่อการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมิได้หมายถึงแค่ เฉพาะคนที่มีสัญชาติไทย มีสถานะเป็นคนไทย มีเลขประจำตัว ๑๓ หลัก แต่หมายถึงทุกคน ที่อยู่ในประเทศแห่งนี้ในระยะยาวอย่างไร แล้วก็ในมิติที่ ๔ ครับ ก็คือการมีส่วนร่วมของ ทุกภาคส่วนกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มิใช่เฉพาะแต่เพียง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งท่านรองประธานกรรมาธิการ ท่านทวี สอดส่อง ได้พูด เมื่อสักครู่ อันนี้ผมเห็นด้วย แต่หมายถึงภาคประชาสังคมในส่วนอื่น ๆ ด้วยครับ ฉะนั้น ถ้าหากท่านเตรียมการที่จะออกกฎหมายจำกัดสิทธิหรือควบคุมองค์กรพัฒนาเอกชนหรือภาค ประชาสังคมที่ท่านทำงานเป็นเครือข่ายมาโดยตลอดนั้นผมคิดว่านี่ไม่ตอบโจทย์นี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในวงเงิน ๑,๐๕๐ ล้านบาทเศษที่ผมต้องการตัดนั้นมีรายละเอียดอยู่ทั้งหมด ๔ ส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกันครับ ส่วนที่ ๑ ที่ผมต้องการตัดก็คือส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากร หรือหลักสูตรต่าง ๆ ซึ่งเราเป็นที่รู้กันว่าบุคลากรของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้นมี การอบรม มีการพัฒนาองค์ความรู้ มีการพัฒนาทักษะ แต่ด้วยความเคารพนะครับ ใช้บุคลากรหรือวิทยากรกลุ่มเดิม ๆ มาตลอดเป็นระยะเวลาเป็นสิบ ๆ ปี มันไม่เหลืออะไร ให้อบรมอีกแล้วครับ แค่คำว่า เคสเมเนเจอร์ (Case Manager) หรือผู้จัดการรายกรณี แค่คำว่าการทำงานแบบสหวิชาชีพ หรือมัลติดิสซิพลินารีทีม (Multidisciplinary Team) แค่ประเด็นเรื่องของสวัสดิการสังคม แค่ประเด็นเขาไปอบรมอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน มันเหลือเงินถึงขนาดไปอบรมว่าวิธีการวางช้อนจะวางข้างซ้ายหรือข้างขวานี่ผมคิดว่า ไม่ตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาสังคมแล้ว ฉะนั้นหลักสูตรต่าง ๆ นบส.พม. เอ็กเซกคูทีฟโคชชิง (Executive Coaching) นพม. พม. หลักสูตรข้าราชการที่ดี ผู้นำยุคใหม่ต่าง ๆ ตรงนี้ต้องตัดครับ แล้วก็ยังมีหลักสูตรในอีก หลายเรื่องในอีกหลายกรมที่เกี่ยวข้องตรงนี้ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมสนับสนุนเรื่องการให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า วันนี้ก็มี พี่น้องเครือข่ายมายื่นหนังสือที่สภาแห่งนี้ เหตุที่ผมต้องตัดเรื่องของงบประมาณการจัด ประชุมต่าง ๆ อย่างที่ท่าน ส.ส. วรรณวิภา ไม้สน ได้พูดเพราะอะไรครับ ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าคณะกรรมการการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติที่เรียกว่า กดยช. เคยมี มติและย้ำไป ๒ รอบแล้วว่าวันนี้ต้องถึงเวลาที่ให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า แต่ปรากฏ ว่าไม่มีการตอบรับจากรัฐบาล ฉะนั้นท่านจะมีคณะกรรมการชุดนี้ทำไมครับ ถ้ามี คณะกรรมการชุดนี้ที่เรียกว่า กดยช. ซึ่งเป็นบอร์ดระดับชาติประชุมกันไปแล้ว ๒ ครั้งยืนยัน มติตรงกันเด็กเล็กต้องถ้วนหน้า พรรคการเมืองต่าง ๆ เคยหาเสียงไว้แบบเดียวกันหมด แต่ท่านไม่ยอมเอาโครงการนี้เป็นหลัก แล้วจะมีกรรมการชุดนี้ทำไม อย่างที่ผมเรียน เมื่อวานนี้ว่าท่านก็เอาเงินอุดหนุนเด็กเล็ก อ้างว่าสำรวจไม่ครบ ตกหล่น แล้วก็ไปขอใช้ งบกลาง ก็เอาเด็กไปเป็นตัวประกันในงบกลางอีก ไม่ต้องพูดถึงคณะกรรมการชุดต่าง ๆ นะครับ ท่าน ส.ส. วรรณวิภาได้ไล่เรียงให้เห็นว่า เอาเรื่องเด็กอย่างเดียวนะครับท่านประธาน มีคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติระดับจังหวัด มีคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหา การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น มีคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีกรรมการที่ดูแลสภาเด็กและ เยาวชน มีอีกเยอะแยะไปหมด แม้กระทั่งคณะกรรมการจัดงานวันเด็กในระดับโรงเรียน อันนี้ ผมเพิ่มเองนะครับไม่ได้อยู่ในงบกระทรวง แต่ว่าตกลงเด็กคือเด็กคนเดียวกันหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องมีขนาดนั้น แต่ท่านทราบไหมครับว่าเวลาผมถามเรื่องเด็กกำพร้า วิ่งกัน ทั้งกระทรวงเลยครับ ผมให้สัมภาษณ์พี่น้องสื่อมวลชนวันที่ ๓ สิงหาคม บอกว่า ท่านทราบไหมมีเด็กกำพร้าที่เกิดขึ้นจากโควิด (COVID) จำนวนเท่าไร อธิบดีกรมกิจการเด็ก ให้สัมภาษณ์วันที่ ๕ สิงหาคม บอกว่าเพิ่งส่งข้อมูลมา ๑๕ จังหวัด มี ๓๕ คน ประเทศอังกฤษครับ เขาวิเคราะห์สำรวจบอกว่าประเทศไทยต้องมีเด็กกำพร้าที่เกิดขึ้นจากโควิด (COVID) อย่างน้อย ๓๕๐ คน แต่ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม วันนี้สังคมไทยโดยกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ยังตอบไม่ได้ว่ามีเด็กกำพร้าหรือเด็กที่ได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID 19) จำนวนเท่าใด ฉะนั้นตกลงงบที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องการสำรวจฐานข้อมูลบิ๊กดาต้า (Big Data) ฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเด็กที่ยัง ไม่นิ่งแบบนี้จำเป็นต้องขอตัดลดงบประมาณ นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธาน ก็คืองบประมาณที่เกี่ยวข้องกับกรมกิจการ สตรีและสถาบันครอบครัว ผมสนับสนุนหลักการของกรมนี้นะครับ แต่ท่านทราบไหมครับว่า ใช้จ่ายเงินที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพระดับจังหวัด พูดง่าย ๆ ก็คือคณะกรรมการที่ออกตามพระราชบัญญัติป้องกันและแก้ไขปัญหา การค้าประเวณี ๙๐ กว่าล้านบาทต่อปี เขามาพูดกันว่าวันนี้จะยกเลิกกฎหมายที่ลงโทษ การค้าประเวณีดีหรือไม่ วันนี้ต้องเปิดพื้นที่ให้การค้าประเวณีเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย คนที่ทำ อาชีพนี้เข้าถึงสิทธิในฐานะพี่น้องแรงงานแบบหนึ่ง แต่กรมนี้ยังมาวิเคราะห์กันว่าเซ็กส์ เวิร์กเกอร์ (Sex Worker) นั้นอาจจะต้องดึงเข้าสู่ศูนย์ฝึกอาชีพต่าง ๆ โลกมันไปไกลแล้วครับ ท่านตั้งงบประมาณแต่ไม่ยอมแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีเสียที ซึ่งเป็น วิสัยทัศน์ที่ท่านตั้งไว้ ไม่รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการรับรองเพศ ที่เกี่ยวข้องกับ เจนเดอร์ อิควอลิตี (Gender Equality) หรือความเสมอภาค ซึ่งมีข้อมูลจากเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) วิเคราะห์ว่าประเด็นเรื่องของโกลบอล เจนเดอร์ แก็บ รีพอร์ต (Global Gender Gap Report) รายงานสภาวการณ์ มิติความเสมอภาคระหว่าง เพศทั่วโลก ประเทศไทยติดอันดับ ๗๙ ใน ๑๕๖ ประเทศ ฉะนั้นงบประมาณที่มีอยู่ เมื่อไม่ตอบโจทย์การพัฒนาความเสมอภาคระหว่างเพศ ก็ขออนุญาตที่จำเป็นต้องตัดครับ🔗
ประเด็นที่ ๔ เป็นประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือเรื่องของเงินอุดหนุน เรื่องของเงินให้การสงเคราะห์ต่าง ๆ แม้กระทั่งเรื่องของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ เหตุที่จำเป็นต้องพิจารณาหรือตัดเพราะว่ามันมีการทับซ้อนเยอะ ไปหมดครับ แต่จำกัดเงินให้การสงเคราะห์ ระเบียบตัวหนึ่งบอกจ่ายได้แค่ ๒,๐๐๐ ไม่เกิน ๒ ครั้งต่อปี แต่พอจะใช้เงินกองทุนบอกได้ตลอดต่าง ๆ ฉะนั้นผมขออนุญาตที่จะตัด งบประมาณตรงนี้แล้วมารวมบูรณาการกันเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาสังคม ในระยะยาวจะดีกว่าหรือไม่ ด้วยเหตุผลคร่าว ๆ ที่ผมได้นำเรียนในเวลาจำกัดครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตยืนยันที่จะขอตัดลดงบประมาณในส่วนของมาตรา ๑๓ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ลง ๕ เปอร์เซ็นต์ ในวงเงิน ๑,๐๕๐ ล้านบาท เศษครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านนิยม เวชกามา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในฐานะกรรมาธิการ ผู้สงวนความเห็น ซึ่งไม่เห็นด้วยนะครับที่กระทรวงนี้จริง ๆ เป้าประสงค์หลักเป็นกระทรวง ที่มีภารกิจสำคัญ🔗
ท่านจิรายุ ครับ ผมได้ประกาศชื่อท่านนิยมไว้ก่อนแล้ว ฉะนั้นขอท่านนิยมก่อนนะครับ เชิญท่านนิยมครับ ท่านจิรายุเพิ่งส่งรายชื่อเมื่อกี้ครับ รอแป๊บหนึ่งนะครับ เชิญท่านนิยมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติเพื่อตัดงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ๑ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑ เปอร์เซ็นต์คือประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท ความจริงที่ผมปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ก็เพียงในส่วนที่เกี่ยวกับครุภัณฑ์สิ่งก่อสร้างและ เงินในส่วนของจัดอบรมสัมมนา ท่านประธานครับ เพราะว่าความจริงกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีงบประมาณเพียง ๒๑,๔๑๑ ล้านบาท ซึ่งผมถือว่า เป็นงบประมาณที่น้อยมากในการที่ต้องมาดูแลพี่น้องประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ลำบาก ผู้ขาดความเสมอภาคในทางสังคม ผมเห็นในหลายโครงการเป็นโครงการที่ดูแล้วดูดี แต่กระทรวงเอง เจ้าหน้าที่กระทรวง ผมเข้าใจแบบนั้นนะ ยังมิมีจิตสำนึกที่เข้าไม่ถึงหลาย ๆ โครงการ ยังคิดว่ากระทรวงนี้มีบทบาทเพียงเอาเงินเดือนไปให้ผู้ยากไร้ เงินเดือนไปให้ผู้พิการ นั่นคือหน้าที่ของข้าราชการ ความจริงไม่ใช่ครับ กระทรวงนี้ดูชื่อแล้วมันก็เป็นเรื่องที่ดีมาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นี่คือชื่อซึ่งผู้แต่งตั้งใครไม่รู้ แต่ว่าเป็นชื่อที่ประชาชนในประเทศนี้มีความหวัง ผมเห็นโครงการส่งเสริม โครงการ พัฒนาการให้ความช่วยเหลือคุ้มครองผู้ประสบปัญหาทางสังคม ทั้งประเทศนะครับท่านตั้ง งบประมาณเพียง ๒๕ ล้านบาท ผมว่าเงิน ๒๕ ล้านบาทเอาไปทำอะไร พี่น้องประชาชน คนเฒ่าคนแก่ คนพิการ ผู้ยากไร้ ยังรอความหวัง ยังรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ แต่งบประมาณในการตั้งไว้น้อยมาก ดังนั้นที่ผมตัด ๑ เปอร์เซ็นต์ เพียง ๒๐๐ ล้านบาท มันเป็นเรื่องที่ท่านใช้จ่ายเงินในส่วนที่ไม่ถูกต้อง ไปเรื่องจัดการสัมมนา อบรม ครุภัณฑ์ สิ่งก่อสร้าง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับตัวบุคคลมากนัก ผมเป็น ส.ส. ในพื้นที่ไปเห็นความทุกข์ ยากลำบาก โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนผู้ด้อยโอกาส แล้วทำไมกระทรวงนี้ไม่ยื่นมือเข้าไป ทันที โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส วันนี้ประเทศไทยเริ่มเป็นประเทศที่มีสังคมคนสูงอายุมากขึ้น ในการช่วยเหลือตัวเองมีโอกาสที่น้อย แล้วกระทรวงนี้ซึ่งน่าจะไปดูในเรื่องหาวิธีการจัดอบรม หรือจัดอาชีพอะไรให้เขาช่วยเหลือตัวเองโดยไม่ต้องรอรับเงินเดือน ๕๐๐ ๗๐๐ ที่ว่านี่ ผมจึงกราบเรียนว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ยังรอการช่วยเหลือ ที่ผมไปเห็นในพื้นที่ผมเป็นปัญหา หนึ่งคือเรื่องวัคซีนก็เป็นปัญหา บุคคลกลุ่มนี้วัคซีนเข้าไม่ถึงครับ เพราะบางคนหลายคนเป็น คนป่วยติดเตียง คนป่วยซึ่งช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แทบไม่ได้วัคซีนเลยท่านประธาน ต้องฝากท่านไปด้วยนะว่าวัคซีนถึงเวลาต้องให้เขา คนกลุ่มนี้ไม่ใช่ให้แต่คนเดินมา คนลงทะเบียน ลูกผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งเป็นข่าวเกรียวกราวในหน้าหนังสือพิมพ์ คนกลุ่มนี้เขามี โอกาสมากกว่า ผมจึงกราบเรียนว่าพวกผู้ป่วยติดเตียง คนเฒ่าคนแก่ ถึงเวลาต้องดูแลเขา ผมเห็นในหลายโครงการท่านให้เงินแล้วดูมันไม่สมเหตุสมผลเลย โครงการที่ผมพูดถึงพัฒนา ระบบการให้ความช่วยเหลือคุ้มครองผู้ประสบปัญหาสังคม ๒๕ ล้านบาท มาดูโครงการนี้ก็ยิ่ง ตกใจ แผนงานพื้นฐานด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ท่านให้ทั้งประเทศ ๗๐ กว่าล้านบาท เงินจำนวนนี้ผมรับไม่ได้นะครับ ผมจึงเห็นว่ากรรมาธิการแทบจะไม่ตัด เลยนะ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ บาท ผมว่าตัดพอเป็นพิธี เพราะเขายังต้องการอีกมาก พี่น้อง ประชาชนท่านไปดูในพื้นที่ต้องการความช่วยเหลือครับ จากสกลนครที่เป็นข่าวคราว เด็กอยู่ ด้วยความลำบาก เลี้ยงน้อง เด็กอายุ ๑๐ ปีเลี้ยงน้อง ดูแลน้อง ๒ คน อยู่กับยาย พ่อแม่ไม่มี อันนี้ต้องขอบคุณนักข่าวในพื้นที่ ถ้าไม่เป็นข่าวพวกนี้ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานของ รัฐยากมาก พี่น้องเห็นข่าวก็เงินมีอยู่ คนกรุงเทพฯ มีเงินเยอะก็บริจาคไปตอนนี้เป็นล้านแล้ว ที่จะมีบ้านมีเงินให้เขาอยู่ได้ นี่คือโอกาสให้เขาว่าเด็ก ๒-๓ คนที่เกิดมาวันหนึ่งเขาอาจจะเป็น กำลังสำคัญของประเทศที่อำเภอคำตากล้า ต้องขอบคุณสื่อจริง ๆ ด้วยความเคารพประธาน ผมไม่ได้หวัง ดูจากโครงการไม่ได้หวังหรอก ความเสมอภาคทางสังคมไม่ได้หวังขนาดนี้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าโอกาสของประเทศ ของบุคคลเหล่านี้มันมี เราต้องหยิบยื่นให้เขา โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน วันนี้ปัญหาใหญ่คือเรื่องยาเสพติด ทำไมหน่วยงานของรัฐ จึงไม่เข้าไปดูแล อย่านั่งอยู่ที่ห้องทำงานรอแต่รายงานจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ได้ครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเห็นในตาจนชินแล้ว เขาอาจจะนึกไม่ถึง แต่ท่านมีโอกาสท่านเข้าไปครับ อาสาสมัครท่านมีรายงานมา ผมไปพื้นที่เห็นแล้วบางทีอเนจอนาถใจว่าทำไมพวกเรา เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ลงพื้นที่ไปดูบ้างครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ท่านนิคม บุญวิเศษ แล้วก็เป็นท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ นะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง ขออนุญาตท่านประธานในการที่จะให้เหตุผลประกอบในเรื่องของการที่จะเสนอ ปรับลดตัดงบประมาณในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทเศษ ท่านประธานครับ ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในปัจจุบัน ถ้าเราดูถึงภารกิจ ในเรื่องของหน่วยงานที่อยู่ในส่วนความรับผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ จะเห็นว่าหน่วยงานต่าง ๆ นั้นถ้าจะทำให้งานเกิดประสิทธิภาพ หน่วยงานที่อยู่ในความผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะต้องมีการถ่ายโอนภารกิจไปให้กับท้องถิ่น ซึ่งจะเข้าถึงการแก้ไขปัญหามากกว่ากับในรูป ของกระทรวงที่ตั้งเป็นกรมต่าง ๆ ฉะนั้นด้วยภารกิจถ้าเรามุ่งหวังในเรื่องของการที่จะสร้าง คุณภาพชีวิต หรือว่าการที่จะดูแลพี่น้องประชาชนให้มีทั้งในเรื่องของสวัสดิการ ทั้งในเรื่อง การดูแลในด้านต่าง ๆ ให้มีคุณภาพ คนที่เข้าถึงมากที่สุดก็คือในส่วนขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร หรือว่าองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด แต่ถ้าตราบใดเรายังมากระจุกตัวอยู่ในส่วนกลางแล้วก็มีหน่วยงานไปฝากไว้ เป็นเขตที่อยู่ในจังหวัด เป็นกลุ่มจังหวัด มันไม่สามารถที่จะไปดูแลความเดือดร้อนให้กับ พี่น้องได้อย่างทั่วถึง ฉะนั้นผมคิดว่าในส่วนตรงนี้มันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะทำให้ ภารกิจบรรลุวัตถุประสงค์หรือว่าเป้าหมาย ฉะนั้นในเรื่องของการตั้งงบประมาณไว้จำนวน ๒๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทเศษ มันเป็นงบประมาณที่ค่อนข้างมาก แต่การดูแลไม่ทั่วถึง ถามว่า ปัจจุบันคนพิการยังมีคนที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนอยู่อีกจำนวนมากไหม ถาม ณ ขณะนี้ผมก็ เชื่อว่าหน่วยงานก็ตอบไม่ได้ แต่คนเหล่านั้นบางครั้งก็ขาดความรู้ความเข้าใจในการที่จะ เข้าถึงในเรื่องของการที่จะรักษาสิทธิของตัวเอง ในการที่จะให้รัฐเข้าไปดูแลก็ไม่สามารถที่จะ ดำเนินการได้ อันนี้ผมคิดว่าถ้าเรากระจายออกไปมันก็จะเป็นเรื่องของการทำให้การดูแล พี่น้องประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทีนี้ผมมาติดใจอยู่หน่วยงานหนึ่งท่านประธานครับ ถ้าเราดูในหน่วยงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ก็คือในส่วนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือที่เรียกว่า พอช. องค์กรนี้เป็นสถาบันที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่เมื่อไม่นานมานี้ มีหน้าที่ในการดูแล โดยเฉพาะ ในเรื่องของการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้กับพี่น้องประชาชนคนผู้มีรายได้น้อย ในกรุงเทพมหานคร มีโครงการมากมายหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ในสายคลองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ประมาณ ๙ สายคลองที่จะต้องมีการ รื้อย้ายชุมชน แล้วก็ให้มีการปลูกที่อยู่อาศัยใหม่ ผมมาติดใจตรงประเด็นที่ว่าปีนี้ในส่วนของ หน่วยงานที่อยู่ในส่วนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือว่า พอช. ได้รับงบประมาณ ไปประมาณ ๙๐๐ ล้านบาทเศษที่จะต้องไปดูแลเรื่องที่อยู่อาศัยให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานทราบไหมครับว่าเงินที่สภาอนุมัติไป พอช. เอาไปปล่อยกู้ให้กับประชาชนผู้มี รายได้น้อยในการสร้างบ้านที่อยู่อาศัยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๔ ต่อปี ซึ่งปัจจุบัน ท่านประธานครับ ใน ๒-๓ ปีนี้ ทุกคนได้รับผลกระทบจากเรื่องของโควิด (COVID) ถามว่า คนที่กู้จะต้องมาแบกรับภาระอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๔ ซึ่งสูงกว่าเงินที่รัฐบาลกู้มา ๑ ล้านล้านบาท ที่ให้สถาบันทางการเงินไปปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจในการดูแลเยียวยาประชาชน ซึ่งคนเหล่านั้นถ้าพูดถึงฐานะย่อมมีฐานะที่ดีกว่า พี่น้องชาวชุมชน หรือแม้แต่ชุมชน ทางต่างจังหวัดที่เข้าร่วมในโครงการ ในเรื่องของการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ก็ต้องเสียอัตรา ดอกเบี้ยร้อยละ ๔ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เป็นเงินภาษีของประชาชน องค์กรนี้ไม่มีหน้าที่ในการไปแสวงหากำไร ไปแสวงหารายได้จากประชาชน ควรที่จะไป ปรับปรุง ควรที่ต้องไปทบทวน ฉะนั้นเรื่องของดอกเบี้ยร้อยละ ๔ ประชาชนไม่ได้ เสียดอกเบี้ยร้อยละ ๔ จัดตั้งเป็นสหกรณ์ขึ้นมาจะต้องบวกค่าบริหารจัดการไปอีก ๓ สรุปแล้วประชาชนต้องรับภาระในเรื่องของดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ต่อปี ซึ่งค่อนข้างสูงและเป็น ภาระ และโดยเฉพาะในยามวิกฤติอย่างนี้ประชาชนเดือดร้อนมาก ก็ยังไม่มีทีท่าว่า จะเปลี่ยนแปลงกติกา หรือว่าวิธีการในการที่จะเยียวยา หรือว่าให้การช่วยเหลือประชาชน ตามวัตถุประสงค์ หรือว่าพันธกิจ หรือวิสัยทัศน์ที่ได้เขียนไว้ในเล่มขาวคาดแดง ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นกระบวนการในการบริหารจัดการที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นก็ขออนุญาตในการที่จะ ปรับลดงบประมาณในส่วนตรงนี้ลง ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะนำไปช่วยเหลือประชาชน โดย รัฐบาลนำไปช่วยเหลือประชาชนในเรื่องของคนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องของโควิด (COVID) ทั้งในเรื่องของการเยียวยา ทั้งในเรื่องของการจัดหาวัคซีน ทั้งในเรื่องของการดูแล เรื่องของสถานที่พักกักกันตัว พักกักกันในเรื่องของการแยกคัดกรองโรคต่าง ๆ โดยนำเอา งบประมาณในส่วนตรงนี้ไปดูแลจะเกิดประโยชน์มากกว่ากับการที่เอามาตั้งกองไว้แล้วไม่เป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณนิคม บุญวิเศษ ตามด้วยท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ และท่านมุกดา พงษ์สมบัติ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายในมาตรา ๑๒ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานในกำกับ ซึ่งได้ตั้งงบประมาณไว้ ๒๑,๔๔๙,๖๒๐,๘๐๐ บาท กระผมขอปรับลด ๓ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธานครับ ๖๔๓,๔๘๘,๖๒๔ บาท กระผมขอปรับลดในส่วนของค่าจ้างเหมาบริการ ค่าจ้างเหมาบริการ บุคคลช่วยปฏิบัติงาน ค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนาและ ฝึกอบรม ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก และค่าพาหนะ ค่าใช้จ่ายหมวดดังกล่าวข้างต้นที่ผม ได้กล่าวมาตั้งงบประมาณไว้ค่อนข้างจะสูง อาทิเช่นค่าจ้างเหมาบริการ เนื่องจากมาตรการ การปรับลดขนาดกำลังคนภาครัฐและลูกจ้างประจำ โดยให้ส่วนราชการยุบตำแหน่ง ข้าราชการที่เกษียณและลูกจ้างประจำที่ว่างลง และให้ทบทวนงานที่สามารถถ่ายโอนให้ เอกชนรับไปดำเนินงานแทน โดยการจ้างเหมาบริการในลักษณะการจ้างโครงการเฉพาะ โครงการและจ้างเฉพาะครั้งคราว ในประเด็นนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่าเกือบทุกส่วนราชการที่ตั้ง งบประมาณรายจ่ายประจำปี ในหมวดค่าจ้างเหมาบริการแต่ละปีวงเงินค่อนข้างสูงครับ ท่านประธานครับ จึงควรมีรายละเอียดการชี้แจงความจำเป็นการจ้าง โดยเฉพาะ ต้องวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาที่จำเป็น ต้องมีการจ้างเหมาบริการหรือควรวิเคราะห์ภาระงาน และอัตรากำลังให้ชัดกว่านี้ ในส่วนที่บุคลากรไม่เพียงพอก็เช่นกัน ต้องแสดงรายละเอียด การคำนวณงบประมาณให้สมาชิกสภาให้รับทราบในเชิงลึกเพื่อที่จะมีการพิจารณาร่วมกัน ดังนั้นหากสามารถชะลอโครงการเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับการใช้งบประมาณแผ่นดิน ปี ๒๕๖๕ ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ครับท่านประธานครับ ในข้อเสนอ เชิงนโยบายเพื่อการพัฒนางานด้านสังคม มาดูในงบดำเนินงาน ในข้อ ๑.๑ (๘) ค่าจ้าง เหมาบริการ ผมขอปรับลด ๓๗,๕๗๕,๕๐๐ บาท ๑.๑ (๑๒) ค่าใช้จ่ายในการจัดประชุม ๒,๑๖๙,๖๐๐ บาท โครงการพัฒนากลไกและศักยภาพครอบครัวเพื่อเสริมสร้างครอบครัวเข้มแข็ง ซึ่งได้ตั้ง งบประมาณเอาไว้จำนวนน้อยครับท่านประธาน ๗๗,๓๐๐,๐๐๐ บาทเศษ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ขอปรับลดในส่วนที่คิดว่าคงไม่ได้ใช้ในช่วงภาวะวิกฤติไวรัสโคโรนา (Virus Corona) นี้ ในส่วนงบประมาณในข้อ ๑.๑ (๒) ค่าใช้ในการสัมมนาฝึกอบรม ๑,๙๐๐,๐๐๐ บาทเศษ (๗) ค่าใช้จ่ายในการประชุมเชิงปฏิบัติการขอปรับลดลง ๒,๗๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ค่าจ้างเหมา บุคคลช่วยปฏิบัติงานขอปรับลดลง ๑๖,๗๐๐,๐๐๐ บาทเศษ มาดูการบริหารจัดการคุณภาพ การดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวก็ตั้งงบประมาณไว้น้อยครับ ๕๒,๓๓๓,๖๐๐ บาท ในส่วนที่ผมขอปรับลดคิดว่าคงไม่ได้ใช้ในช่วงภาวะวิกฤตินี้ ค่าจ้างเหมาบริการ ๘,๘๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ๑,๗๗๐,๐๐๐ บาทเศษ ค่าจ้างเหมาบุคลากร ช่วยปฏิบัติงาน ๔ ล้านบาทเศษ ส่วนโครงการเด็กและเยาวชนได้รับการคุ้มครองและ สวัสดิการตามมาตรการคุ้มครองทางสังคม โครงการนี้ได้ตั้งงบประมาณไว้สูง ผมเห็นด้วยครับ ๑๗,๒๙๖ ล้านบาทเศษ แต่ในส่วนที่ขอปรับลดก็คือค่าเบี้ยประชุมกรรมการ ๖,๒๘๗,๐๐๐ บาท ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก และค่าพาหนะ ๗,๓๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ค่าจ้างเหมาบริการ ๖๖ ล้านบาทเศษ ค่าใช้จ่ายในการจัดประชุม ๑,๑๕๒,๖๐๐ บาท มาดูโครงการส่งเสริมและ พัฒนาทักษะชีวิตเด็กและเยาวชนไทย ตั้งงบไว้ ๑๖๓ ล้านบาท งบประมาณที่ผมขอปรับลด ค่าจ้างเหมาบริการ ๑๖ ล้านบาทเศษ ค่าใช้จ่ายในการจัดสัมมนาฝึกอบรม ๔,๓๐๐,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรม ๕,๙๐๐,๐๐๐ บาท โครงการส่งเสริมประสานบูรณาการ การจัดทำและการขับเคลื่อนนโยบายด้านการพัฒนาสังคมในระดับพื้นที่ตั้งงบไว้ ๓๐ ล้านบาท ผมขอปรับลดในค่าจ้างเหมาบริการ ๑๐ ล้านบาทเศษ ค่าใช้จ่ายในการจัด ประชุม ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาทเศษ และโครงการช่วยเหลือคุ้มครองผู้ประสบปัญหาทางสังคม ตั้งงบไว้ที่ ๒๓๔ ล้านบาท ผมขอปรับลดค่าจ้างเหมาบริการ ๓๖ ล้านบาทเศษ อีกโครงการหนึ่งครับ โครงการข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาทางด้านสังคม ตั้งงบประมาณไว้ ๑๖๑ ล้านบาทเศษ ผมขอตัดงบในงบดำเนินงานใน (๘) ค่าจ้างเหมาบริการ ๑๗,๒๐๐,๐๐๐ บาทเศษ มาดูอีกโครงการหนึ่ง โครงการต่อต้านการค้ามนุษย์ โครงการนี้ ตั้งงบไว้น้อยมาก ๙๘ ล้านบาท เสมือนว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ผมคิดว่าปัญหานี้ปัญหา การค้ามนุษย์เป็นปัญหาที่ค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่นะครับ งบประมาณตั้งไว้น้อยมากครับ แต่อย่างไรก็ตามผมขอปรับในส่วนที่คิดว่าคงไม่ได้ใช้ ค่าจ้างเหมาบริการ ๔๔ ล้านบาทเศษ ก็สรุปดังนี้ว่าในมาตรา ๑๒ ผมขอปรับลด ๓ เปอร์เซ็นต์ ๖๔๓ ล้านบาท คงเหลือ ๒๐,๘๐๖,๑๓๒,๑๗๖ ล้านบาท ก็คิดว่าเพียงพอครับ กราบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ท่านประธานที่เคารพ จริง ๆ แล้วกระทรวงนี้เป็นกระทรวงสำคัญ ถ้าทำอะไรแบบตรงไปตรงมา มีเป้าประสงค์ที่จะ ดูแลพี่น้องประชาชนจะเป็นประโยชน์ยิ่ง ท่านประธานครับ ในการพิจารณาของ ชั้นกรรมาธิการ หลายเรื่องสังคมไม่ทราบเลยครับ แต่ผมก็ไม่ได้เชิญชวนให้กับพี่น้อง ประชาชนจะต้องใช้บริการ นั่นก็คือโครงการตายแล้วได้สตางค์ เป็นโครงการของกระทรวงนี้ นะครับ แต่ท่านประธานที่เคารพทราบไหมครับว่าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศผมเชื่อว่ารู้กัน ไม่เกินครึ่งประเทศหรอกว่าผู้สูงอายุเสียชีวิตแล้วจะได้เงินช่วยเหลือ ๓,๐๐๐ บาท แล้วไปแจ้ง ที่ไหน อย่างไร วิธีการเป็นเช่นไร เงิน ๓,๐๐๐ บาทไม่ได้เงินมากมายนักครับ แต่ก็พอประทัง ให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ เหตุที่ผมได้แปรญัตติตัดลด แล้วก็สงวนความเห็นไว้ว่าจะต้องปรับลดประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาใช้งบประมาณได้อย่างไม่เต็มเม็ด เต็มหน่วย ดูจากหลายกรมก็ยังมีปัญหาอยู่มากมายในกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ยิ่งสถานการณ์โรคระบาดในภาวะเช่นนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นนักพัฒนาสังคมลงไปยังพื้นที่ต่าง ๆ น้อย โทรศัพท์ไปสอบถามก็บอกว่าเวิร์ก ฟรอม โฮม (Work from Home) ทำงานอยู่ที่บ้านก็พอเข้าใจ แต่ท่านอย่าลืมนะครับว่าหน่วยงาน ของท่านเป็นด่านหน้าสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในทุกหย่อมหญ้า เพราะฉะนั้นการลงพื้นที่ก็ดี การนำสิ่งของบรรเทาทุกข์อย่าเลือกปฏิบัติแบบการเมืองครับ ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะว่าผมรับข้อมูลหลากหลายในฐานะฝ่ายค้านนะครับว่า มีตัวแทนของ พรรคการเมืองบางพรรคเอาของไปแจกบ้าง เอาสิ่งบรรเทาทุกข์ไปให้กับพี่น้องประชาชน ที่อยู่ในกลุ่มเขียวบ้าง กักตัวอยู่ที่บ้านบ้าง โดยแอบอิงการเมือง ซึ่งผมไม่อยากให้เรื่องแบบนี้ เกิดขึ้น อยากจะให้ท่านทำให้กับประชาชนด้วยความเต็มใจ และเว้นวรรคการเมืองไว้ สักครู่หนึ่งในช่วงเหตุการณ์ปัจจุบันครับ ท่านประธานที่เคารพครับ หลายกรมของ หน่วยงานนี้ไม่ว่าจะเป็นกรมกิจการเด็กและเยาวชน ท่านประธานขับรถมาทำงาน เรามา ประชุมรัฐสภา ในสถานการณ์ที่ถนนหนทางร้างผู้คน แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าสิ่งที่ ท่านประธานอาจจะไม่สังเกตก็คือเด็กขายพวงมาลัยมีมากขึ้น น่าแปลกไหมครับ เด็กเขา กลัวอดมากกว่ากลัวติดโควิด (COVID) ครับ พ่อแม่ต้องมานั่งร้อยพวงมาลัยอยู่สี่แยกไฟแดง ในกรุงเทพมหานครไม่รู้กี่จุด ผมจึงถามครับว่าวิธีการแก้ไขปัญหา นี่ยังไม่ได้พูดถึงสถานการณ์ ปัจจุบันนะครับ ภาวะที่มีโควิด (COVID) คนจะซื้อพวงมาลัย คนจะซื้อลูกชิ้น คนจะซื้อขนม ที่เขามาขายตามสี่แยกก็กลัวว่าจะติดเชื้อ แต่จิตก็สงสารกันก็ช่วยเหลือ ผมจึงอยากถาม ท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานไปครับว่าในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้ หน่วยงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถ้าผมให้คะแนนโดย จิรายุ ห่วงทรัพย์ ท้ายตารางครับท่านประธานครับ ท้ายตารางจริง ๆ ไม่ค่อยเห็นผลงานอะไร ชัดเจนเลยครับว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ช่วยเหลือชาวบ้าน ยามโควิด (COVID) อะไรบ้าง ได้ยินแต่กระทรวงโน้นกระทรวงนี้ไปทำโน่นทำนี่ เห็นบ้างตามเฟซบุ๊ก (Facebook) อย่างในพื้นที่ผมก็มีครับไปบ้าง แต่ก็ไปในนามท่านที่ปรึกษาของรัฐมนตรีบ้าง ไปในนามของคนนั้นคนนี้บ้าง แต่ก็ถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก (Facebook) จบข่าว ผมจึงฝาก ท่านประธานครับว่าการดำเนินงานอะไรก็แล้วแต่ ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ สมาชิกรัฐสภา มีหน้าที่ติดตามกำกับดูแลการทำงานของฝ่ายบริหาร ผมในฐานะประธานกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมทักท้วงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หลายครั้ง ว่าถ้าท่านเข้าตามตรอกออกตามประตู ทำเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง จิรายุเชียร์สุดใจขาดดิ้น ท่านประธานครับ คนอย่างจิรายุถ้าเกิดใครดีผมชมครับ ท่านประธานสหายแสงของผมผมก็ชมครับ แต่ถ้าเกิดท่านทำแล้วมีวาระแอบแฝง กักตุนเสบียง เอื้อพรรค เอื้อพวก เอื้อพ้อง อันนี้ผมรับไม่ได้ ท่านประธานครับ กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านรัฐมนตรีไก่ของผมครับ ท่านรัฐมนตรี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านจุติ ไกรฤกษ์ อะไรที่ตรงไปตรงมา ฝ่ายสมาชิกรัฐสภาร้องให้ท่านตรวจสอบ ก็อย่าเงื้อง่าครับ คือไม่ลงดาบเสียที การเคหะ แห่งชาติมีเรื่องร้องเรียน ผมต้องบุกไปที่ทำเนียบรัฐบาล ท่านประธานครับ ไปยื่นให้ นายกรัฐมนตรี ยื่นให้ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่รู้ท่านนายกรัฐมนตรีดูหรือเปล่า เหตุผลที่ผมต้อง ตัดลดลงไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านนายกรัฐมนตรีมีคำบัญชาให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สอบท่านจุติ ไกรฤกษ์ แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือครับท่านประธาน เห็นไหมครับ ผมจึงบอกว่ากระทรวงนี้แม้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะเขียนในเอกสาร ซึ่งผมว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เห็นหรอกว่าคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค เป็นรอง นายกรัฐมนตรีกำกับดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงให้ ตรวจสอบด้วยกัน ท่านประธานครับ ผมให้ท่านประธานตรวจสอบลูกน้องของท่านประธาน เอาไหมล่ะครับ ท่านประธานก็ไม่เอาครับ เรื่องอะไรครับ เรื่องการเคหะแห่งชาติไปทำ โครงการเป็นหมื่นล้าน ที่เราเรียกว่าเคหะสุขประชา ท่านประธานครับ แล้วผมก็พูด ในที่ประชุมอีกครั้งว่าท่านช่วยกรุณาตรวจสอบหน่อยเถอะ ทำให้มันถูกต้อง เรื่องก็ยังคาอยู่ ท่านประธานครับ ผมกำลังจรดปากกาส่งต่อ ป.ป.ช. แต่ผมก็ดูรอดูครับว่าพรรครัฐบาล จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้แบบไหน อย่างไร และทำให้กับพี่น้องประชาชนจริงจังขนาดไหน การตัดลดงบประมาณเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าท่านทำอย่างตรงไปตรงมา และถึงมือพี่น้อง ประชาชนโดยไม่มีวาระแอบแฝง ผมจะเชียร์ใจขาดนะครับ การสร้างบ้านให้ผู้มีรายได้น้อย เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง แต่การสร้างบ้านให้กับผู้มีรายได้น้อยโดยใช้งบประมาณแผ่นดิน แบบไม่ตรงไปตรงมา อย่างนี้ฝ่ายค้านและจิรายุก็รับไม่ได้เช่นเดียวกันครับ ผมจึงขออนุญาต อภิปรายไว้เพื่อเตือนสติรัฐบาลว่าท่านทำอะไรก็แล้วแต่ยังมีจิ้งจก จุ๊ จุ๊ จุ๊ ตุ๊กแกร้อง มองเห็นอยู่ ฟ้ามีตาครับ อะไรที่ท่านแก้ไขได้กรุณาเร่งแก้ไขเถอะครับ เราเป็นสมาชิกรัฐสภา ด้วยกันไม่ถึงขนาดจะต้องเอาเป็นเอาตายกันหรอก แต่เป็นการเตือน เป็นการตรวจสอบ ถ่วงดุลกันตามระบบบริหารนิติบัญญัติและตุลาการ แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าหลายครั้ง ผมอึดอัด พยายามจะบอก พยายามจะแก้ไขปัญหาให้ แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข จึงเป็นที่มา ที่ผมจำเป็นต้องสงวนความเห็นไว้ ที่จะต้องปรับลดลงไปถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจาก เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างไม่ตรงไปตรงมาครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเป็นท่านมุกดา พงษ์สมบัติ และตามด้วยท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ในกระทรวงนี้ไม่น้อยหน้ากระทรวงสาธารณสุข สิ่งที่จะดูแลพี่น้องประชาชน ท่านประธานจากสถานการณ์โควิด (COVID) นั้นดิฉันดูในรายงาน เด็กที่ขาดโอกาส เด็กที่พ่อ แม่ ตายายติดโรคโควิด (COVID) แล้วเสียชีวิต เด็กกำพร้าเยอะมาก ทางกระทรวง เพิ่งประกาศวันที่ ๖ หรือวันที่ ๕ ถ้าจำไม่ผิดนะคะ วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ นี้เองเป็นศูนย์ ช่วยเหลือ ท่านประธานเชื่อไหมคะว่าแล้วเด็กที่ขาดโอกาสมาตลอดไม่มีได้พูดถึงเลย ท่านประธาน ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมถึงสิงหาคม ๒๕๖๔ มี ๖๕,๐๘๖ คน แล้วใน กทม. ๑๕,๐๐๐ กว่าคน ภูมิภาคอีก ๔๙,๐๐๐ กว่าคน เห็นไหมคะเด็กที่ติดโควิด (COVID) แต่ขณะเดียวกันกรมกิจการเด็กและเยาวชน หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ช่วยได้ไหม มีโอกาสไหมได้ช่วยเด็กเหล่านี้ ไม่มีกระทรวงไหนที่ออกมา แล้วก็ หน่วยงานไหนที่ออกมาพูด เหมือนเบี้ยหัวแตก ใครก็พูด เดี๋ยวผู้สูงอายุ กระทรวงนี้ เป็นกระทรวงหลักของความมั่นคงของมนุษย์ มันอยู่ตรงไหนคะท่านประธาน มั่นคง อยู่ตรงไหน ถ้าถามบอกว่าเหมือนเด็กแรกเกิดที่มติ กดยช. ให้ ๒ รอบแล้ว ว่าจะให้ เด็กแรกเกิดถึง ๖ ขวบ ให้ปี ๒๕๖๕ ท่านประธานเชื่อไหมคะว่าเงินอีกเล็กน้อยเท่านั้นที่จะ ช่วยเด็กเหล่านี้ แล้วก็มีมติก็ยังไม่ให้อีก แค่หมื่นกว่า ๑๕,๐๐๐ นี่เท่ากับช่วยเด็กอีก ๒ ล้านกว่าคนทันที ข้อมูลมีตั้งเยอะค่ะท่านประธาน ผ่านกระทรวงมหาดไทยก็มีอยู่แล้ว ข้อมูลท้องถิ่นก็มีอยู่แล้ว ทางกระทรวงสาธารณสุขก็มีอยู่แล้ว ไม่ได้คัดกรองยากเลย นี่คือ การช่วยเหลือ นี่คือความมั่นคง คือการลงทุนมนุษย์ซึ่งไม่เสียเปล่าและเกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับอนาคตของประเทศชาติ แต่รัฐบาลไม่ได้ทำเลย ไม่ได้ดูเลยว่าท่านมีมติ ๒ รอบก็เงียบ สถานการณ์โควิด (COVID) ยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดของลูกหลานของเราอีกด้วยซ้ำว่า เอาล่ะ ลูกหลานของเราเวลามีปัญหาหรือพ่อแม่ตายอยู่กับใคร เจ็บปวดไหมคะ ดิฉันในฐานะ ความเป็นแม่นี่เจ็บปวดเหลือเกินว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่ มติของรัฐบาลแท้ ๆ ๒ รอบ กลืนน้ำลายตัวเองไหม ทำไมไม่ช่วย ทำไมไม่ดำเนินการ แล้วหาเสียงด้วย ไม่บอกหรอกว่า ฝ่ายการเมืองพรรคไหน แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่ดิฉันมองเห็นและสะท้อนความรู้สึกจริง ๆ ว่า ไม่ได้ขยับเขยื้อน ไม่ได้ทำอะไรเลย รับปากไปเพียงเพื่อลมปากแค่นั้น เพื่อจะได้ฐานที่ตัวเอง จะเข้ามาเสวยอำนาจเท่านั้นเอง ถามว่าอีก ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เด็ก ๒ ล้านกว่าคนได้รับ ทันที จะเจียดได้ไหมที่ดิฉันตัดงบบางส่วนลง ครุภัณฑ์เลิกก่อน หยุดก่อนจำเป็นไหม เอาชีวิตมนุษย์ หรือเอาอนาคตประเทศชาติไว้ก่อน ครุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น อบรมต่าง ๆ อบรมไม่ได้อยู่แล้ว จังหวัดบางจังหวัดสีแดง ไม่เกิน ๒๐ คนด้วยซ้ำ ทำไม่ได้อยู่แล้วค่ะท่านประธาน ในเมื่อ ทำไม่ได้ส่วนนี้ก็ตัดออกมาก่อน แก้ไขปัญหา แล้วก็แบบยั่งยืนด้วยถ้าให้เด็กแบบนี้ เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมกิจการเด็กและเยาวชนด้วย ดูท่านประกาศของกระทรวงเพิ่งประกาศวันที่ ๕ สิงหาคมเอง โควิด (COVID) รอบ ๒ แล้ว หรือจะให้ลูกหลานเราหมดก่อน อนาคตมีอยู่ตรงไหน แล้วก็ขออนุญาตพูดเรื่อง ผู้สูงอายุหน่อย ผู้สูงอายุค่ะท่านประธาน กระทรวงนี้ยังค้าง ขออนุญาตที่เอ่ยนาม เมื่อกี้ ท่านจิรายุได้พูด ๓,๐๐๐ บาท มีความหมายสำหรับคนที่ไม่มี นิมนต์พระก็ไม่ได้ กลัวเงินจะ ไม่พอ เงินก็ไม่มี ค้างจ่ายยังมีค่ะท่านประธาน ดิฉันเคยพูด ในที่ประชุมกรรมาธิการก็พูด ขณะเดียวกันคนชนบท ความยากลำบาก ยิ่ง ณ เวลานี้ผู้สูงอายุเสียชีวิต บางทีรอรถ เรื่องโควิด (COVID) รถไม่มา เตียงไม่พอ โทรไม่ได้ ตายติดอยู่ที่บ้าน แล้วเงินล่ะคะ การประสานงานสะท้อนไหมคะท่านประธาน อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่นั่งอยู่ในที่นี้ดิฉันว่า ไม่เดือดร้อนหรอกค่ะ แต่ชาวบ้านเดือดร้อน ดูข่าวน้ำตาร่วง ดูข่าวผู้สูงอายุ เราก็ย่างเข้า วัยผู้สูงอายุแล้ว แล้วก็ยังจะมาตายแบบนี้อีก ไม่มีญาติพี่น้อง เงินก็ไม่ได้ ใครติดต่อ ติดต่อ อย่างไร บางครอบครัวเสียชีวิตตั้งหลาย พ่อแม่ เหลือคนที่ติดยังอยู่โรงพยาบาล มันสะท้อน นี่หรือประเทศไทย นี่หรือการบริหารของผู้บริหารระดับชาติ ณ ปัจจุบันนี้พูดถึงไหม กล่าวถึงไหม ทำไมไม่หยุดทุกอย่างก่อนแล้วเอาชีวิตมนุษย์ก่อน อย่าเอาอย่างอื่นมาต่อรองกับ ชีวิตเลยค่ะ ถ้าท่านไม่โดนท่านไม่รู้หรอกค่ะว่ามันจะเกิดอย่างไรกับครอบครัวของเขา ไม่ว่าเด็กที่เป็นอนาคตของประเทศชาติ ให้เขาเถอะค่ะ อีก ๑๕,๐๐๐ ล้านบาททันทีเลย โอนไปแล้วหยุดโครงการที่ไม่จำเป็นออกไป มองความจำเป็นเฉพาะหน้าไว้ก่อน แล้วก็ ช่วยเหลือระยะยาวไว้ก่อน แล้วก็ผู้สูงอายุฝากไว้ด้วย แม้กระทั่งวัคซีน ท่านประธาน เชื่อไหมคะ ไม่ถึงหรอกค่ะ ที่มีข่าว มันเพียงเล็กน้อย ที่มีข่าวถึงได้รับการแก้ไข ไม่มีข่าวไม่ได้รับ การแก้ไข ท่านประธานเห็นไหมคะ ถ้ามีข่าวช่องนั้นช่องนี้ออกได้รับการแก้ไข คนที่ไม่ได้รับ การแก้ไขไม่เป็นข่าว ไม่ได้รับการแก้ไขตายติดบ้านเยอะแยะ ท่านประธานทราบไหมคะ ขออนุญาตยกตัวอย่างจังหวัดหนองบัวลำภู ติด ๒,๐๐๐ กว่าคน จังหวัดเล็ก ๆ แล้ว ๗๗ จังหวัดล่ะคะเท่าไร ตัวเลขไม่ตรงหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าดิฉัน ปรับลดในส่วนครุภัณฑ์ของงบประมาณของกระทรวงนี้แค่ ๓ เปอร์เซ็นต์เพื่อไปช่วยเด็กและ ผู้สูงอายุ หรือเงินปลงศพที่เสียชีวิตแล้วได้ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗
ท่านต่อไปครับ ท่านนพดลแปรญัตติไว้ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขออภิปราย ปรับลดงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๒ เปอร์เซ็นต์ นะครับ ด้วยสาเหตุที่กระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของพี่น้อง ประชาชนที่ตั้งขึ้นมาใหม่ คือไม่นานเท่าไรนัก แต่ได้เพิ่มอัตรากำลังในส่วนของกรมต่าง ๆ และองค์กรในสังกัด ๗-๘ หน่วยงาน ก็จะเพิ่มอัตราบุคลากรเพิ่มขึ้นนะครับ ทีนี้ผมมองว่า ในงานภารกิจที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของดูแลผู้สูงอายุ เยาวชน ด้อยโอกาส แล้วก็คุณภาพ ชีวิต คนพิการ สตรีต่าง ๆ ซึ่งงานภารกิจพวกนี้เป็นงานที่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ เพราะในทางปฏิบัติจริงแล้วไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการแทบทั้งสิ้น และ หลาย ๆ อย่าง อย่างเช่นเบี้ยผู้สูงอายุก็ไปตั้งอยู่ในหมวดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในมาตรานี้ผมจะพูดโยงไปอีกมาตราหนึ่ง คือประมาณมาตราที่ ๓๐ กว่า ๆ นะครับ ในงบบุคลากร ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายในรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นมา ซึ่งทุกกระทรวงก็จะมีใน งบบุคลากรเพิ่มต่างหาก ที่พูดช่วงต้นอาจจะเป็นงบลงทุนหรืองบพัฒนา ซึ่งในเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐานในงบลงทุนนี่ผมคิดว่ามีความจำเป็นน้อย เพราะกระทรวงนี้ใช้ข้อมูลในการ รายงานจากผลงานที่ท้องถิ่นได้ปฏิบัติทำให้แทนแทบทั้งสิ้น แล้วก็ยังใช้งบของหน่วยงานอื่น ในการที่จะมาโยงกับหน้าที่ของหน่วยงานนี้ ผมถึงได้มองว่าควรจะลดรายจ่ายประจำ ซึ่งไม่มีความจำเป็นมาก เพราะว่าต่อไปข้างหน้าเราใช้ระบบดิจิทัล (Digital) ในการทำ บิ๊ก ดาต้า (Big Data) ทำแพลตฟอร์ม (Platform) หรือแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ในการที่จะรู้ข้อมูลที่รวดเร็วนะครับ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้บุคลากรเพิ่มขึ้น ผมคิดว่าการตัด งบประมาณในงบโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสัมมนา พาหนะต่าง ๆ ตรงนี้ หรือลงทุนซึ่งไม่สามารถทำได้ หรือทำแล้วก็ลงไปทำในพื้นที่ทั่วถึงทั้งประเทศไม่ได้ เพียงแต่ ว่าเป็นหน่วยงานที่กำหนดนโยบายเป็นหลัก ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีงบลงทุนหรืองบ บุคลากรเพิ่มขึ้น เพราะว่าไปใช้หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง และยังไปบวกอยู่ในงบจังหวัด หรืองบบูรณาการถ้าต่อไปข้างหน้ายังจะมีอีกในโครงการที่ช่วยเหลือดูแล ซึ่งก็เห็นด้วยว่า จะต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน แต่ไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องไปลงทุนก่อสร้างหรือไปลงทุนในเรื่องของงบบุคลากรเพิ่มขึ้นซึ่งจะขัดกับ รัฐธรรมนูญ ซึ่งเราจะพยายามลดรายจ่ายประจำในส่วนนี้ ผมขอตัดในส่วนของกระทรวงนี้ลง ๒ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ🔗
เชิญ ผู้แปรญัตติท่านต่อไปครับ ท่านหมอประสงค์ครับ เชิญครับ ท่านนายแพทย์ประสงค์ยังไม่ได้ เข้ามานะครับ ท่านไม่ติดใจนะครับ กรรมาธิการชี้แจงครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จังหวัดนครพนม กระผมขอแปรญัตติในงบของกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ในแผนงานยุทธศาสตร์จัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและ การค้ามนุษย์ แล้วก็แผนงานเพื่อสร้างหลักประกันสังคม แล้วก็เรื่องของกิจกรรมการผู้สูงอายุ นะครับ ท่านประธานครับ ผมว่าในเรื่องของจัดปัญหาแรงงานต่างด้าวกระผมฝาก ท่านกรรมาธิการผู้ร่างด้วยว่าขอฝากไว้ในเรื่องการปฏิบัติผลงาน เราวัดผลไม่ได้ครับ ปัญหา ที่ผ่านมาไม่ว่าในเรื่องชายแดน ในเรื่องการป้องกันการค้ามนุษย์ เราทำเกือบไม่สำเร็จเลย นะครับท่านประธาน จึงเกิดผลตามมาในเรื่องของโควิด (COVID) นี่เป็นประการที่สำคัญ🔗
ประการที่ ๒ ในเรื่องของยุทธศาสตร์และหลักประกันทางสังคมแล้วก็ เรื่องของผู้สูงอายุ แผนงานดีครับ การปฏิบัติดี แต่บางครั้งในภาคปฏิบัติผมกราบเรียนว่า ในเรื่องการให้หลักประกันสังคม การช่วยเหลือสังคมนั้นกระทรวงนี้หรือกรมนี้ได้ทำมีผล ที่เกิดการข้างเคียงอย่างมาก เพราะมันไม่ตรงไปตรงมา หลายแห่งนะครับ ไม่ว่าจะต่างจังหวัด หรือในกรุงเทพมหานคร เงินบริจาคที่ใช้จากการประกันสังคมนี่ล่ะไปให้พี่น้องประชาชนเขา เช่นเป็นต้นว่าหมู่บ้านนี้มีบัตรประจำตัวมาให้คนละ ๑,๕๐๐ บาท ก็ไม่ถึงครับ ก็ได้แค่ ๑,๐๐๐ บาท อีก ๕๐๐ บาทหายไป หรือบางแห่งทำพร้อม ๆ กันหลายหมู่บ้าน บางหมู่บ้านไม่ได้ ถ้าไปทวงเขาเขาก็บอกให้รอไปก่อน นี่เกิดทุกข์ทุกแห่งหน เพราะฉะนั้นผมฝากด้วยว่า เรื่องของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นกระทรวงที่บริการนะครับ สมัยก่อนก็เรียกกรมประชาสงเคราะห์ เป็นผู้บริการไม่ใช่เป็นลักษณะของข้าราชการ ที่ปกครอง ประการที่สำคัญที่สุดในเรื่องของผู้สูงอายุซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในขณะนี้ เพราะผู้สูงอายุของเราได้มากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ยูเอ็น (UN) สหประชาชาติบอกว่าจะสูง ประมาณ ๖๐ ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่บ้านเราสูงกว่านั้นนะครับ เพราะว่าบ้านเราอายุ ยืนขึ้นแล้วครับ ๖๐ ปีขึ้นไปเดี๋ยวนี้ก็เกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ๖๕ ปีขึ้นไป ก็ประมาณ ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ครับ พูดตรง ๆ ว่าผู้สูงอายุนี้มาก แต่ก็ไม่มากจนเกินไป ทำไม ล่ะครับจะช่วยเขาจึงไม่ทำกันตรงไปตรงมาสักที ต้องผ่านกรมกองต้องผ่านจิปาถะ พูดง่าย ๆ ว่าผ่านหน่วยที่จะไปถึงหน่วยรับงบประมาณค่อนข้างจะยุ่งยากมีจอยต์ (Joint) มาก และจอยต์ (Joint) ก็ต้องการจาระบีต้องการอะไรจิปาถะ ถึงผู้ที่รับงบประมาณช้า กระผม เรียนท่านกรรมาธิการครับว่าเราน่าจะใช้เงินเหล่านี้ให้มันชัดเจนสักทีหนึ่ง ให้ชัดเจนไปเลยว่า เราจะให้เขาล่ะผู้สูงอายุนี้ เพราะเขาเป็นผู้ที่จะได้สิทธิ เขาได้ทำให้ชาติบ้านเมืองมามากแล้ว ผู้สูงอายุเหล่านี้ที่ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐเลยจะมีคนอยู่ในกลุ่มนี้ประมาณ ๔๘,๘๐๐,๐๐๐ คน ก็จะมีผู้ที่สูงอายุเกิน ๖๐ ปี ก็คำนวณดูไม่มากมายหรอกครับ ผมได้ คำนวณดูแล้วว่าคนต่าง ๆ เหล่ามีอยู่ถ้าคิด ๖๐ เปอร์เซ็นต์นะครับก็มีประมาณร้อยละ ๒๐ ถ้าเราจัดการเป็นกฎหมาย เป็น พ.ร.บ. ส่งเงินให้เขาเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท เดือนหนึ่ง ก็ประมาณ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็ไม่ได้เกินจีดีพี (GDP) เท่าไรนะครับท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ถ้าใช้เงินอย่างตรงไปตรงมาแล้วผมเชื่อเหลือเกินว่าการบริการให้ผู้สูงอายุ หรืองานอื่น ๆ ที่จะให้บริการประชาชนนั้นจะต้องได้ผลอย่างแน่นอนครับท่านประธาน ที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นผมคิดจะตัดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เพราะว่าอยากให้ใช้เงินที่ได้ไป ให้มันถูกต้อง ให้มันเป็นธรรม ให้เข้าถึงผู้ได้ใช้งบประมาณ ให้ผู้รับงบประมาณอย่างถูกต้อง เรื่องของการรับงบประมาณมันมีทั่ว ๆ ไป คล้าย ๆ กัน คือพูดตรง ๆ ว่ารัฐบาลเป็น ผู้ร่างงบประมาณจากนโยบายที่ตั้งไว้ จาพี่น้องประชาชนแถลงมา ผู้ปฏิบัติคือข้าราชการ ที่ต้องปฏิบัติ นำงบประมาณไปสู่ผู้รับงบประมาณ แต่ปรากฏว่ามันไม่ค่อยถึง หรือถึงก็น้อย เพราะเหตุผลว่าระเบียบหรือการจัดสรรมันไม่ค่อยใกล้เคียงกับความถูกต้องครับ มันมีอะไร โยงใยอยู่มากมาย ฉะนั้นจึงกราบเรียนว่าต่อไปถ้าจะช่วยคนไม่ว่าเด็ก เยาวชน สุภาพสตรี ผู้พิการ ผู้เฒ่า ผู้ชราทั้งหลาย ขอให้ถูกต้องตรงไปตรงมาครับ แต่บางจังหวัด อย่างเช่นจังหวัด ผมหรือจังหวัดหลายจังหวัดเขามีทุน มีทุนที่มาให้เด็กเพื่อประชุม มีงบประมาณ แต่ปรากฏว่า ไม่ค่อยรู้เรื่องเลยนะครับ หรือบางแห่งก็มีทุนว่าผู้เสียชีวิตได้เงิน ผู้สูงอายุได้เงินจากกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่ปรากฏว่าก็เงียบครับ ไม่ได้เลย เขาบอกว่าเขา ไม่ทราบ ไม่มีไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้เขา เงินต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเงินที่เหลือจ่าย เมื่อถึงสิ้น ปีก็ไปใช้จ่ายเงินเป็นการประชุม พาไปทำโน่นทำนี่ครับซึ่งไม่ตรงเป้า เพราะเงินเหล่านี้เป็นเงิน ที่ต้องไปสู่ผู้รับงบประมาณคือพี่น้องประชาชนเท่านั้น ไปสู่เด็ก ไปสู่เยาวชน สู่ผู้ชราภาพ ทั้งหลาย เด็ก เยาวชนสำคัญมากนะครับ แต่ละแห่งก็จะมีผู้นำกลุ่มของเขา ไม่ว่าจะระดับ ตำบล หมู่บ้าน ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่าถ้านำเงินต่าง ๆ เหล่านี้ไปสู่หมู่บ้านแล้วเราแก้ได้ ทุกอย่าง ไม่ได้แก้ถึงความเป็นธรรม แก้ถึงประชาธิปไตย แก้ถึงยาเสพติด ถ้าใช้เงินเหล่านี้ อย่างตรงไปตรงมานะครับท่านประธานที่เคารพจะมีผลประโยชน์เป็นอย่างยิ่งทีเดียว เพราะเด็กต่าง ๆ เหล่านี้เดี๋ยวนี้ในหมู่บ้านแต่ละแห่งเขาเป็นผู้นำแล้วครับ เขาฉลาดในการ ที่จะประคองตัว เขาฉลาดในการที่จะดูแลควบคุม ท่านประธานครับ มันมีคำหนึ่งว่าชัยชนะ หรือพ่ายแพ้อยู่ที่หมู่บ้านนะครับ ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างที่หมู่บ้านสำเร็จ สำเร็จจากไหน สำเร็จจาก เด็กครับ เด็กสมัยนี้เป็นเด็กสมัยใหม่เป็นเด็กที่ศึกษาด้วยตัวเอง เป็นเด็กที่มีครูจากอินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นเด็กที่ฉลาดมากครับ เขาจะทำในสิ่งที่ดีงาม ถ้าเราแนะนำเขาในสิ่งที่ดีงาม ดังนั้นจึงกราบเรียนท่านประธานว่าสำหรับกิจการหรือวิธีการ ของกระทรวงนี้ขอฝาก ทำอย่างไรให้ถึงประชาชน ทำอย่างไรให้การดำรงตนของข้าราชการ เป็นแบบผู้บริการ ไม่ใช่ผู้สั่งครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
เชิญ กรรมาธิการชี้แจงครับ🔗
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ เรียนท่านสมาชิกครับ ผม วิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนว่าในมาตราที่ ๑๒ ซึ่งเป็น มาตราที่กำหนดงบประมาณในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น ในงบประมาณปี ๒๕๖๔ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้รับ การจัดสรรงบประมาณ ๑๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในปี ๒๕๖๕ ก็ได้รับเพิ่มขึ้นเป็น ๒๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ หลายท่านอาจจะสงสัยเพราะว่าหลายหน่วยก็ได้รับการปรับลด งบประมาณ แต่ของ พม. ปรับเพิ่ม แต่ต้องเรียนในเนื้อในของรายการงบประมาณว่าส่วนที่ เพิ่มขึ้นมาและเป็นสัดส่วนที่ใหญ่มากของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์ก็คือเรื่องของเงินอุดหนุนดูแลเด็กซึ่งในกรมกิจการเด็กและเยาวชนได้รับจัดสรร ๑๗,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งใน ๑๗,๐๐๐ ล้านบาทเศษนี้เป็นเงินที่ใช้จ่ายหรือเป็นเงินอุดหนุน ดูแลเด็กถึง ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เพราะฉะนั้นก็จะมีงบดำเนินงานเหลืออยู่อีกประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทที่จะดำเนินกิจกรรมด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเด็ก ทีนี้ไปดูกรมต่าง ๆ ที่อยู่ใน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ประกอบด้วยสำนักงานปลัดกระทรวง ได้รับการจัดสรร ๕๐๐ กว่าล้านบาท กรมกิจการผู้สูงอายุ ๓๐๐ กว่าล้านบาท กรมกิจการ สตรีและสถาบันครอบครัว ๓๐๐ กว่าล้านบาท กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ๔๔๑ ล้านบาท กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการซึ่งดูแลสวัสดิการด้วย และที่สำคัญก็คือมีงาน และภารกิจที่ต่อเนื่องแล้วก็อยู่ในกฎหมายก็คือเรื่องของนิคมสร้างตนเองที่ท่านสมาชิกได้พูด ถึงว่ายังมีกิจกรรมด้านอื่น ๆ ซึ่งมันเป็นภารกิจต่อเนื่องของการนิคมซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย เรื่องของนิคม แล้วก็เรื่องของงานชาติพันธุ์ซึ่งอยู่ในกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้รับ การจัดสรร ๙๐๘ ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งที่มีงบประมาณมากก็คือสถาบันพัฒนาองค์กร ชุมชนซึ่งเป็นองค์การมหาชนมีภารกิจเรื่องของบ้านริมคลอง ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายและ พูดถึงก็ได้รับการจัดสรร ๑,๒๙๑ ล้านบาท ถ้าท่านเห็นตัวเลขและสัดส่วนท่านก็จะได้เห็น ภาพว่าสัดส่วนที่ใหญ่มากและที่ต้องปรับเพิ่มและไม่มีการปรับลดนั้นเพราะมาจากสัดส่วน ของเงิน เรื่องของกิจการเด็กก็ดี เรื่องของบ้านริมคลองขององค์กรพัฒนาชุมชน ซึ่งผมเรียนว่า กรรมาธิการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะเรื่องประเด็นของงบอบรมสัมมนา ซึ่งได้รับรายงาน จากอนุกรรมาธิการประชุมสัมมนาว่าได้มีการตรวจสอบและปรับลดจนอยู่ในจุดที่อยู่ใน สถานการณ์โควิด (COVID) ก็คือทำเท่าที่จำเป็นและทำได้ก็ปรับลดมาแล้ว เพราะฉะนั้นใน ประเด็นที่ท่านสมาชิกได้เป็นห่วงเรื่องของเนื้องานหรือการบริหารจัดการ กรรมาธิการก็ได้นำ สิ่งที่ท่านได้กล่าวถึง แล้วก็ท่านสามารถตรวจสอบดูได้ว่าไประบุไว้ในข้อสังเกตซึ่งอยู่ในหน้า ๔๔๕ ของรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการที่ฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาลจะนำไปใช้ในการบริหารหรือใช้ในการจัดการเรื่องของงบประมาณต่อไป เพราะฉะนั้นข้อพิจารณาข้อต่าง ๆ ที่ท่านได้เป็นห่วงและกังวลก็ขออนุญาตนำเรียนว่า กรรมาธิการก็ได้พิจารณามาโดยละเอียดในส่วนของงบประมาณแล้วนะครับ ส่วนข้อเสนอ ต่าง ๆ ก็อยู่ในข้อสังเกตดังที่ผมได้นำเรียน ก็ขออนุญาตเรียนว่ากรรมาธิการขอยืนยันตาม ร่างแก้ไขที่กรรมาธิการได้พิจารณาแล้ว ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญ กรรมาธิการครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการ ขออนุญาตได้เพิ่มเติมจากที่ท่านรองประธานได้ชี้แจงตอบ คำถามของท่านกรรมาธิการที่ได้สงวนความเห็น แล้วก็สมาชิกที่ได้สงวนคำแปรญัตติ แล้วก็ตั้งคำถามมานะคะ ก็มีบางโครงการขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติม เช่น ที่เป็นในเรื่อง งบประมาณนะคะ ก็เรื่องของโครงการที่จัดสวัสดิการด้านสวัสดิการสังคมของเอกชน สาธารณประโยชน์ ๑๕๐ ล้านบาท ในส่วนนี้ก็กราบเรียนว่าในกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญ แล้วก็สอบถามรายละเอียด จำนวนงบประมาณถ้าเฉลี่ยแล้ว ๗๖ จังหวัด ๗๗ จังหวัด ก็เพียงจังหวัดละ ๑ ล้านกว่าบาทเท่านั้นเอง แล้วก็องค์การสาธารณประโยชน์ก็จะต้อง ขึ้นทะเบียนนะคะ แล้วก็มีกระบวนการการมีส่วนร่วมในการพิจารณาไปที่งานสวัสดิการสังคม ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายโดยตรงนะคะ อันนี้กรรมาธิการก็ได้ตรวจสอบแล้ว เช่นเดียวกันกับ โครงการอื่น ๆ ที่ต้องใช้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม อันนี้ก็ขอกราบเรียนว่าทาง อนุกรรมาธิการก็ได้ตรวจสอบมาเช่นกัน🔗
สำหรับคำถามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่า ได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์โควิด (COVID) อย่างไร กรรมาธิการก็ได้ สอบถามเรื่องนี้นะคะ แล้วทางผู้มาชี้แจงก็ได้ให้ข้อมูล ยกตัวอย่างสั้น ๆ ก็คือไม่ว่าจะเป็นการ เปิดสายด่วน พม. ๑๓๐๐ หรือว่าการช่วยเหลือเชิงรุกเข้าไปในพื้นที่ ไม่ว่าคนที่ป่วยติดบ้าน ติดเตียง หรือว่าแม้แต่ผู้ติดเชื้อ ผู้คัดกรอง แล้วก็มีการตั้งศูนย์พักคอยชั่วคราว บริการ ฉีดวัคซีนให้กับผู้พิการนะคะ แล้วก็มีตัวเลขก็คือที่กรรมาธิการได้สอบถามและได้คำชี้แจง นะคะก็คือในปี ๒๕๖๓ ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ช่วยเหลือ เยียวยาเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ คนละ ๓,๐๐๐ บาท จำนวน ๖,๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ได้ช่วยเหลือเยียวยาคนพิการผ่านกองทุนส่งเสริมพัฒนาชีวิต คนพิการก็คนละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๒ ล้านกว่าคน เป็นเงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท นอกจากนั้นก็ยังมีการช่วยเหลือเฉพาะหน้า เด็ก ครอบครัวผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ไร้ที่พึ่ง อีกจำนวน ๑๔,๐๐๐ กว่าราย ก็เป็นเงิน ๓๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ก็ทั้งหมด ข้อห่วงใย ข้อวิตกกังวลทั้งหลายทั้งปวงก็เห็นสอดคล้องต้องกันว่ากระทรวงนี้มีความสำคัญ แล้วก็บันทึกไว้ในข้อสังเกตที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปรับปรุงต่อไปค่ะ ก็ขอเรียน ตอบชี้แจงด้วยความเคารพค่ะ🔗
เนื่องจาก มาตรา ๑๒ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวง พม. กรรมาธิการได้แก้ไขมาจากร่างเดิม นะครับ ดังนั้นต้องขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบหรือไม่นะครับ🔗
เชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้ามาลงมติครับ เชิญท่านสมาชิกเข้ามาลงมติครับ ก่อนลง มติต้องทำตามข้อบังคับนะครับ คือต้องแสดงตนก่อนนะครับเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ด้านนอกเข้ามาห้องประชุมด้วยครับ เชิญท่านสมาชิกแสดงตนครับ เสียบบัตรกดปุ่มได้เลยครับ เชิญท่านสมาชิกกดปุ่มแสดงตนนะครับ ครบทุกท่านไหมครับ🔗
ปิดการ แสดงตนนะครับ มีท่านสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๐๘ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปผม จะถามมตินะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นควรให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าไม่ต้องแก้ไขนะครับ ให้คงไว้ตามร่างเดิม กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย งดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญกดปุ่มลงคะแนนครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๕๙ เห็นด้วยครับ🔗
ครับ ลงคะแนนครบแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ มีผู้ลงมติ เห็นด้วย ๓๑๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่าน ดังนั้นเห็นด้วย ๓๑๑ บวก ๑ เป็น ๓๑๒ ท่านครับ🔗
ที่ประชุม เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่แก้ไขมานะครับ ไม่ได้คงไว้ตามร่างเดิม ต่อไปก็คงจะต้องถามมติ อีกครั้งว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ หรือเห็นด้วยกับผู้สงวน ความเห็น กับผู้สงวนคำแปรญัตติ ขอให้ท่านได้แสดงตนอีกครั้งนะครับ เชิญใช้สิทธิครับ🔗
กดปุ่ม แสดงตนใหม่ครับ กดอีกครั้งครับ🔗
ปิดการ แสดงตนครับ🔗
๓๕๙ เห็นด้วยครับ🔗
ยังครับ แสดงตนก่อนนะครับ ๓๕๙ ไม่มีบัตรใช่ไหมครับ อยู่ในห้องนะครับ ปิดการแสดงตนนะครับ มีท่านสมาชิกแสดงตนอยู่ในห้องประชุม ๓๑๔ ท่าน ครบเป็นองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไป ผมจะถามมตินะครับว่าท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่แก้ไขมา โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นต่างจากรรมาธิการเสียงข้างมากที่แก้ไข คือ เห็นด้วยกับผู้สงวนความเห็น หรือผู้สงวนคำแปรญัตติ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย งดออกเสียง ก็โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ด้วยครับ เชิญกดปุ่มลงคะแนนได้ครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๕๙ เห็นด้วยครับ🔗
ลงคะแนน ครบทุกท่านแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ มีท่านสมาชิกเห็นด้วย ๒๔๒ บวก ๑ เป็น ๒๔๓ ไม่เห็นด้วย ๖๙ งดออกเสียง ๑ ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗
ดังนั้น มติที่ประชุมเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่นะครับ ต่อไปเป็นมาตรา ๑๓ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เชิญท่านเลขาธิการครับ🔗
มาตรา ๑๓ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
เชิญ กรรมาธิการที่ขอสงวนก่อนนะครับ ติดใจไหมครับ ท่านเรืองไกรเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ เนื่องจากในมาตรา ๑๓ มีกรรมาธิการหลายท่าน ผมไม่แน่ใจว่ามีท่านอื่นอีกไหม เพราะว่า ของผมมี ๙๘ รายการ จะเชิญท่านอื่นก่อนไหมครับ🔗
มีไหมครับ ท่านพิสิฐติดใจไหมครับ เชิญครับ🔗
ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมขอต่อท้าย นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ กระผมมีข้อเสนอที่จะให้ตัดงบของกระทรวงนี้เป็นจำนวน ๕ เปอร์เซ็นต์ จากงบที่มีอยู่ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งเหตุผลที่ตัดก็เพราะผมเห็น ความซ้ำซ้อนในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานหนึ่ง อย่างเช่นสำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติใช้งบเกือบ ๆ ๕,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อดูรายละเอียด ในงบนี้แล้วก็จะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับด้านเกษตร เกี่ยวข้องกับด้านของการขนส่ง เกี่ยวข้อง กับเรื่องของอาหาร เกี่ยวข้องกับเรื่องของเกษตรปลอดภัย เรื่องของสมุนไพร เรื่องของสมาร์ต ฟาร์มเมอร์ (Smart Farmer) ซึ่งก็มีความทับซ้อนหรือว่าเป็นงานที่กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ได้มีการดำเนินการในหลาย ๆ ด้านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ตัดก็เพื่อจะได้ เปรียบเทียบดูว่าความซ้ำซ้อนนั้นมันก่อให้เกิดการประหยัดได้ไหมถ้าเกิดเราตัดทอน บางส่วนลงเพื่อจะได้ให้มีการใช้คนให้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น ในกระทรวงนี้ก็คือเรื่องของการศึกษา ก็คือจำนวนของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่มากกว่า ๘๐ แห่ง ด้วยกัน ปรากฏว่าในช่วง ๑๐ กว่าปีมานี้ประชากรไทยมีการเกิดลดลง ทำให้เด็กเกิดใหม่ แล้วก็เติบโตมาเป็นนักศึกษามีจำนวนลดลง อย่างปีล่าสุด ปี ๒๕๖๒ ถึงปี ๒๕๖๓ มีจำนวน นักศึกษาที่เรียนปริญญาตรีตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของรัฐ ๘๐ กว่าแห่งเหล่านี้ลดลงไปเกือบ ๆ ๑๕,๐๐๐ คน เท่ากับนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ถ้าเป็นขนาดเล็กก็ประมาณ ๑๐ แห่ง หรือถ้าขนาดใหญ่ก็คืออย่างน้อยก็ ๑ แห่ง แล้วก็จะเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นไปทุกปี เพราะว่าแต่ละปีจะมีเด็กเกิดใหม่ที่เข้าสู่การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยลดไปปีหนึ่งประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน แล้วก็เข้ามหาวิทยาลัยสักครึ่งหนึ่ง ก็คือลดไปประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน ไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นงบที่เราต้องตั้งเพื่อการศึกษาเหล่านี้ก็ควรจะต้องมีการปรับ ปรับใน บางส่วนที่เป็นเรื่องปริมาณ แต่ที่ผมปรับนี้ผมไม่ได้หมายถึงว่าให้ปรับแล้วก็โยนทิ้งนะครับ ผมอยากจะให้มีการนำไปประติดประต่อดูแลเรื่องคุณภาพ คุณภาพของมหาวิทยาลัย หลาย ๆ แห่งต้องมีการยกระดับขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาทางด้านของวิชา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ที่เรียกกันว่าสเต็ม (STEM) ซึ่งโลกทุกวันนี้อยู่ได้ก็เพราะการแข่งขัน ถ้าหากประเทศไทยของเราบุคลากรของเราไม่มีความรู้ความสามารถทางด้านของ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเราก็จะไม่สามารถที่จะดึงดูดการลงทุนและเศรษฐกิจไทยก็จะโต ได้ยาก เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้มีการปรับลดส่วนที่ทับซ้อน ส่วนที่อาจจะมีความสูญเปล่า เกิดขึ้น แล้วก็นำไปใช้ในการดูแลในภาคส่วนที่จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ก็คือคุณภาพของ นักเรียนนักศึกษาให้มากขึ้น อันนี้คือแนวที่ผมอยากจะขออนุญาตให้มีการปรับลดลงไป ในส่วนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนะครับ🔗
นอกจากนี้เรามีมหาวิทยาลัยบางแห่งที่พยายามจะเป็นมหาวิทยาลัยของโลก อย่างเช่น มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งเป้าที่จะเป็นมหาวิทยาลัยติดอันดับใน ๑๐๐ อันดับของโลก ในปี ๒๕๗๓ ก็คืออีกประมาณ ๑๐ ปีข้างหน้านี้ ซึ่งแน่นอนครับก็ต้องอาศัยทรัพยากร หลาย ๆ ด้านด้วยกัน แต่ว่าปรากฏว่าในการทำงานของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเฉพาะ อย่างยิ่งทางด้านของการแพทย์ รัฐบาลยัง ผมใช้คำว่า เป็นตัวถ่วง นะครับ ก็คือทำภาระ ให้เขา โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ๒ แห่งนะครับ คือรามาธิบดีและศิริราชได้ช่วย รัฐบาลดูแลรักษาพยาบาลคนเจ็บป่วย แต่เรามีหนี้ค้างกับเขาที่ต้องจ่ายให้เขาตามที่เขา รายงานมาไม่ต่ำกว่า ๖,๖๘๗ ล้านบาท เงินที่มหาวิทยาลัยไม่ได้รับจากรัฐเพราะว่า ได้ให้บริการทางด้านสาธารณสุขกับประชาชนตามที่รัฐได้ร้องขอ แต่เรากลับไม่ให้เงินเขา ๖,๖๘๗ ล้านบาท ส่วนนี้ก็ต้องขอให้บันทึกไว้ว่ารัฐจะต้องจัดสรรให้โดยการตัดลดในส่วนที่ ซ้ำซ้อนที่ผมกล่าวถึงเบื้องต้น แล้วก็มาเจียดจ่ายคืนให้เพื่อจะให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ให้มหาวิทยาลัยมหิดลได้สามารถที่จะทะยานเข้าสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของโลกได้ ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างบุคลากรของประเทศไปด้วย นอกจากมหาวิทยาลัยมหิดล แล้วนะครับ มหาวิทยาลัยของรัฐอื่น ๆ ที่มีการให้การพยาบาล ให้การดูแลคนป่วยก็ยังมี หนี้ค้างที่รัฐต้องจ่ายเขา รวม ๆ แล้วทั้งหมดจะมีหนี้ค้างไม่ต่ำกว่า ๘,๒๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาล ด้วยนโยบายเกี่ยวกับเรื่องของการรักษาพยาบาลยังเป็นหนี้ติดค้างกับโรงพยาบาลของ มหาวิทยาเหล่านี้อยู่ ซึ่งถ้าเราไม่แก้ไขก็จะเป็นตัวถ่วงการทำงานของมหาวิทยาลัย ไม่สามารถที่จะเติบโตก้าวหน้าขึ้นมาได้ อันนี้ก็ขออนุญาตตั้งเป็นประเด็นไว้ เพราะฉะนั้น โดยสภาวะที่เป็นอยู่ ที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่นี้ว่าจำนวนเด็กเริ่มลดลง แล้วก็การเรียน การสอนก็จะมีปัญหาเรื่องของจำนวนคน มหาวิทยาลัยต้องมีการปรับตัวครับ โดยนำ เทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น นอกเหนือจากการที่ต้องออกแรง กระทรวงต้องออกแรงให้มีการ ควบรวม ไม่ว่าจะเป็นการควบรวมภาควิชา หรือแม้กระทั่งควบรวมคณะ หรือแม้กระทั่ง ควบรวมมหาวิทยาลัยก็ตาม เพื่อจะได้ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงแล้ว อีกด้านหนึ่งก็คือ เรื่องของการใช้เทคโนโลยี ผมพยายามจะดูวิสัยทัศน์ของแต่ละมหาวิทยาลัย ปรากฏว่า ในด้านเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล (Technology Digital) ยังมีการพูดถึงน้อยมาก ก็ขอ อนุญาตกราบเรียนว่าจะต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Technology Digital) มาใช้เพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพและเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
เชิญ กรรมาธิการ ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะกรรมาธิการ ในส่วนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ เนื่องจากว่ากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนี้มีงานที่มีค่าใช้จ่ายอยู่หลายประเภทด้วยกัน อย่างเช่น ค่าใช้จ่ายในเรื่องของการผลิตบัณฑิตหรือจัดการเรียนการสอน ซึ่งก็มีอยู่หลายสาขาวิชา ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าวิจัยและการพัฒนาทางวิชาการและนวัตกรรม เป็นต้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบริการทางวิชาการและฝึกอบรม และส่วนของการเสริมสร้างศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้ขอให้ ปรับลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสิ่งปลูกสร้างด้านการก่อสร้างอาคาร อาคารศูนย์ หอพัก อาคารสำนักงาน และอาคารเรียน เป็นต้น ปรับลดร้อยละ ๑ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนนี้ ผมคิดว่าเมื่อดูจากที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ปรับลดแล้ว ส่วนหนึ่งก็มีความสอดคล้อง ที่กระผมได้ยื่นคำแปรญัตติไว้ แต่อย่างไรก็ตามผมมีคำถามบางประเด็นที่จะถามกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ว่าในการปรับลดก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้างในเรื่องของการปรับปรุงอาคาร การศึกษาและสิ่งก่อสร้าง เรื่องของการปรับปรุงหรือพัฒนาการสร้างอาคารศูนย์วิจัยและ นวัตกรรมทางการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งการปรับลดก็มีความแตกต่างกันไป ผมขอยกตัวอย่าง บางโครงการนะครับ เช่น ค่าปรับปรุงอาคารการศึกษาและสิ่งก่อสร้างของมหาวิทยาลัย ราชภัฏสกลนคร งบประมาณตั้งไว้ ๑๔ ล้านบาท ปรับลดไปประมาณ ๓ ล้านบาทเศษ อาคาร การศึกษาและสิ่งปลูกสร้างของมหาวิทยาลัยนครพนม ตั้งไว้ ๑๘ ล้านบาท ปรับลดไป ๕ ล้านบาท หรืออาคารศูนย์วิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ตั้งไว้ ๕๐ ล้านบาท ปรับลดไป ๕ ล้านบาท สิ่งที่ผมนำเรียนท่านประธานว่าการปรับลด มีความแตกต่างกันไป เพราะว่าในการปรับลดกรรมาธิการได้ปรับไปไม่ค่อยเท่าเทียมกัน ๓ ล้านบาทบ้าง ๕ ล้านบาทบ้าง ในส่วนที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าบางส่วนก็ปรับลด ไปทั้งหมดเลย ผมยกตัวอย่างเช่น การปรับปรุงห้องพักอาคารเฉลิมพระเกียรติของ มหาวิทยาลัยสุโขทัย ๑๐ ล้านบาท ก็ปรับลดไป ๑๐ ล้านบาท ปรับปรุงอาคารการศึกษาและ สิ่งก่อสร้างของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ๕ ล้านบาท ก็ปรับลดไป ๕ ล้านบาท คือในส่วนนี้ บางส่วนก็เห็นคล้อยตามกับกรรมาธิการ แต่บางส่วนก็อยากถามว่าในการปรับลดมีความ แตกต่างกันอยู่บ้างในบางโครงการที่ก่อสร้าง ซึ่งแน่นอนถ้าในสถานการณ์โควิด (COVID) การ ก่อสร้างผมก็เห็นด้วยว่าควรจะปรับลด แต่ในส่วนที่ปรับลดไปทั้งจำนวนก็เรียนถาม กรรมาธิการไว้เพื่อความเข้าใจ ณ ทีนี้ด้วย🔗
ในส่วนของงานที่เกี่ยวข้องกับที่ผมเรียนท่านประธานว่าค่าใช้จ่ายในการ ค้นคว้าศึกษาวิจัยและพัฒนางานทางวิชาการและนวัตกรรม ผมเข้าใจว่าในกระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ต้องดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับภารกิจในการศึกษาค้นคว้าวิจัย ก็อยาก ถามกรรมาธิการส่วนหนึ่งเหมือนกันว่าในบางโครงการ ผมขอยกตัวอย่างบางโครงการที่ถูก ตัดไป ปรับลดนะครับ ถูกปรับลดไป เช่น ในประเภทของเงินอุดหนุนทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับ ค่าใช้จ่าย อย่างเช่นมหาวิทยาลัยนเรศวร ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาข้าว พิษณุโลก ๒ ที่มียีนส์ (Gene) ต้านโรคขอบใบแห้งแบบยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ ชั้นแนวหน้าถูกปรับลดไปทั้งหมด ๑๘ ล้านบาท ซึ่งงบที่ตั้งไว้ก็ ๑๘ ล้านบาทเศษ โครงการ บางโครงการ อีกโครงการหนึ่งจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้ทราบ เช่น ค่าใช้จ่ายโครงการ ศูนย์พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลรัตนโกสินทร์ งบที่ตั้งไว้ ๕ ล้านบาท ก็ปรับลดไป ๕ ล้านบาท อีกโครงการหนึ่ง อยากเรียนท่านประธาน เป็นค่าใช้จ่ายโครงการขับเคลื่อนองค์ความรู้และนวัตกรรมจาก งานวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ การใช้เทคโนโลยีพลังงานเพื่อยกระดับวิสาหกิจ ชุมชน ของมหาวิทยาลัยพะเยา ๖,๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ก็ปรับลดไปทั้งหมด สิ่งที่ผมกล่าวเป็นตัวอย่างในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนา นวัตกรรมและงานทางวิชาการ เป็นต้น ในส่วนที่ ๒ ก็อยากถามท่านกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ว่าแนวทางที่ได้ปรับลดในสิ่งที่ผมกล่าวถึงเป็นตัวอย่างของมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ นั้นท่านช่วยชี้แจงนิดหนึ่งว่าการปรับลดไปจะมีผลกระทบอย่างไรหรือไม่ ก็กราบเรียน ท่านประธาน ๒ ส่วนด้วยกันที่ผมกล่าวถึง ในส่วนของการปรับลดสิ่งก่อสร้างที่แตกต่างกัน และในส่วนของการปรับลดงานศึกษาค้นคว้าและวิจัย ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่าน กรรมาธิการ ท่านทวี สอดส่อง ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอสงวน ความเห็นขอปรับลดงบของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ ก็คือประมาณ ๙๑ ล้านบาท เหตุที่จะปรับลดก็เพื่อจะได้มีโอกาส ได้มาชี้แจงกับเพื่อนสมาชิก ท่านประธานที่เคารพครับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นการนำกระทรวงศึกษาธิการเดิมและกระทรวงวิทยาศาสตร์มารวมกัน สิ่งหนึ่งก็คือเราจะมีสถาบันอุดมศึกษาของรัฐอยู่ทั้งหมด ๕๐ กว่าแห่ง แล้วก็ ๕๗ แห่ง อุดมศึกษาที่อยู่ในการกำกับคือมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีก ๒๗ แห่ง ในสิ่งที่เราพบที่สุดคือความเหลื่อมล้ำในเรื่องของ มหาวิทยาลัยในการดูแล โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏ เราพบว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏจะได้รับการจัดสรรงบประมาณที่น้อยมาก ซึ่งในจำนวนน้อยเป็นหลัก ๓๐๐ ล้านบาท สูงสุด ๕๐๐ ล้านบาท ทั้งที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นแหล่งเรียนรู้ที่จะให้การ บ่มเพาะคนที่ใกล้ชิดกับชุมชน จะเป็นสถานที่สร้างพัฒนาชนบทในส่วนภูมิภาค และที่สำคัญ ก็คือจะเน้นความหลากหลายของวิชาชีพในแต่ละพื้นที่ เป็นเสมือนว่าการจัดการศึกษา รัฐมุ่ง ให้ความสำคัญคนเมืองมากกว่าคนในชนบท แล้วก็พอเข้ามาในกรรมาธิการก็มีบางส่วนก็ถูก ตัดไป อันนี้จึงเป็นสิ่งที่อยากจะกราบเรียนว่าของมหาวิทยาลัยราชภัฏผมคิดว่าในการจัด งบประมาณในปีต่อไปรัฐน่าจะต้องดูแลมากกว่านี้ อีกประการหนึ่งก็คือวันนี้สถาบัน อุดมศึกษาเราต้องยอมรับอยู่ในสถานการณ์โควิด (COVID) สิ่งที่มหาวิทยาลัยอุดมศึกษาต้อง คิดว่ารูปแบบการเรียนอาจจำเป็นต้องเรียนออนไลน์ (Online) ออนแอร์ (On Air) จะเปิด เรียนได้หรือไม่ ซึ่งมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ต้องไปปรับตัว เราก็พบว่ามหาวิทยาลัยที่มาชี้แจง ก็เหมือนว่าเมื่องบประมาณน้อย แล้วโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐจัดให้ก็ยังไม่พอเพียง สิ่งนี้ผม คิดว่าจะเป็นเรื่องที่รัฐควรจะต้องเข้าไปดูแลมากกว่านี้ เพราะว่าวันนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดี ที่เราควรจะใช้สถาบันการศึกษา ซึ่งถ้าจะดูอนาคตก็ต้องมาดูที่สถาบันการศึกษา จะทำ อย่างไรจะให้สถาบันการศึกษาเป็นผู้นำในการแก้ไขหรือในการเปลี่ยนแปลง เพราะว่า สถาบันการศึกษาเป็นผู้ที่ให้ความรู้กับประชาชน ผมจึงอยากจะฝากกับท่านผู้บริหารหรือทางรัฐบาลควรจะดูแลความเสมอภาค เพราะถ้าจะดู ความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยก็ให้เดินไปกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม แล้วท่านก็จะพบว่าคนต่างจังหวัด คนชนบทที่อยู่ในสถาบันราชภัฏเป็นคนที่ ถูกเหลื่อมล้ำมากที่สุด อันนี้ก็อยากจะฝากเป็นประเด็นที่ให้กรรมาธิการได้รับไปพิจารณาครับ ดังนั้นผมจึงขอตัดงบของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประมาณ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้ในการอภิปรายครั้งนี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านเรืองไกรครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ และไม่เคยเป็น ส.ส. ยังไม่ฟังนะครับ ก่อนอื่นท่านประธานครับ เพื่อนพรรค เพื่อไทยครับ ขอบคุณนะครับ ท่านได้แก้ไขตามที่ผมอธิบายไปเมื่อเช้าผมดูแล้ว ตัดข้อความ ได้ถูกต้อง ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปครับท่านประธาน ทั้งหมด ๙๘ รายการ สำหรับมาตรา ๑๓ ถ้าผมอ่าน เฉพาะตามหัวข้อโดยไม่ลงรายการก็พอสมควร แต่ถ้าจะไม่อ่านทั้งหมดเพราะกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แยกเป็นมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็อาจจะมี ความจำเป็น แต่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก เราพิจารณามาแล้วถึง มาตรา ๑๓ ผมอยากให้เห็นข้อสังเกตในฐานะผมทำงบประมาณ ตรวจงบประมาณ ตรวจงบ การเงิน หลาย ๆ ท่านเสนอความเห็น เสนอคำแปรญัตติ แล้วสงวนคำแปรญัตติ สงวน ความเห็น เป็นเปอร์เซ็นต์หรือร้อยละของยอดรวม วันนี้เราพิจารณาคือวาระ ๒ เรียงลำดับ มาตรา จบปุ๊บเราก็โหวตวาระที่ ๓ เลย สมมุติว่าเราเห็นด้วย ๔๕,๑๑๙ ล้านบาท ก็บอกว่าเอาล่ะ ปรับลดเป็นเปอร์เซ็นต์ แล้วรายการที่ตามมาลงอย่างไรครับ เนื้อกฎหมายลงอย่างไรครับ ถ้าท่านประธาน ท่านสมาชิกสังเกต เล่ม ๓ (๑) (๒) (๑) รายการปรับลดมี ๑๒,๐๐๐ กว่า ล้านบาท เล่ม ๓ (๒) มีอีก ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้วเป็น ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งกรรมาธิการได้โอนไปไว้เป็นงบโควิด (COVID) ตามที่รัฐบาลเสนอมา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราปรับได้ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทก็โอนไปเต็ม ๆ อันนั้นลงตัวนะครับ แต่วาระที่ ๒ ถ้าท่านดู เล่ม ๓ (๑) (๒) ไม่มีเปอร์เซ็นต์ เป็นรายการหมด ย่อยลงไป ย่อยลงไป ย่อยลงไป แต่ขณะนี้ เราพิจารณา แล้วเสียงข้างมากบอกว่าผมเห็นด้วยกับมาตรานี้ ๑ เปอร์เซ็นต์ กฎหมาย ตราอย่างไรครับ ผมฝากไปคิด เช่นเดียวกันครับ บางความเห็น บางคำแปรญัตติปรับลดลง คงเหลือ ผมถามว่าคงเหลือรายการไหน จะลงอย่างไรครับ เราไม่ได้มีเวลาพักกลับไป ๕ วัน ๗ วัน แล้วไปแก้ สำนักงบประมาณไปแก้ ความเป็นไปได้ของการแปรญัตติหรือสงวน ความเห็นอยู่ตรงไหน นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมต้องอ่านเอกสารทั้งหมด แล้วย่อยออกมา ทั้งหมด ๔,๗๐๐ กว่าบรรทัดในเอกซ์เซล (Excel) ผมต้องตั้งคอลัมน์แรกว่า ๓.๑ ล้านล้าน บาทต้องตรงก่อน มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ จน ๔๒ มาตรา ผมต้องย่อยแผนงาน บุคลากร แผนงานพื้นฐาน แผนงานยุทธศาสตร์ แผนงานบูรณาการ แผนการชดใช้หนี้เงินคง คลัง ดอกเบี้ย เพื่อให้เห็นว่าตัวเลขที่เราปรับลดบวกแล้วมันต้องได้ คอลัมน์ต่อมาผมก็ต้อง แยก ๓.๑ ล้านล้านบาท มันไปกี่แผนงาน แต่ละแผนงานเท่าไร หลังจากนั้นผมเขียนมายืด ยาวเพราะอะไรครับท่านประธาน เพื่อนสมาชิก ผมต้องดูเล่มขาวคาดแดงทุกเล่ม แล้วก็ กลับไปดูว่ารายการนี้ผมไม่เห็นด้วย อันนี้ผมขอตัดทั้งหมด ก็ต้องใส่จำนวนเงิน อันนี้เห็นว่า ควรตัดแค่ ๑๐ ล้านบาท ก็ต้องใส่จำนวนเงิน พวกท่านจะไม่เห็นเปอร์เซ็นต์ในความเห็นของ ผมเลย เพราะผมรู้ว่าถ้ามันเป็นไปตามนั้นลงได้ทันที สำนักงบประมาณทำได้ทันที นี่คือ เหตุผลที่ผมปล่อยให้เวลาผ่านมาวันสองวัน แล้วก็เรียนให้ท่านคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้น หลาย ท่านถามว่า เอ๊ะ งบเมื่อวานรายละเอียดอย่างไร วันนี้ผมถามกลับ ถ้าเป็นอย่างที่ลด เปอร์เซ็นต์ (Percent) หรือจำนวนเงินคงเหลือ ไม่มีดีเทล (Detail) อยู่ในนี้ลงบัญชีอย่างไร ลงบัญชีงบประมาณอย่างไร ตราเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายอย่างไร ส่งให้ วุฒิสภาอย่างไร ประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างไร เห็นไหมครับ ฉะนั้นนี่คือเหตุผลว่า ทำไมผมถึงย่อยออกมาเป็น ๙๘ รายการ แต่ท่านประธานครับ ผมใช้เวลา ๓ เดือนกว่าในการ ทำชีทเอกเซล (Sheet Excel) ๔,๗๐๐ กว่าบรรทัด ไม่ใช่ว่าทำเพื่อสนุกสนานหรือว่า เสียเวลาล่ำเวลา ทำเพื่อให้เห็นว่าการกระทบยอดลงตัวมันทำอย่างไร แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลา ท่านประธานครับ รายการที่๑-๙๘ มีอยู่ในเล่มแล้ว ผมได้อธิบายวัตถุประสงค์ เหตุผลในการ ดูงบประมาณแล้ว ผมขอให้ท่านไปอ่านรายละเอียดต่อไป ผมไม่ขอลงรายละเอียด เพื่อประหยัดเวลาของสภา ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเป็น ผู้แปรญัตตินะครับ เชิญท่านรองศาสตราจารย์สุรวาทครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอแปรญัตติเพื่อปรับลดงบประมาณ ของกระทรวงการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมลง ๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ โดยเฉพาะในส่วนของมหาวิทยาลัยในสังกัด ท่านประธานครับ เราทราบดีว่าปีนี้มีการตั้ง งบประมาณเพื่อการศึกษาไว้เพียง ๑๔.๗ เปอร์เซ็นต์ซึ่งน้อยมาก และลดลงมาเรื่อย ๆ จากร้อยละ ๒๐ นับแต่รัฐบาล คสช. เข้าบริหารประเทศ จาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่าย ทั้งประเทศลดลงมาเพียง ๑๔.๗ เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตามแม้ว่างบประมาณจะเหลือน้อย โดยภาพรวมแล้วเราก็ยัง พบว่าการตั้งงบประมาณนั้นมีความเหลื่อมล้ำ ลักลั่น มีการตั้งงบประมาณไว้สูงมาก ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ในขณะที่มีรายได้จำนวนมหาศาลร่วมแสนล้านบาท ในขณะที่ มหาวิทยาลัยที่เป็นมหาวิทยาลัยรากหญ้าที่รับใช้ชุมชนท้องถิ่นทั้งหลายกับคนในระดับ ลูกชาวบ้านได้เรียนนั้นกลับมีการตั้งงบประมาณไว้เพียงน้อยนิดและลดลงเรื่อยมาครับ ท่านประธานครับ เรายังเห็นว่ามหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณน้อยนั้นยังต้องนำเงินรายได้ของ ตัวเองนั้นมาใช้ในการพัฒนาในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ในขณะที่ได้รับงบประมาณแผ่นดินนี้ น้อยนะครับ🔗
ผมขออนุญาตเรียนให้ข้อมูลว่าความจริงแล้วมีมหาวิทยาลัยกลุ่มที่ผมเรียนคือ กลุ่มที่อยู่ในระดับรากหญ้าที่มีท่านผู้มีเกียรติได้กล่าวไป คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชมงคล มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยนราธิวาส รวมทั้งมหาวิทยาลัยรุ่นก่อนนี้ เช่น มหาวิทยาลัยสารคาม หรือมหาวิทยาลัยนเรศวรอะไรพวก นี้เรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการนะครับ ไม่ใช่มหาวิทยาลัย ในกำกับ ข้อเท็จจริงที่พบว่ามหาวิทยาลัยในกำกับจะได้รับงบประมาณจำนวนมหาศาล ในขณะที่รับผู้เรียนในสัดส่วนที่น้อยกว่า ขณะที่มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการรับผู้เรียนมาก แต่ได้รับงบประมาณน้อยลงและน้อยลงเรื่อยไป ท่านประธานครับ มีข้อมูลหนึ่งที่อยากจะ เรียนว่ามีข้าราชการในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในส่วนราชการนี้ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนมาเกือบ ๑๐ ปีที่ เทียบเท่ากับข้าราชการครู ซึ่งเมื่อก่อนหน้านั้นเทียบเท่ากันและเป็นข้าราชการกลุ่มเดียวกันถึง ๘ เปอร์เซ็นต์มาแล้ว ๑๐ ปี มีความพยายามที่จะให้ขึ้น แต่เราก็ยังไม่พบว่ามีการตั้งงบประมาณ ไว้เพื่อสิ่งเหล่านี้นะครับ ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นใหม่ในรอบ ๑๐ กว่าปีที่ผม เรียนนั้นเป็นมหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชมงคล และมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด หลายที่นั้นไม่เคยได้รับงบประมาณในการที่จะยกระดับของ การเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ ในขณะที่ได้รับการเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ แล้วก็ เรื่อยมางบประมาณก็ลดต่ำลงเรื่อย ๆ ท่านประธานครับ การตั้งงบประมาณในปีนี้ผมอยาก เรียนว่าที่ผมต้องตัดลดงบประมาณนั้น เนื่องจากว่าการตั้งงบประมาณนั้นไม่ได้รองรับ หรือตอบสนองการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แล้วก็ไม่ได้ตอบสนองการเรียกร้องของประชาคม ของคณาจารย์และบุคลากรในมหาวิทยาลัย และที่สำคัญอย่างยิ่งคือเรื่องของโควิด (COVID) สถานการณ์โควิด (COVID) ยังมีการตั้งงบประมาณแบบเดิม ๆ อยู่นะครับ🔗
สำหรับส่วนที่ผมจะเสนอให้ตัดที่เห็นว่าสามารถที่จะดำเนินการได้ ที่ผมเรียน ว่ามีมหาวิทยาลัยกลุ่มนำ มหาวิทยาลัยกลุ่มเก่าที่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศนี้ได้รับ งบประมาณเป็นหลักหมื่นนะครับ เป็นหลักหมื่นล้านหรือใกล้หมื่นล้าน เกือบหมื่นล้าน หลายพันล้านนะครับ ในขณะที่มีรายได้ก็เกือบแสนล้านเหมือนกัน เมื่อรวมกันหลายแสนล้าน เลยทีเดียวนะครับก็ยังได้รับงบประมาณจากงบประมาณแผ่นดินนี้ ผมคิดว่ามหาวิทยาลัย น่าจะบริหารจัดการได้ ถ้าเราดูที่สไลด์ (Slide) ทั้งสองจะเห็นว่าสีน้ำเงินนั้นคืองบประมาณ ที่ได้รับซึ่งก็สูงมากเป็นหลักหมื่น สูงสุด ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่มหาวิทยาลัยรากหญ้า ของคนรากหญ้าที่ผมเรียนนั้นได้รับงบประมาณเพียงหลัก ๒๐๐ ล้านบาท ๓๐๐ ล้านบาท ๔๐๐ ล้านบาท ๕๐๐ ล้านบาทนะครับ ก็เรียนว่าถ้าเราจะดูกันจริง ๆ งบประมาณที่ตั้งไว้ ที่ไม่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งเราเรียกร้องว่าควรจะมีค่าใช้จ่ายอะไรต่าง ๆ ในการ เตรียมรูปแบบการเรียนการสอนที่ใหม่ขึ้นไป แต่ก็ไม่ได้มี ก็ยังตั้งงบประมาณแบบเดิม ๆ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็เปิดสาขาเดิม ๆ ในขณะที่ตัวเลขการตกงานก็มากขึ้น และมี ความสัมพันธ์กันว่ามหาวิทยาลัยที่ได้รับงบประมาณมากก็จะตกงานน้อย มหาวิทยาลัย ที่ได้รับงบประมาณน้อย ๆ เรียนด้วยความเคารพว่าก็จะตกงานมาก เนื่องจากว่า มหาวิทยาลัยเหล่านั้นไม่สามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้เกิดหลักสูตรที่สะท้อนหรือสนองความ ต้องการใช้บัณฑิตของสังคมครับ ผมจึงเสนอให้มีการตัดงบประมาณจากมหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณหลัก ๕,๐๐๐ ล้านบาท ขึ้นไปนี้นะครับ ท่านประธานครับ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนในสไลด์ (Slide) ว่า ตัวเลขของการศึกษางบประมาณด้านการศึกษาของประเทศไทยนี้ แท้จริงแล้วมันมี ตัวเลขอื่น งบประมาณอื่นที่มาแฝงอยู่คืองบประมาณในแผ่นงานสุขภาวะที่ดีในเรื่องของการ บริการสุขภาพ ซึ่งตรงนี้มีงบประมาณที่ตั้งโดยตรงนี้อยู่ประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท และตั้งไว้ ในงบประมาณในการผลิตแพทย์ หรือพยาบาล หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพนั้นเกือบจะ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท รวม ๆ แล้วประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เราจะพูด เสมอว่ากระทรวงศึกษาธิการ หรืออุดมศึกษา หรืองบประมาณด้านการศึกษานี้เราตั้งไว้มาก แต่แท้ที่จริงแล้วมีงบประมาณด้านสุขภาวะที่ดี หรือการบริการสุขภาพทั้งตรงและอ้อมร่วม ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่งบประมาณด้านนี้ของประเทศนี้มีอยู่ที่ ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไปตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ผมเลยกราบเรียนว่าเราควรจะตัด ตรงนี้เพื่อไปตั้งที่อื่น แล้วมาเพิ่มงบประมาณให้กับการศึกษาก็จะทำให้การศึกษาของ ประเทศนี้เปลี่ยนไปได้ แล้วก็ดูแลมหาวิทยาลัยได้เท่าเทียมกันและเสมอภาคครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ผู้แปรญัตติที่สงวนไว้อีกท่านนะครับ ท่านหมอประสงค์ครับ เชิญท่านนายแพทย์ประสงค์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จากจังหวัดนครพนมครับ กระผมมีเรื่องของขอตัดงบประมาณของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัย ที่กระทรวงได้ดูแลอยู่ มหาวิทยาลัยที่ว่านี้คือมหาวิทยาลัยนครพนมซึ่งอยู่ในจังหวัดของ กระผมเองนะครับท่านประธาน ท่านประธานครับ งบประมาณในเรื่องของแผนพื้นฐาน ด้านการพัฒนาและส่งเสริมสวัสดิภาพทรัพยากรของมนุษย์ ๑๑,๐๖๑,๔๐๐ บาท แผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างคนมีสุขภาพที่ดี ๖๔๑,๐๐๐ บาท และแผนยุทธศาสตร์สร้างความ เสมอภาคทางการศึกษา ๑,๖๕๓,๘๐๐ บาท ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยนครพนม ในการใช้งบประมาณที่ผ่านมากราบเรียนท่านกรรมาธิการว่ามีความผิดพลาดถึงได้มีปัญหา อย่างมากมาย ความผิดพลาดนั้นคืออะไร กระผมยกตัวอย่างว่าวิทยาลัยการบินนครพนม ได้รับงบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๖๑ เป็นเงิน ๑๕๐ ล้านบาท แต่คณะได้ใช้ใน วิทยาลัยการบินแค่ ๑๐๒ ล้านบาท เงินหายไป ๕๐ ล้านบาทครับ ทำให้วิทยาลัยเกิดการขาด สภาพคล่องไปเลย ทำไมหายไป ก็เพราะระเบียบมหาวิทยาลัยว่าทางฝ่ายบริหารของ มหาวิทยาลัยนั้นสั่งให้เอาเงิน หรือยืมเงิน หรือเปลี่ยนเงินไปใช้ในสำนักงานอธิการบดีได้ ก็ทำ ให้มหาวิทยาลัยนี้ขาดสภาพคล่องนะครับ ซึ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องของ การผิดกฎหมายในการใช้งบประมาณ ผมจึงกราบเรียนท่านกรรมาธิการว่าก่อนที่จะ ดำเนินการงบประมาณต่อไปนั้นก็ขอให้พิจารณาเรื่องนี้ด้วย การที่ใช้งบประมาณที่ผิดพลาด ไปนี้ทำให้เกิดอะไรขึ้นครับ ปัจจุบันพนักงานเจ้าหน้าที่วิทยาลัยการบินไม่ได้รับเงินเดือนมา ๔-๕ เดือนแล้วนะครับ เดือดร้อนมาก แล้วก็มีความพยายามที่จะโยนความผิดไปที่คณะ การบินนี้เพื่อจะให้มีการปิดวิทยาลัยการบิน ซึ่งก็ปิดไปแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมาที่เกิด การฉ้อฉลในมหาวิทยาลัยที่ทำให้เกิดปัญหามากมายนี้ก็ทำให้ผู้ผิดกลายเป็นผู้ถูก เรื่องเงียบ ไปได้ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า ข้อที่ ๑ เงินที่ตั้งงบประมาณมานี้มีส่วนใดบ้างที่ได้ไป ทดแทนของวิทยาลัยการบินเขา เพราะว่าที่ผ่านมานั้นผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่ได้ขอ งบประมาณให้วิทยาลัยการบินนั้นเป็นเวลาถึง ๓ ปีครับ ไม่ได้ขอครับ ว่าลืมไป เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จึงกราบเรียนว่าจะเป็นการตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ จึงกราบเรียน ท่านกรรมาธิการว่าได้จัดสรรเงินงบประมาณไปทดแทนหรือไม่ และเพียงใด เหตุผลที่ว่าถ้าไม่ได้จัดสรรไป วิทยาลัยการบินก็จะต้องล้มเป็นแน่แท้ ก็ส่งความเดือดร้อนกับ ครูบาอาจารย์ที่รับราชการอยู่ ทั้งได้ทุนไปเรียนที่อื่นและมาเป็นครูบาอาจารย์สอนที่นี่ก็ไม่ได้ รับความเป็นธรรม ได้รับความเดือดร้อนอย่างมากท่านประธานที่เคารพ🔗
ประการที่ ๒ ยุบวิทยาลัยการบิน ที่อื่นต้องการครับ ไม่ว่าเป็นองค์กรของ เอกชน ไม่ว่าองค์กรของมหาชน หรือวิทยาลัยอื่น ๆ ที่ต้องการคณะนี้ทั้งนั้น เพราะขณะนี้ ในภาคข้างหน้านั้นก็ปรากฏว่าเรื่องการบินเป็นสิ่งสำคัญ หลังโควิด (COVID) จบหรือชะลอลง เรื่องของการบิน เรื่องของนักบินมีความสำคัญมากครับท่านประธานที่เคารพ ฉะนั้นเรื่องนี้ จึงได้กราบเรียนท่านประธานเป็นคำถามว่าท่านจัดสรรเงินให้เขาหรือไม่ ๒. ท่านจะปล่อยให้ คณะการบินของมหาวิทยาลัยแห่งนี้จบสิ้นไปหรืออย่างไร จึงเรียนถามไปยังกรรมาธิการ เพื่อให้ตอบความข้องใจของพี่น้องประชาชน ราษฎรที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยนี้มา แล้วก็ที่เรียน มหาวิทยาลัยนี้ กราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ ขอขอบพระคุณ อย่างสูงครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญ กรรมาธิการที่รับผิดชอบชี้แจงได้ชี้แจงนะครับ เชิญครับ กรรมาธิการมีใครจะชี้แจงไหมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ไม่มีครับ🔗
กรรมาธิการยืนยันแก้ตามกรรมาธิการนะครับ ดังนั้นต้องถามมตินะครับ เพราะว่ามาตรานี้ มีการแก้ไขจากร่างเดิม ต้องถามมติจากที่ประชุมครับ ต้องตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ โดยการแสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม สุรวาทครับ ยังติดใจอยู่ครับ ยังยืนยันกับคำแปรญัตติครับ🔗
ครับ เข้าใจแล้วครับ กำลังจะถามครับ เชิญท่านสมาชิกเข้ามาแสดงตนก่อนนะครับ ท่านสมาชิก ที่อยู่นอกห้องเข้ามาในห้องประชุมนะครับมาแสดงตนครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๘ ก่อนจะ ลงมติท่านต้องแสดงตนก่อนนะครับ เชิญท่านสมาชิกเสียบบัตรกดปุ่มแสดงตนนะครับ เชิญครับ แสดงตนได้ครับ🔗
ท่านสมาชิกที่เข้ามาเชิญแสดงตนเลยนะครับ แสดงตนครบทุกท่านแล้วนะครับ ปิดการ แสดงตนครับ มีท่านสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๐๗ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปผม จะถามมตินะครับ เพราะว่ามาตรานี้กรรมาธิการได้แก้ไขจากร่างเดิม ดังนั้นท่านสมาชิก ท่านใดเห็นควรให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าไม่ต้องแก้ไข ให้คงไว้ตามร่างเดิม โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย งดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ให้ด้วย นะครับ เชิญกดปุ่มลงคะแนนครับ🔗
ลงคะแนน ครบทุกท่านหรือยังครับ ถ้าครบแล้วก็ปิดการลงคะแนนนะครับ มีท่านสมาชิกเห็นด้วย ๓๐๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗
ดังนั้น มติของที่ประชุมเห็นว่าร่างมาตรานี้ต้องแก้ไข ดังนั้นจะแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ หรือผู้สงวน จะถามมติอีกครั้งครับ แต่ก่อนลงมติขอให้ท่านแสดงตนก่อนครับ ใช้สิทธิได้ครับ กดปุ่มแสดงตนครับ🔗
ปิดการ แสดงตนนะครับ มีท่านสมาชิกอยู่ในห้องที่แสดงตน ๒๙๓ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ผมจะถาม มติว่าท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่แก้ไขมา โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดเห็นต่างจากกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่แก้ไข คือเห็นด้วยกับ ผู้สงวน โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย งดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ด้วยนะครับ เชิญลง มติครับ🔗
ปิดการ ลงคะแนนนะครับ ผลการลงมติ มีท่านสมาชิกเห็นด้วย ๒๓๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗๑ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน🔗
ดังนั้น มติของที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่แก้ไขมานะครับ ต่อไป มาตรา ๑๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ เชิญท่านเลขาครับ🔗
มาตรา ๑๔ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ และหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
ขอเชิญกรรมาธิการที่สงวนความเห็นครับ เชิญท่านเรืองไกรครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็น มาตรา ๑๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยอดรวมที่ปรับลดไป ก็ปรากฏอยู่แล้วนะครับในเล่ม ๓ (๑) ยอดรวมทั้งหมดที่กรรมาธิการปรับลดไป ๒๐๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่ในส่วนที่ผมปรับลดลงนั้นก็ลงรายละเอียดแต่ละรายการ พูดง่าย ๆ ก็คือแต่ละประเภทแยกประเภท ผมลงศัพท์เลดเจอร์ (Ledger) ลงทะเบียนรายตัวหมด ทีนี้ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิกให้เห็นว่าการที่เราไม่ลงรายการรายละเอียด เวลาปรับลดมันจะมีปัญหาอย่างไร ผมยกตัวอย่างที่ผมเสนอปรับลดนะครับ หน้า ๑๑๔ กรมพัฒนาที่ดิน (๑) แผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ตัวครุภัณฑ์ ยานพาหนะลงตัว แต่รายการค่าก่อสร้างแหล่งน้ำ รวมทั้งสิ้น ๓๘,๐๐๐ หน่วย ๗๐๓ ล้านบาท หน่วยละ ๑๘,๕๐๐ เปอร์เซ็นต์ง่าย จะ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ง่าย แต่ท่านประธานดูรายการอีกอันหนึ่งต่อมาครับ ค่าก่อสร้างอื่น ๆ ที่มีราคา ต่อหน่วยต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท รวม ๓๘๕ รายการ (๒๔๘,๒๖๗,๙๕๐ หน่วย) ตั้งมา ๖๔๔,๙๑๓,๗๐๐ บาท ท่านประธานครับ ผมหารให้ดู ทศนิยม ๔ ตำแหน่ง ตกหน่วยละ ๒ บาทนะครับ ๒.๕๙๗๖ หรือประมาณ ๒ บาท ๖๐ สตางค์ แล้วแต่ละหน่วยอย่างนี้ถ้าเพื่อน สมาชิกที่ประชุมบอกตัด ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ ตัดอย่างไร เห็นหรือยังครับ ท่านดู รายการ (๒) นะครับ ค่าก่อสร้างอื่น ๆ ที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า ๑๐ ล้าน ๒๑ รายการ รวม ๑๘,๙๑๘ หน่วย ผมเป็นนักตรวจสอบ นักอะนาไลซ์ เวอริฟาย (Analyze Verify) ตัวเลขบัญชี ผมหาคอสต์ (Cost) ยูนิตคอสต์ (Unit Cost) ๑๑๗,๒๔๐,๐๐๐ หารด้วย ๑๘,๙๑๘ ตกหน่วยละ ๖,๑๙๗.๒๗๒๔ บาท ไม่รู้ราคาคิดกันอย่างไร อย่างนี้ครับ บังเอิญปีนี้ ผมไม่ได้ลงอนุกรรมาธิการ ผมอยู่ห้องใหญ่ แต่ผมก็นั่งอ่าน รายการอีก ๒ ตัวอย่างนะครับ ท่านประธาน เพื่อไม่ให้เสียเวลา ทำไมผมปรับลด ค่าก่อสร้างอื่น ๆ ที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท ๑ รายการ ๑ รายการมี ๑,๖๖๖ หน่วยเราก็หายูนิตคอสต์ (Unit Cost) ได้ทั้งหมด ๕ ล้านบาท หารด้วย ๑,๖๖๖ เลข ๐ หาร ๖ อย่างไรก็ไม่ลงตัวครับ ผมจบบัญชี เรียนวิศวะแค่ปีเดียวด้วยปัญหาสุขภาพ หารออกมา ๓,๐๐๑.๒๐๐๔ บาท นี่ผมให้ทศนิยม ๔ ตำแหน่ง🔗
รายการสุดท้ายครับท่านประธาน (๓) แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างพลัง ทางสังคม ค่าก่อสร้างอื่น ๆ ที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท รวม ๑๔ รายการ (รวม ๗,๖๓๖ หน่วย ๘๑,๔๔๐,๒๐๐ บาท) หายูนิตคอสต์ (Unit Cost) หรือราคาต่อหน่วยได้ ๔,๔๐๕.๙๗๑๗ บาท นี่คือประเด็น ประเด็นที่อยากจะกราบเรียนว่าทำไมเราดูเอกสาร การเงิน จะใช้เงินแผ่นดินทุกบาททุกสลึง ที่ผมเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิกว่าเงินแผ่นดิน ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ หมายถึงว่าเวลาเราตรวจสอบสตางค์หนึ่งก็ผิดไม่ได้ นี่คือเหตุผลว่า ผมยกตัวอย่างเพื่อให้พวกท่านดูว่าทำไมผมต้องนั่งดูรายละเอียด ดูรายการ แล้วก็ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการทำงานของเพื่อนสมาชิกครั้งต่อไปจะได้เป็นประโยชน์ สำหรับ ข้อสังเกตของผมก็สุดแล้วแต่ดุลพินิจของท่านแต่ละคน ผมมีเรื่องสงวนความเห็นที่อธิบาย เหตุผลเท่านี้ครับ ท่านประธานครับ🔗
เชิญท่าน กรรมาธิการพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ รองประธานกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ เกษตรถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของ ประเทศไทย แต่ว่ามันมีเรื่องบางเรื่องที่ผมอยากจะขออนุญาตใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอเพื่อ จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยขอเริ่มจากการปรับลดงบของกระทรวงลง ๕ เปอร์เซ็นต์ เรื่องที่ว่านี้ก็คือเรื่องน้ำ เรื่องน้ำถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ อาจจะที่สุดก็ได้ นะครับในเรื่องของการเกษตร เพราะถ้าไม่มีน้ำก็ไม่มีผลผลิต แต่ทุกวันนี้ประเทศไทยของเรา ผมรู้สึกว่ามาผิดทางครับ เราไปมุ่งเรื่องของน้ำท่า จริง ๆ แล้วแต่ละปีมีฝนตกในประเทศไทย ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๑,๔๐๐ มิลลิเมตร แต่ว่ากระจายครับ บางพื้นที่ก็ถึง ๒,๐๐๐ เช่นแถวจังหวัด อุบลราชธานี แต่ว่าบางพื้นที่เช่นแถวโคราชก็แค่เพียง ๘๐๐ หรือ ๙๐๐ มิลลิเมตร ต่อปี เราไปทุ่มเงินให้กับน้ำท่า ไปสร้างอ่างเก็บน้ำ สร้างเขื่อนใหญ่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์งบกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ไปอยู่กับเรื่องของชลประทาน แต่ปรากฏ ว่างานของชลประทานกลับให้บริการกับพี่น้องชาวเกษตรกรได้ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ได้ประมาณ ๓๔,๐๐๐ ล้านไร่ โดยแยกเป็นส่วนของกรมเองประมาณ ๒๕,๐๐๐ ล้านไร่ แล้วก็ที่ถ่ายโอนให้กับท้องถิ่นอีกประมาณ ๘,๙๐๐ ล้านไร่ พูดง่าย ๆ ก็คือว่ายังมีพี่น้อง เกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทานอีกไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ กว่าล้านไร่ ซึ่งต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศ เป็นหลัก เราทุ่มเงินจำนวนมากให้กับเรื่องของการก่อสร้างแหล่งน้ำใหญ่ ๆ แต่เรากลับละเลย การที่จะไปหาน้ำที่เก็บอยู่ใต้ดิน นั่นก็คือน้ำบาดาล จริง ๆ แล้วเราได้รับน้ำจาก กรมชลประทานปีหนึ่งประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร บางปีแน่นอนก็จะมีปัญหาว่า น้ำไม่พอ ต้องขอร้องให้พี่น้องเกษตรกรต้องระงับการเพาะปลูก โดยเฉพาะในยามหน้าแล้ง ข้าวนาปรัง เป็นต้น แต่ปรากฏว่าน้ำที่อยู่ใต้ดินที่เป็นน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้แจ้งต่อกรรมาธิการว่ามีถึง ๑.๑ ล้านล้านลูกบาศก์เมตร คือเป็นสมบัติที่เราเก็บฝังดินไว้ แล้วก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์โดยใช่เหตุ ผมอยากจะเสนอให้เราตัดงบในส่วนของการก่อสร้าง แหล่งน้ำท่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ลง หันไปใช้น้ำบาดาล ส่งเสริมให้ประชาชนในที่ห่างไกล ได้มีการขุดเจาะน้ำบาดาล ซึ่งเราก็มีหน่วยงานหลักอยู่แล้วก็คือกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่จะ ทำเรื่องนี้ได้ มีเอกซ์เปอร์ตี (Expertise) มีความรู้ มีคนเก่ง ๆ ทางด้านนั้นเยอะ แต่ประเด็น ก็คือเรื่องของการที่ว่าเขาไม่ได้รับการสนับสนุนเพราะระบบเราเรื่องน้ำกระจายอยู่ใน หลายหน่วยงานด้วยกัน ทั้งที่สำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม และยังมีเรื่องน้ำที่กระทรวงมหาดไทยในส่วนของประปาอีก เพราะฉะนั้นถ้าหาก เราไปมุ่งเรื่องน้ำบาดาลให้มากขึ้น อย่างน้อยน้ำบาดาลนะครับทุกหมู่บ้านในประเทศไทยก็จะ ใช้เพื่อการบริโภคได้ เพราะน้ำบาดาลเป็นน้ำที่สะอาด ในยุโรปเขาใช้น้ำบาดาลกันนะครับ เขาไม่ใช้น้ำท่ากัน เพราะน้ำท่านี่มันต้องเอามาใส่สารเคมีเพื่อจะทำให้สะอาด ซึ่งอาจจะมีภัย ต่อสุขภาพได้ เพราะฉะนั้นน้ำบาดาลนอกจากเรื่องของบริโภคที่ว่านี้แล้ว เรื่องเกษตร ก็สามารถใช้ได้ อย่างที่ผมเรียนว่าเรามีถึง ๑.๑ ล้านล้านลูกบาศก์เมตรที่ฝังอยู่ใต้ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับความลึก ๑๐๐ เมตร มันจะไม่มีผลต่อเรื่องของแผ่นดินทรุด หรอกครับ ยกเว้นแต่บางพื้นที่ เช่น ในเขตกรุงเทพมหานครที่มีอาคารสูงที่อาจจะต้อง ระมัดระวังก็เฉพาะที่เฉพาะทาง แต่โดยทั่วไปแล้วจังหวัดทุกจังหวัดในภาคกลางมีน้ำบาดาลอยู่เหลือเฟือครับ ตามที่กรมน้ำ บาดาลได้แสดงให้ผมเห็นแผนที่น้ำบาดาลที่ผมได้รับนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ก็เลยอยากจะขออนุญาตนำไปสู่การตัดลดงบเกี่ยวกับเรื่องของการก่อสร้างเขื่อน ก่อสร้าง แหล่งน้ำขนาดใหญ่หรืออ่างเก็บน้ำ หันมาใช้น้ำบาดาลให้มากขึ้นนะครับ เพื่อที่พี่น้อง เกษตรกรจะได้มีการใช้น้ำอย่างบริบูรณ์ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
เชิญ ท่านกรรมาธิการปกรณ์วุฒิ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ผมสงวนความเห็นในการตัดลดงบประมาณของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในส่วนของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ท่านประธานครับ ปีนี้ในห้องกรรมาธิการผมจะจับตาดูงบที่เกี่ยวกับการก่อสร้างเป็นพิเศษ เพราะงบก่อสร้าง มักจะเป็นงบที่ผูกพันใหม่ ซึ่งมักจะตั้งงบมาในจำนวนที่ไม่สูงมาก แต่ว่าผูกพันงบประมาณ ไปอีกหลายปี ซึ่งหลายโครงการหากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนก็ยังไม่ควรใช้งบประมาณ ดังกล่าวในช่วงที่ประเทศประสบกับวิกฤติเช่นนี้ครับ เมื่อผมดูในรายการของกรมฝนหลวง และการบินเกษตร ในผลผลิตด้านการสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงและบริการ ด้านการบินก็พบว่ามีรายการงานก่อสร้างอยู่ ๓ รายการครับ คือสำนักงานศูนย์ปฏิบัติการ ฝนหลวงภาคเหนือที่จังหวัดตาก และภาคใต้ตอนบนที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งก็โอเค (OK) ครับ อย่างน้อยก็ยังเป็นภารกิจตรง ทั้ง ๒ โครงการนี้ตั้งงบปีนี้มารวมกัน ๖๐ ล้านบาท ผูกพัน งบประมาณ ๓ ปี ซึ่งงบประมาณรวมของ ๒ โครงการนี้จะเป็น ๒๕๐ ล้านบาทครับ แต่รายการที่ ๓ เป็นโครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง ปีนี้ตั้งงบประมาณมา ๙๐ ล้านบาท ผูกพัน ๓ ปี รวมงบประมาณ ๔๕๓ ล้านบาทบาท🔗
ประการแรกครับ พิพิธภัณฑ์นี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับผลผลิตการสนับสนุน การปฏิบัติฝนหลวงและบริการด้านการบิน🔗
ประการต่อไปครับ สร้างพิพิธภัณฑ์ตอนนี้สร้างมาให้ใครดูครับ เด็กนักเรียน ยังต้องเรียนออนไลน์ (Online) อยู่ที่บ้านอยู่ครับ แล้วถ้าเรามาดูงบประมาณ งบประมาณ โครงการนี้รวม ๓ ปี ๔๕๓ ล้านบาท โครงการที่ไม่เกี่ยวกับผลผลิตของกรมงบประมาณ สูงกว่าโครงการที่เป็นภารกิจหลัก คือสำนักงานปฏิบัติการ ๒ แห่งรวมกันถึง ๑.๘ เท่า พันธกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรที่ปรากฏอยู่ในหนังสืองบประมาณมีอยู่ ๓ ข้อ คือบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศให้เกิดฝนในปริมาณและการกระจายที่เหมาะสม วิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศและบริหาร จัดการด้านการบินในภารกิจการทำฝน อยู่ในพันธกิจข้อไหนครับ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แล้วเมื่อ สร้างมาแล้วแน่นอนครับ เรื่ององค์ความรู้ถ้าเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับฝนหลวง องค์ความรู้ทาง กรมเขาก็คงมีความเชี่ยวชาญแน่นอน แต่การบริหารจัดการจะทำได้อย่างไรครับ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรบุคลากรในกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะเข้าใจ เรื่องการบริหารจัดการบำรุงรักษาพิพิธภัณฑ์แค่ไหน และในอนาคตเราต้องใช้งบประมาณ ไปจ้างเหมาบริการเพื่อให้มาบริหารจัดการในการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้หรือไม่ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลได้อภิปรายในหลายกระทรวงนะครับ ในเรื่องปัญหาของการตั้งงบที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงาน ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นเราไปดูหน่วยงานทั้งหมดในกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์เราจะเห็นว่ามีหน่วยงานที่ชื่อว่าสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็น องค์การมหาชนครับ องค์การมหาชนแห่งนี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้ดูแลบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะ และปัจจุบันดูแลบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์อยู่แค่แห่งเดียว ที่ตั้งอยู่ที่จังหวัด ปทุมธานีครับ เราตั้งหน่วยงานระดับองค์การมหาชนเพื่อดูแลพิพิธภัณฑ์เพียงแห่งเดียว แต่เรากลับให้งบประมาณไปให้กรมสร้างพิพิธภัณฑ์โดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภารกิจของตนเอง เลย ทำไมเราถึงไม่ให้ภารกิจแบบนี้ไปรวมอยู่ในหน่วยงานที่บริหารจัดการเรื่องนี้โดยตรงครับ และอีกปัญหาที่ผมก็ต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกครับว่างบประมาณทุกรายการที่ขอมา ผู้ที่ใช้ งบประมาณคือข้าราชการครับ แต่พอมีโครงการที่ตั้งชื่อโครงการมาแบบนี้กลับไม่มีการ ตรวจสอบ ไม่มีตัดลดงบประมาณใด ๆ ผมอยากให้ลองนึกภาพครับว่าถ้ากรมฝนหลวงและ การบินเกษตรของบประมาณมาในชื่อพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์การจัดการน้ำในบรรยากาศ เพื่อสร้างฝนเทียม ผมก็อยู่ในห้องงบประมาณ ที่ท่านอธิบดีคงโดนด่าจนหาทางกลับบ้าน ไม่เจอครับ ผมอยากขอให้สภาแห่งนี้ และกรรมาธิการงบประมาณในปีถัด ๆ ไปกรุณาใช้ มาตรฐานเดียวกันกับทุก ๆ โครงการครับ เพราะทุกรายการทุกบาททุกสตางค์ก็ใช้ภาษีจาก เงินของประชาชนเหมือนกันทั้งสิ้นครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
มีกรรมาธิการที่สงวนไว้อีกท่านนะครับ ท่านอุบลศักดิ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ผมได้ขอสงวน คำแปรญัตติไว้ ตัดลด ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลว่าการบริหารจัดการน้ำล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้น้ำคือชีวิตของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ทั้งโลก น้ำมาจาก ๔ ส่วนด้วยกัน น้ำบนฟ้า น้ำบนดิน น้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาล ท่านประธานครับ วันนี้กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นระบบ ทำให้พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีภัยแล้งพี่น้อง ก็อดน้ำ แม้แต่ประปาพี่น้องประชาชนในจังหวัดลพบุรีก็ไม่ได้บริโภคน้ำประมาณ ๓-๔ วัน คลองแห้งหมด ก็ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาได้ ท่านประธานครับท่านทราบไหมครับว่าน้ำนั้น น้ำบนดินที่พี่น้องประชาชนหรือท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เห็นอยู่นั้นทั้งประเทศมีประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบไหมครับว่า น้ำใต้ดินมีอยู่ประมาณ ๑.๑๑ ล้านล้านลูกบาศก์เมตร จะเห็นว่าน้ำใต้ดินนั้นมีปริมาณ มากกว่าน้ำบนดิน ในขณะที่มีภัยแล้ง เมื่อน้ำมาก ฝนตกมาก มีน้ำตกมาจากบนฟ้า ในขณะเดียวกันนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฐานะรับผิดชอบชลประทาน ไม่สามารถจะ เก็บน้ำไว้ใช้ ไม่สามารถจะหาภาชนะเก็บน้ำไว้เมื่อยามแล้ง หนอง คลอง บึง ปล่อยให้แห้ง เขื่อนต่าง ๆ ฝายต่าง ๆ แตกร้าว ไม่สามารถจะจัดงบประมาณมาดำเนินการเยียวยาให้กับ พี่น้องประชาชนได้ ท่านประธานที่เคารพครับ จากที่ดูงบประมาณดังกล่าวมหาศาลท่าน ประธานทราบไหมครับว่า ๑๔ จังหวัดภาคใต้ ฝนแปดแดดสี่ แต่มีงบประมาณไปอย่าง มหาศาล พี่น้องภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางมีงบประมาณเพียงเล็กน้อย ไม่ทราบว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอาสมองตรงไหนมาคิด มีสติปัญญาหรือไม่ หรือว่าจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์นั้นเป็นประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ อีก ๒ จังหวัดจะได้อภิปราย ในอนาคต อภิปรายไม่ไว้วางใจ ในขณะเดียวกันวันนี้เหตุผลที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ ก็เพื่อ ตัดลด ๒๓ เปอร์เซ็นต์นั้น ก็อยากจะชี้ให้เห็นว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรจะมีสมอง มีการทำงานโดยการรอบคอบ ไม่ใช่ว่าเอางบประมาณไปผูกพันแต่พรรคพวกและเพื่อนฝูง ของตัวเอง ดังนั้นจะเห็นได้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว ผมได้เคยนำเสนอว่า หลายพื้นที่ ไม่ว่าโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ป่าสัก หรือโครงการผันน้ำโขง กก อิง น่าน เจ้าพระยา ป่าสัก แม่กลอง ท่าจีน โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางนั้น เมื่อน้ำแล้ง ก็แล้งสะใจ และแล้งพี่น้องอดตาย ยามน้ำมากก็ไม่สามารถจะเก็บหรือหาภาชนะเก็บได้ ดังนั้นท่านประธานที่เคารพครับ เหตุที่ผมจำเป็นต้องตัดนั้นเพื่อสอนให้กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ได้กลับไปทบทวนไปคิดใหม่ทำใหม่ ดังนั้นผมจะไม่ใช้เวลามาก เพราะเราก็ได้พูดจาในคณะกรรมาธิการมาพอสมควรแล้ว แต่วันนี้ ต้องการสะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไร้ประสิทธิภาพ ไร้วุฒิภาวะ ไร้การ ทำงานอย่างมีระบบ และมีองค์ความรู้ จึงขออนุญาตตัด ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
กรรมาธิการอีกท่านนะครับ ท่านพันตำรวจเอก ทวีเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมมีประเด็นที่ขอตัดลดงบประมาณประมาณ ๑๗๔ ล้านบาท เหตุที่ตัดเนื่องจากเรามี ประเด็นว่าในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกระทรวงที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่อง ที่ดินกับเรื่องน้ำที่ถือว่าสำคัญที่สุด ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาดูแลก็คือที่ดิน ส.ป.ก. เป็นปัญหาร้างรามานานมากที่ไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องจากว่ามีที่ดินที่ไปประกาศทับอำเภอ ทั้งอำเภอ ปัจจุบันอยู่ ๑๒๒ อำเภอที่ประกาศทับทั้งอำเภอ ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบก็เรียกร้อง อยากจะให้มีการแก้ไขทุกปี ใน ๓ ปีที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มารับปากว่าปีนี้ จะทำ ปีนี้จะทำ จนมาถึงวันนี้ก็ไม่ทำ อย่างนี้จะทำให้เห็นว่าเวลาเป็นเรื่องของคนจน เป็นเรื่องของชาวบ้าน ไม่ใช่เรื่องของผู้มีอำนาจ ปัญหาถือว่าไม่ใช่ปัญหาของตัวเอง อ้างว่า งบประมาณไม่มี อ้างว่าไม่พร้อม ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้านไม่พร้อม ปัญหาอยู่ที่กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ยังไม่ใส่ใจในประเด็นนี้ ผมจึงเห็นว่านี่คือปัญหาของประชาชน อย่างแท้จริง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ควรจะไปดูว่าใน ๑๒๒ อำเภอนี้มันเป็นไปได้ อย่างไร ประกาศชัดเป็นที่ ส.ป.ก. ทั้งอำเภอ ซึ่งมีบางส่วนก็ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ผมจึง อยากจะฝากในประเด็นตรงนี้ไว้🔗
อีกประการหนึ่ง ก็คือพบว่าหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ ๓ กรม คือกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และกรมบัญชีสหกรณ์จะมีค่าใช้จ่ายเป็นค่า บุคลากรค่อนข้างสูงมาก คือในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมีค่าใช้จ่ายบุคลากรประมาณ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ใน ๓ หน่วยนี้จะมีค่าใช้จ่ายบุคลากรถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มี ค่าจ้างเหมาจำนวนมาก ผมคิดว่ากรณีดังกล่าวควรจะไปทำการแก้ไขครับ เพราะว่าหน่วยงาน ก็มีนักวิชาการเยอะแล้ว ไม่ควรที่จะไปจ้างคนภายนอกมาทำงาน จนให้คนภายนอกทำงาน มากกว่าคนในองค์กร ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลในการตัดลดงบประมาณครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปเป็น ผู้แปรญัตติที่ขอสงวนไว้ เชิญท่านแรก ท่านเกียรติ สิทธีอมร แล้วก็ท่านอนุรักษ์นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมได้ สงวนคำแปรญัตติไว้เพื่อปรับลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ เหตุผลที่ทำเช่นนั้นก็คือผมเฝ้าดู นะครับว่าจากที่ผมพูดในวาระที่ ๑ ไป จะดูว่ากรรมาธิการไปปรับปรุงในประเด็นที่เป็น สาระสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรและกระทบต่อชีวิตของเกษตรกรอย่างยิ่งในประเทศไทย หรือไม่นะครับ พอผมได้มีโอกาสเข้าไปดู ก็ต้องยอมรับว่าต้องขอคำชี้แจงเพิ่มเติมจาก กรรมาธิการนะครับ ผมตั้งคำถามไปที่กรรมาธิการ เพราะท่านเป็นคนพิจารณาปรับปรุงจาก วาระที่ ๑ โดยที่ท่านควรจะนำสาระที่ผมได้พูดอภิปรายไว้ในวาระที่ ๑ ไปดูสิว่าท่านสามารถ จะปรับปรุงอะไรได้บ้าง แต่ผมพบว่าท่านไม่ได้ปรับปรุง ผมก็เลยต้องตั้งคำถามไปที่ กรรมาธิการนะครับ อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนะครับ กรรมาธิการล้วน ๆ ผมพูด ในประเด็นที่ว่าการวิจัยเมล็ดพันธุ์นั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง แล้วผมก็พยายามจะรอคอยดูว่า ท่านจะไปจัดสรรในแง่ของงบการวิจัยเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์อย่างไรบ้าง ผมพลิกดูเอกสาร ทั้งหมดก่อนที่จะลงรายละเอียด ท่านประธานครับ เราเพาะปลูก ๖๐ ล้านไร่เป็นนาปี ๑๐ ล้านไร่นาปรัง ใช้เมล็ดพันธุ์ทั้งหมด ๑.๔ ล้านตันต่อปี ก็ต้องถามว่าใครทำบ้าง ใครเป็นคนผลิตเมล็ดพันธุ์บ้าง พอไปดูในรายละเอียดของงบประมาณที่ผ่านการพิจารณาของ กรรมาธิการมาแล้ว เราพบว่าโครงการของกรมการข้าวซึ่งมีเป้าหมายการผลิต ๘๗,๐๐๐ ตัน เท่านั้น มี ๑๐๒ ล้านบาท โครงการของศูนย์ข้าวชุมชนซึ่งผลิตได้ ๑๑,๒๐๐ ตัน มี ๑๐๔ ล้านบาท เท่านั้นเองนะครับ ผู้ประกอบการเองผลิต ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ส่วนจัดเก็บเองก็อยู่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ตัน งบอื่น ๆ ผมไปหาดู งบวิจัยมันอยู่ตรงไหนบ้าง ที่อาจจะเข้าข่ายคือ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีเรื่ององค์ความรู้ นวัตกรรมที่ท่านใส่ไว้ก็ประมาณ ๒๐๔ ล้านบาท แต่ ท่านเขียนไว้ว่ารวมทั้งพันธุ์พืช แมลง จุลินทรีย์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ อันนี้ผมก็ไม่ทราบหรอ กว่ามันจะเป็นการวิจัยเมล็ดพันธุ์พืชหรือไม่🔗
หน้าต่อไปเลยนะครับ ผมอ่านรายงานของกรรมาธิการนะครับ ผมอ่าน ทุกถ้อยคำ ท่านเขียนไว้มีความหมายมากนะครับ ผมอ่านครับ ท่านก็พูดเองว่างบวิจัย ไม่เพียงพอ พอท่านบอกว่างบวิจัยไม่เพียงพอ ผมก็พยายามไปดูว่าท่านไปใส่อะไรไว้ ในข้อสังเกตท่านหรือไม่ ก็ต้องเรียนนะครับว่าผมยังไม่เห็นในส่วนที่ควรจะเป็น ที่เป็นอนาคต ของเกษตรกรไทยของประเทศไทยในหลายส่วน ในรายงานของท่านก็ระบุนะครับ หน่วยงาน ที่มีการผลักดันต่อยอดพันธุ์ข้าวและการของบประมาณเกี่ยวกับลานตากข้าวทุกปี แต่ถูกตัด งบประมาณในส่วนนี้ทุกปี ท่านทำอะไรบ้างครับ ท่านเป็นกรรมาธิการท่านเอาใจใส่เรื่องนี้ มากน้อยแค่ไหน ขอทราบหน่อยนะครับ ถูกตัดลดงบประมาณในส่วนของงานวิจัยทุกปี อันนี้ รายงานของท่านเองนะครับ งบประมาณที่ได้รับในการทำวิจัยจำนวน ๑๐๐ ล้านบาท เป็นจำนวนที่น้อยมาก ท่านก็ยอมรับ ทีนี้พอท่านเขียนตรงนั้น พอผมอ่านมาถึงตรงนี้ผมเริ่ม ตื่นเต้นนะครับ จะดูว่าในข้อสังเกตของท่านหรือคำแนะนำของท่านมีอะไรหรือไม่ ก็ไปดูครับ แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ผมก็ต้องตั้งคำถามท่านอีกนิดหนึ่งว่า จริง ๆ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์มียุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ท่านเอามาประกอบการพิจารณาหรือเปล่า ยุทธศาสตร์นี้ ครอบคลุม พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙ เป็นแม่บทเลยครับ เป็นแม่บทของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์เลยครับ คำถามมันมีอยู่ว่าเราจัดงบประมาณตรงกับยุทธศาสตร์หรือไม่ ผมลองดู ในสไลด์ (Slide) นี้นะครับ🔗
ยุทธศาสตร์เขียนไว้ชัดเจนเลย นะครับว่าเรามีโครงการ เรามีเป้าหมายของการพัฒนา เป็นศูนย์การผลิตเมล็ดพันธุ์พืชรองรับ ประชาคมอาเซียน และจะจัดงบประมาณในการวิจัยเมล็ดพันธุ์ปีละ ๑,๔๖๔ ล้านบาท หรือประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ทุกปีเลยครับ ผมก็พยายามเอามาดูครับ ทำไมมันมี ๒๐๐ ล้านบาทเอง ซึ่งมันควรจะเป็น ๑,๔๐๐-๑,๕๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็ต้องบอกว่าค่อนข้างที่ จะแปลกใจ แล้วก็ผิดหวังพอสมควรนะครับ แต่ผมไม่ได้บอกว่าใครบกพร่องอย่างไร ผมตั้ง คำถามครับว่าในชั้นที่ท่านพิจารณาอยู่ในกรรมาธิการ ท่านดูเรื่องนี้หรือไม่ เพราะเรื่องนี้ จะกระทบต่อความเป็นอยู่และรายได้ที่เป็นเป้าหมายของท่านนะครับ ท่านเขียนไว้ในรายงาน ว่าเป้าหมายเกษตรกรคือ ๖๐,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ไม่มีวิจัยเมล็ดพันธุ์ ไม่มีเมล็ดพันธุ์ที่ดี จะถึงเป้าหมายนี้ได้อย่างไรครับ ไม่มีงบลงไปจะไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร ท่านคงจำได้ นะครับท่านประธาน เราตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเรื่องซีพีทีพีพี (CPTPP) มีเรื่อง ยูปอฟ (UPOV) ก็คือภารกิจที่เราจะต้องดูว่าในเรื่องพันธุ์พืชจะต้องทำอย่างไร ในเรื่อง งานวิจัย ในเรื่องการคุ้มครอง ในเรื่องการประดิษฐ์ การคิดค้นในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ ผมไปดู ในรายงานของท่านอีกเหมือนกันครับ ในรายงานของท่านบอกว่าสำนักปลัดชี้แจงนะครับ ในเรื่องยูปอฟ (UPOV) ว่าในกลุ่มพันธุ์พืช พันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม พันธุ์ป่าของพืชทุกชนิด จะได้รับความคุ้มครอง และไม่มีผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านครับ ท่านเองเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านคงได้อ่านรายงานซีพีทีพีพี (CPTPP) ฉบับสมบูรณ์นะครับ คำชี้แจงนี้ผิดครับ ผิดนะครับคำชี้แจงนี้ ไม่ตรงเลยครับ แล้วท่านไม่มีคำโต้แย้ง แต่ท่าน บันทึกไว้ ซึ่งข้อเท็จจริงเรามีปัญหากับยูปอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) เพราะว่าในเรื่องของการที่จะส่งต่อผลประโยชน์ตามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลาย ทางชีวภาพ หรือซีบีดี (CBD) ทำไม่ได้นะครับ และมันกระทบอย่างไรครับ กระทบกับงานวิจัย เมล็ดพันธุ์พืชโดยเฉพาะเลยครับ ตรงนี้ครับผมต้องตั้งคำถามกับท่านนะครับ คำถามผมมีดังนี้ ครับ ท่านดูรายงานยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีไหม ดูความสอดคล้องหรือไม่ งบที่จัดสรรเป็นหัวใจ ของอนาคตนะครับ มันน้อยกว่าแผน ๑๐ กว่าเท่า อันนี้ท่านช่วยชี้แจงหน่อยครับ ทำไมใน ข้อสังเกต ผมอยากเห็นในสังเกตจริง ๆ ถ้าท่านมีข้อจำกัดว่าโยกงบไม่ได้ ผมเข้าใจ แต่ถ้าไม่ได้ ท่านควรจะใส่ในข้อสังเกตว่าต้องไปดึงงบกลางมาให้ได้ อันนี้ไม่ปรากฏนะครับ ก็ต้องถามท่านครับ แล้วก็เป้าหมายของชาวนาครัวเรือนจะไปถึง ๖๐,๐๐๐ บาท ตามที่ท่าน เขียนไว้ได้อย่างไร ขอบพระคุณครับ🔗
ท่าน ผู้แปรญัตติ ต่อไปท่านอนุรักษ์ ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๕ ๓.๑ ล้านล้านบาท มาตรา ๑๔ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานในกำกับ ให้ตั้งเป็นจำนวน ๓๔,๘๙๐ กว่าล้านบาทค่ะ ท่านประธานคะเกือบ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันปรับลด ๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินจำนวนประมาณ ๑,๗๕๐ ล้านบาท เงินเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันจะให้เอาไปทำอะไรบ้าง และดิฉันจะถามกรรมาธิการงบประมาณว่า ท่านละเอียดรอบคอบ ไต่ถาม ทวงถามหน่วยงานที่กำกับดูแลทางด้านเกษตรและเกษตรกร ของทั้งประเทศอย่างไรบ้าง ดิฉันถามกรรมาธิการงบประมาณทุกท่านที่อยู่บนบัลลังก์ว่า ท่านได้ยินเสียงร้องไห้ของเกษตรกรหรือไม่ ท่านได้ยินเสียงร้องคำรามของยมทูตโควิด-๑๙ (COVID-19) หรือไม่ ท่านได้ยินเสียงหวีดร้องจากโรงพยาบาลสนามหรือไม่ ท่านได้ยินเสียง หัวใจเต้นตูมตาม และตามด้วยเสียงสะอื้นสั่นเครือจากศูนย์พักคอยหรือไม่ หรือกรรมาธิการ ได้ยินเสียงเพียงต้นสังกัดสั่งการ และเสียงศักดิ์ศรีของกรรมาธิการดังกลบความเดือดร้อน กระทั่งไม่หันไปมองเกษตรกรเลย หรือท่านบอกว่าโยนให้เป็นชะตาชีวิตของเกษตรกรไป เสือกเกิดมาจน ท่านประธานที่เคารพคะ เกษตรกรทั้งหมดในประเทศไทย ๘,๐๐๐,๐๐๐ กว่า ครัวเรือน อันนั้นครัวเรือนนะคะ และ ๙,๓๖๘,๒๔๕ ราย เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เกษตรกร ต้องการที่จะฉีดวัคซีนให้ตัวเอง เพื่อไม่ให้ตัวเองตาย วัคซีนซ่อนเงื่อนอยู่ไหนคะ วัคซีน สลับซับซ้อนอยู่ไหนคะ วัคซีนเจ้าปัญหาอยู่ไหนคะ ผู้ปกครองในขณะนี้จัดการบริหารให้ เกษตรกรฉีดวัคซีนได้กี่คนล่ะคะ ดิฉันไปในบางหมู่บ้าน ไม่ว่าจะไปตามศูนย์พักคอย ไม่ว่าจะ ไปตามโรงพยาบาลสนาม ไม่ว่าจะไปตามเถียงนาน้อยที่กักตัว ยังไม่มีใครฉีดวัคซีนเลย วัคซีน อยู่ไหนคะ แล้วกรรมาธิการงบประมาณในปีนี้ได้ถามได้จัดสรร ได้ดูแลเกษตรกรเพียงใด ดิฉัน จะถามต่อไปค่ะ นั่นคือวัคซีนคน ต่อมาวัคซีนวัวควาย ลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ดิฉันเคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ว่าความวัวยังไม่หายความควายเข้ามาแทรก คนยังไม่ได้ วัคซีนเลย ลัมปีสกิน (Lumpy Skin) มาแล้วค่ะ วัวควายเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายใต้ถุนบ้าน ท่านประธานที่เคารพคะ วัคซีนอยู่ไหนคะ เมื่อวานนี้เจ้ากระทรวงให้ข่าวบอกว่ามีวัคซีน ๕ ล้านโดส ฉีดไปแล้ว ๙๘ เปอร์เซ็นต์ ฉีดวัวควายของใครคะ วัวควายก็ต้องมีเส้นหรือคะ เดี๋ยวนี้ มีเส้นหรือคะถึงได้ฉีดวัวควาย ฉีดให้ใครคะ อยู่ไหนคะ แล้วที่แถลงข่าวอย่างนั้น เพื่ออะไรคะ การประดิษฐ์วาทกรรมไปวัน ๆ นั้นที่ไม่ใช่ความจริง ทุกวันนี้มันจะต้องมี ความจริง และแสดงความจริงใจต่อกันในสถานการณ์วิกฤติซ้อนวิกฤติค่ะท่านประธาน ดิฉัน ถามว่ากรรมาธิการท่านได้ทำงานละเอียดถี่ถ้วน ถามเรื่องนี้ให้กับเกษตรกรหรือไม่ หรือท่านมี หน้าที่ดูแลงบประมาณของทั้งประเทศ ท่านโยนให้ไปที่ดิฉันบอกกล่าวครั้งแรกว่าให้เป็น ชะตาชีวิตของเกษตรกรไป เสือกเกิดมาจน🔗
ท่านประธานที่เคารพคะ ตอนนี้หมูตายค่ะ เล้าแล้วเล้าเล่า เล้าละ ๑๐๐ ตัว ๒๐๐ ตัว ๒๐ ตัว ๓๐ ตัว อำเภอสว่างแดนดินตายเกลี้ยง ดิฉันออกไปดู บอกว่าถามหรือยังว่า เขาจะชดเชยเยียวยาอย่างไรบ้าง ถามทางด้านเกษตรหรือยังพี่น้อง เขาตอบมาว่าเขาไม่ให้ ถ้าชดเชยเยียวยาให้ผมได้สัก ๗,๐๐๐ บาท เล้าหมูผมจะมีหมูเป็น ๆ ให้เลี้ยงอีกครั้งหนึ่งครับ ครู ๗,๐๐๐ บาท บางครั้งค่าอาหารของสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ในค่ำคืน อันแสนหวานมากกว่านั้นอีกค่ะท่านประธาน ชดเชยเยียวยาเขาหน่อย นั่นคือมนุษย์ซึ่งได้ ชื่อว่าเชื้อชาติไทย สัญชาติไทยค่ะ ดิฉันถึงปรับลด ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑,๗๕๐ ล้านบาท ช่วยเหลือ เกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเงินเยียวยาด้านใด ไม่ว่าจะเป็นเงินชดเชยตรงไหน ให้เขาไปเถอะค่ะ ตอนนี้นั้นเสียงร่ำร้องก้องดังไปทั้งประเทศ แล้วจะดังออกไปถึงต่างประเทศ อยากให้ คนสมเพชมากกว่านี้หรือคะ กรรมาธิการงบประมาณคะ อยากให้คนสมเพชมากกว่านี้หรือ ถึงจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดิฉันปรับลดงบประมาณในปีนี้ ๕ เปอร์เซ็นต์ค่ะ ของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ๑,๗๕๐ ล้านบาท ดิฉันต้องการวัคซีนวัวควาย ชดเชยเยียวยาวัวควาย ที่ตายด้วยโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ชดเชยเยียวยาหมูตายตามเล้าหมูต่าง ๆ ต้องให้เขาค่ะ ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่สามารถฟื้นคืนชีวิตมาได้ นี่คือ ๕ เปอร์เซ็นต์ที่ดิฉันตัดในงบประมาณของ มาตรา ๑๔ ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไป ผู้สงวนคำแปรญัตติ ท่านพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ อำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคเพื่อไทยครับ ผมขอ แปรญัตติปรับลดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๓ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่อง ครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง จากปีนี้ทราบว่า ๑๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ปรับลด ๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ผมเองต้องขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พยายามแปรญัตติตัดลด เพราะผมมองว่า สิ่งที่ท่านตัดลดเป็นสิ่งที่สมควรครับ วันนี้เราใช้งบประมาณไปมาก งบโควิด (COVID) ๑.๙ ล้านล้านบาท ทำจนเต็มบ้านเต็มเมืองแล้วครับ ส่วนที่เหลือขอให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนบ้างนะครับ คือตัดไปแล้วเป็นวัคซีนจะดีมากครับ ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกัน ปรับลดเพื่อไปเพิ่มวัคซีนให้กับพี่น้องของประเทศไทยเรานะครับ วันนี้เราพูดกันถึงเรื่องโควิด (COVID) ผมขออนุญาตพูดถึงเรื่องหลังจากโควิด (COVID) บ้างนะครับ มันจำเป็นต้องพูดครับ เพราะหลังจากโควิด (COVID) แล้วพี่น้องประชาชนจะอยู่อย่างไร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมหลังจากที่โควิด (COVID) ไปแล้ว อย่างไร ปัญหาปัจจุบันที่ยังพบอยู่คือราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำ และผมคาดว่าสิ่งที่ เกษตรกรต้องการคือ ต้องการขายได้แล้วก็ราคาดีครับ ไม่ใช่ว่าราคาดีแต่ขายไม่ได้ ของกรม ส่งเสริมการเกษตรผมขอเน้นนะครับ เข้าใจว่ากรมนี้จะมีบทบาทต่อราคาเกษตรครับ วิสัยทัศน์กรมนี้คือเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และรายได้ที่มั่นคงและมีพันธกิจ ข้อ ๒ อยู่ข้อหนึ่งครับ คือส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มี ขีดความสามารถในการผลิตและจัดสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด ผมย้ำนะครับ เพราะวันนี้ผมมองดูแล้วงบประมาณที่จัดอยู่กรมนี้นะครับ กรมส่งเสริมการเกษตร ๔,๙๙๐ กว่าล้านบาท ก็เท่า ๆ ครั้งที่แล้วครับ แล้วมันจะแก้อย่างไรครับ ส่วนใหญ่กรมอื่น ที่กรมชลประทานที่ได้ไป มันก็เป็นเรื่องของครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้างทั้งนั้นเลย พวกนี้รัฐบาล เตรียมไว้เยอะมากพอแล้ว มากจริง ๆ ครับ แล้วรัฐบาลไหนมาก็สร้างอยู่นี่ละครับ แต่ทำไม ไม่กลับไปดูย้อนลึก ๆ จริง ๆ ว่าปัญหาเกษตรกรจริง ๆ แล้วสิ่งที่ต้องทำให้เขาคืออะไร ผมดู นิดเดียวครับ ถ้ากรมส่งเสริมการเกษตรมีงบประมาณแค่นี้ไม่สามารถจะทำให้ราคาเกษตร ดีได้ ตลาดต้องสร้างตลาดครับ ไม่ใช่สร้างพวกแหล่งน้ำ สร้างปุ๋ย สร้างยา และให้คุณไปขาย เอาเอง ไม่มีตลาดเลย แล้วก็บอกว่าคนไทยไม่เก่งในการตลาด ก็ต้องฝากให้ช่วยในส่วนตรงนี้ กับทางชาวเกษตรกรด้วยครับ ผมสังเกตดูนะครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้วิธีการ เดิม ๆ ผมดูตั้งแต่งบประมาณเลย เมื่อสักครู่นำเรียนแล้ว งบประมาณเดิม ๆ เท่าเดิม ผมว่า มันจะไม่มีอะไรดีขึ้นมา ไม่มีการสร้างตลาดใหม่ ๆ ผมย้ำอีกทีหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้น รัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ครับ ท่านลองกลับไปดูทบทวน ใหม่เถอะครับ ลองเปลี่ยนใหม่ครับ ลองให้งบประมาณในกระทรวงกรมส่งเสริมการเกษตร มาก ๆ หน่อย ไปทำงานเกี่ยวกับเรื่องการตลาดให้กับพี่น้องประชาชน ผมพูดแทนพี่น้องชาว เกษตรกรทั่วประเทศ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหลักการนะครับ น้ำจำเป็นครับ ปุ๋ย ยาจำเป็น พูดกันมากี่ปีแล้วครับ ทุกครั้งที่เราตั้งสภาขึ้นมาก็ต้องมาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราคาพืชผล การเกษตรกรที่มันตกต่ำ พวกเราไม่สังเกตหรือครับ เพราะฉะนั้นอยากให้รัฐบาลโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรไปปรับ ลองดูงบประมาณและปรับ วิธีการทำงานใหม่ครับ เพื่อให้ราคาเกษตรมันยั่งยืนคือการสร้างการตลาด สิ่งที่ต้องสรุป นะครับ ผมต้องการให้สร้างตลาดให้รองรับตลาดอย่างถาวรครับ ไม่ใช่มีรายได้ที่มั่งคั่งตาม วิสัยทัศน์ แต่ขายได้หรือเปล่าอันนี้ไม่ทราบ อย่างนี้มันไม่ถูกต้อง ก็ฝากรัฐบาลด้วยครับ อีกเรื่องหนึ่งครับอยากจะฝาก เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ คือท่านได้พูดถึงไปแล้ว นะครับ ของพรรคเพื่อไทย กรมปศุสัตว์ครับวันนี้ผู้เลี้ยงสุกร วัว เรียบร้อยกันหมดแล้วครับ ปุ๋ย ยาหากันเองนะครับ ไม่รอแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เขายังติดใจและติดตามอยู่คือว่างบ การเยียวยา วัว ควาย สุกร มีปัญหามากเลยครับในพื้นที่ไม่แจ้งในการรับด้วยซ้ำ เพราะว่า แจ้งรับแล้วต้องไปทำลายในรัศมีเท่าไรตามหลักเกณฑ์นะครับ คืออยากให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์โดยกรมปศุสัตว์ได้ช่วยให้ความชัดเจนหน่อยครับว่าท่านรับเรื่องเขามาจะ เยียวยาให้เขาเมื่อไร เยียวยาไหม เยียวยาเมื่อไรช่วยตอบไปเลยครับ ผมเป็นผู้แทนราษฎร ผมไม่ทราบจะตอบอย่างไรก็ต้องมานั่งถามอยู่นะครับ เรื่องการเยียวยาอยากให้มีการเยียวยา สิ่งที่พวกผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งหลายได้สูญเสียไปแล้ว ก็ฝากทางรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมปศุสัตว์ด้วยครับ การเยียวยาทุกอย่างเท่าที่ผมทราบ ประมงก็ยังเยียวยายังไม่จบ พวกเรือเคยถามเมื่อปี ๒๕๖๓ ใช้กันทีก็ไม่กี่ร้อยลำยังมีอยู่ สรุปนะครับ รัฐบาลที่ให้โจทย์ให้ พี่น้องประชาชนได้ยื่นเพื่อที่รัฐบาลจะเยียวยาในเรื่องสิทธิต่าง ๆ กรุณาเยียวยาให้ครบด้วยครับ หรือทำไม่ได้ก็บอกเขาไป หรือทำได้เมื่อไรก็บอกเขาไป ขออนุญาตเรียนด้วย ความไม่สบายใจ เพราะว่าสิ่งที่ผมพูดถึงนี้ผมเป็นห่วงครับ หลังจากโควิด (COVID) ผ่านไปแล้ว พี่น้องเกษตรกรจะอยู่อย่างไรนะครับ สิ่งที่เขาเสียหาย รัฐบาลจะเยียวยาชดเชยอย่างไร ก็ฝากท่านประธานถึงท่านรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมที่เกี่ยวข้องด้วย ผมสรุปนะครับ นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ยืนยันขอปรับลดงบประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๓ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะงบครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง ผมคิดว่ามันมากพอแล้วครับเพราะว่า ๑.๙ ล้านล้านบาท ที่ได้ไปปูเต็มทั่วแผ่นดินแล้วครับ ที่เหลือขอให้ใช้ความรู้ความสามารถ ทุ่มเททำให้ราคาเกษตรกร ราคาพืชผลของบ้านเรามีผลผลิตที่ดีและยั่งยืน ต้องขายได้ด้วย นะครับ แล้วก็มีราคาที่ดี ส่วนการเยียวยาฝากด้วยครับ ท่านค้างอะไรไว้กับพี่น้องประชาชน ท่านคืนให้หมดครับ ท่านแจ้งไปเลย ผมเป็นผู้แทนราษฎรผมไม่อยากจะไปตอบนะครับ เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ ฝากด้วยครับ แต่ขอความกรุณาให้คืนให้หมด ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ผู้สงวน คำแปรญัตติอีก ๕ ท่านนะครับ ท่านเบญจา ท่านชูวิทย์ ท่านอำนาจ ท่านจุลพันธ์ ท่านคำพอง เชิญท่านต่อไป ท่านเบญจา แสงจันทร์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ จากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ดิฉันได้ขอแปรญัตติตัดลดงบประมาณในมาตรา ๑๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในส่วนของกรมหม่อนไหมที่ดิฉันจะขออภิปรายว่าเพราะเหตุใด ประเทศไทยยังสามารถสนับสนุนผ้าไหมได้ โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องมีกรมหม่อนไหม แล้วทำไมกิจการเกี่ยวกับหม่อนไหมของไทยถึงไม่จำเป็นต้องเป็นหน่วยงานที่ใหญ่ระดับกรม ขนาดนี้ค่ะ ท่านประธานคะ ก่อนที่ดิฉันจะอภิปรายในรายละเอียด ดิฉันต้องขอย้ำว่าดิฉัน ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับกิจการไหมไทยนะคะ แต่ดิฉันยังสนับสนุนงานหัตถศิลป์ สนับสนุน เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม ชื่นชมภูมิปัญญาของผู้ทอผ้าไหม และดิฉันทราบดีค่ะว่าผ้าไหมไทยเป็น เอกลักษณ์พื้นถิ่น เป็นภูมิปัญญาที่สะท้อนให้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรมของคนไทย และดิฉัน เห็นว่าควรมีการยกระดับให้เป็นศิลปวัฒนธรรมของคนไทยด้วย ช่วยยกระดับกระตุ้น เศรษฐกิจฐานราก และทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งเพื่อช่วยให้เกษตรกรผู้มีอาชีพ ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมมีรายได้ที่เพิ่มสูงมากขึ้นค่ะ แต่ที่ดิฉันได้ขอเสนอให้ปรับ ลดงบประมาณของกรมหม่อนไหมลง ดิฉันมีเหตุผลหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน ๒ ประการดังต่อไปนี้ค่ะ🔗
เหตุผลประการที่ ๑ ตลาดของหม่อนไหมนั้นมีขนาดที่เล็กมากค่ะ มีมูลค่า เพียงแค่ ๓,๒๐๐ ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นตลาดผ้าไหมในประเทศ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ตลาด ผ้าไหมส่งออกไปต่างประเทศแค่ ๙๔ ล้านบาท ที่เหลือ ๑๐๗ ล้านบาท เป็นการส่งออก รังไหมและเส้นไหม เมื่อเอามาเปรียบเทียบกับตลาดสินค้าเกษตรประเภทอื่น ๆ แล้ว อย่างเช่น วัว เราจะเห็นว่าประเทศไทยมีการบริโภคผลิตภัณฑ์จากวัว เช่น เนื้อวัว นมวัว ทั้งภายในประเทศ และส่งออกไปขายต่างประเทศ รวม ๆ กันแล้วสูงถึงกว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปี แต่เราก็ไม่เห็นที่จะต้องตั้งกรมวัวขึ้นมาเพื่อดูแลวัวในประเทศเลยนะคะ ท่านประธานคะ ที่ดิฉันยกตัวอย่างเรื่องวัวขึ้นมาพูดไม่ใช่เพื่อจะให้มีการจัดตั้งกรมวัวนะคะ เพราะวัวเองก็มี กรมปศุสัตว์ที่ดูแลกิจการเกี่ยวกับสัตว์ทั้งหมดอยู่แล้ว แต่ดิฉันจะชี้ให้เห็นว่าการที่รัฐจะ สนับสนุนการเกษตรนั้นไม่จำเป็นเลยค่ะที่จะต้องตั้งหน่วยงานระดับกรมขึ้นมาดูแล มิหนำซ้ำ การตั้งหน่วยงานระดับกรมขึ้นมาโดยไม่จำเป็นจะทำให้เกิดปัญหาในทางงบประมาณเกิดขึ้น ด้วยค่ะ และเมื่อหน่วยงานมีสถานะเป็นกรม สิ่งที่จะตามมาก็คือการเปิดตำแหน่งอธิบดีค่ะ มีรองอธิบดีแล้วก็ยังมีการตั้งสำนักและกองงานภายในที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับธุรการและเอกสาร ขึ้นมา รวมไปถึงมีการก่อสร้างอาคารสำนักงานทั้งในกรุงเทพฯ แล้วก็ต่างจังหวัด ซึ่งเรื่องนี้ เป็นการสร้างภาระให้กับงบประมาณแผ่นดินอย่างมากมหาศาลโดยไม่จำเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ เพราะฉะนั้นกิจการหม่อนไหมที่อาจจะเป็นตลาดเฉพาะ ไม่ได้ใหญ่โตมากนักจึงอาจจะ ไม่จำเป็นต้องมีสถานะเป็นกรมหรือไม่คะ แต่ควรจะมีสถานะเป็นสำนักสังกัดภายใต้กรมอื่น หรือควบรวมกับกรมปศุสัตว์ หรือว่าในส่วนนี้อาจจะนำไปลดงบประมาณในส่วนด้านธุรการ เอกสารหรืออาคารสำนักงานที่ซ้ำซ้อนไม่จำเป็นลงได้ด้วยค่ะ และจะสามารถนำเงิน งบประมาณในส่วนนี้มาใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพ ใช้พัฒนาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้อง เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมให้ดียิ่งขึ้นได้ด้วยค่ะ🔗
ในส่วนของเหตุผลประการที่ ๒ นะคะ ดิฉันอยากจะเชื้อเชิญให้ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกดูรายละเอียดจากการใช้งบประมาณของกรมหม่อนไหมค่ะ รบกวนขอสไลด์ (Slide) ด้วยค่ะ🔗
ท่านประธาน รบกวนดูที่ สไลด์ (Slide) นะคะ จะเห็นว่าเงิน ๕๐๖ ล้านบาทที่กรมหม่อนไหมได้รับ กว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์หรือจำนวนมากกว่า ๓๑๖ ล้านบาท ได้ขอจัดสรรเป็นงบประมาณบุคลากร และเป็นเงินเดือนข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เป็นค่าทำการนอกเวลา เป็นค่ารถประจำ ตำแหน่ง จนไปถึงเป็นค่าจ้างเหมา รปภ. ในการดูแลอาคารสำนักงานค่ะ ซึ่งงบประมาณใน ส่วนนี้หากมีการยุบ เลิก ควบรวมกิจการ ควบรวมกรม แล้วถ่ายโอนภารกิจไปไว้ให้กับ หน่วยงานหรือกรมที่มีความเกี่ยวข้อง และภารกิจใกล้เคียงกันก็จะสามารถลดงบประมาณลง ได้อย่างน้อย ๆ ราวประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เลยค่ะ ส่วนงบประมาณที่มีไว้สำหรับดำเนิน กิจการนั้นมีเหลืออยู่ ๑๙๐ ล้านบาท และในจำนวน ๑๙๐ ล้านบาทมีอยู่ ๖๕ ล้านบาทที่เป็น ค่าอุปกรณ์สำนักงาน ค่าเช่ารถยนต์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจัดอบรม ค่าจัดนิทรรศการ ส่วนอีก ๓๗ ล้านบาทเป็นเงินค่าวัสดุการเกษตร เช่น รถแทรกเตอร์ รถไถที่ใช้สำหรับแปลง ปลูกหม่อนของกรม และยังเป็นงบในโครงการในพระราชดำริอีก ๑๕ ล้านบาทค่ะ สุดท้าย งบประมาณที่เกิดประโยชน์กับเกษตรกรจริง ๆ เหลือเพียงแค่ ๔๐ ล้านบาทที่จัดสรรให้เป็น งบที่เกี่ยวข้องกับการตรวจประเมินคุณภาพผ้าไหม จัดซื้อท่อนพันธุ์หม่อนสำหรับแจก แจกจ่ายให้กับเกษตรกร ท่านประธานคะ จากงบประมาณของกรมไหมทั้งหมด ๕๐๖ ล้านบาท เกินครึ่งหนึ่งที่ถูกจัดสรรเป็นงบบุคลากร งบที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมทั้งประเทศจะจับต้องได้ จริง ๆ ก็มีแค่ ๔๐ ล้านบาทค่ะ แบบนี้เรายังควรจะให้กรมหม่อนไหมดำเนินการในสถานะ เป็นกรมอยู่จริง ๆ หรือค่ะ สไลด์ (Slide) ต่อไปค่ะ นี่ยังไม่นับรวมโครงการประหลาด ๆ ที่ชวนให้สงสัยนะคะว่ากรมหม่อนไหมขอจัดสรรโครงการที่ใช้ทำการตลาดนำการผลิตด้าน สินค้าหม่อนไหม ใช้เงินทำโครงการ ๓.๗๕ ล้านบาท แต่ตัวชี้วัดของโครงการคือมูลค่า การจำหน่ายผลิตภัณฑ์หม่อนไหมภายใต้โครงการนี้มีมูลค่า ๒.๕ ล้านบาท หมายความว่า ใช้เงินทำโฆษณา ๓.๗ ล้านบาท แต่ตั้งเป้าขายไว้ ๒.๕ ล้านบาท นี่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ อย่างยิ่งค่ะและทั้งหมดนี้เองค่ะจึงเป็นเหตุผลที่ดิฉันเห็นว่างบประมาณในส่วนนี้สามารถถูก ปรับลดลงได้ค่ะ🔗
ท่านประธานคะ สิ่งที่ภาครัฐควรจะทำ และไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานระดับกรม หรือระดับสำนักควรจะต้องมีการพัฒนากิจการ ไม่ว่าเป็นกิจการหม่อนไหม ก็ควรที่จะต้องมี การพัฒนามากกว่านี้ค่ะ ควรมีการศึกษาเรื่องของการป้องกันโรคที่เกิดขึ้นกับหนอนไหม แต่ดิฉันก็กลับไม่เห็นการตั้งงบประมาณที่ใช้แก้ปัญหาในส่วนนี้นะคะ ภายใต้งบประมาณ วงเงิน ๕๐๖ ล้านบาทที่ขอจัดสรรเข้ามาไม่มีงบประมาณที่สร้างคุณค่าทางโภชนาการให้กับ การกระตุ้นหนอนไหมหรือผลิตใยไหมที่มีคุณภาพเลยค่ะ ดังนั้นดิฉันจึงขอปรับลด งบประมาณในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงตามที่ได้แปรญัตติไว้ โดยเฉพาะ งบประมาณของกรมหม่อนไหมที่ไปใช้ในเรื่องของการอบรมสัมมนาและเป็นงบบุคลากรที่ เยอะมาก และแทบจะไม่ได้นำมาเพิ่มขีดความสามารถ หรือสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรผู้ ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่าน ต่อไปครับ ท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี เขต ๗ วันนี้ก็ได้ ขอปรับลดงบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลง ๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะในขณะนี้อยากจะ ฝากถึงทุกกรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าต้องออกมาช่วยเหลือเกษตรกรของ ประเทศไทยให้ลุกให้ได้ และในช่วงโควิด (COVID) จะอยู่อย่างไร หลังโควิด (COVID) เกษตรกรจะมีรายได้อย่างไรในการที่จะมีรายได้หลังจากโควิด (COVID) เพราะเกษตร คือชีวิตครับ ผมอยากให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บูรณาการ บูรณาการดูน้องเราที่เป็น เกษตรกร ซึ่งวันนี้ครับลำบากมาก ๆ ก็คือน้องที่เป็นเกษตรกร แต่ช่วงโควิด (COVID) นี้ ก็สอนให้ได้รู้ว่าคนที่ลำบากคือคนที่สบาย ผมอยากฝากให้กรมพัฒนาที่ดินได้ลงไปดูน้องจริง ๆ ก็คือได้ลงไปตรวจสอบดินให้น้องว่าดิน เป็นกรดเป็นด่างอย่างไร จะปลูกพืชอะไร จะปลูกข้าวชนิดไหน หรือจะต้องมีปุ๋ยพืชสด ไปปลูกเพื่อบำรุงดินให้น้องก่อน แล้วนาในอดีตเป็นแปลงเล็ก ๆ ก็มาพัฒนานาให้น้องขยาย เป็นนาแปลงใหญ่ ล้มคันลงให้นาเป็นนาแปลงใหญ่ให้มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ว่านาแปลง ใหญ่แล้วเอาโฉนดมาต่อกัน อันนั้นไม่ได้เรียกว่านาแปลงใหญ่นะครับ แล้วก็อยากให้ขุดสระ ขุดสระเล็กในไร่นาให้กับพี่น้องเกษตรกรเพื่อรองรับน้ำฝน หลังจากฝนทิ้งช่วงน้องก็จะได้สูบ น้ำในบ่อเล็กใส่แปลงนา แล้วก็คันนาก็ปลูกผัก ซึ่งวันนี้กำลังฮิต (Hit) โควิด (COVID) กำลังมา ก็ปลูกฟ้าทะลายโจร ปลูกกระชายขาวบนคันบ่อ บนคันสระ ปลูกมะละกอ ปลูกไม้มีค่า และ กรมชลประทานก็ต้องทำอย่างจริงจังนะครับในการที่จะหาระบบน้ำมาช่วยน้องให้ได้ผลผลิต ต่อไร่เพิ่มขึ้น แล้วก็กรมการข้าวครับ กรมการข้าวตั้งมานานแล้วนะครับ ก็อยากจะหาพันธุ์ ข้าวดี ๆ มาให้น้องได้ทำนาครับ ให้มีผลผลิตต่อไร่มากขึ้น ให้มีผลผลิตต่อไร่มากขึ้นช่วงฝนทิ้ง ช่วงสัก ๗ วัน ๑๐ วันข้าวห้ามตาย น้ำท่วม ๗ วัน ๑๐ วันข้าวห้ามตาย พันธุ์นี้มีไหมครับ มาช่วยน้องได้ไหมนะครับ เสร็จแล้วกรมการข้าวก็ต้องส่งเสริมครับ ส่งเสริมปลูกข้าวพันธุ์ดี แล้วก็ต้องส่งเสริมกลุ่มเมล็ดพันธุ์ข้าว จากเกษตรกรที่เคยทำนาแล้วขายข้าวเปลือกกิโลกรัมละ ๑๐ บาท ถ้าเราส่งเสริมเป็นกลุ่มก็ขายเป็นพันธุ์ข้าวจากกิโลกรัมละ ๑๐ บาทก็อาจจะได้ กิโลกรัมละ ๒๐ บาทนะครับ ถ้าสมมุติทำนาได้ ๑ ตัน ขายได้ ๑๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าผลิตเมล็ด พันธุ์ข้าวก็ได้ ๒๐,๐๐๐ บาท ถ้า ๕ ตัน ได้ ๕๐,๐๐๐ บาท ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ๕ ตัน ก็จะได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการยกระดับเกษตรกรให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และกรมประมง ครับ กรมประมงนี้ตอนนี้พี่น้องประชาชนเกือบจะลืมไปแล้ว ก็ฝากด้วยครับว่าท่านต้องหาลูก ปลามาให้น้องได้ปล่อยในช่วงที่น้องทำนา ปล่อยลงไปในนาเลยครับ ฝนจะตก น้ำจะท่วมก็ แล้วแต่ปลาจะไปไหนแล้วกัน พอเก็บเกี่ยวข้าวก็จะมีโปรตีนในไร่นากลับมากินครับ กรม ส่งเสริมการเกษตรก็ต้องหาพันธุ์ไม้ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ ในขณะนี้ก็คือ ตอนนี้ปลูกพืชอย่างอื่นก็ลำบากยากจน ตอนนี้วันที่ ๒๔ นี้ก็จะปลดล็อกแล้ว ปลูกกระท่อม เกษตรก็ต้องส่งเสริมหาพันธุ์กระท่อมดี ๆ มาให้น้องได้ปลูก กรมวิชาการเกษตรไปอยู่ไหน ครับ กรมวิชาการเกษตรช่วยเร่งวิจัยได้ไหมครับว่าฟ้าทะลายโจรมันดีจริงไหม กระชายขาว มันดีจริงไหม สมควรจะส่งเสริมไหม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้พระเอกของกรมของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พระเอกก็คือกรมปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ตอนนี้ก็ต้องหาลูกเป็ด ลูกไก่มาแจกให้น้องช่วงที่จะลงทำนา เลี้ยงไป ๓-๔ เดือนเป็ดมันก็โตขึ้นแล้วก็ออกลูก ช่วงเก็บเกี่ยวข้าวก็จะได้มีโปรตีนกินในช่วงเก็บเกี่ยวข้าว ลดต้นทุนนะครับ แล้วก็วันนี้รัฐบาล ส่งเสริมไม่ให้เกษตรกรปลูกข้าว ชาวนาก็หันไปเลี้ยงวัวครับ ไปเลี้ยงวัวก็ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว วันนี้กรมปศุสัตว์ต้องหาน้ำเชื้อวัวพันธุ์ดีไปให้เกษตรกรได้พัฒนาพันธุ์ เมื่อพัฒนาพันธุ์แล้วเขา ก็จะมีวัวพันธุ์ดี ซึ่งวัวคือชีวิตครับ ควายคือชีวิต เลี้ยงวัวส่งลูกเรียนหนังสือได้นะครับ เลี้ยงวัว สร้างบ้านได้ สร้างครอบครัวได้ เวลาวัวเจ็บป่วยชาวบ้านเขาเดือดร้อนครับ วัวป่วยตอนนี้ ก็รอหมอ วัวป่วยก็รอยา หมออาสาไม่รู้ไปอยู่ไหน บางทีต้องซื้อยามารักษาวัวของตัวเอง ซึ่ง ๓-๔ เดือนที่ผ่านมานี้เราได้คุยกันเรื่องวัวเจ็บวัวป่วย เป็นโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ลัมปีสกิน (Lumpy Skin) เกิดขึ้นทั่วประเทศครับ เกษตรกรต้องรอวัคซีนจนวัวตาย เกษตร รอยาจนวัวตาย รวมแล้วปีนี้วัวตายจากการป่วยเป็นโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ตัวครับ และวัวป่วยอีกหลายล้านตัว หมอไปไหน ปศุสัตว์ไปไหน รัฐบาลต้องชดเชย อย่างไร วันนี้รัฐบาลต้องชดเชยวัวป่วยที่เกษตรกรได้ดูแลรักษาไปแล้วเป็นรายตัว อย่างน้อยก็ ตัวละ ๓๐๐-๕๐๐ บาท ตามโครงการของรัฐบาลที่เคยสนับสนุนให้เกษตรกร ปลูกข้าว โควิด (COVID) มาปีนี้ประเทศไทยก็โชคร้ายและโชคดีครับ ขายโคกระบือ ไปต่างประเทศ ขายหมูไปต่างประเทศ ช่วงโควิดคนอยู่บ้านก็ทำให้มีรายได้กลับมาปีละ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ความสุขสุดท้ายครับ ก็คือกลับบ้านไปทำนา เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ปลูกผักสวนครัว ปลูกไม้มีค่าในนา เอาขี้วัวขี้เป็ดขี้ไก่ก็ใส่ผักใส่ข้าว ชีวิต ก็จะกลับมาหลังจากโควิด (COVID) ผมจึงขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ๑ เปอร์เซ็นต์ เพื่อจะเอามายกระดับให้กับพี่น้องเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หลังจากโควิด (COVID) มีผลผลิตที่สามารถที่จะกลับมาขายได้ ก็ขอปรับลด ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านอำนาจ วิลาวัลย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขต เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัด ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย กระผมได้ตัดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลง ๒ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดสรรงบประมาณ เพิ่มเติมให้กับกรมชลประทาน เพราะว่ากรมชลประทานเป็นกรมที่ต้องใกล้ชิดกับพี่น้อง ประชาชนมากที่สุด เป็นกรมที่ต้องจัดหาน้ำเพื่อการเกษตรในการเพาะปลูกของ พี่น้องประชาชน แต่กลับถูกปรับลดงบประมาณลงไปถึง ๗๕ ล้านบาท ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ผมจึงอยากเสนอให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดสรรงบประมาณ เปลี่ยนแปลง ในปี ๒๕๖๓ พี่น้องเกษตรกรชาวสวน ในตำบลไม้เค็ด ตำบลบ้านพระ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ได้มีหนังสือร้องเรียนมาถึงหน่วยราชการ สืบเนื่องจาก ผลกระทบภัยแล้งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำและต้นไม้ซึ่งเป็นต้นทุเรียนที่สร้าง ชื่อเสียงให้กับจังหวัดปราจีนบุรีเป็นผลไม้ที่สร้างชื่อเสียงต้องยืนต้นตายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้พี่น้องเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน จึงอยากให้ทางกรมชลประทานได้จัดสรร งบประมาณลงไปจัดสร้างเครื่องสูบน้ำพลังงานไฟฟ้าให้กับพี่น้องเกษตรกร ในปี ๒๕๖๔ ได้มี ความพยายามนะครับ ทางกระทรวงพลังงานจะจัดสรรงบประมาณในบางส่วนไปให้เพื่อจัด เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ว่าเนื่องจากทางพลังงานจังหวัดบอกว่างบประมาณ ดังกล่าวไม่สามารถอนุมัติได้ เพราะไม่ตรงวัตถุประสงค์ของกระทรวงพลังงาน งบประมาณ ก็เลยตกไปนะครับ ในปี ๒๕๖๕ นี้ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนก็มีความหวังว่าการก่อสร้าง เครื่องสูบน้ำพลังงานไฟฟ้าจะเกิดขึ้นในตำบล ห้องโสตครับ อันนี้ไม่ใช่ครับ ขอภาพ เครื่องสูบ น้ำพลังงานไฟฟ้าให้เกิดขึ้นในพื้นที่ของตำบลไม้เค็ด และตำบลบ้านพระ เพื่อบรรเทาความ เดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวน แล้วก็เพื่อให้ทุเรียนที่เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัด ปราจีนบุรี และผลไม้อีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมังคุด เงาะ มะปราง มะยงชิดได้อยู่คู่กับ พี่น้องชาวจังหวัดปราจีนบุรีต่อไป และหวังว่างบประมาณในครั้งนี้นะครับ ผมมาดูงบประมาณแล้วถูกตัดไปถึง ๗๕ ล้านบาท ก็มีความกังวลว่างบประมาณส่วนนี้ที่ทางกรมชลประทานได้ส่งเรื่องขึ้นมาแล้ว แล้วก็เห็นว่า จะอนุมัติในปี ๒๕๖๕ จะตกไป จึงได้ใช้เวทีแห่งนี้ได้บอกกล่าวกับท่านคณะกรรมาธิการ งบประมาณว่าอันนี้เป็นเรื่องเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรจริง ๆ ถ้าท่านจะปรับลดตรงไหน ก็แล้วแต่ ก็ขอฝากโครงการเครื่องสูบน้ำพลังงานไฟฟ้าของพี่น้องชาวตำบลไม้เค็ด และตำบล บ้านพระ จังหวัดปราจีนบุรีไว้นะครับ อย่าได้ตัดงบประมาณส่วนนี้ แล้วก็ช่วยเร่งรัด ดำเนินการให้มีการก่อสร้างขึ้นโดยเร็วเพื่อให้ทันกับปี ทันกับฤดูแล้งที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๕ นี้นะครับ ขอภาพส่วนที่ ๒ ครับ🔗
อันนี้เป็นผลงานของกรมชลประทาน คือตรงนี้พี่น้องชาวจังหวัดปราจีนบุรี ในอำเภอบ้านสร้าง และอำเภอเมืองฝากขอบคุณ ท่านมานะครับที่ท่านไปกำจัดผักตบชวาทำให้คลองสวยงามแบบนี้ แต่ยังเหลืออีก หลายเส้นทางนะครับ ก็หวังว่าในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ คงจะได้ดำเนินการต่อไปให้สิ้นสุด นะครับ🔗
ขอภาพส่วนที่ ๓ นะครับ ก็คือความเดือดร้อนของพี่น้องชาวตำบลบางยาง ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี และพี่น้องตำบลบางกระเจ็ด ตำบล คลองเขื่อน อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นความเดือดร้อนจากน้ำเค็มหนุนสูงขึ้น เร็วกว่าปกติ ทำให้นาข้าวที่ปลูกมีความเสียหายในทุก ๆ ปี สืบเนื่องมาจากฝนทิ้งช่วงหนึ่ง และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้น้ำเค็มหนุนเร็วก็มาจากโรงงานอีสท์ วอเตอร์ ขอภาพด้วยครับ อันนี้เป็นบริษัท อีสท์ วอเตอร์ ที่ตั้งอยู่ในตำบลคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ห้องโสตทัศนูปกรณ์ขอภาพตอนสูบน้ำด้วยครับ อันนี้คือโรงงานนะครับ ที่สูบน้ำจากแม่น้ำ บางประกง เป็นการสูบน้ำส่งไปที่จังหวัดชลบุรี อำเภอพนัสนิคม เพื่อป้อนให้กับโรงงาน อุตสาหกรรมของบริษัท อีสท์ วอเตอร์ และทราบว่าบริษัท อีสท์ วอเตอร์ ได้ขายน้ำให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในราคาที่ค่อนข้างสูง นะครับ ลิตรหนึ่ง ๙ บาทถึง ๑๒ บาท แต่ว่ามาทำการสูบน้ำในแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำ ปราจีนบุรีเป็นความเดือดร้อนที่พี่น้องประชาชนได้รับมาทุก ๆ ปี ขอภาพตอนสูบน้ำด้วยครับ🔗
คือสูบน้ำในขณะที่น้ำในคลองนี้ก็แทบ จะไม่มีน้ำอยู่แล้วนะครับ ทำให้น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นเร็วกว่าปกติ นาข้าวของพี่น้องประชาชน ก็ได้รับความเสียหาย ตลอดจนกระชังปลาก็ได้รับความเสียหายจากการกระทำของบริษัท อีสท์ วอเตอร์ จึงอยากให้ทางกรมชลประทานได้ช่วยสำรวจและดูแลกับการที่เขาได้เอาน้ำที่ เป็นทรัพยากรของประเทศไปขายให้กับโรงงานอุตสาหกรรม แล้วก็สร้างความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชน กราบขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านจุลพันธ์เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ผมขอเสนอคำแปรญัตติในการปรับลด งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นจำนวนเงิน ๑,๗๐๐ ล้านบาทเศษ ๕ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่ผมเสนอปรับลด ๕ เปอร์เซ็นต์ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น เพราะผมถือว่าภารกิจที่ได้ทำมาในรอบหลายปี โดยเฉพาะในปีนี้กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ล้มเหลวครับ ในการดูแลพี่น้องเกษตรกร ในการดูแลพี่น้องประชาชน ตอนนี้ไม่พูด ไม่ได้เรื่องของลำไยใน ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ราคาตกต่ำรุนแรงอย่างไม่เคยเกิดขึ้น มาก่อน ถามว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำอะไรอยู่ ไม่เคยที่จะไปเหลียวแล ไม่เคยที่จะมี การวางแผนรองรับล่วงหน้า ไม่มีการประสานกับพี่น้องเกษตรกร สุดท้ายเกิดเหตุมาแล้วจะ มานั่งแก้ไขอย่างไร ก็กลายเป็นภาระของงบประมาณในส่วนอื่น ๆ ในขณะที่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์เอง ซึ่งมีภาระหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงกลับไม่ดำเนินการ เหตุการณ์เช่นนี้ผม ต้องเรียนอย่างนี้ครับ ไม่ได้เพิ่งเกิดนะครับ เกิดมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรอบ ๖-๗ ปีที่ผ่านมานี้ พี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นพืชผักผลไม้หลาย ๆ ประเภทนี้อยู่ในภาวะที่ขาดทุนมาเกือบ ทุกปี แต่ทุกปีมันยังดีครับ เพราะว่าอย่างน้อยลูกหลานที่ไปทำงานที่กรุงเทพมหานครนี้ส่งเงิน กลับไปช่วย พืชผลขาดทุนส่งเงินกลับไปหา ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาทยังพอกินพออยู่ ตอนนี้เกิดเหตุการณ์โควิด (COVID) กรุงเทพฯ ก็ล็อกดาวน์ (Lockdown) ตกงานกัน ถ้วนหน้า ตอนนี้ไปกองรวมกันอยู่ต่างจังหวัดหมด ท่านประธาน พี่น้องประชาชนกลุ่มนี้หวัง พึ่งกับราคาพืชผลทางการเกษตรที่กำลังออกมาอยู่ในปัจจุบัน สุดท้ายราคาพังไม่เป็นท่า เพราะการดูแลของภาครัฐที่บกพร่อง ผมถึงได้เสนอการปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าผมปรับลดอะไร ท่านประธานครับ ผมเสนอปรับลดในส่วนที่เป็นเครื่อง อำนวยความสะดวกของหน่วยงานราชการทั้งหมด จะซ่อมอาคาร สร้างอาคารใหม่ ซ่อม ห้องน้ำ เรื่องรถประจำตำแหน่ง ค่าชากาแฟนี้ผมปรับลดทั้งหมดนะครับ ๑,๗๐๐ ล้านบาท เพราะท่านไม่มีความเหมาะสม ไม่สมควรที่จะได้รับความสะดวกสบายเหล่านั้น ถ้าท่านยังทำ ภารกิจที่จะต้องดูแลพี่น้องประชาชนยังบกพร่องอยู่ วาระที่ ๑ ที่เราอภิปรายผ่านมาแล้วเมื่อ ๒-๓ เดือนก่อน เพื่อนสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ผมว่าไม่ต่ำกว่า ๕๐-๑๐๐ คน อภิปรายกันเรื่องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าเราจะแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของพี่น้อง เกษตรกรได้อย่างไร เราฝากภารกิจไปยังกรรมาธิการงบประมาณ ท่านนั่งฟังผมอยู่นี้ พยักหน้ากันหมดนะครับ ผมฝากพวกเรา ฝากภารกิจท่านไปในการไปถามหน่วยงานว่าเขา จะดูแลพี่น้องเกษตรกรพี่น้องที่อยู่ตามบ้านของเรานี้ให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร วันนี้ ส่งกลับมาการปรับลดงบประมาณผมบอกเลยไม่มีนัยสำคัญนะครับ ไม่เห็นเลยว่าการปรับลด งบประมาณในครั้งนี้จะสามารถทำให้อนาคตของพี่น้องเกษตรกรมีอนาคตที่ดีขึ้นได้อย่างไร ผมมองไม่ออก ผมถึงจำเป็นจะต้องมานั่งเสนอปรับลดเพิ่มเติมอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็น การแสดงให้เห็นว่าถ้าตราบใดที่ท่านยังไม่สามารถจัดทำภารกิจที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการ ดูแลพี่น้องเกษตรกรได้ ท่านไม่สมควรได้รับงบประมาณในส่วนนี้ ปีหน้าสำนักงบประมาณตัด ลดงบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เอาไปกอง ในส่วนอื่น ไปตั้งเป็นงบที่ไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร งบในการไปเยียวยาเกษตรกรดีกว่า ดีกว่าที่จะเอามานั่งจัดอบรม มานั่งสัมมนา ซื้อรถประจำ ตำแหน่ง ทำอาคารใหม่ ๆ ที่มันไม่เกิดประโยชน์โดยตรงกับพี่น้องเกษตรกรอย่างที่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน อันนี้เป็นประเด็นที่ผมมีความจำเป็นจริง ๆ ครับ วันนี้พี่น้องเกษตรกรอยู่ไม่ได้ จริง ๆ นะครับ ก็ขอฝากท่านประธานแล้วก็ฝากเพื่อนกรรมาธิการนะครับ การปรับลดของ ท่าน ผมบอกเลยว่าไม่เพียงพอ และไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรได้🔗
ท่านต่อไป ท่านคำพอง เทพาคำ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๑๔ งบประมาณรายจ่ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมตัดปรับลดลง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ครับ นั่นหมายความว่าทั้งกระทรวงผมปรับลดลง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ในส่วนที่ผมจะอภิปรายก็พิจารณาจากประโยชน์ที่จะได้รับจากการตั้ง งบประมาณที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ก็คือเรื่องของการพัฒนาแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำ การป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ และการสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำครับ ท่านประธาน คือในเขตชลประทานการบริหารจัดการน้ำนี้เราจะเห็นนะครับว่าทั้งที่พื้นที่ ที่เป็นเขตชลประทานเราจะเห็นการบริหารจัดการน้ำที่ล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณ พื้นที่ ยกตัวอย่างอย่างกรณีพื้นที่ฝั่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ช่วงที่พี่น้องบริเวณนี้จะทำนา แต่ก่อนนี้เขาทำนาประมาณ ๒ ปี ๕ ครั้ง แต่เดี๋ยวนี้ทำปีหนึ่งก็ ๒ รอบ ปรากฏว่าในช่วงที่ ทำนา ปรากฏว่าน้ำไม่พอสักปีครับ การจัดสรร จัดสรรอย่างไรทั้ง ๒ รอบ แล้วรอบสุดท้ายก็มี การเร่งด้วย เร่งขอให้เร่งทำนาแล้วก็เก็บเกี่ยวให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคม จะทำอย่างไรล่ะ ครับในการบริหารจัดการหลายเรื่อง ทั้งฟาง ทั้งอะไรต่อมิอะไร ซังข้าวนี้ต้องจัดการให้ทัน และที่สำคัญก็คือมันจะเชื่อมโยงกับภารกิจการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำท่วม ฉะนั้น พื้นที่นาบริเวณเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกนี้จะต้องเตรียมรับน้ำถ้าเกิดน้ำหลาก แต่ถ้าเกิดน้ำแล้ง ก็ยุ่งอีกครับท่านประธาน การจัดสรรน้ำก็ไปไม่ถึง ถ้าเกิดน้ำหลากมาอีกประมาณสักเดือน สองเดือน บริเวณนี้จะรับน้ำนะครับ ซึ่งก็เข้ากับภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาดู การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่แหล่งน้ำขนาดเล็ก ท่านประธานครับ ในระบบธรรมชาติ ห้วย หนอง คลองบึง เราจะเห็นว่าลำห้วยเล็ก ๆ คนสามารถไปตั้งถิ่นฐาน เป็นชุมชนขนาดเล็กได้ เพราะในลำห้วยเล็ก ๆ มันจะมีวัง มีหาด มีแก่ง แต่พอโครงการจัดหา แหล่งน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทานเข้าไป กวาดเรียบเลยครับ ทั้งฝั่ง ทั้งลำห้วยเอา ให้อยู่ในระดับเดียวกัน แล้วเราเอาแผงคอนกรีตไปยัดใส่ ถ้าเป็นขนาดกลางก็เอา ฝายชลประทานเข้าไปใส่ แล้วทำคันไดก์ส (Dykes) คันดินขึ้นมาขวาง พอน้ำหลากมาครับ ท่านประธาน เก็บไม่ได้ครับ มิหนำซ้ำตลิ่งพังฉิบหายหมดครับ ใช้ได้หรือเปล่าท่านประธานพัง หมด แล้วก็ตั้งงบประมาณในการที่จะไปซ่อมแซม แล้วดินที่เกิดขึ้นจากอันนั้นก็พังลงไปถม ที่นาของชาวบ้าน เราก็จะเห็นว่าใช้มาตรฐาน เคยทำอย่างไรทำอย่างนั้น คือเขาเรียกว่าใช้ มาตรฐาน มข. ก็คือเป็นเทคโนโลยีการจัดการน้ำของประเทศออสเตรเลีย อันนี้นักวิชาการ เขาพูดนะครับ มาใช้ ทุ่งกุลาร้องไห้ไปดูครับมาตรฐานเดียวกันหมด ภาคอีสานไปดูครับ แหล่งน้ำขนาดเล็กมาตรฐานเดียวกันหมดนะครับ ก็คือขุดลอก แล้วก็วางแผงคอนกรีตไว้ บางทีน้ำหลากมามากก็บริเวณริมตลิ่ง ริมฝั่งที่ไปกั้นไว้ ก็จะพัง ไร่นาเสียหายหมด ตอนนี้ก็ตื้นเขิน ไม่มีวังอีกแล้ว ไม่มีแก่ง ไม่มีเกาะอีกแล้วนะครับ สิ่งที่มาแทนคือไมยราพยักษ์ ตอนนี้กำลังลุกลามอย่างหนักเลยนะครับ แต่ก็ยังดันทุรังทำ ตั้งงบประมาณทำต่อไป และที่สำคัญก็คือเราเห็นว่ามีหลายส่วนที่งบประมาณไม่สามารถที่จะ ไปเอื้อประโยชน์ หรือว่าไปเป็นประโยชน์กับการบริหารจัดการน้ำ หรือการป้องกันภัยจากน้ำ ก็คือเรื่องของครุภัณฑ์ เรือนะครับท่านประธาน ผมแน่ใจว่าเรือผมก็เคยเห็นเหมือนกันว่า เรือเขาเอาไปใช้ทำอะไร ใช้เปิดทางน้ำ แต่ปรากฏว่าได้ขุดลอกบ้างหรือเปล่า คลองส่งน้ำในที่ พื้นที่ชลประทาน เราจะเห็นว่าถนนที่จะไปประตูระบายน้ำ ประตูระบายน้ำก็อยู่ใกล้ ๆ กัน ครับท่านประธาน มองเห็นกันอยู่ ถนนที่จะไปกว้าง ๑๐ เมตร แต่ว่าคลองส่งน้ำแคบลงทุกวัน แล้วก็เห็นเรือ มีการซ่อมเรือนะครับ ไม่รู้จะเอาไปขุดลอกตรงนี้หรือเปล่า🔗
ในส่วนสุดท้ายนะครับ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือ การสร้างการมีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการน้ำ ตอนนี้มีอยู่ ๓๘ หน่วยงาน ไม่นับทหารนะครับ ทหารก็เอากับเขา ด้วยนะครับ แต่ก็ไม่นับญาติกับการบริหารจัดการน้ำ ไม่สนใจบูรณาการ กูอยากทำกูทำไป นี่ของทหาร แต่ส่วนที่มันน่าจะบูรณาการก็คือส่วนท้องถิ่น อบจ. เทศบาล อบต. ซึ่งเขามีพื้นที่ แหล่งน้ำที่เป็นพื้นที่ที่รับผิดชอบ อย่าง อบต. หนึ่งอาจจะยาวประมาณสัก ๑๐ กิโลเมตร ๒๐ กิโลเมตร ๑๐ กิโลเมตรนี่เขาสามารถที่จะบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนเขาให้บูรณาการ หรือว่าสร้างการมีส่วนร่วมกับท้องถิ่นนี้ได้ แต่ไม่ทำครับ ตั้งงบประมาณกะจะทำเอง หลายพื้นที่เป็นข้อเสนอของชาวบ้าน ยกตัวอย่างอย่างที่อำเภอทับสะแก พี่น้องค้นพบขุมแร่ มีน้ำมหาศาล พี่น้องท้องถิ่น อบต. เทศบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อยากจะพัฒนาให้มันเป็น แหล่งน้ำสำหรับใช้รดต้นมะพร้าวจะได้ลูกโต ๆ หน่อย ปรากฏว่าเอาไปทำแก้มลิงครับ ก็ไม่รู้ว่ามันจะรับน้ำหรือว่าบริหารจัดการน้ำขุมแร่อันนี้ได้หรือเปล่า แล้วมันก็เป็นประโยชน์ กับพี่น้องชาวทับสะแกได้มากน้อยแค่ไหนนะครับ ทางท่านกรรมาธิการก็ติดตามดูให้ด้วย ก็แล้วกัน ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ🔗
ผู้แปรญัตติ ที่ขอสงวนไว้อีก ๔ ท่านนะครับ มีท่านนิยม ช่างพินิจ ท่านอับดุลอายี สาแม็ง ท่านมานพ คีรีภูวดล ท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เริ่มจากท่านนิยม ช่างพินิจ ครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๔ ว่าด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งตั้งไว้แสนกว่าล้านบาท ผมปรับลด ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเงินประมาณ ๒,๒๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งที่ผมปรับนี้ไม่ใช่มากครับ แต่ผม อยากจะสะท้อนว่าส่วนที่ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนที่เป็นไขมันจริง ๆ ที่มันไม่ตอบโจทย์ ให้กับพี่น้อง โดยเฉพาะภาคการเกษตร มันมีหลากหลายครับ ปัญหานี้เยอะมากโดยเฉพาะ ภาคการเกษตร แล้วผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าตลอดระยะเวลา ๗ ปี ๘ ปีที่ผ่านมาผมหวังว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมีการพัฒนาโดยใช้งบประมาณ ผมว่าหลายแสนล้านบาท เอามาตอบโจทย์ให้กับพี่น้องเกษตรกร แต่เปล่าเลยครับ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ผมอยากให้ ตัดออกมา เอาไว้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ เอาไปศึกษาจริง ๆ จัง ๆ สิครับ วิจัย วิจัยแบบบูรณาการเลยครับ ความต้องการที่แท้จริงของพี่น้องภาคการเกษตรนี้คืออะไร แล้วอะไรคือปัญหา บอกกันง่าย ๆ เลยครับ วันนี้ถ้าเราจะแข่งขันกับประเทศเวียดนาม เราไปดูเขาจุดแข็งเขา คืออะไร มันมีไม่ยากเลยครับในหลักของตรรกะง่าย ๆ ๑. ต้นทุนในการผลิต มันก็มีเรื่อง ของน้ำ นั่นคือปัจจัยสำคัญเลยครับ น้ำนั่นคือหลักเลยของภาคการเกษตร ไม่ว่าข้าว ข้าวโพด อะไรทุกอย่างก็คือน้ำ ทำเราไม่แก้ปัญหาเรื่องน้ำ ผมเสียดายปี ๒๕๕๔ ครับ ปีที่น้ำท่วม ตอนนั้นสมัยท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ที่จะแก้ปัญหาน้ำแบบบูรณาการ โดยใช้เม็ดเงินแค่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเองครับ ผมไม่ได้หวังว่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมนะครับ ผมหวังว่าจะ แก้ปัญหาภัยแล้ง แก้ปัญหาน้ำแบบบูรณาการ จะเห็นได้ครับ ยกตัวอย่างเอาอำเภอ บางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นโมเดล (Model) ในการที่จะแก้ปัญหา แก้ปัญหาอย่างไรครับ ก็คือว่าพอปี ๒๕๕๔ ผมต้องขอชื่นชมระบบชลประทานในช่วงนั้นนะครับ ขุดอ่างน้ำ ไม่ว่าจะ เป็นบึงตะเคร็ง บึงระมาณ แต่เขาเอาระดับน้ำของปี ๒๕๕๔ มาเป็นตัวชี้วัด แต่หลังจาก ปี ๒๕๕๔ มา น้ำมันไม่ใช่เยอะครับ น้ำมันก็ไปไหลเข้าคลองเล็ก คลองซอย คลองแบบระบบ ก้างปลามันก็ไม่ไปครับ เพราะในการแก้จริง ๆ ต้องแก้ที่เขื่อน อาจจะกั้นเป็นช่วง ๆ เพื่อที่จะ ดันน้ำเข้าไปกักเก็บในบึงเล็ก ๆ ในบึงตะเคร็ง บึงระมาณ และมีอีกหลายบึงครับโดยใช้บูรณาการ บริหารแบบธรรมชาติ ไปต่อยอดกันได้ไหมครับ ไปร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างนี้เป็นต้น แล้วต่อมาครับ นั่นคือเรื่องน้ำนะครับ ถ้าบางระกำทำเสร็จนะครับ ผมหวังว่า จะเป็นโมเดล (Model) ให้กับพื้นที่ต่าง ๆ เสียดายจริง ๆ ครับ เพียงใช้เม็ดเงินแค่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาททั้งประเทศ เอาล่ะครับ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอาไปศึกษาดี ๆ ต้นทุนคืออะไรครับ ปุ๋ย น้ำมันไม่ต้องพูดถึงครับ ถ้าเราแก้แหล่งน้ำได้ น้ำมันเราก็ไปซัปพอร์ต (Support) ราคา น้ำมันขึ้น น้ำมันแพงเราก็ยังไม่ได้ซีเรียส (Serious) เพราะเรามีน้ำแล้ว แต่ปัญหาเรื่องปุ๋ยครับ เมื่อก่อนนี้ความฝันของพรรคเพื่อไทย ๑ อำเภอ ๑ โรงงาน ปุ๋ยวันนี้มันยังไม่มีให้เห็นนะครับ แต่ไม่เป็นอะไร มันเรื่องของอดีต แต่ปัจจุบันนี้จะนำไปสู่ถึงอนาคต วันนี้ราคาข้าวเป็น อย่างไรครับ เราก็มาอ้างว่าถ้าเกิดจะขายสัก ๕,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาทมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าต้นทุนอยู่ที่พันกว่าบาท ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยครับ แต่อันนี้ต้นทุน ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท เขาบอกผมว่าอย่างไรรู้ไหม ท่านประธานครับ ขายข้าว ๒๐ เกวียน ๓๐ เกวียน ๓๐ ตัน หักลบกลบหนี้ค่าแรงขั้นต่ำดีกว่า ๓๐๐ บาท นี่ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท อย่างนั้นจะอยู่ทำไม ก็ต้องขายที่ ขายไร่ ขายนาแล้วจะมาทำงานเป็นอาชีพกรรมกร กรรมกรก็ตกงานอีกล่ะครับ วันนี้หนี้สินของ ธ.ก.ส. ท่านลองไปดูเถอะครับ ผมก็ยังพอรับได้ หนี้ ธ.ก.ส. ตอนนี้ไปถึงหนี้ นอกระบบแล้วครับ วันนี้ผมรับโทรศัพท์ก็มีแต่เรื่องขายไร่ ขายนา เมื่อก่อนสมัย ปี ๒๕๕๔ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ข้าวนี้นะครับที่รับจำนำ หมายถึงด้านนโยบาย ผมจะไม่โทษนโยบาย ผมเคารพในการตัดสินใจของรัฐบาล ว่าอันไหนมันดี อันไหนไม่ดี ผมไม่ได้มาพูดตรงนี้นะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดว่าตอนนั้นไม่มีใครขายที่ ขายนาไร่ละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ไม่มีใครขาย แต่รู้ไหมครับ ไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาทครับ ๕๐,๐๐๐- ๖๐,๐๐๐ บาทนะครับ ขายไปน้ำตาย้อยไป น้ำตาร่วงไป เพราะเป็นมรดกตกทอดมาจาก บรรพบุรุษ แต่เขาก็จำเป็นต้องขายครับ เพราะว่าตัดไฟแต่ต้นลม หรือจะไม่เหลืออะไรเลย เพราะฉะนั้นเงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทไม่ใช่เยอะเลยครับ ถ้าเราจะไปศึกษาจริง ๆ แล้วนำไป แก้ปัญหาจริง ๆ ผมฝาก และวิธีการแก้นะครับท่านประธาน เราอย่าแก้จากบนลงมาสิครับ ฐานมันเป็นอย่างนี้ พี่น้องเกษตรกร ๘-๙ ล้านครัวเรือนให้เขาคิดเอง คิดขึ้นมาจากล่างขึ้นมา บนว่าเขาต้องการอะไร ไปนั่งบูรณาการกันครับ แก้ทีละอย่าง ต้นทุน แล้วก็ปลายทาง กรมการข้าวต้องคิดให้หนักครับ วันนี้ตลาดโลกเขาต้องการอะไร เขาต้องการข้าวชนิดไหน ต้องคิดให้ทันครับ คุณภาพเป็นอย่างไร ปริมาณต่อผลผลิตต่อไร่ต่อถังเป็นอย่างไร ต้องคิดให้ ละเอียด แล้วเพื่อเราจะสู้ในเวทีโลกได้ มันมีอยู่ ๒ อย่างนะครับ คือราคาที่ปลายทางกับ ต้นทุนการผลิต มันง่ายนิดเดียวเองครับถ้าผมมอง ในฐานะที่ผมต้องพูดอย่างนี้ ผมอยาก เอาเงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ไปศึกษาและทำวิจัยจริง ๆ แก้ปัญหาแบบบูรณาการจริง ๆ กระทรวงพาณิชย์ก็ดีครับ วันนี้ทูตพาณิชย์เขาต้องการอะไร เขาต้องการข้าวชนิดไหน ผมเสียดายภูมิประเทศของ ประเทศไทยจริง ๆ ครับ เกิดมาแล้วเสียดายภูมิประเทศ ๗-๘ ปีที่ผ่านมามันไม่ได้มีอะไร ดีขึ้นมาเลยครับ แล้วผมสงสารพี่น้องเกษตรกรที่จะต้องขายไร่ขายนาไปหมด แล้วจะมาพึ่ง อุตสาหกรรมไปไม่ไหวครับ วันนี้ปัญหาวิกฤตโควิด (COVID) ผมจะพูดเลยว่าสิ่งที่อยู่ได้คือ ภาคการเกษตรครับ แต่ภาคการเกษตรก็จะตายหมด ก็คงฝากประเด็นไว้ครับ เงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทที่ผมตัดนี้เอาไปศึกษาจริง ๆ จัง ๆ ล่ะครับ มันไม่เยอะครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน🔗
ท่านต่อไป ท่านอับดุลอายีครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดยะลา อำเภอกรงปินัง อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต อำเภอเบตง ผมขออนุญาตใช้สิทธิในเรื่องสงวนการแปรญัตติงบประมาณ ปรับลด ๗ เปอร์เซ็นต์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ล่ะครับ เนื่องจากว่าเท่าที่ผมได้สังเกต ของการบริหารงานงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำให้มีความรู้สึกว่ามันไม่มี ความจำเป็นอะไรที่จะต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ณ ขณะนี้นะครับ เพราะว่าอาจจะ มีการปรับลดมากกว่าที่ผมว่าด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลเนื่องจากว่าเรามีปัญหาในเรื่องของ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับท่านประธาน เรื่องโรคเชื้อราใบยางร่วงของยางพาราก็ไม่ได้ รับการแก้ไข แล้วไม่มีการใช้งบประมาณโดยตรงกับปัญหาที่มันเกิดขึ้น อันที่ ๒ โรคเชื้อราที่ มันเกิดจากต้นกล้วยหิน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่งของจังหวัดยะลา ก็ไม่ได้รับการแก้ไข อย่างจริงจัง ณ วันนี้นะครับ มันก็เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ จนถึงขณะนี้ก็ประมาณ ๘ ปี เกือบ ๑๐ ปีแล้วนะครับท่านประธาน ยิ่งมาวันนี้ก็เห็นชัดเจนเรื่องผลไม้ที่มีปัญหาในช่วง วิกฤติของโควิด (COVID) ก็ยิ่งเห็นชัดเจนว่าการบริหารจัดการงบประมาณของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ จะพูดว่าอย่างไรดี มันไม่เกิดผลที่มันชัดเจนต่อพี่น้องเกษตรกรเลย อย่างเช่นว่า ณ วันนี้ราคามังคุด ราคาเงาะ ซึ่งมีปัญหาอย่างนี้เกือบจะทุกปี แต่กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ก็ไม่เคยใส่ใจในเรื่องของการที่จะใช้วิชาการของกรมวิชาการเกษตรก็ดี กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ดี อะไรก็ดีมาแก้ปัญหาให้มันเกิดจากปัญหาที่มันเกิดขึ้นซ้ำซากอย่างปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะปีนี้เรื่องโควิด (COVID) ก็มาซ้ำอีก ทำให้ราคาเงาะแทบจะไม่มีราคา ราคามังคุดก็จะไม่มีราคา แล้วก็กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองก็ไม่พยายามที่จะบริหาร จัดการให้เกิดการรักษาคุณภาพของผลผลิตให้เป็นระยะยาว อย่างเช่น พวกห้องเย็นต่าง ๆ นี้ ก็น่าจะต้องมีการคิดสิ่งเหล่านี้ให้มันเกิดขึ้น อย่างภาคใต้ก็เงาะหรือว่าภาคตะวันออกก็มีเงาะ มีอะไรอยู่นะครับว่าปัญหาของเงาะก็มีปัญหาเกือบทุกปี แต่ว่ามีบ้างไหมกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์คิดจะทำเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อที่จะผลิตเงาะกระป๋องหรืออะไรต่าง ๆ ให้มันกระจายทุกพื้นที่ เราก็ใช้วิธีการบริหารจัดการเพื่อการส่งออกเพื่อขายในราคาที่มี มูลค่าเพิ่มขึ้นมา แล้วก็อาจจะรักษาเวลา ไม่ใช่ว่าออกมากระจุก แล้วก็ปล่อยให้มันทิ้งร่วงอยู่ บนต้น มันก็เป็นปัญหาที่ไม่ได้ดูแลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลย อย่างปีนี้ก็เป็น โชคร้ายที่เป็นซ้ำซ้อนขึ้นมา อย่างเช่น ทุเรียนนี้นะครับ นี่เดือนสิงหาคมกลางเดือน ท่านประธานครับ ตอนนี้เป็นจังหวะพีก (Peak) ของทุเรียนที่ออกในเขตพื้นที่ภาคใต้ ภาคใต้ หรือว่าภาคอื่นที่มีการผลิตทุเรียน เราก็ภูมิใจในตัวเลขที่เคยส่งออกให้กับประเทศจีนที่ผ่านมา ประมาณ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างจะสูงมากนะครับ แต่ปีนี้ มันจะเป็นปัญหา เพราะว่าราคามันก็แกว่งไปแกว่งมา โดยเฉพาะในเรื่องของระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ที่มีปัญหากับคู่ค้าก็คือประเทศจีนอันนี้จะมีปัญหา🔗
อันที่ ๒ กลับมาตลาดภายในประเทศโดยมาตรการของโควิด (COVID) ถามว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำอะไร สถานการณ์ของโควิด (COVID) เรื่องตลาดที่มัน มีผลกระทบเรื่อง พ.ร.บ. ของสาธารณสุขเกี่ยวข้องกับการเปิดตลาดใหญ่ ๆ อย่างเช่น ตลาดไท ปากคลองตลาด ตลาดสี่มุมเมือง หรือตลาดของจังหวัดใหญ่ ๆ ก็มีปัญหาติดในเรื่องมาตรการของโควิด (COVID) ทั้งหมด ทำให้เราชะลอ ณ วันนี้ระบายพวกพืชผลการเกษตรไปตลาดตามฟุตพาท ตลาดตามริมทาง เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ปริมาณการระบายสินค้ามันน้อยนะครับ🔗
อันที่ ๓ สิ่งที่มันเป็นปัญหาในปีนี้ก็คือว่าห้องเย็นเท่าที่เรามีอยู่ก็ไม่สามารถ บริหารจัดการรองรับพวกผลไม้เหล่านี้ได้ เลยถามว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีวิธีการ อย่างไร ห้องเย็นที่มีอยู่ก็ติดปัญหาเรื่อง พ.ร.บ. ของสาธารณสุขเช่นกัน คนทำงานที่อยู่ในห้อง เย็นถ้าไม่ได้ฉีดวัคซีน ถ้าไม่ได้ครบตามเงื่อนไขกำหนดของ ศบค. หรือของกระทรวง สาธารณสุขก็ไม่สามารถที่จะเปิดตลาดห้องเย็นได้ ทีนี้พอไปถามห้องเย็น ทำไมก็เปิดแล้วครับ ก็เปิดได้ไม่เต็มที่ เปิดได้บ้างเป็นบางส่วน เพราะเปิดเต็มที่ไม่ได้ ก็เลยทำให้เขารับซื้อไม่ได้ เต็มที่ อันนั้นก็ส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่อยากจะรับซื้อ เพราะไม่รู้ว่าแผนการตลาด ในอนาคตจะเป็นอย่างไร เป็นไปได้ไหมว่าเราอาจจะหาเงินสักก้อนหนึ่งไปให้กับห้องเย็น โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ผลิตตั้งแต่ต้นทางก็คือผลิตตั้งแต่สวนมาจนถึงเรื่องของ เก็บรักษา เพื่อยืดเวลาในการที่จะขายไปในตลาด ตรงนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้เงิน งบประมาณเท่าไร วันนี้เห็นการเบิกจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ประมาณ ๕๘ เปอร์เซ็นต์ ยังค้างการเบิกจ่ายจนถึงสิ้นปีงบประมาณนี้ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งการ บริหารจัดการของงบประมาณผมดูแล้วโดยภาพรวมแล้วก็น่าจะล้มเหลวได้นะครับ🔗
อีกอย่างหนึ่งในภาวะวิกฤติของผลไม้ อย่างในช่วงนี้มีบ้างไหมกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ไปบอกท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อเอางบกลาง เอาอะไรต่าง ๆ มาให้กับ ผู้ประกอบการห้องเย็นว่าอาจจะต้องไม่มีดอกเบี้ย เงินกู้เป็นแสน ๆ ล้านบาทนี่นะครับให้ห้อง เย็นไปดำเนินการเพื่อที่จะมารับซื้อสินค้าภาคการเกษตร มาช่วยระหว่างที่เกิดวิกฤติในเรื่อง ของตลาดทั่วไป อย่างนี้ก็อยากจะนำเรียนให้ท่านประธานทราบว่าสิ่งทั้งหมดที่มันเกิดขึ้นกับ ภาคการเกษตร เพราะเราไม่ได้เอาใจใส่อย่างจริงจัง แล้วก็บริหารจัดการงบประมาณ เหมือนกันทุก ๆ ปี เป็นภาวะปกติของการบริหารงบประมาณ ไม่ได้มีการที่จะไปปรับปรุง แก้ไขให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง วันนี้ก็อาจจะมีกรมหนึ่ง สำนักงาน มาตรฐานสินค้าการเกษตรและอาหารแห่งชาติก็มีการจัดระบบการเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งดู แล้วก็เป็นแต่ลมปาก เป็นเพียงกระดาษ พอเอาจริง ๆ ไม่มีการส่งเสริมใด ๆ ที่มันเกิดของ การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่อย่างชัดเจน ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน อยากจะนำ เรียนให้ท่านประธานทราบว่า ณ วันนี้ผมเป็นเหตุผลในเรื่องของการปรับลดงบประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ด้วย เพราะการบริหารงบประมาณล้มเหลวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครับ ขอขอบคุณครับ🔗
เชิญ ท่านมานพครับ ท่านต่อไปครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๕ ซึ่งผมได้ขอสงวนปรับ ลดอยู่ที่ ๘ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในมาตรา ๑๔ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประธานครับ ผมมีอยู่ ๒ ประเด็นใหญ่ที่อยากจะอภิปรายให้เห็นว่าทำไมผมถึงปรับลด ๘ เปอร์เซ็นต์ครับ ประเด็นแรกก็คือเรื่องของการแก้ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการบริหารจัดการน้ำครับท่านประธาน🔗
ประเด็นแรกก่อนนะครับท่านประธาน คือช่วงนี้ผมเข้าใจว่าทุกท่านก็คงเห็น อยู่แล้วนะครับว่า ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคใต้เรื่องมังคุด ภาคเหนือเรื่องลำไย ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลยนะครับถ้าหากว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการวางแผน อย่างเป็นรูปธรรมหรืออย่างบูรณาการ ผมไม่เห็นเลยนะครับว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีแผนหรือว่ามีการพูดคุยกับหน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้อง ปัญหาเกษตรท่านเป็นแม่งาน นะครับ ท่านจะต้องรู้ว่าลำไยมีกี่ตัน มีกี่ไร่ มีกี่ต้น มีเกษตรกรกี่คน มังคุดผู้ปลูกที่ไหน อย่างไร ก็ไม่ต่างจากลำไยครับ ท่านจะต้องไปเชื่อมโยงให้ได้ครับว่า กระทรวงพาณิชย์จะเอาอย่างไรปีนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมที่จะแปรรูปเป็นอย่างไรปีนี้ กระทรวงอุดมศึกษา สถาบันการศึกษา สถาบันการวิจัยจะพัฒนารูปแบบการเกษตรอย่างไร กระทรวงคมนาคมจะขนส่งอย่างไร เพราะว่าท่านก็ทราบอยู่แล้วว่าสถานการณ์โควิด (COVID) ที่เกิดขึ้นนี้ เราไม่ใช่ว่าเจอโควิด (COVID) เมื่อวานนี้ เราเจอมาเมื่อปีที่แล้วแล้ว กระบวนการทำแผนร่วมอย่างนี้ ผมคิดว่าอันนี้คือความบกพร่องของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์นะครับ ท่านประธานทราบใช่ไหมครับว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โอเค (OK) เป็นกระทรวงที่อยู่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชน แต่สิ่งหนึ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่สามารถจะขายผลผลิตได้ด้วยตัวเอง เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่กระทรวง การค้า สิ่งที่ผมเจอนะครับ ผมพยายามไปหารือกับผู้บริหารอยู่ว่ามันจะเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าหากว่าไม่มีแผนการบริหารจัดการเรื่องนี้ สิ่งที่ผมคิดว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้อง ทำนะครับ อันนี้ผมเสนอแนะเลยนะครับว่าถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ในความบกพร่อง ที่ผมตัดงบประมาณของท่าน ๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านจะต้องใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ผมมีข้อมูลนะครับ ผมลงไปคุยกับพี่น้องเกษตรกร ลำไยภาคเหนือมีเท่าไร ๑.๕ ล้านตัน จังหวัดลำพูน จังหวัด เชียงใหม่เยอะที่สุด รองลงมาจังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา แล้วก็จังหวัดน่าน แต่ท่านไม่ได้ เอาหน่วยงานที่ผมกล่าวถึงคือ ไม่ว่ากระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและพัฒนา กระทรวงคมนาคม มานั่งคุยว่าปัญหาเกษตรกร ๑.๕ ล้านตันท่านจะแก้ปัญหาอย่างไรนะครับ อันนี้ถือว่าเป็นความบกพร่อง ผมคิดว่า ถ้าหากว่าท่านใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง เอาพื้นที่ผู้ปลูกเป็นตัวตั้ง เอาหน่วยงานที่ท่านต้องประสาน เพื่อให้แก้ปัญหาอย่างนี้มันสามารถจะดำเนินการได้ ท่านก็ทราบข่าวที่ผ่านมานะครับ ประเทศจีนไม่ให้นำเข้าลำไยเพราะว่าเจอ ๑ ๒ ๓ ๔ อันนี้คือเราเห็นได้ชัดเลย คือท่านไม่ได้ ประสานงานกับหน่วยงานทางวิชาการเรื่องมาตรฐานต่าง ๆ🔗
ประเด็นที่ ๒ ประเด็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำครับท่านประธาน มีหลายหน่วยงานมากในประเทศไทยนี้ที่เกี่ยวข้องกับของการบริหารจัดการน้ำ เฉพาะกระทรวงนี้ก็มีครับ มีกระทรวงทรัพยากรอีก กรมชลประทานก็มีอีก แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผม คิดว่าที่เกี่ยวข้องก็คือกรมชลประทานครับท่านประธาน ปัญหาของประเทศไทยมันไม่ใช่ว่า ไม่มีน้ำต้นทุนครับ มีน้ำต้นทุนนะครับ ในพื้นที่ภูมิภาคนี้มีน้ำต้นทุนเยอะกว่าหลาย ๆ พื้นที่ ในภูมิภาคนี้นะครับ แต่ผมเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ก็คือผมไม่แน่ใจว่านวัตกรรม ความรู้ ที่ท่านใช้อยู่มันสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันหรือไม่ และกระบวนการต่าง ๆ ที่ทำมา นะครับ เวลาเกิดปัญหาครับท่านประธาน น้ำแล้งก็สร้างเขื่อน น้ำท่วมก็สร้างเขื่อน เรามี ความรู้กันแค่นี้หรือครับ เราไม่มีความรู้ด้านอื่นเลยหรือครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ารูปแบบ การบริหารจัดการน้ำที่จะต้องใช้ความรู้และนวัตกรรมในโลกนี้มันมีความรู้เยอะแยะ และ ประชาชนในพื้นที่เอง ผมเข้าใจว่าจำเป็นที่จะต้องลงไปถึงระดับครัวเรือน ไม่ใช่คิดเฉพาะ โครงการขนาดใหญ่ โครงการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นนี้ครับ มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญและผมเจอว่าเป็น ปัญหาสำคัญที่สุดเวลาทำโครงการใหญ่ ก็คือเรื่องอีไอเอ (EIA) การศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดล้อม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถ้าเราลงพื้นที่เราไปเจอกับพี่น้องประชาชนมันคล้าย ๆ ว่าทำ อีไอเอ (EIA) แล้วเพื่อให้เกิดผลรายงานว่าให้โครงการนี้ดำเนินการได้ สิ่งที่ตามมาก็คือว่า ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่ดำเนินการกับพี่น้องประชาชน ความขัดแย้งระหว่าง พี่น้องประชาชนที่อยู่ต้นน้ำกับอยู่ปลายน้ำ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการจัดการน้ำภายใต้ของ กรมชลประทานนี้ผมคิดว่าจำเป็นอย่างที่จะต้องหานวัตกรรมที่มันสร้างผลกระทบทางด้าน สิ่งแวดล้อมกับสังคมให้มันน้อยที่สุด และผมเชื่อว่าในโลกนี้มันมีความรู้และนวัตกรรมที่ดีพอ นะครับ อีกกรมหนึ่งที่ผมได้อยู่ในพื้นที่แล้วผมพอทราบข้อมูลก็คือว่ากรมฝนหลวงครับ ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเขาเรียกว่าฝนเทียม มันไม่ใช่ฝนแท้ สิ่งที่ผมคิดว่าจะต้องสรุปออกมาให้ชัดเจนนะครับว่าความรู้ บทเรียน ประสบการณ์ที่ทำมา ตลอดที่ผ่านมานี้มันสอดคล้องกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศหรือไม่ เราจะพบ เสมอนะครับรายงานข่าวว่าวันนี้ได้มีการทำฝนหลวง มีการโจมตีเมฆ พบว่าความชื้น ในอากาศไม่เพียงพอ สิ่งที่ตามมาคืออะไรครับ ผมอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่นะครับ มีครั้งหนึ่ง ชาวบ้านก็เก็บสารเคมีที่ในการทำฝนหลวงฝนเทียม ตกลงมาในพื้นที่เกษตรกรเป็นเม็ด ๆ เลย นะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก่อนที่ท่านตั้งงบประมาณจัดซื้อเครื่องบินลำใหม่นี้ ผมคิดว่าการสรุปบทเรียนที่มันเป็นความรู้เพื่อที่จะเดินต่อว่าจำเป็นจะต้องเปลี่ยนรูปแบบไหม หรือจำเป็นจะต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมืออย่างอื่นไหม หรือว่าจำเป็นจะต้องยกเลิกเพราะว่าน้ำ ต้นทุนที่มันมีอยู่ถ้าบริหารจัดการดี ๆ แล้วก็สามารถที่จะดำเนินการในการบริหารจัดการ แก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมและฝนแล้งได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมมีอยู่ ๒ เรื่องนะครับ เหตุผลสำคัญ ๒ ประการที่ผมขอตัด ๘ เปอร์เซ็นต์ของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของการไม่มียุทธศาสตร์แผนงานในการบูรณาการการแก้ไขปัญหา เรื่องของราคาผลผลิตสินค้าทางการเกษตร อันที่ ๒ คือเรื่องของนวัตกรรมและองค์ความรู้ ในการบริหารจัดการน้ำ มันเก่าแล้วก็สร้างปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ขอเชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติขอเสนอปรับลดเพิ่มอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมาจากการพิจารณาในเรื่องของพันธกิจของ ๒ หน่วยงานดังนี้ครับ🔗
หน่วยงานแรกกรมประมงครับ เมื่อวานผมให้ดูคลิป (Clip) การทำงานของ กองตรวจประมงที่บูรณาการร่วมกับ ศรชล. ไปแล้ว จริง ๆ ผมเห็นใจกรมประมงนะครับ ท่านขอซื้อรถกระบะมา ๓๕ คัน แต่ละคันอายุการใช้งานเฉลี่ย ๓๐ กว่าปี มากสุด ๕๒ ปี ไม่รู้ท่านทนใช้มาได้อย่างไรเก่งจริง ๆ สถานทูตเมื่อเช้านี้เบนซ์เอสคลาส (Benz s class) ๕-๖ ปีเปลี่ยนแล้วนะครับ คือจริง ๆ ผมจะไม่ขอตัดเลยครับถ้าเกิดว่ากรมประมงยังทำ พันธกิจที่เป็นการสนับสนุนชาวประมงและทำให้ชีวิตของชาวประมงดีขึ้นอยู่ แต่ว่าข้อเท็จจริง วันนี้นะครับท่านประธานอุตสาหกรรมประมงเรียกว่าพังพินาศ พี่น้องชาวประมงใน ๒๒ จังหวัดถูกปราบปรามจนเอาตัวไม่รอด และต้นตอปัญหานี้อย่าเพิ่งไปโทษมาตรการไอยูยู (IUU) ของสหภาพยุโรปที่เขาบอกว่าให้ใบเหลืองกับเราและเราก็ไม่สามารถส่งอาหารทะเล ไปขายยุโรปได้ มาทวนความจำนิดหนึ่งครับ ไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) เป็นข้อตกลง ระหว่างประเทศเกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่มีการทำประมงแบบล้างผลาญหรือว่าโอเวอร์ฟิชชิง (Over Fishing) มาตรการไอยูยู (IUU) จึงมีเพื่อป้องกันยับยั้งการทำประมงผิดกฎหมายซึ่ง ขาดการรายงานแล้วก็ไร้การควบคุม ในส่วนของไอ (I) หรือว่าอิลีเกิล (Illegal) ด้วยความที่ พ.ร.บ. ประมงเราใช้มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๐ ไม่แปลกเลยครับจะมีการทำประมงผิดกฎหมาย ในปัจจุบัน ยู (U) ตัวแรกนะครับอันรีพอร์เตด (Unreported) ไม่มีการรายงาน อันนี้ก็โทษ ชาวประมงไม่ได้ กรมประมงไม่ได้ทำรายงานเอง ยู (U) ตัวสุดท้าย อันเรกกูเรต (Unregulate) ก็คือไร้การควบคุม การควบคุมก็เป็นหน้าที่ของรัฐอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้เราโทษ ชาวประมงไม่ได้ แต่ว่ามาตรการของ คสช. ในตอนนั้นกลับปราบปรามชาวประมงอย่างเต็มที่ มันไม่ใช่แค่เรานะครับท่านประธานที่โดนใบเหลือง ยุโรปเองก็ใช้เวลาเป็นสิบปีครับกว่าจะ แก้ปัญหานี้สำเร็จ แต่เราไม่มีการเจรจา ไม่มีการต่อรองครับ ทั้ง ๆ ที่เราส่งอาหารทะเล ออกไปยุโรปแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ของยอดทั้งหมด สินค้าที่ส่งไปก็เป็นปลาทูน่ากระป๋องกับกุ้งแช่ แข็ง ซึ่งทูน่าก็นำเข้า กุ้งแช่แข็งก็เลี้ยงในบ่อไม่ได้จับในทะเล เพราะฉะนั้นอาหารทะเลที่ส่งไป ยุโรปไม่ใช่อาหารทะเลที่ได้มาจากการทำประมงแบบผิดกฎหมายครับ เราเถียงเขาได้ครับ แต่ เราไ ม่ เถี ย ง ป ระ เด็ น มั น อ ยู่ ต ร ง นี้ ค รั บ ปี ๒ ๕ ๕ ๘ พ ล เอ ก ป ร ะ ยุ ท ธ์ ทำรัฐประหารเข้ามา แน่นอนครับสิ่งที่ทำไปไม่มีชาติไหนเขายอมรับหรอก เพราะฉะนั้นมันก็ เลยมีความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะโหยหาการยอมรับจากต่างชาติเป็นอย่างมาก ทำรัฐประหารเข้ามามันต่อรองกับเขาไม่ได้อันนี้ผมเข้าใจ แต่ผมคิดว่าท่านคงจะหวังว่าจะฉวย โอกาสทำเรื่องนี้ให้มันกลายเป็นผลงาน แล้วก็สร้างการยอมรับจากนานาประเทศ นั่นคือ สาเหตุที่ ม. ๔๔ ออกมาใช้เต็มไปหมด สุดท้ายแล้วพี่น้องชาวประมง ๒๒ จังหวัด ถูกดำเนินคดีนับหมื่นราย มีเรือประมงกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ต้องจอดสนิทในวันนี้ โรงงาน แปรรูปขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ต้องเลิกกิจการมากกว่าร้อยโรงงาน เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ กลายเป็นว่าทุกวันนี้เราต้องนำเข้าวัตถุดิบนะครับ ดังนั้นถ้ากรมประมงไหนยังมีพันธกิจ ในลักษณะนี้อยู่ผมไม่เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวประมงใน ๒๒ จังหวัดไทยเรา ดีขึ้นได้เลยครับ นั่นคือหน่วยงานแรกครับ🔗
หน่วยงานที่ ๒ หน่วยงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรครับ ได้งบประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ถูกปรับลดเหมือนหน่วยงานอื่น ๆ นะครับ มันก็ หมายความว่าเราให้ความสำคัญกับการทำฝนเทียมเหมือนเดิม ซึ่งปัญหาที่ผมเจอก็คือว่า การโอนงบประมาณที่มันค่อนข้างจะดูแปลก ๆ มันผิดหลักการเห็น ๆ ไม่รู้สำนักงบประมาณ ทำไมไม่กล้าเข้าไปขวางในขณะที่หน่วยงานอื่นเขาก็โอนกันปกติ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ โอนประมาณเยอะมากครับ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ผมยกตัวอย่างนะครับ รัฐสภา อนุมัติให้ค่าตรวจซ่อมเครื่องบินใหญ่ พอขออนุมัติไปก็เอาไปซื้ออะไหล่เฮลิคอปเตอร์แทน อันนี้ยังพอไปวัดไปวาครับ ตัวอย่างต่อไปครับ ขอซื้อระบบกล้องวงจรปิด ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ นี้เยอะมาก ๆ ครับ หลายระบบเหลือเกินกล้องวงจรปิดไม่รู้เอาไปเฝ้าอะไรนัก แต่ว่าโอนไปแล้ว ท่านเอาไปจ่ายเป็นค่าย้ายแอร์คอนดิชัน (Air Condition) เนื่องจาก คอมเพรสเซอร์ แอร์คอนดิชัน (Compressor Air Condition) หันหน้าเข้าหาอาคารมันทำให้ อาคารมีความร้อน ขอซื้อรถบรรทุกกับกล้องวงจรปิดอีกรายการหนึ่งท่านเอาไปจ่าย ค่าเดินทางราชการ ไปจ่ายเบี้ยประชุม กป. เครื่องช่วยเดินอากาศท่านขอซื้อของทุกปีไม่รู้ คืออะไร ผมยังไม่รู้เหมือนกันครับคืออะไร แต่ว่าสภาอนุมัติไปท่านโอนไปปรับปรุงอาคาร ท่านขอซื้อเครื่องยนต์สำรองเฮลิคอปเตอร์ พอได้ไปเอาไปทำเครือข่ายคอมพิวเตอร์อาคาร กรมฝนหลวงและการบินเกษตร วงจรปิดระบบอีก ๖ ระบบ โอนไปท่านได้ไปปุ๊บท่านโอนไป จ่ายค่าหารถประจำตำแหน่ง ไปจ่ายค่าฝึกอบรมหลักสูตรจิตวิทยาด้านความมั่นคง เครื่องช่วย เดินอากาศอีกรายการหนึ่งครับ พอได้รับไปแล้วท่านโอนไปเป็นค่าใช้จ่ายจัดงานเปิดศูนย์ฝน หลวงและวางหลักศิลา อีกรายการหนึ่งครับค่าซ่อมเครื่องบิน ถ้าได้ไปท่านโอนไปจ่ายค่าเบี้ย เลี้ยง ที่พัก ยานพาหนะ แล้วก็ไปซื้อแอร์คอนดิชัน (Air Condition) ไปซื้อผ้าม่าน ๒๕๐,๐๐๐ บาท ไปสนับสนุนกรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่ภารกิจฝนหลวง อีกรายการหนึ่งซ่อมโอเวอร์ ฮอล (Overhaul) โอนไปเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงที่พักแล้วก็ค่ายานพาหนะถึง ๘๐๐,๐๐๐ บาท โอน ไปเป็นค่าตอบแทนคณะกรรมการ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ค่าฝึกอบรมอีก ๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นค่า ไฟฟ้าอีก ๒ ล้านบาท อีกรายการหนึ่งเครื่องช่วยเดินอากาศเหมือนเดิมเลย สภาอนุมัติปุ๊บ ท ่า น เ อำ ไ ป ซื ้อ ไ ม โ ค ร โ ฟ น ไ ร ้สำ ย ถ ัง ข ย ะ พ ลำ ส ต ิก พระบรมฉายาลักษณ์ ๒๐ คูณ ๓๐ นิ้ว ขาตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ ๒ เมตร แล้วก็ปรับปรุง รับรองสนามบินคลองหลวง ท่านประธานครับ การโอนงบประมาณแบบนี้มันมันผิดหลักการ จากที่สภาเราอนุมัติไป สภาเราพิจารณาแล้วว่าท่านควรจะใช้อะไร สมเหตุสมผลแค่ไหน เราเลยให้ไปแล้วท่านทำแบบนี้ ผมคิดว่าสำนักงบประมาณต้องกล้าที่จะทำอะไรที่เป็นเรื่องที่ ถูกต้องนะครับ ปีนี้ครับท่านประธาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตรขอรายการมา ก็เหมือนกับที่ผมได้พูดไปทั้งหมดเมื่อปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ เลย คือขอเหมือนเดิมมาทุกอย่าง แล้วก็เดี๋ยวจะไปโอนอีก ท่านทราบไหมครับว่าวันพระบิดาฝนหลวงคือวันที่เท่าไร เดือนอะไร ผมไม่ทราบครับ แต่ว่าปีละ ๑๐ ล้านบาททุกปี น่าจะทำให้คนทราบได้บ้าง ปีนี้ก็เหมือนเดิม นะครับ ๑๐ ล้านบาท ตัดลดก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไรบ้าง แต่ประเด็นที่ผมสงสัย มันอยู่ตรงตัวชี้วัดครับท่านประธาน คือผลการดำเนินงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร สำหรับผมมัน ๓ ปีแล้วครับที่มันดูเพอร์เฟกต์ (Perfect) เสียจนมันน่ากลัว โอกาสสำเร็จ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ทุกปี แต่พอถามข้อมูลทางสถิติอย่างอื่นกลับไม่มีอะไรที่จับต้องได้เลย ทั้ง ๆ ที่ ท่านเก็บสถิติมาตั้ง ๒๐-๓๐ ปี คือผมไม่ได้อยากจะตั้งคำถามกับกรมฝนหลวงและการบิน เกษตรเลยครับถ้าเกิดว่าท่านตอบคำถามผมบ้าง ๒ ปีที่ผ่านมาผมพยายามถามคำถามง่าย ๆ ครับว่าสรุปแล้วสิ่งที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตรทำคือการเพิ่มปริมาณน้ำฝน หรือว่า แค่ย้ายจุดที่ฝนมันควรจะตกเท่านั้น ท่านไม่ตอบ ท่านตอบแค่ว่าโอกาสสำเร็จ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ อยู่แค่นั้น ถ้าอย่างนั้นผมย้อนไปดูสถิติย้อนหลัง ๕๐ ปี ปริมาณน้ำฝนของประเทศเรามัน ก็ไล่เลี่ยเฉลี่ยกันมาปกติ ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรเลยหลังจากที่ตั้งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขึ้นมา ซึ่งอย่างที่บอกครับผมไม่ได้อยากตั้งคำถามเลย คำตอบที่ผมได้รับมันทำให้ผม จำเป็นต้องตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐานทิ้งไว้ในสภานี้ครับว่าผมจะรู้ได้อย่างไรครับว่าท่านไม่ได้ขึ้น บินในวันที่ฝนมันจะตกอยู่แล้ว แล้วถ้าท่านทำแบบนั้นแล้วท่านบอก ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ใครจะรู้ ล่ะครับ ในเมื่อท่านไม่มีหลักฐานอะไรเลย🔗
ประเด็นสุดท้ายนะครับ ถ้ามันเป็นอย่างที่ผมตั้งสมมติฐานจริง ๆ นั่นหมายความว่าการย้ายจุดฝนตกของท่านมันทำให้ระบบนิเวศมันเสียหายนะครับ จุดที่ฝน มันควรจะตกมันไม่ได้ตก มันไปตกที่อื่น ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่ได้เพิ่มปริมาณน้ำที่จะตกลงมาใน พื้นที่เกษตรของชาวบ้านเลย นั่นคือสาเหตุที่ผมจะต้องขอปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ ผู้แทนราษฎรของพี่น้อง ประชาชน จังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตที่จะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี พุทธศักราช ๒๕๖๕ ในมาตรา ๑๔ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เหตุผลที่ผมจะต้องเลือกอภิปรายในมาตรา ๑๔ ทั้ง ๆ ที่มีหลายมาตราก็เพราะว่า ในมาตรา ๑๔ นี้เป็นมาตราที่จะช่วยดูแลส่งเสริมกระตุ้นให้พี่น้องประชาชนซึ่งเป็นคน ส่วนใหญ่ของประเทศได้อยู่ดีกินดี ถ้าอยู่ดีกินดีแล้วนั่นหมายถึงว่าภาพรวมทุกอย่างก็จะดีขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ถือว่าเป็นกลไก ๆ หนึ่งที่สำคัญของรัฐบาล รัฐบาลก็หมายถึงรัฐบวกอภิบาล รัฐคือว่าจะต้อง ดูแลในส่วนของอาณาเขตและพี่น้องประชาชน อภิบาลก็คือว่าจะต้องดูแลเยียวยาเอื้อเฟื้อให้ พี่น้องประชาชนคนในชาตินั้นอยู่ดีกินดีอย่างผาสุข เหตุผลที่ผมต้องอภิปรายเพื่อตัดลด งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปเพียง ๓ เปอร์เซ็นต์จากงบประมาณ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตัดไปเพียง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ได้ตัดมากมายนะครับ แต่ว่า ที่ต้องตัดก็เพื่อที่จะได้มีโอกาสมาอภิปรายสะท้อนในเรื่องของความเป็นจริงชีวิตจริงของ พี่น้องประชาชน ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นมีหน่วยงานทั้งสำนักงาน ทั้งกรมทั้งหมด ๑๗ หน่วยงานด้วยกัน แยกได้อย่างละเอียดยิบเพื่อที่จะดูแลพี่น้องประชาชน แต่ผลที่เราเห็นกันมาทุกปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหน่วยงานที่สำคัญ ๆ หลายอย่าง ผมขอยกตัวอย่างในเรื่องของกรมชลประทานซึ่งเป็นหัวใจใหญ่ หัวใจหลัก เส้นเลือดหลัก ที่จะต้องหล่อเลี้ยงอาชีพเกษตรกร แต่ปัญหาที่พบเจอทุก ๆ ปี ไม่แล้งหนักก็น้ำท่วม จะไม่เคยมีความพอดีให้สำหรับพี่น้องเกษตรกร อันนั้นเป็นเพราะว่าเกิดจากธรรมชาติ แล้วกระทรวงของเราที่มีหน่วยงาน มีสำนักงานที่กำกับดูแลได้ช่วยเหลือเจือจานตรงไหน บาง ปีก็แล้งซ้ำซาก ในส่วนของพี่น้องเกษตรกรข่าวร้ายที่ไม่อยากจะได้ยินจากกรมส่งเสริม การเกษตรก็คือจะประกาศอีกแล้วว่า ๒๘ จังหวัดต่อไปนี้งดทำนานะครับ นี่หรือครับ เสียงจากกรมส่งเสริมการเกษตร ไม่น่าจะเป็นจากกรมส่งเสริมการเกษตรนะครับ น่าจะเป็น กรมระงับยับยั้งเสียมากกว่า ถ้าเป็นกรมส่งเสริมการเกษตรนั้นจะต้องมีหน้าที่ ถ้าพี่น้อง เกษตรกรทำนาปลูกข้าวแล้วน้ำมันน้อยก็น่าจะร่วมมือกับกรมในส่วนของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ในการที่จะคิดค้นหรือวิจัยข้าวตัวไหนที่ใช้น้ำน้อย ไม่ใช่แนะนำให้ไปปลูกพืช น้ำน้อย พื้นที่ปลูกข้าวเป็นที่ราบลุ่ม เป็นแปลงใหญ่ ๆ จะให้ไปปลูกพวกพืชน้ำน้อย มันไม่เหมาะกับบริบทนะครับ จะต้องมีหน้าที่ในการที่จะศึกษาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้น้ำน้อย ในยามที่เราเกิดวิกฤติ ฤดูฝนนะครับ ฝนทุก ๆ ปี เท่าที่ทราบจากการคำนวณ ฝนบนฟ้ามีมาก ประมาณ ๓ ส่วนของพื้นที่กักเก็บน้ำกว่า ๓๐-๔๐ เขื่อนในประเทศไทย รวมทั้งคลอง ลำคลองส่งน้ำ แก้มลิงที่อยู่ใต้เขื่อนลงไปอีกมากมาย เราเปรียบเทียบเป็นภาชนะที่จะเก็บกักได้ วกกลับมาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานมีหน้าที่ที่จะดูแลแหล่งน้ำ ซึ่งเราใช้มาเป็นร้อยปีว่ามันตื้นเขินตรงไหนตามพระราชดำริ ในเรื่องของแก้มลิงเรามีการ ขุดลอกหรือยัง ไม่จำเป็นต้องไปสร้างแหล่งน้ำใหม่ แหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่เราได้ขุดลอกบ้างไหม เปรียบเทียบเป็นภาชนะ มันมีแต่วัสดุ มีโคลนแทบจะเต็มท้องคลอง ตกลงมานิดหนึ่ง ก็เอ่อท่วมล้นตลิ่ง ถ้าไม่ตกสักระยะหนึ่งก็แห้งแกร่งนี่ละครับไม่แล้งก็ท่วมเกิน ทำให้พี่น้อง เกษตรกรนั้นอยู่ยากเต็มที จนทำให้ในครอบครัวจะต้องส่งลูกส่งหลานเข้าไปทำโรงงาน แล้วเหตุที่มันหนักหนาสาหัสในยุคปัจจุบันนี้ในขณะที่มีโรคโควิด (COVID) เข้ามา จริง ๆ ในครอบครัวถ้าทำนา ทำข้าว ทำเกษตร พอที่จะหล่อเลี้ยงได้ ได้ผลผลิตดีได้ราคาดีก็อยู่กัน ตามอัตภาพ แต่พอไม่พอใช้ ไม่พอกินก็ต้องส่งลูกส่งหลานไปทำงาน เอาละครับ หายนะ เริ่มมานะครับ คลัสเตอร์ (Cluster) โควิด (COVID) เกิดจากโรงงาน คนในครอบครัวเข้าไป ทำงานก็ติดเชื้อกลับมา ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก็กลับมาใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัว เอาล่ะครับ ตอนนี้ก็ลามเข้ามาในสถาบันครอบครัว ก็ติดกันอย่างหนักมากมาย แต่ถ้าเกิดภาคเกษตร เราอยู่ได้ ลูกหลานในชนบทได้ทำนา ทำไร่ก็อยู่อย่างอัตภาพตามสมควร ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เกิดจากการแก้ไขปัญหาในกระทรวงตามมาตรา ๑๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั่นล่ะที่ผม จะต้องอภิปราย แล้วก็มาปรับลดงบประมาณไป ๓ เปอร์เซ็นต์🔗
นโยบายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำอยู่ในปัจจุบันนี้เพื่อทำให้พี่น้อง เกษตรกรมีรายได้ ก็คือโครงการประกันรายได้ ถามว่าโครงการประกันรายได้ ยกตัวอย่าง ข้าวเปลือก ๕ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลตั้งประกันไว้ที่ ๑๐,๐๐๐ บาท พี่น้องเกษตรกรขายได้ราคา เท่าไร ราคาตั้งตามหน้าโรงสีตามหน้าลานที่ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าได้ ๙,๐๐๐ บาท นั่นหมายถึงว่าอีก ๑,๐๐๐ บาท รัฐบาลก็ต้องเติมให้ ถ้าเหลือ ๘,๐๐๐ บาท รัฐบาลก็ต้อง เติมให้ ๒,๐๐๐ บาท ตรงนี้ล่ะครับมันเป็นดาบสองคม เราอุดหนุนเราดูแลยกระดับรายได้ ให้กับเกษตรกร แต่ส่วนหนึ่งเราอาจจะเติมเต็มให้กับอีกกลุ่มอาชีพหนึ่งก็ได้ ที่ผ่านมา เมื่อเดือนที่ผ่านมาข้าวไทยถูกกว่าข้าวเวียดนาม ทั้ง ๆ ที่ข้าวเราเป็นข้าวที่มีคุณภาพมากกว่า เป็นเพราะอะไร การค้าข้าวของเรา เรามีผู้ส่งออกหลาย ๆ คนที่จะต้องไปเทรด (Trade) กับ ราคาต่างประเทศ ถ้าใครขายแพงบอกได้เลยว่าขายไม่ได้ ถ้าใครขายถูกคนนั้นขายได้ คนที่ ขายได้ก็จะกลับมาซื้อข้าวสารจากโรงสี โรงสีก็ต้องไปซื้อข้าวจากพี่น้องเกษตรกร ท่านคิดดู ครับว่าเป็นผลพวงที่เกิดมาจากอะไร แต่ผลที่ได้รับถ้าพี่น้องเกษตรกรได้ในราคาที่อยู่ได้ เราก็ พลอยยินดี แต่เรื่องนโยบายเราต้องคิดให้ครบทุกภาคส่วนนะครับ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์มีหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลถึง ๑๗ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมชลประทาน หลัก ๆ นี้ล่ะครับ ๓-๔ โครงการ ๓-๔ สถาบันที่จะช่วย ส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรได้อยู่ดีมีสุข นั่นหมายถึงประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ นี่คือ เหตุผลที่ผมจะต้องปรับลด ๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานกราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ🔗
ต่อไปท่านนิยม เวชกามา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงใหญ่ แล้วเป็นกระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพี่น้องเกษตรกร พี่น้องชาวไร่ ชาวนาโดยตรง เพราะฉะนั้น งบประมาณกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์จึงมีมาก ๓๔,๖๘๔ ล้านบาท เลขกลม ๆ ที่สำคัญผมแปรญัตติตัด ๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑,๗๐๐ ล้านบาท ไม่มากไม่น้อย ความจริง กรรมาธิการก็ปรับลดไป ๒๐๐ กว่าล้านบาท ผมถือว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีบทบาท สำคัญต่อพี่น้องเกษตรกร แต่ที่ผมจำเป็นต้องปรับลด ความจริงผมไม่อยากปรับหรอก เพราะเงินต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าลงไปถึงพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ผมยินดีไม่ตัดเลย แต่ว่า ที่ต้องตัดนี้ผมไปดูในมวลรวมของกรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นกรมใหญ่ ผมต้องตัดเอาไขมันออก เพราะท่านไปเป็นวิธีรับรองบ้าง วิธีจัดอบรมสัมมนา มันห่างไกลพี่น้อง อันนี้เป็นประเด็นผมต้องตัด ๑,๗๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ หลายกรม กรมใหญ่ มีเกี่ยวเนื่องกับพี่น้องประชาชน พี่น้องบ้านผมจังหวัดสกลนคร มีอาชีพทำนา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ทำไร่ ทำสวนบ้าง เลี้ยงสัตว์บ้าง แต่ในขณะที่เลี้ยงสัตว์ก็ทำนาเป็นหลัก เพราะฉะนั้นในจุดนี้ ผมก็ต้องฝากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ไปทบทวนบทบาทตัวเองว่าทำอะไรให้พี่น้องชาวไร่ ชาวนาได้ประโยชน์มากที่สุด ผมไล่เรียงไปกรมใหญ่ ๆ เลย กรมชลประทาน ความจริงบ้านผมชลประทานมีแค่ ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ได้โครงการใหญ่เข้าไปอยู่ผมก็ดีใจ คือโครงการลำน้ำพุง น้ำก่ำ ๒,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณผูกพัน วันนี้ต้องฝากถึงกรมชลประทานว่า ผมดีใจที่ท่าน ทำงาน แต่ที่ต้องฝากไปถึงกรมชลประทานผู้มีอำนาจในกรมชลประทานคือขอให้ทำงาน ให้เงินถึงพี่น้องประชาชนจริง ๆ โครงการใหญ่ ๆ ท่านมักจะไปดูลักษณะของเงินทอนรายได้ นี่ปฏิเสธไม่ได้ ผมอยู่ในพื้นที่ พี่น้องก็ร้องเรียนมา ท่านปรับปรุงไปหลายเรื่อง ที่สำคัญ เงินเวนคืนเงินหลวง จริง ๆ มีอยู่ ๑๐-๒๐ ราย แต่ท่านก็เอาคนของท่านไปใส่บ้าง เป็นเรื่องจริง มีหลักฐานเลยอันนี้ไปใส่จุดนั้นจุดนี้คือเอาคนที่ไปใส่บอกไปเช่านาทำ แต่ไปถามชาวบ้านไม่มีเลยครับ เจ้าของที่จริง ๆ ได้เวนคืน ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท แต่คน มีชื่อไป ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท นี่คือชาวบ้านเขารับไม่ได้ ผมถึงกราบเรียน กรมชลประทานว่าวันนี้ปี ๒๕๖๕ ท่านมีงบอยู่ ๒๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๆ ซึ่งผมดูใน กรรมาธิการก็ตัดไปแค่ ๗๕ ล้านบาทก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเขาดูแล้วต้องปรับท่าน ท่านไปใส่ ไขมันเยอะไป ไปใส่อบรมสัมมนาอะไรของท่านเยอะแยะ เขาก็ต้องตัด อันนี้ผมว่า กรมชลประทานวันนี้ต้องทบทวนบทบาทตัวเอง อย่าไปหาเงินทอน เอารายกินเศษกินเหลือ ท่านปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ ชาวบ้านเขารู้ ท่านจะพูดอะไรก็แล้วแต่ ฝากท่านอธิบดีไปดูด้วย🔗
อันต่อมาคือกรมประมง ผมไปดูกรมประมง กรมประมงบังเอิญบ้านผม มีแหล่งน้ำใหญ่คือหนองหาน เพราะฉะนั้นกรมประมงบทบาทของท่านก็คือผลิตพันธุ์ปลา ท่านก็ทำแบบนี้มาตลอด ผมอยากให้กรมประมง ซึ่งวันนี้มีงบประมาณอยู่ ๑,๑๓๒ ล้านบาท ปรับลดของกรรมาธิการไป ๘ ล้านบาทเท่านั้นเองครับ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่ากรมประมง ท่านมีโครงการหลายอย่าง ท่านอย่าไปออฟไซด์ (Offside) อย่างอื่น ท่านจะไปทำ แปลงเกษตร ซึ่งไปล้ำหน้าของกรมอื่นเขา กรมประมงผมเห็นท่านก็ดีใจนะ ส่งเสริมอาชีพ ประมงเป็นโครงการใหญ่ โครงการหนึ่งคือบริหารจัดการทรัพยากรประมง แต่ส่วนที่บอกว่า โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ท่านอย่าไปทำเลย ผมไม่ได้คัดค้านหรอก แต่ว่า ไม่ใช่หน้าที่ท่าน อันนั้นปล่อยให้กรมอื่นเขาทำ กรมอื่นเยอะแยะที่ทำ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ เรื่องปลาท่านทำเลย เอาเงินไปผลิตและให้ชาวบ้าน ไม่ต้องไปขายหรอก ท่านขาย ตัวละ ๗๐ สตางค์ ตักขึ้นมาบอก ๒,๐๐๐ ตัว ท่านนับได้อย่างไรว่า ๒,๐๐๐ ตัว และ เงินเข้าอย่างไร มันไม่ใช่หน้าที่ อย่างอื่นผมฝากกรมประมงว่าท่านไปทำในสิ่งที่ท่านถนัดเถอะ ผมเห็นด้วยนะ ท่านผลิตท่านจะซื้อมาก็แล้วแต่ ท่านจะอะไรก็แล้วแต่ แต่ชาวบ้านใครทำ เลี้ยงปลาส่งเสริมเขาไป นั่นล่ะคือส่งเสริมวิชาชีพให้เขา ไม่ต้องเอาเงินไปแจกอย่างอื่นหรอก ส่งเสริมเลยครับ ขายปลาท่านจะขายอย่างไรก็แล้วแต่ ผมไม่เห็นด้วยกับการขาย ปลาท่าน มันไม่รวยหรอกให้คนอื่นเขาทำเถอะ ท่านผลิตและให้เขาไป ท่านจะให้กี่ร้อยกี่พัน ถ้าใครมี บ่อเลี้ยงปลาจริง ๆ ให้เขาไปตามจำนวนว่าสระกี่เมตร กี่งาน กี่ไร่ท่านก็คำนวณไป ผลิตให้พอ ไม่มีเงินขอจากรัฐบาล โครงการของท่านก็ดีนะ ส่งเสริมอาชีพ ๔๕ ล้านบาท โครงการจัดการ ทรัพยากรประมงก็ ๒๐๐ กว่าล้านบาท ท่านพอทำท่านไม่ต้องขายหรอกครับ ท่านไม่รวย จากการขายหรอก อันนี้ผมต้องฝากท่านว่าคิดแล้วทำ เพราะพี่น้องผมก็ฝากความหวังไว้กับ ท่าน ส่วนที่กรมอีกหนึ่งต้องพูดถึง เวลาหมดแล้วครับ ขอฝากกรมปศุสัตว์นิดเดียว วันนี้ กรมปศุสัตว์ซึ่งแก้ไขระเบียบที่พี่น้องวัวตายนั้น ลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ยังไม่ได้เงินนะครับ ท่านประธาน ฝากไปถึงกรมปศุสัตว์ด้วยรีบปรับกระบวนการยุค ท่านจะเปลี่ยนระเบียบอะไร ก็แล้วแต่ แต่พี่น้องผมวัวตายเป็นพันตัวในพื้นที่ วันนี้ยังไม่ได้เงินสักบาท ขอบคุณมาก ท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไปคุณนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายในมาตรา ๑๔ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกำกับ กระผมขอตัด ๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๆ ก็ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ เหตุผลที่ต้องตัดครับท่านประธาน มันมี ส่วนของครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง คอมพิวเตอร์ อบรมสัมมนา เบี้ยเลี้ยง ค่าซ่อมบำรุง ทั้งหลายเท่าที่ผมนั่งดูก็มีจำนวนมากนะครับ แล้วก็ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่มี ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ท่านประธานที่เคารพครับ กระทรวง เกษตรและสหกรณ์จริง ๆ แล้วเป็นกระทรวงที่เป็นพระเอกนะครับ – ควรจะเป็นกระทรวงที่เป็นพระเอกที่จะช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นพี่น้องที่มีจำนวนมาก และเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ แต่ทุกครั้งทุกปีไม่ได้โทษ รัฐบาลชุดนี้ชุดเดียวหรอกครับ คนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำไมถึงยากจน ทั้ง ๆ ที่เรา มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมคิดว่าถ้ากระทรวงไม่สามารถบริหารให้พี่น้องเกษตรอยู่ดี กินดีได้ จำเป็นต้องมีกระทรวงนี้ไหมครับ ผมว่ายุบเถอะครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีมานานแล้วครับ ปัญหาเดิม ๆ ปัญหาเรื่องน้ำ ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ปัญหาเรื่องราคา ตกต่ำ เรื่องเดิม ๆ ครับ ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เรื่องน้ำนี่สำคัญครับ ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าหัวใจ หลักของการเกษตรก็คือน้ำ ชลประทานถามว่าแหล่งน้ำในประเทศไทยเรามีเพียงพอไหม ผมเชื่อว่าเพียงพอครับ ผมยกตัวอย่างครับ จังหวัดกาฬสินธุ์แหล่งน้ำเพียงพอ แต่บางพื้นที่ ขาดน้ำ เนื่องจากว่าชลประทานไม่ขยายเขตพื้นที่ชลประทานออกไป แหล่งน้ำที่มีก็ไม่มีการ ที่จะเอามาให้พี่น้องประชาชนใช้ในหน้าแล้ง ไม่มีการขุด ไม่มีการพัฒนา ปล่อยให้พี่น้องใช้น้ำ จากธรรมชาติ ก็คือใช้น้ำจากน้ำฝนครับท่านประธาน นี่คือขาดการแนะนำจากกรมวิชาการ เกษตร จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พื้นที่เพาะปลูกก็เช่นกันครับ ตอนนี้พี่น้อง ประชาชนทุกคนผมบอกได้เลยว่าเป็นหนี้ครับ เป็นหนี้เกษตรกร เพราะอะไร เพราะพืชผล เกษตรมันตกต่ำ ขายไม่ได้ราคา พ่อค้าคนกลางกดราคา กระทรวงไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่เข้า ไปช่วย สุดท้ายก็เอาที่ไปจำนอง จำนำ โดนธนาคารยึดไปแล้วครับท่านประธาน เกษตรกร ไม่มีที่ทำกินแล้วจะอยู่ได้อย่างไรครับ ต้องมาเช่าที่นาตัวเอง ฉะนั้นเรื่องนี้ก็ฝากกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ไว้ด้วย ช่วยจัดสรรที่ดินเถอะครับ ที่ดินมีเพียงพอ ผมเชื่อว่ามีเยอะแยะ มากมาย ที่รกร้างว่างเปล่า ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จัดสรรให้พี่น้องประชาชนมีที่ดินทำกิน จัดชลประทานให้มันเรียบร้อย ตรงไหนไม่มีน้ำก็ทำให้มีน้ำครับ ยิ่งตอนนี้ยิ่งลำบากมาก ประชาชนมาขับแท็กซี่ หาบเร่แผงลอย ขายข้าวแกง ขายส้มตำ ร้านค้ามันปิดหมดแล้วครับ มี ทางเดียวคือกลับไปอยู่ที่บ้าน ทำมาหากิน ทำไร่ ทำสวน ทำนา แต่พอกลับไปแล้วมันก็ไม่มี ความพร้อมอะไรสักอย่างหนึ่ง ฉะนั้นผมคิดว่าเราต้องมาช่วยกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้พี่น้องเกษตรกรของพวกเราทำการเกษตรโดยใช้วิธีธรรมชาติหรือต่างคนต่างทำ โดยรัฐบาลไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่เข้าไปจัดการ ไม่เข้าไปช่วยเหลือ ผมเชื่อว่ามันไปไม่รอด หรอกครับ ผมจึงอยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงหลักหัวใจสำคัญของพี่น้องเกษตร ต้องรีบครับ รีบเสริม รีบทำ งบประมาณ ต่าง ๆ อย่าเอาไปใช้เป็นงบประมาณเกี่ยวกับหน่วยงานเยอะแยะมากมายครับ งบประมาณ ที่จะถึงพี่น้องประชาชนมันแทบไม่มีเลย อีกหน่วยงานหนึ่ง ก็คือหน่วยงานปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ เท่าที่ผมนั่งดูตอนนี้มีโรคระบาดลัมปีสกิน (Lumpy Skin) เกิดขึ้น งบประมาณในการซื้อ เวชภัณฑ์ ๓๖ ล้านบาท คณะกรรมาธิการก็มีการตัดไปประมาณ ๑ ล้านบาทกว่าด้วยซ้ำ งบส่วนนี้มันยังน้อยอยู่ครับ ผมอยากให้แก้ปัญหาให้ตรงจุด จุดไหนมีปัญหารีบแก้ตรงนั้นครับ อย่าทำงบประมาณแบบไม่รู้เรื่อง คนทำงบประมาณนั่งอยู่ที่หนึ่ง ผู้ปฏิบัติอีกที่หนึ่ง นี่ล่ะครับ การทำงบประมาณแบบนี้มันจึงทำให้ประเทศชาติเราไม่เจริญ คนที่รู้เรื่องที่สุดก็คือ ส.ส. ในพื้นที่คนในพื้นที่เขาจะรู้เรื่อง แต่คนทำงบประมาณอยู่ไหนครับ ทำงบประมาณกันแบบไม่รู้ หลับหูหลับตากันทำมา มันก็ไม่ตรงจุดสิครับ แก้ปัญหาไม่ตรงจุด จริง ๆ แล้วมีหลาย หน่วยงานที่อยากจะพูด ด้วยเวลาจำกัดผมไม่ลงรายละเอียดว่าตัดหน่วยงานไหนเท่าไร ขอพูดรวม ๆ ว่าการแก้ปัญหาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถ้าท่านแก้ปัญหาถูกจุด รับรองว่าพี่น้องเกษตรไม่เป็นหนี้เลยครับ พืชผลตกต่ำ ท่านย่อมรู้ดีอยู่ว่าควรจะทำอย่างไร ควรจะต้องประสานงานบูรณาการกับหน่วยงานไหน ต้องหาแหล่งขาย แหล่งตลาดให้กับพี่น้องประชาชน ทราบดีอยู่แล้วว่าฤดูนี้พืชผลเกษตรอะไร จะออกมา ถูกไหมครับ ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย เกษตรกรที่ปลูกข้าวยากจนทุกคน แต่คนร่ำรวยคือพ่อค้าคนกลาง เห็นไหมครับ โครงการรับจำนำข้าวดี ๆ ท่านก็ไม่ทำกัน พี่น้องประชาชนไม่รู้จะไปพึ่งพาใคร ก็ฝากด้วยครับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้อง รับผิดชอบ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านนพพล เหลืองทองนารา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นพพล เหลืองทองนารา พรรคเพื่อไทย จังหวัดพิษณุโลก คนพรหม พิราม ท่านประธานครับ ผมเองเป็นผู้หนึ่งที่ขอแปรญัตติสำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไว้จำนวน ๘ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมเองตั้งแต่ ก่อนมาเป็นผู้แทนแล้ว ผมก็ยังสงสัยว่าเอ๊ะทำไม ส.ส. ทำไมชอบไปตัดงบของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ แต่พอวันนี้ได้มาเป็นผู้แทนราษฎรเอง สมควรแล้วครับที่ต้องโดนปรับตัดลดลง มาในส่วนของงบประมาณ นั่นเพราะอะไรล่ะครับ ผมเองทั้ง ๆ ที่ใจอยากจะเพิ่มให้อย่างเดียว แต่ว่ามันก็จนใจด้วยประสิทธิภาพและการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีมา ตลอดนั้นไม่ได้มีการพัฒนาขึ้นเลย แล้วก็หลาย ๆ โครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น ได้ตั้งขึ้นมา โดยเฉพาะของกรมชลประทานนี่นะครับ ทำแล้วกลับไม่มีประสิทธิภาพในการทำ ผลสัมฤทธิ์ของงานไม่เป็นดั่งวัตถุประสงค์ ยกตัวอย่างบ้านผมแล้วกันนะครับ ไม่ต้องเอาที่ไกล อื่น เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เมื่อแบบเสร็จทุกอย่างแล้วเริ่มก่อสร้างในส่วนของอาคารตั้งแต่ ปี ๒๕๔๖ จนถึงปัจจุบันนี้ ตามแผนงานและโครงการ นั่นคือเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ใช้ เงินไปหมื่นกว่าล้านบาท แต่ผลปรากฏว่าพื้นที่ที่บอกว่าจะได้รับผลประโยชน์ในเรื่องน้ำจาก เขื่อนแห่งนี้จำนวน ๑๕๕,๐๐๐ ไร่ แล้วก็ในฤดูแล้งจะส่งน้ำให้กับโครงการของเจ้าพระยาได้ ๒๕๐,๐๐๐ ไร่ ท่านครับมาถึง ณ วันนี้ผมเอง น้ำในคลองหลาย ๆ คลองในส่วนของโครงการ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนยังไม่เคยมีน้ำไหลไปสักหยดเลย เงินนั้นหมดไปแล้ว ๑๕,๐๐๐ กว่า ล้ำน บำท อ ย่ำง นี้ มั น ส ม ค ว รห รื อ ครั บ แ ล้ ว ก็ ห ลำ ย ๆ แ ห่ ง ห ลำ ย ๆ อย่างนี้นะครับ น้ำท่วมเอย น้ำแล้งเอย ผมเห็นด้วยกับท่าน ส.ส. นิยม น้ำท่วมไม่ค่อย อยากจะพูดถึงหรอกครับ เพราะบางทีมันเป็นธรรมชาติที่เราไม่สามารถที่จะขีดเส้นมันได้ แต่ในส่วนของน้ำแล้งนี้ที่เราจะต้องช่วยเหลือเกษตรกร ไม่ใช่ว่าเมืองไทยเพิ่งจะเคยแล้ง ชาวนาเพิ่งจะไม่มีน้ำทำนาเป็นปีแรก มันเป็นมากี่ปีแล้ว มันเป็นมากี่ครั้งแล้ว กี่สิบกี่ร้อยครั้งแล้ว ทุกอย่างไม่ได้มีการสั่งสมประสบการณ์บ้างเลยหรือครับ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน โดยเฉพาะ โครงการอบรมสัมมนาทั้งหลายที่กระทรวงได้ตั้งมานี้ ไม่สมควรแล้วครับ เพราะว่า ประสิทธิภาพ เราเสียเงินไปนับร้อยล้านบาทในการอบรมสัมมนา แต่พอถึงเวลาผลงาน ที่ออกมาก็อย่างที่พวกเราได้ทราบ ๆ กันอยู่นะครับ ท่านประธานครับ ผมเองยังมีในส่วนเรื่อง ของสิ่งที่กรมชลประทานได้ดำเนินการมาในเรื่องของระบบชลประทาน อีกอย่างหนึ่ง ที่สมควรจะต้องตัดลดงบลงมา นั่นคือกรมชลประทานไม่ได้ให้ความสำคัญในโครงการ ที่ตัวเองได้ดำเนินการมาแล้ว แล้วก็เป็นความผิดพลาดด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในเขตจังหวัด พิษณุโลกมีประตูน้ำจำนวนมากมายที่สูงกว่าระดับความเป็นจริง และทั้งหลายทั้งสิ้นก็เป็น การออกแบบของกรมชลประทานเอง แล้วบางที่ประตูน้ำผิดพลาดอย่างนี้มา ๑๒ ปี ๑๕ ปี บอกแล้วบอกเล่า ทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนี้ ถามว่ากรมชลประทานรู้ปัญหาไหม กรมชลประทานบอกรู้ รู้แล้วไม่แก้ ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าถ้าอย่างนี้งบประมาณที่เราใส่ไป เพิ่มให้ไปมันไม่มีความหมายหรอกครับ ผมว่าเอางบที่จะให้กรมชลประทานให้กระทรวง เกษตรและสหกรณ์นี้นะครับ เอาไปทำอย่างอื่นที่มันมีประโยชน์มากกว่าได้เยอะแยะ ผมเสียดายในงบประมาณที่เป็นภาษี ของประชาชนที่ต้องสูญเสียไปกับตรงนี้🔗
ท่านประธานครับ ลำดับต่อมาในส่วนของกรมการข้าว ผมเองก็ไม่รู้ว่า กรมการข้าววันนี้ทำอะไรทั้ง ๆ ก็รู้อยู่ว่าข้าวต่อไปในอนาคต นับตั้งแต่ย้อนหลังมาเลย ช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา การแข่งขันในเรื่องของข้าวมีสูงมากในตลาดต่างประเทศ ถ้ากรมการ ข้าวยังงอมืองอเท้าเหมือนทุกวันนี้รับรองว่าต่อไปนี้แชมป์ (Champ) ไม่ต้องคิดหรอกครับว่า เราจะได้เป็นแชมป์ (Champ) เหมือนอย่างอดีตที่ผ่านมา เอาแค่ว่าพอขายให้ได้ก็แล้วกัน ผมขอพูดดูถูกไว้อย่างนี้เลยล่ะ เพราะฉะนั้นแล้วกรมการข้าวควรจะต้องกระตือรือร้นในการที่ จะช่วยเหลือเกษตรกรที่จะส่งเสริมศักยภาพ ทั้งในส่วนของเมล็ดพันธุ์ แล้วก็ในส่วนของ ศักยภาพของตัวชาวนานะครับ ผมเองก็ต้องขอจำใจจริง ๆ ที่จะต้องเสนอการปรับลดของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไว้ ๘ เปอร์เซ็นต์ และโดยเฉพาะกรมชลประทานที่บอกไว้ หรือว่ากรมชลประทานอยากให้ผู้แทนราษฎรนั้นต้องไปกราบอีก ก็ได้ครับ ผมนี้ยินดี จะกราบกี่ครั้งก็ได้ ขอให้กราบแล้วได้น้ำมาทำนาก็แล้วกัน ใครจะดูถูกดูแคลนผม ผมไม่สนใจ หรอกครับ แต่ถือว่าการกราบของผมมีประโยชน์ต่อพ่อแม่พี่น้อง ผมยินดีครับ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ท่านผู้แปรญัตติ ได้อภิปรายทั้ง ๑๖ ท่านแล้วนะครับ ต่อไปจะเป็นสมาชิกที่ไม่ได้แปรญัตติ ไม่ได้เป็น กรรมาธิการ ท่านมีสิทธิอภิปราย เนื่องจากมีการแก้ไข ๓ ท่านนะครับ คือ ๑. คุณศักดินัย นุ่ม หนู ๒. คุณภราดร ปริศนานันทกุล ๓. คุณดะนัย มะหิพันธ์ แล้วก็มีกรรมาธิการอีกท่านหนึ่ง ขออนุญาตด้วย คือท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สำหรับผู้ที่ไม่ได้แปรญัตติ แต่ว่าขอพูดในฐานะ สมาชิกนั้นก็ขอให้ยึดข้อบังคับ ข้อ ๑๓๑ คือสมาชิกอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่มี การแก้ไขเพิ่มเติม แต่ผมจะอนุโลมนะครับ เพราะว่าเข้าใจดีว่ามีความประสงค์จะแสดง ความรู้สึก ความเห็นต่อการแปรญัตติเรื่องนี้ แต่พยายามอยู่ในกรอบแปรญัตตินะครับ เพื่อเราจะได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ขอเชิญคุณศักดินัยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกลครับ ในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับท่านประธาน ผมขอมีส่วนร่วมในการที่จะได้แสดงความคิดเห็น ต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๕ ในมาตรา ๑๔ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของ กรมประมง ท่านประธานครับ ผมเจาะจงที่จะพูดถึงปัญหาของพี่น้องชาวประมงโดยเฉพาะ เพื่อที่จะทำพื้นที่นี้ให้กับพี่น้องชาวประมงนะครับ ปัญหาของพี่น้องชาวประมงนั้นให้ได้ยิน ไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ พี่น้องชาวประมง ท่านประธานครับ ในขณะนี้ปัญหาของพี่น้องชาวประมงนั้นยิ่งใหญ่มากมายเหลือเกินครับ หลายปีที่ผ่านมาชาวประมงเองได้รับผลกระทบอย่างยิ่งต่อมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาล ได้ดำเนินการไป ทำให้เกิดสภาวะล้มละลาย เป็นหนี้เป็นสิน ออกทำมาหากินไม่ได้ ลูกหลาน ที่ต้องไปศึกษาเล่าเรียนก็ต้องยุติตรงนั้นลงไป ไม่สามารถที่จะไปเรียนต่อได้ ปัญหาเรื่องของ แรงงาน ปัจจุบันนี้เรือจอดกันเต็มอ่าวแล้วครับ เต็มท้องทะเล มีเรือที่สามารถทำการประมง ได้แค่เพียงไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับท่านประธาน🔗
ทีนี้ในส่วนของงบประมาณที่กรมประมงได้รับ ๓,๔๕๙ ล้านบาท เป็นงบของ บุคลากร ๒,๒๗๗ ล้านบาท เหลือเป็นงบประมาณที่ใช้ในการบริหารจัดการในการพัฒนานี้ แค่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ก็เป็นงบเพาะเลี้ยงในส่วนของการเพาะเลี้ยง ๘๐๑ ล้านบาท เป็นงบที่เกี่ยวกับประมงทะเล หรือประมงชายฝั่งนั้น ๓๘๑ ล้านบาท แต่ประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือว่ามีงบที่มันไม่เกี่ยวข้องกับการทำประมง แล้วก็เข้าไปอยู่ ในส่วนของกรมประมงนี้ด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นงบของการขุดลอก งบของการกำจัดวัชพืช ๔๕ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ผมถือว่าไม่ควรจะต้องจับมาใส่ตรงนี้ด้วยซ้ำไปนะครับ ท้องถิ่น ก็สามารถที่จะดำเนินการได้ อบจ. หรือเทศบาลนั้นก็สามารถที่จะดำเนินการได้ หรือจะเป็นงบของการที่จะปลูกและบำรุงรักษาป่าชายเลนอีกจำนวน ๑๐ ล้านบาท ซึ่งงบ ส่วนนี้ก็เป็นงบที่กระทรวงอื่นก็สามารถที่จะดำเนินการได้โดยเฉพาะกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง เพราะฉะนั้นงบตัวนี้อีก ๕๕ ล้านบาทสามารถที่จะถูกตัดออกได้ครับ ท่านประธาน แต่งบที่จะต้องมาใช้ในเรื่องของการที่จะพัฒนาชีวิตของพี่น้องชาวประมงนั้น มีแค่เพียง ๒๕ ล้านบาทเท่านั้นเอง ในการที่จะส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับ พี่น้องชาวประมง แต่อยู่ในส่วนนี้อีก ๕๕ ล้านบาทครับท่านประธาน🔗
ทีนี้โครงการหรืองบประมาณต่าง ๆ ที่ผมเห็นอย่างที่ผมเรียนตั้งแต่ต้นว่า พี่น้องชาวประมง ณ วันนี้แทบจะไม่ได้ออกทำมาหากินนะครับ แต่ยังมีโครงการงบประมาณ ที่ว่าด้วยเรื่องของการป้องกันและแก้ไขการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ๑๔๑ ล้านบาทเศษครับ ท่านประธาน จริง ๆ ไม่จำเป็นจะต้องตั้งงบไว้สูงขนาดนี้ เพราะว่าแทบจะไม่มีเรือออกทำการ ประมงนะครับ ผมคิดว่างบในส่วนนี้ถ้าเราสามารถที่จะทำให้พี่น้องชาวประมงสามารถออกไป ทำมาหากินได้ ทำการประมงได้ การที่จะควบคุมดูแลเพื่อที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของ ทรัพยากรนั้นน่าจะได้พึงกระทำมากกว่านะครับ เพราะฉะนั้นงบส่วนนี้จึงกลายเป็นงบ ๔๔๑ ล้านบาท เป็นงบสำหรับให้กับผู้ปฏิบัติงานในการที่จะควบคุมดูแลกำกับควบคุมพี่น้อง ชาวประมงมากกว่าที่จะส่งเสริมและพัฒนาตามวิสัยทัศน์ของกรมประมง ก็ไปหมดกับเรื่อง ของค่าเบี้ยเลี้ยง เรื่องของค่าเชื้อเพลิง นอกจากนี้ครับท่านประธานยังมีงบอีก ๑๔ ล้านบาท ที่เป็นงบว่าด้วยเรื่องบเบี้ยเลี้ยงของการประชุมของคณะกรรมการประมงแห่งชาติหรืองบของ คณะกรรมการประมงจังหวัดอีก ๑๔ ล้านบาท ซึ่งเวทีของการประชุมบางทีมันก็จะมี งบตัวนี้ มีมาทุกปี แต่ว่ายังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวประมงได้ เพราะว่างบส่วนนี้ จริง ๆ แล้วยังไม่เห็นศักยภาพของการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ หรือแม้แต่งบของการที่ จะช่วยเหลือจากพี่น้องชาวประมงที่เผชิญมาอย่างหนัก เขาเสนอกับรัฐบาลในการที่จะให้ มีการซื้อเรือคืนนะครับ ซื้อเรือคืนนี้มีเรือที่เสนอรอที่จะให้รัฐบาลซื้อคืนเพื่อที่จะไปเริ่มต้น ชีวิตใหม่ในอาชีพใหม่ เพราะว่าไม่สามารถที่จะทำอาชีพประมงได้แล้ว รัฐบาลก็ยังไม่ได้ ดำเนินงาน แล้วก็ไม่ได้ตั้งงบนี้ไว้ด้วยตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ แล้วครับ ไม่ได้ตั้งงบตัวนี้ไว้ ซื้อไปเพียง แค่ ๒๐๐ กว่าลำเท่านั้นเอง มีเรือที่เหลือที่รอการขายอีก ๒,๒๐๐ กว่าลำ นี่รัฐบาลก็ไม่ได้ตั้ง งบไว้ เพราะฉะนั้นโครงการที่จะช่วยเหลือให้กับพี่น้องชาวประมงให้เขากลับมาฟื้นคืนชีวิต สร้างคุณภาพชีวิตของเขานั้นแทบจะไม่เห็นเลยครับ หรือว่าการช่วยเหลือการที่จะแก้ไข ปัญหาเรื่องของแรงงานประมง ปัญหาเรื่องของแรงงานก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะฉะนั้น เงินงบประมาณก็ต้องเรียนถามกันชัด ๆ ว่างบประมาณทำไว้เพื่อใคร เงินของใคร แล้วทำไว้ เพื่อใคร ถ้าจะให้เพื่อพี่น้องชาวประมง กรมประมงถ้าเพื่อชาวประมงจริง ๆ ก็ควรจะต้อง จัดสรรงบประมาณที่ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิต แต่ว่างบประมาณนี้กลับกลายเป็นเรื่องของการ ที่จะเข้ามาควบคุม แล้วก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรต่าง ๆ มากนัก ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็ผู้ที่แปรญัตติในส่วนการตัดงบของกรมประมง ก็ต้องเรียน ท่านประธานไว้อย่างดังนี้ครับ แล้วก็ขอให้ในส่วนของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้พิจารณา การจัดสรรงบประมาณ แล้วก็ดูแลชีวิตของพี่น้องชาวประมงซึ่งหนักหน่วงอยู่ในขณะนี้ให้เขา กลับฟื้นคืนชีวิตกลับมาได้นะครับ เพราะฉะนั้นงบประมาณอย่างที่ผมถามดัง ๆ กันอีกครั้งว่า เงินของใครและเพื่อใครครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณภราดรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ผมไม่ได้แปรญัตติเอาไว้ครับท่านประธาน แต่เนื่องจากว่ามาตรานี้มีการแก้ไข ผมจึงใช้สิทธิ ในฐานะสมาชิกในการที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นอภิปรายต่อกรรมาธิการงบประมาณในการ ตัดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ ตรงนี้เพื่อที่จะแสดง ความคิดเห็นต่อท่านประธานไปถึงทางกรรมาธิการส่งต่อไปถึงทางกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ๒-๓ ประเด็นเท่านั้นครับ🔗
ประเด็นแรกครับ เรื่องการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานในเขตพื้นที่ ชลประทาน ผมไม่แน่ใจนักนะครับว่าการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานในเขตพื้นที่ ชลประทานมีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด แต่ถ้าหากว่าฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้อง ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เขตชลประทาน ผมก็ตอบแทนได้เลยครับว่าการบริหารจัดการน้ำ แบบนี้ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ผมเข้าใจดีครับ เข้าใจดีว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ก็ดี หรือปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ ของประเทศนี้ก็ดี อยู่ในปริมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด อันนี้ผมเข้าใจได้ครับ แต่สิ่งที่ผมจะต้อง บอกกับท่านประธานก็คือว่าเรามาดูการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ผมมี ตัวเลขที่ชัดเจนครับ ในการบริหารพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ตั้งแต่จังหวัดชัยนาท จังหวัด สิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นี่คือทางฝั่งขวามือของแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งซ้ายมือของแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไล่เรื่อยลงมา จนกระทั่งถึงกรุงเทพมหานคร พี่น้องประชาชนทุกจังหวัดบ่นเป็นเสียงเดียวกันครับว่าช่วง ขณะนี้เป็นฤดูทำการเกษตรของเขา และกรมชลประทานเอง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เองมีหน้าที่ในการที่จะบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอให้พี่น้องเกษตรกรเขาได้มีโอกาสทำ การเกษตรอย่างเต็มที่ในฤดูทำการเกษตรของเรา แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นทุกวันนี้ก็อย่างที่เห็นและ อย่างที่ได้เรียนกับท่านประธานครับ ผมมีตัวเลขที่ชัดเจนครับ วันนี้การปล่อยน้ำของกรม ชลประทานที่เขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท กรมชลประทานระบายน้ำที่ใต้เขื่อน เจ้าพระยาที่ ๖๐-๗๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยอ้างว่าเพื่อที่จะไปไล่น้ำเค็มที่ กรุงเทพมหานคร ที่จังหวัดนนทบุรี เพราะว่าน้ำทะเลหนุนต้องการที่จะนำน้ำมวลน้ำ ประมาณเท่านี้ไปไล่น้ำเค็ม เข้าใจได้ครับด้วยตัวเลขที่จำเป็นที่จะต้องนำไปใช้ไล่น้ำเค็มเพื่อทำ น้ำประปา แต่ว่าบนสถานการณ์ของบ้านเมืองที่มันแตกต่างไปนี้ วันนี้ฝนที่กรุงเทพมหานคร ที่จังหวัดนนทบุรี ที่จังหวัดปทุมธานีตกเยอะมากครับ นั่นหมายความว่าปริมาณการปล่อยน้ำ ที่เขื่อนเจ้าพระยาไม่จำเป็นที่จะต้องปล่อยถึง ๖๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีหรือ ๗๐ ลูกบาศก์ เมตรต่อวินาทีอย่างที่กรมชลประทานทำ ตัวเลขที่กรมชลประทานได้อ้างถึงเป็นการอ้างถึง ในสถานการณ์ที่ไม่มีฝน แต่วันนี้พื้นที่ใต้เขื่อนเจ้าพระยามีฝนทุกพื้นที่ครับ เพราะฉะนั้นน้ำ ที่ปล่อยไม่จำเป็นต้องใช้ถึงมากมายขนาดนั้น ในขณะที่น้ำที่นำเข้าไปสู่ระบบชลประทาน เพื่อให้พี่น้องประชาชนใช้ ๒ ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งที่ประตูน้ำพลเทพ ที่ประตู้น้ำ บรมธาตุที่ฝั่งตะวันตก แล้วก็ประตูน้ำมโนรมย์กับประตูน้ำคลองชัยนาทที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ท่านประธานทราบไหมครับกรมชลประทานปล่อยน้ำให้กับพี่น้อง เกษตรกรเพื่อทำการเกษตร ๒ ฝั่งนี้นะครับ ปล่อยน้ำไม่ถึง ๕๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมกันทุกประตูน้ำที่ว่านี้นะครับ น้อยกว่าปริมาณน้ำที่ปล่อยทิ้งเพื่อที่จะมาไล่น้ำเค็ม ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นที่จะต้องปล่อยทิ้งเพื่อไล่น้ำเค็มเพราะมีน้ำฝน ตามภาษาชลประทาน เขาเรียกว่า น้ำไซด์โฟลว์ (Side flow) หรือน้ำที่เข้ามาด้านข้างนอกระบบชลประทานลงไป เติมในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่ผมบอกกับท่านประธานว่าการบริหารจัดการน้ำของ กรมชลประทานผิดพลาดหรือไม่ แทนที่จะนำน้ำไปใช้เพื่อการเกษตร นำน้ำส่งเข้าไปในระบบ ชลประทานเพื่อให้พี่น้องเขาได้ใช้น้ำทำการเกษตรในฤดูทำการเกษตรอย่างพอเพียงกลับ ระบายน้ำทิ้ง โดยอ้างว่าไปไล่น้ำเค็มทั้งที่ไม่มีความจำเป็น อันนี้ผมจึงต้องบอกกับ ท่านประธานเพื่อเป็นข้อสังเกตถึงกรรมาธิการไปถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อทบทวน นโยบายและทบทวนการบริหารจัดการน้ำของท่านเสียใหม่🔗
ประเด็นที่ ๒ อันนี้เป็นเขตพื้นที่ชลประทาน เพื่อนสมาชิกฝากมาให้แสดง ความคิดเห็นครับ ท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ อยู่ในเขตนอกพื้นที่ชลประทาน ในเขตพื้นที่ ภาคอีสานหลายพื้นที่วันนี้เช่นเดียวกันครับ อยู่นอกเขตพื้นที่ชลประทาน ผมคิดว่าก็เป็น หน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เช่นเดียวกัน เพราะว่าขณะนี้เป็นฤดูทำการเกษตร ท่านต้องบริหารจัดการน้ำให้กับเขา พื้นที่นอกเขตชลประทาน ท่านจำเป็นที่จะต้องทำ ฝนเทียม ทำฝนหลวงเพื่อที่จะไปช่วยเหลือปริมาณน้ำให้เขาได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ทำการเกษตรต่อไป ท่านประธานครับวันนี้พืชผลทางการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าว ท่านประธานรู้ไหมครับวันนี้ในทุ่งนาไม่มีข้าว แต่ว่าราคาตกต่ำมากครับ เหลือราคาอยู่แค่ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท น้ำก็ไม่มีจะให้เขาทำ ราคาก็ถูก แล้วแบบนี้สถานการณ์โควิด (COVID) แบบนี้พี่น้องเกษตรกร พี่น้องต่างจังหวัดเขาจะมีชีวิตกันอยู่อย่างไรครับ ผมจึงต้องฝาก ท่านประธานในท้ายที่สุดถึงกรรมาธิการเพื่อส่งต่อไปถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต้องเรียนสมาชิกนะครับ เราต้องพยายามรักษากติกาไว้เพื่อให้งานมันมีคุณภาพ มีมาตรฐาน พยายามอยู่ในเรื่อง แปรญัตตินะครับ ต่อไปท่านดะนัย มะหิพันธ์ หลังจากนั้นก็จะมีเพิ่มมาอีก ๒ ท่าน ก็จะอนุญาตท่านผู้ใดที่มีความประสงค์จะอภิปรายก็ส่งชื่อมานะครับ ท่านดะนัย ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพอย่างสูง กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัด อำนาจเจริญ เขตเลือกตั้งที่ ๒ ท่านประธานครับในมาตรา ๑๔ นี้ผมไม่ได้ขอเสนอแปรญัตติไว้ ก็ด้วยเหตุผลที่ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกระทรวงที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชน รากหญ้า แล้วก็ได้รับงบประมาณน้อยอยู่แล้ว แต่ผมได้เสนออภิปรายไว้ก็เนื่องจากว่าผมได้ไป ดูการตัดงบประมาณของกรรมาธิการ แล้วก็ทำให้เกิดข้อสงสัยเพื่อจะอภิปราย แล้วก็เรียน ถามกรรมาธิการด้วยนะครับ ท่านประธานครับ กรมชลประทานในเรื่องของงบลงทุน ผมไปดู แล้วในรายการงบลงทุนรายการที่ ๑ ก็คือซ่อมเครื่องจักรใหญ่ ซ่อมใหญ่เครื่องจักร ๒๔ รายการ ซ่อมใหญ่เครื่องจักร ๒๔ รายการ ตั้งงบประมาณไว้ทั้งสิ้น ๒๕๑,๑๒๐,๒๐๐ บาท คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วที่ตัดไปแค่ ๐.๐๒ เปอร์เซ็นต์ ตัดไปเพียง ๕ ล้านบาท ซึ่งอยากจะตั้ง ข้อสังเกตว่าเครื่องจักรใหญ่ที่จะซ่อมใหญ่เที่ยวนี้จำนวน ๒๔ รายการเป็นเงินตั้ง ๒๕๑ ล้านบาท ถามว่าความคุ้มค่าในการที่จะซ่อมแซมและที่เราจะนำไปใช้ได้มีการตรวจสอบได้มี การสอบถามหน่วยงานผู้ปฏิบัติหรือไม่ว่ามันจะคุ้มค่ากับการลงทุนที่จะไปซ่อมด้วยวงเงินถึง ๒๕๑ ล้านบาทหรือไม่ อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ที่ผมมองว่าการตัดงบประมาณนั้น ถ้าไม่มี รายละเอียดก็ทำให้เราตัดได้ไม่เหมาะสม🔗
รายการที่ ๒ ครับท่านประธาน คือค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ซึ่งบอกว่า เป็นค่าปรับปรุงแหล่งน้ำที่มีมูลค่าต่อหน่วยต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท ตรงนี้ตั้งไว้ตั้ง ๑๐,๔๕๗,๙๘๘,๗๐๐ บาท กรรมาธิการตัดไปเพียง ๔ ล้านบาท คิดเป็นเปอร์เซ็นต์คือ ๐.๐๐๔ เปอร์เซ็นต์ครับ ผมเรียนว่าแหล่งน้ำที่จะต้องปรับปรุงตามแผนงานนั้น ๖,๒๔๙ หน่วย ท่านประธานครับ กรมชลประทานเป็นกรมที่จะต้องดูแลพี่น้องประชาชน เกษตรกรทั้งเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช ทุกอย่างครับถือว่าเป็นหัวใจหลักของพี่น้องชาวเกษตรกร ชาวรากหญ้าของเราซึ่งเป็นบุคคลส่วนใหญ่ของประเทศ ผมเห็นว่าในปัจจุบันนี้ กรมชลประทานจะสร้างแหล่งน้ำหลายแห่งเกือบทุกที่ แล้วก็มีการสร้างต่อเนื่องทุกปี พอสร้างเสร็จครับท่านประธาน สร้างเสร็จกรมชลประทานก็จะโอนแหล่งน้ำเหล่านี้ที่สร้าง ไม่ว่าจะเป็นฝายขนาดเล็ก ฝายขนาดใหญ่ไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปัญหา ที่ตามมาก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีงบประมาณที่จะมาดูแลแหล่งน้ำเหล่านี้ที่ได้รับ โอนจากกรมชลประทาน ไม่ว่าจะเป็นสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า โครงการสูบน้ำด้วยพลังงาน แสงอาทิตย์ เมื่อได้รับโอนกลับไปแล้วการนำไปให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ประโยชน์มีน้อยมาก บางแห่งก็เหมือนทิ้งไปเลยจนเท่าทุกวันนี้ ในจังหวัดอำนาจเจริญเอง ผมเคยเรียนเสนอกับ ผู้อำนวยการชลประทานจังหวัดว่าเราน่าจะพลิกฟื้นสิ่งเหล่านี้ดีกว่าที่เราจะไปทำใหม่ ซึ่งงบประมาณที่เราจะใช้ไปผมว่ามันเป็นการสูญเปล่าครับท่านประธาน ดังนั้นผมจึงอยากจะ เรียนท่านกรรมาธิการว่าในการที่เราไม่ได้ตัดงบส่วนนี้ก็อยากจะฝากว่าทางกรมชลประทาน มีวิธีการอย่างไรที่จะให้แหล่งน้ำเหล่านี้มันสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วงบประมาณพวกนี้ถ้าจะเป็นการปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำ จริง ๆ น่าจะไปอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเขาได้รับโอนจากกรมชลประทานไป แต่ถ้าเป็นการสร้างใหม่ครับท่านประธาน ถ้าเป็นการสร้างใหม่ก็ไม่น่าจะใช้คำว่า ปรับปรุง ซ่อมแซม ดังนั้นผมจึงตั้งเป็นข้อสังเกตว่า ๖,๒๔๙ หน่วยที่เราจะไปปรับปรุงซ่อมแซมซึ่งใช้ งบประมาณถึงหมื่นกว่าล้านบาท มันจะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากน้อยขนาดไหน แล้งยังจะซ้ำซากอยู่หรือเปล่า อันนี้ฝากเป็นข้อสังเกตครับท่านประธาน ท่านประธานครับ เรื่องของงบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลายท่านได้พูดไปครับ ผมเองสิ่งหนึ่ง ที่อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่นก็คือเรื่องการเยียวยา เกษตรกรครับ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ วันนี้โควิด (COVID) เข้ามาทำลายชีวิต ความเป็นอยู่ในประจำวันแล้วยังไม่พอ ก็ยังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ พืชเศรษฐกิจที่เขา ทำอยู่ ไม่มีราคา ขายไม่ได้ สัตว์ที่เลี้ยงก็เป็นอันตราย ล้มตาย บางคนจนอยากจะบอกว่า ทำไมกูไม่เป็นโควิด (COVID) ตาย ขอโทษครับท่านประธานที่ใช้คำไม่สุภาพครับ ทำไมไม่เป็น โควิด (COVID) ตายไปพร้อมกับวัวที่ตาย เราต้องปลอบใจ เราต้องทำความเข้าใจว่าชีวิตมันมี เกิดแก่เจ็บตาย ท่านประธานครับ การเยียวยานั้นไม่ใช่ว่าจะให้เฉพาะวัวตาย ควายตาย ที่เขาดูแลรักษาวัวควายเขานี้เขาหมดเงินไปไม่ใช่น้อยต่อตัวครับ บางตัว ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท วัวควายถึงหายมา ก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าวันนี้ พี่น้องประชาชนลำบากครับ อย่าปล่อยให้เขาต้องตายไปพร้อมกับโควิด (COVID) เลยครับ ท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เป็นกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมขอปรับลดของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ที่ ๗ เปอร์เซ็นต์นะครับ วันนี้กระทรวงเกษตรนะครับอยู่คู่กับประเทศไทยมานานแล้วก็เหมือนไม่มีกระทรวงเกษตร ณ วันนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ฝนตกน้ำท่วมก็ยังท่วมอยู่ครับ วันนี้จังหวัดเชียงรายผมก็ ยังน้ำท่วมอยู่ เวลาแล้งก็ยังแล้งขาดน้ำข้าวตายนะครับ แต่ถึงแม้ว่าจะมีน้ำแล้งหรือฝนน้ำท่วม พี่น้องเกษตรกรก็ดิ้นรน ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพดจนได้ผลผลิต แต่วันนี้ข้าวเกวียนละ ๕,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาทจริง ๆ ครับ ไม่มีใครมารับซื้อด้วย โรงสีไม่มีเงินที่จะมาซื้อ ไม่มีเงิน ธนาคารก็ไม่ปล่อย เอาไปขายใคร ใครก็ไม่ซื้อ นี่คือปัจจุบันประเทศไทย ไหนจะ โควิด (COVID) อีก ท่านประธานที่เคารพครับ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์ขึ้นหมดครับ ขึ้นราคาหมด ไม่มีวัสดุการเกษตรอันไหนที่มันราคาลดลงเลย น้ำมันก็แพงทุกอย่างแพงหมด แต่ข้าวถูก ข้าวโพดถูก มันสำปะหลังถูก ท่านประธานครับมาถึงการปศุสัตว์ วันนี้หมูเห็ด เป็ดไก่ขายไม่ได้ราคา ไก่ก็ขายไม่ได้ กินแต่อาหารทุกวัน ท่านประธานครับอาหารสัตว์วันนี้ ขึ้นทีละนิด ทีละนิด ขึ้นไปอีก ๒๐ บาทต่อกระสอบ ไม่มีลดลงเลย แต่เกษตรกรจำเป็น จะต้องเลี้ยง จำเป็นจะต้องดูแลสัตว์เหล่านั้น นี่คือปัญหาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านรัฐมนตรีท่านไปอยู่ที่ไหนครับ ท่านไม่เคยออกมาพูดให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรเลย ท่านประธานครับ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเป็นประธานนโยบายยางพาราแห่งชาติ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรเป็นคณะกรรมการนโยบายยางด้วย ท่านประยุทธ์บอกว่า ให้เอายางไปขายที่ดาวอังคาร แต่วันนี้ท่านล้างสต๊อก (Stock) ยาง ท่านล้างสต๊อก (Stock) ยาง ๑๐๔,๗๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม เป็นเงินอยู่ ๓,๙๐๐ ล้านบาท สรุปแล้วเฉลี่ยกิโลกรัมละ ๓๗ บาท ๒๖ สตางค์ ท่านประธานครับตอนซื้อเข้าประกันรายได้ ประกันราคาอยู่ที่ กิโลกรัมละ ๖๐ บาท แต่วันนี้ขายยาง ๑๗ โกดัง คละคุณภาพนะครับ คละคุณภาพอยู่ที่ ๓๗ บาทต่ำกว่าราคาขี้ยาง ณ วันนั้น ต่ำกว่าราคายางในท้องตลาด ณ วันนั้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ เงิน ๓,๐๐๐ กว่าล้านนี้กู้มาจาก ธ.ก.ส. จะต้องเอาเงินเหล่านี้ไปใช้คืน ธ.ก.ส. ๒ เด้งครับ ขายขาดทุนแล้วต้องเอาเงินจากงบประมาณไปชดเชยให้ ธ.ก.ส. อีกเดี๋ยวเจอกันที่ ไม่ไว้วางใจครับ คดีทุจริตเชิงนโยบายขายต่ำกว่าราคามาตรฐานที่ควรจะเป็น ท่านประธาน ที่เคารพครับวันนี้บอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าอย่าประมาท อย่าละเลยพี่น้อง เกษตรกร อย่าคิดว่าการกระทำของท่านนั้นทุกหน่วยงาน ทุกกรมจะไม่มีใครตรวจสอบดูแล ท่านเดี๋ยวเราไปพบกันที่การไม่ไว้วางใจคดีทุจริต ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไปสมาชิก ที่แปรญัตติไว้นะครับ ท่านซูการ์โน มะทา🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ผมได้แปรญัตติ ในงบประมาณมาตราที่ ๑๔ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรับลดลง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ครับ จากจำนวนเงิน ๓๔,๖๘๔ ล้านบาทเศษ ซึ่งผมก็มีเหตุผลที่จะมานำเรียนต่อท่านประธาน ผ่านถึงท่านกรรมาธิการว่า วันนี้ถ้าเรามาดูในสถานการณ์การใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดินแล้ว สิ่งสำคัญที่ผมเคยทำหน้าที่ในฐานะที่เคยเป็นกรรมาธิการด้วยกัน ก็คือเรื่องการใช้จ่ายเงิน งบประมาณที่สภาผู้แทนราษฎรของเรานั้นได้อนุมัติให้หน่วยงานได้นำไปใช้จ่ายเพื่อให้เกิด การหมุนเวียนหรือการสร้างฐานเศรษฐกิจของประเทศให้มีความมั่นคง ผมก็มาดูในการเบิก จ่ายเงินงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นงบลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมาก ที่ว่าจะต้องชัดเจนว่าเพราะว่าเราเหลือเวลาไม่ถึง ๔๐ กว่าวันแล้วจะสิ้นปีงบประมาณแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ใช้งบประมาณทั้งสิ้นแค่ ๕๘.๖๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยังเหลือ อีก ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ นั่นก็เป็นส่วนของงบลงทุนทั้งหมด แต่ปัญหาทั้งหมดวันนี้ที่อยากจะ มาอภิปรายเพื่อสนับสนุนการอภิปรายการปรับลดของผมก็คือ สิ่งแรกที่เราเห็นได้ชัดก็คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นมันเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของ พี่น้องประชาชน มีทั้งกรมการข้าว มีทั้งกรมปศุสัตว์ มีทั้งกรมประมง และยังมีการยาง แห่งประเทศไทย สิ่งที่ผมอยากจะพูดอันดับแรกก็คือปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ซึ่งกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ก็มีหน้าที่หลักอยู่แล้วที่จะต้องทำอย่างไรให้ราคายางสูงขึ้นเพราะเรามี การยางแห่งประเทศไทย เมื่อสักครู่ปัญหาราคายางตกต่ำก็อาจจะมีเพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ไปแล้วผมก็จะไม่พูดซ้ำต่อนะครับท่านประธาน แต่อยากบอกว่าราคายางในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้น หรือประเทศไทยเราผลิตยางเป็นอันดับ ๑ ของประเทศ แต่ราคายางของ เราวันนี้มันไม่สามารถที่จะเป็นราคาที่คุ้มทุน เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกเช่นกัน นะครับ กรมวิชาการเกษตรซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องของราคาปุ๋ยที่จะเอาไปใช้ในการปลูกพืชต่าง ๆ ก็มีราคาแพง ต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้น เพราะฉะนั้นการที่พี่น้องประชาชนหวังที่ประกอบ อาชีพให้สามารถเลี้ยงตัวได้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ก็มีปัญหาของ ราคาต้นทุนการผลิตของทางการเกษตรก็สูงขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดเรามีกรมส่งเสริมสหกรณ์ หรือกรมส่งเสริมวิชาการเกษตร ซึ่งก็มีการแนะนำให้ชาวบ้านได้ช่วยกันปลูกพืชต่าง ๆ ตามที่ ได้รับความสำคัญทางท้องตลาด แต่เมื่อพี่น้องประชาชนเริ่มปลูกยางมากขึ้น ดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ไม่บาลานซ์ (Balance) กันก็ราคาตกต่ำ ก็ไม่มีการพูดถึง มาตรการแก้ไขปัญหา วันนี้ทุเรียนสะเด็ดน้ำของจังหวัดยะลา จากราคาเคยขายกิโลกรัมเกือบ ๑๐๐ บาท วันนี้ ๖๐ บาทก็ยังขายไม่ได้ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่บอกว่าปัญหาพืชพันธุ์ทางการเกษตร ราคาตกต่ำนั้นมันกระทบถึงพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคา ผลผลิตตกต่ำแล้วหน่วยงานราชการก็ไม่ได้เอาเงินงบประมาณไปใช้ วันนี้เดือดร้อนถึงองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเอาเงินงบประมาณส่วน เล็กน้อยขององค์กรท้องถิ่นไปรับซื้อผลไม้ที่ออกตามฤดูกาลที่ล้นตลาดตอนนี้เพื่อแจกจ่าย ให้กับส่วนราชการ สิ่งเหล่านี้ผมอยากให้เห็นว่านี่คือตัวอย่างหนึ่งขององค์กรท้องถิ่นในพื้นที่ ตำบลปะแต ซื้อเงาะจากชาวบ้าน ซื้อทุเรียน ซื้อมังคุด ซื้อทุกอย่างที่เป็นผลไม้ที่เกิดในพื้นที่ ของตำบลปะแต โดยชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแล้วเอาไปแจกจ่ายให้พี่น้องประชาชน ผมถามว่า งบประมาณที่เป็นงบกลางที่ใช้เพียงน้อยนิดของท่านนายกรัฐมนตรี ทำไมท่านไม่เจียด เงินเหล่านี้ลงไปให้องค์กรท้องถิ่นไปรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรของพี่น้องประชาชน วันนี้ คิดว่าเราอย่าปล่อยภาระเรื่องของราคาผลผลิตแล้วไปให้ผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งวันนี้ผู้บริหาร ท้องถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งบางท้องถิ่นตั้งแต่ อบต. ซึ่งเป็นท้องถิ่นระดับล่างก็ยังไม่มีการเลือกผู้บริหาร พี่น้องประชาชนก็เกิดความสับสน อันนี้ ทั้งหมดผมอยากฝากถึงท่านประธานผ่านถึงกรรมาธิการว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญ เรื่องของการประกอบอาชีพของพี่น้องประชาชน🔗
ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะพูดก็คือเรื่องของวิสาหกิจชุมชน ผมได้มีโอกาส ไปเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ แต่ท่านรู้ไหมครับ พี่น้องประชาชนมีความตั้งใจรวมกลุ่ม กันมาเพื่อต้องการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับกลุ่มตัวเอง เพื่อสร้างโคขุนเนื้อต้นน้ำ ผมไปดู สภาพพื้นที่โรงเลี้ยง โรงเพาะ หรือแม่พันธุ์ก็ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าไรจากหน่วยงานของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะปศุสัตว์ ผมไปเห็นเครื่องบดนะครับ เครื่องบด หญ้าเนเปียร์ (Napier) ซึ่งทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนก็ได้มีการปลูกหญ้าเนเปียร์ (Napier) เพื่อเอามาเลี้ยงสัตว์ของตัวเองแล้วก็จำหน่าย ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้เราดูมองว่าไม่มี คุณค่า แต่ในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่นาร้างใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้มีจำนวนมาก เมื่อพี่น้อง ประชาชนได้ปลูกหญ้าเนเปียร์ (Napier) แล้ว แต่ว่าวิธีการจะทำอย่างไรให้หญ้าเนเปียร์ (Napier) ที่เขาปลูกแล้วมีต้นทุนมูลค่ามากขึ้น ก็ต้องมีการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมจำเป็นต้องปรับลด ๓ เปอร์เซ็นต์สำหรับกระทรวงนี้ ครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านผู้แปรญัตติ ท่านผู้สงวนคำแปรญัตติก็หมดนะครับ เหลืออยู่ก็สมาชิกที่ขออภิปรายเนื่องจากมีการแก้ไข ท่านวีระกร คำประกอบ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นต้องกราบเรียนท่านประธานว่าปกติแล้วงบประมาณของ กรมชลประทาน อาจจะเห็นจากการที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้กล่าวถึง อาจจะได้ประโยชน์บ้าง ไม่ได้ประโยชน์บ้าง บางครั้งทำแล้วก็ไม่สามารถที่จะได้ผลประโยชน์ตามที่ได้คาดหวังไว้ เช่น บางแห่งอาจจะคาดหวังว่าพื้นที่ชลประทานจะไปเป็นแสนไร่ ไปหลายหมื่นไร่ พอเอาเข้าจริง เกิดน้ำแล้ง ไม่มีน้ำต้นทุน ทำแล้วก็ไม่ได้ผลประโยชน์อย่างนี้เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานครั้งนี้ก็คือกรมชลประทานมีโครงการที่สำคัญยิ่งและสามารถแก้ไข ปัญหาอย่างชนิดที่เรียกว่าแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ก็คือการที่กรมชลประทานได้จัดทำ โครงการสูบน้ำข้ามลุ่มน้ำจากลุ่มน้ำยวมข้ามมาสู่แม่น้ำปิง โดยโครงการดังกล่าวนี้ ปัจจุบัน ได้ผ่านอีไอเอ (EIA) หรือการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนของการที่จะผ่านเข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติคณะใหญ่ ซึ่งถ้าเป็นไป ตามนี้ปลายปีนี้ครับได้รับทราบกรมชลประทานว่าจะสามารถเริ่มต้นโครงการได้ ซึ่งโครงการ ดังกล่าวนี้แม้จะใช้งบประมาณมาก แต่ขณะนี้ทางกรมชลประทานก็ได้ทำการศึกษา ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเทียบคู่ไปกับการออกแบบจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย ต้องขอชื่นชม นะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านรองนายกรัฐมนตรี ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะที่ท่านเป็น ประธาน สทนช. ก็ดี และท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้กรุณาผลักดันโครงการลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะได้มีน้ำเพียงพอกันเสียครับ เกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยาในปัจจุบันขาดแคลนน้ำถึงปีละ ประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร จะเอาน้ำที่ไหนครับ น้ำต้นทุนไม่มี เนื่องจากพี่น้อง ประชาชนในเขตต้นน้ำทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำปิง แม่ริม แม่แตง แม่กวง แม่งัด เขาทำเขื่อน กั้นไว้หมด จะเป็นแม่กลาง แม่แจ่ม ทำเขื่อนกั้นไว้ใช้กันในต้นน้ำกันหมด เพราะฉะนั้น น้ำในพื้นที่ภาคกลางเกิดความเสียหายไม่สามารถทำนาโดยใช้ระบบชลประทานได้มา ๔ ปีแล้วในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ก็ดี และลุ่มน้ำภาคกลางทั้งหมดได้รับความเดือดร้อน ไปจนถึงลุ่มน้ำสาขา ทั้งลุ่มน้ำท่าจีน และแม้กระทั่งจังหวัดลพบุรีซึ่งก็ไม่ได้อยู่ติดลุ่มน้ำละครับ แต่ว่าต้องใช้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาส่งน้ำเข้าสู่คลองป่าสัก คลองชัยนาท-ป่าสัก หรือ มโนรมย์-ป่าสักส่งไปให้เขาใช้ แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า ๒-๓ ปีที่ผ่านมานี้ได้รับความเดือดร้อนมากครับ น้ำไม่พอใช้ ไม่มีความเพียงพอเลย เพราะฉะนั้นโครงการสูบน้ำข้ามลุ่มน้ำโดยการตั้งสถานี สูบน้ำ โดยการปิดน้ำยวมก่อนที่น้ำยวมจะไหลลงน้ำเมย จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ อย่างเบ็ดเสร็จ ถึงบอกว่าครั้งนี้ต้องขอบคุณกรมชลประทานแล้วก็ต้องขอบคุณที่ ท่านกรรมาธิการตัดเพียงเล็กน้อยครับ ความจริงกรมชลประทานน่าจะต้องเพิ่มงบประมาณ ด้วยโครงการนี้โครงการเดียวก็หลายหมื่นล้านบาทแล้วนะครับ เพียงแต่ว่าอาจจะได้รับ ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ประเทศจีนก็ได้ประสานงานที่จะเข้ามาทำการ ลงทุนให้ก่อนนะครับ แต่อย่างไรก็ตามครับ ต้องขอบคุณกรมชลประทานนะครับ ซึ่งกรม ชลประทานได้ทำโครงการนี้จะทำให้พี่น้องประชาชนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำสาขา ทั้งหลาย การที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำเพียงพอก็เพราะโครงการนี้ แต่ว่าเรามีลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน น้ำอาจจะอาจจะเข้าสู่น้ำปิงก็จริง แต่ว่าทั้งลุ่มน้ำน่านและลุ่มน้ำยมก็จะสามารถ มีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากว่าไม่จำเป็นที่จะต้องใช้จากสาขาที่มาจากลุ่มน้ำน่าน แต่สามารถ ที่จะใช้น้ำที่มาจากลุ่มน้ำปิงโดยการสูบน้ำข้ามลุ่มน้ำมา ต้องขอขอบคุณกรมชลประทาน อีกครั้งนะครับ แล้วก็จริง ๆ แล้วไม่เข้าใจว่ากรรมาธิการถึงแม้ว่าจะปรับลดเพียง ๗๕ ล้านบาท เท่านั้นจากงบประมาณทั้งหมด ๒๑,๖๖๕ ล้านบาท แต่ก็ยังถือว่ากรมชลประทานในปีนี้ ได้เครดิตนะครับ แล้วก็อยากจะเพิ่มงบให้เยอะ ๆ ด้วยซ้ำไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ กรรมาธิการจะชี้แจงเชิญนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นต้องขอกราบ ขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็มีหลายประเด็น นะครับ ประเด็นที่สำคัญที่ท่านสมาชิกได้กรุณากล่าวถึงก็คงจะเป็นในเรื่องของงานวิจัย วิชาการ แล้วก็นวัตกรรมซึ่งก็จะต้องควบคู่ไปกับในเรื่องของบุคลากรที่มี่ความสามารถของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งในเรื่องของการทำงานที่จะต้องสอดประสานงานกัน ในระหว่างหน่วยงาน ซึ่งในเทคนิคของการวิจัยและนวัตกรรมนั้นก็คงจะต้องมีหลายเทคนิค แต่เพียงแต่ว่าให้มีการประสานงานกันว่าจุดเน้นของงานวิชาการหรืองานวิจัยนั้นจะเน้น ในจุดไหนบ้าง อย่างไรก็ตามนั้นในข้อคิดเห็น ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะที่ท่านสมาชิกได้กรุณา กล่าวถึงนั้นผมพอจะสรุปได้ว่าก็มีอยู่ประมาณสัก ๔ ประเด็นด้วยกันในกลุ่มที่ได้กรุณา กล่าวถึง🔗
ในข้อที่ ๑ ก็คือในเรื่องของเกี่ยวข้องกับทางด้านภารกิจโดยตรง คือเรื่องของ การดูแลในเรื่องของปัจจัยการผลิต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ แล้วก็ พันธุ์ผลไม้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของน้ำและชลประทาน รวมทั้งในเรื่องคุณภาพของดิน🔗
ส่วนที่ ๒ นั้นในเรื่องของผลผลิตซึ่งก็ได้เน้นในเรื่องของคุณภาพและมาตรฐาน ที่สำคัญท่านสมาชิกได้กรุณากล่าวถึงในเรื่องของแก้ปัญหาในเรื่องของโรคระบาด อันนี้ก็เป็น เรื่องหนึ่งที่รวมอยู่ในเรื่องของคุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งการป้องกัน🔗
ส่วนที่ ๓ ก็เป็นในเรื่องของการตลาดกับในเรื่องของโลจิสติกส์ (Logistics)🔗
ในประเด็นที่ ๒ นั้นก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งท่านสมาชิกก็ได้กรุณาว่าในการใช้จ่ายงบประมาณนั้นจะต้องให้ถึงมือเกษตรกร อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่คณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้ให้ความสำคัญนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ นั้นก็คือในเรื่องของการวางแผนทั้งหมดนี้ถ้าไม่มีการวางแผน ที่เชื่อมโยง แล้วก็บูรณาการทั้งภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง แล้วก็ภายในระหว่าง หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรหรือภาคการเกษตรของเรานะครับ🔗
ในประเด็นที่ ๔ นั้นก็คือในเรื่องของการศึกษาวิจัยนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็น ทั้งในระดับจากข้างบนสู่ข้างล่าง หรือว่าจากข้างล่างสู่ข้างบน ซึ่งเราก็มักจะพบในเรื่อง ภูมิปัญญาของชาวบ้าน บางทีเราก็อาจจะไปคิดแทนเขา แต่ว่าด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านนั้น ก็ก่อให้เกิดในเรื่องของผลงานทางด้านนวัตกรรมที่นำไปสู่ในเรื่องคุณภาพของปัจจัยกับ ในเรื่องของผลิตภัณฑ์🔗
ส่วนประเด็นที่ ๔ นั้นก็เป็นในเรื่องด้วยข้อจำกัดของงบประมาณนั้นก็มี ความจำเป็นที่จะต้องปรับแผนการทำงาน แล้วก็วิธีการทำงาน รวมทั้งในเรื่องของบุคลากร ซึ่งก็เป็นในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งหมดนี้ก็เป็นในเรื่อง ของคณะกรรมาธิการก็ได้มีการซักถามทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็ได้คำนึงถึง ความจำเป็นใน ๔ ประเด็นที่ผมได้กล่าวถึงสักครู่นี้นะครับ🔗
ต่อประเด็นในเรื่องของที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงว่างบประมาณในเรื่องของ การซ่อมใหญ่เครื่องจักรกลนั้นจะมีความคุ้มค่าอย่างไร ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าในเรื่องนี้ ก็ได้มีการซักถามทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เช่นเดียวกันนะครับว่างบประมาณในเรื่อง การซ่อมแซมตรงนี้มีความคุ้มค่าในประการใด ก็ขออนุญาตเรียนว่ากรมชลประทานนั้นเอง ก็มีหน้าที่นอกเหนือจากภารกิจปกติแล้ว ก็ยังมีในกรณีภารกิจฉุกเฉิน ภารกิจเร่งด่วน ภารกิจ ในกรณีที่เกิดวิกฤติ ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากหรือแล้งซ้ำซาก ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการ โดยฉับพลัน ซึ่งก็จะมีความจำเป็นที่ต้องใช้เครื่องจักรกลต่าง ๆ แต่ในเรื่องของความคุ้มค่านั้น ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้มีการศึกษาจากผู้ผลิตเครื่องจักรกล อายุการใช้งานนั้น ประมาณ ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ ชั่วโมง หรือประมาณสัก ๕-๗ ปี ก็ครบรอบที่จะต้องมีการ โอเวอร์ฮอล (Overhaul) ใหญ่ หรือมีการซ่อมบำรุงใหญ่ ซึ่งก็จะทำให้สามารถที่จะยืดอายุ เวลาการใช้งานออกไปอีกประมาณ ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ ชั่วโมง อายุการใช้งานทั้งสิ้นทั้งหมด ที่จะคุ้มค่าที่สุดก่อนที่จะเปลี่ยนเครื่องจักรนั้นก็อยู่ที่ประมาณ ๓๕,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ชั่วโมง อันนี้ก็เป็นข้อมูลทางด้านเทคนิคของทางด้านผู้ผลิต เพราะฉะนั้นในเรื่องของการดำเนินการ ตรงนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีการซ่อมแซม นอกเหนือการซ่อมแซมปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็มี ความจำเป็นต้องซ่อมใหญ่ เรียกว่าเป็นเมเจอร์ โอเวอร์ฮอล (Major Overhaul) ในเรื่องของ เครื่องจักร ก็ขออนุญาตกราบเรียนนะครับ🔗
เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตเรียนว่าทางคณะกรรมาธิการนั้นได้พิจารณาในเรื่อง ของรายละเอียดของงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว ตามร่างพระราชบัญญัติ ที่มีทั้งหมด ๑๑ แผนงาน งบประมาณทั้งสิ้น ๓๔,๘๙๐,๔๒๔,๖๐๐ บาทนั้น คณะกรรมาธิการก็ได้ มีการปรับลดไป ๒๐๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งก็เป็นการปรับลดจากปีที่แล้ว ต่ำกว่าปีที่แล้วนั้น ๑๑.๙๘ เปอร์เซ็นต์ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ขอยืนยันตัวเลขที่ปรับลดตามนี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ สมาชิกครับ มาตรานี้เราได้มีท่านสมาชิกและกรรมาธิการอภิปรายไป ผมดูตัวเลขแล้ว ๒๗ ท่านนะครับ ก็ถือว่าทั่วถึงครับ อันนี้เป็นสิทธิของพวกเรา ต่อไปก็ต้องขอมติจากที่ประชุม เนื่องจากว่า มีการแก้ไข แล้วก็มีผู้สงวนความเห็น รวมทั้งมีผู้แปรญัตติ ขอเชิญสมาชิกเข้ามานะครับ🔗
สมาชิกที่เข้ามาแล้ว ก็กรุณากดบัตรแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับครับ ท่านที่เข้ามาแล้ว กดบัตรแสดงตนนะครับเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ พร้อมพอสมควรแล้วก็ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๓๐๕ ท่าน ครบ องค์ประชุมครับ🔗
เนื่องจากมาตรา ๑๔ นี้ มีการแก้ไขนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องถามมติ ๒ ตอนนะครับ คือจะต้องถามมติก่อนว่าจะ เห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ที่ประชุมเห็นควรให้มีการแก้ไขก็จะถามต่อไปว่าจะเห็น ควรแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และ ผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ก็ขออนุญาตมติแรกก็คือว่า จะเห็นสมควรแก้ไขหรือไม่ ผู้ใดเห็นด้วยแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควร งดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมแล้วนะครับ ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๒๗ ท่าน เห็นด้วยให้มีการแก้ไข ๓๐๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒๐ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วย ให้มีการแก้ไขครับ คำถามต่อไปที่ ๒ นะครับ ขอเชิญสมาชิกแสดงตนก่อนครับ🔗
ขอเชิญสมาชิกแสดงตน ก่อนครับ🔗
พร้อมพอสมควรแล้วครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้แสดงตนในที่ประชุม ๓๒๔ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
คำถามที่ ๒ ก็คือว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยและผู้ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตตินะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง กรุณาลงมติครับ🔗
พร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๓๔๘ ท่าน เห็นด้วยตามที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากแก้ไข ๒๓๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๑๑ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยตามที่ กรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไข มาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๑๕ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงคมนาคม มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและมีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
ผมขอเรียนพวกเรานะครับ ว่ามาตรานี้มีผู้ส่งชื่อมาอภิปราย ๕ ท่าน ถ้าท่านละ ๗ นาทีก็ประมาณครึ่งชั่วโมงเศษนะครับ เพราะฉะนั้นพวกเราอย่าไปไกลนะครับ ขอร้องท่านผู้แปรญัตติและผู้สงวนความเห็นนะครับ อยู่ในกระบวนการของการอภิปรายในระดับการแปรญัตตินะครับ อย่ากลับไปที่รับหลักการ หรือนอกเรื่องครับ เป็นเรื่องระหว่างเรากรรมาธิการครับ ขอเชิญท่านแรก กรรมาธิการ เรืองไกรครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น มาตรา ๑๕ กระทรวงคมนาคมอยู่ที่หน้า ๑๒๔ ถึงหน้า ๑๒๖ จริง ๆ แล้วรายการของกระทรวงคมนาคม ถ้าจะดูก็ควรจะเห็นได้เยอะ แต่น่าจะไปอยู่ใน แผนงานบูรณาการเป็นส่วนมากนะครับ แล้วก็รายละเอียดที่เขียนไว้ในเล่มก็ค่อนข้างจะเป็น รายการที่ค่อนข้างชัดเจนว่าหมายถึงรายการไหนบ้าง บางรายการขอปรับลดทั้งหมดตั้งแต่ เป็นเปอร์เซ็นต์ บางรายการก็มีข้อสงสัย เช่นของกรมเจ้าท่า ผมขอปรับลดเรื่องค่ากำจัด ผักตบชวา (ดำเนินการเอง) สำนักงานพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ ๑ จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ตัน ๒๒,๘๔๐,๐๐๐ บาท อันนี้คืองบประมาณ ปี ๒๕๖๕ เริ่มวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ การประมาณการว่าจะมีผักตบชวา ๘๐๐,๐๐๐ ตัน อัน นี้ผมไม่เข้าใจ ผักตบชวามันลอยมาตามน้ำ อันนี้ก็เลยไม่ทราบว่าวิธีการคำนวณงบประมาณ ว่าจะไปกำจัดเอง ๘๐๐,๐๐๐ ตันกำจัดอย่างไร คืออ่านดูแล้วไม่ได้ลงในชั้นอนุ ก็เห็นว่าอาจจะยังไม่ชัดเจนนะครับ ก็เลยเสนอรายการนี้ว่าควรจะกลับไปทบทวนแล้วก็กว่า จะถึงเดือนตุลาคม ผักตบชวามันจะ ๘๐๐,๐๐๐ ตันหรือน้อยกว่า หรือมากกว่า อันนี้ผม ไม่ทราบวิธีฟอร์คาสต์ (Forecast) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ วิธีประมาณการนั่นล่ะ ทีนี้กรม ทางหลวง ถ้าผมเรียนต่อที่ประชุมว่าผมขอปรับลด ตั้งแต่ (๑) ถึง (๘๕๔) เลย เรื่องก็คง เยอะแยะเลยครับ แต่เหตุผลขอปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็คิดว่าปัจจุบันการประมาณราคาเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะลดปริมาณเนื้องานลงไปอีกสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน ๒,๐๔๙,๕๒๙,๙๔๐ บาท อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่นำเรียนเพื่อให้ที่ประชุม พิจารณาว่าที่มาที่ไป เหตุผลมันคืออะไร หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง กรมทางหลวงชนบท ค่าก่อสร้างทางและสะพานที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท ก่อสร้างทางและ สะพานนะครับ รวม ๑๐๙ รายการ ทั้งหมด ๓,๒๗๐ หน่วย ๖๗,๖๙๒,๔๐๐ บาท ท่านประธานครับ รายการนี้ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าก่อสร้างทางและสะพาน ไม่ใช่ซ่อม ไม่ใช่ ปรับปรุง แต่ผมหารค่าเฉลี่ยต่อหน่วย ๒๐,๗๐๑.๐๓๙๗ ผมไม่เข้าใจว่าทางและสะพานอะไร มันราคาต่ำขนาดนี้ ตรงนี้ที่ผมอยากจะขอให้ปรับลด เพราะว่าคำว่า ต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท แน่นอนนะครับ แต่ต่ำจนถึง ๒๐,๗๐๑ บาท มันเป็นรายการที่ คือถ้าเป็นค่าปรับปรุง และ มีหลาย ๆ ชนิดผมยังพอทำความเข้าใจได้ แต่ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าผมอยู่ห้องกรรมาธิการชุดใหญ่ ไม่ได้ลงอนุ ก็เลยไม่ทราบว่ารายละเอียดตัวนี้คืออะไร ก็ใช้สิทธิกรรมาธิการว่าขอปรับลด นะครับ ก็อยู่ที่ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกที่เห็นรายการ ท่านจะใช้เหตุผลในการเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็ขอให้ที่ประชุมได้ใช้สิทธิของท่านแต่ละคนครับ ผมมีเท่านี้ครับ สำหรับกระทรวงคมนาคม ท่านประธานขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านประธาน มาตรา ๑๕ นี้วงเงิน ๕๗,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ได้รับการปรับลดลงไปเล็กน้อย เหลือ ๕๗,๑๕๔ ล้านบาทเศษ ผมขอตัด ๕ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลที่ผมจะกล่าวในตอนท้ายนะครับ แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น ผมจะขออนุญาตเรียนว่าในระบบงบประมาณบ้านเราเราได้ใช้เงินสำหรับการสร้างถนน เยอะมาก อย่างกรณีของงบกระทรวงคมนาคม ๕๗,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบของกรม ๒ กรม ก็คือกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท แค่ ๒ กรมนี้กินงบประมาณเข้าไปกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของงบของกระทรวงคมนาคมนะครับ แล้วก็ในบรรดางานต่าง ๆ ของทั้ง ๒ กรม เงินเกือบทั้งหมดเอาไปใช้ในการก่อสร้างและในการบำรุงรักษา อันนี้เฉพาะ มาตรา ๑๕ นะครับ ยังมีอีกมาตราหนึ่งคือเป็นมาตราเกี่ยวกับบูรณาการของระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ซึ่งอันนั้นก็จะมีการก่อสร้างทางหลวงใหม่ ๆ แต่เฉพาะตรงนี้มาตรา ๑๕ ๗๒ เปอร์เซ็นต์ของเงินจำนวน ๕๗,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงานบูรณะ ความหมายก็คือว่าเรายิ่ง สร้างถนนมากเท่าไรเราก็ต้องมีการใช้เงินเพื่อบูรณะมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะ ขอเปรียบเทียบนะครับว่าเมื่อสักครู่ก่อนหน้านี้ผมได้พูดถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พูดถึงเรื่องน้ำว่าเราได้ลงในเรื่องของน้ำท่าหรือน้ำผิวดินไปมาก แต่ว่ามองข้ามน้ำบาดาล นะครับ ผมจะเปรียบเทียบนะครับว่าเงินของงบประมาณเราในปี ๒๕๖๕ เราใช้กับเรื่องของ ทางหลวงทั้งหมด ประมาณ ๒๓๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่ใช้กับน้ำเพียง ๑๐๗,๐๐๐ ล้านบาท ครึ่งเดียวนะครับที่เราใช้กับเรื่องน้ำเทียบกับเรื่องของทางหลวง ก็เลยอยากจะขอฝากเป็น ข้อสังเกตครับว่าระบบการบริหารจัดการเงินงบประมาณของเราในระยะต่อไปคงต้อง ระมัดระวังในเรื่องนี้ครับว่าเราสร้างถนนมากไปหรือเปล่า เราใช้เงินกับเรื่องของน้ำโดยเฉพาะ น้ำบาดาลน้อยเกินไปหรือเปล่า ควรต้องมีการปรับในส่วนนี้นะครับ🔗
สำหรับเรื่องของการปรับลดจำนวน ๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ เรื่องแรกเลย ที่อยากจะขอเอ่ยถึงก็คือเรื่องงบบำรุงรักษานะครับว่า ณ เวลานี้การบำรุงรักษาเราอาจจะ ต้องมีการดูเสียใหม่ไหมครับว่าบางส่วนที่ยังใช้ได้อาจจะชะลอบ้างด้วยเหตุผลของ งบประมาณที่ยังมีจำกัด แต่นั่นก็เรื่องหนึ่งนะครับ แต่ยังมีบางโครงการที่อยู่ในกระทรวง คมนาคมที่กระผมเห็นว่าควรจะต้องมีการชะลอไปนะครับ อย่างเช่นงบเกี่ยวกับการสร้าง เทอร์มินอล (Terminal) ของเรือท่องเที่ยว ซึ่งใช้เงิน ๒๔๗ ล้านบาท ผมคิดว่าสถานการณ์ โควิด (COVID) ในปัจจุบันและท่องเที่ยวของโลกในปัจจุบัน โอกาสที่จะมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ในระยะอันใกล้คงจะต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นกระทรวงคมนาคมไม่ควรจะใช้เงินเป็นหลัก ร้อยล้านบาทเพื่อทำเรื่องนี้ในช่วงนี้นะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการจัดทำใบขับขี่ ผมเชื่อว่าทุกท่านในห้องนี้ มีใบขับขี่อยู่ในกระเป๋า แล้วก็จะมีความรู้สึกว่าทำไมเราจะต้องมีการเสียเงินที่จะต้องเก็บ ใบขับขี่ไว้ในกระเป๋า ทำไมทำเป็นเพเพอร์เลส (Paperless) ไม่ได้ ทำไมใช้เลข ๑๓ หลักไม่ได้ ทำไมจะต้องมีการทำทะเบียนเฉพาะของเขาเอง ก็อยากจะขอฝากกระทรวงคมนาคมว่า ช่วยปฏิรูประบบการจัดทำใบขับขี่ ซึ่งในงบปี ๒๕๖๕ ตั้งเงินถึง ๘๐๕ ล้านบาทเพื่อดูแล เรื่องนี้ ถ้าเราทำเป็นระบบเพเพอร์เลส (Paperless) ทุกอย่างอยู่ในระบบที่ไม่ต้องใช้เอกสาร สามารถที่จะแสดงตัวตนได้โดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผมเชื่อว่าเราก็จะมีความสุขมากขึ้น ไม่ต้องมีการพกตัวใบขับขี่อยู่ในกระเป๋านะครับ สุดท้ายครับท่านประธานครับ ก็คือเรื่องของ งบก่อสร้างบ้านพัก ในกระทรวงคมนาคมมีหลายกรมที่ตั้งงบเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร บ้านพักหลังละ ๒๐ ล้านบาท จำนวนมากด้วยกัน ผมคิดว่าในสถานการณ์ปัจจุบันบ้านที่อยู่ อาศัยที่เอกชนสร้างขายไม่ออกหรือมีบ้านว่าง บ้านร้างเป็นจำนวนมาก เราควรจะช่วย เศรษฐกิจนะครับ โดยงดการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ แล้วก็จ่ายเป็นค่าเช่าบ้านหรือจ่าย เป็นค่าเช่าซื้อก็ได้นะครับ ให้ข้าราชการได้ไปเช่าซื้อบ้านเพื่อที่จะได้เป็นการช่วยระบบ เศรษฐกิจในแง่ของการให้บ้านที่อยู่อาศัยได้รับการกระตุ้นนะครับ แทนที่จะต้องไปสร้างใหม่ แล้วก็สิ้นเปลืองงบประมาณ สิ้นเปลืองค่าบำรุงรักษาต่อไป ซึ่งงบส่วนนี้จะมีแฝงอยู่ในกรม หลายกรมด้วยกันของกระทรวงคมนาคม แล้วก็ของกระทรวงอื่นด้วยครับ ก็ขออนุญาต กราบเรียนแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการ ผมได้สงวนความเห็นขอปรับลดงบประมาณของ กระทรวงคมนาคม ๑ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหตุที่ปรับลดเนื่องจาก จะมีข้อมูลที่อยากจะชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาระบบคมนาคม ทางกระทรวงคมนาคมและรัฐบาล ได้พูดอย่างหนึ่ง และทำอีกอย่างหนึ่ง เราจะเห็นว่างบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ เราไปลงที่กรมทางหลวง ๑๑๕,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ เราไปลงที่กรม ทางหลวงชนบท ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ส่วนไประบบรางที่ กระทรวงคมนาคมได้ประกาศไว้ไปลงของการรถไฟแห่งประเทศไทยแค่ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ คือการที่รัฐบาลทราบดีว่าปัจจุบันปัญหาการขนส่งสินค้าและ การขนส่งคน การขนส่งสินค้า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ใช้ระบบบรรทุกและหัวลาก ซึ่งไปใช้ร่วมกับ การขนส่งคน แล้วก็ทางแก้ปัญหาก็ได้มาบอกกับสภา บอกกับทุกแห่งว่ากระทรวงคมนาคม จะเปลี่ยนไปใช้ระบบราง แต่พองบออกมากลับย้อนกับความเป็นจริง ก็คือไปใช้รวมกับ ทางหลวงเส้นทางบนถนนหมด อันนี้คือปัญหาที่อยากจะฝากไว้ ท่านก็อาจจะอ้างว่าไปใช้ร่วม อันนี้จึงเป็นเหตุผลที่ผมอยากจะอภิปรายแล้วก็ส่งสัญญาณไปว่า ไม่เช่นนั้นท่านสร้างถนนเพื่อ พีพีพี (PPP) แต่พอเข้าไปเจาะลึกมันก็จะเป็นการกระจุกตัว แล้วประชาชนก็จะได้ประโยชน์น้อย ขนรถกับสร้างถนนเพื่อให้เกิดปัญหามากกว่า การแก้ปัญหามีทางเดียวต้องสร้างระบบขนส่ง มวลชนคือระบบราง🔗
เรื่องที่ ๒ ปรากฏว่าในงบของท่านนี้ ท่านขอของการทางพิเศษมาเป็นเงินแค่ ๑๑ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าในช่วงส่งมาให้กรรมาธิการ งบการเงิน ปี ๒๕๖๓ มีปัญหาว่า การต่อสัญญาทางด่วนขั้นที่ ๒ ซึ่งเป็นสัญญาที่มีการฟ้องร้องศาลปกครองสูงสุดให้ผู้รับสัญญา ที่มาทำทางได้รับสัมปทานชนะ จ่ายเงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านไปประนีประนอม ยอมความเอาเรื่องอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งศาลยังไม่ตัดสินและการลง ประนีประนอมยอมความ สตง. ได้ลงความเห็นแบบมีเงื่อนไข คือบอกว่าอันนี้เป็นการ ไปยอมรับสภาพหนี้ ซึ่งในทางปฏิบัติ สตง. มองว่าไม่ถูกต้องจึงไม่ได้รับรองงบการเงิน ถ้าท่าน รัฐมนตรีอยู่ในที่นี้ ปัญหาที่ตามมาก็คือการทางพิเศษเขามีกำไรปีละ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท คือกำไร จากเส้นทางนี้ คือแบ่งให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ให้ผู้รับสัมปทาน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เขาก็ได้ทุกปี แต่พอลงเป็นขาดทุนเขาจะมีเรื่องของรัฐวิสาหกิจ เมื่อลง เป็นขาดทุนมันจะส่งผลให้พนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่ได้รับโบนัส แล้วก็ จะไม่ได้รับไม่ใช่แค่ปีนี้นะครับ ปกติโบนัสประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ของราคานี้ คือพนักงาน จะต้องไม่ได้รับโบนัสยาวไปตลอด คือท่านไปประนีประนอมยอมความหรือไปยอมรับ สภาพหนี้อีก ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ผมคิดว่า สตง. ได้วางบรรทัดฐานว่าไม่ชอบ ผมก็ ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร อันนี้เรื่องปรากฏในคณะกรรมาธิการ ดังนั้นผมจึงมีความเห็น ของกระทรวงคมนาคมขอตัด ๑ เปอร์เซ็นต์ตามที่ได้ระบุไว้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปเป็นผู้แปรญัตติ มีรายชื่ออยู่ ๒ ท่านนะครับ ท่านแรก ท่านนริศ ขำนุรักษ์ ท่านต่อไปท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ขอเชิญท่านนริศครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอปรับลด งบประมาณของกระทรวงคมนาคมลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จากงบประมาณที่ได้รับ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ด้วยเหตุผลที่ว่าหลายโครงการของกระทรวงคมนาคมทำไม่ได้ ในช่วงนี้ หรือทำได้น้อยลงในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณด้านอบรมสัมมนา หรือจ้าง ที่ปรึกษา ๒. หลายโครงการของกระทรวงคมนาคมสามารถชะลอหรือยืดโครงการไปได้ก่อน ๓. หลายโครงการของกระทรวงคมนาคมสามารถปรับเปลี่ยนการจ่ายเงินงวดออกไปได้ก่อน และสำคัญคือที่ ๔. หลายโครงการสามารถใช้หลักการบริหารโดยสามารถโยกไปใช้ เงินงบประมาณในปีถัดไป หรือปี ๒๕๖๕ ได้ แต่อย่างไรก็ตามผมกราบเรียนท่านประธานว่า ขณะนี้สถานการณ์ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเผชิญอยู่กับหลายปัญหา โดยเฉพาะปัญหา โรคระบาดจากโควิด (COVID) ซึ่งรัฐบาลใช้วิธี ใช้คน และงบประมาณลงไปแก้ไขปัญหา ซึ่งรัฐบาลกำลังทำอยู่ งบประมาณส่วนนี้ก็ไม่ควรที่จะมีการปรับลดลงแต่อย่างใด และต้อง ยอมรับว่ายังมีงบประมาณอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ควรลดลงเลยก็คืองบประมาณในการจัดสร้าง โครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั้งถนนหนทาง เพื่อการพัฒนาประเทศ เพื่อการรองรับ การลงทุน และเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งก็ไม่ควรลดลงเช่นกัน เรามี ความจำเป็นนะครับ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่จะขอมีถนนจากกรุงเทพฯ ลงไปสู่ภาคใต้ อีกเส้นทางหนึ่งนอกเหนือจากเส้นทางถนนเพชรเกษม หรือถนนเอเชีย ซึ่งเส้นทางนี้เป็น มอเตอร์เวย์ (Motorway) หรือที่เราเรียกกันว่าริเวียร่า (Riviera) เมืองไทย ซึ่งมีความจำเป็น หากเรามีเส้นเดียวอยู่ในขณะนี้วันข้างหน้าเกิดภัยพิบัติเราก็ต้องเป็นอัมพาต ไม่สามารถส่งคน ไม่สามารถคมนาคมได้ และไม่สามารถส่งสินค้าเข้ามากรุงเทพฯ หรือส่งจากกรุงเทพฯ ไปยัง ประเทศเพื่อนบ้านได้ เรายังมีความจำเป็นที่จะต้องมีถนนเลียบทะเลสาบพัทลุง ครอบคลุม เริ่มต้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชผ่านไปยังจังหวัดพัทลุงและไปจังหวัดสงขลา และไปเชื่อมต่อ กับถนนมอเตอร์เวย์ (Motorway) ที่กระผมอภิปรายไว้แต่เบื้องต้นแล้ว เรายังมีความจำเป็น ที่จะมีถนน ๔ เลน เพื่อการขนส่งไปยังท่าเทียบเรือน้ำลึกของจังหวัดสงขลาโดยเริ่มต้นจากที่ บ้านพรุพ้อ จังหวัดพัทลุง ไปยังท่าเทียบเรือน้ำลึกสงขลา นี่ก็ยังมีความจำเป็น และเรายังมี ความจำเป็นที่จะต้องมีสนามบินในหลาย ๆ พื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพัทลุง เพราะมี ความเหมาะสม เพราะมีความจำเป็นและที่สำคัญประชาชนอยากได้ จากการทำ ประชาพิจารณ์ ๓ เวที ประชาชนอยากได้ จึงเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่กระผมคิดว่ากระทรวง คมนาคมต้องเร่งรัดให้มีและให้เกิดขึ้นเพราะมีความเหมาะสมมีความจำเป็นและประชาชน อยากได้ สนามบิน ประโยชน์ก็คือสามารถคมนาคมทางอากาศ สามารถขนส่งสินค้าและเพื่อ การท่องเที่ยวในจังหวัดพัทลุง ซึ่งขณะนี้การท่องเที่ยวเริ่มเป็นที่รู้จักของพี่น้องประชาชน เรายังมีความจำเป็นที่จะใช้ที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคมมาจัดทำ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่พักผู้เดินทางหรือเรสต์ แอเรีย (Rest Area) ซึ่งกระทรวงคมนาคม เขาได้ทำและประสบความสำเร็จหลายที่แล้ว แต่ว่ายังมีที่ที่มีความเหมาะสมที่กระทรวง คมนาคมควรจะทำอีกหลายที่ ผมคิดว่าเรามีความจำเป็นที่จะใช้ที่ของกระทรวงคมนาคม มาใช้ประโยชน์ในการทำที่จอดรถให้กับโรงพยาบาล ให้กับส่วนราชการ หรือให้กับ ส่วนราชการใช้ในกรณีอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น เพราะที่ทางของกระทรวงคมนาคมมีมากมาย แล้วก็โดยเฉพาะที่ทางของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งผ่านที่เจริญ สามารถที่จะทำเป็น ที่ค้าขายได้ ทำเป็นที่ลงทุนเพื่อให้เกิดมูลค่าได้ เรายังมีความจำเป็นในการพัฒนาระบบราง ในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ซึ่งเราทำได้ช้ามากในขณะนี้ ผมคิดว่างบประมาณส่วนนี้กระทรวงคมนาคมควรจะได้จัดทำ แล้วก็ให้โครงการเหล่านี้จบสิ้นลงโดยเร็ว เรายังมีความจำเป็นในการพัฒนาขนส่งระบบขนส่ง ทางน้ำทั้งบริเวณอ่าวไทย อันดามัน และในแม่น้ำ เพราะเป็นการลงทุนน้อย ต้นทุนน้อย และ สามารถที่จะเป็นโลจิสติกส์ (Logistics) ทางเลือกที่สำคัญ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมมี เหตุผลเพียงพอที่จะขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงคมนาคมลงจำนวน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมีหลายโครงการชะลอได้ ยืดได้ และบริหารจัดการให้สามารถไปใช้งบประมาณ ในปีถัดไปได้ และผมมีเหตุผลเพียงพอที่จะเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคม เรียกร้องให้รัฐบาล ดำเนินการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นถนน ที่เป็นรถไฟ แล้วก็เป็น ท่าเทียบเรือ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นการชดเชยการพัฒนาภาคใต้ซึ่งถูกละเลยมาช่วง ระยะเวลาหนึ่งครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายงบประมาณปี ๒๕๖๕ วาระที่ ๒ ในมาตรา ๑๕ กระทรวงคมนาคม เราผ่านมา ๑๔ มาตราแล้วนะครับท่านประธาน ที่ผ่านมา ๑๔ มาตราผมว่าพรรคก้าวไกล ก็นำเสนอเหตุผลอันสมควรที่สมควรจะได้รับการปรับลดงบประมาณ เพราะประเทศอยู่ ในวิกฤติโควิด (COVID) แต่ที่ผ่านมา ๑๔ มาตราไม่มีเลยครับ แม้แต่กระทรวงกลาโหมซึ่งเป็น กระทรวงใหญ่ แล้วก็ด้วยสถานการณ์โควิด (COVID) อย่างนี้ยิ่งไม่ควรให้งบประมาณเยอะ แต่ก็ไม่มีเลยนะครับที่จะปรับเพิ่มเติมจากที่กรรมาธิการเสนอ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๑๕ ผมเลยจะเสนอปรับไม่เยอะนะครับ แต่เอาชัด ๆ นะครับ แล้วผมอยากรู้ว่าสภาแห่งนี้ รัฐบาล แห่งนี้จะฟังเหตุฟังผลหรือไม่นะครับ ผมขอปรับลดเพิ่มเติมจากกรรมาธิการเพียงแค่ ๔,๑๘๐,๐๐๐ บาทในโครงการซื้อโดรน (Drone) นะครับ ไม่ใช่โดรน (Drone) ใหญ่ ๆ แบบโดรน (Drone) ของกองทัพเรือนะครับ แต่อันนี้เป็นโดรน (Drone) ถ่ายภาพธรรมดา อากาศยานไร้คนขับสำหรับถ่ายภาพทางอากาศ ตั้งมา ๓๘ รายการ รายการละ ๑๑๐,๐๐๐ บาทโดยกรมทางหลวง เดี๋ยวผมจะนำเสนอเหตุผลว่าทำไมถึงควรตัด🔗
ข้อแรกเลยนะครับมันแพงเกินจริง มันแพงเกินจริงไปมาก ๆ เพราะที่ตั้งงบมา ๑๑๐,๐๐๐ บาทต่อตัว แต่นี่ครับผมไปเสิร์ช (Search) ในตลาดนะครับ ลองดูสเปก (Spec) ของรุ่นต่าง ๆ ซึ่งดีเจไอ (DJI) ก็เป็นยี่ห้อมาตรฐาน แล้วก็ที่ได้รับความนิยมสูงสุดก็ไปเสิร์ช (Search) จากราคาอ้างอิงของเว็บ (Web) หลักเลยนะครับ ถ้าไปเสิร์ช (Search) ข้างนอก ถูกกว่านี้อีกนะครับ รุ่นต่าง ๆ ก็คล้าย ๆ กันนะครับ แต่ลักษณะของราชการเราชอบซื้อแพง ผมเอาตัวท็อป (Top) มาเทียบนะครับ ตัวท็อป (Top) ก็คือแฟนทอม โปร ๔ (Phantom Pro 4) แล้วกรมทางหลวงก็จะซื้อรุ่นนี้ล่ะครับเพราะว่าเป็นรุ่นท็อป (Top) ของตลาด ราชการ เราชอบใช้ของดี ๆ ราคาในตลาดในเว็บ (Web) ทางการอยู่ที่ ๖๗,๔๐๐ บาท แต่เราตั้งงบมา ๑๑๐,๐๐๐ บาท แล้วไปดูจากแหล่งต่าง ๆ นะครับ นี่ดีเจไอ ๑๓ สโตร์ (DJI 13 Store) ๔๙,๔๐๐ บาท แฟนทอมไทยแลนด์ (Phantom Thailand) ๔๙,๔๐๐ บาท เทพแกดเจ็ต (Gadget) ๕๒,๐๐๐ บาท ออฟฟิตเมต (Office Mate) ๕๘,๐๐๐ บาท พาว เวอร์บาย (Power Buy) ซื้อได้ที่ห้างใหญ่นะครับ ๖๓,๕๐๐ บาท แอมะซอน (Amazon) ๖๗,๒๓๐ บาท เพราะฉะนั้นซื้อหาได้ทั่วไปในตลาดนะครับ ราคาอยู่ที่ประมาณ ๔๙,๐๐๐- ๖๗,๐๐๐ บาท อย่างไรก็ซื้อได้ครับ แต่ตั้งงบมา ๑๑๐,๐๐๐ บาท นอกจากแพงเกินจริงแล้ว ยังมีลักษณะการแบ่งซื้อแบ่งจ้างด้วยนะครับ แบ่งซื้อแบ่งจ้างไปให้ที่แขวงหรือให้ที่ศูนย์ซื้อ ซื้อเป็น ๑ แขวงก็ ๑ ตัว ๑ ศูนย์ก็ ๑ ตัว แล้วก็มีความผิดปกติด้วยนะครับ อย่างเช่นว่า แขวงจังหวัดพิจิตรซื้อมาตัวหนึ่ง ศูนย์จังหวัดพิจิตรซื้อมาอีกตัวหนึ่ง แล้วแขวงกับศูนย์ ใช้ร่วมกันไม่ได้หรือครับ แยกซื้อโดยแขวงหรือศูนย์มันสมควรหรือไม่ เมื่อเทียบกับการรวม การประมูลเป็นครั้งเดียว มันต้องพิจารณาถึงเรื่องของการต่อรองราคา พิจารณาถึง การบำรุงรักษา การจัดหาอะไหล่ การอบรม การใช้งาน แล้วความเสี่ยงในการเสียหาย นี่สูงมากนะครับ โดรน (Drone) นี่โดนลมพัดหรืออะไรต่าง ๆ มันพัง ฉะนั้นถ้าเจรจาเป็นล็อต (Lot) ใหญ่มันมีการประกันมีการเอามาเปลี่ยนอะไรได้ การขึ้น ทะเบียน การทำประกันภัย นอกจากนั้นไปดูการกระจายนะครับตอบให้ได้สิครับว่าทำไม บางที่ได้ บางที่ไม่ได้ ทำไมบางจังหวัดได้ซ้ำ เอามาพล็อต (Plot) ให้ดูเลยนะครับ จังหวัด สีเข้ม ๆ คือที่ได้ ที่เข้มมากนี่คือได้ ๒ ตัว แต่ก็หลาย ๆ ที่ไม่ได้ มันบูรณาการกันอย่างไรครับ ที่สำคัญอันนี้เป็นการทุ่มซื้อของเล่นในยามโควิด (COVID) ถ้าเราไปดูรายการครุภัณฑ์สำรวจ ที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า ๑ ล้านบาท ซื้อโดรน (Drone) ซื้อกล้องถ่ายรูปทางอากาศคิดเป็น ๗๙ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนรายการ คือ ๓๘ รายการ จาก ๔๘ รายการ คิดเป็น ๔๖ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๔,๑๘๐,๐๐๐ บาท จาก ๙ ล้านกว่าบาท และที่มีก็มีอยู่แล้วนะครับ บางที่มีอยู่แล้ว แต่ถามว่าใช้เป็นจริง ๆ หรือยัง ที่ไม่ใช่แค่เอาโดรน (Drone) ไปบินขึ้นแล้วก็ ไปถ่ายรูป แล้วในภาพก็จะเห็นว่านี่ครับคือตระกูลแฟนทอมโฟร์ (Phantom 4) ที่ผมเล่า ให้ฟังตอนต้น ซึ่งตัวท็อป (Top) อย่างไรก็ไม่เกิน ๗๐,๐๐๐ บาทนะครับ ซื้อได้แน่นอน แต่ตั้ง งบมา ๑๑๐,๐๐๐ บาท ผมก็ไม่แน่ใจครับว่าใบเสนอราคามีเจ้าเดียวหรือว่ามีหลายเจ้า แต่ลึก ๆ มันแค่หลายหัว แต่เจ้าเดียวกัน ซื้อเยอะมันได้นะครับ แต่มันต้องใช้ให้เป็นก่อน ไม่ใช่ว่าขึ้นบินเพื่อถ่ายรูปอย่างเดียว คือมันควรจะหัดใช้ประโยชน์ให้มันเป็นจริง ๆ ก่อนแล้ว ค่อยซื้อเป็นล็อต (Lot) ใหญ่ คือโดรน (Drone) มีประโยชน์มากหากใช้เป็นจริง ๆ นะครับ แต่ว่า เทคโนโลยีนี้มันเปลี่ยนเร็ว มันตกรุ่นเร็ว ราคาเปลี่ยนเร็ว เราไปดูตัวอย่างการใช้นะครับ คือใช้ให้มันเกิดประโยชน์ นอกจากการถ่ายรูปได้มากมาย เอาโดรน (Drone) บินขึ้นไปทำ วัดเป็นคล้าย ๆ กับเซนเซอร์ (Sensor) เอ็กซ์แทรกต์ (Extract) ข้อมูลมา ทำดาต้า อะนาลิติกส์ (Data Analytics) ทำวิชัวไลเซชัน (Visurization) อะไรต่าง ๆ ได้มากมาย เอาประยุกต์ใช้ได้ ในงานสารพัด ถ่ายภาพมุมสูง สำรวจสภาพพื้นที่ ติดตามงานก่อสร้าง ตรวจสอบอุบัติภัย สาธารณภัย ค้นหาผู้ประสบภัย จัดทำภาพถ่ายทางอากาศ วิเคราะห์สภาพพื้นที่ มันทำได้ มากมายครับ นอกจากนั้นถ้าคิดไปไกลกว่านั้น ทำวิจัยและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์แบบไทย ๆ พัฒนาซอฟต์แวร์ (Software) เอาข้อมูลจากโดรน (Drone) ไปวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ ใช้เป็นจีพีเอส เซนเซอร์ (GPS Sensor) วิดีโอ สตรีมมิง (Video Streaming) ทำเป็น อินเทอร์เน็ต ออฟ ทิงส์ เซ็นเซอร์ (Internet of Things Sensor) เอาภาพที่ได้มาทำดิจิทัล อิมเมจ โพรเซสซิง (Digital Image Processing) อะไรต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาแบบไทย ๆ คือ ทุกวันนี้ปล่อยปละละเลย ยกตัวอย่างเช่นเราวิ่งเลนขวาหลังฝนตก แล้วเจอน้ำท่วมเป็นคลอง อันนี้อันตรายมากครับ ต่อให้ไม่ได้มาเร็ว มาแค่ ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ใช่ว่าที่ไป เปลี่ยนเป็น ๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อให้มา ๘๐ เจอน้ำท่วมขังเลนขวา อันนี้โอกาสเกิด อุบัติเหตุสูงมากนะครับ หรือว่าที่มีปัญหามาก ๆ ที่ตัดถนน แล้วถนนมันทำตัวเป็นเขื่อนขวาง ขวางทางน้ำก็สามารถเอาข้อมูลมาทำเป็นพวกอินโฟกราฟฟิก แม็ป (Infographic Map) ดูว่าที่ไหนที่มันขวางจะแก้ปัญหาการระบายน้ำอย่างไร ฉะนั้นก่อนจะซื้อเยอะ ๆ ใช้ให้มันเป็น จริง ๆ ก่อนนะครับ ฉะนั้นโดยสรุปผมขอปรับลดเพิ่มเติมจากที่กรรมาธิการพิจารณามา ๔,๑๘๐,๐๐๐ บาทในโครงการซื้อโดรน (Drone) ที่แบ่งซื้อแบ่งจ้าง แล้วก็ในอนาคตคือซื้อได้ นะครับ แต่ต้องมีแผนการใช้แล้วก็ตอบคำถามไม่ได้ว่ามันแพงเกินจริงหรือไม่ ทำไมถึงแบ่งซื้อ แบ่งจ้าง แล้วก็ไม่กระจายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ที่สำคัญคือมันไม่ควรซื้อในช่วงวิกฤติ โควิด (COVID) อย่างนี้ ยังจะอยากได้ของเล่นอย่างนี้ ใช้เป็นจริง ๆ หรือยังครับตอนนี้ กี่คน ที่ใช้เป็น แล้วก็ที่ไหนบ้าง ลดการผลาญ สงสารประชาชนบ้างเถอะครับ🔗
ท่านกรรมาธิการ มีความประสงค์จะตอบไหมครับ เชิญท่านวิเชียรครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกครับ ผม วิเชียร ชวลิต ในฐานะกรรมาธิการขออนุญาตกราบเรียนว่า ในส่วนของ กระทรวงคมนาคม ซึ่งปรากฏตามมาตรา ๑๕ นั้นได้เรียนว่าในงบประมาณปี ๒๕๖๔ กระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรรงบประมาณ ๕๙,๓๐๒ ล้านบาทเศษ เพราะฉะนั้น ในปี ๒๕๖๕ ได้มีการปรับลดเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรตามร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณ ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของสภาในวาระที่ ๑ เหลือ ๕๗,๒๗๖ ล้านบาทเศษ ในชั้นของกรรมาธิการซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบและพิจารณาจากอนุกรรมาธิการมาแล้ว นะครับ ทั้งหมดได้มีกรรมาธิการได้เห็นชอบตามที่อนุกรรมาธิการไปตรวจสอบในรายละเอียด ก็ปรับลดลงไป ๑๒๑,๕๙๑,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นก็จะเหลืองบประมาณที่ได้รับจัดสรร ๕๗,๑๕๔ ล้านบาทเศษ ก็คิดเป็นปรับลดลง ไป ๓.๖๒ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากกระทรวงคมนาคมมีหน่วยงานในสังกัด ๘ กรม แล้วก็มี ภารกิจรับผิดชอบในเรื่องของการขนส่งและคมนาคมทั้งเส้นทางทางบก ทางน้ำ แล้วก็เรื่อง ของท่าอากาศยานที่รับผิดชอบอยู่ เพราะฉะนั้นเมื่ออนุกรรมาธิการและกรรมาธิการ ได้ตรวจสอบโดยละเอียดรอบคอบแล้วก็กรรมาธิการขอยืนการปรับลดตามที่ได้นำเรียน ต่อที่ประชุม ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมาตรา ๑๕ นี้กรรมาธิการแก้ไขนะครับ ดังนั้นก็ต้องขอมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่เห็นว่าควรแก้ไข ก็จะถามต่อไปว่าจะเห็นควรแก้ไข ตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือจะแก้ไขตามที่กรรมาธิการผู้สงวนความเห็นและ ผู้แปรญัตติ ขอรบกวนสมาชิกเข้ามาเพื่อลงมติครับ🔗
สมาชิกเข้ามาแล้ว กรุณากดบัตรแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับ สมาชิกพร้อมนะครับ พร้อมพอสมควรแล้ว ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๒๘๒ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปจะขอมติที่ประชุม นะครับว่าจะเห็นควรแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นควรแก้ไขก็กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นไม่ควรแก้ไข กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ผลออกมาเป็นอย่างไรแล้วก็ จะดำเนินการถามครั้งที่ ๒ ต่อไปนะครับ ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านประธานครับ กระผม ๓๕๙ เห็นด้วยครับ🔗
๓๕๙ เห็นด้วย ท่านสมาชิกพร้อมแล้วนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๒๐ นะครับ เห็นด้วย ๓๑๕ บวก ๑ ก็เป็น ๓๑๖ ไม่เห็นด้วย ไม่มีครับ งดออกเสียง ๑ ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ครับ🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยให้มี การแก้ไข คำถามต่อไป จะเห็นควรให้มีการแก้ไขตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือจะ แก้ไขตามที่มีผู้สงวนความเห็นและแปรญัตติ ถ้าเห็นควรแก้ไขตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นควรแก้ไขตามที่ผู้แปรญัตติและสงวนความเห็น กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง กรุณาลงมติครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๕๙ เห็นด้วยครับ🔗
ครับ พร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๑๘ บวก ๑ เป็น ๓๑๙ ท่าน เห็นด้วย ๒๒๒ บวก ๑ เป็น ๒๒๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๘๗ งดออกเสียง ๒ ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ มติที่ประชุมเห็นด้วย ตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ศุภชัย ๓๖๖ ครับ บัตรผมใช้ไม่ได้ครับ เห็นด้วยครับ🔗
บันทึกไว้ก็แล้วกันนะครับ คะแนนไม่เปลี่ยนแปลงครับ ประกาศไปแล้วครับ เชิญต่อไปครับ🔗
มาตรา ๑๖ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานในกำกับมีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๑๖ นี้ มีกรรมาธิการสงวนความเห็นแสดงความประสงค์จะอภิปราย ๔ ท่านครับ มีผู้แปรญัตติ เสนอชื่ออภิปราย ๒ ท่าน รวม ๖ ท่าน ผมคิดว่าใช้เวลาประมาณเกือบ ๑ ชั่วโมง ท่านสมาชิก ก็อนุญาตให้ไปไม่ไกลเกินไปนะครับ ขอเชิญท่านผู้สงวนความเห็น กรรมาธิการเรืองไกร เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผู้สงวนความเห็น กราบเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ รายการของผมสำหรับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมอยู่หน้า ๑๓๒ และหน้า ๑๓๓ มีแค่ ๑๐ รายการ แล้วก็เพื่อนสมาชิกสามารถอ่าน และเข้าใจได้ ผมไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญกรรมาธิการปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมสงวนความเห็นขอตัดงบประมาณ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในโครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหา ข่าวปลอม โดยตัดทิ้งทั้งโครงการเป็นจำนวนเงิน ๗๙,๙๙๗,๐๐๐ บาท เมื่อปีที่แล้วผม อภิปรายเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้วครับท่านประธาน และปีนี้ผมก็จะมาย้ำให้เห็นว่าทำไม เราถึงไม่ควรให้งบประมาณกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สาเหตุหลัก ๆ ก็เพราะโครงการนี้ ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามวิสัยทัศน์และมาตรฐานที่เคยได้ให้ไว้ตั้งแต่ตอนที่จัดตั้งขึ้นครับ ผมขอสไลด์ (Slide) จากฝ่ายโสตด้วยนะครับ🔗
เรามาทบทวนกันนะครับ ว่าสมัยที่ศูนย์เคยตั้งเอาไว้นี้ให้วิสัยทัศน์ไว้ว่าอย่างไร เมื่อครั้งที่ก่อตั้งทางท่านรัฐมนตรี ในขณะนั้นก็ได้ให้วิสัยทัศน์ไว้ว่าจะทำตามโค้ด ออฟ พรินซิเพิล (Code of Principle) ของ ไอเอฟซีเอ็น (IFCN) หรืออินเตอร์เนชันนัล แฟกต์เช็กกิง เน็ตเวิร์ก (International Fact- Checking Network) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และนอกจากนั้น ในทางศูนย์เองก็เคยชี้แจงว่าจะมีกรอบที่ชัดเจนว่าจะตรวจสอบข่าวใด หรือไม่ตรวจสอบข่าว ใดบ้าง และจะไม่มีการเอนเอียงทางการเมืองในการตรวจสอบข่าวเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และความเป็นกลาง สุดท้ายทางศูนย์เคยยืนยันว่ามีหน้าที่เพียงการตรวจสอบข้อเท็จจริง เท่านั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีต่าง ๆ เกี่ยวกับข่าวปลอมแต่อย่างใด เพราะ คดีความเป็นเรื่องของ ปอท. ที่มาขอสนับสนุนข้อมูลเท่านั้น ผมสรุปสั้น ๆ ว่าศูนย์ต่อต้าน ข่าวปลอมตั้งขึ้นด้วยพันธะสัญญาทางวาจา ๓ ข้อ ก็คือเป็นมาตรฐานสากล เป็นกลาง ไม่เอนเอียง และมีภารกิจในการแฟกต์เช็กกิง (Fact-Checking) หรือตรวจสอบข้อเท็จจริง เท่านั้น ทีนี้เรามาดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นครับ ทางศูนย์แบ่งข่าวออกเป็น ๓ ประเภทคือ ข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน ซึ่งผมก็เคยได้ให้ข้อสังเกตกับทางกระทรวงไว้ครับว่า การตั้งแบ่งแบบนี้มันมีปัญหา เพราะตามมาตรฐานสากลครับท่านประธาน แม้แต่ศูนย์ที่ใช้ คำว่า เฟกนิวส์ (Fake News) ก็มีปัญหาแล้วครับ เพราะว่าในระดับนานาชาตินี้ก็เห็นตรงกัน คำว่า เฟกนิวส์ (Fake News) ไม่เพียงพอต่อกับการอธิบายปัญหาที่ซับซ้อนที่จะเรียกโดยรวม ว่า อินฟอร์เมชันดิสออร์เดอร์ (Information Disorder) ได้ และโดยทั่วไปที่ใช้กันในสากลจะ แบ่งประเภทของอินฟอร์เมชั นดิสออร์เดอร์ (Information Disorder) เป็น ดิสอินฟอร์เมชัน มิสอินฟอร์เมชัน ( Disinformation Misinformation) และ มอลอินฟอร์เมชัน (Malinformation) ซึ่งเป็นสาระสำคัญ เพราะเป็นการแบ่งประเภท ตามเจตนาของผู้เผยแพร่ข่าวที่บิดเบือนครับ🔗
ข้อต่อไปคือความเป็นกลางไม่ลำเอียงครับ แน่นอนว่าข่าวที่เกี่ยวกับวัคซีน โควิด (COVID) เป็นเรื่องที่สำคัญ ทางศูนย์จำเป็นจะต้องตรวจสอบ แต่ข้อสังเกตก็คือ ทางศูนย์นี้จะเลือกตรวจสอบเฉพาะข่าวกรองที่เป็นผลลบต่อนโยบายรัฐบาลเท่านั้น เพราะ เมื่อมีข่าวปลอมที่เป็นผลบวกกับรัฐบาลแบบในภาพนี้ ซึ่งก็มีการยืนยันจากองค์กรนานาชาติ ว่าเป็นข่าวปลอม แต่ก็ไม่มีการตรวจสอบจากศูนย์แต่อย่างใด และภาพนี้ทางเอเอฟที (AFT) นี้ได้ออกมายืนยันว่าเป็นข่าวปลอมเช่นกันที่มีมิตรสหายท่านหนึ่งได้แชร์ (Share) ข่าวนี้ เพราะเนื้อความที่แท้จริงนั้นก็คือบุคคลที่มีอาการแพ้หรือถูกปฏิเสธจากการฉีดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) นี้ หากเลือกฉีดซิโนแวค (Sinovac) จะได้รับการชดเชยจากรัฐบาลประเทศสิงคโปร์ ไม่ใช่ตามที่บอกว่าคนประเทศสิงคโปร์เลือกที่จะฉีดซิโนแวค (Sinovac) แทน ท่านประธาน ครับเคส (Case) นี้น่าสนใจมากครับ เพราะผมพูดกับหน่วยงานในห้องกรรมาธิการ และทาง หน่วยงานตอบผมว่าการดำเนินงานของศูนย์เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานรัฐ เท่านั้น ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงจากต่างประเทศได้ แต่ ๒ วันต่อไปทางศูนย์ก็ทำ การตรวจสอบข่าวนี้และระบุว่าเป็นข่าวบิดเบือน นี่พิสูจน์ว่าถ้าจะทำจริง ๆ ก็ทำได้ที่ผ่านมา แค่ไม่ยอมทำเท่านั้นเอง และนี่คือการตอกย้ำว่าศูนย์นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะปกป้องรัฐบาล หรือฟากฝ่ายทางการเมืองข้างใดข้างหนึ่งเพียงเท่านั้น ดังนั้นตราบใดที่หน่วยงานที่ทำแฟกต์ เช็กกิง (Fact-Checking) เป็นหน่วยงานภายใต้รัฐโดยตรง ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเป็น รัฐบาล เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ถูกครหาด้านความเป็นกลางครับ🔗
ข้อต่อไปครับ ทางศูนย์เคยบอกว่ามีภารกิจในการแฟกต์เช็กกิง (Fact- Checking) เท่านั้น ไม่มีภารกิจด้านการปราบปราม ผมขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ แต่ศูนย์ ต่อต้านข่าวปลอมรับงบจากสำนักปลัดงานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่มีตัวชี้วัด ในการดำเนินงานของหน่วยงานคือความสำเร็จของการจับกุมปราบปรามการกระทำผิดทาง เทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีผลสัมฤทธิ์คือการสร้างความเชื่อมั่นครับ และข้อเท็จจริงก็คือที่ผ่านมา ได้มีการขอให้มีการปิดให้การเข้าถึงผู้ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) จำนวนมาก และ ปอท. หน่วยงานที่ทางศูนย์สนับสนุนข้อมูลให้ ก็มีการออกมาขู่ประชาชนว่า อาจดำเนินคดีหากแชร์ (Share) ข่าวเท็จ ทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงการเล่นเอพริลฟูลส์เดย์ (April Fool's Day) เท่านั้น และข้อเท็จจริงที่ทางกระทรวงเองก็เป็นผู้ยื่นฟ้องประชาชนจากการ โพสต์ (Post) ในโซเชียลมีเดีย (Social Media) อีกหลายคดี🔗
แล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมก็มีการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมา ๓ ชุด ที่มีภารกิจ เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ ในอนุกรรมการชุดที่ ๓ ก็จะเห็นว่าหน่วยงานมีหน้าที่และอำนาจ ที่เน้นมาตรการในการปราบปรามดำเนินคดีอย่างชัดเจน ดังนั้นภารกิจของศูนย์ต่อต้าน ข่าวปลอมกับเป้าหมายของสำนักปลัดกระทรวงดิจิทัลในการปราบปรามดำเนินคดีไม่สามารถ ที่จะแยกออกจากกันได้เลย และผมก็สงสัยครับว่าตัวชี้วัดในการปราบปรามที่ท่านบอกว่า จะสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลนั้น มันสร้างความเชื่อมั่นให้ใครครับ แล้วตกลงเรามีกระทรวงนี้ไว้สำหรับสนับสนุนเทคโนโลยีดิจิทัล หรือมีไว้ปิดปากประชาชน กันแน่ครับ ผมจะยกตัวอย่างให้ดูครับว่าการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมันสร้างได้ อย่างไร ในภาพคือระบบของเฟซบุ๊ก (Facebook) ในการเตือนว่าข่าวนี้มีการตรวจสอบโดย องค์กรนานาชาติแล้วว่าไม่ใช่ความจริง ซึ่งระบบนี้จะทำให้เมื่อมีคนแชร์ (Share) ข่าวเท็จมา บนฟีดเฟซบุ๊ก (Feed Facebook) ของเราครับ เราจะเห็นทันทีว่าข่าวนี้มีการตรวจสอบ มาแล้วว่าไม่ใช่ข่าวจริง ระบบนี้มีในทวิตเตอร์ (Twitter) เช่นกัน แล้วก็มีการร่วมมือ ในบางประเทศมีการร่วมมือกับไลน์ (Line) ในการสร้างแชทบอท (Chatbot) เพื่อเตือน ข่าวปลอมขึ้นมาเช่นกัน แบบนี้นี่ล่ะครับที่คือการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีของ ประชาชน ซึ่งจริง ๆ เราก็สามารถทำได้ครับ เพราะเฟซบุ๊ก (Facebook) เปิดโอกาสให้ องค์กรต่าง ๆ เข้าร่วมกับระบบนี้ แต่เงื่อนไขก็คือองค์กรที่จะเข้าร่วมต้องเป็นองค์กรที่ปฏิบัติ ตามหลักการของไอเอฟซีเอ็น (IFCN) แบบที่ศูนย์ต้านข่าวปลอมเคยบอกเอาไว้ว่าจะทำ นะครับ แต่หนึ่งเงื่อนไขของไอเอฟซีเอ็น (IFCN) นี่สำคัญ คือต้องไม่เป็นหน่วยงานภายใต้ กำกับของรัฐ องค์กรระดับโลกเขาก็รู้ครับว่าองค์กรแบบนี้หากอยู่ภายใต้กำกับของรัฐนั้น มีปัญหาแน่นอน แล้วก็แปลว่าทางศูนย์รู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่มีทางจะทำตามที่เคยพูดไว้ได้ แต่ก็ ไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยครับว่าปัญหาข่าวปลอมเป็นปัญหา ที่ควรได้รับการแก้ไข แต่การไล่ฟ้องดำเนินคดีกับประชาชนไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ อย่างแน่นอน และการเอาอำนาจในการชี้ว่าสิ่งใดคือความจริง ความเท็จ ไปอยู่กับหน่วยงาน ที่ขึ้นตรงกับฝ่ายการเมือง และเป็นหน่วยงานเดียวกันที่ถืออำนาจทางกฎหมายในการ ดำเนินคดีกับประชาชน ก็ไม่มีทางสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ ผมถามง่าย ๆ ครับ ว่าถ้าศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอมเอง ใครจะเป็นคนดำเนินคดี ดังนั้น เราควรจะส่งเสริมองค์กรลักษณะนี้ให้เกิดจากความร่วมมือในภาคประชาสังคมและ สื่อมวลชน ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นอิสระจากภาคการเมือง มีความเป็นกลางมากกว่า และ สุดท้ายตราบใดที่หน่วยงานที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงยังคงอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ เอาเงินภาษี ประชาชนไปใช้ผูกขาดความจริงอยู่กับฝ่ายตัวเอง ใช้อำนาจทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการ ปิดปากประชาชนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ไม่สมควรได้งบประมาณแม้แต่บาทเดียวครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไปคุณยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรค เพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณปี ๒๕๖๕ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๖ ในงบ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือผมขออนุญาตท่านประธานได้เรียกย่อ ๆ ว่า ดีอีเอส (DES) นะครับ ผมขออนุญาตท่านประธานว่าได้ใช้สไลด์ (Slide) ประกอบการ อภิปราย ซึ่งได้ยื่นขออนุญาตต่อท่านประธานแล้วนะครับ🔗
ในงบประมาณทั้งสิ้น ๓,๘๙๘ ล้านบาทเศษ ของกระทรวงนี้ผมขอปรับลดร้อยละ ๑๐ ผมกราบเรียนท่านประธาน ว่าในงบของกรมอุตุนิยมวิทยา ๑,๑๘๔ ล้านบาท ผมปรับลดลงร้อยละ ๑๐ เหตุผลในการ ปรับลดงบประมาณร้อยละ ๑๐ ของผมนี้ ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างครับว่า กรมอุตุนิยมวิทยาบริหารงานล้มเหลว แล้วก็ร้ายแรง แล้วก็เสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน แล้วก็เป็นเรื่องที่จะต้องฟ้องกับประชาชน ฟ้องกับท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างครับ ท่านประธาน โครงการหมายเลข ๒ นี้ คือโครงการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพ การตรวจวัดข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ระดับตำบลและอำเภอ ให้เป็นระบบอัตโนมัติของ กรมอุตุนิยมวิทยา ๑ ระบบ ๖๑๕ ล้านบาท ตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ ตั้งงบไว้ ๑๒๓ ล้านบาท ก็คือ ปีนี้ ปี ๒๕๖๕ ที่กำลังอภิปรายงบประมาณปี ๒๕๖๕ อยู่นี้ ๒๔๖ ล้านบาท ปี ๒๕๖๖ อีก ๒๔๖ ล้านบาท ท่านประธานครับตอนที่มาอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยามาชี้แจงต่อ กรรมาธิการงบประมาณบอกว่าเป็นโครงการที่จำเป็นแล้วก็ประโยชน์ เพราะว่าจะไปวัด ตรวจพยากรณ์อากาศ น้ำ ต่าง ๆ ปริมาณน้ำถึงในระดับตำบล แต่พอเวลา ได้งบประมาณไปก็ไปประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการในการออกทีโออาร์ (TOR) โครงการ ดังกล่าว ครั้งที่ ๑ แต่งตั้งให้นายสำเริง มั่นคง เป็นประธานกรรมการ พองบประมาณผ่าน ปี ๒๕๖๔ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ ใช้ ประกาศครั้งแรกเลย วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๔ ประกาศทีโออาร์ (TOR) ครั้งแรก ก็ปรากฏว่าไม่ได้ครับ ทีโออาร์ (TOR) ออกไม่ได้ เปลี่ยนกรรมการใหม่เป็นครั้งที่ ๒ อีกครับท่านประธาน คำสั่งกรมอุตุนิยมวิทยาที่ พด ๒๔/๒๕๖๔ เปลี่ยนกรรมการ จากเดิมที่มีนายสำเริงเป็นประธาน เปลี่ยนใหม่อีก เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๔ ครั้งที่ ๒ คนที่ลงนามในคำสั่งก็คืออธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ชื่อนายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ เดือนมีนาคมเปลี่ยนอีกครับ ครั้งที่ ๓ อีกครับท่านประธาน เปลี่ยนกรรมการอีก โครงการเดียวกัน ท่านประธานครับ ครั้งที่ ๓ เปลี่ยนกรรมการใหม่อีกชุดหนึ่ง ออกทีโออาร์ (TOR) เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๔ นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ เปลี่ยนกรรมการใหม่อีก คราวนี้ตอนที่งบประมาณเข้านี่ทางกรรมาธิการงบประมาณก็ได้ถาม ผมก็ได้สอบถามว่าทำไม เปลี่ยนทีโออาร์ (TOR) ถึง ๓ ครั้ง ผมก็สงสัยครับท่านประธานว่ามันเปลี่ยนเหมือนมันรอ บริษัทไหนรอรายการอยู่หรือเปล่า ท่านประธานครับก็ปรากฏว่าอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ก็ยืนยันกับกรรมาธิการงบประมาณว่างบก้อนนี้ใช้ทันแน่นอน ไม่ให้กรรมาธิการงบประมาณ ได้ปรับลดงบ แล้วก็ยืนยันว่าจะสามารถเซ็นสัญญาได้ก่อน วันที่ ๓๐ กันยายนปีนี้นะครับ เพราะว่างบมันผูกพันปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ ท่านประธานครับ ปรากฏว่าสุดท้าย เป็นอย่างไรครับ ถึงวันนี้ยังอยู่ในขั้นที่ออกทีโออาร์ (TOR) แสดงให้เห็นว่าอะไรครับ ว่าการ บริหารงานขาดประสิทธิภาพ ล้มเหลว แล้วก็ทำให้งบประมาณเสียหายในปี ๒๕๖๕ ถ้าปี ๒๕๖๔ เซ็นสัญญาไม่ได้ ปี ๒๕๖๕ มันก็จะตกไปครับ ท่านประธานครับ มาดูสิครับว่าอธิบดี กรมอุตุนิยมวิทยาคนนี้บริหารงานอย่างไรครับ อยู่ ๆ อธิบดีคนนี้ก็มีคำสั่ง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
ท่านยุทธพงศ์ครับ ต้องระวังบุคคลภายนอกนะครับ ต้องระวังการพูดกระทบ เพราะเขาไม่มีสิทธิที่จะมาแก้ตัว อะไร ต้องระวังครับ🔗
กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ถ้าหลีกเลี่ยงชื่อไปได้ ก็ดีครับ🔗
คือมีคำสั่งของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ ๑๔๗/๒๕๖๔ มีการจัดตั้งสำนักงานอธิบดีและมอบหมายให้ปฏิบัติราชการครับ ท่านประธานครับ ออกเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ อธิบดีคนนี้เป็นคนออก ท่านประธานครับ ผมเองก็เป็น ส.ส. มา เป็นลูกพรรคท่านประธานตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ เป็นกรรมาธิการมาก็หลายครั้ง แต่ยังไม่เคยเห็นเลยว่ามีกรมไหนจัดตั้งสำนักงานอธิบดี เหมือนสำนักเถื่อนเลยครับ ก.พ. ก็ไม่รับรองครับ นี่การบริหารงานครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อธิบดีคนนี้เป็นใครครับถึงบริหารงบประมาณ แล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างนี้ อธิบดีคนนี้ ที่ผมเคยแถลงข่าว แล้วก็ไปร้องให้นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ได้ตรวจสอบว่าอธิบดี คนนี้เคยติดโควิด (COVID) แล้วก็ไม่ยอมแจ้งไทม์ไลน์ (Timeline) ผมไม่ต้องเอ่ยชื่อนะครับ ท่านประธานครับ ดูสิครับติดโควิด (COVID) แล้วก็ออกจากโรงพยาบาล วันที่ ๒๔ เมษายน ติดโควิด (COVID) ตั้งแต่วันสงกรานต์ครับ ขอรูปถัดไปครับ แปลกไหมครับท่านประธาน คนเป็นโควิด (COVID) วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๔ เป็นโควิด (COVID) รักษาตัวอยู่สามารถ เซ็นงานได้ ซึ่งมันพิสดารมากครับ คนเป็นโควิด (COVID) สามารถเซ็นงานได้หรือครับ ผมเอง ก็ไปยื่นให้ท่านปลัดกระทรวงดีอีเอส ได้สอบครับ ผลสอบเป็นอย่างไรครับท่านประธาน ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๔ เรื่องการประพฤติตนไม่เหมาะสม ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดกระทรวง เรียน นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เอกสารลับนี้ อ้างหนังสือของผม วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๔ บอกว่ากระทรวงดีอีเอส ขอเรียนว่าได้มีการ สืบสวนข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้วปรากฏว่ามีมูล ควรกล่าวหาว่าเป็นการกระทำ ความผิดทางวินัย และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยต่อไป คนที่มีหนังสือมาหาผม ก็คือนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดีอีเอส ท่านประธานครับ คนนี้เป็นใครครับ ผมก็เลยอยากจะรู้จริง ๆ ครับว่าอธิบดีคนนี้ทำไม ถึงมีปัญหาในการปฏิบัติงาน ผมก็ไปค้นข้อมูลเก่าครับ ก็ปรากฏว่าอธิบดีคนนี้เคยโดนคำสั่ง คสช. ที่ ๙๘/๒๕๕๗ หลังปฏิวัติ บิ๊กตู่ คุณประยุทธ์ ฟังอยู่หรือเปล่าครับ มีคำสั่ง คสช. ที่ ๙๘/๒๕๕๗ ให้พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ไปเป็นผู้ตรวจ ไปดองไว้ เป็นตำแหน่งพิเศษผู้ตรวจกระทรวงอยู่ ๖ ปีครับ และที่สมัยนั้นที่มันมีใบ ร.ง. ๔ ดัง ๆ ตอนสมัยนั้น สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ท่านประธานครับ ขอรูปถัดไปครับ ผมก็ไปดูครับว่า มันมีคริสตัลผับที่ดัง ๆ ที่บอกว่าเป็นเหตุในการเกิดโควิดระลอก ๓ ท่านประธานครับนี่คือ คริสตัลผับนะครับ ที่รูปเบลอ ๆ รูปถัดไป ผมก็ไปดูว่า เอ๊ะ ทำไมเดี๋ยวนี้กรมอุตุนิยมวิทยา มีรสนิยมคล้าย ๆ คริสตัลผับ ขอรูปถัดไป ท่านประธานเห็นไหมครับ ทีเอ็มดี เลดี้ (TMD Lady) ไทย เมดทีโอโลจิคัล ดีพาร์ตเมนต์ (Thai Meteorological Department) เอ๊ะ ท่าน ประธานครับ กรมอุตุนิยมวิทยาบริหารงานงบประมาณแผ่นดินอย่างไร ผมจึงมีความ จำเป็นต้องปรับลดงบประมาณครับ เพราะว่าไฟคล้าย ๆ ไปเลียนแบบคริสตัลผับทองหล่อ อย่างนี้ครับ🔗
ท่านยุทธพงศ์ครับ รูปนี้ ได้รับอนุญาตไปแล้วใช่ไหมครับ🔗
เป็นรูปของกรมเขาขึ้นเอง ไม่ใช่ ผมเขียนครับ🔗
หมายความว่า คุณยุทธพงศ์ได้ขออนุญาตรูปนี้🔗
ผมขอมาหมดเลยครับ ท่านประธาน🔗
ขอไว้แล้วใช่ไหมครับ🔗
ขอแล้วครับ แล้วก็เป็นรูป ของกรมเขาขึ้นในเว็บไซต์ (Website) ของเขาครับ🔗
คุณยุทธพงศ์ครับ ผมพยายามช่วยเพื่อไม่ให้คุณยุทธพงศ์ต้องเป็นจำเลย เพราะฉะนั้นอะไรที่หลีกเลี่ยงได้ ต้องหลีกเลี่ยงนะครับ🔗
ท่านประธาน ด้วยความเคารพ เดี๋ยวผมจะจบแล้วครับ🔗
เชิญต่อครับ🔗
ขอรูปถัดไปอีกครับ🔗
คุณยุทธพงศ์ครับ ถ้าขอร้องได้ก็อย่าเอารูปคนเหล่านี้ออกมาเลยครับ🔗
ได้ครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ อย่างนั้นผมไม่ขึ้นรูปแล้วครับ เพราะว่าผมเคารพท่านประธานนะครับ ท่านประธานนี่ล่ะครับคือการบริหารงานที่มันผิดพลาด มันล้มเหลว และมันเสียหาย ต่องบประมาณ ผมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับลดงบประมาณของกรมอุตุนิยมวิทยาลง ร้อยละ ๑๐ แล้วก็ของกระทรวงดีอีเอสลงอีกร้อยละ ๑๐ แล้วก็ฝากไปถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดีอีเอสด้วย ท่านชัยวุฒิที่ท่านบอกว่า เอ๊ะ ทำไมถูกฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องคอลเอาต์ (Call out) ดาราหรือเปล่า อันนั้นมันเรื่องสับขาหลอก เรื่องเด็ก ๆ ครับ อันนี้ แค่หนังตัวอย่างนะครับว่ากระทรวงดีอีเอสมันมีปัญหาอย่างไร ดังนั้นในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ รัฐมนตรีชัยวุฒิเตรียมตัวไว้ให้ดีแล้วนะครับ กระทรวงดีอีเอสมีปัญหา อันนี้ แค่หนังตัวอย่างนะครับ แล้วก็ทั้งหมดผมถึงไม่สามารถที่จะให้งบประมาณกรมนี้ ต้องลดลง ร้อยละ ๑๐ เพราะว่าบริหารงานล้มเหลว แล้วก็ไปเอาคนที่มีปัญหา ฝากไปถึงนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ด้วยนะครับ คุณไปออก ม. ๔๔ ย้ายเขาไป ๖ ปี แล้วคุณก็มาสร้างปัญหาอันนี้อีก เดี๋ยววันที่ ๓๑ วันที่ ๑ วันที่ ๒ เดี๋ยวเจอกันครับคุณประยุทธ์ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไปคือท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ท่านประธานครับ มาตรานี้เป็นมาตรา ๑๖ ซึ่งมีวงเงิน ๓,๘๒๑ ล้านบาท ที่ได้มีการตัดทอนลงมาจากที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ ๓,๘๙๘ ล้านบาท ผมขอตัด ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จริง ๆ เมื่อดูไปแล้วยังคิดว่าน่าจะตัดได้มากกว่านี้นะครับ เหตุผลที่ตัดมี ๒ ประการหลัก ๆ ครับ🔗
ประการที่ ๑ ก็คืองานของกรมอุตุนิยมวิทยา ตามที่ทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้มาชี้แจงกับกรรมาธิการ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาเองก็มีการใช้งบประมาณค่อนข้างที่จะมาก ด้วยกัน แล้วก็แน่นอนนะครับก็เป็นเรื่องของงานเกี่ยวกับอากาศ จำนวน ๑,๘๑๓ ล้านบาท แต่ว่าในงาน ๑,๘๐๐ กว่าล้านบาทนี้ เท่าที่ได้ดูรายละเอียดแล้วปรากฏว่าเป็นงานของ สนามบินครับ คือทั้งสนามบินที่อยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งอยู่ในส่วนของกระทรวงคมนาคมโดยตรง เช่น สนามบินที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี สนามบินที่จังหวัดอุดรธานี และที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็น เงินประมาณ ๙๘ ล้านบาท อันนี้ก็ไม่เป็นอะไรครับ อันนี้ถือว่าเป็นการช่วยหน่วยงานของรัฐ ก็คือกรมการบินของกระทรวงคมนาคม แต่ยังมีอีกที่หนึ่งครับ ท่านประธานครับ ก็คือเป็นอุปกรณ์สำหรับสนามบินในกรุงเทพมหานครครับ ทั้งที่ดอนเมือง แล้วก็ที่สุวรรณภูมิ เป็นจำนวนเงิน ๓๙๕ ล้านบาท ผมมีความเห็นว่าสิ่งที่เราจะต้องทำให้กับ ทางสนามบินที่เขาเป็นบริษัทมหาชน แล้วก็สามารถเก็บค่าบริการจากผู้ใช้บริการได้ก็คือ เครื่องบินที่มาลง หรือผู้โดยสารก็ตาม ไม่ควรจะเป็นภาระของผู้เสียภาษีทั้งประเทศครับ เพราะฉะนั้นการลงทุนส่วนนี้ของกรมอุตุนิยมวิทยาก็ควรจะต้องให้ทางการท่าอากาศยาน หรือที่เราเรียกกันว่าเอโอที (AOT) ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็แต่ละปีเขาก็จ่ายเงินปันผล ให้กับผู้ลงทุนอย่างมากได้เป็นผู้รับภาระในส่วนนี้ แทนที่จะให้ผู้เสียภาษีทั้งประเทศ มารับภาระในส่วนของการลงทุนของกรมอุตุนิยมวิทยาที่จะตรวจจับอากาศในสนามบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสนามบินที่เป็นของบริษัทท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย อันนี้ก็เป็น การตัดเรื่องหนึ่งนะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าไม่สมควรจะใช้เงินภาษีอากรมาลงทุนเลย ก็คือ เรื่องของการสร้างระบบเคเบิล (Cable) ใต้น้ำไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นเครือข่ายของระบบ ที่มาจากยุโรป แล้วก็ไปทางเอเชียตะวันออก ระบบนี้จริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้ก็เป็นงานของ ทางรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นของการสื่อสารแห่งชาติที่อาจจะมีการมารวมกับทีโอที (TOT) ในขณะนี้แล้วเป็นเอ็นที (NT) งานนี้มีลักษณะเป็นงานธุรกิจโดยตรงครับ เพราะสามารถ เก็บค่าบริการจากผู้ใช้บริการได้ แล้วก็จริง ๆ ที่จะขอลงทุนในส่วนนี้ ซึ่งอาจจะมีการใช้เงินถึง พันล้านบาทมันเป็นเฟสที่ ๒ เฟสที่ ๑ ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการทำไปแล้ว แล้วผมก็ถาม ทางสำนักงานปลัดที่เป็นเจ้าของโครงการนี้ว่าแล้วที่เราลงทุนไปได้มีการลดค่าบริการให้กับ คนไทยที่ใช้บริการหรือเปล่า คำตอบก็คือเขาได้ไปลดให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มาใช้บริการครับ แต่ไม่ได้มาให้ประโยชน์กับผู้ใช้บริการคนไทยที่มีลักษณะเป็นผู้ใช้รายย่อย ผมจึงมีความเห็นว่า จริง ๆ แล้วงานนี้ซึ่งใช้เงินลงทุนกว่าพันล้านบาทที่จะสร้างระบบเคเบิล (Cable) ใต้น้ำ เชื่อมโยงที่มาจากยุโรปไปยังเอเชียตะวันออก มันควรจะเป็นงานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่เขาสามารถเก็บค่าบริการต่าง ๆ ได้ตามหลักการพาณิชย์ ไม่สมควรที่จะเอาเงินภาษีอากร มาใช้ในการตั้งงบประมาณครับ จึงขออนุญาตที่จะตัดงบของกระทรวงดิจิทัลในส่วนนี้นะครับ ขณะเดียวกันผมเองก็จะมีข้อสังเกตเพิ่มเติมอีก ๒ ประการเล็ก ๆ นะครับ🔗
ประการที่ ๑ ก็คือเรื่องของความซ้ำซ้อนในการทำงานครับ อย่างที่กระผม ได้กล่าวเมื่อวานนี้ครับว่าสำนักนายกรัฐมนตรีมีหน่วยงานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลถึง ๒ หน่วยงาน คือ สพร. กับทางด้านของความมั่นคงกับด้านของไซเบอร์ ซีเคียวริตี (Cyber Security) จริง ๆ เพื่อจะให้ประหยัดงบประมาณควรจะเอา ๒ หน่วยงานนี้เข้ามารวมอยู่ ในกระทรวงดิจิทัลนะครับ จะได้ทำงานแบบผสมผสานแล้วก็ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของ คณะกรรมการหรือเรื่องของการทำงานที่ซ้ำซ้อนได้ นี่ก็เรื่องหนึ่งนะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะขออนุญาตตั้งเป็นประเด็น ก็คือระบบที่รัฐได้ทำ เรื่องของเน็ต (Net) ประชารัฐหรืออินเทอร์เน็ต (Internet) หมู่บ้านจำนวน ๒๔,๗๐๐ หมู่บ้านนะครับ ซึ่งบัดนี้ก็ได้มีการดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ ๒ ปีที่ผ่านมา เพราะว่า โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ปรากฏว่าถึงเวลานี้รัฐบาลได้มอบหมายให้กับ ทางรัฐวิสาหกิจก็คือเอ็นที (NT) ซึ่งเป็นการรวมของทีโอที (TOT) กับซีเอที (CAT) จริง ๆ ก็คือทีโอที (TOT) เป็นตัวหลักตั้งแต่ต้นนะครับ เราติดค้างค่าไฟฟ้าและค่าบำรุงรักษาต่อ ทีโอที (TOT) ปีละ ๑,๖๐๐ ล้านบาท แล้วนี่ก็ผ่านมา ๒ ปี ๓ ปีแล้วนะครับ เป็นเงินกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาทที่ยังติดค้างเขาอยู่ ก็ขออนุญาตเป็นปากเสียงให้กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ แห่งนี้ครับว่ากระทรวงดิจิทัลควรจะต้องของบประมาณคืนเขาไปครับ ไม่ใช่เป็นหนี้ค้างชำระ อยู่อย่างเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็ขออนุญาตที่จะใช้โอกาสนี้ในการกราบเรียนแต่เพียง เท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปเป็นผู้แปรญัตติ นะครับ ขอ ๒ ท่าน ขอเพิ่มมาอีก ๑ ท่านนะครับ ท่านแรก คุณสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ คุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ์ คุณมานพ คีรีภูวดลนะครับ เชิญคุณสมเกียรติครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากเขตบางนาและ เขตพระโขนง พรรคก้าวไกลครับ ผมขออภิปรายมาตรา ๑๖ งบประมาณรายจ่ายของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานภายใต้การกำกับนะครับ โดยขอปรับ ลดจำนวนไม่มากครับ เพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยจะขอยกตัวอย่างหน่วยงานละ ๑ โครงการตามหนังสืองบประมาณเล่มนี้นะครับ เริ่มที่สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีโครงการสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นโครงการต่อเนื่อง ๔ ปีครับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ถึงปี ๒๕๖๖ มูลค่า ๑๔ ล้านบาท สำหรับในปี ๒๕๖๕ ก็เพียงแค่ ๒ ล้านบาทเท่านั้นครับ เพื่อเป็นการสนับสนุน การดำเนินการของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คณะกรรมการกำกับ สำนักงาน คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งดูเหมือนเป็นโครงการตามปกติครับ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมสนใจและ ติดตามอยู่ และเคยได้ตั้งกระทู้ถามถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาแล้ว ซึ่งท่านประธานเองก็เป็นประธานในการประชุมในครั้งนั้นครับ ครม. มีมติแต่งตั้ง ประธานและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ ครับ แต่ท่านเหล่านั้นก็ยังไม่เคยได้ปฏิบัติหน้าที่ ยังไม่เคยมี การประชุมเลยสักครั้ง เพราะว่าทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมไม่เคยได้เรียกเชิญ ผมเข้าใจว่าไม่ได้ลงรายชื่อนี้ ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาครับ ก็ถึง ทำให้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้ได้มีการประกาศเลื่อนการบังคับใช้บทลงโทษ ออกไปถึง ๒ ปี จาก ๑ ปี ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ก็เลื่อนไปอีก ๑ ปีครับ ผมขออ้างถึงที่ ส.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล เมื่อวานได้มีการอภิปรายถึงงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี โครงการบิ๊กดาต้า (Big Data) ของ กอ.รมน. เป็นโครงการที่สุ่มเสี่ยงในการที่จะละเมิด กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่นานาชาติเขาใช้กันที่เป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยครับ ตรงนี้ผมก็เลยมีข้อสงสัยว่าทำไมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเองถึงไม่มีการเร่งรัด ในการดำเนินการเพื่อให้ทางคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนตามนโยบายตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้ครับ ส่วนผลเสีย ก็จะตกอยู่ที่ประชาชน เมื่อมีการเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ เราก็จะถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งหน่วยงานรัฐด้วยกันเองหรือหน่วยงานภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันเราโดนกันทั่วไป ไม่ว่า จะเป็นทางโทรศัพท์ อีเมล (e-Mail) หรือเอสเอ็มเอส (SMS) ครับ🔗
หน่วยงานที่ ๒ กรมอุตุนิยมวิทยาครับ มีโครงการจัดหาเครื่องมือตรวจอากาศ อัตโนมัติ หรือเอดับบลิวเอส (AWS) ครับ เป็นโครงการที่มีประโยชน์ เนื่องจากว่า ทางหน่วยงานไอเคโอ (ICAO) องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศได้ให้ธงแดงกับเรา เมื่อ ๗ ปีที่แล้วครับ โครงการนี้ก็จะช่วยให้แก้ปัญหาความปลอดภัย การขึ้นลงของเครื่องบิน แล้วก็เพิ่มมาตรฐานด้านการบินของประเทศไทยให้ดีขึ้นครับ โครงการ ๒ ปีต่อเนื่องเพียงแค่ ๒๐๐ ล้านบาท ก็คิดว่าเหมาะสมครับ แล้วก็หวังว่าจะเกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากขึ้น🔗
ลำดับถัดมา หน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติครับ มีโครงการบริการอินเทอร์เน็ต (Internet) สาธารณะสู่ชุมชน ๕ ปีต่อเนื่องครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ถึงปี ๒๕๖๕ โครงการทั้งสิ้น ๑,๓๑๗ ล้านบาท เฉพาะปี ๒๕๖๕ ก็ ๑๗๒ ล้านบาทครับ แต่ผมมีข้อสงสัยว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่อินเทอร์เน็ต (Internet) ฟรีก็จริง แต่ว่าให้ไปในชุมชนในเขตไม่ใช่พื้นที่ห่างไกลครับ ในหัวเมือง ในกรุงเทพฯ หรือเมืองหลัก ๆ ก็เกิดขึ้นด้วย ผมคิดว่าโครงการนี้ไม่ควรที่จะต้องได้รับงบประมาณครับ ควรจะเป็นโครงการ ซีเอสอาร์ (CSR) ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติหรือเอ็นที (NT) ที่อยู่ภายใต้กระทรวง ดีอีเอสก็ได้ครับ เหมือน ๆ กับโครงการยูโซเนต (USO NET) ของ กสทช. โครงการเน็ต ประชารัฐของกระทรวงดีอีเอสเองที่ขอสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนนอกงบประมาณครับ🔗
ถัดมาสำนักงานสถิติแห่งชาติ มีโครงการจัดทำบัญชีข้อมูลของภาครัฐเป็น โครงการที่ดีครับ ทำบัญชีข้อมูลสำคัญของหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับส่วนกลางคือระดับ กรม ในระดับภูมิภาค คือระดับจังหวัดนะครับ เพื่อที่เป็นระบบบัญชีข้อมูลในรูปแบบ ที่สามารถทำงานร่วมกับระบบบัญชีของภาครัฐได้ หรือที่เราเรียกว่า กัฟเวิร์นเมนต์ ดาต้า แคตาล็อก (Government Data Catalog) มูลค่าโครงการเพียงแค่ ๔๐ ล้านบาท ซึ่งยอมรับ ได้ครับ แต่ผมมีความเห็นว่าควรจะให้หน่วยงานรัฐอื่น ๆ มาใช้ระบบนี้ด้วยได้ แล้วก็คาดหวัง ว่าในปีถัด ๆ จะไม่มีหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ทำโครงการหรือของบประมาณเกี่ยวกับกัฟเวิร์นเมนต์ ดาต้า แคตาล็อก (Government Data Catalog) อันนี้มา ก็ไปใช้ระบบของสำนักงานสถิติ แห่งชาติได้ครับ🔗
ถัดไปสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเอตดา (ETDA) มีโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมระบบดิจิทัลไอดี (Digital ID) และอีดอกคิวเมนต์ (e-Document) มูลค่าโครงการก็เพียงแค่ ๒๒ ล้านบาท ก็ยอมรับได้ แต่ว่าในตัวชี้วัด ในหนังสือมีตัวชี้วัดหรือเป้าหมายเพียงแค่ ๑ ระบบเท่านั้น ผมก็อยากจะติดตามและอยาก รู้ว่า ๑ ระบบที่จะทำให้สำเร็จขึ้นมามันจะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนดิจิทัลไอดี (Digital ID) ในประเทศไทยได้อย่างไรบ้างครับ🔗
สุดท้ายนะครับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีปา (Depa) มีโครงการไทยแลนด์ ดิจิทัล วัลเลย์ (Thailand Digital Valley) เป็นโครงการเพื่อพัฒนา อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) แห่งอนาคต นิว เอสเคิฟ ดิจิทัล อินดัสทรี (New S-curve Digital Industry) ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยให้ได้ เป็นโครงการต่อเนื่อง ๕ ปี ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ ถึงปี ๒๕๖๖ มูลค่าโครงการก็ ๑,๗๑๕ ล้านบาท แต่เมื่อไปดูในปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา มีโครงการจัดตั้งสำนักงานสถาบันไอโอที (IOT) ซึ่งผลการดำเนินการก็ต่ำกว่าเป้าหมาย ไม่เป็นไปตามคาด ส่วนปี ๒๕๖๕ นี้ก็ของบประมาณ ๑๐๒ ล้านบาท ก็หวังว่าจะใช้เงินให้เกิด ประสิทธิภาพนะครับ🔗
สุดท้ายผมขอพูดถึงบริษัทภายในกำกับของดีอีเอส (DES) ๑ อันครับคือบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติที่เป็นการควบรวมของทีโอที (TOT) และแคทเทเลคอม (CAT Telecom) ที่ผ่านมาในสังคมก็มองว่าหน่วยงานนี้เหมือนกับเป็นเสือนอนกินใช้ทรัพยากร หรืออำนาจของรัฐก็ได้ผลประโยชน์มหาศาล แต่ว่าไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ได้ครับ ถูกบริษัทเอกชนด้านโทรคมนาคมแซงไปจนอยู่ระดับรั้งท้าย ก็อยากให้หน่วยงานนี้ได้ ใช้ศักยภาพที่เป็นการควบรวมกันทำให้มีมูลค่าบริษัทสูงเป็นอันดับต้น ๆ ในฝั่งโทรคมนาคม ของประเทศให้เกิดประโยชน์ ให้เกิดรายได้กับกระทรวงดีอีเอสเองหรือประเทศชาติ ไม่เป็น เพียงแค่คู่สัญญาของหน่วยงานภายใต้ดีอีเอส (DES) เช่น โครงการแอนตี เฟกนิวส์ (Anti Fake news) หรือโครงการระบบคลาวด์ (Cloud) ทางภาครัฐเท่านั้นนะครับ แล้วไม่ใช่เป็น แค่คู่สัญญาของหน่วยงานรัฐอื่น ๆ แล้วก็ไปสับให้กับหน่วยงานบริษัทเอกชนที่มีคอนเนกชัน (Connection) กัน หรือบริษัทอื่น ๆ เท่านั้นนะครับ หวังว่าจะเป็นผู้บริหารโครงการ โพรเจกต์ เมเนจเมนต์ (Project Management) ที่มีประสิทธิภาพให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ของหน่วยงานที่จัดจ้างมาครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผมศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายกระทรวงดีอีเอส ตาม มาตรา ๑๖ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วในวาระแรกผมก็ได้อภิปรายไว้แล้ว แล้วก็หลาย ๆ ไอเทม (Item) ที่ผมได้มีการพูดไว้ในวาระแรก ผมก็ไม่เข้าใจว่าก็ยังผ่านมาเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ ก็ได้มีการชี้ให้เห็นระดับหนึ่งแล้วว่ามันมีความไม่เหมาะสมต่าง ๆ มากมาย เดี๋ยวผมจะไล่ เร็ว ๆ นะครับ เริ่มที่สำนักงานปลัดครับ ผมยังคงมีความสงสัยอยู่ในการจ่ายเงินค่าใช้จ่าย ในการใช้บริการจีซีซี ๑๑๑๑ (GCC 1111) ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็ไม่ทราบว่าคืออะไร พอไปค้นดู ก็ทราบว่าโอเค (OK) เป็นคอลเซนเตอร์ (Call Center) ที่ให้ข้อมูลกับประชาชน แต่สิ่งที่ มันติดใจคือการได้งบประมาณปีละ ๑๐๐ ล้านบาทนี้มันควรจะมีผลสัมฤทธิ์หรือว่าตัวชี้วัด ที่ดีกว่านี้ครับ ซึ่งผมไม่สามารถหาได้ว่าทำไมหน่วยงานถึงใช้เงิน ๑๐๐ ล้านบาท ในการซัปพอร์ต (Support) หน่วยงานนี้ในการซัปพอร์ต (Support) คอลเซ็นเตอร์ (Call Center) นี้ครับ แล้วก็ไม่สามารถหาได้จริง ๆ ว่ามีประชาชนที่ใช้บริการมากน้อยขนาดไหน หรือว่าเกิดประโยชน์กับพ่อแม่พี่น้องมากน้อยขนาดไหน เพราะฉะนั้นเงิน ๑๐๐ ล้านบาท ผมเชื่อว่าเราควรจะพิจารณาให้เหมาะสมกว่านี้ ผมเชื่อว่ายังสามารถตัดลงได้อีก อย่างต่อมา ก็เคยมีการพูดไว้ แล้วก็ผมไม่แน่ใจว่าได้มีการผ่านตามากน้อยเพียงใด เพราะว่างบประมาณ อาจจะดูไม่เยอะ แต่เป็นงบประมาณที่ดูแล้วน่าสงสัยมากครับท่านประธาน ก็คือโครงการ พัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครดิจิทัล (Digital) เหมือน อสม. ครับ แต่เป็น อสด. งบ ๘ ปี รวมทั้ง โครงการ ๒๗ ล้านบาท ปีนี้ ๒ ล้านบาทครับ ๒ ล้านบาทแยกเป็นอะไรบ้างครับ ๑ ล้านบาท เป็นอบรมสัมมนา ผมก็ไม่แน่ใจว่าอบรมสัมมนาอะไรกัน แล้วโดยเฉพาะปีนี้ที่แค่ นั่งกินข้าวด้วยกันยังไม่ได้ เราจะอบรมสัมมนาอะไรกัน แล้วก็เป็นอีก ๑ ล้านบาท เป็นเบี้ยเลี้ยงค่าที่พัก ค่าเดินทาง นี่คือโครงการที่เราต้องการอะไรล่ะครับ ประชาชนจะได้ อะไรจากโครงการเหล่านี้ คือถ้าจะบอกว่าเพื่อที่จะช่วยประชาชนที่ไม่มีความรู้เรื่องดิจิทัล (Digital) หรือว่าการทำงานเพื่อที่จะให้สามารถแอปพลาย (Apply) ใช้ดิจิทัลในระบบรัฐได้ ต้องบอกว่าโครงการที่เริ่มปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ผมขอยกตัวอย่างตอนที่ลงทะเบียนไทยชนะ หมอชนะ คนโน้นชนะ คนนี้ชนะหรือว่าลงทะเบียนวัคซีน ผู้ที่ได้รับการอบรมเหล่านี้ ได้ช่วย อะไรไหมครับ มีผลประกอบสักหน่อยไหมครับว่าอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการนี้สามารถช่วย ประชาชนได้ อันนี้ผมอยากทราบจริง ๆ ครับว่าถึงแม้เงินจะไม่เยอะครับ ปีละ ๒ ล้านบาท ๓ ล้านบาท แต่มันก็เป็นเงินภาษีที่เราควรจะเอาไปใช้ได้ดีกว่านี้ครับ ท่านประธาน แล้วก็เรื่องแอนตี เฟกนิวส์ เซ็นเตอร์ (Anti Fake news Center) อันนี้มี เพื่อนสมาชิกพูดไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะขอไม่พูดซ้ำแล้วกันนะครับ🔗
ต่อไปก็คือขอข้ามกรมอุตุนิยมวิทยานะครับ แล้วก็ไปที่สำนักงาน คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ไอซีที (ICT) ชุมชนครับท่านประธาน ก็คล้าย ๆ กับเมื่อสักครู่ครับ ถึงแม้เงินปีนี้๑๐๐ กว่าล้านบาทครับ ทำศูนย์เพิ่ม ทำศูนย์ เพิ่มเรื่อย ๆ แม้แต่อินเทอร์เน็ต (Internet) ยังใช้ได้ไม่ทั่วทุกพื้นที่เลย แต่ก็โอเค (OK) ครับ ถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (Digital) ถ้าจะว่าอย่างนั้น แต่ที่มันน่าสงสัยก็ยังมีครับ งบอบรมสัมมนา ผมก็ไม่เข้าใจเห็นที่อื่นเขาก็ตัดกันนะครับ แต่ที่นี่ยังมีงบอบรมสัมมนาอีก ๑๑ ล้านกว่าบาท ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเราตั้งไว้เพื่ออะไร โดยเฉพาะในสถานการณ์อย่างนี้ ผมเชื่อว่ามันไม่จำเป็นครับท่านประธาน อันนี้ผมจะไล่เป็นรายไอเต็ม (Item) แล้วก็มาถึง อันนี้น่าสนใจครับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล อันนี้มีโครงการชื่อแปลก ๆ ชื่อน่ารัก ๆ เยอะมากเลยครับท่านประธาน เริ่มกันที่แผนงานรับสังคมผู้สูงวัย งบประมาณทั้งโครงการ ๔๑ ล้านบาท โครงการแรก โครงการสร้างผู้สูงวัยและผู้ด้อยโอกาสเป็นกำลังพลสู้ภัยไซเบอร์ (Cyber) ครับท่านประธาน อันนี้เราทำอะไรกันล่ะครับท่านประธาน ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า นี่คือโครงการอะไร แล้วก็งบประมาณ ๑๓ ล้านบาท คือเราจะสร้างผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงวัย เป็นผู้สู้ภัยไซเบอร์ (Cyber) ด้วยอะไร ผมคิดว่าก็คงจะไม่พ้นการอบรมสัมมนา แล้วผล ตอบรับมันคืออะไรครับ แล้วประเทศเราได้อะไรจากสิ่งนี้ อันนี้ผมต้องการคำตอบจริง ๆ ครับ ท่านประธาน แล้วก็โครงการโค้ดดิง (Coding) เพื่อผู้สูงอายุ อย่างไรดีครับท่านประธาน ผมไม่รู้จะเริ่มอธิบายจากตรงไหนเลย โค้ดดิง (Coding) เพื่อผู้สูงอายุ คือแค่เราอ่านเราก็ ไม่เข้าใจแล้วว่าเขาต้องการอะไร โครงการเหล่านี้จะสามารถช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับ ผู้สูงอายุได้อย่างไร แต่อันนี้ก็คือเงิน ๔๐ ล้านบาท มันก็จำนวนไม่น้อยนะครับ ถ้าเราจะไป ทำอย่างอื่น ถ้าเราจะไปทำโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลจริง ๆ มันก็ยังทำประโยชน์ ได้มากกว่านี้🔗
การส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านท่องเที่ยวครับ อันนี้มีภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ๓ ที่ ทุกที่เขียนเหมือนกันครับท่านประธาน สร้างระบบดิจิทัลเพื่อใช้ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว งบประมาณ ๑๒,๙๕๐,๐๐๐ บาททั้ง ๓ ที่ แล้วก็ถูกปรับลดลง ๙๕๐,๐๐๐ บาท ทั้ง ๓ ที่เช่นกัน สิ่งที่ผมไม่เข้าใจ คือทุกที่เขียนเหมือนกันว่าทำระบบ เพื่อรองรับการท่องเที่ยว โดยจะเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ผมเข้าใจว่าทุกที่ทำระบบเดียว แล้วใช้กับทุกภาค ผมไม่เข้าใจว่าทำไมบ้านเรา ภาคเหนือก็ทำระบบ ภาคกลางก็ทำระบบ ภาคใต้ก็ทำระบบของตัวเองหรือครับ หรือว่ามันคือการตั้งศูนย์อะไรเฉย ๆ หรือมันคือ งบก่อสร้าง แต่ว่าในงบก็เขียนไว้ชัดเจนว่าเป็นงบพัฒนาระบบ อันนี้มันน่าสงสัยจริง ๆ ครับ ท่านประธาน ทั้ง ๓ ที่เลยครับงบเท่ากันเป๊ะ ไม่มีอะไรต่างกันเลยถ้าบอกว่าจะพัฒนาระบบ เรากำลังพัฒนาระบบอะไรครับ การท่องเที่ยวภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ไม่เข้าใจจริง ๆ ครับ🔗
ต่อไปโครงการรัฐและเอกชนสร้างทักษะ เรียนจบไม่ตกงาน ไม่เข้าใจครับ ๒๐ ล้านบาท อันนี้คือจะเตรียมจ้างเด็กที่จบมาหรือครับ ผมจะได้ไปบอกน้อง ๆ ได้ว่า ใครเรียนสาขาดิจิทัล รับรองว่ารัฐบาลจะจ้างคุณแน่นอน ไม่มีรายละเอียดอะไรเลยครับ แต่บอกว่ามีงบ ๒๐ ล้านบาท ก็อยากทราบเหมือนกันครับว่าจ้างอะไร หรือว่าจะช่วยอย่างไร ให้เด็กไม่ตกงาน ตอนนี้มีแต่คนอยากฟังนะครับ ถ้าจะช่วยให้เด็กไม่ตกงานได้จริง ๆ🔗
โครงการดิจิทัล สตาร์ตอัป (Digital Startup) ช่วยอุตสาหกรรม ๓๙ ล้านบาท อันนี้ก็ไม่มีรายละเอียดครับ คือผมดีใจนะครับที่มีการพูดถึงดิจิทัล สตาร์ตอัป (Digital Startup) เห็นมีคำศัพท์เหล่านี้กับโครงการมากมาย เพียงแต่ว่าไม่มีหลักอะไรเลยครับว่า ท่านจะช่วยอะไร ท่านจะช่วยเป็นเงินทุนให้เขา ท่านจะช่วยให้เขาเข้าถึงทรัพยากร หรือ ท่านจะช่วยให้เขาไปเจอกับแหล่งเงินทุน หรือช่วยในการเปิดตลาดต่างประเทศ การเขียนมา ลอย ๆ อย่างนี้ครับมันทำให้ผมสงสัยจริง ๆ ว่าเราจะได้อะไรจากโครงการที่เขียนมาลอย ๆ แบบนี้🔗
แล้วก็โครงการโค้ดดิง (Coding) เพื่อพัฒนาระบบสะเต็ม (STEM) อันนี้ ผมเห็นด้วยนะครับ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้นิดหนึ่งก็คือค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทาง กระทรวงหรือว่าจริง ๆ หน่วยงานครับขอเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นค่าคอมพิวเตอร์ ค่าเครื่องมือ ต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเกินราคาตลอดเวลา ผมเชื่อว่าอย่างน้อย ๑๐ เปอร์เซ็นต์เราสามารถ ตัดได้ครับ ตัดได้โดยที่ไม่มีผลกระทบอะไรเลยกับโครงการที่จำเป็นต้องใช้ แล้วผมก็ยัง ชี้ให้เห็นว่ามีโครงการอีกมากมายที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผลสัมฤทธิ์มันคืออะไร แล้วเราก็จะเอา เงินไปลงกับอะไร เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าเราสามารถตัดได้ครับอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างไร ขอบคุณท่านประธานมากครับ🔗
ต่อไปคุณมานพ คีรีภูวดล เป็นท่านสุดท้ายครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ขออภิปรายงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ ในมาตรา ๑๖ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผมได้ขอแปรไว้ที่ ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธานครับผมมีเหตุผลอย่างนี้ครับว่ากระทรวง ได้ละเลยในหน้าที่ โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญในหมวด ๕ มาตรา ๕๖ รัฐต้องจัด หรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน อย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่วนที่ ๒ ก็คือว่าไม่ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ก็คือเรื่องของลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียม ท่านประธานครับ มีสไลด์ (Slide) ครับ ขออนุญาตให้เห็นนะครับ🔗
อันนี้คือเด็ก ๆ นักเรียนที่บ้าน อุ้มผางคี ที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ช่วงที่เกิดโควิด (COVID) โรงเรียนก็ปิด แต่ว่าการเรียน ออนไลน์ (Online) ก็ต้องเรียนต่อ นักเรียนที่นี่จะต้องเดินจากหมู่บ้านขึ้นไปบนดอยภูเขา ๕ กิโลเมตร เพื่อที่จะไปหาว่าจุดไหนมันมีสัญญาณโทรศัพท์จะได้เรียน รูปสไลด์ (Slide) ขยับไปเรื่อย ๆ ครับ อันนี้บรรยากาศข้างบนดอยนะครับมัน มันก็มีพื้นที่จุดเล็ก ๆ ครับ ท่านประธาน ก็มีกระท่อมเล็ก ๆ น้อง ๆ นักเรียนก็นั่งเรียนกันตามสภาพ มีรูปต่อ ๆ ไป เดี๋ยวผมจะอภิปรายต่อ ตามสภาพอย่างนี้ครับเพราะฉะนั้นคืองบประมาณที่กระทรวง ได้ออกแบบ หรือว่าหน่วยงานที่กระทรวงได้กำกับไว้ งบค่าจ้างที่ปรึกษาอย่างนี้ ผมเข้าใจว่า ถ้าท่านเอามาลงในพื้นที่มันมีความเหลื่อมล้ำ พื้นที่ที่มันไม่สามารถที่จะเข้าไปทำให้พี่น้อง ประชาชนเหล่านี้ได้รับผลประโยชน์เหล่านี้ เรามาทำในตรงนี้แล้วมันจะเกิดผลประโยชน์ แล้วก็มันตอบโจทย์ทำตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๕๖ ในหมวด ๕ ด้วยนะครับ มันจำเป็น อย่างไรครับท่านประธาน พื้นที่เหล่านี้ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่เกือบทั่วประเทศในพื้นที่ ที่ห่างไกลนี้ ระบบสื่อสารทุกรูปแบบที่มันมีอยู่นี้ มันเป็นปัญหาสำหรับพี่น้องประชาชนที่อยู่ ห่างไกล ก็ส่งผลถึงเรื่องของการศึกษาของนักเรียน ของครู รวมถึงการติดต่อกับราชการ ข่าวสารที่ทางราชการเขาได้สื่อสาร ผู้ใหญ่บ้านก็ดี ผู้นำชุมชนก็ดี สาธารณสุขอำเภอก็ดี อสม. ก็ดี เวลาจะสื่อสารกันนี้มันยากลำบากครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมได้ขอแปรญัตติแล้วก็ลด ๑ เปอร์เซ็นต์ผมคิดว่าท่านจะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญในหมวด ๕ มาตรา ๕๖ อันนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐนะครับ แล้วก็นโยบายที่สำคัญสิ่งที่ผมอยากจะให้เห็นก็คือว่าท่านบอกว่า ท่านจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พอไปดูแผนงบประมาณนี้ ผมเข้าใจว่ามีการใช้งบประมาณ อย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว และที่สำคัญคือในหมวดที่ปรึกษานี้ครับ ท่านประธาน บุคลากรในกระทรวง ผมเชื่อมั่นว่ามีขีดความสามารถ มีความรู้ ท่านก็จบ ด้านเทคโนโลยี ท่านก็มีความสามารถในการทำงานเพื่อที่จะวางแผน เพื่อที่คิดค้นงาน เพื่อที่จะทำเรื่องระบบสื่อสาร ระบบดิจิทัล (Digital) ทั้งสังคมและเศรษฐกิจ ผมเชื่อว่ามีอยู่ แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นในหมวดเรื่องของค่าจ้างที่ปรึกษาผมคิดว่าไม่มีความจำเป็น ไม่มี ความจำเป็นที่จะตั้งในงบประมาณตรงนี้ ซึ่งถ้าเป็นไปได้นะครับ ในปีต่อ ๆ ไปผมคิดว่า ท่านจะต้องยึดรัฐธรรมนูญที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ ในหน้าที่ของรัฐในหมวด ๕ มาตรา ๕๖ นี้ และที่สำคัญคือตามนโยบายที่มีอยู่ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะฝาก กระทรวงนี้ว่าระบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะระบบสื่อสารต่าง ๆ ในพื้นที่ห่างไกล ผมอยากจะเห็นความเท่าเทียม ความเป็นธรรม และการเข้าถึงระบบเทคโนโลยีของพี่น้อง ประชาชนคนไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชนชาติพันธุ์ใด ทุก ๆ พื้นที่ครับ เหตุผลสำคัญที่สุดครับ ท่านประธาน เพราะว่าเราจะได้เรียนรู้เท่าทัน เราจะได้เข้าถึงข้อมูล เราจะได้สื่อสารถึง ความทุกข์ยากความเป็นจริงของสังคมร่วมกัน ก็ขออนุญาตอภิปรายใช้เวลาเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
กรรมาธิการจะชี้แจง อนุญาตครับ เชิญเลยครับ🔗
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกครับ ผม วิเชียร ชวลิต ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนว่า กรณีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็มีท่านสมาชิกได้อภิปรายซักถามแล้วก็ ให้ความคิดความเห็น ซึ่งจะเป็นเรื่องของเชิงบริหารจัดการ ในประเด็นต่าง ๆ นั้น ผมเรียนว่า ได้มีการซักถามหน่วยงานที่มาชี้แจงโดยกรรมาธิการ แล้วก็ได้พิจารณาในกรรมาธิการ อย่างละเอียดรอบคอบแล้วนะครับ ส่วนที่เป็นประเด็นประเด็นต่าง ๆ ในเชิงบริหารได้นำไป ระบุเป็นข้อสังเกตไว้แล้วในรายงานของกรรมาธิการเล่มที่ ๑ หน้า ๔๖๗ และในส่วนของมาตรานี้ คือมาตา ๑๖ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้น ได้ตรวจสอบแล้วปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ได้รับงบประมาณ ๕,๑๕๑ ล้านบาท ปี ๒๕๖๕ ได้รับ การจัดสรร ๓,๘๙๘ ล้านบาทเศษ ก็โดยสรุปลดลงจากปี ๒๕๖๔ ถึง ๒๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วในชั้นกรรมาธิการได้มีการปรับลดไปอีก ๗๖ ล้านบาทเศษ ก็ลดลงไปประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นกรณีที่สมาชิกได้นำเสนอข้อมูลนั้น ต้องขอเรียนว่าอนุกรรมาธิการ และกรรมาธิการได้มีการตรวจสอบแล้ว และกรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยันที่จะปรับลด ตามวงเงิน ๗๖ ล้านบาทเศษ ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกเพื่อโปรด ทราบครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ เนื่องจาก มาตรา ๑๖ นี้ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติ ดังนั้นก็ต้องถามมติ ๒ ครั้ง เช่นเดียวกันนะครับ ขอเชิญพวกเราเข้ามาแสดงตนเพื่อตรวจ องค์ประชุมตามข้อบังคับครับ🔗
สมาชิกแสดงตน ตรวจสอบ องค์ประชุมนะครับ🔗
สมาชิกพร้อมทุกคน นะครับ ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนในขณะนี้ ๒๘๑ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปขอถามมติที่ประชุม ว่าจะเห็นด้วยให้มีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง นะครับ ได้ผลอย่างไรแล้วค่อยถาม คำถามที่ ๒ ต่อไป โปรดลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมแล้ว ขอปิด การลงมตินะครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๙๘ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๘ ท่าน ที่ประชุมมีมติเห็นด้วย🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญลือ ประเสริฐโสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี ลำดับที่ ๑๙๗ ลงมติเห็นด้วยครับ🔗
บันทึกไว้ด้วยครับ มติที่ประชุมเห็นด้วยให้มีการแก้ไขครับ🔗
ต่อไปขออนุญาตถามต่อไปนะครับว่า จะให้มีการแก้ไขตามกรรมาธิการ เสียงข้างมาก หรือจะแก้ไขตามที่มีผู้สงวนความเห็นและแปรญัตตินะครับ ขอเชิญท่านสมาชิก แสดงตนอีกครั้งครับ🔗
อันนี้เป็นข้อบังคับนะครับ จำเป็นต้องทำ ก็รู้ว่าสมาชิกยังไม่ได้ไปไหน แสดงตนพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้แสดงตนในที่ประชุม ๒๙๕ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
คำถามที่ ๒ ก็จะถามว่า ผู้ใดเห็นด้วยให้มีการแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับ ผู้สงวนความเห็นหรือผู้แปรญัตติ กรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อม ปิดการ ลงมติครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๒๙๘ ท่าน เห็นด้วย ๒๒๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๖๘ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี นะครับ🔗
เพราะฉะนั้นมติที่ประชุม เห็นด้วยตามกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ มาตรา ๑๖ ก็จบนะครับ ต่อไปมาตรา ๑๗ เชิญเลขาธิการครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเรียนปรึกษาท่านประธานนะครับว่าวันนี้เราก็เริ่ม ประชุมมาตั้งแต่ ๑๐ โมงแล้วนะครับ แล้วก็ผมว่ากรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบนก็อ่อนแรง แล้วก็ มีมาตรการที่เราก็อาจจะต้องทำตาม แล้วก็เกรงใจที่หลายท่านอาจจะกลับบ้านไม่ทัน ก็เลยขอเสนอว่าเอาไว้ประชุมต่อวันพรุ่งนี้ได้ไหมครับ🔗
ผมขออีกมาตราเดียวครับ การบ้านพรุ่งนี้จะเยอะ เรา ๒ วันแล้วนะครับยังไม่ถึงครึ่งทางครับ🔗
ได้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ได้นะครับ พอดีที่จะขอ คือมาตราต่อไป มาตรา ๑๗ ขอเชิญเลขาธิการครับ เดี๋ยวผมจะแจ้งชื่อ🔗
มาตรา ๑๗ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรานี้มีกรรมาธิการ สงวนความเห็นท่านเดียวนะครับ แล้วก็มีสมาชิกผู้แปรญัตติ ๒ ท่าน ผมดูแล้วทั้ง ๒ ท่าน ก็เป็นคนที่พูดอยู่ในเวลานะครับ ก็คิดว่าคงไม่นาน สมาชิกอย่าเพิ่งไปไหนนะครับ จบเพียง ๓ ท่าน ท่านเรืองไกรเชิญเลยครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ ผู้สงวนความเห็นเสียงข้างน้อย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี้ ทางกรรมาธิการปรับลดไปภาพรวม ๑๕๘,๗๕๓,๙๐๐ บาท แต่ของผมนี้รายละเอียดที่ปรับลด ก็มีอยู่ในเอกสารรายงานหน้า ๑๓๙ ถึงหน้า ๑๔๒ นะครับ ในตัวที่ปรับลดส่วนใหญ่ก็จะเป็น รายการครุภัณฑ์ ยานพาหนะ แล้วก็รายการที่ได้ระบุไว้ในเล่มรายงาน ซึ่งก็เพื่อประหยัดเวลา คิดว่าเพื่อนสมาชิกจะได้อ่าน แล้วก็ทำความเข้าใจได้ทันทีตามรายการอยู่แล้ว แล้วก็อยู่ใน เล่มขาวคาดแดงที่ผมจะยกขึ้นมาแต่ละรายการ แต่มีส่วนที่ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติม ไม่มากนัก กรณีของกรมป่าไม้ กรมป่าไม้มีรายการที่ใกล้เคียงกันที่กรรมาธิการปรับลด คือค่าก่อสร้างอื่น ๆ ที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท รวม ๑๙๙ รายการ (๑๕,๙๒๗ หน่วย) วงเงินตั้งทั้งหมด ๙๙,๒๒๐,๐๐๐ บาท ปรับลดไป ๑๕ ล้านบาท ตัวนี้ที่ผม ยกขึ้นมาเพราะว่าถ้าหารต่อหน่วยแล้วมันก็จะเป็นประเด็นปัญหาว่าราคาต่อหน่วยเป็นเท่าไร ผมยกตัวอย่างเทียบให้เห็นเฉพาะรายการที่ใกล้เคียงกันเรื่องเหล่านี้นะครับ ผมเอาตัว ในแผนงานพื้นฐานค่าก่อสร้างอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในหน้า ๑๔๑ ค่าก่อสร้างอื่น ๆ ทั้งหมด ๕๖,๖๖๗,๒๘๖ หน่วย ผมปรับลดไป ๕๓๓,๖๙๕,๔๐๐ บาท หารเฉลี่ยก็คือ ๙ บาท ๙.๔๑๘๐ บาท ซึ่งเป็นรายการที่ผมก็ยังให้ความเห็นว่ามันคือรายการอะไรกันแน่ เพราะว่ามันเป็น จำนวนที่เยอะมาก ราคาต่อหน่วยมันน้อยมากนะครับ รายการต่อมาค่าก่อสร้างอื่น ๆ ๔๕,๘๔๙,๔๓๐ หน่วย ยอดรวมทั้งหมด ๔๘๓,๗๒๓,๙๐๐ บาท คำนวณต่อหน่วย ค่าเฉลี่ย ๑๐.๕๕๐๒ บาท ก็คือ ๑๐.๕๕ บาท อีกรายการหนึ่งที่เทียบดูกับรายการที่ตัดผมตัดทั้งหมด แต่ทางกรรมาธิการตัด ๑๕ ล้านบาท คือค่าก่อสร้างทั้งหมด ๑๕,๙๒๗ หน่วย ผมตัด ๙๙,๒๒๐,๐๐๐ บาท ถ้าคำนวณเฉลี่ยก็คือ ๖,๒๒๙.๖๗๒๙ บาท ดังนั้นท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกครับ ตรงนี้ครับที่ให้เห็นว่าที่กรรมาธิการเสียงข้างมากตัด ๑๕ ล้านบาทนี้ คือ ตัดลงไปทั้งหมดกี่หน่วยอันนี้เราไม่ทราบ เพราะว่ารายการที่แสดงอยู่ในหน้า ๑๑-๙ นี้ก็ยัง ระบุที่จำนวน ๑๕,๙๒๗ หน่วยเท่าเดิม คือถ้าในการวิเคราะห์เราแทบจะเรียกว่าจำนวนหน่วย ถ้าตัด ๑๕ ล้านบาท จำนวนหน่วยควรจะลดลง แต่นี่ไม่ได้ลดลง ๙๙ ล้านบาท ตัด ๑๕ ล้านบาท จำนวนหน่วยยังเท่าเดิม อันนี้เป็นข้อสังเกตนะครับ ส่วนรายการอื่น ๆ ซึ่งมีอีก ๖-๗ รายการ อันนี้ผมยกตัวอย่างให้เห็น แล้วก็เพื่อเป็นการประหยัดเวลาแก่เพื่อนสมาชิกแล้วผมพูดไป หลายกระทรวงในลักษณะทำนองเดียวกัน ผมก็ขอแสดงความเห็นเท่านี้ครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ก็มีกรรมาธิการเสนอชื่อ มาอีกท่านหนึ่งนะครับ คุณศิริกัญญาเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ดิฉันได้สงวนความเห็นตัดลดงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นจำนวนไม่มากนะคะ ตัดลดจากวาระที่ ๑ ประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท ที่จำเป็นที่จะต้องตัด เพิ่มอีกทั้ง ๆ ที่มีการตัดลดมาแล้วจากปี ๒๕๖๔ มาปี ๒๕๖๕ ก็ด้วยปัญหาเรื่องของเงิน นอกงบประมาณที่ไม่ได้มีการนำมาสมทบอย่างเพียงพอนะคะ หลาย ๆ ท่านอาจจะทราบ เรื่องราวเกี่ยวกับรายได้ค่าธรรมเนียมกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชกันมาก่อน หน้านี้แล้วว่ามีรายได้ปีหนึ่งหลายพันล้านบาท ดิฉันได้พยายามสืบค้นข้อมูลจากเอกสารชี้แจงต่าง ๆ ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและ พันธุ์พืชได้ให้มากับกรรมาธิการ ก็พบว่ามีปัญหาเรื่องของความไม่ตรงกันของข้อมูล ๒ ชุด ชุดแรกเป็นรายได้ที่ปรากฏในงบการเงิน ตัวรายได้ที่คิดว่าน่าจะเป็นค่าธรรมเนียมของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชนี้ จะเป็นตัวรายได้ที่เป็นค่าบริการบุคคลภายนอก ในแต่ละปีจะได้ปีละประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท โดยในปี ๒๕๖๓ มีรายได้ค่าบริการ บุคคลภายนอกสูงถึง ๑,๔๓๓ ล้านบาท แต่ว่าในปีปกติที่มีการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ตามปกติจะสูงถึง ๒,๓๐๐-๒,๗๙๐ ล้านบาท แต่ในขณะเดียวกันค่ะ ก็มีตัวเลขอีกชุดหนึ่ง ที่เป็นรายงาน น่าจะรายงานต่อกรมบัญชีกลางนะ เรียกว่าเป็นรายได้แผ่นดินในหัวข้อ ค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติ แต่จากข้อมูลตรงนั้นแต่ละปีสูงถึง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะคะ ปีที่สูงสุดก็คือ ปี ๒๕๖๒ สูงถึง ๓,๗๗๘ ล้านบาท ส่วนในปี ๒๕๖๓ ก็ลดลงมาหน่อย เนื่องจากว่ามีปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) เหลืออยู่เพียง ๒,๙๕๘ ล้านบาท แต่ว่าถึงแม้ ในปีที่การท่องเที่ยวจะไม่เป็นปกติอย่างปี ๒๕๖๓ กรมอุทยานก็ยังมีค่าธรรมเนียมอุทยาน สูงถึงเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชเองมีระเบียบ ที่จะใช้เงินส่วนนี้ดังนี้นะคะ ก็คือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จะนำไปใช้ในการพัฒนาอุทยาน อีก ๗๕ เปอร์เซ็นต์ จะนำไปใช้สำหรับในหน่วยงานต่าง ๆ ของกรมเอง ถ้าเราคิด ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะเป็นเงินประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเป็น เงินจำนวนมาก ถ้ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชสามารถนำเงินส่วนนี้มาสมทบ กับงบประมาณแผ่นดินเราก็จะสามารถประหยัดงบประมาณไปได้อีก โดยในแต่ละปี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ของบประมาณจากสภาแห่งนี้ปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกันนะคะ ก็จะขอความร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชว่า ค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ดิฉันเข้าใจดีว่าจำเป็นที่จะต้องใช้ในการพัฒนาอุทยานแห่งชาติ และ ท่านก็ได้เจียดเงินส่วนหนึ่งในการพัฒนาอุทยานแห่งชาติแล้ว อีก ๕ เปอร์เซ็นต์ จะนำไป ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาตินั้น ๆ ในส่วนที่ใช้กับ หน่วยงานของกรมไม่ได้มีการชี้แจงรายละเอียดว่าเอาไปใช้เกี่ยวกับอะไรบ้าง ดังนั้นทางที่ดี ก็ควรที่จะนำมาสมทบกับงบประมาณค่ะ ท่านประธานคะ ไม่ใช่แค่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่เดียวนะคะที่มีเงินนอกงบประมาณเป็นของตัวเอง กรมทรัพยากร น้ำบาดาลก็มีกองทุนที่ชื่อว่า กองทุนพัฒนาน้ำบาดาล ที่มีกฎหมายรองรับค่ะ เป็น พ.ร.บ. น้ำบาดาล ปี ๒๕๒๐🔗
ในแต่ละปีกองทุนพัฒนา น้ำบาดาลมีรายได้ปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท โดยรายได้ที่ได้มานี้มาจากการที่เรียกเก็บเงินค่าใช้ น้ำบาดาลเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ในแต่ละปีก็ใช้เงินไม่ค่อยหมด แล้วก็มีเงินสะสม อย่างปี ๒๕๖๓ มีเงินเหลือถึง ๔๐๐ ล้านบาท แล้วก็เก็บสะสมเป็นเงินสดของกองทุนสูงถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกัน ถ้าเราสามารถนำเงินส่วนนี้มาสมทบกับงบประมาณแผ่นดิน เราก็จะ สามารถทำให้ลดภาระของงบประมาณไปได้ แต่ว่าสำหรับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลไม่ได้ใช้ เงินส่วนนี้มาสมทบ เรามาดูกันค่ะว่ากรมทรัพยากรน้ำบาดาลใช้เงินจากกองทุนพัฒนา น้ำบาดาลไปใช้กับโครงการอะไรบ้าง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ในกรอบสี่เหลี่ยมแรก ขออภัยมากที่ตัวเล็กมาก ดิฉันอ่านให้ฟังสำหรับรายการแรก อันนี้คือโครงการสำหรับ ปี ๒๕๖๓ อย่างเดียว ชื่อโครงการศึกษาสำรวจและประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของ การพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซี (EEC) ๗๙ ล้านบาท โครงการศึกษาความ เหมาะสมของรูปแบบส่งน้ำบาดาลระยะไกลเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ชายฝั่ง ทะเลตะวันออก ๔๓ ล้านบาท คือถ้าเราคิดในใจว่าถ้าเขาเก็บเงินค่าน้ำจากประชาชนไปใช้ก็ อาจจะนำเงินจากกองทุนไปใช้ในการก่อสร้างหรือว่าขุดบ่อน้ำบาดาลให้กับประชาชนในอีก พื้นที่หนึ่งก็เป็นได้ที่งบประมาณไม่เพียงพอในแต่ละปี แต่ในความเป็นจริงกลับนำไปใช้กับ โครงการพวกนี้ค่ะ เช่นมีอีกนะคะ มีโครงการศึกษาการสร้างศูนย์เรียนรู้ในการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำบาดาล ๓ ล้านบาท โครงการเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล ๔๔ ล้านบาท แล้วก็เป็นโครงการพวกนี้ล่ะค่ะที่สภาเองไม่มีสิทธิในการตรวจสอบ เนื่องจากว่าเป็นเงิน นอกงบประมาณ แล้วก็เงินที่เหลือก็ไม่จำเป็นที่จะต้องส่งคืนคลังด้วยซ้ำไปนะคะ ก็เป็นโอกาส ที่ถ้าจะมีการแก้ไขกฎระเบียบหรือว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อสามารถนำเงินในส่วนนี้เข้ามา สมทบกับงบประมาณ เราก็สามารถที่จะขุดบ่อน้ำบาดาลได้ให้กับประชาชน ให้กับเกษตรกร ที่เดือดร้อนจากการมีน้ำกินน้ำใช้ไม่เพียงพอ มีน้ำสำหรับการเกษตรไม่เพียงพอด้วย เช่นเดียวกัน และไม่จำเป็นที่จะต้องรอพึ่งงบกลาง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเพิ่งมีมติ ครม. อนุมัติ งบกลางเพื่อขุดบ่อน้ำบาดาลให้กับประชาชนในอีก ๒๓ จังหวัด เม็ดเงินกว่า ๖,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สัก ๕ นาทีนะครับ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ๓ นาที เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ การจัดงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมถือว่าเป็นการจัดงบที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่เหมาะสมต่อการแก้ไขปัญหา🔗
เดี๋ยวท่านพิเชษฐ์ครับ คุณหมอ เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมจำเป็นต้องประท้วงครับ เพราะว่าท่านประธานได้กรุณาขานเวลา ท่านพิเชษฐ์ ๕ นาที ท่านดอกเตอร์พิสิฐ ๓ นาที ผมคิดว่าเป็นการละเมิดสิทธิสมาชิกอย่างยิ่งนะครับ ก็อยากกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับว่ามาตราสุดท้ายแล้ว อย่างไรเราอยู่ในวันนี้ให้สิทธิสมาชิกเถอะครับ ฟังแล้วหดหู่มากครับท่านประธานครับ🔗
พอดีท่านพิสิฐขอมา ๓ นาทีครับ เสนอมา ๓ นาที🔗
ถึงแม้ขอ ๓ นาที ท่านก็พูดไปเถอะครับ จบ ๓ นาทีท่านก็จบไป แต่ผมไม่อยากให้บันทึกไว้ในห้องประชุมแห่งนี้ว่า ๓ นาทีครับ มันเหลือเกินไปครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ โปรดถอนคำพูดด้วยครับ🔗
คุณหมอครับ ไม่ได้กำหนด นะครับ ท่านพิสิฐท่านขอมา ๓ นาทีครับ ขอเชิญท่านพิเชษฐ์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ด้วยความ เกรงใจนะครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
ผมคิดว่าองค์ประชุมก็เริ่มจะ ไม่ครบแล้วนะครับ ท่านประธานครับ การจัดงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนั้นผมคิดว่าขาดประสิทธิภาพ ไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์ปัจจุบันของ ประเทศไทย ดังนั้นผมถึงขอตัด ๗ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ และเรื่องของสิ่งแวดล้อม ท่านประธานครับ กรมป่าไม้มีศูนย์เพาะชำกล้าไม้อยู่ทั่วประเทศ วันนี้ไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ แจกให้พี่น้องประชาชนทุกปี ก็หมดทุกปี เพราะว่าประชาชนสนใจมากสำหรับต้นไม้ เศรษฐกิจ เช่น ไม้พะยูง ไม้มะค่า ยางนา ประดู่ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ดังนั้นผมอยากจะฝาก ไปทางกระทรวงว่าอยากจะให้การแจกกล้าไม้ขอเป็นต้นไม้ที่อายุ ๒ ปีได้ไหม ทุกวันนี้ ท่านเพาะแล้วท่านก็แจก บางทีสูงไม่ถึง ๑ ฟุตเลย เวลาเกษตรกรหรือว่าพี่น้องประชาชน ขอไปปลูก บางทีมันโตไม่ทันกับหญ้าที่มันขึ้น อยากจะให้ทางกระทรวงลองหาทางที่จะตั้ง งบผูกพัน คือเพาะกล้าไม้ให้มีอายุ ๒ ปี ถ้ากล้าไม้ที่มีอายุ ๒ ปีก็จะสูงประมาณ ๑ เมตรถึง ๑ เมตรครึ่ง การนำไปปลูกก็จะได้ผลดี โอกาสที่จะรอดตายมีเยอะมากนะครับ ก็ฝากไปยัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนะครับ กรมทรัพยากรน้ำปีนี้ท่านก็ได้งบ ของท่านน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่การแก้ปัญหาน้ำของประเทศไทยก็ยังไม่จบสิ้น ยังต้องมี ความจำเป็น หรือการร้องขอจากพี่น้องประชาชนอีกจำนวนมาก แต่ทางรัฐบาลก็ไปตัดงบเขา ลดลง ดังนั้นกรมทรัพยากรน้ำสำหรับปีหน้ามันน่าจะได้งบที่เพิ่มขึ้น สนองต่อความต้องการ ของพี่น้องประชาชนให้มากกว่านี้🔗
เรื่องของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ผมได้พูดหลายครั้งแล้วนะครับ ทางอธิบดี ก็ได้มาชี้แจงต่อกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ ท่านบอกว่าน้ำบาดาลเป็นอนาคตของ ประเทศไทย ต่อไปประเทศไทยจะต้องมีการเอาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้จำนวนมากนะครับ เพราะว่าในโลกนี้ก็ที่ผมพูดไปแล้วว่ามีอยู่ประมาณ ๑๐ ประเทศที่ใช้น้ำบาดาลจากใต้ดิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นวันนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลก็ได้มีบ่อตัวอย่าง ซึ่งเป็นบ่อขนาดใหญ่ วันนี้เจาะได้ถึง ๕๐๐-๖๐๐ เมตร ก็ถือว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการเอาน้ำใต้ดินมา ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน ในพื้นที่ที่รอน้ำฝนอย่างเดียว นะครับ ถ้าเกิดว่ามีการใช้น้ำบาดาล มีการขุดน้ำบาดาลที่ลึก ๑๐๐ เมตร ๒๐๐ เมตร ๓๐๐ เมตร ถึง ๕๐๐ เมตร ก็สามารถแก้ปัญหาภัยแล้งได้ อันนี้เป็นการจัดงบประมาณที่ไม่สมดุลไม่ถูกที่ ถูกทาง ปีหน้า ปี ๒๕๖๕ ก็ขอให้ท่านจัดงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะเรื่องน้ำ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ครับ ขอบคุณที่รักษาเวลา ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ขอมา ๓ นาทีนะครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ ผมขอตัด ๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ งบของกระทรวงนี้ที่อยู่ในมาตรา ๑๗ ประมาณ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ โดยเฉพาะในการตัด ผมขอตัดในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงนะครับ เพราะว่างานที่เห็นในสำนักงาน ปลัดกระทรวง ก็คือแผนงานพื้นฐานด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม จำนวน ๔๐๐ กว่าล้านบาท ชื่อก็คล้าย ๆ กับงานของสำนักงานนโยบายและ แผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีแผนงานพื้นฐานด้านการสร้างการเติบโต บนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ว่าเงินน้อยกว่า คือ ๒๐๐ กว่าล้านบาท เป็นปรากฏการณ์ที่ผมเจอบ่อยมากครับ ที่สำนักงานปลัดกระทรวงหลายกระทรวงมักจะเอา งานมาไว้กับตัวเอง แทนที่จะมอบให้กับหน่วยงานที่เขารับผิดชอบโดยตรง จึงขอตัดในส่วนนี้ นะครับ นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ว่าในเรื่องของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ผมขอตัด ๕ เปอร์เซ็นต์ในส่วนนี้ เนื่องจากผมอยากเห็นหน่วยงานนี้ได้มี ความพยายามในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ที่พวกเราประสบปัญหาอยู่ทุกวันนี้นะครับ แต่ขณะเดียวกันอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือเรื่อง ของบางกระเจ้าครับ บางกระเจ้าทุกวันนี้ถูกรุกล้ำเข้ามาเรื่อย ๆ จากปากทางเข้ามาจะเห็น สิ่งปลูกสร้างใหม่ ๆ เกิดขึ้น กระผมได้พยายามจะส่งภาพไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วย ตรวจตราดู แล้วก็ไปช่วยสกัดนะครับ เพื่อจะให้บางกระเจ้าเป็นปอดของกรุงเทพมหานคร ต่อไป จึงขออนุญาตที่จะให้หน่วยงานนี้ได้ตระหนักในเรื่องนี้ครับ แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ขอตัด ก็คือเรื่องของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพ งานนี้ควรจะอยู่กับทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์มากกว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน ในเรื่องของน้ำบาดาลนี้อยากจะให้ข้อมูลว่า ในขณะที่ผมเรียนเมื่อก่อนหน้านี้ว่ามีน้ำบาดาลอยู่ใต้ดินอยู่ ๑.๑ ล้านล้านลูกบาศก์เมตร แต่ละปีเราใช้เพียง ๑๔,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้นเอง ทั้งที่ธรรมชาติมีน้ำเพิ่มเติม เข้ามาถึง ๗๒,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตร พูดง่าย ๆ คือเราไม่ได้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอบพระคุณมากครับ🔗
มีเสนอชื่อมาใหม่ อีกท่านหนึ่งนะครับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หลังจากนั้นจะเป็นผู้แปรญัตติ ซึ่งเสนอชื่อ มาตั้งแต่ต้นคือ คุณคารม พลพรกลาง ท่านเสนอมาขอเวลา ๕ นาที ขออนุญาตให้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กรรมาธิการได้อภิปรายก่อน เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ในฐานะกรรมาธิการ ขอบพระคุณ ท่านประธานมากครับ ผมคงใช้เวลาไม่มากนัก ผมได้เสนอขอปรับลดงบของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ๑,๑๔๑ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมความจริง มีประเด็นอยู่หลายเรื่อง แต่ว่าสิ่งที่ผมคิดว่าอยากจะต้องพูดกันในวันนี้เพื่อทำความเข้าใจ คือจะมีโครงการที่เพิ่มพื้นที่ป่าในรูปแบบต่าง ๆ ของกรมป่าไม้ก็ดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก็ดี จะมีอัตราค่าปลูกป่าเป็นป่าชนิดต่าง ๆ นะครับ ถ้าเป็นป่าใช้สอย ไร่ละ ๕,๑๘๐ บาทต่อไร่ แล้วก็ป่าสร้างรายได้ก็ ๕,๕๐๐ บาท รวมถึงป่าต่าง ๆ ปรากฏว่า ในแต่ละปีก็จะของบปลูกป่ามา อ้างว่าจะเพิ่มพื้นที่ป่าเฉลี่ยก็ปีละ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ แต่ปรากฏ ว่าต่อมาได้มีการให้คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปสำรวจข้อมูลพื้นที่ป่า ตามหลักวิชาการโดยใช้ดาวเทียมที่มีขนาดเห็นได้ใน ๘ เมตรเลยนะครับ ที่มีความชัดเจน ก็พบว่า เช่น ในปี ๒๕๖๒ ป่าก็หายไป ๔,๐๐๐ กว่าไร่ พอปี ๒๕๖๓ รายงานเพิ่งออกเมื่อ เร็ว ๆ นี้ ป่าก็หายไป ๑๓๐,๐๐๐ ไร่ ก็หายไปเรื่อย แต่เวลามาของบประมาณบอกป่าเพิ่ม ลักษณะเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่ได้เตือนไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้วว่า ขอให้เอาข้อมูลที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในทางปฏิบัติคือเอาเงินไป แล้วก็มีจำนวนมาก แล้วก็ ทำให้พื้นที่ป่าหายไป🔗
อีกประการหนึ่ง ความขัดแย้งระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม กรณีพื้นที่ที่ไปประกาศหลังกฎหมายใช้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งเดิมอยู่ ๔.๗ ล้านไร่ ก็เป็นประเด็นที่เป็นปัญหา ส่วนที่จะตัดงบส่วนนี้เพียงเพื่อการของบไป จะเป็นการของบไปปราบปราม ไม่ใช่ของบไปเพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับคนที่ อยู่กับป่าครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
เชิญคุณคารม พลพรกลาง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัด ร้อยเอ็ด ขออนุญาตอภิปราย จะรีบเพราะว่าเป็นช่วงทดเวลาบาดเจ็บพอดี เดี๋ยวผมจะมี ปัญหากับเพื่อนสมาชิก ผมขอ ๗ นาที ผมจะพยายามบีบลงเหลือ ๕ นาที ผมมีประเด็น ที่อยากกราบเรียนว่า จริง ๆ กระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่น่าสนใจและเป็นกระทรวง ที่เกี่ยวข้องในยุคที่สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ผมอยากเรียนว่ากรมที่ผมสนใจ นอกจากกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งไปสอดคล้องกับท่านสมาชิกของเราอีกท่านหนึ่งที่พูด ไปแล้วว่าเรามีทั้งหมดตอนนี้ ๑๓๑ อุทยาน กำลังที่จะเพิ่มอีก ๒๓ อุทยานเป็น ๑๕๔ จริง ๆ การบริหารอุทยานให้มีรายได้เป็นค่าเข้าดูแลถ้าใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาจะทำให้มี รายได้เพิ่ม อันนี้ผมขอตั้งเป็นข้อสังเกตในเหตุผลที่ตัดภาพรวม ตัดงบลงแปรญัตติลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ กรมที่ผม อยากจะพูดถึงก็คือกรมน้ำบาดาล ผมอยู่ที่อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดแล้ง ตอนนี้ถ้าไม่มีฝนเข้ามาพี่น้องก็แย่เลย แต่ผมเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพว่าเวลาจะไปหาน้ำบาดาลเจาะน้ำบาดาล เอกชนในภาคอีสานกับภาคเหนือบ่อหนึ่ง ก็เกือบ ๒๐,๐๐๐ ๘,๐๐๐ ถึง ๒๔,๐๐๐ ถ้าเป็นภาคเหนือ ๔๐,๐๐๐ ขึ้นอยู่ที่ความลึกอะไร แต่ว่าในเล่มขาวคาดแดงนี้นะครับ คือเวลาจะเจาะน้ำบาดาลให้กับทางเกษตรกรต้องเป็นนา แปลงใหญ่ ๕๐๐ ไร่ขึ้นอย่างนี้ ผมไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าการให้น้ำบาดาลซึ่งมีน้ำใต้ดินอยู่ มาช่วยในเรื่องการเกษตรอย่างทั่วถึงนะครับ ไม่ใช่ใครรู้จักฝ่ายราชการ รู้จักกรรมาธิการ งบประมาณก็ได้ มันไม่ไหวอย่างนี้ แล้วชาวบ้านที่เขาไม่รู้จักเส้นสายมันควรเป็นระบบ ผมจึง ตัดออก กรมที่ ๒ ที่ผมคิดว่าเป็นกรมสำคัญ แล้วก็ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ คือกรมควบคุม มลพิษ ภาคอีสานมีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้เชื้อเพลิงจากแกลบท่านประธานครับ จากเศษไม้ เยอะมาก อำเภอสุวรรณภูมิ นี่คือความด้อยประสิทธิภาพ ตำบลสระคูก็ดี ตำบลเมืองทุ่ง ตำบลห้วยราช เส้นไปจังหวัดยโสธร เส้นถนนอรุณประเสริฐนี้ ท่านไปนั่งใกล้แถวนั้น ปั๊ม ปตท. ฝุ่นดำลงแทบจะเรียกว่านั่งไม่ได้เลย กรมควบคุมมลพิษผมอยากจะทราบ เหมือนกันว่าต้องให้เขาร้องขึ้นมา หรือเราควรจะตรวจสอบ อันนี้เป็นเรื่องที่ อ่อนประสิทธิภาพนอกจากเรื่องอื่น ซึ่งมีทำลายสิ่งแวดล้อมอยู่เยอะแยะมากมาย🔗
ประเด็นสุดท้ายคือกรมทรัพยากรน้ำที่ดูแลลุ่มน้ำทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ ผมมีสไลด์ (Slide) อยู่ภาพเดียว ขออนุญาตให้ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ส่งสไลด์ (Slide) เข้ามานิดหนึ่งครับ🔗
ภาพนี้คือแม่น้ำมูลครับ ภาพนี้ ถ้าจะพูดถึงเรื่องการขุดทรายในแม่น้ำก็เกี่ยวกับหน่วยงานราชการ กรมเจ้าท่าจังหวัด แม่น้ำมูลติดอำเภอสุวรรณภูมิ ที่ตำบลทุ่งกุลา ติดอำเภอท่าตูม มีบริษัทเอกชนไปขุด ขอขุด ประมาณสัก ๓ ไร่ แต่ขุดเป็น ๑๐๐ ไร่กินพื้นที่เข้าไป ผมอยากกราบเรียนนะครับว่าอันนี้คือ การใช้ทรัพยากรที่เอาเปรียบชาวบ้าน ผมอยากพูดตรงนี้เพราะเหตุว่าชาวบ้านเขาเสียหาย แต่เขาไม่กล้าพูด บริษัทเอกชนได้ประโยชน์แต่ชาวบ้าน น้ำก็ผิดทิศทาง แม่น้ำก็เสียหาย แต่เอกชนรวยขึ้น ๆ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยู่ในเรื่องที่เห็นว่าความด้อยประสิทธิภาพจึงตัด งบลง แล้วก็อยากฝากกราบเรียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอในบริเวณนั้นด้วยว่า ท่านต้องดูแลเรื่องพวกนี้ด้วยนะครับ เพราะว่าท่านมีหน้าที่ที่ดูแล ที่ควบคุมที่อนุญาต เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจริง ๆ ถ้ามีการ บริหารจัดการที่ดี แล้วก็ทำงานให้เกิดประสิทธิภาพก็ไม่ควรถูกตัด แต่อันนี้เพราะเหตุว่า หลาย ๆ อย่างที่ผมอภิปรายต่อสภาแห่งนี้ไปคือความด้อยประสิทธิภาพ ผมจึงขอตัด ในภาพรวมลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ยังไม่จบนะครับ ขออีกท่านครับ ท่านกรรมาธิการเสนอชื่อเข้ามาใหม่ครับ ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ขออนุญาตสมาชิกนะครับ เป็นสิทธิของกรรมาธิการ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ในฐานะกรรมาธิการ ได้สงวนคำแปรไว้ในมาตรา ๑๗ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงนี้ เป็นกระทรวงที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายกรมมีความสำคัญพอ ๆ กัน แต่ในกรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีความสำคัญยิ่งยวด เนื่องจากว่าน้ำบนฟ้า น้ำบนดิน น้ำใต้ดิน และน้ำที่ลึกกว่าใต้ดิน คือกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะเป็นผู้ดำเนินการเจาะโดยใช้วิธีการ ดังที่ผมต้องกราบเรียนว่า ประเด็นตรงนี้ถามว่าน้ำบนดินที่พี่น้องประชาชน ท่านสมาชิก ได้เห็นอยู่ หนอง คลอง บึง หรือลำธารมีปริมาณประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ท่านประธานครับ ในขณะเดียวกันทรัพยากรน้ำบาดาลนั้นที่อยู่ใต้ดินลึกไปไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ เมตร ๒๐๐ เมตร มีน้ำอยู่ประมาณ ๑.๑ ล้านล้านลูกบาศก์เมตร แสดงให้เห็นว่า น้ำใต้ดินเรานั้นมีปริมาณมากกว่าบนดินที่ท่านทั้งหลายได้เห็น หรือท่านประธานได้เห็น นั่นคือข้อจริง ไม่ใช่ข้อเท็จ จากการพิสูจน์ ดังนั้นอยากเห็นพี่น้องประชาชน ในขณะที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่สามารถที่จะเก็บกักน้ำไว้ได้ เมื่อฝนตกมาหรือหน้าฝน ไม่สามารถจะจัดสถานที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามแล้ง ใช้งบประมาณอย่างมหาศาล หลายหมื่นล้านบาท เป็นแสนล้านบาท ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ท่านประธานครับ แต่ประชาชน ไม่ได้เลย จะเห็นได้ว่าพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศไม่สามารถจะปลูกพืชผลทางเกษตรได้ตาม กาลเวลาครับ แห้งแล้ง เมื่อปลูกไปแล้วพอมีหน้าฝนมาหน่อย เพาะปลูก น้ำไม่มีอีกแล้ว ตาย พี่น้องประชาชนผู้มีอาชีพเกษตรกรรมก็ต้องต้นทุนสูง เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ถ้าหากว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการเจาะน้ำบาลที่ลงลึก ๆ นั้น ที่อยู่ในพื้นที่ของประเทศไทยนั้นมี ทุกพื้นที่ครับ ควรจะจัดสรรงบประมาณมากกว่านี้เพื่อที่จะไปสำรวจหาข้อมูลและช่วยพี่น้อง ประชาชน ผมเห็นในการที่ไปเจาะไปศึกษาดูแล้วนั้น เมื่อเจาะน้ำบาดาลแล้ว ท่านประธานครับ น้ำทั้งอุปโภคบริโภค มีเครื่องสามารถจะกดน้ำ บริโภคได้ทันทีครับ ก็แสดงว่าน้ำใต้ดินนั้นบริสุทธิ์มากกว่าน้ำบนดิน น้ำบนดินคือตกมาจาก ฟากฟ้านั้นอาจจะเจอพิษภัยทั้งหลายที่กลางอากาศ ทำให้พี่น้องประชาชนอันตรายต่อชีวิต แต่น้ำใต้ดินนั้นต้องยอมรับความจริงว่าเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ ดังนั้นผมจึงจะอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าการจัดสรรงบประมาณเพียงเล็กน้อยจึงไม่สมดุลกับพี่น้องประชาชน แต่ถ้า หากว่ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมากกว่านี้ เชื่อว่าพี่น้อง ประชาชนจะลดความเดือดร้อนเมื่อถึงหน้าภัยแล้ง ดังนั้นผมได้ขอสงวนคำแปรไว้นั้นเห็นว่า งบประมาณตรงนี้ควรจะจัดสรรให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมากกว่าปกติ อย่างที่เห็นยังถูก ตัดอีก ท่านประธานครับ ผมคงไม่ใช้เวลามากมาย แต่อยากให้เป็นข้อสังเกตไว้ในอนาคต ข้างหน้า รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณสิ่งที่จำเป็นกับพี่น้องประชาชน ก็ควรอันไหนมาก่อน มาหลัง บางกระทรวง บางหน่วยงานไม่จำเป็นเลยครับต้องไปสร้างถนนหนทางมากกว่า วันนี้ บนถนนนั้นอย่างไรก็ช่วยคนจนหรือเปล่า ก็ช่วยแต่คนรวย คนมีรถ งบประมาณดังกล่าวนั้น ยกตัวอย่างควรจะเอามาช่วยพี่น้องเรื่องน้ำ เพราะท่านที่ทราบดีว่าน้ำแห้งแล้งประชาชน เดือดร้อน ผมได้กล่าวไปเบื้องต้นแล้วว่าจังหวัดลพบุรีน้ำไม่มีบริโภค ๓ วันติดกัน คลองชลประทานจากมโนรมย์ถึงคลองชลประทาน ๑๐ แห้งแล้งหมดเลยครับ เห็นไหมครับ ผมไม่เห็นชลประทานไปทำอะไรให้ได้เลย ดังนั้นก็ฝากท่านประธาน ฝากกรรมาธิการ ในอนาคต การพิจารณางบประมาณนั้นควรจะเห็นว่าอันไหนสำคัญก่อนสำคัญหลัง อันไหน มีความจำเป็นกับพี่น้องประชาชน ควรจะมองเห็นจุดนี้มากกว่า งบประมาณบางส่วนในฐานะ ที่เข้าไปเป็นกรรมาธิการนั้นซ้ำซ้อนครับ บูรณาการผมไม่เคยเจอ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ซื้ออาวุธ ผมไม่รู้ว่าจะไปฆ่าใคร ดังนั้นจึงกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผมจึงเห็นว่า บางหน่วยงานควรจะตัดงบประมาณเอามาให้มีความจำเป็นกับพี่น้องประชาชน กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับท่านประธาน🔗
ท่านกรรมาธิการจะชี้แจง เชิญเลยครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิเชียร ชวลิต ในฐานะกรรมาธิการ ขอยืนเสียงข้างมากตามกรรมาธิการในการปรับลดครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เนื่องจากมาตรา ๑๗ นี้ กรรมาธิการมีการแก้ไขนะครับ ดังนั้นก็ต้องถามมติที่ประชุม ๒ ครั้งเช่นเดียวกันนะครับว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไขก็จะได้ถามต่อไปว่า จะเห็นด้วยกับ การแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ นะครับ ขอรบกวนท่านสมาชิกครับ🔗
สมาชิกกรุณาแสดงตน เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับนะครับ🔗
ท่านประธานคะ ระหว่างคอย ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัด สมุทรสงคราม จากมาตรา ๑๖ ดิฉันไม่ได้เปลี่ยนมตินะคะ แต่ว่าอยากจะให้บันทึกไว้ คือบัตร ที่เขาเสียบเอาไว้เป็นบัตรไมโครโฟน ๘ นะคะ ดิฉันก็ลืม ไม่ได้เสียบบัตรค่ะ🔗
คุณรังสิมาทำเป็นหนังสือ มานะครับ มีสมาชิกบ่อยครั้งที่ทำหนังสือมาทีหลัง ซึ่งเราจะบันทึกไว้ให้ครับ ท่านสมาชิก กดบัตรแสดงตนครับ🔗
พร้อมพอสมควรแล้ว นะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๖๐ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมครับว่า จะเห็นด้วยตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วย กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมพอสมควรแล้วนะ ครับ ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๗๖ ท่าน เห็นด้วย ๒๗๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗
ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยให้มี การแก้ไข ขอคำถามต่อไปนะครับ ว่าจะเห็นด้วยแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือจะ เห็นด้วยกับผู้สงวนความเห็นหรือผู้แปรญัตติ ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ตามที่แนะนำไว้แล้วนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกแสดงตนอีกครั้งครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนในขณะนี้ ๒๗๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ถามมติต่อไปว่า จะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับสงวนความเห็น หรือผู้แปรญัตติ ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับ ผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ครับ ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ ผลการลงมติในมาตรา ๑๗ จำนวนผู้ลงมติ ๒๘๓ ท่าน เห็นด้วย ๒๒๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕๙ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการแก้ไข ก็จบมาตรา ๑๗ นะครับ ขอเรียนสมาชิก วันพรุ่งนี้ กรุณามาลงชื่อเร็วหน่อยนะครับ เพราะว่าเราจะได้เริ่มประชุมตั้งแต่ ๙ โมงครึ่งนะครับ วันนี้ ก็ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้รับผิดชอบในหน้าที่ นี่คือหน้าที่ของเรา รับผิดชอบในการปฏิบัติ ภารกิจของเรา ขอปิดการประชุมครับ🔗