รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๑๙ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพฤหัสบดีที่ ๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
ณ อาคารรัฐสภา
--------------------
เรียน ท่านสมาชิกครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ ปรึกษาหารือตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ โดยผมจะให้ ปรึกษาหารือกันตามลำดับรายชื่อและเวลาที่ยื่นนะครับ โดยใช้เวลาท่านละ ๒ นาที ท่านแรกครับเชิญท่านสมคิด เชื้อคง ตามด้วยท่านอรรถกร ศิริลัทยากร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายสมคิด เชื้อคง เพื่อไทย จากจังหวัดอุบลราชธานี มีเรื่องปรึกษาหารือดังนี้นะครับ ได้รับการร้องขอจากโรงเรียนทุ่งเทิงยิ่งวัฒนาซึ่งเป็นโรงเรียน ประจำตำบลทุ่งเทิง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เรื่องการก่อสร้างอาคารโรงอาหาร ซึ่งปกติเคยได้งบมาแล้วก็ถูกตัดงบทิ้ง เพราะฉะนั้นตอนนี้เด็กนักเรียนจำนวนประมาณ ๘๐๐ คนมีความเดือดร้อนเรื่องนี้ ฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการช่วยดูแลครับ🔗
อีกเรื่องครับ ในการก่อสร้างสะพานลอยซึ่งเคยขอความอนุเคราะห์จาก กรมทางหลวงมาแล้วที่หน้าโรงเรียนทุ่งเทิงยิ่งวัฒนา ถนนสาย ๒๔ เช่นกันครับ อบต. ทุ่งเทิง ตำบลทุ่งเทิง ก็ขอความอนุเคราะห์เรื่องไฟฟ้าส่องสว่างหน้า อบต. ซึ่งเสียหาย แล้วก็บริเวณ จุดกลับรถบริเวณบ้านหนองยาว แล้วก็บ้านหม้อทอง ตำบลทุ่งเทิง ขอฝากแขวงการทาง ศรีสะเกษด้วยครับ🔗
นายจอม ศรีวงษา ตัวแทนบ้านคูขาด หมู่ ๘ บ้านคำเจริญ หมู่ที่ ๑๗ บ้านคำปะกั้ง หมู่ ๑๐ ตำบลโคกก่อง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี มีความเดือดร้อน เรื่องไฟฟ้าการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพของชาวบ้านเรา ก็ฝากเรื่องไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อีกรายครับ นายทองคำ ชานิต ตัวแทนบ้านโคกก่อง หมู่ที่ ๑ บ้านผำ หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๕ ตำบลโคกก่อง อำเภอสำโรง ก็เช่นกันครับเรื่องไฟฟ้าการเกษตร ได้รับฝากจากท่าน ส.ส. ประภูศักดิ์ จินตะเวช ส.ส. เขต ๙ อุบลราชธานี ทางหลวงชนบทสาย ๔๐๓๔ บ้านภูไท พัฒนา แล้วก็บ้านโนนก่อ อำเภอสิรินธร ระยะทาง ๓ กิโลเมตรเป็นลูกรัง ชาวบ้านลำบาก ครับหน้าฝน ก็ฝากทางหลวงชนบทช่วยจัดสรรงบประมาณด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต้องไปเชิญท่านอรรถกร ตามด้วยคุณป้าบุญรื่น ศรีธเรศ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตหารือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องชาวจังหวัด ฉะเชิงเทราต่อท่านประธานนะครับ เรื่องแรกได้รับการร้องเรียนจากท่านนายกชัชวาล กรเกษม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำเปรี้ยว อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัด ฉะเชิงเทรา ต่อกรณีที่ถนนเส้น ๓๔๘๑ ช่วงตำบลบางน้ำเปรี้ยวถึงตำบลศาลาแดงก่อนถึง บริเวณแยกไผ่ดำ ขอรูปด้วยครับ🔗
ดังรูปที่เห็นครับ ที่ถนน เสียหายเป็นหลุมเป็นบ่อทำให้พี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมาเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง เสื้อชมพูที่เห็นอยู่คือท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบ ลบางน้ำเปรี้ยว ท่านชัชวาล กรเกษม ท่านจึงฝากผมมาขอประสานผ่านไปยังท่านประธานไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ช่วยเร่งรัดซ่อมแซมให้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ กระผมและ ส.ส. ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ส.ส. จากจังหวัด ฉะเชิงเทรา ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาชิกสภาเทศบาลบางคล้าและทีมงานในกรณีที่ถนน เลี่ยงเมืองเทศบาลบางคล้า ถนนราษฎร์อุทิศ ว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งที่บริเวณสี่แยก ซึ่งสี่แยกตรงนี้ชื่อว่าสี่แยกสนามกีฬามิสซัง โดยถนนเส้นนี้เป็นของกรมโยธาธิการและผังเมือง ทำให้เทศบาลนั้นไม่มีอำนาจที่จะเข้ามาติดตั้งสัญญาณไฟจราจร จึงขอฝากประสานไปยัง กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ให้เร่งติดตั้งสัญญาณไฟด้วยเพื่อช่วยลด อุบัติเหตุครับ🔗
เรื่องที่ ๓ กระผมและ ส.ส. ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ได้รับการร้องเรียนจากพี่ น้องตำบลท่าทองหลาง อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับความเดือดร้อนบริเวณถนน เส้นบางคล้า-แปลงยาว ขาออก หมายเลข ๓๑๒๑ ครับ ตั้งแต่หน้าร้านสเต็ก (Steak) บาง คล้าไปถึงสี่แยกบางคล้า โดยเหตุเกิดจากเวลาฝนตกน้ำก็จะขังอยู่บนถนนเนื่องจากไม่มีการ วางท่อระบายน้ำ จึงขอประสานผ่านท่านประธานไปยังกรมทางหลวงด้วยให้วางท่อระบายน้ำ ครับ🔗
เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องเร่งด่วนครับ ตอนนี้น้ำในคลองบางขนากหรือว่า คลองแสนแสบตอนนี้ลากยาวไปถึงหน้าอำเภอบางน้ำเปรี้ยวและกำลังจะลามไปถึงที่ตำบล โพรงอากาศ น้ำเน่าเสียมีกลิ่นเหม็นมากครับ แล้วทาง อบต. ต้องใช้น้ำไปทำน้ำประปา เพื่อประชาชน ขอฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ไขด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญป้าบุญรื่นครับ ตามด้วยท่านเกียรติ เหลืองขจรวิทย์🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางบุญรื่น ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ ๒ เรื่องค่ะท่านประธาน เรื่องที่ ๑ ดิฉันได้รับ คำร้องขอจากนายสุวรรณ ระวิชัย รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกสมบูรณ์ อำเภอ กมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยสมาชิกสภาตำบลโคกสมบูรณ์ มีปัญหาเรื่องถนน ท้องถิ่นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขค่ะ ท่านประธานคะ ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายจาก บ้านนามน ตำบลโคกสมบูรณ์ ถึงบ้านด่านแต้ ตำบลดอนจาน อำเภอดอนจาน จังหวัด กาฬสินธุ์ กว้าง ๕ เมตร ยาว ๓,๖๐๐ เมตร ปริมาณพื้นที่ ๑๘,๐๐๐ ตารางเมตร ได้รับ งบประมาณก่อสร้างแล้วจากท้องถิ่น ๙,๘๐๐,๐๐๐ บาท และได้ก่อสร้างไปบ้างแล้ว แต่ก็ สร้างต่อไปไม่ได้ค่ะเนื่องจากไปติดที่ป่าสงวนแห่งชาติ และคณะกรรมการก็ขออนุมัติจาก การใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ แต่ก็ยังไม่ได้รับอนุมัติค่ะ แต่สำหรับป่าชุมชนก็โดนนะคะ แต่ก็ ได้รับอนุมัติแล้ว จึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังป่าไม้เขต ๗ จังหวัดขอนแก่นค่ะ โปรดได้ ดำเนินการให้โดยเร่งด่วนด้วยค่ะ เพราะว่าจะได้สร้างถนนต่อไป🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับคำร้องเรียนจากหลวงพ่อพระอาจารย์สุบัญชา วิจักขโณ รองเจ้าอาวาสวัดโนนชัยวนาราม บ้านหนองหัวช้าง ตำบลหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัด กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยนายทองจันทร์ ภูพานเพชร นายสมปอง ภูพานเพชร ผู้ใหญ่บ้านและ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองหัวช้าง คือพี่น้องมีปัญหาเรื่องการใช้น้ำ น้ำกินน้ำใช้ไม่เพียงพอ ในการบริโภคเป็นเวลาหลายปี แล้วก็อยากจะได้น้ำบาดาลที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์นะคะ มีหนองสาธารณะที่ผลิตน้ำประปาก็ไม่เพียงพอ จึงหารือท่านประธานผ่านไปยัง กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้โปรดไปสำรวจและเจาะ บาดาลเพื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนชาวบ้านหนองหัวช้าง ด้วยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ตอไปเชิญท่านเกียรติ ตามด้วยท่านศักดินัย นุ่มหนู ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย วันนี้มีคำปรึกษาหารือกับท่านประธานสภาผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี เรื่อง ขอให้ทบทวนเรื่อง การเลือกตั้งท้องถิ่นออกไปอีกสักนิดหนึ่งเพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด (COVID) ซึ่งตอนนี้ในพื้นที่สีแดงบางจังหวัดยังไม่ได้หายดีแล้วก็ยังมีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้น มีบางส่วนก็ลดลง ก็อยากจะขอให้รัฐบาลทบทวน แล้วก็ดูเรื่องวัคซีนให้กับชาวบ้านให้ครบ ให้สมบูรณ์ก่อน ค่อยมาเลือกตั้งใหม่ เพราะเกรงว่าจะเกิดกรณีที่จะกระทบกับการเกิดโรคระบาดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้อยากจะขอปรึกษาหารือแล้วก็ผ่านไปทางประธานสภาเพื่อส่งไปยังคณะรัฐมนตรี ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องถนนสาย ๒๓๕๗ วิ่งระหว่างตำบลบัวชุม ตำบล หนองยายโต๊ะ ไปตำบลหัวลำ ช่วงกิโลเมตรที่. ๐ ถึงกิโลเมตรที่. ๔ ซึ่งเป็นทางก่อสร้าง มานานมาก แล้วก็มีการชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก อยากจะขอให้แขวงการทางลพบุรีที่ ๒ มาสำรวจ แล้วก็ทำงบประมาณเพื่อปรับปรุงและ ซ่อมแซมให้ดียิ่งขึ้นไป ซึ่งประชาชนที่เดินทางสัญจรมาสายนี้ได้รับความลำบาก ได้รับ ความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ขอให้กระทรวงคมนาคมและแขวงการทางลพบุรีที่ ๒ ช่วยดูแลจัดการให้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศักดินัย ตามด้วยท่านวัฒนา สิทธิวัง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตราด พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ขอหารือ ท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคมได้กรุณาช่วยปรับปรุงซ่อมแซมขยายพื้นผิว การจราจรใน ๒ เส้นทางของจังหวัดตราด เส้นแรก ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๓๑๕๗ เป็นเส้นตำบลแสนตุ้งไปถึงอำเภอบ่อไร่ ระยะทาง ๓๕ กิโลเมตร ซึ่งถนนเส้นนี้บางช่วง บางตอนได้รับการพัฒนาซ่อมแซมไปแล้ว แต่ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วก็ถือว่ายังเป็นหลุมเป็นบ่อ แล้วก็เส้นทางนี้แคบมาก ผู้คนสัญจรค่อนข้างเป็นจำนวนมาก ก็อยากที่จะให้กรมทางหลวง ได้เข้าไปพัฒนาปรับปรุงในเส้นทางนี้ด้วย เส้นที่ ๒ ก็คือทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๓๒๗๑ ด่านชุมพล-เนินสูง เส้นทางนี้มีระยะทางประมาณ ๒๔.๘ กิโลเมตร หรือ ๒๕ กิโลเมตร กลม ๆ นะครับ เส้นทางนี้มีพื้นผิวการจราจรที่แคบมาก ก็อยากที่จะได้ให้ไปดำเนินการขยาย พื้นผิวการจราจรเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนที่เดินทางจากอำเภอบ่อไร่เข้าสู่เมืองตราดนั้น ได้สัญจรด้วยความปลอดภัย เพราะว่าตรงนี้มีความเสี่ยงมาก เส้นทางนี้คับแคบ แล้วก็มีผู้คน จำนวนมากที่ใช้สัญจรเส้นทางนี้🔗
และสุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ผมอยากเรียนฝากนิดหนึ่งว่าพี่น้องประชาชน บางทีท่านก็จะเห็นว่าถนนหลาย ๆ เส้น หลาย ๆ สายก็ยังมีสภาพที่ดีแล้วก็พร้อมที่จะ ใช้งานได้ แต่เราก็เห็นว่าจะมีการเข้าไปปรับปรุงซ่อมแซม ก็ยังสงสัยว่าสภาพยังดี ๆ อยู่เลย แต่ทำไมถึงได้มีการรื้อทำใหม่ ปรับปรุงใหม่ ในขณะที่มีถนนอีกหลายสายที่มีความไม่พร้อม มีเป็นหลุมเป็นบ่อขรุขระ ชาวบ้านก็ทนใช้กันมาหลายปี แต่ก็ไม่ได้เข้าไปพัฒนาปรับปรุง ก็อยากให้ทางกระทรวงคมนาคมได้ดูเรื่องนี้ด้วย เพราะว่าบางทีการใช้เงินของชาติก็ควรจะ ทำอย่างคุ้มค่า แล้วก็สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศด้วยขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวัฒนา ตามด้วย ท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวัฒนา สิทธิวัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลำปาง เขต ๔ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ กระผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลแม่พริก ตำบลพระบาทวังตวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง เรื่อง ปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลน น้ำอุปโภคและน้ำบริโภค ตลอดจนน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ซ้ำซากเป็นเวลานานหลายปี ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่บริเวณลำน้ำวังตอนล่าง มีพื้นที่ไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ ไร่ ประชากร ๓๐,๐๐๐ กว่าคน และยังครอบคลุมพื้นที่การเกษตรไปถึงอำเภอ สามเงา จังหวัดตาก จากข้อมูลในแต่ละปีจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ จึงเกิดปัญหาภัยแล้งทุก ๆ ปี ไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาแก้ไข ให้กับพี่น้องประชาชน กระผมขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยพิจารณาจัดสรรงบประมาณ มาดำเนินการสำรวจออกแบบโครงการก่อสร้างฝายกั้นลำน้ำวัง บริเวณตำบลแม่พริก ตำบล พระบาทวังตวง ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ลำน้ำวังตอนล่าง อันจะ เกิดประโยชน์กับประชาชนเป็นอย่างมาก ท่านประธานครับ ปัญหาการขาดแคลนน้ำ เป็นปัญหาใหญ่ เพราะประชาชนส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรม แม่น้ำวังเปรียบเสมือน สายเลือดของชาวจังหวัดลำปาง หากดำเนินโครงการก่อสร้างฝายกั้นลำน้ำวังสำเร็จจะเป็น การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน สร้างโอกาส สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ให้มีความอยู่ดีกินดีแบบยั่งยืนมั่นคงตลอดไป ขอกราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุรวิทย์ ตามด้วยนางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมขอหารือเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัด ชัยภูมิ ๒ เรื่องคือ ๑. ขอให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ปรับปรุงก่อสร้างถนนของ กรมทางหลวงช่วงผ่านย่านชุมชนแออัด จราจรคับคั่งมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้งให้เป็นถนน ๔ ช่องจราจร มีระบบไฟฟ้าส่องสว่างและระบบระบายน้ำบนถนนสำคัญ ๒ สาย คือสายที่ ๑ ถนนสายจากอำเภอแก้งคร้อถึงสามพาด บนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๓๘๙ ที่ตำบล ช่วงผ่านเทศบาลตำบลหนองสังข์ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ในเขตรับผิดชอบของ แขวงทางหลวงขอนแก่นที่ ๒ หรือแขวงทางหลวงชุมแพ สายที่ ๒ ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๐๕๔ สายลาดใหญ่-ช่องสามหมอ ช่วงผ่านเขตเทศบาลตำบลคอนสวรรค์ อำเภอ คอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ในเขตรับผิดชอบของแขวงทางหลวงชัยภูมิ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวง พลังงาน ดำเนินการขุดลอกเกาะแก่งสันดอนในอ่างเก็บน้ำลำปะทาว อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ของจังหวัดชัยภูมิ เป็นน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาของอำเภอเมืองชัยภูมิ และอำเภอ แก้งคร้อ เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ผลิตกระแสไฟฟ้า และน้ำเพื่อการเกษตร ปัจจุบันก่อสร้าง มาแล้วมากกว่า ๓๐ ปี ปัจจุบันตื้นเขิน ในหน้าฝนน้ำจะท่วมแล้วก็ไหลทิ้งไป ในหน้าแล้งก็จะ แห้งขอดไม่มีน้ำที่จะให้บริการกับพี่น้องประชาชนได้เพียงพอ ขอให้กรมพัฒนาพลังงาน ทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้ดำเนินการขุดลอกเกาะแก่งสันดอนดังกล่าวต่อไปด้วย ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ คุณพิมพ์รพี ตามด้วยท่านเกรียงศักดิ์ ฝ่ายสีงาม เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกระบี่ ท่านประธานคะ ดิฉันมีเรื่องหารือถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยค่ะ เรื่องปัญหาของไฟฟ้าที่บ้านแผ่นดินเสมอที่เคยหารือ มาแล้ว วันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อนุญาตให้ มีการพาดเสาไฟฟ้าถึงบ้านแผ่นดินเสมอแล้ว เพียงแต่ว่าปัญหาคือว่าทาง กฟภ. บอกว่า งบประมาณของ ๑๕๖ ครัวเรือนนี้ประมาณ ๒๐ ล้านบาท ให้ อบต. จ่ายเพิ่มเติมประมาณ ๑๐ ล้านบาท ดิฉันขอเสนอว่าขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยชี้แจงไปถึงทาง กฟภ. ขอให้บรรเทาเงินก้อนนี้ให้กับ อบต. ให้สามารถทำได้ เพราะว่าตอนนี้ทุกคนลำบากมาก และชาวบ้านก็ต้องการไฟฟ้า ลดความเหลื่อมล้ำ หรือหารือไปทางกระทรวงพลังงาน ใช้กองทุนพัฒนาพลังงานช่วยได้ค่ะ มาจากท่านนายกสาคร มีแก้ว แล้วก็ ส.อบต. วิชัย ทองเถาว์🔗
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานคะ ดิฉันได้รับการหารือมาจากนายกเทศมนตรี ตำบลคลองพนพัฒนา นายกณธรรมรักษ์ จงรักษ์ เรื่องของถนนหมู่ที่ ๘ หินเพลิง คลองท่อม คลองพนพัฒนา ว่าขอถนนเส้นทางจากเมืองไปถึงน้ำตกหินเพลิงประมาณ ๙ กิโลเมตร ขอให้ กรมการปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยกรุณาจัดงบประมาณดูแลให้ เพราะว่าชาวบ้านลำบาก แล้วก็สามารถทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ขอบพระคุณค่ะ🔗
อีกเรื่องนะคะ ดิฉันได้รับการหารือจากรองชูวิทย์ในพื้นที่ของเขาพนม รองชูวิทย์ ผู้ใหญ่ศักดิ์ แล้วก็ผู้ใหญ่มณฑา เรื่องของถนนเชื่อมระหว่างพุเดียวกับสินปุน เป็นพื้นที่ในการส่งของปาล์ม สินค้าเกษตร ถนนขึ้นเขาเรียกขึ้นควน ขึ้นภูเขาช่องแคบมาก ประชาชนเสียชีวิตหลายท่าน ก็ขอให้ช่วยจัดการขยายช่องทางให้ด้วยค่ะ ขอบคุณ ท่านประธานค่ะ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านเกรียงศักดิ์ ตามด้วยท่าน ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี เขต ๗ พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานเพื่อแก้ไขปัญหาให้ พี่น้องประชาชนดังนี้ครับ ขอให้ทางหลวง ทางหลวงชนบท ดำเนินการติดตั้งไฟ สัญญาณจราจร ทล ๒๑๐ อุดรธานี-หนองบัวลำภู แยกกิโลเมตรที่ ๑๘ ตำบลนิคมสงเคราะห์ อำเภอเมือง แยกกิโลเมตรที่ ๒๐ ตำบลหนองบัวบาน อำเภอหนองวัวซอ ทล เอ_๒ (A2) อุดรธานี-ขอนแก่น แยกเข้านิคมอุตสาหกรรมหนองตะไก้ ตำบลโนนสูง แยกเข้าวัดป่า บ้านตาด หลวงตามหาบัว ตำบลบ้านตาดไปตำบลหนองไฮ ไปอำเภอหนองแสง จังหวัด อุดรธานี🔗
๒. ขอให้ทางหลวงชนบทสร้างถนนจาก ทล ๒๑๐ แยกบ้านโคกกอก- หนองเมืองยาง อำเภอหนองวัวซอ ไปถึงลำห้วยหลวง สร้างถนนไปยังแหล่งท่องเที่ยว เชิงนิเวศสายธรรมะ ภูหินจอมธาตุ ภูสิงห์ ภูพระบาท อำเภอกุดจับ สร้างถนนไปวัด สำเภาทอง ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ เชื่อมไปยังอำเภอเขาสวนกวาง จังหวัด ขอนแก่น เพื่อให้พี่น้องประชาชนสัญจรไปมาหาสู่กันได้โดยสะดวก🔗
๓. ให้กรมทรัพยากรน้ำ เขต ๑๐ อุดรธานี ขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่แ ละน้ำบาดาลระยะไกลให้พี่น้องประชาชน เกษตรกร ได้มีน้ำใช้ อุปโภคบริโภคในการทำเกษตรกรรม ในอำเภอกุดจับ อำเภอหนองวัวซอ อำเภอเมือง อุดรธานี ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ไขปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) การดูแลจุดพัก คอย โรงพยาบาลสนาม การตรวจหาเชื้อเชิงรุก ตลอดจนได้รับการร้องเรียนจากบุคลากร ด่านหน้า ไม่ว่าจะเป็น อสม. เจ้าหน้าที่ รพ.สต. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แพทย์ บุคลากรทาง การแพทย์ ขาดชุดพีพีอี (PPE) ถุงมือ หน้ากาก ชุดเอทีเค (ATK) ตลอดจนการจัดหาวัคซีน และฉีดวัคซีน อยากให้รัฐบาลเข้าไปดูแลให้ทั่วถึงและเป็นธรรม ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ศาสตราจารย์โกวิทย์ ตามด้วย ท่านมานพ คีรีภูวดล นะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท วันนี้ผมขอหารือท่านประธาน ๑ เรื่องครับ ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองนักเรียนหลายโรงเรียน ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดอื่น ๆ หลายแห่งที่ร้องเรียนในเรื่องของการที่ผู้ปกครองได้ไปจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าบำรุง การศึกษา และค่าธรรมเนียมการเรียนการสอน สิ่งเหล่านี้เนื่องจากสถานการณ์โควิด (COVID) ก็ไม่ได้ดำเนินการ ผมยกตัวอย่างสัก ๓-๔ รายการ เช่น การเก็บค่าธรรมเนียม คอมพิวเตอร์ ค่าอินเทอร์เน็ต (Internet) การเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนว่ายน้ำ ค่าดนตรี การเก็บค่าธรรมเนียมห้องปฏิบัติการ และการใช้ห้องปรับอากาศในการเรียนการสอน ซึ่งเห็น ว่าในสถานการณ์โควิด (COVID) โรงเรียนไม่ได้ดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ ประกาศของ กระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ได้วางแนวทางการปฏิบัติการเก็บเงิน บำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียนการสอน ให้คืนเงินบำรุง การศึกษาหรือค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียนการสอนในส่วนที่ไม่ได้นำ กิจกรรมการเรียนการสอนระหว่างที่เกิดสถานการณ์โควิด (COVID) นี่คือสิ่งที่เขาร้องเรียนว่า เขาควรจะได้รับความเป็นธรรมจากโรงเรียนที่ผมกล่าวถึง ผมจึงนำเรียนผ่านไปยังสำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ ได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือ ในกรณีที่ผู้ปกครองนักเรียนร้องเรียนในเรื่องเหล่านี้ได้คืนเงินให้กับพวกผู้ปกครองด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณมานพ ตามด้วยคุณสุทา ประทีป ณ ถลาง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศในกรณีเรื่องของ เน็ตประชารัฐที่สร้างมาแล้วใช้ไม่ได้นะครับ🔗
ถึงใช้ได้แล้วตอนนี้ก็มีปัญหาครับ โครงการนี้มีที่มาที่ไปอย่างนี้ครับท่านประธาน มีมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๕๙ เพื่อที่จะให้ ประชาชนได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Internet) การสื่อสารนะครับ ซึ่งมันมีอยู่ ๒-๓ กลุ่ม กลุ่มแรกคือประชาชนทั่วไป กลุ่มที่ ๒ คือประชาชนในพื้นที่ชนบท กลุ่มที่ ๓ คือประชาชน ในพื้นที่ชายขอบ ปัญหาที่เราเจอเยอะที่สุดก็คือพื้นที่ชนบทและชายขอบนะครับ ณ วันนี้ ท่านประธานดูตามรูปนะครับ เป็นอนุสรณ์ อันนี้เด็ก ๆ นักเรียน ขอรูปเมื่อกี้อีกทีหนึ่งครับ เด็ก ๆ นักเรียนที่ต้องเรียนออนไลน์ (Online) จะต้องเดินขึ้นภูเขา ๕ กิโลเมตร ผู้ปกครอง ก็ทำเพิงเล็ก ๆ อย่างนี้ครับเพื่อจะได้สัญญาณอินเทอร์เน็ต (Internet) เพราะฉะนั้นอันนี้ เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ รูปต่อไปผมอยากให้เห็นข้อเท็จจริงครับ น้อง ๆ นักเรียน ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต (Internet) ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ก็ต้องอยู่กันสภาพอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่เรามี นโยบายเรื่องของความเท่าเทียม ความเป็นธรรม การเข้าถึงบริการสาธารณะของ พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะอยู่กลุ่มไหน ที่ไหน แต่ว่าปัญหาก็คือว่าโครงการนี้ตั้งแต่สร้างมา จุดที่สร้างมายังใช้ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็คืออยากจะเรียนท่านประธานฝากไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม และกระทรวงศึกษาธิการ ให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาในประเด็นเรื่องของ ประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ ผมไม่อยากให้ผู้ที่คิดโครงการ หรือผู้ดำเนินการโครงการนี้ให้ประชาชนจดจำในความผิดพลาดหรือความล้มเหลวอย่างนี้ หรือว่าท่านจะทำเป็นอนุสรณ์ให้ประชาชนจดจำท่านไว้อย่างนี้ครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านสุทา ตามด้วยท่านวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ด้วยของจังหวัดภูเก็ตได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านว่าได้รับความเดือดร้อน จากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) คืออย่างนี้ครับ กรณี การเข้าออกจังหวัดภูเก็ตมีมาตรการในการสวอป (Swab) ในการเข้าออก กลายเป็นภาระ ของชาวบ้านที่ประกอบอาชีพระหว่างรอยต่อจังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเข้าออกไปแล้ว ต้องสวอป (Swab) เสียค่าใช้จ่ายครั้งละ ๕๐๐ บาท ประเด็นสำคัญก็คือว่าการสวอป (Swab) ตรวจคนเข้าออกระหว่างจังหวัดไม่ได้เป็นตัวชี้วัดได้เลยว่าป้องกันโรคได้ เพราะจังหวัดภูเก็ต ในปัจจุบันนี้แพร่ระบาดเกือบทั่วทั้งจังหวัด วัน ๆ หนึ่งมีผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบ ๒๐๐ คนขึ้น ทีนี้มาตรการควบคุมโรคต่าง ๆ กลายไปปิดกั้นการประกอบอาชีพของประชาชน ก็เลยต้อง ฝากไปทางกระทรวงมหาดไทยในการกำกับดูแลมาตรการ ประสานไปยังคณะกรรมการ ควบคุมโรคจังหวัดภูเก็ตหามาตรการที่จะให้คนดำรงชีพอยู่ได้กับการประกอบอาชีพด้วย เราเข้าใจดีว่าความเหน็ดเหนื่อยของเจ้าหน้าที่ในการดูแลการควบคุมโรคมีความเหน็ดเหนื่อย แต่ว่าในทางตรงกันข้ามการอยู่กินของประชาชนก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไปปิดกั้นการประกอบ อาชีพ การเยียวยาของภาครัฐก็เข้าไปไม่ถึง ท้ายที่สุดก็เดือดร้อนกัน ท้ายที่สุดคนจะดิ้นรน ไม่อยู่ในระเบียบวินัยเพื่อจะประกอบอาชีพ มันก็ทำให้เกิดการแพร่ระบาดอยู่ดีครับ เลยขอฝากไปกับผู้ที่เกี่ยวข้องหามาตรการที่จะต้องอยู่ร่วมกันกับโรคให้ได้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิสิษฐ์ ตามด้วยท่านคารม พลพรกลาง เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย วันนี้ ขอนำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือในที่ประชุมแห่งนี้ ก็คือเรื่องปุ๋ยครับ ปุ๋ยเคมีทุกสูตร ทุกเบอร์ ราคาแพงมาก ซึ่งจะสวนทางกับราคาสินค้าเกษตร วันนี้ต้องฝาก ทางรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ดี กระทรวงพาณิชย์ก็ดี ช่วยทำให้ ราคาปุ๋ยต่ำลงด้วยครับ เพราะว่าจะเป็นต้นทุนให้พี่น้องประชาชนในการที่สินค้าเกษตรจะ ราคาดีขึ้น วันนี้พี่น้องเกษตรกรต้องถือว่าทุกข์ยากมาก ราคาเกษตรตกต่ำทุกตัว ข้าวยากหมากแพง🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธานที่นำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนก็คือ เงินชดเชยเรื่องลำไย ซึ่งมีปลูกใน ๘ จังหวัดภาคเหนือ พรรคเพื่อไทย ส.ส. พรรคเพื่อไทย ทั้ง ๘ จังหวัดภาคเหนือ ๓๐ กว่าท่าน ได้หารือ ได้นำเรื่อง ได้นำข้อร้องเรียนของพี่น้อง ประชาชนนำเสนอรัฐบาลมาโดยตลอด ในปีที่แล้วก็ได้รับการชดเชยไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๒๕ ไร่ ปีนี้ก็เช่นกัน ท่านประธานครับ ได้นำหนังสือ นำข้อร้องเรียนของพี่น้อง ประชาชนชาวสวนลำไย ลำไย ๘ จังหวัดภาคเหนือ ต้น ๆ ก็คือมีที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน แล้วก็จังหวัดเชียงราย ในจังหวัดเชียงรายในเขตพื้นที่ ส.ส. ของผมเอง อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า และอำเภอแม่ลาวนั้นก็เป็นพื้นที่ที่ปลูกมาก วันนี้พี่น้องประชาชน ฝากทวงถามครับ แล้วลำไยปีนี้ราคาตกต่ำ ทางจีนงดรับซื้อ ท่านจะเห็นภาพข่าวนะครับว่า ปีนี้มีการเอาลำไยมาเททิ้ง ฟาดต้นลำไย แล้วในขณะที่จีนไม่รับซื้อเกือบร่วมเดือน พี่น้องประชาชนแทบจะน้ำตาร่วง พร้อมกับข่าวคราว ที่ฝากมา ก็ฝากด้วยนะครับเรื่อง ๒,๐๐๐ บาท ๒๕ ไร่ ก็ขอให้รัฐบาลได้ติดตามด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านคารม ตามด้วยท่านเรวัต วิศรุตเวช นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัด ร้อยเอ็ด ขอนำเรื่องหารือความเดือดร้อนของประชาชนจำนวน ๒ เรื่อง และขอบคุณ ๑ เรื่อง เรื่องแรก ขอสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๑ ครับ🔗
เป็นเรื่องของราคาปุ๋ย อย่างที่ เพื่อนสมาชิกได้หารือเหมือนกระผมก่อนหน้านี้นะครับ ตอนนี้ราคาปุ๋ยสูตร ๔๖-๐-๐ หรือ ๑๘-๔-๕ เอ็นพีเค (NPK) ราคากระสอบหนึ่ง ๘๗๐ บาท ๘๐๐ บาท สูงมาก ขณะนี้ ฝนก็ตกนะครับ ที่จังหวัดร้อยเอ็ดบ้านผมฝนตกแล้วก็ต้องใช้ปุ๋ย บางคนก็หว่านหลายรอบแล้ว เพราะฉะนั้นฝากรัฐบาลดูแลเรื่องราคาปุ๋ยให้ถูกลง เพราะว่าราคาปุ๋ยก็คือต้นทุนของ สินค้าเกษตร ต้นทุนของข้านะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของถนนระหว่างตำบลหินกองและตำบลสระคู ซึ่งเป็น ถนนดินลูกรัง ระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตรเศษ ตอนนี้เป็นหลุมเป็นบ่อ ฝนตกมา เฉอะแฉะมาก อยากให้ทางกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จัดงบประมาณลงไปจัดซ่อมแซมดูแล แล้วก็ขอบคุณทางประธานสภาเทศบาล คุณสมชาย เศษลือ ท่านนายกเทศมนตรีตำบลหินกอง คุณไพบูลย์ พันธ์หนองหว้า ที่ส่งข้อมูลมาให้ครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอขอบคุณทางกรมชลประทานที่ได้จัดงบประมาณ ๕๐,๗๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อขุดลอกแก้มลิงจากที่ผมได้หารือในช่วงปิดสมัยประชุม และช่วงเราไม่มีการประชุม แล้วก็ เกิดผลสัมฤทธิ์จะทำให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวได้มีน้ำใช้ในการเกษตร แล้วก็เป็นแหล่ง ประมงสำหรับตำบลหินกอง ตำบลสระคูและใกล้เคียง ก็ขอนำเรื่องทั้ง ๓ มากราบเรียนท่าน ประธานผ่านไปยังรัฐบาล แล้วก็สุดท้ายขอขอบคุณเวลาของสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ผมได้มี โอกาสนำความเดือดร้อนสะท้อนไปยังประชาชน และขอบคุณเวลาของพรรคภูมิใจไทยที่ได้ จัดเวลาให้ผมได้พูดคุยกับประธานผ่านไปยังประชาชน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญเรวัต ตามด้วย ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานครับ ขณะนี้มีข่าวว่า จะมีการยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แล้วก็ยุบ ศบค. ซึ่งจริง ๆ ควรจะยกเลิกไป ตั้งนานแล้วครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านได้ประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฉบับแรก เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๓ และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีการจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจขึ้นมา ที่เรียกว่าศูนย์ ศบค. ซึ่งในการที่ประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ก็ให้เหตุผลว่าสถานการณ์นั้น วิกฤติจะต้องยกระดับมาตรการถึงขึ้นสูงสุด ก็เลยมีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ผมอยาก กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ตลอดระยะเวลา ๑ ปีกับ ๕ เดือนที่มีการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินและศูนย์ ศบค. พบว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และศูนย์นี้ได้มีความผิดพลาดบกพร่องหลายครั้งหลายประการ รวมทั้งการจัดหาวัคซีนด้วย เพราะฉะนั้นผมก็เลยมีความเห็นว่าจริง ๆ แล้วการรับมือกับโรคระบาดร้ายแรง อย่างเช่น โควิด (COVID) ควรจะกลับไปใช้กฎหมายปกติคือ พ.ร.บ. โรคติดต่อ แล้วศูนย์ปฏิบัติการนี้ ก็ควรจะกลับไปที่กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งทุก ๆ ครั้งก็ใช้ศูนย์ปฏิบัติการอยู่ที่กระทรวง สาธารณสุข เพียงแต่ฝากหารืออย่างนี้ครับว่ามีข้อควรระวังอย่างยิ่งก็คือเมื่อมีการปฏิบัติงาน ที่กระทรวงสาธารณสุขแล้ว ทางฝ่ายการเมืองก็ไม่ควรจะเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติ หน้าที่ของข้าราชการทุกคนในกระทรวงสาธารณสุข ควรจะให้อิสระในทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานระบาดวิทยาของเจ้าหน้าที่ทุกคนของกระทรวงสาธารณสุขครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ร้อยตำรวจเอก อรุณ ตามด้วยท่านนิรมิต สุจารี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต ๔ พรรคพลังประชารัฐ กระผมได้รับการร้องเรียน ประสานงานจากนายกเทศบาลตำบลบ่อตรุ นายกระจายศักดิ์ ศรีสงค์ นายแพทย์นครินทร์ ฉินตระกูลประดับ นายก อบต. ตำบลท่าบอน นายปราโมทย์ แสงอรุณ นายสมศักดิ์ สุขจันทร์ และ นายจรัญ จันทร์เมือง กำนันภัทรวรรณ แสงอรุณ ผู้ใหญ่บ้าน นายอรุณ คงนุ่น และนายสมชาย จิรพงศ์พิทักษ์ จำนวน ๕ เรื่อง เกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ไม่สามารถที่จะพูดรายละเอียดได้ ทั้งหมด จึงขอทำหนังสือชี้แจงกับท่านประธานผ่านถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหา ดำเนินการอย่างเร่งด่วนครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ปัญหาถนน อบจ. ๑๐๕๙ ถนนสายบ้านเจดีย์งาม-เกาะใหญ่ ได้ชำรุดทรุดโทรมเป็นหลุมเป็นบ่อ ต้องได้รับการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วนครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอสะพานลอยข้ามถนน ๔๐๘ บริเวณที่ ๑ หน้าโรงเรียนท่าบอน ตำบลท่าบอน อำเภอระโนด ๒. หน้าโรงพยาบาลสทิงพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ซึ่งทั้ง ๒ จุดมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุกับนักเรียนและผู้ป่วยที่ใช้ในการข้ามถนน🔗
เรื่องที่ ๓ ขอความอนุเคราะห์ก่อสร้างทางขึ้นลงเรือประมงของชาวประมง หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ ตำบลท่าบอน อำเภอระโนด🔗
เรื่องที่ ๔ เนื่องจากภาวะภัยแล้ง พี่น้องเกษตรกร ๑,๐๐๐ กว่าครอบครัว ๓,๐๐๐ กว่าไร่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องน้ำในการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร จึงขอให้ทำแก้มลิง หมู่ที่ ๗ ตำบลท่าบอน อำเภอระโนด อำเภอสิงหนคร จึงนำเรียน ท่านประธานนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งแก้ไขปัญหาครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิรมิต ตามด้วยท่านสำลี รักสุทธี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ขอนำเรียนปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดร้อยเอ็ดต่อท่านประธาน เพื่อได้รับการแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้🔗
เรื่องที่ ๑ ขอขยายถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๐๔๔ จากสี่แยกโพน ทองไปสนามบินร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมกับไฟส่องสว่างและท่อระบายน้ำตามหมู่บ้าน ต่าง ๆ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอขุดลอกบึงโพนทอง แหลมพยอม ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลแวง และ ตำบลสระนกแก้ว อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ ๗๐๐ ไร่ เพื่อเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและขยายพันธุ์ปลา และเป็นแหล่งน้ำดิบเพื่อผลิต น้ำประปาของเทศบาล ทั้งในเทศบาลตำบลโพนทอง และของ อบต. สระนกแก้ว และเป็น แหล่งท่องเที่ยว🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้ดำเนินการจัดให้มีเครื่องกรองน้ำ เพราะว่าน้ำที่จะไหลผ่านลง ที่บึงโพนทอง เป็นน้ำที่สกปรก ทำให้ปลาตาย จึงอยากจะขอความกรุณาจากท่านประธาน ส่งไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน ให้ดำเนินการทำเครื่องกรองก่อนที่จะ ให้น้ำโสโครกไหลลงบึงโพนทอง🔗
เรื่องที่ ๔ ร้องเรียนไปยังท่านนายกรัฐมนตรี เนื่องจากภาวะโควิด-๑๙ (COVID-19) ทำให้เกษตรกรชาวไร่ชาวนาไม่สามารถที่จะชำระหนี้ ธ.ก.ส. ได้ จึงขอให้รัฐบาล ได้พักชำระหนี้ให้เกษตรกร ๓ ปีครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสำลี ตามด้วยท่านสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผม นายสำลี รักสุทธี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ภูมิลำเนาจังหวัดมหาสารคาม ผมมี เรื่องที่จะปรึกษากับท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกันครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เนื่องจากชาวบ้านดอนหัน ตำบลท่าสองคอน อำเภอเมือง จังหวัด มหาสารคาม ต้องการขุดลอกห้วยปอปิด ซึ่งเป็นห้วยที่พี่น้องใช้ อำเภอเมือง จังหวัด มหาสารคาม ต้องการขุดลอกห้วยปอปิดซึ่งเป็นห้วยที่พี่น้องใช้สำหรับทำการเกษตร ปรากฏว่าตื้นเขินครับ พี่น้องไม่สามารถใช้น้ำได้ตามต้องการ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ช่วยดูแลด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ก็คือพี่น้องชาวบ้านร่วมใจ ตำบลแวงน่าง อำเภอเมือง จังหวัด มหาสารคาม ต้องการซ่อมแซมถนนภายในหมู่บ้านซึ่งชำรุดเป็นหลุมบ่อ สัญจรไปมา ลำบากมากนะครับ ขอฝากทางกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดูแลด้วยครับ ท่านประธานครับ ทั้ง ๓ ปัญหาดังกล่าวฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยดูแลพี่น้องด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านเป็นอย่างมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสมมุติตามด้วยคุณพรรณสิริ กุลนาถศิริ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ สมมุติ เบญจลักษณ์ ปัตตานี เขต ๔ พรรคประชาชาติ วันนี้ผมจะขอหารือปัญหาความต้องการ ในเรื่องของถนน จังหวัดปัตตานีถือว่าเป็นจังหวัดที่มีความเสื่อมล้ำในระดับประเทศอยู่ ในระดับท้ายสุด สิ่งที่อยากให้ทางกระทรวงคมนาคมพิจารณาดำเนินการนั่นก็คือผมได้รับ การร้องเรียนจากท่านนายกเทศบาลตำบลมายอ แล้วก็พี่น้องในพื้นที่ สภาพถนนมีสภาพ ขรุขระ ไม่สม่ำเสมอ และแคบ ไม่เพียงพอกับจำนวนรถที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อย แล้วก็มีผู้เสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนหลายคนด้วยกันที่ผ่านมา ถนนเส้นนี้ก็คือ หมายเลข ๔๐๖๑ อยู่ในระหว่างสะพานเขตตำบลเกาะจันทร์ถึงเลยโรงพยาบาล ตลอดเส้น ก็จะมีส่วนราชการ ตลาด ชุมชน เกษตรอำเภอ ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจซึ่งใช้ระยะทาง ประมาณ ๒ กิโลเมตร นั่นคือสิ่งที่อยากจะบอกกับท่านรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม🔗
เรื่องที่ ๒ คือถนนทางหลวง หมายเลข ๔๐๗๑ อำเภอทุ่งยางแดง ช่วงตลาดนัดฆอมิสถึงที่ว่าการอำเภอทุ่งยางแดงระยะทาง ๓,๕๐๐ เมตร นั่นก็อีกที่หนึ่งซึ่งเรา ถือว่าเป็นความเสื่อมล้ำ ถ้ามาดูเปรียบเทียบกับหลาย ๆ อำเภอที่มีถนนบริเวณใกล้อำเภอ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นถนน ๔ ช่องจราจร มีเกาะกลาง มีฟุตพาท (Footpath) มีคูระบายน้ำ แต่วันนี้ ๒ อำเภอ อำเภอมายอและอำเภอทุ่งยางแดงยังขาดตรงนี้อยู่ ก็ขอให้ดำเนินการ ด้วยครับ ขอขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณพรรณสิริ ตามด้วยท่านมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน พรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ ดิฉัน ขอนำเรียนปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยการเร่งรัดให้มีการบริหารจัดการ น้ำและการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบส่งน้ำ อ่างเก็บน้ำทุ่งทะเลหลวง แก้มลิง จังหวัด สุโขทัย โดยขอเสนอไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องด้วยพื้นที่ ดังกล่าวเป็นประโยชน์ยิ่งต่อพี่น้องประชาชนในการเก็บน้ำเพื่อการเกษตรกรรม อุปโภค บริโภค และยังเป็นแหล่งผลิตน้ำดิบในการทำน้ำประปาด้วยความจุ ๓๒.๔๐ ล้าน ลูกบาศก์เมตร ในการนี้ขอเร่งรัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของการจัดการน้ำ โครงการ ก่อสร้างประตูระบายน้ำด้านท้ายน้ำ ทุ่งทะเลหลวง ซึ่งโครงการนี้บรรจุอยู่ในแผนพัฒนา จังหวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ๒ โครงการคือ ๑. โครงการประตูระบายน้ำกิโลเมตรที่ ๕ บวก ๖๐๐ หมู่ ๗ ตำบลบ้านกล้วย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย และ ๒. โครงการประตู ระบายน้ำกิโลเมตรที่ ๑๕ บวก ๑๐๐ หมู่ ๔ ตำบลปากพระ ทั้ง ๒ โครงการงบประมาณ ในราว ๑๖๐ ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เกิดการแก้ปัญหาในช่วงที่น้ำฝนน้ำหลากที่ไหลมาจาก แม่น้ำยม และในฤดูแล้งจะสามารถทดน้ำจากโครงการท่อทองแดงจากจังหวัดกำแพงเพชร ไปยังพื้นที่เกษตรกรรมถึง ๔ ตำบลด้วยกัน ได้แก่ ตำบลบ้านกล้วย ตำบลยางซ้าย ตำบล ปากพระ และตำบลบ้านป้อม ทั้งอำเภอเมืองและอำเภอคีรีมาศ ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับ ประโยชน์มากกว่า ๔,๘๕๐ ครัวเรือนในพื้นที่เกษตรกรรม ๑๕๐,๐๐๐ ไร่ จึงขอนำเรียนเร่งรัด ทั้ง ๒ โครงการไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเร็วค่ะ ขอบพระคุณ มากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมานะศักดิ์ ตามด้วยท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน มานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ พรรคเพื่อไทย นนทบุรี เขต ๓ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ คลองตื้นเขินบริเวณคลองบางกรวยตรงจุดหมู่บ้านริมคลอง ซึ่งดินถล่มลงมาช่วงบริเวณ หน้าวัดสำโรงจุดหนึ่งและก่อนถึงวัดสวนใหญ่อีกจุดหนึ่ง และบริเวณหน้าวัดสวนใหญ่ อีกจุดหนึ่งนะครับ จุดบริเวณคลองบางกรวยนั้นทางเทศบาลชี้แจงมาว่าเริ่มแรกได้ทำการ สำรวจเพื่อตั้งงบประมาณในการขุดลอกคลอง แต่กรมเจ้าท่าที่มีหน้าที่กำกับดูแลไม่อนุญาต เพราะบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ ทางเทศบาลจึงดำเนินการอะไรไม่ได้ แต่สรุปก็คือทางกรมเจ้าท่า ก็ไม่มีงบประมาณในการจัดสรรงบประมาณลงไปดูแลอยู่ดี เรื่องนี้เป็นปัญหาที่กระทบ กับชาวบ้านริมคลองเป็นเวลามานานแล้วและยังไม่ได้รับการอนุมัติอะไรเลย และตัวปัญหา ก็เป็นที่ทางกรมเจ้าท่าอีกเช่นกันที่ไม่มีงบประมาณหรือไม่ได้จัดงบประมาณลงไป และยังดื้อ ไม่ยินยอมยินดีให้หน่วยงานอื่น ๆ ที่มีงบประมาณเข้าไปดูแลแบบบูรณาการร่วมกัน ภาพสไลด์ (Slide) เมื่อกี้ขึ้นมาแล้วขึ้นใหม่ครับ ช่วงตรงหน้าวัดสำโรงจะเห็นได้ว่าเป็นช่วงที่ น้ำขึ้น พอน้ำลดลง ช่วงตรงหน้าวัดสำโรงช่วงนี้จะเป็นช่วงหน้าน้ำขึ้น พอน้ำลดก็จะเห็น เศษดินเศษทราย สไลด์ ตรงหน้าวัดสวนใหญ่ ตรงบริเวณหน้าวัดชลอออกไปทางคลองอ้อม บางกอกน้อยนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าตั้งแต่บริเวณปากคลองวัดสำโรงขึ้นไปจะมีส่วนที่ ตื้นเขินเป็นอย่างมากครับ ภาพนี้เป็นภาพที่เคยออกสื่อมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการดูแล แก้ไขครับ แล้วก็เรื่องสุดท้าย ช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาผมได้หารือปัญหาของพี่น้องประชาชน มากกว่า ๒๐ เรื่องเห็นจะได้ ประมาณร้อยละ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ไม่เคยได้รับการแก้ไขปัญหา อะไรเลย สรุปสะพานแห่งนี้เป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง หรือจะเป็นแค่ที่ถ่มน้ำลายกันเฉย ๆ ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านอัครเดชครับ ตามด้วยท่านองค์การ ชัยบุตร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมมี ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและมีโครงการที่อยากให้รัฐบาลได้เร่งดำเนินการเพื่อ พี่น้องประชาชน ๓ เรื่องด้วยกัน จึงขอให้ท่านประธานได้พิจารณาประสานหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบดำเนินการให้กับพี่น้องชาวจังหวัดราชบุรี อำเภอบ้านโป่งด้วยครับ🔗
เรื่องแรกครับ เนื่องจากปัจจุบันนี้ในเขตเทศบาลเมืองบ้านโป่งนั้นมีการจราจร ติดขัด โดยเฉพาะช่วงที่รับนักเรียนแล้วก็ส่งนักเรียนในช่วงเช้าและช่วงเย็น จึงขอให้ทาง กรมทางหลวงชนบทได้พิจารณาทำสะพานข้ามรถไฟรางคู่บนถนนเส้น รบ. ๓๑๒๓ เพื่อเชื่อมต่อกับถนนเลียบคลองชลประทานของเทศบาลเมืองบ้านโป่ง เพื่อบรรเทาการจราจร ติดขัดในเขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง ซึ่งตรงนั้นจะมีโรงเรียนจำนวนมากนะครับ ทั้งโรงเรียน สารสิทธิ์พิทยาลัย ในจุดตัดข้ามทางรถไฟโรงเรียนฮกเฮง แล้วก็อีกจุดหนึ่งคือโรงเรียนรัตนะ โรงเรียนสามัคคี จุดตัดโรงเรียนดุสิตวิทยาคม แล้วก็โรงเรียนบ้านโป่งวิทยาคมซึ่งมีเด็ก เป็นจำนวนหลายหมื่นคนครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องขอให้ปรับปรุงผิวการจราจรถนนเลียบคลองชลประทาน เชื่อมต่อระหว่างหมู่ ๓ ตำบลปากแรต ผ่านหมู่ที่๔ ตำบลปากแรต ผ่านแยกสะพานข้ามคลอง ชลประทาน หมู่ที่ ๒ ตำบลท่าผา จนถึงหมู่ที่ ๑๙ ตำบลท่าผา ซึ่งปัจจุบันนี้ผิวการจราจร ชำรุดเสียหาย ขอให้กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม พิจารณาดำเนินการครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองพิจารณาดำเนินการก่อสร้าง เขื่อนกันตลิ่งพังริมน้ำแม่กลองช่วงเทศบาลเมืองบ้านโป่งตั้งแต่ศูนย์ กศน. ถึงสะพาน วัดบ้านโป่ง เพื่อป้องกันตลิ่งพังและนำพื้นที่หลังก่อสร้างเสร็จมาใช้ประโยชน์ในการแก้ไข ปัญหาการจราจรติดขัดในเขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง โดยจัดเป็นสถานที่ค้าขายให้กับ พี่น้องประชาชนในบริเวณดังกล่าว จึงขอให้กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย พิจารณา ดำเนินการโครงการให้กับพี่น้องชาวอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีด้วยครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านองค์การ ตามด้วยท่านเกษม ศุภรานนท์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน กระผม องค์การ ชัยบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาต หารือท่านประธานดังนี้ครับ กระผมได้ข้อร้องเรียนจากประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลร่มเกล้า อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร🔗
ขอให้กรมทางหลวงได้ติดตั้ง ไฟฟ้าส่องสว่างเพิ่มเติมช่วงบ้านคำนางโอกถึงบ้านนาหลวง ช่วงบ้านห้วยหินลาดถึง บ้านชัยเจริญจรดเขตเทศบาลนิคมคำสร้อย ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดสรรงบประมาณ โดยเร่งด่วนด้วยนะครับ ได้รับการร้องเรียนจากร้อยตำรวจตรี ธนสิทธิ์ นาโสก และผู้นำ ในท้องถิ่นกรณีถนนสายบ้านเหล่าป่าเป้ดถึงบ้านโคกป่งเปือย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ระยะทาง ๘ กิโลเมตรนะครับท่านประธาน เป็นหลุมร่องบ่อ สัญจรลำบากมานานหลายปี ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดจัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างดำเนินการโดยเร่งด่วนด้วย เพราะว่าประชาชนลำบากมาก🔗
เรื่องที่ ๓ สืบเนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด (COVID) ที่ระบาดหนัก อยู่ทุกวันและไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อไร ทำให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพได้รับความเดือดร้อน เป็นอย่างมากและหนักขึ้นทุกวันครับ หนี้สินล้นพ้นตัว ถามรัฐบาลผ่านท่านประธานว่ารัฐบาล จะมีนโยบายยกระดับการช่วยเหลือประชาชนอย่างไรที่เป็นหลักประกันเข้าถึงง่ายและ มองเห็นอนาคตครับท่านประธาน ฝากท่านประธานถึงนายกรัฐมนตรีและคณะด้วยว่า ถ้าทำไม่ได้ก็ให้พิจารณาตัวเอง อย่าได้เสียเวลาเลยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๔ ติดตามเรื่องที่ผมเคยหารือผ่านท่านประธานและผ่านสภามา หลายเรื่อง หลาย ๆ ท่านก็พูดเหมือนกันว่าไปถึงไหน อย่างไร หน่วยงานได้ให้ความสำคัญ ขนาดไหนกับผู้แทนราษฎร ชาวบ้านเขาฝากความหวังไว้กับผู้แทนครับท่านประธาน อย่างไรก็ฝากท่านประธานได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการ ผมไม่อยากได้ยิน คำว่าดำเนินการอยู่ อยากได้ยินคำว่าดำเนินการให้แล้วครับท่านประธาน ขอบคุณมาก และขออนุญาตส่งเอกสารด้วยครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเกษม ตามด้วยท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เกษม ศุภรานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ กระผมมีเรื่องที่จะขอหารือท่านประธานถึงความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนในเขตอำเภอเมือง ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ๓ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ ถนนชำรุดในเขตเทศบาล มากครับ ท่านประธานครับ สาเหตุมาจากว่าในเขตเทศบาลได้รับการอนุมัติให้ใช้สายไฟลง ใต้ดิน ท่านครับ ทำให้ถนนในบริเวณเทศบาลนครนครราชสีมาเดือดร้อนและขลุกขลัก แล้วก็ ไม่เรียบร้อยครับ เทศบาลนครนครราชสีมาได้รับความเดือดร้อนมาก ประชาชนสัญจรไปมา โดยเฉพาะหน้าย่าโม หลังย่าโม ถนนสายนั้นขลุกขลักแล้วก็ร่องระบายน้ำก็เสมอกับฟุตพาท (Footpath) แล้วท่านประธานที่เคารพครับ จึงขอความกรุณาท่านประธานผ่านไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้กรุณาพิจารณาอนุเคราะห์ครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องวัคซีนครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขแล้วก็ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ได้กรุณาดูแลพี่น้องชาวโคราช โดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุและผู้เสี่ยงสูงนะครับ ตอนนี้ ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ยังเหลือ ภาพรวมประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จึงขอกราบเรียนท่านประธานกรุณาไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้อนุเคราะห์วัคซีนให้กับพี่น้องชาวโคราชด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องน้ำท่วมซ้ำซากในเขตเซฟวัน ถ้าท่านประธานผ่านไปโคราช ปากทางที่จะบายพาส (Bypass) ไปขอนแก่น ไปชัยภูมิก็จะเห็นเซฟวันตรงนั้นน้ำท่วมบ่อย แล้วก็ซ้ำซาก อยากจะขอความกรุณาท่านประธานผ่านไปผู้ที่เกี่ยวข้องได้กรุณาแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องชาวโคราชด้วยครับ สรุป ๓ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของถนนชำรุดในเขต เทศบาลนครนครราชสีมา ซึ่งพี่น้องชาวเทศบาลก็เดือดร้อน และพี่น้องใกล้เคียงที่สัญจร ก็เดือดร้อนทุกถนนเลยครับ ๑๗ กิโลเมตรด้วยกันครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของวัคซีน ก็ขอ ความกรุณาจากท่านรัฐมนตรีด้วยความเคารพยิ่ง ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรังสรรค์ ตามด้วยท่านโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย สืบเนื่องจาก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสตั้งกระทู้สดถาม ท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าปัญหาของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ภาคเหนือซึ่งราคาตกต่ำเป็นอย่างยิ่ง ท่านจะมาตอบให้พี่น้องได้ชื่นใจไหมว่าจะแก้ไขปัญหา อย่างไร ปรากฏว่าท่านไม่มาตอบ ท่านมอบให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์มาตอบ ปรากฏว่าท่านรัฐมนตรีก็ไม่มาตอบ มอบให้รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตร มาตอบ ถึงที่สุดนะครับพอถึงเวลาปรากฏว่ามาขอเลื่อน ไม่มาตอบปัญหาของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูก ลำไยทางภาคเหนือว่าขณะนี้ราคาตกต่ำท่านจะมีแนวทางช่วยพี่น้องเกษตรกรอย่างไรบ้าง ท่านใจร้ายใจดำกับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไยมากนะครับ แค่มาตอบกระทู้ให้พี่น้องได้ชื่นใจ หน่อยว่าการแก้ไขปัญหาทางรัฐบาลจะมีแนวทางแก้ไขให้พี่น้องสามารถมีชีวิตอยู่ ดำรงชีพอยู่ ได้อย่างไรในเมื่อลำไยราคาเหลือแค่ ๓ บาท และวันนั้นท่านประธานก็นั่งเป็นประธานอยู่ ผมได้ยื่นหนังสือถึงท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูก ลำไยภาคเหนือฝากให้ช่วยเยียวยาแก้ไขลำไยตกต่ำ โดยขอให้ชดเชยเหมือนปีที่แล้ว ๒,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๒๕ ไร่ วันนี้ผมมาถามท่านประธานผ่านไปยังผู้มีอำนาจว่าจะมีคำตอบ ให้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไยภาคเหนือได้เมื่อไร กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านโชติพิพัฒน์ ตามด้วยท่านสุเทพ อู่อ้น นะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตจอมทอง ธนบุรี พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตหารือท่านประธาน เรื่องเกี่ยวกับปัญหาเรื่องน้ำท่วมขังในพื้นที่เขตจอมทองและอีกหลายเขตของ กรุงเทพมหานคร น้ำท่วมไม่ใช่ปัญหาใหม่ของพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยการเติบโต ของเมืองและความหนาแน่นของประชากรซึ่งมีจำนวนมากขึ้น และมีการทรุดตัวของพื้นดิน ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จึงทำให้พื้นที่น้ำท่วมกลายเป็นปัญหามากกว่าเรื่องของฤดูกาล ท่านประธานสภาที่เคารพครับ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าแหล่งที่มาของน้ำกลายเป็นน้ำท่วมนั้น จะมาด้วยกัน ๓ แหล่งก็คือแหล่งน้ำฝน น้ำเหนือและน้ำหนุนจากทะเล และสาเหตุหลัก ที่เกิดน้ำท่วมในกรุงเทพฯ มีปัจจัยด้วยกัน ๓ ปัจจัย ปัจจัยที่ ๑ คือคนเพิ่มขึ้น เมืองขยาย เกินความพอดีและมีต้นไม้ลดน้อยลง ๒. ขยะอุดตันท่อระบายน้ำ ๓. ฝนตกหนักและเกิดการ ทรุดตัวของพื้นดิน จุดสำคัญที่น้ำท่วมมีปัญหาระดับความสูงต่ำในพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้พื้นที่ ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมไม่เท่ากัน ซึ่งตามธรรมชาติแล้วพื้นที่กรุงเทพมหานครจะมีความสูงกว่า น้ำทะเลปานกลางประมาณ ๑ เมตรถึง ๑.๕๐ เมตร เห็นได้ชัดเจนในช่วง พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งมี น้ำท่วมขังและกินเวลายาวนาน จำนวน ๑๒ เขต ยกตัวอย่างของฝั่งธนบุรี ก็จะมีเขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตบางพลัด เขตบางแค เขตภาษีเจริญ และเขตหนองแขม ฝั่งกรุงเทพฯ ก็จะมี เขตดอนเมือง เขตบางเขน เขตสายไหม เขตหลักสี่ เขตจตุจักร และเขตคลองสามวา จึงขอ เรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านผู้ว่าฯ กทม. และหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยหาวิธี ป้องกันอย่าให้เกิดปัญหาเหตุการณ์แบบปี ๒๕๕๔ ซ้ำรอย ในช่วงหลังวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุเทพ ตามด้วยท่านปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน ปีกแรงงาน คนนนทบุรี มีเรื่องหารือท่านประธาน ๔ เรื่องนะครับ🔗
เรื่องแรกคือเรื่องของการเยียวยาแรงงานในระบบตกหล่น พี่น้องหนุ่มสาว ในโรงงานขณะนี้ลำบากมากจากภาวการณ์ที่เกิดโรคระบาดโควิด (COVID) แล้วก็ไม่ได้รับ วัคซีน และสิ่งสำคัญก็คือเรื่องการเยียวยา ค่าใช้จ่ายบ้านเช่า ข้าวซื้อ รถผ่อน ลูกเรียน พ่อแม่ ก็ต้องเลี้ยง เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของหนุ่มสาว ขอให้นายกรัฐมนตรีช่วยพิจารณาเยียวยา ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องของการเยียวยาแรงงานนอกระบบที่ตกหล่น สถานประกอบการและแรงงานนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของลูกจ้างที่ทำงานในบ้าน แล้วก็กลุ่มโรงเรียนเนอสเซอรี่ (Nursery) ที่มีจำนวนมากมายที่ตกหล่น โรงเรียนเอกชน ที่ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ และคนขับรถสองแถว สามล้อ มอเตอร์ไซค์วิน แท็กซี่ ที่ตกหล่นขอให้ร่วมพิจารณาด้วยครับ แล้วก็กลุ่มที่ทำงานบนแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ รวมทั้งเกษตรกรทุกภาคส่วน🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องของการฉีดวัคซีน อยากให้รัฐมีแผนในการดำเนินการให้กับ พี่น้องแรงงาน ในระบบตอนนี้ได้ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แล้วสถานประกอบการก็มี ความลำบากในการที่จะต้องหาเงินงบประมาณมาฉีดครับ🔗
เรื่องที่ ๔ เรื่องของการปิดกิจการหนีคนงาน ซึ่งตอนนี้มีจำนวนมากมาย เกิดขึ้น ยกตัวอย่างที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ที่มีการร้องเรียนกับกระทรวงแรงงานว่า นายจ้างหนีและยังไม่ได้รับการดูแล ขณะนี้อยากให้รัฐบาลมีมาตรการในการที่จะดูแล สถานประกอบการต่าง ๆ ที่จะมีการปิดกิจการหนีลูกจ้าง ซึ่งกระทรวงแรงงานและรัฐบาล ควรมีมาตรการในการควบคุมเขาเหล่านี้ เพราะขณะนี้มีแรงงานที่ลำบากจำนวนมากที่ไม่ได้ รับการดูแลจากการปิดกิจการครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านปรีดา ตามด้วยคุณมนพร เจริญศรี เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ขอหารือ ท่านประธานผ่านไปยัง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตามที่ คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้นำ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ที่มาจากร่างที่คณะกรรมการอิสระ เพื่อการ ปฏิรูปการศึกษา คือ กอปศ. ได้จัดทำไว้ในยุครัฐบาล คสช. ไม่ได้รับฟังความคิดเห็นจาก ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้แทนผู้ปฏิบัติงาน เช่น ไม่มีผู้แทนครู ไม่มีผู้แทนผู้บริหาร โรงเรียนจากภูมิภาคต่าง ๆ ไม่มีผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีผู้แทนผู้ปกครอง จากภูมิภาคต่าง ๆ ไม่มีผู้แทนจากศึกษานิเทศก์ ไม่มีผู้แทนเยาวชนในฐานะผู้เรียนเข้ามา มีส่วนร่วม กล่าวโดยสรุปองค์ประกอบและการทำงานของ กอปศ. ไม่ได้สะท้อน ความพยายามในการแสวงหาแนวร่วมอย่างรอบด้าน แม้ว่าร่างดังกล่าวจะผ่านกระบวนการ รับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะจากกระทรวงศึกษาธิการก็ตาม กอปศ. ไม่ได้รับฟัง ความคิดเห็นจากองค์กรครูทั่วประเทศกว่า ๓๐๐ กว่าองค์กร บัดนี้ร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและอยู่ในขั้นตอน นำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพียงร่างเดียว กระผม จึงอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... จากคณะกรรมาธิการการศึกษา จากพรรคการเมืองต่าง ๆ จากองค์กรภาคประชาชนเข้าร่วม พิจารณาด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพของเด็กและเยาวชน ของชาติ ขอกราบขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านมนพร ตามด้วย พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ นะครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ในสถานการณ์ที่โรคระบาดไวรัสโควิด (Virus COVID) ยังคงมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง แคมป์ (Camp) คนงานก่อสร้างหยุดทำงาน โรงงานอุตสาหกรรมถูกปิดลง คนงานต่างจังหวัด แห่กลับบ้านโดยไม่มีงานทำ ไม่มีอาชีพรองรับ วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยการอาชีพต่าง ๆ ควร จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล ในเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งในตลาดแรงงานกลับขาดแคลน แรงงานที่ต้องอาศัยทักษะและฝีมือแต่ละด้าน การขาดแคลนแรงงานยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แล้วก็มากยิ่งขึ้นค่ะท่านประธาน อาชีวศึกษา แล้วก็วิทยาลัยเทคนิคน่าจะเป็นหลักสูตร ให้เด็กนักเรียนและบุคลากรภายนอกในวัยของการใช้แรงงานได้เรียนรู้จากอาจารย์ที่มี ประสบการณ์ทางด้านวิชาชีพโดยตรง ได้ฝึกปฏิบัติงานจนชำนาญและสามารถทำให้พวกเขา เหล่านั้นได้ฝึกฝนอาชีพไปเรื่อย ๆ จนเชี่ยวชาญ และเมื่อสบโอกาสพวกเขามีทุนทรัพย์ เด็ก ๆ เหล่านั้นก็จะได้กลับมามีอาชีพ แล้วก็เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กที่จะเลี้ยงชีพตนเองและ ครอบครัวได้ แต่ท่านประธานคะ การจัดสรรงบประมาณของกรมอาชีวะในปีแต่ละปีนั้น น้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นอาคารสถานที่ หลังคารั่ว ห้องน้ำทรุดโทรม เครื่องไม้เครื่องมือที่จะต้อง ใช้การฝึกอาชีพนั้นขาดแคลน อุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่เพียงพอที่จะประกอบการฝึกการสอน โดยเฉพาะวิทยาลัยการอาชีพในจังหวัดนครพนมที่ประกอบไปด้วยวิทยาลัยเทคนิคนครพนม วิทยาลัยเทคนิคบ้านแพง วิทยาลัยเทคนิคธาตุพนมนาแก และวิทยาลัยการอาชีพโฆสมังคลาราม ได้รับการประสานมาที่กรมอาชีวศึกษาเพื่อขอรับงบซ่อมแซมในเงินเหลือจ่ายในปี ๒๕๖๔ แต่ไม่ได้รับการจัดสรรในส่วนที่เดือดร้อนและจำเป็นค่ะท่านประธาน ดิฉันจึงขอฝาก ท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึงกรมอาชีวศึกษาให้จัดสรร งบซ่อมแซมอย่างเร่งด่วนในปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ ต่อไปค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับคำร้องจากห้างร้านในเรื่องของผลกระทบเวิร์ก ฟรอม โฮม (Work from Home) ในเรื่องของการยื่นขอเอกสารเพิกถอนในเรื่องของการถูกยกเลิก การจ้าง ขณะนี้ทางกรมบัญชีกลางยังไม่มีการแจ้งเวียน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่นำโดย หจก. เชิงชุมสกลนครการโยธา เลขที่ ๒๓๗๔๙ จะทำให้พวกเขาเสียโอกาสในการที่จะยื่น ประมูลงานต่าง ๆ ในการแข่งขัน ดิฉันจึงขอฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังที่กำกับดูแลกรมบัญชีกลางให้แจ้งเวียนหนังสือให้กับผู้ประกอบการ ทั้งประเทศค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือกับท่านประธานเพื่อฝากไปยังรัฐบาลในการแก้ปัญหา ความเดือดร้อนของชาวบ้าน ดังนี้ครับ🔗
๑. ความเดือดร้อนของชาวประมงพื้นบ้าน ตำบลจะโหนง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เกี่ยวกับคลองเชื่อมบ้านจะโหนง หมู่ที่ ๑๑ เนื่องจากในฤดูแล้งบริเวณปากอ่าว ที่จะมุ่งสู่คลองนาทับตื้นเขิน ทำให้ชาวบ้านออกไปทำประมงไม่ได้ แล้วเรือประมงเกือบ ร้อยลำต้องจอดทิ้งไว้ไม่สามารถทำการประมงได้ ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านร้อยครัวเรือน จึงขอหารือกับท่านประธานเพื่อฝากไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า ดำเนินการขุดลอกคูคลองบริเวณปากอ่าวสู่คลองนาทับเพื่อจะ ให้ชาวบ้านนำเรือประมงออกมานำแล่นผ่านคลองสู่ทะเลได้ ระยะทางก็ประมาณ ๖๐๐ เมตรครับ🔗
๒. ความเดือดร้อนของคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศที่จะเดินทางเข้ามา ในราชอาณาจักร โดยเฉพาะนักศึกษาและแรงงานที่ต้องมีการกักตัวเข้าสเตตควอรันทีน (State Quarantine) จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก คนหนึ่งประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท และตอนนี้ตกค้างอยู่จำนวนมาก ขอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย เพราะตอนนี้โดยเฉพาะที่ประเทศบูรไนก็หลายสิบคน แล้วที่ประเทศอียิปต์ด้วย แล้วก็ ในต่างประเทศหลายประเทศที่ตกค้างอยู่ ขอให้ดำเนินการโดยเร่งด่วน ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ก็เป็นอันว่าท่านสมาชิกจำนวน ๓๐ ท่านได้หารือเป็นเรียบร้อยแล้วนะครับ🔗
เรียน ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ได้มีท่านสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๒๙๖ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗
เรียนท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะมีการถามตอบกระทู้ตามระเบียบวาระ กระทู้ถาม ผมขอเรียนให้ที่ประชุมทราบว่าสำหรับการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะได้ไป ดำเนินการถามและตอบในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ อยู่บริเวณชั้น ๑ นะครับ ควบคู่กันไป กับการพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา และกระทู้ถามทั่วไปตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปนะครับ🔗
ต่อไปผมจะเข้าสู่ระเบียบวาระกระทู้ถาม🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗
๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗
ท่านสมาชิกครับ เพื่อประโยชน์ในการถามตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจา ผมขอ แจ้งลำดับในการถามตอบดังนี้ ลำดับที่ ๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา ของ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ลำดับที่ ๒ กระทู้ถามสดด้วยวาจา ของ นายประเสริฐ บุญเรือง ลำดับที่ ๓ กระทู้ถามสดด้วยวาจา ของ นายนิยม ช่างพินิจ ผู้ตั้งกระทู้ถามไม่ขัดข้องนะครับ🔗
๑.๑.๓. กระทู้ถามสดด้วยวาจา กระทู้ถามที่ ๑๓๘ ส. (นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เชิญท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ได้ถามนะครับ แล้วก็เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมตอบ นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย แบบบัญชีรายชื่อ จากจังหวัดอ่างทองครับ ต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาบรรจุเรื่องของกระทู้ที่จะเป็น ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นกระทู้เร่งด่วน วันนี้ผมเป็นตัวแทนของ เพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่จะได้สอบถามไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีและ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่ท่านได้กำกับดูแลหนึ่งในนโยบายหลักของ รัฐบาลชุดนี้ นั่นก็คือโครงการประกันรายได้🔗
ผมต้องขอขอบพระคุณครับ และโดยส่วนตัวแล้วชื่นชมตัวท่านรองนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ครับ ผมเห็นท่านในช่วงตลอดระยะเวลาของรัฐบาลชุดนี้มาท่านเป็นรัฐมนตรี ท่านหนึ่งที่ได้ทำงานทุ่มเทดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างหนัก ท่านลงพื้นที่ ไปเกือบจะทั่วประเทศ ทุกจังหวัดในประเทศไทยเพื่อที่จะไปแก้ปัญหา แล้วก็ช่วยเหลือพี่น้อง เกษตรกร ท่านได้กำกับแล้วก็แถลงนโยบายหลักต่อรัฐสภา แล้วก็เป็นนโยบายหลักของ รัฐบาลชุดนี้ เรื่องของโครงการประกันรายได้ เหตุผลหลักที่เราต้องการที่จะผลักดันโครงการ ประกันรายได้นั้นก็เพื่อที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะปลูกพืชเศรษฐกิจหลักที่รัฐบาล ได้กำหนดไว้ ยกตัวอย่างเช่น อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และประเด็นที่สำคัญที่ผมอยากจะ หยิบยกขึ้นมาในวันนี้คือเรื่องของราคาข้าว ความสำเร็จของโครงการในการประกันรายได้ ต้องถามกับตัวท่านรัฐมนตรีครับว่าเรามองความสำเร็จของโครงการเหล่านี้ อะไรคือ ความสำเร็จของโครงการ ถ้าความสำเร็จของโครงการอยู่ที่ว่ารัฐบาลสามารถที่จะประหยัด เงินงบประมาณในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร รัฐบาลมีเงินเหลือสามารถที่จะประหยัด เงินงบประมาณในการช่วยเหลือเกษตรกรได้มากเท่าไร ผมคิดว่านั่นไม่น่าจะเป็นประเด็นหลัก ประเด็นหลักที่สำคัญในวันนี้ ความสำเร็จของโครงการในวันนี้อยู่ที่เราสามารถที่จะช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้ที่มากขึ้นจากการขายสินค้าทางการเกษตรได้มากเท่าไร นั่นต่างหากครับคือความสำเร็จของโครงการที่พวกเราตั้งใจที่จะทำกันมา ผมเองก่อนที่จะ ได้มาตั้งกระทู้ถามผมได้สอบถามพี่น้องเกษตรกร แล้วก็ได้ติดตามความรับฟังความคิดเห็น เมื่อวานนี้ผมได้โพสต์ (Post) ที่หน้าเฟซบุ๊ก (Facebook) ของผม รับฟังความคิดเห็น รับฟัง ปัญหาที่สะท้อนจากพี่น้องเกษตรกรในหลายพื้นที่ ปัญหาที่ทุกคนพูดเหมือนกันหมดเลย นั่นก็คือต้นทุนในการผลิตที่มีราคาแพงมาก ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าน้ำมัน ท่าน ส.ส. สิริพงศ์บอกว่า ราคาปุ๋ยวันนี้กระสอบหนึ่ง ๘๐๐ กว่าบาท ราคาน้ำมันวันนี้ลิตรหนึ่ง ๓๐ กว่าบาท ค่ายา ค่าเก็บเกี่ยวอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้นทุนทางการผลิตที่เพิ่มขึ้น ราคาข้าวสารที่ไปซื้อกิน ในท้องตลาดก็แพงขึ้น สิ่งที่ถูกลงอย่างเดียวเลยคือราคาข้าวเปลือกที่พี่น้องเกษตรกรไม่ว่าจะ อยู่ในภาคใดก็แล้วแต่เอาไปขาย ราคาข้าวเปลือกกลับมีราคาที่ตกต่ำ ดังนั้นก่อนที่เราจะเริ่ม ในโครงการในรอบที่ ๓ ในปีที่ ๓ กับโครงการประกันรายได้ ผมได้ติดตาม ท่านรัฐมนตรีเอง ท่านได้ติดตามแล้วก็กำกับ เพื่อที่จะผลักดันประกาศเข้าสู่นโยบายในเฟส ที่ ๓ ดังนั้น ในเบื้องต้นในคำถามแรกที่อยากจะถามกับท่านรัฐมนตรี ก็คือในโครงการที่กำลังจะประกาศ ในระยะที่ ๓ ในปีที่ ๓ ที่กำลังจะถึงนี้มีแนวทางในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างไรบ้าง🔗
นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาอย่างอื่นที่จะเพิ่มเติมเพื่อเป็น การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรเหมือนกับที่เคยทำมา อย่างเช่น ชดเชย ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว ช่วยเหลือค่าพัฒนายกระดับมาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทางการเกษตรเหมือนที่เคยทำมาหรือไม่ อย่างไร เพื่อที่จะเป็นหลักประกันให้แน่ใจว่าในการ เก็บเกี่ยวรอบที่จะถึงนี้พี่น้องเกษตรกรได้รับผลประโยชน์ มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นจากโครงการ ประกันรายได้ครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอตอบกระทู้ถามสดของท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล มี ๒-๓ คำถามที่จะต้องตอบตรงนี้ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่กรุณาให้เกียรติถามนะครับ ความจริงก็ได้คุยกันอยู่บ่อยมาก ท่านกรวีร์เป็นคนหนึ่งที่สนใจติดตามโครงการประกันรายได้ เพราะว่าบ้านท่านก็มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและเกษตรกรส่วนอื่นเยอะทีเดียว ท่านถือว่าเป็น ผู้แทนราษฎรที่เอาใจใส่ปัญหาประชาชนอย่างสม่ำเสมอ ก็ขอถือโอกาสชื่นชมไว้ตรงนี้นะครับ🔗
คำถามที่ท่านถาม ประการที่ ๑ อะไรคือความสำเร็จของโครงการประกัน รายได้ ขออนุญาตตอบว่าความสำเร็จของโครงการประกันรายได้ก็คือการที่ช่วยให้เกษตรกร มีหลักประกันในเรื่องของรายได้จากการปลูกพืช ๕ ชนิด คือ ๑. ข้าว ๒. มันสำปะหลัง ๓. ยางพารา ๔. ปาล์มน้ำมัน และ ๕. ข้าวโพด ถ้าไม่มีนโยบายประกันรายได้เกษตรกร นั่นหมายความว่าต่อไปนี้เกษตรกรผู้ปลูกพืช ๕ ชนิดนี้จะต้องมีรายได้ตามยถากรรมหรือมี รายได้ตามราคาตลาดซึ่งมันจะผันผวนอยู่ตลอด เป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครไปสั่งให้ราคามัน ขึ้นลงหรือว่าขึ้นได้ตลอดระยะเวลา ไม่ว่าสถานการณ์ตลาดโลกมันจะดีหรือไม่ดีอย่างไร เพราะฉะนั้นนโยบายประกันรายได้เกษตรกรจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อไรก็ตาม ที่ราคาในตลาดต่ำกว่ารายได้ที่ประกันก็จะมีส่วนต่าง ซึ่งรัฐบาลก็จะช่วยชดเชยส่วนต่างนี้ให้ ยกตัวอย่างเช่นบ้านท่าน ส.ส. กรวีร์มีข้าวเยอะ ข้าวเปลือกเจ้ารัฐบาลประกันรายได้ที่ เกวียนละ ๑๐,๐๐๐ บาท เมื่อไรราคาข้าวในตลาดตกมาเหลือเกวียนละ ๘,๐๐๐ บาท ก็จะมี ส่วนต่าง ๒,๐๐๐ บาท ถ้าไม่มีประกันรายได้ เกษตรกรก็เอาข้าวไปขายในตลาดได้เกวียนละ ๘,๐๐๐ บาท จบเท่านั้นเลยครับเท่านั้น แต่พอมีประกันรายได้ที่เราประกัน ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านจะ มีรายได้ ๒ ทาง ที่ผมอธิบายหลายรอบขอซ้ำอีกรอบหนึ่ง ท่านจะมีรายได้ ๒ ทาง ทางที่ ๑ เอาข้าวไปขายตลาดได้ ๘,๐๐๐ บาท ใส่กระเป๋าซ้ายไว้ ทางที่ ๒ ท่านมีส่วนต่าง ๒,๐๐๐ บาท โอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส. ให้โดยตรงใส่กระเป๋าขวา เพราะฉะนั้นสุดท้ายท่านจะได้กระเป๋าซ้าย ๘,๐๐๐ บาท บวกกระเป๋าขวา ๒,๐๐๐ บาท รวมแล้วเป็น ๑๐,๐๐๐ บาท ตามรายได้ที่ ประกัน อันนี้คือความสำเร็จที่ช่วยให้เกษตรกรมีหลักประกันในเรื่องรายได้เมื่อปลูกพืช ๕ ชนิด เพราะมีเงินส่วนต่างช่วย🔗
ประเด็นที่ ๒ ท่านบอกว่าต้นทุนเกษตรกรแพง เช่น ปุ๋ย ผมไม่ขอตอบตรงนี้ นะครับ เพราะมีกระทู้ถามกระทู้ที่ ๒ เดี๋ยวถือโอกาสยกยอดไปตอบตรงนั้นว่าสาเหตุ เพราะอะไร แล้วก็ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาไปอย่างไรบ้าง แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ขออนุญาตเรียน เมื่อกี้ท่าน ส.ส. กรวีร์ท่านถามว่าแล้วสำหรับแนวทางประกันรายได้เกษตรกรปีที่ ๓ เริ่มหรือยัง ขออนุญาตเรียนว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการแล้วครับ คือ ๑. ในเรื่องของข้าว ขณะนี้ประกันรายได้ปี ๓ ได้ผ่านขั้นตอนกระบวนการของคณะกรรมการนโยบายข้าว ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้เสนอ และรอเข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรีต่อไป ส่วนมันสำปะหลังกับข้าวโพดก็ได้ดำเนินการผ่านขั้นตอนกระบวนการ แล้วรอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป ปาล์มน้ำมันก็จะไปตามขั้นตอน ยาง กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ก็จะดำเนินการต่อไป กล่าวโดยสรุปก็คือผมยืนยันว่าตราบเท่าที่มีรัฐบาล ชุดนี้ นโยบายประกันรายได้ปี ๓ จะต้องเดินหน้าต่อไปครบทั้งพืช ๕ ชนิดที่ได้แถลงไว้ ต่อรัฐสภา สำหรับข้าวนะครับก็ขออนุญาตว่าขณะนี้การประกันรายได้ข้าวปี ๓ หลักเกณฑ์ เดียวกันกับประกันรายได้ปี ๒ และปี ๑ ทุกประการ นั่นก็คือว่าได้มีประกันรายได้ ข้าวหอมมะลิ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน ข้าวหอมนอกพื้นที่ ๑๔,๐๐๐ บาทต่อตัน ข้าวหอมปทุม ๑๑,๐๐๐ บาทต่อตัน ข้าวเหนียว ๑๒,๐๐๐ บาทต่อตัน ข้าวเปลือกจ้าว ๑๐,๐๐๐ บาทต่อตันดังเดิม และ นอกจากนั้นก็ยังมีมาตรการอื่นอีก เช่น มาตรการคู่ขนานเพื่อที่จะช่วยชะลอการขายข้าว ในช่วงที่ข้าวออกเยอะ จะได้ไม่ไปประดังกันทำให้ราคาข้าวในตลาดมันตกลงโดยไม่จำเป็น มาตรการคู่ขนานนี้มีด้วยกันก็คือ ๑. การชะลอขายข้าวของเกษตรกรเอง ถ้าเกษตรกร เก็บข้าวไว้ยังไม่ขายก็จะได้รับเงินช่วยเหลือชดเชยตันละ ๑,๕๐๐ บาท ถ้าสหกรณ์เก็บ สหกรณ์ก็ได้ ๑,๐๐๐ บาท แล้วก็ได้เกษตรกรอีก ๕๐๐ บาท ถ้าไปเอาข้าวใครมาเก็บไว้ ก็รวมแล้วเป็น ๑,๕๐๐ บาทเหมือนกัน นอกจากนั้นก็ยังช่วยสหกรณ์และโรงสีเก็บสต๊อก (Stock) ข้าว ก็คือจะช่วยดอกเบี้ยร้อยละ ๓ อันนี้ก็คือมาตรการคู่ขนาน ท่านถามผม อีกอันหนึ่งเมื่อกี้ว่า แล้วถ้าต้นต้นทุนสูงมีมาตรการช่วยต้นทุนเหมือนปีที่ผ่านมาหรือไม่ ผมก็ ขออนุญาตไม่กราบเรียนไปล่วงหน้าไปก่อน ครม. พิจารณา แต่ที่ผ่านคณะกรรมการนโยบาย ข้าวไปแล้วนั้นก็ยังมีเงินช่วยต้นทุนอีกไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เสนออยู่ดังเดิม เช่นเดียวกับปีที่แล้ว อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตเรียน ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านกรวีร์ คำถามที่ ๒ ครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรี นะครับที่ได้ตอบคำถามไปในเบื้องแรก ผมต้องขอบคุณเป็นพิเศษครับในเรื่องของการ ช่วยต้นทุนให้กับพี่น้องเกษตรกรอีก ๑,๐๐๐ บาทต่อไร่🔗
ประเด็นที่ ๒ เมื่อสักครู่นี้ผมฟังท่านรัฐมนตรีได้อธิบายถึงหลักคิด แนวทาง ความสำเร็จของโครงการประกันรายได้ ดีใจครับที่ได้เห็นในภาพเดียวกันและผมเชื่อว่า จุดมุ่งหมายของพวกเราในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราเหมือนกันครับ คืออยาก ที่จะให้ประชาชนได้รายได้ที่เพิ่มขึ้น มีเงินในกระเป๋าเขามากขึ้น ทั้งจากกระเป๋าซ้ายและ กระเป๋าขวาอย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้ว่ามา แต่สิ่งที่อยากจะสะท้อนให้ท่านรัฐมนตรีก่อนที่จะ ไปสู่คำถามที่ ๒ ครับ เพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทยนั่งกันอยู่ตรงนี้ จากทั้งจังหวัดลพบุรี จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสุโขทัย จังหวัดปทุมธานี ก็ต้องสะท้อนกับท่าน นิดหนึ่งครับว่าจากทั้งกระเป๋าซ้ายและกระเป๋าขวา เงินที่มันเข้าสู่ชาวนามันไม่ได้เป็นไปตาม นโยบายสักเท่าไร เหตุผลเพราะอะไร ผมจะอธิบายในสไลด์ต่อไปครับ นั่นเพราะว่าสูตรในการคำนวณชดเชยเงินส่วนต่างครับ สูตรคำนวณที่ท่านคิด หลักคิดง่าย ๆ ครับก็คือเงินชดเชยส่วนต่างมาจากราคาประกันที่ท่านตั้งประกันไว้ลบกับราคากลาง ก็คือ เป็นราคาอ้างอิงที่ท่านจะประกาศทุกวันจันทร์ แล้วก็เอามาคูณกับผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ซึ่งท่าน มีสูตรในการคำนวณว่าข้าวแต่ละชนิดนั้นมีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เท่าไร แล้วก็มาคำนวณกับพื้นที่ ในการปลูกของพี่น้องเกษตรกร ก็จะเท่ากับเงินที่เกษตรกรได้รับในการช่วยเหลือเยียวยา ในรอบนั้น ๆ ผมยกตัวอย่างครับ ข้าวหอมมะลิ พอดีว่าผมไม่มีตัวเลขข้าวหอมมะลิ เพราะว่า มันสิ้นสุดในฤดูกาลเก็บเกี่ยวไปแล้ว เอาข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ครับ ราคาประกันรัฐบาล บอกว่าอยากที่จะให้พี่น้องเกษตรกรได้รับ ๑๔,๐๐๐ บาท ราคาอ้างอิงในวันที่ ๓ พฤษภาคม บอกว่าราคาอ้างอิงราคาข้าวหอมมะลิอยู่ที่ ๑๑,๖๔๐ บาทกว่า รวมเบ็ดเสร็จเอามาหักกลบ อะไรกันแล้ว ชาวนาจะได้ส่วนต่าง ๒,๓๕๙ บาทโดยประมาณ ซึ่งถ้าเป็นตัวเลขตามนี้เอา ๒,๓๕๙ บาท ไปบวกกับ ๑๑,๖๔๐ บาท ชาวนาก็จะได้ ๑๔,๐๐๐ บาท ตามที่ท่านรัฐมนตรี วางนโยบายครับ แต่ปัญหาไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ ปัญหาคือเวลาที่พี่น้องเกษตรกรไปขาย ไม่มีใครขายได้ที่ราคา ๑๑,๖๔๐ บาทเลยแม้แต่รายเดียวในประเทศไทย อันนี้เป็น ประการแรกครับ🔗
ประการที่ ๒ เขายังต้องมาถูกกดด้วยผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ซึ่งข้าวหอมมะลิ สไลด์ (Slide) เมื่อสักครู่นี้นะครับ ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่อยู่เพียงแค่ ๔๔๕ กิโลกรัมต่อไร่ แล้วก็มาคูณกับพื้นที่ ดังนั้นเมื่อคำนวณออกมาแล้ว เขาก็จะได้เงิน ส่วนต่างชดเชยไปอีก ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท เฉลี่ยแล้วต่อไร่ในข้าวหอมมะลิ นอกพื้นที่นะครับ จะได้ไปอีก ๑,๐๔๙ บาทต่อไร่ ตัวอย่างต่อไปครับ ข้าวหอมปทุมบ้านผมในเขตพื้นที่ ภาคกลาง จังหวัดลพบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เราปลูกข้าวหอม ปทุมครับ ข้าวหอมปทุมราคาที่ท่านประกันไว้ ๑๑,๐๐๐ บาท ราคาอ้างอิง ๑๐,๙๔๘ บาท ทำให้มีส่วนต่างเพียงแค่ ๒๕๒ บาท แล้วก็เอาไปคำนวณกับ ๖๘๕ กิโลกรัมต่อไร่ อันนี้คือผลผลิตเฉลี่ยนะครับ ก็คือได้ประมาณ ๖๐ กว่าถัง ในข้อเท็จจริงก็คือว่าไม่มีใครหรอกครับไปขายข้าวที่โรงสีแล้วได้เกวียนละ ๑๐,๙๔๘ บาท วันนี้เขาขายได้ ๗,๐๐๐ บาท วันนี้เขาขายได้ ๘,๐๐๐ บาท เต็มที่เลยที่ขายได้ ดีที่สุดเลยก็คือไม่เกิน ๙,๐๐๐ บาท ถ้าส่วนต่างอยู่ที่ ๒๕๒ บาท คำนวณเบ็ดเสร็จ ออกมาแล้วเฉลี่ยต่อไร่ พี่น้องเกษตรกรจะได้เงินช่วยเหลือเยียวยาเพียงแค่ ๑๗๒ บาทต่อไร่ ซึ่งน้อยมากครับ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมวันนี้พวกกระผมพรรคภูมิใจไทยจึงต้องมาตั้ง กระทู้สดถามท่านรัฐมนตรีเป็นการเร่งด่วน เพราะอีกไม่กี่วันครับผลผลิตกำลังจะออกสู่ตลาด อีกแล้ว แล้วถ้าหากว่าพี่น้องเกษตรกรจะไปได้รับเงินส่วนต่างอีกเพียงแค่ ๑๗๒ บาทต่อไร่ ผมคิดว่าพี่น้องเกษตรกรไม่น่าจะอยู่ได้ครับ ดังนั้นในการไปสู่คำถามที่ ๒ ของผมก็คือว่า แนวทางในการคิดคำนวณอย่างปัญหา ๒ เหตุผลหลักที่ผมชี้ให้กับท่านรัฐมนตรีได้เห็นก็คือ ๑. ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และ ๒. ก็คือราคาอ้างอิงที่ไม่มีชาวนาคนไหน ขายได้ตามราคาอ้างอิงที่รัฐบาลวางไว้ เรามีแนวทางในการแก้ไขสูตรเหล่านี้เพื่อให้พี่น้อง เกษตรกรได้รับประโยชน์ตามที่ท่านรัฐมนตรีวางนโยบายเอาไว้อย่างไรครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญ ท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ครับ ขออนุญาตตอบ คำถามที่ ๒ ท่านถามว่าสูตรการคำนวณเงินส่วนต่างกับการคำนวณผลผลิตต่อไร่มันดูเหมือน จะไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น เพื่อให้เกษตรกรมีเงินส่วนต่างมากขึ้น ก็ขออนุญาตเรียนว่าผลผลิต ต่อไร่เป็นผลจากการคำนวณเฉลี่ยของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งได้มีการประชุมร่วมกัน ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โรงสี ผู้ส่งออก และตัวแทนเกษตรกร จนสุดท้ายก็ได้มา ซึ่งตัวเลขที่เป็นตัวเลขเฉลี่ยและเป็นที่ยอมรับในภาพรวม แต่ว่าแน่นอนมันจะไปเทียบเคียง กันให้ได้ตัวเลขผลผลิตต่อไร่ทุกพื้นทีเอามาใช้แต่ละกรณีมันก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะเคยมี ประเด็นปัญหา เช่น บางตำบล ในอำเภอเดียวกัน จังหวัดเดียวกัน ผลผลิตต่อไร่ก็ไม่เท่ากัน น้ำไม่เหมือนกัน พันธุ์ไม่ชนิดเดียวกัน สุดท้ายก็ต้องใช้ตัวเลขเฉลี่ยทั้งประเทศอันนี้ก็คือที่มา🔗
ส่วนประเด็นสำคัญที่ขออนุญาตตอบก็คือว่าท่านถามเรื่องเงินส่วนต่าง ที่เกิดจากการเอารายได้ประกันลบด้วยราคาตลาด ท่านบอกว่าการคำนวณราคาตลาดนี้ สูงเกินจริงทำให้ส่วนต่างมันน้อย เกษตรกรก็เลยได้เงินส่วนต่างน้อย อยากให้คำนวณ จากราคาที่ไปขายได้จริงในตลาดให้มันต่ำ ๆ ส่วนต่างจะได้เยอะ เกษตรกรก็จะได้เงิน ส่วนต่างเยอะ แต่ขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าการพิจารณาเงินส่วนต่างหรือว่าการพิจารณา ราคาในตลาดนั้นคำนวณจากคุณภาพข้าวและราคาข้าวที่ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ บางครั้ง เกษตรกรอาจจะไปขายข้าวได้ราคาไม่ถึงราคาเฉลี่ยที่นำมาคำนวณ อาจจะเป็นเพราะว่า คุณภาพข้าวบวกกับความชื้นที่สูงทำให้ถูกหักราคา อันนี้ก็ต้องไปดูเป็นกรณี ๆ ไป และ การคำนวณราคาข้าวในตลาดโดยเฉลี่ยนั้นได้มีการพิจารณาจากราคา ๓ แหล่งที่เอามา เฉลี่ยกัน ซึ่งประกอบด้วย ๑. ราคาข้าวที่ตลาดกลางกรุงเทพฯ ๒. ราคาข้าวเปลือกที่พาณิชย์ จังหวัดจากแหล่งสำคัญและได้มีการกระจายตัวทั่วถึง นำมาประกอบการคำนวณ ๓. ราคา ข้าวเปลือกที่ประกาศด้วยสมาคมโรงสีไทยทั่วประเทศเอามาคำนวณรวมกันแล้วก็ดูราคา ย้อนหลังไป ๗ วันก็จะมาประกาศว่าราคากลางโดยเฉลี่ยที่เป็นทางการของข้าวแต่ละชนิด เป็นเท่าไร เพื่อที่จะคำนวณไปลบกับรายได้ที่ประกัน เป็นการจ่ายเงินส่วนต่างในสัปดาห์ ถัดไป อันนี้ก็คือหลักที่ได้มีการพิจารณาร่วมกันของทุกฝ่ายรวมทั้งเกษตรกรแล้ว แม้ว่าจะมี ข้อท้วงติงอยู่บ้าง แต่ทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นเกณฑ์ที่ดำเนินการมาตลอดหลายปี ที่ผ่านมา แล้วก็ถือว่าเป็นราคาเฉลี่ยที่ถือว่าเป็นการกำหนดที่เป็นไปตามมาตรฐานที่ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์แล้ว อย่างไรก็ตามถ้าท่าน ส.ส. กรวีร์เป็นห่วงว่าเงินชดเชยหรือเงินส่วนต่าง จะได้น้อยนั้น อย่างไรก็ตามผมมีตัวเลขที่พอจะช่วยให้เราได้เห็นภาพว่าอย่างปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๓ หรือปี ๒ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ๕ ชนิดที่ได้รับเงินส่วนต่างสูงสุดนะครับ เอาเฉพาะ สูงสุดเพื่อจะได้พอเห็นตัวเลขว่าได้ครัวหนึ่งเท่าไรสำหรับการปลูกพืชใน ๑ ฤดูกาลผลิต เช่น ข้าวหอมมะลิ ท่านประธานทราบไหมครับได้เงินส่วนต่างสูงสุดถึงครัวเรือนละ ๔๒,๘๓๐ บาท ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ได้สูงสุดถึงครัวเรือนละ ๔๑,๖๘๐ บาท ข้าวหอมปทุมได้สูงสุด ครัวเรือนละ ๒๖,๖๗๔ บาท ข้าวเหนียวได้ครัวเรือนละ ๓๓,๓๔๙ บาท และข้าวเปลือกเจ้า ได้สูงสุดครัวเรือนละ ๓๖,๖๗๐ บาท อันนี้ก็คือภาพรวมนะครับ คงไม่ได้เท่านี้ทุกครัวเรือน แต่ว่าอันนี้เฉพาะตัวเลขสูงสุดเพื่อจะได้พอเห็นภาพจากข้อดีของนโยบายประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านกรวีร์ คำถามสุดท้ายนะครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ แล้วก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับที่ได้ให้คำชี้แจงแล้วก็ตอบคำถาม และผมเชื่อว่าพี่น้อง เกษตรกรที่ฟังอยู่ทางบ้านก็น่าจะใจชื้นขึ้นถึงเรื่องของแนวทางต่าง ๆ วิธีการในการแก้ไข ปัญหา และผมเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ ที่พวกกระผมได้สะท้อนมา ท่านรัฐมนตรีก็น่าจะได้เอา เป็นข้อมูลไป เพื่อที่จะไปปรับปรุงโครงการในปีที่ ๓ ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่วัน ประเด็นที่ผมอยากที่จะอภิปรายต่อไปแล้วก็ถามคำถามกับท่านรัฐมนตรีครับ ก็คือเมื่อสักครู่นี้ ท่านได้กรุณาบอกถึงวิธีการคิดคำนวณ ก็เป็นอย่างที่ท่านบอกจริง ๆ ครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เมื่อสักครู่นี้ผมได้ยกไปให้ดูแล้วว่าสูตรในการคำนวณมันมีการคิดส่วนต่าง มันมี การคิดผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ แต่สูตรที่เกษตรกรต้องการเขาต้องการสิ่งที่มันเรียบง่ายกว่านั้น มากครับ ต้องการว่าราคาประกันเท่าไร เขาไปขายโรงสีได้เงินเท่าไร นั่นคือส่วนต่างครับ ถ้าท่านจะประกัน ๑๑,๐๐๐ บาท เขาไปขายโรงสีได้ ๘,๐๐๐ บาท เท่ากับเขาได้ส่วนต่างอีก ๓,๐๐๐ บาท ครับ ถ้าเป็นแบบนี้ได้จริงผมเชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศล่ะครับจะดีใจ จะลืมตาอ้าปากได้ แต่ผมเข้าใจในประเด็นของท่านรัฐมนตรีที่เมื่อสักครู่ท่านได้กรุณาบอกมา เรื่องของคุณภาพของข้าว ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องฝากกับท่านรัฐมนตรีว่าถ้าเป็นไปได้ผมอยากที่จะให้ กระทรวงพาณิชย์ไปคุมในเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพของรายได้ เดี๋ยวผมจะมีข้อมูล บางอย่างให้กับท่านดูในสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เรื่องของผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ เมื่อสักครู่นี้ ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาบอกครับ ก็เป็นจริงอย่างที่ท่านว่าครับ เราเอาผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ซึ่งมาจากการคำนวณจากทั้งประเทศ ปัญหาของการที่เราคำนวณแบบนั้นก็คือว่าในพื้นที่ ภาคกลางไล่ลงมาเลยครับ ตั้งแต่จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัด ชัยนาท จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดอยุธยา เราอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เราอยู่กับน้ำ เราอยู่กับระบบชลประทาน ผลผลิต เฉลี่ยที่ท่านตีออกมา ข้าวเปลือกเจ้าอยู่ที่ไร่ละ ๖๑๐ กิโลกรัม ข้าวหอมปทุมธานีอยู่ที่ ไร่ละ ๖๘๕ กิโลกรัม ซึ่งตรงนี้ผมต้องสะท้อนให้กับท่านรัฐมนตรีได้ทราบว่ามันต่ำกว่า ความเป็นจริงมาก ข้าวเปลือกเจ้าที่ปลูกกันได้จริงอยู่ที่ประมาณ ๘๐๐-๙๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวหอมปทุม อยู่ที่ ๘๕๐ ถึงบางรายการใส่ปุ๋ยใส่ยาดี ๆ ได้ถึงเกวียนละตันเศษครับ แต่เราให้เขาเพียงแค่ ๖๘๕ ให้เขาเพียงแค่ ๖๐๐ กว่ากิโลกรัม ต่างกว่าที่เขาทำได้จริงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เองที่ทำให้ชาวนานั้นเสียเปรียบกับโรงสี ข้อเสนอก็คือถ้าเป็นไปได้อยากที่จะให้ท่าน ได้ปรับให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริง มีอยู่ยุคหนึ่งถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ที่เราเคยทำ โครงการประกันรายได้เมื่อ ๑๐ ปีก่อน เราแบ่งโซนนิง (Zoning) ครับ โซนภาคเหนือพื้นที่ อาจจะอยู่นอกเขตชลประทาน ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เท่าไรแบ่งไป ภาคใต้เท่าไรแบ่งไป ภาคอีสานอยู่นอกเขตชลประทานทั้งหมด ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เท่าไรแบ่งไป ภาคกลาง ภาคตะวันออกแบ่งตามโซนนิง (Zoning) เพื่อให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริงให้มากขึ้น อันนี้คือข้อเสนอและต้องเป็นคำถามนะครับว่ามันสามารถที่จะปรับปรุงแนวทางในการ คิดคำนวณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้รับผลผลิตที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง มากขึ้นได้หรือไม่🔗
ประเด็นต่อไปครับ เรื่องของคุณภาพข้าว และนี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในช่วง ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พี่น้องเกษตรกรได้ส่งปัญหามาถึงผมและผมอยากจะใช้เวทีตรงนี้ สะท้อนปัญหา สะท้อนเสียงของพี่น้องเกษตรกรให้กับท่านรัฐมนตรีได้รับทราบ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ผมเอาตัวอย่างของการขายข้าวจริงครับ ใบสีเหลืองนี้คือใบเสร็จที่ขายข้าวนะครับ เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ก็คือวันที่ ๒๖ สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เองครับ พี่น้องเกษตรกรที่จังหวัดอ่างทองเกี่ยวข้าวไปขายครับ ในวงกลมสีแดงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ที่หน้าโรงสีคืออะไรครับท่าน คือมันไม่มีการวัดความชื้นจริงครับ ไอ้ที่ผมวงไว้สีแดงนั้นต้อง ขอโทษนะครับตัวมันอาจจะเล็กไปหน่อย แต่มันขึ้นว่าความชื้นศูนย์ หักสิ่งเจือปน ศูนย์ครับ และตีออกมาเลยว่าราคาข้าวตันละ ๖,๗๐๐ บาท ภาพล่าง ตีออกมาเลยว่าราคาข้าวตันละ ๖,๖๕๐ บาท ราคากลางที่ประกาศเอาไว้ ๙,๐๐๐ เศษครับ พี่น้องเกษตรกรขายได้จริง ๖,๐๐๐ เศษ และนี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทั่วทั้งแผ่นดินไทย ข้าวหอมมะลิในเขตพื้นที่ ภาคอีสานก็ขายได้ไม่ต่างกันครับ ท่าน ส.ส. สิริพงศ์บอกว่าอีสานขายข้าวหอมมะลิเที่ยวที่ ผ่านมาก็เต็มที่ก็ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ราคากลางหมื่นเศษครับ และนี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในประเด็นสุดท้ายที่อยากจะฝากถึงท่านรัฐมนตรีก็คือการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมการค้าภายในในแต่ละจังหวัดต้องไปเข้มงวด ต้องไปกวดขันครับ อย่าให้โรงสี มาเอาเปรียบพี่น้องเกษตรกรชาวนา เขาถูกคำนวณด้วยสูตรที่ต่ำกว่าความเป็นจริงก็หนัก พอแล้ว มาเจอการเอารัดเอาเปรียบจากโรงสีอีก พี่น้องเกษตรกรอยู่ไม่ได้ครับ นี่คือประเด็น ที่ ๒ ที่อยากจะฝากไว้ และประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของการเพิ่มผลผลิตคุณภาพของข้าว จะเป็นไปได้ไหมครับ เมื่อสักครู่รัฐมนตรีบอกว่าชงเรื่องเข้าไปแล้วว่าจะช่วยต้นทุน ในการผลิต ค่าปุ๋ย ค่ายาที่แพงขึ้นไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท จะเป็นไปได้ไหมครับถ้าไปช่วยเพิ่ม คุณภาพข้าวของเขา อาจจะเพิ่มเงินให้กับเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นการเอาข้าวไปตาก ไร่หนึ่งสัก ๑,๐๐๐ บาท ๑,๕๐๐ บาทเพื่อเป็นหลักประกันว่ารวมกับสิ่งที่เขาไปขายจากราคา ในตลาดแล้วเขาจะมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นจริง ทั้งหมดเป็นคำถาม แล้วก็เป็นเสียงสะท้อนจาก พี่น้องเกษตรกรผ่านมายังเพื่อนสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยของพวกเรามานำเสนอ มาหา ทางออก และผมเชื่อนะครับ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าแนวทางในการประกันรายได้ หลักคิดที่ ท่านรัฐมนตรีอธิบายมานั้นเป็นหลักคิดที่ดีมากครับ ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะผลักดันให้มัน เกิดขึ้นจริง มีส่วนต่าง มีการประกันรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้จริงผมเชื่อว่าจะเป็น นโยบายที่ทำให้พี่น้องเกษตรกรลืมตาอ้าปากและช่วยให้เขามีรายได้มากขึ้น ช่วยให้ เขารวยมากขึ้นจากการทำการเกษตร ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ครับ ท่านประธานครับ เรื่องโรงสีเมื่อกี้ที่บอกว่าไม่วัด ความชื้นจริง แล้วก็ไปหักสิ่งเจือปนโดยอำเภอใจ พูดง่าย ๆ ท่านส่งเรื่องมาหน่อยนะครับ ผมจะสั่งการให้สอบ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น ผิดกฎหมายครับ เพราะฉะนั้นกรุณาด้วย นะครับ ส่วนกรณีที่ท่านบอกว่าช่วยเพิ่มเงินให้ชาวนาเพิ่มไปอีกนอกจากประกันรายได้ นอกจาก มาตรการคู่ขนานที่ช่วยการรวบรวมการเก็บสต๊อก (Stock) ข้าวแล้ว แล้วก็เงินช่วยไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทแล้ว อยากจะให้ช่วยเพิ่มอีก ก็ไม่เป็นอะไร ก็ถือว่าความเห็นท่านก็เป็นความเห็น ที่จะเป็นประโยชน์กับเกษตรกร แต่สิ่งหนึ่งที่ขอเรียนตรงนี้สั้น ๆ ก็แต่เพียงว่า ท่านทราบไหมครับประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี ๓ เฉพาะที่จะเสนอ ครม. ใช้เงิน เท่าไรครับ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ไม่ใช่เงินน้อยนะครับ เป็นเงินส่วนต่าง ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท มาตรการคู่ขนาน ๖,๙๐๐ ล้านบาท ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทนี่ ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว ๑๕๑,๓๓๑ ล้านบาท อันนี้ก็จะได้เห็นว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่ จะช่วยชาวนาอย่างไรบ้าง ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าจบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของท่าน ส.ส. กรวีร์ ปริศนานันทกุล ครับ ต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ให้เกียรติกับทางสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา🔗
๑.๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา ของท่าน ส.ส. ประเสริฐ บุญเรือง ถามท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต่อเลยนะครับ เชิญท่านประเสริฐ บุญเรือง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ บุญเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย วันนี้ได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยให้มาตั้งกระทู้ถามสดต่อท่านรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้ ก็ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่ได้มาตอบกระทู้ด้วยตนเองในวันนี้ ซึ่งผม จะแยกคำถามเป็น ๒ ประเด็น เกี่ยวกับ ๒ ตัวสินค้าที่ผมจะตั้งคำถามกับท่านรัฐมนตรี ผมจะ ยกสินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งพวกเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นก็คือเรื่องของปุ๋ย ซึ่งต้องยอมรับว่าปุ๋ยก็คือปัจจัยหลักสำคัญในการผลิตต่าง ๆ ของพี่น้องเกษตรกรที่ทำไร่ทำนา ปลูกพืชทุกชนิด และมีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตที่เป็นพี่น้องเกษตรกรในทุกมิติ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ทุกข์ซ้ำกรรมซัดทั้งจากปัญหาโควิด (COVID) เศรษฐกิจถดถอยซึ่งตกต่ำอยู่ ในขณะนี้ แล้วยังมาโดนเรื่องปัญหาราคาปุ๋ยขึ้นราคา สวนทางกับราคาพืชผลทางการเกษตร ที่ตกต่ำที่สุดในประวัติการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ แต่ราคาปุ๋ยมันไต่ระดับขึ้นสูงจนเกิดความฉงนขึ้น ในใจว่าทำไมความแตกต่างมันถึงจะเกิดขึ้นมาก ถ้าท่านดูตาราง ขอตารางด้วยครับ🔗
เปรียบเทียบของปัญหาราคาปุ๋ย ซึ่ง ๑ ปีที่ผ่านมา ในกรณีที่ปุ๋ยสูตร ๒๑-๐-๐ ตัวหนังสือมันเล็ก ตันละ ๖,๓๓๓ บาท หน้าโรงงาน คิดเฉลี่ยอัตราถ้าใส่กระสอบไป ๕๐ กิโลกรัม เท่ากับกระสอบละ ๓๑๕ บาท ต่อกระสอบ แต่ในปี ๒๕๖๔ เดือนกรกฎาคมเช่นกัน ปรับขึ้นเป็น ๘,๒๐๐ บาท และพี่น้อง เกษตรกรต้องรับสภาพราคาปุ๋ยที่สูงขึ้น เพิ่มขึ้นประมาณเกือบ ๙๐ บาท ทีนี้ปุ๋ยสูตรนี้ยังไม่มี ความจำเป็นที่พี่น้องเกษตรกรใช้มากเท่าไร แต่ว่าสูตรที่มีผลกระทบมากที่สุดก็คือปุ๋ยสูตร ๑๕-๑๕-๑๕ เดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๖๓ หน้าโรงงานออกตันละ ๑๔,๓๓๓ บาท ถ้าหารแต่ละ กระสอบ กิโลกรัมละ ๕๐ บาท เท่ากับ ๗๑๖ บาท นี่ยังไม่รวมค่าการตลาดที่รับออกมาจาก หน้าโรงงาน แต่ถ้าบวกการตลาดเข้าไปในพื้นที่และไปจัดส่ง อยู่ในบ้านผมในจังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดศรีสะเกษ ของท่านวิวัฒน์ชัย ได้ถามกันและสอบถามกันไปแล้วว่าเดี๋ยวนี้ปุ๋ยสูตร ๑๕-๑๕-๑๕ ตราที่มีคุณภาพหน่อยก็ตกกระสอบละ ๑,๑๐๐ บาท นี่ชี้ให้เห็นว่ากระทรวงพาณิชย์ได้กำกับหรือดูแลหรือไม่ ก้าวกระโดดขึ้นไปตันละประมาณ เกือบ ๒,๐๐๐ บาท นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้นะครับท่านประธานที่เคารพครับ สินค้าตัวที่ ๒ ก็คือเหล็ก เหล็กก็คือสินค้าตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจอย่างแท้จริงที่เกี่ยวพัน ทั้งภาคอุตสาหกรรมและการบริโภคเพื่อสร้างปัจจัย ๔ เช่น บ้าน อาคารสถานที่ต่าง ๆ ในกรณีของจุลภาคก็คือของภาคพี่น้องประชาชน ก่อสร้างบ้าน และภาคอุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ เหล็กได้ปรับขึ้นมานะครับ ขอตารางเหล็กด้วยนะครับ🔗
เหล็กที่ปรับขึ้นมาในระยะเวลา ประมาณตั้งแต่เดือนมกราคม ปี ๒๕๖๔ อัตราเฉลี่ยเหล็กเส้นเฉลี่ยกิโลกรัมละ ๑๙.๒๕ บาท มกราคม กุมภาพันธ์ กุมภาพันธ์ขึ้นมา ๒๐.๐๕ บาท มีนาคม ๒๐.๕๐ บาท เมษายน ๒๓.๐๕ บาท พฤษภาคม ๒๕๖๔ ปรับเพิ่มขึ้น ๒๕.๒๕ บาทต่อ ๑ กิโลกรัม นี่เพิ่มขึ้นไป ประมาณ ๖ บาทนะครับท่านประธาน ไม่รู้จะทำอย่างไร พี่น้องเกษตรกรและพี่น้องที่อยู่ ในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างมีปัญหาเรื่องผลกระทบ ผมจึงอยากถามท่านรัฐมนตรี แยกไปเป็น ๓ ข้อ ข้อที่ ๑ ผมจะถามท่านรัฐมนตรีว่าทำไมกระทรวงพาณิชย์ถึงปล่อยให้ปุ๋ย มีราคาปรับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดเช่นนี้นะครับท่านประธาน ข้อที่ ๑ นะครับท่านรัฐมนตรี🔗
เชิญ ท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอตอบคำถามท่านประเสริฐ บุญเรือง นะครับ ทำไม กระทรวงพาณิชย์ปล่อยให้ปุ๋ยแพง พูดง่าย ๆ ขออนุญาตเขียนว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ ปล่อยนะครับ แต่ว่าก่อนอื่นต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานให้เห็นภาพรวมนิดหนึ่ง ว่าสาเหตุที่ปุ๋ยแพงมันเกิดจากอะไร สิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียนภาพรวมก็คือว่า🔗
ประการที่ ๑ ปุ๋ยนี่นำเข้าเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์จากต่างประเทศ ประเทศที่ เรานำเข้าก็ยกตัวอย่าง เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ มาเลเซีย แล้วก็จีน ท่านประธานคงงงว่า ทำไมไปนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ มาเลเซีย เพราะว่าปุ๋ยเป็นผลผลิตส่วนหนึ่งของ น้ำมัน ประเทศเหล่านี้มีน้ำมันเพราะฉะนั้นก็เลยมีวัตถุดิบที่เป็นปุ๋ยมาด้วย จีนก็เป็น อีกประเทศหนึ่งที่เรานำเข้า อันนี้ก็คือภาพรวมที่ขออนุญาตเรียนให้เห็นภาพ สาเหตุที่ปุ๋ยแพง ต้องยอมรับความจริงว่าแพงจริงครับ เกษตรกรเดือดร้อนจริง และกระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยลำดับ แพงหนัก ๆ ตั้งแต่ต้นปีมาแล้วครับ มาจนถึงตอนนี้ ๖ เดือน กว่า ๆ สาเหตุสำคัญประการที่ ๑ ก็เพราะว่าประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศผลิตปุ๋ย แล้วเรา นำเข้าปุ๋ยจากจีนเยอะ ชะลอการส่งออก ที่จีนชะลอการส่งออกเพราะว่าจีนต้องเก็บปุ๋ยไว้ใช้ ในฤดูหว่านไถที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ อันนี้ก็คือประเด็นสำคัญที่ทำให้ปริมาณปุ๋ย ในตลาดโลกลดลง ประเด็นที่ ๒ ก็คืออินเดียซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมใหญ่ประเทศหนึ่ง ของโลกได้ประมูลซื้อปุ๋ยจากจีนไปปีหนึ่ง ๑๐ ล้านตัน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือน พฤศจิกายนปีนี้ ยังไม่จบนะครับ อันนี้ส่งผลให้ปริมาณปุ๋ยในตลาดโลกก็กระทบด้วยและส่งผล ให้ราคาสูงขึ้น ที่สำคัญก็คือต้นทุนปุ๋ยในเรื่องของการขนส่งแพงขึ้นเยอะเลยครับ เพราะว่าใน บรรดาปุ๋ย ๑๐๐ บาท เป็นต้นทุนการขนส่ง ๔๐ บาท ทำไมค่าขนส่งแพงขึ้น สำคัญที่สุดก็คือ ๑. ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นมากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ไม่อยู่ใน ฐานะที่จะไปควบคุมสั่งการเรื่องราคาน้ำมันในตลาดโลก อันนี้มันเป็นไปตามกลไกตลาด แล้ว ก็สำคัญก็คือราคาน้ำมันก็สูงขึ้นกระทบทุกประเทศในโลก และเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลก สูงขึ้นมากนี่เองส่งผลสำคัญอีกอันหนึ่งที่ท่านประธานจะเห็นชัดก็คือทำให้ค่าระวางเรือที่ จะต้องขนปุ๋ยจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยแพงขึ้นมาก สูงขึ้นกว่าเดิมถึง ๒.๕ เท่า อั น นี้ ต้ อ ง ขี ด เ ส้ น ใ ต้ เ ล ย ค รั บ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงมีผลกระทบทำให้ปุ๋ยที่เราต้องนำเข้าเกือบจะเรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ราคาทะยานสูงขึ้นเป็นลำดับ แล้วยังไม่มีทีท่าจะลดลงนะครับ เพราะราคาน้ำมันก็ยังไม่มีทีท่า จะอ่อนตัวลงไปอย่างมีเสถียรภาพ อันนี้ก็คือประเด็นสำคัญที่ขออนุญาตที่จะกราบเรียน ให้ท่านประธานได้รับทราบ ท่านถามว่ากระทรวงพาณิชย์ทำไมปล่อย ไม่ได้ปล่อยหรอกครับ แต่กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์มาโดยลำดับ และได้มีมาตรการในการเข้าไป ช่วยเหลือดูแลในเรื่องราคาปุ๋ย ประการที่ ๑ ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๓ ที่เริ่มมีสัญญาณ ทางกรมการค้าภายในได้เรียกประชุมผู้นำเข้า ๑๐ กว่ารายซึ่งเป็นรายใหญ่ แล้วก็ผู้ผลิตปุ๋ย รายใหญ่ของประเทศซึ่งก็คือเอาปุ๋ยมาผสม มีสมาคมทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ๓ สมาคมคุยกันว่า ขอความร่วมมือให้ช่วยตรึงราคาปุ๋ย อย่าไปขึ้นเพิ่มขึ้นอีก แต่ว่าสุดท้ายมันก็ตรึงไม่อยู่เพราะ ราคาต้นทุนที่นำเข้ามันสูงขึ้นเป็นลำดับ จึงเป็นที่มาที่กระทรวงพาณิชย์ต้องจัดโครงการ พาณิชย์ลดราคาปุ๋ยช่วยเกษตรกร ซึ่งได้เริ่มต้นมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมีหลักการว่าจะจำหน่าย ปุ๋ยราคาพิเศษให้กับสหกรณ์หรือเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันซื้อในรูปของกลุ่มเกษตรกร ในรูป ของการรวมตัวกันเป็นสถาบันเกษตรกรในรูปแบบต่าง ๆ โดยให้สั่งซื้อได้ผ่านสหกรณ์อำเภอ สหกรณ์จังหวัด หรือเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด ซึ่งได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างกรมการค้า ภายใน กระทรวงพาณิชย์ กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาโดยลำดับแล้ว ปุ๋ยทั้งหมด ที่จะขายราคาพิเศษนี้มีด้วยกัน ๘๔ สูตร และได้ขอความร่วมมือจากผู้นำเข้าและสมาคม ๓ สมาคมจัดปุ๋ยราคาพิเศษให้ถึง ๔,๕๐๐,๐๐๐ กระสอบ เยอะนะครับ โดยมีเงื่อนไขว่าจะทำ ให้กลุ่มเกษตรกรสามารถซื้อปุ๋ยได้ในราคาลดลงจากราคาตลาดกระสอบละ ๒๐-๕๐ บาท โดยประมาณ และขณะเดียวกันก็เท่ากับเป็นการตรึงราคาหรือล็อก (Lock) ราคา ถ้าวันข้างหน้าราคาต้นทุนปุ๋ยมันสูงขึ้นไปอีกก็จะได้สามารถซื้อในราคาที่กำหนดนี้ได้ ไม่ต้อง เพิ่มภาระให้กับกลุ่มเกษตรกร จาก ๔,๕๐๐,๐๐๐ กระสอบ ปรากฏว่ามาถึงวันนี้ได้ขายไป แล้ว ๑,๓๐๐,๐๐๐ กระสอบ เพราะฉะนั้นก็ยังเหลือ ๔,๕๐๐,๐๐๐ ลบ ๑,๓๐๐,๐๐๐ เหลืออีก ๓,๒๐๐,๐๐๐ กระสอบ ก็ขอความกรุณาท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิก รวมทั้ง ท่านประเสริฐ บุญเรือง ช่วยประชาสัมพันธ์ด้วยว่าเกษตรกรในพื้นที่เขตเลือกตั้งของท่าน หรือในจังหวัดของท่านสามารถรวมกลุ่มกันแล้วก็ประสานงานสั่งซื้อผ่านสหกรณ์หรือว่า เกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัดต่อไปได้ โดยขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้เลยครับ ในเรื่องของราคา นั่นก็คือว่ายกตัวอย่างปุ๋ยสูตร อันนี้เป็นราคาหน้าโรงงานนะครับ ปุ๋ยสูตร ๔๖-๐-๐ ตลาดขาย ๘๒๕ บาทต่อกระสอบ แต่ว่าราคาปุ๋ยพิเศษจะขาย ๖๕๐ บาท หน้าโรงงาน สูตร ๑๖-๒๐-๐ ราคาตลาด ๗๒๖ บาท ขาย ๖๔๐ บาท สูตร ๑๕-๑๕-๑๕ ๘๒๕ บาท ราคาตลาดขาย ๗๓๐ บาท หน้าโรงงาน สูตร ๐-๐-๖๐ ๔๕๐ บาท ขาย ๓๙๐ บาทสูตร ๒๑-๐-๐ ราคาตลาด ๘๐๐ บาท ขาย ๖๓๐ บาท อันนี้หน้าโรงงาน เป็นต้นครับ ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียน ให้ท่านประธาน แล้วก็ท่าน ส.ส. ประเสริฐ บุญเรือง ที่ได้สอบถามเมื่อสักครู่ได้ประสานงาน เกษตรกรรวมกลุ่มกันแล้วก็สั่งซื้อในจังหวัดได้เลย ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่าน ส.ส. ประเสริฐ คำถามที่ ๒ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ พอดีได้ฟัง ท่านรัฐมนตรีชี้แจงก็พอเข้าใจได้ ในกรณีที่เข้าใจว่าปุ๋ยนะครับเราต้องสั่งนำเข้ามาจาก ต่างประเทศทั้งหมด อันนี้ก็พอเข้าใจได้ แต่ว่าสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการโครงการ ช่วยเหลือเกษตรกรลดราคาปุ๋ยนั้นก็ถือว่าถ้าเป็นไปได้มันก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าสิ่งที่สำคัญ ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องทางต่างจังหวัดให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็น สิ่งที่ถูกต้อง ถ้าปุ๋ยที่ท่านได้มาชี้แจงนั้นก็ถือว่าพี่น้องเกษตรกรใช้กันมาก ตรงนี้ปุ๋ยที่ท่านได้ เอาขึ้นจอไว้ อันนี้คือเรื่องของปุ๋ยอันนี้พอเข้าใจได้ในกรณีที่ว่าเรานำเข้าจากต่างประเทศ เกือบทั้งหมด เพราะว่ามันเป็นสภาวะผันผวนของตลาดโลก อันนี้เข้าใจ🔗
ทีนี้คำถามที่ ๒ ว่าทำไมเรื่องเหล็กถึงมีการปรับตัวสูงขึ้น ทั้ง ๆ ที่เหล็กถือว่า เป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอันหนึ่ง ท่านจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ทางกรมการค้าภายในได้ไป ตรวจสอบหรือไม่ว่าในพื้นที่ต่างจังหวัด การปรับตัวของราคาเหล็กทำไมถึงสูงขึ้นมากขนาดนี้ ในกรณีการก่อสร้างขนาดเล็กที่อยู่ในภาคจุลภาคของพี่น้องประชาชนครับท่านรัฐมนตรี🔗
ท่านรัฐมนตรี มีอะไรจะตอบไหม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตตอบคำถามเรื่องเหล็กของท่าน ส.ส. ประเสริฐ บุญเรือง ครับ ท่านถามที่ผมจะต้องตอบ ๒ ประเด็นนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ ทำไมเหล็กก่อสร้าง แล้วก็เหล็กที่ชาวบ้านทั่วไปใช้กันด้วย ผมเติมให้ก็แล้วกัน ราคาสูงขึ้น อันที่ ๒ จะแก้อย่างไร ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าเหล็ก กับปุ๋ยคล้าย ๆ กันครับ คล้าย ๆ ก็เพราะว่าประการที่ ๑ เราต้องนำเข้าเหล็ก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ผลิตในประเทศได้แค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่ผลิตในประเทศต้องนำเข้าวัตถุดิบ จากต่างประเทศ สุดท้ายก็คือเกือบจะต้องพึ่งการนำเข้า บวกลบคูณหารแล้วก็เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั่นล่ะครับ เพราะฉะนั้นราคาเหล็กในประเทศก็จะสัมพันธ์กับราคาเหล็ก ในตลาดโลก สาเหตุที่เหล็กราคาสูงขึ้นก็เพราะเหตุว่า ประการที่ ๑ แหล่งผลิตเหล็กใหญ่ สำคัญ ๆ ของโลก เช่น บราซิล ออสเตรเลีย ซึ่งมีอุตสาหกรรมเหมืองเหล็กผลิตเหล็กไม่ได้ ตามเป้าหมายในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อปริมาณเหล็กในโลก อันนี้ท่านคะเน ได้ว่าสุดท้ายถ้าเป็นอย่างนี้ราคามันก็ขึ้น เพราะของมันมีน้อยลง ประการที่ ๒ ก็คือจีนซึ่งเป็น ประเทศส่งออกเหล็กรายใหญ่รายหนึ่งของโลกผลิตเหล็กน้อยลง แล้วก็ส่งออกน้อยลง ด้วยเหตุผลประการที่ ๑ ก็คือว่าจีนปิดโรงงานผลิตเหล็กจำนวนหนึ่ง เพราะอียู (EU) กดดัน ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นจีนก็ปิดโรงงานเหล็กที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อันนี้ ก็ส่งผลกระทบต่อปริมาณเหล็กทั้งในตลาดจีนแล้วก็ตลาดโลก อันที่ ๒ เมื่อเป็นเช่นนั้นส่งผล ให้จีนต้องเก็บเหล็กไว้ใช้ในประเทศเพื่อการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพราะฉะนั้น การส่งออกก็กระทบ ประการที่ ๓ จีนยกเลิกภาษีช่วยการส่งออกเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ไม่กี่เดือนมานี้ครับ เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม เมื่อ ๓-๔ เดือนที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเมื่อยกเลิกภาษีสนับสนุนการส่งออกเหล็กก็ส่งผลกระทบให้การส่งออกเหล็ก กระเทือน แล้วก็มีผลให้ราคาส่งออกมันก็สูงขึ้น เพราะรัฐบาลจีนไม่ช่วยมาตรการด้านภาษี อันนี้ก็เป็นเหตุผลประการหนึ่งทำไมเหล็กในตลาดโลกแพงขึ้น อันที่ ๒ ประเทศรัสเซีย ประเทศรัสเซียก็เป็นแหล่งผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกเหมือนกัน ประเทศรัสเซียเก็บภาษีส่งออก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ ๑ สิงหาคม ไม่กี่วันมานี้ครับ อันนี้ ก็ช่วยซ้ำให้เหล็กที่เราต้องนำเข้ามาแพงขึ้นไปอีก และอันที่ ๓ เพราะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ปริมาณความต้องการใช้เหล็กในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รวมทั้งบ้านเรือนที่อยู่ อาศัยก็เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี เป็นต้น อย่างไรก็ตามในเรื่องของแนวทางการแก้ไข ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หรอกครับ โดยเฉพาะกรมการค้าภายในที่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องราคาสินค้า บริการต่าง ๆ ที่ผ่านมากรมการค้าภายในก็ได้เชิญตัวแทนอุตสาหกรรมการก่อสร้างแล้วก็สภาอุตสาหกรรม เข้ามาร่วมหารือแล้วก็ได้ข้อสรุปกันว่าจะดำเนินการทำโครงการที่เรียกว่าบิสสิเนส แมตชิง (Business Matching) คือการจัดให้มีการพบปะกันระหว่างผู้ส่งออกเหล็กจากต่างประเทศ กับผู้นำเข้าเหล็กในประเทศ หรือผู้บริโภคเหล็กในประเทศโดยตรง เพื่อตัดขั้นซัพพลายเชน (Supply Chain) หรือว่าแวลูเชน (Value Chain) คั่นกลางหรือพ่อค้าคนกลางออกไป จะได้ ช่วยลดต้นทุนในการนำเข้าเหล็ก แล้วก็ช่วยลดปัญหาในเรื่องของเหล็กราคาสูงขึ้นลงไปได้ ขณะเดียวกันกรมการค้าต่างประเทศ โดยคณะกรรมการทุ่มตลาด หรือแอนติดัมป์ปิง (Anti- Dumping) ซึ่งผมนั่งเป็นประธานด้วยตัวเองก็ได้มีมาตรการช่วยบรรเทาหรือยับยั้งการที่เหล็ก จะราคาทะยานหนักขึ้นไปอีก นั่นก็คือว่ามี ๒ กรณีที่ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ประเด็นที่ ๑ ก็คือมีผู้ผลิตเหล็กในประเทศที่ผลิตเหล็กทำหลังคา อันนี้เกี่ยวข้องกับชาวบ้านตาดำ ๆ แล้วก็ เกี่ยวข้องกับธุรกิจก่อสร้างทั่วไป หรือที่ผลิตเมทัลชีต (Metal Sheet) พูดง่าย ๆ ได้ร้องมานะ ครับว่าเหล็กจากประเทศจีนกับประเทศเกาหลีทุ่มตลาดมาขายราคาถูกในประเทศไทย เพราะฉะนั้นขอให้เก็บภาษีนำเข้าเหล็กที่ขายในประเทศจะได้สู้ได้ ไม่อย่างนั้นเหล็ก ในประเทศก็จะสู้ไม่ได้ อันนี้เขามีสิทธิร้อง เพราะเป็นไปตามกฎหมายทุ่มตลาดที่ทั้งโลกเขาก็ ใช้กัน ผมก็ต้องตั้งกรรมการสอบให้ ปรากฏว่าผลสอบพบว่าประเทศจีนกับประเทศเกาหลี เข้ามาทุ่มตลาดจริง เมื่อพบว่าทุ่มตลาดจริงมันไม่มีทางเป็นอย่างอื่นครับ เราต้องเก็บภาษี นำเข้าจากประเทศจีน ประเทศเกาหลีเพิ่ม ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ไม่มีทางเลี่ยง ซึ่งถ้าเก็บ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนราคาเหล็กในประเทศทะยานทันที แล้วก็กระทบทั้งอุตสาหกรรม ก่อสร้างที่ท่าน ส.ส. ประเสริฐ บุญเรือง เป็นห่วง กระทบทั้งชาวบ้านที่จะต้องก่อสร้าง บ้านเรือนเรื่องเหล็กมุงหลังคา แต่ขีดเส้นใต้ครับ คณะกรรมการได้มีมติยกเว้นว่าการจะเก็บ ภาษี ๔๐ เปอร์เซ็นต์นี้ ซึ่งไม่ทำไม่ได้เพราะเป็นไปตามกติกาโลก เราจะยกเว้นเก็บภาษี ๖ เดือนครับ ก็แปลว่าไม่เพิ่มภาษี ไม่เพิ่มภาระที่จะทำให้เหล็กในประเทศแพงขึ้นไปกว่า ที่เป็นอยู่ ๖ เดือนคือตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนกระทั่งถึงเดือนตุลาคมปีนี้ เพราะฉะนั้น ช่วงนี้ก็ยังอยู่ในช่วงที่ไม่เก็บภาษีเพิ่ม อันนี้ก็คือตัวอย่างกรณีที่ ๑ กรณีที่ ๒ ก็คือตัวอย่าง ของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยที่ทำเหล็กรีดร้อนซึ่งเอาไปผลิตรถยนต์กับ เครื่องใช้ไฟฟ้า พัดลม อะไรต่อมิอะไรที่ชาวบ้านต้องใช้อยู่ต่อไปครับ ร้องเหมือนกันว่ามีการ ทุ่มตลาดจากต่างประเทศเข้ามาขายแข่งในราคาถูกทำให้อุตสาหกรรมเหล็กรีดร้อน ในประเทศสู้ไม่ได้ ซึ่งอันนี้เราได้เก็บภาษีทุ่มตลาดมาระยะหนึ่งแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เพราะว่า พบว่าทุ่มตลาดจริง เก็บภาษีถึง ๓-๑๒๐ เปอร์เซ็นต์มาจนถึงปัจจุบัน แต่คณะกรรมการมีมติยกเว้นแล้วครับว่าตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๖๔ เป็นต้นไป คือเมื่อ ๒-๓ เดือนที่ผ่านมามีมติให้เลิกเก็บภาษี ๓-๑๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเวลา ๖ เดือนเหมือนกัน คือตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนธันวาคมปลายปีนี้เพื่อไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับ เหล็กราคาสูงขึ้นในประเทศ หรือกดราคาให้ลงมา อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียน มาตรการที่เป็นรูปธรรมที่ช่วยเรื่องเหล็กที่ท่าน ส.ส. ประเสริฐ บุญเรือง เป็นห่วง ขอบคุณ ที่ถามนะครับ🔗
ท่าน ส.ส. ประเสริฐ บุญเรือง เหลืออีก ๑ คำถาม เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ประเสริฐ บุญเรือง คำถามที่ ๓ ความจริงคำถามที่ ๓ นี้ผมคิดว่าจะถามท่านรัฐมนตรีว่า จะมีมาตรการแก้ไขปัญหาช่วยเหลือพี่น้องที่ใช้เหล็กเกี่ยวกับการก่อสร้าง ปัจจัย ๔ ก็คือ พวกบ้าน ที่อยู่อาศัย และอุตสาหกรรมการก่อสร้างขนาดใหญ่ได้อย่างไร ซึ่งท่านรัฐมนตรี ก็ตอบในหลักการที่คำถามของผม ไม่ว่าปุ๋ยหรือเหล็ก มาตรการต่าง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ชี้แจงตอบ ผมเข้าใจนะครับ เข้าใจว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นมาอยู่ ณ ปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร ก็ขอให้ท่านรัฐมนตรีมีมาตรการที่เข้มแข็ง สามารถที่จะกำหนดกรอบในอัตราปุ๋ย เหล็กให้มี ราคาลดลงจากที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ขอฝากท่านรัฐมนตรีไว้เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ที่มี อุตสาหกรรมการก่อสร้างอะไรต่างๆ ได้รับผลที่แก้ปัญหา เติมกำลังใจให้กันในยุคของปัญหา ของโควิด (COVID) ที่มากมายอย่างนี้ ก็ขอให้ท่านรัฐมนตรีได้ดำเนินการด้วยครับ ฝากขอบพระคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรี เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประเสริฐ บุญเรือง ครับ ก็ขอความกรุณาท่านช่วยประชาสัมพันธ์ ด้วยนะครับ เพราะว่าก็ถือว่าวันนี้ท่านได้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ช่วยประชาสัมพันธ์มาตรการของกระทรวงพาณิชย์ทั้งปุ๋ยทั้งเหล็กด้วยต่อไป และผมจะช่วย ติดตามดูแลโดยใกล้ชิดต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าจบการถามกระทู้ถามสดด้วยวาจาของ ท่าน ส.ส. ประเสริฐ บุญเรือง ถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่กรุณาให้เกียรติกับทางสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา🔗
ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๑.๑.๒ เป็นกระทู้ถามสดด้วยวาจาของท่าน ส.ส. นิยม ช่างพินิจ🔗
๑.๑.๒ กระทู้ถามที่ ๑๓๗ ส. (นายนิยม ช่างพินิจ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ด้วยได้รับการ ประสานจากเจ้าหน้าที่แจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คือท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ฉะนั้นตอนนี้ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ก็อยู่ในห้องประชุมแล้วนะครับ วันนี้ท่านรับคนเดียว ๓ กระทู้นะครับ ขอเชิญท่านนิยม ช่างพินิจ เตรียมถามได้เลยนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกพรรคเพื่อไทย จังหวัดพิษณุโลก วันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานไปถึง รัฐมนตรีที่เห็นความสำคัญของพี่น้อง โดยเฉพาะพี่น้องภาคการเกษตรที่ปลูกข้าวที่ราคาตกต่ำ จนถึงทุกวันนี้นะครับ แล้วก็สิ่งสำคัญต้องขอขอบคุณท่าน ส.ส. คมเดช ไชยศิวามงคล จังหวัด กาฬสินธุ์ ที่ได้มอบหมายให้ เล็งเห็นปัญหาของพี่น้องภาคการเกษตร ได้เห็นความสำคัญ ท่านประธานครับ ปัญหาพืชผลทางเกษตรผมเชื่อได้ว่าทุกพื้นที่ครับ ไล่มาตั้งแต่ภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ภาคเหนือ ข้าวเหนียว ภาคกลาง ไม่ว่าข้าวหอมจังหวัด ข้าวขาว ทุกตัวตกต่ำหมด โดยเฉพาะทางจังหวัดพะเยา ท่าน ส.ส. วิสุทธิ์ ไชยณรุณ บอกว่าจังหวัด พะเยากิโลกรัมละ ๔ บาท ๕ บาท ข้าวเหนียว จังหวัดเชียงราย ท่าน ส.ส. รังสรรค์ก็บอก ๔ บาท ทุกที่ครับตกต่ำหมด แล้วก็ข้าวก็จะเก็บเกี่ยวเร็ว โดยเฉพาะทางภาคเหนือ ยิ่งไปกว่านั้นพืชอีกตัวหนึ่งที่ผมเห็นแล้วผมเข้าใจ แล้วก็มันเป็นพืช ยืนต้นอย่างลำไยอย่างนี้ครับ ที่ผ่านมานั้นกิโลกรัมละไม่ถึง ๓ บาท ท่าน ส.ส. จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ บอกว่าตอนนี้เขาตัดต้นทิ้งแล้ว ถ้าเป็นอย่างข้าวเป็นอย่างอะไรถือว่าเป็นพืช ล้มลุก ก็ยังจะแก้ตัวได้ แต่ก็ไม่มีโอกาสนะครับ ท่าน ส.ส. จุลพันธ์ก็ฝากถามว่า ตอบเป็น ลายลักษณ์อักษรก็ได้ว่าลำไยที่เขาเก็บผลผลิตไปหมดแล้ว เราจะไปเยียวยาให้กับพี่น้อง เกษตรกรที่ปลูกลำไยอย่างไร เรื่องข้าวถือว่าเป็นหัวใจหลัก หลายล้านครัวเรือนที่ปลูกข้าว ตอนนี้ข้าวโดยเฉพาะพื้นที่ของจังหวัดพิษณุโลกส่วนใหญ่ก็เก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว ตันละ ๕,๐๐๐ กว่าบาท ๖,๐๐๐ กว่าบาท แล้วดูจากราคาประกันรายได้ ราคาอ้างอิง ราคาอ้างอิง ประกาศสูงมาก ทีนี้ผมอยากจะถามว่าถ้าราคาอ้างอิงประกาศสูง ส่วนต่างพี่น้องเกษตรกร ก็อาจจะได้น้อย เช่น ข้าวขาว ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าไปประกาศราคาอ้างอิง ๙,๐๐๐ กว่าบาท พี่น้องเกษตรกรก็จะได้แค่ไม่ถึง ๑,๐๐๐ บาท ถ้ารวบรวมแล้ว ๓๐ ตัน มันก็ไม่กี่หมื่น ไม่ถึง ๓๐,๐๐๐ บาท แต่สิ่งที่สำคัญเจ็บปวดไปมากกว่านั้นอีกคือพี่น้องที่ปลูกข้าวที่ไม่ได้ ขึ้นทะเบียนที่ทำเกินจำนวนไร่ จำนวนที่รัฐควบคุมอยู่ที่ช่วยขึ้นทะเบียนเกิน ๓๐-๔๐ กว่าไร่ ขึ้นไป เขาก็ต้องขายเกวียนละ ๕,๐๐๐ กว่าบาท เขาก็ไม่มีโอกาสได้ส่วนต่างตรงนี้เลย ผมอยากจะถามว่าแนวทางของท่านรัฐมนตรีที่มาตอบผมเชื่อว่าท่านเข้าใจดี แต่กระทู้นี้ ผมถามถามท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมอยากให้นายกรัฐมนตรีเข้าใจด้วย เม็ดเงินถือว่า ไม่มากหรอกครับ ผมฟังว่าท่านจะตั้งเม็ดเงินไว้ก่อน ผมอยากให้มันตรงกับข้อเท็จจริงของ พี่น้องเกษตรกรจริง ๆ วันนี้เขาขายได้ ๕,๐๐๐ กว่าบาท ข้าวขาวนะครับ ถ้าไปหักลบ กลบหนี้เรื่องความชื้นมันแทบจะไม่มีผลอะไรเลยครับ ทีนี้ผมจะถามเป็นคำถามแรกนะครับ ว่าเราจะจ่ายส่วนต่างที่ผ่านมาได้เมื่อไร แล้วก็ได้ประมาณเท่าไร ได้เมื่อไรครับ แล้วได้ ประมาณเท่าไรครับ ผมไม่ต้องระบุตัวเลขว่าได้เท่านั้นเท่านี้นะครับ นี่เป็นคำถามแรก แต่ก็อยากให้มันตรงกับข้อเท็จจริงกับพี่น้องเกษตรกรได้รับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ส่วนต่างสำหรับประกันรายได้ข้าว ขณะนี้ขั้นตอน กระบวนการก็คือกระทรวงพาณิชย์ได้เสนอผ่านที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว แล้วผมได้ลงนามเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งเมื่อผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็สามารถดำเนินการนโยบายประกันรายได้ข้าวปี ๓ ได้เลยครับ เมื่อผ่านคณะรัฐมนตรีและทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกติกาทุกประการ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยท่านนิยม ช่างพินิจ ก็สามารถที่จะไปช่วยตอบเกษตรกรได้ว่าขณะนี้ รอเข้าที่ประชุม ครม. หลักเกณฑ์ทุกประการเหมือนปี ๒ ปี ๑ ที่ผ่านมาทุกอย่างนะครับ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องกังวลนะครับ ผมมั่นใจว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต้องเห็นชอบ อย่างน้อยก็ในหลักการเพราะว่านโยบายประกันรายได้ ข้าวบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาล และแถลงต่อรัฐสภา ที่ท่านนิยม ช่างพินิจ เป็นสมาชิกรัฐสภาอยู่แล้ว อันนี้ก็คือประการที่ ๑ ที่ขออนุญาตที่จะกราบเรียนนะครับ ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของราคาอ้างอิง ความจริง เมื่อกี้ผมก็ได้ตอบท่านกรวีร์ไปแล้วนะครับ ไม่ขออนุญาตที่จะตอบซ้ำ เข้าใจว่าท่านคงนั่งฟัง อยู่ด้วยอยู่แล้ว ก็กรุณาเอาคำตอบนั้นไปช่วยชี้แจงกับเกษตรกรด้วย แล้วก็ราคาอ้างอิงนั้น จำเป็นอย่างยิ่งครับที่จะต้องใช้ราคาอ้างอิงที่เป็นไปตามคุณภาพข้าวที่ได้มาตรฐานและ ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ตามที่ได้กำหนดไว้ เพราะว่าไม่เป็นไปตามนั้นไม่ได้ เพราะถ้าหากว่าข้าวคุณภาพต่ำ ความชื้นสูง เราก็ยังจ่ายเงินส่วนต่างเท่ากับข้าวที่มีคุณภาพ สุดท้ายก็จะกลายเป็นการส่งเสริมการผลิตข้าวที่ไม่มีคุณภาพ แล้วมันจะกระทบต่อคุณภาพ ข้าวไทยในภาพรวม และจะกระทบต่อการส่งออก และกระทบต่อหลายส่วนต่อไปนะครับ อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียน แต่อย่างไรก็ตามนโยบายประกันรายได้ข้าวก็มีส่วนช่วย เป็นหลักประกันเหมือนที่ผมได้เรียน อย่างน้อยที่สุดยามใดที่ราคาข้าวมันตกต่ำหรือต่ำกว่า รายได้ที่ประกันก็มีเงินส่วนต่างเข้าไปช่วยชดเชยให้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ ๒ ทาง พอยังชีพ ได้ครับ แม้จะไม่ถึงกับร่ำรวยเป็นเศรษฐีก็ตาม อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตตอบด้วยความจริงใจ🔗
ส่วนลำไยขอแวะนิดหนึ่งเถอะครับ เมื่อกี้ท่านย้ำแล้วก็เพื่อนสมาชิกก็ได้หารือ ผมก็ได้ยินอยู่นะครับ นั่งฟังอยู่ ขออนุญาตเรียนว่าลำไยนี่ผมก็เป็นห่วงนะครับ พืชเกษตร ทุกตัวเราก็ดู ไม่กี่วันนี้ผมมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงไปช่วยดูกับ ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็ที่ลำพูน ปัญหาใหญ่ ของลำไยก็คือว่าจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของเราพบเพลี้ยแป้งในลำไย แล้วก็ทำท่าว่าจะกระทบ ในเรื่องของการส่งออก สุดท้ายทูตพาณิชย์ ทูตเกษตรต้องเร่งเจรจากับจีนแก้ปัญหาด่วนที่สุด แล้วเราก็ประสบความสำเร็จ เพราะจากกรณีที่เราจะต้องสั่งการให้ล้งทั้งหมดหยุดรับซื้อ ๕๐-๖๐ ล้ง สุดท้ายเมื่อเราเจรจาแล้วจีนก็ยอมผ่อนปรนที่ให้เราสามารถส่งออกและให้ล้ง รับซื้อได้ต่อไป เพียงแต่ขอให้ปฏิบัติตามมาตรฐานที่จีนกำหนด อันนี้ก็เลยช่วยทำให้ลำไย หลังจากเราแก้ปัญหาแล้วสามารถระบายไปจีนได้ และทำให้ดึงราคาขึ้นมาในช่วงหลังได้ ระดับหนึ่ง ส่วนที่ท่านถามเรื่องเงินช่วยเหลือชดเชย อันนั้นทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็พิจารณาอยู่นะครับในส่วนนี้ ก็ขออนุญาตตอบตรงนี้เท่านี้ ส่วนที่ท่านถามว่าประกันรายได้ ข้าวจะเริ่มเมื่อไรนะครับ หลังผ่าน ครม. งวดแรกจะเริ่ม ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๔ ครับ สำหรับผู้ที่ เกี่ยวเก็บก่อน ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๔ โดยใช้ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง ๗ วันเป็นตัวกำหนดราคาครับ🔗
ท่าน ส.ส. นิยมมีคำถามไหมครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดพิษณุโลก ท่านประธานครับ อย่างที่ท่านรัฐมนตรีเรียนตอบมาเมื่อสักครู่นี้นะครับผมว่ามันจะไม่ตอบโจทย์ให้กับพี่น้อง เกษตรกร ผมกลัวนะครับผมกลัว กลัวจะไม่ตอบ เพราะว่าข้าวที่เขาเก็บเกี่ยวไปแล้วคือราคา มันต่ำจริง ๆ ครับ ผมกลัวจะได้ส่วนต่างไม่ถึงพันหรือพันนิด ๆ ผมไม่เข้าใจว่าในเกณฑ์ของ การประกาศราคาอ้างอิงมันไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ขอสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๑ ครับ🔗
นี่ครับ ตอนนี้ผมจะไม่พูดถึงเรื่องความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่พูดเรื่องความชื้น ๒๐ ๓๐ ครับ ทางโรงสีส่งมาให้ผม นี่คือราคาครับ จะเห็นได้ว่า ๗,๐๐๐ กว่าบาท ถ้าเราจะเอาประกัน ๑๐,๐๐๐ บาท เอาข้าวขาวนะครับ ท่านต้องชดเชย ๒,๐๐๐ กว่าบาทเลยนะครับ แล้วผมว่าไม่มากครับสำหรับพี่น้องเกษตรกร ซูม (Zoom) ให้ใกล้ ๆ เลยครับ เอาจังหวัดอะไรก็ได้ครับถือว่าผมเป็นตัวแทนของ คนทั้งประเทศ จะเห็นได้ครับ ข้าวเจ้า ๕ เปอร์เซ็นต์ ๗,๐๐๐ กว่าบาทเองนะครับ นี่คือโรงสี ประกาศครับ แล้วไหนจะต้องไปที่พ่อค้า ต่อไปอีก ท่านเห็นไหมครับ นี่ราคา ๑๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วถัดมาก็จะเป็นข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ผมจะไม่พูดถึงเรื่องของ ความชื้น ไม่พูดแล้วครับ นี่คือความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเกษตรกรก็ไม่ใช่ เรื่องแปลกที่เขาจะขายได้ ๖,๐๐๐ บาท ถ้าหักความชื้น บวกความชื้นไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีเรียนไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าขอให้ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรตามข้อเท็จจริงที่เขาขายได้จริงครับ เพราะผมไปลงพื้นที่ผมก็บอก ว่าผมจะติดตามให้ เพราะผมเชื่อว่าทางกระทรวงพาณิชย์เองเข้าใจว่าจะเยียวยาอย่างไร จะชดเชยอย่างไร ผมไม่ต้องขอให้พี่น้องเกษตรกรเอาเปรียบ เอาแค่ข้อเท็จจริงก็พอแล้ว นะครับ นี่คืออยากจะย้ำนะครับว่าอยากให้ตรงนี้ขอให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร แล้วก็ผมเชื่อว่ามันจะไปช่วยพี่น้องเกษตรได้ ต้นทุนเขาก็แพงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย อย่างที่ ท่านเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ราคาน้ำมันก็ดีนะครับ น้ำมันกับปุ๋ยมันก็เชื่อมโยงกัน อย่างที่ท่าน เรียนไปมันก็สูงอยู่แล้วครับ แล้วเรื่องของต้นทุน เรื่องของการผลิตต่อไร่ ต่อถัง ผมว่ามันยัง เล็ก ๆ เพราะสิ่งสำคัญว่าต้นทุนของแต่ละที่ แต่ละผู้เพาะปลูกมันก็แตกต่างกัน เพราะ นาในเขตชลประทาน นานอกเขตชลประทาน นานอกเขตชลประทานควรจะได้พิจารณา ให้เยอะนะเพราะเขาใช้น้ำมันสูบน้ำใต้ดิน สูบน้ำบาดาลขึ้นมาทำการเพาะปลูก อย่างนี้ นะครับ แต่ผมไม่พูด ผมบอกเอาแค่นี้ก่อน ขอให้ได้ตามข้อเท็จจริงอย่างนี้นะครับ หลักเกณฑ์ ในการประกาศราคาอ้างอิงผมว่าผมไม่อยากจะพูดซ้ำและไม่อยากจะเพิ่มเติม ผมอยากให้ เป็นตามข้อเท็จจริงอย่างที่ผมเรียนไป เอกสารเมื่อกี้นี้ของสมาคมโรงสีเลยนะครับ ข้าว ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๗,๐๐๐ กว่าบาท อย่างน้อยเราก็ต้องเยียวยาให้เกษตรกร ๒,๐๐๐ กว่าบาท อย่างนี้นะครับ ผมอยากจะถามท่านเป็นคำถามที่ ๒ ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ ในปัจจุบันนี้ เราจะได้แก้ที่ต้นเหตุ นี่เป็นคำถามที่ ๒ ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตที่จะชี้แจงให้ท่านประธานได้เห็นภาพ ว่าความจริงราคาข้าวไม่ได้ตกมาตลอดระยะเวลานะครับ อย่างน้อยปีที่แล้วท่านคงจำได้ผมก็ มารายงานในสภานี้ ราคาข้าวเปลือกเจ้าแตะหมื่นนะครับ สูงสุดในรอบหลายสิบ เป็น ๑๐ ปี อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตฟื้นความหลังให้ท่านประธานได้พอเห็นภาพ แต่ว่าปีนี้ราคาก็อ่อนตัว ลงมาจริง อันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ว่าขณะนี้ราคาก็เริ่มฟื้นขึ้นมา ยกตัวอย่าง เช่นข้าวหอมมะลิ จากวันที่ ๖ สิงหาคม ที่ผ่านมาราคาอยู่ที่ประมาณ ๑๑,๐๐๐ บาท ตอนนี้ ๘ กันยายน ก็ขึ้นมาประมาณ ๒ เดือนก็ไป ๑๑,๓๐๐ อันนี้ราคาเฉลี่ยเกณฑ์กลางก็กระเตื้อง ขึ้นมาบ้าง อันนี้ก็คือเป็นภาพที่ให้พอเห็น แต่ว่าที่ราคามันตกลงไปในช่วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับความจริงว่าปีนี้เรามีปัญหาเรื่องการส่งออกข้าว ถ้าการส่งออกข้าวไม่ดีมันก็ กระทบราคาในประเทศ อันนี้ท่านคงพอคะเนได้อยู่แล้วและเข้าใจตรรกะของมันนะครับ สาเหตุที่เราส่งออกข้าวได้น้อยต้องยอมรับ ครึ่งปีแรกคือตั้งแต่เดือนมกราคมไปจนกระทั่งถึง เดือนมิถุนายนปีนี้นะครับเราส่งออกได้แค่ ๒.๑ ล้านตัน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าต้องยอมรับ ความจริงว่าก่อนหน้านี้ราคาข้าวเราในประเทศสูงขึ้นทำให้ต้นทุนการส่งออกสูงจนกระทั่ง สู้คู่แข่งไม่ได้ คู่แข่งเราก็ใครล่ะครับ ๑. อินเดีย ๒. เวียดนาม ที่เห็นชัด ๆ ท่านทราบไหมครับ ราคาที่เราเสนอขายในตลาดโลกแพงกว่าจีน อินเดีย บางครั้งต่างกันเกือบ ๑๐๐ เหรียญต่อตัน ถ้าอย่างนี้มันก็ไปต่อไม่ได้ เพราะต้นทุนเราสูง คือยามที่ราคาข้าวในประเทศดีก็ดี แต่ว่ากระทบส่งออก แต่ยามใดที่ราคาข้าวในประเทศต่ำบางทีก็ช่วยให้เราแข่งขันได้ดีขึ้น แต่ก็กระทบชาวนา เพราะฉะนั้นสมดุลอยู่ตรงไหน สมดุลก็อยู่ตรงที่ นี่คือที่มาที่ทำไมผมต้องทำนโยบายประกัน รายได้ครับ อย่างน้อยให้ชาวนามีหลักประกัน ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าท่านปลูกข้าวเปลือกเจ้า ถ้าตกลงมาไม่เป็นอะไรมีเงินชดเชยส่วนต่างให้ อันนี้ก็คือสมดุลที่ทำให้ผู้ส่งออกก็ไม่ต้องมี ต้นทุนสูงจนเกินไป เพราะเขาจะซื้อในราคาตลาดและส่งออกไปแข่งขันได้ แต่ชาวนา ก็ไม่จำเป็นต้องมีรายได้ตามราคาตลาด เพราะจะมีเงินชดเชยส่วนต่างบวกให้ ทำให้เป็น หลักประกันให้ท่านยังชีพได้วิน วิน (Win Win) ทั้ง ๒ ส่วน อันนี้ก็คือสิ่งที่เป็นสมดุลและเป็น นโยบายที่ผมเรียนว่าถูกต้อง และควรจะได้เดินหน้าต่อไป🔗
เหตุผลประการที่ ๒ ในช่วงครึ่งปีแรก เงินบาทแข็งมากครับ เมื่อเงินบาทแข็ง ผลก็คือจะทำให้ต่างประเทศมีความรู้สึกว่าข้าวเราแพง มันเป็นประเด็นซ้ำเติมราคา ทำให้เรา แข่งในตลาดโลกไม่ได้อีกอันหนึ่ง และอันที่ ๓ ต้องยอมรับความจริง อันนี้ต้องแก้ปัญหา ระยะยาวครับ แก้ระยะสั้นไม่ได้ เราเริ่มมีปัญหาเรื่องพันธุ์ข้าวหรือชนิดของข้าวที่จะไปแข่ง ในตลาดโลก เพราะต้องยอมรับความจริงว่าโลกปัจจุบันต้องการข้าวพื้นนุ่ม แต่ส่วนใหญ่ เราไปผลิตข้าวพื้นแข็ง เราก็เลยผลิตในสิ่งที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดโลก ก็เลยทำให้ เราผลิตในสิ่งที่ไม่สนองความต้องการของตลาด อันถัดมาก็คือต้นทุนในเรื่องการส่งข้าว ไปขายต่างประเทศของเราสูงขึ้นมาก เพราะค่าระวางเรือแพงขึ้นมากเลยครับ บางครั้ง ค่าระวางเรือแพงกว่าค่าข้าวที่ใส่ลงไปในเรือ ทำให้ต้นทุนสูง สุดท้ายเราแข่งราคาไม่ได้ และประเด็นสำคัญคือคู่แข่งเราเพิ่มขึ้น เช่น ประเทศจีน เปลี่ยนจากผู้ส่งออก เปลี่ยนจาก ผู้นำเข้าข้าว เดี๋ยวนี้กลายเป็นผู้ส่งออกข้าวแล้ว อันนี้ก็เหตุผลรวม ๆ ที่ขออนุญาตกราบเรียน ทำไมการส่งออกครึ่งปีแรกของเราปริมาณมันลดลง แล้วก็ส่งผลต่อราคาข้าวในประเทศด้วย แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็มีข่าวดีนะครับ ขออนุญาตเรียนท่านนิยมที่ท่านเป็นห่วงนะครับ ขอบคุณมาก ว่าครึ่งปีหลังนี่โอกาสการส่งออกข้าวของเรามีแนวโน้มดีขึ้นครับ แทนที่จะ ส่งออกได้ ๒.๑ ล้านตัน ก็มีแนวโน้มจะทำได้ถึง ๓ ล้านตัน ครึ่งปีหลัง เพราะว่า ๑. ค่าเงินบาท อ่อนตัวลง ทำให้ราคาเราสามารถแข่งในต่างประเทศได้ดีขึ้น อันนี้ก็คือเหตุผล ประการที่ ๒ เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวครับ ความต้องการข้าวเพิ่มมากขึ้น แล้วก็อันที่ ๓ ก็คือเราเริ่ม ขายข้าวจีทูจี (G to G) ได้มากขึ้นสำหรับให้ประเทศจีน อย่างเช่นเมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาทางกรมการค้าต่างประเทศสามารถเจรจาขายข้าวขาว ๕ เปอร์เซ็นต์ให้กับจีนได้ ๒๐,๐๐๐ ตัน แล้วก็ขณะนี้กำลังเจรจาอีก ๒๐,๐๐๐ ตัน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนกระบวนการ เพราะ การขายข้าวจีทูจี (G to G) ปัจจุบันเราปรับปรุงระบบระเบียบเยอะแล้วครับ โกงกันไม่ได้แล้วครับ เพราะต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการอนุมัติราคาจากที่ประชุม นบข. ไปนายกรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบ หลังจากนั้นทางกรมการค้าต่างประเทศจึงมาเจรจาตามราคาที่ ได้รับมอบหมาย เป็นขั้นตอนกระบวนการที่มีความรัดกุมมาก และเรามีแนวโน้มจะขายได้อีก ๒๐,๐๐๐ ตัน อันนี้จะมีผลทางจิตวิทยาในการที่จะช่วยทำให้การส่งออกดีขึ้นและดึงราคาข้าว ในประเทศดีขึ้น ที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าที่ผ่านมาประเทศไทยโดยกรมการค้าต่างประเทศ สามารถทำเอ็มโอยู (MOU) กับอินโดนีเซียในการที่จะซื้อข้าวเรา กับบังคลาเทศ และที่เป็น ข่าวดีก็คืออาจจะทำเอ็มโอยู (MOU) กับติมอร์เลสเตได้ในการที่เขาจะเริ่มนำเข้าข้าวจากเรา แต่ก็ขอว่าทำแล้วขอเริ่มต้นนำเข้าจากเอกชนก่อน ซึ่งอันนี้ก็ไม่เป็นอะไร จะเอกชนหรือรัฐ อย่างน้อยข้าวไทยออกไปต่างประเทศได้มันก็ช่วยดึงราคาในประเทศได้ ที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าเรากำลังเร่งเจรจาทางการตลาดโดยทูตพาณิชย์ ก็คือกับฮ่องกง กับฟิลิปปินส์ กับมาเลเซีย แล้วก็สิงคโปร์ให้ช่วยซื้อข้าวเรามากขึ้น แล้วก็อีกอันหนึ่ง ที่ท่านอาจจะคิดไม่ถึง ไม่กี่วันนี้สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยประชุมร่วมกับผม แล้วก็เขา ติดปัญหาปัญหาหนึ่งก็คือว่าเราส่งออกข้าว เวลาเราส่งออกเราไปส่งออกที่เกาะสีชัง ปรากฏว่าพอเราเริ่มขายข้าวได้ แรงงานที่จะแบกข้าวลงเรือแล้วก็ขนข้าวต่อไปส่งออกอาจจะ มีปัญหากระทบเรื่องโควิด (COVID) ตรงนี้ก็เลยเป็นที่มาที่ผมประสานกับ ศบค. แล้วได้รับ ความร่วมมือทันที จัดวัคซีนให้ผ่านจังหวัดชลบุรีแล้วก็ไปช่วยฉีดวัคซีนให้กับแรงงาน ที่จำเป็นต้องขนข้าวลง ก็ช่วยให้การระบายข้าวลื่นไหลขึ้นจากเกาะสีชังไปยังต่างประเทศได้ อันนี้ก็คือการแก้ปัญหาหน้างานที่ช่วยเป็นเหตุผลรวม ๆ กันว่าทำไมแนวโน้มในการส่งออก ข้าวครึ่งปีหลังมีแนวโน้มจะดีขึ้น สุดท้ายอันนี้ตัวเลขจริง ปรากฏว่าปกติเอกชนจะมาขอ ใบอนุญาตการส่งออกข้าวจากกรมการค้าต่างประเทศเฉลี่ยเดือนหนึ่งประมาณ ๓-๔ แสนตัน แต่เฉพาะเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้ขออนุญาตไปแล้ว ๘.๔ แสนตัน ก็เป็นเครื่องชี้วัดว่า แนวโน้มการส่งออกข้าวครึ่งปีหลังก็น่าจะดีขึ้น และจะส่งผลกับราคาข้าวในประเทศ ให้ขยับตัวได้สูงขึ้นได้ ก็ขออนุญาตเรียนให้ท่านพินิจได้รับความสบายใจ แล้วก็เห็น ภาพรวมครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ท่าน ส.ส. นิยม ยังมีอะไรติดใจอยู่ไหมครับ เชิญอีก ๑ คำถามครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ผมฟัง ท่านรัฐมนตรีตอบ น่ายินดีครับกับผู้ส่งออก แต่สำหรับผู้ที่เพาะปลูก เกษตรกร ผมว่า มันไม่ตอบโจทย์ สิ่งที่ผมพูดอย่างนี้ อย่างที่เพื่อนสมาชิก ส.ส. พรรคเพื่อไทย เคยพูด หลาย ๆ คน หลาย ๆ ครั้ง นโยบายนี่มันเอื้อให้กับกลุ่มทุน ไม่ว่าจะต้นน้ำ ปุ๋ย ยา เกษตรกร ก็ไม่มีสิทธิกำหนดเลยว่าจะซื้อลูกละเท่าไร กระสอบเท่าไร แต่ราคาข้าวที่ปลายทางก็กำหนด ไม่ได้ว่าจะขายได้เท่าไร มันเป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับพี่น้องเกษตรกร เมื่อวานนี้ ท่าน ส.ส. นิยม เวชกามา บอกกับผมว่าให้เอาข้าวไปขายที่จังหวัดสกลนคร เขาบอกตันละ ๑๒,๐๐๐ บาท ผมถามว่าจากจังหวัดพิษณุโลกไปค่ารถเท่าไร ถามไปถามมาเขาบอก ๒ ตัน รวมกัน มันไม่ต่างกับราคาที่จังหวัดพิษณุโลกหรอกครับ ท่านประธานครับ ผมว่าเราต้อง ปรับปรุงแล้วครับ ถ้าจะคิดอย่างนี้ถ้าจะเดินต่อ ผมว่าสิ่งสำคัญเราต้องประกันต้นทุนให้กับ พี่น้องเกษตรกร ให้เขาอยู่ได้ ประกันกำไรให้เขาครับ ไม่อย่างนั้นเขาอยู่ไม่ได้หรอกครับ ถ้าเราจะให้ส่วนต่าง แต่ต้นทุนของเขา ต้นน้ำเขาซื้อปุ๋ย ซื้อน้ำมันแพงขึ้นมา มันไปไม่ได้ จริง ๆ ครับ แล้วสิ่งสำคัญที่ท่านบอกว่าผู้ส่งออก ผมจะไม่พูดถึงประเทศอื่นหรอกครับ เปรียบเทียบกับเวียดนามครับ ขอแผ่นสไลด์ (Slide) ที่ ๒ ครับ🔗
ดูนะครับ ซูม (Zoom) ใกล้ ๆ ครับ ข้าว ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ของเราดัมป์ (Dump) ราคาลงเห็นไหมครับ เปรียบกับเวียดนามครับ เวียดนาม ๔๐๐ เหรียญ ของเราดัมป์ (Dump) ลงมาแล้วครับ ๓๘๓ เหรียญ มันจะ ค่าเงินบาทหรืออะไรก็ช่างครับ คือผู้ส่งออกก็เอาไปดัมป์ (Dump) ราคา ไปดัมป์ (Dump) ราคาขายเพื่อต้องการเอาปริมาณหรือจะเอาส่งออก แต่หลักคิดสุดท้ายสุทธิคือกำไร แล้วก็มา ซื้อข้าวพี่น้องเกษตรกรถูก ๆ ดูสิครับแข่งกับเวียดนาม ผมว่าเรากับเวียดนาม อย่าไปเทียบกับ ประเทศอื่น ประเทศอื่นเขา ๕๐๐ อะไรนั้นปล่อยเขาไป นี่คือนโยบาย ที่ผมจำเป็น ต้องพูดครับ แล้วผมพูดได้ว่าเงินที่เอามาจ่ายก็เงินภาษีของพี่น้องประชาชน คือพี่น้องภาคการเกษตรให้มา กระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวาก็ควักมาจ่ายภาษี มันเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมอยาก ฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่าเราควรจะปรับปรุงลด ทำอย่างไรถึงจะควบคุมต้นทุน ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้ ประกันต้นทุนครับ ผมเคยเสนอในพรรคเพื่อไทยว่าถ้าเราจะประกัน รายได้เขาอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องประกันต้นทุนให้เขา พี่น้องเกษตรกรถึงจะเดินไปได้ครับ ไม่อย่างนั้นอยู่ไม่ได้ครับ ดูสิครับราคาส่งออก นี่ของราคาตลาดในเอเชีย ๓๘๓ เหรียญ ของเวียดนาม ๔๐๐ กว่าเหรียญ ถ้านโยบายอย่างนี้ผมว่าช่วยผู้ส่งออก แล้วผู้ส่งออกจะขาย อย่างไรก็ได้ แล้วเราก็เอาเงินไปจ่ายส่วนต่าง ภาษีของพี่น้องประชาชนเอามาชดเชยอย่างนี้ ผมว่ามันไปไม่ได้ แล้วเราไม่มีโอกาสได้คืนนอกจากไปเก็บภาษีประชาชน พี่น้อง ภาคการเกษตร ไม่ว่าจะซื้อเครื่องมือการเกษตร โดนบวก ๗ เปอร์เซ็นต์ รถไถ ๑ ล้านบาทก็บวก ๗๐,๐๐๐ บาท ผมก็คงจะเป็นคำถามสุดท้ายก็อยากจะฝากท่านประธานถึงรัฐมนตรี ถึงรัฐบาล ว่าเรามีแนวทางไหนบ้างที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องภาคการเกษตรกรนำไปสู่ความยั่งยืน โดยที่คำนึงถึงภาษีของพี่น้องคนทั้งประเทศที่เราจะไปซัพพอร์ต (Support) ให้เขา ผมฝาก ประเด็นนี้ไว้นะครับ เพราะผมเชื่อว่าถ้าเราแก้ไปอย่างนี้มันแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ผมอยากให้ แก้ที่สาเหตุปัญหา เราจะลดต้นทุนอย่างไร แหล่งน้ำ ก็จะไม่ต้องไปเรื่องของน้ำมัน พูดถึง ส่งออกข้าวที่ผ่านมาราคาข้าว ข้าวไทยก็ไม่ได้ผลิตเยอะเพราะว่าเราเจอภัยแล้ง พูดถึงดีมานด์ (Demand) ซัพพลาย (Supply) ก็คงจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐมนตรีอยากให้หาแนวทาง ที่เราจะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องภาคเกษตร โดยเฉพาะควบคุมต้นทุนให้ได้ ผมฝากประเด็นไว้ เท่านี้ครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีตอบไหมครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ครับ ต้องขออนุญาตอธิบาย ประเด็นที่ท่านนิยมพูด เดี๋ยวจะเข้าใจผิด แล้วก็มันเป็นประเด็นที่พูดท่อนเดียวครับ ประเด็น ที่ท่านพูดก็คือว่าเรื่องการส่งออก ถ้าส่งออกได้มากเช่นข้าวก็แสดงความยินดีกับ ผู้ส่งออก แล้วก็กลุ่มทุน มันไม่ใช่หรอกครับ ถ้าพูดท่อนเที่ยวคิดท่อนเดียวอาจจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าจริง ๆ ถ้าคิดได้ครบท่อนท่านจะเห็นภาพ การส่งออกไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะ ผู้ส่งออกครับ แน่นอน ผู้ส่งออกต้องมีกำไรจึงจะส่งออก แต่การส่งออกไม่ว่าส่งออกสินค้า อะไร ไม่เฉพาะข้าว มันมีผลคือการทำรายได้ให้ประเทศ เงินที่เข้าประเทศมาส่งผลต่อ การเก็บภาษี และเงินที่เข้าประเทศก็คือเงินทั้งหมดที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศ ขับเคลื่อนต่อไปได้ สำคัญก็คือเอามาทำเงินงบประมาณแผ่นดิน สำคัญกว่านั้นก็คือ เงินงบประมาณแผ่นดินก็เอามาทำไฟฟ้า ประปา แหล่งน้ำ ถนนหนทาง และมาทำประกัน รายได้ช่วยเกษตร แล้วถ้าส่งออกได้มากก็จะช่วยดึงราคาพืชผลการเกษตรในประเทศ ได้มาก ถ้าส่งออกไม่ได้ราคาพืชผลการเกษตรในประเทศก็ตกต่ำไปโดยกลไกการตลาด เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตทำความเข้าใจ และขอความกรุณาท่านนิยมได้ทำ ความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรให้เกิดความเข้าใจในตรรกะที่ถูกต้องด้วย🔗
ประการต่อมาก็คือท่านพูดถึงการลดต้นทุน เมื่อกี้ผมตอบกระทู้ถาม เรื่องปุ๋ยไป ผมคิดว่าท่านก็คงฟังอยู่ ขอความกรุณาช่วยประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ ของท่านว่าท่านสามารถสั่งซื้อปุ๋ยในราคาพิเศษโดยการรวมกลุ่มเกษตรกร สั่งซื้อจากสหกรณ์ อำเภอ สหกรณ์จังหวัด แล้วก็เกษตรอำเภอก็ได้ในราคาพิเศษ ที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ไม่ขออนุญาตที่จะเรียนซ้ำเพราะว่าจะกินเวลาสภา ที่สำคัญก็คือท่านพูดถึงการลดต้นทุน ท่านบอกว่าถ้าเป็นไปอย่างนี้ต่อไปมันก็ไปต่อไม่ได้ แต่ผมขออนุญาตเรียนว่าการแก้ปัญหา พืชผลการเกษตร โดยเฉพาะข้าว มันมีหลายเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ปัญหา ระยะยาว แต่ว่าที่ผ่านมาเราก็แก้ปัญหาไปตามอาการ ราคาตกก็ดึงราคา ส่งออกไม่ได้ก็เร่งรัด การส่งออก ส่งเสริมการส่งออก หรือใช้นโยบายต่าง ๆ เพื่อที่จะช่วยให้เกษตรกรขายข้าว ได้ราคาดีขึ้น ก็สุดแล้วแต่มาตรการแต่ละรัฐบาล แต่ทั้งหมดแก้ไปตามอาการ แต่รัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลแรก ผมขอเรียนกับท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียว ที่มียุทธศาสตร์ข้าวเพื่อแก้ปัญหา ครบวงจร ยุทธศาสตร์ข้าวที่ว่านี้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการ มาตั้งแต่ต้น ผมนั่งเป็นประธานหัวโต๊ะด้วยตัวเอง และบัดนี้เสร็จแล้วครับ ครม. เห็นชอบแล้ว เดินหน้า ๕ ปี เป็นครั้งแรกตั้งแต่มีประเทศไทยมาที่มียุทธศาสตร์ข้าว ยุทธศาสตร์สำคัญก็คือ ต่อไปนี้เราผลิตข้าวจะใช้ตลาดนำการผลิต และในเรื่องการผลิตที่ท่านนิยมพูดเมื่อกี้ก็คือว่า ในเรื่องต้นทุนเป้าหมายชัด ใน ๕ ปีจะต้องดำเนินการลดต้นทุนจากไร่ละ ๖,๐๐๐ บาท โดยประมาณให้ลงเหลือไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาทต่อไร่ใน ๕ ปี อันนี้เป็นหน้าที่กระบวนการ ต้องดำเนินการต่อไป🔗
อันที่ ๒ โพรดักทิวิที (Productivity) หรือผลผลิต จากปัจจุบันนี้ได้เฉลี่ย ประมาณ ๔๖๕ กิโลกรัมต่อไร่ ๕ ปีจะต้องทำให้มันขึ้นไป ๖๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ให้ได้🔗
อันที่ ๓ ในเรื่องพันธุ์ข้าวที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของประเทศไทย ที่ลดศักยภาพ ในการแข่งขันข้าวไทยในตลาดโลก เพราะที่ผ่านมาเราผลิตแต่ข้าวพันธุ์พื้นแข็งเป็นหลัก และทำให้เราแข่งในตลาดโลก แข่งเวียดนามไม่ได้ เพราะเขามีข้าวพันธุ์พื้นนุ่มที่ตรงตาม ความต้องการของตลาด แต่ยุทธศาสตร์ข้าวสรุปชัดแล้วว่าใน ๕ ปีเราจะต้องมีข้าวพันธุ์ใหม่ ๑๒ พันธุ์ ๑. ต้องเป็นข้าวพื้นนุ่มไม่ต่ำกว่า ๔ พันธุ์ เพื่อแข่งในตลาดโลกได้ต่อไป ๒. พันธุ์พื้นแข็ง ที่ก็ยังมีตลาดบางส่วนรองรับอยู่ แต่ไม่ทั้งหมดอีก ๔ พันธุ์ อันที่๓. ข้าวหอมไทยต้องมี พันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๒ พันธุ์ และสุดท้ายที่ตรงกับเทรนด์ (Trend) ใหม่ของโลกคือ ข้าวโภชนาการสูงจะต้องมีไม่ต่ำกว่า ๒ พันธุ์ อันนี้ก็คือรวมแล้ว ๑๒ พันธุ์ข้าวชนิดใหม่ ที่อยู่ในยุทธศาสตร์ไทย เริ่มแล้วตั้งแต่ปีนี้ที่จะต้องเดินหน้าต่อไป อันนี้ก็คือแนวทางที่ ขออนุญาตที่จะกราบเรียน และที่สำคัญก็คือต่อไปเราจะไม่ปลูกข้าวเฉพาะขายข้าวเป็น กระสอบ เป็นข้าวสาร แต่เราจะต้องมุ่งเน้นการแปรรูปและสร้างนวัตกรรมเพื่อทำให้ข้าว กลายเป็นผลิตผลการเกษตรมูลค่าสูงต่อไปให้ได้ เช่น เอาไปทำเครื่องสำอาง เดี๋ยวนี้ข้าวไทย ทำเครื่องสำอางแล้วครับ แล้วก็ขายในราคาสูงมาก อันนี้ก็คือทิศทางที่เราจะต้องเดินต่อไป ภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวไทยที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ และทุกองคาพยพจะต้องร่วมกัน ขับเคลื่อนต่อไป ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ขออนุญาตให้ท่านนิยมได้เห็นภาพ เพื่อกรุณาช่วยชี้แจงกับเกษตรกรต่อไปด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านนิยมครับ🔗
ท่านประธานครับ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดพิษณุโลก ผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี ที่ได้ตอบชี้แจง คิดไม่ต่างกันครับ ผมคิดอย่างไร คืออยากเห็นพี่น้องคนทั้งประเทศลดช่องว่าง เรื่องของความเหลื่อมล้ำเพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรม แบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งให้เรา อยู่ด้วยกันได้ โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรคนส่วนใหญ่ ที่ท่านบอกว่าส่งออก ส่งออกนั้นเงินเข้าประเทศ แต่มันมาจากหยาดเหงื่อของพี่น้องเกษตรกร เราต้องไปดูว่าเขาลำบากแค่ไหน แล้วเขาจะอยู่ ได้อย่างไร แล้วช่วงนี้ก็ช่วงของโควิด (COVID) ลูกหลานกลับไปหวังจะไปพึ่งพ่อแม่ที่ทำไร่ ทำนาก็ไปไม่ได้ ฉะนั้นผมฝากไว้ สิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือว่าเราจะทำอย่างไรถึงจะควบคุม ต้นทุนให้กับพี่น้องเกษตรกรได้ คืออย่างน้อยเขาทำแล้วเขาอยู่ได้ ผมไปลงพื้นที่พี่น้อง เกษตรกรเขาทำดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะให้เขาทำข้าวพันธุ์อะไร แต่สิ่งที่เราต้องรับผิดชอบที่เป็น รัฐบาลเราทำอย่างไรถึงจะให้เขาอยู่ได้ เขาทำดีที่สุดแล้วครับ ไม่ให้เขาทำเขาก็ไม่ทำ ถึงแบกของแบกอะไรไปสูบน้ำ ไปจับไม่ให้สูบ เขาก็ทำ แต่เขาไม่มีทางเลือก เพราะเขา ไม่มีอาชีพอะไรจะเลือกแล้วครับ พื้นที่ของท่านประธานก็ภาคการเกษตรเหมือนกัน คงเข้าใจครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากฝากไว้ว่าทำอย่างไร ทุกนโยบายมันมองต่างมุม มองคนละประเด็น แต่สิ่งที่ผมมองคือทำอย่างไรจะลดความเหลื่อมล้ำ การเอารัดเอาเปรียบ ให้เกิดความเป็นธรรม ตรงนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คงฝากท่านประธานไปถึง รัฐมนตรี ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีก็คิดไม่แตกต่างกับผมหรอกครับ แต่ว่าในช่วงจังหวะหรือโอกาส ในการปฏิบัติอาจจะแตกต่างกัน แต่วัตถุประสงค์เป้าหมายคืออยากเห็นพี่น้องภาคการเกษตร อยู่ดีมีสุข ไม่ใช่เฉพาะผู้ส่งออกอย่างเดียวครับ โรงสีก็ได้ ทุกอย่างครับ โรงสีก็ดี อะไรก็ดี ขอให้เดินไปด้วยกัน เดินกันไปแบบวินวิน (Win Win) ฝากด้วยครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ นะครับ ท่านรัฐมนตรีคงไม่ตอบอีกแล้วนะครับ ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าจบกระทู้ถามสด ด้วยวาจาของท่าน ส.ส.นิยม ช่างพินิจ ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องขอขอบคุณท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่กรุณาให้เกียรติ ทางสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปจะเป็น ระเบียบวาระที่ ๑.๒🔗
๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗
๑.๒.๑ กระทู้ถามที่ ๓๕๒ เรื่อง การเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ (นายนริศ ขำนุรักษ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม🔗
ตอนนี้ ท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ก็พร้อมในห้องประชุมแล้วนะครับ ขอเชิญท่านนริศ ขำนุรักษ์ ได้ถามคำถามแรกเลยนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้ตั้งกระทู้ถามเรื่อง การเพิ่ม อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ต่อท่านประธาน เพื่อขอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ตอบ โดยผมมีเหตุผล ในการตั้งกระทู้ถามนี้อยู่ ๓ ประการ🔗
ประการที่ ๑ ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้เรียนรู้ ได้ติดตามสถานการณ์ทางด้าน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิดและด้วยความห่วงใยมาก่อนที่ผมเป็น นักการเมืองและในวันที่ผมเป็นนักการเมืองของสภาแห่งนี้มาร่วม ๒๐ ปี🔗
ประการที่ ๒ ผมเชื่อมั่นว่าท่านรัฐมนตรีก็เป็นคนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจในการ ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรัฐมนตรีที่ดีที่สุดท่านหนึ่งที่ได้บริหาร กระทรวงนี้และใน ครม. ชุดนี้ ผมคิดว่าข้อมูลที่ผมจะสะท้อนหากมีเหตุผลเพียงพอท่านคง รับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง🔗
๓. ผมเชื่อว่าในโลกใบนี้ประเทศที่เจริญ ประเทศที่ประชาชนมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็เพราะว่าประเทศนั้นมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ และเช่นกัน ประเทศที่มีความลำบากยากจนประชาชนทุกข์ยาก ไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นเพราะ ทรัพยากรธรรมชาติขาดแคลน และการบริหารทรัพยากรธรรมชาติผิดพลาด🔗
ก่อนที่ผมจะตั้งคำถามเป็นคำถามที่ ๑ ผมกราบเรียนว่าผมขอย้อนไปนะครับ ว่าในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ ขณะนั้นประเทศไทยน่าจะมีป่าอยู่ประมาณสัก ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทั้งประเทศ ขณะนั้นเรามีน้ำที่เพียงพอและมีคุณภาพน้ำที่ดีพอ ในขณะนั้นเรามี อากาศที่ดี แล้วก็มีประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์ แต่ว่าในปัจจุบันหลังจากที่เราใช้ ทรัพยากรอย่างต่อเนื่องมา ๑๐๐ กว่าปีพบว่าปัจจุบันป่าเหลือประมาณ ๒๕-๓๐ เปอร์เซ็นต์ หายไป ๕๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ หายไปครึ่งหนึ่ง แล้วก็น้ำอยู่ในสภาพที่ขาดแคลน และคุณภาพก็เลวลง ๓. มลพิษ อากาศมีมลพิษเจือปน ทำร้ายมนุษย์ การอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติทั้งในแง่ของการป้องกันและในแง่ของการฟื้นฟู ในโลกนี้ส่วนใหญ่ ใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นสำคัญ ในโลกนี้ส่วนใหญ่จะใช้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลักในการป้องกัน และฟื้นฟู โดยมีภาคประชาชน ภาคประชาสังคมเป็นแนวร่วม อย่างนี้ทั่วโลกเขาใช้ งบประมาณแผ่นดิน ใช้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นสำคัญ🔗
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระองค์สถาปนากรมป่าไม้ขึ้นมา วันนี้เป็นปีที่ ๑๒๕ แล้วก็หลังจากสถาปนากรมป่าไม้ขึ้นมาเมื่อ ๑๒๕ ปีที่แล้ว หลังจากสถาปนากรมป่าไม้มา ๔๐ ปีก็ได้มีการสร้างโรงเรียนป่าไม้ขึ้นมาเพื่อผลิตบุคลากรภาคสนามช่วยในการป้องกันและ ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ จนปี ๒๕๓๖ ขณะนั้นรัฐบาลมีปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจจึงหยุดผลิต ปิดโรงเรียนป่าไม้ ทำให้เจ้าหน้าที่ภาคสนามขาดแคลน เดิมหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าของเขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่า ของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเป็นข้าราชการทั้งสิ้น เดิมหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ อุทยานเป็นข้าราชการเกือบทั้งสิ้นนะครับ เดิมหัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าเป็นข้าราชการ เกือบทั้งสิ้น แต่มาวันนี้หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเป็นลูกจ้างเกือบทั้งหมด เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้หัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานเป็นลูกจ้างประจำเกือบทั้งสิ้น รวมทั้ง หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าก็เป็นลูกจ้างประจำ ไม่ได้ดูถูกดูแคลนดูอะไรเลยนะครับ เพียงแต่ว่าวันที่ข้าราชการเขาเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ผมคิดว่าการดูแล การฟื้นฟูป่าสามารถ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปิดโรงเรียนมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ ไม่สามารถผลิตเจ้าหน้าที่ได้ ท่ามกลาง ทรัพยากรธรรมชาติลดน้อยลง แล้วก็ปัญหาซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผมจึงขออนุญาตได้สอบถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นคำถามที่ ๑ ว่าจะมีนโยบาย ดำเนินการเปิดโรงเรียนป่าไม้ขึ้นใหม่เพื่อเป็นสถานศึกษาให้ความรู้ด้านวิชาการป่าไม้ ของประเทศหรือไม่ อย่างไร และจะเปิดดำเนินการจะมีอุปสรรค มีปัญหาหรือไม่อย่างไร เป็น คำถามที่ ๑ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรี ตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตตอบกระทู้ของท่านสมาชิก จากจังหวัดพัทลุง ท่านนริศ ขำนุรักษ์ ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ กรณีเรื่องอัตรากำลังของ เจ้าหน้าที่ด้านป่าไม้ ต้องเรียนว่าต้องขอบคุณท่านสมาชิกที่มีความเป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่ง เพราะว่าปัจจุบันนั้นสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศเราที่มีอยู่ประมาณ ๓๑ เปอร์เซ็นต์นั้น ได้มีการถูกรุกราน แล้วก็ในขณะเดียวกันทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยทุก ๆ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รวมไปถึงกรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่งนั้นเราเร่งทำทุกวิถีทางในการที่จะฟื้นฟูพื้นที่ป่าให้ได้กลับไปถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ทางท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กำหนดเอาไว้🔗
ตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวเมื่อสักครู่ว่าโรงเรียนป่าไม้นั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ ๕ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๘ แต่ว่าพอมาถึงปี ๒๕๒๗ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ก็ได้มีมติ ครม. ที่ได้มีแนวทางให้เริ่มกระจายนำหลักสูตรต่าง ๆ แล้วก็บุคลากรต่าง ๆ ภายใต้ กระทรวงหรือภายใต้กรมป่าไม้ในขณะนั้นเริ่มกระจายหลักสูตรไปตามสถานศึกษาต่าง ๆ แล้วพอมาถึงปี ๒๕๓๕ วันที่ ๒๕ ธันวาคม การประชุมของคณะกรรมการบริหารโรงเรียน ป่าไม้ก็ได้มีมติให้ยุบเลิกโรงเรียนป่าไม้ไป ก็เป็นที่น่าเสียดายนะครับ ตามที่ท่านสมาชิก ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ มาถึงวันนี้มีหลายสถานศึกษา ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกคงทราบดี ไม่ว่า จะเป็นทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีคณะวนศาสตร์ เรามีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่จังหวัดแพร่ เฉลิมพระเกียรติ สาขาวิชาเกษตรป่าไม้ เรามีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชา ส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ หรือแม้แต่ถ้าเป็นเรื่องด้านสิ่งแวดล้อมก็จะเป็น ทางมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งตอนนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างมากขึ้นมากมาย ถามว่ากระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเองเราอยากจะเพิ่มกำลังคนในเรื่องไม่ว่าจะเป็น เจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการในการดูแลพื้นที่ป่าหรือไม่ เราอยากเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายเหลือเกินว่าทุกครั้งที่มีการเกษียณ ราชการลงของข้าราชการในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นของกรมป่าไม้ กรมอุทยาน หรือกรม ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนั้นกรอบยังอยู่ แต่ว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้รับอนุมัติให้รับบุคลากรเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นที่มาที่ท่านสมาชิกได้เคยพูดไว้กับผม ว่าตอนนี้ได้เกิดการกระจุกตัวอยู่ในข้าราชการในกลุ่มหนึ่งในระดับหนึ่ง แต่ว่าข้าราชการ ระดับที่ปฏิบัติงานจริง ๆ นั้นยังขาดแคลนอยู่ ถามว่าทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมเราอยากได้บุคลากรเพิ่มขึ้นไหม เราอยากเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าในขณะนี้เนื่องด้วย ความจำกัดของเรื่องงบประมาณ แล้วก็ตามมติของ ครม. นั้นทำให้เราไม่สามารถที่จะ เปิดโรงเรียนป่าไม้ใหม่ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตามในปัจจุบันทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเองเราก็มีหลายหน่วยงานที่ได้ให้ความรู้ แล้วก็นอกจากให้ความรู้กับ ข้าราชการในกระทรวงแล้ว ตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ก็คือว่าเราได้ใช้ ความร่วมไม้ร่วมมือกับพี่น้องประชาชนทางภาคประชาสังคมแล้วก็ทางพี่น้องประชาชนที่อยู่ ในพื้นที่ต่าง ๆ นั้นเป็นหูเป็นตา แล้วก็เป็นส่วนร่วมสำคัญของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการตอบคำถามเบื้องต้นของทางท่านสมาชิกที่ว่าทางกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นมีนโยบายที่จะเปิดโรงเรียนป่าไม้ขึ้นหรือไม่ ต้องเรียนว่าเราอยากเปิดนะครับ แต่ว่าด้วยข้อมติของคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่คงยังไม่สามารถ ทำได้ในปัจจุบัน กราบขอบพระคุณครับ🔗
เชิญ คำถามที่ ๒ ครับ ท่านนริศครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพัทลุง คำถามที่ ๒ ส่วนหนึ่งก็จะเป็นคำถามแล้วก็เป็น ข้อสังเกตฝากท่านรัฐมนตรีไปนะครับ โดยที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าเป็นกระทรวงใหม่แต่ว่าได้เติบโตขึ้นมาโดยลำดับ มีความก้าวหน้ามาโดยลำดับ วัดจาก จำนวนงบประมาณก็ได้เพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ แล้วก็จำนวนคนก็มีไม่น้อยเลยนะครับ อยู่ตั้งแต่บนยอดภูเขาจนถึงกลางทะเล แต่ว่าผมคิดว่าการที่จะมีสถาบันการศึกษาขึ้นมา สักสถาบันหนึ่ง อาจจะไม่ใช้รูปแบบโรงเรียนป่าไม้เหมือนในอดีต อาจจะเป็นสถาบันของ กระทรวงเลยเพราะว่าผมมีความเห็นว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรมี คนมีความรู้ด้านหิน ดิน แร่ และซากดึกดำบรรพ์ เพื่อที่จะไปทำงานในกรมทรัพยากรธรณีที่มี ความรู้เฉพาะ ผมคิดว่าคนในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรมีความรู้เรื่อง ฝุ่นละออง มลพิษ เพื่อที่จะเตรียมคนไปทำงานด้านควบคุมมลพิษและเรื่องคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ผมอยากเห็นว่าคนในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความรู้เรื่องป่าไม้ เรื่องกฎหมายป่าไม้ เพื่อไปทำงานให้กับกรมป่าไม้ ผมคิดว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมควรที่จะมีคนมีความรู้ด้านป่าไม้ สัตว์ป่าและด้านการท่องเที่ยว เพื่อไปช่วย ทำงานในกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และผมคิดว่าควรมีความรู้เฉพาะด้านป่าชายเลน เพื่อไปทำงานในกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และควรที่จะมีคนมีความรู้เรื่องน้ำ เรื่องน้ำใต้ดิน เรื่องชั้นดิน เพื่อไปทำงานในกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และที่สำคัญ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าควรจะมีคนที่มีความรู้ด้านชนกลุ่มน้อย ด้านกลุ่มชาติพันธุ์ อยู่ในกรมอุทยานด้วย เพราะว่าเกิดหลายกรณีแล้วที่เจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานไปดำเนินการ โดยละเมิดต่อชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ทั้งในป่าอุทยาน ในป่าสงวนแห่งชาติ หรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งหลายครั้งมีการกระทบต่อสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ผมจึงประมวลความเห็นของผมว่าคนในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรต้องมีความรู้จำเพาะอยู่ในหลายแขนง ในมหาวิทยาลัยบางทีสอนอาจจะไม่ครอบคลุม สิ่งที่ผมได้กราบเรียนแล้ว หากวันข้างหน้าทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะได้มีสถาบันทางการศึกษาเหมือนกับตำรวจมีโรงเรียนนายร้อย เหมือนชลประทาน มีโรงเรียนชลประทานขึ้นมาเป็นการเฉพาะ แล้วให้มีการได้เรียนรู้ก่อนไปปฏิบัติหน้าที่ในการ บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ผมคิดว่าจะเป็นผลดี เพราะในโลกวันนี้การอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่มากในการผลักดันประเทศไปข้างหน้า ผมย้อนกลับไปพูดอีกครั้งหนึ่งว่าประเทศไทยเราจะรุ่งเรืองได้ ประชาชนจะมีความสุขได้ ก็ต่อเมื่อมีทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์เท่านั้น ผมกราบขอบคุณท่านประธานที่ได้ กรุณาบรรจุกระทู้ผมและได้ดำเนินการประชุมจนกระทู้นี้ครบถ้วนสมบูรณ์ ผมกราบขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ได้กรุณาให้เกียรติตอบกระทู้ผมในวันนี้และรับฟังสิ่งที่ผมสะท้อน หากสิ่งใด ที่เป็นประโยชน์ขอให้ท่านได้นำไปบริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และขอให้กำลังใจท่านนะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ต้องขอบพระคุณท่านสมาชิกนะครับ ท่านนริศเป็นอย่างยิ่งนะครับ ไม่บ่อยครั้งที่เราจะได้ยินการตั้งข้อสังเกตแล้วก็ตั้งประเด็น ที่ครอบคลุม และที่สำคัญเป็นประโยชน์กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านสมาชิกเองเป็นผู้ที่มีความรู้แล้วก็มีความคุ้นเคยกับปัญหาต่าง ๆ แล้วก็แนวคิดที่ท่าน สมาชิกได้เสนอมานั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าบทบาทของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันนั้นโดยส่วนตัวผมแล้วผมถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น แล้วก็เป็นจุดจบของทุกอย่าง จุดเริ่มต้นก็หมายถึงว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่า จะเป็นเรื่องภัยแล้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุทกภัย ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล การเปลี่ยนแปลง ทางสภาพภูมิอากาศ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาทุก ๆ อย่าง และในขณะเดียวกัน ถ้าหากว่าปัญหาเหล่านั้นไม่ได้รับการแก้ไขตามที่ท่านสมาชิกมีความเป็นห่วงเมื่อสักครู่นั้น มันก็จะเป็นจุดจบของพวกเราทุกคนอีกเช่นกัน🔗
ทีนี้ในส่วนของที่ท่านสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตไว้เกี่ยวกับเรื่องการที่กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นจะมีสถาบันสักแห่งหนึ่งในการที่จะพัฒนาศักยภาพ ในหลาย ๆ มิติของข้าราชการนั้น ก็ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมนะครับท่านประธานครับว่า ปัจจุบันนั้นทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเราเองเรามีทั้งสถาบันประชารัฐ พิทักษ์ป่า แล้วก็ยังมีสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แน่นอนครับเราเพิ่งตั้งมาได้ไม่กี่ปี เพิ่งเริ่มมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ นะครับ แต่ว่า ทางสถาบัน ยกตัวอย่างเช่น สถาบันประชารัฐพิทักษ์ป่านั้นได้มีการอบรมทั้งเจ้าหน้าที่ของ กระทรวงเอง รวมทั้งพี่น้องประชาชน บุคคลภายนอกทั้งที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในภาคใด ต่าง ๆ ของประเทศไทยก็แล้วแต่นะครับ มาจนถึงวันนี้ครับสถาบันประชารัฐพิทักษ์ป่านั้น ได้ผ่านการอบรมพี่น้องประชาชนไปทั้งหมด ๓๗,๐๐๐ กว่าราย ใน ๓๗,๐๐๐ กว่ารายนั้นเป็น เจ้าหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนั้นประมาณเกือบ ๗,๐๐๐ นายนะครับ นอกจากนั้นในส่วนของสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น ในขณะนี้เราได้เปิดให้ความรู้แล้วก็แลกเปลี่ยนความรู้ให้กับพี่น้องประชาชนในหลายกลุ่ม ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องประชาชนทั่วไป ภาคเอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา เอ็นจีโอ (NGO) หรือแม้แต่ผู้พิการ มีอาสาสมัครมากมายซึ่งในสถาบันนี้ เราได้ให้ความรู้ พยายามที่จะให้ความรู้ครอบคลุม ผมเองคงต้องรับข้อสังเกตของท่านสมาชิกไป เพราะว่ามีบางประเด็นที่อาจจะยังไม่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้เกี่ยวกับด้านแร่ ด้านซากดึกดำบรรพ์ ซึ่งประเทศไทยเราเองเรามีซากดึกดำบรรพ์ที่มีค่า แล้วก็กำลังจะได้ ขึ้นเป็นกินเนส บุ๊ก ออฟ เรกคอร์ดส์ (Guinness Book of World Records) ในการที่เรามี สถานการณ์ว่าไม้กลายเป็นหินที่ยาวที่สุดในโลกอยู่ในประเทศไทย หรือแม้แต่สถานการณ์ ของป่าชายเลน ซึ่งคุณค่าทางเศรษฐกิจของป่าชายเลนนั้นมีมากกว่าคุณค่าทางเศรษฐกิจ ของป่าบนบก ๒-๓ เท่า ยกตัวอย่างเช่นศักยภาพในการดูดซึมคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) นั้น ต้นโกงกางหรือป่าชายเลนสามารถดูดซับได้มากกว่าป่าบนบก ๒-๓ เท่าด้วย เช่นกัน ดังนั้นสถาบัน บุคลากร พัฒนาบุคลากรที่เรามีอยู่ในขณะนี้มีการให้ความรู้ พัฒนา ทักษะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตวิทยาด้วยเช่นกัน ผมเองให้ความสำคัญนะครับ ท่านประธานครับ ที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่าพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะกลุ่มชาติพันธุ์ใด ก็แล้วแต่ถือเป็นคนไทยทุกคนนะครับ ดังนั้นการเคารพในวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ในพื้นที่ต่าง ๆ นั้น การใช้จิตวิทยา การพูดคุยกัน ทักษะในการมีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้อง ประชาชนนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ ผมพูดอยู่เสมอว่าเรื่องเดียวกันพูดให้จบ พูดให้ดีกันได้ก็ได้ หรือจะพูดให้มันเกิดเรื่องก็ได้ ดังนั้นตั้งแต่ที่ผมเข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ นั้น ผมได้เน้นเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน การพูดคุย การเจรจา เน้นเป็นหลัก แต่ที่สำคัญก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ท่านได้มีความเป็นห่วงเป็นใยถึงจำนวนบุคลากรที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมี บวกกับศักยภาพของข้าราชการของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของข้าราชการเอง พนักงาน ลูกจ้าง หรือว่าพนักงานราชการ ซึ่งข้อสังเกตที่ท่านสมาชิกได้ตั้งไว้ อันนี้ต้องขอรับไว้ทุกข้อเลย เพราะว่าทุกข้อที่ท่านได้เสนอมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นข้อสังเกตที่มี ประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง และผมก็เชื่อว่าทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้าหากนำข้อสังเกตเหล่านี้ทั้งหมดไปปฏิบัติใช้ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ข้าราชการ แล้วก็อนาคตการทำงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่งครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าจบกระทู้ถามทั่วไปที่ ๑.๒.๑ กระทู้ถามเรื่องการเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของท่าน ส.ส. นริศ ขำนุรักษ์ ถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ที่กรุณาให้เกียรติกับทางสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๑.๒.๒🔗
๑.๒.๒ กระทู้ถาม ที่ ๓๕๖ เรื่อง ปัญหาความเดือดร้อนของ ประชาชนจากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียเทศบาลนคร หาดใหญ่ใต้รางระบายน้ำริมถนนราษฎร์ยินดี หรือถนน ๓๐ เมตร อำเภอหาดใหญ่ จังหวัด สงขลา (นายศาสตรา ศรีปาน เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม🔗
ท่านรัฐมนตรี วราวุธก็ยังอยู่ในห้องประชุม ฉะนั้นเชิญท่าน ส.ส. ศาสตรา ศรีปาน ได้ถามเลยนะครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผม ศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสงขลา หาดใหญ่ คลองแห คลองอู่ตะเภา พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี วราวุธ ศิลปอาชา ส่วนตัวก็ชื่นชมท่านในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ แล้วก็ พี่น้องประชาชนชาวไทยมาโดยตลอดนะครับ ซึ่งได้กรุณามาตอบกระทู้นี้ด้วยตนเอง เกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบรวบรวม และบำบัดน้ำเสียเทศบาลนครหาดใหญ่ใต้รางระบายน้ำริมถนนราษฎร์ยินดี อำเภอหาดใหญ่ ชาวหาดใหญ่เรียกว่า คลอง ๓๐ เมตร ครับ คลอง ๓๐ เมตรคลองนี้ผมได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนชาวหาดใหญ่มาเป็นจำนวนมาก เพราะนอกจากคลองแห่งนี้ที่จะสร้าง เพื่อใช้เป็นที่รวบรวมน้ำเสีย ยังใช้แก้ปัญหาน้ำท่วม และช่วยแก้ปัญหาการจราจรในเขต เทศบาลนครหาดใหญ่ สำคัญแค่ไหนครับ สำคัญ ประชาชนชาวหาดใหญ่เป็นหมื่น เป็นแสนคนที่ใช้ถนนเส้นนี้ พวกเราใช้ทุกวัน ท่านอาจจะยังไม่เคยเห็นหรือไม่เคยไป วันนี้ ขอรูปหน่อยครับ🔗
ในน้ำนี้ไม่ใช่เรือนะครับ รถครับ แล้วก็ มีขยะ วันนี้รถตกลงไปเกิดอุบัติเหตุรายวันในเส้นทางนี้ ต้องเรียนแบบนี้ครับว่า คลอง ๓๐ เมตร โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ร่วมกับเทศบาลนคร หาดใหญ่ทำโครงการนี้ขึ้นมา ด้วยงบประมาณทั้งสิ้น ๑๑๑ ล้านบาท เทศบาลนครหาดใหญ่ สมทบเงิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของโครงการ เมื่อตอนสร้างเมื่อตอนเปิดหน้าดินโอเพนคัท (Open Cut) เกิดดินสไลด์ (Slide) ตัว ทำให้คลองนี้ไม่สามารถสร้างต่อได้ อันนี้เป็นรูปปัจจุบัน ถนนด้านข้างเป็นหลุมเป็นบ่อ พัง ทำให้เกิดอุบัติเหตุเหมือนที่ผมกล่าวไว้ ทีนี้ก็ต้องมีการแก้ แบบใหม่หลายครั้ง ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับเทศบาล จนวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๓ ได้มีการอนุมัติแบบ แล้วจึงส่งไปที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๖/๒๕๖๓ โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน แล้วก็ได้ผ่านการพิจารณาแล้ว หลังจากนั้นก็ได้ส่งไปที่ สผ. หรือรอ ครม. อนุมัติ อีกครั้งหนึ่ง ผมไม่แน่ใจ ไปติดตามก็เงียบครับ วันนี้มีคำถามตั้งกระทู้ขึ้นมาเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชน ถามท่านรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมกำหนดให้มีการแก้ปัญหานี้อย่างไรครับ นี่คือคำถามที่ ๑ ครับ🔗
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตตอบกระทู้ของท่านสมาชิกจาก จังหวัดสงขลา ท่านศาสตรา ศรีปาน ขออภัยที่เอ่ยนาม เกี่ยวกับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ ของระบบบำบัดน้ำเสียที่เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไป เมื่อสักครู่ครับ ถูกต้องครับ เป็นโครงการที่ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกับทางเทศบาลนครหาดใหญ่ในการทำโครงการนี้ขึ้นมา โดยที่เงินกองทุนสิ่งแวดล้อม ได้มีส่วนร่วมด้วยอีกเช่นกัน ในการก่อสร้างเบื้องต้นเป็นเงินงบประมาณทั้งหมด ๑๑๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณจำนวนเกือบ ๙๙ ล้านบาท เป็นเงินของกองทุนสิ่งแวดล้อม อยู่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็เป็นการสมทบจากเทศบาลนครหาดใหญ่อีกประมาณ ๑๑ ล้านบาท ทีนี้ตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ก็ถูกต้องอีกเช่นกันว่าในระหว่าง การก่อสร้างได้เกิดปัญหาขึ้น มีการสไลด์ (Slide) ตัวของดินในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ของปี ๒๕๑๑ การทำงานที่ผ่านมาต้องขออนุญาตเรียนว่า จริงอยู่เป็นงบประมาณที่ทาง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นได้รับมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับรายงานมาก็คือว่าเรามีหน้าที่เป็นผู้ถือเงิน แล้วก็การดำเนินการการก่อสร้าง การจัดซื้อจัดจ้างทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะอยู่ในขั้นตอนของ ทางเทศบาลนครหาดใหญ่เป็นผู้ดำเนินงาน เมื่อดำเนินงานไปได้ถึงตอนไหน ๆ แล้วก็จะมา ทำเรื่องมาเบิกเงินจากทาง สผ. หรือสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไป ทีนี้พอเกิดปัญหาครับ ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๖๓ ตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ทาง กก.วล. หรือคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก็ได้อนุมัติแบบใหม่ คือพอสร้างไปแล้วพอมีปัญหา เงินงบประมาณ ๑๑๐ ล้านบาทนั้นไม่พอแล้วครับท่านประธาน จะต้องใช้เงินเพิ่ม ต้องใช้เงิน เพิ่มอีกประมาณ ๓๖ ล้านบาทในการที่จะทำงาน บวกกับว่าพอขอเงินเพิ่มแล้ว งานตอนแรก ที่ได้ประมูลเอาไว้ตามข้อมูลก็คือว่าเป็นงบผูกพันปีงบประมาณตั้งแต่ ๒๕๕๙ จนถึง ๒๕๖๑ ปรากฏว่าพอถึงปี ๒๕๖๑ ก็ยังไม่สามารถดำเนินการเสร็จลงได้และเงินก็ไม่พอ ดังนั้นการที่ จะขอเพิ่มทั้งวงเงินแล้วก็เงื่อนเวลานั้นจำเป็นที่จะต้องทำเรื่องเสนอผ่านทั้งคณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ขออนุมัติวงเงินเพิ่มจากทางสำนักงบประมาณ แล้วก็ทำเรื่องทั้งหมดนั้น เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ทีนี้ก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกครับ ท่านประธานครับ ที่ท่าน เป็นห่วงเป็นใยพี่น้องประชาชนแล้วก็ตั้งเป็นกระทู้นี้ขึ้นมา เวลาตั้งกระทู้ขึ้นมาทีหนึ่ง อันนี้ เป็นข้อดีเพราะว่าทำให้ทุก ๆ หน่วยงานนั้นมีความกระตือรือร้นขึ้นมา แล้วถ้าหากว่า ท่านสมาชิกไม่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาผมเองก็คงจะไม่สามารถรับทราบได้เพราะว่าปัจจุบันนั้น ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้มีส่วนร่วม แล้วก็มีงานภารกิจอยู่ หลายอย่าง ดังนั้นเมื่อเรื่องนี้ทางท่านสมาชิกได้ตั้งคำถามขึ้นมา ตอนนี้ต้องเรียนว่า เงินงบประมาณนั้นทางสำนักงบประมาณได้อนุมัติแล้ว กรอบวงเงินเพิ่มอีก ๓๖ ล้านบาท เพิ่มเงินจาก ๑๑๐ ล้านบาท เป็น ๑๔๗ ล้านบาท ก็เพิ่มอีก ๓๖ ล้านบาท คือสำนัก งบประมาณนั้นอนุมัติวงเงินขึ้นมาแล้ว แล้วก็ที่ผ่านมาเดือนที่ผ่านมาทางกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้นำเรื่องนั้นเซ็นเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อขอขยาย เวลาจากปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๑ ไปถึงปี ๒๕๖๕ ประทานโทษครับ จากปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ถึง ๒๕๖๓ เป็น ๒๕๕๙ ถึง ๒๕๖๕ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนขออนุมัติทาง ครม. ว่าขยาย วงเงินด้วยแล้วก็ขยายเงื่อนเวลาด้วย ดังนั้นก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกที่ตั้งประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะว่าทำให้ทุกฝ่ายนั้นกระตือรือร้นขึ้น แล้วก็จะได้สามารถเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนได้ในเร็ววันครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
เชิญ ท่านศาสตรา อีกคำถามครับ🔗
ศาสตรา ศรีปาน ครับ ขอขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ได้ตอบคำถามแรกให้กับตัวผมเองแล้วก็พี่น้องประชาชน แล้วก็ทำให้รู้สึก ใจชื้นขึ้นมาว่าเรามีงบประมาณต่าง ๆ แล้วก็รอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ประชาชนก็ได้รับข้อมูล แล้วก็สิ่งที่ท่านได้กล่าวมาสักครู่เรียบร้อยนะครับ อีก ๑ คำถามที่อยากจะถามแล้วก็เป็น คำถามที่พี่น้องประชาชนก็ฝากมาสั้น ๆ และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วก็รัฐมนตรี ได้ตอบเลยนะครับ ว่าการแก้ปัญหาทั้งหมดนี้หากได้กำหนดแล้ว จะสัมฤทธิ์ผลเมื่อไรครับ ง่าย ๆ ก็คือว่าคาดว่าจะเสร็จเมื่อไรครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องขอบคุณท่านสมาชิกนะครับ มีความ เป็นห่วงเป็นใยพี่น้องในพื้นที่ ก็ขอเรียนตามที่เมื่อสักครู่ได้กล่าวไปว่าตอนนี้เรารอ ทางคณะรัฐมนตรีนั้นจะอนุมัติสิ่งที่เราได้ขอไป คือเงินมีแล้ว สำนักงบประมาณอนุมัติแล้ว เงื่อนเวลานั้นเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา รอแค่ทางคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ผมเองจะเร่งตามว่าเรื่องที่ เสนอไปแล้วนั้นจะเข้า ครม. เมื่อไร แล้วตามที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่าเราขอขยาย วงเวลา เงื่อนเวลาจากผูกพันปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๓ เป็นปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๕ แปลว่า ทั้งหลายปวงเหล่านี้ เดือนกันยายน ปี ๒๕๖๕ หรืออีก ๑ ปีจากนี้ไปโครงการทั้งหมดที่ได้ ดำเนินการมา โครงการรางระบายน้ำริมถนนราษฎร์ยินดีนั้นจะเสร็จสำเร็จลุล่วงลงได้ แล้วก็จะกำชับให้ทาง สผ.แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้เสร็จลุล่วงครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ท่านสมาชิก ครับ ก็ถือว่าเป็นการจบการถามตอบกระทู้ถาม เรื่อง ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน จากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียเทศบาลนครหาดใหญ่ ใต้รางระบายน้ำริมถนนราษฎร์ยินดี หรือถนน ๓๐ เมตร อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ของท่าน ส.ส. ศาสตรา ศรีปาน ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ก็ต้องของขอบคุณท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ที่กรุณาให้เกียรติกับทาง สภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา ต่อไปจะเป็นระเบียบวาระที่ ๑.๒.๓🔗
๑.๒.๓ กระทู้ถามที่ ๓๕๗ เรื่อง ขอให้แก้ไขปัญหาและผลกระทบจาก การยกเลิกจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในประเด็นเรื่องกังหันลม (นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗
ขณะนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ท่านก็เดินทางมาถึงห้อง ประชุมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นก็เชิญท่านสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ได้ถามเลยนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ กระผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งที่ได้บรรจุกระทู้ถามให้กระผมในวันนี้ และต้องขอกราบขอบพระคุณท่าน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ผ่านท่านประธานที่ได้กรุณามาตอบกระทู้ของกระผมด้วยตนเองในวันนี้ เช่นเดียวกันครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จากการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พุทธศักราช ๒๕๖๒ ซึ่งได้บังคับใช้จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามหลักเกณฑ์ใหม่ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๓ และได้มีบทบัญญัติยกเลิกกฎหมาย ที่บังคับใช้ก่อนหน้านั้น อย่างเช่นพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ยกเลิกพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พุทธศักราช ๒๕๐๘ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม อีกหลายฉบับ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น ๑๒ ฉบับ ท่านประธานครับ จากการ บังคับใช้กฎหมายฉบับนี้กระผมคิดว่ามีช่องว่าง มีจุดบอดเกิดขึ้น เป็นที่มาให้กระผมได้ตั้ง กระทู้ถามในวันนี้ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กังหันลมเป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ มีความสูง จากพื้นดินสูงมากกว่า ๑๐๐ เมตร เป็นเครื่องจักรกลที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งลงทุนโดยรัฐบาลและภาคเอกชน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ในเรื่องของการพัฒนาแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือเออีดีพี (AEDP) ท่านประธานครับ จากการที่กระผมได้กล่าวไปว่าการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ทำให้ เกิดจุดบอดขึ้น ก็คือตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถ จัดเก็บภาษีจากกังหันลมได้ ทั้งที่เขาจัดเก็บกันมาก่อนหน้านี้ จัดเก็บมาโดยตลอด เพราะอะไรครับ เพราะว่าคู่มือการจัดเก็บภาษีของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ระบุว่า กังหันลมเป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในข่ายที่ไม่ต้องชำระภาษี ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขาดรายได้ที่เขาควรจะได้ ขาดรายได้ที่เขาจะนำไปพัฒนาพื้นที่ ไปดูแลพี่น้องประชาชน ในด้านต่าง ๆ ของพวกเขา ท่านประธานครับ หากการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ทันสมัย ขึ้น ดีขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบันและอนาคต แล้วบังเอิญจะไปสร้างประโยชน์ จะไปทำ ให้ใครได้รับประโยชน์ แต่ไม่ได้ทำให้ใครต้องเสียประโยชน์ ผมจะไม่หารือในวันนี้ ผมจะไม่ตั้ง กระทู้แน่นอนครับ หากการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของกฎหมาย แล้วบังเอิญไปทำให้ใครได้ประโยชน์ แต่ไม่ได้ทำให้ใครต้องเสียประโยชน์ ผมจะไม่ตั้งกระทู้ครับ ผมยกตัวอย่าในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิพื้นที่ในเขตเลือกตั้งของกระผม บ้านเกิดเมืองนอนของ กระผม อำเภอบำเหน็จณรงค์มีกังหันลม ๓๓ ต้น อำเภอซับใหญ่มีกังหันลม ๖๘ ต้น และ อำเภอเทพสถิตมีกังหันลม ๖๗ ต้น รวม ๑๘๘ ต้น ท่านประธานครับ ก่อนหน้านี้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดเก็บภาษีได้ต้นละเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวมเงินประมาณ ๑๘ ล้านบาท จำนวนเงิน ๑๘ ล้านบาท หากเทียบกับผลประกอบการกับรายได้ของบริษัท เจ้าของโครงการ เป็นเงินเล็กน้อยครับ แต่ ๑๘ ล้านบาท ถ้าเป็นเงินที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีไปดูแลพี่น้องประชาชนเป็นเงินจำนวนมากมหาศาล กระผมขอเข้าสู่ คำถามครับ กระผมขอสอบถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผ่านท่านประธาน ด้วยความเคารพอย่างสูงนะครับว่า เพราะเหตุใดจึงกำหนดให้กังหันลมเป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ ในข่ายไม่ต้องชำระภาษี และท่านทราบหรือไม่ว่าการกำหนดเช่นนี้ทำให้ใครได้รับประโยชน์ ทำให้ใครต้องเสียประโยชน์ เป็นคำถามแรกครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
เชิญ ท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกที่เคารพ กระผมขอเรียนตอบกรณีกังหันลม เรื่องของการเสียภาษีของผู้ประกอบการกังหันลม ก่อนอื่นก็ต้องเรียนก่อนว่าเดิมทีนั้น กังหันลมนั้นเมื่อใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ เก็บภาษีได้ เพราะในตัวของ พ.ร.บ. ภาษีในขณะนั้น การที่จะเสียภาษีจะพิจารณาจากรายได้ ของสิ่งก่อสร้าง เอาง่าย ๆ นะครับ ในที่ว่านี้คือกังหันลม ฐานเดิมนั้นคิดจากรายได้ แต่ต่อมา ที่สำคัญก็คือว่ามีการเปลี่ยนแปลงของการเก็บภาษีใหม่ ไม่ใช้จากรายได้ ในปัจจุบันนี้เขาไป เก็บจากมูลค่าของทรัพย์สิน ถ้าเป็นที่ดินก็ราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดิน หรือว่า ของสิ่งก่อสร้างก็ไปดูราคาประเมิน สรุปว่าฐานของการเก็บคนละฐานกันโดยสิ้นเชิง ไม่ได้ ไปพูดถึงรายได้อีกแล้ว ไม่มีนะครับ เขาไปดู ผมจะไปอธิบายตอนท้ายว่าแล้วใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ เดิมทีนั้นอย่างที่ผมเรียนแล้วว่ากฎหมายเดิมเขาใช้เรื่องของรายได้ กฎหมายใหม่เรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ เขาดูจากราคาประเมินของ ทรัพย์สินก็คือสิ่งก่อสร้าง ทีนี้ในเรื่องนี้ในมาตรา ๕ ของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เขากำหนดความหมายของสิ่งปลูกสร้าง ที่ต้องเสียภาษีนะครับ ว่าเป็นโรงเรือน เป็นอาคาร เป็นตึก หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่บุคคลอาจเข้าอยู่อาศัยหรือใช้สอยได้ หรือเป็นที่ เก็บสินค้า หรือประกอบอุตสาหกรรม หรือพาณิชยกรรม เขากำหนดอย่างนั้น ก็มีข้อสงสัย เกิดขึ้นมาว่า แล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเก็บภาษีได้หรือไม่ ทางกระทรวงมหาดไทยก็ได้ทำเรื่องหารือไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างของกระทรวงการคลัง คณะกรรมการดังกล่าวได้มีมติเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๔ วินิจฉัยว่ากังหันลมไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างตาม พ.ร.บ. ที่ผมเรียนดังกล่าว พ.ร.บ. ภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประกอบกับมาตรา ๑๘ ได้ระบุว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็น ที่สุด นั่นเป็นสิ่งที่กระทรวงมหาดไทยก็ต้องแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ากังหันลมไม่ใช่ สิ่งปลูกสร้างที่จะเก็บภาษีได้ ๒ ต่อนะครับ ต่อแรกก็คือว่าเขาไม่ได้เก็บจากรายได้อีกแล้ว เขาเปลี่ยนแล้ว เขาไปเก็บจากมูลค่า อันที่ ๒ ก็คือว่าจะไปเก็บเป็นภาษีสิ่งปลูกสร้าง เขาก็ บอกว่าไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างเพราะกฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น ผมคงตอบได้ในขณะนี้ว่าที่เก็บ ไม่ได้เพราะกฎหมายกำหนดไว้อย่างนั้น เขาเปลี่ยนการคิด ถามว่าเขาทำกันอย่างนี้ที่ไหน เขาทำกันเกือบทั้งโลก เปลี่ยนภาษีเป็นภาษีพรอพเพอร์ตี แทกซ์ (Property Tax) เขาใช้กัน อย่างนี้กันเกือบหมด เขาใช้ภาษี เดี๋ยวผมจะอธิบายว่าแล้วใครได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม อยากจะเรียนนิดหนึ่งว่าถ้ามองท้องถิ่นตรงนี้ ท้องถิ่นตรงนี้เคยได้เงินตรงนี้ เพราะเขามีรายได้ เขาไปเก็บจากรายได้ พอเขาเปลี่ยนไม่ให้เก็บจากรายได้ เขาอาจจะไม่ได้รายได้ตรงนี้ ถ้าถือว่าเสียประโยชน์ก็คงจะใช่ อย่างไรก็ตามอยากเรียนให้ทราบว่าทางคณะกรรมการ กิจการพลังงานเองก็คงจะไม่ได้ปล่อยวางนะครับ ผมทราบว่าเขาก็ไปดูว่า แล้วต้นทุน เมื่อไม่ต้องเสียภาษีแล้วเวลาเขารับซื้อไฟควรจะซื้อเท่าไร ผมทราบว่าเขาพิจารณาในเรื่องนี้ ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการก็คงจะได้รับความเป็นธรรมที่จะได้ผลตอบแทน ที่ควรจะได้ ประเทศชาติก็ได้พลังงานในราคาที่ควรจะเป็น แต่ว่ามันมีเกิดผลกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างที่ว่านะครับ ก็มาดูประเด็นว่าใครได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ ผมขออนุญาตเรียนครับว่ากฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นโดยภาพรวมทั้งหมดแล้ว คนได้ประโยชน์คือพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนที่มีทรัพย์สิน พูดง่าย ๆ ให้เข้าใจง่ายสุดคือ คนจนจะได้ประโยชน์สูงสุด ใครที่ต้องแบกภาระมากกว่า คือคนที่เราเรียกว่าคนรวยนะครับ คนรวยก็จะมีที่ดิน มีสิ่งก่อสร้าง เขาจะใช้หาประโยชน์หรือไม่ไม่คำนึง ดูราคาประเมินทุน ทรัพย์แล้วเก็บตามราคาประเมินทุนทรัพย์ แล้วเปลี่ยนได้ เปลี่ยนทั้งอัตราได้ เปลี่ยนทั้งราคา ประเมินได้ตามห้วงระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพราะฉะนั้นคนที่รวยจะต้องแบกภาระ ภาษีมาก คนที่จนจะมีภาระภาษีน้อยนะครับ อันนี้เรียนยืนยันได้เลยว่าคนมีสตางค์ หรือคนรวยจะแบกภาระในส่วนนี้ นั่นคือภาพรวมของกฎหมาย แต่ถ้าเราจะไปดูเฉพาะส่วน วันนี้เคยเก็บได้มาก ได้น้อยลง ดูอย่างนั้นคงไม่ได้ ถ้าดูอย่างนั้นก็ต้องไปดูบางส่วนว่าคนที่ ไม่เคยเสียทำไมต้องไปเสียเพิ่ม ผมขอยกตัวอย่างว่าถ้าใครมีที่ดินในพื้นที่ที่เจริญแล้ว ไม่ว่าอยู่ กรุงเทพมหานครหรือที่ไหนอาจต้องพิจารณาขายที่เลยนะครับ เพราะว่าภาษีถ้าในย่าน ถนนสาทร ท่านมีที่ดินแปลงหนึ่งท่านอาจจะเสียเป็นสิบ ๆ ล้านต่อปี ๑๐ ปีท่านจะเสียเป็น ร้อยล้าน ถ้าท่านมีเงินเก็บ ๓๐๐ ล้านบาท ท่านเกษียณอายุ ๖๐ ปี ท่านไม่ถึง ๙๐ ปี เงินท่านหมด ท่านจะเสียภาษีหมดเลย เขาอาจจะต้องขาย นี่คือคนรวยจะต้องพิจารณา แต่คนจนจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบมาก อันนี้เรียนเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจถึงภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แน่นอนมันจะมีผลกระทบตรงโน้นตรงนี้ไม่เท่ากัน แต่โดยรวมแล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์ แต่คนได้รับผลกระทบจะแตกต่างกัน เพราะวิธีการคิด การเก็บ มันต่างกัน ผมขอเรียนตอบในข้อแรกเพียงเท่านี้ครับ🔗
เชิญ ท่านสัมฤทธิ์ถามคำถามที่ ๒ ครั้งที่ ๒ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ จังหวัดชัยภูมิ เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ผมต้องกราบขอบพระคุณ ท่าน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ได้ตอบชี้แจงข้อมูล ค่อนข้างชัดเจน ส่วนจะเป็นที่พึงพอใจเพียงใดก็ต้องอยู่ที่พี่น้องประชาชนตัดสินใจ ท่านประธานครับ ก่อนการก่อสร้างติดตั้งกังหันลมจะต้องมีการจัดทำรายงานผลกระทบ สิ่งแวดล้อม อีไอเอ (EIA) ต้องมีการจัดทำประชาคมเพื่อได้รับความยินยอมจากชาวบ้าน จากประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ กระผมนำเรียนว่าเหตุผลสำคัญ สาเหตุสำคัญเรื่องหนึ่ง ที่ชาวบ้านที่ประชาชนในพื้นที่นั้นได้ตัดสินใจยกมือให้กับบริษัท ให้กับโครงการได้ดำเนินการขึ้น ก็เนื่องจากมีข้อมูลในที่ประชุมว่าหากมีการก่อสร้างติดตั้งกังหันลมแล้ว องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นของเขาจะสามารถจัดเก็บภาษีได้ จะสามารถนำเงินไปบริหาร ไปดูแล พี่น้องประชาชนได้ เพราะการก่อสร้างติดตั้งกังหันลมจะมีมลภาวะทางเสียง จะมีเสียงดังจาก การหมุนของใบพัดกังหันลม ท่านประธานครับ แล้ววันนี้จู่ ๆ เราก็ไปบอกเขาว่าองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นของเขาไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้แล้ว เพราะมีการเปลี่ยนแปลง หลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ฟังดู แบบบ้าน ๆ นะครับมันก็ดูไม่เป็นธรรมกับพวกเขา เหมือนกันว่าเราหลอกให้พวกเขา มายกมือให้แล้วก็กลับไปนอนที่บ้าน นอนฟังเสียงกังหันลมหมุนเสียงดังฟรี ๆ ไม่ต้องได้รับ การชดเชย เพราะฉะนั้นผมจะขออนุญาตเข้าสู่คำถามที่ ๒ ครับ ผมขออนุญาตสอบถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผ่านท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าท่านจะมี แนวทางในการทบทวนเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถไปจัดเก็บภาษีได้ดังเดิม หรือไม่ และหรือจะมีแนวทางใดที่จะเป็นการเยียวยาชดเชยให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหล่านี้เพื่อนำเงินเหล่านี้ไปดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ของเขาได้หรือไม่ อย่างไรครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกที่เคารพ ในเรื่องของคำถามข้อที่ ๒ นี้ ในเรื่องแรกเรื่องของการที่จะไปแก้ไข ก่อนที่จะเรียนก็ต้องเรียนให้ทราบว่ากฎหมายนี้ กระทรวงการการคลังเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย เป็นผู้ที่เสนอบัญญัติกฎหมายนี้ ไม่ใช่ กระทรวงมหาดไทยนะครับ ต้องทราบพื้นฐานที่มาก่อน พี่น้องประชาชนจะไม่ได้เข้าใจว่า กระทรวงมหาดไทยไปเปลี่ยน แต่กระทรวงการคลังเขาเปลี่ยนฐานภาษีของประเทศอย่างที่ เรียนแล้ว ภาพรวมประเทศทั้งประเทศไม่ใช่ที่จังหวัดชัยภูมิที่เดียว ไม่ใช่นะครับ ก็เรียนว่า แนวทางที่จะแก้ก็ต้องแก้ที่กฎหมาย ก็ต้องไปดูว่าใครที่เป็นคนรักษาการตามกฎหมาย ก็คือกระทรวงการคลัง ก็สามารถเสนอแก้กฎหมายได้ผ่านสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ก็ได้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะแก้ก็ได้ แต่ท่านต้องขอหนังสือรับรองจากท่านนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ท่านทำได้นะครับ เราเป็นฝ่ายปฏิบัติ กระทรวงมหาดไทย เป็นฝ่ายปฏิบัติ ท่านแก้ได้เลยนะครับ ถ้าจะกลับไปแก้ว่าให้เก็บได้หรืออย่างไรท่านก็แก้ได้ นะครับ ในคำถามส่วนที่ ๒ ในเรื่องของการเยียวยา เราทราบดีกว่าในกรณีเฉพาะพื้นที่แห่งนี้ จังหวัดชัยภูมิ ทั้งหมดทั้งประเทศมีอยู่ ๗ จังหวัด ๒๗ แห่งที่มีกังหันลม ในส่วนนี้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่จังหวัดชัยภูมิตรงนี้ก็ได้รับผลกระทบ ง่าย ๆ คือสิ่งที่เคยได้ไม่ได้ เคยเก็บรายได้เขาได้แล้วไม่ได้ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง ผมขอพูดประเด็นนี้ก่อนว่าในเรื่องของ การใช้กฎหมายภาษที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในช่วงที่พิจารณาร่าง มติ ครม. ได้มีมติเมื่อ วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ ได้มอบหมายเป็นหลักการให้กับคณะกรรมการกระจายอำนาจ ที่เราเรียกกันง่าย ๆ นะครับ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขเพื่อบรรเทาผลกระทบ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งที่จัดเก็บภาษีอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว แต่มี รายได้ลดลงเมื่อเทียบกับกฎหมายเดิม โดยให้ออกเป็นประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจ หลักเกณฑ์นี้ก็จะจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับ อปท. ที่ได้รับผลกระทบเป็นปี ๆ ไป ในส่วนนี้เราก็ต้องยอมรับว่า อปท. ใน ๗ จังหวัด ๒๗ แห่งคงได้รับผลกระทบ ผมก็ทราบมา ว่าคณะกรรมการกระจายอำนาจพิจารณาเรื่องนี้อยู่ ก็คงมีแนวทางที่จะเยียวยาให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบตามมติ ครม. อันนี้คือโดยหลักการที่สามารถ เรียนท่านได้🔗
กลับไปในส่วนของการที่เริ่มก่อสร้าง เสมือนว่าไปหลอกลวงประชาชน เพราะว่าตอนทำก็บอกว่าจะได้รายได้ ก็ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนเข้าใจง่าย ๆ ว่าในช่วงที่ ทำกฎหมายใดก็แล้วแต่ก็เป็นไปตามกฎหมายนั้นตามขั้นตอนนั้น ขั้นตอนที่ไปทำประชาคม หรือไปทำอีไอเอ (EIA) ก็แล้วแต่ ประชาชนตรงนั้นก็ได้ให้ความเห็นในการที่จะก่อสร้างได้ ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายของประเทศ ท่านจะบอกว่าได้รับผลกระทบผมก็คงไม่เถียง ว่าได้รับผลกระทบ แต่เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดที่นี่แห่งเดียว เรามีการออกกฎหมายเดิม แล้วแก้กฎหมายใหม่ตลอดเวลาโดยสภาแห่งนี้ แล้วการที่ออกกฎหมายใหม่ก็จะมีผลกระทบ ลักษณะนี้เช่นเดียวกันว่าของเดิมเคยพูดไว้อย่างนี้ทำไมมาเปลี่ยน ท่านจะให้ผมตอบอย่างไร ในเมื่อสภาแห่งนี้ก็ออกกฎหมายใหม่ให้คนทั้งประเทศปฏิบัติ ก็ต้องถือตามกฎหมาย จะไป ถือว่าหลอกลวงหรือทำอะไรก็ไม่ได้ ณ นาทีนั้นที่ออกกฎหมายนั้นก็ทำตามขั้นตอนนั้น ต่อมา มาออกกฎหมายใหม่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องเดิมหรือจะมีผลกระทบไปมันก็เป็นไปตามขั้นตอน การออกกฎหมาย แต่รัฐบาลก็ได้ตระหนักถึงผลกระทบก็ถึงได้มีมติ ครม. ไปรองรับไว้ แต่ว่า เรื่องที่จะหลอกลวงหรือว่าไปทำให้ประชาชนนั้นเข้าใจว่าเวลาตอนนั้นทำไมยอม ตอนนี้ทำไม ไม่ยอมก็คงจะตอบได้ว่าเป็นขั้นตอนของการออกกฎหมาย เมื่อมีกฎหมายใหม่ว่าอย่างไร ก็ต้องทำตามนั้น ผมคงจะเรียนโดยภาพรวมนะครับ🔗
เป็นการ จบกระทู้ถามของกระทรวงมหาดไทยนะครับ🔗
๑.๒.๔ กระทู้ถามที่ ๓๕๘ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดตั้งวิทยาลัย อาชีวศึกษาระดับอำเภอ (อำเภอกุสุมาลย์และอำเภอโพนนาแก้ว) จังหวัดสกลนคร (นายนิยม เวชกามา เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ🔗
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็มีหนังสือติดภารกิจ ขอเลื่อนตอบออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ กันยายน ครับ🔗
ต่อไปเป็น ระเบียบวาระที่ ๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ซึ่งดำเนินการอยู่นะครับ🔗
ขออนุญาตห้องกระทู้ นะครับ เรียนเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนที่ติดตาม การปฏิบัติตามภารกิจของสภาว่า ตามข้อบังคับการประชุมนั้น เขาต้องจัดลำดับของระเบียบวาระกระทู้เป็นลำดับแรกนะครับ จากกระทู้จะเป็นเรื่องที่ประธานแจ้งที่ประชุม หลังจากนั้นเป็นเรื่องรับรองรายงาน การประชุม จากนั้นก็เป็นเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว เรื่องที่ค้างพิจารณา เรื่องเสนอใหม่ เรื่องอื่น ๆ แต่ว่าโดยที่ข้อบังคับปัจจุบันนี้จะมีข้อบังคับ ข้อ ๒๔ ซึ่งอนุญาตให้ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม อนุญาตให้สมาชิกสามารถปรึกษาหารือปัญหาที่มี ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ เพราะฉะนั้นสภาก็ตกลงให้สมาชิกเสนอได้ครั้งละ ๓๐ คน วันนี้ ๓๐ ท่านได้ขอหารือจบแล้วนะครับ เราก็จะเข้าสู่ระเบียบวาระของกระทู้ ก็เพื่อ ประโยชน์ของพี่น้องได้รับทราบว่าตามข้อบังคับปัจจุบันนี้ กระทู้จะมีอยู่ ๓ ประเภท คือกระทู้ถามสดด้วยวาจา กระทู้ถามทั่วไปและกระทู้ถามแยกเฉพาะ ในห้องนี้ที่ผมทำหน้าที่ ประธานในวันนี้ก็เป็นกระทู้ถามแยกเฉพาะ ซึ่งวันนี้มีกระทู้ถามแยกเฉพาะ จัดลำดับไว้ ทั้งหมด ๖ กระทู้ แต่ว่าเนื่องจากว่าบางกระทู้มีรัฐมนตรีต้องวิ่งตอบในห้องประชุมใหญ่ด้วย ก็เลยจำเป็นต้องจัดใหม่เพื่อให้สมาชิกได้สอบถามและรัฐมนตรีสามารถจัดเวลาแบ่งมาตอบได้ นะครับ🔗
ลำดับที่ ๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๒๗๖ ของคุณรังสรรค์ มณีรัตน์ อยู่ใน ระเบียบวาระที่ ๑.๓.๓🔗
ลำดับที่ ๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๒๗๗ ของคุณนิยม เวชกามา🔗
ลำดับที่ ๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๒๗๘ ของคุณนิยม เวชกามา🔗
ลำดับที่ ๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๒๗๔ ของคุณอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ🔗
ลำดับที่ ๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๒๗๕ ของคุณอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ🔗
ลำดับที่ ๖ กระทู้ถามแยะเฉพาะที่ ๒๘๑ ของคุณปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์🔗
แต่ว่าวันนี้รัฐมนตรีมาตอบได้ทุกกระทู้ ยกเว้นกระทู้ที่ ๖ รัฐมนตรีขอเลื่อนไป สัปดาห์หน้า ผมขอเริ่มจากกระทู้แรกของคุณรังสรรค์ มณีรัตน์🔗
๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗
๑.๓.๑ กระทู้ถาม ที่ ๒๗๖ เรื่อง ความคืบหน้าโครงการซ่อมปรับปรุง ฝายน้ำล้นบ้านโฮ่งหลวง หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านโฮ่ง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน (นายรังสรรค์ มณีรัตน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม🔗
ซึ่งท่านรัฐมนตรีได้มา พร้อมในที่นี้แล้วนะครับ ขอเชิญคุณรังสรรค์ มณีรัตน์ ถามกระทู้ได้ครับ กระทู้นี้ถามได้ ๒ ครั้งนะครับ และตอบถามเสร็จภายใน ๒๐ นาที เพราะฉะนั้นก็ใช้ความสามารถของ ท่านผู้ถามและผู้ตอบว่าแต่ละท่านแบ่งกันไปท่านละ ๑๐ นาที คุณรังสรรค์เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีนะครับที่วันนี้ได้มาตอบกระทู้ของผม กระทู้ผมจะเป็นการ สอบถามเรื่องโครงการฝายน้ำล้นบ้านโฮ่งหลวง หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านโฮ่ง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ท่านประธานครับ ฝายน้ำล้นบ้านโฮ่งหลวงได้มีการก่อสร้างมาครั้งแรกตั้งแต่ ปี ๒๕๓๕ โดยโครงการเร่งรัดพัฒนาชนบท ในขณะนั้น และต่อมาก็ได้มีการถ่ายโอนโครงการ ให้กรมทรัพยากรน้ำเป็นผู้บำรุงดูแลและรักษา ฝายนี้ใช้มานาน หลายปีจนกระทั่งปี ๒๕๖๑ ได้รับงบประมาณจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ก่อสร้างฝายน้ำล้นใหม่ ปรับปรุงด้วย แล้วก็ก่อสร้างใหม่ ปรากฏกว่าท่านรัฐมนตรีในขณะนั้นก็ได้อนุเคราะห์ อนุมัติ งบประมาณถึง ๔๐ กว่าล้านบาท ให้พี่น้องอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ได้ใช้ประโยชน์จาก ฝายแห่งนี้ เพราะว่าฝายแห่งนี้เป็นฝายสำคัญ เป็นเส้นเลือดใหญ่ของพี่น้องอำเภอบ้านโฮ่ง ก็ว่าได้ ทั้งมะม่วง ลำไย แล้วก็ข้าว ถ้าได้น้ำจากฝายแห่งนี้กักเก็บแล้วสามารถนำไปใช้ทั้ง อุปโภคบริโภคแล้วก็ใช้ในการทำพืชไร่ได้ แต่ปรากฏกว่าเมื่อมีการประมูล ก็ได้มีห้างหุ้นส่วน จำกัด วิศวกรรมโยธา เป็นผู้ประมูล รับจ้างได้ไป และต่อมาก็ได้มีการก่อสร้างกันจริง ก่อสร้าง ไปก่อสร้างมาไม่ทราบว่าท่าไหน ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทรัพย์ปกรณ์ วิศวกรรมโยธาได้ทิ้งงานไป ก็ปรากฏว่าทีนี้เดือดร้อนกันหมดละครับ เพราะงบประมาณที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะ สามารถจัดการก่อสร้างฝายแห่งนี้ให้เสร็จได้ ถ้าท่านประธานดูนะครับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทรัพย์ปกรณ์ วิศวกรรมโยธา ได้ก่อสร้างทิ้งไว้เพียงแค่นี้ล่ะครับพอทิ้งไว้แบบนี้แล้วพอน้ำ หลากมา น้ำเยอะขึ้นมาไม่สามารถกักเก็บได้ น้ำก็ไหลทิ้งลงไปหมด พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูก มะม่วง ลำไย แล้วก็ข้าว ประมาณ ๕๐๐-๑,๐๐๐ ไร่ เดือดร้อนนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ตอนนี้ ปี ๒๕๖๔ แล้วก็ยังไม่มีการดำเนินการอย่างไร เพราะได้ข่าวว่างบประมาณที่เหลืออยู่ก็ต้อง คืนกลับ ไม่สามารถดำเนินการได้ ผมต้องขอชื่นชมทางกรมทรัพยากรน้ำที่ ๑ ลำปาง ได้พยายามช่วยเหลือพี่น้องมาโดยตลอด ได้พยายามหาหลาย ๆ ช่องทางที่จะดำเนินการหา งบประมาณมาก่อสร้างฝายแห่งนี้ให้แล้วเสร็จได้ แต่ปรากฏว่าก็รอกันมาหลายปี ทั้งงบ กระตุ้นเศรษฐกิจหรืองบเงินกู้ ปี ๒๕๖๓ งบกลางก็ขอ งบประมาณปี ๒๕๖๔ ก็ขอ จนถึงบัดนี้ งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ก็ขอไป แต่ปรากฏว่าขณะนี้พี่น้องเกษตรกรก็ยังไม่ทราบว่าอนาคต ของพวกเขาจะได้ใช้ฝายบ้านโฮ่งแห่งนี้ไหม มะม่วง ลำไย ที่เขาปลูกอยู่ตอนนี้จะได้ใช้น้ำจาก ฝายบ้านโฮ่งหลวงอย่างนี้ต่อไปหรือไม่ ดังนั้นผมจึงมีข้อสอบถามถึงท่านประธาน ผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีนะครับว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความคืบหน้าอย่างไร บ้างในการเสนอของบประมาณ ในการก่อสร้างฝายน้ำล้น บ้านโฮ่งหลวงให้แล้วเสร็จแล้วก็ให้ พี่น้องเกษตรกรได้ใช้ได้ กราบขอบคุณครับ🔗
ก่อนรัฐมนตรีจะตอบ ก็ขออนุญาตให้คุณยรรยง อินทฤทธิ์ เป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรน้ำ เป็นผู้ให้ข้อมูลได้ครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันนี้ขออนุญาตตอบกระทู้ของท่านสมาชิก ท่านประธานครับ ท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน ก่อนอื่น ต้องขอโทษพี่น้องชาวบ้านโฮ่งจริง ๆ ที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ที่ท่านสมาชิก ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นั้น ได้มีการประมูลไปในพื้นที่ฝายน้ำล้นที่บ้านโฮ่งหลวง งบประมาณ ๔๐.๕ ล้านบาท ประมูลกันท่าไหนไม่ทราบวงเงินหายไป ๑๐ กว่าล้านบาทนะครับ กลายเป็น ประมูลไปที่ ๓๐ ล้านบาท การประมูลเช่นนี้เป็นจุดหนึ่งที่ทางตัวผมเองแล้วก็ผู้ประกอบการ เป็นห่วงอยู่เสมอเพราะว่าเราเห็นกันในหลายพื้นที่ว่าพอมีการประมูลก็จะมีการตัดราคากันบ้าง อะไรกันบ้าง แล้วก็บางครั้งก็ถือว่าเป็นจุดอ่อนของการทำอีบิดดิง (e-Bidding) ที่ว่าเอาราคา ของผู้ที่ได้ราคาต่ำที่สุดแล้วก็คัดเลือกให้เป็นผู้ชนะ ผลที่ตามมาก็คือการที่ผู้ประกอบการนั้น เกิดสภาพคล่องทางการเงินไม่พร้อม แล้วก็มีปัญหาในการก่อสร้างตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าว ขึ้นมาทำให้เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๓ ทางกระทรวง โดยกรมทรัพยากรน้ำก็ได้บอกยกเลิก สัญญาไป จากงบประมาณที่เซ็นไป ๓๐ ล้านบาท ได้มีการเบิกจ่ายไปแล้วทั้งหมด ๔ งวด รวมทั้งหมดประมาณ ๑๖.๓ ล้านบาท ก็เหลืองบประมาณอีกประมาณ ๑๓.๘ ล้านบาท ที่เสียดายเหมือนกันว่าพอพยายามอย่างเต็มที่แล้ว พอเหลืองบประมาณอยู่เท่านี้ยังตกพับ ไปอีก แปลว่างบประมาณ นั้นไม่ใช่เป็นงบเหลือจ่าย คือตกพับแล้วก็คืนคลังไปเลย เป็นที่น่าเสียดายจริง ๆ และหลังจากการที่ทางกรมทรัพยากรน้ำได้เข้าไปสำรวจเพิ่มเติมว่า จากที่ เบิกจ่ายไปแล้ว ๔ งวดนั้น เหลือเงินงบประมาณ อยู่ ๑๓.๘ ล้านบาท เนื้องานจะต้องใช้ งบประมาณอีกเท่าไร ในการที่จะทำให้โครงการฝายที่บ้านโฮ่งหลวงนั้นสำเร็จลง ก็ปรากฏว่า ต้องใช้งบประมาณอีกประมาณ ๒๒.๒ ล้านบาท ท่านประธานครับ ๒๒.๒ ล้านบาท ทางกรมทรัพยากรน้ำ โดยทางสำนัก ๑ ของกรมทรัพยากรน้ำนั้นก็ได้พยายามขอเงินจาก หลาย ๆ ทาง ตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ไม่ว่าจะเป็นการขอจากงบเงินกู้ของ จังหวัดลำพูนเอง ซึ่งในขณะนี้ก็ทราบว่าก็ไม่ได้เหมือนกันนะครับ หรือแม้แต่การขอรับ การสนับสนุนในแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ปี ๒๕๖๕ หรือที่เราเรียกกันว่าไทยวอเตอร์ แพลน (Thai water plan) ภายใต้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือว่า สทนช. ก็ไม่ได้อีก เช่นกัน งบประมาณปี ๒๕๖๕ นั้นที่เราพยายามขอไปก็ไม่ได้ ต้องขออนุญาตเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกครับว่าโดยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมนั้น ผมเองจะกำชับทุก ๆ หน่วยงานนะครับว่างบประมาณของกรมใด หน่วยงาน ใดที่มีการคั่งค้างอยู่ แล้วก็ไม่สามารถขอเงินงบประมาณได้ ก็ต้องพยายามในการที่จะหางบ ไม่ว่าจะเป็นงบเงินกู้ ไม่ว่าจะเป็นงบกลาง เพื่อที่จะทำงานนั้นให้แล้วเสร็จ คือถ้าเริ่มแล้วต้อง ทำให้เสร็จให้ได้ บางอันถ้ายังไม่เริ่ม บางครั้งสำนักงบประมาณอาจจะเห็นลำดับความสำคัญนั้น ตัวผมเองก็เข้าใจข้อจำกัดของสำนักงบประมาณ แต่ว่าในกรณีอย่างของที่จังหวัดลำพูน ที่บ้านโฮ่งนั้น งานได้เริ่มไปแล้ว เบิกจ่ายไปแล้ว ๔ งวด เกือบเกินครึ่งหนึ่ง แต่ว่าเนื้องาน ค้างคากันอยู่ พี่น้องเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ผมเองก็ได้กำชับทาง กรมทรัพยากรน้ำให้เร่งประสานขอ ไม่ว่าจะเป็นงบกลางในปี ๒๕๖๕ รวมทั้งในขณะนี้ ก็ตั้งงบประมาณในส่วนของปี ๒๕๖๖ ด้วยเช่นกัน ในการที่จะเร่งรัดดำเนินการของบ ๒๒.๒ ล้านบาทนี้ เพื่อทำให้โครงการฝายน้ำล้นที่บ้านโฮ่งหลวงนั้นสำเร็จให้จงได้ ก็ต้อง กราบขออภัยท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก แล้วก็ไปยังพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ด้วย ตัวผมเองก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน เวลาเห็นการทำงานเช่นนี้แล้วก็เกิด ความเดือดร้อนค้างคาเช่นนี้เป็นอะไรที่เดือดเนื้อร้อนใจ แล้วก็ขอให้อุ่นใจได้อย่างหนึ่งว่า ทางสำนักภาค ๑ของกรมทรัพยากรน้ำแล้วก็ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมเอง เราพยายามกันอย่างเต็มที่ในทุกช่องทางในการที่จะหางบ ไม่ว่าจะเป็น งบเงินกู้หรืองบกลางนั้น อีก ๒๒.๒ ล้านบาทนั้น ในการที่จะมาทำให้โครงการนี้สำเร็จให้ได้ โดยเร็วครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญ ท่านรังสรรค์ถามอีกครั้งครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน จากคำตอบของท่านรัฐมนตรีก็คือว่าตอนนี้ ยังไม่สามารถหาแหล่งงบประมาณที่จะมาดำเนินการได้ ก็ต้องฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า ตอนนี้ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองกันไปก่อน เพราะว่าเราขอไปทุกหนทางแล้ว แต่ทีนี้ในเมื่อยัง ไม่ได้รับงบประมาณที่จะก่อสร้างให้แล้วเสร็จจำนวน ๒๒.๒ ล้านบาท ทางพี่น้องเกษตรกรก็ ทนกันมาหลายปีแล้วท่านประธานครับ เขาฝากผมมาว่าทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มีแนวทางอย่างไรบ้างครับที่จะบรรเทาความเสียหายให้เขาได้บ้าง จัดหางบ สักเล็กสักน้อย ไปดำเนินการให้สามารถกักเก็บน้ำได้ หรือว่าเบี่ยงน้ำให้เข้าไปยังคลองไส้ไก่ ของเขาได้ไหม เพราะเขาก็รอกันอยู่หลายปี ตอนนี้จากปลูกมะม่วง ปลูกลำไยได้ผลดี ไม่มีน้ำ ที่จะไปทำ ปรากฏว่าตอนนี้หลังจากที่เก็บเกี่ยวได้ดีในปีก่อนหน้า พอฝายไม่มีปุ๊บไม่สามารถ ผลิตลำไยให้ลูกโต ๆ ได้ ไม่สามารถผลิตมะม่วงให้มีคุณภาพที่จะส่งออกได้ มันเดือดร้อน นะครับท่านประธาน ตอนนี้ใกล้แล้วนะครับ เดี๋ยว ธ.ก.ส. ก็ต้องเรียกเก็บอีก ค่าปุ๋ย ค่ายา เขาอีก ถ้าไม่มีน้ำไปทำสวนได้ พี่น้องเกษตรกรอำเภอบ้านโฮ่งอยู่ไม่ได้จริง ๆ ครับ ท่านประธาน ดังนั้นผมก็ไม่ได้จะติดใจอะไร เพราะว่างบประมาณเราก็ได้มาแต่ว่าเป็น ความผิดของผู้ที่ประมูลได้ เพียงแต่ว่าพี่น้องเกษตรกรขอร้องนะครับ ขอร้องท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่ามีแผนงานหรือแนวทางแก้ไขเบื้องต้นแก่พี่น้องเกษตรกรอย่างไรได้ บ้างเพื่อบรรเทาความเสียหายเพื่อให้เขาได้ใช้น้ำเพื่อปลูกมะม่วง ลำไยพอที่จะยืดระยะเวลา ไปถึง การที่จะได้รับงบประมาณงบกลางปี ๒๕๖๕ ก็ดี หรืองบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ก็ดี ดังนั้น ก็ฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีด้วยครับ ช่วยด้วยครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับ มีข้อมูลเพิ่มเติมนะครับท่านประธาน ฝากไปทางท่านสมาชิกนะครับว่าในส่วนของงบกลางที่เราได้พูดกันของปี ๒๕๖๕ นั้นจะมีการ นำเสนอโดยจังหวัดลำพูน โดยทางจังหวัดนะครับ ในวันที่ ๑๔ กันยายนที่จะถึงนี้หรือ อาทิตย์หน้านะครับ ทางสำนัก ๑ ก็จะพยายามผลักดันให้ทางจังหวัดลำพูนได้บรรจุตัวนี้เข้า ไปในงบกลาง นอกจากนั้นถ้ายังไม่สำเร็จก็ยังมีงบเหลือจ่ายของทางจังหวัดลำพูนที่ทาง กรมทรัพยากรน้ำจะเร่งประสานให้ ตอนนี้ในเบื้องต้นในขณะที่เรากำลังรอเงินงบประมาณ อยู่นั้นว่าจะมาจากแหล่งใด ในขณะนี้ทางกรมทรัพยากรน้ำได้มีการสูบน้ำเพิ่มเติม เข้ามาในแหล่งน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนนั้น มาถึงวันนี้เราสูบไปประมาณกว่า ๕๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรแล้ว และขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่า ถ้าหากว่ายังไม่พอ ทางผมเองก็ได้กำชับให้กรมทรัพยากรน้ำนั้นได้เตรียมสแตนด์บาย (Standby) เครื่องสูบน้ำในพื้นที่อีกหลายเครื่องในช่วงฤดูแล้งเพราะว่าดูจากปริมาณฝน ในขณะนี้ที่ตกทางตอนใต้ของเขื่อน ก็ไม่แน่ใจว่าฤดูแล้งปีหน้าจะมีอาการหนักเท่าปีนี้หรือ ดีกว่าปีนี้ หรือสถานการณ์จะหนักกว่าปีนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ได้ให้ทางสำนัก ๑ ได้เตรียมเครื่อง สูบน้ำไว้อย่างเต็มที่เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่บ้านโฮ่งด้วย กราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรีผมเรียนถาม นิดหนึ่ง ท่านรังสรรค์ กรณีผู้ประมูลที่ทำผิดนี้ได้มีการดำเนินการอย่างไรไหม🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ เห็นว่าได้มี การบอกเลิกสัญญากันไปแล้ว แต่ว่าเรื่องของการดำเนินการทางคดี ผมไม่ทราบว่า ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเขาดำเนินการอย่างไรต่อครับ🔗
รัฐมนตรีทราบไหมครับ🔗
โดยปกติแล้วจะมีการขึ้นแบล็กลิสต์ (Blacklist) แล้วก็ในการตรวจสอบนั้น เดี๋ยวผมขออนุญาตรับเป็นการบ้าน แล้วก็จะได้นำเสนอท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก อีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าจะเกิดขึ้นไม่ค่อยบ่อยนักนะครับ แต่เดี๋ยวจะขออนุญาตรับเป็นการบ้าน ครับท่านประธาน🔗
เรียนถามต่อเพราะว่ามันมี เรื่องทำนองนี้เยอะที่ผู้ประมูลสร้างปัญหาก็คือไม่ดำเนินการตามข้อตกลง ทิ้งงาน มีเยอะเลย ครับ ทิ้งงานมีมากเลย🔗
ครับ หมายถึงการดำเนินการกับทางบริษัทถูกไหมครับ เดี๋ยวจะขออนุญาต ไปตรวจสอบเพิ่มเติม กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปครับ🔗
๑.๓.๕ กระทู้ถาม ที่ ๒๗๗ เรื่อง การแก้ปัญหาโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟู แหล่งน้ำลำห้วยแดง บ้านหนองผือน้อย หมู่ที่ ๙ ตำบลนาโพธิ อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร (นายนิยม เวชกามา เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม🔗
ต่อไปขอเชิญท่านนิยม ถามได้ ๒ ครั้ง ตอบและถามไม่เกิน ๒๐ นาทีนะครับ ในโอกาสนี้ก็อนุญาตให้คุณยรรยง อินทฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรน้ำเข้ามามีส่วนให้ข้อมูลนะครับ เชิญท่านนิยมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานขออนุญาตถามกระทู้ไปยังท่านรัฐมนตรีวราวุธ คนหนุ่มไฟแรง ความจริงกระทู้ ผมไม่ได้ถามนานแล้ว กระทู้แหล่งน้ำ ผมต้องบอกท่านว่าผมเสียดายเลยต้องมาถามกระทู้ ท่านรัฐมนตรีว่าคือลำห้วยแดง เป็นพื้นที่อยู่ในพื้นที่ ๒ อำเภอ คืออำเภอกุสุมาลย์กับอำเภอ โพนนาแก้ว ความจริงคนที่ใช้น้ำตรงนี้ส่วนมากก็คือคนของอำเภอโพนนาแก้ว แต่ว่าเขต ๒ ตำบลมันเขตทางภูมิศาสตร์เลยติดต่อกัน ลำห้วยแดงมันเป็นแอ่งน้ำใหญ่พอสมควร ซึ่งมีการขุดลอก คือเป็นลำห้วยธรรมชาติ ปกติก็ไม่ใหญ่ แต่ว่าพื้นที่มันกว้างตรงที่ มันเป็นพื้นที่สาธารณะ ฉะนั้นลำห้วยแดงเมื่อขุดลอกแล้วเลยมีพื้นที่กว้างถึง ๑๒๕ เมตร ยาว ๑๗๐ เมตร ขุดโดยกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากร ต่อมาก็ได้มอบให้ชาวบ้าน ใช้ร่วมกัน บังเอิญพื้นที่ตรงนี้เดิมทีเป็นป่า แต่เมื่อการขุดลอกก็เลยมีประโยชน์มหาศาล ต่อพี่น้องในพื้นที่ของตำบลนาแก้วและตำบลนาโพธิ์ ก็ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าครอบครัว ที่ใช้อยู่ ดังนั้นพอผมไปดูแล้วโดยสภาพมันน่าเสียดาย ผมคิดว่าตอนขุดลอกมันมีการทำ ไม่เป็นไปตามระบบ คือมันจะลึกแต่ขอบ ๆ มันตรงกลางมันแห้ง ขุดตอนนั้นผมไปดู คือ ผมส่งเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม มันโผล่ขึ้นมาตรงกลาง มันตื้นเขิน เลยทำให้ที่เก็บกักน้ำมันน้อย ผมเลยว่าน่าเสียดายถ้ามันขุดลอกมากกว่านี้ดูแลมากว่านี้บริเวณมันกว้างมันจะเก็บกักน้ำได้มาก ผมคิดว่ามันมีปัญหาในตอนขุดลอกตอนแรก คือขุดลึกแต่ตอนขอบ ๆ มัน พอมันแห้งตรงกลาง มันโผล่หมดเลย ใช้เวลาไม่มากท่านประธาน ผมก็เรียนถามท่านเลยว่าเนื่องจากถึงวันนี้ใช้น้ำ แทบไม่ได้เลย ท่านประธาน ท่านรัฐมนตรี การใช้น้ำน้อยมากเลยตัวนี้มันแห้งหมด เวลาหน้าแล้ง ขนาดผมไปเมื่อวานก่อนจะมา หน้าฝนมันยังเก็บกักน้ำไม่ได้แล้ว ยิ่งหน้าแล้งเดือนมีนาคม เดือนเมษายนหมดเลย ผมจึงต้องถามรัฐมนตรี ท่านวราวุธคิดว่ามันจะมีการดำเนินการ ปรับปรุงเพื่อให้มีการเก็บกักน้ำได้อย่างไรไหมที่จะเป็นประโยชน์ เพราะชาวบ้านเขาไปดูแล้ว เขาก็ถามว่าเสียดายสตางค์ที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ แล้วพื้นที่ก็ยังกว้างขวางอีกมาก ถ้าขุดลงไปอีก สัก ๒-๓ เมตรน้ำจะเก็บได้ใช้ ๔-๕ หมู่บ้านสบายเลย เป็นหลายพันครอบครัว จึงถามว่าจะดำเนินการอย่างไร ขอทราบรายละเอียดท่านรัฐมนตรีด้วยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตตอบกระทู้ของท่านสมาชิก ท่านนิยม เวชกามา ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการฟื้นฟูห้วยลำน้ำแดงที่ จังหวัดสกลนคร ที่อำเภอกุสุมาลย์ ต้องเรียนว่าโครงการอ่างเก็บน้ำลำห้วยแดง ตั้งแต่แรกนั้น ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ที่เริ่มต้นขึ้นมานั้นเป็นของกรมเร่งรัดพัฒนาชนบท หรือ รพช. พอต่อมาพอ ตอนปี ๒๕๔๕ ก็ได้มีการโอนถ่ายภารกิจการดูแลแหล่งน้ำนี้จาก รพช. มาให้กรมทรัพยากร น้ำได้ดูแล ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พอได้รับถ่ายโอนมา ปี ๒๕๔๕ ตอนปี ๒๕๕๕ ทางกรมก็ได้ใช้งบประมาณไปประมาณ ๒ ล้านบาท ได้มีการขุด ลอกไปส่วนหนึ่งของบึงนี้เพราะว่าลำน้ำห้วยค่อนข้างใหญ่อย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไป เมื่อสักครู่ ได้งบมา ๒ ล้านบาท เราขุดลอกไปประมาณ ๘๗,๐๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตร ในช่วง ปี ๒๕๕๕ พอขุดลอกไปส่วนหนึ่งเสร็จ แล้วเราก็ได้มีการโอนถ่ายโครงการดังกล่าวนั้นให้กับ ทางองค์การบริหารส่วนตำบลนาโพธิ์ ของอำเภอกุสุมาลย์ได้เป็นคนดูแล พอมาถึงปี ๒๕๕๗ ขออนุญาตเรียนไปยังท่านนิยมว่าเราก็ได้ใช้งบอีกส่วนหนึ่ง อีก ๑๒ ล้านบาทเช่นกันในการขุด ลอกอีกส่วนหนึ่ง คนละพื้นที่กันนะครับ อีกประมาณ ๘๗,๐๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตร ปริมาณ พอ ๆ กันกับครั้งแรกที่ขุดลอกไปเมื่อปี ๒๕๕๕ ฉะนั้น ๒ ครั้งได้มีการขุดลอกไปประมาณ ๑๗๔,๐๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตรใน ๒ ครั้ง ตอนปี ๒๕๕๕ ครั้งหนึ่งแล้วก็ปี ๒๕๕๗ อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็หลังจากนั้นก็ได้มีการสำรวจก็เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ครับ มีการ ตื้นเขิน เก็บกักน้ำได้น้อย ทั้งนี้ที่ผ่านมามาจนถึงวันนี้ต้องเรียนท่านประธานครับว่านี่เป็น ความอึดอันส่วนหนึ่งของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำ แล้วก็ตัวผมเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยแล้วก็ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกก็อึดอัด พอกัน คือว่าช่วงหลังมานี้ทางคณะกรรมการกระจายอำนาจได้กำหนดเอาไว้ว่าแหล่งน้ำ ขนาดเล็ก ใช้คำว่าขนาดเล็ก ที่มีความจุต่ำกว่า ๒ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งต้องเรียนว่า ๒ ล้านลูกบาศก์เมตรนี้ ผมไม่ถือว่าเป็นแหล่งน้ำขนาดเล็กเลยนะครับ ๒ ล้านลูกบาศก์เมตรนี้ ใหญ่มาก พื้นที่นับเป็น ๑๐๐ ไร่ อะไรที่ต่ำกว่า ๒ ล้านลูกบาศก์เมตรทางคณะกรรมการ กระจายอำนาจให้โอนถ่ายทั้งหมดมาเป็นภารกิจขององค์กรปกครองท้องถิ่นหรือ อบต. ตามพระราชบัญญัติถ่ายโอน ซึ่งพอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นทำให้หลายพื้นที่ในประเทศไทย แม้แต่จังหวัดสุพรรณบุรีบ้านผมเองก็เกิดปัญหาและผมก็ได้รับเรื่องร้องเรียนมาจากพี่น้อง เกษตรกร พี่น้องประชาชนมาจากทั่วประเทศครับว่าการที่ทางคณะกรรมการกระจายอำนาจ ได้กำหนดตัวอยู่ว่า ๒ ล้านคิว อะไรที่ต่ำกว่า ๒ ล้านคิวให้มาเป็นบทบาทขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ก่อให้เกิดความเดือดร้อนมากมาย ยกตัวอย่างเช่น อบต. นาโพธิ์ ของท่านนิยม อบต. เล็ก ๆ แห่งหนึ่งจะเอาศักยภาพหรือจะเอางบประมาณที่ไหนมาขุดลอกพื้นที่ขนาด ๒ ล้านลูกบาศก์เมตรมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ในการที่จะขุดลอกพื้นที่ประมาณ ๒ ล้านลูกบาศก์เมตร มันจะต้องมีทั้งวิศวกร มันจะต้องมีทั้งผู้เชี่ยวชาญในการดูแลแหล่งน้ำ ขุดไปแล้วจะมีน้ำไหม ทำตลิ่งแล้วจะทรุดหรือไม่ อะไรอย่างนั้น ฉะนั้นการที่กำหนดบอกว่า ต่ำกว่า ๒ ล้านคิว แล้วต้องให้มาเป็นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก่อให้เกิด ปัญหาขึ้นมากมาย กรมทรัพยากรน้ำเองวันนี้เรามีผู้เชี่ยวชาญ เรามีเจ้าหน้าที่ เรามีบุคลากร มากมายอยากจะเข้าไปทำ แต่ทำไม่ได้ เพราะว่า ๑. งบประมาณนั้น โดนตัดออกไปหมดแล้ว ไม่ใช่บทบาทของกรมน้ำ ๒. เรามีศักยภาพ เรามีคนเราสามารถทำได้ แต่ด้วยกติกานี้ทำให้ เราไม่สามารถเข้าไปช่วยพี่น้องประชาชนได้ และพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็น อบต. ทางภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคอะไรก็แล้วแต่ เจอปัญหาอันนี้เข้าไปทุกคนโอดครวญกันหมด ในจังหวัด ๆ หนึ่งนั้นจะหาแหล่งน้ำขนาด ๒ ล้านลูกบาศก์เมตร ไม่ใช่ง่ายครับท่านประธาน ดังนั้นที่ผ่านมา มาจนถึงตอนนี้ สิ่งที่ทางกรมทรัพยากรน้ำได้ทำก็คือว่าได้ช่วยออกแบบ แล้วก็ ช่วยประสานงานกับทาง อบต. ในการที่จะประสานงานกับทางองค์กรปกครองในระดับ จังหวัด ก็คืออย่างเช่น อบจ. คราวนี้ความลึกต่าง ๆ นั้นก็เป็นไปตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าว ถ้าว่าลงไปอีกสัก ๒-๓ เมตรจะได้ปริมาณน้ำอีกมหาศาลเลยนะครับ ทางกรมทรัพยากรน้ำได้ มีแบบแปลนที่จะสามารถสนับสนุนทางท้องถิ่นเอาไว้เรียบร้อยแล้วนะครับ เพราะว่าการที่จะ ขุดลอกพื้นที่ขนาดนี้จะต้องมีตามหลักวิศวกรรมทั้งความลึก ทำสโลป (Slop) เอย อะไรเอย ต่าง ๆ อันนี้ทางกรมน้ำ เรามีแบบแผน เรามีแปลนเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วนะครับ ก็ตามที่ได้ กล่าวไปเมื่อสักครู่ ตอนปี ๒๕๕๗ ทางคณะกรรมการกระจายอำนาจ พอมีมติเช่นนี้ออกมา เราอยากทำเหลือเกินครับท่านประธาน แต่ว่าด้วยข้อจำกัดทางมติของคณะกรรมการ กระจายอำนาจนั้น ทำให้เราไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ แต่ว่าถ้าเรื่องเทคนิคและอะไร ต่าง ๆ นั้น ทางกรมทรัพยากรน้ำ เรายินดีที่จะสนับสนุนเต็มที่หรือว่าถ้ามีแหล่งน้ำใกล้เคียง และพี่น้องประชาชนเดือดร้อน เราสามารถนำเอาเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ทางกรมทรัพยากร น้ำมีไปช่วยพี่น้องประชาชนได้ในเบื้องต้น ในการที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อนครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญ ท่านนิยมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมฟังรัฐมนตรีพูดแล้วผมสิ้นหวังนะ สิ้นหวังหมายถึงไม่มีอำนาจ เพราะงบประมาณตัวนี้ตัดไป แต่เท่าที่ฟังดู ขอสไลด์ (Slide)🔗
กลับขึ้นมาที่แหล่งน้ำหน่อย ตรงนี้ดูสิครับ มันขุดลอกตอนแรกนะ ผมไม่อยากพูดคำว่า ทุจริต มันลึกแต่ขอบมันครับ เห็นไหมตรงกลาง เป็นที่เลี้ยงควายเลยวันนี้ ขนาดเดือนกันยายนแล้วนะ มันไม่มีน้ำ มันเป็นร่องน้ำ ความจริง ถ้าขุดลอกแบบเต็ม ๆ ผมถ่ายภาพมาให้ดู เป็นที่เลี้ยงควายเสียดาย มันเหมือนสนามหญ้า จริง ๆ มันเป็นแหล่งน้ำ ท่านรัฐมนตรีครับ ผมเข้าใจท่านรัฐมนตรีพูดว่าท่านไม่มีอำนาจเข้าไป ดูแล แต่ขอกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีวราวุธ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ด้วยความรักเคารพกันนะอยู่ด้วยกันมานานในสภา ผมเข้าใจท่านเป็น ส.ส. มันเหมือนกับทิ้ง ให้มันเปล่าประโยชน์ตรงนี้ มันไม่เป็นที่แหล่งน้ำมันเหมือนเป็นสนามเลี้ยงควาย ทั้ง ๆ ที่ก่อน ท่านทำมา ส่วนท่านที่บอกว่าเมื่อกี้ใช้เงินไปขุดลอกอะไรทีละ ๒ ล้านอะไร มันทำไม่ได้ ไม่เกิดประโยชน์และเสียเงินเปล่านะเรื่องนี้ ผมถึงกราบเรียนว่าขอให้ท่านคิดว่าทำอย่าไร แต่ท่านไม่ต้องคิดหรอกว่าท่านออกแบบให้ท้องถิ่นทำ มันไม่ได้นะท่านประธาน ทำไม่ได้เลย ท้องถิ่นไม่มีศักยภาพที่จะมาทำแหล่งน้ำตรงนี้ ผมไปดูแล้วที่สำคัญ ต้องกราบเรียนโดยสภาพ ทางภูมิศาสตร์ บังเอิญว่าที่ตรงนี้อยู่ในเขตตำบลนาโพธิ์ แต่ว่าคนที่ใช้ประโยชน์จริง ๆ คือ ตำบลนาแก้ว คือมันเป็นเขตติดต่อกัน กราบเรียนให้เห็นภาพว่าเป็นเขตนาโพธิ์ แต่คนใช้ ประโยชน์คือนาแก้ว เพราะฉะนั้นในส่วนของ อบต. เขาไม่ให้ความสนใจเพราะคนของเขา ไม่ได้ใช้ คนอีกกลุ่มหนึ่งใช้ มันอยู่ในเขตเทศบาลตำบลนาแก้ว แต่ว่าท้องที่มันเป็นเขต อบต. นาโพธิ์ อำเภอกุสุมาลย์ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่าขอให้คิดช่วยเขาหน่อยท่านไม่มีอำนาจวันนี้ทำให้มีอำนาจหน่อยได้ไหม ทำอะไรก็ได้ให้มันมีรอดได้ ซึ่งผมเข้าใจท่านนะ มันเป็นไปไม่ได้ออกแบบอะไรก็แล้ว แล้วไม่ ต้องคิดว่าแหล่งน้ำใกล้แล้วไปสูบ คือตรงนี้มันเป็นที่เก็บน้ำเลยนะ เขาทำทางลงน้ำไปมีประตู อะไรเรียบร้อย แต่ถ้ามีน้ำปล่อยลงไปพื้นที่ตำบลนาแก้วเป็นตำบลใหญ่นะ นาแก้วประชากร หลายพัน ผมจึงว่าถ้าคิดแค่สูบน้ำไม่ได้ครับ ตรงนี้มันเป็นประโยชน์แล้ว ทีนี้เรามาเสริมว่า ทำอย่างไรให้มันมีเก็บน้ำเท่านั้นเองครับท่านประธาน ผมแค่ให้เห็นภาพเท่านั้น แล้วท่านบอก ว่าท่านไม่มีอำนาจชาวบ้านหมดหวังเลยนะ เขาเห็นข่าวนี้ต่อไปก็ตายแล้วพวกเราอยู่อย่างไรนี่ ลูกเมียน้อยก็ไม่ใช่แล้ว ไม่ต้องคิดเรื่องท้องถิ่น ไม่ต้องคิดเลย ผมไม่ให้คิดเลยเรื่องท้องถิ่น มันไม่มี เป็นไปไม่ได้ แล้วเขาเองก็ไม่มีหน้าที่ต้องมาทำตรงนี้ด้วย เพราะคนเขาคนละกลุ่ม🔗
คำถามสุดท้ายนะท่าน ผมไม่ใช้เวลามากหรอกท่านประธาน ขอฝากท่าน รัฐมนตรีวราวุธซึ่งท่านก็เป็นผู้มีพลังว่าทำอย่างไรมันจะสามารถขุดลอกตรงนี้ได้ เพื่อให้มี ประโยชน์ให้เก็บกักน้ำ แล้วผมไม่อยากให้ท่านคิดหรอกว่าท่านออกแบบแล้วให้ท้องถิ่นไปทำ ชาตินี้ผมว่าทำไม่ได้เลยนะ ทำไม่ได้ท่านรัฐมนตรี ถ้าไม่เชื่อท่านไปดูก็ได้ ท่านว่ามาเลย ท่านแวะเข้าไปดูสระนี่ ผมอายชาวบ้านท่านประธาน เขาเอาควายไปเลี้ยง แล้วก็มาถามผม ส.ส. ผมบอกตอนนี้ผมมาได้แค่นี้ ผมก็ไปดูผมเดินรอบเดินดู ขอฝากท่านรัฐมนตรีว่าทำอย่างไร ท่านจะสามารถช่วยชาวบ้านเขาได้ อย่างน้อยเขาก็เป็นคนคนหนึ่งซึ่งต้องใช้น้ำตรงนี้ ตรงนี้ บอกมันเป็นโคกนะครับ บ้านผมเรียกโคก แต่เมืองสุพรรณเรียกอะไรผมไม่รู้ แต่บ้านผม เรียกว่าโคกมันเป็นโคกที่สูงมาก แต่มันไม่ใช่ภูเขานะ มันเป็นโคกเหมือนกับโคก หนอง นา ที่เขาทำกันอยู่นี่ล่ะ ผมจึงกราบเรียนว่าทำอย่างไรท่านจะทำได้และผมฝากความหวังไว้กับ ท่านนะ คือถ้าว่ากรมชลประทานจะเข้ามาทำ ไม่ได้อีก ไม่ใช่หน้าที่เขา ก็ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา ก็เข้าใจ ความรู้สึกของท่านนิยมครับท่านประธาน เพราะว่าทุกครั้งที่เวลาเราได้รับเรื่องร้องเรียนมา แล้วก็เราจะของบประมาณไปยังสำนักงบประมาณนั้น ตามที่ผมได้เรียนไปเบื้องต้นครับ เราก็จะได้รับคำตอเหมือนเดิมเข้ามาทุกที แล้วเราก็ไม่อยากจะทำให้พี่น้องประชาชนนั้น ท้อแท้ไปกับปัญหาที่เกิดขึ้นนะครับ ทีนี้ในส่วนเบื้องต้นเดี๋ยวผมจะกำชับให้ทาง กรมทรัพยากรน้ำตั้งงบในการขุดลอกเพิ่มเติม ก่อนหน้านี้ผมเองคงตอบไม่ได้เพราะว่ามัน เกิดขึ้นตอนปี ๒๕๕๕ กับปี ๒๕๕๗ ตอนนี้ผมยังตกงานอยู่นะครับท่านประธาน ตอนนี้มีงาน ทำแล้ว เดี๋ยวผมจะขอให้ทางกรมทรัพยากรน้ำตั้งงบในการขุดลอกที่ลำห้วยแดง แล้วก็ขอให้ จะได้เป็นเนื้อเป็นหนังเพื่อที่จะได้ทำให้พื้นที่ตรงนี้สามารถเก็บกักน้ำได้มากขึ้น แล้วก็คง จะต้องฝากท่านประธานฝากไปยังท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านด้วย ในเรื่องของมติ คณะกรรมการกระจายอำนาจ เพราะว่ามีหลายพื้นที่ครับท่านประธานที่เราได้รับเรื่อง ร้องเรียนเข้ามา แล้วก็ติดปัญหาตรงนี้ว่าทำให้เราอยากจะทำ แต่เข้าไปทำไม่ได้ ของบประมาณไปสำนักงบประมาณก็จะไม่ให้งบมา โดยบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ของกรม ทรัพยากรน้ำแล้ว เราก็จะสามารถทำเท่าที่เราทำได้ แต่เบื้องต้นเดี๋ยวผมจะขอให้ทางกรม ทรัพยากรน้ำตั้งงบในการขุดลอกครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ท่านนิยมครับที่บอกว่าเริ่มต้นมันคอร์รัปชันมันโกงกันอยู่ในอายุความไหม ที่ตอนเริ่มต้นที่ว่า ขุดขอบ ๆ แล้วตรงกลางไม่ขุด มันโกงกันที่ท่านบอกตอนต้นไม่เอาคดีไปเล่นพวกที่โกง ลองไปดูอายุความหมดไหมครับ ท่านรัฐมนตรีขอบคุณมากนะครับ🔗
๑.๓.๒ กระทู้ถาม ที่ ๒๗๘ เรื่อง การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์สินของวัดและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเก็บภาษีพระที่มีรายได้ (นายนิยม เวชกามา เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
สำนักงานเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีมีบัญชามอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ตอบกระทู้นะครับ แต่เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังติดภารกิจสำคัญมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง คุณสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นผู้ตอบชี้แจงกระทู้ถามครับ ขอเชิญรัฐมนตรีครับ อนุญาตให้ นางสาวเอม เจริญทองตระกูล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาโครงสร้างระบบภาษี สำนักงาน เศรษฐกิจการคลัง เป็นผู้ให้ข้อมูลนะครับ ท่านนิยมเชิญเลยครับถามได้ ๒ ครั้งไม่เกิน ๒๐ นาที ทั้งผู้ถามและผู้ตอบ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันอาจจะนานหน่อย แต่ว่าต้องถามรัฐมนตรีคือ บังเอิญว่ามันเป็นความทุกข์ร้อนของพระ แล้วกระทู้เผอิญมันเข้ามาพอดี แล้วถามว่าทำไม ผมต้องไปเกี่ยวข้องกับพระหลาย ๆ เรื่อง เผอิญตอนนี้ ๒ มหาก็เข้ามาในสภา ผมไปมาแล้ว นิดเดียว ท่านประธานครับ บางทีผมดูอาจจะเป็นเฟกนิวส์ (Fake news) หรือเป็นข่าวอะไร ที่สร้างความไม่สบายใจให้แก่พระสงฆ์ทั้งประเทศ บังเอิญว่ามันมีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเกี่ยวข้องกับท่านรัฐมนตรีกับท่านรัฐมนตรีสันติ พร้อมพัฒน์ ขอเอ่ยนามด้วยความเคารพ ไม่ได้เสียหายอะไรว่าพอกฎหมายภาษีที่ดินออกมาท่านประธาน สร้างความไม่สบายใจ สร้างความหวาดกลัวให้แก่พระสงฆ์ทั้งประเทศ พระสงฆ์หลายท่านก็ประสาน มาที่ผมว่าในเมื่อ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ๒๕๖๒ มาตรา ๘ (๕) ได้กำหนดให้ทรัพย์สิน ที่เป็นสาธารณสมบัติไม่ว่าของศาสนาใดที่ใช้เฉพาะเพื่อการประกอบศาสนกิจ หรือกิจการ สาธารณะ หรือทรัพย์สินที่อยู่ของสงฆ์ นักพรต นักบวช หรือบาทหลวง ไม่ว่าในศาสนาใด หรือทรัพย์สินที่เป็นศาลเจ้า ทั้งนี้เฉพาะที่มิได้หาผลประโยชน์จากที่ดินก็ได้รับการยกเว้นจาก การจัดเก็บภาษี แต่หากเป็นกรณีที่ได้ประโยชน์จะต้องชำระภาษี เรื่องดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริง รายได้ของวัดจากที่ดินดังกล่าวไม่ว่าที่ใดมันไม่มีผลประโยชน์มากมาย ไม่ว่าเอกชนเช่า หรือราชการไปเช่าก็จะเรียกเก็บในอัตราค่าเช่าที่ต่ำมาก สังเกตวัดในที่กรุงเทพมหานครผม เป็นสามเณรเป็นพระก็เห็นว่าส่วนใหญ่พี่น้องประชาชนก็มาปลูกเช่าจัดเก็บเป็นปี ปีละ ๑๐๐-๒๐๐ บาท คือเดือนหนึ่งตก ๕๐-๖๐ บาท ที่เก็บกันมาแบบนี้มันถึงมามีวันนี้ ต้องถามท่านรัฐมนตรีว่าท่านคิดจะหาทางช่วยเหลืออย่างไรให้แก่ชาวบ้าน ถ้าหากเราเก็บตาม อัตราภาษีที่ออกตามมาตรา ๘ (๕) ก็จะเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสให้แก่พระเจ้าพระสงฆ์ เพราะแบบนี้มันแสดงให้เห็นว่ามันเป็นภาษีที่เก็บโดยปกติ เพราะบางครั้งวัดก็ไม่ได้อะไรเลย จะเห็นจากที่ข่าวคราวของวัดพระศรีมหาธาตุบางเขน คนทั่วประเทศเข้าใจว่าพระได้อย่าง มหาศาลเลยที่เมรุเผาศพ สุดท้ายมาวันนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าจริง ๆ กองทัพอากาศเอาไป หมดแล้วสตางค์ ไม่รู้จะให้พระเดือนละกี่บาท ค่าเช่า อันนี้ผมจึงกราบเรียนว่าในเมื่อมันเป็น แบบนี้ผมกล่าวถึงโยมท่านหนึ่งเนื่องจากมันมีในนี้เป็นข่าวว่านอกจากจะเก็บภาษีโดยปกติ แล้ว ยังมีข่าวคราวว่าจะเก็บภาษีพระ ผมเข้าใจเป็นเฟกนิวส์ (Fake news) นะท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีที่ออกให้พระมีบัตรเสียภาษีอะไรน่ะ วันนี้ผมยังไม่ชัดเจนต้องถามท่านรัฐมนตรี ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นอย่างไร มันเกิดกระแสว่าถ้าพระไปรับกิจนิมนต์รายได้จากกิจนิมนต์ จากซองถวายพระ จากกิจนิมนต์จากพิธีกรรมต่าง ๆ หรือจากค่านิตยภัต ท่านรัฐมนตรีสันติ ครับด้วยความเคารพท่าน พระค่านิตยภัตน้อยมากนะ ผมไปถามเจ้าคณะอำเภอที่บ้านผม ค่านิตยภัตเดือนละ ๓,๕๐๐ บาท ค่าน้ำ ค่าไฟ ก็ไม่พอ แต่มันก็เป็นเงิน ถ้าว่าจะเก็บภาษีจาก ค่านิตยภัตผมว่าเป็นเรื่องลำบากพระ แล้วเรื่องลำบากแก่พี่น้องประชาชนซึ่งถวายวันนี้ จะต้องทำอย่างไรล่ะ ผมจึงถามเป็นคำถามที่ ๑ เลยครับว่ารัฐบาลมีแนวทางและมาตรการ ในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน เอาที่ถามคำถามเกี่ยวกับเก็บภาษีที่ดินรายได้ก่อน ว่าบรรเทาความเดือดร้อนแก่วัดที่ได้รับผลกระทบจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ อย่างไร ขอท่านแถลงรายละเอียดด้วยครับ🔗
เชิญรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ชี้แจงและตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ เรื่อง การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินของวัด และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการ จัดเก็บภาษีพระที่มีรายได้ ข้าพเจ้าจะขอตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรตินะครับ ท่านนิยม เวชกามา ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่าน ส.ส. ที่เอาใจใส่ดูแล ในเรื่องของบวรพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะความเข้มแข็งในเรื่องของวัดและของพระสงฆ์ที่ พวกเราเคารพบูชา เพื่อให้มีประสิทธิภาพแล้วก็เป็นที่เคารพกราบบูชาของพี่น้องประชาชน ก็ต้องขอกราบขอบคุณในการเอาใจใส่นะครับ กรณีคำถามว่ารัฐบาลมีแนวทางและมาตรการ ในการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่วัดที่ได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอย่างไร ก็ต้องขอกราบเรียนท่านผู้แทนครับว่าเรื่องภาษีที่ดินและสิ่ง ปลูกสร้างของวัดนั้น โดยข้อเท็จจริงแล้วภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของวัดนั้นได้รับการยกเว้น ภาษี ได้รับการยกเว้นภาษีในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของวัด เช่น ตัวโบสถ์ก็ดีหรือที่พักของ พระสงฆ์ที่อยู่ในวัดที่ใช้ประกอบศาสนกิจทั้งหลายทั้งปวง ก็กราบเรียนว่าได้รับการยกเว้นโดย สิ้นเชิงนะครับ นอกจากนั้นยังมีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของวัดอีกส่วนหนึ่งที่ให้พี่น้องประชาชน ได้เช่าไปทำประโยชน์หาประโยชน์เพื่อจัดประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีที่ดินที่พี่น้อง ประชาชนศรัทธาวัด แล้วก็นำไปบริจาคให้กับวัดดีกว่าที่จะปล่อยที่ดินให้รกร้างว่างเปล่า เพราะฉะนั้นวัดหลายแห่งก็นำที่ดินดังกล่าวนั้นออกเช่า ตามที่ท่านนิยม เวชกามา ได้ถามว่า วัดเองก็ได้นำที่ดินที่สามารถใช้ประโยชน์ให้เช่าได้นั้น ให้ประชาชนเช่า ซึ่งก็แน่นอนที่สุดการ ให้เช่านั้นวัดเป็นผู้ให้เช่า ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ที่จะได้รับจากค่าเช่าก็ไม่มาก เล็กน้อย นะครับ ดังนั้นทางกรมสรรพากรเองซึ่งเป็นผู้เก็บภาษีเหล่านี้ก็ทราบดีนะครับ จึงได้ประสาน กับทางสำนักพุทธมีระเบียบอันหนึ่งว่าสำนักพุทธได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับแบบสัญญาเช่าที่ดิน สัญญาเช่าอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่นำไปใช้ในการทำสัญญาเช่ากับผู้เช่า แล้วก็จะได้ประโยชน์ ถึงแม้ว่าจะได้ประโยชน์เท่าไรก็ตามจึงได้มีแบบมาตรฐานสัญญาเช่านั้นได้กำหนดไว้ว่าผู้เช่า จะเป็นผู้รับผิดชอบรับภาระภาษีโรงเรือนและภาษีอื่น ๆ ภาษีเทศบาล ภาษีอื่น ๆ นั้นจะเป็น หน้าที่ของผู้เช่า ซึ่งก็เป็นความเป็นธรรมในสังคมในเรื่องของภาษี เนื่องจากว่าผู้เช่าเช่าไปทำ ประโยชน์ก็จะเสียภาษีตามอัตราพี่น้องประชาชนที่จะต้องเสีย ส่วนทางวัดในสัญญาก็กำหนด ไว้ว่าผู้เช่าจะเป็นผู้รับภาระภาษีทั้งหลายทั้งปวง ดังนั้นถึงแม้ว่าทางวัดจะให้เช่าด้วยอัตราที่ ผ่อนปรนแล้วก็เป็นอัตราที่ไม่มากนั้น วัดเองก็ไม่ต้องเสียภาษีนะครับ ก็ผลักภาระไปให้ผู้เช่า ซึ่งเช่าไปแล้วก็จะได้ประโยชน์นะครับ เมื่อได้ประโยชน์ก็ส่งภาษีให้กับรัฐก็เป็นเรื่องปกติ ที่สมควรทำ ก็กราบเรียนท่านนิยมครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านนิยมเชิญ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมได้ยินท่าน รัฐมนตรีสันติพูดก็ดีใจระดับหนึ่ง ต้องกราบเรียนท่านอย่างนี้นะครับ คือวัดไม่ใช่อยากให้เช่า หรอกความเป็นจริง แต่ว่ามันเช่าติดต่อมันไปปลูกบ้านปลูกเรือน บังเอิญผมบวชเป็นเณรเป็น พระอยู่ในวัดหลายปี แต่ผมอยู่วัดสังข์กระจายแล้วก็มาบวชพระอยู่วัดราชสิทธารามอยู่ ฝั่งธนบุรีเป็น ๑๐ ปี ก็เห็นว่าคนที่อยู่รอบข้างเป็นที่วัดหมด ถามเขาแล้วทั้งวัดสังข์กระจาย วัดทับนี่ ถามเขาว่าที่เช่าเช่าอย่างไร เขาบอกเช่ามาอยู่ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายแล้ว เพราะวัด เดี๋ยวนี้สร้างแบบวัดทับนั่นมีตั้งแต่สมัยอยุธยาวัดทับอยู่เจริญพาศน์ วัดสังข์กระจายเหมือนกัน ก็สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่ว่างเปล่า แต่ก่อนเป็นที่ทำไร่ทำนาเป็นที่ดิน แต่วันนี้มันไม่ใช่พูด ถึงที่ดินมันขึ้นราคา แต่วัดขึ้นราคาไม่ได้หรอกครับ เคยเก็บเดือนละ ๒๐๐ บาท ก็ ๒๐๐ บาท อย่างนั้นครับ เอาไปขายก็ไม่ได้ท่านประธาน ขายไม่ได้ที่ดินพวกนี้ กระผมจึงได้ยินจากท่าน ท่านก็รับปากขอให้ท่านดูแลด้วยในส่วนที่เป็นของวัด อันนี้ยกเพียงตัวอย่างหนึ่งนะ ความจริง หลายวัดก็เหมือน ๆ กันนี่ล่ะครับ สมัยก่อนถนนรุ่งอรุณวัดอรุณก็รอบ ๆ ผมอยู่ตำบลวัดอรุณ สมัยก่อน จังหวัดธนบุรี ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าในเมื่อมันเป็นลักษณะแบบนี้ ภาษี เหล่านี้ในหลายวัดในต่างจังหวัดเหมือนกันนะท่านประธาน แต่ว่าดีขึ้นบางจังหวัดก็ไปสร้าง อาคารพาณิชย์ค่าเช่าก็อาจจะเพิ่มขึ้น อันนั้นก็ถือเป็นรายได้วัดที่มีรายได้ แต่ที่เป็นห่วงที่ผม ถามท่านรัฐมนตรีสันติเพราะว่าถ้าท่านไปเก็บภาษีเพิ่มคิดจากประเมินราคากลาง ซึ่งวันนี้ สมัยก่อนดินอันนี้อาจจะไร่ละ ๒๐๐ บาท แต่วันนี้หลายล้าน ถ้าเราไปคิดแบบนั้นผมเป็นห่วง แต่ผมได้ยินท่านพูดก็ฝากท่านดูแลด้วยว่าเท็จจริงมันเป็นอย่างนี้ ก็ฝากท่านนะครับว่าอย่าไป โหดร้ายกับวัดนักก็ฝากท่าน ข้อที่ ๒ ครับท่านประธาน สั้น ๆ เนื่องจากอันนี้ผมอยากจะ ได้ยินจากปากท่านรัฐมนตรี ซึ่งผมก็เคารพนับถือท่านนะรัฐมนตรีสันติว่าจากที่เป็นข่าวเป็น คราวเป็นข้อที่ ๒ ที่จะต้องถามท่าน พระตกอกตกใจกันว่าต้องเสีย ต่อไปนี้เขาพูดกันนะพระ ผมตอนหลังก็อยู่ห่างวัดพอสมควร แต่ว่ามาผูกพันด้วยตัวเองเติบโตจากวัดกินข้าวจาก การบิณฑบาต ก็เลยผูกพันว่าภาษีตัวนี้จะมีจริงไหม หรือเป็นแค่เฟกนิวส์ (Fake news) หรือเป็นข่าวว่าจากเงินเดือนซึ่งเขาเรียกเงินเดือน แต่ว่าพระเรียกค่านิตยภัต ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท จะหักภาษีจากพระไหม ประเด็นที่ ๑ แล้วกิจนิมนต์ของพระซึ่งความจริงบางทีกิจนิมนต์ที่ว่า นี่ใส่ซองไปไม่ถึงวัดนะ บางทีพอถึงกลางทาง คนขอบ้างอะไรบ้าง อันนี้หมายถึงพระทั่วไปนะ พระในต่างจังหวัด ผมเน้นต่างจังหวัด ส่วนพระผู้หลักผู้ใหญ่ในกรุงเทพมหานครผมไม่พูดถึง เพราะผมไม่บังอาจขนาดนั้นหรอกจะได้เท่าไร ในต่างจังหวัดผมกราบเรียนท่านรัฐมนตรีสันติ และท่านประธานสภานะครับว่าซองละ ๕๐๐ บาท นี่ก็เก่งแล้ว ยิ่งยุคนิวนอร์มอล (New normal) ไม่ได้เลยนะครับ มีคำสั่งจากสำนักพุทธห้ามพระรับกิจนิมนต์ บิณฑบาตยังไม่ไปเลย อันนี้เลยต้องเรียนถามว่าการจัดเก็บภาษีจากพระหรือว่ากิจนิมนต์หรือจากค่านิตยภัตคงจะ ได้ยินจากท่านรัฐมนตรีวันนี้มีอำนาจเต็ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังว่าจะมีโอกาส ไปเก็บภาษีพระเหล่านี้หรือไม่ อย่างไร พระเล็กพระน้อยกิจนิมนต์ก็ดีหรือค่านิตยภัต เพราะ นิตยภัตเจ้าอาวาสอาจจะ ๑,๐๐๐ กว่าบาท เจ้าคณะตำบลอาจจะ ๒,๐๐๐ บาท เจ้าคณะ อำเภออาวุโสหน่อยจะ ๓,๕๐๐ บาท หรือ ๔,๐๐๐ บาท เจ้าคณะจังหวัดอาจมากขึ้น เงินเหล่านี้ทางกระทรวงการคลังจะไปมีบทบาทเก็บภาษีหรือไม่อย่างไร ขอฟังความเห็น หน่อยครับท่านรัฐมนตรี🔗
ท่านรัฐมนตรีเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพนะครับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านนิยม เวชกามา ก็ต้อง ขอบคุณท่านอีกครั้งหนึ่งที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของผู้ประกอบกิจในบวร พระพุทธศาสนา ในเรื่องกรณีของพระนะครับ ดังนั้นผมก็จะขอตอบคำถามของท่านนะครับ ก่อนอื่นจะตอบเรื่องของข้อ ๑ นิดหนึ่งก่อนนะครับว่านอกเหนือจากที่ดินของวัดแล้วรวมไป ถึงที่ดินมัสยิดที่ดินต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของศาสนาในวัดในคริสต์อะไรต่าง ๆ ก็ใช้กฎเกณฑ์ เดียวกันนะครับ แล้วก็พูดถึงเรื่องที่ประชาชนไปเช่าที่ดินของวัดเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ก็ต้อง เรียนว่าก็จะใช้เก็บภาษีจากผู้เช่าถ้าเป็นที่อยู่อาศัยก็ล้านละ ๒๐๐ บาทต่อปีเท่านั้น ก็ต้อง เรียนให้ทราบว่าไม่ได้มากมายที่พี่น้องประชาชนก็สามารถที่จะอยู่ได้นะครับ แล้วภาษีที่ว่านั้น ก็เป็นภาษีตามที่กรมธนารักษ์ได้ประเมิน เพราะฉะนั้นทุกท่านที่เช่าเพื่อที่อยู่อาศัยก็จะอยู่ ในเลต (Rate) เดียวกันหมด คูณด้วยอัตราที่กรมธนารักษ์ได้ประเมินไว้เท่านั้นเองนะครับ อีกกรณีหนึ่งเรื่องรายได้ของพระภิกษุสงฆ์ โดยเฉพาะเงินนิตยภัตตามที่ท่านได้พูดถึงนั้น ก็ขอตอบว่าได้รับการยกเว้นภาษีโดยสิ้นเชิง ซึ่งนิตยภัตที่ได้รับเป็นรายเดือนก็จะมีตั้งแต่ ๑,๒๐๐ บาท ถึง ๓๗,๗๐๐ บาท แล้วแต่ในแต่ละชั้นของสมณศักดิ์ เงินอันนี้ถือเป็นเงิน พระราชทานแก่พระภิกษุสงฆ์ ดังนั้นจึงได้รับการยกเว้นภาษีนะครับ ส่วนกรณีที่พระสงฆ์ได้ไป รับกิจนิมนต์ หรือพี่น้องประชาชนได้มาทำบุญบริจาค หรือออกไปกิจนิมนต์ต่าง ๆ นั้น ก็ต้อง บอกว่าการรับบริจาคจากการทำบุญอะไรต่าง ๆ ปีหนึ่งถ้าไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี ได้รับการยกเว้น แต่ถ้าหากว่าเกิน ๑๐ ล้านบาท ก็จะต้องแสดงรายการภาษีเงินได้ให้กับทาง กรมสรรพากร ซึ่งทั้งนี้ก็ไม่รวมถึงบิดา มารดา บุพการีที่มอบให้ อันนี้ก็ได้รับการยกเว้น เช่นเดียวกัน ก็คงกราบเรียนท่านนิยมครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ขอบคุณ ท่านนิยมมากครับและท่านรัฐมนตรี ขอบคุณมากครับ🔗
ขออนุญาตถามนิดเดียว🔗
เวลาท่านนิยมหมดไปแล้ว นะครับ🔗
ผมถามประเด็นที่ท่านบอกว่าถ้าเกิน ๑๐ ล้านบาท ผมข้องใจนิดหนึ่งว่าคำว่า ๑๐ ล้านบาทที่เกินนี่ เราเอาอะไรมาวัดว่าได้อย่างไร เท่าไร จำนวนเพราะว่าโดยปกติถ้าพอได้รับก็ใช้ไปตามเท่าที่มี เกณฑ์นี้ผมไม่ทราบท่าน รัฐมนตรีหมายถึงวิธีไหน🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานครับ ก็คงต้องเรียนท่านนิยมว่าจริง ๆ รายได้จากการบริจาคกิจนิมนต์อะไร ต่าง ๆ ทั้งปีนี่ก็ไม่ได้เข้มงวดมากมาย หรือมีมาตรการอะไรมากมาย ก็เพียงแต่ว่าถ้าหากว่า ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท ตัวพระเองจะทราบ ถ้าคิดว่าตัวเองได้รับรายได้จากกิจนิมนต์จาก การทำบุญอะไรต่าง ๆ แล้วที่เกิน ๑๐ ล้านบาท ก็เอาส่วนที่เกินนั้นมาเสียภาษี ซึ่งถามว่า มีมาตรการหรือมีกฎมีเกณฑ์อะไรไหม ก็ต้องเรียนว่าไม่มี แล้วก็ทางกระทรวงการคลัง กรมสรรพากรนั้นก็ไม่ได้มีความตั้งใจว่าจะเข้าไปเก็บภาษีในเรื่องเหล่านี้ แล้วขอตอบต่อไป อีกนิดหนึ่งว่าพระสงฆ์ พระ ที่ไปบรรยายไปเป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัย ถ้าส่วนนี้ก็จะถือ เป็นเงินได้ เมื่อถือเป็นเงินได้ก็จะต้องไปเสียภาษีตามระบบของเงินได้นะครับ แต่ส่วนอื่น ๆ ก็แทบจะไม่มีเลย แล้วก็กรมสรรพากรเองก็ยังไม่มีแนวคิดที่จะเข้าไปเก็บภาษีพระเหล่านี้ แต่ที่มีข่าวนั้นก็ต้องเรียนว่าขณะนี้เทคโนโลยีมันก้าวหน้าไปมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวก เฟกนิวส์ (Fake news) ก็เรียนท่านผู้แทนไปบอกทางวัดทางพระตามที่ท่านได้กังวลแล้วก็ ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้กับวัดแล้วก็พระด้วย ขอบคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรีครับ ถ้าทอดกฐินได้เกิน ๑๐ ล้านบาท ต้องเสียไหมครับ🔗
ทอดกฐิน ถ้าให้กับวัด วัดก็ไม่ต้องเสีย แต่ถ้าให้กับพระเกิน ๑๐ ล้านบาท ก็ต้องเสียครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรี มากครับ ขอบคุณท่านนิยมมากครับ ก็จบกระทู้ที่ ๓ นะครับ🔗
๑.๓.๔ กระทู้ถาม ที่ ๒๗๔ เรื่อง การทบทวนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การ ก่อการร้าย พ.ศ. ๒๕๕๖ (นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ท่านนายกรัฐมนตรีได้ มอบหมายให้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทวงยุติธรรม ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นผู้ตอบกระทู้ ถามนี้ ขออนุญาตให้ผู้อำนวยการส่วนต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินก่อการร้าย สำนักงาน ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คุณภัทระ หลักทอง อนุญาตให้เป็นผู้ให้ข้อมูลได้ครับ ขอเชิญท่านอาดิลันครับ กระทู้ถามนี้ก็ถามได้ ๒ ครั้งนะครับ ถามและตอบไม่เกิน ๒๐ นาที ครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม อาลิดัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา ต้องขออนุญาตตั้งกระทู้ถาม แล้ววันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ได้สละเวลามาตอบคำถามของผมนะครับ แม้ว่า กระทู้นี้ในประเด็นที่ผมซักถามนั้นดูเหมือนจะเป็นกระทู้ประเด็นกระทบกับบุคคล ที่ไม่มากในสังคม แต่ผมถือว่าคนที่ได้รับผลกระทบก็คือคนไทยคนหนึ่งที่เขาควรจะมีสิทธิที่จะ ได้รับการคุ้มครองและได้เข้าถึงสิทธิของคนไทยที่ควรจะได้รับเฉกเช่นคนทั่วไปนะครับ ในกระทู้ถามของผมในเรื่องของการทบทวนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวนั้นต่อมาในปี ๒๕๕๙ ได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธ ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ เหตุผลที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาเพราะในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ บุคคลที่ถูกควบคุมตัวถูกกล่าวหาและถูกดำเนินคดีในข้อหา ก่อการร้ายตลอดระยะเวลา ปี ๒๕๔๗ มาจนถึงปัจจุบันมีจำนวนมากและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของการกำหนดบัญชีรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดนั้น เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ และส่วนใหญ่แทบจะไม่ทราบเลยว่าตัวเองจะถูกกำหนดเป็นบุคคลที่อยู่ในรายชื่อตาม กฎหมายฉบับนี้ เหตุที่ผมใช้คำว่า ไม่ทราบ เพราะว่าอาจจะไม่ได้สนใจในหนังสือหรือเอกสาร ที่ทางราชการส่งไปให้ เหตุผลเพราะว่าคนส่วนใหญ่ที่ตกเป็นจำเลยหรือเป็นผู้ต้องหา ในคดี ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้มี ความรู้การศึกษาหรือมีรายได้ที่สูงที่จะไปต่อสู้คดีได้ ในกระทู้นี้ที่ผมนำเสนอเข้ามา เพราะได้รับข้อร้องเรียนจากชาวบ้าน ๑ รายว่าตัวเองเคยถูกกกล่าวหาตามสไลด์ (Slide) ที่เป็นหนังสือร้องเรียนของชาวบ้านของพี่น้องประชาชนว่าได้รับหนังสือจากกองข่าวทาง การเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแจ้งให้ทราบตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ว่าตัวเอง เป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับในเหตุการณ์ ปี ๒๕๕๐ ในเรื่องของเหตุระเบิด ๗ จุดในจังหวัด ยะลา แต่ตัวเองก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะตัวเองเป็นชาวบ้านธรรมดาคาดว่าน่าจะไม่มีผลอะไร กับการดำรงชีวิตนะครับ แล้วท้ายสุดเหตุคดีนี้ตัวเขาเอง อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีใช้ชีวิตปกติ ในพื้นที่ทำมาหากินอยู่ปกติอยู่กับครอบครัวอย่างปกติ ในสถานการณ์ที่อยู่มาตลอดตั้งแต่ ปี ๒๕๕๖ ที่ถูกกำหนดเป็นบุคคลที่ถูกห้ามไม่ให้ทำธุรกรรมตามกฎหมายฉบับนี้ก็ไม่ได้ เกี่ยวข้องอะไรกับทางระบบราชการทั้งระบบทางธุรกรรมทางการเงิน เพราะตัวเองเป็น ชาวบ้านธรรมดา วันดีคืนดีจะต้องไปเปิดบัญชีธนาคารเพราะต้องการได้รับสิทธิจากทางราชการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือโครงการที่รัฐช่วยเหลือช่วงโรคระบาด โควิด-๑๙ (COVID-19) นี้ตัวเองก็ไปทำไม่ได้ เพราะติดบัญชีรายชื่อตามกฎหมายฉบับนี้ นะครับ ทำให้เขาเสียสิทธิที่จะได้รับการได้เข้าถึงสวัสดิการของรัฐ ตรวจสอบกับทาง ป.ป.ง. ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามกฎหมายบอกว่าคณะกรรมการตรวจสอบสามารถที่จะยื่น คำร้องขอเพิกถอนได้ แต่สำหรับประชาชนอีกจำนวนมากผมเชื่ออย่างนั้นนะว่าอีกจำนวนมาก ที่ไม่ได้รับการเพิกถอน และกระบวนการเพิกถอนเขาเองไม่เคยได้รับการติดต่อว่าให้ไปชี้แจง หรือว่าให้ไปดำเนินการให้ข้อมูลกับทางราชการใด ๆ เลย เหล่านี้คือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น จึงอยากจะนำเรียนต่อท่านรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้กำหนดนโยบายเพื่อที่จะให้ข้อมูลให้ ความรู้กับทางประชาชนว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร จึงขออนุญาตตั้งคำถามเป็นคำถามที่ ๑ ว่ารัฐบาลมีนโยบายอำนวยความยุติธรรมให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อ บุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมายข้างต้นหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียดครับ🔗
ขอเชิญรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ขออนุญาตให้ตอบกระทู้ถามแทนท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่าน ส.ส. อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ในคำถามซึ่งเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติ ปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพ ทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙🔗
ในคำถามที่ท่านอาดิลันได้พูดถึงพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้แต่ว่า เป็นฉบับ ๒๕๕๖ มีการแก้ไขมาเป็น ๒๕๕๙ มาตรา ๗ ท่านได้กล่าวว่ามีผู้เดือดร้อนตรงนี้ ไม่มากเป็นจริงอย่างที่ท่านได้กล่าวไว้ เพราะว่าผมดูจากลิสต์ (List) แล้วมีประมาณ ๑๐๐ กว่าคนเท่านั้นเองที่ได้ถูกกระทำเป็นผู้ถูกกำหนดที่ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงิน ธนาคารต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ซึ่งถ้าหากว่าเราจะดูถึงความเป็นธรรมในการดำเนินการตรงนี้แล้ว ในส่วนของภาคราชการนั้นก็จะรวมดูทั้งหมด การกระทำของกลุ่มบุคคลที่อาจจะเป็นใช่ หรือไม่ใช่ที่ได้กำหนดออกไป ๑๐๐ กว่าราย ๑๐๐ กว่าคนตรงนั้นเป็นเหตุที่ทำให้เกิด ความเสียหายต่อเหยื่อผู้น่าสงสารอย่างมากมายในลักษณะที่เกิดกระทำอย่างวินาศกรรม บาดเจ็บคนล้มตายเป็น ๑๐ เป็น ๑๐๐ คน อย่างเช่นการระเบิดห้างบิ๊กซีปัตตานีมีบุคคลตาย ทรัพย์สินเสียหาย รายการจี้ปล้นรถคาร์บอมบ์ (Car Bomb) ราชการสูญเสียชีวิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพระก็แล้วแต่นะครับ กรณีที่เกิดขึ้นทั้งหลายแหล่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ ทำให้ส่วนราชการ ปปง. ได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งหลายจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ เช่น กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้ได้รับความเสียหายจาก การก่อเหตุความไม่สงบของบุคคลที่ถูกกำหนด และแหล่งข่าวต่าง ๆ เหล่านั้นซึ่งบุคคลผู้นี้ จะเป็นผู้ที่กำหนดว่าจะปลดล็อกให้ ปปง. ไปขอให้อัยการและส่งศาลแพ่งที่มีคำสั่งถอนชื่อ บุคคลต่าง ๆ เหล่านั้นออกจากกลุ่มต่าง ๆ ผมได้ดูว่าในขั้นตอนของการดำเนินการที่จะทำให้ บุคคลที่ถูกกำหนดชื่อมีชื่อในลิสต์ (List) ต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ได้ทำขึ้นมาง่าย ๆ เลยครับ ในขั้นตอนที่ ๑ คือสำนักงาน ปปง. ได้เสนอคณะกรรมการกำหนดรายชื่อ มีผู้แทนหน่วยงาน ความมั่นคงหลายหน่วยซึ่งมีส่วนของ สมอ. อำเภอ ดีเอสไอ (DSI) กรมการปกครองเป็น กรรมการรวมทั้ง ปปง. ด้วยมาพิจารณากันและผ่านขั้นตอนที่ ๑ เสนอถึงคณะกรรมการ ธุรกรรม ซึ่งมีผู้แทน มีศาลยุติธรรม ศาลปกครอง อัยการ ผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ๆ สตง. และนำเสนอส่งถึงอัยการ อัยการต้องขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งดังกล่าวเหล่านั้นและกำหนด ชื่อบุคคลทั้งหลายอยู่ในลิสต์ (List) และ ปปง. ก็สามารถที่จะถอนชื่อโดยขอให้ศาลแพ่ง เป็นคนถอนชื่อได้ ถ้าหากว่ามีข้อมูลในการที่บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่เป็นบุคคลที่ทำตัวเป็น ลักษณะหรือยุ่งเกี่ยวกับก่อการร้ายต่าง ๆ เหล่านั้นสามารถถอนได้ แต่การที่จะดำเนินการ ถอนต้องได้ข้อมูลจากหน่วยงานทั้งหลายทั้งหมดและอีกวิธีหนึ่งคือผู้ที่ถูกกำหนดนั้นสามารถ ที่จะขอต่อศาลแพ่งให้ปลดรายชื่อของตนเองออกได้ ถ้ามีการพิสูจน์ทราบหรือมีผู้รับรอง ที่น่าเชื่อถือต่อศาล ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาแต่เป็นคดีที่เกี่ยวกับทางด้านแพ่งในส่วน ต่าง ๆ เหล่านี้ และในส่วนของราชการที่ท่านอาดิลันจะขอความเป็นธรรมในกระบวนการ ยุติธรรมให้กับผู้คนและให้ถอนชื่อนั้น ผมเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของข้อมูลที่สามารถที่จะ ดำเนินการได้ ถ้าหากว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริง ผมก็ยินดีนะครับเพราะเรามียุติธรรมจังหวัด ในแต่ละจังหวัดตรงนั้น ถ้าหากว่าจะต้องใช้ในเรื่องของการประสานงานและมีข้อมูล ที่ครบถ้วนแล้ว ขอให้ทางยุติธรรมจังหวัดรวบรวมข้อมูลในการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เหล่านั้นได้ แต่วันนี้ที่เรียนนะครับว่าในข้อมูลผมดูจากลิสต์ (List) แล้วเหลืออยู่แค่ ๑๐๐ กว่าคน ซึ่งจากข้อมูลทั้งหลายได้สอบถามลึกเข้าไปจากนั้นแล้ว แต่บุคคลที่อยู่ในข่ายที่จะต้องได้รับ การพิจารณาปรับเป็นผู้ถูกกำหนดนั้นอาจจะมีเพิ่มเติมขึ้นไปอีกนะครับ แล้วก็คนที่มีอยู่ ก็อาจจะได้ถูกลดลงออกจากนั้นอีก ถ้ามีข้อมูลและในเหตุผลข้อเท็จจริงที่สามารถจะ ดำเนินการได้ต่อกระบวนการของศาลแพ่งครับ ขอตอบเป็นคำถามแรกครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เชิญท่านอาดิลันครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ได้ข้อมูล ในประเด็นเรื่องการจัดการข้อมูลที่มีอยู่ประมาณ ๑๐๐ กว่าราย ผมขออนุญาตก่อนที่จะไป คำถามที่ ๒ จะขออนุญาตนำเรียนว่าการดำเนินการในการเพิกถอนนั้นต้องดำเนินการต่อ ศาลแพ่ง ซึ่งผมนำเรียนตั้งแต่เบื้องต้นแล้วประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีรายได้ น้อยคงไม่มีความสามารถที่จะมายื่นร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อจะขอเพิกถอนด้วยตนเอง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งก็ต้องมีกระบวนการไต่สวน ซึ่งปกติก็เข้าใจ ในกระบวนการดำเนินการตรงนั้นนะครับ ไม่แน่ใจว่าในส่วนของกระบวนการของ คณะกรรมการผมอยากจะขออนุญาตนำเสนอข้อมูลประกอบนิดหนึ่งเผื่อว่าท่านจะได้ นำเสนอกับทางคณะกรรมการที่ว่าทางผู้ร้องไม่เคยได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ที่เป็น คณะกรรมการให้ไปชี้แจงว่าตนเองที่ไม่ได้เป็นบุคคลที่มีหมายจับ เป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตปกติ ใช้ปกติทำมาหากินปกติในพื้นที่ ไม่เคยมีตำรวจจับ ไม่เป็นบุคคลที่ต้องสงสัย แต่ตัวเองยังติด บัญชีลิสต์ (List) รายชื่อตรงนี้ แต่ยังมีบัญชีเป็นคนที่มีเป็นผู้ถูกกำหนดอยู่อีก ไม่มีเจ้าหน้าที่ เรียกไปชี้แจงหรือให้ข้อมูลประกอบเพื่อจะหักล้างข้อที่มีคณะกรรมการหลายฝ่ายที่ ท่านรัฐมนตรีได้ให้ข้อมูลเมื่อสักครู่นี้ว่าเป็นคณะกรรมการที่ให้ข้อมูลสำหรับการพิจารณาว่า จะทำเรื่องถอนเชื่อหรือไม่ อย่างไร ตรงนี้ถ้าหากเป็นไปได้คณะกรรมการควรให้สิทธิกับบุคคล ที่มีชื่อถูกกำหนดนั้นเข้าไปชี้แจงหรือให้ข้อมูลโต้แย้ง ข้อมูลที่ได้รับรายงานเพื่อที่จะให้ได้สิทธิ ในการที่ให้คณะกรรมการส่งเรื่องให้อัยการทำเรื่องเพิกถอนชื่อต่อไปได้นะครับ เพราะผมมองว่าการที่ประชาชนไม่สามารถที่จะไปต่อศาลแพ่งที่กรุงเทพมหานครได้ด้วย ตัวเองเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง อีกช่องทางหนึ่งที่ท่านรัฐมนตรีนำเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ก็คือว่าให้ ไปข้อมูลกับยุติธรรมจังหวัด แต่ผมก็อยากจะขอต่อนิดหนึ่งว่าควรจะมีช่องทางที่ยุติธรรม จังหวัดมีช่องทางที่ชัดเจนในการที่ให้ประชาชนเข้าถึงช่องทางนี้ อาจจะเป็นการ ประชาสัมพันธ์สื่อสารให้เข้าใจนะครับ ต่อคำถามที่ ๒ เพราะว่าเกี่ยวเนื่องกันเรื่อง เมื่อสักครู่นี้ที่ผมได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นไปแล้วว่ารัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือบุคคลที่ถูกกำหนด ตามกฎหมายข้างต้นให้สามารถเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างไร เหตุผลที่ คำถามนี้เพราะยืนยันว่าเขาเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตปกติไม่มีหมายจับ ไม่มีหมายต้องสงสัย เพียงแต่มี รายงานว่ายังเกี่ยวข้องกับกระบวนการตามกลุ่มคณะของเจ้าหน้าที่รายงาน จึงไม่มีการไป ถอนเรื่องเขาเองถึงไม่ได้เข้าถึงสิทธิของทางราชการ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิทธิเป๋าตังค์ สิทธิคนละครึ่งต่าง ๆ ก็ไม่ได้ เพราะต้องไปเปิดบัญชีธนาคารเหล่านี้คนกลุ่มนี้ ถึงจำนวนไม่มาก แต่ก็ได้รับผลกระทบครับ ขอบคุณคำถามที่ ๒ ครับ🔗
ขอเชิญรัฐมนตรีครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในคำถามข้อที่ ๒ ซึ่งก็เป็นความห่วงใยของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่ถูกกำหนดก็เป็นเหตุอันยิ่งใหญ่กับปัญหาก่อการร้ายที่มีอยู่ แล้วผมยืนยัน ว่ามีบุคคลเพียง ๑๐๐ กว่าเท่านั้นที่อยู่ในบัญชีตรงนี้ ถ้าหากว่าเราจะประกาศให้เป็นเรื่องที่ ทำให้ผู้คนหรือคนส่วนใหญ่ทำความเข้าใจหรือไม่เข้าใจตรงนั้น ผมว่าก็ไม่ใช่เป็นประเด็นสาระ ที่สำคัญมากนะครับ แต่ว่าเป็นเรื่องของการกระทำที่จะทำอย่างไรให้เกิดความสงบเรียบร้อย ผมยินดีนะครับที่ท่าน ส.ส. จะให้การดูแลในเรื่องของการชี้แจงหรือการทำความเข้าใจ ส่วนอื่น ถ้าหากว่าเราจะสามารถทำได้ในกรอบของแนวคิดกฎหมาย ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานอีกส่วนหนึ่งครับมีกฎหมายลักษณะคล้าย ๆ กันนะครับ ซึ่งกระทรวงยุติธรรม กำลังที่จะเสนอกฎหมายเจซอก (JSOC) ย่อเป็นตัวภาษาอังกฤษคือจัสติซ เซฟตี ออบเซอร์ เวชัน แอดฮอก เซนเตอร์ (Justice Safety Observation Adhoc Center) คือหมายความว่า บุคคลที่อยู่ในขั้นนักโทษ ซึ่งผมใช้คำพูดว่า เป็นเกรดเดรัจฉาน เรื่องฆ่าข่มขืน กระทำชำเรา ข่มขืนเด็ก ฆ่าต่อเนื่อง ฆาตกรโรคจิต ฆ่าเจ้าทรัพย์ เรียกค่าไถ่หรือเป็นพวกยาเสพติดรายใหญ่ พวกนี้ แม้แต่เราพ้นโทษไปแล้วเรายังต้องควบคุม ออกกฎหมายควบคุมติดตามพฤติกรรม แล้วคนพวกนี้มีไม่มากในปีหนึ่ง ๆ เราทำลิสต์ (List) ย้อนหลังไปซึ่งกฎหมายจะถึงสภา ผู้แทนราษฎรใกล้แล้วครับ ก็มีประมาณไม่กี่ร้อยคนทั้งย้อนหลังไป ๓-๔ ปีได้ประมาณ ๒๐๐ คนแค่นั้นเอง แต่คนพวกนี้เวลาออกมาแล้วฆ่าผู้คนตายมันเป็นเรื่องที่น่ากลัว เป็นที่น่า หวาดระแวงกับครอบครัวที่มีสุภาพสตรี มีเด็ก มีทุกคนต่าง ๆ เหล่านั้นจะเป็นการออก กฎหมายเพื่อป้องกันสังคมถูกทำร้ายกับคนที่กระทำความผิดซ้ำเหล่านั้น ซึ่งมีคนไม่เยอะ เหมือนกับในกฎหมายฉบับนี้เหมือนกัน ก็มีคนไม่เยอะ แต่การที่จะปลดล็อกออกมาต่าง ๆ เหล่านั้นต้องได้รับข้อมูลที่ชัดเจนว่าเขามีความสุจริต มีความประพฤติที่ดีและเป็นประโยชน์ กับทางราชการอย่างมากมายต่าง ๆ เหล่านั้น เราคงต้องร่วมใจกันช่วยกันแก้ไขปัญหา ให้เขาเหล่านั้น แต่ว่าเขาต้องชัดเจนกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมจึงขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ให้โอกาสได้ตอบคำถาม ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านอาดิลัน ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ จบกระทู้ลำดับที่ ๔ นะครับ ต่อไปเป็นกระทู้สุดท้ายสำหรับ วันนี้นะครับ เนื่องจากกระทู้ที่ ๖ นั้นท่านรัฐมนตรีขอเลื่อนไป🔗
๑.๓.๕ กระทู้ถาม ที่ ๒๗๕ เรื่อง การแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนถนนบริเวณ สี่แยกทางเข้าเมืองยะลา (นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม🔗
ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ได้ทำหนังสือแจ้งว่าติดภารกิจสำคัญ จึงมอบหมายรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม คุณอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็นผู้ตอบกระทู้ถาม ก็ขอเชิญท่านรัฐมนตรี อนุญาตให้วิศวกรโยธา ชำนาญการพิเศษ กรมทางหลวงคุณสมโภช โอทาตะ ขอเชิญ ท่านอาดิลัน ถามได้ ๒ ครั้งครับ ถามและตอบภายใน ๒๐ นาที ขอเชิญเลยครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ได้ มีโอกาสซักถามกระทู้ในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ และต้องขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ที่ได้สละเวลามาตอบกระทู้ของผมนะครับ กระทู้ของผมในวันนี้เหมือนกับเป็น เรื่องเฉพาะพื้นที่เล็ก ๆ แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องนำปัญหานี้เข้าสู่ห้องกระทู้ให้ท่าน รัฐมนตรีต้องเสียสละเวลามาตอบ เพราะดูเหมือนปัญหาจะไม่ได้รับการจัดการดูแลจาก หน่วยงานในพื้นที่ เพราะว่ามีอุบัติเหตุจำนวนมากนะครับ เป็นเรื่องของการแก้ปัญหา อุบัติเหตุบนถนนบริเวณสี่แยกทางเข้าเมืองยะลานะครับ บริเวณถนนสาย ๔๐๙ ตามภาพ เป็นเส้นทางจากอำเภอยะหาเข้าอำเภอเมืองยะลา บริเวณสี่แยกทางเข้าหมู่บ้านลิมุด ตำบลท่าสาปก่อนถึงสะพานประสาทข้ามแม่น้ำปัตตานีเป็นเส้นทางห้าแยกมี ๕ ช่องทางที่จะเข้ามาบรรจบกันก่อนจะเข้าเมืองยะลาจะมีเส้น ๔๑๘ ซึ่งเป็นสายหลักที่มา จากระหว่างจังหวัดเข้ามาทำให้รถใช้ความเร็วและตรงนี้ก่อนที่จะเข้าเมืองยะลา จากสถิติมี อุบัติเหตุจำนวนมาก ผมขอสถิติจากสถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา ๓ ปี ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ จำนวน ๑๐๒ ครั้ง นี่เฉพาะที่เป็นคดีที่ปรากฏในสารบบของสถานี ตำรวจภูธรเมืองยะลา และมีอีกจำนวนมากที่คู่กรณีสามารถเจรจาตกลงกันและยอมความ โดยการตกลงและไม่เอาความกันได้เป็นจำนวนมาก ปัญหานี้เป็นปัญหาจนเป็นข่าวที่โด่งดัง ในจังหวัดยะลา มีเพจ (Page) มีโซเชียล (Social) ออกไปทำสื่อสารกันในชุมชนเมืองใน จังหวัดยะลากับสาธารณะทั่วไปจำนวนมากว่าไม่ได้รับการดูแลจากหน่วยงานในพื้นที่ จึงจำเป็นจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การสอบถามในสภาแห่งนี้นะครับ ในจุดดังกล่าวนี้ จึงอยากจะสอบถามทางท่านรัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคมมีนโยบายจะแก้ปัญหาเพื่อลด การเกิดอุบัติเหตุทางจราจรในเส้นทางดังกล่าวนั้นอย่างไร ขอทราบรายละเอียดครับ🔗
ขอเชิญรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ ผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้มา ตอบกระทู้ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ก่อนอื่นผมก็ต้องขอชื่นชม แล้วก็ขอบคุณท่านอาดิลันนะครับที่ท่านเป็นห่วงพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานีที่ใช้ถนนสายหลักเส้นนี้ ก่อนอื่นเลยจากที่ผมได้สอบถามไปยังกรมทางหลวง ก็ทราบว่าถนนเส้นดังกล่าวก็คือจุดตัดระหว่างบ้านสากอกับบ้านลิมุดที่ท่านผู้ถามกระทู้ได้ ถามมา ก็เป็นจุดตัดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จริงนะครับ เพราะเนื่องจากกรมทางหลวงเดิมที ทำไว้เป็นจุดกลับรถ แต่ในทางความเป็นจริงที่พี่น้องประชาชนใช้ถนนกันก็จะใช้กันเป็นถนน เรียกว่าข้ามแยกมาซึ่งมันก็จะตัดกับถนนเส้นหลักจากในรูปนะครับ ซึ่งปัญหาดังกล่าวทาง กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับในปัจจุบันตอนนี้ ปี ๒๕๖๔ ก็ได้ทำเรื่องออกแบบขอรับจัดสรรงบประมาณ เราจะทำก็คือสิ่งแรกที่กรมทางหลวงจะ ดำเนินการก็คือปิดจุดกลับรถตรงนี้ เพราะว่าเป็นจุดที่เป็นจุดตัดที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง แล้วก็จะให้ไปกลับรถตรงทำเป็นบริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำปัตตานีจุดหนึ่ง แล้วก็อีกจุดหนึ่ง ก็คือกลับรถ ณ บริเวณใต้สะพานข้ามแยก ซึ่งทั้ง ๒ จุดนี้จะอยู่ห่างจากจุดกลับรถเดิมไป ข้างละ ๒๕๐ เมตร ซึ่งจากตรงนี้ก็จะช่วยทั้งเรื่องลดอุบัติเหตุ แล้วก็ลดปัญหาการจราจร ติดขัดได้ เพราะเนื่องจากรถทางตรงก็ไม่ต้องหยุดรอรถที่จะเลี้ยวกลับรถหรือรถที่จะวิ่ง ระหว่างบ้านลิมุดตัดมาบ้านสากอนะครับ ซึ่งตรงนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ ค่าประมาณการ ก่อสร้างเบื้องต้นก็ประมาณ ๖๐ ล้านบาท แล้วทางกรมทางหลวงก็จะเสนอขอรับจัดสรร ในงบประมาณเหลือจ่ายปี ๒๕๖๕ แล้วก็คาดว่าระยะเวลาดำเนินการก็จะประมาณ ๖ เดือน คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ ปี ๒๕๖๖ แต่ในระหว่างนี้ก็ให้ทางกรมทางหลวงตอนนี้ก็ให้เพิ่ม สัญญาณไฟกระพริบ ณ จุดตัดตรงนี้เพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุเบื้องต้นครับ ก็ขออนุญาตตอบ คำถามท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ🔗
ขอบคุณรัฐมนตรีครับ ขอเชิญท่านอาดิลันครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับที่ได้ให้ ข้อมูล ผมจะได้ไปช่วยประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจว่าทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาที่ เกิดขึ้นและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดนะครับ ขออนุญาตในถนนเส้น ๔๑๘ นี้ เนื่องจาก จุดนี้แล้วยังมีจุดหนึ่งที่คลองทรายในที่เคยนำเสนอแล้ว แล้วยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็อยากจะ ฝากนำเรียนท่านรัฐมนตรีเพื่อทราบด้วย จุดตัดที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ๔๑๘ ที่คลองทรายใน จุดด่านตรวจทหาร🔗
ขออนุญาตไปสอบถามคำถามที่ ๒ ว่ากระทรวงคมนาคมมีนโยบายจะพัฒนา ถนนหรือเส้นทางการจราจรอย่างไร เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุในเส้นทางดังกล่าว รวมถึงที่ เส้น ๔๑๘ เมื่อสักครู่นี้ด้วยท่านครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอเชิญรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานนะครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติต่อคำถามข้อที่ ๒ ผมก็ขออนุญาต นำเรียนนะครับว่าถนนสายหลักของกรมทางหลวงระหว่างจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดสงขลาหลัก ๆ เราก็มีอยู่ ๓ เส้นทางก็คือเส้น ๔๐๙ เส้น ๔๑๐ เส้น ๔๑๘ ก็คือปัจจุบัน เส้น ๔๐๙ กับ ๔๑๐ ยังเป็น ๒ ช่องจราจร แต่เส้น ๔๑๘ ที่ท่านผู้ถามกระทู้ได้ถามมา ตอนนี้ ได้เป็น ๔ ช่องจราจรแล้ว แล้วก็ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ กรมทางหลวงก็ได้ขอบรรจุ งบประมาณเพิ่มในเรื่องความปลอดภัยก็คือเราจะมีการติดตั้งไฟแสงสว่างเพิ่มเติม ตรงนี้ ก็ได้รับจัดสรรแล้วงบประมาณ ประมาณ ๑๕ ล้านบาทนะครับ ส่วนในถนนหมายเลข ๔๑๐ ที่ยังเป็น ๒ ช่องจราจรนั้น เนื่องจากว่าทางกรมทางหลวงได้ออกไปสำรวจแล้ว พบว่าปริมาณ การจราจรยังไม่หนาแน่นพอยังอยู่ที่ประมาณ ๖,๕๐๐ คันต่อ ๑ วัน ซึ่งเกณฑ์ของ กรมทางหลวงเองในการที่จะขยายช่องจราจรให้เป็น ๔ ช่อง ก็คือจะต้องเป็น ๘,๐๐๐ คัน ต่อวัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าวันข้างหน้ามีผู้ใช้ถนนเส้นนี้มากขึ้น กรมทางหลวงก็จะลงไปสำรวจ ออกแบบแล้วก็ปรับให้เป็น ๔ ช่องจราจรต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านอาดิลันและ ท่านรัฐมนตรีนะครับ ก็จบกระทู้ที่ ๕ ครับ กระทู้ที่ ๖ นั้นรัฐมนตรีขอเลื่อนไปก็ขอบคุณ เจ้าหน้าที่ทุกท่านครับ ผมขอปิดประชุมครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องที่ประชุมคราวที่แล้วที่เราเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมา พิจารณาก่อน คือญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไชปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๖๔ (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นผู้เสนอ)🔗
จากการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ สิงหาคม ที่ประชุมเราได้ประชุม พิจารณาญัตติฉบับนี้รวมกับมีญัตติที่เป็นทำนองเดียวกันอีก ๔ ฉบับ ซึ่งผู้เสนอฉบับ ๑ กับฉบับ ๒ ได้แถลงเหตุผลไปเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็เหลือของผู้แถลงฉบับที่ ๓ ให้แถลงต่อ ซึ่งคราวที่แล้วยังไม่ได้แถลงนะครับเพราะผมสั่งให้เลื่อนการประชุมออกไปก่อน ดังนั้นขอเชิญ ญัตติของท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านอยู่ไหมครับ เชิญครับ ช่วยแถลงเหตุผลครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในนามของ พรรคประชาธิปัตย์ผมขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบและศึกษาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๖๔ ซึ่งตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดย กฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาช่วยเหลือเยียวยาให้กับประชาชน รวมทั้ง ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) แต่ว่ากรอบการใช้จ่ายเงินตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด ดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดกรอบแบบกว้าง ไม่มีการระบุรายละเอียดการจัดสรรวงเงิน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการใช้จ่ายเงินที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์และไม่มีความโปร่งใส เช่นเดียวกับพระราชกำหนดทำนองเดียวกันก่อนหน้านี้ อาจทำให้การกู้เงินจำนวนดังกล่าว กลายเป็นการสร้างภาระหนี้ให้แก่ประชาชนคนไทยที่กำลังประสบปัญหาที่เกิดจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) อยู่ในขณะนี้ ประกอบ กับก่อนหน้านี้สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และ ขนาดใหญ่ ดังนั้นเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าวเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และ ตรงตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายต้องการให้มีการแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและ สังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) อย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ จึงขอเสนอญัตติด่วนเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และศึกษาการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราช กำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) และการให้ความช่วยเหลือ แก่ธุรกิจต่าง ๆ ตามพระราชกำหนดช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) พุทธศักราช ๒๕๖๔ ซึ่งเหตุผลที่ผมและคณะได้ร่วมกันเสนอญัตติฉบับนี้นั้นก็มีเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ🔗
อันที่ ๑ ก็คือว่าการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และศึกษาเรื่องของการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้เป็นไปตามหลักการตรวจสอบการบริหาร ราชการแผ่นดินโดยสภาผู้แทนราษฎร ในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสภานี้ตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๓๘ เมื่อมีการกู้เงินขนาดใหญ่เกิดขึ้น สภาก็จะมีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามแล้วก็ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้เหล่านั้นมาโดยตลอด ผมยกตัวอย่างเช่นเงินกู้ภายใต้โครงการมิยาซาว่าในยุครัฐบาลชวน ๒ เมื่อประมาณปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ ต่อเนื่องถึงปี ๒๕๔๐ นะครับ ประมาณปี ๒๕๔๑ ก็มีการดำเนินการโดยรัฐบาล ชวน ๒ ในขณะนั้นก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินกู้ จำนวนดังกล่าว ถัดมาในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรื่องของโครงการไทยเข้มแข็ง ในขณะนั้น สภาเองก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่าย เงินกู้เช่นเดียวกัน ล่วงมาจนกระทั่งถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้เมื่อมีเงินกู้ก้อนแรกจำนวน ๑ ล้านล้านบาท อย่างที่เราได้ทราบกันไป สภาเองก็มีการอนุมัติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นมาติดตามตรวจสอบเช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องเรียนท่านประธานว่า ในคณะกรรมาธิการแต่ละชุดนั้นอาจจะมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกันครับ ในยุคของเงินกู้มิยาซาว่า รัฐบาลชวน ๒ ขณะนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญได้มีการ รับรายงานเรื่องของรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ที่จะมีการใช้จ่ายเงินตามการกู้เงินของ รัฐบาลในขณะนั้นด้วย ทำให้เมื่อเห็นโครงการที่อาจจะมีความไม่เหมาะสมด้วยประการใด ก็แล้วแต่ สภาโดยกรรมาธิการก็สามารถที่จะให้ความคิดเห็นต่าง ๆ สะท้อนกลับไปยังรัฐบาล ก็คือคณะรัฐมนตรี ในหลายโครงการก็มีการปรับปรุงครับ จนกระทั่งโครงการภายใต้เงินกู้ มิยาซาว่าเหล่านั้นก็เป็นที่รับรู้กันว่าหลายโครงการได้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง ถัดมาในยุคที่เป็นโครงการไทยเข้มแข็งก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน ก็จะมีการ เปิดเผยรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ล่วงหน้า ทำให้สภาเองในการติดตามตรวจสอบ ขณะนั้นสามารถจะทำได้โดยง่าย ง่ายขึ้นและเป็นประโยชน์ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าในการ กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาติดตาม ตรวจสอบเรื่องของการดำเนินการภายใต้แผนงานของการกู้เงินจำนวนดังกล่าวด้วย🔗
ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าเหตุผลข้อที่ ๒ ที่จำเป็นที่จะต้องมีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาติดตามตรวจสอบนั้น ทั้งนี้เนื่องจากเราเห็นบทเรียนจาก โครงการเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทแรกครับ ซึ่งก็เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าในโครงการเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทแรกนั้น โครงการต่าง ๆ ที่จะมีการเสนอเข้าไปเพื่อที่จะให้มีการอนุมัติ โดยการใช้เงินกู้จำนวนดังกล่าวนั้นมีปัญหาเรื่องของรายละเอียดของโครงการตั้งแต่ต้น ไม่มีใครรับทราบมาก่อนว่าโครงการใดที่จะได้รับการอนุมัติ รัฐบาลเองก็ได้ไปออกระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีรองรับเรื่องการใช้เงินกู้ขึ้นมา แล้วกำหนดให้สภาพัฒน์เป็นแม่งานหลัก ในการที่จัดตั้งคณะกรรมการในเรื่องกลั่นกรองแผนงาน ปัญหาก็คือว่าแม้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการแล้ว แต่กว่าจะได้รายละเอียดจากคณะกรรมการที่เรียกว่ากรรมการ กลั่นกรองก็เรียกได้ว่าผ่านการกลั่นกรองไปเรียบร้อยแล้ว ไปถึง ครม. แล้ว ครม. อนุมัติแล้ว ซึ่งไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้เสนอความคิดความเห็นเรื่องโครงการ ไม่ใช่เหตุผลประการนั้น เพราะทราบดีว่าการเสนอโครงการนั้นเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่จะดำเนินการ แต่ปัญหา ก็คือเมื่อพบเห็นโครงการที่มีปัญหาคุณภาพของโครงการนั้น ในฐานะตัวแทนของพี่น้อง ประชาชนซึ่งรับปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนต่าง ๆ ของประชาชนไม่สามารถเสนอ แนวคิดแนวทางในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงการต่าง ๆ เหล่านั้นได้เลยครับ ตอนนั้น เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก เช่น โครงการที่มาจากแต่ละจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งก็มีปัญหา เรื่องของการเอาโครงการที่ตกไปในงบประมาณรายจ่ายประจำปีปัดฝุ่นกลับยกขึ้นมาเสนอ ก็กลายเป็นข่าวปรากฏต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ผ่านมา ๑ ปี ท่านประธานครับ ภายใต้ การทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ติดตามเรื่อง ๑ ล้านล้านบาทก็เจอปัญหาเช่นนั้น จริงครับ เช่น ปัญหาของโครงการที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพ เมื่อวานนี้เองครับเจ้าหน้าที่จาก สภาพัฒน์รายงานต่อกรรมาธิการว่าในโครงการภายใต้เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทนั้นที่อนุมัติ ไปแล้วต้องยกเลิกถึง ๘ โครงการ ยกเลิก ๘ โครงการครับ นอกจากยกเลิก ๘ โครงการแล้ว มีบางโครงการที่มีปัญหาคุณภาพและรายละเอียดของโครงการตั้งแต่ต้น ซึ่งแปลก ประหลาดมาก ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟังครับ ๑ รายการ ในแผนงานที่ ๓ ซึ่งเป็น โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์นั้นได้วงเงินอนุมัติที่ ๙,๕๐๕ ล้านบาท แต่ไปเบิกจ่ายจริง ๙,๗๖๑ ล้านบาท เบิกจ่าย มากกว่าเงินที่อนุมัติไป คณะกรรมาธิการเองก็ประหลาดใจครับว่าเกิดอะไรขึ้น ซักถาม ก็พบว่าโครงการนี้เป็นตัวอย่างของอีกหลากหลายโครงการที่เสนอเข้ามาในตอนเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท คือไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนของโครงการที่แน่นอน มีการปรับเปลี่ยน รายละเอียดโครงการตลอดเวลา ในที่สุดพอเบิกจ่ายไป ปรับเปลี่ยนกันไป ก็เบิกจ่ายเกินจาก วงเงินที่ได้รับอนุมัติ เราก็ถามว่ามีด้วยหรือแบบนี้ แล้วจะทำอย่างไร ในรายงานสภาพัฒน์บอกว่าหน่วยงาน รับผิดชอบอยู่ระหว่างดำเนินการคืนเงินครับ นี่คือปัญหาคุณภาพโครงการ อย่างที่เราพบเห็น ในโครงการเงินกู้ตามโครงการ ๑ ล้านล้านบาท นี่เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ แต่ภาพใหญ่ที่สุด ของโครงการ ๑ ล้านล้านบาทนั้นก็เป็นประเด็นคำถามเหมือนกันว่าตอนที่เสนอ พระราชกำหนดต้องการนำไปฟื้นฟูแล้วก็เยียวยา เยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้น จากผลกระทบของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) แต่เอาเข้าจริง ๑ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ เป็นเงินที่นำไปเยียวยา หรือภาษาชาวบ้านทั่วไปก็คือมีการแจกเงินผ่าน โครงการต่าง ๆ ถึง ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ นำไปฟื้นฟูจริง ถ้าเราหัก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ของกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว วงเงินที่เหลือเท่ากับฟื้นฟูเพียงประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ของวงเงิน ๑ ล้านล้านบาทที่ได้ไป แต่นำไปเยียวยาถึง ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่มีใคร ปฏิเสธครับว่าการเยียวยาจำเป็น แต่คำถามก็คือว่าถ้าสถานการณ์มันวิกฤติเรื่องผลกระทบ ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) มาถึงขนาดนี้ เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทใช้เยียวยาไปถึง ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ฟื้นฟูเพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เหลือ จะเข้าทำนองเดียวกันหรือไม่ ความหวังที่จะนำเงินที่มาจากการกู้เงินไปฟื้นฟูหรือเตรียมการ ในลักษณะของการรองรับเมื่อผลกระทบของไวรัสโควิด (COVID) นี้มันลดลง เพื่อใช้ในการ ฟื้นฟูประเทศ เช่น ฟื้นฟูสถานที่ท่องเที่ยว รองรับหลังจากนี้ หรือเป็นเรื่องของการรักษา เรื่องของการจ้างงานต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์จาก ๑ ล้านล้านบาท เป็นเงิน จำนวนน้อยมาก เพราะฉะนั้นการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาติดตามเรื่อง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมจึงคิดว่ามีความจำเป็นโดยเหตุนี้ นอกจากนั้นเมื่อสรุปบทเรียนจาก โครงการเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทนั้น เราจะพบปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของการอนุมัติและ การเบิกจ่ายในโครงการต่าง ๆ ครับท่านประธาน เราจึงหวังว่าถ้าตั้งกรรมาธิการ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว กรรมาธิการต้องปรับวิธีการทำงานที่เชื่อมโยงกับฝ่ายของ คณะรัฐมนตรีมากขึ้น ผมยังคิดเลยว่าถ้าสภาตั้งไป การประชุมครั้งแรกกรรมาธิการวิสามัญ ชุดนี้น่าจะเชิญรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาบอกเล่าให้ฟังว่าแผนการใช้จ่ายเงินกู้เหล่านี้เป็นอย่างไร อย่างน้อยเพื่อให้ตัวแทนของ พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าเงินกู้ซึ่งมันมีต้นทุนนะครับ ผมก็เรียนพี่น้องประชาชน ทั่วทั้งประเทศผ่านท่านประธานครับ เงินนี้มีต้นทุน เมื่อวานนี้ในกรรมาธิการมีกรรมาธิการ คนหนึ่งถามเจ้าหน้าที่จากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะว่าเงินที่กู้มาตั้งแต่ ๑ ล้านล้านบาท ดอกเบี้ยเท่าไร เขาบอกว่ามีตั้งแต่ร้อยละ ๑.๒ ถึงประมาณร้อยละ ๐.๙ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๑ ก็แปลว่ากู้ ๑ ล้านล้านบาท มันมีดอกเบี้ยปีละอย่างน้อยประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือ ต้นทุนของคนทั้งประเทศ นี่คือต้นทุนการเงินที่เกิดขึ้นที่ลูกหลานของเราในอนาคต ต้องแบกรับภาระในการใช้จ่ายดอกเบี้ยให้กับเงินกู้ก้อนนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เพียง ครึ่งเดียวครับ แล้วตัวเลขก็ไม่หนีไปจากนี้มากมายนัก ๑ ล้านล้านบาท ผมเรียนท่านประธาน เลยครับ มาจนกระทั่งถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ผ่านมาไม่กี่วันนี้ อนุมัติไปแล้ว ๙๙๖,๐๐๐ กว่า ล้านบาท คงเหลืออีก ๓,๙๙๑ ล้านบาท ผลการเบิกจ่ายไปแล้วทั้งหมด ๘๔๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาท แต่ใน ๘๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ซึ่งดูเหมือนจะสูง ๘๔ เปอร์เซ็นต์นี้ เปอร์เซ็นต์ที่สูง เป็นโครงการที่ไปเยียวยาครับ ก็คือโครงการที่แจกจ่ายเงินไปให้กับพี่น้องประชาชน ผ่านรูปแบบต่าง ๆ มีผลการเบิกจ่ายถึง ๙๖ เปอร์เซ็นต์ แต่แผนงานประเภทพลิกฟื้นกิจกรรม ทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นชุมชน ส่งเสริมกระตุ้นการบริโภค พัฒนาโครงสร้าง พื้นฐาน มีผลการเบิกจ่ายไปเพียงร้อยละ ๕๓.๐๗ เท่านั้น ซึ่งมีการถามกันต่อครับ แล้วเรื่องนี้ จะต้องไปพูดกันต่อในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยว่าจะแก้ปัญหา อย่างไร คือเดือนนี้เป็นเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๔ วงเงินกู้มันจบแล้ว ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ แล้วโครงการที่ยังไม่เบิกจ่ายเงินจะทำอย่างไร สภาพัฒน์ตอบพวกเรา ในกรรมาธิการว่าต้องทำสัญญาผูกพันให้จบเดือนกันยายน และเงินต้องใช้ให้หมดในเดือน ธันวาคม มีคนถามว่าถ้าใช้เงินไม่หมดทำอย่างไร เจ้าหน้าที่จาก สบน. คือสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะตอบว่าเงินเหล่านั้นคืนคลังครับ คำว่า คืนคลัง ถ้าเป็นเงินงบประมาณปกติ ไม่มีต้นทุนในลักษณะที่เป็นดอกเบี้ยแบบนี้คง ไม่เป็นอะไร แต่ท่านประธานลองคิดดูครับเรากู้เงินมาจ่ายดอกเบี้ยไป แล้วในที่สุดใช้เงิน ไม่หมดในการทำให้เกิดกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจสังคม เงินที่เรากู้มาโดยใช้ดอกเบี้ย กลับเอาไปเข้าเป็นเงินเข้ากระทรวงการคลังต่อซึ่งไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ เรื่องนี้จะเป็น อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องไปพูดกันในคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ว่าในกรณีโครงการที่มีปัญหาเรื่องการปฏิบัติเราจะตัดวงเงิน นำวงเงิน ที่เหลือนี้ไปปรับปรุง แล้วก็เสนอโครงการใหม่ได้หรือไม่ นี่คือปัญหาเบิกจ่ายกับคุณภาพ โครงการ ปัญหาการอนุมัติก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธานครับ ทำไมเบิกจ่ายช้า เพราะอนุมัติช้าด้วย ทำไมอนุมัติช้า ผมเคยอภิปรายไว้แล้วในสภานี้ว่าใช้กรอบแนวคิด แบบราชการ ตามไม่ทันวิกฤติครับ เมื่อมันตามไม่ทันวิกฤติ โครงการต่าง ๆ กว่าจะออกมา ก็อย่างที่เห็นครับ ค่อย ๆ คืบคลานไปอย่างเชื่องช้า ในเวลาที่ความทุกข์ยากเดือดร้อนของ ประชาชนจากผลกระทบเรื่องโควิด (COVID) มันไม่หยุด มันคุกคามมากขึ้น ทุกวัน แล้วผลกระทบมันทบเท่าทวีคูณทุกวันครับ เงินกู้ที่ต้องจ่ายเงินดอกเบี้ยมาด้วย แต่วิธีการคิด แบบราชการใช้ไม่ได้ครับ ผมเรียกร้องหลายครั้งว่าต้องเปลี่ยน วิธีการคิด วิธีการอนุมัติ เมื่ออนุมัติไปแล้ว กว่าจะออกเลข เรื่องงบประมาณกว่าจะตั้งระเบียบเบิกจ่ายได้ทุกอย่างมัน ไม่สามารถจะทันต่อเหตุการณ์ได้เลยครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกว่า ๑ ล้านล้านบาท เอามาเยียวยา คือแจกจ่ายประชาชนถึง ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่เราจะใช้แบบนี้กับเงิน ทุกก้อนไม่ได้ครับ เพราะหลังสุดนี้ผมเรียนท่านประธานเลยว่าความจำเป็นที่จะต้องยิ่งมี คณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมติดตามข่าวล่าสุดครับเรื่องของการใช้จ่ายเงินในวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มีข่าวเล็ก ๆ ปรากฏว่าจะมีการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นข่าวเมื่อช่วงประมาณปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งการอนุมัติให้ใช้เงิน ผ่าน พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ทางผู้ให้สัมภาษณ์ ซึ่งอยู่ที่สำนักงานบริหารหนี้ สาธารณะบอกว่าได้ดำเนินการกู้ก้อนแรกไปแล้ว ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในโครงการ เยียวยาด้านการศึกษา บรรเทาภาระผู้ปกครอง ก็คือแจกผู้ปกครองหรือนักเรียนหัวละ ๒,๐๐๐ บาทนั่นเอง นี่ก็คือลักษณะเยียวยา โครงการเยียวยาด้านแรงงานที่ได้รับผลกระทบ จากการล็อกดาวน์ (Lockdown) นี่ก็เป็นลักษณะการเยียวยา ซึ่งไม่ปฏิเสธว่าจำเป็น แต่คำถามคือทั้ง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะเดินแบบนี้หรือครับ นอกจากนั้นแล้วครับเรื่องที่ น่าตกใจก็คือว่าภายใต้การกู้เงินเพิ่มเติมในวงเงินตาม พ.ร.ก. เงินกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่กู้ไปประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งปรากฏเป็นข่าวเมื่อปลายเดือนสิงหาคมนี้ ทำให้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) อยู่ที่ร้อยละ ๕๘.๘๘ ครับ เราก็ทราบว่ามันไม่ควรจะ เกิน ๖๐ ผมถึงบอกว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็นเงินก้อนสุดท้ายก่อนชน เพดาน มันต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพ ต้องไปแก้ทั้งปัญหาคุณภาพของโครงการ แก้ปัญหา เรื่องการอนุมัติ แก้ปัญหาเรื่องการเบิกจ่าย และจะต้องไปแก้ปัญหาของฐานแนวคิดเรื่องของ การนำเงินกู้ต่าง ๆ เหล่านั้นไปใช้ด้วยครับ ผมก็เรียนท่านประธานว่านี่เป็นเหตุผล ๒-๓ ประการสำคัญที่อยากให้สภานี้ได้ให้ความเห็นชอบต่อญัตติด่วนของผมและ เพื่อนสมาชิกจากเกือบทุกพรรคการเมืองที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ยังมี ผู้เสนอญัตติอีก ๒ ฉบับที่ยังไม่ได้แถลงเหตุผล ฉบับต่อไปเชิญของท่านจักรพันธ์ พรนิมิตร เชิญแถลงเหตุผลครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกจากกรุงเทพมหานคร เขตบางกอกน้อยและ เขตบางพลัด พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราช กำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) (เพิ่มเติม) พ.ศ. ๒๕๖๔🔗
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้มี มติเห็นชอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและ สังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) (เพิ่มเติม) พ.ศ. ๒๕๖๔ ไปแล้วนั้น อย่างไรก็ตามสถานการณ์การะบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ยังมีความต่อเนื่องและรุนแรง จำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหา ภายในระยะเวลาที่จำกัด การดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องตั้งอยู่บนหลักการ ของความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการจัดส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การ ดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดในการแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ได้อย่างแท้จริง ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติด่วนเพื่อขอให้สภา ผู้แทนราษฎรมีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่าย เงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและ สังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ ส่วนเหตุผลและรายละเอียดจะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาต่อไป ท่านประธานครับ ตามเหตุผล ที่กระผมได้ยื่นญัตติด่วนดังกล่าวข้างต้น กระผมขออนุญาตแถลงเหตุและรายละเอียดเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้🔗
เหตุผลประการแรก พระราชกำหนดฉบับนี้ที่เรากำลังอภิปรายพูดถึงกันอยู่นี้ ให้อำนาจรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังในการกู้เงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ เพิ่มเติมจากพระราชกำหนดฉบับเดิมที่รัฐบาลได้ตราขึ้นในปี ๒๕๖๓ โดยฉบับนั้นมีวงเงิน ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันในส่วนของพระราชกำหนดฉบับปี ๒๕๖๓ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติวงเงินไปแล้วกว่า ๙๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในแผนงานต่าง ๆ ๓ ด้าน ที่ครอบคลุมทั้งด้านสาธารณสุข ด้านการเยียวยาประชาชน แล้วก็ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ถ้าพูดถึงโครงการสำคัญ ๆ ที่พี่น้องประชาชนอาจจะเป็นที่รู้จักกันมากหน่อย ยกตัวอย่างเช่น โครงการเราชนะ วงเงิน ๒.๘ แสนล้านบาท โครงการ ม. ๓๓ เรารักกัน ๔.๘ หมื่นล้านบาท เป็นต้น แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังคงรุนแรงและต่อเนื่องของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดฉบับนี้ คือ ๒๕๖๔ ที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าฉบับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท (เพิ่มเติม) โดยก็จะยัง ครอบคลุมทั้ง ๓ ด้านเช่นเดิม กล่าวคือด้านสาธารณสุข โดยรัฐบาลได้กำหนดวงเงินกู้ไว้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้านการเยียวยากำหนดวงเงินไว้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมอีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมทั้งสิ้น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันทำให้สภา ได้เห็นความจำเป็น แล้วก็เราได้มีมติเห็นชอบการตราพระราชกำหนดดังกล่าวไป เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะทำให้ภาครัฐสามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่จะนำมาใช้จัดการปัญหาวิกฤติ โควิด (COVID) ในระลอกนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ครอบคลุมทุกมิติของปัญหานะครับ จากเหตุผลและความจำเป็นในข้อ ๑ ที่ผมกล่าวก็นำมาสู่เหตุผลในข้อ ๒ ที่ทำไมเราถึงจำเป็น ที่จะต้องมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมา ก็เพราะว่าปัจจุบันนี้จากที่ ผมได้กราบเรียนเมื่อสักครู่ แล้วก็จากการตรวจสอบข้อมูลปัจจุบันก็พบว่ารัฐบาลได้มี การอนุมัติวงเงินในโครงการที่สำคัญ ๆ ที่จะใช้เงินจาก พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปแล้ว นะครับ ผมขออนุญาตยกมาให้ที่ประชุมได้เห็นความสำคัญของโครงการต่าง ๆ ที่จะใช้เงิน จาก พ.ร.ก. ฉบับนี้🔗
โครงการแรกครับท่านประธาน โครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระ ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ตั้งแต่ระดับ ประถมศึกษาถึงปริญญาตรี อันนี้จะครอบคลุมนักเรียนแล้วก็นักศึกษา ๑๑ ล้านคน วงเงิน รวม ๓๑,๙๐๐ กว่าล้านบาท🔗
โครงการถัดไปครับท่านประธาน โครงการเยียวยาผู้ประกันตน มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด อันนี้ของสำนักงานประกันสังคมนะครับ ซึ่งจะครอบคลุมพี่น้องประชาชนที่ประกันตน ตามมาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ ถึง ๙,๓๐๐,๐๐๐ คน วงเงินรวมประมาณ ๗๗,๗๐๐ ล้านบาท🔗
โครงการที่ ๓ โครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) สำหรับบริการประชากรในประเทศไทย เพิ่มเติมนะครับ อันนี้จะทำ ให้เรามีวัคซีนเพิ่มเติมอีกประมาณ ๔๐ กว่าล้านโดส คิดเป็นวงเงินก็ประมาณ ๑๘,๐๐๐ กว่า ล้านบาท ท่านประธานจะเห็นว่าทุกโครงการที่รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีมีมติให้ ความเห็นชอบที่จะใช้วงเงินจากพระราชกำหนดฉบับนี้ ที่ผมนำเรียนที่ประชุมแห่งนี้ผ่าน ท่านประธานล้วนแต่เป็นโครงการที่มีความสำคัญ รวมทุกโครงการที่ผมได้กราบเรียน เมื่อสักครู่ขณะนี้เท่ากับว่ารัฐบาลได้เห็นชอบในการใช้วงเงินในการกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ไปแล้ว ๑๔๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าคิดเป็นร้อยละก็ประมาณร้อยละ ๒๘ ของวงเงินรวม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่าได้มีการอนุมัติหรือเห็นชอบวงเงินที่จะใช้นี้ไปพอสมควร ถ้านับจากการที่พระราชกำหนดนี้มีอำนาจบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา🔗
ทุกโครงการที่ผมได้กราบเรียนเมื่อสักครู่ถือเป็นมาตรการสำคัญตามแผนงาน ที่รัฐบาลได้มาชี้แจงต่อสภาในการขอความเห็นชอบในการตราพระราชกำหนดดังกล่าว กล่าวคือครอบคลุมทั้งด้านสาธารณสุข ก็คือเรื่องของการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ซึ่งในวัคซีน ตัวนี้ก็จะมีเรื่องของวัคซีนที่เป็นทางเลือกใหม่ด้วย นอกเหนือจากวัคซีนเดิมที่ทางรัฐบาล ได้เคยจัดสรรให้กับพี่น้องประชาชน แล้วด้านการเยียวยาก็คือเรื่องของการแบ่งเบาภาระ ด้านการศึกษา แล้วก็รวมทั้งผู้ประกันตนในมาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ ด้วยเหตุดังกล่าว ในทั้ง ๒ ข้อที่ผมได้นำเรียนเมื่อสักครู่ผมจึงมีความเห็นว่าสภาแห่งนี้ควรจะต้องทำหน้าที่ ตรวจสอบโครงการสำคัญ ๆ ดังกล่าวที่ได้มีการอนุมัติ แล้วก็ที่จะอนุมัติต่อไปในอนาคต ในวงเงินที่เหลือ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนในภาวะวิกฤติครั้งนี้ แล้วก็เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างนโยบายและภาคปฏิบัติ เช่น ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ประกอบในเรื่องของโครงการที่บรรเทาหรือช่วยเหลือด้านการศึกษา ในส่วนของนักเรียน นักศึกษาที่จะได้รับเงินเยียวยาในส่วนนี้ ถ้าเป็นระดับปริญญาตรีก็จะได้ท่านละ ๕,๐๐๐ บาท ส่วนในระดับที่ต่ำกว่านั้นก็จะได้ท่านละ ๒,๐๐๐ บาท อันนี้ก็เป็นตัวอย่างสำคัญ เพราะว่า นโยบายที่รัฐบาลได้กำหนดขึ้นก็เพื่อเยียวยาให้กับนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งผู้ปกครอง ในช่วงที่เป็นวิกฤติโควิดที่ผ่านมา แต่ว่าในภาคปฏิบัติก็จะพบว่ามีช่องว่างอยู่พอสมควร ในส่วนของเงิน ๒,๐๐๐ บาทสำหรับนักเรียนที่อยู่ในระดับขั้นพื้นฐานก็ได้รับเงินไปแล้วตั้งแต่ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงสัปดาห์นี้ ก็พบว่าส่วนใหญ่ก็เรียบร้อย แต่ว่า ก็ยังพบว่ายังมีช่องว่างหรือว่าข้อติดขัดอยู่บ้างพอสมควร ผมยกตัวอย่างนะครับท่านประธาน ยกตัวอย่างสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ซึ่งเขาก็ดูแล นักศึกษาประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนทั่วประเทศใน ๔๐๐ กว่าวิทยาลัย กลุ่มนี้เดิมทีเขาก็ ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล กับกระทรวงศึกษาธิการในการลดค่าเทอมให้กับผู้ปกครองและ นักศึกษาของเขา อันนี้จากการแถลงข่าวของท่านนายกสมาคมเองนะครับ ค่าเทอมเต็ม ของเขาจะอยู่ที่ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ทั้งประเทศ จาก ๔๐๐ วิทยาลัยรวมกัน เขาลดค่าเทอม ให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาลประมาณ ๕๖๗ ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ของค่าเทอมเต็ม เท่ากับว่าเขาเหลือค่าเทอมที่จะต้องเก็บเพื่อไปดำเนินกิจการ ของเขาประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าจากข้อมูลล่าสุดของสมาคมเองมีผู้ปกครอง มาชำระแค่ประมาณ ๓๗๓ ล้านบาท จาก ๑,๕๐๐ ล้านบาทที่ควรจะต้องชำระ เท่ากับว่า มีคนมาชำระแค่ประมาณ ๒๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ก็แปลว่าขณะนี้ในส่วนของค่าเทอมของ สถานศึกษาเอกชน ในส่วนอาชีวศึกษายังมีผู้ปกครองหรือนักศึกษาที่ค้างจ่ายอยู่ทั่วประเทศ ถึงประมาณ ๑,๑๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลได้อนุมัติโครงการช่วยเหลือ ๒,๐๐๐ บาท ให้กับนักศึกษา ในระดับพื้นฐานรวมทั้งอาชีวะ วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ผู้ปกครองหรือนักศึกษานำเงินก้อนนี้ มาใช้จ่ายเยียวยาในเรื่องของภาระค่าเล่าเรียน ทีนี้ถ้าเรามีคณะกรรมาธิการชุดนี้เราก็สามารถ ที่จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจจะเป็นตัวแทนของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน หรือจาก หน่วยงานภาครัฐของกระทรวงศึกษาธิการได้มาดูว่าข้อมูลเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการ กู้เงินใช้เงินก้อนนี้จริงหรือไม่ เพราะว่าทางรัฐบาลได้ขีดเส้นใต้ไว้เลยว่าเงินเหล่านี้จะต้อง ถึงมือผู้ปกครอง สถานศึกษาไม่สามารถหักค่าเทอมไปก่อนได้ จะต้องไปถึงมือผู้ปกครองก่อน ถึงจะมาจ่ายโรงเรียน เพราะฉะนั้นเราก็จะดูว่าเมื่อเงิน ๒,๐๐๐ บาทนี้ซึ่งเป็นเงินที่จะต้องมา แบ่งเบาภาระค่าเทอมไปถึงมือผู้ปกครองแล้ว ๒,๐๐๐ บาท กลับมาสู่ที่สถานศึกษามากน้อย ขนาดไหนและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ ตรงกันข้ามครับท่านประธาน ในระดับปริญญาตรี ในขณะที่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รัฐบอกว่าเงินต้องไปถึงมือ ผู้ปกครองก่อน ไม่สามารถที่จะหักค่าเทอมโดยตรงจากสถานศึกษาได้ แต่ในระดับปริญญาตรี ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าตรงกันข้าม ปริญญาตรีนี่นักศึกษาจะได้ ๕,๐๐๐ บาทต่อท่าน ปรากฏว่าในภาคปฏิบัติ ผมยกตัวอย่างในหน่วยงานแห่งหนึ่งก็คือกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา หรือว่า กยศ. กยศ. ออกระเบียบของตัวเองว่าเงิน ๕,๐๐๐ บาทนี้สำหรับ นักศึกษาที่ทำสัญญากู้เรียนในปีนี้ในภาคการศึกษานี้ให้นำมาหักจากค่าเทอมเลย เงินจะไม่ไป ถึงมือของเด็กหรือผู้ปกครอง สมมุติว่าค่าเทอมของเด็กคนนี้ นักศึกษาคนนี้คนที่ ๑ ๑๕,๐๐๐ บาท เขาก็จะเอา ๕,๐๐๐ บาทที่ได้จากรัฐทำสัญญาหักจากค่าเทอมที่เป็นสัญญา กับ กยศ. ทันที ก็จะเหลือ ๑๐,๐๐๐ บาท ปัญหามันก็เกิดขึ้นเนื่องจากว่าแทนที่จะได้ ๕,๐๐๐ บาทตรงจากรัฐบาล ปรากฏว่า ๑. กยศ. ก็ยกเลิกสัญญาเดิม ที่จะต้องส่งจริง ๆ ก็คือ ประมาณเมื่อเดือนที่แล้วนะครับ นักศึกษาทำสัญญาเรียบร้อยต้องส่งสัญญา ปรากฏว่ามีเงิน รัฐบาลมาเยียวยา ๕,๐๐๐ บาท ทาง กยศ. ก็สั่งหยุดการส่งสัญญาทั้งหมด ต้องไปทำใหม่ ทำวงเงินใหม่ สิ่งที่กระทบก็คือว่า ๑. นักศึกษานอกจากจะยังไม่ได้ ๕,๐๐๐ บาทแล้ว เพราะระดับปริญญาตรียังไม่ได้นะครับ ๕,๐๐๐ บาท ๑. นักศึกษายังไม่ได้ ๕,๐๐๐ บาท ณ ขณะนี้ ๒. เงินค่าใช้จ่ายรายเดือน ค่าครองชีพที่นักศึกษาระดับปริญญาตรีควรจะได้ เพราะเขาควรจะต้องส่งสัญญาเงินกู้ไปแล้วตั้งแต่เดือนที่แล้ว เดือนละประมาณ ๓,๐๐๐ บาท ต่อคนก็ไม่ได้ไปด้วย เพราะเขาต้องกลับมาทำสัญญาใหม่เพื่อจะมาให้รองรับเงิน ๕,๐๐๐ บาทที่จะได้เยียวยาจากรัฐบาล เป็นเสียที่ ๒ แล้วนะครับ ๑. ๕,๐๐๐ บาทยังไม่ได้ แน่นอนจะได้แต่ว่ายังไม่ได้ ๒. เงินค่าครองชีพที่เขาควรจะได้ตั้งแต่เดือนที่แล้วเขาก็ยังไม่ได้ เสียที่ ๓ ก็คือว่าเงินค่าเทอมที่สถานศึกษาควรจะได้จากสัญญาเงินกู้ จริง ๆ ต้องส่งไปตั้งแต่ เดือนที่แล้วและควรจะเข้าบัญชีของสถานศึกษาแล้วก็ยังไม่ได้ เนื่องจากต้องรอสัญญาใหม่ที่ ทาง กยศ. สั่งให้ทุกคนทั้งประเทศทำใหม่ ซึ่งท่านประธานก็คงนึกออกว่าในสภาพสถานการณ์ ระบาดของโรคโควิด (COVID) ในปัจจุบัน การเดินทาง การจะต้องมานั่งเซ็นสัญญา เขียนสัญญากันใหม่ มีทั้งผู้ค้ำประกัน มีทั้งผู้ปกครองเซ็นยินยอมนี่มันลำบาก ขนาดไหน อย่างสถาบันในกรุงเทพฯ นักศึกษาก็ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งหมดนะครับ มาจาก ต่างจังหวัดก็มี การเดินทางในช่วงที่มีภาวะสถานการณ์ฉุกเฉินก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก อย่างนี้เป็นต้นนะครับว่านโยบายจากข้างบนจากภาครัฐเป็นความตั้งใจที่ดี แต่เมื่อลงมาสู่ ภาคปฏิบัติเกิดช่องว่างในทางปฏิบัติ แล้วก็ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจตรงกัน อย่างกรณีที่ผม ยกตัวอย่างเรื่องของเงินเยียวยาด้านการศึกษา ก็เกิดความไม่เข้าใจระหว่างสถานศึกษา กับผู้ปกครองกับนักเรียน เพราะว่าข่าวออกมาตั้งแต่เดือนที่แล้วว่าจะต้องได้เงิน ๕,๐๐๐ บาทบ้าง ๒,๐๐๐ บาทบ้าง แต่ว่ายังไม่ได้ในบางระดับ บางระดับได้แล้ว แต่ระหว่าง ที่กว่าจะได้ก็ทะเลาะกันไปหลายรอบ ว่าไหนล่ะรัฐบาลบอกเงินมาแล้วอยู่ที่โรงเรียน โรงเรียน บอกยังไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ดังนั้นถ้ามีกรรมาธิการชุดนี้ตั้งขึ้นมาเราก็จะช่วยนำ ข้อร้องเรียนหรือช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติให้กับหน่วยงานภาครัฐได้นำไปปรับปรุงให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ครับท่านประธาน ในตัวอย่างสุดท้ายที่ผมอยากจะ ขออนุญาตยกถึงความจำเป็นที่เราควรจะต้องมีคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมยกตัวอย่างนะครับ ว่าจะต้องมีเรื่องของการบริการสาธารณสุขซึ่งอยู่ในวงเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ด้วย ท่านประธานคงเห็นว่าในช่วงของการระบาดรอบนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขมีระบบ การรักษาตัวสำหรับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) เพิ่มเติมจากระบบเดิม ๆ ที่เขามี เดิมก็คือโรงพยาบาล แล้วก็โรงพยาบาลสนาม แต่ในการระบาดรอบนี้เรามีทั้งเรื่องของ การรักษาตัวที่บ้าน ภาษาอังกฤษคือโฮมไอโซเลชัน (Home Isolation) หรือเอชไอ (HI) ในระดับชุมชนเรามีศูนย์พักคอย หรือศูนย์กักตัวระดับชุมชน คอมมิวนิตี ไอโซเลชัน (Community Isolation) หรือซีไอ (CI) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าการรักษาแบบใหม่เหล่านี้ อาจจะต้องมาใช้วงเงินจากเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็เป็นได้ อันนี้พูดคาดเดาไว้ก่อน นะครับ เนื่องจากว่าในระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอชไอ (HI) ก็ดี ซีไอ (CI) ก็ดีก็ต้องมาเบิกจาก ระบบ สปสช. ของกระทรวงสาธารณสุข แต่ว่าปัญหามันก็จะมีในทางปฏิบัติ พวกเรา ที่เป็นผู้แทนราษฎรทุกพรรค ผมคิดว่าเมื่อเราลงพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมาเราคงพบปัญหา พอสมควร ปัญหาหนึ่งที่เห็นได้ชัด ๆ เลย คือท่านประธานก็คงทราบว่าในระบบ ไม่ว่าจะเป็น เอชไอ (HI) หรือซีไอ (CI) เขาเบิกได้ ถ้าเรารักษาตัวที่บ้าน เราลงทะเบียนไปแล้วในระบบ ไม่ว่าจะช่องทางไหนก็ตามจะมียาส่งมาให้ที่บ้าน จะมีอาหารส่งมาให้ ๓ มื้อต่อวัน ซีไอ (CI) ก็เหมือนกัน ในระดับชุมชนก็เช่นเดียวกันก็จะเข้าสู่ระบบของ สปสช. ในการเบิกจ่าย ค่าอาหาร ค่ายา แต่ปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็คือบางทีหายแล้ว ยาเพิ่งมา หายแล้วข้าวเพิ่งมา มีเยอะนะครับ อันนี้ก็เข้าใจว่าเป็นข้อบกพร่องของระบบที่ ๑. คนไข้อาจจะมากเกิน การรองรับในช่วงที่ผ่านมา ๒. ก็คงต้องยอมรับว่าน่าจะเป็นเพราะระบบราชการเองที่มี ระเบียบ กฎเกณฑ์ค่อนข้างมาก ถ้าหากว่าโครงการเหล่านี้จำเป็นจะต้องมาใช้วงเงินใน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ กรรมาธิการที่เราจะตั้งขึ้นก็สามารถเข้าไปช่วยดู ช่วยสะท้อนปัญหาจากภาคปฏิบัติจากในพื้นที่ให้กับรัฐบาลได้เห็นของจริง เพราะว่าในของ จริงนั้นยังมีปัญหา มีช่องว่างอยู่มากที่พี่น้องประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการบริการภาครัฐได้ อย่างทันท่วงที ทั้ง ๆ ที่เม็ดเงินในการเบิกจ่ายมี อย่างเช่นกรณีอย่างนี้ เมื่อเราอยู่บ้านเราต้อง ได้ข้าว ได้ยา เขาเบิกนะครับ เบิกจาก สปสช. นะครับ แต่ได้มาตอนหายแล้ว ท่านประธาน คิดว่ามันตรงวัตถุประสงค์หรือไม่ หากว่าทางสภาแห่งนี้มีมติเห็นชอบที่จะตั้งกรรมาธิการ ชุดนี้ขึ้นผมก็คิดว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในภาพรวมที่จะทำให้สภา สามารถที่จะสะท้อนปัญหา แล้วก็แนะนำให้ภาครัฐได้ปรับปรุงการทำงานเพื่อประโยชน์ สูงสุดในการใช้วงเงินกู้จำนวนมหาศาลคือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ญัตติ ฉบับสุดท้ายนะครับ ของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับคณะ เชิญเสนอครับ🔗
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมขอเสนอญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔🔗
ด้วยคณะรัฐมนตรีได้ตรา พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยปราศจาก รายละเอียดของแผนงานและโครงการที่ชัดเจน การติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ ในครั้งนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ เพื่อให้แผนงานและโครงการภายใต้กรอบการใช้เงิน เป็นไปได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส ตรงตามวัตถุประสงค์ของการตราพระราชกำหนดครับ และ สืบเนื่องจากที่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาการใช้จ่ายเงินกู้เมื่อปีก่อน คือคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามตรวจสอบการใช้เงินตามพระราชกำหนด ๓ ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ มีภารกิจหน้าที่หลายประการที่จำเป็นต้อง กระทำอยู่ จึงอาจไม่สามารถติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ในครั้งนี้ได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ ดังนั้นเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้สามารถติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ ในครั้งนี้ได้ จึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ ส่วนเหตุผลและรายละเอียด ชี้แจงในที่ประชุมต่อไปครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนให้มีการตั้งกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้โดย ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรกคือเพื่อให้ตรวจสอบ เพื่อไม่ให้เงินงบประมาณเงินกู้ก้อนนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซ้ำรอยกับปีที่แล้ว ๑ ล้านล้านบาทที่เราได้กู้ไป ที่ผลลัพธ์ก็คือไม่มีประสิทธิภาพทำให้เป็นภาระต่อประชาชน ในการจ่ายหนี้เงินกู้คืนทีหลังนะครับ ผมอยากเกริ่นจากตัวเลขเศรษฐกิจก่อนครับ หลายท่าน อาจจะยังไม่ทราบ เมื่อต้นปีนักเศรษฐศาสตร์เขาประมาณการไว้ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ข้อมูลล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์ประเมินไว้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๖๔ นี้ โตได้เพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ที่หายไปผมคำนวณมามันคือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือมูลค่าเศรษฐกิจ มูลค่ารายได้ของเศรษฐกิจไทยของประชาชนพี่น้องคนไทยที่หายไป จากระบบเศรษฐกิจนี้ ซึ่งตัวเลขนี้ผมย้อนไปดูมันต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่มันก็หายไป ๑.๑ ล้านล้านบาท ดังนั้นคือ ๒ ปี มูลค่าเศรษฐกิจที่มันควรจะได้มาที่ประชาชนควรจะทำมา หากินได้แต่หายไปก็คือรวมกันแล้ว ๑.๖ ล้านล้านบาท นี่คือผลพวงของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันถ้าไปดูสิ่งที่รัฐบาลกู้เงินขึ้นมาเพื่อใช้รับมือกับวิกฤตการณ์โควิด (COVID) ครั้งนี้ ผมก็รวมตัวเลขมาครับว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้ไปทั้งหมด ๒.๘ ล้านล้านบาท ก็คือ พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว พ.ร.ก. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทฉบับนี้ และรวมกับ พ.ร.บ. งบประมาณ ๒ ปีที่กู้ไปแล้วเกือบ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันเป็น ๒.๘ ล้านล้านบาท เศรษฐกิจที่หายไปกับภาระเงินกู้ที่มากขนาดนี้ แล้วดูผลลัพธ์ของมัน ก็ต้องบอกตามตรง ผมคิดว่าทุกคนในห้องนี้และรวมถึงพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านก็เข้าใจตรงกันว่า การใช้จ่ายเงินกู้ของรัฐบาลชุดนี้ใช้ไปกับการรับมือไม่ได้เป็นผล การจัดซื้อหาวัคซีนที่ล่าช้า โรงพยาบาลสนามที่ขาดแคลน อุปกรณ์การแพทย์ที่ขาดแคลนจนแพทย์ บุคลากร หมอ พยาบาลต้องมาประกาศรับบริจาค อันนี้เป็นที่รับรู้ทั่วกัน แน่นอนครับเพื่อไม่ให้ซ้ำรอย เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับการใช้งบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้จึงเป็นประเด็นแรก ที่ผมอยากสนับสนุนให้มีการตั้งกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบการใช้เงินก้อนนี้ครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากให้กรรมาธิการชุดนี้เป็นกลไกของสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ในการได้เสนอแนะ ในการได้แนะนำผ่านกรรมาธิการไปยังรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์โควิด (COVID) นี้คือการลดการแพร่ระบาด แล้วก็การฟื้นฟู เศรษฐกิจ ผมคิดว่าทุกคนคงเห็นตรงกันครับ ว่าเงินก้อนนี้มันควรจะถูกใช้เพื่อ ๒ เหตุผลนี้ เท่านั้น ดังนั้นผมก็ขอใช้โอกาสในที่นี้ฝากไปยังกรรมาธิการและรัฐบาลผู้มีอำนาจให้พิจารณา มาตรการการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพครับ ซึ่งในที่นี้ผมก็อยากจะยกตัวอย่างครับ ว่าถ้าเราไปดูตำราทุกชนิดในการป้องกันการแพร่ระบาด ทุกตำราเขียนเหมือนกันหมดครับ มันมีอยู่แค่ ๒ วิธีเท่านั้น วิธีแรกคือวัคซีนครับ วิธีที่ ๒ คือตรวจเชื้อ วัคซีนนี้แน่นอนครับ ทุกคนทราบมันคือการจัดหาที่ล่าช้า มีหลายท่านพูดไปเยอะแล้ว แล้วก็เป็นสิ่งที่งบประมาณ ปัจจุบันอาจจะยังช่วยเหลือตรงนี้ไม่ได้ในระยะเร่งด่วนนี้ แต่ผมอยากพูดในประเด็นที่ ๒ คือการตรวจเชื้อ นี่เป็นสิ่งที่งบประมาณสามารถถูกเอามาใช้เพื่อลดการแพร่ระบาดได้โดยเร็ว ที่สุดครับ มันคืออะไร มันก็คือการทำให้ชุดแอนติเจน แรพิด เทสต์ (Antigen Rapid Test) หรือแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) ที่ประเทศไทยเราเรียกเป็นสิทธิสวัสดิการ ถ้วนหน้าของประชาชนทุกคนให้สามารถตรวจได้ทุกสัปดาห์ แจกตรงถึงประชาชนทุกบ้าน ทุกหลังคาเรือน ไม่ต้องลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชัน (Application) ไม่ต้องลงทะเบียน ให้วุ่นวายอะไร แล้วก็ไม่ใช่แค่ตรวจเพียงครั้งคราว มันควรจะเป็นงบประมาณที่ถูกจัดสรร เป็นมาตรการถาวรในช่วงวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ผมอยากยกตัวอย่างให้ดูครับผมคำนวณมา ถ้าเราแจกแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) ๕๐ ล้านชุดต่อสัปดาห์ ทุกคน ๔ ชุด ต่อเดือน ผมตั้งราคาของแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) ไว้ ให้ซื้อของดี ๆ เลย ๑๕๐ บาทต่อชุด งบประมาณที่ใช้ไปเพียงแค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อเดือน แต่ถ้าไปเทียบดู กับมูลค่าเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ผมแค่เอาตัวเลขท่องเที่ยวภายในประเทศก็คือตกต่อเดือน เกือบแสนล้านบาทแล้ว นี่คือเหตุผลครับว่าทำไมงบประมาณก้อนนี้มันถึงคุ้มค่าเพื่อให้ เศรษฐกิจกลับมาฟื้นฟูได้และลดการแพร่ระบาดภายในมาตรการเดียวกันและเป็นสิ่งที่ทำ เร่งด่วนได้ทันที และแน่นอนครับถ้าเกิดมีประชาชนทุกคนเข้าถึงแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) ตรงนี้สามารถตรวจได้ทุกสัปดาห์มันก็จะแยกคนที่ป่วยและคนไม่ป่วยออกจากกันได้ เพราะท่านอย่าลืมนะครับแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) ถ้าเราไปซื้อตามค้าปลีก ทั่วไปชุดละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท นี่คือค่าแรงรายวัน นี่คือสิ่งที่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถจัดหา ได้ทุกสัปดาห์ด้วยซ้ำนะครับ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมมันถึงควรเป็นสิทธิสวัสดิการถ้วนหน้า และแน่นอนครับถ้าทุกคนแยกออกมาได้ การแพร่ระบาดลดลง ทุกคนสามารถเดินทาง ท่องเที่ยว เดินห้าง กินข้าวในร้านอาหาร นี่คือเศรษฐกิจที่จะกลับมาอีกครั้งหนึ่งจากมาตรการ นี้ครับ และแน่นอนครับอีกอันหนึ่งที่ผมต้องพูดถึงคือธุรกิจกลางคืน ท่านประธานอาจจะยัง ไม่ทราบครับ ผมไปนับตัวเลขมา ถ้านับย้อนไปตั้งแต่ล็อกดาวน์ (Lockdown) ปี ๒๕๖๓ ผ่านมาแล้วเกือบ ๒ ปี ทุกท่านยังไม่ทราบว่าธุรกิจกลางคืนถูกสั่งปิดโดยมาตรการของรัฐไป แล้ว ๓๕๐ วัน คือเกือบ ๑ ปีเต็มนะครับที่คนที่ทำงานกลางคืนไม่มีรายได้อะไร ท่านประธานต้องลองนึกตามนะครับ คนที่เป็นนักดนตรีทำงานกลางคืนมาทั้งชีวิต วันนี้จะให้ เขาทำอะไรถ้าเกิดเขาถูกสั่งปิดไม่ให้หารายได้ เป็นระยะเวลา ๑ ปีแล้วนะครับ นี่คือเหตุผลว่า ทำไมการตรวจด้วยแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) มันถึงเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาล สามารถกำหนดให้แอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) เป็นเงื่อนไขของการใช้บริการ ธุรกิจกลางคืนก่อนก็ได้ ผมคิดว่าเอกชนทุกคนยินดีให้ความร่วมมือ เพราะมันดีกว่าเงินแค่ เยียวยาหลักพันบาทไม่กี่พันบาทที่รัฐบาลชุดนี้ให้ออกมากระปิดกระปอย แล้วก็ แน่นอนครับมาตรการที่ผมพูดถึงนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ถ้าไปดูอย่างต่างประเทศ สิงคโปร์ เขาก็แจก ๑ ชุดต่อสัปดาห์ต่อคน ถ้าไปดูอย่างประเทศอังกฤษเขาก็แจก ๒ ชุดต่อสัปดาห์ ต่อคน แจกตามสี่แยกด้วยซ้ำ นี่คือเหตุผลที่เขาคลายล็อกดาวน์ (Lockdown) ทุกอย่าง คลายมาตรการทุกอย่าง ถึงแม้ว่ายอดติดเชื้อของเขาจะเจอกันหลัก ๒๐,๐๐๐ รายต่อวัน เหมือนประเทศไทยก็ตาม แล้วเช่นเดียวกันครับ ผมก็ยังคิดว่าการแจกแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) กับประชาชนทุกคนทุกสัปดาห์มันเป็นมาตรการเดียวครับที่ทำให้ รัฐบาลไทยสามารถทำตามที่นายกรัฐมนตรีสัญญาไว้ว่าจะเปิดประเทศ ๑๒๐ วันภายในเดือน ตุลาคมนี้ครับ ผมคิดว่าไม่อยากจะให้นายกรัฐมนตรีโกหกประชาชนไปมากกว่านี้ ดังนั้นนี่คือ เหตุผลที่ผมอยากเสนอแนะผ่านกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งถึงนี้ไปยังรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการจัดหาแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) ให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้า แล้วก็ให้เป็นกลไกสำหรับมาตรการอื่น ๆ ที่ถ้าผู้แทนราษฎรแห่งนี้มีข้อเสนอแนะอะไร ผ่านไปยังรัฐบาลในการใช้จ่ายงบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็ให้ผ่านกรรมการชุดที่เรา จะตั้งถึงนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ผู้เสนอ ทั้ง ๕ ฉบับ เสนอเหตุผลครบแล้วนะครับ ต่อไปเชิญท่านสมาชิกอภิปรายครับ เริ่มจาก ท่านนิคม บุญวิเศษ และท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม เชิญท่านนิคมเริ่มก่อนครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยนะครับที่จะมีการกู้เงินเพื่อที่จะมา เยียวยาช่วยเหลือและกู้วิกฤติในช่วงไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ที่มันกำลังระบาดอยู่ แต่ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการกู้เงินจำนวนมาก โดยเฉพาะปี ๒๕๖๓ ครับท่านกู้มา ๑ ล้านล้านบาท สภาผู้แทนราษฎรได้มีการตั้งกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน แต่ผมเองนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ผมยังไม่เห็นมีการมารายงานมาชี้แจงนะครับว่าท่านมีการ ตรวจสอบการใช้เงินอย่างไรบ้าง อย่าลืมว่ารัฐบาลกู้เงินจำนวนมากครับ ในปี ๒๕๖๓ ท่านบอกว่าท่านกู้เงินมา ๑ ล้านล้านบาท ท่านแบ่งเงินเป็น ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทแรกบอกว่า จะไปช่วยเรื่องเกี่ยวกับโควิด (COVID) ซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องมือทางการแพทย์ อีก ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่าจะเอาไปช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการ แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ก็คือเอาไปแจกชาวบ้านนะครับ ส่วนเงิน อีกก้อนหนึ่ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งหลายคนก็ได้อภิปรายกันแล้ว ว่าเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่บอกว่าฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมก็เอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ แล้วหลังจากนั้นท่านก็มีการกู้เงินอีก ๗๐๐,๐๐ ล้านบาท ไล่มาจนถึงปีนี้ครับปี ๒๕๖๔ ท่านบอกว่าท่านจำเป็นต้องกู้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเชื่อว่าในสภาแห่งนี้ไม่มีใครคัดค้าน หรอกครับ เพราะมันมีความจำเป็นต้องใช้เงิน แต่การกู้เงินมันเป็นหนี้ ถ้าเรากู้มาแล้วนะครับ เราเป็นหนี้แล้ว จะทำอย่างไรให้เงินก้อนนี้ มันเกิดประโยชน์สูงสุด จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจฟื้นฟูได้เร็วที่สุด จะทำอย่างไรให้ธุรกิจ ต่าง ๆ กลับคืนมาทำธุรกิจได้โดยที่เขาจะไม่ล้มหายตายจากไปมากกว่านี้ คำตอบก็คือการที่ รัฐบาลจะต้องซื้อวัคซีนเข้ามา ถูกไหมครับ เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ท่านตั้งบอกว่า ท่านจะเอาไป ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการซื้อยา ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ มีการวิจัยวัคซีน ภายในประเทศ ท่านเอาไปแค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่ท่านกู้มา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่า ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปซื้อยา ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ท่านว่าพอ และวิจัย วัคซีนภายในประเทศด้วย ผมก็ยังคิดว่าทำไมเอาไปน้อยจังเลย ท่านบอกว่าท่านต้องแบ่งอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ก็คืออาจจะมาแจก ผมกังวลเรื่องที่ท่านมาแจก เพราะว่าการแจกเงิน ถ้าแจกไม่เป็น ท่านประธานครับ ประชาชนได้เงินไปแต่ไม่ได้เงินสดนะครับ สุดท้ายเงินก้อนนี้ ก็เวียนไปลงไหนครับ ไปเข้าเจ้าสัวเหมือนเดิม เงินมันหมุนรอบเดียวครับท่านประธานครับ ฉะนั้นประชาชนไม่มีโอกาสที่จะฟื้นได้เลยครับ เพราะเงินก้อนนี้แทนที่จะไปช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) เพื่อให้เขามีการจ้างงานต่อ รัฐบาลสามารถเก็บภาษีคืนคลังได้ แต่ท่านไม่ทำครับ ท่านมีความถนัดทางด้านการแจกเงิน แต่แจกอย่างไรก็แจกไม่ทั่วถึง ผมจึงอยากจะให้ กรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมาในชุดต่อไปนี้ควรจะตั้งกรรมาธิการที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นกรรมาธิการที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ ไม่ใช่ไปตั้งกรรมาธิการที่เป็นคนของฝ่ายรัฐบาล ไปนั่งเป็นประธานกรรมาธิการ ผมถามว่าการตรวจสอบมันจะได้ผลไหมครับ มันไม่ได้ผล หรอกครับ ฉะนั้นสภาผู้แทนราษฎรเราเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เราควรจะทำหน้าที่ ในการตรวจสอบรัฐบาล ถึงแม้ผมทราบดีว่ากรรมาธิการงบประมาณมาจากหลายพรรค เราอาจจะไม่ได้ต้องแยกกันว่าเป็นพรรคใด พรรคใด แต่หน้าที่ของกรรมาธิการก็คือหน้าที่ ในการตรวจสอบ และท่านได้ตรวจสอบหรือไม่ ถ้าได้ตรวจสอบแล้วทำไมการใช้งบประมาณ มันถึงเป็นแบบนี้ครับท่านประธานครับ ดูจากเศรษฐกิจมันฟื้นฟูหรือเปล่า ถ้าเศรษฐกิจ ไม่ฟื้นฟูแสดงว่าการเอาเงินลงไปนี่เอาลงไปในส่วนที่มันผิดวัตถุประสงค์ ประชาชนไม่ได้รับ การช่วยเหลือเยียวยาเลยนะครับ เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้หลังจากที่ท่านได้ผ่านสภา ไปแล้ว ท่านบอกว่าจะกู้ภายในปีนี้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะเท่าที่ทราบถ้ากู้ทั้งหมด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจะเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) หนี้สาธารณะนะครับ ตอนนี้มันเท่าไร ๕๘.๘๘ แล้ว ท่านก็เลยบอกว่าท่านจะกู้ภายในปีนี้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกู้ปีหน้า จะกู้ปีนี้ กู้ปีหน้า มันก็คือเงินก้อนสุดท้าย ท่านประธานครับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เราไม่สามารถกู้ได้อีกแล้ว ยกเว้นว่าท่านไปแก้ไขระเบียบใหม่ วินัยการเงินการคลัง แต่อย่างไรก็ตามครับเงินที่กู้มาแล้วผมจึงอยากให้ใช้ให้มันถูก วัตถุประสงค์หน่อย แล้วยังไม่พอนะครับยังมี พ.ร.ก. โอนงบประมาณอีก คืนมาให้รัฐ อีกประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านอย่าลืมเงินก้อนนี้นะครับ ท่านมี พ.ร.ก. โอนงบประมาณคืนมา ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาจากไหนครับ เอาจากงบประมาณที่จะไป สร้างโรงเรียน งบประมาณที่จะมาสร้างสะพาน งบประมาณที่ลงไปในท้องถิ่นทุรกันดาร ท่านโอนคืนมาอีก ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่ามาช่วยเรื่องโควิด (COVID) ฉะนั้น การช่วยเหลือเรื่องโควิด (COVID) หรือการระบาดของโรค เงินมันมหาศาลครับ ไม่ทราบว่า เงินก้อนนี้มันไปอยู่ที่ไหนทำไมประชาชนได้ไม่ทั่วถึง ฉะนั้นการกู้เงินนี้ผมเห็นด้วย เพียงแต่ว่า การตั้งกรรมาธิการในสภาเรา ผมอยากให้กรรมาธิการทำงานอย่างตรงไปตรงมา มีการ ตรวจสอบการใช้เงินอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์ของพี่น้องเราครับ เพราะว่าอย่าลืมว่า เงินก้อนนี้ที่กู้มาเราเป็นหนี้แล้ว อย่าให้พวกเราต้องเป็นหนี้มากกว่านี้เลยครับท่านประธาน ฉะนั้นการทำงานของรัฐบาลเองก็ให้ระมัดระวัง แล้วก็ใช้จ่ายให้มันสุจริตมากขึ้นนะครับ ไม่อยากให้เงินรั่วไหลไปที่ไหน และที่สำคัญคือแก้ให้มันตรงจุด ก็คือรีบเอาวัคซีนเข้ามา ให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น นอกจากวัคซีนแล้วครับท่านประธาน ควรจะมีเครื่องตรวจ เอทีเค (ATK) ครับ ควรจะวางขายหรือมีขายตามร้านขายยาทั่วไปด้วยซ้ำ เพื่อประชาชนเขาไม่มั่นใจว่าเขาจะเป็น ติดหรือไม่ติด อย่างน้อยเขาไปซื้อในราคาที่ไม่ แพงมากมาตรวจเอง พอตรวจแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นก็หายากินเองได้ โดยรัฐก็ควรจะ เปิดโอกาสให้มีการแข่งขัน ให้มีเอกชนสามารถนำยารักษาเข้ามาได้ ไม่ใช่ว่าไปกีดกันให้ องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้เดียวในการที่จะนำยาเข้ามา ถ้าแบบนี้เศรษฐกิจมันไม่ฟื้นหรอกครับ ผมจึงคิดว่ารัฐบาลนี้ไม่ควรกีดกัน ๑. เครื่องตรวจเอทีเค (ATK) ๒. ยารักษาควรจะมีการวาง ตามร้านขายยาทั่วไป ถ้ารัฐบาลไม่สามารถให้เงินไปซื้อเองได้ ประชาชนที่เขาสามารถ ซื้อเองได้เขาก็ยังเดินไปซื้อตามร้านขายยาได้ ถ้าเช่นนั้นไม่สามารถที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ขอฝากไปยังรัฐบาลด้วย แล้วก็คณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นในวันนี้ ฝากด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป อาจารย์โกวิทย์ครับ เชิญครับ ท่านอาจารย์โกวิทย์ พวงงาม ครับ ถ้าท่านยังไม่พร้อมไม่เป็น อะไรครับ เชิญท่านวิรัตน์ วรศสิริน ก่อนนะครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานครับ การที่รัฐบาลต้องออก พระราชกำหนดเงินกู้เพิ่มเติม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น มูลเหตุก็มาจากเรื่องโรคระบาดก็จริง แต่ว่ามีมูลเหตุที่สำคัญก็คือการที่รัฐบาลจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๔ และ ปี ๒๕๖๕ ที่ไม่ได้คำนึงถึงทางสถานะการเงินการคลังของประเทศ รัฐบาลจัดทำงบประมาณ บนกรอบความคิดแบบเดิม ๆ อิงอยู่กับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนและ สถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นจริง ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับโรคระบาด หายนะต่อชีวิต ความเป็นอยู่ หายนะทั้งเศรษฐกิจ ทั้งสังคมต่าง ๆ มากมาย แต่รัฐบาลก็ยังสามารถจัดสรร งบประมาณกระทรวงกลาโหมที่สูงเป็นปกติเหมือนเช่นที่ผ่านมา สูงกว่าสาธารณสุขและ สูงกว่าเศรษฐกิจ พระราชกำหนดเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทที่ออกมาตั้งแต่เมษายน ๒๕๖๓ นั้น ตัวเลขการเบิกจ่ายคิดจนถึงมิถุนายน ๒๕๖๔ เบิกจ่ายไปเพียง ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แสดง ให้เห็นว่าอะไรครับท่านประธาน แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ยกระดับเตรียมระบบสาธารณสุขไว้ รองรับสถานการณ์ สุดท้ายจึงเป็นไปอย่างที่เราได้เห็นกัน หลาย ๆ โรงพยาบาลต้องขอรับ บริจาคอุปกรณ์จากพี่น้องประชาชน รัฐบาลใช้เงินกู้ไปกับโครงการแจกเงิน เป็นไปโดยถูกต้อง ในแก่นของปัญหาที่สมควรหรือไม่ ท่านประธานครับ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการแจกเงินใคร ๆ ก็ชอบ ในสถานการณ์โควิด (COVID) ทุกคน ในประเทศนี้ทุกคนล้วนแต่ได้รับผลกระทบ ด้วยกันทั้งนั้น เดือดร้อนด้วยกันทุกคน แต่งบประมาณเงินกู้จะนำไปเยียวยาชดเชยให้กับใคร ถึงจะสมเหตุสมผลมากที่สุด อย่างเช่นผมได้คุยกับคนขับรถใต้ตึกนี้ เขาบอกว่าเขา ๒ คน ผัวเมียลงทะเบียนได้คนละ ๕,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ นี่เป็นอีกกรณีหนึ่งที่เขาก็ไม่ได้ ตกงาน ไม่ได้รับผลกระทบ แต่เขาได้รับเงินเยียวยา อย่างนี้เป็นต้นนะครับ แต่กรณีผู้ที่ได้รับ ผลกระทบโดยตรงเลยจากคำสั่งของรัฐบาลกลับไม่ได้รับการเยียวยาช่วยเหลือมีจำนวน มากมายเหลือเกินมาก ๆ รัฐบาลประสบความสำเร็จในการทำให้เศรษฐกิจเข้าขั้นหายนะ เกินกว่าที่ควรจะเป็น จากการออกมาตรการเขาเรียกว่าเหมาเข่ง ทำเกินกว่าเหตุ การห้าม ขายอาหาร การห้ามนั่งทานในร้านอาหาร หรือว่าการเหมาเข่งปิดร้านนวด นวดหน้า นวดตัว หรือแม้กระทั่งถึงนวดเท้าก็ตาม ก็เหมาเข่งสั่งปิดไปหมด การประกาศเคอร์ฟิว (Curfew) ทั้งที่รู้ว่าไม่สามารถจะเยียวยาประชาชนได้ถ้วนหน้า แต่ก็จะทำ ท่านประธานครับ ตัวอย่าง เพียงเล็กน้อยแค่นี้เอง แต่ก็ยังเกิดความเสียหายที่เรียกว่ามากมาย หายนะต่อเศรษฐกิจและ สังคม และปัญหาครอบครัวที่ตามมามากมายมหาศาลนะครับ ที่ผ่านมาพระราชกำหนดเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ผมเห็นว่าเป็นเสมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ดังนั้นการมีกรรมาธิการชุดนี้จึงมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งในระดับที่ต้องมี ไม่มีไม่ได้ เพราะการออกและใช้เงินใช้ตามพระราชกำหนดเงินกู้นี้ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ราวกับจับประชาชนตัวประกันนะครับ สภานี้จะไม่อนุมัติไม่ผ่านก็ไม่ได้ ดังนั้นการติดตาม ตรวจสอบก็ต้องมี ไม่มีไม่ได้เช่นกันนะครับ ท่านประธานครับ กรอบใช้เงินตาม พระราชกำหนดระบุไว้เพียงกว้าง ๆ และหยาบมาก ไม่มีรายละเอียดที่จำเป็นที่จะต้องรู้ ก็เกรงว่าจะส่อไปในลักษณะไม่โปร่งใส คือการเสนอโครงการเพียงเพื่อแบ่งปันกัน ไปแบ่ง ๆ กันใช้เงินกันให้หมดไป ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการติดตามและตรวจสอบ อย่างเข้มข้น กระผมเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าเงินก้อนนี้จะไม่กลายเป็นน้ำซึมบ่อทรายเช่นเดียวกับ เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทที่ผ่านมา ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าสุดท้ายแล้วซึมไปที่บ่อไหนบ้าง ทั้งยังจะ เกรงว่าเงินกู้ก้อนนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เกรงจะไม่ได้ผลทั้งการรับมือทางเศรษฐกิจและ ทั้งการเยียวยาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด (COVID) โดยผลของรัฐบาล ทั้งนี้สุดท้ายจึงขออภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการในครั้งนี้ ไว้ด้วยเหตุผลข้างต้นนี้ทั้งหมด กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗
ท่านสมาชิกอีก ๓ ท่านนะครับ มีท่านคุณหมอเพชรดาว ท่านพิเชษฐ์ และท่านสุเทพครับ เชิญคุณหมอเพชรดาวครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ดิฉันต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉันอภิปราย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ อีกเรื่องหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) คือพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๖๔ ท่านประธานคะ ถ้าจำกันได้เมื่อปีที่แล้ว วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓ สภาแห่งนี้ก็ได้มีการอภิปราย พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท กับบัญชีแนบท้าย พระราชกำหนดเป็นกระดาษ ๒ หน้าที่ระบุเพียงแผนงานที่ขาดรายละเอียดให้เรา พิจารณากัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกู้เงินในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ แต่ด้วยความห่วงใยนะคะ ครั้งที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยก็เป็นพรรคหนึ่งที่ได้เสนอและ สนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท แล้วก็ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท แล้วก็เริ่มประชุมตั้งแต่วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๓ เป็นต้นมา แล้วเมื่อวานนี้เราประชุมเป็นครั้งที่ ๔๔ หรือ ๔๕ นะคะ ไม่มีใครปฏิเสธว่าความ จำเป็นของเงินกู้มีความจำเป็นมาก ในหลายประเทศในโลกนี้ก็มีการกู้ในช่วงวิกฤติ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) ดิฉันได้มีโอกาสได้รับการคัดเลือกจาก ท่านประธานสภาได้แต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของสหภาพรัฐสภา หรือไอพียู (IPU) แอดไวซอรี กรุ๊ป ออน เฮลท์ (Advisory Group on Health) โอกาสในครั้งนี้ทำให้ดิฉัน ได้ร่วมประชุมประเด็นสุขภาพ เศรษฐกิจ แล้วก็สังคม วิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ของสมาชิกสหภาพรัฐสภาจากหลากหลายประเทศ เราเห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็สุขภาพที่มีอยู่ มันเลวร้ายอย่างเห็นได้ชัด แล้วก็ยังเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส และ ในหลายประเทศก็ยังพบมีการทุจริตเกิดขึ้นในช่วงนี้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทกับบัญชีแนบท้ายที่มีเพียง ๒ หน้า ไม่มีรายละเอียดนั้น มาถึงขั้นกรรมาธิการ วิสามัญติดตามตรวจสอบ และดิฉันก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการด้วยนะคะ เราทำงานมา ปีกว่าเราเปรียบเสมือนตรายางที่คอยแสตมป์ (Stamp) เพียงแค่รับทราบในสิ่งที่ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ซึ่งมีสภาพัฒน์เป็นประธานส่งมา ผ่านคณะกรรมการ กลั่นกรอง ส่ง ครม. แล้วก็ส่งมาให้พวกเราติดตามตรวจสอบ ดิฉันทราบมาว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท งานของสาธารณสุขได้ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เราพิจารณาอยู่นี้ ทางสาธารณสุขได้ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่ดิฉันมีคำถามนั่นคือเอาฐานคิดมาจากไหน ได้มีการประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมา สรุปปัญหาอุปสรรคอะไรออกมาได้ให้เราเห็นบ้างหรือยัง ถ้าย้อนกลับไปดู ดิฉันเห็นในสื่อนะคะ จากไทยรัฐออนไลน์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามค่ะ ครั้งที่ผ่านมาทางสาธารณสุขนี้ได้ของบเงินกู้โควิด (COVID) ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๕๑,๙๘๕ ล้านบาท ๒๓๔ โครงการ มายังคณะกรรมการกลั่นกรอง แต่ก็ถูกตัดไป ๕,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมถึงถูกตัด แล้วครั้งนี้ทำไมตัวเลขของสาธารณสุขถึงเป็น ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ความสำคัญด้านสาธารณสุขในประเทศนี้ในวันเวลาที่โรคร้ายระบาด เช่นนี้คนที่รู้ดีที่สุดนั่นคือกระทรวงสาธารณสุข ฉะนั้นก็ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือกี่หมื่น ล้านบาทสำหรับสาธารณสุขดิฉันคิดว่าคงต้องมีเหตุและมีผลในการที่จะตั้งวงเงินนะคะ ดิฉันมี ประสบการณ์ตรงของโรงพยาบาลปัตตานีค่ะ และเมื่อวานในคณะกรรมาธิการเงินกู้ ๑ ล้าน ล้านบาทเราก็คุยกัน มีท่าน ส.ส. จากจังหวัดสุพรรณบุรีก็มีปัญหาหรือประสบเช่นเดียวกันคือ โรงพยาบาลขาดเครื่องเอ็กซเรย์ (X-Ray) โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถเอ็กซ์เรย์ (X-Ray) เคลื่อนที่ ของจังหวัดปัตตานีเองไม่เคยมี แต่เรามีโรงพยาบาลสนามเกือบ ๑๐ แห่ง ฉะนั้นตอนนี้ต้อง ขอบคุณโรงพยาบาลบุรีรัมย์ส่งรถเอ็กซ์เรย์ (X-Ray) เคลื่อนที่มาให้โรงพยาบาลปัตตานีใช้เป็น เวลาหลายเดือนแล้ว อันนี้พอเรากลับไปดูงบเงินกู้ค่ะ รายละเอียดเรื่องรถเอ็กซ์เรย์ (X-Ray) หรือว่าเครื่องเอ็กซเรย์ (X-Ray) ไม่มีการขอกัน เขาบอกว่ามันมีขั้นตอนมีระเบียบที่จะจ่ายเงิน ซึ่งไม่ทันต่อเหตุการณ์ อันนี้ดิฉันคิดว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญที่กำลังจะตั้งเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คงต้องพิจารณาว่าอันไหนที่ระเบียบมันช้าจะทำให้มันเร็วได้อย่างไร🔗
อีกประเด็นหนึ่งค่ะประเด็นสุดท้าย นั่นคือการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม และภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้โควิด (COVID) มันน้อยมาก แทบจะไม่มีเลย คณะกรรมาธิการเราได้ลงไปที่จังหวัดปัตตานี เราพบผู้แทนของภาคประชาชน โดยเฉพาะ จังหวัดปัตตานีเป็นจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับประมงท้องถิ่นซึ่งได้รับผลกระทบเยอะมาก โดยเฉพาะประชาชนรอบอ่าวปัตตานีส่วนใหญ่เป็นประมงพื้นบ้าน จัดสัตว์น้ำตามฤดูกาล แล้วก็ในช่วงของโควิด (COVID) คนไทยในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คน ทำงานที่มาเลเซีย แล้วกลับมานี้เป็นแสนนะคะ ตกงาน ถูกเลิกจ้างต่าง ๆ แต่พอกลับมาถึงแล้วจะประกอบอาชีพจับสัตว์น้ำในอ่าวปัตตานีก็ยังไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะไม่มีเครื่องมือเครื่องใช้ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญและทราบว่าทางประมงปัตตานี ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีเมื่อวานก็ได้เรียนให้ทราบว่างบประมาณส่วนหนึ่งของ พ.ร.ก. เงินกู้โควิด (COVID) ได้ลงไปเพื่อช่วยเหลือในจุดนี้ ได้เพราะอะไรทราบไหมคะ เพราะคณะกรรมาธิการได้ลงไปในพื้นที่ แล้วก็ได้พูดคุยแล้วก็รับทราบปัญหาอุปสรรคจริง ๆ ถ้าจะรอขั้นตอนทางราชการที่ส่งมาเป็นขั้นตอนดิฉันคิดว่าคงจะยากนะคะ ฉะนั้นประเด็น สุดท้ายดิฉันคิดว่าความสำคัญของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้มีความจำเป็นแล้วก็สนับสนุนค่ะ อยากให้มีส่วนร่วมจากภาค ประชาสังคม ภาคประชาชนให้มากกว่านี้ ขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญท่าน ต่อไปครับ ท่านพิเชษฐ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องพูดนี้เพราะว่าเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทที่ผ่านมา เงิน ๑ ล้านล้านบาทสำหรับการแก้ปัญหา เยียวยา รักษา สถานการณ์โควิด (COVID) ของประเทศ วันนี้ไม่ได้ผลครับ เงิน ๑ ล้านล้านบาท ถูกใช้ไป ปัญหาไม่จบ การระบาดยังมี ระบาดอยู่แล้วก็ต่อเนื่อง มีการตายวันละ ๒๐๐ กว่าคน ท่านประธานที่เคารพครับ สภาผู้แทนราษฎรมีความเป็นห่วงเป็นใยในการใช้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ ตั้งกรรมาธิการปีกว่า แล้วก็มาตั้งกรรมาธิการอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ แล้ว ๑ ล้านล้านบาทตกลงเป็นอย่างไรครับ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ตอนนี้ อยู่ที่ไหนครับ ถ้าอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติแห่งนี้ ให้นายไพบูลย์มาตอบ คำถามผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญติดตามการใช้เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท เงินกู้นะครับ เพื่อเอามาใช้เยียวยาแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) แต่วันนี้มีเสียงบ่นจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญติดตามเงิน ๑ ล้านล้านบาท เขาบอกว่า ไม่ถึงเป้าหมายเสียที ไม่ได้ตรวจสอบสักที เฉไฉ เบี่ยงเบนประเด็น ถ่วงเวลา สรุปว่าการที่ได้ประธานกรรมาธิการ ชื่อนายไพบูลย์ นิติตะวัน มาเป็นกรรมาธิการ เพื่อติดตามการใช้งบประมาณ ๑ ล้านล้านบาทนั้น มีเสียงบ่น เสียงไม่ยอมรับทำให้จะต้อง ไม่ไว้วางใจนายไพบูลย์ แล้วก็มาตั้งกรรมาธิการใหม่ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในครั้งนี้ มาตอบ ผมครับ คนเป็นประธานภาษาอะไร ด้วยความเกรงใจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน ไม่กล้าที่จะไปแตะต้อง ไม่กล้าที่จะบอกว่าสิ่งที่ท่านประชุมมาปีกว่านั้น ไม่เข้าประเด็น เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถูกใช้ไป เงินเยียวยาโควิด (COVID) ๑๕ เปอร์เซ็นต์ที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้พูดมามัน นั่นคือความจริงในกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือ ข้อเสียที่ทำให้ ส.ส. ฝั่งรัฐบาลตรวจสอบรัฐบาล อย่างไรมันก็ตรวจสอบไม่ถูกครับ ผมถามว่า วันนี้มีสาระอะไรบ้างที่คุณตรวจสอบ ท่านประธานที่เคารพ อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยว่า เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะตั้งกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมาใหม่นี้ ขอให้ ประธานที่เป็นคนจริงจัง มีความน่าเชื่อถือ เป็นเสาหลักของผู้แทนราษฎร ถ้าเป็นฝ่ายค้านได้ ยิ่งดี การตรวจสอบการใช้เงินแก้ปัญหาโควิด (COVID) มันจะได้มีประสิทธิภาพและมี ประสิทธิผล ท่านประธานที่เคารพครับ สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ไม่ใช่มาเพื่อที่จะดูแลใคร แต่เรามาแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ ฝากท่านประธานว่าวันนี้ถ้าตั้งนะครับ อย่าให้มัน เสียเวลา อย่าให้เป็นการซ้ำซ้อน แล้วก็ไม่ได้สาระประโยชน์อะไร นายไพบูลย์มาตอบผม ๑ ปีที่ผ่านมา ๑ ล้านล้านบาทนี้ คุณทำอะไรอยู่ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนยากจน เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปทำอะไร ข้าวก็ ๔,๐๐๐ บาท เอาเงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาซื้อข้าวมันก็ยังจะดีกว่า ชัด ๆ ตรง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ไว้วางใจนะครับ แต่ว่าถ้าเป็นความประสงค์ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จัดตั้งกรรมาธิการเพื่อติดตามเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ผมยินดีครับ ยินดีและให้กำลังใจเพื่อให้งบประมาณที่เป็นเงินกู้ถึงพี่น้องประชาชน ถึงครัวเรือน ถึงความเจ็บป่วย ถึงความตายทั้งหลายที่มันเกิดขึ้น หวังว่าเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่สภาผู้แทนราษฎรจะติดตามนั้นจะไปเป็นประโยชน์ต่อศพ ๑๐,๐๐๐ กว่าศพ แล้วก็หยุดยั้งกันตาย ท่านประธานครับ ขอฝากกรรมาธิการที่จัดตั้งขึ้น ขอให้ท่านจริงจังตรวจสอบ และให้การใช้เงินให้เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน ต่อชีวิตมนุษย์ ต่อคนไทยให้หยุดการตายให้ได้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญ ท่านสุเทพ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน ปีกแรงงาน คนนนทบุรี ขออภิปรายมีส่วนร่วมกับการที่จะมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเห็นได้ชัดเจนว่าจากการดำเนินการ จากเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทนั้น ทำให้เกิดประเด็นปัญหาในการดำเนินการและมีการตรวจสอบ อย่างท่านผู้อภิปรายบอกไปแล้วว่าไม่ประสบความสำเร็จเพื่อใช้เงินที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ควรจะต้องนำปัญหาเหล่านั้นมาปรับปรุง เพื่อที่จะดำเนินการแก้ไข ในการติดตามเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของสาธารณสุข เห็นได้ ชัดเจนว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อการดำเนินการ ใช้งบประมาณด้านสาธารณสุขที่ไม่สามารถจะดูแลการนำวัคซีนเข้ามาฉีดให้กับพี่น้อง ผู้ใช้แรงงานได้ ก็มีการส่งผลให้เกิดการประกอบธุรกิจติดขัดอยู่หลาย ๆ เรื่อง ดังนั้นเมื่อการดำเนินการ ที่ไม่ทั่วถึง และที่บอกว่าวัคซีนจะมาเต็มแขน วันนี้แรงงานถกแขนเสื้อรออยู่ ยังไม่ได้รับ การฉีด เมื่อแรงงานไม่ได้รับการฉีดวัคซีนก็หมายความว่าหลายคนก็ไม่สามารถที่จะไป ดำเนินการทำงานในสถานประกอบการได้ก็ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว แล้วสำหรับเรื่องของการ นำเงินไปเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนพี่น้องผู้ใช้แรงงานชัดเจน มีการสอบถาม โดยตลอด ก็ต้องฝากคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าต้องไปตรวจสอบว่าใช้ระบบอะไรในการใช้ เป็นมาตรฐานในการเยียวยา การเยียวยาแต่ละครั้ง เราไม่ทิ้งกันก็มีการจ่ายเม็ดเงินที่ ๕,๐๐๐ กว่าบาท มาโครงการเรารักกันก็ใช้เม็ดเงินที่ ๔,๐๐๐ กว่าบาท มาโครงการสุดท้าย ในรอบที่ ๓ ใช้เม็ดเงินคนละ ๒,๐๐๐ บาท หนำซ้ำมาเพิ่มเติมใหม่อีกอีก ๒,๕๐๐ บาท มีมาตรฐานอะไรในการใช้ มีตรรกะอะไรในการคำนวณ ซึ่งจริง ๆ เหล่านี้มันควรที่จะต้องมี ความชัดเจนในเรื่องของตัวเม็ดเงินต่าง ๆ ที่จะส่งเข้าไปให้กับพี่น้องประชาชนในการที่จะ นำเงินมายังชีพในช่วงของการระบาดโควิด (COVID) ในครั้งนี้ แต่ไม่เป็นเช่นนั้นเลย มีการตกหล่น จำนวนมาก พี่น้องแรงงานในระบบ หมายความว่าคนที่ทำงานอยู่ในโรงงาน วันนี้ต้องทำงาน ตลอด แต่ไม่ได้รับการเยียวยา หมวดที่ยกเว้นก็คือโรงงานภาคการผลิต ถามว่าคนที่เป็น โรงงานภาคการผลิตไม่เดือดร้อนหรือครับ มีความเดือดร้อนมากมาย บ้านเช่า ข้าวซื้อ รถผ่อน ลูกเรียน พ่อแม่ก็ต้องเลี้ยง แล้วอย่างไรถึงตกหล่น ดูในเรื่องของการเยียวยาแรงงาน นอกระบบ ใช้ตรรกะมาตรฐานอะไร เพราะคนเหล่านี้เป็นคนพื้นฐานของประเทศ ๒๒ ล้าน คน ไม่สามารถเข้าถึงระบบการเยียวยา มันควรจะต้องมีตัวชี้วัดโดยเฉพาะจีดีพี (GDP) ค่าครองชีพ ของแต่ละคน คำนวณมาจากเส้นขีดค่าความยากจนที่คนสามารถดำรงชีพใน ๑ วันได้ นั่นก็คือเม็ดเงินที่จะอัดฉีดเข้าไปแล้วก็ทั่วถึงทุกครอบครัว มันก็จะทำให้เขาสามารถประคอง ชีวิต ให้ความร่วมมือในการที่จะป้องกันและให้ความร่วมมือในการควบคุมการระบาดของ โควิด (COVID) จะเห็นได้ชัดเจน ถ้าเรื่องของเศรษฐกิจไม่สามารถกลับมาขับเคลื่อนได้ เอสเอ็มอี (SMEs) ต่าง ๆ ตอนนี้ทำไมถึงต้องปิดกิจการ ก็ปัญหาจากการโควิด (COVID) และ เม็ดเงินที่กู้มา ๑ ล้านล้านบาทไม่มีการอัดฉีดเข้าไปในสถานประกอบการเหล่านั้น ก็ทำให้เขา ไม่สามารถมีเงินทุนที่จะดำเนินการจ้างแรงงานในการที่จะนำไปซื้อวัสดุมาผลิตเพื่อจะให้เกิด การจ้างงานได้ พอเป็นอย่างนั้นปั๊บมีการเลิกจ้างจำนวนมาก ผลให้คนตกงานย้ายกลับไป อยู่ต่างจังหวัด แล้วก็ไม่มีเงินทุนที่จะไปดำเนินธุรกิจต่อ เพราะว่าเงินในเรื่องของการกระตุ้น เศรษฐกิจเหล่านี้ไม่ได้นำมาเป็นการสำรองให้กับเขาเหล่านั้นที่ตกงานกลับไปอยู่ต่างจังหวัด มีเงินทุนในการที่จะประกอบอาชีพ ก็หันซ้ายหันขวา ก็ไม่รู้จะทำอะไร นี่คือสิ่งที่ควรจะต้อง มีการดำเนินการของรัฐบาล ดังนั้นกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นนี้ต้องมีการไปตรวจสอบ ถ้าทำอย่างที่ผ่านมา การมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมากมายขนาดนี้ แต่ไม่ทำให้ประชาชนสามารถที่จะ ขับเคลื่อน ไม่สามารถที่จะประคองชีวิตอยู่ได้ มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นมากมาย พี่น้องแรงงาน พวกผมเคยทำงาน ผมก็ทำงานอยู่มา ปัจจุบันนี้มีหนี้เพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ เท่า หนี้ในระบบ เต็มพิกัด หนี้นอกระบบอีกมากมาย เพราะว่ารายได้ลดลง แต่ไม่มีระบบเยียวยา เป็นมาตรฐาน ถามว่าสิ่งเหล่านี้ถ้ารัฐบาลใช้เม็ดเงินสูงขนาดนี้แล้วไม่สามารถที่จะกระตุ้นให้ เศรษฐกิจเดินหน้า ไม่สามารถที่จะประคับประคองพี่น้องประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ แล้วจะกู้มาให้เป็นภาระกับประเทศชาติ ให้ลูกหลานเราต้องมารับใช้หนี้สินกันต่อไปทำไม ดังนั้นเมื่อมีการอนุมัติให้กู้แล้วมันต้องเกิดความชัดเจน มีการวางแผนที่เป็นระบบ การเกิด การระบาดในรอบที่ ๑ รอบที่ ๒ รอบที่ ๓ รอบที่ ๔ ควรเอามาถอดบทเรียน แล้วก็นำไป แก้ไข ไม่ใช่พอเกิดครั้งที่ ๑ ค่อยมาคิดว่าจะเยียวยาแบบไหน ครั้งที่ ๒ ก็อีกแบบหนึ่ง ครั้งที่ ๓ ก็อีกแบบหนึ่ง จนครั้งที่ ๔ ก็อีกแบบหนึ่ง แล้วอย่างนี้แรงงานก็สับสน ประชาชน ก็สับสนประชาชนก็สับสนว่าต่อไปการที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในช่วงนี้จะทำอย่างไร แล้วโดยเฉพาะลูกหลาน นักเรียน นักศึกษาที่ออกมาพูดทุกวันนี้ เขาเห็นถึงความชัดเจน ขนาดมีหนี้สินเพิ่มขนาดนี้ยังไม่ทำให้เขารู้สึกว่ามีความมั่นคงได้ เขาจำเป็นเลยต้องออกมา เรียกร้อง พอมาเรียกร้องก็โดนกระทำอย่างที่เห็น สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องพิจารณาตนเอง มากกว่านี้ แล้วก็ต้องฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้นะครับ ทำงานให้เข้มข้น ตรวจสอบ นำเสนออย่างเป็นระบบ ถ้ารัฐบาลชุดนี้ไม่ดำเนินการให้มารายงานที่สภาเพื่อดำเนินการ ในการที่จะดำเนินการให้เขาเหล่านั้นพิจารณาตัวเอง ลาออกไปเสียดีกว่า ขอบคุณมากครับ🔗
เชิญ ท่านเท่าพิภพ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมขออภิปรายสนับสนุนในการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อมาตรวจสอบการกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งสภา ของเราก็ได้เห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนในการที่ให้กู้เพื่อมาแก้ไขวิกฤตการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ทั้งทางเศรษฐกิจ และทางสุขภาพ และทางสังคม ผมมองว่าการตั้ง คณะกรรมาธิการนี้เป็นเรื่องดีมากครับท่านประธาน และวันนี้ผมจะให้เหตุผลสนับสนุน ผมขออนุญาตเป็นเสียงสะท้อนในฐานะ ส.ส. เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกใหญ่ ในวันนี้ครับ เดี๋ยวขอรูปด้วยครับ🔗
เช้าวันนี้ผมได้ไปลงพื้นที่มา ก่อนมาสภาครับท่านประธาน ผมไปที่ซอยชุมชนร่วมมิตรซึ่งเป็นอดีตชุมชน เพราะว่าโดน ยุบไปเพราะไม่มีการเลือกตั้งประธานชุมชน เขตคลองสานก็เลยอาจจะดูแลไม่ทั่วถึงเพราะ ไม่มีตัวแทนของเขา คราวนี้ผมก็เอาข้าวไปแจก ซึ่งข้าวนี้ก็เจียดจากเงินเดือนของผมเองนั่นล่ะ ผมก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทุกคนช่วยกันได้นะครับ โดยมีคนช่วยเหลือผมมากมาย ชุมชนนี้มีคนอยู่มากมาย บางบ้านเป็นบ้านเล็ก ๆ เลี้ยงดู ๓ รุ่น มีคนทำงานคนเดียว ประกอบ อาชีพวินมอเตอร์ไซค์บ้าง ค้าขายหาบเร่ แผงลอยบ้าง สุดท้ายขาดรายได้ครับช่วงนี้ ผมก็ ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าครั้งก่อนที่กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท มานี่มันไปอยู่ไหน ผมเคยมา ลงที่นี่เมื่อ ๕ เดือนก่อนนะครับ ผมถามว่า ๕ เดือนที่แล้วที่ลำบาก บ่นกับผมว่าลำบาก แล้วตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไร เขาบอกว่าลำบากขึ้นด้วยซ้ำ และเป็นไปได้อย่างไรครับ เรากู้เงิน มา ๑.๕ ล้านล้านบาทแล้ว แต่ทำไมทุกอย่างไม่ดีขึ้น🔗
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน ขอรูปที่ ๒ ครับ พอทุกอย่างไม่ดีขึ้น ผมได้เคย ไปลงที่มัสยิดสวนพลู เขตธนบุรี ผมไปนั่งล้อมวงคุยกับตัวแทนกลุ่มอาสาของมัสยิดสวนพลู กลุ่มนี้เขาบอกว่าเขาสิ้นหวังกับรัฐบาล เขาเลยต้องรวมกลุ่มกันหาเงินบริจาคมาด้วยกัน เพื่อทำกับข้าววันละ ๑,๐๐๐ กล่อง จำนวน ๒ มื้อแจกชุมชน ๕ ชุมชนรอบ ๆ เขาครับ เพราะ ขอเงินบริจาคออนไลน์ (Online) มา🔗
ภาพต่อไปจะเห็นเลยนะครับว่าเขามีการทำอย่างโปร่งใสชัดเจน ในฐานะผม เป็น ส.ส. อาจจะไม่มีงบประมาณอะไร ผมก็ขอยกตัวอย่างกลุ่มคนเหล่านี้ที่หมดหวังกับ รัฐแล้ว แล้วต้องตั้งกลุ่มเพื่อมาดูแลกันเอง มีการบอกเงินบริจาคชัดเจน มีการบอกผู้ได้รับ หรือผู้กักตัวชัดเจน เขารอโฮมไอโซเลชัน (Home Isolation) ครับ ผมถามโฮมไอโซเลชัน (Home Isolation) ที่บอกว่าข้าว ๓ มื้อนี้ได้ไหม ไม่ได้ครับ บางคนหายแล้วก็เพิ่งได้ก็มี และสุดท้ายผมถามเขาครับว่าอยู่ใกล้เขต มัสยิดสวนพลูอยู่ตรงข้ามเขตธนบุรีเลยทางเขต ได้มาช่วยเหลือดูแลไหม เขาบอกว่าไม่ครับ เป็นไปได้อย่างไรครับท่านประธาน อยู่ตรงข้ามเขต แต่รัฐไม่ช่วยอะไรเขาเลย นี่ล่ะครับที่ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท และครั้งนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันไปไหนครับทำไมมันไม่ถึงคนเหล่านี้ ทำไมเขาต้องลุกขึ้นมา ช่วยเหลือกันเอง ทำไมเขาต้องมาขอความช่วยเหลือจากผม ทั้งที่ผมไม่ได้ถืองบประมาณ ไม่มีอำนาจรัฐเลย อย่าว่าแต่คนที่อยู่ในชุมชนเลยครับ เมื่อสักครู่นี้ครับท่านประธาน ผมลงไป รับหนังสือของกลุ่มคนที่เปิดยิม (Gym) แล้วก็ฟิตเนส (Fitness) อย่างสักครู่นี้ไปรับกับ ประธาน ศิริกัญญา ตันสกุล ประธานใหม่นะครับ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนา เศรษฐกิจ เขาบอกว่าเขาปิดมา ๑๐ เดือน จ่ายค่าเช่าเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท คนที่ทำ ฟิตเนส (Fitness) บอกว่าจ่ายค่าเช่าเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่ง ๕๐,๐๐๐ บาท คือลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้วครับ จาก ๑๐๐,๐๐๐ บาท อย่าว่าแต่การเยียวยาเลยครับ การพูดถึง ยังไม่เคยมีครับ อันนี้ไม่ต้องรวมถึงสิ่งที่ผมผลักดันและพรรคก้าวไกลผลักดัน แล้วก็เป็นปาก เป็นเสียงให้ตลอด อย่างคนที่เปิดร้านผับ บาร์ นักดนตรี ธุรกิจกลางคืน เคยมีคำพูดบอกว่า ปิดก่อนเปิดทีหลัง แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจแล้วครับว่าปิดก่อน แต่ไม่เคยเปิดเลย การตั้ง คณะกรรมาธิการ ผมก็หวังใจว่าจะเป็นการตรวจสอบ จะเป็นการบี้นะครับ อย่าเอาตัวอย่าง ของกรรมาธิการก่อนมาใช้นะครับ ๑ ล้านล้านบาท ที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้อภิปราย ไปแล้วว่าไม่มีประสิทธิภาพ แล้วก็ถ่วงความตรวจสอบ ผมมองว่าการตรวจสอบที่ดีรัฐบาล ควรจะยินดีกับมันนะครับ เพราะว่าการตรวจสอบความโปร่งใสมันเป็นคุณต่อท่านด้วยซ้ำ ถ้าท่านถูกตรวจสอบแล้วไม่พบอะไร ก็ถือว่าท่านเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เป็นรัฐบาลที่ดี ทำไมต้อง กลัวการตรวจสอบครับ ผมก็ขอสนับสนุนในการตั้งกรรมาธิการชุดนี้นะครับ แล้วขอฝาก คนที่เข้าไปนั่งในกรรมาธิการชุดนี้นะครับว่าอย่างไรผมยืนยันว่าต้องเป็นฝ่ายค้านที่เป็น ประธานกรรมาธิการชุดนี้เพื่อความสง่างามของรัฐสภา แล้วก็ของตัวรัฐบาลเองนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
อีก ๒ ท่านนะครับ ท่านอาจารย์โกวิทย์ แล้วก็ท่านวีระกรนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมเห็นด้วยกับ ญัตติด่วนที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบและศึกษา พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ของเพื่อนสมาชิก ทุกท่านนะครับ โดยเฉพาะเงินกู้ที่กู้มา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการ ตั้งกรรมาธิการ ผมอยากจะนำเสนอต่อท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นว่าเราจะ คิดอย่างไรต่อการตรวจสอบติดตามโครงการเงินกู้ดังกล่าว🔗
ประการที่ ๑ ผมคิดว่าในเรื่องของการทำงานเงินกู้ ผมคิดว่ากรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นนี้ เราต้องดูตั้งแต่การใช้เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทว่าจะใช้ในแผนงานอย่างไร เพื่อตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเป็นแผนงานสนับสนุนเรื่องของด้านสาธารณสุขการแพทย์ หรือใช้เพื่อ เยียวยาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจชุมชน หรือการจ้างงานของพี่น้องประชาชนเป็นต้น นี่คือประการที่ ๑ ว่าจะต้องร่วมมือกับการใช้เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ว่าจะออกแบบการใช้เงินกู้อย่างไร ที่ผ่านมาการออกแบบการใช้เงินกู้ ๑.๑ ล้านล้านบาท ค่อนข้างจะมีปัญหาเรื่องการรวมศูนย์ อยู่ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพียงประการเดียว นั่นก็คือว่า มีกรรมการตรวจสอบโครงการที่เสนอผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ไปสู่การพิจารณาของ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่กลั่นกรองโครงการ แล้วนำไปสู่ให้คณะรัฐมนตรี อนุมัติ ผมคิดว่าวิธีการอย่างนั้นมันค่อนข้างจะยืดยาว แต่อาจจะต้องเปลี่ยนมุม เพราะฉะนั้น กรรมาธิการอาจจะต้องนำเสนอว่าเราจะเปลี่ยนมุมอย่างไรในเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยา พี่น้องประชาชนที่ถูกกระทบมีประสิทธิภาพได้มากที่สุด นั่นคือประการที่สำคัญ แล้วเรา จะทำอย่างไรให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ นั่นเป็นประการสำคัญ ที่กรรมาธิการจะต้องพิจารณาเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ ๑🔗
ส่วนประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการติดตาม ตรวจสอบ ผมคิดว่าการติดตาม ตรวจสอบเป็นวิธีการที่สำคัญว่าการใช้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะมีการติดตามอย่างไร ผมคิดว่าการติดตามเป็นวิธีการที่ดูว่าโครงการที่เราจะเปลี่ยนวิธีคิดใหม่จะทำอย่างไร ให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชน หรือการเยียวยาพี่น้องประชาชนมีประสิทธิภาพ ส่งตรงถึง ผู้ถูกกระทบตรง ๆ ถึงผู้ที่มีความเดือดร้อนให้มากที่สุด นี่คือกรรมาธิการจะต้องซักถาม แล้วก็ติดตามให้เห็นความก้าวหน้า ให้เห็นสิ่งที่เป็นมาเป็นไป ผมพูดในแง่ของการช่วยเหลือ เยียวยา แต่ในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการทำโครงการเพื่อตอบโจทย์การจ้างงาน ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญในยุคที่มีโควิด (COVID) ว่าเราจะหาวิธีการอย่างไรนะครับ🔗
ส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของการตรวจสอบ ผมอยากจะเรียนว่าการตรวจสอบ การใช้เงินกู้เป็นเรื่องที่สำคัญมากว่าเราจะใช้เงินกู้อย่างไรให้ตรงกับความต้องการ ทั้ง ๓ แผนงานที่ผมกล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นแผนงานทางด้านการแพทย์ การสาธารณสุข การซื้อวัคซีน หรือว่าการซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนะครับ🔗
ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ถูกกระทบ🔗
ประการที่ ๓ เรื่องของการนำเงินไปเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในการจ้างงาน เศรษฐกิจฐานรากต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ทั้ง ๓ แผนงานจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส นี่คือสิ่งที่ทำให้การติดตาม ตรวจสอบ มีประสิทธิภาพมากนะครับ เพราะฉะนั้นบทเรียน ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดว่าเงิน ๑.๑ ล้านล้านบาทค่อนข้างจะมีปัญหาในการติดตาม ตรวจสอบ อยู่มากพอสมควร ซึ่งผมคิดว่าจุดนี้เป็นจุดที่ต้องนำบทเรียนจากเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท มาพิจารณา เพราะฉะนั้นข้อที่ผมพูดไปถ้าจะสรุปก็ ๓ เรื่องก็คือว่า การทำงานแนวเดิม ผมคิดว่ามันเป็นการรวมศูนย์ที่ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดมีประสิทธิภาพได้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ไปสู่การทำให้กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ไปสู่เสาหลักในชุมชน หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น อสม. ไม่ว่าจะเป็นส่วนของสาธารณสุขที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ไม่ว่าในส่วนของท้องถิ่นที่จะต้องช่วยเหลือกันนะครับ อันนี้ก็คือส่วนการใช้เงินกู้ โดยสรุปแล้ว ก็คือว่าการติดตามจะต้องทำให้เห็นการใช้เงินที่มีประสิทธิภาพที่มีต่อการทำงานของ หน่วยงานที่รับเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปให้มากที่สุด🔗
สิ่งสุดท้ายที่ผมสรุปไว้ก็คือว่าทั้งตรวจสอบและติดตามมันมีความสำคัญ และจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล เป็นประโยชน์ต่อการที่หน่วยงานรับเงินกู้มา เขาจะได้ ทบทวนบทเรียน เพราะว่าการติดตามจะเป็นประโยชน์อย่างมาก การตรวจสอบก็จะเป็น ประโยชน์อย่างมากต่อหน่วยที่รับเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปว่าจะมีจุดอ่อน เพราะว่า ประโยชน์ของการติดตามก็คือทำให้รู้ว่าโครงการนั้นมีจุดอ่อนหรือมีสิ่งที่ต้องแก้ไขอย่างไรบ้าง ก็เข้ามาปรับปรุงนะครับ และผมขอเรียนว่าการทำให้เกิดการโปร่งใสในการใช้เงินกู้จะเป็น เรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นบทบาทของกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นผมจะได้เสนอแล้วว่าจะต้อง ดำเนินการในสิ่งที่ผมเสนอเพื่อเป็นประโยชน์ต่อกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งให้เป็นประโยชน์ กับการใช้เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทให้มากที่สุดครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญ ท่านวีระกร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดนครสวรรค์ ก่อนอื่นต้องขอกราบเรียนว่าผมเห็นด้วยกับการที่จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อดูแลในเรื่อง ของงบประมาณเงินกู้ที่เรากำลังจะขอกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ โควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงและรุนแรงมาก คงไม่มีใครหรือประเทศไหน หรือรัฐบาลไหนหรอกครับที่เขาอยากให้มันเกิดขึ้น เพราะนอกจากจะทำลายชีวิตแล้วก็ ทำลายสุขภาพของพี่น้องประชาชนทำให้ป่วยมากมายหลายล้านคนในโลกนี้ แล้วก็ตายไป แล้วหลายล้านคนในโลกนี้ แม้กระทั่งในประเทศไทยก็ตายไปแล้วถึง ๑๓,๐๐๐ คน ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกครับ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรครับ เมื่อมันเกิดภาวะที่เรียกว่า โรคระบาดที่แทบจะเรียกว่าโรคระบาดล้างโลกอย่างนี้ เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด รัฐบาล ทุกรัฐบาลผมว่ามีปัญหาหมดล่ะครับ รัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับหนึ่งที่มีวัคซีน เหลือเฟือ แต่ท่านดูตัวเลขสิครับ การติดเชื้อของประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นอันดับ ๑ ของโลก ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลที่ร่ำรวยมีทรัพยากร มีวัคซีนที่ดีจะสามารถแก้ไขไม่ให้ ประชาชนติดโควิด (COVID) ได้ ตรงกันข้ามครับ ประเทศไทยนี้ผมอยากยกย่องว่า ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เขายกย่องให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการสาธารณสุขที่ดีอันดับ ๖ ของโลก และดีที่สุดในอาเซียน ไม่แปลกใจเลยครับว่าประเทศไทยซึ่งความจริงแล้วควรจะ ติดเชื้อมาก แล้วก็ควรจะตายมาก แต่เราตายประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ติดเชื้อ กล่าวคือ เราติดเชื้อทั้งหมด ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน และเราก็ตายประมาณ ๑๓,๐๐๐ คน ไม่มีใครอยากให้ ใครตายหรอกครับ จะไปกล่าวร้ายท่านนายกรัฐมนตรี หรือว่าทางรัฐบาลมาเขาเป็นฆาตกร ไม่ใช่ ใครอยากให้เกิดล่ะครับ ไม่มีใครอยากให้ประชาชนตาย ยิ่งเป็นรัฐบาลยิ่งหนักใจกว่า พวกเราเยอะครับ ท่านประธานครับบริบทของประเทศไทยแตกต่าง อาจจะแตกต่างจาก บริบทของประเทศอื่น ๆ พอสมควร ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ กล่าวกันว่ามีแรงงานจากพม่าในประเทศไทยอย่างน้อย ๓ ล้านคนครับท่านประธาน ทั้งจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งถือว่าเป็นแทบจะเป็นเมืองหลวงของประเทศเมียนมาร์ที่อยู่ใน ประเทศไทย แผ่นดินไทยนะครับ พี่น้องที่ต้องมาใช้แรงงานจากประเทศเมียนมาร์อยู่ตาม โรงงานต่าง ๆ ครับ ในจังหวัดสมุทรสาครเต็มไปหมดครับ หลายเมืองแทบจะเรียกว่า มีภาษาพม่าติดด้วยนะครับ ในจังหวัดสมุทรสาคร เพราะฉะนั้นท่านประธานลองนึกดูสิครับ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ประมาณว่าประชากรในประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบันน่าจะมีการ ติดเชื้อโคโรนาไวรัส (Corona Virus) สายพันธุ์เดลตา (Delta) ประมาณครึ่งหนึ่งของ ประชากร ประชากรพม่าครึ่งหนึ่งนะครับ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เขาบอกว่าเขาไปทำการ สำรวจไม่ได้ เพราะอย่างที่ทราบกันประเทศพม่ามีปัญหาในเรื่องของการรัฐประหารกันอยู่ ในปัจจุบัน ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เข้าไปไม่ได้ แต่ประมาณว่าชาวเมียนมาร์ครึ่งหนึ่งของ ประชากรติดเชื้อโคโรนาไวรัส (Corona Virus) เพราะฉะนั้นคนพม่ากับคนไทยก็เหมือน พี่น้องกันครับ จะไปบอกว่ารัฐบาลปล่อยปละละเลยให้คนเมียนมาร์ข้ามไปข้ามมา ท่านครับ ผมอยู่ใกล้ชิดอยู่ใกล้ชิดเมืองเมียวดี เพราะว่ามีท่าเรืออยู่ที่อำเภอแม่สอด คนที่เมียวดีฝั่งพม่า เขาข้ามไปข้ามมาเยี่ยมญาติพี่น้องกันเป็นประจำทุกวันครับ น้ำแม่น้ำเมยแค่เข่าครับ ไม่มากลางวัน เราไล่จับเขากลางวัน เขาก็มากลางคืน เขาสามารถไปมาหาสู่ได้ตลอดเวลา ท่านประธานก็คงทราบว่าคนเมียนมาร์สามารถข้ามไปข้ามมา ท่านลองดูสิครับ พื้นที่ที่เรา ติดกับพม่านับ ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายนะครับ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายสูงสุด ของประเทศ ลงมาจนถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงมาจนถึงจังหวัดตาก ลงมาจนถึง จังหวัดกาญจนบุรี ยาวไปจนถึงจังหวัดระนองครับ เรามีพื้นที่ที่ติดกับประเทศเมียนมาร์เขาเป็นระยะทางเป็น ๑,๐๐๐ กิโลเมตรครับ ใครจะไป ดูแลได้ครับ ไม่มีทางที่ใครจะไปดูแลได้อย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นแรงงานพม่ากว่า ๓ ล้านคน เขาก็เหมือนประเทศคนไทยนี้ล่ะครับ ถ้าญาติเขามีงานมีการ มีงานศพ มีงานแต่ง งานบวช เขาก็ข้ามไปข้ามมาเป็นประจำ เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ ถ้าเราใช้แรงงาน บริบทของประเทศไทยเราใช้แรงงานต่างชาติอย่างนี้ถึง ๓ ล้านกว่าคน แล้วเราจะไปกันโควิด (COVID) เป็นไปไม่ได้ ก็ให้เห็นใจรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์นะครับ ที่ท่านก็ดูแล เต็มที่แล้ว แต่มันเป็นไปไม่ได้ครับ ให้ประเทศไหนรัฐบาลไหนก็คงจะดูแลไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ การที่เรามีงบประมาณเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่ง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเรื่องของการสาธารณสุข ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเรื่องของการเยียวยา แล้วก็อีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเรื่องของการฟื้นฟู ผมจึงเห็นด้วยว่ามันควรจะมีคณะกรรมาธิการ คอยติดตาม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองอยู่ในรัฐบาลที่เจอภาวะเช่นนี้มาก่อน ก็คือ ในปี ๒๕๔๐ เกิดต้มยำกุ้ง ผมเป็นรัฐบาล แล้วก็เป็นคณะรัฐมนตรีในทีมงานเศรษฐกิจด้วย ซึ่งต้องเรียนว่าเราไม่เคยนึกหรอกครับว่าประเทศไทยจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ต้อง ขอบคุณครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณได้ช่วยให้ประเทศไทยแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เพียงระยะเวลา ๗-๘ ปีเท่านั้นเอง ปี ๒๕๔๗ เราสามารถใช้เงินให้กับไอเอ็มเอฟ (IMF) เขาได้ จนครบครับ จะเห็นได้ว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อที่ ๑ เราต้องมีวัคซีน เพียงพอเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอันดับแรก เพื่อเปิด ให้สามารถที่จะใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ๒. ก็คือต้องมีการใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสมเพื่อการฟื้นฟู ทางด้านเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วย แล้วก็ในเรื่องของวัคซีน ผมได้ดูตัวเลขเมื่อเช้านี้ เห็นว่าเราได้ฉีดไปแล้วถึง ๓๗ ล้านโดส และอีก ๙๒.๓ โดส ก็จะเข้ามาในเดือนกันยายน ๑๗.๓ ล้านโดส เดือนตุลาคม ๒๔ ล้านโดส เดือนพฤศจิกายน ๒๓ ล้านโดส และ เดือนธันวาคม ๒๘ ล้านโดส ก่อนสิ้นปีนี้ประเทศไทยจะสามารถฉีดวัคซีนได้ถึง ๑๔๐ ล้านโดส ซึ่งอันนี้ผมชื่นชมรัฐบาลนะครับ ถึงแม้จะยากแต่ก็สามารถหาวัคซีนได้ ถึงแม้ว่าจะช้าไปสักนิด แต่ภายในสิ้นปีนี้เราก็ได้แต่ตั้งความหวังว่าประเทศไทยจะกลับเข้าสู่ ภาวะปกติ ผู้คนสามารถทำมาหากิน เศรษฐกิจสามารถจะเดินหน้าไปได้อย่างปกติ ต้องขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เหลืออีก ๓ ท่านสุดท้ายแล้วกระมังครับ ก็คงจะพอแล้วกระมังครับ จะได้ให้ผู้เสนอญัตติสรุป เพราะว่า เรามีเรื่องรับทราบของกองทุน ๒ กองทุน เป็นแรงงานประจำปี เจ้าหน้าที่เขามารอรายงาน หลายสัปดาห์แล้วครับ วันนี้เราจะได้รับทราบ ๒ กองทุนนะครับ คือกองทุนพัฒนา สื่อปลอดภัยกับกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา อีก ๓ ท่านนะครับ ท่านศรีนวล บุญลือ ท่านสงวน พงษ์มณี และท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชิญท่านศรีนวล ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ข้าเจ้านางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ข้าเจ้าเห็นด้วยกับพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดโรคติดต่อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ รัฐบาล ก็เหมือนพ่อบ้านคนหนึ่ง ถ้ากู้เงินมาแล้วถ้าเอาเงินไปให้ลูกใช้โดยที่บ่มีเหตุผล ดังนั้นเงิน ก็เกิดสูญสลาย เจ้าอยากจะนำเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาลที่จะนำเงินกู้มาใช้จ่าย ในครั้งต่อไปในครั้งนี้ ขอเงินกู้ขอให้จ่ายไปลงตามจุดเป้าหมายที่จะเกิดการพัฒนาให้กับ ประเทศชาติบ้านเมือง แล้วเกิดผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโรคโควิด (COVID) ที่ระบาดนั้น เงินส่วนนี้น่าจะลงไปยังผู้นำ ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเจนว่าการที่ อสม. หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. เป็นด่านหน้า ยังบ่มีงบประมาณที่ไปสนับสนุนเกี่ยวกับ ตั้งด่านนะเจ้า ยกตัวอย่างเช่นเหมือนกับเครื่องสแกน (Scan) ไข้ เครื่องวัดความดัน เจล (Jel) ล้างมือ แอลกอฮอล์ ผ้าแมสก์ (Mask) ทุกวันนี้ผู้นำด่านหน้าจะต้องใช้เงินในกระเป๋าตัวเอง แล้วจะต้องทำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ดังนั้นเจ้าอยากจะหื้อเล็งเห็นความสำคัญกับ ด่านหน้าของเฮา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. หรือหน่วยงานราชการต่าง ๆ คงจะได้รับการ สนับสนุนเงินจากก้อนนี้ไปปฏิบัติหน้าที่นะเจ้า🔗
แล้วอีกเรื่องหนึ่งอยากจะฝากทางท่านประธานไปยังรัฐบาลนะเจ้า การส่งเสริมเศรษฐกิจหื้อกับกระตุ้นเศรษฐกิจ อยากจะมีแผน ๒ เพื่อรองรับ ยกตัวอย่าง เหมือนจังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านมามีความเดือดร้อนอย่างยิ่ง อยากให้รัฐบาลนั้นไปส่งเสริม อ่างเก็บน้ำ สร้างอ่างเก็บน้ำแล้วทำคลองส่งน้ำเพื่อการเกษตร แล้วทำถนนขนย้ายพืชผล ทางเกษตรหื้อมันดีขึ้น แล้วหลังจากนั้นเมื่อพืชผลทางด้านการเกษตรออกมาแล้วสมควรที่จะ ส่งเสริมหื้อมีด้านการตลาด ทุกวันนี้ลำไย มะม่วง หอมหัวใหญ่ ข้าวเหนียว ข้าวจ้าว ข้าวหอมมะลิ ราคาตกต่ำทั้งหมด ถ้ากู้เงินส่วนนี้มาน่าจะเอาเงินไปลง ธ.ก.ส. หรือสหกรณ์เพื่อการเกษตร เพื่อเป็นเงินรองรับเพื่อส่งเสริมทางด้านการตลาด ถ้าสหกรณ์การเกษตรและ ธ.ก.ส. มีเงิน ก้อนนี้ไว้ในมือ ถ้าพืชผลทางด้านการเกษตรออกมาและเอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อพืชผลทางด้าน การเกษตร แล้วก็เอาออกมาจากจำหน่ายทีหลังนะเจ้า อันนี้จะเป็นผลแก้ไขหื้อกับพืชผล ทางด้านการเกษตรได้ดีเยี่ยม แล้วก็ทางรัฐบาลเงินนี้ก็จะบ่สูญหายไปไหน ถ้ากู้เงินมาแล้ว เอาเงินไปเยียวยาโดยที่เหมือนตำน้ำพริกเทแม่น้ำ เงินตัวนี้ก็จะบ่ได้หมุนในประเทศไทย ของเฮานะเจ้า ถ้ากู้เงินมาแล้วถ้าเอาเงินลงสู่จุดเป้าหมาย เงินตัวนี้ก็จะได้หมุนเวียน ไปมาแล้วจะสร้างอาชีพ สร้างงานหื้อกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นนะเจ้ากู้เงินในครั้งนี้ ข้าเจ้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนหื้อกับรัฐบาล มีพระราชกำหนดกู้เงินมาเยียวยาเพื่อ ส่งเสริมอาชีพและแก้ไขวิกฤติโควิด (COVID) ครั้งนี้ไปด้วยกัน สุดท้ายนะเจ้า ข้าเจ้าอยากขอ ความร่วมมือกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป้าหมายประชาชนเลือกตั้งครั้งหนึ่งอยากใคร่หื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งใจทำงานแก้ไขประเทศชาติบ้านเมืองไปพร้อมเดียวกันบ่น่าจะมา แตกแยกและเกิดการขัดแย้ง ข้าเจ้าในนามตัวแทนของพ่อแม่พี่น้องทุกท่านทุกคนของจังหวัด เชียงใหม่ หรือทุก ๆ จังหวัดอยากขอความร่วมมือทุกท่านทุกคนผู้ทรงเกียรติทุกท่านมานั่ง ในที่นี้ ร่วมมือกันและพัฒนาแก้ไขโรคโควิด (COVID) หื้อกับประชาชนไปตวยกันพร้อม ๆ กันนะเจ้า ขอขอบคุณ ณ โอกาสนี้ที่ท่านประธานหื้อโอกาสได้มายืนอู้ตรงนี้ ขอขอบคุณนัก ๆ เจ้า สวัสดีเจ้า🔗
ต่อไป ท่านสงวนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องบอกว่าผมเห็นด้วยที่ให้ตั้ง กรรมาธิการติดตามเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหตุผลมันเป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ สั้น ๆ เรื่องนี้ก็คือว่าการกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ ทั้ง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และ ๑ ล้านล้านบาทนี้ มันต่างกันตรงที่มอบอำนาจให้ ครม. มีอำนาจวินิจฉัยอย่างไร อันแรกนะครับ ครั้งแรก การเปลี่ยนแปลงงบประมาณจาก ๑ ๒ และ ๓ ครม. มีอำนาจเปลี่ยนแปลง แต่ใช้กำกับว่า อย่างนี้นะครับ ถ้าเห็นว่ามีความจำเป็น ครม. ก็สามารถที่จะเอา ๒ นี้ไป ๑ ได้ แล้วต่อมา ก็บอกว่าถ้ามีความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ถึงจะเอา ๓ ไป ๑ ได้ พอมา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ คำว่า ครม. มีความเห็นว่ามีความจำเป็นเท่านั้น สามารถโยกย้ายไปได้ทุกกอง ไปไว้ในกองที่ ๑ และกองที่ ๑ นี้มันมีความสำคัญอย่างไร มันเกี่ยวกับกระบวนการใช้เงิน ผมจะพูดทีหลัง แต่ที่ผมจะพูดต่อจากนี้ก็คือการเยียวยา ไม่ทั่วถึง แล้วการตรวจสอบก็ทำไม่ได้ ไม่ทั่วถึงตรงไหนครับ ที่ไม่มีใครพูดถึงเลยหลายวันมานี้ ท่านครับ คนเดือดร้อนที่สุด กลุ่มหนึ่งกลุ่มใหญ่ของประเทศคือคนที่เกี่ยวข้องกับคดีขึ้นโรง ขึ้นศาลครับท่านประธาน วันนี้ศาลเลื่อนนัดหลายเดือนครับท่านประธาน เหตุผลสำคัญคือ ศบค. ไม่สนใจให้การดูแลเลย ท่านที่เคยขึ้นโรงขึ้นศาลก็คงเข้าใจ ห้องขังรวมครับ จากเรือนจำก็มาขังตรงนั้น ประกันเสร็จก็มาถึงตรงนั้น ก็ขังรวมก่อน ก่อนที่จะขึ้นไปห้องคดี ไม่มีการตรวจเช็คอะไรเลย ซึ่งห้องคดี ผู้พิพากษากับทนายโจทก์ ทนายจำเลยก็อยู่ใกล้ ๆ กัน ทุกคนจะเข้าไปในศาลนี้ก็เข้าไปอย่างเดิม ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงเลย ทำให้เกิดกระบวนการเลื่อน ซึ่งมีผู้ร้องเรียนมาก ร้องเรียนไม่ใช่ร้องเรียนว่าศาลปฏิบัติไม่ชอบ หรือว่าไม่ถูกใจ หรือว่า ช้าเกินไปไม่ใช่นะ ร้องเรียนว่าทำไมเงินกู้ตั้ง ๑ ล้านล้านบาทนี้จึงไม่ถึงส่วนนี้เลย ฝากประธานเรียนท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ อันนี้สำคัญมากครับท่านประธาน วันนี้ คดีมันเลื่อน เลื่อนไป ๖-๗-๘ เดือนนะครับ เขามาร้องที่กรรมาธิการผม ผมก็กำลังจะเชิญ ทุกหน่วยงานมาบอกว่าจะหาทางอย่างไร เพียงแค่เวลาผมพวกผมเชิญไปขอให้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปชี้แจงด้วย เพราะคุณรับผิดชอบโครงการ โควิด (COVID) อยู่ โครงการต่าง ๆ ถ้าสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่ตกลงนี้เป็นไปไม่ได้ท่านประธานครับ ก็ขอให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปชี้แจงด้วยว่าทำไมคุณจึงไม่สนใจความเดือดร้อนในส่วนนี้🔗
เรื่องต่อไปครับท่านประธาน ตรวจสอบยาก เพราะเขียนกฎหมายคุ้มครอง การจ่ายเงินไว้เลย วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๓ ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงทั่วประเทศ วันที่ ๒๗ ออกกฎหมายใช้เงินเลยนะครับ เหมือนภาคใต้ไม่จำกัดวงเงิน กอง ๑ นี้ไม่จำกัด วงเงินเฉพาะเจาะจงได้หมด เลือกให้ซื้อของใครก็ได้ ใช้จนกระทั่งคนใช้เงินนี้เกิดปัญหากันเอง ล่าสุด ท่านประธาน ยกตัวอย่างสั้น ๆ ท่านเห็นไหมครับ เรื่องเครื่องตรวจที่ระหว่างกระทรวง กับ สปช. ทะเลาะกัน ต้องถือว่าทะเลาะกัน แล้วตอนนี้ก็ตัดสินใจซื้อไปแล้ว คนกลุ่มหนึ่งนี้ คือ อย. และองค์การเภสัชกรรมเขาคงเบื่อที่จะแบบเฉพาะเจาะจง เขาใช้วิธีอีบิดดิง (e-Bidding) จึงเกิดการได้ราคาถูก ผมไม่ได้สนใจ ผมไม่มีความรู้เรื่องคุณภาพว่าซื้อที่ไหนดี ซื้อที่ไหนไม่ดี แต่ผมชื่นชมคนที่จะยืนหยัดที่จะใช้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างแบบเดิม ไม่ได้ซื้อตรงแบบนั้น แล้วมันไม่ได้ต่างกันเลยนะครับ เขาสามารถซื้อได้เร็วขึ้น ยิ่งกว่า เฉพาะเจาะจงอีก อันนี้ผมถามต่อว่าระเบียบการใช้เงินแบบนี้ครับท่านประธาน จะใช้ไปถึง วันที่จนกว่าจะมีการประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน นั่นหมายความว่าถ้าไม่ใช้กฎหมาย ความมั่นคงแล้วตรงนี้จะยกเลิกไปนี้ ผมจะติดตามดูว่ายกเลิกจริงไหม ท่านประธานครับ การปฏิบัติตามกฎหมายไม่ครบถ้วนนี้เป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมจะพูด เป็นไปได้อย่างไรครับ ท่านประธาน เรากู้เงินกันวันที่กฎหมายกู้เงินฉบับแรก วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๓ มาตรา ๑๐ เขียนชัดนะครับ ให้กระทรวงการคลังมารายงานต่อสภา รายงานเมื่อไรครับ บอกว่าภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่สิ้นปีงบประมาณ ให้กระทรวงการคลังรายงานการกู้เงินตาม พระราชกำหนดนี้ ให้กระทำในปีงบประมาณล่วงหน้ามาแล้วก็ตามต่อสภาภายใน ๖๐ วัน ก็ประมาณเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายนนี้ ปี ๒๕๖๓ ผมไม่เห็นมี หรือผมลืม หรือผมไม่เจอ ผมไม่ได้ขาดประชุมเลยทำไมผมไม่รู้ แสดงว่าท่านไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใช่ปล่อยให้ กรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นให้ไปติดตามกำกับ เขาให้รายงานต่อรัฐสภา ท่านประธานครับ ไม่ทำ เป็นไปได้อย่างไร อีก ๒ เดือนนี้จะดูว่าคอยดูว่ากระทรวงการคลังจะทำอีกไหม ถ้าไม่ทำผมจะทำหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบว่าท่านไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กู้เงินมาใช้แล้วต้องใช้หนี้ทั่วประเทศ เขียนกฎหมายเอง เป็นกฎหมายฝ่ายบริหาร ทำไม ไม่ปฏิบัติตาม นี่ล่ะจึงเป็นส่วนที่ผมอยากจะเห็นว่าควรมีกรรมาธิการ และผมพูดไว้นี้อยากให้ ท่านเอาไปพิจารณาในวันที่พิจารณาติดตามงบประมาณเรื่องนี้ด้วย ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
เชิญ ท่านวิสารครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงราย ต่อญัตติทั้ง ๕ ร่าง ของเพื่อนสมาชิกนะครับ เกี่ยวกับเรื่องการขอให้สภาผู้แทนราษฎรเราตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญ เพื่อที่จะไปพิจารณาติดตามการตรวจสอบการใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนดของ กระทรวงการคลังสำหรับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ผมเห็นด้วยทั้ง ๕ ท่าน ๕ ฉบับนะครับ สิ่งที่อยากจะขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในตอนนี้ก็คือว่า ทุกท่านคงทราบนะครับว่าเดี๋ยวนี้ ปัญหาเรื่องโควิด (COVID) ปัญหาเรื่องวัคซีน ปัญหาเรื่องเยียวยาเป็นปัญหายิ่งใหญ่ ของประเทศไทย ข้อเท็จจริงผมเข้าใจว่าประเทศนี้มีการล็อกดาวน์ (Lockdown) มีการ จะต้องเปิดประเทศหาวัคซีน หาเอทีเคคิต (ATK Kit) แต่เรื่องทั้งหมดนี้สิ่งที่ทางพรรค ฝ่ายค้านเรา เราได้เห็นแล้วนะครับว่าที่ผ่านมานี้ พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาท ไม่เกิดประโยชน์ เท่าที่ควรครับท่านประธาน ผมกับกรรมาธิการอีกหลายท่านที่เป็นผู้เสนอญัตติอันนี้ เป็นกรรมาธิการตรวจสอบการใช้จ่ายของเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท แต่ท่านประธานครับ สิ่งที่เราได้เห็นก็คือคณะกรรมาธิการชุดนี้ทำงานแล้วมันไม่ค่อยเกิดประโยชน์เท่าที่ควร สิ่งแรกที่อยากเรียนท่านประธาน ก็คือว่าเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้มันไปรวม ศูนย์อยู่ที่สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ จริง ๆ แล้วความตั้งใจควรจะต้องเป็นมันสมองของประเทศ สภาการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะเป็นคนที่ดูแลเกี่ยวกับโครงสร้างทั้งหมดของอนาคต แต่สิ่งที่ ผมสลดหดหู่ใจก็คือว่าท่านออกมาพูดบอกว่า ออก พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอันนี้ จะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยจาก ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นไปไม่ได้ ครับท่านประธาน สิ่งที่อยากเรียนท่านประธานก็คือว่าปัญหาอุปสรรคตอนที่เราเป็น กรรมาธิการ ๑ ล้านล้านบาทนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไม่ได้ ให้ความร่วมมือเท่าที่ควรครับ จะขอข้อมูล จะตรวจสอบซ้ำซ้อนกับโครงการต่าง ๆ ที่เคยเป็น งบปกติของแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ผมเรียนท่านประธานว่าถ้ามันแก้ปัญหาได้จริง ขณะนี้ผมยกตัวอย่างเช่น เอสเอ็มอี (SMEs) ลอยแพ ตายในมหาสมุทรกันไม่รู้กี่ราย และขณะนี้มันยังรอวันที่จะเยียวยา ซึ่งเป็นไปอย่างช้ามากนะครับท่านประธาน ผมเลย ไม่มั่นใจว่าถ้าเราไม่ตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ เพื่อที่จะเข้าไปตรวจสอบเร่งรัดให้การใช้เงิน เป็นไปอย่างปกติ เงินอันนี้เป็นเงินกู้ครับท่านประธาน ผมเรียนว่าสิ่งที่ผมไม่สบายใจก็คือว่า ๑.๗ แสนล้านบาทนี้เขาบอกว่าเป็นการเยียวยา ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วอย่างที่เพื่อนสมาชิก ได้กล่าวไว้นะครับ สามารถที่จะโยกย้าย สามารถที่จะโอนได้ สิ่งที่ผมกังวลอีกอันหนึ่งก็คือว่า การช่วยเหลือต่าง ๆ โดยเฉพาะของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้วเพื่อนสมาชิก ได้แสดงให้เห็นแล้วนะครับว่า การเบิกจ่ายงบในการใช้ของกระทรวงสาธารณสุขช้ามาก ๆ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้มันจะแก้ปัญหาได้ทันสถานการณ์อย่างไรครับ ผมเรียน ท่านประธานว่าก่อนหน้านี้เราไม่เห็นด้วยเลยครับ นายกรัฐมนตรีเอง ครม. เอง ใช้งบก้อนนี้ โดยว่ากันตรง ๆ ก็คือออกเป็นพระราชกำหนด ควรจะต้องเร่งรีบใช้จ่ายให้มันเกิดประโยชน์ ได้เร็วที่สุด แต่กลับเป็นว่าเดือนนี้จะสิ้นปีแล้วครับ พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาทนี้ เดือนธันวาคมนี้ ก็จะหมดอายุแล้วครับ แต่ปรากฏว่าขณะนี้ยังมีการติดขัดปัญหาเบิกจ่าย มีปัญหาเยอะแยะ ไปหมด วัคซีนก็ช้า เอทีเค (ATK) ก็ยังไม่ได้ ติดปัญหาเรื่องจะต้องไปผ่าน อย. ผ่านองค์การ เภสัชกรรม ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้มันไม่ควรจะมี ประเทศอื่น ๆ เรียนท่านประธานว่าเขาจะต้อง ตัดงบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงบของกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย อันไหนที่ไม่จำเป็น เขาจะต้องเร่งเอามาเยียวยา เอามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้รอดชีวิตไว้ก่อน ท่านประธานทราบดีนะครับว่าทุกวันนี้ลูกหลานเราเกิดในวัยนี้จะต้องเสียโอกาสในการ เรียนหนังสือไปไม่น้อยกว่า ๑ ปีครับ สิ่งเหล่านี้ที่เราจะตามมาอีกปีสองปีต่อไปข้างหน้านี้ เดี๋ยวนี้ประเทศไทยเราล้าหลังไปแล้วครับ มันตามประเทศอื่นแทบจะไม่ทันด้วยเหตุผล อย่างที่ว่านี้ครับ การใช้เงินไม่ถูกต้อง ผิดที่ผิดเวลา ผมเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมจะ ขออนุญาตเป็นประเด็นสุดท้ายก็คือว่าผมมั่นใจว่าโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) จะต้องอยู่ กับเราไปอีกนาน แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ แม้กระทั่งกระทรวงสาธารณสุขไม่เคยได้ให้ความรู้กับ พี่น้องประชาชนอย่างชัดแจ้ง เพื่อนสมาชิกก็มาอ้างบอกว่าจะมี ๑๔๐ ล้านโดส เดือนนั้น เดือนนี้จะมีไฟเซอร์ (Pfizer) มีโมเดอร์นา (Moderna) เข้ามา ผมถามตรง ๆ เถอะครับ วันนี้ ทั่วโลกเขาบอกว่าคนที่ฉีดวัคซีนได้ ๒ เข็มขึ้นไปถึงจะมีภูมิคุ้มกันหมู่ ขณะนี้เมืองไทยเรา ยังไม่ถึง ๑๕-๑๖ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ๒ เข็มนี้ ส่วนที่เหลือจะเอา ๓ เข็มไปให้จังหวัดไหน เราก็ไม่ว่ากัน แต่สิ่งที่อยากจะฝากท่านประธานก็คือว่าตัวนี้ต้องพูดความจริงกับพี่น้อง ประชาชน โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) จริงอยู่เพื่อนสมาชิกบอกว่ามันเป็นแล้วไม่ได้ตายกัน ง่าย ๆ มันอาจจะติดง่าย มีการกลายพันธุ์ได้ แต่สิ่งที่จะต้องบอกความจริงให้พี่น้องประชาชน ก็คือว่าต้องให้เขารู้จักรักษาตัวเองให้ถูกต้องครับ ขณะนี้แค่ที่จะแจกฟ้าทะลายโจร จะแจก พืชสมุนไพร กระชายขาวนี่ต้องไปเข้าคิวรอคิวกัน ทำไมยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ซึ่งผม คิดว่าถ้าพี่น้องประชาชนเขาสามารถจะตรวจสอบได้ รู้ว่าเขาเป็น ผมคิดว่ายาพวกนี้ถ้าเรา สามารถที่จะผลิตให้ถูกได้ ตอนนี้ก็ไปติดอีกครับ องค์การเภสัชกรรมเม็ดหนึ่งตั้ง ๑๖๐ บาท นี่ครับ ไปซื้อตลาดมืด ๘,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ก็กลายเป็นว่าหลอกลวง กันไปทั่ว ถ้าเขารู้ว่าเขาเป็นนะครับท่านประธาน แล้วกินยาตามที่หมอบอก ไม่ว่าจะเป็น ยาฉีด ยาถ่ายพยาธิไอเวอร์ได้ทั้งนั้นครับ แต่ขณะนี้กลายเป็นว่าทางรัฐบาลเองการแก้ไข ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโควิด (COVID) นี้ก็ไม่ทันการณ์ แถมไม่พอจะต้องมามีปัญหาเกี่ยวกับ เรื่องล็อกดาวน์ (Lockdown) มีปัญหาเรื่องเยียวยา ปัญหามันอีนุงตุงนังกลายเป็นมั่วไปหมด เพราะฉะนั้นมันกลายเป็นว่าสิ่งที่คุณบริหารขณะนี้ เอาเงินพวกเราภาษีอากรไปนี้ผมไม่ไว้ใจ แล้วผมขอสนับสนุนที่จะต้องให้สภาแห่งนี้ได้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นไปตรวจสอบ ไปขันน็อต ไปดูแลการโปร่งใสในการใช้เงินก้อนนี้ของรัฐบาล เพื่อที่จะให้ถึงมือพี่น้อง ประชาชนอย่างทันท่วงที เพราะไม่อย่างนั้นกลายเป็นว่าเหมือน ๑ ล้านล้านบาทคราวที่แล้ว เอสเอ็มอี (SMEs) ตายหมดครับ เดินตกเขา ตกเหว ตกทะเล ไม่เหลือครับ เพราะฉะนั้น คราวนี้ขอท่านประธานว่าผมสนับสนุนที่จะต้องให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะไป ช่วยเหลือตรวจสอบการใช้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทชุดนี้ของกรรมาธิการทุกท่านที่ได้ยื่น ญัตติเข้ามา ขอบพระคุณครับ🔗
คงจะปิด อภิปรายได้แล้วนะครับ แต่ก่อนที่จะปิดอภิปราย ผมขอถามนิดหนึ่งครับว่ามีท่านสมาชิก ท่านใดที่คัดค้านญัตติไหมครับ อยากจะอภิปราย มีคัดค้านไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ก็จะปิดอภิปราย เพื่อให้ผู้เสนอญัตติได้มีโอกาสสรุปตามสิทธิ ตามข้อบังคับ เชิญผู้เสนอญัตติ ได้สรุป เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมในฐานะผู้เสนอญัตติร่วมกับพรรคภูมิใจไทย และญัตติ ของท่านอื่น ๆ อีก ๔ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านจักรพันธ์ พรนิมิตร ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประกอบกับท่านผู้อภิปราย ทั้งจากฝ่ายค้านและรัฐบาลทั้งสิ้น ๑๐ กว่าท่าน เราพิจารณาเรื่องนี้กันมา ๒ สัปดาห์ครับ ท่านประธาน แต่ละท่านให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันครับว่าพวกเราทุกคนมีความ เป็นห่วงในเรื่องการใช้เงินงบประมาณเงินกู้ก้อนนี้ ทุกท่านให้ข้อสังเกต ให้ข้อพึงระวัง แล้วก็ ให้ข้อเสนอแนะสำหรับกรรมาธิการชุดใหม่ที่จะตั้งขึ้นในการไปติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นผมจึงจะขอใช้โอกาสนี้ครับ กราบเรียนผ่าน ท่านประธานสภาไปถึงท่านสมาชิกทุกท่านครับว่า เราได้ฟังท่านสมาชิกมาทุกท่านแล้ว แนวทางไปในทางเดียวกัน จึงขอให้ท่านได้กรุณาให้การสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ ชุดใหม่นี้ขึ้นมาเพื่อติดตามการใช้เงินตาม พ.ร.ก. เงินกู้นี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
เหลืออีก ๔ ฉบับ ท่านจะใช้สิทธิอภิปรายสรุปไหมครับเจ้าของญัตติ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนอื่น ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานนะครับ ที่กรุณาบรรจุญัตติเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเลย นะครับ ก็คือเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาติดตาม ตรวจสอบและศึกษาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๖๔🔗
กระผมต้องขอขอบพระคุณ ท่าน ส.ส. เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ได้กรุณาเสนอญัตติของกระผมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ทั้งที่ได้อภิปรายสนับสนุนญัตติฉบับนี้ รวมทั้ง สนับสนุนที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น ท่านประธานจำได้นะครับว่าผมได้เคย ยื่นญัตติเช่นเดียวกับฉบับนี้มาเมื่อคราวที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดเพื่อกู้เงิน ๑ ล้าน ล้านบาทมาแล้ว ผมก็เสนอญัตติอย่างนี้ล่ะครับ วันนี้ก็เสนอ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เสนอ ญัตติอย่างนี้ครับ ถามว่าแล้วทำไมต้องเสนอ ท่านประธานที่เคารพครับ เงินทั้งหมด ที่รัฐบาลจะใช้นี้ล่ะครับ มันไม่ใช่ใช้จากเงินที่รัฐบาลมีอยู่แล้วนะครับ มันต้องไปกู้เขามา รวมแล้วมันทำให้ยอดหนี้ของประเทศมันสูงขึ้น เกือบ ๆ ชนเพดานเลยนะครับ ๕๘.๘๘ เปอร์เซ็นต์ กรอบเพดานมันจะทะลุในเรื่องของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ของประเทศแล้ว แล้วมันปัดความรับผิดชอบไม่ได้ครับว่าสภาแห่งนี้ล่ะครับเป็นผู้อนุมัติ มันเป็นความรับผิดชอบของเราว่าเงินที่กู้มาทุกบาททุกสตางค์นอกจากเราจะรับผิดชอบในยุค ของเราแล้ว เงินมากมายมหาศาลขนาดนี้มันจะกลายเป็นหนี้สินไปยังลูกหลานของเรา ในอนาคต เขาจะด่าเราได้นะครับ เขาจะตำหนิเราได้ว่ารุ่นเรานี้กู้เงินมาใช้โดยไม่มีการติดตาม ตรวจสอบเลย เพราะฉะนั้นความรับผิดชอบอย่างนี้ผมถึงขอบคุณท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านนะครับ ที่กรุณาที่จะให้มีการตั้งกรรมาธิการเกิดขึ้นต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านจำได้นะครับ ผมคนหนึ่งที่ถูกเสนอเป็นกรรมาธิการในชุด ติดตามตรวจสอบ ๑ ล้านล้านบาท ถามในใจผมมีอย่างไร หลักการของผมก็คือว่าในเมื่อเราจะติดตามตรวจสอบให้มี ประสิทธิภาพแล้ว รัฐบาลเป็นผู้ใช้เงิน เพราะฉะนั้นเราเป็นสภานิติบัญญัติ เราไม่ควรจะตั้ง ฝ่ายที่เป็นผู้ใช้เงินจำนวนนี้ ดังนั้นครับ ครั้งที่แล้วผมจึงเสนอ ด็อกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน เป็นประธานนะครับ เช่นเดียวกันครับ ฉบับนี้ถ้าผมไปเป็นกรรมาธิการอีก ผมก็จะไม่เสนอ ฝ่ายที่เป็นเสียงข้างมากในสภาเป็นประธานครับ เพราะมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ อีกหลายท่านนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นผู้เสนอญัตติด้วย นะครับ แล้วก็เป็นฝ่ายรัฐบาลแต่ไม่ถึงกับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่แกนนำ หรือไม่ก็เป็น บุคคลอีกท่านหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถมาก ก็คือท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ก็เป็น พรรคที่ร่วมรัฐบาลอยู่ แต่ผมว่ามีความเป็นกลาง มีความตั้งใจ มีอุดมการณ์ที่จะติดตาม ตรวจสอบอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ฝากกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นนะครับว่า การติดตาม ตรวจสอบเงินจำนวนนี้ ผมว่าเงิน ๑ ล้านล้านบาทที่เรากู้มานี้ มันละลายไปเยอะแล้วนะครับ มันเสียหายไปแทบจะครึ่งหนึ่งเลยนะครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการชุดนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเลยครับว่าการติดตามตรวจสอบอย่าให้มีกรณีที่ท่านสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สะท้อน ให้เห็นอะไรหลายอย่างครับ ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ท่านก็สะท้อนท่านเป็นกรรมาธิการอยู่ ท่านสัมผัสได้ว่ามันตรวจจริงหรือตรวจเก๊ มันมีกระบวนการขัดขวางหรือไม่ อันนี้นำมาเป็น บทเรียนนะครับ🔗
ประการที่ ๒ ไม่ใช่ติดตามตรวจสอบอย่างเดียว เพราะเงินจำนวนนี้เป็นภาษี ของพี่น้องประชาชนจะต้องนำไปชดใช้ในอนาคต กรรมาธิการที่ถูกตั้งขึ้นต้องกลับมารายงาน ต่อสภาแห่งนี้ทุกระยะ จะเป็นเอารอบไตรมาสก็ได้ หรือ ๔ เดือนก็ได้ ท่านประธานครับ ให้ทราบว่าเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะเอาไปใช้เรื่องสาธารณสุขเอาไปใช้อย่างไร วัคซีนเท่าไร ใช้อย่างมีประสิทธิภาพไหม ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะเอาไปช่วยเยียวยาพี่น้อง ประชาชน เอาไปใช้อะไรบ้าง รายการอะไรบ้าง เอากลับมารายงานครับ🔗
และสุดท้าย ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เอาไว้ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ท่านกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นเขามีส่วนร่วมไหม หรือจะกระจุกไว้แต่สำนักงานสภา การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเท่านั้นในการตัดสินใจใช้เงินจำนวนนี้ เพราะฉะนั้น กระบวนการเหล่านี้มันต้องเปลี่ยนใหม่ มันต้องปรับปรุงให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริงครับ เพราะทุกบาททุกสตางค์นั้นลูกหลานของเราในอนาคตจะต้องมารับผิดชอบ ครับ ดังนั้นก็ขอขอบพระคุณสภาแห่งนี้ที่จะได้ดำเนินการต่อไปครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
เป็นการ ยุติการอภิปราย เสร็จแล้วขั้นตอนต่อไปคือการขอมติจากที่ประชุมนะครับ เนื่องจากญัตติ ทั้ง ๕ ฉบับเป็นญัตติที่เสนอมาให้ที่ประชุมพิจารณาเพื่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ แล้วทั้ง ๕ ญัตติก็ไม่มีท่านสมาชิกท่านใดคัดค้าน แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมต้องถามที่ประชุม อีกครั้งหนึ่งครับว่ามีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ นอกจากการตั้ง กรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบ มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี เห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ขอเชิญเสนอครับ กรรมาธิการวิสามัญท่านจะตั้งจำนวนกี่ท่านครับ เชิญท่านอรรถกรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเรียนเสนอต่อท่านประธานนะครับ ให้สภานี้ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม และตรวจสอบการใช้เงินจากการกู้เงินตาม พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยขอเสนอจำนวน ทั้งหมด ๒๕ คน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ มีท่านสมาชิกเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๒๕ ท่าน มีผู้รับรอง ถูกต้อง มีท่านสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๒๕ ท่านนะครับ จากจำนวนกรรมาธิการ วิสามัญ ๒๕ ท่าน ตามข้อบังคับรัฐบาลมีสิทธิตั้งได้ ๑ ใน ๔ นะครับ ไม่เกิน ๑ ใน ๔ คณะรัฐมนตรีตั้งได้ ๑ ใน ๔ นะครับ มีรัฐมนตรีอยู่ไหมครับ เชิญครับ🔗
ต้องขออนุญาตท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา เผอิญผมได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม ท่านดอกเตอร์อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ให้ทำการเสนอรายชื่อในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี แทนท่านครับ ทราบว่าหนังสือกำลังทำแล้วเดี๋ยวจะส่งตามมาภายหลังนะครับ ก็ขอเสนอ รายชื่อในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีจำนวน ๕ ท่านด้วยกันนะครับ มีนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเป็น ข้อสังเกตนิดนะครับ ท่านวิปฝ่ายรัฐบาลควรจะกำชับรัฐมนตรีควรจะมาเสนอเองนะครับ ผมจะอนุโลมคราวนี้ แล้วก็เอาหนังสือมอบหมายมาให้เรียบร้อย ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วคราวต่อไป ผมไม่ให้นะครับ🔗
ครับ รับทราบครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
เหลือสมาชิกอีก ๒๐ ท่านเป็นสัดส่วนของพรรคการเมืองครับ ของพรรคเพื่อไทย ๖ ท่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ๖ ท่านดังนี้ครับ ๑. นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ๒. นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ๓. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ๔. นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ ๕. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล ๖. นายจักรพงษ์ แสงมณี ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรอง ครบครับ พรรคพลังประชารัฐ ๕ ท่าน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา ขออนุญาตเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการในสัดส่วนของ พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๕ ท่านครับ ๑. นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ๒. นายสมศักดิ์ คุณเงิน ๓. นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ๔. นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก และ ๕. พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ครบครับ พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเอกการ ซื่อทรงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเสนอชื่อสัดส่วนกรรมาธิการวิสามัญของพรรคภูมิใจไทย จำนวน ๓ ท่านครับ ๑. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ๒. นายชยุต ภุมมะกาญจนะ ๓. นายภราดร ปริศนานันทกุล ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ครบครับ พรรคก้าวไกล ๒ ท่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาติดตามและตรวจสอบการใช้เงินจากการกู้เงิน ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (เพิ่มเติม) พ.ศ. ๒๕๖๔ ในสัดส่วน ของพรรคก้าวไกล จำนวน ๒ คนครับ ๑. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ๒. ฐณฐ จินดานนท์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรอง ครบครับ พรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๒. นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ครบครับ พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา กระผม ขออนุญาตเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ท่าน ส.ส. เสมอกัน เที่ยงธรรม ขอผู้รับรองด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
มีผู้รับรอง ครบครับ พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทยครับ ขอเสนอกรรมาธิการในส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรอง ครบแล้วครับ ครบทุกท่านแล้วนะครับ ท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อทบทวนครับ🔗
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามและ ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ จำนวน ๒๕ คน ๑. นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ๒. นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ๓. นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ ๔. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ๕. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ๖. นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ๗. นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ๘. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ๙. นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ ๑๐. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล ๑๑. นายจักรพงษ์ แสงมณี ๑๒. นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ๑๓. นายสมศักดิ์ คุณเงิน ๑๔. นายสะถิระ เผือกประพันธ์ ๑๕. นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ๑๖. พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา ๑๗. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ๑๘. นายชยุต ภุมมะกาญจนะ ๑๙. นายภราดร ปริศนานันทกุล ๒๐. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ๒๑. นายฐณฐ จินดานนท์ ๒๒. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๒๓. นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ๒๔. นายเสมอกัน เที่ยงธรรม ๒๕. นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส🔗
๒๕ ท่านครบนะครับ ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขนะครับ กรรมาธิการ ๒๕ ท่านครบ ที่ประชุมจะให้กรรมาธิการใช้เวลากี่วันครับ เชิญเสนอครับ ในการพิจารณาให้จบภายในกี่วันครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐครับ ขออนุญาตเสนอระยะเวลาพิจารณา ๙๐ วันครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ มีท่านสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ ถ้าไม่มี ที่ประชุมมีมติให้ใช้เวลาในการ พิจารณา เมื่อสักครู่ท่านว่ากี่วันนะครับ ๙๐ วัน🔗
๙๐ วัน🔗
ก็เป็นการ จบการพิจารณาเรื่องนี้นะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
๒.๑ รับทราบการพิจารณาของวุฒิสภา ในลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบแล้ว มีทั้งหมด ๓ ฉบับ ซึ่งได้เรื่องนี้ท่านวุฒิสภาได้ให้ ความเห็นชอบมาแล้วครับ🔗
๑. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗
๒. ร่างพระราชบัญญัติหอการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗
ซึ่งวุฒิสภาได้เห็นชอบในการประชุมวันจันทร์ที่ ๒๓ สิงหาคมนะครับ และมีอีกฉบับหนึ่งครับ ฉบับเรื่องการลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๕ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้วนะครับตรงนี้🔗
๒.๒ รับทราบการพิจารณารายงาน จำนวน ๒ เรื่อง🔗
๒.๑ รายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี ๒๕๖๓ รายงานสรุปผลการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ประจำปี ๒๕๖๓🔗
๒.๒ รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูป ประเทศ ตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (เดือนตุลาคม- เดือนธันวาคม ๒๕๖๓)🔗
ที่ประชุม ได้รับทราบแล้วนะครับของวุฒิสภา จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบครับ🔗
๒.๓ รับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษาแนวทางในการ บริหารจัดการการชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการการชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (รายงานผลการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๐๕ วรรคสี่)🔗
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบให้ส่งรายงานของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการการชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการนั้น ทางเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งกลับมาว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔ ได้รับทราบผล การพิจารณารายงานดังกล่าวตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอไป และให้เสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ รายละเอียดปรากฏตามเอกสาร ได้จัดวางตามที่นั่งของ ท่านสมาชิกแล้วนะครับ จึงขอให้ที่ประชุมได้รับทราบ🔗
๒.๔ รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๓ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษา🔗
ด้วยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาได้เสนอรายงานประจำ ปี ๒๕๖๓ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ ตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พุทธศักราช ๒๕๖๑ ซึ่งรายละเอียดของรายงานดังกล่าวได้แจกให้ท่านสมาชิกทุกท่านได้ทราบนะครับ เชิญเจ้าหน้าที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเข้าห้องประชุมได้ครับ ในกรณี ท่านสมาชิกจะมีประเด็นอะไรจะติดใจซักถาม มีผู้แทนจากกองทุนเข้ามาร่วมชี้แจง มีท่านสุภกร บัวสาย เป็นผู้จัดการกองทุน ท่านไกรยศ ภัทราวาส เป็นรองผู้จัดการ ท่านพัฒนพงษ์ สุขมะดัน เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ท่านสุชาดา เป็นผู้อำนวยการสำนักพัฒนา ยุทธศาสตร์และบริหารงบประมาณ ท่านปาริชาติ สกุลภาพนิมิต เป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน มีท่านผู้จัดการ ท่านสุภกร มีอะไรจะชี้แจงรายงานไหมครับ เชิญรายงานก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ขออนุญาตที่จะเรียนสรุปชี้แจงรายงานประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือว่าชื่อย่อก็คือ กสศ. กองทุน กสศ. นั้น ได้ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้ดำเนินการมาในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ ปีงบประมาณที่ ๒ ที่เราได้งบประมาณมาดำเนินภารกิจเต็มปี กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเป็น หน่วยงานที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายพระราชบัญญัติพิเศษ แล้วก็บริหารจัดการควบคุมการบริหาร จัดการโดยคณะกรรมการบริหาร ขณะนี้ก็มีท่านอาจารย์ด็อกเตอร์ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นประธานคณะกรรมการบริหาร โดยสรุปรวบยอดในปี ๒๕๖๓ เราได้ดำเนินภารกิจ ตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๕ ซึ่งสามารถที่จะช่วยเหลือนักเรียนที่มีความยากจน ด้อยโอกาส รวมทั้งเด็กเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาด้วย เป็นจำนวนรวมประมาณ ๑,๐๗๐,๐๐๐ คน อันนี้ก็คิดเป็นประมาณ ๑ ใน ๔ ของจำนวนประชาชน เด็กเยาวชน ผู้ด้อยโอกาส ซึ่งได้มีการ ประมาณการเอาไว้ โดยคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาผู้ที่เป็นผู้เสนอตั้ง กองทุนนี้ เราได้ช่วยเหลือโดยตรงได้ประมาณสัก ๑ ใน ๔ ของประชากรกลุ่มเป้าหมายที่เป็น กลุ่มคนขาดแคลน แล้วก็ด้อยโอกาส อันนี้ก็เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านงบประมาณที่เราได้รับ ซึ่งคิดเป็นประมาณ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่มีการคาดการณ์เอาไว้ก่อนที่จะมีการ ออกพระราชบัญญัติ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการบริหารก็จึงได้มีแนวทางในการที่จะใช้ งบประมาณที่มีจำกัดนั้นให้เกิดประโยชน์มากขึ้นไปอีก ก็คือพยายามที่จะทำงานเชื่อม ประสานกับหน่วยงานที่เป็นหน่วยนโยบายเพื่อที่จะให้เราทำงานในไซส์ (Size) หรือว่า ในขนาดที่เล็ก แต่สามารถที่จะขยายผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาในบางส่วนได้ เพราะฉะนั้นงานในลักษณะที่ ๒ นี้ ก็จะเป็นงานในการที่จะทำการศึกษาวิจัย แล้วก็ทดลอง ในโครงการที่เราทำงานกับโรงเรียน โครงการที่เราทำงานกับชุมชน แล้วก็องค์กรท้องถิ่น อันนี้ก็จะเกี่ยวข้องทั้งกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็กระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา คุณภาพชีวิต หรือว่าคุณภาพชีวิตมนุษย์ด้วย อันนี้เพื่อที่จะให้ทางเราได้ทำงานตามครบ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ กลุ่มที่เราช่วยเหลือได้มากที่สุดก็จะเป็นนักเรียนยากจนประมาณ ๑ ล้านคน แต่กลุ่มอื่นอีกประมาณ ๖ กลุ่มนั้น ในแง่จำนวนนี้เราก็มีข้อจำกัดในเรื่อง งบประมาณ เพราะฉะนั้นก็จำเป็นที่จะต้องในลักษณะที่เป็นสเกล (Scale) เล็ก แต่ว่าทำงาน ร่วมกับหน่วยงานเจ้าของนโยบายเพื่อที่จะให้มีการนำประสบการณ์ในการทดลองนำร่อง ต่าง ๆ เอาไปใช้ประโยชน์🔗
สุดท้ายก็จะเป็นงานลักษณะที่ ๓ ก็คืองานที่จะเป็นพื้นฐานของการพัฒนา ต่อไปนะครับ โดยเฉพาะงานการวิจัยก็ดี งานทำฐานข้อมูลก็ดี โดยเฉพาะเรื่องฐานข้อมูลนั้น ก็จะเป็นเครื่องมือในการที่จะบอกว่าประชาชน เด็กเยาวชนกลุ่มยากจนอยู่ที่ไหน อย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นเราก็จะมีฐานข้อมูลของนักเรียนยากจนทั่วประเทศอยู่ประมาณ ๒ ล้านคน แล้วขณะนี้ก็กำลังจะขยายฐานข้อมูลไปสู่เด็กเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาด้วย ฐานข้อมูลนั้นก็จะเป็นเครื่องมือในการที่เราจะสามารถจัดงบประมาณส่งไปให้ถึงปลายทาง คือเด็กแต่ละคน ๆ ซึ่งจะมีตัวจริงอยู่ในฐานข้อมูล นอกจากนั้นแล้วฐานข้อมูลก็จะเป็น เครื่องมือที่จะทำให้เราสามารถประสานงานร่วมกับหน่วยงานอื่น อย่างเช่น แชร์ (Share) ข้อมูลกับทาง กยศ. เป็นต้น หรือว่าเร็ว ๆ นี้ก็มีการส่งรายชื่อนักเรียนที่สามารถสอบเข้า มหาวิทยาลัยได้ จำนวน ๑๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งแต่เดิมนี้เป็นนักเรียนยากจน เพื่อที่จะให้ ที่ประชุมของอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั้งหลายได้กรุณาจัดหาทุนการศึกษาให้กับนักเรียน ที่เป็นนักเรียนยากจน แล้วเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วย สุดท้ายขอสรุปว่างบประมาณ ในปี ๒๕๖๓ ยอดรวมทั้งหมดก็มีประมาณ ๕,๙๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็คือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของที่ คาดประมาณไว้ก่อนที่จะตั้งกองทุนนะครับ มีการผูกพันงบประมาณในโครงการต่าง ๆ รวมแล้วเป็นลักษณะโครงการ ๙ โครงการด้วยกัน ตามที่ปรากฏชื่ออยู่ในรายงานประจำปี นะครับ มีการผูกพันงบประมาณทั้งหมดได้ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นก็คาดว่างานทั้งหลาย ตามภารกิจก็จะดำเนินไปได้ตามกำลัง แล้วก็ข้อจำกัดที่เรามีครับ กราบขอบพระคุณครับ ขอถือโอกาสในการที่จะขอคำแนะนำต่าง ๆ จากท่านสมาชิกเพื่อเราจะได้ไปปฏิบัติการ ไปพัฒนางานในปีต่อ ๆ ไปด้วยครับ🔗
มีท่าน สมาชิกจะซักถามนะครับ เชิญท่านอนุรักษ์ บุญศล แล้วท่านณัฐวุฒิ บัวประทุมก่อนนะครับ เชิญท่านอนุรักษ์ บุญศล ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพคะ ท่านประธานผ่านไปถึงผู้จัดการกองทุนและสมาชิกท่านอื่น ๆ บนบัลลังก์นะคะ ดิฉันสนใจอยู่ที่หน้า ๑๐๐ ที่ท่านแจกให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ก่อนอื่นต้องขอ ชื่นชมนะคะ ใน ๒ งบประมาณ ท่านสามารถช่วยเหลือ กสศ. สามารถช่วยเหลือนักเรียน ที่ยากจนได้ถึง ๑,๐๗๐,๐๐๐ คน และเมื่อสักครู่นี้ดิฉันฟังผู้จัดการกองทุนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ว่ามีฐานข้อมูล ซึ่งมีนักเรียนเยาวชนตั้งแต่นักเรียนทุกระดับ ทุกช่วงอายุ ทุกช่วงวัย ที่มีฐานข้อมูลไว้แล้วกว่า ๒ ล้านคนเลยทีเดียวที่จะให้การช่วยเหลือ ซึ่งทุนตัวนี้นั้นเป็น งบประมาณแผ่นดินค่ะ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ ท่านช่วยเหลือไปถึง ๕,๔๙๖ ล้านกว่าบาท ในนี้ แล้วเงินจากส่วนอื่นมา ๔๑๙ ล้านกว่าบาทน่าจะเป็นเงินบริจาคของคนทั้งประเทศหรือ ต่างประเทศด้วยที่ช่วยเหลือ ฉะนั้นหน้า ๑๐๐ นี้ ท่านประธานผ่านไปถึงผู้จัดการกองทุน และสมาชิกที่อยู่ด้านบน เจ้าหน้าที่ที่อยู่บนบัลลังก์นะคะ หน้า ๑๐๐ ท่านเขียนว่า ชูพลัง ชุมชนท้องถิ่นปกป้องเด็กและเยาวชน ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา กสศ. จับมือกับ สถาบันพระปกเกล้า สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสแก้ปัญหาลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และร่วมมีบทบาทนำในการปฏิรูปการศึกษาระดับพื้นที่ ดิฉันเน้นย้ำในระดับพื้นที่นะคะ ท่านเขียนว่าเพราะคนในชุมชนล้วนเป็นคนสำคัญในการสร้างคนในท้องถิ่นของตน จะขาด ใครไม่ได้แม้แต่คนเดียว ชื่นใจจังเลยค่ะ ให้ท้องถิ่นดูแลนักเรียนที่ยากจน เฟ้นมาคัดมา ไม่ทิ้งเขา ไม่มีใครอยากเกิดมาจนหรอกค่ะ ใครเกิดมาก็อยากจะสมบูรณ์แบบที่สุด ชาติหนึ่ง ที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ แต่เมื่อเขาขาดโอกาส แล้ว กสศ. ใน ๒ ปีงบประมาณ ๑,๐๗๐,๐๐๐ คน ดิฉันอยากให้มากกว่านี้ แล้วดิฉันเจาะไปที่โรงเรียนขยายโอกาสกว่า ๗,๐๐๐ โรงเรียน ท่านก็ทราบดีค่ะ ท่านทราบข้อมูลมากกว่าดิฉันด้วยซ้ำ แต่ดิฉันเป็นครูที่อยู่เชิงเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร ดิฉันทราบว่าความยากจนที่ไม่สามารถพลิกวิกฤติจนให้มาเป็น คนระดับกลางได้เลยนั้นเป็นอย่างไร ตรงนี้ดิฉันทราบดีค่ะ โรงเรียนขยายโอกาสกว่า ๗,๐๐๐ โรงเรียนมีนักเรียนขยายโอกาสกว่า ๒๑๐,๐๐๐ คน แล้วข้อมูลจากท่าน ดิฉัน ไม่ได้เขียนขึ้นมาเอง ข้อมูลจากท่านว่านักเรียนที่จบ ม.๓ ไม่ศึกษาต่อ ๙๗,๙๓๖ คน ดิฉัน ถามว่า กสศ. จะช่วยเด็กนักเรียนเหล่านี้อย่างไร ปัจจุบันนี้บางโรงเรียนมาถามดิฉันว่า นักเรียนยากจนที่เข้าใหม่ กสศ. ปิดระบบไปแล้ว โรงเรียนละ ๒ คน มีรายเดือนส่งเรียน จนจบ มันเป็นที่พึ่งหวังเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์เลยทีเดียวค่ะ ท่านประธานผ่านไปถึง ท่านผู้จัดการที่อยู่บนบัลลังก์คะ กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่าโรงเรียนขยายโอกาสนั้น อีกครั้งหนึ่ง ๗,๐๐๐ กว่าโรงเรียน ขยายโอกาสคือฝากเด็ก ม.๑ ถึง ม.๓ ไว้ในโรงเรียน ประถมศึกษาเพราะถ้าเขาไม่ยากจน เขาจะเดินทางไปเรียนหนังสือในโรงเรียนประจำอำเภอ ประจำจังหวัดหรือประจำภาค แม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร แต่เพราะออกมาไม่ได้ จึงต้องอยู่ในโรงเรียนขยายโอกาสในหมู่บ้านของตัวเองนั้น อีกเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ คนค่ะ ท่านจะช่วยอย่างไร ถ้าโรงเรียนท่านช่วย กสศ. ช่วยในงบประมาณแผ่นดิน ๗,๐๐๐ โรงเรียนนี้ คิดเป็นตัวเลขกลม ๆ ช่วยโรงเรียนละ ๒ คน ส่งจนเรียนจบ เช่น ปวช. ๑ จนถึง ปวช. ๓ ม. ๔ ถึง ม. ๖ เป็นรายเดือน เดือนละ เดือนละ ๆ ที่ท่านทำอยู่ ๗,๐๐๐ โรงเรียน ได้ ๑๔,๐๐๐ คน ยังเหลือ ๑๐๐,๐๐๐ คนเหมือนเดิมนะคะ เพราะนักเรียนปีนี้มันเพิ่มขึ้น กว่าเดิม อันนั้นข้อมูลเก่านะคะ ปีนี้ก็เหลือ ๑๐๐,๐๐๐ คน เหมือนเดิม ดังนั้นแล้วดิฉันถามว่า จะช่วยนักเรียนเหล่านี้ได้อย่างไร ใครก็อยากจะดิ้นรนออกจากความยากจน การพัฒนา การศึกษาคือการพัฒนาที่สำคัญที่สุดที่ให้ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุดค่ะ ดิฉันถามนะคะ อันนี้ในหน้า ๑๐๐ ดิฉันไม่หลายหน้าค่ะ การปกป้องเด็กและเยาวชนไม่ให้หลุดจากระบบ การศึกษาอย่างไร เพราะท่านมีเงินกองทุนให้นักเรียนเหล่านี้ แล้วให้แล้วให้เลยไม่เหมือน กยศ. ฉะนั้นเขาไม่ต้องใช้หนี้ตลอดชีวิต ไม่ต้องถูกยึดทรัพย์ในกรณีที่ไม่มีเงินจ่ายหนี้🔗
อีกปัญหาหนึ่งค่ะ นักเรียนในโรงเรียนเอกชน ท่านอาจจะมองว่าโรงเรียนเอกชน นั้นคนที่ไปเรียนโรงเรียนเอกชนนั้นร่ำรวยมหาศาลแล้ว ไม่ต้องช่วยเหลือ โรงเรียนเอกชน บางโรงเป็นโรงเรียนมูลนิธินะคะ โรงเรียนเอกชนบางโรงไม่เคยเก็บค่าเทอมมาตลอดเลย ฉะนั้นเขาควรมีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากันกับโรงเรียนของรัฐบาล เพราะเขาเป็นคนไทย มีบัตรประชาชน ๑๓ หลักเช่นเดียวกันค่ะ ทีนี้ กสศ. จะต้องยื่นมือสีขาวและหัวใจที่เต็มไป ด้วยความรักและความอบอุ่น ยื่นถึงโรงเรียนเอกชนทุกโรง แล้วจะไม่มีหอคอยงาช้างค่ะ ท่านประธานคะ หอคอยงาช้างก็จะหมดไปจากระบบการศึกษา ความทุกข์ระทมที่มองเห็น แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มีดังนี้ค่ะ หนูเกิดมายากจนหม่นไหม้นัก แม้นความรักของพ่อแม่ แลเลือนหาย พ่ออยู่ทาง แม่อยู่ทาง ร้างกันไป มีตายายที่ยากจนทนเลี้ยงมา กสศ. ช่วยเหลือ เกื้อกูลบ้าง เห็นเส้นทางเรืองวิไลสดใสข้า คนยากจนหม่นหมองนองน้ำตา ได้ศึกษาวาสนาดี ศักดิ์ศรีคน ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม มีผู้เสนอชื่อมาแล้วทั้งหมด ๗ ท่านนะครับ ใครที่ประสงค์จะอภิปราย ก็เชิญเสนอชื่อเข้ามานะครับ เชิญคุณณัฐวุฒิครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะมีส่วนร่วมในการอภิปราย รายงานประจำปีของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งเป็นรายงานฉบับหนึ่ง ที่ผมมีโอกาสได้ร่วมอภิปรายในเกือบทุกปี ก็ต้องเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นก่อนครับว่า ผมในส่วนตัวนั้นชื่นชม แล้วก็สนับสนุนการทำงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาในทุกรูปแบบครับ แล้วแน่นอนว่างบประมาณที่ท่านได้รับ เงินที่ท่านใช้ไปทั้งสิ้น จำนวน ๕,๙๐๐ ล้านบาทเศษนั้นคุ้มค่าต่อการที่ประเทศไทยต้องลงทุนตามหลักที่ท่านเขียนไว้เอง ที่เรียกว่า ออน ฟอร์ เอดูเคชัน (On For Education) แต่อย่างไรก็ตามนะครับ เมื่ออ่านในเชิง รายละเอียดแล้ว ผมเองก็อาจจำเป็นที่จะต้องมีข้อสังเกตอยู่สัก ๓ หรือ ๔ ประการด้วยกัน🔗
ประการที่ ๑ ความจำเพาะเจาะจง หรือในเชิงรายละเอียดของการดำเนินการ ให้การช่วยเหลือ หรือกลุ่มเป้าหมายที่ท่านต้องให้ความช่วยเหลือนั้น ผมคิดว่าท่านอาจจะ ต้องตั้งประเด็น หรือดูสิว่ากฎเกณฑ์หรือกติกาที่ท่านให้ความช่วยเหลือนั้นเป็นอย่างไร หรือท่านมีโอกาสตั้งคำถามหรือมีข้อท้าทายต่อการเรียนของนักเรียนที่อาจเข้าไม่ถึงระบบ โรงเรียนหรือไม่ ผมยกตัวอย่างวันนี้นะครับ ยังมีเด็กที่มีเลขจี (G) ยังมีเด็กที่มีเลข ๐ ยังมีเด็ก ที่เป็นบุคคลไร้สถานะ หรือแม้กระทั่งเขาอยู่ในเงื่อนไขที่ต้องได้รับการเรียนครับ แต่ปรากฏว่าระเบียบของกระทรวง ศึกษาธิการที่เอื้อให้เรียนนั้นกลับไม่ได้ถูกรับการสนับสนุนโดยสถาบันหรือโรงเรียนต่าง ๆ ท่านประธานอาจจะเคยได้ยินนะครับว่ากระทรวงศึกษาธิการมีระเบียบที่ออกมา เมื่อปี ๒๕๔๘ บอกว่า นักเรียนทุกคนไม่ว่าจะมีสถานะอย่างไรต้องได้รับการศึกษา นักเรียน ทุกคนไม่ว่าจะมีสถานะอย่างไรเมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการขณะนั้น คือคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ได้ออกหนังสือไปถึงทุกโรงเรียนว่าสามารถเบิกเงิน อุดหนุนรายหัวได้ สามารถออกใบจบได้ แต่สิ่งที่ผมตั้งคำถามหรือข้อท้าทายแบบนี้ก็คือว่า วันนี้ยังมีเด็กที่ไร้สถานะ กฎเกณฑ์เหล่านี้ครับ สามารถเข้าถึงกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาแล้วส่งให้เขาไปถึงปลายฝันของการศึกษาได้หรือไม่ นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ🔗
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน ผมได้มีโอกาสเห็นข้อมูลที่ท่านแถลง แล้วก็ เป็นข้อมูลที่ผมนำไปใช้ในการตั้งคำถามต่อการบริหารจัดการ เด็กที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) มันมีตัวเลขอยู่ ๒ ตัวครับที่ผมคิดว่า ถ้าท่านชี้แจงในสภาแห่งนี้ให้พวกเราตัวแทนของท่านนำไปพูดต่อจะเป็นประโยชน์มากครับ ตัวเลขที่ ๑ ถ้าผมจำไม่ผิด ต้องขอประทานโทษด้วยครับ คือรายงานมันเข้ามานานแล้วครับ เอกสารมันติดรถเหลือแค่อันเดียว ไม่รู้ว่าเอกสารที่เตรียมจะอภิปรายอีกส่วนหนึ่งนั้นตกอยู่ ที่ไหน มีข้อมูลที่บอกว่าในปีการศึกษา แต่ผมจำไม่ได้ว่าต้นปีการศึกษาหน้าหรือภายใน ปลายปีการศึกษานี้ ท่านประเมินว่าจะมีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ๖๕,๐๐๐ คน ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดนะครับ ตรงนี้ท่านเอามาจากไหน เพราะว่าตัวเลขนั้นท่านลง รายละเอียดได้รายหัวเลยนะครับ เช่น ๖๕,๐๑๕ คนอะไรประมาณนี้นะครับ อันนี้น่าสนใจมาก ว่าท่านเอามาจากไหน แล้วเมื่อท่านเสนอตัวเลขเหล่านี้ไป หน่วยงานที่อาจจะต้องมีหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรื อ กระทรวงศึกษาธิการเองนั้นเด้งรับตอบรับต่อตัวเลขที่ท่านเสนอหรือไม่ ตัวเลขล่าสุดที่มี ผู้อภิปรายในสภาแห่งนี้เยอะมากนะครับ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตลอดจนการอภิปราย ในหลายเรื่องในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงงบประมาณด้วย ก็คือตัวเลขเด็กที่อาจจะ หลุดจากระบบการศึกษา ๑.๘ ล้านคน ๑.๘ ล้านคนนี้ท่านเอามาจากไหนครับ เด็กและเยาวชนในประเทศไทยในภาพรวมมีทั้งหมดประมาณ ๑๘-๒๐ ล้านคนเศษ ฉะนั้น ๑.๘ ล้านคน นั่นหมายถึงว่าเราเห็นเด็ก ๑๐ คน กำลังจะมีเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา ด้วยสถานการณ์โรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ถึง ๑.๘ ล้านคน ท่านประธานครับ ขอประทานโทษครับ ไมโครโฟนมันไม่ดังครับ🔗
เชิญนะครับ🔗
ผมขออนุญาตต่อนะครับ คำถามของผมก็คือ ๑.๘ ล้านคนที่ผมพูดนั้นก็เป็นข้อมูลจากท่านมาจากที่ใด และ ในขณะเดียวกันเมื่อท่านส่งตัวเลขนี้ออกมาให้สังคมรับรู้ สถานการณ์นี้กระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเด้งรับหรือตอบรับที่จะนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาก่อนที่ เขาจะหลุดออกจากระบบจริง ๆ อย่างไรบ้าง นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ🔗
ประการที่ ๓ ครับ ในบรรดางบประมาณที่ กสศ. ได้รับการสนับสนุน ผมเรียนท่านที่เคารพโดยตรงครับ ผมเควสชันมาร์ก (Question mark) หรือตั้งคำถามกับ งบประมาณที่อยู่ในหน้าที่ ๑๔๓ และหน้า ๑๔๔ หน้า ๑๔๓ และหน้า ๑๔๔ พูดถึงจำนวน วงเงินค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในปี ๒๕๖๒ ที่ ๒๑ ล้านบาท แต่ก้าวกระโดดมาเป็น ๘๑ ล้านบาทในปี ๒๕๖๓ ผมคิดว่าอันนี้สังคมมีสิทธิจะถามได้ครับว่าเพราะเหตุใด งบประมาณประชาสัมพันธ์ของท่านถึงเพิ่มมากขึ้นขนาดนั้น ในงบการเงินยังมีเรื่องค่าจ้าง บุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างในส่วนของการบริหารโครงการ หรือค่าจ้างในส่วนของ การดำเนินการ เช่นในปี ๒๕๖๒ เคยจ้างบุคลากรภายนอกในส่วนการบริหารโครงการอยู่ที่ ๒๑ ล้านบาท แต่ในปี ๒๕๖๓ ตัวเลขเพิ่มขึ้นมาเป็น ๗๖ ล้านบาท ค่าจ้างในการดำเนินการ สำหรับบุคลากรภายนอก ในปี ๒๕๖๓ อยู่ที่ ๓.๕ ล้านบาท แต่ขึ้นมาเป็น ๓๐ ล้านบาท ในแต่ละตัวเลขมีการเพิ่มขึ้นมากกว่า ๕-๖ เท่า มันอาจจะไม่มากครับ ถ้าเทียบกับประสิทธิผล ของการศึกษา แต่ผมคิดว่าพวกเรามีสิทธิตั้งคำถามได้ครับว่าเพราะเหตุใดตัวเลขเหล่านี้ถึง เพิ่มเติมขึ้นมาสูงขนาดนั้น นั่นเป็นประการที่ ๓ ครับ🔗
ประการที่ ๔ ผมได้อ่านรายงานแล้วเสียดายอยู่เรื่องเดียวครับ ในรายงาน ฉบับนี้มีการอ้างอิงถึงท่านประธานที่เคารพว่าท่านมีส่วนสนับสนุน กสศ. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าที่ ๙๕ เป็นต้นไป ที่บอกว่าเสียดาย เพราะว่าผมเองยังไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึงหรือใช้ระบบสารสนเทศที่ถูก กล่าวถึงในรายงานฉบับนี้ในฐานะผู้แทนราษฎร ฉะนั้นท่านอาจจะถือโอกาสนี้ช่วยพวกเราว่า หากพวกเราจะขอรับการสนับสนุนข้อมูลด้านสารสนเทศ หรือการใช้สารสนเทศในระบบ ไอเอสอีอี (ISEE) ต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่เด็กที่เข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ที่ ส.ส. อย่างพวกเราดูแลนั้นจะสามารถดำเนินการหรือมีส่วนร่วมได้อย่างไร ทั้งหมด ๔ ประการนั้น พูดบนพื้นฐานคำชื่นชม คำขอบพระคุณหน่วยงานของท่านแทนเด็ก ๆ ทุกคน แล้วก็เป็นคำที่ เราจะเดินไปข้างหน้าเพื่อนำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษาที่ท่านตั้งประเด็นว่า เป็นการศึกษาเพื่อปวงชนหรือปวงชนเพื่อการศึกษาอย่างแท้จริง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ มีปัญหา เรื่องเสียงเล็กน้อยนะครับ ท่านณัฐวุฒิ แล้วก็ต่อไป ท่านดะนัย มะหิพันธ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพอย่างสูงครับ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอำนาจเจริญ ท่านประธานครับ ได้ดูรายงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ก็ขอชื่นชมคณะทำงานนะครับ ซึ่งท่านเป็นหน่วยงาน เป็นองค์กรใหม่เพิ่งได้รายงานเข้ามา ในสภาแห่งนี้เพียง ๒ ครั้งก็ทำให้เราเห็นข้อมูลที่ชัดเจน แม้ว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มันจะยังมีอยู่ แต่ก็ด้วยความหวังว่าหน่วยงานของท่าน กองทุนของท่านน่าจะทำให้ความ เหลื่อมล้ำทางการศึกษามันหมดไปจากประเทศไทยให้ได้ อันนั้นคือความหวังครับ ท่านครับ การนำเสนอข้อมูลของท่านเป็นข้อมูลที่ดีมีรายละเอียด มีประโยชน์ แต่ก็อยากจะฝากท่านว่า ข้อมูลเหล่านี้ถ้าท่านสามารถนำเสนอผ่านไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของเด็กที่อยู่ในข้อมูล ของท่านได้ติดตามตรวจสอบน่าจะเป็นผลประโยชน์ที่ดีที่สุด จะเป็นการช่วยเหลือท่าน อีกแรงหนึ่ง ผมยกตัวอย่างนะครับ ในจำนวนนักเรียนยากจนในปี ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติ โควิด (COVID) ท่านสามารถมีข้อมูลเพิ่มขึ้นว่าตอนนี้มีนักเรียนยากจนเพิ่มขึ้นในปีนี้ ๑๗๗,๔๕๔ คน ถามว่าใน ๑๗๗,๔๕๔ คน ท่านสามารถแยกได้ไหมว่าอยู่สังกัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่าไร อยู่ท้องถิ่นเท่าไร อยู่การศึกษาเอกชนเท่าไรหรืออยู่หน่วยงานอื่น ๆ เท่าไร ถ้าเรามีการแยก รายละเอียดตามข้อมูลเหล่านี้ ผมเชื่อว่าหน่วยงานหนึ่งก็คือหน่วยงานต้นสังกัดก็จะสามารถ ช่วยเหลือท่านในการติดตามข้อมูลได้ เพราะฉะนั้นก็ฝากท่าน ผมจะยกตัวอย่างข้อมูล บางข้อมูลเพื่อช่วยท่านในการที่จะนำเสนอในครั้งต่อไป นั่นคือเรื่องผลการดำเนินงาน ในรอบปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ในรอบปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ท่านมีโครงการหลายโครงการครับ แต่ผมจะยกโครงการเดียวเป็นโครงการตัวอย่าง นั่นคือโครงการพัฒนาครูและโรงเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้ท่านตั้งเป้าหมายไว้เป็นโรงเรียน ขนาดกลางที่มีนักเรียนตั้งแต่ ๑๒๑ คน ถึง ๖๐๐ คน โดยจะทำในโรงเรียนขยายโอกาส ทางการศึกษาของ สพฐ. โรงเรียนสังกัดการศึกษาเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่ง ท่านตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าร้อยละ ๘๐ มีการพัฒนาตนเองตามวัตถุประสงค์ อันนี้ คือเป้าหมาย แต่ท่านไม่มีปริมาณให้เราเห็นว่าโรงเรียนสังกัดประถมศึกษาที่เป็นโรงเรียน ขยายโอกาสเท่าไร อยู่ สช. เท่าไร อยู่ท้องถิ่นเท่าไร แต่ท่านมีข้อมูลภาพรวม พอท่านไป รายงานผลการดำเนินงาน ท่านรายงานผลการดำเนินงานของท่านว่า ร้อยละ ๘๐ ได้กำหนด ตามเป้าหมาย จึงอยากจะเสนอท่านว่าใน ๘๓๔ แห่ง ที่ท่านบอกว่าตามเป้าหมาย สพฐ. มีเท่าไร สช. มีเท่าไร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีเท่าไร ซึ่งการดำเนินงาน ถ้าท่านมีข้อมูล เหล่านี้เราสามารถที่จะแจ้งให้หน่วยงานที่เรากำหนดเป็นโครงการ เป็นเป้าหมายได้ช่วย ติดตามตรวจสอบโครงการของเราอีกครั้งหนึ่ง🔗
ในเรื่องของมาตรการครับ มาตรการตอบสนองภาวะโควิด (COVID) อ่านแล้ว ประทับใจครับ เพราะท่านสามารถกำหนดมาตรการ วิธีการในการช่วยเหลือได้ดีมาก ท่านวิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขได้ถูกต้องชัดเจนครับ ท่านมีการวางมาตรการทั้งระยะสั้น และระยะยาว อันนี้ถือว่าท่านมีวิธีคิดมีแนวคิดในการที่จะให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจน อยากจะฝากท่านครับว่าสิ่งที่ท่านคิดท่านลองไปศึกษาว่ามันอยู่ในกรอบอำนาจของท่าน ที่สามารถจะดำเนินการได้หรือไม่ ผมยกตัวอย่างครับ เช่น ท่านบอกว่ามาตรการเร่งด่วน ของท่าน ท่านจะสนับสนุนให้โรงเรียนจัดทำเครือข่ายอาสาสมัครด้านการศึกษาหรือ อสม. การศึกษา ผมเห็นด้วยครับ แต่อยากจะฝากท่านว่าปัจจุบันโรงเรียนทุกโรงเรียนเขามี กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ ๙ คน ถึง ๑๕ คนตามขนาดของโรงเรียน คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ถ้าท่านจะเอา แนวคิดของท่านเรื่อง อสม. การศึกษาเข้าไปรวมกับกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีเกิดขึ้นตามกฎหมายได้ไหม ขณะเดียวกันท่านสามารถที่จะกำหนดค่าตอบแทนไปให้กับ กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานได้ไหม อันนี้ฝากท่านนะครับ🔗
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนะครับ มาตรการเร่งด่วนของท่านอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การพัฒนาทักษะแรงงานคืนถิ่น อันนี้เห็นด้วยครับ เพราะว่าวันนี้หลังจากที่มีการปิดโรงงาน คนที่อยู่ในโรงงานก็จะคืนกลับไปที่บ้าน ท่านได้มีหน่วยงานที่รองรับเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่ทราบ ท่านได้ประสานได้ช่วยในการที่จะกำหนดให้ความสำเร็จเกิดขึ้นหรือไม่ นั่นก็คือการศึกษา นอกโรงเรียน หรือ กศน. ซึ่ง กศน.มีตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ถ้าเรานำเอาแนวคิดของ กสศ. เข้าไปบวกกับ กศน. ผมว่ามันจะเป็นประโยชน์มากที่สุด แล้วท่านก็ไม่ต้องไปลงทุนเพิ่มนะครับ ส่วนมาตรการระยะยาวครับ มาตรการระยะยาว ที่ท่านกำหนดเห็นด้วยครับใน ๕ มิติที่จะต้องเป็นมิติที่พัฒนาระบบและคุ้มครองทางสังคม ในการพัฒนาระบบการศึกษา ๕ มิติของท่านผมเห็นด้วย🔗
มิติที่ ๑ ความมั่นคงทางด้านอาหาร🔗
มิติที่ ๒ ความมั่นคงทางด้านสถาบันครอบครัว🔗
มิติที่ ๓ ความปลอดภัยในการเดินทางไปโรงเรียน🔗
มิติที่ ๔ ความปลอดภัยของสถานศึกษาและครู และ🔗
มิติที่ ๕ ความพร้อมของชุมชนและท้องถิ่น🔗
ทั้ง ๕ มิติ ท่านเสนออยากจะให้ท่านคิด คิดว่าทำอย่างไรถึงจะให้กฎหมาย รองรับในมิติที่เราคิดได้ วันนี้รัฐบาลกำลังจะเสนอพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ท่านนำเอาแนวคิดเหล่านี้ให้ไปปรากฏใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติได้ไหม มันจะเป็นการ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระยะยาวด้วย อยากจะฝากท่านครับว่าการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือการให้เงินอย่างเดียวใช่ไหม ถ้าเราได้ให้เงินกับคนยากคนจน นี่คือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำใช่ไหม เรามีวิธีการอื่นไหมที่จะให้กับคนที่ด้อยโอกาสที่ ไม่ใช่เงิน ฝากท่านเป็นข้อคิด แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้กับท่านครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปครับ อาจารย์ประกอบ รัตนพันธ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นท่านประธานครับ กระผมขอกราบขอบพระคุณและ ขอแสดงความชื่นชมยินดีกับคณะที่จัดทำรายงานประจำปี ๒๕๖๓ ของกองทุนเสมอภาค ทางการศึกษา ผมได้ดูเนื้อหาไม่หมดแต่พอสมควรนะครับ ท่านแสดงถึงตัวชี้วัด แสดงถึง การแก้ความเหลื่อมล้ำให้ใกล้เคียงกับความเสมอภาคได้ดีตามลำดับ เพราะผมเอง ให้ความสนใจมาทุกปีที่ท่านเสนอรายงานมา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่กระผม จะพูดถึงกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา ก็อยากกราบเรียนท่านประธานเพื่อทำความเข้าใจ ให้ตรงกันว่า กองทุนที่สนับสนุนทางการศึกษานั้นมีอยู่ ๒ กองทุนใหญ่ ๆ กองทุนแรก มันเป็นกองทุนที่เกิดจากความเมตตาของท่านประธานเอง ที่เราเรียกว่ากองทุนให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา กองทุนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาส ผมย้ำนะครับว่า สร้างโอกาสให้กับลูก ชาวบ้าน ให้กับลูกคนจนได้มีโอกาสเรียนหนังสือ โอกาสทางการศึกษาที่สูงตั้งแต่ระดับมัธยม ปลายถึงระดับอุดมศึกษา แต่กองทุนนี้เป็นกองทุนหมุนเวียน คำว่า กองทุนหมุนเวียนคืออะไร ครับท่านประธาน ก็คือยืมไปต้องใช้คืน ผมกราบเรียนท่านประธานว่ากองทุน กยศ. เป็น กองทุนที่สร้างโอกาสให้กับลูกชาวบ้านได้มีโอกาสเรียนหนังสือที่สูงขึ้น แล้วก็สร้างความ รับผิดชอบที่ผู้ยืมจะต้องคืน เพราะเป็นกองทุนหมุนเวียน และขณะนี้กองทุนหมุนเวียน กยศ. ได้เกื้อกูลได้ให้ประโยชน์ ได้เสริมสร้างโอกาสให้กับบุตรหลานของเราอย่างครอบคลุม และเพียงพอ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณกองทุน กยศ. ณ ที่นี้ด้วย ทีนี้ผมขออนุญาต มาพูดถึงกองทุนเสมอภาคทางการศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตัวเองก็บอก อยู่แล้วนะครับว่าเพื่อความเสมอภาค กองทุนนี้จ่ายขาดครับ แล้วก็เป็นกองทุนที่ทำเพื่อ ความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งเริ่มตั้งแต่ลูกหลานของเราอายุ ๐ ขวบ จนกระทั่งถึง ม. ปลาย ทั้งลูกหลานของเราที่อยู่ในระบบและอยู่นอกระบบโรงเรียน จนกระทั่งถึงโรงเรียน และครูอาจารย์ที่ยังด้อยโอกาสในความเสมอภาคทางการศึกษา ก็กราบเรียนว่ามันเป็นเรื่องเติมเต็ม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นกองทุน เสริมราก ที่กระผมกราบเรียนว่าเสริมรากเพราะอะไรครับ ไม่ใช่เรื่องต่อยอด เพราะว่า กองทุน กยศ. นั้นเริ่มจาก ม. ปลายถึงอุดมศึกษา แต่กองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาเริ่มจาก ม. ปลายลงมานะครับ นั่นเป็นหลัก นั่นก็คือเป็นหลักสำคัญ กองทุนเสมอภาคทางการศึกษาครอบคลุม ๗ ประเภทด้วยกันนะครับ ตามที่ท่านรายงาน ๗ ประเภทด้วยกัน แต่ประเภทที่ผมคิดว่ากองทุนต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ก็คือบุตรหลานของเรา ที่อยู่ในวัยเรียนที่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มัธยมศึกษาตอนปลายมีอยู่ ๒ โอกาส ครับ ก็คือโอกาสของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และโอกาสของกองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษาทำได้ ๒ เรื่องด้วยกัน แต่ว่าทางอุดมศึกษานั้นมี ๑ โอกาส ก็คือโอกาสของ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่ว่าอย่างไรก็ตามทางกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษานั้น ก็ได้ให้โอกาสนักเรียน ม. ปลาย ในเรื่องของทุนครูรักษ์ถิ่น ซึ่งปี ๒๕๖๓ นั้น ท่านเมตตาให้ทุน กับลูกหลานของเราที่มีความยากจนเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ๓๐๐ กว่าทุนนะครับ แล้วก็เมื่อลูกหลานของเราจบการศึกษาระดับปริญญาตรีก็มาบรรจุ ให้รับราชการเป็นครูคืนถิ่นในสาขาที่ขาดแคลน ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นการสร้างโอกาส สร้างความเสมอภาคได้อย่างดีที่สุดนะครับ ขอชื่นชม และผมกราบเรียนว่าถ้ากองทุน เสมอภาคทางการศึกษาได้ขยายทุนให้มากกว่านี้ ก็ถือว่าเป็นการสร้างความเสมอภาคให้กับ บุตรหลานของเราได้มากยิ่งขึ้น🔗
ในส่วนที่ ๒ ที่ผมอยากจะให้กองทุนดูแลเป็นพิเศษ ก็คือเรื่องการพัฒนาครู และการพัฒนาโรงเรียนที่ด้อยโอกาส เพราะว่าถ้าเกิดท่านได้มีโอกาสไปสัมผัสกับโรงเรียน ถิ่นไกล โรงเรียนสแตนด์อะโลน (Stand Alone) โรงเรียนขอบเขา ท่านจะเห็นว่าโรงเรียน เหล่านี้ยังไร้โอกาสมากทีเดียว แม้แต่ครูบาอาจารย์ก็ไม่ค่อยมีโอกาสเรื่องของการพัฒนา คุณภาพ ศักยภาพนะครับ ท่านก็ดู ขณะนี้ท่านดูอยู่แล้วนะครับเท่าที่ผมดูรายงาน แต่ถ้า เกิดว่าท่านมีเกณฑ์ในการช่วยเหลือเกื้อกูลสถานศึกษา ช่วยเหลือเกื้อกูลคุณครูที่อยู่ ในโรงเรียนประเภทนี้ ผมคิดว่าก็จะช่วยเสริมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาได้มาก เช่นเดียวกัน🔗
ท่านประธานครับวันนี้ผมมีโอกาสได้ร่วมประชุมกับที่ประชุมอธิการบดี ของมหาวิทยาลัย ท่านก็ได้ฝากมาว่าถ้าเกิดกองทุนเสมอภาคทางการศึกษาได้เอื้อม ไปช่วยเหลืออุดมศึกษาด้วยก็จะเป็นเรื่องดี ผมได้กราบเรียนท่านเป็นเบื้องต้นว่ากองทุนนี้ เริ่มพัฒนาการ ผมคิดว่าในอนาคตอาจจะเอื้อมไปถึงอุดมศึกษานะครับ แต่ในขณะเริ่มต้นนั้น เป็นกองทุนเสริมราก เสริมรากฐานนะครับ ยังไม่ต่อยอด ก็ฝากท่านประธานไปยังกองทุนเพื่อ ความเสมอภาคทางการศึกษานะครับว่า สักวันหนึ่งถ้าเกิดว่าท่านมีโอกาสได้ไปช่วยเหลือ อุดมศึกษาที่เขาขาดแคลน เขาขาดโอกาสก็จะเป็นเรื่องที่ดียิ่งครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูง ครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ครับ แล้วจากนั้นก็จะเป็น ท่านรองศาสตราจารย์สุรวาทครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายในประเด็นการรายงานประจำปี ๒๕๖๓ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนว่า อันดับแรก ผมต้องขอให้ความชื่นชมในการดำเนินงานของกองทุนนี้ ผมได้มีโอกาส ดูรายละเอียดของกองทุนนี้ตอนที่ผมเป็นอนุกรรมาธิการงบประมาณ ต้องเรียนท่านประธานว่ากองทุนนี้ช่วยนักศึกษาจริง ๆ นักศึกษาจำนวนมากครับ ที่ได้รับ ความช่วยเหลือจากกองทุน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการจ่ายเงินอุดหนุนให้นักเรียนที่ยากจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการช่วยค่าอาหาร ปัจจัยต่าง ๆ บางโรงเรียนผมได้ทราบข่าวมาว่า มีนักเรียนที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนนี้มากจนเกือบจะเต็มเพดานของจำนวนนักเรียน ก็คือเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อาจจะมีมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป แต่ในประเด็นนี้ผมก็ต้อง กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้บริหารกองทุนว่าอยากจะให้ท่านได้มีการเพิ่ม ช่องทางในการแจ้งข่าวสารให้มีความรับรู้สู่นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครองให้ได้มากกว่านี้ เนื่องจากเรายังคงได้รับเรื่องร้องเรียนครับว่ายังมีจำนวนนักเรียนอยู่จำนวนมากที่ยัง ไม่สามารถเข้าถึงกองทุนได้ แต่โรงเรียนที่เข้าไม่ถึงกองทุนไม่ใช่โรงเรียนยากจนนะครับ โรงเรียนยากจนเขารู้ช่องทางครับ เพราะท่านส่งคนไปอำนวยความสะดวก ส่งคนให้ไปให้ ความรู้เขาอย่างเต็มที่ เขาใช้สิทธิของเขาได้เต็มที่ แต่กลับเป็นโรงเรียนที่เป็นขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ซึ่งยังมีนักเรียนที่ยากจนอยู่ และเขายังเข้าไม่ถึงกองทุนนี้ ตัวนี้ต้องฝากท่าน เป็นประเด็นที่ ๑ นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ทราบว่าท่านมีการทำงานวิจัยเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ถ้าเรามองคำว่า ความเสมอภาคทางการศึกษา ถ้าเรามองอย่างคนในเมือง เราอาจจะมองว่าความเสมอภาคทางการศึกษาอาจจะหมายถึงน้อง ๆ ควรจะมีเสื้อผ้าใส่ ที่เป็นแบบฟอร์มตามที่กำหนด น้อง ๆ ควรจะมีอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ได้รับประทาน น้อง ๆ ควรจะมีโอกาสได้เรียน อันนี้คือถ้าเรามองจากคนในเมือง แต่ในความ เป็นจริงผมเชื่อว่าท่านก็อาจจะได้เห็นภาพแล้วว่ามันมีรายละเอียดที่มันปลีกย่อยมากกว่านั้น คำว่า เสมอภาคทางการศึกษา ถ้าเรามองแค่ว่าแจกเงินแล้วจบ อย่างไรก็ไม่มีทางเสมอภาค ครับ เพราะโอกาสในการได้รับรู้ โอกาสในการเข้าถึง โอกาสในการที่เขาจะหาโอกาสต่าง ๆ จะแสวงหาความรู้ได้ คนในชนบทย่อมมีความแปลกแตกต่างจากคนในเมืองอยู่แล้ว สิ่งที่ผม อยากฝากคืออยากจะฝากท่านว่าในการวิจัยของท่านช่วยวิจัยหน่อยครับ ว่าจะทำอย่างไร เด็กในชนบท คำว่า เสมอภาค ของเขาอาจจะไม่ต้องเท่ากับเด็กกรุงเทพฯ นะครับ แต่เขา จะทำอย่างไรเขาถึงจะสามารถดำรงชีพได้ เขาถึงจะสามารถทำงานได้ หรือถ้าท่านจะ ขยายผลไปมากกว่านั้น เมื่อสักครู่ผมได้ยินท่านรายงานให้ฟัง ก็มีเรื่องที่ท่านไปทำกับ อุดมศึกษา ทำอย่างไร อุดมศึกษาเมื่อเขาใช้เกณฑ์กลางเป็นหลัก มันเป็นไปไม่ได้เลยครับ ที่เด็กจากชนบทจะมีความเท่าเทียมกับเด็กในเมือง ไม่ต้องพูดถึงเด็กต่างจังหวัดกับเด็ก ในกรุงเทพฯ เพราะมันห่างกันมาก เอาเด็กแค่ในสังคมชนบทในต่างจังหวัดกับในเมือง ก็ไม่เท่าเทียมกันแล้ว สิ่งนี้ผมหวังนะครับว่าในปีต่อ ๆ ไปเราจะได้มีโอกาสเห็นนวัตกรรม ทางการศึกษาว่าท่านทำอย่างไรที่จะทำให้การศึกษาไทยของเด็ก ๆ ทุกคนได้รับความ เสมอภาคอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงปัจจัยภายนอก แต่เป็นทั้งระบบ ที่ต้องฝากกับ ท่านเพราะว่าวันนี้ พ.ร.บ. ปฏิรูปการศึกษายังไม่เข้าครับ วันนี้แทบไม่มีเลยครับ ในแต่ละ ท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ แทบไม่มีใครเลยครับที่จะมาดูว่าโครงสร้างการศึกษาของแต่ละท้องถิ่นนั้น ควรจะเป็นอย่างไร กรรมการศึกษาธิการจังหวัดในแต่ละจังหวัดยังไม่ได้ทำหน้าที่นี้ อย่างเต็มที่เลย เพราะในแต่ละจังหวัดล้วนแล้วแต่มีหน้าที่ดูเรื่องบุคลากร แต่ไม่ได้มีเรื่อง คุณภาพของการศึกษา ต้องขอฝากท่านไว้ด้วยนะครับ แล้วก็เป็นกำลังใจให้ท่านผู้บริหาร กองทุนทุกท่านในการทำให้เด็กของเรามีการศึกษาได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้กระผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงท่านผู้บริหาร ท่านผู้จัดการกองทุน รวมทั้งคณะซึ่งคุ้นเคยกันดีนะครับ เมื่อปีก่อน ๆ ก็ไม่มีโอกาสได้มาอภิปรายนะครับ อาจจะติดภารกิจ ก็รออยู่นะครับ ท่านประธานครับ เรียนว่ากองทุนนี้เพิ่งก่อตั้งมาและได้รับงบประมาณเพียง ๒ ปี แล้วเรา ก็ได้เห็นรายงานการดำเนินงานของปีงบประมาณที่แล้วกับปีนี้ ด้วยความจริงใจนะครับ ก็ขอชื่นชมในความพยายามนำเอาวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติจัดตั้งกองทุนนี้ รวมทั้งในส่วนตัวแล้วก็ยังชื่นชม แล้วก็ ยอมรับความสามารถของคณะผู้บริหารมาโดยตลอดหลายองค์กรนะครับ🔗
ท่านประธานครับ จากที่เรารับทราบกันว่าวันนี้กองทุนนี้ก็ได้รับงบประมาณ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวัง เรียกว่าได้น้อยกว่าเป้า ในขณะที่ความต้องการใช้มันมาก แล้วเรายังเห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่าวันนี้ทั้งสถานการณ์วิกฤติโควิด (COVID) รวมทั้ง วิกฤติเศรษฐกิจนั้นทำให้ผู้เรียนต้องหลุดจากระบบไปจำนวนมาก ท่านประธานครับ งบประมาณน้อยแล้วก็ผู้ต้องการมาก และต้องการใช้อย่างไรก็ไม่พอ เรามีความพยายาม ที่จะเพิ่มงบประมาณนะครับ โดยเฉพาะกรรมาธิการของพรรคก้าวไกลพยายามที่จะผลักดัน ให้มีการเพิ่มงบประมาณให้กับกองทุน แต่ว่าก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ก็เลยได้รับงบประมาณ ตามที่ได้รับมาเรื่อยมานะครับ สำหรับปีนี้ก็ตาม ผมเรียนอย่างนี้ว่าจากจะบันทึกไว้ในสภา แห่งนี้นะครับ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยน โจทย์ที่กองทุนจะต้องไปคิดว่าวันนี้เมื่อได้เงิน งบประมาณไปแล้ว กองทุนเป็นกองทุนหมุนเวียนจะทำอย่างไรให้มีเงินมากขึ้น อันนี้เป็น โจทย์ที่ ๑ นะครับ โจทย์ที่ ๒ คือจะทำอย่างไรให้ใช้เงินนี้อย่างคุ้มค่า ใช้เงินให้ตรงเป้าหมาย ใช้เงินให้เป็นการแก้ปัญหาได้สำเร็จ ถ้าเราดูแล้วผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนนี้ มีจำนวนมาก แล้วก็เม็ดเงินที่ให้การสนับสนุนน้อย จึงเป็นคำถามอยู่เหมือนกันว่าที่เราไปช่วยนั้น ช่วยได้สำเร็จไหม หรือเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้นว่ามีจำนวนเท่านั้นเท่านี้ที่ได้รับการช่วยเหลือ เพราะว่าผมเห็นแล้วรายหัวแต่ละคนนั้นน้อยนิดเหลือเกิน เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรจึงเป็น โจทย์สำคัญนะครับว่าจะทำอย่างให้ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือนี้ ให้มีจำนวนน้อยลงและมี ความจำเป็นจริง ผมอยากจะเสนออย่างนี้ครับว่าวัตถุประสงค์ของกองทุนนี้มี ๗ ข้อนะครับ มีหลายข้อที่ท่านไม่จำเป็นจะต้องไปทำด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นไปลงทุนด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเรื่อง การพัฒนาการเรียนการสอนวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่เร่งด่วนกว่าเรื่องขาดแคลนของผู้เรียนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลิตครู ผมอยากเห็นกองทุนนี้ทำงานร่วมกับแหล่งทุนอื่น ทำงาน ร่วมกับกระทรวง ทบวง กรมอื่น ที่เขามีหน้าที่ ท่านไม่มีหน้าที่ที่จะไปทำให้เขาร่ำรวยขึ้น ท่านไม่มีหน้าที่ที่จะไปพัฒนาให้เขาเรียน เรียนการสอนให้มีคุณภาพขึ้น หมายความว่ามีผู้ทำ อยู่แล้ว ท่านเพียงไปเสริมนะครับ เพราะฉะนั้นมีหลายเรื่อง ไม่ว่าเรื่องการผลิตครูอะไรเหล่านี้ก็เหมือนกัน ผมอยากจะให้ กองทุนนี้เป็นกองทุนเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ถูกจุด ชี้จุดการพัฒนา ชี้ว่าตรงไหนมันเหลื่อมล้ำ ชี้ว่าตรงไหนนักเรียนอดอยากทั้งหลาย มันมีหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว ท่านต้องเข้าใจว่าเมื่อครั้ง ไม่มีกองทุนนี้ประเทศนี้ยังอยู่ได้ เพราะว่ามันมีกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทำหน้าที่อยู่นะครับ เพราะฉะนั้นตัวที่ท่านจะต้องทุ่มเทมาก ก็คือเรื่องการศึกษาวิจัย แต่ว่าทำข้อมูลให้ชัดเจน แต่ว่าไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยในการผลิตครูโดยที่ไม่ต้องใช้เงิน วันนี้นักเรียนที่จะไปเรียนครูนี้ ถ้ามีงานรับรอง ว่าแข่งขันกันไปสมัครอย่างแน่นอน แม้ว่าไม่มีเงินทุนให้นะครับ แต่ว่าเขาเรียนแล้วสามารถ ที่จะไปทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องไปสอบแข่งขันอะไรอีก และท่านก็ชี้จุดว่าตรงไหนจำเป็น จะต้องใช้ครูเหล่านี้ เอาคนในท้องถิ่นนั้นมาเป็นครูโดยที่ท่านไม่ต้องลงทุนกับการใช้ งบประมาณนี้ ผมจึงเรียนว่ากองทุนนี้ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไร กองทุนจึงจะมีงบประมาณ มากขึ้น มีตัวเลขของทุนนอกจากรับงบประมาณจะต้องไปแสวงหาหน่วยงานที่มีความร่วมมือ หรือกองทุนที่มีความร่วมมือเข้ามา แล้วก็ศึกษาวิจัยว่าตรงไหนคือจุดที่จะต้องเติมให้เต็ม ท่านอย่าคิดว่าท่านต้องไปทำหน้าที่นั้น ท่านเพียงไปชี้จุด แล้วก็ตรงที่มันสาหัสสากรรจ์จริง ๆ ไม่มีหน่วยงานใดดูแลแล้ว ตรงนั้นท่านจึงใช้เงินที่ได้ไม่มากนี้ไปให้การช่วยเหลือ ณ จุดนั้น ก็จะทำให้วัตถุประสงค์ทั้งหมดของท่านที่วางไว้ได้ประสบความสำเร็จภายใต้งบประมาณที่มี แนวโน้มจะลดลงเรื่อย ๆ ถ้าประเทศนี้สามารถพัฒนาโดยองค์รวม ทำให้คนมีรายได้ ไม่มีความยากจนแล้ว กองทุนนี้ก็อาจจะยุบตัวลงไป อันนั้นคือสิ่งที่เราอยากเห็น ไม่ใช่ว่า เราต้องการไปค้นหาคนยากจนให้มากที่สุด ๆ แล้วก็มาขอกองทุนนี้นะครับ🔗
อาจารย์ช่วยรักษาเวลา ด้วยครับ🔗
นิดเดียวครับ ท่านต้องไปกระตุ้นให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงได้ทำหน้าที่ของเขาเพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ มันหมดไป ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ เนื่องจาก มีผู้เสนอมาอีกหลายท่านนะครับ แต่ว่าเพื่อประโยชน์ของพวกเราให้อภิปรายได้ทุกท่าน เพียงแต่ช่วยบริหารเวลานะครับ เพื่อประโยชน์ของการรักษาเวลาด้วย เรามีเรื่องอื่น จะพิจารณาต่อไปด้วยครับ ต่อไปจะเป็นศาสตราจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม แล้วก็จะเป็น ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เรื่องของการศึกษานี้ผมเชื่อว่าทุกท่านในห้องนี้ก็คงจะมีใจที่อยากจะให้ การสนับสนุนนะครับ อยากจะให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสได้รับการศึกษา ซึ่งการศึกษานี้ ก็เป็นการสร้างอนาคต เราทราบดีครับว่าประเทศไทยคงจะเจริญไม่ได้ ถ้าประชาชนคนไทย ยังขาดโอกาสแล้วก็การศึกษาไม่ได้มีคุณภาพหรือไม่ได้ถึงระดับที่สมควร เพราะฉะนั้น งานของ กสศ. อันนี้ผมจึงขอให้การสนับสนุนนะครับ ถือว่าเป็นการทำงานที่น่าจะเป็น คุณประโยชน์กับประเทศอย่างมหาศาลนะครับ แต่ขณะเดียวกันผมก็จะมีความเห็น บางประการที่อยากจะขอสอบถาม แล้วก็มีข้อคิดเห็นประกอบด้วยครับว่าในเรื่องการทำงาน ของท่าน ตอนที่เราคุยกันในกรรมาธิการงบประมาณท่านได้พูดถึงเรื่องของเด็กชายขอบ ไม่แน่ใจว่าเป็นศัพท์ที่ท่านใช้หรือเปล่า คือหมายถึงเด็กที่กำลังจะขึ้นจากชั้นประถมศึกษา ไปมัธยมศึกษา หรือจาก ม. ๓ ไป ม. ๔🔗
ท่านพิสิฐพูดให้ตรง ไมโครโฟนหน่อยครับ ให้ตรงไมโครโฟนเสียงจะได้ดังหน่อยครับ🔗
ประทานโทษครับ ผมไม่ได้ยิน เสียงครับ🔗
เสียงไม่ค่อยได้ยินครับ ท่านพูดให้ตรงไมโครโฟนครับ🔗
ผมขออนุญาตอีกทีนะครับว่า เมื่อตอน ๒ เดือนที่แล้ว ที่ท่านได้มาชี้แจงในคณะกรรมาธิการงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ ท่านได้พูดถึงเรื่องของเด็กที่จะถูกกระทบจากวิกฤติครั้งนี้ ว่าด้วยภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ จะทำให้เด็กที่กำลังจะเลื่อนชั้นเปลี่ยนโรงเรียนจากประถมศึกษาไปมัธยมศึกษา หรือจาก ม. ๓ ไป ม. ๔ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งปกติในยามที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติ เด็กเหล่านี้ก็จะได้ มีการเรียน ถึงแม้พ่อแม่อาจจะยากจนหรืออาจจะมีฐานะไม่ดีก็ตาม แต่ก็จะพยายามส่งเสียให้ แต่ในยามเศรษฐกิจแบบนี้จะมีเด็กที่อยู่ในสภาวะแบบนี้เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐- ๔๐๐,๐๐๐ คน ถ้าจำไม่ผิดนะครับ ตัวเลขที่ท่านให้มา ที่จะขาดโอกาสในการได้เรียนต่อ เพราะว่าผู้ปกครองอาจจะขอให้เด็กไปทำงาน หรือไม่ก็ไม่เป็นภาระในการใช้จ่าย ผมจึงอยาก ขอถือโอกาสนี้ครับสอบถามท่านว่า ท่านได้มีมาตรการอย่างไรที่จะดูแลเด็กกลุ่มนี้ เพราะ จะเป็นเด็กกลุ่มที่เหมือนกับโรงเรียน หรือครูถือว่าได้ให้เรียนรู้แล้วก็จบไปแล้ว ไม่เหมือนกับ เด็กที่อยู่ชั้น อย่าง ป. ๓ จะขึ้น ป. ๔ หรือว่า ป. ๒ จะขึ้น ป. ๓ โรงเรียนหรือครูก็จะมีการ ติดตามว่าทำไมไม่มาเรียนในปีต่อไป แต่เด็กที่พ้นโรงเรียนไปแล้วจะเป็นเด็กที่ควรแก่ การต้องไปติดตาม ก็ขออนุญาตสอบถามท่านนะครับ ว่าท่านได้มีมาตรการหรือวิธีการดูแล กลุ่มนี้อย่างไร🔗
อีกกลุ่มหนึ่งที่ขออนุญาตฝากฝังท่านนะครับ ก็คือกลุ่มที่อยู่ตามจังหวัด ชายแดน โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนด้านตะวันตกของประเทศไทยของเรา ซึ่งเป็นเด็กที่ ผู้ปกครองอาจจะถือบัตรสีชมพู เข้าใจว่ามีจำนวนเป็นหลักแสนคน หลักล้านคน ผมเอง ก็ได้ไปสัมผัสไปพบปะเด็กเหล่านี้พอสมควรนะครับ จริง ๆ ก็เป็นเด็กที่ไม่ต่างไปจากเด็ก ในบ้านเราหรอกครับ ว่าไปแล้วเขาก็เกิดในเมืองไทย เพียงแต่ว่าโชคไม่ดี คือผู้ปกครองไม่ได้ มีบัตรประจำตัวประชาชนตามปกติ เด็กกลุ่มนี้ก็จะเป็นเด็กที่ขาดโอกาส ก็อยากจะฝากทาง กสศ. ได้ช่วยกรุณาดูแลด้วยนะครับ ว่าท่านจะดูแลกลุ่มนี้อย่างไร ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มี บัตรประจำตัวประชาชน เช่นเด็กอื่น ๆ ก็ตาม🔗
แล้วสุดท้ายนะครับ ในภาวะที่เกิดวิกฤติของโควิด (COVID) นี้ ก็ทำให้ การเรียนการสอนของบ้านเราต้องอยู่ในระบบที่เรียกว่า สอนทางไกล ผมก็ได้สอบถามครู บางท่านว่าสอนอย่างไร ก็พบว่ายังมีปัญหาในเรื่องของการสื่อสารกับเด็กอย่างมาก เพราะว่า เด็กที่บ้านของผู้ปกครองบางคนอาจจะมีมือถือเพียงครึ่งเดียว แต่มีเด็กหลายคน แล้วจะให้ เด็กมาจดจ่ออยู่กับมือถือเล็ก ๆ ตลอดทั้งวันคงไม่ได้ จริงอยู่ครับประเด็นนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ ท่านรับผิดชอบโดยตรง แต่ผมก็คิดว่าเพื่อจะให้งานของท่านในเรื่องของการดูแลเด็กยากจน ที่ไม่มีทีวี หรือไม่มีคอมพิวเตอร์ หรือแลปท็อป (Laptop) เช่นเด็กอื่นในกรุงเทพฯ เขาได้มีโอกาสร่ำเรียน ผมคิดว่าท่านอาจจะต้องหาหนทางในการดูแลเด็กเหล่านี้ด้วยนะครับ เพราะว่าผมจากงบของท่าน ในงบดุลท่าน ท่านยังมีเงินฝากทั้งฝากระยะสั้น ทั้งลงทุน เป็นหลักพันล้านบาท ผมคิดว่าเงินเหล่านี้น่าจะเอามาใช้ประโยชน์ในการดูแล ในการให้เด็ก เหล่านี้ได้มีอุปกรณ์ในการเรียนรู้ โดยเฉพาะในช่วงที่เรามีวิกฤติเศรษฐกิจในยามนี้ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไป ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ หลังจากนั้นจะเป็นท่านมานพ เชิญท่านณัฐวุฒิ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ก่อนอื่นต้องขอแสดงความขอบคุณท่านประธาน ก่อนนะครับ ในเรื่องของการที่ท่านประธานได้กรุณาทำคุณประโยชน์ให้กับเด็กนักเรียนให้กับ สถานศึกษาตามที่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์ประกอบ รัตนพันธ์ ได้กล่าวถึง กองทุนนั้นยั่งยืนมาถึงทุกวันนี้ครับ ก็คือกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ขณะนี้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ได้บัญญัติให้มีกองทุนขึ้นมาอีกประเภทหนึ่ง ก็คือกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือ ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาและเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพ และประสิทธิภาพทางการศึกษาขึ้น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ซึ่งถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรานี้เป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียน ต่อเยาวชน ต่อนักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับ กองทุน กยศ. ท่านประธานครับ นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างยิ่งครับว่าการเริ่ม กองทุนตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ มา มีประธานกรรมการบริหารกองทุนนี้ก็คือ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งถือว่ามีศักยภาพ เป็นอย่างยิ่ง เป็นที่ยอมรับในสังคมโดยทั่วไป และมีผู้จัดการกองทุนชื่อ สุภกร บัวสาย ครับ ยอดเยี่ยมครับ ทำไมผมชม เพราะทุกปีที่มีการรายงานเรื่องนี้เข้าสู่สภา รายงานทำได้ดีมาก รูปเล่ม รวมทั้งมีมาตรฐานและทันสมัย ปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ นี้ได้รายงานเกี่ยวกับเรื่อง ผลกระทบจากเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ไว้ในเล่มนี้ค่อนข้างจะ ละเอียดว่าส่งผลกระทบต่อครัวเรือน ความยากจนของเด็กนักเรียนอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นครับ ท่านประธาน ไปดูวิสัยทัศน์ของกองทุนครับ วิสัยทัศน์ของกองทุนเพื่อจะให้เด็ก ให้เยาวชน ให้ประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือด้อยโอกาสทุกคนมีโอกาสพัฒนาตนเองตามศักยภาพ และเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ อันนี้เป็นเป้าหมายที่เราอยากจะเห็น เพราะเป็นการปฏิรูป ที่ยั่งยืนและส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ดูลึกลงไปครับท่านประธาน ดูผล การดำเนินงาน จำแนกตามกลุ่มเป้าหมาย ๗ กลุ่ม ผมดูไปกลุ่มที่ ๒ กลุ่มที่ ๒ หน้า ๙ ในเล่มนี้ กองทุนได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานครอบคลุมไปถึงการศึกษาภาคบังคับ โรงเรียนสังกัดสำนักงานพื้นที่ สพฐ. รวมทั้งประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ท่านประธานครับ การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยท่านได้ครับ อะไรที่ขาดแคลนเพียงแต่ให้ สตง. เขาอนุมัติระเบียบต่าง ๆ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนที่อยู่ห่างไกล ขาดแคลนงบประมาณให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปช่วยท่านครับ ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ อีกภาคหนึ่งครับ ภาคเอกชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยังไม่เห็นการประสานงานกับ ภาคเอกชนในหนังสือเล่มนี้นะครับ ผมยกตัวอย่างครับ ที่อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรีของผมมีการตั้งกลุ่มเรารักบางปลาม้าขึ้น แล้วเขาทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อการศึกษา ครั้งหนึ่งครับ เขานำเงินจำนวน ๑๒,๐๐๐ บาทไปมอบให้กับเด็กยากจน ในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ตำบลไผ่กองดิน ผมจะไม่ระบุโรงเรียนหรอกครับ ๑๒,๐๐๐ บาท เขามีเป้าหมายว่า เด็กคนนี้คุณพ่อขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ยากจน จะไม่สามารถดำรงสถานะ ความเป็นนักเรียนอยู่ได้ เขาก็ไปให้เพื่อจะให้ครู ให้ผู้บริหารสถานศึกษารับผิดชอบไปว่า ให้จัดให้เด็กเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท เดือนละ ๑,๐๐๐ ๑ ปี ปรากฏว่าผู้บริหารดูเสมือนหนึ่งว่าไม่อยากจะรับผิดชอบเงินจำนวนนี้ไว้ครับ ในท้ายที่สุด ชมรมนี้ต้องไปมอบเงินให้กับผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็มอบให้ผู้ปกครอง มอบให้กับเด็กนักเรียน เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท อย่างนี้ล่ะครับ ทำอย่างไรกระทรวงศึกษาธิการ จึงจะให้ความชัดเจนต่อผู้บริหารสถานศึกษาครับว่าน่าจะดีใจ น่าจะเต็มใจในการรับความ ช่วยเหลือ อย่าถือว่าเอาเป็นภาระมาให้ นี่เขาเสียใจมากเลยนะ และผู้บริหารท่านนี้ อยู่ระหว่างการประเมินผลด้วย ในท้ายที่สุดผู้บริหารท่านนี้ถูกย้ายไปครับ อยู่ระหว่างการ ประเมินผลเป็นผู้บริหาร ถูกสอบเรื่องการถูกจับเรื่องคดีเกี่ยวกับกระสุนปืน มีคำติฉินนินทา ในเรื่องประพฤติตัวไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเด็กนักเรียนผู้หญิง และไปที่ใหม่ครับ ไปได้รับการ ประเมินเป็นผู้บริหารแล้วเดี๋ยวนี้ อย่างนี้ล่ะครับ เราอยากจะเห็นความชัดเจนว่า ๑. กองทุน กสศ. ได้มีการประสานกับเอกชนในเรื่องการที่เข้ามาช่วยเหลือ ลดความเหลื่อมทาง การศึกษา ๒. ประสานกับกระทรวงศึกษาธิการดูว่ามีความชัดเจนอย่างไรในการที่จะ รับเงินช่วยเหลือจากภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยได้ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไป ท่านมานพ คีรีภูวดล หลังจากนั้นจะเป็นนายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ เชิญท่านมานพ ครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ครับ ท่านประธานครับ ผมใช้เวลาไม่มากครับ ผมคิดว่า ชื่อของกองทุน ผมคิดว่ามันต้องไปตอบเป้าหมาย และผมดูในเอกสารหลายเรื่องก็โอเค (OK) อยู่ ทีนี้ประเด็นก็คือว่าทำอย่างไรกองทุนเหล่านี้ คือผมไม่อยากให้มันมีการแต่งตัวเลข เกินจริง โดยเฉพาะเรื่องของเด็กยากจนก็ดี ผู้ด้อยโอกาสก็ดี ผมคิดว่าเอาให้มันตรงเป้าหมาย ว่าลงไปเจาะลึกในประเด็นเรื่องของผู้ที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษาจริง ๆ ท่านประธานครับ ผมให้ความสำคัญเรื่องรายงานที่มาสู่รัฐสภาทุกครั้งเลยนะครับ เพราะผมคิดว่าเป็นการ ตรวจสอบงบประมาณ แล้วก็วัตถุประสงค์ของหน่วยรับงบประมาณโดยตรง ทีนี้ผมอยาก ขออนุญาตเสนอแนะอย่างนี้ครับ เราจะทำอย่างไรในกลุ่มที่ได้ทำรายงานมานี้ส่วนใหญ่ เปอร์เซ็นต์เยอะที่สุดก็คือจะเป็นเรื่องของการอุดหนุนคนที่ด้อยโอกาส คนที่ขาดแคลน นะครับ แต่มีอีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มที่ไม่มีโอกาสเลย กลุ่มนอกระบบเหล่านี้นะครับ ผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็นสำคัญ การศึกษาเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การขยับขึ้นมา ในการเรียนรู้ ในการเติบโต ในการต่อสู้ในการแข่งขัน ผมคิดว่าทำอย่างไรให้มันไม่ซับซ้อนกับ กลุ่มองค์กรที่มีอยู่แล้ว ผมมีข้อเสนออย่างนี้ครับท่านประธาน ตอนนี้มันมีรูปแบบการศึกษา ทางเลือก ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปคุยกับเขา เช่นเขาใช้คำว่า ศูนย์การเรียนตาม พ.ร.บ. การศึกษา ที่มันมีอยู่นี้ แล้วผมมีโอกาสได้ไปคุยกับสมาคมการศึกษาทางเลือก เขามีอยู่ประมาณ ๖๐ กว่าศูนย์ และที่ผมเคยชวนกรรมาธิการการศึกษาลงไปแล้ว เช่น ศูนย์การเรียนรู้ที่ บ้านมอวาคี อยู่ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เขามีความพร้อมนะครับ และได้รับรางวัล และเป็นพื้นที่การเรียนรู้เรื่องของการศึกษาทางเลือกหรือว่าศูนย์การเรียน เขาเชื่อมโยง ระหว่างการศึกษาที่เป็นแกนกลางกับภายนอก แล้วก็การศึกษาที่เป็นเรื่องของวิถีชีวิต วัฒนธรรมของพื้นที่ ผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็น โจทย์สำคัญผมคิดว่าทำอย่างไรกองทุนจะได้ ไปเชื่อมกับกลุ่มที่เขามีตัวตนหรือว่ากลุ่มที่มีแผนงาน หรือมีกระบวนการ หรือมีตัวตน ที่ทำเรื่องการศึกษาอยู่แล้วนะครับ ซึ่งมันไม่ใช่เป็นเรื่องของการเริ่มต้นใหม่ เป็นเรื่องของ การจับมือกัน การสร้างความร่วมมือกัน เป็นการต่อยอด เป็นการไปเติมให้เขามีความ เข้มแข็ง ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่ามีไม่ต่ำกว่า ๖๐ ศูนย์นะครับ สถานะหลายศูนย์วันนี้ยังไม่ชอบด้วย กฎหมายนะครับ ก็คือต้องพึ่งพาตัวเองทุก ๆ อย่างเลยนะครับ ตั้งแต่ค่าจ้างครู อาหาร อุปกรณ์การเรียน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าอันนี้เป็นโจทย์สำคัญ เพราะว่ากลุ่มนี้ถือว่า เป็นกลุ่มที่โอกาสน้อยที่สุด อาหาร อุปกรณ์การเรียนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าอันนี้ เป็นโจทย์สำคัญเพราะว่ากลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีโอกาสน้อยที่สุดในทางระบบนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะเห็นการคิดออกแบบการศึกษาในเชิงนิเวศ ในเชิง พื้นที่ บางพื้นที่มันมีวัฒนธรรมความเป็นเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์หรือภูมิสังคมที่แตกต่าง ผมคิดว่าทำอย่างไรกองทุนจะออกแบบหน่วย ซึ่งเมื่อก่อน สกว. เขาจะใช้คำว่า เป็นโหนด (Node) จะมีหน้าที่ในการดูแลความเป็นพื้นที่เฉพาะเชิงประเด็น เชิงพื้นที่ เพราะฉะนั้น ถ้าหากกองทุนได้ต่อยอด หรือว่าพัฒนาให้มันสอดคล้องกับพื้นที่ผมคิดว่าการกำหนดพื้นที่ เชิงประเด็นหรือว่าเชิงบริบทสังคม มันก็คือรูปแบบการกระจายอำนาจอย่างหนึ่ง แล้วก็ ถึงที่สุดแล้วผมคิดว่าทำอย่างไรเรื่องของระบบการสร้างโอกาสการศึกษามันเป็นรูปแบบของ การกระจายอำนาจ สุดท้ายครับท่านประธาน ผมอยู่กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเรื่องกองทุน ทั้งหมด ผมคิดว่าผมอยากให้กองทุนได้รักษาวัตถุประสงค์และเจตนาของ พ.ร.บ. ไว้ แล้วผม เจอมาหลายกองทุนมากแล้วนะครับที่มีการออกแบบ มีการออกระเบียบมีการตั้งกลไกใหม่ ๆ ที่ทำให้การสร้างวัตถุประสงค์กองทุนเปลี่ยนแปลงไป ผมคิดว่าทำอย่างไรให้วัตถุประสงค์ กองทุนคงอยู่ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นายแพทย์บัญญัติครับ จากนั้นก็จะเป็นศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออภิปรายรายงานประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือเรียกว่ากองทุน กสศ. ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมดีใจเป็นอย่างมากเลยที่มีกองทุนนี้ ขอบคุณที่รัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร หรือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตรากฎหมาย พ.ร.บ. กสศ. เกิดขึ้น แล้วก็มีเงินเข้ามาในระบบ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนถึง ๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และ ในส่วนนี้ที่ผมดูรายงานก็ยังมีเงินอีก ๔๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดก็คงจะเป็น เงินบริจาค ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกหรือไม่นะครับท่านผู้จัดการ ผมเองก็เลยได้ทดลองโอนเงิน เข้าไป เมื่อสักครู่ผมได้เข้าเว็ปไซต์ (Website) ของ กสศ. แล้วก็ทดลองโอนเงินเข้าไป ๑๐๐ บาท เนื่องจากว่าเป็นแอปพลิเคชัน (Application) ที่ผมไม่ค่อยเคยใช้นะครับ ผมยังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยเฟรนลี (Friendly) เท่าไร ในภาษาการใช้แอปพลิเคชัน (Application) ถ้าใช้ง่ายเขาเรียกว่าเฟรนลี (Friendly) ใช้ง่าย เทียบกับแอปพลิเคชัน (Application) ในการจ่ายสตางค์ให้ร้านค้าคอนวีเนียน สโตร์ (Convenience Store) แอปพลิเคชัน (Application) เหล่านั้นใช้ง่ายมาก แล้วก็มีลูกเล่นต่าง ๆ ที่ ซิมเปิล (Simple) ใช้ง่าย ผมก็พยายามโอนแล้วก็โอนสำเร็จครับ แต่ใช้เวลาพักใหญ่ เท่าที่ผมสัมผัสจากผู้ใจบุญ ทั้งหลายแหล่ ผู้ใจบุญเหล่านี้ชอบทำบุญกับการศึกษา เพราะการทำบุญกับการศึกษาและ การสาธารณสุขปัจจุบันได้เครดิตในการลดหย่อนภาษี ๒ เท่า อย่างเมื่อสักครู่นี้ผมบริจาคไป ๑๐๐ บาท ทาง กสศ. ก็คงจะส่งเอกสารมาให้ ผมก็จะหักลดหย่อนภาษีได้ ๒๐๐ บาท ทั้งนี้ ทั้งนั้นก็คงจะไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของรายรับหักค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นเงินพึงนำไปคำนวณภาษี คือหมายความว่าไม่ใช่ว่าลดหย่อนภาษีได้ปลายเปิดนะครับ ก็ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้พึงประเมินในการคำนวณภาษี ผมยังคิดถึงว่าเดี๋ยวนี้มีเพจ (Page) ต่าง ๆ ซึ่งเพจ (Page) ต่าง ๆ นั้นต้องยอมมีต้นทุนในการกระตุ้นเพจ (Page) จู่ ๆ มันก็เด้งเข้ามา ในมือถือของเราบ่อย ๆ ทำให้เราต้องไปกดไลก์ (Like) กดแชร์ (Share) กดซับสะไครบ์ (Subscribe) อะไรก็ แล้วแต่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเพื่อเป็นการเบาแรงของเงินงบประมาณแผ่นดิน ผมเชื่อมั่น เหลือเกินว่าอนาคตเงินกองทุน กสศ. รัฐบาลแทบจะเรียกว่าจ่ายงบสำนักงานให้ท่านผู้จัดการ และคณะกรรมการบริหารก็คงจะเป็นได้ เพราะมีคนใจบุญในประเทศไทยเยอะเหลือเกิน นะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมตั้งเลขบัญชีของ กสศ. เป็นเฟเวอริต (Favorite) แล้วนะครับ วันไหน ผมคิดอะไรไม่ออก สติปัญญาไม่ค่อยเดินแสดงว่าเราทำบุญกับการศึกษาน้อย เราก็ทำบุญ การศึกษา ๕๐ บาท ๑๐๐ บาทแล้วแต่นะครับ ผมคิดว่าถ้าเกิดได้ทำเรื่องแอปพลิเคชัน (Application) นี้ให้มีความเฟรนลี (Friendly) ใช้ง่าย แล้วก็เป็นที่รับรู้ของพี่น้องประชาชน จำนวนมากนะครับ คนที่บางท่านก็มีเงินมีทองพอที่จะเหลือเจียดจ่ายดูแลเรื่องการศึกษา ให้บุตรหลานของทั้งประเทศไทย เพราะถือว่าบุตรหลานที่มีฐานะ ผู้ปกครองฐานะไม่ค่อยดี ถือเป็นลูกของประเทศไทย เพราะเอดดูเคชัน (Education) อย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย บางท่านนะครับว่า ออล ฟอร์ เอดดูเคชัน (All for Education) คือทุก ๆ คนต้องมาช่วย การศึกษา และเอดดูเคชัน (Education) ก็ต้องฟอร์ออล (for All) ก็คือการศึกษาต้อง เพื่อปวงชน และปวงชนทุกภาคส่วนก็ต้องผินหน้าเข้ามาสู่การศึกษา นั่นจึงจะเป็นเจตนารมณ์ ที่ พ.ร.บ. นี้ได้เปิดช่องไว้ให้มีช่องทางในการรับบริจาคนะครับ ในส่วนอื่น ๆ นั้น ผมชื่นชมกับ กองทุนและผู้บริหารกองทุนนะครับ ผมเพียงแต่ว่าอยากจะบอกให้สังคมทางบ้านได้รับรู้ว่า ปัจจุบันมีกองทุน กสศ. ถ้าพิมพ์เข้าไปท่านพร้อมที่จะโอนเงินบริจาคเพื่อให้กองทุนนี้เติบโต ยิ่งเติบโตเท่าไรท่านผู้จัดการและผู้บริหารกองทุนก็มีเงินพอที่จะไปดูแลการศึกษาให้แก่ บุตรหลานแทนท่านนะครับ เชื่อมั่นว่าการให้แสงสว่างคือการศึกษาก็เป็นธรรมทานอย่างหนึ่ง มีอานิสงส์ใหญ่ มีอานิสงส์มาก ทำให้ผู้บริจาคนั้นมีความปราดเปรื่องในสติปัญญาด้วย เช่นเดียวกันครับ ผมก็ขอฝากประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียวครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ก็มีรายชื่อ เพิ่มเข้ามาอีกนะครับ ผมอ่านชื่อนะครับแล้วก็คิดว่าน่าจะพอ ได้ทั่วถึงพอสมควร นะครับ ต่อไปจะเป็น ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน คุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม คุณวิรัช พันธุมะผล คุณภาสกร เงินเจริญกุล แล้วก็ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ซึ่งติดชื่อไว้นานแล้วครับ แต่นอกนั้นก็เพิ่งเข้ามาใหม่นะครับ ก็เรียนว่าอย่างที่ได้เรียนไว้ก็คือประเด็นก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนักนะครับ ถ้าประหยัดเวลาได้ก็ประหยัด แต่จะให้ทุกคนที่เอ่ยชื่อมาทั้งหมดได้อภิปรายครับ เชิญท่าน อาจารย์กนกครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธาน ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายในการรายงานกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาประจำปี ๒๕๖๓ ก่อนอื่นผมมีความยินดีแล้วก็ดีใจที่เห็นความก้าวหน้าของ กสศ. แล้วก็ขอชื่นชม กสศ. ที่ได้ทำหน้าที่ในการช่วยเหลือเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ด้อยโอกาส แล้วก็ได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศของเรา ประเด็นที่ผม อยากจะขออนุญาตอภิปรายในครั้งนี้ก็คือความคาดหวังที่อยากจะเห็น กสศ. นั่นก็คือการเพิ่ม โพรดักทิวิตี (Productivity) ของระบบการศึกษาของประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากเห็นบทบาทของ กสศ. ในการพัฒนานโยบายและระบบการศึกษาจากฐานของ ประสบการณ์และบทเรียนที่ กสศ. ได้ทำงานมาหลายปีพอสมควร🔗
ประเด็นแรกที่อยากจะเห็นก็คือว่าวันนี้เราพบแล้วว่าเด็กนอกระบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กยากจน ยากจนพิเศษ หรือเด็กชายขอบก็ตาม มีอยู่ทั้งในเมืองและอยู่ทั้ง ในชนบท ซึ่งเรารู้ว่าบริบทของเมืองและบริบทของชนบทต่างกัน ความยากจนในเมืองกับ ความยากจนในชนบทเหมือนกันบางส่วน แล้วก็ต่างกันหลายส่วน นั่นก็หมายความว่าเด็กที่อยู่ในบริบทของเมืองและชนบทในกลุ่มที่เป็นเป้าหมายของ กสศ. ก็แตกต่างกันด้วยเช่นเดียวกัน ประเด็นที่ผมอยากเสนอให้ กสศ. ช่วยพิจารณาก็คือว่า ผมคิดว่า กสศ. น่าจะได้สรุปแบบแผน แพตเทิร์น (Pattern) ที่เราได้ค้นพบจากการทำงาน โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการศึกษาและวิธีการเรียนการสอนของเด็กนักเรียนในสภาพ ที่ไม่มีความพร้อม เพราะนั่นคืองานของ กสศ. เพื่อที่จะได้นำแบบแผนนั้นไปประยุกต์ใช้กับ โรงเรียนขนาดเล็กของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งอยู่ในลักษณะคล้ายคลึงกัน เพื่อจะได้นำไป ประยุกต์ใช้กับการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งวันนี้ก็มีคนจำนวนมากได้พยายามขยาย บทบาทการศึกษาในแบบแผนนี้ และในเวลาเดียวกันผมอยากเห็นการสรุปเรื่องการศึกษา ทางด้านค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ กสศ. ทำได้ดีมาโดยตลอด ควรจะนำสิ่งเหล่านี้กลับไปสะท้อน ให้กับ สพฐ. ให้กับอาชีวศึกษา ให้กับโรงเรียนเอกชนในการที่จะบริหารงบประมาณหรือ ค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษา ซึ่งเอดดูเคชัน ไฟแนนซ์ (Education Finance) ที่ กสศ. ทำนั้น อาจารย์ไกรยศทำได้ดีมาก เพราะฉะนั้นการสะท้อนผลอันนี้จะช่วยให้เกิดการจัดสรร งบประมาณและการใช้งบประมาณได้อย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงเหมือนกับที่ กสศ. ได้ทำ ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ผมเชื่อว่าประสิทธิภาพของระบบการศึกษาของเราก็จะดีขึ้นจากนี้ อีกมาก นั่นก็หมายความว่าผมอยากเห็นการแก้ไขเชิงระบบและเชิงนโยบายมากกว่าการ ทำงานเป็นจุด ๆ เป็นเรื่อง ๆ อย่างเช่นที่ กสศ. ได้ทำมาโดยตลอด ซึ่งก็ทำได้ดีในส่วนนั้น แต่ผมอยากเห็นมากกว่านั้น เพราะว่าการตั้ง กสศ. ซึ่งผมมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยตั้งแต่ต้น เจตนารมณ์อันหนึ่งของเราก็คือเราอยากเห็นการนำบทเรียนนี้ไปปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการ และเมื่อปีที่แล้วถ้าท่านอาจารย์หมอศุภกรจำได้ ผมได้เรียนกับที่ประชุมนี้ด้วยซ้ำไปว่า ถ้าเลขาธิการ สพฐ. ทำไม่ได้ก็ให้อาจารย์หมอศุภกรไปทำแทนนะครับ ด้วยเหตุผลอันนี้เอง ผมไม่ได้เปลี่ยนความคิดนี้เลย ความหมายของผมก็คือว่าถ้าอาจารย์หมอศุภกรทำไม่ได้ เอาอาจารย์ไกรยศไปก็ได้นะครับ ความหมายคือนำประสบการณ์ตรงนี้ไปแก้ปัญหา เพราะว่า บทเรียนของ กสศ. เป็นบทเรียนที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง🔗
ในประการที่ ๒ ที่ผมคิดว่าสำคัญก็คือการบูรณาการ ผมคิดว่า กสศ. ไม่ควร จะคิดทำงานตามลำพังนะครับ บทบาทของ กสศ. ในตัวเองดี แต่ผมคิดว่า กสศ. ควรจะต้อง เข้าไปสัมพันธ์กับ สพฐ. สัมพันธ์กับ กศน. ซึ่ง กศน. นี้ ใน พ.ร.บ. ที่กำลังจะเข้าสภาก็จะตั้ง เป็นกรม ผมก็เกรงว่าจะมีกรมที่ใหญ่ขึ้น แต่ทำงานไม่ได้มาตรฐานเหมือนเดิมนะครับ ถ้าได้มีการนำการทำงานของ กสศ. ไม่ว่า ในเชิงระบบ ในเชิงแบบแผน ในเชิงวิธีการ ในเชิง เครื่องมือ ซึ่งหลายส่วนอยู่ในบริบทที่ไม่ได้แตกต่างจากการศึกษานอกระบบของ กศน. เท่าไรนัก สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ และในเวลาเดียวกันการศึกษาของโรงเรียนเอกชน ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นภาระ แต่ความจริงแล้วโรงเรียนเอกชนสามารถที่จะช่วยบรรเทาภาระ ทางงบประมาณให้กับระบบการศึกษาของเราได้มาก แต่ในเวลาเดียวกันเราก็เป็นห่วง เรื่องคุณภาพและประสิทธิภาพของโรงเรียนเอกชน ถ้าบทเรียนของ กสศ. สามารถจะช่วยให้ เราปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงเรียนเอกชนได้ ผมว่าอันนั้นก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้าจะกล่าวในความหมายของบูรณาการนี้ผมอยากเห็น กสศ. มีบทบาทในเชิงนโยบาย และการปฏิบัตินโยบายทางด้านการศึกษามากขึ้น เพราะบทเรียนที่ท่านได้ในงานในพื้นที่ ในภาคสนาม ผมคิดว่ามันมากพอที่ท่านจะพูดอะไรบางอย่างที่จะเป็นประโยชน์ อันนี้ ก็ขออนุญาตคอมเมนต์ (Comment) ตรง ๆ กสศ. พูดเฉพาะทางด้านการเงินเป็นหลัก จนกระทั่งทำให้คนหลายคนมองว่า กศส. มีหน้าที่ช่วยเรื่องการเงิน และกลายเป็นว่าเป็นที่ ของบประมาณเป็นที่ขอทุน แต่ความจริงอันนั้นไม่ใช่เจตนาของ กสศ. กสศ. มีงานที่ใหญ่ กว่านั้น และมากกว่านั้น การแบ่งปันการเรียนรู้ของ กสศ. ที่ได้พัฒนาประสิทธิภาพมา โดยตลอด แล้วก็พยายามจะพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภายใต้พื้นที่และงานที่ กสศ. รับผิดชอบ ผมคิดว่าประสบการณ์ตรงนี้นะครับ ในเซกชัน (Section) ของการรายงานเรื่องการวิจัยและนวัตกรรม ผมคิดว่ายังเป็นชิ้น ๆ มากเกินไป ควรจะเป็นระบบมากกว่านี้ เพื่อที่จะได้นำประสบการณ์การเรียนรู้เหล่านี้ไปใช้ ประโยชน์ให้กับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้น กสศ. ผมขออนุญาตตั้งประเด็นที่สำคัญ ในภารกิจของท่านในอนาคตก็คือว่าถ้า กสศ. ในปัจจุบันนี้สำหรับผมคือการเก็บตกนักเรียน ที่ออกจากระบบ นักเรียนที่ไม่ได้เข้าระบบนี่คืองานของ กสศ. วันนี้ ผมอยากเห็น กสศ. มีภารกิจมากกว่านั้น ก็คือ กสศ. ต้องเติมเต็มระบบของกระทรวงศึกษาธิการ สิ่งที่ กระทรวงศึกษาธิการในระบบทำไม่ได้ กสศ. ต้องคิดตรงนี้ให้แทน และประการสุดท้าย ผมอยากเห็น กสศ. ต่อยอดระบบของกระทรวงศึกษาธิการ ผมขออนุญาตฝาก ๒ ข้อนี้ นะครับ เติมเต็มและต่อยอดระบบของกระทรวงศึกษาธิการ และปีหน้าผมจะมารับฟัง รายงานเรื่องนี้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ หลังจากนั้นจะเป็นคุณอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ ผมเรียนว่า วันนี้เราจัดลำดับเรื่องเพื่อทราบไว้ถึง ๒.๗ นะครับ วันนี้เราก็จะไปให้ถึง ๒.๗ ครับ เชิญ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ต้องประทานโทษเมื่อสักครู่ไม่ค่อยได้ยินเสียงท่านประธานนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กองทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ความเสมอภาค ทางการศึกษา เป็นสิ่งที่ผมจะต้องตั้งคำถาม แล้วก็ขอคำตอบในบางประการ การศึกษาเป็น สิ่งที่รัฐจะมีหน้าที่ต้องให้กับคนไทยทุกคน ต้องเป็นการศึกษาที่ดี เป็นการศึกษาที่มีคุณภาพ เป็นการศึกษาที่ต้องให้กับคนไทยทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะมีความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ความเชื่อ อัตลักษณ์ เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องให้การศึกษาที่ดีตามความต้องการและ ตามศักยภาพของเด็ก อันนี้คือเป้าหมาย แล้วในหลายประเทศเขาจะวัดประเทศที่เจริญ ด้วยคุณภาพของคน คุณภาพของคนก็เกิดจากการศึกษา วันนี้เรามีการจัดการศึกษาที่มี องค์กรอยู่จำนวนมาก กองทุนเกิดขึ้นมาเพื่อจะเป็นหน่วยกลางเพื่อจะเติมเต็มกรณีคุณภาพ ความเสมอภาคเรื่องการศึกษา ผมถือว่าหน่วยงานนี้ควรจะเป็นหน่วยงานเชิงนโยบาย เชิงภาพรวมที่จะนำการศึกษาของประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย วันนี้เรื่องการศึกษา เรามีหน่วยที่จัดการ ผมไปเห็นตัวเลขของกองทุน ปรากฏว่าประมาณจำนวนล้านกว่าคน ท่านเดินไปที่เด็กอายุไม่เกิน ๑๔ ปี การศึกษาในส่วนนี้เรามีการเรียนฟรี ๑๕ ปี ซึ่งเราได้จัด งบประมาณไปให้กับกระทรวงศึกษาธิการ งบประมาณที่จัดไปก็จะมีประมาณ ปีนี้ผมเป็น กรรมาธิการงบประมาณก็คือไป ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เวลาคิดเรื่องการศึกษา เขาใช้จำนวนนักเรียนที่เข้ามาเรียน ซึ่งในปีนี้ในปี ๒๕๖๕ กระทรวงศึกษาธิการก็คาดว่าจะมีนักเรียน ๑๓ ล้านคน ตัวเลข ๑๓ ล้านคนก็เป็นฐาน มาในการคิด เพราะใน ๑๓ ล้านคนของกระทรวงศึกษาธิการนั้น จะไม่มีคนหนึ่งคนใด เล็ดลอดจากการไม่ถูกเรียนฟรีเลย ต้องเรียนฟรีและมีคุณภาพ อันนี้คือภารกิจ ตามรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าพอเข้าไปจัดการศึกษาจริง ๆ ทางท่านผู้จัดการกองทุน ท่านประธานก็คงจะทราบดีว่าวันนี้พอเราจัด ประเทศไทยเรามีงบการศึกษาสูงเป็นอันดับ ต้น ๆ ของโลกกับประเทศที่ด้อยกับประเทศที่เจริญมาก ๆ ไม่กี่ประเทศ แต่พอไปดูงบ เรื่องการศึกษาในจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปรากฏว่าเข้าไปเรื่องการเรียนฟรี เข้าไปสู่นักเรียนเพียง ๓๖,๕๔๗ ล้านบาท ประมาณตัวเลข ขณะนี้นะครับ หรือคือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนเงินอีกประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์นี้จะไปในเรื่อง ครู ไปในเรื่องอื่น ดังนั้นผมจึงคิดว่าทางกองทุนที่เกิดขึ้นมา ผมยังอยากว่าถ้าท่านเดินไปจัด ในกลุ่มที่อายุไม่เกิน ๑๔ ปี คือท่านก็ไปจัดในประชากรกลุ่มเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการ มิเช่นนั้นถ้ากระทรวงศึกษาธิการบกพร่อง เราอาจจะต้องไปพิจารณา ท่านต้องไปคุยกับ กระทรวงศึกษาธิการว่างบที่ท่านเอาตัวเลขคูณไปนี้เอาไปทำอะไร ผมยังอยากฝาก ทางกองทุน คือหลังจาก ๑๕ ปี หลังจากเรียนฟรีคนไทยต้องเรียนโดยเสียเงิน การเรียน โดยเสียเงิน เราก็มีกองทุน กยศ. ที่ท่านประธานเคยตั้งไว้ เจตนารมณ์ของ กยศ. ในอดีต เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มีคุณค่าเป็นอย่างมาก แต่วันนี้กองทุน กยศ. เราพบว่ามีคนที่เรียนจบ จำนวนมาก พอจบมาบางส่วนไม่มีงานทำ บางส่วนไม่มีเงินจะใช้ กยศ. ก็ใช้วิธีการฟ้อง ค่าใช้จ่ายในการฟ้องก็ ๗,๐๐๐ กว่าบาทต่อคน มีฟ้องเกือบ ๒ ล้านคน เป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งคนกลุ่มนี้เหมือนคนที่จบมาประเทศได้ประโยชน์ ทำกำไรให้ประเทศ เพราะประเทศไทย ได้คนที่มีความรู้ แต่คนกลุ่มนี้จบมากลับตกนรกทั้งเป็น ก็คือเขาต้องถูกฟ้องแล้วต้องใช้หนี้ วันนี้อยู่ในชั้นบังคับคดีอยู่ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน พอในชั้นบังคับคดีปรากฏว่าพอเราจะช่วยกัน อย่างไร ซึ่งจะมีรายงานต่อไปนี้ ท่านสมาชิก ท่านประธานลองอ่านดู ตกใจเลยกรรมาธิการ เราเขียนรายงานอย่างดีเลย กองทุน กยศ. เถียงทุกคำเลย เหมือนจะมองว่าจะหากำไรจาก เด็กที่จบการศึกษา ซึ่งการศึกษาวันนี้เป็นเรื่องสิทธิมนุษย์ชน ประเทศทุกประเทศต้องให้ การศึกษาที่ฟรีมีคุณภาพ แล้วเราต้องลงทุนกับมนุษย์เท่านั้น ทำให้มนุษย์มีปัญญาจึงจะทำให้ ประเทศไปข้างหน้าได้ ผมจึงอยากจะขอถามว่ากองทุนเราได้มีความซ้ำซ้อนกับ กระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ กองทุนผมเห็นด้วยกับกองทุน ผมเชื่อในผู้หลักผู้ใหญ่ของ กองทุน แต่ท่านกำลังทำเป็นอาณาจักรมาเพื่อจะมาไปผลิตบุคลากรกับกระทรวงศึกษาธิการ หรือไม่ ท่านถ้าจะทำเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษา ผมอยากให้ท่านเป็นหน่วยงานกลาง ที่จะพัฒนาเรื่องคุณภาพเรื่องการศึกษาความเสมอภาคเรื่องการศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็น อันนี้ ก็อยากจะฝากไว้ แล้วท่านก็มีบุคลากรน้อยนิดเดียว ท่านไม่รู้ดีเท่ากับชุมชนท้องถิ่นหรือ พ่อแม่ หรือท้องถิ่นที่เขารู้นะครับ ผมก็อยากจะฝากในประเด็นนี้ไว้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ จากนั้นก็จะเป็นศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผม ขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายถึงรายงานปี ๒๕๖๓ ของกองทุนบริหารเพื่อความ เสมอภาคทางการศึกษา ผมเองได้มีโอกาสติดตามอภิปราย แล้วก็ติดตามผลงานของ คุณหมอสุภกร บัวสาย มา ๒ ปีแล้ว ปีนี้เป็นปีที่ ๓ แล้วก็ได้มีโอกาสพบคุณหมอในฐานะ ผู้จัดการกองทุนนี้ในอนุกรรมาธิการกองทุนของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็ขอเป็นกำลังใจ ให้คุณหมอ แล้วก็คณะผู้บริหารทุกท่าน แล้วก็ชื่นชมในผลงาน เพราะว่าผลงานของ ทางกองทุน กสศ. นี้เป็นที่ยอมรับ แล้วผมเองก็ได้มีโอกาสมาดูรายงานฉบับนี้ ตอนนี้เรามี ปัญหาเรื่องของวิกฤติโควิด-๑๙ (COVIC-19) ซึ่งทำให้ปัจจุบันนี้นักเรียนหรือเยาวชนของเรา ที่ปัจจุบันนี้มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอยู่แล้ว เมื่อเจอภาวะโควิด-๑๙ (COVID-19) นี้ก็มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น อันนี้ก็จะเห็นได้จาก รายงานของทาง กสศ. ที่ส่งมาให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ดู มันมีอยู่ช่วงหน้าที่ ๑๘ ที่มีการศึกษาเรื่องของผลกระทบของโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่มีต่อเรื่องของการเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษา ดูตัวเลขแล้วน่าตกใจครับท่านประธาน เป็นตัวเลขที่ผมคิดว่าถ้าผู้บริหาร ของกระทรวงศึกษาธิการได้เห็นคงจะต้องเอาไปทำการบ้านกันพอสมควร แล้วก็อยากให้ทาง คุณหมอสุภกรว่ารายงานฉบับนี้ควรจะต้องนำไปขยายผล ไม่ใช่เฉพาะผู้บริหารกองทุนเท่านั้น ของ กสศ. ที่จะมาดูจะต้องให้ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารของกระทรวง อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเข้ามาดูด้วยครับ เพราะว่าเป็นข้อมูลที่มี ประโยชน์มาก เรื่องของโคอิซาไลน์ ก็จะมีตัวเลขที่ชัดเจนว่าในรายงานกลุ่มใหม่ที่คาดว่าจะ ยากจน อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) จำนวนเพิ่มขึ้นถึง ๑๗๗,๔๕๔ คน หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ ๕๓ ของนักเรียนยากจนพิเศษ เมื่อเทียบกับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ท่านประธานครับ เด็กจำนวนนี้ เพิ่มขึ้นเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คน ถือว่าเป็นภาระของประเทศนะครับ ถ้าเราไม่บริหารจัดการ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการไม่บริหารจัดการให้ดีในอนาคตก็จะเป็นปัญหาของประเทศ อันนี้เป็นตัวเลขที่ชี้วัดแล้วก็เป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วง ตัวเลขที่ ๒ ครับท่านประธาน ในผลการศึกษาของ กสศ. ก็ชี้แจงมีผลการวิจัยที่ชัดเจนว่าถึงแม้เราจะมีการเรียนออนไลน์ (Online) แต่ประสิทธิภาพของนักเรียนที่เรียนออนไลน์ (Online) นี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ คณิตศาสตร์ที่จะมีความรู้หายไปจากการเรียนออนไลน์ (Online) อยู่ที่บ้านนี้ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ความรู้ด้านการอ่านลดลงถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะสถานการณ์ของ นักเรียนในกลุ่มที่ไม่ได้เรียนโดยใช้ภาษาแม่เป็นภาษาหลัก ซึ่งทักษะด้านภาษาของนักเรียน ลดลงมากเป็นพิเศษ อันนี้คืออะไรครับ อันนี้คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าวันนี้ผู้ปกครอง ผมลงพื้นที่ที่จังหวัดราชบุรี ผู้ปกครองก็จะบ่นครับว่าเด็กเรียนออนไลน์ (Online) โดยเฉพาะ เด็กเล็กนี้ประสิทธิภาพการเรียนลดลง ยิ่งเรามาเห็นผลการศึกษาของ กสศ. แล้วนี้ จะเห็นว่า ผลการเรียนออนไลน์ (Online) นี้ทำให้ประสิทธิภาพลดลงอย่างชัดเจน อันนี้ก็คือตัวสะท้อน ชี้วัดที่ผมคิดว่ากระทรวงศึกษาธิการนี้คงจะต้องเอาไปทำการบ้าน แล้วก็หาวิธีการแก้ไข นะครับ🔗
ส่วนที่ ๓ เรื่องของความเสี่ยงในด้านการพัฒนาด้านร่างกายและด้าน สุขภาวะของเด็กและเยาวชน ตัวรายงานนี้ก็มีการชี้วัดชัดเจนครับว่าเด็กยากจน แล้วก็ ยากจนพิเศษนี้อาศัยอาหารกลางวันที่โรงเรียน แต่เมื่อวันนี้มีวิกฤติไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) โรงเรียนหยุดเรียน เกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน เกิดปัญหาว่าเด็กขาดอาหาร ครับ เพราะว่าปกติเด็กไปโรงเรียนก็ได้รับอาหารกลางวันจากโรงเรียน แล้วก็ขาดอาหารเช้า ด้วย ตอนนี้กลายเป็นว่าสุขภาวะของเด็กนี้ในกลุ่มนี้ถดถอยลงไป อันนี้เป็นตัวชี้วัดที่น่า เป็นห่วงครับ🔗
อันที่ ๔ อันสุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือการขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษาระหว่างกลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุด ร้อยละ ๔๐ ของประเทศนี้กับ กลุ่มประชากรที่ร่ำรวยมากที่สุด ร้อยละ ๖๐ ของประเทศ หมายความว่าเด็กที่พ่อแม่ยากจน กับเด็กที่พ่อแม่ร่ำรวย เมื่อเทียบกันแล้วก็คือห่างกัน ๒ ปี มันก็ชัดเจนครับท่านประธาน เวลาเราลงพื้นที่เด็กที่เรียนในโรงเรียนที่คุณภาพ มีโอกาสทางการศึกษา อ่านออกเขียนได้ เร็วกว่าเด็กที่ไม่มีโอกาสเท่ากับเด็กที่พ่อแม่มีฐานะดี ก็คือโรงเรียนมีคุณภาพมากกว่า ทั้ง ๔ อย่างนี้เป็นสิ่งที่ผมห่วงครับท่านประธาน วันนี้ถึงได้ขอเวลาสภามาอภิปรายว่าวันนี้ เรามีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) เด็กเยาวชนของเราปกติมีความ เหลื่อมล้ำทางการศึกษามากอยู่แล้ว ดังนั้นการมีวิกฤติไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็ยิ่งทำให้ เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ที่ทางคุณหมอสุภกร แล้วก็ทาง คณะผู้บริหารกองทุนได้ทำนี้ ผมคิดว่าท่านควรจะต้องนำไปขยายผลไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. นี้ให้ได้รับทราบผลการศึกษาของท่านนะครับ โดยเฉพาะผมเอง ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้เมื่อเห็นผลการศึกษาวิจัยของท่านแล้ว ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ก็ต้องขอขอบคุณทางคุณหมอสุภกรและคณะทุกท่านที่ได้ทำรายงานที่เป็นประโยชน์ ทางด้านการศึกษา ขอให้ท่านไปขยายผล แล้วก็ดีใจครับเมื่อปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ผมได้เป็น กรรมาธิการงบประมาณ ก็ได้สนับสนุนงบแปรญัตติไปให้กับทาง กสศ. เพื่อนำไปใช้ให้เกิด ประโยชน์กับการศึกษาให้กับเยาวชนของชาติต่อไป ตามวัตถุประสงค์ทั้ง ๗ กลุ่มที่ท่านได้ทำ แล้วก็ทำเสนอรายงานมา ก็ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับทาง กสศ. ผู้บริหาร กสศ. ทุกท่าน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม จากนั้นจะเป็น คุณวิรัช พันธุมะผล นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมขออภิปรายรับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๓ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ท่านประธานครับ ก่อนอื่น ผมขอชมเชยทางกองทุน ที่ได้ทำรายงานให้ทราบ มีรายละเอียดแล้วก็มีรูปเล่มที่กะทัดรัด แล้วก็น่าอ่าน อันนี้ก็ขอชมเชยด้วย แล้วให้กำลังใจ ผมเห็นด้วยกับการมีกองทุนนี้ ซึ่งกองทุน ความเสมอภาคทางการศึกษา หรือเรียกย่อ กสศ. ก็เป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๑ แล้วก็ได้จัดตั้งขึ้นมา ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ วรรคหก ที่ต้องการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ และ จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทาง การศึกษา นั่นคือภารกิจของกองทุน ผมดูภารกิจรายงานผลของกองทุนมีหลายเรื่องที่น่า ประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการอุดหนุนนักเรียนด้วยทุนเสมอภาคทั่วประเทศประมาณ ๑ ล้านกว่าคน เรื่องของพัฒนาต้นแบบการคัดกรองนักเรียนยากจน โดยจัดสรร เงินอุดหนุนเป็นรายบุคคล ๑,๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วก็มีงานอื่น ๆ อีกมากที่เป็นตัวอย่าง ในการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส แล้วก็สร้างทุนโอกาสทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทุนที่เป็นถึง ขั้นอาชีวะ อาชีพชั้นสูง ๕,๐๐๐ กว่าคน อันนั้นก็ผลงานที่สังเกตได้ ดูได้ในรายงาน แต่ผมอยากจะเพิ่มเติมเป็นข้อสังเกตให้กับทางผู้ที่เกี่ยวข้องกับกองทุน โดยเฉพาะ คณะกรรมการกองทุนและผู้จัดการกองทุนสัก ๕ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ ผมเห็นว่าการให้ทุนไปตามจำนวนที่ผมเอ่ยนี้ ผมว่าส่วนหนึ่ง ผมอยากให้มีการติดตามประเมินเด็กเหล่านี้ว่า เขามีโอกาสไปถึงไหน อย่างไร เป็นรายงาน ให้เพิ่มเติมมากขึ้น นั่นคือส่วนที่ ๑🔗
เรื่องที่ ๒ มันมีในวัตถุประสงค์ของกองทุน ก็คือว่าในการพัฒนาหรือว่า สนับสนุนช่วยเหลือส่งเสริมให้เรื่องของความเสมอภาคในเรื่องพัฒนาครู การพัฒนาครูและ ประสิทธิภาพครูนี้ ผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเสมอภาค แล้วก็อยู่ ในวัตถุประสงค์ ก็อยากถามเหมือนกันว่าในเรื่องของการช่วยให้ความเหลื่อมล้ำในความ เสมอภาคระหว่างโรงเรียน หรือครูที่อยู่ในชนบทกับในเมือง เราทำได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร ผมเข้าใจว่าอาจจะมีโรงเรียนต้นแบบก็ได้🔗
เรื่องที่ ๓ ก็คือว่าในการช่วยไม่ให้เด็ก ซึ่งในรายงานก็พูดถึงเด็กที่จะหลุดจาก โรงเรียน ระบบโรงเรียน ก็อยากทราบเหมือนกันว่ากองทุนได้ไปพิทักษ์เด็กไม่ให้หลุดจาก ระบบการศึกษาได้มากน้อยเพียงใด นี่ก็เป็นคำถามที่ ๓🔗
เรื่องที่ ๔ ผมเห็นจุดดีในการสร้างภาคีความร่วมมือในการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำ ท่านใช้หลายภาคส่วนเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น แล้วก็ในส่วนอื่น ๆ ของภาคเอกชนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อย่างไรก็ตามการสร้าง ความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหา ที่สำคัญก็คือสถานศึกษาในเขตเมืองและเขตชนบท ผมคิดว่า ส่วนนี้จะส่งเสริมอย่างไรให้กระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของทั้ง ๒ โรงเรียน ในเขตเมืองและชนบทได้มีความรู้สึกว่ามีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง นั่นคือส่วนที่ ๔🔗
เรื่องที่ ๕ ผมคิดว่ามันมีส่วนที่ท่านไปร่วมมือกับการวิจัย ท่านใช้คำว่า วิจัย และนวัตกรรม อันนี้ผมเห็นด้วยแล้วก็เป็นประโยชน์ แต่ผมขอยกตัวอย่างว่าการวิจัย เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ผมจะยกตัวอย่างที่ท่านยกตัวอย่างไว้ ในเอกสารและเป็นคำถามด้วยนะครับ ท่านพูดถึงโรงเรียนขนาดเล็กที่ห่างไกลอยู่ใน ถิ่นทุรกันดาร จำนวนโรงเรียนก็มีประมาณ ๑,๕๐๐ แห่ง ผมเข้าใจว่ามากนะครับ โรงเรียนที่ อยู่ในทุรกันดารและมีเด็กที่อยู่ในระบบโรงเรียนนี้ ประเภทนี้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน คำถามผมก็คือว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์กับงานวิจัยนี้ ผมหมายถึงงานวิจัยอื่น ๆ ด้วยที่ปรากฏ ในรายงาน ผมคิดว่าผมอยากได้ผลว่าการอุดช่องว่างโรงเรียนที่ห่างไกล แล้วก็ไปดำเนินการ วิจัย ผลของการวิจัยเพื่อช่วยได้ออกดอกผลอย่างไรบ้าง เพื่อให้ทางสภานี้ได้ทราบ โดยเฉพาะ โรงเรียนขนาดเล็กที่เราไปเติมเต็มให้ในเรื่องอุดช่องโหว่ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ🔗
ในประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือว่ากองทุนแม้ว่าจะตั้งมาไม่นาน ก็ตาม แต่ว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าได้กับเด็กที่ยากจน ขาดแคลนทุนทรัพย์ แล้ว ได้กับครูที่เราจะไปพัฒนาให้มีศักยภาพ ได้กับการสร้างภาคีความร่วมมือ นั่นก็คือการ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ผมอยากให้ไปช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๗,๕๐๐ กว่าแห่งได้ช่วยในเรื่องเหล่านี้นะครับ เพื่อจะช่วยกันอุดช่องว่างในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ทั่วถึงกับเด็ก ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นโรงเรียนในท้องถิ่นเป็นโรงเรียน ที่อยู่ในชนบทอยู่แล้ว เช่น โรงเรียนของเทศบาลตำบล อบต. หรือโรงเรียนของ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ท่านอาจจะใช้ภาคีตรงนี้เป็นความร่วมมือนะครับ ก็เสนอแนะ ด้วย แล้วก็ตั้งคำถามด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณวิรัช พันธุมะผล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ วันนี้เป็นวาระของการรับทราบรายงานประจำปีของกองทุนต่าง ๆ หรือว่าหน่วยงานต่าง ๆ ผมชูให้ดูนะครับ มีอยู่ทั้งหมดขณะนี้ ๒๖ รายการ อย่างรายงาน ที่เป็นเรื่องของในสภา ญัตติต่าง ๆ เรื่องการพิจารณาของสภา เรื่องนั้นไม่เป็นอะไรครับ ท่านประธานครับในปีหนึ่ง ในเดือนหนึ่งเรามีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแค่ ๘ ครั้ง อาทิตย์ละ ๒ วัน เดือนละ ๘ ครั้ง ปีหนึ่งเรามี ๒ สมัยประชุม แค่ได้ประชุมปีละ ๒๔ วัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ผมเด็ก ๆ แล้วครับ สภาเป็นอย่างนี้ ล่ะครับ สภาเราถึงต้วมเตี้ยม ๆ ทำอะไรไม่ได้สักที กฎหมายต่าง ๆ ตั้งกองทุน ตั้งสำนักงาน ต่าง ๆ ชอบเขียนนักหนาเลยว่า ต้องรายงานการดำเนินการประจำปีต่อสภาผู้แทนราษฎร โอ้โหนี่ล่ะครับ รายงาน ขออนุญาตนะครับ ผมไม่ได้ขอนับประชุมนะครับ ท่านลองหันมาดู สิครับว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขาให้ความสนใจกับรายงานต่าง ๆ เหล่านี้อย่างไร ผมฝากท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ผมเคารพยิ่งนะครับ และคณะกรรมาธิการกิจการ สภาผู้แทนราษฎรกลับไปคำนวณว่าเราจะควรแก้ไขอย่างไรในวาระการรับทราบรายงาน ประจำปีนี้อาจจะต้องเป็นวันพิเศษที่ไม่ใช่อยู่ในวันพุธ วันพฤหัสบดี เช่น อาจจะวันอังคาร มาเซ็นชื่อแล้วก็ท่านจะไปธุระที่ไหนก็ไป ก็เอาให้เสร็จทั้งเที่ยงคืนเลยก็ได้ ตี ๑ ตี ๒ ก็ได้ เพื่อถ้าใครสนใจก็มา ไม่สนใจก็ไม่ต้องมา นี่คือข้อเสนอที่ ๑ ที่โอกาสที่ได้มาในวาระ การรายงานประจำปีของหน่วยงานต่าง ๆ เรื่องที่ ๑ นะครับ เรื่องที่ ๒ ครับ ชูให้พี่น้อง ประชาชนดูนะครับ🔗
คุณวิรัชครับ🔗
ท่านประธานครับ เกี่ยวข้อง นิดหนึ่งครับ มันจะจบแล้วครับ ผมอยู่ในเวลา ๗ นาที ท่านประธานดูครับ รายงานแต่ละเล่ม หนักเป็นกิโลกรัม ปล่อยให้ปลวกขึ้น เอาไปปลวกขึ้น ท่าน ส.ส. เอาไว้ก็ไม่ได้เอาไปกลับบ้าน หรอกครับ ทิ้งอยู่ตรงนี้ ทิ้งเป็นขยะให้สภา เปลืองงบประมาณแผ่นดิน ทำลายสิ่งแวดล้อม ของประเทศ ของโลก เสียกระดาษ บางเล่มพิมพ์อย่างดีนะครับ อันนี้คือเหตุที่ผมลุกขึ้น ขออภิปรายในเรื่องนี้ ทีนี้จบเรื่องที่จะแนะนำแล้วครับ🔗
ต่อไปท่านดูสิครับ รายงานของผู้สอบบัญชีของสำนักงานคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน ผมชูให้พี่น้องดูครับ นี่คือตัวอย่างที่ดีครับ เขาเอาแค่นี่ละครับ ไม่กี่หน้า เพราะฉะนั้นผมฝากคนที่จะทำรายงานประจำปีทั้งหลายช่วยส่งในเว็ปไซต์ (Website) ก็ได้ ทุกคนสามารถเปิดได้ ท่านเอาพิมพ์หนา ๆ เปลืองเงินงบประมาณแผ่นดินอย่างมากมาย เอาล่ะครับนี่คือสิ่งที่ผมอยากขอให้แก้ ๒ อย่างคือ ๑. จัดให้มีการประชุมวาระพิเศษสำหรับ รับทราบในสิ่งที่ไม่มีคนสนใจ เพราะเห็นจากคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ เรื่องที่ ๒ เลิกพิมพ์รายงาน หนัก ๆ เป็นขยะเยอะแยะ ขอบพระคุณท่านประธาน รบกวนท่านหน่อยนะครับ เพราะว่า ผมคงจะได้มีโอกาสคุยกับท่านประธานไม่กี่ปีหรอกครับ🔗
ต่อไปพูดถึงกองทุนนี้ครับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ผมชื่นชมครับ ท่านได้งบประมาณมา ๕,๙๑๕ ล้านบาทเศษ แล้วท่านก็ได้ช่วยเด็กนักเรียน ไปทั้งหมด ๑,๐๗๐,๐๐๐ คน นี่เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ผมไม่ตำหนิอย่างอื่นท่านล่ะครับ แล้วท่าน ก็เขียนงบดุลมา เป็นสิ่งที่ดีแต่ว่ามันไม่ควรมีตั้งเยอะแยะนะครับ ที่เหลือเป็นสิ่งที่เป็นขยะ ทั้งนั้นล่ะครับ ผมชื่นชมท่านทำงานดี แต่คราวหน้าปีหน้าฟ้าใหม่หวังว่าท่านคงจะรายงาน แค่เหมือนของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่ไม่กี่ใบ และท่านก็ลงไปในเว็ปไซต์ (Website) ของท่าน คนจะได้ชื่นชมท่านมากกว่านี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมจบแล้วครับ ขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาฟังผมครับ🔗
ผมตั้งใจจะตอบคุณวิรัชว่า ผมเห็นด้วยที่คุณวิรัชพูด เพราะว่าเรามีเรื่องเพื่อทราบทำนองนี้ค้างอยู่ ๒๔ เรื่อง เรื่องที่กำลัง พิจารณาอยู่ในวาระที่ ๒.๓ นี้เป็น ๑ ใน ๒๔ เรื่องนะครับ พอเสร็จเรื่องนี้ไปแล้วก็จะเหลืออีก ๒๓ เรื่อง ซึ่งเราก็เลยใช้วิธีบริหารโดยแก้ปัญหาของผู้ที่ต้องมาชี้แจง มิฉะนั้นก็จะมารอ ทั้งคณะ ทั้งวัน วันนี้ก็มารอทั้งวันครับ คณะต่อไปเขาก็มารออยู่ครับ เราก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้น เราจัดครั้งละประมาณ ๔-๕ เรื่อง ปัญหาอยู่ที่ว่ามันเป็นเรื่องที่กฎหมายบังคับนะครับ กฎหมายบังคับว่าประจำปีต้องรายงาน ปีที่แล้วเราผ่านไปได้หมดทุกเรื่องนะครับ แต่ปีนี้ ติดขัดอย่างที่เราทราบว่าเดือนแรกเราประชุมกันได้ แล้วเดือนต่อมาเราหยุดไป ๔ สัปดาห์ และสำคัญมากก็คือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเพื่อทราบ แต่เราอภิปรายเหมือนเป็นเรื่องพิจารณา เลยครับ เพราะฉะนั้นผมก็เลยบอกพวกเราว่าช่วยกันบริหารเวลาว่าเราควรจะอภิปรายพอดี เพียงใดเพื่อให้เรื่องเพื่อทราบโดยไม่ต้องไปลงมติอะไร แล้วก็ดำเนินการต่อไปในเรื่องนั้น ๆ เพราะฉะนั้นที่คุณวิรัชให้คำแนะนำนั้นก็เป็นเรื่องจริงครับว่ามันจะค้างอยู่อย่างนี้ เราจะ ประชุมกันไปก็อีก ๑ สัปดาห์ เรื่องเพื่อทราบปีนี้ก็จะค้างอยู่ ๒๐ กว่าเรื่อง ซึ่งก็จะต้องสะสาง กันต่อไปนะครับ ในโอกาสต่อไปก็ขอความร่วมมือพวกเรา คืนนี้ก็ขอความร่วมมืออย่าเพิ่ง ไปไหนนะครับ อยู่เพื่อร่วมพิจารณาด้วยกันเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน เป็นเรื่องของ กฎหมายบังคับเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เขาบอกว่ากรณีนี้เมื่อสิ้นปีงบประมาณต้องรายงาน สภาก็เป็นประโยชน์ที่เราได้รับทราบ เพียงแต่ว่าเรารับทราบนั้นเราจะใช้เรื่องอย่างนี้อภิปราย เหมือนหนึ่งกฎหมายที่รับหลักการ พูดทุกเรื่องพูดจนกระทั่งกว่าจะผ่านไปได้แต่ละเรื่อง เพื่อทราบก็ใช้เวลา ผมก็เคยหารือแล้วนะครับแต่ว่ายังไม่ได้ประสบผลสำเร็จ ก็จะหารือ เรื่องนี้ต่อไปนะครับว่าเราจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ต่อไปนะครับ จะมีอีก ๒ ท่านนะครับ คุณภาสกร เงินเจริญกุล กับคุณวันนิวัฒน์ สมบูรณ์ ให้ ๒ ท่านได้พูด ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อพรรค เศรษฐกิจใหม่ ต้องขอบคุณท่านประธานนะครับที่ให้โอกาสผมได้มาพูดในหัวข้อรายงานอันนี้ นะครับ ผมนั่งอยู่ด้านบนพอได้ยินหัวข้อนี้ผมรีบลงมานะครับ แล้วก็พอดีถามเพื่อน ๆ สมาชิก ว่าปิดหรือยัง ก็ขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้พูดแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณทาง กสศ. นะครับ เพราะผมดูจากรูปเล่มแสดงว่าท่านมีความตั้งใจที่ จะทำรายงานฉบับนี้ แล้วผมเชื่อว่าท่านก็มีเวอร์ชัน (Version) อื่นที่อาจจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ อีบุ๊ก (e-Book) ต่าง ๆ เผยแพร่อยู่แล้ว ผมเชื่อแบบนั้นนะครับ แต่ผมอยากจะเข้าประเด็นนิด หนึ่งครับเรื่องกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา🔗
ประเด็นที่ ๑ คือมันเป็นกองทุนที่ดีครับ ดีมาก แต่ผมมีแนวคิดข้อเสนอแนะ อยู่บางประเด็น อย่างนี้ครับโดยปกติกองทุนโดยทั่วไปของการศึกษา วันนี้ประเทศไทย มีหลายกองทุนนะครับ แต่ตั้งต้นด้วยเงิน เรามีกองทุนอยู่ ๑ กองทุน แล้วก็ให้เด็กมาขอแล้วก็ เอาไปเรียนทางการศึกษา บางกองทุนจะเป็นบริหารจัดการอย่างไรเราไม่ว่า สุดท้ายก็ไปเอา เงินคืนมา เราก็จะมีปัญหาแบบนี้ แต่ก็ยังมีข้อดีคือ ไม่ว่าจะเป็นหนี้จะเก็บได้ไม่ได้ แต่ผลลัพธ์ คือคนในประเทศชาติมีความรู้ มีความกระตือรือร้นในการเพิ่มการศึกษา อันนี้จริง ๆ เป็น ประเด็นที่สำคัญนะครับ แต่ผมอยากให้เห็นอย่างนี้ครับว่าการให้เงินอย่างเดียววันนี้มัน ไม่เพียงพอในการที่จะพัฒนาคนที่เป็นทรัพยากรของประเทศในการแข่งขันกับประเทศอื่น หรือเป็นการหารายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวก็แล้วแต่ การให้เงินเราต้องให้โอกาสทางการศึกษา ไปแล้ว เราต้องให้โอกาสทางอาชีพ ให้โอกาสทางการเพิ่มรายได้ด้วย ไม่อย่างนั้นมันไม่ครบ วงจร ยกตัวอย่างเช่น ทาง กสศ. ผมยังมีหลายกลุ่มนะครับ ม. ต้น ม. ปลาย มหาวิทยาลัย ก็อาจจะต้องเป็นกองทุนอีกอย่าง ถามว่าถ้าเด็กมีศักยภาพในการเรียนรู้เขาต้องใช้ขอทุน ไปเท่าไร สุดท้ายถ้ามันต้องใช้ทุนคืนมันก็เป็นปัญหาตั้งแต่ผู้เรียน ตั้งแต่กองทุนเหมือนกัน แล้วก็ระบบที่เรามี ณ วันนี้ โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ เราจะใช้ระบบแบบเดิม ๆ ในการเก็บ รักษาประวัติต่าง ๆ มันยากครับ อาจจะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมันมีมากมาย แต่ผมอาจจะไม่ลงดีเทล (Detail) นิดหนึ่ง แต่ผมอยากจะชี้แบบนี้ครับว่าการให้ทุนมันควรให้ แบบบูรณาการ คือวันนี้ต่างคนต่างให้มันอาจจะได้ผลสัมฤทธิ์ไม่ดีเท่าที่ควร ฉะนั้นกองทุน ต่าง ๆ ควรจะจับมือกันครับ แล้วคุยกันว่าเราจะบริหารกองทุนแล้วให้เด็ก ๑ คนเท่าไร แล้วจบไปเราได้อะไร ประเทศชาติได้อะไร เด็กได้อะไร แต่ไม่ใช่ให้แต่เงินแล้วก็เรียนจบไป แล้วสุดท้ายเด็กคนนี้ไปวัดดวงเอานะครับว่า สุดท้ายได้เงินแล้วจบแล้วได้เงินหรือเปล่า ทำรายได้ได้เท่าไรจะเอามาใช้คืนเราหรือเปล่า เพราะอันนี้มันคือสิ่งที่เราคิดว่าเราจะให้เงิน อย่างเดียวแต่โอกาสทางอาชีพ ทางรายได้เราไม่ได้ให้เขาครับ เพราะว่าเด็กบางคนถามว่า บางครั้งเขาก็ไม่ได้มีประสบการณ์ในการที่จะไปประกอบอาชีพ หรือไปหาอะไร ถามว่าจบปุ๊บ ได้เงินเยอะแยะแล้วกลับมาใช้ทุนเป็นไปได้ยากมาก ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันแบบนี้ ยิ่งยากครับ ผมอาจจะมองอีกมุมว่าวันนี้เรามองแต่ว่าเรามีเงินแล้วให้เด็ก แต่สมมุติถ้าเรามองในมุมกลับกันนะครับ เป็นทฤษฎีย้อนกลับว่าถ้ามีงานแล้วขาด แล้วเอา เด็กนี้มาใส่สอนเขา แล้วป้อนเข้าแรงงาน เท่ากับว่าบางทีเด็กคนนี้แทบจะการันตีว่าได้งาน เลยนะ เพราะเรามีการวางแผนแล้วว่าแรงงานฝั่งนี้ แรงงานทักษะชั้นสูงเขาขาดคนอยู่ เราก็เอาเด็กป้อนเข้าตลาดแรงงาน ไม่ต้องไปแข่งกับสิ่งที่บางอย่างมันเยอะมาก พอเด็กจบไป รายได้มันก็ไม่ได้เยอะอยู่แล้ว เพราะว่ามันแข่งกันมาก วันนี้มันมีหลาย ๆ งานที่ในตลาด ต้องการแต่หาไม่ได้ เราก็ต้องเพิ่มพวกแบบนี้เข้าไปครับ กองทุนก็อาจจะไม่ได้มองแค่ เขามีเงินแล้วให้เด็ก อาจจะมีงานแต่ขาดเด็ก ก็ใส่เข้าไปครับ ระหว่างเรียนหนังสือหางาน ให้เขาทำก็ได้ครับ เพราะทุกคนที่มาเรียนหนังสือเขาต้องการรายได้ที่ดี อาชีพที่ดี ชีวิตที่ดีขึ้น เลี้ยงครอบครัวได้ แสดงว่าเขาไม่ได้ต้องการได้เงินเพื่อไปเรียนหนังสือนะครับ แต่เขาอยากมี ชีวิตที่ดีขึ้น ฉะนั้นเราต้องมองจุดนี้ด้วยเหมือนกันว่าเงินที่เราให้ไปทำแบบนี้ได้ไหม สิ่งทุกอย่างที่กลับมานะครับ มันคือกลับมาที่ประเทศชาติหมดเลยนะครับ ถ้าว่าเด็กทุกคน หรือคนที่ได้กองทุน ได้ความรู้ ได้อาชีพที่ดี มันทำให้ประเทศชาติเราพัฒนาได้เร็วขึ้น แต่ใช้วิธี แบบเดิม ๆ นี้ผมว่ายาก แล้วก็เอาเทคโนโลยีมาช่วยเรา เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะต้องเพิ่มคน เพิ่มกระดาษ แล้วไปหาวิธีการจัดการอีกมากมาย ซึ่งวันนี้ถ้าเราดูงบประมาณก็จะรู้ว่า เราใช้เงินกับบุคลากรเยอะมาก ทำอย่างไรให้เราได้ใช้บุคลากรที่น้อยแต่ได้ผลลัพธ์ที่เยอะ ก็ต้องช่วยกันนะครับ ก็เป็นกำลังใจให้กับ กสศ. นะครับ เพราะว่าวันนี้ท่านเป็นคนที่ให้โอกาส ทางการศึกษาของคนในชาติ ถึงมันจะมีปัญหาบ้างก็ต้องช่วยกันแก้ครับ เราอาจจะไม่ได้มาติ อย่างเดียว แต่เราอยากจะแสดงความคิดเห็นบางประการว่าผมมีความคิดเห็นแบบนี้ก็ลอง ปรับใช้ดูครับ ถ้ามันได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาตินะครับ ต้องขอบคุณแทนเด็ก ๆ ที่ได้ทุนการศึกษาจาก กสศ. ทุกท่านนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณวันนิวัติ สมบูรณ์ เป็นท่านสุดท้ายนะครับ🔗
ท่านประธานครับ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ประการแรกเลยต้องขอชื่นชมทาง กสศ. ที่ได้ต่อสู้พยายามทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษามาตั้งแต่แรกจนถึงวันนี้ เป้าหมายของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็คือการให้ทุนเพื่อลด ความเหลื่อมล้ำ พูดง่าย ๆ ก็คือให้เงินเป็นการให้ตรงนะครับ ผมขอฝากสัก ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นแรก เพิ่งมีคุณครูในพื้นที่โทรศัพท์มาก็คือการจัดสรรทุน จะมี ๒ กลุ่มครับ กลุ่มแรก คือกลุ่มที่ผ่านการพิจารณาจากโรงเรียนแล้วไปสู่ส่วนกลาง ได้รับทุน อีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่ม ที่ผ่านการพิจารณาจากโรงเรียนหรือไม่ผ่านก็ตาม กลุ่มนี้จะไม่ได้รับทุนนะครับ ทางคุณครู ในพื้นที่ฝากเสนอมาว่าทาง กสศ. อาจจะจัดงบประมาณเพิ่มเติมเป็นเงินก้อนเพื่อให้โรงเรียน เหล่านี้ครับ โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เช่น โรงเรียนในชนบท โรงเรียนขนาดเล็กนำไปใช้ เพื่อจัดโครงการฟื้นฟู หรือว่าเป็นการยกระดับให้กับเด็กที่ขาดโอกาสเหล่านี้ที่หลุดไปนะครับ กลุ่มที่ ๒ จะทำให้การช่วยเหลือสนับสนุนเด็กด้อยโอกาสในกลุ่มนี้ครอบคลุมมากขึ้น ไม่ต้อง ให้เป็นรายบุคคล แต่ว่าให้เป็นเงินก้อนเพื่อดูแลเป็นกลุ่มอย่างนี้นะครับ อาจจะต้องดูว่า ครอบคลุมหรือเปล่า หรือว่าบริบทสามารถปรับได้ไหมนะครับในตัวบทกฎหมาย🔗
ประการสุดท้ายครับ สิ่งที่ผมอยากจะเห็นก็คือการบูรณาการร่วมกันของ หน่วยงานเพื่อให้เกิด ๓ สิ่งนี้ครับ โอกาสทางการศึกษา คุณภาพทางการศึกษา แล้วก็ ความเสมอภาค ซึ่งผมมองว่าเป็นเสาหลัก ๓ ตัวของการศึกษาไทย ขอขอบคุณทุกท่าน นะครับ ใช้เวลาไม่นาน ขอขอบคุณทุกท่านนะครับ ขอเป็นกำลังใจให้ครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ทางฝ่าย สำนักงานจะชี้แจงสามารถสรุปได้ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านประธานชวนนะครับ กราบเรียนท่านสมาชิกทุกท่าน ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณที่การรับฟังรายงานประจำปีของ กสศ. ในวันนี้ ผมได้รับ ความกรุณาจากทุกท่านนะครับ สังเกตจากน้ำเสียง จากบรรยากาศ แล้วก็ความตั้งใจที่ ท่านสมาชิกทุกท่านได้สื่อมาถึงผม แล้วก็ทีมงานนะครับ ก็จะได้รับไปเรียนท่านประธานและ คณะกรรมการบริหารกองทุนต่อไปนะครับ หลาย ๆ ท่านก็ได้ช่วยผลักดันในเรื่องงบประมาณ บางท่านก็ได้ให้แนวทางที่จะกลับไปทำงาน พัฒนางาน ซึ่งวันนี้ก็ได้หลายประเด็นนะครับ แล้วก็สุดท้ายมีบางท่านกรุณาแต่งกลอนให้ด้วยนะครับ ก็ต้องกราบขอบพระคุณคุณครู นะครับ ผมจะขออนุญาตตอบรวบ ๆ ประเด็นไป นับแล้วได้ประมาณสัก ๑๐ ประเด็นเศษ ๆ แต่ว่าแต่ละประเด็นจะขออนุญาตตอบแบบห้วน ๆ สั้น ๆ นะครับ อาจจะไม่ได้ครบ ทุกประเด็นที่ท่านสมาชิกทุกท่านได้หยิบยกขึ้นนะครับ ถ้าขาดประเด็นสำคัญไปก็ต้องกราบ ขออภัยด้วยนะครับ แต่ก่อนที่จะเรียนถึงรายประเด็นนั้นผมขออนุญาตที่จะตอบภาพรวม สักนิดหนึ่งก่อนนะครับ ซึ่งคงจะมีสัก ๔ ข้อด้วยกันนะครับ ข้อแรก ก็คือ กสศ. ไม่ได้เห็นว่า การลดความเหลื่อมล้ำคือการให้เงินนะครับ ข้อนี้เป็นหลักการของเรา แต่ว่าการช่วยเหลือเด็ก เยาวชนด้วยงบประมาณจำนวนหนึ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับเด็กยากจนที่เขาจนมาก ๆ แต่ว่าการเพียงแต่ให้เงินเท่านั้นไม่ใช่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา🔗
ท่านประธานครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ รบกวนท่านประธานครับ ผมฟังด้านหลังนี้ ไม่ได้ยินเลยครับ ขอเสียงดังใกล้ ๆ ไมโครโฟนหน่อยครับ ขอบคุณครับ🔗
ตรงประธานก็ไม่ค่อยได้ยิน ท่านผู้จัดการกรุณา ท่านครับ ท่านไปเข้าตู้นั้นไหมแล้วก็ถอดหน้ากากได้ครับ🔗
ไม่ทราบเสียงดีขึ้นไหมครับ🔗
ดีขึ้นเยอะครับ🔗
ดีขึ้นนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ได้กรุณาให้บรรยากาศ แล้วก็แนวความคิด ต่าง ๆ ให้ทาง กสศ. และทีมงานกลับไปพัฒนางานต่อไปนะครับ ผมจะขออนุญาตตอบ รวบ ๆ ไปสัก ๑๐ กว่าประเด็น แต่ละประเด็นนี้ก็จะตอบสั้น ๆ นะครับ แต่ก่อนจะถึง ๑๐ ประเด็นรายย่อยนั้นผมขอตอบภาพรวมสัก ๔ เรื่องนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ กสศ. ไม่ได้คิดว่าการให้เงินให้งบประมาณกับเด็กคือการ แก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ แต่ว่ามันเป็นเหมือนกับยาขนานหนึ่งสำหรับเด็กจำนวนหนึ่ง ซึ่งเขาจนมาก ๆ แล้วก็ยากลำบากมาก ๆ นะครับ แต่แค่นั้นไม่ใช่เรื่องของการแก้ปัญหาความ เหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็นที่เรา กสศ. ไม่ได้ทำงานเองแน่ ๆ เพราะว่า บุคลากรของ กสศ. มีอยู่มีไม่ถึง ๗๐ คน เพราะฉะนั้นงานทุกงานของ กสศ. นี้เราร่วมงานกับ องค์กรภายนอก รวมทั้งคุณครูที่อยู่ทั่วประเทศ ๓๐๐,๐๐๐ คนนี้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น รายงานประจำปีที่บอกว่าผลงานอย่างนั้น อย่างนี้ ถ้าจะเป็นความดีความชอบหรือเป็น ประโยชน์ต่อเด็กเยาวชนเป็นฝีมือของบรรดาเครือข่ายบุคลากรที่ทำงานให้ กสศ. ทั้งสิ้น นะครับ เราอยู่ในฐานะที่เป็นตัวช่วย เป็นผู้ที่อยู่ข้างหลังคนที่อยู่หน้างานนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของการทำงานของ กสศ. นี้ในภาพรวมมันจะมีงาน สัก ๓ ลักษณะ ลักษณะแรกก็คืองานการช่วยเหลือที่สังคมคาดหวังว่ามีกองทุนขึ้นมาแล้ว น่าจะมีการช่วยเหลือเด็กเยาวชนที่ยากจนบ้าง นั่นก็คือทำไมเราถึงได้มีงบประมาณประมาณ สัก ๓ ใน ๔ ในการที่จะไปช่วยเหลือกลุ่มยากจนที่สุด แต่ว่าเท่านั้นไม่พอเรามีประเภทที่ ๒ งานประเภทที่ ๒ ก็คืองานปฏิรูปการศึกษาในประเด็นที่จะลดความเหลื่อมล้ำ แต่ว่างานอันนี้ เราจะไปทำเฉพาะงานวิจัยมันก็จะไม่มีพลัง กสศ. เรามีความยืดหยุ่นที่ทำวิจัยไปด้วยปฏิบัติ ไปด้วย ทดลองไปด้วย แล้วก็ได้ชี้ให้เห็นว่าถ้าทำแล้วผลมันเป็นอย่างไร ถ้าผลดีก็จะมีความ หนักแน่นในการที่จะไปผลักดันระบบการศึกษาต่อไป ประเด็นสุดท้ายก็คือว่า กสศ. เป็น หน่วยงานของรัฐก็จริง แต่เราไม่มีอำนาจทางนโยบายใด ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้นโยบายของ รัฐบาลหรืออะไรก็ว่าไปเราไม่มีความสามารถที่จะไปปรับปรุงไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ด้วยอำนาจหน้าที่ของเราได้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือเสนอข้อมูลในลักษณะซึ่งเป็นข้อมูล ทางวิชาการ ผมขออนุญาตไล่ประเด็นไป ต่อไปประเด็นเรื่องโรงเรียนขยายโอกาส อันนี้เป็น สิ่งที่เราเห็นความสำคัญมากว่าที่เป็นจุดอ่อนที่สุดในเรื่องคุณภาพการศึกษา เพราะฉะนั้น โครงการโรงเรียนของ กสศ. เจาะไปที่โรงเรียนขยายโอกาสโดยตรง จะไม่มีโรงเรียนที่อยู่ใน เมืองโรงเรียนใหญ่ ๆ ร่วมอยู่ด้วย อันนี้เป็นการเจาะไปที่โรงเรียนขยายโอกาสโดยตรงนะครับ เราไปพบอันหนึ่งครับ คือโรงเรียนขยายโอกาสจะด้วนอยู่ที่ ม. ๓ เพราะฉะนั้นพอจบ ม. ๓ แล้วก็จะมีเด็กจำนวนหนึ่งที่จะต้องย้ายโรงเรียน ตรงจังหวะตรงนี้ล่ะครับจะเป็นจังหวะที่เด็ก หลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก ในปีที่ผ่านมาเราพบว่ามีเด็กหลุดออกจากระบบ การศึกษา ณ จุดนี้ จุดรอยต่อตรงนี้ประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าคน สิ่งที่ท่านอาจารย์พิสิฐถามว่า ได้ช่วยเหลืออย่างไร กสศ. เองเราช่วยเหลือได้แค่เบื้องต้น คือเรารู้ว่าเด็กคนไหนบ้างที่เป็น เด็กยากจน แล้วก็อยู่ชั้น ม. ๓ กำลังจะจบ เรารู้ว่าการที่จะต้องเปลี่ยนโรงเรียนนั้น มันมีค่าใช้จ่าย ก็จึงได้มีการจัดเงินช่วยเหลืออีกจำนวนหนึ่งสำหรับเด็กที่จะจบ ม. ๓ แล้วก็ จะต้องย้ายโรงเรียน แต่อย่างนั้นก็เถอะเราก็รู้ว่ายังหลุดมาได้อีกประมาณ ๔๐,๐๐๐ คน ตรงนี้ถ้าจะแก้ปัญหาระยะยาวต้องแก้ในเชิงนโยบายด้วย ซึ่งทางด็อกเตอร์ไกรยศก็ได้เรียน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในการที่จะใช้ฐานข้อมูลของ กสศ. ว่าโรงเรียน ต้นทางมีนักเรียนชื่อนั้นชื่อนี้อยู่ มีกี่คน และไปถึงโรงเรียนปลายทางครบถ้วนหรือไม่ แต่ตรงนี้ ก็ต้องอาศัยความผลักดันทางนโยบายเข้ามาสนับสนุน ลำพังเงินที่ช่วยเหลือในช่วงที่เขา จะเดินทางข้ามพื้นที่ข้ามโรงเรียนนั้นก็ช่วยเหลือเฉพาะในระยะสั้นเท่านั้น ต่อไปก็คือโรงเรียน เอกชน โรงเรียนเอกชนจะเข้ามาอยู่ในโครงการ กสศ. เดิมน่าจะเป็นปีนี้ คือปี ๒๕๖๕ แต่ว่า เนื่องจากงบประมาณเราถูกตัดไปพอสมควร ก็อาจจะต้องชะลอไปก่อนนะครับ เราก็ทราบว่า โรงเรียนเอกชนที่เป็นโรงเรียนที่ดูแลเด็กเยาวชนด้อยโอกาสมีจำนวนไม่น้อยทีเดียว แต่ว่า เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณก็ทำให้เรายังไม่สามารถทำตามแผนในปี ๒๕๖๕ นี้ได้🔗
ต่อไปคือเรื่องของฐานข้อมูล ฐานข้อมูลนั้นท่านสามารถจะเข้าไปดูได้เลย ในเว็ปไซต์ (Website) ของ กสศ. ฐานข้อมูล ไอซี ดอท อีอีเอฟ ดอท โออาร์ ดอท ทีเอช (IC.eef.or.th) สามารถเข้าไปดูได้เลยว่าสถิตข้อมูลทั้งหลายเป็นอย่างไร ทางด็อกเตอร์ไกรยศ เคยได้มาตั้งบูท (Booth) สาธิตที่สภานี้ด้วย ท่านประธานได้กรุณาไปเปิดการสาธิตในวันนั้น แล้วก็มีท่าน ส.ส. จำนวนหนึ่งสนใจที่จะลงแอปพลิเคชัน (Application) ลงในมือถือเพื่อที่จะ ไปตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ด้วย อันนี้ กสศ. ก็ยินดีนะครับ แต่ว่าฐานข้อมูลนั้นนอกจากเป็น เครื่องมือในการที่จะใช้ในการศึกษาวิจัยแล้ว เรายังเป็นเครื่องมือในการที่จะช่วยเหลือเด็กว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ออกจาก กสศ. ปลายทางไปถึงเด็กหรือยัง ไปถึงเด็กคนไหน นอกจากนั้นก็จะเป็นเครื่องมือในการชี้เป้าให้กับหน่วยงานที่เรียกว่าอาจจะรับดูแลเด็กต่อ โดยที่ กสศ. ไม่มีกำลังงบประมาณ อย่างที่เรียนเมื่อสักครู่ว่าเราได้ส่งชื่อเด็กยากจนที่สอบเข้า มหาวิทยาลัยได้ ๑๐,๐๐๐ กว่าคนในปีนี้ให้กับทางอุดมศึกษา เพื่อที่ทางท่านอธิการบดี ในบางสถาบันอาจจะกรุณาเริ่มที่จะหาทุนการศึกษาให้กับเด็กได้🔗
ต่อไปคือประเด็นเรื่องของประชาสัมพันธ์ อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ กสศ. มีจำนวนบุคลากรไม่ถึง ๗๐ คน เพราะฉะนั้นเรื่องของการสื่อสารทำความเข้าใจกับคนที่ ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ตรงนี้มันก็ตกเข้ามาอยู่ในเรื่องของค่าใช้จ่าย เรื่องของการประชาสัมพันธ์ แต่ว่าถ้าท่านสมาชิกเห็นว่าการประชาสัมพันธ์ของ กสศ. เป็นการประชาสัมพันธ์ในแนวโฆษณาองค์กร ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าได้ขออนุญาตเตือน มาที่เรา ผมคิดว่าเราไม่เคยที่จะใช้การประชาสัมพันธ์ในการโฆษณาองค์กร แต่ว่าเป็นการทำ เข้าใจกับบุคลากรที่ทำงานกับเรา อีกอันหนึ่งก็คือว่าการประชาสัมพันธ์นั้นมักจะประกอบควบคู่ไปกับการระดมทุนบริจาค ตรงนี้เป็นการลงทุนเพื่อที่จะเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาร่วมบริจาค แล้วก็สุดท้ายก็คือ การประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการ🔗
ต่อไปก็คือเรื่องของเกณฑ์ของโรงเรียน เกณฑ์การช่วยเหลือนักเรียนที่เป็น ตัวจี (G) ตัวศูนย์ แล้วก็บัตรสีชมพูนะครับ อันนี้เราก็ได้ปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๔๘ นะครับ เพราะฉะนั้นกระทรวงศึกษาธิการท่านรับเด็กคนไหน ก็สามารถที่จะมีสิทธิได้รับการ ช่วยเหลือจาก กสศ. ทั้งสิ้น เป็นไปในแนวเดียวกัน🔗
ต่อไปก็คือเรื่องของอุดมศึกษา เราไม่ได้ทิ้งอุดมศึกษานะครับ เราเพียงแต่ว่า ชี้เป้าให้ แต่ว่าในส่วนที่เกิน ม. ๖ ไปนี้ เราเน้นไปที่เรื่องของการศึกษาในเชิงอาชีวะ เพราะฉะนั้นสกอลาร์ชิป (Scholarship) นั้น เป็นสกอลาร์ชิป (Scholarship) เดียวของรัฐ ในการให้ทุนการศึกษากับเด็กทางด้านสายอาชีพ🔗
ต่อไปก็คือเรื่องของ กยศ. อันนี้ผมต้องขออนุญาตที่จะเรียนว่าต่างกัน ผมได้มีโอกาสเรียนปรึกษาหารือกับท่านผู้อำนวยการ กยศ. หลายครั้งนะครับ เราก็ทำ ความเข้าใจกันว่า กสศ. นี้เล็กนิดเดียวครับ กยศ. นี้ ท่านให้โอกาสกับคนจำนวนนับแสน แล้วก็เป็นมาหลาย ๑๐ ปีแล้วด้วย กสศ. นี้เราจัดที่กลุ่มที่ยากจนที่สุดครับ ซึ่งถ้าจะให้เป็น การยืม เด็กไม่มีเงินมาคืนหรอกครับ แล้วก็จริง ๆ แล้วจำนวนน้อยกว่า กยศ. อย่างมาก เพราะฉะนั้นต้องเป็นคนที่จนก้นบึ้งจริง ๆ จึงจะได้รับการช่วยเหลือจาก กสศ. นะครับ🔗
ต่อไปก็คือเรื่องของอุปกรณ์นะครับ เรื่องของอุปกรณ์ที่จะไปใช้ในเรื่องของ หยุดเรียน แล้วต้องเรียนทางไกลและไม่มีอุปกรณ์ อันนี้น่ากลัวมาก ท่านอาจารย์พิสิฐครับ เราพบว่าเพิ่งสำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้นะครับ เราพบว่าเด็กยากจนนักเรียนยากจนของ กสศ. ในพื้นที่ ๒๙ จังหวัด ที่เป็นพื้นที่สีแดงประมาณเกือบ ๆ ๓๐๐,๐๐๐ คน ปรากฏว่าเราพบว่า ๘๘ เปอร์เซ็นต์ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีโทรศัพท์ บางคนไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าที่บ้าน เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่รู้ว่าขนาดของปัญหา มันหนักมากสำหรับเด็กกลุ่มนี้นะครับ🔗
ต่อไปก็คือเรื่องของการประสานงานกับเอกชน อันนี้ขอรับไว้ว่าเรายังไม่ได้ พัฒนาไปไกลมากนัก ก็คงจะต้องไปปรับปรุงนะครับ ระบบบริจาคไม่เฟรนด์ลี (Friendly) อันนี้ก็ขออนุญาตรับไว้ ผมเข้าใจว่าท่าน ส.ส. คงได้รับอีเมล (e-Mail) ตอบแล้วว่าเงินบริจาค เมื่อสักครู่นี้มีใบเสร็จกลับมาแล้วใช่ไหมครับ🔗
ต่อไปก็คือเรื่องของเขตเมืองกับเขตชนบท อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ครับ กสศ. ไม่ได้ทำงานกับโรงเรียนในเขตเมืองหรือโรงเรียนใหญ่ ๆ เราเจาะไปที่ชนบท แล้วก็ เป็นโรงเรียนขนาดกลางหรือโรงเรียนประจำตำบลกับโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลจริง ๆ อยู่ตาม ชายขอบ ตรงนั้นก็เพื่อที่จะแก้ปัญหาที่ยากที่สุดของระบบการศึกษา ในเรื่องของคุณภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องความยากจน แล้วก็สุดท้ายผลที่ท่านอาจารย์โกวิทย์ถาม ผลก็คือมันคงหลาย เรื่องนะครับ แต่เอาเรื่องใหญ่ เรื่องที่เราใช้งบประมาณมากที่สุดก่อนนะครับ ก็คือ เด็กนักเรียนยากจนนี้ หลังจากที่รับงบประมาณ กสศ. ไปแค่วันละ ๑๕ บาท งบประมาณ กลุ่มอันนี้เราไม่ได้ไปคาดหวังว่าจะให้เด็กได้มีการเรียนไปจน เรียกว่ามีผลสัมฤทธิ์ในการเรียน สอบคะแนนได้ดีอะไรมากมาย ๑๕ บาทต่อวันนี้เพื่อที่จะไม่ให้เด็ก ไม่ให้ครอบครัวเขาอยู่ ในภาวะของฟางเส้นสุดท้ายว่าหลังอูฐครับ เพราะว่าเด็กออกจากครอบครัวนี้ เงินแต่ละบาท เขาหาได้ยาก เพราะฉะนั้นแม้ ๑๕ บาทต่อวันนี้ บางทีก็สามารถดึงรั้งเขาไม่ให้เอาลูกออกจาก โรงเรียนได้ แล้วผลก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ เพราะว่าเราพบว่าก่อนที่จะมีโครงการนี้ เด็กกลุ่มที่ขาดเยอะ ๆ จะมาเรียนประมาณสัปดาห์ละประมาณ ๓ วัน แต่ว่าในปัจจุบันนี้ อัตราเฉลี่ยของการมาเรียนนี้เป็น ๔ วันครึ่งต่อสัปดาห์ ก็ขาดไปประมาณครึ่งวันโดยเฉลี่ย อันนี้ก็เป็นผลโดยย่อเบื้องต้นครับ ผมขออนุญาตที่จะเรียนตอบประเด็นต่าง ๆ เท่านี้ก่อน นะครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกแทนเด็กเยาวชนทั่วประเทศด้วยครับ แล้วก็ สุดท้ายนี้ ผมขออนุญาตฝากความฝันของท่านอาจารย์ด็อกเตอร์ประสาน ประธานบอร์ด (Board) กสศ. นะครับ ท่านบอกพวกเราว่าเราอยากให้การศึกษานี้สามารถที่จะพาเด็กให้ เปลี่ยนสภาพชีวิต สลัดทิ้งจากความยากจนภายในชั่วชีวิตของเขา เพราะฉะนั้นถ้าเขาเกิดมา จนเราเชื่อว่าการศึกษาที่เราดูแล หรือเราสนับสนุนนี้อาจจะพอมีส่วนช่วยทำในรุ่นลูกเขา สลัดหลุดออกจากความยากจนได้ อันนี้ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนเท่านี้ก่อนครับ ทาง กสศ. ก็ยินดีที่จะน้อมรับคำแนะนำ แม้จะเป็นนอกเวลา นอกสภา ก็ขอเรียนเชิญที่สำนักงานเรา ได้นะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ เราก็อภิปรายซักถาม แล้วก็ได้มีการชี้แจง วาระนี้ก็เป็นเพื่อทราบนะครับ ไม่ต้องมีมติอะไร ต้องขอบคุณท่านผู้จัดการ แล้วก็เจ้าหน้าที่ทุกท่านเลยนะครับ ที่กรุณาต้องเสียเวลามารอครับ วาระ ๒.๓ รับทราบรายงานประจำปีกองทุนเพื่อความสุขภาพทางการศึกษาก็จบนะครับ🔗
ต่อไปก็จะเป็นวาระ ๒.๔ วาระ ๒.๕ วาระ ๒.๖ วาระ ๒.๗ ที่เรากำหนดไว้ วันนี้นะครับ ได้รับหนังสือด่วนว่า สำหรับวาระ ๒.๔ วาระ ๒.๕ วาระ ๒.๖ คือรับทราบ รายงานผลปฏิบัติงานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และรับทราบรายงานผู้ตรวจการ แผ่นดินกับรับทราบรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย นั้น ได้รับแจ้งมาว่าเนื่องจากทั้ง ๓ คณะดังกล่าวนี้มีภารกิจสำคัญเร่งด่วน จึงขอเลื่อน การพิจารณารายการทั้ง ๓ ดังกล่าวไปในการประชุมครั้งต่อไป ก็ขออนุญาตที่ประชุมว่า เมื่อเลื่อน ๓ วาระนี้ไปก็ขออนุญาตเลื่อนวาระ ๒.๗ ซึ่งเป็นวาระเพื่อทราบ เป็นวาระสุดท้าย ที่กำหนดไว้วันนี้นะครับ🔗
๒.๗ รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๓ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์🔗
ถ้าสมาชิกไม่ขัดข้อง ขออนุญาตเลื่อนมานะครับ ขอเชิญกรรมการ ในวาระ ๒.๗ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีรายชื่อดังต่อไปนี้ นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ นางวรินรำไพ ปุณย์ธนารีย์ รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร้อยโท ธนกฤษฏ์ เอกโยคยะ นายชำนาญ งามมณีอุดม นางสาวนฤชนา กิติมานนท์ นางวนิดา วินิจจะกูล นางสาวสุธิตา หมายเจริญ เชิญเลยครับ เชิญท่านผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จะสรุปรายงานย่อ ๆ สั้น ๆ ก็ได้ครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้รับมอบหมายจาก ท่านประธานกรรมการกองทุนให้มาชี้แจงประกอบการพิจารณารายงานประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ก่อนอื่นกระผมขออนุญาตท่านประธานเปิดวีดิทัศน์ที่เป็นการสรุปภาพรวมการดำเนินงานของ กองทุนสั้น ๆ ครับ ประมาณ ๓ นาที ซึ่งได้ทำเรื่องเสนอขออนุญาตท่านประธานแล้วครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จะได้รับฟัง ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตของท่านสมาชิก กระผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ในการสรุปภาพรวม ผลการดำเนินงานในปี ๒๕๖๓ ซึ่งอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุน ซึ่งบัญญัติไว้ ในมาตรา ๕ มีทั้งหมด ๗ ประการด้วยกัน🔗
ประการแรก การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์🔗
ประการที่ ๒ เป็นการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต🔗
ประการที่ ๓ มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็กเยาวชน และครอบครัว มีทักษะในการรู้เท่าทันสื่อ และปรับใช้องค์ความรู้ในการใช้ชีวิตประจำวัน🔗
ประการที่ ๔ มุ่งส่งเสริมการศึกษาวิจัย พัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์🔗
ประการที่ ๕ การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง🔗
ประการที่ ๖ การส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมในการผลิต และเผยแพร่สื่อที่ปลอดภัยและ สร้างสรรค์ ทั้งนี้เพื่อมุ่งหมายที่จะให้เกิดผลลัพธ์🔗
ประการสุดท้าย คือสังคมมีสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่ประชาชนสามารถ เข้าถึง ใช้ประโยชน์ภายใต้ระบบนิเวศน์ของสื่อที่ดี จากวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี้กองทุน ได้นำมาจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ๕ ปี คือปี ๒๕๖๑-๒๕๖๕ การดำเนินงานในปี ๒๕๖๓ ก็ยัง ดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งมีอยู่ ๔ ด้านด้วยกัน ผมขอสรุปสั้น ๆ นะครับว่า🔗
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ คือด้านการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตและเผยแพร่ สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เราแบ่งภารกิจการดำเนินงานออกเป็น ๓ กลุ่ม ๑. คือการสร้าง นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ๒. การพัฒนาเนื้อหาสื่อสำหรับ การเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ ที่มีความหลากหลาย และ ๓. การพัฒนา ศักยภาพและทักษะในการสร้างสรรค์ผลงานให้กับผู้ผลิตสื่อทั่วประเทศ🔗
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาสื่อ และนิเวศน์สื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ปี ๒๕๖๓ มีการดำเนินงานที่สำคัญ ประการที่ ๑ คือการพัฒนาต้นแบบของสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประการที่ ๒ คือการสังเคราะห์ รวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสื่อ🔗
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การส่งเสริมและพัฒนากลไก กระบวนการคัดกรอง การเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ปลอดภัย ไม่สร้างสรรค์ ส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ มีการดำเนินงาน ประกอบด้วย ประการที่ ๑ คือการพัฒนาระบบกลไก และมาตรฐานในการเฝ้าระวัง การตรวจสอบข่าวลวง ข่าวปลอม และประการที่ ๒ คือการพัฒนากลไกเชิงพื้นที่ ที่มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ🔗
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ นั้นเป็นการส่งเสริมและพัฒนาช่องทางการสื่อสารกับสังคม ให้เกิดการรับรู้ และมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกกลุ่มเป้าหมาย มีรายละเอียด การดำเนินงานประกอบด้วยการขยายผลต่อยอดผลงานสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่ได้ ดำเนินการมาก่อน ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงมากขึ้น การรณรงค์ส่งเสริม การรู้ เท่าทันสื่อ ข้อมูลข่าวสารในโลกดิจิทัล (Digital) มีการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ช่องทางการสื่อสาร เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุน เช่น การจัดเวทีรับฟัง ความคิดเห็น หรือการสร้างเวทีการมีส่วนร่วม ในการดำเนินงานของปีที่แล้วนั้น เนื่องจาก มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์ได้สนับสนุนการบริหารจัดการของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการผลิต สื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ เผยแพร่สู่ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย มีผลงานของ สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องโควิด (COVID) ประมาณ ๕๐ ชิ้นงาน มีการเข้าถึงเป็นจำนวน หลายสิบล้านในสื่อสังคมออนไลน์ (Online) โดยการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ก็มุ่ง ที่จะให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และสามารถปฏิบัติตนเองได้อย่างเหมาะสม และใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย🔗
สำหรับการดำเนินงานภายใต้การประเมินผลของคณะกรรมการประเมินผล การดำเนินงานของกองทุนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๕ นั้น ปีที่แล้วผลการดำเนินงาน ในภาพรวมอยู่ที่ ๔.๗๗ จากคะแนนเต็ม ๕.๐๐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๒ ที่ได้คะแนนอยู่ที่ ๓.๔๖ ส่วนผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส หรือไอทีเอ (ITA) ซึ่งสมาชิกอาจจะ ดูแล้วไม่สบายใจ ในปี ๒๕๖๓ ที่กองทุนได้คะแนนอยู่ที่ ๘๔.๐๘ แต่ว่าเป็นที่น่าดีใจนะครับ ในปีล่าสุดซึ่งประกาศผลออกมาไอทีเอ (ITA) ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ปี ๒๕๖๔ เราได้ที่ ๙๓.๐๕ ถือว่าได้อยู่ในระดับดีนะครับ ในนามของกองทุนพัฒนา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กระผมขอเรียนว่ากองทุนเอง ซึ่งดำเนินงานในรูปของ คณะกรรมการกองทุน มีอนุกรรมการบริหารและมีสำนักงาน ในส่วนของสำนักงานเอง ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อทั้งฝ่ายปฏิบัติการและฝ่ายนโยบาย กระผมยินดีที่จะน้อมรับข้อสังเกต ข้อแนะนำของสมาชิกเพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานให้มีความก้าวหน้าต่อไป ในเบื้องต้นนี้ ขอขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกทุกท่านครับ ขอกราบ ขอบพระคุณครับ🔗
ก็รับทราบ ท่านผู้จัดการ กองทุนได้รายงานให้ทราบนะครับ ไม่มีสมาชิกติดใจที่อภิปรายในเรื่องนี้ มีผู้อภิปราย ขอเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์ได้มาเสนอรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ช่วงโควิด (COVID) นี้ สื่อสร้างสรรค์ ผมอยากจะให้เรื่องของโควิด (COVID) นี้ให้มีข่าวจริงที่มันมาก แล้วก็ แพร่กระจายไปทุกหัวระแหงทั่วประเทศ อย่างเช่น เรื่องของยา เรื่องของวัคซีน เรื่องของ สมุนไพร อันนี้สำคัญมาก สมุนไพรไทยวันนี้ประชาชนซึ่งรอคอยการฉีดวัคซีนก็มี ความหวาดกลัว แล้วก็ลองผิดลองถูก คนโน้นว่าอันโน้นดี อันนี้ดีก็ไปทดลองกัน สุดท้ายไป เชื่อสื่อ มันอาจจะทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายนะครับ เรื่องเหล่านี้อยากจะให้ทางท่านได้ คัดกรอง แล้วก็ขยายผลข้อมูลที่มันเป็นความจริงเกี่ยวกับโควิด (COVID) ให้มาก อันนี้ก็ขอ ฝากท่าน เรื่องที่ ๒ การเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แล้วก็เป็นการเผยแพร่ต่าง ๆ อย่างเช่น การปลูกฝังให้เยาวชน ให้คนไทยมีความรู้สึก รักประเทศชาติ รักถิ่นเกิด มีความสามัคคีปรองดอง มีสื่ออันไหนที่มันจะสร้างความปรองดอง ในชาติ ก็อยากจะให้ท่านได้เน้น ได้เสาะหา แล้วก็เผยแพร่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของ ความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันนี้คือเสาหลักของประเทศไทย ดังนั้นท่านเป็น สื่อสร้างสรรค์ อยากจะให้เน้นเรื่องนี้ให้มากที่สุด การต่อยอด คลิปต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ในโซเชียล (Social) ถ้าเกิดท่านต่อยอดได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดี วิชาชีพต่าง ๆ วันนี้คนตกงาน แม้แต่ตัวผมเองก็ต้องไปหาองค์ความรู้ในโซเชียล (Social) ว่าอยากจะรู้เรื่องไหนก็ไปสืบค้น ไปเสาะหาที่มันเป็นประโยชน์ วันนี้คนว่างงานเยอะ อยากจะเปลี่ยนอาชีพ อยากจะเรียนรู้ อาชีพว่าชีวิตจะประกอบอาชีพอะไรเป็นอาชีพเสริม หรือว่าจะเปลี่ยนแปลงอาชีพอย่างไร จะขายออนไลน์ (Online) อย่างไร คืออยากจะให้ท่านได้เผยแพร่สิ่งที่มันเป็นประโยชน์ ต่อสังคมให้มากขึ้น แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะเยาวชน ท่านได้เน้นเฉพาะเยาวชนนี้ ไม่ใช่นะครับ วันนี้ สังคมไทยเป็นสังคมของผู้สูงอายุ ผมก็เกือบผู้สูงอายุแล้วนะครับ ฝากท่านว่าอันไหนที่มันเป็น ประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัยอยากจะให้ท่านทุ่มเท วันนี้สื่อสร้างสรรค์จะมีประโยชน์ แล้วท่านสำคัญมากนะครับที่จะนำพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้าใหม่ ขอให้ท่านได้ตั้งใจ ทำงาน ก็ขอให้กำลังใจ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านพิเชษฐ์ ที่รักษาเวลา ขอบคุณมากครับ อาจารย์ประกอบ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรค ประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตชื่นชมกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่ จัดทำรูปเล่ม แล้วก็รายงานอย่างกะทัดรัด ค่อนข้างดีมากนะครับ เพียงแต่ว่าเท่าที่ผมดู รายละเอียดในเนื้อหาตัวชี้วัดความสำเร็จในการทำงานค่อนข้างจะไม่เป็นรูปธรรม ทั้ง ๔ เรื่อง ที่เป็นบทบาทหน้าที่ของท่าน เกี่ยวกับเรื่องสื่อปลอดภัย ตัวชี้วัดก็ค่อนข้างชัดเจน ยังไม่เป็น รูปธรรมเท่าที่ควร🔗
เรื่องที่ ๒ เช่นเดียวกับท่านพิเชษฐ์ที่กรุณาพูดเมื่อสักครู่นะครับว่าวันนี้พี่น้อง ประชาชนสับสนจากสื่อที่ไม่มีคุณภาพ อย่างพวกเฟกนิวส์ (Fake News) ต่าง ๆ ข่าวปลอม อะไรต่าง ๆ ๒ เรื่องที่น่าตระหนักมากและน่าตกใจมาก สร้างความสับสนให้กับพี่น้อง ประชาชนก็คือเรื่องของการระบาดของโรคอุบัติใหม่ โควิด-๑๙ (COVID-19) และกับเรื่อง ของวัคซีน จะเห็นว่าข่าวปลอมปนกันมาก ประชาชนสับสนอย่างแรง บทบาทของกองทุน พัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ไม่ทราบว่าท่านได้ตระหนักและคิดเรื่องนี้หรือไม่🔗
เรื่องที่ ๒ เท่าที่ผมสังเกตและเป็นปัญหาของประเทศชาติมาก ก็คือ เรื่องสมุนไพร สมุนไพรขณะนี้เป็นพืชที่ยอดนิยม หลายครั้งท่านจะเห็นว่าทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ปนไปหมดเลย ทำสับสน และเกิดอันตรายชีวิตต่อชีวิตของเพื่อนมนุษย์ เพราะว่า ถ้าเกิดใครเชื่อสื่อ หลงสื่อ ไปใช้สมุนไพร ใช้ยาอะไรที่ผิดพลาดไปก็จะเกิดโทษมหันต์ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าเรื่องเฉพาะหน้า ๒ เรื่องที่เราเห็นอยู่ในเชิงประจักษ์วันนี้ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) เรื่องวัคซีน แล้วก็เรื่องพืชสมุนไพรที่อยู่ ในความนิยมและกำลังส่งเสริม สนับสนุนไปใช้สมุนไพร ๒ เรื่องนี้ ก็กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณหมอบัญญัติ เจตนจันทร์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอโอกาสท่านประธานและท่านสมาชิกได้อภิปราย ประกอบการรับทราบรายงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ปี ๒๕๖๓ ผมต้องขอ ออกตัวว่าผมก็เพิ่งทราบว่ามีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งเมื่อได้อ่านรายงาน ดูแล้ว กองทุนนี้ก็ตั้งตาม พ.ร.บ. กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. ๒๕๕๘ ส่วนหนึ่งที่เพิ่งจะรับทราบก็อาจจะเนื่องจากว่า อย่างสื่อต่าง ๆ ในปัจจุบันนั้นมันมากมาย เหลือเกินนะครับ แม้กระทั่งองค์กรที่ทำเกี่ยวกับสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ยังไม่ผุดขึ้นมา ให้ทุก ๆ คนได้รับรู้ว่ามีหน่วยงานนี้ เปรียบเสมือนว่าเป็นเครื่องกรองชนิดหนึ่งก็ได้ ถ้าเครื่องกรองให้เกิดความบริสุทธิ์ เขาก็เรียกว่า เพียวริฟาย (Purify) เครื่องกรอง เขาก็เรียกว่า ฟิลเตอร์ (Filter) มี ฟิลเตอร์ เพียวริฟาย (Filter Purify) หรือเครื่องฟอกอากาศ อันนี้ก็เหมือนกับว่าเป็นเครื่องฟอกสื่อต่าง ๆ ที่ล่องลอยไปให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเด็ก และเยาวชนในสังคมจะได้รู้ว่าอะไรคือปลอดภัย อะไรคือสร้างสรรค์ ผมได้ดูในมาตรา ๓ ของพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ปี ๒๕๕๘ ซึ่งปรากฏอยู่ท้าย รายงานของกองทุน คำว่า สื่อ หมายความว่าสิ่งที่ทำให้ปรากฏด้วยตัวอักษร เครื่องหมาย ภาพหรือเสียง ไม่ว่าจะได้จัดทำในรูปของเอกสาร สิ่งพิมพ์ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี รูปภาพ การโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ การแสดง ข้อมูลคอมพิวเตอร์ในระบบคอมพิวเตอร์ หรือได้จัดทำในรูปแบบอื่นใดตามที่กำหนด ในกฎกระทรวง ในวรรคต่อไปสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์หมายความว่าสื่อที่มีเนื้อหาส่งเสริม ศีลธรรมจริยธรรม วัฒนธรรมและความมั่นคง ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้ทักษะ การใช้ชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี ในครอบครัวและสังคม รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามัคคี และสามารถใช้ชีวิต ในสังคมที่มีความหลากหลายได้อย่างเป็นสุข พ.ร.บ. นี้ก็สำคัญที่มาตรา ๓ นี้ล่ะ คำว่า สื่อ ถ้าตีความหมายตาม พ.ร.บ. นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นมาให้เกิดการรับรู้ ผมเชื่อว่ามนุษย์ ทุกคนจิตวิญญาณมีความเป็นสื่อมวลชนกันทุกคน สังเกตดูในสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก (Facebook) ไม่ว่าจะเป็นไลน์ (Line) เป็นทวิตเตอร์ (Twitter) อินสตาแกรม (Instagram) อะไรก็แล้วแต่ทุกคนพยายามจะนำเสนอสิ่งที่ตัวเองรับรู้ รับทราบและมีความเชื่อว่าสิ่งนั้นสื่อออกไปแล้วจะมีมรรคมีผล เช่น ให้เขารู้ว่ามีข่าวสารเช่นนี้ หรือให้เขามีความตลก ขบขัน หรือเขาเรียกว่าพฤติกรรมหมู่ ในภาษาจิตวิทยาก็คือว่า ผู้ใดอ่อนแอก็มักจะสร้างม็อบโพรเซส (Mob Process) คำว่า ม็อบโพรเซส (Mob Process) ไม่ได้หมายถึงม็อบ (Mob) หรือพาดพิงม็อบ (Mob) ใดนะครับ เราอ่อนแอ เราไม่มีอาวุธ ในการรบทัพจับศึก แต่เราก็มีความสามารถในการทำม็อบโพรเซส (Mob Process) ก็คือ รวมพวกรวมหมู่ คนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง มันก็ทำให้มีคนเห็นด้วยมากขึ้น ๆ ก็เป็นพลัง อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นทุกคนมีความสามารถ และมันเป็นสัญชาตญาณของการเป็น นักสื่อสารมวลชน ไม่มากก็น้อย ใน พ.ร.บ. นี้ มาตรา ๓ ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าสิ่งนี้ปัจเจกบุคคล ไม่ใช่เป็นผู้ผลิตสื่อหรือเป็นผู้รับรู้สื่อ ผมถึงอยากจะชวนท่านสมาชิกว่าคิดเหมือนผมหรือไม่ว่า ปัจเจกบุคคลก็ดี ในการผลิตสื่อ ปัจเจกบุคคลก็ดีในการรับรู้สื่อ หรือแม้กระทั่งในครอบครัว กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ต้องเกี่ยวข้องทั้งสิ้น ไม่ใช่ไปตั้งใจจะไปพัฒนาสื่อ หลัก ๆ หนังสือพิมพ์ หรือข่าวออนไลน์ (Online) หรืออะไรต่อมิอะไรถ้าไปมองเช่นนั้น ผมเชื่อว่าอาจจะไม่ครอบคลุม ผมเลยมาชวนเพื่อนสมาชิกในสภา และผมสื่อไปถึงท่านผู้จัดการกองทุน ท่านผู้บริหารกองทุนว่าสิ่งที่ผมคิดไม่ทราบ ถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกต้องมีสิ่งที่จะต้องฟิลเตอร์ เพียวริฟาย (Filter Purify) มากมายเหลือเกิน ทำอย่างไรที่มีความยับยั้งชั่งใจในการที่จะปล่อยอะไรออกไปจากโซเชียลมีเดีย (Social Media) ของตัวเอง จะเขียนจะโพสต์ (Post) จะแคปชัน (Caption) คำว่า แคปชัน (Caption) ก็หมายถึงว่าเขียนอะไรสรุปจั่วหัวออกไป ต้องคิดว่ามันมีผลกระทบทั้งต่อตัวเอง ทั้งต่อผู้อื่น ทั้งในทางที่ดีและทางที่ไม่ดี บางคนปล่อยอะไรออกไป แทนที่ตัวเองจะดูดีหรือเกิด ภาพลักษณ์ที่ดี บางทีบูมเมอแรง (Boomerang) ย้อนกลับมาทำให้เกิดความเสื่อมเสียได้เป็น อันมาก เช่นเดียวกับคำพูด เมื่อก่อนพูดเราเป็นนายคำพูด เมื่อพูดแล้วคำพูดก็เป็นนายเรา ผมอยากจะให้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้ทำให้ ไม่ว่าจะเป็นคน ไม่ว่า จะเป็นองค์กรสื่อได้มีวิจารณญาณ การตัดสินใจที่ดี คนเราหรือคนจะเจริญหรือไม่เจริญ จะปลอดภัย หรือจะเจริญรุ่งเรือง หรือเสื่อม ก็อยู่ที่ความยับยั้งชั่งใจในการปล่อยสื่อออกไป หรือความยับยั้งชั่งใจในการรับรู้ตัดสินใจตอบสนองต่อสื่อสารนั้น ผมก็ฝากประเด็นนี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนากองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ครับ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปนี้ขอเชิญท่านนิยม🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ความจริง หนังสือเล่มนี้สวยมากนะ ผมขออนุญาตเก็บไปไว้ที่ห้องสมุดที่บ้านนะ แต่ว่าผมต้อง กราบเรียนประธานไปยังคณะกรรมการคณะผู้จัดทำทั้งหมดนี่ล่ะครับ กองทุนพัฒนา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ความจริงท่านไม่พยายามที่จะกระจายออกมาให้เป็นที่รู้จัก ของคนทั่ว ๆ ไป ผมเองก็เพิ่งรู้ว่ามีกองทุนนี้อยู่ตรงนี้ ถ้าท่านไม่มารายงาน ไม่รู้ครับ ความจริงของท่าน ชื่อก็บอกแล้วว่ากองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ดังนั้นผมจึง มีความคิดเห็นว่าต่อไปนี้ผมอยากเห็นกองทุนนี้ผลิตสื่อออกมาในมุมมองของสื่อที่สามารถ จะยืนยันให้ประชาชนเห็นว่ากองทุนนี้สามารถทำหน้าที่กำกับ หรือดูแล หรือกระจายสื่อ ไม่ว่าภาครัฐ หรือเอกชนที่มีในการที่จะทำให้เห็นว่าในหลายเรื่อง อันไหนคือความเป็นจริง ของสังคม ผมอยากเห็นนะ เพราะวันนี้พอเอามาดูถ้าท่านไม่มาผมไม่รู้ว่ามันมีกองทุนนี้ ทั้งที่ความเป็นจริงที่มาเปิดดูนี้มันเป็นพระราชบัญญัติ กองทุนของท่านเกิดขึ้นจาก พระราชบัญญัติ ไม่ใช่คิดขึ้นมาเอง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ถึงวันนี้ ๗-๘ ปี แต่กองทุนนี้ผมยังคิดว่า ประชาชนไม่มีใครรู้นะครับ ถ้าท่านไม่มาผมไม่รู้ ผมก็เพิ่งมาเปิดดู ในภารกิจของท่าน จากยุทธศาสตร์ของท่าน ๔ ยุทธศาสตร์ ดูแล้วท่านทำได้หมด ท่านจะมากระจาย อยากควบคุม อยากจะทำให้พี่น้องประชาชนเห็นความเป็นจริงในสังคม ไม่ต้องเป็นเครื่องมือ ใครครับ ไม่ต้องเป็นเครื่องมือรัฐบาล ไม่ต้องเป็นเครื่องมือเอกชน ท่านทำได้เพราะ งบประมาณของท่านก็มีอยู่ แต่ท่านยังทำน้อยไป ผมว่าท่านไม่ทำนะ อันนี้เป็นการแสดง ความคิดเห็น ภารกิจและหน้าที่รับผิดชอบดูดีนะ ท่านครับ สนับสนุนและกระตุ้นให้เกิด สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เห็นไหมภารกิจของท่านทำได้อย่างกว้างขวางเลยนะครับ แต่บังเอิญท่านยังทำน้อยไป ทำน้อยไปจริง ๆ เพราะว่าเดี๋ยวดูภารกิจของท่าน สนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ท่านกระจายความหมายคำว่า สร้างนวัตกรรมสื่อแบบต่าง ๆ เพื่อหลายกรอบการผลิตสื่อ จากแบบเดิม ๆ ออกไป นี่ภารกิจหลักเลยของท่าน ๓ ภารกิจที่ท่านเห็นผมอ่านดูแล้ว ก็ชื่นชม เพียงแต่ว่าท่านต้องไปคิดตัวเองว่าท่านทำอะไรได้บ้าง ในนี้ภารกิจหลักของท่าน ถูกต้องแล้ว เพียงแต่ว่าท่านไม่ทำออกมา คณะกรรมการชุดนี้ต้องไปทบทวนบทบาทตัวเอง ครับ🔗
ภารกิจที่ ๒ คือการสร้างการมีส่วนร่วม นี่คือประเด็นเลย การสร้างการ มีส่วนร่วมน่าจะให้ประชาชนมีส่วนร่วม คำว่า ส่วนร่วม หมายความว่ากองทุนจะเป็นกำลัง สำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน โดยสร้างรูปแบบการประสานงานให้เกิดประสิทธิภาพยั่งยืนต่อเนื่องต่อไปได้ ภารกิจของ ท่านออกมาแบบนี้ แต่ผมยังไม่เห็นภารกิจของท่านที่ทำออกมาเป็นรูปธรรม ในสังคม ของประเทศไทย ไม่ถึงที่อื่นหรอก ท่านไม่ทำนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมได้รู้แล้วว่า มีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จริงในโลกใบนี้ เพียงแต่ท่านมีแต่ในกระดาษ มีแต่ในห้อง มีแต่ในที่ทำงาน ท่านยังไม่กระจายออกไปดูแล ไปสร้างสรรค์จริง ๆ🔗
ภารกิจที่ ๓ ผมดูแล้ว สร้างการรู้เท่าทันสื่อ ท่านตั้งหัวข้อประเด็นดีมากเลย นะครับ สร้างการรู้เท่าทันสื่อและการเฝ้าระวังสื่อ ประเด็นนี้ท่านทำอะไรบ้าง แม้ท่าน จะเขียนในรายละเอียดยาวพอสมควรว่ากองทุนมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนด้านรู้เท่าทันสื่อ ๑. จับมือเครือข่ายร่วมแรงร่วมทุน เตรียมความพร้อมในการผลักดันการรู้เท่าทันสื่อเข้าสู่ ระบบการศึกษา หัวข้อมันดูดีครับ แต่ผมต้องถามท่านว่าท่านจะทำตามนี้ไหม ถ้าทำตามนี้ ผมต้องรู้จักในกระบวนการ นี่ไม่รู้เลยครับ เป็นแหล่งทุนเพื่อการสร้างสังคม ท่านตั้งหัวข้อไว้ดี แต่ผมคิดว่าท่านไม่ทำนะ รู้เท่าทันสื่อ นี่ล่ะคือสำคัญเลย สื่อวันนี้กระจัดกระจาย สื่อหลอก สื่อลวง เฟกนิวส์ (Fake News) วุ่นวายไปหมด แล้วท่านได้ทำอะไรที่มันเป็นรูปธรรม ให้เห็นว่าท่านรู้เท่าทันสื่อให้แก่เด็กเยาวชนและครอบครัวเป็นสำคัญ พร้อมทั้งมีบทบาท หน้าที่ในการเฝ้าระวังสื่อที่คำนึงถึงการตรวจสอบเป็นแบบกัลยาณมิตร สร้างฐานข้อมูล สร้างนวัตกรรม งานเชิงประเด็นและมีกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย สร้างพลเมืองที่ไหวรู้ต่อ การเฝ้าระวัง ทำงานแบบมีเครือข่ายเข้มแข็ง และเคลื่อนไหวผ่านทางสื่อสาธารณะ ท่านเขียน ภารกิจไว้สวยหรูงาม แต่ผมต้องถามท่านว่า ถามอีกนะว่าท่านได้ตามนี้ ทำจริงหรือไม่ เพราะผมยังไม่เห็นผลงานของท่านเลยอยู่ในวงการกระจายทั้งหลาย ผมจะบอกว่าผม เพิ่งรู้จัก ท่านมารายงานว่ามีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ในโลกใบนี้ ขอบคุณมากท่านประธานครับ🔗
อีก ๓ ท่านนะครับ คุณภาสกร เงินเจริญกุล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์นะครับ ผมอ่านในรายงานของท่าน ปี ๒๐๒๐ นะครับ งบประมาณที่ท่านได้ ในปี ๒๕๖๓ อยู่ ๕๓๐ ล้านบาทนะครับ มีการเบิกจ่ายไป ๔๕๑ ล้านบาท ก็คิดเป็นประมาณ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีเหลืออยู่ประมาณสัก ๑๔.๘ นิดหน่อยนะครับ ก็เข้าใจได้ว่ามันอาจจะ เกิดโควิด (COVID) เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็แล้วแต่ปัจจัยไปนะครับ แล้วก็สำหรับสื่อสร้างสรรค์ก็มีการวางกลยุทธ์ ผมก็เห็นอยู่มีกลยุทธ์อยู่ ๔ ด้าน ส่วนใหญ่ก็จะ เป็นการส่งเสริมนะ ส่งเสริมในด้านต่าง ๆ พัฒนาการผลิต องค์ความรู้ ให้เกิดกลไก กระบวนการคัดกรองและเฝ้าระวัง รู้เท่าทันสื่อ แล้วก็มีส่วนร่วมของประชาชน แล้วก็ภาคี ต่าง ๆ ผมก็มาดูในวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุน ก็ไปเป็นแนวทางเดียวกันนะครับ มีการรณรงค์ส่งเสริมเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ แต่ผมอยากจะมองแบบนี้ ครับ วันนี้การเฝ้าระวังสื่อผมบอกเลยว่าไม่ง่ายครับ ขนาดเราเป็นกระทรวงผมว่าเขาก็ยัง เฝ้ายากมาก ฉะนั้นวันนี้มันมีทุกอย่างมันวิ่งอยู่บนโซเชียล (Social) มีทั้งสายดำสายขาว อยู่ที่ว่าใครแข็งแรงกว่ากัน ใครมีความชำนาญเรื่องออนไลน์ (Online) มากกว่ากัน แล้วก็ จะส่งพวกสื่อเข้าไป ถามว่าท่านจะรู้ไหมครับ เพราะวันนี้วิธีการรับรู้ของคนรุ่นใหม่ มันไม่ใช่ แบบเดิมนะครับ อันที่ ๑ เขาเห็นปุ๊บเขาเชื่อเลย ประเภทที่ ๑ ประเภทที่ ๒ เชื่อสิ่งที่ตัวเอง อยากเชื่อ ท่านเจอ ๒ อันนี้ผมว่าท่านก็เหนื่อยแล้ว บางครั้งไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่ามันผิดนะครับ แล้วก็ไม่ใช่ไม่รู้ว่ามันไม่ปลอดภัยด้วย แต่เขาเลือกจะเชื่อแบบนั้น ฉะนั้นวิธีการที่ท่านจะ จัดการหรือส่งเสริม หรือจะเฝ้าระวังหรืออะไร วิธีการมันก็ต้องเปลี่ยนไปครับ ใช้แบบเดิม ไปจ้างเขาทำ ผมว่าบางทีมันก็อาจจะไม่ได้ผล ท่านก็ต้องมีสมาชิก มียูสเซอร์ (User) มีใคร อะไรก็แล้วแต่ที่อยู่ในมือท่าน ที่ท่านสามารถที่จะปล่อยออกไปเหมือนกัน ถ้าท่านจ้างหมด ปี ๒๕๖๓ ท่านได้ ๕๓๐ ปีหน้าท่านเอาเท่าไรครับ ในขณะที่เบิกจ่ายแค่ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขก็ต้องขึ้นอีกครับ แต่ก็ใช้ไม่หมด ฉะนั้นท่านต้องมีวิธีในการบริหารจัดการ ในการเข้าถึง กลุ่มเป้าหมาย แล้ววันนี้มันไม่ใช่แค่ในประเทศนะครับ ลองสังเกตว่าหลาย ๆ อย่างมันมีทั้ง นอกประเทศทั้งในประเทศ ท่านมองแค่ในประเทศไม่ได้ วันนี้โลกมันไปเยอะแล้ว เราก็ต้อง มองข้ามไปเหมือนกันว่าสิ่งที่ท่านมีวัตถุประสงค์มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ บางอย่างมันปรับได้ไหม สื่อสารต่าง ๆ ก็ครอบคลุมไปถึงต่างประเทศบ้างดีหรือเปล่า ค่อย ๆ ปรับสัดส่วนไปครับ วันนี้ในประเทศ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย แล้วก็เป็นการส่งเสริม เฝ้าระวัง วันนี้เราทำแค่ส่งเสริม เฝ้าระวัง แล้วไม่มีเชิงรุก ยากนะครับ อย่างนั้นท่านต้องทำเชิงรุกด้วย เพราะเฝ้าระวัง อย่างเดียวมันไม่พอ สุดท้ายคือท่านเฝ้า สุดท้ายทุกคนที่ได้รับเขารับไปหมดเรียบร้อยแล้ว มันก็ต้องมีทั้งเฝ้าระวัง ทั้งส่งเสริมสู้กับเขาไป ส่งของตัวเองเข้าไปด้วย ส่งข่าวที่มันถูกต้อง เข้าไปด้วย ตราบใดที่ท่านไม่มีสมาชิกหรือดาต้าเบส (Data Base) ของตัวเองมันยากมาก แล้วท่านไม่เก็บวันนี้ ท่านไม่ทำวันนี้ท่านไม่วางแผนวันนี้ อนาคตก็จะไม่ไหว แล้วก็อาจจะ ไม่ทันคนรุ่นใหม่ อย่าลืมว่าคนรุ่นใหม่มันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุก ๆ ปีนะครับ เจนเนอเรชัน (Generation) ที่มีอายุเยอะมันก็หด ๆ ลงไปทุกปีนะครับ วิธีการสื่อสาร วิธีการเฝ้าระวังหรือ วิธีการส่งเสริมมันอาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เงินใช้เยอะไม่ได้ประเด็นนะครับ แต่ใช้แล้วมันมีประสิทธิภาพแค่ไหน อันนี้เป็นตัวที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพและความสำเร็จ ที่เราอยากจะทำ เราอยากจะเห็น ผมไม่ได้ว่าผมไม่เห็นด้วยกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์นะครับ ผมเชื่อว่ามันดี แต่ว่ามันดีได้กว่านี้ แค่อาจจะต้องปรับเปลี่ยน บางอย่างให้มันดีขึ้น ให้มันทันกับยุคสมัย วิธีการอาจจะเปลี่ยนไปบ้างตามสมัยก็ว่ากันไป นะครับ อันนี้เป็นความคิดเห็นข้อเสนอแนะที่อยากจะบอกอยากจะสื่อสาร เพราะเราก็ อาจจะไม่ได้มีโอกาสได้คุยกันทุกวัน มีโอกาสวันนี้ได้แสดงความคิดเห็น ก็อยากแสดง ความคิดเห็นให้ทางกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เผื่อจะเป็นแนวทาง บางแนวทางที่ท่านอาจเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณหมอประสงค์ บูรณ์พงศ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จังหวัดนครพนม กระผมสนใจในรายงานนี้มากนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้า ๓๘ เป็น โครงการพัฒนาสื่อการเรียนรู้วิชาเศรษฐศาสตร์ โดยแอปพลิเคชัน (Application) เกมจำลอง ระบบเศรษฐกิจสำหรับเยาวชน ซึ่งในเรื่องนี้ก็คือเรื่องเป็นการผลิตการเรียนการสอน วิชาเศรษฐศาสตร์ในด้านเบสิก (Basic) เพื่อให้เยาวชนได้เข้าใจในเศรษฐศาสตร์ แล้วก็ เป็นตำราที่เขียนออกมา กระผมสนใจในเรื่องของภาคปฏิบัติ สนใจในเรื่องที่ว่าทำอะไร เยาวชนของขณะนี้เขาเกิดมาในยุคนี้ เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังเฟื่องฟู เป็นนาโนเทคโนโลยีแล้ว มีวิชาใหม่ ๆ เกิดขึ้น แล้วเผอิญก็มาโควิด (COVID) เพราะระบาดมาก มีหลายคนเด็กเยาวชน ก็ถามว่ายุคนี้งานก็ไม่มี จะทำอย่างไร ผมคิดว่ามันคงจะมีวิชาการใหม่ ๆ ที่จะไปช่วยอบรม สั่งสอนหรือแนะนำได้นะครับ สำหรับในเรื่องเศรษฐศาสตร์นี้ ในเรื่องความรู้ทางการเงินนี้ เขาหาเงินได้นะครับในขณะนี้ ในโลกขณะนี้หาเงินได้โดยไม่ต้องไปทำงาน เพราะเยาวชน ทุกท่านหลายท่านก็มีเครื่องสมาร์ทโฟน (Smartphone) อยู่มากอยู่แล้ว สมาร์ทโฟน (Smartphone) นี้ล่ะ ถ้าทำความเข้าใจเขา หรือสั่งสอนเขา แนะนำเขา เขาเอาไปปฏิบัติได้ เพราะเยาวชนเราตั้งแต่เด็ก ๆ เขาชอบเล่นเกมเล่นอะไรอยู่แล้วนะครับ ผมกล่าวถึงอะไร ผมกล่าวถึงวิชาใหม่ ๆ เรื่องใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นนะครับ พูดถึงเรื่องการเงินหรือเศรษฐศาสตร์ เงินเดิมนี้ทองคำมันมีค่า ก็ขุดทองคำกัน ขุดทองคำก็เอามาทำ ใช้ทองคำเป็นหลักทางการเงิน พิมพ์เงินออกมา แต่ตอนนี้มันก็มีเงินที่ลอยอยู่ในอากาศ เขาเรียกดิจิทัล มันนี่ (Digital money) เงินเหล่านี้มันลอยอยู่นะครับ ค้นพบกลุ่มแรกคือนายซาโตชิ นายตาโตชินี้ ใครก็ไม่รู้ล่ะ เขาบอกว่ามีเงินอยู่นี้สำหรับตระกูลแรกก็คือบิตคอยน์ (Bitcoin) มีอยู่ประมาณ ๒๑ ล้านเหรียญ มากมายเหลือเกิน สมัยก่อนนี้เงิน ๑ บิตคอยน์ (Bitcoin) เท่ากับ ๓๒ บาท เดี๋ยวนี้ ๑ บิตคอยน์ (Bitcoin) มันเป็นเงินถึง ๑,๖๒๐,๐๐๐ บาท เงินนี้ขุดได้ หาได้ ทำได้ครับ โดยเข้าใจของเด็ก ๆ นี่ล่ะในการที่ทำงาน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องฝาก ท่านคณะกรรมการหรือผู้ที่ทำงานในเรื่องนี้ว่าผมมองในแง่ปฏิบัติ คือทำอย่างไรครับ ทำให้เขาเข้าใจให้เขารู้ว่าขณะนี้มันมีเงินรออยู่แล้ว เราไม่มีเงินทำก็หาได้สิ ก็ศึกษาเสียสิ นะครับ การศึกษาเรื่องนี้ก็ไม่ยาก เพราะขณะนี้วิชาการของเรามากมายเหลือเกิน เขาเรียก คริปโทเคอร์เรนซี่ (Crypto Currency) ครับ เป็นเงินที่ต้องแก้ไขด้วยระบบ ของมันนั้น ต้องมาแก้ไขแล้วก็เป็นค่าของเงินที่ผลิตเข้ามาได้ หาได้ โดยผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer) ชุดหนึ่ง เขาเรียกว่า บล็อกเชน (Block chain) บล็อกเชน (Block chain) นี้ มันเป็นวิชาการคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครื่องของมัน ซึ่งมันมีความซื่อสัตย์มาก ซื่อสัตย์มาก เหลือเกิน เขาถึงบอกว่าเอาวิชานี้บล็อกเชน (Block chain) มาใช้ในโลกนี้ และโลกที่ทำความซื่อสัตย์ มันไม่ค่อยมีเท่าไรในโลกเรานะครับ คือมันมี ธรรมดาการทำธุรกรรมทั้งหลายไม่มีตัวกลาง ตัวกลางนี้ต้องเป็นเรื่องซื่อสัตย์ ยกตัวอย่างจะเอาเงินไปฝากจะส่งเงินไปต่างประเทศมันก็ต้อง ผ่านตัวกลางเหล่านี้ครับ แต่ในเรื่องของเงินดิจิทัล มันนี (Digital Money) ไม่ต้องผ่าน ตัวกลาง แล้วก็หาได้นะครับท่านประธานที่เคารพ เรื่องของบล็อกเชน (Block chain) เรื่องของการหาเงินเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งผมคิดว่าคงไม่ยากสำหรับเด็ก ๆ หรอก ถ้าเขาค่อยศึกษาไปนะครับ แล้วเด็กเขาจะได้ความรู้ใหม่ ๆ เข้าใจใหม่ ๆ ไม่หลงเล่นเกม ไม่ต้องไปเล่นเกม เขาเล่นเรื่องนี้ศึกษาเรื่องนี้ เขาจะได้เงินครับ เพราะในขณะนี้กระผม กราบเรียนว่าในอินเทอร์เน็ตทั่ว ๆ ไป ถ้าเปรียบเทียบสมัยหนึ่ง สมัยหนึ่งขุดทอง ขุดทองเขา แค่เอาไปร่อนทอง อย่างเช่นบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือในประเทศ สหรัฐอเมริกาที่ฟอร์ทนอกซ์ แคลิฟอร์เนียอย่างนี้นะครับ เขาก็แค่ร่อน แต่เมื่อมันเจริญขึ้นมา ก็เป็นบริษัทเลย เอารถแบ็กโฮ (Backhoe) ไปเลย เดี๋ยวนี้ก็เหมือนกัน แม้กระทั่งในเครื่อง คอมพิวเตอร์เล็ก ๆ นี้ก็สามารถจะขุดทองได้ ขุดดิจิทัลมันนี (Digital Money) ได้ ขุดได้ครับ มันทำได้ แต่แน่นอนถ้าทำมากขึ้น ๆ เป็นเรื่องใหญ่ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นอะไรทำได้ทั้งนั้น แล้วเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เดี๋ยวนี้ในประเทศหลาย ๆ ประเทศถูกต้องตามกฎหมาย แต่แน่นอนครับ เรื่องของเงินทอง ดิจิทัลมันนี (Digital Money) มีหลายประเทศหรือ หลายแห่งก็มีปัญหาเหมือนกัน ปัญหาอย่างไร ก็ธรรมดานะครับท่านประธานที่เคารพ เรื่องเงินทองนี้ ธรรมดามันต้องผ่านตัวกลาง คือผ่านตัวกลางคือผ่านธนาคารชาติ แบงก์ชาติ หรือแบงก์พาณิชย์ทั้งหลาย เช่น จะส่งเงินไปประเทศสหรัฐอเมริกา ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต้องไป แปลงเป็นเงินดอลลาร์ จากดอลลาร์ไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกาจะเหลือ ๙๕,๐๐๐ บาท นะครับ นี่เป็นตัวกลางเขาคุม แต่ในเรื่องของการส่งดิจิทัลมันนี (Digital Money) นี้ ไม่ต้องมี ตัวกลาง มันซื่อสัตย์สุจริตจริง ๆ ครับ มันจึงเป็นฉายาที่ควบคุมได้และถูกต้องได้ ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ฝากทางคณะผู้ทำงานในเรื่องนี้ว่า ต้องเผยแพร่ วิชาใหม่ ๆ ให้เด็กเขารู้ด้วย เดี๋ยวนี้เด็กเขารู้เขาก็ทัน ทำงาน คิดว่าเรื่องนี้มันจะเป็นสิ่งที่ ประโยชน์ ผมจึงฝากท่านประธาน ฝากท่านกรรมการด้วยว่าเรื่องนี้สำคัญมากนะครับ ผมมองถึงในแง่ในการที่ว่าปฏิบัติอย่างไร ไม่ใช่เขียนอ่านตำราและประชุม ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้เกิดผลอะไร และผมคิดว่าเรื่องเด็กเยาวชน เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เป็นเรื่องหน่วยเล็ก ๆ ที่สำคัญที่สุดครับ แล้วในหมู่บ้านแต่ละแห่งให้เข้าถึงหมู่บ้านให้ได้ เพราะชัยชนะหรือ พ่ายแพ้นั้นอยู่ที่หมู่บ้านนะครับ ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าเด็กเข้าใจในเรื่องนี้เขาก็จะหาทางหาเงิน หาทอง แทนที่จะเอาเวลา เสียเวลาไปเรื่องเล่นเกมส์อื่นก็มากมาย เขาก็มาศึกษาเรื่องนี้ อย่างจริงจัง เขาจะได้มีความรู้และเป็นความรู้ใหม่ ๆ สำหรับเด็กรุ่นใหม่ครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณวีระกร คำประกอบ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นก็ต้องขอชมเชยนะครับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มียุทธศาสตร์ที่ ดี ๆ ๔ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ซึ่งแต่ละยุทธศาสตร์นั้นก็เป็นยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นให้เด็กและ เยาวชนได้สามารถรู้เท่าทันสื่อ ผลงานการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นข้อ ๑ ซึ่งเป็นการพัฒนาการผลิต และเผยแพร่สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ท่านจะเห็นว่า ยุทธศาสตร์ที่ ๒ พัฒนาสื่อและนิเวศน์สื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ กระบวนการคัดกรองเฝ้าระวังและรู้เท่าทันสื่อ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ พัฒนาช่องทางเพื่อสื่อสารกับ สังคมให้เกิดการรับรู้ และมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งในรายละเอียดก็จะมีเรื่องของ ยุทธศาสตร์ การต่อยอดผลงานสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ผลิตคู่มือผู้บริโภคเท่าทันสื่อ ในเรื่องรายละเอียดที่ ๒ ก็จะพูดถึงการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ ท่านประธานจะเห็น ทั้งหมดเลย ทั้ง ๔ ยุทธศาสตร์นี้เหมือนจะซ้ำ ๆ กันครับ ก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งหมดนะครับ แต่ว่า ดูเหมือนจะซ้ำ ๆ กัน ก็คือเน้นการให้เยาวชนรู้เท่าทันสื่อ แต่ท่านอย่าลืมว่าการจะรู้เท่าทัน สื่อนี้บางทีเยาวชนก็ไม่สามารถจะรู้เท่าทันสื่อได้ หากเราไม่ปูพื้นฐานของจิตใจของเยาวชน ท่านประธานครับ ผมเองอายุก็เพิ่งจะ ๖๗ ปี ยังไม่ ๖๘ ปีดีเลย ท่านประธานก็ ๘๐ กว่าปี แต่หนังสือที่เราเรียนตอนเด็ก ๆ ท่านประธาน คงจำได้ว่ามันจะเป็นหนังสือที่ส่งเสริมให้เด็ก ๆ รู้จักความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ และตลอดชีวิตผม เท่าที่ผมได้เห็นทั้งหมดนี้ ก็อยากให้ท่าน ทางกองทุนได้รับฟังผมด้วย อยู่มา ๖๗ ปีแล้ว ผมเห็นว่าคนที่มีความกตัญญูกตเวทีมีแต่ ความเจริญรุ่งเรืองครับ เป็นคนดีทั้งนั้นครับ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็ต้องปูพื้นฐานจิตใจ ให้กับเด็กครับ วันนี้สื่อต่าง ๆ ที่ให้เด็กเล็ก ๆ ได้อ่าน ที่จะเป็นเรื่องของการแสดงความกตัญญู กตเวที เน้นเรื่องความกตัญญูรู้คุณผู้มีพระคุณทั้งหลาย มันหายไปไหนหมดครับ หนังสืออ่าน ของเด็กที่เน้นเรื่องของความเมตตากรุณามีความอ่อนโยนในจิตใจ มันหายไปอยู่ที่ไหนหมด หนังสืออย่างนกกางเขนสมัยเด็ก ๆ ที่ผมอ่าน อ่านแล้วมันสร้างความอ่อนโยนในจิตใจ สื่อที่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้หรอกครับถ้าเขามีเกราะป้องกันที่ดี พื้นฐานของจิตใจ พื้นฐานของ ความรู้สึกนึกคิดที่มีมาตั้งแต่เด็ก ๆ ต่อให้สื่อที่ไหนจะมาหลอกมาลวงมันไปไม่ได้หรอกครับ เพราะมันขัดต่อพื้นฐานของจิตใจ ผมอยากให้ท่านเน้นนะครับ โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์ที่ ๑ นี้ ผมเห็นความตั้งใจอยู่เหมือนกันนะครับว่าท่านพยายามผลิตโพรเจกต์ (Project) ต่าง ๆ ออกมานี้ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงไปสู่แม่ ถ้าแม่ยุค ๔.๐ ก็ดีนะครับ แอปพลิเคชัน (Application) เกมจำลองระบบเศรษฐกิจของเยาวชน สวัสดี วันศุกร์ สตอปบูลลี (Stop Bully) การหยุดเหยียด ไม่เกลียดกันหรือการขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษาและส่งเสริมกระบวนทัศน์การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ท่านเห็นว่ารายละเอียดของ ท่านดีหมดเลยครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะให้เติมเต็มเพื่อมันจะได้๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม ตอนนี้ท่านได้ประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ถ้าท่านจะเพิ่มสื่อต่าง ๆ ที่เน้นในเรื่องของ ความกตัญญูรู้คุณ ความกตัญญูกตเวที สร้างจิตใจให้มีความอ่อนโยน ให้มีความเมตตากรุณา ผมว่ามันจะเป็นเกราะป้องกันได้ดีกว่าที่ท่านจะไปทำในเชิงดีเฟนซีฟ (Defensive) ก็คือจะทำ ให้รู้เท่าทันสื่อ ถ้าจิตใจของเด็กดีนะครับ สื่อมาอย่างไรจะเป็นสื่อลามกอนาจาร จะสื่อที่ทำให้ เกิดการเกลียดกัน ทะเลาะกัน เด็กจะรับรู้ได้ครับว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่จริง สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้อง ต้องให้เขาคิดเป็นสิครับ วันนี้เราพยายามจะสอนให้เด็กรู้เท่าทันสื่ออย่างนั้นสื่อมันมาอย่างนั้น เราจะไปอย่างนี้ ท่านต้องสร้างเกราะป้องกันสร้างพื้นฐานที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน นั่นล่ะครับจะเป็นเกราะที่ดีที่สุดเราไม่ต้องไปทำโครงการเยอะแยะมากมายที่จะพยายามให้ เยาวชนเข้าค่ายไป ให้รู้เท่าทันสื่ออย่างนั้น ผมอ่านทุกหน้าจะมีคำว่า รู้เท่าทันสื่อ ทั้งสิ้นเลย นะครับ พยายามจะให้เด็กรู้เท่าทันสื่อ ให้คนรู้เท่าทันสื่อ ถ้าจิตใจมันมีพื้นฐานที่ดีอย่างที่ ผมเรียนแล้ว การรู้เท่าทันสื่อนี้ไม่จำเป็นหรอกครับ มันรู้เอง สื่อออกมาอย่างไร เราสามารถ บอกได้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกทั้งเรื่องของประเพณี ความดีงามทั้งหลาย มันไม่ถูก เราวิเคราะห์ เด็กจะวิเคราะห์ได้ วันนี้ผมถึงอยากจะกราบเรียนว่าท่านทำมาดีหมดนะครับ โครงการต่าง ๆ ผมอ่านไปได้เยอะ ผมพยายามอ่านเร็ว ๆ ถือได้ว่าท่านสอบผ่านได้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ฝากท่านในเรื่องการทำสื่อเน้นเรื่องที่ผมกราบเรียนไปแล้วนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านผู้จัดการมีอะไรก็สรุปได้ครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกนะครับ ผมอาจจะจดได้ไม่หมด แต่ว่าทางเจ้าหน้าที่ได้จดเพื่อจะนำข้อเสนอแนะ ข้อแนะนำของท่านสมาชิกไปปรับปรุง การทำงานให้มีประสิทธิภาพต่อไปนะครับ ขออนุญาตเริ่มที่ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ท่านพูดถึงข้อห่วงใยในการที่จะต้องทำหน้าที่ในการคัดกรอง หรือว่าตรวจสอบข่าวลวง ข่าวปลอม อันนี้เป็นเรื่องที่หลายหน่วยงานวิตกกังวล กองทุนเองก็ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ ที่สำคัญนะครับ แล้วก็ข้อมูลในการแชร์ (Share) ข่าวปลอม หรือโพสต์ (Post) ข่าวปลอมนี้เยอะมากจริง ๆ นะครับ ช่วงเวลาสั้น ๆ ๓-๔ เดือนนี้ก็ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ นะครับ อันนั้นคือสำหรับ ผู้ผลิต แล้วก็สำหรับผู้แชร์ (Share) ก็หลายสิบล้านคน กองทุนก็มีกลไกในการทำเรื่องนี้ ร่วมกับหน่วยงานอื่น หลายท่านที่อาจจะยังไม่รู้จักกองทุน อาจจะไม่ทราบว่า อย่างรายการ ชัวร์ (Sure) ก่อนแชร์ (Share) ก็เป็นรายการที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้การสนับสนุน นอกจากชัวร์ (Sure) ก่อนแชร์ (Share) แล้วก็ยังมีอีกหลายหน่วยงาน นะครับ ตอนนี้เรากำลังจะเปิดตัวโครงการตรวจสอบข่าวลวง ข่าวปลอมของกองทุนพัฒนา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งที่ผ่านมาเราให้ภาคีเครือข่ายดำเนินการในหลากหลายรูปแบบ ทั้งสร้างองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย หาคนที่จะมาเป็นแกนนำ แล้วก็สร้างเครื่องมือที่เป็น เครื่องมือเชิงระบบหรืออิเล็กทรอนิกส์ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ข้อสังเกตของท่าน ทางกองทุนจะรับไปดูให้เกิดความชัดเจน ท่านห่วงใยในเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ โดยเฉพาะข้อมูลที่ส่งเสริมความรัก ความสามัคคี ความรักชาติ ผมขอเรียนว่า ในการจัดสรรทุนปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมานั้น กองทุนได้กำหนดเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ เรื่องของการผลิตสื่อเพื่อส่งเสริมความรักชาตินะครับ สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีประเด็นในเรื่องของการส่งเสริมประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แล้วก็โครงการที่สร้างคุณค่าในชนบท ซึ่งผลงานวันนี้อาจจะยังไม่เห็น แต่ว่าเป็นโครงการที่ เราได้ทำไปแล้วนะครับ ท่านเห็นว่าเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลอยากให้ครอบคลุม ทุกกลุ่มเป้าหมาย อันนี้ตรงกับสิ่งที่กองทุนดำเนินการอยู่นะครับ ในการจัดสรรทุนปีนี้ ในประเภทเปิดรับทั่วไป ที่ผ่านมาก็กำหนดกลุ่มเป้าหมายออกเป็น ๔ กลุ่ม ๑. ก็คือกลุ่มเด็ก และเยาวชน ๒. ผู้สูงอายุ กลุ่มที่ ๓ เป็นกลุ่มผู้พิการและเป็นผู้ด้อยโอกาส แล้วก็กลุ่มที่ ๔ เป็นกลุ่มประชาชนทั่วไป อันนั้นก็คือว่าเราเอากลุ่มเป้าหมายเป็นตัวตั้งไม่ได้กำหนด เชิงประเด็นว่าจะต้องทำเรื่องอะไร🔗
ทีนี้ในเชิงประเด็นที่ท่านพูดถึงเรื่องของความรักชาติก็ดี แล้วก็ล่าสุดที่ ท่านวีระกร คำประกอบ ท่านได้พูดถึงว่าจะต้องมีสื่อที่ส่งเสริมความกตัญญู อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่น่าสนใจมากนะครับ ผมเองในฐานะผู้จัดการก็จะเอาไปนำเสนอคณะอนุกรรมการ บริหารและคณะกรรมการกองทุนที่เห็นว่าเรื่องนี้ควรจะเป็นหนึ่งในประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ ในการจัดสรรทุนที่จะเกิดขึ้น ท่าน ส.ส. ประกอบ รัตนพันธ์ ท่านพูดถึงเรื่องของตัว เคพีไอ (KPI) ที่ยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร อันนี้ทางสำนักงานเองจะรับไปดำเนินการ ให้มีความชัดเจนขึ้นนะครับ🔗
ส่วนเรื่องการแพร่กระจายของข่าวลวง ข่าวปลอม โดยเฉพาะข่าวโควิด (COVID) และวัคซีน อันนี้เป็นข้อห่วงใยที่กองทุนเองก็ดำเนินการอยู่ เราได้มีโครงการ ที่ร่วมกับหน่วยงานทางการแพทย์เปิดตัวโครงการตรวจสอบข่าวลวง ข่าวปลอม วัคซีน และโควิด (COVID) ซึ่งวันนี้กำลังดำเนินการอยู่ ส่วนเรื่องของข่าวลวง ข่าวปลอม ด้านสมุนไพร กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการ อาหารและยา หรือ อย. ๒ ปีก่อนนั้นเราได้ทำงานร่วมกันในเรื่องของการเฝ้าระวัง การโฆษณาผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เป็นโฆษณาเกินจริง ประชาสัมพันธ์ ว่าอาหารมีสรรพคุณทางยารักษาโรคได้ แล้วมีผู้คนหลงเชื่อ แล้วก็เสียหายทั้งร่างกาย และเงินทองเป็นจำนวนมาก ปีนี้เราก็มีความร่วมมือกันอีกนะครับ ที่จะทำเรื่องสมุนไพร ตามที่ท่านให้คำแนะนำ คุณหมอบัญญัติ เจตนจันทร์ ท่านบอกว่ากองทุนเป็นหน่วยงานใหม่ ที่ยังเป็นที่รู้จักน้อย ซึ่งอันนี้กองทุนเองก็ยอมรับนะครับ เพราะว่าเราเริ่มดำเนินการจริง ๆ ได้จัดสรรทุนเป็นปีแรกในปี ๒๕๖๐ นับถึงวันนี้ก็ ๕ ปี แน่นอนที่สุดว่าในวงกว้างนี้อาจจะยัง ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก กองทุนก็พยายามที่จะสร้างมาตรการในการเปิดช่องทางการสื่อสาร ให้เข้าถึงทุกกลุ่มอยู่นะครับ เรื่องของนิยามสื่อที่ท่านพูดถึงนั้น กองทุนเห็นด้วยอย่างยิ่ง นะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วกองทุนอาจจะถอดบทเรียนมาจากหลายหน่วยงานที่เวลาพูดถึง สื่อแล้วมันไม่ครอบคลุมในทุกสื่อ ทุกแขนง ทุกแพลตฟอร์ม (Platform) เพราะฉะนั้นเวลาพูด ถึงสื่อ ในนิยามของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ก็ครอบคลุมทุกสื่อนะครับ ส่วนกรณีที่ท่านห่วงใยในเรื่องของการแชร์ (Share) ข่าวลวง ข่าวปลอม กองทุนเองวันนี้ทำเรื่องนี้อยู่ใน ๒-๓ ประเด็นร่วมกัน เรื่องเฟกนิวส์ (Fake News) มันมาพร้อมกับเรื่องเฮตสปีช (Hate Speech) แล้วในโลกของเด็ก และเยาวชน ยังมีเรื่องของการกลั่นแกล้งกันในโลกออนไลน์ (Online) หรือที่เรียกว่า ไซเบอร์บูลีอิง (Cyber Bullying) เรื่องของเฮตสปีช (Hate Speech) เราจับมือกับ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยภายใต้การเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ทำโครงการ คนไทยไม่เอาด้วยกับเฮตสปีช (Hate Speech) หรือประทุษวาจา อย่างล่าสุดเราได้จัดอบรม หรือประชุมออนไลน์ (Online) ไปทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมเป็นนักเรียน นักศึกษา ๑,๔๐๐ คน เมื่อเดือนที่แล้ว ข้อสังเกตของท่านนิยม ท่านอยากเห็นกองทุนผลิตสื่อที่สามารถ เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ อันนี้เป็นข้อเสนอที่ต้องขอบคุณ แล้วก็รับไปดำเนินการ ส่วนที่ท่านเห็นว่าเราทำน้อยไปก็จะนำความเห็นนี้ไปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการและ อนุกรรมการบริหาร ส่วนเรื่องของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็เช่นเดียวกัน เราจะทำให้มากขึ้น ท่านภาสกร เงินเจริญกุล ท่านพูดถึงเรื่องงบประมาณของกองทุน ต้องขอเรียนว่ากองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์นั้นตั้งขึ้นโดยมีจุดเชื่อมโยงกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ก็คือ กสทช. ตอนที่มี กสทช. แล้ว กสทช. เป็นองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแล การประกอบกิจการทั้งวิทยุ โทรทัศน์และโทรคมนาคม กสทช. ก็จัดการออกใบอนุญาต โดยการประมูล และมีเงินเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนา ในกฎหมาย กสทช. จึงเขียนว่าให้ไปตั้ง กองทุนสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตอนที่ยกร่างกฎหมายผมเข้าใจว่าผู้ร่างกฎหมายเอง ก็ตระหนักดีว่าการที่เราจะไปคาดหวังให้สื่อซึ่งเป็นระบบทั่วไปอยู่ในระบบธุรกิจจะลุกขึ้นมา ทำสื่อเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สื่อที่ดี ๆ เป็นเรื่องยากมาก เพราะฉะนั้นมันจะต้องมี กองทุนหรือมีเงินทุนสักกองหนึ่งในการที่จะส่งเสริมการผลิตสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในมาตรา ๖ ของกองทุนนั้นก็ยังเขียนว่า เงินทุนนั้นรัฐบาลอาจจะประเดิมให้ด้วย แต่ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ หลังจากกฎหมายผ่านแล้วมาจนถึงปัจจุบัน ขอเรียนว่า แหล่งเงินของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ก็มาจาก กสทช. แหล่งเดียว และเงินทุนนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติงบประมาณ คือใช้ไม่หมด ก็ไม่ต้อง ส่งคืนคลัง แต่ว่าการใช้ไม่หมดก็แน่นอนว่าเป็นประสิทธิภาพในการเบิกจ่าย ซึ่งเป็น ภาระหน้าที่ของสำนักงานต้องดำเนินการ🔗
กรุณาสรุปเลยครับ🔗
อีกหลายท่านนะครับ ทั้งคุณหมอประสงค์ ทั้งท่านวีระกรที่เน้นในเรื่องของสื่อส่งเสริม คุณธรรม ผมเรียนไปแล้วนะครับ อยากจะเรียนว่าจริง ๆ มีอีกข้อเสนอหนึ่งที่เห็นว่ากองทุน ต้องปรับรูปแบบการทำงาน ก็คือว่าตอนนี้เราเริ่มทดลองทำหลักสูตรบทเรียนออนไลน์ (Online) หลักสูตรแรกของเราก็คือหลักสูตรโควิด ๒๐๑๙ (COVID 2019) และระบาดวิทยา สอนกันเป็นเรื่องเป็นราว มี ๘ บท และต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ถ้าเรียนกันจริง ๆ ก็ประมาณ ๒ สัปดาห์ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเราเปิดตัวโครงการนี้เมื่อปีที่แล้ว ถึงวันนี้มีคนเรียนแล้ว รับใบประกาศ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าราย ซึ่งมหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัยก็ยังตกใจนะครับ โครงการนี้เราทำร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เราจึงทำโครงการที่ ๒ ก็คือ เรื่องของชีวิต วิถีใหม่ และความฉลาดทางดิจิทัล (Digital) เปิดตัวมาเมื่อกลางปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ก็มี คนเรียนจบไป ๑๐๐,๐๐๐ กว่าราย เพราะฉะนั้นเรื่องของการปรับรูปแบบการทำงานที่ ท่านสมาชิกได้กรุณาให้ข้อแนะนำนั้นกองทุนทำอยู่แล้วก็จะรับไปปรับปรุงการทำงานให้ดี ยิ่งขึ้น ต้องขออภัยท่านประธานนะครับที่ยังมิได้ตอบคำถามอีกหลายคำถาม แต่ผมขอเรียน ว่าผลงานของกองทุนสื่อนั้น เนื่องจากว่ากลุ่มเป้าหมายของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์ ถ้าไปดูในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติ กองทุนนี้ให้ความสำคัญกับเด็กและ เยาวชน เพราะฉะนั้นเวลาเราผลิตโครงการอะไรขึ้นมาก็แล้วแต่ เราจะคำนึงถึงเด็กและ เยาวชนเป็นสำคัญ ผมก็ไปนั่งดูตัวเลขนะครับว่าสื่อที่เราผลิตในปี ๒๕๖๓ ที่เผยแพร่ผ่าน ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ (Online) เช่น ทางยูทูบ (You tube) มีผู้รับชม ๔ ล้านกว่าคน ในเฟซบุ๊ก (Facebook) มีคนเข้าถึง ๒๕ ล้านราย และที่เข้ารับชมจริง ๑๐ ล้านราย เพราะฉะนั้นคิดว่าเราอาจจะยังใหม่อยู่ แล้วก็งบประมาณมีจำนวนเทียบกับหลายหน่วยงาน หลายกองทุนถือว่าน้อยมากนะครับ อย่างไรก็ดีกองทุนเองจะน้อมรับคำข้อแนะนำ และ ข้อสังเกตของท่านสมาชิกไปดำเนินการต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๓ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์ ขอบคุณท่านผู้จัดการและคณะทำงานนะครับ ขอบคุณท่านสมาชิกครับ สำหรับวาระเพื่อทราบใน ๒.๗ เป็นวาระสุดท้ายที่เรากำหนดเอาไว้ นะครับ ๒.๘ ก็จะเป็นวาระต่อไป แต่ว่าเจ้าหน้าที่ได้เตือนผมว่าเรื่องที่ไม่ควรค้างอยู่ก็ไม่ต้อง ใช้มติอะไรนะครับ ก็คือระเบียบวาระที่ ๓🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม🔗
ผมขออนุญาตที่ประชุมขอนำระเบียบวาระที่ ๓ เพื่อขอถามสมาชิกรับรอง รายงานการประชุมว่ามีรายงานการประชุมที่เสนอมา ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๘ ซึ่ง ท่านสมาชิกได้ตรวจดูนะครับ แล้วก็เสนอที่ประชุมว่าขอสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ ถ้า ไม่เห็นเป็นอย่างอื่นขอถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๔ ครั้ง ตามที่เห็นไปแล้วนะครับ ขอขอบพระคุณทุกท่านนะครับ ผมได้ถามวาระที่ ๔.๑ นะครับกรรมาธิการแจ้งว่าไม่พร้อมในการพิจารณาในวันนี้เพราะฉะนั้นวาระวันนี้ก็จะหมด เท่านี้ครับ ก็ขอขอบคุณสมาชิกที่ยังอยู่จนค่ำมืด ขอปิดประชุมครับ สวัสดีครับ🔗