รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันพุธที่ ๙ และวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
ณ อาคารรัฐสภา
__________
สมาชิกกรุณามาลงชื่อ นะครับ ยังขาดอีก ๑๑ ท่านครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอหารือ นิดหนึ่งครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะวิป (Whip) ฝ่ายค้านครับ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียวครับว่าการประชุมในวันนี้เป็นเรื่องของ พระราชกำหนด ซึ่งในท้ายพระราชกำหนดนั้น ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งท่านมาชี้แจงสภาในการประชุมงบประมาณเป็นอย่างดีครับ แต่ พ.ร.ก. ตัวนี้มีการกู้เงินถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วผมทราบมาว่าผู้มาชี้แจงต่าง ๆ นั้น จะต้องแจ้งชื่อมายังสภาแห่งนี้ก่อนครับ ด้วยเหตุดังกล่าวครับ เพื่อให้การทำหน้าที่ของ พวกผมในการเป็นตัวแทนประชาชนในการถามถึงเงินกู้ซึ่งมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ผมขออนุญาตขอความชัดเจนจากท่านประธานครับว่าในรายชื่อของผู้ที่จะมาชี้แจงมีรายชื่อ ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหรือไม่ครับ หรือว่าท่านไม่รับผิดชอบใด ๆ แล้วก็เอาแต่คำกล่าวว่าขอโทษ ขอโทษ ขอโทษให้อภัย อะไรต่าง ๆ เป็นต้น เลยขอความ ชัดเจนตรงนี้เบื้องต้นก่อนที่จะเริ่มการประชุมในวันนี้ครับท่านประธาน🔗
ปกติการจะแจ้งชื่อ เฉพาะบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นคณะรัฐมนตรี แล้วคณะรัฐมนตรีอนุญาตให้มาชี้แจง โดยขออนุญาตประธาน ซึ่งได้แจ้งชื่อมาแล้วทั้งหมด ๑๕ ท่านครับ ส่วนคณะรัฐมนตรีนั้นปกติ ไม่ต้องแจ้งชื่อครับ เพราะเป็นหน้าที่ของสมาชิกและคณะรัฐมนตรีต้องมาอยู่แล้ว ส่วนผู้ใดมานั้น ก็เป็นเรื่องของแต่ละฝ่ายครับ🔗
สมาชิกครับ ขณะนี้มี ๒๓๕ ท่าน ยังไม่ครบองค์ประชุมนะครับ ขอกรุณา เข้าชื่อกัน องค์ประชุมวันนี้ ๒๔๒ ท่านนะครับ เพิ่มขึ้น ๑ ท่าน🔗
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ เวลา ๑๐.๐๒ นาฬิกา ก็มีผู้ลงชื่อ ๒๔๒ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วครับ ผมขอเปิดประชุม และขอดำเนินการไปตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องกระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ที่ไม่ปรากฏในระเบียบ วาระ ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรก รับทราบประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ให้ผู้มีชื่ออยู่ลำดับถัดไป ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง ตามที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้ลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ดังนั้น สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จึงสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๓) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐๕ (๒) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงประกาศให้ผู้มีชื่อในลำดับ ถัดไป ในบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน จำนวน ๑ คน คือ นายยุทธนา โพธสุธน จึงแจ้งที่ประชุมเพื่อทราบครับ ดังนั้นองค์ประชุม ของเราจึงได้เพิ่มขึ้นมาอีก ๑ ท่าน คือจาก ๒๔๑ ท่าน เป็น ๒๔๒ ท่าน อย่างที่เรียนไว้แล้ว🔗
เรื่องเพื่อทราบที่ ๒ ก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุม ก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๕ กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภา ที่ตนเป็นสมาชิกก่อนเข้ารับหน้าที่ คุณยุทธนา พร้อมนะครับ ถ้าพร้อมกรุณายืนขึ้นนะครับ ปฏิญาณตน โดยผมจะกล่าวนำ แล้วคุณยุทธนาเอ่ยชื่อตัวเองนะครับ พร้อมนะครับ🔗
“ข้าพเจ้า นายยุทธนา โพธสุธน ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และ ปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”🔗
ยินดีด้วยครับ เชิญนั่งครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗
ต่อไปก็จะเป็นเรื่องด่วน แต่ว่าก่อนที่จะเริ่มต้นพิจารณาเรื่องด่วน ผมขอให้ ผู้ควบคุมเสียงทั้งสองฝ่ายได้รายงานให้ทราบถึงการหารือก่อนที่จะประชุมในเรื่องนี้นะครับ ขอเชิญผู้ควบคุมเสียงทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลัง ประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ตามที่ได้คุยกันในส่วนของวิป (Whip) ๒ ฝ่าย เราได้ตกลงกัน ว่าเราจะใช้เวลาในการอภิปรายพระราชกำหนดในส่วนนี้ฝั่งละ ๙ ชั่วโมง โดยฝ่ายรัฐบาล จะรวมกับใน ส.ส. ส่วนรัฐบาลด้วย ๙ ชั่วโมง และอีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นในส่วนของพรรค ร่วมฝ่ายค้าน การอภิปรายนั้นถ้าจะไปจบเอาตอนช่วงไหนก็จะลงมติตอนช่วงนั้นครับ อาจจะ เป็นในวันพรุ่งนี้หรือในวันนี้ก็แล้วแต่ท่านสมาชิกจะอภิปราย ทั้งนี้ทั้งนั้นตรงนี้ถือว่าเป็นการ กำหนดในเบื้องต้นก่อนครับ จึงเรียนเพื่อทราบครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านผู้ควบคุมเสียงฝ่ายค้าน เชิญครับ คุณจุลพันธ์🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงใหม่ครับ ก็ยืนยันตรงกันกับท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลครับ คือเราตกลงกันในเวลาฝ่ายละ ๙ ชั่วโมง เวลาของท่านประธานมิได้ นับรวมนะครับ เวลาของฝ่ายรัฐบาลจะรวม ครม. และ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล เวลาของฝ่ายค้าน จะรวมของ ส.ส. ฝ่ายค้านทุกพรรคการเมืองที่จะส่งรายชื่อให้ท่านประธานเพื่อดำเนินการ ประชุมครับ ท่านประธานครับ การประชุมเราก็วางแผนว่าจะลงมติในวันพรุ่งนี้นะครับ แต่ว่า อย่างไรก็ตามวันนี้น่าจะต้องดำเนินการประชุมไปจนกระทั่งเลยเวลาเที่ยงคืน แล้วก็คงต้อง พักการประชุมเพื่อดำเนินการต่อในวันรุ่งขึ้นนะครับ ผมเชื่อว่าเวลา ๙ ชั่วโมง ๒ ฝ่ายรวมกัน รวมเวลาประธานด้วยก็เกือบ ๒๐ ชั่วโมง วันนี้เราคงไม่สามารถที่จะสิ้นสุดการพิจารณา ในเรื่องของ พ.ร.ก. ได้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ผมต้องเรียนท่านประธานว่าฝ่ายค้าน พวกผมต้องติงนะครับ องค์ประชุมเราก็ให้ความร่วมมือโดยดี พวกผมมาพวกผมก็รีบเซ็นชื่อ แต่เช้าเลย แต่เราเปิดประชุมสายเกือบชั่วโมง ๔๐ นาที🔗
ครึ่งชั่วโมงครับ🔗
แล้วที่สำคัญนาทีนี้แล้วเราเปิดประชุม มาแล้ว องค์ประชุมก็ยังอยู่ ๒๕๐ กว่าทั้งที่เป็น พ.ร.ก. ที่สำคัญนะครับ ก็อยากจะฝาก เพื่อนสมาชิกให้ช่วยเร่งรัดการเดินทางครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ เพื่อที่ประชุมได้รับทราบข้อตกลงนะครับ เพราะฉะนั้นการดูแลเวลานั้นก็จะเป็นภาระ ของแต่ละฝ่ายที่ไปบริหารเองนะครับ ประธานจะไม่ต้องเตือน แต่ว่าอย่างไรก็ตามข้อบังคับ การประชุมยังต้องปฏิบัตินะครับ ผมเรียนให้ทราบเพราะว่าเราอย่าได้ละเลยข้อบังคับ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษากันอยู่ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซากหรือซ้ำกับผู้อื่น และห้ามไม่ให้นำเอกสารใด ๆ มาอ่านในที่ประชุมฟังโดย ไม่จำเป็น และห้ามไม่ให้นำวัตถุใด ๆ เข้ามาแสดงในที่ประชุม เว้นแต่ประธานจะอนุญาต อันนี้ก็ต้องเรียนไว้ว่าห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือวาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสี บุคคลใด และห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิกหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น ขอกรุณาได้รับเรื่องนี้ไว้พิจารณาด้วยครับ เพราะว่ามีคำเตือนจากหลายฝ่ายมาบางครั้ง แต่ว่า ผมพยายามที่จะให้สมาชิกได้มีสมาธิในการอภิปรายนะครับ พยายามไม่ไปทักท้วง โดยไม่จำเป็น แต่ว่าถ้ากรณีที่ออกนอกแนวข้อบังคับก็จำเป็นต้องเตือนนะครับ ในส่วนที่อยากจะถือโอกาส เรียนก็คือได้เตรียมไว้ว่าเมื่อไม่จบในคืนนี้ วันพรุ่งนี้เราก็จะประชุมต่อเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา จึงได้นัดหมายการประชุมสำหรับวันพฤหัสบดีไว้ ๑๐.๓๐ นาฬิกา ขยายไปอีก ๑ ชั่วโมง แล้วจะมีการหารือด้วยครับ พรุ่งนี้จะให้หารือเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นฝ่ายละ ๒๐ ท่านเพราะว่าเรา ไม่ได้หารือมา ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ ผมขอความกรุณาสมาชิกที่ต้องปฏิบัติก็คือ ข้อบังคับที่เราตกลงในการประชุมว่าขอได้สวมหน้ากากตลอดเวลา ซึ่งครั้งที่แล้วที่ปฏิบัติ พวกเราปฏิบัติได้ร้อยทั้งร้อยนะครับ ขอให้ทิ้งระยะห่างในการนั่งซึ่งเราก็ปฏิบัติได้ดี แต่มีบางท่าน อาจจะเผลอไปหรือว่าไม่ทราบถึงแนวปฏิบัติ โดยเฉพาะเวลามีอภิปรายก็ไปนั่งใกล้ อันนี้ ประชาชนเขาเตือนมานะครับ ขอเรียนว่ามีการถ่ายทอด ประชาชนเขาก็จับตามองอยู่ว่า เราปฏิบัติตามระเบียบหรือไม่ เราก็ต้องเป็นตัวอย่าง ก็เรียนให้สมาชิกได้ปฏิบัติเรื่องนี้ โดยเคร่งครัด ถ้าเราสามารถทำได้ต่อเนื่องผมเชื่อว่าเราก็สามารถที่จะประชุมในที่ประชุมซึ่งมี คนมากได้ แต่ว่าโดยที่เราไม่ต้องการให้ห้องนี้แออัดนะครับ เพราะฉะนั้นสมาชิกที่ไม่ได้เป็น ผู้อภิปรายท่านสามารถไปอยู่ในห้องของท่านหรือห้องอื่นได้นะครับ ไม่บังคับว่าท่านต้องอยู่ ในห้องนี้เพื่อห้องประชุมจะได้ไม่หนาแน่นครับ ก็เรียนแนวทางปฏิบัติที่เราได้ทำมาแล้ว นะครับ ผมขออนุญาตว่าต่อไปก็จะเริ่มวาระด่วนนะครับ🔗
เรื่องด่วน🔗
พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔🔗
ในการนี้รัฐบาลได้ขอให้ บุคคลดังต่อไปนี้เข้ามานะครับ แล้วก็ประธานอนุญาตดังต่อไปนี้ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง นายพรชัย ฐีระเวช รองปลัดกระทรวงการคลัง นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ นายธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ นายเอด วิบูลย์เจริญ ที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล รองผู้อำนวยการ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจการคลัง นางสาวสุภัค ไชยวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้วก็มีรองเลขาธิการคือ นางสาวจินางค์กูร โรจนนันต์ นางธิดา พัทธธรรม นายเอนก มีมงคล และมีตัวแทนกฤษฎีกา นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นางชื่นสุมน นิวาทวงษ์ กรรมการร่างกฎหมายประจำคณะกรรมการกฤษฎีกา นางสาวจีรภัทร์ การประเสริฐกิจ ผู้อำนวยการกองกฎหมายการเงินการคลังของกรรมการกฤษฎีกา รวมทั้งหมด ๑๕ ท่าน อนุญาตให้เข้ามาเพื่อเตรียมให้ข้อมูลและชี้แจงได้นะครับ โดยแยกกันนั่งในที่ที่ปลอดภัยนะครับ🔗
ต่อไปเป็นวาระที่รัฐบาลจะเป็นผู้เสนอญัตติดังกล่าวนี้นะครับ ขอเชิญ คณะรัฐมนตรีครับ ตัวแทน โดยในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า โอกาสนี้รัฐบาลจึงขอกราบเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผล ความจำเป็นและสาระสำคัญของพระราชกำหนด ดังนี้🔗
เหตุผลและความจำเป็น โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นโรคระบาดที่มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบ ๑๐๐ ปี มีการแพร่ระบาดไปในวงกว้างอย่างรวดเร็วและรุนแรงทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยมาอย่าง ต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๓ จนถึงปัจจุบัน และยังไม่สามารถคาดการณ์ระยะเวลาสิ้นสุดได้ ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในทุกสาขาอาชีพ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศ ทั่วโลกและของไทยในปี ๒๕๖๓ หดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ ๒๓ ปีนับแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ โดยในปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๓ หรือเรียกว่าเป็น พ.ร.ก. กู้เงิน โควิด-๑๙ (COVID-19) วงเงิน ๑ ล้านล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายในการรองรับสถานการณ์ การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่ง ณ วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ อนุมัติโครงการใช้จ่ายเงินกู้ไปแล้ว ๒๙๘ โครงการ วงเงินทั้งสิ้น ๙๘๐,๘๒๘ ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายภายใต้วัตถุประสงค์ ๓ ประการ🔗
๑. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้อนุมัติโครงการใช้จ่ายเงินกู้ไปแล้ว จำนวน ๔๖ โครงการ วงเงิน ๔๔,๔๗๙ ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการจัดหาวัคซีนและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โครงการเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการ โครงการค่าตอบแทนเยียวยาและเสี่ยงภัยสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และโครงการค่าบริการสาธารณสุข🔗
๒. ด้านการช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยให้กับภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ได้อนุมัติโครงการแล้วจำนวน ๑๕ โครงการ วงเงิน ๖๙๐,๑๓๖ ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ โดยมีผู้ได้รับ ความช่วยเหลือผ่านโครงการเยียวยาประชาชนหรือโครงการเราไม่ทิ้งกัน เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการเราชนะ และโครงการ ม. ๓๓ เรารักกัน🔗
๓. ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ได้อนุมัติโครงการใช้จ่ายเงินกู้ไปแล้ว จำนวน ๒๓๗ โครงการ วงเงิน ๒๔๖,๒๑๓ ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการที่มุ่งเน้น การสร้างงานสร้างอาชีพของเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้แก่ผู้พิการ การส่งเสริมการจ้างงานใหม่ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนของ ภาคเอกชนระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการกำลังใจ เป็นต้น สำหรับกรอบวงเงินกู้คงเหลืออีกจำนวน ๑๙,๑๗๒ ล้านบาท หน่วยงานผู้รับผิดชอบ โครงการอยู่ระหว่างนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ วงเงิน ประมาณ ๑๗,๔๐๘ ล้านบาท และจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไป ดังนั้นจึงมีวงเงินกู้ คงเหลือประมาณ ๑,๗๖๔ ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เกิดขึ้นในระยะต่อไปได้ จากการดำเนิน มาตรการทางการคลังเพื่อแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมา ได้ช่วยบรรเทาปัญหาการหดตัวทางเศรษฐกิจของไทย ในปี ๒๕๖๓ จากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ (IMF) ได้คาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี ๒๕๖๓ จะหดตัวประมาณร้อยละ ๘ เหลือเพียงร้อยละ ๖.๑🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกที่ผู้ทรงเกียรติ นอกจากการตรา พระราชกำหนดกู้เงินโควิด-๑๙ (COVID-19) แล้ว ในส่วนของมาตรการด้านการเงิน คณะรัฐมนตรีได้ตราพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยได้ช่วยเหลือด้านสภาพคล่องทางการเงินให้กับผู้ประกอบการไปแล้ว จำนวน ๗๗,๗๘๗ ราย โดยมีวงเงินสินเชื่อรวม ๑๓๘,๒๐๐ ล้านบาท แต่เนื่องจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ยังไม่ยุติลง คณะรัฐมนตรีจึงได้ ตราพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยมีผลใช้บังคับเมื่อ วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ เพื่อให้ความช่วยเหลือในการเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระหนี้ของ ผู้ประกอบธุรกิจเพิ่มเติมภายใต้วงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท🔗
สำหรับมาตรการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินโดยการจัดตั้งกองทุนเพื่อ รักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ ภายใต้พระราชกำหนดการรักษา เสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้สร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ส่งผลให้สภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ ภาคเอกชนในปี ๒๕๖๓ ดำเนินไปได้อย่างปกติภายใต้วิกฤติที่เกิดขึ้น🔗
สถานการณ์ปัจจุบัน ท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในช่วงเดือนมกราคม ๒๕๖๔ ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยได้พบการแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่มี การระบาดเป็นกลุ่มก้อนหรือคลัสเตอร์ (Cluster) และกระจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว และรุนแรง ทำให้มีผู้ติดเชื้อและมีผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาล ได้พยายามเร่งรัดและจัดหาวัคซีนให้กับประชาชนภายในประเทศเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์และการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ยังเป็นความเสี่ยงหลักที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนได้ การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการระบาดในระลอกใหม่นี้ สำนักงานสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้คาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศไทยในปี ๒๕๖๔ ที่จะขยายตัวได้เพียงร้อยละ ๑.๕ ถึง ๒.๕ นอกจากนี้ยังคาดว่า ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) โดยคาดว่าจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติในปี ๒๕๖๔ จะลดลงจากเดิมในปี ๒๕๖๓ ประมาณร้อยละ ๕๓ และ รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะลดลงถึงประมาณ ๔๔๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ ๒.๗๖ ของจีดีพี (GDP) ในปี ๒๕๖๓ ทั้งนี้รัฐบาลตระหนักถึง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยได้วางแนวทางการเปิดรับ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดส (Dose) แล้วจากประเทศ ที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลาง ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาท่องเที่ยว ในประเทศไทย โดยจะเริ่มจากจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดนำร่อง หรือที่เรียกว่าเป็นภูเก็ต แซนด์บ๊อกซ์ (Phuket Sandbox) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนผ่านการสร้างรายได้ การลงทุนและเพิ่มโอกาสการจ้างงานภายในประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลได้เร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง ให้ครอบคลุมประชากรกว่า ร้อยละ ๗๐ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติและได้ เริ่มฉีดทั่วประเทศไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ ที่ผ่านมานี้🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ผ่านมารัฐบาล ได้แก้ไขวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) มาอย่างต่อเนื่อง ผ่านแหล่งเงิน ภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ทั้งในส่วนของการจัดสรรงบกลาง แหล่งเงินภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-๑๙ แต่พบว่ายังไม่เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาการระบาดในระลอกใหม่นี้ได้ สำหรับการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๔ เนื่องจากสำนักงบประมาณได้ จัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานของรัฐตามแผนการใช้จ่ายจริงในแต่ละไตรมาส จึงทำให้ ไม่มีวงเงินงบประมาณเหลือสำหรับการโอนงบประมาณได้ อีกทั้งเงินทุนสำรองจ่ายที่เหลืออยู่ ก็มีไม่เพียงพอเช่นเดียวกัน🔗
สำหรับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ รัฐบาล ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ในปี ๒๕๖๔ มีข้อจำกัดและได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) และหากจะรอให้แหล่งเงินจาก งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ ก็จะไม่ทันต่อการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดระลอก ใหม่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการโดยทันที ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประเทศให้กลับมาสู่สภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลจึงมีความ จำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วนในการแก้ไขสถานการณ์และหยุดยั้งการแพร่ระบาดของ โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งงบประมาณดังกล่าวไม่อาจดำเนินการให้ได้มาโดยวิธีการ งบประมาณตามปกติ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ และเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาลในการตราพระราชกำหนดฉบับนี้🔗
สรุปสาระสำคัญของพระราชกำหนด ท่านประธานสภาที่เคารพและท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ พระราชกำหนดฉบับนี้มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้🔗
๑. กำหนดให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาท หรือเงินตราต่างประเทศในวงเงินไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยจะต้องลงนามในสัญญา กู้เงินหรือออกตราสารหนี้ไม่เกินวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕🔗
๒. การกู้เงินตามพระราชกำหนดฉบับนี้จะต้องนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ ภายใต้แผนงานหรือโครงการตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด ซึ่งประกอบด้วย ๓ แผนงานหลัก ได้แก่🔗
๑. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) รัฐบาลได้กำหนดวงเงินไว้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดหาวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในประเทศ การเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการและการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมทั้งเป็น ค่าใช้จ่ายสำหรับบุคลากรทางการแพทย์🔗
๒. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ด้านการช่วยเหลือเยียวยา และชดเชยประชาชนในทุกสาขาอาชีพ รัฐบาลได้กำหนดวงเงินไว้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ในทุกสาขาอาชีพอย่างทั่วถึง ทั้งนี้เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ โดยในระยะต่อไป มาตรการของรัฐบาลจะมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพหรือผู้ประกอบการขนาดเล็กและ รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของ รัฐบาลให้สามารถประคับประคองการดำเนินธุรกิจและรักษาการจ้างงานของพนักงานต่อไปได้ และแผนงานที่ ๓ คือแผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ด้านการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ และสังคมภายหลังจากการแพร่ระบาด เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) คลี่คลายหรือยุติลง รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจให้กลับสู่ภาวะปกติ จึงได้กำหนดวงเงินไว้จำนวน ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเน้นการรักษาระดับการจ้างงาน และการกระตุ้นการ บริโภคในระยะสั้นให้ฟื้นตัวโดยเร็ว ซึ่งจะช่วยรักษาระดับการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและ การลงทุนของภาคเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการรายย่อยสามารถอยู่ รอดได้ และช่วยให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในกรณีจำเป็น คณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติปรับกรอบวงเงินภายใต้แผนงานหรือโครงการตามบัญชีท้าย พระราชกำหนดได้ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้จ่ายเงินสอดคล้องกับสถานการณ์ความจำเป็นของการ ใช้เงินที่เกิดขึ้น🔗
๓. เพื่อให้การใช้จ่ายเงินเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และมีความต่อเนื่อง พระราชกำหนดได้กำหนดให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ตามพระราชกำหนดกู้เงินโควิด-๑๙ ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ รวมทั้งกำกับดูแลการดำเนินโครงการและรายงาน ความก้าวหน้าต่อคณะรัฐมนตรี🔗
๔. เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ กำหนดให้ กระทรวงการคลังจัดทำรายงานผลการกู้เงินภายใต้พระราชกำหนดเสนอต่อรัฐสภา เพื่อทราบภายใน ๖๐ วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณด้วย ซึ่งรายงานดังกล่าวจะครอบคลุมถึง รายละเอียดของการกู้เงิน วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกู้ รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ โดยการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ฉบับนี้ รัฐบาลได้ตระหนักถึงการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ ความคุ้มค่า และความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินกู้ รัฐบาลจึงได้กำหนดหลักการและสาระสำคัญ ที่สอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐเพื่อเป็นการสร้างวินัยในการกู้เงินไว้ ในกฎหมายฉบับนี้อย่างรอบคอบและรัดกุม🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ รัฐบาลไทยและรัฐบาล ทุกประเทศทั่วโลกได้ดำเนินนโยบายการคลังโดยการกู้เงินจำนวนมาก เพื่อแก้ปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจทำให้ ณ สิ้นปี ๒๕๖๔ ระดับหนี้ภาครัฐบาลของโลก หรือเวิลด์ เจนเนอรัล กัฟเวิร์นเมนต์ เดบต์ (World General Government Debt) คาดว่าจะเพิ่มสูง ขึ้นอยู่ที่ ๙๒ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น ๒,๗๖๐ ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ปี ๒๕๖๓ จำนวน ๑๐ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น ๓๐๐ ล้านล้านบาท โดยในปี ๒๕๖๔ มีประเทศสำคัญของโลกที่มีหนี้ภาครัฐบาลต่อจีดีพี (GDP) เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน อาทิ ประเทศญี่ปุ่น คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ ๒๕๖.๕ ประเทศอังกฤษ ร้อยละ ๑๐๗.๑ ประเทศ อินเดียร้อยละ ๘๖.๖ และประเทศจีน ร้อยละ ๖๙.๖ กรอบเพดานของหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) ที่ร้อยละ ๖๐ อาจเรียกได้ว่าเป็นกรอบวินัยการคลังที่ถูกใช้มากที่สุดในสภาวะปกติ ในนานาประเทศทั่วโลก อาทิ สหภาพยุโรปและประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) โดยเป็น การคำนวณเฉพาะหนี้ภาครัฐบาลหรือเจนเนอรัล กัฟเวิร์นเมนต์ เดบต์ (General Government Debt) ทั้งนี้ตัวเลขหนี้ภาครัฐบาลของไทยตามนิยามสากลขององค์กรระหว่าง ประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน ๒๕๖๔ อยู่ที่ร้อยละ ๕๐.๖๙ ต่อจีดีพี (GDP) ซึ่งถือเป็นสัดส่วน ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เมื่อเปรียบเทียบกับกรอบเพดานตามนิยามสากลที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย ระดับหนี้สาธารณะที่เหมาะสมของแต่ละประเทศนั้นไม่มีระดับที่ตายตัวและขึ้นอยู่กับบริบท และปัจจัยต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ซึ่งบริบทที่ทุกประเทศได้เผชิญร่วมกันปัจจุบันก็คือผลกระทบ จากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่ปกติ ดังนั้นการกู้เงินเพื่อ ช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ รัฐบาลมีเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้ พร้อมกับทุกคน ในชาติ ทั้งนี้การก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นกระทรวงการคลังจะกระทำด้วยความรอบคอบ และอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังในบริบทปัจจุบัน🔗
กล่าวโดยสรุป กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็นจะต้องมีแหล่งเงินเพื่อเตรียมความพร้อม ด้านการแพทย์และสาธารณสุข การช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยประชาชน ตลอดจน การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องตรา พระราชกำหนดนี้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศและป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ จึงขอกราบเรียนมาเพื่อโปรด พิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ขอกราบ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ มีผู้เสนอรายชื่อมาอภิปราย ๒ ฝ่ายแล้วนะครับ ฝ่ายค้านเสนอมา ๕ ท่าน ฝ่ายรัฐบาล ๖ ท่าน ก็จะได้มีการสลับ ผมขอประกาศรายชื่อเพื่อให้เราได้เตรียมตัว เพราะเวลาที่ขอนั้น ก็ไม่เหมือนกัน ท่านแรกจะเป็นคุณยุทธพงศ์ จรัสเสถียร คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม แล้วก็ คุณณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ คุณนิคม บุญวิเศษ คุณคมเดช ไชยศิวามงคล ฝ่ายรัฐบาลก็มี คุณไพบูลย์ นิติตะวัน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ นางนันทนา สงฆ์ประชา นายศิริพงษ์ รัสมี ที่ประกาศชื่อเพื่อเราจะได้รู้จังหวะเวลานะครับ เผื่อว่าพวกเราที่อยู่ข้างนอกหรืออยู่ในห้องพักจะได้เตรียมตัวเมื่อถึงเวลานั้นเข้ามา โดยไม่ต้อง มารอในห้องนี้นานครับ ท่านจุลพันธ์เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะวิป (Whip) ฝ่ายค้านครับ ขอหารือท่านประธาน ในเรื่องของกระบวนการในการป้องกันโรค ในขณะที่อภิปรายอย่างที่ท่านประธานได้กรุณา จัดแท่นอภิปรายที่จะสามารถถอดหน้ากากได้ เพราะว่าการอภิปรายโดยมีหน้ากาก มันเหนื่อยมาก แต่คราวนี้ท่านประธานครับ ผมเรียนด้วยความเคารพ แท่นของฝ่ายค้าน มองประธานก็ไม่ชัด มอง ครม. และผู้มาชี้แจงนี้มองไม่เห็นเลยนะครับ ถ้าเป็นไปได้ผมขอ ความกรุณาท่านประธานถ้าสามารถจัดสรรเหมือนกับทาง ครม. คือเป็นกรอบใสมาตั้งอยู่ ตามจุดให้กับเพื่อนสมาชิกในหลาย ๆ จุดในห้องประชุมผมว่าน่าจะเกิดประโยชน์กว่า ก็ขอ ความกรุณาท่านประธานครับ🔗
รับทราบนะครับ จะดูว่า จะเหมาะสม แต่อยู่ตรงนี้จะเห็นเหมือนกันครับท่านจุลพันธ์ ผมจะเห็นตู้แท่นอภิปรายนี้ ทั้ง ๒ ที่เหมือนกันครับ ท่านแรกคุณยุทธพงศ์ จรัสเสถียร หลังจากนั้นจะเป็นคุณไพบูลย์ นิติตะวัน ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตได้ใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการอภิปราย แล้วก็ได้ยื่นไปเรียบร้อยแล้วครับท่านประธาน🔗
เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ทางรัฐบาลโดย กระทรวงการคลังได้ขอให้สภาได้พิจารณาในเรื่องของ พ.ร.ก. เงินกู้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเรียนว่าเหมือนเป็นการตีเช็คเปล่าให้กับนายกรัฐมนตรีไปใช้โดยไม่มีรายละเอียด ท่านประธานครับ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ มี ๓ แผนงานหลัก🔗
๑. ในเรื่องของการแพทย์และสาธารณสุขจำนวน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท🔗
๒. การช่วยเหลือเยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการต่าง ๆ อีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท🔗
๓. การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมอีกจำนวน ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท🔗
ท่านประธานครับ เมื่อปีที่แล้วตอนที่เกิดปัญหาการระบาดของเชื้อโควิด (COVID) ทางรัฐบาลก็ได้เสนอ พ.ร.ก. เงินกู้มาจำนวน ๑.๐ ล้านล้านบาท แล้วก็ใช้ ในแผนงานหลัก ๓ แผนงาน เหมือนที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้แจงต่อ สภาไป ผมจะเรียนท่านประธาน ชี้ให้เห็นว่าเมื่อปีที่แล้ว ๓ แผนงานหลักที่ท่านขอเงินไป จำนวน ๑.๐ ล้านล้านบาท มันมีความล้มเหลวอย่างไร แล้วเงินที่ท่านเอาไปใช้มันไม่เกิด ประโยชน์อย่างไร ผมเริ่มตั้งแต่ด้านสาธารณสุขนะครับ เหมือนกันครับปีที่แล้วท่านขอ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ท่านขอใหม่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สะท้อนจากเงินกู้ครั้งที่แล้ว สุดท้าย ล้มเหลวครับ ๑. ท่านเยียวยาชดเชยค่าเสี่ยงภัยให้ด่านหน้า ที่ท่านบอกครับว่าให้บุคลากร ทางการแพทย์ด่านหน้าที่เสี่ยงภัยจากเชื้อโคโรนา (Corona) ไวรัสโควิด (Virus COVID) สุดท้ายที่ผมเห็นในต่างจังหวัด อสม. ที่ท่านบอกว่าเป็นด้านหน้าเสี่ยงภัยยังต้องไปขอเงิน นักการเมือง ไปให้นักการเมืองมาช่วยทำประกันชีวิตให้ แล้วนักการเมืองจะไปเอาที่ไหนครับ นักการเมืองก็ต้องไปขอมาจากนักธุรกิจ ไปขอมาจากพ่อค้า สุดท้ายมันก็กลายเป็นวงจร อุบาทว์นะครับท่านประธาน ว่านักการเมืองก็ไปเอาเงินจากพ่อค้ามาทำประกันภัย ยกตัวอย่างเช่นที่จังหวัดนครพนมที่ท่านรองประธานสภาครูแก้วที่ออกข่าวท่านก็ไปทำ ประกันชีวิตให้กับ อสม. ๗ ล้านบาท ท่านก็ไปเอาเงินส่วนตัวมาให้ แล้วทำไมครับเงินกู้ ที่รัฐบาลมี ถ้ามันจำเป็นทำไมรัฐบาลไม่เอาไปใช้ และอะไรครับท่านประธาน เงินกู้ด้าน สาธารณสุขที่ปีที่แล้วขอไว้ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เพิ่งมีการเบิกจ่ายไปเพียง ๑๑,๖๒๓ ล้านบาท ร้อยละ ๒๖ เองครับ เงินเดิมท่านก็ยังใช้ไม่หมดเลย มาขอกู้ใหม่อีก ถามว่าตัวเลขนี้ผมเอามาจากไหน ก็มาจากที่คณะของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังนี่ล่ะครับ เพราะว่ามาจากกรรมาธิการงบประมาณ ตัวเลขเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน วันจันทร์ที่ผ่านมา ผมต้องเรียนท่านประธานต่อไปครับว่าอุปกรณ์การแพทย์ ยาและวัคซีนที่ท่านขอเงินกู้ไปเมื่อปีที่แล้ว ปรากฏว่าเครื่องช่วยหายใจก็ยังไม่มี ยังไม่พอ ยาสำหรับรักษาก็ไม่เพียงพอ วัคซีนก็มาช้า ก่อให้มีคนติดเชื้อและคนตายมากมาย นี่แสดง ให้เห็นว่าท่านกู้เงินไปท่านยังไม่สามารถบริหารจัดการได้เลย ทั้ง ๆ ที่มีเงินตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว แล้วท่านปล่อยให้โควิด (COVID) ระลอก ๓ ที่เกิดจากคลัสเตอร์ (Cluster) ทองหล่อ ที่เขา บอกว่าเกิดจากคนรวย แต่สุดท้ายคนจนเดือดร้อน วันนี้ตรงนี้ผมต้องให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคลังท่านชี้แจงว่าท่านยังจะเอาเงินไปอีกทำไม🔗
ยกตัวอย่างต่อไปด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลก็ไม่เพียงพอครับท่านประธาน สุดท้ายก็ต้องกลายไปเป็นโรงพยาบาลสนามที่จะรักษาผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อโควิด (COVID) สุดท้าย ไม่มีรถที่จะมารับไปรักษา ปล่อยให้ตายคาบ้าน วัคซีนไม่เพียงพอ คนที่ชุมชนคลองเตย ต้องไปขายบัตรฉีดวัคซีนใบละ ๓,๐๐๐ บาท ถามว่าทำไมต้องไปขายครับท่านประธาน เพราะว่าไม่มีจะกิน ยอมตายดีกว่าไม่มีจะกิน ท่านประธานครับ รูปทั้งหมดนี้ที่ผมมาเรียน ให้ท่านประธานดู ให้ทางรัฐบาลเห็น ท่านประธานดูสิครับว่ามีคนมารอฉีดวัคซีนตั้งแต่ตีห้า กว่าจะได้บัตรคิวตอนบ่ายสามโมง มีนักการเมืองต้องไปทำประกันชีวิตให้กับ อสม. โดยไม่ใช้ เงินของรัฐ เพราะอะไรครับ เพราะว่าการบริหารจัดการของรัฐบาลมันไม่ดี มันล้มเหลว นายกรัฐมนตรีสั่งเบรกหมอพร้อม แล้วก็ให้จัดสรรวัคซีนใหม่ โฆษกกรุงเทพมหานคร ยอมรับครับว่ามีการขายบัตรคิวฉีดวัคซีนใบละ ๓,๐๐๐ บาท🔗
ด้านต่อไป ท่านประธานดูรูปถัดไปครับ ท่านประธานครับ นี่อย่างไรครับ คือความล้มเหลวในการบริหารจัดการ อาม่าต้องดับตายคาบ้าน น้าค่อมต้องเสียชีวิต อัพ วีจีบี ต้องเสียชีวิตจากโควิด (COVID) นี่อย่างไรครับคือความล้มเหลวในการบริหารจัดการ โควิด (COVID) นำไปสู่ความสูญเสียของประชาชนคนไทยที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น และปัจจุบัน ท่านประธานครับ มีคนติดเชื้อวันหนึ่งเกือบ ๕,๐๐๐ คน มีคนเสียชีวิตวันหนึ่ง ๓๐-๔๐ คน ทุกวัน รวมสะสมเป็นพันคน แสดงให้เห็นนะครับว่าท่านได้ใช้เงินซึ่งเป็นเงินภาษีของ ประชาชนเป็นเงินกู้ที่ต้องเสียดอกเบี้ย ท่านอ้างความจำเป็นเร่งด่วน แต่พอเอาไปใช้จริง มันไม่เกิดประสิทธิภาพแล้วก็ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต คนติดเชื้อ สูญเสียทางด้าน เศรษฐกิจ🔗
ด้านต่อไป งบประมาณด้านการเยียวยา จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าสะท้อนกับเมื่อปีที่แล้วที่ท่านตั้งไว้ เยียวยาก็คือเอาเงินไปแจก เอาเงินไปช่วยเหลือ ประชาชน ซึ่งมันง่ายครับ เดิมเมื่อปีที่แล้วท่านตั้งไว้ ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็โอนมาเพิ่ม อีก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นทั้งหมด ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่ามีการเบิกจ่ายไป ๖๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คิดเป็นร้อยละ ๙๑ มากที่สุดทำได้เพียงแค่การแจกเงิน สะท้อนอะไร ครับท่านประธาน สะท้อนให้เห็นว่าในการเยียวยามีความล่าช้า จำนวนเงินมันน้อยเกินไป และมีการเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนี้ท่านก็มาเอาเงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้ไปใช้ โครงการคนละครึ่งท่านก็มาเอาอีก ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท จากเงิน พ.ร.ก. ที่ใช้ ในการเยียวยา คำถามผมว่าถ้าท่านใช้เงินให้มันเกิดประสิทธิภาพ วันนี้คนต่างจังหวัดเขาเดือดร้อน เกษตรกรเดือดร้อนจากโรคระบาดหนักในวัว เขาเรียกว่า โรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ถามว่ารัฐบาลทำไมไม่ไปเยียวยา ไม่ไปหาวัคซีนมาช่วย วัวเขาล้มตาย ท่านประธานครับ ผมเป็น ส.ส. ในต่างจังหวัด ประชาชนเขาก็เดือดร้อน เกษตรกรที่เลี้ยงวัว วัวก็มีราคาแพง แล้วก็มาล้มตาย ทั้งที่ถ้ามีเงินเตรียมวัคซีนมา มาเยียวยา คนก็เดือดร้อนตกงานจากโควิด (COVID) แถมวัวก็ต้องมาตายอีก อย่างร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ขายไม่ได้ รัฐบาลจะไปเยียวยาเขา อย่างไร พวกหาบเร่ แผงลอยต่าง ๆ🔗
อันดับต่อไปครับ ก็คืองบประมาณด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ท่าน ขอมานี้ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท สะท้อนจากเงินกู้เมื่อครั้งที่แล้ว ว่ามีการโอนเงินก้อนนี้ที่เอาไป ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ก็เอาไปเป็นการเยียวยา ไปแจกเงินแทน ๒. มีการอนุมัติโครงการ ฟื้นฟูออกไปน้อยมาก ผมถามว่าอนุมัติไปเท่าไรครับ ถามจากกรรมาธิการงบประมาณ ก็ชี้แจงบอกว่าอนุมัติไปเพียงทั้งหมด ตอนนี้เบิกจ่ายไปเพียง ๗๑,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๒๘ ต้องเรียนครับว่า แล้วโครงการที่ท่านบอกว่าไปฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ทำไม เศรษฐกิจถึงแย่ลง จีดีพี (GDP) ถึงลดลง ตรงนี้ท่านต้องอธิบายครับ ผมสรุปอย่างนี้ครับว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็มาจากเหมือนกันครับกับเมื่อปีที่แล้วที่ท่านกู้ ๑.๐ ล้านล้านบาท เอาไปใช้ ๓ ด้านใหญ่ ๆ เหมือนกัน ปีที่แล้วครับท่านประธาน ๑.๐ ล้าน ล้านบาท เพิ่งเบิกจ่ายไป ๗๑๓,๐๐๐ ล้านบาท จากยอดที่ขอทั้งหมด ๑.๐ ล้านล้านบาท ก็ยัง แค่เบิกจ่ายไปได้ร้อยละ ๗๑ ครับ ยังเหลือเงินอีก ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ยังใช้ได้🔗
ท่านประธานครับ ผมก็ขอสรุปว่าใน พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าเรื่องนี้มันไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอะไร เพราะว่าโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) มันเกิดตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๓ มันไม่เร่งด่วนแล้วครับ และปัญหาตรงนี้มันก็ ยังไม่จบไปภายในปีนี้หรอกครับ มันยังจะต้องมีต่อไปอีก ให้รัฐบาลเปลี่ยนจาก พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาเป็น พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายกลางปี ๒๕๖๔ ในวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้สภาสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ แล้วก็เพื่อให้เกิด ประโยชน์และเกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพราะว่าเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นเงินงบประมาณ ที่ประเทศจะต้องไปกู้มา และสุดท้ายประชาชนทุกคนก็จะต้องมาร่วมกันเป็นหนี้ แล้วก็ต้อง ไปใช้หนี้ในอนาคต ท่านประธานครับ ผมต้องเรียนท่านประธานว่าเรายังมี พ.ร.บ. วินัย การเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ พ.ร.บ. นี้มีไว้ทำไมครับท่านประธาน มีไว้เพื่อป้องกัน การใช้จ่ายเกินตัว และคนที่ออก พ.ร.บ. ฉบับนี้คือใครครับ คือท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายกรัฐมนตรีคนนี้ยังประกาศอีกว่า ประกาศคณะนโยบาย การเงินการคลังของรัฐ เรื่อง กำหนดกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๖๑ ออกประกาศ สัดส่วนดังต่อไปนี้ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะ ข้อ ๑ สัดส่วน หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเภทจีดีพี (GDP) ต้องไม่เกินร้อยละ ๖๐ หนี้ ต่อจีดีพี (GDP) ต้องไม่เกินร้อยละ ๖๐ ประกาศ ณ วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๑ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ของรัฐ แต่สุดท้ายท่านประกาศกรอบไว้ว่าไม่เกินร้อยละ ๖๐ ของจีดีพี (GDP) หนี้สาธารณะ แต่สุดท้ายวันนี้ท่านกู้เพิ่ม ๆ ครับ ทั้งที่มันยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนนะครับ ผมต้องเรียน ท่านประธานครับว่าของเดิมยังเหลืออีกประมาณ ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ยังใช้ได้ และขณะเดียวกันก้อนใหม่ท่าน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเชื่อว่าภายในสิ้นปีงบประมาณนี้ วันที่ ๓๐ กันยายน ท่านก็ใช้ได้อีกไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหรอกครับ เพราะว่าท่านใช้ ไม่ทันครับ ดังนั้นผมต้องเรียนท่านประธานครับว่าให้ไปเปลี่ยนเถอะครับ จาก พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาเป็น พ.ร.บ. งบประมาณกลางปี เพื่อให้สภาได้ตรวจสอบ รายละเอียดให้มันคุ้มกับเม็ดเงินภาษีของประชาชนที่เราต้องไปกู้เขามา เราต้องเสียดอกเบี้ย ท่านประธานครับ ทำไมผมต้องย้ำกับท่านประธานว่า เงินให้ออกมาเป็น พ.ร.บ. งบประมาณ กลางปี อย่าไปใช้เป็น พ.ร.ก. เงินกู้ ต้องเรียนอย่างนี้ครับ ผมยกตัวอย่างครับท่านประธาน เมื่อวานนี้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ ๘ มิถุนายน มีการยกตัวอย่างรายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ๔๒๖.๔๗ ล้านบาท เป็นโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ เครื่องจักรกลสำหรับรองรับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง รวม ๒๔ รายการ จำนวน ๓๒ เครื่อง เอาไปทำอะไรครับท่านประธาน ๑. เครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ ขับด้วยระบบ ไฮโดรลิก (Hydraulic) ขนาด ๒๔ นิ้ว ๘ รายการ จำนวน ๘ เครื่อง งบประมาณ ๖๒.๘๔ ล้านบาท ๒. เครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่เร็ว ขับด้วยระบบไฮโดรลิก (Hydraulic) ขนาด ๓๐ นิ้ว ๘ รายการ จำนวน ๑๖ เครื่อง งบประมาณ ๑๘๘.๕๔ ล้านบาท ๓. เครื่องสูบน้ำแบบ เคลื่อนที่เร็ว ขับด้วยระบบไฮโดรลิก (Hydraulic) ขนาด ๔๒ นิ้ว ๘ รายการ จำนวน ๘ เครื่อง งบประมาณ ๑๗๕.๐๘ ล้านบาท รวมทั้งหมด ๔๒๖.๔๗ ล้านบาท ไปใช้งบสำรองจ่าย เอาไปทำอะไร ครับ เอาไปเตรียมการในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ถามหน่อยครับช่วงนี้มันจะมีภัย แล้งหรือครับ หน้าฝนแล้ว และขณะเดียวกันเครื่องสูบน้ำมันมีความจำเป็นเร่งด่วนอะไรครับ ที่ท่านต้องไปใช้งบกลางไปซื้อ ทั้ง ๆ ที่เครื่องสูบน้ำ ปภ. ก็มีอยู่เยอะแยะอยู่แล้วครับ แต่ที วัคซีนสำหรับฉีดให้คน วัคซีนสำหรับฉีดให้วัว ที่จำเป็นท่านกลับไม่ดำเนินการ กลับไปเอาเงิน งบกลางไปใช้ในเรื่องแบบนี้ แล้วพอเงินกู้ท่านก็มาขอเงินกู้ บอกว่าจะเอาไปซื้อวัคซีน ผมดู ครับว่าการบริหารงบประมาณมันไม่สอดคล้องกับความจำเป็น ความเดือดร้อนจริง ๆ ท่านเอางบกลางไปใช้ในเรื่องที่มันไม่จำเป็น แต่พอเรื่องวัคซีนท่านบอกต้องมาใช้เงินกู้ ดังนั้น ผมไม่สามารถที่จะรับหลักการ พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป สลับกันนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดบุรีรัมย์ ขออนุญาต ประท้วงผู้อภิปรายซึ่งอภิปรายจบเมื่อกี้นี้ตามข้อ ๖๙ วรรคสองครับ ในกรณีที่ท่านพาดพิงถึง ท่านศุภชัย โพธิ์สุ ว่าได้เอาเงินส่วนตัวไปจัดตั้งเป็นเงินประกันภัยให้กับ อสม. บังเอิญว่า ท่านศุภชัยนั้นเป็นสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยและท่านไม่ได้อยู่ในห้องประชุมที่นี่ ผมขอเรียน ชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจว่าการทำประกันให้ อสม. นั้นทำประกันจริง🔗
ท่านประธานครับ🔗
ครับ ฟังท่านนิดหนึ่งครับ🔗
เราอาศัยเงินจากการบริจาคของ พี่น้องประชาชนนะครับ ท่านศุภชัยก็ชี้แจงแล้วครับ ใช้หอการค้า สภาอุตสาหกรรม แล้วก็ พี่น้องประชาชนที่เห็นความยากลำบากของ อสม.🔗
ท่านสนองครับ🔗
ครับ🔗
ไม่เป็นอะไรครับ เพราะว่า พอสมควรแล้วนะครับ และผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นข่าวและท่านได้ชี้แจง แต่ว่าเมื่อสักครู่นี้ ที่ไม่ได้ติงเพราะเห็นว่าไม่เสียหายอะไรนะครับ🔗
ผมเกรงว่าทางพรรคภูมิใจไทยก็จะ เสียหายครับ🔗
ไม่ได้พูดถึงพรรคนะครับ เป็นเรื่องพูดถึงตัวบุคคล🔗
ก็ท่านศุภชัยเป็นสมาชิกของ พรรคภูมิใจไทย ก็ทำในนามของพรรคนั่นล่ะครับ🔗
เข้าใจครับ ท่านศุภชัย ท่านอยู่ครับ เดี๋ยวมาต่อจากท่านสุชาติครับ🔗
ครับท่านประธาน ที่ผมประท้วง ตอนนี้ท่านไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ได้มีโอกาสมาชี้แจงครับ🔗
ที่ไม่ได้ท้วงไม่ได้ผิดอะไร แต่ว่าพวกเราระมัดระวังก็ดีแล้วครับ เตือนไว้ก็ระวังแล้วกันครับ🔗
ขอบพระคุณมากครับ🔗
สำหรับรัฐบาลจะชี้แจง ตอนไหนได้นะครับ ขอแจ้งให้ทราบครับ แต่ว่าระหว่างสมาชิกก็จะสลับให้ครับ ต่อไป คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับในวันนี้ผมขอมาอภิปรายสนับสนุน พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ท่านประธานครับ พระราชกำหนดฉบับนี้ได้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เป็นเรื่อง ที่จำเป็นครับ จำเป็นอย่างยิ่งที่ ๒๕ พฤษภาคม ต้องให้มีผลบังคับใช้ จะไปรอออกเป็น พระราชบัญญัติหรือรอเป็น พ.ร.บ. งบประมาณมันเป็นไปไม่ได้ครับ มันช้า นาน ไม่ทันที่จะ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของท่านประชาชนได้ เหตุผลในการประกาศพระราชกำหนด ฉบับนี้เพราะว่าการระบาดมีความต่อเนื่องและรุนแรงเป็นรอบที่ ๓ ครับ ซึ่งมีผลกระทบ ต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง ต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน แก้ไขปัญหา เยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจ หลีกเลี่ยงได้ เพื่อเป็นประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทาง เศรษฐกิจของประเทศและป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ดังนั้นคณะรัฐมนตรีตราพระราชกำหนด ฉบับนี้ถูกต้องแล้วครับท่านประธาน ซึ่งพระราชกำหนดฉบับนี้เมื่อมาให้สภาก็ให้ ความเห็นชอบ เพื่อกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นำไปช่วยเหลือประชาชนทั้งสิ้น ซึ่งประชาชน ในขณะนี้กำลังประสบกับความทุกข์จากผลของการระบาดของไวรัสโควิด ๒๐๑๙ (Virus COVID 2019) อย่างมากมาย ซึ่งก็ทันกับสถานการณ์ที่รุนแรง ไวรัสโควิด ๒๐๑๙ (Virus COVID 2019) รอบนี้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนหลายสิบล้านคน ดังนั้น พระราชกำหนดที่ออกมานั้น ท่านประธานครับ มีข้อดีที่ผมเห็นไม่น้อยกว่า ๖ ประการ🔗
ในประการที่ ๑ การออกพระราชกำหนดเงินกู้ฉบับนี้ต้องขอชื่นชม ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะว่ามีเสียงคัดค้านต่าง ๆ มากมาย แต่ท่านก็ได้แสดงถึง ความสามารถความมุ่งมั่น ความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับ ความเดือดร้อน ขอชื่นชมนายกรัฐมนตรี ท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กล้าตัดสินใจ เป็นนักปฏิบัติที่เน้นการใช้กระบวนการกฎหมายออกพระราชกำหนดมาบรรเทา ความเดือดร้อนของประชาชนให้ทันท่วงที หลายฝ่ายอ้างว่าทำไมไม่ไปรอพระราชบัญญัติ งบประมาณ ถ้ารอพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีกว่าจะออกได้เดือนตุลาคม ครับท่านประธาน ต้องรอไป ๕ เดือน ประชาชนที่เดือดร้อนอยู่จะทำอย่างไรครับ เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราต้องเห็นใจประชาชนที่เดือดร้อน ประชาชนที่เดือดร้อน เขารอความช่วยเหลือซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านเห็นปัญหา ท่านก็เข้าไปช่วยเหลือ โดยไม่กลัวเกรงต่อคำครหาใด ๆ ก็ใจทำดีเสียอย่างครับ ไม่ต้องไปกลัวครับ🔗
ประการที่ ๒ พระราชกำหนดนั้นออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนทุกสาขา อาชีพ โดยมีการให้การเยียวยาช่วยเหลือประชาชนโดยตรงถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นกระจายเงินไปให้ประชาชนเพื่อเป็นเงินใช้ยังชีพ เป็นกำลังใจ ในการจะต่อสู้กับวิกฤติไวรัสโควิด (Virus COVID) ครั้งสำคัญนี้ ประชาชนที่ได้รับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านท่านไม่ได้เงินจากส่วนนี้ แต่ประชาชนที่เขา เดือดร้อนจริง ๆ เขาได้รับ เขารู้สึกมีกำลังใจครับ หลายสิบล้านคนครับ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีเป็นห่วงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนก็จึงไม่หวั่นเกรงต่อเสียง วิพากษ์วิจารณ์ของนักการเมืองที่อาจจะกลัว เป็นห่วงครับ ห่วงว่านายกรัฐมนตรีช่วยเหลือ ประชาชนมากเกินไปแล้ว คะแนนเสียงของเขาจะได้น้อยลง ผมว่าอย่าเอาการเมืองมาใช้กับ การช่วยเหลือประชาชนเลยครับทุกฝ่ายต้องร่วมกัน🔗
ในประการที่ ๓ เงินตามพระราชกำหนดนี้เพื่อใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรควัคซีน การพัฒนาวัคซีนในประเทศ รวมทั้งการปรับปรุง ต่าง ๆ นั้นจำนวน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นตรงไปที่วัคซีนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้วัคซีนในปัจจุบันนี้สถานการณ์เราดีเยี่ยมครับ ผมขอชื่นชมการตัดสินใจของท่าน นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สนับสนุนให้มีการผลิตวัคซีนโควิด-๑๙ (COVID-19) ของแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ผลิตในประเทศไทย โดยบริษัทสยาม ไบโอไซเอนซ์ เป็นการมองไกล มองเพื่อสร้างความมั่นคงของประเทศทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตในการต่อสู้กับสงครามไวรัสโควิด (Virus COVID) ซึ่งระบาดต่อเนื่องและเรายัง จะเป็นเลิศในภูมิภาคเอเชียเมื่อมีการผลิตวัคซีนอยู่ในประเทศไทย ท่านประธาน ข่าวล่าสุด สถานการณ์การผลิตเรื่องเกี่ยวกับวัคซีนนั้นทางรัฐบาลยืนยันแล้วว่าได้วัคซีนครบ ๑๐๐ ล้านโดส (Dose) แล้วนะครับ แต่ว่าทยอยส่งเข้ามา โดยท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้จัดซื้อ วัคซีนทั้งยี่ห้อไฟเซอร์ (Pfizer) ที่อยากได้ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) ๒๕ ล้านโดส (Dose) ก็จะทยอยเข้ามา แต่ที่สำคัญแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ตอนนี้ท่านประชาชนทั้งหลายต้องการมากครับ แล้วก็เป็นวัคซีนที่ผลิตอยู่ ในประเทศไทยด้วย ผมว่าเป็นอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่นะครับ แล้วก็นอกจากนั้นขอให้กำลังใจ กระทรวงสาธารณสุขที่ต้องพยายามทำงานกันอย่างเต็มที่ ที่จะทำให้วัคซีนกระจายไปถึง ประชาชนทุกคน เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันหมู่ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ประกาศไปเลยครับว่า ท่านประกาศว่าวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติแล้ว ดังนั้นเราจะพ้นจากวิกฤตินี้ไปได้อย่างแน่นอน อันนี้เป็นประการสำคัญ เพราะว่า ท่านประธานครับ ในขณะนี้ข้อมูลล่าสุดในวันที่ ๙ มิถุนายน ก็คือวันนี้ ทั้งโลกครับมีประชากร ๗,๙๒๐ ล้านคน มีจำนวนผู้ติดเชื้อไปแล้ว ๑๗๔ ล้านคน มีจำนวนผู้เสียชีวิตไปแล้ว ๓,๗๐๐,๐๐๐ คน ในจำนวนผู้ติดเชื้อมีสถิติคำนวณ ต่อประชากร ๑ ล้านคนแต่ละประเทศ ของสหรัฐอเมริกา ของทั่วโลกเท่ากับ ๒๒,๐๐๐ คน จำนวนผู้เสียชีวิตต่อประชากร ๑ ล้านคน เฉลี่ยของทั่วโลกคือ ๔๘๓ คน แต่ท่านประธาน ครับประเทศที่มีความก้าวหน้าที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งมีประชากร ๓๐๐ กว่าล้านคนนั้น จำนวนผู้ติดเชื้อถึง ๓๔ ล้านคน มีจำนวนผู้เสียชีวิต ๖๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งถ้าเฉลี่ยจำนวน ผู้ติดเชื้อต่อประชากร ๑ ล้านคนนั้น เป็นจำนวนถึง ๑๐๒,๘๘๘ คน เป็นจำนวนผู้เสียชีวิต ต่อประชากรถึง ๑,๘๔๒ คนครับ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย ประเทศไทยมีประชากร ๖๙ ล้านคน มีจำนวนผู้ติดเชื้อต่อประชากร ๑ ล้านคน เพียง ๒,๖๔๗ คน เทียบแล้ว เกือบ ๑๐ เท่าครับ ประเทศสหรัฐอเมริกากับเรา แล้วก็มีผู้ติดเชื้อผู้เสียชีวิตต่อประชากร ๑ ล้านคนมีเสียชีวิตเพียง ๑๙ คนเท่านั้น ๑๙ คนในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ๑,๘๔๒ คน ส่วนประเทศอื่นผมจะใช้เวลาเกินไป ก็เปรียบแล้วไม่ว่าแม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นยังมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยต่อประชากรแล้ว ๑๐๘ คน ของเรา ๑๙ คนเท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าการดูแลของประเทศไทยนั้นนำหน้าอย่างมาก แม้กระทั่งประเทศมาเลเซีย ประเทศ อินโดนีเซีย ในภูมิประเทศเราล้วนนำหน้าทั้งสิ้นนะครับ สิ่งเหล่านี้เกิดจากการบริหารจัดการ ของท่านนายกรัฐมนตรีที่เป็นนักปฏิบัติครับ แต่ผมคิดว่าฝ่ายโจมตีก็โจมตีกันไป แต่ทั้งหมด พิสูจน์กันด้วยข้อเท็จจริง กราบเรียนท่านประธานต่อมาว่าในเรื่องวัคซีนนั้นประเทศไทย ประชากรคนไทย เราชนะแน่ ในสงครามไวรัสโควิด (Virus COVID) เราจะเป็นประเทศที่อยู่ในชั้นแนวหน้า มีทั้ง โรงงานผลิตวัคซีนในประเทศที่มีคุณภาพดีเยี่ยมติดอันดับโลก🔗
ดังนั้นผมขออนุญาตพูดถึงผลดีของ พ.ร.ก. ในประการที่ ๔ ซึ่งประการที่ ๔ นี้ ก็สามารถใช้เงิน ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปในเรื่องที่ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ยกระดับการจ้างงานของ ผู้ประกอบการ กระตุ้นการลงทุน การบริโภคในประเทศซึ่งไม่สามารถรอเงินจาก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายได้ และในประการที่ ๕ ท่านประธานครับ ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้ แล้วเมื่อรวมกับเงินกู้ของกระทรวงตาม พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้วก็ถือว่า ไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง คือไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ถือว่า ต่ำมากครับ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เปรียบเทียบไปแล้ว อย่างประเทศญี่ปุ่นไปถึง ๒๐๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ในสภาวะสงครามไวรัสโควิด (Virus COVID) ครั้งนี้เป็นวิกฤติโลกครับ วิกฤติของทุกประเทศ ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ แต่เรา ยังคุมสัดส่วนเงินกู้ได้อยู่ในระดับปกติ อันนี้สุดยอดครับ ต้องชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรี ชื่นชม คณะรัฐมนตรี🔗
สำหรับในประการที่ ๖ นั้น การออกพระราชกำหนดนี้เป็นโอกาสอันดี ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจะมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ ประชาชนที่เดือดร้อนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด (Virus COVID) โดยลงมติให้ ความเห็นชอบกับพระราชกำหนดฉบับนี้ ถือว่าเป็นการทำหน้าที่และอำนาจของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ห่วงใยประชาชน🔗
ท่านประธาน มีคำกล่าวครับ เมื่อกี้ที่ผมพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับทำไมไม่ใช้เงิน พระราชกำหนดไปในเรื่องของ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย คำกล่าวที่ว่าน้ำไกลไม่อาจ ดับไฟใกล้ได้ อันนี้สำคัญครับท่านประธาน การออกพระราชกำหนดฉบับนี้ก็เพื่อให้มีน้ำก็คือเงิน ที่ใกล้ไว้ดับไฟ ไฟก็คือความทุกข์ร้อนของประชาชนหลายสิบล้านคนที่ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) เป็นไฟที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้อย่างรุนแรง มัวแต่รอ พ.ร.บ. รายจ่ายก็คือน้ำไกลครับ อีกตั้ง ๕ เดือน แล้วประชาชนที่เดือดร้อนท่านจะอยู่อย่างไรครับ ผมอยากจะเรียกร้องไปยังเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องตระหนักครับ ท่านไม่รู้หรือท่านแกล้งไม่รู้ว่าประชาชน ทั้งประเทศหลายสิบล้านคนล้วนแต่รอความช่วยเหลือเม็ดเงินที่จะไปเป็นกำลังใจที่จะส่งไป ให้เขา ถึงมือเขาทุกเม็ดทุกบาททุกสตางค์ สิ่งเหล่านี้ พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้จะช่วยทำให้เกิดขึ้น ประชาชนรอ ซึ่งเราได้พบในฐานะเป็นประธานคณะกรรมาธิการติดตามเรื่อง พ.ร.ก. เงินกู้ โควิด ก็ได้ติดตามตลอดครับท่านประธาน ถ้าเราไม่มี พ.ร.ก. เงินกู้มา ประชาชนตอนนี้จะอยู่ อย่างไร ดังนั้นทั้งหมดที่ผมอาจจะกราบเรียนเรียนต่อท่านประธานในข้อดี ๖ ประการไปนั้น ผมก็อยากจะกล่าวไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ตาม จากนักการเมืองด้วยกัน ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีต้องตระหนักว่าประชาชนทั้งประเทศเขา ส่งใจ เขาส่งกำลังใจ เขามีความหวังที่จะได้รับความช่วยเหลือจากท่าน แล้วก็เขาได้รับ การช่วยเหลือมาก่อนหน้านั้นแล้ว ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ถ้าท่านไม่ท้อถอย ถ้าท่านมุ่งมั่นอยู่ อย่างนี้ ตั้งใจจริง เอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเป้าหมายที่จะต้องแก้ไขให้หมดสิ้นไป ท่านทำเพื่อประชาชน ท่านไม่ต้องไปกลัวใครครับ คนดี ทองแท้ ไม่กลัวไฟ ดังนั้นก็หวังว่าท่านจะเป็นกำลังใจให้กับท่านทุก ๆ ประการ แต่พร้อมกันนั้นผมก็อยากจะอีก ครั้งหนึ่งก็ขอให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะที่ท่านเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ในฐานะที่ท่านต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชน ท่านช่วยกันเถอะครับ ช่วยกันออกเสียงลงมติ เห็นชอบพระราชกำหนดที่เราจะพิจารณานั้นก็คือให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ก็ถือว่าท่านได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตกล่าวต่อยอดจากท่านสมาชิก พรรคเพื่อไทยที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านอภิปรายไปเกือบหมดแล้วว่าโครงการดังกล่าว ไม่ว่า ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้แจกไป ๓๐,๐๐๐ ๓๐๐,๐๐๐ และ ๑๗๐,๐๐๐ ท่านได้อภิปรายไปแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเงินที่กู้มา ๑.๙ ล้านบาทนั้นได้แบ่ง ไปให้กระทรวงสาธารณสุข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ไปประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ยังเหลืออยู่ประมาณ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อรวมเบ็ดเสร็จแล้วนั้น จะเหลือเงินอยู่ประมาณ ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาท พระราชกำหนดดังกล่าวนั้นผมเห็นว่าเงิน เหลืออีกจำนวนมาก วันนี้ต้องยอมรับทุกคนห่วงว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับผลกระทบจาก โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ท่านประธานทราบไหมครับว่าวันนี้แต่ละคนให้ข่าวจนประชาชน เครียดไปทั้งประเทศ กระทรวงสาธารณสุขจะต้องผลิตหมอจิตเวช โรงพยาบาลจิตเวช เพื่อรักษาคนไทยทั้งประเทศ หลายส่วนเหมือนจะบ้าไปแล้วครับ ผมกราบเรียนด้วยความ เคารพ แต่อย่างไรก็ตามด้วยความห่วงใยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด (COVID) นั้น ก็เรียนว่าเงินจำนวนดังกล่าวท่านทราบไหมว่าเหลืออีกจำนวนมาก ผมมองถึงว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. ที่ประชาชนฉกฉวยโอกาส แล้วก็ทำให้พี่น้องประชาชนอีกจำนวนมาก ต้องเสียภาษี ต้องมาชำระหนี้แทน เรียกว่า พ.ร.บ. ฉ้อฉล ประชาชนไม่รู้รายละเอียด ดังนั้นท่านประธานครับ ท่านทราบไหมว่าวันนี้ประชาชนตกงานไม่น้อยกว่า ๑๐ ล้านคน หรือ ๑๐ ล้านครัวเรือน ครอบครัวละ ๓ คนก็ประมาณ ๓๐ ล้านคนที่ตกงาน แต่ประชาชนทั้งหมด ท่านทราบไหมว่าจะอดตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยธรรมชาติ พี่น้องประชาชนจังหวัดลพบุรี เขตอำเภอเมือง ประปาส่วนภูมิภาคไม่มีน้ำจากคลองชลประทานเจ้าพระยา-ป่าสัก ช่วยกรุณาเอาภาพให้ดูหน่อยครับ🔗
ดังนั้นจะเห็นภาพว่าวันนี้คนลพบุรี ไม่มีน้ำประปาใช้เลย ท่านจะเห็นว่าคลองชลประทาน ๑๐ นั้นไม่มีน้ำเลยครับ ท่านจะเห็น ภาพว่าวันนี้น้ำไม่มี เราศึกษาจะเห็นว่าคลองชลประทานชัยนาท-ป่าสักไม่มีน้ำใช้เลย แห้งทั้งหมด คลองนี้มาจากชัยนาทหรือมโนรมย์ เขาเรียกเจ้าพระยา-ป่าสัก จะเห็นว่า ไม่มีน้ำใช้เลย ประปาก็ไม่มี ชาวบ้านก็ไม่ได้บริโภคน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตอำเภอ โคกสำโรงจะเห็นว่าตำบลหลุมข้าว ตำบลห้วยโป่ง ตำบลวังขอนขว้าง เขตอำเภอโคกสำโรง ชาวบ้านเรียกร้อง พี่น้องเขตบ้านหมี่ก็เช่นเดียวกัน หนองทรายขาว พุคา อีกส่วนหนึ่งจะเห็นว่าอีก ๓-๔ ตำบลน้ำแห้งหมดเลยครับ จะไม่มีน้ำติดคลองเลย และ ประชาชนจะเอาน้ำที่ไหนมาใช้ ดังนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าอยากเห็น รัฐบาลเอาส่วนที่ ๓ นั้น คือ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เอามารักษากระตุ้นเศรษฐกิจและสังคมนั้น ถ้าหากตรงนี้ทำได้ เขื่อนหรือฝายกั้นน้ำเกือบทุกที่พังหมดครับ แต่ไม่สามารถจะเก็บน้ำได้ ก็ต้องขอบคุณท่านอธิบดีกรมชลประทาน รองอธิบดีกรมชลประทาน เมื่อวันที่ ๒ ผมไปท่าน ขอเอาเครื่องสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำภาคกลางก็ไม่มี ต้องไปเอาจากภาคใต้มา ๒ เครื่อง เพื่อมา สูบน้ำแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตอนนี้น้ำเริ่มมีแล้ว ดังนั้นท่านประธานที่เคารพ ผมอยากเห็นว่า รัฐบาลเอางบประมาณส่วนเหลือนั้นเอามาช่วยพี่น้องประชาชน แล้วถ้าหากว่าคลอง ระพีพัฒน์ ก็มาตั้งแต่จังหวัดชัยนาท จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดอยุธยา จังหวัด ปทุมธานี จังหวัดนครนายก จนถึงจังหวัดปราจีนบุรี ไม่มีน้ำใช้ในคลองแห้งหมดเลย ดังนั้น ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าถ้ารัฐบาลเจียดเงินที่เหลืออยู่ดังที่ท่านสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายไปแล้วนั้นว่าเอาเงินมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถ้าประชาชนไม่มีน้ำใช้ จะไปปลูกผัก หรือปลูกสิ่งต่าง ๆ มันก็ไม่มีที่จะมาบริโภค อาหารพี่น้องประชาชนก็แพงมากขึ้น ดังนั้นผมอยากจะ กราบเรียนว่าพระราชกำหนดที่กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ผมเห็นว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้ ประโยชน์อะไรมากมายส่วนหนึ่งก็จริงที่ยังตกหล่นอยู่ ประชาชนก็ผวา อยากเห็นว่าการใช้ งบประมาณนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด การที่จะเอาเงินไปแจกคนละ ๒๐๐ บาท เดือนละ ๒๐๐ บาท ๖ เดือนนั้น ถามว่าพอกินไหม มันไม่พอกินหรอกครับ เหมือนท่านนักการเมือง บางคนเอาไปให้ประชาชนตอนเลือกตั้งครับ ๒๐๐ บาท ก็เหมือนพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็หา เสียงล่วงหน้า ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมอยากเห็นพระราชกำหนดฉบับนี้ได้เกิด ประโยชน์สูงสุดทุกอย่าง และถ้าหากว่าจะเอาเงินส่วนที่เหลือนั้นออกมาใช้งบประมาณโดย ปกติ ผมก็คิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์สูงสุด และบัญชีตัวเลขที่พี่น้องประชาชนได้รับ ที่รัฐบาล ได้ช่วยเหลือ ๒๐๐ บาทนั้น ถามว่าตรวจสอบได้ไหม ผมว่าหาบัญชียากทุกอย่าง โครงการ ทุกโครงการที่แบ่งปันคนละครึ่งก็ดี ก็ไม่สามารถจะหาตัวเลขตรวจสอบได้ ดังนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่าพระราชกำหนดฉบับนี้จะไม่เกิดประโยชน์สูงสุด กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ในฐานะที่ต้องเสียภาษีทุกคนเหมือนกัน ก็ฝากว่าถ้าหาก พ.ร.ก. ฉบับนี้เงินเหลือก็ช่วยพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเกี่ยวกับเรื่องน้ำนะครับ ขาดน้ำ น้ำคือหัวใจของพี่น้องประชาชน ถ้าไม่มีน้ำ บริโภค สัตว์ไม่มีน้ำบริโภค ผมถามว่าประชาชนจะ อยู่อย่างไร โรคก็ส่วนหนึ่ง แต่ประชาชนจะอดตายครับท่านประธานครับ ต้องขอขอบพระคุณ ท่านประธานอย่างสูงที่กรุณาให้โอกาสผมได้นำเสนอในการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ อยากให้ รัฐบาลแก้ไขพระราชกำหนด ดูจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว โครงการที่เคยได้พูดไว้ ว่าจะทำฝายกั้นน้ำและเขื่อนกั้นน้ำที่มโนรมย์ก็ไม่มีงบประมาณ เมื่อไม่มีงบประมาณ ก็แสดงว่าพี่น้องประชาชน ๒๖ จังหวัด ภาคกลางจะได้รับผลกระทบภัยแล้งซ้ำซากตลอดไป กราบเรียนด้วยความเคารพ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป ก็เป็นรายชื่อไปตามที่ประกาศไว้นะครับ คุณกรวีร์ ปริศนานันทกุล เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดอ่างทอง เรากำลังอยู่ในช่วงของการพิจารณาพระราชกำหนดการกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาครับ สภาแห่งนี้เราเพิ่งจะพิจารณาเงินงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ เพิ่งผ่านไป และหากว่าเพื่อนสมาชิกมองด้วยความเป็นธรรมก็จะเห็นครับ สิ่งที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มานำเสนอเมื่อเช้านี้ เราจะเห็นว่ามันมีความจำเป็น มันมีความสำคัญหลายอย่าง เนื่องจากมีงบประมาณหลายอย่างที่ไม่ได้ถูกบรรจุเอาไว้ในงบประมาณประจำปี ดังนั้น ผมจึงเห็นความจำเป็นและรู้ว่า พ.ร.บ. การกู้เงินฉบับนี้จะมีความสำคัญที่จะทำให้ประเทศ ของพวกเราเดินหน้าต่อไปได้ แต่อย่างไรก็ตามครับ แม้พวกเราจะเข้าใจ แม้พวกเราจะรู้ถึง ความสำคัญ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราจะต้องทำก็คือการอภิปรายสะท้อนปัญหา นำเสนอ ข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาให้กับรัฐบาล ให้กับคณะกรรมการกลั่นกรองซึ่งนำโดย ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ได้รับทราบ เพราะเราเชื่อว่าการอภิปรายอย่างตรงไปตรงมา การนำเสนอประเด็นปัญหาอย่างตรงไปตรงมานั้นมันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เมื่อไม่กี่วันก่อนในการอภิปรายงบประมาณ พรรคภูมิใจไทยเราเสนอ สะท้อนปัญหาของ ท้องถิ่นที่ไม่สามารถที่จะเอาเงินงบประมาณมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในภาวะโควิด (COVID) ได้ อีก ๒ วันต่อมาครับ กระทรวงมหาดไทย ท่าน มท. ๑ ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ได้ประสานแล้วก็แจ้งหนังสือด่วนไปยังจังหวัดทุกจังหวัดปลดล็อกให้ ท้องถิ่นสามารถที่จะใช้งบประมาณมาแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ได้ เช่นเดียวกันครับ เมื่อเช้านี้ทาง ศบค. ก็ได้ประกาศออกมาว่าปลดล็อกให้ท้องถิ่นสามารถที่จะใช้เงิน งบประมาณในการแก้ไขปัญหาด้วยการซื้อวัคซีนมาให้กับพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นได้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่พวกเราคาดหวังที่จะเห็นใน พ.ร.ก. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทฉบับนี้ สั้น ๆ ง่าย ๆ ครับ คือเราหวังว่ามันจะไม่ซ้ำรอยเดิมกับการกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาทที่ผ่านมา และสิ่งที่จะทำให้มันเป็นไปได้รัฐบาลต้องทำ ๓ สิ่งด้วยกันครับ มี ๓ เรื่องที่รัฐบาลจะต้องทำ เรื่องแรกครับ ท่านต้องจริงจังกับการแก้ไขปัญหาสาธารณสุข เรื่องที่ ๒ ท่านต้องไม่เยียวยา แบบเดิม และประการสุดท้ายท่านต้องเพิ่มเติมเรื่องการฟื้นฟูสร้างประเทศเพื่ออนาคต ทั้ง ๓ เรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยสมาชิกของพวกเราจะมานำเสนอ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาและ แนวทางในการแก้ไข🔗
ประการแรก เรื่องของการแก้ไขปัญหาสาธารณสุข ผมไม่อยากจะพูดว่า การนำเสนอกู้เงินทั้ง ๒ ครั้งนี้ ความรู้สึกเหมือนกับว่าท่านเอาสาธารณสุขเป็นข้ออ้างบังหน้า ในการกู้เงิน ครั้งที่แล้วเรากู้เงินไป ๑ ล้านล้านบาท มีงบของสาธารณสุข ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ครั้งนี้เรากู้เงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีงบของกระทรวงสาธารณสุขไม่กี่หมื่นล้านครับ เทียบเป็นสัดส่วนแล้วครั้งแรก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ครั้งนี้ คิดเป็นสัดส่วนแล้ว ๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วไหนล่ะครับการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุของ สาธารณสุข ถ้าหากว่าท่านเข้าใจและท่านรู้ว่าต้นเหตุสำคัญที่ต้องยุติปัญหาเรื่องนี้หัวใจสำคัญ อยู่ที่สาธารณสุขคงไม่จัดสรรงบประมาณมาแบบนี้ และถ้าท่านเข้าใจครับ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคมที่ผ่านมาทางคณะกรรมการกลั่นกรองโดยทางสภาพัฒน์เป็นประธานนั้นคงไม่มีมติ ให้ชะลอการจ่ายเงินกับพี่น้องชาว อสม. ที่บอกว่าให้ชะลอการจ่ายเงินค่าเยียวยา ค่าตอบแทนค่าเสี่ยงภัยของ อสม. หรอกครับ ยังโชคดีครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรียังฟัง คำท้วงติงของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านอนุทิน และรัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงสาธารณสุข ท่านสาธิต ท่านจึงอนุมัติให้จ่ายเงินค่าป่วยการ ค่าเสี่ยงภัยให้กับ พี่น้องชาว อสม. ตามที่ท่านได้ให้คำมั่นไว้ และถ้าหากว่าท่านเข้าใจจริง งบประมาณเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ที่ผ่านมาของสาธารณสุขวันนี้เราจะไม่เจอปัญหาความล่าช้าในการ เบิกจ่ายเงินงบประมาณอย่างที่ผ่านมาหรอกครับ นี่สะท้อนให้เห็นว่าพวกท่านยังไม่ได้เข้าใจ ปัญหา ยังไม่ได้เข้าใจประเด็นในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริงเท่าที่ควร ในประเด็นเรื่อง สาธารณสุขของพรรคภูมิใจไทยนี้ครับ ทางคุณหมอเพชรดาวก็จะมาอภิปรายในรายละเอียด🔗
ต้องที่ ๒ ครับ คือต้องไม่เยียวยาแบบเดิม ประเด็นนี้ผมย้อนกลับไปในการ กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ตอนแรกท่านมาผ่านสภาบอกว่าจะเอาเงินไปใช้ในการเยียวยา ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จสุดท้ายแล้วมารายงานต่อสภา วันนี้ท่านใช้เงินในการเยียวยา ไปมากถึง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และท่านจะมากู้อีกและบอกว่าจะไปใช้เงินเยียวยาอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คำถามของผมก็คือว่าถ้าหากว่าเรายังคิดในกรอบแบบเดิม เรายังมี นโยบายแบบเดิม และเรายังใช้วิธีการแบบเดิม ถ้ามันได้ผลจริงอย่างที่ทางสภาพัฒน์วางแผน เอาไว้ วันนี้เราไม่ต้องมากู้เงินอีกรอบหนึ่งหรอกครับ ดังนั้นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยอยากจะเสนอก็คือไม่ใช่การแจกเงิน แต่อยากให้ท่านมองไปถึงเรื่อง ของการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เปลี่ยนจากการเสกเงินเป็นเสกงาน สร้างโอกาสสร้าง อาชีพให้กับชาวบ้านเถอะครับ ในประเด็นนี้ท่าน ส.ส. สิริพงศ์ จะมาอภิปรายในรายละเอียด🔗
ต้องที่ ๓ คือต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ ฟื้นฟูประเทศเพื่ออนาคต ครั้งที่แล้วท่านจำ ได้ไหม เรามาบอกต่อสภาแห่งนี้บอกว่าตั้งวงเงินการฟื้นฟูเอาไว้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ มาวาดฝันครับ บอกว่าประเทศไทยเมื่อผ่านจากโควิด (COVID) เราจะกลับไปไม่แบบเดิมแล้ว เราจะดีกว่าเดิม เราจะมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เราจะมีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อที่จะรองรับ การขยายตัวของเศรษฐกิจ เราจะมีการฟื้นฟูเซกเตอร์ (Sector) ที่สำคัญการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมหลัก ๆ ต่าง ๆ จะฟื้นฟูขึ้น แล้วเป็นอย่างไรครับ เงินฟื้นฟูจากแต่เดิมวางไว้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โอนไปเยียวยาเหลือวงเงินแค่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปใช้กับโครงการคนละครึ่งเพื่อไปกระตุ้นการใช้จ่ายอีกมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จสุดท้ายที่ท่านบอกว่าจะฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปฟื้นฟูไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ล่ะครับเราจึงต้องบอกว่าเราต้องฟื้นฟู เอาจริงเอาจังเพี่อที่จะสร้างอนาคตให้กับประเทศไทย ของพวกเราด้วย ประเด็นนี้ท่าน ส.ส. สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ก็จะมาอภิปรายเรื่องของการฟื้นฟู เรื่องของการท่องเที่ยว ทั้ง ๓ เรื่องหลักนี้ ทั้ง ๓ ประเด็นหลัก คือสิ่งที่พวกเราพรรคภูมิใจไทยคิดว่า จำเป็นที่จะต้องอภิปรายเพื่อสะท้อนปัญหาและนำเสนอทางออกทางแก้ไขให้กับทางท่าน🔗
และท้ายที่สุดที่ผมอยากจะบอกและย้ำไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ ในฐานะที่ท่านเป็นประธานคณะกรรมการ กลั่นกรอง การกู้เงินนาทีนี้ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือท่านต้องกู้หน้า ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านต้องกู้หน้ารัฐบาลแห่งนี้ด้วย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือท่านต้องกู้ ความเชื่อมั่นครับ เพราะถ้าหากว่าท่านกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาไม่ได้ ต่อให้ท่านกู้เงินอีก กี่ล้านล้านบาทก็ไม่สามาที่จะแก้ไขปัญหาครั้งนี้ได้อย่างนี้แน่นอน พวกเราพรรคภูมิใจไทยจะ ติดตามครับ และหากจำเป็นจะต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะมาติดตามการใช้จ่ายเงิน พวกเราก็ยินดีที่จะทำ เพื่อให้มั่นใจว่าการกู้เงินในครั้งนี้มันจะไม่ซ้ำรอยเดิมกับการกู้เงิน ๑ ล้านล้านเหมือนครั้งที่ผ่านมา ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล จากชาวบางขุนเทียน ท่านประธานครับ วันนี้เป็นอีกครั้ง ที่เราต้องมาอภิปราย พ.ร.ก. เงินกู้ภายใต้รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งที่ผ่านมา เคยอภิปรายไปแล้ว ๑ ครั้ง นั่นก็คือ พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท แล้วก็มีรายละเอียด มากมายที่พูดกันในสภาแห่งนี้ แต่ผลสุดท้ายตกไปถึงพี่น้องประชาชนอย่างไร พี่น้องประชาชน ทราบดี แล้ววันนี้เป็นอีกครั้งที่เราต้องมาอภิปราย พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็ เหมือนเดิมครับ วันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้นำเสนอว่าพี่น้องประชาชน จะได้อะไรบ้าง ประเทศชาติจะได้อะไรบ้าง และประชาชนผู้ใช้หนี้ตัวจริงจะได้รับผลกระทบ หรือได้รับผลประโยชน์อย่างไรบ้าง วันนี้ก่อนอื่นเลยขอเริ่มต้นด้วยอยากจะชี้แจงกับพี่น้อง ประชาชนผ่านไปยังท่านประธานว่าพวกผมไม่ได้ตั้งใจที่จะคัดค้าน พ.ร.ก. เงินกู้ เพราะการกู้ เงินในสถานการณ์วิกฤติถูกต้องครับเป็นเรื่องจำเป็น เพราะวันนี้สถานะทางการเงินของประเทศไม่เหลือแล้ว เงินที่ท่านใช้มากว่า ๗ ปี มันหมด ไม่เหลือแล้ว เมื่อเกิดวิกฤติครั้งใดก็ต้องไปกู้มา ถูกต้องครับ แต่การกู้ย่อมต้องคำนึงถึง ประชาชนผู้ใช้หนี้ตัวจริง วันนี้ถ้าเกิด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินหน้าตาใส ๆ ซื่อ ๆ เดินไปบอกขอกู้เงินหน่อยครับ ก็คงไม่มีใครให้ แต่วันนี้สิ่งที่เขาให้คือเอาพี่น้องประชาชนคน กว่า ๖๕ ล้านคนเป็นผู้ค้ำประกัน เอาประชาชนไว้ข้างหลัง พาไปเผชิญหน้าด้วย บอกว่า เราจะกู้มาเพื่อช่วยคนเหล่านี้ คนที่ตกอยู่ในสถานะวิกฤติ แต่สุดท้ายผลจะออกมาอย่างไร พี่น้องประชาชนทราบดีเมื่อครั้งที่แล้ว ผมจึงขอบอกกับท่านประธานว่าวันนี้ที่พวกเราต้อง คัดค้านและไม่เห็นด้วยในวาระของ พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ประกอบด้วยกัน ๒ ข้อ🔗
ข้อแรกครับท่านประธาน มันหมดแล้วซึ่งความไว้วางใจ ความน่าเชื่อใจ ของคนใช้เงินและคนกู้เงิน นั่นคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะว่าที่ผ่านมาเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทที่ผมบอกว่าเราพูดกันเป็นครั้งที่ ๒ ครั้งนี้ ครั้งที่ผ่านมาเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท มีมาตรการอะไรบ้าง ท่านประธานครับ จำกันกันได้ในสภาแห่งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคฝ่ายรัฐบาลด้วยกันเองเป็นคนลุกขึ้นอภิปรายว่าเป็นการแจกเงินที่คนด่าทั้งประเทศ แค่กู้มาจ่ายไปท่านยังทำให้มีปัญหามากมายถึงขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเราไม่ทิ้งกัน เราชนะ เรารักกัน หรือแม้กระทั่งโครงการต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แค่ท่านแจกให้ดี แจกให้ถ้วนหน้า ทั่วถึง ทันการณ์ ท่านยังทำไม่ได้ เงินเยียวยาที่บอกว่าจะไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามเดือดร้อนจนเขาเลยช่วงเดือดร้อน ไปอยู่ในช่วงของสถานการณ์การจัดงานศพยังไม่ได้เงิน รอบที่ผ่านมาการเยียวยาแต่ละครั้ง พี่น้องประชาชนเขารอกันจนเยี่ยวราด ต้องไปรอกันอยู่ที่หน้ากระทรวงไปกินยาเบื่อหนูก็แล้ว ขู่ฆ่าตัวตายก็แล้ว ลงทะเบียนแล้วลงทะเบียนเล่า หาคนจนแล้วหาคนจนอีก จนคนจนตาย หมดประเทศ ท่านยังไม่ได้รับเงิน มาครั้งนี้ท่านบอกว่า เอาล่ะขออีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แก้มือ ถ้าภาษาชาวบ้านพูดกันทั่วไปบอกขอแก้มือหน่อย ขออีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ทำหน้าตาซื่อ ๆ ใส ๆ แล้วก็มาเล่าว่าพี่น้องประชาชนจะได้อะไรบ้าง แล้วก็บอกว่า ขออีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เปิดไปดูครับงบประมาณ แผ่นดิน งบประมาณ พ.ร.ก. ที่ท่านเขียนมา ท่านพลเอกประยุทธ์ท่านน่าจะไม่เข้าใจว่าวันนี้ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างไร แน่นอนท่านโตมากับการสั่งลูกน้องยึดพื้น ท่านไม่เข้าใจพี่น้องประชาชนถูกยึดบ้านยึดรถหมดแล้ววันนี้ เขาแค่เพียงอยากได้รับเงินไป ประทังชีวิต แต่สถานการณ์ตอนนี้เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทที่ผมต้องมากล่าวอ้างในที่ประชุม แห่งนี้ บทสรุปเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมานี้เองครับท่านประธาน โครงการ ด้านสาธารณสุขพวกปรับปรุงห้องไอซียู (ICU) ปรับปรุงห้องฉุกเฉิน ปรับปรุงเป็นห้องความ ดันลบอะไรพวกนี้ยังไม่เสร็จเลยแม้แต่โครงการเดียว นั่นรอบที่แล้ว มาดูแผนพื้นฟูยิ่งเลวร้าย ตอนที่จะมาขอกู้ก็แบบนี้ล่ะครับ แบบเมื่อสักครู่เลย แบบเมื่อตอนเช้าเลย บอกว่าจะไปทำ อย่างโน้นอย่างนี้คุยโม้โอ้อวดสวยหรูรอบที่แล้วนะ เอารอบที่แล้วก่อนบอกว่าจะมีภาคเกษตร รายได้เพิ่มขึ้น ๑๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เกษตรทันสมัยเพิ่มขึ้น ๕ ล้านไร่ มีพื้นที่เก็บน้ำ ๗,๙๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร นี่กู้มาปีหนึ่งแล้วยังไม่เพิ่มสักหยดเดียวเลย ยังไม่จบครับ ท่านประธาน โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าเพิ่มจริง ถ้าประสบ ความสำเร็จจริง วันนี้ผ่านไป ๑ ปีเพิ่งเบิกไป ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วท่านบอกรีบนักรีบหนาต้อง ออกเป็น พ.ร.ก. นี่ยัน พ.ร.บ. ปีใหม่แล้วท่านเพิ่งเบิกไป ๑๕ เปอร์เซ็นต์ อีกโครงการหนึ่งครับ ไฮไลต์ (Highlight) เลยโครงการโคก หนอง นา โมเดล งบประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เบิกไปได้ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ เข้าไปดูโครงการภายในทำอะไรกันบ้าง ใครจะฟื้นใครจะฟูเข้าไปดู กันจริง ๆ สุดท้ายตั้งศูนย์การเรียนรู้ในค่ายทหาร ๑๕๗ แห่ง ถามว่าตั้งศูนย์การเรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล ในค่ายทหาร ๑๕๗ แห่ง ใครฟื้น ใครฟูครับ นี่งบเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท รอบที่แล้ว บอกจะไปฟื้นฟูให้พี่น้องประชาชนได้กระเตื้องขึ้นมาบ้าง รายได้ทางเศรษฐกิจได้พลิกฟื้น ขึ้นมาบ้าง ได้มีรายได้เงินเข้ากระเป๋าขึ้นมาบ้าง สรุปพี่น้องประชาชนให้ผ่านไป ๑ ล้าน ล้านบาท ไม่มีเงินฟูมาจากเงินในกระเป๋าเลย มีแต่ศูนย์การเรียนรู้ฟูเฟื่องอยู่ในค่ายทหาร ๑๕๗ ที่ แบบนี้เราจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจกันอย่างไรครับ เอาล่ะครับท่านบอกณัฐชาเรื่องนั้น ของเก่า เราแก้มือกันใหม่ ทำเรื่องใหม่ ๆ ๑ ล้านล้านบาทนั้นอาจจะผิดพลาดบ้าง อาจจะก้าว พลาดบ้าง มาดู ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ลุกขึ้นมาพูดวันนี้ บอกว่าเราจะไปเยียวยาพี่น้องประชาชนเพราะพี่น้องประชาชนเดือดร้อน ท่านบอกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้จะไปเยียวยาประชาชนเพราะประชาชนเดือดร้อน เปิดไป พ.ร.ก. หน้า ๔ มีรายละเอียดอยู่ ๑ แผ่น เขียนว่าเยียวยา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเอาพี่น้อง ประชาชนเป็นตัวประกัน ถ้าไม่ให้ผ่าน พี่น้องประชาชนเหล่านี้จะไม่ได้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องให้เรากู้ ถ้าให้เรากู้ พี่น้องประชาชนทุกคนจะได้เงิน แต่สุดท้าย ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้านสาธารณสุขเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่พูด ไปแล้วเหลือ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านยังไปฟื้นฟูต่ออีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วยังไม่รู้ด้วย ว่าโครงการอะไร ใครจะฟื้น ใครจะฟู เศรษฐกิจใครจะพลิกมากกว่ากันยังไม่รู้ ถ้าจำเป็น จริง ๆ เอาเฉพาะสาธารณสุขมาได้ไหม ถ้าท่านบอกว่าใช้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาสาธารณสุข มา พ.ร.ก. เอาตัวเยียวยา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมา แต่นี่ไม่ใช่ ท่านสอดไส้ตลอด สอดแทรก ตลอด ไม่รู้อยากให้ใครฟื้น ใครฟู หรือรอบที่แล้วยังไม่ฟูพอ แต่วันนี้พอท่านบอกว่าจะมี มาตรการต่าง ๆ มาให้กับพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนก็ดีใจ วันนี้ดีใจครับออกมาบอก โอ้โฮถ้าเกิดรัฐบาลกู้เงินผ่านอาจจะช่วยเหลือครอบครัวหรือช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง แต่วันนี้ ไม่ใช่ครับ🔗
เหตุผลที่ ๒ ที่ผมอยากจะมาพูดต่อท่านประธานวันนี้ก็คือว่า วันนี้ถ้าเกิด การกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลจริง และท่านมีความจริงใจ ที่อยากจะกู้เงินตัวนี้ไปแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน วันนี้ท่านเตรียมเอกสารมา ๕ แผ่น ท่านเตรียมเอกสารมา ๕ แผ่น ท่านไม่บอกอะไรเลย วันนี้เอาใหม่ ถ้าท่านมีความจริงใจ กับพี่น้องประชาชนท่านบอกมาเลยได้ไหมว่าถ้าเกิดกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น ๑. พี่น้องประชาชนจะกลับคืนสู่สภาวะปกติภายในกี่เดือน ภายในกี่ปี รายได้ปกติของท่าน จะกลับคืนมา ท่านไปทำงานได้ มีโอเวอร์ไทม์ (Overtime) มีเบี้ยขยันเหมือนเดิมได้ภายใน กี่เดือน จะฉีดวัคซีนเสร็จภายในกี่ปี หรือถ้าเกิดกู้เงินก้อนนี้ได้จะมีวัคซีนให้เลือกเพิ่มอีก กี่ยี่ห้อ พูดกันไปเลย ชัด ๆ ไปเลย แล้วพี่น้องประชาชนจะได้นับเคานต์ดาวน์ (Countdown) ถอยหลังเลยว่าให้เงินเขาไปแล้ว เหลืออีกกี่เดือนต้องทำตามนั้น เหลืออีกกี่นาทีต้องทำ ตามนี้ และอีกกี่วัน กี่เดือน กี่เวลาเขาจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ รายได้เขาจะเข้ากระเป๋า เงินเดือน เขาจะเข้าตรงตามเวลา เบี้ยขยันและโอเวอร์ไทม์ (Overtime) จะได้ทำงานเพื่อไปจุนเจือ ครอบครัวได้เหมือนเดิม บอกมาสิครับ ไม่ใช่เขียนมาครึ่งหน้ากระดาษว่าอันนั้นเท่านี้ อันนี้เท่านั้น แล้วก็คลุมเครือเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเลย มันน่าแปลกใจตรงที่ว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ มันเป็นฉบับลับ ๆ ล่อ ๆ เมื่อครั้งประชุม ครม. ที่ผ่านมาก็ประชุมกันลับ ๆ มีกระแสข่าว ออกมาตอนแรกบอกจะกู้ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายในอาทิตย์โน้น อาทิตย์นี้ สุดท้าย เปลี่ยนใหม่ พอมารู้อีกทีหนึ่งจะกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ชักเข้าชักออก จะเข้าไม่เข้าสภาดี จะเอาอย่างไรดี แล้วมาวันนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าคนกู้ ยังไม่เห็นหน้าคนใช้เงิน วันนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่มา ไม่มาพูดต่อที่ประชุมว่าวันนี้ตัวแทนของพี่น้องประชาชสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรกว่า ๕๐๐ คนมาจากประชาชนคน ๖๕ ล้านคนทั่วประเทศ เขาเอา ความรู้สึกนึกคิดจากพี่น้องประชาชนคนทั้งชาติมา อยากจะมาถ่ายทอดคนที่กู้เงิน คนที่ใช้เงิน ตัวจริง แต่วันนี้ท่านก็ให้องคาพยพของท่านมา มันก็เลยไม่เหลือความไว้วางใจอะไรอยู่แล้วที่ จะให้ผ่านต่อไปสำหรับ พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้ เพราะว่าคนใช้เงินท่านไม่เคยคิด ไม่เคยวิเคราะห์ ไม่เคยแยกแยะอะไรเลย เทียบกันชัด ๆ ครับท่านประธาน วันนี้ผมมีกราฟมา ๑ แผ่น ถ้าท่านมีระบบ มีระเบียบการจัดการจริง ๆ รอบแรกคนติดราว ๆ ประมาณ ๑๐๐ คนต่อวัน ท่านโอเวอร์ แอ็กชัน (Over Action) เลยครับ บอกว่าล็อกดาวน์ (Lockdown) เลย ๒ เดือน แจกเงินคนละ ๑๕,๐๐๐ บาท เอาไปเลย กะว่าโอเค (OK) แอ็กชัน (Action) เท่านี้น่าจะพอ หอมปากหอมคอ แล้วน่าจะป้องกันได้ด้วยยุทธวิธีทางทหาร แต่สุดท้ายครับ รอบ ๒ เริ่ม ทุลักทุเลครับ คนติดราว ๆ ๑,๐๐๐ คนต่อวัน ให้อีก ๗,๐๐๐ บาท เงินเริ่มไม่เหลือแล้ว บริหารไม่เป็น ไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า รอบ ๓ ครับ คนติดวันหนึ่งราว ๆ ๓,๐๐๐ คน ช่วยไป ๒,๐๐๐ บาทต่อคน รอบล่าสุดครับ สถานการณ์ปัจจุบัน สูงสุดอยู่ประมาณเกือบหมื่น ปัจจุบันตอนนี้เหลือ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ไล่ระดับไปเรื่อย ๆ แต่ละวัน และมีข่าวแว่ว ๆ มาว่าที่ จะแจกรอบนี้ เหลืออยู่ ๑,๒๐๐ บาท ๑,๒๐๐ บาทไม่พอ ดูถูกพี่น้องประชาชนอีก ขอทยอย จ่ายทีละ ๒๐๐ บาท อย่างนี้หมายความว่าอย่างไรครับ เวลากู้นี่ท่านคุยโม้โอ้อวด โอ้โฮคุยโว ว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับอย่างโน้นอย่างนี้ สุดท้ายท่านไม่ไว้วางใจผู้ค้ำประกันท่านเลยหรือ ครับ พี่น้องประชาชนเขาไว้วางใจท่าน ท่านไม่ไว้วางใจให้เขาใช้เงินเลยหรือครับ จะให้ ๑,๒๐๐ บาททั้งที ยังบอกว่าให้ทีละ ๒๐๐ บาท กลัวเขาใช้หมดภายในวันเดียวหรือว่า อย่างไร แล้วถ้าอย่างนั้นท่านไม่ซื้อข้าวซื้อแกงให้เขารายวันเลยล่ะครับ ให้ท่าน พลเอก ประยุทธ์ พลเอก ประวิตรเขาหิ้วถุงแกงไปแขวนให้ตามบ้านไปเลยจะได้จบ ไม่ต้องจับเงิน ถ้าท่านดูถูกพี่น้องประชาชนถึงขนาดนั้น เอาล่ะครับ วันนี้สิ่งที่ผมพูดไปทั้งหมดผมมีทางออก ให้กับทางท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมขอให้โอกาสท่าน แต่ไม่ได้เห็นแก่ท่าน แต่ผมเห็นแก่พี่น้องประชาชนคนที่เขากำลังหิว กำลังอด กำลังอยาก กำลังต้องเผชิญอยู่กับ ภาวะวิกฤติความเป็นความตาย ผมให้โอกาสท่าน ๒ เรื่องด้วยกันครับ ทางออกแรก ท่านเอา พ.ร.ก. เฮงซวยฉบับนี้กลับไปแล้วไปแก้มาใหม่ เปลี่ยนเป็น พ.ร.บ. งบประมาณกลางปี แล้วเขียนรายละเอียดโครงการมาเลยว่ามีโครงการอะไรบ้าง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ พี่น้องประชาชน จะได้อะไรเรื่องสถานการณ์วิกฤติ พี่น้องประชาชนจะได้อะไรในเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ รายได้จะเพิ่มขึ้นเท่าไร พี่น้องประชาชนจะได้อะไรเรื่องของภาวะวิกฤติสาธารณสุข จะได้ฉีด วัคซีนอะไร เมื่อไร อย่างไร เลขบัตรประชาชนไหนฉีดแล้ว ยังไม่ฉีด จะได้ฉีดวันไหน แจ้งเขา ให้ถูก ให้ครบหมดทุกคน ท่านไปแก้มาใหม่ แล้วใส่รายละเอียดมา แล้วก็ให้พี่น้องประชาชน บอกผ่านผู้แทนของท่านในแต่ละเขตมา แล้วก็มาอภิปราย มาพูดกันในสภาแห่งนี้ครับ ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่ารายการไหนดี รายการไหนไม่ดี รายการไหนถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ท่านไปแก้มาเป็น พ.ร.บ. เสีย หรือมีวิธีที่ ๒ ทางออกง่าย ๆ ครับ วันนี้ถ้าเกิดเขาไม่ไว้วางใจ คนกู้หรือคนใช้เงิน ท่านเปลี่ยนคนครับ เปลี่ยนคนมีทางออกย่อยๆ ๒.๑ กับ ๒.๒ ๒.๑ ท่านลาออกไปเลยครับ เปลี่ยนคนใหม่ ๒.๒ ง่ายนิดเดียวครับ ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ให้ไว ที่สุด ให้พี่น้องประชาชนตัดสินผ่านคูหาเลือกตั้งว่าใครจะต้องมาใช้เงินให้กับพี่น้องประชาชน ใครจะต้องมาบริหารเงินในสถานการณ์วิกฤติโรคระบาดครั้งนี้ ในสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ครั้งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นวันนี้องคาพยพของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องไปเรียนมาใหม่ ไปทำมาใหม่ครับ พวกผมไม่อาจปล่อยผ่านให้ พ.ร.ก. เงินกู้ ฉบับนี้ที่ไม่มีความรู้สึกใด ๆ เลยของพี่น้องประชาชนอยู่ในกระดาษ ๕ แผ่น ฉบับนี้ และ กระดาษ ๕ แผ่นฉบับนี้ไม่มีความรู้สึกทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนเลย ทั้ง ๆ ที่นอกสภา แห่งนี้มันมีความอดจริง ๆ มีความหิวจริง ๆ มีความตายจริง ๆ เกิดกับพี่น้องประชาชน แต่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ กระดาษ ๕ แผ่นนี้ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดเลยนะครับ ไม่ต้องรอท่านต่อไปครับ เชิญท่านสาทิตย์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นของการ อนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน หรือที่เรารู้จักกันในนามของ พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทฉบับนี้นะครับ ความจริงแล้วก็ต่อเนื่องจากพระราชกำหนดฉบับที่ สภาได้อนุมัติไปเมื่อปีที่แล้ว ก็คือวงเงิน ๑ ล้านล้านบาท ผมเรียนท่านประธานว่าประเด็น ของการพิจารณานั้นคงไม่ใช่อยู่ที่เรื่องของการก่อหนี้อีกแล้ว เพราะปัจจุบันนี้ก็เป็นจริง อย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้บอกกับสภาแห่งนี้ว่าขณะนี้ดูเหมือนว่า โลกเราหนี้ท่วมโลก เพราะรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ต้องการเม็ดเงินงบประมาณมาในการที่จะฟื้นฟู ประเทศ จากเรื่องของโควิด (COVID) นั้น ในเมื่อไม่สามารถจัดเก็บรายได้ได้พอ ก็จะต้องมีการกู้เงินมา ทั้งหนี้สาธารณะ ทั้งหนี้ ครัวเรือน ทั้งหนี้ภาคธุรกิจต่างเพิ่มขึ้นทั้งนั้น แต่ประเด็นสำคัญของเรื่องของการก่อหนี้ ประเด็นสำคัญก็จะอยู่ตรงที่ว่าพระราชกำหนดฉบับนี้เป็นพระราชกำหนดที่ต่อเนื่อง จากเมื่อครั้งที่แล้ว ในเมื่อเราต้องก่อหนี้มา ใช้เงินซึ่งมีดอกเบี้ย ประเด็นต้องตั้งคำถามว่ากู้ แล้วประชาชนได้อะไร ประเทศชาติได้อะไรจากการกู้เงินในครั้งนี้บ้าง จาก ๑ ล้านล้านบาท กู้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑.๕ แสนล้านบาท และยังไม่รวมเงินกู้ประเภทอื่นอีก ย้อนกลับไปดูเมื่อพระราชกำหนดเงินกู้ของฉบับที่แล้วครับ ฉบับที่แล้วเราแบ่งเป็น ๓ ส่วน สาธารณสุข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เยียวยา ๕๐๕,๐๐๐ ล้านบาท และฟื้นฟูอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องยอมรับครับว่าตอนนั้นมันเกิดความคาดหวังเยอะมาก ว่าเมื่อมีการกู้เงินมาแล้ว มันจะต้องได้มรรคได้ผล แต่สุดท้ายครับ ตัวเลขที่คณะกรรมการของสภาพัฒน์รายงานให้กับ ครม. ซึ่งค่อนข้างจะตรงกันกับที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พูดถึง ซึ่งท่านอาจจะ มีตัวเลขอัพเดต (Update) กว่าเล็กน้อยเท่านั้นก็คือว่า ไปถึงสุด ๆ จริง ๆ ณ เดือนพฤษภาคมปีนี้ เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทนั้น ในส่วนของเงินกู้สาธารณสุขที่เอาไปใช้ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ขณะนี้ใช้ไปแล้วเหลืออยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เป็นปัญหา ก็คือว่าในที่สุดเมื่อใช้ไปแล้วมีการโอนเอาไปใช้ในกลุ่มที่ ๒ คือเอาไปเยียวยา ตัวเลขท่านพูด อยู่ที่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เยียวยาไป แต่จริง ๆ ถ้าเราไปดูตัวเลข ดูงบประมาณ ที่ใช้ในเงินกู้ จะมีโครงการในลักษณะเยียวยาอยู่ในแผนงานกลุ่ม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วย รวม ๆ แล้ว ๑ ล้านล้านบาท เราเยียวยาไปแล้ว ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับโดยประมาณ ล่าสุดก็ยังมีตัวเลขที่ ครม. อนุมัติอีกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การเยียวยาไป ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมยอมรับครับว่าในสถานการณ์วิกฤติเบื้องต้นนั้นจำเป็น แต่คำถามจะ มีต่อมาอีกว่าการเยียวยานี้จะไปสิ้นสุดตรงไหน อย่างไร ที่จะทำให้ประชาชนสามารถที่จะฟื้น ตัวเองขึ้นมาได้ ใน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เราจำเป็นต้องบอกประชาชนนะครับว่าการ เยียวยาเราใช้เงินกู้และมีดอกเบี้ย ซึ่งลูกหลานของเราต้องเป็นคนชดใช้หนี้เหล่านี้ต่อไป ในอนาคต แต่ประเด็นที่ผมสนใจก็คือว่าใน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเดิม เอาเข้าจริง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ณ ปัจจุบันนี้มีวงเงินอยู่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อนุมัติเงินไป ๑๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีข้อเสนอเพิ่มเติมมาอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แสดงว่าใน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เดิมมีการอนุมัติเงินที่ใช้ไปอยู่ที่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี้เราจะเห็นปัญหาเลยครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกพูด ผมเป็นกรรมาธิการอยู่ ในคณะกรรมาธิการพิจารณา พ.ร.ก. เงินกู้ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่สภาพูดไว้เมื่อปีที่แล้วเป็นจริง คือ ๑. โครงการที่เสนอมาไม่มีคุณภาพครับ หลายโครงการต้องมาเสนอปรับลดเป้าหมายของ โครงการลง หลายโครงการจึงมีปัญหาเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ เพราะจนถึงวันนี้เกือบเป็นปีที่ผ่านมาแล้ว การใช้จ่ายเงินในส่วน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาททำไป ได้เพียง ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับ หลายโครงการต้องขอยกเลิกโครงการ หลายโครงการต้องขอเปลี่ยนแปลงโครงการ เหล่านี้เป็นต้น นี่คือปัญหาโครงการไม่มีคุณภาพ แต่เรื่องที่ใหญ่กว่าก็คือว่าโครงการบางโครงการที่ควรไปช่วยเหลือคนซึ่งเดือดร้อนนั้นอนุมัติ ล่าช้าครับ อนุมัติล่าช้าเพราะว่าเราใช้กรรมการสภาพัฒน์ ชาวบ้านเขาวิจารณ์ว่าอย่างไรครับ ว่าที่อนุมัติล่าช้าเพราะยึดกฎ ยึดระเบียบ ไม่เป็นอะไร แต่ในช่วงวิกฤตินี้ทำไมเอาคน ไม่เดือดร้อนไปแก้ปัญหาคนเดือดร้อน ปัญหาคือเขาบอกว่าคนที่พิจารณาเงินเดือนเป็นหมื่น เป็นแสน สิ้นเดือนคุณก็ได้เงินเดือน แต่คนที่เดือดร้อนไม่ได้รับการช่วยเหลือในเรื่องของ โครงการต่าง ๆ ที่ลงไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น เราเคยเสนอเรื่องนี้เอาไว้แล้วว่าต้อง ปรับเปลี่ยนเรื่องของคณะกรรมการนะครับ ประสิทธิภาพการเบิกจ่ายก็เป็นปัญหา เช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่จะติดตามต่อมาก็คือว่า เมื่อ ๑ ล้านล้านบาท เยียวยาไป ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้จริง ๆ อยู่ที่ประมาณสัก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมถึงสาธารณสุขนั้น เมื่อเราต้องการกู้เงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมถือว่าเป็นหนี้ก้อนสุดท้ายก่อนชนเพดาน หนี้ก้อนสุดท้ายก่อนชนเพดาน ประเด็นอยู่ที่ว่าหนี้ก้อนสุดท้ายนี้เราเอาไปใช้ทำอะไร ท่านตั้ง เอาไว้บอกไปสาธารณสุข ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เยียวยา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็จะมีฟื้นฟู อีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท กระผมคิดว่ามาจนถึงจุดนี้ต้องยอมรับนะครับ ๑ ล้านล้านบาท มันบอกเราแล้วว่ามันไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นคำตอบสุดท้ายที่จะสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมของประเทศนี้ได้ คำตอบสุดท้ายอยู่ที่วัคซีนครับ ไม่เอาแล้วครับโครงการ ไร้คุณภาพ ไม่เอาแล้วครับประเภทที่จะเยียวยาโดยการแจกอย่างเดียว แต่ไม่ได้ดูเรื่องอื่นด้วย เลย การกำหนดสัดส่วนการใช้เงินจะต้องชัดเจนครับ ณ ปัจจุบันนี้ถ้าตัวเลขผมไม่ผิดพลาดที่มี อยู่ในมือนี้นะครับ เราตั้งใจว่าจะฉีดวัคซีน ๑๐๐ ล้านโดส (Dose) ให้ได้ภายในสิ้นปี ๒๕๖๔ ขณะนี้เราเตรียมวงเงินในการซื้อวัคซีนอยู่ที่ ๑๓,๕๐๐ กว่าล้านบาท ใช้งบกลางส่วนหนึ่งและ ใช้งบเงินกู้ของ ๑ ล้านล้านบาทที่ผ่านมาแล้วอีกส่วนหนึ่ง แต่ยังไม่ครบ ๑๐๐ ล้านโดส (Dose) ครับ ทำไมไม่ใช้เงินนี้ล่ะครับ ใช้เงินกู้ไปจัดซื้อวัคซีน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่พอ ท่าน ใส่ไปสิครับ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้สับสนที่สุดคือเรื่องวัคซีน ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ถึงมี ข่าวว่าสังขละบุรีได้โดส (Dose) เดียว ได้ขวดเดียวครับ หลายจังหวัดคนที่ไปไม่ได้อย่างที่เขา ลงทะเบียนไว้ที่เขาต้องการ ทำไมเราไม่จัดการเรื่องวัคซีนให้ชัดเจน ใช้เงินกู้นี้สิครับ นี่จึงเป็น การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่แท้จริงในความเห็นของพวกเราชาวพรรคประชาธิปัตย์ นอกจาก ที่จะต้องไปจัดซื้อวัคซีน เงินให้จำนวนเพียงพอ ครบทั้ง ๑๐๐ ล้านโดส (Dose) แล้ว ผมเรียน ท่านประธานเลยครับ เงินนี้ไม่ควรเอาไปทำโครงการไร้ประสิทธิภาพอย่างอื่นเลย ไม่มีใครให้ คำตอบได้ว่าการระบาดรอบที่ ๔ จะเกิดเมื่อไร แล้วคนที่ฉีดครบ ๒ เข็ม ครบโดส (Dose) ไปแล้วจะต้องฉีดเข็ม ๓ เข็ม ๔ หรือไม่ นี่คือหนี้ก้อนสุดท้ายก่อนชนเพดาน พรรค ประชาธิปัตย์จึงเห็นว่าทุ่มเทสิครับทำเรื่องวัคซีน จัดการเรื่องกระจายให้ดี แล้วไม่เอานะครับ อย่าเอาการเมืองมาบริหารวัคซีน อย่าเอาการเมืองนำการแพทย์ ต้องเอาการแพทย์นำ การเมือง ต้องไม่มีครับโควตา พรรคการเมืองที่เอาคนไปฉีดวัคซีนก่อนชาวบ้านคนจน คนอื่นได้ ต้องเลิกครับ แล้วประเภทที่บอกว่ามีการซื้อขายคิวฉีดวัคซีนต้องไม่มีครับ วันนี้เรื่อง บางพรรคการเมืองได้โควตาไปฉีด มันหนาหูมากนะครับ แล้วไม่ใช่พรรคการเมืองเดียวด้วย ผมไม่ทราบเรื่องนี้เท็จจริงอย่างไร ประชาธิปัตย์ไม่มี แต่รัฐบาลจะต้องสร้างความกระจ่างชัด ในเรื่องนี้ให้ชัดเจน อย่าเอาเรื่องวัคซีนไปทำฐานการเมืองครับ มันต้องฉีดตามหลักระบาด วิทยา ใครที่ควรได้ก่อนได้ไป มันต้องไม่มีข่าวเรื่องโค้ด (Code) รุ่งเรืองที่พูดกันอยู่ถึงปัจจุบันนี้ มันจะต้องไม่มีข่าวว่าเอาวีไอพี (VIP) บางคนไปฉีดก่อนชาวบ้านคนยากคนจน ถ้าเราใช้เงินกู้ที่ เอาดอกเบี้ยจำนวนนี้มาฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วทั้งประเทศเพียงพอ มันไม่จำเป็นเลย ครับที่จะต้องมีวัคซีนทางเลือก วัคซีนทางเลือกจะมีได้ต่อเมื่อวัคซีนที่ให้ประชาชนคนยากคน จน คนธรรมดามีเพียงพอครับ แต่ถ้าวัคซีนตรงนั้นยังไม่พอไปสร้างวัคซีนทางเลือก เรากำลัง สร้างเรื่องของชนชั้นอภิสิทธิ์ชนขึ้นมาในประเทศนี้ ซึ่งรัฐบาลไม่ควรทำครับ ยังมีปัญหาอีก เยอะครับ เงินกู้จำนวนนี้ควรจะใช้ไปช่วยเรื่องโรงพยาบาลสนามด้วย จังหวัดตรังติดอันดับคน ที่ติดโควิด (COVID) สูงสุด ๑ ใน ๑๐ ของประเทศติดต่อกันมาหลายวัน ตัวเลขยังไม่หยุด เพราะล่าสุดยังเข้าไปเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ในโรงงานใหญ่เพิ่มขึ้นอีก ๒ ที่ครับ โรงพยาบาลสนามวิกฤติ เงิน ๕๐ ล้านบาท ปภ. ที่จังหวัดนั้นเอามาใช้กับโรงพยาบาลสนาม ไม่ได้ครับ ใช้ได้เฉพาะแอลคิว (LQ) อย่างเดียว ทำไมไม่ใช้เงินกู้ไปดูแลโรงพยาบาลสนาม ทั่วประเทศ จะทำให้แต่ละจังหวัดบริหารจัดการ นี่คือการดูแลชีวิตของผู้คนและชีวิตของผู้คน คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมที่แท้จริงครับ ปัญหาซ่อนอยู่อีกเยอะครับ คนไทยในมาเลเซีย ที่กลับมากลับไม่ได้อีกเป็นแสนคน เป็นปัญหา คนในซาอุดิอาระเบียตอนนี้ที่เป็นปัญหาเป็น คนไทยอยากกลับประเทศกลับไม่ได้ เหล่านี้เป็นต้น ยังมีปัญหาซับซ้อนอีกเยอะ เงินกู้จำนวน เหล่านี้ไปทำเรื่องวัคซีน ไปดูแลเรื่องชีวิตของผู้คน ผมคิดว่านั่นจะสมประสงค์ของเงินที่เราเอา ดอกเบี้ยจ่ายเพื่อดูแลชีวิตของประชาชนคนไทยอย่างแท้จริงครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณนิคม บุญวิเศษ ครับ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดการติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ท่านประธานที่เคารพครับ เราได้มีการอภิปราย เรื่องการกู้เงินของรัฐบาลชุดนี้บ่อยครั้งครับ ครั้งนี้ก็เป็นครั้งหนึ่งครับที่รัฐบาล โดยกระทรวงการคลังมีการกู้เงินหลายแสนล้านบาทครับ ก็คือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในครั้ง ปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๓ ครับ เราได้มีการอภิปรายที่รัฐบาลมีการกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาทเพื่อแก้ไข ปัญหาการระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เงิน ๑ ล้านล้านบาทนั้น ประชาชนคิดว่าถ้ากู้มาแล้วคงจะสามารถแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ อันนี้คือ ความคาดหวังของประชาชน ซึ่งท่านได้มีการแบ่งเงินออกเป็น ๓ ส่วนใน ๑ ล้านล้านบาทนั้น ส่วนที่ ๑ ก็คือ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ ผมขอย้อนนิดเดียวครับ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่าจะมาช่วยในการซื้ออุปกรณ์การแพทย์ต่าง ๆ แก้ไขปัญหาเรื่องการระบาดของ ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ก็คือไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของ ๑ ล้านล้านบาทตามที่เพื่อนสมาชิกได้ พูดไปแล้ว แล้วท่านนำเงินส่วนหนึ่งครับ ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่าจะมาช่วยเหลือ เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ก็คือช่วยโดยการแจกจ่ายนั่นล่ะครับ ซึ่งตอนนั้นเราก็มีการลุ้นอยู่ว่ารัฐบาลจะมีการ แจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึงหรือไม่ แต่เปล่าเลยครับ นอกจากไม่ทั่วถึงแล้วยัง ล่าช้าอีก รัฐบาลมีการตรวจสอบว่าประชาชนจนหรือไม่ จนจริงไหม จนแค่ไหน เป็นคนพิการ หรือไม่ เป็นคนไร้สมรรถภาพหรือไม่ อย่างไร คือมาด้อยค่าของประชาชนครับแทนที่จะมีการ เยียวยาประชาชนทุกคน เพราะทุกคนก็กระทบ มีผลจากการระบาดของโรคไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ทุกคนครับ ไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนชั้นกลางอะไรก็แล้วแต่ นี่คือความผิด พลาดครั้งแรกที่รัฐบาลผิดพลาด เยียวยาด้วยความที่ไม่ทันเหตุการณ์ครับ จากคนไข้ กลายเป็นไข้หนักจนสุดท้ายก็ตาย ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ นี่คือข้อผิดพลาดครั้งแรกที่รัฐบาลนำ เงินก้อนนี้ที่อ้างว่า ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาทไปเยียวยา แต่สุดท้ายไม่ได้แค่นี้นะครับ เท่าที่เรามา นั่งดูนะครับ เงิน ๑ ล้านล้านบาทไปเยียวยา ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านบอกว่าท่านตั้งงบ ส่วนหนึ่ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ฟังแล้วมันมีโอกาสครับ ฟังแล้ว มันมีความหวังว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเงินไม่ใช่น้อยนะครับ สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจและ สังคมได้ไหม ผมเชื่อว่าถ้ารัฐบาลมีฝีมือมันสามารถฟื้นได้ แต่รัฐบาลก็ไม่นำเงินก้อนนี้ไปใช้ ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ครับ ท่านมาขอในสภาบอกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะไปฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม แต่ถามว่าท่านทำจริงหรือไม่ ไม่เลยครับ เบิกไปแค่ ๑๐๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาทเอง เศรษฐกิจและสังคมมันจะฟื้นฟูได้อย่างไรครับ เราก็เลยมาดูผลของ การเก็บรายได้ของปีนี้ การเก็บรายได้ของปีนี้มันก็เลยลดลงครับ นั่นเป็นผลของการเติมเงิน เข้าไปในสัดส่วนที่มันไม่ได้ตามที่ต้องการ ท่านแก้ไม่ตรงจุด จุดที่ท่านควรจะแก้คือการซื้อ วัคซีนหรือแก้ปัญหาโควิด (COVID) ท่านให้ไป ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทของ ๑ ล้านล้านบาทครับ แล้วมาแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจที่มันกำลังย่ำแย่ มันกำลังวิกฤติอยู่ท่านให้มา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ก็ไม่ช่วยจริง ๆ ท่านกู้มาแจกเป็นหลัก การกู้มาแจกให้กับพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่มีใครคัดค้านครับ เพราะพี่น้องประชาชนหลายคนที่ลำบากจริง ๆ ไม่มีเงินกินข้าวจริง ๆ แต่บางคนที่ลำบากจริง ๆ กลับไม่ได้เงิน ท่านประธานลองลงไปดูตามหมู่บ้านสิครับ พี่น้องประชาชนหลายคนที่ผมลงพื้นที่ไปไม่มีส่วนได้รับเงินก้อนนี้เลยครับ เนื่องจากเขา เข้าไม่ถึง เขาไม่มีมือถือ ไม่มีการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการได้ ทำไมไม่ให้หน่วยงานหรือผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ซึ่งเขามีข้อมูลอยู่แล้วลูกบ้านเขาใครเป็นใคร อย่างไรให้เขามีส่วนช่วยในการที่จะให้เงินถึงพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง นี่ท่านให้คนที่นั่ง อยู่ในหน่วยงานอยู่ข้างบนครับ ซึ่งยังไม่รู้เลยครับว่าคนเหล่านี้จะรู้จักพี่น้องประชาชน มีความยากจนอย่างไร เพราะท่านไม่เคยจนมาก่อน ฉะนั้นการทำงานมาจากข้างบน ลงข้างล่างมันไม่ได้ผลหรอกครับ ต้องให้คนที่อยู่ข้างล่างครับ โดยโอนเงินลงไปข้างล่าง แล้วเงินมันจะขึ้นข้างบนเอง นั่นหมายถึงว่าท่านรวบอำนาจมาไว้แต่เพียงผู้เดียว การทำงาน มันถึงไม่ประสบความสำเร็จ ท่านต้องกระจายอำนาจลงไปสิครับ อย่ารวบอำนาจมาครับ ไม่มีใครรู้ทุกเรื่องหรอกครับ ฉะนั้นการทำงานช่วยเหลือกันแม้กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรเขาก็มีความรู้ ในเขตแต่ละเขตเขาก็รู้ว่าลูกบ้านเขาเป็นอย่างไร สมาชิกเขาเป็น อย่างไร พี่น้องประชาชนในเขตนั้นลำบากแค่ไหน อย่างไร ท่านก็ไม่ใช้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร เห็นไหมครับ เพราะท่านเป็นอะไรครับ ท่านก็นิยมใช้เผด็จการก็คือรวบอำนาจ การแก้ไขปัญหามันจึงไม่ทั่วถึง จึงเป็นผลมาถึง พ.ร.ก. ฉบับนี้ว่าต้องมีการกู้เงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วถามว่าเราจะเชื่อมั่นท่านได้อย่างไรครับว่าท่านกู้มาแล้ว ท่านสามารถหาเงินคืนได้ ท่านกู้มาแล้วท่านมีวิธีการที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นฟูได้ เก็บภาษีได้ เก็บผลประกอบการได้ เข้าคลังได้ แล้วปีหน้าไม่ต้องมากู้อีก เราจะมั่นใจท่านได้อย่างไรครับ จากการที่เรามานั่งดูอย่างนี้นะครับไม่กี่หน้ายังไม่มีรายละเอียดเลยว่าเงินที่ให้ไปแล้ว ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าอนุมัติไปผลจะกลับมาอย่างไร ประชาชนจะได้รับกันมากน้อย แค่ไหน ทั่วถึงหรือไม่ ท่านทำขึ้นมา ๕ หน้า ในโครงการที่ ๑ ท่านบอกว่าต้องการที่จะนำเงิน ไปใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีน แล้วก็พัฒนาวัคซีน ภายในประเทศ ท่านตั้งไว้ที่แค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สามารถที่จะซื้อ วัคซีนฉีดให้กับพี่น้องประชาชนครบถ้วนหรือครับ ผมถามจริง ๆ เถอะ ต้นเหตุของประเทศไทย ที่มันลำบากอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยครับ ทั่วโลกเลยครับมันมาจากการ แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) วิธีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุคือต้องสร้าง ภูมิคุ้มกันหมู่ครับ ต้องฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชน ฉะนั้นวัคซีนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด จำเป็นที่สุด ถ้าท่านไม่ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนให้ทั่วถึง ท่านจะกู้เงินมาอีกกี่แสนล้านบาท กี่ล้านล้านบาทก็แล้วแต่เศรษฐกิจไม่ฟื้นหรอกครับ ฉะนั้นงบประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมถามว่าเพียงพอหรือไม่ ผมอยากให้ท่านตอบครับ แล้วทำไมท่านตั้งมาแค่นี้ มีจุดประสงค์ อะไรแอบแฝงหรือเปล่า ตั้งมาซื้อวัคซีนแค่นี้ ต้องการซื้อวัคซีนมาน้อยฉีดให้ประชาชนฟรี ได้น้อยใช่ไหมครับ เพื่อให้ประชาชนไปใช้วัคซีนทางเลือก ไปเสียสตางค์เองหรือเปล่าครับ ใครได้ประโยชน์ครับ ประชาชนมีทางเลือกก็ดี แต่ปัจจุบันนี้ประชาชนไม่มีทางเลือกครับ ก็คือวัคซีนไม่มีทางเลือก ต้องฉีดครับซิโนแวค (Sinovac) ท่านต้องตอบให้ชัดเจนว่าท่านจะ สร้างความมั่นใจได้อย่างไรว่าเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้สามารถซื้อวัคซีนได้ ๒. แผนงาน โครงการที่มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยให้แก่ประชาชนทุกสาขาอาชีพ ผมอยากจะถามท่านว่าท่านสามารถให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือประชาชนมั่นใจได้ อย่างไรว่าท่านตั้งไว้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทสามารถให้เงินส่วนนี้ไปถึงทุกสาขาอาชีพได้ สาขาอาชีพ ที่ท่านพูดคือสาขาอะไรบ้าง หาบเร่แผงลอย ขายส้มตำ ขายก๋วยเตี๋ยว หรือคนที่ทำอาชีพที่อยู่ ทางบ้าน อาชีพเล็ก ๆ น้อย ๆ ค้าขายเล็กน้อย ตลาดนัดต่าง ๆ คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงเงิน ก้อนนี้ได้หรือไม่ และจะเข้าถึงเงินก้อนนี้ได้อย่างไร ท่านมีวิธีการอย่างไรครับให้เงินก้อนนี้ถึง พี่น้องประชาชนเหล่านี้ ผมยังเชื่อว่าท่านก็ยังเอาเงินก้อนนี้ส่งผ่านธนาคารพาณิชย์อยู่ดี ท่านประธานครับ ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ครับถ้าธนาคารพาณิชย์เป็นคนปล่อยกู้ให้ ผู้ประกอบการ ธนาคารพาณิชย์เขาย่อมมีหลักการ วิธีการว่าจะคัดผู้ประกอบการอย่างไร จะอนุมัติอย่างไรเพื่อให้เข้าถึงเงินที่ธนาคารอนุมัติได้ ธนาคารต้องมีความมั่นใจว่าให้กู้ไปแล้ว ผู้ประกอบการสามารถคืนเงินให้ธนาคารได้ แต่ถ้าบอกว่าทุกสาขาอาชีพที่เดือดร้อน ธุรกิจ เล็ก ๆ เอสเอ็มอี (SMEs) เล็ก ๆ เดือดร้อน คนค้าขายเดือดร้อนครับ แล้วคนเหล่านี้จะเข้าถึง เงินก้อนนี้ได้อย่างไร ผมอยากจะทราบคำตอบจากท่าน ผมเคยแนะนำแล้วว่าท่านควรตั้ง กองทุนขึ้นมา กองทุนมันเข้าถึงง่ายครับ กองทุนหมู่บ้าน ๑ ล้านบาท ท่านเติมเข้าไปสิครับ ๗๕,๐๐๐ หมู่บ้านบวกชุมชนเข้าไป ตีกลม ๆ ว่า ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน เติมเงินเข้าไปให้เขาครับ เงินถึงพี่น้องประชาชนแน่นอน และเงินก้อนนี้ก็ไม่สูญหายไปไหน นี่คือเศรษฐกิจรากหญ้าฟื้นฟู พอรากหญ้าฟื้นฟู เศรษฐกิจขนาดกลาง ขนาดใหญ่ก็ฟื้นด้วย เพราะธุรกิจรายเล็กซื้อของกับ ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดใหญ่ครับท่านประธาน แต่ถ้าท่านใช้หลักการเอาเงินไว้ข้างบนและ หวังว่าข้างบนจะมาดึงข้างล่างขึ้นไม่มีทางครับ ทุกวันนี้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ธุรกิจใหญ่ ไม่ช่วยธุรกิจเล็กหรอกครับ ฉะนั้นท่านต้องเติมเงินเข้าไปในธุรกิจเล็ก ๆ เพื่อธุรกิจเหล่านี้ จะซื้อของจากธุรกิจขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เอาเงินลงไปข้างล่างแล้วมันจะขึ้นข้างบนเอง ท่านลองทำดูสิครับ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะมีประสิทธิภาพถ้าท่านทำแบบนี้ และอีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านบอกว่าจะมาช่วยกระตุ้นการลงทุน การบริโภค และเศรษฐกิจของ ประเทศ และช่วยการจ้างงาน การจ้างงานผมบอกว่าท่านควรจะนำเงินส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือ ผู้ประกอบการ คนละครึ่งก็ได้ครับที่ท่านมีโครงการ จ่ายค่าจ้างให้ผู้ประกอบการคนละครึ่งก็ได้ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเขาไม่ปิดบริษัท ไม่เลิกจ้าง และพนักงานเหล่านั้นยังได้ ค่าจ้างเหมือนเดิม ๑๕,๐๐๐ บาท เห็นไหมครับ แทนที่จะได้ ๓,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท และรัฐบาลก็สามารถเก็บภาษีจากผู้ประกอบการเข้าคลังได้ เศรษฐกิจมันก็จะหมุนเวียน ไปอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมมีเวลา ๑๕ นาทีครับแต่ผมจะใช้ ๑๓ นาที อีก ๒ นาทีจะให้ ท่านทวี สอดส่อง นะครับ🔗
สรุปว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ผมเห็นว่ามีความจำเป็นไหม มีความจำเป็น ถ้ามันถึง พี่น้องประชาชน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้จริง ๆ แต่ถ้าท่านไม่สามารถนำเงินส่วนนี้ไปถึง พี่น้องประชาชนได้ ผมคนหนึ่งครับที่ไม่โหวตรับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็น นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย เมื่อดิฉันทราบว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่าพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เสียงวิจารณ์เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ สามัญชนคนธรรมดา ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นก็ไม่มีใครอยากกู้ ธุรกิจก็จะกู้เมื่อขาดสภาพคล่อง แต่เมื่อรัฐบาลกู้และเป็น จำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และเป็นการกู้ครั้งที่ ๒ ของรัฐบาล ก็ต้องอดกังวลและ วิตกไม่ได้ว่าการกู้ครั้งนี้ประเทศไทย คนไทยจะไปรอดไหม ดิฉันได้ไปศึกษาหาข้อมูลจาก แหล่งต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนที่ประสบกับผลกระทบของโควิด-๑๙ (COVID-19) และพิจารณาเหตุผลปัจจัยสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะสภาวะทางเศรษฐกิจด้วยแล้ว ดิฉัน คิดว่ารัฐบาลจำเป็นต้องกู้ ไม่กู้ไม่ได้ และเราไม่มีทางเลือกอื่นค่ะ ท่านประธานสภาที่เคารพ ในเมื่อจำเป็นต้องกู้ ประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศที่ไม่ใช่แค่คนรุ่นเรา แต่เราต้องคิดเผื่อ ถึงคนรุ่นต่อไปที่จะเติบโตขึ้นมาและร่วมรับภาระนี้กับรัฐบาลในอนาคต เขาก็ต้องทราบด้วย ความสบายใจว่าการกู้ครั้งนี้ประเทศชาติและประชาชนรวมถึงตัวของเขาเอง ณ ห้วงเวลานี้ ได้รับการดูแล ฟื้นฟูและเยียวยาที่ดีอย่างไร ดิฉันในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ตระหนัก ในเรื่องนี้ ดิฉันจึงขอเสนอความเห็น คำแนะนำ และความห่วงกังวลต่อรัฐบาลผ่าน ท่านประธานสภาดังต่อไปนี้นะคะ🔗
ตามที่พระราชกำหนดเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทที่เคยกู้มาเมื่อเมษายน ๒๕๖๓ ได้ใช้จ่ายไปแล้ว ๒๘๗ โครงการ วงเงิน ๘๓๓,๔๗๕ ล้านบาท และคงเหลือกรอบเงินกู้อีก ๑๖๖,๕๒๕ ล้านบาท และล่าสุดก็ได้นำไปใช้บรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและ ผู้ประกอบการระลอกเดือนเมษายน ๒๕๖๔ อีก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้เหลือวงเงินกู้ ๑๖,๕๒๕ ล้านบาท ถ้าถามว่าแล้วเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทบรรเทาความเดือดร้อนของ เศรษฐกิจได้บ้างหรือไม่ แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้ระบบเศรษฐกิจกลับมาดีเท่าเดิม แต่อย่างน้อย ที่สุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศไอเอ็มเอฟ (IMF) ก็เคยคาดการณ์ว่าจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ระลอก ๑ ๒ เศรษฐกิจไทยจะหดตัวที่ร้อยละ ๘ แต่จากเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัว ๖.๑ ดีกว่าที่คาดการณ์ค่ะ ผลกระทบโควิด-๑๙ (COVID-19) ระลอกที่ ๓ แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับการเยียวยาและฟื้นฟูจากพระราชกำหนดเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทมาก่อนแต่ก็ไม่เพียงพอ จึงมีโครงการคนละครึ่งเฟส ๓ (Phase 3) และโครงการชื่อใหม่อีกแล้วที่จะมาเยียวยาในชื่อโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ และ ๓ แผนงานของ พระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็นแผนงานแพทย์และสาธารณสุข ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แผนงานโครงการช่วยเหลือเยียวยาแก่ประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมอีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะให้กับกลุ่มไหนคะ แบบเดิม ๆ อีกหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็ย่อมทราบดีว่าเป็นการช่วยที่เป็นการสร้างระบบใหม่ ขึ้นมา ความผิดพลาดบกพร่องย่อมมีขึ้นได้ แต่รอบที่ ๓ และการกู้ครั้งที่ ๒ จะต้องตรง เป้าหมายรวดเร็วเห็นผลและเป็นไปอย่างทั่วถึงมากขึ้น ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉันจะ ไม่ขอพูดประเด็นเรื่องวัคซีน เพราะดิฉันคาดว่าการบริหารจัดการวัคซีนในการให้คนไทยได้ฉีดคง จะไม่น่าเป็นปัญหา แม้ว่าตอนเริ่มต้นนี้อาจจะมีการติดขัดบ้าง แต่เมื่อวัคซีนมีการทยอย เข้ามาแล้วดิฉันเชื่อว่าการบริหารจัดการในเรื่องของการฉีดวัคซีนคงเป็นไปตามระบบขั้นตอน นะคะ ดิฉันจึงขอเสนอความเห็นในด้านอื่น ๆ ดังนี้🔗
ประการแรก การใช้งบเพื่อแผนงานด้านสาธารณสุข ประชาชนคงไม่คิด คาดหวังมากกว่าไปเมื่อเขาป่วยหรือติดเชื้อจะต้องมีสถานที่รองรับในการดูแลรักษา มียาที่ดี มีอัตราการตายที่ลดลง จะไม่มีใครตายที่บ้าน เพราะไม่มีรถพยาบาลมารับ ยาต้องพอ ที่สำคัญคือ ได้รับการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพ🔗
ประการที่ ๒ การเยียวยากลุ่มต่าง ๆ ต้องเป็นไปอย่างทั่วถึง เพียงพอ ในกลุ่มคน ด้อยโอกาสและยากจน รวมถึงคนว่างงานที่ต้องได้รับการชดเชย และต้องมีการจัดหาช่องทาง ที่จะให้เข้าสู่การจ้างงานหรือกลับไปมีอาชีพและมีรายได้ได้อีก จะด้วยอัปสกิลล์ (Upskill) รีสกิลล์ (Reskill) ที่เข้าถึงด้วยวิธีการพิเศษใด ๆ ก็ตาม ดิฉันขอฝากถึงโครงการยูทูที (U2T) ที่เป็นโครงการของกระทรวง อว. ที่จ้างบัณฑิตประชาชนและนักศึกษา ๖๐,๐๐๐ คนลงพื้นที่ ๓,๐๐๐ ตำบล แต่โครงการนี้จะจบสิ้นในสิ้นปี ๒๕๖๔ ประเทศไทยเรามีทั้งหมด ๙,๐๐๐ ตำบล ดิฉันคิดว่าควรที่จะมีการขยายทั้งอัตราของการจ้างตำบลแล้วก็ขยายเวลาด้วย ส่วนกลุ่มคน เปราะบางทั้งเด็กในครอบครัวที่ยากจน ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่จะลำบากมากกว่าคนปกติที่ จะต้องได้รับการดูแล ดิฉันได้เคยเสนอผ่านท่านประธานสภาไปแล้วว่าขอให้ทางรัฐบาล พิจารณากลไกภาษีในช่องทางการบริจาคที่เป็นเงินคืนภาษีจากความสมัครใจได้ไหม เพื่อเป็น การลดภาระของรัฐบาลด้วย เมื่อเป็นการกู้รอบที่ ๒ และเป็นโควิด (COVID) รอบที่ ๓ มาตรการอะไรที่เคยช่วยเขาได้แต่เขาไม่ได้ หรือยังไม่ได้ ทำไมถึงช้า การเข้าถึงเทคโนโลยี อุปกรณ์มีเพียงพอไหม ดิฉันคิดว่าครั้งนี้ควรจะมีการประมวลปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้ มาตรการเยียวยานะคะ นอกเหนือจากแผนงานทั้ง ๓ แผนงานแล้ว ดิฉันคิดว่าขอเสนอ ในส่วนของที่รัฐบาลควรพิจารณาในของมาตรการระยะสั้นและระยะยาวดังนี้ ในส่วนของ มาตรการระยะสั้นที่รัฐบาลควรพิจารณาเร่งด่วน ข้อแรกคือดิฉันเห็นใจผู้ประกอบการ รายย่อยหรือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เขาประสบปัญหาขาดทุนสะสมต่อเนื่องมานานและ ยังต้องแบกรับภาระของโควิด (COVID) ในรอบที่ ๓ นี้อีก การที่มาตรการช่วยเหลือรัฐบาล ในการให้เงินกู้สินเชื่อผ่านธนาคารออมสินหรือเอสเอ็มอีแบงก์ (SMEs Bank) นั้นเป็นได้แค่ มาตรการโฆษณา เพราะผู้ประกอบการรายย่อยเข้าไม่ถึงติดเครดิตบูโร (Credit Bureau) ติดประวัติการเงิน ยังอยู่ในโครงการพักชำระหนี้ สเตตเมนต์ (Statement) ไม่เข้าเงื่อนไข ของการขอสินเชื่อ หลักทรัพย์ค้ำประกันไม่มีหรือไม่ถึงเกณฑ์ สุดท้ายคนที่กู้ได้ก็จะเป็นแค่ ลูกค้าชั้นดีที่เป็นส่วนน้อย เอสเอ็มอี (SMEs) ส่วนใหญ่กู้ไม่ได้ ดิฉันขอฝากผ่านท่านประธานสภาผ่านไปยังรัฐบาลว่าควรเปิดช่องทางหรือมีมาตรการ ผ่อนปรนเกณฑ์การให้กู้มากขึ้น ไม่ใช่มีนโยบายและวงเงินแต่คนกู้ได้จริงมีน้อย แล้วก็เสริม ด้วยมาตรการพักชำระหนี้ทั้งต้นและดอก อาจขยายเป็นเวลา ๓ เดือน ๖ เดือน หรือ ๑ ปี รัฐบาลทำมาแล้วค่ะ แต่ถ้าขยายเวลาต่อไปทั้งธนาคารรัฐและธนาคารพาณิชย์ก็จะดีขึ้น ส่วนมาตรการระยะยาวที่ดิฉันอยากเสนอผ่านท่านประธานสภาไปยังรัฐบาลด้วยการปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ปรับทิศทางประเทศไทยเพื่อให้เป็นการปรับหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ คู่ขนานไปกับการฟื้นฟูเยียวยา🔗
ประการแรกคือเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของรายได้ของประเทศ ไทย แต่กว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศ และรอประเทศเป้าหมายฟื้นตัวที่อยากจะมา เที่ยวหรือพร้อมมาเที่ยว ดิฉันคิดว่าประเทศไทยควรมุ่งเป้าหมายของนักท่องเที่ยวที่มี คุณภาพสูง ที่มีกำลังซื้อสูง ที่ใช้จ่ายเงินจำนวนมาก เน้นคุณภาพมากกว่าจำนวน โดยให้มา ท่องเที่ยวด้วยการปรับประเทศเราเป็นเมดิคัล (Medical) หรือเวลเนส ทัวริสซึ่ม (Wellness Tourism) ให้เป็นการท่องเที่ยวด้านการรักษาด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย หรือเป็นที่ พำนักระยะยาวของชาวต่างชาติที่เกษียณ ขณะเดียวกันประเทศไทยควรมีการพัฒนา แพลตฟอร์ม (Platform) ด้านการท่องเที่ยวไม่ให้เสียเปรียบอโกดา (Agoda) ทราเวลโลก้า (Travaloka) แอร์บีเอ็นบี (Airbnb) ที่ไม่มีโรงแรมเลยแม้แต่ห้องเดียว เราควรให้ทาง กระทรวง อว. ดีอี (DE) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พัฒนาเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) เพื่อการท่องเที่ยวระดับชาติ ท่านจะแข่งขันประกวดหรือคิดค้นให้ได้ แพลตฟอร์ม (Platform) ที่ดีที่สุดเพื่อการท่องเที่ยวของไทยให้เป็นระดับสากล🔗
ข้อ ๒ ดิฉันคิดว่าเราควรดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศประเภทเอฟดีไอ (FDI) หรือฟอเรน ไดเรกต์ อินเวสต์เมนต์ (Foreign Direct Investment) เพื่อให้เกิด การจ้างงานเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยในรูปแบบของ สัญญาการร่วมทุนกับเอกชน หรือพีพีพี (PPP) พับลิก ไพรเวต พาร์ตเนอร์ชิป (Public Privet Partnership) จะเป็นโครงการอีอีซี (EEC) หรือเอสอีซี (SEC) คือระเบียงเศรษฐกิจ ตะวันออก ภาคใต้ก็ตาม เพราะสิ่งนี้จะเป็นการทำให้เกิดการจ้างงาน และขณะเดียวกัน จุดแข็งของไทยด้านภูมิศาสตร์ โครงการพัฒนาระบบขนส่งก็ควรสนับสนุนให้มีด้วย ในการเชื่อมโยงพื้นที่ต่าง ๆ เพราะโครงการนี้จะไปทำให้เกิดโครงการลงทุนด้านพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ริมทาง เป็นการกระตุ้นการจ้างงาน ซึ่งในที่สุดแล้วเราก็จะเกิดการจ้างงานขึ้น เพียงแต่เราต้องอัปสกิลล์ (Upskill) รีสกิลล์ (Reskill) แรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่อง ระบบรางให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เราต้องไม่ลืม โครงสร้างพื้นฐานทางด้านสังคมคือโซเชียล อินฟราสตรักเจอร์ (Social Infrastructure) คือโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อย สถานที่ดูแลผู้สูงอายุหรือโรงพยาบาล เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ประการสำคัญที่สุดก็คือสิ่งที่ต้องทำและไม่ควรช้าคือการ แก้ไขปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การขอใบอนุญาต ขั้นตอนที่ มากมายที่มีหลายหน่วยงานและระยะเวลาที่ยาวนานจะนำไปสู่การคอร์รัปชัน หากต้องการ ความรวดเร็ว รัฐบาลต้องแก้ไขกฎหมายและระบบในส่วนนี้เพื่อเตรียมการประเทศให้ก้าวเดิน ต่อไปหลังการเยียวยาฟื้นฟู ท่านประธานสภาที่เคารพคะ ดิฉันคิดว่าเราไม่มีทางเลือก ที่ดีกว่านี้ ดิฉันสนับสนุนพระราชกำหนดเงินกู้ฉบับนี้ เพราะแม้จะเป็นการกู้ครั้งที่ ๒ แต่เป็นการกู้ประเทศให้เดินต่อไปได้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณคมเดช ไชยศิวามงคล ผมเรียนเพิ่มเติมนะครับว่ามีรายชื่อฝ่ายค้านเพิ่มมาก็คือคุณสุเทพ อู่อ้น ฝ่ายรัฐบาลก็จะมี คุณนันทนา สงฆ์ประชา มีนางสาววทันยา วงษ์โอภาสี มี นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา มีนายเกียรติ สิทธีอมร มีศาตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม มี พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา ของรัฐบาลเพิ่มเป็น ๑๐ คน ฝ่ายค้าน ๖ คน ขอเชิญ คุณคมเดชครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช พรรคเพื่อไทย เขต ๓ จังหวัดกาฬิสินธุ์ ท่านประธานครับ มีคำปรามาส จากชาวบ้านจากการออกพื้นที่ เสียงเล็ก ๆ แต่มันมีความหมายมาก เสียงเล็ก ๆ จากประชาชนปรามาสรัฐบาลชุดนี้ว่า โครงการไทยชนะที่ดำเนินการมาช่วงปี ๒ ปีนี้มันไม่ใช่ ไทยชนะ ชาวบ้านบอกว่าเป็น ไทยมรณะ ทำไมมันเกิดอะไรขึ้นท่านประธาน ผมจะชี้ให้เห็น การบริหารงานในภาคการบริหารของการเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ท่านประธานอยู่การเมืองมาเข้าใจว่าไม่ต่ำกว่า ๓๐-๔๐ ปี การบริหาร จัดการคน งาน เงิน เวลา ความถนัดมันเป็นต้นทุน ผมให้ท่านประธานชวนไปขับเครื่องบิน ท่านทำได้ไหม ไม่ได้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปขับเครื่องบิน ให้ท่านอาคมไป ออกสนามรบ มันไม่ใช่อย่างไรท่าน อันนี้ประเด็นหลักเลย ท่านเอานักรบมาบริหารบ้านเมือง เศรษฐกิจพังยับเยิน ผมยกตัวอย่างความเหลื่อมล้ำของประเทศ อันดับ ๑ ของโลก อันดับ ๑ ท่านดูนะครับ มีบริษัทห้างร้านหนึ่งต้นทุน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กำไรขึ้นเป็น ๙๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วล่าสุดความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างไรรู้ไหมครับ ผมว่าท่านไม่เก่ง เรื่องนี้ก็เลยถูกต้ม ถูกกลุ่มทุนต้ม ตัวอย่างเช่นถุงบิ๊กซี (Big-C) แมคโคร (Makro) โลตัส (Lotus) และหรืออะไรต่าง ๆ แต่ก่อนเคยเป็นงานบริการ ขายสินค้าต้องมีถุงให้ ปรากฏว่า ทางรัฐบาลออกมาตรการว่ามีปัญหาสิ่งแวดล้อม มีขยะมีอะไรต่าง ๆ ทำไปทำมาถุงของ กลุ่มทุนได้ขายได้ครับ ๑ บาท ๒ บาท ๓ บาท ๔ บาท ๕ บาท ทั่วประเทศมันเป็นเงินเท่าไร ท่านว่า แค่นี้เอง ดูสิท่าน จุดบอด จุดอ่อน มันหนักหนาสาหัสมาก ผมดูตัวเลขของการบริหาร บ้านเมือง ถ้าเราย้อนหลัง ผมมีโอกาสเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับงบประมาณ ผมดูช่วง ๒ ปีสุดท้าย ช่วงปีก่อนตั้งงบไว้ ๓ ล้านกว่าบาท ประมาณ ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่กู้ ๑ ล้านบาท ใช้ไป ๘๐๐,๐๐๐ บาท ก็แสดงว่ามันติดลบล้านกว่าบาท กู้เงิน ล้านกว่าบาท พอมาปีนี้ ปี ๒๕๖๕ ท่านประธานครับ ขาดดุล ๗๐๐,๐๐๐ บาท กู้อีก ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๒ ตัวนี้บวกกันล้านกว่าอีกแล้ว เก็บเงินภาษีได้ ๒,๔๐๐,๐๐๐ บาท มันเป็นไปได้ไหมท่านครับ ว่าปีหน้าจะไม่กู้อีก มันเป็นไปไม่ได้เลย ชัดเจนเลยจากปี ๒๕๖๔ กู้ล้านกว่าบาท ทั้งขาดดุล ทั้งเงินกู้ มาปี ๒๕๖๕ กู้อีก ปีหน้าก็ชัดเจนอีก การแก้ไขปัญหา มันต้องแก้ที่ต้นเหตุ ผมว่าประเด็นหลักคือตัวบุคลากร การจัดการคือคน งาน เงิน เวลา ตัวเงินมากมายขนาดนี้ใช้เงินไป ๗ ปี ถึง ๒๐ กว่าล้านบาท สภาพบ้านเมืองทรุดโทรม ชาวบ้านอดอยาก ปัญหาสังคมเต็มไปด้วยยาเสพติด ท่านครับ จีดีพี (GDP) การคาดการณ์ ของกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ การคาดการณ์คิดว่าจีดีพี (GDP) จะตกประมาณ ๔-๔.๕ แต่มาเจอโควิด (COVID) ผมชี้ให้เห็นครับท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปัญหาตัวนี้ถ้าท่านดู ๓ คลัสเตอร์ (Cluster) ด้วยกันมันเกิดจากภาครัฐหมดเลย ภาครัฐ ประเด็นแรก เกิดจากสั่งปิดเวทีมวย และไม่ปิด ขยายตัวออกไป ตัวที่ ๒ เกี่ยวกับการเปิดบ่อน มันมีการส่งส่วยอยู่หรือ เป็นผลประโยชน์ล้วน ๆ ๓. คลับ (Club) บาร์ (Bar) ตัวมาตรการ ที่ชัดเจน ๓ วันติดไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ นะครับ แคมป์ (Camp) งานก่อสร้างทั้งหมด สภาก็มี การติดโควิด (COVID) ตัวเลขล่าสุดได้ยินว่าประมาณ ๕๐๐ กว่าคน ท่านประธานการทำงาน มันมีแรงงานฝีมือกับแรงงาน แรงงานที่ใช้แรงงานมันจะถูกโยกไปโยกมา ทำงานอยู่สภา มันไม่ใช่ว่าทำอยู่สภาอย่างเดียว แรงงานอาจจะถูกโยกไปทำงานเกี่ยวกับสร้างรถไฟ สร้างทางด่วน และหรือ ท่านดูสิมันติดไปหมดเลย แรงงานที่มีปัญหาที่สุดคือแรงงานเถื่อน ต้นเหตุของการติดโควิด (COVID) ที่มากมายที่สุด ๓ วัน ๑๐,๐๐๐ เดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ กว่า ถ้ายังคงสถิติอยู่อย่างนี้ถึงครึ่งปีหรือปีหนึ่งสามารถคิดโควิด (COVID) ได้ไม่ต่ำกว่าล้านคน ตัวเลขไม่เคยหยุดเลย ฉีดวัคซีนใช่ แต่มันจะเป็นต้นเหตุหรือเปล่า หรือปลายเหตุ หรือเป็น ช่วงกลาง ๆ หรือการสวมหมวกกันน็อก วิสัยทัศน์ของการเป็นนายกรัฐมนตรีต้องไม่ทำงาน แบบตั้งรับ ต้องทำงานเชิงรุก ช่วงปีก่อนถ้าท่านมองมาตรการมีวิสัยทัศน์ท่านสั่งวัคซีนเข้ามา สักล้านโดส (Dose) คน ๖๐-๗๐ ล้านคนเขาสวมหมวกกันน็อกแล้ว ไปได้ ไม่ต้องไปอ้าง ต่างประเทศหรอกครับ เพราะว่าเราใช้ผู้บริหารในประเทศเรา ๖ เดือนก่อนหรืออีกปีหนึ่ง หรือ ๘ เดือน หรือ ๔-๕ ไตรมาสก่อน ถ้าผู้นำประเทศสั่งวัคซีนเข้ามาแล้วฉีดตั้งแต่ย้อนหลัง ไป ๖ เดือนก่อนนี้ปัญหาตรงนี้ไม่มี ทำไมประเทศพม่าถึงแรงงานทะลักเข้ามา เราก็รู้กัน ทั่วโลกว่ามีการปฏิวัติรัฐประหาร คนพม่าหนีตาย แล้วเคยมาอยู่ประเทศไทยเขาชินและ เขาชอบประเทศไทย ผมว่าแรงงานตรงนี้ทะลักมาไม่ต่ำกว่า ๒ ล้านคน และยังไม่มีการ หยุดยั้งเหตุผลเพราะว่า ๑. ชายแดนทหาร ๒. ตำรวจ ๓. ปกครอง ท่านประธานต้นเหตุ กินค่าหัวคิวครับ ข่าวรายงาน ๑๓,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาทนั่นคือต้นเหตุที่เกิด ตรงนี้เป็น กลางเหตุเป็นปลายเหตุ ท่านดูต้นเหตุกับปลายเหตุและเหตุของผลต่อเนื่องที่เกิดขึ้น ทำให้เศรษฐกิจพังล้มละลาย ตัวเลขที่ชัดเจน ท่านประธาน กระทรวงการคลัง ตัวเลข ที่น่าห่วง ผมถามทางแบงก์ชาติ ตัวเลขเอ็นพีแอล (NPL) ของประเทศเดี๋ยวนี้ตก ๓.๒ เป็นวงเงิน ๕๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่น่าห่วงคือเสียเครดิตไปแล้วและ พร้อมที่จะเป็นหนี้เสียคือ ๖.๔ เปอร์เซ็นต์ ถ้า ๓.๒ ตก ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๖.๔ ก็แปลว่ามีผู้ที่เสียเครดิตและพร้อมที่จะเป็นหนี้เสียอีกไม่ต่ำกว่า ๑,๒๐๐,๐๐๐ ท่านประธาน ลองจับบวกกัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งถ้าท่านยังแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุดและแก้ไขปัญหา ที่ปลายเหตุอย่างนี้ลำบากครับ เงินมากมายขนาดนี้มันไม่ใช่เอาเงินไปแก้อย่างเดียว กู้ไปแจก กู้ไปแจก ท่านมีลูก ๑๐ คน เอาเงินไปแจกให้ลูกมันจะไปทำอะไรท่านประธาน แจกเงินนี่หรือ มันไม่ใช่มาตรการแบบนี้อย่างเดียว มันจะไปกระตุ้นที่ไหนแจกเงิน กระตุ้นนิดเดียว มันต้อง หมุนเวียนไม่ต่ำกว่า ๗ ครั้งต่อปี มันถึงจะไปได้ไม่ใช่ว่าท่านเทลงไปในเหวอย่างนี้ ปัจจัย ๔ มีแต่ต้องมีมาตรการที่ดีกว่านั้น ไม่อย่างนั้นท่านกู้ปี ๒๕๖๔ ล้านกว่า ปี ๒๕๖๕ ล้านกว่า ปีหน้าอีกล้านกว่าท่านประธาน หนี้เสียเกือบ ๒ ล้านล้านบาท กู้ปีละล้านกว่า หนี้เสียล้านกว่า มันทันกันได้อย่างไร มันไปไม่รอดนะครับท่าน ตัวเลขความเหลื่อมล้ำ ตัวเลขและหรืออะไรต่าง ๆ ผมขอเวลาเพิ่มนิดหนึ่ง อยากสรุปอย่างนี้ ท่านประธาน ท่านวิเคราะห์ปัญหา การจัดอันดับ ความสำคัญ ผมมองดูต้นเหตุมันอยู่กับภาครัฐหมดเลย แรงงานทะลักเข้ามาเป็นหมื่นคน ผมบอกว่าตัวเลข ๓ วันหมื่นคนยังมีอยู่ เดือนหนึ่งแสนกว่าคน ถ้า ๖ เดือน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน ปีหนึ่งล้านกว่าคน มันทำไมไม่หยุด ท่านแจกวัคซีน ผมบอกว่าการบริหารจัดการ ท่านประธานครับ ตัวคนบุคลากรเป็นหลัก วิสัยทัศน์คน งาน เงิน เวลา ท่านต้องเก่งกว่านี้ เรียนตรง ๆ นะครับท่านประธาน อย่าโกรธผมผมวิจารณ์ตรงไปตรงมา เรียนตรง ๆ เลย ที่ผมดูสถานการณ์ช่วง ๗ ปี และ ๒ ปีสุดท้ายมานี้ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาล ความรู้ความสามารถต่ำกว่าเกณฑ์ ไม่สามารถที่จะบริหารจัดการประเทศได้ เราเช็ก (Check) ดูสภาวะตามปกติท่านยังไปไม่ไหวเลย ยังไปไม่ได้เลย มาเจอสงครามเกี่ยวกับโรคโควิด (COVID) ระบาดยิ่งไปกันใหญ่เลย วันนี้ท่านก็ไม่มา ท่านไม่สามารถที่จะสู้หน้าตรงนี้ได้ ท่านประธานครับ ระวังนะครับ ตอนไปเยี่ยมเยียนประชาชนตั้งการ์ด (Guard) สูง ๆ ดูแล ความปลอดภัยท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ไม่อยากให้เป็นแบบประธานาธิบดีฝรั่งเศส เยี่ยมชาวบ้าน ถูกตบครับ ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็น นางนันทนา สงฆ์ประชา หลังจากนั้นจะเป็น คุณสุเทพ อู่อ้น แล้วก็มีรายชื่อเพิ่มขึ้นมา ของฝ่ายค้าน รวม ๑๑ ท่าน ซึ่งจะสลับกันไป หลังจากคุณสุเทพแล้วก็จะเป็น นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี แล้วก็มีฝ่ายค้านเสนอเข้ามาอีกก็คือ คุณนิยม ช่างพินิจ คุณสมบัติ ศรีสุรินทร์ คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ คุณมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ และนายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง ผมจะสลับกันไปประกาศเพื่อได้รู้ล่วงหน้า เราจะได้เตรียมตัวโดยไม่ต้องอยู่ในห้องประชุม เมื่อเห็นใกล้ก็เข้ามานะครับ เชิญคุณนันทนาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาภิวัฒน์ ถึงแม้ว่าดิฉันจะได้เวลาอภิปรายเพียงไม่กี่นาทีเพราะเป็นพรรคเล็ก แต่ดิฉันก็ยินดีที่จะลุกมา อภิปรายเพื่อขอบคุณรัฐบาลที่ท่านไม่ประมาท ท่านเป็นห่วง ท่านมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหา โรคอุบัติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาเลยเป็นร้อย ๆ ปี สถานการณ์โควิด (COVID) ครั้งนี้พวกเรา ก็ทราบกันดี มันเป็นวิกฤติฉุกเฉิน มันมาเร็ว มันมาแรง และมันก็มาหนัก ถ้าพูดถึงมาแรง ท่านก็ทราบดีว่าทุกจังหวัดในประเทศไทยนี้กระจายไปทั่วถึงแล้วก็รวดเร็ว ถ้าพูดถึงมาหนัก มันกระทบทุกอาชีพ ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นรายเล็กรายใหญ่ ทุกสาขาอาชีพก็แทบจะ ล้มหายตายจากกัน แล้วกว่าจะฟื้นตัวพวกเราก็คาดการณ์ว่าอาจจะไม่ต่ำกว่า ๓ ปี ดิฉัน อยากจะกราบเรียนว่าครั้งนี้มีความชัดเจนในการกู้เงิน เมื่อเช้าท่านรัฐมนตรีได้กราบเรียน ในที่ประชุมให้พี่น้องประชาชนทราบว่าเงินที่เรากู้จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปใช้ใน ๓ แผน ไม่ว่าจะเป็นด้านการช่วยเหลือทางการแพทย์และสาธารณสุข ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันอยากจะกราบเรียนทั้งที่ประชุมและทางบ้านว่าทางรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะฉีดวัคซีน ให้ทั่วถึงให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๖๔ ถ้าเราว่า ประชากรของประเทศประมาณ ๖๗ ล้านคน ถ้าเราจำเป็นต้องฉีดปีนี้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องฉีดประมาณ ๔๐ ล้านคน แล้วท่านลองคิดดูสิคะว่าไหนจะค่ายา ไหนจะค่าเข็ม ไหนจะ ค่าการบริหารจัดการ ถ้าเราฉีด ๔๐ ล้านคน ถ้าตีง่าย ๆ เลย เข็มหนึ่ง ๑,๐๐๐ บาท ก็จะใช้ เงินเป็นแสน ๆ ล้านบาท ถึงแม้ว่าจะซื้อยาแล้วก็ฉีดไปบ้างแล้ว แต่เงินก้อนนี้ดิฉันจะขอเลยว่า เงินก้อนนี้เป็นเงินที่จะใช้ประโยชน์สูงสุดให้กับพี่น้องประชาชน และก็จะทำโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องนะคะ โดยเฉพาะเงินก้อนอีกก้อนหนึ่งจะไป ช่วยเหลือเรื่องการเยียวยาและชดเชย เราก็รู้อยู่แล้วว่าวันนี้ไม่ว่าภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการนี่จบเลยนะคะ เกือบจะจบเลยภาคบริการนี่ พี่น้องประชาชนจะต้องกลับบ้าน กลับบ้านไปทำอะไร ก็ต้องไปทำอาชีพทางเกษตร ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลทราบว่า พี่น้องเกษตรกรปีนี้ฝนแล้งหนักมาก มากจริง ๆ เลยนะคะ ก็ต้องกลับไปทำการเกษตรอยู่ดี เงินตัวนี้ที่กู้จำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็จะไปช่วยทางภาคการเกษตรด้วย หรือแม้แต่ โครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลทำอย่างต่อเนื่องก็จะได้ต่อยอดเพื่อทำให้เศรษฐกิจเดินไปได้ ทุกประเทศก็กู้เหมือนกันนะคะ ไม่ใช่กู้แต่ประเทศไทยเท่านั้น ดิฉันขอกราบเรียนว่าถึงแม้ว่า ตัวดิฉันจะพูดมาแล้วว่ามีความสำคัญทำเรื่องซื้อยา ดิฉันเชื่อว่าเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ให้ ทางสาธารณสุขและทางการแพทย์นี้น้อยไปด้วยซ้ำ ต้องไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มเติม ต้องไปให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ แม้แต่คนที่เจ็บป่วยอยู่ขณะนี้ก็ต้องใช้เงินรักษาเขา นะคะ แล้วดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าเราตามข่าว โควิด (COVID) เขาเรียกกลายพันธุ์ได้ มีการผสมกันระหว่างโควิด (COVID) อินเดียผสมกับอังกฤษ ดีไม่ดีไม่รู้ว่าสายพันธุ์อะไรจะ เข้ามาอีกนะคะ พวกเราฉีดกันแล้วเข็ม ๑ เข็ม ๒ อาจจะต้องกินยาเพื่อแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ตัวใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาอีก ถ้าเราไม่เตรียมเงิน เราไม่เตรียมพร้อม เราไม่เฝ้าระวัง แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปดูแลในส่วนที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต ดิฉันขอกราบเรียนว่าดิฉัน ขอยืนยันว่าการกู้เงินครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนทุกภาคส่วนนะคะ และจะต้องทำโครงการรัฐบาลอย่างต่อเนื่องอย่างแน่นอน ดิฉัน ขอสนับสนุนค่ะ และกราบขอบคุณท่านประธานค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสุเทพ อู่อ้น ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สัดส่วนแรงงาน วันนี้จะขออภิปราย พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลนำเสนอ ประเด็นแรกเรื่องของการเยียวยาที่ไม่ถ้วนหน้า ประเด็นที่ ๒ เรื่อง ของการสร้างงานใหม่ จากการกู้เงินปีที่แล้ว ๑ ล้านล้านบาท ใช้เยียวยาประชาชน ไม่ถ้วนหน้า การฟื้นฟูเศรษฐกิจสร้างงานใหม่อย่างไม่มีประสิทธิภาพ โครงการเราไม่ทิ้งกัน ทำให้พี่น้องประชาชนตกหล่นจำนวนมาก ทำให้มีคนตกหล่น เดือดร้อน ต้องไปเรียกร้อง หน้ากระทรวงการคลังในการทบทวนสิทธิ จึงมีคำพูดว่าไวรัสไม่กลัวแล้ว กลัวอดตายมากกว่า ประชาชนแรงงานต้องไปเข้าแถวขอความช่วยเหลือต่าง ๆ นานา ผมในฐานะที่เป็นแรงงาน เป็นผู้แทนจากแรงงาน ได้มีการนำเสนอความเดือดร้อนของพี่น้องแรงงานในระบบมาตรา ๓๓ ในคราวที่แล้ว ของชีวิตคุณดวงพร เพื่อนร่วมงานที่ทำงานได้ค่าจ้างรายวันและมี ผลกระทบจากเศรษฐกิจ ๒๕๖๒ ตก กระทบจากโควิด (COVID) และการใช้มาตรการของ กระทรวงแรงงานที่ทำให้ไม่ได้รับเงินและเงินน้อยลง ๆ และโดยเฉพาะพี่น้องแรงงานข้ามชาติ ไม่ได้รับการดูแลเยียวยาจากรัฐบาลชุดนี้เลย สภาพการทำงานของพี่น้องแรงงานที่ทำอยู่ ในโรงงานอุตสาหกรรม ชีวิตต้องทำงานมากกว่า ๘ ชั่วโมง ต้องทำล่วงเวลา ๑๐ ชั่วโมง ๑๒ ชั่วโมง ถึงจะมีเม็ดเงินที่เพียงพอกับการดำรงชีพจากค่าจ้างที่ได้รับจากค่าจ้างขั้นต่ำนั้น น้อยมาก ถ้าผมมีโอกาสได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต้องรีบดำเนินการแก้ไข ค่าจ้างขั้นต่ำโดยด่วน โดยเฉพาะใน ๘ ชั่วโมงที่ทำงานต้องมีค่าจ้างที่เพียงพอกับการดำรงชีพ ดูตัวอย่างจากข้าราชการก็เห็นได้ว่าทำงานแค่ ๘ ชั่วโมง แล้วทำไมแรงงานในภาคเอกชนทั้ง ในระบบ นอกระบบ ๓๐ กว่าล้านคน จึงไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตแบบนั้นได้ ต้องใช้แรงงานอนาคตมา พอเกษียณไปไม่กี่ปี ด้วยการตรากตรำก็เสียชีวิตลงด้วยความ รวดเร็ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นนานาสากลเองกำหนดว่า ๘ ชั่วโมงของการทำงาน ๘ ชั่วโมง ที่ ๒ พัฒนาเรียนรู้ตนเอง และ ๘ ที่ ๓ ของวันหนึ่งก็คือการพักผ่อน สำคัญยิ่งการเปิดสิทธิ ในเรื่องการรวมตัว อนุสัญญาไอแอลโอ ๘๗๙๘ (ILO 8798) เพื่อให้แรงงานได้มีการรวมตัว ก็ไม่เคยจะหยิบยื่นเข้าไปสู่กระบวนการ ประกันสังคมต้องมีทั่วหน้า มาตรา ๓๓ มาตรา ๔๐ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องแรงงาน นี่คือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น แต่รัฐบาล ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับไปเยียวยาทุนผูกขาดที่สนามบิน ขายภาษี และโดยเฉพาะ เรื่องของโครงการลดค่าสัมปทานอีก ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทำกับประชาชนคนแรงงาน อย่างนี้หรือครับ ใช้เวลาในการพิสูจน์หลายเดือน เป็นปี และสิ่งที่ได้ก็คือเศษเนื้อข้างเขียง อย่างที่หลายท่านอภิปรายไปแล้ว และพี่น้องแรงงานข้ามชาติด้วย เขาเหล่านั้นมาสร้าง มูลค่าเพิ่ม มาทำงานให้ประเทศไทย แต่ทำไมไม่ดูแล ดังนั้นชนชั้นแรงงานโปรดจำไว้นะครับ เราชนชั้นกรรมาชีพ ใครกระทำกับพวกเราอย่างไร ในการที่จะใช้สิทธิในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นตัวชี้วัด ผมมาเป็นผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่สู่พรรคก้าวไกลได้รับ การมอบหมายให้เป็นประธานกรรมาธิการการแรงงาน มีเรื่องร้องเรียนความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นหาบเร่ แผงลอย มอเตอร์ไซค์วิน แท็กซี่ พี่น้อง ที่ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมถูกเลิกจ้าง ถูกปฏิบัติกับการกดขี่ด้วยกฎหมายที่มีอยู่ และขาดประสิทธิภาพของการทำงานจากภาครัฐที่ไม่เยียวยาเขาเหล่านั้น ไม่ดูแลให้ได้ ค่าชดเชย ตั้งแต่ที่เริ่มต้นมาเกิดวิกฤติจะ ๒ ปี เข้าปีที่ ๓ แล้ว ยังไม่ได้รับค่าชดเชยเลยครับ แบบนี้ประชาชนจะเอาเงินที่ไหนมาจับจ่ายใช้สอย ชีวิตนะครับ บ้านเช่า ข้าวซื้อ รถผ่อน ลูกเรียน พ่อแม่ก็ต้องเลี้ยง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่น้องแรงงาน พี่น้องประชาชน หนำซ้ำ เรื่องของการอุดหนุนเอสเอ็มอี (SMEs) ไม่ได้เยียวยา แล้วเอสเอ็มอี (SMEs) ไม่มีทุนที่จะ เยียวยาประกอบธุรกิจ จะนำเงินตรงไหนมาจ้างแรงงาน เมื่อแรงงานไม่ได้รับค่าจ้าง ไม่มีเงิน ดำรงชีพ ไม่มีเงินเลี้ยงครอบครัว ปัญหาเหล่านี้ก็กดทับพี่น้องประชาชน ทำไมครับ ไม่เลือก ปฏิบัติกับการดูแลประชาชน โดยเท่าเทียมกัน สิ่งเหล่านี้คิดสิครับ ทำให้กับพี่น้องประชาชน เขาจะได้มีเงินดำรงชีพต่อสู้และให้ความร่วมมือกับรัฐบาล หนำซ้ำการเยียวยาโครงการ เราไม่ทิ้งกัน กระทรวงแรงงานมีการจัดจ้างเจ้าหน้าที่อีก ๒๓,๐๐๐ กว่าคนเพื่อไปตรวจสอบ ผู้ที่มาลงทะเบียนเยียวยา แสดงว่าไม่เชื่อใจประชาชน แล้วประชาชนจะเชื่อใจรัฐบาลชุดนี้ ให้บริหารแล้วจะมากู้เงิน กู้ กู้ กู้ กู้เพิ่มอย่างนี้ สิ่งเหล่านี้ประชาชนที่ผมลงไปพบก็ฝาก สะท้อนมาจากพรรคก้าวไกล พรรคก้าวไกลเราเองก็พยายามนำเสนอว่าให้มีการเยียวยาแบบ ทั่วหน้า มีสูตรต่าง ๆ นำเสนอไป แต่ไม่ได้รับการพิจารณา ตอนนี้นะครับพี่น้องประชาชนของ ผมจะอดตายกันทั้งประเทศแล้วนะครับ มันเป็นสิ่งที่ท่านผู้นำประเทศรับฟังข้อมูลที่เท็จ ๆ มี การรายงานที่มีการแต่งเติมภาพเข้าไป ไปดูสิครับประชาชนตัวจริงเขาเดือดร้อนขนาดไหน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเยียวยา🔗
มาดูประเด็นเรื่องการจ้างงานใหม่อีกสักนิด จากการกู้เงินไป ๑ ล้านล้านบาท ใช้จ่ายไป ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ณ ข้อมูลวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ สำคัญยิ่งกว่านั้น งบในเรื่อง การจ้างงานที่จะบอกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอ ครม. อนุมัติ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้จริง ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่ถึงครึ่งอนุมัติเลยครับ แล้วจะเกิดการจ้างงานได้อย่างไร การรักษางาน การสร้างเศรษฐกิจใหม่มีความจำเป็นครับ ถ้าไม่ดำเนินการ เศรษฐกิจ ไม่หมุนเวียน การจ้างงานไม่เกิดขึ้น งบ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะนำมาลงทุน ทำได้จริง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่าย ๑๘ เปอร์เซ็นต์ แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจตั้งงบไว้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ไปเพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลสัญญาว่า จะจ้างงาน ๔๐๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ทำได้จริงแสนต้น ๆ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น โครงการเรื่องของ การนวดอาชีพแผนไทย ตั้งงบไว้ ๙ ล้านบาท ทำจริงใช้ไป ๙,๐๐๐ บาท ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วมันจะได้รับการพัฒนาได้อย่างไร โคก หนอง นา โมเดลก็เช่นกัน งบ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ใช้จริง ๘๗๐ ล้านบาท แล้วก็ไปทำอย่างที่คุณณัฐชาบอก อยู่ในค่ายทหาร ประชาชนจะได้ อะไรจากการกู้เงินไป โครงการอาสาสมัครท้องถิ่นดูแลผู้สูงอายุที่พึ่งพิงจ้างงาน ๒๐ วัน วันละ ๘ ชั่วโมง จ้างเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท พอจ้างจริง ๆ กันใน ๑ เดือน ลาออกหมดครับ เพราะเงินไม่เพียงพอกับการดำรงชีพของคนที่จะไปทำงาน โครงการโค-เปเมนต์ (Co- Payment) คุยนักคุยหนา ๒๖๐,๐๐๐ อัตรา ทำเข้าจริงไม่ได้ต้องถอยไปตั้งเป้าหมายที่ ๕๐,๐๐๐ อัตรา แล้วปัจจุบันนั้นได้เพียง ๒๐,๐๐๐ อัตราเท่านั้น มันเจ็บช้ำจริง ๆ ครับ สำหรับพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ผมเป็นตัวแทน ซึ่งเรื่องของซีเอสอาร์ (CSR) หยุดเถอะครับ การสร้างภาพ ประชาชนไม่ได้อะไรกับการที่ไปถ่ายรูปสร้างภาพ บีบให้จนแล้วแจก กดให้โง่ แล้วปกครอง ปล่อยให้ป่วยแล้วรักษา ใช้ภาษีรีดมาแล้วสร้างบุญคุณ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับการ บริหารจัดการ ผมเองได้ข่าวในวงในว่ารัฐบาลจะมีโครงการเพื่อรักษางานคล้าย ๆ กับที่เคย เสนอไป พ.ร.ก. ปีที่แล้ว แต่ท่านประธานครับ สายเกินไปหรือเปล่าครับ และพูดได้เลยว่าจาก ผลงาน ๑ ปีที่ผ่านมาทำให้ผมไม่เชื่อใจในการบริหารของรัฐบาลที่จะทำได้สำเร็จ รัฐบาลจะ ขอกู้มีเอกสารมาเพียงน้อยนิด ทีประชาชนจะกู้ธนาคารมีสเตตเมนต์ (Statement) มีทำแผน ตรวจเครติดบูโร (Credit Bureau) แต่ประชาชนจะอนุมัติให้รัฐบาลมีเพียงเอกสารไม่กี่แผ่น ได้อย่างไร โดยสรุปนะครับ รัฐบาลควรกลับไปทำแผนมาใหม่ให้ประชาชนเห็นรายละเอียด มากกว่านี้เหมือนที่หลาย ๆ ท่านพูด ขออีกนิดหนึ่งนะครับ จะเห็นได้ว่าการจัดสวัสดิการที่ ไม่ถ้วนหน้า การจัดสวัสดิการแบบสงเคราะห์ ตกหล่นแค่ไหน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า อนาคตประเทศไทยต้องมีระบบรัฐสวัสดิการ สุดท้ายนี้ผมขอเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี โปรดเห็นแก่ประชาชน ปลดล็อกตัวเองให้คนที่มีความรู้ความสามารถที่มีความเข้าใจ ประชาชนมาบริหารประเทศ อย่าปล่อยให้ประชาชนต้องลำบากอีกเลยครับ รัฐสวัสดิการ ถ้วนหน้า มวลประชาเป็นสุข หมดทุกข์ทั้งแผ่นดิน ขอบคุณมากครับท่านประธาน สวัสดีครับ🔗
สมาชิก ท่านต่อไปที่จะอภิปราย ท่านวทันยา พลังประชารัฐ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐค่ะ ในวันนี้ในการอภิปรายในเรื่องของพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันจะขอเจาะไปในส่วนของงบประมาณในกลุ่มที่ ๑ ก็คืองบประมาณในส่วนทางด้าน สาธารณสุขโดยเฉพาะค่ะ เพราะว่างบประมาณในส่วนนี้เป็นเหมือนกุญแจหัวใจหลักที่สำคัญ ของปัญหาต่าง ๆ ที่วันนี้ประเทศ ประชาชนคนไทยกำลังต้องเผชิญภาวะวิกฤติ เราเห็นถึงภาพที่ โรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องออกมาขอรับบริจาคชุดพีพีอี (PPE) หน้ากากอนามัย เครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือกระทั่งล่าสุดโรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องออกมาขอชะลอในเรื่องของ การฉีดวัคซีน ประชาชนที่ลงทะเบียนฉีดวัคซีนก็ต้องมารอลุ้นเป็นรายวันว่าเมื่อถึงคิวตัวเอง จะยังคงมีวัคซีนเหลือเพียงพอหรือไม่ ตื่นเช้ามาคนไทยวันนี้ต้องมารอฟังตัวเลขจำนวน ผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยสะสมที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเพื่อติดตามว่าสถานการณ์กำลังจะดีขึ้นหรือจะ เลวร้ายลง ทั้งหมดนี้มันเป็นความเชื่อมโยงโดยตรงที่ดิฉันจำเป็นจะต้องพูดถึงเงินงบประมาณเงินกู้ เมื่อครั้งที่รัฐสภาแห่งนี้ได้เคยอนุมัติไปเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม เมื่อปีที่ผ่านมา จำนวน ๑ ล้านล้านบาท ซึ่ง ๑ ในนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่ามีเงินจำนวน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ถูกจัดสรร ไปเพื่อใช้ในเรื่องของการแก้ปัญหาทางด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะ ดิฉันขอย้อนเวลากลับไป ว่าโควิด (COVID) ที่เริ่มต้นระบาดตั้งแต่ระลอกแรกก็คือเมื่อช่วงปลายปี ๒๕๖๒ แต่เริ่มมาเกิดเหตุการณ์ลุกลามบานปลายก็คือตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปี ๒๕๖๓ นั่นจึงเป็นที่มา ของเหตุผลที่รัฐบาลจะต้องออก พ.ร.ก. เงินกู้จำนวน ๑ ล้านล้านบาทในวันที่ ๗ เมษายน แล้วก็มาผ่านเข้าสภาแห่งนี้ในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าดิฉันไปตามตัวเลข ของกรมบัญชีกลางในวันที่ ๕ พฤษภาคม ผ่านไป ๑ ปีพอดิบพอดี จากตั้งแต่วันแรกที่ออก พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ใน ๑ ปีนั้นเราผ่านอะไรบ้างคะ เราผ่านเหตุการณ์โควิด (COVID) ระลอกที่ ๓ ที่เกิดขึ้นที่สมุทรสาครเมื่อช่วงปลายปี ๒๕๖๓ หรือเหตุการณ์โควิด (COVID) ระลอกที่ ๓ ที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ที่คริสตัลผับ (Crystal Pub) ในวันที่ ๓๑ มีนาคม แต่ในวันที่ ๕ พฤษภาคม สิ่งที่ตัวเลขที่กรมบัญชีกลางได้ประกาศออกมาถึงการใช้ในเรื่อง ของงบ พ.ร.ก. เงินกู้ในส่วนของ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทของสาธารณสุขนั้นกลับพบว่ามีวงเงิน ที่ตั้งเพื่อขออนุมัติไปแล้วเพียงแค่ ๒๕,๘๕๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียงแค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ของวงเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ผลของการเบิกใช้จ่ายจริงมีเพียงแค่ ๗,๐๐๐ ล้านบาท ในจำนวนเงินทั้งหมดที่ได้ขอรับอนุมัติไปเมื่อเราไปดูในรายละเอียดกลับพบว่างบประมาณ ที่ถูกนำจัดสรรไปใช้เกี่ยวกับเรื่องวัคซีน การเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะนั้นกลับมีเม็ดเงิน อยู่เพียงแค่ ๒,๗๐๐ ล้านบาท หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเป็นเพียงแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์ของเม็ดเงิน ทั้งหมด ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ประชาชนรัฐสภาแห่งนี้ได้สร้างความหวังที่จะให้กระทรวง สาธารณสุขได้มีอาวุธในการที่จะไปต่อสู้กับโรคร้ายให้เราทุก ๆ คน แต่เม็ดเงินในการที่จะใช้ กับวัคซีนกลับถูกนำไปใช้เพียงแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์เพียงเท่านั้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามได้ใช้เงินในการเตรียมในเรื่องของการจัดซื้อวัคซีนทั้งสิ้นถึง ๓๔,๐๐๐ ล้านบาท หรือกรณีของสิงคโปร์ก็ได้ใช้เงินถึง ๒๓,๕๐๐ ล้านบาทในการจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) เพื่อนำมาฉีดให้กับประชาชนในประเทศสิงคโปร์ นอกจากนั้นอีก ๑ สิ่งที่สำคัญ ของการแก้ปัญหาในเรื่องของโควิด (COVID) ถึงแม้วัคซีนจะเป็นกุญแจที่สำคัญที่สุด แต่อีก ๑ ด้านก็คือการเตรียมเครื่องมือความพร้อมทางการแพทย์ การเตรียมระบบโครงสร้าง สาธารณสุข เมื่อวันที่วัคซีนมาถึงแล้วเราจะมีระบบโครงสร้างสาธารณสุขที่เพียงพอต่อ การที่เร่งกระจายวัคซีนไปสู่ประชาชนให้ได้เร็วที่สุด แต่ว่าในโครงการเหล่านั้นที่ขออนุมัติ กลับมีเม็ดเงินอยู่เพียงแค่ ๖,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียงแค่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ของเม็ดเงิน จำนวนทั้งหมด ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือตัวเลขที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากที่เกิดโควิด (COVID) ไปแล้วทั้งระลอกที่ ๒ ระลอกที่ ๓ แต่หลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือว่า ๓๓ วันถัดมา ก็คือล่าสุดกระทั่งวานนี้ วันที่ ๘ มิถุนายน ครม. มีมติอนุมัติโครงการ เพิ่มเติมเกี่ยวกับงบประมาณทางด้านกลุ่มที่ ๑ สาธารณสุขโดยตรง อีกจำนวน ๒๘๔.๕ ล้านบาท สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดก็คือว่าวงเงินจาก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ในวันที่ ๕ พฤษภาคม ยังเหลือ เม็ดเงินทั้งหมด ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่ล่าสุดวานนี้เหลือเม็ดเงิน ๒๓๖ ล้านบาท หรือใช้ วงเงินในการอนุมัติไปแล้วทั้งสิ้น ๙๙ เปอร์เซ็นต์ คำถามคือในช่วงเวลากว่า ๓๙๓ วัน ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมให้กับคนไทยไว้อย่างไรในการใช้เม็ดเงิน ไปเพียงแค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ของ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทที่พวกเราทุก ๆ คนให้อาวุธไปเพื่อไปต่อสู้ กับโรคร้ายให้กับคนไทย แต่ใน ๓๓ วัน หลังจากที่เกิดปัญหาขึ้นเพียงเท่านั้นกลับสามารถที่จะมีโครงการขออนุมัติ ได้ถึง ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขข้อเท็จจริงเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการใช้งบที่ล่าช้าแล้วมาเร่ง เอาทีหลังในวันที่สถานการณ์ได้ลุกลามบานปลายสิ่งเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นว่าการทำงาน ไม่ได้มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า การวางแผนการทำงานที่ไม่มีการประเมินความเสี่ยง อย่างรอบคอบ จนนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้วันนี้คนไทยทุกคนต้องเผชิญกับปัญหาทางด้าน สุขภาพและเศรษฐกิจปากท้อง ถ้าหากวันนั้นเราทำงานเชิงรุก การมีอาวุธถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ จะทำให้เราสามารถจัดซื้อวัคซีนซึ่งเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุด ต่อการต่อสู้กับโรคร้ายไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) ได้เราจะมีเงินไปสร้างโรงพยาบาล สนาม การซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อรักษาผู้ป่วยและเพื่อปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ จากการติดเชื้อและเสียชีวิต ดังนั้นในการออก พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในวันนี้ ดิฉันก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากที่เมื่อวานนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศราชกิจจานุเบกษา ถึงแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนใหม่ ในเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในวันนี้มีจำนวน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะต้องถูกจัดสรรเพื่อไปใช้กับทางด้านสาธารณสุขโดยตรงอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะทำงานจะวางแผนในการทำงานอย่างรอบคอบและไม่ประมาท เพราะสิ่งที่สูญเสียไปนอกจากจะเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาล เป็นเหตุผลที่ทำ ให้วันนี้เราจะต้องมาร่วมประชุมในการออก พ.ร.ก. เงินกู้เพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่นั่น ก็อาจไม่นับรวมถึงจำนวนผู้เสียชีวิตที่อาจจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ หรือเป็นที่รักของใครสักคน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินเป็นมูลค่าได้ ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านต่อไป ท่านนิยม ช่างพินิจ พรรคเพื่อไทยครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย สิ่งที่สำคัญวันนี้ ที่มี พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่มาให้เพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ได้มาพิจารณาซึ่งเป็นมติของ ครม. ผมอยากจะสะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชน ด้วยข้อเท็จจริงว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ ๕ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐประหาร ความรู้สึก ของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจ ต้องยอมรับความจริงครับว่าเหนื่อยแย่ ไปห้าง ร้านค้า ตลาดนัด ตลาดสด ลองไปสิครับ ประโยคที่จะพอฟังได้ พออยู่ได้ นี่คือเป็น ประโยคที่ผมฟังแล้วก็ยังพอรับได้ แต่หลายสิ่งหลายอย่าง ผมตื่นเช้ามา โทรศัพท์ที่ผมรับ ๒ สาย ๓ สาย ท่านประธานทราบไหมครับ บอกขายที่ มีใครรับจำนองบ้าง มันเป็นอย่างนั้น จริง ๆ ครับ ๒-๓ สายทุกวันครับ แล้วต่อมาก็ยังมีอีกครับ ลูกตกงาน ท่าน ส.ส. มีอะไรฝาก ลูกทำงานได้บ้าง ที่ไหน อยู่แค่นี้ครับ ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แล้ววันนี้มันก็เกิดขึ้นมา มันเป็นมานานแล้วครับ ผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่าตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมาผมดูรัฐบาลเขาไม่ได้แก้ที่สาเหตุ ไม่ได้แก้ที่สาเหตุของปัญหาเลย วิ่งตามปัญหา แก้ที่ปลายเหตุมันไม่จบหรอกครับ โควิด (COVID) นี่ก็เป็นมานานแล้วผมจำแม่นครับ เป็นมานานแล้ว และผมเชื่อว่ากู้เงิน ๑ ล้านล้านบาทที่กู้ผ่านไปเมื่อปีที่แล้วมันน่าจะก่อให้เกิด ประโยชน์ครับ เราก็รู้ว่าสาเหตุคืออะไร วันนี้เองประเทศไทยหวังว่าจะพึ่งการท่องเที่ยว จากต่างประเทศที่จะเข้ามา วันนี้คนไทยเองด้วยกันยังไม่กล้าเลยครับที่จะเที่ยว ทำไมล่ะครับ ๑ ล้านล้านบาท ที่ผ่านมามันน่าจะจบตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมาแล้ว เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ ผมเชื่อว่าวัคซีนมันควรจะฉีดครบไปแล้ว ใช้เงินไม่เท่าไรครับ ไม่กี่หมื่นล้าน นี่คือสาเหตุครับแต่เราก็ไม่ได้ทำ แล้ววันนี้มาอีกแล้วครับ และเงิน ๑ ล้านล้านบาท ผมอยากจะถามประธานผ่านไปยังผู้บริหาร ว่าใช้อะไรบ้าง และไปถึงไหนแล้ว และที่จะมาใหม่นี่มีอะไรครับ มีกระดาษอยู่ ๔-๕ แผ่น จะเอาอย่างไร จะไปทำอะไร วันนี้เองเราต้องยอมรับนะครับ ถ้าทำธุรกิจหรือครอบครัว ยกตัวอย่างถ้ากู้อย่างนี้ผมว่าแบงก์ไม่ให้ผ่านแล้วครับ สาเหตุที่แบงก์ไม่ให้ผ่านเพราะอะไร รู้ไหมครับ กู้มา ๑๐๐ บาท หนี้ตกไป ๖๐ บาท รายรับยังไม่รู้เลยว่าจะมาจากที่ไหน นี่มันต้อง ถามกันแล้วครับว่าเรากู้อย่างนี้ แล้วอีกกี่ปี แล้วปีหน้าจะกู้อีกไหม หลังจาก พ.ร.บ. งบประมาณผ่านต้องกู้มาชดเชยอีกไหม แล้วถามสิครับว่ายอดหนี้จะขึ้นมาเท่าไร เราเคยคิด บ้างไหมครับว่าเราจะเอาที่ไหนมาใช้หนี้ อย่าลืมนะครับพี่น้องประชาชนทุกคนก็เป็นหนี้ เหมือนกัน ผมบอกว่าการบริหาร การจัดการผมถือว่าล้มเหลว ลำดับความสำคัญของปัญหา ก็ไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง ผิดหมด แก้ที่ปลายเหตุ และมิหนำซ้ำวันนี้เองแก้ปัญหาวิกฤติทำให้วิกฤติ อีก แก้วิกฤติเป็นวิกฤติมันมีที่ไหนครับ แก้วิกฤติแทนที่จะเป็นโอกาส ถ้าเราฉีดวัคซีนกันครบ ต่างชาติมาท่องเที่ยวมันอยู่ได้ครับ เพราะฉะนั้นเองผมว่ามันไม่ไหวที่แก้วิกฤติ ๆ ความชัดเจน ผมเคยพูด ผมเคยให้สัมภาษณ์ ความชัดเจนของเรื่องวัคซีน รัฐต้องชัดเจนครับว่าหมอพร้อม ลงทะเบียน อสม. พร้อม หมอพร้อมยาไม่พร้อม อย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ พอหมอพร้อม ยาไม่พร้อมมันยิ่งไปใหญ่แล้ว วันนี้เองผมว่าถ้าบริหารจัดการดี ๆ ไม่ต้องใช้เงินเยอะหรอกครับ คุยกับโรงพยาบาลเอกชนหาวิธีหาแนวทางแก้กฎหมายหรือแก้สิ่งที่ช่วยกันครับ คนบางคน เขามีศักยภาพที่สามารถไปฉีดเองได้ครับ เราก็เปิดโอกาสให้หลากหลายวัคซีนที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นไฟเซอร์ (Pfizer) ก็ดีอะไรก็ดี เข้ามาที่หลากหลาย คนที่เขามีศักยภาพเขาก็ไปฉีด เขาเสียสตางค์ นี่คือการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนแล้วครับ แต่เราก็ไม่ได้ทำ มันต้องดูว่าเราแก้ได้หรือครับ เผลอ ๆ คน ๑๐ ล้านคนเราไม่ต้องไปเป็นภาระเลยครับ แม้กระทั่งข้าราชการ ผมก็เชื่อครับ ผมก็คุยกับข้าราชการเขาก็อยากฉีดครับ แต่เขาก็ไม่มี ความเชื่อมั่นตรงนี้ เมื่อไรไฟเซอร์ (Pfizer) จะเข้า เมื่อไรอ้ายนั่นจะมา อ้ายนี่เขาก็รอกัน อย่างนี้ล่ะครับ แล้วนี่เราเสียโอกาสอย่างไรรู้ไหมครับท่านประธาน ๒ ปีแล้วครับที่เราเสียโอกาส ตรงนี้ไป แต่ถ้าเราทำตั้งแต่แรก ถ้าบริหารดี ๆ ไม่ทำแบบวัวหายแล้วล้อมคอกอย่างนี้ ผมว่ามันไม่ใช่ นี่คือความล้มเหลว🔗
และประเด็นต่อมา ความชัดเจนก็ยังไม่มีเรื่องยา ถ้าท่านไปดูท่านไปถาม พี่น้องประชาชน ตอนนั้นเขาไม่อยากจะฉีด พอเขาพร้อมจะฉีดก็ไม่มียาให้เขาฉีด นี่มัน คืออะไรครับ ประเทศมันเป็นอะไรครับ มันต้องเอาความจริงมาพูดกันครับว่าเราจะแก้ เราจะเดินไปด้วยกัน มันต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้ เพราะฉะนั้น มันไปไม่ได้สิ่งที่ผมอยากจะถามต่อมาก็คือว่าตอนนี้หนี้สาธารณะเท่าไรแล้วครับ แล้วถ้าเกิด สิ้นปีนี้จะเท่าไร แล้วผมอยากให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องตอบสิครับว่าเรามีช่องทางไหนบ้างที่จะได้ เม็ดเงินมา แล้วจะหยุดกู้เมื่อไร ชาตินี้ผมจะได้เห็นไหมว่าตั้งงบแบบสมดุล คือวันนี้เอง ผมมองในระดับจุลภาค มองระดับครอบครัว ท่านประธานทราบไหมครับว่าครอบครัวหนึ่ง มีลูก ๕ คน ๖ คน ตกงานไป ๓-๔ คนแล้วมันจะไปอย่างไรครับ พอโตขึ้นมาหน่อยระดับจังหวัด มันก็ยิ่งไปใหญ่ แล้วมาระดับประเทศ วันนี้เราจะใช้เงินไปเยียวยาผมว่ามันปลายเหตุ แต่ผม เห็นด้วยครับ ถ้าเยียวยาแล้วให้เกิดความความเสมอภาค ให้เกิดความเป็นธรรม และให้สังคม รับได้ผมเห็นด้วยครับ แต่วันนี้ถ้าพูดไปก็เท่านั้นล่ะครับ อ้ายนั่นได้ อ้ายนี่ไม่ได้ จนจริง ๆ ก็ไม่ได้ ถ้าอย่างนี้มันไปไม่ไหว ถ้ารัฐบาลขืนเป็นอย่างนี้ แล้วเอาเงินไปอย่างนี้ เอาไปใช้แล้ว หาความชัดเจนไม่ได้ ผมเองผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะวันนี้ผมพูดในฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่เขาสะท้อนปัญหามาให้ผม หลายสิ่งหลายอย่างครับ ผมพูดได้เลยว่าล้มเหลว ดูจากการจัดงบด้วยครับ วันนี้ปัญหาคือ โควิด (COVID) ครับ แต่กระทรวงสาธารณสุขเอาไป ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมไม่เอาไปให้พอ เลยทีเดียวว่าวันนี้ท่านจะฉีดวัคซีนใช้เท่าไร ตอบฟันธงมาเลยครับ แล้วจะมีวัคซีนอะไรบ้าง ชัดเจนไปเลยอย่างนี้ ผมว่ามันน่าจะตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชนและสังคมได้ แต่วันนี้เอง กู้ไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปเยียวยา เยียวยา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ฟื้นฟูอีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เยียวยาผมก็ไม่มั่นใจครับ เพื่อนสมาชิกหลายคนก็พูดไปแล้วว่ามันจะได้ทุกอาชีพ ทุกอาชีพ ผมอาจจะได้ครับ แต่ว่ามันจะเสมอภาคแค่ไหน แล้วก็แผนโครงการที่จะสร้างเศรษฐกิจ วันนี้ ถ้าฉีดวัคซีนครบแล้วเศรษฐกิจไม่ต้องทำอะไรแล้วครับ ผมว่ามันเดินไปได้ แล้วสิ่งสำคัญเอง พูดกันจังเลยครับ แล้วผมก็ไม่เห็นว่าใครนำไปปฏิบัติตาม งบของกองทัพผมว่าหยุดเถอะครับ งบ พ.ร.บ. ที่ผ่านมานี้ผมไม่ได้อภิปราย ผมว่าหยุดเถอะครับ เราต้องมาดู วันนี้ผมเชื่อว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าใจ ถ้าคนเข้าใจเข้าใจจริง ๆ นะครับว่าเรากู้เงินมา หนี้อะไรที่ก่อให้เกิดรายได้ หนี้อะไรที่เป็นภาระ เช่น ท่านซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ มันเป็นภาระนะครับ ต้องมีเงินงบมาดูแล เซอร์วิส (Service) อะไรเยอะแยะมากมาย แล้วกู้มาเอามาแจก แจกแล้วอะไร ต้องคิดให้ละเอียดอ่อนครับว่าที่มันก่อให้เกิดรายได้ สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นมาได้ ตรงนี้มันถึงจะมีช่องทางที่จะพาประเทศผ่านพ้นวิกฤติตรงนี้ไปได้ ถ้าอย่างนั้นมันไปไม่ได้ หรอกครับ ก็คงกราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้ ๓ ประเด็นครับ ความชัดเจนของการใช้ เม็ดเงินที่กู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒. เม็ดเงินที่จะหามาชดเชย คาดการณ์ให้ผมหน่อยว่า ปีไหนที่เราจะเอามาใช้หนี้ กับ ๓. ยอดที่กู้ไป ถ้าสิ้นปีนี้เท่าไรครับเมื่อเทียบกับจีดีพี (GDP) แล้ว ขอให้พูดความจริงครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน🔗
ท่านต่อไปครับ คุณหมอเพชรดาวครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทยค่ะ ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านประธานสภา ขอบคุณพรรคภูมิใจไทย ที่ให้โอกาสดิฉันอภิปรายเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ คือ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ขอสไลด์ค่ะ🔗
ถ้าจำกันได้ค่ะ ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ ๒๙ อันนี้เป็นสไลด์ (Slide) เก่าของสมัยงบประมาณนะคะ ไม่ใช่สไลด์ (Slide) ที่ดิฉันเพิ่งส่งไปเมื่อเช้านี้นะคะ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓ วันนี้ครบ ๑ ปีกับอีก ๑๑ วัน สภาแห่งนี้ได้อภิปราย พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท กับบัญชีท้ายพระราชกำหนด เป็นกระดาษ ๒ หน้าที่ระบุเพียงแผนงานที่ขาดรายละเอียดให้เราพิจารณากัน ท่านประธาน ที่เคารพคะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกู้เงินในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ แต่ด้วยความห่วงใย ครั้งที่ผ่านมาเราพรรคภูมิใจไทยได้เสนอและสนับสนุนให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท และ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก. ๓ ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาพื้นฟูที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) เริ่มตั้งแต่ ๑๘ มิถุนายน เป็นต้นมา ประชุมไปแล้ว ๔๑ ครั้ง ครั้งสุดท้ายก่อนเกิดโควิด (COVID) ระลอกที่ ๓ เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๔ จะมีการประชุมครั้งต่อไปครั้งที่ ๔๒ ในวันพรุ่งนี้ ไม่มีใครปฏิเสธว่าความจำเป็นของการกู้เงิน หลายประเทศในโลกนี้ก็กู้ในช่วง วิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิค-๑๙ (Virus COVID-19) ดิฉันได้มีโอกาสได้รับการคัดเลือกจากประธานรัฐสภาแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาด้านสาธารณสุข ของสหภาพรัฐสภา หรือไอพียู แอดไวซอรี กรุ๊ป ออน เฮลท์ (IPU Advisory Group on Heath) ได้มีโอกาสได้ร่วมประชุมประเด็นสุขภาพและวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) กับ สมาชิกสหภาพรัฐสภาจากหลากหลายประเทศ เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและ สังคมที่มีอยู่เลวร้ายลงอย่างเห็นได้ชัด และเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใสในหลายประเทศ พบการทุจริตเกิดขึ้นในช่วงนี้ จากประสบการที่ผ่านมา พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทกับบัญชี ท้ายพระราชกำหนดแผ่นกระดาษ ๒ หน้าไม่มีรายละเอียด มาถึงขั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ติดตามตรวจสอบเงินกู้โควิด (COVID) ที่เราทำงานมาปีกว่า เราเปรียบเสมือนตรายางที่คอย แสตมป์ (Stamp) เพียงแค่รับทราบในสิ่งที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่มีสภาพัฒน์เป็นประธานส่งมา ครั้งนี้จะเหมือนครั้งที่แล้วไหมคะว่าตีเช็คเปล่า🔗
ภาพถัดไป ฐานคิดค่ะ ดิฉันอยากจะทราบว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท งานสาธารณสุขได้ไป ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครั้งนี้กระทรวง สาธารณสุขได้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ ท่านเอาฐานคิดมาจากไหนคะ ได้ประเมินผลการ ดำเนินงานที่ผ่านมาสรุปปัญหาอุปสรรคอะไรออกมาให้เราได้เห็นบ้าง ถ้าย้อนกลับไปดูสื่อ จากไทยรัฐออนไลน์ (Online) ครั้งที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้ของบโควิด (COVID) ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมายังคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีสภาพัฒน์เป็นประธานถูกตัดไป ๕,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมถูกตัด แล้วครั้งนี้ทำไมตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขถึงเป็น ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ความสำคัญด้านสาธารณสุขในประเทศนี้ในวันเวลาที่มีโรคร้ายระบาด เช่นนี้คนที่รู้ดีที่สุดนั่นก็คือคนทำงานด้านสาธารณสุข แต่คนตัดคือสภาพัฒน์ ครั้งนี้เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเช่นกันค่ะ ทราบว่าให้วงเงินกระทรวงสาธารณสุขไป แต่ขอรายละเอียด ให้ส่งภายใน ๒-๓ วัน เท่านั้นค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันคิดว่าผิดฝาผิดตัวค่ะ ดิฉัน กลับไปหาบทบาทหน้าที่ของสภาพัฒน์ กำหนดกรอบทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศให้สอดคล้องและสภาพการเศรษฐกิจ สังคม ทั้งของประเทศและของโลก ท่านไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเลยค่ะ ท่านถนัดเรื่องของเศรษฐกิจ แต่ท่านก็ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการให้ปลาค่ะ การแจกปลาที่น่าจะเป็นหน้าที่ของมูลนิธิจิตอาสา หน้าที่ เราควรที่จะแจกเบ็ดให้ทั่วถึง ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุเลย แต่ก็เก่งนะคะ แผนงานเพื่อช่วยเหลือ เยียวยาและชดเชยให้แก่ประชาชน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทเทกระจาดเลย ไม่ต้องใช้ความคิด อะไรมากมาย เอาเงินไปแจก ผลการเบิกจ่าย ๙๔.๗๔ เปอร์เซ็นต์ค่ะ ยิ่งแจก ยิ่งจ่าย ยิ่งเจ๊ง ยิ่งปิดกิจการ🔗
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานสาธารณสุข ในหลายประเด็นค่ะ จากการติดตามอย่างใกล้ชิดผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.ก. เงินกู้ ที่ดิฉันได้ร่วมประชุม และข้อมูลที่ดิฉันได้รับตรงจากพื้นที่ที่ได้ไปเยี่ยมโรงพยาบาล ในทุกระดับ รวมทั้งด่านหน้าของเรานั้นคือ อสม. ค่ะ ขอภาพที่มีดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ค่ะ อสม. ได้รับการยกย่องจากดับเบิลยูเอชโอ (WHO) หรือองค์การอนามัยโลก ขนานนามว่า อันซัง ฮีโร่ (Unsung Hero) คือฮีโร่ (Hero) พลังเงียบที่สู้กับโควิด (COVID) ดิฉันเพิ่งเห็นเอกสารค่ะ ในการประชุม ครม. คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ที่มี สภาพัฒน์เป็นประธาน วันที่ ๒๕ พฤษภาคมที่ผ่านมาเห็นควรไม่สนับสนุนโครงการ ค่าตอบแทน อสม. โดยอ้างว่าระยะเวลาที่ผ่านมา อสม. ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติม อย่างถ้วนหน้ามาต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๖๓ ถึงมิถุนายน ๒๕๖๔ เป็นระยะเวลา ๑๖ เดือนแล้ว เห็นควรชะลอโครงการค่าตอบแทนเยียวยา ระยะเวลาอีก ๓ เดือน คือเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ๒๕๖๔ แต่ก็ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ท่านสาธิต ปิตุเตชะ ที่พยายามคัดค้าน และสุดท้ายคณะรัฐมนตรี ก็ได้อนุมัติ อสม. ต่ออีก ๓ เดือนนะคะ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๔ และทราบว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้มีโครงการตอบแทน อสม. อีก ๖ เดือน คือเดือนตุลาคม ๒๕๖๔ ถึงมีนาคม ๒๕๖๕ ก็ถือว่าเป็นขวัญกำลังใจที่เขายังคงทำงาน ไม่ได้หยุด วันนี้และพรุ่งนี้การฉีดวัคซีนในต่างจังหวัดก็ได้พี่น้อง อสม. นับร้อยคนในแต่ละที่ ปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละจุด เรามีแค่น้ำ อาหารให้ทานเท่านั้น เขาเสียค่าน้ำมันรถมอเตอร์ไซค์ ค่ารถรับจ้างมาที่จุดฉีดวัคซีนเอง อันนี้เป็นเพียงค่าตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น สภาพัฒน์ อาจจะมองคนละมุมโลกกับความเป็นจริงก็ได้ค่ะ🔗
สไลด์ (Side) ถัดไปชมรมนักวิชาการสาธารณสุขได้รับเรื่องร้องเรียนจาก บุคลากรปฏิบัติงานโควิด-๑๙ (COVID-19) เงินค่าเสี่ยงภัยปี ๒๕๖๓ ยังไม่ได้รับตั้งแต่มีนาคม ถึงกันยายน ทวงถามด้วยนะคะ เรื่องเงินเดือน ๑ เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งคำจำกัดความเรื่องการ คัดกรอง การอยู่เวรยังไม่ชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่ รพ.สต. ต้องเบิกเงินบำรุงที่มีอยู่อันน้อยนิด และทราบมาว่าทางปลัดกระทรวงสาธารณสุขทำหนังสือถึง ผอ. สำนักงบประมาณไปแล้ว ๒ รอบ รอบแรกเดือนกุมภาพันธ์ และรอบที่ ๒ เดือนพฤษภาคม ขอทราบความคืบหน้า เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายตั้งแต่ พ.ร.บ. งบประมาณ ๒๕๖๕ ก็ขอความชัดเจน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับคนทำงานอีกครั้งนะคะ ท่าน ผอ. สำนักงบประมาณคะ🔗
เรื่องสุดท้าย เรายังไม่ทราบว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) จะอยู่กับเราอีกนาน แค่ไหน ประเทศไทยจะมีระลอก ๔ ระลอก ๕ อีกต่อไปหรือไม่ จุดที่สำคัญมากนั่นก็คือ โรงพยาบาลค่ะ โรงพยาบาลระดับจังหวัด โรงพยาบาลระดับชุมชน รพ.สต. ซึ่งดิฉันไม่เห็น งบประมาณอยู่ส่วนไหนของงบประมาณปกติ แล้วก็งบประมาณเงินกู้ฉบับนี้ ดิฉันขออนุญาต ยกตัวอย่าง ๕ รายการที่มีความจำเป็นที่ต้องมีในโรงพยาบาลทุกแห่ง นั่นก็คือห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด หอผู้ป่วยโคฮอร์ต (Cohort) ห้องคลอด ห้องทำฟัน ห้องตรวจหู คอ จมูก ทั้งหมด ต้องพร้อม ระบบอากาศแรงดันลบค่ะ แต่ท่านประธานที่เคารพคะ จาก ๕ รายการ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งได้เพียงแค่ ๒ รายการจากงบเงินกู้ที่ผ่านมา อื่น ๆ ได้จากไหนคะ ได้จากการบริจาคของมูลนิธิผู้ใหญ่ใจดี ในจังหวัดนั้น ๆ สรุปแล้วครั้งที่แล้วกู้มาก็ไม่ได้ตอบ โจทย์ของโรงพยาบาลเลย อาจจะเป็นเพราะว่าเวลามีน้อย โรงพยาบาลทำรายการมาอย่าง เร่งรีบ ทำให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งได้ไม่ตรงตามความจำเป็นที่แท้จริง รายการก่อสร้างควร เป็นการปรับปรุงห้องสำหรับรองรับการแพร่ระบาด ความจำเป็นของโรงพยาบาลส่วนใหญ่ ตอนนี้ นั่นคือโครงสร้างระบบอากาศ จุดนี้กองออกแบบไม่สามารถช่วยเหลือโรงพยาบาลได้ เลย โรงพยาบาลไม่มีวิศวกรเองนะคะ ฉะนั้นขอฝากกระทรวงสาธารณสุขเรื่องแบบแปลนบีโอไอ (BOI) รายละเอียดของแต่ละพื้นที่ บางโรงพยาบาลต้องส่งเงินคืนไปเพราะว่าไม่ได้ใช้แบบ กลางของกระทรวงสาธารณสุข ทำให้ขาดโอกาส อย่างไรก็ตามอีกหลายโรงพยาบาลไม่ได้ รายการข้างต้น เพราะงบประมาณที่จัดสรรมีให้ไม่เพียงพอ งบประมาณปกติก็ไม่ได้ งบเงินกู้ ก็ไม่ให้ อย่างนี้ประชาชนเดินดินคนเจ็บคนป่วยอยู่ส่วนไหนของงบประมาณนี้คะ ฝากสภาพัฒน์ตอบด้วยนะคะ🔗
สุดท้ายค่ะ ดิฉันเชื่อว่าทุกฝ่ายกังวลเรื่องการบริหารจัดการเงินกู้โควิด (COVID) ทั้ง ๒ รอบ เพราะบทเรียน ๑ ปี จากเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท สู่ พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันขอให้พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ รวบรวมเอาข้อสังเกตจากการอภิปรายทั้งหมดมาติดตามงบประมาณ แก้ปัญหาอย่างตรงจุด ต้องมีการวางแผนให้รอบคอบ ไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ ใช้ภาษี ของประชาชนอย่างคุ้มค่า อย่าได้เทงบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ขอบคุณค่ะ🔗
สมาชิก อีก ๓ ท่าน ที่จะอภิปรายต่อไปมี ท่านสมบัติ ศรีสุรินทร์ จากพรรคเพื่อไทย ท่านเกียรติ สิทธีอมร จากพรรคประชาธิปัตย์ และท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทย เชิญ ท่านสมบัติ ศรีสุรินทร์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมบัติ ศรีสุรินทร์ จากพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปราย เพื่อพิจารณาประกอบการพิจารณาพระราชกำหนดในการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งก่อนที่ผมจะพูดต่อไปนี้ผมก็ขอบอกตรง ๆ เลยว่าพระราชกำหนด ฉบับนี้ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะอ้างว่ามันเป็นความจำเป็น เป็นเหตุฉุกเฉิน จำเป็นต้องตราเป็น พระราชกำหนดเพื่อจะแก้ไขปัญหาของประเทศให้ลุล่วงไป แล้วก็มีความจำเป็นจะต้องเอา พระราชกำหนดมาผ่านสภาในวาระแรกที่มีโอกาสก็คือวันนี้ ผมก็ขอบอกตรง ๆ ว่าวันนี้ อย่างไรผมก็คงจะไม่สามารถรับร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ได้นะครับ ด้วยเหตุผมซึ่งผม ก็คงจะขออภิปราย แต่จะไม่ใช่ในเชิงที่จะเป็นวิชาการนัก แต่คงจะเปรียบเหมือนกับว่า พระราชกำหนดนี้ก็คงจะคล้าย ๆ กับภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ผมเคยดูมา ภาคแรกชื่อว่า ปราบไวรัสสร้างชาติ ก็อำนวยการสร้างโดยรัฐบาลชุดนี้ เสร็จแล้วก็ฉายมา ๑ ปี ปรากฏว่า ผู้คนก็ไม่พอใจกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือดูแล้วก็ไม่ถูกใจ ไม่เป็นไปตามบท ไม่เป็นไปตามเรื่อง มิหนำซ้ำก็ไม่ได้อรรถรสตามที่โฆษณาโหมโรงไว้ แต่วันนี้ก็มีพระราชกำหนดฉบับนี้ ก็เปรียบเสมือนกับเป็นปราบไวรัสสร้างชาติภาค ๒ ภาค ๑ ยังไม่มีคนดูเลยนะครับ คนดู ยังไม่พอใจ มาเกิดภาค ๒ ขึ้นมาก็คงจะอธิบายเทียบเคียงอย่างนี้ว่าในพระราชกำหนด ฉบับแรกซึ่งเปรียบเหมือนกับหนังเรื่องปราบไวรัสสร้างชาตินี้ การกำกับการแสดงของ หนังเรื่องนั้นมันกำกับไม่ได้เรื่องเลย กำกับไปแล้วพระเอก นางเอกก็แสดงไม่สมกับเป็น ดารานำ แสดงไปคนดูก็ผิดหวัง ดูแล้วก็ไม่เห็นจะเป็นแอ็กชัน (Action) ตามที่เขียนบทไว้ เลยว่าโหมโรงไว้ โฆษณาเป็นล้าน ๆ ว่าจะมีการกู้เงินมา จะมีการรักษาโรคให้ทันเหตุการณ์ แล้วก็จะมีการเยียวยา ขอให้คนในชาตินั้นได้มีความสุขขึ้น แล้วก็ฟื้นฟูเศรษฐกิจขึ้น ดูไปสัก ครึ่งทางก็จะรู้แล้วว่าพระเอก นางเอกเล่นไม่ตรงกับบทเลย บทเขียนมาดีแต่การกำกับก็ไม่ดี เพลงประกอบก็ไม่ได้เรื่อง ตัวประกอบก็ไม่ได้เรื่อง ดูหนังไปสักครึ่งเรื่องคนก็ออกจากโรงหนัง เกือบหมดแล้ว เพลงประกอบก็ใช้ไม่ได้ พอวันนี้ผ่านมาปีหนึ่งคณะผู้สร้างชุดเดิมก็สร้างหนัง ด้วยบทบทเดิม ผู้กำกับคนเดิม พระเอกก็คนเดิม นางเอกก็คนเดิม เพลงประกอบ ตัวประกอบ ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด แล้วจะให้ใครไปดูหนังเรื่องนี้ล่ะครับ ผมเปรียบอย่างนี้เหมือนกับว่า ผมไปดูหนังมาแล้วผมก็มาดูหนังเรื่องที่ ๒ หรือเป็นภาค ๒ มันไม่น่าดูเลย แล้วก็ไม่น่าจะเชื่อ ว่าหนังเรื่องนี้จะมีอรรถรสที่มันจะพอใจให้ผมทนดูจนเกิดมีความสุขและสนุกไปตามสคริปต์ (Script) ของหนังนั้น ฉะนั้นวันนี้ก็ขอเรียนตรง ๆ ว่าคงจะไม่สามารถรับพระราชกำหนด ฉบับนี้ได้ รวมทั้งจะยกตัวอย่างเปรียบต่อไปด้วยว่าขณะที่ภาค ๒ กำลังออกมาขอให้เรา ไปตีตั๋วดูภาค ๒ คณะผู้สร้างก็ได้สร้างหนังประกอบขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งคล้าย ๆ กัน ประกอบ ไปด้วยผู้กำกับคนเดิม ประกอบไปด้วยพระเอก นางเอกคนเดิม บทบาทก็คล้าย ๆ เหมือนเดิม แต่ว่าตั้งเป็นชื่ออีกเรื่องหนึ่งชื่อว่าเงินกู้เพื่อความผาสุก แล้วก็บังคับให้คนไปดู ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก แต่คนดูก็ไม่ค่อยประทับใจนัก รวมทั้งผู้วิจารณ์ก็วิจารณ์กันไป ต่าง ๆ นานา จนกระทั่งถ้าจะเปรียบเทียบไปก็เหมือนกับงบประมาณเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว นั่นล่ะครับ ก็คือก็สร้างเหมือนเดิมแล้วก็บอกว่าจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ว่าการจัดระบบ การทำให้หนังนั้นเป็นไปตามบทสคริปต์ (Script) ที่มันควรจะเป็น อะไรก่อนหน้า อะไร ควรจะทำก่อน อะไรควรจะทำหลังและทำอย่างไรนี้มันก็ไม่ได้ ฉะนั้นหนัง ๒ เรื่องเอาออกมา ฉายนี้ที่ผ่านมามันใช้ไม่ได้เลยครับ แต่วันนี้ก็ไปเป็นหนังเรื่องที่เป็นภาค ๒ ของหนัง เรื่องแรก ถ้าเปรียบเทียบอย่างนี้ผมว่าผู้ฟังทางบ้านก็อาจจะพอฟังได้ว่ามันจะหวังได้อย่างไร ว่าพระราชกำหนดฉบับนี้มันจะเกิดอรรถรสและมันทำให้เกิดเป็นไปตามที่เขาโฆษณา อย่างที่เขาโฆษณามาครั้งแรกใช้เงินล้านล้านบาทก็เหมือนกับว่าประเทศไทยได้กู้เงินมา ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเงินกู้ที่มากทีเดียวแล้วก็คงจะทำให้เกิดมีความหวังกับผู้คนในประเทศไทย แต่ผ่านมา ๑ ปีก็มีแต่เสียงกึกก้องว่ายากจน ไปที่ไหนก็มีแต่ความยากจน มีแต่ความข้นแค้น ในเรื่องการสาธารณสุขก็มีความอันตราย มีความเสี่ยง ในเรื่องการทำมาหากินก็ฝืดเคือง ข้าวของก็แพงขึ้น มันก็เป็นเสียงอย่างนั้น ฉะนั้นในวันนี้ผมก็กำลังคิดว่าถึงแม้ว่าพวกผม ซึ่งเป็นฝ่ายค้านจะค้านอีกเหมือนกับเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่พวกเราค้าน แต่ว่าเสียงที่เราค้านกันนี้ มันน้อยกว่าเสียงฝ่ายรัฐบาล รัฐบาลมีคะแนน ๒๖๘ เสียง พวกผมได้มา ๒๐๑ เสียง ก็ปรากฏว่า กฎหมายงบประมาณก็ผ่านวาระแรกไป ยังมีความหวังอยู่ ซึ่งขอพูดตรงนี้เลยนะครับ ความหวังก็มีอยู่ที่กรรมาธิการงบประมาณ ๗๒ คนที่ไปแปรญัตติ ผมหวังว่าไม่ว่ากรรมาธิการ งบประมาณที่ได้รับการแต่งตั้งไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือจะเป็น ส.ส. ฝ่ายไหน หรือแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. แต่เป็นกรรมาธิการคงที่จะมีความพยายาม ที่จะตัดทอนงบประมาณ แล้วก็จัดงบประมาณให้มันตรงประเด็น ให้มันถูกต้อง แล้วก็แปรญัตติกลับมา อย่างวันนี้ที่ท่านกำลังบอกว่าจะมีพระราชกำหนด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ซึ่งเป็นเหมือนหนังภาค ๒ นี้ มันมีกำหนดไว้เป็นบทเหมือนเดิม บทที่ ๑ ก็คือเกี่ยวกับ การรักษาพยาบาล เยียวยา ดูแล เรื่องสาธารณสุขเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีเรื่อง เกี่ยวกับการเยียวยาประชาชนทั่วไปอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีเงินเกี่ยวกับ การฟื้นฟูเศรษฐกิจอีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องเอามา วันนี้ เพราะเงินงบประมาณ ๓.๑ ล้านล้านบาทที่ผ่านไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ถ้าคณะกรรมาธิการ ได้ไปดูในรายละเอียดให้ชัดเจนสามารถจะตัดออกได้มากมายเลย งบที่ไม่จำเป็นที่พูดกันอยู่ ในสภา เช่น งบของการซื้ออาวุธ งบของการดำเนินงานเรื่องที่ไม่จำเป็นแต่ผูกพันและเอามา ทำก่อนนี่ตัดออกไปได้ แล้วตัดออกไปนี่ ตัดไปแล้วก็พอเพียงกับการที่จะซื้อยารักษาโรค ตัดไปแล้วก็เพียงพอกับเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะมาขอซื้อยา ซื้อเวชภัณฑ์ หรือการ ปรับปรุงการสาธารณสุข ที่จริงตรงนี้มันไม่จำเป็น ที่จริงเราดูแลเงินงบประมาณที่ผ่านไป ให้มันตรง แล้วถ้าคณะกรรมาธิการมีวิจารณญาณ มีความเห็นว่าประเทศชาติจำเป็น ต้องได้รับการช่วยเหลือจากท่าน ท่านก็คงจะตัดแล้วก็ดำเนินการปรับปรุงให้เป็นไปตาม การแก้ไข🔗
อันที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องเยียวยา เยียวยาเที่ยวนี้ท่านบอกว่าขอใช้เงินเยียวยาอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คราวที่แล้วเงิน ๑ ล้านล้านบาทก็บอกว่าจะขอใช้เงินเยียวยาอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในที่สุดก็ปรับแผนตามที่ท่านรัฐมนตรีได้พูดตอนต้นว่าถึงแม้ว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะผ่านไปแล้ว แต่ก็ยังคงอำนาจไว้ให้ ครม. สามารถปรับเปลี่ยนหมวดหมู่ สามารถปรับเปลี่ยนไปตามความจำเป็นที่เกิดขึ้น ก็คงจะเหมือนกับตอน ๑ ล้านล้านบาท บอกว่าจะเป็นเงิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้ว ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็กลายเป็น ๖๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการเยียวยา แล้วการเยียวยาที่ผ่านมานั้นก็เป็น การเยียวยาด้วยการแจก มีโครงการที่ผมจำไม่ได้เลยครับ มีแจกในเรื่องของบัตรยากจน มีการแจกเรื่องไทยชนะ มีการแจกตามมาตรา ๓๓ มีแจกให้ไปเที่ยว มีแจกสารพัดจะแจก เป็นเงินรวมแล้วเกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แจกไปแล้ว ขอโทษเถอะครับ ผมพูดตรง ๆ ก็คือ คนที่ได้รับแจกนี้เขาก็แบมือรับ แจกมาฉันก็รับ แต่รับไปแล้วก็ไม่ได้มีความหวังว่าอนาคต มันจะดีขึ้นเลย ก็คือยิ่งแจกไปเศรษฐกิจฐานรากหรือเศรษฐกิจที่เป็นตัวเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่า ให้ประเทศมันไม่เกิดขึ้น มันกลายเป็นแจกเพื่อจิตวิทยาเบื้องต้นเท่านั้นเอง แจกแล้วก็ได้ใช้ เงินอยู่ประมาณอาทิตย์หนึ่ง หรืออย่างมากก็เดือนหนึ่ง เงินที่แจกแล้วก็หมดไป แล้วรัฐบาล ก็มักจะโฆษณาอีกว่าเดี๋ยวจะมีแอปพลิเคชัน (Application) ตัวใหม่ มีแจกเรื่องใหม่ ฉะนั้น ๑ ปีที่ผ่านไปนี้ประชาชนขยันรู้เรื่องขึ้นมามาก รู้ว่าจะไปเข้าแอปพลิเคชัน (Application) อย่างไร ไปอ่านคู่มือแล้วจะต้องตื่นมาตอนไหน กี่โมงฉันจะเข้าแอปพลิเคชัน (Application) ได้ก่อนเพื่อน ทำอย่างไรฉันจะได้รับแจกก่อนคนอื่น และคนที่ได้รับแจกส่วนมากก็คือ คนที่มีลูกหลานซึ่งช่วยกันเขียนแอปพลิเคชัน (Application) ช่วยพ่อแม่ให้เข้าแอปพลิเคชัน (Application) แล้วก็ได้เงิน กลายเป็นว่านิสัยของคนไทยที่ผ่านมา ๑ ปีนี้เรานั่งรอเงินแจก กลายเป็นขอทานบรรดาศักดิ์ไปแล้วล่ะ เรากลายเป็นว่าเรานั่งรอว่ารัฐท่านจะแจกอะไร จะมี แอปพลิเคชัน (Application) ตัวใหม่ กระเป๋าสตางค์ตัวไหน มีอะไรอีก แล้วกลายเป็นว่า คนในครอบครัวพ่อได้เงินตรงนั้น แม่ได้เงินตรงนั้น ลูกได้เงินตรงนั้น สรุปแล้วครอบครัว ต่าง ๆ นั้นไม่ต้องทำมาหากิน ไม่ต้องดิ้นรนหรอกครับ ก็พอจะได้แจกเยียวยากันไปวัน ๆ แต่ผลก็คือว่าเศรษฐกิจของโลกดีขึ้นบ้าง แต่เศรษฐกิจของไทยนั้นไม่เห็นอนาคต มีแต่แจก กับแจกลูกเดียว ฉะนั้นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครั้งใหม่นี้ผมก็เชื่อ เพราะว่าผมฟังดูเมื่อ ๒-๓ วันมา ก็บอกว่า จะมีการแจกเงินคนละครึ่งอีก ๓,๐๐๐ บาทต่อคน จะมีการแจกให้ไปเที่ยว จะมีการแจก อย่างโน้นแจกอย่างนี้อีก ฟังดูแล้วเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตัวนี้ถ้าไม่คิดทำเป็นอย่างอื่น ผมว่าแจกไปเฉย ๆ ก็หายไปเฉย ๆ แล้วจีดีพี (GDP) ของประเทศก็คงจะตกต่ำอยู่อย่างนี้ แล้วก็เงินกู้ที่กู้ขึ้นก็จะทำให้เพดานเงินกู้ที่เทียบกับเงินกู้สาธารณะเทียบกับจีดีพี (GDP) มันก็ เข้าเต็มเพดาน แล้วต่อไปข้างหน้าท่านก็จะมาขอหนังภาค ๓ เอาหนังภาค ๓ มาให้เราดูอีก จะเป็นการกู้เงินเพื่ออะไรอีก ซึ่งมันกู้มา ๗ ปีแล้วล่ะครับ กู้มา ๗ ปีเป็นเงินหลายหมื่น หลายแสนล้านบาท แต่เศรษฐกิจก็ดิ่งลงเหวไปทุกปี ๆ ถ้าเป็นผู้ดูหนังก็คงจะไม่ดูหนังเรื่องนี้ ที่มีผู้กำกับคนนี้กำกับการแสดง พระเอก นางเอกชุดนี้ฉันก็ไม่ดูแล้ว บทบาทอย่างนี้ ก็ไม่เอาแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือเปลี่ยนผู้กำกับเถอะครับ ที่ยังพอเห็นอยู่ได้อยู่ก็คือพวก ข้าราชการประจำนั่นล่ะ เขียนบทมาดี เขียนบท เขียนแนวทางของการบริหารไปอย่างดี แต่พอถึงเวลามากำกับการแสดง แล้วมาแสดง มาจัดการนี้มันดูไม่ได้ ฉะนั้นในวันนี้ ก็เปรียบเทียบอย่างนี้ครับว่า มันเหมือนกับหนังภาค ๒ ซึ่งดูจากการดำเนินการมามันไม่น่าดูเลย ทีนี้ก็กลับมาในส่วนที่ว่าวันนี้ผมเชื่อว่า จะลงคะแนนวันนี้หรือจะลงคะแนนพรุ่งนี้ก็ตาม มันก็ จะมีการลงคะแนน แล้วผมก็เชื่อว่าถึงแม้ว่าฝ่ายค้านจะพยายามค้านอย่างเต็มที่ และถึงแม้ว่า ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลหลายท่านก็มีความเป็นห่วงเช่นผมเหมือนกัน แต่ในที่สุดแล้วก็อาจจะมีการ ลงคะแนนให้ผ่านแบบคราวที่แล้ว ๒๖๘ เสียง ต่อ ๒๐๑ เสียง ฉะนั้นก็เป็นความเป็นห่วง ดังนั้นถึงแม้ว่าพวกผมจะค้าน แต่ขอติงเอาไว้ครับ วันนี้ขอพูดเป็นเชิงแนะนำ จะขออนุญาต แนะนำบ้าง ก็คือว่าในเรื่องของการแปรญัตติงบประมาณก็ขอช่วยจัดการให้มันดี เพื่อทำให้ มันเป็นไปตามเป้า ส่วนเรื่องของการแจก การเยียวยา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ขอความกรุณา เถอะครับ อย่าแจกเลย อย่าไปออกแอปพลิเคชัน (Application) ใหม่เลย พยายามใช้เงิน เยียวยาไปในทางที่จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ทำให้เศรษฐกิจมันฟื้น อาจจะ ไม่ได้แจกเงิน แต่ผมเชื่อว่าถึงไม่ได้แจกก็จะกลายเป็นจ้าง แทนที่จะแจกกลายเป็นจัดจ้าง กลายเป็นจูงใจ หรือกลายเป็นส่งเสริมให้คนเขาทำธุรกิจ อย่าไปปล่อยให้เขารอเฉย ๆ แล้วรอ ว่ารัฐบาลจะออกแอปพลิเคชัน (Application) อะไรมาให้เราอีก อยากให้เน้นไปในการเลิก แจก แต่กลายเป็นจัดจ้าง จัดหา แล้วก็จูงใจ แล้วก็มุ่งให้เกิดการทำงาน แล้วกลไกที่จะต้อง ทำความจริงตามที่ผมเป็นผู้แทนมา ผมไปดูส่วนราชการ ผมไปดูพวกธุรกิจหรือเอ็นจีโอ (NGO) หรือคนต่าง ๆ มีคนที่หวังดีต่อประเทศนี้กับคนยากคนจนกันมากมาย ส่วนราชการ เองที่จริงก็ออกแบบไว้ มีส่วนราชการที่ทำหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง กรมส่งเสริมการเกษตรไป สร้าง ไปอบรมไว้ มีทั้งเรื่องของการสร้าง ยัง สมาร์ต ฟาร์มเมอร์ (Young Smart Farmer) สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่อบรมเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นหรอกครับ เพราะว่าอบรมเอาไว้ แต่ไม่มีเงินให้เขาทำ ทำไม่ได้ อย่างโครงการที่ ๒ โคสร้างชาติที่ท่านรัฐมนตรีประภัตร หรือ กรมปศุสัตว์คิดไว้ บอกว่าจะมีเงิน ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโค จนป่านนี้ ผ่านมาปีเศษ ๆ ประชาชนก็ไม่สามารถจะเลี้ยงโคได้ เพราะว่าการเข้าถึงเงินนั้นมันเป็นไป ตามกติกาที่ยาก ไปบอกให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรกู้เงิน แต่ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรไปวิเคราะห์แล้ว ถ้าจะต้องเป็นไปตามระบบที่วางอยู่ เขาก็กลัวว่าเขาจะต้องทำผิดระเบียบ เขาก็กลัวว่าอ้ายนั่นก็เสี่ยงอ้ายนี่ก็เสี่ยง ฉะนั้นไม่ได้ครับ มาเรื่องอื่น ๆ ครับ ก็จะมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่รัฐมีอยู่แล้ว มีแผนงาน อบรมคนเอาไว้ก็เยอะแล้ว แต่ท่านก็ไม่เอามาใช้ รวมทั้งหอการค้า สภาอุตสาหกรรม หรือแม้แต่กระทั่งสภาเอสเอ็มอี (SMEs) เขาก็มีความคิดที่จะช่วยอยู่หลายเรื่อง มีตัวเลข มีบุคลากร มีกรอบการคิด กรอบการ ทำงาน ซึ่งถ้าแบ่งเงินให้เขาไปใช้สามารถจะช่วยเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจังได้ รวมทั้ง มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีเป้าหมายในการสร้างจีดีพี (GDP) ที่ชัดเจน มันก็เป็นประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งผมคิดว่าในประเด็นที่จะต้องพูดก็คือว่าในเรื่องของการเยียวยากรุณาอย่าแจกเลยนะครับ กรุณาฟื้นฟู และฟื้นฟูก็ขอให้ไปฟื้นฟูในสิ่งที่เป็นเศรษฐกิจของประเทศ แล้วก็ใช้องคาพยพ ของคนในประเทศซึ่งมีความสามารถ หน่วยงานของรัฐก็มีความสามารถ อย่าไปยึดอยู่กับ แอปพลิเคชัน (Application) ที่จะแจกเงิน ให้ยึดอยู่กับคนที่มีความต้องการจะช่วย และคน เหล่านั้นก็จะสามารถให้พวกเราประสบความสำเร็จได้ ฉะนั้นประเด็นที่พูดก็เกินเวลามา พอสมควร แต่เป็นความรู้สึกของผมจริง ๆ ว่าผมก็คงจะไม่รับหลักการ และพรรคเพื่อไทย ก็คงจะไม่รับหลักการ แต่เราก็หวังว่าถึงแม้เราจะไม่รับหลักการ หลักการผ่านไปแล้ว ท่านคง จะเอาความคิดความเห็นของพวกเราต่าง ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ไปปรับปรุงเพื่อให้เกิดประโยชน์ กับประเทศชาติต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ใช้เวลา เกินไป ๙ นาที เชิญท่านจุลพันธ์ต่อไปครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย วันนี้มาอภิปราย ในเรื่องของพระราชกำหนดในการกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเยียวยาโควิด (COVID) ซึ่งเป็นระลอก ๒ นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งครับที่รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำเอา ร่างพระราชบัญญัติหรือกฎหมายเกี่ยวกับการเงินเข้าสู่สภา ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับการกู้เงิน ในรอบ ๗ ปีที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำรัฐบาลตั้งแต่สมัยปฏิวัติรัฐประหารมา สมัย การเลือกตั้งครั้งล่าสุด ๗ ปีแล้วครับ ก่อหนี้ไปไม่ต่ำกว่า ๕.๕ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ สาธารณะ แน่นอนครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาชี้แจงเมื่อช่วงเช้าก็ บอกว่าระดับหนี้สาธารณะของเราอยู่ในระดับที่ยังไม่น่าห่วงนัก ท่านบอกว่าจะไป แต่ประมาณ ๕๘ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ อยู่ตามข่าว นั่นคือตัวเลข ณ สิ้นเดือนกันยายนปีนี้ครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขหนี้สาธารณะที่ได้กล่าวนี้ มันยังไม่ครอบคลุมในทุกมิติ🔗
๑. งบประมาณขาดดุลประจำปีซึ่งกำลังพิจารณาอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรอีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเริ่มนับการขาดดุลเมื่อเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้🔗
๒. จีดีพี (GDP) ซึ่งไม่สามารถที่จะโตได้ตามเป้าที่ท่านวางไว้ ท่านกำหนดเป้า จีดีพี (GDP) ไว้ ๒.๕-๓.๕ วันนี้เรารู้ดีครับว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่มีทางเลยที่สังคมไทย เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ในระดับนั้น วันนี้ถ้ามองตัวเลขหนึ่ง ก็เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างเข้าถึง ได้ยาก ดีไม่ดีมีหลายสำนักที่เขาวิเคราะห์วิจารณ์ เขาบอกว่าปีนี้อาจจะเห็นการเติบโต แบบแฟลต (Flat) คือ ๐ ก็ได้🔗
๓. สถานการณ์โควิด (COVID) ระลอก ๓ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน วันนี้ยังไม่ได้ นับรวมในส่วนของความเสียหาย ซึ่งมีไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อระบบ เศรษฐกิจไทย เมื่อรวมองคาพยพความเสียหายทั้งหมด ๓ ส่วนนี้เข้าด้วยกัน ทีมเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยทำการไปรัน (Run) ตัวเลขมาแล้ว ผมแจ้งท่านประธานได้เลยว่าไม่เกิน กลางปีหน้าหนี้สาธารณะเราจะไปแตะที่ระดับ ๖๒ เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างต่ำ ตัวเลขนี้นะครับ ท่านลุกขึ้นมาตอบและมาชี้แจงกับสังคมสิครับว่าปีหน้าเราจะไม่เห็น ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่ากรอบวินัยทางการเงินการคลังที่เรามีอยู่ แน่นอนครับว่า เมื่อหนี้สาธารณะมันจะทะลุ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ต้องเกิดแน่นอนคือเราก็ต้องมานั่งแก้ไข กรอบวินัยในเรื่องของหนี้สาธารณะที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ให้มากขึ้น เมื่อเช้าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังมาตอบ ท่านก็แบะท่าออกมาแล้วว่าอีกไม่นานเราคงจะต้องมานั่ง พิจารณากันว่ากรอบหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ระดับใด ท่านใช้คำสวยหรูครับ แล้วแต่บริบท ทางสังคม อันนี้แน่นอนครับผมเข้าใจ แต่ผมฝากอย่างหนึ่งนะครับ ข้าราชการที่เขียนโพย ให้กับท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรัฐมนตรีต่าง ๆ เวลาไปตอบ อย่าเขียนโพยแบบวางยา อีกครับ ครั้งที่แล้วนายกรัฐมนตรีมาตอบกลางสภาบอกว่าไม่ต้องห่วงหนี้สาธารณะของไทย ดูญี่ปุ่นสิ ๒๐๐ ดูอเมริกาสิ เรายังอยู่ในสถานะที่โอเค (OK) ไม่เลวร้ายนัก สภาพเศรษฐกิจและสังคมมันเทียบกันไม่ได้ และที่สำคัญศักยภาพในการจัดเก็บ ของเรา สามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี (GDP) ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แล้วของเขาเท่าไร เอามาตอบอย่างนั้นกลางสภาท่านนายกรัฐมนตรีดูโง่ไปทันที แต่ผม บอกเลยครับ นั่นไม่ใช่ความผิดของท่านนะครับ ข้าราชการที่เขียนคำตอบฝากไปให้ นายกรัฐมนตรีตอบนั้นต่างหากที่เป็นผู้ผิด อย่าเขียนแบบนั้นอีก ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันชี้ถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการที่จะหารายได้ เป็นแต่สร้างหนี้ สร้างภาระให้กับคนรุ่นหลัง คำถามที่ตามมาคำถามที่ ๒ ที่จะต้องตอบในสภาแห่งนี้ไม่เคยมี คำตอบนี้หลุดออกมาจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ว่าจะตัวนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจรัฐมนตรีว่าการ หรือข้าราชการก็ตาม ผมเองคนหนึ่งถามมาทุกครั้ง วันนี้ท่านจะมากู้เงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านกะจะใช้หนี้นี้อย่างไร ๕.๕ ล้านล้านบาทใน ๗ ปีที่ผ่านมานี้แผนการชำระคืออะไร ถ้าเป็นไปในอัตราการชำระคืนต้นและดอกเบี้ยในปัจจุบันปี ๆ หนึ่งที่เราตั้งงบประมาณเรา จ่ายแต่ดอกเบี้ยปีละ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินต้นหลักหมื่น แต่เป็นหนี้สร้าง ขึ้นมาอีก ๕.๕ ล้านล้านบาท ผมถามว่าอีกกี่ร้อยปีจะหมดถ้าจ่ายกันอย่างนี้ หรือท่านมีหน้าที่ แค่สร้างภาระแล้วก็ปล่อยให้เป็นภาระของคนรุ่นหลัง รัฐบาลหน้าก็มารับไปก็มาตามเช็ดตาม ล้าง มาตามชดใช้หนี้สินที่ท่านสร้างขึ้น อย่างนี้มันยุติธรรมกับคนไทยทั้งประเทศอย่างนั้น หรือ นี่คือคำถามที่ท่านจะต้องตอบ วันนี้ความผิดพลาดในการบริหารเรื่องโควิด (COVID) โดยเฉพาะเรื่องวัคซีนมันเห็นได้ชัด ท่านประธานครับ ทั้งโลกเขากำลังคุยกันเรื่องของการ โพสต์ แพนเดมิก โกรท (Post Pandemic Growth) คือกำลังจะหาทางเติบโตหลังจากที่มัน ตกต่ำมา อเมริกาเขาฉีดวัคซีนไปได้เยอะ เราคงไม่เทียบกับเขาหรอก เขามีศักยภาพ แต่วันนี้ การเติบโตของเขาเขามองไปที่ตัวเลข ๗ เปอร์เซ็นต์ต่อปีนะครับ จีนปีนี้อาจจะ ๘ เปอร์เซ็นต์ ๒ เท่าของการลดลงของปีก่อน แล้วไทยเราทำไมสวนทางกับโลก วันนี้เราอยู่ดาวคนละดวง กับเขา เขากำลังพุ่งขึ้น สถานการณ์โควิด (COVID) เริ่มควบคุมได้ในภาพรวมของโลก เศรษฐกิจกำลังขยายตัวอีกครั้ง ของไทยเราโควิด (COVID) เราเพิ่มยอดขึ้นทุกวัน ๆ ในขณะที่ เศรษฐกิจดิ่งเหว มองไม่เห็นทิศทาง วันนี้ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น แน่นอนครับเมื่อเศรษฐกิจโลกเติบโตอีก ครั้งสิ่งที่เกิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คืออินเฟลชัน (Inflation) คือเงินเฟ้อ เงินเฟ้อระดับโลกเรา ควบคุมไม่ได้ครับ เป็นภาระกดดันสุดท้ายสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยจะต้องแพงขึ้น อย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่เศรษฐกิจไทยเองการบริหารแบบนี้ดิ่งเหวเอา ดิ่งเหวเอา มันเกิดสแตกแนนต์ (Stagnant) ก็คือการซบเซา เศรษฐกิจซบเซา นักเศรษฐศาสตร์หลายท่าน ชี้แล้วครับว่าเตรียมตัวรับดี ๆ เขาเรียกสแตกเฟลชัน (Stagflation) คือเศรษฐกิจพัง คนไม่มีสตางค์ คนไม่มีเงินเก็บ แต่ว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคกลับสูงขึ้น นี่จะสร้างความ เดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนให้กับคนไทยมากเป็นเท่าทวีคูณ ปีก่อนท่านมากู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ผ่าน พ.ร.ก. เหมือนกัน พวกผมเตือนแล้วในสภาแห่งนี้ ผมเองก็เป็นคนหนึ่ง ที่อภิปราย ผมก็บอกแล้วบอกว่าในแผนอย่ามากำหนดแค่กรอบบอกว่าจะไปจัดสรรให้ฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ จะไปเรื่องของการเยียวยา ๕๐๐,๐๐๐ กว่า อีก ๔๕,๐๐๐ เป็นสาธารณสุข เขียนให้ชัดเจนในกฎหมายได้หรือไม่ วันนี้กลับมาแบบเดิมอีกแล้ว ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็เขียน กรอบไว้คร่าว ๆ แล้วก็เป็นที่เข้าใจกันในสังคม แต่สุดท้ายท่านไปละเลงกันพังไปหมด โยกซ้าย โยกขวา ปีที่แล้วกู้ ๑ ล้านล้านบาท ท่านทราบไหมครับท่านออกมาโฆษณาบอกว่า สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ จีดีพี (GDP) จากติดลบ ๘ มาเหลือติดลบ ๖.๑ นี่ความสำเร็จ ของท่านหรือครับ ท่านประธานครับ เงิน ๑ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๖.๒๕ คิดเป็น ๖.๒ เปอร์เซ็นต์ โดยกลม ๆ ของจีดีพี (GDP) แต่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียง ๒ เปอร์เซ็นต์ นี่ไม่ได้สะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างนั้นหรือ นี่เป็นการสะท้อนถึงความ พังพินาศในการบริหารเงินที่ท่านไปเอามา ๑ ล้านล้านบาท ไม่สำเร็จครับ ใน ๑ ล้านล้านบาทมีงบในส่วนของสาธารณสุขอยู่ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใช้จริงเท่าไร สุดท้ายตัวเลขต่ำเตี้ยเรี่ยดิน การเบิกจ่าย เงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ขอกู้มาใน ๑ ล้าน ล้านบาทหนที่แล้ว ถ้าเอาไปจัดสรรซื้อวัคซีนได้เกือบ ๑๐๐ ล้านโดส (Dose) ฉีดได้ ทั่วประเทศครับ ถ้าเอาไปจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจ เอาไปจัดซื้อจัดทำห้องความดันลบจะ รักษาชีวิตคนได้ไปอีกเท่าไร แต่การบริหารงบประมาณเงินที่ได้ไปล้มเหลว สุดท้ายชีวิต คนไทยหลายพันชีวิตต้องเสียไปเพราะอะไร เพราะความไม่พร้อมของรัฐบาลที่จัดสรร งบประมาณไม่ได้ โรงพยาบาลยังต้องมานั่งเรี่ยไรขอเงินคนบริจาคอยู่ ทั้งที่รัฐบาลมีเงิน พอที่จะเอาไปช่วยเขา ทำไมเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เพราะความไร้ประสิทธิภาพของท่าน หรือไม่ เมื่อไม่กี่วันก่อน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เปิดงาน วันที่ ๗ ที่ผ่านมานี้เองครับ ๒ วันก่อน ดี-เดย์ (D-Day) ฉีดวัคซีนปูพรมทั่วประเทศ ฉลองกันใหญ่โต วัคซีนมาแล้ว ๆ ท่านประธานครับ ดี-เดย์ (D-Day) ท่านนะตัวดี (D) มันย่อมาจากอะไรรู้ไหมครับ ดีเลย์ (Delay) ครับ มันมาช้า ถ้าการบริหารถูกต้อง จัดซื้อวัคซีนมีความหลากหลาย มีปริมาณที่ เพียงพอ จัดให้กับประชาชนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ชีวิตอาจจะไม่ต้องตาย แน่นอนครับว่าถ้าเราจัดสรรงบประมาณได้ถูกต้อง มีวัคซีนทันเวลา มีเครื่องช่วยหายใจ มีอะไรต่าง ๆ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทวันนี้ไม่ต้องมาเสียเวลาสภามานั่งเถียงนั่งถกกันหรอกครับ ไม่ต้องกู้ เพราะประชาชนจะมีภูมิพอที่จะป้องกันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แน่นอนถ้าวัคซีนมา การแพร่ระบาดจะไม่หนักเท่านี้ แน่นอนถ้าเกิดว่าเงินที่มีเตรียมไว้สำหรับฟื้นฟูเยียวยา สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ประชาชนที่อยู่ในประเทศไทยจะมีศักยภาพ จะมีความ พร้อม จะมีเงินติดกระเป๋ามากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมรับกับเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น กับเศรษฐกิจ ที่มันตกต่ำ แต่นี่ไม่ครับ นี่คือความล้มเหลวของท่านในการบริหารจัดการ สังคมออนไลน์ (Online) เขาพูดกัน ๗ ปีแล้ว จุด จุด จุด พูดไม่ได้ ๗ ปีแล้ว จุด จุด จุด ผมมาถามต่อให้ว่า วันนี้จะเอาอีก ๗ ปีหรือ จุด จุด จุด ยังไม่พออีกหรือครับ ในอดีตมีนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ครับ ผมไม่อยากพูด เดี๋ยวแสลงใจ ผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ชื่อทักษิณ ชินวัตร พูดชื่อไปแล้ว มีนโยบายตอนนั้น ๔ ปีซ่อม ๔ ปีสร้าง รัฐบาลชุดปัจจุบัน ๗ ปีจน ๗ ปี เจ๊ง ๗ ปีที่ผ่านมาประชาชนคนไทยจนกันถ้วนหน้า ขืนให้บริหารต่อไปอีก ๗ ปีประเทศนี้ถึง จุดจบทางเศรษฐกิจเจ๊งแน่นอน ผมต้องเรียนต่อท่านประธานอย่างนี้ครับ เมื่อวันก่อนดูข่าว ท่านนายกรัฐมนตรีออกมาบอกผมรักประชาชน ผมรักประเทศ มองออกนอกหน้าต่างรถ เห็นคนแล้วเป็นห่วง อยากจะดูว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตเขาดีขึ้น หยุดเป็นภาระประเทศสิครับ ท่านประธานที่เคารพครับ รองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม พูดถูกครับ ถ้า พ.ร.ก. นี้ ไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ต้องยุบสภาครับ นี่ล่ะครับคือทางออกของวังวนแห่งความ ล้มเหลวจากการบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมคนหนึ่งล่ะครับ ไม่เห็นชอบต่อ พ.ร.ก. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เพราะผมไม่เชื่อว่าภายใต้รัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสามารถแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ ผมไม่เห็นชอบครับ ขอบคุณครับ🔗
อีก ๓ ท่านนะครับ ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม พรรคพลังท้องถิ่นไท ท่านมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ไทยศรีวิไลย์ และ ท่านพันตำรวจโท ฐนภัทร พลังประชารัฐ เชิญท่าน อาจารย์โกวิทย์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมเรียนท่านประธานว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในการ ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ผมคิดว่ามีความจำเป็น และเห็นด้วย เพื่ออะไรครับท่านประธาน เพื่อจะไปช่วยเป็นค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และ สาธารณสุขในการจัดซื้อวัคซีนก็ดี ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ดี หรือเยียวยาบุคลากรทาง การแพทย์และสาธารณสุข หรือเพื่อเยียวยาชดเชยประชาชน ช่วยเหลือเกษตรกรที่ถูก กระทบ และสุดท้ายก็คือเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม สร้างงาน สร้างอาชีพ กระตุ้น การบริโภคครัวเรือน เป็นต้น ท่านประธานสภาครับ ผมคิดว่าบทเรียนที่ผ่านมาน่าจะเป็น อุทาหรณ์ในการจัดการเงินกู้ เมื่อครั้งปีที่แล้วสภาได้อนุมัติเงินกู้ไป ๑.๑ ล้านล้านบาท ผมเข้าใจว่ายังจะมีปัญหาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติโครงการ หรือการเบิกจ่ายตามโครงการ ผมยกตัวอย่างซึ่งก็เป็นข้อมูลที่ทางรัฐบาลได้ให้ข้อมูลไว้ส่วนหนึ่งก็คือว่า โครงการตามแผน ๓ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จำนวนเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น อนุมัติโครงการไป ๒๓๗ โครงการ อนุมัติเงิน ๒๔๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็เบิกจ่ายได้ประมาณ ๗๑,๑๔๔ ล้านบาท เป็นต้น หรือแม้กระทั่งเรื่องของกระบวนการดำเนินการซึ่งสภาพัฒน์ก็น่าจะรู้ดีและควรจะ บอกต่อสภาว่าการกลั่นกรองโครงการนั้นมีปัญหาอะไรบ้าง ต้นทาง หรือหน่วยงานปลายทาง ของคณะกรรมการกลั่นกรองก็ดี สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อสภา จึงถามสภาพัฒน์ไว้ว่า น่าจะถอดบทเรียนนี้เพื่อจะทำให้ก้าวต่อไปของโครงการเงินกู้ที่จะเกิดขึ้นจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะได้ตอบโจทย์แล้วก็ถึงมือในการเยียวยาพี่น้องประชาชนได้ อย่างตรงเป้าหมายให้มากที่สุด ผมคิดว่าอาจจะดูว่าเมื่อได้ถอดบทเรียนแล้วนั้น กระบวนการ มันยังมีปัญหาอยู่หรือไม่ อย่างไร ผมเข้าใจว่าที่ผ่านมานั้นอาจจะเกิดจากการรวมศูนย์อยู่ที่ สภาพัฒน์อยู่ที่คณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ก็ได้ ผมขอเสนอวิธีการใหม่ในเวลาอันสั้นว่า น่าจะเปลี่ยนวิธีคิดวิธีการทำใหม่ได้ไหม นั่นก็คือกระจายอำนาจในการตัดสินใจให้กับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือชุมชนให้เขาจัดการตนเองในการที่เขาสามารถที่จะรู้ปัญหา ต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนที่ถูกกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ได้อย่างชัดเจนหรือไม่ ผมนึกถึงเงินที่เคยทำในลักษณะในสมัยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เป็น นายกรัฐมนตรีก็ดี ก็คือเงินผัน หรือแม้กระทั่งเรื่องของเงินการสร้างงานในชนบทในสมัยท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่านได้ผันเงินไปสู่ชุมชน ไปสู่หมู่บ้าน อันนี้ก็คือจะทำให้ตรงจุด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการฝากความหวังที่ให้ต้นทางส่งโครงการผ่านกระทรวงมายังสภาพัฒน์ ให้มีกรรมการกลั่นกรองผมกลัวว่าจะเป็นอีหรอบเดิมอีกอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูด ส่วนกลางทำอะไรครับ สภาพัฒน์ควรทำอะไรครับ ควรจะกำหนดหลักเกณฑ์และกรอบ แนวทางในการดำเนินงานอย่างที่ผมเรียนแล้ว หรือติดตามประเมินผลว่าโครงการได้ ดำเนินการไปมีความก้าวหน้าอย่างไร ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะ เรียนท่านประธานว่าส่วนกลางอาจจะต้องกระจายไปอย่างที่ผมเรียนไปแล้วว่า ถ้าเขาได้ จัดการเยียวยา กระตุ้น ชุมชนเขาเองในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ หรือการกระตุ้นการบริโภคในครัวเรือน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จังหวัดและท้องถิ่น หรือชุมชนสามารถทำได้ แล้วอาจจะทำได้ดีเพราะเขารู้ปัญหา สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมอยากให้ เปลี่ยนวิธีคิดในการดำเนินงานเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ควรจะเปลี่ยนไปจากเดิม นี่คือ ความปรารถนาดีและเป็นข้อแนะนำที่ผมอยากจะฝากไว้เป็นข้อคิดว่า การดำเนินงานบาง เรื่องมันอาจจะเป็นส่วนที่ดี แต่วิธีการจัดการไม่ดีก็จะก่อให้เกิดปัญหาอย่างที่เราทราบแล้ว เพราะฉะนั้นก็ขอเสนอท่านประธานผ่านไปยังผู้เกี่ยวข้องว่าจะกระจายอำนาจในการตัดสินใจ เรื่องการดำเนินโครงการและงบประมาณไปยังจังหวัด องค์กรท้องถิ่น และชุมชนได้หรือไม่ อย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมได้กราบเรียนไว้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญท่าน มงคลกิตติ์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ วันนี้กระผมจะขออภิปรายร่างพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ วงเงินเพิ่มเติม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เสถียรภาพ ประเทศไทย ณ ปัจจุบันเรามีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ ๘.๗๖๗ ล้านล้านบาทด้วยกัน ถ้าอย่างไรขอขึ้นสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ🔗
มีหนี้สาธารณะ ณ ปัจจุบัน ๘.๕๙๓ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๕๔.๙๑ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) ณ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๔ ณ วันนี้ผ่านมาเดือนกว่าน่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ณ ปัจจุบันเรามีกรอบวินัยทางการเงินการคลังไว้อยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) ยังเหลือวงเงินอยู่ที่ประมาณสัก ๖๕๖,๐๐๐ ล้านบาท สถานการณ์โควิด (COVID) ที่ผ่านมา ปีกว่ามีการระบาด ๓ รอบด้วยกัน คือระบาดรอบแรกรัฐบาลผิดไม่ค่อยมาก มีผู้ติดเชื้อ ๔,๒๘๑ คน ตาย ๖๐ คน ระบาดรอบ ๒ รัฐบาลผิดเต็ม ๆ เปิดบ่อน นำเข้าแรงงานต่างด้าว ไม่กักตัว ถือว่ารัฐบาลผิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีผู้ติดเชื้อ ๒๐,๓๔๕ คน ตาย ๓๔ คน ระบาด รอบ ๓ ผิดหนักเข้าไปอีก จากคลัสเตอร์ (Cluster) ทองหล่อ แรงงานต่างด้าวไม่กักตัวถือว่า รัฐบาลผิด ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ณ ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อรอบสาม ๑๖๐,๖๐๒ คน ตาย ๑,๒๓๘ คน เบ็ดเสร็จป่วยสะสมตั้งแต่รอบแรก รอบ ๒ รอบ ๓ ๑๘๕,๒๒๘ คน ตาย ๑,๓๓๒ คน มาดู หนี้ภาคครัวเรือนที่ผมเคยอภิปรายไปแล้วว่า ณ ปัจจุบันเรามีหนี้ครัวเรือนอยู่ประมาณ ๑๔.๐๒ ล้านล้านบาท เฉลี่ยต่อคนก็ประมาณ ๒๑๑,๘๒๔ บาทต่อคน เกิดมาก็เป็นหนี้เลย แล้วมาดูยอดหนี้ตราสารคงค้างทั้งหมดที่รัฐบาลขายไปเพื่อมาชดเชยหนี้สาธารณะ มีหนี้พันธบัตรรัฐบาล หนี้พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หนี้พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย และหนี้ตั๋วใช้เงินหรือตั๋วใช้สัญญา วงเงิน ๙.๙๒๖ ล้านล้านบาท หรือเรียกว่าเป็นหนี้ เกือบ ๑๐ ล้านล้านบาท เสถียรภาพรัฐบาลและเสถียรภาพประเทศไทย ณ ปัจจุบัน คือนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศลบด้วยหนี้ตราสารหนี้ที่ขายไป ติดลบประมาณ ๑.๑๕๘ ล้านล้านบาท ในช่วง คสช. บริหารประเทศมีการจัดงบประมาณขาดดุลติดต่อกัน ๕ ปีด้วยกัน ปี ๒๕๕๘ ขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๙ ขาดดุล ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๐ ขาดดุล ๕๕๒,๙๒๑ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ขาดดุล ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๒ ขาดดุล ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จกู้ขาดดุลงบประมาณ ๕ ปีในช่วง คสช. คือ ๒.๑๙๒ ล้านล้านบาทด้วยกัน มาดูช่วงรัฐบาลปัจจุบันช่วง ๒ ปีที่ผ่านมามีการจัดงบประมาณ ทั้งหมด ๓ ปีงบประมาณด้วยกัน คือปี ๒๕๖๓ ตั้งไว้ ๓.๒ ล้านล้านบาท ขาดดุลเดิมที ๔๖๙,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือรอบแรก คือกู้ในระบบงบประมาณ แต่สุดท้ายแล้วเก็บภาษี ไม่ตามเป้า ต้องขาดดุลเพิ่มเติมไปอีกประมาณ ๓๓๖,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จรวมแล้วต้องกู้ชดเชยหนี้สาธารณะโดยการขาดดุลปี ๒๕๖๓ คือ ๘๐๕,๙๒๔ ล้านบาท ปี ๒๕๖๔ ตั้งไว้ ๓.๒๘๕ ล้านล้านบาท ขาดดุล ๖๒๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ณ ปัจจุบัน ๘ เดือน ผ่านไปเราเก็บภาษีได้ประมาณ ๑.๓ ล้านล้านบาท เหลืออีก ๔ เดือนจะหมดปีงบประมาณ น่าจะเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า ขาดดุลงบประมาณอีกประมาณ ๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จเรา ต้องกู้ขาดดุลปี ๒๕๖๔ ประมาณ ๙๘๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งไม่รวมปี ๒๕๖๕ เราตั้งไว้ ๓.๑ ล้านล้านบาท ขาดดุล ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งเป้าไว้ว่าจัดเก็บภาษีได้ ๒.๔ ล้าน ล้านบาท แต่คิดว่าน่าจะพลาดเป้าไปประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จเราจะต้องกู้ ขาดดุลปี ๒๕๖๕ ประมาณ ๙๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จรัฐบาลปัจจุบัน ๒ ปีที่ผ่านมา น่าจะกู้ขาดดุล ๓ ปีงบประมาณ เบ็ดเสร็จรวม ๒.๗๓๘ ล้านล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมพระราชกำหนด เงินกู้ ๒ ฉบับที่เป็นเงินสด ๆ คือพระราชกำหนดเงินกู้ ๑.๐ ล้านล้านบาท ซึ่ง ณ ปัจจุบัน รัฐบาลใช้หมดแล้ว ณ ปัจจุบันคือวันนี้ พ.ร.ก. เงินกู้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดว่ารัฐบาล น่าจะใช้หมดภายในสิ้นปี เบ็ดเสร็จรวมเป็น ๑.๕ ล้านล้านบาท ซึ่งไม่รวมพระราชกำหนด ๓ ฉบับด้วยกันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยค้ำประกัน ๑.๒๕ ล้านล้านบาท คือพระราชกำหนด ซอฟต์โลน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พระราชกำหนดบีเอสเอฟ ดูแลตราสารหนี้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบการธุรกิจ วงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท วงเงินดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทยค้ำประกัน ถ้าหนี้เสียก็เป็นหนี้สาธารณะต่อไป เพราะฉะนั้นกรอบวินัยทางการเงินการคลัง ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังมีไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) หนี้สาธารณะ เพราะฉะนั้นตามกรอบวินัยการเงินการคลัง ในครั้งนี้ แต่ ณ ปัจจุบันเรามีหนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ประมาณ๘.๕๙ ล้านล้านบาท ถ้ารวม ณ วันนี้ วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๔ เราน่าจะเพิ่มขึ้นไปประมาณ ๘.๗ ล้านล้านบาท ซึ่งเราเหลือวงเงินอยู่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ณ วันนี้ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผ่านร่างพระราชกำหนดกู้เงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และผมก็คิดว่าภายใน ๓ เดือน ข้างหน้าเราจะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓ เดือน ก็ประมาณ ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เราจะใช้หนี้จาก พ.ร.ก. เงินกู้นี้ได้แค่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาทก็จะชนเพดาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์พอดี แสดงว่าวันนี้ที่เราจะผ่านพระราชกำหนด ไปก็อาจจะมีความผิด ซึ่งอาจจะขัดตามพระราชบัญญัติวินัยทางการเงินการคลัง ปี ๒๕๖๑ ซึ่งเป็นการกำหนดเกินวงเงิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเป็นความผิด ปัญหาปัจจุบันประเทศไทย ขาดรายได้จากการท่องเที่ยวปีละประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๖๓ เราขาดไป ประมาณ ๒.๗ ล้านล้านบาท ภาษีเข้ารัฐหายไป ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลไม่สามารถหา รายได้จากสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งสามารถทำให้ถูกกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการเปิดคาสิโนออนไลน์ (Casino Online) เล่นจริง สถานบริการ หวยใต้ดิน เราจะสามารถจัดเก็บภาษีได้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่รวมเงินทุจริตที่นักการเมืองและข้าราชการประจำคอร์รัปชันไป ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีอยากจะแก้หนี้จริงก็ควรจะมีการออกกฎหมายในการแลกเปลี่ยน หมายเลขธนบัตร เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทต้องชี้แจง ถ้าชี้แจงไม่ได้ก็ต้องยึด หลังจากนั้น ก็เปลี่ยนเป็นการพิมพ์ธนบัตรใหม่เข้าสู่ระบบไม่น่าจะน้อยกว่า ๑.๐ ล้านล้านบาท เพราะเป็น เงินคอร์รัปชัน ๓. คือการจัดเก็บภาษีประเทศไทยต่ำกว่าเป้าเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น การประกอบรถยนต์ภายในประเทศ ปัจจุบันเราใช้รถยนต์ภายในประเทศ ๑ ล้านคัน ส่งออก ๑ ล้านคัน เอาแค่ยี่ห้อโตโยต้า (Toyota) รุ่นพรีอุส (Prius) เราก็จัดเก็บภาษีขาดไปกว่า ๑๑,๖๖๗ ล้านบาท จนเกิดเรื่องการติดสินบนข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศาลฎีกา ๔. คือประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมเยอะ แต่เรามีแหล่งน้ำน้อยเราควรจะแปลงน้ำเค็มเป็น น้ำจืดเพื่อเพิ่มผลผลิตเกษตรกรรมเพื่อการส่งออก แต่ ณ ปัจจุบันมีนักการเมืองและพรรค การเมืองนำสินค้าเกษตรเพื่อนบ้านมาทุบราคาภายในประเทศ ดังนั้นจากที่ผมสรุปทั้งหมด ท่านประธานครับ จากการที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาผมมีความรู้สึกเสียใจ ที่สุดในการเป็นผู้แทนราษฎร คือการตัดสินใจเลือก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น นายกรัฐมนตรีรอบ ๒ เพราะว่าถ้าไม่เลือกเขาวันนั้น ผมเชื่อว่าเขายกเลิกการเลือกตั้งแน่นอน เพราะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เลือกไปแล้วอย่างน้อยมาตรา ๔๔ ก็หายไป คณะรักษาความสงบ แห่งชาติก็หายไป แต่ผมไม่คิดว่าคนที่มีประสบการณ์ภาครัฐ เป็น ผบ.ทบ. มา ๔ ปี นายกรัฐมนตรีมา ๕ ปี ทั้ง ๆ ที่รู้ทุกเรื่องน่าจะมีความสามารถ มีความสุจริตมากกว่ารัฐบาลที่มาจากพลเรือน แต่พอระยะเวลาผ่านไป ๒ ปี ผมได้ประเมิน ความสามารถทุกด้านของท่านนายกรัฐมนตรีว่ามีความสามารถในการแก้ไขปัญหา สถานการณ์โควิด (COVID) ได้มากน้อยแค่ไหน สุดท้ายแก้ไม่ได้ ถ่วงเวลา แก้แบบเลี้ยงไข้ ปล่อยให้ผู้ป่วยจำนวนมากที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ปล่อยให้พวกเขาตาย ตายอย่างไร้ญาติขาด มิตร ตายอย่างเดียวดาย ตายอย่างทรมาน ตายเพราะไม่มีรถพยาบาลมารับ ปล่อยให้เขา ค้างเติ่ง ๓ วัน ๕ วัน จนตายคาบ้านจำนวนมาก ทั้ง ๆ ที่เขาจะมีโอกาสอยู่กับครอบครัว ได้อีกระยะเวลาหนึ่งก็ตาม ถ้ารถพยาบาลมารับตัวทัน ตอนนี้ประชาชนต้องการวัคซีน เป็นอย่างมาก แต่รัฐบาลเองก็หาวัคซีนแบบเชื่องช้า ไม่รู้รออะไร หรือรอตกลงค่าส่วนแบ่ง ค่าคอมมิชชัน (Commission) หรือไม่ ทั้งปฏิเสธในการเข้าร่วมโครงการโคแวกซ์ (COVAX) ปฏิเสธไฟเซอร์ (Pfizer) มาเป็นปี เดิมวางแผนให้ประเทศไทยมีวัคซีนแค่ ๒ ยี่ห้อ แต่พอ ถูกจับได้ก็เปิดหลายยี่ห้อแบบมีเงื่อนไขขั้นตอนมาก ผมจึงมาทบทวนว่าสิ่งที่ผมตัดสินใจ เมื่อ ๒ ปีที่แล้วเป็นความผิดมหันต์ เป็นความผิดจริง ๆ เพราะผมเป็นหนึ่งใน ๑ เสียง ที่เปิดประตูให้นายกรัฐมนตรีคนนี้ที่ด้อยด้วยความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรีที่อวดฉลาดที่สุด ดูถูกผู้อื่น ไม่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ชอบเอาชนะ แม้กระทั่งประชาชนตาดำ ๆ ซึ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อนทุกย่อมหญ้า ผมไม่เคยคิดมาก่อน ว่า พลเอก ประยุทธ์ จะมีความสามารถในการสร้างหนี้อย่างมหาศาลให้กับประเทศไทย ประชาชนไทยจนชั่วลูกสืบหลานเหลนโหลน แค่ระยะเวลาปกติที่ท่านบริหารประเทศมา ๕ ปี ก็กู้ขาดดุลงบประมาณไปถึง ๒.๒ ล้านล้านบาท ช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาไม่ต้องพูดถึง กู้ขาดดุลอีก ๒.๗ ล้านล้านบาท ยังไม่รวม พ.ร.ก. เงินกู้อีก ๒ ฉบับ ๑.๕ ล้านล้านบาท ยังไม่รวม พ.ร.ก. เงินกู้ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยค้ำอีก ๑.๒๕ ล้านล้านบาท ไม่รวมหนี้ประชาชนอีก ๑๔.๐๒ ล้านล้านบาท กู้เงินไปขนาดนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์โควิด (COVID) ได้เลยประชาชน ติดเชื้อกว่า ๑๘๕,๐๐๐ คน ตายกว่า ๑,๓๐๐ คน ถ้าภาคธุรกิจการท่องเที่ยวได้วัคซีนไวก็จะ ฟื้นตัวไว นี่ผ่านมา ๑๖ เดือนแล้วตายสนิทตายหมด ภาคประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อนกัน อย่างมากแสนสาหัส ไม่มีเงินแม้แต่จะกินข้าว ไม่มีเงินซื้อนมให้ลูก ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ไม่มี เงินจ่ายค่าบ้าน หนี้สินล้นพ้นตัว ธุรกิจพังพินาศจำนวนมาก อยู่อย่างไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป เหลือรอดร่ำรวยเฉพาะเจ้าสัวที่อยู่ใกล้คณะรัฐมนตรี จากเหตุผลที่ผมกล่าวมาประเทศไทย ยังมีนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศชาติประชาชนคงสิ้นหวัง เพราะ พวกเราได้เห็นสิ่งที่ผ่านไปในอดีต และพวกเรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผมก็ดูถี่ถ้วนแล้ว ว่าท่านยังอยู่มันไปต่อไม่ได้จริง ๆ แม้จะไม่เห็นอนาคต มีแต่อนาคตถดถอยลงตกต่ำลงจนถึง ขีดสุด พ.ร.ก. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ฉบับดังกล่าวแม้จะผ่านไปก็ผิดกฎหมาย ไม่ผ่าน ประชาชนก็เดือดร้อน ดูแล้วไร้ซึ่งอนาคต ถ้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังอยู่ต่อก็จะขอกู้ ต่อไปอีกหลายฉบับ ออก พ.ร.ก. เงินกู้ไปจนไม่มีใครให้กู้ ถ้าผมจะถามท่านนายกว่าหนี้เยอะ ขนาดนี้ท่านมีปัญญาใช้หนี้ไหม ท่านมีความสามารถในการใช้หนี้ได้หรือไม่ แต่เท่าที่ผมดูหนัง หน้าท่านนายกรัฐมนตรีแล้วท่านหน้าทนเหลือเกิน ทนอยู่ในตำแหน่งต่อไป ท่านอยู่ไปก็ไม่มี ประโยชน์ แต่ท่านอยู่ไปมีประโยชน์กับตนเอง พวกพ้องเท่านั้น ผมเห็นแล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรี ไม่มีประโยชน์สำหรับประเทศไทย ประชาชนไทย รังแต่จะเป็นภาระของแผ่นดินต่อไปไม่รู้จบ🔗
ท่านประธานคะ🔗
ท่านมงคลกิตติ์ครับ มีผู้ประท้วงครับ อยู่ไหนครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐค่ะ ดิฉันขอประท้วง ท่านประธานนะคะ ให้ควบคุมการประชุม ผู้ที่อภิปรายอยู่นั้นอภิปรายไม่เกี่ยวข้องกับตัวของ พ.ร.ก. ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในวันนี้นะคะ มีการเสียดสี ใส่ร้ายป้ายสีท่านนายกรัฐมนตรี ดิฉันขอให้ท่านประธานพิจารณาให้ท่านผู้ที่อภิปรายถอนคำพูดด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ฟังอยู่ นะครับ ก็เป็นการอภิปรายเกี่ยวข้องกับรัฐบาลที่ออกพระราชกำหนด ผมฟังอยู่ และจบ แล้วครับ ไม่เป็นอะไรครับ เชิญต่อไปครับ ท่านพันตำรวจโท ฐนภัทรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๑ อำเภอเมือง อำเภอแหลมสิงห์ พรรคพลังประชารัฐครับ กระผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ท่านประธานครับ ซึ่งเหตุผลในการประกาศพระราชกำหนด ฉบับนี้ ก็เนื่องมาจากการที่โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นยังแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องและ รุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน ส่งผลกระทบต่อ การดำรงชีวิต นอกจากของพี่น้องประชาชนแล้วก็ยังมีผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศด้วย เป็นวิกฤติที่สำคัญจำเป็นจะต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน ท่านประธานครับ ซึ่งวิกฤติดังกล่าวนั้นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความสงบ ความเรียบร้อย ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และ ป้องกันภัยพิบัติสาธารณะที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแผนการใช้จ่ายเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ตามพระราชกำหนดนี้ได้แบ่งเป็น ๓ แผนงานด้วยกันครับ แผนงานที่ ๑ เป็นแผนงาน แก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และ สาธารณสุข จัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีน ซึ่งเป็นวงเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แผนงานที่ ๒ เป็นแผนงานฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคม เป็นจำนวนเงิน ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท และแผนงานที่ ๓ เป็นแผนงานช่วยเหลือเยียวยาชดเชยให้แก่ประชาชนผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นวงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ จะเห็นได้ว่าพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทฉบับนี้ออกมาเพื่อ สำหรับดูแลประชาชน เป็นการสร้างงานและดูแลผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อรองรับ ความไม่แน่นอนจากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ทั้งในปัจจุบันและถึงอนาคต ซึ่งในอนาคตนั้นอาจจะระบาดยาวออกไปอีกโดยเราไม่สามารถที่จะประมาทไปได้ ซึ่งอดีตนั้น จะพูดได้ว่าเราเคยประมาทและมีความวางใจหรือชะล่าใจว่าจะสามารถควบคุมโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) นี้ได้ แต่แล้วก็มีการระบาดรอบ ๒ รอบ ๓ ซึ่งไม่แน่อาจจะมีรอบ ๔ เกิดขึ้น การไม่ล็อกดาวน์ (Lockdown) ทั่วประเทศนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ท่านประธานครับ ทำให้การดำเนินการทางเศรษฐกิจในพื้นที่สีเขียว ถึงแม้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ก็ยังสามารถ ดำเนินการไปได้ทำให้ผู้ประกอบการนั้นสามารถที่จะดำรงธุรกิจของตัวเองไปได้ การออก พระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ถือว่ามีความจำเป็นทำให้เศรษฐกิจไทยมีการ ขยายตัวเพิ่มขึ้นครับท่านประธานครับ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ๑.๕ เปอร์เซ็นต์จากประมาณ การที่ไว้เดิม ซึ่งก็เหมือนกับปี ๒๕๖๓ ที่ประมาณการว่าเศรษฐกิจนั้นจะติดลบ ๖ เปอร์เซ็นต์ แต่เอาเข้าจริงครับท่านประธาน ติดลบเพียงแค่ ๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เนื่องจากออก พระราชกำหนดเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทครับท่านประธาน โดยการประเมินหนี้สาธารณะของ เดือนกันยายนปี ๒๕๖๔ นั้น น่าจะอยู่ที่ ๕๘.๖๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการอยู่ในกรอบไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่งพระราชกำหนดกู้เงินฉบับแรกจำนวน ๑ ล้านล้านบาทนั้น ตอนนี้ทราบว่ามีการเบิกจ่ายไปแล้วกว่า ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เกือบจะเต็มวงเงินแล้ว ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นจะต้องออกพระราชกำหนดเพื่อให้มีการกู้เงินรอบใหม่เพื่อให้คนไทย พ้นภัยจากโควิด (COVID) ทั้งนี้ในด้านสาธารณสุข ด้านการเยียวยาและด้านการฟื้นฟู เศรษฐกิจโดยทั่วไปซึ่งสามารถที่จะนำเงินกู้เหล่านี้มาเพื่อดำเนินการใน ๓ ประเด็นหลัก ดังกล่าว ท่านประธานครับ ผมหวังและเชื่อว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้งบประมาณฟื้นฟูให้ตรงจุดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าเงินทุกบาท ทุกสตางค์จะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า เต็มประสิทธิภาพ บังเกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยมุ่งเน้น การฟื้นฟูเยียวยากลุ่มประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน ช่วยอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โรงแรม และให้กับทัพหน้าด้านสาธารณสุข ท่านประธานครับ ซึ่งผมมีข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการรายย่อยอยู่หลายรายด้วยกัน แต่อยากจะยกตัวอย่าง สักนิดหนึ่งเพื่อที่จะเป็นสิ่งที่ให้รัฐบาลนั้นโดยกระทรวงการคลังนำไปปรับปรุงแก้ไขในการกู้ เงินในรอบนี้ ก็คือในเรื่องของนักธุรกิจรายย่อยบอกว่ามีปัญหาในการกู้เงินตามนโยบาย ซอฟต์โลน (Soft Loan) ของรัฐบาล กล่าวคือมีนักธุรกิจรายหนึ่งมาตัดพ้ออย่างหนักเลยว่าเขามีหลักทรัพย์ของธนาคาร ธนาคาร ของรัฐด้วยนะครับ ขอไม่ออกชื่อของธนาคารก็แล้วกัน ประเมินทรัพย์สินของเขาอยู่ที่ ๓๖ ล้านบาท เขาขอสินเชื่อซึ่งธนาคารนั้นก็อนุมัติ อนุมัติไปที่ ๑๑.๔ ล้านบาท ปัจจุบันนี้ เขาได้รับผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) จึงขอกู้เงินจากธนาคารเดิมตามนโยบายของ รัฐบาล ซึ่งเขาหวังว่าจะได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ๓ ล้านบาท แต่ธนาคารกลับอนุมัติ ให้เขาเพียงเท่าไรรู้ไหมครับ ทราบไหมครับ ๕๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง อันนี้ไม่สามารถที่จะ เป็นการเยียวยาได้ตรงจุดที่รัฐบาลมีนโยบายออกไป ท่านประธานครับ สุดท้ายผมเชื่อว่า ทุกวิกฤตินั้นย่อมมีโอกาส โอกาสที่ดี ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นไป ทั่วโลก และมีความรุนแรงขึ้น จึงจำเป็นที่รัฐบาลของเราต้องกู้เงินมาเพิ่มเพื่อนำมาแก้ปัญหา ภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลคงทราบดีว่าเงินกู้นั้นทุกบาททุกสตางค์เป็นภาระที่คนไทยทุกคน ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้นการใช้เงินก้อนโตนี้จึงต้องดำเนินการให้ทันท่วงทีและให้เกิด ประโยชน์กับประชาชนให้มากที่สุดครับ มีตัวชี้วัดที่สามารถสรุปได้ว่าบังเกิดประสิทธิผล สูงสุดกับประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม มิติทาง ชุมชน ประชาชน และผู้ประกอบการเป็นต้นครับท่านประธานครับ กระผมจึงเห็นด้วยกับ ร่างพระราชกำหนดการกู้เงินเพิ่มเติม ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ นี้เป็นอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณครับ🔗
มีสมาชิก อีก ๓ ท่านนะครับ เริ่มจากท่านนายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง พรรคก้าวไกล ท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ พรรคภูมิใจไทย ท่านสรัสนันท์ อรรณนพพร พรรคเพื่อไทย ขอเชิญคุณหมอวาโย ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารอย่างยิ่งนะครับ กระผม วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้สภาของเราถกเถียงอภิปรายกัน ในเรื่องของ พ.ร.ก. ที่จะให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มอีก ก่อหนี้เพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขออนุญาตฝ่ายโสตนำสไลด์ (Slide) ขึ้นนะครับ🔗
เรามาดูกันที่ข้อมูลเชิงประจักษ์ ว่ากันตามข้อมูล ว่ากันตามพยานหลักฐาน การพิจารณา พ.ร.ก. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในครั้งนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่พูดถึง พ.ร.ก. เมื่อ ๑ ปี กับ ๑๑ วันที่แล้ว ก็คือ พ.ร.ก. กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ครั้งที่แล้วครับท่านประธาน ผมไม่ได้อภิปราย ผมให้โอกาสครับ เห็นว่า ประเทศชาติมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินจริง ๆ แต่ปัญหาก็คือว่าเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง ๑ ล้านล้านบาทที่ทางรัฐบาลได้กู้ไป สัดส่วนที่จัดออกมาหน่วยเป็นล้านบาท ท่านประธานดูครับ ส่วนที่สำคัญที่สุดคือส่วนที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) คือด้านการแพทย์นั่นเอง คือ สีแดง แล้วก็ส่วนที่เอาไปเยียวยา คือส่วนที่สีส้มเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุด ก้อนเค้ก (Cake) ที่ใหญ่ที่สุด แล้วก็ส่วนสีเทาครับท่านประธาน เป็นส่วนที่เอาไว้ฟื้นฟูกิจการห้างร้านต่าง ๆ หลังจากวิกฤตินี้ผ่านไป รัฐบาลได้วางเอาไว้แบบนี้ แก้ไข เยียวยา แล้วก็ฟื้นฟู แต่ท่านประธาน ดูครับ ปัญหาคือเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ปัญหาคือเรื่องของการระบาดของเชื้อไวรัส รัฐบาลจัดสรรงบประมาณใน ๑ ล้านล้านบาทที่กู้ไปนี้เพื่อแก้ไขปัญหาทางสาธารณสุข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนแค่ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินทั้งหมดเท่านั้นเอง ทำไมผมถึง ต้องพูดเรื่องนี้ก่อน ทำไมเราไม่เจาะไปที่ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวผมจะว่ากันต่อไป ประชาชนสามารถเข้ามาดูหน้านี้ได้ครับ เว็บไซต์ (Website) ไทยมีดี (THAIMEE-D) เป็นของ สภาพัฒน์ ดีมากเลยครับ หน่วยงานของรัฐบาลได้ทำเว็บไซต์ (Website) ให้กับประชาชน สามารถเข้าไปมอนิเตอร์ (Monitor) ไปสอดส่องคอยดูแลรักษาสิทธิ รักษาอำนาจของตัวเอง ว่ารัฐบาลเอาเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง ผมอัปเดต (Update) ล่าสุดนะครับ จริง ๆ แล้วผมอัปเดต (Update) ล่าสุดเมื่อคืน แต่เมื่อสักครู่นี้ผมนั่งฟังท่าน ส.ส. วทันยา ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ท่านมีข้อมูลที่อัปเดต (Update) กว่านี้ ผมเลยต้องมานั่งเปิดใหม่เมื่อสักครู่นี้ว่าข้อมูลในเว็บไซต์ (Website) ของสภาพัฒน์มันอัปเดต (Update) ล่าสุดแล้วหรือยัง เราว่ากันข้อมูลตามนี้ก่อนแล้วกัน นะครับ พ.ร.ก. กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาทแบ่งออกเป็น ๓ ช่อง เมื่อสักครู่นี้ที่ผมบอก แก้ไข เยียวยา แล้วก็ฟื้นฟู ข้อมูลนี้จริง ๆ แล้วอัปเดต (Update) เท่าที่ผมทราบก็คือวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ตัวเลขมันตรงกัน เดี๋ยวผมจะให้ดูเอกสารที่เป็นเอกสารราชการอีกทีหนึ่งว่ามัน เป็นอย่างไร วงเงินที่รัฐบาลจัดสรรเพื่อสำหรับแก้ไขปัญหา ๑ ล้านล้านบาท เอามา ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ คือ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ณ วันที่ ๒๘ พฤษภาคม เมื่อ ๑๑ วันที่แล้ว เมื่อ ๑๑ วันที่แล้วอนุมัติ ไปแค่ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่าอะไรครับ สภาให้เงินไปแล้ว ๑ ปี ให้ไปแล้ว ๑ ปี เอาเงินไป คิดโครงการออกมาว่าจะเอาเงินนี้ไปทำอะไร เพิ่งคิดออกมาได้แค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ และทำจริง ๆ คือเบิกจ่ายยังไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายไป ๙,๕๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็คือเป็นเอกสารที่สภาพัฒน์เขาได้รายงานออกมา ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ตามที่ผมได้ รายงานไปเมื่อสักครู่นี้ เขาเขียนรายละเอียดออกมาหมดเลยครับท่านประธานว่ารัฐบาลเอา เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ที่ปีที่แล้วก็เอามาให้สภาดู ๕ แผ่นเหมือนกัน เอาไปทำอะไรบ้าง ก้อนแรกในแผนภูมิรูปเค้ก รูปพายเมื่อสักครู่นี้ส่วนที่เป็นเล็ก ๆ สีแดง ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่ ณ วันที่ ๒๘ พฤษภาคมเพิ่งจะใช้ไปได้แค่ ๙,๕๐๐ ล้านบาท ผมตีให้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเลยก็ได้ เหลือเงินอีก ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธานดูสิครับ เดี๋ยวผมอ่านให้ฟังเพราะตัวมันเล็ก โครงการเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการเพื่อต่อสู้ภัย พิบัติจากโรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำโควิด-๑๙ (COVID-19) ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำคัญนะครับท่านประธาน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์คือกรมที่เป็นหัวหอกหลัก เป็นแม่ทัพ หลักในการตรวจโควิด (COVID) ในครั้งนี้ จัดสรรงบให้เขามากมายมหาศาลครับท่านประธาน จาก ๑ ล้านล้านบาท เพิ่มห้องปฏิบัติการโควิด (COVID) ให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ๒,๙๐๐,๐๐๐ บาท โอเคเบิกไปแล้ว ผมให้ความเป็นธรรมครับมันมีอยู่ในส่วนอื่นด้วย อย่างที่ ผมได้อภิปรายไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในวาระแรกของ พ.ร.บ. งบประมาณ มีพัฒนาเรื่องนี้ให้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ของปี ๒๕๖๕ อีกประมาณ ๑๖ ล้านบาท ท่านประธานดูข้างล่าง ที่เหลือครับ โครงการพัฒนาห้องปฏิบัติการชีวนิรภัย ระดับ ๓ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ตั้งไว้ ๒๔ ล้านบาท ยังไม่ได้เบิกจ่าย ยังไม่ได้ทำ จัดซื้อเครื่องตรวจสอบ ระบบการแพร่กระจายเชื้อในห้องแยกโรคของ ศบศ. ยังไม่ได้เบิก ศูนย์เปอร์เซ็นต์ครับ โครงการเพิ่มศักยภาพการรักษาผู้ป่วยโควิด (COVID) ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ของ คณะแพทยศาสตร์ เชียงใหม่ ศูนย์เปอร์เซ็นต์ โครงการเตรียมความพร้อมในการให้บริการ ของโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ของ มอ. ของกรุงเทพมหานคร ของรามาธิบดี ยังไม่ได้ใช้เลย อันนี้วันที่ ๒๘ พฤษภาคม เดี๋ยวผมจะพูดถึงข้อมูลอัปเดต (Update) ใหม่ล่าสุดอีกทีหนึ่ง นี่คือผ่านมา ๑ ปีนะครับท่านประธาน ๑ ปี สภาให้เงินไปแล้ว เอาไปดองไว้เฉย ๆ นี่อะไรครับ โครงการเพิ่มศักยภาพรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคโควิด (COVID) ของมหาวิทยาลัยมหิดล อีก ๔๕ ล้านบาทกว่า ก็ยังไม่ได้ใช้ โครงการเพื่อจัดหา อุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขและห้องปฏิบัติการของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ของกรุงเทพมหานคร ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ไม่ได้ใช้ สักบาท ๑ ปีผ่านมาแล้วนะครับท่านประธาน ท่านประธานดูสิครับ โครงการที่ ๑ กับ ๓ ที่ผมวงไว้คือโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาด คือพัฒนาขึ้น จ่าย ๒ รอบ จะพัฒนา ๒ รอบ รอบที่ ๑ กับรอบที่ ๒ รอบที่ ๑ ท่านตั้งไว้ ๒,๐๐๐ ล้านบาท รอบที่ ๒ ท่านตั้งไว้ ๕,๘๐๐ ล้านบาท ท่านเบิกจ่ายไป ๐.๘๖ เปอร์เซ็นต์ กับ ๐.๗๙ เปอร์เซ็นต์ ความตลกก็คือว่ารอบแรกท่านจ่ายเขาไป ๐.๘๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วท่านมาจ่ายรอบ ๒ อีก ๐.๗๙ เปอร์เซ็นต์ ทำไมท่านไม่จ่ายรอบแรกให้เสร็จก่อนนะครับ แล้วท่านดูด้านล่าง ๒๘ พฤษภาคม ๑ ปีผ่านไป นับจากวันที่ท่านเอาเงินจากสภาไป ๑ ล้านล้านบาท ของกรมการแพทย์ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โครงการปรับปรุงหอ ผู้ป่วยวิกฤติ ไอซียู (ICU) เป็นเนกาทีฟ เพรสเชอร์ (Negative Pressure) ห้องความดันลบ ๑๒๑ ล้านบาทท่านประธาน ก็ไม่ได้ใช้สักบาท กู้เงินไปท่านประธานครับ เวลาเราเดินไป ที่ธนาคาร เรามีโครงการที่จะไปกู้เงิน แล้วจะเอาไปใช้ไปลงทุนอะไรสักอย่างหนึ่ง เรากู้เงินมา เราควรจะต้องรีบใช้ใช่ไหมครับ ทำไมมันต้องรีบใช้ท่านประธานครับ เพื่อให้มันเกิดประโยชน์ ถูกต้องไหมครับ และให้ประโยชน์นั้นมันเหนือกว่าสิ่งหนึ่งคือดอกเบี้ย ท่านกู้เงินไปเฉย ๆ แล้วท่านก็เอาไปดองเอาไว้ ไม่เอามาใช้ ผ่านไปปีหนึ่งครับ ปีนี้วันที่ ๙ วันนี้วันที่ ๙ จะมา ขอเพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็เลยรีบใช้ เพราะกลัวว่าสภาจะมาพูดแบบนี้วันนี้ ท่านเลยอนุมัติโป้งเลย เมื่อวานครับ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทท่านอนุมัติ ที่ผมพูดไปทั้งหมดนี้ ท่านอนุมัติโป้งหมดเลยเมื่อวาน แล้วท่านก็เบิกจ่ายไปจนเกือบครบ ท่านเบิกจ่ายไปได้ เมื่อวานเบิกจ่ายไป ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านก็มารีบใช้เลย ข้อมูลนี้ผมพยายามอัปเดต (Update) ล่าสุดผ่านเว็บไซต์ (Website) ไทยมี (ThaiME) ของสภาพัฒน์ที่ผมได้เรียนไป เมื่อสักครู่นี้ เมื่อกี้ ๕ นาทีก่อนหน้านี้ผมก็ยังนั่งรีเฟรซ (Refresh) กดเอฟ ๔ (F4) ดูอีกทีหนึ่ง ว่ามันอัปเดต (Update) หรือยัง แล้วข้อมูลที่ผมพูดว่า เมื่อวานนี้ทางรัฐบาลได้อนุมัติทั้งหมด ที่เหลืออีก ๔๓ เปอร์เซ็นต์ของ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้ผมเอามาจากไหน ผมก็นั่งฟังอยู่ ในห้องนี้ครับ ผมเกือบไปแล้วครับท่านประธาน ดีที่ ส.ส. วทันยา วงษ์โอภาสี ขออนุญาต ที่เอ่ยนามท่าน ท่านอภิปรายเรื่องนี้ก่อนผมไปเมื่อสักครู่สักประมาณ ๒-๓ ชั่วโมงก่อน ท่านเอาข้อมูลนี้อัปเดต (Update) ล่าสุดบอกว่าเมื่อวานนี้สรุปเขาเบิกจ่ายไปหมดแล้ว ผมเป็นฝ่ายค้าน ผมยังไม่เห็นข้อมูลนี้ ผมเหมือนประชาชนทั่วไป ผมเข้าเว็บไซต์ (Website) ตรวจสอบผมยังไม่เห็นครับ ผมเกือบไปแล้ว ถ้าผมอภิปรายเหมือนเดิม เหมือนกับที่ท่านบอก ประชาชน ผมจะต้องถูกโต้แย้งอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ๑ ปี เมื่อสักครู่นี้ก็มี ส.ส. อีกท่านหนึ่ง ท่านอาจารย์เพชรดาว โต๊ะมีนา ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านก็ได้ช่วยนับเวลามาแล้วว่ากี่วันจนถึงวันนี้ ท่านนับมาได้ ๑ ปี กับ ๑๑ วัน ๑ ปี กับ ๑๑ วันครับท่านเพิ่งจะเอามาใช้ ท่านกู้เงิน แล้วท่านก็เอาไปดองไว้ผ่านไปปีหนึ่งให้ดอกเบี้ย มันงอกงาม แล้วเพิ่งจะมาใช้ประโยชน์ เอาจริง ๆ ท่านยังใช้ประโยชน์ไม่เสร็จด้วย เพราะ ท่านเบิกไปแค่ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ถึงแม้ท่านจะอนุมัติโครงการโป้ง ไปหมดแล้วจนครบ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทเมื่อวาน แต่ตรงนี้ครับท่านประธานใช้หมดไปนานแล้ว ส่วนที่ ๒ คืออะไรครับ เมื่อกี้ก้อนใหญ่เลย ในรูปเค้กผมเมื่อสักครู่สีส้ม ก็คือส่วนที่เอาไป เยียวยา ทำไมใช้เยอะจังเลย ทำไมใช้ครบเลย ๖๘๕,๐๐๐ ล้านบาท เพราะอะไรครับ เพราะ โครงการเยียวยาของท่านมีแต่แจกเงิน การเอาเงินไปทำโครงการ ไปช่วยแก้ไขปัญหาคนไข้ ไปสร้างห้องปฏิบัติการ คิดโครงการต่าง ๆ เพื่อมารองรับกับสถานการณ์วิกฤติ อันนี้มันยาก ผมเข้าใจ มันใช้เวลาหน่อย ท่านใช้เวลาเป็นปีหลังจากที่ท่านได้เงินไป แต่พอเป็นโครงการ เยียวยาอย่างนี้ ท่านประธานครับ แจกเงิน แจก มันง่าย ผมก็ไม่รู้ว่าที่ท่านแจกไปนี้มันมี การหมุนเวียน มีการกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้สักเท่าไร ท่านเอาไปทำอะไรบ้าง โครงการ เยียวยา ก็แจกเงินทั้งนั้นล่ะ กี่ล้านคน ๑๕๙,๐๐๐ ล้านบาท ๓,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ๑๙,๙๙๐ ล้านบาทบ้าง ท่านแจก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ ท่านใช้เร็วเลย สนุกมือเลย ส่วนที่ ๓ ครับท่านประธาน คือส่วนที่เอาไว้ฟื้นฟู ส่วนนี้จริง ๆ อนุมัติโครงการไปน้อยที่สุดเลย ยังไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนนี้ มันเป็นส่วนฟื้นฟู ถูกไหม ครับ โครงการในการฟื้นฟูท่านประธานดูครับ มีทั้งหมด ๒๓๖ โครงการ แก้ไขปัญหา ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท มีทั้งหมด ๔๒ โครงการ ส่วนเอาไปแจกเงิน เกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านมีอยู่ ๙ โครงการ ก็ชื่อดัง ๆ ทั้งนั้นล่ะ ผมไม่พูดแล้วกัน ส่วนตัวฟื้นฟู ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท โครงการ ๒๓๐ กว่าโครงการ ประชาชน ท่านประธานครับ เราลองกดไปดูครับ ปุ่มสีเขียว กดปุ๊บไป มีอะไรบ้างครับ หน้าแรก โผล่มาเลยครับ ผมก็มานั่งไล่ดูโครงการว่าเอ๊ะท่านเอาไปฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำอะไร นี่ครับ โครงการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี สำคัญมาก แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันเหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้ หรือเปล่า โครงการส่งเสริมการทอผ้าซาโอริ (SAORI) ผมต้องไปนั่งเปิดดูว่าผ้าซาโอริ (SAORI) มันผ้าอะไร โครงการทำน้ำเต้าเงินน้ำเต้าทอง โอ้โห ไม่ได้บอกไม่สำคัญครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันเหมาะสมกับสถานการณ์หรือเปล่า เรามาดูโครงการใหญ่ ๆ บ้าง เมื่อสักครู่นี้โครงการมันหลักแสน เรามาดูโครงการหลักล้านบ้างครับ โครงการพัฒนา เพิ่มศักยภาพมัลเบอรี่ วัลเลย์ (Mulberry Valley) โครงการนี้ ๓ ล้านบาท ผมก็กดไปดูว่า มันได้ประโยชน์อะไรบ้าง อันนี้ลองสุ่ม ๆ กดดูนะครับ โครงการหลักล้าน ทาร์เกต (Target) คนได้ประโยชน์เท่าไรครับ ๕๐ คน หวังว่าจะทำอะไรครับ เพิ่มรายได้ เท่าไรครับ ๕,๐๐๐ บาทต่อปี ต่อครอบครัว ผมให้ ๕๐ คนอยู่คนละครอบครัวหมดเลย ๕๐ คูณ ๕,๐๐๐ ได้ ๒๕๐,๐๐๐ กี่ปี ลองมาดูข้างล่าง เป้าหมาย ๒ ปี ๒๕๐,๐๐๐ คูณ ๒ ได้ ๕๐๐,๐๐๐ ท่านลงทุนเท่าไรครับ ๓ ล้านบาท ผมดูต่อ ท่านเอาไปทำอะไรบ้าง ไหนดูสิเอาไปทำอะไรครับ ค่าจ้างเหมาเอกชน ๑ ค่าจ้างเหมาเอกชน ๒ ๒๐๐,๐๐๐ บาทบ้าง ๓๕๐,๐๐๐ บาทบ้าง จ้างใคร จ้างทำอะไร ซื้อวัสดุ เกษตร ๑ ซื้อวัสดุเกษตร ๒ ซื้ออะไร ซื้อกับใคร ๖๐๐,๐๐๐ กว่าบาท อีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าโครงการแบบนี้มันมีการศึกษาความเหมาะสม ศึกษาผลกระทบอะไรต่าง ๆ ไหม ดูต่อเรื่อยลงมา อ๋อ ไม่มี ไม่มีการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ประชาชนอยากกดดู ไฟล์ (File) ครับ เอาไฟล์ (File) ออกมาดูสิว่าศึกษามา ไม่มีไฟล์ (File) ไม่มีการศึกษา ขออีก ตัวอย่างหนึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน โครงการนี้ดังครับ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เป้าหมายคืออะไรครับ ท่านประธาน เป้าหมายคือหวังว่าจะเพิ่มรายได้ให้กับประเทศชาติ ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าท่านบอกพวกเราว่า ท่านบอกผม บอกประชาชนว่า ท่านจะลงทุน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วท่านจะได้กำไรกลับมา ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือท่าน ได้กำไร ๕ เท่าผมถามว่าที่ท่านทำไปแล้ว ที่ท่านมากู้เงินแล้วท่านเอาไปทำ ที่เราตีเช็คเปล่าให้ ท่านไปปีที่แล้ว และท่านเขียนโครงการแบบนี้มาและท่านทำผลประกอบการเป็นอย่างไรครับ โอเคจบ ๑ ล้านล้านบาท เรามาดูตัว ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้านซ้ายคือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงกลางคือ ๑ ล้านล้านบาท ท่านดูสิครับ แทบไม่ต่างเลย มีส่วนที่เพิ่มมาคือส่วนสีเทา คือส่วนฟื้นฟู หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าท่านคิดว่าท่านน่าจะฟื้นฟูเยอะ ในปี ๒๕๖๕ หมายความว่าท่านคิดว่าวิกฤติมันจะจบภายในปีเดียวหรือเปล่า และท่านดู ส่วนที่สำคัญที่สุด เงินนี้เราเอาไปแก้ปัญหาโควิด (COVID) ถูกไหมครับ โอเคมันเพิ่มขึ้น จาก ๔.๕ เปอร์เซ็นต์เป็น ๖ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๔๕,๐๐๐ จากล้านหนึ่ง กับ ๓๐,๐๐๐ จาก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านดูภาพรวม เราคาดหวังอะไรกับสิ่งที่ท่านจะเอาไปทำ ได้บ้าง จากประสบการณ์ที่พวกผมถูกหลอกมาแล้ว ท่านเดินมาสภาครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ไม่มา ท่านมาสภาครับมาขอเงินให้ประชาชนร่วมกันกู้หนี้ยืมสิน ติดหนี้กันอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยกระดาษ ๕ แผ่น และจากผลงานที่ผ่านมาที่ผมเอาหลักฐานมาให้ท่านดูทั้งหมด ผมไม่แน่ใจครับท่านประธานว่ามันมีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหนที่เราในฐานะที่เป็น สมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรจะอนุมัติเห็นชอบกับกระดาษ ๕ แผ่นนี้ และผลงานที่ผ่านมา ทั้งปี ด้วยเหตุผลดังกล่าวครับท่านประธาน ผมคงไม่อาจที่จะเห็นชอบกับ พ.ร.ก. นี้ได้ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านณัฏฐ์ชนนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอ นาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลสำนักแต้ว สำนักขามของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมมาอภิปรายสนับสนุนและท้วงติง พ.ร.ก. ฉบับนี้ ไม่ได้มีเจตนา จะอภิปรายนายกรัฐมนตรี เพราะกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ วันนี้เราจะถามว่าคนไทยกลัวอะไรมากที่สุดครับ ๓ อย่างครับ ๑. กลัวติด โควิด-๑๙ (COVID-19) อันนี้ก็เป็นที่รับรู้ว่ากลัวกันทั้งประเทศ ๒. มันมีอาการกลัววัคซีนครับ กลัวตาย กลัวเป็นอัมพฤกษ์ กลัวต่าง ๆ นานา แต่สิ่งที่น่ากลัวหลังจากนี้คืออะไรครับ กลัว ธ.ก.ส. ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม หรือว่ากลัวเจ้าหนี้ครับ นี่ก็คือโลกแห่งความเป็นจริง ที่จะเกิดขึ้นในสภาพสังคมไทย กลัวโควิด (COVID) กลัววัคซีน และกลัวเจ้าหนี้ครับ🔗
ท่านประธานครับ วันนี้ก่อน พ.ร.ก. ฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณามันเกิด อะไรขึ้นครับ ก่อนหน้านี้สภาพัฒน์ กระทรวงการคลังเสนอเท่าไรครับท่านประธาน เสนอมา ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เสนอให้กับคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม กรอบงบประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หลังจากนั้นวันที่ ๒๕ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา พ.ร.ก. ฉบับนี้ กำหนดกรอบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปไหน สิ่งเหล่านี้ผมไม่ต้องถามว่า มันหายไปไหน แต่ผมถามว่ากระทรวงการคลัง สภาพัฒน์คุณเล่นอะไรอยู่ รู้อยู่กรอบ งบประมาณมันเท่าไร ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เสนอเข้ามา ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อให้ตัด ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นวันนี้การออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ ประชาชนสงสัย ข้าราชการก็สงสัยครับ พวกผมในฐานะที่เป็น ส.ส. เซอร์ไพรส์ (Surprise) ครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้มีความกังวล ไม่ได้ห่วงครับ แต่สิ่งที่เราสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น กับกระบวนการทั้งหมด ใครเป็นคนยกร่าง ใครเป็นคนนำเสนอ สภาพัฒน์กระทรวงการคลัง ใช่ไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาพูดถึงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็น พ.ร.ก. ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน มีอยู่ ๓ ก้อนครับ ก้อนที่ ๑ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทก้อนเล็กสุด เอาไว้ต่อสู้โควิด (COVID) ก้อนที่ ๒ เยียวยาประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก้อนใหญ่ที่สุด ก้อนนี้เอาไปทำอะไร แจกครับ ก้อนที่ ๓ เป็นก้อนฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นโครงการต่าง ๆ ที่ส่งผ่านกระทรวง ทบวง กรม วันนี้ท้องถิ่นเขารออยู่ครับ อย่าไป หลอกเขาอีกนะครับสภาพัฒน์ เพราะฉะนั้นวันนี้ก้อนที่ ๑ ก้อนที่ ๒ ก้อนที่ ๓ รวมกันแล้ว ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เป้าหมายแนวทางในการกู้เป็นการนำไปแก้ปัญหาโควิด (COVID) หรือคุณเอามาบังหน้า ใช้เงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทไปบังหน้าเพื่อแก้ปัญหาโควิด (COVID) แต่เอาเงิน ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาทไปดำเนินการเรื่องอื่น แถวบ้านผมเขาเรียกว่าซื้อเหล้าพ่วง เบียร์ครับ วันนี้เจตนารมณ์ในการนำเงินกู้ไปแก้ไขการเงิน การคลังของประเทศที่ใช้อยู่ ปัจจุบัน เพราะขณะนี้เพดานเงินกู้ชนเพดานครับ เกือบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นวันนี้ผม ขอถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ได้ถามนายกรัฐมนตรีครับ และถามสภาพัฒน์ ๓ คำถามนี้ ๑. รัฐบาลกู้เงินจากแหล่งใด วิธีการกู้คุณกู้อย่างไร ช่วยบอกพวกผมหน่อย อย่าบอกว่ากู้เท่าโน้นเท่านี้ แต่เราอยากรู้ว่ากู้อย่างไร วิธีไหน ขณะนี้ข้อที่ ๒ ว่ากระทรวงการคลังรัฐบาลดำเนินการกู้เงิน พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ หรือยัง เพราะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม สามารถกู้ได้หลังจาก วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ข้อที่ ๓ หนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้เวลาเท่าไรครับ ในการที่จะคืนหนี้ ๓ ข้อ ๓ ประเด็น ท่านประธานครับ วันนี้ปัญหาอุปสรรคในพื้นที่ในการ แก้ปัญหาโควิด (COVID) บางครั้งนะครับสภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง ท่านไม่ได้รู้หรอกครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ท่านเคยสอบถาม อสม. ไหม เคยสอบถามกำนัน ผู้ใหญ่บ้านไหม เคยลงปฏิบัติภาคสนามหรือเปล่า ในพื้นที่ระบาดท่านเคยไปไหม ฝ่ายปกครอง จังหวัด ในฐานะที่เป็นประธานควบคุมโรคจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านรู้ไหมครับวันนี้จังหวัด ต้องใช้เงินฉุกเฉินของจังหวัดเป็นเงินสดในการจ่ายสำรอง ไม่มีใครให้เครดิตครับวันนี้ ท่านต้องเติมเงินสดให้ทันท่วงที อีกอย่างหนึ่งครับปรากฏว่าทุกหมู่บ้านมีการตั้งจุดสกัด มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย ผรส. แพทย์และ อส. รวมถึง อสม. ในการตั้งจุด วันนี้คนเหล่านี้ เบิกเบี้ยเลี้ยงไม่ได้ครับท่านประธาน ข้าราชการหน่วยอื่นสามารถเบิกเบี้ยเลี้ยงจากต้นสังกัดได้ แต่คนทำงานจริง ๆ เบิกไม่ได้แล้วจะไปบอกใครครับ มาบอก ส.ส. ส.ส. เลยบอกสภาพัฒน์ ต้องไปดำเนินการให้ถึงมือคนทำงาน เพราะฉะนั้นปัญหาหมู่บ้านชายแดนที่ต้องตั้งจุดตรวจ รอบประเทศ ๒๔ ชั่วโมงต้องจัดสรรงบประมาณไปให้เขาดำเนินการ บุคลากรทางการแพทย์ วันนี้การบริหารของบุคลากรทางแพทย์ก็มีความจำเป็นต้องการมาก สุดท้าย สถานที่แห่งนี้ คือโรงละครแห่งชีวิต คือโรงละครที่ระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกถือปฏิบัติ เรียกว่า กระบวนการทางรัฐสภา ท่านประธาน คณะรัฐมนตรี ๓๕ คน ส.ส. ๕๐๐ คน ส.ว. ๒๕๐ คน ล้วนแล้วมีบทบาทหน้าที่ได้รับมอบหมายจากใครครับ ประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กรุณาอย่าดูถูก อย่าดูหมิ่น อย่าเหยียดหยามบทบาทและการทำหน้าที่ของบุคคลอื่น จงถาม ตัวเราเองให้มาก ๆ ว่าบทบาทที่เราได้รับทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติ ประชาชน หรือเปล่า ถ้ายังจงรีบทำเสียก่อนที่เวลาของทุกท่านจะหมดไป ขอบคุณมากครับ🔗
เชิญ ท่านสรัสนันท์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน สรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ท่ามกลางการระบาดโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) เกือบ ๒ ปี เราได้เห็นความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนของการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจที่กำลังจะล้มละลาย ส่วนใหญ่เกิดจากมาตรการควบคุมโรคระบาดที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะความเป็นจริงค่ะ เป็นเวลาเกือบ ๑ ปีกับอีก ๓ เดือนภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ประชาชน ไม่สามารถใช้ชีวิตทำมาหากินหารายรับได้ รายจ่ายเพิ่มพูน หนี้ท่วมหัว ทำให้วันนี้ สภาของเราอีกครั้งหนึ่งจะต้องมาพิจารณา พ.ร.ก. งบประมาณเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีที่แล้ว ๑.๙ ล้านล้านบาทก็เอาไปช่วยโควิด (COVID) หลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว เดือนที่แล้วเราก็อภิปราย พ.ร.ก. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อาทิตย์ที่แล้วเราก็มี การอภิปรายงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๕ ๓ ล้านล้านบาท มาอาทิตย์นี้เราขออีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือเงินที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอกับสภาแห่งนี้ เพื่อเอาไปช่วยโควิด (COVID) ท่านประธานคะ ดิฉันไม่ได้มีปัญหานะคะถ้าจะมาขอเงินกู้ แต่ทว่าเงินกู้ที่ท่านขอไป ไม่เคยถึงมือประชาชน ไม่เคยถึงมือคนที่กำลังจะหมดลมหายใจ ผู้ประกอบการรายย่อย เกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์เข้าไม่ถึงเงินกู้ที่ท่านบอกว่าจะเอาไปให้เขามีลมหายใจต่อได้ในสภาวะ ขาดแคลนลักษณะนี้ ท่านคะเงินกู้ ๑.๙ ล้านล้านบาท ที่ขอไปปีที่แล้ว ทำไมประเทศไทยเรา ยังอยู่ในสถานการณ์ที่อุปกรณ์การแพทย์ยังขาดแคลน ทำไมผู้ประกอบการยังเข้าไม่ถึงเงินกู้ ทำไม อสม. ยังต้องควักเงินตัวเองในขณะที่ปฏิบัติงานเพื่อที่จะไปซื้อหน้ากากอนามัย หรือว่า เครื่องตรวจอุณหภูมิ ทำไมผู้ประกันตนยังไม่ได้เบี้ย แต่ที่สำคัญที่สุดมาจนถึงวันนี้ เกือบ ๒ ปี ทำไมประชาชนคนไทยยังไม่ได้ฉีดวัคซีน จนกระทั่งวันนี้สถานการณ์ปัจจุบันมีการเกิดการ ระบาดระลอกครั้งใหญ่ที่สุดและดูเหมือนจะไม่สามารถควบคุมได้ ตัวเลขผู้เสียชีวิตมากมาย ก่ายกองค่ะ วันละ ๓๐-๔๐ คน สรุปคือที่ประชาชนคนไทยต้องลำบากตรากตรำทนรอให้ วันที่ทุกอย่างจะคลี่คลายลงปีกว่า ๆ มันทำอะไรได้บ้าง รัฐบาลประสบความสำเร็จกับการ แก้ไขปัญหานี้อย่างไร โรคก็คุมไม่ได้ เศรษฐกิจก็สาหัส แนวทางปลายอุโมงค์ของประเทศไทย เรา ดูแล้วรัฐบาลยังไม่ทราบเลยค่ะว่าจะไปต่ออย่างไร ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันดิฉันเกรงว่า มาตรการการปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ คงจะไม่เป็นผลอีกต่อไปเพียงเพื่อที่จะระงับ การแพร่เชื้อเพราะว่ามันไปไกลแล้วค่ะ หลายคลัสเตอร์ (Cluster) เหลือเกิน จับต้นชนปลาย ไม่ถูกว่าจะต้องเอาอย่างไรต่อ การที่เราปิดประเทศต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ยิ่งทวีคูณ ความเสียหายให้กับประเทศ มากกว่านั้นดิฉันกลัวเศรษฐกิจจะล้มมากกว่าโรคระบาดที่เรา มีอยู่ ณ ขณะนี้ วันนี้ดิฉันขออนุญาตเป็นปากเป็นเสียงให้กับภาคการท่องเที่ยวนะคะ แม้ว่า จะเป็นการร้องขอที่มีความกระอักกระอ่วน เนื่องจากสภาวะโรคระบาด วันนี้การท่องเที่ยว ถูกเมินอย่างสิ้นเชิง เศรษฐกิจของเรา การท่องเที่ยว ๒๐ เปอร์เซ็นต์ รายรับ ๓ ล้านล้านบาท เทียบเท่ากับเงินที่ท่านขอไปจ่ายรายปี ใน ๓ ล้านล้านบาท ๑.๙ ล้านบาท มาจากต่างประเทศ เงินก้อนนั้นประเทศไทยเราเสียไปเลย ๒ ปีที่ผ่านมา แล้วก็ดูท่าทางว่ายังไม่มีแนวทางที่จะ เปิดประเทศในเร็ว ๆ นี้ ถ้าท่านยังมัวดูแต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อแบบนั้นอย่างเดียวคงจะไม่ได้เสีย แล้วค่ะ นับตั้งแต่วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๓ ที่ประเทศเราปิดพรมแดน ภาคการท่องเที่ยว เป็นกลุ่มแรกที่ตายคาที่ ตายแบบฟ้าผ่าคาที่ แล้วดูท่าทางว่าจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะได้รับการ ผ่อนปรนให้มาประกอบกิจการดังเดิม ระหว่างทางไม่มีการช่วยเหลือ โครงการต่าง ๆ ที่ท่านออกมาปีที่แล้ว ดิฉันได้อภิปรายไปหลายรอบมันไม่เวิร์ก (Work) ค่ะ มันเข้าถึง ผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น มันไปถึงแต่ผู้ที่มีศักยภาพสูง คนตัวเล็กตัวน้อยไม่เคยได้รับผล ที่ได้มาจากโครงการที่ท่านสรรหามาให้ คนกลุ่มนี้ต้องการความชัดเจนค่ะ ภาคการท่องเที่ยว อยากจะถามกับท่านนายกรัฐมนตรี อยากจะถาม ศบค. ดัง ๆ ว่าวันนั้นวันที่เขารอคอยจะ มาถึงเมื่อไร แผนเปิดประเทศคืออะไร อีกนานหรือเปล่า จะมีมาตรการอะไรที่จะอนุมัติ จะอนุญาตให้คนเข้าออกประเทศที่มันเอื้อต่อการท่องเที่ยวได้บ้าง ท่านไม่ต้องเปิดตูมเลย ก็ได้ ท่านค่อย ๆ เปิด แต่ในลักษณะไหนช่วยให้แผนงานเขาที จะต้องเป็นตัวเลขผู้ติดเชื้อ เป็น ๐ หรือท่านถึงจะเปิด หรือว่าท่านอยากจะรับเฉพาะคนที่ฉีดวัคซีนแล้วหรือจะเอาอย่างไร ทำอะไรสักอย่าง อย่างไรก็ต้องทำนะคะเพราะว่ามาถึงทุกวันนี้ประเทศอื่นเขาเริ่มทยอยเปิด กันแล้วค่ะ ถึงแม้ว่าจะมีผู้ติดเชื้อในประเทศเขา เขาก็เริ่มทยอยเปิดแล้วค่ะ เราไปดูอเมริกา ตอนนี้คนไทยหลายคนที่มีสตางค์หน่อยบินไปที่อเมริกาเพื่อที่จะไปรับวัคซีนและ การท่องเที่ยว อันนี้เป็นหนึ่งในกุศโลบายที่เขาทำขึ้นมาด้วยความที่เขามีศักยภาพด้าน การกระจายวัคซีน เพียงแค่ว่าเขาตรวจเชื้อว่าเป็นติดลบและเขาก็เข้าออกได้ตามเสรี ประเทศยุโรปก็สามารถ เดินทางภายในประเทศเชงเก้น (Schengen) ของเขาได้อย่างเสรีเพียงแค่มีการลงทะเบียน ประเทศอิตาลี ประเทศฝรั่งเศส ถึงแม้จะยังมีผู้ติดเชื้ออยู่ ถึงแม้ว่าการท่องเที่ยวจะมีสัดส่วน น้อยหน่อยในระบบเศรษฐกิจของเขา แต่เขาให้ความสำคัญมาก ๆ เขาเตรียมรับมือเป็น เดสทิเนชัน (Destination) ในการรับนักท่องเที่ยวกันอย่างคึกคักภายในเดือนนี้ ตอนนี้เริ่ม แล้วนะคะ เพราะว่าตอนนี้เป็นช่วงซัมเมอร์ (Summer) เป็นช่วงไฮซีซัน (Hihg Season) ของเขา เขาไม่ได้ดูเพียงแต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อ อันนี้คือการบริหารที่สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจ ความเป็นจริงของแต่ละประเทศ และดิฉันก็อยากให้ท่านรัฐมนตรี ท่านที่ทำงานใน ศบค. ทุกท่านต้องพึงดูว่าประเทศไทยของเราพึ่งพาการท่องเที่ยวมากน้อยขนาดไหน ปลายปีนี้ เป็นช่วงไฮซีซัน (High Season) ของเรา เราจะเอาอย่างไรเขาจะได้เตรียมตัว ผู้ประกอบการ ทุกคนเขาจะได้เตรียมการกลับมาอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่การที่จะกักตัว ๑๔ วัน ดิฉันเกรงว่านักท่องเที่ยวที่เขาพร้อมที่จะเดินทาง นักท่องเที่ยวที่เขาฉีดวัคซีนแล้วคงเลือก ที่จะไปประเทศอื่น ๑๔ วันเป็นตัวเลขที่นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้วพยายามจะเลี่ยงมากที่สุด ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ที่ท่านตั้งใจจะปั้นขึ้นมาแล้วยังยืนตัวเลขกักตัว ๑๔ วันอยู่ ดิฉันมองว่าน่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ท่านจะดึงนักท่องเที่ยวมาที่ประเทศไทยได้🔗
สิ่งที่ดิฉันอยากสะท้อนนะคะท่านประธาน คือแม้เราจะต้องเฝ้าดูตัวเลข การระบาดภายในประเทศ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วประเทศเรายังคงต้องดำเนินการ ทางเศรษฐกิจต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าหน้าที่ของรัฐบาลที่ดีเราจะต้องประคอง สาธารณสุขและเศรษฐกิจควบคู่กันไป จะต้องมีทางให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องตื่นได้แล้วนะคะ ไม่ใช่อยู่แต่ในตัวเลขผู้ติดเชื้อในแต่ละวัน ศบค. ก็ต้องตื่นด้วยนะคะ เพราะว่ามาตรการแต่ละอย่างที่ท่านออกมาใช้ไม่ได้เลย ถ้าท่านอยากฟื้นฟู เศรษฐกิจ มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่ท่านจะไม่ปลดล็อกการท่องเที่ยว เพราะว่ามันเป็นสัดส่วน ที่ใหญ่มากของระบบเศรษฐกิจของเรา ถึงท่านจะโปรยเงินขนาดไหน แจกพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนคนไทยมากขนาดไหนก็ไม่สามารถดึงเศรษฐกิจไทยกลับขึ้นมาได้🔗
ท่านประธานคะ อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากจะนำเสนอต่อสภานี้คือชุดตรวจ โควิด (COVID) ค่ะ อันนี้เป็นชุดตรวจโควิด (COVID) ที่ดิฉันได้รับมา ชุดตรวจโควิด (COVID) อันนี้คือแอต โฮม สว็อบ เทสต์ (At Home Swab Test) ที่มีความแม่นยำ ๙๙.๖ เปอร์เซ็นต์ มีราคาไม่เกิน ๑๐๐ บาท นี่คือหนึ่งในคำตอบที่หลาย ๆ ประเทศเขาเลือกใช้ สิ่งที่เขาทำคือ เอาชุดตรวจแอตโฮม (At Home) ที่ตรวจเองที่บ้านแจกจ่ายให้ประชาชนทุกคน อย่าง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ๑ บัตรประชาชนเขาแจกให้ครั้งละ ๕ ชุด ข้อดีของการตรวจเองคือ การเข้าถึงง่าย สะดวก ต้นทุนต่ำ ทำให้คนอยากตรวจมากขึ้น แล้วก็ประชาชนจะได้เช็ก (Check) ตัวเองอยู่สม่ำเสมอ ตัวเลขของผู้ติดเชื้อของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ลดลงอย่างมี นัยสำคัญและทางรัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับกับเรื่องชุดตรวจโควิด (COVID) ประเทศไทย สามารถทำได้ค่ะ แต่ทำไมท่านไม่ทำ มันง่ายมากเลยที่จะแจกชุดการตรวจโควิด (COVID) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรคะ ประชาชนคนไทยต้องวิ่งไปโรงพยาบาลเอกชน เสียสตางค์ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาทต่อครั้งในการตรวจ ถ้าจะต้องไปตรวจของรัฐจะต้องไปรอเป็นวัน ถามว่าคนหาข้าวเช้ากินค่ำจะสามารถหาสตางค์ที่ไหน เอาเวลาที่ไหนไปตรวจ อันนี้ก็เป็น ๑ ในยุทธศาสตร์ที่ท่านสามารถทำได้ในการตรวจหาผู้ป่วยเชิงรุกนะคะ อีกหนึ่งอย่าง ที่ดิฉันขออนุญาตติรัฐบาลนิดหนึ่งคือท่านปิดหูปิดตา แล้วก็เปิดโอกาสให้โรงพยาบาลเอกชน โก่งราคาในการตรวจเชื้อ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท ถือว่าเยอะมากในวิกฤติลักษณะนี้ ทำกำไร เป็นกอบเป็นกำ ใครรวยก็ได้ตรวจ คนจนก็ต้องอยู่กับความระแวงไป🔗
ท่านประธานคะ ประเด็นสุดท้ายที่ดิฉันอยากจะขออนุญาตนำเรียน ก็คือหลายท่านเห็นชอบ แล้วก็แนะนำให้รัฐบาลเปิดทางให้เอกชนกระจายวัคซีนเพื่อ ความรวดเร็ว แล้วก็มีตัวเลือกหลายยี่ห้อให้ประชาชนได้เลือกฉีดกัน ดิฉันเห็นด้วยนะคะ เพียงแต่ว่ามีคำถามเล็ก ๆ ในหัวของดิฉันคือทำไมประชาชนต้องจ่ายค่าวัคซีนเอง หรือนี่คือ การส่อการเอื้อให้โรงพยาบาลเอกชนอีกครั้งหนึ่ง โรงพยาบาลเอกชนเคาะราคากลางของ โมเดอร์นาวัคซีน (Moderna Vaccine) มาที่เข็มละ ๑,๙๐๐ บาท ๒ เข็ม ๓,๘๐๐ บาท ประเด็นคือทำไมรัฐบาลไม่จ่ายแทนละคะ มันก็เป็นสิทธิของประชาชนคนไทย เพราะว่า ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๔๗ บอกไว้เลยว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องขจัด โรคติดต่อโดยที่ประชาชนไม่เสียค่าใช้จ่าย นี่คือ ๑ ประเด็น มาตรา ๕๕ บอกว่าจะต้อง มีประสิทธิภาพและทั่วถึงอย่างเท่าเทียม รัฐบาลกำลังขัดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อยู่ ท่านประธานคะประเทศไทย เป็นประเทศที่ดีนะคะเป็นประเทศที่น่าอยู่ แต่ว่ามันดีและน่าอยู่ สำหรับคนรวยเท่านั้น ความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากรัฐบาลที่โง่เขลาตอนนี้กำลังทำให้ประเทศ ไทยอ่อนแอและหมดอนาคต ด้วยหลาย ๆ เหตุดังกล่าวที่ดิฉันได้อภิปรายไปดิฉันไม่มั่นใจเลย ว่าเงินก้อนนี้ที่เรากำลังจะอนุมัติในวันสองวันนี้จะสามารถคลี่คลายปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ของพี่น้องคนไทยได้ หรือว่าจะนำมาซึ่งสิทธิสาธารณสุขที่เท่าเทียมของทุก ๆ คนได้เลย โรคระบาดที่ว่าหนักแล้วก็ไม่เจ็บใจเท่ากับรัฐบาลที่ไม่มีทางให้ประชาชนหายใจ ขอบคุณค่ะ🔗
สมาชิกอีก ๔ ท่านที่จะอภิปรายต่อไป เริ่มที่ท่านแรก ท่านเกียรติ สิทธีอมร จากพรรคประชาธิปัตย์ ท่านนภาพร เพ็ชร์จินดา จากพรรคเสรีรวมไทย ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ พรรค ประชาธิปัตย์ และ ท่านกูเฮง ยาวอหะซัน พรรคประชาชาติไทย เชิญท่านเกียรติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ก็ขอ ร่วมอภิปราย พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คือพูดง่าย ๆ ท่านขอไปแล้วปีที่แล้ว ๑ ล้านล้านบาท วันนี้กลับมาขอกู้วงเงินเพิ่มนะครับ หลายท่านอภิปรายไปแล้วว่าที่ผ่านมาใช้ ไม่หมด แล้วก็ท่านมีความจำเป็นที่จะต้องโยกกรอบการใช้ระหว่างฟื้นฟูกับเยียวยา อันนี้เข้าใจได้ครับ ช่วงวิกฤติท่านต้องมีเงินท่านถึงจะแก้ปัญหาได้ ฉะนั้น พ.ร.ก. นี้ ท่านขอ วงเงินเพิ่มผมไม่ติดใจนะครับ แต่ผมมีข้อเสนอแนะค่อนข้างเยอะ แต่เราก็ต้องเรียนรู้จาก บทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีตว่าตอนที่เราได้ออก พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาทไปนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตัวเลขฟ้องนะครับท่านประธานครับ ฟ้องนิดหนึ่งครับว่าอย่างกรณีการแก้ปัญหาการระบาด เราอนุมัติโครงการไปได้แค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เบิกจ่ายจริง ๆ ได้ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ เป็นปัญหาเป็นตัวชี้ เรื่องการเยียวยาคงไม่เป็นประเด็นครับ มันทำง่าย ทำเร็ว แจกเงิน นี่มันไปถึงมือจบ จบแล้วก็จบกัน แต่การฟื้นฟูก็มีปัญหาอีกเช่นกันครับ กรอบการฟื้นฟู เพิ่งอนุมัติไป ๔๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง อันนี้เป็นตัวเลขของสภาพัฒน์ ณ วันที่ ๗ มิถุนายน ที่ผ่านมา แล้วก็เบิกจ่ายไปเพียง ๒๖ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้ววันนี้เราจะแก้ปัญหาวิกฤติของ ประเทศมันมี ๒ ปัจจัยครับ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมันขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการกระจาย วัคซีน ถ้าท่านจะต้องใช้วงเงินเพิ่มเติมในการที่จะทำให้การกระจายวัคซีน การได้มาและ การกระจายวัคซีนของท่านดีขึ้นทำเลยครับ รีบทำเลยครับ แต่ตรงนี้โครงการท่านไม่ชัด พอไม่ชัดสังคมก็ต้องรู้สึกว่ายังไม่มั่นใจ อันนี้ท่านรัฐมนตรีต้องช่วยตอบนิดหนึ่งว่าจะทำให้เรา รู้สึกมั่นใจได้อย่างไร🔗
อีกประการหนึ่งที่สำคัญครับ ภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้ มาตรา ๖ ระบุ ไว้ชัดครับ อันนี้ผมอยากฟังท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงนิดหนึ่งว่าท่านในฐานะการอนุมัติ จะอนุมัติเท่าที่จำเป็นโดยคำนึงถึงขีดความสามารถของรัฐในการชำระหนี้คืนประกอบด้วย ตรงนี้ในพระราชกำหนดไม่มีนะครับ ในเนื้อหายังไม่เห็น ขอฟังรัฐมนตรีชี้แจงนิดหนึ่งครับ ความสามารถในการชำระหนี้คืน ตรงนี้มันก็โยงมากับสิ่งที่ผมกำลังจะเสนอ เพราะความสามารถในการชำระหนี้คืนก็คือคุณภาพของโครงการที่ท่านอนุมัติ ถ้าท่านอนุมัติ ไม่ดีก็มีปัญหา ถ้าฟื้นฟูทำได้ดี โครงการดีเยียวยาลดลงนะครับ เพราะฉะนั้นท่านเองต้อง สามารถโยกระหว่างเงิน วงเงิน ระหว่างการระบาด การเยียวยา การฟื้นฟู ท่านต้องโยก กันไปโยกกันมาได้ ตรงนี้ผมไม่ติดใจ แต่ผมมีข้อเสนออย่างนี้ครับ ๓ เรื่องเท่านั้นที่ผมเสนอ🔗
ประการแรกจากบทเรียนใน พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาท เห็นได้ชัดว่ากระบวนการ ได้มาซึ่งโครงการท่านใช้ระบบราชการล้วน ๆ เลยครับ คือมาตามขั้นของกระทรวง อนุมัติ โดยรัฐมนตรีถึงจะไปกรรมการที่สภาพัฒน์ดูแล แต่ไม่ใช่เป็นการเริ่มต้นจากกลุ่มปัญหา ผมเสนอนะครับ เสนอท่านปรับเถอะครับ วิธีนี้พิสูจน์แล้วว่ามันไปไม่ถึงดวงดาว ไม่แก้ไข ปัญหา ไม่ตรงจุด ปรับเลยครับ เอากลุ่มเฉพาะมาเลย กลุ่มท่องเที่ยวที่เป็นปัญหา กลุ่ม อาหาร กลุ่มอาชีพอิสระ กลุ่มขนส่ง เอาให้มันชัดครับ เรียกคนเหล่านี้มามีส่วนร่วมในการ ออกแบบโครงการในการเสนอโครงการ อันนี้ท่านจะช่วยได้มากครับ การทำต้องทำเร็วครับ ทำเร็ว แต่ทำเร็วก็เวลามีวิกฤติโครงการท่านอาจจะออกแบบไว้ แล้วพอเริ่มทำเอ๊ะมันไม่ใช่ ท่านจะแก้อย่างไรครับ ปัญหาตอนนี้ก็คือไม่มีหน่วยติดตามประเมินผล ถ้ามีหน่วยติดตาม ประเมินผลบอกว่าเริ่มแก้ไปก่อนที่มันจะสายเกินไป ก่อนที่จะใช้เงินหมดไป แก้ได้ ที่ผ่านมา ในกติกาเดิม พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาท บอกว่ารายงานต่อสภา ๖๐ วัน หลังจากปีงบประมาณ นะครับท่านประธาน ไม่ใช่หลังจากดำเนินโครงการนะครับ สายเกินไปหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นโครงการที่ไม่ดีหรืออาจจะไม่เหมาะหรืออาจไม่ตอบโจทย์ทำไปหมดแล้ว ทั้ง ๆ ที่มันไม่ช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ อันนี้เป็นข้อที่ ๑ ผมขอวิงวอนนะครับ ขอฟัง จากท่านรัฐมนตรีด้วยว่าท่านพอจะรับได้ไหม ไปปรับปรุงกระบวนการออกแบบโครงการและ กรรมการที่มีการพิจารณาโครงการ🔗
อันที่ ๒ โครงการที่ควรเร่งทำ มีอยู่แล้วควรเร่งทำ เช่น โคเพเมนต์ (Co-Payment) อันนี้ยังไม่ชัดครับ โคเพเมนต์ (Co-Payment) ถ้าเป็นระบบของเยอรมัน เขาพูดชัดเจนเลย เงินได้ที่ลดลงรัฐบาลจ่ายเพิ่มให้แรงงาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินได้ที่ลดลง และต้องไม่เป็นภาระกับผู้จ้าง ของเรายังไม่ชัด ของเราพอมีเงินไปช่วย ผู้จ้างตั้งคำถามว่า มันลดภาระผมหรือเปล่า ปรากฏว่าตรงนี้ไม่ชัด ประเด็นข้อกฎหมาย ภาระของผู้จ้างยังอยู่ ตรงนี้จะไม่แก้ปัญหา แล้วท่านตั้งเป้าไว้เด็กจบใหม่ ๒๖๐,๐๐๐ คน ทำได้จริง ๑๗,๐๐๐ คนเอง ตรงนี้ผมว่าเรื่องใหญ่ ท่านก็ต้องไปปรับโครงการ ต้องไปปรับโครงการ แล้วท่านลดเป้าอีก พอทำไม่ได้ลดเป้าเหลือ ๕๐,๐๐๐ คน ไม่ตอบโจทย์นะครับ เด็กจบใหม่ ๔๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านไม่ตอบโจทย์ ตรงนี้ต้องปรับครับ จับคู่กู้เงินพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์เพิ่งลอนช์ (Launch) เพิ่งเริ่มโครงการ ดีมากเลยนะครับ อันนี้ตอบโจทย์มันตรงปัญหา เป็นกลุ่ม ผู้ประกอบกิจการอาหาร ต่อยอด อันนี้ไม่พอครับ ผมอยากให้ท่านพิจารณาต่อยอดด้วย ข้อเสนอของอุปนายกสมาคมภัตตาหารไทย เชฟชุมพลเสนอไว้เลยครับ จัดตั้งกองทุนไทย แลนด์ฟู้ดฟันด์ (Thailand Food Fund) ได้ไหมครับ ไทยแลนด์ฟู้ดฟันด์ (Thailand Food Fund) ทำเลยครับ พรีเมียมเลน (Premium Lane) ซอฟต์โลน (Soft Loan) ภาคธุรกิจ แต่ทำซอฟต์โลน (Soft Loan) แบบที่ผมเสนอนะครับท่านรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ผมเสนอให้ทำแพคกิ้ง เครดิต (Packing Credit) ใช้เงินน้อยได้วงเงินเยอะ ๆ ร่วมกับ แบงก์พาณิชย์ไปทำสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ไปแย่งแข่งกับธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยกู้ ซอฟต์โลน (Soft Loan) อย่างนี้ไม่ได้ ตั้งกองทุนเลยครับ แคชโฟลว์ (Cash Flow) พรีเมียมเลน (Premium Lane) ต่าง ๆ สำหรับสตรีต ฟู้ด (Street Food) ร้านคาเฟ่ ร้านอาหาร ภัตตาคาร อาชีพอิสระท่านมีโครงการอะไรขอให้ชัด ตอนนี้เขาเดือดร้อนมากครับ🔗
สุดท้ายโครงการใหม่ที่ยังไม่เคยทำ ผมเสนอครับ จบใหม่ไปบ้านเกิด ตอนนี้ ท่านตอบโจทย์แค่หมื่นกว่าคนเองครับ แล้วอีก ๔๐๐,๐๐๐ คนอยู่ที่ไหน ผมอยากให้ท่านลองคิด จ้างคนเหล่านี้กลับบ้านเกิด ไปช่วยพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ไปทำจุดเช็กอิน (Check in) ไปทำ การเชื่อมโยงระหว่างผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นกับตลาด โดยผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media) โดยผ่านเครื่องมือใหม่ ๆ ทำไมทำไม่ได้ครับ ช่วยการโฆษณา ช่วยให้เขาตระหนักว่าบ้านเกิด เขามีอะไรดี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น แล้วสามารถกระจายผลผลิตการเกษตรแบบเรียลไทม์ (Real Time) ก็คือพูดง่าย ๆ ทุกครั้งที่ผลผลิตการเกษตรออก ราคาตกใช่ไหมครับ ทำไมไม่ให้ ซื้อขายล่วงหน้า เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัดเป็นเท้า🔗
-๖๒/๑ เด็กจบใหม่ช่วยเป็นคนเดินตลาดทำข้อมูลป้อนให้กับหน่วยงานรัฐในการดำเนินการ ท้ายที่สุด เงินก้อนนี้ต้องถึงคนป่วยจริง ๆ พลาดเป้าไม่ได้เพราะเป็นเงินก้อนสุดท้าย เพราะฉะนั้น เงินก้อนนี้ใช้แล้วต้องจบครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน นภาพร เพ็ชร์จินดา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพนะคะ ดิฉัน นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินเพิ่ม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะในเมื่อ การออก พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทก่อนหน้านี้ยังนำมาแก้โควิด (COVID) และเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ได้เลย แล้วทำไมสภาเราจะต้องเห็นชอบในการกู้เพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอีก ท่านควรจะตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออก การกู้เงิน ๑ ล้าน ล้านบาทครั้งที่แล้ว โครงการขนาดใหญ่ที่เน้นจ่ายเงินเป็นหลัก เช่น การจ่ายเงินในโครงการ เที่ยวด้วยกันไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากการแพร่ระบาดโควิด (COVID) ในรอบใหม่ และการทุจริตจนต้องทำให้ลดวงเงินกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ บางโครงการยังมีการเบิกจ่ายไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ และบางโครงการยังไม่ได้เบิกใช้เลย ซึ่งกระบวนการกลั่นกรองของ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้กู้เงินมันมีปัญหา ไม่สามารถกลั่นกรองโครงการที่มี ความพร้อม มีความสามารถดำเนินการได้ทันทีหลังจากที่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งมันขัดกับ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาโครงการ ๒. กระบวนการจ่ายเงินงบประมาณมีปัญหา ไม่สามารถ ตอบสนองเจตนารมณ์การกู้ในการที่เป็นกรณีฉุกเฉิน ความจำเป็นอันเร่งรีบได้ ๓. กระบวนการดำเนินการก็มีปัญหาในทางปฏิบัติอีก เช่น การไม่เข้าร่วมโครงการ การไม่มี ผู้รับเหมาโครงการ หรือการไม่มีผู้รับเหมามาทำงาน โดยการที่ถูกบีบบังคับเงื่อนเวลาให้รีบ เสนอโครงการในระยะเวลาอันสั้น ๆ ให้ผ่านการเสนอโดยสภาพัฒน์ มีการเร่งเสนอโพรเจกต์ (Project) เข้ามา สุดท้ายก็ได้แต่โครงการที่มีอยู่ในงบประมาณประจำปีอยู่แล้ว เอาของเก่า มาเล่าใหม่ เช่น งานขุดบ่อบาดาล งานอบรมสัมมนา โครงการผ่านการอนุมัติเฉพาะในกลุ่ม ของตนเองจนเกิดการคอร์รัปชัน โครงการที่ได้รับการอนุมัติก็เป็นโครงการที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ไม่ได้ฟื้นฟูอะไรเลย ท่านถามประชาชนหรือยังว่าเวลานี้ เขาอยากได้อะไรเงินกู้มาแจกแจก แบบบ้างก็ได้ บ้างก็ไม่ได้ หรือเขาอยากให้รัฐบาลเร่งรีบฉีดวัคซีนให้ทั่วถึง ให้ประชาชนได้มี โอกาสได้ทำงาน ให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ให้ทำมาค้าขายได้ ให้เปิดกิจการได้ มากกว่า การปิดสถานที่ทำงาน แล้วก็กู้เงินมาเยียวยาพวกเขา แบบนี้ระบบเศรษฐกิจจะไปต่อได้ อย่างไรคะ หากลุงตู่ยังอยู่คงต้องกู้จนตาย เชื่อว่าการกู้ครั้งนี้เป็นการกู้เฮือกสุดท้ายเพื่อต่อ อายุรัฐบาล ไม่ใช่ต่อเพื่อที่จะสร้างอายุระบบเศรษฐกิจเราให้ฟื้นฟูขึ้นมา สุดท้ายหนี้เงินกู้ทะลุ เพดาน หนี้ครัวเรือนทะลักจุดอันตราย แต่ประชาชนก็ไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ได้ เพราะ กิจการร้านค้ายังถูกปิด สุดท้ายต้องไปกู้นอกระบบเพิ่ม หนี้ครัวเรือนจึงไม่มีทางจะลดได้เลย หนี้สาธารณะก็เพิ่มมากขึ้น จีดีพี (GDP) ก็ไม่มีทางที่จะโตได้ เมื่อรวมกับหนี้เงินกู้อื่นอีก หลาย ๆ ล้านบาท ถามว่ารัฐบาลจะหารายได้จากที่ไหนมาคืนคะ มาครั้งนี้รัฐบาลแยก ประเภทการใช้เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ออกเป็น ๓ กรอบ ซึ่งกรอบแรกการใช้จ่ายด้าน สาธารณสุข ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท จะมีหลักประกันอะไรว่าท่านจะใช้เงินได้ตรงตามเป้าหมาย จัดหาวัคซีนมาได้อย่างเพียงพอ หลากหลายและทั่วถึง และเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ภายในสิ้นปีนี้ ด้วยความที่ด้อยประสิทธิภาพในเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนที่ผ่านมาจึงแทบเป็นไปไม่ได้ เลยที่จะฉีดได้ตามเป้าหมาย นั่นหมายความว่าการขอกู้ครั้งใหม่ครั้งนี้อาจจะไม่บรรลุ เป้าหมายเหมือนกับที่เคยกู้มาก่อนหน้านี้🔗
กรอบที่ ๒ ในส่วนการกระตุ้นทางด้านเศรษฐกิจ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรีก็จะทำเหมือนตอนกู้ครั้งที่แล้วอีก นั่นก็คือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ มีอยู่แค่ในกระดาษ แต่ไม่สามารถทำได้จริง ผ่านไป ๑ ปี ผู้ประกอบการ ห้าง ร้าน โรงงาน นักลงทุน เอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็กทั้งหลายปิดตัวกันระนาว โดยที่รัฐบาลแทบจะไม่ได้ขยับอะไรเลย นอกจากจะเยียวยาแบบหว่านแห สารพัดโครงการ ที่คิดกันออกมาแทบจะไม่มีผลอะไรเลยที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการหรือภาคธุรกิจได้บ้าง ถ้าผู้ประกอบการตาย ลูกจ้างก็ไปต่อยากนะคะ ท่านอย่าลืมในประเด็นนี้ กรอบที่ ๓ งบเยียวยา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่มีกรอบที่ชัดเจนว่าท่านจะเยียวยาอย่างไร เยียวยา คนกลุ่มไหน เยียวยาแล้วพวกเขาจะอยู่ได้หรือไม่ ช่วยให้พวกเขาพ้นจากความยากลำบาก ในช่วงตกงาน ปิดกิจการได้หรือไม่ ผ่านไป ๑ ปีทำไมมีแต่เสียงเรียกร้องของเอสเอ็มอี (SMEs) หรือผู้ประกอบการขอให้รัฐบาลช่วยเหลือหลังจากถูกปิดหรือได้รับผลกระทบจาก มาตรการป้องกันโควิด (COVID) ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องตอบให้ได้ว่ารัฐบาลมีแนวทาง ในการใช้หนี้ที่กู้มาจนท่วมหัวประชาชนอย่างไร แผนการสร้างรายได้ หารายได้เข้าประเทศ ได้จากทางไหน อย่าบอกนะคะว่าท่านจะขึ้นภาษีในยุคที่ประชาชนกำลังจะอดตาย ท่านกู้ มาใช้เยอะมากขนาดนี้ชาติไหนกันถึงจะใช้หนี้หมด จากพฤติกรรมความล้มเหลว ในทุก ๆ ด้านตลอด ๗ ปีที่ผ่านมาดิฉันจึงขอคัดค้านการกู้เงินเพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในครั้งนี้ แต่หากจะสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีกก็ได้ค่ะ แต่ก็ควรต้องเปลี่ยนตัวผู้นำเลยค่ะ ต้องเปลี่ยน ผู้นำก่อนเลยถ้าคิดจะกู้ เพราะว่าหากยังเป็นนายกรัฐมนตรีประยุทธ์คนเดิม ของเราปัญหา ทุกอย่างก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม กู้แล้วแจก แจกแล้วกู้ไปเรื่อย ๆ เพื่อหวังให้คนให้ประชาชน พึ่งพิงการสงเคราะห์ คุ้นชินกับการเยียวยาที่ไม่จบไม่สิ้น จนมีคำที่ใช้เปรียบเปรยกัน ในยุคนี้ว่า กดให้จนแล้วแจก นอกจากที่ดิฉันจะไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินเพิ่มแล้ว ดิฉันคิดว่า นายกรัฐมนตรีก็ควรลาออกด้วยค่ะ เพราะท่านนำความลำบากสู่รุ่นลูกรุ่นหลานที่จะต้องคอย ตามใช้หนี้ไปอีกนานแสนนาน ขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญ ท่านต่อไป ท่านอัครเดชครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะได้ อภิปรายถึงพระราชกำหนดกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในครั้งนี้ ผมขออนุญาตท่านประธาน ได้พูดถึงการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝั่งรัฐบาลหรือฝ่ายรัฐบาล เนื่องจาก เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ก็มีในโซเชียล (Social) มีกลุ่มการเมืองนำไปบิดเบือนว่าการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายรัฐบาลนั้นมีการพูดติติงให้ข้อเสนอแนะ ให้ความคิดเห็นต่อรัฐบาลแล้วทำไมถึงไปลงมติ ผ่านให้ในส่วนของพระราชบัญญัติงบประมาณ อยากให้ทางพี่น้องประชาชนได้ทราบว่าการที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลนั้นมีการพูดติติงเป็นการติเพื่อก่อ เพื่อให้ทางรัฐบาลนั้น ได้รับไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุง ส่วนการจะลงมติให้ผ่านหรือไม่ผ่านนั้นเป็นการพิจารณา ในการใช้ดุลยพินิจให้เกิดความรอบคอบว่ากฎหมายนั้นมีความสำคัญต่อบ้านเมือง มีความสำคัญต่อพี่น้องประชาชนในการที่รัฐบาลนั้นจะได้ใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการ แก้ไขปัญหาวิกฤติให้กับพี่น้องประชาชนนะครับ ตรงนี้ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ก็ไม่อยากให้กลุ่มการเมืองนำการทำหน้าที่ของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นไปบิดเบือน ในเจตนารมณ์ในการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ขอให้กำลังใจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายรัฐบาลที่ได้อภิปรายติติงแล้วก็ชี้แนะข้อเสนอแนะดี ๆ ให้กับฝ่ายรัฐบาลด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ในเรื่องของพระราชกำหนดกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาทที่ผ่านมา นั้นแบ่งเป็น ๓ ก้อน เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ในส่วนของงบเยียวยานั้นก็ถือว่ารัฐบาล ได้ใช้จ่ายเงินไปตามโควตากรอบวงเงินที่ ครม. ได้อนุมัติไป แล้วก็ได้ขอต่อสภาไป ที่มีปัญหา ก็คือในส่วนของแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ทางรัฐบาลนั้นได้ขอกรอบวงเงินไปแล้วก็มีการเบิกจ่ายช้า ผมเองในฐานะที่เป็นกรรมาธิการงบประมาณติดตามเงินกู้ตรงนี้ก็ต้องเรียนกับท่านประธาน ว่ารัฐบาลนั้นก็ขอเสนอทางรัฐบาลโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึง คณะรัฐมนตรี แล้วก็สภาพัฒน์ที่เป็นหน่วยงานที่ดูแลเงินงบประมาณก้อนนี้โดยตรงว่า ท่านต้องเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการ เพราะว่าถ้าท่านยังบริหารจัดการเหมือนเดิมปัญหาก็จะ เกิดเหมือนเดิม ก็คือโครงการนั้นล่าช้า เงินไม่ไปถึงระบบเศรษฐกิจและมันจะฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้อย่างไร ฉะนั้นก็ขอให้ทางรัฐบาลโดยเฉพาะสภาพัฒน์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลงบตรงนี้ โดยตรงได้เปลี่ยนวิธีการทำงานด้วย เพราะว่าผมเองในฐานะ ส.ส. เคยนำปัญหาของพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมนำปัญหาความเดือดร้อนเข้าไป ซึ่งกรรมาธิการก็มีความเห็นครับว่าสามารถที่จะใช้เงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจงบโควิด (COVID) นี้ได้ แต่พอไปถึงอนุกรรมการกลั่นกรองของสภาพัฒน์ก็ไม่ให้ผ่าน ทำให้เสียเวลาพี่น้องประชาชน ในการที่จะนำงบประมาณไปช่วยเหลือ เพื่อจะนำงบตรงนี้ไประบายน้ำนมดิบของพี่น้อง เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม สุดท้ายก็ต้องใช้เงินงบกลางของทางสำนักนายกรัฐมนตรี ก็เลย อยากจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาว่า อยากให้เปลี่ยนวิธีในการบริหารจัดการงบก้อนนี้ แล้วที่สำคัญอยากให้ท่านได้รับฟัง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนผ่าน ส.ส. ด้วย ส.ส. อยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาถึง ส.ส. แล้ว อยากให้ท่านรับฟังแล้วนำไปทำเป็น โครงการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่มีสภาแล้วท่านก็ฟัง พอถึงเวลามาท่านก็ ไม่ทำอะไร มองสภาเป็นตรายางมันก็ไม่ถูกต้อง เพราะเราปกครองกันด้วยระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้นท่านก็ต้องรับฟังปัญหาผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือแผนงานในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขงวดที่แล้วที่อนุมัติไป ก็ใช้เบิกจ่ายกันเป็นไปอย่างล่าช้า ถ้าท่านใช้เร็วและตรงประเด็นในการจัดหาวัคซีนมาให้กับ พี่น้องประชาชน รัฐบาลสามารถกระจายวัคซีนได้ตามเวลาที่นัดหมายกับพี่น้องประชาชนไว้ ระบบเศรษฐกิจก็กลับมาสู่สภาพสังคมและเศรษฐกิจที่ปกติโดยเร็ว พี่น้องประชาชนก็ทำมา หากินได้โดยเร็ว เงินกู้ที่จะกู้ไปฟื้นฟูก็ไม่จำเป็นต้องใช้มากมายขนาดนี้ ฉะนั้นก็อยากจะเรียน กับท่านประธานครับว่าการใช้เงินในส่วนของแผนกระทรวงสาธารณสุขนั้นอยากให้ท่านไปเร่ง ในส่วนของวัคซีน ซึ่งที่จังหวัดราชบุรีของผมนะครับท่านประธาน เมื่อ ๒ วันที่ผ่านมา มีการฉีดตามแผนก็คือวันที่ ๗ วันที่ ๘ แต่วันนี้วันที่ ๙ วันที่ ๑๐ วันที่ ๑๑ ๓ วัน ยกเลิก การฉีดวัคซีนไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่จังหวัดราชบุรีมีคลัสเตอร์ (Cluster) ใหม่ เกิดขึ้นหลาย คลัสเตอร์ (Cluster) จำเป็นที่จะต้องมีการฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชน แต่วันนี้วัคซีน ยังไปไม่ถึงโรงพยาบาลที่เป็นจุดที่จะนัดฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชน ก็ขอให้ทางรัฐบาล ได้ปรับแผนในการฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชน แล้วที่สำคัญอยากจะกราบเรียนครับว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. นั้น มีความพร้อมในการที่จะฉีดวัคซีนให้กับ พี่น้องประชาชน มีบุคลากร มีงบประมาณ แล้วทางรัฐบาลก็กลัวเรื่องความเหลื่อมล้ำ จังหวัดไหนมีงบเยอะ จังหวัดไหนมีงบน้อย กลัวจะไม่ทั่วถึงผมก็ขอเสนอนะครับว่าให้ อบจ. มาช่วยในการฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชนอีกช่องทางหนึ่ง แล้วก็เชื่อมฐานข้อมูล เพื่อป้องกันการซ้ำซ้อน ระยะเวลาในการฉีดวัคซีนที่จะผ่านกระทรวงสาธารณสุขอย่างเดียว จาก ๖ เดือนก็จะได้กลายเป็น ๓ เดือน หรือ ๔ เดือน เพื่อที่จะได้ให้พี่น้องประชาชนได้รับ วัคซีนอย่างทั่วถึง สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ แล้วสภาพเศรษฐกิจและสังคมจะได้กลับมาโดยเร็ว ฉะนั้นเมื่อ อบจ. ใช้เงินงบประมาณไป ท่านกลัวเรื่องความเหลื่อมล้ำในจังหวัดที่มี งบประมาณไม่เพียงพอ ท่านก็ใช้งบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านขอไปมาอุดหนุนให้ อบจ. คืนงบประมาณให้เขาไป เพื่อให้ อบจ. ทุกจังหวัดสามารถที่จะเป็นช่องทางในการฉีดวัคซีน ให้กับพี่น้องประชาชนได้ ท่านก็บอกว่าวัตถุประสงค์อาจจะไม่ได้ใน พ.ร.ก. ผมไม่เชื่อหรอกครับ ว่าจะแก้ไขไม่ได้ อยู่ที่ท่านจะแก้หรือไม่แก้ ให้เงินก้อนนี้สามารถอุดหนุนเงินสำหรับฉีดวัคซีน ให้กับพี่น้องประชาชนผ่านองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศได้ ฉะนั้นก็ขอเสนอแนะ ให้กับทางรัฐบาลได้รับไปดำเนินการด้วย ท่านประธานครับขอบพระคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านกูเฮง ยาวอหะซัน ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกูเฮง ยาวอหะซัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ วันนี้เรามาพิจารณาเรื่องพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเชื่อนะครับว่าวันนี้ ได้ยินคำว่า เงินกู้ ทุกคนก็เข็ดขยาดกับมัน เพราะว่าตั้งแต่ ๗ ปีที่รัฐบาลได้บริหารประเทศมา วันนี้เรากู้เงินเป็นจำนวนมาก แล้วเราจะกู้ต่ออีกวันนี้คือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันมีบทเรียน ที่ว่าเราไม่เคยตอบโจทย์ตอบปัญหา หรือว่าแก้ไขความเดือดร้อนจากการกู้ได้เลย แล้วยิ่ง ผมได้ฟังท่านสมาชิก ท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ขอโทษนะครับที่เอ่ยนามท่าน ท่านบอกว่า ท่านใช้เงินกู้อย่างไม่เหมาะสม ท่านต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินกู้ใหม่ ผมก็อยากบอกว่า เงินกู้อันนี้คนที่แบกภาระคือพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ท่านนายกรัฐมนตรีออกไปแล้ว เงินกู้ไม่ได้ตามท่านไป ยังอยู่กับพวกเราต่อไป แล้วมันจะอยู่ไปชั่วลูกชั่วหลานเป็นร้อย ๆ ปี แล้วไม่รู้ว่าเมื่อไรมันจะหมด ปัญหาของการบริหารเงินกู้ ผมมองมาตลอดว่ามันมี ๓-๔ ปัญหาที่ท่านต้องแก้ไข ๑. เลยนะครับท่านขาดความน่าเชื่อถือ ๒. ท่านขาดประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณเงินกู้ ๓. ท่านลำดับความสำคัญของปัญหาไม่ได้ว่าประชาชนเขาต้องการอะไร ส่วนข้อที่ ๔ ผมจะเก็บไว้ ผมจะทิ้งให้ท่านคิด เพราะว่าเป็นคำพูดที่ท่านพูดมาตลอด แต่ท่านไม่เคยทำได้ สักครั้ง จนเวลาล่วงเลยมาจะเข้า ๘ ปีแล้วครับท่านประธาน ผมจะพูดรวม ๆ ทั้ง ๓ ข้อ ที่ผมกล่าวถึง อันดับแรกเลยครับ การขาดความน่าเชื่อถือ ถ้าเราดูพรีเซนเตอร์ (Presenter) วันนี้นะครับที่มาเป็นนายแบบโฆษณาวัคซีน คือท่านนายกรัฐมนตรีเอง เราดูโซเชียล (Social) ได้เลยครับวันนี้ว่ากรรมมันเร็วเหมือนจรวด มันเร็วยิ่งกว่าจรวด เพราะมันมากับ โซเชียล (Social) ทันทีที่ท่านทำ สังคมก็ตอบรับเลย มันมี ๒ ประเด็นครับ เขาก็บอกว่า ไม่เชื่อที่ฉีดนายกรัฐมนตรีเป็นวัคซีน เขาบอกว่าท่านไม่เห็นเป็นอะไรเลยฉีดวัคซีน ท่านเอา น้ำเปล่าหรือเปล่า เอาน้ำเกลือมาฉีดหรือเปล่า หรือว่าเอาวัคซีนของอื่นหรือเปล่า ตัวพิเศษ มาฉีดหรือเปล่า คือความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านไม่มี🔗
ส่วนที่ ๒ ที่เราน่าคิดก็คือว่าถ้าวันนั้นเกิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีฉีดแล้วแขนขา ท่านเกิดมีอาการชาขึ้นมา หรือว่าท่านขยับตัวไม่ได้ อันนี้ผมเชื่อว่าชาวบ้านคนทั้งประเทศ จะเชื่อว่าท่านฉีดวัคซีนจริง นี่ล่ะคือปัญหาที่เกิดขึ้นวันนี้ คือชาวบ้านกลัวที่จะฉีด ทั้ง ๆ ที่ท่าน ว่าเรามีเงินเยอะแยะเหลือเฟือที่จะซื้อวัคซีน แต่วันนี้ท่านก็หาวัคซีนให้กับประชาชนไม่ได้ เรื่องการใช้เงินกู้อย่างไม่เหมาะสม ที่ท่านสมาชิกเคยพูดถึง ผมอยากจะบอกว่าวันนี้ เราเปลี่ยนได้ไหม จากโครงการคนละครึ่งมาเป็นคนละโดส (Dose) ได้ไหม เพราะว่าวันนี้ ทุกคนพูดว่าอยากได้วัคซีน ขอให้เขามีทางเลือก แล้วที่ตลกกว่านี้นะครับ ท่านประธาน เชื่อไหม บรรดาหน่วยงานของราชการบังคับว่าใครไม่ฉีดวัคซีนต้องทำบันทึกขึ้นมา ทำไมต้อง บังคับกัน ทำไมคนไทยต้องไม่มีทางเลือก ทำไมชีวิตคนไทยต้องราคาถูก เรากู้เงินมาเพื่อจะ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ท่านอย่าบอกเลยครับว่าจะเอาเงินกู้นี้มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แค่จะเยียวยาชีวิต ๓ ชีวิตที่เขาตาเวบ้านผมมีปัญหามาตลอด บ่ายเบี่ยง ไม่ยอมเสีย ค่าเยียวยาให้เขา แถมยังจะเปลี่ยนสีดำให้เป็นสีขาวให้ได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แล้ววันนี้ ผมอยากจะบอกท่านนะครับว่า ข้อที่ ๔ ที่ผมจะพูดถึงนี้ ผมเป็นคนชอบฟุตบอลด้วย ท่านประธานครับ แต่ว่าผมขอเสริมอีกนิดหนึ่งว่าวันนี้ระดับประเทศเราอยากได้วัคซีน ถ้าเราไม่ได้วัคซีนนะครับ อย่าบอกเลยว่าเราจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ วันนี้ทั่วโลกอยากจะ ฉีดวัคซีนให้ครบเพื่อจะได้เปิดประเทศ วันนี้ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีฉีดครบ ๒ เข็มเมื่อไร ผมอยากให้ท่านถอดแมสก์ (Mask) เลยเพราะว่าทั่วโลกเขาจะได้รู้ว่าประเทศที่ฉีดหมดแล้ว เขาต้องถอดแมสก์ (Mask) ได้ เขาไม่ต้องกลัวกับโรคนี้อีกต่อไปแล้ว แล้วผมอยากจะบอกว่า ข้อที่ ๔ ที่ผมจะเล่าให้ท่านฟัง ผมอยากจะเปรียบเทียบเป็นสนามฟุตบอล การบริหาร สนามฟุตบอล บ้านผมมีสนามบอลบูกิตสนามข้างสถานีรถไฟ เป็นสนามไม่ได้สวยเลยนะครับ หญ้าก็ไม่ได้สวย ฝนตกน้ำท่วม แต่คนยอมออกมาดูเป็นหมื่นเป็นพันคน เพราะอะไรครับ ท่านประธาน แดดร้อนเปรี้ยง ๆ ฝนตกอย่างไรเขาก็ไม่หนี เพราะว่าเขาอยากดู สนามที่ ๒ คือสนามศาลเจ้าแม่ จังหวัดนราธิวาส กลางเมืองเลยนะครับ ทุกคนยอมถอดหัวโขนลงมา ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ ส.ส. นักการเมือง ผู้นำศาสนา แม้แต่ประชาชน หาเช้ากินค่ำ ทุกคนจะลงมาเล่นด้วยความสนุก ด้วยมิตรภาพและความเป็นเพื่อน ทั้ง ๆ ที่ ขอบสนามไม่มีที่ให้ยืนดูเลยครับ มีแต่เก้าอี้ร้าย ๆ เอียง ๆ แตกหักบ้าง แต่ทุกคนมาเล่น ด้วยความเป็นมิตรภาพและเป็นเพื่อน คนสุดท้ายที่ผมจะเล่าให้ท่านฟังก็คือ ตระกูล ศรีวัฒนประภา ผมขอโทษนะครับ ผมไม่ได้จะอะไรมาก แต่ว่าชื่นชม ผมภูมิใจในการเป็น ตระกูลศรีวัฒนประภา ของคุณวิชัย ถึงแม้ท่านจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ท่านก็ทิ้งความทรงจำที่ ดีให้กับพวกเรา และท่านต๊อบ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ซึ่งเป็นเจ้าของสโมสรเลสเตอร์ซึ่งไม่ค่อยจะมี คนรู้จักเท่าไร แต่วันนี้ทั่วโลกยอมรับนะครับว่าตระกูลนี้คือเป็นคนที่สร้างความภาคภูมิใจ ให้คนไทย แล้วฝรั่งไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะครับที่จะยอมรับคนเอเชีย (Asia) มาอยู่ในใจ ของเขาได้ วันนี้คนอังกฤษและทั่วโลก ยกให้ตระกูลศรีวัฒนประภา เป็นผู้บริหารอันดับหนึ่ง ของประเทศ เพราะอะไรครับ ท่านไปดูสิครับความชื่นชมของเขาในยูทูบ (YouTube) เขาบอกว่าเขาใช้ความเป็นคนไทย ความโอบอ้อมอารี เห็นแก่ส่วนรวม เสียสละ ซึ่งตรงข้าม กับบุคลิกผู้นำของประเทศเราเลยครับ อันนี้คือสิ่งที่น่าคิด และผมอยากจะย้อนกลับไปกับ ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านบริหารประเทศมา ๗ ปีแล้ว ท่านกรอกหูพวกเราทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน ว่าเราจะให้กับท่าน แต่มาวันนี้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นคณะปฏิวัติ ได้เป็น นายกรัฐมนตรีด้วยวิธีพิสดารมาจนถึงวันนี้ ท่านกลับทำอย่างนั้นไม่ได้ และวันนี้คำนั้น กลับจะมากินท่านเอง คือข้อที่ ๔ ที่ผมจะบอกกับทุกท่านว่ามันคืออะไร ก่อนนี้ผมจะเล่าเรื่อง นิดหนึ่งเรื่องการก่อสร้างกำแพงหรือว่ารั้วที่ริมชายแดนของประเทศ หลายคนบอกว่า ทำไมเราต้องสร้างกำแพง จริง ๆ เรากลัวนะครับ เพราะว่าการสร้างกำแพงสร้างรั้วไม่ได้ แก้ปัญหาเรื่องโควิด (COVID) เพราะว่าเราต้องคิดง่าย ๆ ผมใช้เวลาของพรรคนิดหนึ่งนะครับ เราใช้กันง่าย ๆ ว่าวันนี้ประเทศเราต้องมีรั้ว มีกำแพงไว้ทำไม ท่านลองสร้างบ้านขึ้นมาสิครับ ท่านสร้างบ้านนี่ท่านสร้างรั้วเพราะอะไรครับ ท่านสร้างรั้วเพราะว่าไม่อยากให้โจรเข้าบ้าน ไม่ใช่ทำรั้วเพื่อกั้นไม่ให้ลูกเมียท่านออกไปหนีเที่ยว ท่านก็เลยต้องสร้างรั้ว แต่วันนี้ประเทศไทย ไปสร้างรั้วทำไม ทำไมไม่ใช่มาเลเซียเป็นคนสร้างรั้ว ทำไมวันนี้เราไม่เอารั้วไปกั้นที่ชายแดน พม่า วันนี้โควิด (COVID) เข้ามาทางชายแดนพม่า ไม่ได้มาทางมาเลเซีย แรงงานเถื่อนทะลัก เข้ามา อันนี้ครับเป็นปัญหาใหญ่ที่เราแก้ไม่เคยตรงจุด และผมจะบอกว่าข้อที่ ๔ ที่ผมบอก วันนี้ ขึ้นสไลด์ (Slide) ให้ท่านดูเลยครับ จนวันนี้ ๘ ปีที่ท่านจะให้พวกเราไม่ได้คือความสุข ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
อีก ๔ ท่านนะครับ มีท่านนายแพทย์ระวี มาศฉมาดล พรรคพลังธรรมใหม่ ท่านสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ พรรคเพื่อชาติ ท่านสุรทิน พิจารณ์ พรรคประชาธิปไตยใหม่ และท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร พรรคก้าวไกล เชิญนายแพทย์ระวีครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ วันนี้กระผมจะมา อภิปรายเรื่อง พ.ร.ก. งบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยผมมีความเห็นว่างบในส่วนที่ จัดสรรให้สาธารณสุข ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทมันน้อยเกินไปครับ รัฐบาลต้องเริ่มที่จะหาทางเพิ่ม งบสาธารณสุขเพิ่มขึ้นด้วยเหตุผลดังนี้ครับ ในภาวะการต่อสู้กับโควิด-๑๙ (COVID-19) ทั่วโลกถือว่าเป็นสภาวะสงครามชีวภาพระดับโลก นักรบหลักทั่วโลกก็คือบุคลากร ทางสาธารณสุข โดยมีประชาชนเป็นกองหนุน หน้าที่รัฐบาลตอนนี้ต้องเตรียมการที่จะให้ ขวัญกำลังใจหลังจากเสร็จศึกโควิด ซึ่งคาดว่าประมาณปลายปีนี้ บุคลากรทางสาธารณสุข ทุกคนที่ทุ่มเทเสียสละ ไม่ได้กิน ไม่ได้นอน เสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด (COVID) เขาจะต้อง ได้รับสิ่งที่เป็นขวัญกำลังใจหลังจากเสร็จศึก แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้บรรจุข้าราชการให้ไป ๔๕,๐๐๐ คนแล้ว แต่ปรากฏว่าเกิดปรากฏการณ์ฝนตกไม่ทั่วฟ้า มีความเหลื่อมล้ำ ในกระทรวงสาธารณสุข ข้าราชการและพนักงานแสนกว่าคนยังไม่ได้รับขวัญกำลังใจ จากรัฐบาลเลย อยู่ในภาวะท้อแท้ ตอนนี้มีแต่ความน้อยเนื้อต่ำใจ แยกออกเป็น ๓ กลุ่มหลัก กลุ่มที่ ๑ ก็คือเป็นข้าราชการพนักงานสาธารณสุขรุ่นเดิม ตอนที่เขาเรียนเขาไม่ได้จบปริญญาตรี เมื่อเขารับราชการ เขาก็ถูกบรรจุเป็นข้าราชการสายงานทั่วไป กลุ่มนี้รับราชการมานานแล้ว เป็นระดับหัวหน้างาน ปัจจุบันนี้เขาได้เรียนปริญญาตรีจบไป จำนวนมากแล้ว ปรากฏว่าครั้งนี้กระทรวงบรรจุลูกจ้างที่เป็นลูกน้องของเขาขึ้นมาเป็น ข้าราชการสายวิชาการเลย แซงหน้ารุ่นพี่เหล่านี้ โดยข้าราชการกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับ ขวัญกำลังใจอะไรจากรัฐบาลเลย ดังนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขควรที่จะย้ายเขาเหล่านี้ ไปสังกัดสายวิชาการโดยรับเงินเดือนและตำแหน่งเดิม ซึ่งรัฐบาลกระทรวงสามารถจะทำได้ โดยในขั้นต้นไม่ต้องใช้งบแต่อย่างใดเลย🔗
กลุ่มที่ ๒ คือที่ผ่านมาการบรรจุข้าราชการในครั้งนี้ได้การบรรจุเพียง ๓๐ กว่าหน่วยงาน จาก ๑๓๑ สายงาน ลูกจ้างสายงานสนับสนุนจำนวนมากที่ล้วนแต่ทุ่มเท เสี่ยงชีวิตในการต่อสู้กับโควิด (COVID) เช่นกัน พนักงานกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับขวัญกำลังใจ แต่อย่างใดเลย ทางกระทรวงควรที่จะดำเนินการที่จะคัดเลือกพนักงานสายงานสนับสนุน จำนวนมากนี้ให้ได้มีโอกาสบรรจุเป็นข้าราชการด้วย จะได้เกิดฝนตกทั่วฟ้า🔗
ประการสุดท้ายครับท่านประธาน ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างประจำ และ พนักงานสาธารณสุข จำนวนมหาศาลเป็นแสนคนไม่ได้รับขวัญกำลังใจอย่างใดเลย จากกระทรวงสาธารณสุข บางคนนะครับท่านประธานครับ เงินเดือน ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท เบิกสวัสดิการไม่ได้ต้องใช้สิทธิประกันสังคม เงินเดือนน้อยกว่าคนงานต่างด้าวที่ทำงาน ในบริษัทของผมด้วยซ้ำไป เขาเหล่านี้ควรจะได้ถูกเลื่อนมาเป็นลูกจ้างประจำที่จะมีรายได้ มีสวัสดิการ มีความมั่นคงในชีวิตเพิ่มขึ้น ดังนั้นผมก็ขอเสนอให้รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบ ให้กระทรวงสาธารณสุขเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะช่วยให้ฝนตกทั่วฟ้า ไม่ใช่เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึก ฆ่าขุนพล ขอบคุณครับ🔗
เชิญ ท่านสงครามครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส. พรรคเพื่อชาติครับ ท่านประธานครับ วันนี้จริง ๆ แล้ว ผมก็ไม่อยากมาตำหนิรัฐบาลนะครับ เพราะว่ารัฐบาลมีคนตำหนิ ด่ามากมายแล้ว จนรัฐบาล เกิดความภูมิใจ คิดเสียว่าคนที่ตำหนิคนที่ด่านั้นกำลังชมเชยท่านนะครับ แต่สิ่งที่ผม อยากจะบอกว่าเรื่องที่เป็นความน่าสมเพชเวทนาที่สุดก็คือ พ.ร.ก. ฉบับนี้มันไม่ได้ออกมา เพราะว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน เป็นความจำเป็นยิ่งยวด อันจะชักช้าไม่ได้อย่างที่พูดกัน แต่การหลีกเลี่ยงออกเป็น พ.ร.บ. นั้นก็เพราะว่าท่านหลบเลี่ยงการตรวจสอบ หลบเลี่ยง การซักถามในสภา และสิ่งที่สำคัญที่สุดท่านก็ไม่จำเป็นจะต้องรับผิดชอบคำพูดใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งมันจะไปขัดแย้งกับสิ่งที่ท่านต้องปฏิบัติในภายภาคหน้า การออก พระราชบัญญัตินั้นมันต้องดีกว่าอย่างแน่นอนนะครับ เพราะไม่ได้อยู่ในวงแคบและสิ่งที่ สำคัญที่สุดนั้นก็คือการสะท้อนถึงปัญหาของพี่น้องประชาชน ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ ท่านบอกว่ามันจะล่าช้า การออก พ.ร.บ. เราก็สามารถดำเนินการ ๓ วาระทีเดียวเลยก็ได้ เต็มสภาอยู่แล้ว ได้อยู่แล้วนะครับ มันไม่ได้ช้าตรงไหนเลย วันนี้เหตุที่ผมอยากจะทักท้วงขึ้นมาก็คือเรื่องแรกนะครับ เรื่องการออกพระราชกำหนดเงินกู้ ตอนแรกก็ว่าจะเอา ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอมีคนทักท้วงมาก ๆ เข้าก็ลดลงมาเหลือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นะครับ ว่าจะไปทำอะไรตั้งเยอะแยะ กลัวว่าจะมีการเอาไปแจกเฉพาะ พรรคพวกท่านนะครับ คนใกล้ชิดท่านหรือกลุ่มคนที่ได้ผลประโยชน์ แล้วก็มีการส่งตัวเลข เข้าไปมากมาย ท่านก็เลยต้องแก้ไขตัวเลขใหม่ให้เหลือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ท่านประธานครับ นี่เป็นการเล่นขายของหรือเป็นเรื่องของบ้านเมืองกันแน่ครับ เพราะการจะ ดำเนินการใด ๆ ในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณนั้นไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ เงินงบประมาณ ก็เป็นภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งนั้น ท่านก็ต้องคำนึงถึงการวางแผน ต้องคำนึงถึงว่าต้องใช้ ด้วยความจำเป็นและเกิดประโยชน์สูงสุด ในเมื่อท่านบอกว่าตอนแรก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ท่านเอาตัวเลขมาจากไหนก็ไม่ทราบนะครับ ท่านใช้พื้นฐานอะไรในการวัด วันนี้ท่านไม่มี แผนงาน ไม่มีพื้นฐานในการออกเป็นหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ชัดเจนเลยนะครับ สามารถที่จะ บอกว่าจะเอา ๑ ล้านล้านบาท ๒ ล้านล้านบาทหรือเท่าไรก็ได้นะครับ เพราะว่าเป็น พ.ร.ก. แล้วท่านก็จะให้พี่น้องประชาชนและฝ่ายค้าน พวกกระผมนั้นนะครับ รวมทั้ง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลบางท่านไว้วางใจให้ท่านได้อย่างไร🔗
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ งบทั้งหลายนั้นผมตรวจสอบดูแล้วที่ผ่านมา โดยเฉพาะ การไปแก้ไขปัญหาเยียวยาชดเชย ฟื้นฟูเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากผลกระทบทางโควิด (COVID) นั้นท่านก็อ้างว่าเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงของฐานราก สร้างความ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนด้วยการเติมเงินเข้าไปในธุรกิจ การบริหารธุรกิจ การท่องเที่ยว โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการอะไรต่อมิอะไรเยอแยะนะครับ ท่านทำมานั้น ด้วยการอุดหนุนเป็นแพกเกจ (Package) ท่านเห็นไหมครับว่าอันนี้มันไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ ฐานราก เศรษฐกิจในประเทศได้เลย แต่เป็นลักษณะที่เรียกว่าเป็นช่วงประเดี๋ยวประด๋าว หรือชั่วคราว ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพราะว่าปัญหาที่แท้จริงนั้นมันอยู่ที่ การระบาดของไวรัสหรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ดังนั้นการที่เราจะแก้ปัญหาก็ควรจะดูที่ ต้นเหตุว่ามันเกิดจากที่ไหน เหตุมันเกิดที่โควิด (COVID) เพราะฉะนั้นเมื่อมันเกิดที่โควิด (COVID) การแก้ไขที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องวัคซีนนะครับ แต่ทุกวันนี้วัคซีนก็ไม่พอ แม้กระทั่ง อุปกรณ์เพื่อป้องกันความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ก็มีไม่พอให้พวกเขา ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากเอ็น ๙๕ (N95) หรือชุดพีพีอี (PPE) ก็ไม่พอครับ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของ ห้องคนไข้นะครับ เรื่องของสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ก็ไม่พอนะครับ แล้วก็ยังมีการคาดโทษพวกเขาว่าห้ามให้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องวัสดุอุปกรณ์ที่มันไม่พอในการ ป้องกัน แล้วก็ห้ามขอบริจาคจากผู้ใจบุญทั้งหลาย หรือถ้าขอต้องขอเงียบ ๆ ไม่ให้มีข่าว ออกไป เพราะว่ารัฐบาลโกหกประชาชน บอกว่าพอ นี่ก็เยอะ นั่นก็มีเยอะแล้ว มีพร้อม ทุกอย่าง แต่จริง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ดูอย่างวันนี้สิครับวัคซีนที่เข้ามา คนที่จะนำเข้ามา ท่านก็ยังไม่ให้เลยครับ ที่สำคัญที่สุด พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะเรื่องของฟื้นฟู ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำอะไรรู้ไหมครับ คือเมื่อสักครู่นี้ผมฟังจากท่าน ส.ส. วาโย ของปีที่แล้ว เงินฟื้นฟูมันเป็นการแบ่งเค้กกัน เงินที่กู้มาโกงนะครับ เกินครึ่งหนึ่ง ผมย้ำอีกทีนะครับ กู้มาโกง เพราะโครงการย่อย ย่อย ย่อย ไม่ถึง ๕๐๐,๐๐๐ แล้วก็ไม่ต้องผ่านอีบิดดิง (e-Bidding) ที่เฉพาะแก้โควิด (COVID) แค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เอาเรื่องโควิด (COVID) มาบังหน้า แต่กู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่ได้โทษท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่ง แต่ผมโทษนายกรัฐมนตรี เพราะว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็มีคนดี คนเก่งหลายคน แม้กระทั่งที่ผ่านไปที่เขาตั้งชื่อว่า ๔ กุมาร บางท่านเคยร่วมงานด้วยกัน เคยเป็นรัฐบาลมาด้วยกันเขาก็มีฝีมือนะครับ แต่เพราะผู้นำไม่ดีนั้นแสดงไม่ออก เสียคนเลย คนดี ๆ ก็เสียคน ฉะนั้นผมถึงไม่โทษรัฐมนตรีท่านอื่น ผู้นำคนเดียวทุกวันนี้ทำให้บ้านเมืองนี้ เรือหาย เรือที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าชิป (Ship) บริหารจนบ้านเมืองอย่างนี้ครับ ๗ ปี ยังไม่พอ จริง ๆ ผมเรียนตั้งแต่แรกนะครับ ผมว่าจะไม่ตำหนิ ไม่ด่ารัฐบาลนี้อยู่แล้ว แต่มันทนไม่ได้ เห็นตัวเลขแล้วทนไม่ไหวจริง ๆ ครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับ สิ่งที่ท่านต้องคำนึงถึงก็คือการบูรณาการของงบประมาณ ทั้งหลายนั้นโดยเฉพาะเงินกู้ เพราะหลายเรื่องเป็นเรื่องของการทับซ้อน เพียงแต่เติมเรื่องราว ต่าง ๆ เข้าไปนิดหนึ่ง เข้าไปหน่อยหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็เป็นพื้นที่เป้าหมายเดียวกัน กลุ่มที่จัดทำ งบประมาณก็เป็นคนกลุ่มเดียวกัน เมื่อมันเกิดปัญหาเช่นนี้ผมก็อยากจะบอกกับท่านว่า ท่านควรจะต้องดำเนินการต่อไปนี้นะครับ วันนี้แนะนำเลยก็ได้ ไม่อยากตำหนิจนมากเกินไป เพราะคนเขาด่ากันทั้งบ้านทั้งเมืองอยู่แล้ว เมื่อสักครู่นี้ผมลืมไป ฝาก สตง. ด้วยนะครับ เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทนี้ท่านก็ไปตรวจหน่อย โดยเฉพาะโครงการที่ไม่ได้ทำอีบิดดิง (e-Bidding) หรือโครงการอะไรที่มันไม่ได้ผลจริง ๆ ช่วยไปตรวจดูหน่อย ผมว่ามันเสียหายไปกว่าครึ่ง อาจจะสัก ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ เงินกู้นั้นไม่ใช่เงินกู้ของท่านเอง เงินกู้ของประชาชน ทั้งประเทศ โดยเฉพาะรุ่นเยาวชนต่อไปอนาคตของชาติเขาต้องใช้หนี้อีกนาน🔗
อีกเรื่องที่ผมจะเรียนต่อไปก็คือการช่วยเหลือผู้ประกอบการ คือท่านจะต้อง กระจายวัคซีนให้ทั่วถึง เร็ว ทันการณ์ วันนี้ท่านเห็นไหมครับว่ามัวอ้างโน่นอ้างนี่ เดือนหน้าบ้าง สิ้นปีจะได้ ๒๐๐ โดส (Dose) ขณะที่ไวรัสหรือเชื้อโรคมันไม่ได้รอท่านนะครับ ฝาก ท่านประธานบอกท่านนายกด้วย ๒. การเข้า-ออกประเทศหลังจากที่สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ได้แล้ว นักท่องเที่ยวก็จะเริ่มเข้ามาในประเทศไทยเพื่อท่องเที่ยว ประเทศเราก็เริ่มจะเปิดได้ การเปิดประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ต้องเตรียม สิ่งที่ต้องเตรียมการก็คือเราต้องมีวัคซีนสำหรับคนที่ ยังไม่มีวัคซีนพาสปอร์ต (Passport) หรือคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน เราควรต้องมีวัคซีนนี้ กันเอาไว้ให้เขา ต้องเตรียมไว้ส่วนหนึ่ง สต๊อก (Stock) ไว้ส่วนหนึ่งสำหรับให้นักท่องเที่ยว เหล่านี้ เพราะว่าเขาเข้ามาแล้วเขามาใช้เงิน มาใช้จ่ายต่าง ๆ ก็จะเป็นรายได้ของประเทศด้วย วันนี้ขั้นตอนวิธีการต่าง ๆ นั้นท่านก็ยังไม่ได้บอกวิธีอะไรเลย ท่านทำงานเหมือนหลับตา วิ่งข้ามถนนล่ะครับ โดยไม่มองว่ามีรถคันไหนจะมาชนท่าน ท่านบริหารแผ่นดินอย่างนี้ต่อให้ จัดงบเท่าไรมันก็มีแต่สร้างหนี้เพิ่มขึ้นเท่านั้นเองครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ครับ ผมไม่ต้องแนะมากเพราะผมเตรียมไว้เยอะ การออก พระราชกำหนดเงินกู้ก็ต้องเรียนที่ประชุมแห่งนี้ว่า พ.ร.ก. เงินกู้นั้นถ้าจะให้ดีผมคิดว่า น่าจะต้องออกเป็น พ.ร.บ. นะครับ จะให้ผ่าน ๓ วาระในสภา เราจะได้ซักถามวันนี้ ท่านได้ ตัดสินไปแล้ว เงินที่ใช้ไปแล้ว พอสภาไม่ผ่านก็ให้ถือเสียว่าสิ่งนั้นทำไปแล้วก็แล้วไป แต่จะทำ ต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติวิสัย ไม่ต้องการตรวจสอบ หนำซ้ำผู้ใหญ่ในรัฐบาล โดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรี อาจารย์วิษณุ เครืองาม ท่านพูดถึงเรื่องว่าถ้า พ.ร.ก. เงินกู้ ไม่ผ่านจะยุบสภา อย่างนั้นล่ะครับ ท่านอย่าเอามาขู่ฝ่ายค้านพวกเรา พวกเราพร้อม ที่จะเลือกตั้งอยู่แล้ว แต่ที่ท่านพูดนั้นผมรู้ว่าท่านขู่ใคร ท่านคงขู่พวกรัฐบาลด้วยกันเอง ล่ะครับ ขู่ว่าให้ช่วยยกมือกันนะ ถ้าไม่ยกมือคุณจะต้องไปหาเสียงกันใหม่ อันนี้เขาเรียกว่า ข่มขู่นะครับท่านรอง ไม่ได้มีความหมายอะไรหรอกสำหรับข่มขู่ฝ่ายค้านอย่างพวกเรา แต่ขู่รัฐบาลกันเอง ทั้งหมดนี้เป็นสาระเรื่องเงินกู้ ผมอยากจะบอกว่ารัฐบาลควรที่จะต้อง ดำเนินการให้มันถูกต้อง การใช้พระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น วันนี้ถ้าจะกู้อีกกี่ล้าน แล้วก็ทั้งหมดนั้น ท่านต้องคิดให้ดี ต้องเห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก อย่าเอาเรื่องของวิกฤติ เป็นโอกาส ผมสงสัยว่าท่านคงไม่อยากให้โควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นหายง่าย ๆ เพราะนี่ มันเป็นวิกฤติที่ท่านจะได้โอกาส หมายความว่าท่านนายกรัฐมนตรีนะครับท่านจะได้โอกาส เมื่อเร็ว ๆ นี้ท่านบอกว่ารัฐบาลนี้ผมไม่โกง ท่านไม่รู้สึกกระดากปากบ้างหรือครับ ท่านลอง ถามชาวบ้านดูสิครับเขาคิดอย่างไรกันนะครับ คือทุกวันนี้ผมไม่อยากตั้งฉายารัฐบาลนี้ นะครับ แต่ว่าผมฟังพวกน้อง ๆ นักศึกษาอนาคตของชาติเขาพูดอย่างนี้ครับว่า ผ น ง ร จ ต ม ก ท่านไปแปลเอาเอง เมื่อก่อนผมก็หัวเราะบอก เฮ้ย พวกนี้พูดอะไร แต่เดี๋ยวนี้ผมชักเชื่อ แล้วครับ ต้องขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านสงครามครับ ต่อไปเป็นท่านสุรทิน พิจารณ์ ตามด้วยท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ🔗
ท่านสุรทินครับ ขออภัยนิดหนึ่งครับ ท่านพิเชษฐ์ประท้วงครับ เชิญท่านพิเชษฐ์ ประท้วง เรื่องอะไรครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๙ เนื่องจากว่าวันนี้เป็นการกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วท่านประธานไม่ควบคุม การประชุมให้สมาชิกเข้ามาในห้องประชุมเพื่อฟังการอภิปรายที่สำคัญอันนี้ ดังนั้นผมขอนับ องค์ประชุม ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ท่านพิเชษฐ์ครับ ความจริงท่านก็รู้อยู่ว่าในสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ทาง ศบค. กำหนดให้เราประชุม ในลักษณะอย่างไรนะครับ ประชุมงบประมาณคราวที่แล้ว เราก็ได้พูดคุยชี้แจงกัน ฉะนั้นอยากให้พวกเราได้เข้าใจ แต่ถ้าท่านจะนับองค์ประชุมก็เป็นไปตามข้อบังคับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ นิโรธครับ ขออนุญาตประท้วงครับ🔗
เดี๋ยวนะครับ ทางท่านพิเชษฐ์เสนอนับองค์ประชุม มีผู้รับรองถูกต้อง ท่านนิโรธ🔗
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ท่านประธานครับ การนับ องค์ประชุม อยู่ ๆ จะมานับองค์ประชุมไม่ได้ และเมื่อสักครู่เป็นการเสนอญัตติใช่ไหมครับ ฉะนั้นญัตติเขากำหนดไว้ว่าญัตตินั้นเป็นการเสนอเรื่องราวที่จะให้ที่ประชุมพิจารณาแล้ว ลงมติครับ ถ้าการเสนออย่างนี้มันไม่เป็นญัตติครับ จริงอยู่ครับท่านประธานอาจจะมี ข้อบังคับที่วินิจฉัยได้ว่าการเห็นสมควรกับญัตติไหนก็อนุโลมได้ แต่อันนี้มันไม่ได้เป็นญัตติ ครับท่าน เพราะองค์ประชุมมันครบอยู่แล้ว ตั้งแต่เช้า ไม่อย่างนั้นเราก็เปิดประชุมไม่ได้ครับ ฉะนั้นท่านประธานจะวินิจฉัยก็ต้องดูว่ามันเป็นญัตติหรือไม่ครับที่จะให้นับองค์ประชุม กราบขอบพระคุณครับ🔗
ที่จริงผมก็ได้ อธิบายท่านพิเชษฐ์ไปนะครับว่าการประชุมในวันนี้เราประชุมภายใต้สถานการณ์โควิด (COVID) ซึ่งการที่ ศบค. อนุญาตให้เรามีการประชุมได้ ก็คือต้องมีมาตรการที่เข้มงวด นั่นก็คือท่านประธานชวน หลีกภัย ได้วางมาตรการเอาไว้ว่าท่านสมาชิกถ้าไม่มีภารกิจจำเป็น ที่จะต้องอภิปราย ท่านประธานชวนก็อนุญาตให้นั่งอยู่ในห้องส่วนตัวของท่านสมาชิกได้ เพราะเราเว้นระยะห่าง เราระมัดระวังเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) แต่ถ้า ท่านพิเชษฐ์ยังยืนยันอย่างนั้นอีก ประธานก็ไม่มีทางออกอย่างอื่น🔗
ไม่ใช่ครับ ท่านประธานครับ ขอให้ ท่านวินิจฉัยประเด็นคำว่า ญัตติ ก่อนนะครับ ก่อนที่ท่านกรุณาวินิจฉัย การเสนอญัตตินั้น ต้องเสนอเรื่องราวตามข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ต้องเสนอเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะพิจารณาเรื่องอะไร แล้วก็ให้สภาลงมติในญัตตินั้น แต่การที่เสนอนับองค์ประชุมหาเป็นญัตติไม่ เพราะไม่ได้ เป็นเรื่องเป็นราว ท่านจะเห็นได้ว่าญัตติเขาจะกำหนดเลยว่า ๑ ๒ ๓ มีอะไรบ้างครับ ท่านประธาน ขอท่านกรุณาวินิจฉัย🔗
ผมเข้าใจ เรื่องญัตตินะครับ คือญัตติตอนนี้ก็เป็นญัตติอยู่เหมือนเดิม🔗
มันเป็นเรื่องราวอย่างไรล่ะครับ🔗
การเสนอ นับองค์ประชุมความจริงก็เป็นสิทธิของท่านสมาชิกในการที่จะเสนอ🔗
แต่ต้องไม่เป็นญัตติครับ ถ้าเป็นญัตติ มันไม่ได้เป็นญัตตินะครับ ญัตติเปิดพจนานุกรมดูได้เลยครับ ท่านเลขาตามข้อบังคับที่ ๑๑ ท่านต้องเป็นผู้ช่วยประธาน🔗
ท่านอรรถกรครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าเนื่องด้วยมาตรการของการประชุมของเรามีข้อจำกัด แล้วก็ ผมในฐานะเป็นตัวแทนของรัฐบาลก็ขออนุญาตฝากไปถึงท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับว่าตั้งแต่เช้าจริง ๆ แล้วบรรยากาศก็เป็นไปได้ด้วยดี มาโดยตลอด แล้วถ้าท่านพิเชษฐ์ ถ้าทางฝ่ายพรรคร่วมฝ่ายค้านต้องการอะไรเห็นว่าอะไร ผิดแปลกไป ผมในฐานะวิป (Whip) เดี๋ยวเราจะขอไปคุยกับทางวิป (Whip) พรรคร่วม ฝ่ายค้าน แล้วก็ถ้ามีอะไรคุยกันได้ก็เดี๋ยวคุยกันก่อน แต่ช่วงนี้ก็ให้การประชุมดำเนินต่อไปก่อน แล้วก็ให้วิป (Whip) คุยกันจบแล้วเดี๋ยวจะมารายงานต่อที่ประชุมอีกทีอย่างนี้ได้ไหมครับ เราจะได้ไม่เสียเวลาด้วย จึงขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับ ด้วยความเคารพท่านพิเชษฐ์ จริง ๆ ครับ🔗
คือ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้เราประชุมเกี่ยวกับพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นเรื่องด่วนที่ทางฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้เสนอ แต่การเสนอของท่านพิเชษฐ์เป็นการตรวจสอบองค์ประชุม เป็นการตรวจสอบองค์ประชุม ในขณะนี้ ที่จริงแล้วผมเรียนกับที่ประชุมว่าถ้าสถานการณ์ปกติ แน่นอนครับ มันก็คงจะไม่ใช่ เรื่องสุดวิสัยที่ท่านพิเชษฐ์จะเสนอให้มีการนับองค์ประชุม แต่ตอนนี้มันเป็นสถานการณ์ ที่กำลังแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ฉะนั้นการที่จะให้ท่านสมาชิกเข้ามานั่งเต็มห้องประชุม อยู่เหมือนเดิมตามปกติมันก็ไม่ใช่สถานการณ์อย่างนี้ ท่านประธานชวน หลีกภัย จึงอนุญาต ให้ท่าน ส.ส. ใครที่มีความจำเป็นที่จะต้องอภิปรายก็เข้ามาอภิปราย อภิปรายเสร็จแล้วก็ให้ ออกไปนั่งอยู่ห้องส่วนตัว เพราะตอนนี้เรามีห้องส่วนตัวให้กับท่านสมาชิกทั้งหมด ๕๐๐ ห้อง ท่านสมาชิกอยู่ประจำห้อง ฉะนั้นผมก็เข้าใจว่าท่านสมาชิกก็คงจะเข้าใจในสถานการณ์ อย่างนี้ แต่ถ้าท่านพิเชษฐ์ไม่ยอมเข้าใจในสถานการณ์อย่างนี้ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ว่า ท่านพิเชษฐ์ไม่ได้เสนอเป็นญัตติก็ให้ทางฝ่ายวิป (Whip) ไปคุยกัน🔗
ท่านประธานใจเย็น ๆ นิดหนึ่งครับ แต่เรื่องนี้ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ขออนุญาตได้พูดคุยหารือกับ ท่านประธานด้วยในเรื่องคำว่า ญัตติ🔗
มันไม่ใช่ญัตติครับ ท่านนิโรธ🔗
ท่านประธานครับ ประเดิมชัย ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธานได้ถอนคำพูดที่ว่า ถ้าท่านพิเชษฐ์ ไม่ยอมเข้าใจ อันนี้ทำให้ท่านพิเชษฐ์เสียหายครับ สิ่งที่ท่านพิเชษฐ์นำเสนอเป็นเอกสิทธิ์ ของ ส.ส. ตามข้อบังคับการประชุมสภาและตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ การทำหน้าที่ของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรถึงแม้ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรก็ตามแต่ แต่ท่านประธานเองก็ได้วางมาตรการอย่างเข้มงวดก่อนที่จะเข้ามาสู่ที่ประชุมสภาแห่งนี้แล้ว ในกระบวนการไม่ว่าในเรื่องของการป้องกันโควิด (COVID) อะไรต่าง ๆ ทุกคนมี เรื่องของ มาตรการในการดูแลและป้องกันเองอย่างดีอยู่แล้ว ฉะนั้นทุกคนจะละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้อยู่แล้วท่านประธาน ขอให้ท่านประธานได้ทำตามข้อบังคับการประชุมครับ🔗
ผมทำตาม ข้อบังคับ ท่านนิโรธครับ ขออนุญาต คือท่านพิเชษฐ์ไม่ได้เสนอญัตติ🔗
ท่านประธานครับ ก็เมื่อสักครู่มี ผู้รับรองนี่ครับท่าน คือญัตติหรือเปล่า🔗
แต่ ท่านพิเชษฐ์เสนอนะครับ🔗
เสนออย่างไร🔗
คือให้มี การนับองค์ประชุม การนับองค์ประชุมนั้นก็ต้องมีผู้รับรองตามข้อบังคับ ที่ท่านสมาชิก ประท้วงเมื่อสักครู่ผมเรียนว่าผมเข้าใจว่ามันเป็นเอกสิทธิ์ มันเป็นสิทธิของ ส.ส. ที่จะเสนอให้ มีการนับองค์ประชุมได้ แต่ผมได้ชี้แจงที่ประชุมไปว่า ถ้าในสถานการณ์ปกติ แน่นอนครับ เราดำเนินการตามปกติอย่างนั้น แต่วันนี้เราประชุมในสถานการณ์โควิด (COVID) ที่กำลัง ระบาด ท่านประธานไม่อนุญาตให้ท่านสมาชิกเข้ามานั่งทุกคนในห้องประชุมเหมือนปกติ เช่นเดิม ฉะนั้นวันนี้ผมอยากจะขอความกรุณาท่านพิเชษฐ์ เป็นสิทธิของท่านนะครับ แต่ว่า เพื่อให้การประชุมเป็นไป🔗
ท่านประธานครับ เมื่อท่านดำริ อย่างนี้ผมก็จะหารือต่ออีกนิดนะครับ ผม นิโรธครับ คือเอกสิทธิ์ของผู้แทนขอทำความเข้าใจ กับสมาชิกว่าเอกสิทธิ์ของผู้แทนต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับครับ ไม่ใช่ว่ามีเอกสิทธิ์แล้วคิดจะ เสนออะไรก็ได้ ฉะนั้นการขอนับองค์ประชุมต้องประธานครับ เป็นผู้ขอนับองค์ประชุม เมื่อจะมีการลงมติครับ🔗
ท่านนิโรธ พอแล้วนะครับ ก็ยิ่งทำให้เพื่อนงงไปใหญ่เลย เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะให้การประชุมดำเนินการ ไปได้ด้วยดี ผมขอให้วิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่าย ได้ไปปรึกษาหารือกัน ผมขอพักการประชุม ๑๐ นาทีครับ🔗
ขอบพระคุณครับท่าน🔗
พักประชุมเวลา ๑๖.๐๓ นาฬิกา🔗
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๖.๐๙ นาฬิกา🔗
เชิญ ท่านอรรถกรครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะตัวแทนวิป (Whip) รัฐบาลนะครับ ต้องขออนุญาตเรียนต่อที่ประชุมครับเมื่อสักครู่นี้ได้ไปทำความเข้าใจกับท่าน ส.ส. พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน แล้วท่านก็ไม่ติดใจ เราก็จะดำเนินการอภิปรายต่อ อย่างมีคุณภาพต่อไป ก็ต้องขอบพระคุณท่านอีกครั้งหนึ่งครับ🔗
ผมต้องขอให้ ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ชี้แจงด้วยนะครับ ถ้าท่านไม่ติดใจแล้วก็ขอให้ท่านได้ถอนสิ่งที่ ท่านเสนอในที่ประชุม เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ🔗
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน (เชียงราย) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตพูดนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน🔗
เชิญท่าน พิเชษฐ์ครับ🔗
ท่านประธานครับ งบประมาณ ของประเทศ ๓.๑ ล้านล้านบาท มีเงินลงทุนอยู่ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราพูดกัน ๓ วัน ๓ คืน และต้องพิจารณาอีก ๒ เดือนกว่าจะจบสิ้นงบประมาณว่าใช้ได้หรือไม่ได้ วันนี้นายกรัฐมนตรี มาขออนุมัติจากสภาเพื่อใช้เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทให้พูดแค่ ไม่กี่ชั่วโมง การพิจารณาแบบนี้โดยรายละเอียดก็ยังไม่มี ท่านประธานครับ ขอให้ท่านสมาชิก ได้ให้ความสำคัญกับการประชุมในวันนี้ โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ว่า ไม่เห็นสภามีความสำคัญ สภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของประชาชนต้องสำคัญที่สุด ท่านไม่มาฟัง ท่านคิดว่ามันง่าย ท่านคิดว่าผ่านได้ ท่านกู้มาตลอด ผมเห็นว่าเพื่อประโยชน์ ของประเทศ แล้วไม่ใช่ว่าผมจะไม่คอยควบคุมการประชุมให้เป็นตามระบบระเบียบของสภา ผมเกรงใจท่านประธาน นายกชวน ท่านอุตส่าห์ขอให้เดินต่อ ครั้งนี้ผมขอถอนเพื่อให้ การดำเนินการของสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการได้ต่อไป ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการนับอีก ตอนนี้ ผมขอถอนก่อนนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอบคุณท่านพิเชษฐ์ ขอบคุณท่านพิเชษฐ์ที่เข้าใจในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด (COVID) การตรวจสอบองค์ประชุมก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ก็ขอให้ทำหน้าที่ควบคุมอย่างนี้ ไปเรื่อย ๆ นะครับ ก็ต้องขอชื่นชมท่าน ท่านมีเหตุผล ขอบคุณมากนะครับ ต่อไปเชิญ ท่านสุรทิน พิจารณ์ อภิปรายต่อเลยนะครับ ๓ นาทีครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ บัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมกราบเรียนท่านประธานไปที่พี่น้องประชาชนคนไทยที่กำลัง ตั้งหน้าตั้งตาคอยว่าเงินจะออกไปวันไหน ท่านประธานครับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แบ่งออกเป็น ๓ ก้อน ก้อนแรก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาซื้อวัคซีน มาซื้อยา มาทำ โรงพยาบาล ก้อนที่ ๒ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาเยียวยาพี่น้อง มาเยียวยา อสม. พวกทำงานต่าง ๆ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ก้อนที่ ๓ เอามาฟื้นฟูเศรษฐกิจ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ก้อนแรก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทผมว่ามันไม่พอ ผมกราบเรียนท่านประธาน ไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าไม่พอ ควรจะตัดจากกองทุนเงินฟื้นฟู ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท สัก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปบวก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวนี้พี่น้องคนไทยที่อยู่ต่างจังหวัด ครูบาอาจารย์ นักเรียน นักศึกษายังไม่ได้ฉีด ท่านประธานครับ เยอะมากตามชายแดน ควรจะไปตั้งไว้สัก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าฉีดวัคซีนเสร็จ งบฟื้นฟูไม่จำเป็น เดี๋ยวมันวิ่งแจ้นมาเองเศรษฐกิจ พี่น้องที่เคารพครับ ท่านประธานครับ ถ้าหากเราฉีดสัก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวมันดีขึ้นเอง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม ไม่ว่าเศรษฐกิจอย่างอื่น เขามาเอง ท่านประธานครับ อีกทีหนึ่งงบอันที่ ๒ คือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมว่ามันน้อยไป ควรจะ เอามาอีกจากกองทุนฟื้นฟู ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มาฟื้นมาเยียวยา พี่น้องเลย เยียวยา อสม. ที่เขาทำงานเป็นแนวหน้า ช่วยหมอ ช่วยโรงพยาบาลให้มันจบ ฉีดวัคซีนให้มันจบ เยียวยาทุกอย่างที่มันสูญเสียไป ส่วนฟื้นฟู ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้าย ฝากไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ อันนี้เป็นงบที่เราเอามารอไว้ ถ้าเรา ฉีดวัคซีน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างมันจะมาเอง พรรคประชาธิปไตยใหม่เสนอให้พัก ชำระหนี้ ๓ ปี ท่านประธานครับ เพราะอะไร เพราะเดี๋ยวนี้เป็นหนี้ทั้งต้นทั้งดอกไม่ได้จ่าย เจ้าหนี้มาถามทุกวัน ๆ ผัวเมียแต่ก่อนมีรายได้ทั้งผัวทั้งเมีย เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วครับ อีกอย่างหนึ่ง ค่าเทอมของนักเรียนก็ถูกโรงเรียนทวงถาม อยากฝากท่านประธานไปที่รัฐบาลช่วยเบรก ให้หน่อย อย่ามาทวงถามมากเกินไป เดี๋ยวนี้กลุ้มใจเรื่องโควิด (COVID) กลุ้มใจเรื่องวัคซีน ก็พอแล้ว นี่คือกราบเรียนท่านประธาน สุดท้ายอย่างไร ๆ พรรคประชาธิปไตยใหม่ ก็ยังให้เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผ่านเพื่อให้พี่น้องได้ลืมตาอ้าปากได้ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิโรจน์ ตามด้วยท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญท่านวิโรจน์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ที่มีการนับองค์ประชุมโดยท่านพิเชษฐ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม สาเหตุจริง ๆ มาจากท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าท่านให้เกียรติสภา ท่านมาฟัง ผมคิดว่าก็คงจะไม่มีใครนับองค์ประชุมหรอกครับ แต่เงินกู้สูงขนาด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทบจาก ๑ ล้านล้านบาทที่ท่านกู้มาแล้ว ใช้ไปหมดแล้ว แล้วท่านนายกรัฐมนตรีไม่มาสภา ไม่มาพบกับตัวแทนของพี่น้องประชาชนในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ผมเรียนตรง ๆ ครับ ท่านประธาน มันหยามน้ำใจประชาชนเกินไป ผมคิดอย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่มีเจ้าหน้าที่แจ้งให้ ผมทราบว่ามีการประสานให้ท่านนายกรัฐมนตรีมา แล้วอย่างนี้ครับถ้าท่านตั้งใจจะมา ดำริจะมาจริง ๆ ภายใน ๑๘.๐๐ นาฬิกา ท่านนายกรัฐมนตรีจะมาต้องมาได้ แล้วถ้าไม่มา พรรคก้าวไกลจะขอนับองค์ประชุมเองหลังจากเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกาไปแล้วครับ ท่านประธาน ในสภาวะที่ประชาชนกำลังลำบาก จากการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) จนวันนี้ ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตไปแล้วทั้งสิ้น ๑,๓๓๒ ราย ถ้านับเฉพาะการระบาดระลอกที่ ๓ นะครับ ท่านประธาน ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายนเป็นต้นมา ตายไปแล้ว ๑,๑๙๗ ราย การตายถึง ร้อยละ ๙๐ มาจากการระบาดระลอกที่ ๓ ท่านประธานครับ การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นำมาซึ่งปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าคนตัวเล็กตัวน้อย การกู้เงินที่ประชาชนทั้งที่มี ชีวิตอยู่ในวันนี้และที่เขากำลังจะเกิดมาในวันข้างหน้าต้องรับภาระในอนาคตด้วยการชะลอ การพัฒนา ชะลอการปรับปรุงสวัสดิการสังคมให้ต่ำกว่าที่เขาควรจะได้รับ เพราะรัฐบาลต้อง เจียดเงินภาษีส่วนหนึ่งไปใช้หนี้เป็นสิ่งที่น่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วครับสำหรับการกู้ในวันนี้ ประเด็นที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ในวันนี้ไม่ใช่การกู้ครับท่านประธาน เพราะสถานการณ์อย่างนี้ อย่างไรก็ต้องกู้ แต่สิ่งที่จะไม่พูดไม่ได้ครับท่านประธาน ก็คือวิธีการใช้เงินกู้ของรัฐบาลนี้ ต่างหาก ที่ผ่านมารัฐบาลนี้ใช้เงินกู้ไปแล้วเกือบ ๑ ล้านล้านบาท เงินกู้ก้อนมหึมาขนาดนี้ ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือเงินเยียวยา งบสาธารณสุขและงบฟื้นฟู เรียกสั้น ๆ เป็นชื่อเล่น ว่าเยียวยา สาธา ฟื้นฟู เปรียบง่าย ๆ ครับท่านประธาน เหมือนกับประเทศเป็นคนที่ประสบ อุบัติเหตุร้ายแรง ขาหัก สะโพกหัก ซี่โครงหักทิ่มปอด เงินเยียวยาก็เหมือนกับการฉีดยาชา วางยาสลบแล้วให้คุณหมอผ่าตัดรักษา นั่นก็คือการใช้จ่ายงบสาธารณสุข หลังจากผ่าตัดไป แล้วก็ค่อยไปทำกายภาพบำบัดให้กลับมาเดินเหินได้เหมือนคนปกติ นั่นก็คืองบฟื้นฟู เศรษฐกิจ แต่สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำครับท่านประธาน เหมือนกับการฉีดยาชา วางยาสลบ แล้วพอ ผมตื่นขึ้นมาสะลึมสะลือครับท่านประธาน ผมตกใจครับ อ้าว คุณหมอยังไม่ผ่าตัดอะไรให้ผมอีกหรือ มองไปมีแต่ทิงเจอร์เอามาทา พอยาชาหมดฤทธิ์ ก็กลับมาเจ็บปวดเหมือนเดิม แถมยังมีหน้าลากผมลงจากเตียง พาผมไปหัดเดินทั้ง ๆ ที่ขายังหัก สะโพกยังแตก ซี่โครงยังทิ่มปอด สุดท้ายอาการมีแต่จะทรุดหนักลงกว่าเดิม เปิดสไลด์ (Slide) ครับเจ้าหน้าที่🔗
ต่อไปครับ งบเยียวยา ๖๘๕,๐๐๐ ล้านบาท นี่จ่ายไปแล้วนะครับ ๖๓๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็น ๙๓ เปอร์เซ็นต์ เยียวยาเบิกไปใช้แล้วเกือบเต็มวงเงิน แต่พอมาดูงบสาธารณสุขด้านขวาครับ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายไปแค่ ๙,๕๕๖ ล้านบาท แค่ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ นี่อย่างไรครับ ที่ผมบอก เอาแต่ฉีดยาชาวางยาสลบ แต่ไม่ยอมผ่าตัดรักษา กราฟถัดไปครับ เรามาดูกันครับ โครงการเตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาล กันงบเอาไว้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่าย ไปแค่ ๑๗๘ ล้านบาท คืบหน้าไปแค่ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ เตรียมความพร้อม สถานพยาบาล ไม่เตรียม โครงการรับกับสถานการณ์ฉุกเฉินของการระบาด กันงบเอาไว้เกือบ ๑,๕๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายไปแค่ ๑๒๗ ล้านบาท คืบหน้าไปแค่ ๘.๕ เปอร์เซ็นต์ จะรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ยังไม่คิดจะรองรับ เห็นหรือยังครับท่านประธาน ว่าทำไมการระบาดระลอกที่ ๓ ถึงมี คนตายมากขนาดวันละ ๓๐-๔๐ คน จนเศรษฐกิจพังพินาศขนาดนี้ ตราบใดก็ตามครับ ท่านประธานที่รัฐบาลไม่สามารถที่จะสร้างความมั่นใจว่าจะควบคุมสถานการณ์การระบาด ของโควิด (COVID) ได้ ไม่รู้ว่าจะฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประเทศได้เสร็จเมื่อไร ถ้าควบคุมการระบาดไม่ได้ เศรษฐกิจก็จะเปิดไม่ได้ แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ มาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจต่าง ๆ ก็คาดหวังผลอะไรไม่ได้เลย เพราะพอการระบาดเกิดขึ้น ทุกอย่างที่ทำลงไป กำลังจะงอกจะเงยขึ้นมาก็พังพาบไปทันที เหมือนกับคนขาหักครับ แต่ยังไม่ผ่าตัดดามเหล็ก แล้วแถมไปบังคับให้เขาหัดเดิน สุดท้ายไม่แคล้วต้องตัดขาทิ้ง กราฟถัดไปครับ การรายงาน การฉีดวัคซีนไม่ใช่เอาตัวเลขจำนวนโดส (Dose) ที่ฉีดไปแล้ว ๔.๖ ล้านโดส (Dose) มาหลอก ประชาชน ถ้าจะรายงานแบบนี้ ฉีดอีกแค่ ๑.๑ ล้านโดส (Dose) ก็ชนะประเทศสิงคโปร์แล้ว ครับ เพราะประเทศสิงคโปร์เขามีประชากรทั้งประเทศแค่ ๕.๗ ล้านคน อย่างไรเขาฉีด มากกว่านี้ไม่ได้ เขาฉีดวัคซีนทิพย์ไม่ได้ ถ้าเป้าหมายคือการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่ต้องการฉีด ให้กับประชากรให้ถึงร้อยละ ๗๐ การรายงานต้องรายงานสัดส่วนของประชากรที่ได้รับวัคซีน เป็นดัชนีสำคัญ ซึ่ง ณ วันนี้ประเทศไทยฉีดอย่างน้อย ๑ เข็มยังไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ฉีดครบ ๒ เข็ม เพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง การฉีดวัคซีนยังล่าช้าอยู่มาก วันนี้ท่านประธานครับ ธุรกิจที่บอบช้ำที่สุดไม่แคล้วธุรกิจการท่องเที่ยวครับ ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน ในการควบคุมการระบาด ปล่อยปละละเลยให้การระบาดเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า อย่างโรงแรมภาคใต้ครับ ปัจจุบันปิดให้บริการไปแล้วถึงร้อยละ ๙๐ ไม่ให้ปิดได้อย่างไรครับ ท่านประธาน เดือนเมษายนอัตราการเข้าพักว่าแย่แล้วนะครับ อยู่ที่ ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ เดือนพฤษภาคมลดลงมาเหลือแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ที่แย่ไปกว่าสถานการณ์ที่แย่คือไม่รู้ว่าจะแย่ แบบนี้ไปถึงเมื่อไร ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่สำคัญมาก ๆ ของประเทศไทย ในปี ๒๕๖๒ รายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง ๓ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) มีการจ้างงาน ตัวนี้สำคัญมากท่านประธาน คือ ๘ ล้านคน มีสัดส่วนการจ้างงานที่สูงถึง ร้อยละ ๒๐ ของการจ้างงานทั้งประเทศ และการจ้างงานถือเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ตอนนี้การระบาดของโควิด (COVID) ทำคนตกงานไปแล้วถึง ๑ ล้านคน และอาจจะไหล ไปถึง ๒ ล้านคน รายได้จากการท่องเที่ยวเมื่อปี ๒๕๖๓ ที่มีมูลค่าสูงถึง ๓ ล้านล้านบาท เหลืออยู่เพียง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในปัจจุบันเท่านั้น และมีแนวโน้มจะลดลงไปอีก ที่น่าเศร้าที่สุดครับท่านประธาน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญผมไม่อภิปรายไม่ได้ มาตรการที่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวหวังว่าจะช่วยให้พวกเขายืนได้ด้วยลำแข้ง ของตัวเองได้บ้าง อย่างโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส (Phase) ๑ เฟส (Phase) ๒ ที่ผ่านมา โครงการนี้รัฐบาลเอาเงินไปอุดหนุนค่าที่พักให้ร้อยละ ๔๐ หรือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แทนที่จะ ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว เจ้าของโรงแรมที่เป็นคนไทย กลับเอาเงินแผ่นดินที่เป็นภาษีของประชาชนไปดึงสภาพคล่องให้เอเจนซี (Agency) รับจอง ที่พักออนไลน์ (Online) ซึ่งเป็นเอเจนซี (Agency) ต่างชาติ🔗
ท่านประธานครับ จากข้อมูลวันที่ ๒๘ พฤษภาคม จากวงเงินงบประมาณ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายไปได้ ๙,๐๑๐ ล้านบาท ตามผม ให้ทันนะครับ โดยคาดว่าเป็นเงินที่จะนำไปอุดหนุนค่าโรงแรมที่พักประมาณ ๕,๖๐๐ ล้านบาท อุดหนุนไป ๙,๐๑๐ ล้านบาท คาดว่าจะเอาไปใช้อุดหนุนค่าที่พักประมาณ ๕,๖๐๐ ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้เป็นเงินอุดหนุนค่าที่พักในอัตรา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เทียบบัญญัติไตรยางค์ครับ เท่ากับว่างบประมาณก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เหนี่ยวนำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยจ่ายเงินค่าที่พัก เองอีกร้อยละ ๖๐ ซึ่งตีคร่าว ๆ ว่ามีมูลค่าประมาณ ๘,๔๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้มากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์จะจองที่พักผ่านเอเจนซี (Agency) ต่างชาติ ซึ่งถ้าตีเป็นมูลค่า เอา ๗๐ เปอร์เซ็นต์คูณ ๘,๔๐๐ ก็จะได้ราว ๆ ๖,๐๐๐ ล้านบาท กว่าผู้ประกอบการโรงแรมที่เป็น คนไทยจะได้เงินก้อนนี้จากเอเจนซี (Agency) ต่างชาติต้องรอถึง ๑ เดือนนับจากวันที่ นักท่องเที่ยวคนไทยเข้าพัก เท่ากับว่าเงิน ๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้แทนที่จะเอามาเสริมสภาพ คล่องให้กับนักธุรกิจเจ้าของโรงแรม ผู้ประกอบการชาวไทยที่กำลังเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า กลับถูกเอาไปให้เอเจนซี (Agency) ต่างชาติหมุนนานกว่า ๑ เดือนถึงจะได้เงิน แม้ว่าเอเจนซี (Agency) ต่างชาติจะแจ้งว่าไม่เก็บค่าคอมมิชชัน (Commission) แต่ปัจจุบันก็ทราบดี อยู่แล้วว่าคนที่จองที่พัก จองโรงแรม ส่วนใหญ่จะจองผ่านแอปพลิเคชัน (Application) บน มือถือ สุดท้ายนโยบายนี้ก็เท่ากับบีบให้ผู้ประกอบการโรงแรมของไทยต้องไปแข่งขันกันบน แอปพลิเคชัน (Application) ของเอเจนซี (Agency) ต่างชาติ แม้ว่าจะไม่เก็บค่าคอมมิชชัน (Commission) แต่ผู้ประกอบการโรงแรมชาวไทย จำนวนไม่น้อยก็ต้องจ่ายค่าการตลาด ค่าโฆษณาให้กับแอปพลิเคชัน (Application) ต่างชาติ แม้ว่าเราเที่ยวด้วยกันจะให้จอง ตรงกับทางโรงแรมได้ แต่ถ้าโรงแรมจะลดราคา ให้ต่ำกว่าราคาบนแอปพลิเคชัน (Application) ก็ทำไม่ได้ต้องขายในราคาเดียวกัน จะให้ส่วนลดพิเศษกับลูกค้าที่จองตรงก็ทำไม่ได้ เพราะจะ ถูกเอาชื่อออกจากแอปพลิเคชัน (Application) ทันที สุดท้ายแทนที่ผู้ประกอบการเจ้าของ โรงแรมจะได้กำไรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากเงินแผ่นดิน หรืออย่างน้อย ๆ ก็เอาส่วนลดไป ให้กับลูกค้าที่เป็นคนไทย กลับต้องไปยอมจ่ายค่าโฆษณาให้กับเอเจนซี (Agency) ต่างชาติ ผมไม่เข้าใจครับท่านประธานว่าจะเอางบประมาณไปกระตุ้นให้คนไทยไปลองใช้ แอปพลิเคชั่น (Application) ของเอเจนซี (Agency) ต่างชาติทำไม ทั้ง ๆ ที่ภาษีรายได้ นิติบุคคลแม้แต่บาทเดียว รัฐบาลไทยก็เก็บจากเขาไม่ได้ เปิดเว็บไซต์ (Website) เราเที่ยว ด้วยกัน แทนที่จะเจอเอเจนซี (Agency) ของคนไทยก่อน กลับเจอเอเจนซี (Agency) ต่างชาติก่อนเอเจนซี (Agency) ไทย ปกติแล้ว เอเจนซี (Agency) ต่างชาติยังมีเรื่อง ที่น่าสนใจอีก ปกติเอเจนซี (Agency) ต่างชาติจะมีการจ่ายค่านายหน้าที่เรียกว่า ค่าแอปครีเอต (App Create) อีก ๘ เปอร์เซ็นต์ให้กับเว็บไซต์ (Website) ต่าง ๆ ที่แนะนำให้นักท่องเที่ยว มาจองที่พักกับเขา แต่โครงการเราเที่ยวด้วยกันนี่แปลกครับไปโพรโมท (Promote) ให้ คนไทยไปลองใช้แอปพลิเคชัน (Application) ของเอเจนซี (Agency) ต่างชาติแบบฟรี ๆ และยังให้เขาได้เงินราว ๆ ๖,๐๐๐ ล้านบาทไปหมุนก่อน ได้เก็บค่าโฆษณาจากผู้ประกอบการ โรงแรมชาวไทย แทนที่จะเอาเงินก้อนนี้มาสนับสนุนแอปพลิเคชัน (Application) ของ คนไทย กลับเอาเงินแผ่นดิน เอาภาระของประชาชนคนในชาติทั้งที่เกิดอยู่แล้วและยังจะเกิด ในอนาคตไปกระตุ้นให้คนไทยไปลองใช้แอปพลิเคชัน (Application) ของเอเจนซี (Agency) ต่างชาติ มันน่าน้อยใจไหมครับท่านประธาน เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท เปรียบง่าย ๆ ครับ ท่านประธาน เหมือนกับค่ารักษาพยาบาลที่ต้องกู้มาจ่าย แล้วจ่ายไปแล้ว ๑ ล้านบาท โรงพยาบาลจันทร์โอชาแห่งนี้ได้แต่ฉีดยาชา วางยาสลบเฉย ๆ แต่ไม่ยอมผ่าตัดรักษาให้ แถม ลากเราไปหัดเดินจนขาที่หักต้องมาตัดขาทิ้ง แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าจะขอเก็บเงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ เพื่อขอวางยาสลบเราอีกรอบ เราจะยอมหรือครับ ท่านประธานครับ ค่ารักษาอีก ๕๐๐,๐๐๐ จำเป็นต้องจ่ายแน่ แต่ควรเปลี่ยนไปรักษา ที่โรงพยาบาลอื่นที่ไม่ใช่โรงพยาบาลจันทร์โอชา รัฐบาลนี้ที่ผ่านมากู้มาถลุงไปแล้ว ๑ ล้านล้านบาท ขาดสติปัญญาในการจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่าย ไม่คำนึงถึง ความเดือดร้อนของประชาชน ล้มเหลวในการกระจายความเสี่ยงในการจัดซื้อจัดหาวัคซีน จัดฉีดวัคซีนก็ล่าช้า กระจายวัคซีนก็เหลื่อมล้ำ ยังมีหน้าไปโทษโรงพยาบาลว่าที่ต้องเลื่อน การฉีดวัคซีนเพราะโรงพยาบาลฉีดเร็ว ผมก็สงสัยครับท่านประธานว่าถ้าโรงพยาบาลฉีดช้า แล้วสต็อก (Stock) วัคซีนมันจะงอกออกมาตามธรรมชาติหรืออย่างไร ต้องจัดส่งวัคซีน ให้แต่ละแห่งเท่าไร ดูจากยอดจองผ่านหมอพร้อมที่ตัวเองเป็นคนออกแบบระบบมา ก็รู้อยู่แล้ว กระจายวัคซีนให้โรงพยาบาลบางแห่งไม่พอ ก็ยังจะไปตั้งกรรมการสอบเขาอีก ล้มเหลวในการบริหารระบบสาธารณสุขจนทำให้ประชาชนป่วยตายคาบ้านเพราะหาเตียง ไม่ได้ ล้มเหลวในการเยียวยาประชาชน แถมใช้จ่ายเงินกู้ที่ประชาชนต้องแบกรับในอนาคต แทนที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับรั่วไหลไปสร้าง ประโยชน์ให้กับบริษัทต่างชาติที่รัฐบาลเก็บภาษีรายได้นิติบุคคลเขาไม่ได้เลยแม้แต่บาทเดียว ท่านประธานครับ เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จำเป็นครับ แต่จะปล่อยให้รัฐบาลนี้กู้ไปถลุง ต่อไปแบบนี้ไม่ไหว จะปล่อยให้ลุงกู้ไปผลาญแล้วให้ลูกหลานตามใช้หนี้แบบนี้ไม่ได้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต้องกู้ แต่รัฐบาลที่จะกู้ต้องไม่ใช่รัฐบาลนี้ และนายกรัฐมนตรีที่จะกู้ ต้องไม่ใช่คนที่ชื่อว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปเชิญ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม นะครับ ต้องขออภัยท่านคารมผมข้ามท่าน รอบหน้าเป็นท่านคารม เชิญท่านพิสิฐครับ🔗
ขอบพระคุณครับท่านประธาน กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก็ขออย่าถือว่าการที่ผมจะอภิปรายวันนี้เป็นการตำหนิติเตียน รัฐบาลนะครับ ผมตั้งใจที่จะให้ข้อแนะนำ ข้อเสนอ ข้อเตือนใจว่าสิ่งที่ท่านทำอยู่นั้น มันยังมีความไม่สมบูรณ์ประการใดบ้างนะครับ ประการที่ ๑ สไลด์ขึ้นเลยครับ🔗
การที่เรามีการใช้กฎหมายกู้เงิน ถือว่ามันเป็นการขัดกับหลักการงบประมาณที่ดี ในหลักการแล้วการที่เรามีงบประมาณ เป็นระบบเราก็เข้าสภาเปิดเผยข้อมูล มีกรรมาธิการงบประมาณมาตรวจสอบดูแล ในรอบ ๖๐ ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นระบบที่ดีนะครับ แต่อยู่ ๆ การที่รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งจะเอา กฎหมายเพียงด้วยกระดาษไม่กี่แผ่น แล้วก็ผ่านสภาโดยไม่มีรายละเอียดมันเป็นการทำให้ กลไกการทำงานของสภาของระบอบประชาธิปไตยหรือกลไกของระบบการคลังมันเสียหาย ถ้าท่านอยากจะออกกฎหมายกู้เงินจริง ผมขอให้ท่านหารายได้มาชดใช้เงินกู้ที่ก่อ โดยไม่มารบกวนงบประมาณ ถ้าอย่างนั้นผมพอรับได้ แต่การที่ออกกฎหมายกู้เงิน โดยที่ต้องมารบกวนงบประมาณ ตั้งงบชำระคืนมันเป็นการเบียดบังงบประมาณที่ควรจะใช้ ในอนาคตต่อไปนะครับ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ายังขาดในการที่จะนำเสนอเรื่องนี้ก็คือเรื่องของ การแสดงข้อมูลและตัวเลขต่าง ๆ ผมก็เพียรพยายามที่จะขอดูนะครับ แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า ที่ผ่านมานั้น ๒ ปีนี้เรามีการขาดดุลการคลังติดต่อกันเกินกว่า ๑ ล้านล้านบาท เป็นเวลาถึง ๓ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ แล้วก็ปี ๒๕๖๕ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันก็ เหมือนกับเป็นฟางเส้นสุดท้ายอีกเส้นหนึ่งที่จะทำให้กลไกของการมีวินัยการคลัง ที่ท่านพยายามจะเอ่ยถึงก็คือไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ที่เป็นเรื่องของหนี้ มันจะขาดนะครับ ผมจะแสดงตัวเลขต่อไปครับ ท่านดูนะครับว่าฐานะการคลังในรอบ ๔ ปีนี้ มันมีการเปลี่ยนอย่างมากนะครับ ตอนปี ๒๕๖๒ ยังอยู่ในภาวะที่อาจจะปกติ ก็คือว่ามีการขาดดุลงบประมาณพอ ๆ กับ การขาดดุลเงินสดนะครับ อาจจะมีการเกินดุลเล็กน้อยนะครับ ในส่วนของเงินนอกในส่วน ของการจัดเก็บก็อาจจะเกินนิดหน่อย หนี้ต่อจีดีพี (GDP) ก็ถือว่า ๔๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ก็ถือว่าเป็นปกตินะครับ แต่ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา ท่านดูปีสุดท้ายนะครับ ปี ๒๕๖๕ ที่เรากำลังพูดถึงนี่ โดยเฉพาะเมื่อมีพระราชกำหนด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาสำทับใส่นะครับ ก็เปรียบเหมือนกับที่ผมกล่าวถึงครับ ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐหลังหัก ก็คือจะทะลุ ๖๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เพราะว่าในรอบ ๒ ปีนี้ ในปี ๒๕๖๓ และ ปี ๒๕๖๔ เราจะมีการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายปีละ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีการออกพระราชกำหนดกู้เงินสำทับไปอีก รวมกันแล้ว ๒-๓ ปีนี้รวมกัน ๑.๕ ล้าน ล้านบาท ก็ย่อมทำให้ภาระหนี้หรือวงเงินหนี้มันต้องสูงขึ้นแน่นอน ประจวบกับจีดีพี (GDP) ก็ตกต่ำด้วยติดลบนะครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยประกาศไว้ตาม พ.ร.บ. หนี้ พ.ร.บ. วินัยการคลัง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่อยู่ในกฎหมาย แต่ก็เป็นไปตามกฎหมายก็คือ กฎหมายบอกให้ประกาศตัวนี้นะครับ มันก็ต้องเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์แน่นอน แน่นอนครับ ผมอยากจะเรียนว่าทั้งหมดนี้มันเป็นการทำให้รัฐบาลหรือท่านนายกรัฐมนตรีเสี่ยงต่อการที่จะ ทำผิดประกาศที่ว่านี้ เราไม่อยากเห็นท่านผู้นำมีการดำเนินการที่สุ่มเสี่ยงอย่างนี้ อยากจะให้ ท่านได้ระมัดระวังในส่วนนี้ ซึ่งผมเตือนมาตั้งแต่ปีที่แล้วนะครับ ท่านรัฐมนตรีเมื่อตอน อภิปรายเมื่อเช้านี้ได้มีการโชว์ตัวเลขว่าสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี (GDP) เราไม่ได้สูงกว่าที่อื่นเลย สูงกว่าประเทศต่าง ๆ ในโออีซีดี (OECD) ยังสูงกว่าเราเยอะ แน่นอนครับท่านดูสัดส่วนของ รายได้ต่อจีดีพี (GDP) สิครับ ของเราแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๐๑๙ ในตารางนี้นะครับ แล้วก็กำลังไถลลงมาเหลือ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าประเทศในโออีซีดี (OECD) ทั้งหมด งบประมาณของเรากำลังเข้าสู่กับดักหนี้นะครับ ก็คือภาระหนี้มันจะพันตัวเราเอง สบน. ของบชำระหนี้ไป ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่งบจัดให้เพียง ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ละปี ในข้างล่างจะมีการชำระหนี้เพิ่มไปอีกปีละประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่า ภาระหนี้ที่งอกขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราอยากเห็นระบบงบประมาณมีประสิทธิผลมากกว่านี้ นะครับ เพราะว่าที่ผ่านมานั้นมีแต่งบชำระหนี้ และงบสวัสดิการ งบประมาณจึงล้มเหลวที่จะ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศนะครับ กระทรวงการคลังเองก็พยายามจะบอกว่า เอาโครงการดี ๆ มาใส่เงินกู้ อันที่ไม่ดีก็คงจะอยู่กับงบประมาณเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากเห็น ผมไม่ได้คัดค้านการที่จะปรับตัวเลขขึ้นไป ท่านคงทำในเร็ว ๆ นี้ แล้วก็ในการใช้เงินผมก็เห็น ความจำเป็นครับ ประชาชนกำลังเดือดร้อนก็ต้องใช้เงิน แต่สิ่งที่ท่านต้องแสดงมี ๒ ประการครับ ระยะสั้นคือต้องแสดงวิธีการใช้เงิน วิธีการขาดดุลว่าต้องชดเชยด้วยวิธีไหน เพื่อจะไม่ให้เกิด ภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายที่ในโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย นะครับ และสุดท้ายก็คือเราจะต้องมีการปฏิรูประบบการคลังและระบบงบประมาณเสียใหม่ เพื่อให้ระบบงบประมาณและการคลังมีความเข้มแข็ง แล้วก็กลับมาเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคตครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านคารม พลพรกลาง ตามด้วย ท่านภาควัต ศรีสุรพล นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด ก่อนอื่นที่ผมจะได้อภิปรายก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ ให้เวลา แล้วก็ขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ได้จัดทั้งที่นั่งและเวลาให้ผมได้มีโอกาสท้วงติง พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจาก การระบาดของโรคไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เพิ่มเติมปี ๒๕๖๔ ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้สำคัญทั้งตัวกฎหมายเอง สำคัญทั้งจำนวนเงิน เพราะฉะนั้นการนั่งฟังในที่ประชุม หรือนั่งฟังนอกห้องประชุม หรือฟังวิทยุ ประชาชนที่ฟัง อยู่ทางบ้านถือว่าสำคัญเท่ากัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องเรียนท่านประธานว่าเป็นเรื่องใหม่ โรคนี้เป็นโรคอุบัติใหม่ การเป็นโรคอุบัติใหม่นี้ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง ทั้งเรื่องวัคซีน ทั้งเรื่องแก้ปัญหาและผลกระทบ ต้องถือว่าโรคนี้คือศูนย์กลางของปัญหา เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาจึงคาดการณ์ได้ยากเหมือนกัน บางครั้งวัคซีนบางชนิดก็อาจจะไม่กล้าฉีด ถึงวันหนึ่งก็ฉีด ซิโนแวค (Sinovac) ตอนแรกอาจจะไม่กล้าฉีด สุดท้ายก็กล้าฉีด แล้วก็ ดับบลิวเอชโอ (WHO) ก็รับรอง บางคนไม่อยากจะฉีด ด่าว่าวัคซีนไม่ดี สุดท้ายก็เข้าแถว ไปฉีด เพราะนี่คือโรคอุบัติใหม่ ผมไม่มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์เยอะ แต่ผมจะพูดในประเด็น สั้น ๆ ว่า ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
ในมาตรา ๕ เกี่ยวกับเรื่องการ ระบาดของโรคไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) การกู้เงินของรัฐบาลนี้ใช้เหตุความฉุกเฉิน ในการกู้เงินเพื่อมาเยียวยา ท่านต้องการเยียวยาในเรื่องบุคลากรทางการแพทย์ ท่านต้องการ เยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบ ท่านต้องการมาปรับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ผมบังเอิญด้วย มาอภิปรายหลังท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ผมเป็นคนบ้านนอกคนหนึ่งที่มองว่าโรคนี้เป็นโรคที่เกิดกับชุมชนเมืองแออัดนี้เยอะมากและ แก้ปัญหายาก เช้านี้ก็ดูสถิติของโรคนี้เกิดกรุงเทพฯ มากกว่าต่างจังหวัด เมื่อเช้าผมเช็ก (Check) ไปที่จังหวัดร้อยเอ็ดบ้านผม อัตราการติดเชื้อเป็น ๐ หลายจังหวัดในอีสานน้อยมาก รวมกัน ทำไมผมพูดตรงนี้กำลังจะบอกว่าโรคนี้มันเกิดในชุมชนแออัด กรุงเทพฯ จึงแก้ปัญหา ยาก ผมจึงให้กำลังใจทั้งคนที่เป็นหัวโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ทีม เพียงแต่ผมเป็นห่วง ผมเป็นห่วงว่าท่านจะแก้ปัญหาถูกจุดไหม ขอ ภาพคนที่กลับต่างจังหวัด ขอภาพของคนที่เขามีปัญหา ภาพสไลด์ต่อไปนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ซึ่งเกิดวิกฤติโควิด (COVID) คนที่ มาทำงานในกรุงเทพฯ ในเมืองใหญ่กลับต่างจังหวัดเยอะมาก ผมขับรถกลับจังหวัดร้อยเอ็ด ทุกอาทิตย์ คนไปทำงานหลาย ๆ ที่ต่างถิ่นกลับไปตั้งหลักที่บ้าน ไปตายบ้าน ไปตายรัง ปัญหามีว่าพระราชกำหนดตัวนี้ไม่ใช่ให้ความสำคัญในภาคส่วนหนึ่งส่วนใด ต้องให้ ความสำคัญทุก ๆ เรื่อง ท่านต้องมองไปข้างหน้าว่าเมื่อทุกอย่างมันดีขึ้น เมื่อทุกอย่าง สภาพเศรษฐกิจกลับมา ท่านจะหารายได้มาจากไหน ถ้าไม่หาจากคนที่เข้าไปมีรายได้ ท่านอย่าลืมนะครับว่าขณะนี้กำลังหน้าฤดูลงนาในอีสาน ข้าวปลูกกิโลกรัมละ ๑๑ บาท เขาจะเอาเงินมาจากไหน ธ.ก.ส. ถูกไหมครับ กู้หนี้นอกระบบ ในระบบก็กู้ไม่ได้ เงื่อนไขเยอะ ความที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่อยู่กับปัญหานี้ล่ะครับ ก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะผู้ทรงความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ ตั้งแต่สภาพัฒน์ ตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จบเศรษฐศาสตร์จากอเมริกา แต่ความเป็นจริงนั้น ความเป็นจริงของชีวิตก็คือว่าเงินตรงนี้ เป็นเงินที่ท่านเอามาในระบบฉุกเฉิน ท่านไม่มีเนื้อหา รายละเอียดในการใช้จ่ายเงินไม่มี เพราะฉะนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เขาตำหนิ ท่านก็ต้องรับฟัง แต่ผมไม่ใช่อยู่ในวิสัยที่จะ มาด่า ใช้เอกสิทธิ์ในสภามาด่าใคร แต่ผมมีสิทธิที่จะเสนอความคิดเห็นว่าการที่ท่านกู้เงิน บ่อย ๆ ท่านนำไปใช้อะไรท่านต้องชี้แจง แล้วท่านเอาไปแจกไหม ท่านประธานเคยเห็น ป่อเต็กตึ๊งเขาแจกเงินไหมครับ เคยเห็นป่อเต็กตึ๊งเขาแจกข้าวไหมครับ เคยเห็นช่องดัง ๆ เขาแบ่งปันความสุขไหมครับ เขาแจกแม่น เขาแจกเป็น สภาพัฒน์หรือท่านรัฐมนตรีแจกให้ แม่น ๆ หน่อย ถ้าไม่แม่นก็ต้องปรึกษาป่อเต็กตึ๊งที่เขาแจกแม่น ๆ อันนี้ด้วยความเคารพ นะครับ ไมได้เสียดสีนะครับ แต่จะพูดจริง ๆ ว่ามันต้องเอาเงินตรงนี้ไปสร้างรายได้ ให้เขาต้องหากินเป็น เอาเบ็ดไปให้เขา ไม่ใช่เอาปลาไปให้เขา นี่คือสิ่งที่เป็นหัวใจ ผมเข้าใจว่า การกู้เงินเป็นเรื่องจำเป็น โดยหลักการแล้วเป็นครั้งแรกที่ผมตรวจสอบแล้วเห็นด้วย เพราะเหตุว่าถ้ามัวแต่ช้ามันไม่ทัน อยากจะเรียนท่านประธานว่าเมื่อเช้าก่อนจะมาประชุม ก่อนที่ผมจะสรุปในเวลาที่รับปากกับพรรคภูมิใจไทยที่กรุณาให้เวลาว่า ขออนุญาตเอ่ยชื่อท่าน ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา จุฬา เขาบอกว่าอาจจะมีเฟส (Phase) หลัง ๆ ขึ้น โดส (Dose) ๒ โดส (Dose) ๓ โดส (Dose) ๔ ท่านคาดการณ์ให้ดี นำเงิน ที่เป็นงบประมาณกู้เงินมาที่จะต้องใช้ให้ตรงวัตถุประสงค์ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าไวรัส ไม่จบง่าย ๆ ผมจึงเห็นด้วยในหลักการ แต่ว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรายงาน ต่อสภาเมื่อเช้าว่าท่านจะต้องตรวจสอบ สภาต้องตรวจสอบด้วย สภาต้องตั้งไม่รู้ล่ะกรรมาธิการ สักอย่างขึ้นมาเพื่อดูว่าท่านใช้จ่ายเงินตรงวัตถุประสงค์ไหม เพราะนี้คือเงินของประเทศ เงินของลูกหลานที่เราจะต้องมานั่งใช้ เราจะถูกด่าหรือถูกชมอยู่ที่ตรงนี้ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านภาควัต ศรีสุรพล ตามด้วย นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ภาควัต ศรีสุรพล จังหวัดขอนแก่น เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอดระยะเวลา ๒-๓ ปีที่ผ่านมานี้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ได้ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศมาอย่าง ยาวนาน พี่น้องประชาชนในหลาย ๆ ภาคส่วน ทั้งภาคการผลิต ภาคการค้า การบริการ การท่องเที่ยว ตลอดจนพี่น้องประชาชนทั่วไปได้รับผลกระทบกันอย่างหนักหนาสาหัส โดยทั้งหมดนี้เกิดจากการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา การที่รัฐบาลจะออกพระราชกำหนดเงินกู้จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในครั้งนี้ โดยอ้างว่าเพื่อจะนำมาดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยนั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีครับท่านประธาน แต่ในปีที่ผ่านมารัฐบาลเองก็เคยมาขอมติที่สภาแห่งนี้ ในการออกพระราชกำหนดเงินกู้จำนวน ๑ ล้านล้านบาท ในครั้งนั้นท่านให้เหตุผลว่าต้องการ นำเงินเพื่อมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการ แต่แล้วก็เป็นเพียงแค่คำพูด คำขอที่ดูดีเท่านั้น การกู้เงินจำนวนมากมาย มหาศาล แต่รัฐบาลเองได้นำไปใช้อะไรบ้างให้ก่อประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน สุดท้าย แล้วเม็ดเงินจำนวนมหาศาลก้อนนี้ท่านก็ได้นำมาใช้อย่างล้มเหลว แถมท่านยังมีการเลือก ปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชน พื้นที่ไหนที่มี ส.ส. ของรัฐบาลจะมีงบประมาณจากเงินกู้ลงไป หว่านตามโครงการต่าง ๆ มากมาย ภายหลังจากการเกิดวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ผู้ประกอบการธุรกิจทั้งขนาดกลาง ขนาดเล็กได้รับผลกระทบกันจนล้มละลายตายกัน ทั้งประเทศ ในช่วงปีที่ผ่านมาปี พ.ศ. ๒๕๖๓ รัฐบาลมีการกันเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยอ้างว่าเพื่อที่จะนำไปปล่อยกู้ให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประกอบการ โดยท่านได้ปล่อยกู้ผ่าน ทางธนาคารพาณิชย์ โดยมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ ๒ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทางธนาคารพาณิชย์มีการคิดอัตราดอกเบี้ยมากกว่านั้น ผู้ประกอบการที่กู้ต้องยอมรับ เงื่อนไขตามที่ธนาคารได้กำหนด โดยคิดอัตราดอกเบี้ยถึงร้อยละ ๙ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลง เรื่องนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้หรือไม่ และมีการตรวจสอบหรือไม่ว่ามีนายทุนทาง การเงินหาผลประโยชน์จากเงินกู้ของรัฐบาล การที่รัฐบาลอ้างว่าจะนำเงินกู้ไปช่วยเหลือ ผู้ประกอบการ ซึ่งปัญหาที่ตามมานั้นก็คือพี่น้องผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อยนั้นเขาเข้า ไม่ถึงแหล่งเงินกู้ของรัฐบาลเลย เพราะอะไรครับท่านประธาน ก็เพราะว่าทางธนาคารพาณิชย์ที่รัฐบาลได้จัดสรรเงินให้ เขาจะปล่อยกู้ให้กับลูกค้าของ ธนาคารที่มีฐานการเงิน มีฐานธุรกิจที่ดีเท่านั้น แต่ส่วนผู้ประกอบการรายใดที่ไม่เคยเป็น ลูกค้าของธนาคารก็จะไม่สามารถได้รับการช่วยเหลือจากธนาคารเลยซึ่งความเป็นจริงล่ะครับ ท่านประธาน รัฐบาลเองไม่เคยมีความจริงใจที่จะช่วยเหลือพี่น้องคนจนเลย ท่านเองจะ ช่วยเหลือแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจเท่านั้น ผู้ประกอบการ ร้านค้าร้านขาย ไม่ว่าจะเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยว ขายข้าวแกง ขายผักขายปลา เขาเหล่านั้นก็ ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของรัฐบาล เพราะว่าเขาต้องเอาเงินเหล่านี้นำมาต่อลมหายใจของ ธุรกิจของเขาให้เดินไปข้างหน้าให้ได้ ในอดีตที่ผ่านมาเราเคยมีกองทุนหมู่บ้านครับ ท่านประธาน แต่ทำไมรัฐบาลเองไม่นำเงินมาเติมให้กับกองทุนเหล่านี้ล่ะครับท่านประธาน แต่รัฐบาลกลับให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. มาหา ผลประโยชน์กับพี่น้องประชาชน วันนี้พี่น้องประชาชนทุกคนเขาพร้อมจะเป็นหนี้ ครับท่านประธาน เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าเขาทั้งหมดนี้หมดหนทางในการต่อสู้ ในการใช้ ชีวิตแล้วครับท่านประธาน เขาไม่มีเงินแม้กระทั่งจะไปซื้อปุ๋ย ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะไปซื้อยา ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะส่งลูกไปเรียนหนังสือ พวกเขาเหล่านั้นเลยต้องไปขอกู้หนี้ยืมสิน กู้เงินจากกองทุนหมู่บ้าน ถ้ากู้เงินจากกองทุนหมู่บ้านได้เขาก็ต้องมีความจำเป็นในการไปขอกู้ หนี้นอกระบบมาเพื่อดูแลครอบครัว ท่านประธานทราบไหมครับว่าวันนี้พวกเราคนไทย มองไปทางไหนก็มีแต่ความหดหู่ใจ เราไม่มีรอยยิ้มเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เหมือนในสมัย ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ท่านได้เคยสร้างความสุข สร้างรอยยิ้มให้กับ พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศทุกชนชั้น มาวันนี้รัฐบาลต้องมองภาพให้ออกครับ ท่านต้องมองปัญหาให้เป็น ท่านจะได้แก้ไขปัญหาให้ถูกที่ถูกจุดครับท่านประธาน ไม่ใช่มา วันนี้ท่านมาแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ท่านไม่แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเลย ไม่อย่างนั้นแล้ว การช่วยเหลือก็จะไม่สามารถเข้าถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง ต่อให้ท่านได้กู้มาอีกสัก กี่หมื่นล้าน สักกี่แสนล้าน ท่านก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้เลย เนื่องจากว่าอะไรครับ ก็เพราะว่ารัฐบาลชุดนี้ขาดซึ่งความรู้ความเข้าใจในปัญหาของประเทศ ที่แท้จริง ถ้าท่านไม่เข้าใจ ท่านก็สามารถจะสร้างความเข้าใจได้ แต่หากรัฐบาลจงใจที่แกล้งโง่ เพื่อหาผลประโยชน์กับความลำบากของพี่น้องประชาชน นั่นเป็นเรื่องที่น่าอับอาย และเลวร้ายที่สุดครับท่านประธาน ที่เอาความทุกข์ร้อนของพี่น้องทั้งประเทศมาหา ผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้องของท่าน มันน่าเจ็บปวดหัวใจครับท่านประธาน ที่พวกเราคนไทยทั้งประเทศจะได้ต้องมาเห็นประเทศชาติของเรากำลังจะพังพินาศด้วยน้ำมือ ของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ท่านเคยบอกว่าท่านจะคืนความสุขให้กับพี่น้องคนในชาติ สร้างวิมานเพ้อฝันล่องลอยในอากาศ หลอกลวงพี่น้องประชาชน ตลอดระยะเวลา ๗ ปี ที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเองไม่มีความสามารถ ไม่มี ศักยภาพในการบริหารราชการแผ่นดินเลย ผมขออนุญาตเปรียบเทียบง่าย ๆ นะครับ ท่านประธาน ประเทศไทยของเราก็เหมือนบริษัท ๆ หนึ่ง ซึ่งในทุก ๆ บริษัทเขาก็จะต้อง เฟ้นหาคนที่มีความรู้มีความสามารถ คนเก่งและมีวิสัยทัศน์ที่จะนำพาบริษัทให้เดินไป ข้างหน้าอย่างมั่นคง แต่ประเทศไทยของเรานี้กลับกัน พี่น้องประชาชนทุกคนเองเขาไม่ได้ ประสงค์ ไม่ได้ต้องการที่จะให้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะผลการเลือกตั้งก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่าพี่น้องคนไทยทั้งประเทศเขาเลือก พรรคการเมืองไหน อยากให้ใครมาบริหารประเทศ แต่ด้วยกฎกติกาที่มันบิดเบี้ยวครับ ท่านประธาน ส่งผลให้ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมานั่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ท่านเองไม่มีความรู้ ท่านเองไม่มีความสามารถ ท่านเองไม่เก่ง ท่านเองไม่มีวิสัยทัศน์ แต่กลับมานั่งบริหารประเทศอีกครั้งหนึ่ง มันน่าสงสารพี่น้องประชาชนคนไทย วันนี้ เหมือนเราเอาตัวอะไรก็ไม่รู้ครับท่านประธานมานั่งบริหารประเทศ มาเป็นซีอีโอ (CEO) พี่น้องคนไทยทั้งประเทศถึงต้องอยู่กันอย่างลำบากแบบนี้ครับท่านประธาน ผมว่า ท่านนายกรัฐมนตรีท่านพอเถอะครับ ท่านไม่สงสารพี่น้องประชาชนคนไทยบ้างหรือครับ วันนี้พวกเราทุกคนกำลังจะล้มละลายตายกันหมดแล้วครับท่านประธาน🔗
นอกจากนี้การบริหารจัดการวัคซีนที่ล้มเหลว รัฐบาลเองไม่ได้ให้ความสำคัญ กับเรื่องวัคซีนมาตั้งแต่ต้น ผู้นำที่ฉลาดในหลาย ๆ ประเทศเขาจะมองเห็นพี่น้อง ประชาชนก่อน อะไรที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้เขาจะรีบทำสุดความสามารถ ซึ่งต่างจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ท่านเองคิดถึงแต่ตัวเอง คิดถึงแต่พวกพ้อง ท่านไม่เคย โทษตัวเองเลย โทษแต่คนอื่น วันนี้รัฐบาลจำกัดให้พี่น้องประชาชนได้ฉีดวัคซีนตามที่รัฐบาล จัดหาให้เท่านั้น จนภาคเอกชนต้องร้องขอ ถึงมีโอกาสได้ฉีดวัคซีนทางเลือก ในขณะที่ทั่วโลก เขาฉีดจนประชาชนสามารถออกจากบ้านได้ ถอดหน้ากากกันหมดแล้ว สิ่งที่น่าประหลาดใจ ที่สุดว่าทำไมรัฐบาลไม่เอาเงินที่นำมาแจกไปซื้อวัคซีนดี ๆ นำมาฉีดให้กับพี่น้องประชาชน วันนี้พี่น้องประชาชนเขาหมดหนทางแล้วครับท่านประธาน เศรษฐกิจก็พังพินาศ สิ่งสุดท้าย ที่เขาเหลืออยู่นั้นก็คือความต้องการในความมั่นคงของชีวิต ทุกวันนี้พวกท่านก็ทราบกันดีว่า มีผู้ป่วยวันละ ๓๐-๔๐ ราย มีคนตายวันละ ๓๐-๔๐ คน แต่รัฐบาลกลับทำตัวนิ่งเฉย ไม่สนใจ ไร้ความรู้สึกในความทุกข์ร้อนของประชาชน เหมือนท่านมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดาครับ ท่านประธาน ถึงได้นิ่งเฉยต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับพี่น้อง ในทางกลับกันกลับมีการ หาผลประโยชน์จากชีวิตของพี่น้องประชาชนโดยการนำเอาวัคซีนมาเป็นเครื่องมือ ทางการเมือง วันนี้คนฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมากครับท่านประธาน เพราะเขาไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิต อยู่กันอย่างไร เขาหมดแรง เขาอ่อนล้า ไม่มีแรงแม้กระทั่งจะลุกเดินไปข้างหน้า มองไป ทางไหนก็มีแต่ความมืดมน การกู้เงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในครั้งนี้ ผมเองก็ยังไม่มี ความมั่นใจว่าเงินกู้ที่จะนำมานำไปใช้ให้ถูกทิศถูกทาง เพราะคณะกรรมการก็ยังใช้ คณะกรรมการชุดเดิม สุดท้ายแล้วการใช้งบประมาณที่กู้มานั้นก็คงเหมือนเดิม🔗
ท้ายที่สุดก่อนที่ผมจะจบการอภิปรายในครั้งนี้ ผมอยากให้ท่านพวกท่าน ทั้งหลายที่เป็นฝ่ายผู้บริหารอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับรู้ถึง หัวใจของพี่น้องประชาชน ขอแค่ท่านลองเปิดใจแล้วเอาหัวใจของพี่น้องประชาชนไปใส่ใจ แล้วท่านจะได้รับรู้ถึงความรู้สึกในความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน ผมเองไม่สามารถ ที่จะรับร่างหลักการพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในครั้งนี้ได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญนายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ตามด้วย นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ นะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ กระผมขออนุญาตที่อภิปรายสนับสนุน พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ – ตามที่คณะรัฐมนตรี โดยท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เสนอตาม พระราชกำหนดฉบับนี้ผมได้ใช้เอกสารประกอบในการอภิปรายก็คือเอกสารของสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ก็จะเห็นได้ว่าสาระสำคัญของพระราชกำหนดฉบับนี้มีอยู่ ๙ มาตรา ซึ่งวันนี้กระผมก็ได้นั่งฟังเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายซึ่ง มีความครอบคลุมในทุก ๆ เรื่องแล้ว แต่ในส่วนที่กระผมจะขออนุญาตอภิปรายเพิ่มเติม เพื่อที่จะให้มีความชัดเจน ก็คือจะขออนุญาตอภิปรายในวัตถุประสงค์ในการกู้เงินในมาตรา ๕ หรือตามเอกสารในหน้า ๒ วัตถุประสงค์ในการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ก็มีอยู่เพียงแค่ ๓ โครงการหรือแผนงานซึ่งมีรายละเอียดแผนงานหรือโครงการที่จะใช้จ่ายเงินกู้หรือตาม พระราชกำหนดนี้ก็จะมีอยู่ในบัญชีท้ายพระราชกำหนด ซึ่งได้มีแผนงานหรือโครงการนี้ จำนวน ๓ แผนงาน ก็คือแผนงานที่ ๑ แผนงานการแก้ไขปัญหาของโรคระบาดการติดเชื้อ ไวรัส ก็เป็นงบประมาณที่ตั้งไว้ในวงเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็แผนงานที่ ๒ ก็คือ การเยียวยา เป็นงบประมาณในวงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และแผนงานที่ ๓ ก็คือแผนงาน ฟื้นฟู เป็นวงเงิน ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับในแผนงานที่ ๑ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จ่าย ในการแก้ไขปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ก็จะเป็นวงเงินที่ใช้ เพื่อจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ การรักษาโรค และเป็นวัคซีน และการวิจัย พัฒนา วัคซีนภายในประเทศ ซึ่งเรื่องการใช้เงินเพื่อการผลิตวัคซีนภายในประเทศ อันนั้นก็เป็นเรื่อง ที่จะสร้างความมั่นคง สร้างความมั่นคงในเรื่องของการสร้างความปลอดภัยในเรื่อง โรคระบาดที่เกิดขึ้นคือโควิด-๑๙ (COVID-19) แล้วก็ที่สำคัญก็คือเรื่องการใช้จ่ายเกี่ยวกับ บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข ในส่วนนี้ผมคิดว่าการใช้จ่ายงบประมาณเกี่ยวกับ บุคลากรหลายท่านก็ได้อภิปรายแล้วก็เสนอแนะแนวทางที่อาจจะยังไม่ครอบคลุมหรือ ครบถ้วนในทุก ๆ ส่วน ผมเห็นว่าในการทำงานของการแก้ไขปัญหาเรื่องโควิด (COVID) นอกจากบุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรสาธารณสุขแล้วก็ยังมีบุคลากรอื่น ๆ อีกจำนวนมาก เพราะว่าในประเทศไทยเราก็เป็นที่ทราบว่าเรามีการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคนั้นก็จะมีจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นเวลาการแก้ไขปัญหาเรื่องของการแก้ปัญหาโควิด (COVID) ก็จะมีการใช้กำลังพลหรือว่าภาคของส่วนราชการหรืออาสาสมัครจำนวนมาก โดยเฉพาะจะต้องไปจัดตั้งเป็นศูนย์บริหารจัดการในระดับจังหวัด ในระดับอำเภอ และใน ระดับตำบล หมู่บ้านก็จะมีบุคลากรอีกจำนวนมาก ซึ่งส่วนสำคัญก็คือได้กล่าวกันไปแล้วว่า ก็คือเรื่องของ อสม. และผมคิดว่านอกจากอาสาสมัคร อสม. แล้วก็ยังมีอาสาสมัครอื่น ๆ อีกจำนวนมาก เช่น อาสาสมัครป้องกันภัย มีท่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น พนักงาน ลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะต้องเข้ามาร่วมมือกัน ในการจัดการปัญหาให้เป็นระบบ ก็อยากจะให้ทางหน่วยรับงบประมาณได้ไปพิจารณาให้ ครอบคลุมถึงบุคลากรของหน่วยงานเหล่านี้ เราจะเห็น เช่น มีการตั้งจุด เรียกว่าจุดคัดกรอง จุดตรวจคัดกรองก็จะมีเกิดเหตุเรียกว่าอุบัติเหตุ ท่านก็จะเห็นได้จากสื่อว่าบางที่ เช่น อำเภอ ร่อนพิบูลย์ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอสิชล ที่จังหวัดกระบี่ ก็จะไปตั้งจุด แล้วก็เกิด อุบัติเหตุ มีรถวิ่งแล่นผ่านมาแล้วก็ปะทะกับจุดคัดกรอง ซึ่งก็มีอาสาทั้งหมดนี่ล่ะครับ ทั้ง อสม. ทั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อันนี้ถ้าเราจะให้ความเป็นธรรมกับทุก ๆ ภาคส่วนก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และในส่วนของการช่วยเหลือหรือการชดเชยรายได้ ให้แก่พี่น้องประชาชนทุกอาชีพ อันนี้ก็เห็นว่าทางรัฐบาลได้ดูแลเรื่องเหล่านี้อยู่นะครับ โดยเฉพาะผมอยากจะให้ไปดูแลให้มันครบถ้วนในทุกอาชีพที่เป็นระดับฐานราก โดยเฉพาะ องค์กรสถาบันทางการเกษตร พวกวิสาหกิจชุมชน แล้วก็พี่น้องที่เป็นกลุ่มอาชีพรายย่อย สำหรับแผนงานที่ ๓ โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม อันนี้ก็คิดว่า ทางรัฐบาลได้มีมาตรการโครงการสำคัญ ๆ อยู่แล้ว ก็จะทำให้เราสามารถที่จะแก้ไขปัญหา ของเรื่องโรคระบาดอันนี้ไปได้ ผมก็ขอให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินี้ได้โปรดพิจารณา ให้ความเห็นชอบพระราชกำหนดฉบับนี้เพื่อที่จะได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ ตามที่พี่น้องได้รอคอยอยู่ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ตามด้วย นายประทวน สุทธิอำนวยเดช นะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ตามที่คณะรัฐมนตรีนำพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ดิฉันขอเรียนกับท่านประธานนะคะ ดิฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ ด้วยเหตุผลที่ว่าจริงอยู่ตอนนี้เราต้องเยียวยาประชาชนและเราต้องเยียวยากระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลเคยออกพระราชกำหนดกู้ ๑ ล้านล้านบาทแล้วเป็นอย่างไรคะ เป็นเงินกู้ที่ไร้ประสิทธิภาพล่าช้า แล้วก็ทำผิดทิศผิดทางไปหมด แล้วที่สำคัญที่สุดมีข้อครหา ว่ารัฐบาลนี้คอร์รัปชัน แล้วก็โควิด (COVID) ในระลอก ๓ นี้ดิฉันคิดว่ารัฐบาลมีระยะ เวลานานพอสมควรที่ไม่จำเป็นที่จะต้องออกเป็นพระราชกำหนดเลย ท่านควรจะเสนอเป็น ร่างพระราชบัญญัติเพื่อให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเรานี้ได้มีโอกาส ที่จะร่วมพิจารณาแก้ไขโครงการ ปรับปรุง ท่านไม่ต้องไปเสนอเป็นวาระจร เป็นความลับแล้ว ก็ไปออกกฎหมายมาให้สภาอนุมัติโดยที่ไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงอะไรได้ ติดตามตรวจสอบ เรียกว่าไม่ได้เลย รัฐบาลเพิ่งจะเสนอพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายแบบขาดดุลมา หยก ๆ คือการออกกฎหมายให้อำนาจจะมาออกกฎหมายให้อำนาจตัวเองโดยกู้เงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ทำอย่างไม่โปร่งใส หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ แล้วก็เพิ่มการขาดดุล ทางการคลัง เพิ่มหนี้สาธารณะจนเกินเพดานเป็นการทำลายวินัยทางการคลังอย่างร้ายแรง🔗
ทีนี้เรามาดูเรื่องเนื้อหาของเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินกู้ระบุว่าแก้ปัญหา โควิด (COVID) เพียง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ทุกครั้งที่มีการระบาดของโควิด (COVID) ปีที่แล้วเราก็ขาดแคลนหน้ากาก ขาดแคลนชุดพีพีอี (PPE) มาปีนี้หนักเข้าไปอีก ขาดแคลน ทั้งเตียง ห้องไอซียู (ICU) เครื่องช่วยหายใจ ยาต้านไวรัส ที่สำคัญที่สุดเราขาดแคลนวัคซีน วัคซีนเกือบจะเป็นทางออกเดียวซึ่งถือเป็นต้นทุน ทางเศรษฐกิจที่เราต้องเร่งฉีดให้กับประชาชน เพื่อให้เกิดภูมิต้านทานหมู่ แต่ตอนนี้เราฉีดไป เพียงไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วเรื่องการวางแผนฉีดวัคซีนของรัฐบาลต้องเรียกได้ว่าล้มเหลว อย่างยิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงรายวันตลอดเวลา เว็บไซต์ (Website) หมอไม่พร้อมของท่าน จนเกิดความสับสนหมด ตอนนี้หลายพื้นที่ได้รับวัคซีนไม่เพียงพอ จนมีการประกาศเลื่อน การฉีดวัคซีนออกไปอย่างไม่ได้กำหนด ท่านประธานคะ การแพร่ระบาดของโควิด (COVID) มันเป็นเดิมพันชีวิต อันนี้คือชีวิตของคนในประเทศ ท่านต้องเตรียมวัคซีนให้ทั่วถึง ท่านประธานคะ ดิฉันเคยอ่านเจอว่าท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศอิสราเอล ท่านโทรมาหา ประธานบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) ถึง ๓๐ กว่าครั้ง เพื่อขอซื้อวัคซีน ท่านนายกรัฐมนตรีท่านทำ ไม่เป็นหรืออย่างไรคะ ท่านต้องรีบจัดหาวัคซีนให้ประชาชนโดยเร็วแล้วก็มากที่สุด แล้ว ที่สำคัญที่สุดท่านต้องเร่งให้เสรีกับเอกชนในการนำเข้าวัคซีน เพื่อช่วยรัฐบาลในการเร่งฉีด ให้กับประชาชน เพราะยังมีผู้มีศักยภาพที่ต้องการวัคซีนทางเลือกอีกมากมาย แล้วจะเป็น การลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล แล้วที่สำคัญอีกอันหนึ่งรัฐบาลต้องคัดกรองตรวจเชิงรุก แล้วดูแลระบบสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิผลด้วย ต้องมีการจัดลำดับในการกระจายวัคซีน เสียใหม่ นอกจากบุคลากรทางด้านสาธารณสุขแล้ว ผู้สูงอายุแล้ว แล้วก็ผู้มีโรคประจำตัวแล้ว ท่านต้องเร่งฉีดให้กับบุคลากรด่านหน้าในด้านการบริการ และที่สำคัญมีการกระจายวัคซีนไป ในจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดสีแดงเข้มอย่างรวดเร็วเพื่อลดการกระจายของโรคและลด ความเสียหายของชีวิตและความเสียหายของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ของดิฉัน ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ตอนนี้พี่น้องประชาชนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าตอนนี้ เขาไม่กลัวโควิด (COVID) แล้วค่ะ ตอนนี้เขาจะอดตายกันหมดแล้ว เพราะภาคธุรกิจปิดตัวไป ตาม ๆ กัน ตอนนี้ภาคธุรกิจในเชียงใหม่โดยเฉพาะในโรงแรมเปิดไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยัง ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย🔗
ทีนี้มาถึงการเยียวยา ใช้วงเงินถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันขอเสนอ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไปลอกการบ้านเอา ท่านอย่าไปคิดเลยค่ะ ท่านยิ่งคิดมันยิ่งยุ่ง ท่านไปลอกการบ้านประเทศเพื่อนบ้าน เอาใกล้ ๆ นี้แล้วกัน อย่างสิงคโปร์เขาเยียวยา เป็นเงินสดไปเลย เยียวยาประชากรทุกสาขาอาชีพที่เดือดร้อนจริง ๆ ให้เขาไปเถอะค่ะ ท่านไม่ต้องมาทำโครงการเราชนะ คนละครึ่งของท่านมันวุ่นวายไปหมดแล้ว จนเป็นโครงการ เราแพ้ไปกันหมด ทั้งระบบล่มอะไรไปกันหมด แล้วอีกอย่างหนึ่งท่านต้องเร่งการสร้างงาน ลดจำนวนการว่างงาน สนับสนุนภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจที่กระทบอย่างหนัก ๆ ท่านต้องสนับสนุนเขาให้เขาได้มีเงินในการจ่ายค่าแรงเพื่อที่จะพยุงให้ธุรกิจนั้นเดินได้ เพื่อจะมีเงินมาหมุนในระบบเศรษฐกิจ🔗
มาถึงเรื่องการวางแผน ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทอีก ท่านต้องฟื้นฟูผู้ประกอบการ ในภาคธุรกิจที่จำเป็นและทำให้เกิดรายได้ เพื่อรัฐบาลสามารถสร้างแพ็คเกจ (Package) ขนาดใหญ่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยรัฐต้องเร่งส่งเสริมการส่งออก หลังจากโควิด-๑๙ (COVID-19) หลายประเทศเขาสามารถระงับการแพร่ระบาดได้แล้ว เขาก็ต้องกลับมาดู ภาคการผลิต จึงต้องการสินค้าไทย รัฐต้องมาดูว่ามีปัญหา มีอุปสรรคอะไร แล้วเร่งแก้ไข เพราะการส่งออกเป็น ๗๐-๗๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ประเทศไทยเราพึ่งพาการส่งออก ในด้านการลงทุน ประเทศเมื่อเกิดวิกฤติเราต้องพึ่งการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้น เราต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุน เราต้องพัฒนาฝีมือ แรงงาน แล้วเร่งแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเรื่องการลงทุนของภาครัฐบาลต้องมี ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้การลงทุนนั้นกลับมาหาภาคเอกชน การลงทุนของรัฐบาลต้องมี กระบวนการกลั่นกรองอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อจะให้พัฒนาประเทศได้ และในด้าน การท่องเที่ยวเราพึ่งพาการท่องเที่ยวสูงถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) หรือราว ๒.๕ ล้านบาทต่อปี เมื่อเกิดการระบาดของโรคทำให้สูญเสียรายได้ไม่น้อยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ หรือราว ๑.๗ แสนล้านบาทต่อปี เทียบแล้วกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อเดือนเลยนะคะ ถ้าเราคุมการระบาดไม่ได้เราก็เปิดประเทศไม่ได้ มีทางเดียวค่ะ เร่งฉีดวัคซีนเพื่อให้ นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจ แล้วกลับมาเที่ยวในประเทศไทยเพื่อสร้างรายได้ต่อไป🔗
ท่านประธานคะ นี่มันอาจจะเป็นเงินกู้ก้อนสุดท้ายแล้วนะคะ หากยัง ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ไม่รีบหารายได้เข้าประเทศ ไม่รีบฉีดวัคซีนให้กับประชาชน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า เปิดประเทศ ประชาชนทำมาค้าขายได้ ประเทศจะเอารายได้ มาจากไหนคะท่าน เพราะตอนนี้เราพึ่งแต่การใช้จ่ายของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แล้วการใช้ จ่ายของภาครัฐนี้ก็ไร้ประสิทธิภาพอีก รายได้ของประเทศก็จะน้อยลง จีดีพี (GDP) จะโตแบบติดลบ หนี้ต่อจีดีพี (GDP) จะเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ขาดการลงทุนที่แท้จริง และจะแย่กว่าประมาณการไว้เวลานี้ผ่านไป ๗ เดือนแล้ว รายได้รัฐต่ำกว่าเป้าหมายถึง ๑.๒๘ ล้านบาท ทั้งปีงบประมาณจะมากกว่านี้ และ ปีงบประมาณหน้าไม่อยากจะคิดเลยค่ะ จะต้องเกิน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแน่นอน จะขาดดุล จริงมากเกินกว่าที่เสนอต่อสภา และหนี้ก็จะเกินเพดาน ประเทศจะวิกฤติจนไม่กล้าคิดภาพ เลย รัฐบาลนำโดยคุณประยุทธ์ได้ทำลายวินัยการคลัง จนท่านไม่เหลือเครดิต (Credit) อะไร เลยที่จะบริหารประเทศ ท่านประธานคะ ดิฉันฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีนะคะ ว่าอยากให้ ท่านยอมรับความจริงเถอะ ท่านไม่สามารถบริหารประเทศนี้ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะภาวะโรค ระบาดนี้ ท่านคะ โควิด-๑๙ (COVID-19) มันพัฒนาสายพันธุ์มาตลอด มันมาตั้งแต่สายพันธุ์ อู่ฮั่น พัฒนาจนอังกฤษ อินเดีย และในอนาคตมันจะพัฒนาสายพันธุ์มาอีก แต่ท่าน นายกรัฐมนตรีท่านเคยยอมรับมาเองว่าในสมองของท่าน ท่านมีเซลล์ (Sell) แค่ ๘๔,๐๐๐ เซลล์ เพราะฉะนั้นเมื่อมี ๘๔,๐๐๐ เซลล์ ท่านไม่สามารถบริหารได้แน่นอน เพราะดิฉันคิดว่าไวรัส มันคงมีการพัฒนาไปมากกว่าสมองของท่าน เพราะฉะนั้นท่านลาออกเถอะค่ะ เพื่อให้คนมี ความสามารถได้บริหารประเทศนี้ต่อไป สุดท้ายดิฉันยืนยันนะคะ ดิฉันไม่เห็นด้วยกับพระราช กำหนดฉบับนี้ อยากให้ท่านนำกลับไปใหม่ ทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ ท่านอย่ามาลักไก่ตีเช็คเปล่าอย่างนี้เลย ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประทวน สุทธิอำนวยเดช ตามด้วยท่านเรวัต วิศรุตเวช ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายประทวน สุทธิอำนวยเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนในเรื่อง เกี่ยวกับพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและ สังคม ผลที่กระทบจากโควิด (COVID) เรื่องราวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ประเทศเราไม่เคยเจอ ไม่เคยพบ รัฐบาลโดยการนำของท่านประยุทธ์เข้ามายืนอยู่ตรงนี้ แล้วค้ำไม่ให้เราทรุดลงหนัก ไปกว่านี้ หลายท่านก็อภิปรายไปในเชิงลบ ผมไม่ว่า ทุกคนมีเหตุมีผล ส่วนผมเองกลับมองว่า ท่านคณะรัฐมนตรีทั้งหมด รวมทั้งทีมงานเสียสละเพื่อชาติ ทนให้เขาด่า ทนให้เขาว่า ทนให้เขาไล่ ถ้าเป็นผมเองผมไม่รู้จะอยู่ได้หรือเปล่า แต่ท่านอยู่ได้ ท่านนั่งฟังเฉยด้วยเหตุ และผล ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านที่เสียสละมาเป็นผู้นำให้เราในโอกาสวิกฤติซ้อนวิกฤติ อย่างนี้ ซึ่งถ้าหลายท่านก็คงสละเก้าอี้หนีแล้ว เพราะว่าจะทำอย่างไร แต่ถ้าเกิดมีการสละ เก้าอี้หนีประเทศชาติเราจะไปอย่างไร ให้พี่น้องประชาชนที่ฟังการถ่ายทอดช่วยใช้ดุลพินิจนี้ ว่าคณะรัฐมนตรี รวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรีสละความสุขของตัวเองมารับการบริหารประเทศ ในช่วงวิกฤติ🔗
ท่านประธานครับ วิกฤติซ้อนวิกฤติ เศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ที่ต่อเนื่องมา ก่อนที่โควิด (COVID) จะเข้าด้วยซ้ำ รัฐเองก็พยายามจะกู้ ขณะเดียวกันก็มาเจอวิกฤติ ซ้อนอีก ก็คือวิกฤติโควิด (COVID) ที่เรารู้กันอยู่ เงินกู้ที่กำลังจะกู้อยู่นี้เข้าไปเสริมเติมแต่งกับ งบรายจ่ายประจำปีในส่วนของปี ๒๕๖๕ ซึ่งผ่านสภาวาระหนึ่งไป แค่วงเงิน ๓.๑๕ ล้าน ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ผ่านมาน้อยกว่า น้อยกว่าอย่างไร ก็น้อยกว่าเพราะว่ารัฐบาลเวลา จะเก็บภาษีก็มีการผ่อนปรน มีการยืดหยุ่นให้กับพี่น้องประชาชน รวมทั้งนักธุรกิจ ก็รู้อยู่ว่า ไม่มีรายได้ เครื่องจักรกลทั้งหมด ๔ เครื่องที่มีอยู่ในหลักของการบริหารทางด้านเศรษฐกิจ จะเป็นการส่งออก ปัจจุบันนี้โตขึ้นจากกระทรวงพาณิชย์ ๕ เปอร์เซ็นต์ การลงทุนทำท่า จะดีขึ้น แต่ปัญหาหนัก ๆ ที่มีอยู่ก็เรื่องของการท่องเที่ยวกับการบริโภคภายในประเทศ คนไม่มีสตางค์จะบริโภคได้อย่างไรท่านประธาน รัฐเองก็เลยจำเป็นจะต้องเติมเต็ม ถ้าไม่เติมเต็มจะเอาที่ไหน จะให้เทวดาที่ไหนส่งมา หรือจะ ซื้อหวยเพื่อให้ถูก เหมือนกับชาวบ้านที่คาดหวังอย่างนั้น มันไม่ใช่ นี่เขาเป็นรัฐบาล เขาก็ อยู่ในวินัยการเงินที่จะกู้ เพราะฉะนั้นการกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้นะครับ เพื่อเอามาเต็ม อยู่ในกรอบที่อยู่ในเงื่อนไขที่ข้อกำหนดกำหนดไว้ทั้งสิ้น ถูกต้องหมดทุกอย่าง ไม่ได้ใช้เงิน ผิดประเภท เอาเงินทั้งหมดมา ในส่วนของ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แก้ไขปัญหาเรื่องโควิด (COVID) เรื่องโรคระบาด มันก็จะไปกระตุ้นเรื่องการท่องเที่ยวเรื่องนี้ เสร็จแล้วทำไมดูน้อย ก็งบรายจ่ายประจำปีที่มีอยู่ เมื่อผ่านวาระหนึ่งไปเขาก็มีวงเงินให้แล้ว พอดิบพอดี คณะรัฐมนตรีเห็นชอบว่าจะหยิบซ้ายจ่ายขวา จะเอาที่ไหนไปให้เหมาะสม เขาก็มาดู เรื่องสำคัญก็คือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ มาช่วยเหลือเยียวยาชดเชย พี่น้องประชาชนในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริโภค ปัดเป่าความเดือดร้อนให้กับ ประชาชน วงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ยังเหลืออยู่อีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เอาไป ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมในส่วนของการจ้างงาน ซึ่งหนังสือพิมพ์ลงข่าวมาว่ารัฐบาล มีนโยบายรับจ้างงานในส่วนของอัตรากำลัง ๑๐,๐๐๐ อัตรา ผมเดาไม่ผิดอันนี้คงน่าจะเป็น ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ล่ะครับ ทำให้พี่น้องประชาชน นักเรียน นักศึกษาที่กำลังจะจบ มีงานทำ ไม่ว่างงาน เขาก็พยายามคิดหากลไกแก้เพื่อให้ประเทศเราฟื้นฟู ให้เราอยู่ได้ ก็เป็น เรื่องที่ดี ผมให้กำลังใจทางรัฐบาลครับ ก็ฝากให้พี่น้องประชาชนที่รับฟังการถ่ายทอดนี้ ฟังด้วย ใช้ดุลพินิจด้วยนะครับว่ารัฐบาลทำถูกหรือไม่ถูก แต่ในส่วนตัวของผมคิดว่าเขาทำ ถูกแล้วนะครับ🔗
ในส่วนที่ผมจะฝากอีกเรื่องหนึ่ง ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากว่า เมื่อ ๒-๓ วันนี้มีข่าวลง จังหวัดลพบุรีน้ำแล้งมาก น้ำคลองชัยนาท-ป่าสักไม่มีน้ำเลย ผมลงพื้นที่ไปพบพี่น้องประชาชนกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดกับคณะ พบว่ามีเรื่องหนึ่ง น่าสนใจ น้ำเจ้าพระยาน้อย เครื่องสูบน้ำสูบไม่ถึง ช่วงฤดูมรสุมก่อนหน้า ช่วงต้นเดือน เมษายน ท่านประธานครับ พระพิรุณโกหกประชาชน ตกมานิดเดียว ทำท่าจะมีฝนต้นฤดู เยอะ กรมอุตุนิยมวิทยาก็แถลงไปว่าเข้าสู่ฤดูฝนแล้วนะพี่น้อง เตรียมตัวปลูก ทำนา ทำไร่ ถ้าปลูกทันปีนี้จะได้ ๒ รอบ ชาวนาก็ไปทำกัน คนที่กลับจากเมืองหลวง ไม่มีงานทำ ก็กลับไปช่วยพ่อแม่ทำนา เอาเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตเลย ทำเกือบเต็มทุกพื้นที่ ก็ไม่ได้ คาดหวังว่าจะอาศัยแม่น้ำเจ้าพระยาหรอกครับ แต่อาศัยฝน ปรากฏว่าฝนทิ้งช่วงพอทิ้งช่วง ขึ้นมา ปัจจุบันนี้มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนที่อาศัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนต้นและ ตอนล่าง ก็คือในส่วนของคลองชัยนาท-ป่าสักของผม ๑๓๒ กิโลเมตร ไม่มีน้ำเลย ประเด็น ก็คือจะปล่อยให้ข้าวตายได้อย่างไร อันที่ ๑ ๒. แล้วน้ำบริโภคของประปาส่วนภูมิภาคอีก ๗ แห่ง รวมทั้งประปาอีก ๓๑ แห่งของท้องถิ่น จะเอาน้ำที่ไหน เป็นน้ำดิบ ปัญหานี้เกิด ในที่สุดเราลงพื้นที่และเราแก้ได้ว่าน้ำที่มีอยู่โดยเครื่องสูบน้ำของชลประทานใช้เงินอยู่ เดือนละประมาณ ๕-๖ ล้านบาท เป็นค่ากระแสไฟฟ้า เราจะดูดเข้าไป แล้วในที่สุดก็มาจับ เวียนกัน มาถ้อยทีถ้อยอาศัยแบ่งปันกัน ก็จบไปได้ระดับหนึ่ง แต่ส่วนที่ผมอยากจะเรียนแถม ท่านประธานผ่านไปยังทางรัฐบาลอาจจะไม่เกี่ยวกับงบในเรื่องของเงินกู้นี้ แต่อาจจะเป็น งบกลาง งบอะไรก็แล้วแต่ ถ้าจะให้พี่น้องประชาชนดีขอ ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรก ถ้าจะโยงเรื่องของพี่น้องประชาชนที่ถูกหลอก ในเรื่องของฟ้าฝน เขามีค่าใช้จ่ายในเรื่องของการสูบน้ำ เงินฟื้นฟูเยียวยาจะเข้าไปอยู่ในหลักเกณฑ์เงื่อนไข ชดเชยให้เขาได้ไหม ก็ไม่มากนะครับ ในแปลงที่ปลูกข้าวกันอยู่ริม ๆ นี้นะครับ ให้ทางเกษตร ทางหน่วยงานสำรวจ🔗
และอีกเรื่องหนึ่งเพื่อจะแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืนถาวรในส่วนของปัญหาเรื่อง น้ำกิน น้ำใช้ จะใช้งบกลางหรืองบของหน่วยงาน เกี่ยวกับขอความกรุณาให้ทางหน่วยงาน ต้นสังกัดพิจารณาเรื่องงบไปติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบถาวรจะได้มีน้ำที่มีคุณภาพและ ค่ากระแสไฟฟ้าน้อย ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเรวัต ตามด้วยนางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทย ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่สภาที่ได้ทำความสะอาดห้องกระจกนี้ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผู้อภิปราย แล้วก็ มีการเปลี่ยนปลอก ผมเรียกไม่ถูกครับปลอกอะไรที่มาใช้คลุมไมโครโฟนนี่นะครับ เป็นมาตรการที่เคร่งครัดมากครับ ขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมจะอภิปรายวันนี้แบบเรียลไทม์ (Real Time) จริง ๆ แล้วก็เป็นข้อมูลอัปเดต (Update) จริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ กรุงเทพธุรกิจ อาคมยันกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทคุมหนี้ไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และยังยันอยู่ที่ ๕๐.๖๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่จริงครับ ผมจะชี้ให้เห็นความจริงครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
ความจริงผมได้ยืนยันตัวเลข เรื่องเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่คราวที่อภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณ ๒๕๖๕ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ที่ผ่านมาว่าจริง ๆ แล้วมันอยู่ที่ ๖๒.๕๘ เปอร์เซ็นต์ ในวันนั้นท่านรัฐมนตรีก็ขึ้นมา โต้ผม บอกว่าไม่ควรนำเอา พ.ร.ก. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้าไปรวม แต่กราบเรียน อย่างนี้ครับว่าเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม โฆษกรัฐบาลไปรายงานว่า ณ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาทอนุมัติไปแล้ว ดูตัวเลขครับ ๒๘๗ โครงการ เห็นไหมครับ แล้วในคอลัมน์ต่อไป คอลัมน์ที่ ๓ อนุมัติเป็นเงินแล้วคือ ๘๑๗,๒๒๓ ล้านบาท เห็นนะครับ ท่านประธานต้องตามดูนะครับเพราะว่าวันนี้ตัวเลขเยอะหน่อย แต่ว่ามันสำคัญ มาก ๆ เลยครับ และที่สำคัญก็คือว่าเบิกจ่ายแล้ว ๖๘๐,๐๙๙ ล้านบาท เกือบ ๆ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ไม่เป็นอะไรครับ นั่นคือตัวเลข ยังรายงานต่อไปว่าได้นำเอาเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปรวมด้วย นี่ไม่ใช่ผมพูดเอง อันนี้ ณ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ท่านประธานครับ เรามาดูกันต่อนะครับ ปรากฏว่าโฆษกรัฐบาล โฆษกพูดนะครับ แล้วอะไรรู้ไหมครับ ประกาศว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) อยู่ที่ ร้อยละ ๕๘.๕๖ ท่านประธานดูครับ ๕๘.๕๖ ไม่ใช่ ๕๐.๖๙ ครับ🔗
ต่อไปครับท่านประธาน ขอให้ดูบรรทัดต่อไป บรรทัดที่ ๕ ครับ คำถาม ของผมก็คือว่าถ้าเช่นนั้นหนี้ต่อจีดีพี (GDP) หนี้ต่อจีดีพี (GDP) มันเป็นเท่าไรกันแน่ครับ คือ ผมขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอบเลยครับว่าวันที่ ๓๑ ก็ได้ สมมุติวันที่ ๓๑ พฤษภาคม หรือวันที่ ๑ มิถุนายนก็ได้ ประมาณการคร่าว ๆ ก็แล้วกันว่า พ.ร.ก. กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ได้อนุมัติไปแล้วเท่าไร คอลัมน์ต่อไปทางขวามือครับ อนุมัติแล้วกี่ล้านบาท แล้วเบิกจ่าย ไปแล้วกี่ล้านบาท โอเค ต่อมาครับ บรรทัดต่อมา ท่านเห็นตัวเลข ๓๐๐ ไหมครับ ตัวเลข ๓๐๐ อันนี้เป็นตัวเลขตุ๊กตา เพื่ออะไรล่ะครับ เพื่อชี้ให้เห็นว่าจากวันที่ ๒๑ พฤษภาคม จนมาถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม คงมีการอนุมัติ เพิ่มเติมขึ้นมาจาก ๒๘๗ มาเป็น ๓๐๐ เห็นไหมครับ แล้วอะไรรู้ไหมครับ แล้วมันก็จะมีเงินที่ ได้อนุมัติไปแล้ว ประมาณนี้ครับ ตุ๊กตาครับ คอลัมน์ติดกันกับเลข ๓๐๐ ก็คือ ๘๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่าอะไรครับ ก็แปลว่ามีตัวเลขที่เบิกจ่ายแล้วอยู่ที่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ละกันครับ เอาเป็นตุ๊กตาเท่านี้ก่อนนะครับ ถ้าท่านมีตัวเลขจริง ๆ ก็บอกได้ ซึ่งจะไม่ต่างจากตรงนี้ มากนัก เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาตัวที่เบิกจ่ายแล้ว ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปลบจาก พ.ร.ก. กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท เหลือเท่าไรครับ จะเหลือที่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ บวกลบไม่มาก ประมาณนี้นะครับ ตัวเลขนี้สำคัญ ท่านประธานต้องจำนะครับ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้มันถูก ซุกซ่อนไว้ ตัวเลข ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้มันจะต้องเอาไปรวม เพราะว่ามันเป็นวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาทที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย ต้องนำไปคำนวณด้วย ท่านประธานครับ เอาล่ะครับ เราจะมาดูว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) จริง ๆ มันเป็นเท่าไรกันแน่ ซึ่งไม่ตรงกับรัฐมนตรี อาคมอย่างแน่นอน และผมจะย้ำวันนี้อีกรอบหนึ่ง หลังจากที่ย้ำไปแล้วเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน นะครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอสไลด์(Slide)ที่ ๒ ผมทำให้พี่น้องประชาชนเห็นได้ง่ายขึ้นก็คือผมไฮไลต์ (Highlight) สีเขียวนะครับ ขอท่านประธานดู ข้างบนบรรทัดแรก เห็นไหมครับ นี่คือตัวเลขที่ สภาพัฒน์รายงานจีดีพี (GDP) ปี ๒๕๖๓ เท่าไรครับ ๑๕,๖๙๓,๓๐๐ ล้านบาทครับ และผม โยงลูกศรลงมาให้เห็นไหมครับ ตัวเลข ๑๕,๖๙๘,๒๘๖ ล้านบาท ตัวเลขสีเขียวข้างล่างเป็น ตัวเลขจาก สบน. ณ เดือนธันวาคม ๒๕๖๓ ท่านเห็นไหมว่ามันใกล้เคียงกัน มันแปลว่าอะไร ครับ มันแปลว่าเป็นตัวเลขที่น่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวท่านต้องจำตัวเลขนี้นะครับ ต่อไป บรรทัดที่ ๒ เห็นตัวเลขที่ไฮไลต์ (Highlight) สีเหลืองไหมครับ ไฮไลต์ (Highlight) สีเหลือง นั้นมาจากอะไรครับ มาจากหน้า ๑๒๔ ของเอกสารงบประมาณเสนอโดยรัฐบาล ตัวเลขนี้คือ ๘,๑๙๕,๐๓๔ ล้านบาท ผมโยงลูกศรให้เห็นว่ามันไปใกล้เคียงมากกับหนี้สาธารณะในเดือน มกราคม ๒๕๖๔ ที่รายงานโดย สบน. คือ ๘,๑๙๕,๐๓๔ ล้านบาท เห็นไหมครับ เป็นตัวเลขที่ ใกล้เคียงกันครับ และคอลัมน์ต่อไป จะเห็นเลยครับว่าในบรรทัดนี้ ในโรว์ (Row) นี้ ในคอลัมน์นี้ท่านเห็นตัวเลขไหมครับ อันนั้นคือตัวเลขจีดีพี (GDP) ที่รายงานโดย สบน. ในเดือนมกราคม ๒๕๖๔ เท่าไรครับ ๑๕,๖๖๘,๕๗๖ ล้านบาท และท่านเห็นอะไรไหมครับ ท่านเห็นตัวเลขสีชมพูไหมครับ ตัวเลขสีชมพูนั้นบอกอะไร บอกว่าหนี้ต่อจีดีพี (GDP) คือ ๕๒.๓๐ ท่านดูสิครับ ท่านดูว่ามันไม่ตรงกันกับตัวเลขของรัฐบาลเลยครับ ตัวเลข ของรัฐบาลคือ ๔๙.๙๐ มันต่างกันได้อย่างไรครับ แสดงว่ามันจะต้องมีตัวเลขปลอมขึ้นมา อย่างแน่นอน ผมจะชี้ให้เห็นครับ ขึ้นไปที่บรรทัดที่ ๒ ครับ ขอประทานโทษที่ตัวเลขมันเยอะ บรรทัดที่ ๒ ไฮไลต์ (Highlight) สีเหลือง ดูช่องตรงกลางท่านเห็นตัวเลขไหมครับ ๘,๑๙๕,๐๓๔.๕๐ แล้วบอกว่าหนี้ต่อจีดีพี (GDP) คือ ๔๙.๙๐ คำถามคือ จีดีพี (GDP) เท่าไรครับ ท่านเอาตัวจีดีพี (GDP) มาจากไหน มันโผล่มาที่ ๔๙.๙๐ โดยไม่มีตัวเลข จีดีพี (GDP) ท่านเอาอะไรมาคำนวณครับ อันนี้ตัวเลขทิพย์ครับ ท่านต้องมีตาทิพย์ถึงจะมองเห็น ตัวเลขไปไหนครับ ไม่มีตัวเลขจีดีพี (GDP) ครับท่านประธาน นี่มั่วครับ มั่วชัด ๆ เลย โอเคไม่เป็นอะไรครับท่านอยากมั่วก็ไม่เป็น อะไร แต่ผมจะชี้ให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรทำอย่างนี้ ท่านประธานครับดูต่อมาครับ ผมจะให้ดูตัวเลขที่อัปเดต (Update) สุด ซึ่งรายงานโดย สบน. คือหนี้สาธารณะในเดือน เมษายน เลื่อนลงมาอีก ๓ บรรทัด ๔ บรรทัด ตัวนี้ครับ อันนี้เพิ่งรายงานนะครับก็คือ ๘,๕๙๓,๘๓๔ ล้านบาท นี่คือหนี้สาธารณะที่รายงานโดย สบน. เพราะฉะนั้นเราจะต้องเอา หนี้ทุกก้อนไปรวมเพื่อจะให้มันเป็นหนี้สาธารณะทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นผมรวม อะไรบ้าง ผมก็จะรวมเงินกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณปี ๒๕๖๕ ก็คือ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และบวกด้วยวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ใหม่ที่เสนอสภาวันนี้ครับ ที่ท่านบอกว่าไม่ต้องรวม แต่ว่าจริง ๆ แล้วโฆษกรัฐบาลก็บอกเอาไปรวมแล้วก็คือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ที่สำคัญ ครับที่ซุกเอาไว้คือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทคืออะไร คือวงเงินกู้ ตาม พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาทที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายครับ ถ้าท่านมีตัวเลขจริงก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็บวกเข้าไปครับ อย่างไร ๆ มันก็เป็นหนี้ก้อนโต รวมแล้วคือ ณ วันนี้คือ ๑๐,๐๙๓,๘๓๔.๒๐ ล้านบาท ครับ โอเค (OK) ง่าย ๆ เลยครับเด็กประถมก็ทำได้ครับ หาตัวเลขหนี้ต่อจีดีพี (GDP) ได้เลย ก็คือนำไปหารกัน โอเค (OK) ครับ จีดีพี (GDP) เดือนเมษายน ๒๕๖๔ ที่รายงานโดย สบน. คือเท่าไรครับ คือ ๑๕,๖๕๐,๕๒๒.๕๙ นำไปหารกัน ออกมาเป็นเท่าไรครับ ท่านประธาน หนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) ณ เดือนเมษายน หรือเดือนพฤษภาคมก็ได้จะสูง กว่าร้อยละ ๖๐ อย่างแน่นอน เป็นเท่าไรครับ เป็น ๖๔.๕๐ ท่านประธานครับ นี่คือตัวเลข จริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะบอกว่า ท่านประธานครับ ผมไม่ได้มีความขัดข้องใจ อะไรเลยที่จะให้ท่านกู้เงินไปใช้เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แล้วผมก็อยากอนุมัติ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีอาคม ท่านต้องยอมรับความจริงว่าตัวเลขมันเกิน ร้อยละ ๖๐ จริง ๆ ซึ่งมันผิด พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังครับ ถ้าท่านอยากจะกู้เกินท่านไป แก้ พ.ร.บ. ก่อน แต่ตอนนี้ท่านกำลังทำผิดกฎหมาย มันผิด พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าท่านควรต้องไปแก้ไขให้ถูกต้อง และท่านอย่าโกหกสภา อย่าหลอกลวงประชาชน ท่านต้องซื่อสัตย์ต่อประชาชน สุดท้ายจริง ๆ ครับ ผมก็เป็นเพียง หมอคนหนึ่งนะครับ จริง ๆ ก็เก่งสู้ท่านไม่ได้อยู่แล้วแต่ว่าผมพูดความจริงครับ แล้วก็ เอาตัวเลขที่มันเป็นความจริงมาชี้แจงให้กับสภาแห่งนี้และพี่น้องประชาชนได้ฟัง เพื่อท่าน จะได้นำไปทำให้มันถูกต้อง ท่านประธานครับสุดท้ายนี้อยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้โปรดทำให้มันถูกต้อง ถูกกฎหมาย ขอบพระคุณอย่างยิ่งครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ คุณสุณัฐชา ตามด้วย ท่านซูการ์โน มะทา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรค ประชาธิปัตย์ ถึงแม้จะเป็นสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลและรู้ดีว่าขณะนี้รัฐบาลมีความจำเป็น ต้องกู้ เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติ การคลัง วันนี้ดิฉันต้องขออนุญาตลุกขึ้นอภิปรายเพื่อสะท้อนความคิดเห็นของพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนในพื้นที่เพื่อนำเสนอถึงข้อกังวลและเพื่อฝากความคาดหวังในการใช้เงินตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล เพราะดิฉันเองเชื่อว่าการกู้เงินรอบที่ ๒ ของรัฐบาลชุดนี้จะส่งผลผูกพันคนไทยในระยะยาว ในสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในขณะนี้ถ้าเปรียบเทียบประเทศไทยเหมือนเครื่องบินลำหนึ่ง เครื่องบินลำนี้จะบินได้ก็ต้องอาศัยเครื่องยนต์ทุกตัวทำงานสอดประสานกันอย่างมี ประสิทธิภาพ เครื่องยนต์ที่ว่านั่นก็คือการใช้จ่ายงบประมาณของทางภาครัฐ รายรับจากการ ส่งออก การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ เมื่อโควิด (COVID) ระบาดซ้ำซาก ก็ต้องกระทบต่อการทำงานของเครื่องยนต์ทุกตัว ทำให้ขณะนี้ต้องยอมรับค่ะว่าการใช้จ่าย งบประมาณของทางภาครัฐกลับกลายมาเป็นความหวังให้เครื่องบินได้บินต่อ สัปดาห์ ที่ผ่านมาสภาแห่งนี้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๕ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ต่างอภิปรายเป็นเสียงเดียวกันว่าการจัดงบประมาณ ในครั้งนี้เป็นที่น่าแปลกใจมาก เพราะมีการตั้งวงเงินงบประมาณโดยรวมไว้น้อยกว่าปีที่แล้ว ถึงเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ในขณะนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเลวร้ายกว่า ปีที่ผ่านมาเกือบทุกด้าน และถ้าเมื่อย้อนกลับไปพิจารณา พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ที่สภาอนุมัติไปเมื่อปีก่อนดิฉันคงไม่มีเวลามาลงรายละเอียดค่ะ แต่ถ้าหากมีการตั้งคำถามว่า การใช้จ่ายเงินกู้ของทางรัฐบาลตอบโจทย์หรือไม่ คำตอบก็น่าจะไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร เพราะถ้ามีการใช้จ่ายเงินไปในทิศทางที่สอดคล้องกับปัญหาและเท่าทันต่อสถานการณ์ ในแต่ละช่วง วันนี้ดิฉัน ท่านประธาน รวมถึงเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ก็คงไม่ต้องมานั่งพิจารณา เงินกู้อีกฉบับกันให้เสียเวลาค่ะ แต่ดิฉันยอมรับค่ะว่างบเยียวยาประชาชนที่มีการเบิกจ่าย เงินกู้ไปเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง เราชนะ หรือแม้กระทั่งโครงการเรารักกัน ถือเป็นโครงการที่ดี สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แต่ท่านประธานคะสามารถเยียวยาประชาชนได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ในระยะยาวโดยการจัดหาวัคซีนป้องกันมาฉีดให้กับ ประชาชนกลับไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าวัคซีน เป็นเหมือนกับสปอตไลต์ (Spotlight) ที่ฉายแสงให้กับคนในทุกวงการให้กลับมาใช้ชีวิต อย่างปกติสุข ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้จนนำไปสู่การเปิดประเทศในที่สุด🔗
ท่านประธานที่เคารพ การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประชาชนโดยการกระจาย วัคซีนฉีดให้ทั่วถึงเป็นสิ่งสำคัญ จำเป็นและเร่งด่วนค่ะ ซึ่งทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ให้ข้อมูลว่าการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในคนไทยนั้นจะต้องมีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด นั่นคือ ๕๐ ล้านคน ซึ่งหมายถึงจะต้องใช้วัคซีน จำนวน ๑๐๐ ล้านโดส (Dose) เมื่อมาพิจารณาค่ะท่านประธานจนถึงวันนี้มีการฉีดวัคซีน ๒ เข็มให้กับประชาชนยังไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์เลยค่ะ ทั้ง ๆ ที่งบประมาณประจำปีก็ใช้ เงินกู้ ก็มี แถมยังไม่เปิดให้เอกชนนำเข้าอีกต่างหาก ทำให้ที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ค่ะว่ารัฐบาลมีความ บกพร่องในเรื่องของการบริหารจัดการวัคซีน คนเราผิดพลาดครั้งแรกให้อภัยกันได้ค่ะ ทางภาษากฎหมายอาจพูดได้ว่าเป็นความประมาท แต่ถ้าบ่อยครั้งเข้าอาจจะเรียกได้ว่า เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนทำให้ที่สุดอาจจะต้องถูกตัดสินว่ามีเจตนา ส่อถึงอะไรสักอย่าง🔗
เมื่อพิจารณาเงินกู้ฉบับ ๑ ล้านล้านบาทที่มีการจัดสรรงบสาธารณสุข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทจากวงเงินกู้ทั้งหมดพบว่ามีการจัดสรรงบสำหรับผลิตและวิจัยวัคซีน ไม่น้อยค่ะ จำนวน ๗.๑ พันล้านบาท แต่ที่น่าแปลกใจไม่พบว่ามีการจัดตั้งวงเงินไว้จัดซื้อ วัคซีนเลย และเมื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบปี ๒๕๖๕ ก็พบว่าสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้รับการ จัดสรรงบประมาณเพียง ๒๒.๒ ล้านบาทเท่านั้น ทำให้เกิดการตั้งคำถามในที่ประชุม สัปดาห์ก่อนค่ะ จนท่านนายกรัฐมนตรีต้องลุกขึ้นมาตอบคำถามด้วยตัวเองว่าท่านพยายาม จะทำอย่างเต็มที่ตามสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนี้ ส่วนสำหรับงบประมาณวัคซีนนั้นท่านมีให้ ไม่จำกัด ฉะนั้นสำหรับเรื่องวัคซีนดิฉันเชื่อว่า พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้กลับกลายมาเป็นความหวัง แต่บนความหวังก็แฝงไปด้วยความกังวลค่ะท่านประธาน เมื่อรัฐบาลวางแผนการใช้จ่ายเงิน ออกเป็น ๓ กลุ่มเหมือนเงินกู้ก้อนแรก งบประมาณที่ใช้ในการฉีดวัคซีนก็อยู่ในกลุ่มแรก มีการขีดกรอบวงเงินไว้เพียง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท จากจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และ วงเงินก้อนเดียวกันนี้ยังต้องเอาไปใช้กับค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และ ค่าปรับปรุงโรงพยาบาลสนามอีกด้วย ท่านประธานที่เคารพ ด้วยหลายภารกิจกับวงเงิน เพียงแค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องกลับมาคิดค่ะว่าเพียงพอต่อการจัดซื้อและผลิตวัคซีน หรือไม่ จะนำไปสู่ประเทศที่มีภูมิคุ้มกันหมู่ได้อย่างไร และถ้ารัฐบาลบริหารจัดการเรื่องวัคซีนเพียงลำพังไม่ได้ ท่านเตรียมทางแก้ไว้แล้วหรือยัง ล่าสุดค่ะท้องถิ่นขยับตัวแล้วค่ะ เสนอตัวเข้ามาช่วยท่านจัดซื้อวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ให้กับประชาชนในพื้นที่ หลังจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ออกมาประกาศเปิดให้ประชาชน จองวัคซีนทางเลือกซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ได้แก่ อบจ. ปทุมธานี อบจ. นครศรีธรรมราช และ อบจ. ตรัง ซึ่งในส่วนของจังหวัดตรังเองถือว่ามีความพร้อมทุกด้าน ได้มีการเปิดประชุม แบบบูรณาการร่วมกัน แบ่งหน้าที่เป็นสัดเป็นส่วนโดยทำงานไม่ทับซ้อนกันเลย จังหวัดตรัง มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตรังทำหนังสือเปิดทางขออนุญาตถึงราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรังเป็นเจ้าภาพจัดสรรงบประมาณจัดซื้อเติมเต็มในส่วนที่ รัฐจัดสรรให้ไม่เพียงพอ และมี สสจ.ทำหน้าที่ในการบริหาร จัดการ ดูแลเรื่องการกระจาย วัคซีนให้กับประชาชน แต่น่าเสียดายนะคะที่ชั่วโมงนี้บนจิตอาสาและบนความพร้อม กลับได้รับการตอบกลับเป็นความไม่ชัดเจน ในขณะที่ท้องถิ่นเองกำลังรอคอยคำตอบ จากกระทรวงมหาดไทยตามที่ท่านรองนายกวิษณุได้ให้ความเห็นไว้ แต่ก็เกิดข้อสงสัยค่ะ เมื่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตเอ่ยนามนะคะท่าน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ามหาดไทยเองไม่ได้ล็อกเรื่องนี้เอาไว้ แต่กลับโยนให้เป็น การตัดสินใจของ ศบค. ในการตีความว่าผ่านพ้นระยะแรกที่ห้ามท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีนแล้ว หรือยัง และไม่นานมานี้ค่ะท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ไม่ต้องผ่าน ศบค. ให้ท้องถิ่นไปคุยกันเอง ท้ายที่สุดทำให้เกิดความสับสนว่าท้องถิ่น ต้องทำอย่างไร ถึงแม้เมื่อวานนี้จะมีประกาศของ ศบค. ออกมาในราชกิจจานุเบกษา ข้อที่ ๕ อนุญาตให้ท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีนจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม มีการระบุไว้ให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกรณีนี้ภาครัฐควรสร้างความชัดเจนออกมา พูดว่าผ่านพ้นระยะแรกที่มีการจัดหาวัคซีนแล้วหรือยัง จะได้ไม่ต้องสร้างความลำบากใจ ให้กับท้องถิ่นในระหว่างการทำงานนะคะ อย่างไรก็ตามดิฉันเชื่อว่าประกาศฉบับนี้ เป็นการพิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลทำงานล่าช้ากว่าท้องถิ่น ๑ ก้าว เพราะฉะนั้นท่านควรจะ เปิดทางให้ท้องถิ่นเข้ามาช่วยเติมเต็ม เพราะนอกจากจะเป็นการกระจายวัคซีนอย่างรวดเร็ว และทั่วถึงแล้ว ยังเป็นการช่วยท่านประหยัดเงินกู้ด้วยค่ะ สุดท้ายนี้ดิฉันขอฝากความหวัง ไปยังรัฐบาลในการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและขอให้ท่านเน้นแก้ไขปัญหา ในระยะยาว อย่าให้วิกฤติโควิด (COVID) กลายเป็นวิกฤติวัคซีนและเป็นอภิมหาวิกฤติ เศรษฐกิจ ขอขอบพระคุณ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านซูการ์โน ตามด้วยท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ วันนี้ด้วยเวลาอันจำกัด นะครับ ผมก็มาอภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจและสังคมจากการการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๙ มาตรานะครับ ซึ่งสิ่งแรกที่ผมอยากจะ เรียนท่านประธานว่าการกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นการสร้างหนี้ที่ประเทศจะต้อง แบกภาระหนี้สาธารณะทั้งหมด แต่วันนี้ที่ผมไม่สบายใจอย่างมากก็คือว่าหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับไม่ให้ความสำคัญกับสภาแห่งนี้ หรือว่าสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้เป็นตรายางของท่านที่จะผ่านงบประมาณต่าง ๆ ก็อยากเรียน ผ่านท่านประธานนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อ ๗ ปีที่แล้ว พลเอก ประยุทธ์ อาจจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่เป็นความหวังของพี่น้องคนไทยว่าจะมาช่วยแก้ปัญหา ความแตกแยกในสังคมไทยเพื่อสร้างความปรองดองและปฏิรูปประเทศ แต่ท่านประธานครับ ก็มีคนจำนวนมากออกมาสนับสนุนท่าน ผมอยู่ใน ๑๐ ล้านกว่าคนนะครับที่ไม่เห็นด้วยว่า การเข้าสู่อำนาจของท่านนั้นจะเป็นแหล่งที่มาของความหายนะของเศรษฐกิจประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เวลา ๗ ปีผ่านมาค่อนข้างจะชัดเจนแล้วครับว่าในการ บริหารราชการแผ่นดินของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ๗ ปีนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง อย่างที่เพื่อสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าปัญหาของ ประเทศมีแต่การก่อหนี้ การสร้างหนี้ แต่ไม่เคยใช้หนี้ และยังเบี้ยวหนี้อีก ท่านประธานครับ และ ๗ ปีที่ผ่านมานั้นเราจะเห็นว่าเศรษฐกิจฐานรากที่เป็นเศรษฐกิจใหญ่ซึ่งเป็นเศรษฐกิจ รายย่อยที่อยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ตามชนบท ตามตำบล ตามอำเภอต่าง ๆ นั้น ต้องล้มหาย ตายจากไปจากระบบเศรษฐกิจไทย เพราะการบริหารที่ล้มเหลวทางด้านเศรษฐกิจของ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ ๗ ปีมานี้สิ่งที่เจริญและรุ่งเรือง มากที่สุดก็คือกลุ่มทุน เพราะอะไรครับ เพราะเงินกู้ฉบับแรก ๑ ล้านล้านบาท ที่สภาแห่งนี้ ได้อนุมัติ ซึ่งผมและพรรคฝ่ายค้านตอนนั้นก็เข้าใจว่าเป็นช่วงของการเร่งด่วน เพราะ ในปี ๒๕๖๓ เป็นปีแรกที่ประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) และหลายประเทศ ก็พยายามใช้ความเร่งด่วนในการแก้ปัญหา แต่ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายว่าสภาแห่งนี้อนุมัติเงิน ๑ ล้านล้านบาทไปแล้ว ๑ ปีครับ ๑ ปีของ ๑ ล้านล้านบาทนั้นมันมีข้อน่าสงสัย ข้อที่เรามีความห่วงใยว่า ๑ ล้านล้านบาทนั้นท่านให้ ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของโรคโคโรนา (Corona) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) เพียงแต่ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นที่มอบให้กับกระทรวงสาธารณสุข แต่รายการอื่น ๆ อีก ๒๐๐ กว่าโครงการที่ท่านใช้เงินงบประมาณไปถึง ๗๔๘,๖๖๖ ล้านบาท นั้น เป็นโครงการที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ และขึ้นชื่อว่าวันนี้การบริหารงาน ๗ ปี ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นค่อนข้างจะชัดเจนแล้วว่าเป็นยุคที่มีการทุจริตมากที่สุด อันนี้ผมไม่ได้เป็นคนกล่าวหา แต่ว่ามันมีงานวิจัยมีงานสรุปออกมาแล้วว่ารัฐบาลนี้มีการทุจริต มากที่สุด และการกู้เงินผมก็ไม่เห็นด้วยอีกเช่นกันว่าวันนี้เราจะต้องให้รัฐบาลชุดนี้นำเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้กลับไป ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากเวลาอันจำกัดนั้น ผมในฐานะที่เป็นตัวแทนของพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชาติ ผมไม่อาจเห็นด้วยกับการรับ พระราชกำหนดเงินกู้เพิ่มเติม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ได้ เพราะข้อที่ ๑ ผมไม่มีความเชื่อมั่น ในตัวนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะล้มเหลวในการทำงานมา ๗ ปี ทำให้หนี้สาธารณะของเราเกินดุล เกินเพดานเงินกู้ของวินัยการเงินการคลังอย่างที่ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย และหากอนุมัติงบประมาณเงินกู้ฉบับนี้เพิ่มเติมอีก ค่อนข้างชัดเจนครับว่าปี ๒๕๖๔ หรือปี ๒๕๖๕ นี้ต้องเกินเพดานของวินัยการเงินการคลัง อย่างชัดเจน ท่านประธานครับ ข้อที่ ๒ ที่ผมไม่เห็นด้วยก็คือว่า วันนี้ผมไม่อยากสร้างให้เกิด ความเหิมเกริมให้กับรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอาศัยเสียงข้างมาก ในสภาแห่งนี้ ที่เรามักจะพูดกันบ่อย ๆ ว่าเผด็จการรัฐสภา เอาเสียงข้างมากลากไปทำให้ระบอบของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นครอบงำประเทศไทยมา ๗ ปีแล้วครับ สิ่งที่ไม่อยากให้อันนี้ผ่านไป ก็เพราะว่า ๗ ปีที่เราเห็นชอบกับการบริหารงานของรัฐบาลนี้ ล่าสุดร้านโชว์ห่วยต่าง ๆ ร้านค้าปลีกย่อยต่าง ๆ ๕๐,๐๐๐ กว่ารายปิดทำการ ไหนล่ะครับกู้เงินเพื่อไปแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ของประเทศ วันนี้ร้านค้าที่เป็นร้านค้าปลีกย่อยในสังคมต้องปิดไป ๕๐,๐๐๐ กว่าราย และที่สำคัญข้อที่ ๓ ที่ผมไม่เห็นด้วยก็คือว่าไม่อยากจะต่ออายุราชการการบริหารราชการ ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกต่อไปแล้ว เพราะเนื่องจากท่านบริหารประเทศมา ล้มเหลวที่สุด – โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเรื่องของการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) การจัดสรรวัคซีน วันนี้คนไทยต้องเป็นผู้ป่วยสะสมถึง ๑๕๖,๓๖๕ คน ตายเฉลี่ยถึง ๓๐ กว่าท่านต่อวัน เราจะยอมให้รัฐบาลบริหารล้มเหลวโดยเอาชีวิตของพี่น้องประชาชนมา เป็นหลักประกันได้หรือครับ🔗
สุดท้ายท่านประธานครับ สิ่งสุดท้ายที่ผมไม่เห็นด้วยก็คือว่าด้วยมาตรการ เรื่องของการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) และการกู้เงินในครั้งนี้ เมื่อวานวันที่ ๘ ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ออกกฎหมายบังคับ แทนที่จะซื้อ วัคซีน แต่เอาบังคับว่าใครที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า ครั้งแรกปรับ ๑,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๒ ปรับ ๑,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๓ ปรับ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท แล้วตรงไหน ล่ะครับที่ท่านบอกว่าจะเยียวยาดูแลพี่น้องประชาชน อันนี้หรือครับคือการแก้ปัญหา เศรษฐกิจของท่าน ผมจึงไม่อาจไว้วางใจได้ว่าให้งบประมาณเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ฉบับนี้ผ่านไปได้ ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ตามด้วยท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย เขต ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ในเรื่องของการอภิปราย พระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นขออนุญาตใช้ สิทธิในเรื่องของการอภิปรายในเรื่องของพระราชกำหนดกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เนื่องจากว่าเป็นก้อนเงินที่มากพอสมควร แล้วก็กระทบต่อพี่น้องทั้งประเทศ ในส่วนของผมนั้น เมื่อเช้าเพื่อนสมาชิก ท่านกรวีร์ได้นำเรียนแล้วว่าผมจะมาพูดในประเด็นส่วนที่ ๓ ในการกู้ เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำไปฟื้นฟูในเรื่องของภารกิจการท่องเที่ยว กราบเรียน ท่านประธานครับ ธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะฝั่งอันดามันจังหวัดกระบี่ เรามีรายได้จากการท่องเที่ยวถึงปีละ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดภูเก็ตมีรายได้ การท่องเที่ยว ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ถ้าจะจัดลำดับที่ ๑-๕ เริ่มตั้งแต่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรี จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัด สุราษฎร์ธานีนี่คือจังหวัดที่เป็นพื้นที่จะทำเงินให้ประเทศอย่างมหาศาล จะเห็นได้ว่าตัวเลข ในส่วนสถิติของนักท่องเที่ยวเข้ามาในปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ตอนนั้น ยังเข้ามาประมาณ ๓๙ ล้านคนต่อปี นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่จริงมีสไลด์ (Slide) อยู่ด้วย🔗
หลังจากมีโควิด (COVID) มาก็จะลด น้อยลง จากภาพรวมของการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๓ เราก็จะเห็นได้ว่า นักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยมาก แล้วก็ทำรายได้ให้ประเทศไทยสูง ต่อมานั้นเราจะมา ดูในเรื่องของรายได้ รายได้ตอนที่นักท่องเที่ยวเข้ามามีรายได้ตั้งแต่ ๑.๔ ล้านล้านบาท แล้วก็ เติบโตกันมาจนเป็น ๑.๙ ล้านล้านบาท แล้วก็ตกลงมาในปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ซึ่งตรงนี้มันก็ จะมีปัญหาว่าในขณะที่ตกมานั้นก็คือปัญหาไวรัสโคโรนา (Virus Corona) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) เข้ามา ผมขออนุญาตท่านประธานว่าผมขออนุญาตพูดออกเป็น ๒ ระยะ ระยะที่ ๑ ก่อนหน้านั้น ที่เรามีโควิด-๑๙ (COVID-19) เข้ามา แต่เราไม่มีวัคซีน ก็มืดมน ในส่วนของธุรกิจโรงแรม จะเห็นได้ว่าโรงแรมที่จังหวัดภูเก็ตน่าสงสารเขามาก ไม่ว่าจะเป็น ป่าตอง หรือหาดกะตะ หาดกะรน ที่จังหวัดกระบี่ ที่จังหวัดอื่น ๆ ที่เป็นการท่องเที่ยวเป็น เมืองร้างเลยท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเครื่องจักรของประเทศที่ผลิตเงินแบบง่ายที่สุด ก็คือเอาธรรมชาติไปขายแล้วให้เงินเข้าสู่ประเทศนั้นก็คือการท่องเที่ยว ถ้าเราจะเปรียบเทียบ ว่าเหตุการณ์ที่การท่องเที่ยววิกฤติจากสึนามิ (Tsunami) สึนามิ (Tsunami) มาครั้งเดียว ท่านประธานครับ ทั้งโรงแรม ทรัพย์สินทุกอย่างหายหมดเลยครับ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาล เอาเงินไปให้เจ้าของโรงแรมกู้ร้อยละ ๒ พักหนี้ด้วยอะไรด้วยใช้กระบวนการนะครับ ใช้เงินกู้ เพื่อที่จะไปพยุงในส่วนของผู้ประกอบการ ท่านประธาน เราเปรียบเทียบให้เห็นได้ว่าในส่วน ของสึนามิ (Tsunami) นั้น แก้ได้แปบเดียวฟื้นกลับมาเลยนะครับ ท่านประธานเราเปรียบเทียบเห็นได้ว่าในส่วนของสึนามินั้นแก้ได้แปบเดียวฟื้นกลับมาเลย แต่ในขณะนี้เป็นเรื่องของโควิด (COVID) ที่มารอบ ๓ ท่านประธานทราบไหมว่าเจ้าของ โรงแรมวันนี้ตอนสึนามิยังเหลือโรงแรม เปลือกมันกับที่ดิน วันนี้เจ้าของโรงแรมที่ใหญ่ ๆ ปิดหมดวันนี้ที่ดินก็ไม่เหลือเนื่องจากว่าต้องขาย แล้วก็มีหนี้อะไรต่าง ๆ ตามมาด้วย เพราะฉะนั้นวิธีการแก้ไขที่จริงแล้ว เป็นข้อมูลที่ผมสอบถามจากท่านเอกวิทย์ ภิญโญธรรมโนทัย ในฐานะเป็นตัวแทนของสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แล้วก็ คุณภูมิกิตติ์ รักแต่งาม นายกสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เราจะเห็นได้ว่าวิธีการ แก้ไขอย่างกรณีที่ว่ากู้เงินมา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ทำไมไม่เอาไปใส่ในเรื่องของซอฟต์โลน (Soft Loan) ให้กับโรงแรมเพื่อที่จะใช้จ่ายเพื่อที่จะรักษาเจ้าหน้าที่พนักงานในส่วนของ โรงแรม วันนี้พนักงานในส่วนของโรงแรมในภาคการท่องเที่ยวอยู่ทั่วประเทศ ตอนนี้กลับ ภาคเหนือกลับภาคอีสาน กลับภาคกลาง วันนี้ปล่อยแต่ให้เจ้าของโรงแรมอยู่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นในส่วนของวิธีการรักษาเพื่อที่จะให้เจ้าของธุรกิจโรงแรมอยู่ได้นี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่รัฐบาลจะต้องใช้เงินให้มีคุณภาพและมีคุณค่าอย่างเป็นระบบ ในส่วนของเงินที่เราหักสมทบ ตามมาตรา ๓๓ ก็เป็นปัญหาที่จะให้นายจ้าง ลูกจ้างจ่ายคนละครึ่งจาก ๕ เปอร์เซ็นต์ บวก ๕ เปอร์เซ็นต์ ลดลงมาเหลือ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วให้ลูกจ้าง ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้ พักไว้ก่อนได้ไหม หยุดก่อนได้ไหม และเงินในส่วนที่สมทบในส่วนของหักค่าลูกจ้างของ โรงแรมอะไรต่าง ๆ ที่จริงแล้วมันมีเงินที่จะมาช่วยพยุงในส่วนของผู้ประกอบการธุรกิจ โรงแรมได้หลายวิธีการด้วยกัน สิ่งเหล่านี้ผมฝากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตีความทางกฎหมายนะครับ เราจะเห็นได้ว่าประเทศไทยเรานั้น ๔ องค์กรหลักนี้เป็นตัวที่ชี้นำในส่วนของนโยบาย การขับเคลื่อนของรัฐบาล แล้วก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง แล้วก็มีความผิดพลาดกันมาตลอด ในขณะที่เงิน ๑ ล้านล้านบาทที่เรากู้มานั้นเรายังไม่มีคำตอบเลยว่าเราจะกู้อย่างไร แต่ในขณะนี้ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่ไปฟื้นฟูในหน่วยเครื่องยนต์ที่ดับไปนะครับ จนหมด สภาพแล้วนี้เพื่อที่จะให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวเพื่อที่จะมาเติมเต็ม ในเรื่องของการกู้หนี้ ใครก็กู้ได้ สภาผ่านเดี๋ยวก็ไปกู้ได้แล้วครับ แต่ในเรื่องของการใช้หนี้จากการกู้มานี้ สิ่งเหล่านี้ ต้องคิดไว้ล่วงหน้า เพราะฉะนั้นผมมองไม่เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นที่รัฐบาลจะต้องวางเป็นกรอบ ที่ชัดเจนจะต้องแก้ไขปัญหาอย่างไร ในขณะนี้ขอแวะไปที่กระทรวงมหาดไทยนิดหนึ่ง วันนี้ วัคซีนของท้องถิ่นก็ยังมีกระบวนการที่จะต้องผ่าน ศบค. จังหวัด และต้องผ่าน ศบค. ส่วนกลาง แล้วก็ต้องอนุมัติเสร็จเพื่อที่จะให้มาซื้อได้แห่งเดียวก็คือราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สิ่งเหล่านี้ขอฝากรัฐบาลไว้ด้วยว่าในเรื่องของการแก้ไขอะไรต่าง ๆ นั้นต้องมีระบบที่ชัดเจน แล้วก็ต้องตอบคำถามในส่วนของพี่น้องประชาชนได้ เพราะเงินกู้ไม่ว่าจะ ๑ ล้านล้านบาท แล้วก็ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเดี๋ยวในงบประมาณต่อไป ๓.๑ ล้านล้านบาทนั้นก็ยังต้องกู้ อีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วย ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่าน🔗
ท่านประธานครับ ผมขอ หารือสั้น ๆ ครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมได้หารือกับท่านประธานไว้ว่าการออก พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ประชาชนต้องแบกรับในระยะยาวในก้อนมหึมาขนาดนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารนี้ควรจะเข้ามารับฟังบรรดาสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรนี้ได้อภิปรายด้วยนะครับ ไม่ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีมาหรือยังครับ ถ้ามาแล้วผมอยากจะรบกวนท่านประธานช่วยเชิญท่านนายกรัฐมนตรีมารับฟังด้วยครับ🔗
ผมเองก็ไม่ได้ ประสานท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ เชิญท่านอรรถกรครับ🔗
กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่านครับ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขออนุญาตตอบคำถามท่าน ส.ส. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มาถึงที่สภาสักพักหนึ่งแล้วครับ ท่านก็กำลังติดตามการอภิปราย ของสมาชิกอยู่ห้องด้านหลังบัลลังก์ชั้น ๓ จึงขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานเพื่อแจ้งให้ ทุกท่านทราบครับ🔗
ก็ตามที่ ท่านอรรถกรได้ชี้แจงแจ้งให้ทราบนะครับท่านวิโรจน์ เรื่องสำคัญอย่างนี้ผมก็เชื่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเข้ามา เพราะว่าเรื่องสำคัญ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหน ท่านก็ติดตาม รับฟังการอภิปรายอยู่แล้ว สักพักเชื่อว่าท่านคงต้องเข้ามา ต่อไปเชิญ ท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา แล้วตามด้วย ท่านวีระกร คำประกอบ นะครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ผมเรียนท่านประธานแล้วก็ฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรีที่อยู่ห้องด้านหลังนะครับว่า ผมขอบคุณที่ท่านเสียสละเวลามา แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่การเสียสละนะครับ อันนี้เป็นหน้าที่ ของท่านนะครับ แล้วไหน ๆ ท่านมาแล้วก็ควรจะมานั่งอยู่ต่อหน้าพวกเราด้วย เพราะจริง ๆ เราอยากจะเห็นว่าความรับผิดชอบของท่าน วิสัยทัศน์ของท่าน และการตอบคำถามของ ท่านนั้น จะทำให้สภาแห่งนี้เชื่อใจท่านและยกมือให้ท่านได้หรือเปล่า แต่ถ้าท่านมาแล้วท่าน ไม่ปรากฏตัว ผมก็คิดว่าไม่มีประโยชน์อะไร กลับไปก็ได้ ท่านประธานครับ ผมเห็นภาพของ ประเทศไทยเป็นอย่างไรครับ พี่น้องประชากรชนเขารู้สึกอย่างไรเวลาที่เรามาพิจารณาเงินกู้ ก้อนนี้กัน พี่น้องประชาชนเขารู้สึกเป็นฝันร้ายนะครับ เขามีฝันร้ายถึงเศรษฐกิจของเขาไม่พอ เขามีฝันร้ายเกี่ยวกับการศึกษาลูกเขาไม่พอ ตอนนี้เขามีฝันร้ายว่าเขาตายไปแล้วลูกเขายัง ต้องมาตามใช้หนี้ที่รัฐบาลนี้ก่อไว้ด้วย ผมไม่มีปัญหาครับ บ้านผมก็ทำธุรกิจ เงินกู้ถ้ามันเป็น เงินกู้เพื่อแก้ไขวิกฤติเฉพาะหน้าเราเข้าใจ เงินกู้ถ้าเป็นเงินกู้เพื่อการลงทุนที่มันมีแผนชัดเจน มีผลตอบแทนที่ชัดเจน มีแผนธุรกิจที่ชัดเจน อันนี้เข้าใจแต่เงินกู้ที่ชัดเจนแล้วว่ารอบที่แล้วกู้ แบบนี้มันเจ๊ง ปีที่แล้วกู้ไป ๑ ล้านล้านบาท กระตุ้นอะไรไม่ได้เลย ไม่มีโครงการอะไรที่สำเร็จ เลย สาธารณสุขแบกรับภาระหนักหนาสาหัสเหมือนเดิมแต่ท่านยังกล้าเอาแผนเงินกู้แบบนี้ มาเสนอสภาอีกครั้งหนึ่ง รอบที่แล้วปล่อยได้บ้าง มั่ว ๆ ได้บ้าง เพราะไม่มีใครรู้จัก สถานการณ์โควิด (COVID) ดี แต่วันนี้เราทำเหมือนกับว่าเราไม่มีบทเรียนอะไรเลยในปีที่ผ่าน มาว่าแผนเงินกู้แบบที่ปีที่แล้วทำ ทำได้แต่หนี้เท่านั้นเองไม่สามารถช่วยเหลือประเทศที่เป็น คนป่วยแบบนี้ให้พลิกฟื้นมาได้ แล้วตอนนี้ผมจะบอกว่าถ้าเราไม่ฟื้นปีนี้เราเตรียมตัวตายปี หน้าได้เลยนะครับ ประเทศอื่นเขาฟื้นกันหมดแล้ว วางแผนมาแบบนี้ก็ต้องถามว่าแล้วรู้หรือ เปล่าว่าสถานการณ์ของการฉีดวัคซีนมันวุ่นวายขนาดไหน ที่ท้องถิ่นเขาต้องออกมาเอาเงิน ของตัวเองที่ไม่ค่อยจะมี ปีนี้ก็โดนตัดไปอีกตั้งหลายเปอร์เซ็นต์ ควักกันออกมาช่วยประชาชน ท่านรู้หรือเปล่า แล้วท่านจะผ่านงบวัคซีนหรือสาธารณสุขแค่นี้ได้อย่างไร ท่านรู้หรือเปล่า สภาพัฒน์ทราบหรือเปล่าว่าโครงการแบบรอบที่แล้วมันฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ได้ มีแต่โครงการ ที่เป็นเบี้ยหัวแตกเต็มไปหมดเลย จะฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร ไปขุดลอกคูคลองกัน ไปสร้างโอทอป (OTOP) กัน และจริง ๆ ท่านก็รู้ว่ามันไม่เวิร์ก (Work) เพราะอะไรครับ มันเบิกจ่ายได้จริงน้อยเหลือเกิน แผนที่มาจากทั่วประเทศ มาให้กรรมการได้กลั่นกรองนี้มัน เบิกออกไปใช้ไม่ได้ ท่านก็รู้ แล้วปีนี้จะใช้วิธีแบบนั้น ท่านคิดอย่างไรกันแน่ แล้วจริง ๆ ที่สภา แห่งนี้ต้องการคำตอบก่อนที่เราจะยกมือกันได้ท่านเอาแผนการใช้หนี้มาคุยกันหรือยัง ท่านประธานครับ ผมเป็น ส.ส. เขตนะครับ มีคนมาขอยืมเงินเยอะแยะไปหมด มีคนมาขอกู้ เงินเยอะแยะไปหมด เวลามาขอกู้เงินก็พูดอย่างนี้ทุกคนล่ะครับ เดือดร้อน จำเป็น ไม่อย่างนั้นครอบครัวจะตาย ไม่อย่างนั้นจะตกงาน แต่พอถามว่ากู้ไปทำอะไร ตอบไม่ได้ แบบนี้มันต้มตุ๋นนะครับท่าน เอาล่ะครับ ในส่วนต่าง ๆ ที่พวกเราได้อภิปรายกันตลอดทั้งวัน ผมคิดว่าเราชัดเจนแล้วว่าเราไม่มีปัญหาถ้ากู้ไปซื้อวัคซีน กู้ไปโปะให้กับสาธารณสุขที่โดน ตัดไป เราไม่มีปัญหาครับ ถ้าจะกู้แล้วทำได้ดีกว่าใส่กระเป๋าตังค์พี่น้องไปเดือนละ ๒๐๐ บาท เราเข้าใจว่าต้องกู้ไปได้ แต่ในส่วนที่ ๓ นี่ล่ะครับที่มีปัญหา คือแผนการเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ปีที่แล้วตั้งไว้ ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท อนุมัติ ใช้จริงไปได้เพียงแค่ ๕๖.๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ที่บอกว่าเข้าเป้า ๆ คือโครงการที่แจกเงิน ใส่เข้าไปที่กระเป๋าของพี่น้องประชาชน หรือใส่เข้าไปที่ผู้ประกอบการ แต่ที่ไม่สามารถ ยอมรับได้เลยคือแผนที่ ๓ ในหมวด ๓ คือแผนฟื้นฟูประเทศ และถ้าใช้วิธีแบบเดิมนะครับ ผมตั้งข้อสงสัยเลยว่าเจตนาอะไรกันแน่ และงบก้อนนี้ถูกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และอื้อฉาว มากว่านี่คืองบหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าของรัฐบาล หว่านลงไปในจังหวัดต่าง ๆ หว่านลงไป ในหัวคะแนน ติดต่อวิ่งเส้นวิ่งสายเสนอโครงการกัน จะเอาอย่างนี้หรือครับท่าน สภาเรา จะยอมให้เงินแบบนี้เอาไปใช้แบบนี้หรือครับท่าน ไม่ได้กลัวยุบสภาเลยครับ เมื่อไรก็ได้ บอกมาเลย แต่ว่าถ้าทำแบบนี้ แล้วสร้างความได้เปรียบทางการเมือง ผมคิดว่าท่านใจดำ เกินไป ท่านประธานครับ พอเราไล่เลียงดูในหมวดที่ ๓ มันจะแบ่งเป็น ๔ หมวดย่อย ๆ ด้วยกัน หมวด ๑ ที่พูดถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจนี่นะครับเบิกไปได้นิดเดียว ดูภาพรวมก็ได้ ๕๖.๔๐ เปอร์เซ็นต์ รอบที่แล้วที่เบิกไปได้ พอไปดูหมวดที่เบิกได้เยอะมีแค่โครงการ เที่ยวด้วยกัน แล้วก็คนละครึ่งเท่านั้นเอง แต่ส่วนหลักที่ควรจะเป็นการรักษาการจ้างงาน การทำให้เกิดงานใหม่ การฟื้นฟูประเทศให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจในการเปิดประเทศนั้น ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ผลการใส่เงินกู้เพื่อการลงทุน เพื่อฟื้นประเทศด้วยมันสมอง และการบริหารของรัฐบาล ผลออกมาแล้วครับ ธนาคารเอกชนรายหนึ่งศึกษาแล้วนะครับว่า งบการเงินของสถานประกอบการจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ แห่ง ๓๘ เปอร์เซ็นต์จะมีปัญหา สภาพคล่องภายในปี ๒๕๖๔ และ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ มีความเสี่ยงเปราะบางที่จะเลิกกิจการ กิจการโรงแรม ร้านอาหาร ประมง สวนสนุก สถานบันเทิง สถานท่องเที่ยว ลูกจ้างจำนวน ๑๑.๘ ล้านคนมีความเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบ ลดเงินเดือน ตกงาน นี่คือผลงานของการใช้ เงินกู้รอบที่แล้วนะครับ ไม่สามารถฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาของประเทศได้เลย เมื่อวาน ครม. อนุมัติจ้างงานเป็นพนักงานราชการเฉพาะกิจ ๑๐,๐๐๐ อัตรา ได้เดือนละ ๑๘,๐๐๐ บาท ท่านจ้างได้ ๑๐,๐๐๐ อัตราถือว่าเป็นผลงานหรือครับ คนเสี่ยงตกงาน คนเสี่ยงลดรายได้ ๑๑.๘ ล้านคน ท่านเอาภาครัฐอุ้มในการจ้างงานเขาเฉพาะกิจ ๑๐,๐๐๐ คน ผมว่าตอนนี้ รัฐบาลสำนึกได้แล้วครับว่าการรักษาการจ้างงานนั้นมีแค่เรื่องเดียวเท่านั้นคือการฉีดวัคซีน ให้เร็วที่สุด และอีกเรื่องหนึ่งต้องทำคือช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ ที่จ้างงานตัวจริง ไม่ใช่ไปหวังให้ประชาชนคิดว่าจะสอบเข้าภาครัฐให้ได้และรัฐบาลจะมี การจ้างงาน ท่านจะให้ทั้งประเทศนี้ไปเป็นข้าราชการหรือครับ หวังจะอยู่กันสบาย ๆ ได้เงินเดือน มีบำนาญ ท่านจะเอาประเทศแบบนี้หรือ อันนั้นมันเกาหลีเหนือนะครับ ท่านประธานครับ แต่ละหมวดเบิกจ่ายไม่ได้เลย ๓.๑ พลิกฟื้นกิจกรรมเศรษฐกิจ เราได้แต่ โครงการอะไรครับ พัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวด้านสัตว์ป่า ยกระดับแปลงใหญ่ ด้วยเกษตรสมัยใหม่ ยกระดับเกษตรเบิกไป ๖.๒๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นแค่งบเปิดงานเท่านั้นเอง หมวด ๓.๒ พลิกฟื้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน โครงการต่าง ๆ จังหวัดต่าง ๆ ๒๒๐ โครงการ ทำได้จริงแค่ ๑๓๐ โครงการเท่านั้น และหลายโครงการไม่มีการเบิกจ่ายไป แม้แต่บาทเดียว ผมจะเล่าให้สภาแห่งนี้ฟังนะครับว่าในเดือนที่แล้ว ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่กระจายไป แล้วเอารัฐมนตรีไปคุมแต่ละจังหวัด ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่รัฐมนตรีเลยนะครับ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท กระจายลงไป แต่ละจังหวัดวิ่งเต้นกันใหญ่เลย หาโครงการมาอุดมาหนุน เพื่อจะได้ไม่ผ่านงบก้อนนี้ไป แล้วเราได้โครงการแบบไหนมาครับ โครงการก็รอบคอบนะครับ ให้มีตัวชี้วัดชัดเจน ให้ไปฟังความเห็นของประชาชนมาก่อน ถ้าเป็นการก่อสร้างให้มี ใบ ปร. ๔ ปร. ๕ ให้เวลาทำ ๒ อาทิตย์ครับ ใครจะไปทำทัน สุดท้ายก็ได้แต่โครงการ ที่มีคุณภาพน้อย โอเค (OK) ล่ะครับ มันเป็นความต้องการของประชาชน แต่มันทำไม่ทัน แล้วมันไม่รอบคอบ งบแบบไฟไหม้ฟางแบบนี้ท่านคิดว่าจะพลิกฟื้นประเทศได้จริง ๆ หรือครับ มันไม่มีทางครับท่าน สุดท้ายก็ต้องไปเอาโครงการเก่า ๆ มาปัดฝุ่นแล้วก็แนบมา ไม่อย่างนั้นงบก้อนนี้ก็จะผ่านไป นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในการเสนอโครงการ ถ้าปีนี้ ท่านบอกผมให้มันชื่นใจหน่อยได้ไหมว่ามันจะไม่เหมือนเดิม อันนี้จะได้เข้าใจ แต่ถ้า เหมือนเดิมนะครับ ผมเสนอว่าตัดงบก้อนนี้ทิ้งไปเลย หมวดที่ ๓ ไม่ต้องมีแล้วแล้วครับ แล้วเอาไปใส่เรื่องวัคซีนให้หมด เอาไปใส่เรื่องของ การเยียวยาประชาชนให้มากกว่านี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เราตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไม่ได้แล้ว ไม่เหลือน้ำพริกแล้วครับท่าน ผมได้คุยกับผู้ประกอบการเอกชนหลายท่านนะครับ ตอนนี้ถ้ารัฐบาลทำเรื่องอื่นนะครับ จะไปตัดถนนอีกผมว่าประชาชนรับไม่ได้แล้ว รัฐบาล จะไปทำโคก หนอง นา อีกประชาชนรับไม่ได้แล้ว ตอนนี้เขาต้องการวัคซีนฟรีและ มีประสิทธิภาพ ตอนนี้ความเหลื่อมล้ำด้านวัคซีนนั้นเกิดขึ้นทั่วประเทศไทย แย่งชิงกัน วันนี้ ก็มีข่าวคนที่เป็นวีไอพี (VIP) นั้นแซงคิวขึ้นไป ประชาชนอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้นะครับ และ ทุกท่านก็รู้ว่าวัคซีนเราสามารถจัดซื้อได้ ถ้าเราทุ่มเทโฟกัส (Focus) ลงไปและกระจายให้เร็ว ที่สุด เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ชาวพิษณุโลก แล้วก็พี่น้องประชาชนคนไทยต้องการ แผนฟื้นฟูประเทศที่ดีกว่านี้ ฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน และ เตรียมสำหรับระลอกที่ ๔ ด้วย และรอเข็มที่ ๓ เข็มที่ ๔ เอาเงินนี้ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ให้ดีที่สุด เรื่องแบบนี้ หลักการแบบนี้เราถึงจะพอรับได้ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ ผมและ พรรคก้าวไกลขอประกาศว่าเราไม่ร่วมทำให้ประชาชนเป็นหนี้ด้วย พ.ร.ก. ฉบับนี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวีระกร คำประกอบ ตามด้วยท่านมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ พลังประชารัฐ นครสวรรค์ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้อง เห็นใจรัฐบาลพอสมควรทีเดียวล่ะ เพราะเหตุการณ์หรือวิกฤติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มันไม่เคยมี มาก่อน แล้วเมื่อการที่ขออนุมัติงบเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลหรือว่าใครก็ตาม คงจะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่ามันจะเกิดระลอก ๒ ระลอก ๓ เพราะฉะนั้นการที่ขอเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว จึงทำตามความจำเป็นในวิกฤติที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ผมเองก็คง ไม่ยอมถ้าหากว่าการทำงบประมาณในสถานการณ์ที่มันไม่วิกฤติแล้วมาของบเงินกู้ อันนี้ก็คง จะไม่ถูกต้อง แต่ก็อย่างที่เรียนแล้วว่าเป็นสิ่งที่ต้องเห็นใจรัฐบาล เนื่องจากว่ามันเป็นวิกฤติที่เรา ไม่เคยคิดมาก่อน และไม่เคยคิดว่ามันจะยาวขนาดนี้ เมื่อคราวที่แล้วที่มาของบเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ทุกคนก็มองว่าภายในสิ้นปี ๒๕๖๓ เราน่าจะฟื้นได้ เราน่าจะเบาแล้ววิกฤติโควิด (COVID) ดังนั้นก็จึงใช้ในสภาวะที่มันมีความจำเป็นในช่วงนั้น การจัดซื้อวัคซีนก็เช่นเดียวกัน ก็ให้ เห็นใจเหมือนกันนะครับ เพราะว่าระบบการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติของการจัดซื้อ จัดจ้างของไทยเรานี้มันมีขั้นตอน มันมีอะไรที่มันอนุมัติกันยากครับ มันต้องเอาเงินไปมัดจำ ก่อนโดยที่ยังไม่เห็นของก็ไม่ได้ เพราะผมเองก็ยังไม่เคยได้ยินว่าของบประมาณไปเพื่อเอาไป มัดจำวัคซีนได้ มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นในลักษณะต่าง ๆ ที่ผมกราบเรียนแล้วจึง อยากจะเรียนว่าเห็นใจรัฐบาล แม้กระทั่งรัฐบาลที่โดนต่อว่าในขณะนี้ว่าทำไมกระจายวัคซีน ไม่ทั่วถึง ทีแรกก็บอกว่าจะให้วอร์กอิน (Walk-in) แล้วอยู่ ๆ ก็ไม่ให้วอร์กอิน (Walk-in) ท่านประธานที่เคารพครับ เห็นใจท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะเหตุว่า ณ วันนั้น ที่ท่าน นายกรัฐมนตรีพูดถึงเรื่องระบบการวอร์กอิน (Walk-in) เข้าไปฉีดได้เลย มันเป็นช่วงเวลาที่ มันมีเสียงพูดกันว่าวัคซีนไม่ดีอย่างนั้น วัคซีนจะทำให้เกิดอันตราย ทำให้คนไม่กล้าไปฉีดครับ แม้กระทั่งจังหวัดนครสวรรค์คนที่จองวัคซีนในช่วงนั้นน้อยมาก จนกระทั่งผมเองก็ได้คุยกับ ท่านสาธารณสุขจังหวัดถึงการจะต้องไปชักจูงให้ประชาชนออกมาฉีดวัคซีนกันให้เยอะ ๆ ถึง ขนาดผมจะต้องออกไปรณรงค์ให้ประชาชนมาลงทะเบียนในการฉีดวัคซีน แต่ต่อมาอีก ๒ อาทิตย์มันเปลี่ยนไปอีกแล้วครับ คนแย่งกัน อยากจะขอฉีดวัคซีน กลายเป็นใครไม่ฉีด วัคซีนมันอันตรายถึงชีวิตอะไรต่าง ๆ กลัวกันไปหมด ก็แห่กันมาขอฉีดวัคซีนกัน จนกระทั่งทำ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะต้องยกเลิกในเรื่องของการวอร์กอิน (Walk-in) เพราะถ้าหากให้ เกิดการวอร์กอิน (Walk-in) อย่างไรวัคซีนไม่พอหรอกครับ แล้วคนก็จะไปแออัด แล้วก็จะทำ ให้เกิดการติดโรคระบาดกันขึ้นมาได้ อันนี้ก็ต้องเห็นใจรัฐบาลว่าบางครั้งก็ต้องทำไปตาม สถานการณ์เฉพาะหน้า เพราะเนื่องจากว่าไม่สามารถที่จะคาดการณ์วิกฤติในครั้งนี้ได้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แม้กระทั่ง วันนี้ครับ ของบเงินกู้มาอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามองดูเผิน ๆ หรือฟังดูเผิน ๆ ถ้ามันเป็น ช่วงที่มันไม่มีวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ผมเชื่อว่าสภานี้ก็คงไม่สามารถที่จะรับได้ แต่เนื่องจากมันเกิดวิกฤติ แล้วยังไม่รู้ว่าเวฟ ๓ (Wave 3) หรือระลอก ๓ นี่มันจะไปจนถึง เมื่อไรจะจบ สิ้นปีนี้จะจบหรือไม่ แม้กระทั่งการฉีดวัคซีนให้ครบ ๒ เข็ม ตามที่ ศบค. ได้มีประกาศว่าเราจะสามารถฉีดวัคซีนนี้ได้ ๒ เข็มภายในสิ้นปีนี้ โดยท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ลงนามในการจัดซื้อวัคซีนเพิ่มเติมมาจนครบ ๑๐๐ ล้านโดส (Dose) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เราก็ไม่แน่ใจหรอกครับว่าวัคซีนที่ฉีด ๒ เข็มนี่มันจะใช้ได้กับสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ เปลี่ยนแปลงไปอยู่เรื่อย ๆ จะเป็นอินเดีย อัฟริกา หรือในอนาคตไม่รู้มาจากสายพันธุ์ไหน ก็ไม่ทราบ ใครจะตอบได้บ้างครับว่าในอนาคตวัคซีนที่เราฉีดใช้ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ วันนี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลที่ต้องน่าเห็นใจมาก ท่านลองนึกดูว่าถ้าท่านเกิด วิกฤติแล้วไม่มีสตางค์ในกระเป๋าเลยท่านจะทำอย่างไรครับ รัฐบาลก็คงเช่นเดียวกัน วันนี้ก็คง ต้องมองว่าสถานการณ์ในอนาคตมันยังไม่มีความแน่นอน วิกฤติโควิด (COVID) จะหยุด เมื่อไรก็ไม่รู้ มันจะมีระลอก ๔ ระลอก ๕ มาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ วันนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าผม เป็นท่านนายกรัฐมนตรีก็คงจะต้องเตรียมเงินไว้ในกระเป๋าให้มันเพียงพอ มีเงินในคลังให้เพียง พอที่จะต้องใช้ในยามวิกฤติ วันนี้จึงต้องกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่รัฐบาลขอ พระราชบัญญัติเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลจะต้องรีบใช้ให้มันหมด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหมือนกันครับ เงิน ๑ ล้านล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว ก็ไม่จำเป็นหรอกครับ ว่าจะต้องใช้ให้มันหมดภายในเมื่อนั่นเมื่อนี่ มันเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น ยามฉุกเฉิน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ถ้ามองกันไปด้วยความเป็นธรรมนี่ ในงบเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทคราวที่แล้วนี้ ในแผนงานที่ ๑ คือแผนงานทางด้านสาธารณสุขและการแพทย์ แม้ว่าจะใช้ไปในตัวเลข ๒๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในการเบิกจ่าย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้เริ่มโครงการใด ๆ นะครับ ความจริงแล้วการอนุมัติโครงการในช่วงเดือนมีนาคม เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมานี้ก็ได้อนุมัติโครงการไปอีกเยอะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนว่าเราก็เข้าใจดีว่า รัฐบาลเองก็จะต้องคิดโครงการเฉพาะหน้าที่จะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การที่จะไปทำ มีบางท่านก็เสนอว่าทำไมไม่มาทำเป็นพระราชบัญญัติเงินกู้ ทำไมมาทำเป็นพระราชกำหนดเงินกู้ ก็อย่างที่เรียนล่ะครับว่าการทำเป็นพระราชบัญญัติขั้นตอนเยอะ มันเหมาะกับวิกฤติในช่วง อย่างนี้หรือไม่ พวกเราก็คงจะต้องช่วยกันคิดนะครับ ถ้าเราเป็นรัฐบาล ถ้าท่านเป็นรัฐบาล ท่านคิดว่าเราจะสามารถคาดการณ์ได้จริง ๆ หรือครับว่าเดือนหน้ามันจะเกิดอะไรขึ้น อีก ๒ เดือน จะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นก็เห็นใจรัฐบาล แล้วก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า มีความจำเป็นนะครับที่รัฐบาลก็จะต้องออกพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี้ขึ้นมา โดยการใช้เพื่อการสาธารณสุขและเรื่องของการแพทย์ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท การเยียวยาพี่น้องประชาชน ซึ่งก็แน่นอนครับ หลายท่านบอกว่าไม่เห็นเศรษฐกิจฟื้นเลย ผมอยากจะเรียนกับท่านว่าถ้ารัฐบาลไม่ปล่อยเงินในส่วนที่ ๒ นี้ ในงบประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในงบประมาณเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทคราวที่แล้ว เพื่อเอาไปใช้ในโครงการไทยชนะก็ดี ในการ เยียวยาพี่น้องประชาชนก็ดี ในโครงการคนละครึ่งก็ดี โครงการเที่ยวด้วยกันก็ดี ผมว่าวันนี้ ประเทศไทยน่าจะแย่กว่านี้เยอะนะครับ ถ้าไม่มีเงินตัวนี้ออกไปอัดฉีดในสังคม ผมได้ยินแม่ค้า ลูกชิ้นบอกว่า ถ้าไม่มีคนละครึ่งฉันปิดร้านไปแล้ว ขายไม่ได้เลย พอมีคนละครึ่งเขาดีใจรัฐบาล ช่วย อย่างนี้เป็นต้น แม้กระทั่งแม่ค้าลูกชิ้นยังมีความรู้สึกว่าเขารอดชีวิตมาได้ก็เพราะว่า โครงการคนละครึ่งนี่ละ เพียงแต่อยากจะเรียนไปถึงสภาพัฒน์สักนิดครับ และท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสักนิดว่าจริง ๆ แล้วถ้าเราพูดถึงว่าถ้าเงินตัวนี้มันลงไปถึง รากหญ้าจริง ๆ อย่างแม่ค้าลูกชิ้นปิ้งบ้าง อะไรบ้างอย่างนี้นะครับ มันก็จะไม่มีใครข้องใจหรอกครับ แต่ว่าอยากให้ท่านดูว่าเงินตัวนี้ เช่นคนละครึ่งอย่างนี้ ไปเดินตามห้างก็คนละครึ่งนะครับ ไปซื้อของแพง ๆ ในห้างก็คนละครึ่งนะครับ มันเหมาะ หรือเปล่านะครับ ก็คงจะต้องปรับให้มันถูกต้องตามสภาพเศรษฐกิจ แล้วก็ในเรื่องของวิกฤติด้วย เงินคนละครึ่งที่จะออกใหม่นี้เห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่อยากให้ไปถึงรากหญ้าครับ ไม่อยากให้ไปสู่ชนชั้นกลาง ซึ่งเขาพอจะช่วยเหลือตัวเองได้ อยากให้ไปถึงพี่น้องที่กำลัง จะอดตาย ไปต่อลมหายใจให้เขาครับ อย่างนั้นทุกคนชื่นชมรัฐบาลนะครับ อยากให้ท่าน ไปถึงจุดนั้นให้ได้นะครับ ไม่อยากที่จะไปสู่คนชั้นกลาง🔗
ในส่วนของแผนงานที่ ๓ คือแผนงานในส่วนที่เราจะไปช่วยฟื้นฟู ทางเศรษฐกิจ อันนี้ก็คงจะเห็นด้วยกับเพื่อน ๆ ที่อภิปรายว่ามันไม่ค่อยจะตรงจุดเท่าไร นะครับ เอาไปทำถนน เอาไปทำนาแปลงใหญ่ เอาไปทำโคกหนองนาอะไรก็ไม่รู้นะครับ มันไม่ค่อยจะเข้ากับบรรยากาศของวิกฤติเศรษฐกิจ ท่านครับ สู้เอาไปช่วยในกลุ่มที่ ๒ ผมยังเห็นด้วยนะครับกับเพื่อนที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ถ้าเอาไปช่วยเยียวยาในกลุ่มที่ ๒ แทนที่จะเป็น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ใส่ไปเลยครับ ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปช่วยเลยครับ อัดฉีดไป แต่อย่างที่เรียนแล้วนะครับอย่าไปช่วยคนชั้นกลางมากนักนะครับ ให้ลงไปถึง รากหญ้า ท่านจะทำอย่างไรไม่รู้ การออกแบบวิธีการที่จะลงไปช่วยนะครับ อยากให้ท่าน ได้กรุณาไปถึงชนชั้นล่างให้ได้ อย่าไปที่ชนชั้นกลางนะครับ เขาพอช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องปล่อยเขาไปก่อนนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับในงบฟื้นฟู ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อปีที่แล้ว คราวที่แล้วก็ใช้ไปแค่ ๒๘.๙ ล้านบาท อย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่ามันเป็นการไม่ค่อยจะ ตรงจุดเท่าไรนะครับ เอาไปทำโครงการต่าง ๆ นะครับ แล้วก็ที่ส่งมา จังหวัดนครสวรรค์ ยังไม่ได้กลับคืนไปเลยท่านครับ ที่ว่าจะส่งไปงบฟื้นฟู ที่ส่งมาจากจังหวัดนครสวรรค์ก็ไม่ได้ นะครับ แล้วผมก็เชื่อว่าหลาย ๆ จังหวัดก็คงยังไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าพิธีการของ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในการพิจารณาเงินส่วนนี้พิจารณาได้ยากมาก จึงอยากจะเรียนว่าด้วยข้อเท็จจริงแล้วเห็นด้วยกับหลาย ๆ ฝ่าย หลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปราย แล้วว่างบฟื้นฟู ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเอามาใส่เยียวยาเลยดีกว่าครับ อย่าไปใส่เลยครับฟื้นฟู เพราะดูแล้วสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเองก็ไม่ถนัดในเรื่องของการที่จะมา จัดโครงการลงต่าง ๆ เวลาเขาเสนอโครงการขึ้นมาท่านก็พิจารณาอย่างละเอียด ต้องดูเคพีไอ (KPI) ตัวชี้วัดอะไรเยอะไปหมดเลยนะครับ ซึ่งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขาก็มองเขาอย่างนั้นนะครับเพราะความเชี่ยวชาญเขาก็เป็นในแนวนั้น การจัดงบประมาณ จึงลงไปไม่ค่อยได้ประสิทธิภาพ ก็เห็นว่าในส่วนของงบฟื้นฟู ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเอามาใส่ เป็นเยียวยาเถอะครับจะตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนได้มากกว่า ท่านประธาน ที่เคารพครับก็คงจะเพียงแต่กราบเรียนว่าคงเห็นใจรัฐบาล แล้วก็ในส่วนของผมผมก็คงจะ ยกมือสนับสนุนให้โครงการกู้เงิน พระราชกำหนดการกู้เงินเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคมประจำปี ๒๐๒๑ นี้ให้ผ่านไปได้ด้วยดี ก็คงจะต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่า ผมสนับสนุนพระราชกำหนดฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป🔗
ท่านประธานครับ ผมขอ เวลาหารืออีกสักนิดหนึ่งครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ครับ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมว่ามาเกินกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วครับ การที่ท่านนายกรัฐมนตรีฟังอยู่ข้างหลัง ไม่ว่าจะอยู่ ห้องใด ประโยชน์ ผลโทษไม่ได้เกิดกับประชาชนครับ ประชาชนทางบ้านต้องการฟังคำชี้แจง จากท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร เพราะเงิน ๑ ล้านล้านบาทที่กู้ไป ประชาชนเขาตกใจนะครับว่ามันหมดแล้วหรือ แล้วนี่จะมากู้เพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีไม่คิดจะมาชี้แจงหน่อยหรือครับว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร และจะมี แผนการใช้หนี้คืนอย่างไร และจะมีการเปลี่ยนวิธีคิดหรือไม่ ๑ ล้านล้านบาทที่ผ่านมา มันหมดไปเพราะอะไรที่พรรคก้าวไกล เคยเสนอว่าให้เร่งรัดเอาเงินกู้มาเร่งแก้ไข มาวางระบบสาธารณสุขเร่งจัดหาวัคซีน จัดระบบ การฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ก็ไม่ทำ วันนี้เงินกู้หมดไปแล้ว ๑ ล้านล้านบาทจะขอกู้เพิ่ม จะแอบฟังอยู่ข้างหลังอย่างนี้หรือครับ ไม่คิดจะออกมาพูดให้ประชาชนได้เข้าใจหน่อย หรือครับว่า ๑ ล้านล้านบาทมันหายวับไปกับตา แล้วจะกู้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะหลบ อยู่ข้างหลังอีกนานเท่าไรครับท่านประธาน ถ้าอย่างนี้ผมขอนับองค์ประชุมดีกว่าครับ ขอผู้รับรองครับ🔗
ท่านวิโรจน์ครับ ผมเชื่อว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านนายกรัฐมนตรีต้องมาชี้แจงแน่ ๆ ฉะนั้นท่านจะฟังอยู่บนบัลลังก์หรือหลังบัลลังก์ท่านก็ฟังอยู่เหมือนกัน ผมเข้าใจอย่างนั้น🔗
ท่านประธานครับ ประเด็น สำคัญอยู่ที่การชี้แจงของหัวหน้าฝ่ายบริหาร🔗
ถูกต้องครับ ท่านต้องมาชี้แจงอยู่แล้ว ฉะนั้นท่านใจเย็น ๆ นิดหนึ่งได้ไหมครับ🔗
ผมยังขอยืนยันครับ เป็นการ ใช้เอกสิทธิของ ส.ส. ครับ🔗
รอฟัง ท่านมิ่งขวัญอภิปรายเสียหน่อยดีไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้เราได้ มีการยกมือกันแล้วนะครับ ครบ ๒๐ คนนะครับ🔗
ผมเข้าใจ นะครับ คือนับองค์มันก็ได้ครับ แต่ว่ามันก็เพียงแต่ทำให้เสียเวลาเฉย ๆ ท่านวิโรจน์ใจเย็น นิดหนึ่งนะครับ ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีต้องมาชี้แจงแน่นอนครับ ฉะนั้นก็ขอ ความกรุณาพวกเราก็อยู่กัน เราทำหน้าที่ของเราวันนี้ดีที่สุดแล้ว ลองฟังท่านมิ่งขวัญอภิปราย อีกสักระยะนะครับ ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีต้องได้เวลาอันเหมาะสมท่านก็คงต้องมาชี้แจง ท่านไม่มาคงไม่ได้อยู่แล้วล่ะครับ🔗
คืออย่างนี้นะครับว่า ไม่ใช่ผมจะดึงดันให้ได้ครับ แต่นี่เรารอมาสภาแห่งนี้รอท่านนายกรัฐมนตรีมากว่า ครึ่งชั่วโมงแล้ว🔗
ท่านประธานครับ ขณะที่จะรอผมขอ ปรึกษาหารือท่านนิดหนึ่งครับในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ🔗
ท่านนิโรธครับ ผมกำลังหารือกับท่านวิโรจน์อยู่นะครับ เดี๋ยวให้ท่านได้หารือนะครับ ท่านวิโรจน์ขอเถอะครับ เพราะเมื่อก่อนเราก็เจรจากันก็คุยกันรู้เรื่อง แต่ถ้าอีกสักระยะหรือถึงเวลาอันเหมาะสมท่านก็ ยังไม่มา ท่านจะเสนออย่างไร ได้ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีกำลังจะเดินขึ้นบัลลังก์แล้ว นะครับ ลองฟังท่านมิ่งขวัญอภิปรายอีกสักท่านหนึ่งนะครับ ใจเย็น ๆ นิดหนึ่งนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมคิดว่า ผมรออยู่ครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีขึ้นมานั่งแล้วผมถอนครับ🔗
ท่านประธานจะกดดันอย่างนี้ไม่ได้🔗
คือเรื่อง อย่างนี้ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ต้องกดดันกันนะครับ ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็เป็นผู้หลัก ผู้ใหญ่แล้ว อย่างไรท่านก็มีความรับผิดชอบอยู่แล้วนะครับท่านวิโรจน์ครับ🔗
ท่านประธานครับ เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ🔗
เข้าใจครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ท่านวิโรจน์นั่งได้แล้วครับ เรียนท่านนายกรัฐมนตรีได้ทราบว่า ท่านสมาชิกคิดถึงท่านนายกรัฐมนตรีมากเหลือเกินนะครับ ตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรี มาถึงแล้วก็คงจะคลายความคิดถึง เชิญท่านนั่งเถอะนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอสั้น ๆ ครับ🔗
ไม่เอาแล้วครับ ถึงคิวอภิปรายท่านค่อยพูดแล้วกัน ท่านนั่งครับ ท่านนั่งเถอะครับ เราเสียเวลามากแล้ว เชิญท่านนั่งเถอะครับ เชิญท่านมิ่งขวัญได้อภิปรายครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ วันนี้ผมจะขออนุญาตอภิปรายในหัวข้อเรื่อง เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็พยายามคิดว่า หัวข้อมันก็เหมือนชื่อหนังนะครับ จะเริ่มต้นอย่างไรดี ขอสไลด์ (Slide) แผ่นแรกขึ้นมาเลย ครับ🔗
โควิด (COVID) เศรษฐกิจ ปากท้องและความตาย ผมยืนยันนะครับ นี่ไม่ใช่ชื่อหนังธรรมดา แต่เป็นชีวิตของคนไทย ในปี นี้ครับ โควิด (COVID) มาเกี่ยวกับเศรษฐกิจทั้งมหภาค จุลภาค มาเกี่ยวกับปากท้อง และที่สำคัญกำลังเชื่อมโยงไปถึงความตายนะครับ หลายท่านคงจำได้ดีเรามีปัญหา เรื่องเศรษฐกิจเพราะเชื่อมโยงไปโควิด (COVID) แต่ปัญหาโควิด (COVID) มาเริ่มต้นเมื่อต้น ปี ๒๕๖๓ ตรงนี้อาจจะตัวเลขเล็กไปนิดหนึ่งนะครับแต่ผมขออนุญาตอธิบายว่าหลังจากที่โควิด (COVID) เข้ามาระบาดในประเทศไทยในปี ๒๕๖๓ ตอนนั้นท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตัดสินใจประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๓ แล้วท่านดูให้ดี ๆ เรียงมาเป็นตับ ท่านมีการต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉินทั้งหมด ๑๒ ครั้ง รวมครั้งแรกด้วย เป็น ๑๓ ครั้ง ถามว่าท่านต่อมาเพื่ออะไร เพื่อที่จะควบคุม สถานการณ์ บัดนี้รวมสิริเวลาได้ทั้งหมด ๑ ปี ๔ เดือนกับ ๖ วันครับ คราวนี้เราไปดูว่าทำไม ท่านถึงออก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ผมจะพยายามคิดในแง่บวกก่อนนะครับ แต่ที่แน่ ๆ การที่ท่าน มาขอกู้วันนี้มันต้องมีการตรวจสอบครับ เพราะสภามีหน้าที่ตรวจสอบ เราไปดูครับว่าสาเหตุ ใหญ่อะไรเกิดขึ้นกับประเทศไทยวันนี้ครับ ไปดูกันต่อไป หลายคนคงจะจำได้ดีนะครับ เดือนธันวาคมปี ๒๕๖๒ เกิดโควิด (COVID) ๒๕๖๓ ต้นปี ๒๕๖๓ ประมาณเดือนมีนาคม ต่อเดือนเมษายนเราตัดสินใจปิดประเทศครับ เราควบคุมสถานการณ์ได้ค่อนข้างดีจนได้รับ คำชื่นชมจากทั้งโลก แต่แล้วจุดเปลี่ยนของสถานการณ์โควิด (COVID) ในประเทศไทยเกิดขึ้น จากคำ ๓ คำนี้ครับ มหาชัย บ่อนการพนันที่จังหวัดระยองและภาคตะวันออก และทองหล่อ ผมให้คำจำกัดความสั้น ๆ ผมย้ำนะครับ วันนี้ผมคิดว่าคนไทยทั้งหมดรู้เรื่องราวเหตุการณ์ อยู่แล้ว แต่จะเรียบเรียงว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ เหตุการณ์ที่มหาชัยปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงงาน ต่างด้าวไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว หรือกัมพูชา มาทำงานที่มหาชัย มีกระบวนการขนแรงงาน เถื่อน ผมย้ำนะครับ ทั้งหมดอยู่ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน การขนแรงงานเถื่อนเข้ามาแน่นอนครับ เขาไม่ได้ตรวจสุขภาพ โควิด (COVID) จึงระบาดใหญ่ ตรงนี้ถามว่าเสียหายเป็นหลักเท่าไร เป็นหมื่น ๆ ล้านครับ เพราะตลาดมหาชัยคือตลาดส่งอาหารทะเลออกสู่ทั้งประเทศ กุ้ง หอย ปู ปลา พอมาบ่อนการพนัน มีการจับได้หลายระลอก แต่ที่เป็นข่าวใหญ่เกรียวกราวครับ คือ ที่จังหวัดระยองครับ ตรงนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนรับเงินสินบนครับ พอมา ทองหล่อ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นปลายเดือนมีนาคม และเหตุการณ์นี้ได้บานปลายเป็นจุดเปลี่ยน ที่สำคัญ เหตุผลเพราะว่าเจ้าหน้าที่บางตำแหน่งไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ดูสไลด์ (Slide) แผ่นนี้ ผมเน้นคำเหล่านี้นะครับ การตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งสำคัญจึงเกิดการ ระบาดอย่างรุนแรง จุดเปลี่ยนของวิกฤติเศรษฐกิจ โยงไปยังจุดเปลี่ยนของวิกฤติโควิด (COVID) และมาโยงตรงคำว่าการตัดสินใจผิดพลาดครั้งสำคัญจึงเกิดการระบาดรุนแรง การระบาดรุนแรง เพราะอะไร ท่านจำได้ไหมครับ เหตุการณ์ทองหล่อเกิดขึ้นปลายเดือน มีนาคมต่อต้นเดือนเมษายน เรามีวันหยุด พอดีสงกรานต์ ท่านดูปฏิทินผมไม่ได้มาพูดเล่นกับ พวกท่านว่าเอาปฏิทินมากางทำไม ท่านดูวันที่ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ทั้งหมดรวมแล้ววันหยุดติดต่อกันโดยรัฐบาลสนับสนุนให้เป็นวันหยุดพิเศษ คือวันที่ ๑๒ บวกด้วยเสาร์อาทิตย์หน้า เสาร์อาทิตย์หลัง ลาหยุด ๑ วันทั้งหมด ๙ วัน เป็นวันหยุด ที่ต่อเนื่อง สิ่งที่ผมไม่ทราบท่านนายกรัฐมนตรีคิดอย่างนี้หรือเปล่า เพราะท่านเป็นหัวหน้า ศบค. และคณะแพทย์คิดอย่างนี้หรือเปล่า พอผมดูตรงนี้ผมเทียบกับปี ๒๕๖๓ ท่านอย่าลืมนะ พ.ร.ก. ฉุกเฉินออกปี ๒๕๖๓ ห้าม ขอคนอย่ากลับไปบ้านตอนสงกรานต์ แต่ปรากฏว่า ปี ๒๕๖๔ เหมือนรัฐบาลและ ศบค. สนับสนุนให้กลับไปบ้านตอนสงกรานต์ครับ หลังจาก ที่กลับไปเยี่ยมบ้าน ๙ วันนี้นะครับ ท่านเชื่อหรือไม่ ท่านเชื่อหรือไม่ว่าการติดตามข้อมูลข่าวสาร ปรากฏคณะแพทย์และผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ บอกว่าหลังจากวันที่ ๑๘ เป็นต้นไปของเดือนเมษายน ประมาณ ๑ เดือนถึง ๑ เดือนครึ่ง จะเกิดการระบาด โดยเฉพาะแพทย์ทางด้านระบาดวิทยาบอกว่าจะเกิดการระบาดอย่างใหญ่ หลวงที่สุดครับ เดี๋ยวไปดูว่ามันจริงหรือไม่จริง ท่านไปดูแผ่นต่อไปครับ🔗
ไปดูแผ่นต่อไปครับ นี่คือจำนวนผู้ป่วยในปี ๒๕๖๓ ซึ่งเราควบคุมสถานการณ์ ได้ดีนะครับ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๖๔ ปรากฏว่าเฉพาะเดือนเมษายนปี ๒๕๖๓ มีผู้ติดเชื้อเพียง ๑,๓๐๓ คน มีผู้เสียชีวิต ๔๔ คน แต่ก่อนเราลุ้น ปีที่แล้วเราลุ้นคนตายอยู่ที่ ๒๐ ๓๐ ๔๐ หรือไม่มีเลย ปรากฏว่าปี ๒๕๖๔ เดือนเมษายนมีผู้ติดเชื้อถึง ๓๖,๒๙๐ คน ถ้าเทียบเป็น เปอร์เซ็นต์นะครับ เหลือเชื่อ ตัวเลขนี้ไม่ผิดพลาด ๒,๖๘๕ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขก้าวกระโดด ขึ้นมา เสียชีวิตจาก ๔๔ คน ขึ้นมาเป็น ๑๐๙ คน ทั้งหมด ๑๔๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านอย่าลืม นะครับว่านี่คือผลที่เกิดจากตัดสินใจผิดพลาดเมื่อกี้ เราย้อนไปดูอีกแผ่นหนึ่งครับ อีกแผ่นหนึ่งจะบอกได้ เมื่อกี้เราบอกว่าเดือนเมษายน เราไปดูเดือนพฤษภาคม ตอนนี้ตรง ๆ นะครับ โควิด (COVID) ได้ออกฤทธิ์แล้วครับ ปี ๒๕๖๓ มีผู้ติดเชื้อ ๑๒๗ คนตลอดเดือนพฤษภาคม เสียชีวิต ๓ คน พอปี ๒๕๖๔ ท่านขยี้ตาตัวเอง ท่านอย่าคิดว่าตาท่านมองตัวเลขเบลอไป นะครับ ๙๔,๖๓๙ คน ตัวเลขเติบโตขึ้นก้าวกระโดด ๗๐,๐๐๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ครับ นี่คือ การตัดสินใจของผู้นำที่ผิดพลาด แล้วก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง บังเอิญเดือน พฤษภาคม ปี ๒๕๖๓ เสียชีวิต ๓ คน แต่ปี ๒๕๖๔ เดือนพฤษภาคมเสียชีวิต ๘๒๘ คน ๒๗,๕๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ประเทศไทยสร้างสถิติที่ตื่นตะลึงไปทั้งโลกครับ ท่านเชื่อไหมครับ การเติบโตถ้าผมจำวันที่ไม่ผิด ประเทศไทยก้าวจากอันดับที่ ตรง ๆ นะต้องบอกว่าบ๊วย ๆ คือไม่มีความหมาย ไม่มีนัยที่จะเป็นความเสียหาย วันหนึ่งเราก้าวกระโดดขึ้นไปเป็นอันดับ ๙ ของโลกจากเหตุการณ์ที่ตัดสินใจผิดพลาดในวันนั้นครับ🔗
ไปดูแผ่นต่อไปครับ เรือนจำ ผู้ต้องขัง ผู้ติดเชื้อ ข้อมูลล่าสุดเรือนจำหลักมีอยู่ ๑๔๓ แห่ง ผู้ต้องขังมีอยู่ ๓๑๑,๗๘๕ คน จริง ๆ ผู้ต้องขังน่าจะปลอดภัย เพราะเขาอยู่ข้างใน เขาไม่มีอะไร แต่เนื่องจากข้างนอกเกิดการระบาดอย่างมหาศาล คนไปเยี่ยมจึงเอาเชื้อไปติด มีผู้ติดเชื้อวันนี้ ๑๖,๗๗๕ คน ผมกราบเรียนเตือนผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี จะทำอะไรก็ทำครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผู้ต้องขังติดโควิด (COVID) เป็นหมื่นแล้วก็กลายเป็นแสน ทีนี้ท่านเอาไม่อยู่ทั้งประเทศนะครับ🔗
ไปดูแผ่นต่อไปครับ วันนี้ผมนั่งฟังอยู่ทั้งวันตั้งแต่เช้าครับ มีคนนำเสนอ ความเศร้า ความโศก ความเสียใจ ความสูญเสีย ตรงนี้มีสั้น ๆ เพียงแต่บอกว่านายก ของสมาคมเขาออกมาเกี่ยวกับเรื่องคนที่ทำงานอยู่ ปรากฏว่าแรงงาน เนื่องจากธุรกิจสูญเสีย ทางด้านนี้ปรากฏว่าจะมีคนตกงานอย่างน้อย ๕๐๐,๐๐๐ คน ทางด้านประธานชมรม ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร🔗
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ร้านอาหาร บริษัท ฟู้ดแพนด้า (Foodpanda) ผมไม่ได้ ค่าโฆษณาจากเขานะครับ แต่ผมกำลังจะบอกว่าเขาออกมาเปิดว่าการขี่มอเตอร์ไซค์ ขนอาหารจากร้านอาหารไปส่งยังบ้านลูกค้า ปรากฏว่าในช่วงนี้ร้านอาหารปิดไปถึง ๒๕,๐๐๐ กว่าร้านครับ ท่านว่านี่คือเศรษฐกิจโควิค (COVID) และความหายนะของประเทศ ไหมครับ คราวนี้เรามาดูต่อไปครับ วันนี้เรามาอภิปรายเรื่องอะไรครับ เรามาอภิปรายเรื่อง เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บังเอิญเหลือเกินเดือนมิถุนายนปี ๒๕๖๔ ณ วันนี้ วันนี้วันที่ ๙ ย้อนไปปีที่แล้ว ๑ ปี ๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ รัฐบาลเสนอเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท แล้วก็วงเงินอีก ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่าอะไร ท่านบอกว่ามันเร่งด่วนมาก เพราะจะต้องไปแก้ไขปัญหาวิกฤติโควิด (COVID) นี่ย้ำนะเป็น เงินกู้นอกงบประมาณ ผมเตือนความจำท่านนิดหนึ่ง และเดี๋ยวผมจะชี้ให้ดูว่าการตรวจ การบ้านเที่ยวนี้ผมหวังว่าทางรัฐบาลโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีจะเปิดใจกว้างและรับฟัง ว่าความผิดพลาดและการตัดสินใจของท่านก่อให้เกิดผลอะไรครับ ๑.๙ ล้านล้านบาทคือ วงเงินทั้งหมดในการมาขออนุมัติที่สภาแห่งนี้ และเป็น พ.ร.ก. เงินกู้ตรงสีชมพู ผมจงใจเน้น ให้เห็นว่าสีชมพูคือ ๑ ล้านล้านบาท ท่านบอกว่าจะเอาไปเยียวยา สีเขียว ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐๐,๐๐๐ คือไปดูแลธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ครับ ๔๐๐,๐๐๐ ไปดูเรื่องตราสารหนี้และ วงเงินของการเงินการธนาคาร เราจะพูดเฉพาะสีชมพู ๑ ล้านล้านบาทว่าท่านเอาเยียวยา ท่านเอาไปใช้แล้วมันเกิดอะไรขึ้นใน ๑ ปี ท่านดูนะครับ ๑ ล้านล้านบาท ท่านแบ่งเป็น ๓ วงเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท บอกเพื่อการแพทย์ สาธารณสุข และแน่นอนครับ วัคซีนอยู่ตรงนี้ แต่ต่อไป อีก ๖๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่าจะเอาไปเยียวยาและเอาไปช่วยเหลือประชาชน ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ผมบอกเลยข้อ ๓ ดูลอย ๆ ตรวจสอบไม่ได้ จนถึงป่านนี้ก็ยังตรวจสอบไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ดีท่านสังเกตดูนะครับ ท่านให้ ความสำคัญกับแพทย์ สาธารณสุข วัคซีน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าจำไม่ผิดผมลุกขึ้นมา อภิปราย ผมบอกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทให้ไปตรงนั้น เพราะผมเดาว่ามันจะเกิดเรื่องว่าซื้อ วัคซีนพอหรือไม่พอ เมื่อสักครู่นี้ผมขออนุญาตเอ่ยถึง ท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้อภิปราย ตอนงบประมาณแผ่นดินบอกว่า เงินซื้อวัคซีนยี่ห้อต่าง ๆ ใช้เงินอยู่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไปดูแผ่นต่อไปครับ ตรงนี้ ผมเอาเฉพาะ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท สีเขียวนั้นคือกรอบวงเงินที่ไปใช้การแพทย์กับสาธารณสุข สีชมพูต่อมาตรงโน้นบอกว่าอนุมัติแล้วโครงการ แต่ตัวเลขจากสภาพัฒน์ล่าสุดข้างล่าง แทบไม่น่าเชื่อ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อการแพทย์สาธารณสุข ท่านเบิกจ่ายไปใช้จริงเพียง ๙,๕๔๕ ล้านบาท ๙,๕๔๕ ล้านบาท แปลว่าอะไร ผมจงใจให้เขาทำสีเหลืองเบ้อเร่อเลย เบิกจ่ายได้จริงจาก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เพียง ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ๒๑.๒๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วถาม จริง ๆ เถอะ ท่านดูแลโควิด (COVID) รอดหรือครับ วัคซีนเป็นอย่างไร อันนี้คือเหตุผลที่ผม กำลังจะบอกว่าปีที่แล้วท่านวางวงเงินผิด คิดตรงนี้ผิด วัคซีนจึงผิดด้วยครับ เรื่องเยียวยา และชดใช้กับประชาชน กรอบวงเงิน ๖๘๕,๐๐๐ ล้านบาท อนุมัติวงเงินไปแล้ว เบิกจ่ายไปได้ ๖๐๗,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายได้จริง ๘๘.๖๔ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ดูแล้วมาขอ มาอนุมัติ สภา อนุมัติ ท่านเบิกได้ตั้ง ๘๘.๖๔ เปอร์เซ็นต์ แต่มันทำไมถึงมีคำว่า แต่ และมีเรื่องหมายฉงน สนเท่ห์แปลกใจ ท่านไปดูแผ่นต่อไป อันนี้เบิกได้เยอะนะครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายหลังจาก สไลด์ (Slide) อันนี้ แต่ประเภทที่ ๓ ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม กรอบวงเงินท่านขอกำหนด เอาไว้ ๓ กรอบ กรอบนี้กรอบที่ ๓ จาก ๑ ล้านล้านบาท ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่า ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปดูอันสุดท้ายท่านเบิกจ่ายไปได้เพียง ๗๐,๒๙๔ ล้านบาท ท่านเบิกไป ได้เพียง ๒๖.๐๓ เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าประเภทที่ ๑ คือการแพทย์สาธารณสุขและวัคซีน ท่านเบิกได้น้อยมาก ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ฟื้นฟูตรงนี้เบิกได้ ๒๖ เปอร์เซ็นต์ มันเกิดอะไรขึ้น ที่บอกว่าเบิกได้เยอะคือก้อนที่ ๒ ที่ออกไปเยียวยาประชาชน ผมก็อภิปรายเตือนครั้งที่แล้วว่า เริ่มจากตัวแม่คือแอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตังค์ วุ่นวายแทนที่จะจ่ายเงินช่วยเขา จ่าย โดยตรง ผมเทียบอเมริกาเทียบญี่ปุ่นเขาจ่ายโดยตรงหมดครับ ท่านไปแตกเป็นแอปพลิเคชัน (Application) นี่ผมตัดอันอื่นออกไม่ให้มาปวดหัวมาก ท่านดูแต่ละแอปพลิเคชัน (Application) สิครับ มาทั้งหมดเลยคนละครึ่ง เราชนะ ม.๓๓ อะไรก็แล้วแต่ ตัวสุดท้ายยิ่งใช้ยิ่งได้ ผมดูผมก็นั่งนึก นี่เป็นโพรโมชัน (Promotion) โทรศัพท์มือถือหรือเปล่า นี่เป็นการซื้อในห้างสรรพสินค้า หรือเปล่า ยิ่งใช้ยิ่งได้ ถ้าท่านอยากให้เงินหมุนเวียนท่านต้องฉีดเม็ดเงินลงไปที่รากหญ้า ทั้งหมดโดยตรง แล้วตรงนี้ผมบอกเลยนะ ตรงนี้มีเครื่องหมายคำถามเยอะไปหมดเลยครับ คนควรได้ไม่ได้คนไม่ควรได้ ได้เงินออกมาอย่างไร และในที่สุดคำครหาที่ดังที่สุดตรงนี้คือเอื้อ นายทุนแล้วเป็นทุนใหญ่ด้วย คราวนี้มาดูกันว่าวันนี้ท่านมาขอกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๔ ท่านคิดอะไรของท่านบ้าง ผมย้ำนะครับ ก่อนจะไปสไลด์ (Slide) แผ่นหน้า การใช้เงินตลอด ๑ ปี ที่ท่านบอกเร่งด่วนมันเป็นจริงหรือเปล่า เดี๋ยวท่านไป ทบทวนดู แล้วมันใช้ตรงวัตถุประสงค์หรือเปล่า เรามาดูกันหลังจากตรวจการบ้านปี ๒๕๖๓ ต่อปี ๒๕๖๔ คราวนี้มาดูปี ๒๕๖๔ แผ่นต่อไปครับ ผมจงใจให้เขาเขียนคำว่า วัคซีน ใหญ่ ๆ ทิ่มตาคนทั้งประเทศ ท่านอย่าลืมนะอารมณ์ของคนทั้งประเทศวันนี้คืออะไรครับ โควิด (COVID) ระบาด จะไปไหนก็กลัว ขนาดมาที่นี่นั่งกากบาทว่าต้องเว้นห่าง ต้องใส่ หน้ากาก ท่านรู้ไหมครั้งที่แล้วผมใส่หน้ากากหายใจไม่ออก ปึบปับ ๆ วันนี้ผมถึงตัดสินใจมา อยู่ตรงนี้ วัคซีนครับ ตอนนี้ทุกคนมุ่งไปที่วัคซีนว่าตกลงวัคซีนจะมาไหม ฉันจะได้ฉีดหรือเปล่า ไปหมอพร้อม วัคซีนไม่พร้อม ท่านทำไมไม่ออกแคมเปน (Campaign) อย่างนี้ล่ะ หมอพร้อม แต่วัคซีนไม่พร้อม ท่านกล้าออกแคมเปน (Campaign) อย่างนี้ไหมครับ แล้วถ้าเริ่มฉีดปูพรม เมื่อวันที่ ๗ ที่ผ่านมา ถ้าเราทำใจให้เป็นกลางผมนั่งดูข่าวนั่งดูทุกอย่างโรงพยาบาลต่าง ๆ ออกมาประกาศ ปรากฏรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข บอกว่าใครบอกว่า ไม่พร้อมขอให้ออกมาชี้แจง แล้วรับผิดชอบด้วย แล้วจะเรียกมาสอบ ท่านจ่ายวัคซีนให้เขาได้ จริงหรือเปล่าไปดูแผ่นต่อไป ว่าด้วยเรื่องวัคซีนผมต้องพูดคำนี้ ครั้งที่แล้วเขาพูดโคแวกซ์ (COVAX) แต่มันยังไม่ลึกถึงกึ๋นผมจำเป็นต้องอภิปรายตรง โคแวกซ์ (COVAX) คืออะไรครับ เป็นโครงการที่ว่าพูดง่าย ๆ นะ ขายให้ในราคาพิเศษ ให้ความสำคัญก่อนครับ หรือมีบริจาค หรือมีช่วย ถ้าท่านเป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่มโคแวกซ์ (COVAX) ปรากฏว่า ๑๐ ประเทศ ในอาเซียน (ASEAN) มีประเทศเดียวที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนของโคแวกซ์ (COVAX) คือ ประเทศไทย ปรากฏท่านนายกรัฐมนตรีลุกออกมาตอบว่าอย่างไร บอกว่าโอ้ย เราก้าวข้าม ความยากจนแล้วครับ ผมถามจริง ๆ เถอะท่านรู้จักเศรษฐศาสตร์ของประเทศสิงคโปร์หรือเปล่า เขามีรายได้ประชากรต่อหัวต่อคนเท่าไร ท่านรู้หรือเปล่าว่าประเทศบรูไนเคยมีรายได้ต่อ หัวต่อคนของประชากรโลกอันดับ ๑ ครับ ประเทศอินโดนีเซียละครับ ประเทศมาเลเซีย ทุกคนรวยกว่าเราหมดครับ ประเทศพม่าหรือเมียนมาร์ ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ประเทศเวียดนามเผลอ ๆ เขาแซงเราไปแล้ว สปป.ลาว ประเทศฟิลิปปินส์ ท่านจะบอกว่า เขารวยกว่าก็ไม่ได้ จะบอกว่าจนกว่า ไม่ได้ สรุปยอมรับเสียดี ๆ กลางสภาแล้วพูดให้คนเข้าใจ ว่าผมผิดไปแล้วครับ ท่านตกขบวนโคแวกซ์ (COVAX) นี่จบไปหนึ่ง เรื่องนี้ไม่พูดชัด ๆ อย่างนี้ เดี๋ยวท่านดิ้นอีก ท่านดูตรงนี้เปรียบเทียบให้เห็นครับ ไหน ๆ ก็พูดเรื่องอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศแล้ว ไทยกับเวียดนาม ท่านจำได้ไหม เมื่อ ๒๐-๓๐ ปีที่แล้ว ประเทศเวียดนาม แพ้สงครามประเทศเวียดนามครับ แพ้สงครามเวียดนามคือเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ ท่านดูประชากรวันนี้เขามีประชากรเกือบ ๑๐๐ ล้านคน ๙๘.๓ ล้านคน คนไทยมี ๖๖.๑ ล้านคน เรามีประชากรน้อยกว่าเขา ๓๒.๒ เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยแล้วเอฟเวอเรจ (Average) ออกมา คนไทยเด็กเกิดใหม่ปีละ ๖๐๐,๐๐๐ คน เขาเกิด ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน ตัวเลขเขาคิดง่าย ๆ เขา ๑๐๐ ล้านคน เรา ๖๖ ล้านคน ท่านดูผู้ติดเชื้อในประเทศเวียดนาม ๙,๐๒๗ คน แล้วผลของ การตัดสินใจผิดพลาดตอนสงกรานต์แล้วระเบิดระเบ้อตรงนั้น เราติด อันนี้ตัวเลขจริงนะครับ ผมย้ำ แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ศบค. ผมเตือนท่านนิดหนึ่ง ท่านอย่าทำให้คนงงเล่น ท่านบอกว่า นับตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๔ และอีกปี ๓ เดือน ท่านเอาตัวเลขไปทิ้งที่ไหนครับ ตัวเลขจริง ๆ คือ ๑๘๒,๕๔๘ คน ประชากรน้อยกว่าเขาตั้ง ๓๒ ล้านคน เราติดโควิด (COVID) เยอะกว่าเขาขนาดนี้ แล้วท่านจะเอาอย่างไรครับ มาเรื่องเสียชีวิต ประเทศ เวียดนามเสียชีวิต ๕๓ คน เราเสียชีวิต ๑,๒๙๗ คน เวียดนามเราบอกว่าเขากำลังจะแซงเรา เศรษฐกิจการลงทุนกำลังไหลเข้า แล้วโควิด (COVID) ล่ะครับ เขาเมเนจ (Manage) เขาบริหารได้ดีกว่าเราหรือครับ ตรงนี้มาเรื่องของคนไทยกับการฉีดวัคซีนนิดหนึ่ง อายุ ๑๘-๕๙ ปี ๑๐ เดือนมีอยู่ประมาณ ๔๐ ล้านคน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ แต่อายุ ๖๐ ปีบวกขึ้นไป จนกระทั่งถึงเป็น ๑๐๐ ปี ก็แล้วแต่มีอยู่ ๑๑ ล้านคนเศษ ประชากร ๕๑-๕๒ ล้านคน เข้ามาเกี่ยวข้องกับวัคซีน ในแผ่นต่อไปไปดูครับ ตรงนี้รัฐบาลเป็นคนให้ข้อมูลว่าแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) คือ ๖๐ ปีอัป (Up) ๑๘-๕๙ ปี ๑๐ เดือนต้องฉีดซิโนแวค (Sinovac) ผมบอกเลยนะครับ คนไทยทั้งประเทศมีเครื่องหมายคำถามแต่เขาไม่กล้าพูด แต่ในสภา ต้องพูดความจริงครับ รัฐบาลดันซิโนแวค (Sinovac) ขอโทษนะครับ ตั้งแต่ต้นจนจบ คนไทย ไม่มีทางเลือกครับ ทำไมเราต้องฉีดซิโนแวค (Sinovac) เท่านั้น แล้วทำไมเราไม่มีสิทธิฉีด ยี่ห้ออื่นหรือครับ ท่านรู้ไหมคนกล้า ๆ กลัว ๆ นี้แม้กระทั่งเช้านี้ยังมีข่าวผู้หญิงอายุ ๔๗ ปี ฉีดซิโนแวค (Sinovac) แล้วเสียชีวิตในอีก ๑ วันต่อมา เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ท่านอย่าเอาความตายของคนไทยมาเป็นเครื่องล้อเล่น ทำไมถึงต้องซิโนแวค (Sinovac) ครับ และที่สำคัญท่านต้องดูข้อมูลข่าวสารให้รอบด้านครับ ซิโนแวค (Sinovac) กับซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ต่างกันอย่างไรครับ ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) อุปทูตของจีนมาให้สัมภาษณ์ คุณสุทธิชัย หยุ่น ในรายการกาแฟดำบอกว่าเป็นวัคซีนของรัฐ เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ ในขณะเดียวกันซิโนแวค (Sinovac) เป็นบริษัทเอกชนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่รัฐบาล ไม่ติดต่อกับรัฐบาล ท่านติดต่อซิโนแวค (Sinovac) และท่านดันยี่ห้อนี้ยี่ห้อเดียว ท่านรู้ไหมครับ โชคดีเหมือนระฆังช่วย เมื่อวันที่ ๑ ที่ผ่านมานี้ซิโนแวค (Sinovac) เพิ่งได้ผ่านดับเบิลยูเอชโอ (WHO) หรือองค์การอนามัยโลก ไม่อย่างนั้นท่านถูกปู้ยี้ปู้ยำจากสภานี้แน่นอนครับ🔗
เรื่องการฉีดวัคซีนนี้ผมพูดจริง ๆ นะครับ ผมนั่งฟังข่าวด้วยความตั้งใจ ปรากฏว่าปวดหัวครับ เพราะอะไรครับ เดี๋ยวก็ให้วอล์กอิน (Walk-in) มาฉีด เดี๋ยวไปแล้วไม่มี ที่ฉีด เดี๋ยวให้ไปลงทะเบียนหมอพร้อม ฉีดหมอพร้อมบอกให้รอไปก่อนผมเอาคนที่ผมรู้จัก อายุ ๖๕ ปีไปฉีดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งด้วย โรงพยาบาลบอกว่าแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ไม่มีแล้ว มีแต่ซิโนแวค (Sinovac) เขาก็ถามหมอบอกว่าก็รัฐบาลประกาศว่า อายุ ๖๕ ปีขึ้นไปต้องฉีดแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) เชื่อไหมพยาบาลถามว่ามันไม่มี จริง ๆ คุณจะฉีดไหมซิโนแวค (Sinovac) ในที่สุดเขาก็ฉีดนะครับ แต่ในขณะเดียวกันภาพนี้ ภาพเดียวมันบอกเล่าเรื่องราวอะไรครับ สหรัฐอเมริกานะครับคนขึ้นรถไฟใต้ดินและเดินไป เขาถามบอกว่าขอไอดีการ์ด (ID Card) คุณจะฉีดไหม เขามีวัคซีน ขอโทษนะครับ ตั้งให้ เหมือนขายของ คุณจะฉีดหรือครับ ไฟเซอร์ (Pfizer) คุณจะฉีดจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson & Johnson) ฉีดได้ทุกยี่ห้อ แถมยังไม่พอ ถ้าคุณฉีดแล้วคุณได้ตั๋วรถไฟฟรี ๗ วัน ๗ คืน รัฐบาลไทยคิดจะทำอะไรอย่างนี้หรือเปล่า อำนวยความสะดวกอย่างนี้ไหมครับ🔗
พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ผมจะไม่พูดอะไรยาว เพราะมี ผู้อภิปรายไว้อย่างชัดเจนเต็มไปหมดทั้งวัน สาธารณสุข เครื่องมือแพทย์ ยา และวัคซีนท่าน ให้เพียง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเรียนเลยนะครับ ผิดครับ ปีที่แล้วก็ผิด ปีนี้ก็ผิดอีก แล้วท่านจะเอาวัคซีนที่ไหนมาฉีด ท่านจะเอาเงินที่ไหน ท่านจะอ้างบอกว่าไปดึงเงินที่โน่นที่นี่ กลับไปย้อนไปเรื่องทำงบประมาณครับ อาทิตย์ที่แล้วก็นั่งเถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่า ทำไมสาธารณสุข ทำไมเรื่องวัคซีนท่านไม่ให้ความสำคัญ พอมาอันที่ ๒ เยียวยาประชาชน และผู้ประกอบการท่านให้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าวิธีแจกยังเหมือนเดิม ไปผ่าน แอปพลิเคชัน (Application) เหมือนเดิมท่านก็จะได้กะปริบกะปรอย คนก็ไม่ได้รับ ความช่วยเหลือ พอมาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมนี้ท่านใส่มา ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็นั่งนึก ตรวจสอบไม่ได้อีกแล้วครับ ตรงนี้อยากจะกราบเรียนว่าอยู่ ๆ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายนผู้อำนวยการวัคซีนแห่งชาติ ถ้าไม่ผิด ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุขออกมาแถลงข่าวบอกว่าเราจะต้องฉีดให้เกิด ภูมิคุ้มกันหมู่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปของประชากรภายในปี ๒๕๖๔ เราวางแผนที่จะสั่งวัคซีน ตรงนี้ แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ผมคิดว่าคงใช่ ซิโนแวค (Sinovac) ใช่ แต่ข้างล่าง ลงมาพูดเรื่องไฟเซอร์ (Pfizer) จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson & Johnson) โมเดอร์นา (Moderna) อะไรก็ไม่รู้ ผมเรียนท่านนิดหนึ่งนะครับ อันนี้กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง นายกรัฐมนตรีด้วยความเคารพ อย่ามาพูดเล่นกับคนไทย นี่เรื่องความเป็นความตายนะครับ บางคนเขารอที่จะไม่ฉีดยี่ห้อนี้ เพราะเขาอยากมีทางเลือก ทำไมคนไทยอายุต่ำกว่า ๖๐ ปี ต้องฉีดซิโนแวค (Sinovac) ยี่ห้อเดียว ขอโทษนะครับขออนุญาตชื่อถึงอาจารย์หมอบางท่าน อาจารย์หมอบุญ วนาสิน ประกาศบอกว่าใครอยากฉีดยี่ห้อโมเดอร์นา (Moderna) ให้มาจอง ๓,๙๐๐ บาท ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิด ผมก็นึกว่าตั้ง ๓,๙๐๐ บาท ฉีดซิโนแวค (Sinovac) ฟรี ปรากฏว่าอะไรครับ คนไปจองตั้ง ๒ ล้านกว่าคน นั่นแปลว่าอะไร ท่านยังไม่สามารถสื่อสาร ให้คนเชื่อได้ว่าปลอดภัย ผมบอกให้เลยนะครับ ท่านจะบอกว่าผมพูดประชด เปล่านะครับ ผมเป็นห่วงว่ารัฐบาลนี้ ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจการบริหารประเทศเท่านั้น เรื่องโควิด (COVID) ซึ่งเป็นความเป็นความตายท่านมีปัญหาในการสื่อสาร เหมือนถ้าพูดภาษาชาวบ้านนะครับ เป็นคนพูดไม่รู้เรื่อง เหลือเวลาอีกกี่นาที ประมาณ ๔ นาทีเศษ🔗
เวลาหมด ไปนานแล้วครับ ท่านเกินเวลามา ๔ นาทีแล้วครับ🔗
ท่านประธานครับ กรุณา อย่ามาแซวผมครับ ผมรู้อยู่ ผมดูเวลาอยู่ครับ🔗
แจ้งให้ท่าน ทราบว่าเวลาท่านเกินเวลาไป ๔ นาที ๒๗ วินาทีแล้วครับ🔗
ก็เขาบวกอย่างไรครับ ท่านไม่อยากฟังสรุปดี ๆ หรือครับ ผมว่าคนไทยทั้งประเทศอยากฟังนะครับ อันนี้ฝาก กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ข้อ ๑ ครั้งที่แล้วท่านมาขอกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ท่านเอาไปจัดสรร ผมย้ำนะครับ ถ้าท่านจัดแบบเดิมมันขาดประสิทธิภาพ และการตัดสินใจครั้งที่แล้วทำให้คนป่วยมันเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ข้อ ๒ อาทิตย์ที่แล้ว เราพิจารณาเรื่องงบประมาณแผ่นดินของปี ๒๕๖๕ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พิจารณา ให้ความสำคัญกับงบของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานเหล่านี้น้อยลง และถูกตัดลง ซึ่งในความเห็นของผมและหลาย ๆ คนบอกว่าไม่ใช่ครับ ควรจะให้กับตรงนี้เยอะ เพราะภาวะวิกฤติวันนี้ถ้าโควิด (COVID) ไม่หาย ท่านก็กลับมาทำเศรษฐกิจให้ดีไม่ได้ คนก็ไม่กล้าค้าไม่กล้าขายก็จะเสียหาย ข้อ ๓ วันนี้ท่านมาขอกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเดือนมิถุนายนเหมือนปีที่แล้ว ปัญหาที่ท่านทราบอยู่ก็คือว่างบเก่าที่ใช้มาตลอด ๑ ปี ในส่วนที่เกี่ยวกับสาธารณสุขท่านเบิกจ่ายได้จริง ๆ น้อย เพียง ๒๑ เปอร์เซ็นต์เศษ และการ กระจายเงินเพื่อเอาไปช่วยประชาชนท่านก็ทำได้น้อย คราวนี้มาที่สำคัญคือการตรวจสอบ ยาก เรื่องวัคซีน เรื่องการเยียวยา เรื่องสาธารณสุข ผมย้ำนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นสไลด์ (Slide) สุดท้ายเมื่อกี้จึงจะบอกว่าเดี๋ยวคนไทยจะตรวจสอบครับ เพราะเขารออยู่ ท่านบอกยี่ห้อนี้ ยี่ห้อนี้ ยี่ห้อนี้ คราวนี้ข้อความนี้อยากบอกไปยัง ท่านประยุทธ์ผ่านท่านประธาน ผมจะจบลงตรงที่ว่า การควบคุมโควิด (COVID) ถ้าท่าน ควบคุมได้ ท่านก็จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ท่านควบคุมโควิด (COVID) ไม่ได้ ยิ่งระบาดเยอะ ขึ้น ๆ เศรษฐกิจก็จะทรุดตัวลงเรื่อย ๆ การควบคุมโควิด (COVID) นั้นหมายถึงการช่วยชีวิต คนไทยเอาไว้ได้ ครั้งนี้จะเป็นเรื่องราวของบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในฝีมือการบริหารงานของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่เฉพาะการบริหารเศรษฐกิจและประเทศนะครับ แต่เอาเรื่องบริหารงานของโควิด (COVID) เพราะคน ๖๐ กว่าล้านคน กำลังรอและท่านจะทำให้ความหวังเขาสำเร็จหรือไม่ อีกไม่นานเราได้เห็นกัน ถ้าสภานี้ยังอยู่นะครับ ปีหน้าผมจะมาช่วยตรวจสอบอีกที แล้วผมจะบอกว่าสำเร็จหรือล้มเหลวครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ก่อนที่นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล จะอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรีขอชี้แจง เชิญ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่รักทุกท่านนะครับ ผมก็ได้ติดตามการอภิปรายมาตั้งแต่เช้า เนื่องจากผมมีภารกิจสำคัญ ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็มีหลายงานที่ผมในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องทำหลายงาน แล้วบางงานก็มีการบริหาร มีคณะทำงานทำอยู่แล้ว แล้วก็จำเป็นต้องตัดสินใจในหลายเรื่อง ด้วยกัน ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา เมื่อเย็นนี้ก็ไปเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ผมแต่งชุดขาวมาสภาเมื่อกี้นี้ ผมให้ความสำคัญกับสภา ในระบบรัฐสภา ให้เกียรติท่านเสมอ แต่ทุกคนก็ต้องรู้ว่าการให้เกียรติมันต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ผมฟังมาเมื่อเช้านี้ ผมก็สะท้อนใจนะ การใช้คำพูด การใช้วาจาอะไรต่าง ๆ ผมขออนุญาตบ่นสักหน่อยเถอะ มันควรจะเกิดขึ้นในสภาไหม ไม่ว่าจะเรื่องการฉีกกระดาษ ฉีก พ.ร.บ. ฉีกอะไรพวกนี้ โน่นข้างล่าง ผมว่าใช้ทำข้างล่างโน่นไป มันไม่สมควร ผมไม่เคยเห็น ในยุคที่ผ่านมามันดีขึ้น หรือมันแย่ลง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับ แต่ผมก็เคารพอยู่ดี วันนี้ก็กลับมาตอบคำถามเดิม ๆ ฟังข้อมูลเก่า ๆ ไม่ว่าจะ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ ไม่ว่าจะ พ.ร.ก. เงินกู้ เดี๋ยวก็อภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ข้อมูลอันเดิมนั่นล่ะ ชี้แจงไปแล้วก็ไม่ฟัง ผมก็อยากจะ กราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชน ติดตามด้วยแล้วกันนะครับ ว่าอะไรที่เราตอบไปแล้ว แล้วอะไรที่ท่าน ส.ส. บางท่านพูดออกมามันใช่ข้อเท็จจริงหรือไม่ ผมฝากกราบพี่น้อง ประชาชน ผมคิดว่าอย่าดูถูกประชาชนนะครับ วันนี้รับรู้รับทราบเยอะพอสมควรแล้ว จากอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันวันนี้ ผมก็คงเกริ่นไว้ได้เท่านี้ก่อนนะครับ🔗
ในกรณีโรคระบาดนี่ ท่านก็พูดมาว่ามีระยะ ๑ ระยะ ๒ ระยะ ๓ ผมถามว่า วันนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด (COVID) มันจะจบเมื่อไร มันจะจบได้ไหม ก็ไม่มีใคร ตอบได้ รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมไหม ก็ต้องเตรียม งบประมาณภาครัฐมีไหม การจัดเก็บรายได้เพียงพอไหม ก็ไม่พอ การบริหารราชการในงบเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ถ้าใครเคยเป็นรัฐบาลก็จะรู้ว่ามันยากง่ายแค่ไหนในการที่จะเบิกจ่ายอย่างที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่ได้พูดไปแล้ว แต่ก็พยายามเร่งอย่างเต็มที่ ไม่ใช่อนุมัติเข้า ครม. แล้ว แล้ววันรุ่งขึ้นเบิก วันมะรืนจ่าย มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างอีกเท่าไร ท่านไม่เคยทำหรืออย่างไร ก็แสดงว่าแต่ก่อนท่านไม่ต้องทำสิถึงได้เร็ว เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็ จำเป็นต้องพูดลักษณะนี้บ้าง ให้ท่านเข้าใจว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรด้วยความไม่ละเอียด รอบคอบ ประชุมไม่รู้กี่ประชุม คณะทำงานไม่รู้กี่คณะทำงาน พอประชุมทบทวนท่านก็ว่าช้า ไม่ทบทวนท่านก็บอกทุจริต ไปว่ากันในกระบวนการยุติธรรมนะครับ ผมยืนยัน ก็โชคดี ที่ในสภานี้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ถ้าพูดข้างนอกก็มีปัญหาเหมือนกันล่ะ ไอ้พวกชอบพูดข้างนอก ระวังด้วยแล้วกัน ผมเอาข้อเท็จจริงมาสู้ท่าน ผมไม่ได้เอาเรื่องโกหกบิดเบือนมาสู้ท่าน ผมพูด ไม่ได้ ผมเป็นคนหนึ่งที่ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้แล้วว่าผมจะเป็นคนที่ไม่พูดโกหก เป็นคนซื่อสัตย์ สุจริต จงรักภักดีต่อสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นั่นคือผม ในเรื่องของจีดีพี (GDP) มันหดตัว มันก็หดตัวมันก็หดลงล่ะครับ มีประเทศไหนมันไม่หดบ้างล่ะ สถานการณ์อย่างนี้ มันก็หดทุกประเทศ มากน้อยบ้าง เราก็กำลังสร้างเศรษฐกิจใหม่ของเราขึ้นมา เพื่อจะให้มี รายได้ในอนาคต รู้จักคำว่า อนาคตไหม เคยทำบ้างไหม อนาคตนะ แล้วรัฐบาลที่ผ่านมา ท่านก็อยู่ในรัฐบาล ท่านทำบ้างไหมแบบวันนี้ที่ทำ ถนนหนทาง การลงทุน การทำอีอีซี (EEC) โครงสร้างพื้นฐาน ระบบดิจิทัล การใช้ข้อมูล ทุกอย่างทำมา ๕ ปีบวก ๒ ปีนี้ทั้งนั้นล่ะ ผมจำได้เหมือนกันว่า ผมเข้ามาผมเจออะไรบ้าง ผมคงต้องไม่มาพูดทั้งหมด รู้แน่แก่ใจกันทั้งหมด การอนุมัติ งบประมาณเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทก็มีอยู่ ๓ ยอด ก็พูดไปหลายครั้งแล้ว งบสาธารณสุขก็ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท งบที่ ๒ งบที่ ๓ เป็นงบฟื้นฟูเยียวยา ซึ่งสามารถสลับงบตรงนี้ได้ เพื่อให้ มันสามารถจะหมุนจ่ายได้คล่อง งบสาธารณสุขผมไม่เคยไปตัดท่านเลย แต่การจัดซื้อจัดหา ต่าง ๆ มันต้องเข้ากระบวนการ ทุกอันล่ะครับเข้ากระบวนการหมด หรือสมัยรัฐบาลท่านไม่มี ก็ไม่รู้เหมือนกัน กระบวนการตรวจสอบ ท่านก็พูดแต่ว่ารัฐบาลนี้ไม่มีการตรวจสอบ ทำไม มันจะไม่มี ผมไม่ถูก ป.ป.ช. ไม่ถูก สตง. ไม่ถูกอะไรเขาตรวจสอบมาบ้างหรืออย่างไร ผมก็ ชี้แจงไป ผมพูดหลายครั้งแล้ว เว้นแต่บางคนที่มันชี้แจงไม่ได้นั่นล่ะ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจ ลดลงแน่นอน ปี ๒๕๖๓ ลดลงร้อยละ ๖.๑ แต่ลดน้อยกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย คาดการณ์ไว้ที่ ๘.๑ ตัวเลขมันแสดงให้เห็นได้ชัดว่า ๘.๑ กับ ๖.๑ ถ้ามันคาดการณ์ไว้แล้ว มันไปโน่น ไป ๑๐.๑ ก็ว่ากันอีกอย่างหนึ่ง เราก็พยายามทำกันอย่างเต็มที่ในทุกมิติ ด้วยการ ช่วยเหลือประชาชน มีประชาชนกี่คน กี่กลุ่ม กี่พวก ท่านบอกเรื่องการจ้างงาน วันนี้มีมาตรา ๓๓ ไปดูไหม กระทรวงแรงงานเข้าไปดูไหม เคยคุยกับสมาคมแรงงานเขาไหม ผมต้องทำงาน กับสมาคมแรงงาน กองทุนประกันสังคม ช่วยไหม และรัฐบาลอีกหรือเปล่าล่ะ ก็รัฐบาลอีก นั่นล่ะ วันนี้ก็ดีใจที่ได้รับความร่วมมือจากสมาคม จากกองทุนต่าง ๆ เขาพร้อมที่จะมาช่วย รัฐบาล เขารู้ว่ารัฐบาลนั้นหนักพออยู่แล้ว มีหลายคนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่นี่ล่ะ พูดกลับไป กลับมาจนสับสนอลหม่านไปหมด ผมไม่อยู่ ท่านก็บอกว่าผมไม่ฟัง แต่เวลาผมพูด ท่านก็ ไม่อยู่ พูดแล้วพูดอีก พูดแล้วพูดอีก คำเดิม ผมจำได้เข้ามา จีดีพี (GDP) ลดลง ไอ้นี่ลดลง ไอ้นั่นลดลง หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น หนี้สาธารณะก็เพิ่มตามอะไร ตามเงินกู้ ผมถามว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมันกู้ทีเดียวหรือเปล่า ทยอยกู้ใช่ไหม ดอกเบี้ยมันก็ขึ้นตามนั้นใช่ไหม วงเงินมันก็ขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ใช่ไหม มีกฎหมายทุกตัว ผมคงไม่โง่กู้ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์โดยที่ มันผิดกฎหมายหรอก🔗
เรื่องระบบสาธารณสุข จ่ายเงินไปทั้งหมด ๔๔,๔๗๙ ล้านบาท ทั้งค่า วัคซีนด้วยอะไรด้วย ค่าวัคซีนไม่ต้องกลัวหรอก มันจะตั้งไว้ที่ไหนก็แล้วแต่ รัฐบาลหาให้ ได้เสมอ ผมยืนยัน ท่านเป็นคนบอกผมเองว่าครั้งที่แล้ว ท่านบอกงบประมาณ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เอาไปเลย งบบุคลากร ที่เหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์พอ แล้ววันนี้ท่านมาบอกเอานี่ ไปดูนั่น เอานั่นไปดูนี่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของท่านเอามาจากไหน พอไหม ผมพูดผ่าน ท่านประธานนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมไปชี้อะไรใครอีก แต่พอท่านชี้ผมก็โดนเหมือนกันล่ะ ผมจำเป็นต้องพูดบ้าง เพราะว่าผมฟังท่านถล่มมาตั้งแต่เช้าแล้ว แต่ท่านไม่เคยฟังผม เดี๋ยว ท่านก็ไป ค่าเสี่ยงภัยก็ให้ ค่าวัคซีน สาธารณูปโภคก็มีไว้ให้ เดี๋ยวไม่มีมันก็งวด ๒ ไม่มีก็ปรับ งบอื่นมาให้อีก เพราะมันปรับได้ พอปรับไปซื้อวัคซีน ท่านก็บอกดูแลคนได้น้อย ท่านรู้ ท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรีมาก่อน ขออนุญาตเอ่ยนาม มันมีผู้ประกอบการรายเล็ก รายใหญ่ สักเท่าไร ท่านรู้ไหมว่าเอสเอ็มอี (SMEs) มีเท่าไร ๕ ล้านกว่าราย ผมจะช่วยทุกคน ๕ ล้าน รายได้เท่ากันหมดไหม มันก็ต้องมีกติกา วันนี้ก็ใช้กลไกต่าง ๆ ที่บริหารให้ได้ ให้ร่วมมือกัน ให้ลดปัญหาหนี้สิน ในส่วนของเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยก็เป็นการบริหารเงินของ ธนาคารพาณิชย์เขา ไม่ได้กู้ การเข้าถึงตรงนี้ท่านรองอธิบดีก็ชี้แจงไปแล้วว่ากำลังจะปรับ หลักเกณฑ์ให้ง่ายคือ ผมถามว่าคนที่จะมากู้เงินกับท่านมันมีหลักทรัพย์อะไรให้เขากู้ไหม ผมจะให้เขาไปกู้กับท่าน นี่กำลังจะปลดว่าไม่มีหลักทรัพย์แล้วจะทำอย่างไร กระบวนการประนอมหนี้ทำอย่างไร คลินิกแก้หนี้ทำอย่างไร ถ้าท่านบอกว่าเอาแต่เงิน เงิน เงิน อีกทางหนึ่งบอกกู้ไม่ได้ อันนั้นก็ไม่ได้ ภาษีก็ไม่ให้เก็บ มันย้อนแย้งไปหมด ใครก็ทำ ไม่ได้ ถ้าท่านทำได้ก็เข้าเป็นรัฐบาลได้ ท่านทำได้ก็ทำไป ค่าเครื่องมือแพทย์กว่า ๓๐,๐๐๐ รายการ ปรับปรุงก่อสร้างโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์อีก ๗๘๖ แห่ง ทำไมผมไม่ให้ความสำคัญล่ะ ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะพร้อมไหม โรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลเตรียมไว้สำหรับใคร โรคปกติ มันทยอยป่วย ทยอยเข้ารักษาพยาบาล วันนี้ป่วยเท่าไร มันเคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ในโลก ไหม ผมเห็นทุกประเทศผู้นำโดนหมด แต่ผมไม่เห็นใครมันชิงชังรังเกียจเท่าประเทศไทยนี้เลย🔗
ท่านประธานครับ🔗
ท่านขจิตร ประท้วงเรื่องอะไรครับ🔗
ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงท่านนายกรัฐมนตรีหรือผู้กำลังตอบ ท่านผิด ข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ท่านไม่ได้ตอบชี้แจง กิริยาวาจาท่านตอบคำถามไม่ให้เกียรติคนอภิปราย ผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ขอท่านประธานได้เตือนและเปลี่ยนกิริยาวาจาในการตอบคำถาม ให้ถูกตามข้อบังคับของสภาด้วย ที่นี่สภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่คณะรัฐมนตรีของท่าน ขอบคุณครับ ประธานโปรดพิจารณาครับ🔗
ขอบคุณครับ ประธานวินิจฉัยนะครับ ผมก็ฟังท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงตลอดนะครับ เราก็รู้ลักษณะบุคลิก ท่าทางการพูดจาของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน จะให้ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเหมือน ท่านมิ่งขวัญก็คงไม่ได้นะครับ ฉะนั้นเราต้องเข้าใจในบุคลิกของแต่ละคน และที่สำคัญนั้น ผมฟังมาตลอดตั้งแต่เช้าไม่ได้นั่งเป็นประธาน ผมก็ฟังท่านสมาชิกอภิปรายพูดถึง ท่านนายกรัฐมนตรีผมว่าหนักกว่านี้อีกหลายเท่านะครับ แต่ประธานก็ปล่อยให้พูดกันเต็มที่ วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงผมยังไม่เห็นผิดข้อบังคับข้อไหน ประธานวินิจฉัยครับ ถือว่าจบ นะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อ🔗
ขอบคุณครับ ก็อย่างที่ท่านประธานกล่าวเมื่อสักครู่นะครับ ถ้าอะไร ที่มันไม่ดีก็ขอโทษแล้วกัน ผมขอโทษ🔗
ท่านนายกรัฐมนตรีรอสักครู่นะครับ ท่านขจิตรครับ ประธานวินิจฉัยแล้วนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ประท้วงว่า ใครด่าใครตอนเช้า ตอนบ่าย ผมกำลังประท้วงผู้อภิปรายอยู่เดี๋ยวนี้ว่าใช้กิริยา ท่านกำลัง อธิบายว่าพูดมา แต่ว่าพฤติกรรมข่มขู่ผู้อภิปราย🔗
ผมวินิจฉัย แล้วครับท่านขจิตร ผมถือว่าบุคลิกของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา เท่าที่ติดตามยังไม่ผิดข้อบังคับข้อไหนนะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อเลยครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมก็เอาอีกสักหน่อยหนึ่งนะ เพราะเมื่อเช้า ท่านก็ไล่ผมเหมือนหมูเหมือนหมาตลอด การจะให้คนอื่นให้เกียรติก็ต้องรู้จักให้เกียรติ คนอื่นเขาบ้าง เม็ดเงินวันนี้ที่กระตุ้นเกี่ยวกับการบริโภคเราได้ทำทุกมาตรการออกมานี้ วงเงินที่รวมเข้าเศรษฐกิจ ๒๐๓,๐๔๐ ล้านบาท เพื่อไปให้ผู้ประกอบการจำนวนกว่า ๑.๑๔ ล้าน ร้านค้า มันมีกี่ร้านล่ะครับ ใครร่วมก็ได้ ใครทำก็ได้ ผมก็ไม่เห็นประชาชนเขาไม่พอใจตรงนี้ แล้วผมทำเองว่าให้ถึงผู้มีรายได้น้อย จะคนละครึ่งอะไรก็แล้วแต่ ผมเน้นเลยว่าคนมีรายได้น้อย หาบเร่ แผงลอยได้หมด โดยเอาบรรทัดฐานของรายได้มาเป็นตัวกำหนด ผมไม่ต้องการ ให้มันเกิดการทุจริต ลงทุนไปครึ่งหนึ่งได้เข้ามาอีกครึ่งกว่า ๆ ทั้งคนบริโภคก็ได้ เคยซื้อของได้ ๑ กิโลกรัม กลายเป็นซื้อของได้ ๒ กิโลกรัม ผมถามท่านเคยทำแบบนี้ไหม ไม่เคย เคยแต่แจก แจก แจก แจกไป ผมไม่ได้ว่าใครนะครับ เรื่องวัคซีนผมก็พูดไปแล้วว่าเตรียมการไว้ตั้งแต่แรก ๖๕ ล้านโดส (Dose) สถานการณ์ ระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ เราควบคุมได้ก็เตรียมไว้เท่านี้ก่อน แต่วันนี้เราก็ติดต่อไปแล้วได้ ๑๐๐ ล้านโดส (Dose) ถึง ๑๕๐ ล้านโดส (Dose) วัคซีน ๒ ยี่ห้อนี่เขาบอกมาตั้งแต่ต้น เอาล่ะก็ฟังเขา แต่เมื่อเขาชี้แจงเพิ่มมาว่าวัคซีนซิโนแวค (Sinovac) เอาง่าย ๆ ขออนุญาต เอ่ยนามซิโนแวค (Sinovac) หน่อย เดี๋ยวกลัวผิดกฎข้อบังคับ เอ่ยชื่อนามซิโนแวค (Sinovac) ผมถามว่าสมัยนั้นเขาให้อายุ ๑๘ ปี เพราะเขายังทดลองทดสอบกับคนอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ยังไม่เพียงพอ จำนวนไม่เพียงพอ จนกระทั่งเขาเพียงพอเขายืนยันแล้ว ฉีดได้แล้ว ตอนนี้ เขาจะฉีดเด็กอีกแล้ว ในช่วงนั้นเราติดต่อทุกบริษัทแล้วครับ จะได้ ไม่ได้ ปัญหาว่าเขาจะ ขายเราหรือเปล่า เพราะวันนั้นก็ยังไม่มีใครรู้ว่าวัคซีนไหนจะได้ผล ไม่ได้ผล เราก็ได้ แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) มา แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ก็บอกว่าฉีดตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป วันนี้ลองดูผลสิครับว่าต่างประเทศเขาฉีดกี่ประเทศในโลกนี้แล้ว เขาฉีดได้ หมดแล้ว อย่าตามจับจ้องแต่เฉพาะเรื่องเก่า ๆ ที่ว่าดูทีวี (TV) ดูโทรทัศน์ ดูข่าวดูตรงไหน เขายืนยันแล้วว่ามีประสิทธิผลมีประสิทธิภาพเท่าไร กี่เปอร์เซ็นต์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเขาฉีดกี่ล้านโดส (Dose) แล้วล่ะ ในประเทศในทั่วโลกนี่ จะยี่ห้ออะไรก็ไม่สำคัญหรอกครับ ถ้ารัฐบาลโดย อย. สธ. เป็นผู้รับรองมาตรฐาน แล้วเราจับมาตรฐานจากต่างประเทศ วันนี้วัคซีนที่ว่าเป็นทางเลือก วันนี้ต่างประเทศก็เริ่มจะไม่เอาอีกแล้ว เขาเรียกอะไรล่ะ ก็แล้วแต่ข่าวที่จะบิดไปบิดมา ผมถามว่าต่างประเทศ ท่านบอกว่าไปเข้าคิวฉีด ท่านดูข่าวที่ประเทศไต้หวันวันนี้สิ เปิด วอล์ก อิน (Walk-in) ตีกันทั้งสถานที่ฉีดนั่นล่ะ สหรัฐอเมริกาฉีดดี ผมถามแล้วเขาดูแลการฉีดไหม ต้องคอยดูอาการ ๓๐ นาทีเพื่อความปลอดภัย เขาทำไหม เดินฉีด ฉีด ฉีดส่ง ๆ ไปเป็นอะไร ก็ไม่รู้ แล้วตายเท่าไรวันนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาตายเท่าไร ติดเชื้อเพิ่มกันเท่าไร ท่านเอา ตัวเลขนี้มาตีกับตัวเลขนี้ วันนี้ยอดในประเทศไทย โอเค (OK) ล่ะเพิ่ม ผมปิดประเทศปิดก็ โดนด่า ประชาชนก็เรียกร้อง ผมเปิดก็โดนด่าอยู่ดี ประชาชนมีปัญหาก็อยากกลับบ้านบ้าง อะไรบ้างก็พิจารณากันแล้ว เมื่อมันเกิดก็ต้องแก้ มาย้อนกลับไปให้มันได้อะไรขึ้นมาผมก็ไม่รู้ เหมือนกัน ช่วยสิครับช่วยแก้ปัญหาสิครับ ช่วยหาวัคซีนมาให้ผมสิครับ ติดต่อบริษัทใดบ้าง บอกมาเลย ผมให้ อย. รับทุกวัน นายหน้าทั้งนั้น ไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่าง บอกผมจะหาได้ ๒๐ ล้านโดส (Dose) ๓๐ ล้านโดส (Dose) ผมต้องเชื่อข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข เพราะท่านก็บอกว่าผมไม่ให้ความสำคัญกับกระทรวงสาธารณสุข ผมให้ความสำคัญเขา ในเรื่องของการตรวจสอบคุณภาพ การขึ้นทะเบียน ความไว้วางใจ เอาเข้ามาส่งเดชแล้ว วันหน้ามันจะเกิดวัคซีนปลอมหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่เข้ามาก็ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ ๓ วัน ๕ วันเช็ก (Check) ในแต่ละล็อต (Lot) ด้วยว่ามันจริงหรือเปล่า วันนี้ก็ปลดล็อก อปท. ซื้อได้ซื้อมามีบริษัทมาขึ้นทะเบียนในประเทศไทย คุณก็ซื้อเขากับเขาสิเขาขาย ก็ซื้อกับเขา ไปฉีดก็ดี คนไทยได้ฉีด ผมจะไปแย่งเอาไว้ทำไม ทำให้มันถูกต้องนะครับ อปท. จะซื้อผมก็ดู แล้วจะไปห้ามทำไม ท่านซื้อได้หรือเปล่าแค่นั้นนะ วันนี้ที่ว่าจะซื้อโดส (Dose) เท่านั้นเท่านี้ ซื้อได้หรือยัง ซื้อจากบริษัทไหน บริษัทนี้ขึ้นทะเบียนกับรัฐบาลไม่ใช่หรือ เรื่องซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ซิโนแวค (Sinovac) ก็ขึ้นกับทางรัฐบาล ถ้าท่านซื้อตรงนั้นผมไม่ขัดข้อง มันขึ้นอยู่กับบริษัทเขาจะขายหรือเปล่า หรือเขาจะตัดยอดรัฐบาลที่จองไว้แล้วให้กับท่าน ไม่ใช่เวลาที่จะมาเอาหน้าเอาตากันตอนนี้ ไม่ใช่เวลา เพราะฉะนั้นการจะพูดเรื่องเหล่านี้ ก็ต้องพูดให้มันมีข้อเท็จจริงบ้าง วันนี้ท่านบอกยอดขึ้น ๑๘๕,๐๐๐ กว่าคน นี่คือติดเชื้อสะสม ผมไม่สบายใจ ตอนแรกก็พอ ๑,๐๐๐ กว่าคน ๒,๐๐๐ กว่าคน ทุกคนก็ปล่อยปละกันบ้าง อะไรกันบ้างก็ธรรมดา ผมไม่ได้ว่าอะไร พอมันขึ้นมา ๑๘๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านดูแต่ตัวเลข ๑๘๐,๐๐๐ คนตัวเลขติดเชื้อประจำวัน ท่านเคยดูไหมมันกลับบ้านไปแล้วเท่าไร ๑๘๐,๐๐๐ คน กลับบ้านไปแล้ว ๑๓๖,๒๕๒ คน กลับบ้านเพิ่มทุกวัน เตียงถึงว่าง เพราะฉะนั้นจึงเหลือที่กำลังรักษาอยู่ ๔๗,๖๔๔ คนอย่าเอาตัวเลข ๑๘๐,๐๐๐ คนมาพูด ทุกวัน อยู่โรงพยาบาล ๑๙,๐๐๐ คนโรงพยาบาลสนามอีก ๒,๘๐๐ คนนี่อาการเบา เตียงก็ว่างขึ้น บริหารเตียงให้เตียงโรงพยาบาลว่างเพื่อรับคนอาการหนัก หมุนออกไป หมุนจนไม่รู้จะหมุนอย่างไรแล้ว โรงพยาบาลสนามก็ต้องขอบคุณ หลายภาคส่วนก็ตั้ง โรงพยาบาลสนามขึ้นมา ทุกอย่างมีปัญหาหมดล่ะครับ เมื่อวานนี้รายงานเมื่อวันที่ ๘ ฉีดไปแล้ว ๔๐๐,๐๐๐ กว่าโดส (Dose) เกือบ ๕๐๐,๐๐๐ โดส (Dose) ก็ตามวัคซีนที่มา วัคซีนที่ต้อง บริหารเป็นเดือน ๆ ก็คือว่าเราต้องดูวัคซีนที่เข้ามา ถ้าพูดล่วงหน้ามีเรื่องอีก มันต้องมีการ ปรับแก้ ถ้าบอกจองอย่างเดียว ๑๐ จังหวัดนี่หมดแล้วครับ เพราะตอนหลังทุกคนก็เร่งระดม จองกันใหญ่ แล้วที่เหลือจะเอามาจากไหนล่ะ ก็ต้องปรับกันบ้าง ผมให้มาตรฐาน ๑. ทุกจังหวัดต้องได้รับวัคซีนในการฉีด จะมากน้อยขึ้นตามสัดส่วนประชากรกี่เปอร์เซ็นต์ ทุกจังหวัดต้องได้ จะมากน้อยก็ว่าไป ๒. หากพื้นที่ใดจังหวัดสีแดง คลัสเตอร์ (Cluster) สีแดง ท็อปดาวน์ (Top-Down) ลงไปอีก ภูเก็ตท็อป (Top) ไปให้เปิดภูเก็ตได้ ท่านบอกว่า ทุกประเทศเขาเปิดกันแล้ว เรายังไม่เปิด พอผมเปิดท่านก็บอกว่าปลอดภัยหรือเปล่า ก็ต้อง ฉีดวัคซีนให้ได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เตรียมตั้งหลักเปิดไว้เดือนกรกฎาคม ก็คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวมา ที่เขาสัญญากันไว้ ททท. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็คาดว่าจะมีคนเข้ามาประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคนระยะแรก เราก็ต้องดูแลให้ดี วันนี้ พาสปอร์ต (Passport) วีซ่า (Visa) ก็มีก็เตรียมการไว้ ถ้าเราฉีด ๒ เข็มแล้วก็ไปได้ แต่สำคัญ เขารับเราหรือเปล่า🔗
เรื่องการจ้างงาน ม.๓๓ ผมเห็นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานก็พูด ทุกวัน พูดทุกวันจริง ๆ ไม่เคยฟังหรอก ตกงานเท่านั้นตกงานเท่านี้ มันก็มีตกครับ ตกมาก ตกน้อย เราให้เงินฟื้นฟูไปคือฟื้นฟูไม่ให้ลดการจ้างงาน จ่ายครึ่งหนึ่งบ้าง อะไรไปบ้าง หลายคนก็อยู่ในระบบธุรกิจทั้งนั้นล่ะครับ ท่านก็รู้ว่าบริษัทมีเท่าไรในประเทศไทย บริษัทใหญ่ บริษัทกลาง บริษัทเล็ก เอสเอ็มอี (SMEs) วิสาหกิจชุมชน วันนี้รัฐบาลเดินหน้า หลายอย่างด้วยกันในเรื่องของการที่จะวางอนาคต แต่อนาคตคืออนาคต แต่ผมวางให้ มองเห็น ที่ผ่านมามีการวางอนาคตแต่ไม่เห็นอนาคต ทุกอย่างวัดผลได้ครับ ตรวจสอบได้🔗
ในเรื่องของการกระจายไปแต่ละจังหวัดเป็นอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด สสจ. สาธารณสุขจังหวัดกับคณะทำงานที่โน่น เมื่อกระจายไปแล้วจังหวัดจะเป็นผู้ไปบริหารตรงโน้น กลุ่มไหน อะไร อย่างไร ตามมาตรการของ ศบค. บางครั้งมันไม่พอก็ต้องรองวดต่อไปนิดหนึ่ง ก็วัคซีนมาอย่างนี้ ถ้ามันไม่มีสถานการณ์แพร่ระบาดมันไม่ต้องปรับหรอกครับ อย่าเอาวัคซีน เป็นเรื่องของการเมือง ผมไม่เคยมองการเมืองในการทำงานของผม ผมให้เกียรติกับการเมือง เพราะนี่คือระบอบประชาธิปไตยที่เราทุกคนยอมรับ ผมให้เกียรติท่าน แต่บางครั้งการทำ การเมืองอย่างเดียวมาก ๆ มันไปไม่ได้หรอกประเทศ ผมเคารพนะครับ🔗
เรื่องโคแวกซ์ (COVAX) ก็พูดแล้วพูดอีก อธิบายไปแล้ว ครั้งที่แล้วก็ ๒ คน ผมก็อธิบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็อธิบาย ใครก็อธิบาย วันนี้ก็พูดอีกแล้ว โคแวกซ์ (COVAX) ผมถามว่าประเทศที่กล่าวมาเมื่อสักครู่ว่าได้วัคซีนจากโคแวกซ์ (COVAX) เท่าไร ได้หรือยัง วันนี้โคแวกซ์ (COVAX) จะบังคับให้บริษัทเอาวัคซีนมาแจกจ่ายเลย เพราะ มันตกลงกันไม่ได้ เราต้องเอาเงินไปมัดจำกับเขาตั้งเท่าไร ราคากำหนดเองก็ไม่ได้ เพราะเรา คาดหวังว่าเราจะได้ช่องทางในการติดต่ออย่างนี้มา แล้วตอนนี้ก็มาแล้ว ใครบอกว่าเดือนมิถุนายนไม่มา ใครที่พูดไว้ว่าจะลาออก พอมาแล้วทำไมไม่ออกล่ะ ตัวเลข ยิบยับอยู่อย่างนี้ ฉีดเท่าไรแต่ละวัน วัคซีนไปเท่าไร แอสตร้าเซเนก้า (AstraZeneca) ไปเท่าไร ผมควรจะต้องรู้ไหม ผมเป็นคนเรียนรู้อย่างนี้ ตรงไหนที่มันดูไม่เหมาะสม ผมก็โป๊ะให้ ผมหารือกับกระทรวงสาธารณสุขกระทำได้ไหม มีวัคซีนที่สำรองไว้บ้างหรือเปล่า มันต้อง เผื่อไว้หมดล่ะครับ บางจังหวัดอาจจะลดลงบ้าง เพราะว่าอะไร เพราะการแพร่ระบาดมันน้อย ก็ขอเสียสละให้คนอื่นหน่อยหนึ่ง ถ้าคุณต้องการทั้งหมดเวลาเดียวกันมันเป็นไปไม่ได้ อยู่แล้ว ไม่มีใครทำได้หรอกครับ แต่เราพยายามทำให้เต็มที่ วันนี้ก็ซิโนแวค (Sinovac) แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ไฟเซอร์ (Pfizer) ไบโอเทค (Biotec) จอนห์สันแอนด์ จอนห์สัน (Johnson & Johnson) จะส่งมอบในไตรมาส ๓ พูดแล้วพูดอีก บอกเดือนหน้า ซิโนฟาร์ม (Sinopham) สปุตนิก (Sputnik) เตรียมไว้หมด สำคัญบริษัทตัวแทนประเทศไทย มีไหม ถ้ามาติดต่อขึ้นทะเบียนให้เลย ทำสัญญาให้ได้ก็แล้วกัน มันจะหวงไว้ทำไม มันจะได้ คะแนนเสียงตรงไหนรัฐบาลเก็บวัคซีนไว้นี่ ผมไม่เข้าใจ ผมไม่เคยเอาชีวิตคนมาเป็นของเล่น การใช้จ่ายเงินกู้ท่านก็บอกว่าเบิกช้า เบิกได้ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านฟังหรือเปล่า เมื่อวานผมก็แถลงไป เงินทั้งหมด ๑ ล้านล้านบาท เหลืออยู่ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ละอย่าง มันยังไม่ได้เป็นเม็ดเงิน เพราะกำลังอยู่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ฟังเวลาเขาพูด เรื่องหนี้สาธารณะอะไรต่าง ๆ ก็อย่าทำให้ประชาชนเขาตื่นตระหนก ผมก็ต้องระมัดระวัง อย่างที่สุด ผมพูดหลายครั้งแล้ว หนี้สาธารณะจะ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ผมถามว่า ผมเข้ามาในปี ๒๕๕๗ หนี้สาธารณะเท่าไร ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ผมกู้มาหรือเปล่า ก็เปล่า ผมทำขึ้นมาอีก ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ และผมเกิดเม็ดงานมาเท่าไร มองตรงนี้สิครับ เอามาเทียบ เลยผลงานของท่าน ผมคงไม่พูดอะไรซ้ำอีกแล้วนะครับเพราะท่านรัฐมนตรีก็ชี้แจงมาหลายครั้ง แล้ว ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็พูดไปแล้ว ที่ผมพูดนี้ก็ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าผมก็เป็นคนมีชีวิต จิตใจเหมือนกันนะ ถึงผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม ผมอดทนอย่างที่สุดแล้วล่ะ ทุกท่านก็รู้ นิสัยผมอยู่ ผมเคารพท่าน ให้เกียรติท่าน ผมให้เกียรติท่านผมให้เสมอ ท่านต้องรู้จักการให้เกียรติ คนอื่นบ้าง เมื่อเช้านั่งอยู่ในห้องนี้ก็มี โหวกเหวกด่านายกรัฐมนตรี ไล่นายกรัฐมนตรีออกไป สักที มันใช่เวทีไหมผมไม่รู้เหมือนกัน ผมไม่รู้ทำอะไรได้บ้างที่รัฐสภา ผมไม่รู้ตอนนี้ ท่านประธานก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เมื่อกี้ก็ไปแถลงข่าวกันข้างล่าง เอาผู้ต้องหามาแถลงสู้คดี อยู่ข้างล่างใต้ถุนสภานี่ อะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย ผมไม่รู้ ท่านประธานดูแลไม่ไหวหรอก ทุกคนต้องช่วยกัน โอเค (OK) นะครับ เดี๋ยวถ้ามีปัญหาอะไรต่าง ๆ ก็ตามผมก็มอบหมายให้ ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจง ผมก็คงแค่นี้ ถ้ามีอะไรผิดตกบกพร่อง ผิดพลาดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยแล้วกัน กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาไปยังสมาชิกที่เคารพที่รักทุกคน สวัสดีครับ🔗
มีผู้ชี้แจง จะชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ ถ้าไม่มี ขอเชิญ ท่านพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ต่อครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ หวังว่าเสียงของดิฉันจะทำให้ทุกคนสบายใจมากขึ้นนะคะ ท่านประธานคะ เรื่องของ พ.ร.ก. เงินกู้โควิด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เราจะคุยกันต่อจากนี้ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลดิฉันก็มีความหวังเป็นอย่างยิ่งที่คำอภิปรายของเราจะได้เกิด ประโยชน์และเป็นกำลังใจให้กับคณะรัฐบาลได้ทำงานให้ถูกต้องตามประเด็นนะคะ ที่สำคัญ ที่สุดคือเราควรจะใช้บทเรียนเงินกู้ พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาทมาคุยกันก่อน เพราะที่ผ่าน ๆ มา ปัญหาเรามีอย่างไรบ้าง อันแรกที่เราทำเรื่องขอเงินช่วยเหลือเยียวยาประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำได้ดีมาก ตรง ลงประเด็นและประชาชนได้ประโยชน์ รัฐบาลก็มีชื่อเสียงขึ้นทุกคนสบายใจ แต่ ๒ เรื่องต่อไปคือเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท และสาธารณสุข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าดำเนินการอยู่ ท่านนายกคะ ถ้าท่านนายก ได้ยินเสียงดิฉันฝากบอกผ่านท่านประธานว่าเล่าให้เราฟังสิคะ เราจะได้ไม่ต้องเป็นกังวล เราเองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลจะได้ช่วยกันทำการบ้านบอกประชาชน ดิฉันจะได้บอก กำนันตำบลกสิกุลที่ศาลาด่าน เจ้าของโรงแรม บอกน้องสุวิภา ห้วยลึก โรงแรมอรามาวิลเลจ ที่เกาะลันตา บอกบังนับที่ทำรถเสียหาย ๔๐-๕๐ คันที่เกาะลันตาว่าเรากำลังช่วยเหลือเขาอยู่ ถ้าเราบอกความจริงกับประชาชนสิ่งนี้ก็น่าจะเกิดขึ้นเป็นประโยชน์กับทุก ๆ คนนะคะท่าน ประธาน สาธารณสุข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคะ ดิฉันว่ามันไม่ตรงประเด็น ปัญหา คือทุกวันนี้เรายังเห็น ๆ อยู่ว่าโรงพยาบาลยังขอบริจาคเสื้อพีพีอี (PPE) ขอบริจาคเครื่อง ไฮโฟลว์ (High Flow) ต่าง ๆ จัดสรรให้โรงพยาบาลให้ครบเถอะค่ะ และมันคงจะเป็นเรื่องที่ เศร้ามากถ้าเราต้องรู้ว่าหมอต้องเลือกว่าใครจะต้องตายก่อนหรือใครจะต้องตายหลังจากที่ อุปกรณ์ที่เราไม่มี ดิฉันหวังว่าเรื่องนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างเร็ว เพื่อสุขภาพจิตและสุขภาพ กายที่ดีของประชาชน ท่านประธานคะ ท่านประธานอย่าลืมว่าพี่ตูนที่เคยวิ่งหาเงินให้ ตอนนี้ พี่ตูนคงหาเงินให้เราไม่ได้แล้ว เพราะว่าน้องก้อยก็มีหลานแล้ว คงหมดเวลาในการวิ่งหาเงิน อีก ฉะนั้นเงินที่จะเกิดขึ้นเป็นเงินที่สำคัญ ซึ่งคงไม่มีใครมาช่วย ก็หวังว่ารัฐบาลนี่ล่ะค่ะจะเป็น คนช่วยดูแลให้🔗
เรื่องต่อไปนะคะ ท่านประธาน เรื่องของแผนโควิด (COVID) ก็รู้สึกว่าท่านนายกรัฐมนตรีค่อนข้างจะอารมณ์ เสียเรื่องของแผนนี้ แต่ท่านประธานคะดูสิคะ เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน วันนี้เดือนมิถุนายนแล้วเราได้ ๗.๓๓ ล้านโดส (Dose) คำถามคือ ๗.๓๓ ล้านโดส (Dose) มันมาจริงไหมคะ ถ้ามันมาจริงดิฉันจะขอฟ้อง ท่านประธานผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรีว่า จังหวัดกระบี่ ดิฉันขอวัคซีน ๑๕๐,๐๐๐ โดส (Dose) ตามแผนพัฒนา มีการต่อรองเหลือ ๕๐,๐๐๐ โดส (Dose) จาก ๑๕๐,๐๐๐ โดส (Dose) ขอเหลือ ๕๐,๐๐๐ โดส (Dose) และตอนนี้ให้มาแค่ ๑๕,๐๐๐ โดส (Dose) แล้วจังหวัดดิฉัน จะทำตามกติกาได้อย่างไรคะ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดต้องทำจดหมายถึงท่านนายกรัฐมนตรี ขอปันส่วนไปเรื่อย ๆ และวันนี้แผนการต่าง ๆ ก็ยังไม่มา ถ้าใครรายงานท่านนายกรัฐมนตรี ว่ามาแล้วดิฉันขอแก้ไขให้ท่านค่ะว่ารายงานผิด ตอนนี้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเดือดร้อนมาก เพราะว่าไม่รู้ว่าของจะมาเมื่อไร ของจะมาค่ะ แต่ไม่รู้จะมาเมื่อไร หมอทำงานไม่ได้ ท่านประธานคะ ดิฉันฝากความหวังนี้ไว้ด้วย ความจริงคือมันยังไม่มาเท่าที่ควรตามที่สัญญา และการทำงานของแพทย์ก็ทำไม่ได้🔗
ท่านประธานคะเรื่องของภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ก็ต้อง ขอบพระคุณรัฐบาลที่มีความก้าวหน้าสามารถเปิดอันดามันให้ดิฉันได้ ตัวภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) นี้เดินหน้าฉีดวัคซีนได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และ ๑ ก.ค. นี้ เปิดรับ นักท่องเที่ยวให้ได้ ก็หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะจัดสรรตามสัดส่วนและความจำเป็น ยุทธศาสตร์ของประเทศชาติให้สำเร็จให้ได้ แต่ท่านประธานคะดูสิคะว่าหลังจากนี้วันที่ ๑ ตุลาคมเราจะทำอย่างไรบ้าง ๑ ตุลาคมเราจะเปิดอีกแล้วนะคะอีก ๑๐ จังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งจังหวัดกระบี่ก็อยู่ในนั้นด้วย ดิฉันก็หวังว่าจะได้รับการจัดสรรตามยุทธศาสตร์ด้วย สุดท้าย ค่ะท่านประธานคะ ดิฉันหวังให้การกู้เงินรอบนี้เป็นการกู้เพื่อพยุงชาติ วัคซีนนี้เป็นวัคซีน แก้ปัญหาความยากจน แก้โรคระบาดแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม และไม่ใช่การกู้เพื่อผล ทางการเมือง ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ท่าน สมาชิกอีก ๔ ท่านนะครับ ท่านวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ท่านวัชรพล โตมรศักดิ์ พลตำรวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี และท่านวิวัฒน์ นิลวัชระมณี นะครับ เชิญท่านวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ พรรคเพื่อไทยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย พระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเกิดจากคณะรัฐมนตรี โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีมติให้ตรากฎหมายเป็นพระราชกำหนด เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยให้อำนาจกระทรวงการคลังเป็นผู้กู้ เป็นการกู้เพิ่มเติม ครั้งที่ ๒ ต่อจาก พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๓ โดยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เป็นต้นไป ท่านประธานที่เคารพครับ ในรายละเอียดของ พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้มีด้วยกัน ๕ หน้า ๙ มาตรา หากคิดตามประสาชาวบ้าน ธรรมดา การขอกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กระดาษเอ ๔ (A4) ๕ แผ่น ตกแผ่นละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าลงทุนน้อยแต่ขอกู้เยอะ รัฐบาลให้เหตุผล ขออนุญาต ท่านประธานอ่านเพื่อความถูกต้อง รัฐบาลให้เหตุผลในการให้กระทรวงการคลังขอกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครั้งนี้ โดยให้เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือโดยที่ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ยังระบาดอย่างต่อเนื่องและรุนแรง มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนและต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศอย่างหนักหน่วงและกว้างขวาง เป็นวิกฤติสำคัญที่จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไข โดยเร่งด่วน และต่อเนื่องกับการแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้ ดำเนินการอยู่ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของ ประเทศ และปกป้องภัยพิบัติสาธารณะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ ก่อนที่จะ อธิบายรายละเอียด พอถึงตรงนี้ผมมีคำถามถามท่านนายกรัฐมนตรี หรือถามท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผู้ที่จะมีอำนาจในการกู้ว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ฉุกเฉินรีบด่วน จริงไหมช่วยตอบด้วย หากรีบด่วนแต่ไม่ฉุกเฉิน ทำไมรัฐบาลไม่เสนอเป็นพระราชบัญญัติ ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติให้ถูกต้องตามกระบวนการตรากฎหมายการใช้เงินแผ่นดินที่ถูกต้องตาม ครรลองคลองธรรม และมีคำถามต่อ รัฐบาลมีการอนุมัติใช้เงินกู้นี้แล้วหรือยัง🔗
คำถามต่อมาขอถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า งบประมาณ ซึ่งผมจะอธิบายเงินกู้นี้ในแผน ๒ แผน ๓ นั้น กระทรวงอุตสาหกรรมมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ผมเกรงว่างบประมาณในส่วนนี้กระทรวงการคลังจะนำไปใช้จ่ายผิดโรงงานอุตสาหกรรม วกมากรอบการใช้เงิน ท่านประธานที่เคารพครับ กรอบการใช้เงินมาดูในรายละเอียดแล้วมี อยู่ ๓ แผนงาน🔗
แผนงานที่ ๑ ให้กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบในวงเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงสาธารณสุขมีทั้งบุคลาการทางการแพทย์ สถานพยาบาล วัคซีน อื่น ๆ อีกมากมาย ถามว่างบประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้พอไหม ไม่พอ และพิจารณาดูแล้วว่างบประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมีการใช้จ่ายจริง เหมาะสมที่จะออก พ.ร.ก. ตัวนี้ได้ แต่มาดูแผนงาน ที่ ๒ ที่ ๓🔗
แผนงานที่ ๒ ในวงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการเยียวยาให้กับพี่น้อง ประชาชนและผู้ประกอบการที่ถูกผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19)🔗
แผนงานที่ ๓ ก็เช่นเดียวกัน เป็นการช่วยผู้ประกอบการจ้างแรงงานรวมแล้ว แผนที่ ๒ แผนที่ ๓ นั้นถ้าพิจารณากันโดยตรง ถามว่าฉุกเฉินไหมไม่ฉุกเฉิน จำเป็นที่จะต้อง ออกพระราชกำหนดไหม ผมบอกได้เลยว่าไม่จำเป็น สามารถที่จะออกเป็นพระราชบัญญัติได้ นำเข้าสู่สภาพิจารณา หากเหตุผลเพียงพอพวกเราก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนผ่าน พระราชบัญญัติเงินกู้ในส่วนนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ มาดูว่าถ้ากู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี้แล้ว จะเกิดผลกระทบอะไรต่อประเทศชาติ บอกได้เลยว่าหนี้สาธารณะสูงขึ้น คาดว่า สิ้นปี ๒๕๖๔ จะเพิ่มขึ้นที่ประมาณ ๕๘.๙ เปอร์เซ็นต์ ผลกระทบต่อมาก็คือรายจ่ายภาครัฐ สูงขึ้น และอันต่อมาท่านประธานที่เคารพครับ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติคือ ส่อไปในทางทุจริต ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีเหตุผลที่ไม่สามารถเห็นด้วยกับ การตราพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ของรัฐบาลชุดนี้ซึ่งมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ๑.๗ ปีที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ บริหารงบประมาณแผ่นดินไร้ประสิทธิภาพ หนี้สาธารณะสูงขึ้นทุกปี รัฐบาลก็คงจะ แก้กฎหมายเพื่อขยายเพดานเงินกู้และก่อหนี้สูงขึ้น ข้อต่อมาท่านประธานที่เคารพ การจัดเก็บรายได้ต่ำลงทุกปี ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลเติมเงินลงอย่างมากมาย ขอเวลาอีกสัก ๑ นาทีครับท่านประธาน ๓. รัฐบาลไม่มีความสมารถในการบริหารงบประมาณแบบขาดดุล ให้มีประสิทธิภาพได้ ๔. รัฐบาลขาดประสิทธิภาพในการกระจายงบประมาณออกไป อย่างหน่วยงานที่มีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ ๕. การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารผิดพลาดมาโดยตลอด ส่งผลกระทบต่อด้าน เศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยตกต่ำ อัตราคนว่างงานมากขึ้น ประชาชนยากจน มากขึ้นด้านสังคมเต็มไปด้วยยาเสพติด มิจฉาชีพเต็มบ้านเต็มเมือง ด้านการเมือง ไม่เป็นประชาธิปไตย มุ่งเน้นธุรกิจการเมือง เป็นเผด็จการ ไม่ให้ความสำคัญกับ ฝ่ายนิติบัญญัติหลงอำนาจฝ่ายบริหาร กราบวิงวอนพี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศ ให้คอยติดตามการอภิปรายเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในครั้งนี้ว่าท่านสมาชิกท่านใด ที่อภิปรายสนับสนุนให้กู้ ท่านสมาชิกท่านใดที่อภิปรายคัดค้านเพื่อประกอบการตัดสินใจ ในการเลือกตั้งซึ่งจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ จากเหตุผลดังกล่าวผมจึง ไม่สามารถที่จะสนับสนุนให้พระราชกำหนดฉบับนี้และให้กระทรวงการคลังกู้เงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านวัชรพล โตมรศักดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา ด้วยเวลาที่ได้รับจัดสรร เพียงน้อยนิดในฐานะตัวแทนของพรรคชาติพัฒนา กระผมขออนุญาตได้อภิปรายใน พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่ทางรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงการคลังได้เสนอต่อสภาแห่งนี้ ท่านประธานสภาที่เคารพ ผมจะ ใช้เวลาเพียงน้อยนิดเพื่อลุกขึ้นมาเพื่อกราบวิงวอนไปยังเพื่อนสมาชิกทั้งซีกรัฐบาลและ ซีกฝ่ายค้านว่าวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่คนทั้งโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย เรากำลังเจออยู่ในขณะนี้ ซึ่งส่งผลมาเป็นระยะเวลาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๒ ถึงในปัจจุบันนี้ เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นและปัญหาของเรื่องเศรษฐกิจ และพี่น้องประชาชนเดือดร้อนกัน ทุกหย่อมหญ้า เพราะฉะนั้นพระราชกำหนดในการกู้เงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ผมขออนุญาตพูดอย่างความเป็นธรรมว่าผมนั้นเห็นด้วย ไม่ว่าประเทศไหนในโลกนี้ วิธีเดียว ที่จะเยียวยาและแก้ไขได้ก็คือการที่ทำอย่างไรในขณะที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ธุรกิจ ต่าง ๆ ต้องปิดตัวลง เงินรายได้ของประเทศไม่มี สิ่งเดียวที่จะเยียวยาได้ก็คือรัฐบาลจะต้องหา วิธีการในการที่จะช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเราได้มีการอนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงินไปจำนวน ๑ ล้านล้านบาท แต่เราไม่คาดคิดเลยว่าเหตุการณ์ระบาดของโควิด (COVID) จะเกิดเป็น ระลอกที่ ๓ ที่หนักหนาสาหัสจนถึงปัจจุบันนี้ ผมจึงขออนุญาตได้ตั้งข้อสังเกตและในการ นำเสนอต่อรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทั้งหมด ๓ แผน ซึ่งใน พ.ร.ก. ได้กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ ๑ การแพทย์และสาธารณสุข จำนวน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท การช่วยเหลือ เยียวยาและชดเชย จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายก็คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม อีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมอยากจะเห็นการใช้เงินกู้เป็นประโยชน์สูงสุด แก่พี่น้องประชาชน🔗
หลักแรกที่ต้องให้เกิดขึ้นก็คือทำอย่างไรที่จะให้เกิดความรวดเร็ว วันนี้ ประชาชนเดือดร้อนกันครับ ทำอย่างไรที่วัคซีนจะฉีด ถึงวันนี้เราต้องยอมรับว่าวัคซีนอาจจะ ไม่มาตามเป้าที่กำหนด แต่อย่างน้อยในสิ้นปีนี้รัฐบาลจะต้องดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับ คนไทยทั้งประเทศให้ครบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์🔗
หลักที่ ๒ ในเรื่องของความโปร่งใสและให้ทั่วถึงให้เกิดความยุติธรรม ต่อพี่น้องประชาชน เพราะที่ผ่านมานั้นเราจะได้รับกระแสเสียงว่ามีการสนับสนุนในเรื่อง การช่วยเหลือนั้นบางกลุ่มได้ บางกลุ่มไม่ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไข🔗
หลักต่อไปครับ ผมอยากจะเห็นการกระจายอำนาจในเรื่องขององค์กร ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรองและการใช้จ่ายเงินกู้ ท่านประธานทราบไหมครับ ที่ผ่านมามีปัญหาอย่างยิ่งต่อการที่คณะกรรมการได้พิจารณากลั่นกรอง มีขั้นตอนต่าง ๆ มากมาย เป็นไปได้ไหมครับ ที่เราอยากจะเห็นคณะกรรมการกลั่นกรองในระดับจังหวัด ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจให้กับทางจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการกำหนดหลักเกณฑ์และการติดตามประเมินผลให้มีคุณภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนอย่างสูงสุด เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยัง รัฐบาลให้ใช้เงินกู้ครั้งนี้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลแก่พี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป พลตำรวจโท วิศณุ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ก็ต้องขอบคุณทางเจ้าหน้าที่สภาที่ได้จัดคอกใส ๆ ตรงนี้นะครับ ก็ทำให้ผม มีความรู้สึกอบอุ่นแล้วก็ปลอดภัยขึ้นครับ แล้วการอภิปรายของผมในวันนี้ก็จะไม่มีเรื่องของ หนี้สาธารณะจีดีพี (GDP) อะไรทั้งหลายให้ต้องคิดมาก ผมขออนุญาตอภิปรายแล้วก็นำเสนอ ในการอภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๖๔ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ แผนงาน โครงการของพระราชกำหนดดังกล่าวนั้นทางเพื่อนสมาชิกก็ได้กล่าวกันไปมากมายแล้ว ว่ามันมีอยู่ด้วยกัน ๓ แผนสั้น ๆ ก็คือแผนงานโครงการเพื่อที่จะแก้ปัญหาการระบาดของ โควิด (COVID) ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ แล้วก็แผนงานโครงการการช่วยเหลือ เยียวยาชดเชยให้แก่ประชาชนทุกสาขาอาชีพ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาด ซึ่งกระทรวงการคลังรับผิดชอบ แล้วก็แผนงานที่ ๓ ซึ่งเป็นแผนงานโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาด ซึ่งกระทรวงการคลังรับผิดชอบ ท่านประธานครับ ขออนุญาตเจ้าหน้าที่โสต ได้กรุณาขึ้นภาพตามที่ผมได้อภิปรายด้วยนะครับ🔗
อยากเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าวันนี้ต้องถือว่าผมส่งเสียงนี้ไปยังทางรัฐบาลแทนผู้คนที่เป็นรากหญ้า เพราะว่า ในการอภิปรายแสดงความคิดเห็นของผมนี้ ผมจะเน้นไปที่การช่วยเหลือเยียวยาชดเชย ให้แก่ประชาชนทุกสาขาอาชีพ อยากเรียนท่านประธานว่าคีย์เวิร์ด (Keyword) ของเรื่องนี้ มันน่าจะอยู่ที่คำพูดประโยคสั้น ๆ ก็คือว่าการดำเนินการของรัฐบาลยังอยู่บนความเสมอภาค เป็นธรรมแล้วก็ทั่วถึง ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ขึ้นตามด้วยนะครับ เพราะว่าในการ ดำเนินการตามพระราชกำหนดฉบับก่อน ๑ ล้านล้านบาทนี้ มันมีปัญหา มีข้อสงสัยอะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องของในความไม่เสมอภาค ไม่เป็นธรรมและไม่ทั่วถึงมาโดยตลอด ถ้าใครติดตาม ในโลกโซเชียล (Social) จะเห็นว่ามันมีการเหน็บแนมเย้ยหยันว่าคนที่ไม่มีสิทธิได้ก็ได้ คนไม่มีสิทธิควรได้ก็ได้ คนมีสิทธิควรได้ก็ไม่ได้ เหตุที่ผมได้หยิบยกปัญหาของรากหญ้า มานำเสนอนี้ก็เนื่องจากว่าผมกับครอบครัวมีอพาร์ตเมนต์ (Apartment) เล็ก ๆ อยู่แถว ดอนเมือง ๓๐ ห้อง ปรากฏว่าวันนี้ผู้เช่าของเราขาดการจ่ายค่าเช่า ผู้เช่าน้อยลงหายไป เป็นครึ่ง ด้วยความสงสัยผมก็มีโอกาสได้ไปพบพูดคุยกับผู้คนเหล่านี้ ก็หลากหลายอาชีพครับ ท่านประธาน มีมาจากทุกภาคเลย มีร้านอาหาร มีร้านเสริมสวย แผงขายผลไม้ รถขาย ก๋วยเตี๋ยว หมอนวดแผนโบราณ แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทุกคนวันนี้เรียกว่าชีวิตถึงทางตัน กันทั้งนั้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่นร้านขายอาหารวันนี้ก็ขายไม่ได้ เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ได้พูดไปว่าวันนี้ร้านอาหารถูกปิดไป ๕๐,๐๐๐ ร้าน ตรงนี้เขาไปทำอะไรครับ สำหรับคนที่ทำ ร้านอาหาร ๒-๓ เจ้าก็ดิ้นรนไปขายยางปัดน้ำฝนข้างทาง เพราะฉะนั้นถ้าไปเจอคนขาย ยางปัดน้ำฝนก็ช่วยอุดหนุนด้วยนะครับ พวกนี้เข้าไม่ถึงเงินทุนครับท่านประธาน เพราะว่า มันเป็นการยากที่คนระดับรากหญ้าจะเข้าถึงเงินทุน แต่ว่าอย่างไรก็ตามผู้ที่มีความคิด ความอ่านหรือว่ามีสมาร์ตโฟน (Smartphone) มีอะไรต่าง ๆ พวกนี้ก็จะเข้าไปที่มายโมโควิด (MyMo COVID) ซึ่งเป็นเงินกู้บรรเทาความเดือดร้อนของธนาคารออมสิน แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็อาจจะเป็นเรื่องของความยุ่งยาก เพราะว่าผู้ที่เข้าไปกู้เงินก็จะต้องเป็นลูกค้าของธนาคาร แล้วก็ต้องมีประวัติที่ดี แม้ว่าจะไม่มีคนผู้ค้ำประกันก็ต้องมีสมาร์ตโฟน (Smartphone) ต้องเข้าไปที่แอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ แล้วธนาคารก็ต้องตรวจสอบว่าเป็น เอ็นพีแอล (NPL) ไหม ติดเครดิตบูโร (Credit Bureau) หรือเปล่า ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จะต้อง สร้างความยุ่งยากให้กับผู้ค้าเหล่านี้ แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่าเมื่อปล่อยให้กู้ ได้มีโอกาสคุยกับ เพื่อน ๆ ที่เป็นผู้บริหารบอกว่าแปบเดียวหมดเลย ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าไม่ได้ด้วยนะครับ เพราะว่าการจราจรคับคั่ง แล้วผมก็ได้ทราบว่าเงินเหล่านี้เป็นเงินฝากของธนาคาร ของชาวบ้านที่ไปฝากกับธนาคาร ไม่ใช่เงินกู้ตาม พ.ร.ก. ก็ฝากรัฐบาลไปถึงตรงนี้ด้วยว่า เงินเหล่านี้จะมีโอกาสได้เยียวยาให้ผู้กู้เหล่านี้ซึ่งกู้ไม่ทัน ไม่มีโอกาสได้กู้ นำไปใช้ในการ ลงทุนด้วย นอกจากนั้นปัญหาที่ตามมาอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่าถ้าเขาไม่ได้เป็นลูกค้า ของธนาคาร หรือว่าไม่มีแอปพลิเคชัน (Application) ไม่มีมือถืออะไรต่าง ๆ กู้ไม่ได้ พวกนี้ก็จะไปกู้กับอาบัง นายทุน ไปกู้กับเงินกู้นอกระบบทั้งหลาย ผมอยากฝากท่านประธาน ไปถึงผู้เกี่ยวข้องนะครับว่ามันมีแอปพลิเคชัน (Application) เงินกู้ตอนนี้เกิดขึ้นมากมายครับ แอปพลิเคชัน (Application) เหล่านี้ใครที่มีสมาร์ตโฟน (Smartphone) เข้าไป ในแอปพลิเคชัน (Application) ได้ก็จะมีนายทุนเงินกู้ ให้เจ้าหน้าที่ตอบมาว่าสามารถกู้ได้ แล้วก็กู้ ๒,๐๐๐ บาท ได้รับเงินเพียง ๑,๒๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายไป ๘๐๐ บาท แล้วก็มี ค่าทวงถาม ๒๐๐ บาท แล้วเอามาคืนภายใน ๗ วัน เมื่อคนเหล่านี้มีข้อมูลของผู้กู้ ถ้ามีการ บิดเบี้ยวก็จะมีการทวงถามไปยังคนใกล้ชิดที่มีประวัติอยู่ในโทรศัพท์มือถือ หรือว่านำภาพ วาบหวิวอะไรต่าง ๆ ไปข่มขู่ ทำให้ได้รับความชอกช้ำ หนักเข้าไปอีกนะครับ ร้ายกว่าการกู้ จากอาบัง จากนายทุนเงินกู้อีกนะครับ สิ่งเหล่านี้ผิดกฎหมายทั้งนั้นท่านประธานครับ ทั้งการ ข่มขู่ การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา แต่ว่าก็ยังทำมาหากินอยู่ได้ ท่านประธานครับ ผมได้เข้าไป ดูข้อมูลทั้งหลาย แล้วก็ได้ไปสอบถามพวกรากหญ้า วันนี้ทางรากหญ้าต้องการให้รัฐบาล ดำเนินการเรื่องการพักชำระหนี้ นี่เป็นหลักเลย มาอันดับหนึ่งเลย เรื่องส่งดอกเบี้ย ยกเว้น การส่งต้น โดยเฉพาะอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดปัญหามากก็คือเรื่องเครดิตบูโร (Credit Bureau) ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนจักรยานยนต์อะไรแล้วขาดผ่อน ๓ งวด ชื่อไปอยู่ในเครดิตบูโร (Credit Bureau) ก็ทำอะไรไม่ได้ กู้ธนาคารก็ไม่ได้ แม้แต่กู้มายโม โควิด (MyMo COVID) ของออมสินก็ไม่ได้นะครับ ตรงนี้ก็ต้องฝากไปว่าเรามีช่องทางอย่างไรบ้างที่จะยกบัญชีเหล่านี้ ออกไปก่อน เพื่อจะให้คนรากหญ้าเหล่านี้ได้มีโอกาสที่จะกู้เงินได้นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ช่วงตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ กรมนโยบาย เศรษฐกิจแรงงานมหภาคของกองเศรษฐกิจการแรงงานได้สำรวจ พบว่ามีคนว่างงาน ๓๑๐,๐๐๐ คน ถูกเลิกจ้าง ๑๑๔,๐๐๐ คน รวมแล้วก็ประมาณสัก ๔๒๐,๐๐๐ คน นอกจากนั้นยังมีนักศึกษาจบใหม่ก็อีกประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้ก็เป็นความห่วงใยครับ เพราะว่าเมื่อไรที่คนตกงาน คนว่างงาน เศรษฐกิจแย่ ประกอบไปด้วยพิษโควิด (COVID) อะไรทั้งหลายนี้มันก็จะไปสัมพันธ์กับเรื่องของปัญหาอาชญากรรม เมื่อไรที่เศรษฐกิจตก อาชญากรรมจะเพิ่ม แล้วสุดท้ายก็อาจจะตกอยู่บนบ่าของตำรวจ เป็นภาระอีกต่างหาก แล้ววันหนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะวนเวียนมาเจอกับเราก็ได้นะครับ ผมก็คงเหมือนกับ เพื่อนสมาชิกทั้งหลายว่าก็คงไม่เห็นชอบ แต่ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ตาม ผมคิดว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็คงผ่านอยู่ดีนะครับ แต่ว่าขอให้ทางรัฐบาลและทางคณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ผู้ที่เกี่ยวข้องนำข้อคิดเห็น ข้อท้วงติง ข้อเสนอแนะทั้งหลายที่พวกเราได้อภิปรายก็นำไปปรับ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ครับ แล้วก็สุดท้ายก็ขอจบการอภิปรายเงียบ ๆ ไปกับวาทะของ ขงเบ้งบนจอครับ สวัสดีครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านวิวรรธน์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอถือโอกาสนี้เสนอแนวคิดด้านปรัชญาโดยขออนุญาตใช้เวลาไม่เกิน ๕ นาทีครับ จากการอภิปรายทั่ว ๆ ไปของเพื่อน ๆ สมาชิกที่ตรงกันว่าปัจจุบันปรากฏการณ์ ทั่วไปภายในประเทศของเรามีปัญหาที่จะต้องแก้ปัญหาเยียวยาประเทศอย่างรวดเร็ว ในทุก ๆ เรื่องเพราะอยู่ในภาวะวิกฤติของโรคที่ระบาดไปทั่วโลกจนทำให้รุนแรงกระทบ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคมที่จะต้องเกิดการปรับปรุง เปลี่ยน ให้ทันกับสถานการณ์ อย่างรวดเร็ว ซึ่งได้มีเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอแนวทางไว้แล้วอย่างครบถ้วน จึงเป็นโอกาสนี้ที่รัฐบาลจะใช้การบริหารจัดการได้อย่างตรงประเด็น เพราะเป็นหน้าที่ของ รัฐบาลที่มีทั้งอำนาจ งบประมาณ ที่จะใช้บุคลากรทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น อย่างถูกต้องและรวดเร็ว เพราะรัฐบาลมีงบประมาณสำรองใช้จ่ายอยู่แล้ว โดยเฉพาะเงินกู้ ที่รัฐบาลจะนำมาใช้ ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะใช้ความฉลาดรวดเร็วในการใช้งบประมาณนี้ ได้อย่างถูกประเด็น ตรงกับความต้องการของประชาชน ของเอกชนที่กำลังประสบปัญหาอยู่ ในปัจจุบันนี้อย่างทั่วถึง และอย่างเป็นธรรม ซึ่งข้อแนะนำและข้อเรียกร้องของเพื่อนสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ ได้สะท้อนความต้องการของประชาชน แล้วก็ได้เสนอให้รัฐบาล ได้ดำเนินการ เพราะกระผมอยากเห็นความทุกข์ร้อนเหล่านี้ได้แก้ไขปรับปรุง ได้รับ การเยียวยาได้อย่างรวดเร็วตรงประเด็น เพราะวิกฤติที่เกิดขึ้นจะต้องแก้แบบวิกฤติ เหมือน หนามยอกเอาหนามบ่งประมาณนั้น หากแก้ไขอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ก็ย่อมเสียโอกาส อย่างน่าเสียดาย ท่านประธานที่เคารพ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศพัฒนา แล้วทั้งหลาย เริ่มประเมินกันว่าชีวิตหลังวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) จะเกิด การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง มีการเสนอบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในภาพใหญ่ที่เห็นว่ามนุษย์ จะตระหนักถึงพลังอำนาจของธรรมชาติมากขึ้น ความอหังการของมนุษย์จะลดน้อยลง รับรู้ ถึงความไม่แน่นอน ควบคุมไม่ได้มากขึ้น ตระหนักถึงความอยู่รอดปลอดภัย ไม่ได้แย่งชิงสิ่ง ต่าง ๆ มาเป็นสมบัติส่วนตัว เพราะโควิด (COVID) ได้พิสูจน์แล้วว่าหากคนส่วนใหญ่ลำบาก ต้องเผชิญกับชะตากรรมเลวร้าย ไม่ว่าจะร่ำรวยแค่ไหนก็ไม่พ้นความเสี่ยง อย่างน้อย ไม่สามารถรักษาความสุขไว้ได้อย่างที่คิดว่าจะได้ ภูมิคุ้มกันส่วนตัวไม่ทำให้ปลอดภัยและอยู่ ร่วมกันได้อย่างสงบสุข🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ โดยข้อสรุปบทสุดท้ายในความคิดเห็นของกระผม คือวันนี้ไม่ใช่วิกฤติต้มยำกุ้ง หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) แต่ขณะนี้มันเหมือนกับ วิกฤติต้มกบ โดยกระผมจะขออนุญาตหยิบทฤษฎีต้มกบมาอธิบาย กล่าวคือมีนักทดลอง นำกบมาต้มในอ่างน้ำ ๒ อ่าง เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปฏิกิริยาการตอบสนองของกบ โดยนำกบตัวแรกลงในอ่างที่มีน้ำร้อนจัด กับกบตัวที่ ๒ ใส่ในอ่างน้ำเย็นแล้วจุดไฟให้อุ่น จนเดือด ผลการทดลองปรากฏว่ากบตัวแรกที่จับใส่ในอ่างน้ำร้อนมันจะกระโดดออกจาก อ่างทันทีเมื่อสัมผัสกับน้ำร้อน เอาชีวิตรอดมาได้ ส่วนกบตัวที่ ๒ ที่อยู่ในอ่างน้ำเย็นมีอารมณ์ สบาย ๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว และยังชะล่าใจ แต่พอน้ำอุ่นกลายเป็นน้ำร้อนจนเดือดจัด ปรากฏว่ากบตัวที่ ๒ ที่อยู่ในอ่างน้ำเย็นเป็นกบตาย เพราะกระโดดออกจากอ่างไม่ทัน ทฤษฎีกบต้มจึงเป็นอุทาหรณ์สำหรับรัฐบาล ให้พึงตระหนักในการนำงบประมาณเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิผล ท่านประธานครับ ก่อนที่กระผมจะอภิปรายจบ กระผมขอยกคำพูดของเล่าจื๊อ ซึ่งเป็นนักปราชญ์ของชาวจีน กล่าวไว้ว่า การปกครองประเทศใหญ่ ๆ นั้นยุ่งยากเหลือเกิน ยากพอ ๆ กับท่านต้องทอดปลา ตัวเล็ก ๆ ไม่ให้ไหม้หรือติดกระทะ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเป็น ท่านสมาชิกอีก ๓ ท่านนะครับ มีท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร พรรคก้าวไกล ท่านสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา พรรคเพื่อไทย และท่านภาคภูมิ บูลย์ประมุข พรรคพลังประชารัฐ เชิญ ท่านเท่าพิภพก่อนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับก่อนอื่นเลย ผมต้องเป็นตัวแทนของพรรคก้าวไกล ในการขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่มา ผมไม่แน่ใจว่า มันคือการชี้แจงหรือเปล่านะครับ หรือผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นการมาขอกู้เงินหรือเปล่า แต่ผม ค่อนข้างแน่ใจนะครับ เพราะว่าตอนเด็ก ๆ ผมก็เคยเจอมาเหมือนกันครับว่ามันเป็นเหมือน การมาไถสตางค์สภามากกว่านะครับ เกรี้ยวกราด ดุดันเหลือเกิน อย่างไรก็ขอบคุณที่ท่าน มากนะครับ ท่านอาจจะอารมณ์เสียเป็นสไตล์ (Style) ท่านก็ไม่เป็นไร ท่านประธานครับวันนี้ ผมขออภิปรายเกี่ยวกับเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ และวันนี้ผมเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่จะได้ใช้ คำว่า พ่อแม่ พี่น้อง อย่างเต็มปากนะครับ เพราะว่าพ่อแม่พี่น้องที่ผมจะพูดถึงนี้ คือผู้ประกอบการธุรกิจบริการต่าง ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นร้านนวดสปาคลินิกเสริมความงาม ร้านอาหาร ผับ บาร์ ธุรกิจกลางคืน รวมถึงคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ เช่น เด็กเสิร์ฟ นักดนตรี นักแสดงโชว์ รวมไปถึงคนขับแท็กซี่ หรือไม่ว่าจะเป็นคนที่ขายไก่ทอดอยู่ในย่านราตรีนะครับ ซึ่งได้รับ ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด (COVID) และคำสั่งปิดจากรัฐบาลโดยไร้การเยียวยา ท่านประธานครับ แต่น่าเสียดายเหลือเกินสิ่งที่ผมจะพูดอาจจะไม่ทันการณ์สำหรับพี่น้อง ของผมหลาย ๆ คนที่ธุรกิจของเขาได้ปิดตัวลงไป ไม่ว่าจะเป็นร้านไทยโช (Thaisho) ย่านสะพานควาย ดิเอ็กซ์ซายน์บาร์ (The X-science Bar) และจอยลัคคลับ (Joy Luck Club) ถนนข้าวสาร ศาลาไทย พระราม ๓ บอตทอมร็อคเก็ต (Bottom Rocket) คราฟท์เบียร์บาร์ (Craft Beer Bar) พญาไท ร้านสมหวังโคราช ร้านห้าศาลาลพบุรี ร้านบ้านหอมกลิ่นดิน สุโขทัย หรือว่าจะเป็นร้านดังอย่างไอเบอรี่ (iBerry) เชียงใหม่ที่ออกข่าวดัง ส่วนร้านที่ต่อสู้อยู่ นะครับ ผมก็ให้กำลังใจและผมหวังว่าวันนี้ผมมาพูดในสภาแล้ว รัฐบาลจะมีมาตรการในการ ชดเชยที่ปิดร้านเขาและเขาได้ทำตามกฎทุกอย่างตามที่รัฐบาลบอกด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ตั้งแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม ถึงวันที่ ๓๑ มิถุนายน ๒๕๖๓ วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ ถึงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๔ ถึงตอนนี้ยังไม่มีกำหนด ๓ ครั้งแล้วที่พวกเราถูกสั่งปิด รวมระยะเวลากว่า ๒๒๑ วัน ในห้วงโควิด (COVID) มา เป็น ๓ ครั้งแล้วที่พวกเราโดนสั่งปิดก่อนแล้วเปิดทีหลังอย่างไม่มีการชดเชย เป็น ๓ ครั้งแล้วที่พวก เราได้กลายเป็นผู้ร้ายของสังคมทั้งที่พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิด เป็น ๓ ครั้งแล้วที่รัฐบาลบอกให้ เราเสียสละ แต่ไม่เคยสนใจแม้แต่เสียงของพวกเรา เป็น ๓ ครั้งแล้วที่พวกเราโดนบังคับให้ตก งานและขาดรายได้ เป็น ๓ ครั้งแล้วที่เราพยายามทำอย่างอื่นเพื่อให้ชีวิตเรายังเดินต่อไปได้ และเป็น ๓ ครั้งแล้วที่พวกเราพยายามเข้าใจ เสียสละตามที่รัฐบาลบอก แต่ไม่มีแต่ครั้งเดียว เลยครับที่รัฐบาลจะมาสนใจหรือเข้าใจพวกเราบ้างเลย มีแต่คำพูดสวยหรูครับ บอกแค่ว่า ต้องปรับตัวสิ ผมถามจริง ๆ ครับท่านประธาน ปรับตัวอย่างไรครับ พอจะปรับตัวแล้ว อย่างไรครับ บอกให้ไปขายออนไลน์ (Online) สิ ร้านเซฟ อาวร์ โซล (Safe Our Soul) ร้านค้าเบียร์ย่านคลองสานเตรียมตัวจะขายเบียร์ออนไลน์ (Online) สุดท้ายก่อนวันที่จะสั่ง ปิดไม่นานก็ออกกฎมาว่าห้ามขายแอลกอฮอล์ออนไลน์ (Online) สุดท้ายพยายามปรับตัว เพื่อความอยู่รอดไปขายผัดกระเพรา เหมือนกับร้านทีนออฟไทยแลนด์ (Teen of Thailand) ร้านคอกเทลบาร์ (Cocktail Bar) ที่ได้รางวัล ระดับเอเชีย สุดท้ายต้องหันมาขายขนมจีบ บอกให้นักดนตรีไปปรับตัวครับ ปรับตัวทำอะไรครับ ให้ไปเล่นออนไลน์ (Online) ลงยูทูบ (YouTube) สิหาเงินในยูทูบ (YouTube) ตั้งช่องแชนแนล (Channel) ของตัวเอง ท่านประธานทราบไหมครับว่ากว่าจะได้แต่ละบาทหนึ่งแต่ละซับสไคร์เบอร์ (Subscriber) แต่ละวิว (View) กว่าจะได้แต่ละบาทหนึ่งมันยากแค่ไหน บอกให้ร้านอาหารไปทำเดลิเวอรี (Delivery) สิ ร้านอย่างร้านโบราณเป็นภัตตาคารฟายไดนิ่ง (Fine Dining) ระดับมิชลินสตาร์ (Michelin Star) ผมถามจริง ๆ จะไปเดลิเวอรี่ (Delivery) อย่างไร ร้านอย่างร้านโกดังชาบู วุฒากาศ หรือร้านเฝอหม้อไฟ วงเวียนใหญ่ในเขตผมเอง ก็ยังพยายามปรับตัวนะครับ ในการ ที่จะส่งเดลิเวอรี (Delivery) แต่ถามจริง ๆ ครับ พวกแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ที่เป็นแอปเดลิเวอรี (App Delivery) ท่านประธานทราบไหมครับว่าหักประมาณ ๓๕-๔๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าคอมมิชชัน (Commission) เป็นค่าจีพี (GP) เป็นค่าการตลาด ต่าง ๆ มิหนำซ้ำบางรายยังจ่ายเงินให้กับผู้ประกอบการช้าอีกด้วย ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว รายเล็กรายน้อยอย่างนี้วัตถุดิบเขาซื้อวันต่อวัน วัตถุดิบเหล่านี้เงินมันก็ไหลไปที่ตลาดราก หญ้าไปเรื่อย ๆ อย่างนี้จะอยู่กันได้อย่างไรครับ ผมอยากให้รัฐบาลและชนชั้นนำไทยเลิกพูด ได้แล้วว่าเราต้องปรับตัว มันน่าสะอิดสะเอียนครับ อย่างร้านซูชิที่จังหวัดเชียงใหม่เขาปรับตัว ให้คนนั่งกินในรถก็ไปจับเขาอีก สรุปแล้วรัฐบาลอยากให้เขาปรับตัวจริง ๆ หรือครับ เห็นประชาชน จน ลำบาก แล้วมันสะใจหรือครับ หรืออยากให้ประชาชนจนเข้าไว้ เวลาโยน เศษเงินให้จะได้มาทวงบุญคุณกันตอนเลือกตั้ง หรือนี่คือเป้าหมายจริง ๆ ของ พ.ร.ก. เงินกู้นี้ กันแน่ครับ ร้านผับ (Pub) บาร์ (Bar) ร้านสปาหนักมากครับ ถูกปิดก่อนเปิดทีหลัง ถึงทุกวันนี้ยังถูกปิดอยู่เลย ผมไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีติดความเป็นทหารมากหรือครับ แบบขัง ลืมทุกคนไปเลย ผมไม่แน่ใจว่ารัฐบาลลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าผับ (Pub) บาร์ (Bar) และร้าน นวดสปา พวกนี้ยังไม่ได้เปิดนะครับ ท่านประธานครับ การบริหารวัคซีนอย่างที่หลายท่านพูดไปก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ปัญหานี้ มันเกิดขึ้น หรือยังไม่แก้ไข ถ้าเราฉีดวัคซีนเราฟังเรื่องวัคซีน อย่างคุณธนาธรพูด เราก็รอด ไปแล้วครับ ข้อมูลที่ผมไปหามาจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ และบริษัทวงใน มีเดียเขาก็สำรวจมาครับว่าในปี ๒๕๖๐ ผู้ประกอบการมาที่ทำทุก ๕ ปีเขาบอกว่า ๒,๔๙๓,๐๐๐ แห่ง เป็นผู้ประกอบการตัวเองมี ๓๒๕,๐๐๐ แห่ง เป็นธุรกิจอาหาร และ เครื่องดื่ม เป็น ๑๘ ของจีดีพี (GDP) ของประเทศไทย ตอนนี้ท่านปิดจนเหลือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๓ ล้านล้านบาท จะเหลืออะไรครับประเทศนี้ การปิดตัวลงของธุรกิจ ขนาดเล็กเหล่านี้เป็นเหมือนการกลบฝังความฝันและความหวังของประเทศไทยในการจะฟื้น เศรษฐกิจ เพราะว่าการจ้างงานสำหรับคนไทยแล้วมันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการที่เรา จะทำให้ธุรกิจเรากลับมาเป็นปกติ ผมไปสำรวจเสียงจากผู้ประกอบการรายย่อยกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งเป็นผู้ประกอบการและลูกจ้างเขาบอกขอพักชำระหนี้หน่อย อย่างน้อย รัฐบาลจ่ายค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟให้ธุรกิจนี้อยู่ได้ได้ไหมครับ รัฐบอกให้เราหยุดหาเงิน แต่ไม่บอกให้เราหยุดจ่ายหนี้ และเราจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายล่ะครับ รายได้ไม่มีแต่หนี้ไม่เคย หยุดพัก แล้วหลังจากนี้เครดิตของพวกเราจะเป็นอย่างไร ที่ผ่านมารัฐบาลมีแต่มาตรการ ที่กระตุ้นการบริโภค แต่ไม่ใช่มารักษาการจ้างงานเลย ผมยกตัวอย่างกลับกันในต่างประเทศ อย่าง โจ ไบเดน ออกโครงการมา เรียกว่า กองทุนฟื้นฟูร้านอาหาร เรสเทอรอง รีไวทาไลเซชัน ฟันด์ (Restaurant Revitalization Fund) ซึ่งก็ให้ผู้ประกอบการตามเกณฑ์ ๑,๐๐๐ เหรียญ ถึง ๕ ล้านเหรียญ ๕ ล้านเหรียญนะครับ ฟังไม่ผิด ๑๕๐ ล้านบาท โดยให้กับคนที่เสียเปรียบ ก่อน ไม่ใช่ให้แต่รายใหญ่ ซึ่งผมก็มองแล้วครับว่าประเทศสหรัฐอเมริกานี้ดีจังเลย เปลี่ยนจาก ลุงทรัมป์เป็นลุงไบเดน ประเทศดีขึ้นทันทีเลย ผมก็สงสัยเหมือนกันครับว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง ครับว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนจากลุงตู่เป็นคนอื่นได้หรือยัง ท่านประธานครับ ผมเองก็อยาก เห็นนะครับว่ารัฐบาลนี้หลังจากกู้มาหลายรอบ อยากเห็นว่ารัฐบาลนี้ในใจเขามีคนประเภทที่ หาค่ำกินเช้าอยู่ในใจเขาหรือไม่ ทำไมคนอย่างพวกเราที่เรามีความฝัน เราเปิดร้านอย่างสุจริต เราก็ต้องการมีอาชีพที่สุจริตแล้วก็หาเลี้ยงครอบครัวเราได้ แต่เรากลับเป็นผู้ร้ายเสมอ ถูกปิด ก่อนเปิดทีหลัง แล้วก็ไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ เลย ผมว่ารัฐที่ดีนะครับ ควรจะเน้นในการที่ให้ ผู้ประกอบการรายเล็กนี้อยู่ต่อไปได้🔗
สุดท้ายนี้นะครับ อย่างน้อยผมหวังว่าถ้ารัฐบาลนี้ไม่สามารถเยียวยาชดเชย ผู้ประกอบการเหล่านี้ได้แล้ว อย่างน้อยนะครับ คืนโต๊ะ คืนเก้าอี้ คืนร้านเขา คืนชีวิตของ พวกเขาคืนเถอะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านต่อไปครับ ท่านสุภาพร คงวุฒิปัญญา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณานั้น ดิฉันมีข้อสังเกตและ คำถามผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีดังนี้ค่ะ🔗
ข้อสังเกตแรกคือพระราชกำหนดฉบับที่กำลังพิจารณาในขณะนี้ ดิฉันจะขอ เรียกว่าพระราชกำหนด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นภาพขยายของพระราชกำหนดฉบับที่ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจำนวน ๑ ล้านล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ส่วนพระราชกำหนดฉบับนี้เพียงตัดทอนชื่อลงให้เหลือเพียง เพื่อแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม แต่แผนงานการใช้เงินเหมือนกับพระราชกำหนด ๑ ล้านล้านบาท ทุกประการ ซึ่งเมื่อคราวขอกู้เงินจำนวน ๑ ล้านล้านบาท ดิฉันจำได้ว่ารัฐบาลได้ให้คำมั่นกับ สภาแห่งนี้ว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ แล้วเหตุใดจึงยังต้องมาขอกู้เพิ่มอีกตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล มากมาย เพื่อใช้แก้ไขปัญหาเดิมที่เคยขอไปแล้วอีกครั้งหนึ่ง อะไรคือหลักประกันหรือ การแก้ไขปัญหาว่าจะสำเร็จ🔗
ข้อสังเกตประการต่อมานะคะ ตามมาตรา ๖ ของพระราชกำหนดได้ให้ อำนาจคณะรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาอนุมัติการกู้เงินเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงขีด ความสามารถของรัฐในการชำระหนี้คืน ประเด็นนี้จึงต้องพิจารณาฐานะทางการคลังของรัฐ ได้แก่ รายรับที่มาจากการจัดเก็บภาษีอากร ปรากฏว่าอะไรคะ นับแต่มีการยึดอำนาจมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นมา รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการมาโดยตลอด🔗
จากตารางที่ดิฉันได้แสดง ให้ท่านประธานดูนะคะ ล่าสุดปีงบประมาณ ๒๕๖๓ จัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการ ถึง ๓๙๘,๔๗๕ ล้านบาท หรือหายไปเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่รายจ่ายสูงกว่า รายรับจนต้องกู้มาชดเชยการขาดดุลงบประมาณสูงขึ้นทุกปี โดยในงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ ต้องกู้มาชดเชยขาดดุลถึง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการกู้แบบเต็มเพดานที่กฎหมาย อนุญาตให้กู้ได้ ส่วนหนี้สาธารณะก็น่าจะเต็มกรอบเพดาน คือร้อยละ ๖๐ ของจีดีพี (GDP) แล้ว แสดงว่าฐานะทางการคลังของรัฐนั้นเปราะบาง รายรับไม่พอกับรายจ่าย และไม่มี แนวโน้มว่าจะดีขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันจึงคิดว่ารัฐไม่มีความสามารถในการที่จะแก้ไขปัญหาได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ซึ่งในขณะนี้ทยอยปิดตัวลงเรื่อย ๆ แล้วรัฐจะเก็บเงินภาษีมาเป็น รายได้จากที่ไหนคะ ข้อสังเกตประการสุดท้าย ได้แก่วัตถุประสงค์ของการกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งองค์ประกอบและเงื่อนไขการดำเนินการ ตลอดจนคณะกรรมการเป็นชุดเดียวกับ พระราชกำหนด ๑ ล้านล้านบาท ที่ล้มเหลวมาแล้วทุกประการอย่างที่ดิฉันได้พูดถึง เพราะตั้งแต่มีการแพร่ระบาดระลอกใหม่จนถึงปัจจุบันยอดของผู้ป่วยติดเชื้อไม่ได้ลดจำนวน ลงเลย มีผู้ป่วยสะสมนับแสนราย ตรงกันข้ามกลับเพิ่มขึ้นทุกวัน ประชาชนจนลงทุกวัน ล้มเหลวไหมคะ เมื่อดูความหวังการได้รับการฉีดวัคซีนของประชาชนก็มีแต่ความสับสน ตั้งแต่การจองวัคซีนผ่านแอปพลิเคชัน (Application) ซึ่งมีหลายแอปพลิเคชัน (Application) ที่ส่งผลให้ประชาชนนั้นไม่ได้รับความชัดเจน เกิดโรคเลื่อน เกิดวัคซีนหมด การจัดสรรวัคซีนไม่ทั่วถึง ล้มเหลวไหมคะ ท่านประธานคะดิฉันเห็นว่ารัฐบาลมีความจำเป็น ที่จะต้องใช้เงินเพื่อการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แต่ถ้าเป็นการใช้เงินที่มีแนวโน้มว่า จะสูญเปล่าแบบที่เคยเป็นมาแล้ว ดิฉันคิดว่าเราก็ไม่สามารถ โดยเฉพาะดิฉันก็ไม่อยาก ยกมือให้พระราชกำหนดนี้ผ่านไปได้โดยความเห็นชอบได้ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ท่านต่อไป ท่านภาคภูมิ พรรคพลังประชารัฐ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก พรรคพลังประชารัฐ สำหรับพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในความเห็นของผม เห็นด้วยนะครับ ที่รัฐบาลจะออก พ.ร.ก. เงินกู้ เพื่อจะมาใช้แก้ไขในสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ในครั้งนี้ ซึ่งได้มีการนำไปจัดสรรใช้จ่ายอยู่ ๓ ส่วน ก็คือด้านสาธารณสุขจำนวน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ทั้งหมดอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจำนวนอีก ๑.๗ แสนล้านบาท ในปีที่แล้ว กู้ไป ๑ ล้านล้านบาท ก็จัดสรรไปตามสัดส่วนเหมือนลักษณะครั้งนี้เหมือนกัน ในงบที่กู้ไป ครั้งที่แล้ว ๑ ล้านล้านบาท ในส่วนของการเยียวยา ครั้งที่แล้วก็มีการเยียวยาไปหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเยียวยาตรง จ่ายเงินเข้าทางประชาชน เป็นรายเดือน หรือว่านำไปจัดสรรให้ส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีเงิน ค่าตอบแทนพิเศษหลาย ๆ อย่าง สำหรับเงินรอบนี้เงินเยียวยาจากการกู้ทั้งหมด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินเยียวยา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมได้พูดหลายครั้งแล้วว่ายังมีบุคคลอีกเยอะแยะมาก ที่รัฐบาลยังไม่ได้ดูแลเขา สำหรับผมก็อยากจะให้รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของเขา ไม่ว่าจะ ชรบ. จิตอาสาต่าง ๆ บุคลากรที่อยู่ห่างไกลที่เป็นจิตอาสาที่ไม่ได้ปรากฏ แต่ภาพที่ เห็นเป็นบุคคลที่ช่วยเหลือในเรื่องโควิด (COVID) อีกทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่ยังไม่ได้ บรรจุเป็นข้าราชการ หน่วยรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ ข้าราชการส่งเสริมปกครอง ส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะด้านสาธารณสุขก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาตรงนี้ อีกทั้งยังจะมีบุคลากร ทางด้านการศึกษาที่อยู่ห่างไกล เป็นคนประชาสัมพันธ์เรื่องการต่อต้านโควิด (COVID) ครูก็มี ส่วนสำคัญนะครับครั้งที่แล้ว ก็อยากจะให้รัฐบาลเหลียวแลคนพวกนี้บ้าง โดยเฉพาะ ชรบ. เขาเป็นด่านหน้าที่สุด ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกทุกท่านที่ลงพื้นที่และเข้าไปพบปะพี่น้อง ประชาชนในการดูแลรักษาความปลอดภัยตามด่านต่าง ๆ อยู่ทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้เขายังไม่ได้ รับการเยียวยาจากภาครัฐเลย อยากจะฝากในเงินก้อนในรอบนี้ด้วยนะครับ ให้ดูแลเขาด้วย🔗
สำหรับโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ ไทยชนะ เราชนะ คนละครึ่ง เที่ยวด้วยใจ อะไรต่าง ๆ สิ่งที่ประสบความสำเร็จของรัฐบาลที่สุด ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง คนละครึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ดี แต่ข้อจำกัดของ คนละครึ่งก็มีหลายอย่าง ผมขอยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดจากจังหวัดตากคือจังหวัดของผม จังหวัดตากมีประชากรเกือบแสนคนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์และอยู่บนเขาบนดอย ไม่มี สาธารณูปโภค ไฟฟ้า ถนนก็เป็นลูกรังเข้าถึง สัญญาณโทรศัพท์ไม่ต้องพูดถึง คนละครึ่งเราก็ ทราบดีอยู่แล้วว่าต้องใช้สัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณอินเทอร์เน็ต (Internet) ในการเข้าถึง ที่ผ่านมาประชากรเหล่านี้ได้รับบ้างแต่ไม่ทั่วถึง และสำคัญกลุ่มที่ได้รับมีปัญหา คำว่ามีปัญหา คือในการที่เขาจะไปใช้จ่ายในร้านค้า บางครั้งร้านค้าก็อำนวยความสะดวกให้เขาโดยการ เติมเงินและให้เขาเอาของกลับไป เขาบังคับให้มีโทรศัพท์ เขาก็ต้องไปพึ่งร้านค้า หรือไปพึ่งผู้นำหมู่บ้านที่มีโทรศัพท์ พึ่งผู้ใหญ่บ้าน เขาถึงจะได้รับสิทธินี้ แต่ที่ผ่านมามันมี เหตุการณ์เกิดขึ้นคือส่วนกลางโดยเฉพาะสำนักกระทรวงการคลังนี่ล่ะครับ ผมจำชื่อไม่ได้ว่า หน่วยงานไหน นั่งจับอัตราการใช้จ่ายของแต่ละร้านในกรุงเทพฯ เพราะมันต้องขึ้นรีพอร์ต (Report) อยู่แล้ว ปรากฏมีร้านบางร้านโผล่ขึ้นมา ท่านแจ้งความดำเนินคดีเขาเลยครับ จะให้เขาคืนเงิน ให้ตำรวจไปแจ้ง มีหมู่บ้านผมอยู่หมู่บ้านหนึ่งมีประชากรอยู่ประมาณ ๓๐๐ คน โดนมาสอบ ๒๐๐ คน เนื่องจากใช้กรณีอย่างนี้ ผมลงพื้นที่ไปแล้วผมยังไม่ใช่ พนักงานสอบสวนนะครับ แต่ผมไปสอบถามแล้วว่าเงินที่เขาใช้เขาเอาของจริง เขาไม่ได้มีการ ทุจริตที่จะแปรคนละครึ่งเป็นเงินกลับไป ก็อยากให้ท่านดูแลคนเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษ ท่านลองไปให้คนสำรวจเลยครับ ไม่ว่าอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน สำรวจเลยว่าหมู่บ้านนี้ต้องการ คนละครึ่งแบบไหน ในเมื่อไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Internet) ท่านก็อาจจะปรับปรุง โดยวิธีการใช้คูปองแจกเขา ยกเว้นเป็นกรณีพิเศษใดบางเฉพาะพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าถึง สาธารณูปโภค ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต (Internet) และโทรศัพท์ สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เขามีขวัญ กำลังใจ เพราะท่านอย่าลืมว่าคนเหล่านี้ก็เป็นคนไทยของประเทศไทยเหมือนกัน ถ้าท่าน ทำได้อย่างนี้การเยียวยาของท่านก็จะทั่วถึงเกือบทั้งประเทศ ผมยกตัวอย่างคนบางกลุ่มคนที่ อยู่ในภาคส่วนข้างล่างและ กทม. อะไรต่าง ๆ ก็จะเป็นเคส (Case) ลักษณะอย่างนี้ครับ เขาไม่มีโทรศัพท์ คนแก่อะไรก็ไม่มีโทรศัพท์ ก็อยากจะให้ดูส่วนนี้ด้วย สำหรับงบกระตุ้นฟื้นฟู เศรษฐกิจครั้งนี้มีเงินอยู่ ๑.๑ แสนล้านบาท ที่ผ่านมาก็มีการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายอย่าง ผมยกตัวอย่างที่ล่าสุดรัฐบาลได้อนุมัติไป เงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทกระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่าน จังหวัดแต่ละจังหวัดกระจายกันตามอัตราส่วน ที่ผ่านมาโครงการเหล่านี้ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่อยู่รออนุมัติ ผมได้รับการบอกเล่า จากทั้งท้องถิ่น คนพื้นที่ต่าง ๆ บอกว่างบนี้เวลาแจ้งนี่แจ้งเร็วเกินไป ความต้องการต่าง ๆ ไม่สามารถทำได้อย่างทันท่วงที แต่ก็มีที่ออกมาก็ถือว่าผ่านในระเบียบกฎเกณฑ์ แต่พูดถึงว่าจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ได้ครับ วันนี้ท่านตั้งหลักแล้วท่านมีเงินอยู่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วท่านจะตั้งใจจะเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจ รัฐบาลตั้งไว้เลยนะครับว่า จะให้ตรงไหน อย่างไร ให้ชาวบ้านเขามีการประชาคมแต่เนิ่น ๆ แจ้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือท้องถิ่นไปประชาคมชาวบ้าน ถามความต้องการชาวบ้านว่าจะได้อะไร ถ้าเม็ดเงินอนุมัติ มาแล้วก็สามารถไปแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดกับชาวบ้านนั้น ๆ ฉะนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะเกิดผล ชาวบ้านก็เกิดงาน มีการจ้างงานประชาชนต่อยอดได้ โดยภาพรวมนะครับ ผมขอ สนับสนุน พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของรัฐบาลในชุดนี้นะครับ ผมเห็นด้วยครับ🔗
อีก ๔ ท่านนะครับ มีท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะนี้สถานการณ์ในประเทศต้องยอมรับว่า ประชาชนเราถูกโจมตีด้วยโรคติดต่อร้ายแรงที่ทำให้คนต้องเสียชีวิต ผมได้ฟัง ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดเหมือนท่านไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรามีคนเสียชีวิตทุกวัน วันหนึ่ง ๒๐ คน ๓๐ คน ซึ่งผู้สูญเสียชีวิตผมคิดว่าเป็นทุกข์ของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งเขาไม่มีสิทธิ โกรธเคืองกับใครเลย แต่เนื่องจากโรคติดต่อผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องป้องกัน ให้ วันนี้เราต้องถึงเวลาว่าเราต้องมาบำบัดทุกข์ เราต้องมาแบ่งปันเพื่อจะช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะปกป้องคุ้มครองคนไทยไม่ให้เสียชีวิตจากโรคติดต่อ แต่เรา ต้องประสบกับความซ้ำมาอีกก็คือในการป้องกันหรือนโยบายของรัฐบาลเราไปหยุดอาชีพทำ ให้คนจำนวนมากไม่มีอาหารจะกิน ไม่มีอาชีพ และไม่มีโอกาส การกู้เงินตัวผมเอง จะไม่ขัดข้อง เพราะเงินดังกล่าวเป็นเงินของประชาชน ถ้าสามารถนำเงินมาช่วยเหลือ ประชาชนได้ แต่ที่ผมไม่เห็นด้วยในวิธีการให้ได้มาซึ่งเงินที่รัฐบาลผมมองว่าไม่สุจริต แล้วมี เจตนาที่ฉ้อฉล หลบการตรวจสอบเลยชิงไปออกพระราชกำหนดขณะที่สภายังทำงานอยู่ เพื่อมาสู่การกู้เงิน การกู้เงินก็คือการเป็นหนี้ มะเร็งร้ายของหนี้ก็คือดอกเบี้ย ท่านประธาน ที่เคารพครับ คือเมื่อปีที่แล้วเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ สบน. ได้มาชี้แจงว่า ณ วันนั้นเรามี หนี้สาธารณะอยู่ ๗,๓๔๐,๐๐๐ บาท จีดีพี (GDP) ร้อยละ ๔๔ แต่พอมาถึงเดือนเมษายน ๒๕๖๔ เรามีหนี้สาธารณะอยู่ ๘,๕๙๐,๐๐๐ บาท จีดีพี (GDP) ก็ ๕๔.๙๑ เปอร์เซ็นต์ สรุปก็คือเราจะกู้เงินเฉลี่ยเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านกว่าบาท จนวันนี้ต้องยอมรับว่าพอหนี้สาธารณะเราเพิ่มมากขึ้นก็มีการศึกษา ผมได้สอบถามไปหลาย หน่วย ปรากฏว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ทำ แต่ไม่ไปถามทาง สบน. ว่าหนี้สาธารณะ ต่อจีดีพี (GDP)ถ้าเกินกว่า ๔๘ เปอร์เซ็นต์สำหรับประเทศไทย มันจะมีผลต่อการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจในทางที่ลบ ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าในปี ๒๕๖๓ หนี้สาธารณะเราพุ่งไป ๔๙.๓๕ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะเห็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเราลบ ๖ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาที่ อยากจะมาคุยกันก็คือว่า หนี้สาธารณะมันไม่ใช่หนี้ของนายกรัฐมนตรี มันไม่ใช่หนี้ของผู้มา ชี้แจง แต่มันเป็นหนี้ของประชาชนทั้งประเทศ การมีหนี้สาธารณะมากก็เป็นทุกข์ประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ณ วันนี้ตั้งงบประมาณปี ๒๕๖๕ เราก็พบว่ามีหนี้สาธารณะที่ครบ ต้องจ่ายเงินประมาณ ๕๒๙,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แต่รัฐบาลไม่สามารถจะหาเงินมาใช้ได้ ก็จึงไปกู้เงินเพื่อเอามาใช้หนี้สาธารณะ ซึ่งเราก็ทำได้เพียง ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในจำนวนนี้ปรากฏว่าเราต้องใช้เป็นดอกเบี้ยถึง ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินต้นแค่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะว่าดอกเบี้ยเฉลี่ยในการไปกู้เงิน ประมาณร้อยละ ๒.๕๙ เปอร์เซ็นต์ นี่คือตัวเลขเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นเหมือนว่าวันนี้เราเป็น การเอาเงินในอนาคตมาใช้ เมื่อเป็นเงินในอนาคตเป็นเงินของประชาชน การใช้เงินที่มาจาก หนี้สาธารณะต้องเกิดประโยชน์กับประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ในการชี้แจง งบประมาณที่จะถึงนี้ ปรากฏว่าทางสำนักบริหารหนี้ได้ส่งเป็นพาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่จะมาบรรยายในวันดังกล่าว เนื่องจากหมดเวลาเลยไม่ได้ชี้แจง ก็พบว่าท่านมีแผนที่จะกู้เงิน ในปี ๒๕๖๕ อีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หนี้อยู่ในแผนกู้ แล้วยัง กำหนดว่าหนี้เก่าจะไปปรับโครงสร้างหนี้ โดยหลักก็คือเหมือนไปกู้ใหม่เพื่อเอามาใช้หนี้ที่มีอยู่ เดิม ซึ่งเวลาท่านชี้แจงท่านก็บอกว่าท่านมีโปรแกรมว่าจะไปกู้ดอกเบี้ยต่ำมาใช้หนี้ดอกเบี้ยสูง ซึ่งอันนั้นก็เป็นอีกมุมหนึ่ง แต่อยากจะกราบเรียนว่าเมื่อเราได้ไปดูเชิงลึก ยิ่งกู้นานดอกเบี้ยยิ่ง สูง แล้วก็ที่สำคัญก็คืองบประมาณรายจ่ายประจำปีเราไม่พอ เอาวงเงินที่จะใช้หนี้ที่ครบชำระ ก็ปรับโครงสร้างหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ ถ้าเป็นประชาชนก็คือไม่สามารถชำระหนี้ได้ ถ้าเป็น ประชาชนก็จะมีเบี้ยปรับในการไม่ชำระหนี้ แต่ว่าในกรณีนี้ก็คงใช้ช่องทางที่เป็นรัฐบาล ก็คือไป ปรับโครงสร้างหนี้ผมอยากจะให้เห็นที่บอกว่าหนี้เป็นมะเร็งร้ายยกตัวอย่างในรายงาน ที่ส่งมา เรามีหนี้ของกองทุนฟื้นฟูหรือเป็นหนี้ ปรส. เมื่อปี ๒๕๔๑ ซึ่งขณะนั้นเกิดวิกฤติ เศรษฐกิจ เราก็โอนหนี้ของสถาบันการเงินที่คนมักพูดว่าหนี้คนรวยให้รับผิดชอบให้มาเป็นหนี้ สาธารณะ วันนี้ ๒๒ ปีแล้ว ขณะนั้นกู้มาเป็นหนี้ก็ประมาณ ๑,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือต่ำกว่านั้นหน่อย วันนี้หนี้ดังกล่าว ๒๒ ปี ยัง ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อีกตัวหนึ่งที่อยากให้เห็นคือหนี้ไทยเข้มแข็ง หรือเมื่อปี ๒๕๕๒ กู้มา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ ๑๑ ปี หนี้ดังกล่าวก็ยังอยู่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเรา จะกู้หนี้ตามที่กำหนด อย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าอัตราที่เราพูดถึงก็คงจะเกินกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าจะเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์หรือเท่าไร ผมไม่คำนึงถึง แต่ว่าถ้าเงินก้อนนี้ ได้นำมาใช้ประโยชน์กับประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่เราใช้ช่องทาง พ.ร.ก. คือ เพื่อจะเลือกหลบในการตรวจสอบ ที่ผมมองเป็นอย่างนั้นเพราะว่าท่านให้ไปใช้ พ.ร.บ. วินัย การเงินการคลัง มาตรา ๕๓ ซึ่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังเรากำหนดได้แค่วัตถุประสงค์ ระยะเวลา แผน หรือโครงการ แล้วก็วงเงินที่จะอนุญาต พร้อมกับหน่วยรัฐที่จะไปดำเนินการ แต่ปรากฏว่าในครั้งนี้ได้มีคณะกรรมการซึ่งเป็นคณะกรรมการในชุดเดียวกับ ๑ ล้านล้านบาท ๑๑ คน ผมถือว่าคณะกรรมการนี้เป็นการออกเกินกว่ากฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ ที่สำคัญอย่างยิ่งวันนี้ต้องยอมรับว่าเงินที่กู้ไปมันเป็นหนี้ ของประชาชน แล้วเมื่อเป็นหนี้ประชาชน ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ๒๒ ปี แล้วคือเด็กที่อยู่ใน ท้องเกิดอีก ๒๒ ปีมีลูก หนี้ที่กู้ครั้งนี้ยังไม่หมดเลยนะครับ ผมคิดว่าวันนี้ประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทำให้คนไทยต้องมาสูญเสียและต้องมาตายทุกวันนี้ ท่านยังมองเป็น เรื่องปกติ ยังโยนภาระไปให้คนอื่น แล้วที่สำคัญวันนี้เรากำลังจะล้มละลาย ถ้าไปดูรายได้ รายรับ เป็นอันล้มละลาย ท่านบริหารประเทศคล้าย ๆ บริหารการบินไทย ท่านไม่เคยมีจิตใจ ที่จะเอางบประมาณของประชาชนที่ส่วนเกิน ไม่เอาความอยู่รอดของชีวิตของประชาชน สำคัญกว่า ท่านก็พยายามที่จะใช้ช่องทาง ซึ่งเรามีช่องทางอื่นเยอะ ถ้าท่านได้นำเรื่องนี้ มาเป็นพระราชบัญญัติ ผมเชื่อว่าจะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ แล้วที่สำคัญอย่างยิ่ง คนที่เป็นต้นตอหรือเป็นก่อเกิดคือคณะกรรมการที่อยู่รอบนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นแค่คน หวังดี ท่านไปตัดความรู้ดีของประชาชนหมด ทำไมไม่โยนไปให้กองทุนหมู่บ้าน หรือชุมชน หมู่บ้านที่เขารู้ดี เขาจะได้แก้ปัญหาของประชาชนได้ครับ ก็ขอขอบพระคุณมากครับ🔗
ครับ อีก ๓ ท่าน มีท่านอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ พรรคเพื่อไทย ท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ พรรคพลังท้องถิ่นไทย และท่านศิริกัญญา ตันสกุล พรรคก้าวไกล เชิญท่านอนุรักษ์ พรรคเพื่อไทยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายเกี่ยวกับเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลก็ได้ขอเงินกู้เพื่อไปแก้ปัญหาเรื่องโควิด (COVID) ไปแล้ว ๑.๑ แสนล้านบาท ใน ๑.๑ แสนล้านบาท ที่จริงแล้วมันน่าจะจบตรงนั้นแล้ว แล้วก็เรื่องโควิด (COVID) มันน่าจะหมดไป แต่ก็ด้วยการบริหารของท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เลยจะต้อง มากู้ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๑ ที่กู้ไปนั้นก็ยังใช้ไม่หมด ฉะนั้นผมเรียนว่าที่กู้ไปนั้นมันไม่ได้เกิด ประโยชน์อะไรเลยเพราะว่าผู้นำมองไม่เห็นว่าการจะแก้ปัญหาโควิด (COVID) นั้น จะทำอย่างไร ผมเรียนว่าเงิน ๑.๑ แสนล้านบาท สามารถแก้ปัญหาโควิด (COVID) ได้ แต่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แก้ไม่ได้ ท่านก็ลองคิดดูว่าตอนที่ขอสภาแห่งนี้ ๑.๑ แสนล้านบาท ตอนนั้นโควิด (COVID) ก็ยังไม่ระบาดเท่าไร แต่มาถึงตอนนี้โควิด (COVID) ระบาดขึ้นกว่าเก่า เหตุที่มันยังไม่แก้ปัญหาได้ก็เพราะว่าเงิน ๑.๑ แสนล้านบาทนั้น นำไปใช้โดยไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ขอ ผมเรียนว่าคลัสเตอร์ (Cluster) ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นถึง ปัจจุบันนี้ก็เกิดจากการบริหารงานของรัฐบาลทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) สนามมวย คลัสเตอร์ (Cluster) สมุทรสาคร คลัสเตอร์ (Cluster) บ่อนที่ระยอง สุดท้ายมีคลัสเตอร์ (Cluster) ที่คริสตัลทองหล่อ ก็ล้วน แล้วแต่เกิดจากการบริหารงานที่ไม่พร้อมและไม่ดีของรัฐบาลนี้ คลัสเตอร์ (Cluster) สุดท้ายนี้ก็เกิดจากรัฐมนตรีในคณะของท่าน ฉะนั้นสุดท้ายรัฐบาลก็ยังปล่อยให้ประชาชน กลับไปเมื่อตอนสงกรานต์ ก็ยิ่งกลับมาเกิดแพร่ระบาดอย่างยิ่งในตอนนี้ รัฐบาลที่ใช้เงินไป ในลักษณะนี้มันทำให้เกิดความเสียหายต่อเงินงบประมาณของรัฐบาลมาก เพราะว่าครั้งแรก เอาไปก็บอกเอาไปฟื้นฟู ที่จริงฟื้นฟูไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินโควิด (COVID) ถ้ากู้เงินไป แก้ปัญหาโควิด (COVID) ก็ต้องใช้เฉพาะโควิด (COVID) ผมเชื่อว่ามันจะสามารถแก้ปัญหาได้ คือถ้านายกรัฐมนตรีมองเห็นว่าการแก้ปัญหาโควิดนั้นต้องโฟกัส (Focus) ไปที่การแก้ปัญหา จริง ๆ เรื่องโควิด (COVID) ไม่ใช่เอาเงินที่กู้ ๑.๑ ล้านล้านบาทนั้นไปทำโครงสร้างพื้นฐาน บ้าง อะไรบ้าง โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นมันอยู่ในงบของฟังก์ชัน (Function) ของแต่ละ กระทรวงอยู่แล้ว เช่น งบฟื้นฟูที่ออกไปในงบ ๑.๑ ล้านล้านบาทนั้น ออกไปก็ไปแบ่งให้แต่ละ จังหวัด ๆ ละเท่านั้นเท่านี้ แบ่งเค้กกันทั้งประเทศก็รู้ว่ามีการทุจริตกัน เปอร์เซ็นต์เท่าไรเขารู้ กันทั้งประเทศล่ะครับว่าผู้รับจ้างที่ไปทำงบฟื้นฟูต่าง ๆ นี้ต้องเสียเงินเท่าไร มาครั้งนี้ก็เป็นงบ เงินกู้ที่ผ่านไปไม่นานก็แบบเดิมอีก ฉะนั้นผมเรียนว่าเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะกู้ต่อไปนี้ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าถ้ายังจะนำไปใช้แบบเดิม ๆ ท่านรู้ไหมครับว่ารัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลที่กู้มากที่สุดในประเทศไทยตั้งแต่มีประเทศไทยมา กู้ไปแล้วไม่เกิดผล แล้วก็มีการ ทุจริตกันมากมาย ผมเองเคยเป็นกรรมาธิการงบประมาณ และผมเคยแนะนำเรื่องวิธีการที่ จะป้องกันการฮั้วประมูล และผมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเกี่ยวกับเรื่องการอีบิดดิง (e-Bidding) การอีบิดดิง (e-Bidding) เหล่านั้น ก็ทุจริตกันทั้งนั้น แต่ก่อนนี้เขาบอกว่าผู้รับจ้างฮั้วกันเองแต่ตอนหลังมานี้ทางราชการฮั้วให้ หน่วยงานเป็นหน่วยงานของราชการเองเป็นการฮั้วให้ เดี๋ยวนี้ผู้รับเหมารายเล็กรายน้อย ในแต่ละหัวเมืองนี้จะต้องมาขึ้นบัญชีกับกรมบัญชีกลาง เพื่ออะไรครับ เพื่อให้รู้ว่าใครจะ ประมูลอะไรได้ชั้นไหนแค่ไหน ผู้รับเหมาระดับชั้นพิเศษนี้รัฐบาลก็เห็นอยู่แล้วประมูลรถไฟไป ภาคอีสาน ไปภาคเหนือ ไปภาคใต้ งบประมาณหลายแสนล้านบาท ท่านประธานครับ แต่สรุปแล้วแบ่งเค้กกันในเส้นหนึ่ง ๔-๕ บริษัทเป็นผู้รับเหมายักษ์ใหญ่ทั้งนั้น สรุปแล้วต่ำกว่า งบประมาณ เท่าไรครับ ๐.๐๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านลองคิดดูสิ และอย่างนี้ทาง ป.ป.ช. บ้าง สตง. บ้างกรมบัญชีกลางบ้างไม่ทราบหรือว่ามีการฮั้วกัน ไม่ทราบหรือครับว่ามันเกิดความเสียหาย เท่าไร ในวงการเขารู้กันหมดครับ ที่จริงเราต้องพูดความจริงกันบ้าง เพราะเพื่อจะให้มี การตื่นตัว ท่านรู้ไหมว่าอธิบดีปัจจุบันนี้เขาเรียกว่า เศรษฐี มีเงินหลักร้อยล้านบาท ปลัดกระทรวงบางกระทรวงมีเงินเป็นพันล้านบาท เขาเรียกว่า มหาเศรษฐี ครับ ฉะนั้น เดี๋ยวถึงเวลาตอนงบประมาณวาระสองเข้าสภาและผมจะเอาให้ดูว่าแต่ละกรมแต่ละ กระทรวงนั้นทุจริตอะไรบ้าง ผมกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อนำเสนอในวาระสองในนั้น แต่วันนี้ ขอพูดเรื่องการขอกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเชื่อว่ากู้ไปก็จะเหมือนเงิน ๑.๑ ล้าน ล้านบาทเหมือนเดิม ผมเลยมีข้อเสนอแนะให้กับทางรัฐบาลนะครับ เป็นต้นว่าแอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตัง แอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตังนี้ให้ธนาคารกรุงไทยทำ ทำไมถึง จะต้องให้เฉพาะธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสินก็เป็นรัฐวิสาหกิจ ทำไมไม่ให้ธนาคารออม สินเขาทำบ้าง ลองให้เขาทำดูบ้างอาจจะดีกว่าธนาคารกรุงไทยก็ได้ และธนาคารกรุงไทยเอง ก็ตอนนี้ไม่รู้เป็นรัฐวิสาหกิจหรือเปล่า มาชี้แจงที่กรรมาธิการผม ทางธนาคารกรุงไทยเขา บอกว่าเขาไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ ถ้าไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้วเงินต่าง ๆ ของทางราชการไป ผ่านแบงก์กรุงไทยทำไม ฉะนั้นธนาคารกรุงไทยบอกว่าตัวเองไม่เป็นรัฐวิสาหกิจถ้าจะได้ ประโยชน์ แต่พอจะเสียประโยชน์ก็บอกว่าตัวเองไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ผมเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจท่าน นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ผมเรียนว่าธนาคารกรุงไทย ซีอีโอ (CEO) กรุงไทยปัจจุบันนี้ คุณไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์ชัย ครบวาระจะต้องพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ไปแล้วแต่ทำไมทุกวันนี้ยังนั่งอยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ไม่กล้าตอบว่านั่ง อยู่ได้เพราะอะไร ทั้งที่เกษียณแล้ว ผมบอกนายกรัฐมนตรีว่าถ้าคนนี้เก่ง เอาเข้าไปเป็น รัฐมนตรีเลยอย่าให้เขานั่งอยู่ตรงนั้นเพราะมันผิดกฎหมาย เรื่องนี้ผมจะติดตามให้ถึงที่สุดว่า ทำไมถึงนั่งอยู่ได้ ถ้าเขาเก่งเอาไปเป็นรัฐมนตรีเลย มันจะได้ไม่ขาดคุณสมบัติ แต่ตอนนี้เขา ขาดคุณสมบัติ เขานั่งอยู่ ฉะนั้นท่านประยุทธ์พูดตลอดว่าทำตามกฎหมายทุกอย่าง จะทำ ตามกฎหมายทุกอย่าง ถ้าไม่ทำตามกฎหมายบอกมามีอะไรบ้าง เรื่องนี้ผมถาม ๓ ครั้งแล้ว กรุณาตอบผมด้วยว่าเขานั่งอยู่เพราะอะไร ใช้กฎหมายอะไรรองรับ ในเรื่องแอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตัง เฉพาะในแอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตังนี้ บอกว่าคนที่ส่งข้อมูล เข้าไป พอคีย์ (Key) เข้าไปปั๊บ ในแอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตัง ยืนยันบอกว่าถ้าจะ เอาข้อมูลของประชาชนไปใช้นั้นไปใช้ได้ ซึ่งตรงนั้นเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน ฉะนั้น ไม่น่าจะทำได้ ลองให้แบงก์อื่นเขาทำดู ผมเชื่อว่าแอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตัง อะไร ต่าง ๆ พวกนี้มันอาจจะดีขึ้น แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ประโยชน์ เพราะเงินแก้ปัญหาโควิด (COVID) ก็ต้องไปใช้โควิด (COVID) แต่นี่เอาไปใช้ซึ่งไม่ตรงวัตถุประสงค์ในการมาขอสภาแห่งนี้ สภาแห่งนี้ก็มีการอภิปรายกันมากมาย วันนี้ผมก็ฟังตั้งแต่เช้า ฝ่ายรัฐบาลบางท่าน ก็ตำหนิทางรัฐบาลอยู่เช่นเดียวกันท่าน พลเอก ประยุทธ์ ก็คงจะเข้าใจดีว่าในปัจจุบันนี้ สิ่งที่ท่านทำไปนั้นไม่มีใครเห็นด้วยแล้วปัจจุบันนี้ท่านบอกว่าท่านเป็นชายชาติทหาร ท่านเสียสละมา ๗ ปีแล้ว ผมว่าท่านต้องเสียสละครั้งใหญ่ครั้งนี้ล่ะครับ ว่าควรลาออกไปเสีย เพราะฉะนั้นท่านก็ขู่ว่าจะยุบสภา พรรคฝ่ายค้านเองโดยพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าให้ยุบเร็ว ๆ ครับ พรรคเพื่อไทยไม่ได้สนใจว่าจะยุบ ยุบพรุ่งนี้ก็ได้ไม่เป็นอะไร ฉะนั้นพอยุบแล้วจะรู้ว่า พรรคเพื่อไทยจะกลับมาอย่างถล่มทลาย ผมเรียนว่าตอนนี้เขาเบื่อสุด ๆ แล้ว ว่าผู้นำประเทศ ไม่ได้มีความสามารถที่จะมาบริหารประเทศได้ และผมแนะนำสุดท้ายบอกว่า งบการซื้ออาวุธ ต่าง ๆ ที่มีอยู่นี้ ลองไม่ซื้อสัก ๒ ปีสิครับ เงิน ๒ ปีที่จะไม่ซื้ออาวุธนี้ เอาไปแก้ปัญหา โควิด (COVID) ได้เลย ไม่ต้องมากู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอีก ฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์จะต้องแฟร์ (Fair) นะครับ เดี๋ยวนี้ไปซื้อรถถัง ไปซื้อเรือดำน้ำ ไปซื้อทำไมครับ มันหมดสมัยที่เขาจะมาฆ่ากันแล้ว มันหมดสมัยที่จะมายึดประเทศกันแล้ว อันนั้นมันช่วงสมัยสงครามโลกกันแล้ว เดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนกันไปหมดแล้ว ฉะนั้น พลเอก ประยุทธ์จะต้องคำนึงถึงประเทศชาติ ฉะนั้นลองงดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม สักปี ๒ ปีเถอะครับ จะไม่ต้องมากู้เงินให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติต่อไป ฉะนั้น ผมเรียนว่าพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าให้ท่านยุบสภาเลยครับ ไม่ต้องมาขู่พรรคเพื่อไทย ฉะนั้น ท่านขู่แต่พรรครัฐบาลได้ แต่พรรคเพื่อไทยขู่ไม่ได้ พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะให้ท่านยุบสภา แล้วเลือกตั้งกันใหม่ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านนพดลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขออภิปรายเรื่องพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคโควิด (COVID) เชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ในจำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนที่กำหนดไว้ก็คือ เป็น ๓ แนวทาง ในเรื่องแรก ก็คือ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานของรัฐที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย เพื่อให้จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ ทางการแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีนและการวิจัยพัฒนา ส่วนที่ ๒ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือ ในเรื่องของความช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยให้แก่ประชาชนทุกสาขาอาชีพ ซึ่งได้รับ ผลกระทบ ส่วนที่ ๓ ก็คงจะเป็น ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะเป็นเรื่องของการฟื้นฟู ในส่วน ตรงนี้ผมอยากจะโยงไปถึงในส่วนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเพิ่งได้ปลดล็อกในการที่จะให้จัดซื้อจัดหาวัคซีนเพื่อช่วยเหลือประชาชนอีกทางหนึ่ง แต่แนวทางที่คณะกรรมการศูนย์โควิด (COVID) แห่งชาติได้กำหนดมา และมอบอำนาจให้ ท้องถิ่นทำ ก็ยังมีเงื่อนไขที่จะต้องไปกำหนดให้ทางศูนย์โควิด (COVID) จังหวัด โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการไปกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ในแนวทางปฏิบัติอาจจะยัง ไม่ได้ชัดเจนที่ท้องถิ่นจะสามารถทำได้ เพราะว่ากระทรวงมหาดไทยเองก็เพียงแต่กำหนด ในเรื่องของแนวทางการเบิกจ่าย แต่ในเรื่องของกระบวนการบูรณาการที่ท้องถิ่นจะร่วมกับ หน่วยงานในส่วนจังหวัดนั้น เช่น สาธารณสุข และหน่วยงานท้องถิ่นต่าง ๆ ในจังหวัดนั้นจะ ปฏิบัติยังไม่ชัดเจน ซึ่งจะยังมีแนวทางอีกหลายอย่าง ซึ่งไม่สามารถปฏิบัติได้ ก็อยากจะให้ ทางรัฐบาลหรือหัวหน้าศูนย์โควิด (COVID) แห่งชาติ ได้กำหนดแนวทางให้ชัดเจน เพื่อท้องถิ่นจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะจัดซื้อจัดหาอีกทางหนึ่งในพื้นที่ เพราะว่าเขามี ข้อมูลที่จะสามารถใช้ร่วมกัน เพราะว่าในที่กำหนดนั้นได้กำหนดให้ใช้ข้อมูล หรือดาต้า (Data) ของหมอพร้อมนะครับ โดยมีแพลตฟอร์ม (Platform) เดียวกัน แล้วก็จะมีในเรื่อง ของการกระจายวัคซีนที่มีข้อมูลชัดเจน เพราะว่ามีการลงทะเบียน ๒ ทาง ๓ ทาง ไม่ว่า ลงทะเบียนในส่วนของรัฐบาล และท้องถิ่นเองก็จะประกาศให้ลงทะเบียนในส่วนที่ยังขาดอยู่ เพื่อที่จะได้ช่วยกันอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อประโยชน์กับพี่น้องประชาชนด้วยกัน ผมคิดว่าในส่วนที่รัฐบาลตั้งงบประมาณกู้เพื่อประโยชน์ในเรื่องของสุขภาพ และในเรื่องของ การเยียวยา ในเรื่องของอาหารและรายได้ต่าง ๆ นั้นเป็นประโยชน์ แต่ในส่วนที่ท้องถิ่นเองได้ เข้ามามีส่วนร่วมและมีความตั้งใจทั้งประเทศที่จะช่วยเหลือ แต่กำหนดแนวทางที่ยัง ไม่สามารถปฏิบัติได้ ก็อยากจะให้เพิ่มเติมในแนวทางปฏิบัติที่ท้องถิ่นสามารถจะทำประโยชน์ และสามารถจัดซื้อจัดหาเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนได้รวดเร็วและทั่วถึงและเป็น ธรรมกับพี่น้องประชาชน เพื่อจะได้ลดระยะเวลาในการฉีดวัคซีนอีกทางหนึ่ง เพื่อที่จะได้เปิด ประเทศได้เร็วขึ้น ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านศิริกัญญา ตันสกุล พรรคก้าวไกลครับ🔗
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ที่เรามาพิจารณา พ.ร.ก. ฉบับนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกเดจาวู (Deja Vu) ค่ะ ท่านประธานเคยเป็น ไหมคะ เหมือนกับว่าเราเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ก็คงจะเป็นเพราะว่าการมาขอกู้เงิน ในครั้งนี้มันช่างเหมือนกับตอนที่มีการมาขออนุมัติสภาให้อนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท เมื่อปีที่แล้วเป๊ะเลยค่ะท่านประธาน รอบนี้ก็ยังมาพร้อมกับ พ.ร.ก. ๕ หน้า เหมือนเดิม ตารางกรอบวงเงินที่บอกว่าใช้เงินอะไรบ้าง ๑ หน้าเหมือนเดิม ขอกู้เงินแบบ เช็คเปล่าเหมือนเดิม ไม่ต้องมีโครงการ ไม่ต้องมีรายละเอียด ไม่ต้องมีเป้าหมาย ไม่ต้องระบุผลที่จะได้รับเหมือนเดิมเลยค่ะ รอบที่แล้วเรายังพออนุโลมกันได้ เพราะว่าวิกฤติ มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจจะคิดโครงการกันไม่ทัน ก็เลยยอมให้กู้ไป คิดไป แต่รอบนี้ไม่มี ข้อแก้ตัวแล้วนะคะ แถมตอนที่ออก พ.ร.ก. ก็ปิดข่าวเงียบ ไม่ปริปากบอกประชาชน จนกระทั่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษา แล้วก็ถึงจะออกมาแถลงข่าว หากจะอ้างว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๔ บอกว่าเป็น พ.ร.ก. เกี่ยวกับภาษีอากรและเงินตรา ก็เลยพิจารณา แบบลับได้ ก็ฟังไม่ขึ้นค่ะ เพราะว่ารอบที่แล้วตอนที่กู้ ๑ ล้านล้านบาท อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็ยังออกมาแถลงข่าวหลังการประชุม ครม. อยู่เลย ในเอกสารที่ส่งเข้า ครม. ก็ไม่ได้อ้างมาตรา ๑๗๔ ด้วยซ้ำไปนะคะ แบบนี้ดิฉันคิดว่ามันแสดงเจตนาที่จงใจ จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากทั้งประชาชน แล้วก็สภาผู้แทนราษฎรอย่างชัดเจน ถ้ารัฐบาล จะกู้เงินไปทำโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ โครงการก่อสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นฟูชุมชน ขุดหนอง ขุดสระ อะไรต่าง ๆ นานา ดิฉันก็ต้องบอกว่าขอให้เสนอมาเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือว่า งบกลางปีให้สภาแห่งนี้อนุมัติจะดูเหมาะสมกว่า แต่ว่าถ้าท่านจะแย้งว่าการออกเงินกู้ เป็นพระราชบัญญัติอาจจะใช้เวลานานถึง ๕-๖ เดือน ดิฉันก็บอกได้เลยว่าไม่เป็นความจริงค่ะ เพราะว่าสภาแห่งนี้ก็เคยพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ใช้เวลา ไม่ถึง ๒ อาทิตย์ค่ะ รวมกับที่วุฒิสภาพิจารณาด้วยก็ยังอยู่ในเวลา ๒ อาทิตย์อยู่ดี เราก็เคยทำ มาแล้ว แล้วที่อ้างว่าต้องออกมาเป็น พ.ร.ก. เพราะว่ามีความจำเป็น รีบร้อน เร่งด่วน นี่ผ่านมาแล้ว ๓ สัปดาห์เราก็ยังไม่เห็นเลยว่าจะออกมาตรการอะไรออกมาที่จะเยียวยาประชาชนอย่างเป็น ชิ้นเป็นอัน ต่อให้มองในแง่ดีนะคะ นี่อาจจะเป็นการกู้เพื่อที่จะแก้วิกฤตการณ์ทางการคลัง เพราะว่ารัฐบาลเองก็อาจจะชักหน้าไม่ถึงหลัง อาจจะชอต (Shot) เงินไปบ้างในบางช่วงเพราะ ในตอนแรกที่ ครม. พิจารณารับตัวร่าง พ.ร.ก. เงินกู้ มีถ้อยคำค่ะ มีมาตราหนึ่งที่บอกว่า จะเอาไว้ใช้เพื่อบริหารสภาพคล่องตามมาตรา ๖ ที่ดิฉันโชว์อยู่ในสไลด์ (Slide) ตอนนี้นะคะ🔗
แต่พอพระราชกำหนดนี้ถูก ประกาศลงพระราชกิจจานุเบกษาก็มีการตัดถ้อยคำนี้ออกไป ทำแบบนี้แล้วประชาชนจะ มั่นใจได้อย่างไรว่าถ้าคลังเกิดขาดเงิน ถังแตกขึ้นมาจริง ๆ รัฐบาลจะยังมีเงินพอใช้จ่าย รายงานความเสี่ยงทางการคลังก็มีการระบุไว้ชัดค่ะว่ารายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บได้มีความเสี่ยงที่ จะพลาดเป้าในปี ๒๕๖๔ นี้ ดิฉันก็ต้องขอร้องรัฐบาลนะคะว่าอย่าเอาแต่ปกปิดความผิดค่ะ หน้าที่คือต้องปกปิดช่องโหว่ที่จะสร้างปัญหาให้กับประชาชน อย่ากลัวแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ จนทำให้ประชาชนต้องมารับภาระที่เป็นความเสี่ยงแบบนี้ ท่านประธานคะ หลายท่านพูด ไปแล้ว นี่อาจจะเป็นเงินกู้ก้อนสุดท้ายของประเทศไทยถ้ายังไม่มีการแก้เพดานหนี้สาธารณะ ให้สูงเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดเองเมื่อสักครู่ว่า ท่านไม่อยากทำผิดกฎหมาย แต่ก็รอดูแล้วกันนะคะว่านายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังแห่งรัฐจะแก้กรอบวินัยการเงินการคลังอีกครั้งหรือไม่ ในประเด็นนี้ สำหรับดิฉันและพรรคก้าวไกลไม่มีใครติดใจค่ะ เราทราบดีกว่ากรอบวินัย การเงินการคลังนี้อาจจะไม่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ปัจจุบันสักเท่าไร ก็จะมีแต่ ท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่ดูจะวิตกจริตมากเป็นพิเศษ สำหรับพระราชกำหนดเงินกู้ฉบับนี้ ดิฉันและพรรคก้าวไกลมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าเราไม่สามารถที่จะอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ได้ เพราะว่าเป็นการกู้ที่มีความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศล่มจม สิ่งที่เราคัดค้านการกู้แบบเดจาวู (Deja Vu) ในครั้งนี้ก็คือว่าผลงานที่ผ่านมาที่เราเห็นความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าตลอด ๑ ปีที่ผ่านมานะคะ ในด้านแผนงานด้านสาธารณสุข ฟังชัด ๆ นะคะ ดิฉันไม่ได้ แคร์ (Care) ว่าท่านจะอนุมัติเก่งแค่ไหน เมื่อวานก็เพิ่งมีการอนุมัติชุดใหญ่ไฟกระพริบไปจน ครบเกือบเต็มวงเงินนะคะ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อเบิกจ่ายได้ล่าช้า ได้มีการเข้าไปดูบ้างหรือเปล่า ว่าหน้างานเขาติดปัญหาอะไร ไปช่วยแก้ปัญหา แก้ระเบียบอะไรให้เขาบ้างหรือเปล่า เหมือนเดิมนะคะ ถ้าตอบได้แค่นี้ว่าก็เป็นไปตามระเบียบเบิกจ่ายจัดซื้อจัดจ้างแล้วก็จ่ายกัน ไปตามยถากรรมได้เท่านี้ อนุมัติ ๒,๐๓๗ ล้านบาท เบิกจ่ายได้ ๑๗ ล้านบาทแบบนี้ ดิฉันก็ ไม่รู้ว่าเราจะมีนายกรัฐมนตรีเอาไว้ทำไม ถ้าไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องยาก ๆ ที่จะช่วยอำนวย ความสะดวกให้กับคนที่ปฏิบัติงานให้ทำงานได้อย่างคล่องตัวขึ้น ตัวอย่าง ๒ ตัวอย่างที่ดิฉัน โชว์ในหน้าสไลด์ (Slide) ท่านอนุมัติซื้อเครื่องช่วยหายใจ ๑,๐๐๐ กว่าเครื่อง ซื้อวัสดุอุปกรณ์ ทางการแพทย์อีก ๑๗๐ ล้านชิ้น ตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคม ซึ่งเมื่อเช็ก (Check) ตาราง การปฏิบัติงานต้องเบิกจ่ายตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม เดือนเมษายน แต่ว่านี่มันเดือน มิถุนายนเข้าไปแล้วถึงจะเริ่มเบิกจ่ายได้ ก็เท่ากับว่าล่าช้าไป ๒-๓ เดือน เบิกจ่ายจริง ๆ จนถึง ทุกวันนี้ยังไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป เท่าที่ทราบข้อมูลก็คือพวกเครื่องช่วยหายใจก็ยังซื้อ ไม่ได้เลยสักเครื่อง เราก็เลยไม่แปลกใจค่ะว่าที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องออกมาเรี่ยไร ขอรับ บริจาคกันเองจากประชาชน ลองคิดดูนะคะว่าถ้าเรามีเครื่องป้องกันการติดเชื้อให้กับ บุคลากรทางการแพทย์หน้างานมากกว่านี้ ด่านหน้าก็ไม่ต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงติดโควิด (COVID) แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถ้าเรามีเครื่องช่วยหายใจมากกว่านี้ มีห้องไอซียู (ICU) มากกว่านี้ มีห้องความดันติดลบมากกว่านี้จะมีอีกกี่ชีวิตที่จะไม่ถูกพรากไป เพียงเพราะการ บริหารของรัฐบาลล้มเหลว ในด้านเยียวยาก็ล้มเหลวค่ะ ยิ่งเยียวยาประชาชนก็ยิ่งได้เงิน น้อยลงไปเรื่อย ๆ การระบาดยิ่งหนัก ประชาชนก็ยิ่งได้เงินน้อยนะคะ การระบาดครั้งหลังสุดนี้ ยิ่งยืดเยื้อ ก็เพิ่งจะชดเชยไปเพียงแค่ ๒,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง ล่าสุดทางเพจ (Page) เราชนะ ประกาศมาตรการออกมาว่า จะเยียวยา ๑,๒๐๐ บาท โดยการซอยออกเป็นอาทิตย์ละ ๒๐๐ บาท นี่ท่านเห็นชีวิตของ ประชาชนมีราคาเพียงเท่านี้เองหรือ ๒๐๐ บาทนี่ไม่ใช่เงินเยียวยาแล้วนะคะ เรียกว่าเป็นค่า ขนมเด็กไปโรงเรียนนะคะ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนใด ๆ ว่าเอสเอ็มอี (SMEs) จะมี มาตรการใด ๆ สำหรับพวกเขานอกเหนือไปจากการยัดเยียดความเป็นหนี้ผ่านมาตรการเงินกู้ ต่าง ๆ ของรัฐ ผู้ประกอบการที่ถูกสั่งปิดโดนผลกระทบจากมาตรการของรัฐทั้งร้านอาหาร ร้านนวด ผับ (Pub) บาร์ (Bar) พวกเขาไม่สมควรได้รับเงินเยียวยาค่ะดิฉันคิดว่า สิ่งที่พวกเขา ต้องได้คือเงินชดใช้ความเสียหายที่รัฐเป็นผู้ก่อ แต่ไม่กล้าพอที่จะรับผิดชอบ ทุกวันนี้ท่องอยู่ คำตอบเดียวก็คือไม่มีข้อมูล เขาไม่ได้เสียภาษี เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จะจ่ายเท่าไรก็ไม่รู้ แต่นี่ ปิดเขามาได้ ๓ รอบแล้วนะคะ ในรอบ ๑ ปี แต่ไม่มีปัญญาทำฐานข้อมูลว่าตกลงร้านพวกนี้อยู่ ที่ไหน เดือดร้อนอย่างไรบ้าง เจ๊งไปแล้วหรือยัง นี่ขนาดว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท มี การระบุชัดในบัญชีแนบท้ายว่าต้องมีแผนงานย่อยที่จะต้องช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ ชัด ๆ เลยถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเลยสักบาท แล้วที่เขียนลอย ๆ ไว้ใน พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันใหม่แค่ว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกสาขาอาชีพ เราคงไม่ต้องหวังกันแล้วกระมังคะ แล้วก็ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะไม่มีเงินสำหรับการเยียวยา ในระหว่างที่รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยา อย่างกะปริดกะปรอยอยู่นี้ รัฐบาลก็ได้กั๊กงบส่วนหนึ่งเอาไว้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเอาไปให้กระตุ้นโครงการบริโภคอย่างโครงการคนละครึ่ง ยิ่งใช้ยิ่ง ได้ แต่ก็ต้องถามว่าแล้วมันใช่เวลาที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจหรือเปล่า ในระยะเวลาที่ตอนนี้ยัง ควบคุมการระบาดไม่ได้ ยิ่งอัดฉีดเงินเข้าไปมันก็ไม่ต่างกับการเทน้ำลงบนกองทรายหรือเปล่า ถ้าเราดูจากแผนภาพเราจะเห็นว่างบประมาณสำหรับฟื้นฟูประเทศจริง ๆ ที่ได้ตั้งไว้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดนลดวงเงินเหลือ ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปเป็นโครงการกระตุ้นที่ อนุมัติไป ณ วันที่ ๒๘ ไปแล้ว ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท อนุมัติกระตุ้นเพิ่มอีก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ส่วนที่มันจะเป็นโครงการที่จะเป็นการจ้างงานเป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคตที่ นายกรัฐมนตรีพูดถึงว่าเราพูดถึงอนาคต อนาคตนี่นะคะ เพียงแค่ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายไปได้ไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท หรือเพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ โครงการที่ลงไป ก็อย่างเช่น โครงการ ๑ ตำบล ๑ เกษตรทฤษฎีใหม่โคก หนอง นา โมเดล ซึ่งก็เป็นโครงการเพชร โปรเจคต์ (Project) ของสภาพัฒน์นะคะ แต่ปรากฏว่าพอไปดูหน้างานก็ทำไม่ได้จริง มีการปรับเป้าจากโคก หนอง นา เหลือแค่หนองอย่างเดียวตัด โคก และ นา ออกไปไม่ต้องขุด แล้ว เหมืองคลองไส้ไก่ ปั้นโคกไม่ต้องปั้นแล้ว คันนาทองคำไม่ต้องมีเหลือแต่หนองอย่างเดียว แล้วก็ลดขนาดหนองลงไปอีก ที่เหลือก็มีแต่โครงการเบี้ยหัวแตกไม่ได้มีผลผลิตอะไรที่มันเป็น ชิ้นเป็นอัน จาก ๒๙๘ โครงการ เป็นโครงการที่ลงในรายจังหวัดประมาณ ๒๑๐ โครงการ เพิ่งเริ่มเบิกจ่ายไปได้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ ที่พูด มาทั้งหมดนี้ก็ต้องบอกว่าก็เป็นเดจาวู (Deja Vu) อีกค่ะ เพราะว่าเมื่อ ๑ ปีที่แล้วดิฉันเองก็ เคยพูดในสภาแห่งนี้ว่า ๑ ล้านล้านบาท ให้เก็บไว้ใช้กับแผนสาธารณสุขกับแผนเยียวยาเถอะ แผนฟื้นฟูถ้ายังคิดไม่เสร็จก็อย่าเพิ่งรีบมาขอ ให้กลับไปทำเป็นแผน พ.ร.บ. เป็น พ.ร.บ. แผนฟื้นฟูประเทศแล้วค่อยกลับมานำเสนอกับสภาใหม่อีกครั้ง ตอนนั้นท่านก็ไม่เชื่อแล้ว ก็ยังดันทุรังคิดไปทำไปแล้วก็ล้มเหลว ประเทศก็เสียโอกาส ท่านประธานคะ ดิฉันได้อภิปราย ถึงความเหลวแหลกของการกู้ที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าดิฉันและพรรคก้าวไกลจะคัดค้านการกู้ ในทุกกรณี เพราะการกู้เพื่อนำพาประเทศให้รอดก็เป็นไปได้ค่ะ เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ หรือที่เรียกกันว่า เดอะเกรท ดีเปรสชัน (The Great Depression) ก็ได้มีการทำโครงการนิวดีล (New Deal) ซึ่งเป็นการกู้ขนานใหญ่ แล้วกลับกลายเป็นการกอบกู้ประเทศจนกลับมาเป็นประเทศ มหาอำนาจที่ชนะสงครามโลกได้ หรือเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ โครงการมาร์แชลล์แพลน (Marshall Plan) ก็เป็นโครงการเงินกู้ที่ฟื้นฟูยุโรปจากความพังพินาศหลังสงคราม จนยุโรป กลับมาเจริญก้าวหน้า ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาจ่ายหนี้มากกว่า ๖๐ ปีก็ตาม สรุปได้ว่าถ้ารัฐบาล กู้มาแล้วมันแก้ปัญหาประเทศ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้ เศรษฐกิจโตเร็วกว่าดอกเบี้ยหรือว่า ภาระหนี้ หนี้สินก็จะกลายเป็นทรัพย์สินแล้วประเทศก็จะรอด แต่ถ้ากู้แล้วประเทศยังย่ำ อยู่กับที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น หนี้สินพอกพูนจนดอกเบี้ยโตเร็วกว่าเศรษฐกิจประเทศก็จะล่ม จากวิกฤติโควิด (COVID) ที่ผ่านมาดิฉันได้เห็นตัวอย่างโครงการกู้เงินที่มีวิสัยทัศน์ ตัวอย่างหนึ่งค่ะ ประเทศนี้เผชิญกับวิกฤติที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์มาก ปีที่แล้วทั้งปีมีคนตายจากโควิด (COVID) ไป ๔๐๐,๐๐๐ คน จีดีพี (GDP) ไตรมาส ๒ ของปีที่แล้วติดลบลึกถึง ๓๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเขาวางแผนเงินกู้เพื่อฟื้นฟูประเทศจากโควิด (COVID) อย่างไรบ้าง เดี๋ยวเรา มาดูแผนงานการใช้เงินของเขากันค่ะ แผนงานการกู้เงินนี้มีการลงไปสำรวจความคิดเห็นของ ประชาชน แล้วก็ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประชาชนของประเทศนี้เห็นด้วยกับแผนนี้ เพราะว่า ประชาชนเห็นแผนแล้วก็เขารู้ได้เลยว่าประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางก็จะรอด เพราะว่า รัฐบาลเขาทุ่มเงินที่คิดเป็นเงินไทยประมาณ ๑๒ ล้านล้านบาท ตลอด ๑๐ ปีในการสร้าง อุตสาหกรรมผู้ดูแลคนชราให้กับคนที่ยากไร้ และรัฐบาลก็จะช่วยครอบครัวที่มีบุตรให้ได้เงิน ช่วยเหลือเพิ่มครอบครัวละมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อครอบครัว ร้านอาหารผับ (Pub) บาร์ (Bar) โรงเบียร์ ร้านขายเหล้าต่าง ๆ ก็จะรอดก็เพราะว่าร้านเหล่านี้จะได้รับเงินเยียวยา ชดเชยรายได้ทั้งหมดที่หายไปจากโควิด (COVID) จำกัดวงเงิน ๓๐๐ ล้านบาทต่อ ๑ ธุรกิจ ระบบสาธารณสุขของประเทศก็จะรอด เพราะรัฐบาลเขาทุ่มงบประมาณประมาณเกือบ ๑ ล้านล้านบาท เร่งผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นสต็อก (Stock) เอาไว้ก่อนเพื่อเตรียม รับมือกับการระบาดในโอกาสหน้า คนชายขอบ คนในพื้นที่ห่างไกล คนที่ได้รับผลกระทบทาง สิ่งแวดล้อมก็จะรอด เพราะว่ารัฐบาลเขามีแผนที่จะขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) ไปในชนบท ขยายโครงข่ายน้ำประปาเข้าไปในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ ลงทุนปิดเหมืองแร่ ปิดบ่อน้ำมันที่ถูกทิ้งร้างอยู่ทั่วประเทศโดยใช้งบประมาณราว ๙ ล้านล้านบาท ส่วนคนที่ กังวลต่ออนาคตของลูกหลานว่าจะเติบโตมาในสภาวะแวดล้อมที่เลวร้ายอยู่ในภาวะโลกร้อน ก็เริ่มจะเห็นความหวังที่จะรอด เพราะว่ารัฐบาลของเขาอุดหนุนการใช้พลังงานทดแทน คิดเป็นเงินไทย ๑๒ ล้านล้านบาท อุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าและสร้างสถานีชาร์จ (Charge) ทั่วประเทศ ๕ ล้านล้านบาท อุดหนุนการวิจัยและพัฒนา ๑๗ ล้านล้านบาท ใช่ค่ะนี่คือ แผนการกู้เงินของประเทศสหรัฐอเมริกา ดิฉันไม่ได้บอกว่าเราจะต้องกู้เงินมากมายเท่ากับเขา แล้วก็ต้องทำโครงการทั้งหมดตามแบบที่อเมริกาทำ แต่การฉายภาพให้ชัดเจนว่ากู้เงินแล้วจะ เอาเงินไปทำอะไร แล้วใครจะได้ประโยชน์ มันทำให้ประชาชนมั่นใจ เชื่อใจ แล้วก็ไว้ใจว่า รัฐบาลจะสามารถนำพาประเทศนี้ให้ออกจากวิกฤติ แล้วก็ฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชนให้ดีกว่าเดิมได้ แล้วประชาชนก็จะเต็มใจด้วยให้รัฐบาลสร้างหนี้ก้อนโตที่จะเป็น ภาระของพวกเขาและลูกหลานของพวกเขาในอนาคต และนี่คือความแตกต่างของการกู้ ที่มันจะทำให้ประเทศรอด ไม่ใช่การกู้ที่ทำให้ประเทศล่มแบบที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำ ถึงเวลาแล้วค่ะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ยังอยากเห็นประเทศมีอนาคตจะต้องร่วมกัน ขัดขวางไม่ให้ พลเอก ประยุทธ์ผลาญเงินของประเทศและยืนยันต่อรัฐบาลในฐานะที่เราเป็น ตัวแทนของอำนาจนิติบัญญัติว่าถ้าประเทศไทยจะต้องกู้จะต้องเป็นการกู้เพื่อเอาชนะ สงครามกับโควิด (COVID) ในวันนี้ผ่านการตั้งงบจัดซื้อและกระจายวัคซีน ทำลายทุกคอขวด ยุติความสับสนอลหม่านในการจัดสรรวัคซีนที่เป็นอยู่ รวมถึงระดมสะสมสต็อก (Stock) อุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายในวันหน้า ถ้าประเทศไทยจะต้องกู้จะต้องเป็น การกู้เพื่อประคับประคองชีวิตของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจที่มาพร้อม กับโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นการกู้เพื่อต่อลมหายใจของเอสเอ็มอี (SMEs) เพราะเมื่อวิกฤติ จบลงพวกเขานี่ล่ะที่จะเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูประเทศ เศรษฐกิจจะฟื้นได้อย่างไร ท่ามกลางซากศพของเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ตายเกลื่อน ถ้าประเทศไทยจะต้องกู้จะต้องเป็น การกู้เพื่อโอบอุ้มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคมไทย จากการสร้างศูนย์เด็กเล็กให้ครอบคลุม เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าและสร้างอุตสาหกรรมผู้ดูแลคนชราให้คนยากจนเข้าถึงได้ คนไทย ในวัยทำงานจะได้สามารถทุ่มเทสรรพกำลังไปกับการทำงานเพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวหน้า ถ้าประเทศไทยจะต้องกู้จะต้องเป็นการกู้เพื่อปลดปล่อยศักยภาพของประเทศไทยในอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปีข้างหน้า ทั้งจากการวางโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต อุดหนุนการวิจัย และพัฒนา ขยายโครงข่ายไฟฟ้า ประปา แหล่งน้ำ ขนส่งสาธารณะและอินเทอร์เน็ต ให้เข้าถึงชุมชนชายขอบตามชนบทที่อยู่ห่างไกล ท่านประธานคะ เงินกู้ก้อนเดียวกันนี้นะคะ ถ้าใช้ให้ถูก ใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเม็ดเงินในกระเป๋าของ ประชาชนได้ทันที แล้วงานที่เราสร้างให้ประชาชนในวันนี้ก็จะเป็นรากฐานการเจริญเติบโต ของเศรษฐกิจให้กับลูกหลานของประเทศไทยในอนาคต แต่ถ้ากู้แล้วเหลวแหลกประชาชนจะ มีแต่หนี้ท่วม แต่เศรษฐกิจก็ยังจะย่ำอยู่กับที่และประเทศก็จะล่มจม จากการบริหารเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทของ พลเอก ประยุทธ์ ๑ ปีที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไร้วิสัยทัศน์ ไร้ยุทธศาสตร์ ไร้ภาวะผู้นำในยามวิกฤติ และไร้ความรับผิดชอบต่อประชาชน ดิฉันขอยืนยันตามที่เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลได้อภิปรายไปแล้วว่าขอให้ถอน พ.ร.ก. ฉบับนี้ ออกจากสภา ทำมาใหม่ในรูปแบบของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรืออีกแนวทางหนึ่งตามวิถีประชาธิปไตยและไม่เกินไปกว่าอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติจะร้องขอ ด้วยความเคารพท่านนายกรัฐมนตรีดิฉันขอให้ท่านลาออก คือถ้าท่านรู้สึกว่าท่านทำทุกอย่าง เต็มที่แล้ว ทำทุกอย่างดีแล้ว แต่ผลลัพธ์มันยังไม่เปลี่ยน ผลลัพธ์มันยังเป็นแบบนี้อยู่ ปัญหา ก็น่าจะอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วละค่ะ หรืออีกทางหนึ่งก็คือยุบสภากลับไปถามประชาชน อีกครั้งว่าอยากที่จะให้คนที่จะมากู้แล้วเป็นคนใช้เงินกู้คนใหม่นี้ควรจะเป็นใคร ขอบคุณค่ะ🔗
อีก ๓ ท่าน ท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ พรรคเพื่อไทย ท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย ท่านสาคร เกี่ยวข้อง พรรคประชาธิปัตย์ เชิญท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรค เพื่อไทย กระผมขออภิปรายร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมอันเกี่ยวเนื่องมาจากการระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) กระผม เห็นว่ากู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ได้จัดสรรให้กับฝ่ายสาธารณสุขเพียง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นตัวเลขที่น้อยเกินไป ให้ความสำคัญในการควบคุมการระบาด ควบคุมหรือดูแลรักษา ผู้เจ็บไข้ได้ป่วยจากโรคโควิด (COVID) น้อยเกินไป การที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ก็คือ เปรียบเทียบกับมีสงคราม เป็นสงครามกับโรคโควิด (COVID) กองทัพที่จะต่อสู้กับ โรคโควิด (COVID) ก็คือทีมงาน บุคลากร อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือด้านสาธารณสุข ซึ่งผม เห็นว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ถูกต้อง ในงบประมาณปี ๒๕๖๕ รัฐบาลตัดงบประมาณ ลงไป ๙.๙ เปอร์เซ็นต์ก็บอกว่าจะมีงบเงินกู้ แต่พอมาถึงงบเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กลับมาใช้ด้านสาธารณสุขเพียง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้างบประมาณก็ดี อุปกรณ์เครื่องไม้ เครื่องมือไม่ดี เราควบคุมโรคโควิด (COVID) ไม่ได้จะเกิดปัญหาบานปลายความเสียหายทาง เศรษฐกิจ สังคม ก็จะรุนแรงจะมากขึ้น การเยียวยาก็จะบานปลาย การฟื้นฟูก็ต้องใช้เงิน มากขึ้น กระผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเป็นคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกเยี่ยมโรงพยาบาล ออกเยี่ยมพี่น้อง อสม. แล้วก็ ไปหลายจังหวัดครับ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดสงขลา และที่จังหวัดชัยภูมิ ได้พบเห็นการทำงานของบุคลากรด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล อสม. หรือ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่าทุกคนทุ่มเททำงาน แต่ขาดอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เช่น อสม. ก็เรียกร้องอยากจะได้เครื่องวัดความดันโลหิต อยากได้อุปกรณ์ป้องกันตัวต่าง ๆ เครื่องวัดอุณหภูมิต่าง ๆ เหล่านี้ รพ.สต. โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล แม้แต่เครื่องชั่งน้ำหนักบางแห่งก็ยังไม่มี โรงพยาบาลชุมชนก็ต้องการ อุปกรณ์ เช่น เครื่องเอ็กซเรย์หรือเครื่องช่วยหายใจ โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ ก็ร้องขอการจัดทำห้องความดันลบ เครื่องช่วยหายใจเหล่านี้ มีคนไข้ล้นโรงพยาบาล แทบทุกแห่ง งบปกติที่จะจัดให้ในการที่จะก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ก็รู้สึกไม่เพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งคนไข้ล้นมาก ของบประมาณก่อสร้างอาคารผู้ป่วยใน ๖๐ เตียง งบประมาณเพียง ๒๐ ล้านบาท ขอมา ๕ ปี ยังไม่ได้รับครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่ารัฐบาลชุดนี้ได้บริหารสถานการณ์ โควิด (COVID) หรือการที่จะแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ล้มเหลวมาโดยตลอด รัฐบาลปล่อยให้มี ความผิดพลาดในเรื่องของเกิดคลัสเตอร์ (Cluster) ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นที่สนามมวย จะเป็นที่สนามมวย เวทีลุมพินี หรือว่าที่เป็นแรงงานที่เข้ามาโดยไม่ถูกต้อง หรือว่าจะเป็น ที่สถานบันเทิงต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลจนเกิดการระบาดร้ายแรง ขึ้นมาทั้ง ๓ ครั้ง เมื่อมีปัญหาขึ้นมารัฐบาลก็ปล่อยให้มีบางคน ไม่น้อยทีเดียว ที่ติดเชื้อ รอความช่วยเหลือ รอรถรับไปรักษาในโรงพยาบาลจนหลายคนตายที่บ้านอย่างน่าสงสาร อย่างน่าเวทนา นั่นคือสิ่งที่เป็นความล้มเหลวความบกพร่องที่เราเห็นและทราบกันทั่วไป ในส่วนของการบริหารวัคซีนก็ถือว่าล้มเหลวอย่างมากมาโดยตลอดอีกเช่นเดียวกัน เรายอมรับกันทั่วโลกว่าวัคซีนเป็นความหวังของมวลมนุษย์ว่าจะสามารถช่วยให้ควบคุม โรคโควิด (COVID) ได้ แต่รัฐบาลไทยก็ประเมินสถานการณ์ต่ำบอกว่าเมืองไทยคงไม่ต้อง ใช้มาก ในช่วงแรก ๆ เขาจองกัน วัคซีนทั่วโลกเขาต้องจองกัน แต่รัฐบาลบอกว่ามีปัญหา เรื่องของเงินจอง อาจจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคำแก้ตัวที่ไม่ถูกต้อง เพราะถ้ามัน ติดขัดเรื่องกฎหมายก็แก้กฎหมายสิครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องความเป็นความตาย ของพี่น้องประชาชน ในปัญหาเรื่องความล่าช้า ตอนแรกรัฐบาลบอกว่าเรื่องวัคซีนไม่มีปัญหา ไทยพร้อม แต่เอาเข้าจริง ๆ เมื่อวานซืนนี้วันที่ ๗ มิถุนายนประเทศไทยก็มีคิกออฟ (Kick Off) มีเริ่มฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องในเข็มแรก แต่วันเดียวกันที่ สปป. ลาวก็คิกออฟ (Kick Off) เหมือนกัน แต่ว่าเขาเริ่มฉีดเข็มที่ ๒ ให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา มาเลเซีย เมียนมาร์ ต่างก็ทำการฉีดวัคซีนได้เร็วกว่าเรา ซึ่งแสดงออกถึงศักยภาพของรัฐบาล ศักยภาพของทางฝ่ายที่เข้ามาดูแลในเรื่องวัคซีนล้มเหลว ท่านประธานที่เคารพครับ ก็จะเห็น ได้ว่าขณะนี้ยังอยู่ในความสับสนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการจองเพื่อฉีดวัคซีน ใช้แอปพลิเคชัน (Application) หมอพร้อมบ้าง ตอนหลังก็บอกว่าไม่ใช่ ต้องสามารถใช้ แอปพลิเคชัน (Application) ของแต่ละจังหวัดจนสับสน คนที่จองหมอพร้อมเสร็จ ถึงเวลา ไปฉีดบางทีก็ยังดีว่าบอกล่วงหน้า แต่จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า ไปถึงไปรอแล้วก็ มีปัญหากันมากมาย ท่านประธานที่เคารพครับ ก็จะเห็นได้ว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ผม ไม่มั่นใจว่างบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรมา ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับงานด้านการแพทย์ อนามัย อุปกรณ์การแพทย์และวัคซีนนั้นจะไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถรับรองพระราชกำหนด ฉบับนี้ได้ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านชูวิทย์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เขต ๗ ต่อพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิดโคโรน่า ๒๐๑๙ เพิ่มเติม ปี ๒๕๖๔ นั้น ผมในฐานะ ที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ในปีที่ผ่านมารัฐบาลขอกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยาโควิด (COVID) ก็ไปจัดสรรงบประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เกี่ยวกับ การช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชน ก็คือแจกเงินผ่านบัตรโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล อันที่ ๒ ก็คือฟื้นฟู ฟื้นฟูก็ช่วยเหลือพี่น้องผู้ประกอบธุรกิจต่าง ๆ แต่ส่วนด้านสาธารณสุข จริง ๆ อนุมัติไป ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แรก ๆ ก็มีความดีใจและยินดีกับการกู้เงินครั้งนี้ เพราะว่าเราเห็นว่าเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทก็จะไปช่วยในการสร้างโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลตำบล เพื่อขยายโรงพยาบาล ต่อเติมโรงพยาบาลเพื่อรับผู้ป่วย แต่พออนุมัติเงินเสร็จไม่สามารถที่จะต่อเติมโรงพยาบาลอาคารสาธารณสุขประจำตำบล ได้เลย เพราะบอกว่าไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ จึงทำให้การเบิกจ่ายเงินคืน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายได้ประมาณ ๙,๕๐๐ ล้านบาท พอปีนี้ครับรัฐบาลก็มาขอกู้เงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็จะไปทำเกี่ยวกับด้านสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ผมก็อยากฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า วันนี้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปต่อเติมโรงพยาบาลชุมชนได้ไหมครับ เอาไปเพิ่มกำลังให้ ทหาร ทหารเราคือวันนี้เราเกิดสงคราม ทหารเราคือ อสม. ครับ อสม. ๑ ล้านคน ให้กำลังใจ เขาเพิ่มขึ้นได้ไหมครับ ให้กำลังใจเขาเพิ่มขึ้นครับ เพราะตอนนี้กำลังใจห่อเหี่ยวครับ ทำงาน มาก แต่ไม่เป็นอะไรครับ กำลังใจห่อเหี่ยวถ้ารัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเพิ่มก็จะเป็น กำลังใจให้ แต่อีกส่วนหนึ่งที่พวกเราลืมไปก็คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย ที่ทำงานควบคู่กับ อสม. ยังไม่ได้รับการเยียวยา ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ส่วนอีกที่จะไปฟื้นฟู ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะไปสร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ อันนี้ผมคิดว่าหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะสร้างตึกสร้างอะไรนี่ หยุดก่อนครับ เอาไปให้กระทรวงสาธารณสุขสร้างโรงพยาบาล ต่อเติมโรงพยาบาล เพื่อรองรับผู้ป่วย และวันข้างหน้าถ้าผู้ป่วยหายก็จะเอาไว้ใช้ประโยชน์ในคราวต่อไป🔗
และประเด็นที่ ๓ ก็คือเยียวยาประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ล่ะครับ สำคัญที่สุดก็คือเพื่อไปกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการยืมรอบนี้จะเป็นการยืมรอบสุดท้ายแล้ว ผมว่า ก็ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็อยากจะเอาไปให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กรายน้อยให้เขาสามารถกู้ได้ครับ เพราะวันนี้เขาไม่มีเครดิตเลย ก็อยากให้เขากู้ได้ โดยเอาร้าน บริษัทของเขามากู้นะครับ และประเด็นที่ ๒ เติมเงินเข้าไปในกองทุนหมู่บ้าน ได้ไหมครับ เติมเข้าไปในกองทุนหมู่บ้าน ให้พ่อค้าแม่ค้าได้ยืมครับ หาบเร่ แผงลอยได้กู้ครับ โดยเอาแผงมาค้ำประกันก็ได้นะครับ เอาแผงมาค้ำประกัน เอารถเข็นมาค้ำประกัน เอาหาบ ตะกร้ามาค้ำประกัน มอเตอร์ไซค์พุ่มพ่วงให้กู้ได้ไหมครับ ไม่ต้องกู้มากครับ ๓๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาท แล้วให้ผ่อนวันละ ๕๐ บาท วันละ ๑๐๐ บาท ไม่เกิน ๒๔ เดือนเขาก็สามารถ ใช้หนี้หมด แล้วก็โครงการส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อลดรายจ่ายเพิ่ม รายได้แล้วก็ขยายโอกาส ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเศรษฐกิจดีนะครับ ครอบครัว ที่ประกอบธุรกิจก็สามารถทำการค้าขายได้ดีครับ พอค้าขายได้ดีมีเงินก็ต้องเริ่มซื้อที่ดิน ซื้อที่ดินเสร็จก็ซื้อรถ ซื้อรถก็ซื้อบ้าน พอซื้อบ้านเสร็จ กิจการดีก็กู้ครับ แต่กู้เพื่อขยายกิจการ ครับ เพื่อกู้ขยายกิจการ แต่ถ้าการค้าขายไม่ดี ค้าขายไม่ดีก็เริ่มขายรถครับ ขายบ้านครับ ขายที่ดินครับ แล้วก็เริ่มกู้นะครับ กู้เพื่อจะมาทำธุรกิจต่อ เมื่อกู้แล้วไม่มีการค้าขาย ค้าขาย ไม่ได้ก็ไม่สามารถส่งเงินธนาคารได้ เมื่อส่งเงินธนาคารไม่ได้ก็กู้นอกระบบ กู้นอกระบบ ร้อยละ ๕ มาจ่ายธนาคาร พอกู้ร้อยละ ๕ เสร็จก็ไปต่อไม่ได้ ก็ไปกู้ร้อยละ ๑๐ ครับ แล้วก็ไป กู้ร้อยละ ๒๐ วันนี้พ่อค้าแม่ค้าอยู่ตามบ้านนอกครับ ไปค้าขายก็ไม่ได้ขายครับ นั่งแต่ไล่ แมลงวันแล้ว วันนี้ทำอย่างไรครับ กู้ไหนก็ไม่ได้ก็ไปกู้ชุดสีดำครับ ไอ้โม่งสีดำ กู้ ๑,๐๐๐ บาท เขาบอกว่าต้องหัก ๒๐๐ บาท ได้มา ๘๐๐ บาท ครับ ๘๐๐ บาทก็เอามาทำการดำเนินการ ธุรกิจต่อ ก็มาทอดกล้วยแขกต่อ ทอดไปก็จ่ายไปวันละ ๕๐ บาท วันละ ๕๐ บาท แต่การทอด กล้วยแขกรอบนี้มันขายไม่ดีครับ ทอดไป ทอดไปก็ขายไม่ดี ก็ใช้ไปด้วย ใช้ไปด้วยผ่อนไปได้ ๖ วัน เงิน ๑,๐๐๐ ก็หมดแล้ว ก็ไปกู้มาอีก ๑,๐๐๐ บาท เขาก็หักอีก ๒๐๐ บาท และเป็นหนี้ อีก ๓๐๐ บาท เขาก็ให้มา ๕๐๐ บาท ก็มาดำเนินการต่อ ได้ ๓-๔ วันเงินก็หมดก็ไปกู้อีก วันนี้เหลือเงิน ๒๐๐ บาท กู้ ๑,๐๐๐ บาท เหมือนกับรัฐบาลตอนนี้กำลังจะกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ละครับ ถ้ากู้รอบนี้ไม่สามารถที่จะ ทำให้ธุรกิจฟื้นได้อย่าหวังเลยว่าจะได้กู้ต่อ วันนี้ยกตัวอย่างประเทศไทยว่าถ้าเศรษฐกิจดี เราก็เก็บภาษีได้ ค้าขายดี การท่องเที่ยวดี เก็บภาษีได้ก็ค้าขายดี การบริโภคในครัวเรือน ถ้าเศรษฐกิจดีก็มีแรงซื้อ พ่อค้าแม่ขายก็ขายของดี แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีก็ค้าขายไม่ได้ ถ้าค้าขายไม่ได้ทุกคนก็ต้องประหยัดรัดเข็มขัดตัวเอง เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ส่งออกไม่ดี เก็บภาษี ไม่ได้ ค้าขายก็จบครับ ท่องเที่ยวเจ๊ง เก็บภาษีไมได้ค้าขายก็จบ บริโภคครัวเรือนก็ต้องบริโภค ลดลง วันนี้รัดเข็มขัดทุกครัวเรือน เคยซื้อเนื้อกิโลกรัมละ ๓๐๐ บาท วันนี้เมียก็บอกว่าเนื้อวัว ไม่กินแล้วไปกินเนื้อหมู ๑๕๐ บาท คนที่ซื้อเนื้อหมูได้ ๑๕๐ บาท วันนี้ก็ไปกินเนื้อไก่แล้ว ๑๐๐ บาท คนที่ซื้อเนื้อไก่ได้ วันนี้ก็ไม่กินไก่แล้วครับ ไปกินไข่ คนกินไข่วันนี้ก็ไปกินมาม่า ก็รัดเข็มขัดของตัวเองลงเรื่อย ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมขอยกตัวอย่างอดีตนายกทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ประเทศเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟ (IMF) ท่านนายกทักษิณบอกว่า ขอเวลา ๔ ปีสร้าง ๔ ปีซ่อม ท่านใช้เวลาใน ๔ ปี ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ (IMF) หมด พอต่อมา เป็นรัฐบาลรอบ ๒ ก็บอกว่าประชาชนคิดเพื่อไทยทำ แล้วก็เอานโยบายที่พี่น้องประชาชน คิดมาเป็นตัวตั้ง แล้วก็เอานโยบายของรัฐบาลไปใส่ช่วยเหลือประชาชน ประชาชนยากจน ไม่มีทุน ท่านก็เอาทุนไปให้ เอาทุนมาจากไหน วันนั้นประเทศไทยก็ไม่มีเงิน ท่านนายก ทักษิณบอกว่าจะให้กองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท วันนั้นไม่มีเงิน ก็ไปแคะกระปุกเด็ก ที่ออมสิน ไปแคะที่ไหนมาได้ประมาณ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ประเทศไทยมี ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท รอบแรกก็เอาไปก่อน ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท พอเอาไปได้ ๒-๓ เดือนเงินล้านก็กระจาย ยืมคนละหมื่น ละหมื่น ละหมื่น ๑๐๐ ครอบครัว ก็เอาไป ๑๐๐ หมื่น ก็ไปต่อเติมบ้าน ทำส้วมบ้าง ซื้อรถมอเตอร์ไซค์มาขายของบ้าง ทำอะไรบ้าง เงินก็หมุนครับ เงิน ๑๐๐ บาท ถ้าหมุน ๑๐ รอบ เงิน ๑๐๐ บาท ก็กลับมาที่กระทรวงการคลัง เราก็มาจ่ายหมื่นที่ ๒ หมื่นที่ ๓ ในปีเดียวเราจ่ายเกือบหมด ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในปีเดียวในการหมุนเงินของ ประชาชน วันนี้กองทุนหมู่บ้านจาก ๑ ล้านบาท วันนี้ยังอยู่ หลายหมู่บ้านเป็น ๕ ล้านบาท ๑๐ ล้านบาท แล้วให้ทุนชาวบ้านในการทำมาหากิน โดยให้นโยบายไปว่าใครมีหาบเร่แผง ลอยรถเข็นให้ไปกู้ ที่ธนาคารออมสิน ๕๐,๐๐๐ บาท และให้ผ่อนวันละ ๕๐ บาท เขามีทุน แล้วเขามีความสุข เขามีรายได้ รัฐบาลก็สามารถเก็บภาษีได้จ่ายหนี้ไอเอ็มเอฟ (IMF) ก่อนกำหนด ท่านนายกทักษิณบอกอีกว่าถ้าผมได้กลับประเทศไทยภายใน ๖ เดือน เงินคนไทย เต็มกระเป๋า ท่านนายกประยุทธ์ได้ยินก็ทำท่านทันทีเลยก็พิมพ์แบงก์ใหญ่กว่าเก่าเพื่อให้เงิน คนไทยเต็มกระเป๋า ท่านนายกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี นโยบายของท่านก็บอกว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ห้ามแก้ ท่านก็กู้เพื่อแจก กู้เพื่อจ่าย ท่านบอกอย่างไรครับ นาไม่ต้อง ทำเพราะฉันไม่ขายข้าว ยางพาราตัดทิ้งบ้างเพราะฉันขายไม่เป็น ลูกหลานก็ไม่ต้องไปนา ลูกหลานก็ไม่ต้องไปกรีดยาง ลูกหลานก็นอน นอนตื่นเมื่อไรก็เอาบัตรไปรูดกินมาม่า แล้วนโยบายรัฐบาลในวันนี้เมื่อไม่ได้ทำนา เมื่อไม่ได้ทำสวนยาง วัยกลางคนทำอะไรครับ คนอายุ ๓๐-๕๐ ปีก็ไม่มีสิทธิที่จะรวยครับ ก็รอรับเงินจากรัฐบาล เข้าคิวเป็นคนจนรับบัตร เดือนละ ๓๐๐ บาท ส่วนเด็กเล็กเด็กน้อยตั้งแต่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ อายุ ๑๑ ปี ๑๒ ปี ๑๓ ปี วันนี้เขาอายุ ๑๙-๒๐ ปีแล้ว ติดยาเสพติดทุกหมู่บ้าน ท่านประธานครับ เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าจะแก้ปัญหาได้ฝากครับว่าวันนี้ต้องทบทวนว่าโควิด (COVID) จะหายไหม แต่ผมเชื่อว่ามันไม่หายแน่นอน เพราะตอนนี้คนตาย ๑,๕๐๐ คน คนติดโควิด (COVID) ไปแสนกว่าแล้ว เอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กรายน้อยต้องช่วยมาก ๆ ท่านรัฐมนตรีครับ ช่วยเอกชน ช่วยผู้ประการ แล้วช่วยเหลือเยียวยารอบนี้ถ้าจะช่วยเหลือเยียวยาหยุดจ่าย ผ่านบัตร จ่ายเป็นเงินสด ลองดูครับ เพราะท่านบอกแล้วคนละครึ่ง คนสนใจดี เพราะจ่าย ครึ่งหนึ่งหลวงจ่ายครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าวันนี้ไม่คนละครึ่ง จ่ายเงินสดไปซื้อเลย ผมคิดว่ากระตุ้น เศรษฐกิจแน่นอนครับ ไปซื้อเลยครับ ซื้อเป็ด ซื้อไก่ ซื้อหมู ซื้อปลา ซื้อเห็ดที่ตลาด ผมเชื่อว่า กระตุ้นแน่นอนครับ เอาเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ละ ไปกระตุ้น และสุดท้ายครับ รัฐบาล วันนี้หนี้ท่วมหัว ผมขอยกตัวอย่างว่าถ้าพ่อขยัน ขยันแต่หัวไม่ดีก็ต้องจน แต่ถ้าพ่อขยัน พ่อหัวดี พ่อรวย ถ้าพ่อรวยลูกก็รวย ถ้าพ่อพากู้ลูกหลานก็ต้องกู้ วันนี้ผมจึงไม่เห็นด้วยในการ ที่รัฐบาลจะมาออกพระราชกำหนดในการให้กระทรวงการคลังกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณสาคร เกี่ยวข้อง ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาคร เกี่ยวข้อง พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ ต่อพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ส่งผลกระทบต่อการ ดำรงชีวิต ระบบเศรษฐกิจสังคม และเป็นวิกฤติที่สำคัญของประเทศ เป็นวิกฤติที่ยิ่งใหญ่ ท่านประธานครับ ในพื้นที่ของผมผมเป็น ส.ส. จากจังหวัดกระบี่ ในพื้นที่จังหวัดแถบอันดา มันของผมได้รับผลกระทบมาก เพราะว่าเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว จากการที่ทางรัฐบาลได้จัด แผนงานโครงการเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในครั้งนี้ก็เห็นพ้องคล้าย ๆ กับสมาชิกอีกหลาย ท่านว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องหาเงินเข้ามาแก้ปัญหาทุกระบบที่ เป็นปัญหาในประเทศไทยในขณะนี้ สำหรับแผนงานทั้ง ๓ แผนงาน ไม่ว่าจะแผนงาน ในวงเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อการแพทย์และสาธารณสุข แผนงานเพื่อโครงการช่วยเหลือ เยียวยาที่ใช้วงเงินถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือเยียวยาชดเชยให้แก่พี่น้องประชาชน และแผนงานเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคม ในการโรคระบาดนี้อีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ก็มีความเห็นว่าแผนงานเพื่อสาธารณสุขได้รับการจัดสรรไม่ค่อย สมดุล อยากจะให้ให้ความสำคัญกับแผนงานเกี่ยวกับสาธารณสุข แผนงานเกี่ยวกับ โรงพยาบาล แผนงานเกี่ยวกับวัคซีน เพราะยังเชื่อว่าวัคซีนจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะแก้ไขเข้า ไปสู่การแก้ปัญหาวิกฤติครั้งใหญ่หลวงครั้งนี้ได้ ท่านประธานครับ ผมได้รับฝากจากพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ให้มาเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจังหวัดกระบี่ของผมมีรายได้จากการท่องเที่ยวถึง ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ลดลงเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเลย เรื่องราวของโรงแรม เรื่องราวของร้านอาหาร เรื่องราวของรถโดยสาร รถเช่าต่าง ๆ ได้รับ ผลกระทบถ้วนหน้ายังรอแผนการฟื้นฟูจากทางรัฐบาลและต้องการที่จะเห็นความเร่งด่วน ความชัดเจน การถ่วงน้ำหนักที่ชัดเจน รัฐบาลได้มีโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket Sandbox) ทางจังหวัดอันดามัน ทางจังหวัดกระบี่ก็มีความหวังว่าโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket Sandbox) น่าจะได้รับความสำเร็จ ประสบกับความสำเร็จที่จะคิกออฟ (Kick Off) หรือที่จะเปิดดำเนินการในวันที่ ๑ กรกฎาคมนี้ ซึ่งก็จะต้องเฝ้าดูกันต่อไปว่าการดำเนินงาน แผนงานของรัฐบาลเป็นอย่างไร ท่านประธานครับ ศักยภาพทุกอย่างในแถบอันดามันก็ต้องฟื้นฟูโดยวัคซีน เพราะยังเชื่อว่า วัคซีนคือกุญแจเปิด อย่างเช่น จังหวัดกระบี่รายได้ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี มีประชากร ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน ถ้าท่านใช้วัคซีนระดมฉีดลงไป แล้วก็ทำรายได้ให้มาผมว่าเป็นการ ลงทุนที่มีความคุ้มค่าเกินกว่าที่จะทำอย่างอื่น ยังเชื่อว่าวัคซีนเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ไฟลต์ (Flight) บินต่าง ๆ ถ้าเรามีวัคซีนได้ฉีดกระจายลงไปในพี่น้องประชาชนในพื้นที่ก็จะทำ ให้เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ทำให้เกิดความมั่นใจ เกิดการฟื้นฟู แล้วทุกอย่างก็คงจะ ดำเนินการไปได้🔗
ท่านประธานครับ การถ่วงดุลการให้น้ำหนักในพื้นที่แต่ละอย่างที่ทางรัฐบาล ได้จัดสรรวัคซีนไปแต่ละจังหวัดก็ยังมีความเห็นว่าวัคซีนก็ยังไม่ได้รับการจัดสรรตาม ความจำเป็น การถ่วงน้ำหนักในจังหวัดที่มีเศรษฐกิจ จังหวัดที่ทำรายได้ให้สู่กับประเทศชาติ ในเรื่องของการท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตามทางพี่น้องจากจังหวัดอันดามันหรือแม้แต่แผน พระราชบัญญัติเงินกู้โควิด (COVID) ที่เพิ่มเติมมา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็คาดหวังว่าจะเป็น แผนที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะแผน ๑๐ จังหวัดแรก ๆ ที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดพังงา จังหวัดชลบุรี จังหวัดบุรีรัมย์ และ จังหวัดกระบี่นี้จะได้นำร่องเปิดการท่องเที่ยวได้อย่างมีคุณภาพ แล้วก็มีคงจะนำรายได้เข้ามา สู่ประเทศชาติในโอกาสต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณอภิชาติ ศิริสุนทร🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร ผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอท่านประธาน อภิปราย พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ประเทศไทยรับผลกระทบ จากโควิด (COVID) ทำให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจต่อพี่น้องประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย ร้านค้าต่าง ๆ ทยอยปิดจำนวนมาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจที่มาจาก มาตรการการแก้ไขปัญหา การรับมือโควิด (COVID) ของรัฐบาล ท่านประธานครับ แรงงาน จำนวนมากที่อยู่ในกรุงเทพมหานครไม่มีงานทำ จึงกลับบ้านหวังเพียงว่าบ้านเขายังพอที่จะมี ข้าวในการที่จะเลี้ยงชีวิตของเขาได้ สิ่งที่เขาคาดหวังหลังจากกลับบ้านก็คือรัฐบาลก็ต้องควร พื้นฟูภาคเกษตรเพื่อรองรับเขาเหล่านั้น แต่เท่าที่ผ่านมารัฐบาลก็ปล่อยให้ประชาชนเหล่านั้น เคว้งคว้าง หลายโครงการที่รัฐบาลดำเนินการไม่ตอบโจทย์กับพวกเขาเหล่านั้น ในจำนวน หลายโครงการนั้นก็มีการออกแบบโครงการด้านการเกษตรและการอนุมัติงบประมาณ ผ่าน ๒ หน่วยงานคือสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลโครงการ ๑ ตำบล เกษตรทฤษฎีใหม่ ใช้งบประมาณ ๘,๓๓๙ ล้านบาท และกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยก็ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบทฤษฎีใหม่โคก หนอง นา โมเดล โดยใช้งบประมาณ ๔,๗๘๐ ล้านบาท โดยเป้าประสงค์ของโครงการทั้ง ๒ นี้มีจำนวนต้องการ ที่จะจ้างแรงงานในจำนวน ๔๐,๐๐๐ คน ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อไร่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๓ เท่าใน ๒ ปี เพิ่มพื้นที่ปลูกป่า ๑๐ ล้านต้น เพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำ ๔๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เกิดพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ นี่คือเป้าหมายครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นครับ ท่านประธาน ๑ ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นทำให้ ๒ โครงการที่เคยตั้งวงเงินไว้สูงถึง ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทถึงเบิกจ่ายได้เพียง ๑,๓๘๐ ล้านบาทเท่านั้น คิดเป็นร้อยละ ๑๐ ที่เบิกจ่ายได้จริง เรียกว่าแรงงานที่ตกงานแล้วไปอยู่บ้านกลับไปหลายรอบก็ยังไม่ได้เข้าร่วม โครงการนี้ เกิดปัญหาอะไรขึ้นครับท่านประธาน เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังนะครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมคงไม่ได้มาบอกว่าโครงการเหล่านี้ดีหรือไม่ดี เพราะนั่นเป็นเรื่อง ของวิชาการ เพราะนั่นเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์การเกษตร แต่คิดนะครับ ผมมีหน้าที่ ที่จะตรวจสอบรัฐบาล ถ้ารัฐบาลอ้างว่าโครงการเหล่านี้จะนำไปสู่การฟื้นฟูการแก้วิกฤติ ผมในฐานะผู้แทนราษฎรก็จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อให้มีประสิทธิภาพคุ้มเงิน ภาษีของราษฎร ให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ท่านประธานครับ ผม และ ส.ส. ทวีศักดิ์ ทักษิณ นั่งอยู่ข้างผมรวมถึง นายอดิศักดิ์ สมบัติคำ สมาชิกพรรคก้าวไกล ได้ลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคามเพื่อร่วมคุยกับพี่น้องเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ คุยกับ ข้าราชการที่ดำเนินโครงการ คุยกับผู้รับจ้าง ก็พูดง่าย ๆ ละครับ ลงพื้นที่เพื่อคุยกับทุกฝ่าย พบปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายและติดขัดจริง ๆ ครับท่านประธาน เดี๋ยวผมจะเริ่มจากภาพใหญ่ ก่อน ประเด็นแรก ทั้ง ๒ โครงการนี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณล่าช้า รัฐบาลไปทำอะไรอยู่ ต้องดีเลย์ (Delay) โครงการไปถึง ๒-๓ เดือน ต่อมาการเริ่มโครงการก็มีมาตรการที่กำหนด ขึ้น ที่มีคุณสมบัติที่ทำให้เกษตรกรเข้าถึงโครงการได้ลำบาก เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้อง มีอายุไม่เกิน ๖๐ ปี ต้องยินยอมให้หน่วยงานราชการเข้าใช้พื้นที่ ๗ ปีหรือกำหนดว่าต้อง ขุดสระ อันนี้สำคัญครับ ขนาด ๔,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ก็ทำให้เกษตรกรที่เขามีสระน้ำ บ่อน้ำอยู่แล้วไม่อยากเข้าร่วมโครงการเพราะเสียดายพื้นที่การเกษตรของเขา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งท่านประธาน เกษตรกรที่มีที่ดินทำกินน้อยอยู่แล้วไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เหล่านี้ได้ ดังนั้นทำให้เขาเสียโอกาสครับ ส่วนเกษตรกรอีกจำนวนหนึ่งก็บอกว่าไม่มั่นใจกับ โครงการว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ ซึ่งเขาไม่อยากเสี่ยงเอาที่ดินของตัวเองไปทดลองโครงการ เดิมทีตั้งเป้าหมายว่าเกษตรกรต้องเข้าร่วม ๖๔,๐๐๐ ราย แต่จริง ๆ มาสมัครแค่ ๒,๑๐๐ ราย ไม่ถึง ๑ ใน ๓ ด้วยซ้ำไป🔗
ประเด็นต่อมาการออกแบบแปลนโครงการที่ออกไปจากส่วนกลางนี่เป็น ปัญหาสำคัญ ออกแบบแปลนจากส่วนกลางไป แต่การปฏิบัติจริงไม่สอดคล้องกับพื้นที่ ไม่สามารถที่จะทำโครงการให้ราบรื่นไปได้ ตอนแรกก็ว่าจะขุดคลองไส้ไก่ยาว ๑ กิโลเมตร เป็นพื้นที่ ๓ ไร่ แต่ว่าจนแล้วจนรอดผู้รับเหมาก็โวยวาย มันเป็นไปไม่ได้ ขุดอย่างไรตั้งใจขุด อย่างไรมันก็ไม่ถึง เพราะมีพื้นที่แค่ ๓ ไร่ จะไปขุดคลองไส้ไก่เป็นกิโลเมตร นี่เป็นความ บิดพลิ้วของแบบแปลนที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ หรือแม้กระทั่งปริมาณ คิวดินที่บอกว่าต้องขุดให้ได้ ๔,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร หรือ ๔,๐๐๐ คิวดิน แต่ความเป็นจริง ขุดอย่างไร เราไปดูในพื้นที่อย่างไรก็ขุดไม่ได้ อย่างไรก็ขุดไม่ถึง ทำให้ผู้รับเหมาทั้งหลาย ทั้งปวงในพื้นที่ที่เราสอบถามมาเขากระซิบเพื่อนว่าอย่าไปร่วม อย่าไปเซ็นสัญญาโดยเด็ดขาด เพราะโครงการนี้แบบแปลนมันปฏิบัติไม่ได้จริง ขั้นตอนเยอะแยะมากมาย ซับซ้อน เบิกเงิน ก็ช้า นี่เป็นข้อเท็จจริงครับท่านประธาน อย่างกรณีที่ผมไปเจอมาในลักษณะของการขุดคลอง ถ้าจะทำให้ถูกสเปก (Spec) ต้องขุดลึก พอผู้รับเหมาขุดลึกไปเจอดินดานที่ไม่สามารถขุดได้ พอไม่สามารถขุดได้ก็ขอเสนอแก้แบบ แก้แปลน ก็โยนกันไปโยนกันมาระหว่างหน่วยงาน ราชการ โยนกันไปโยนกันมาระหว่างผู้รับจ้างกับหน่วยงานราชการ ถึงที่สุดแล้วไม่รู้ว่าใครจะ มีอำนาจในการแก้ไขแบบแปลนนั้น สุดท้ายถึงที่สุดแล้วก็ต้องปรับแบบแปลน ลดแบบแปลน ลง อีกกรณีหนึ่งที่ผมไปเจอมาก็คือพยายามขุดให้ได้สเปก (Spec) ขุดลึก พอขุดลึกก็ไปเจอ สายแร่เกลือหรืออะไรบางอย่างผมไม่แน่ใจ ต้องรอการตรวจสอบอีกที ปกติผมมีสไลด์ (Slide) แต่สไลด์ (Slide) ไม่ขึ้น เพราะว่ารู้สึกอาจจะไม่ได้รับอนุมัติ พอเจอดินที่มันมี ความเป็นดินเค็มปลาก็ตาย คาดว่าดินนั้นน่าจะขุดไปแล้วถึงชั้นเกลือทำให้เจอดินเค็ม น้ำก็ละลายเกลือออกมาทำให้เกิดน้ำเค็ม แล้วน้ำลักษณะอย่างนี้ก็ไม่สามารถที่จะเอาไปใช้ เพื่อทำการเกษตรได้ ทำให้สุดท้ายบ่อที่ขุดก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เสียดายพื้นที่ดินทำกิน ของชาวบ้านอีกต่างหากหน่วยงานเองที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ พยายามจะชี้ให้เห็นว่าหน่วยงาน ที่ได้รับผิดชอบโครงการทั้ง ๒ โครงการนี้ไม่มีความพร้อม ไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในพื้นที่ดีพอที่จะไปปรับใช้แบบแพลน (Plan) ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ไม่นับว่าก่อนหน้านี้กลุ่มผู้รับเหมาเขาร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน ว่ามีขบวนการเรียกร้องหัวคิวด้วยนะครับท่านประธาน ใครอยากได้งานต้องถูกหักหัวคิว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไปให้นายผม ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับท่านรัฐมนตรีว่านายคนนั้น เป็นใคร ขออนุญาตท่านช่วยไปตรวจสอบด้วยนะครับ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส แต่ก็มีการ ยืนยันแล้วล่ะว่าไม่มีเรื่องอย่างนี้ แต่ถึงที่สุดก็ยังสงสัยอยู่นะครับ คณะรัฐมนตรีช่วย ไปตรวจสอบให้ผมด้วยนะครับ ปัญหาขวากหนามเยอะแยะทั้งหมดทำให้ผู้รับเหมาเอง ชาวบ้านเอง เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เอง ก็ไม่อยากจะดำเนินโครงการต่อ ท่านประธานครับ โครงการโคก หนอง นา และเกษตรทฤษฎีใหม่เหล่านี้หากทำให้สำเร็จดี ๆ มันต้องใช้ความ พยายามอย่างสูง ต้องใช้ทรัพยากรสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เงินทุนในการปรับแต่งพื้นที่ ซึ่งประชาชนทั่วไปไม่มีความรู้ความสามารถในการใช้ทรัพยากร ขนาดนั้นจึงต้องหวังรัฐบาล แต่สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่เหมือนกับเล่นกับความรู้สึก ความคาดหวัง ของพี่น้องประชาชน เพียงต้องการผลาญเงิน กู้เงินให้หมดเป็นวัน ๆ หรือเปล่า นับแต่จะกู้ เงินหรือผลาญเงินให้หมดเป็นวัน ๆ ก็ยังไม่มีความสามารถที่จะเบิกจ่ายได้ นี่เป็นข้อเท็จจริง นะครับท่านประธาน ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน เอกสารฉบับนี้ที่ผมถือ เป็นเอกสารหนังสือท้วงติงจาก สตง. ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อแนะนำตักเตือนการใช้ งบประมาณ งบประมาณทั้ง ๒ โครงการนี้ สตง. เข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่ามีความเสี่ยง ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ไม่คุ้มค่า ไม่สอดคล้อง ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ แล้วอย่างไรครับ ก็เริ่มโครงการ ๑ ตำบล ๑ เกษตรทฤษฎีใหม่ มีการตั้งวงเงินเกือบหมื่นล้านบาท จริง ๆ แล้ว ปรับลดลงมาเหลือแค่ ๓,๕๕๐ ล้านบาท สตง. พูดเลยนะครับท่านประธาน สำนักงาน ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขาดความพร้อมที่จะดำเนินโครงการ อย่างที่เล่าไปแล้ว นะครับ คนสมัครเข้าร่วมโครงการน้อย ไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ ถึงแม้จะปรับลด โครงการแล้ว มีเกษตรกรที่ขอยกเลิกโครงการจำนวนมาก การปรับลดโครงการลงมาหลังจาก ที่ตั้งโครงการไว้ว่า ที่จะดำเนินงานต้องมีหนอง มีโคก มีนา มีคลองไส้ไก่ แต่ตอนนี้ปรากฏว่า โครงการลดลงเหลือหนองธรรมดาแล้วครับท่านประธาน ลดหนองลงมาอย่างเดียวไม่พอ ยังไปลดขนาดของหนองอีก นั่นก็หมายถึงว่าทำทุกอย่างล่ะครับเพื่อให้โครงการดำเนินการ ต่อไปได้ ไม่ดูข้อเท็จจริงว่ามันจะสำเร็จหรือไม่ สุดท้ายลดทุกอย่างแล้วเกษตรกรก็ไม่สมัคร เข้ามาตามเป้าอยู่ดีครับท่านประธาน ท่านประธานครับ พอลดลงมาแล้วต้องลดจำนวน เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ จาก ๑๖ รายต่อตำบล เหลือ ๒ รายต่อตำบล ลดลงมาเรื่อย ๆ แถมไม่พอครับ ไประดมเอาเกษตรกรที่ร่วมโครงการอื่นมาใส่ พอเอามาใส่แล้วปัจจัยการผลิต ก็ไม่ให้เขา ให้แต่หนองเพียงอย่างเดียว อย่างนี้มันจะทำให้โครงการดำเนินการไปได้สำเร็จ ตามวัตถุประสงค์ได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ เห็นชัด ๆ ว่าสำนักงานปลัดกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ หรือแม้แต่กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ไม่มีความรู้ ความสามารถเข้าใจในโครงการนี้พอ ดังนั้นคณะกรรมการกลั่นกรองการจ่ายเงินกู้เมื่อรู้ว่า ๒ หน่วยงานนี้ไม่สามารถที่จะปฏิบัติให้ไปบรรลุตามวัตถุประสงค์จริง ๆ แต่ท่านก็ยังอนุมัติ งบประมาณให้ ท่านต้องรับผิดชอบนะครับ สำหรับคณะกรรมการกลั่นกรองการจ่ายเงินกู้ที่ ได้อนุมัติโครงการเหล่านี้ไป ท่านประธานครับ สุดท้ายผมขอฝากอยู่ ๒ ประเด็น ฝากคำถามดัง ๆ และให้รัฐบาลตอบผม ให้ชัด ๆ ๒ ประการ🔗
ประการที่ ๑ พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทฉบับนี้ เรากำลังพิจารณา อยู่นี้มันมีโครงการทำนองนี้อีกหรือไม่ แล้วถ้ามีจริง ๆ ตั้งใจจะทำต่อ ท่านจะแก้ไขปัญหาที่ คาราคาซังมา ๑ ปีได้อย่างไร ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวกู้มาอีกก็เจ๊งอีกเหมือนเดิมล่ะครับ🔗
ประการที่ ๒ ในเอกสารของ สตง. มีข้อเสนอแนะว่าสำหรับโครงการที่ ไม่มีความคืบหน้าหรือมีความพร้อมในการดำเนินการ แม้การดำเนินการต่อไปก็มีแนวโน้มว่า จะไม่บรรลุไปตามวัตถุประสงค์ ควรเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณายุติโครงการ เพื่อนำเงินกู้ ที่เหลือจ่ายไปใช้ดำเนินการโครงการอื่นที่มีความพร้อม มีความจำเป็นเร่งด่วน อันจะช่วยให้ การใช้จ่ายเงินกู้เกิดประโยชน์สูงสุด อยากถามทางคณะรัฐมนตรี อยากถามท่าน นายกรัฐมนตรีชัด ๆ ว่าท่านได้พิจารณาข้อตักเตือนเหล่านี้หรือไม่🔗
สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมหวังว่าการอภิปรายในสภาเพื่อตรวจสอบ ความคืบหน้าและความมีประสิทธิภาพของโครงการเหล่านี้ในสภาของผมจะเป็นประโยชน์ กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายประชาชนที่รอความหวังที่จะกลับไปอยู่บ้าน และมีโครงการดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้รับจ้างที่ถอดใจไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่รู้ว่าจะผิดพลาด ตอนไหน อยู่ดี ๆ จะไปติดคุกติดตะรางหรือเปล่า โครงการเหล่านี้ก็พูดกันตรง ๆ ครับ คือโครงการที่สืบสาน ต่อยอด ประยุกต์แนวพระราชดำริ แต่รัฐบาลเอามาทำเล่น ๆ ไม่จริง ไม่จัง ไม่ระมัดระวังรอบคอบกันแบบนี้ ผมเกรงว่าจะไม่ส่งผลดีต่อใครครับ ผมฝาก ทางคณะรัฐมนตรี ผมฝากนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ ผมฝากแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปขอ คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมอภิปราย พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยความหวัง ถึงแม้ว่าการดำเนินการของ พ.ร.ก. เงินกู้ ๑.๑ ล้านล้านบาท ฉบับที่แล้วนั้น จะดำเนินการมาและผมมีความรู้สึกผิดหวังก็ตาม แต่มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ เข้าใจได้ถึง สาเหตุในการกู้ครั้งนี้ เนื่องจากว่าวันนี้เรากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่ไม่เคย เกิดขึ้นมาตั้งแต่เราจำความได้มาก่อน สิ่งที่ผมบอกว่าผมยังมีความหวังก็เพราะว่าหลายต่อ หลายครั้งที่เราได้เห็นโครงการของภาครัฐอัดฉีดเงินหมุนเวียนลงไป เพราะเครื่องจักรทาง เศรษฐกิจตอนนี้มันพังหมดแล้ว เหลือเพียงเงินของรัฐที่จะลงไปสนับสนุนได้ ทุกครั้งที่ผมเห็น เงินเหล่านั้นลงไป ผมเห็นประชาชนเขาเริ่มมีความหวัง ต้องเรียนท่านตามตรงนะครับว่า หลายโครงการผมมีความรู้สึกว่าไม่เห็นด้วย และหลายโครงการมีความรู้สึกว่าไม่ได้ประโยชน์ เท่าที่ควร วันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทยทุกท่านก็ได้อภิปรายไป ในแนวทางเสนอแนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ท่านปฏิเสธภาระนี้ไม่ได้ครับ เพราะท่านเป็นผู้ที่มีอำนาจในการพิจารณา ท่านจะให้ใคร ไม่ให้ใคร อยู่ที่ท่าน จะเร็วจะช้าอยู่ที่ท่าน เรื่องของตัวเลขผมคงไม่ต้องพูดถึง เพราะสมาชิก ทุกท่านพูดถึงตัวเลขละเอียดแล้ว สิ่งที่ผมสามารถสรุปได้ เอาจากประสบการณ์ที่แล้ว จากการดำเนินการ พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ฉบับที่แล้วมาพูด ผมสามารถสรุปได้ว่า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติท่านมีปัญหาอยู่ ๓ ประเด็น ๑. คือท่านไม่ให้ ความสำคัญกับเวลา หลายต่อหลายโครงการดำเนินการล่าช้ามาก ๒. ท่านขาดความชำนาญ เดิมทีผมมีความหวังนะครับ ตอนที่เขาบอกว่าสภาพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะเป็นประธานในการพิจารณาจะเป็นผู้ดูแล ผมมีความหวังว่า โครงการต่าง ๆ น่าจะเป็นโครงการที่ดีมาก เพราะคนที่รู้มากที่สุดไม่ควรจะเป็นใครนอกจากท่าน แต่พอเห็นโครงการแล้วผมมีความรู้สึกว่านี่มาจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติจริง ๆ หรือ หลายครั้งท่านขาดความคิดสร้างสรรค์ ท่านขาดความคิดสร้างสรรค์ ในการที่ท่านจะสร้างอย่างไร ท่านจะแก้ปัญหา ท่านจะเยียวยา ท่านจะฟื้นฟูอย่างไร ท่าน ขาดสิ่งนี้🔗
ประเด็นที่ ๑ ความสำคัญเรื่องเวลา ท่านสมาชิกไม่ว่าจะเป็นท่านกรวีร์ คุณหมอเพชรดาว ได้พูดไปแล้วถึงความล่าช้า ล่าช้าขนาดไหนครับ ล่าช้าถึงขนาดที่ว่าท่าน ต้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฟากรัฐบาลด้วยกันเองมาตำหนิกระทรวงสาธารณสุข เพราะ เขาเข้าใจว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่มีการเตรียมงาน ไม่มีการเตรียมโครงการ ซึ่งผมก็ไม่ทราบ ว่าท่านเข้าใจถูก เข้าใจผิด หรือท่านเข้าใจ แต่ท่านไม่ทราบ แต่เอกสารที่ผมได้มากระทรวง สาธารณสุขทำแผนงานส่งไปที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตลอด ส่งไป ครั้งที่ ๑ ท่านบอกไม่เข้าหลักเกณฑ์กลับมาใหม่ ทำใหม่ ส่งมาครั้งที่ ๒ ท่านบอกว่าไม่เข้า หลักเกณฑ์ ทำใหม่ อนุมัติล่าสุดที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านอภิปรายไป ท่านบอกว่า เดือนมีนาคม ผมยังมีใหม่กว่านั้นครับ ยังมีใหม่กว่านั้นคือเขาบอกว่าเบิกจ่ายต่ำมาก ในกระทรวงสาธารณสุข แต่ท่านเพิ่งเอาเข้า ครม. และ ครม. เพิ่งอนุมัติ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท วันที่ ๑ มิถุนายน นี่แสดงให้เห็นอะไร แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ให้ความสำคัญกับเวลา เรื่องนี้ เราพูดกันตั้งแต่การให้ข้อสังเกต พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับที่แล้ว ในกรรมาธิการเขาก็พูดถึงบอกว่า การเยียวยา การฟื้นฟู ต้องทำโดยเร็ว แต่ท่านไม่ได้ทำ ท่านขาดความชำนาญในการพิจารณา งบประมาณ ในการพิจารณาโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านขาดความชำนาญในการ พิจารณาโครงการที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ ผมอภิปรายไปแล้วคราวที่แล้วห้องแรงดันลบที่ เขาขอแล้วขอเล่า ขอแล้วขอเล่าท่านก็ไม่อนุมัติเขาสักที ท่านขาดความชำนาญ ท่านขาด ความรู้ว่าสิ่งใดท่านควรให้ความสำคัญ บุคลากรทางการแพทย์เขาพูดกันทั้งประเทศว่าต้องให้ ความสำคัญ แต่ท่านกลับไม่รู้ อสม. ครับเงินเขา ๖ เดือน ท่านให้ความเห็นไปว่าไม่สมควร จ่ายเงินค่าตอบแทน นี่ท่านรองนายกรัฐมนตรีอนุทินยังกรุณามาบอกผมนะครับ บอกว่า ถ้าไม่ได้ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยเอาไว้ อสม. ไม่ได้เงิน ๖ เดือนนี้ นี่คือการขาดความชำนาญ การเยียวยาท่านพูดถึงเรื่องการเยียวยาในภาคธุรกิจ ท่านเยียวยากลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ท่านเยียวยาหลายกลุ่ม แต่ภาคธุรกิจตอนนี้เราติด ๓ รอบ ๓ รอบที่มันเป็นภาวะระบาด คำถามคือท่านเยียวยาเขากี่ครั้ง เขายังต้องจ้างงานอยู่ เขายังต้องเช่าที่อยู่ แต่สภาพถึง ท่านไม่ประกาศล็อกดาวน์ (Lockdown) มันก็เหมือนล็อกดาวน์ (Lockdown) ท่านดูแลเขา เพียงครั้งเดียว แล้วท่านก็ไม่มาเหลียวแลเขาอีกเลย นี่คือการทำงานที่ผมคิดว่าขาด ความชำนาญขาดประสบการณ์ ท้ายที่สุดความคิดสร้างสรรค์ครับ วันนี้ท่านคิดนวัตกรรม ต่าง ๆ ในการที่จะกระจายเงินไปให้กลุ่มต่าง ๆ ยอมรับว่าท่านคิดนวัตกรรมเหล่านั้นเก่ง แต่นวัตกรรมในการเยียวยาผู้ประกอบการท่านไม่มีเลย วันนี้เราได้ยินว่าท่านบอกว่าท่านจะสร้าง งานใหม่ สร้างงานใหม่กี่หมื่นกี่แสนอัตรา แล้วงานเก่าล่ะครับ งานเก่าท่านไม่คิดว่าท่านจะทำ อย่างไรให้เขารักษางานเก่าได้หรือ ท่านคิดว่าโครงการระยะสั้น ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน มันจะทำให้ผู้ประกอบการเขายังคงจ้างพนักงานอยู่ได้ต่อไปอย่างนั้นจริงหรือ ถ้าท่านคิดไม่ได้ ถ้าท่านคิดไม่ออก ท่านไปดูต่างประเทศนะครับประเทศบางประเทศ ยกตัวอย่างอย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกาเขาดูเลยครับ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นภัตตาคาร ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ท่านประธานครับผมขอใช้เวลาที่ เหลือทั้งหมดของพรรคภูมิใจไทยครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
ธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม เขาดู จากอะไรครับ เขาดูจากฐานภาษีที่เขาเสียก่อนปีที่จะมีสภาพโควิด (COVID) แล้วเขา ชดเชยไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวนี้ท่านไปคิดมาท่านให้เขาสิ่งที่ เขาให้กลับมาคืออะไรครับ กำลังซื้ออย่างไรครับ ท่านให้เงินเขาไปให้เขาสามารถที่จะจ้าง พนักงานต่อได้ คนที่ยังทำงานต่อได้ เขายังมีเงินที่จะไปจุนเจือครอบครัว เงินยังคงหมุนอยู่ ในระบบได้ สิ่งเหล่านี้ท่านไม่เคยคิด ถ้าท่านคิดผมก็ขออภัยนะครับ แต่ผมก็ต้องฝากท่านว่า ถ้าท่านคิดแล้วกรุณาทำให้เร็วกว่านี้ ท่านไม่มีทางหวังผลลัพธ์ใหม่ได้จากการกระทำเดิม ฉะนั้นผมยังหวังครับ หวังจะเห็น พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้ ซึ่งถือว่าเป็นความหวัง ถามว่าใครอยาก เป็นหนี้ ไม่มีใครอยากเป็นหนี้นะครับ ผมอยากจะเห็น พ.ร.ก. ฉบับนี้สามารถที่จะฟื้นฟู เยียวยาประชาชนคนไทยได้อย่างแท้จริง แล้วผมยังมีความคิดครับว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ เราจะ ปล่อยผ่านไปอย่างธรรมดาโดยที่ไม่มีอะไรไม่ได้ครับ ผมยังต้องขอให้สภาแห่งนี้ ตั้งกรรมาธิการไปติดตามท่าน ไปติดตามว่าท่านใช้อย่างไร แล้วผมฝากครับ ผมฝากถึง ท่านรัฐมนตรีด้วยครับ กรรมาธิการพิจารณาฉบับที่แล้วมีหน้าที่อย่างไร มีหน้าที่แค่รับฟัง รายงาน รับฟังรายงานว่าสภาพัฒน์นำอะไรเข้า ครม. เท่านั้น สิ่งที่กรรมาธิการเสนอไปแทบ ไม่ได้รับการตอบสนอง ไม่ได้รับความสำคัญใด ๆ เลย ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยคิด พรรคภูมิใจไทยขออนุญาตเสนอ ความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา บางท่านอาจจะบอกว่าเล่นละคร ไม่เป็นอะไรครับ เพราะถ้า เราเล่นละครท่านก็เล่นเหมือนกัน ไม่ใช่มี พ.ร.ก. ฉบับนี้ ไม่ใช่มี พ.ร.บ. ฉบับนี้เท่านั้นที่เรา อภิปรายกันดุเดือด แล้วก็ต้องไปรับ ไม่ใช่มีเฉพาะฝ่ายรัฐบาลที่ทำครับ ฝ่ายค้านหลายต่อ หลายครั้งอภิปรายดุเดือด แต่หากเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญกับประชาชน ก็รับ นี่คือความสวยงามของประชาธิปไตย และผมคิดว่าการแสดงความคิดเห็นของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นไปได้โดยเสรี หากใครคิดว่าการแสดงความคิดเห็น ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะทางใดเป็นสิ่งที่ผิด ท่านอย่าเรียกตัวเองว่า เป็นประชาธิปไตย ท่านไม่สามารถแสวงหามิตรได้จากการกระแนะกระแหน เสียดสี บังคับ ขู่เข็ญ แต่ท่านย่อมจะหาแนวร่วมกับท่านได้ จากการที่เข้าอกเข้าใจเอาใจเขามาใส่ใจเรา และทำหน้าที่ตอบแทนประชาชนที่เลือกเรามาอย่างตรงไปตรงมา ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงราย ท่านประธานครับเวลาที่มีไม่มาก กระผมจะขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องพระราชกำหนดในอำนาจ ของกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากกการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโควิด ๒๐๑๙ เพิ่มเติมปี ๒๕๖๔ ท่านประธานครับก่อนที่จะอภิปรายรายละเอียด เกี่ยวกับเนื้อความในกฎหมาย ๙ มาตรานี้นะครับ ผมขออนุญาตแจ้งข่าวดีก่อนครับ ตอนนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้มีมติประกาศว่าจะมอบเงินเดือน ๓ เดือนตั้งแต่เดือน มิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม เพื่อเป็นการสมทบกองทุนโควิด (COVID) เพื่อที่จะให้พี่น้อง ประชาชนเอาไปต่อสู้กับการระบาดของโควิด (COVID) ท่านประธานครับ อันนี้เป็นมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ของประเทศมาเลเซีย ผมต้องพูด อย่างนี้เพราะว่าผมเห็นท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่อารมณ์ดี มีการพูดจาตลกโปกฮา แต่สิ่งที่ ผมจะขออนุญาตว่าวันนี้ครับผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรียังไม่นอน ผมจะขออนุญาตสื่อไป ถึงท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยตรงครับ เมื่อตอนหัวค่ำท่านได้แสดง ความคิดเห็นเหมือนกับสภาแห่งนี้เป็นสภา สนช. หรือเป็นสภาที่ท่านแต่งตั้งมาเอง ท่านประธานครับในนี้ไม่ว่าเป็น ส.ส. ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่ตัวเขาเองนะครับ เขายังมี ส.ส. ซึ่งได้รับคะแนนมา ๓๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ๖๐,๐๐๐ ทุกคนเป็นตัวแทน พี่น้องประชาชน และที่สำคัญก็คือเราไม่ได้ด้อยกว่ากันนะครับ ในมาตรา ๓ ได้เขียนไว้ชัดเจน นะครับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ เป็นผู้ทรงพระประมุขและทรงใช้อำนาจผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ถ้าผมจะแปลความอย่างนี้นะครับ พลเอก ประยุทธ์ ไม่ได้ใหญ่กว่าท่านชวนหรอกครับ เพราะฉะนั้นเราต่างคนต่างทำหน้าที่ ผมไม่แน่ใจนะครับว่า ฝ่ายรัฐบาลจะเอื้อจะอวยอย่างไรก็แล้วแต่ท่าน เป็นความเห็นที่ท่านเป็นตัวแทนมา แต่จะให้ ฝ่ายค้านไปอวยท่าน ไปเอาใจท่าน ไปเลียท่าน ไม่ได้ครับ เพราะสิ่งที่ท่านทำมันชัดเจนว่า มันผิดพลาดและเรารับไม่ได้🔗
ท่านวิสารครับ ระวัง นิดหนึ่งนะครับ พยามหลีกเลี่ยงความเสียดสี ไม่อย่างนั้นจะมีการโต้ตอบกลับมาอีกครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมเคารพแล้วก็จะพยายาม แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่ผมอยากแสดงความคิดเห็นไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีจริง ๆ มาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมายหรือครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุขของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ท่านประธานครับ อันนี้ผมต้องเรียนท่านนายกรัฐมนตรีเลยครับว่าท่าน ก็ปรับตัวมาได้ระดับหนึ่งนะครับตั้งแต่เราอยู่ที่สภาเอโอที AOT แต่อย่างไรก็ตามเรียนให้ท่าน ทราบว่าที่นี่ก็คือรัฐสภา ท่านกับท่านชวนเท่ากันแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ใช้เวลาผ่านไปถึงเรื่องรายละเอียดของพระราชกำหนดฉบับนี้ครับ ผมเรียนตรง ๆ ว่าผมรับ ไม่ได้จริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ในการเขียนอันนี้ท่านบอกว่าจะนำเงินไปแก้เศรษฐกิจ สังคม จากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่ความเป็นจริงแล้วท่านครับ มันเป็น เทคนิคที่ท่านจะอ้าง แล้วก็เหมือนเดิมครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้แสดงความคิดเห็น หลายเรื่องนะครับ เพื่อให้ ครม. ใช้เงินได้สะดวกขึ้นครับ กู้มาแล้วก็เป็นแบลงก์เช็ค (Blank Cheque) อย่างที่ว่า แต่อย่าลืมนะครับกู้มาแล้วก็เป็นภาระหนี้ที่พี่น้องประชาชนจะต้องใช้ ร่วมกันครับ ๑๐๒ ปี ทุกปีที่อยู่กู้มา ท่านอยู่มา ๗-๘ ปี ท่านใช้เงินงบประมาณไป ๒๐ ล้านล้านบาทนะครับ ตัวเลขที่เป็นหนี้หลังสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานะครับ ๗.๕ ล้านล้านบาทครับ ท่านประธานครับ ผมแน่ใจว่าในภาวะอย่างนี้ทั่วโลกทุกประเทศ ต้องใช้เงินกู้ครับ ผมก็เห็นด้วย เพราะคราวนี้ในการระบาดรอบ ๓ มีนักวิชาการ ทางเศรษฐศาสตร์เขาบอกไว้เลยนะครับว่าเราจะต้องใช้เงินที่เป็นหนี้เสียหายไป ๔.๖ ล้าน ล้านบาท และโควิด (COVID) มันจะเริ่มดีขึ้นประมาณเดือนสิงหาคม ท่านประธานครับ แต่รัฐบาลชุดนี้ผมไม่ไว้วางใจครับ เพราะท่านกู้มาแล้วท่านเอาไปใช้ผิดประเภท ที่สำคัญก็คือ สุรุ่ยสุร่าย ไม่มีประสิทธิภาพ และตำน้ำพริกละลายแม่น้ำครับ ท่านมีแต่แจกอย่างเดียว และ ที่สำคัญก็คือทำอย่างไรครับ ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนกินดีอยู่ดีหรือเปล่าครับ พวกเรา ผมมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนที่ ส.ส. ไปเยี่ยมฝากมาต่อว่า ฝากมาตำหนิ ฝากมาแสดง ความคิดเห็นให้พี่น้องประชาชนว่านายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี บริหารผิดพลาดหลายเรื่อง ต่อ พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้นะครับผมเรียนท่านประธานว่ามันเอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชัน สูงมากครับ นั่นเป็นเพราะว่าผ่าน ครม. ครม. ก็ตั้งคณะกรรมการเหมือนอย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกครับ ไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการที่ท่าน ตั้งขึ้นมาก็เป็นคนที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาทั้งนั้นล่ะครับ ท่านประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณางบ ๑.๙ ล้านล้านบาทครับ ประชุมกันมา ๔๐ กว่าครั้ง ควบคุมไม่ได้ครับ ที่สำคัญคืออะไรครับ พวกเราที่เป็นกรรมาธิการไม่ได้รับความร่วมมือ ผมไม่ได้ว่าท่านประธาน แต่ว่าเลื่อนตลอด ใครมาชี้แจงก็ไม่ได้ รายละเอียดก็ไม่รู้ ขนาดเรามีกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบ ๑.๙ ล้าน ล้านบาทเรายังตรวจสอบไม่ได้ แล้วอันนี้ท่านจะเอาแบลงก์เช็ค (Blank Cheque) ไปแล้ว เฉย ๆ หรือครับ ไม่ได้ครับ ผมขออนุญาตลงรายละเอียดในมาตราที่ ๗ ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ มันเป็นค่าใช้จ่ายที่กู้เงินในมาตรา ๕ มาตรา ๖ ซึ่งมีคณะกรรมการกลั่นกรองแล้วก็เสนอ ครม. แต่ที่แย่ที่สุดคืออะไร ผมอยากให้ท่านประธานกลับไปดูสิครับว่ามันจะก่อให้เกิดการ ทุจริตคอร์รัปชันและเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจอย่างไร ขอสไลด์ (Slide) นะครับ🔗
ผมขออนุญาตท่านประธานไว้ ๔-๕ แผ่น เรามีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๕๗ ในข้อที่ ๔ ข้อที่ ๕ ผมขอ อนุญาตจะไม่ลงในรายละเอียดนะครับ เดี๋ยวท่านประธานว่าเราจะไปก้าวล่วง แต่ว่าถ้าให้ ท่านจำคราวนั้นมันก็เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.ก. กู้ยืมเงินเพื่อทำรถไฟฟ้าความเร็ว สูง ๒ ล้านล้านบาท เมื่อสมัยท่านนายกยิ่งลักษณ์ผมเป็นคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นด้วย ท่านประธานยังจำได้ไหมครับ ขณะนั้นเรามีวลีเด็ดก็คือรถไฟความเร็วสูงยังไม่จำเป็นกับ ประเทศไทย และควรจะทำให้ถนนลูกรังหมดไปเสียก่อน ท่านประธานครับ อันนี้ผมขอ ท่านประธานว่าเปรียบเทียบ สปป. ลาวไปไกลแล้วครับหลายเรื่อง แต่ประเด็นที่ผมอยากจะชี้ ชวนท่านประธานได้เห็นพ้องกับกระผมก็คือว่าอะไรครับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานออกไว้ชัดเจนว่าคณะกรรมการมีอำนาจในการใช้จ่ายเงินจะเป็น ช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน แม้แต่ ป.ป.ช. หรือศาลยุติธรรมก็ไม่อาจยับยั้งได้ในการ ออก พ.ร.ก. เงินกู้ นั่นหมายถึงอย่างไรครับ ๒ ล้านล้านบาททำไม่ได้ ตอนนี้ สปป. ลาว เรียน ท่านประธานว่าเดือนตุลาคมจะทดลองวิ่งแล้วครับ เดือนธันวาคมเขาจะเปิดเป็นทางการแล้ว ลงทุนโดยรัฐบาลจีนช่วยเหลือ เขาจะมีสถานี ๓๓ สถานี ๒๑ สถานีเขาจะมีเมืองเศรษฐกิจ พิเศษ ลงทุนเป็นแสน ๆ ล้าน อันนี้หรือครับท่านประธาน สิ่งที่ผมอยากเชิญชวนท่านประธาน ต่อไปก็คือว่าใน พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเหมือนกันนะครับ และท่านทำได้ท่านจะ รับประกันได้อย่างไรว่าจะตรวจสอบได้ จะไม่ล้มเหลว ที่ผ่านมาประวัติศาสตร์เห็นชัดเจน โควิด (COVID) ยิ่งแก้ก็ยิ่งมีปัญหา วัคซีนยิ่งแก้ก็ยิ่งขาด เศรษฐกิจยิ่งแก้ก็ยิ่งทรุด ที่สำคัญก็ คือตอนนี้อย่างที่เรียนท่านประธานว่าคนล้มละลายผูกคอตาย เอสเอ็มอี (SMEs) ล้มเหลว หมดครับ สิ่งที่อยากจะขออนุญาตให้ท่านประธานได้ทราบก็คือว่าการบริหารคราวนี้ผมคิดว่า อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้มีความเห็นไป มันคงเป็นการกู้เงินท้าย ๆ แล้วครับ ปีนี้เงินกู้ชนเพดาน แน่นอน และปัญหาเราก็ยังมองไม่เห็นอนาคต เงินกู้คราวที่แล้ว ๑.๙ ล้านล้านบาทมีผลใช้ ตั้งแต่วันที่ ๑๙ เมษายนปี ๒๕๖๓ ครบกำหนดมาถึงขนาดนี้แล้วยังไม่มีอะไร เบิกจ่ายก็ยัง ไม่ครบ สิ่งสำคัญคือคุณเอาไปใช้ไม่ถูกวัตถุประสงค์ที่จะเกิดการแก้ปัญหาเร่งด่วน กู้แจก ๆ กู้ หาเสียง ซึ่งเราก็ไม่ว่านะครับ แต่ว่าอยากให้ท่านประธานได้เห็นพ้องต้องกันกับผมอันหนึ่ง ก็คือว่าโครงการที่เขาบอกว่าใช้พัฒนาเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ทุกจังหวัดแบ่งตามลำดับ ๔๐๐ ล้านบาท ๖๐๐ ล้านบาท ๗๐๐ ล้านบาท มีรัฐมนตรี ใน ครม. ไปคุมเตรียมตัวหาเสียงครับ แต่ที่สำคัญก็คือเพื่อนฝูงเห็นแล้วมีสตางค์ทอนกัน ที่สำคัญก็คือมีขาใหญ่ไปรอเก็บสตางค์ และมีไฟฟ้าโซลาเซลล์มีอย่างที่ไหนครับ ๖๐๐ กว่า ล้านบาททุกเสาใน อบต. มีหมด ตัวอย่างที่เห็นจังหวัดสมุทรปราการนี่ครับ และมีอย่างนี้ ทั่วประเทศครับ มันเป็นเหลือบที่คอยหากินกับงบประมาณ อันนั้นคืองบ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวกรรมาธิการกับพวกเขาคงจะได้ติดตามกันอีกครั้งหนึ่ง ท้ายสุดท่านประธานครับ ผมมีกลอนที่จะขออนุญาตฝากไปถึงท่าน พลเอก ประยุทธ์ โดยเฉพาะครับ ข้าคือนักกู้ ผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงขจรไกลถวิลหา คือนักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา จำใส่ใจ ข้าคือนักรบเก่งยิ่งนัก ยึดอำนาจยิ่งลักษณ์ประจักษ์ใส ชายอกสามศอกกระจอกใน แย่งอำนาจจากหญิงไทย น่าอับอาย กู้ กู้ กู้ กูต้องกู้ ใครใช้หนี้กูไม่รู้ทายไม่ได้ หน้าที่กูคือ กู้ กู้แล้วไง ใครใช้หนี้ต่อไป ฉันไม่แคร์ จาก ส.ส. นอกสภาพรรคเพื่อไทยรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อดิศร เพียงเกษ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๔ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมได้ติดตามการอภิปรายของเพื่อนสมาชิก ตั้งแต่เช้าจนถึงปัจจุบันประมาณเวลาสี่ทุ่มเศษไปแล้ว เห็นท่านนายกรัฐมนตรีตอบคำถาม ยังเหมือนกับไม่ยอมรับข้อเสนอแนะข้อติติง โดยอาจจะเห็นว่าเป็นความเห็นของ พรรคการเมืองฝ่ายค้าน เรื่องนี้ประชาชนจะเป็นคนให้คำตอบครับ รวมทั้งหมอ พยาบาลซึ่ง อยู่ในแนวหน้าก็คงจะให้คำตอบเช่นกันว่าการบริหารจัดการโควิด (COVID) ของรัฐบาลสร้าง ความพึงพอใจให้กับประชาชน และหมอ พยาบาล ซึ่งเป็นนักรบแนวหน้าหรือไม่ แต่สิ่งที่กระผมจะยกมาต่อไปนี้เป็นความเห็นขององค์กรทางวิชาการซึ่งเป็นกลาง เป็นอิสระ ได้แก่ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) หรือ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลควรรับฟัง อย่างยิ่ง ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้แนะนำให้เพิ่มงบสาธารณสุข เพิ่มความพร้อมเรื่องสาธารณสุข ในระบบคัดกรองหรือสืบสวนโรคให้มากขึ้น เพื่อรองรับการระบาดรอบที่ ๔ จัดสรรงบ เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้ย้ำว่า อย่าใช้เงินผิดพลาดซ้ำรอยเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท รอบที่ผ่านมา เป็นคำพูดที่ตรงไปตรงมาครับท่านประธาน ข้อผิดพลาดที่ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ชี้ให้เห็นชัด ๆ ก็คือการสืบสวนเชิงรุกที่จะตรวจหาและแยกแยะผู้ป่วยโควิด (COVID) ในชุมชน ถือว่าเป็น จุดอ่อนมาก ทำให้เกิดการระบาดจำนวนมาก และตัวเลขยังไม่ลดลงในขณะนี้ งบประมาณ ในส่วนนี้ได้น้อยเกินไปท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่กระผมเห็นและพี่น้องประชาชนเห็น กับตา ปฏิเสธไม่ได้ปัญหาใหญ่ก็คือวัคซีน เพื่อนสมาชิกได้พูดกันไปมากแล้ว สรุปสุดท้ายเลย ก็คือวัคซีนขาดตอนวัคซีนไม่มาตามนัดเป็นปัญหาที่พูดกันทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้ เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายนที่ผ่านมาที่เรียกกันว่า วันวีเดย์ (V-Day) หรือดีเดย์ (D-Day) ก็ตาม แต่ฉีดวัคซีนกันทั่วประเทศพี่น้องประชาชนจำนวนมากรอคอยวันนี้ ประชาชนพร้อม แต่วัคซีนไม่พร้อม รอเก้อผิดหวัง โดยเฉพาะประชาชนผู้สูงอายุ กลุ่มอาชีพที่จำเป็นจะต้องได้ ฉีดก่อน เช่นครูบาอาจารย์ต่างผิดหวังกันไปตาม ๆ กัน ก็จะรอดูรอบต่อไปครับว่าจะแก้ไข ปัญหานี้อย่างไร อย่างไรก็ต้องให้กำลังใจกันครับ เพียงแต่ว่าเมื่อการบริหารจัดการที่ผ่านมา มันผิดพลาด ก็ต้องอุดรอยรั่วตรงนั้น ท่านประธานที่เคารพในส่วนของการเยียวยาฟื้นฟู หรือประคับประคองเศรษฐกิจฐานราก รัฐบาลควรจับจุดให้ถูกในการดูแลประชาชนส่วนใหญ่ ผมเน้นคำว่า ส่วนใหญ่ นะครับ ของประเทศคือเกษตรกร พี่น้องในชนบทที่เข้ามาทำงาน ในกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่ หนีภัยโควิด (COVID) หนีพิษเศรษฐกิจกลับไปตายรัง คือกลับไปอยู่กับครอบครัวในชนบท สังคมชนบทคือสังคมเกษตร ถ้ารัฐบาลจับจุดตรงนี้ไม่ได้ ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศได้ เพราะเกษตรกรคือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งกระผมก็ได้เคยอภิปรายไว้ในการพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณในวาระแรก และกระผมก็เห็นว่าน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในภาวะฉุกเฉิน อย่างนี้มันไวครับ มันไว แต่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้งบน้อยมาก สมควรที่จะได้รับการดูแล ส่งเสริมเป็นพิเศษในช่วงที่เราจำเป็นจะต้องเยียวยาคนส่วนใหญ่ของประเทศคือเกษตรกร อะไรที่เป็นปัญหาสำคัญในชนบทอีก ณ ขณะนี้โรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) กำลังระบาด ในวัวควาย ทราบดีครับว่าขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญ แม้จะช้าไป แต่ก็ควรจะให้งบกับกรมปศุสัตว์ได้มากขึ้นในการดูแลเรื่องวัคซีนและการเยียวยา มีสิ่งที่ กระผมอยากจะเรียนในประเด็นสุดท้ายก็คือว่าเมื่อเช้าดูข่าวทีวี (TV) มีเสียงแปร่ง ๆ มาจาก ท่านนายกรัฐมนตรี ออกตัวเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันโดยท่านปัดตัวเองออก ท่านบอกอย่างนี้ ครับท่านประธาน ท่านในฐานะนายกรัฐมนตรี อนุมัติหรือเห็นชอบในหลักการ แต่ไม่ได้ รับผิดชอบลงไปถึงหน่วยงานที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณ สงสัยครับว่าท่านกันตัวเองออกทำไม มีกลิ่นทุจริตลอยมาอย่างนั้นหรือ กระผมเห็นว่าในฐานะที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ท่านปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ท่านจะต้องมีการตรวจสอบตั้งแต่ การเสนอโครงการ เหมาะสมกับสถานการณ์ความเดือดร้อนหรือไม่ รวมทั้งรายละเอียดของ โครงการ ไม่ใช่มาหลอกตบตา ครม. พอมีการทุจริตก็จะตัดตอนว่าท่านอนุมัติหรือเห็นชอบ ในหลักการเท่านั้นไม่ได้ กระผมไม่ได้หมายความว่านายกรัฐมนตรีจะต้องลงไปรับผิดชอบ ทุกโครงการ ขออีกนิดเดียวท่านประธาน แม้กระทั่งโครงการเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามตำบล หมู่บ้าน ซึ่งมี สตง. ตรวจสอบอยู่ แต่โครงการระดับหลักพันล้านบาท หลักร้อยล้านบาท หลักหมื่นล้านบาท นายกรัฐมนตรีจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ และถ้าท่านได้กลิ่นทุจริตลอย มาโปรดอย่าปล่อยไว้ เพราะนั่นคือภาษีของประชาชน หรือหากเป็นเงินกู้ก็คนไทยจะต้อง รับผิดชอบเงินกู้ร่วมกัน ผมฟังจากข่าวทีวี (TV) เมื่อเช้านี้เองจากการที่ท่านได้แถลงข่าว นอกเหนือจากเรื่องวัคซีนที่จะต้องจัดการให้เพียงพอ เยียวยาดูแลเกษตรกร การคัดกรอง เชิงรุกให้กว้างขวางขึ้น ยังมีความสุขเล็ก ๆ ที่คนไทยเคยได้รับมาทุกปีถึง ๓๓ ปีติดต่อกัน บางคนอาจจะดูว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความสุขเล็ก ๆ ในช่วงโควิด (COVID) และคนไทย ส่วนใหญ่อยู่กับบ้าน นั่นก็คือฟุตบอลยูโร (Euro) เราเคยดูการถ่ายทอดสดมาติดต่อกัน ๓๓ ปี แต่ในปีนี้ขาดหายไป ขาดหายเพราะอะไร เพราะเศรษฐกิจไม่ดี หาสปอนเซอร์ (Sponsor) ไม่ได้ ทำอย่างไรผู้ที่ได้ประโยชน์จากโครงการสำคัญ ๆ แทนที่จะกระจายออกไปยังตำบล หมู่บ้าน แต่ไหลไปเข้านายทุน ตรงนั้นคืนความสุขให้กับน้องประชาชนได้ไหม ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านต่อไปคุณนิยม เวชกามา🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมต้องขอกราบเรียนว่าผมมีความจำเป็นที่จะต้องอภิปรายเงินกู้ตามพระราชกำหนด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึงแม้วันนี้ผมนั่งแถวหน้าจะกลัวท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ ขออนุญาต ท่านขู่แล้วกลัว ผมเป็นคนขี้กลัวครับ แต่ว่าด้วยความที่พี่น้องประชาชนเลือก เป็นผู้แทนมาเพื่อให้ตรวจสอบ เพื่อให้ดูแลเรื่องงบประมาณที่สำคัญ รัฐบาลกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็มีความคิดเหมือนท่านวิสารว่าเราเป็นผู้แทน ถึงแม้ท่านจะบอกว่า ไม่ได้ ไม่ชี้แจง ท่านชี้แจงขู่ด้วยแบบนี้ผมกลัว แต่เนื่องจากต้องทำหน้าที่ เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินที่ท่านกู้มาแล้วพี่น้องประชาชนทั้งประเทศร่วมเป็นหนี้ด้วย เป็นผู้ค้ำประกันไม่ใช่เงิน ของผู้ใดผู้หนึ่ง ถ้าหากว่ารัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์กู้เองไม่เป็นอะไร ผมไม่แตะ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าเงิน จำนวนนี้จริง ๆ การกู้เงินถ้าหากกู้เงินแล้วจะไปถึงพี่น้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมไม่ติดใจนะ เพียงแต่ว่าผมวันนี้ไม่เชื่อมั่นว่าการกู้เงินวันนี้ซึ่งท่านแบ่งเป็น ๓ ก้อน หลายท่านก็พูดไปแล้ว สาธารณสุข ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เยียวยาฟื้นฟู ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านแบ่งเรียบร้อย ผมไม่แตะ เพราะว่าหลายท่านพูดไป ผมจะพูดในส่วนที่ว่าวันนี้เอกสาร ทุกชิ้นทุกท่านเห็นแล้วว่ามันมีแค่ ๔ หน้า รายละเอียดไม่มีเพราะฉะนั้นเงินกู้แบบนี้ถ้าเรา ไม่ดูแลไม่เข้าไปตรวจสอบมันเท่ากับเงินนอกระบบ ไม่ใช่งบประมาณปกติ ไม่ใช่เงินเกิดจาก พระราชบัญญัติ มันเป็นการเสี่ยงที่จะมีการทุจริตหรือโกงได้ท่านประธาน จะเห็นว่าหลายคน บอกตีเช็คเปล่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีไปใช้ได้ ถึงแม้จะมีรูปแบบที่ท่านรัฐมนตรี กระทรวงการคลังได้ชี้แจงไป อันนั้นก็เป็นภาพรวม ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าใช้อะไรบ้าง ดังนั้นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะไม่ให้ตรวจสอบ ไม่ให้ ถามไม่ได้ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเอาล่ะรักษามารยาท มีเกียรติ ก็ท่านเป็น นายกรัฐมนตรีดูแลประเทศ ท่านประธาน ถ้าท่านชี้แจงไม่ได้ ตอบไม่ได้ท่านก็ออกไป อันนี้คือ ระบบในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะเห็นว่า เงินกู้ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ๑ ล้านล้านบาท วันนี้ไปถึงไหน ก็ไม่ไปถึงไหน ท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเริ่มจาก คสช. มาถึงวันนี้เกือบ ๘ ปี งบกู้ กู้ กู้ แล้วก็ขาดดุลทะลุมาตลอด ผมนับตรวจสอบดูแล้วบวกลบ คูณหาร ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ มาถึงครั้งนี้ ปี ๒๕๖๔ ขาดดุลทะลุ ๓.๘ ล้านล้านบาท ท่านประธาน แบบนี้จะให้พวกเรา ซึ่งเป็นตัวแทนชาวบ้านนั่งหลับหูหลับตาได้อย่างไร ท่านประธานครับ จากเหตุการณ์ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ก็เห็นว่ามอบให้กระทรวงสาธารณสุขไปดำเนินการ ในเรื่องวัคซีน ๔.๕ หมื่นล้านบาท วันนี้วัคซีนก็เห็นกันอยู่แล้วว่าขาดบ้างไม่พอบ้าง บังคับให้ ชาวบ้านใช้อยู่ ๒ ชนิด ให้เขาคิดหน่อยไม่ได้หรือ เงินนี้ไม่ใช่เงินในกระเป๋าใคร แต่เป็นเงินที่ทุกคน ร่วมรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นผมในฐานะเป็น ส.ส. เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างนี้ ผมถึงยืนยันว่า เงินจำนวนนี้ถึงจะกู้ไปแล้ว ๔.๕ หมื่นล้านบาท แล้วแบ่งมาเป็นเงินเยียวยา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้เบิกยังไม่หมดท่านประธาน เบิกใช้จ่ายไปแค่ ๑.๓ ล้านล้านบาท เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ผมต้องยืนยันว่าเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทวันนี้ล้มเหลว เสื่อมถอย หนี้ล้น ไม่มี ประสิทธิภาพรัฐบาลนี้ ไม่ให้เราพูดไม่ได้ ผู้แทนมีหน้าที่ เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียน ท่านประธานว่าวันนี้ท่านเยียวยามันก็ไม่ทั่วถึง ท่านกู้เงินมาเพิ่มเติมผมจะเชื่อได้อย่างไรว่า ท่านจะกู้เงินแล้วจะเยียวยาทั่วถึง เพราะพี่น้องประชาชนในบ้านผมยังไม่ได้รับวัคซีน แบบสมบูรณ์แบบเลยท่านประธาน ท่านรู้ไหมว่าวัคซีนที่ท่านฉีดอยู่เดี๋ยวนี้ทั้งหมดมีทั้ง ประเทศ ผมเก็บดูมาจากข่าวสารต่าง ๆ นี้ได้ฉีดแล้วเพียง ๔ ล้านคนเท่านั้น ๔ ล้านคนเศษ ๆ ท่านประธานเพราะฉะนั้นที่เหลือคน ๖๕ ล้านคนยังมีเวลาแค่นี้จะทันไหมอย่างที่ท่านบอก ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนว่าด้วยเวลาอันสั้นผมว่ารัฐบาลนี้ล้มเหลว เสื่อมถอย มีล้นไม่มีประสิทธิภาพ อันสุดท้ายซึ่งผมไม่พูดไม่ได้ท่านประธาน จากการที่เยียวยาพี่น้อง ประชาชนหลายรอบหลายหน ๓ รอบ ส่วนพระภิกษุสงฆ์ผ่านมาแล้ว ๒ รัฐมนตรีที่กำกับดูแล สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ วันนี้ไม่ได้รับการดูแล ๖๐ บาท เงิน ๖๐ บาท ๙๐ วันผ่านมาแล้ว ทั้งท่านรัฐมนตรีเทวัญ ทั้งท่านอนุชา วันนี้ทราบว่า ครม. อนุมัติไปถึงคณะกรรมการพิจารณา เยียวยาบอกไม่ให้ เพราะไม่เข้าเกณฑ์ ๓ ระลอก สาหัสสากรรจ์ พระสงฆ์ไม่ได้รับเงินเยียวยา นั้นเนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาลงความเห็นว่าคณะสงฆ์มีความพร้อม ได้รับปัจจัยต่าง ๆ อยู่แล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงมีเพียงไม่กี่วัดที่มีความพร้อม พูดง่าย ๆ แต่ในวัดเล็กวัดน้อย ตามหมู่บ้านต่าง ๆ วันนี้ก็ยังลำบากอยู่ จริง ๆ พระเหล่านั้นให้ความร่วมมือแก่ภาคราชการ เงิน ๖๐ บาท ๙๐ วัน เป็นเงินตกรูปละ ๔,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้นเอง วันนี้ไม่ได้ ๓ รอบแล้ว ประชาชนได้ รอบที่ ๓ เพราะฉะนั้นผมก็ยังเป็นความหวังว่าเงินที่เหลือใน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั้นก็ยังไม่จ่ายนะครับ ไม่จ่าย ผมไม่มั่นใจว่าเงินจำนวนนี้จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่าน จัดสรรมาให้ในส่วนของเงินเยียวยาและฟื้นฟู ไม่ว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ว่า ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นี้จะมีโอกาสถึงพระเจ้าพระสงฆ์อีกหรือไม่ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านต่อไป คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้สภาเราทุกคน ก็จะมาตรวจสอบการออกพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็อยู่ในท่ามกลางความกังวลของประชาชนทุกคนค่ะท่านประธาน วันนี้ธัญขอทำหน้าที่ เป็นธนาคาร เพื่อจะประเมินว่าควรจะเซ็นเช็คควรจะอนุมัติเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ให้กับรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์หรือไม่ ประธานคะเมื่อธัญพิจารณาแล้ว อย่างไรรัฐบาลนี้ ก็ไม่สามารถที่จะกู้เงินได้ค่ะ ธัญเชื่อว่าประชาชนยินยอมที่จะให้ประเทศนั้นเป็นหนี้เพิ่ม เราเห็นด้วยกับการกู้ แต่ถ้าจะเป็นการช่วยคนไทยทั้งชาติเรายินดี ต้องไม่ปล่อยให้คนจน คนเปราะบางต้องทนลำบากอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ใช่สักแต่กู้ กู้ไม่มีแผน กู้แล้วกู้อีก กู้ไปตาย เอาดาบหน้าแบบที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์กำลังทำอยู่ ท่านประธานคิดดูนะคะว่าเมื่อปีก่อน รัฐบาลนี้เพิ่งกู้เงินไป ๑ ล้านล้านบาท ถ้าไม่นับก้อนเยียวยาที่เน้นแจกเงิน ก็ต้องบอกว่า เบิกจ่ายได้ยังไม่ถึงครึ่ง โครงการตามแผนฟื้นฟูต่าง ๆ ถ้าไม่นับโครงการแจกเงินพวกเราเที่ยว ด้วยกัน ก็เป็นโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ท่านได้ยินการอภิปรายการของ ผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกลท่านอื่นแล้ว เป็นการขอเช็คเปล่าไปจากประชาชน แล้วก็เอาไป บริหารกันเละ ๆ เทะ ๆ ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนค่ะท่านประธาน อย่างเช่น โครงการสร้าง อาชีพนวดไทย ก็คือรวบรวมคนเอามาอบรมกันเฉย ๆ แถมตอนนี้ ศบค. ก็ยังสั่งปิดร้านนวด สวนทางกับคำสั่งของ กทม. นี่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้มีการวางแผนสำหรับการฟื้นฟู ประเทศเลย สักแต่กู้เซ็นเช็คเปล่าเอาไว้ พอมีหน่วยงานไหนมาเสนอโครงการก็ไม่ลืมหูลืมตา ไม่พิจารณาให้ดี ก็อนุมัติผ่าน ๆ ไป ไม่สนใจว่าจะทำได้จริงหรือไม่ ทำแล้วเกิดประโยชน์ จริง ๆ หรือเปล่า ทำแล้วประเทศได้รับการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจจริงหรือเปล่า ธัญไม่ทราบ นะคะว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้จะมีแผนงานอะไรบ้าง แต่ธัญก็เชื่อว่า พลเอก ประยุทธ์ก็ไม่ทราบเช่นกัน แต่ถ้าให้ธัญเดา ถ้าจะเทียบเคียงกับเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลก็น่าจะ มุ่งเน้นไป ๒ กิจกรรมหลัก คือเกษตรกรกับการก่อสร้าง ธัญต้องขอย้ำนะคะท่านประธานว่า การช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่ผิดที่รัฐบาลจะลืมนึกถึงคนกลุ่มน้อยที่ได้รับ ผลกระทบกระเทือนอย่างแสนสาหัส พวกเขาจะต้องปิดตัวก่อน และพวกเขาจะต้องเปิดตัว ทีหลัง พวกเขาคือนักร้อง นักดนตรี นางโชว์ เด็กเสิร์ฟ หรือกระทั่งคนที่ขายลูกชิ้นปิ้งอยู่ หน้าผับ คนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีระบบเศรษฐกิจของพวกเขาเอง คนเหล่านี้ธัญขอเรียกพวก เขาว่ากลุ่มคนกลางคืน คนกลางคืนเหล่านี้ต้องตกงาน ขาดรายได้จากคำสั่งปิดสถานบริการ ของพวกเขา และไม่เคยได้รับเงินชดเชยและการเยียวยาอย่างตรงจุด รัฐบาลทำเหมือน พวกเขาไม่มีตัวตน เวลาที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นการจ้างงาน ก็ชอบใช้แนวคิดแบบเก่า ๆ เช่น พวกการก่อสร้าง การขุดคู คลอง ธัญขอถามว่างานเหล่านี้มันมีช่องให้คนกลางคืนเข้าไป หรือไม่ ธัญไม่ได้บอกว่าพวกเขาเลือกงานนะคะท่านประธาน แต่ท่านประธานลองคิดดูว่า สมมุติถ้ารัฐเปิดประมูลการสร้างถนนสักเส้นหนึ่ง คนที่ได้งานประมูลนี้ก็ต้องเป็นบริษัท ผู้รับเหมาถูกไหมคะ และพวกเขาก็มีเครือข่ายการจ้างแรงงานของพวกเขาอยู่แล้ว ไม่ได้ทำให้ เกิดการจ้างงานของคนที่กำลังตกงานและที่กำลังเดือดร้อนค่ะท่านประธาน ยิ่งเป็นผู้หญิง ยิ่งเป็นบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศต่อให้จะไปทำงานก่อสร้างก็ไม่แน่ใจว่าจะถนัด หรือนายจ้างจะรับทำงานหรือเปล่า หรือต่อให้นายจ้างสงสารรับทำงานก็ไม่รู้ว่าจะได้เงินค่าจ้างเท่ากับผู้ชายหรือเปล่า นี่คือสาเหตุที่ธัญไม่เห็นว่าการอนุมัติโครงการก่อสร้างเยอะ ๆ จะทำให้เม็ดเงินตกลงไปถึง ประชาชนที่กำลังลำบากจริง ๆ เงินก็อยู่กับกลุ่มคนกลุ่มเดิม ๆ ที่ได้ผลประโยชน์เดิม ๆ ธัญไม่ได้มาพูดถึงรัฐบาลและมาต่อว่ารัฐบาลเพียงอย่างเดียวนะคะ วันนี้ธัญมีข้อเสนอด้วย ธัญอยากฝากท่านประธานเรียนไปที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลองมอง ย้อนกลับไปในกรมกองทหารของท่านนะคะว่ายังมีการจ้างดุริยางค์ทหารหรือเปล่า ธัญไม่ได้ พูดถึงแค่คนตีกลอง คนเล่นเบส คนเล่นกีต้าร์ หรือคนเล่นเปียโนเฉย ๆ นะคะท่านประธาน แต่รัฐมีงบจ้างทหารดุริยางค์ ทั้งเครื่องเป่า เครื่องสายทุกประเภท อย่าลืมนะคะ นอกจากนี้ แล้วกองทหารยังมีการจ้างนักร้อง มีทหารที่ทำงานเป็นนักเต้น นักแสดง งานเหล่านี้ก็คือ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กองทัพ เราจะเห็นงานเหล่านี้จากไหนคะ งานเกษียณ งานกาชาด ธัญคิดแบบนี้ค่ะ ขนาดกองทัพยังสามารถจ้างนักดนตรี จ้างงานบันเทิงเหล่านี้ได้ แล้วทำไมชุมชนของเราจะมีงานที่เราจะมีนักดนตรีหรือวงดนตรีชุมชนไม่ได้บ้าง ธัญคิดไปถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า ๗,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศค่ะท่านประธานว่าสามารถจ้าง นักดนตรีกลางคืนได้สักที่ละ ๔-๕ คนเพื่อทำงานบริการชุมชน เช่น เล่นดนตรีในศูนย์สุขภาพ บ้านพักคนชรา หรือศูนย์เลี้ยงเด็ก ก็สามารถจ้างงานได้กว่า ๓๐,๐๐๐ คนนะคะท่านประธาน นอกจากนี้ข้อเสนอของธัญ ธัญคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะรีสกิลล์ (Reskill) กลุ่มคนกลางคืน กลุ่มคนในภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่ตกงาน ผลกระทบจากโควิด (COVID) การรีสกิลล์ (Reskill) นั้นต้องทำอย่างมีจุดหมายค่ะท่านประธาน ท่านประธานทราบดีใช่ไหม นายกรัฐมนตรีของเราทราบดีใช่ไหมคะว่า ตอนนี้สังคมของเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ธัญเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้คนตกงานนั้นมีทักษะดูแลผู้สูงอายุและดูแลชุมชน สิ่งที่ภาครัฐต้องทำมีอยู่ ๓ อย่างท่านประธาน ๑. คือการออกแบบหลักสูตรพร้อมวุฒิบัตร ให้กับคนที่จะเข้ามาอบรมหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ ดูแลชุมชน ๒. การสนับสนุนการก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสังคมสูงอายุ ๓. คือการอุดหนุนงบเบื้องต้นเป็นทุนประเดิมเลย ค่ะท่านประธาน ให้กับเทศบาลใช้จ้างงานกับคนที่จบหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุและดูแลชุมชน งบประมาณที่ใช้ในการจ้างงานต่อคนนะคะท่านประธาน ไม่จำเป็นต้องจ่ายไว้ ๓๐,๐๐๐- ๔๐,๐๐๐ บาทค่ะท่านประธาน จ่ายตามค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐-๔๐๐ บาทต่อวัน ในกรณี ที่จะบริการชุมชนของพวกเราเพื่อให้ง่ายต่อการออกจากงานเพื่อกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน ในกรณีธุรกิจกลางคืนกลับมาฟื้นตัว นี่ถึงจะเรียกว่าการฟื้นฟูค่ะท่านประธาน เพราะว่า ประชาชนต้องการงาน เงินเยียวยาก็สามารถช่วยได้ แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐจะทำได้คือการจ้างงาน และรัฐได้โพรดักทิวิตี (Productivity) กลับไป มีแผนดำเนินงานที่ชัดเจน ไม่ใช่เป็นการ ตีเช็คเปล่า บอกว่าจะใช้ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อฟื้นฟู แต่ไม่รู้จะไปฟื้นฟูอะไร ฟื้นฟูอย่างไร ประชาชนคนไทยทุกคน ธัญอยากให้รัฐบาลประยุทธ์เห็นประชาชนคนไทยทุกคนเป็นคนที่มี คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นักดนตรี หรือสังคมที่มองว่าเป็นกระเทย นางโชว์ต่าง ๆ เขาเหล่านั้นคือบุคคลที่มีคุณภาพ รัฐต้อง พุต เดอะ ไรต์ แมน อิน เดอะ ไรต์ จ๊อบ (Put the right man in the right job) นะคะ นั่นคือผลประโยชน์ของรัฐและประชาชนอย่างแท้จริง สุดท้ายนี้ธัญไม่สามารถที่จะรับร่างพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้ เพราะไม่มี แผนงานที่ชัดเจน ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณจตุพร เจริญเชื้อ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร เจริญเชื้อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดขอนแก่นครับ อำเภอน้ำพอง อำเภอกระนวน ผมอภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสังคม จากกการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ผมเริ่มต้นอย่างนี้ครับ ปีที่แล้วรัฐบาลมาขอสภาแห่งนี้เพื่ออนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงิน ๑ ล้าน ล้านบาท ท่านมีเหตุผลนะครับว่า เพื่อเอาไปแก้ไขปัญหาการระบาดของไวรัสโคโรนา (Virus Corona)แต่ว่า ๑ ปีผ่านไป ท่านก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้เลย จนมาปีนี้ท่านมาขอ สภาอีกครั้งหนึ่ง ในการขอกู้เงินเพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมจึงเป็นแบบนี้ครับ ท่านประธาน ผมมองว่าปัญหาที่แท้จริงเกิดจากรัฐบาลครับ เพราะรัฐบาลบริหารงาน ผิดพลาด ล้มเหลว ไม่มีฝีมือ ไร้ประสิทธิภาพ และท่านขาดความรับผิดชอบต่อประชาชน ท่านมีเงินอยู่ในมือถึง ๑ ล้านล้านบาท มี พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่สามารถออกข้อบังคับมากมายมา บังคับกับประชาชนได้ ท่านรวบอำนาจทางกฎหมายอย่างน้อย ๓๑ ฉบับไว้ในมือของท่าน แต่เพียงผู้เดียว พูดง่าย ๆ ก็คือว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น มีทั้งเงิน มีทั้งอำนาจ แต่ท่านทำไม่เป็น บริหารไม่ได้ ปัญหาจึงลุกลามบานปลายมาจนถึงทุกวันนี้ ที่มีคนป่วย และ คนตายเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน เมื่อท่านเอาไม่อยู่ ท่านรับมือไม่ไหว วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ การผลักภาระมาให้กับประชาชน ท่านขอให้ประชาชนรับผิดชอบร่วมกัน หยุดเชื้อเพื่อชาติ หยุดการค้าการขาย หยุดการเดินทาง กักตัวเองที่บ้าน ขอให้ล็อกดาวน์ (Lock Down) ตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ความผิดพลาดเหล่านั้น ความล้มเหลวทุกอย่างมาจากรัฐบาลแทบทั้งสิ้น ท่านบริหารได้มั่วมากครับ ท่านประธานครับ มั่วนะครับ มั่วจริง ๆ และก็มั่วมาก ๆ ด้วย มาดู กันครับ ท่านผิดพลาด ล้มเหลว และมั่วอย่างไร อย่างแรกครับ ท่านวางยุทธศาสตร์เรื่อง วัคซีนผิดพลาดครับ ท่านไม่กระจายความเสี่ยงเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ บ่งบอกชัดเจนแล้วนะครับว่า อาวุธที่สำคัญในการหยุดการระบาดของไวรัสได้ก็คือวัคซีน ดังนั้นในหลาย ๆ ประเทศ ผู้นำที่มีความชาญฉลาดเขาจึงตระเตรียมและจัดเตรียมเสียตั้งแต่ เนิ่น ๆ โดยใช้ยุทธวิธีการกระจายความเสี่ยง ด้วยการสั่งวัคซีนหลาย ๆ ยี่ห้อ เพราะว่า ในขณะนั้นไม่มีใครรู้ได้เลยครับว่าวัคซีนของบริษัทใดจะสำเร็จหรือมีประสิทธิภาพดีที่สุด แต่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลือกที่จะแทงม้าตัวเดียวครับ คือท่านเลือก แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) แล้วก็ถ้าสั่งเมื่อปลายปีที่แล้ว เพียงวัคซีนยี่ห้อเดียว แต่ว่า เมื่อสักครู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีออกมาแถลงกลางสภา ท่านบอกว่าท่านสั่ง หลาย ๆ ยี่ห้อ จริงครับ หลาย ๆ ยี่ห้อที่ท่านสั่งเพิ่มเติมนั้น ก็ต่อเมื่อไฟมันลนก้นแล้วครับ การระบาดมัน รุนแรงมากยิ่งขึ้น ท่านจึงได้สั่งหลาย ๆ ยี่ห้อตามมาภายหลัง นอกจากท่านมั่วเรื่องการ ไม่กระจายความเสี่ยงแล้ว ท่านยังมั่วในเรื่องของการกระจายวัคซีนซ้ำมาอีก ในช่วง ๑ เดือน ที่ผ่านมา ท่านปรับแผนการกระจายวัคซีน ๔ ครั้งในรอบ ๑ เดือน จนสร้างความสับสน อลหม่านไปทั่ว จากหมอพร้อม ชาวบ้านพร้อมที่จะฉีด แต่วัคซีนไม่พร้อมครับในขณะนี้ ท่านประธานครับ ขณะนี้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเขาระดมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนมาก ต่อมาก ที่สุดแล้วที่สุด แต่คนไทยวันนี้ยังต้องมาลุ้นว่าวันต่อไปจะมีการปรับแผนการฉีดวัคซีน อีกหรือไม่ จำนวนวัคซีนที่ฉีดจะมีเพียงพอหรือเปล่า คนที่ลงทะเบียนไว้ยังจะได้ฉีดอีกไหม รวมถึงวัคซีนซิโนแวค (Sinovac) ที่คนไม่ค่อยอยากฉีด อยากฉีด แต่ทำไมรัฐบาลนี้ตะบี้ตะบัน ในการสั่งเข้ามาอย่างมากมายเหลือเกินในขณะนี้ ในขณะทีวัคซีนอย่างโมเดอร์นา (Moderna) ไฟเซอร์ (Pfizer) จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) หรือแม้กระทั่งสปุตนิก ไฟว์ (Sputnik 5) รัฐบาลกลับดูไม่สนใจที่ จะสั่งเข้ามาฉีดให้กับประชาชน มันจึงเป็นความมั่วและล้มเหลวในเรื่องของการบริหารวัคซีน อย่างชัดเจน ท่านประธานครับ ไม่มีรัฐบาลไหนในโลกที่จะเอาวัคซีนคุณภาพต่ำ มาฉีดให้กับ ประชาชนแบบไม่มีทางเลือก แล้วให้ประชาชนไปจ่ายเงินเพื่อซื้อวัคซีนทางเลือกแบบที่เกิดขึ้นในบ้านเรา แต่เมื่อเวลาที่ รัฐบาลจะเก็บภาษีกับประชาชนนั้น ประชาชนต้องจ่ายแบบไม่มีทางเลือก ท่านบริหารงาน ผิดพลาด ล้มเหลวและมั่วมาก ๆ ครับท่านประธานครับ ท่านทำให้คนตกงานมากมาย การค้าการขายชะงัก ธุรกิจเจ๊ง โรงงานปิดกิจการ มีคนฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละวัน แล้วที่ผ่านมารัฐบาลกำลังจะเยียวยาพี่น้องประชาชนอย่างไรครับจากความล้มเหลวเหล่านั้น มาดูกันครับท่านประธาน เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ครม. ได้อนุมัติการจ่ายเงินเพื่อการช่วยเหลือ เยียวยาพี่น้องประชาชน ท่านแถลงข่าวด้วยความภาคภูมิใจว่าท่านจะช่วยคน ๕๑ ล้านคน ในประเทศนี้ รัฐบาลกำลังจะเยียวยา ท่านจะทำอย่างไรครับ🔗
อันที่ ๑ ท่านบอกว่าผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือว่าผู้ที่ถือบัตรคนจน ซึ่งมีประมาณ ๑๓.๖๕ ล้านคน บวกกับกลุ่มคนเปราะบาง คนที่ไม่มีสมาร์ตโฟน (Smartphone) อีก ๒.๕ ล้านคน คน ๒ กลุ่มนี้รวมกันคือ ๑๖ ล้านคน รัฐบาลบอกว่า จะโอนเงินให้กับคน ๑๖ ล้านคนนี้เดือนละ ๒๐๐ บาทต่อคนต่อเดือนเป็นระยะเวลา ๖ เดือน ท่านแถลงด้วยความภาคภูมิใจครับท่านประธาน แต่ท่านทราบไหมว่าเดือนละ ๒๐๐ บาท เมื่อหารเฉลี่ยแล้วแต่ละคนจะได้คนละ ๖ บาท ๖๖ สตางค์ต่อวันต่อคนครับ ท่านโอนเงิน ให้ชาวบ้านวันละ ๖ บาท แล้วบอกว่านี่คือการเยียวยาจากรัฐบาล ผมถามท่านเถอะครับว่า จิตใจของท่านทำด้วยอะไรครับ เงิน ๖ บาทต่อคนต่อวันท่านให้เขาไปทำอะไร มันสามารถ ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้หรือไม่ นอกจากนั้นท่านยังแถลงต่อไปอีกครับด้วยความภาคภูมิใจว่า นอกจากคน ๑๖ ล้านคนที่จะได้ ๖ บาทต่อวันแล้ว คนอีก ๓๑ ล้านคนก็จะได้จากโครงการ คนละครึ่ง ท่านจะโอนไปให้เขา ๓,๐๐๐ บาทต่อคนในระยะเวลา ๖ เดือน เมื่อหารเฉลี่ย ๓,๐๐๐ บาทออกมาก็จะตกคนละ ๑๖ บาท ๖๖ สตางค์ครับท่านประธาน ท่านโอนเงิน วันละ ๑๖ บาทให้กับประชาชนแล้วบอกว่านี่คือการเยียวยาจากรัฐบาล ท่านแถลงข่าว ด้วยความภาคภูมิใจ ผมถามท่านครับว่าจิตใจของท่านทำด้วยอะไรครับ เงิน ๑๖ บาทต่อวัน ท่านให้เขาไปทำอะไร มันสามารถแก้ไขปัญหาให้ชีวิตเขาดีขึ้นหรือไม่ จากการผิดพลาดของ รัฐบาลในครั้งนี้นะครับ🔗
สุดท้ายผมขอสรุปในเวลาที่เหลือนะครับว่า ผมขอสรุปด้วยคำถาม ที่จะถามท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านทางท่านประธานสภานะครับ ผมถามท่านว่าการเยียวยาที่ท่านให้ประชาชนนั้นมันสมหรือคุ้มค่ากับความผิดพลาด ล้มเหลว ที่ท่านได้ทำให้กับประชาชนต้องเดือดร้อนในขณะนี้หรือไม่ ผมอยากได้รับคำตอบจาก ท่านนายกรัฐมนตรี และผมเชื่อมั่นว่าประชาชนก็อยากได้รับคำตอบจากท่านนายกรัฐมนตรี เช่นกัน แต่สำหรับผมแล้วนะครับผมคิดว่าการเยียวยาที่สุดในขณะนี้ก็คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษประชาชน แล้วก็ขอลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ๗ นาทีที่ผมได้รับมอบหมายจากพรรค จริง ๆ แล้วผมไม่อยากใช้มากวันนี้ เพราะว่าเพื่อนผู้แทนในพรรคผมนั้นก็อยากจะร่วมอภิปราย แต่ถ้าผมไม่ได้ลุกขึ้นมาอภิปราย บอกไปยังพี่น้องประชาชนคนไทย โดยเฉพาะคนจังหวัดสุรินทร์ให้เข้าใจ กลัวว่าตราบาป ในการขอความชอบธรรมจากรัฐบาลในวันนี้มันจะติดตัวพวกผมไปถึงรุ่นลูกผม รุ่นหลานผม รุ่นเหลนผมหลังจากผมตายไปแล้ว ว่าปู่ ตา พ่อ มาเป็นผู้แทนได้อย่างไรแค่ ๒ ปีกับการ เลือกตั้งครั้งล่าสุด ประชุมแต่เรื่องเงินกู้มาไม่รู้กี่ครั้ง กู้ครั้งแรกก็ ๑ ล้านล้านบาท ผมไม่ลงไป ในรายละเอียดนะครับด้วยเวลาจำกัด งบประมาณแผ่นดินแต่ละปีก็มีแต่ขาดดุล ไม่เคยมีงบสมดุล มาวันนี้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ตอนเช้าท่านประธานที่ผมเคารพมาก ๆ เลยคือท่านประธานชวน ได้แนะนำข้าราชการที่มานี่ ตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ท่านที่เคารพ ครับ ผมอยากให้ท่านไปเชิญชวนท่านนายกรัฐมนตรีด้วย แล้วก็รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแล เรื่องการเงินการคลัง รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแล ปตท. ที่ผมเคยบอกว่าเป็นซุปเปอร์แมน (Superman) มาวันนั้นมาโม้โอ้อวดในสภาแห่งนี้ เศรษฐกิจจะดีขึ้น จีดีพี (GDP) จะดีขึ้น มาเป็นรัฐมนตรีได้ ๕ วัน แต่งชุดขาวเถอะครับ และไปถ่ายรูปหน้าทำเนียบ เหมือนกับ ตอนก่อนเข้าเฝ้าถวายสัตย์ แล้วมติชนจะได้มาบันทึกประจำปีว่านี่แหละบุคคลที่สร้างหนี้ สร้างสินเพราะคิดปัญหาอะไรไม่ออกก็บอกนายกรัฐมนตรีว่ากู้ นายกรัฐมนตรีแกคิดไม่เป็นอยู่ แล้ว คนอยู่ใกล้ ๆ คิดอย่างไร แกเอาตามใจหมดเลยครับ ดังที่เห็น ผมไม่ได้ว่านายกรัฐมนตรี สติต่ำด้อยปัญญา แต่ท่านไม่มีความรู้จริง ๆ เรื่องเศรษฐกิจ ถ้าท่านรู้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ จริง ๆ วันนี้ บ้านเมืองเราไม่ได้อยู่อย่างนี้หรอกครับ วิกฤติโควิด (COVID) มันมีปัญหากัน ทั่วโลก เขารู้กันหมดล่ะครับ แต่เขาแก้ปัญหากันไปได้ แต่บ้านเราคิดกู้คิดแจกคิดจ่าย หนี้ก็ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พี่น้องที่เคารพครับ พวกผมนั่งคิดกันที่พรรค อย่างไรเราโหวต (Vote) ไม่รับ แล้วท่านจะไปใส่ร้ายแถลงการณ์ทางทีวี (TV) ว่าพรรคฝ่ายค้านขัดขวาง ไม่ได้ ก็ท่านสับขาหลอก เดี๋ยวไปเอาเงินก้อนโน้นมาซื้อ เดี๋ยวไปเอาเงินก้อนนี้มาซื้อวัคซีน เดี๋ยวก็ ทำโน่นนิดทำนี่หน่อย งบฟื้นฟูประสบผลสำเร็จไหม โน (No) นายกรัฐมนตรีก็ออกมาบอกว่า งบเยียวยางบฟื้นฟู ประสบผลสำเร็จ ตอนเช้าดีใจครับ ผมดีใจจริง ๆ นายกรัฐมนตรีออกมา พูดว่าท่านไม่สามารถจะลงไปในพื้นที่ได้ ถ้ามีการคอร์รัปชันหรืออะไรกันก็สุดความสามารถ แต่วันก่อนท่านบอกว่ารัฐบาลนี้ไม่เคยมีการคอร์รัปชัน ท่านครับ วันนี้รัฐราชการ พวกท่าน หวงไว้หมด พวกท่านไม่ยอมให้ใครแก้ปัญหา มันจึงลุกลามถึงขนาดนี้ ถ้าท่านไม่ประมาท ผมไม่บอกหรอกว่าติดตรงไหนใช้เงินอย่างไร มันเสียเวลาแล้วล่ะครับ แต่เป็นเพียงผมบอกว่า วันนี้ถ้าไม่ใช่ใช้อำนาจ ไม่หยิ่งจองหองบ้านเมืองไม่เป็นอย่างนี้หรอก โควิด (COVID) ท่านประกาศมาว่าเป็นวาระแห่งชาติ แต่ท่านไม่เคยชวนคนอื่นเลย ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ผู้ที่มี ความรู้ความสามารถที่ท่านบังคับไม่ได้ ที่เขากล้าพูดกับท่าน เขากล้าชี้แจงกับท่าน ไปนั่งคุย ท่านไม่เคยเชิญเลย ท่านก็ว่าไป กู้เงินมาท่านก็จะแจกหาเสียง กู้เงินมาก็จะจ่ายหาเสียง นี่ก็ข่าวว่าทะแม่ง ๆ จะยุบสภาจริง ยุบก่อนอีก ทดลองดูครับ ทดลองดูวันนี้ โควิด (COVID) ยังแก้ไม่ได้ แล้วจะยุบสภาคิดว่าจะได้กลับมานั่งอีก ทดลองดูก็ได้ครับ คนมันโชคไม่ดี ท่าน นายกประยุทธ์ท่านพอแล้วล่ะวันนี้ ท่านยึดอำนาจเขามา โรคคนไม่ว่า วันนี้กลับมีโรคสัตว์อีก โรควัว ลัมปีสกิน (Lumpy Skin) เข้ามา อันนี้ผมว่าไม่ต้องแก้โควิด (COVID) หรอกครับ แก้ แต่โรควัวในภาคอีสานให้ได้ก่อน ก็ถือว่าสุดยอดแล้วครับ เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ ฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงอยากฟ้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งว่าวันพรุ่งนี้หรือคืนนี้ดึก ๆ แต่อาจจะเป็นวันพรุ่งนี้ ถ้าฝ่ายค้านโหวตอีกรอบหนึ่งว่าไม่รับงบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดที่อนุมัติแล้ว เพื่อมาขอความชอบธรรมแล้วไม่เคยฟังเสียงของ ผู้แทน แล้วอ้างว่าเกิดความชอบธรรม ผมจึงอยากให้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ว่าคนที่ชื่อ ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และคณะ เราไม่รับ เราไม่เห็นด้วย แต่ท่านทำมามีรายละเอียด ทุกคน ก็บอกแล้วว่าเช็คเปล่า ๆ ท่านทำมามีใครรายละเอียด ใครเขาจะไม่อนุมัติล่ะครับ เขารู้กัน หมดวิกฤติ เขารู้กันหมดสถานการณ์ วันนี้ที่เห็นชัดก็วัคซีน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่รู้จะพอ อีกหรือเปล่า ท่านหวงแต่เอาเงินไปแจก ท่านซื้อมาให้สมบูรณ์สิครับ รัฐธรรมนูญยังเขียนไว้เลยมาตรา ๔๗ ผมขออนุญาตอ่านนิดหนึ่งครับท่านประธานว่า บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิในการรับบริการ สาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่บัญญัติกฎหมาย บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับ การป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย นี่มันเป็นหน้าที่รัฐบาล ถ้าท่านคิดไม่ออกเอาพวกผมไปนี่ครับ วันนี้วัคซีนเต็มบ้านเต็มเมืองแล้วครับแต่ผมรู้ลึก ๆ ท่านคิดอยู่ว่าจะเอาเงินพวกนี้ที่จะเอาไปบอกว่าเยียวยา ที่จะเอาไปฟื้นฟู เอาไปทำอย่างอื่น เพื่อผลตอบแทนทางการเมืองหรือเพื่อเจ้าสัวที่เขาว่า อันนี้ผมไม่รู้ แต่วัคซีนคุณรอ รอจะให้ ประเทศอื่นเขาบริจาคมา บ้านเมืองคนถึงได้รับน้อย หมอพร้อม คนพร้อม แต่รัฐบาล ไม่พร้อม ผมก็เลยอยากมาฝากท่านรัฐบาลวันนี้หาคนที่มันมีสติดี ๆ ช่วยท่านคิด ช่วยท่าน แก้ปัญหา บ้านเมืองมันไปได้ คนไทยให้ความร่วมมือ ท่านเอาแต่ประชาชนมาเป็นจำเลย ทุกเรื่องโทษแต่ประชาชน ไม่เคยโทษตัวเอง ไม่เคยดูตัวเอง ท่านประธานครับก่อนจบ ฝากอีกทีหนึ่งครับ ท่านที่เคารพทั้งหลายผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกู้ในรอบนี้กรุณาแต่งชุด ขาว ๆ แล้วไปนั่งกันให้สวยงามหน่อยจะได้ประกาศให้โลกรู้ ให้คนรู้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ว่าชุดนี้เป็นมหากปิชาดกของบุคคลที่กู้ กู้ กู้จนไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานรุ่นเหลนที่จะต้อง รับผิดชอบ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ จากแปดริ้ว พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเริ่มด้วยความสงสัย ครับว่า คือสงสัยจริง ๆ ว่าจะให้ผมยกมือผ่าน พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีจะให้ ผมกลับไปอธิบายกับประชาชนอย่างไรครับ จะให้ผมกลับไปบอกว่าที่ยกมือให้เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เพราะว่าได้อ่านเอกสาร ๕ แผ่นแล้วรู้สึกปลื้ม แล้วก็ซาบซึ้งแล้วก็ มั่นใจมากว่านายกรัฐมนตรีที่ชื่อประยุทธ์จะพลิกฟื้นประเทศให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อย่างนั้นหรือครับ คือไม่คิดเผื่อให้ผมไปตอบประชาชนเลยใช่ไหมครับ คือผมคิดว่าปัญหาของ ท่านนายกรัฐมนตรีคือความไม่รู้ ท่านไม่รู้หลายอย่าง ผมคิดว่าท่านไม่รู้เรื่องแรกเลยคือไม่รู้ว่า จะกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่จะทำอย่างไรเพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศยินยอมที่จะ เป็นหนี้ร่วมกันมันต้องทำอย่างไร เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กระดาษ ๕ แผ่น มันไม่ใช่แค่ นายกรัฐมนตรีไม่เห็นหัวประชาชนนะครับ ประชาชนก็ยังไม่เห็นหัวท่านนายกรัฐมนตรีเลย วันนี้ เห็นสักครู่เดียว แล้วก็ไม่อยู่ฟังด้วย ให้เกียรติสถาบันประชาชนหน่อยครับ ถ้าเป็นไปได้มาเล่าสู่กันฟังหน่อยครับ มาแง้มให้ฟังบ้างครับท่านมีไอเดีย (Idea) อะไร จะทำอะไร จะเอาเงินไปทำอะไรบอกก่อนครับ เผื่อเขาจะยอมเป็นหนี้พร้อมท่าน คือ ประชาชนเขาจ้าง ส.ส. มาทำงานให้เขาได้ทำหน้าที่หน่อย นี่ดูเหมือนว่าท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะ ฟื้นฟูอย่างไร จะกู้ไปทำอะไรก็ไม่รู้ เขียนกฎหมายเปิดช่องให้โยกย้ายงบได้สะดวกสบาย เพราะท่านไม่รู้ว่ากรอบที่ตั้งไว้มันพอหรือเปล่า ท่านไม่รู้ด้วยว่าจะประมาณการดอกเบี้ย อย่างไร แต่ดันรู้เฉยเลยครับว่าเงินกู้ก้อนนี้จะเพิ่มจีดีพี (GDP) ๑.๕-๒ เปอร์เซ็นต์ โอ้โห อย่าขี้โม้ครับ คือกระดาษ ๕ แผ่นไม่มีที่มาที่ไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากู้ไปทำอะไรแต่มั่นใจว่าผลลัพธ์ มันจะยอดเยี่ยมขนาดนั้นเลยหรือครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมกินข้าวกล่องนะครับไม่ได้ กินหญ้า ท่านดูถูกสติปัญญาประชาชนเกินไปครับ วันนี้ท่านยกเอาประชาชนเป็นตัวประกัน พยายามทำให้ประชาชนมองว่ารัฐสภาเป็นตัวถ่วงของประเทศ ทำให้การแก้ปัญหาของท่าน มันล่าช้า ซึ่งมันไม่ใช่ครับ มันต้องออกเป็น พ.ร.บ. ครับ ไม่ใช่ พ.ร.ก. จะกลัววาระ ๒ ทำไม ครับ จะกลัวตัวแทนประชาชนเข้าไปยุ่งกับการใช้เงินของท่านหรืออย่างไรครับ คือมันไม่ใช่ แค่ท่านคนเดียวนะครับที่จะเป็นหนี้ การออกเป็น พ.ร.บ. ท่านบอกว่ามันช้า วันเดียว ๓ วาระ รวดเราก็ทำมาแล้ว ท่านจะรีบไปไหนครับ อย่ามาบอกว่ารีบครับ ท่านไม่ได้รีบ ปีที่แล้วกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เหมือนกับครั้งนี้ล่ะครับ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำ อะไรเหมือนกัน ก็เลยให้หน่วยงานราชการท้องถิ่นเขาเสนอโครงการขึ้นมาบอกว่าทำอะไรดี ประเทศเราถึงจะดีขึ้น แล้วก็เอาไปโยนให้คณะกรรมการกลั่นกรองเลือก ชอบอันไหนก็ โอนเงินให้ทำ รวม ๆ แล้วเขาส่งมา ๔๓,๐๐๐ กว่าโครงการ ลูกน้องท่าน ๑๑ คน คณะกรรมการกลั่นกรองที่เป็นข้าราชการประจำก็อนุมัติไปทั้งหมด ๒๓๖ โครงการ จากทั้งหมด ๔๓,๐๐๐ โครงการ ประมาณ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของโครงการทั้งหมด ผมไม่รู้หรอกครับว่าการ อนุมัติเงินให้กับโครงการ ๒๓๖ โครงการ จาก ๔๓,๐๐๐ โครงการ สุดท้ายแล้วเราได้อะไร ประเทศชาติได้อะไรตอบแทน ที่รู้แน่ ๆ ก็คือสภาพัฒน์ก็ได้ใช้กระดาษยูส (Use) ไปยาว ๆ ยันปีงบประมาณ ๒๕๖๘ โน่น ล่ะครับ ที่รู้อีกอย่างหนึ่งก็คือในระบบเว็บ (Web) ข้อมูลไทยมี ที่ทำออกมาแล้วก็เอาไว้แค่ ฝากข้อมูล ๔๓,๐๐๐ โครงการ แล้วก็ลบทิ้งไป ๙๙.๕ เปอร์เซ็นต์ แบบนี้ใช่ไหมครับ ที่ท่านต้องออก พ.ร.ก. นี่คือการเร่งรีบใช่ไหมครับ ถ้า พ.ร.บ. ไม่ทันสถานการณ์ใช่ไหมครับ ปีกว่าแล้วครับท่านใช้เวลาอนุมัติ เร่งเสียจนเบิกจ่ายไปได้ไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่ท้าย พ.ร.ก. บอกว่าต้องเป็นโครงการที่พร้อมทำเท่านั้นด้วยนะครับ นี่ท่านยังไม่รู้ด้วยว่าจะแบ่ง สัดส่วนกันอย่างไร โครงการที่มาจากส่วนกลาง ๑๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ๙๙.๒๔ เปอร์เซ็นต์ มาจากท้องถิ่นแค่ ๐.๗๖ เปอร์เซ็นต์ ๙๐๐ ล้านบาท โครงการที่มาจากประชาชนเสนอ ๐.๐๒๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านอนุมัติแค่นั้น ทำเหมือนเราอยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัด สุโขทัย อีกเหตุการณ์หนึ่งนะครับ เมื่อวานพระราชกิจจานุเบกษา ศบค. ออกมาว่าท้องถิ่นจะ จัดหาวัคซีนก็จัดไปล่ะ แต่ว่าให้อยู่ใต้อำนาจควบคุมของผู้ว่าราชการจังหวัด ท้องถิ่นเขาได้รับ การเลือกตั้งจากประชาชน ต้องไปอยู่ใต้ผู้ว่าราชการจังหวัด คือที่ท่านไม่รู้อีกอย่างหนึ่ง ท่านไม่รู้ว่าถ้าท่านคิดไม่เป็นท่านก็ควรจะลอกการบ้านชาวบ้านเขา ท่านไม่รู้ว่างบประมาณ ความช่วยเหลือประชาชนท่านใช้ไป ๑๔.๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เท่านั้นเอง มันน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เรามีเอสเอ็มอี (SMEs) อยู่ ๕๐,๐๐๐ ราย รองรับแรงงาน ๔ ล้านกว่าคน แต่ท่านไม่มีนโยบายช่วยเหลือด้านภาษีเลย ไม่มีนโยบายช่วยเหลือเรื่องหัก ภาษี ในขณะที่ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศมาเลเซีย พวกเขาทั้งลด ภาษีนิติบุคคล ยกเว้นภาษีบริการ ทั้งลดภาษีมูลค่าเพิ่ม แถมลดภาษีตามรายที่ลดลงให้ด้วย ประเทศสิงคโปร์คืนภาษีให้นิติบุคคล ๒๕ เปอร์เซ็นต์ อสังหาริมทรัพย์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น เวลา ๙ เดือน มาเลเซียจัดวงเงินไว้ ๒๐,๐๐๐ ถึง ๑ ล้านริงกิต (Ringgit) เพื่อปล่อยสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ปลอดชำระ ๖ เดือน ประเทศเกาหลีใต้เลื่อนเก็บ ภาษีเกือบปีเพิ่มวงเงินอุดหนุนค่าจ้าง ๖๗ เปอร์เซ็นต์สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และ ๙๐ เปอร์เซ็นต์สำหรับเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็พักการส่งประกันสังคม ๓ เดือน ญี่ปุ่นเลื่อน การเก็บภาษีเกือบปี ยังมีการจัดสรรให้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่อีก โดยที่รัฐบาลเป็นคน ค้ำประกันให้ ๘๐-๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย ใคร ๆ เขาก็เน้นเอสเอ็มอี (SMEs) แต่มาตรการ ช่วยเหลือของไทยให้ความสำคัญน้อยมากจนไม่สามารถกระตุ้นอะไรได้เลย โครงการเสริม การจ้างใหม่เมื่อเงินกู้คราวที่แล้วก็ล้มเหลว จนต้องโดนปรับจากตำแหน่ง ๒๖๐,๐๐๐ ตำแหน่ง เหลือช่วยเหลือแค่ ๕๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ท่านคงไม่รู้ต่อไปนะครับว่าคำพูดสวย ๆ หรู ๆ มัน ฉายความคิดอะไรของท่านออกมาบ้าง ศบค. ของท่านสร้างวาทกรรมไว้มากมาย คำโปรย สวยหรู การ์ด (Guard) อย่าตก คำพูดดี ติดหูดี แต่มันสะท้อนความเห็นแก่ตัวแล้วก็ไม่มีความ รับผิดชอบ หมายความว่าถ้าการ์ด (Guard) ตกคือประชาชนผิด ท่านลอยตัว อยู่บ้านหยุด เชื้อเพื่อชาติ อันนี้ก็เพราะดีครับคล้องจอง แต่มันหมายความว่าใครออกจากบ้านนี่คุณเป็น พวกไม่รักชาติ สถานการณ์ล่าแม่มดก็ตามมา ระบาดระลอกใหม่ ไม่ใช่ระลอก ๒ ก็ไปโลก สวยแบบนั้นครับมันเลยไม่ได้เตรียมการเตรียมตัวที่จะรอระลอก ๓ ชะล่าใจคิดว่าตัวเองแน่ ชื่นชมผลงานว่าระลอกแรกใครก็ชมว่าบริหารจัดการได้ดีที่สุดในโลกวันที่ ๑๓ มกราคม ระลอกแรกปี ๒๕๖๓ ระลอกที่ ๒ ธันวาคมนะครับ ท่านได้เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทไป ตอนเดือนพฤษภาคม ไม่มีการเตรียมโรงพยาบาลสนาม เตียงก็ไม่พอ เครื่องช่วยหายใจไม่มี หน้ากากก็แพง วัคซีนก็ไม่ได้สั่ง เครื่องมือการตรวจเชื้อก็ไม่มี ไม่เตรียมตัวให้พร้อมที่จะรับ ระลอกใหม่ ท่านไม่รู้ด้วยครับว่าการสร้างภาพแบบเดิม ๆ มันทำให้คำพูดของท่าน ไม่น่าเชื่อถือ ผมลงไปคุยกับประชาชนตลอดช่วงปิดเทอม ท่านทราบไหมครับมีประชาชน เกือบ ๆ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่กล้าฉีดวัคซีน แต่ท่านก็พีอาร์ (PR) ทุกวัน จ้างดารามาช่วยโฆษณา ก็แล้ว ฉีดโชว์ก็แล้ว แถมฉีดโชว์นี่ก็คุณหมอถือถาดมามียาอยู่หลายขวดด้วยนะครับ แล้วก็ให้ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนเลือกเองว่าจะเอาขวดไหน ให้สุ่ม คือผมไม่เข้าใจจะแสดงเรื่อง แบบนี้ทำไม เป็นน้ำเกลือทั้งหมดเลยหรือเปล่าก็ไม่รู้ มาดูครับว่าท่านพีอาร์ (PR) อย่างไร ขอสไลด์ด้วยนะครับ แล้วก็ต้องแก้ ศบค. ไม่รู้ใช้งบทำพีอาร์ (PR) ไปเท่าไร แต่ว่าไปจ้างดารามาฉีดโชว์ พอดารา ออกมาเปิดเผยก็บอกว่าไม่รู้ คือดาราฉีดก่อนไม่ใช่ประเด็นหรอกครับ ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ในเมื่อสร้างความมั่นใจไม่ได้ บวกกับวัคซีนมันห่วย พูดกันตรง ๆ มันห่วย แต่อยากจะ ยัดเยียดให้ประชาชนฉีดด้วยการใช้ภาษีของพวกเขาไปจ้างดารามาพีอาร์ (PR) มันดูถูก สติปัญญาประชาชนเกินไป ดูความพร้อมวันดีเดย์ (D-Day) ของท่านสิครับ โรงพยาบาล แห่งหนึ่งครับจัดระเบียบไว้สวยหรูเลย เว้นระยะห่างอย่างดี แต่ดูหน้าถัดไปครับ อันนี้คือ ในอาคารนี่คือนอกอาคาร เราเน้นสร้างภาพกันอย่างนี้ครับยุคท่านประยุทธ์ ท่านไม่รู้หรอก ครับว่าความมักง่ายบ้าอำนาจบางทีมันตบหน้ารัฐมนตรีของท่าน รัฐมนตรีแต่ละคนมีตำแหน่ง แต่ไม่มีวิญญาณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาบอกว่าไม่กู้หรอกเงินเหลือเฟือ สักพักเดียวก็กู้ตบหน้าไปเต็ม ๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขผมเห็นท่านเวลาให้ สัมภาษณ์มั่นอกมั่นใจแทบไม่เคยเห็นเลย ล่าสุดไปออกรายการของพิธีกรหญิงท่านหนึ่ง ผมก็ ตื่นเต้นนะครับที่จะได้เห็นท่านรัฐมนตรีตอบคำถามบ้าง โดนคำถามว่าจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) เมื่อไรได้ ท่านตอบว่าผู้ขายบอกว่าจะมาไตรมาส ๔ แต่ว่า เราไม่มีอำนาจต่อรองทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้ขายหมดเลย ซื้อของเป็นพันล้านบาทแต่ไม่รู้ว่าจะ ส่งได้เมื่อไร รู้แค่ว่าไตรมาส ๔ ผมซื้อของช้อปปี้ (Shopee) ๕๐ บาท ยังรู้เลยว่าส่งวันไหน ตอนนี้สถานะอยู่ที่ไหนแล้วผมยังรู้เลย โมเดอร์นา (Moderna) อนุมัติตั้งนานแล้วเมื่อไร จะได้คะ ท่านตอบว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะสั่งโมเดอร์นา (Moderna) เพราะแพง คือเวลา ล่วงเลยมาขณะนี้ท่านก็ยังมีข้อแม้นะครับ ไฟเซอร์ (Pfizer) เมื่อไรได้ ถ้าสั่งวันนี้เขาก็บอกว่า จะส่งได้ไตรมาส ๔ ถ้าเราสั่งวันนี้นะครับ ซึ่งประเทศลาวได้ไปแล้ว เรายังไม่เริ่มดีล (Deal) ด้วยซ้ำ สปุตนิก (Sputnik) เมื่อไรได้ ท่านบอกว่าทูตรัสเซียเพิ่งเข้ามาพบเมื่อวานซืนนี้เอง สรุปเราไม่มีวัคซีนฉีดกันก็เพราะว่าคนที่รับผิดชอบในการจัดหาวัคซีนนั่งรอทูตประเทศผู้ผลิต เข้ามาพบหรอครับท่านประธานผมขออีกนิดหนึ่งครับ แล้วท่านก็ตบท้ายด้วยว่าวัคซีนที่ดี ที่สุดคือหน้ากากอนามัยแล้วทำไมไม่แจกหน้ากากล่ะครับ วัคซีนที่ดีที่สุดก็ไม่ใช่วัคซีนด้วย นะครับ นี่ผมเห็นท่านโดนถามเรื่องวัคซีนผมก็อึดอัดแทนไม่รู้ว่าท่านทนได้อย่างไร พยายามที่ จะตอบเป็นกลางที่สุดแล้ว เพราะว่าไม่รู้ว่าจะออกซ้ายออกขวาพยายามเซฟ (Save) สุด ๆ เพราะว่าอำนาจจริง ๆ มันอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีคนเดียวครับ แต่ท่านก็ยังเลือกสนับสนุน เขาอยู่ดี ดูหมอพร้อมครับ แอปพลิเคชัน (Application) ของท่าน ท่านไม่รู้เลยว่าศักยภาพที่ รัฐราชการท่านสร้างมามันมีอยู่แค่ไหน นี่คือแอปพลิเคชัน (Application) หมอพร้อมที่ผม พยามยามลงทะเบียนเหมือนกับประชาชน ลงไม่ได้หรอกครับ อย่างที่รู้กันปิดไปแล้ว แต่ชื่อ ด้านบนท่านเห็นไหมครับ นายนวรินทร์ ทองสุวรรณ มันคือชื่อผมเมื่อ ๑๒ ปีที่แล้วครับ คือ หมอไม่พร้อมหรอกครับ ถ้ายังมีฐานข้อมูลที่ล้าหลังไป ๑๒ ปีแบบนี้ ไม่รู้ว่าท่านรู้ตัวหรือเปล่า ว่าศักยภาพท่านไม่เพียงพอที่จะทำงานใหญ่แบบนี้ สังเกตตัวเองดูนะครับ ท่านเอาแต่ตาม ข้าราชการประจำเสนอ เสนออะไรก็เอาแบบนั้น ท่านไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย ผมไม่ได้ว่า หน่วยงานราชการไม่มีความสามารถนะครับ แต่กระทรวง ทบวง กรม เขามีภารกิจชัดเจน เขารู้ในส่วนของเขาดีจะให้เขามาคิดบริหารภาพรวมคงไม่ได้ครับ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ต้องมี ครม. ครับ ถ้าอยากเป็น ครม. ก็ต้องบริหารเป็นครับ ท่านต้องมีแนวทานมีนโยบายมีหลักการ บริหารที่เป็นกระดูกสันหลังของท่านเอง ไม่ใช่ไปฟังแต่ข้าราชการประจำ ซึ่งการทำแบบนี้มัน ไม่ได้เรียกว่าบูรณาการครับ ท่านต้องทำความเข้าใจ อย่าเข้าใจผิดครับที่ท่านทำอยู่มันคือ เผด็จการ ท่านไม่รู้หรอกครับว่าท่านควรต้องมีแผนการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ใช้สายตาในการวิเคราะห์แบบแก้ปัญหาสั้น ๆ แล้วก็หดแคบลงทุกวัน จูงประชาชนตก อยู่ในความเสี่ยงทุกด้าน มาตรฐานขั้นต่ำของการเป็นผู้นำถึงแม้ว่าจะไร้ความสามารถ อย่างน้อยต้องจริงใจครับ ซึ่งท่านก็คงไม่รู้อยู่ดีว่าความจริงใจคืออะไร ท่านประธานครับ ถ้าการฉีกร่าง พ.ร.บ. ชุ่ย ๆ แบบนี้ท่านนายกรัฐมนตรีคิดว่ามันเป็นเรื่องเสียมารยาท ผมก็ อยากจะถามท่านนายกจริง ๆ ครับว่าการฉีกรัฐธรรมนูญยึดอำนาจเกาะกินประเทศชาติมา ๗ ปี ท่านนายกรัฐมนตรีคิดว่ามันเป็นเรื่องความรักชาติหรือครับ ผมคงไม่สามารถยกมือให้ ท่านได้จริง ๆ ครับ พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทฉบับนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ท่าน ต่อไปคุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ต่อกรณีที่รัฐบาลได้เสนอในเรื่องของการออกพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสังคมจากการระบาดของโรคเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ให้สภาแห่งนี้เพื่อที่จะให้ความเห็นชอบ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางถึง ประเด็นที่ลงไปในรายละเอียด ที่ว่าพวกเราไม่สามารถที่จะให้ความเห็นชอบได้ เพราะเหตุ ที่ว่าการเสนอ เสนอเพียงแต่หลักการและเหตุผล ไม่ได้มีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการที่จะ นำเม็ดเงินงบประมาณไปใช้จ่ายแต่เพียงอย่างใด เมื่อสักครู่ตอนประมาณ ๖ โมงครึ่ง ในสภา แห่งนี้เรารู้สึกตื่นเต้นที่นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำของประเทศได้มาตอบคำถามตอบข้อสงสัย กับเพื่อนสมาชิกว่าการที่ท่านขอกู้เงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปเพื่อที่จะแก้ไขปัญหา ทั้งในเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม การเยียวยาช่วยเหลือ ชดเชย หรือแม้แต่ด้านการ สาธารณสุข ท่านประธานครับ ต่อให้ท่านกู้อีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑ ล้านล้านบาท หรือ จำนวนเท่าไรก็ตามแต่ แต่ถ้าท่านยังหาวิธีการในการที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-๑๙ (COVID-19) ไม่ได้มันก็ไม่มีประโยชน์ครับ การที่เราจะมุ่งหวังในการที่จะ ทำให้เศรษฐกิจฟื้น จะทำให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดี ลืมตาอ้าปากได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ถ้าเรายังหยุดยั้งเรื่องของการแพร่ระบาด เรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ไม่ได้ ผมยืนยัน กับท่านประธานว่า ถึงแม้สภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบในการที่จะให้กู้เงินไปจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอต่อสภาแห่งนี้ ก็แทบจะไม่มีประโยชน์ เปรียบเสมือนกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ท่านประธานอยู่ในกรุงเทพมหานคร ใช้ชีวิตอยู่ ในกรุงเทพมหานครเหมือนกับผมที่เป็นผู้แทนของกรุงเทพมหานคร ถ้าท่านประธานได้ดูสถิติ แม้แต่รอบบ้านท่านประธานเอง ซึ่งบ้านของท่านประธานอยู่ซอยหมอเหล็ง เขตราชเทวี ผม เป็นผู้แทนเขตดินแดง ห้วยขวาง เขตรอยต่อติดกับบ้านท่านประธาน พี่น้องชาวแฟลตแถว นั้นยังติดเชื้อกันเกือบทุกวัน กระบวนการในการหยุดยั้งขั้นตอนต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่ ผู้มีอำนาจได้ออกมาพูดเลยท่านประธานครับ แม้แต่เรื่องของการตรวจเชิงรุก ในกรุงเทพมหานครตอนนี้ ท่านประธานลองถามดูสิว่าเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ในปัจจุบันนี้มีการตรวจเชิงรุกให้กับคนไปจำนวนมากน้อยแค่ไหน ถ้าเทียบกับจำนวน ประชากรที่มีอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก การตรวจแต่ละครั้ง มาตรวจ ๓ วันเชิงรุก วันละ ๕๐๐ คน จำกัดเฉพาะคนที่เป็นคนไทย ท่านประธานครับ ยกตัวอย่างอย่างเขตดินแดง ห้วยขวางผม มีชาวต่างชาติเยอะแยะมากมาย ไม่มีโอกาส ได้ตรวจ เมื่อวานนี้ผมก็ได้รับแจ้งมีชาวต่างชาติเป็นผู้ใหญ่ ๕ คน เด็กอายุ ๒ เดือน ๑ คน เด็กอายุ ๗ เดือน ๑ คน ติดเชื้อโควิด (COVID) อยู่ในชุมชนเดียวกัน และยังมีคนต่างชาติอีก จำนวนมากที่ไม่ได้รับการตรวจ ถามว่าแล้วอย่างนี้การใช้ชีวิตเขาก็มาปะปนอยู่กับพวกเรา คนไทย แล้วมันจะหยุดยั้งเรื่องของการระบาดเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ได้อย่างไร ในขณะที่เรายังรอความหวังในเรื่องของการที่จะต้องใช้วัคซีนมาเป็นตัวช่วยในการที่จะแก้ไข ปัญหา ฉะนั้นผมมองว่าการกู้ครั้งนี้ไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าหากว่าเรามีวิธีอื่นในการที่จะ แก้ปัญหาไหม ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรีและผมเป็นรัฐบาล ท่านประธานครับ ภายใต้ หน่วยงานที่อยู่ในกำกับดูแลของรัฐบาลที่ไปเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน มีมากมายหลายหน่วยงานที่ไปเก็บเงิน เก็บค่าเช่าจากพี่น้องประชาชน ถามว่าแล้วทำไม รัฐบาลไม่ทำนโยบายในเรื่องการที่จะช่วยประชาชน ยกตัวอย่างว่าการเคหะแห่งชาติมีพื้นที่ ในการให้เช่า ผู้ค้าทำเป็นตลาด ยกเว้นค่าเช่าให้เขาสิครับ ลดค่าเช่าให้เขาสิครับ ผู้พักอาศัย ที่อยู่ในพื้นที่แฟลต บ้านเอื้ออาทร ลดค่าเช่าให้เขาสิครับ งดเว้นการเก็บค่าเช่าครับ ไม่จำเป็น จะต้องไปกู้เงินมาเยียวยาเลย ไม่ต้องไปเสียภาษี ไม่ต้องไปเสียดอกเบี้ย แค่นี้พี่น้องประชาชน เขาก็สามารถที่จะยืนอยู่ได้ในระดับหนึ่งแล้วครับท่านประธานครับ แต่รัฐบาลไม่เคยพูด ออกมาจากปากแม้แต่คำเดียวว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมไม่ทราบนะครับว่าทำไมท่านจะต้องมา ขูดเลือดกับปู ถึงเวลาที่ท่านหยุดได้ ท่านก็หยุด ค่าน้ำ ค่าไฟ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เขาไม่ต้องจ่ายเขาก็เอาเงินตรงนี้ไปซื้อไปใช้จ่ายในการที่จะดูแลคุณภาพชีวิตของเขา ฉะนั้น ตรงนี้ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานสรุปว่ากระบวนการถ้าเรายังไม่สามารถที่จะหยุดยั้งใน เรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ได้การกู้เงินไปก็ไม่มีประโยชน์ ฝากในเรื่องของการบริหาร จัดการ ในเรื่องการตรวจเชิงรุก ในเรื่องของการที่จะสกัดกั้นโควิด-๑๙ (COVID-19) ให้ได้ อย่างจริงจัง ตรวจแล้วต้องเอาไป ไม่ใช่ตรวจแล้วให้กลับไปอยู่ที่เดิม ๓ วัน ๕ วัน ถึงมาเอาตัว ไป อย่างนี้ไม่มีประโยชน์ครับท่านประธานครับ เชื้อไม่สามารถหยุดได้ เศรษฐกิจก็ไม่สามารถ ที่จะเดินได้ ขอบคุณท่านประธาน ฝากถึงนายกรัฐมนตรีด้วยครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไป ท่านสุชาติ ภิญโญ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านรัฐมนตรีผู้มาชี้แจง และท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านนะครับ กระผม นายสุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครราชสีมา ต่อประเด็นที่รัฐบาลได้นำ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพี่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ในวันนี้ ชื่อนี้ดูดี ท่านประธานครับ กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมโดยอาศัยเรื่องของโควิด (COVID) รัฐบาลอาศัยโควิด (COVID) เพื่อนำเงินไปใช้ในเรื่องอื่นหรือไม่อย่างไร เงินที่ นำไปใช้มีประสิทธิภาพ และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างมีความเสมอภาคหรือไม่ อย่างไร ปี ๒๕๖๓ รัฐบาลได้นำเงินรายจ่ายงบประมาณประจำปี โดยตั้งไว้ ๓.๒ ล้าน ล้านบาท เป็นงบขาดดุล ๔๖๙,๐๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้มีงบกลาง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในห้วงเวลานี้ของปี ๒๕๖๓ รัฐบาลเองท่านก็ใช้เรื่องของโควิด (COVID) กู้เงิน ๑ ล้าน ล้านบาท ท่านประธานครับ การกู้เงินในครั้งนั้น รัฐบาลได้ให้เหตุผล แล้วก็นำไปใช้ในเรื่อง ของการสาธารณสุข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท นำไปใช้เยียวยา ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และนำไปใช้ ในเรื่องของการฟื้นฟู ๓๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นงบจำนวนมหาศาล ท่านประธานครับ เนื่องจากว่างบประมาณในแต่ละปี เช่นปี ๒๕๖๓ ที่ท่านกู้ ๑ ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณ ขาดดุล ในระหว่างงบประมาณนี้รัฐบาลก็ต้องกู้นะครับ พอกลางปีท่านก็กู้เรื่องของโควิด (COVID) อีก และท่าน นำไปใช้ในเรื่องของโควิด (COVID) เกี่ยวกับการสาธารณสุข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทเทียบกับเงิน ๑ ล้านล้านบาทที่ท่านกู้ไปก็คือ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่แปลกใจ ท่านประธานครับ ทำไมโควิด (COVID) นี้มันถึงไม่หมดไปตั้งแต่เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท เพราะท่านนำมาใช้ในเรื่องของโควิด (COVID) โดยการแก้ปัญหา โดยการจัดหาวัคซีนที่ดี ถูกต้อง หลากหลายให้กับพี่น้องประชาชนนี้เพียงแค่ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท และใน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทก็ใช้ในเรื่องของสาธารณสุขเรื่องอื่นด้วย แต่เหตุผลในการกู้ก็คือเรื่องของ การระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจเลยท่าน ประธานครับ ไวรัสนี้ถึงได้แพร่หลายจนถึงทุกวันนี้ มาปีนี้ ๒๕๖๔ ท่านตั้งงบประมาณไว้ใน การบริหารประเทศ ๓.๓ ล้านล้านบาท เป็นงบขาดดุล ๖๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ในตรงนั้นมีงบ กลางนะครับท่านประธาน ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอในห้วงเดียวกันนี้ของปีที่แล้วมากู้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) และสัดส่วนของงบประมาณก็ เหมือนเดิมครับท่านประธาน ลดขนาดลงเฉย ๆ ปี ๒๕๖๓ กู้ ๑ ล้านล้านบาท ปีนี้กู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สัดส่วนเดียวกัน เพิ่มเรื่องของสาธารณสุขนิดหน่อยเอง จาก ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ยังถือว่าน้อยครับ มันไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับ พี่น้องประชาชนเลย ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับนักธุรกิจเลย มันไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นกับ นักท่องเที่ยวเลย ดังนั้นผมยังคิดว่ารัฐบาลนี้ตั้งโจทย์ผิดหรือเปล่า ในเรื่องของการแก้ไข ปัญหาโควิด (COVID) จากอดีตที่ผ่านมากู้ ๑ ล้านล้านบาทยังทำไม่ได้ ลดวงเงินเหมือนดูดี นะครับท่านประธาน เหลือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และจะแก้ไขอย่างไรได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับการกู้นี้มันง่าย ใครกู้ก็ได้ ใครมาเป็นรัฐบาลก็สามารถที่จะกู้ได้ แต่เรื่องของ การชำระหนี้รัฐบาลมีวิธีการอย่างไร มีแนวทางอย่างไร เพราะที่ผ่านมาท่านกู้เยอะเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็พูดว่าท่านกู้เยอะเหลือเกิน และท่านจะแก้ไขอย่างไรครับ ท่านประธาน ท่านจะมีแผนในเรื่องของการชำระหนี้อย่างไรบ้าง ท่านเอาผืนแผ่นดินไทย ค้ำประกันเงินกู้โดยใช้ประชาชนชาวไทยเป็นตัวประกัน ใช้วาทกรรมกู้เพื่อแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) แต่งบฟื้นฟูเยียวยานี้ภายใต้ชื่อต่าง ๆ อดสงสัยไม่ได้ท่านประธานครับ สอดคล้อง กับชื่อพรรคของท่านทั้งนั้นเลย และงบฟื้นฟูนี้มันไปช่วยเหลือเรื่องของโควิด (COVID) อย่างไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านประธานครับ ทำให้ผมไม่มีความเชื่อมั่น มีความมั่นใจเกี่ยวกับการตั้ง งบประมาณของรัฐบาลในครั้งนี้ งบประมาณประจำปี ทุก ๆ ปีก็ต้องกู้อยู่แล้ว พอกลางปีก็ขอ กู้เพิ่มเติมแบบนี้อีก ดังนั้นไม่แปลกใจที่เขาจะเรียกว่า รัฐบาลแห่งการกู้ งบประมาณ ปี ๒๕๖๔ และงบประมาณปี ๒๕๖๕ ท่านกู้ไป ๑.๕ ล้านล้านบาท เท่ากับงบประมาณในการ พัฒนาประเทศในเรื่องของงบลงทุน ท่านประธานครับ ๔ ปีงบประมาณ ท่านบริหารประเทศ ๒ ปี แต่งบประมาณนี้เท่ากับบริหารประเทศ ๔ ปี ท่านค้ากำไรเกินควรหรือเปล่า ท่านประธานครับ ดังนั้นผมจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้ทำเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติ ไม่ทำเพื่อพวกพ้อง ผมไม่ได้เรียกร้องให้ท่านออก เพราะคิดแล้วเอารถไฟมาลากท่านก็ไม่ออก ท่านนายกรัฐมนตรี ถามว่ารู้ไหมว่าไวรัสมันจะจบช่วงไหน เวลาไหนของวันนี้ที่ท่านมา จบได้ครับท่าน จบได้ด้วย วัคซีน คำตอบนี้ง่ายมากครับท่าน สุดท้ายนี้ผมยังจะกราบเรียนท่านประธานไปยังท่าน นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจในการใช้เงินก้อนนี้เหมือนเป็นงบกลางของท่าน เลย ขอให้ท่านหยุดกู้เพื่อชาติ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป นางสาวจิราพร สินธุไพร ผมเรียนเวลานะครับ จนถึงขณะนี้ฝ่ายค้านมีเวลาอยู่ ๕๑ นาที ๓๗ วินาที รัฐบาลมีเวลาอยู่ ๔ ชั่วโมง ๒๙ นาที ๒๘ วินาที เราประชุมคืนนี้คงจะเลย เที่ยงคืน เชิญคุณจิราพรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ดิฉันกราบเรียนว่า หลังจากที่ได้ศึกษาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๖๔ วงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทฉบับนี้แล้ว ดิฉันกราบเรียนเช่นกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยทุกท่านค่ะ ดิฉันไม่สามารถปล่อยให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ผ่านสภาไปได้อย่างแน่นอน เพราะประการแรก การตราพระราชบัญญัติกำหนดฉบับนี้คณะรัฐมนตรีอ้างความจำเป็น เร่งด่วนตามมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งสามารถจะกระทำได้ในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ขีดเส้น ใต้คำว่า ในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ คำนี้แสดงว่าต้องจำเป็น เร่งด่วนที่จะต้องใช้เงินจนไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีแบบปกติได้ทัน แต่ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันกราบเรียนว่าถ้ามาดูที่มาที่ไปของพระราชกำหนดฉบับนี้ รวมถึงแนวทางการใช้เงินจะพบว่า แท้จริงแล้วรัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงการออกเป็น พระราชกำหนด และสามารถดำเนินการในรูปแบบพระราชบัญญัติได้แต่เลือกที่จะไม่ทำ กลับอ้างความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และจงใจจะใช้ประชาชนเป็น ตัวประกัน เพื่อบังคับให้สภาต้องผ่านพระราชกำหนดฉบับนี้โดยเร็ว ถ้าเราจำกันได้ ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ ที่เพิ่งผ่านการพิจารณาของสภา วาระที่ ๑ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ารัฐบาล หั่นงบกระทรวงสาธารณสุขลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศที่กำลัง เผชิญกับวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) แล้วก็มีข้อสังเกตว่าไม่มีการตั้งงบเพื่อแก้ปัญหา โควิด-๑๙ (COVID-19) เอาไว้ในงบกลางเหมือนงบประมาณ ของปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ซึ่งตั้งไว้ จำนวนสูงถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจง กับสภาในการประชุมครั้งนั้นว่า งบด้านสาธารณสุขและงบแก้ปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) จะมาใช้เพิ่มเติมจากพระราชกำหนดกู้เงิน จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทฉบับนี้ ซึ่งก็ ปรากฏว่าถ้าดูในพระราชกำหนดฉบับนี้ก็จะมีการตั้งงบประมาณด้านสาธารณสุขเอาไว้ จำนวน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพคะ นี่จึงเท่ากับว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลมี การวางแผนเพื่อกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งแต่แรกพร้อม ๆ กับการเริ่มจัดทำ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ ซึ่งมีการจัดทำตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ใช่หรือไม่ จึงจงใจไม่จัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขและการจัดการ โควิด-๑๙ (COVID-19) ไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณปกติให้เพียงพอ แต่เก็บเอาไว้เพื่อมากู้นอก ระบบในรูปแบบของ พ.ร.ก. แทน ซึ่งจะยากต่อการตรวจสอบมากขึ้น ดังนั้นการที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นการกู้เพราะจำเป็นเร่งด่วนจนไม่สามารถรองบประมาณปกติได้ จึงอาจฟังไม่ขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นค่ะ ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ เมื่อวันจันทร์ที่ ๗ มิถุนายน ที่ผ่านมานี้เองค่ะ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนที่จะถึงปีนี้นะคะ รัฐบาลมีการวางแผน จะกู้เงินเพียง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากก้อน พ.ร.ก. เงินกู้ทั้งหมด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และที่เหลือก็จะมีการทยอยกู้ แบบนี้จึงเท่ากับว่าแท้จริงแล้วเงินที่เหลืออีกจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้จำเป็นเร่งด่วนขนาดที่จะรอใช้ใน พ.ร.บ. งบประมาณปกติไม่ได้ เพราะกว่าจะได้ใช้จริง ๆ ก็ต้องรอขึ้นปีงบประมาณใหม่แบบที่ สบน. ได้บอก คำถามคือ แล้วทำไมต้องมาขอกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่มีแผนจะใช้แบบเร่งด่วนภายใน ปีงบประมาณ ๒๕๖๔ เพียงแค่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น นี่คือข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ในรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณปี ๒๕๖๕ ท่านประธาน สามารถไปขอดู ตรวจสอบรายละเอียดได้เลย ดิฉันเรียนว่าถ้ารัฐบาลจะแสดงความจริงใจ ในการใช้เงินที่เป็นภาษีของประชาชนเพื่อบริหารจัดการด้านวัคซีนและแก้ปัญหาโควิด (COVID) จริง ท่านสามารถใส่ไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณปกติได้ตั้งแต่แรก แต่ท่านไม่ทำ เพราะอยากใช้เงินแบบหลีกเลี่ยงการตรวจสอบใช่หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพคะ ก่อนหน้านี้มีการกู้เงินจำนวน ๑ ล้านล้านบาท โดยกำหนดว่าจะใช้ในการเยียวยา ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าสุดท้ายแล้ว กลายเป็นว่าเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการเยียวยา ซึ่งไม่ใช่ว่าเราไม่อยากให้พี่น้องประชาชน ได้รับการเยียวยานะคะ เราเข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชน ก็ถึงได้ยอมให้ท่านได้กู้เงิน ไปแก้ปัญหาก้อนนั้น แต่การที่รัฐบาลออกเพียงมาตรการเสริม ไม่มีมาตรการหลักที่เหมาะสม มันไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศดีขึ้นได้ นอกจากนี้ในจำนวนเงิน ๑ ล้านล้านบาทที่เคยกู้ไป มีการใช้เงินในด้านสาธารณสุขจำนวน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่า ที่ผ่านมาปรากฏว่าวัคซีนซึ่งเป็นหัวใจในการสร้างความเชื่อมั่นด้านสาธารณสุขและฟื้นฟู เศรษฐกิจประเทศกลับไม่มีตัวเลือก มีตัวเลือกที่จำกัดมากค่ะ มีความล่าช้าแล้วก็ไม่เพียงพอ มีปัญหาในการดำเนินการมากมาย ท่านประธานที่เคารพคะ ในการกู้ครั้งแรกจำนวน ๑ ล้านล้านบาท แทบไม่มีรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ให้สภาพิจารณาค่ะ ทางสภา ก็อนุโลมให้เพราะว่าเข้าใจได้ว่าเป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นกะทันหัน เป็นโรคระบาดที่เราไม่เคย พบเจอมาก่อน ยากต่อการประเมินสถานการณ์เพื่อเตรียมโครงการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา แต่เราอย่าลืมค่ะว่าในการกู้เงินครั้งนี้รัฐบาลได้ผ่านประสบการณ์การระบาดมาแล้วถึง ๓ ครั้ง ตั้งแต่การระบาดระลอกแรกในประเทศไทย จนถึงวันนี้ผ่านมากว่า ๑ ปี ๔ เดือน จนถึง ตอนนี้การออก พ.ร.ก. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังไม่มีรายละเอียดโครงการที่ชัดเจน ให้สภาได้พิจารณาเหมือนเดิมค่ะ มีกระดาษแค่ ๕ แผ่นให้อ่าน ดิฉันถามว่าประสบการณ์ ที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยให้ท่านเรียนรู้อะไรบ้างเลยหรือคะ แล้วจะให้สภาไว้ใจให้ท่านไปใช้เงิน จำนวนมหาศาลก้อน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เพิ่มอีกได้อย่างไร🔗
ท่านประธานที่เคารพคะ ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากวิกฤติ โควิด-๑๙ (COVID-19) เราเข้าใจได้ค่ะว่ารัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาความเสียหาย ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น แต่ปัญหาก็คือว่า การใช้เงินจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจ จะฟื้นได้เสมอไป เพราะหัวใจสำคัญคือวิสัยทัศน์และประสิทธิภาพการใช้เงินของผู้นำ ประเทศ ตราบใดที่คนใช้เงินยังเป็น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ของประเทศที่ไม่เคยมีความรู้ความเข้าใจทางด้านเศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย เงินแต่ละก้อนที่ พลเอก ประยุทธ์กู้มา แทนที่จะช่วยในการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ช่วยฟื้นประเทศจากวิกฤติ ก็จะถูกใช้ไปกับโครงการแจกต่าง ๆ อย่างไม่จบสิ้น เพิ่มหนี้ให้กับประเทศโดยที่ประชาชน ผู้เป็นเจ้าของภาษีต้องมาแบกรับภาระหนี้ก้อนใหญ่แบบนี้แบบไม่มีอนาคต ซึ่งเมื่อหัวค่ำ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ถามสภาว่า รู้จักคำว่า อนาคต ไหม ดิฉันกราบเรียนว่าดิฉันรู้จักค่ะ แต่ดิฉันไม่เห็นมันภายใต้การบริหารประเทศของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วเรายังจะ กล้าปล่อยให้คนที่บริหารประเทศล้มเหลวมาตลอด ๗ ปี แล้วก็ยังพิสูจน์ความด้อยประสิทธิภาพของตัวเองมาแล้ว ในการบริหารจัดการเงินกู้มหาศาล จำนวน ๑ ล้านล้านบาท ทำให้เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ เราจะให้ผู้นำที่ไร้ความรู้ความสามารถ อย่างร้ายแรงคนนี้ได้มีโอกาสใช้เงินก้อน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพิ่มอีกหรือคะ ดังนั้น ขอให้รัฐบาลหยุดอ้างความจำเป็นเร่งด่วน หยุดเอาประชาชนเป็นตัวประกัน เอาความ เดือดร้อน เอาความเป็นความตายของประชาชนเป็นข้ออ้างเพื่อให้รัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก. เงินกู้แบบมัดมือชกสภาให้ต้องผ่าน พ.ร.ก. ฉบับนี้ เพื่อให้รัฐบาลได้ใช้เงิน อย่ามือเติบไปกับโครงการแจกต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง สร้างฐานเสียงให้กับตัวเอง แบบหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ออก พ.ร.ก. เงินกู้ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยเอา ผลประโยชน์ของพรรคพวกตัวเองเป็นที่ตั้งโดยไม่ได้คำนึงถึงความยากลำบากที่แท้จริง ของประชาชนเหมือนที่ผ่านมา และยังเป็นการโยนหนี้ก้อนโตนี้ให้กับคนทั้งประเทศต้องมา แบกรับภาระแทน แบบนี้ดิฉันไม่สามารถให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ผ่านได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ รายชื่อ ผู้อภิปรายก็หมดแล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านรัฐมนตรีและผู้ชี้แจงนะครับ เชิญคุณจุลพันธ์ เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะวิป (Whip) ฝ่ายค้านครับ จากการหารือกับทางวิป (Whip) รัฐบาลด้วยนะครับ จะแจ้งท่านประธานว่าทางฝ่ายค้าน เหลือเวลาอยู่ประมาณ ๔๐ นาทีเศษ ซึ่งจะมอบหมายให้ผู้อภิปรายท่านสุดท้าย คือท่านชลน่าน ศรีแก้ว ในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านประธานว่า อย่าเพิ่งได้ปิดการอภิปรายนะครับ แต่ว่าเวลานี้ก็กราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีที่รับฟัง ทั้งวัน ผมเห็นท่านทั้งวัน ขอบพระคุณ ท่านก็จะได้ชี้แจงในคำถามที่พวกเรามีในช่วงวันนี้ก่อน วันพรุ่งนี้เช้า ท่านนายแพทย์ชลน่านได้อภิปรายสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง ก็จะได้รับฟังท่านรัฐมนตรีตอบ แล้วเราจะได้ลงมติกัน ขอบคุณครับ🔗
รับทราบเรื่องนี้แล้วครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ตลอดทั้งวันก็ได้รับฟังการอภิปรายตั้งแต่เช้ามา ซึ่งก็มี ประเด็นหลัก ๆ ประเด็นใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ประเด็นด้วยกัน🔗
ประเด็นที่ ๑ ก็เป็นเรื่องของการกู้เงิน เรื่องหนี้ แล้วก็ความสามารถในการ ชำระหนี้ ส่วนประเด็นที่ ๒ นั้นก็เป็นประเด็นเรื่องของการใช้เงิน ซึ่งก็จะมีการอภิปราย กันมาก ในเรื่องของการใช้จ่ายเงินนั้นก็จะเกี่ยวข้องกับในเรื่องของสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโควิด (COVID) นั่นอันที่ ๑ กับในเรื่องของการบริหารจัดการในเรื่องของวัคซีน อันนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเมื่อเช้าผมก็ได้กราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วการแพร่ระบาดก็เป็นสิ่งที่เราก็ ไม่ได้คาดคิดว่าจากระลอกที่ ๑ เมื่อปีที่แล้วนั้นก็จะมาเจอรอบที่ ๒ ในช่วงปลายปี ๒๕๖๓ ต่อเนื่องต้นปี ๒๕๖๔ แล้วก็มาเจอในเรื่องของระลอกที่ ๓ ในช่วงประมาณเดือนเมษายน อันนี้ก็เป็นความต่อเนื่องของการแพร่ระบาด ก็แน่นอนที่สุดว่าก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของการใช้ เงินอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปราย ซึ่งข้อติติง ข้อเสนอแนะต่าง ๆ นั้นทางทีมงาน ก็ได้บันทึกไว้ ก็น้อมรับที่จะไปพิจารณาในเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขให้เกิดประโยชน์สูงสุด นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมได้เรียนเมื่อตอนเช้าว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้นั้นเป็นความจำเป็น เร่งด่วน เพราะว่าในช่วงเดือนเมษายนนั้นเราก็ประสบในเรื่องของระลอกที่ ๓ ประกอบกับ ในเรื่องของ พ.ร.ก. กู้เงิน ฉบับที่ ๑ ๑ ล้านล้านบาทนั้น ในส่วนของอนุมัติโครงการนั้น ก็ได้อนุมัติไปเกือบหมดแล้ว ก็เหลือเงินอยู่ไม่มาก เพราะฉะนั้นก็มีความจำเป็นที่จะต้อง จัดหาเงินเพื่อมารองรับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้ว เราก็อยากให้จบเร็วครับ เพียงแต่ว่าเราก็ต้องเตรียมการไว้ในกรณีฉุกเฉินเช่นเดียวกันนะครับ นั่นก็เป็น ๒ ประเด็นหลัก ๆ นะครับ ทีนี้ก็มีประเด็นในเรื่องของการกู้ ซึ่งก็มีคำถามว่า กู้หรือยัง กู้ที่ไหน แล้วก็แผนการใช้หนี้เป็นอย่างไร ก็ขออนุญาตเรียนว่าจริง ๆ แล้วการกู้เงินของ กระทรวงการคลังนั้นโดยสำนักบริหารหนี้สาธารณะนั้นก็มีหลายรูปแบบนะครับ มีทั้งจาก การกู้เงินจากสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ การออกพันธบัตร ซึ่งก็จะมีหลายรูปแบบ พันธบัตรออมทรัพย์ พันธบัตรรัฐบาลเพื่อความยั่งยืน แล้วแต่ประเภทที่เราจะระดมเงิน เพื่อลงทุนหรือเพื่อมาใช้จ่าย หรือการออกในเรื่องของตัวเงินคงคลัง ตัวเงินคงคลังนั้นก็เพื่อ เจตนาในเรื่องของการสนับสนุนในเรื่องของสภาพคล่องของภาครัฐบาล อันนั้นก็เป็น หลายรูปแบบ อย่างไรก็ตามการกู้ในขณะนี้ถ้าเทียบระหว่างกู้ภายในประเทศกับกู้ ต่างประเทศ ขณะนี้เราก็กู้ในประเทศ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการกู้ภายในประเทศก็มี ประเด็นที่เราจะต้องมีการหารืออยู่ตลอดเวลากับธนาคารแห่งประเทศไทย ในการกู้เงิน หรือการออกพันธบัตรต่าง ๆ ก็เพื่อไม่ให้ไปกระทบในเรื่องของสภาพคล่องทางการเงิน ภายในประเทศของเรา ซึ่งก็จะมีผลถ้าหากเราดูดเงินออกมามากมาใช้จ่ายมากก็อาจจะไป กระทบในเรื่องของภาคเอกชนที่เขามีความต้องการใช้จ่ายเงินเช่นเดียวกัน ซึ่งเราก็ทราบกันดี อยู่ว่าขณะนี้สภาพคล่องในตลาดการเงินของเรานั้นมีสูงมากนะครับ🔗
ประการที่ ๒ ในเรื่องการออกตลาดตราสารหนี้หรือพันธบัตรนั้น ด้วย จุดประสงค์ของนโยบายการคลังก็คือต้องการพัฒนาในเรื่องของตลาดทุนโดยเฉพาะตลาด ตราสารหนี้ อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เราพยายามที่จะออกในเรื่องของพันธบัตร แล้วก็ เรื่องของตราสารหนี้ต่าง ๆ ซึ่งอายุของพันธบัตรนั้นก็แตกต่างกันไปนะครับ สั้น ยาว ๓ ปี ๕ ปี ถ้าเป็นโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ก็จะมีอายุที่ค่อนข้างที่จะยาวหน่อย นะครับ อันนั้นก็เป็นแหล่งเงินกับในเรื่องของวิธีการ ซึ่งแหล่งเงินนั้นอย่างที่เรียนก็คือว่า ที่เรา พูดในต่างประเทศนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารโลก ซึ่งธนาคารโลกเรา เหลือเงินที่ต้องชำระคืน เป็นหนี้อยู่แค่ ๔ โครงการเท่านั้นเอง เรากู้น้อยจากธนาคารโลก ส่วนของธนาคารพัฒนาเอเชีย ขอโทษครับ ธนาคารพัฒนาเอเชียเรามีอยู่แค่ ๔ โครงการ ธนาคารโลกนั้นเราไม่ได้กู้แล้วนะครับ อันนี้ก็เรียนว่าเรากู้น้อยในต่างประเทศนะครับ เพราะ เราต้องการอาศัยสภาพคล่องภายในประเทศเป็นหลัก อันนั้นก็เป็นแหล่งเงินแล้วก็วิธีการ ซึ่งก็มีการหารือกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ตลอดเวลา🔗
ประการที่ ๓ ถามว่า พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตรงนี้กู้หรือยัง ก็ขออนุญาตเรียนว่ายังไม่ได้กู้นะครับ การกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. หรือการกู้เงินภายใต้ พ.ร.บ. เพื่อชดเชยการขาดดุลต่าง ๆ พวกนี้นั้นจะกู้เมื่อมีความต้องการใช้เงิน เมื่อมีแผนงานโครงการ ที่เสนอมา แล้วก็มีความพร้อมอนุมัติแล้วแล้วเริ่มดำเนินการ เราถึงจะกู้เงินออกมา เราจะ ไม่กู้เงินมากองไว้ ซึ่งมันก็เสียดอกเบี้ยมีต้นทุนทางการเงินอีกต่างหากนะครับ อันนี้ก็เรียนว่า ไม่ได้กู้มาในทันทีนะครับ🔗
ประการที่ ๔ ในเรื่องของ แล้วจะใช้เงินคืนเมื่อไร ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ ต้องขอกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วเมื่อเรากู้เงินแล้วทั้งหมดนั้นก็จะไปรวมอยู่ในเรื่องของ จำนวนหนี้ที่เรามีอยู่ทั้งหมด การใช้หนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตรงนี้ก็อาจจะไม่ได้ใช้ในทันที เราต้องดูในเรื่องของหนี้ที่ครบชำระก่อน นั่นประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องของ ต้นทุน เราดูว่าต้นทุนของการปรับโครงสร้างหนี้หรือการสวิตช์ (Switch) หนี้ในระหว่าง แหล่งเงินหนึ่งไปอีกแหล่งเงินหนึ่งนั้นมีความถูกลง เราก็ต้องหาต้นทุนที่ถูกที่สุด อันนั้น ก็เป็นหลักการในเรื่องของการชำระหนี้ แต่ทั้งหมดก็จะรวมกัน มาอีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของ ขีดความสามารถในการชำระหนี้นั้น แน่นอนที่สุดขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจ ของเราเติบโตอย่างสม่ำเสมอ รายได้การจัดเก็บภาษีของเราก็จะสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้ หมายความว่ารายได้จัดเก็บภาษีของเรานั้นจะเพิ่มขึ้นโดยตลอดนะครับ อาจจะเพิ่มขึ้น ไม่เต็มศักยภาพ เหตุผลที่ไม่เต็มศักยภาพนั้นก็เพราะว่าในเรื่องของมาตรการภาษีส่วนหนึ่งนั้นเราก็มีการ ลดหย่อน มีการยกเว้นต่าง ๆ นานา ซึ่งในช่วงของโควิด (COVID) ปีที่แล้ว เราก็มีการ ลดหย่อนให้ครับ มีการลดหย่อน ยกเว้น ยืดเวลายื่นแบบชำระภาษี อันนั้นก็มีประเด็น พวกนี้นะครับ ซึ่งถามว่าเมื่อเช้าก็ได้มีการอภิปรายว่ารายได้ภาษีของเรา หรือรายได้ การจัดเก็บของเรานั้นเมื่อเทียบกับจีดีพี (GDP) แล้ว เราค่อนข้างที่จะต่ำ ประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) อันนี้ก็ยอมรับนะครับว่าถ้าเราไปดูในอดีตแล้ว รายได้จัดเก็บ ภาษีของเราต่อจีดีพี (GDP) นั้น แม้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโต แต่ว่าสัดส่วนนั้นก็ไม่ได้โตตาม แต่ก่อนนั้นจะอยู่ประมาณ ๑๗-๑๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็อยู่ที่ประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าในเรื่องของการหารายได้ของเรา ประสิทธิภาพในการจัดเก็บกับในเรื่อง ของการขยายฐานภาษีของเรานั้นค่อนข้างที่จำกัด🔗
ในการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี ๒๕๖๕ ผมก็ได้อธิบาย ไปแล้วนะครับว่า ขีดความสามารถในการชำระหนี้อีกประการหนึ่งก็คือว่าในเรื่องของแผน ในเรื่องของการจัดหารายได้ ซึ่งก็คือแผนปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ ซึ่งส่วนที่สำคัญก็คือรายได้ ภาษีนะครับ ซึ่งแน่นอนที่สุดเราต้องใช้ในเรื่องของเทคโนโลยีหรือดิจิทัลเข้ามาให้มากที่สุด เพื่อจะดึงในเรื่องของฐานภาษีที่เป็นขนาดเล็ก คนที่อาจจะอยู่ในระบบ ไม่ได้อยู่ในระบบแล้ว เข้ามาอยู่ในระบบตรงนี้ก็ให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ หรือในเรื่องของการใช้ออนไลน์ แทกซ์ (Online Tax) พวกนี้กับภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นการลงทุนในเรื่องของการเชื่อมโยงในเรื่อง ของระบบการชำระภาษีโดยไม่ต้องมาที่กรม ไม่ต้องมาที่สำนักงานนะครับ นั่นก็เป็น อีกอันหนึ่ง ส่วนการขยายฐานอีกอันหนึ่งคือฐานภาษีใหม่ ๆ เช่น ภาษีออนไลน์ (Online) ซึ่งเราก็ได้มีการเสนอกฎหมายต่อสภาแห่งนี้นะครับ เป็นเรื่องของการจัดเก็บภาษีออนไลน์ (Online) ด้วย แล้วก็ภาษีออนไลน์ (Online) ระหว่างประเทศนะครับ อันนี้ก็เป็นอีกเรื่อง หนึ่งที่เราจะดำเนินการนะครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องของการขยายฐาน ส่วนประสิทธิภาพนั้นเน้น ในเรื่องของการทำอย่างไรที่จะให้เม็ดเงินของการจัดเก็บภาษีนั้นไม่รั่วไหลออกไป เข้ามาสู่ ในระบบให้มากที่สุดนะครับ นั่นก็เป็นในเรื่องของขีดความสามารถในการชำระหนี้นะครับ🔗
อีกประการหนึ่งนั้น คือเรื่องของหนี้สาธารณะ ซึ่งท่านสมาชิกหลายท่าน ก็ได้พูดถึงว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน หนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) ของเราจะอยู่ที่ประมาณ ๕๘.๕๖ ขออนุญาตเรียนว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของการคาดประมาณ ประมาณการนะครับ โดยที่ว่าอยู่ที่สมมุติฐานว่าแน่นอนที่สุดเดือนกันยายนนี้เราต้องดูว่าเราจะขาดเงินไปเท่าไร ก็จะมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลนะครับ🔗
ประการที่ ๒ ในส่วนที่ พ.ร.ก. ฉบับที่แล้ว ๑ ล้านล้านบาทเรายังกู้ไม่หมด ใน พ.ร.ก. กำหนดไว้ว่ามีระยะเวลาของการกู้ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน เพราะฉะนั้น เมื่อความต้องการใช้เงินภายในวันที่ ๓๐ กันยายนนั้นก็จะมีอีกส่วนหนึ่งที่เราจะกู้ตรงนี้ นะครับ🔗
ส่วนที่ ๓ นั้นที่เรียนว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้กู้หรือยัง ยังไม่ได้กู้นะครับ เพียงแต่ว่าเราสมมุติว่าภายในเดือนกันยายนนี้ถ้าเราต้องใช้เงินนั้นเราก็คิดว่าเราน่าจะ กู้อยู่ในวงเงินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของสมมุติฐาน เราถึงจะ รู้ว่า ณ วันที่ ๓๐ กันยายนนั้น เราคาดว่าตัวหนี้สาธารณะของเราจะเป็นเท่าไร แต่ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษว่ามันยังไม่เรียลไรซ์ (Realize) คือยังไม่เกิดขึ้นจริงเป็นสมมุติฐาน ซึ่งอาจจะ ต่ำกว่านี้ อาจจะสูงกว่านี้ก็ได้นะครับ อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนนะครับ ส่วนเรื่องของหนี้ สาธารณะอีกประการหนึ่งที่เมื่อเช้าผมก็ได้พูดถึงว่าถ้าเทียบกับ นานาประเทศนั้นของเราสูง ไหม เมื่อเช้าผมพูดถึงตัวเลข ๕๐.๖๙ หนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) นั้นเป็นไปตามคำนิยาม ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเขาใช้เปรียบเทียบกัน จะแตกต่างจากคำจำกัดความของหนี้สาธารณะที่ปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. หนี้สาธารณะของเรา หนี้สาธารณะของเรานั้นรวมทุกประเภท แต่คำนิยามของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งใช้กันทั่วโลกเขาก็จะพูดไว้แค่ ๓ เรื่องด้วยกัน คือหนี้ของรัฐบาลกลาง อันที่ ๑ อันที่ ๒ ก็คือหนี้ของหน่วยงานนอกงบประมาณและกองทุนประกันสังคม เพราะกองทุนประกันสังคม นั้นก็มีส่วนที่รัฐบาลกลางนั้นรับผิดชอบอยู่นะครับ ส่วนหนี้อันที่ ๓ ที่นับไว้เป็นหนี้สาธารณะ ในความหมายของไอเอ็มเอฟ (IMF) นั้นก็คือหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น เพราะฉะนั้นของเรา ในเรื่องของคุ้มรวมมันจะคุ้มมาก คุ้มรวมมากกว่าของไอเอ็มเอฟ (IMF) เพราะฉะนั้นถ้าเรา เทียบกับระหว่างประเทศแล้วเราต้องดึงหลายตัวออกไป อย่างน้อยก็ ๒ ตัว ก็คือในเรื่องของ หนี้ที่รัฐบาลกู้มาให้รัฐวิสาหกิจกู้ต่อ เพราะฉะนั้นภาระในการชำระหนี้นั้นเป็นภาระของ รัฐวิสาหกิจไม่ใช่ของรัฐบาล ประการที่ ๒ ที่เราจะไม่นับรวมก็คือหนี้ของสถาบันการเงินของ รัฐที่ดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ อันนี้ก็จะไม่นับ เพราะฉะนั้นอย่างน้อย ๒ ตัวนี้ต้องเอาออกไป เพราะฉะนั้นถ้าหากเราเอาออกไปแล้วหนี้ของสาธารณะของเรานั้นในความหมายของสากล ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๗.๙ ล้านล้านบาท หรือเทียบกับจีดีพี (GDP) ก็ประมาณ ๕๐.๖๙ อันนั้น ก็เป็นตัวเลขที่ถ้าหากเราจะเทียบในระดับสากลเราจะไม่เอาตัวเลข ๕๔.๙๑ ณ เดือนเมษายน ไปเทียบกับตัวเลขของประเทศอื่น ๆ นะครับ ถามว่าถ้าเมื่อเป็นความหมายคำนิยาม ตามสากลแล้วระดับหนี้ของเราอยู่เท่าไร ผมขออนุญาตเทียบเคียงในประเทศเพื่อนบ้าน นะครับ ประเทศสิงคโปร์ อยู่ที่ ๑๗๐.๕๙ เดฟฟินิชัน (Definition) เดียวกัน นิยามเดียวกัน ประเทศมาเลเซียอยู่ที่ ๗๔.๔๙ ประเทศมาเลเซียนั้นเศรษฐกิจของเขาจริง ๆ แล้วประชากร เขาน้อยกว่าเราแต่ว่า เพอร์แคปิตา (Per Capita) หรือรายได้ต่อหัวเขาสูงกว่าเราเยอะ เพราะฉะนั้นถามว่าในช่วงโควิด (COVID) นั้นเขาประสบปัญหามากกว่าเราไหม จริง ๆ แล้ว ในเรื่องของคลัสเตอร์ (Cluster) ที่เกิดขึ้นที่ประเทศมาเลเซียนั้นก็เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) แรก ๆ ของเราตามหลังมา เพราะฉะนั้นผลกระทบในเรื่องของการขาดดุลของเขาก็ค่อนข้าง สูงเช่นเดียวกัน การกู้ของเขาก็กู้สูงเหมือนกันอันนี้ก็ขออนุญาตเรียน เพราะฉะนั้นของเรา จะอยู่ที่ประมาณ ๕๐.๖๙ ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ ๔๖.๙ ประเทศเวียดนามอยู่ที่ ๔๒.๗๒ ประเทศอินโดนีเซียอยู่ที่ ๔๑.๖๓ อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่าถ้าเทียบกันในฐานเดียวกันแล้ว ของเราก็ตามหลังประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย แล้วก็ประเทศไทย ซึ่ง ๓ อันดับนี้ก็จะ อยู่เรียงกันอย่างนี้ ในกรณีอื่น ๆด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน อันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเทศสิงคโปร์เขาก็มาอันดับ ๑ เรื่องความยากง่าย ของการทำธุรกิจก็วัดโดยธนาคารโลก ประเทศสิงคโปร์ก็มาอันดับ ๑ ประเทศมาเลเซียก็มา อันดับ ๒ เราก็อันดับ ๓ แต่เรื่องหนึ่งที่ผมเถียงอยู่เสมอก็คือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานว่า เราไม่น่าจะเป็นอันดับ ๓ รองจากประเทศมาเลเซีย เพราะโครงข่ายในเรื่องของโครงสร้าง พื้นฐานของเราดีกว่าเขาเยอะ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นข้อถกเถียงกันว่าวิธีการวัดในเรื่อง อันดับความสามารถในการแข่งขันนั้นแม่นยำแค่ไหน แล้วใช้ในเรื่องของเกณฑ์เดียวกัน หรือไม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องคุยกันต่อว่าวิธีการวัดต่าง ๆ พวกนี้มันสามารถที่จะใช้ฐาน เดียวกันได้หรือเปล่าตรงนี้ก็ขออนุญาตเรียนในประเด็นต่าง ๆ ที่มีการพูดกันเมื่อเช้านี้ ตลอดทั้งวัน ก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ข้อแนะนำต่าง ๆ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ จะมีผู้ชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ🔗
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน กระผม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะขออนุญาตชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการกลั่นกรองโครงการและการใช้จ่ายเงินภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท🔗
ประเด็นแรก คือเรื่องของการพิจารณากลั่นกรองโครงการ การกลั่นกรอง โครงการภายใต้ พ.ร.ก. ดังกล่าวดำเนินการในรูปของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร่วมกันพิจารณากลั่นกรองโครงการ ซึ่งตั้งแต่ที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการกลั่นกรองก็ได้มีการตั้ง อนุกรรมการขึ้นมา ๒ คณะ เพื่อช่วยในการกลั่นกรอง คณะแรก จะเป็นคณะอนุกรรมการที่มี หน้าที่รับผิดชอบในการกลั่นกรองโครงการที่เกี่ยวข้องกับแผนงานที่ ๑ คือสาธารณสุข และแผนงานที่ ๒ คือแผนงานด้านการเยียวยา ซึ่งองค์ประกอบก็จะเป็นผู้แทนหน่วยงาน กลางที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยในการกลั่นกรอง เป็นอนุกรรมการเพื่อช่วยในการกลั่นกรองโครงการ ชุดที่ ๒ ก็จะเป็นอนุกรรมการที่จะช่วย กลั่นกรองในแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งองค์ประกอบก็จะเป็นลักษณะเดียวกัน ก็คือ ประกอบด้วยหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้ามาช่วยในการกลั่นกรอง เช่นกัน ในการกลั่นกรองโครงการนั้นเป็นการกลั่นกรองจากข้อเสนอโครงการที่หน่วยงาน ต่าง ๆ เสนอเข้ามา เพราะฉะนั้นในการกลั่นกรองก็จะพยายามกลั่นกรองอย่างรัดกุม คณะอนุกรรมการและคณะกรรมการก็ได้มีการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ แล้วก็รัดกุมที่สุด เพราะว่าเราตระหนักดีครับว่าเรื่องการใช้เงินตรงนี้เป็นเงินกู้ ซึ่งก็พยายามที่จะให้เกิด ประโยชน์สูงสุด สำหรับเรื่องของการใช้จ่ายเงิน กระผมขออนุญาตชี้แจงข้อมูลดังนี้ ในส่วน ของแผนงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ในการกลั่นกรองโครงการนั้นก็ได้มีการ กลั่นกรองโครงการตามที่หน่วยงานเสนอเข้ามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน หน่วยงานเสนอโครงการเข้ามาเพื่อพิจารณากลั่นกรองทั้งหมด ๗ ครั้ง โดยในแต่ละครั้ง คณะอนุกรรมการและคณะกรรมการก็ได้มีการกลั่นกรองโครงการแล้วก็นำเสนอ คณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นระยะ ๆ ผมขออนุญาตแยกเป็น ๒ ช่วง เพื่อให้เห็นภาพ ช่วงที่ ๑ ก็คือช่วงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๓ ในช่วงนั้นมีการเสนอ โครงการจากหน่วยงานเข้ามาทั้งหมด ๔ ครั้ง ในครั้งแรก เสนอโครงการเข้ามา แล้วในช่วง ต้นเดือนกรกฎาคม คณะกรรมการก็เร่งกลั่นกรองแล้วก็นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ซึ่งก็มีการอนุมัติโครงการไปบางส่วน และบางส่วนก็ได้ ขอให้หน่วยงานช่วยทำข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งก็เป็นโครงการทั้งหมด วงเงินประมาณ ๔๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่ได้ขอให้หน่วยงานช่วยทำข้อมูลเพิ่มเติมให้แล้วก็เร่งเสนอกลับมา ในครั้งที่ ๒ ก็มีการพิจารณากลั่นกรองโครงการจากข้อเสนอที่หน่วยงานเสนอเข้ามาในช่วง เดือนสิงหาคม แล้วเราก็ได้มีการกลั่นกรองแล้วก็เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาไป ในวันที่ ๒๒ กันยายน ครั้งที่ ๓ ก็คือที่หน่วยงานเสนอมาในช่วงกลางเดือนกันยายน เราก็นำเสนอ คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติไป ในวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๓ และครั้งสุดท้ายในช่วง ของเดือนธันวาคม ครั้งที่ ๔ ก็จะเป็นโครงการที่หน่วยงานเสนอกลับมา อย่างที่ผมเรียนว่า ในกลุ่มโครงการที่มีวงเงินประมาณ ๔๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่ขอให้ทำข้อมูลเพิ่มเติมให้ หน่วยงานก็เสนอกลับเข้ามาในวันที่ ๑ ธันวาคม แล้วเราก็เร่งกลั่นกรอง แล้วก็นำเสนอ คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ ๒๙ ธันวาคม แล้วก็วันที่ ๑๒ มกราคม ซึ่งถ้าดูในวงเงินที่มี การอนุมัติในช่วงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคมก็จะมีวงเงินที่อนุมัติไปแล้ว ในแผนงานด้านสาธารณสุข ๑๓,๘๘๑ ล้านบาท แล้วก็มีการเบิกจ่ายไปในส่วนนี้ในช่วงนี้ โครงการที่อนุมัติในช่วงนี้มีการเบิกจ่ายไป ๗,๓๓๘ ล้านบาท หรือว่าประมาณ ๕๒.๘๖ เปอร์เซ็นต์ โดยในวันที่ ๒๙ ธันวาคมที่ผมเรียน ซึ่งเป็นการอนุมัติครั้งที่ ๔ ในปี ๒๕๖๓ ในครั้งนั้นก็มีการอนุมัติห้องความดันลบ ไปประมาณ ๑,๔๕๐ ห้องนะครับ แล้วก็มีเครื่องช่วยหายใจอีก ๑,๐๕๗ เครื่อง ด้วย ในการ เบิกจ่ายของวงเงินที่มีการอนุมัติในช่วงนั้น ๑๓,๘๘๑ ล้านบาท ก็จะเป็นวงเงินค่าตอบแทน บุคลากรพวก อสม. ต่าง ๆ นะครับ ซึ่งก็มีการเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ การจัดหาอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วก็การวิจัยวัคซีนในวงเงินประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็มี การเบิกจ่ายไป ๓๔ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายที่เป็นเรื่องของการบำบัดรักษา การกักตัว การเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาลก็มีการเบิกจ่ายไปเต็มจำนวนแล้วนะครับ สำหรับ ในช่วงที่ ๒ ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงปัจจุบันก็มีการอนุมัติไปทั้งหมด ๓๐,๕๙๖ ล้านบาท โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๒ มกราคม ก็มีการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติไปครั้งหนึ่งใน วงเงินประมาณ ๕,๘๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็มีข้อเสนอจากหน่วยงานเข้ามาในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ เราก็เร่งกลั่นกรอง แล้วก็นำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ ๙ มีนาคม แล้วก็อีกครั้งหนึ่งในช่วงปลายเดือนมีนาคม วันที่ ๒๓ มีนาคม ก็มีการเสนอเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง จากหน่วยงาน แล้วเราก็มีการกลั่นกรอง และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ ๓๐ มีนาคม และครั้งสุดท้ายในวันที่ ๒๑ พฤษภาคมที่ผ่านมาก็มีการเสนอเข้ามา แล้ว คณะกรรมการก็เร่งกลั่นกรองแล้วก็เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ ๑ มิถุนายน นะครับ ซึ่งในส่วนของวงเงินในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคมถึงปัจจุบันก็อนุมัติไปทั้งหมด ๓๐,๕๙๖ ล้านบาท มีการเบิกจ่ายไปแล้ว ๔,๒๘๔ ล้านบาท หรือว่าประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ของวงเงินที่อนุมัติ โดยที่ท่านสมาชิกได้แสดงข้อมูลว่าหลาย ๆ โครงการยังไม่ได้มี การเบิกจ่ายก็ต้องเรียนว่าส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่มีการอนุมัติในวันที่ ๙ มีนาคมนะครับ เพราะฉะนั้นก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งยังไม่ได้มีการเบิกจ่าย อันนี้ก็เรียนเพื่อ ท่านสมาชิกนะครับ🔗
ในส่วนต่อไปในเรื่องของแผนงานเยียวยาประชาชน ในส่วนนี้มีการอนุมัติ เพื่อการเยียวยาไป ๒ รอบ รอบแรกคือในช่วงปีที่แล้วจากการระบาดในช่วงที่ ๑ ในรอบนั้นก็ มีการอนุมัติเยียวยาประชาชนแยกออกเป็นกลุ่ม ๆ เป็นกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้มีอาชีพอิสระ กลุ่มเปราะบาง แล้วก็กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งก็ครอบคลุมประชาชนทั้งหมด ประมาณ ๔๑ ล้านคน และในรอบที่ ๒ ก็ได้มีการอนุมัติเยียวยาประชาชนในการระบาด เมื่อเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผ่านโครงการเราชนะ โครงการ ม. ๓๓ เรารักกัน แล้วก็ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้ที่มีความต้องการช่วยเหลือเป็นพิเศษ ซึ่งอันนี้ ก็เป็นการครอบคลุมประชาชนทั้งหมดประมาณ ๔๑ ล้านคนเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีการ ช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ด้วย ซึ่งการเยียวยาทั้ง ๒ รอบ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะรอบสุดท้าย ในรอบที่ ๒ นอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของ ประชาชนแล้ว ในส่วนของการเยียวยารอบที่ ๒ ที่มีการจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน (Application) ก็ช่วยให้ร้านค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าหาบเร่ แผงลอย หรือว่าร้านค้าราย ย่อยก็ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ตามไปด้วย ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับมา มีร้านค้าที่อยู่ใน โครงการทั้งหมดประมาณ ๑,๑๓๗,๐๐๐ ร้านค้า เป็นร้านธงฟ้าและร้านรายย่อยอยู่ประมาณ ๕๑๓,๑๓๐ ร้านค้า แล้วก็เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ประมาณ ๖๒๔,๕๐๐ ร้านค้า🔗
สำหรับในส่วนแผนงานที่ ๓ ซึ่งเป็นแผนงานด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม กระผมขอเรียนอย่างนี้ครับว่าตั้งแต่ พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาทมีผลบังคับใช้ ได้มีนโยบาย ในการที่จะพิจารณาอนุมัติโครงการในส่วนของแผนงานนี้ โดยจะพิจารณาเป็นช่วง ๆ ตาม สถานการณ์เพื่อในกรณีที่ ถ้าหากมีเหตุการณ์การระบาดเกิดขึ้นนะครับ ก็จะได้สามารถนำวงเงินส่วนนี้โยกไปใช้จ่ายในส่วนของแผนที่ ๒ และแผนที่ ๓ ได้ ถ้าหากไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นในการพิจารณากลั่นกรองโครงการของคณะกรรมการก็ได้ มีการกลั่นกรองโครงการทั้งหมด ๓ ช่วงเวลา ในช่วงที่ ๑ ก็จะเป็นช่วงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๓ ซึ่งในช่วงนั้นก็จะเน้นไปที่โครงการที่เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพ ในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับการจ้างงานโดยตรง ซึ่งในช่วงนั้นก็มีการอนุมัติ โครงการไปทั้งหมด ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท โดยโครงการหลัก ๆ ในช่วงนั้นก็จะเป็นเรื่องของ โครงการปรับโครงสร้างการผลิตของสถาบันเกษตรกรเพื่อที่จะช่วยให้เขาสามารถที่จะ ปรับปรุงระบบการผลิตได้ดีขึ้น การยกระดับแปลงใหญ่ เรื่องของโครงการระดับจังหวัด แล้วก็เรื่องของโครงการที่เป็นการจ้างงานโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงการอาสาสมัคร บริบาลท้องถิ่น โครงการพัฒนาตำบลแบบบูรณาการที่เป็นการจ้างนักศึกษาจบใหม่ตำบลละ ๒ คน ทั้งหมดก็ ๗,๐๐๐ ตำบล โครงการพวกจ้างงานใหม่โคเพเมนต์ (Co-Payment) ของ กระทรวงแรงงาน และนอกจากนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวเนื่องจากเป็นช่วงที่มีการระบาด อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เพราะฉะนั้นก็ได้มีการดำเนินโครงการที่เป็นลักษณะการกระตุ้น การบริโภคไปด้วย โดยผ่านโครงการ อย่างเช่นโครงการเราเที่ยวด้วยกันหรือโครงการ คนละครึ่ง ซึ่งในส่วนของโครงการเราเที่ยวด้วยกันหลังจากที่ได้มีการเริ่มดำเนินโครงการ ก็พบว่าโครงการนี้ก็จะช่วยให้อัตราการเข้าพักโรงแรม ทั้งโรงแรมใหญ่ โรงแรมขนาดเล็ก มีอัตราการเข้าพักโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่อยู่ระดับประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ในเดือนเมษายน ๒๕๖๓ ก็ขยับขึ้นมาสูงสุดที่ประมาณ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ในช่วง เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แล้วก็ตกลงเนื่องจากเกิดการระบาดในช่วงปลายเดือนธันวาคม สำหรับการเบิกจ่ายในช่วงนั้นสำหรับช่วงที่ ๑ ที่มีวงเงินอนุมัติไปแล้วประมาณ ๘๐,๖๐๐ กว่า ล้านบาท ก็มีการเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ ๔๗,๗๘๘ ล้านบาท หรือว่าประมาณ ๕๙.๒๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ต้องขอเรียนอย่างนี้ว่าโครงการที่มีการอนุมัติในช่วงนั้นและมีการ เบิกจ่าย ในโครงการที่เป็นการจ้างงานโดยตรงก็จะเป็นการเบิกจ่ายเงินเดือนค่าจ้างเป็นราย เดือนตามแผนการเบิกจ่าย และตามจำนวนคนที่ได้เข้ามาทำงาน เพราะฉะนั้นก็ทำให้ การเบิกจ่ายก็จะเป็นการเบิกจ่ายไปตามช่วงเวลาเช่นกัน🔗
สำหรับในช่วงที่ ๒ ก็คือช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๓ ในช่วงนั้น ก็จะมีการอนุมัติโครงการไป๓๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งก็เป็นเรื่องของการกระตุ้นการบริโภค แล้วก็เรื่องของการจ้างงานเช่นกัน ในโครงการที่อนุมัติในช่วงนั้นก็จะมีอย่างเช่นโครงการหนึ่ง ตำบลหนึ่งมหาวิทยาลัยของกระทรวงอุดมศึกษา เรื่องของโครงการคนละครึ่งระยะที่ ๒ เรื่องของการสร้างอาชีพด้วยการนวดไทย ซึ่งในส่วนนี้ที่ในช่วงที่ ๒ ที่มีการอนุมัติไป ๓๕,๐๐๐ กว่า ล้านบาท ก็มีการเบิกจ่ายไปอยู่ที่ ๒๓,๓๕๖ ล้านบาท หรือว่าประมาณ ๖๖ เปอร์เซ็นต์ สำหรับในช่วงที่ ๓ ก็คือช่วงเดือนมีนาคม ๒๕๖๔ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาด ก็ได้มีการพิจารณากลั่นกรองโครงการแล้วก็นำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณา โดยหลัก ๆ มีการ อนุมัติไปแล้ว ๑๓,๔๐๒ ล้านบาทเศษ ซึ่งในส่วนนี้โดยหลักโครงการส่วนใหญ่ก็จะเป็น โครงการเพื่อเตรียมไว้สำหรับการกระตุ้นการบริโภคเมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลาย ลงอยู่ในระดับที่สามารถที่จะดำเนินโครงการพวกนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ ๓ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้หรือว่าโครงการทัวร์เที่ยวไทย ซึ่งอันนี้ก็จะดำเนินการ เมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลายลง ซึ่งในส่วนนี้เองก็ทำให้ยังไม่มีผลเบิกจ่าย เพราะเพิ่ง มีการอนุมัติโครงการกันไป ดังนั้นก็ทำให้เมื่อเรารวมโครงการที่อนุมัติไปทั้งหมดกับ การเบิกจ่ายมันก็เลยทำให้ในภาพรวมดูว่าจะเบิกจ่ายน้อยที่ ๒๖.๑๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าดูแยก ตามช่วงเวลาก็จะพบว่าก็มีการเบิกจ่ายส่วนใหญ่ก็จะเป็นไปตามแผนงาน แต่แน่นอนครับ ยังมีโครงการที่เบิกจ่ายได้ล่าช้า และบางโครงการที่ในช่วงการกลั่นกรอง เราก็มี การกลั่นกรองแล้วก็ขอคำยืนยันจากหน่วยงานว่ามีความพร้อมที่จะดำเนินการได้ทันที ซึ่งหน่วยงานก็ยืนยันกลับมา แต่เมื่อมันเป็นการปฏิบัติจริงพบว่าโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้า คณะกรรมการ ก็ได้หารือกับหน่วยงาน แล้วมีการเรียกเงินคืนบางส่วนกลับมา อย่างเช่นโครงการ ๑ ตำบล ๑ กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเดิมอนุมัติไป ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง เรามองว่าโครงการนี้อาจจะไม่ได้ตามเป้า ก็ได้มีการหารือกับหน่วยงานแล้วก็ได้ตัดลดวงเงิน ลงมา เพื่อที่จะให้อยู่ในจุดที่เขาสามารถทำงานได้จริงสำเร็จจริง ๆ ก็เลยตัดลดวงเงินลงมา เหลืออยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือว่าโครงการ อย่างโครงการโคเพเมนต์ (Co-Payment) จ้างงานใหม่ ที่เดิมอนุมัติไป ๑๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เมื่อผ่านมาระยะหนึ่ง ก็พบว่าการจ้างงานไม่ได้เป็นไปตามเป้า ก็ได้มีการหารือกับหน่วยงาน แล้วก็ดึงวงเงินกลับมา อีกประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งวงเงินที่ดึงกลับมาก็มาใช้ในการบริหารจัดการสำหรับ โครงการที่มีความพร้อมอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งในท้ายที่สุดนี้กระผมขอเรียนว่าวงเงินใน พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาท ในขณะนี้ ณ วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ ก็ได้มีการอนุมัติไปทั้งหมด มีวงเงิน คงเหลืออยู่ทั้งหมดอยู่ที่ ๑๙,๑๗๑ ล้านบาท สุดท้ายนี้กระผมต้องขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้ให้คำแนะนำในการปรับปรุง การทำงานของคณะกรรมการกลั่นกรอง ผมเรียนว่าการกลั่นกรองเป็นไปในรูปแบบของ คณะกรรมการ เพราะฉะนั้นกระผมก็จะนำความเห็นต่าง ๆ ที่ได้ในวันนี้ไปแจ้งกับทาง คณะกรรมการกลั่นกรอง และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นกรองโครงการ เพื่อที่จะปรับระบบการทำงานต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ คุณจุลพันธ์ เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงใหม่ ใช้เวลาสั้น ๆ ครับ ขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ พอจะดูเป็นการแลกเปลี่ยนที่มีอารยะกว่าที่ท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบเมื่อตอน หัวค่ำเยอะ ตอนนั้นรู้สึกจะใช้อารมณ์มากไปนิดหนึ่ง ตอนนี้เราคุยกันด้วยเหตุและผลนะครับ แต่อย่างไรก็ตามนี้มีคำถามที่ค้างคากันอยู่หลายท่านพูด ผมเองก็เป็นท่านหนึ่งที่ได้อภิปราย เรื่องหนี้สาธารณะ กลางปี ๒๕๖๕ เราจะเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของระดับหนี้สาธารณะ ต่อจีดีพี (GDP) ใช่หรือไม่ อันนี้เป็นคำถามที่สำคัญเพราะเรากำลังมุ่งสู่การกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลัง🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่สำคัญก็คือกระบวนการในการชำระคืนหนี้ที่จะก่อขึ้นมา ที่ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาตอบมันเป็นการบริหารในภาวะปกติเป็นงานรูทีน (Routine) ของ สบน. ไม่ว่าจะเป็นการโรลโอเวอร์ (Rollover) ไม่ว่าจะเป็นการสวิตซ์ซิง (Switching) เรื่องของแหล่งอะไรต่าง ๆ แต่มันไม่มีทิศทาง เพราะในอดีตที่ผ่านมาเราคงระดับหนี้ สาธารณะในภาวะประเทศปกติอยู่ที่ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ มาโดยตลอด ไม่ว่ารัฐบาลใด ตอนต้มยำกุ้งกระโดดขึ้นมาเราก็ดึงกลับได้ วันนี้ไม่มีทิศทางเลยว่าสุดท้ายเรา จะดึงระดับหนี้สาธารณะลงไปอยู่ในระดับที่เป็นภาวะปกติได้อีกครั้งหนึ่งหรือไม่ แต่วันนี้ คงขอความกรุณาท่านยังไม่ตอบก็ได้ ไปตอบรวบยอดพรุ่งนี้เราเจอกันใหม่ เพราะว่าวันนี้เรา พิจารณาจนถึงเลยเวลาเที่ยงคืนแล้วก็ขอความกรุณาท่านประธานพิจารณาในการพัก การประชุมครับ🔗
เห็นด้วยนะครับ ท่านคณะรัฐมนตรีไว้ตอบวันพรุ่งนี้นะครับ วันนี้เราได้ใช้เวลาพอสมควรนะครับ แล้วก็มี สมาชิกได้อภิปราย ๗๐ ท่าน ทั้ง ๗๐ คน ได้อภิปราย ขอเราพักการประชุมนะครับ แล้วประชุมต่อในเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ขอพักประชุมครับ🔗
พักประชุมเวลา ๐๐.๒๕ นาฬิกา🔗
ของวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๔🔗
เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๙.๓๑ นาฬิกา🔗
ของวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๔🔗
กราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผมขออนุญาตเปิดประชุมเป็นการประชุมต่อเนื่องของ การประชุมเมื่อวานนี้คือวันพุธที่ ๙ มิถุนายน ซึ่งเราได้พักการประชุมไปตอนประมาณ เวลา ๐๐.๒๐ กว่านาที วันนี้เราก็จะประชุมกันต่อเพื่อพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติมพุทธศักราช ๒๕๖๔ เมื่อวานนี้ค้างอยู่ที่การอภิปราย ซึ่งก่อนที่ จะอภิปรายต่อนั้น ผมขออนุญาตท่านวิป (Whip) ช่วยแจ้งเวลาหน่อยครับ มีไหมครับ วิป (Whip) ทราบเวลาไหมครับ เวลาของฝ่ายค้านเหลือเท่าไร รัฐบาลเหลือเท่าไรพอมีเวลา ไหมครับ ไม่มีขอหน้าบัลลังก์ก็ได้ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะวิป (Whip) ฝ่ายค้านครับ เมื่อสักครู่ ก็ได้เดินไปหารือกับทางวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลมานะครับ เวลาในขณะนี้ ครม. และ ฝ่ายรัฐบาลเหลือเวลาอยู่ ๓ ชั่วโมง ๕๕ นาที ซึ่งเท่าที่รับทราบทางผู้อภิปรายในส่วนของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลน่าจะหมดสิ้นแล้ว ก็จะมีเวลาที่ ครม. จะตอบอย่างเพียงพอ ในส่วนของ ฝ่ายค้านเองเหลือเวลาอยู่ ๓๐ นาที ๔๓ วินาที แต่ได้ประสานหารือแล้ว ท่านสุดท้าย ของพรรคร่วมฝ่ายค้านคือท่านคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว จะใช้เวลาประมาณ ๔๐ นาที ก็ขอความกรุณาท่านประธานได้ดำเนินการต่อครับ🔗
ครับ ก็เกินไป ๑๐ นาทีคงไม่เป็นอะไรนะครับ ท่านอรรถกรครับ🔗
กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อข้อชี้แจงของ ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านด้วยความเคารพนะครับ ทางวิป (Whip) รัฐบาลไม่ขัดข้องครับกับการใช้เวลาที่ท่านจุลพันธ์ได้แจ้งเมื่อสักครู่นี้นะครับ หลังจากจบ ผู้อภิปรายท่านสุดท้ายนั่นก็คือท่านคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ทางผู้ชี้แจงก็จะใช้เวลาพอสมควรในการตอบข้อซักถาม ตอบต่อฝ่ายค้านจึงขออนุญาต นำเรียนเพื่อโปรดทราบ ขอบพระคุณครับ🔗
สรุปว่า รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีกับฝ่ายรัฐบาลเหลือเวลาประมาณ ๓ ชั่วโมงกว่า ๆ เกือบ ๔ ชั่วโมง ของคุณหมอชลน่านเหลือเวลา ๓๐ นาที แต่จะอภิปรายเกินเล็กน้อยน่าจะอนุโลมกันได้ ผมขอดำเนินการต่อเลยนะครับ เรียนเชิญคุณหมอชลน่านอภิปรายต่อครับ🔗
ผมขออนุญาตทดสอบไมโครโฟนก่อนนะครับ ท่านประธาน🔗
เชิญครับ ใช้ได้ดีครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กระผมได้รับมอบหมายจากทาง พรรคเพื่อไทย จากท่านหัวหน้าพรรค ท่านประธานวิป (Whip) พรรคฝ่ายค้าน ดอกเตอร์ สุทิน คลังแสง ได้ให้ผมเป็นผู้อภิปรายเป็นคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย ผมขอกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่า การอภิปรายเป็นคนสุดท้ายของกระผม จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนำเอาประเด็นความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก ทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลที่ได้ร่วมกันพิจารณาพระราชกำหนดว่าด้วย การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นที่เป็นผลจากการระบาดของโควิด ๒๐๑๙ (COVID 2019) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ท่านประธานครับ ในการอภิปรายของผม ผมจะขออนุญาตกราบเรียน กรอบการอภิปรายของท่านประธานด้วยความเคารพ การอภิปรายครั้งนี้เป็นการพิจารณา ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติที่จะอนุมัติพระราชกำหนด ซึ่งเป็น กฎหมายพิเศษที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจกับรัฐบาลไปตราขึ้นบังคับใช้ และได้ผ่าน การโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยบังคับใช้ประกาศใช้ไปแล้ว ฉบับนี้เป็นฉบับเพิ่มเติม จากพระราชกำหนดกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ผมขออนุญาตใช้คำย่อ ๆ นะครับท่านประธาน เป็นที่รู้กัน เป็นการออกพระราชกำหนดเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๔ นั่นหมายความว่า มีพระราชกำหนดเดิม ซึ่งมีเนื้อหาสาระในตัวพระราชกำหนดเหมือนกันทุกประการ เว้นแต่ ข้อความบางเรื่องที่ผมจะขออนุญาตขยายความให้กับท่านประธานได้รับทราบว่า มันแตกต่างกันอย่างไร ท่านประธานครับ ในการอนุมัติพระราชกำหนดผมต้องกราบเรียน เป็นเบื้องต้นนะครับว่ามันเป็นหน้าที่ของรัฐสภาในฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เมื่อฝ่ายบริหารจะใช้กฎหมายในการบริหารราชการแผ่นดิน เราในฐานะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องเป็นผู้ออกกติกาให้หรือตรากฎหมายให้ แล้วฝ่าย บริหารก็นำไปบังคับใช้ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบบรัฐสภา เป็นการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เราเป็นผู้ออกกฎ ท่านเอากฎไปใช้ แต่ท่านเองก็ต้องมารายงาน ต้องเปิดโอกาสให้เราที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจของท่าน การตรากฎหมายก็เป็นการตรวจสอบเบื้องต้นว่าเราจะอนุญาต ไม่อนุญาต หรืออนุมัติ ไม่อนุมัติ แต่สิ่งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ กรณีเป็นเหตุฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนโดยมิอาจ หลีกเลี่ยงได้ก็ให้ฝ่ายบริหารไปตรากฎหมายออกมาบังคับใช้เอง โดยการลงพระปรมาภิไธย ขององค์พระประมุขของประเทศแล้วก็มีการบังคับใช้ แต่ต้องนำมาให้สภาอนุมัติ ในโอกาสแรก นั่นหมายความว่าจะปฏิเสธการอนุญาต อนุมัติของสภามิได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ใน ๑ วันที่ผ่านมา รวมทั้ง ๑ คืนที่ผ่านมาด้วย สิ่งที่สมาชิกได้ยกขึ้นเป็นประเด็น เป็นเหตุผล ที่จะอนุมัติ ไม่อนุมัติ ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่า🔗
เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุและผลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ซึ่งผม จะลงรายละเอียดต่อไป🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นตัวเนื้อหาสาระของตัวพระราชกำหนด ๓ แผนงานที่ส่งเข้ามา ว่าจะสามารถตอบโจทย์ของการขออนุมัติได้หรือไม่ โจทย์ง่าย ๆ เลยครับ มาขอเพื่อไป แก้ปัญหาโควิด (COVID) และฟื้นเศรษฐกิจ โจทย์มีแค่นี้ครับ ถ้าตอบโจทย์ได้เราอนุมัติ แต่ถ้า ตอบโจทย์ไม่ได้เราไม่อนุมัติ เบื้องต้นอย่างนี้ก่อนนะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องที่เราต้องดูไปในรายละเอียดว่าการใช้เงินในพระราชกำหนด ฉบับแรกซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกัน ใช้เรื่องเดียวกัน เกิดประสิทธิภาพ เกิดความคุ้มค่า แก้ปัญหาได้หรือไม่ เพื่อนสมาชิกพูดไปเยอะมากครับเรื่องนี้ ๑ วัน ๑ คืนที่ผ่านมา เรื่องนี้จะ เป็นเรื่องหลักเลย ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมต้องเติมเต็มต่อในเหตุผลที่ผมต้อง กราบเรียนก็คือว่า ความสามารถของผู้บริหารของการใช้เม็ดเงิน นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จะ กราบเรียนท่านประธานท่าน ประธานครับในการอภิปรายครั้งนี้ ผมขออนุญาตท่านประธาน พูดในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เหตุที่ผมต้องบอกว่าผมเป็นประชาชนคนหนึ่ง เนื่องจาก อยากจะสะท้อนความรู้สึกของความเป็นประชาชนในประเทศนี้ให้กับท่านประธานได้รับรู้ รับทราบ เพื่อบอกไปยังสภาแห่งนี้ เพื่อจะได้พิจารณาว่าความรู้สึกนึกคิดของพี่น้องประชาชน เป็นอย่างไร ผมพูดแค่นี้ ผมดูแววตาท่านประธาน ผมรู้เลยท่านประธานคิดอะไร เห็นอะไร ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนยากลำบากมาก ชีวิตไร้ความหวัง ชีวิตไม่รู้จะเดินไป อย่างไร ทั้งคนป่วย คนใกล้ตาย คนที่ยังไม่ป่วยก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะติดเชื้อเมื่อไร เหตุการณ์ สด ๆ ครับ ผมกราบเรียนท่านประธานเลยครับ ท่าน ส.ส. สิรินทร รามสูต ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่าน เพราะเป็น ส.ส. จังหวัดน่าน บ้านเดียวกับผม ท่านได้ข้อมูลมาจากข้อมูลจริง เลยครับ ผู้ป่วยติดเตียงอยู่ที่จังหวัดน่าน ที่บ้านผม มีญาติ ด้วยความปรารถนาดีจะกลับไป เยี่ยม ติดโควิด (COVID) ครับ มาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ในบ้านเมืองเราขณะนี้ ประชาชนมีความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง ไร้อนาคต แต่ขณะที่เขาเอง กำลังจะเป็นผู้ที่จะบอกว่าจะให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คณะรัฐมนตรี กู้เงินในอนาคต เขาไปใช้ แล้วบอกว่าจะไปแก้ไขปัญหาให้เขา เยียวยาเขา ดูแลเขา อ้างเขาอย่างนั้น แต่ความรู้สึกนึกคิด ข้อเท็จจริงที่เขาเผชิญอยู่ขณะนี้เขาเห็นว่าสิ่งที่คุณยกขึ้นมาเป็นเหตุเป็น ผลนั้นมันแก้ปัญหาให้เขาไม่ได้ เยียวยาเขาก็ไม่ได้ และซ้ำร้ายที่สุดฟื้นเศรษฐกิจก็ไม่ได้ พี่น้อง ประชาชนท้อแท้สิ้นหวังมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะประชาชน ในสภาแห่งนี้เป็น ที่ทำการแทนประชาชน เป็นสภาประชาชน เพราะฉะนั้นทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้คือ การพูดในนามประชาชน หัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรีจะมาพูดในสภาแห่งนี้ก็คือพูด กับประชาชน แน่นอนครับ ข้อบังคับว่าต้องพูดกับท่านประธานสภา เพราะมันเป็น การอภิปราย ต้องมีคนกลาง การอภิปรายมันมีข้อขัดแย้งกัน ห้ามพูดต่อกันโดยตรง แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ เมื่อวานในฐานะที่ผมเป็นประชาชนผมหดหู่มากครับท่านประธาน ผู้นำประเทศนี้ที่มีชื่อว่า นายกรัฐมนตรีที่ตำแหน่งอันสูงส่ง เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารกลับใช้เวทีแห่งนี้มาบอกกับสภา ในฐานะที่ตนเองเป็นผู้นำประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรีในลักษณะท่าทีที่มีลักษณะขึ้นเสียง ถกเถียง ก่นด่ากับการวิพากษ์วิจารณ์ของสมาชิกในฐานะตัวแทนประชาชน ท่านคงเข้าใจว่า ท่านไม่ได้พูดกับประธาน พูดกับสมาชิกเลยออกกริยาท่าทางได้เต็มที่ สมแล้วครับ ที่ท่านขจิตร ชัยนิคม ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ต้องลุกขึ้นทักท้วง ผมเลยกราบเรียน ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องเตือนสมาชิกหรือรัฐมนตรีตลอดเวลาว่าการอภิปราย พูดกับประธานเท่านั้น การขู่ตะคอก การขึ้นเสียง นั่นคือการขึ้นเสียงกับท่านประธานครับ ถ้าเป็นผม ผมไม่ยอมครับ ผมจะบอกว่าท่านมีมารยาทหน่อย นี่คือสภาของประชาชน ผมฝากท่านประธานด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ในการอภิปรายของผม ถ้าจะพูดภาษา ทางเศรษฐศาสตร์ ยกเรื่องเศรษฐกิจ ยกตัวเลขขึ้นมา สมาชิกได้ยกไปเยอะ พูดเยอะมากครับ แต่ผมจะขออนุญาตท่านประธานเป็นการบอกกล่าวเปรียบเทียบเล่าเรื่องต่อเนื่องจากการ อภิปรายเพื่ออนุมัติเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท เมื่อปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา เมื่อเดือนเมษายน ที่สภาผู้แทนราษฎรเราได้พิจารณาไป ดอกเตอร์สุทิน คลังแสง ประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้าน เป็นผู้อภิปรายและยกเปรียบเทียบให้สภาแห่งนี้ให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่าการกู้เงินครั้งนั้น เหมือนกับการที่เราจะอนุญาตให้หมอที่ชื่อคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปรักษาคนป่วย ดอกเตอร์สุทินได้เปรียบเปรยไว้ดีมาก ท่านประธานครับ คนป่วยคนนั้นเริ่มป่วยตั้งแต่ เดือนมกราคม ปี ๒๕๖๓ จากโรคติดเชื้อโควิด (COVID) หมอที่รักษาอยู่ขณะนั้นตัดสินใจ ที่รักษาโดยใช้ยาแรง ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ใช้ยาแรงปิดประเทศ ปิดบ้าน ปิดเมือง เมื่อเดือนมีนาคม ผมขออนุญาตเท้าความให้นิดหน่อยเองครับ คนป่วย จากโควิด (COVID) โดนผลกระทบจากการปิดบ้านปิดเมือง เป็นโรคไตวายครับ เป็นโรค ไตวายมีโรคแทรกซ้อนขึ้นก็คือภาวะเศรษฐกิจล้มเหลวเลย หลังจากนั้นหมอคนนี้ มาขออนุญาตกับเราว่าขอรักษาผู้ป่วย โดยขอเงินไป ๑ ล้านล้านบาท เอาเฉพาะเงินกู้ ที่ผ่านมาตรการการคลังที่เราจะอนุญาตได้ ไม่เกี่ยวกับซอฟต์โลน (Soft Loan) นะครับ อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเรื่องของมาตรการการเงินที่จะไปเกี่ยวกับเรื่องพันธบัตร หรือแก้หนี้ให้กับสถาบันการเงินนั้นอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ หมอคนนั้น มาขออนุญาตเรา เราอนุญาตไปแล้วครับ ด้วยเหตุผลว่าจำเป็นเร่งด่วนมิอาจหลีกเลี่ยงได้ สภาแห่งนี้ ฝ่ายค้านด้วยครับ อนุมัติครับ จำเป็นเร่งด่วน มิอาจหลีกเลี่ยงได้เมื่อ ส.ส. จิราพร พูดได้ดีมากครับ เรื่องนี้ ก็เป็นข้อถกเถียงว่ามาครั้งนี้เป็นการกู้เพิ่มเติม มันจำเป็นรีบด่วน มิอาจหลีกเลี่ยงได้จริงหรือเปล่า จริงหรือเปล่า แค่คำถามในกรรมาธิการงบประมาณบอกว่า คุณมีความจำเป็นต้องกู้เท่าไร แค่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ภายใน เดือนกันยายน ๒๕๖๔ แค่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และมันจำเป็นเร่งด่วนตรงไหน เม็ดเงิน ที่คุณกู้ยังไม่หมดมีอีก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะท่านกู้ ไปแค่ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ ๗๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ที่กู้ไปแล้ว ไม่รวมโครงการที่อนุมัตินะครับ ท่านอย่าโครงการอนุมัติมาบอกว่าเป็นตัวเลข ตราบใดที่ยัง มีเงินที่ยังไม่กู้ ท่านสามารถปรับเปลี่ยนโครงการนั้นได้ตลอดถ้ามันเกิดวิกฤติเกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ตรงนั้นเองเป็นการมาขออนุญาตจากสภาเราว่าจะเอาไปรักษา คนไข้ เราให้ครับ นั่นหมายถึงให้สรรพกำลังทุก ๆ อย่าง เพื่อให้คุณไปรักษาคนไข้ จุดประสงค์ของสภาที่อนุญาตขนาดนั้น คุณต้องระงับยับยั้งการระบาดของโรคให้ได้ ขอ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เราให้ครับ ไม่พอนะครับ ตอนงบประมาณปี ๒๕๖๔ ขออีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ในงบกลางเราก็ให้ครับ เพื่อเอาไประงับยับยั้งการระบาดของโรค ไม่น้อยนะครับ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒ งบรวมกัน แล้วขอบอกว่า ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาทจะเอาไปเยียวยาเพื่อเลี้ยงชีวิตของคนไข้ชื่อ นายประเทศไทยนี้ให้มันอยู่ได้ ไม่ตาย ประทังชีวิตไป เราให้ครับ แล้วฝันหวาน บอกว่า เผื่อว่าจะต้องฟื้นก็ขอไปอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อไปฟื้นเศรษฐกิจ ความคิดดีมาก ๓ กรอบนี่เป็นความคิดที่ดีมาก แต่ในข้อเท็จจริงมันใช้ไม่ได้ครับ ใช้ไม่ได้เพราะอะไร แล้วมัน มาเกี่ยวเนื่องกับ พ.ร.บ. เงินกู้ ฉบับที่ ๒ นี้อย่างไร เหมือนกันครับ ก็บอกว่าจะไประงับยับยั้ง แก้ปัญหาการติดเชื้อ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท จะขอไปเยียวยาอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะขอไป ฟื้นฟูเศรษฐกิจอีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมบอกว่ามันใช้ไม่ได้เพราะอะไร เพราะคุณเป็นหมอ คุณไม่สามารถรักษาผู้ป่วยให้ฟื้นอยู่เลย ทำท่าจะฟื้นครับท่านประธาน ตอนนั้นใช้ยาแรงมาก คนไข้กระดี๊กระด๊าขึ้นมา ยังไม่ถึงกับต้องใส่เครื่องหายใจในขณะนั้น เพราะป่วยแค่ ๓,๐๐๐ กระดี๊กระด๊าขึ้นมาทำมาหากินได้ โครงการต่าง ๆ เริ่มอัดเข้าไป บอกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ท่านประธานครับ หมอคนนี้รักษาคนไข้ด้วยวิธีการประมาท เลินเล่อ ผิดพลาด ปล่อยให้มีการติดเชื้อซ้ำ ครั้งที่ ๒ เมื่อเดือนธันวาคม เอาอยู่ครับ ตอนนั้น เอาอยู่เพราะมาตรการหมอเฝ้าอยู่ว่าถ้าติดเชื้อซ้ำเอาเลย บับเบิล แอนด์ ซีล (Bubble and Seal) ปิดพื้นที่ห้ามเข้า ห้ามออก ล็อก ทำหน้าที่ตรงนั้นขยันขันแข็งจนท่านผู้ว่าราชการ จังหวัดป่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดรอด หมอจึงรักษาดี เอาอยู่ครับ ขนาดระบาดซ้ำครั้งที่ ๒ หมอคนนี้ยังไม่สำเหนียกสำนึกว่าเชื้อมันมีอยู่รอบด้าน มันจะมาเมื่อไรก็ได้ ปล่อยปละละเลย เดือนเมษายนเท่านั้นเองติดเชื้อซ้ำ ครั้งที่ ๓ และด้วยความผิดพลาด จิตสำนึกที่ผิดปกติ การตัดสินใจที่คลาดเคลื่อน ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เกิดช่วงเดือนเมษายนคุณกลับไม่ใช้ มาตรการที่จะปิดกั้นไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย เขินอายจากการใช้ยาแรงเมื่อครั้งที่ ๑ ทำให้ ไตวาย ทำให้ตับวาย กลัวจะเป็นอย่างนั้นอีกก็เลยไม่ใช้มาตรการยาแรงในเฉพาะพื้นที่ที่ ระบาด ปล่อยให้แพร่กระจายไปทั้งประเทศ นี่ครับสมาชิกเราบอกได้คือการตัดสินใจ ที่ผิดพลาด หมอคนนี้ด้อยความรู้ความสามารถมาก ทำให้คนไข้ติดเชื้อซ้ำ ขณะนี้ใส่เครื่อง หายใจอยู่ในห้องผู้ป่วยฉุกเฉินครับ เป็นผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยกระดิกตัวได้ครับ กระดิกตัวได้ เรียกลืมตา หมอคนนี้บอกว่าเงินที่ผมได้มารักษาตอนแรกหมดแล้วครับ เหลือ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท อนุมัติไปหมดแล้ว สถานการณ์อาการผู้ป่วยย่ำแย่ ขอต่ออีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นมาถึงจุดนี้ละครับว่าเราจะอนุญาตให้หมอคนนี้ใช้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อไป หรือไม่ เพราะเงินก้อนนี้ ไม่ใช่เงินเราขณะนี้นะครับ มันเป็นเงิน ของลูกหลานในอนาคตที่ท่านต้องกู้มา เอามาใช้ ท่านประธานครับ ตรงนี้เองมันเป็นจุด ตัดสินใจได้ง่ายที่สุด โจทย์ที่ตั้งไว้หมอคนนี้มาขอกู้เงินไปอีกแสนล้านบาทเพื่ออะไรครับ บอกว่าเพื่อไปแก้ปัญหาระงับยับยั้งไม่ให้โรคระบาดต่อ เราจะเชื่อได้ไหมครับ เราให้เงินไป รวมงบกลาง ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทไปแล้ว เราให้ไป ๑ ล้านล้านบาท ใน พ.ร.ก. ฉบับนั้นบอกว่า สามารถที่จะเอาเงินจาก ๒ ไป ๑ ได้ แผน ๒ คือแผนเยียวยา ระงับยับยั้งไม่ให้เกิด การระบาด ทำได้ ถ้าไม่พอเอาแผน ๓ มาใส่ได้อีกคือการฟื้นฟู ท่านประธานครับ หมอคนนี้ ไม่ได้ดูในเรื่องนี้เลย เงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทที่เราให้ไป พยายามใช้ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเพิ่งส่งเบิกครับ หมอคนนี้ใช้เงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ไปโดยเปล่าประโยชน์ทำให้มันเกิดการระบาด การป้องกันไม่ให้มีการระบาด ไม่ให้โรคกำเริบ ง่ายนิดเดียวครับ เสริมสร้างบุคลากรทางการแพทย์ การสาธารณสุขให้เข้มแข็ง ตรวจค้นให้มาก พบเจอต้องเข้าไปดูแลจัดการ การตรวจมีมากขนาดไหนครับท่านประธาน ต่างจังหวัด มีน้อยมาก กรุงเทพฯ ก็มีน้อยมาก กลายเป็นจุดแพร่ระบาด เสริมสร้างบุคลากรทาง การแพทย์ให้มีความรู้ความสามารถเตรียมเตียงกัน ไม่ได้ทำครับ พอมาทำก็คือเกิดเหตุ เมื่อครั้งที่ ๓ นี่เอง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปทำอะไร วัคซีนเป็นทางออก ในโลกนี้ ถ้าโรคนี้มันเกิดระบาดที่ประเทศไทยประเทศเดียว ผมจะไม่ว่าหมอประยุทธ์เลย ผมต้อง ขออนุญาตเรียกคุณหมอครับ เพราะคนไข้จะเรียกคุณหมอตลอด คุณหมอประยุทธ์ ถ้ามันระบาดที่ประเทศไทยประเทศเดียวนะครับ ผมจะไม่ว่าเลย แต่นี่มันระบาดทั้งโลก มีตัวอย่างให้เห็น การระบาดครั้งแรกก็ปล่อยให้มันเข้ามาทางเครื่องบิน มันมากับคน ท่านก็ปล่อยปละละเลยตรงนั้นอีก สังเกตไหมครับ จนมีสมาชิกท่านหนึ่งยกเลยบอกว่า ท่านนายกคะ ท่านนายกทำไมไม่ไปลอกการบ้านเขามา เขามีมาตรการที่ชัดเจน สมาชิกเรา ยกตัวอย่างให้เห็นเลยครับ ประเทศอเมริกา ประเทศอังกฤษ ยุโรปเขากู้เงินเป็นมหาศาล เขา แก้ปัญหาได้ ตัวเลขแสดงชัดครับเมื่อวาน ถ้าท่านได้ติดตาม รัฐสภาอเมริกายินดีให้กู้เต็มที่ เพราะกู้ไปแล้วมันเกิดประโยชน์จริง ตอบโจทย์ได้ แต่หมอประยุทธ์ไม่ได้ไปดูสิ่งที่เกิดขึ้น รอบตัวเลย ปิดหูปิดตา เกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง จนกระทั่งบอกไปลอกการบ้านมาสิคะ ท่านไม่ต้องคิดเองทำเองหรอก เพราะท่านเองรับอยู่แล้วว่าเซลล์สมองท่านมี ๘๔,๐๐๐ เซลล์ ส.ส. ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ครับ ต้องขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้ ผมไม่ได้กล่าวหานะครับ เอาคำสมาชิกมาพูดเปรียบเปรยให้เห็นชัด ๆ เงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท รู้อยู่ว่าวัคซีนคือ ทางออกของประเทศ กลับบริหารวัคซีนบอกว่าเป็นวาระแห่งชาติ บริหารวัคซีนให้เป็นภาระ แห่งชาติครับ ประกาศเป็นวาระแห่งชาติเมื่อไร เป็นภาระแห่งชาติทุกที ท่านประธานครับ เรื่องวัคซีนสมาชิกพูดไปเยอะมาก แต่ประเด็นสำคัญที่สุด เมื่อรู้อยู่แล้วว่าวัคซีนเป็นทางออก ทำไมแผนบริหารวัคซีนถึงเป็นแบบนี้ ถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเลือกเฉพาะซิโนแวค (Sinovac) ทำไมเลือกเฉพาะแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) กว่าจะรู้ตัวเปิดโอกาสก็สายเสียแล้วครับ มันสาย เสียแล้ว มันไม่ทันครับท่านประธาน พยายามประกาศว่าเรามีวัคซีนพร้อม ดีเลย์ (Delay) หรือดีเล ที่สมาชิกพูดไป ๗ มิถุนายน ท่านประธานครับโกลาหลอลหม่าน ทำได้ครับ ทำได้ เพราะคุณมี ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ในมือ ผมถามว่าคุณเอา ๒๔๐,๐๐๐ มาจากไหน ช่วยตอบผมหน่อย คุณกั๊กไว้ใช่ไหม รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ตอบว่าก็เป็นส่วนที่เก็บไว้ ใครเก็บไว้ครับ คุณแจ้งกับประเทศนี้ บ้านเมืองนี้ ด้วยข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเลย บอกมีเพียง ๑๑๗,๐๐๐ โดส (Dose) ฉีดหมดแล้ว แต่พอจะวันที่ ๗ หันซ้ายหันขวาไม่เจอ คงไปควักเอาสิ่งที่ท่านเก็บซ่อนไว้ เอามาบอกว่าหารยาว จังหวัดละ ๓,๖๐๐ โดส (Dose) ที่เหลือให้กรุงเทพฯ ท่านประธานครับ คือลักษณะอย่างนี้ นอกจากที่จะบริหารทำให้เกิดเป็นภาระแห่งชาติแล้ว สิ่งที่สะท้อน อย่างเจ็บปวด ผมในฐานะเป็นแพทย์ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า สิ่งที่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเอง ปกติผมเคารพท่านนะครับ แต่สิ่งที่ท่านไป ทำลายระบบสาธารณสุข ผมต้องขออนุญาตว่า ผมไม่เคารพความสามารถท่าน สิ่งที่ท่านพูด สิ่งที่ท่านทำเป็นการทำลายระบบสาธารณสุขโดยรวมอย่างชัดแจ้งชัดเจน ฟังกระทรวง สาธารณสุข อย่าฟังโรงพยาบาล โรงพยาบาลทุกแห่งมีความจำเป็นต้องขึ้นป้ายเลื่อนการฉีด วัคซีน เพราะรู้อยู่ว่าวัคซีนได้มาแค่ ๓,๖๐๐ โดส (Dose) กลุ่มนัดหมายที่นัดหมายไว้แล้วจะ มาวันที่ ๗ ท่านไม่ประกาศเลื่อน เขาขึ้นรถมา เขามารอเต็มหน้าโรงพยาบาล เขาด่าใครครับ ด่าหมอ ด่าผู้อำนวยการ ด่าคนงาน ด่าเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลนั้น ทุก ๆ คนโดนหมด ข้อเท็จจริงที่ดีที่สุดก็ต้องบอกว่าวัคซีนยังไม่มา ขอเลื่อนไปก่อนนะ ถ้ามาก็ฉีด แต่ผู้บริหาร กระทรวงสาธารณสุขบอกว่าฟังกระทรวงสาธารณสุข อย่าไปฟังโรงพยาบาล ถ้าหมอคนไหน โรงพยาบาลไหนพูดอย่างนั้นจะสั่งสอบ สอบเลยครับ ผมอยากให้สอบมาก แล้วท่านจะเจอข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่ท่านทำนั่นคือ การทำร้าย ทำลายระบบสาธารณสุข ขวัญกำลังใจที่เขามีอยู่อันน้อยนิดก็ถูกทำลาย ท่านปล่อยให้ชาวบ้านที่เป็นคนไข้มีการเผชิญหน้ากับแพทย์ พยาบาล อันนี้ตายแล้ว ท่านประธานครับ ไปไหนไม่ได้แล้ว จากคำว่า คุณหมอ เขาจะไม่เรียกคุณหมอนะครับ เขาจะเปลี่ยนเป็นคุณอย่างอื่นเลย หรือไม่มีคุณด้วยซ้ำไป ภาพอย่างนี้ปล่อยให้มันเกิดได้ อย่างไรครับท่านประธานครับ นี่เอาแค่ตัวอย่างการบริหารวัคซีนนะครับ ล้มเหลว ไร้ความสามารถ ท่านประธานครับ หมอประยุทธ์ได้เงินไปแล้ว เพื่อนสมาชิกเปรียบเทียบ ให้เห็นเลย ฝันหวาน ๓ ก้อน แต่สิ่งที่คุณทำคุณยังให้เขาเป็นผู้ป่วยอยู่ คุณจะฟื้นเศรษฐกิจ อย่างไรล่ะ แต่คุณก็บอกว่าโครงการสวยหรู คนละครึ่ง มีผลตอบแทน มีการเพิ่มมูลค่า ทางเศรษฐกิจดีมาก ๑.๐๘-๑.๘๓ เท่า ๑ บาท ได้เพิ่มอีก ๑ บาท ๘๓ สตางค์ นั่นคือ ทฤษฎีครับ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) นี่ล่ะบอกมา แต่ข้อเท็จจริงท่านประธานครับ คนละครึ่ง มันเป็นแนวคิดที่ดีมาก ผมชมคนคิดนะ แต่เสียดายแนวคิดนี้เอามาใช้ไม่ถูกที่ถูกเวลา คนมันไม่มีกำลังที่จะไปฟื้น แค่หยอดน้ำข้าวต้มให้แขนเขากระดิกได้ก็บุญแล้วครับ มันก็เลย ไหลมาอยู่เยียวยาหมดเลย ไหลมาอยู่เยียวยาหมด กระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นงบบอกว่าไปฟื้น เศรษฐกิจสุดท้ายเหลือแค่ ๒๗๐,๐๐๐ ครับ ๑ ล้านก้อนแรก ๒๗๐,๐๐๐ ก็เหมือนที่เพื่อน สมาชิกบอกไป เพื่อนสมาชิกบอกว่าไปเลี้ยงปลาดุก ไปทำโคก ไปทำหนอง ไปขุดน้ำ มันสร้าง รายได้ที่ไหนท่านประธานครับ มันสร้างรายได้ที่ไหน การเอาเงินไปอย่างนี้มันต้องทำให้เกิด รายได้ให้เร็วที่สุด เพราะคุณใช้ พ.ร.ก. ขอ ๑ ปี จำเป็นรีบด่วน มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ครั้งนี้ ก็เหมือนกัน ๑ ปีครับท่านประธาน แต่คุณทำเหมือนปีงบประมาณปกติเพิ่งมาอนุญาตอนุมัติ มันไม่มีเหตุอันควรเลยที่จะบอกว่าจำเป็นรีบด่วน หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อนสมาชิกเลยเรียกร้อง ว่านี่อย่างไรครับคุณหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ หลีกเลี่ยงให้สภาเข้าไปดู พอสมาชิกพูดอย่างนี้ กลับโกรธครับ กลับโกรธ แสดงท่าทีที่เพื่อนสมาชิกคนหนึ่งบอกว่าไม่เป็นอารยะ ขอใช้ คำเพราะ ๆ นะครับ ท่านประธานครับ นี่คือการกระทำของหมอประยุทธ์ ๒๗๐,๐๐๐ ที่อยู่ ในฟื้นฟู เม็ดเงินทั้งหมดโดยรวมแล้วบอกว่าจะฟื้นเศรษฐกิจ มูลค่า ๑ ล้านล้านบาท ประมาณร้อยละ ๖ ของจีดีพี (GDP) นะครับท่านประธาน ตัวเลขได้แค่ ๒ ๑ ล้านล้านบาท ได้แค่ ๒ ครั้งนี้ฝันหวานว่า ๕ ล้านล้านบาท ถ้าทำแล้วจะได้ประมาณ ๑.๕ ช่วงหลังเมื่อวาน มาลดเหลือ ๑-๑.๕ ตอนแรก ๑.๕-๒ นะครับ ๒.๕ ด้วยซ้ำไป ท่านประธานครับมันจะเกิดขึ้น ได้อย่างไร คนไข้ไม่มีแรงที่จะไปฟื้นฟู เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านมาขอขณะนี้ในฐานะที่เราจะให้ เงินแห่งอนาคตของลูกของหลานเราไปให้คุณไปใช้รักษาคนไข้ มันสมควรจะอนุมัติอนุญาต ไหมครับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ให้ไปนี่ระงับการเกิดโควิด (COVID) ก็ไม่ได้ครับ ไม่มี ความมั่นใจ พูดเองครับผมทำดีที่สุดแล้ว ใครเก่งกว่านี้มาทำสิ ทำอย่างไรให้มันระงับ ทำอย่างไรให้ระงับ พูด ๒ ครั้งในสภาแห่งนี้ ง่ายมากครับ ไม่แปลกครับที่ผู้บริหารเก่ง ๆ อย่าง โทนี วูดซัม (Tony Woodsome) เขาบอกถ้าเขานี่เขาทำระงับได้ภายใน ๖ เดือน แล้วสามารถเริ่มฟื้นเศรษฐกิจได้เลย มันไม่ยากครับ แค่คุณกระจายวัคซีนเข้าไป ๕๐ ล้านคน ภายในเดือนกันยายนคุณก็ระงับการระบาดได้แล้ว ที่เหลือมันเป็นการติดเชื้อที่ไม่ระบาด มันเป็นการติดเชื้อธรรมดา ทุกอย่างกลับมา กิจกรรมเศรษฐกิจเริ่มขับเคลื่อน แค่นี้ครับ ท่านประธาน คิดง่าย ๆ แต่คุณคิดเยอะมาก เอาของนักวิชาการ ของสภาพัฒน์ไปใช้แต่ใช้ ไม่เป็น ใช้ไม่เป็น โดยข้อเท็จจริงครับท่านประธาน เงินกู้ หรือ พ.ร.ก. เงินกู้มันจำเป็นอย่างนี้ จะตอบว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันต้องใช้เฉพาะใน ๑ ปีให้จบ แล้วเป็นกิจกรรมที่ชัดเจน เช่น ระงับยับยั้งการระบาด เยียวยา แค่นั้น ฟื้นฟูเศรษฐกิจจำเป็นไหมครับ จำเป็นครับ แต่อย่ามา ใช้ในเงินกู้ เพราะอะไรครับ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติมาให้ข้อมูลเมื่อวาน ผมขอบคุณท่าน มากเลย ท่านสมาร์ต (Smart) มาก ยอมรับในแต่ละแผนงาน มีคณะกรรมการกลั่นกรอง มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานกลางไปกลั่นกรองเป็นระยะ ๆ แล้วส่งให้ ครม. นี่อย่างไรครับ ท่านประธาน นี่คือข้อผิดพลาด บกพร่องของการใช้เงินกู้ที่ไม่เกิดประโยชน์ มีคณะกรรมการ พิเศษขึ้นมาคิดว่าจะตอบโจทย์ได้ กลับไม่ตอบโจทย์ครับท่านประธาน ผมสงสาร คณะกรรมการกลั่นกรองชุดนี้มาก ทำแทบเป็นแทบตาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เกิดประโยชน์ อะไรเลย แล้วโครงการที่ส่งเข้ามา ๔๐,๐๐๐ กว่าโครงการ ท่านประธานทราบไหมครับว่า มาจากไหน ก็คือโครงการแผนงานที่อยู่ในแผนของแต่ละแห่งแต่ละส่วน รีบจับยัดเข้ามา เพราะท่านขอภายใน ๒ สัปดาห์ วงการแพทย์สาธารณสุขปั่นป่วนหมดครับ ต้องทำให้ทัน ภายในคืนนี้ ถ้าไม่ส่งถูกตัดยอด ก็คือเอาแผนงานปกติมาใส่ มันไม่ได้แก้ปัญหาอะไรครับ ท่านประธาน อันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นจากหมอประยุทธ์เอาเงินก้อนแรกเราไปใช้ หมอประยุทธ์ เอาเงินก้อนแรกเราไปใช้เป็นอย่างนี้ ภาพเป็นอย่างนี้แล้วจะมาขอก้อนที่ ๒ ก้อนที่ ๒ โดยสมมุติฐานได้ไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็แก้ปัญหาไม่ได้ เอาไปแค่ระงับยับยั้งไม่ให้มีผู้ป่วย ไม่ให้มีการระบาดก็ทำไม่ได้ ท่านประธานครับ สิ่งที่มันเลวร้ายที่สุดก็คือว่าการทำลายระบบ สุขภาพเรา เมื่อสักครู่ผมบอกผ่านท่านประธานไปว่าทำลายไปถึงก้นลึกถึงผู้ทำงาน แต่ระบบ สุขภาพมันถูกทำลายโดยมาตรการ ผมต้องขออนุญาตใช้คำแรง ๆ ครับ ไร้จิตสำนึก ไร้ทิศไร้ทาง ไร้การบริหารที่ถูกต้อง ท่านไปมอบภาระให้กับแพทย์ พยาบาล โดยไม่จำเป็น และกระบวนการนี้ก็เกิดการปฏิเสธคนติดเชื้อ คนติดเชื้อถือว่าเป็นคนป่วย ทุกคนต้องเข้า โรงพยาบาล คิดแค่นี้ผิดแล้วท่านประธาน ศักยภาพที่เรามีอยู่ จำนวนเตียง จำนวนหมอ จำนวนโรงพยาบาลมันรับได้ไหม สุดท้ายวิ่งทำโรงพยาบาลสนาม ก็ไปหาหน่วยงานอื่นมา ทหารเก่งให้งบทหารไปทำโรงพยาบาลสนาม ท่านประธานครับ ไม่จำเป็นต้องเอาคนไข้ ที่ไม่ใช่เป็นผู้ป่วย เป็นผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการเข้าไปอยู่โรงพยาบาล เต็มเลยครับ ค่าใช้จ่าย มหาศาล นี่คือวิธีคิดที่ผิดของ ศบค. นอกจากจะปิดบังข้อมูลแล้วยังมีวิธีคิดผิดอีก ทำให้ แพทย์พยาบาลเหนื่อยโดยไม่จำเป็น คนที่ไม่มีอาการไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการดูแล รักษาหรอกครับ เขาก็ดูแลรักษาตัวเองได้ แต่คุณต้องมีกติกาให้ชัดว่าคุณจะกำกับดูแลเขา กักบริเวณไม่ให้ไปแพร่เชื้อได้อย่างไรเท่านั้น แต่คุณไม่ทำครับ คุณเลือกที่จะไปทำโรงพยาบาลสนาม เตียงละ ๒๕๐,๐๐๐ ใครได้ประโยชน์ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเล่ามานี้หมอประยุทธ์ หรือทีมงานคุณหมอประยุทธ์มาแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศ บริหารภาวะวิกฤติ ถามว่าทำไม มันล้มเหลว ทำไมมันแก้ปัญหาไม่ได้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านตั้งข้อสังเกตเป็นข้อสังเกต ในสภาแห่งนี้ และข้อสังเกตของพี่น้องประชาชนนะครับ เขาบอกว่ามันน่าจะมีเรื่องผลประโยชน์ เข้ามาเกี่ยวข้อง อันนี้จะต้องไปหาต่อครับ สภาแห่งนี้ต้องขุดคุ้ยแล้วเอามาใช้ในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจให้ได้ มันน่าจะมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ๑. ผลประโยชน์ทางการเมือง ๒. ผลประโยชน์ที่เป็นค่าตอบแทนทางเม็ดเงิน ท่านสังเกตครับ การเยียวยาช่วงแรกจ่าย เงินสดตรง ๕,๐๐๐ บาท ๓ เดือน ช่วงที่ ๒ มีวิธีคิดพิเศษ มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีบัตรคนจน นำแนวคิดนั้นมาใช้ในระยะที่ ๒ โครงการไทยชนะ เป๋าตังค์ คนละครึ่ง แจกฟรี ท่านประธาน รู้ไหมครับ การแจกฟรีนี้ทีดีอาร์ไอ (TDRI) เขาหาข้อมูลมาตัวคูณอยู่ที่ ๐.๘๕ ถือว่าดีครับ ถือว่าดียังพอกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ไม่เอาเงินคืนนะครับ อันนี้ขนาดจ่ายเป็นบัตรนะครับ ท่านประธาน ถ้าจ่ายเป็นเงินมากกว่านี้ เพราะเงินมันจะมีโอกาสหมุนอย่างน้อย ๓-๔ รอบ มูลค่ามันเพิ่มขึ้นถึง ๓ ถึง ๔ รอบ อันนี้หุ้นเพิ่มขึ้นไม่ถึงรอบครับ แค่ ๐.๘๕ ถ้าเป็นเงินสดครับท่านประธาน แต่สิ่งที่คุณคิดกันมาทำไม คุณก็รู้อยู่ว่ามันหมุนแค่ ๐.๘๕ ทำไมคุณใช้วิธีนี้ เอาล่ะคนละครึ่งคุณบอกว่าหมุนได้ประมาณ ๑.๘๓ มากสุดนะครับ คุณคิดวิธีนี้ แต่คุณหารู้ไม่คนละครึ่ง เขาไม่เติมครึ่งหรอกครับ เขายกให้คนที่สามารถเติม ให้เขาได้เอาไปใช้ประโยชน์ เขาก็ได้รับเพียงที่เขามีอยู่เท่านั้น หรือเขาต้องไปกู้เงินมาเติม ไปเป็นหนี้นอกระบบอีกท่านประธาน ในภาวะอย่างนี้มันเลยไม่ตอบโจทย์อย่างไร ท่านประธานครับ นี่คือวิธีที่หมอประยุทธ์ทำ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมนำเรียน ท่านประธาน เอาแค่หมอประยุทธ์ทำไปแล้วผลเป็นอย่างนี้ ก้อนที่ ๒ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผมบอกว่ามันไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ ตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการขณะนี้ ที่เขาคิดเอามาอย่างน้อยต้อง ๒ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานนะครับ การกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สภาไม่ได้ติดใจในการเอาเงินไปใช้เพื่อโครงการนี้ กู้มากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็อนุมัติครับ ถ้าประสิทธิภาพประสิทธิผลมันแก้ปัญหาได้จริง เยียวยาได้จริง และไปฟื้นเศรษฐกิจได้จริง เมื่อสักครู่ผมบอกท่านประธานว่า โครงการฟื้นฟูนี้ ไม่ควรอยู่ใน พ.ร.ก. เงินกู้ ผลออกมาเหมือนเฟส (Phase) แรก เหมือนก้อนแรก โครงการ ถมเข้ามา ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล ไม่มีผลค่าตอบแทน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกระจายเบี้ยหัวแตก ท่านประธานครับถ้าเอาโครงการนี้เข้าสู่ งบประมาณปกติมันจะมีประโยชน์กว่าเยอะ มันทำได้ครับ ทำควบคู่กันไป แต่ท่านไม่ทำครับ ท่านเลือกจะขอที่ว่าตีเช็คเปล่าไปหาโครงการเพื่ออะไรครับ ก็เพื่อข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิก ที่ตั้งไว้มีผลประโยชน์หรือเปล่า การอนุญาต อนุมัติโดยคนกลุ่มเดียว และได้อำนาจพิเศษด้วย นะครับท่านประธาน จัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงที่ไปยกเว้นพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ปี ๒๕๖๐ ยกเว้นเลย ไม่ต้องอีบิดดิง (e-Bidding) ไม่ต้อง ประมูล เจาะจงเลือกเอาเลยผู้รับจ้าง ท่านยังบอกว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมันช้า มันเลยช้า ท่านได้อำนาจพิเศษนี้ไปตราบเท่าที่ยังประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินครับ มีผลไปอีก ๓ เดือน ท่านประธานที่เคารพ นี่คือสิ่งที่หมอประยุทธ์จะเอาไปใช้ในก้อนที่ ๒ ซึ่งดูแล้วเรา เจ็บช้ำน้ำใจกับก้อนแรกมาเยอะมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องดูต่อไปก็คือว่า เราไม่เชื่อมั่น ในความโปร่งใส เราไม่สามารถตรวจสอบได้ ท่านประธานครับ เมื่อวานเพื่อนสมาชิก ท่านหนึ่งท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เป็นกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบการใช้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ถูกปิดกั้นขัดขวางตลอด ไม่มีเนื้องานมาให้สภาแห่งนี้ ได้เห็นเลย เสมือนเป็นตรายาง กรรมการกลั่นกรองด้านโน้นมาก็มาแจ้งกรรมาธิการ รับรู้ รับทราบได้แค่นี้ ถ้าจะตั้งต่อไปนะครับ กรรมาธิการชุดนี้ต้องมีความเข้มแข็งมาก ต้องสามารถลงลึก ไปถึงท่านก่อนที่กรรมการกลั่นกรองจะอนุมัติโครงการได้ด้วย ไม่อย่างนั้นไม่ต้องตั้งครับ ไม่มี ประโยชน์ใด ๆ ถ้าเขาอนุมัติมาแล้วท่านทำอะไรได้ครับ ทักท้วงก็ไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจเขา ให้เขาไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ เพื่อน สมาชิกทักท้วงมาเยอะมาก การที่จะขอเอาเงินอนาคตมาใช้ เขาเรียกว่า การกู้หนี้ การบริหารหนี้เป็นสิ่งที่พูดกันเยอะมากในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ พวกเราเสนอเรื่องหนี้ สาธารณะ เรื่องกรอบวินัยการเงินการคลัง ด้วยความเป็นห่วง ท่านบอกกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับขาดดุลงบประมาณอีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๕ สมมุติฐานเราครับ เราเอาเดือนกันยายน ๒๕๖๕ กันยายน ๒๕๖๕ เงินกู้ ๒ ก้อนนี้ รวมกัน ๑.๒ ล้านล้านบาท หนี้สาธารณะมันขยับไปที่ ๖๒ เปอร์เซ็นต์มันเกินกรอบ ท่านไม่ตอบ วันนี้ต้องตอบนะครับ จริงอยู่ท่านบอกว่าการนับหนี้สาธารณะมันนับ ณ ขณะที่กู้แล้ว ทยอยกู้ไป เข้าใจได้ครับ ท่านประธาน แต่ผมสมมุติฐานว่า วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ ตัวเลขหนี้สาธารณะมันเกิน ท่านจะทำอะไร ท่านไม่ต้องตอบผม ผมก็รู้ครับ ท่านเตรียมจะขยายกรอบเพดาน หนี้สาธารณะขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ ๖๕ ถึง ร้อยละ ๗๐ นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์สนับสนุนท่านนะครับ ท่านจะทำ ท่านทำได้ แต่สิ่งที่ต้องระวัง ก็คือว่าวินัยทางการเงินการคลัง ความล้มเหลวทางการคลังจะเกิดขึ้น อันนี้น่าเป็นห่วงนะ ท่านประธานครับ ทำไมเขามีกรอบ มีวินัยการเงินการคลังไว้ เขาห่วงว่าสิ่งที่ท่านทำขนาดนี้ การกู้หนี้ของท่านดูจากประสิทธิภาพประสิทธิผลในการใช้เงินอันแรก ท่านกู้หนี้มาเป็นหนี้ จริง ๆ ผมต้องยกตัวอย่างครับ โทนี่ วู้ดซัม (Tony Woodsome) พูดในคลับเฮาส์ (Club House) การแก้ปัญหาเรื่องหนี้ ผมขออนุญาตยกมาพูดในสภาแห่งนี้ กู้ กู้ได้ครับ ใคร ๆ ก็กู้ได้ ถ้ากู้มาใช้เหมือนที่ท่านทำขณะนี้คือหนี้หายไป ๆ แต่ถ้ากู้มา มาทำให้เกิดก่อรายได้เขา เรียกทุน ท่านจะกู้หนี้หรือกู้ทุน ท่านตอบผมหน่อยสิครับ ท่านมีเม็ดเงินไปลงทุนแค่ ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับอันใหม่อีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้นเอง มันจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไรครับท่านประธาน และด้วยวิธีการจัดการอย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้ อนาคตลูกหลานเรามีความหวั่นวิตกตรงนี้เองครับ เพื่อนสมาชิกได้ ตักเตือนไป🔗
ท่านประธานที่เคารพ หมอคนนี้รักษาคนไข้ทำให้คนไข้อาการแย่ไป จากปกติ อยู่หายใจได้ดี เดินเหินได้ ต้องใส่ท่อหายใจอยู่ในไอซียู (ICU) ขณะนี้จะเอาเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปใส่ เราบอกว่ามันทำไม่ได้ มันไม่มีทางฟื้น เราไม่อนุมัติ แต่ด้วยเหตุผล อีกเรื่องหนึ่ง เหตุผลอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่สำคัญก็คือว่าเรามาพิจารณาของตัวผู้ใช้เงินคือ ตัวหมอ คุณสมบัติความเป็นผู้นำ ภาวะผู้นำ สภาพจิต วิถีคิด จิตนึกคิดของตัวผู้นำ เป็นอย่างไร เราเอามาประกอบกันที่จะอนุมัติให้กู้หรือไม่กู้นะครับท่านประธาน ซึ่งเป็น เหตุผลใหญ่ด้วย เมื่อวานถ้าท่านประธานสังเกต ผมจำเป็นต้องพูดซ้ำ อาการที่หมอประยุทธ์ แสดงออกเมื่อวานในฐานะผู้นำประเทศต่อหน้าท่านประธาน ต่อหน้าเพื่อนสมาชิก ต่อหน้า พี่น้องประชาชน ขึ้นเสียงก่นด่า ถากถาง เยาะเย้ย ผมขออนุญาตท่านประธานพูดซิโนแวค (Sinovac) เดี๋ยวจะถูกประท้วงผิดข้อบังคับ เจตนาเสียดสีสภาแห่งนี้ ข้อบังคับเขียนไว้ชัดเจน เอ่ยชื่อบุคคลเท่านั้น ซิโนแวค (Sinovac) มันชื่อสินค้า ปัญญาท่านจะเสียดสีสภาแห่งนี้ต้องมี กึ๋นหน่อยครับ ต้องมีสมองหน่อย ๘๔,๐๐๐ เซลล์ ท่านทำไม่ได้ อย่างนี้คือเสียดสีครับ ลักษณะอย่างนี้มันทำให้พวกเราที่จะอนุมัติให้ท่านเป็นหมอต่อนี่เราไม่ไว้ใจ เราไม่เชื่อมั่น ในตัวท่านว่าท่านจะเป็นหมอที่ดีต่อไปได้หรือไม่ ในวงการแพทย์ครับอย่างนี้เขาจะถอน ใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพเลยล่ะครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าจากการทำงาน ของท่าน ท่านทำให้คนไข้ป่วยหนัก หลายคนตาย ๑,๓๐๐ รายตายภายในปีนี้ตั้งแต่เมษายน เป็นต้นมา แค่ ๒ เดือนครับท่านประธาน ๑,๓๐๐ ราย คนไข้สะสม ๑๘๐,๐๐๐ คน ท่านก็ไม่ยอมรับตัวเลขอีก บอกสะสม ก็สะสมอย่างไรครับ เราต้องบอกความจริงกับพี่น้อง ประชาชน สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ขาดก็คือขาดการบริหารข้อมูลที่เป็นจริงทำให้เกิดความสับสน พอสภาแห่งนี้มาเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าบุคลิกลักษณะ ภาวะผู้นำปรี๊ดแตกครับท่านประธาน ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกปรี๊ดแตก ลักษณะอย่างนี้ ผมเคยอภิปรายไว้ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ภาวะอย่างนี้เขาเรียก นาร์ซิซิสติก เพอเซอนัลลิตี ดิสออเดอร์ (Narcissistic Personality Disorder) ภาษาอังกฤษครับ ท่านประธานภาษาไทยเขาแปลว่าโรคหลงตนเอง เชื่อมั่นตัวเองเก่งสูงยิ่ง ใครเสมอเทียบเท่า ไม่ได้ ไม่ฟังใคร ฉันเป็นที่ ๑ ผู้นำอย่างนี้มีลักษณะอย่างนี้ สิ่งที่น่าห่วงที่สุดคือจะพาประเทศ ไปลงเหวล่มจม วงการแพทย์เขาเลยต้องถอนใบอนุญาตนะครับ ตรวจสภาพจิตแล้ว คุณมีลักษณะเป็นเพอเซอนัลลิตี้ ดิสออเดอร์ (Personality Disorder) เขาต้องยกเลิก ใบอนุญาต ท่านประธานครับ สภาแห่งนี้เราจะยกเลิกใบอนุญาตไม่ให้เขาเป็นหมอต่อไหมครับ ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าถ้าทำให้เขาประกอบวิชาชีพต่อไปความสูญเสียจะเกิดขึ้น ประชาชนเจ็บป่วย ล้มตายเกิดโรคแทรกซ้อน ทั้งโรค ทั้งด้านเศรษฐกิจ โรคโควิด (COVID) โรคสัตว์ระบาด เป็นไปหมด เราจะปล่อยให้เขารักษาประเทศนี้ต่อไปหรือครับท่านประธาน ต้องถอน ใบอนุญาตครับท่านประธาน เพราะถ้าปล่อยไว้สิ่งที่จะเกิดขึ้น ผมกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังพี่น้องประชาชนที่เคารพเลย ท่านสามารถใช้สิทธิในการร้องเอาผิดทางละเมิดได้ ให้เขาเยียวยาชดใช้เงินที่เยียวยาชดใช้ที่ท่านให้ไป ท่านทำตามกฎหมายที่เราบังคับให้ทำ แต่ความสูญเสียที่ขึ้นรายบุคคลนี้ท่านสามารถฟ้องร้องเป็นความประมาท เลินเล่อ ผิดพลาด บกพร่อง ท่านฐานะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิด ไม่พอ ท่านประธานครับ ท่านทำให้คนตาย ท่านทำให้คนตายโดยไม่ถึงวัยอันควร จากการประมาทเลินเล่อการรักษา ของท่านนี้ หมอรักษาคนไข้จากประมาทเลินเล่อถูกยึดใบอนุญาต เช่นกันครับ เมื่อท่านทำให้ เขาตายทำให้เขาพิการ ทำให้เขาเจ็บป่วย ท่านย่อมมีคดีครับ เป็นอาญาแผ่นดิน ฟ้องครับ ผม ยุให้พี่น้องประชาชนฟ้องเป็นตัวอย่างเลย จะได้มีตัวอย่างว่าผู้นำรัฐบาล ผู้บริหารประเทศที่ ทำให้เกิดความเสียหาย พี่น้องประชาชนล้มตายถูกพี่น้องประชาชนฟ้อง ท่านเคยฟ้อง นายกรัฐมนตรีคนก่อน ๆ ท่านนกยกรัฐมนตรีคนก่อนเคยโดนฟ้อง ศาลออกมาหมดแล้ว พิสูจน์แล้ว แต่สิ่งที่ประจักษ์ชัดที่สุดนายกรัฐมนตรีคนนี้คือมันเห็น มันเห็นกับตาว่ามันตาย ท่านประธานครับ สิ่งที่หมอคนนี้ทำลายวัฏจักรของชีวิตมนุษย์อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเล่า ให้ฟัง ท่านประธานครับ ผมภูมิใจมากที่ผมได้เป็นคนแก่ เมื่อวันที่ ๔ ที่ผ่านมานี้ ผมได้เป็นคน แก่ครับ อายุ ๖๐ ปี ผมภูมิใจมาก เพื่อนผมชาดาก็เมื่อวันที่ ๗ ก็ ๖๐ ปีแล้ว เขาก็ดีใจว่าเขา ได้แก่ เพราะอะไรครับ เพราะ พลเอก ประยุทธ์ หรือหมอประยุทธ์ไปตัดวงจรชีวิตของ วัฏสงสารของความเป็นมนุษย์ครับ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ผมเกิด ผมแก่ครับ จะเจ็บจะตายมัน ตามมาทีหลัง ผมครบครับ แต่หลายคนที่ตาย ๑,๒๐๐ คนนี้ เกิด เจ็บ แล้วตายท่านประธาน ครับ ทำลายวงจรชีวิตมนุษย์ถือว่าไร้คุณธรรมมาก จากการผิดพลาดบกพร่องของท่าน บอกว่าไม่รู้ตัว ผมทำดีที่สุดแล้ว ทุ่มเทแล้ว จนกระทั่งสมาชิกท่านหนึ่งตอนอภิปราย งบประมาณบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีคะ อย่าขยันเลยนะคะ ถ้าท่านขยันประเทศจะ ขออภัยท่านประธาน ฉิบหาย ล่มจม มันไปตรง กับภาษิตว่า คนโง่แล้วขยันทำให้องค์กร เสียหายครับ โดยเฉพาะองค์กรที่ปล่อยให้คนคนนั้นมาเป็นเบอร์ ๑ ของประเทศ คนโง่ และขยันในองค์การทำงานเขาจัดไว้ในลำดับที่ ๓ ที่ ๔ ท่านประธานครับ ลำดับที่ ๓ ภายใต้ การกำกับอีก ๒ ชั้น ทำให้เม็ดงานเสียหาย มันขยันมอบงาน เขียนสั่งใบสั่งให้ทำ นี่ดีครับ แต่โง่แล้วขยันมาเป็นผู้บริหารเบอร์ ๑ แล้วใครจะมากำกับดูแล พวกเราก็ตรวจสอบไม่ได้ ประเทศวุ่นวายล่มจมเหมือนกับ ๗ ปีที่ผ่านมา ๗ ปีจน ๗ ปีเจ๊ง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ตั้งฉายา ไว้อย่างนี้เลยครับ ๗ ปีจน ๗ ปีเจ๊ง ถ้าต่อไป ๘ ปี ๙ ปี จะเป็นอย่างไร มันจะมีชื่อประเทศนี้ อยู่ในโลกนี้อยู่หรือเปล่าท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพท่านประธานครับ หมอประยุทธ์ต้องถูกถอนใบอนุญาต ใบประกอบวิชาชีพด้วยนะครับ ไม่ใช่พักใช้เฉย ๆ ต้องถูกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเลย เพราะถ้าปล่อยไว้ความบิดเบี้ยวของบุคลิกภาพ ภาวะผู้นำ การตัดสินใจ มันทำให้คนไข้ล้มตายเสียหายได้ นั่นคือประเทศชาติบ้านเมือง จะล้มตายเสียหาย ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมใช้เวลาพอสมควรแต่ สิ่งที่จะสรุปสุดท้ายที่สภาแห่งนี้ได้บอกกล่าวกับท่านประธาน ว่าซีกฝ่ายค้านทั้งหมด ไม่เห็นชอบที่จะอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ หลายท่านบอกชัดเจนว่ากระดาษ ๕ หน้า ไม่เห็นหัวไม่เห็นค่าประชาชน ฉีกครับ ฉีกทิ้งเลย มันเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ ที่สภาสหรัฐอเมริกา ประธานสภา สหรัฐอเมริกาฉีกครับ เห็นชัดเจน ตอนที่ประธานาธิบดี ดอนัลด์ ทรัมป์ พูดรายการใด รายการหนึ่ง ท่านเห็นชัด นั่นคือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อสมาชิกกล้าหาญที่จะทำ อย่างนี้เพื่อบอกว่ามันไร้ค่าไม่เห็นหัวประชาชน คนที่ส่งเข้ามาจะได้มีจิตสำนึกบ้าง ท่านประธานครับ เมื่อมันไร้ค่าไม่เห็นหัวประชาชน สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนเป็นข้อสรุปว่า ๑. เราไม่เห็นชอบ เพราะเราให้ไปแล้วไม่สามารถระงับยับยั้งการแก้โรคระบาดได้ ไม่สามารถ ที่จะเยียวยาตรงประเด็นได้ ไม่สามารถจะฟื้นเศรษฐกิจได้ อันนี้คือข้อตัดสินข้อแรกสุด ข้อที่ ๒ ไม่ชอบด้วยเหตุผลของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนจนกระทั่ง หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลีกเลี่ยงได้ครับ แทนที่จะไปอยู่งบประมาณ ท่านกลับออกมาเป็นกฎหมาย พิเศษ เหตุผลบอกว่ากรอบวงเงินมันเติม ไปทำเป็นเม็ดเงินงบประมาณไม่ได้ จัดเก็บรายได้ ไม่ได้ ท่านฟ้องตัวเองอย่างไรครับ การฟ้องตัวเองก็ขายหน้าก็มาออกเป็นกฎหมายพิเศษ ท่านชาชินกับการบริหารประเทศนี้ด้วยกฎหมายพิเศษมาตลอด ทำตามกฎหมายปกติไม่เป็น ใช้กฎหมายพิเศษบริหารประเทศมาตลอด ทำตามปกติไม่เป็น ม. ๔๔ ออกมาตลอด กฎหมายพิเศษประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินใช้มาตลอด สุดท้ายในการบริหารราชการแผ่นดิน ก็ออกกฎหมายพิเศษมาใช้ตลอดอีก แต่ผลการบริหารนี้กลับบริหารเหมือนกับปกติ อันนี้คือ เหตุผลข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ เหตุผลข้อที่ ๓ เรื่องผลคุ้มค่าผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้น ตัวอย่างของ ๑ ล้านล้านบาท มีให้เห็นชัดเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ ข้อที่ ๔ เรื่อง จำเป็นต้องถอนใบอนุญาต ไม่ให้ทำหน้าที่ต่อ เพราะเรื่องของความรู้ความสามารถ บุคลิกภาพ ภาวะผู้นำ ภาวะอารมณ์ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้นำประเทศอย่างนี้ เราเองกำลังต้องการสร้างความเชื่อมั่นท่านประธานครับ เชื่อมั่นอย่างน้อยให้เชื่อมั่นใน ครม. ของท่าน เชื่อมั่นอย่างน้อยให้เชื่อมั่นในรัฐสภา เชื่อมั่นอย่างน้อยให้เชื่อมั่นในพี่น้องประชาชน ในประเทศนี้ ไม่ต้องมากไปถึงต่างประเทศหรอกครับ เอาประเทศนี้ให้รอดให้เขามีความ เชื่อมั่นกับท่าน แต่ท่านกลับทำตรงข้าม นั่นคือเป็นเหตุผลข้อที่ ๓ ที่ผมกราบเรียนไป ข้อที่ ๔ สุดท้ายครับท่านประธาน อันนี้ผมต้องกราบเรียนเลย ด้วยความเป็นห่วงท่านประธานครับ การที่จะฟื้นประเทศได้ การที่จะยับยั้งโรคระบาดได้ วิกฤติเศรษฐกิจได้นี้ การถอนใบอนุญาต หมายถึงการเปลี่ยนตัวผู้นำ ท่านสมาชิกหลายท่านบอกไม่ต้องท้า ไม่ต้องมาขู่ว่าเรื่องยุบสภา ยุบเลย ให้พี่น้องประชาชนตัดสินว่าจะเปลี่ยนตัวผู้นำเขาโดยวิธีการวิธีประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตั้งท่านยุบเลยครับ เพื่อนสมาชิกท้าเลย ไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่ท่านแพลมมานิด ๆ บอกว่าอีกประมาณสักปีนะ เสมือนเป็นสัญญาณ ผมก็มาไล่เรียงว่า เป็นไปได้ครับท่านประธาน บอกสภาแห่งนี้เลย เพราะอะไรครับ สัญญาณของการยื่น ร่างรัฐธรรมนูญเข้าไปแก้ไขแล้วไทม์ไลน์ (Time Line) มันจะจบประมาณนั้น เมื่อแก้ รัฐธรรมนูญเสร็จท่านจะยุบสภาไปเลือกตั้งตามเงื่อนไนรัฐธรรมนูญที่ท่านเสนอเข้ามา เพราะ ท่านคิดว่าท่านได้ประโยชน์สุดเราจะดูกัน หรือท่านประธานครับ แสดงความรับผิดชอบ โดยเร็วที่สุดคือการเปลี่ยนตัวเองออกจากตำแหน่ง พัก ถอนใบอนุญาตตัวเองเลยให้คนที่มี ความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่แทน ลาออกสิครับ ไม่ได้ยากเลย ท่านลาออกจะเป็น คุณูปการกับประเทศนี้บ้านนี้เมืองนี้อย่างมาก ประชาชนจะยกย่องท่านเป็นวีรบุรุษครับ แต่ท่านดื้อดึงต่อไปท่านจะเป็นคนที่พี่น้องประชาชนเกลียดชังมากที่สุดถึงขนานนามว่าเป็น ทรราชนะครับ เพราะท่านเข่นฆ่าทำร้ายประชาชน ออกเถอะครับ เพื่อบ้านเพื่อเมือง ท่านประธานด้วยความเคารพ ที่ผมได้นำเรียนท่านประธานมา เป็นเหตุและเป็นผลที่ผมเอง พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่สามารถที่จะอนุมัติให้พระราชกำหนดนี้ ไปให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดนี้ รวมทั้งองคาพยพ ที่เราเรียกว่ารัฐบาลนำเม็ดเงินก้อนนี้ไปใช้ด้วยเหตุผลที่ผมกล่าวมา แล้วฝากสภาแห่งนี้ครับ ช่วยกันติดตาม ตรวจสอบ เท่าที่ทำได้ให้มากที่สุด เพื่อประโยชน์ของบ้านของเมือง กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตเรียนชี้แจงเพิ่มเติมจากที่ผม ได้อธิบายเมื่อวานนี้ ซึ่งก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้กรุณา อภิปรายเมื่อวานตลอดทั้งวัน ซึ่งก็ได้รับความข้อคิดเห็น ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ข้อท้วงติง ต่าง ๆ ซึ่งกระผมก็จะรับไปดำเนินการแล้วก็ปรับปรุง ที่สำคัญก็คือเรื่องของการปรับปรุง วิธีการทำงาน ซึ่งท่านสมาชิกก็ได้พูดไว้เมื่อวานนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดของ กรอบแผนงานทั้ง ๓ แผนงาน ซึ่งในครั้งนี้ผมก็เห็นว่าจริง ๆ แล้วเมื่อวานที่ได้แถลงนั้น ผมก็พูดไว้พอสมควรว่าจุดเน้นในแผน ๒ กับแผน ๓ นั้นอยากจะให้ลงไปกลุ่มเป้าหมาย ให้มันชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาในปี ๒๕๖๓ นั้น ช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในรอบแรกนั้นก็มีการเยียวยา แล้วก็มาเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นนั้น เราก็เริ่มที่จะ เข้าไปช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน ทั้งในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ชิมชอปใช้ ชอปดีมีคืนอะไรต่าง ๆ นั้น ก็เพื่อที่จะให้การบริโภค ภายในประเทศของเรานั้นไม่หยุดชะงัก นั่นก็คือประเด็น เพราะว่ารายได้ส่วนหนึ่ง รายได้หลัก ของประเทศส่วนหนึ่งนั้นก็มาจากการท่องเที่ยว ซึ่งปีที่แล้วนั้นการท่องเที่ยวก็หายไปหมด เพราะฉะนั้นในเรื่องของการเข้าไปช่วยเหลือทั้งเยียวยากับในเรื่องของบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ของพี่น้องประชาชนก็เป็นเรื่องที่จำเป็น นอกจากนั้นก็ยังมีส่วนที่ไม่ได้ช่วยเหลือเป็นตัวเงิน แต่ว่าเป็นส่วนลดในเรื่องของค่าสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่าง ๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ แม้ว่า อาจจะเป็นช่วงระยะสั้น ๆ ก็ตาม แต่ว่าก็ได้ช่วยพี่น้องประชาชนนะครับ🔗
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนั้นในฐานะของผู้ประกอบธุรกิจ ก็ผ่านมาตรการต่าง ๆ ของ รัฐบาล อย่างกรณีของคนละครึ่งนั้นความจริงก็มีโครงการ ๒ ระยะ ระยะที่ ๑ นั้นก็เป็น โครงการที่เราเปิดทั่วไป ไม่ว่าจะใช้จ่ายที่ไหน ก็ใช้จ่ายได้ ก็มีประเด็นเหมือนกันว่าเราเข้าไป ช่วยในลักษณะบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการออกแบบโครงการของคนละ ครึ่งนั้นก็มุ่งเน้นที่จะให้ไปถึงระดับประชาชน แล้วก็ไปถึงในระดับห้างโชว์ห่วยที่ไม่ได้จด ทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทำให้ร้านค้าในชุมชนนั้นก็มีความคึกคัก แล้วก็มีรายได้ เพิ่มขึ้น อันนั้นก็คือวัตถุประสงค์ตรงนั้น ก็เป็นส่วนที่เราพยายามให้ถึงเศรษฐกิจฐานรากนั้นให้ มากที่สุด อันนั้นก็เป็นประเด็นในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือ แต่ผู้ประกอบการนั้นก็จะได้ ในส่วนที่ผ่านร้านต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภค บริโภคต่าง ๆ ก็จะได้ ตรงนั้น แต่คราวนี้ในส่วนของแผน ๒ แผน ๓ ที่มีโฟกัส (Focus) มากขึ้นหน่อย ก็ตรงที่ว่าจะ ตรงไปที่ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก แล้วก็ตัวเล็ก ๆ อันนี้ก็เป็นจุดมุ่งหมายอันหนึ่ง ที่ได้มีการหารือกันไว้ ประการที่ ๒ ก็เป็นข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกเช่นเดียวกัน ว่าทำ อย่างไรที่จะทำให้รักษาการจ้างงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีที่แล้วนั้นก็ทำ แต่ว่าอาจจะยังทำ ไม่จุใจ เพราะว่าเราเจอรอบ ๒ รอบ ๓ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องคำนึงถึงพี่น้องประชาชน ผู้ที่อาจจะถูกลดชั่วโมงการทำงาน แล้วก็เรื่องของการถูกออกจากงานกลับไปต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นในเรื่องของการดูโครงการต่าง ๆ นั้นก็จะให้ตรงเป้าหมายหรือให้เป็นทาร์เก็ต กรุ๊ป (Target Group) ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะครับ อันนี้ก็เป็นวัตถุประสงค์ในเรื่องของการใช้ เม็ดเงินก้อนนี้นะครับ🔗
ส่วนประเด็นที่ ๒ ในรายละเอียดนั้น ผมขออนุญาตให้ทางท่านปลัด กระทรวงการคลังได้อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของการกู้ แล้วก็เรื่องของภาระหนี้ต่าง ๆ ซึ่งก็มี คำถามคั่งค้างอยู่ว่าหนี้ของเรานั้นจะเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ซึ่งท่านสมาชิกก็ได้มีการทำ ตัวเลขต่าง ๆ ก็คาดการณ์ ตัวเลขทั้งหมดนั้นก็เป็นตัวเลขคาดการณ์นะครับ ซึ่งเดี๋ยวผม จะขออนุญาตให้ทางท่านปลัดกระทรวงการคลังได้อธิบายเพิ่มเติม ซึ่งก็มี ๓ ประเด็นหลัก ๆ ด้วยกันว่าในเรื่องของสัดส่วนหนี้สาธารณะนั้นจะเป็นเท่าไร คงจะต้องมีการทบทวนว่า หนี้และองค์ประกอบของหนี้นั้นมีอะไรบ้าง ส่วนที่ ๒ ก็คือแล้วเรื่องของความสามารถในการ ชำระหนี้ ส่วนที่ ๓ นั้นก็คงจะเป็นในเรื่องของ แล้วในภาวะที่ไม่ปกติ ซึ่งต้องยอมรับว่า ๒ ปี ที่ผ่านมานั้นคงไม่ใช่ประเทศเราประเทศเดียว แต่เป็นกันทั่วโลก คือการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) นั้นเกิดขึ้นทั่วโลก ก็ต้องถือว่าเป็นภาวะที่ไม่ปกติ เราจะดำเนินการอย่างไร ในเรื่องของส่วนที่เรามีการกู้เงินเพิ่มเติมจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตรงนี้จะเป็นภาระ ที่เราควรจะต้องกำหนดในเรื่องของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) นั้นอย่างไร ซึ่งก็คง จะมีความแตกต่างกัน เมื่อวานท่านสมาชิกก็ได้มีการพูดถึงว่าในอดีตหนี้ของเราก็เพิ่มขึ้น แต่ว่าสุดท้ายก็ค่อย ๆ ปรับลดลงเมื่อเศรษฐกิจนั้นฟื้นตัว อันนี้ก็เป็นเงื่อนไขหนึ่ง เพราะถ้า เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหนก็จะทำให้ประชาชนแล้วก็ธุรกิจนั้นมีรายได้ การจัดเก็บ ภาษีนั้นก็จะเพิ่มขึ้นตามมา ก็จะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของเราหรือว่าในเรื่องของ สัดส่วนหนี้ของเรานั้นก็จะดีขึ้น อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่ผมอยากจะขอให้ท่านปลัด กระทรวงการคลังได้อธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติมนะครับ ก็ขอกราบเรียนว่าทุกข้อความเห็น แล้วก็ข้อสังเกต โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอแนะนั้นเป็นประโยชน์ครับ เป็นประโยชน์สำหรับ การทำงานของกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้จะต้องกู้เงิน ในการกู้เงินนั้นก็ขอเรียนว่าในการกู้ ทุกเม็ดเงินนั้นเราก็จะทำด้วยความรอบคอบ มีการติดตามสถานการณ์ของตลาดเงิน ตลาดทุนทั้งภายในและภายนอกเพื่อให้การบริหารหนี้สาธารณะของเรานั้นเป็นไป อย่างเหมาะสม แล้วก็เป็นการบริหารที่ดีที่สุดสำหรับประเทศนะครับ อันนี้ก็เป็นภาระหน้าที่ ของทางกระทรวงการคลังนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนและขอรับความเห็นทุกความเห็น ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติไปทำงานต่อไปนะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน กฤษฎา ปลัดกระทรวงการคลังได้ตอบชี้แจงครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัด กระทรวงการคลัง ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงเพิ่มเติมต่อเนื่องจากท่านรัฐมนตรี ในเรื่องของ พ.ร.ก. ฉบับแรกที่เราออกกันไป ๑ ล้านล้านบาทนั้นหลายท่านก็คงทราบอยู่แล้วว่าสิ่งที่เรา เอาไปใช้ในเรื่องของการเยียวยา การฟื้นฟู หรือเรื่องของการสาธารณสุขนั้น ตอนที่ ธนาคารโลกประเมินเศรษฐกิจเรา ซึ่งตอนนั้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๓ ซึ่งได้คำนึงถึงตัวเลข ๑ ล้านล้านบาท ที่เราจะดำเนินการแล้วด้วย ในขณะนั้นธนาคารโลกคาดการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจเราจะติดลบ ๘.๓ เปอร์เซ็นต์ ส่วนไอเอ็มเอฟ (IMF) บอกว่าติดลบ ๗.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตามด้วยความกรุณาจากท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้กรุณาผ่านกฎหมาย ให้เรา ๑ ล้านล้านบาท แล้วเอาไปดำเนินการ ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตติดลบ ๖.๑ ซึ่งดีกว่าทั้งที่ ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้คาดการณ์ไว้นะครับ อันนี้ก็ขออนุญาต กราบเรียนเป็นข้อมูลว่า ๑ ล้านล้านบาทที่ท่านให้มา ก็เป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจประเทศ ไทยจริง ๆ นะครับ ในส่วนเรื่องของหนี้สาธารณะ ถ้าดูในตัวเลข ณ ปัจจุบันนี้มีอยู่ประมาณ ๘.๕ ล้านล้านบาท ก็เป็นสัดส่วนประมาณ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเรารวมไปถึงในเรื่องของ การคาดการณ์ที่เราจะกู้ ไม่ว่าจะเป็นกู้ขาดดุล หรือว่ารวมถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เราจะกู้ ตามความจำเป็นนี้นะครับ อย่างไรก็ตามว่าในสิ้นปีงบประมาณนี้ก็ยังไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เราคาดการณ์อยู่ที่ ๕๘-๕๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นนะครับ ส่วนเรื่องการที่ว่าในอนาคตมันจะเป็น อย่างไรนั้น ตอนนี้เรามีคณะกรรมการการเงินการคลังภาครัฐ ที่ตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการ คลัง ซึ่งจะต้องพิจารณาในประเด็นนั้นในเรื่องของกรอบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ผมขอ อนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมว่าหนี้สาธารณะของเรานั้น มันจะเป็นหนี้ที่รัฐบาลไม่ได้รับผิดชอบ ตรง ๆ โดยที่รัฐบาลมีแหล่งเงินมาคืนที่ชัดเจนอยู่แล้ว ก็คือในสัดส่วนของกองทุนฟื้นฟูที่เป็น หนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ซึ่งวันนี้เหลือเงินต้นอยู่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินแหล่งที่มาที่จะ มาใช้หนี้ตรงนั้น จะเป็นเงินมาจากการที่เราไปเก็บจากเงินฝากที่สถาบันการเงินให้มา เพราะฉะนั้นเราเก็บได้มาทุกปี เราก็จะเอามาชำระหนี้ตรงนั้น เราไม่ได้เอางบประมาณ ไปชำระเลย เพราะฉะนั้นก็จะถือได้ว่าเป็นอีกแหล่งเงินหนึ่งที่เราเอามาชำระหนี้เงินกู้ก้อน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ชัดเจนนะครับ🔗
ส่วนอีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นหนี้ของรัฐวิสาหกิจบางประเภท ที่มีความสามารถ ชำระคืนได้เองอยู่แล้วนะครับ อย่างเช่นทาง ปตท. เองหรือว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเอง อีกประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นหนี้ตรงนี้ก็ประมาณสัก ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่รัฐบาลไม่ได้เป็นภาระกับงบประมาณเลยครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติม ขอบคุณครับ🔗
เป็นอันว่า เป็นการยุติการอภิปราย ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือขั้นตอนขอมติจากที่ประชุมว่าจะอนุมัติ พระราชกำหนดฉบับนี้หรือไม่ แต่ก่อนลงมตินั้น ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๘ ประธานต้องกดกริ่ง สัญญาณเพื่อให้สมาชิกทราบเพื่อแสดงตน และให้ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
เชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมด้วยนะครับ ท่านสมาชิกเข้ามาครบแล้ว นะครับ ถ้าครบแล้วก็แสดงตนโดยการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ เพื่อเป็น การตรวจสอบ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ ขอรออีกสักนิดได้ไหมครับ พรรคผมยังขาดอีกหลายท่าน ขอรออีกสักนิดนะครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรานะครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้นำเรียนเมื่อสักครู่นี้ ก็ขอเวลาอีกสักนิดหนึ่ง เพราะว่าหลายคนเมื่อสักครู่บอกว่าเพิ่งลงมาจากห้องประชุม คณะกรรมาธิการ อยากจะขอเวลาอีกสักนิดหนึ่งครับ ขอขอบคุณครับ🔗
ก็ฝาก ประธานวิปทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ความจริงแล้วท่านก็สามารถจะกะเวลาได้ น่าจะแจ้ง ท่านสมาชิกให้เข้ามาเตรียมตัวกันเนิ่น ๆ หน่อย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาคอยท่านสมาชิกนะครับ ฝากไว้คราวต่อไป ท่านพอจะประมาณเวลาได้แล้วว่าในการลงมติจะใช้เวลาเท่าไร ฝากเป็น ข้อสังเกตไว้ด้วยนะครับ พร้อมแล้วครับ ขอเชิญท่านสมาชิกแสดงตน โดยเสียบบัตร และกดปุ่มแสดงตน เชิญครับ🔗
มีแสดงตนครบทุกท่านไหมครับ มีท่านใดขัดข้องในเรื่องบัตรบ้างครับ ถ้าไม่มี ขอปิด การแสดงตนครับ ตอนนี้มีท่านสมาชิกอยู่ในห้องประชุมแสดงตนแล้ว ๔๖๑ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมครับ🔗
ขั้นตอน ต่อไปจะเป็นการถามมติจากที่ประชุมว่าจะให้การอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๖๔ หรือไม่นะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็น ควรอนุมัติโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าไม่อนุมัติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ🔗
ท่านสมาชิกลงคะแนนครบทุกท่านแล้วนะครับ มีท่านใดจะลงคะแนนโดยผ่านไมโครโฟน ไหมครับ ถ้าไม่มี ขอปิดการลงคะแนนเสียงครับ ผลการลงมตินะครับ มีทั้งหมด ๔๖๙ ท่าน เห็นด้วย ๒๗๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๙๖ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน ดังนั้นมติของที่ประชุมอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นการจบการพิจารณาเรื่องด่วนครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ มีอะไรครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ เรวัต วิศรุตเวช ครับ เครื่องตรงนี้เสียครับ ผมไม่เห็นด้วยครับ🔗
ปิด การลงคะแนนไปแล้วนะครับ แต่ผมจะบันทึกไว้ให้นะครับว่า นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช ไม่เห็นด้วย ช่วยบันทึกไว้ด้วยครับ เป็นการจบการพิจารณาเรื่องด่วนนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี🔗
ถือว่าหมดระเบียบวาระการประชุม จบการประชุมของการประชุมวันพุธที่ ๙ มิถุนายน ของเมื่อวานนี้นะครับ เพราะเป็นการประชุมต่อเนื่อง ถือว่าปิดการประชุมของ วันพุธที่ ๙ มิถุนายนแล้วนะครับ ขอปิดการประชุมของวันพุธที่ ๙ มิถุนายน นะครับ🔗
ของวันที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๔🔗